_1/นางฟ้าบาร์บี้ในดินแดนใต้สมุทร

ซามูไร นิชชิน ตะลุย โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
ซามูไร /  ซามูไร นิชชิน / 

คลิป ซามูไร นิชชิน ตะลุย โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เจ้าซามูไร ใส่เกาะสีแดงนี้ ยังมีอะไรเด็ดๆ ให้เราได้ดูกันอีกแล้ว หลังจากที่ได้ตะลุยในดินแดนแซมบ้าไปแล้ว มาคราวนี้ เจ้าซามูไร นิชชิน นั้นยืนเก็กเท่ๆ และเล่นเดาะบอลไปตามทางอยู่ดีๆ ก็มีนินจาดำลึกลับ 3 ตนโผลออกมา และก็เกิดการต่อสู้แย่งลูกฟุตบอลกันขึ้น คราวนี้ต่างฝ่ายก็ต่างไม่ยอมกันยืดเยื้อกันไปมา จนกระทั้งได้เข้าไปยังสนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ดินแดนของ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และต่อจากนั้น...

หนูน้อย7ขวบตกบ่อน้ำลึก8ม.รอดปาฏิหาริย์
ตกบ่อน้ำลึก /  พิษณุโลก ตพบ่อลึก8เมตรรอด / 

หนูน้อย 7 ขวบ เมืองพิษณุโลก ดวงแข็งตกบ่อน้ำบาดาลลึก 8 เมตร รอดปาฏิหาริย์ ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีอุบัติเหตุเด็กพลัดตกลงไปในบ่อน้ำบาดาล ใกล้เคียงตลาดสดบึงพระ หมู่ 3 ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก หลังรับแจ้งจึงรีบรุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นป่ารกชัด พบชาวบ้านและเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถาน กำลังช่วยกันใช้เชือกโรยตัวลงไปช่วยเหลือเด็กที่ตกลงไปอยู่ก้นบ่อ โดยเด็กร้องไห้พร้อมกับส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่จึงใช้ผ้ามัดกับตัวเด็ก ก่อนช่วยกันอุ้มและดึงขึ้นมาด้านบนปากบ่ออย่างปลอดภัย ท่ามกลางเสียงลุ้นเอาใจช่วยของชาวบ้าน ทราบชื่อต่อมา คือ ด.ช.สมศักดิ์ สมศรี หรือ น้องฟลุ๊ค อายุ 7 ขวบ อยู่บ้านพักเลขที่ 47 หมู่ 3 ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก นักเรียนโรงเรียนวัดบึงพระ สภาพเนื้อตัวเปียกปอนและเปรอะเปื้อนดินโคลน และมีบาดแผลถลอกตามร่างกายและที่นิ้วมือข้างซ้ายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ชาวบ้านได้ช่วยกันพยุงตัวพาไปล้างเนื้อล้างตัวจนเอี่ยมสะอาด จากการสอบถาม นางชมพู ปุญญฤทธิ์ อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 381/3 หมู่ 3 ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก เป็นผู้พบเด็กคนแรก เล่าว่า ขณะที่ตนกำลังตากผ้าอยู่ข้างบ้านนั้น ได้ยินคล้ายเสียงเด็กร้องไห้และร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นมาจากบ่อน้ำบาดาลข้างบ้านพัก ซึ่งเป็นบ่อน้ำบาดาลที่เลิกใช้งานแล้ว จึงเดินไปดูก็พบว่ามีเด็กตกลงไปอยู่ที่ก้นบ่อ แต่โชคยังดีที่ด้านล่างบ่อมีไม้วางพาดกั้นไว้ ทำให้เด็กไม่จมน้ำ ซึ่งปกติบ่อน้ำจุดนี้จะมีแผ่นกระเบื้องปิดอยู่ แต่เด็กอาจจะไม่ทราบจึงเข้าไปเล่น แล้วพลาดไปเหยียบจนกระเบื้องแตกจนร่วงตกลงไป จากนั้นตนจึงรีบโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือดังกล่าว

ปานเทพ ยัน สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้ดอดพบทักษิณ - ยิ่งลักษณ์ ที่ญี่ปุ่น
ข่าววันนี้ /  ทักษิณไปญี่ปุ่น / 

ปานเทพ แจง ยัน สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้ดอดพบ ทักษิณ - ยิ่งลักษณ์ ที่ ญี่ปุ่น บอกไปรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ เหตุถูกลอบยิงด้วยอาวุธสงครามเมื่อหลายปีก่อน จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เดินทางไปเมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น เป็นการเดินทางไปเพื่อพบปะพูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เนื่องจากมีการเดินทางไปในช่วงเวลาเดียวกันนั้น นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นักวิชาการอิสระ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงถึงการเดินทางไปญี่ปุ่นของนายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยยืนยันว่าการไปญี่ปุ่นครั้งนี้ ไม่ได้มีการแอบไปพบกับพ.ท.ทักษิณ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ตามที่มีกระแสข่าวออกมาแต่อย่างใด เรื่องการเดินทางไปญี่ปุ่นของ สนธิ ลิ้มทองกุล คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำครับ โดยเฉพาะในช่วงหลังเหตุการณ์ที่รอดชีวิตจากการถูกรุมยิงด้วยอาวุธสงครามใจกลางพระนคร ก็ได้รับผลกระทบทำให้ปวดต่อการยืนและนั่ง และต้องรักษาจากแพทย์หลายแขนง ทั้งการนวดจากแพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน และแพทย์แผนปัจจุบัน บ่อยครั้งเวลาผมมาที่บ้านพระอาทิตย์ ก็จะเห็นคุณสนธิต้องรักษาตัวอยู่กับแพทย์แผนไทยเป็นประจำ และหลายครั้งคุณสนธิต้องเดินทางไปรักษาตัวกับแพทย์ที่ประเทศจีน รวมถึงไปรักษาตัวโดยการแช่น้ำร้อนที่ญี่ปุ่น จนเป็นเรื่องปกติของบ้านพระอาทิตย์ไปแล้ว และเพื่อให้ทราบเป็นข้อมูลว่าคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ใช้เงินส่วนตัวในการเดินทาง ไม่ใช่เอาเงินบริษัทหรือเงินบริจาคมาใช้เดินทาง เพราะเงินบริษัทที่จะจ่ายเงินเดือนยังล่าช้าอยู่เลย ในทางตรงกันข้ามทุกวันนี้ครอบครัวลิ้มทองกุลยังต้องวิ่งหาเงินแลกเช็ค กู้หนี้ยืมสินมาประคับประคองสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม นิวส์ วันอยู่เลยครับ (ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้ก็ได้) จากเหตุผลดังกล่าวการใส่ร้ายคุณสนธิ ลิ้มทองกุล (อีกครั้งหนึ่ง) จึงเป็นการมโนไปเต้าข่าวว่าเพื่อเดินทางไปเจรจากับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนั้น จึงเป็นเรื่องเท็จทั้งสิ้น หลายครั้งยุทธวิธีนี้ยังคงใช้เพื่อเป้าประสงค์เดิมจากผู้ที่มีอำนาจหรืออิจฉาจุดยืนที่ฝ่ายตัวเองทำไม่ได้ จึงคิดแต่ทำลายความน่าเชื่อถือสิ่งที่คุณสนธิได้ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาบ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมาในทุกรัฐบาล แต่ผมรู้ว่า คนอย่างคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่มานั่งเสียเวลาอธิบายเรื่องไร้สาระเช่นนี้หรอกครับ เพราะเวลาผ่านมาหลายปี เราถูกใส่ร้ายมามาก ตั้งแต่ การใส่ร้ายว่าสนธิรับเงินทักษิณ, การใส่ร้ายว่า ASTV จะขายให้ทักษิณให้แกนนำเสื้อแดงมาจัดรายการ, ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องเท็จที่ใส่ร้ายโดยไม่เคยมีการรับผิดชอบ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี แล้วมาทบทวนดูว่าสิ่งที่คุณสนธิพูดและแสดงความเห็นนั้น "ถูกหรือผิด" วิญญูชนเท่านั้นที่จะเข้าใจได้โดยไม่ต้องมีคำอธิบายใด ๆ ให้เสียเวลา News 1 หรือ ASTV เดิม ก็ยังคงจุดยืนเดิมในการทำหน้าที่สื่อมวลชนเพื่อประชาชนที่สนับสนุนเรามาเป็นปีที่ 10 แล้ว และหลายครั้งก็ทำหน้าที่ไปจนถึงเป็นผู้นำมวลชนเสียเอง วันนี้เรายังคงเป็นสถานีโทรทัศน์เล็ก ๆ ที่ยังยากจนอยู่ ถ้าเราหวังจะได้ร่ำรวยจากทุนและอำนาจจากข้างใดข้างหนึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็คงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่เราต้องออกมาวิพากษ์วิจารณ์ "ทุกรัฐบาล" เพื่อประโยชน์ของประชาชนเหมือนทุกวันนี้ จริงไหมครับ ? และถ้าเราจะยอมสยบกับกลุ่มทุนทุกขั้วอำนาจที่ต่างมีกลุ่มทุนพลังงานหนุนหลังอยู่ เราคงไม่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในด้านการปฏิรูปพลังงานมากเช่นนี้ และลองดูสิครับว่ามีสื่อมวลชนกี่แห่งที่ยังช่วยและสนับสนุนในการปฏิรูปพลังงานของภาคประชาชนมากเช่นนี้ และถ้าเราเป็นสื่อมวลชนที่ขายตัวเพื่อความร่ำรวย ป่านนี้เราคงไม่ต้องเป็นห่วงการจ่ายเงินเดือนล่าช้าของพนักงานที่นี่ เราคงไม่ต้องทุ่มเทออกมาขายสินค้าต่าง ๆ เพื่อรักษาทีวี พนักงานหลายคนที่มีทีวีดิจิตอลมาดึงตัวไปก็คงไม่ยืนหยัดอยู่ที่นี่ ตัวผมเองก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำงานอยู่ที่นี่ แม้แต่ลุงจำลอง ศรีเมือง ก็คงไม่เป็นผู้นำจัดกิจกรรมหารายได้มาสนับสนุนทีวีแห่งนี้อยู่จนถึงทุกวันนี้ จริงไหมครับ ? มีบางท่านเป็นห่วงใยว่าเรามีพวกและเพื่อนน้อย มีศัตรูมาก เพราะวิพากษ์วิจารณ์ทุกฝ่าย จึงจะอยู่รอดได้ยากในทางธุรกิจเพราะขาดการสนับสนุนจากกลุ่มทุนใด หรือแม้แต่อาจจะต้องสูญเสียประชาชนที่ยังหลงรักหรือสนับสนุนขั้วอำนาจทางการเมืองของตัวเองด้วยซ้ำไป เราขอขอบคุณความห่วงใยนั้น และผมก็เชื่อว่าเราทุกคนรับทราบและตระหนักกับความเสี่ยงเหล่านั้นดีอยู่แล้ว แต่ผมกลับเห็นด้วยกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ว่า "เราเป็นสื่อมวลชน" และสื่อมวลชนแห่งนี้มีศรัทธาจากประชาชนกำเนิดขึ้นเพราะจุดยืนที่ยืนหยัดอยู่ข้าง "ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่" ไม่ใช่ผลประโยชน์ของขั้วอำนาจใดอำนาจหนึ่งเป็นใหญ่ เมื่อรากฐานและวัฒนธรรมองค์กรถูกหล่อหลอมมาด้วย "ศรัทธา" ที่มาพร้อมกับ "การเสียสละ" เงินทอง หยาดเหงื่อ และแม้แต่ชีวิตของพี่น้องประชาชนเช่นนี้ เราก็ต้องทำหน้าที่ของเราต่อไปให้ดีที่สุด ถ้าวันหนึ่งมันมีความเจริญก้าวหน้าก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ขรุขระกันบ้างก็ช่วยกันฝ่าฟันไป แต่ถ้ามันมีความจำเป็นต้องดับไปเพราะรักษาจุดยืนที่เรากำเนิดมาก็ถือว่าได้ทำดีที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจ เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้ม หน้าไม่อายดิน MThai news

พี่คนดี โพสต์กลอนสอนใจชาวโซเชียล ยุคแห่งการถ่ายประจาน
ถ่ายประจาน /  พี่คนดี / 

พี่คนดี โพสต์กลอนสอนใจชาวโซเชียล ยุคแห่งการถ่ายประจาน ดูตัวเองก่อนว่าผิดไหม  วันนี้(22 ต.ค.) จากกรณีช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์วิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ โดยเป็นการถ่ายประจานลงเฟซบุ๊ค ทั้งเรื่องผู้โดดยสารมาสาย นโยบายถ่ายติดสินบนตำรวจ หรือล่าสุด กรณีมนุษย์ลุงถ่ายคลิปโวยวายบนเครื่องบิน แฟนเพจ P.khondee(พี่คนดี กวีสมัครเล่น) ซึ่งเป็นเพจเฟซบุ๊คที่มักโพสต์กลอนและข้อความเตือนใจคนบนโลกออนไลน์ ได้มีการเผยแพร่กลอนชื่อ ยุคแห่งการถ่ายประจาน โดยระบุว่า "...ก่อนถ่ายภาพ ลงคลิป หยิบมาฟ้อง ควรต้องตรอง กรองพินิจ ตนผิดไหม คนอื่นลง ให้ถูกด่า น่าเห็นใจ เราลงเอง จะโทษใคร ที่ไหนดี มอเตอร์ไซค์ ขึ้นสะพาน ประจานตำรวจ ส่วนผู้หมวด แอบติดกล้อง ส่องน้องพี่ จับสินบน แต่ตนแดก แปลกเต็มที ทุกคนมี กล้องถ่าย หมายประจาน ไม่ได้เผื่อ เวลา เลยมาสาย ก็โวยวาย เรื่องหมดสิทธิ์ คิดโดยสาร ว่าเคาน์เตอร์ ไร้น้ำใจ ไม่บริการ ถ่ายรูปหน้า พนักงาน ประจานไป กระเป๋าใหญ่ เกินไป ตรวจไม่ผ่าน เฝ้ายืนกราน ว่าขามา ก็มาไหว ถือว่าเป็น ลูกค้า ว่าอย่างไร ต้องยิ่งใหญ่ กว่าใคร ใช้อารมณ์ จ้องถ่ายคลิป กันสนุก ทุกสถาน หวังประจาน ผู้อื่น   ให้ขื่นขม แต่ถ้าตน กิริยา ไม่น่าชม อาจโดนถล่ม โดยสังคม จนจมดิน..." P.khondee(พี่คนดี กวีสมัครเล่น)

Big Bang เพิ่มรอบคอนเสิร์ต โตเกียวโดม ฉลองวันคริสต์มาส
Big Bang /  คอนเสิร์ต / 

Big Bang เพิ่มรอบคอนเสิร์ต โตเกียวโดม ฉลองวันคริสต์มาส ในฐานะ ศิลปินจากต่างชาติวงแรกที่ได้มาจัดงานทัวร์ 5  โดม ในแดนปลาดิบ เป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน ล่าสุดมีรายงานออกมาว่า วง Big Bang เตรียมที่จะมีการขยายรอบการจัดคอนเสิร์ตออกไปอีกที่โตเกียวโดม Big Bang เพิ่มรอบคอนเสิร์ต โตเกียวโดม ฉลองวันคริสต์มาส หลังจากที่ได้มีการเพิ่ม 3 คอนเสิร์ต ที่จะจัดขึ้นที่ Kyocera Dome  ที่โอซาก้า ในวันที่ 16-18 มกราคม ในปีหน้าไปแล้ว วง Big Bang  ได้ตัดสินใจที่จะเพิ่มอีกงานที่โตเกียวโดม ในวันคริสต์มาส 25 ธันวาคม โดยงานโดมทัวร์ในครั้งนี้ ที่มีชื่อว่า Big Bang Japan Dome Tour 2014~2015 จะเริ่มเปิดฉากที่ Nagoya Dome ในวันที่ 15-16 พฤศจิกายน และตามต่อไปที่  Kyocera Dome Osaka 20-23 พฤศจิกายน และ ที่ Fukuoka Yafuoku Dome 6-7 ธันวาคม Sapporo Dome 20 ธันวาคม Tokyo Dome 25-27 ธันวาคม และ Kyocera Dome 16-18 มกราคม รวมแล้วคาดว่าจะมีแฟนๆมาร่วมงานประมาณ 741,000 คน จาก 15 คอนเสิร์ต ใน 5  เมืองทั่วประเทศ ทางด้าน G-Dragon สมาชิกวง ได้ออกมากล่าวว่า “สมาชิกทุกคนต่างก็คาดหวังที่จะได้เจอกับแฟนๆผ่านงาน Japan Dome Tour ในปีนี้ พวกเรากำลังเตรียมการอย่างหนักเพื่อขึ้นแสดงบนเวทีแบบที่เรียกได้ว่าดูทรงพลังมากกว่าปีที่แล้ว ยังไงก็ได้โปรดมาร่วมกันนะครับ” สำหรับวง Big Bang เอง พวกเขาจะปล่อยผลงาน Best Album ออกมาในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ เพื่อเป็นการฉลองทัวร์ 5 โดมของพวกเขา ซึ่งจะมีเพลงที่อัดแน่นถึง 50 เพลงเลยทีเดียว ข้อมูลจาก www.popcornfor2.com

2ผัวเมียรับสารภาพ ฆ่าหั่นศพครูญี่ปุ่น ยัดกระสอบทิ้งคลอง
ข่าวล่าสุด /  คดีครูญี่ปุ่น / 

สองผัวเมียสารภาพแล้ว ฆ่า-หั่นศพครูญี่ปุ่น ก่อนแยกชิ้นส่วนไปทิ้งคลอง จ.สมุทรปราการ วันนี้(21ต.ค.) จากคดีการหายตัวไปของ นายโยชิโนริ ชิมาโตะ อายุ 79 ปี ครูสอนภาษาชาวญี่ปุ่น ที่หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย. 57 ทำให้นายเท็ตสึโอะ ชิมาโตะ อายุ 47 ปี บุตรชาย เดินทางมาตามหาและแจ้งความไว้ที่สน.ห้วยขวาง ข่าวครูญี่ปุ่นหายตัว หลังจากการบุตรชายของครูญี่ปุ่น เข้าแจ้งความทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถจับกุมนางพรชนก ไชยะปะ อายุ 47 ปี หญิงคนสนิทของ นายโยชิโนริ ชิมาโตะ ข้อหาลักทรัพย์ เพราะเธอได้นำบัตรเอทีเอ็มของครูญี่ปุ่น ไปกดเงิน 7 แสนบาท และเธอถือเป็นคนสุดท้ายที่อยู่ใกล้ชิดครูญี่ปุ่น แต่เธอก็ได้รับการประกันตัวในชั้นศาล อย่างไรก็ตามขณะนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังเชื่ออีกว่านายสมชาย แก้วบางยาง สามีของนางพรชนก มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของครูญี่ปุ่นในครั้งนี้ กระทั่งทั้งสองได้หายตัวไปจากบ้านพักที่ย่านบางนา และการเคหะบางพลีอย่างน่าสงสัย แต่เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมาชุดสืบสวนก็สามารถบุกจับกุม นางพรชนก และนายสมชาย ไว้ได้ ขณะที่ทั้งคู่ขับรถแท็กซี่ไปจอดทิ้งไว้ที่ จ.อ่างทอง จากการสอบสวนนางพรชนกครั้งล่าสุด เธอได้ยอมรับสารภาพแล้วว่า ว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน ได้รับตัวนายโยชิโนริมาจากโรงพยาบาลย่านบางนา ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนเพลีย แต่เมื่อมาถึงบ้านพักเห็นว่า นายโยชิโนริ มีอาการช็อกและเสียชีวิต นายสมชาย สามีของเธอกลัวความผิด จึงนำร่างของนายโยชิโนริ มาชำแหละในบ้านพักที่หมู่บ้านออร์คิด ห่างจากจุดที่นำศพมาทิ้ง ประมาณ 6 กิโลเมตร โดยได้แบ่งชิ้นส่วนบรรจุใส่กระสอบปุ๋ย จำนวน 4 กระสอบ ก่อนจะนำใส่รถแท็กซี่มาทิ้งบริเวณใต้สะพานคลองนางทิ้มเพื่ออำพรางคดี ภายหลังจากผู้ต้องหาให้การรับสารภาพแล้ว ตำรวจได้ประสานเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัย พร้อมเจ้าหน้าที่ประดาน้ำ และรถไฟส่องสว่าง ของ เทศบาล ต.บางเสาธง เข้ามาทำการค้นหาชิ้นส่วนศพตามคำให้การของผู้ต้องหา โดยกระจายกำลังงมชิ้นส่วนของผู้เสียชีวิตภายในคลองนางทิ้ม ที่มีความกว้างประมาณ 20 เมตร ก็พบกระสอบปุ๋ยตามที่ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ โดยถุงแรก เป็นชิ้นส่วนอวัยวะภายใน มีดินกับหินถ่วงอยู่ ส่วนถุงที่ 2 เป็น ชิ้นส่วนของฝ่ามือ เท้า และศีรษะ ถูกแยกบรรจุอยู่ในถุงดำ 2 ถุง โดยจุดที่พบอยู่ห่างจากจุดแรกประมาณ 50 เมตร ทั้งนี้แพทย์นิติเวชได้เข้ามาทำการชันสูตร พร้อมกับนำส่งสถาบันนิติเวช ร.พ.ตำรวจ เพื่อทำการชันสูตรอย่างละเอียด และจะได้เปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของญาติผู้ตาย ว่าศพที่พบคือ นายโยชิโนริ หรือไม่ ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก ข่าวสดออนไลน์,fm91trafficpro, js100 คดีครูญี่ปุ่น คดีครูญี่ปุ่นหายตัว MThai News

มานิช ดายัล หนุ่มอินเดียดาวรุ่ง เป็นเชฟอัจฉริยะ ใน The Hundred-Foot Journey
The Hundred-Foot Journey /  จูเลียต เบลค / 

ถือเป็นอีกเรื่องที่น่าจับตามอง สำหรับ The Hundred-Foot Journey ปรุงชีวิต ลิขิตฝัน ที่ได้ มานิช ดายัล นักแสดงหนุ่มชาวอินเดีย หน่วยก้าน หน้าตา ฝีมือดี ที่เคยฝากผลงานไว้กับ 90210,  Law & Order: SVU, The Good Wife และ Switched at Birth และ ดายัล ยังมีบทบาทสำคัญต่อการช่วยพัฒนาด้านการศึกษาในชนบทของอินเดีย เพื่อมูลนิธิการศึกษานานูไบ โดยในผลงานล่าสุดนี้เขาจะมารับบท ฮัสซัน คาดัม เชฟหนุ่ม ผู้ที่จะมาผสมผสานรักให้เข้ากันกับพรสวรรค์ได้อย่างน่าตื่นตะลึง มานิช ดายัล โดย มานิช ดายัล ได้เผยถึงบทบาทครั้งนี้ไว้ว่า "บท ฮัสซัน คาดัม (มานิช ดายัล) นี้ เป็นอัจฉริยะด้านอาหาร ที่มีฝีมือด้านการทำอาหาร  เขาเติบโตในครอบครัวคาดัม ที่มีพ่อ (ออม ปูรี) เป็นผู้นำครอบครัวครับ พวกเราจากอินเดียประเทศบ้านเกิดของพวกเรามา และไปลงหลักปักฐานในหมู่บ้านแซงต์ แอนโทนิน โนเบล วัล ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส อีกฟากโลก มันไกลมันใหม่มันแปลกมากจากชีวิตที่พวกเราเคยเป็นอยู่   ที่หมู่บ้านแห่งนี้เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ ทิวทัศน์ ธรรมชาติ ภูเขา ต้นไม้ที่มีแต่ความงดงามและเต็มไปด้วยความเลิศหรู การย้ายมาครั้งนี้มันช่างเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบที่พวกเราจะลงหลักปักฐาน  พ่อ และ ฮัสซัน พวกเราได้เปิดภัตตาคารอาหารอินเดียชื่อ เมซองมุมไบ" มานิช ดายัล และ ออม ปูรี มานิช ดายัล เล่าต่อว่า "แต่แล้วจนเชฟหญิงมือหนึ่งจากเลอ ซอล เปลอเรอร์ ภัตตาคารฝรั่งเศสระดับมิชลิน ที่บริหารงานโดยมาดามมัลลอรี (เฮเลน มิเรน เจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด) ได้ยินข่าวเรื่องนี้ เธอมาพร้อมกับการประท้วงที่แสนเย็นชา เริ่มจากการต่อต้านภัตตาคารอาหารอินเดียแห่งใหม่ของเรา ซึ่งมันอยู่ห่างจากภัตตาคารของเธอเพียงแค่ร้อยฟุต และนั่นเป็นที่มาของ The Hundred-Foot Journey ผมดีใจที่ได้ร่วมงานครั้งนี้ กับผู้กำกับที่เก่งมีฝีมือมีชื่อเสียง แลสซี ฮอลสตรอม ได้ร่วมฉากและเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับ นักแสดงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด เฮเลน มิเรน ผมเคยดูงานของเธอมันสุดยอดจริงๆ  ได้ทำงานกับ ออม ปูรี, ชาร์ล็อต เลอ บอน และที่สำคัญงานครั้งนี้ อำนวยการสร้างโดยเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด สตีเวน สปีลเบิร์ก และยังีผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด โอปราห์ วินฟรีย์ และจูเลียต เบลค  ผมรู้สึกได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงครับ" มานิช ดายัล และ เฮเลน มิเรน "การได้ร่วมฉากกับ เฮเลน ที่ยิ่งเห็นได้ชัดถึงพลังงานที่เธอส่งมา ก็เมื่อเรื่องราวมันทวีความรุนแรงจนกลายเป็นสงครามที่ดุเดือดระหว่างภัตตาคารทั้งสองแห่งครับ แต่ความรักที่ ฮัสซัน บทที่ผมรับที่มีต่ออาหารฝรั่งเศสชั้นสูง และมาร์เกอรีต ที่ ชาร์ล็อต เลอ บอน รับบท เธอคือผู้ช่วยเชฟของมาดามมัลลอรี อัสซัน ความรักที่มีต่อการทำอาหาร ความเป็นคนที่ใฝ่รู้ที่อยากจะเรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ มันได้ผสมผสานกับพรสวรรค์ของเขามันได้สอดคล้องกลมกลืนหล่อหลอมระหว่างสองวัฒนธรรม และแต่งแต้ม แซงต์ แอนโทนิน ให้หอมหวลไปด้วยรสชาติชีวิต  ที่แม้กระทั่งมาดามมัลลอรี ผู้เคร่งครัดก็ยังไม่อาจเมินเฉยได้ครับ มาลุ้นกันว่าในที่สุดมาดามสุดใจหินแสนเหี้ยบผู้นี้จะยอมยินดีที่จะคอยให้คำแนะนำกับฮัสซันหรือเปล่าครับ  มันคือประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตผม" มานิช ดายัล ทิ้งท้าย  ภาพยนตร์ The Hundred-Foot Journey นำเสนอโดย ดรีมเวิร์คส์ พิคเจอร์ส และรีไลแอนซ์ เอนเตอร์เทนเมนต์ กำกับโดยผู้กำกับผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด แลสซี ฮอลสตรอม นำแสดงโดย นักแสดงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด เฮเลน มิเรน, ออม ปูรี, มานิช ดายัล และชาร์ล็อต เลอ บอน  โดยบทเต็มไปด้วยรสชาติที่ระเบิดอยู่ในทุกอณูของลิ้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ผลิบานไปด้วยความรักและหัวใจที่อบอุ่น เป็นการนำเสนอโลกสองใบที่แตกต่างกัน และแรงผลักดันของชายหนุ่มคนหนึ่งในการค้นหาความสุขใจของบ้านเกิดในหม้อทุกใบ ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตามทีนี้เขียนโดยผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด สตีเวน ไนท์ ที่สร้างจากนิยายเรื่อง The Hundred-Foot Journey โดย ริชาร์ด ซี. โมเรส์ เมื่อความต่างทางเชื้อชาติ กับ รสชาติ ต้องโคจรบนทางฝันเดียวกัน เตรียมอร่อยลิ้นกับการชม และชิมไปพร้อมๆ กัน ไปกับ The Hundred-Foot Journey ปรุงชีวิต ลิขิตฝัน ในวันที่ 13 พ.ย. นี้ และเปิดรอบพิเศษ 6-12 พ.ย. นี้ รอบหลัง 2 ทุ่มเป็นต้นไป ทุกโรงภาพยนตร์ คลิกดูตัวอย่างภาพยนตร์ The Hundred-Foot Journey ได้ที่นี่เลย --------------------------------------

Skara: The Blade Remains เกมส์ต่อสู้สงครามสองฝ่าย สุดมันส์
Skara: The Blade Remains

Indie Studio ประกาศเปิดตัวเกมส์ออนไลน์ในรูปแบบมัลติเพลเยอร์ Skara: The Blade Remains ให้ผู้เล่นเลือกฝ่ายและต่อสู้กับศัตรูในแบบระยะประชิด ดวลอาวุธตัวต่อตัว เตรียมเปิดให้เล่นบนแพลตฟอร์ม Steam ภายใต้ Early Access และ Xbox One เกมส์ Skara: The Blade Remains นำเสนอฉากสงครามสองฝ่ายระหว่างเหล่าอัศวินผู้ปกป้องอาณาจักรกับปีศาจ Orc ผู้รุกรานและหวังยึดครองอาณาจักร ภายในเกมส์เป็นลักษณะมุมมองบุคคลที่สาม ให้ผู้เล่นต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามเพื่อปราชัยกับสงคราม นอกจากนี้ ผู้เล่นยังสามารถปรับแต่งชุดเกราะอาวุธ และสไตล์การต่อสู้ ของตัวละครให้มีความแข็งแกร่งและตรงกับแนวทางต่อสู้ของผู้เล่นมากที่สุด ที่สำคัญ เกมส์ดังกล่าว ยังใช้ Unreal Engine 4 เอนจิ้นเกมส์ตัวล่าสุดในการพัฒนา ถ่ายทอดบรรยากาศและองค์ประกบของเกมส์อย่างเสมือนจริง เกมส์ Skara: The Blade Remains เตรียมเปิดให้เล่นในรูปแบบ Early Access บนแพลตฟอร์ม Steam บนเครื่อง PC และมีกำหนดวางขายบน Xbox One ด้วย ดูเพิ่มเติมที่ skarathebladeremains.com

อันเชล็อตติ ยันเอง เบล หมดสิทธิลงศึกเอล กลาซิโก้
คาร์โล อันเชล็อตติ /  บาร์เซโลน่า / 

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ในศึก เอล กลาซิโก้ ครั้งนี้จะไม่มีปีกพญาวานรอย่าง แกเร็ธ เบล อย่างแน่นอนจากการยืนยันจากปากของ คาร์โล อันเชล็อตติ นั้นเอง แกเร็ธ เบล มีอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อบริเวณสะโพก ทำให้เขาพลาดในการทำศึก แชมเปียนส์ลีก ที่มาเยื่อนยังถิ่นของ หงส์แดง ลิเวอร์พูล และยังจะรวมไปถึงศึกแห่งศักดิ์ศรี เอล กลาซิโก้ ที่จะพบกับคู่รักคู่แค้นอย่าง บาร์เซโลน่า ในวันที่ 25 ตุลาคมนี้อีกด้วย คาร์โล อันเชล็อตติ ได้กล่าวว่า "เรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้นักเตะกลับมาฟิตสมบูรณ์ได้ตามปกติ แต่ถึงอย่างไร แกเร็ธ เบล ก็ไม่พร้อมลงสนามในวันเสาร์นี้" ทั้งนี้ มีการวิจารณ์กันอย่างหนักถึงการที่ อันเชล็อตติ ใส่ชื่อ เบล เป็นตัวสำรองในเกมที่ผ่านมากับ บาเลนเซีย โดยเขาได้ชี้แจงว่า "เราไม่คิดว่าของเขาน่ากังวลมันเป็นแค่อาการตึงๆ แต่พอได้รับการสแกนเราจึงรู้ถึงสถานการณ์เลย"

สัตว์โลกน่ารัก กับภาพสวยๆ วันใบไม้เปลี่ยนสี
ฎื /  รูปภาพท่องเที่ยว / 

ฤดูใบไม้ร่วง หรือที่บางคนเรียกว่า ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เป็นฤดูที่สุดแสนวิเศษสำหรับช่างภาพ (หรือจะว่าไป ก็วิเศษสำหรับทุกๆ คน) ด้วยภาพของสีสันใบไม้หลากสีที่สวยงาม อากาศดีเย็นสบาย แสงแดดส่องสว่าง ทำให้การถ่ายภาพออกมานั้น สวยงามเกินบรรยาย อย่างที่เห็นได้จากภาพของ สัตว์โลกน่ารัก เหล่านี้ ที่เรานำมาฝาก ขอให้ Enjoy กับภาพสวยๆ กันตามสบายเลยค่ะ ^^ สัตว์โลกน่ารัก กับภาพสวยๆ วันใบไม้เปลี่ยนสี จิ้งจอกสีส้ม พรางตัวซ่อนเร้นกับใบไม้แดง สัตว์โลกน่ารัก กับภาพสวยๆ วันใบไม้เปลี่ยนสี ภาพสวยๆ ของ เจ้ากระรอกกระหายน้ำ เจ้าสิงโตน้อย เล่นเพลิดเพลินกับใบไม้ .. สนุกมากม๊ายย  เม่นน้อยกับที่หลบภัย แมว ซ่อน แอบ  นกฮูกตัวใหญ่ นั้งนิ่งไม่ไหวติง  กวางน้อยสีสวย ในวันใบไม้เปลี่ยนสี  หนูน้อยบนยอดต้นหญ้า โลกใบใหญ่ของหอยทาก นกเค้าแมว หรือ นกฮูก หรือ นกเค้า เป็นนกที่อยู่ในอันดับ Strigiformes มีรูปใบหน้าคล้ายแมว อันเป็นที่มาของชื่อสามัญ จับสัตว์เล็ก ๆ กินเป็นอาหาร เช่น หนู, งู หรือสัตว์เลื้อยคลานหรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเล็ก ๆ ในขณะที่บางชนิดที่มีขนาดใหญ่อาจจับปลา ... วิกิพีเดีย  กวางน่่ารัก หวังพรางตัวในดงดอกหญ้า ... น่ารักซะไม่มีเลย เมียร์แคต จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีขนาดลำตัวเล็ก น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม และสูงประมาณ 50 เซนติเมตร จัดอยู่ในวงศ์พังพอน มีถิ่นอาศัยอยู่ในทะเลทรายคาลาฮารีทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา / วิกิพีเดีย ภาพจาก BoredPanda.com ดูภาพสวยๆ เพิ่มเติมได้ที่ Picpost.mthai.com

ละครข้าบดินทร์ , เรื่องย่อข้าบดินทร์
ข้าบดินทร์ /  เรื่องย่อข้าบดินทร์ / 

เรื่องย่อข้าบดินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ เหม เป็นบุตรชายคนเดียวของ พระยาบริรักษ์ ผู้มีหน้าที่คอยดูแลจัดเก็บค่าระวางจากเรือที่ขนสินค้าที่เข้ามาในประเทศสยามโดยวัดจากความกว้างของปากเรือ ส่วนมารดาคือ คุณหญิงชม เหมมีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของชาววิลาศ (อังกฤษ) อย่างมาก เพราะในเมืองปากน้ำมีพวกฝรั่งวิลาศมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปต่างพากันหวาดกลัวพวกวิลาศ เพราะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาสีผมสีผิวแตกต่างจากคนทั่วไป ในการแข่งว่าวชิงเงินเดิมพันที่เมืองปากน้ำ สมิงสอดน้อย นำว่าวกุลา (จุฬา) เหมกับพวกนำว่าวปักเป้าของตัวเองมาท้าประลองวางเดิมพันกับสมิงสอดน้อย สมิงสอดน้อยชะล่าใจ แต่ผลการแข่งขันกลับออกมาว่าเหมเป็นฝ่ายที่สามารถตัดสายป่านว่าวของสมิงสอดน้อยได้สำเร็จ สมิงสอดน้อยจึงทั้งเสียหน้าและเสียเงินพนันให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเหมจนได้ เหมไปเรียนวิชาทำสายป่านว่าวให้คมมาจาก ลุงรี แขกที่มารับใช้ แหม่มมาเรีย ฝรั่งชาววิลาศในเมืองปากน้ำ เหมกับแหม่มมาเรียสนิทสนมกันจนเหมได้เรียนรู้ภาษาวิลาศจากแหม่มมาเรียไปด้วย พระยาบริรักษ์ปรึกษากับคุณหญิงชมเรื่องที่ได้ยินข่าวลือว่าเหมไปทำตัวสนิทสนมกับพวกวิลาศ คุณหญิงชมแนะให้พระยาบริรักษ์นำตัวเหมไปฝากเรียนวิชากับพระครูโพ เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ เพื่อจะได้รับราชการต่อไปภายหน้า อีกทั้งก็ยังสามารถแยกเหมออกมาจากพวกวิลาศได้ด้วย เมื่อไปถึงที่วัด ท่านพระครูโพตรวจดวงชะตาของเหมแล้ว ก็รู้ว่าชีวิตของเหมจะต้องผ่านบททดสอบอย่างหนัก ถามเหมว่าอยากเรียนวิชาการต่อสู้หรือไม่ แต่พระยาบริรักษ์ต้องการให้เหมเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลวงสรอรรถ เข้ามาเจรจากับพระยาบริรักษ์เพื่อขอให้ลดค่าระวางปากเรือให้กับเรือของกะปิตันฝรั่ง แต่พระยาบริรักษ์ไม่ยอม หลวงสรอรรถไม่พอใจที่พระยาบริรักษ์ไม่ยอมช่วยเหลือ หลวงสรอรรถบังเอิญได้พบ ทับทิม บัว และ ลำดวน หลวงสรอรรถนึกชอบใจในความงามของบัวซึ่งกำลังจะได้แสดงเป็นนางสีดา ที่ตำหนักอัมพวาแทนทับทิมที่กำลังจะแต่งงานกับหมื่นพิพิธภูบาล จึงคิดจะเข้าทางเจ้าพระยาพระคลังโดยผ่านทางบัวปิ่น มารดาของสามสาว กับทับทิมสงสัยว่าหลวงสรอรรถจะมาชอบพอบัว แต่ก็เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะหลวงสรอรรถนั้นมีภรรยาหลวงอยู่ก่อนแล้ว เหมถูกจับได้ว่ามาแอบดู พุ่ม และสมิงสอดน้อยซ้อมดาบแต่สมิงสอดน้อยยังแค้นเรื่องเก่าอยู่ ไม่ยอมปล่อยไปเปล่า ๆ จึงท้าให้เหมมาสู้กัน ถ้าเหมแพ้ จะต้องถูกตัดลิ้น เหมฮึดสู้กับสมิงสอดน้อยจนชนะ สมิงสอดน้อยพ่ายไปในที่สุด สมิงสอดน้อยยอมปล่อยเหมไป ขรัวปู่ยม ผู้ฝึกสอน เห็นดังนั้นจึงชวนเหมให้มาเรียนการต่อสู้ด้วยดาบอาทมาต แหม่มมาเรียนั้นป่วยเป็นโรคฝีในท้อง จึงต้องใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวด ทว่าพระยาบริรักษ์ บิดาของเหมนั้นตั้งข้อรังเกียจสินค้าชนิดนี้ ดังนั้น ไมเคิล เจเมสัน สามีของแหม่มมาเรีย จึงต้องแอบนำฝิ่นเข้ามาอย่างยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นแหม่มมาเรียก็ยังเอ็นดูเหม และสอนภาษาวิลาศให้กับเหมด้วยความเต็มใจ ขากลับเหมกับบุษย์ได้พบกับลำดวนที่แอบปีนต้นไม้ขึ้นไปดูเหมเข้าไปในบ้านของพวกวิลาศแล้วลงมาไม่ได้ เหมกับบุษย์จึงช่วยกันพาตัวลำดวนลงมา บัวเห็นหน้าเหมเข้าก็ประทับใจในความรูปงามของเหมทันที เหมกับบุษย์ได้พบกับ คุณชายช่วง บุตรชายคนโตของพระยาพระคลัง คุณชายช่วงมีความสนใจในภาษาวิลาศเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเหมรู้ภาษาวิลาศจึงให้ความสนใจอย่างมาก ลำดวนมาเจอกับเหม เหมพูดคุยเล่นหัวกับลำดวนอย่างสนิทสนม เหมกับพระยาบริรักษ์เกือบมีเรื่องกับหลวงสรอรรถ แต่โชคดีที่ได้คุณชายช่วงมาช่วยไว้ทันเวลา หลวงสรอรรถได้แต่แค้นใจที่ทั้งพระยาบริรักษ์และเหมดูจะเป็นศัตรูกับเขาไปทั้งสองคน ด้านคุณปิ่นเห็นหน้าเหมแล้วนึกชอบใจ จึงคิดจะจับคู่ให้เหมกับบัว ขณะที่วิชาดาบกับขรัวปู่ยมก็ก้าวหน้ามากขึ้น สมิงสอดน้อยเริ่มยอมรับในตัวเด็กหนุ่มถึงกับอาสามาเป็นคู่ซ้อมให้ สมิงสอดน้อยกำลังจะไปทัพเพราะได้ยินข่าวว่าทางกรุงศรีสัตนาคนหุตกำลังเรียกระดมพล จึงต้องขึ้นไปสอดแนมที่โคราช เหมถูกเรียกตัวมาพบคุณชายช่วง เหมเอาขนมมาฝากลำดวน พวกบ่าวไพร่ก็เอาไปลือกันว่าเหมจะใช้ลำดวนเป็นสะพานเข้าจีบบัว ลำดวนรบเร้าให้บัวฝากใบพลูไปให้เหมเพราะอยากมีพี่ชาย พระยาบริรักษ์ออกไปรับเรือกำปั่นขนสินค้าของคุณไมเคิล เจเมสัน สินค้าที่บรรทุกมาในระวางนั้นมีตุ๊กตากระเบื้องที่แอบซุกซ่อนฝิ่นเพื่อใช้บรรเทาอาการป่วยของแหม่มมาเรียอยู่ด้วย แต่หลวงสรอรรถหวังจะฮุบฝิ่นไว้เป็นของตัวเอง แล้วโทษว่าเป็นคำสั่งของพระยาบริรักษ์ มิสเตอร์เจเมสันก็เข้าใจผิดว่าพระยาบริรักษ์จะฮุบของไว้ ทั้งคู่จึงก่อเรื่องวิวาทกันขึ้นมาอีก พระพิชัยปราการคนสนิทของเจ้าพระยาพระคลัง มาตามตัวพระยาบริรักษ์ไปพบกับพระยาสมุหกลาโหมด้วยราชการด่วน ทว่าระหว่างทางไปที่เรือนของพระยาพระคลัง มีผู้พบศพของมิสเตอร์เจเมสันถูกฆ่าตัดหัวหลังจากมีเรื่องวิวาทกับพระยาบริรักษ์เพราะรู้ว่าตนเองกำลังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคนฆ่า ทหารของพระยาสมุหกลาโหมบุกเข้ามาจับตัวพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชมไว้ได้ เหมที่กระโดดน้ำหนีไปได้แล้ว กลับหวนมาช่วยคุณหญิงชม พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหม ถูกนำตัวไปขังไว้ในสถานที่คุมขังนักโทษ พระยาปลัดสมุทรปราการมาขอร้องให้พระยาบริรักษ์เห็นแก่ชาติบ้านเมืองและส่วนรวมด้วยการยอมรับสารภาพความผิด พระยาบริรักษ์จึงยอมสารภาพ แต่ความจริงแล้วคนที่ฆ่ามิสเตอร์เจเมสันคือหลวงสรอรรถ การจับคู่ของเหมกับบัวจึงเป็นอันต้องตกไป ลำดวนเมื่อรู้ข่าวของเหม ก็ได้แต่นอนร้องไห้สงสารเหม คุณปิ่นพาบัวและลำดวนมาเดินตลาด กลุ่มนักโทษมีคุณหญิงชมและเหมรวมอยู่ด้วย คุณหญิงชมเป็นลมตรงหน้าขบวนของคุณปิ่นพอดี ลำดวนสงสารเหมกับแม่จับใจ รีบคว้าแตงกวาไปป้อนให้คุณหญิงชมได้กินพอหายร้อน พระยาบริรักษ์ถูกตัดสินให้ทวนหวายพระยาบริรักษ์ ๕๐ ที ริบราชบาตร แล้วเอาตัวพร้อมกับลูกเมียไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง พระยาบริรักษ์ทนการถูกลงทัณฑ์ไม่ไหว เสียชีวิตหลังจากตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ๙ ปีผ่านไป พระยาบดินทรเดชาได้เกณฑ์ไพร่พลขึ้นไปยังเมืองพัตบองเพื่อตระเตรียมรับมือกับญวน ในการนี้คณะปี่พาทย์ละครของขุนนาฏยโกศลถูกเกณฑ์ตามไปแสดงให้ขุนนางผู้ใหญ่ดูด้วย หมื่นวิชิตชลหาญ ที่มักจะนำสุรามามอบให้ท่านขุนบ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วหมื่นวิชิตฯ นั้นหวังจะมาพบหน้าลำดวน ในขณะที่บัวยอมถวายตัวเป็นนางในชีวิตของบัวในวังนั้นไม่ได้มีความสุขสบายเหมือนที่หวังไว้ เพราะเสด็จในกรมไม่ทรงโปรดนางละคร หมื่นวิชิตฯ ก็หาทางเข้าใกล้ลำดวน แต่ลำดวนก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่นึกชอบหมื่นวิชิตฯ ขุนศรีไชยทิตย มาโพนช้างอยู่ละแวกเมืองโคราช จึงสั่งให้นายส่งกับนายมาไปขอความช่วยเหลือ นายส่งกับนายมา ควาญช้างทั้งคู่อิดออดไม่อยากไป แต่ก็ขัดไม่ได้ ลำดวนกับ หุ่น เพื่อนสนิท บังเอิญได้พบกับพวกที่มาโพนช้าง หนึ่งในนั้นก็มีเหมซึ่งมีหน้าที่เป็น เสดียง อยู่ด้วย แต่ลำดวนจำเหมไม่ได้ ลำดวนกับหุ่นได้นั่งช้างตัวที่เหมเป็นคนคุมอยู่ เหมคอยดูแลและกันท่าหมื่นวิชิตฯ ให้ลำดวน ทว่าเหมกลับไม่กล้าบอกความจริงกับลำดวนว่าตนเองคือใคร บางครั้งเหมก็เผลอพูดจาเกี้ยวพาราสีลำดวนจนต้องไปต่อกรรมกับขุนศรีไชยทิตยอยู่บ่อยๆ ลำดวนเองจากที่เคยหวาดกลัวเสดียงหน้าดุ ก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับเหมอย่างประหลาด คุณปิ่นก็คุ้นหน้าเสดียงหนุ่ม ลำดวนก็มั่นใจว่าเขากับเธอต้องเคยรู้จักกันมาก่อนอย่างหมื่นวิชิตตั้งใจจะเข้าไปลวนลาม เหมเห็นเข้าพอดี จึงลอบทำร้ายหมื่นวิชิตฯ เจ้าสังข์ ช้างเชือกที่ขุนศรีไชยทิตยกำลังตามจับตัวอยู่ การโพนช้างครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ ลำดวนลองเรียกเสดียงหนุ่มว่าเหม เหมชะงักแล้วรีบเดินหนีไป แต่ตกดึกคืนนั้นเหมก็แอบเอาพวงมาลัยดอกลำดวนมาแขวนไว้ให้ที่เพิงพัก ก่อนจะวางแผนพาแม่โต ช้างพังคู่ใจไปเป็นนกต่อจับตัวเจ้าสังข์มาจนสำเร็จ เรื่องลำดวนไม่มีความคืบหน้า หมื่นวิชิตฯ ปรึกษากับพรรคพวกเพื่อหาวิธีที่จะได้ลำดวนมาเป็นเมีย หมื่นวิชิตฯ จึงจ้างวานส่งและมาไปลวนลามลำดวนเหมจับได้ ควาญทั้งสองซัดทอดว่าหมื่นวิชิตฯ เป็นคนสั่งให้ทำหมื่นวิชิตฯ ไม่ยอมรับ ขุนนาฏยโกศลเรียกเหมเข้าไปขอบคุณที่ช่วยเหลือลำดวนไว้ ก่อนจะจำได้ว่าเหมคือลูกชายของพระยาบริรักษ์ เมื่อคุณปิ่นเตือนเหมได้รู้ว่าในตอนนี้ฐานะของลำดวนกับเหมต่างกันมาก ลำดวนกับเหมก็ต้องแยกย้าย เหมบังเอิญได้พบกับสมิงสอดน้อยเหมที่มึนด้วยฤทธิ์สุราก็บุกไปหาลำดวน เหมตั้งใจว่าจะต้องลบล้างมลทินให้จงได้ พระศรีสิทธิสงครามเร่งจัดให้มีการประลองขึ้นหานายทหารมีฝีมือดี หมื่นวิชิตฯ ประลองด้วยจึงไปนัดแนะกับครูดาบที่ตัวเองต้องประลองด้วย หมื่นวิชิตฯ เห็นเหมเข้ามาชมการประลองด้วย ก็นึกหมั่นไส้ จึงแกล้งเสนอชื่อเหมให้เข้าไปประลองเหมใช้วิชาดาบอาทมาตที่เรียนมาจากขรัวปู่ยมประลองกับพระศรีสิทธิสงครามจนได้รับชัยชนะ เหมเข้าเป็นทหารในกองทัพทันที เมื่อกองทัพยกมาถึงเมืองโปริสารท เหมก็ได้พบกับบุษย์ ซึ่งตอนนี้ได้ไปเป็นไพร่ในสังกัดของเจ้าพระยาพระคลัง ทัพของเจ้าพระยาพระคลังมาสมทบกับทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาเพื่อเตรียมตัวตีเมืองไซ่ง่อน แต่ก่อนหน้านั้น ทัพของทั้งสองพระยาได้ร่วมมือกันตีค่ายญวนที่ปากคลองวามะนาว เหมเป็นผู้ออกอุบายเข้าตีจนค่ายของข้าศึกแตกพ่ายเป็นผลสำเร็จ ทำให้ได้รับความดีความชอบเป็นอันมาก พระยาบดินทรเดชาจึงทำหนังสือขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ปลดเหมกับคุณหญิงชมออกจากการเป็นตะพุ่นหญ้าช้างให้ การรบครั้งต่อมาที่เมืองโจฎก ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาล้อมเมืองโจฎกไว้แล้ว พระยาปลัดสมุทรปราการเคลื่อนขบวนมาอย่างเชื่องช้าจึงทำให้ราชการศึกเสียหายเป็นอันมาก เหมเป็นผู้ออกความคิดพิชิตค่ายเข้าตีเมืองโจฎกได้อีกครั้ง พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์ เหมจึงต้องเดินทางกลับพระนครกับกองทัพเพื่อมาร่วมงานพระเมรุ เหมที่ตอนนี้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นสุรบดินทร์ ในขณะที่คุณชายช่วงตอนนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสิทธิ์นายเวรแล้ว คุณชายช่วงดีใจมากที่เหมสามารถลบล้างมลทินให้ตัวเองได้ คุณหญิงชมดีใจมากที่เหมประกอบคุณงามความดีจนได้ปลดตะพุ่น เหมเกริ่นกับคุณหญิงชมว่าอยากจะให้ไปสู่ขอลำดวนกับขุนนาฏยโกศล คุณชายช่วงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นไวยวรนาถ และได้ขอตัวเหมมาช่วยทำงานด้วย เหมได้กลับไปเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้งกับครูปีเตอร์ มิชชันนารีที่เดินทางมากับคณะนายแพทย์ของ แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์) แต่เหมไม่ไว้ใจพวกวิลาศอีกแล้วเนื่องจากประสบการณ์ที่เคยได้รับมา เหมได้พบกับลำดวนและบัวในช่วงที่มีงานพระเมรุในพระนคร เมื่อบัวได้พบเหม ความรู้สึกเก่า ๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง บัวรู้สึกอิจฉาลำดวนที่ได้หัวใจของเหมไป หมื่นวิชิตฯมาขอความช่วยเหลือจากบัวเรื่องลำดวน หมื่นวิชิตฯ รู้ว่าบัวเคยมีใจให้เหมจึงยุยงให้บัวทำเสน่ห์ใส่เหมเพื่อแย่งเหมมาจากลำดวน บัวถูกหว่านล้อมจนยอมทำตาม บัวไปขอให้พุ่มทำเสน่ห์ใส่ลำดวนกับตัวเหม ทุกคนจึงร่วมมือกันวางแผนจับหมื่นวิชิตฯ กับบัวให้ได้คาหนังคาเขาขณะทำพิธี หมื่นวิชิตโกรธแค้นที่ถูกหลอกจึงฆ่าพุ่มตาย เหมยืนยันว่าเขาไม่เคยมีเยื่อใยกับบัว บัวรู้สึกอับอาย บัวอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาเพื่อชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในชาตินี้ ด้านคุณหญิงชมก็เดินทางไปสู่ขอแม่ลำดวนกับท่านขุนนาฏยโกศลกับคุณปิ่น จึงยอมยกลำดวนให้เหมแต่โดยดี ทางสยามปฏิเสธการซื้อเรือกลไฟเพราะมีสภาพเก่า ทำให้นายห้างหันแตรโกรธมาก นายห้างหันแตรพยายามหาเรื่องทางฝั่งสยาม เหมจึงวางแผนให้จับตัวนายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์ไปขังไว้ นายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์โกรธมากถึงขึ้นอาฆาตเหมไว้ว่าจะต้องกลับมาจัดการกับเหมให้ได้ พระยาปากน้ำมาแจ้งกับคุณชายช่วงและเหมว่า จับตัวคนรับใช้ชาวอินเดียของมิสเตอร์เจเมสันนั้นสารภาพว่ามิสเตอร์เจเมสันถูกหลวงสรอรรถฆ่าตาย เพราะหลวงสรอรรถต้องการยักยอกฝิ่นที่มิสเตอร์เจเมสันลักลอบนำเข้ามาไปเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้มลทินของพระยาบริรักษ์จึงได้รับการชำระสะสาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบำเหน็จให้เหมเป็น หลวงสุรบดินทร์ ส่วนหลวงสรอรรถที่ตอนนี้ได้ข่าวว่าไปเข้าร่วมกับจีนตั้วเหี่ยทำการค้าฝิ่นเป็นปฏิปักษ์กับทางราชการนั้น เหมก็ได้แต่งงานกับลำดวนสมที่ตั้งใจไว้ เหมกับ หมื่นไวยวรนาถ (คุณชายช่วง) ก็ถูกเกณฑ์ไปปราบปรามพวกจีนตั้วเหี่ยและก๊กต่าง ๆ ทั้งคู่จึงวางแผนล้อมจับจีนตั้วเหี่ยและหลวงสรอรรถมาด้วย ด้านลำดวนตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นหญิง เหมจึงตั้งชื่อว่า มาลัย เพื่อเป็นตัวแทนความผูกพันของเขาที่มีต่อลำดวน หลังจากนั้นไม่นานนัก เซอร์ เจมส์ บรู๊ค ทูตคนใหม่จากประเทศเกาะบริเตนใหญ่ ยืนเงื่อนไขให้คนภายใต้บังคับของอังกฤษสามารถทำการค้าได้อย่างเสรี ซึ่งเหมไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขข้อนี้ เหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่พิจารณาสนธิสัญญาของทูตานุทูตอังกฤษแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับทางสยาม จึงไม่เห็นสมควรทำตามข้อตกลง ทางอังกฤษนำเรือรบมาปิดปากอ่าว พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้ส่งตัวเหมไปดำเนินคดีที่เรือรบอังกฤษในคดีที่เคยลวงนายห้างหันแตรไปคุมขังไว้ เหมจึงคิดจะเสียสละตัวเองเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดเหมือนเช่นที่พระยาบริรักษ์ผู้เป็นบิดาเคยทำ เหมดึงดันที่จะทำตามความตั้งใจเดิมคือไปรับการตัดสินคดีบนเรือรบของอังกฤษ กะปิตัน บราวน์ ที่เคยถูกเหมจับขังไว้คราวก่อน เฝ้ารอที่จะได้แก้แค้นเหมให้สาแก่ใจ ทว่าเมื่อเรือที่นำตัวเหมไปยังเรือรบอังกฤษลอยลำอยู่กลางแม่น้ำ เหมก็ตัดสินใจกระโดดลงน้ำทั้ง ๆ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กทั้งตัว กะปิตัน บราวน์ สั่งให้คนค้นหาร่างของเหมให้เจอ คุณหญิงชม ลำดวน คุณปิ่นและท่านขุนนาฏยโกศลต่างเสียใจที่เหมต้องมาพบจุดจบ ในที่สุดทางอังกฤษก็งมหาศพของเหมจนเจอในสภาพใบหน้าเละเทะเพราะถูกปลาทะเลกัดกิน พระยาปากน้ำก็สังเกตเห็นว่าใต้ท้องแขนของศพนั้นไม่มีรอยสักที่เป็นเครื่องหมายของการโดนโทษตะพุ่นหญ้าช้าง หลวงกำแหงรีบกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่าคงเป็นเพราะแช่น้ำทะเลนานเกินไปนั่นเอง ที่จริงแล้วเหมสามารถปลดโซ่เหล็กได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเคยเป็นเสดียงมาก่อน ใต้น้ำนั้นก็มี หลวงเผด็จทินกร คอยช่วยอยู่ หลังจากนั้นก็พากันไปซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อน ส่วนศพที่พบในทะเลนั้น ก็คือศพของหมื่นวิชิตฯ นั่นเอง เหมกลับมาอยู่กับลำดวนอีกครั้ง โดยที่รู้ตัวดีว่าคงไม่อาจกลับเข้ารับราชการได้อีกแล้ว แต่ลำดวนก็ไม่สนใจ ขอแค่ได้มีเหมอยู่เคียงข้างกัน หลายปีผ่านไป เหมทำงานเป็นควาญช้างอยู่ในเพนียดที่กรุงเก่า คุณชายช่วงซึ่งได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้เดินทางมาหาเหมเพื่อขอให้เหมร่วมเดินทางไปกับคณะทูตที่จะไปถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ แต่เหมต้องปกปิดตัวตนและไปในฐานะหมอนวด ลำดวนจึงสนับสนุนให้เหมเดินทางไปกับคณะทูต เหมจึงตัดสินใจออกเดินทางมุ่งสู่ประเทศอังกฤษเพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ แม้จะไร้ชื่อ ไร้เกียรติยศชื่อเสียงใด ๆ แต่ชายหนุ่มก็ยินดีและเต็มใจทำในฐานะ "ข้าแห่งบดินทร์" ติดตามชม ละครข้าบดินทร์ ได้เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่่อง 3

คลิปตาดูดาว เท้าติดดิน3 /  ตกเหวคอนโดมิเนียม / 

"พานทองแท้" แพร่คลิป "ตาดูดาว เท้าติดดิน 3" ตอน “ตกเหวคอนโดมิเนียม” ปลุกคนแพ้ให้ลุกขึ้นสู้ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คเพจ “Oak Panthongtae Shinawatra” พร้อมเผยแพร่คลิป “การ์ตูนอะนิเมชั่น” เรื่อง “ตาดูดาวเท้าติดดิน” ตอนที่ 3 “ตกเหวคอนโดมิเนียม” โดยนายพานทองแท้ระบุว่า คลิปดังกล่าวเป็นเรื่องราวของการทำธุรกิจที่ล้มเหลวของพ.ต.ท.ทักษิณ แต่เมื่อล้มแล้วก็ต้องลุกขึ้นมาสู้ใหม่ อยู่ที่ตัวเราจะจมปลักอยู่กับความพ่ายแพ้ หรือจะลุกขึ้นมาสู้กับมันใหม่ โดยไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ทุกคนย่อมมีโอกาส ที่ตัวเองจะไขว่คว้าเอาไว้ และภายใต้โอกาสนั้นๆอาจเจออุปสรรค จนกระทั่งประสบกับความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ชีวิตคนที่ประสบความสำเร็จมาด้วยตัวเอง ร้อยทั้งร้อยต่างก็เคยผิดพลาด และผ่านช่วงที่ล้มลุกคลุกคลาน ของชีวิตมาแล้วทั้งนั้น "คุณพ่อผมเป็นคนคิดอะไรเร็ว สนใจในวิทยาการใหม่ๆ และมักจะเป็นผู้ที่ริเริ่มทำอะไรใหม่ เป็นรายแรกๆเสมอ" ก่อนที่คุณพ่อจะมาจับธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ได้เคยลองผิดลองถูก โดยสร้างโรงหนังที่เชียงใหม่แล้วขาดทุน มาอยู่กรุงเทพฯ หันมาสร้างคอนโดมิเนียมขาย นับเป็นรายแรกๆของไทย แต่โอกาสไม่เอื้ออำนวย กลับประสบปัญหาขาดทุนซ้ำสองเข้าไปอีก สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ คุณพ่อผมถือว่าเป็น "โอกาสและอุปสรรคของรายแรก” ที่มีโอกาส "แจ้งเกิด" และ "แจ้งดับ" มากกว่าธุรกิจที่ทำตามคนอื่น ซึ่งมีผู้ "ทดสอบตลาด" ให้เรียบร้อยแล้ว ความเสี่ยงอาจจะน้อย แต่ผลตอบแทนก็จะน้อยลงตามไปด้วย คุณพ่อสอนผมเสมอว่า "ถ้าเราประสบความสำเร็จจากการเป็นผู้ริเริ่มรายแรก ผลตอบแทนและความมั่นคง ในการดำเนินธุรกิจ ย่อมสูงกว่าผู้ที่ดำเนินการตามเรา เป็นรายที่ 2,3,4.." ทุกคนย่อมมีโอกาส ที่ตัวเองจะไขว่คว้าเอาไว้ และภายใต้โอกาสนั้นๆอาจเจออุปสรรค จนกระทั่งประสบกับความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ชีวิตคนที่ประสบความสำเร็จมาด้วยตัวเอง ร้อยทั้งร้อยต่างก็เคยผิดพลาด และผ่านช่วงที่ล้มลุกคลุกคลาน ของชีวิตมาแล้วทั้งนั้น "อยู่ที่ตัวเราจะจมปลักอยู่กับความพ่ายแพ้ หรือจะลุกขึ้นมาสู้กับมันใหม่ โดยไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา" MThai News

บิ๊กแดนภารตะ ใจป๋าจัดหนัก ออกรถให้ลูกจ้าง 491 คัน
อินเดีย /  เจ้าของบริษัทส่งออกเพชรในอินเดีย / 

อิจฉาไหม ? พนักงานบริษัทส่งออกเพชรจากอินเดีย ได้รับค่าตอบแทนความตั้งใจในการทำงาน เป็นรถ เครื่องประดับ และอพาร์ทเมนต์ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว เจ้าของบริษัทส่งออกเพชร ในเมืองสุรัต รัฐคุชราต ในอินเดีย แจกรถยนต์ 491 คัน จิวเวอร์รี่และเพชร 525 ชิ้น และอพาร์ทเมนต์ในเขตดิวาลีอีกจำนวน 200 ห้อง ให้กับพนักงานบริษัทของเขาเอง มากกว่า 1,200 คนจากจำนวนพนักงานทั้งหมด 7,500 คน ที่ช่วยทำให้บริษัทได้กำไรและกลายเป็นบริษัทระดับโลก อย่างไรก็ตามเขาเผยว่า "บริษัทแห่งนี้ทำกำไรได้มากมาย เพราะพวกคุณพนักงานทุกคน ถ้าหากพวกคุณมีความสุข พวกเราก็จะก้าวต่อไป ขอให้พวกคุณมีความสุขกับผลตอบแทนที่ผมได้ให้นี้" อย่างไรก็ตาม บริษัทส่งออกเพชรแห่งนี้ ไม่ได้มีสาขาอยู่ที่เมืองสุรัตที่เดียวเท่านั้น แต่ยังมีสาขาอยู่ที่สหรัฐฯ เบลเยี่ยม และจีนอีกด้วย โดยเศรษฐีรายนี้ได้เริ่มกิจกรรมแจกของตอบแทนพนักงานมาตั้งแต่ปี 2002 เขาได้แจกรถให้กับพนักงานทั้งหมด 3 คน และเมื่อปีที่แล้วก็ได้แจกรถเพื่อตอบแทนพนักงานไปทั้งหมด 72 คน Mthai News

Single Festival 2 จัดโปรสุดเร้า เอาใจสาวโสด
Single Festival ตอน Once Upon A Dream /  ZAAP

กลับมาอีกครั้งกับปาร์ตี้คอนเสิร์ตในฝัน ของเหล่าคนโสดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มิติใหม่ทางดนตรีครั้งสำคัญ เมื่อ CMO-ZAAP จับมือปั้นอีเว้นท์คอนเสิร์ต Single Festival หลังจากที่ประสบความสาเร็จกับ ปาร์ตี้คอนเสิร์ต “Single Festival” เทศกาลดนตรีของคนโสด ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเมื่อต้นปี และปาร์ตี้ใต้แสงจันทร์จัดเต็มครั้งยิ่งใหญ่ใจกลางมหานครกรุงเทพ “FULL MOON PARTY in Bangkok” ตอน Moon Wizard ที่ได้กระแสตอบรับอย่างเกินความคาดหมาย มีผู้เข้าร่วมงานนับหมื่นคน และ 15 พฤศจิกายนนี้ เราขอต้อนรับคนโสด เข้าสู่ดินแดนที่แสนจะหลุดโลกพาให้ทุกคน ร่วงหล่นลงห้วงมิติแห่งอีกฟากของฝันดี ถ้าคุณเป็นสาวโสดที่ยังใช้คำว่านางสาว จะได้ราคาสุดพิเศษไปเลย 999 บาท Single Festival ตอน Once upon a dream กาลครั้งหนึ่งนี้...บางทีคุณอาจจะไม่โสดกลับไป อยากสละโสด ซื้อบัตรด่วน 1,200 บาท ทุกที่ยืน แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าคุณเป็นสาวโสดที่ยังใช้คำว่านางสาว จะได้ราคาสุดพิเศษไปเลย 999 บาท ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา แล้วมาแดนซ์กัน วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2557 ฮอลล์ 106 ไบเทค บางนา งานนี้ ใครโสด อาจจะได้สละโสดที่งานนี้ ก็เป็นได้ มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social ติดตามความเคลื่อนไหว ได้ทาง facebook MThaimusic - Twitter @mthaimusic - Youtube musicmthaitube - Instagram : @musicmthai ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com 

ประมวลภาพการซ้อมของนักเตะ ลิเวอร์พูล ก่อนเปิดศึกกับ ราชันชุดขาว ในถ้วย UCL
จอร์แดน รอสซิเตอร์ /  ประมวลภาพการซ้อมของนักเตะ ลิเวอร์พูล / 

ประมวลภาพการซ้อมของนักเตะ ลิเวอร์พูล ก่อนเปิดรัง แอนฟิลด์ ลงทำศึกใหญ่ในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปะทะ เรอัล มาดริด สุดยอดทีมแห่งแดนกระทิงดุ โดยเบร็นแดน ร็อดเจอร์ส เรียกเจ้าหนู จอร์แดน รอสซิเตอร์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งลงมาซ้อมกับบรรดาแข้งรุ่นพี่ในครั้งนี้ด้วย ต้องมาดูว่าแมตช์นี้แข้ง "หงส์แดง" จะสามารถยกระดับฟอร์มที่เกือบเอาตัวไม่รอดมาในเกมที่แล้วกับ ควีนส์ปาร์ค ได้หรือเปล่า

หาชมยาก!จระเข้ยักษ์เลื้อยขึ้นฝั่ง ขโมยเหยื่อหน้าตาเฉย
ข่าววันนี้ /  จระเข้ / 

จระเข้ยักษ์เลื้อยขึ้นฝั่ง ขโมยเหยื่อหน้าตาเฉย สำนักข่าวต่างประเทศเผยแพร่คลิปเหตุการณ์หาชมยาก บันทึกโดยช่างภาพชาวสวิตเซอร์แลนด์  ปรากฎภาพของจระเข้ยักษ์ความยาวกว่า 3 เมตร เลื้อยขึ้นฝั่งขโมยซากละมั่ง เหยื่อของฝูงหมาในอย่างหน้าตาเฉย ก่อนที่มันจะคาบลงไปกินในน้ำ ใกล้แม่น้ำ โอลิแฟนท์ ในแอฟริกา ใต้ เป็นวงจรชีวิตของสัตว์ป่าที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด   MThai News

พบศพสาวเกาหลีเหยื่อสปีดโบ๊ทชนเรือประมงแล้ว1ราย
ข่าววันนี้ /  พบศพนักท่องเที่ยว / 

พบศพนักท่องเที่ยวชาวเกาหลี เหยื่อสปีดโบ๊ทชนเรือประมง แล้ว 1 ราย เป็นหญิง ติดอยู่ใต้ท้องเรือ ล่าสุด ทีมนักประดาน้ำจากชมรมวิทยุสมัครเล่นเกาะพีพี นำร่างขึ้นจากใต้ท้องเรือสปีดโบ๊ทได้แล้ว ความคืบหน้า การค้นหานักท่องเที่ยวชาวเกาหลี 2 คน ที่สูญหายจากกรณีเรือสปีดโบ๊ท ซีสตาร์ 29 คนขับเรือประมงอวนลาก สินพิชัย 11 เมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่บริเวณกองหินมูสัง ห่างจากเกาะพีพี จ.กระบี่ 6 ไมล์ทะเล ซึ่งได้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งในส่วนของตำรวจน้ำ กรมเจ้าท่า ทัพเรือภาคที่ 3 และเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ออกค้นหาทั้งทางท่าอากาศยานและทางทะเลตั้งแต่วันที่เกิดเหตุนั้น ล่าสุด ได้รับรายงานจากนักประดาน้ำ ได้ดำน้ำลงไปค้นหาทราบว่า ขณะนี้พบศพผู้สูญหายแล้ว 1 ราย เป็นผู้หญิง ติดอยู่ใต้ท้องเรือสปีดโบ๊ท ซีสตาร์ 29 แต่ยังไม่สามารถกู้ศพดังกล่าวขึ้นมาได้ ขณะที่ล่าสุด ทีมนักประดาน้ำจากชมรมวิทยุสมัครเล่นเกาะพีพี สามารถนำร่างนักท่องเที่ยวหญิง ชาวเกาหลี เหยื่อเรือสปีดโบ๊ท ซีสตาร์ 29 คนขับเรือประมงอวนลาก สินพิชัย 11 เมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่บริเวณกองหินมูสัง ห่างจากเกาะพีพี จ.กระบี่ 6 ไมล์ทะเล ขึ้นจากใต้ท้องเรือสปีดโบ๊ทได้แล้ว จากนั้นนำขึ้นเรือ ต 814 ของตำรวจน้ำภูเก็ต เพื่อนำขึ้นฝั่งที่ จ.ภูเก็ต โดยญาติที่มาคอยติดตามการค้นหา ร้องไห้เป็นที่น่าสงสารของทีมงานค้นหา

สัมภาษณ์ แอน มิตรชัย จากลิเกสาวพราวเสน่ห์ สู่นักร้องระดับอินเตอร์
Live My Life My Way /  แอน มิตรชัย

กำลังประสบความสำเร็จและโดดเด่นในแวดวงบอลลีวู๊ดเลยทีเดียว สำหรับลิเกสาวพราวเสน่ห์ แอน มิตรชัย ที่ล่าสุดเธอก็ได้จรดปลายปากกาเซ็นสัญญาเป็นศิลปินภายใต้การดูแลของค่ายเพลงระดับอินเตอร์ ยูนิเวอร์แซล มิวสิคฯ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากแถลงข่าวเปิดตัวอัลบั้มอินเตอร์เนชั่นแนลชุดแรก ซึ่งมีชื่อว่า Live My Life My Way (ลิฟ มาย ไลฟ์ มาย เวย์) ท่ามกลางความสนใจของเหล่าสื่อมวลชน ที่สำนักงาน ยูนิเวอร์แซล มิวสิค ประเทศอินเดีย ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ต่อจากนี้ ยูนิเวอร์แซล มิวสิคฯ ก็มีแผนสนับสนุนให้ แอน มิตรชัย เตรียมเดินทางไปโปรโมทผลงานเพลงในประเทศต่างๆ ทั้งเอเชียและยุโรป... แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ทาง music.mthai.com ก็มีบทสัมภาษณ์จาก แอน มิตรชัย มาเปิดเผยว่าหนทางการโกอินเตอร์ของเธอ เป็นมาอย่างไร? ที่มาที่ไปของความสำเร็จในการเป็นศิลปินที่สามารถมีอัลบั้ม International ภายใต้สังกัด ยูนิเวอร์แซล มิวสิคฯ? "สำหรับการร่วมงานกับ บริษัท ยูนิเวอร์แซล มิวสิค กับผลงาน International นั้น จริงๆ แอนไม่เคยคิดเลยว่าเราจะมาได้ไกลขนาดนี้ เพียงแค่ได้มีโอกาสร่วมแสดงภาพยนตร์บอลลีวู๊ด แอนก็ดีใจมากแล้ว แม้กระทั่งเพลงประกอบภาพยนตร์เองก็ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะมีโอกาส ย้อนไปตอนแอนพบกับคุณ Eddie T Avil ผู้จัดการของแอนคนปัจจุบัน ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตค่ะ เขาเป็นคนกว้างขวางในวงการบอลลีวู๊ด เริ่มจากเอาเพลงของแอนไปทำเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ซึ่งถือเป็นก้าวแรก พอผลงานปรากฏเด่นชัดและเป็นที่ยอมรับจากประชาชนในประเทศอินเดีย โอกาสก็เพิ่มขึ้น ทำให้มีบริษัทต่างๆ นำเสนองานเข้ามาค่ะ" 'ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานแทบกระบวนการด้วยตัวเอง' "ก่อนที่แอนจะทำอัลบั้ม Live My Life My Way กับทางยูนิเวอร์แซล มิวสิคฯ ก็มีอีกบริษัทชื่อ ทีซีรี่ส์(T Series) ติดต่อเข้ามา บริษัทนี้เป็นค่ายยักษ์ใหญ่ของอินเดีย มีสาขาอยู่ทั่วเอเชีย เขานำเสนอให้แอนเข้ามาอยู่ในบริษัทของเขา ทุกวันนี้ก็ยังคงพร้อมต้อนรับแอนให้ร่วมงานด้วยตลอดเวลา แต่ถ้าเราเลือกอยู่กับ ทีซีรี่ส์ เพลงของเราส่วนใหญ่จะออกมาในแนวอินดี้ที่มีภาษาอังกฤษปนบ้าง แต่ไม่ใช่แนวสากล คุณเอ็ดดี้ เลยวางแผนให้ว่าเราควรจะเลือกอะไร ส่วนหนึ่งก็คือตัวเขาเองก็เคยร่วมงานกับ ยูนิเวอร์แซล มิวสิคฯ อยู่แล้ว เขาเลยนำโปรไฟล์ความเป็นลิเกของแอน พร้อมกับผลงานอื่นๆ แนบไปให้ผู้ใหญ่ของ ยูนิเวอร์แซล มิวสิคฯ พิจารณา ซึ่งสิ่งที่ทีมยูนิเวอร์แซล มิวสิคฯ สนใจคือภาพความเป็นลิเกของเรา เขาอยากรู้ว่าลิเกคืออะไร ผลงานการแสดงถึงศิลปวัฒนธรรมตรงนี้มีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน หลังจากที่เขาศึกษาหาข้อมูลงานศิลปะการแสดงลิเกและความเป็น แอน มิตรชัย ทำให้เขาสนใจมากๆ ดังนั้นจึงเชิญเราเข้าไปพูดคุยแบบจริงจัง ที่สำคัญเขามองเห็นว่าจะสร้างเราในสิ่งที่เราสามารถทำในสิ่งที่เรามีและสิ่งที่เราเป็น พร้อมเปิดโอกาสให้เรามีส่วนร่วมในการวางแนวคิดเกือบทุกกระบวนการสร้างสรรค์งานชิ้นนี้ค่ะ" 'ลิเกคือจุดเริ่มต้น ทำให้มีทุกวันนี้' "เมื่อโอกาสมาถึงตัวเรา แอนบอกกับตัวเองว่าสิ่งที่เราต้องมีคือหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน จากการฝึกฝนเราต้องอดทนเพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด แอนมีแรงบันดาลใจโดยมีความรักในสิ่งที่ทำนำทางให้เรา ลิเกคือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่มีคุณค่าทำให้แอนมีวันนี้และสามารถก้าวไปสู่เวทีอื่นๆ การร้องเพลงอินดี้แอนก็ได้มาจากเวทีลิเก ข้อนี้แอนไม่เคยลืมและส่งให้แอนก้าวมาถึงวันนี้ ความศรัทธาในความเป็นตัวตนในแบบของเราคือแนวทางไปสู่จุดหมาย แล้ววันนี้แอนก็ได้เริ่มต้นกับการก้าวย่างอีกครั้งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตนั้นคือการเปิดตัวอัลบั้ม Live My Life My Way ค่ะ" คิดว่าเพราะเหตุใดที่คนอินเดียถึงยอมรับในตัว แอน มิตรชัย? "นักแสดงที่เป็นต่างชาติจะเปิดใจคนอินเดียให้ยอมรับไม่ใช่เรื่องง่ายค่ะ ต้องบอกว่าเป็นเรื่องยาก แอนคิดว่าแอนโชคดีที่เราเข้าไปในฐานะนักร้องและเป็นนักแสดง เขาตกใจว่าเราสามารถร้องเพลงอินดี้ได้ เริ่มแรกเราสามารถร้องเพลงคลาสสิกหรือเพลงลูกทุ่งของเขาซึ่งมันยากมากๆ และเราสามารถเต้นเพลงอินเดียได้ทั้งแนวเก่าแนวใหม่ เช่น กาตะการิ(Katakari) และ 7 คลาสสิคัล อินเดียแดนซ์(7 Classical Indian Dance) ซึ่งดาราบอลลีวู๊ดใหม่ๆ ในปัจจุบันเต้นกันไม่ค่อยจะได้ สังเกตจากหลายๆ คนรอบๆ ตัวเราที่รู้สึกชื่นชมในสิ่งที่เราทำได้ แอนคิดว่าสิ่งนี้ทำให้เขาเปิดใจที่จะรักเราเพราะเราไปในฐานะนักร้องต่างชาติที่สามารถร้องเพลงบ้านเขาได้ นักแสดงในประเทศอินเดีย จะไม่ร้องเพลงเอง ส่วนใหญ่จะลิปซิงค์ แต่พอเราเล่นเองร้องเองก็เป็นที่จับตามองค่ะ" 'ฉันเป็นคนไทย' "ทุกวันนี้สื่อต่างๆ ในอินเดียถามแอนเสมอว่าแอนเป็นลูกครึ่งอะไร แอนจะตอบว่าเป็นคนไทย แต่เขาพยายามให้แอนเป็นเม็กซิโก เป็นลูกครึ่งอินเดียบ้างค่ะ" แนวคิดและปรัชญาในการดำเนินชีวิตของ แอน มิตรชัย? "พูดได้ว่าแอนเติบโตมาจากโรงลิเก ตั้งแต่พอจำความได้รอบๆ ตัวของแอนคืองานศิลปะการแสดง เราอยู่กับความคิดสร้างสรรค์และการฝึกฝนซ้ำๆ เพื่อสร้างความสุขให้ผู้คนเกือบทุกๆ วัน แอนมองเห็นถึงความงดงามของคำว่า 'ความรักและมิตรภาพ' ที่แฟนๆ มอบให้กับเรา สิ่งที่อยู่ในความคิดและไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือจะพัฒนาตัวเองทุกๆวัน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานและมอบความสุขให้กับคนที่รักและรอคอยที่จะชื่นชมผลงานของแอน เมื่อพูดถึงแนวคิดและปรัชญาในการดำเนินชีวิต ของแอนนั้นก็คือการทำสิ่งใดก็ควรตั้งจุดมุ่งหมายที่จะเดินไปให้ชัด เหมือนคำที่ว่า 'การเริ่มต้นอย่างมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนเท่ากับสำเร็จผลแล้วครึ่งหนึ่ง' ค่ะ" พูดได้ว่าน่าสนใจทีเดียว สำหรับย่างก้าวสู่วงการเพลงอินเตอร์ของนักร้องสาวคนนี้... สำหรับแฟนๆ ที่อยากให้กำลังใจ และต้องการติดตามความเคลื่อนไหวของ แอน มิตรชัย ก็สามารถเกาะติดช่องทางโซเชี่ยลของเธอได้ทาง Instagram: annmitchai AMC Official , Facebook: Annmitchai และ Youtube AMC world Channel มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social ติดตามความเคลื่อนไหว ได้ทาง facebook MThaimusic - Twitter @mthaimusic - Youtube musicmthaitube - Instagram : @musicmthai ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com 

ย้อนรอย ต้นกำเนิดของส้วมเมื่อหลายพันปีก่อน
ประวัติศาสตร์ /  ส้วม / 

วันนี้ทีนเอ็มไทยชวนเพื่อนๆ ให้มาย้อนรอย ต้นกำเนิดของส้วมเมื่อหลายพันปีก่อน กันค่ะ ฟังชื่อแล้วอย่าเพิ่งร้องอี้ นะคะ เพราะคอนเฟิร์มว่าเรื่องราวที่มาที่ไปของส้วมนี้ น่าสนใจมากเป็นเหมือนประวัติศาสตร์แปลกๆ หน้าหนึ่งได้เลยทีเดียว อิอิ เกริ่นมาขนาดนี้แล้ว ชักน่าสนใจขึ้นมาแล้วใช่ไหมคะ ถ้างั้นอย่ารอช้าไปติดตามกันเลย... ย้อนรอย ต้นกำเนิดของส้วมเมื่อหลายพันปีก่อน เรื่อง "ส้วม" สิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ผศ.อุดร จารุรัตน์ บรรณาธิการต่วยตูนพิเศษ อดีตอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รวบรวมและเรียบเรียงไว้เป็นความรู้ว่า ชาติที่มีอารยธรรมในด้านการขับถ่ายครั้งอดีตไม่มีใครเกินโรมัน จากซากเมืองเมอริดาในสเปน ที่ชนโรมันสร้างไว้ ยังมีหลักฐานเด่นชัดอยู่ด้านหลังของโรงละครแห่งหนึ่ง เป็นสุขากลางแจ้งที่มี ๒๕ ที่นั่งตั้งอยู่เหนือท่อระบายน้ำใหญ่ของเมือง พออึหล่นปุ๊ลงไป น้ำเบื้องล่างก็จะพัดพาเอามันไป ที่นั่งเดิมนั้นเป็นหินตั้งอยู่ในกรอบโลหะ แต่ทางการได้บูรณะโดยหล่อด้วยคอนกรีต เบื้องหน้าของแถวที่นั่งมีรางน้ำทำด้วยหินอ่อน ชาวโรมันจะใช้ไม้ติดฟองน้ำยื่นลงไปจุ่มน้ำในรางแล้วยกมาใช้ชำระก้น โรมันรู้จักการนำน้ำจากบนเขาสูงโดยใช้รางลำเลียงลงมา เรียกว่าระบบอาควีดักต์ (Aqueduct) ระบบท่อน้ำจ่ายน้ำในเมอริดามีความยาวทั้งสิ้น ๕ กิโลเมตร หลังจากล่มสลายของอาณาจักรโรมัน ชนชาวยุโรปก็ทอดทิ้งคุณค่าที่โรมันสร้างสรรค์ไว้อย่างสิ้นเชิง ทั้งที่งานสุขาภิบาลเหล่านี้โรมันสร้างไว้ให้เห็นเกือบทุกหนแห่ง แม้แต่ที่บริเวณกำแพงเมืองฮาเดรียนในบริเทนก็มีสุขาเหลือซากอยู่ และชนบริเทนหรืออังกฤษก็มิได้ใส่ใจบำรุงรักษา ปล่อยให้แตกหักไร้ประโยชน์ ยุโรปทั้งหมดหันกลับไปหาวิธีถ่ายทุกข์แบบเดียวกับที่ใช้ในยุคมืด คือนับเป็นเวลานานยาวถึงพันปีหลังยุคโรมันที่พวกเขาออกไปปลดทุกข์ในพื้นนาพื้นสวน เหมือนที่คนไทย "ไปทุ่ง" นั่นเอง จวบจนเข้าสู่ยุโรปสมัยกลาง จึงเริ่มการสร้างสุขาให้เห็นบ้าง หลักฐานสมัยศตวรรษที่ ๑๓ การขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ จะระบายทิ้งลงตามช่องกำแพงเมือง ซึ่งเรียกเป็นภาษานอร์มันว่า "การ์เดโรบส์" (Garderobes) ความหมายเดิมคือที่ใช้เก็บเสื้อผ้า โดยคิดกันว่าก๊าซแอมโมเนียจากปัสสาวะนั้นมีประโยชน์ในการขับไล่ตัวมอดตัวแมลงต่างๆ ไปจากผ้าไหมและผ้าขนสัตว์ของขุนนางเจ้าของปราสาท การ์เดโรบส์มักจะมีที่นั่งถ่ายเป็นกรอบไม้ ข้อเสียของการระบายคือทำให้เบื้องล่างของผนังกำแพงเหม็นคลุ้ง ส่งกลิ่นขึ้นมายามนั่งถ่ายโดยเฉพาะหน้าร้อน ส่วนหน้าหนาวก็มีลมพัดขึ้นมาทำให้ก้นเย็นฉียบ เมื่ออุจจาระกองสุมกันเป็นเนิน ก็จะมีคนจัดการเอาพลั่วตักใส่ถังไปทิ้งที่อื่น จนถึงสมัยทิวดอร์ เริ่มมีการใช้ส้วมตามบ้านคนรวย แต่ก็ยังไม่ถูกสุขลักษณะและมีกลิ่นเหม็นอยู่ดี นั่นคือมีลักษณะเป็นส้วมหลุมที่ขุดลงไปในดิน อาจมีก่ออิฐกันหลุมพัง ส่วนที่นั่งถ่ายก็เป็นแบบหยาบๆ เจาะเป็นรูแล้วถ่ายอุจจาระตกลงไปในหลุมโดยตรง เมื่อหลุมเต็มก็ต้องขนถ่ายปฏิกูลเบื้องล่างออกไปเป็นคราวๆ ที่มีการระบายดีกว่าและปราศจากกลิ่นเหม็นได้แก่บ้านในชนบททางตอนเหนือของเวลส์ สำหรับบ้านที่อยู่ใกล้ลำธารจะปลูกสร้างคร่อมทางน้ำ ใช้กระแสน้ำเป็นตัวพัดพาอุจจาระให้ลอยหรือชะไป แต่ก็น่าจะคำนึงถึงบ้านหรือชุมชนที่อยู่ทางท้ายน้ำซึ่งต้องใช้ลำธารในการอุปโภคเช่นกัน สำหรับส้วมทันสมัยรุ่นแรกๆ กำเนิดขึ้นในปี ๑๕๙๔ ออกแบบสร้างโดย เซอร์ จอห์น ฮาร์ริงตัน ส้วมนี้มีถังเก็บน้ำอยู่เหนือที่นั่ง เมื่อยกก้านวาล์วจะมีน้ำชำระพุ่งลงมาอยู่ในโถ พออึเสร็จก็ยกก้านอันที่สอง น้ำและอุจจาระในโถก็จะระบายลงสู่หลุมเบื้องล่าง และนี่อาจเรียกได้ว่า เป็นส้วมระบบชักโครก (Flush toilet) อันแรกของโลก ฮาริงตันประดิษฐ์ส้วมชนิดนี้เพียง ๒ ชุด ชุดหนึ่งสำหรับตนเอง และอีกชุดถวายแด่แม่ทูนหัวของเขา คือ สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ ๑ กระทั่งอีก ๑๗๐ ปี ต่อมา ค.ศ. ๑๗๗๕ ช่างทำนาฬิกา อเล็กซานเดอร์ คัมมิงส์ ได้จดลิขสิทธิ์ส้วมชักโครกเป็นรายแรก โดยใช้คอห่านเพื่อป้องกันกลิ่นมิให้ย้อนขึ้นมา แม้จะมีวาล์วระบายทิ้งจากโถ แต่ก็ใช้งานไม่ค่อยดี บางทีอุจจาระลอยสวนขึ้นมาทำให้มีกลิ่น และท่ออุดตัน งานของคัมมิงส์ได้รับการพัฒนาปรับปรุงขึ้นในปี ๑๗๗๘ โดย โจเซฟ บรามาห์ ด้วยการติดตั้งวาล์วกระดกที่ปล่อยน้ำชำระแบบอัตโนมัติ ทำให้การระบายของเสียหมดจดขึ้น และมีน้ำขังอยู่ในโถตลอดเวลา เป็นการดักกลิ่น ผลงานชิ้นนี้เป็นที่นิยมใช้กันยาวนานกว่า ๑๕๐ ปี มีการติดตั้งในสถานที่ราชการ รวมถึงวังเวสต์มินสเตอร์ และมีผู้ขนานนามว่าเป็น "โรลล์ซรอยส์แห่งส้วม" กระนั้นก็ยังมีชนผู้ดีอีกมากที่ยังคงใช้หม้ออุจจาระตามเดิม ชนชั้นสูงมีโถอุจจาระประจำไว้แม้แต่ในห้องดินเนอร์ โดยเก็บในตู้ถ้วยชาม ล่วงเข้า ค.ศ.๑๘๘๐ จึงมีผลิตภัณฑ์ส้วมชักโครกสำเร็จรูปยูนิทาส (Unitas) ออกจำหน่าย ทำด้วยเซรามิกรูปทรงสวยงามแบบชิ้นเดียว โดยซ่อนคอห่านไว้ภายในมิดชิด ไม่รั่วไม่ซึม และด้วยการผลิตปริมาณมากจึงราคาถูก ขายดีนับล้านชุดทั่วโลก ปี ๑๘๕๔ จอร์จ เจนนิงส์ ออกแบบส้วมสาธารณะสำหรับชาวลอนดอนทั่วไปใช้โดยเสียเงิน ๑ เพนนี เลยเกิดเป็นสำนวน ไปจ่ายหนึ่งเพนนี (to spend a penny) เวลาจะไปส้วมสาธารณะ ราคานี้ใช้อยู่จนถึง ค.ศ.๑๙๗๑ นับว่าน่าทึ่งที่คงอยู่ยาวนานถึง ๑๒๐ ปี เมื่อโถส้วมเซรามิกเก็บท่อไว้ภายในไม่รุงรัง ผู้ผลิตก็เริ่มแข่งขันในด้านออกแบบให้เตะตาน่าจูงใจ เช่น เป็นรูปชามซุป เป็นรูปปลา ส่วนโถฉี่ของสุภาพบุรุษซึ่งมักเป็นรูปกลมเพื่อกันกระเด็นก็อาจออกแบบเป็นรูปลูกกอล์ฟเช่นในอัมสเตอร์ดัม หรือที่โตเกียวก็มีโถฉี่ที่เชิญชวนให้ฉี่ลงไปดับไฟ ส่วนการชำระล้าง ผู้คนใช้วัสดุแปลกๆ แตกต่างกันไป ตั้งแต่หญ้า ขนเป็ด ขนไก่ ซังข้าวโพด บางคนคุ้นเคยกับการใช้เปลือกหอยซึ่งแข็งบางจับถนัดถนี่กว่า กระทั่งปี ๑๘๕๗ โจเซฟ คาเยตตี้ ชาวอเมริกัน จึงประดิษฐ์กระดาษชำระให้ใช้กัน แต่ก็ยังมีผู้คนอีกมากที่นิยมใช้น้ำชำระล้าง เช่นเดียวกับวิธีการนั่งถ่าย ทุกวันนี้ก็ยังแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งถนัดแบบนั่งบนขอบโถชักโครก แต่อีกฝ่ายหนึ่งชอบนั่งยองๆ จุงโก โคบายาชิ สถาปนิกโถส้วมชาวญี่ปุ่น กล่าวว่า เขาจะออกแบบให้มีส้วมนั่งยองไว้อย่างน้อยหนึ่งที่ในศูนย์การค้าสำหรับลูกค้าสูงอายุ และคิดค้นวิธีการสร้างเสียงชักโครกโดยไม่มีน้ำไหลสำหรับลูกค้าหน้าบางที่ชอบกดชักโครกกลบเสียงไม่พึงประสงค์ การอำนวยความสะดวกสบายเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงสำหรับชาวญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้จึงมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการให้ที่นั่งส้วมอบอุ่นก่อนจะหย่อนก้นลงไปนอกจากนี้ยังมีปุ่มกดให้มีน้ำฉีดพุ่งออกมาชำระล้างก้นโดยไม่ต้องใช้มือให้เปรอะเปื้อน ส้วมที่ถูกสุขลักษณะมีส่วนช่วยลดโรคระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ มูลนิธิบิลกับเมลินดา เกตส์ จึงจัดตั้งทุนสำหรับผู้ค้นคิดพัฒนาส้วม เช่น มหาวิทยาลัยเดลฟต์ ในเนเธอร์แลนด์ หนึ่งในองค์กรที่ได้รับทุน กำลังค้นคิดติดตั้งอุปกรณ์ที่จะไมโครเวฟอุจจาระให้เกิดก๊าซเร็วขึ้น และนำก๊าซไปใช้ประโยชน์ในครัวเรือน โอ้โฮ้วเรื่องของส้วมนี่เข้มข้นและมีที่มาอย่างยาวนานจริงๆ เชื่อว่าในอนาคตข้างหน้า ส้วมจะต้องถูกพัฒนาให้มีความทันสมัย และสะดวกสบายมากขึ้นกว่านี้อีกแน่ๆ ยังไงก็อย่าลืมติดตามวิวัฒนาการของส้วมกันต่อไปนะคะ ข้อมูลและภาพ : sookjai.com