Huawei Ascend P6

รีวิว AIS Pocket WIFI ตัวเล็กรอบจัดสารพัดประโยชน์
ais /  AIS Pocket WIFI / 

ได้กลับมารีวิว อุปกรณ์ Network ประเภทพกพาอีกครั้งหลังจากที่หายหน้า หายตากันไปรีวิวแต่พวกอุปกรณ์ตามบ้านมานานครับ คราวนี้เป็น Pocket WIFI จาก AIS ที่ราคาถูกมากๆแถมยังมีการปรับแต่งมาให้ใช้งานง่ายชนิดที่คนไม่รู้เรื่อง IT หรือความเข้าใจด้าน  Network ก็สามารถใช้งานได้สบายๆเลยครับ หลังจากที่ AIS ได้ประกาศ 3G ใหม่ ภายใต้ความถี่ 2100 Mhz ซึ่งช่วงก่อนหน้านี้ ผู้ใช้หลายคนก็อึดอัดทรมานกับ Bandwidth ที่ไม่เพียงพอต่อการใช้งานมานาน ทาง AIS ก็เลยระเบิดพลัง ทั้งโปรโมชั่นและอุปกรณ์เสริมที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ 3G ใหม่กันยกใหญ่ โดยตัวนึงที่น่าสนใจมากก็คือ AIS Pocket WIFI ซึ่งเป็น Wireless Router ขนาดพกพา ซึ่งมีขนาดที่โคตรจะเล็กเอามากๆเลยครับ เหมาะมากสำหรับคนที่พกพาอุปกรณ์หลายๆอย่างไว้กับตัว แต่อยากจะควบคุมค่าใช้จ่ายด้าน Internet ไว้ที่ซิมเดียว ว่ากันตาม Spec ที่เขียนไว้ข้างกล่องเนี่ย เจ้า AIS Pocket WIFI สามารถรองรับความเร็วสูงสุดในการดาวน์โหลดได้ 21.6 Mbps ส่วนขา Upload ได้สูงสุดที่ 5.76 Mbps ส่วน Wireless LAN ก็รองรับมาตรฐาน B/G/N ความเร็วสูงสุด 150 mbps และสามารถรองรับอุปกรณ์ในการเข้ามาต่อเชื่อมได้สูงสุด 10 อุปกรณ์ด้วยกัน (รุ่นทั่วๆไป จะได้แค่ 5 อุปกรณ์ครับ) หน้าตาเล็กกะทัดรัดแบบสุดๆ ขนาดเล็กพอๆกับ Mouse เท่านั้นเอง แต่บางกว่าเยอะ สังเกตดูจะมีโลโก้ของ Huawei อยู่ด้านซ้ายของตัวเครื่อง แน่นอนล่ะ เจ้านี่ก็คือ Huawei E5220 ที่ถูกออกแบบเฉพาะมาให้ใช้งานกับเครือข่าย AIS 3G นั่นเองครับ  ไหนๆก็เป็น OEM ของ Huawei E5220 อยู่แล้ว ก็เลยขอภาพขนาดเครื่อง และ น้ำหนักมาจากเว็บของ Huawei ซะเลย น้ำหนักไม่ถึง 30 กรัม รวม Battery แล้วนี่มันพกพาง่ายมากๆครับ ด้านล่างเป็นพอร์ท Micro USB ซึ่งตรงนี้ เราสามารถเสียบกับ Notebook ให้ทำการชาร์จไฟ กลับเข้าไปในตัวมันก็ได้ หรือใครที่ใช้ Android ก็น่าจะมีสายชาร์จที่เป็น Micro USB อยู่แล้ว นำมาชาร์จได้ปกติเลยนะครับ   ด้านบนซ้าย จะมีรูเล็กๆ สามารถร้อยสาย ทำเป็นพวงกุญแจง่ายๆได้ครับ เออ แจ๋วดีแฮะ พวกกุญแจ WIFI Router  พลาสติกที่ใช้ในการทำวัสดุ ก็จะเป็นพลาสติกด้านๆหน่อย จับแล้วไม่ดูกระจอกเลยครับ แต่ห่วงอย่างเดียวคือ ถ้ามือเลอะ ไปจับโดนตัวมันเข้าก็กลัวว่าจะเลอะตามนี่แหละ เพราะพลาสติกด้านพวกนี้มันเปื้อนง่ายมากๆ AIS Pocket WIFI ตัวนี้ใช้ SIM ขนาดปกติ ซึ่งข้างในก็จะมีรายละเอียดของตัว SSID กับ Network Key เอาไว้พร้อมเลย ถ้าเกิดผู้ใช้งานปรับแต่งของพวกนี้ไม่เป็น ก็ไม่ต้องทำอะไรมากครับ ใส่ SIM , เสียบแบทเตอรี่ , เปิดเครื่อง แล้วก็เข้า Network ชื่อที่มันแสดงให้เห็น ก็จบแล้ว Battery ที่มากับ AIS Pocket WIFI มีพลังไฟสะสมทั้งหมด 1,150 mAh ลองทดสอบใช้งานต่อเนื่องโดยต่ออุปกรณ์ ประมาณ 3 เครื่อง ( Notebook ผม , iPhone แล้วก็ ipad Mini) โดยสลับใช้งานกันบ้าง โหลดพร้อมกันบ้าง เปิดเว็บทั่วไป และ ดู Youtube บ้าง สามารถเล่นต่อเนื่องได้ประมาณ 3 ชม. หน่อยๆครับ ส่วนถ้าเปิดๆ ปิดๆ ใช้งานไม่ต่อเนื่องมาก ก็อาจจะใช้งานได้ 1 วันกลับมาถึงบ้านหมดแรงพอดี เอ้า ว่าแล้วก็มาเปิดเครื่องดูเมนูการใช้งานข้างในกันหน่อยดีกว่า ผมจั่วหัวเอาไว้ว่า มันคือ ตัวเล็ก รอบจัด สารพัดประโยชน์ มันหมายถึงอะไรกันแน่ ตอนเปิดเครื่องไฟ LED หน้าเครื่องก็จะแสดงไฟมาทั้งหมด 4 สถานะด้วยกัน นั่นก็คือ - ไฟบอกความแรงของสัญญาณ 3G - ไฟบอกว่า Wireless ทำงานอยู่ - ไฟ Battery - ไฟบอกว่ามี SMS เข้ามา (ผมก็งงตรงนี้แฮะ ทุกที SMS ส่งมาที่อุปกรณ์พวก Router แบบนี้มันจะดูอะไรไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่พวกโทรศัพท์มือถือแล้วจะมีไฟบอกทำไม แต่จริงๆแล้วมันรองรับการดู SMS ที่ส่งมาหาเราด้วยล่ะครับ เมื่อ Login เข้ามาใน AIS Pocket WIFI ผ่านทางหน้า เบราเซอร์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องจำเลข IP Address เพื่อความงงอีกต่อไปเพราะเดี๋ยวนี้พวกอุปกรณ์ Network เค้าจะทำชื่อเฉพาะเพื่อให้เข้ามาจัดการอุปกรณ์ได้ง่ายๆครับ อย่าง AIS Pocket Wifi ตัวนี้ก็สามารถเข้ามาได้ด้วยชื่อ http://ais3gpocketwifi.home/ ครับ - แก้ชื่อ SSID กับ Network Key ได้ง่ายๆ - มีตัวบอกความเร็วสัญญาณ 3G ว่าความแรงเท่าไหร่ เราจะได้ว่า สัญญาณตรงจุดที่เราอยู่มันแย่หรือเปล่า - บอกว่ามี SMS กี่ข้อความ และสามารถอ่านและตอบ รวมถึงส่งจากหน้านี้ได้เลย เฮ้ย เมพ!! - เติมเงินจากบัตรเติมเงินได้เลย เฮ้ย เมพอีกแล้ว สำหรับผู้ใช้งานเบื้องต้น ใช้แค่นี้ก็พอแล้วนะครับ เพราะ เมื่อแกะกล่องมาเสร็จ ก็ยัดซิม แล้วเปิดเครื่อง ก็ใช้งานได้เลย ถ้าอยากแก้ไขชื่อ SSID ก็แค่ Login มาที่หน้านี้แล้วก็แก้ไขชื่อกับ Wireless LAN กับเลือกรหัสผ่านที่ต้องการได้เลย ถ้าเงินในซิมหมดก็ไปซื้อบัตรเติมเงินมากรอก จบ!! แล้วที่ผมจั่วหัวไปว่า มันเป็นตัวเล็ก รอบจัด หลายคนคงสงสัยว่ามันอยู่ตรงไหนฟระ??? ใจเย็นๆครับ ความเจ๋งมันอยู่ที่ “การตั้งค่าแบบละเอียด” ซึ่งตรงนี้มันจะใช้ความรู้ Network ระดับนึงในการ Setup เลย แต่ใครใช้เป็น รับรองว่าสารพัดประโยชน์มากๆครับ   พอเข้ามาในส่วนของการตั้งค่าแบบละเอียด ก็จะมีเมนูพิศดารมาให้เรากดเล่นมากขึ้น ความเจ๋ง รอบจัดอันแรกครับ มันเป็น Wireless Router ที่รองรับความสามารถ WISP นั่นก็คือ รับ Internet ทาง Wireless LAN แล้วมาแชร์ต่อทาง Wireless LAN ต่อได้ เช่นผมไปเจอ AIS Wifi ที่ไหน ผมกดเชื่อมต่อเข้าไปผ่าน AIS Pocket WIFI ตัวนี้ ผมใช้ Internet Account เดียว แต่สามารถแชร์ไปยังอุปกรณ์อืนๆของผมได้หมด   ความเจ๋งอย่างที่ 2 ก็คือ มันมี Firewall แบบง่ายๆในตัว คุณสามารถ กำหนด IP / Port แล้วก็จะอนุญาตหรือจะไม่อนุญาตให้มันผ่านไปได้ก็ได้ครับ   ความเจ๋งอย่างที่ 3 ก็คือ ตัว AIS Pocket WIFI สามารถกำหนด ปริมาณ Data ที่เราใช้งานได้ครับ เช่น ถ้าเราซื้อ Promotion 500Mb ไว้ ถ้าเกิดมันจะตัดบริการให้ทันทีเพื่อป้องกันเราเล่นเกินจาก Promotion ที่เลือกไว้ และความเจ๋งอย่างที่ 4 ก็คือ มันสามารถ ส่ง SMS ผ่านตัวมันได้เลยครับ รองรับภาษาไทยด้วย เออดีแฮะ เผื่อเวลาจะต้องสมัคร หรือ กดบริการเลขอะไรแปลกๆจะได้ไม่ต้องมานั่งแกะซิมแล้วหามือถือยัด เพราะตอนนี้มือถือ รอบตัวก็เป็น Nano Sim กับ Micro SIM หมดแล้ว ปิดท้ายความเจ๋งคือ เจ้า AIS Pocket WIFI ตัวนี้รองรับ SIP ALG ด้วย อันนี้คนที่ไม่ได้ทำงานด้าน Network อาจจะไม่รู้ แต่ตัวนี้จะช่วยให้ระบบ VoIP ที่อยู่หลัง AIS Pocket WIFI สามารถเชื่อมต่อไป Internet ข้างนอกได้อย่างราบรื่นมากขึ้นครับ ปิดท้ายด้วยการทำ Speedtest ซะหน่อย ผมกดทดสอบจาก เอกมัยซอยสี่ ในตัวบ้าน มีสัญญาณประมาณ 3 ขีด ความเร็วที่ทดสอบได้ประมาณ 3.5 / 1.26 mbps ก็เรียกได้ว่า ถึงแม้ไม่ได้เร็วฟ้าผ่า แต่ก็เร็วน้ำตาไหล เพราะไม่ค่อยจะได้เห็นความเร็วระดับนี้ใน 3G บ้านเรานักหรอกครับ ยิ่งในย่านที่มีคนอยู่เยอะๆอย่างเอกมัย สุขุมวิทด้วยเนี่ย ปิดท้ายด้วยราคาครับ AIS Pocket WIFI ตอนนี้ลดราคาเหลือ 1,499 บาท ซื้อแล้วแถม 3G Data ให้ 500MB นาน 1 เดือน และมี AIS Wifi ให้ใช้ได้ไม่จำกัดด้วย (ถ้าจะให้ติ ก็คงเป็นเรื่อง ความเร็วหลังจากที่ FUP หมด มันเหลือแค่ 64kbps นี่แหละครับ น่าจะใช้เยอะหน่อยซัก 128kbps ก็ยังดี) ใครสนใจก็ไปติดต่อได้ที่ศูนย์ AIS เลยครับ เหมาะมากสำหรับคนที่พกพาอุปกรณ์ที่ต้องต่อ Internet เยอะๆ แต่อยากจะควบคุมค่าใช้จ่าย ไม่อยากเปิด Internet หลายๆซิมนะครับ

ผุดแบรนด์มือถือชวนจิตตก
Huawai /  huawei

HUAWEI  แบรนด์สมาร์ทโฟนที่คุ้นตาจากแดนมังกร  เปิดแคมเปญโปรโมทบริษัทกันเสียใหม่ ในชื่อ How to pronounce Huawai หรือ สูเจ้าอ่านออกเสียง Huawai ว่าอะไร? เชื่อว่าหลายท่านอ่านออกเสียงว่า หัวเว่ย   ฯลฯ ติดหูกันมาตั้งแต่แรกเริ่มที่แบรนด์เปิดสู่ตลาดโบบายด์ ดูเหมือนพวกเราจะเข้าใจผิดมาตลอด เพราะความจริงแล้วคำอ่านของมัน มีความหมายชวนจิตตกอยู่เหมือนกัน ...  จะอ่านว่าอะไรนั้น?  ไปชมคลิปด้านล่างกันดีกว่า !!   *** HUAWEI - หัวเว่ย หรือ "WA WAY " - ว้าเหว่  มีชื่อเต็มว่า Huawei Technologies  เป็นบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายและอุปกรณ์โทรคมนาคมสัญชาติจีน ที่เติบโตมากว่า 25 ปี ก่อตั้ง เมื่อปี 1987 โดยนายเหริน เจิ้งเฟย เมื่อปี 2010 ติดอยู่ใน 500 บริษัทใหญ่ จัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์จูน  ยอดขาย 21.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ และกำไรสุทธิ 2.67 พันล้านเหรียญสหรัฐ . Source By Techxcite

ที่สุดแห่งเดอะโฟน จาก MWC 2012
Ice Cream Sandwich /  MWC 2012

MWC 2012 - ปิดฉากลงไปแล้ว สำหรับงาน MWC 2012  ( Mobile World Congress 2012 ) อีกหนึ่งเวทีครั้งสำคัญต้นปี ที่บรรดาค่ายต่างๆ พาน้องๆ  มาเดินแบบ  พร้อมทั้งหยั่งเชิงคู่แข่ง  ก่อนกลับไปปรับทิศกลยุทธ์หวังพลิกเกม ซึ่งโดยรวมในงานนั้น นอกจากการขโมยซีนของโนเกีย ด้วย 808 แล้ว  น้องๆ ตัวอื่น ก็เรียกสายตาได้แบบพอกรุ่มกริ่ม พริ้มเพรา ให้พอชม้อยตา ชม้ายเนตรกันไป  ตั้งแต่แอนดรอยด์โฟน ที่แน่นอนต้องมาพร้อมกับ OS ภาคบังคับของปี อย่าง Ice cream sandwich และการหักเหลี่ยมเฉือนคม กันด้านฮาร์ดแวร์ จัดหนักเข้าว่า... มีอะไร? โดดเด้งแก่การจับจอง ในไตรมาสหน้าบ้าง... มาชมกันจ๊ะ!! HTC One X เริ่มกันที่ ขวัญใจแม่ยกแอนดรอย์ อย่างค่าย HTC รายงานไปแล้วกับสามใบเถาตระกูลวัน ซึ่ง HTC One X ดูจะเป็นที่สุด ในตระกูล จากขนาดจอ 4.7 นิ้ว (1280 x 720)  Super LCD ได้เครื่องยนตร์ ซีพียู 1.5GHz   quad-core processor มาเป็นตัวแปร ในการขับเร่ง Ice Cream Sandwich พร้อมกันนั้นยังพาเซนเซอร์กล้องมา 8 ล้านพิกเซล + เลนส์ wide f/2.0 28 มิล.  ช่วยงานภาพยามอับแสงได้ดี ยัด Nvidia Tegra 3  เข้ามา บวกกับ แรม 1GB ก็เป็นที่สุดของค่ายไตรมาสนี้ เลยไปไตรมาสหน้าด้วย... Nokia 808 Pureview เป็นอะไรที่ค้านสายตากรรมการฝ่ายโอเอสอย่างมาก เพราะ Nokia 808 หล่อนรัน Symbian Belle แต่ดันพาเซนเซอร์กล้องปาไปที่ 41 ล้านพิกเซล ต้องยกเครดิตทีมการตลาดโนเกีย สำหรับการดึงโอเอส ที่ใครๆ ส่ายหน้า มารียูช บรรเจิดกว่า โนเกียตระกูลร่างเพชร เกล็ดพลอย ควรค่าแก่ป้าๆ เซเลบ ตีกะบังลม หยิบใช้ไปออกงาน เป็นไหนๆ  ... Nokia 808  มาพร้อม จังหวะงามๆ ที่ค่ายอื่นยังขยับกล้องแบบนับ 1-10 อยู่ ด้วยแหละ!! Nokia 808 Pureview   Fujitsu Quad-core ดูจากนิกเนม Quad-core ซะขนาดนี้ ไม่ต้องบอก ก็คงรู้กัน ว่างานนี้  Fujitsu จะขายอะไรได้ นอกจากซีพียู 4 คอร์ 1.5GHz ( NVIDIA 4-PLUS ) หรือชื่อเดิม Tegra 3 บน   4.6 นิ้ว Full HD 1080p รัน Android 4.0.3  บวก LTE และ กล้อง  13 ล้านพิกเซล ขณะเดียวกันเราอาจได้เห็นสเปกนี้รันมะม่วง ( Windows Phone 7.5  ) ด้วยเช่นกัน LG Optimus 4X HD ดูจากนิกเนม 4X ซะขนาดนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ ว่าต้องเล่น 4 คอร์ พลัส  วัน 1.5GHz อีกค่าย -_-"  บนจอ 4.7 นิ้ว  IPS screen มาพร้อมกล้อง 8 ล้านพิกเซล และ Ice Cream Sandwich เช่นกัน Panasonic Eluga Power ดูจากนาม Eluga Power แล้วต้องเน้นความแรงใช่ไหมหล่ะ? มันจึงมากับซีพียู dual-core 1.5GHz  บนจอยักษ์ 5 นิ้ว (1280 x 720 ) หน่วยความจำภายใน  8GB และ micro SD card เพิ่มได้ไกล 32GB  มาพร้อม  Ice Cream Sandwich  เช่นกัน  ZTE Era ZTE พาน้องมาเปิดตัวในงาน 8 แจ่ม แต่ ZTE Era ดูจะแจ่มที่สุด ด้วยพาซีพียู  4 คอร์ 1.3GHz Tegra 3   รัน Ice Cream Sandwich  บนร่าง  4.3 นิ้ว ( 960 x 540 ) เข้ามา พร้อมด้วยกล้อง 8 ล้านพิกเซล ฟังก์ชั่น NFC  ลงตลาดกลางไตรมาสสองนี้เอง!! Acer CloudMobile CloudMobile ของเอเซอร์เครื่องนี้การันตี ตำแหน่งงานดีไซน์จาก iF design award 2012 จาก International Forum Design GmbH องค์กรด้านการออกแบบระดับโลกมาแล้ว หันมาดูเครื่องในกัน มันเริ่มต้นด้วย  ซีพียู dual core Qualcomm 1.5GHz 8260A, แรม 1GB จอ 4.3 นิ้ว IPS HD  บาง 8.9 มิล. และรัน Android 4.0 Huawei Ascend D quad Huawei ได้พรีเซ้นต์ Huawei Ascend P1 ที่สุดแห่งความบางไปแล้ว ในงาน CES 2012 ที่ผ่านมา และกับ MWC 2012 เราได้พบกับ Huawei Ascend D quad ... "มันเป็นสมาร์ทโฟนที่เร็วที่สุดในโลก " Huawei  กล่าว  พร้อมทั้งพรีเซ้นส์สูตรสำเร็จ ความเร็ว Huawei's own K3V2 processor ที่สปีด 1.2/1.5GHz บนจอ 4.5 นิ้ว 330ppi   (1280 x 720 ) และ กราฟฟิก 32-bit ให้ชม!! Source & Pic By pocket-lint

หัวเว่ยเผยโฉมสมาร์ทโฟนใหม่ Ascend P6 ตัวเครื่องบางที่สุดในโลก ราคา 13,990 !
huawei /  Huawei Ascend P6

Huawei ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่น Ascend P6 ที่บางที่สุดในโลก เพียง 6.18 มิลลิเมตร ในประเทศไทย เปี่ยมสมรรถนะด้วยหน่วยประมวลผลแบบควอด-คอร์ ความเร็ว 1.5GHz จอทัชสกรีนแบบ in-cell ความละเอียดสูงขนาด 4.7 นิ้ว กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และฟังก์ชันซอฟท์แวร์ที่โดดเด่นมากมาย ทั้งหมดนี้ทำให้สมาร์ทโฟน Ascend P6 เป็นที่สุดของดีไซน์และการใช้งานอย่างแท้จริง “ผมเชื่อว่า Ascend P6 จะเป็นดาวเด่นดวงใหม่ในตลาดสมาร์ทโฟน ด้วยรูปลักษณ์ที่สง่างามและสะดุดตา กล้องถ่ายรูปที่ให้ภาพคมชัด และระบบปฏิบัติการที่ใช้งานง่าย ด้วยระบบเมนู Emotion UI ของหัวเว่ยเอง” มร. หยาง ชู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของหัวเว่ย กล่าว “สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้ เป็นผลิตภัณฑ์รุ่นล่าสุดในไลน์ Ascend P ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้วในหลายประเทศ และเราก็พร้อมแล้วที่จะให้ทุกคนได้มาสัมผัสกับเทคโนโลยีและงานออกแบบที่ล้ำยุคยิ่งกว่าคู่แข่ง” สมาร์ทโฟนหัวเว่ย Ascend P6 มีตัวเครื่องที่บางเฉียบเพียง 6.18 มิลลิเมตร และหนักเพียง 118 กรัมเท่านั้น จึงสามารถพกไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋าถือ และยังสวยโฉบเฉี่ยว ดึงดูดสายตาอยู่เสมอ ด้วยวัสดุเมทัลลิก และขอบล่างที่โค้งมน สวยสง่าอย่างเหมาะมือ จอทัชสกรีนความละเอียดสูง ขนาด 4.7 นิ้ว ใช้เทคโนโลยี in-cell และ MagicTouch เพื่อตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อทุกสัมผัส แม้ว่าคุณจะใส่ถุงมืออยู่ก็ตาม ส่วนหน่วยประมวลผลแบบควอด-คอร์ ความเร็ว 1.5GHz และแบตเตอรี่ขนาด 2000mAh ก็สามารถรับมือกับทุกแอพได้อย่างหายห่วง ไร้กังวลทั้งประสิทธิภาพและความทนทาน บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.2.2 นอกจากนี้ Ascend P6 ยังเป็นสมาร์ทโฟนคู่ใจนักถ่ายภาพ ด้วยกล้องหน้าความละเอียดสูงสุดถึง 5 ล้านพิกเซล ที่ใช้ถ่ายภาพตัวเองได้คมกริบ ก่อนใช้ฟังก์ชันแต่งภาพอัตโนมัติให้สวยใสพร้อมแชร์เพื่อน ในขณะที่กล้องหลัง ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล BSI F2.0 ก็สามารถจับภาพคมชัดได้ที่ระยะโฟกัสเพียง 4 เซนติเมตรเท่านั้น พร้อมยังถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียด 1080p Full HD อีกด้วย เทคโนโลยี IMAGESmart ลิขสิทธิ์เฉพาะของหัวเว่ย จะช่วยปรับแสง สี โฟกัส อย่างละเอียดยิบ เพื่อให้ทุกช็อตออกมาไม่มีที่ติ ราวกับฝีมือช่างภาพอาชีพ สมาร์ทโฟน Ascend P6 ไม่เพียงครบครันด้วยฟังก์ชัน แต่ยังใช้งานง่าย ด้วยระบบเมนู Emotion UI ที่หัวเว่ยพัฒนาขึ้นจากการสำรวจความต้องการของผู้ใช้สมาร์ทโฟนกว่า 5 ล้านรายทั่วโลก จนออกมาเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวมากมาย อย่างหน้าจอหลัก Uni-Home และ Me Widget ที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการ ฟังก์ชัน SmartReading ที่ให้คุณค้นหาข้อมูลและความรู้เพิ่มเติมได้ทุกที่ทุกเวลา หรือโหมดถ่ายภาพแบบพาโนรามาและจดจำใบหน้าอัตโนมัติ ส่วนเทคโนโลยี Automated Discontinuous Reception (ADRX) และ Quick Power Control (QPC) นวัตกรรมล่าสุดจากหัวเว่ย สามารถช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนขนาดเท่ากัน ส่วนฟังก์ชัน AirSharing จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับทุกความต้องการในการใช้งานของคุณ ทั้งในทำงานหรือเล่นเกมได้อย่างรวดเร็วไม่ล่าช้า สมาร์ทโฟนหัวเว่ย Ascend P6 มีให้เลือกทั้งสีดำ ขาว และชมพู พร้อมด้วยเคสสีเข้ากับตัวเครื่อง วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้าน เจ มาร์ท ทั่วประเทศ ในราคา 13,990 บาท และจะวางจำหน่ายผ่านทางผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออย่างเอไอเอส ในเร็วๆ นี้  

อินเทล แนะนำโมเด็ม 4G LTE ออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรก พร้อมเปิดตัวแท็บเล็ตและอัลตร้าบุ๊กที่รองรับ 4G
intel /  Intel® XMM™ 7160 / 

ประเด็นข่าว • Samsung GALAXY Tab 3 (10.1) ที่รองรับการเชื่อมต่อ 4G ด้วยโมเด็ม Intel® XMM™ 7160 LTE มีวางจำหน่ายแล้วในทวีปเอเชียและยุโรป • Intel® XMM™ 7160 รองรับการใช้งานแบบมัลติโหมด (2G/3G/4G LTE) ทั้งเสียงและข้อมูลพร้อมกัน และรองรับการเชื่อมต่อกับ LTE ทั่วโลกได้มากถึง 15 คลื่นความถี่ • อินเทลประกาศว่าแท็บเล็ตและอัลตร้าบุ๊กรุ่นต่างๆ จากแบรนด์ชั้นนำที่มี PCIe M.2 LTE ซึ่งเป็นอุปกรณ์รับ-ส่งข้อมูลแบบไร้สาย จะเริ่มวางจำหน่ายในปี 2557 อินเทลประกาศเปิดตัวโซลูชั่น LTE ที่รองรับ 4G ชนิดมัลติแบนด์ มัลติโหมดออกสู่ตลาด โดยแพลตฟอร์ม Intel® XMM™ 7160 ที่มีอยู่ใน Samsung* GALAXY Tab 3 (10.1) รุ่นที่รองรับ 4G LTE1 พร้อมวางจำหน่ายแล้วในทวีปเอเชียและยุโรป นอกจากนี้ อินเทลยังเพิ่มโซลูชั่นรุ่นใหม่ๆ สำหรับการเชื่อมต่อ 4G LTE ด้วยการเปิดตัว PCIe (PCI Express) รุ่น M.2 สำหรับแท็บเล็ต อัลตร้าบุ๊ก อุปกรณ์ทูอินวัน รวมถึงอุปกรณ์รับสัญญาณ Intel® SMARTi™ m4G ซึ่งเป็นโมดูลที่สามารถรับและส่งสัญญาณวิทยุ (RF) ได้ โดยอินเทลคาดว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อไร้สายในตัวอุปกรณ์ได้ง่าย มีประสิทธิภาพ และประหยัดต้นทุนมากขึ้น “เมื่อเครือข่าย LTE มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้ใช้งานก็หวังที่จะได้เห็นอุปกรณ์ต่างๆ เชื่อมต่อกับ 4G ได้ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือแล็บท้อป อินเทลนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายให้แก่ลูกค้า เพื่อการเชื่อมต่อ LTE ที่มีความเสถียรและรวดเร็ว ทำให้ผู้ผลิตสามารถออกแบบอุปกรณ์พกพาได้หลากหลายรูปแบบ” นายเฮอร์แมน อูล รองประธานองค์กรและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มโมบายล์และ การสื่อสารของอินเทลกล่าว การวางจำหน่ายโซลูชั่น Intel® XMM 7160 นั้น นับเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการทดสอบการใช้งานข้ามเครือข่ายร่วมกับผู้ให้บริการชั้นนำจากหลากหลายประเทศ ทั้งจากทวีปเอเชีย ยุโรป และ อเมริกาเหนือ โดย Intel® XMM 7160 ถือเป็นหนึ่งในโซลูชั่น LTE แบบมัลติโหมด มัลติแบนด์ ที่มีขนาดเล็กที่สุดและประหยัดพลังงานที่สุดสำหรับโทรศัพท์และแท็บเล็ต โดยสามารถสลับการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย 2G, 3G และ 4G LTE ได้โดยไม่สะดุด รองรับการเชื่อมต่อ LTE พร้อมกันได้มากถึง 15 คลื่นความถี่ และรองรับ voice-over LTE (VoLTE) นอกจากนี้ ตัวโครงสร้างยังถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการรองรับคลื่นความถี่ RF ซึ่งประมวลอัลกอริธึมแบบเรียล-ไทม์สำหรับ envelope tracking (ET) และ antenna tuning เพื่อให้เป็นโซลูชั่นมัลติแบนด์ที่มีความคุ้มค่า ประหยัดแบตเตอรี่ และสามารถใช้ LTE ระหว่างประเทศได้ทั่วโลกด้วยอุปกรณ์เพียงเครื่องเดียว อินเทลนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายสำหรับการผลิตโมบายล์แพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งได้แก่ เอสโอซี (SoCs) integrated circuits ที่คุ้มต้นทุน ดีไซน์ต้นแบบ และซอฟต์แวร์ที่มีลูกเล่นมากมายซึ่งรองรับทั้ง 2G, 3G และ 4G LTE โดยอินเทลได้เปิดตัวโซลูชั่น LTE มัลติโหมด 2 รุ่นที่พัฒนามาจากแพลตฟอร์ม Intel® XMM 7160 แล้ว เพื่อเตรียมตลาดให้พร้อมสำหรับอุปกรณ์รูปแบบต่างๆ ที่เชื่อมต่อ 4G ในอนาคต LTE โมดูล Intel PCIe M.2 และโซลูชั่น Intel® SMARTi m4G รุ่นใหม่ อินเทล เปิดตัว LTEโมดูล Intel® PCIe M.2 LTE ซึ่งมีขนาดเล็ก ราคาประหยัด ที่มีขนาดมาตรฐานและรองรับมัลติโหมด 2G 3G และ 4G LTE สำหรับอุปกรณ์หลายรูปแบบ โดย Intel® M.2 รองรับการ ดาวน์โหลดความเร็วสูงสุดได้ถึง 100Mbps เมื่อเชื่อมต่อ LTE และรองรับการเชื่อมต่อ LTE ได้มากถึง 15 คลื่นความถี่เพื่อใช้งานระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังรองรับ Global Navigation Satellite Systems (GNSS) ฟังก์ชั่นที่พัฒนามาจากโซลูชั่น CG1960 GNSS อีกด้วย ผู้ผลิตรายต่างๆ สามารถนำโมดูล M.2 ไปใช้ในการออกแบบเพื่อเพิ่มคุณสมบัติการเชื่อมต่อ 4G ในผลิตภัณฑ์ได้อย่างง่ายดาย จึงช่วยลดต้นทุนด้านการออกแบบและตรวจสอบการรับรองมาตรฐานของอุปกรณ์ และยังช่วยร่นระยะเวลาทำให้สามารถนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดให้เร็วขึ้น ทั้งนี้ M.2 ยังอยู่ในระหว่างการทดสอบการทำงานข้ามเครือข่ายระหว่างผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลก โดยอุปกรณ์ที่ใช้ M.2 จะผลิตโดย Huawei*, Sierra Wireless* และ Telit* และจะมีวางจำหน่ายเร็วๆ นี้ ส่วนแท็บเล็ตและ อัลตร้าบุ๊กรุ่นต่างๆ จากผู้ผลิตชั้นนำจะเริ่มวางจำหน่ายทั่วโลกในปี 2557 ซึ่งเป็นโมดูลที่สามารถรับและส่งสัญญาณวิทยุ (RF) ได้ โดยอินเทลคาดว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อไร้สายในตัวอุปกรณ์ได้ง่าย มีประสิทธิภาพ และประหยัดต้นทุนมากขึ้น นอกเหนือจาก โมดูล Intel® PCIe M.2 LTE รุ่นใหม่แล้ว อินเทลยังได้ร่วมกับ Murata* <http://www.murata.com/> ในการแนะนำ Intel® SMARTi m4G ซึ่งเป็นโมดูลที่สามารถรับส่งสัญญาณวิทยุที่รวมเอา Intel® SMARTi m4G และ Intel® SMARTi 4G ไปไว้ในแพ็คเกจ LTCC (low temperature co-fired ceramic) ซึ่งเมื่อนำมาใช้งานคู่กับ Intel® X-GOLD™ 716 ผู้ผลิตจะสามารถออกแบบโซลูชั่นที่มีขนาดเล็กลง ผ่านมาตรฐานข้อกำหนดของผู้ผลิตได้ง่ายขึ้น และใช้เวลาในการออกแบบน้อยกว่าเดิม โดยสามารถตัดส่วนประกอบออกไปได้มากกว่าร้อยละ 40 และทำให้แผงวงจรมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมร้อยละ 20 อินเทล คาดว่าจะสามารถวางจำหน่ายโซลูชั่น LTE รุ่นใหม่ ซึ่งรวมถึง Intel® XMM™ 7260 ได้ในปี 2557 โดยอุปกรณ์รุ่นดังกล่าวได้เพิ่มคุณสมบัติ LTE ขั้นสูงเข้าไปด้วย เช่น carrier aggregation และเพิ่มความเร็วในการเชื่อมต่อสำหรับสัญญาณแบบ TD-LTE และ TD-SCDMA ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับโซลูชั่นเพื่อการสื่อสารไร้สายจากอินเทล ดูได้ที่ http://www.intel.com/content/www/us/en/wireless-products/mobile-communications.html  

Review: รีวิว Dtac Joey (Huawei Y210) สมาร์ทโฟนรุ่นประหยัด แจ่มทั้งแชต และโทร!
Dtac Trinet Phone Joey /  Review / 

ยุคนี้ถือว่าเป็นยุคที่บรรดาน้องๆ นักเรียน นักศึกษาโชคดีกันมากนะครับ ถ้าเทียบกับราคามือถือสมัยเฮียณัฐเด็กๆ แต่ก่อนมือถือเครื่องนึงราคา 2-3 หมื่น แถมยังทำอะไรได้ไม่มาก ได้แค่จอขาวดำ โทรเข้า/โทรออก อย่างเก่งๆ ก็มีเกมงูให้เล่น และเครื่องก็ไม่ใช่ขอตัวเองนะครับ มือถือแพงมาก ไม่มีเงินซื้อ ต้องต่อคิวยืมเพื่อนเล่น (เพื่อนคนไหนโหดๆ มีเก็บค่าเช่าเล่นด้วย 555+) สมัยนี้แค่มีเงินไม่ถึง 2 พันนิดๆ ก็สามารถซื้อสมาร์ทโฟนได้แล้ว เช่นรุ่นนี้เป็นต้นครับ Dtac Joey ตัวนี้เลย วันนี้ก็เป็นวันดีอีกวันครับ ที่ทาง Dtac ใจดี ให้สมาร์ทโฟนราคาประหยัดเครื่องนี้มาให้ทีมงาน MThai Technology ได้รีวิวกัน โดยมาทำความรู้จักมือถือเครื่องนี้กันคร่าวๆ ดีกว่าครับ Dtac Joey เนี่ย เป็นสมาร์ทโฟนที่ผลิตโดยบริษัท Huawei จากประเทศจีน แต่ถึงจะเป็นแบรนด์จากแดนมังกร ก็เป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพนะครับ ไม่ใช่แบรนด์ไก่กา โดยชื่อรุ่นจริงๆ จะมีชื่อว่า Huawei Y210 ซึ่งทาง Dtac ไปซื้อมาติดแบรนด์เป็นของ Dtac เอง และเพื่อความมั่นใจ ทาง Dtac ยังเพิ่มประกันจากปกติ 12 เดือน เพิ่มให้เป็น 15 เดือน หากมีปัญหา สามารถเข้าศูนย์ได้ทันที ว่าแล้วก็ไปชม รีวิว Dtac Joey กันในด้าน Design กันก่อนเช่นเคยครับ Design: การออกแบบ Dtac Trinet Phone Joey (ขอเรียกชื่อเต็มๆ ซักที ^^) มาพร้อมกับตัวเครื่องขนาดเล็กน่ารัก หน้าจอแสดงผลขนาด 3.5 นิ้ว ใช้หน้าจอชนิด TFT Capacitive Touchscreen ความละเอียด 480x320 พิกเซล มีตัวเครื่องบาง 12.6 มิลลิเมตร น้ำหนัก 120 กรัม มีแบตเตอรี่ 1700mAh ตามสเปคบอกว่ารองรับการใช้งานต่อเนื่อง 11 ชั่วโมง มาเริ่มกันตั้งแต่แกะกล่องเลยฮะ หน้ากล่องมีราคาค่าตัว รวมถึงประกันบอกเอาไว้ชัดเจน โดย Dtac Joey มีราคาอยู่ที่ 2,590 บาท แถมเพิ่มประกันเป็น 15 เดือนด้วย ชื่อจริงของเครื่องคือ Huawei Y210 ตามนี้เลย เปิดกล่องออกมาแล้ววว ตัวเครื่องขนาดนี้เลย ไม่ใหญ่มาก สามารถใช้งานได้ด้วยมือข้างเดียว อุปกรณ์ในกล่องมีดังนี้ครับ ประกอบไปด้วยที่ชาร์จ, แบตเตอรี่, สายดาต้า สำหรับโอนถ่ายข้อมูล และชาร์จ, ชุดหูฟัง ใบรับประกัน และคู่มือการใช้งานเบื้องต้น หูฟังเป็นแบบนี้เลย คุณภาพเสียงก็ถือว่าโอเค สนทนาชัดเจนดี ต่อไปลองมาแกะตัวเครื่อง เพื่อใส่แบตฯ กันบ้าง วิธีใส่แบตเตอรี่ก็ไม่ยากครับ ใช้นิ้วงัดที่ช่องนี้ขึ้นมา จากนั้นก็ค่อยแกะรอบๆ เครื่อง ถอดมาแล้วเป็นแบบนี้เลย ชนิดของซิมเป็นซิมขนาดใหญ่ มาตรฐานนะครับ Dtac Joey รองรับการเพิ่มหน่วยความจำด้วย microSD Card นะครับ สามารถใส่ได้ที่นี่เลย ซึ่งรองรับสูงสุด 32GB ส่วนแบตเตอรี่ ตัวนี้มีความจุ 1700mAh เป็นแบบ Li-ion ต่อไปลองมาดูตัวเครื่องรอบๆ กัน Joey มาพร้อมหน้าจอขนาด 3.5 นิ้ว ความละเอียด 480x320 พิกเซล วัสดุเป็นพลาสติกล้วน งานประกอบแน่นหนา ไม่กรอบแกรบ ด้านล่างมีปุ่มหลักของ Android คือปุ่ม ย้อนกลับ, Home และ เมนู เป็นปุ่มแบบสัมผัส ถัดลงมา เป็นช่องไมค์สนทนา ด้านบนมีโลโก้ Huawei พร้อมลำโพงสนทนา ด้านขวาของตัวเครื่อง จะมีปุ่ม Volume Control สำหรับปรับระดับเสียง ด้านซ้าย มีช่องเสียบสายดาต้า สำหรับโอนถ่ายข้อมูลกับคอมพิวเตอร์ เช่น ภาพถ่าย หรือเพลง และใช้สำหรับเสียบสายชาร์จด้วย ด้านบนมีปุ่ม Power สำหรับเปิด/ปิดเครื่อง หรือปลดล็อคหน้าจอ และช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ด้านหลังมีกล้องความละเอียด 2 ล้านพิกเซล, โลโก้ Dtac และ Huawei และสุดท้ายเป็นช่องลำโพงนอก เมื่อเปิดเครื่องในครั้งแรก อาจจะต้องลงทะเบียนโดยใช้บัญชีของ Google (Gmail) ก่อนนะครับ ใครยังไม่มีต้องสมัครก่อนถึงจะใช้อุปกรณ์ Android ได้นะฮะ ที่หน้าจอ Lock Screen ผู้ใช้สามารถปลดล็อคได้โดยการแตะค้างไว้ที่รูปแม่กุญแจ จากนั้นลากนิ้วไปทางขวา ซึ่งในหน้านี้ผู้ใช้สามารถเข้าสู่เมนูอื่นๆ ได้ทันที เช่น ลากไปด้านบนเพื่อเปิดแอพฯ โทรศัพท์, ลากไปด้านซ้าย เพื่อเปิดแอพฯ ข้อความ หรือสามารถเปิดกล้องได้ทันที โดยลากนิ้วลงด้านล่าง สำหรับดีไซน์ของ Dtac Joey เราเองต้องยอมรับเลยว่าอาจจะดูธรรมดา วัสดุเป็นพลาสติก ซึ่งก็เหมาะสมกับมือถือราคาประมาณนี้ ต่อไปลองไปดูด้านการใช้งานบ้างครับ Performance: ประสิทธิภาพ Dtac Joey หรือ Huawei Y210 ใช้ CPU Single-Core ความเร็ว 1GHz Qualcomm Snapdragon, GPU Adreno 200, มี RAM 256MB (เหลือให้ใช้ประมาณ 173MB), หน่วยความจำภายใน 512MB สามารถเพิ่มหน่วยความจำได้ด้วย microSD Card สูงสุด 32GB, รองรับ 3G ความถี่ 850/1800/2100MHz (ไม่รองรับ 900 ของ AIS แต่ใช้ 2100MHz ได้), รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi, Bluetooth 2.1, GPS, A-GPS, USB 2.0, และที่สำคัญ มี FM Radio ด้วยฮะ ต่อไปลองมาชมผลการทดสอบเครื่องด้วยโปรแกรมต่างๆ และการใช้งานอื่นๆ กันครับ หน้า Home หรือหน้าจอหลักของ Joey จะมาพร้อมกับแอพฯ พิเศษจาก Dtac รองรับการใช้งานด้านความบันเทิงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเีรื่องของเกม, เพลง, MV หรืออื่นๆ เพียบ แป้นพิมพ์โทรศัพท์ ขนาดตัวเลขไม่เล็กไม่ใหญ่ครับ กำลังพออ่านได้สะดวก แป้นพิมพ์ทั้งภาษาไทย และอังกฤษ ส่วนตัวนะครับ สำหรับคนนิ้วใหญ่ ต้องบอกเลยว่าแอบเล็กไปนิดหนึ่งสำหรับการพิมพ์ในแนวตั้ง แต่ถ้าพิมพ์ในแนวนอนจะไม่มีปัญหา สังเกตุว่า UI ของ Dtac Joey จะใกล้เคียงกับสมาร์ทโฟน Android ทั่วไปมากกว่า Dtac Cheetah (รีวิว) นะครับ คือมีหน้ารวมแอพฯ แยกแอพฯ ทั้งหมดจากหน้า Home แต่ Cheetah ถ้าจะเปิดหน้ารวมแอพฯ จะต้องปัดหน้า Home ไปด้านขวาจนสุดจึงจะเป็นหน้ารวมแอพฯ ตรงนี้ผมชอบ UI ของ Joey มากกว่าแฮะ ^^ ตรงนี้ก็ชอบเป็นการส่วนตัวอีกแล้ว คือมาพร้อมกับ วิทยุ FM ครับ แต่ต้องเสียบหูฟังก่อนนะครับถึงจะใช้ได้ เอาไว้ฟังผลบอล หรือรายการวิทยุต่างๆ ได้ฮะ รองรับ Multi-touch 2 จุด ผลทดสอบ AnTuTu ทำคะแนนได้ไม่สูงเท่าไหร่ครับ อยู่ที่ 2,434 คะแนน ผลทดสอบ Vellamo ก็อยู่ในระดับสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้น หน้าจอบริเวณการแจ้งเตือน ก็เหมือนกับมือถือ Android 2.3 ทั่วไป หากกลัวแบตตอรี่จะหมดไว Joey มีโหมดประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ครับ โดยจะปิดการใช้งานที่สิ้นเปลืองพลังงานทั้งหมด เพื่อให้รับสายได้นานที่สุด สรุปด้่านประสิทธิภาพ Dtac Joey น่าจะเหมาะกับคนที่ต้องการสมาร์ทโฟนไว้ใช้งานทั่วไป เน้นแชต Social Network เป็นหลัก เช่น Facebook, Line, WhatsApp หรือ Instagram ก็ทำได้ไม่มีปัญหา แต่มือถือเครื่องนี้จะไม่เหมาะทันทีกับคนที่จะเอาไปเล่นเกมกราฟฟิกหนักๆ แรงๆ เพราะว่าใช้ CPU แบบ Single-Core เท่านั้น และมี RAM แค่ 256MB แ่ต่ถ้าหากเล่นเกมทั่วไป ที่ไม่เน้นกราฟฟิกเช่น Angry Birds, หรือไืพ่เท็กซัส อันนี้เล่นได้สบาย หายห่วง Camera: การถ่ายภาพ ด้านการถ่ายภาพ Dtac Joey มาพร้อมกับกล้องดิจิตอลความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ไม่ีมี Auto Focus ไม่มีแฟลชสำหรับถ่ายที่แสงน้อย และไม่มีกล้องหน้าครับ แต่จะมีโหมดเอฟเฟคถ่ายภาพต่างๆ มาให้เลือกใช้ และสามารถซูมแบบ Digital Zoom ได้ 4 เท่า ความละเอียดเลือกได้สูงสุด 2 ล้านพิกเซล และเลือกคุณภาพของภาพได้ มีเอฟเฟคการถ่ายภาพเบื้องต้นให้เล่นครับ (แต่เชื่อเถอะว่า คุณก็ต้องไปใช้เอฟเฟคของ Instagram หรือ Camera 360 เองอยู่ดี ^^) สามารถซูมแบบ Digital ได้ 4 เท่า ลองชมตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องกันครับ (สามารถคลิ๊กเพื่อชมภาพใหญ่ได้) สรุปด้านการถ่ายภาพนะครับ ถ้าหากว่าคุณกำลังมองหากล้องบนมือถือที่มีคุณภาพดีๆ ถ่ายเพื่อเอาไปประกวดแล้วล่ะก็ มือถือเครื่องนี้อาจจะไม่เหมาะกับคุณเท่าไหร่ เพราะคุณภาพกล้องของ Dtac Joey จัดว่าอยู่ในระดับถ่ายเล่นๆ ครับ ถ่ายแล้วเอาไปแต่งภาพด้วยแอพฯ แล้วเอาขึ้น Facebook อะไรทำนองนั้นมากกว่า จัดว่าอยู่ในระดับที่พอใช้สำหรับมือถือราคาประหยัด Conclusion: สรุป ข้อดี - เป็นมือถือ Social ราคาประหยัด - ขนาดเล็ก พกพาสะดวก - ประกันเยอะ (15 เดือน) - ซื้อพร้อมโปรฯ จาก Dtac จะคุ้มมาก - รองรับ 3G และ Wi-Fi ข้อสังเกต - เล่นเกมหนักๆ ไม่เหมาะ - อุปกรณ์เสริมหายาก - ไม่รองรับ 3G เครือข่าย 900MHz ของ AIS จัดว่าเป็นสมาร์ทโฟนราคาประหยัดที่น่าใช้อีกหนึ่งรุ่นครับในราคาประมาณนี้ โดยจุดเด่นของรุ่นนี้จะเป็นเรื่องความคุ้มค่าด้านราคา กับการใช้งานด้าน Social Network ต่างๆ เช่น Facebook Twitter Line และอื่นๆ รวมถึงด้วยความที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ทำให้มีความยืดหยุ่นด้านการใช้งานสูง สามารถโหลดแอพฯ จาก Play Store มาใช้ได้มากมายทั้งแอพฯ เกม และแอพฯ Lifestyle ต่างๆ และจากที่ทดลองใช้ Joey มาได้ระยะหนึ่ง แบตเตอรี่ความจุ 1700mAh เนี่ย ถ้าใช้งานแบบประหยัดๆ ไม่ใช้งานหนักมาก ก็สามารถอยู่ได้จนครบวันครับ แต่ถ้าเล่นแบบหนักๆ ทั้งเกม ทั้ง Wi-Fi ล่ะก็ ครึ่งวันก็หมดตามมาตรฐานสมาร์ทโฟนทั่วไปครับ (ราคา 2 หมื่นกว่า เล่นหนักๆ ก็ไปไม่ครบวันเช่นกันฮะ) สรุปแล้ว มือถือเครื่องนี้เหมาะกับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนมือใหม่ หรือนักเรียน นักศึกษา ที่มีงบประมาณจำกัด แต่ก็อยากจะอินเทรนด์เล่น Line หรือ Facebook กับเพื่อนได้เหมือนกับสมาร์ทโฟนรุ่นใหญ่ ตัวนี้จัดว่าเป็นอีกรุ่นที่คุ้มมากครับ เพราะว่าตอบรับการใช้งานในรูปแบบต่างๆ ทั้งเล่นเน็ต เล่นแชต ดูหนังฟังเพลงได้แบบไม่น้อยหน้าใคร ในงบประมาณประหยัดสุดๆ สำหรับวันนี้เฮียณัฐก็ต้องขอจบการรีวิวแต่เพียงเท่านี้นะครับ แล้วติดตามการรีวิวกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า ที่นี่ที่เดิมครับ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ ^^

เปิดตัว Huawei Honor 3C สมาร์ทโฟนราคาประหยัด จอ 5 นิ้่ว กล้อง 8 ล้าน มี 2 ซิม
Honor 3c /  huawei / 

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่(ประเทศไทย) จำกัด เตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนตระกูล Honor “สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ Honor 3C” ในเมืองไทยอย่างเป็นทางการแล้ว สเปคสูงราคาสบายกระเป๋า บางเบา ดีไซน์ล้ำ ชูจุดเด่นถ่ายภาพพร้อมเสียง, เลนส์มาโคร, กล้องหน้าพาโนรามา ซึ่งมีความละเอียดสูงสุดถึง 8 ล้านพิกเซล  นายเฉิน ลุ่ย (Mr. Chen Rui) กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เผยการเปิดตัว Honor 3C สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดในตระกูล Honor โดยหัวเว่ยว่า “วันนี้หัวเว่ยได้นำ Honor 3C สมาร์ทโฟนในตระกูล Honor มาสู่ตลาดเมืองไทย ด้วยสเปคการใช้งานที่เหมาะกับผู้ชื่นชอบการถ่ายรูปด้วยเซนเซอร์กล้องจากโซนี่ที่ให้ความคมชัดสูง พร้อมฟังก์ชั่นการถ่ายภาพกล้องหน้าแบบพาโนรามา, การถ่ายภาพมาโคร และยังเพิ่มจุดเด่นการถ่ายภาพด้วยระบบถ่ายพร้อมเสียง สำหรับระบบปฏิบัติการของ Honor 3C ได้นำระบบฏิบัติการ Android version 4.2 มาใช้เพื่อสนับสนุนการใช้งานให้เกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น พร้อมหน่วยประมวลผล Quad-Core 1.3 GHz และ RAM 2 GB นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นอีกมากมาย เรียกได้ว่าสเปคเกินราคา โดย Honor 3C ได้เปิดตัวไปแล้วที่ประเทศจีน ไต้หวัน มาเลเซีย และประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สำคัญที่สุดในเอเชีย ซึ่งปีนี้เราให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งได้รับการตอบรับจากสาวก Android เป็นอย่างดี ซึ่งเราคาดว่าสำหรับตลาดในประเทศไทย เราจะได้รับการตอบรับที่ดีมากเช่นกัน สำหรับราคานั้น เริ่มต้นที่ 7,990 บาท คุณสมบัติเด่นของ Honor 3C คือ หน้าจอขนาด 5 นิ้ว แบบ LTPS จอชนิดใหม่ที่กินไฟน้อยลงเพื่อประหยัดพลังงาน และบางกว่าเดิม ความละเอียดสูงถึง 720 p, ระบบปฏิบัติการ Android version 4.2 พร้อม Emotion UI 2.0, RAM 2GB, หน่วยความจำ 8GB รองรับ Micro SD, มีกล้องด้านหลังความละเอียดถึง 8 ล้านพิกเซล และกล้องด้านหน้าความละเอียดถึง 5 ล้านพิกเซล ด้วยระบบเซนเซอร์จากโซนี่ ไมโครโฟน 2 ตัวพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน และสามารถเชื่อมต่อบลูทูธ 4.0 รวมทั้งสามารถโหลดแอพพลิเคชั่นใน Playstore ที่สามารถให้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ กลุ่มธุรกิจหัวเว่ย เอนเตอร์ไพรส์ เป็นหนึ่งในสามกลุ่มธุรกิจหลักของหัวเว่ย ที่มุ่งพัฒนาและจัดหาโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประสิทธิภาพสูงให้แก่ลูกค้าในภาคองค์กร ด้วยศักยภาพที่เต็มเปี่ยมในด้านการวิจัยและพัฒนา ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจที่กว้างขวาง ซึ่งช่วยให้หัวเว่ย เอนเตอร์ไพรส์สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าองค์กรได้ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มหน่วยงานรัฐบาล การขนส่ง พลังงาน การเงิน หรือธุรกิจประเภทอื่นๆ โซลูชั่นของหัวเว่ย เอนเตอร์ไพรส์ ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย ระบบ UC&C ระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง ดาต้า เซ็นเตอร์ และแอพพลิเคชั่นเพื่องานอุตสาหกรรมต่างๆ Honor 3C Selling Point • 5” LTPS in–cell HD Display(1280 * 720) • Quad-core chipset with 2G RAM guarantee most fluency performance • Fashion Design with Extreme Compact ( Screen to Body ratio 69%, Frame wide only 2.2mm) • 5 MP Front-facing Camera with 10 level beautiful model • 8MP Sony BSI Camera with 4CM Macro shooting function • 2300 mAh Battery with Huawei patented power saving technology, can last more than one day even for heavy user • Dual Micro Sim card • Emotion UI 2.0 ,more easy to use

นายกฯ คุยหัวเหว่ยจีน ขับเคลื่อนศก.ดิจิตอลเชื่อมโยงHUB
คสช.เยือนประเทศจีน /  จีน / 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย นายกรัฐมนตรี ผลักดันเศรษฐกิจดิจิตอล ปฏิรูป ICT เป็นกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผลักดันไทยเป็น IT Hub ร.อ.น.พ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับ นายหู โฮ่วคุน รองประธานกรรมการ บริษัท Huawei Technologies โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงของไทยเข้าร่วม โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอล โดยได้ปฏิรูปกระทรวง ICT เป็นกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตอบโจทย์ความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิตอลให้กับประเทศ ทั้งนี้ ไทยและจีนมีความร่วมมือในขอบเขตการเสริมสร้างความเชื่อมโยง ทางคมนาคม จึงต้องการที่จะรับฟังข้อเสนอแนะและร่วมมือกับภาคเอกชนที่เชี่ยวชาญในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์โทรคมนาคม (IT Hub) ของภูมิภาค ขณะที่ รองประธานกรรมการบริษัท Huawei พร้อมและยินดี ในการที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐบาลไทยและเอกชน เพื่อวางนโยบาย กำหนดแผนงานให้เทคโนโลยีสารสนเทศไทย และยินดีที่จะสนันสนุนทุนแก่บุคลากรของไทย จำนวน 100 บุคลากรภายใน 5 ปี เพื่อเพิ่มทักษะความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมคณะจะเดินทางกลับถึงประเทศไทยในช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. ของวันนี้ ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง

นักวิจัยอังกฤษ เดินหน้าศึกษา 5G แล้ว
4G /  5G / 

MThai News: เว็บไซต์ ubergizmo.com เผยรายงานการเริ่มศึกษา เทคโนโลยี 5G ของนักวิจัยจาก University of Surrey ซึ่งร่วมมือกับค่ายโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่หลายๆค่าย เช่น Huawei, Samsung, Telefonica Europe และ Fujitsu Laboratories Europe ที่เรียกขานกันว่า "ศูนย์วิจัย 5G (the 5G Centre)" ขณะที่ 4G เพิ่งจะขยายตัวสู่สังคมวงกว้างไปเมื่อไม่นานนี้ ทั้งนี้ศาสตราจารย์ Rahim Tafazolli ได้แสดงความเห็นถึงการพัฒนา 5G ว่า การเติบโตของแอพพลิเคชั่นใหม่ที่ใช้ทำงานบนเครือข่ายพัฒนาไปรวดเร็วมาก การมีอปกรณ์มือถือมากขึ้น ความต้องการเข้าอินเตอร์เน็ตก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งอัตรา data traffic ที่เติบโตอย่างไม่เคยมีมาก่อนเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยี 5G เพื่อประโยชน์สูงสุดในการใช้งาน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนของทิศทางการศึกษา 5G ที่แน่นอนดังนั้นต้องติดตามต่อไปว่าเมื่อไหร่เทคโนโลยี 5G จะเห็นผลลัพธ์ออกมาเป็นรูปธรรม Mthai News

Thailand Mobile Expo 2013 Hi-End มหกรรมช็อปสมาร์ทโฟน ไตรมาส 2 !!
Mobile Expo /  Mobile Expo 2013 / 

  ล่วงเข้ากลางไตรมาส 2 ปีนี้ นับๆ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมานั้น มีน้องๆ สมาร์ทโฟนผุดขึ้นมาให้เลือกกันอยู่เนืองๆ สายแข็งคงหนีไม่พ้นเหล่าแอนดรอยด์ ทั้งตัวแม่อย่าง Samsung Galaxy S4 และ ตระกูล xperia นำทัพโดย sony xperia z นับรวมสายมืดอย่างวินโดวส์โฟน ก็ถูกจดจำผ่านแบรนด์ลูเมีย ที่ท้ายแล้วก็ย่อย segment ลงเจาะตลาดอย่างเมามันส์ สอยยิบๆ กันไป จนเกือบลืมว่าเลขไหนเป็นเรือธง     ส่วนแบรนด์ผลไม้ ที่ยังคงไปได้กับ iPhone 5 ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา พร้อมปล่อยตัวเลขยอดขายไอโฟน 5 มาเขย่าใจคู่แข่งอย่างต่อเนื่อง แถมยอดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีตกหล่น ( แหม่...ก็พี่เล่นขายอย่างเดียว -_-" )   มีตัวเลือกมากมาย ให้ใครที่คิดจะเปลี่ยนมือถือในช่วงนี้ ได้พิจารณากันตามแรงศรัทธา และเหมาะเจาะอย่างมาก หากจะพาร่าง ไปเดินช๊อปพาเหรดงานสมาร์ทโฟน - แท็บเล็ต ปลายเดือนนี้ กับงาน Thailand Mobile Expo 2013 Hi-End ใครสนใจเชิญไปเลือกชมน้องๆ หนูๆ   ในงานกันได้ ตั้งแต่วันที่ 23 - 26 พ.ค. นี้ @ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่เดิม สำหรับช่วงนี้ ไปชมไฮไลท์เด็ดดวง ที่จะพบในงานกันก่อนจ๊ะ!! แหะๆ ><"   สมาร์ทโฟน 62 รุ่นใหม่ในงาน Mobile Expo   Samsung Champ Plus Duos ซัมซุงไม่ได้มีแค่สมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy Series เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีฟีเจอร์โฟนจอทัชสกรีนใหเลือกใช้สำหรับคนงบน้อยด้วยกับรุ่น Champ Plus Duos หรืออีกชื่อหนึ่งคือ REX2 Sim รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดแบบ Dual-Standby อัพเดท Social Network บน Facebook, Twitter และ ChatOn ติดกล้อง 2 ล้านพิกเซล หน้าจอ 2.8 นิ้ว สามารถลงแอพพลิเคชั่นเสริมจากบน Samsung Apps ได้เพิ่มเติม ราคาไม่แพงครับอยู่ที่ 2,190 บาท Samsung Galaxy Young ห่างหายจากสมาร์ทโฟนระดับล่างไปพักใหญ่ งานนี้อาจมีรุ่นใหม่เปิดตัวอย่าง Galaxy Young สเปคอยู่ในระดับปานกลางทั้งหน้าจอ 3.27 นิ้ว ชิปประมวลผล 1 GHz เพียงพอกับการใช้งานทั่วไปได้ดี ระบบปฏิบัติการ Android 4.1.2 พร้อม TouchWiz UX สไตล์เดิม กล้อง 3.2 ล้านพิกเซล บันทึกวิดีโอความละเอียด VGA  รองรับการเชื่อมต่อ 3G Wi-Fi GPS ลงแอพพลิเคชั่นเสริมจากบน Google Play Store สำหรับราคาคาดว่าจะเปิดตัวประมาณ 4-5 พันบาท ถือว่าสมเหตุสมผลทีเดียว Samsung Galaxy Fame ขยับอัพงบขึ้นมาอีกนิดจะได้ Galaxy Fame สเปคสูงขึ้นมาอีกนิด ด้วยจุดขายหน้าจอ 3.5 นิ้ว (ความละเอียด 320 x 480 พิกเซล), ชิปประมวลผล 1 GHz กล้อง 5 ล้านพิกเซล พร้อมออโต้โฟกัส บันทึกวิดีโอความละเอียด VGA รองรับการเชื่อมต่อ 3G, Wi-Fi, GPS, ลงแอพพลิเคชั่นเสริมจาก Google Play Store ครบเครื่องแบบสมาร์ทโฟน Android ทั่วไป ด้านราคาคาดว่าจะไม่เกิน 6,000 บาทครับ Samsung Galaxy S III Mini จักรวาลขนาดมินิ แม้จะย่อส่วนจาก Galaxy S III แต่สเปคการใช้งานภายในเรียกว่าดีเกินขนาด ทั้งหน้าจอ Super-AMOLED ขนาด 4.3 นิ้ว, ชิปประมวลผล Dual-Core 1GHz รองรับคอนเทนท์ระดับ HD720p กล้อง 5 ล้านพิคเซล บันทึกวิดิโอ HD สบายๆ รองรับการเชื่อมต่อครบถ้วน ลงแอพพลิเคชั่นผ่าน Play Store และใช้งาน NFC ได้ด้วย ! เครื่องเล็กพกพาสะดวก ตอบโจทย์ฟีเจอร์สุดสมาร์ทขนาดนี้ สนนราคาเพียง 10,900 บาท แถม Flip Cover ของแท้ให้ด้วยนะจ๊ะ Samsung Galaxy Grand Duos มาถึงสมาร์ทโฟนสุดฮิตกระแสแรงตั้งแต่ต้นปี 2013 สำหรับ Galaxy Grand Duos โดดเด่นด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 5.0 นิ้ว เข้าเว็บ ดูหนัง เล่นเกมได้เต็มตายิ่งกว่าเดิม ชิปประมวลผล Dual-Core 1.2 GHz รองรับคอนเทนท์ต่างๆ ระดับ HD เต็มรูปแบบ กล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ใช้งาน 3G, Wi-Fi, GPS เช่นเดียวกับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ทั่วไป แถมรองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด (Always-On) อีกด้วย ทั้งหมดนี้ด้วยราคาเพียง 11,900 บาท ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมถึงได้ขายดิบขายดีขนาดนี้จ้า Samsung ATIV S หากคุณเบื่อสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ Samsung มีวินโดว์โฟน 8 ให้คุณจับจองเป็นเจ้าของกันได้กับ “ATIV S” หน้าจอ Super-AMOLED ขนาดใหญ่ 4.8 นิ้ว พร้อมชิปประมวลผล Snapdragon S4 1.5 GHz แรงเร็วเหลือเฟือบนโอเอสวินโดว์โฟน 8 ลงแอพพลิเคชั่นเสริมหลากหลาย รองรับการใช้งานโซเชี่ยลหลักๆ ครบเครื่อง กล้อง 8 ล้านพิกเซล บันทึกวิดีโอความละเอียด Full HD 1080p รองรับการใช้งาน 3G ทุกเครือข่าย และแบตเตอรี่ 2,300 mAh ขอบอกว่าอึดมาก ! ได้ข่าวว่าในงาน Thailand Mobile Expo 2013 Hi-End จะมีโปรโมชั่นแรงๆ ด้วย รอติดตามได้เลย Samsung Galaxy S III ถึงจะมีภาคต่อของอดีตสมาร์ทโฟน Flagship ของปี 2012 วางจำหน่ายแล้วแต่ Galaxy S III ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย หากคุณตามหามือถือแอนดรอยด์สเปคครบ บางเฉียบ จอใหญ่ อัพเดทได้อีกยาว และราคาเป็นมิตรต่อกระเป๋าสตางค์ครับ หน้าจอ HD 4.8 นิ้ว, ชิปประมวลผล Quad-Core 1.4 GHz กล้อง 8 ล้านพิกเซล แบตเตอรี่ 2,100 mAh พร้อมฟีเจอร์เสริมเด็ดๆ เช่น Smart Stay, S-Beam ฯลฯ ตอนนี้มีให้เลือกหลายสีตามความชอบ สนนราคา 17,000 บาทเท่านั้นเอง รอติดตามโปรโมชั่นเด็ดๆ ในงาน เผลอๆ อาจจะได้ราคาถูกกว่านี้มากครับ Samsung Galaxy Note 8.0 เปลี่ยนสมุดไดอารี่เล่มใหญ่ของคุณให้เป็นแท็ปเล็ตสุดสมาร์ทกันดีกว่ากับ “Galaxy Note 8.0” น้ำหนักเบาหวิวไม่ถึง 350 กรัม หน้าจอขนาดใหญ่ถึง 8.0 นิ้ว รองรับคอนเทนท์ระดับ Full HD สมบูรณ์แบบ เหมาะกับใช้งานดูวิดีโอ เว็บไซต์ หรือใช้จดบันทึกด้วย S Pen ผ่าน Premium Suite ทำตารางนัดหมายผ่าน Awesome Note นอกจากนี้ยังใช้งานเป็นโทรศัพท์ได้อีกด้วย ! ติดกล้อง 5 ล้านพิกเซล รองรับ 3G ทุกเครือข่าย เพิ่มเมมโมรี่การ์ดสูงสุด 64 GB ทั้งหมดนี้จัดได้ในราคา 15,200 บาท คุ้มจริงๆ Samsung Galaxy Note 2 หากชอบจอใหญ่สะใจ แบตเตอรี่อึดๆ พกพาไม่ยาก แถมใช้เขียนโน่นจดนี่ได้อีก Galaxy Note 2 ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ครับ หน้าจอขนาดใหญ่สะใจ 5.5 นิ้ว เหมาะกับใช้งานด้านมัลติมีเดีย เล่นเบราเซอร์ รวมถึงใช้งานทั่วไปได้ดี ฟีเจอร์จดบันทึก วาดภาพด้วย S Pen ผ่าน Premium Suite มากความสามารถ กล้อง 8 ล้านพิกเซล ชิปประมวลผล Quad-Core 1.4 GHz แบตเตอรี่ 3,100 mAh อยู่ได้ทั้งวันสบายๆ เป็นเจ้าของได้ในราคา 19,900 บาท ตอนนี้มีสีชมพูให้เลือกด้วยนะครับ แถมเคสลายโน้ต อุดมให้อีกต่างหาก : ) Samsung Galaxy Mega 6.3 บางครั้งสมาร์ทโฟนหน้าจอระดับ 5-5.5 นิ้วยังไม่สะใจมากพอ Samsung เลยจัดให้แบบเต็มเหนี่ยวบน Galaxy Mega 6.3 โหดสุดด้วยหน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 720 พิกเซล, ชิปประมวลผล Exynos 5 Dual 1.7 GHz พร้อมฟีเจอร์เสริมคล้าย Galaxy S4 เช่น Multi-Window, Air Gesture ฯลฯ กล้อง 8 ล้านพิกเซล แบตเตอรี่ 3,200 mAh กะใช้งานได้ยาวนานทั้งวัน รองรับ 3G ทุกเครือข่าย น่าซื้อมาไว้ดูหนัง เล่นเกมจริงๆ ครับ รอดูว่าในงาน Thailand Mobile Expo 2013 Hi-End จะมีมาปรากฏโฉมให้ชมกันหรือไม่ ? Samsung Galaxy S4 สิ้นสุดการรอคอยแล้ววันนี้ ! เมื่อสมาร์ทโฟน Flagship รุ่นใหม่ล่าสุดจาก Samsung พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของได้ในราคา 21,900 บาท สำหรับ “Galaxy S4” โดดเด่นด้วยดีไซน์พรีเมี่ยม บางเฉียบเพียง 7.9 มิลลิเมตร หน้าจอ Super-AMOLED FHD ขนาดใหญ่ 5.0 นิ้ว แสดงผลคมชัด สีสันจัดจ้าน เหมาะกับใช้ดูวิดีโอ เล่นเกม เข้าเว็บไซต์ต่างๆ ฯลฯ พร้อมฟีเจอร์ใหม่เช่น Air Gesture, Air View, Group Play, Optical Reader ฯลฯ ช่วยให้คุณสมาร์ทขึ้นกว่าเดิม ติดกล้อง 13 ล้านพิกเซล ออฟชั่นเพียบ ! รองรับ 3G ทุกเครือข่ายไม่แยกคลื่น แบตเตอรี่ 2,600 mAh และมีให้เลือก 2 สีสัน ไม่ควรพลาดจริงๆ หากคุณชอบนวัตกรรมใหม่บนสมาร์ทโฟน Nokia Asha 210   เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้กับฟีเจอร์โฟน QWERTY สุดสมาร์ทจาก Nokia เหมาะกับผู้ใช้ที่มีงบไม่มากนัก แต่ต้องการมือถือที่สามารถตอบสนองด้าน Social & Messaging ได้ดีไม่แพ้สมาร์ทโฟน รุ่นนี้นอกจากจะพิมพ์มันส์ด้วยแป้นคิวเวอร์ตี้แล้ว ยังสามารถเล่น Twitter, Facebook, WhatsApp รวมถึง Line ฯลฯ ได้อีกต่างหาก ติดกล้อง 2MP มีเวอร์ชั่นรองรับ 2 ซิมการ์ด และเลือกได้ถึง 5 สีสันแสบสุด ราคาไม่แพงครับ ประมาณ 2 พันต้นๆ เท่านั้นเอง Nokia 301     มือถือปัจจุบันส่วนใหญ่กลายเป็นทัชสกรีนไปซะหมด บางท่านอาจจะไม่ชอบเพราะใช้ยากกว่าปุ่มกดคลาสสิค ล่าสุด Nokia นำฟีเจอร์โฟนปุ่มกดมาให้จับจองเป็นเจ้าของกับ Asha 301 สเปคหน้าจอขนาด 2.4 นิ้ว รองรับการใช้งาน 3G เหมาะกับช่วงนี้พอดี ติดกล้อง 3.2 ล้านพิกเซล ลงแอพพลิเคชั่นเสริมจากบน Nokia Store ได้พอสมควร และมีให้เลือกมากมายถึง 5 สีสันเจ็บๆ คาดว่ารุ่นนี้ราคาประมาณ 2 พันบาทใกล้เคียงกับมือถือ 3G รุ่นล่างหลายรุ่นในตอนนี้ Nokia Lumia 520 กำลังฮิตติดชาร์ทเลยทีเดียวด้วยสเปคภายในเร็วแรงระดับ Dual-Core พร้อมหน้าจอขนาด 4.0 นิ้ว ทำให้ผู้ใช้สามารถดูหนัง ชมคอนเทนท์ระดับ HD บนวินโดว์โฟนรุ่นประหยัด “Lumia 520” แบบไม่กระตุก ติดกล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซล บันทึกวิดีโอ HD แถมมีปุ่มชัตเตอร์ให้ ลงแอพพลิเคชั่นเสริมมากมายผ่าน Windows Phone Store ที่น่าสนใจคือแอพฯ เสริมต่างๆ จาก Nokia มีให้เลือกใช้เพียบ สนนราคาเพียง 5,850 บาทเท่านั้นเองจ้า Nokia Lumia 620 อัพสเปคขึ้นมาอีกหน่อยจะได้ Lumia 620 ถึงหน้าจอจะเล็กกว่าเดิมนิดหน่อย (3.8 นิ้ว) แต่ได้ฟีเจอร์เพิ่มมาไม่น้อยทั้งกล้องหน้า VGA สำหรับสนทนาผ่าน Video Call, การเชื่อมต่อผ่าน NFC นอกนั้นคล้ายกับวินโดว์โฟน 8 ตระกูล Lumia รุ่นอื่นๆ เช่นชิปประมวลผล Dual-Core 1GHz แอพพลิเคชั่นเสริมจาก Nokia ทั้งหลาย กล้อง 5 ล้านพิกเซล พร้อมรองรับคอนเทนท์ HD เต็มรูปแบบ และแน่นอนว่าเปลี่ยนฝาหลังได้หลากสีทีเดียวครับ ทั้งนี้ราคาอัพจาก Lumia 520 พอสมควรที่ 8,250 บาท ลองตัดสินใจเลือกดูได้เลย ! Nokia Lumia 720 เพิ่งวางขายไม่นานนี้พร้อมกับ Lumia 520 ครับ สำหรับ Lumia 720 โดดเด่นมากเรื่องกล้องหลัก เป็นรุ่นแรกที่รูรับแสงกว้างที่สุดในบรรดามือถือด้วยกัน (F/1.9) ใช้เลนส์ Carl-Zeiss ไวด์ 26 mm ถ่ายภาพมุมกว้างได้ดีทีเดียว หน้าจอ IPS ClearBlack สว่างคมชัด 4.3 นิ้ว บอดี้บางไม่ถึง 10 มิลลิเมตร ชิปประมวลผล Snapdragon S4 1 GHz แบตเตอรี่อึดสะใจ 2,000 mAh และรองรับ 3G ทุกเครือข่ายอีกด้วย เป็นเจ้าของได้ในราคา 10,900 บาทครับ คุ้มค่าจริงๆ หากคุณชื่นชอบวินโดว์โฟนอยู่แล้ว Nokia Lumia 820 งบไม่พอสอยตัวท็อป Lumia 920 ลองดูรุ่นรองอย่าง Lumia 820 ถือว่าสเปคดีไม่แพ้กัน แม้ว่าจะลดหน้าจอลงมาเหลือ 4.3 นิ้ว (AMOLED ClearBlack) และตัดกล้อง Pureview, ระบบชาร์จไร้สายออกไป แต่คุณสมบัติอื่นๆ ยังอยู่ครบเช่น ชิปประมวลผล Snapdragon S4 1.5GHz ระบบปฏิบัติการวินโดว์โฟน 8 พร้อมแอพฯ เสริมจากทาง Nokia ครบวงจรทั้ง Here Maps, Nokia Glam Me ฯลฯ สามารถเพิ่มเมมโมรี่การ์ด MicroSD สูงสุด 32GB แถมเปลี่ยนฝาหลังหลากสีตามใจชอบ สนนราคา 16,600 บาท แน่นอนว่ามีโปรโมชั่นเด็ดของรุ่นนี้ในงาน Thailand Mobile Expo 2013 Hi-End รอติดตามได้ Nokia Lumia 920 ถึงจะวางจำหน่ายมาพอสมควรแล้วแต่ Lumia 920 ยังเป็นวินโดว์โฟนที่สเปคดีมากรุ่นนึง เด่นด้วยดีไซน์ลงตัว จับถือได้ง่าย หน้าจอ Puremotion HD ขนาด 4.5 นิ้ว ชิปประมวลผล Snapdragon S4 1.5 GHz แรงเหลือเฟือสำหรับวินโดว์โฟน 8 ครับ ติดกล้อง PureView 8.7 ล้านพิกเซล ลูกเล่นเพียบ คุณภาพการันตีได้ รองรับการเชื่อมต่อครบเครื่องทั้ง 3G ทุกเครือข่าย, Wi-Fi, GPS, NFC, ฯลฯ ลงแอพพลิเคชั่นเสริมจาก Windows Phone Store และแอพฯ เสริมจาก Nokia อีกเพียบเช่น Here Drive, Here Map ฯลฯ ตอนนี้ราคาอยู่ที่ 18,900 บาท แถมมีอุปกรณ์เสริมเด็ดๆ อย่างแท่นชาร์จไร้สายให้เลือกใช้งานด้วยจ้า LG Optimus L3 II ถึงจะมาแบบเงียบๆ แต่ถ้าคุณชื่นชอบดีไซน์หรูหราของ LG แล้วน่าสนใจครับ สำหรับ Optimus L3 II ยังคงการออกแบบแนว L-Style ไว้เช่นเดิม พร้อมสเปคอัพเกรดขึ้นเล็กน้อย หน้าจอ 3.2 นิ้ว ชิปประมวลผลแรง 1 GHz รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.1.2 ติดกล้อง 3 ล้านพิกเซล รองรับการใช้งาน 3G WiFi GPS ครบในตัว และแบตเตอรี่ 1500 mAh เพียงพอกับการใช้งานได้ทั้งวัน ราคาเป็นเจ้าของได้ง่ายๆ เพียง 3990 บาทเท่านั้นเอง  -> 4,190 LG Optimus L7 II เขยิบขึ้นมาอีกหน่อยจะได้ Optimus L7 II โดดเด่นทั้งด้านดีไซน์แบบ L-Style ขนาดเล็กพอดีมือ และสเปคภายในที่มาพร้อมกับหน้าจอ IPS ขนาด 4.3 นิ้ว แสดงผลได้คมชัดพอใช้ ชิปประมวลผล Dual-Core 1 GHz ติดกล้อง 8 ล้านพิกเซล รองรับการเชื่อมต่อครบเครื่อง ที่น่าสนใจคือเรื่องแบตเตอรี่ครับ อัดมาเต็มเหนี่ยวที่ 2,460 mAh กะไม่ง้อแบตเตอรี่สำรองเลยทีเดียว คาดว่ารุ่นนี้จะวางจำหน่ายในราคาราวๆ 8,990 บาทครับ LG Optimus L9 ถึงจะเปิดตัวมาหลายเดือนแต่ Optimus L9 ยังคงเป็นสมาร์ทโฟนที่คุ้มค่าไม่น้อย ด้วยดีไซน์สุดหรู บางเฉียบ หน้าจอขนาดใหญ่ถึง 4.7 นิ้ว เหมาะกับใช้งานทั่วไป ดูหนัง เล่นเกมได้ดี ติดกล้อง 8 ล้านพิกเซล สามารถบันทึกวิดีโอความละเอียด Full HD ได้ด้วย รองรับ 3G ทุกเครือข่าย และแบตเตอรี่ 2,100 mAh ใช้งานได้นานพอตัว ตอนนี้เป็นเจ้าของได้ในราคา 10,900 บาท ถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับสเปคที่ได้ : ) LG Nexus 4 ไม่ควรพลาดกับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก สำหรับ Nexus 4 สัมผัสประสบการณ์ Pure Android แบบดั้งเดิม ไม่ปรับแต่งใดๆ ทั้งสิ้น หน้าจอ HD 4.7 นิ้วชิปประมวลผล Snapdragon S4 Pro 1.5 GHz พร้อมระบบปฏิบัติการ Android 4.2.2 เวอร์ชั่นล่าสุด แถมยังอัพเกรดได้เรื่อยๆ ในอนาคต กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล บันทึกวิดีโอความละเอียด Full HD รองรับการใช้งาน 3G ทุกเครือข่าย แต่เมมโมรี่ภายค่อนข้างจำกัดที่ 16 GB ทั้งนี้ราคาก็เย้ายวนไม่น้อยที่ 15,990 บาท สเปคแรงขนาดนี้ แถมดีไซน์ด้านหลังยังแนวได้อีก ใครจะอดใจไหว  Optimus G   อัพเกรดจาก Nexus 4 นิดหน่อยก็จะได้ Optimus G สมาร์ทโฟน Flagship ของ LG ตอนนี้ หน้าจอ True IPS HD+ ขนาด 4.7 นิ้ว คมกริบสีสันไม่จัดจ้านเกินไป รันบนโอเอสแอนดรอยด์ 4.1.2 ลื่นหัวแตกครับ ใช้ชิปประมวลผล Snapdragon S4 Pro และติดกล้อง 13 ล้านพิกเซล บันทึกวิดีโอ Full HD ได้ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ QSlide รันแอพฯ พร้อมกันได้สูงสุดถึง 3 ตัวด้วยกัน ในอนาคตรุ่นนี้สามารถปลดล็อคให้ใช้งาน 4G LTE ได้ หากคุณคิดว่าซื้อมาใช้งานยาวๆ รุ่นนี้ไม่ผิดหวังแน่นอนกับราคา 17,990 บาทครับ BlackBerry 9220 มีงบน้อยก็แชทกระหน่ำกับเพื่อนๆ ได้ผ่าน BlackBerry 9220 ราคาเพียง 4,990 บาท รองรับการใช้งาน Social Network ครอบคลุมทั้ง Facebook, Twitter, Line, WhatsApp รวมถึง BBM ฯลฯ ระบบอีเมลดีเยี่ยม เหมาะกับใช้งานในองค์กร ติดกล้อง 2 ล้านพิกเซล แบตเตอรี่อึดใช้งานได้ทั้งวัน อย่างไรก็ดี รุ่นนี้ไม่รองรับ 3G นะครับ แต่ยังรองรับการเชื่อมต่อ WiFi ดังนั้นจึงไว้เหมาะกับเปิดไว้รับข้อความ อีเมลอะไรต่างๆ ซะมากกว่า BlackBerry 9320 จากข้อจำกัดหลายอย่างบน Blackberry 9220 ทั้งไม่รองรับการเชื่อมต่อ 3G ใช้งาน GPS ก็ไม่สะดวก หากมีงบขึ้นมาอีกหน่อย Blackberry 9320 ลงตัวครับทั้งแป้น QWERTY พิมพ์มันส์สะใจ อัพเกรดสเปครองรับการเชื่อมต่อ 3G WiFi GPS เต็มรูปแบบ กล้อง 3.2 ล้านพิคเซล ใช้งานบนระบบ Blackberry OS 7.1 แบตเตอรี่มากพอใช้งานได้ทั้งวัน แน่นอนว่ามี Blackberry Hub ให้คุณอัพเดทโซเชี่ยลกับเพื่อนๆ ตลอดเวลา สำหรับราคาตอนนี้อยู่ที่ 7,990 บาทครับ BlackBerry 9900 ถึงจะออกมาหลายเดือนแล้วแต่ Blackberry 9900 ยังคงเป็นสมาร์ทโฟนที่น่าดึงดูดมาก หากคุณชอบ QWERTY พร้อมดีไซน์หรูหรา คลาสสิคในตัว หน้าจอทัช 2.8 นิ้ว แสดงผลคมชัด ชิปประมวลผลความเร็ว 1.2GHz ตอบสนองการใช้งานรวดเร็วทุกฟีเจอร์ รองรับการเชื่อมต่อ 3G WiFi GPS ติดกล้อง 5 ล้านพิคเซล และสนุกกับโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คบน Blackberry Hub อย่างไรก็ดี รุ่นนี้ไม่สามารถอัพเกรดเป็น Blackberry 10 ได้ครับ สนนราคา 15,990 บาท BlackBerry Z10 เพิ่งวางขายไม่นานนี้กับสมาร์ทโฟน BlackBerry 10 รุ่นแรกสำหรับ Z10 อัพเกรดสเปคแรงขึ้นกว่าเดิม หน้าจอ HD 4.2 นิ้ว ชิปประมวลผล Dual-Core 1.5 GHz รองรับการเชื่อมต่อ 3G ทุกเครือข่าย กล้อง 8 ล้านพิกเซล ฯลฯ ที่น่าสนใจคือระบบ BlackBerry 10 ฟีเจอร์ใหม่เพียบ สามารถนำแอพฯ จาก Android มาลงใช้งานได้ด้วย ! นอกจากนี้บริการ BBM สามารถใช้งานโดยไม่ต้องสมัครโปร BB เพิ่ม ใช้งาน Social ครบวงจรผ่าน BlackBerry Hub งานนี้ใครเบื่อสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์หรือ iOS มาลองของใหม่บน BB10 ก็ดีเหมือนกันครับ สนนราคาที่ 20,900 บาท BlackBerry Q10 ไม่ชอบทัชสกรีนล้วน BlackBerry ก็จัดสมาร์ทโฟนแป้น QWERTY ให้บนรุ่น Q10 สเปคโดยรวมใกล้เคียงกับ Z10 ทั้งโอเอส ชิปประมวลผล Dual-Core 1.5 GHz ต่างกันตรงสไตล์การใช้งาน และหน้าจอลดเหลือ 3.1 นิ้วเท่านั้น รองรับการใช้งาน 3G ทุกเครือข่าย Wi-Fi GPS ครบเครื่อง อัพเดทสถานะบนโซเชี่ยลต่างๆ ผ่าน BlackBerry Hub ติดกล้อง 8 ล้านพิกเซล แต่รุ่นนี้อาจจะไม่เหมาะกับดูหนังเท่าไหร่ จากความละเอียดหน้าจอที่น้อย-ผิดอัตราส่วนปกติไปมากครับ คาดว่าจะได้ยลโฉมตัวเป็นๆ ในงาน Thailand Mobile Expo 2013 Hi-End ลองติดตามให้ดี Sony Xperia E สัมผัสอารยธรรมสมาร์ทโฟน Sony ราคาประหยัดกับ Xperia E ดีไซน์คลาสสิค หน้าจอทัชขนาด 3.2 นิ้ว ชิปประมวลผล 1 GHz รันบนโอเอส Android 4.1.2 รองรับแอพพลิเคชั่นเสริมหลากหลายบน Google Play Store กล้อง 3 ล้านพิกเซล และแบตเตอรี่ 1,500 mAh เพียงพอกับการใช้งานได้ตลอดวัน รองรับ 3G Wi-Fi GPS ครบ ราคาถือว่าถูกทีเดียวครับเพียง 4,990 บาท Sony Xperia L งบไม่เยอะแต่อยากได้สมาร์ทโฟน Sony ระดับกลางดีไซน์สวย ลองดู Xperia L รุ่นใหม่ล่าสุดครับ หน้าจอขนาด 4.3 นิ้ว ดีไซน์คล้าย Xperia J โค้งด้านหลัง ชิปประมวลผล Dual-Core 1 GHz (Snapdragon 400) กล้อง 8 ล้านพิกเซล รองรับคอนเทนท์ HD ดูหนัง ฟังเพลงผ่านเครื่องเล่น Walkman เล่นเกมสบายๆ ระบบปฏิบัติการ Android 4.1.2 โดยรวมแล้วถือว่าอัพเกรดจากรุ่นเดิม (Xperia J) พอสมควรครับ คาดว่าเปิดตัวในราคาหมื่นบาทเศษๆ เท่านั้น Sony Xperia V ถึงจะผ่านช่วงเทศกาลสงกรานต์ไปแล้ว แต่ถ้าอยากได้สมาร์ทโฟนฟีเจอร์ครบ ดีไซน์คลาสสิค สามารถกันน้ำได้ลึก 1 เมตรในเวลา 30 นาที ตอนนี้ Xperia V คือทางเลือกที่ยังน่าสนใจทีเดียว นอกจากคุณสมบัติกันน้ำแล้ว ยังมาพร้อมกับหน้าจอ HD ขนาด 4.3 นิ้ว, ชิปประมวลผล Dual-Core 1.5 GHz ระบบปฏิบัติการ Android 4.1.2 กล้อง 13 ล้านพิกเซล บันทึกวิดีโอความละเอียด Full HD ฯลฯ ด้านโปรโมชั่นต่างๆ รอเซอร์ไพรส์ในงานดีกว่า รับรองไม่ผิดหวังครับ Sony Xperia TX ถ้าไม่จำเป็นต้องกันน้ำกันฝุ่น ในราคาเท่ากับ Xperia V สามารถดู Xperia TX ได้อีกรุ่นนึง คุณสมบัติโดยรวมคล้ายกันทั้งชิปประมวลผล Snapdragon S4 1.5 GHz, ระบบ Android 4.1.2, กล้อง Exmor R 13 ล้านพิกเซล, รองรับการเชื่อมต่อ 3G ทุกเครือข่าย ฯลฯ แต่ได้หน้าจอใหญ่ขึ้นเป็น 4.6 นิ้ว ความละเอียด HD ใช้งานมัลติมีเดียได้สะใจกว่าเดิม ทั้งนี้ Xperia TX ไม่กันน้ำนะครับ อิอิ สำหรับราคาอยู่ที่ 14,990 บาท รับรองว่าใน Thailand Mobile Expo 2013 Hi-End มีโปรโมชั่นพิเศษรุ่นนี้แน่นอน Sony Xperia SP รุ่นนี้คือภาคต่อของ Xperia SL นั่นเองครับ ปรับดีไซน์ สเปคภายในดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงแถบไฟ LED สุดเก๋ไว้เหมือนเดิม รุ่นนี้มาพร้อมกับหน้าจอ HD ขนาด 4.6 นิ้ว ระบบ Mobile Bravia Engine 2, ชิปประมวลผล Snapdragon S4 1.7 GHz (MSM8960Pro), กล้อง Exmor RS 8 ล้านพิกเซล รองรับคอนเทนท์ระดับ Full HD เต็มรูปแบบ เครื่องเล่น Walkman เหมาะกับคนรักเสียงฟังเพลง รองรับ 3G ทุกเครือข่าย ที่สำคัญคือจัดเต็มแบตเตอรี่ 2,370 mAh เอาให้ใช้งานได้ทั้งวันเลยทีเดียว รอติดตามได้ในงานครับ เชื่อว่าเป็นอีกรุ่นที่น่าจะได้รับความนิยมไม่น้อยเลยล่ะ Sony Xperia ZL น้องรองของ Xperia Z ถึงจะไม่ได้กันน้ำกันฝุ่นได้แบบรุ่นพี่ แต่ Xperia ZL ก็ครองสถิติสมาร์ทโฟนที่มีพื้นที่หน้าจอมากที่สุด (ประมาณ 75%) แถมขนาดยังสามารถจับถือใช้งานมือเดียวได้สบายๆ หน้าจอ Full HD ขนาด 5.0 นิ้ว ชิปประมวลผล Snapdragon S4 Pro 1.5 GHz กล้อง 12 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Exmor RS ถ่ายเร็วถ่ายดีกว่าเดิม พร้อมรองรับคอนเทนท์ Full HD เต็มรูปแบบ จากราคาที่ย่อมเยากว่า Xperia Z ถึง 2,000 บาท หากคุณไม่จำเป็นต้องเอาแบบว่ากันน้ำ กันฝุ่น จับถือพกพาง่ายหน่อย รุ่นนี้เหมาะเลยครับ Sony Xperia Z เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่กระแสแรงจริงๆ จนได้รับความนิยมล้นหลามจากผู้ใช้ที่ชื่นชอบ Sony เป็นทุนเดิม และผู้ใช้ที่อยากลองของใหม่ สำหรับ Xperia Z โดดเด่นด้วยดีไซน์เรียบง่าย บางเฉียบเพียง 7.9 มิลลิเมตร ผิวหน้า-หลังเป็นกระจกทั้งหมด กันน้ำได้ลึก 1 เมตรในระยะเวลา 30 นาทีตามมาตรฐาน IP57 หน้าจอ Full HD 5.0 นิ้ว ชิปประมวลผล Snapdragon S4 Pro 1.5 GHz แรงสะใจ พร้อมระบบปฏิบัติการ Android 4.1.2 กล้อง 12 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์ Exmor RS ทั้งหมดนี้เป็นเจ้าของได้ในราคา 20,990 บาท ทั้งนี้เวอร์ชั่นไทยไม่รองรับ 4G LTE จ้า Sony Xperia Tablet Z Sony ก็มีแท็ปเล็ตครับ ที่ผ่านมาอาจจะเงียบไปหน่อยกับ Tablet S เนื่องจากเอามาขายช้าไปนิด แต่ได้ข่าวว่า Xperia Tablet Z ตัวใหม่จะมาเร็วกว่าที่คุณคิด ! สเปคหน้าจอ Full HD 10.1 นิ้ว, Android 4.1.2, ชิปประมวลผล Snapdragon S4 Pro 1.5 GHz, กล้อง Exmor RS 8.1 ล้านพิกเซล บันทึกวิดีโอ Full HD ได้ และที่ไม่เหมือนใครก็คือสามารถกันน้ำได้เช่นเดียวกับ Xperia Z ! ใช้บังฝนบังแดดได้สบายครับ :p ตัวบอดี้บางเพียง 6.9 มิลลิเมตร และน้ำหนัก 495 กรัม ถือว่าเบามากเมื่อเทียบแท็ปเล็ต 10.1 นิ้วด้วยกัน รอสัมผัสของจริงในงาน Thailand Mobile Expo 2013 Hi-End ได้ที่นี่ที่เดียว i-mobile IQ 5.1 ช่วงนี้ไอโมบายเค้ามาแรงจริงๆ โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่เปิดตัวแต่ละรุ่น สเปคจัดว่าแรงจริง คุ้มจริงอย่างรุ่น IQ 5.1 ประเดิมด้วยหน้าจอ 5.3 นิ้ว, ชิปประมวลผล Snapdragon 200 (Quad-Core) รองรับคอนเทนท์ระดับ HD ใช้งาน 3G, Wi-F,i GPS ครบเครื่องในตัวเดียว ลงแอพพลิเคชั่นเสริมจาก Google Play Store ได้ตามปกติ กล้องความละเอียด 12 ล้านพิกเซล จัดเต็มจริงๆ เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนจอใหญ่ๆ ไว้ก่อน ค่าตัวรุ่นนี้เบาๆ เพียง 6,790 บาท ! i-mobile IQ 9 ในงาน Thailand Mobile Expo 2013 Hi-End รอบนี้มีข่าวลือว่า i-mobile เตรียมเผยโฉม Flagship 2 รุ่นใหม่ โดยรุ่นแรกก็คือ IQ 9 นั่นเอง จัดเต็มสเปคหน้าจอ IPS HD ขนาดมหึมา 5.7 นิ้ว พร้อมชิปประมวลผล Quad-Core 1.2 GHZ (MT6589) ระบบปฏิบัติการ Android 4.2 กล้อง 13 ล้านพิกเซล บันทึกวิดีโอระดับ Full HD ดีไซน์สุดหรูบางเฉียบ 8.9 มิลลิเมตร และแบตเตอรี่ 2,600 mAh เหลือแค่ราคาที่ยังไม่ปล่อยออกมาในตอนนี้ รอลุ้นเอาใกล้ๆ งานครับ ถ้าเปิดตัวไม่ถึงหมื่นบาทนี่รับรองว่าบูธแตกแน่นอน i-mobile i-STYLE 7 ตามหาสมาร์ทโฟนสเปคดี ราคาประหยัดแนะนำ i-STYLE 7 จาก i-mobile ครับ ด้วยสเปคระดับ Dual-Core 1 GHz (MT6577) รองรับคอนเทนท์ระดับ HD กล้อง 5 ล้านพิกเซล รองรับการเชื่อมต่อ 3G แยกคลื่น 850/2100, 900/2100 MHz รันระบบปฏิบัติการ Android 4.1.2 และยังใช้งาน 2 ซิมแบบ Dual-Standby ได้อีกต่างหาก หน้าจอ 4.0 นิ้ว เพียงพอกับการใช้งานทั่วไปครับ กับราคาสบายกระเป๋าแค่ 3,990 บาท i-mobile IQ 6 จะไม่พูดถึงรุ่นนี้ก็คงไม่ได้กับ IQ 6 รุ่นยอดฮิตที่มีโฆษณาหลายช่องทางให้ชมกัน โดดเด่นด้วยหน้าจอ IPS HD ขนาด 5.0 นิ้ว กระจก Dragontrail สุดทนทาน, ชิปประมวลผล Dual-Core 1 GHz รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดแบบ Dual-Standby ติดกล้องความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รองรับคอนเทนท์ HD สบายๆ ครับ อย่างไรก็ดี รุ่นนี้อาจจะไม่ลื่นหัวแตกแบบรุ่น Quad-Core ตัวใหม่ๆ ยังไงก็ลองเล่นก่อนตัดสินใจซื้อนะจ๊ะ HTC First สาวก Facebook ไม่ควรพลาดสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดที่ HTC ร่วมมือกับ Facebook พัฒนาขึ้น “HTC First” คือภาคต่อของ ChaCha และ Salsa นำเสนอประสบการณ์การใช้งาน Facebook แบบถึงพริกถึงขิงผ่าน Facebook Home ครอบบนระบบปฏิบัติการ Android 4.1.2 สเปคภายในใช้หน้าจอ HD 4.3 นิ้ว, ชิปประมวลผล Snapdragon 400 กล้อง 5 ล้านพิกเซล (F/2.0) สามารถลงแอพพลิเคชั่นเสริมจาก Google Play Store รวมถึง Social Apps อื่นๆ ได้ไม่มีปัญหา ดีไซน์เรียบง่ายสุดๆ ทั้งนี้รุ่นดังกล่าวยังไม่มีวางจำหน่ายทั่วโลกครับ แต่ก็หวังว่า HTC จะนำมาโชว์ให้เป็นบุญตาในงานนี้ : ) HTC One X+ ถึงจะมีสุดยอดสมาร์ทโฟนรุ่นเหนืออย่าง HTC One ออกมาแล้วแต่ One X+ อดีต Flagship ยังถือว่าน่าสนใจมากทีเดียวจากสเปคภายในไม่ธรรมดา ทั้งหน้าจอ HD 4.7 นิ้ว, บอดี้ Polycarbonate แบบ Unibody, กล้อง 8 ล้านพิกเซล (F/2.0) ระบบเสียง Beats Audio พร้อม Ampifier เมื่อต่อ Output ออกลำโพงแล้วจะฟินขั้นสุด แบตเตอรี่เพียงพอกับการใช้งานทั้งวัน และเมมโมรี่ภายในมากถึง 64 GB เหลือเฟือเลยทีเดียว ด้านราคาเป็นเจ้าของได้ที่ 18,900 บาทครับ HTC Butterfly น้องผีเสื้อสุดสวยมากความสามารถ น่าจะเป็นอีกรุ่นที่สาวๆ ชอบครับจากบอดี้บางเฉียบเพียง 9.1 มิลลิเมตร พร้อมสเปคภายในแรงเอาเรื่อง ทั้งหน้าจอ Full HD 5.0 นิ้ว, ชิปประมวลผล Snapdragon S4 Pro 1.5 GHz, ระบบปฏิบัติการ Android 4.1 สามารถอัพเกรดเป็น Sense 5.0 เร็วๆ นี้ ติดกล้อง 8 ล้านพิกเซล บันทึกวิดีโอ Full HD พร้อมระบบเสียง Beats Audio ที่น่าสนใจคือมีสีแดงให้เลือกด้วยครับ สวยดี และสามารถกันน้ำได้ในระดับนึง ค่าตัวรุ่นนี้อยู่ที่ 19,900 บาท ถือว่าสมเหตุสมผลมากทีเดียว HTC One กำลังได้รับความนิยมไม่แพ้ Galaxy S4, Xperia Z สำหรับ HTC One สมาร์ทโฟน Flagship รุ่นล่าสุดจาก HTC โดดเด่นในด้านวัสดุลบอดี้อลูมิเนียม Unibody สุดแข็งแกร่ง งานประกอบชั้นเลิศ หน้าจอ Full HD 4.7 นิ้ว เนียนที่สุด ณ ตอนนี้ (468 ppi) อินเตอร์เฟส Sense 5.0 สัมผัสประสบการณ์การใช้งานรูปแบบใหม่ พร้อมฟีเจอร์ BlinkFeed, HTC Zoe ฯลฯ กล้อง UltraPixel 4 MP ถ่ายในที่แสงน้อยดีเยี่ยม รองรับการเชื่อมต่อครบเครื่อง และลำโพงสเตอริโอ ระบบเสียง BoomSound ดังกระหึ่มมีมิติ เหมือนพกเครื่องเสียงมาเอง ทั้งหมดนี้คุณสามารถเป็นเจ้าของได้ในราคา 21,900 บาท ! ไม่ต้องจองรับของทันที เฉพาะงาน Thailand Mobile Expo 2013 Hi-End ที่เดียว Huawei Honor 2 ห่างหายจากการเปิดตัวรุ่นใหม่ไปนาน กลับมาคราวนี้แบรนด์อันดับ 4 ของโลกอย่าง Huawei จัดเต็มกับสมาร์ทโฟน Quad-Core ราคาประหยัด “Honor 2” (หรือ U9508) หน้าจอ HD ขนาด 4.5 นิ้ว, ชิปประมวลผล Quad-Core 1.4 GHz ระบบปฏิบัติการ Android 4.0.4 (อัพเกรดเป็น Jelly Bean ได้เร็วๆ นี้) ติดกล้อง 8 ล้านพิกเซล บันทึกวิดีโอ Full HD, ลำโพงสเตอริโอคู่เสียงดังสะใจ รองรับการใช้งาน 3G ทุกเครือข่าย และแบตเตอรี่อึดสะใจ 2,150 mAh ใช้งานได้เต็มวัน ราคาสนนที่ 9,900 บาท คุ้มจริงจัง ! Huawei Ascend Mate นอกจาก Galaxy Mega จอยักษ์ยังมีอีกรุ่นจาก Huawei ที่สเปคคล้ายกัน Ascend Mate สมาร์ทโฟนหน้าจอขนาดมหึมาถึง 6.1 นิ้ว ! ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการเล่นเว็บไซต์ ดูหนัง เล่นเกมแบบเต็มตาสุดๆ ชิปประมวลผล Quad-Core 1.5 GHz รองรับการเชื่อมต่อ 3G ทุกเครือข่ายความเร็วสูงสุดถึง 42 Mbps ติดกล้อง 8 ล้านพิกเซล รองรับคอนเทนท์ระดับ Full HD เต็มรูปแบบ และแบตเตอรี่จัดเต็ม 4,050 mAh พอๆ กับแท็ปเล็ตขนาดหน้า 7 นิ้วเลยล่ะ คาดว่ารุ่นนี้จะวางจำหน่ายด้วยราคาไม่ถึง 15,000 บาท ยังไงรอติดตามข่าวคราวกันต่อครับ Huawei Ascend P2 อยากได้สมาร์ทโฟนดีไซน์หรู บางเฉียบ สเปคแรงเร็ว แถมรองรับ LTE ความเร็วสูงสุดในโลกที่ 150 Mbps (ในไทยอีกนานมากคงได้ใช้) มีเพียง Ascend P2 รุ่นใหม่ล่าสุดจาก Huawei เท่านั้นครับ บอดี้บางเพียง 8.4 มิลลิเมตร หน้าจอ HD 4.7 นิ้ว ชิปประมวลผล Quad-Core 1.5 GHz กล้อง 13 ล้านพิกเซล ลงแอพพลเคชั่นเสริมได้มากมาย น่าสนใจมากครับ อย่างไรก็ดี Huawei Ascend P2 ยังไม่มีกำหนดวางจำหน่ายออกมา คาดว่าทาง Huawei จะนำเครื่องมาโชว์ใน Thailand Mobile Expo 2013 Hi-End ให้เป็นบุญตาสักหน่อยครับ Acer Iconia B1 แท็ปเล็ตหน้าจอขนาด 7 นิ้ว น้ำหนักเบาพอดีมือ ราคาประหยัดจาก Acer ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แม้จะเปิดตัวมาหลายเดือนแล้วก็ตามที นอกจากราคาสุดแสนจะถูก (3,990 บาท) แล้ว ภายในยังมาพร้อมกับคอนเทนท์เพื่อการศึกษาสำหรับเด็กด้วย คล้ายแท็ปเล็ต ป.1 นั่นเอง หรือจะใช้งานด้านมัลติมีเดีย ดูหนัง HD ฟังเพลง ดู YouTube ลงแอพพลิเคชั่นเสริมได้มากมาย บอดี้แข็งแรงทนทาน แต่รองรับเฉพาะการเชื่อมต่อ Wi-Fi เท่านั้น โดยรวมแล้วคงตัดสินใจไม่ยากครับ พบกันในงานนี้แน่นอน Acer Liquid Z2 น้องเล็กสุดในตระกูล Acer Liquid Series แต่สเปคภายในก็จัดว่าน่าใช้ไม่น้อย ชิปประมวลผลความเร็ว 1 GHz หน้าจอทัช 3.5 นิ้วความละเอียด 320 x 480 พิกเซล ระบบปฏิบัติการ Android 4.1.2 ลงแอพพลิเคชั่นเสริมต่างๆ จากบน Google Play Store ทั้งแอพฯ แชท เล่นเกม ยูทิลิตี้เสริมต่างๆ มากมาย ติดกล้อง 3.2 ล้านพิกเซล รองรับการเชื่อมต่อ 3G, Wi-Fi, GPS ครบเครื่องในตัว ราคารุ่นนี้ถือว่าค่อนข้างถูกครับอยู่ที่ 3,990 บาทเท่านั้นเอง Acer Liquid E1 เพิ่งวางจำหน่ายไม่นานนี้เองกับสมาร์ทโฟนรุ่นกลางจาก Acer อย่าง “Liquid E1” เน้นมัลติมีเดียเต็มสตรีม ด้วยสเปคหน้าจอ qHD 4.5 นิ้ว, ชิปประมวลผล Dual-Core 1 GHz รองรับคอนเทนท์ระดับ HD เล่นเกม ดูหนังเต็มหน้าจอ ลำโพงคู่สเตอริโอพร้อมระบบเสียง DTS & Dolby Mobile Plus ระบบปฏิบัติการ Android 4.1.2 และกล้อง 5 ล้านพิกเซล รุ่นนี้ราคาไม่ถึงหมื่นบาทครับ หรือจะดูรุ่นถัดไปก็ได้เหมือนกัน หากคุณอยากลองของใหม่ .. Acer Liquid C1 โดยปกติเราจะรู้จัก Intel ในมุมของผู้ผลิตซีพียูสำหรับคอมพิวเตอร์ แต่ปัจจุบันได้แตกไลน์มาผลิตชิปประมวลผลบนมือถือด้วย Acer Liquid C1 คือสมาร์ทโฟนรุ่นแรกในไทยที่ใช้ชิป Intel ครับ (Intel Z2460) ความเร็ว 1.2 GHz ประมวลผลคอนเทนท์ HD สบายๆ แม้จะเป็น Single Core ก็ตาม (แต่คนละสถาปัตยกรรมกับกลุ่มชิป ARM ที่ใช้บนสมาร์ทโฟนเกือบทั้งหมด) ติดกล้อง 8 ล้านพิกเซล รองรับการเชื่อมต่อ 3G Quad band หน้าจอ qHD ขนาด 4.3 นิ้ว ขนาดพอดีมือ พกพาสะดวกสบาย สำหรับราคารุ่นนี้ตัดได้ที่ 9,900 บาทครับ Acer Liquid E2 อัพเกรดจาก Liquid E1 ก็จะเป็น Liquid E2 ที่มาพร้อมกับชิปประมวล Quad-Core 1.2 GHz (MT6589) แรงขึ้นกว่าเดิม ปรับดีไซน์เล็กน้อย หน้าจอขนาดเดิมครับที่ 4.5 นิ้ว ความละเอียด qHD, ระบบเสียง DTS & Dolby Mobile Plus พร้อมลำโพงสเตอริโอคู่ แบตเตอรี่ 2,000 mAh กล้อง 8 ล้านพิกเซล บันทึกวิดีโอ HD สบาย ๆ แบตเตอรี่ความุ 2,000 mAh สามารถใช้งานได้ทั้งวัน ทั้งหมดนี้ราคาค่าตัวของ Acer Liquid E2 ไม่ถือว่าแพงนัก 9,900 บาท แต่ยังไม่วางจำหน่ายในนี้จ้า Acer Iconia A1 Acer ต่อยอดแท็ปเล็ตราคาประหยัดสุดขั้ว เอาใจผู้ใช้ระดับล่าง-กลางที่มีงบไม่มากนัก แต่อยากได้ของดีมีแบรนด์ อีกไม่นานเกินรอ เตรียมพบกับ Iconia A1 แอนดรอยด์แท็ปเล็ตสเปคแรงขนาดจอ 7.9 นิ้ว ชิปประมวลผล Quad-Core 1.2GHz กล้อง 5 ล้านพิคเซล รองรับการเชื่อมต่อ WiFi สำหรับเล่นอินเตอร์เน็ต โหลดแอพฯต่างๆ แม้จะยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะเปิดตัวในราคาประมาณ 5-6 พันบาทเท่านั้น รอติดตามอัพเดทข่าวคราวของรุ่นนี้ได้เลย หากต้องการ Android Tablet สเปคดีราคาเบาๆ ครับ OPPO Find Piano มาดูสมาร์ทโฟนแบรนด์ OPPO กันบ้างครับกับรุ่นล่างราคาประหยัด Find Piano (R8113) พร้อมสเปคการใช้งานครบในตัว ดีไซน์เรียบง่ายวัสดุดีขึ้นจากรุ่นก่อนๆ หน้าจอ IPS ขนาด 4.0 นิ้ว แสดงผลได้ค่อนข้างดีทีเดียว ระบบปฏิบัติการ Android 4.1.2 พร้อม OPPO UI ใช้งานไม่ยาก สีสันสดใส ชิปประมวลผล Dual-Core 1 GHz, กล้อง 5 ล้านพิกเซล รองรับคอนเทนท์ระดับ HD 720p รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด แถมใช้งาน 3G ได้ทุกเครือข่าย ถือว่าน่าสนใจทีเดียวหากงบไม่มากนัก สำหรับราคารุ่นนี้อยู่ที่ 7,990 บาทเท่านั้นเอง OPPO Find Way รุ่นนี้ได้รับความนิยมมากในหมู่สาวๆ เพราะมีจุดขายที่กล้องหน้าชั้นเลิศ 5 ล้านพิกเซล พร้อมโหมด Beauty ทำให้หน้าเนียนใส สว่าง ไร้สิวแบบไม่ต้องเมคอัพเลยทีเดียว ตัวเครื่องบางเฉียบ 9 มิลลิเมตร น้ำหนักเบาเพียง 113 กรัม หน้าจอ qHD ขนาด 4.5 นิ้ว, ชิปประมวลผล Dual-Core 1 GHz เพียงพอกับการใช้งานทั่วไป ทั้งแชท Line เล่นเกม เข้าเว็บ ดูหนัง HD ฯลฯ กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล รันโอเอส Android 4.1.2 เมมโมรี่ภายใน 16 GB และรองรับ 3G ทุกเครือข่าย ตอนนี้ราคาอยู่ที่ 10,900 บาท แน่นอนว่าหากคุณชอบมือถือกล้องหน้าแจ่มๆ รุ่นนี้ดีที่สุดแล้วครับ OPPO Find 5 สร้างความฮือฮาไม่น้อยเมื่อ OPPO นำเสนอสมาร์ทโฟน Quad-Core จอ Full HD ขนาด 5 นิ้ว สเปคเท่ารุ่นใหญ่ แต่วางจำหน่ายในราคาเพียง 15,990 บาท ! สำหรับ Find 5 หรือ X909 มาพร้อมกับหน้าจอ Full HD ขนาด 5.0 นิ้ว แสดงผลสวยงาม สีสันคมชัด, ชิปประมวลผล Snapdragon S4 Pro 1.5 GHz, ระบบปฏิบัติการ Android 4.1.2 ติดกล้อง 13 MP บันทึกวิดีโอ Full HD รองรับการใช้งาน 3G ทุกเครือข่าย อย่างไรก็ดี เสียดายที่รุ่นนี้ไม่สามารถเพิ่มเมมโมรี่ภายนอกได้ครับ แต่ก็มีให้เลือก 2 ความจุคือ 16 GB และ 32 GB โดยโมเดล 32 GB ราคาจะสูงกว่า 2,000 บาท มี 2 สีให้เลือก ใครหาสมาร์ทโฟนแรงๆ ราคาสุดคุ้มก็ต้องเป็นรุ่นนี้แล้วล่ะ Asus FonePad ดำเนินรอยตาม Galaxy Tab เป๊ะๆ เป็นแท็ปเล็ตที่สามารถใส่ซิมการ์ด โทรออก ใช้งาน 3G ได้เช่นเดียวกับสมาร์ทโฟน มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 7.0 นิ้ว (1280 x 800 พิกเซล) น้ำหนักเพียง 340 กรัม ระบบปฏิบัติการ Android 4.1.2 ชิปประมวลผล Intel Z2420 1.2 GHz รองรับการเชื่อมต่อ 3G ทุกเครือข่าย กล้อง 3 ล้านพิกเซล และรองรับคอนเทนท์ระดับ HD สบายๆ เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจมากครับ เพราะราคาเปิดตัวถูกมาก ! เพียง 7,990 บาทเท่านั้นเอง Asus MemoPad 7 แท็ปเล็ตราคาประหยัดจาก Asus ดีไซน์วัสดุดูดี มีให้เลือกหลากสีสัน มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 7 นิ้ว ระบบปฏิบัติการ Android 4.1.2 ชิปประมวลผล 1 GHz รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi เอาไว้ลงแอพพลิเคชั่นเสริม เล่นเน็ต ดูหนัง HD ได้ครับ แบตเตอรี่ถือว่าอึดพอตัว ราคาสนนที่ 4,990 บาท ก็ถือว่าไม่แพงเท่าไหร่ Asus Nexus 7 แท็ปเล็ต Nexus ในตำนานที่ให้คุณสัมผัสประสบการณ์ Pure Google บนหน้าจอขนาด 7.0 นิ้ว สามารถใส่ซิมการ์ดใช้งาน 3G เล่นเน็ต แชทได้ทุกที่ทุกเวลา เมมโมรี่ภายใน 32GB พร้อมระบบปฏิบัติการ Android 4.2.2 อัพเกรดเวอร์ชั่นใหม่ได้เรื่อยๆ กล้องหน้า 1.3 ล้านพิคเซล เชื่อมต่อ NFC-Bluetooth และชิปประมวลผล Tegra 3 Quad-Core ราคาจัดได้ที่ 10,900 บาท ถือว่าไม่แพงนะครับ Asus PadFone Infinity สมาร์ทโฟนไฮบริดแท็ปเล็ตรุ่นล่าสุดจาก Asus แรงสุดขั้วด้วยสเปคจัดเต็ม หน้าจอ Super-IPS+ ความละเอียด Full HD ขนาด 5.0 นิ้ว, ชิปประมวลผล Snapdragon 600 ระบบปฎิบัติการ Android 4.2 ติดกล้อง 13 ล้านพิกเซล แบตเตอรี่ 2,400 mAh ส่วนตัว Tablet Dock ความสามารถสูงขึ้นกว่าเดิม หน้าจอ Full HD 10.1 นิ้ว, บิ้วท์อินแบตเตอรี่ 5,000 mAh สามารถชาร์จตัวสมาร์ทโฟนขณะเสียบ Dock ได้ด้วย ทั้งนี้ราคาขายอาจจะสูงพอตัวด้วยสเปคจัดเต็ม พร้อม Tablet Dock ในชุดขาย ยังไงก็รอติดตามกำหนดวางจำหน่ายได้เร็วๆ นี้ Sharp AQUOS Phone AQUOS Phone เป็นสมาร์ทโฟนจอ Full HD รุ่นแรกที่วางจำหน่ายในไทยครับ แต่กระแสดูเงียบๆ ไปหน่อยเลยไม่เป็นที่รู้จักมากนัก สเปคภายในใช้ชิปประมวลผล Snapdragon S4 1.5 GHz, ระบบปฏิบัติการ Android 4.1.2 กล้อง 8 ล้านพิกเซล หน้าจอ Sharp IGZO ความละเอียด Full HD ขนาด 5.0 นิ้ว แสดงผลคมชัด สวยงามทีเดียว เหมาะกับใช้งานดูหนัง เล่นเกมได้ดี รุ่นนี้สามารถเป็นเจ้าของได้ในราคา 16,990 บาท คาดว่าในงานจะมีโปรโมชั่นเด็ดๆ ออกมาแน่นอนครับ iPhone 5 คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณอะไรมากกับสมาร์ทโฟนรุ่นเด็ดจาก Apple แม้จะวางจำหน่ายมาหลายเดือนแล้ว แต่ยังคงได้รับความนิยมจากผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง ส่วนนึงเป็นเพราะการดีไซน์ โอเอส แอพพลิเคชั่นหลากหลาย และยังขายต่อได้ราคาค่อนข้างดีกว่าสมาร์ทโฟนหลายรุ่น สเปคภายในมาพร้อมหน้าจอ 4.0 นิ้วความละเอียด HD, ระบบปฎิบัติการ iOS 6.1.3 กล้อง 8 ล้านพิกเซล และรองรับ 4G LTE ในอนาคตอีกด้วย ส่วนราคายังคงเดิมครับ สอบถามโอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ค่ายได้เลย   พื้นที่จัดแสดงบูธต่างๆ ในงาน Thailand Mobile Expo 2013 Hi-End   ข้อมูลที่จอดรถและเส้นทางการเดินทางมางาน Thailand Mobile Expo 2013 Hi-End   Source : thailandmobileexpo

Huawei Honor 6 เปิดตัว CPU แรงกว่า Snap 805 รองรับ LTE Cat.6!
huawei /  Huawei Honor 6 / 

Huawei เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์บางเฉียบ และสเปคที่แรงโดนใจ นั่นก็คือ Huawei Honor 6 ซึ่งทางบริษัทหมายมั่นปั้นมือว่าจะออกมาชนกับ Samsung Galaxy S5 และ iPhone 5s เลยทีเดียว โดยมีสเปคดังนี้ สเปค Huawei Honor 6 - หน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1080p ใช้หน้าจอของ JDI ที่มีขนาดหน้าจอใหญ่ แต่ขอบจอบางมาก เพียง 3 มิลลิเมตรเท่านั้น - ใช้ CPU ที่ผลิตเองชื่อ Kirin 920 แบบ Octa-Core (8 แกน) แบบเดียวกับ Exynos ของ Samsung ( Quad-Core Cortex-A15 cores + Quad-Core Cortex-A7) ทำงานร่วมกับ GPU Mali-T624 โดยจุดที่แตกต่างจาก Exynos คือชิปตัวนี้รองรับการเชื่อมต่อ LTE Cat.6 ที่มีความเร็ว downlink 300Mbps - รัน Android 4.4.2 KitKat ทำงานร่วมกับ Emotion UI 2.3 - ทำคะแนน AnTuTu Benchmark แรงกว่า Snapdragon 805 - RAM 3GB - หน่วยความจำภายใน 16 / 32GB รองรับ microSD Card - กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX214, f/2.0 พร้อมไฟแฟลชสองตัว - กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล และใช้เทคโนโลยีพิกเซลขนาด 1.4µm นอกจากนี้จุดเด่นของ Huawei Honor 6 ยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานกว่าต่อการชาร์จ 1 ครั้ง โดยประหยัดพลังงานมากกว่า Samsung Galaxy S5 และรวมไปถึง iPhone 5S ที่สามารถใช้งานได้นานกว่าถึง 2 เท่า และยังมีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ดีขึ้นอีกด้วย ส่วนราคา Huawei Honor 6 เปิดมาที่ $359.90 หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 11,500 บาท ยังคงเป็นราคาที่ดึงดูดเช่นเคยครับสำหรับค่ายนี้ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในต่างประเทศเร็วๆ นี้ครับผม source: gsmarena

Huawei Ascend P2 เทพแห่ง 4G LTE สปีดสุดในโลก 150Mbps !!
4g /  Ascend P2 / 

  ขณะที่ค่ายน้อยใหญ่ กำลังบิ๊วงานกล้องสมาร์ทโฟน ให้ใกล้เคียงกับ DSLR มากที่สุด เท่าที่จะโมดิฟรายด์กันได้ ค่ายจีนแผ่นดินใหญ่ ก็พา Huawei Ascend P2 ออกมาเปิดตัวในงาน Mobile World Congress 2013 ที่บาเซโลน่า  พร้อมนิยามลูกหม้อ ตัวนี้ว่าเป็น " เทพแห่ง 4G " !!   เทพแห่ง 4G ตัวนี้อัดโมเดม LTE Cat 4 เข้ามา เพื่องานดาวน์โหลดที่สูงถึง 150Mbps เป็นตัวเลขที่โอเปอร์เรเตอร์ฝั่งสหราชอาณาจักรเท่านั้น สามารถออกมาคอนเฟิร์มได้ว่า Ascend P2 ดาวน์โหลดด้วยความเร็วระดับนี้ได้จริง   ขณะที่การเข้าถึงดาต้าอย่างสายฟ้าแล่บนี้ จะถูกขับเคลื่อนด้วยซีพียู quad-core 1.5GHz processor ที่หัวเหว่ยโมขึ้นเอง แรมจัดมาที่ 1GB นำเสนอผ่านจอ Gorilla Glass 2 ขนาด 4.7 นิ้ว (315ppi) รัน Android 4.1 Jelly Bean จะลงตลาดในไตรมาส 2 ที่จะถึงนี้ เปิดราคายุโรปไว้ที่ €399 ราว  16,000 บาท .     Huawei Ascend P2   หน้าจอ IPS  4.7 นิ้ว Gorilla Glass 2 ซีพียู quad-core 1.5GHz processor แรม 1GB กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 1.3 ล้านพิกเซล รองรับ LTE Cat 4 ดาวน์โหลดสูงสุด 150 Mbps แบตเตอรี่ 2420 mAh พร้อมเทคโนโลยี ประหยัดพลังงาน 25% ลงตลาดไตรมาส 2 ในยุโรป ราคา €399 ราว  16,000 บาท      Source & Pics : pocket-lint 

Samsung Galaxy Note III จะเปิดตัว 2013 ด้วยขนาด 6.3 นิ้ว ?
Galaxy Note /  Galaxy Note II / 

  น้องโน๊ต 2 เพิ่งจะ launch ไปไม่นานนี้ ล่าสุดแหล่งข่าวจากแดนโสม Korea Times ก็ดันไปได้ข้อมูลสดใหม่ออกมาว่า Galaxy Note III ที่มีแปลนจะเปิดตัวปี 2013 นั้น จะมาด้วยขนาดหน้าจอสุดจะเวอร์ที่ 6.3 นิ้ว และเรียกมันว่าเป็น Phablet ลูกครึ่งแท็บเล็ตสมาร์ทโฟน   นอกจากสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตแล้ว ดูเหมือนแซมซังจะยังไม่สะใจกับส่วนแบ่งตลาด เลยจะพาแคตตาล๊อคใหม่เข้าสู่วงการ ผ่านความสำเร็จอย่างงดงามของกาแล็กซี่โน๊ตใน 2 รุ่น  ที่ผ่านมา ซึ่งจะต่อยอดด้วย Galaxy Note III หรือ Phablet ที่ขนาด 6.3 นิ้ว ที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยจากแท็บเล็ตขนาดเล็ก 7 นิ้ว กับ กาแล็กซี่โน๊ต 2 ที่ 5.5 นิ้ว   ขณะที่หลายฝ่ายกัลวลว่าแม้ Galaxy Note 3 หรือจะเรียกว่าฟาเบทอะไรนั้น จะยังคงจัดอยู่ในหมวดของสมาร์ทโฟน แต่มันจะดูใหญ่ไปไหม? สำหรับการพกพา และใช้ด้วยมือข้างเดียว รวมถึงอาจกระทบต่อความละเอียดหน้าจอ , แบตเตอรี่ แต่ที่แน่นอนทางผู้ผลิตอย่าง Huawei ก็ได้ออกมาประกาศก่อนหน้านี้แล้ว ถึงความเป็นไปได้สำหรับสมาร์ทโฟน 6.1 นิ้ว ของพวกเค้า!!     Samsung Galaxy Note3   หน้าจอ OLED ขนาด 6.3 นิ้ว แรม 3 GB ซีพียู 8 คอร์ Samsung Exynos next-gen     Source : BGR

Commart 2013 รวมโปรเด็ด
Commart 2013 /  รวมโปร Commart 2013 / 

  หน้าร้อนมาเยือนบ้านนี้เมืองนี้อีกแล้วท่านผู้ชม ร้อนๆ แบบนี้ ไม่มีอะไรจะเหมาะกับเหล่าไอทีกายมากกว่า การไปเดินชมน้องๆ หนูๆ ในงาน Commart Summer Sale 2013     ตั้งแต่วันที่ 21-24 มี.ค.นี้อีกแล้ว ไปพบกันได้ที่เก่า ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตต์  เวลาเดิม เริ่ม 10.00 โมงเช้า หลบร้อนช้อปของ คลายเครียด ส่วนจะมีโปรโมชั่นอะไรน่าสนใจบ้างนั้น ไปชมกันเลยดีกว่าเนาะ .     โปรโมชั่น Commart 2013     1. Satellite Pro L830-2000X (Corei5, No OS, RAM 4GB, HDD 640GB, การ์ดจอแยก) Free : RAM 4GB มูลค่า 1,990 + รับประกันเพิ่มภายในประเทศ 1 ปี มูลค่า 1,390 + Carrying case มูลค่า 1,990.- ราคาปกติ 20,990.-    พิเศษในงาน 17,990.- (รวม VAT แล้ว) 2. ซื้อโน้ตบุ๊กโตชิบา Satellite M840/U940/PortegeR930/Z930 รุ่นที่ร่วมรายการ แถมฟรี !!  ชุดอัพเกรด Windows 8 Pro มูลค่า 6,200 บาท  จำกัด 500 ชุดเท่านั้น ราคา 44,990 บาท (inc. VAT) แถมฟรี Bluetooth Headset มูลค่า 1,590 บาท ราคา 17,990 บาท  (inc. VAT) แถมฟรี Benetton case มูลค่า 3,190 บาท ราคา 12,490 บาท (ราคานี้ไม่รวมจอมอนิเตอร์)  Acer Tablet Product 1.ICONIA | B1  ราคาพิเศษเพียง  3,990.- First Jelly Bean Tablet 7"   2.Iconia W510  16,900Windows tablet, wifi, get coupon to buy Acer docking keyboard at 990 bahts in VAT 3.Iconia W511  20.900Windows tablet, 3G, get coupon to buy Acer docking keyboard at 990 bahts in VAT Acer Smartphone Product 1.Liquid Z2 Duo | Z120 3,990.-First Entry Jelly Bean Dual SIM Smartphone (New Arrival) * 2.Liquid C1 | I 110  9,990.- First Intel Phone free PowerBank มูลค่า 1,390 จำนวนจำกัด Aspire One 756-967BCkk พิเศษสุดลด 50% ซื้อเพียงราคา 4,950.- ( รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ) จากราคาปกติ 9,900 บาท วันละ 50 เครื่อง  ร่วมกิจกรรมที่บูธ Acer เวลา 10.00 น. Acer Notebook Product 1.Aspire E1-471-32344G50Mnks_Glossy Black (NX.M0QST.006) • 2nd Generation Intel® Core i3-2348 Processor   (2.3GHz, 3 MB L3 Cache, DDR3 1333 MHz),   supporting Intel®  Smart Cache • Linpus Linux BE • 4GB DDR3, 500GB HDD, DVD-SuperMulti, Weight 2.25kg. • 14" HD (1366 x 768 pixel)Acer CineCrystal™ LED 16:9 aspect ratio • HDMI™ port with HDCP support • 1 Year International Travel Warranty • 1 ปีประกันภัยอุบัติเหตุ โจรกรรม และก่อการร้าย Special Price 12,900 2.Aspire V5-471G-53334G50Mass_Misty สี Silver  (NX.M5UST.003)   Aspire V5-471G-53334G50Mabb_Airy สี  Blue (NX.M5SST.003)   Aspire V5-471G-53334G50Mauu_Hazy สี Purple (NX.M5WST.003) • 3rd Generation Intel® Core i5-3337M Processor (1.8GHz with Turbo Booster to 2.7Hz, 3 MB L3 Cache, DDR3 1333MHz), supporting Intel®  Smart Cache • Linux • 4GB DDR3, 500GB HDD(Slim Type 7mm.), DVD-SuperMulti, Weight 2.1kg • 14" HD (1366 x 768 pixel)Acer CineCrystal™ LED 16:9 aspect ratio • NVIDIA® GeForce® GT 710M 2GB dedicated graphics memory • HDMI™ port with HDCP support • 2 Years Local and 1 Year International Travel Warranty • 1 ปีประกันภัยอุบัติเหตุ โจรกรรม และก่อการร้าย Special Price 17,900 3. Aspire V5-431P-21174G50Mass_Misty Silver (NX.M7LST.002) • Intel® Pentium® processor B2117U (1.8GHz,2 MB L3 cache,DDR3 1600 MHz), • Genuine Windows® 8 64-bit • 4GB DDR3, 500GB HDD(Slim Type 7mm.), DVD-SuperMulti, Weight 2.1kg. • 14" HD (1366 x 768 pixel) • HDMI™ port with HDCP support • 2 Years Local and 1 Year International Travel Warranty รับเพิ่ม 1 ปีประกันเหตุโจรกรรม Special Price 15,900     ViewSonic ViewPad 10e Android ICS 4.0 Cortex-A8 1GHz 512MB DDR3, 4GB ROM 9.7" IPS LCD 1024x768 pixels multitouch 5 MP with LED Flash HDMI, WiFi 802.11b/g/n, Bluetooth+EDR ปกติ... 6,990.- พิเศษในงาน  4,990.- ALCATEL OneTouch T10 Android ICS 4.0 Cortex-A8 1GHz 7'' LCD (16:9, 800x480) 0.3 MP front camera WiFi 802.11 b/g Promotion: ฟรี!  Huawei 3G AirCard  มูลค่า  1,090.- ปกติ... 4,990.- พิเศษในงาน 3,990.- MSi WindPad Enjoy 7Plus Android ICS 4.0 Cortex-A8 1GHz 7'' LCD (16:9, 800x480) 1GB DDR3, 8GB ROM 0.3 MP front camera WiFi 802.11 b/g/n ปกติ... 4,990.- พิเศษในงาน 2,990.- HUAWEI  E303 HiLink 3G : HSUPA/HSDPA/UMTS  2100/850MHz or 900MHz 2G : EDGE/GPRS/GSM  1900/1800/900/850MHz HSDPA data service of up to 7.2Mbps HSUPA data service of up to 5.76Mbps HiLink: Plug n Surf in 15 Sec. MicroSD Card slot; supported up to 32GB Windows & MAC OS Compatible ปกติ... 1,090.- พิเศษในงาน 699.-     - Win8 (32-bit) - Intel® Clover Trail™ Processor Z2760 (1.8GHz, 2 x 512KB) - Intel® Graphics Media Accelerator - Display 11.6" HD LED Display (1366 x 768) - RAM 2GB DDR2L System Memory at 800MHz - HDD 64GB e.MMC iNAND™ Embedded Flash Drive(Up to 128GB) - Weight 0.744Kg for slate only , 1.49Kg with keyboard - Webcam 2.0MP(Front) / 8.0MP(Rear) - 3G Embedded - S Pen - Battery 2 Cell (30Wh) 28,900.- (include keyboard , รวม VAT แล้ว) Free! กระเป๋าหนัง ATIV smart PC มูลค่า 1,490.- + Micro SD Card 16GB มูลค่า 350.- + 3G Data Package by AIS เดือนละ 50MB นาน 3 เดือน   แบตเตอรี่สำรอง 3,000 mAh USB Output ใช้งานได้สูงสุด 15 ชม. รับประกันการใช้งาน 1 ปี เป็นแบตเตอรี่สำหรับสำหรับชาร์จไฟให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ราคาปกติ   2,390  บ. (รวม Vat 7%)  ราคาพิเศษ  1,890  บ. (รวม Vat 7%)  พิเศษแถมฟรี mMini AC5   (มูลค่า  490 บาท ) บูธ   SVOA   Plenary hall   ( P 28-31  )   กล้องที่ใช้ในบ้านและอาคารสำนักงาน เพื่อดูเหตุการณ์ในเวลาปัจจุบัน เชื่อมต่อได้ทั้งแบบไร้สายและมีสาย ดูผ่าน App ได้ ทั้ง iOS และ Android ปกติ 1,590.- พิเศษ 1,099.- 50 เครื่อง ต่อวัน / รวม Vat ที่บูธ IT City โซน C และ Hall A, JIB โซน C, Banana IT โซน Plaza, Champ Channel โซน C, Speed Computer โซน C   SVOA Discovery Ci5 32000 Intel Core i5-3470 (3.2 GHz) Ram 4 GB DDR3, HDD 500 GB 2 GB VGA Card, 20” LED Monitor ปกติ 18,400.- พิเศษ 16,500.- จนกว่าของจะหมด / ไม่รวม Vat SVOA Discovery Ci7 34000 Intel Core i7-3770 (3.4 GHz) Ram 4 GB DDR3, HDD 1 TB 2 GB VGA Card, 20” LED Monitor ปกติ 23,100.- พิเศษ 20,000.- จนกว่าของจะหมด / ไม่รวม Vat   10 ล้านพิกเซล, LCD 3” บันทึกวิดีโอ Full HD 1920x1080 / 60i ระบบโฟกัสความเร็วสูง มีระบบกันสั่นในตัวเลนส์ ปกติ 13,400.- พิเศษ 11,500.- 5 ตัว ต่อวัน / รวม Vat ที่บูธ Photo Hut Source : commartthailand

Review: รีวิว Oppo Find Mirror มือถือ Quad-Core จอ 4.7
OPPO /  Oppo Find Mirror / 

สมาร์ทโฟนทุกวันนี้ นอกจากจะแข่งขันกันในเรื่องฟีเจอร์ ความสามารถพิเศษ ดีไซน์ ความบาง และอื่นๆ เรื่องของราคาและความคุ้มค่าก็สำคัญเช่นกันครับ โดยวันนี้เรามี รีวิว Oppo Find Mirror สมาร์ทโฟนสเปคคุ้มๆ ดีไซน์เก๋ๆ มาฝากให้แฟนๆ MThai ได้ชมกันเช่นเคย ค่าย Oppo ในปีนี้ก็ถือว่าเป็นค่ายที่มาแรงอีกหนึ่งค่าย โดยได้ส่งสมาร์ทโฟนออกมาแล้วหลายรุ่นในทุกๆ ตลาด ไม่ว่าจะเป็นตลาดบนก็มี Oppo Find 5 สมาร์ทโฟนสเปคแรงในราคาเบาๆ ส่วนตลาดล่างก็มีให้เลือกมากมายหลายรุ่น ตามความต้องการ และกำลังทรัพย์ของแต่ละบุคคล เอาเป็นว่า ก่อนอื่นเราต้องขอขอบคุณทาง Oppo ประเทศไทยมากนะครับ ที่ส่งสมาร์ทโฟนเครื่องนี้มาให้เราได้รีวิวกันแบบละเอียดทุกซอก ทุกมุม ว่าแล้วก็ลองไป Design: การออกแบบ Oppo Find Mirror เป็นสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android ที่มีดีไซน์ค่อนข้างดีครับ มีหน้าจอขนาด 4.7 นิ้ว ความละเอียดขนาด HD 1280x720 พิกเซล ถ้าเทียบกับมือถือส่วนมากในตลาดตอนนี้ ที่เทรนด์ค่อนข้างไปทางมือถือจอใหญ่ๆ ส่วนตัวคิดว่ามือถือจอไม่เกิน 5 นิ้วนี่แหละครับกำลังดี ผู้ชาย หรือผู้หญิงถือก็ไม่ดูใหญ่ หรือเล็กเกินไป ยังคงอยู่ที่ด้านหน้านะครับ ด้านบนของหน้าจอจะมีเซ็นเซอร์ต่างๆ ช่องลำโพงสนทนา และกล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ที่มีเลนส์มุมกว้างพิเศษ แต่เราจะมาพูดกันเรื่องกล้องอย่างละเอียดอีกครั้งในส่วนของการถ่ายภาพแล้วกันครับ ด้านล่าง มีปุ่มหลักของ Android อยู่ครบถ้วนครับ ประกอบไปด้วย ปุ่มเมนู ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ ทั้งหมดเป็นปุ่ม soft key แบบสัมผัสครับผม มาดูแผ่นหลังขาวๆ กันครับ ด้านหลังมีกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชที่ด้านบน และมีช่องไมค์ด้านหลังใกล้ๆ กัน ถัดลงมีโลโก้ Oppo และสุดท้ายเป็นลำโพงนอกที่ด้านล่าง สังเกตุรอบๆ กล้องจะมีขอบสีเงิน เพิ่มความหรูอีกระดับ ด้านล่าง มีช่องไมค์สำหรับสนทนา และช่อง MicroUSB เพื่อชาร์จไฟ และโอนถ่ายข้อมูลผ่านสายดาต้า ด้านบนมีพอร์ตสำหรับเสียบหูฟัง 3.5 มม. มองจากด้านข้างจะเห็นว่ามือถือเครื่องนี้จัดว่าบางมากนะครับ โดยมีความบางอยู่ที 7.3 มิลลิเมตรเท่านั้น ถึงจะไม่บางที่สุดในโลก แต่แค่นี้ก็ถือว่าสวยแล้วครับ และบริเวณขอบด้านข้างตัวเครื่องยังมีขอบเงินเงางามอีก ดูดีทีเดียว ส่วนน้ำหนักของเครื่องก็อยู่ที่ 110 กรัม จัดว่าเบามาก นอกจากนี้ ทางด้านขวาจะมีปุ่มควบคุมเสียงอยู่ด้วย ส่วนทางด้านซ้าย มีปุ่ม Power สำหรับเปิด/ปิดเครื่อง และสำหรับล็อค/ปลดล็อคหน้าจอ ที่ส่วนตัวคิดว่าปุ่มนิ่มไปนิดนึงครับ ชอบเผลอมือไปโดน แล้วหน้าจอล็อคเองแบบไม่ตั้งใจบ่อยๆ ถัดไปจะเป็นช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดครับ ซึ่งตรงนี้น่าสนใจว่า ตามสเปคบอกว่า "มือถือเครื่องนี้รองรับ 2 ซิมการ์ด" แต่เฮียณัฐหาเท่าไหร่ก็หาช่องใส่ซิม 2 ไม่เจอ ปรากฏว่า ..... (รูปต่อไป) เมื่อใช้ที่จิ้มซิมดึงถาดใส่ซิมการ์ดออกมา ... เห้ย! ซิมการ์ดทั้งสองซิม สามารถใส่ได้บนถาดเดียวเลยนี่หว่า! แนวไปอีกแบบครับ ไอเอาก็หากันตั้งนาน โดย Oppo Find Mirror จะใช้ซิมแบบ MicroSIM ทั้งสองซิมนะครับ ลองนำ iPhone 4 มาวางเทียบขนาดกันครับ จะเห็นว่า Find Mirror บางกว่า iPhone 4 และมีหน้าจอที่ใหญ่กว่าตามภาพเลย สรุปด้านดีไซน์ Oppo Find Mirror ถือว่าเป็นมือถืองานประกอบค่อนข้างดีนะครับ ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเป็นพลาสติก แต่ก็มีการตกแต่งขอบด้วยลูกเล่นขอบเงิน ให้อารมณ์หรูหราขึ้นมาอีกนิด อีกอย่าง มือถือเครื่องนี้ถอดแบตฯ ไม่ได้นะครับ งานประกอบแน่นหนาดีเลยทีเดียว หน้าจอขนาด 4.7 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD 720p (เท่า Nexus 4) ถือว่าดีมาก ถึงแม้จะไม่ใช่ระดับ Full HD แต่ก็แสดงผลได้คมชัด ดูหนังชัดเจนดี สีสันของ Oppo ก็ไม่ต้องห่วงอยู่แล้วครับ เพราะใช้เป็นจอ IPS 16 ล้านสี คมชัดไม่เวอร์ น่าจะตอบโจทย์คนอยากได้มือถือขนาดไม่ใหญ่มากได้ดี Performance: ประสิทธิภาพ ต่อไปลองมาดูด้านประสิทธิภาพ การใช้งานของ Oppo Find Mirror กันบ้างครับ Oppo Find Mirror มาพร้อมกับ CPU Quad-Core 1.2GHz, ใส่ RAM มาให้ 1GB มีหน่วยความจำภายใน 16GB เพิ่มเมมไม่ได้นะครับ รองรับ 3G ของทุกเครือข่าย (850/900/2100MHz) ส่วนระบบปฏิบัติการเป็นเวอร์ชั่น Android 4.2.1 Jelly Bean เลยครับ กล้องถ่ายภาพ กล้องหลักความละเอียด 8 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล มีแฟลชส่องสว่างสำหรับถ่ายในที่มืด สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ HD 720p, ให้แบตเตอรี่มา 2000mAh, รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 4.0, Wi-Fi, GPS, AGPS มีเซ็นเซอร์ Accelerometer, Ambient light, Digital Compass, Proximity, และ Gyroscope ต่อไปลองไปชมผลทดสอบ Find Mirror ด้วยโปรแกรมทดสอบ และไปดูด้านการใช้งานอื่นๆ กันครับ   ผลทดสอบ AnTuTu ทำคะแนนไปได้ 13271 คะแนน เทียบระดับความแรง Mirror แรงกว่าแท็บเล็ต Nexus 7 แต่เบากว่า Samsung Galaxy S3 รองรับ Multi Touch 10 จุด ส่วนผลทดสอบในด้านกราฟฟิกด้วยโปรแกรม 3DMark ทำไปได้ 1557 คะแนน หน้าโฮมของ Mirror มาแนวสีสันสดใส โดนใจวัยรุ่นแน่นอน เครื่องเล่นเพลงสุดคลาสสิคตัวนี้ เท่ดีครับ เป็น Widget พิเศษของ Oppo ที่มาแบบนี้ทุกเครื่องครับ คือเราสามารถเปิดเครื่องเล่นเพลงบน Widget นี้โดยการแตะลากเข็มด้านข้าง (ไม่รู้จริงๆ ครับว่าเรียกว่าอะไร ใครทราบโปรดชี้แนะ) เอาไปวางบนแผ่นเสียง จากนั้นแผ่นเสียงจะหมุน และเพลงจะเริ่มเล่นทันที ส่วนคุณภาพด้านเสียงเพลง หากฟังเพลงผ่านหูฟัง จัดว่าชิปเสียงของ Mirror เจ๋งมากครับ ให้เสียงค่อนข้างดี แต่น่าเสียดายที่ลำโพงนอก เสียงไม่ค่อยเวิร์คเื่ท่าไหร่ อยู่ในระดับพอฟังได้ แต่อย่างว่า ว่ามือถือเครื่องนี้อาจจะไม่ได้เน้นในเรื่องเสียงเพลงเืท่าไหร่ จะเน้นเรื่องการออกแบบซะมากกว่า หน้าตาแป้นตัวเลขครับผม ไซส์มาตรฐาน  หน้าตา Play Store ก็เหมือนทั่วไปครับผม สามารถดาวน์โหลดแอพฯ ได้ตามปกติเลย หน้าตาเปิด Multitasking (แตะปุ่ม Home ค้าง) ใช้วิธีปิดแอพฯ โดยการแตะค้างและปัดไปด้านข้างตามปกติ ส่วนด้านล่างมีการแสดงความจำคงเหลือครับ (ขออภัย ลายน้ำบัง) เมื่อรู้สึกว่าเครื่องช้าๆ อย่าลืมมาปิดแอพฯ ล้างความจำตรงนี้นะฮะ หน้า Home สามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบ ตามสไตล์ Android จะเพิ่ม Widget เปลี่ยน Wallpaper ก็ทำได้ตามต้องการ เราสามารถเลือกเอฟเฟคการเปลี่ยนหน้าจอได้ด้วยครับ ตรงนี้ช่วยให้การใช้งานไม่น่าเบื่อดีครับ  ในหน้าจอรวมแอพฯ แอพฯไหนที่เพิ่งจะโหลดมา และยังไม่เคยเปิดใช้ บนไอคอนแอพฯ จะมีแท็กสีแดง เขียนว่า "New" ประกอบเอาไว้ให้เห็นด้วย แป้นพิมพ์ครับ ทั้งแบบแนวตั้ง และแนวนอน การท่องเว็บก็ทำได้ดี ลื่นไหลใช้ได้ครับ การแสดงผลบนหน้าจอระดับ HD ถือว่าทำได้ดี การปัดหน้าจอขึ้นหรือลง มีอาการหน่วงน้อยมากๆ ลื่นติดนิ้วดีไม่ว่าจะเป็นการซูมเข้า/ออกก็ตาม เล่นเฟสฯ ก็ทำได้ดี ไม่มีปัญหา  เกือบลืม! อีกหนึ่งจุดเด่นที่มองข้ามไม่ได้ก็คือนี่เลยครับ การควบคุมด้วยการเคลื่อนไหว หรือ Motion Control ซึ่ง Oppo Find Mirror จัดมาเพียบตามภาพด้านบนเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น Flip mute (ตัดเสียงเรียกเข้า หรือแจ้งเตือน เพียงคว่ำหน้าจอ), Auto answer (รับสายเรียกเข้า เพียงยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู), Smart notification (แจ้งเตือนการแจ้งเตือนต่างๆ ที่พลาด เช่น missed call ทันที ที่หยิบมือถือ), Smart sleep (หน้าจอจะไม่ดับ หากกำลังจ้องมองโทรศัพท์อยู่) และอื่นๆ เพียบครับ ลองอ่านดู การเล่นเกม ถือว่าทำได้ดีเช่นกันครับ เล่นเกมได้ลื่นไหลดี CPU Quad-Core ทำงานได้เยี่ยมครับ (แต่ถ้าเกมกราฟฟิกหนักๆ จะมีกระตุกเล็กน้อย) หน้าจอ HD ดูหนัง ดู YouTube สบาย สรุปด้านประสิทธิภาพ การใช้งาน Oppo Find Mirror จัดว่าโอเคมากๆ ครับ ถือเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางๆ ที่มีราคาไม่สูง มีจุดเด่นที่ CPU Quad-Core, หน้าจอ 4.7 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD, กล้อง 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช ทั้งหมดนี้ในราคาเพียงแค่หมื่นนิดๆ ถือว่าน่าสนใจมากทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม การใช้พลังงาน ก็ถือว่าแบตฯ ไม่อึดเท่าไหร่ครับ หากใช้งานทั่วไป เปิดรับสาย, เช็ค Facebook, เปิดเว็บ หรือเล่นเกมบ้างเล็กน้อย อันนี้เช้าถึงเย็นถือว่าทำได้ชิวๆ แต่ถ้าวันไหนเกิดติดเกมไหนขึ้นมา เล่นเกมต่อเนื่องยาวๆ รับรองว่าครึ่งวันได้วิ่งหาที่ชาร์จแน่นอน แต่ ณ จุดนี้ก็ไม่ใช้เรื่องแปลกสำหรับสมาร์ทโฟนครับ เครื่องไหนก็เป็น Camera: การถ่ายภาพ ต่อไปลองมาดูในเรื่องที่หลายๆ ท่านให้ความสำคัญมากในการจะซื้อมือถือซักเครื่อง คือเรื่องการถ่ายภาพครับ อย่างที่ทราบกันแล้วว่า Oppo Find Mirror มาพร้อมกับกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช จากที่ทดสอบการถ่ายภาพ เฮียค่อนข้างประทับใจในเรื่องของการโฟกัสนะครับ ทำได้ไวดีใช้ได้ทีเดียว และมีโหมดการถ่ายภาพ และเอฟเฟคต่างๆ ให้ถ่ายภาพเล่นๆ สนุกๆ เยอะใช้ได้ ส่วนกล้องหน้า ส่วนนี้มีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และมีความพิเศษตรงที่เป็นเลนส์มุมกว้าง (Ultra Wide Angel) ที่มีประโยชน์มากสำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพตัวเองด้วยกล้องหน้า โดยเลนส์มุมกว้างจะช่วยเวลาที่คุณถ่ายภาพกับเพื่อนด้วยกล้องหน้า จะสามารถเก็บภาพได้กว้างขึ้น ไม่ต้องเบียดๆ กันถ่ายให้ลำบาก และยังมีโหมดหน้าสวย หรือเอฟเฟคให้ใช้เช่นกัน ส่วนคุณภาพของภาพก็ถือว่าโอเค ตามมาตรฐานกล้องหน้า 2 ล้านทั่วไปครับ ตัวอย่างเอฟเฟคกล้องโลโม่ครับ ใครอยากหน้าเรียวเล็ก, เสริมจมูก, หรือเสริมคาง ไม่ต้องไปคลีนิคเสริมความงามครับ ใช้แอพฯ นี้ได้สบาย แถมฮากว่าด้วย ^^ ต่อไปลองชมตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องของ Find Mirror กันบ้างครับ Conclusion: สรุป ข้อดี - ดีไซน์โฉบเฉี่ยว บาง น้ำหนักเบา - ลูกเล่น Motion Control เพียบ - รองรับสองซิม (รองรับทุกค่ายในไทย) - กล้องหน้ามุมกว้างถ่ายสะดวก - สเปคคุ้มค่าราคา ข้อสังเกต - ถอดแบตไม่ได้ - เสียงลำโพงนอกเบาไปนิด - เพิ่มเมมไม่ได้ หลังจากที่ได้ทดสอบ ทดลองใช้ Oppo Find Mirror มาเป็นเวลาระยะหนึ่ง สิ่งที่ค่อนข้างประทับใจมากก็คือเรื่องงานประกอบ ดีไซน์ครับ เพราะทำออกมาได้ค่อนข้างดี หน้าจอ 4.7 นิ้วขนาดกำลังน่าใ้ช้ แถมน้ำหนักตัวเครื่องก็เพียงแค่ 110 กรัมเท่านั้น ถือเป็นสมาร์ทโฟนราคาหมื่นต้นๆ ที่ทำมาตอบโจทย์คนที่อยากได้มือถือสวยๆ แน่นอน แม้เครื่องจะเป็นพลาสติกก็ตาม ส่วนด้านการใช้งานทั่วไป ก็ทำได้ดีตามมาตรฐาน สเปคเครื่องจัดว่าน่าจะใช้อีก 1-2 ปีได้สบาย กับ CPU Quad-Core ระดับเริ่มต้นตัวนี้, RAM 1GB, แถมใส่ Android 4.2.1 JB มาแล้ว ถือว่าใช้ได้อีกไกล จะเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลงก็ทำได้ดีเช่นกัน นอกจากนี้ใครที่มีหลายซิม เครื่องนี้ก็รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดอีกต่างหาก แต่อย่างไรก็ตาม แอบเสียดายนิดหน่อยครับ กับเสียงจากลำโพงนอก ที่ไม่ค่อยโดนใจเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่นที่มาพร้อมกับเครื่องทดสอบหรือเปล่า ผิดกับเสียงจากหูฟัง ที่ดีใช้ได้เลย Oppo Find Mirror เปิดราคาออกมาแล้วครับ คือ 11,990 บาท ราคาถือว่าน่ารักน่าลุ้นครับ โดยเปิดราคาออกมาเท่านี้ก็จะไปชนกับ Huawei Ascend P6, HTC Desire 600, Samsung Galaxy Mega 5.8, Sony Xperia SP, หรือจะเป็น Google Nexus 4 (เครื่องนอก) ครับ ก็มีทั้งรุ่นที่เป็น Quad-Core และ Dual-Core ลองเปรียบเทียบตามความต้องการครับ สุดท้ายนี้ก็ขอจบการรีวิวแต่เพียงเท่านี้ครับ ใครมีข้อสงสัย หรือข้อเสนอแนะอะไร สามารถบอกเฮียณัฐได้ทาง Comment ใต้บทความ หรือทาง Facebook MThai Technology ก็ได้เช่นกันครับ สำหรับวันนี้ขอลากันก่อน สวัสดีครับ ^^

รีวิว Dtac Aircard Flip 158
ิอินเตอร์เน็ต

----- Forwarded Message ---- From: i oHm To: ; noolex Sent: Wed, July 7, 2010 9:58:50 PM Subject: [noolex] Re: [4friends] รีวิว Dtac Aircard Flip 158 ของ AIS มีมะคับ   http://bluestyle.myminicity.com/ http://mybluestyle.hi5.com/ http://www.tagged.com/mybluestyle 2010/7/7 Mr.ตะปุ่มตะปั่ม AirCard หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ Wireless Modem เป็นอุปกรณ์อีกอย่างนึงที่ทำให้ Notebook ของเรามีประโยชน์มากขึ้นเวลาเราอยู่นอกบ้าน คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เดี๋ยวนี้ Notebook ที่ไม่ได้ต่อ Internet จะกลายเป็นโคตรอุปกรณ์ไร้ประโยชน์อย่างนึงเลยทีเดียว มีหน้าที่ทำให้หนักหลังอย่างเดียว แต่การมาของ เครือข่าย 3G บ้านเรา + Content สนุกๆเช่น Social Networking และ เกมบนเว็บ ทำให้ AirCard กลายเป็นสินค้าที่น่าจับตามองมากในปีนี้ พอดีได้ AirCard จาก Dtac รุ่น Flip 158 มาทดลอง ซึ่งทาง Dtac กำลังจะเปิดตัวในวันที่ 12 กรกฎาคม ที่กำลังจะถึงนี้ ก็เลยเอามารีวิว ยั่วน้ำลาย เผื่อใครแถวๆนี้ใช้เครือข่าย Dtac แล้วกำลังมองหา AirCard ใช้ซักตัว จะได้สอยรุ่นนี้ไปซะ เพราะว่ารุ่นนี้ปรับปรุงความสามารถจาก รุ่น E1553 ที่กำลังจำหน่ายในปัจจุบันอยู่พอสมควรเลยล่ะครับ แกะ กล่องอุปกรณ์คร่าวๆจะเจอของอยู่ 5 อย่างด้วยกัน นั่นคือ ตัว AirCard , ใบรับประกัน , คู่มือการใช้งาน , คู่มือการเติมเงิน และ Sim ของ Happy (ปล. ชุดที่วางจำหน่าย ยังไม่แน่ใจว่าจะมี Sim หรือเปล่านะครับ) หน้าตาของ Dtac AirCard Flip 158 ช่องเสียบ MicroSD และ รูเสียบเสาอากาศเพิ่มสัญญาณด้านข้างตัวการ์ด หัว USB ที่บิดได้ถึง 180 องศา ทำให้ไม่เกะกะเวลาใช้งานเพราะสามารถบิดหลบไปหลบมาได้ เมื่อเสียบใช้งานกับตัวเครื่อง พอดีของผมเป็น USB แบบแนวตั้งเลยออกมาท่านี้ เกะกะก็บิดหลบมาอีกข้างนึงได้ มาดู Spec กันคร่าวๆก่อน Dtac AirCard Flip 158 ใช้ Chipset ของ Huawei จุดเด่นคือ พลิก บิด ตีลังกาท่าไหนก็ได้ สำหรับเครือข่าย 3G รองรับที่ความถี่ 850/2100 Mhz แบบ HSDPA/UMTS ความเร็วสูงสุดที่ทำได้คือ 3.6Mbps สำหรับเครือข่าย Edge รองรับความถี่ 1900/1800/900/850 บนตัวการ์ดสามารถทำตัวเป็นการ์ดรีดเดอร์แบบ Micro SD รองรับการอ่านได้สูงสุด 8Gb ต่อเสาอากาศเพิ่มได้ มีไฟบอกสถานะการทำงานคร่าวๆ ถ้าเป็นสีเขียว ก็ทำงานแบบ 2G , ถ้าเป็นสีฟ้าก็ทำงานแบบ 3G จุดเด่นของตัว Dtac AirCard Flip 158 น่าจะอยู่ที่ตัวโปรแกรมควบคุมการเชื่อมต่อที่ทาง Dtac ให้มาด้วย เพราะออกแบบมาเพื่อรองรับ Sim Dtac โดยเฉพาะเลยทีเดียว หน้าจอบริหารจัดการ การเชื่อมต่อ ซึ่งมี Profile ของ Dtac ให้อยู่แล้ว ที่แจ๋วมากคือ มีหน้าสถิติว่าเรากำลังใช้งานที่ความเร็วเท่าไหร่ และ ใช้งานข้อมูลไปเท่าไหร่แล้ว เหมาะกับ Sim แบบ Data Plan มาก มีหน้าตรวจสอบข้อมูล Sim ทั้งแบบรายเดือนและเติมเงิน รองรับทั้งภาษาไทยและอังกฤษครับ เมื่อกดตรวจสอบจะมีข้อมูลให้แบบนี้ สามารถส่ง SMS จากในโปรแกรมได้เลย ก็สะดวกดีถ้าจะพิมพ์ SMS แบบยาวๆ มี Phonebook ให้ในโปรแกรมเลยโดยที่ Link กับ Outlook ด้วย ทดสอบความเร็วของ Edge Dtac เรียกว่าเต็มท่อมาตรฐาน 230Kbps ครับ แอบเอา Sim 3G แบบไม่บอกยี่ห้อใส่เข้าไป ทดสอบ 3G แถวบ้าน(อ่อนนุช) โอว แต่แถวนี้คนเล่นกันเยอะ ไว้จะไปทดสอบหลายๆที่แล้วเอาผลมาฝาก สรุปข้อดีและข้อเสียคร่าวๆสำหรับ Dtac AirCard Flip 158 นะครับ หัว USB บิดพับได้ ทำให้ใช้งานสะดวกมากขึ้น มีระบบ TRU Install เสียบเข้าไปใช้งานได้เลย โปรแกรมจะทำการติดตั้งตัว Driver แบบอัตโนมัติ ต่อเสาอากาศเพิ่มได้ ส่วน Card Reader ก็ข้อดีแบบขำๆละกันครับ ถ้าใช้กับ Sim Dtac ตัวโปรแกรม Dtac AirCard ก็จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น รองรับ Windows XP (Sp2/Sp3) , Vista (SP 1-2) , Windows 7 , Mac OS 10.4 – 10.6 ข้อติเล็กน้อย รองรับความเร็วแค่ 3.6Mbps ทั้งๆที่ตอนนี้ตัว CellSite ก็รองรับ 7.2 Mbps น่าจะมีช่องเสียบ หูฟัง+ไมค์ บนตัวการ์ดเลยจะได้เสียบหูฟัง แล้วคุยโทรศัพท์ผ่านตัวการ์ดได้เลย แต่คงไม่ค่อยมีคนทำแฮะ ไม่อยากเรียกข้อเสีย เรียกข้อที่น่าจะมีละกันครับ ก็ Dtac เตรียมเปิดตัว Flip 158 วันที่ 12 กรกฎาคมนี้ ใครอยากได้ก็รองานเปิดตัวนะครับ ผมว่าน่าจะมี Promotion แจ๋วๆออกมา สุดท้ายก็ขอบคุณ Dtac ที่ส่งอุปกรณ์มาให้ทดสอบครับ "ถ้าเราเชื่อมั่นว่าทำได้ ต่อให้ต้องย้ายภูเขาถมทะเลในที่สุดก็สำเร็จจนได้ แต่ถ้าใจเราคิดว่าทำไม่ได้แม้จะง่ายแค่พลิกฝ่ามือ ก็ยังไม่มีวันประสบความสำเร็จ" - ด.ร.ซุนยัดเซ็น  (เกิดทันมันไม่เนี่ย)     -- พันธสัญญาง่ายๆ ของกลุ่มค่ะ 1. ห้ามโพสต์รูปภาพหรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และศาสนาในทางเสื่อมเสีย 2. ห้ามโฆษณาที่หวังผลประโยชน์ทางการค้า ใครโพสต์แบนทันทีโดยไม่แจ้งให้ทราบ 3. กรุณาใช้ถ้อยคำที่สุภาพ - ส่งเมล์เข้ากลุ่มได้ที่ - สมัครรับเมล์-ส่งเมล์เปล่าไปที่ - ลาออกจากกลุ่ม-ส่งเมล์เปล่าไปที่ * ทั้งสมัครและลาออก ต้องยืนยันลิงค์จากระบบทุกครั้ง   ผู้ดูแลกรุ๊ป , -- **** รู้จักขอบคุณเมื่อได้รับ ขออภัยเมื่อผิดพลาด คือสิ่งที่สมาชิกกลุ่มพึงกระทำ **** กติกา ง่ายๆ ในกลุ่ม 0. ห้ามโพสเรื่องการเมือง หรือถกเถียงเรื่องการเมืองที่ จะก่อความวุ่นวายภายในกลุ่ม ฝ่าฝืนแบนทันทีโดยไม่แจ้งให้ทราบ 1. ห้ามโพสรูปภาพหรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในทางเสื่อมเสีย 2. ห้ามใช้วาจาหยาบคาย ห้ามบ่นว่าเมล์ หรือ reply เยอะ 3. ห้ามโฆษณาที่หวังผลประโยชน์ทางการค้า ใครโพสแบนทันทีโดยไม่แจ้งให้ทราบ 4. ไม่ได้รับเมล์อีกกดลิงค์นี้ http://groups.google.com/groups/bounced 5. กรุณาใช้ถ้อยคำที่สุภาพ 6. ห้ามส่ง Invite เวปบิทเข้ากรุ๊ปโดยเด็ดขาด 7. ห้ามใช้ตัวหนังสือ สีแดงใหญ่ในการโพสเมล์ปกติ     - ส่งเมล์เข้ากลุ่มได้ที่ - สมัครรับเมล์-ส่งเมล์เปล่ามาที่ noolex+ - ลาออกจากกลุ่ม-ส่งเมล์เปล่ามาที่ noolex+ * ทั้งสมัครและลาออก ต้องยืนยันลิงค์จากระบบทุกครั้ง   อย่าลืมนะคะ มีอะไรก็แบ่งปัน ^ นู๋เล็ก ^ Group's Owner (-`๏’•ิ__•ิ`๏’-)

Review: รีวิว TrueMove H Aircard Ultra Surf 2 แอร์การ์ดตัวเล็ก พลังแรง 42Mbps!
Ultra Surf 2 /  รีวิว TrueMove H Aircard Ultra Surf 2

สวัสดีครับพบกับรีวิวสินค้าไอที เทคโนโลยีที่น่าสนใจกับ Tech.MThai กันอีกแล้วนะครับ สมัยนี้เชื่อว่าแทบทุกบ้านน่าจะมีอินเตอร์เน็ตใช้กันทุกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นบนคอมพิวเตอร์, โน้ตบุ๊ค, สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต หรืออื่นๆ โดยเฉพาะความเร็วของอินเตอร์เน็ตบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ สมัยนี้ก็ไม่ได้กากเหมือนแต่ก่อนแล้ว ยิ่งหลังจากที่มีการเปิดตัว 3G กันไป รวมถึงค่าย TrueMove H ด้วยที่เปิดตัว 4G ทำให้กระแสการใช้งานอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ด้วยความเร็วสูงสุดระดับ 42Mbps ที่เรียกได้ว่าแรงกว่าอินเตอร์เน็ตบ้านความเร็วระดับเริ่มต้นซะอีก ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มีประโยชน์ได้จากทุกที่ทุกเวลา วันนี้ก็ถือเป็นความโชคดีของทีมงานที่ได้รับแอร์การ์ด TrueMove H Aircard Ultra Surf 2 มาทดสอบกันในครั้งนี้ ซึ่งตัวนี้สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงสุดได้ถึง 42Mbps ตามใบสเปคที่บอกมา วันนี้เฮียณัฐจะลองไปทดสอบแอร์การ์ดตัวนี้ในที่ต่างๆ มาดูกันครับว่าผลจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนอื่นเลย ก็ต้องขอขอบคุณทาง TrueMove H มากนะครับที่ส่งสินค้ามาให้เราได้ทดสอบกัน ว่าแล้วก็ไปชมรีวิวกันเลยครับ สเปค TrueMove H Aircard Ultra Surf 2 เจ้า Ultra Surf 2 จะเป็นแอร์การ์ดที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก บางเพียง 7 มม. น้ำหนักเบามาก และรองรับ 3G คลื่นความถี่ 850/2100MHz (ใช้ 3G ใหม่ ความถี่ 2100MHz ได้ทุกค่ายในประเทศไทย), มีความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 42Mbps และอัพโหลด 5.76Mbps, สามารถส่ง SMS ผ่านทางโปรแกรมที่มาพร้อมกับเครื่องได้, ที่น่าสนใจคือ สามารถใช้แอร์การ์ดตัวนี้กับแท็บเล็ต OTPC หรือแท็บเล็ตในโครงการรับจำนำข้าว เอ้ย! แท็บเล็ตในโครงการ One Tablet Per Child แท็บเล็ตเด็กนักเรียนของรัฐบาลนั่นเอง ต่อไปลองมาดูด้านดีไซน์กันบ้างครับ Design: การออกแบบ ลองมาเริ่มกันตั้งแต่การแกะกล่องเลยครับ มาตอนแรกจะเป็นกล่องใสๆ แบบนี้เลย ว่าแล้วก็แกะมันออกมา แอร์การ์ดของ TrueMove H ก็ต้องใช้ซิมการ์ดของ TrueMove H ครับ ถึงจะดีที่สุด ^^ ตัวแอร์การ์ดบาง 7 มม. ด้านบนมีโลโก้ TrueMove H 3G+ สกรีนไว้ชัดเจน แอร์การ์ดตัวนี้ผลิตโดยทาง Huawei นะครับ ด้านหลังมีแบรนด์ Huawei ติดไว้ ในกล่องประกอบด้วยคู่มือ รวมถึง quick guide วิธีใช้งานเบื้องต้น ต่อไปมาลองดูวิธีใส่ซิมกันครับ ก่อนอื่นก็ถอดฝาปิดออกมา ซิมการ์ดที่ใช้จะเป็นซิมการ์ดขนาดมาตรฐาน หรือซิมใหญ่นั่นแหละครับ วิธีแกะเครื่อง ให้ใช้นิ้วโป้งจับแบบในภาพ และออกแรงกด และดันขึ้นครับ ครั้งแรกอาจจะแน่นนิดนึง แนะนำว่าใช้สองมือดันง่ายกว่าครับ เปิดออกมาจะเป็นแบบนี้เลย นำซิมใส่ลงไปตามร่อง และดันเข้าไปให้สุด จากนั้นก็ปิดฝาให้เรียบร้อยครับ แค่นีเ้อง ง่ายๆ ^^ นี้เป็นภาพชัดๆ ของหัวเชื่อมต่อ USB ที่ใช้เสียบบนตัวเครื่องครับ    แอร์การ์ดตัวนี้สามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งเครื่อง Mac หรือโน้ตบุ๊ค หรือ Ultrabook ระบบปฏิบัติการ Windows 8, Windows 7, Windows Vista, Windows XP ได้หมด ส่วนระบบปฏิบัติการ Mac OS นั้น ต้องเป็นเวอร์ชั่น OS 10.5 ขึ้นไปครับผม   เมื่อเสียบแอร์การ์ดในครั้งแรก ระบบจะมี autorun ตัว driver ขึ้นมาแบบนี้ครับ ให้ติดตั้งตามขั้นตอนให้เรียบร้อย เมื่อติดตั้งเรียบร้อย โปรแกรมของ TrueMove H จะรันขึ้นมาทันที โดยจะมีหน้าตาตามนี้เลย หน้าแรกจะเป็นแบบนี้ครับ ถ้าหากว่าตัวแอร์การ์ดยังไม่เชื่อมต่อ ก็กดปุ่ม Connect ได้เลย ในภาพตัวโน้ตบุ๊คกำลังเชื่อมต่อ Wi-Fi อยู่ เมื่อกดปุ่มเชื่อมต่อแอร์การ์ดแล้ว โน้ตบุ๊คก็จะเปลี่ยนมาเชื่อมต่อทันที สามารถตรวจเช็คโปรโมชั่นที่ใช้ แพ็คเกจคงเหลือได้ที่ hlife.truecorp.co.th (เช็คได้ขณะที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วยซิมของทรูเืท่านั้น) และสามารถซื้อแพ็คเกจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่เลยครับ สามารถเติมเงินได้จากตัวโปรแกรมเลย หากมีเฟิร์มแวร์ใหม่ของตัวแอร์การ์ด ก็สามารถอัพเดต หรือเช็คได้ทันที ดู SMS หรือ ส่ง SMS ก็ได้เช่นกัน บนตัวแอร์การ์ดจะมีไฟบอกสถานะขณะใช้งานที่แตกต่างกันไป เช่น ขณะที่คุณดาวน์โหลด ไฟสถานะจะเป็นสีเขียว แต่ถ้าสถานะปกติ ไฟจะเป็นฟ้า ต่อไปก็เป็นช่วงทดสอบความแรงกันบ้างครับ Performance: ประสิทธิภาพ ทดสอบครั้งแรก เราทดสอบกันที่ตึกชั้น 16 บนถนนแจ้งวัฒนะ สำนักงานของทาง MThai นั่นเอง ทดสอบ 3 ครั้ง ความเร็วเฉลี่ยดาวน์โหลดอยู่ที่ 9Mbps กว่าๆ ส่วนความเร็วอัพโหลด จัดไปที่ 1Mbps กว่าๆ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดีเลยครับ เกือบๆ เท่ากับเน็ตบ้านราคา 590 บาทเลย ต่อไปลองมาดูผลการทดสอบแถวบ้านนอก บ้านเฮียณัฐ ย่านบางบัวทองกันบ้าง เห็นผลทดสอบแล้วอย่าตกใจนะครับ ความเร็วการดาวน์โหลดจัดไปที่ 0.60 Mbps และอัพโหลด 0.85 Mbps ถือว่าต่ำมากครับ อาจเป็นเพราะว่าบ้านเฮียเองอยู่ค่อนข้างไกลจากจุดปล่อยสัญญานของ TrueMove H ก็เป็นได้ ผลเทสด้านบนนี้ทดสอบที่ Terminal 21 ห้างสุดแนวในเมืองกรุงครับ ผลการทดสอบดาวน์โหลดก็พอใช้ได้ แต่อัพโหลดน้อยไปนิด เป็นไปได้ว่าในห้างมีคนใช้งานอินเตอร์เน็ตเยอะ คะแนนก็เลยดร็อปลง ลองไปทดสอบบริเวณซอยสุขุมวิท 13 บ้างครับ อัพโหลดกลับมาเกิน 1Mbps อีกครั้ง ส่วนดาวน์โหลดได้ที่เกือบๆ 4Mbps ครับ ---------- Conclusion: สรุป จุดเด่น - ขนาดเล็ก เบา พกพาสะดวก - ดีไซน์สวย มีไฟบอกสถานะ - ความเร็วค่อนข้างดี (ขึ้นอยู่กับพื้นที่ใช้บริการ) - ติดตั้งง่าย มี Driver ในตัว จุดสังเกต - ราคาแรงไปนิด (อาจมีแพ็คเกจคุ้มๆ เพิ่มเติมในภายหลัง) สรุปนะครับ ผลทดสอบแอร์การ์ด TrueMove H Aircard Ultra Surf 2 ถือว่าจัดอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจนะครับ สำหรับท่านที่ต้องการใช้งานใกล้กับจุดปล่อยสัญญาน สามารถทำความเร็วได้ไม่แพ้เน็ตบ้านเลยทีเดียว และถ้ายิ่งอยู่ในเมืองยิ่งไม่มีปัญหาเลยครับ ความเร็วจัดว่าดีมาก แนะนำว่าถ้าหากไม่แน่ใจว่าความเร็วของเน็ตแถวที่จะใช้นั้นแรงแค่ไหน หรือพอที่จะใช้งานหรือเปล่า ให้ลองยืมสมาร์ทโฟนที่รองรับ 3G ของเพื่อนไปทดสอบดูก่อนครับ ถ้าหากว่าความเร็วแรงดี ก็เยี่ยมเลยครับ ราคา TrueMove H Aircard Ultra Surf 2: 1,990 บาท

 ] มาใช้แอร์การ์ดกันเถอะเราสำหรับคนบ้านนอกอย่างผมที่ไม่มีเบอร์บ้าน
เทคโนโลยี /  computer illiterate

-------- หลายๆ ท่านคงจะสงสัยว่าทำไมช่วงหลังๆ มานี้ หลายๆ ค่ายต่างเข็นอุปกรณ์เสริมที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต หรือเรียกง่ายๆ ว่า aircard ออกมาจำหน่ายอย่างหนาตา ทั้งๆ ที่มือถือส่วนใหญ่ที่ใช้กันอยู่ ก็ทดแทนการใช้งานของ aircard ได้ คำตอบของผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะบอกว่า ใช้งานสะดวก เสียบจาก USB Port ก็ใช้งานได้เลย ง่ายกว่าการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตจากโทรศัพท์มือถือ มีตัวเลขที่น่าสนใจของ  Nectech  ที่เปิดเผยถึงตัวเลขตลาดของแอร์การ์ด จากการคาดการณ์ในปี 2010 พบว่า จะมีประชากรในประเทศไทยใช้แอร์การ์ดประมาณ 850,000 ตัว เพิ่มขึ้น 52% เมื่อเทียบกับปี 2009 ที่มีจำนวนแอร์การ์ดในตลาด 560,000 ตัว  แต่เมื่อดูส่วนแบ่งพบว่า แอร์การ์ดใหม่ที่จำหน่ายได้ในปี 2009 มีมากถึง 188,200 ตัว และปี 2010 คาดการณ์ว่าจะมีมากถึง 290,000 ตัว เพิ่มขึ้น 52% นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก จึงไม่แปลกเลยที่หลากหลายโอเปเรเตอร์ต่างเข็นแอร์การ์ดออกมาจำหน่ายแย่งชิงส่วนแบ่งกันอย่างมากมาย ครั้น dtac เองจะเอาแอร์การ์ดหน้าตาเดิมๆ ออกวางจำหน่ายก็ใช่เรื่อง dtac เลยปิ้งกับแอร์การ์ดที่สามารถพับ USB ได้ เลยมาลงเอยกับ  dtac aircard flip 158  ที่มีคุณสมบัติเด่นๆ ดังต่อไปนี้ •    USB แบบพับได้ (USB Rotator) •    Receive diversity (ฟังก์ชั่นช่วยรับสัญญาณ ให้รับสัญญาณได้ดีขึ้น) •    ใช้ Chipset Qualcomm MSM6246 •    รองรับ 3G ที่ความถี่ 2100/850 MHz •    รองรับ EDGE/GPRS/GSM ที่ความถี่ 1900/1800/900/850 MHz (GPRS/EDGE Class 12) •    ความเร็วสูงสุดในการใช้รับส่งข้อมูล 3G ที่ 3.6 Mbps •    รองรับกาใช้งาน SMS •    ช่องเสียบ Micro SD Card รองรับความจุได้ถึง 16 GB •    มี software dtac aircard พร้อมใช้งานมาในตัวอุปกรณ์ เรามาดูหน้าตาของ dtac aircard flip 158 กันดีกว่าครับ ด้านหน้า  : ตัวแอร์การ์ดใช้วัสดุพลาสติกสีดำด้าน มีไฟบอกสถานะการทำงาน สกรีนโลโก้ดีแทค  ด้านข้าง  : ล้อมรอบด้วยพลาสติกสีฟ้ามันเงา ตัดกับกรอบของตัวเครื่องที่มีสีดำ ข้างๆ มีช่องใส่ microSD และช่องเสียบเสาอากาศเสริม ทั้งสองช่องจะมีพลาสติกไว้ปิดช่องดังกล่าว เพื่อความสวยงาม  ด้านหลัง  : จะมีช่องไว้เสียบ SIM Card และช่องไว้พับเก็บหัว USB คุณสมบัติเด่นภายนอกของแอร์การ์ดนี้ หนีไม่พ้นที่มีตัวข้อต่อระหว่างเครื่องและ USB สามารถพับหมุนได้ 270 องศาซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการรับคลื่นสัญญาณได้หลายทิศทาง ซึ่งแอร์การ์ดส่วนใหญ่ในตลาดจะเป็นแท่งเสียบ ทำให้เครื่องอยู่ในแนวราบ แต่ด้วยคุณสมบัติ USB Rotator สามารถพับให้อยู่ในแนวดิ่งได้  (แอร์การ์ดทั่วๆ จะอยู่ในแนวระนาบ) ทดลองใช้งานจริง ในการใช้งานครั้งแรก ต้องลง driver ก่อนทุกครั้ง เมื่อเสียบ USB กับคอมพิวเตอร์แล้ว ตัว Driver ที่อยู่ในแอร์การ์ดจะทำการลงโปรแกรมติดตั้งเลยอัตโนมัติ ผู้ใช้งานเพียงทำตามขั้นตอนที่แสดง หลังจากลงเรียบร้อยแล้วจะมี ไอคอน "dtac aircard" ปรากฎอยู่ สามารถ double-click ใช้งานได้เลย แอร์การ์ดตัวนี้รองรับการใช้งานกับ Windows  XP, Vista, Windows 7, Mac หากไม่มีนั้นแปลว่าไม่รองรับนะครับ เมื่อเปิดโปรแกรม จะพบหน้าตาโปรแกรมดังภาพ ซึ่งดูๆ แล้วตัว User Interface จะคล้ายๆ กับของยี่ห้ออื่นๆ เพราะว่าแอร์การ์ดตัวนี้เป็นของ HUAWEI จึงจะเห็นว่าหน้าตาโปรแกรมจะละม้ายคล้ายคลึงกันหมด ส่วนหลักๆ ของโปรแกรมนั้น จะแบ่งออกเป็น 6 ส่วน ได้แก่ 1.  Connection  : เมนูแสดงการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต 2.  Statistics  : เมนูสถิติการใช้งานอินเตอร์เน็ต โดยสามารถดูสถิติได้ทั้งแบบรายวัน, รายสัปดาห์ และรายเดือน 3.  Send SMS  : เมนูการรับ-ส่ง SMS โดย SMS ที่ถูกส่งมาจะถูกเก็บลงในโปรแกรม และสามารถตั้งค่าให้เก็บข้อความลง SIM Card ได้  4.  Phonebook  : เมนูสมุดโทรศัพท์ไว้บันทึกหมายเลข 5.  dtac Services  : เมนูการใช้งานบริการระบบรายเดือน ได้แก่ การเช็คยอดใช้งาน เช็คหมายเลขโทรศัพท์ และเช็คยอดการใช้งานอินเตอร์เน็ทผ่าน e-Services 6.  Happy Services  :  เมนูการใช้งานบริการระบบเติมเงิน ได้แก่ การเช็คยอดเงิน เช็คหมายเลขโทรศัพท์ และเช็คยอดการใช้งาน Happy Internet เมื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแล้ว เราจะมาทดลองกันว่า การใช้งานแอร์การ์ดในมุมต่างๆ นั้น และฟีเจอร์ "Receive diversity"  มีผลต่อการรับสัญญาณมากน้อยแค่ไหน โดยทดลองจากการนำแอร์การ์ดของ dtac เช่นเดียวกัน แต่เป็นรุ่น E176 มาใช้งานที่สถานที่เดียวกัน   (ตัวเลขยิ่งน้อย สัญญาณยิ่งแรง) ผลการทดลองพบว่า dtac aircard flip 158 รับสัญญาณได้ดีกว่าตัว E176 เล็กน้อย ซึ่งอาจจะไม่เห็นผลที่ชัดเจนมากนัก แต่คาดว่าหากไปใช้งานในต่างจังหวัดที่มีปัญหาเรื่องสัญญาณโทรศัพท์ไปไม่ถึง อาจจะเห็นผลแตกต่างได้มากกว่านี้ ทดลองวัดความเร็วจากเว็บ adslthailand.com พบว่า การดาวน์โหลดให้ความเร็วเฉลี่ยที่ประมาณ 2Mbps (เนื่องจาก operator ได้จำกัดความเร็วไว้ที่ประมาณ 2Mbps) ส่วนขาอัพโหลดนั้นเต็มที่ที่ความเร็ว 354kbps จาก spec ที่แอร์การ์ดที่ระบุไว้ว่า 384kbps สรุปการใช้งาน dtac aircard flip 158 เรื่องของความเร็วในการใช้งานนั้น ตามตรงก็คือขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการในแต่ละราย เพราะว่าตัวแอร์การ์ดนั้นไม่มีปัญหาในการใช้งานอยู่แล้ว แต่หากให้กล่างถึงประสิทธิภาพของ dtac aircard flip 158 นั้น ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว สามารถปรับมุมแอร์การ์ดให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ แถมยังมีฟังก์ชั่น Receive diversity ที่รับคลื่นสัญญาณได้ดีขึ้น ส่วนโปรแกรมที่ dtac พัฒนาเพิ่มเติมนั้น ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานได้ดี มีเมนูสำหรับลูกค้าที่เป็นระบบเติมเงิน และรายเดือนไว้เช็คการใช้งาน โดยไม่ต้องถอดซิมมาใส่มือถือเพื่อเช็คการใช้งาน แต่ก็มีข้อติเล็กๆ สำหรับคนที่จะเอามาใช้กับ 3G คือสเปครองรับแค่ 3.6Mbps แต่เมื่อใช้งานจริงๆ ส่วนตัวผมก็แทบไม่เห็นความแตกต่าง เว้นแต่ว่าจะเอาไว้ดาวน์โหลดไฟล์หนักๆ ส่วนขาอัพโหลดได้เพียง 384kbps ซึ่งเป็นข้อจำกัดทางเทคโนโลยีในสเปคที่รองรับความเร็ว 3.6Mbps ราคาจำหน่าย dtac aircard flip 158 - dtac aircard flip 158 แบบรายเดือน ราคา 2,990 บาท (ราคารวม VAT 7%) ฟรี dtac internet 100 ชม. ต่อเดือน นาน 3 เดือน - dtac aircard flip 158 แบบเติมเงิน ราคา 2,700 บาท (ราคารวม VAT 7%) ฟรี Happy internet 20 ชม. ต่อเดือน นาน 3 เดือน ขอขอบคุณ Total Access Communication PCL. ที่เอื้อเฟื้อเครื่องในการทดสอบ แบ่งปัน16                                       seagate            *****ทุกสิ่งทั้งปวงมันดีอยู่แล้ว*****                 CWO. High quality team.             http://cumsan.siam2web.com/                                    -- -- ภาพไหนหรือข้อความใดซ้ำก็ขออภัย ณ ที่นี้ด้วย หรือไม่ก็ลบทิ้งไปได้เลยครับไม่ต้องสนใจกับเมล์นี้ ขอบคุณ