superบันเทิง

สนทนาภาษาคนทำหนังกับ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

นับตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก 'มันมากับความมืด' ในปี พ.ศ. 2514 กว่า 45 ปีในวงการหนังของ ท่านมุ้ย - หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่นำศาสตร์และศิลป์ของภาพยนตร์มาสร้างมาตรฐานและความแปลกใหม่ให้กับวงการหนังไทยมาอย่างยาวนานผ่านผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนวเกือบสามสิบเรื่อง และในวาระครบรอบวันเกิด 74 ปีของท่าน เราจึงขอนำส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "…’ความรัก’ ของท่านมุ้ย" โดย สุภาพ หริมฯ จากคอลัมน์ Discuss ในนิตยสาร BIOSCOPE (ฉบับที่ 15) เมื่อ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2546 ณ ช่วงเวลาที่ท่านมุ้ยกำลังรีเมกผลงานหนังคลาสสิคของตนเมื่อ พ.ศ. 2517 อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’  กับมุมมองของท่านที่มีต่อวงการหนัง ทั้งโอกาสของคนทำหนังรุ่นใหม่ ไปจนถึงคำถามชวนปวดหัวที่ว่า "หนังอาร์ต คืออะไร?"!!                 สิ่งที่ทุกคนในวงการรู้เสมอเวลาอยู่ใกล้ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ก็คือ ท่านมักมีเรื่องความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ได้ฟัง บางครั้งความรู้นั้นมาพร้อมการสาธิตอย่างเอาจริงเอาจัง และเครื่องไม้เครื่องมือซึ่งมักไม่พ้นต้องเกี่ยวกับหนังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง                 เช่นเดียวกันโดยบังเอิญเมื่อช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่อง ‘ช้าง’ ที่ แมเรี่ยน  ซี คูเปอร์ ยกกองมาถ่ายทำในบ้านเราโดยได้การอำนวยความสะดวกอย่างดีจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ (เสด็จปู่ของท่านมุ้ย) ท่านมุ้ยก็นำผมไปยลโฉมกล้องที่ใช้ในการถ่ายหนังเรื่องนั้นทันที พร้อมสาธิตกระบวนการการทำงานของกล้องโบราณตัวนั้นอย่างละเอียด ซึ่งท่านยืนยันว่า “นี่เหลืออยู่แค่ไม่กี่ตัวแล้วในโลกนี้ แต่ยังใช้ได้ดีเลยนะ”                 แม้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง แต่กล้องโบราณตัวนั้นดูไปก็คล้ายทำหน้าที่เหมือนหลักหมุดของเวลาซึ่งทำให้เรารู้ว่าหนังเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ไม่ไกลนักจากคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชที่กำลังใช้ตัดต่อหนังเรื่อง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ (พ.ศ. 2546) อยู่                 ฉากอุบัติเหตุที่อาศัยเทคนิคการลำดับภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ทำให้ผมอดนึกถึง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับดั้งเดิม (พ.ศ. 2517) ที่เคยกระตุ้นเร้าผมอย่างรุนแรงก่อนจะลงเอยด้วยความรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้... BIOSCOPE : ผมจำได้ว่าตอนดู ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับเดิม มีฉากอุบัติเหตุซึ่งใช้วิธีตัดสลับที่ดูแปลกมากสำหรับหนังไทยยุคนั้น มาในฉบับนี้ ท่านยังต้องการให้หนังมีความรู้สึกแปลกใหม่กับคนดูอีกหรือเปล่า ก็ต้องการแบบเดิมนะ แต่เวลามันผ่านมา 30 ปีแล้ว วิธีการคงไม่แปลกแล้วล่ะ ผมว่าความแปลกที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่ามันต้องดูผิดปรกติหรือทันสมัย เพราะไอ้ความทันสมัยหรือความใหม่มันเป็นสิ่งที่เราพูดจำกัดความได้ลำบาก BIOSCOPE : สำหรับคนที่เคยดูงานของท่านมาตั้งยุคก่อนๆ อาจจะคาดหวังว่า ท่านมุ้ยต้องมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นอยู่ตลอด ปัญหาคือว่าอะไรล่ะคือสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพูดถึง เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เรียกว่าใหม่ได้ คุณจะไม่รู้หรอกว่าอะไรคือความใหม่ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือเก่า เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะอะไรก็มีคนทำมาหมดแล้วทั้งนั้นละ อย่างวิธีการตัดแบบ jump cut นี่ (ฌ็อง-ลุค) โกดาร์ดก็ทำมาตั้งแต่ยุค 1960 โน่น หรือแม้แต่ผมเองก็เคยใช้ตั้งแต่ ‘เทพธิดาโรงแรม’ (พ.ศ. 2517) ไปตั้งเยอะแล้วซึ่งผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นก็แทบจะเรียกว่าไม่มีอะไรใหม่ๆ หรอก ก็มีแต่เอาของที่เคยทำกันไปแล้วมารีไซเคิลเท่านั้นเอง BIOSCOPE : หมายถึงเอามันมามองใหม่ ใช่ มุมมองใหม่ อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ก็ต้องมองมุมใหม่เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป เช่นในของเดิม เชื้อ กับ รส เขียนจดหมายถึงกันซึ่งนั่นก็ค่อนข้างโบราณแล้ว สมัยใหม่ก็ต้องโทรศัพท์หรือไม่ก็อีเมลโดยที่ยังรักษาอรรถรสของการเขียนจดหมายไว้อยู่ ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรอกที่ต้องทันสมัย แต่บางอย่างเช่นการนั่งรถสามล้อนี่ก็คงไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าแทน เป็นต้น สัมคมตอนนี้มันไม่ใช่ยุคที่ สุวรรณี สุคนธา แต่งเรื่องนี้ออกมาแล้ว BIOSCOPE : แล้วท่านคิดว่า วิธีการที่เอากลับมาใช้ต่างๆ นี่จะได้ผลในการสร้างความรู้สึกกับคนดูไหม อย่างน้อยมันก็ได้ผลกับผมแหละ ถ้าไม่ได้ผลคงไม่ทำ แต่ปัญหาคือมันจะได้ผลกับคนอื่นหรือเปล่านี่คงต่างๆ กันออกไป เพราะผมแก่กว่าคนอื่นเขาเยอะมาก เรา 60 กว่า แก่กว่าคนดูทั่วไป 3-4 เท่า ความคิดของคนดูก็คงต่างกัน BIOSCOPE : ถ้าพูดถึงคนที่เคยทำหนังไทยมาพร้อมๆ กับท่าน หลายคนวางมือไปแล้ว แต่ท่านยังทำหนังต่อ ก็มันเป็นอาชีพผมไปแล้วนี่ (หัวเราะ) เราทำหนังเป็นอาชีพก็ต้องทำหนังไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะหยุด คงทำหนังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรงน่ะแหละ จริงๆ แล้วฝรั่งมันก็มีคนทำหนังรุ่นผมดังๆ กันตั้งหลายคน อย่าง ริดรีย์ สก็อตต์แก่กว่าผมอีก แต่อยู่ดีๆ ก็ทำหนังอย่าง Gladiator (2000) หรือ Black Hawk Down (2001) ออกมาได้ คือมันไม่ใช่หรอกที่วันหนึ่งจะออกจากวงการไปแค่เพราะทำหนังมานานแล้วนะ ทำไมไม่ออกจากวงการไปสักที มันก็ไม่ใช่ ใช่มั้ย (หัวเราะ) คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าวงการมาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาทำแล้วมีชื่อเสียงก็ต้องออกจาวงการไป เขาก็ต้องทำของเขาไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องกลายเป็นคนรุ่นเก่า อย่าง มานพ อุดมเดช เนี่ย ในสายตาผมเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ยุคหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นคนทำหนังรุ่นเก่าที่ไม่มีใครยอมรับ แต่ผมเห็นว่าเขาเป็นคนมีฝีมือก็เลยชวนมาทำ ‘คืนบาป...พรหมพิราม’ มันเป็นเรื่องของฝีมือ ไม่ใช่ว่า เฮ้ย...คนรุ่นใหม่เกิดมาแล้ว คนรุ่นเก่าก็ต้องออกจากวงการไป ไม่ใช่อย่างนั้น มีคนพูดให้ได้ยินบ่อยๆ นะ ว่าทำไมคนรุ่นเก่าไม่ออกไปจากวงการไป คนรุ่นใหม่จะได้เกิดบ้าง จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะคนรุ่นเก่าอยู่คนรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาได้ ไม่มีใครว่ากันอยู่แล้ว หรือคนใหม่ๆ ถามว่าทำไมไม่มีใครให้โอกาสเขา ก็ต้องถามกลับว่า นี่คุณ อยู่ๆ เอาเงินผมไปทำหนัง 20 ล้านเนี่ย หนังจะได้เงินหรือเปล่า แล้วคุณตอบว่า “ไม่ทราบครับ มันต้องเสี่ยง” อ้าว...แล้วใครจะเชื่อลงล่ะ เงิน 20 ล้านมันเยอะนะ เท่าบ้านหลังหนึ่ง รถเบนซ์อีก 2 คันน่ะ หนังไม่ได้เงินมันก็ละลายหายไปกับสายน้ำ ฉะนั้นจะมาพูดง่ายๆ ไม่ได้ว่าให้โอกาสผมบ้างสิ เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงตุดหนึ่งคุณต้องสู้ เหมือนกับพวกเราสู้กันมาสมัยก่อน กว่าผมจะขึ้นมาเป็นท่านมุ้ยได้ต้องใช้เวลา 20 ปีนะ ผมว่าปัญหาใหญ่คือ คนรุ่นใหม่ที่จะมาทำหนังเนี่ย รู้หรือเปล่าว่ามันยากแค่ไหนที่จะเข้ามาในวงการ ยากแค่ไหนที่คุณจะเอาเงิน 20 ล้านบาท เวลามีคำถามว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้กับคนใหม่ๆ บ้าง ผมอยากจะบอกว่า เมืองไทยเปิดโอกาสมากกว่าเมืองนอกมากๆ เลย มีคนทำหนังเยอะแยะที่ผมไม่อยากเอ่ยชื่อที่อยู่ๆ ก็ได้ทำหนังเลย แค่บอกนายทุนว่าผมทำหนังเป็นแล้ว ก็ได้ทำ แล้วพอหนังฉิบหาย 3-4 เรื่องจนนายทุนล้มละลาย หมดตัวเป็นพันๆ ล้าน แล้วใครจะรับผิดชอบ พวกนายทุนเลยต้องเคี่ยวพอที่จะรู้ว่าคนไหนทำหนังเป็นคนไหนทำไม่เป็น เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการมาลองฝีมือ ไอ้นั่นต้องทำตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาหรือทำหนังสั้นแล้ว BIOSCOPE : ความยากของการทำหนังในยุค 2510 กว่าๆ กับ 2540 กว่าๆ ต่างกันตรงไหน เหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่สมัยนั้นมันถูกกว่า สมัยนี้แพงมากๆ เรื่องหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า 10-20 ล้าน ถึงบอกไงว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ยากเข้ามาจริงๆ คุณต้องแสดงผลงานออกมา ถ้าคุณคิดว่าเขียนบทได้ดีก็ต้องทำออกมาให้เห็น อย่าง ยุทธเลิศ (สิปปภาค) เขียนบทได้ดีตั้งแต่ตอนทำ ‘O-Negative รักออกแบบไม่ได้’ (1998) แล้ว แต่เขาไม่เชื่อใจเพราะยังเป็นคนใหม่เลยยังไม่ให้ทำ จนมาทำ ‘มือปืน โลก/พระ/จัน’ (2001) ถึงได้เกิด การเขียนบทนีมันเป็นงานที่ไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย ฟรี กระดาษปึกหนึ่งกับปากกาก็เขียนบทได้แล้ว หรือไม่ก็ไปขอเงินพ่แม่สัก 2-3 แสนมาลองทำหนังสั้นสัก 3 ฉาก ไปเช่าอุปกรณ์มา รวบรวมพรรคพวกมา แล้วก็ถ่ายทำออกมาเพื่อไปฉายให้นายทุนดูว่า เนี่ยละหนังผม แบบนี้ก้ได้ ยกตัวอย่าง ‘องค์บาก’ (2003) เนี่ย ถ้าไปบอกนายทุนว่าจะทำหนังมวยไทย นายทุนคงบอกทันทีว่า “ไม่เอา” ปรัชญา (ปิ่นแก้ว) เลยใช้วิธีถ่ายฉากบู๊ให้ดูหนึ่งซีน เอาไปฉายให้เห็นเลยว่า นี่ จา (พนม ยีรัมย์) มันเล่นได้แบบนี้ แต่คุณจะใช้วิธีแค่พูดว่าผมทำหนังเป็น มันไม่ได้ แค่ความมั่นใจหรือแค่บอกว่าผมดูหนังมาเยอะ มันไม่ได้มีความหมายอะไร BIOSCOPE : อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นคนทำหนังครับ ...ต้องแหกคอก? จะแหกไปไหนล่ะ ...สิ่งสำคัญคือต้องดูหนังเยอะก่อน ดูหนังเยอะพอหรือยังถึงที่จะคิดเรื่องแหกคอก ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ‘คอก’ น่ะมันอยู่แค่ไหน ถึงจะแหกได้ ถ้าไม่รู้จะแหกมันทำไม BIOSCOPE : ท่านชอบคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ คนไหนบ้าง ชอบทุกคนนะ เป็นเอก (รัตนเรือง) ก็ดี ยุทธเลิศก็โอเค เรียว (กิติกร เลียวศิริกุล) ก็ใช้ได้ จุดร่วมของคนพวกนี้คือ เขาพยายามทำสิ่งใหม่ๆ ใส่เข้าไปในหนัง เป็นคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเคยไปงานฟิล์มเฟสติวัลและมีโอกาสได้สัมผัสกับหนังอาร์ตต่างประเทศเยอะ และไฟยังแรง ยังไม่หมดเนื้อหมดตัว ก็ยังมีความกล้าที่จะทำ BIOSCOPE : ถ้าหมดตัว ความกล้าจะน้อยลง ถ้าหนังเจ๊งบ่อยๆ นานๆ เข้า ไฟก็หมดลงทุกทีๆ หรือไม่ก็หายไปเลย เพราะหนังมันขึ้นอยู่กับกำไรและขาดทุนนะ ขาดทุนมากๆ ก็จะไม่มีใครให้ทำ เราจะเอาแต่ดูเด็กๆ กลุ่มเดียวมันก็เป็นไปไม่ได้ BIOSCOPE : กลุ่มคนดูหนังของท่านเปลี่ยนหน้ามาเรื่อยๆ ท่านมองว่าความต้องการของคนดูแต่ละยุคมันเปลี่ยนไปหรือเปล่า เหมือนเดิม ...100% เลยคือความบันเทิง หนังดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกสนุกด้วย การดูสนุกด้วยและให้ข้อคิดด้วยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราเลยได้เห็นว่าในบรรดาหนังที่ดีที่สุดในโลก เกือบทั้งหมดคือหนังที่ดูแล้วสนุก ดูแล้วรื่นรมย์ใจ หนังที่ดูแล้วไม่สนุกก็ย่อมจะไม่สามารถสื่อสารกับคนดูได้เพราะคนดูไม่รู้สึกสนุกกับมัน แต่ความสนุกแปลว่ามันสื่อสารกับคนดูได้ในทางใดทางหนึ่ง BIOSCOPE : แล้วถ้าหนังที่ดูไม่รู้เรื่อง แต่เรียกว่าหนังอาร์ตล่ะ ไม่จริงหรอก อาร์ตคืออะไร BIOSCOPE : นั่นสิครับ ท่านว่าอาร์ตคืออะไร อาร์ตที่ดีต้องประกอบไปด้วย 4 อย่างคือ หนึ่ง-ต้องมี content คือเนื้อหา สอง-ต้องมี craft ต่อให้ content ดีแต่ทำออกมาห่วย ถ่ายไม่เป็น ถ่ายไม่ติด เบลอ หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ใช้ไม่ได้ สาม-ต้องมีการถ่วงน้ำหนัก หนัก-เบา ไม่เลอะๆ เทอะๆ และอันสุดท้ายคือ ต้อมมีสไตล์เป็นของตัวเองแบบที่ดูปั๊บแล้วรู้เลยว่านี่มันคืองานของเขา อันนี้ปิกัสโซ่ อันนี้โมเนต์ อันนี้หนังบัณฑิต (ฤทธิ์ถกล) หนังเปี๊ยก โปสเตอร์ หนังท่านมุ้ย หนังหง่าว-ยุทธนา (มุกดาสนิท) ฯลฯ ซึ่งกว่าจะได้สไตล์มาคุณต้องผ่านการลอกเลียนแบบสไตล์คนอื่นเขามานักต่อนักแล้ว ยกตัวอย่าง แดนนี่ บอยล์ ก็มีสไตล์ขอวมันนะ แต่พอลองฉีกตัวเอมาทำ The Beach (2000) ก็เจ๊ง ขณะที่หนังก่อนหน้านั้นอย่าง Shallow Grave (1994) หรือ Trainspotting (1996) ก็มีสไตล์ของตัวเองชัด ...ผมเพิ่งนั่งกินข้าวกับ เดวิด พุตต์นั่ม เมื่อเช้านี้ เขาเล่าให้ฟังว่า วันที่เขารู้ตัวว่าต้องเลิกทำหนังก็คือวันที่ได้ดู Trainspotting เพราะเขารู้เลยว่าไม่มีทางมำหนังแบบนี้ได้ นี่คือสไตล์ที่ไม่มีวันทำได้ เขาก็เลยเลิกทำหนัง BIOSCOPE : ความรู้สึกแบบนั้นเคยเกิดขึ้นกับท่านหรือเปล่า ตอนนี้ยังนะ วันหนึ่งข้างหน้าไม่แน่ แต่วันนี้เรายังรู้สึกว่ายังมีเรื่องอยู่ในหัวที่อยากทำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ละครรักสลับหน้า (ละครเย็น) , เรื่องย่อรักสลับหน้า (ละครเย็น)
ละครรักสลับหน้า ช่อง7 /  ละครรักสลับหน้า / 

รักสลับหน้า บทประพันธ์โดย : อภิวัฒน์ เล่าสกุลกำกับการแสดงโดย : วินัย ปฐมบูรณ์ผลิตโดย : บริษัท กำลังดี ซอย 6 โปรดักชั่น จำกัดควบคุมการผลิตโดย : วินัย ปฐมบูรณ์ออกอากาศทุกวัน เวลา 18.50-20.00 น. ทางช่อง 7 สี เรื่องย่อ ละครรักสลับหน้า เมื่อเขาต้องการจะหลุดพ้นจากคำว่าอัปลักษณ์ ทางเดียวที่จะช่วยเขาได้ก็คือการศัลยกรรม แต่ชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์กลับต้องรุ่งริ่ง เมื่อใบหน้าใหม่ของเขาดันไปเหมือนกับหัวหน้าแก็งค์มาเฟียใหญ่ของประเทศที่ตายไปแล้ว !!! ปานหรือ ปานเทพ ชายหนุ่มผู้มีปานดำที่หน้าเป็นเอกลักษณ์ กำลังโค้งรับเสียงตบมือจากบรรดาเด็ก ๆ ที่อยู่ภายในชุมชนแออัดที่มาดูการแสดงของเขา แม้ว่าจะเป็นแค่เสียงตบมือเป๊าะแปะ แต่มันก็เติมเต็มความสุขที่ต้องการจะเป็นนักแสดงให้กับเขา แต่ปานเทพก็มีความสุขได้ไม่นานก่อนที่บรรดาพ่อแม่ของพวกเด็ก ๆ จะตรงเข้ามาแล้วรีบพาลูกหลานตัวเองกลับไป เพราะเหตุผลที่ว่ากลัวว่าไอ้ปานดำที่อยู่บนหน้าจะติดมาถึงลูกหลานของพวกเขา ปานกลับบ้านไปพร้อมกับความคับแค้นใจที่ตัวเองเหมือนปีศาจจนไม่มีใครอยากเข้าใกล้ แต่ก็มี โฉมฉาย แม่ผู้เข้าใจและรักปานคอยปลอบโยน ปานรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ตัวเองเกิดมาอัปลักษณ์อับโชค เขาอยากจะออกไปจากชุมชนแออัดแห่งนี้ อยากจะเอาปานดำที่หน้าออก ไอ้ปานดำบ้าทำให้เขาไม่ได้เป็นนักแสดง เป็นแค่ไอ้แมสเซนเจอร์ที่ต้องคอยใส่หมวกกันน็อกปิดหน้าไปวัน ๆ โฉมฉายเห็นปานเป็นอย่างนั้นก็รู้สึกเสียใจไม่แพ้ลูกชาย โฉมฉายจึงรีบบอกข่าวดีให้กับปานรู้ นั่นก็คือ การะเกด ดาราสาวสุดฮอตจะมาถ่ายละครที่ชุมชนของเราในวันพรุ่งนี้ ปานถึงกับช็อกไป เพราะการะเกดคือไอดอลของเขา ทั้งการแสดงและหน้าตา และปานเองก็ได้ยินมาว่าการะเกดเป็นคนใจบุญ บางทีเธออาจจะสงสารและช่วยพาเขาเข้าวงการก็ได้ ละครรักสลับหน้า เช้าวันรุ่งขึ้นปานบุกไปที่กองถ่ายด้วยความหวังเต็มเปี่ยมที่จะได้เจอกับเจ้าหญิงของเขา แต่ก่อนที่ปานจะเจอเจ้าหญิง ก็ดันไปเจอกับนังมารร้ายอย่าง แก้วกานดา เด็กเสริฟน้ำประจำกองถ่ายเสียก่อน แก้วกานดาเข้าใจผิดคิดว่าปานเป็นพวกถ้ำมองโรคจิต โดยไม่รู้ว่าที่ปานด้อม ๆ มอง ๆ เพราะไม่กล้าที่จะแบกหน้าที่มีปานดำเข้าไปหาการะเกดนั่นเอง เรื่องราวใหญ่โตจนวุ่นวายไปทั้งกองถ่าย ดีที่ยังมี คอง ขาใหญ่ประจำชุมชนที่รับหน้าที่เป็นผู้ติดต่อประสานงานให้กับกองถ่าย เข้ามาเอาเรื่องปานเพราะการเกิดเรื่องอย่างนี้ก็เท่ากับทำให้เขาเสียหน้า แต่ยังไม่ทันที่ปานจะโดนชุดใหญ่จากคอง การะเกดก็เข้ามาเคลียร์แล้วขอให้เลิกแล้วต่อกัน ปานถึงกับอ้าปากค้างที่การะเกดเข้ามาช่วยเขา นี่สิเจ้าหญิงของผมแต่แล้วปานก็ได้รู้ว่าที่การะเกดช่วยปานเอาไว้นั่นก็เพราะเป็นวันที่นักข่าวบันเทิงลงกอง แล้วการะเกดก็ต้องการสร้างภาพนั่นเอง แล้วที่ทำให้ปานต้องอึ้งหนักก็คือคำพูดดูถูกที่บอกให้เขาไปเกิดใหม่ก่อนที่จะมานักแสดง เพราะไอ้หน้าปานอย่างเขา ต่อให้เดินบนถนนธรรมดายังยาก ปานกลับมาบ้านด้วยหัวใจที่แตกสลาย โฉมฉายกับสายรุ้ง ผู้เป็นน้องสาวที่หน้าเหมือนเกิดกันคนละพ่อคนละแม่กับปานพอรู้เรื่องก็ช่วยกันพูดให้กำลังใจว่าที่การะเกดพูดอย่างนั้นอาจจะเพราะว่าอายที่อยู่ต่อหน้านักข่าวก็ได้ ปานคิดไปคิดมาแล้วก็มีกำลังใจฮึดขึ้นมาอีกครั้ง อย่างเข้าข้างตัวเองว่ามันอาจจะจริงอย่างที่แม่กับน้องสาวว่าก็ได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ในวันรุ่งขึ้นปานบุกไปที่กองถ่ายอีกครั้ง แล้วปานก็ได้รู้ว่ายังไงเขาก็ไม่มีวันที่เอื้อมถึงดอกฟ้าอย่างการะเกดได้ แถมคราวนี้การะเกดยังล้อเขาเป็นเรื่องสนุก ปานรู้สึกอายและโกรธที่เขาเหมือนเป็นตัวตลกให้กับคนในกองถ่ายหัวเราะกัน จะมีก็แต่เพียงแก้วกานดาที่ยืนมองปานด้วยความเห็นใจ ปานกลับมาด้วยหัวใจที่แตกสลาย แก้วกานดาตามเข้ามาเพื่อปลอบปาน ปานแปลกใจที่แก้วกานดาเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่กลัวไอ้หน้าดำอย่างเขา แก้วกานดาจึงบอกว่าเธอเข้าใจหัวอกของปาน แล้วปานก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ปานนิ่งงันไปเพราะไม่คิดว่าจะมีที่เข้าใจเขา แต่ก็อย่างที่เขาว่ากัน คนยิ่งรักมากก็ผิดหวังมากเป็นธรรมดา ความเสียใจของปานมันมากเกินกว่าที่คำปลอบใจของแก้วกานดาจะรักษามันหาย แล้วความผิดหวังของปานทำให้คืนนั้น ปานคิดที่จะทำบางอย่างที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล ละครรักสลับหน้า เช้าวันรุ่งขึ้นโฉมฉายถึงกับเข่าอ่อนเป็นลมล้มพับเมื่อรู้ปานหนีออกจากบ้านไปพร้อมกับเงินเก็บเรือนแสนที่เธอเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต ไม่มีใครรู้ว่าปานหายไปไหน ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วไปทำอะไรที่วัดแห่งหนึ่ง ครอบครัวพินธุสุวรรณกำลังเศร้าโศกเสียใจกับการจากไปของ เพทาย ลูกชายคนโตที่ รำไพ ผู้เป็นแม่ที่กำลังจะวางมือจากธุรกิจสีเทาโดยให้เพทายขึ้นมาบริหารงานต่อ แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อรถของเพทายถูกสิบล้อชนอย่างจัง ทุกคนเชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ จะมีก็แต่ เพชรฉาย น้องชายมุทะลุและรักพี่ชายเป็นที่สุดคิดว่าต้องเป็นฝีมือของ สารวัตรมงคล นายตำรวจเก่าที่หันมาเล่นการเมืองจนมีอำนาจล้นฟ้า เพชรฉายว่าต้องเป็นฝีมือของมงคลที่ต้องการจะขยายอำนาจเข้ามาในเขตการปกครองของตน รำไพบอกให้ทุกคนใจเย็น ๆ เธอเองเสียใจเป็นที่สุดกับการจากไปของเพทาย แต่ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานอะไร ถ้าเมื่อไหร่เธอรู้ว่าเป็นฝีมือของไอ้มงคลจริง ต่อให้มันมีสิบชีวิตก็ชดใช้ไม่พอ แก้ว หรือแก้วกานดาอยู่ในชุดนางรำรู้สึกบรรยากาศงานศพชักจะไม่ค่อยดีจึงหันไปถามกับ สำราญ พ่อและผู้เป็นหัวหน้าคณะลิเกสำราญราษฏร์ที่รับงานรำ ลิเก ลำตัดทุกชนิด โดยเวลาว่าง ๆ แก้วก็ไปเป็นเด็กเสริฟน้ำแต่จริง ๆ แล้วเธอคือนางเอกลิเกนั่นเอง สำราญเล่าให้ฟังว่างานศพนี่เป็นงานศพของพวกมาเฟียใหญ่ โดยเฉพาะไอ้คนที่ตายน่ะ ได้ยินมาว่าเป็นมหาโจรมาเกิดเลยนะ แก้วกานดาได้แต่จ้องมองรูปของเพทายหน้าโลงศพเอาไว้อย่างติดตา สามวันผ่านไป ปานค่อย ๆ ลืมตาขึ้นในห้องพักของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แล้วทันที่ปานส่องกระจกมองหน้าตัวเอง เขาถึงกับอึ้งไปกับใบหน้าใหม่ของเขา ถูกแล้ว! ที่ปานหายออกจากบ้านไปพร้อมกับเงินเก็บของโฉมฉายเพราะเขามาทำศัลยกรรมใบหน้าของเขานั่นเอง แรงผลักจากคำพูดของการะเกดทำให้ปานรู้ว่าสาเหตุที่เขาต้องมีชีวิตเหมือนพลเมืองชั้นสองอย่างนี้เพราะหน้าตาอันอัปลักษณ์ของเขา และถ้าเขาจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้เขาก็ต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ นั่นก็คือใบหน้าของเขา ปานพอใจกับใบหน้าของเขาเป็นที่สุด เขารู้สึกเหมือนตัวเองเกิดใหม่ในร่างของ นิว วงศกร ผสมกับ คูณ คณิน ยังไงอย่างงั้น นิติภูมิ หมอผู้แปลงโฉมถึงกับบ่นอุบเพราะกว่าจะเปลี่ยนโฉมหน้าของปานได้ก็ทำเอาเหนื่อยพอดูไม่คุ้มกับเงินที่ปานให้มา แต่อย่างว่าคลินิกเถื่อนจะคิดแพงกว่านี้ก็ไม่ได้ นิติภูมิบอกกับปานว่าอย่าเพิ่งดีใจเพราะกว่าที่ใบหน้าของเขาจะเข้ารูปเข้ารอยต้องผ่านไปสามเดือนก่อน แล้วปานจะต้องมาหาหมอทุก ๆ เดือนเพื่อตรวจเช็คทั้งซิลิโคนและรอยแผลต่าง ๆ ละครรักสลับหน้า ปานนอนพักในห้องเพื่อเฝ้ารอที่จะออกจากโรงพยาบาลไปพบกับชีวิตใหม่ที่เขาใฝ่ฝัน โดยไม่รู้เลยว่าเรื่องวุ่น ๆ กำลังเกิดขึ้นเพราะใบหน้าใหม่ของเขา นั่นก็คือใบหน้าของเขาที่ถูกศัลยกรรมใหม่นั่นเหมือนกับเพทายราวกับคนคนเดียวกันหลังจากที่ปานพักฟื้นจนบาดแผลและทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วจึงเริ่มออกมาพบกับชีวิตใหม่ แล้วสิ่งแรกที่เขาแบกหน้าหล่อ ๆ ไปเป็นที่แรกก็คือ การไปหาการะเกดที่กองถ่ายละคร แล้วปานก็พบว่าการเป็นคนหล่อช่างดีอะไรอย่างนี้ เพราะเขาเห็นว่าการะเกดมีท่าทีสนใจเขาขึ้นมาทันทีหลังจากที่พบกัน แต่ขณะที่การะเกดกับปานกำลังจะทำความรู้จักกัน มาร์ค ลูกชายของ สารวัตรมงคลที่มาติดพันการะเกดก็เข้ามา แล้วทันทีที่มาร์คได้เห็นปาน (ที่ใบหน้าเหมือนเพทาย) ก็ตกใจทันที มาร์คอุทานออกมาในทำนองว่าเพทายยังไม่ตายเหรอ ปานที่กำลังงง ๆ ก็งงหนักขึ้นเมื่อแก้วกานดาก็ดันโผล่เข้ามาพร้อมกับอาการตกใจสุดขีด เพราะแก้วกานดาจำได้ทันทีว่าไอ้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอคือเพทาย ลูกชายมาเฟียใหญ่ที่ตายไปแล้ว ปานเองก็ตกใจเมื่อได้ยินที่แก้วกานดาบอกอย่างนั้น ปานรีบออกมาจากกองถ่ายเพื่อตั้งสติ แต่ก็เหมือนชะตาชีวิตใหม่กำลังถาโถมเข้ามาไม่ให้ปานตั้งตัว เมื่อปานวิ่งออกมากลางถนนจนถูกรถของรำไพเฉี่ยวจนล้มลง รำไพรีบลงมาดูก่อนที่เธอจะอึ้งไปเมื่อได้เห็นหน้าของเพทายลูกชายเธออีกครั้ง ปานค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมาที่บ้านที่ใหญ่โตราวกับวังของรำไพ ท่ามกลางความงุนงงของทุกคน ทุกคนไม่คิดว่าร่างของปานที่ยืนอยู่ตรงหน้าจะเป็นคนอื่นนอกจากจะเป็นเพทายเท่านั้น แล้วก็เป็นเพชรฉายที่บอกว่าทั้งหมดต้องเป็นแผนของเพทายที่แกล้งตายแน่นอน เพื่อให้ฝ่ายมงคลตายใจ ขณะที่ปานเองก็พยายามจะอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นแต่ก็เหมือนว่าไม่มีใครเชื่อ และแล้วปานก็มีชีวิตใหม่อย่างที่หวัง เพราะตอนนี้เขาคือเพทาย ผู้นำคนใหม่แห่งกลุ่มพินธุสุวรรณ มงคลหงุดหงิดและโกรธแค้นเป็นที่สุดเมื่อมาร์คได้เล่าเหตุการณ์ที่ได้เจอกับเพทายที่กองถ่าย มงคลเองก็คิดเช่นเดียวกับเพชรฉายว่างานศพที่เกิดขึ้นเป็นงานศพปลอมที่หลอกให้เขาตายใจ แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ในเมื่อมันฟื้นได้เราก็ทำให้มันตายใหม่ได้ ปานเริ่มต้นชีวิตใหม่ในร่างของเพทายที่ต้องเรียนรู้การเป็นหัวหน้าและการดูแลธุรกิจของตระกูลให้กับรำไพ ปานตกกระไดพลอยโจนแต่ก็น้ำท่วมปากบอกใครไม่ได้ สิ่งเดียวที่เขาทำได้ก็คือ เขาต้องทำตัวให้แนบเนียนให้เหมือนเพทายมากที่สุด เพราะถ้าคนอื่นรู้ความจริงว่าเขาเป็นปานเทพไม่ใช่เพทาย เขาเองก็คงต้องหายไปจากโลกนี้อย่างไร้ร่องรอยเหมือนกัน ละครรักสลับหน้า แต่เพชรฉายเองก็เริ่มรู้สึกว่าพี่ชายเปลี่ยนไป จากที่แต่ก่อนเป็นคนเงียบ ๆ แต่เดี๋ยวนี้กลับเข้ากับทุกคนได้ แม้กระทั่งแม่บ้านในบ้านที่แต่ก่อนแทบจะไม่เคยอยู่ในสายตา หรือวิชาการต่อสู้ การยิงปืนที่แทบจะเรียกได้ว่าหายไปเกือบหมด ปานในร่างของเพทายก็โกหกไปเรื่อยว่ายังไม่หายจากอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ทุกคนแปลกใจมากที่สุดก็คือ เดี๋ยวนี้เพทายกลับชอบดูละคร ชอบการแสดง ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อน แม้แต่เพลงเพทายยังไม่คิดจะฟังเลย ปานมักจะหาโอกาสไปหาการะเกดทั้งที่บริษัทและที่กองถ่ายอยู่เสมอ จนกระทั่งผู้จัดฯ เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาของปานจึงได้ชักชวนให้ปานเล่นละครกับการะเกด รำไพ เพชรฉายถึงกับแปลกใจเมื่อปานบอกเรื่องที่จะเข้าวงการ ปานที่มีพื้นฐานการแสดงอยู่แล้วจึงทำให้ทั้งรำไพและเพชรฉายเชื่อเหตุผลที่ว่าถ้าเราเป็นคนสาธารณะ มงคลที่คิดจะทำอะไรก็คงต้องคิดหนัก แล้วนั่นจึงทำให้ปานได้เข้าวงการอย่างที่ใฝ่ฝันมาตลอดชีวิต ปานกลับไปหาโฉมฉายและสายรุ้ง เพราะอยากรู้ว่าแม่และน้องสาวเป็นยังไง ปานรู้สึกผิดเพราะตั้งแต่เขาออกจากบ้านมาพร้อมกับเงินเก็บของแม่ ทำให้โฉมฉายป่วยหนัก สายรุ้งเองนอกจากเรียนหนังสือแล้วยังต้องหางานทำเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ปานในร่างของเพทายเข้าไปหาคนทั้งสองเพื่อออกปากช่วยเหลือ แต่เขากลับโดนโฉมฉายและสายรุ้งไล่ออกมา ถึงพวกเราจะจนแต่พวกเราก็มีศักดิ์ศรี แต่แล้วปานก็ได้พบกับสายรุ้งอีกครั้งที่ผับของเขา สายรุ้งมาทำงานเป็นเด็กเสริฟ แล้วที่นั่นสายรุ้งก็ได้พบกับเพชรฉายเมื่อเพชรฉายเข้ามาช่วยสายรุ้งจากการถูกพวกขี้เมาลวนลาม ปานอยากช่วยสายรุ้งจึงแกล้งบอกให้เอาสายรุ้งไปเป็นคนรับใช้ที่บ้าน โดยที่เพชรฉายก็ไม่เข้าใจว่าทำไมปานถึงได้เจาะจงสายรุ้งเท่านั้น ปานเลยบอกว่าสงสัยว่าสายรุ้งจะเป็นสายของมงคลเลยต้องเอามาไว้ใกล้ ๆ ตัว ไม่เคยได้ยินหรือไง เก็บเพื่อนไว้ใกล้ตัว แต่ให้เก็บศัตรูให้ใกล้ยิ่งกว่า แต่ดูเหมือนการช่วยเหลือของปานจะยิ่งทำให้น้องสาวแย่ เพราะสายรุ้งโดนเพชรฉายเพ่งเล็งจนทั้งคู่ก็กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมาไปอีกคู่ ปานกลับมาใช้ชีวิตในร่างของเพทาย เพียงแค่วันแรกที่ปานต้องเข้าฉากก็มีปัญหาซะแล้วเพราะสิ่งที่ปานเคยคิดว่าการแสดงนั่นง่ายกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด ส่วนแก้วกานดาก็แอบสังเกตเพทายจนทั้งคู่ได้มีโอกาสคุยกัน แก้วกานดาแนะนำเรื่องการแสดงให้กับปาน แต่ปานกลับเชิดใส่เพราะแก้วกานดาเป็นแค่คนเสริฟน้ำจะรู้อะไรเรื่องการแสดง แต่เมื่อการแสดงของเขามีปัญหา แล้วปานลองใช้วิธีอย่างที่แก้วกานดาบอก มันกลับได้ผลจริง ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อแก้วกานดาต้องกลับบ้านดึกเพราะเคลียร์ของไม่เสร็จ เป็นจังหวะเดียวกับที่ปานเองกำลังจะกลับบ้านเช่นกัน ปานจึงอยากตอบแทนเรื่องการแสดงโดยการอาสาไปส่งบ้าน ขณะเดียวกันมาร์คเองก็เจ็บใจที่เพทายบังอาจที่คิดจะจีบการะเกดแข่งกับเขา ทำให้มาร์คหาโอกาสที่จะกำจัดเพทายที่เป็นทั้งศัตรูหัวใจและศัตรูธุรกิจ แล้วก็ไม่มีเวลาไหนเหมาะที่ลงมือในคืนนี้ ละครรักสลับหน้า ขณะที่ปานและแก้วกานดานั่งรถมาด้วยกัน แก้วกานดาได้พูดคุยเรื่องที่เธอเห็นในงานศพหรือแม้กระทั่งทำไมมาเฟียอย่างเพทายถึงได้มาเป็นนักแสดง แต่ทันใดนั้นเสียงปืนก็ดังขึ้น เมื่อปานหันไปก็เห็นว่าเขากำลังโดนไล่ยิงอยู่ ปานและแก้วกานดาต้องหนีกันสุดชีวิตก่อนที่ทั้งสองจะอาศัยเก่งบวกเฮงรอดพ้นจากการตามฆ่าของมาร์คมาได้ ชีวิตของปานเริ่มตกอยู่ในอันตราย เพราะมาร์คเริ่มคุกคามเขาอย่างหนัก ปานเริ่มรู้สึกถึงอันตรายและไม่มีความสุขกับการเป็นมาเฟีย และความรู้สึกผิดที่อยากกลับไปดูแลแม่และน้องสาว ปานจึงกลับไปหานิติภูมิเพื่อผ่าตัดใบหน้าให้กลับเป็นปานคนเดิมอีกครั้ง แต่ปานก็ต้องอึ้งไปเมื่อคลีนิคของนิติภูมิปิดตัวลงเพราะถูกตำรวจจับในข้อหาเปิดคลีนิคเถื่อน ปานกลับไปหาโฉมฉายและสายรุ้งก่อนที่จะตัดสินใจเล่าทุกอย่างที่ผ่านมาให้ฟัง แต่โฉมฉายกับสายรุ้งไม่เชื่อในสิ่งที่ปานบอก แล้วคิดว่าปานได้ตายไปแล้ว ปานเสียใจที่ตอนนี้ชีวิตเขากำลังมืดแปดด้าน ฝ่ายเพชรฉายก็ออกตามหา ฝ่ายมาร์คก็ออกล่า ตอนนี้ปานเหมือนแมวน้ำที่หันไปทางซ้ายก็เจอฉลาม หันไปทางขวาก็เจอวาฬเพชฌฆาต ยังดีที่ปานได้เจอกับแก้วกานดาโดยบังเอิญ แก้วกานดาจึงได้ให้ปานไปอยู่ที่บ้านที่เป็นคณะลิเกของตน ปานมาอาศัยกับแก้วกานดาที่บ้าน ท่ามกลางเสียงโจษจันว่าทั้งคู่ได้เสียเป็นเมียผัวกันแล้ว เดือดร้อนถึงสำราญต้องช่วยปรามพวกปากหอยปากปู ปานเริ่มรู้สึกแปลก ๆ เมื่ออยู่ใกล้แก้วกานดาที่มากกว่าความเป็นเพื่อน ยิ่งเมื่อแก้วกานดาบอกกับเขาว่าเธอเคยชอบผู้ชายอยู่คนหนึ่งที่มีปานที่หน้า ปานถึงกับอึ้งไปเมื่อแก้วกานดากำลังพูดถึงเขา ปานแอบถามว่าทำไมแก้วกานดาถึงได้ชอบคนหน้าเกลียดอย่างนั้น แก้วกานดาจึงบอกเธอเห็นความดีและความสวยงานภายใต้ใบหน้าที่อัปลักษณ์ ปานได้ยินอย่างนั้นก็รู้ว่าเขาพลาดแล้วที่ไปเปลี่ยนใบหน้ามา ปานคิดอยากจะแก้ไขใบหน้าให้กลับมาเหมือนเดิม เขาจึงได้ลองเสี่ยงไปหานิติภูมิที่โรงพัก แต่นิติภูมิกลับบอกว่าใบหน้าที่ทำไปแล้วจะแก้ไขกลับมาไม่ได้อีก ปานถึงกับอึ้งไป แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก ปานกลับมาด้วยความหดหู่เพราะประวัติและตัวตนของเขาได้หายไปพร้อมกับคลินิคเถื่อนของนิติภูมิ แล้วปานยิ่งทรมานเมื่อยิ่งอยู่ใกล้แก้วกานดาก็ยิ่งรู้ว่าแก้วกานดาไม่ใช่ผู้หญิงทั่ว ๆ ไป ปานได้เป็นพระเอกลิเกระหว่างที่ซ่อนตัวอยู่บ้านของแก้วกานดา ขณะที่ปานเองก็รู้สึกผิดตั้งแต่วันที่เขาเริ่มทำศัลยกรรม แต่แก้วกานดากลับคิดว่าที่ปานเงียบเหงาเศร้าซึมก็เพราะคิดถึงการะเกด แล้วเมื่อแก้วกานดาไปที่กองถ่ายที่กำลังวุ่นวายกับการหายไปตัวไปของปาน แก้วกานดาจึงได้บอกกับการะเกดว่าปานซ่อนตัวอยู่ที่บ้านของตัว แต่ความหวังดีของแก้วกานดากลับนำภัยมาสู่ปาน เพราะมาร์ครู้ว่ายังไงปานจะต้องติดต่อมาหาการะเกดเข้าสักวัน แล้วเมื่อมาร์ครู้ว่าปานอยู่ที่บ้านแก้วกานดา จึงได้สั่งให้คนไปจัดการทันที แก้วกานดากลับมาถึงบ้านก่อน พบว่าปานกับสำราญยังไม่กลับจากการแสดงลิเก แต่แล้วทันใดนั้นมือปืนของมาร์คก็บุกเข้ามา เป็นจังหวะเดียวกับที่ปานกลับมาพอดี มือปืนพยายามจะยิงปานแต่ไม่โดน มงคลเลยสั่งให้จับตัวแก้วกานดามาเป็นตัวประกัน ละครรักสลับหน้า ปานได้มารู้ใจตัวเองว่ารักจริงของเขาคือแก้วกานดาคนข้างตัวแต่เขากลับไม่เคยเห็นความดีของแก้วกานดาเลย ปานจึงกลับไปหารำไพและเพชรฉายเพื่อนำคนไปช่วยแก้วกานดา แต่ระหว่างนั้น ระริน คู่หมั้นของเพทายก็ปรากฏตัวขึ้น ระรินตกใจเมื่อได้พบกับเพทาย รำไพและเพชรฉายเองก็งงเช่นกันเมื่อระรินไม่ดีใจ ระรินบอกว่าจะดีใจได้ยังไงเมื่อเธอเพิ่งกลับมาจากการดูแลเพทายที่นอนเป็นเจ้าชายนิทราที่อเมริกา และที่เธอกลับมาก็เพื่อมาแจ้งข่าวให้รำไพกับเพชรฉายสบายใจว่าเพทายยังไม่ตาย แล้วงานศพที่จัดขึ้นก็เป็นงานศพหลอก ๆ ที่เธอวางแผนหลอกทุกคนเพื่อให้เพทายปลอดภัย ทุกคนหันมองปานก่อนที่เพชรฉายจะสั่งให้ลูกน้องจับตัวปานเอาไว้ ปานตัดสินใจเล่าความจริงให้ฟัง สิ่งเดียวที่เขาขอร้องก่อนที่เขาจะโดนฆ่าปิดปาก ก็คือเขาอยากจะขอให้รำไพและเพชรฉายไปช่วยแก้วกานดา แล้วจะฆ่าเขายังไงก็เชิญ รำไพมองปานอย่างเนิ่นนานก่อนจะตัดสินใจบอกว่าจะปล่อยตัวปานไปช่วยแก้วกานดา โดยไม่ให้ปานนำคนของเธอไปแม้แต่คนเดียว ปานเอาเงินไปพบกับมงคลเพื่อแลกตัวแก้วกานดาคืนและขอโทษแก้วกานดาที่ทำให้แก้วกานดาเสียใจมาตลอด มงคล มาร์คและการะเกดได้เงินมาก็เตรียมจะหนีแต่ก็ไปไม่พ้นเพราะอยู่ ๆ รำไพและเพชรฉายก็ยกกำลังเข้ามาล้อม มงคลโกรธแค้นเลยหันปากกระบอกปืนยิงใส่ปานก่อนตัวเองจะถูกรวบตัวแล้วจับส่งตำรวจยกชุดหมด ปานอาการเป็นตายเท่ากันอยู่ในโรงพยาบาล แก้วกานดาบอกรักปานและไม่ต้องการให้ปานตาย ชีพจรของปานขาดหายทุกคนร้องไห้กันระงมที่ต้องเสียปานไป แต่แล้วอยู่ ๆ ชีพจรของปานก็กลับมาเต้นอีกครั้ง ปานรอดตายอย่างปาฏิหาริย์ ปานกลับไปหาโฉมฉายและสายรุ้งพร้อมกับสารภาพเรื่องราวทั้งหมด โฉมฉายให้อภัยปานแล้วบอกกับปานว่าเขาไม่เคยอัปลักษณ์ในสายตาของคนเป็นแม่ ปานก้มกรามโฉมฉายด้วยความซึ้งใจ ก่อนที่สายรุ้งจะรีบเรียกโฉมฉายให้ดูละครที่ปานเล่นคู่กับแก้วกานดาที่ตอนนี้กำลังเป็นละครดังทั่วบ้านทั่วเมือง ติดตามชมละคร รักสลับหน้า ได้ทุกวัน เวลา 18.50-20.00 น. ทางช่อง 7 สี ละคร รักสลับหน้า เริ่มตอนแรกวันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน 2559 รายชื่อนักแสดงนำใน ละครรักสลับหน้า อนุวัฒน์ ชูเชิดรัตนา รับบท ปาน/เพทายพัชญา เพียรเสมอ รับบท แก้วกานดาณทรรศชัย จรัสมาส รับบท เพชรฉายแก้วใส คริสตัล รับบท สายรุ้งธีร์ วณิชนันทธาดา รับบท มาร์คชัชฎาภรณ์ ธนันทา รับบท ระรินขวัญกวินท์ ธำรงรัฐเศรษฐ์ รับบท การะเกดปนัดดา วงศ์ผู้ดี รับบท รำไพน้ำทิพย์ เสียมทอง รับบท โฉมฉายกล้วย เชิญยิ้ม รับบท สำราญอธิวัฒน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รับบท สารวัตรมงคลขจรศักดิ์ รัตนนิสสัย รับบท เสธอิฐ ละครรักสลับหน้า ละครรักสลับหน้า ละครรักสลับหน้า ละครรักสลับหน้า ละครรักสลับหน้า

เพื่อนซี้ไม่มีซั้ว!! แอน - กิ๊ก สนิทกันถึงขั้นไหน
กิ๊ก สุวัจนี /  แอน ทองประสม

               เรียกว่าแจ้งเกิดเดินเข้ามาโลดแล่นอยู่ในเส้นทางสายบันเทิงพร้อมๆ กันเลยก็ว่าได้ สำหรับนางเอกคนสวย แอน ทองประสม และอดีตนางร้ายตัวแม่อย่าง กิ๊ก สุวัจนี เวลานี้แม้จะมีเส้นทางที่แตกต่างกัน เพราะสาวแอนผันตัวมาทำงานเบื้องหลังกลายเป็นทั้งนางเอกและผู้จัดละครฝีมือไม่ธรรมดา ส่วนนางร้ายในตำนานอย่างกิ๊กเวลานี้ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านทหารบก เป็นภรรยาของสามีและเป็นคุณแม่ที่ดีของลูกๆ ที่น่ารัก               จุดนี้ถ้าไม่ได้ติดตามก็คงไม่รู้ว่าทั้งคู่สนิทสนมกลมเกลียวกันถึงเพียงนี้ เรียกว่าเป็นเพื่อนซี้ในวงการบันเทิงอีกหนึ่งคู่เลยก็ว่าได้ กินข้าวด้วยกันบ้าง ไปเที่ยวด้วยกันได้ โพสต์จิก ตอบเม้นท์แรง กลายเป็นความฮา ไม่มีปัญหาสำหรับคำว่าเพื่อน ว้าววว...มิตรภาพยังซี้ย่ำปึ้กขนาดนี้ ผู้จัดแอนเชิญเพื่อนกิ๊กมาเคาะสนิมบทร้ายๆ สักหน่อยเป็นไง คนดูยุคใหม่อยากเห็นนางร้ายเวอร์ชั่นออริจินัลจะแย่แล้ว คริๆๆ  กิ๊ก สุวัจนี - แอน ทองประสม กิ๊ก สุวัจนี - แอน ทองประสม   กิ๊ก สุวัจนี - แอน ทองประสม กิ๊ก สุวัจนี - แอน ทองประสม กิ๊ก สุวัจนี - แอน ทองประสม แอน ทองประสม - กิ๊ก สุวัจนี กิ๊ก สุวัจนี กิ๊ก สุวัจนี กิ๊ก สุวัจนี กิ๊ก สุวัจนี แอน ทองประสม แอน ทองประสม แอน ทองประสม  ขอบคุณรูปภาพจาก IG : @kiksuwatjanee @annethong