Huawei Ascend P6

Review: รีวิว Dtac Joey (Huawei Y210) สมาร์ทโฟนรุ่นประหยัด แจ่มทั้งแชต และโทร!
Dtac Trinet Phone Joey /  Review / 

ยุคนี้ถือว่าเป็นยุคที่บรรดาน้องๆ นักเรียน นักศึกษาโชคดีกันมากนะครับ ถ้าเทียบกับราคามือถือสมัยเฮียณัฐเด็กๆ แต่ก่อนมือถือเครื่องนึงราคา 2-3 หมื่น แถมยังทำอะไรได้ไม่มาก ได้แค่จอขาวดำ โทรเข้า/โทรออก อย่างเก่งๆ ก็มีเกมงูให้เล่น และเครื่องก็ไม่ใช่ขอตัวเองนะครับ มือถือแพงมาก ไม่มีเงินซื้อ ต้องต่อคิวยืมเพื่อนเล่น (เพื่อนคนไหนโหดๆ มีเก็บค่าเช่าเล่นด้วย 555+) สมัยนี้แค่มีเงินไม่ถึง 2 พันนิดๆ ก็สามารถซื้อสมาร์ทโฟนได้แล้ว เช่นรุ่นนี้เป็นต้นครับ Dtac Joey ตัวนี้เลย วันนี้ก็เป็นวันดีอีกวันครับ ที่ทาง Dtac ใจดี ให้สมาร์ทโฟนราคาประหยัดเครื่องนี้มาให้ทีมงาน MThai Technology ได้รีวิวกัน โดยมาทำความรู้จักมือถือเครื่องนี้กันคร่าวๆ ดีกว่าครับ Dtac Joey เนี่ย เป็นสมาร์ทโฟนที่ผลิตโดยบริษัท Huawei จากประเทศจีน แต่ถึงจะเป็นแบรนด์จากแดนมังกร ก็เป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพนะครับ ไม่ใช่แบรนด์ไก่กา โดยชื่อรุ่นจริงๆ จะมีชื่อว่า Huawei Y210 ซึ่งทาง Dtac ไปซื้อมาติดแบรนด์เป็นของ Dtac เอง และเพื่อความมั่นใจ ทาง Dtac ยังเพิ่มประกันจากปกติ 12 เดือน เพิ่มให้เป็น 15 เดือน หากมีปัญหา สามารถเข้าศูนย์ได้ทันที ว่าแล้วก็ไปชม รีวิว Dtac Joey กันในด้าน Design กันก่อนเช่นเคยครับ Design: การออกแบบ Dtac Trinet Phone Joey (ขอเรียกชื่อเต็มๆ ซักที ^^) มาพร้อมกับตัวเครื่องขนาดเล็กน่ารัก หน้าจอแสดงผลขนาด 3.5 นิ้ว ใช้หน้าจอชนิด TFT Capacitive Touchscreen ความละเอียด 480x320 พิกเซล มีตัวเครื่องบาง 12.6 มิลลิเมตร น้ำหนัก 120 กรัม มีแบตเตอรี่ 1700mAh ตามสเปคบอกว่ารองรับการใช้งานต่อเนื่อง 11 ชั่วโมง มาเริ่มกันตั้งแต่แกะกล่องเลยฮะ หน้ากล่องมีราคาค่าตัว รวมถึงประกันบอกเอาไว้ชัดเจน โดย Dtac Joey มีราคาอยู่ที่ 2,590 บาท แถมเพิ่มประกันเป็น 15 เดือนด้วย ชื่อจริงของเครื่องคือ Huawei Y210 ตามนี้เลย เปิดกล่องออกมาแล้ววว ตัวเครื่องขนาดนี้เลย ไม่ใหญ่มาก สามารถใช้งานได้ด้วยมือข้างเดียว อุปกรณ์ในกล่องมีดังนี้ครับ ประกอบไปด้วยที่ชาร์จ, แบตเตอรี่, สายดาต้า สำหรับโอนถ่ายข้อมูล และชาร์จ, ชุดหูฟัง ใบรับประกัน และคู่มือการใช้งานเบื้องต้น หูฟังเป็นแบบนี้เลย คุณภาพเสียงก็ถือว่าโอเค สนทนาชัดเจนดี ต่อไปลองมาแกะตัวเครื่อง เพื่อใส่แบตฯ กันบ้าง วิธีใส่แบตเตอรี่ก็ไม่ยากครับ ใช้นิ้วงัดที่ช่องนี้ขึ้นมา จากนั้นก็ค่อยแกะรอบๆ เครื่อง ถอดมาแล้วเป็นแบบนี้เลย ชนิดของซิมเป็นซิมขนาดใหญ่ มาตรฐานนะครับ Dtac Joey รองรับการเพิ่มหน่วยความจำด้วย microSD Card นะครับ สามารถใส่ได้ที่นี่เลย ซึ่งรองรับสูงสุด 32GB ส่วนแบตเตอรี่ ตัวนี้มีความจุ 1700mAh เป็นแบบ Li-ion ต่อไปลองมาดูตัวเครื่องรอบๆ กัน Joey มาพร้อมหน้าจอขนาด 3.5 นิ้ว ความละเอียด 480x320 พิกเซล วัสดุเป็นพลาสติกล้วน งานประกอบแน่นหนา ไม่กรอบแกรบ ด้านล่างมีปุ่มหลักของ Android คือปุ่ม ย้อนกลับ, Home และ เมนู เป็นปุ่มแบบสัมผัส ถัดลงมา เป็นช่องไมค์สนทนา ด้านบนมีโลโก้ Huawei พร้อมลำโพงสนทนา ด้านขวาของตัวเครื่อง จะมีปุ่ม Volume Control สำหรับปรับระดับเสียง ด้านซ้าย มีช่องเสียบสายดาต้า สำหรับโอนถ่ายข้อมูลกับคอมพิวเตอร์ เช่น ภาพถ่าย หรือเพลง และใช้สำหรับเสียบสายชาร์จด้วย ด้านบนมีปุ่ม Power สำหรับเปิด/ปิดเครื่อง หรือปลดล็อคหน้าจอ และช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ด้านหลังมีกล้องความละเอียด 2 ล้านพิกเซล, โลโก้ Dtac และ Huawei และสุดท้ายเป็นช่องลำโพงนอก เมื่อเปิดเครื่องในครั้งแรก อาจจะต้องลงทะเบียนโดยใช้บัญชีของ Google (Gmail) ก่อนนะครับ ใครยังไม่มีต้องสมัครก่อนถึงจะใช้อุปกรณ์ Android ได้นะฮะ ที่หน้าจอ Lock Screen ผู้ใช้สามารถปลดล็อคได้โดยการแตะค้างไว้ที่รูปแม่กุญแจ จากนั้นลากนิ้วไปทางขวา ซึ่งในหน้านี้ผู้ใช้สามารถเข้าสู่เมนูอื่นๆ ได้ทันที เช่น ลากไปด้านบนเพื่อเปิดแอพฯ โทรศัพท์, ลากไปด้านซ้าย เพื่อเปิดแอพฯ ข้อความ หรือสามารถเปิดกล้องได้ทันที โดยลากนิ้วลงด้านล่าง สำหรับดีไซน์ของ Dtac Joey เราเองต้องยอมรับเลยว่าอาจจะดูธรรมดา วัสดุเป็นพลาสติก ซึ่งก็เหมาะสมกับมือถือราคาประมาณนี้ ต่อไปลองไปดูด้านการใช้งานบ้างครับ Performance: ประสิทธิภาพ Dtac Joey หรือ Huawei Y210 ใช้ CPU Single-Core ความเร็ว 1GHz Qualcomm Snapdragon, GPU Adreno 200, มี RAM 256MB (เหลือให้ใช้ประมาณ 173MB), หน่วยความจำภายใน 512MB สามารถเพิ่มหน่วยความจำได้ด้วย microSD Card สูงสุด 32GB, รองรับ 3G ความถี่ 850/1800/2100MHz (ไม่รองรับ 900 ของ AIS แต่ใช้ 2100MHz ได้), รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi, Bluetooth 2.1, GPS, A-GPS, USB 2.0, และที่สำคัญ มี FM Radio ด้วยฮะ ต่อไปลองมาชมผลการทดสอบเครื่องด้วยโปรแกรมต่างๆ และการใช้งานอื่นๆ กันครับ หน้า Home หรือหน้าจอหลักของ Joey จะมาพร้อมกับแอพฯ พิเศษจาก Dtac รองรับการใช้งานด้านความบันเทิงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเีรื่องของเกม, เพลง, MV หรืออื่นๆ เพียบ แป้นพิมพ์โทรศัพท์ ขนาดตัวเลขไม่เล็กไม่ใหญ่ครับ กำลังพออ่านได้สะดวก แป้นพิมพ์ทั้งภาษาไทย และอังกฤษ ส่วนตัวนะครับ สำหรับคนนิ้วใหญ่ ต้องบอกเลยว่าแอบเล็กไปนิดหนึ่งสำหรับการพิมพ์ในแนวตั้ง แต่ถ้าพิมพ์ในแนวนอนจะไม่มีปัญหา สังเกตุว่า UI ของ Dtac Joey จะใกล้เคียงกับสมาร์ทโฟน Android ทั่วไปมากกว่า Dtac Cheetah (รีวิว) นะครับ คือมีหน้ารวมแอพฯ แยกแอพฯ ทั้งหมดจากหน้า Home แต่ Cheetah ถ้าจะเปิดหน้ารวมแอพฯ จะต้องปัดหน้า Home ไปด้านขวาจนสุดจึงจะเป็นหน้ารวมแอพฯ ตรงนี้ผมชอบ UI ของ Joey มากกว่าแฮะ ^^ ตรงนี้ก็ชอบเป็นการส่วนตัวอีกแล้ว คือมาพร้อมกับ วิทยุ FM ครับ แต่ต้องเสียบหูฟังก่อนนะครับถึงจะใช้ได้ เอาไว้ฟังผลบอล หรือรายการวิทยุต่างๆ ได้ฮะ รองรับ Multi-touch 2 จุด ผลทดสอบ AnTuTu ทำคะแนนได้ไม่สูงเท่าไหร่ครับ อยู่ที่ 2,434 คะแนน ผลทดสอบ Vellamo ก็อยู่ในระดับสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้น หน้าจอบริเวณการแจ้งเตือน ก็เหมือนกับมือถือ Android 2.3 ทั่วไป หากกลัวแบตตอรี่จะหมดไว Joey มีโหมดประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ครับ โดยจะปิดการใช้งานที่สิ้นเปลืองพลังงานทั้งหมด เพื่อให้รับสายได้นานที่สุด สรุปด้่านประสิทธิภาพ Dtac Joey น่าจะเหมาะกับคนที่ต้องการสมาร์ทโฟนไว้ใช้งานทั่วไป เน้นแชต Social Network เป็นหลัก เช่น Facebook, Line, WhatsApp หรือ Instagram ก็ทำได้ไม่มีปัญหา แต่มือถือเครื่องนี้จะไม่เหมาะทันทีกับคนที่จะเอาไปเล่นเกมกราฟฟิกหนักๆ แรงๆ เพราะว่าใช้ CPU แบบ Single-Core เท่านั้น และมี RAM แค่ 256MB แ่ต่ถ้าหากเล่นเกมทั่วไป ที่ไม่เน้นกราฟฟิกเช่น Angry Birds, หรือไืพ่เท็กซัส อันนี้เล่นได้สบาย หายห่วง Camera: การถ่ายภาพ ด้านการถ่ายภาพ Dtac Joey มาพร้อมกับกล้องดิจิตอลความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ไม่ีมี Auto Focus ไม่มีแฟลชสำหรับถ่ายที่แสงน้อย และไม่มีกล้องหน้าครับ แต่จะมีโหมดเอฟเฟคถ่ายภาพต่างๆ มาให้เลือกใช้ และสามารถซูมแบบ Digital Zoom ได้ 4 เท่า ความละเอียดเลือกได้สูงสุด 2 ล้านพิกเซล และเลือกคุณภาพของภาพได้ มีเอฟเฟคการถ่ายภาพเบื้องต้นให้เล่นครับ (แต่เชื่อเถอะว่า คุณก็ต้องไปใช้เอฟเฟคของ Instagram หรือ Camera 360 เองอยู่ดี ^^) สามารถซูมแบบ Digital ได้ 4 เท่า ลองชมตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องกันครับ (สามารถคลิ๊กเพื่อชมภาพใหญ่ได้) สรุปด้านการถ่ายภาพนะครับ ถ้าหากว่าคุณกำลังมองหากล้องบนมือถือที่มีคุณภาพดีๆ ถ่ายเพื่อเอาไปประกวดแล้วล่ะก็ มือถือเครื่องนี้อาจจะไม่เหมาะกับคุณเท่าไหร่ เพราะคุณภาพกล้องของ Dtac Joey จัดว่าอยู่ในระดับถ่ายเล่นๆ ครับ ถ่ายแล้วเอาไปแต่งภาพด้วยแอพฯ แล้วเอาขึ้น Facebook อะไรทำนองนั้นมากกว่า จัดว่าอยู่ในระดับที่พอใช้สำหรับมือถือราคาประหยัด Conclusion: สรุป ข้อดี - เป็นมือถือ Social ราคาประหยัด - ขนาดเล็ก พกพาสะดวก - ประกันเยอะ (15 เดือน) - ซื้อพร้อมโปรฯ จาก Dtac จะคุ้มมาก - รองรับ 3G และ Wi-Fi ข้อสังเกต - เล่นเกมหนักๆ ไม่เหมาะ - อุปกรณ์เสริมหายาก - ไม่รองรับ 3G เครือข่าย 900MHz ของ AIS จัดว่าเป็นสมาร์ทโฟนราคาประหยัดที่น่าใช้อีกหนึ่งรุ่นครับในราคาประมาณนี้ โดยจุดเด่นของรุ่นนี้จะเป็นเรื่องความคุ้มค่าด้านราคา กับการใช้งานด้าน Social Network ต่างๆ เช่น Facebook Twitter Line และอื่นๆ รวมถึงด้วยความที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ทำให้มีความยืดหยุ่นด้านการใช้งานสูง สามารถโหลดแอพฯ จาก Play Store มาใช้ได้มากมายทั้งแอพฯ เกม และแอพฯ Lifestyle ต่างๆ และจากที่ทดลองใช้ Joey มาได้ระยะหนึ่ง แบตเตอรี่ความจุ 1700mAh เนี่ย ถ้าใช้งานแบบประหยัดๆ ไม่ใช้งานหนักมาก ก็สามารถอยู่ได้จนครบวันครับ แต่ถ้าเล่นแบบหนักๆ ทั้งเกม ทั้ง Wi-Fi ล่ะก็ ครึ่งวันก็หมดตามมาตรฐานสมาร์ทโฟนทั่วไปครับ (ราคา 2 หมื่นกว่า เล่นหนักๆ ก็ไปไม่ครบวันเช่นกันฮะ) สรุปแล้ว มือถือเครื่องนี้เหมาะกับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนมือใหม่ หรือนักเรียน นักศึกษา ที่มีงบประมาณจำกัด แต่ก็อยากจะอินเทรนด์เล่น Line หรือ Facebook กับเพื่อนได้เหมือนกับสมาร์ทโฟนรุ่นใหญ่ ตัวนี้จัดว่าเป็นอีกรุ่นที่คุ้มมากครับ เพราะว่าตอบรับการใช้งานในรูปแบบต่างๆ ทั้งเล่นเน็ต เล่นแชต ดูหนังฟังเพลงได้แบบไม่น้อยหน้าใคร ในงบประมาณประหยัดสุดๆ สำหรับวันนี้เฮียณัฐก็ต้องขอจบการรีวิวแต่เพียงเท่านี้นะครับ แล้วติดตามการรีวิวกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า ที่นี่ที่เดิมครับ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ ^^

MediaPad 7 นิ้ว แอนดรอยด์ 3.2 เครื่องแรกของโลก!!
Android Honeycomb 3.2 /  Google I/O / 

หลังจากโลกไอทีต่างกรำศึกแท็บเล๊ตอย่างหนักหน่วง  หันไปทางไหนก็เจอ เหลี่ยม บาง เหลี่ยม แบน จนเริ่มเลียน หลังการเปิดตัว แอนดรอย์  Ice cream Sandwich  (4.0) ในงาน Google I/O เมื่อต้นเดือน พลันวงการดรอยด์เริ่มค่อยๆ ซาลงประปราย  เพราะนั่นเป็นไซเลนจากกูเกิลถึงเหล่าผู้ผผลิต ให้เตรียมตัวเตรียมใจสำหรับฮาร์ดแวร์ใหม่เพื่อรองรับ 4.0 กันได้แล้ว แต่วันนี้ทางฝากของ Huawei จากจีน ผุดบางสิ่งอย่างเรียกสายตาชาวดรอยด์ คั่นเวลารอกินไอศกริมแซนวิช กับ "MediaPad 7 นิ้ว"  ที่มาพร้อมระบบปฎิบัติ "Android Honeycomb 3.2" เครื่องแรกของโลก  โดยทำการเปิดตัววันนี้เอง ณ งาน  CommunicAsia ในสิงคโปร์ สำหรับสเปกประกอบด้วยซีพียู dual - core  Qualcomm ความเร็ว 1.2 GHz,  จอ IPS capacitive ประมวลผลพิกเซลเท่ากับ 217 ต่อนิ้ว, ระบบ GPS, กล้องหน้า 1.3 ล้านพิกเซล, กล้องหลัง 5 ล้านพิเซล, สัญญาณ Wi-Fi (802.11n)  ความยาวแบตเตอรี่ 6 ชั่วโมง Huawei MediaPad 7 นิ้ว พาขนาดความบางมาที่ 10.5  มม. หนัก 390 กรัม หรือประมาณ 0.86 ปอนด์ พร้อมด้วยฟีเจอร์การถ่ายวีดีโอ  1080p กับ HSPA+ (High Speed Packet Access) ที่  14.4Mbps และ 3G , ความจำภายใน 8GB พร้อมรองรับ microSD , Bluetooth, และ พอร์ต  HDMI  MediaPad จะลงสนามแท้บเล๊ตในช่วงไตรมาสหน้ากับราคาที่ 17,000 โดยประมาณ!! * Specs* Android Honeycomb 3.2 OS 7-inch IPS LCD capacitive touchscreen 10.5mm (0.4 inches) slim, ~390g weight (0.86 pounds) 1.3 MP front-facing camera, 5 MP auto focus rear facing camera with HD video recording capabilities HSPA+ 14.4 Mbps, WiFi 11n Dual-core 1.2GHz Qualcomm processor Over 6 hours battery life 1080P full HD playback and HDMI port Flash 10.3 Source By Akibaharanews

Review: รีวิว Oppo Find Mirror มือถือ Quad-Core จอ 4.7
OPPO /  Oppo Find Mirror / 

สมาร์ทโฟนทุกวันนี้ นอกจากจะแข่งขันกันในเรื่องฟีเจอร์ ความสามารถพิเศษ ดีไซน์ ความบาง และอื่นๆ เรื่องของราคาและความคุ้มค่าก็สำคัญเช่นกันครับ โดยวันนี้เรามี รีวิว Oppo Find Mirror สมาร์ทโฟนสเปคคุ้มๆ ดีไซน์เก๋ๆ มาฝากให้แฟนๆ MThai ได้ชมกันเช่นเคย ค่าย Oppo ในปีนี้ก็ถือว่าเป็นค่ายที่มาแรงอีกหนึ่งค่าย โดยได้ส่งสมาร์ทโฟนออกมาแล้วหลายรุ่นในทุกๆ ตลาด ไม่ว่าจะเป็นตลาดบนก็มี Oppo Find 5 สมาร์ทโฟนสเปคแรงในราคาเบาๆ ส่วนตลาดล่างก็มีให้เลือกมากมายหลายรุ่น ตามความต้องการ และกำลังทรัพย์ของแต่ละบุคคล เอาเป็นว่า ก่อนอื่นเราต้องขอขอบคุณทาง Oppo ประเทศไทยมากนะครับ ที่ส่งสมาร์ทโฟนเครื่องนี้มาให้เราได้รีวิวกันแบบละเอียดทุกซอก ทุกมุม ว่าแล้วก็ลองไป Design: การออกแบบ Oppo Find Mirror เป็นสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android ที่มีดีไซน์ค่อนข้างดีครับ มีหน้าจอขนาด 4.7 นิ้ว ความละเอียดขนาด HD 1280x720 พิกเซล ถ้าเทียบกับมือถือส่วนมากในตลาดตอนนี้ ที่เทรนด์ค่อนข้างไปทางมือถือจอใหญ่ๆ ส่วนตัวคิดว่ามือถือจอไม่เกิน 5 นิ้วนี่แหละครับกำลังดี ผู้ชาย หรือผู้หญิงถือก็ไม่ดูใหญ่ หรือเล็กเกินไป ยังคงอยู่ที่ด้านหน้านะครับ ด้านบนของหน้าจอจะมีเซ็นเซอร์ต่างๆ ช่องลำโพงสนทนา และกล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ที่มีเลนส์มุมกว้างพิเศษ แต่เราจะมาพูดกันเรื่องกล้องอย่างละเอียดอีกครั้งในส่วนของการถ่ายภาพแล้วกันครับ ด้านล่าง มีปุ่มหลักของ Android อยู่ครบถ้วนครับ ประกอบไปด้วย ปุ่มเมนู ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ ทั้งหมดเป็นปุ่ม soft key แบบสัมผัสครับผม มาดูแผ่นหลังขาวๆ กันครับ ด้านหลังมีกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชที่ด้านบน และมีช่องไมค์ด้านหลังใกล้ๆ กัน ถัดลงมีโลโก้ Oppo และสุดท้ายเป็นลำโพงนอกที่ด้านล่าง สังเกตุรอบๆ กล้องจะมีขอบสีเงิน เพิ่มความหรูอีกระดับ ด้านล่าง มีช่องไมค์สำหรับสนทนา และช่อง MicroUSB เพื่อชาร์จไฟ และโอนถ่ายข้อมูลผ่านสายดาต้า ด้านบนมีพอร์ตสำหรับเสียบหูฟัง 3.5 มม. มองจากด้านข้างจะเห็นว่ามือถือเครื่องนี้จัดว่าบางมากนะครับ โดยมีความบางอยู่ที 7.3 มิลลิเมตรเท่านั้น ถึงจะไม่บางที่สุดในโลก แต่แค่นี้ก็ถือว่าสวยแล้วครับ และบริเวณขอบด้านข้างตัวเครื่องยังมีขอบเงินเงางามอีก ดูดีทีเดียว ส่วนน้ำหนักของเครื่องก็อยู่ที่ 110 กรัม จัดว่าเบามาก นอกจากนี้ ทางด้านขวาจะมีปุ่มควบคุมเสียงอยู่ด้วย ส่วนทางด้านซ้าย มีปุ่ม Power สำหรับเปิด/ปิดเครื่อง และสำหรับล็อค/ปลดล็อคหน้าจอ ที่ส่วนตัวคิดว่าปุ่มนิ่มไปนิดนึงครับ ชอบเผลอมือไปโดน แล้วหน้าจอล็อคเองแบบไม่ตั้งใจบ่อยๆ ถัดไปจะเป็นช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดครับ ซึ่งตรงนี้น่าสนใจว่า ตามสเปคบอกว่า "มือถือเครื่องนี้รองรับ 2 ซิมการ์ด" แต่เฮียณัฐหาเท่าไหร่ก็หาช่องใส่ซิม 2 ไม่เจอ ปรากฏว่า ..... (รูปต่อไป) เมื่อใช้ที่จิ้มซิมดึงถาดใส่ซิมการ์ดออกมา ... เห้ย! ซิมการ์ดทั้งสองซิม สามารถใส่ได้บนถาดเดียวเลยนี่หว่า! แนวไปอีกแบบครับ ไอเอาก็หากันตั้งนาน โดย Oppo Find Mirror จะใช้ซิมแบบ MicroSIM ทั้งสองซิมนะครับ ลองนำ iPhone 4 มาวางเทียบขนาดกันครับ จะเห็นว่า Find Mirror บางกว่า iPhone 4 และมีหน้าจอที่ใหญ่กว่าตามภาพเลย สรุปด้านดีไซน์ Oppo Find Mirror ถือว่าเป็นมือถืองานประกอบค่อนข้างดีนะครับ ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเป็นพลาสติก แต่ก็มีการตกแต่งขอบด้วยลูกเล่นขอบเงิน ให้อารมณ์หรูหราขึ้นมาอีกนิด อีกอย่าง มือถือเครื่องนี้ถอดแบตฯ ไม่ได้นะครับ งานประกอบแน่นหนาดีเลยทีเดียว หน้าจอขนาด 4.7 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD 720p (เท่า Nexus 4) ถือว่าดีมาก ถึงแม้จะไม่ใช่ระดับ Full HD แต่ก็แสดงผลได้คมชัด ดูหนังชัดเจนดี สีสันของ Oppo ก็ไม่ต้องห่วงอยู่แล้วครับ เพราะใช้เป็นจอ IPS 16 ล้านสี คมชัดไม่เวอร์ น่าจะตอบโจทย์คนอยากได้มือถือขนาดไม่ใหญ่มากได้ดี Performance: ประสิทธิภาพ ต่อไปลองมาดูด้านประสิทธิภาพ การใช้งานของ Oppo Find Mirror กันบ้างครับ Oppo Find Mirror มาพร้อมกับ CPU Quad-Core 1.2GHz, ใส่ RAM มาให้ 1GB มีหน่วยความจำภายใน 16GB เพิ่มเมมไม่ได้นะครับ รองรับ 3G ของทุกเครือข่าย (850/900/2100MHz) ส่วนระบบปฏิบัติการเป็นเวอร์ชั่น Android 4.2.1 Jelly Bean เลยครับ กล้องถ่ายภาพ กล้องหลักความละเอียด 8 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล มีแฟลชส่องสว่างสำหรับถ่ายในที่มืด สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ HD 720p, ให้แบตเตอรี่มา 2000mAh, รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 4.0, Wi-Fi, GPS, AGPS มีเซ็นเซอร์ Accelerometer, Ambient light, Digital Compass, Proximity, และ Gyroscope ต่อไปลองไปชมผลทดสอบ Find Mirror ด้วยโปรแกรมทดสอบ และไปดูด้านการใช้งานอื่นๆ กันครับ   ผลทดสอบ AnTuTu ทำคะแนนไปได้ 13271 คะแนน เทียบระดับความแรง Mirror แรงกว่าแท็บเล็ต Nexus 7 แต่เบากว่า Samsung Galaxy S3 รองรับ Multi Touch 10 จุด ส่วนผลทดสอบในด้านกราฟฟิกด้วยโปรแกรม 3DMark ทำไปได้ 1557 คะแนน หน้าโฮมของ Mirror มาแนวสีสันสดใส โดนใจวัยรุ่นแน่นอน เครื่องเล่นเพลงสุดคลาสสิคตัวนี้ เท่ดีครับ เป็น Widget พิเศษของ Oppo ที่มาแบบนี้ทุกเครื่องครับ คือเราสามารถเปิดเครื่องเล่นเพลงบน Widget นี้โดยการแตะลากเข็มด้านข้าง (ไม่รู้จริงๆ ครับว่าเรียกว่าอะไร ใครทราบโปรดชี้แนะ) เอาไปวางบนแผ่นเสียง จากนั้นแผ่นเสียงจะหมุน และเพลงจะเริ่มเล่นทันที ส่วนคุณภาพด้านเสียงเพลง หากฟังเพลงผ่านหูฟัง จัดว่าชิปเสียงของ Mirror เจ๋งมากครับ ให้เสียงค่อนข้างดี แต่น่าเสียดายที่ลำโพงนอก เสียงไม่ค่อยเวิร์คเื่ท่าไหร่ อยู่ในระดับพอฟังได้ แต่อย่างว่า ว่ามือถือเครื่องนี้อาจจะไม่ได้เน้นในเรื่องเสียงเพลงเืท่าไหร่ จะเน้นเรื่องการออกแบบซะมากกว่า หน้าตาแป้นตัวเลขครับผม ไซส์มาตรฐาน  หน้าตา Play Store ก็เหมือนทั่วไปครับผม สามารถดาวน์โหลดแอพฯ ได้ตามปกติเลย หน้าตาเปิด Multitasking (แตะปุ่ม Home ค้าง) ใช้วิธีปิดแอพฯ โดยการแตะค้างและปัดไปด้านข้างตามปกติ ส่วนด้านล่างมีการแสดงความจำคงเหลือครับ (ขออภัย ลายน้ำบัง) เมื่อรู้สึกว่าเครื่องช้าๆ อย่าลืมมาปิดแอพฯ ล้างความจำตรงนี้นะฮะ หน้า Home สามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบ ตามสไตล์ Android จะเพิ่ม Widget เปลี่ยน Wallpaper ก็ทำได้ตามต้องการ เราสามารถเลือกเอฟเฟคการเปลี่ยนหน้าจอได้ด้วยครับ ตรงนี้ช่วยให้การใช้งานไม่น่าเบื่อดีครับ  ในหน้าจอรวมแอพฯ แอพฯไหนที่เพิ่งจะโหลดมา และยังไม่เคยเปิดใช้ บนไอคอนแอพฯ จะมีแท็กสีแดง เขียนว่า "New" ประกอบเอาไว้ให้เห็นด้วย แป้นพิมพ์ครับ ทั้งแบบแนวตั้ง และแนวนอน การท่องเว็บก็ทำได้ดี ลื่นไหลใช้ได้ครับ การแสดงผลบนหน้าจอระดับ HD ถือว่าทำได้ดี การปัดหน้าจอขึ้นหรือลง มีอาการหน่วงน้อยมากๆ ลื่นติดนิ้วดีไม่ว่าจะเป็นการซูมเข้า/ออกก็ตาม เล่นเฟสฯ ก็ทำได้ดี ไม่มีปัญหา  เกือบลืม! อีกหนึ่งจุดเด่นที่มองข้ามไม่ได้ก็คือนี่เลยครับ การควบคุมด้วยการเคลื่อนไหว หรือ Motion Control ซึ่ง Oppo Find Mirror จัดมาเพียบตามภาพด้านบนเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น Flip mute (ตัดเสียงเรียกเข้า หรือแจ้งเตือน เพียงคว่ำหน้าจอ), Auto answer (รับสายเรียกเข้า เพียงยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู), Smart notification (แจ้งเตือนการแจ้งเตือนต่างๆ ที่พลาด เช่น missed call ทันที ที่หยิบมือถือ), Smart sleep (หน้าจอจะไม่ดับ หากกำลังจ้องมองโทรศัพท์อยู่) และอื่นๆ เพียบครับ ลองอ่านดู การเล่นเกม ถือว่าทำได้ดีเช่นกันครับ เล่นเกมได้ลื่นไหลดี CPU Quad-Core ทำงานได้เยี่ยมครับ (แต่ถ้าเกมกราฟฟิกหนักๆ จะมีกระตุกเล็กน้อย) หน้าจอ HD ดูหนัง ดู YouTube สบาย สรุปด้านประสิทธิภาพ การใช้งาน Oppo Find Mirror จัดว่าโอเคมากๆ ครับ ถือเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางๆ ที่มีราคาไม่สูง มีจุดเด่นที่ CPU Quad-Core, หน้าจอ 4.7 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD, กล้อง 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช ทั้งหมดนี้ในราคาเพียงแค่หมื่นนิดๆ ถือว่าน่าสนใจมากทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม การใช้พลังงาน ก็ถือว่าแบตฯ ไม่อึดเท่าไหร่ครับ หากใช้งานทั่วไป เปิดรับสาย, เช็ค Facebook, เปิดเว็บ หรือเล่นเกมบ้างเล็กน้อย อันนี้เช้าถึงเย็นถือว่าทำได้ชิวๆ แต่ถ้าวันไหนเกิดติดเกมไหนขึ้นมา เล่นเกมต่อเนื่องยาวๆ รับรองว่าครึ่งวันได้วิ่งหาที่ชาร์จแน่นอน แต่ ณ จุดนี้ก็ไม่ใช้เรื่องแปลกสำหรับสมาร์ทโฟนครับ เครื่องไหนก็เป็น Camera: การถ่ายภาพ ต่อไปลองมาดูในเรื่องที่หลายๆ ท่านให้ความสำคัญมากในการจะซื้อมือถือซักเครื่อง คือเรื่องการถ่ายภาพครับ อย่างที่ทราบกันแล้วว่า Oppo Find Mirror มาพร้อมกับกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช จากที่ทดสอบการถ่ายภาพ เฮียค่อนข้างประทับใจในเรื่องของการโฟกัสนะครับ ทำได้ไวดีใช้ได้ทีเดียว และมีโหมดการถ่ายภาพ และเอฟเฟคต่างๆ ให้ถ่ายภาพเล่นๆ สนุกๆ เยอะใช้ได้ ส่วนกล้องหน้า ส่วนนี้มีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และมีความพิเศษตรงที่เป็นเลนส์มุมกว้าง (Ultra Wide Angel) ที่มีประโยชน์มากสำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพตัวเองด้วยกล้องหน้า โดยเลนส์มุมกว้างจะช่วยเวลาที่คุณถ่ายภาพกับเพื่อนด้วยกล้องหน้า จะสามารถเก็บภาพได้กว้างขึ้น ไม่ต้องเบียดๆ กันถ่ายให้ลำบาก และยังมีโหมดหน้าสวย หรือเอฟเฟคให้ใช้เช่นกัน ส่วนคุณภาพของภาพก็ถือว่าโอเค ตามมาตรฐานกล้องหน้า 2 ล้านทั่วไปครับ ตัวอย่างเอฟเฟคกล้องโลโม่ครับ ใครอยากหน้าเรียวเล็ก, เสริมจมูก, หรือเสริมคาง ไม่ต้องไปคลีนิคเสริมความงามครับ ใช้แอพฯ นี้ได้สบาย แถมฮากว่าด้วย ^^ ต่อไปลองชมตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องของ Find Mirror กันบ้างครับ Conclusion: สรุป ข้อดี - ดีไซน์โฉบเฉี่ยว บาง น้ำหนักเบา - ลูกเล่น Motion Control เพียบ - รองรับสองซิม (รองรับทุกค่ายในไทย) - กล้องหน้ามุมกว้างถ่ายสะดวก - สเปคคุ้มค่าราคา ข้อสังเกต - ถอดแบตไม่ได้ - เสียงลำโพงนอกเบาไปนิด - เพิ่มเมมไม่ได้ หลังจากที่ได้ทดสอบ ทดลองใช้ Oppo Find Mirror มาเป็นเวลาระยะหนึ่ง สิ่งที่ค่อนข้างประทับใจมากก็คือเรื่องงานประกอบ ดีไซน์ครับ เพราะทำออกมาได้ค่อนข้างดี หน้าจอ 4.7 นิ้วขนาดกำลังน่าใ้ช้ แถมน้ำหนักตัวเครื่องก็เพียงแค่ 110 กรัมเท่านั้น ถือเป็นสมาร์ทโฟนราคาหมื่นต้นๆ ที่ทำมาตอบโจทย์คนที่อยากได้มือถือสวยๆ แน่นอน แม้เครื่องจะเป็นพลาสติกก็ตาม ส่วนด้านการใช้งานทั่วไป ก็ทำได้ดีตามมาตรฐาน สเปคเครื่องจัดว่าน่าจะใช้อีก 1-2 ปีได้สบาย กับ CPU Quad-Core ระดับเริ่มต้นตัวนี้, RAM 1GB, แถมใส่ Android 4.2.1 JB มาแล้ว ถือว่าใช้ได้อีกไกล จะเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลงก็ทำได้ดีเช่นกัน นอกจากนี้ใครที่มีหลายซิม เครื่องนี้ก็รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดอีกต่างหาก แต่อย่างไรก็ตาม แอบเสียดายนิดหน่อยครับ กับเสียงจากลำโพงนอก ที่ไม่ค่อยโดนใจเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่นที่มาพร้อมกับเครื่องทดสอบหรือเปล่า ผิดกับเสียงจากหูฟัง ที่ดีใช้ได้เลย Oppo Find Mirror เปิดราคาออกมาแล้วครับ คือ 11,990 บาท ราคาถือว่าน่ารักน่าลุ้นครับ โดยเปิดราคาออกมาเท่านี้ก็จะไปชนกับ Huawei Ascend P6, HTC Desire 600, Samsung Galaxy Mega 5.8, Sony Xperia SP, หรือจะเป็น Google Nexus 4 (เครื่องนอก) ครับ ก็มีทั้งรุ่นที่เป็น Quad-Core และ Dual-Core ลองเปรียบเทียบตามความต้องการครับ สุดท้ายนี้ก็ขอจบการรีวิวแต่เพียงเท่านี้ครับ ใครมีข้อสงสัย หรือข้อเสนอแนะอะไร สามารถบอกเฮียณัฐได้ทาง Comment ใต้บทความ หรือทาง Facebook MThai Technology ก็ได้เช่นกันครับ สำหรับวันนี้ขอลากันก่อน สวัสดีครับ ^^

Dtac ส่งโปรสุดฮ็อต ลดราคาพิเศษหลายรุ่น ซื้อ 1 แถม 1 พร้อมของแถมเพียบ
dtac /  Nokia Lumia / 

ดีแทคจัดทัพสมาร์ทโฟน งานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซโป 2014 นำสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ทุกระบบปฏิบัติการ และพิเศษสุด Huawei U2800 และ Aircard Speedy 7.2 DS2 ซื้อ 1 แถม 1 พร้อมรับของสมนาคุณสุดพิเศษมากมาย ดีแทคนำสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดร่วมงานมหกรรมโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศต้อนรับต้นปี “ งานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซโป 2014 ” ระหว่างวันที่ 13-16 กุมภาพันธ์นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมจัดข้อเสนอพิเศษมอบส่วนลดสมาร์ทโฟนราคาพิเศษสุด (เฉพาะรุ่น) พร้อมของสมนาคุณสุดพิเศษมากมาย รวมทั้งเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจากดีแทค พิเศษ! Samsung Galaxy Grand II ราคา 11,900 บาท พร้อมผ่อนชำระ 0% นาน 10 เดือน และ 0 % นาน 20 เดือน กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ และพิเศษสุด Huawei U2800 และ Aircard Speedy 7.2 DS2 ซื้อ 1 แถม 1 เฉพาะงานนี้เท่านั้น สมาร์ทโฟนราคาพิเศษๆ เมื่อซื้อพร้อมแพ็กเกจ • Sony Xperia E ราคาปกติ 4,990 บาท ราคาพิเศษ 2,890 บาท รับฟรี Sony Xperia Bag มูลค่า 1,290 บาท และ ร่ม Sony มูลค่า 890 บาท • Sony Xperia Z1 ราคาปกติ 20,990 บาท ราคาพิเศษ 18,900 บาท รับฟรี Sony bag มูลค่า 1,290 บาท และ Powermax Power Booster 5200 mAh มูลค่า 1,290 บาท • i-Mobile IQ 5.1 Pro ราคาปกติ 5,700 บาท ราคาพิเศษ 4,800 บาท รับฟรี Powermax Power Booster 5200 mAh มูลค่า 1,290 บาท • Black Berry Q10 ราคาปกติ 22,990 บาท ราคาพิเศษ 11,900 บาท รับฟรี Car Bluetooth Stereo Clip มูลค่า 1,990 บาทและ Powermax Power Booster 5200 mAh มูลค่า 1,290 บาท • Nokia Lumia 925 จากปกติ 13,500 บาท ราคาพิเศษ 10,900 บาท รับฟรี Powermax Power Booster 5200 mAh มูลค่า 1,290 บาท • Nokia Lumia 1020 จากปกติ 19,900 บาท ราคาพิเศษ 18,900 บาท รับฟรี Powermax Power Booster 5200 mAh มูลค่า 1,290 บาท และ ลำโพง Jabra Soulmate มูลค่า 5,990 บาท • Nokia Lumia 625 จากปกติ 6,990 บาท ราคาพิเศษ 5,900 บาท รับฟรี Powermax Power Booster 5200 mAh มูลค่า 1,290 บาท • HTC One จากปกติ 17,900 บาท ราคาพิเศษ 15,900 บาท • HTC One Mini จากปกติ 12,500 บาท ราคาพิเศษ 10,500 บาท • Samsung Galaxy Note 10.1 Editon 2014 จากปกติ 20,900 บาท ราคาพิเศษ 19,500 บาท รับฟรี Remax Powerbank 5000 Mah มูลค่า 1,390 บาท • Samsung Galaxy Grand จากปกติ 9,900 บาท ราคาพิเศษ 8,900 บาท รับฟรี Car Bluetooth Stero Clip มูลค่า 1,990 บาท • Samsung Galaxy Note II จากปกติ 15,900 บาท ราคาพิเศษ 13,900 บาท รับฟรี Remax Powerbank 5000 mAh มูลค่า 1,390 บาท และ Case Note II มูลค่า 690 บาท • Dtac TriNet Phone Lion ราคาพิเศษ 5,590 บาท รับฟรี Case มูลค่า 349 บาท • Dtac TriNet Phone Cheetah ราคาพิเศษ 4,290 บาท รับฟรี Case มูลค่า 349 บาท พิเศษ! สำหรับลูกค้าดีแทค รับข้อเสนอพิเศษมากมาย อาทิ • ฟรีบัตรกำนัลมูลค่า 1,5OO บาท และติดฟิล์มกันรอยจาก Focus • รับ Cash back จากบัตรเครดิดที่ร่วมรายการ • เมื่อสมัครแพ็กเกจจากดีแทคมูลค่า 350-500 บาท ขึ้นไป รับฟรี Asscessories bag มูลค่า 189 บาท และเมื่อสมัครแพ็กเกจดีแทคมูลค่า 500 บาทขึ้นไปรับฟรี T-Shirt TriNet มูลค่า 349 บาท นอกจากนี้เมื่อซื้อสมาร์ทโฟนจากดีแทคทุกรุ่นรับแพ็กเกจสุดพิเศษ Smartphone SmartSet 555 จ่ายเพียง 555 บาทต่อเดือน รับโทรฟรีถึง 700 นาที พร้อมใช้อินเทอร์เน็ตและ WiFi ไม่จำกัดนานถึง 2 ปี สิทธิพิเศษนี้มีเฉพาะงานนี้เท่านั้น พบกับสมาร์ทโฟนอีกมากมายจากดีแทคพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษได้ที่บูทดีแทคในงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซโป 2014 ระหว่างวันที่ 13-16 กุมภาพันธ์นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

4G ช้าไป Huawei จัดให้ 5G อีก 4 ปี เจอกัน !!
3G /  4g / 

" 5G หนัง HD วิเดียวก็โหลดเสร็จ เจอกันปี 2018 ( ไม่ใช่ที่แห่งนี้!! )"     ในระหว่างที่บ้านนี้เมืองนี้กำลังแตกตื่นกับ 3G อุปทานหมู่ ที่บางครั้งก็หลุดเข้าสู่โหมดตัว E อย่างมิได้นัดหมาย แม้จะอยู่ในพื้นที่ใจกลางพระนคร ที่ก็ไม่น่าจะอับสัญญาณอะไรมากมายอยู่นั้น   ประเทศมหาอำนาจจีนแผ่นดินใหญ่ และค่ายสมาร์ทโฟน Huawei ได้เปิดเผยข้อมูลออกมาเบาะๆ เบาๆ ว่า " 4G นี่เริ่มจะกากไปแล้วนะพี่น้อง สำหรับสมาร์ทโฟนในอนาคตอีก 4 ปี ต้อง  5G เท่านั้น!! "     ตัวเลข 5G ของหัวเหว่ยถูกทุ่มงบ เพื่อการพัฒนาไปกว่า 600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กินระยะเวลาในการสร้างเพื่อแล้วเสร็จในอีก 4 ปีข้างหน้า คือปี  2018 อัตราความเร็วอยู่ 10Gbps ซึ่งเร็วกว่า 4G 10 เท่า และเร็วกว่า 3G ถึง 5,000 เท่า ทำให้ดาวน์โหลดภาพยนตร์ HD ได้เสร็จภายในเวลาเพียง 1 วินาที เท่านั้น   ถือว่าเป็นแรงพลักดันเทคโนโลยีอินเตอร์เนตความเร็วสูงได้ดีทีเดียว เพราะหลังจาก Huawei แถลงข่าว 5G ไปนั้น ด้าน Samsung, Ericsson, ZTE, China Mobile รวมทั้ง รัฐบาลจีนและยุโรป ต่างก็แสดงเจตนารมณ์ร่วมพัฒนา 5G ต่อด้วย เช่นเดียวกัน !!     Source : asia.cnet.

3BB Up Speed จาก 3 Mb เป็น 4Mb ในราคาเดิม 590 บาท
3bb /  4mb / 

3BB (ทรี บรอดแบนด์) Up Speed ความเร็วขั้นต่ำเพิ่มเป็น 4 Mb ในราคาเดิมหวังดึงลูกค้าไว้ หลังคู่แข่งดั๊มพ์ราคาสู้ พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ เริ่มออนแอร์ 18 ธันวาคม เป็นต้นไป ถือเป็นผู้นำตลาดอินเทอร์เน็ตที่สร้างมาตรฐานความเร็วใหม่อย่างแท้จริง ตั้งแต่การปรับมาตรฐานความเร็วขั้นต่ำ 2 Mb — 3 Mb จนถึงปัจจุบันที่ 4 Mb ในราคา 590 บาท นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทจัสมิน กล่าวว่าหลังจากที่ 3BB (ทรี บรอดแบนด์)ได้ Up Speed ความเร็วของบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตให้กับลูกค้าจาก 2 Mb. เป็น 3 Mb. เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปรากฎว่าได้สร้างความตื่นตัวเป็นอย่างมาก ทำให้คู่แข่งทั้งหมดทยอยปรับราคาลงมาใกล้เคียงกับ 3BB (ทรี บรอดแบนด์) บริษัทฯจึงใช้กลยุทธ์การ Up Speed อีกครั้งเพื่อรักษาฐานลูกค้าไว้ไม่ให้ Switch ไปใช้บริการของคู่แข่ง นอกจากนั้นการ Up Speed ในครั้งนี้ยังเสมือนเป็นของขวัญปีใหม่ที่มอบให้ลูกค้าทั้งหมดของ 3BB (ทรี บรอดแบนด์) ทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ เรามอบให้ได้ทั้งหมดที่ความเร็ว 4 Mb ในราคาคงเดิม โดย 3BB (ทรี บรอดแบนด์) ได้จัดทำภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ขึ้น ชื่อชุด “สัญญา” ความยาว 30 วินาที เพื่อสื่อสาร Message การเพิ่มความเร็วครั้งนี้ไปยังลูกค้าของ3BB (ทรี บรอดแบนด์) สำหรับลูกค้าใหม่ด้วยกลยุทธ์นี้น่าจะช่วยทำให้ลูกค้าตัดสินใจขอใช้บริการของ เราแทนบริการจากคู่แข่งอย่างแน่นอน เพราะด้วยราคาที่เท่ากัน แต่ได้ความเร็วที่มากกว่านับว่าคุ้มค่ามากในสภาวะเศรษฐกิจเช่นปัจจุบันนี้ สำหรับลูกค้าเก่า เราก็ไม่เคยทอดทิ้งโดยบริษัทจะดำเนินการปรับให้ทันที รวมถึงจะไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากลูกค้าแต่อย่างใด บริษัทฯ จะดำเนินการปรับความเร็วให้ลูกค้าโดยอัตโนมัติ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1530 หรือ www.3bb.co.th “ตลาดบรอดแบนด์ในประเทศขณะนี้ถือว่าขยายตัวเร็วมาก ในส่วนของบริษัทฯมีอัตราการเติบโตเป็นที่น่าพอใจ ในแต่ละเดือนมีลูกค้าใหม่ประมาณ 2 หมื่นราย คาดว่าถึงสิ้นปีจะมีลูกค้าทั่วประเทศจำนวน 5.7 แสนราย ส่วนด้านการลงทุนนั้น เมื่อเร็วๆนี้ บริษัทฯได้ซื้ออุปกรณ์โครงข่ายมูลค่ากว่า 1,350 ล้านบาทจากหัวเว่ย (Huawei) เพื่อพัฒนาโครงข่ายให้บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตสำหรับผู้ใช้บริการ 3BB (ทรี บรอดแบนด์) ทั่วประเทศ การลงทุนครั้งนี้จะทำให้บริษัทสามารถพัฒนาเทคโนโลยีอันทันสมัยเพื่อตอบสนอง ความต้องการของลูกค้าและสามารถรองรับการให้บริการที่เพิ่มมากขึ้นโดยบริษัท มีเป้าหมายลูกค้าใช้บริการจำนวน 1 ล้านพอร์ตภายในปี 2553” นายพิชญ์กล่าว มารู้จักกับพรีเซ็นเตอร์ของ 3BB กันนิว : หรรษา จึงวิวัฒนวงศ์นิวค่ะ เป็นคนที่พูดเก่ง แต่ต้องสนิทแล้วนะคะ และมองโลกในแง่ดี ชอบหาเรื่องขำๆมาเล่าให้เพื่อนๆฟัง เป็นคนง่ายๆสบายๆไม่เรื่องมาก นิวจะโดนบ่นเรื่องอ้วนตลอด เพราะเป็นคนที่กินเก่ง ชอบกินตลอดเวลา แต่พอฮึดขึ้นมาจริงๆ นิวก็หักห้ามใจไม่กินได้ค่ะ นิวจะดูเป็นลูกคุณหนูมาก เพราะป๊าจะคอยขับรถรับส่งตลอด เพราะนิวเรียนมศว.นครนายก ปี 1 ต้องไปเรียน และอยู่หอที่โน่น ป๊าเลยเป็นห่วงเพราะไกลหูไกลตา แบบว่าลูกสาวสวยไง ตอนนี้ขึ้นปี 2 ก็ได้มาเรียนที่มศว.กรุงเทพ แต่ป๊าก็จะคอยรับส่งเหมือนเดิม เรียกว่าไม่ให้คลาดสายตาชื่อ- นามสกุล หรรษา จึงวิวัฒนวงศ์ชื่อเล่น นิวอายุ 19 ปีเชื้อชาติ / สัญชาติ ศาสนาไทย / ไทย / พุทธส่วนสูง / น้ำหนัก 172 am./55 kg.สัดส่วน 33-25-35สีตา / สีผม น้ำตาลการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒน์ผลงาน- ถ่ายนิตยสารแฟชั่น- เดินแบบ LG ที่เกาหลี ที่มา : www.yenta4.com

Huawei Honor 6 เปิดตัว CPU แรงกว่า Snap 805 รองรับ LTE Cat.6!
huawei /  Huawei Honor 6 / 

Huawei เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์บางเฉียบ และสเปคที่แรงโดนใจ นั่นก็คือ Huawei Honor 6 ซึ่งทางบริษัทหมายมั่นปั้นมือว่าจะออกมาชนกับ Samsung Galaxy S5 และ iPhone 5s เลยทีเดียว โดยมีสเปคดังนี้ สเปค Huawei Honor 6 - หน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1080p ใช้หน้าจอของ JDI ที่มีขนาดหน้าจอใหญ่ แต่ขอบจอบางมาก เพียง 3 มิลลิเมตรเท่านั้น - ใช้ CPU ที่ผลิตเองชื่อ Kirin 920 แบบ Octa-Core (8 แกน) แบบเดียวกับ Exynos ของ Samsung ( Quad-Core Cortex-A15 cores + Quad-Core Cortex-A7) ทำงานร่วมกับ GPU Mali-T624 โดยจุดที่แตกต่างจาก Exynos คือชิปตัวนี้รองรับการเชื่อมต่อ LTE Cat.6 ที่มีความเร็ว downlink 300Mbps - รัน Android 4.4.2 KitKat ทำงานร่วมกับ Emotion UI 2.3 - ทำคะแนน AnTuTu Benchmark แรงกว่า Snapdragon 805 - RAM 3GB - หน่วยความจำภายใน 16 / 32GB รองรับ microSD Card - กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX214, f/2.0 พร้อมไฟแฟลชสองตัว - กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล และใช้เทคโนโลยีพิกเซลขนาด 1.4µm นอกจากนี้จุดเด่นของ Huawei Honor 6 ยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานกว่าต่อการชาร์จ 1 ครั้ง โดยประหยัดพลังงานมากกว่า Samsung Galaxy S5 และรวมไปถึง iPhone 5S ที่สามารถใช้งานได้นานกว่าถึง 2 เท่า และยังมีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ดีขึ้นอีกด้วย ส่วนราคา Huawei Honor 6 เปิดมาที่ $359.90 หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 11,500 บาท ยังคงเป็นราคาที่ดึงดูดเช่นเคยครับสำหรับค่ายนี้ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในต่างประเทศเร็วๆ นี้ครับผม source: gsmarena

Samsung Galaxy Note III จะเปิดตัว 2013 ด้วยขนาด 6.3 นิ้ว ?
Galaxy Note /  Galaxy Note II / 

  น้องโน๊ต 2 เพิ่งจะ launch ไปไม่นานนี้ ล่าสุดแหล่งข่าวจากแดนโสม Korea Times ก็ดันไปได้ข้อมูลสดใหม่ออกมาว่า Galaxy Note III ที่มีแปลนจะเปิดตัวปี 2013 นั้น จะมาด้วยขนาดหน้าจอสุดจะเวอร์ที่ 6.3 นิ้ว และเรียกมันว่าเป็น Phablet ลูกครึ่งแท็บเล็ตสมาร์ทโฟน   นอกจากสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตแล้ว ดูเหมือนแซมซังจะยังไม่สะใจกับส่วนแบ่งตลาด เลยจะพาแคตตาล๊อคใหม่เข้าสู่วงการ ผ่านความสำเร็จอย่างงดงามของกาแล็กซี่โน๊ตใน 2 รุ่น  ที่ผ่านมา ซึ่งจะต่อยอดด้วย Galaxy Note III หรือ Phablet ที่ขนาด 6.3 นิ้ว ที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยจากแท็บเล็ตขนาดเล็ก 7 นิ้ว กับ กาแล็กซี่โน๊ต 2 ที่ 5.5 นิ้ว   ขณะที่หลายฝ่ายกัลวลว่าแม้ Galaxy Note 3 หรือจะเรียกว่าฟาเบทอะไรนั้น จะยังคงจัดอยู่ในหมวดของสมาร์ทโฟน แต่มันจะดูใหญ่ไปไหม? สำหรับการพกพา และใช้ด้วยมือข้างเดียว รวมถึงอาจกระทบต่อความละเอียดหน้าจอ , แบตเตอรี่ แต่ที่แน่นอนทางผู้ผลิตอย่าง Huawei ก็ได้ออกมาประกาศก่อนหน้านี้แล้ว ถึงความเป็นไปได้สำหรับสมาร์ทโฟน 6.1 นิ้ว ของพวกเค้า!!     Samsung Galaxy Note3   หน้าจอ OLED ขนาด 6.3 นิ้ว แรม 3 GB ซีพียู 8 คอร์ Samsung Exynos next-gen     Source : BGR

รีวิว AIS 3G Pocket WiFi 21.6 Mbps: เปลี่ยน 3G ให้เป็น WiFi ส่วนตัว
ais /  AIS 3G Pocket WiFi

ปัจจุบันความเร็วอินเตอร์เน็ต 3G มีความเร็วเพิ่มขึ้นจากแต่ก่อนมาก ทำให้ 3G เข้ามามีบทความในชีวิตประขำวันของเรามากขึ้น ผมเองเป็นอีกหนึ่งคนที่ขาดเน็ตไม่ได้เลย ถึงแม้ส่วนใหญ่จะหมดไปกับการเล่น แต่ก็จำเป็นต้องมี 3G สแตนบายไว้สำหรับทำงานนอกสถานที่หรือ มีงานด่วนเข้ามาในช่วงที่ผมไม่สามารถเข้าถึง WiFi ได้ หลายครั้งที่ผมต้องแชร์อินเตอร์เน็ต 3G หรือที่เราเรียกกันว่า WiFi Hotspot จากมือถือเพื่อให้ Notebook หรือมือถืออีกเครื่องที่ไม่มีเน็ต สามารถเล่นเน็ตได้ ปัญหาที่เจอไม่ใช่เรื่องความเร็ว 3G แต่เป็นเรื่องความร้อนของมือถือเครื่องที่ปล่อย WiFi Hotspot ที่จะร้อนมากๆ แบตก็หมดเร็ว อุปกรณ์ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ผมและอีกหลายๆ คนที่ต้องมักจะใช้ WiFi Hotspot อยู่เป็นประจำก็คือ AIS 3G Pocket WiFi AIS 3G Pocket WiFi จะมีอยู่ 2 รุ่นด้วยกัน คือ AIS 3G Pocket WiFi 21.6 Mbps และ AIS 3G Pocket WiFi 42 Mbps รุ่นที่ผมจะมารีวิวให้ชมกันก็คือตัว 21.6 Mbps ตัวนี้ราคาพิเศษอยู่ที่ 1,499 บาท จากราคาปกติ 1,990 บาท ความสามารถของเจ้า AIS 3G Pocket WiFi นอกจากเรื่องการรองรับความเร็ว 3G สูงสุงถึง 21.6 Mbps แล้ว ยังสามารถแชร์สัญญา WiFi พร้อมกันได้ถึง 10 เครื่องเลยทีเดียว AIS 3G Pocket WiFi มีไฟสถานะแจ้งเตือนการทำงาน อาทิ สัญญาณเครือข่าย, สัญญาณ WiFi, แบตเตอรี่, ข้อความ ปุ่มสำหรับเปิดและปิดเครื่องจะอยู่ขวาสุด การทำงานง่ายมากๆ โดยอาศัยแค่ปุ่ม Power เพียงปุ่มเดียว AIS 3G Pocket WiFi ผลิตโดย Huawei ด้านหลังระบุชัดเจน รุ่นนี้รองรับ 3G สูงสุด 21.6 Mbps ด้านล่างจะมีช่องสำหรับต่อ micro USB 2.0 สำหรับชาร์จแบต และซิงค์ข้อมูลกับคอม อ้อ.... สามารถใส่สายคล้องกับตัว Pocket WiFi ได้ด้วย AIS 3G Pocket WiFi มาพร้อมกับแบตเตอรี่ Li-Polymer ที่ถอดเปลี่ยนได้ ความจุ 1500 mAh สามารถใช้งานได้ราวๆ 5 ชั่วโมง ส่วนซิมรองรับซิมขนาดธรรมดา รองรับคลื่น 900/2100 MHz เวลาจะใส่ซิมหรือถอดซิมก็ต้องแกะแบตเตอรี่ออกก่อน ด้านในของฝาหลังและตัวเครื่องจะมีชุดตัวเลข 8 ตัว เรียกว่า WiFi Key ใช้สำหรับเป็น password ค่าเริ่มต้น สามารถใช้รหัสตัวนี้กรอกเข้าใช้งาน แล้วเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่อีกที หรือถ้าวันใดวันหนึ่งที่เราใช้งานไปเกิดลืมรหัสผ่าน ก็สามารถ Reset Password แล้วกรอกตัวเลขชุดนี้เพื่อข้าใช้งานได้อีกครั้งเช่นกัน AIS 3G Pocket WiFi ไม่ต้องเป็นต้องติดตั้ง driver หรือโปรแกรมใดๆ ก่อนใช้งาน (เพราะไม่ใช่ Aircard) แต่ทาง AIS เองก็มีการใส่ driver ของตัว Pocket WiFi มาให้ เผื่อท่านไหนต้องการติดตั้งเพื่อง่ายต่อการเข้าตั้งค่าการใช้งาน Pocket WiFi สำหรับท่านที่ต้องการติดตั้งไดร์เวอร์ก็เพียงแค่ต่อ Pocket WiFi กับคอมพิวเตอร์จากนั้นจะมีไดร์เพิ่มขึ้นมา ในนั้นจะมีไฟล์สำหรับติดตั้งไดร์เวอร์มาให้ก็ทำการติดตั้งได้เลย สำหรับการตั้งค่าที่จำเป็นต่อการใช้งานเราสามารถตั้งค่าผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตได้เลย ไม่จำเป็นต้องเปิดคอม ซึ่งวิธีการก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ต่อ WiFi เข้ากับ AIS 3G Pocket WiFi จากนั้นเปิดเว็บเบราว์เซอร์เข้าไปที่ URL: http://ais3gpocketwifi.home/ จะมีหน้าตั้งค่าอย่าง่ายสำหรับมือถือแสดง (หน้าตั้งค่าเวลาเปิดในมือถือกับคอมจะแสดงต่างกัน) นอกจากนั้นยังสามารถดูสถิติการใช้งาน และดูได้ว่าตอนนี้มีเครื่องที่เชื่อมต่อกับ Pocket WiFi อยู่ทั้งหมดกี่เครื่อง จากที่ทดสอบพบว่าสามารถเชื่อมต่อได้มากที่สุด 10 เครื่อง ในหน้าตั้งค่านี้เราสามารถเข้าอ่าน SMS , ส่ง SMS ได้ด้วย นอกจากนั้นเรายังสามารถเปลี่ยนชื่อ WiFi ตามที่เราต้องการ กำหนดรหัสผ่านเข้าใช้งาน WiFi ใหม่ได้เอง แต่ถ้าต้องการตั้งค่ามากกว่านี้ก็ต้องเปิด URL: http://ais3gpocketwifi.home/  ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ครับ ถ้าเปิดผ่านคอมก็จะมีหน้าตาประมาณนี้ ซึ่งเราจะสามารถตั้งค่าการใช้งานที่หลากหลายกว่าเวลาเปิดในมือถือ ถ้าใครพอมีความรู้ทางด้าน Network นิดนึงก็จะสามารถตั้งค่าการใช้งานขั้นสูงได้ เปรียบเสมือนตั้งค่าเร้าเตอร์นั่นแหละครับ ถ้าใครต้องการการใช้งานที่ปลอดภัย หรือกลัวคนอื่นเข้ามาแย่งใช้งานก็สามารถตั้งค่าเพิ่มเติมได้ครับ อย่างที่กล่าวไว้ เหมือนการตั้งค่าในเร้าเตอร์แทบทุกประการ แต่การตั้งค่าตรงนี้ต้องอาศัยควมารู้ทางด้าน Network ประกอบด้วย ถ้าตั้งค่าผิด จะเข้าใช้งานไม่ได้ ถ้าท่านไหนขี้เกียจเปิดคอมก็สามารถตั้งค่าในเบราว์เซอร์ในมือถือ โดยให้เลือกใช้ Desktop site เพียงเท่านี้ก็สามารถแสดงผลการตั้งค่าแบบในคอมแล้วครับ เรื่องความเร็วในการใช้งานจริงก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่เราใช้งาน ณ ช่วงเวลานั้นๆ ถ้ามีคนใช้ 3G เยอะความเร็วก็จะถูกแชร์กัน ถ้าคนใช้น้อยความเร็วที่เราได้ก็จะสูง เท่าที่ลองทดสอบดู เน็ตจะวิ่งตั้งแต่ 1-14Mbps สำหรับท่านไหนสนใจ ทาง AIS มีโปรโมชั่น ฟรี 3G จำนวน 500MB นาน 1 เดือน ครับ หาซื้อได้แล้ววันนี้ ตาม AIS Shop, Telewiz Shop และร้านค้า IT ทั่วประเทศ ในราคา 1,499 บาท

เริ่มต้นการปฏิวัติออนไลน์กับลาซาด้าวันที่ 11/11
Lazada /  ปฏิวัติออนไลน์

ถึงเวลาแล้วที่คุณจะพบกับแคมเปญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีนำมาให้คุณถึงที่โดยลาซาด้า ร่วมด้วยร้านค้าช้อปปิ้งออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุด และการสนับสนุนจากหุ้นส่วนหลากหลายภาค เพื่อให้คุณได้ดีลช้อปปิ้งที่ดีที่สุดที่ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทย อ้างอิงจาก Cyber Monday ของสหรัฐฯ – อีเว้นท์ออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งปีโดยเว็ปไซต์อีคอมเมิร์ซชื่อดัง ลาซาด้า ห้างสรรพสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ประกาศเริ่มต้นการปฏิวัติออนไลน์ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2556 การปฏิวัติออนไลน์ แคมเปญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของลาซาด้านับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทมา โดยแคมเปญนี้จะจัดให้มีขึ้นตั้งแต่วันที่ 11 เดือนพฤศจิกายนจนถึงวันที่ 12 ธันวาคม แนวคิดของแคมเปญนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากวัน Cyber Monday วันช้อปปิ้งออนไลน์ที่ใหญ่สุดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะจัดขึ้นทุกวันจันทร์หลังวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day) แคมเปญการปฏิวัติออนไลน์นี้จะประกอบไปด้วยข้อเสนอพิเศษ เกมส์ และโปรโมชั่นสินค้าแบรนด์เนมลดราคามากมายๆจากบริษัทในเครือของลาซาด้า อาทิ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์แบรนด์อย่าง Sony และ Canon, สินค้าสุขภาพและความงาม, เครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ Electrolux, มือถือและแท็บเล็ตแบรนด์ดัง เช่นแบรนด์ i-Mobile, Huawei, Lenovo และอื่นๆอีกมากมายโดยจะดำเนินต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนเต็มๆ นอกจากนี้ลาซาด้ายังจับมือร่วมกับ 2 เว็ปไซต์อีคอมเมิร์ซชื่อดังประกอบด้วย ZALORA และ FOODPANDA เพื่อยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์ให้ดียิ่งขึ้น คุณริคาโด บาซิเล กรรมการผู้จัดการของบริษัทลาซาด้ากล่าวว่า “วิสัยทัศน์หลักของลาซาด้าคือการมอบประสบการณ์ใหม่ในการช้อปออนไลน์ที่เหนือชั้นให้กับกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย ทางเราได้เลือกสรรเฉพาะแต่สิ่งดีๆให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศด้วยราคาที่เป็นธรรม แคมเปญการปฏิวัติออนไลน์นี้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ผู้บริโภคชาวไทยได้ลองช้อปปิ้งออนไลน์ อนึ่งเพื่อปฏิวัติระบบอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยด้วย และด้วยความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากหุ้นส่วนของลาซาด้าอย่างเช่น ผู้ผลิตสินค้า, สถาบันการเงิน, บริษัทโทรคมนาคม แคมเปญนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในแคมเปญออนไลน์ที่น่าตื่นเต้นสุดๆแล้วตอนนี้!” รายละเอียดของการปฏิวัติออนไลน์ • ในวันเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่ (วันที่ 11/11) ลาซาด้าได้มอบ 11 ข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับการช้อปทุกหมวดหมู่สินค้า สลับเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ช้อปเป็นรายชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 11 โมงเช้า - 5 ทุ่ม ลูกค้าผู้โชคดีลำดับที่ 111 ของแต่ละชั่วโมงจะได้ของรางวัลพิเศษ ในขณะที่ลูกค้าผู้โชคดีที่สุดลำดับที่ 1,111 จะได้รางวัลที่พิเศษสุดของวัน • ในแต่ละสัปดาห์ ลาซาด้าจะมีการจัดดีลข้อเสนอสุดพิเศษและโปรโมชั่นลดราคาในทุกหมวดหมู่สินค้า นับตั้งแต่สินค้าประเภทมือถือ แท็บเล็ต กล้องถ่ายรูป ไปจนถึงแฟชั่น และสินค้าในหมวดสุขภาพและความงาม • ในวันสิ้นสุดแคมเปญ (วันที่ 12/12) โปรโมชั่นของลาซาด้าจะมีกลไกเหมือนกับวันที่ 11/11 แต่จะกระหน่ำลดราคาของสินค้ามากขึ้น • รางวัลพิเศษอื่นๆจะถูกมอบให้กับผู้ที่มียอดซื้อสินค้าสูงสุดและผู้ชนะในแต่ละเกม • มีการจัดรายการลดราคาสินค้ามากกว่า 40,000 รายการบนหน้าเว็ปไซต์ลาซาด้า The Affiliate Rally สำหรับท่านที่มีเว็บไซต์ หรือ บล็อค เป็นของตนเอง ท่าน่สามารถร่วมกิจกรรม Affiliate Rally เพื่อชนะรางวัลเพิ่มเติมได้ดังนี้ : • สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับ Lazada Affiliate (http://www.lazada.co.th/affiliate) • ทางเราจะทำการแจ้งรายละเอียดของรางวัล กฏและกติกาของการแข่งขันให้ท่านทราบผ่านอีเมล์ • ร่วมโฆษณาโดยการส่งผู้เข้าชมจากเว็บไซต์ของคุณมาที่หน้า Online Revolution นี้ • ดูผลคะแนนแบบ real time และประกาศผลผู้ชนะวันที่ 15/01/2014 หุ้นส่วนและผู้สนับสนุน ลาซาด้าได้ขยายกลุ่มหุ้นส่วนไปในหลายๆบริษัทและหลายๆแบรนด์ในอุตสาหกรรมทุกประเภทเพื่อทำให้แคมเปญนี้น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้นสำหรับผู้บริโภคสินค้าออนไลน์ หุ้นส่วนและแบรนด์ที่สนับสนุนประกอบด้วย: • ด้านสื่อ: Yahoo!, คลื่นวิทยุ 103Like FM • สถาบันการเงิน: วีซ่า และธนาคารต่างๆ เช่น ธนาคารยูโอบี ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารซิตี้แบงก์ • แบรนด์: Lenovo, Sony, Fujifilm, Canon, Bosch, Clarte, Lesasha, Electrolux, Nestle (Dolcegusto), Olay’s, Brand’s, Seoul Secrets และ Mamy Poko ลูกค้าจะได้รับการสนับสนุนของรางวัลจากเครือข่ายหุ้นส่วนของลาซาด้าในรูปแบบต่างๆ อาทิเช่น เมื่อสั่งซื้อสินค้าจากลาซาด้าจะได้รับส่วนลดในรูปแบบของบัตรส่วนลดจาก Zalora และ บัตรส่วนลดรับประทานอาหารจาก Foodpanda

dtac TriNet Phone สมาร์ทโฟนสายพันธุ์ใหม่ครั้งแรกในเมืองไทย Cheetah, Joey, Mousey
Cheetah /  dtac / 

dtac TriNet Phone สมาร์ทโฟนสายพันธุ์ใหม่ครั้งแรกในเมืองไทย พร้อมเชื่อมโยงคนไทยทุกคนผ่านโครงข่ายอัจฉริยะ  ดีแทคเปิดตัว dtac TriNet Phone สมาร์ทโฟนสายพันธุ์ใหม่ กับแนวคิด “สมาร์ทกว่ากับดีแทคสมาร์ทโฟน”  สอดรับวิสัยทัศน์ใหม่ “Internet for All”ด้วยสเป็คสูงกว่า ราคาเบาๆ ที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้บน TriNet - 3 โครงข่ายอัจฉริยะจากดีแทค ชัดกว่า เร็วกว่า บนแบนด์วิธที่กว้างที่สุด  ด้วยแคมเปญรับฟรีค่าเครื่อง พร้อมสุดคุ้มกับแพ็จเกจทั้งโทรและเน็ต รับประกันเครื่องนาน 15 เดือน นายปภาพรต ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานบริหารอุปกรณ์สื่อสาร กล่าวว่า “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ dtac TriNet Phone  เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ใหม่“Internet for All” ซึ่งดีแทคมุ่งหวังให้คนไทยทุกคนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ เพื่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและโอกาสต่าง ๆ ที่เท่าเทียมกัน ด้วยสมาร์ทโฟนคุณภาพ พรั่งพร้อมด้วยคุณสมบัติการใช้งานที่ตอบสนองทุกความต้องการด้านการสื่อสารปัจจุบันในราคาที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ ไม่ล็อกซิม มีให้เลือกถึง 3 รุ่น ตามลักษณะการใช้งาน พร้อมแพ็กเกจสุดคุ้ม” dtac TriNet Phone  เป็นผลิตภัณฑ์จากความร่วมมือระหว่างดีแทคและ Huawei ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เครือข่ายชั้นนำระดับโลก ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารให้กับผู้ให้บริการเครือข่ายกว่า 500 รายใน 140 ประเทศทั่วโลก ในขณะที่การเปิดให้บริการเครือข่าย 3 จี บนคลื่น 2100 เมกะเฮิร์ตซ์ ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการรองรับการให้บริการสื่อสารเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แต่ในปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือที่รองรับ 3 จี บนคลื่น 2100 ในเมืองไทยมีจำนวนเพียง 20% เท่านั้น ตลาดโทรศัพท์มือถือที่รองรับ 3 จี บนคลื่น 2100 จึงยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก “เมื่อเครือข่ายมีความพร้อมเต็มที่ และตลาดมีศักยภาพการเติบโตที่ชัดเจน จึงเป็นจังหวะที่ดีให้ dtac TriNet Phone เป็นทางเลือกใหม่ที่คุ้มค่าสำหรับผู้บริโภคไทย” นายปภาพรตกล่าว dtac TriNet Phone สมาร์ทโฟนสายพันธุ์ใหม่มีให้เลือก 3 รุ่น ตามลักษณะการใช้งานที่แตกต่าง ประกอบด้วย ชีต้าห์ (Cheetah) หน้าจอกว้าง ถ่ายรูปกริ๊ป – ครบครันด้วยคุณสมบัติด้านเอนเตอร์เทนเมนต์ ถ่ายภาพและแชร์ภาพได้ทันใจ ด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 4.5 นิ้ว IPS ความละเอียด 854 X 480 ระบบประมวลผล Dual-Core 1.2 GHz  ระบบปฏิบัติการ Android 4.1 Jelly Bean กล้อง 5 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องหน้า 0.3 ล้านพิกเซล และหน่วยความจำ 4 GB ราคา 4,590 บาท (รวม VAT) โจอี้ (Joey) โซเชียลจัด ราคาจิ๋ว – ครบเครื่องเรื่องโซเชียล โหลด แชท และแชร์ กับสมาร์ทโฟนหน้าจอสัมผัสขนาด 3.5 นิ้ว TFT ความละเอียด 480X 320 ระบบประมวลผล 1.0 GHz  ระบบปฏิบัติการ Android 2.3 Gingerbread กล้อง 2 ล้านพิกเซล  และหน่วยความจำภายใน 512 MB เพิ่ม Micro SD ได้สูงสุด 32 GB ราคา 2,590 บาท (รวม VAT) เม๊าซี่ (Mousey) แบตอึด เมาท์กระจาย – ดีแทคโฟน 3G สุดคุ้ม ด้วยหน้าจอ 2.4 นิ้ว TFT ความละเอียด 320 X 240 ฟังเพลงผ่านวิทยุ FM โดยไม่ต้องเสียบหูฟัง ใช้เป็นโมเดมเพื่อเชื่อมต่อออนไลน์ได้รวดเร็ว กล้อง 1.3 ล้านพิกเซลพร้อมบันทึกวีดิโอ แบตเตอรีใช้งานนาน 4 ชม. เพิ่มหน่วยความจำMicro SD ได้สูงสุด 16 GB ราคา 1,290 บาท (รวม VAT) แพ็กเกจสุดคุ้มสำหรับ dtac TriNet Phone ฟรี ค่าเครื่อง! เมื่อสมัครพร้อมแพ็กเกจ สำหรับลูกค้าแบบรายเดือน - สำหรับรุ่น Cheetah เมื่อซื้อพร้อมแพ็กเกจ smartphone Cheetah ราคา 999 บาท/เดือน นาน 10 เดือน ใช้เน็ตไม่จำกัด 5GB โทรฟรี 400 นาที Wifi ไม่จำกัด - สำหรับรุ่น Joey เมื่อซื้อพร้อมแพ็กเกจ smartphone Joey ราคา 799 บาท/เดือน นาน 10 เดือน ใช้เน็ตไม่จำกัด 3GB โทรฟรี 200 นาที WiFi ไม่จำกัด ฟรี ทั้งโทรและเน็ต เท่าราคาเครื่อง! สำหรับลูกค้าเติมแบบเติมเงิน - รับโบนัสค่าโทรฟรี 200 บาท พร้อมอินเทอร์เน็ต 100MB ระยะเวลาการรับสิทธิ สูงสุดนาน 16 เดือน ทั้งนี้ dtac TriNet Phone จะวางจำหน่ายที่ศูนย์บริการดีแทคทั่วประเทศ dtac online store เซเว่น อีเลฟเว่น และร้านขายมือถือทั่วประเทศ  สบายใจกับการรับประกันที่มากกว่านานถึง 15 เดือน และการดูแลหลังการขายกับศูนย์บริการหลังการขายทั่วประเทศ ในการเปิดตัว dtac TriNet Phone ดีแทคได้จัดสรรงบประมาณกว่า 100 ล้านบาทเพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งโฆษณาในสื่อหลักต่าง ๆ รวมทั้งสื่อออนไลน์ ตลอดจนกิจกรรมการตลาดในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

Review: รีวิว Dtac Cheetah (Huawei Ascend G510) คุ้มที่สุด ในราคา 4,590 บาท!
Android /  Dtac Cheetah / 

สวัสดีครับแฟนๆ ชาว Tech.MThai ทุกท่าน กลับมาพบกับรีวิวสินค้าไอที เทคโนโลยีใหม่ๆ กับ เฮียณัฐ กันอีกแล้วนะครับ วันนี้เรามีสมาร์ทโฟนที่ได้รับความสนใจมากในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เราจะมา รีวิว Dtac Cheetah หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ HUAWEI Ascend G510 นั่นเอง และที่บอกว่ามือถือเครื่องนี้ได้รับความสนใจมาก นั่นก็เพราะว่าเปิดราคามาเพียง 4,590 บาทเท่านั้น เรียกได้ว่าโดนใจคนชอบช็อปของราคาประหยัดกันเลยทีเดียว แต่ก่อนที่จะไปรีวิว Dtac Cheetah เราต้องขอขอบคุณทาง Dtac มากนะครับ ที่ได้ส่งสมาร์ทโฟน และฟีเจอร์โฟน Dtac TriNet มาให้เรารีวิวกันทั้ง 3 รุ่น รับรองว่าแฟน MThai ได้ติดตามกันทั้ง 3 ตัวแน่ครับ รอให้ทีมงานทดสอบกันก่อน ว่าแล้วก็ไปชมดีไซน์ Cheetah กันก่อนเลยครับ แกะกล่องไปพร้อมๆ กันเลย Design: การออกแบบ ก่อนดูตัวเครื่องด้านใน เราลองมาแกะกล่อง ดูอุปกรณ์ข้างในกันก่อนครับว่ามีอะไรบ้าง ที่สติ๊กเกอร์หน้ากล่องด้านนอก ตัวนี้บอกว่ามาพร้อมกับประกันเยอะถึง 15 เดือนเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้า ด้านข้างมีบอกรายละเอียดสเปคของเครื่องครับ ตามนั้นเลย ด้านนี้โปรโมชั่นของทาง Dtac ซื้อเครื่องแถมค่าโทร อุปกรณ์ในกล่องที่แถมมาให้ นอกจากคู่มือและใบรับประกันก็มี ที่ชาร์จ, สายดาต้าหัวเป็น MicroUSB, และหูฟัง หูฟังตัวนี้เป็นแบบนี้ฮะ ดูกันชัดๆ เปิดกล่องมา จะเจอพระเอกของเราอยู่ข้างใน  หน้าจอตอนไม่เปิดเครื่องครับ ตัวนี้มาพร้อมหน้าจอขนาด 4.5 นิ้ว แบบ TFT LCD มีความละเอียด 854x480 พิกเซล (218ppi) สำหรับผม ส่วนตัวคิดว่าขนาดประมาณ 4.3 - 4.5 นิ้วนี่แหละขนาดกำลังดี น่าถือ คิดว่าน่าจะเป็นขนาดที่น่าใช้ที่สุด ย้ำว่าความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ ^^ ด้านบนมีลำโพงสนทนา, กล้องหน้า, และโลโก้ HUAWEI ด้านล่างมีปุ่มหลัก Android คือ ปุ่ม Back, Home และ ปุ่มเมนูครับ เป็นปุ่มแบบ soft touch เรืองแสงได้  ดูหน้ากันชัดๆ อีกครั้งหน้า สีสันของหน้าจอ อยู่ในระดับพอใช้นะครับ ไม่ได้สดใสมากมายเวอร์ขนาด Samsung อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ เมื่อเทียบกับราคา หน้าจอหลักมาพร้อมกับแอพฯ บริการต่างๆ ของ Dtac ครับ และแน่นอนว่าถ้าใส่ซิมอื่นๆ มันจะใช้ไม่ได้ (ผมลองใส่ซิมทรู มันแจ้งว่าใช้ไม่ได้ครับ 555) ด้านหลังเป็นพลาสติกดำด้าน งานประกอบดูแน่นหนาดีครับ ข้อดีของฝาหลังแบบนี้คือ ไม่เป็นรอยนิ้วมือง่าย ด้านบนจะเป็นลำโพงนอก, กล้่องหลัก พร้อมไฟแฟลช และตรา Dtac กล้องจะนูนขึ้นมานิดๆ พอเป็นกระษัย ตัวเครื่อง Cheetah จะบาง 9.9 มม. น้ำหนักประมาณ 150 กรัม ด้านล่างไม่มีอะไร มีแต่โลโก้ Huawei อีกครั้งหนึ่ง   ช่อง MicroUSB สำหรับเสียบสายดาต้า และชาร์จไฟจะอยู่ด้านข้าง ถัดไปจะเป็นปุ่มควบคุมเสียง และปุ่ม Power สำหรับเปิด/ปิดเครื่อง และล็อคหน้าจอ ส่วนอีกด้านไม่มีปุ่มใดๆ ด้านล่างมีช่องไมค์สนทนา ด้านบนมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. หรือเสียบ small talk ลองมาเปิดฝาหลังดูเครื่องในกันบ้าง Dtac Cheetah ใช้ซิมการ์ดแบบใหญ่ปกตินะครับ จะใส่ซิมต้องถอดแบตออกก่อน รวมถึงสามารถเพิ่มหน่วยความจำได้ด้วย microSD Card ที่ไม่ต้่องถอดแบตก็ใส่ได้ แต่ควรปิดเครื่องก่อนนะ เพื่อป้องกันข้อมูลเสียหาย ถอดฝาหลังมาจะเป็นแบบนี้เลย มาลองเปิดเครื่องกันดีกว่าครับ เปิดมาตอนแรกจะขึ้นโลโก้แบบนี้ พร้อมกับเสียงผิวปากตามสไตล์ Dtac เสียงลั้นออฟฟิศเลย แนะนำว่าตอนเปิดเอามือปิดลำโพงหลังไว้ก็ดีนะ การปลดล็อคหน้าจอ ให้ใช้นิ้วแตะตรงกลางรูปรูกุญแจ และลากนิ้วขึ้นหรือลงครับ หรือจะแตะค้างแล้วลากไปด้านซ้ายเพื่อเข้าเมนูโทรศัพท์ หรือลากไปด้านขวาเพื่อเปิดเมนูข้อความแบบลัดได้ทันที ขนาดตัวเครื่อง พอดีมือคนตัวใหญ่แบบเฮียครับ ^^ สรุปด้านการออกแบบ Dtac Cheetah ถือว่าสอบผ่านนะครับ สำหรับมือถือราคาไม่ถึง 5,000 บาทแบบนี้ งานประกอบถือว่าทำออกมาได้แน่นหนา ถึงแม้ว่าจะมีส่วนประกอบเป็นพลาสติกเป็นหลัก แ่ต่็ก็ทำได้ดูดีไม่แพ้มือถืออินเตอร์แบรนด์ในราคาระดับเดียวกันเลยครับ แถมยังมีหน้าจอขนาดใหญ่ 4.5 นิ้ว จอใหญ่สบายตา เรียกได้ว่าดีกว่ามือถือราคาเหยียบหมื่นบางรุ่นด้วยซ้ำไป (พูดถึงด้านขนาดอย่างเดียวนะครับ ไม่นับเรื่องความละเอียดหน้าจอ และสีสัน ซึ่งก็ตามงบครับ) ส่วนตัวด้านดีไซน์ ผมมองเป็นศิลปะ ผมให้ผ่านครับ ^^ ต่อไปลองมาชมด้านการใช้งาน หรือ Performance กันบ้างครับ Performance: ประสิทธิภาพ สเปคของ Dtac Cheetah ตัวนี้ มาพร้อมกับ CPU Dual-Core 1.2GHz Qualcomm Snapdragon, RAM 512MB (เหลือให้ใช้ประมาณ 400MB), GPU Adreno 203, หน่วยความจำ 4GB เพิ่มได้ด้วย microSD สูงสุด 32GB, กล้องหลังความละเอียด 5 ล้านพิกเซลพร้อมไฟแฟลช ระบบ Auto Focus และถ่ายวีดีโอความละเอียด FWVGA 854x480 พิกเซล, กล้องหน้าความละเอียด VGA (0.3MP), แบตเตอรี่ 1700mAh, รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi, GPS, Bluetooth 2.1, DLNA, ระบบเสียง DTS Sound System, และมีวิทยุ FM หน้าจอหลักของ Cheetah จะมาพร้อมกับแอพฯ พิเศษของ Dtac และวิตเจ็ตนาฬิกาด้านบน ลากหน้าจอลงมาดู Notification Center กันบ้าง ตรงนี้จะแสดงการแจ้งเตือนต่างๆ รวมถึงปุ่มลัดสำหรับตั้งค่ามือถืออื่นๆ ด้วย ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้ตามต้องการ ถ้ากดปุ่ม Home บนตัวเครื่องค้าง จะเป็นการเปิด Task Manager ซึ่งด้านบนจะแสดง RAM ความจำที่ใช้ และเหลืออยู่ แนะนำว่ามั่นเข้ามาลบโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้ที่นี่บ่อยๆ โดยการแตะค้างที่ตัวแอพฯ และปัดนิ้วไปด้านข้างเพื่อปิดโปรแกรมครับ ไม่งั้นถ้าเปิดไว้นาน เครื่องคุณจะค้าง และอืดลงแน่นอน วิตเจ็ตอื่นๆ ก็มีให้เลือกใช้ ลองกดเข้าไปดูกันได้   อันนี้ผมซน อยากรู้เองส่วนตัวว่าถ้าเอาซิม TrueMove H มาใส่ มันจะใช้ได้มั้ย ผลปรากฎว่า ใช้ได้ครับ ตามภาพเลย ^^ แต่ว่า.....(ชมภาพต่อไป) จะไม่สามารถใช้งานบางบริการของ Dtac ได้ครับ แง่ว.. ทดสอบการเข้าเว็บกันหน่อยครับ การเข้าเว็บที่มีข้อมูลเยอะๆ แบบนี้ การเลื่อนหน้าจอถือว่าทำได้ค่อนข้างดี มีกระตุกบ้างเล็กน้อย แป้นพิมพ์ภาษาอังกฤษแบบสามแถว พิมพ์ได้แม่นดีเลย แป้นพิมพ์ภาษาไทยขนาดมาตรฐาน แต่ไม่ต้องห่วงครับ ใครไม่ชอบแป้นแบบนี้ ไปหาโหลดได้ใน Play Store เพียบเป็นสิบ! ถ้ากลัวมันเล็กไป ก็จับมันนอนซะ ชีวิตไม่ต้องกลัวมืดมน มีไฟฉายให้ใช้ ปรับได้หลายจังหวะ ถ้าชอบฟังเพลงก็ต้องแอพฯ ตัวนี้ครับ Dtac Deezer มีเพลงให้เลือกฟังเพียบ จากทุกค่าย หน้าแอพฯ ของ Cheetah จะไม่เหมือน Android ทั่วไปนะครับ คือคุณสามารถปัดหน้าจอไปทางซ้ายเพื่อเปิดดูหน้ารวมแอพฯ ได้ทันที (อยู่ต่อจากหน้า Home ขวาสุด) ไม่ต้องแตะปุ่ม App Drawer เหมือนมือถือ Android ทั่วไป อันนี้แล้วแต่ชอบครับ แต่ผมชอบแบบแตะปุ่มมากกว่า คงเป็นเพราะ UI ของ Huawei ทำไว้แบบนี้ ^^ ความเร็วในการจับสัญญาน GPS บนแผนที่ ทำได้ไวดีใช้ได้ ต่อไปลองมาดูความสามารถในการประมวลผลกันบ้างครับ ลองเล่นเกม Temple Run 2 ถือว่าลื่นไหลดี ไม่มีปัญหา ลองมาเล่น Fast 6 กันบ้าง อันนี้ต้องบอกตรงๆ ว่ามีกระตุกบ้างเล็กน้อยครับ แต่ก็พอเล่นได้ ผลทดสอบ Benchmark ด้วยโปรแกรม AnTuTu Dtac Cheetah ทำคะแนนได้ 6,220 คะแนน คะแนนอยู่ในระดับไม่สูงมาก เป็นรอง Samsung Galaxy Note ตัวแีรก แต่ก็สูงกว่า Amazon Kindle Fire และ Samsung Galaxy S ตัวแรก ก็ถือว่าโอเคสำหรับมือถือราคาเบาๆ ผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Vellamo ตามภาพด้านบนเลย ทดสอบ Multitouch Dtac Cheetah รองรับ Multitouch 5 จุด ครับ ถ้าไม่ชอบ Theme สามารถโหลดเพิ่มได้ตามสะดวก มีโหมดประหยัดพลังงานให้ใช้นะครับ หากแบตใกล้หมดเปิดใช้ จะได้ใช้แบตได้นานขึ้น หากไม่พอใจขนาดตัวอักษร ก็เพิ่มหรือลดได้ตามสะดวก แป้นโทรศัพท์ ต่อไปเป็นภาพจากแอพฯ ของ Dtac นะครับ ซึ่งมีทั้งเกม และบริการต่างๆ ให้โหลด มีทั้งฟรีและไม่ฟรี   Camera: กล้องถ่ายภาพ ปัจจัยสำคัญสำหรับนักแชะแล้วแชร์ คือกล้องถ่ายภาพครับ มาดูกล้องของตัวนี้กันว่าเป็นยังไงกันบ้าง Dtac Cheetah มาพร้อมกับกล้องหลัก 5 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED สำหรับถ่ายภาพในที่แสงน้อย เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีกล้่องหน้าแถมมาให้อีก (ระดับ VGA ถึงจะคุณภาพไม่แจ่มเท่าไหร่ แต่ก็ดีกว่าไม่มี) จัดมาให้ขนาดนี้ หาได้ยากในมือถือราคาระดับนี้เลยครับ เอฟเฟคต่างๆ มีให้เลือกใช้มากมาย โหมดการถ่ายภาพมุมกว้างพิเศษ หรือพาโนราม่าก็มีให้เลือกใช้ กล้องวีดีโอสามารถถ่ายได้ความละเอียดแค่ VGA ครับ ต่อไปลองชมตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้่องทั้งกล้องหน้า และหลังกันบ้าง น่าเสียดายที่เรารีวิวกันในหน้าฝน สภาพแสงไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่ (คลิ๊กชมภาพใหญ่ได้ครับ) ตัวอย่างการซูมภาพ  ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า Conclusion: สรุป ข้อดี - ราคาประหยัด คุ้มค่ากับสเปค - หน้าจอใหญ่ วัสดุโอเค - กล้องโฟกัสไว (เทียบกับ True Beyond 3G ของคู่แข่ง) มีแฟลช - ลำโพงเสียงดัง ข้อสังเกต - น้ำหนักเยอะไปนิด - เล่นเกมกราฟฟิกหนักๆ มีกระตุกให้เห็น จากที่ทีมงานได้ทดสอบรีวิว Dtac Cheetah หรือ Huawei Ascend G510 ต้องบอกเลยครับ มือถือเึครื่องนี้จัดเป็นมือถือที่คุ้มค่า และมาครบอีกเครื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเีรื่องกล้องที่มาพร้อมไฟแฟลช มีโหมด Auto Focus ที่โฟกัสภาพได้ไว และยังมีกล้องหน้าที่คุณภาพอาจจะไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ แต่ก็มีประโยชน์สำหรับการใช้งาน Video Call หรือถ่ายภาพเล่นๆ ก็พอได้ ส่วนการใช้งานทั่วไป ดูหนังฟังเพลง ฟังวิทยุ เล่นเน็ต ผ่าน Wi-Fi และ 3G เรื่องแบตเตอรี่ถือว่าอยู่ในระดับทั่วไปครับ คือถ้าเล่นหนักๆ ก็อยู่ไม่ครบวันตามมาตรฐานสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน แต่ถ้าเปิดเครื่องสแตนด์บาย รับสายบ้าง เล่นเฟส หรือเกมไม่เยอะเท่าไหร่ อันนี้ก็อยู่ได้ครบวันอยู่ครับ การเล่นเกม ตัวนี้ถึงจะมี CPU เป็น Dual-Core และมี GPU หรือชิปกราฟฟิก แต่ก็รองรับการเล่นเกมกราฟฟิกระดับกลางๆ ได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเล่นเกมที่เน้นกราฟฟิกหนักๆ อาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะมีอาการกระตุกให้เห็นบ้างครับ และทางด้านความร้อนของเครื่อง ถือว่าอยู่ในระดับรับได้ เล่นเกมนานๆ หลังเครื่องอุ่นนิดๆ เท่านั้น ถ้าถามว่ามือถือเครื่องนี้เหมาะกับใคร เฮียณัฐขอบอกว่า น่าจะเหมาะกับผู้ที่มีงบประมาณค่อนข้างจำกัด แต่อยากได้มือถือที่มีสเปคระดับโอเค ใช้งานได้ยาวๆ Dtac Cheetah น่าจะตอบโจทย์ได้ดีครับ เพราะว่ามาพร้อมกับ Android 4.1 Jelly Bean ก็ถือว่าโอเคแล้วครับ โดยเฉพาะการใช้งานทั่วไปเช่น ดูหนังฟังเพลง เล่นเน็ต เล่นเฟส เล่น Line, Instagram พวกนี้ทำได้ดีหมด ไม่มีปัญหาเลย ขอบอกเลยครับ ในงบประมาณระดับนี้ มือถือเครื่องนี้แหละครับคุ้มสุดจริงๆ ก็จบกันไปนะครับ สำหรับการรีวิว Dtac Cheetah หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจจะซื้อเครื่องรุ่นนี้มาใช้นะครับ หากมีข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับตัวเครื่อง สามารถสอบถามกันได้นะครับ ยินดีตอบทุกปัญหา (ที่ตอบได้นะครับ 555) วันนี้ก็ต้องขอลากันไปก่อน แล้วพบกันใหม่กับรีวิวตัวถัดไป จะเป็นอะไรนั้นติดตามชมกันให้ดีครับ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

รีวิว AIS Pocket WIFI ตัวเล็กรอบจัดสารพัดประโยชน์
ais /  AIS Pocket WIFI / 

ได้กลับมารีวิว อุปกรณ์ Network ประเภทพกพาอีกครั้งหลังจากที่หายหน้า หายตากันไปรีวิวแต่พวกอุปกรณ์ตามบ้านมานานครับ คราวนี้เป็น Pocket WIFI จาก AIS ที่ราคาถูกมากๆแถมยังมีการปรับแต่งมาให้ใช้งานง่ายชนิดที่คนไม่รู้เรื่อง IT หรือความเข้าใจด้าน  Network ก็สามารถใช้งานได้สบายๆเลยครับ หลังจากที่ AIS ได้ประกาศ 3G ใหม่ ภายใต้ความถี่ 2100 Mhz ซึ่งช่วงก่อนหน้านี้ ผู้ใช้หลายคนก็อึดอัดทรมานกับ Bandwidth ที่ไม่เพียงพอต่อการใช้งานมานาน ทาง AIS ก็เลยระเบิดพลัง ทั้งโปรโมชั่นและอุปกรณ์เสริมที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ 3G ใหม่กันยกใหญ่ โดยตัวนึงที่น่าสนใจมากก็คือ AIS Pocket WIFI ซึ่งเป็น Wireless Router ขนาดพกพา ซึ่งมีขนาดที่โคตรจะเล็กเอามากๆเลยครับ เหมาะมากสำหรับคนที่พกพาอุปกรณ์หลายๆอย่างไว้กับตัว แต่อยากจะควบคุมค่าใช้จ่ายด้าน Internet ไว้ที่ซิมเดียว ว่ากันตาม Spec ที่เขียนไว้ข้างกล่องเนี่ย เจ้า AIS Pocket WIFI สามารถรองรับความเร็วสูงสุดในการดาวน์โหลดได้ 21.6 Mbps ส่วนขา Upload ได้สูงสุดที่ 5.76 Mbps ส่วน Wireless LAN ก็รองรับมาตรฐาน B/G/N ความเร็วสูงสุด 150 mbps และสามารถรองรับอุปกรณ์ในการเข้ามาต่อเชื่อมได้สูงสุด 10 อุปกรณ์ด้วยกัน (รุ่นทั่วๆไป จะได้แค่ 5 อุปกรณ์ครับ) หน้าตาเล็กกะทัดรัดแบบสุดๆ ขนาดเล็กพอๆกับ Mouse เท่านั้นเอง แต่บางกว่าเยอะ สังเกตดูจะมีโลโก้ของ Huawei อยู่ด้านซ้ายของตัวเครื่อง แน่นอนล่ะ เจ้านี่ก็คือ Huawei E5220 ที่ถูกออกแบบเฉพาะมาให้ใช้งานกับเครือข่าย AIS 3G นั่นเองครับ  ไหนๆก็เป็น OEM ของ Huawei E5220 อยู่แล้ว ก็เลยขอภาพขนาดเครื่อง และ น้ำหนักมาจากเว็บของ Huawei ซะเลย น้ำหนักไม่ถึง 30 กรัม รวม Battery แล้วนี่มันพกพาง่ายมากๆครับ ด้านล่างเป็นพอร์ท Micro USB ซึ่งตรงนี้ เราสามารถเสียบกับ Notebook ให้ทำการชาร์จไฟ กลับเข้าไปในตัวมันก็ได้ หรือใครที่ใช้ Android ก็น่าจะมีสายชาร์จที่เป็น Micro USB อยู่แล้ว นำมาชาร์จได้ปกติเลยนะครับ   ด้านบนซ้าย จะมีรูเล็กๆ สามารถร้อยสาย ทำเป็นพวงกุญแจง่ายๆได้ครับ เออ แจ๋วดีแฮะ พวกกุญแจ WIFI Router  พลาสติกที่ใช้ในการทำวัสดุ ก็จะเป็นพลาสติกด้านๆหน่อย จับแล้วไม่ดูกระจอกเลยครับ แต่ห่วงอย่างเดียวคือ ถ้ามือเลอะ ไปจับโดนตัวมันเข้าก็กลัวว่าจะเลอะตามนี่แหละ เพราะพลาสติกด้านพวกนี้มันเปื้อนง่ายมากๆ AIS Pocket WIFI ตัวนี้ใช้ SIM ขนาดปกติ ซึ่งข้างในก็จะมีรายละเอียดของตัว SSID กับ Network Key เอาไว้พร้อมเลย ถ้าเกิดผู้ใช้งานปรับแต่งของพวกนี้ไม่เป็น ก็ไม่ต้องทำอะไรมากครับ ใส่ SIM , เสียบแบทเตอรี่ , เปิดเครื่อง แล้วก็เข้า Network ชื่อที่มันแสดงให้เห็น ก็จบแล้ว Battery ที่มากับ AIS Pocket WIFI มีพลังไฟสะสมทั้งหมด 1,150 mAh ลองทดสอบใช้งานต่อเนื่องโดยต่ออุปกรณ์ ประมาณ 3 เครื่อง ( Notebook ผม , iPhone แล้วก็ ipad Mini) โดยสลับใช้งานกันบ้าง โหลดพร้อมกันบ้าง เปิดเว็บทั่วไป และ ดู Youtube บ้าง สามารถเล่นต่อเนื่องได้ประมาณ 3 ชม. หน่อยๆครับ ส่วนถ้าเปิดๆ ปิดๆ ใช้งานไม่ต่อเนื่องมาก ก็อาจจะใช้งานได้ 1 วันกลับมาถึงบ้านหมดแรงพอดี เอ้า ว่าแล้วก็มาเปิดเครื่องดูเมนูการใช้งานข้างในกันหน่อยดีกว่า ผมจั่วหัวเอาไว้ว่า มันคือ ตัวเล็ก รอบจัด สารพัดประโยชน์ มันหมายถึงอะไรกันแน่ ตอนเปิดเครื่องไฟ LED หน้าเครื่องก็จะแสดงไฟมาทั้งหมด 4 สถานะด้วยกัน นั่นก็คือ - ไฟบอกความแรงของสัญญาณ 3G - ไฟบอกว่า Wireless ทำงานอยู่ - ไฟ Battery - ไฟบอกว่ามี SMS เข้ามา (ผมก็งงตรงนี้แฮะ ทุกที SMS ส่งมาที่อุปกรณ์พวก Router แบบนี้มันจะดูอะไรไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่พวกโทรศัพท์มือถือแล้วจะมีไฟบอกทำไม แต่จริงๆแล้วมันรองรับการดู SMS ที่ส่งมาหาเราด้วยล่ะครับ เมื่อ Login เข้ามาใน AIS Pocket WIFI ผ่านทางหน้า เบราเซอร์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องจำเลข IP Address เพื่อความงงอีกต่อไปเพราะเดี๋ยวนี้พวกอุปกรณ์ Network เค้าจะทำชื่อเฉพาะเพื่อให้เข้ามาจัดการอุปกรณ์ได้ง่ายๆครับ อย่าง AIS Pocket Wifi ตัวนี้ก็สามารถเข้ามาได้ด้วยชื่อ http://ais3gpocketwifi.home/ ครับ - แก้ชื่อ SSID กับ Network Key ได้ง่ายๆ - มีตัวบอกความเร็วสัญญาณ 3G ว่าความแรงเท่าไหร่ เราจะได้ว่า สัญญาณตรงจุดที่เราอยู่มันแย่หรือเปล่า - บอกว่ามี SMS กี่ข้อความ และสามารถอ่านและตอบ รวมถึงส่งจากหน้านี้ได้เลย เฮ้ย เมพ!! - เติมเงินจากบัตรเติมเงินได้เลย เฮ้ย เมพอีกแล้ว สำหรับผู้ใช้งานเบื้องต้น ใช้แค่นี้ก็พอแล้วนะครับ เพราะ เมื่อแกะกล่องมาเสร็จ ก็ยัดซิม แล้วเปิดเครื่อง ก็ใช้งานได้เลย ถ้าอยากแก้ไขชื่อ SSID ก็แค่ Login มาที่หน้านี้แล้วก็แก้ไขชื่อกับ Wireless LAN กับเลือกรหัสผ่านที่ต้องการได้เลย ถ้าเงินในซิมหมดก็ไปซื้อบัตรเติมเงินมากรอก จบ!! แล้วที่ผมจั่วหัวไปว่า มันเป็นตัวเล็ก รอบจัด หลายคนคงสงสัยว่ามันอยู่ตรงไหนฟระ??? ใจเย็นๆครับ ความเจ๋งมันอยู่ที่ “การตั้งค่าแบบละเอียด” ซึ่งตรงนี้มันจะใช้ความรู้ Network ระดับนึงในการ Setup เลย แต่ใครใช้เป็น รับรองว่าสารพัดประโยชน์มากๆครับ   พอเข้ามาในส่วนของการตั้งค่าแบบละเอียด ก็จะมีเมนูพิศดารมาให้เรากดเล่นมากขึ้น ความเจ๋ง รอบจัดอันแรกครับ มันเป็น Wireless Router ที่รองรับความสามารถ WISP นั่นก็คือ รับ Internet ทาง Wireless LAN แล้วมาแชร์ต่อทาง Wireless LAN ต่อได้ เช่นผมไปเจอ AIS Wifi ที่ไหน ผมกดเชื่อมต่อเข้าไปผ่าน AIS Pocket WIFI ตัวนี้ ผมใช้ Internet Account เดียว แต่สามารถแชร์ไปยังอุปกรณ์อืนๆของผมได้หมด   ความเจ๋งอย่างที่ 2 ก็คือ มันมี Firewall แบบง่ายๆในตัว คุณสามารถ กำหนด IP / Port แล้วก็จะอนุญาตหรือจะไม่อนุญาตให้มันผ่านไปได้ก็ได้ครับ   ความเจ๋งอย่างที่ 3 ก็คือ ตัว AIS Pocket WIFI สามารถกำหนด ปริมาณ Data ที่เราใช้งานได้ครับ เช่น ถ้าเราซื้อ Promotion 500Mb ไว้ ถ้าเกิดมันจะตัดบริการให้ทันทีเพื่อป้องกันเราเล่นเกินจาก Promotion ที่เลือกไว้ และความเจ๋งอย่างที่ 4 ก็คือ มันสามารถ ส่ง SMS ผ่านตัวมันได้เลยครับ รองรับภาษาไทยด้วย เออดีแฮะ เผื่อเวลาจะต้องสมัคร หรือ กดบริการเลขอะไรแปลกๆจะได้ไม่ต้องมานั่งแกะซิมแล้วหามือถือยัด เพราะตอนนี้มือถือ รอบตัวก็เป็น Nano Sim กับ Micro SIM หมดแล้ว ปิดท้ายความเจ๋งคือ เจ้า AIS Pocket WIFI ตัวนี้รองรับ SIP ALG ด้วย อันนี้คนที่ไม่ได้ทำงานด้าน Network อาจจะไม่รู้ แต่ตัวนี้จะช่วยให้ระบบ VoIP ที่อยู่หลัง AIS Pocket WIFI สามารถเชื่อมต่อไป Internet ข้างนอกได้อย่างราบรื่นมากขึ้นครับ ปิดท้ายด้วยการทำ Speedtest ซะหน่อย ผมกดทดสอบจาก เอกมัยซอยสี่ ในตัวบ้าน มีสัญญาณประมาณ 3 ขีด ความเร็วที่ทดสอบได้ประมาณ 3.5 / 1.26 mbps ก็เรียกได้ว่า ถึงแม้ไม่ได้เร็วฟ้าผ่า แต่ก็เร็วน้ำตาไหล เพราะไม่ค่อยจะได้เห็นความเร็วระดับนี้ใน 3G บ้านเรานักหรอกครับ ยิ่งในย่านที่มีคนอยู่เยอะๆอย่างเอกมัย สุขุมวิทด้วยเนี่ย ปิดท้ายด้วยราคาครับ AIS Pocket WIFI ตอนนี้ลดราคาเหลือ 1,499 บาท ซื้อแล้วแถม 3G Data ให้ 500MB นาน 1 เดือน และมี AIS Wifi ให้ใช้ได้ไม่จำกัดด้วย (ถ้าจะให้ติ ก็คงเป็นเรื่อง ความเร็วหลังจากที่ FUP หมด มันเหลือแค่ 64kbps นี่แหละครับ น่าจะใช้เยอะหน่อยซัก 128kbps ก็ยังดี) ใครสนใจก็ไปติดต่อได้ที่ศูนย์ AIS เลยครับ เหมาะมากสำหรับคนที่พกพาอุปกรณ์ที่ต้องต่อ Internet เยอะๆ แต่อยากจะควบคุมค่าใช้จ่าย ไม่อยากเปิด Internet หลายๆซิมนะครับ

อามิตตาพุทธ หลุด OPPO 6.65 mm บางสุดในโลกหล้า!!
Find 3 /  OPPO / 

OPPO 6.65 mm - OPPO เพิ่งปล่อย Find 3 ลงตลาดได้ไม่นาน แต่ดูเหมือนการชิมลางตลาดแอนดรอยด์จะถูกปาก  เพราะท่ามกลางข่าวหลุดลอย ของตัว Samsung Galaxy S III และเจ้าอื่นๆ ที่เน้นไปอัดกันทีซีพียู 4 คอร์ แหล่งข่าวจากจีน 花朵3GS ก็ปล่อยภาพ android ตัวใหม่ของ OPPO ที่มาพร้อมกับความบางเพียง 6.65 มิลลิเมตรเท่านั้น ชนะเจ้า Huawei Ascend P1 S ที่หนามากกว่า0.03 มิลลิเมตร ไปได้อย่างฉิวๆ ขณะที่หลายคนสงสัยว่ามันใช่ OPPO จริงหรือเปล่า เมื่อซูมเข้าไปส่อง UI ใกล้ๆ หน้าตาของมันไม่ผิดจาก OPPO Find ตัวพี่ นอกจากนี้ ดูเหมือนมันยังมาพร้อมกับ  หน้าจอ gorilla glass  อีกด้วย งานนี้ไม่รู้ว่าเรือธงค่ายอื่นๆ จะหนาวๆ ร้อนๆ กับน้องบางเฉียบที่สุดในโลกหล้า ตัวนี้บ้างหรือเปล่านะ ? Source By Engadget China ,  droidsans , mxphone

Commart 2013 รวมโปรเด็ด
Commart 2013 /  รวมโปร Commart 2013 / 

  หน้าร้อนมาเยือนบ้านนี้เมืองนี้อีกแล้วท่านผู้ชม ร้อนๆ แบบนี้ ไม่มีอะไรจะเหมาะกับเหล่าไอทีกายมากกว่า การไปเดินชมน้องๆ หนูๆ ในงาน Commart Summer Sale 2013     ตั้งแต่วันที่ 21-24 มี.ค.นี้อีกแล้ว ไปพบกันได้ที่เก่า ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตต์  เวลาเดิม เริ่ม 10.00 โมงเช้า หลบร้อนช้อปของ คลายเครียด ส่วนจะมีโปรโมชั่นอะไรน่าสนใจบ้างนั้น ไปชมกันเลยดีกว่าเนาะ .     โปรโมชั่น Commart 2013     1. Satellite Pro L830-2000X (Corei5, No OS, RAM 4GB, HDD 640GB, การ์ดจอแยก) Free : RAM 4GB มูลค่า 1,990 + รับประกันเพิ่มภายในประเทศ 1 ปี มูลค่า 1,390 + Carrying case มูลค่า 1,990.- ราคาปกติ 20,990.-    พิเศษในงาน 17,990.- (รวม VAT แล้ว) 2. ซื้อโน้ตบุ๊กโตชิบา Satellite M840/U940/PortegeR930/Z930 รุ่นที่ร่วมรายการ แถมฟรี !!  ชุดอัพเกรด Windows 8 Pro มูลค่า 6,200 บาท  จำกัด 500 ชุดเท่านั้น ราคา 44,990 บาท (inc. VAT) แถมฟรี Bluetooth Headset มูลค่า 1,590 บาท ราคา 17,990 บาท  (inc. VAT) แถมฟรี Benetton case มูลค่า 3,190 บาท ราคา 12,490 บาท (ราคานี้ไม่รวมจอมอนิเตอร์)  Acer Tablet Product 1.ICONIA | B1  ราคาพิเศษเพียง  3,990.- First Jelly Bean Tablet 7"   2.Iconia W510  16,900Windows tablet, wifi, get coupon to buy Acer docking keyboard at 990 bahts in VAT 3.Iconia W511  20.900Windows tablet, 3G, get coupon to buy Acer docking keyboard at 990 bahts in VAT Acer Smartphone Product 1.Liquid Z2 Duo | Z120 3,990.-First Entry Jelly Bean Dual SIM Smartphone (New Arrival) * 2.Liquid C1 | I 110  9,990.- First Intel Phone free PowerBank มูลค่า 1,390 จำนวนจำกัด Aspire One 756-967BCkk พิเศษสุดลด 50% ซื้อเพียงราคา 4,950.- ( รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ) จากราคาปกติ 9,900 บาท วันละ 50 เครื่อง  ร่วมกิจกรรมที่บูธ Acer เวลา 10.00 น. Acer Notebook Product 1.Aspire E1-471-32344G50Mnks_Glossy Black (NX.M0QST.006) • 2nd Generation Intel® Core i3-2348 Processor   (2.3GHz, 3 MB L3 Cache, DDR3 1333 MHz),   supporting Intel®  Smart Cache • Linpus Linux BE • 4GB DDR3, 500GB HDD, DVD-SuperMulti, Weight 2.25kg. • 14" HD (1366 x 768 pixel)Acer CineCrystal™ LED 16:9 aspect ratio • HDMI™ port with HDCP support • 1 Year International Travel Warranty • 1 ปีประกันภัยอุบัติเหตุ โจรกรรม และก่อการร้าย Special Price 12,900 2.Aspire V5-471G-53334G50Mass_Misty สี Silver  (NX.M5UST.003)   Aspire V5-471G-53334G50Mabb_Airy สี  Blue (NX.M5SST.003)   Aspire V5-471G-53334G50Mauu_Hazy สี Purple (NX.M5WST.003) • 3rd Generation Intel® Core i5-3337M Processor (1.8GHz with Turbo Booster to 2.7Hz, 3 MB L3 Cache, DDR3 1333MHz), supporting Intel®  Smart Cache • Linux • 4GB DDR3, 500GB HDD(Slim Type 7mm.), DVD-SuperMulti, Weight 2.1kg • 14" HD (1366 x 768 pixel)Acer CineCrystal™ LED 16:9 aspect ratio • NVIDIA® GeForce® GT 710M 2GB dedicated graphics memory • HDMI™ port with HDCP support • 2 Years Local and 1 Year International Travel Warranty • 1 ปีประกันภัยอุบัติเหตุ โจรกรรม และก่อการร้าย Special Price 17,900 3. Aspire V5-431P-21174G50Mass_Misty Silver (NX.M7LST.002) • Intel® Pentium® processor B2117U (1.8GHz,2 MB L3 cache,DDR3 1600 MHz), • Genuine Windows® 8 64-bit • 4GB DDR3, 500GB HDD(Slim Type 7mm.), DVD-SuperMulti, Weight 2.1kg. • 14" HD (1366 x 768 pixel) • HDMI™ port with HDCP support • 2 Years Local and 1 Year International Travel Warranty รับเพิ่ม 1 ปีประกันเหตุโจรกรรม Special Price 15,900     ViewSonic ViewPad 10e Android ICS 4.0 Cortex-A8 1GHz 512MB DDR3, 4GB ROM 9.7" IPS LCD 1024x768 pixels multitouch 5 MP with LED Flash HDMI, WiFi 802.11b/g/n, Bluetooth+EDR ปกติ... 6,990.- พิเศษในงาน  4,990.- ALCATEL OneTouch T10 Android ICS 4.0 Cortex-A8 1GHz 7'' LCD (16:9, 800x480) 0.3 MP front camera WiFi 802.11 b/g Promotion: ฟรี!  Huawei 3G AirCard  มูลค่า  1,090.- ปกติ... 4,990.- พิเศษในงาน 3,990.- MSi WindPad Enjoy 7Plus Android ICS 4.0 Cortex-A8 1GHz 7'' LCD (16:9, 800x480) 1GB DDR3, 8GB ROM 0.3 MP front camera WiFi 802.11 b/g/n ปกติ... 4,990.- พิเศษในงาน 2,990.- HUAWEI  E303 HiLink 3G : HSUPA/HSDPA/UMTS  2100/850MHz or 900MHz 2G : EDGE/GPRS/GSM  1900/1800/900/850MHz HSDPA data service of up to 7.2Mbps HSUPA data service of up to 5.76Mbps HiLink: Plug n Surf in 15 Sec. MicroSD Card slot; supported up to 32GB Windows & MAC OS Compatible ปกติ... 1,090.- พิเศษในงาน 699.-     - Win8 (32-bit) - Intel® Clover Trail™ Processor Z2760 (1.8GHz, 2 x 512KB) - Intel® Graphics Media Accelerator - Display 11.6" HD LED Display (1366 x 768) - RAM 2GB DDR2L System Memory at 800MHz - HDD 64GB e.MMC iNAND™ Embedded Flash Drive(Up to 128GB) - Weight 0.744Kg for slate only , 1.49Kg with keyboard - Webcam 2.0MP(Front) / 8.0MP(Rear) - 3G Embedded - S Pen - Battery 2 Cell (30Wh) 28,900.- (include keyboard , รวม VAT แล้ว) Free! กระเป๋าหนัง ATIV smart PC มูลค่า 1,490.- + Micro SD Card 16GB มูลค่า 350.- + 3G Data Package by AIS เดือนละ 50MB นาน 3 เดือน   แบตเตอรี่สำรอง 3,000 mAh USB Output ใช้งานได้สูงสุด 15 ชม. รับประกันการใช้งาน 1 ปี เป็นแบตเตอรี่สำหรับสำหรับชาร์จไฟให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ราคาปกติ   2,390  บ. (รวม Vat 7%)  ราคาพิเศษ  1,890  บ. (รวม Vat 7%)  พิเศษแถมฟรี mMini AC5   (มูลค่า  490 บาท ) บูธ   SVOA   Plenary hall   ( P 28-31  )   กล้องที่ใช้ในบ้านและอาคารสำนักงาน เพื่อดูเหตุการณ์ในเวลาปัจจุบัน เชื่อมต่อได้ทั้งแบบไร้สายและมีสาย ดูผ่าน App ได้ ทั้ง iOS และ Android ปกติ 1,590.- พิเศษ 1,099.- 50 เครื่อง ต่อวัน / รวม Vat ที่บูธ IT City โซน C และ Hall A, JIB โซน C, Banana IT โซน Plaza, Champ Channel โซน C, Speed Computer โซน C   SVOA Discovery Ci5 32000 Intel Core i5-3470 (3.2 GHz) Ram 4 GB DDR3, HDD 500 GB 2 GB VGA Card, 20” LED Monitor ปกติ 18,400.- พิเศษ 16,500.- จนกว่าของจะหมด / ไม่รวม Vat SVOA Discovery Ci7 34000 Intel Core i7-3770 (3.4 GHz) Ram 4 GB DDR3, HDD 1 TB 2 GB VGA Card, 20” LED Monitor ปกติ 23,100.- พิเศษ 20,000.- จนกว่าของจะหมด / ไม่รวม Vat   10 ล้านพิกเซล, LCD 3” บันทึกวิดีโอ Full HD 1920x1080 / 60i ระบบโฟกัสความเร็วสูง มีระบบกันสั่นในตัวเลนส์ ปกติ 13,400.- พิเศษ 11,500.- 5 ตัว ต่อวัน / รวม Vat ที่บูธ Photo Hut Source : commartthailand

อินเทล แนะนำโมเด็ม 4G LTE ออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรก พร้อมเปิดตัวแท็บเล็ตและอัลตร้าบุ๊กที่รองรับ 4G
intel /  Intel® XMM™ 7160 / 

ประเด็นข่าว • Samsung GALAXY Tab 3 (10.1) ที่รองรับการเชื่อมต่อ 4G ด้วยโมเด็ม Intel® XMM™ 7160 LTE มีวางจำหน่ายแล้วในทวีปเอเชียและยุโรป • Intel® XMM™ 7160 รองรับการใช้งานแบบมัลติโหมด (2G/3G/4G LTE) ทั้งเสียงและข้อมูลพร้อมกัน และรองรับการเชื่อมต่อกับ LTE ทั่วโลกได้มากถึง 15 คลื่นความถี่ • อินเทลประกาศว่าแท็บเล็ตและอัลตร้าบุ๊กรุ่นต่างๆ จากแบรนด์ชั้นนำที่มี PCIe M.2 LTE ซึ่งเป็นอุปกรณ์รับ-ส่งข้อมูลแบบไร้สาย จะเริ่มวางจำหน่ายในปี 2557 อินเทลประกาศเปิดตัวโซลูชั่น LTE ที่รองรับ 4G ชนิดมัลติแบนด์ มัลติโหมดออกสู่ตลาด โดยแพลตฟอร์ม Intel® XMM™ 7160 ที่มีอยู่ใน Samsung* GALAXY Tab 3 (10.1) รุ่นที่รองรับ 4G LTE1 พร้อมวางจำหน่ายแล้วในทวีปเอเชียและยุโรป นอกจากนี้ อินเทลยังเพิ่มโซลูชั่นรุ่นใหม่ๆ สำหรับการเชื่อมต่อ 4G LTE ด้วยการเปิดตัว PCIe (PCI Express) รุ่น M.2 สำหรับแท็บเล็ต อัลตร้าบุ๊ก อุปกรณ์ทูอินวัน รวมถึงอุปกรณ์รับสัญญาณ Intel® SMARTi™ m4G ซึ่งเป็นโมดูลที่สามารถรับและส่งสัญญาณวิทยุ (RF) ได้ โดยอินเทลคาดว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อไร้สายในตัวอุปกรณ์ได้ง่าย มีประสิทธิภาพ และประหยัดต้นทุนมากขึ้น “เมื่อเครือข่าย LTE มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้ใช้งานก็หวังที่จะได้เห็นอุปกรณ์ต่างๆ เชื่อมต่อกับ 4G ได้ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือแล็บท้อป อินเทลนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายให้แก่ลูกค้า เพื่อการเชื่อมต่อ LTE ที่มีความเสถียรและรวดเร็ว ทำให้ผู้ผลิตสามารถออกแบบอุปกรณ์พกพาได้หลากหลายรูปแบบ” นายเฮอร์แมน อูล รองประธานองค์กรและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มโมบายล์และ การสื่อสารของอินเทลกล่าว การวางจำหน่ายโซลูชั่น Intel® XMM 7160 นั้น นับเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการทดสอบการใช้งานข้ามเครือข่ายร่วมกับผู้ให้บริการชั้นนำจากหลากหลายประเทศ ทั้งจากทวีปเอเชีย ยุโรป และ อเมริกาเหนือ โดย Intel® XMM 7160 ถือเป็นหนึ่งในโซลูชั่น LTE แบบมัลติโหมด มัลติแบนด์ ที่มีขนาดเล็กที่สุดและประหยัดพลังงานที่สุดสำหรับโทรศัพท์และแท็บเล็ต โดยสามารถสลับการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย 2G, 3G และ 4G LTE ได้โดยไม่สะดุด รองรับการเชื่อมต่อ LTE พร้อมกันได้มากถึง 15 คลื่นความถี่ และรองรับ voice-over LTE (VoLTE) นอกจากนี้ ตัวโครงสร้างยังถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการรองรับคลื่นความถี่ RF ซึ่งประมวลอัลกอริธึมแบบเรียล-ไทม์สำหรับ envelope tracking (ET) และ antenna tuning เพื่อให้เป็นโซลูชั่นมัลติแบนด์ที่มีความคุ้มค่า ประหยัดแบตเตอรี่ และสามารถใช้ LTE ระหว่างประเทศได้ทั่วโลกด้วยอุปกรณ์เพียงเครื่องเดียว อินเทลนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายสำหรับการผลิตโมบายล์แพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งได้แก่ เอสโอซี (SoCs) integrated circuits ที่คุ้มต้นทุน ดีไซน์ต้นแบบ และซอฟต์แวร์ที่มีลูกเล่นมากมายซึ่งรองรับทั้ง 2G, 3G และ 4G LTE โดยอินเทลได้เปิดตัวโซลูชั่น LTE มัลติโหมด 2 รุ่นที่พัฒนามาจากแพลตฟอร์ม Intel® XMM 7160 แล้ว เพื่อเตรียมตลาดให้พร้อมสำหรับอุปกรณ์รูปแบบต่างๆ ที่เชื่อมต่อ 4G ในอนาคต LTE โมดูล Intel PCIe M.2 และโซลูชั่น Intel® SMARTi m4G รุ่นใหม่ อินเทล เปิดตัว LTEโมดูล Intel® PCIe M.2 LTE ซึ่งมีขนาดเล็ก ราคาประหยัด ที่มีขนาดมาตรฐานและรองรับมัลติโหมด 2G 3G และ 4G LTE สำหรับอุปกรณ์หลายรูปแบบ โดย Intel® M.2 รองรับการ ดาวน์โหลดความเร็วสูงสุดได้ถึง 100Mbps เมื่อเชื่อมต่อ LTE และรองรับการเชื่อมต่อ LTE ได้มากถึง 15 คลื่นความถี่เพื่อใช้งานระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังรองรับ Global Navigation Satellite Systems (GNSS) ฟังก์ชั่นที่พัฒนามาจากโซลูชั่น CG1960 GNSS อีกด้วย ผู้ผลิตรายต่างๆ สามารถนำโมดูล M.2 ไปใช้ในการออกแบบเพื่อเพิ่มคุณสมบัติการเชื่อมต่อ 4G ในผลิตภัณฑ์ได้อย่างง่ายดาย จึงช่วยลดต้นทุนด้านการออกแบบและตรวจสอบการรับรองมาตรฐานของอุปกรณ์ และยังช่วยร่นระยะเวลาทำให้สามารถนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดให้เร็วขึ้น ทั้งนี้ M.2 ยังอยู่ในระหว่างการทดสอบการทำงานข้ามเครือข่ายระหว่างผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลก โดยอุปกรณ์ที่ใช้ M.2 จะผลิตโดย Huawei*, Sierra Wireless* และ Telit* และจะมีวางจำหน่ายเร็วๆ นี้ ส่วนแท็บเล็ตและ อัลตร้าบุ๊กรุ่นต่างๆ จากผู้ผลิตชั้นนำจะเริ่มวางจำหน่ายทั่วโลกในปี 2557 ซึ่งเป็นโมดูลที่สามารถรับและส่งสัญญาณวิทยุ (RF) ได้ โดยอินเทลคาดว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อไร้สายในตัวอุปกรณ์ได้ง่าย มีประสิทธิภาพ และประหยัดต้นทุนมากขึ้น นอกเหนือจาก โมดูล Intel® PCIe M.2 LTE รุ่นใหม่แล้ว อินเทลยังได้ร่วมกับ Murata* <http://www.murata.com/> ในการแนะนำ Intel® SMARTi m4G ซึ่งเป็นโมดูลที่สามารถรับส่งสัญญาณวิทยุที่รวมเอา Intel® SMARTi m4G และ Intel® SMARTi 4G ไปไว้ในแพ็คเกจ LTCC (low temperature co-fired ceramic) ซึ่งเมื่อนำมาใช้งานคู่กับ Intel® X-GOLD™ 716 ผู้ผลิตจะสามารถออกแบบโซลูชั่นที่มีขนาดเล็กลง ผ่านมาตรฐานข้อกำหนดของผู้ผลิตได้ง่ายขึ้น และใช้เวลาในการออกแบบน้อยกว่าเดิม โดยสามารถตัดส่วนประกอบออกไปได้มากกว่าร้อยละ 40 และทำให้แผงวงจรมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมร้อยละ 20 อินเทล คาดว่าจะสามารถวางจำหน่ายโซลูชั่น LTE รุ่นใหม่ ซึ่งรวมถึง Intel® XMM™ 7260 ได้ในปี 2557 โดยอุปกรณ์รุ่นดังกล่าวได้เพิ่มคุณสมบัติ LTE ขั้นสูงเข้าไปด้วย เช่น carrier aggregation และเพิ่มความเร็วในการเชื่อมต่อสำหรับสัญญาณแบบ TD-LTE และ TD-SCDMA ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับโซลูชั่นเพื่อการสื่อสารไร้สายจากอินเทล ดูได้ที่ http://www.intel.com/content/www/us/en/wireless-products/mobile-communications.html  

Review: รีวิว TrueMove H Aircard Ultra Surf 2 แอร์การ์ดตัวเล็ก พลังแรง 42Mbps!
Ultra Surf 2 /  รีวิว TrueMove H Aircard Ultra Surf 2

สวัสดีครับพบกับรีวิวสินค้าไอที เทคโนโลยีที่น่าสนใจกับ Tech.MThai กันอีกแล้วนะครับ สมัยนี้เชื่อว่าแทบทุกบ้านน่าจะมีอินเตอร์เน็ตใช้กันทุกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นบนคอมพิวเตอร์, โน้ตบุ๊ค, สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต หรืออื่นๆ โดยเฉพาะความเร็วของอินเตอร์เน็ตบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ สมัยนี้ก็ไม่ได้กากเหมือนแต่ก่อนแล้ว ยิ่งหลังจากที่มีการเปิดตัว 3G กันไป รวมถึงค่าย TrueMove H ด้วยที่เปิดตัว 4G ทำให้กระแสการใช้งานอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ด้วยความเร็วสูงสุดระดับ 42Mbps ที่เรียกได้ว่าแรงกว่าอินเตอร์เน็ตบ้านความเร็วระดับเริ่มต้นซะอีก ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มีประโยชน์ได้จากทุกที่ทุกเวลา วันนี้ก็ถือเป็นความโชคดีของทีมงานที่ได้รับแอร์การ์ด TrueMove H Aircard Ultra Surf 2 มาทดสอบกันในครั้งนี้ ซึ่งตัวนี้สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงสุดได้ถึง 42Mbps ตามใบสเปคที่บอกมา วันนี้เฮียณัฐจะลองไปทดสอบแอร์การ์ดตัวนี้ในที่ต่างๆ มาดูกันครับว่าผลจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนอื่นเลย ก็ต้องขอขอบคุณทาง TrueMove H มากนะครับที่ส่งสินค้ามาให้เราได้ทดสอบกัน ว่าแล้วก็ไปชมรีวิวกันเลยครับ สเปค TrueMove H Aircard Ultra Surf 2 เจ้า Ultra Surf 2 จะเป็นแอร์การ์ดที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก บางเพียง 7 มม. น้ำหนักเบามาก และรองรับ 3G คลื่นความถี่ 850/2100MHz (ใช้ 3G ใหม่ ความถี่ 2100MHz ได้ทุกค่ายในประเทศไทย), มีความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 42Mbps และอัพโหลด 5.76Mbps, สามารถส่ง SMS ผ่านทางโปรแกรมที่มาพร้อมกับเครื่องได้, ที่น่าสนใจคือ สามารถใช้แอร์การ์ดตัวนี้กับแท็บเล็ต OTPC หรือแท็บเล็ตในโครงการรับจำนำข้าว เอ้ย! แท็บเล็ตในโครงการ One Tablet Per Child แท็บเล็ตเด็กนักเรียนของรัฐบาลนั่นเอง ต่อไปลองมาดูด้านดีไซน์กันบ้างครับ Design: การออกแบบ ลองมาเริ่มกันตั้งแต่การแกะกล่องเลยครับ มาตอนแรกจะเป็นกล่องใสๆ แบบนี้เลย ว่าแล้วก็แกะมันออกมา แอร์การ์ดของ TrueMove H ก็ต้องใช้ซิมการ์ดของ TrueMove H ครับ ถึงจะดีที่สุด ^^ ตัวแอร์การ์ดบาง 7 มม. ด้านบนมีโลโก้ TrueMove H 3G+ สกรีนไว้ชัดเจน แอร์การ์ดตัวนี้ผลิตโดยทาง Huawei นะครับ ด้านหลังมีแบรนด์ Huawei ติดไว้ ในกล่องประกอบด้วยคู่มือ รวมถึง quick guide วิธีใช้งานเบื้องต้น ต่อไปมาลองดูวิธีใส่ซิมกันครับ ก่อนอื่นก็ถอดฝาปิดออกมา ซิมการ์ดที่ใช้จะเป็นซิมการ์ดขนาดมาตรฐาน หรือซิมใหญ่นั่นแหละครับ วิธีแกะเครื่อง ให้ใช้นิ้วโป้งจับแบบในภาพ และออกแรงกด และดันขึ้นครับ ครั้งแรกอาจจะแน่นนิดนึง แนะนำว่าใช้สองมือดันง่ายกว่าครับ เปิดออกมาจะเป็นแบบนี้เลย นำซิมใส่ลงไปตามร่อง และดันเข้าไปให้สุด จากนั้นก็ปิดฝาให้เรียบร้อยครับ แค่นีเ้อง ง่ายๆ ^^ นี้เป็นภาพชัดๆ ของหัวเชื่อมต่อ USB ที่ใช้เสียบบนตัวเครื่องครับ    แอร์การ์ดตัวนี้สามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งเครื่อง Mac หรือโน้ตบุ๊ค หรือ Ultrabook ระบบปฏิบัติการ Windows 8, Windows 7, Windows Vista, Windows XP ได้หมด ส่วนระบบปฏิบัติการ Mac OS นั้น ต้องเป็นเวอร์ชั่น OS 10.5 ขึ้นไปครับผม   เมื่อเสียบแอร์การ์ดในครั้งแรก ระบบจะมี autorun ตัว driver ขึ้นมาแบบนี้ครับ ให้ติดตั้งตามขั้นตอนให้เรียบร้อย เมื่อติดตั้งเรียบร้อย โปรแกรมของ TrueMove H จะรันขึ้นมาทันที โดยจะมีหน้าตาตามนี้เลย หน้าแรกจะเป็นแบบนี้ครับ ถ้าหากว่าตัวแอร์การ์ดยังไม่เชื่อมต่อ ก็กดปุ่ม Connect ได้เลย ในภาพตัวโน้ตบุ๊คกำลังเชื่อมต่อ Wi-Fi อยู่ เมื่อกดปุ่มเชื่อมต่อแอร์การ์ดแล้ว โน้ตบุ๊คก็จะเปลี่ยนมาเชื่อมต่อทันที สามารถตรวจเช็คโปรโมชั่นที่ใช้ แพ็คเกจคงเหลือได้ที่ hlife.truecorp.co.th (เช็คได้ขณะที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วยซิมของทรูเืท่านั้น) และสามารถซื้อแพ็คเกจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่เลยครับ สามารถเติมเงินได้จากตัวโปรแกรมเลย หากมีเฟิร์มแวร์ใหม่ของตัวแอร์การ์ด ก็สามารถอัพเดต หรือเช็คได้ทันที ดู SMS หรือ ส่ง SMS ก็ได้เช่นกัน บนตัวแอร์การ์ดจะมีไฟบอกสถานะขณะใช้งานที่แตกต่างกันไป เช่น ขณะที่คุณดาวน์โหลด ไฟสถานะจะเป็นสีเขียว แต่ถ้าสถานะปกติ ไฟจะเป็นฟ้า ต่อไปก็เป็นช่วงทดสอบความแรงกันบ้างครับ Performance: ประสิทธิภาพ ทดสอบครั้งแรก เราทดสอบกันที่ตึกชั้น 16 บนถนนแจ้งวัฒนะ สำนักงานของทาง MThai นั่นเอง ทดสอบ 3 ครั้ง ความเร็วเฉลี่ยดาวน์โหลดอยู่ที่ 9Mbps กว่าๆ ส่วนความเร็วอัพโหลด จัดไปที่ 1Mbps กว่าๆ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดีเลยครับ เกือบๆ เท่ากับเน็ตบ้านราคา 590 บาทเลย ต่อไปลองมาดูผลการทดสอบแถวบ้านนอก บ้านเฮียณัฐ ย่านบางบัวทองกันบ้าง เห็นผลทดสอบแล้วอย่าตกใจนะครับ ความเร็วการดาวน์โหลดจัดไปที่ 0.60 Mbps และอัพโหลด 0.85 Mbps ถือว่าต่ำมากครับ อาจเป็นเพราะว่าบ้านเฮียเองอยู่ค่อนข้างไกลจากจุดปล่อยสัญญานของ TrueMove H ก็เป็นได้ ผลเทสด้านบนนี้ทดสอบที่ Terminal 21 ห้างสุดแนวในเมืองกรุงครับ ผลการทดสอบดาวน์โหลดก็พอใช้ได้ แต่อัพโหลดน้อยไปนิด เป็นไปได้ว่าในห้างมีคนใช้งานอินเตอร์เน็ตเยอะ คะแนนก็เลยดร็อปลง ลองไปทดสอบบริเวณซอยสุขุมวิท 13 บ้างครับ อัพโหลดกลับมาเกิน 1Mbps อีกครั้ง ส่วนดาวน์โหลดได้ที่เกือบๆ 4Mbps ครับ ---------- Conclusion: สรุป จุดเด่น - ขนาดเล็ก เบา พกพาสะดวก - ดีไซน์สวย มีไฟบอกสถานะ - ความเร็วค่อนข้างดี (ขึ้นอยู่กับพื้นที่ใช้บริการ) - ติดตั้งง่าย มี Driver ในตัว จุดสังเกต - ราคาแรงไปนิด (อาจมีแพ็คเกจคุ้มๆ เพิ่มเติมในภายหลัง) สรุปนะครับ ผลทดสอบแอร์การ์ด TrueMove H Aircard Ultra Surf 2 ถือว่าจัดอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจนะครับ สำหรับท่านที่ต้องการใช้งานใกล้กับจุดปล่อยสัญญาน สามารถทำความเร็วได้ไม่แพ้เน็ตบ้านเลยทีเดียว และถ้ายิ่งอยู่ในเมืองยิ่งไม่มีปัญหาเลยครับ ความเร็วจัดว่าดีมาก แนะนำว่าถ้าหากไม่แน่ใจว่าความเร็วของเน็ตแถวที่จะใช้นั้นแรงแค่ไหน หรือพอที่จะใช้งานหรือเปล่า ให้ลองยืมสมาร์ทโฟนที่รองรับ 3G ของเพื่อนไปทดสอบดูก่อนครับ ถ้าหากว่าความเร็วแรงดี ก็เยี่ยมเลยครับ ราคา TrueMove H Aircard Ultra Surf 2: 1,990 บาท

เก็บตกงาน Communic Asia 2011
communic asia /  huawei / 

ผ่านไปแล้วนะครับ กับงานใหญ่ที่อาจจะเรียกได้ว่า เป็นงานระดับโลกอีกงานหนึ่ง กับ Communic Asia 2011 และ Broadcast Asia 2011 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปลายเดือน มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา โดยทั้งสองงาน จัดมากพร้อมกันครับ ทำให้ ทีมงาน Mthai หลายชีวิตได้ไปส่องเทคโนโลยีใหม่ๆ ในงานกันครับ โดยสำหรับ Communic Asia นั้นเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับด้าน IT เป็นหลัก ดังนั้นบรรยากาศในงานจะเป็นการแสดงเทคโนโลยีทั้งในด้านของ อุปกรณ์และโปรแกรมที่เกี่ยวข้องต่างๆ ตั้งแต่สายแลน, 3G, มือถือ ไปจนถึงระบบเครื่อง Server เลยทีเดียว โดยงานนี้ จะพาไปชมกลุ่มที่เป็นไฮไลท์เน้นๆ กันนะครับ สำหรับในงานวันแรก ด้วยความที่กลัวไม่ทัน ทีมงานทั้งหมดตื่นกันตั้งแต่ไก่โห่ ( หกโมงเช้าสิงคโปร์เท่ากับตีห้าบ้านเรา) ไปยังสถานที่จัดงานคือ Marina Bay Sand. โดยไปกับรถโดยสารระหว่างงาน Commuic Asia กับ Broadcast Asia 2011 ซึ่งปรากฏว่า "โล่ง!!!" เพราะไปกันก่อนงานเปิด หลังจากที่ได้บัตรเข้างานเรียบร้อยแล้วก็ไปเดิน เดิน แล้วก็เดิน เนื่องจากภายในงานนั้น มีถึง 3 ชั้นด้วยกัน . NFC : Near Field Communications. . สำหรับ Technology ที่พบได้บ่อยมาก ดูมาแรง และน่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็น NFC : Near Field Communication โดยเจ้าตัวนี้ จะพบเห็นได้เยอะทีเดียวในงาน ซึ่งมีหลายค่ายนำเทคโนโลยีของตนเองมาแสดง โดยระบบนี้ เป็นระบบที่สามารถทำให้เราจ่ายเงินในการซื้อสินค้า-บริการได้อย่างสะดวกสบายกว่าการรูดปรื๊ดๆ ด้วยซ้ำ เพียงแค่นำมือถือ ไปแตะใกล้กับจุดสัมผัสของ NFC (ให้นึกถึงการเอาบัตร BTS ไปแตะตรงทางเข้ารถไฟฟ้าเลยครับ) จากนั้นก็กด Ok เท่านั้น ระบบก็จ่ายเงินกันเรียบร้อย ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะให้ส่งสินค้าที่ไหนเมื่อไหร่ อย่างไร ได้เลย เพียงแต่ปัญหาหลักของระบบคือ เจ้าระบบนี้ยังมีต้นทุนสูงอยู่ในแง่ของอุปกรณ์ที่ใช้งาน รวมทั้งมือถืออีกหลายรุ่นที่ยังไม่สนับสนุน ไม่ว่าจะค่ายใหญ่อย่าง iphone, BB, Nokia ซึ่งในบูทที่เค้านำมาสาธิตให้ดูคือ เป็นปลอกกันกระแทกที่มี NFC พ่วงเข้ามา เพียงแต่ ณ ตอนนี้ ต้นทุนของเจ้าปลอก NFC ของ iphone ที่นำมาแสดงยังมีราคาถึง $80 เลยทีเดียว (เจ้าหน้าที่ประจำบูทยังบอกแบบติดตลกว่า "แล้วจะมี user กี่คนที่ซื้อ" ) คลิปเกี่ยวกับ NFC ในงาน Communic Asia 2011 . จอภาพ หลายแบบ หลากรุ่น หลายขนาด 3D เพียบ!!! . ภายในงานจะมีจอภาพแบบต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกันอย่าง ทีวี - จอภาพ - Projector ที่แสดงผลแบบ 3มิติ ที่จะเห็นได้บ่อย เท่าที่จะบ่อยได้ มีทั้งบริษัทที่มาจากเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน โดยแทบทั้งหมดจะแสดงกันเต็มพื้นที่ ตั้งแต่ขนาดเล็กๆ ไปจนถึงขนาดใหญ่มากๆ นอกจากนี้ยังมี เจอภาพแบบอื่นๆ อีกเช่น จอภาพแบบใส ที่สามารถมองทะลุผ่านไปเห็นวัตถุที่อยู่ด้านหลังได้ จอภาพแบบใสที่มองทะลุภาพด้านหน้าไปได้ . เป้าหมาย No. 1 ของงาน Nokia N9 เจ้าพระเอกหมายเลขหนึ่งของทีมงานที่ไปเห็นจะหนีไม่พ้นเจ้า Nokia N9 ที่นำมาแสดงในงานให้ได้ลองลูบไล้ Swipe กันเน้นๆ ครับ ซึ่งเจ้า N9 ตัวนี้มาพร้อมระบบปฎิบัติการ Meego ที่เรียกได้ว่า  Nokia ภูมิใจเสนอมาก สัมผัสได้จากเจ้าหน้าที่ประจำบูทที่คุยกับทีมงาน ซึ่งบินมาจากฟินแลนด์ ถามอะไรตอบได้ แม้กระทั่งถามกันไปว่า แล้วไอ้ Window Phone 7 ล่ะทำไง พี่ท่านก็ตอบมา สรุปใจความได้ว่า ในแนวทางนั้นแล้วแต่ทางทีมบริหาร แต่ที่แน่ๆ Meego, N9 เทพ!!! สรุปคร่าวๆ กับเจ้า Nokia N9 นะครับ สิ่งแรกที่สัมผัส เห็น คือ "มันสวยดีนะ" หน้า Home มีข้อมูลทุกอย่างให้ใช้งาน เสมือนยก Wall ของ Facebook มาใส่ไว้ก็ไม่ปาน ซึ่งเราสามารถจะเห็นข้อมูลกิจกรรม หรือ ข้อความเตือนต่างๆ ได้อย่างครบถ้วนในหน้า Home  ส่วนรูปร่างหน้าตาก็ดูดีใช้ได้เลย ต่อมาคือ "ลื่นปรื๊ดดด" เราสามารถตั้งหน้าจอได้หลายๆ หน้าเมื่อดั่ง iphone หรือ android รุ่นต่างๆ เพียงแต่มันสามารถ สลับไปมาระหว่างโปรแกรมได้เนียนกว่า! เช่น เมื่อคุณเปิดคลิป-หนัง ดูอยู่ เพียงแค่เลื่อน เปลี่ยนหน้าจอ หนังที่ดูไว้จะถูกหยุดให้อัติโนมัติ และสามารถเลื่อนกลับมาดูต่อได้ โดยไม่มีกระตุก สะดุดให้เห็น ส่วน Spec อื่นๆ ก็ถือว่า ไม่โดดเด่นมากนักไม่ว่าจะเป็น CPU ความไว 1 Ghz., กล้องความละเอียด 8ล้านพิกเซล กับ เลนซ์ Calr Zeiss, ช่องเสียบ USB ที่สามารถใช้งานเก็บภาพเก็บไฟล์ได้เลย ไม่ต้องผ่าน i-Tunes (ตรึ่งโป๊ะ!! เค้าโฆษณาประมาณๆนี้ ) และแน่นอน มี NFC ให้ด้วย ที่แน่ๆ มันเล่น Angry Birds ได้ลื่นมาก!!! ( เอ๊ะ!! Angry birds มันเป็นตัวทดสอบมือถือกันตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย!? ) คลิปโชว์ Nokia N9 . พระรองอย่าง Huawei MediaPad. . ในงานนอกจากจะมีเจ้า N9 ตัวเป็นๆ มาให้สัมผัสกันแล้ว ยังมีการเปิดตัวของ Tablet จากค่ายหัวเหว่ย ในรุ่น MediaPad ซึ่งบอกว่า เป็น Android Honeycomb รุ่นล่าสุด 3.2 (ในตลาดส่วนใหญ่ยังเป็น 3.0 นะครับ) ซึ่งเป็น Tablet ขนาด 7 นิ้ว CPU ความไว 1.2 Ghz. หลังจากที่ได้ลองสัมผัส จับตัวเป็นๆ ลูบไล้ไปมา พบว่า "Android ก็ยังเป็น Android" เพราะไม่รู้สึกถึงความต่างกับ Tablet ที่เป็น Android จากค่ายอื่นๆเท่าไหร่ ทั้งในแง่ความไว ความนิ่งของการใช้งาน สำหรับ ผู้ใช้งาน Tablet ที่ใช้ OS อย่าง Android ต้องยอมรับกันว่า Rom ที่มาจากศูนย์นั้น มีปัญหาแทบทุกตัว ทุกค่าย เสมอๆ ซึ่งทำให้ไม่สามารถรีดประสิทธิภาพของอุปกรณ์ได้อย่างเต็มที่ สำหรับเจ้าตัวนี้ก็เช่นกัน ยังคงพบเห็นอาการ Force Close แว๊บๆ (ในเครื่องข้างๆ) เห็นอาการสะดุดเล็กน้อย ซึ่งหากคาดหวัง ก็คงต้องหวังว่าเมื่อวานตลาดปัญหาของ rom จะนิ่งกว่านี้ หรืออาจหวังไปถึงรอมโมฯ จากที่ต่างๆเช่น CyanogenMod หรือจาก ใน XDAforum เพื่อรีดประสิทธิภาพมากกว่านี้ สรุปง่ายๆ ว่า โดยรวมวัสดุดีตามมาตรฐานของหัวเหว่ย ส่วนรอมยังต้องรอดูว่าจะนิ่งแค่ไหน ( ทำให้เห็นว่า การที่ Samsung ส่งเครื่องต่างๆให้กับทีมพัฒนารอมหลายๆค่ายเป็นเรื่องที่ทำให้เครื่องรุ่นนั้นเกิดความน่าสนใจขึ้นกว่าเดิม) ส่วนที่ยังกดดันให้หัวเหว่ยยังต้องคิดเพิ่มเติมคือ การที่ Ipad3, iphone5 จะเปิดตัวในปลายปีนี้อีกต่างหาก ดังนั้น หากยังช้า ก็คงยากกก ทั้ง Huawei ทั้ง Nokia . Singapore e-Goverment. . ในบูทใหญ่อีกบูทที่น่าจะเป็นแนวทางให้กับหน่วยงานไทยได้อย่างดีนั่นคือ Singapore e-Government ซึ่งในปีนี้ ทางรัฐบาลสิงคโปร์ ได้มาแสดงแผนงานของการพัฒนาไปเป็น e-Gov ให้มากขึ้นไปอีก โดยแผนที่นำมาแสดงเป็นเป้าหมายของการพัฒนาในช่วงปี 2011-2015 ซึ่งสรุปได้ว่า ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ จะสามารถเข้าถึงได้ผ่าน Internet ทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งผ่าน มือถือด้วย ซึ่งเป้าหมายดูแล้วชัดเจน และสามารถทำได้จริงๆ หลายส่วนทำไปแล้วและเปิดตัวในงานนี้ เช่น mGov@SG  เป็นเว็บที่เป็น one-stop service ของหน่วยงานรัฐ โดยในงานนี้เรียกได้ว่า เห็นแล้วได้แต่คาดหวังว่า ในบ้านเราจะมีการพัฒนาเข้าสู่ eGov มากกว่าที่เป็นอยู่ (ดูแล้วเรายังตามอยู่อีกหลายต่อหลายขุม) เพราะงานนี้ เจอะเจอคนไทยไม่น้อย ทั้งในงาน หน้างาน บนเครื่อง ซึ่งเห็นหลายๆคน ไปร่วมงานนี้กัน ทั้งหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน . Mobile Apps. . ในงานเรียกได้ว่า ตลาดของมือถือโดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็น Smart Phone มียกขบวนมาไม่น้อย ซึ่งก็มีค่ายใหญ่บ้างเล็กบ้าง แต่แน่นอนกว่าคือ เหล่าบรรดาที่เป็นบริษัทผู้ผลิต Apps ต่างๆ สำหรับมือถือในกลุ่มนี้มีเห็นได้เยอะ เรียกว่า เติบโตไปตามกระแสของมือถือในกลุ่มนี้เลยทีเดียว ซึ่งในงาน มี Apps ที่แสดงโชว์เทคโนโลยีต่างๆ เรียกว่าจัดเต็มกันมา เช่น เกมส์ตกปลาที่ใช้ระบบของ AR : Augmented Reality , โปรแกรมนำทางต่าง ที่จะเห็นได้เยอะ ซึ่งในส่วนใหญ่ที่นำมาแสดงนั้น เนื้อหา (Content) ต่างๆ ก้าวข้ามจากแบบเดิมคือ ผ่านทาง SMS ไปสู่ บน Applications แทน ดังนั้นเนื้อหาที่ได้จึงเป็นมากกว่าข้อความ และผู้ใช้งานสามารถเลือกโหลด Apps ที่ต้องการผ่านทาง Apps Store, Market ต่างๆได้ด้วยตัวเอง ............................... ที่เหลือในงาน ก็จะเป็นบูทจากบริษัทต่างๆ เรียกว่าเทคโนโลยีหลายตัวก็คล้ายกัน อย่างเช่น NFC ก็มีจากหลายบูท หลายค่าย, ระบบจอภาพ ทีวี เครื่องฉายโปรเจคเตอร์ต่างๆ ที่เป็น 3D ก็คล้ายๆกัน อาจจะต่างกันด้วยความ "เนียน" ของภาพที่ดูแล้วหลอกตามาน้อยแค่ไหน สุดท้าย หากหวังว่า ในงานจะมี "Pretty" น่ารักๆ แล้วล่ะก็ เรียกได้ว่า แทบไม่มีเลยทีเดียวครับ น้อยมากๆ เรียกว่า ไม่เน้นกันเลยก็ว่าได้ ................................ คลิปจากงาน Communic Asia 2011 . คลิปเก็บตกจากงาน Broadcast Asia 2011 .