Huawei Ascend P6

Review: รีวิว Dtac Cheetah (Huawei Ascend G510) คุ้มที่สุด ในราคา 4,590 บาท!
Android /  Dtac Cheetah / 

สวัสดีครับแฟนๆ ชาว Tech.MThai ทุกท่าน กลับมาพบกับรีวิวสินค้าไอที เทคโนโลยีใหม่ๆ กับ เฮียณัฐ กันอีกแล้วนะครับ วันนี้เรามีสมาร์ทโฟนที่ได้รับความสนใจมากในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เราจะมา รีวิว Dtac Cheetah หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ HUAWEI Ascend G510 นั่นเอง และที่บอกว่ามือถือเครื่องนี้ได้รับความสนใจมาก นั่นก็เพราะว่าเปิดราคามาเพียง 4,590 บาทเท่านั้น เรียกได้ว่าโดนใจคนชอบช็อปของราคาประหยัดกันเลยทีเดียว แต่ก่อนที่จะไปรีวิว Dtac Cheetah เราต้องขอขอบคุณทาง Dtac มากนะครับ ที่ได้ส่งสมาร์ทโฟน และฟีเจอร์โฟน Dtac TriNet มาให้เรารีวิวกันทั้ง 3 รุ่น รับรองว่าแฟน MThai ได้ติดตามกันทั้ง 3 ตัวแน่ครับ รอให้ทีมงานทดสอบกันก่อน ว่าแล้วก็ไปชมดีไซน์ Cheetah กันก่อนเลยครับ แกะกล่องไปพร้อมๆ กันเลย Design: การออกแบบ ก่อนดูตัวเครื่องด้านใน เราลองมาแกะกล่อง ดูอุปกรณ์ข้างในกันก่อนครับว่ามีอะไรบ้าง ที่สติ๊กเกอร์หน้ากล่องด้านนอก ตัวนี้บอกว่ามาพร้อมกับประกันเยอะถึง 15 เดือนเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้า ด้านข้างมีบอกรายละเอียดสเปคของเครื่องครับ ตามนั้นเลย ด้านนี้โปรโมชั่นของทาง Dtac ซื้อเครื่องแถมค่าโทร อุปกรณ์ในกล่องที่แถมมาให้ นอกจากคู่มือและใบรับประกันก็มี ที่ชาร์จ, สายดาต้าหัวเป็น MicroUSB, และหูฟัง หูฟังตัวนี้เป็นแบบนี้ฮะ ดูกันชัดๆ เปิดกล่องมา จะเจอพระเอกของเราอยู่ข้างใน  หน้าจอตอนไม่เปิดเครื่องครับ ตัวนี้มาพร้อมหน้าจอขนาด 4.5 นิ้ว แบบ TFT LCD มีความละเอียด 854x480 พิกเซล (218ppi) สำหรับผม ส่วนตัวคิดว่าขนาดประมาณ 4.3 - 4.5 นิ้วนี่แหละขนาดกำลังดี น่าถือ คิดว่าน่าจะเป็นขนาดที่น่าใช้ที่สุด ย้ำว่าความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ ^^ ด้านบนมีลำโพงสนทนา, กล้องหน้า, และโลโก้ HUAWEI ด้านล่างมีปุ่มหลัก Android คือ ปุ่ม Back, Home และ ปุ่มเมนูครับ เป็นปุ่มแบบ soft touch เรืองแสงได้  ดูหน้ากันชัดๆ อีกครั้งหน้า สีสันของหน้าจอ อยู่ในระดับพอใช้นะครับ ไม่ได้สดใสมากมายเวอร์ขนาด Samsung อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ เมื่อเทียบกับราคา หน้าจอหลักมาพร้อมกับแอพฯ บริการต่างๆ ของ Dtac ครับ และแน่นอนว่าถ้าใส่ซิมอื่นๆ มันจะใช้ไม่ได้ (ผมลองใส่ซิมทรู มันแจ้งว่าใช้ไม่ได้ครับ 555) ด้านหลังเป็นพลาสติกดำด้าน งานประกอบดูแน่นหนาดีครับ ข้อดีของฝาหลังแบบนี้คือ ไม่เป็นรอยนิ้วมือง่าย ด้านบนจะเป็นลำโพงนอก, กล้่องหลัก พร้อมไฟแฟลช และตรา Dtac กล้องจะนูนขึ้นมานิดๆ พอเป็นกระษัย ตัวเครื่อง Cheetah จะบาง 9.9 มม. น้ำหนักประมาณ 150 กรัม ด้านล่างไม่มีอะไร มีแต่โลโก้ Huawei อีกครั้งหนึ่ง   ช่อง MicroUSB สำหรับเสียบสายดาต้า และชาร์จไฟจะอยู่ด้านข้าง ถัดไปจะเป็นปุ่มควบคุมเสียง และปุ่ม Power สำหรับเปิด/ปิดเครื่อง และล็อคหน้าจอ ส่วนอีกด้านไม่มีปุ่มใดๆ ด้านล่างมีช่องไมค์สนทนา ด้านบนมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. หรือเสียบ small talk ลองมาเปิดฝาหลังดูเครื่องในกันบ้าง Dtac Cheetah ใช้ซิมการ์ดแบบใหญ่ปกตินะครับ จะใส่ซิมต้องถอดแบตออกก่อน รวมถึงสามารถเพิ่มหน่วยความจำได้ด้วย microSD Card ที่ไม่ต้่องถอดแบตก็ใส่ได้ แต่ควรปิดเครื่องก่อนนะ เพื่อป้องกันข้อมูลเสียหาย ถอดฝาหลังมาจะเป็นแบบนี้เลย มาลองเปิดเครื่องกันดีกว่าครับ เปิดมาตอนแรกจะขึ้นโลโก้แบบนี้ พร้อมกับเสียงผิวปากตามสไตล์ Dtac เสียงลั้นออฟฟิศเลย แนะนำว่าตอนเปิดเอามือปิดลำโพงหลังไว้ก็ดีนะ การปลดล็อคหน้าจอ ให้ใช้นิ้วแตะตรงกลางรูปรูกุญแจ และลากนิ้วขึ้นหรือลงครับ หรือจะแตะค้างแล้วลากไปด้านซ้ายเพื่อเข้าเมนูโทรศัพท์ หรือลากไปด้านขวาเพื่อเปิดเมนูข้อความแบบลัดได้ทันที ขนาดตัวเครื่อง พอดีมือคนตัวใหญ่แบบเฮียครับ ^^ สรุปด้านการออกแบบ Dtac Cheetah ถือว่าสอบผ่านนะครับ สำหรับมือถือราคาไม่ถึง 5,000 บาทแบบนี้ งานประกอบถือว่าทำออกมาได้แน่นหนา ถึงแม้ว่าจะมีส่วนประกอบเป็นพลาสติกเป็นหลัก แ่ต่็ก็ทำได้ดูดีไม่แพ้มือถืออินเตอร์แบรนด์ในราคาระดับเดียวกันเลยครับ แถมยังมีหน้าจอขนาดใหญ่ 4.5 นิ้ว จอใหญ่สบายตา เรียกได้ว่าดีกว่ามือถือราคาเหยียบหมื่นบางรุ่นด้วยซ้ำไป (พูดถึงด้านขนาดอย่างเดียวนะครับ ไม่นับเรื่องความละเอียดหน้าจอ และสีสัน ซึ่งก็ตามงบครับ) ส่วนตัวด้านดีไซน์ ผมมองเป็นศิลปะ ผมให้ผ่านครับ ^^ ต่อไปลองมาชมด้านการใช้งาน หรือ Performance กันบ้างครับ Performance: ประสิทธิภาพ สเปคของ Dtac Cheetah ตัวนี้ มาพร้อมกับ CPU Dual-Core 1.2GHz Qualcomm Snapdragon, RAM 512MB (เหลือให้ใช้ประมาณ 400MB), GPU Adreno 203, หน่วยความจำ 4GB เพิ่มได้ด้วย microSD สูงสุด 32GB, กล้องหลังความละเอียด 5 ล้านพิกเซลพร้อมไฟแฟลช ระบบ Auto Focus และถ่ายวีดีโอความละเอียด FWVGA 854x480 พิกเซล, กล้องหน้าความละเอียด VGA (0.3MP), แบตเตอรี่ 1700mAh, รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi, GPS, Bluetooth 2.1, DLNA, ระบบเสียง DTS Sound System, และมีวิทยุ FM หน้าจอหลักของ Cheetah จะมาพร้อมกับแอพฯ พิเศษของ Dtac และวิตเจ็ตนาฬิกาด้านบน ลากหน้าจอลงมาดู Notification Center กันบ้าง ตรงนี้จะแสดงการแจ้งเตือนต่างๆ รวมถึงปุ่มลัดสำหรับตั้งค่ามือถืออื่นๆ ด้วย ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้ตามต้องการ ถ้ากดปุ่ม Home บนตัวเครื่องค้าง จะเป็นการเปิด Task Manager ซึ่งด้านบนจะแสดง RAM ความจำที่ใช้ และเหลืออยู่ แนะนำว่ามั่นเข้ามาลบโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้ที่นี่บ่อยๆ โดยการแตะค้างที่ตัวแอพฯ และปัดนิ้วไปด้านข้างเพื่อปิดโปรแกรมครับ ไม่งั้นถ้าเปิดไว้นาน เครื่องคุณจะค้าง และอืดลงแน่นอน วิตเจ็ตอื่นๆ ก็มีให้เลือกใช้ ลองกดเข้าไปดูกันได้   อันนี้ผมซน อยากรู้เองส่วนตัวว่าถ้าเอาซิม TrueMove H มาใส่ มันจะใช้ได้มั้ย ผลปรากฎว่า ใช้ได้ครับ ตามภาพเลย ^^ แต่ว่า.....(ชมภาพต่อไป) จะไม่สามารถใช้งานบางบริการของ Dtac ได้ครับ แง่ว.. ทดสอบการเข้าเว็บกันหน่อยครับ การเข้าเว็บที่มีข้อมูลเยอะๆ แบบนี้ การเลื่อนหน้าจอถือว่าทำได้ค่อนข้างดี มีกระตุกบ้างเล็กน้อย แป้นพิมพ์ภาษาอังกฤษแบบสามแถว พิมพ์ได้แม่นดีเลย แป้นพิมพ์ภาษาไทยขนาดมาตรฐาน แต่ไม่ต้องห่วงครับ ใครไม่ชอบแป้นแบบนี้ ไปหาโหลดได้ใน Play Store เพียบเป็นสิบ! ถ้ากลัวมันเล็กไป ก็จับมันนอนซะ ชีวิตไม่ต้องกลัวมืดมน มีไฟฉายให้ใช้ ปรับได้หลายจังหวะ ถ้าชอบฟังเพลงก็ต้องแอพฯ ตัวนี้ครับ Dtac Deezer มีเพลงให้เลือกฟังเพียบ จากทุกค่าย หน้าแอพฯ ของ Cheetah จะไม่เหมือน Android ทั่วไปนะครับ คือคุณสามารถปัดหน้าจอไปทางซ้ายเพื่อเปิดดูหน้ารวมแอพฯ ได้ทันที (อยู่ต่อจากหน้า Home ขวาสุด) ไม่ต้องแตะปุ่ม App Drawer เหมือนมือถือ Android ทั่วไป อันนี้แล้วแต่ชอบครับ แต่ผมชอบแบบแตะปุ่มมากกว่า คงเป็นเพราะ UI ของ Huawei ทำไว้แบบนี้ ^^ ความเร็วในการจับสัญญาน GPS บนแผนที่ ทำได้ไวดีใช้ได้ ต่อไปลองมาดูความสามารถในการประมวลผลกันบ้างครับ ลองเล่นเกม Temple Run 2 ถือว่าลื่นไหลดี ไม่มีปัญหา ลองมาเล่น Fast 6 กันบ้าง อันนี้ต้องบอกตรงๆ ว่ามีกระตุกบ้างเล็กน้อยครับ แต่ก็พอเล่นได้ ผลทดสอบ Benchmark ด้วยโปรแกรม AnTuTu Dtac Cheetah ทำคะแนนได้ 6,220 คะแนน คะแนนอยู่ในระดับไม่สูงมาก เป็นรอง Samsung Galaxy Note ตัวแีรก แต่ก็สูงกว่า Amazon Kindle Fire และ Samsung Galaxy S ตัวแรก ก็ถือว่าโอเคสำหรับมือถือราคาเบาๆ ผลการทดสอบด้วยโปรแกรม Vellamo ตามภาพด้านบนเลย ทดสอบ Multitouch Dtac Cheetah รองรับ Multitouch 5 จุด ครับ ถ้าไม่ชอบ Theme สามารถโหลดเพิ่มได้ตามสะดวก มีโหมดประหยัดพลังงานให้ใช้นะครับ หากแบตใกล้หมดเปิดใช้ จะได้ใช้แบตได้นานขึ้น หากไม่พอใจขนาดตัวอักษร ก็เพิ่มหรือลดได้ตามสะดวก แป้นโทรศัพท์ ต่อไปเป็นภาพจากแอพฯ ของ Dtac นะครับ ซึ่งมีทั้งเกม และบริการต่างๆ ให้โหลด มีทั้งฟรีและไม่ฟรี   Camera: กล้องถ่ายภาพ ปัจจัยสำคัญสำหรับนักแชะแล้วแชร์ คือกล้องถ่ายภาพครับ มาดูกล้องของตัวนี้กันว่าเป็นยังไงกันบ้าง Dtac Cheetah มาพร้อมกับกล้องหลัก 5 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED สำหรับถ่ายภาพในที่แสงน้อย เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีกล้่องหน้าแถมมาให้อีก (ระดับ VGA ถึงจะคุณภาพไม่แจ่มเท่าไหร่ แต่ก็ดีกว่าไม่มี) จัดมาให้ขนาดนี้ หาได้ยากในมือถือราคาระดับนี้เลยครับ เอฟเฟคต่างๆ มีให้เลือกใช้มากมาย โหมดการถ่ายภาพมุมกว้างพิเศษ หรือพาโนราม่าก็มีให้เลือกใช้ กล้องวีดีโอสามารถถ่ายได้ความละเอียดแค่ VGA ครับ ต่อไปลองชมตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้่องทั้งกล้องหน้า และหลังกันบ้าง น่าเสียดายที่เรารีวิวกันในหน้าฝน สภาพแสงไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่ (คลิ๊กชมภาพใหญ่ได้ครับ) ตัวอย่างการซูมภาพ  ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า Conclusion: สรุป ข้อดี - ราคาประหยัด คุ้มค่ากับสเปค - หน้าจอใหญ่ วัสดุโอเค - กล้องโฟกัสไว (เทียบกับ True Beyond 3G ของคู่แข่ง) มีแฟลช - ลำโพงเสียงดัง ข้อสังเกต - น้ำหนักเยอะไปนิด - เล่นเกมกราฟฟิกหนักๆ มีกระตุกให้เห็น จากที่ทีมงานได้ทดสอบรีวิว Dtac Cheetah หรือ Huawei Ascend G510 ต้องบอกเลยครับ มือถือเึครื่องนี้จัดเป็นมือถือที่คุ้มค่า และมาครบอีกเครื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเีรื่องกล้องที่มาพร้อมไฟแฟลช มีโหมด Auto Focus ที่โฟกัสภาพได้ไว และยังมีกล้องหน้าที่คุณภาพอาจจะไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ แต่ก็มีประโยชน์สำหรับการใช้งาน Video Call หรือถ่ายภาพเล่นๆ ก็พอได้ ส่วนการใช้งานทั่วไป ดูหนังฟังเพลง ฟังวิทยุ เล่นเน็ต ผ่าน Wi-Fi และ 3G เรื่องแบตเตอรี่ถือว่าอยู่ในระดับทั่วไปครับ คือถ้าเล่นหนักๆ ก็อยู่ไม่ครบวันตามมาตรฐานสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน แต่ถ้าเปิดเครื่องสแตนด์บาย รับสายบ้าง เล่นเฟส หรือเกมไม่เยอะเท่าไหร่ อันนี้ก็อยู่ได้ครบวันอยู่ครับ การเล่นเกม ตัวนี้ถึงจะมี CPU เป็น Dual-Core และมี GPU หรือชิปกราฟฟิก แต่ก็รองรับการเล่นเกมกราฟฟิกระดับกลางๆ ได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเล่นเกมที่เน้นกราฟฟิกหนักๆ อาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะมีอาการกระตุกให้เห็นบ้างครับ และทางด้านความร้อนของเครื่อง ถือว่าอยู่ในระดับรับได้ เล่นเกมนานๆ หลังเครื่องอุ่นนิดๆ เท่านั้น ถ้าถามว่ามือถือเครื่องนี้เหมาะกับใคร เฮียณัฐขอบอกว่า น่าจะเหมาะกับผู้ที่มีงบประมาณค่อนข้างจำกัด แต่อยากได้มือถือที่มีสเปคระดับโอเค ใช้งานได้ยาวๆ Dtac Cheetah น่าจะตอบโจทย์ได้ดีครับ เพราะว่ามาพร้อมกับ Android 4.1 Jelly Bean ก็ถือว่าโอเคแล้วครับ โดยเฉพาะการใช้งานทั่วไปเช่น ดูหนังฟังเพลง เล่นเน็ต เล่นเฟส เล่น Line, Instagram พวกนี้ทำได้ดีหมด ไม่มีปัญหาเลย ขอบอกเลยครับ ในงบประมาณระดับนี้ มือถือเครื่องนี้แหละครับคุ้มสุดจริงๆ ก็จบกันไปนะครับ สำหรับการรีวิว Dtac Cheetah หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจจะซื้อเครื่องรุ่นนี้มาใช้นะครับ หากมีข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับตัวเครื่อง สามารถสอบถามกันได้นะครับ ยินดีตอบทุกปัญหา (ที่ตอบได้นะครับ 555) วันนี้ก็ต้องขอลากันไปก่อน แล้วพบกันใหม่กับรีวิวตัวถัดไป จะเป็นอะไรนั้นติดตามชมกันให้ดีครับ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

Finger Scan ระบบสแกนลายนิ้วมือบนมือถือ ทำให้ชีวิตยุคดิจิทัลง่ายขึ้นได้อย่างไร
Finger Scan /  huawei / 

Finger Scan ระบบสแกนลายนิ้วมือบนมือถือ ทำให้ชีวิตยุคดิจิทัลง่ายขึ้นได้อย่างไร เทรนด์ของสมาร์ทโฟนในยุคปัจจุบัน ได้ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับการใช้งานของผู้คนในยุคนี้ ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วจากสมาร์ทโฟนคู่ใจ และหากคุณเป็นคนที่อยากใช้สมาร์ทโฟนที่ทันสมัย ซึ่งยุคนี้หากเป็นมือถือรุ่นท็อปๆ แล้ว ก็เรียกได้ว่าจะขาดไม่ได้เลยครับ สำหรับระบบสแกนลายนิ้วมือ ที่เพิ่มเข้ามาเพื่อเป็นฟีเจอร์พิเศษในการใช้งาน ช่วยให้ชีวิตประจำวันกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมากกว่าเดิม ดังนั้นหัวเว่ย ผู้ผลิตแอนดรอยด์สมาร์ทโฟนอันดับสองของโลก จึงได้คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่าง Finger Scan มาใช้ใน หัวเว่ย จี เจ็ด พลัส (Huawei G7 Plus) เพื่อให้สาวกแอนดรอยด์ได้สัมผัสกับประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่า เพราะระบบสแกนลายนิ้วมือของหัวเว่ย ไม่ใช่มีไว้แค่ปลดล็อคหน้าจอเท่านั้นนะครับ ทางนักพัฒนายังเพิ่มความสามารถพิเศษอื่นๆ เข้าไปอีกมากมาย ซึ่งเราจะมาแนะนำเพื่อนๆ ให้รู้จักกันครับว่า ระบบสแกนลายนิ้วมือบนมือถือ ทำให้ชีวิตยุคดิจิทัลง่ายขึ้นได้อย่างไร หัวเว่ย จี เจ็ด พลัส โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด Finger Scan ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสกับประสบการณ์การใช้งานสมาร์ทโฟนที่เหนือระดับ ตอบโจทย์ทุกการใช้งานด้วยการติดตั้ง Scanner ไว้ที่ด้านหลังของเครื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งงานได้อย่างรวดเร็วด้วยการใช้มือเพียงข้างเดียว ไม่ว่าจะเป็นการปลดล็อคสมาร์ทโฟนคู่ใจได้ในเวลาเพียง 0.5 วินาที ซึ่งถือว่าไวมากเมื่อเทียบกับระบบของคู่แข่ง รวมไปถึงระบบสแกนลายนิ้วมือนี้ สามารถสแกนได้ทันทีแม้ในเวลาที่หน้าจอไม่ได้เปิดใช้งาน อีกทั้งยังมีตัวสแกนที่มีการตอบสนองได้อย่างฉับไว สามารถสแกนนิ้วได้ 360 องศา ไม่ว่าจะสแกนนิ้วจากมุมไหนก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ปุ่มนี้เพื่อ รับสายโทรเข้า เพราะด้วยการออกแบบที่ลงตัว และการวางตำแหน่งของตัวสแกนที่เหมาะสม ทำให้เราสามารถรับสายเรียกเข้าได้แบบสมาร์ทสุดๆ รวมไปถึงเรายังใช้ในการ เลือกดู Notification bar หรือเลื่อนดูภาพใน Gallery โดยใช้การเลื่อนนิ้วบนตัวสแกน แล้วควบคุมเหมือนทัชแพดบนโน้ตบุ๊ค หรือแม้กระทั่ง ที่ขาดไม่ได้สำหรับยุคนี้เลยก็คือ ใช้สำหรับกดชัตเตอร์ถ่ายรูปได้ทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง ทำได้ง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส พร้อมโหมด Fast Fingerprint Shooting ที่สามารถถ่ายภาพด่วนทันใจคิดด้วยตัวสแกนนิ้ว ที่ทำงานร่วมกับระบบกันภาพสั่นไหว ทำให้แม้จะอยู่บนรถ หรือเดินอยู่ก็สามารถเก็บภาพความประทับใจได้คมชัดไม่มีสะดุด ทั้งหมดนี้สามารถทำได้ด้วยมือเพียงข้างเดียวไม่ว่าคุณจะทำอะไรอยู่ก็ตามให้ชีวิตของหนุ่มสาวชาวดิจิทัลง่ายเสมือนมีเพื่อนที่รู้ใจอยู่ข้างกาย ตามคอนเซ็ปต์เพราะชีวิตพลาดไม่ได้แม้แต่ช็อตเดียวนอกจากฟังก์ชั่นเด่นโดนใจแล้ว หัวเว่ย จี เจ็ด พลัส ยังมีดีไซน์ที่เรียบหรูดูดีด้วยตัวเครื่องแบบ Unibody ไร้รอยต่อที่มาพร้อมกับหน้าจอ Gorilla Glass ที่ช่วยกันรอยขีดข่วนจากการใช้งานช่วยให้พกพาได้อย่างมั่นใจไร้กังวล นอกจากเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Finger Scan แล้วหัวเว่ย จี เจ็ด พลัส ยังมาพร้อมกับโหมดการถ่ายภาพที่น่าสนใจ เช่นโหมด Good Food สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพอาหาร และโหมด Make Up ที่ช่วยให้สาวๆถ่ายรูปออกมาได้สวย ฟรุ้งฟริ้ง ได้แม้ตอนไม่แต่งหน้า ส่วนทางด้านของสเปคของรุ่นนี้ก็จัดว่าไม่ธรรมดาทีเดียวครับ โดยรุ่นนี้มีสเปคดังนี้เลย สเปค Huawei G7 Plus – หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียดสูงระดับ Full HD 1080p และใช้หน้าจอ IPS ชัดใสแบบ 2.5D – CPU Qualcomm MSM8939 Snapdragon 616 Octa-Core 1.5GHz + 1.2GHz – RAM 3GB – หน่วยความจำภายใน 32GB และเพิ่มเมมนอกได้สูงสุด 128GB – รัน Android 5.1 ทำงานร่วมกับ EMUI 3.1 – รองรับ 2 ซิมการ์ด และ 4G LTE – กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล Auto Focus + Dual-tone Flash – กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล – แบตเตอรี่ 3000mAh – บาง 7.5 มิลลิเมตร – น้ำหนัก 167 กรัม เรียกได้ว่าสเปคระดับนี้ ใช้งานง่ายลื่นไหลไม่มีสะดุดแน่นอนครับ ไม่ว่าจะเป็น CPU แปดแกนสมองจาก Qualcomm Snapdragon, RAM ที่ให้มาถึง 3GB หน่วยความจำภายใน 32GB แถมยังเพิ่มเมมนอกได้อีก รวมไปถึงยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุถึง 3000mAh ทำให้สามารถใช้งานทั่วไปได้อย่างจุใจไร้กังวล นวัตกรรมสุดล้ำจาก หัวเว่ย จี เจ็ด พลัส ที่มีมาให้เลือกทั้งสีขาว และ สีดำ สามารถหาซื้อได้แล้วที่ หัวเว่ย แบรนด์ช็อปและตัวแทนจำหน่ายชั้นนำทั่วประเทศ ในราคาเพียง 12,990 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับสเปคและนวัตกรรมสุดล้ำแล้วถือว่าราคาคุ้มค่ามากๆ

รีวิว AIS 3G Pocket WiFi 21.6 Mbps: เปลี่ยน 3G ให้เป็น WiFi ส่วนตัว
ais /  AIS 3G Pocket WiFi

ปัจจุบันความเร็วอินเตอร์เน็ต 3G มีความเร็วเพิ่มขึ้นจากแต่ก่อนมาก ทำให้ 3G เข้ามามีบทความในชีวิตประขำวันของเรามากขึ้น ผมเองเป็นอีกหนึ่งคนที่ขาดเน็ตไม่ได้เลย ถึงแม้ส่วนใหญ่จะหมดไปกับการเล่น แต่ก็จำเป็นต้องมี 3G สแตนบายไว้สำหรับทำงานนอกสถานที่หรือ มีงานด่วนเข้ามาในช่วงที่ผมไม่สามารถเข้าถึง WiFi ได้ หลายครั้งที่ผมต้องแชร์อินเตอร์เน็ต 3G หรือที่เราเรียกกันว่า WiFi Hotspot จากมือถือเพื่อให้ Notebook หรือมือถืออีกเครื่องที่ไม่มีเน็ต สามารถเล่นเน็ตได้ ปัญหาที่เจอไม่ใช่เรื่องความเร็ว 3G แต่เป็นเรื่องความร้อนของมือถือเครื่องที่ปล่อย WiFi Hotspot ที่จะร้อนมากๆ แบตก็หมดเร็ว อุปกรณ์ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ผมและอีกหลายๆ คนที่ต้องมักจะใช้ WiFi Hotspot อยู่เป็นประจำก็คือ AIS 3G Pocket WiFi AIS 3G Pocket WiFi จะมีอยู่ 2 รุ่นด้วยกัน คือ AIS 3G Pocket WiFi 21.6 Mbps และ AIS 3G Pocket WiFi 42 Mbps รุ่นที่ผมจะมารีวิวให้ชมกันก็คือตัว 21.6 Mbps ตัวนี้ราคาพิเศษอยู่ที่ 1,499 บาท จากราคาปกติ 1,990 บาท ความสามารถของเจ้า AIS 3G Pocket WiFi นอกจากเรื่องการรองรับความเร็ว 3G สูงสุงถึง 21.6 Mbps แล้ว ยังสามารถแชร์สัญญา WiFi พร้อมกันได้ถึง 10 เครื่องเลยทีเดียว AIS 3G Pocket WiFi มีไฟสถานะแจ้งเตือนการทำงาน อาทิ สัญญาณเครือข่าย, สัญญาณ WiFi, แบตเตอรี่, ข้อความ ปุ่มสำหรับเปิดและปิดเครื่องจะอยู่ขวาสุด การทำงานง่ายมากๆ โดยอาศัยแค่ปุ่ม Power เพียงปุ่มเดียว AIS 3G Pocket WiFi ผลิตโดย Huawei ด้านหลังระบุชัดเจน รุ่นนี้รองรับ 3G สูงสุด 21.6 Mbps ด้านล่างจะมีช่องสำหรับต่อ micro USB 2.0 สำหรับชาร์จแบต และซิงค์ข้อมูลกับคอม อ้อ.... สามารถใส่สายคล้องกับตัว Pocket WiFi ได้ด้วย AIS 3G Pocket WiFi มาพร้อมกับแบตเตอรี่ Li-Polymer ที่ถอดเปลี่ยนได้ ความจุ 1500 mAh สามารถใช้งานได้ราวๆ 5 ชั่วโมง ส่วนซิมรองรับซิมขนาดธรรมดา รองรับคลื่น 900/2100 MHz เวลาจะใส่ซิมหรือถอดซิมก็ต้องแกะแบตเตอรี่ออกก่อน ด้านในของฝาหลังและตัวเครื่องจะมีชุดตัวเลข 8 ตัว เรียกว่า WiFi Key ใช้สำหรับเป็น password ค่าเริ่มต้น สามารถใช้รหัสตัวนี้กรอกเข้าใช้งาน แล้วเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่อีกที หรือถ้าวันใดวันหนึ่งที่เราใช้งานไปเกิดลืมรหัสผ่าน ก็สามารถ Reset Password แล้วกรอกตัวเลขชุดนี้เพื่อข้าใช้งานได้อีกครั้งเช่นกัน AIS 3G Pocket WiFi ไม่ต้องเป็นต้องติดตั้ง driver หรือโปรแกรมใดๆ ก่อนใช้งาน (เพราะไม่ใช่ Aircard) แต่ทาง AIS เองก็มีการใส่ driver ของตัว Pocket WiFi มาให้ เผื่อท่านไหนต้องการติดตั้งเพื่อง่ายต่อการเข้าตั้งค่าการใช้งาน Pocket WiFi สำหรับท่านที่ต้องการติดตั้งไดร์เวอร์ก็เพียงแค่ต่อ Pocket WiFi กับคอมพิวเตอร์จากนั้นจะมีไดร์เพิ่มขึ้นมา ในนั้นจะมีไฟล์สำหรับติดตั้งไดร์เวอร์มาให้ก็ทำการติดตั้งได้เลย สำหรับการตั้งค่าที่จำเป็นต่อการใช้งานเราสามารถตั้งค่าผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตได้เลย ไม่จำเป็นต้องเปิดคอม ซึ่งวิธีการก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ต่อ WiFi เข้ากับ AIS 3G Pocket WiFi จากนั้นเปิดเว็บเบราว์เซอร์เข้าไปที่ URL: http://ais3gpocketwifi.home/ จะมีหน้าตั้งค่าอย่าง่ายสำหรับมือถือแสดง (หน้าตั้งค่าเวลาเปิดในมือถือกับคอมจะแสดงต่างกัน) นอกจากนั้นยังสามารถดูสถิติการใช้งาน และดูได้ว่าตอนนี้มีเครื่องที่เชื่อมต่อกับ Pocket WiFi อยู่ทั้งหมดกี่เครื่อง จากที่ทดสอบพบว่าสามารถเชื่อมต่อได้มากที่สุด 10 เครื่อง ในหน้าตั้งค่านี้เราสามารถเข้าอ่าน SMS , ส่ง SMS ได้ด้วย นอกจากนั้นเรายังสามารถเปลี่ยนชื่อ WiFi ตามที่เราต้องการ กำหนดรหัสผ่านเข้าใช้งาน WiFi ใหม่ได้เอง แต่ถ้าต้องการตั้งค่ามากกว่านี้ก็ต้องเปิด URL: http://ais3gpocketwifi.home/  ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ครับ ถ้าเปิดผ่านคอมก็จะมีหน้าตาประมาณนี้ ซึ่งเราจะสามารถตั้งค่าการใช้งานที่หลากหลายกว่าเวลาเปิดในมือถือ ถ้าใครพอมีความรู้ทางด้าน Network นิดนึงก็จะสามารถตั้งค่าการใช้งานขั้นสูงได้ เปรียบเสมือนตั้งค่าเร้าเตอร์นั่นแหละครับ ถ้าใครต้องการการใช้งานที่ปลอดภัย หรือกลัวคนอื่นเข้ามาแย่งใช้งานก็สามารถตั้งค่าเพิ่มเติมได้ครับ อย่างที่กล่าวไว้ เหมือนการตั้งค่าในเร้าเตอร์แทบทุกประการ แต่การตั้งค่าตรงนี้ต้องอาศัยควมารู้ทางด้าน Network ประกอบด้วย ถ้าตั้งค่าผิด จะเข้าใช้งานไม่ได้ ถ้าท่านไหนขี้เกียจเปิดคอมก็สามารถตั้งค่าในเบราว์เซอร์ในมือถือ โดยให้เลือกใช้ Desktop site เพียงเท่านี้ก็สามารถแสดงผลการตั้งค่าแบบในคอมแล้วครับ เรื่องความเร็วในการใช้งานจริงก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่เราใช้งาน ณ ช่วงเวลานั้นๆ ถ้ามีคนใช้ 3G เยอะความเร็วก็จะถูกแชร์กัน ถ้าคนใช้น้อยความเร็วที่เราได้ก็จะสูง เท่าที่ลองทดสอบดู เน็ตจะวิ่งตั้งแต่ 1-14Mbps สำหรับท่านไหนสนใจ ทาง AIS มีโปรโมชั่น ฟรี 3G จำนวน 500MB นาน 1 เดือน ครับ หาซื้อได้แล้ววันนี้ ตาม AIS Shop, Telewiz Shop และร้านค้า IT ทั่วประเทศ ในราคา 1,499 บาท

โปรโมชั่น CSC ในงาน Commart Comtech 2015
Commart Comtech 2015 /  คอมมาร์ต / 

โปรโมชั่น CSC ในงาน Commart Comtech 2015 ห้ามพลาด! กับโปรโมชั่นสุดพิเศษจาก CSC (M8/1, M9) ที่งาน Commart Comtech 2015 ณ.ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 5-8 พฤศจิกายน นี้ พบสินค้าดีมีคุณภาพในราคาประหยัดพร้อมของแถมจัดเต็ม อาทิเช่น สินค้าไอที ที่รับประกันตัวเครื่องนานถึง 3 ปี ทั้งยังรับสิทธิแลกซื้อลำโพงบลูทูธเพียง 290 บาทจากราคา 990 บาท .. มือถือสุดฮอต ไม่ว่าจะเป็น Samsung OPPO VIVO และ Huawei ที่จัดขบวนของแถมกันอย่างสุดคุ้ม .. Wisebook แท็บเล็ตที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังจากอินเทล รองรับระบบปฏิบัติการ Windows 10 ในราคาที่น่าเป็นเจ้าของ พร้อมของสมนาคุณ Case, Keyboard และหมอนแท็บเล็ตอินเทลสุดชิค .. Operator ทั้ง 3 ค่าย Ais Dtac True ได้จัดโปรโมชั่นส่วนลดค่าเครื่องกันอย่างจุใจ Gatget ราคาลดจัดหนัก เริ่มต้นเพียง 950 บาท พร้อม Accessory ลดสูงสุดถึง 80% และที่ขาดไม่ได้กิจกรรม CSC นาทีทอง! กับ Smart Balance Wheel ในราคาสุดพิเศษ ทราบอย่างนี้แล้ว พบกันได้ที่บูธ CSC นะคะ

เปิดคัมภีร์ 98 รุ่น ตะลุยงาน mobile expo วาเลนไทน์นี้ ที่ศูนย์ฯสิริกิติ์
Thailand Mobile Expo 2014 /  TME2014 / 

กลับมาพบกันอีกครั้งกับ Thailand Mobile Expo 2014 มหกรรมมือถือครั้งยิ่งใหญ่ประเดิมศักราชใหม่ปีม้า 2557 แม้จะผ่านช่วงปีใหม่เพียง 1 เดือน แต่วงการมือถือบ้านเราเรียกว่าร้อนแรงทีเดียว จากการเปิดตัวสมาร์ทโฟน – แท็บเล็ตหลากหลายรุ่นจากแบรนด์ชั้นนำต่างๆ ซึ่งคุณสามารถสัมผัสตัวจริงก่อนตัดสินใจซื้อ พร้อมโปรโมชั่นเสริมระดับตำนาน ลดแลกแจกแถมไม่อั้น นอกจากนี้ ยังมี Gadget Zone นำเสนออุปกรณ์เทคโนโลยีใหม่ๆ จากทั่วทุกมุมโลก รับรองว่าไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ! สำหรับวันนี้เรามาชม 98 มือถือ-แท็บเล็ตที่น่าสนใจภายในงานกันครับ ขอบอกว่าบางรุ่นเปิดตัวและวางจำหน่ายครั้งแรกเลยทีเดียว สามารถนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจซื้อได้เลย : ) Samsung Galaxy Pocket Neo สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์จาก Samsung ครบเครื่องในราคาไม่ถึง 3,000 บาท กับหน้าจอขนาด 3.0 นิ้ว ขนาดเล็กกะทัดรัด มีหลากสีสันให้เลือก ชิปประมวลผลความเร็ว 1 GHz รองรับการใช้งานโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค แอพพลิเคชั่นหลากหลาย ติดกล้อง 2 ล้านพิคเซล มีวิทยุ FM เครื่องเล่นเพลง เพิ่มเมมโมรี่การ์ดภายนอกได้ นอกจากนี้ยังรองรับ 3G WiFi GPS หากคุณเล็งสมาร์ทโฟนเครื่องแรก รุ่นนี้เป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อยครับ แม้ว่าจะมีรุ่นอื่นๆ ในระดับราคาเดียวกันให้เลือกอีกเพียบ Galaxy Fame อัพเกรดระดับสูงขึ้นมาหน่อยจะเป็น Galaxy Fame มีจุดขายหลักตรงรองรับการเชื่อมต่อ NFC สำหรับใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น หูฟังไร้สาย, ลำโพง รวมถึงระบบ Rabbit Card ที่เพิ่งโปรโมทไปไม่นานนี้ สเปคภายในมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 3.5 นิ้ว ชิปประมวลผลความเร็ว 1 GHz ติดกล้องความละเอียด 5 ล้านพิคเซล รองรับ 3G WiFi GPS ครบในตัว นอกจากนี้ยังมีบริการเสริมจาก Samsung เช่น Galaxy Gift ไว้แลกของกิน ส่วนลดฟรีจากร้านค้าที่ร่วมรายการ และอื่นๆ ต้องลองเล่นตัวจริงจ้า Galaxy Ace 3 ภาคต่อของรุ่นสุดคุ้มในตระกูล Galaxy Ace Series โดดเด่นด้วยสเปคระดับ Dual-Core พร้อมระบบปฏิบัติการ Android 4.2.2 บนหน้าจอขนาด 4.0 นิ้ว เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ลงแอพพลิเคชั่นเสริมผ่าน Google Play Store ถ่ายภาพผ่านกล้องความละเอียด 5 ล้านพิคเซล บันทึกวิดีโอความละเอียด HD ได้ด้วย นอกนั้นก็มีเครื่องเล่นเพลง วิทยุ FM หรือบริการเสริมต่างๆ จาก Samsung ที่คุณไม่ควรพลาด กับราคาค่าตัวประมาณ 6 พันกว่าบาทเท่านั้นเอง ! Galaxy Win Duos เพิ่มเงินอีกหน่อยคุณจะได้สมาร์ทโฟน Quad-Core รุ่นฮิตจาก Samsung อย่าง Galaxy Win Duos หน้าจอใหญ่ 4.7 นิ้ว ดูอะไรได้ชัดขึ้นเยอะ ลงเกมไว้เล่นบนมือถือ หรือชมซีรี่ส์เรื่องโปรดผ่านวิดีโอสตรีมมิ่งบน Youtube ก็ทำได้บนรุ่นนี้ครับ ติดกล้องความละอียด 8 ล้านพิคเซล แบตเตอรี่ 2,000 มิลลิแอมป์ เพียงพอกับการใช้งานเต็มวันโดยชาร์จแบตเต็มครั้งเดียว ที่สำคัญ Galaxy Win Duos ยังรองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดอีกด้วย เหมาะกับคนชอบโทร ชอบเล่นเน็ต อาจจะแยกโปรโมชั่นละ 1 ซิมไปเลยก็ดีเหมือนกัน Galaxy Grand 2 หากคุณกำลังหาซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ในงบไม่เกิน 12,000 บาท Galaxy Grand 2 จาก Samsung คือตัวเลือกอันดับแรกๆ เลยทีเดียวครับ ภาคต่อของ Galaxy Grand รุ่นนี้โดดเด่นด้วยฟีเจอร์ครบเครื่อง หน้าจอ HD ขนาดใหญ่ 5.2 นิ้ว ชิปประมวลผล Snapdragon 400 Quad-core เร็วแรง รองรับคอนเทนท์ Full HD เต็มรูปแบบ ระบบปฏิบัติการ Android 4.3 ลื่นไหล มีฟีเจอร์เสริมต่างๆ มากมายเช่น My Magazine สำหรับติดตามข่าวสาร, S Translate แปลภาษาพร้อมตัวอย่างประโยคที่จำเป็น ฯลฯ ติดกล้องความละเอียด 8 ล้านพิคเซล ฝาหลังแบบ Faux-Leather แบบเดียวกับ Galaxy Note 3 และรองรับ 2 ซิมการ์ด แค่นี้ก็คุ้มเหลือเชื่อแล้วล่ะ Galaxy Note 2 ถึงจะเปิดตัวมาปีกว่าๆ แต่เรื่องความคุ้มค่าคุ้มราคายังต้องยกให้ Galaxy Note 2 จากราคาที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ไม่ยาก แต่ได้สเปคครบเครื่องทั้งหน้าจอ HD 5.5 นิ้ว รองรับการใช้งาน S-Pen พร้อมฟีเจอร์เสริมบนแอพพลิเคชั่น S Note และอื่นๆ ชิปประมวลผล Quad-Core 1.6 GHz ติดกล้อง 8 ล้านพิคเซล แบตเตอรี่อึดกระหน่ำ 3,100 mAh และอัพเกรดเป็น Android 4.3 รวมถึง 4.4 Kitkat ได้ในอนาคต ยืนยันเลยว่าซื้อแล้วจะไม่เสียดายครับ Galaxy S4 สุดยอดรุ่นอมตะแห่งปี 2013 แม้ว่าจะมีข่าวคราวของทายาทออกมาบ่อยครั้ง แต่ Galaxy S4 ยังคงทำหน้าที่ได้ดีเหมือนเดิม กับสเปคภายในอันลงตัวทั้งหน้าจอ Full HD ขนาด 5.0 นิ้ว ขนาดบอดี้ใช้านมือเดียวได้สบายๆ ชิปประมวลผล Exynos 5 Octa-core RAM 2 GB ทำงานลื่นไหลบนระบบปฏิบัติการ Android 4.3 รองรับคอนเทนท์ Full HD เต็มรูปแบบ จะเล่นเกม ดูหนังตามใจชอบ การเชื่อมต่อครบเครื่อง ใช้งาน WiFi Direct ส่งข้อมูลฉับไว หรือ NFC ไว้เชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมง่ายดาย ติดกล้องความละเอียด 13 ล้านพิคเซล ถ่ายวิดีโอ Full HD ตัวเครื่องมีให้เลือกหลากสีสันครับ รวมถึง Crystal Edition ฝาหลังประดับคริสตัล มีจำนวนจำกัด ช้าหมดอดนะคร้าบ Galaxy Note 3 ที่สุดของสมาร์ทโฟน Samsung รุ่นปัจจุบันสำหรับ Galaxy Note 3 ครบเครื่องทุกฟีเจอร์ รวมของดีทุกอย่างในตัวทั้งแอพพลิเคชั่น บริการเสริม สิทธิพิเศษต่างๆ จาก Samsung โดดเด่นด้วยสเปคหน้าจอ Full HD ขนาด 5.7 นิ้ว สามารถใช้ S-Pen เขียน, จดบันทึก, วาดภาพบนหน้าจอผ่าน S-Note หรือแอพพลิเคชั่นที่รองรับได้เลย พร้อม Air Command ชุดเมนูลัดเมื่อคุณใช้ S-Pen จ่อบนหน้าจอ สะดวกสบายมากขึ้น เร็วแรงขั้นสุดด้วยชิปประมวลผล Exynos 5420 ส่วนระบบปฏิบัติการ ล่าสุดสามารถอัพเกรดเป็น Android 4.4 Kitkat ได้แล้ว ทำงานเร็วขึ้นเยอะเลยทีเดียว กล้องด้านหลัง 13 ล้านพิคเซล ถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เอง รุ่นท็อปแบบนี้ลองติดตามโปรโมชั่นภายในงานครับ รับประกันความแซ่บ ! Galaxy Tab 3 7.0 แท็บเล็ตจอ 7 นิ้วราคาสบายกระเป๋าในตระกูล Galaxy Tab ให้คุณสามารถใช้งานทั่วไป เข้าเว็บไซต์ เล่นเกม ดูซี่รี่ส์ ใช้งานแอบพลิเคชั่นบนจอยักษ์ ขนาดพกพาสะดวกใส่กระเป๋าถือได้สบาย สามารถใส่ซิมการ์ดเพื่อใช้งาน 3G และโทรออกได้เช่นเดียวกับสมาร์ทโฟน เรียกว่าซื้อเครื่องเดียวได้ถึง 2 ชนิดอุปกรณ์ในตัว สเปคภายในใช้ชิปประมวลผล Dual-Core 1.2 GHz รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.1.2 แม้จะไม่แรงเท่าไหร่แต่ก็ตอบโจทย์การใช้งานพื้นฐานครบเครื่องครับ ติดกล้อง 3 ล้านพิคเซล ทั้งหมดนี้สามารถเป็นเจ้าของได้ในงบไม่ถึง 10,000 บาทเท่านั้นเอง Galaxy Tab 3 8.0 ขยับขึ้นมาจากแท็บเล็ตจอ 7 นิ้วก็จะได้ Galaxy Tab 3 8.0 รุ่นนี้เน้นความบางเฉียบเพียง 7.1 มิลลิเมตร เรียกว่าบางกว่าสมุดโน้ตซะอีก หน้าจอขนาด 8.0 นิ้ว รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.2.2 ติดกล้อง 5 ล้านพิคเซล และใช้ชิปประมวลผล Dual-Core 1.5 GHz โดยรวมเหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการแท็บเล็ตบางๆ ไว้ใช้งานทั่วไป พกพาง่าย ส่วนราคาอยู่ในระดับหมื่นต้นๆ ครับ Galaxy Tab 3 10.1 ถ้าคิดว่าแท็บเล็ตจอ 7 นิ้วไม่พอสามารถอัพเกรดเป็นรุ่น 10.1 นิ้ว พร้อมสเปคที่แรงขึ้นได้เลยกับ Galaxy Tab 3 10.1 เป็นโมเดลแรกที่ใช้ชิปประมวลผลจาก Intel ถือว่าแรงเร็วกำลังดี พร้อมระบบปฏิบัติการ Android 4.2.2 ลงอะไรเพิ่มได้มากมาย ที่น่าสนใจคือหน้าจอขนาดใหญ่ ทำให้เหมาะกับการดูหนัง เล่นเกม เปิดเว็บไซต์ อ่านหนังสือดิจิตอล (E-Book) ฯลฯ ได้เต็มตากว่าบนสมาร์ทโฟน บอดี้บางเฉียบเพียง 8 มิลลิเมตร เทียบได้กับสมุดวาดเขียนขนาดใหญ่ จึงพกพาใส่กระเป๋าไม่ยากนัก ติดกล้องไว้ถ่ายภาพขำๆ 3 ล้านพิคเซล ส่วนกล้องหน้า 1.3 ล้านพิคเซล ใช้สนทนาทางวิดีโอเป็นหลัก รุ่นนี้น่าจะมีโปรโมชั่น-ราคาเร้าใจในงาน ต้องลองติดตามให้ดีๆ Galaxy Note 10.1 2014 Edition หากจะพูดถึงแท็บเล็ต Android ที่มีคุณสมบัติระดับสูงในตลาดมีไม่กี่รุ่นเท่านั้นโดย Galaxy Note 10.1 (2014 Edition) ก็เป็นหนึ่งในนั้น จากสเปคหน้าจอความละเอียด 2560 x 1600 พิคเซล สูงกว่าระดับ Full HD แสดงผลคมชัดสุดยอด ถึงขนาดหน้าจอจะ 10.1 นิ้วก็ตาม รองรับการอินพุทด้วย S-Pen พร้อมฟีเจอร์แบบเดียวกับบน Galaxy Note 3 เหมาะกับใช้จดบันทึก หรือวาดภาพ เทียบกับกระดานขนาดใหญ่ได้เลย ชิปประมวลผล Exynos 5420 รองรับการใช้งานทุกรูปแบบสบายๆ ครับ ติดกล้อง 8 ล้านพิคเซล บอดี้ด้านหลังแบบ Faux-Leather ให้สัมผัสดีกว่าเดิม นอกจากนี้ยังใส่ซิมการ์ดโทรออก (แนะนำให้ใช้หูฟังบลูทูธ) ใช้งาน 3G ได้อีกต่างหาก สนนราคา 20,900 บาท … คิดว่าคงตัดสินใจไม่ยากนะครับ : ) Nokia Asha 503 พบกับ Nokia Asha สมาร์ทโฟนโฉมใหม่ Asha 503 ดีไซน์คล้ายมีกรอบคริสตัลล้อมรอบ หน้าจอทัชสกรีนขนาด 3.0 นิ้ว พร้อมเมนู Asha UI ใช้งานง่ายตามแบบฉบับ Nokia มีแอพพลิเคชั่นโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คภายในเช่น Twitter, Facebook รวมถึง Line สามารถล็อกอินใช้งานได้ทันที รองรับ 2 ซิมการ์ด ใช้ 3G WiFi เล่นเน็ตทุกที่ทุกเวลา ติดกล้อง 3 ล้านพิคเซล และมีบอดี้หลากสีสันให้เลือกเช่นเคย Lumia 525 ภาคต่อของวินโดว์โฟนรุ่นประหยัด Lumia 520 อัพเกรดสเปคแรงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย หน้าจอขนาด 4.0 นิ้ว ชิปประมวลผล Dual-Core 1 GHz รองรับคอนเทนท์ HD ทั้งเกม วิดีโอ ฯลฯ ลงแอพพลิเคชั่นเสริมผ่าน Windows Phone Store ปัจจุบันมีให้เลือกใช้งานมากมาย กล้องความละเอียด 5 ล้านพิคเซล ถ่ายวิดีโอ HD ได้ด้วย และมีให้เลือกหลากหลายสีสัน เปลี่ยนฝาหลังตามใจชอบ ด้านราคาต้องรอติดตามครับ คาดว่างบ 5 พันบาทก็สอยได้แล้ว Lumia 625 วินโดว์โฟนจอใหญ่ 4.7 นิ้วจาก Nokia สำหรับ Lumia 625 มีจุดขายตรงหน้าจอใหญ่ เหมาะกับใช้งานแอพพลิเคชั่น มัลติมีเดียเต็มตายิ่งขึ้น ด้วยราคาเพียง 6,990 บาท กับสเปคชิปประมวลผล Dual-Core รองรับคอนเทนท์ HD ติดกล้องความละเอียด 5 ล้านพิคเซล บันทึกวิดีโอ HD 720p แชร์ลง Youtube หรือโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คอื่นๆ ได้ แบตเตอรี่อึดสะใจ เพียงพอกับการใช้งานเต็มวัน และเช่นเดียวกับ Nokia Lumia หลายรุ่นคือสามารถเปลี่ยนฝาหลังได้หลากสีสันครับ คิดว่าหลายคนคงชื่นชอบ : ) Lumia 925 อดีตสมาร์ทโฟน Flagship ของ Nokia มาพร้อมกับคุณสมบัติกล้อง PureView ความละเอียด 8.7 ล้านพิคเซล ถ่ายภาพผ่าน Nokia Camera ปรับแต่งฟีเจอร์มากมาย บอดี้โลหะอลูมิเนียม บางไม่ถึง 10 มิลลิเมตร หน้าจอขนาดใหญ่ 4.5 นิ้ว แสดงผลคมชัดแม้อยู่กลางแจ้ง นอกจากนี้ยังมีบริการเสริมจาก Nokia ให้เลือกใช้งานหลายตัวเช่น Here Maps, Here Drive ฯลฯ เป็นต้น ถามว่าคุ้มราคามั้ยตอนนี้ บอกได้เลยว่าน่าสนใจทีเดียว เพราะราคาปรับลงมาค่อนข้างมาก เหมาะกับผู้ใช้ที่ชอบกล้องแจ่มๆ บนมือถือ แต่มีงบไม่มากนักก็ลองเล่นรุ่นนี้ได้เลย Lumia 1320 ใครชอบสมาร์ทโฟนจอยักษ์ไม่ควรพลาดกับวินโดว์โฟนจอยักษ์ Lumia 1320 ครั้งแรกของ Nokia ที่นำเสนอ Phablet หน้าจอ HD 6.0 นิ้วในราคาประหยัด ชิปประมวลผล Snapdragon 400 รองรับคอนเทนท์ระดับ Full HD เต็มรูปแบบ ติดกล้อง 5 ล้านพิคเซล ถ่ายภาพผ่าน Nokia Camera แชร์ลงโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คสบายๆ ครับ รองรับการใช้งานแอพพลิเคชั่นเสริมจาก Nokia หลากหลายเช่น Cinemagraph ถ่ายภาพเคลื่อนไหวเฉพาะส่วน, ReFocus เลือกจุดโฟกัสบนภาพได้อิสระ, Here Maps – Here Drive ดูแผนที่นำทาง ฯลฯ ทั้งหมดนี้สนนราคาเพียง 11,500 บาทเท่านั้นเอง ! Lumia 1020 ตำนานแห่งกล้องเทพบนสมาร์ทโฟน คงต้องยกให้ Lumia 1020 อย่างไม่ต้องสงสัย หลายคนถึงกับใช้งานแทนกล้องคอมแพคหรือ DSLR เลยทีเดียว โดดเด่นเทคโนโลยี PureView เซ็นเซอร์ 41 ล้านพิคเซล ภายใต้บอดี้พกพาสะดวก ใช้งานบน Nokia Camera ปรับแต่งได้หลากลาย นอกจากนี้ยังมีแอพพลิเคชั่นเสริมเพื่อถ่ายภาพอีกหลายตัวครับ เช่น Glam Me ใช้ถ่ายภาพ Selfie, Camera360 ฯลฯ และมีบริการเสริมจาก Nokia แบบเดียวกับ Lumia หลายรุ่นที่ผ่านมา หน้าจอขนาด 4.5 นิ้ว แสดงผลได้คมชัดแม้ในที่กล้างแจ้ง ราคาอาจจะแพงสักหน่อย เนื่องจากเทคโนโลยีกล้องที่ไม่เหมือนใคร แต่ถ้าคุณชอบถ่ายภาพด้วยมือถือแล้ว รับรองไม่ผิดหวังครับ Lumia 1520 วินโดว์โฟนรุ่นเรือธงในปัจจุบัน มาพร้อมกับหน้าจอ Full HD ขนาดยักษ์ 6.0 นิ้ว ตอบสนองการใช้งานครบเครื่อง จะดูหนัง วิดีโอ โซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค เข้าเว็บไซต์ หรือจะเล่นเกมก็ทำได้ครบ สเปคจัดเต็มใช้ชิปประมวลผล Snapdragon 800 เช่นเดียวกับ Flagship จากแบรนด์ชั้นนำอื่นๆ ติดกล้องเทคโนโลยี PureView ความละเอียด 20 ล้านพิคเซล ขอบอกว่าแจ่มมาก ! รองรับการเชื่อมต่อครบเครื่อง รวมถึง 4G LTE นอกจากนี้ยังสามารถชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สายได้อีก ตอบโจทย์ทุกฟีเจอร์ในเครื่องเดียว กับราคา 22,900 บาท รอติดตามโปรโมชั่นเด็ดภายในได้เลย จัดหนักแน่นอนจ้า LG Optimus L1 II น้องเล็กสุดในตระกูลสมาร์ทโฟนจาก LG กับราคาที่ถือว่าถูกกว่าฟีเจอร์โฟนบางรุ่นซะอีก Optimus L1 II มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 3.0 นิ้ว ขนาดเล็กพกพาสะดวก รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.1.2 สามารถลงแอพพลิเคชั่นจากบน Google Play Store ได้เช่นเดียวกับมือถือแอนดรอยด์ทั่วไป ตืดกล้อง 2 ล้านพิคเซล ถ่ายภาพแชร์ลงโซเชี่ยลตามสะดวก รองรับการเชื่อมต่อ 3G WiFi GPS ครบเครื่อง หากต้องการสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในงบแบบ 2 พันมีทอน คุณได้รับสิทธินั้นเดี๋ยวนี้ ! เพราะ Optimus L1 II ราคาแค่ 1,990 บาทเท่านั้นเองครับ แถมมีโปรโมชั่นเสริมจาก Operator อีกต่างหาก Optimus L3 II อัพเกรดจาก Optimus L1 II ก็จะเป็น Optimus L3 II ดีไซน์หรูหราขึ้นเล็กน้อย หน้าจอขนาด 3.2 นิ้ว ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ชิปประมวลผลความเร็ว 1 GHz เพียงพอกับการใช้งานทั่วไป รองรับ 3G WiFi GPS ลงแอพพลิเคชั่นเสริมได้หลากหลาย ติดกล้องความละเอียด 3 ล้านพิคเซล แบตเตอรี่เพียงพอใช้งานได้ตลอดวัน ด้านราคาสามารถจัดได้ที่ 3,490 บาท มีสีดำกับสีขาวให้เลือกจ้า Optimus L7 II ถึงจะวางจำหน่ายมานานพอสมควรแต่ Optimus L7 II ยังคงจุดขายในด้านแบตเตอรี่อึดสะใจ ใช้งานได้ถึง 2 วันต่อการชาร์จครั้งเดียว กับสเปคหน้าจอ 4.3 นิ้ว ชิปประมวลผลระดับ Dual-Core ติดกล้อง 8 ล้านพิคเซล และรันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.1.2 ลงแอพพลิเคชั่นเสริมหลากหลายจากบน Google Play Store เหมาะกับซื้อมาใช้งานทั่วไป โทรออกรับสาย ลงโน่นนี่ใช้งานนิดหน่อย แต่ถ้าต้องการสเปคสูงกว่าตอนนี้มีรุ่นอื่นๆ ให้เลือกเพียบครับ Nexus 5 สมาร์ทโฟน Pure Google ฮิตติดอันดับโลก จากการร่วมมือพัฒนาระหว่าง Google กับ LG สำหรับรุ่นนี้มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 4.4.2 Kitkat เวอร์ชั่นล่าสุด และได้อัพเดทก่อนใครหากมีเวอร์ชั่นใหม่เปิดตัว สเปคหน้าจอ Full HD ขนาด 5.0 นิ้ว ชิปประมวลผล Snapdragon 800 แรงเร็วสะใจ ติดกล้องความละเอียด 8 ล้านพิคเซล เลนส์ป้องกันการสั่นไหว ทั้งนี้แบตเตอรี่อาจจะน้อยไปหน่อยแต่รองรับการชาร์จแบตเตอรี่ไร้สาย (Wireless Charging) ไม่ธรรมดาจริงๆ ครับ เป็นอีกรุ่นนึงที่คาดว่าจะมีโปรโมชั่นในงาน Thailand Mobile Expo 2014 รอติดตามได้ LG G2 เชื่อว่าหลายคนน่าจะชื่นชอบ LG G2 สมาร์ทโฟน Flagship ที่ได้รับคำชมจากหลายสำนักทั่วโลก จากความลงตัวทั้งดีไซน์ พร้อมสเปคภายในระดับสูงทั้งหน้าจอ Full HD 5.2 นิ้ว ขอบบางเฉียบ แสดงผลได้เต็มพื้นที่, ชิปประมวลผล Snapdragon 800 ตอบสนองการใช้งานทุกฟีเจอร์ลื่นไหล, กล้อง 13 ล้านพิคเซล โฟกัส 9 จุด เลนส์ป้องกันการสั่นไหว, รองรับการใช้งาน 4G LTE และแบตเตอรี่ 3,000 mAh เพียงพอกับการใช้งานเต็มวันสบายๆ นอกจากนี้ยังปฏิบัติการดีไซน์โดยมีปุ่มกดด้านหลัง ส่วนราคาขอบอกว่าคุ้มสุดๆ ที่ 17,900 บาท และแน่นอนว่าในงานโปรโมชั่นจัดเต็มสุดๆ ไม่ควรพลาด ! LG G Flex งานนี้อาจมีลุ้นสัมผัสนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจาก LG G Flex ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่ใช้หน้าจอโค้ง (Flexible) ขนาด 6.0 นิ้ว ตัวเครื่องสามารถงอได้ บอดี้ทนทานต่อรอยขีดข่วนด้วยคุณสมบัติ Self-Heal ใช้ชิปประมวลผล Snapdragon 800 ติดกล้อง 13 ล้านพิคเซล แบตเตอรี่อึดขึ้นกว่าเดิม (3,500 mAh) และมีฟีเจอร์อื่นๆ คล้ายคลึงกับ LG G2 ครับ อย่างไรก็ดี รุ่นนี้อาจมีราคาแพงพอตัวเพราะใช้หน้าจอเทคโนโลยีใหม่ หากชอบใช้มือถือดีไซน์แปลกตาไม่เหมือนใคร เล็ง LG G Flex ไว้ก็แจ๋วนะคร้าบ Lenovo A269i แอนดรอยด์รุ่นเล็กราคาประหยัดจาก Lenovo ดีไซน์เรียบง่ายพร้อมสเปคระดับ Dual-Core หน้าจอขนาด 3.5 นิ้ว ติดกล้อง 2 ล้านพิคเซล และแบตเตอรี่ใช้งานได้เต็มวัน อย่างไรก็ดี ระบบปฏิบัติการ Android 2.3.6 อาจจะเก่าไปหน่อยสำหรับตอนนี้ และไม่รองรับแอพพลิเคชั่นบางตัว ก็ถือว่าเป็นข้อจำกัดนึง แต่ราคาน่าสนใจครับหากคุณไม่ซีเรียส เพียง 2,190 บาท ลองเล่นของจริงก่อนตัดสินใจซื้อนะจ๊ะ A369i ในงบ 2,990 บาท ปัจจุบันมีสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์หลายรุ่นที่วางจำหน่ายราคานี้ หนึ่งในนั้นก็คือ Lenovo A369i ภาคต่อของ A390 รุ่นฮิต โดดเด่นด้วยสเปคระดับ Dual-Core หน้าจอขนาด 4.0 นิ้ว ติดกล้อง 2 ล้านพิคเซล รองรับการเชื่อมต่อ 3G WiFi GPS พร้อมรองรับ 2 ซิมการ์ด สแตนด์บายคู่ ลงแอพพลิเคชั่นเสริมจากบน Google Play Store มีเครื่องเล่นเพลง วิดีโอ วิทยุครบ ราคาเท่านี้เรียกว่าได้ทุกอย่างจริงๆ A516 อัพสเปคขึ้นมาอีกหน่อยจะได้ Lenovo A516 หน้าจออัพใหญ่ขึ้นเป็น 4.5 นิ้ว ส่วนชิปประมวลผลยังคง Dual-Core เช่นเดิม ติดกล้องความละเอียด 5 ล้านพิคเซล ถ่ายวิดีโออัพลงโซเชี่ยล หรือเก็บไว้ชมภายในเครื่อง รองรับการเชื่อมต่อครบเครื่อง พร้อมรองรับ 2 ซิมการ์ด แบตเตอรี่ 2,000 mAh เพียงพอกับการใช้งานเต็มวัน รุ่นนี้ไม่มีอะไรโดดเด่นมากนัก นอกจากราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ประมาณ 4,000 กว่าบาทเท่านั้นเอง S650 รุ่นนี้ค่อนข้างน่าสนใจครับ สำหรับคนที่ชื่นชอบจอใหญ่คมชัด สเปคแรงระดับ Quad-Core สำหรับ Lenovo S650 คมชัดเต็มตากับหน้าจอ qHD 4.7 นิ้ว ชิปประมวลผล Quad-Core รันบนแอนดรอยด์ 4.2.2 พร้อมอินเตอร์เฟสใหม่ ปรับแต่งธีมได้ตามต้องการ เมมโมรี่ภายใน 8 GB เพิ่ม MicroSD ภายนอกสูงสุด 32 GB ติดกล้องความละเอียด 8 ล้านพิคเซล บันทึกวิดีโอ HD และรองรับ 2 ซิมการ์ด ดีไซน์ภายนอกสวยงามทีเดียว เน้นสีเงินตัดโครเมี่ยมเป็นหลัก ด้านราคาค่าตัวไม่ถึง 7 พันบาท ลองตัดสินใจดูได้ครับ หากมองหาสมาร์ทโฟนระดับกลางไว้ใช้งาน A850 ขยับขึ้นมาอีกนิดคุณจะได้สมาร์ทโฟนจอยักษ์ 5.5 นิ้ว ในราคาไม่ถึง 8,000 บาทกับ Lenovo A850 ชิปประมวลผล Quad-Core แบตเตอรี่ 2,250 mAh เพียงพอกับการใช้งานเต็มวันสบายๆ รองรับ 2 ซิมการ์ด เชื่อมต่อ 3G WiFi GPS ครบตามสูตร อย่างไรก็ดี รุ่นนี้ลดกล้องเหลือ 5 ล้านพิคเซล และเมมโมรี่ภายในเหลือ 4 GB เมื่อเทียบกับ Lenovo S650 ทั้งนี้ถ้าอยากได้มือถือจอเบิ้มแต่งบไม่เยอะ Lenovo A850 ยังคงน่าใช้อยู่ครับ P780 รุ่นนี้ส่วนตัวแนะนำอย่างยิ่งครับ หากต้องการสมาร์ทโฟนที่แบตเตอรี่อึดสุดยอด ชนิดว่าใช้งาน 2-3 วันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง สำหรับ Lenovo P780 มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุสูง 4,000 mAh ภายใต้บอดี้บางเพียง 10 มิลลิเมตรเท่านั้น หน้าจอ HD ขนาด 5.0 นิ้ว ชิปประมวลผล Quad-Core 1.2 GHz ตอบสนองการใช้งานทุกฟีเจอร์สบายๆ ติดกล้อง 8 ล้านพิคเซล และรองรับ 2 ซิมการ์ด ฝาหลังเป็นอลูมิเนียมทนทาน น้ำหนักไม่มากนัก ภาพรวมแล้วรุ่นนี้มีดีที่ความจุแบตเตอรี่ แบบว่าไม่ต้องพึ่งแบตเตอรี่สำรองเลยทีเดียว ! S930 Lenovo S930 เพิ่งวางจำหน่ายไม่นานนี้กับสเปคระดับ Quad-Core แจ่มกว่าใครด้วยหน้าจอ HD ขนาด 6.0 นิ้ว ใหญ่เต็มตาสุดๆ เหมาะกับโยนซีรี่ส์ไว้ดูระหว่างเดินทาง ดู Youtube เล่นเกมแข่งรถ หรือใช้งานเป็น Navigator ติดหน้ารถก็ดีไม่น้อย ลำโพงสเตอริโอคู่เสียงดังสะใจ มีฟีเจอร์พื้นฐานครบทั้งเครื่องเล่นเพลง วิทยุ รองรับ 2 ซิมการ์ด ติดกล้อง 8 ล้านพิคเซล และแบตเตอรี่อึด 3,000 mAh เห็นแบบนี้เป็นเจ้าของได้ไม่ยาก กำแบงค์พันสิบใบเหลือทอนกลับบ้านจ้า S960 Vibe X ล้ำสไตล์สุดหรูกับสมาร์ทโฟนบางเฉียบเพียง 6.9 มิลลิเมตร – Lenovo Vibe X โดดเด่นด้วยการออกแบบโค้งเว้า บางเบา แต่สเปคภายในไม่ธรรมดา ทั้งหน้าจอ Full HD ขนาด 5.0 นิ้ว, ชิปประมวลผล Quad-Core รันบน Android 4.2.2 อินเตอร์เฟสใหม่ล่าสุด มีเมนู Gesture & Motion อำนวยความสะดวกระหว่างใช้งาน ติดกล้องความละเอียด 13 ล้านพิคเซล จัดเต็มถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีทีเดียว อย่างไรก็ตาม รุ่นนี้เพิ่มเมมโมรี่ภายนอกไม่ได้ ต้องบริหารพื้นที่ภายในกันหน่อยล่ะครับ K900 ส่วนตัวคิดว่าเป็นรุ่นดีที่สุดเท่าที่ Lenovo เคยทำมาเลยทีเดียวกับ Lenovo K900 บอดี้บางเฉียบ 6.9 มิลลิเมตร วัสดุบอดี้อลูมิเนียมสุดทนทาน ดีไซน์เหลี่ยมเรียบหรู หน้าจอ Full HD ขนาด 5.5 นิ้ว แสดงผลคมชัดมุมมองกว้าง ชิปประมวลผล Intel ความเร็ว 2 GHz RAM 2 GB จิ้มปุ๊ปติดปั๊บ กล้อง 13 ล้านพิคเซล บันทึกวิดีโอ Full HD รองรับ 3G ทุกเครือข่าย และมีให้คุณเลือก 2 ความจุคือ 16 และ 32 GB เห็นว่ามีรุ่นพิเศษบอดี้สีส้มกับเทาด้วย มีโปรโมชั่นพิเศษแน่นอนครับ ลองติดตามภายในได้เลย ! K910L Vibe Z รุ่นท็อปตัวล่าสุดจาก Lenovo พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของครั้งแรกในงาน Thailand Mobile Expo 2014 กับคุณสมบัติขั้นเทพ ทั้งหน้าจอ Full HD 5.5 นิ้ว ชิปประมวลผล Snapdragon 800 รองรับ 4G LTE เต็มรูปแบบ รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.3 พร้อมเมนู Gesture & Motion หลากหลายรูปแบบ ติดกล้อง 13 ล้านพิคเซล ขอบอกว่าถ่ายดีมากๆ ! ผ่าน Lenovo Camera มีลูกเล่นมหาศาลทั้งเอฟเฟค / ฉาก / เลนส์ หรือโหมดขั้นสูง ฯลฯ แบตเตอรี่ 3,000 mAh เพียงพอกับการใช้งานเต็มวัน สามารถจัดการการใช้พลังงานได้ผ่านแอพฯ Power Management ทั้งนี้เรื่องราคารอติดตามใกล้ๆ วันงาน แซ่บแบบซื้ดดดดแน่นอน A3000 เพิ่งเปิดตัวเมื่อก่อนสิ้นปี 2013 ต้องยอมรับเลยว่าไอเดียออกแบบเค้าดีจริงๆ กับ Lenovo Yoga Tablet 8 รูปทรงแปลกตา แต่มีจุดขายตรงขาตั้งพับได้ด้านท้าย สำหรับตั้งแท็บเล็ตแนวนอน และสามารถจับถือได้สะดวกยิ่งขึ้น เหมาะกับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ ทั้งการดูหนัง พิมพ์งาน เข้าเว็บไซต์ หรือจะถืออ่านหนังสือ เอกสารไปด้วยก็ทำได้ ค่อนข้างอเนกประสงค์สุดๆ หน้าจอขนาด 8.0 นิ้ว ชิปประมวลผล Quad-Core ติดกล้อง 5 ล้านพิคเซล พร้อมใส่ซิมการ์ดเล่น 3G, รองรับ WiFi GPS และรันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.2 ค่าตัวไม่ถึงหมื่นบาทครับ ลองไปสัมผัสในงานแล้วจะตัดสินใจได้ไม่ยาก Yoga Tablet 10 นอกจากมีไซส์ 8 นิ้วให้เลือกใช้แล้ว Lenovo ยังมี Yoga Tablet 10 สำหรับคนชอบจอใหญ่อีกด้วย สเปคภาพรวมเท่ากันครับทั้งชิปประมวลผล Quad-Core, Android 4.2, กล้อง 5 ล้านพิคเซล ใส่ซิมการ์ดได้ จะต่างกันก็ตรงหน้าจอ, แบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้น ฯลฯ และมีคีย์บอร์ดไร้สายให้คุณใช้พิมพ์เอกสารนอกสถานที่ พร้อมช่องสอดเพื่อจัดเก็บโดยง่าย มีแถมในชุดขายฟรี ! ส่วนลักษณะรูปแบบการใช้งานเหมือนโมเดล 8 นิ้วทุกอย่าง อันนี้ต้องลองไปเล่นตัวจริงแล้วจะตรัสรู้ได้ทันทีครับ OPPO Find Muse เริ่มจากโมเดลล่างสุดของแบรนด์อย่าง Find Muse เห็นราคาเบาๆ แบบนี้สเปคภายในไม่ธรรมดา ทั้งรองรับ 2 ซิมการ์ด ใช้งาน 3G ทุกเครือข่าย หน้าจอขนาด 4.0 นิ้ว แสดงผลคมชัดกำลังดี ติดกล้องความละเอียด 3 ล้านพิคเซล มีโหมด Lomo ให้ใช้งานด้วย ชิปประมวลผล Dual-Core 1.2 GHz เพียงพอกับการใช้งานฟีเจอร์เสริม แอพพลิเคชั่นทั่วไปสบายๆ นอกจากนี้ยังมีระบบเสียง Dirac HD ฟังเพลงได้แจ่มขึ้นอีกต่างหาก ราคา 3,990 บาท เชื่อว่าต้องมองไว้เป็นตัวเลือกแน่นอน R831 Neo รุ่นใหม่ล่าสุดจาก OPPO เพิ่งวางจำหน่ายสดๆ ร้อนๆ เอาใจคนชอบสมาร์ทโฟนขนาดพอดีมือ หน้าจอ 4.5 นิ้ว ชิปประมวลผล Dual-Core รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.2.2 ครอบด้วย Color OS จุดขายหลักอยู่ที่ตรงนี้ครับ เพราะใช้งาน Gesture สั่งงานได้เยอะทีเดียว ติดกล้อง 5 ล้านพิคเซล สามารถดูหนัง ฟังเพลง ลงแอพพลิเคชั่นเสริม ฯลฯ ส่วนตัวชอบสีขาวครับ หรือจะเลือกสีดำก็ได้เหมือนกัน กับราคา 5,990 บาท มีโปรโมชั่นพิเศษในงานให้ติดตามด้วยนะ Find Clover จะว่าไปแล้วรุ่นนี้ยังคุ้มค่าอยู่ดี แม้จะวางจำหน่ายมาหลายเดือนแล้วสำหรับ OPPO Find Clover ด้วยสเปคระดับ Quad-Core 1.2 GHz รองรับคอนเทนท์ HD เต็มรูปแบบ หน้าจอ IPS LCD ขนาด 4.3 นิ้ว สีสันคมชัดเป็นธรรมชาติ ติดกล้อง 5 ล้านพิคเซล บันทึกวิดีโอ HD, รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดและ 3G ทุกเครือข่าย รุ่นนี้อาจจะมีของเล่นไม่เยอะ แต่ราคาค่อนข้างน่าสนใจครับเพียง 6,990 บาท แน่นอนว่ามีโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม ต้องลองมาท้าพิสูจน์ด้วยตัวเองจ้า Find 5 Mini เทรนด์มินิ หรือการนำสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปมาย่อส่วน ลดสเปคแล้วใส่ Mini ต่อท้ายกำลังมาแรง เช่นเดียวกับ OPPO Find 5 ก็ถูกนำมาปรับปรุงใหม่เป็น Find 5 Mini สเปคหน้าจอขนาด 4.7 นิ้ว ความละเอียด qHD สามารถใส่ถุงมือสัมผัสหน้าจอได้, ชิปประมวลผล Quad-Core รองรับคอนเทนท์ HD ลงเกมบน Google Play Store เล่นได้ลื่นไหลทีเดียว ลำโพงสเตอริโอด้านล่างเสียงดังฟังชัด ติดกล้อง 8 ล้านพิคเซล จากที่ได้ทดสอบพบว่าถ่ายภาพกลางคืน – สภาพแสงปกติได้แจ่มเหลือเชื่อครับ แถมมีโหมด Beauty ด้วย รองรับ 2 ซิมการ์ด และเปิดตัวในราคา 8,990 บาท Find Way S หน้าจอ HD ขนาดใหญ่ 5.5 นิ้ว แบตอึดสุด 3,000 mAh และกล้องหน้าระดับเทวดา คือคุณสมบัติเด่นของ Find Way S ที่คุณต้องไม่พลาดครับ รุ่นนี้มาพร้อมกับชิปประมวลผล Quad-Core แรงพอใช้งานแอพพลิเคชั่นหลายตัวพร้อมกัน จะเล่นโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค ฟังเพลง เล่นเกมกราฟฟิคสูงก็ทำได้ดี ใช้งาน 2 ซิมการ์ด กล้องหลัก 8 ล้านพิคเซล และกล้องหน้า 5 ล้านพิคเซล มีโหมด Beauty 3.0 ไม่ต้องพึ่งแอพฯ อื่นก็สวย/หล่อได้ทันใจภายใน 10 วินาที สามารถลองเครื่องจริงก่อนตัดสินใจซื้อได้ในงานนะครับ Find 5 ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบ 1 ปี ถามว่า OPPO Find 5 ยังน่าใช้มั้ย ? คำตอบคือก็ยังน่าสนใจอยู่ ด้วยสเปคจอ Full HD 5.0 นิ้ว ดีไซน์คลาสสิคทนทาน กล้องเทพ 13 ล้านพิคเซล ถ่ายที่แสงน้อยได้ดี ระบบเสียง Dirac HD รองรับ 3G ทุกเครือข่าย ชิปประมวลผล Snapdragon S4 Pro ถึงจะไม่แรงสุด ณ ตอนนี้ แต่เหลือเฟือสำหรับการใช้งานทั่วไปแน่นอน อย่างไรก็ดี เมมโมรี่ภายในของ OPPO Find 5 มีให้เลือก 2 ความจุคือ 16 และ 32 GB ซึ่งราคาจะต่างกันพอสมควร แน่นอนว่าถ้าอยากประหยัดเงิน ได้ของแถมกลับบ้าน ต้องรอติดตามโปรเด็ดๆ ภายใน Thailand Mobile Expo 2014 เท่านั้น N1 เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปีก่อนกับสมาร์ทโฟน Android รุ่นแรกของโลกที่ติดตั้งเลนส์กล้องแบบหมุนได้ 206 องศาบน OPPO N1 คุณสามารถสร้างภาพถ่ายมุมมองแปลกๆ จากบนรุ่นนี้ได้ไม่ยาก ความละเอียด 13 ล้านพิคเซล พร้อมโหมดการถ่ายภาพหลากหลาย นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยหน้าจอ Full HD ขนาดใหญ่ 5.9 นิ้ว ใหญ่มหึมาเลยทีเดียว บอดี้ทนทาน ขอบโลหะ รองรับการเชื่อมต่อ 3G ทุกเครือข่าย พร้อมรันบน Android 4.2.2 ครอบด้วย Color OS มีลูกเล่นเยอะจนเล่นไม่หมด ทั้งนี้ราคาอาจจะสูงสักหน่อยที่ 19,900 บาท แต่ต้องยอมรับเลยว่ากล้องเค้าแปลก แหวกแนวไม่เหมือนใครจริงๆ R1 สมาร์ทโฟนรุ่นกลางจาก OPPO ภายใต้ชื่อ R1 ก็เตรียมเปิดตัวในงาน Thailand Mobile Expo 2014 ซึ่งราคา ณ เวลาที่กำลังเขียนอยู่นี้ยังไม่ถูกเปิดเผย แต่คาดว่าน่าจะหมื่นต้นๆ ทางทีมงานได้มีโอกาสได้สัมผัสแล้ว บอกได้คำเดียวว่างานประกอบเนี๊ยบมาก วัสดุด้านหน้า ด้านหลังทำจากกระจกดูหรูหราสวยงาม สเป็คเครื่องคร่าวๆ ใช้ CPU Quad-core ความเร็ว 1.3 GHz หน้าจอ 5 นิ้ว หน่วยความจำภายใน 16 GB กล้อง 8 ล้านพิกเซล ถ้าอยากได้ของขวัญในระดับกลางๆ แต่ดีไซน์สวยหรูแบบนี้ต้องรุ่นนี้รุ่นเดียว HTC Desire 500 สมาร์ทโฟนรุ่นกลางในงบไม่ถึง 10,000 บาทจาก HTC ดีไซน์โค้งเว้า ขนาดพอดีมือ หน้าจอขนาด 4.3 นิ้ว ชิปประมวลผล Quad-Core 1.2 GHz พร้อมระบบปฏิบัติการ Android 4.2.2 ครอบด้วย Sense UI ทำงานได้รวดเร็ว ฟีเจอร์ BlinkFeed ช่วยให้คุณติดตามข่าวสาร อัพเดทโซเชี่ยลได้อย่างรวดเร็ว กล้อง 8 ล้านพิคเซล บันทึกวิดีโอความละเอียด HD 720p ที่สำคัญยังมีระบบเสียง Beat Audio อีกด้วย ฟังเพลงแจ่มเลยล่ะครับ Desire 601 Dual SIM รุ่นใหม่ล่าสุดของ HTC เพิ่งวางจำหน่ายเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา เป็นภาคต่อของ Desire 600 ปรับดีไซน์คล้าย HTC One มีลำโพงคู่สเตอริโอด้านหน้า หน้าจอ qHD ขนาด 4.5 นิ้ว แสดงผลได้ดีทีเดียว รุ่นนี้รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดครับ ชิปประมวลผล Quad-Core 1.2 GHz รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.2.2 ครอบ Sense UI เช่นเดียวกับ Desire 500 ติดกล้อง 5 ล้านพิคเซล บันทึกวิดีโอ Full HD 1080p กับราคาเปิดตัวหมื่นนิดๆ One Mini น้องเล็กสุดในตระกูล HTC One ถูกนำเสนอในรูปแบบมินิ โดดเด่นด้วยการออกแบบสไตล์เดียวกับ HTC One ทุกประการ รวมถึงการใช้วัสดุบอดี้โลหะ ให้สัมผัสทนทานแม้ตัวเครื่องจะเล็กก็ตาม หน้าจอ HD ขนาด 4.3 นิ้ว คมชัด สว่าง สัมผัสแม่นยำ ชิปประมวลผล Snapdragon 400 ตอบโจทย์ทุกฟีเจอร์การใช้งาน รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.3 ครอบ Sense UI ใหม่ รอบนี้สามารถปิด BlinkFeed ได้หากไม่ต้องการ กล้อง UltraPixel ถ่ายแสงน้อยได้ดีมาก ออฟชั่นแบบเดียวกับรุ่นใหญ่เป๊ะ นอกจากนี้ยังรองรับ 4G LTE อีกด้วย ! ทั้งหมดนี้ 14,990 บาท และมีโปรโมชั่นร่วมกับ Operator ด้วยครับ HTC One รุ่นในตำนานของ HTC ถึงจะเปิดตัวมาเกือบ 1 ปีแต่ยังคงความแข็งแกร่งด้วยวัสดุโลหะ Uniboby ทั้งตัว ลำโพงสเตอริโอ Boomsound พร้อมกล้อง UltraPixel รุ่นนี้มาพร้อมกับหน้าจอ Full HD ขนาด 4.7 นิ้ว รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.3 และสามารถอัพเกรดเป็น Android 4.4 Kitkat ได้เร็วๆ นี้ ชิปประมวลผล Snapdragon 600 เพียงพอกับการใช้งานปกติ ฟีเจอร์ภายในจัดเต็ม รองรับการเชื่อมต่อครบเครื่อง รวมถึง NFC แต่ไม่รองรับ 4G LTE ที่น่าสนใจคือโปรโมชั่นในงาน คาดว่าดีลเลอร์มีจัดหนักอย่างแน่นอน ใครชอบมือถือบอดี้แกร่งๆ ต้องสอย ! One Max พี่ใหญ่สุดของ HTC One และเป็นรุ่น Flagship ในปัจจุบัน แม้ว่าสเปคจะไม่แรงเท่ารุ่น-แบรนด์อื่นๆ แต่จุดขายสำคัญเหมือน HTC One ครับ ทั้งลำโพงสเตอริโอด้านหน้า กล้อง UltraPixel ออฟชั่นเสริมทั้งรีโมทคอนโทรล, BlinkFeed ฯลฯ และที่เพิ่มขึ้นมาคือหน้าจอ Full HD ขนาดมหึมา 5.9 นิ้ว แบตเตอรี่ความจุ 3,300 mAh และการรองรับ 4G LTE ในตัว ขณะที่บอดี้ยังคงเป็นโลหะส่วนใหญ่ แถมถอดฝาหลังเพื่อเปลี่ยนซิมการ์ด – ใส่ MicroSD ได้แล้ว ถือว่าครบเครื่องสมบูรณ์ เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม ทั้งนี้ราคาจัดว่าเปิดตัวสูงใช้ได้ แต่ก็มีโปรโมชั่นจาก Operator หรือดีลเลอร์ต่างๆ มาชดเชย อันนี้ต้องติดตามต่อในงานครับ Asus FonePad 7 เชื่อเถอะว่านี่คือแท็บเล็ต Android 7 นิ้วที่มีประสิทธิภาพ เทียบกับราคาแล้วคุ้มที่สุดแล้วกับ Asus FonePad 7 ด้วยสเปคหน้าจอ HD ขนาด 7.0 นิ้ว, ชิปประมวลผล Intel Z2560 1.6 GHz รัน Android 4.3 พร้อมใส่ซิมการ์ดใช้งาน 3G ทุกเครือข่าย และโทรออกได้แบบ Galaxy Tab ! ติดกล้อง 5 ล้านพิคเซล และแบตเตอรี่ใช้ยาวทั้งวันได้สบายๆ ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณอื่นต่อ ราคาเริ่มต้นที่ 6,900 บาท (8 GB) และมีรุ่น 16 GB สำหรับคนชอบเมมโมรี่ภายในเยอะขึ้น ทั้งคู่เพิ่ม MicroSD ได้จ้า MemoPad 8 รุ่นนี้อาจจะไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เมื่อเทียบกับ FondPad ที่มีผู้ใช้สนใจมากกว่า สำหรับ MemoPad 8 โดดเด่นด้วยขนาดหน้าจอ 8.0 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 800 พิคเซล เหมาะกับใช้ดูหนัง เล่นเกม ใช้งานทั่วไปได้ดี ชิปประมวลผล Quad-Core 1.6 GHz รันบน Android 4.2.2 ระบบเสียง SonicMaster และกล้องความละเอียด 5 ล้านพิคเซล มีบอดี้ให้เลือกหลากสีสันครับ สำหรับราคาเปิดตัวที่ 6,900 บาท แต่มีเฉพาะรุ่น WiFi-only FonePad Note 6 เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจหากคุณหาสมาร์ทโฟนจอใหญ่ เขียนหน้าจอได้แบบ Galaxy Note แต่ราคาไม่แพง ต้องดู Asus FonePad Note 6 ครับ เร็วแรงด้วยชิปประมวลผล Intel Z2580 (2 GHz) รันบน Android 4.3 พร้อมฟีเจอร์การเขียนหน้าจอด้วย Stylus เทคโนโลยีจาก Wacom บนหน้าจอขนาดใหญ่ 6.0 นิ้ว ลำโพงสเตอริโอคู่ และกล้อง 8 ล้านพิคเซล ใส่ซิมการ์ดใช้งาน 3G ทุกเครือข่าย แบตเตอรี่ 3,200 mAh ใช้งานเต็มวันสบายๆ ความสามารถเยอะแบบนี้ ราคาแค่ 13,500 บาทเท่านั้นเองครับ Transformer Book T100 นานๆ ทีจะเห็นแท็บเล็ต Windows สุดคุ้ม ราคาโดนแบบไม่ต้องคิดมาก สำหรับ Asus Transformer Book T100 โดดเด่นด้วยหน้าจอขนาด 10.1 นิ้ว บอดี้บางเฉียบ ใช้ชิปประมวลผล Intel Z3740 (Bay Trail) รันวินโดว์ 8.1 ตัวเต็ม ลงโปรแกรมเสริมได้เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ทุกประการ พร้อม Office ตัวเต็มใช้งานฟรี แบตเตอรี่อยู่ได้นานสุด 11 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ในชุดขายแถม Keyboard Dock ให้ฟรีครับ สนนราคาเพียง 12,900 บาท หากคุณซื้อมาทำงานซะอย่าง แทบไม่ต้องลังเลเลย Nexus 7 (2nd Gen) หาแท็บเล็ตหน้าจอคมชัด Full HD ในขนาด 7 นิ้ว คงมีรุ่นนี้ที่แจ่มสุดแล้ว Nexus 7 (2nd Gen) โดดเด่นด้วยความเป็น Nexus รันระบบปฏิบัติการ Android 4.4.2 เวอร์ชั่นล่าสุด และอัพเกรดเวอร์ชั่นใหม่ๆ ก่อนใครในอนาคต ติดกล้อง 5 ล้านพิคเซลด้านหลัง ขนาดบอดี้พกพาง่าย น้ำหนักไม่ถึง 300 กรัม ใช้ชิปประมวลผล Snapdragon 600 พร้อมรองรับ NFC, ชาร์จแบตเตอรี่ไร้สาย (Wireless Charging) นอกจากนี้ยังใส่ซิมการ์ดใช้งาน 4G LTE ได้อีกด้วย ส่วนราคารอดูในงานดีกว่า ผมว่ามีลดแลกแจกแถมเยอะ  Acer Liquid Z3s เปิดศักราชใหม่ด้วยสมาร์ทโฟนราคาประหยัด Liquid Z3s จาก Acer ต่อยอดความฮิตสุดขั้วด้วยราคาเพียง 2,590 บาท แต่ได้สเปคจัดหนักทั้งหน้าจอ 3.5 นิ้ว, ชิปประมวลผล Dual-Core 1 GHz ลงแอพพลิเคชั่นเสริมผ่าน Google Play Store นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Quick Mode ปรับหน้า Home screen ให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน เช่น เด็ก, ผู้สูงอายุ ที่อาจจะไม่ชินกับอินเตอร์เฟส Android ตัวเต็ม รองรับ 3G WiFi GPS และอัพเกรดกล้องเป็น 5 ล้านพิคเซล ภายในชุดขายมีเคสฝาพับแถมให้ด้วยนะ : ) Liquid Z5 เพิ่งเปิดตัวพร้อมกับ Liquid Z3s เน้นจอใหญ่สะใจกว่า 5.0 นิ้ว พร้อมดีไซน์ดูดี ลำโพงสเคอริโอคู่ มีปุ่มลัดด้านหลังสำหรับเข้าแอพพลิเคชั่นต่างๆ ชิปประมวลผล Dual-Core 1.3 GHz เล่นโซเชี่ยล ดู Youtube ไม่สะดุด ติดกล้อง 5 ล้านพิคเซล และรองรับ 2 ซิมการ์ด ทั้งหมดนี้เป็นเจ้าของได้ในราคา 4,790 บาท มีโปรโมชั่นเสริมจาก Operator ด้วยนะครับ ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ Liquid E2 รุ่นนี้อาจจะไม่ถูกพูดถึงมากเท่าไหร่ แต่ด้วยราคา 5,990 บาทกับสเปต Quad-Core หน้าจอ qHD 4.5 นิ้ว ติดกล้อง 8 ล้านพิคเซล และแบตเตอรี่ 2,000 mAh ของ Acer Liquid E2 ทำให้ค่อนข้างน่าสนใจ หากคุณกำลังหามือถือระดับกลางๆ ใช้งานสักตัว รองรับ 3G WiFi GPS รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.2 มีฟีเจอร์การใช้งานเหมือนกับสมาร์ทโฟน Android ทั่วไป ต้องไปสัมผัสด้วยตัวคุณเองจ้า Liquid S1 คนชอบจอใหญ่ไม่ควรพลาดกับ Acer Liquid S1 หน้าจอใหญ่สะใจ 5.7 นิ้ว ความละเอียด HD พร้อมชิปประมวลผล Quad-Core ตอบสนองการใช้งานครอบคลุมทุกฟีเจอร์ ระบบเสียง DTS ใช้ฟังเพลง ดูหนังผ่านหูฟังได้ดี ติดกล้อง 8 ล้านพิคเซล บันทึกวิดีโอ Full HD เต็มรูปแบบ รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.2 เป็นอีกรุ่นที่ฟังก์ชั่นครบ จอใหญ่ และเหมาะกับผู้ใช้ที่ชอบจอใหญ่ ราคาไม่แพงครับ Iconia B1-721 แท็บเล็ต Android ราคาประหยัดจาก Acer ขนาดหน้าจอ 7.0 นิ้ว ภาพรวมสเปคระดับ Dual-Core 1.3 GHz รันบน Android 4.2 และติดกล้อง VGA ลงแอพพลิเคชั่นเสริมภายนอกได้มหาศาล เล่นเกมทั่วไป ดู Youtube หรือโหลดวิดีโอมาชมบนแท็บเล็ตก็ได้เช่นกัน รุ่นนี้คาดว่าจะได้เจอกันในงานครับ กับราคาเปิดตัวที่ไม่ต้องตัดสินใจให้นานเลยล่ะ Iconia W3 นอกจากแท็บเล็ต Android ยังมีแท็บเล็ต Windows 8 ให้คุณเลือกใช้งานด้วย สำหรับ Acer Iconia W3 ถึงจะเปิดตัวมาหลายเดือนแล้ว แต่เรื่องฟีเจอร์การใช้งานจัดว่าเหมาะกับผู้ใช้ที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ ทั้งโปรแกรมออฟฟิศตัวเต็ม ขนาดพกพาสะดวก พร้อม Keyboard Dock แม้ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ ติดกล้อง 2 ล้านพิคเซล และเชื่อมต่อ WiFi + Bluetooth ครบเครื่อง ล่าสุดเห็นว่าราคาไม่ถึง 10,000 บาท !! น่าติดตามว่าในงานโปรจะแรงกว่านี้มั้ย ? Iconia W4 เพิ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ กับ Iconia W4 แท็บเล็ตวินโดว์ 8.1 โมเดลล่าสุดจาก Acer หน้าจอ IPS LCD ขนาด 8 นิ้ว แสดงผลคมชัดกำลังดี ชิปประมวลผล Intel Quad-Core (Bay Trail) แรงกว่า ประหยัดแบตเตอรี่กว่าเดิม ใช้งานได้สูงสุด 8 ชั่วโมง ติดกล้อง 5 ล้านพิคเซล ดีไซน์พรีเมี่ยม โดยเฉพาะด้านหลังมาแบบเมทัลลิคเลย สำหรับเวอร์ชั่นที่วางจำหน่ายบ้านเรามีแบบเดียวคือ 3G+WiFi, 64 GB ราคา 16,990 บาท Sony Xperia E สัมผัสสมาร์ทโฟน Sony ราคาเบาๆ มีรุ่นเดียวในตอนนี้ Xperia E มาพร้อมกับหน้าจอ 3.5 นิ้ว ออกแบบทรงเหลี่ยม สีดำล้วน ชิปประมวลผลความเร็ว 1 GHz รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.1.2 ลงแอพพลิเคชั่นเสริมจากบน Google Play Store ไม่จำกัด ติดกล้อง 3 ล้านพิคเซล แบตเตอรี่ใช้งานได้เต็มวัน นอกจากนี้ยังรองรับ 3G WiFi GPS ด้วย และมีโปรโมชั่นเสริมจาก Operator ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย ! Xperia M อัพสเปคขึ้นมาอีกหน่อยจะได้ Xperia M สมาร์ทโฟนตัวเล็กแต่สเปคแรงพอตัว หน้าจอขนาด 4.0 นิ้ว รองรับมัลติทัช ชิปประมวลผล Dual-Core รันบน Android 4.1.2 ติดกล้อง 5 ล้านพิคเซล ดีไซน์คลาสสิค ด้านหลังโค้งเล็กน้อย มีให้เลือกหลายสีสันครับ นอกจากนี้ยังมีเวอร์ชั่น 2 ซิมการ์ดด้วย ราคาแพงกว่าเล็กน้อย นอกจากรุ่นนี้ยังมี Xperia L อีกรุ่นที่วางจำหน่ายในราคาช่วงเดียวกัน แล้วแต่จะเลือกครับ Xperia C เป็นโมเดลแรกของ Sony ที่ใช้ชิปประมวลผล Quad-Core จาก Mediatek ถือว่าแรงดีในระดับนึง Xperia C มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.0 นิ้ว ดูหนังเล่นเกม เล่นแอพพลิเคชั่นเต็มตากว่าที่เคย รองรับ 2 ซิมการ์ด ใช้งาน 3G WiFi GPS ครบเครื่อง เครื่องเล่นเพลง Walkman รองรับคอนเทนท์ Full HD ติดกล้อง 8 ล้านพิคเซล และแบตเตอรี่อึดพอใช้งานทั้งวันสบายๆ รุ่นนี้สนนราคา 8,990 บาท และน่าจะมีโปรโมชั่นลดราคาเด็ดๆ ภายในงานแน่นอน Xperia Z สุดยอดสมาร์ทโฟน Android อีกรุ่นที่ยังได้รับความนิยม จากดีไซน์แนว Omni-Balance ของ Sony และสเปคภายในยังคงแจ่มอยู่ Xperia Z มาพร้อมกับหน้าจอ Full HD 5.0 นิ้ว บอดี้กระจกด้านหลังสุดหรู ติดกล้องความละเอียด 13 ล้านพิคเซล รองรับการเชื่อมต่อหลากหลาย ทั้ง 3G WiFi รวมถึง NFC เพิ่มเมมโมรี่การ์ดภายนอกได้ เครื่องเล่น Walkman ระบบเสียง Clear Audio เชื่อว่าหลายคนไม่ผิดหวัง นอกจากนี้ยังรองรับการอัพเดทเป็น Android 4.4 เร็วๆ นี้อีกต่างหาก Xperia Z1 ภาคต่อของสมาร์ทโฟนรุ่นเดอะ Xperia Z1 อัพเกรดสเปคจากเดิม ปรับปรุงวัสดุดีไซน์เล็กน้อย รุ่นนี้บอดี้ขอบโลหะทนทานกว่าเดิม สามารถกันน้ำ กันฝุ่นตามมาตรฐาน IP57 หน้าจอ Triluminos 5.0 นิ้ว แสดงผลดีกว่าเดิมมาก ติดกล้อง 20.7 ล้านพิคเซล พร้อมโหมดใช้งานกล้องใหม่ๆ หลากหลาย ชิปประมวลผล Snapdragon 800 แรงสะใจ รันบน Android 4.3 สามารถอัพเกรดเป็น Android 4.4 ได้เร็วๆ นี้ รองรับการเชื่อมต่อครบเครื่อง ทั้งนี้ Xperia Z1 เครื่องศูนย์ไม่รองรับ 4G LTE นะครับ หากต้องการใช้งานคงต้องดูเป็นเครื่องนอกแทน Xperia Z Ultra ครั้งแรกของ Sony ที่นำเสนอสมาร์ทโฟนหน้าจอยักษ์ขนาด 6.44 นิ้ว ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบน Xperia Z Ultra บางเฉียบเพียง 6.5 มิลลิเมตร บอดี้ขอบโลหะ กันน้ำกันฝุ่น ด้านหลังเป็นผิวกระจกเช่นเดียวกับ Xperia Z1 เช่นเดียวกับสเปคภายในแทบจะเหมือนกัน ทั้งชิปประมวลผล Snapdragon 800, ฟีเจอร์เสริมภายใน ฯลฯ ติดกล้อง 8 ล้านพิคเซล พอใช้งานทั่วไปสบายๆ สำหรับเวอร์ชั่นที่วางจำหน่ายในไทยไม่รองรับ 4G LTE เช่นเคย แต่เพิ่งปรับราคาลงมาเหลือ 19,900 บาท และน่าจะมีโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมในงานแน่นอนครับ Xperia Tablet Z แท็บเล็ตดีไซน์หรู บางเฉียบเพียง 6.9 มิลลิเมตร หน้าจอขนาดใหญ่ 10.1 นิ้วจาก Sony ยังรอให้คุณมาจับจองเป็นเจ้าของได้อยู่ครับ เร็วแรงด้วยชิปประมวลผล Snapdragon S4 Pro รองรับคอนเทนท์ Full HD เต็มรูปแบบ ติดกล้อง 8 ล้านพิคเซลไว้ถ่ายขำๆ บอดี้ผิวหลังเป็นกระจกทั้งหมด สวยงามแต่ต้องดูแลรักษามากหน่อย ลงแอพพลิเคชั่นเสริมต่างๆ ผ่าน Google Play Store และใส่ซิมการ์ดใช้งาน 4G LTE, 3G ออนไลน์นอกสถานที่ตามสะดวก ล่าสุดราคาไม่ถึง 2 หมื่นบาท แต่ในงานจะมีโปรโมชั่นหนักหน่วงขนาดไหนต้องรอลุ้นจ้า Sony SmartWatch 2 อุปกรณ์เสริม SmartWatch 2 จาก Sony ให้คุณใช้งานสมาร์ทโฟนได้สะดวกยิ่งขึ้น สามารถรับสาย ดูอีเมลข้อความแจ้งเตือน แม้กระทั่งใช้เป็น Viewfinder ในโหมดกล้อง (ผ่านแอพพลิเคชั่นเสริม) ก็ทำได้ มีปลั๊กอินให้เลือกโหลดบน Google Play Store หลายตัว ที่น่าสนใจคือดีไซน์เรียบง่าย ทนทาน มาพร้อมกับสายโลหะ หรือเปลี่ยนสายเป็นรูปแบบอื่นๆ ตามใจชอบ สำหรับ Sony SmartWatch 2 รองรับบนสมาร์ทโฟน Android 4.0+ ขึ้นไปทุกรุ่น ถึงจะไม่ได้ใช้ Sony ก็สามารถซื้อไปใช้งานได้นะครับ สนนราคาเพียง 4,990 บาทเท่านั้นเอง i-mobile i-STYLE 2.4 สมาร์ทโฟนราคาประหยัดจาก i-mobile เอาใจคนงบน้อย 2,990 บาท แต่ได้หน้าจอขนาดใหญ่ 4.0 นิ้ว ชิปประมวลผล Dual-Core ดูหนังฟังเพลงเล่นเกม ลงแอพพลิเคชั่นเสริมทั่วไปจากบน Google Play Store ติดกล้อง 5 ล้านพิคเซล รองรับ 3G WiFi GPS และใช้งาน 2 ซิมการ์ด ที่น่าสนใจคือมีให้เลือกหลากหลายสีสัน งานนี้เลือกได้ตามใจชอบเลยจ้า i-STYLE 7.5 เพิ่มงบอีกหน่อยจะได้ i-STYLE 7.5 หน้าจอใหญ่ขึ้นเป็น 4.5 นิ้ว และน่าจะเป็นสมาร์ทโฟน Android สเปค Quad-Core ที่ค่าตัวถูกที่สุดอีกด้วย รันบน Android 4.2.2 ฟีเจอร์พื้นฐานครบเครื่อง ลงแอพพลิเคชั่นเซเชี่ยล ยูทิลิตี้ต่างๆ ใช้งาน 2 ซิมการ์ด รองรับ 3G และแบตเตอรี่ 1,800 mAh ภาพรวมลูกเล่นอาจจะไม่เยอะ แต่สเปคจัดหนักจริงๆ เมื่อเทียบกับราคาแล้วไม่ต้องคิดมากเลยครับ เพียง 3,990 บาท มีให้เลือกทั้ง 3G คลื่น 850 และ 900 MHz ตามเครือข่ายที่คุณใช้งานอยู่ IQ 6.3 ส่วนตัวคิดว่า i-mobile IQ 6.3 จะกลายเป็นรุ่นขวัญใจมหาชนในเร็วๆ นี้ จากคุณสมบัติภายในที่คุณมิอาจปฏิเสธได้ ทั้งหน้าจอ HD ขนาด 5.0 นิ้ว, ชิปประมวลผล Snapdragon 400 Quad รองรับคอนเทนท์ Full HD เต็มรูปแบบ ตอบโจทย์ทุกการใช้งานได้เป็นอย่างดี, กล้อง 8 ล้านพิคเซล บลูทูธ 4.0 รันบน Android 4.3 และพีคสุดด้วยความจุแบตเตอรี่ 3,000 mAh !! เยอะสะใจ ไม่ง้อ Power Bank เลยทีเดียว ทั้งหมดนี้ราคาเพียง 6,990 บาทจ้า IQ 9.1 สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ตระกูล IQ 9 สเปคสูงพอตัว สำหรับ IQ 9.1 มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.7 นิ้ว ความละเอียด HD, ชิปประมวลผล Quad-Core 1.5 GHz ติดกล้องความละเอียด 18 ล้านพิคเซล พร้อมกล้องหน้า 8 ล้านพิคเซล บอดี้โลหะด้านหลัง ให้ความรู้สึกทนทานกำลังดี เมมโมรี่ภายใน 16 GB แต่ไม่สามารถเพิ่ม MicroSD ภายนอกได้ครับ ทั้งนี้ถ้าอยากได้จอใหญ่กว่า IQ 9.1 ลองดู IQ 9.2 รุ่นต่อไปได้เลย IQ 9.2 รุ่นนี้เหมาะกับคนชอบจอใหญ่ครับ จัดให้เต็มๆ ถึง 6.0 นิ้ว ความละเอียด HD เหมาะกับใช้งานทุกประเภท ชิปประมวลผล Quad-Core 1.5 GHz รองรับแอพพลิเคชั่นเสริมทั่วไป เล่นเกมกราฟฟิคสูงได้สบาย ติดกล้องความละเอียด 18 ล้านพิคเซล แบตเตอรี่ 2,600 mAh รองรับ 2 ซิมการ์ด และเพิ่ม MicroSD สูงสุด 32 GB ภาพรวมสเปคอาจจะคล้าย IQ 9.1 แต่รุ่นนี้เพิ่มเมมการ์ดได้ แจ๋วตรงนี้แหละครับ IQ X2 หากคุณไม่ชอบสมาร์ทโฟนเครื่องใหญ่ แต่อยากได้สเปคดีในราคาไม่แพงนัก i-mobile IQ X2 ตอบโจทย์คุณได้ ด้วยหน้าจอ Full HD ขนาด 5.0 นิ้ว ชิปประมวลผล Quad-Core 1.5 GHz บอดี้บางเฉียบไม่ถึง 9 มิลลิเมตร พร้อมกล้อง 18 ล้านพิคเซล สามารถเพิ่ม MicroSD ภายนอกได้ เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนจอสวย สเปตระดับกลาง พกพาง่าย และถูก ราคาไม่ถึง 9,000 บาทครับ รอดูโปรโมชั่นในงานแล้วจะตัดสินใจได้ไม่ยาก IQ X Bliz ไอโมบายนำเสนอความพรีเมี่ยมที่คุณสัมผัสได้บน i-mobile IQ X Bliz โดดเด่นด้วยบอดี้โลหะบางเพียง 7.1 มิลลิเมตร หน้าจอ Full HD ขนาดใหญ่ 5.5 นิ้ว แสดงผลคมชัด เหมาะกับใช้ดูหนัง HD เล่นเกม ดูรูปภาพ แบบว่าแจ่มมาก ติดกล้อง 18 ล้านพิคเซล กล้องหน้า 8 ล้าน พร้อมเมมโมรี่ภายใน 32 GB ชิปประมวลผล Quad-Core 1.5 GHz + RAM 2 GB สำหรับราคาเปิดตัวอยู่ที 11,500 บาท จะชอบหรือไม่ต้องลองไปสัมผัสด้วยตัวเอง ! IQ X Octo เป็นไปได้ไม่น้อยที่ i-mobile จะนำสมาร์ทโฟนชิปประมวลผล 8 แกนจาก Mediatek รุ่นแรกมาโชว์ในงานครั้งแรกกับ IQ X Octo ด้วยคุณสมบัติหน้าจอ Full HD 5.0 นิ้ว, RAM 2 GB เปิดแอพพลิเคชั่นได้มากขึ้นแบบไม่มีสะดุด ระบบปฏิบัติการ Android 4.2.2 ติดกล้อง 18 ล้านพิคเซล รองรับ 2 ซิมการ์ด และเมมโมรี่ภายใน 32 GB เหลือเฟือหากคุณไม่ได้ใช้งานอะไรมากมาย Huawei Ascend Y320 สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ราคาประหยัดจาก Huawei ตัวนี้ก็น่าสนใจครับ หน้าจอขนาด 4.0 นิ้ว ชิปประมวลผล Dual-Core ดีไซน์เรียบง่าย ติดกล้อง 2 ล้านพิคเซล พร้อมรัน Android 4.2.2 ครอบด้วย Emotion UI รองรับ 3G เชื่อมต่อ WiFi GPS และราคาเปิดตัวเพียง 2,790 บาท ตัดสินใจไม่ยากแต่ก็มีตัวเลือกอื่นๆ ในระดับราคานี้อีกเพียบ ต้องลองเล่นก่อนตัดสินใจซื้อครับ Ascend Y511 อัพงบขึ้นมาอีกหน่อยจะได้ Ascend Y511 หน้าจอไซส์ใหญ่ 4.5 นิ้ว ชิปประมวลผล Dual-Core กล้องอัพเป็น 3 ล้านพิคเซล ระบบปฏิบัติการ Android 4.2 และรองรับ 3G 900/2100 MHz แบตเตอรี่ 1,730 mAh เพียงพอใช้งานได้เต็มวัน พร้อมยูทีลิตี้จาก Huawei เช่น แอพพลิเคชั่น Backup ฯลฯ กับราคาค่าตัวเพียง 3,490 บาทเท่านั้นเอง Ascend G610 สัมผัสสมาร์ทโฟน Quad-Core จาก Huawei ราคาสบายกระเป๋ากับ Ascend G610 หน้าจอขนาดใหญ่ 5.0 นิ้ว ดีไซน์โค้งมน พกพาไม่ยากนัก ติดกล้องความละเอียด 5 ล้านพิคเซล บันทึกวิดีโอ HD รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.2 รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด และแบตเตอรี่อึดใช้งานได้ตลอดวัน กับราคา 5,990 บาท เป็นตัวเลือกที่ดีอีกรุ่นเลยทีเดียว Ascend G700 รุ่นระดับกลางจาก Huawei มาพร้อมกับดีไซน์คลาสสิค น่าสนใจตรงที่หน้าจอ HD 5.0 นิ้ว แสดงผลคมชัด ชิปประมวลผล Quad-Core และใส่RAMมาให้ 2 GB เปิดแอพพลิเคชั่นได้ลื่นไหลมากขึ้น ติดกล้อง 8 ล้านพิคเซล สามารถถ่ายวิดีโอ Full HD ได้ และรัน Android 4.2.2 ครอบ Emotion UI มีลูกเล่นมากพอสมควร ด้านราคาสามารถเป็นเจ้าของได้ในราคาเพียงไม่ถึง 8,000 บาท Ascend Mate คงไม่มีใครปฏิเสธครับว่า Huawei Ascend Mate คือสมาร์ทโฟนสเปคแรง จอ HD ขนาดใหญ่ 6.1 นิ้วที่คุ้มค่า คุ้มราคาที่สุดแบบไร้คู่แข่งกับราคา 7,990 บาท มาพร้อมกับชิปประมวลผล Quad-Core 1.5 GHz รองรับ 3G ทุกเครือข่าย บอดี้แข็งแกร่งทนทาน และที่สำคัญคือแบตเตอรี่ 4,050 mAh คือพีคสุด แทบไม่ต้องง้อแบตเตอรี่สำรองเลยล่ะ ส่วนตัวแนะนำ Ascend Mate หากคุณมองหามือถือจอใหญ่ สเปคดี แบตอึด และไม่แคร์ว่าต้องเป็นรุ่นใหม่ครับ Ascend P6 ณ ปัจจุบัน Ascend P6 จาก Huawei ยังติดอันดับต้นๆ ของสมาร์ทโฟนบางเฉียบ ด้วยความบางเพียง 6.2 มิลลิเมตร น้ำหนักเบาหวิว 120 กรัม สเปคหน้าจอ HD 4.7 นิ้ว ชิปประมวลผล Quad-Core 1.5 GHz RAM 2 GB เปิดแอพพลิเคชั่นลื่นไหลไม่สะดุด รองรับคอนเทนท์ Full HD ติดกล้อง 8 ล้านพิคเซล ถ่ายที่แสงน้อยค่อนข้างดีทีเดียว แบตเตอรี่ 2,000 mAh ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าจะอัดอยู่ภายใต้บอดี้บางๆ แบบนี้ได้ โดยราคาสามารถเป็นเจ้าของได้ที่ 11,900 บาท Alcatel Alcatel OneTouch Magic สมาร์ทโฟนระดับล่างจาก Alcatel สเปคมาตรฐานตามระดับราคา 2,990 บาท หน้าจอขนาด 4.0 นิ้ว ชิปประมวลผล Dual-Core 1.3 GHz รันบน Android 4.2.2 ครอบด้วยหน้า Home แบบเฉพาะของ Alcatel ซึ่งใช้งานง่าย ติดกล้อง 3.2 ล้านพิคเซล และรองรับ 2 ซิมการ์ด ดีไซน์เรียบง่าย สำหรับโมเดลที่วางจำหน่ายรองรับเฉพาะ 3G คลื่น 850/2100 MHz เท่านั้นจ้า Alcatel Idol Mini บางเฉียบเพียง 7.9 มิลลิเมตร ดีไซน์คลาสสิคเรียบง่ายสำหรับ Alcatel Idol Mini มาพร้อมกับชิปรปะมวลผล Dual-Core 1.3 GHz หน้าจอขนาด 4.3 นิ้ว ขนาดเล็กพกพาสะดวก น้ำหนักเบาเพียง 96 กรัม !! ติดกล้อง 5 ล้านพิคเซล รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด และแบตเตอรี่ 1,700 mAh น่าจะเพียงพอกับการใช้งานเต็มวันครับ ส่วนราคาอยู่ที่ประมาณ 5 พันบาท Alcatel Idol X รุ่นท็อปตัวล่าสุด Alcatel Idol X มีจุดขายด้านความบางเฉียบเพียง 6.9 มิลลิเมตร น้ำหนักเบาหวิว แต่สเปคภายในจัดว่าค่อนข้างดีทีเดียว กับหน้าจอ Full HD ขนาด 5.0 นิ้ว, ชิปประมวลผล Quad-Core 1.5 GHz RAM 2 GB, กล้อง 13 ล้านพิคเซล ระบบปฏิบัติการ Android 4.2.2 และเมมโมรี่ภายใน 16 GB รองรับ 2 ซิมการ์ด แต่ราคาเปิดตัวอาจจะสูงนิดนึงที่ 12,990 บาท ต้องรอดูโปรโมชั่นเสริมภายในงาน Thailand Mobile Expo 2014 ต้องมีลดราคาแน่นอน Alcatel OneTouch Hero ถูกนำเสนอเป็นโมเดลล่าสุดของปีนี้จาก Alcatel วางจำหน่ายครั้งแรกในงาน Thailand Mobile Expo 2014 ครับ รุ่นนี้มีจุดขายที่หน้าจอขนาดมหึมา 6.0 นิ้ว ความละเอียด Full HD ส่วนตัวชอบคุณภาพการแสดงผลอยู่ในระดับดีมาก พร้อมสามารถอินพุทด้วย Stylus สำหรับวาดภาพ หรือจดบันทึกบนแอพพลิเคชั่นเสริมพิเศษ อย่างไรก็ดี Alcatel One Touch Hero ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีจาก Wacom เรื่องความแม่นยำอาจจะไม่ดีเท่ากลุ่ม Galaxy Note ใช้ชิปประมวลผล Quad-Core 1.5 GHz, รันบน Android 4.2.2 ติดกล้อง 13 ล้านพิคเซล และแบตเตอรี่ 3,400 mAh เยอะสะใจไปเลย หากคุณซื้อในงานก็จะมีบลูทูธโฟน – เคสฝาพับไฟ LED แถมให้ด้วยนะจ๊ะ Cherry Mobile Sonic 2.0 สมาร์ทโฟน Android รุ่นเล็กล่าสุดจาก Cherry Mobile ราคาเพียง 3 พันนิดๆ ได้สเปคระดับ Dual-Core พร้อมหน้าจอ 4.0 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ 3G WiFi GPS ครบเครื่อง และกล้อง 5 ล้านพิคเซล ส่วนแบตเตอรี่อาจจะน้อยไปหน่อยที่ 1,400 mAh ต้องลองไปสัมผัสตัวจริงในงานก่อนตัดสินใจจ้า Flare S รุ่นนี้หลายคนน่าจะชอบตรงการออกแบบโค้งเว้าด้านหลัง ทำให้การจับถือทำได้ง่ายขึ้น กับหน้าจอขนาด 4.0 นิ้ว ชิปประมวลผล Quad-Core 1.3 GHz ถือว่าเป็นรุ่นราคาประหยัดที่ให้สเปคแรงดีทีเดียว รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.2 ดูหนังฟังเพลงเล่นเกมได้สบายๆ พร้อมกล้องความละเอียด 5 ล้านพิคเซล และรองรับ 2 ซิมการ์ด ราคาขอบอกว่าใช้ได้เลยครับ ประมาณ 4 พันกว่าบาทเท่านั้นเอง Hero รุ่นนี้ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว เพราะสเปคอัพเกรดจาก Sonic 2.0 พอสมควรทั้งหน้าจอขนาด 5.0 นิ้ว ความละเอียด qHD, ชิปประมวลผล Quad-Core รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.2.2 ลงแอพพลิเคชั่นเสริมต่างๆ ได้หลากหลาย บอดี้สีสันแสบตา และติดกล้อง 8 ล้านพิคเซล สามารถเป็นเจ้าของได้ในราคาประมาณ 4 พันบาทครับ Cosmos X อัพงบขึ้นมาอีกหน่อยจะได้สมาร์ทโฟนตัวแรงจาก Cherry Mobile อย่าง Cosmos X มาพร้อมกับหน้าจอ Super-AMOLED HD 4.7 นิ้ว แสดงผลคมชัด สีสันจัดจ้าน จัดเต็มกล้อง 18 ล้านพิคเซล พร้อมกล้องหน้า 8 ล้านพิคเซล รองรับการใช้งาน 3G และใช้งานได้ 2 ซิมการ์ด ชิปประมวลผล Quad-Core รองรับคอนเทนท์ HD เต็มรูปแบบ สำหรับดีไซน์เรียบง่าย ควบคุมผ่านปุ่ม On-Screen มีโปรโมชั่นเด็ดๆ ในงานแน่นอนครับ รอติดตามได้เลย dtac Lion 5.0 HD สมาร์ทโฟนราคาประหยัดจาก dtac โดดเด่นด้วยสเปคหน้าจอ HD ขนาด 5.0 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ 3G WiFi GPS ครบเครื่อง รันบน Android 4.2 ลงแอพพลิเคชั่นเสริมผ่าน Google Play Store เช่นเดียวกับสมาร์ทโฟน Android ทั่วไป ติดกล้องความละเอียด 8 ล้านพิคเซล และแบตเตอรี่ 2,500 mAh พอใช้งานได้ตลอดวัน เรื่องโปรโมชั่นคงไม่พ้นซื้อพ่วงแพคเกจ ลดราคาเยอะทีเดียวครับ Apple Apple iPad Air แท็บเล็ตจอใหญ่ 9.7 นิ้ว เล็กลง บางลง พึ่งวางจำหน่ายในบ้านเราเมื่อปลายปีที่แล้วนี่เอง ใช้ซีพียูแบบใหม่ที่ประมวลผลภาพกราฟฟิคได้เร็วขึ้นด้วยชิพ Apple A7 หน้าจอคมชัดด้วยจอภาพแบบ Retina Display เหมือนกับรุ่นก่อน กล้องดิจิตอล 5 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องหน้าสำหรับถ่ายรูปแบบ Facetime มีให้เลือกทั้งแบบ Wi-Fi และ Wi-Fi + Cellular เช่นเคย มีให้เลือกทั้งสีขาว และสีเทาดำ iPad Mini with Retina Display แท็บเล็ตรุ่นฮิต iPad Mini หน้าจอ Retina Display พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของได้ภายในงาน Thailand Mobile Expo 2014 มีโปรโมชั่นเสริมจาก Operator ค่ายต่างๆ เรื่องคุณสมบัติภายในเร็วแรงเหมือน iPhone 5s ใช้ชิปประมวลผล Apple A7 รันบนระบบปฏิบัติการ iOS 7 ลงแอพพลิเคชั่นได้มหาศาลจาก App Store รวมถึงคอนเทนท์มัลติมีเดียจาก iTunes ทั้งนี้โมเดลที่วางจำหน่ายมีเฉพาะ Cellular ทุกความจุ ทุกสี เลือกได้ตามต้องการ iPhone 5s มีคำถามเกี่ยวกับไอโฟนในงาน Thailand Mobile Expo 2014 ว่าจะมีจำหน่ายหรือไม่ ? คำตอบคือมีครับ ทุกไซส์ ทุกสี พร้อมโปรโมชั่นเสริมจาก Operator ที่ร่วมรายการ ด้านสเปคภายในคงไม่ต้องบรรยายอะไรมาก หน้าจอ HD ขนาด 4.0 นิ้ว, ชิปประมวลผล Apple A7 เร็วแรงสมฐานะ รองรับการใช้งาน 4G LTE พร้อมกล้อง 8 ล้านพิคเซล แฟลชทูโทนไว้ถ่ายที่แสงน้อย ฯลฯ งวดนี้ใครจะสอยไอโฟนลองมาที่งานได้ครับ มีให้เลือกซื้อแน่นอน iPhone 5c สัมผัสไอโฟนรูปแบบใหม่ หลากหลายสีสันกับ iPhone 5c กับสเปคเทียบเท่า iPhone 5 เดิมทั้งชิปประมวลผล Apple A6, หน้าจอ HD 4.0 นิ้ว, กล้อง 8 ล้านพิคเซล (แต่ไม่มีแฟลชทูโทนแบบ 5s นะจ๊ะ) รันบนระบบ iOS7 และคาดว่าจะสามารถเวอร์ชั่นใหม่ได้เรื่อยๆ สำหรับเรื่องโปรโมชั่นต้องรอลุ้นในงานครับ รุ่นนี้ยังไงต้องจัดหนักแน่นอน ทั้งแพคเกจเสริม สิทธิพิเศษต่างๆ ติดตามได้เลย ทั้งหมดนี้เรียกได้ว่าจุใจแบบสุดๆ กับสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ตภายในงาน Thailand Mobile Expo 2014 จากหลากแบรนด์ชั้นนำ และยังมีอีกมากมายครับที่ไม่ได้หยิบมาแนะนำ เอาเป็นว่าแค่นี้ก็เลือกกันไม่ถูกแล้ว :p นอกจากนี้ยังมีโซน Wearable Gadget ให้คุณได้สัมผัสเทคโนโลยีล่าสุดบนอุปกรณ์สวมใส่ พร้อมกิจกรรมร่วมสนุกอื่นๆ สำหรับมหกรรม Thailand Mobile Expo 2014 จัดตั้งแต่วันที่ 13-16 กุมภาพันธ์ 2557 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้ข่าวว่าตรงกับวันวาเลนไทน์ด้วย จะควงคู่มาซื้อมือถือใหม่ติดมือกลับบ้านก็แจ๋วดีนะเออ : ) ขอบคุณบทความดีๆ จาก thailandmobileexpo

Huawei Mate 8 มาพร้อมกับหน้าจอ 6 นิ้วและแบตเตอรี่ที่อึดโคตร
Huawei Mate 8 /  mobile / 

คุณก็รูัว่าใครเป็นผู้ผลิตมือถือสมาร์ทโฟนที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามของโลกมาเกือบสามปี นั้นคือ Huawei นั้นเอง ซึ่งมีคู่แข่งจากจีนด้วยกันเองคือ Xiaomi และ Lenovo ล่าสุดกับมือถือรุ่นเรือธงของ Huawei รุ่น Mate 8 ที่มาพร้อมกับจอ 6 นิ้ว อาจจะใหญ่สำหรับบางคนแต่เต็มไปด้วยสเปคที่จัดเต็มและแบตเตอรี่ที่อยู่นาน เรื่องของสเปค Mate 8 มาพร้อมกับชิบประมวลผล Kirin 950  8 แกน ระบบประมวลผลกราฟฟิกแบบคู่ Mali T880MP4 มีตัวอ่านลายนิ้วมืออยู่ด้านหลัง กล้องหลัง 16 ล้าน กล้องหน้า 8 ล้าน ทำจากอลูมิเนียม มี RAM แบบ 3 หรือ 4 GB หน่วยความจำ 32/64/128 GB ภาพ: Huawei  เรื่องของแบตเตอรี่ Huawei Mate 8 มาพร้อมกับความจุ 4,000 mAh ที่สำคัญตัวประมวลผล Kirin 950 ยังช่วยประหยัดแบตเตอรี่ด้วย ซึ่งนั้นทำให้เป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนที่ไม่อยากชาร์จมือถือบ่อยๆนัก ภาพ: Huawei Huawei Mate 8 เตรียมปล่อยในจีนช่วงปี 2016 เริ่มต้นราคาที่ $469 (16,780 บาท) สำหรับรุ่น 3 GB หน่วยความจำ 32 GB รุ่น 4 GB หน่วยความจำ 64 GB ราคา $579 (20,740 บาท) และ รุ่น 4 GB หน่วยความจำ 128 GB ราคา $ 689 (24,680 บาท) หลังจากเปิดตัวที่งาน CES 2016 คาดว่าจะน่าจำหน่ายไปยังฝั่งตะวันตกด้วย ดูบทความต้นฉบับ : Huawei Mate 8 is a 6-inch behemoth with plenty of battery life

รีวิว AIS Pocket WIFI ตัวเล็กรอบจัดสารพัดประโยชน์
ais /  AIS Pocket WIFI / 

ได้กลับมารีวิว อุปกรณ์ Network ประเภทพกพาอีกครั้งหลังจากที่หายหน้า หายตากันไปรีวิวแต่พวกอุปกรณ์ตามบ้านมานานครับ คราวนี้เป็น Pocket WIFI จาก AIS ที่ราคาถูกมากๆแถมยังมีการปรับแต่งมาให้ใช้งานง่ายชนิดที่คนไม่รู้เรื่อง IT หรือความเข้าใจด้าน  Network ก็สามารถใช้งานได้สบายๆเลยครับ หลังจากที่ AIS ได้ประกาศ 3G ใหม่ ภายใต้ความถี่ 2100 Mhz ซึ่งช่วงก่อนหน้านี้ ผู้ใช้หลายคนก็อึดอัดทรมานกับ Bandwidth ที่ไม่เพียงพอต่อการใช้งานมานาน ทาง AIS ก็เลยระเบิดพลัง ทั้งโปรโมชั่นและอุปกรณ์เสริมที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ 3G ใหม่กันยกใหญ่ โดยตัวนึงที่น่าสนใจมากก็คือ AIS Pocket WIFI ซึ่งเป็น Wireless Router ขนาดพกพา ซึ่งมีขนาดที่โคตรจะเล็กเอามากๆเลยครับ เหมาะมากสำหรับคนที่พกพาอุปกรณ์หลายๆอย่างไว้กับตัว แต่อยากจะควบคุมค่าใช้จ่ายด้าน Internet ไว้ที่ซิมเดียว ว่ากันตาม Spec ที่เขียนไว้ข้างกล่องเนี่ย เจ้า AIS Pocket WIFI สามารถรองรับความเร็วสูงสุดในการดาวน์โหลดได้ 21.6 Mbps ส่วนขา Upload ได้สูงสุดที่ 5.76 Mbps ส่วน Wireless LAN ก็รองรับมาตรฐาน B/G/N ความเร็วสูงสุด 150 mbps และสามารถรองรับอุปกรณ์ในการเข้ามาต่อเชื่อมได้สูงสุด 10 อุปกรณ์ด้วยกัน (รุ่นทั่วๆไป จะได้แค่ 5 อุปกรณ์ครับ) หน้าตาเล็กกะทัดรัดแบบสุดๆ ขนาดเล็กพอๆกับ Mouse เท่านั้นเอง แต่บางกว่าเยอะ สังเกตดูจะมีโลโก้ของ Huawei อยู่ด้านซ้ายของตัวเครื่อง แน่นอนล่ะ เจ้านี่ก็คือ Huawei E5220 ที่ถูกออกแบบเฉพาะมาให้ใช้งานกับเครือข่าย AIS 3G นั่นเองครับ  ไหนๆก็เป็น OEM ของ Huawei E5220 อยู่แล้ว ก็เลยขอภาพขนาดเครื่อง และ น้ำหนักมาจากเว็บของ Huawei ซะเลย น้ำหนักไม่ถึง 30 กรัม รวม Battery แล้วนี่มันพกพาง่ายมากๆครับ ด้านล่างเป็นพอร์ท Micro USB ซึ่งตรงนี้ เราสามารถเสียบกับ Notebook ให้ทำการชาร์จไฟ กลับเข้าไปในตัวมันก็ได้ หรือใครที่ใช้ Android ก็น่าจะมีสายชาร์จที่เป็น Micro USB อยู่แล้ว นำมาชาร์จได้ปกติเลยนะครับ   ด้านบนซ้าย จะมีรูเล็กๆ สามารถร้อยสาย ทำเป็นพวงกุญแจง่ายๆได้ครับ เออ แจ๋วดีแฮะ พวกกุญแจ WIFI Router  พลาสติกที่ใช้ในการทำวัสดุ ก็จะเป็นพลาสติกด้านๆหน่อย จับแล้วไม่ดูกระจอกเลยครับ แต่ห่วงอย่างเดียวคือ ถ้ามือเลอะ ไปจับโดนตัวมันเข้าก็กลัวว่าจะเลอะตามนี่แหละ เพราะพลาสติกด้านพวกนี้มันเปื้อนง่ายมากๆ AIS Pocket WIFI ตัวนี้ใช้ SIM ขนาดปกติ ซึ่งข้างในก็จะมีรายละเอียดของตัว SSID กับ Network Key เอาไว้พร้อมเลย ถ้าเกิดผู้ใช้งานปรับแต่งของพวกนี้ไม่เป็น ก็ไม่ต้องทำอะไรมากครับ ใส่ SIM , เสียบแบทเตอรี่ , เปิดเครื่อง แล้วก็เข้า Network ชื่อที่มันแสดงให้เห็น ก็จบแล้ว Battery ที่มากับ AIS Pocket WIFI มีพลังไฟสะสมทั้งหมด 1,150 mAh ลองทดสอบใช้งานต่อเนื่องโดยต่ออุปกรณ์ ประมาณ 3 เครื่อง ( Notebook ผม , iPhone แล้วก็ ipad Mini) โดยสลับใช้งานกันบ้าง โหลดพร้อมกันบ้าง เปิดเว็บทั่วไป และ ดู Youtube บ้าง สามารถเล่นต่อเนื่องได้ประมาณ 3 ชม. หน่อยๆครับ ส่วนถ้าเปิดๆ ปิดๆ ใช้งานไม่ต่อเนื่องมาก ก็อาจจะใช้งานได้ 1 วันกลับมาถึงบ้านหมดแรงพอดี เอ้า ว่าแล้วก็มาเปิดเครื่องดูเมนูการใช้งานข้างในกันหน่อยดีกว่า ผมจั่วหัวเอาไว้ว่า มันคือ ตัวเล็ก รอบจัด สารพัดประโยชน์ มันหมายถึงอะไรกันแน่ ตอนเปิดเครื่องไฟ LED หน้าเครื่องก็จะแสดงไฟมาทั้งหมด 4 สถานะด้วยกัน นั่นก็คือ - ไฟบอกความแรงของสัญญาณ 3G - ไฟบอกว่า Wireless ทำงานอยู่ - ไฟ Battery - ไฟบอกว่ามี SMS เข้ามา (ผมก็งงตรงนี้แฮะ ทุกที SMS ส่งมาที่อุปกรณ์พวก Router แบบนี้มันจะดูอะไรไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่พวกโทรศัพท์มือถือแล้วจะมีไฟบอกทำไม แต่จริงๆแล้วมันรองรับการดู SMS ที่ส่งมาหาเราด้วยล่ะครับ เมื่อ Login เข้ามาใน AIS Pocket WIFI ผ่านทางหน้า เบราเซอร์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องจำเลข IP Address เพื่อความงงอีกต่อไปเพราะเดี๋ยวนี้พวกอุปกรณ์ Network เค้าจะทำชื่อเฉพาะเพื่อให้เข้ามาจัดการอุปกรณ์ได้ง่ายๆครับ อย่าง AIS Pocket Wifi ตัวนี้ก็สามารถเข้ามาได้ด้วยชื่อ http://ais3gpocketwifi.home/ ครับ - แก้ชื่อ SSID กับ Network Key ได้ง่ายๆ - มีตัวบอกความเร็วสัญญาณ 3G ว่าความแรงเท่าไหร่ เราจะได้ว่า สัญญาณตรงจุดที่เราอยู่มันแย่หรือเปล่า - บอกว่ามี SMS กี่ข้อความ และสามารถอ่านและตอบ รวมถึงส่งจากหน้านี้ได้เลย เฮ้ย เมพ!! - เติมเงินจากบัตรเติมเงินได้เลย เฮ้ย เมพอีกแล้ว สำหรับผู้ใช้งานเบื้องต้น ใช้แค่นี้ก็พอแล้วนะครับ เพราะ เมื่อแกะกล่องมาเสร็จ ก็ยัดซิม แล้วเปิดเครื่อง ก็ใช้งานได้เลย ถ้าอยากแก้ไขชื่อ SSID ก็แค่ Login มาที่หน้านี้แล้วก็แก้ไขชื่อกับ Wireless LAN กับเลือกรหัสผ่านที่ต้องการได้เลย ถ้าเงินในซิมหมดก็ไปซื้อบัตรเติมเงินมากรอก จบ!! แล้วที่ผมจั่วหัวไปว่า มันเป็นตัวเล็ก รอบจัด หลายคนคงสงสัยว่ามันอยู่ตรงไหนฟระ??? ใจเย็นๆครับ ความเจ๋งมันอยู่ที่ “การตั้งค่าแบบละเอียด” ซึ่งตรงนี้มันจะใช้ความรู้ Network ระดับนึงในการ Setup เลย แต่ใครใช้เป็น รับรองว่าสารพัดประโยชน์มากๆครับ   พอเข้ามาในส่วนของการตั้งค่าแบบละเอียด ก็จะมีเมนูพิศดารมาให้เรากดเล่นมากขึ้น ความเจ๋ง รอบจัดอันแรกครับ มันเป็น Wireless Router ที่รองรับความสามารถ WISP นั่นก็คือ รับ Internet ทาง Wireless LAN แล้วมาแชร์ต่อทาง Wireless LAN ต่อได้ เช่นผมไปเจอ AIS Wifi ที่ไหน ผมกดเชื่อมต่อเข้าไปผ่าน AIS Pocket WIFI ตัวนี้ ผมใช้ Internet Account เดียว แต่สามารถแชร์ไปยังอุปกรณ์อืนๆของผมได้หมด   ความเจ๋งอย่างที่ 2 ก็คือ มันมี Firewall แบบง่ายๆในตัว คุณสามารถ กำหนด IP / Port แล้วก็จะอนุญาตหรือจะไม่อนุญาตให้มันผ่านไปได้ก็ได้ครับ   ความเจ๋งอย่างที่ 3 ก็คือ ตัว AIS Pocket WIFI สามารถกำหนด ปริมาณ Data ที่เราใช้งานได้ครับ เช่น ถ้าเราซื้อ Promotion 500Mb ไว้ ถ้าเกิดมันจะตัดบริการให้ทันทีเพื่อป้องกันเราเล่นเกินจาก Promotion ที่เลือกไว้ และความเจ๋งอย่างที่ 4 ก็คือ มันสามารถ ส่ง SMS ผ่านตัวมันได้เลยครับ รองรับภาษาไทยด้วย เออดีแฮะ เผื่อเวลาจะต้องสมัคร หรือ กดบริการเลขอะไรแปลกๆจะได้ไม่ต้องมานั่งแกะซิมแล้วหามือถือยัด เพราะตอนนี้มือถือ รอบตัวก็เป็น Nano Sim กับ Micro SIM หมดแล้ว ปิดท้ายความเจ๋งคือ เจ้า AIS Pocket WIFI ตัวนี้รองรับ SIP ALG ด้วย อันนี้คนที่ไม่ได้ทำงานด้าน Network อาจจะไม่รู้ แต่ตัวนี้จะช่วยให้ระบบ VoIP ที่อยู่หลัง AIS Pocket WIFI สามารถเชื่อมต่อไป Internet ข้างนอกได้อย่างราบรื่นมากขึ้นครับ ปิดท้ายด้วยการทำ Speedtest ซะหน่อย ผมกดทดสอบจาก เอกมัยซอยสี่ ในตัวบ้าน มีสัญญาณประมาณ 3 ขีด ความเร็วที่ทดสอบได้ประมาณ 3.5 / 1.26 mbps ก็เรียกได้ว่า ถึงแม้ไม่ได้เร็วฟ้าผ่า แต่ก็เร็วน้ำตาไหล เพราะไม่ค่อยจะได้เห็นความเร็วระดับนี้ใน 3G บ้านเรานักหรอกครับ ยิ่งในย่านที่มีคนอยู่เยอะๆอย่างเอกมัย สุขุมวิทด้วยเนี่ย ปิดท้ายด้วยราคาครับ AIS Pocket WIFI ตอนนี้ลดราคาเหลือ 1,499 บาท ซื้อแล้วแถม 3G Data ให้ 500MB นาน 1 เดือน และมี AIS Wifi ให้ใช้ได้ไม่จำกัดด้วย (ถ้าจะให้ติ ก็คงเป็นเรื่อง ความเร็วหลังจากที่ FUP หมด มันเหลือแค่ 64kbps นี่แหละครับ น่าจะใช้เยอะหน่อยซัก 128kbps ก็ยังดี) ใครสนใจก็ไปติดต่อได้ที่ศูนย์ AIS เลยครับ เหมาะมากสำหรับคนที่พกพาอุปกรณ์ที่ต้องต่อ Internet เยอะๆ แต่อยากจะควบคุมค่าใช้จ่าย ไม่อยากเปิด Internet หลายๆซิมนะครับ

Huawei เปิดตัว Huawei Tron เครื่องเกมส์ตัวแรกของจีน
Huawei Tron

Huawei ประกาศการผลิตเครื่องเล่นเกมส์ตัวใหม่ Huawei Tron ใช้ระบบปฏิบัติการ Android  เตรียมวางขายกลางปี 2014 กำหนดราคาราว 150 ดอลล่าร์ (ราว 4,500 บาท) เครื่องเล่นเกมส์ Huawei Tron เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน CES 2014 เป็นเครื่องเล่นเกมส์เครื่องแรกของประเทศจีนที่ผลิตขึ้นมาเอง โดยมีความต้องการแข่งขันกับเครื่องเล่นเกมส์อย่าง Ouya ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android และสามารถเล่นออกผ่านโทรทัศน์ สำหรับเครื่องเล่นเกมส์ดังกล่าวจะใช้หน่วยประมวลผล Tegra 4 จาก NVIDIA แรม 2GB สามารถเลือกเนื้อที่ฮาร์ดดิสก์ 16 GB หรือ 32 GB แบบ Micro-SD ได้ และใช้ Android เวอร์ชั่น 4.2.3 นอกจากนี้ ยังรองรับเกมส์บน Android ด้วยขนาดภาพ 1080p และรองรับวิดีโอแบบ 4K อีกเช่นกัน ส่วนจอยเกมส์มีการออกแบบคล้ายคลึงกับจอยเกมส์ Xbox 360 แต่ว่ามีการเพิ่มแป้นทัชสกรีนเข้ามาด้วย Huawei Tron กำหนดราคาขาย 150 ดอลล่าร์ (ราว 4,500 บาท) วางขายที่ประเทศจีนเป็นแห่งแรก

Unboxing: แกะกล่อง Huawei G7 Plus
Huawei G7 Plus /  Huawei G8 / 

Unboxing: แกะกล่อง Huawei G7 Plus ตอนนี้ทีมงาน MThai ได้รับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จากทาง Huawei ซึ่งได้เปิดให้จับจองกันไปแล้วในงาน TME ครั้งที่ผ่านมา นั่นก็คือ Huawei G7 Plus (หรือเรียกอีกชื่อว่า Huawei G8 สำหรับประเทศทางฝั่งตะวันตก) ซึ่งจุดเด่นของรุ่นนี้คือเป็นสมาร์ทโฟนที่มีวัสดุเป็นโลหะทั้งตัว สเปคค่อนข้างดีทีเดียว (รุ่นนี้ใช้ CPU Snapdragon) และมีที่สแกนลายนิ้วมือด้วย ในราคาเพียงแค่ 12,990 บาทเท่านั้น วันนี้เรามีคลิปแกะกล่องให้ชมกันครับ ตามคลิปด้านล่างนี้เลย ใครอยากให้ทีมงานรีวิวอะไรเป็นพิเศษ บอกพวกเราได้ที่ด้านล่างนี้เลยครับ เดี๋ยวเราจัดให้จ้า รอชมรีวิวได้เร็วๆ นี้เลย

ส่องมือถือ-แท็ปเล็ตสุดฮอตกว่า 70 รุ่น ในงาน Thailand Mobile Expo 2016
Thailand Mobile Expo 2016 /  TME 2016 / 

งาน Thailand Mobile Expo 2016 เชื่อว่าเมื่อปลายปีที่ผ่านมา สำหรับใครที่ได้โบนัส อยากได้มือถือใหม่ แต่ยังไม่มีรุ่นโดนๆ ที่น่าสนใจเลย อยากได้รุ่นใหม่ๆ โอกาสมาถึงคุณแล้วครับ เพราะในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ จะมีงานมือถืองานใหญ่ของประเทศนั่นก็คือ Thailand Mobile Expo 2016 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 11-14 กุมภาพันธ์ 2559 โดยในงานนี้จะมีสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตรุ่นใหม่ที่เปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่แล้วในต่างประเทศ เริ่มเข้ามาจำหน่ายในงานนี้ รวมถึงมือถือรุ่นก่อนหน้า ก็จะมีการปรับราคาลดลง หรือมีโปร ลดแลกแจกแถม ปล่อยกันในงาน วันนี้เรามีบทความดีๆ จาก Thailand Mobile Expo แนะนำสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจในงานกว่า 70 รุ่น เรามาดูกันครับว่าในงานนี้จะมีสมาร์ทโฟน และแก็ตเจ็ตอะไรที่จะมาทำให้เงินในกระเป๋าของเพื่อนๆ สั่นได้บ้าง Samsung Galaxy J2 รุ่นระดับเริ่มต้นของ Samsung เครื่องเล็กกะทัดรัดแต่มีครบทุกอย่าง ด้วยราคาประมาณ 4,xxx บาท มาพร้อมกับหน้าจอ Super-AMOLED ขนาด 4.7 นิ้ว (qHD) แสดงผลคมชัด สีสันจัดจ้านใช้ได้ รันบนระบบปฏิบัติการ Android 5.1 ครอบด้วยอินเตอร์เฟส TouchWiz อย่างที่คุ้นเคยกันดี รองรับ 4G LTE ใช้งาน 2 ซิมการ์ด กล้องความละเอียด 5 เมกะพิกเซล  บันทึกวิดีโอ HD และสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เอง เป็นอีกรุ่นของ Samsung ที่ค่อนข้างสมราคาทีเดียว Galaxy J7 มีงบประมาณสัก 8-9 พันบาท เลือกมือถือหน้าจอขนาดใหญ่แจ่มๆ Galaxy J7 เป็นตัวเลือกที่ดีครับ แสดงผลคมชัดด้วยหน้าจอ Super-AMOLED ขนาดใหญ่ 5.5 นิ้ว (HD) ใช้ดู YouTube เล่นเกมดีนักแล เร็วแรงด้วยชิพประมวลผล Octa-Core (Exynos 7580) RAM 1.5 GB  รันบน Android 5.1 ทำงานรวดเร็วทันใจ ลงแอพพลิเคชั่นเสริมหลากหลาย กล้อง 13 เมกะพิกเซล  ถ่ายภาพ Selfie ผ่านกล้อง 5 เมกะพิกเซล  รองรับ 4G LTE และมีโปรโมชั่นร่วมกับ Operator ด้วย ลองหาข้อมูลได้เลย Galaxy A5 (2016) ภาคต่อของสมาร์ทโฟนบอดี้โลหะ Galaxy A5 คาดว่าจะเปิดตัวช่วงงาน Mobile Expo รุ่นนี้อัพเกรดคุณสมบัติสเปค – ดีไซน์จากของเดิมพอสมควร หน้าจอ Super-AMOLED ขนาด 5.2 นิ้ว (FHD) แสดงผลดีเยี่ยม บอดี้โลหะบางเฉียบ ฝาหลังแบบกระจก กล้องความละเอียด 13 เมกะพิกเซล  พร้อมระบบกันสั่นไหว (OIS) บันทึกวิดีโอ Full HD รองรับ 4G LTE และเพิ่ม microSD สูงสุด 128 GB ตรงนี้ต้องรอดูตัวจริงครับ ซึ่งจะมีรุ่น Galaxy A7 และ Galaxy A9 ในซีรี่ส์ด้วย Galaxy A7 (2016) สำหรับ Galaxy A7 (2016) เป็นรุ่นระดับกลางของ A-Series หน้าจอขยายใหญ่เป็น 5.5 นิ้ว ชนิดหน้าจอ Super-AMOLED ความละเอียด FHD เท่ากับ Galaxy A5 ชิพประมวลผล Octa-Core + RAM 3 GB ทำงานลื่นไหลบน Android 5.1 (อัพเดทเป็น Android 6.0 ได้) ด้านกล้องใส่มา 13 เมกะพิกเซล  + OIS ถ่ายกลางคืนดีเยี่ยม นอกจากนี้แบตเตอรี่ยังเพิ่มเป็น 3,300 mAh เชื่อว่าจะเป็นอีกรุ่นที่ได้รับความนิยมครับ รอติดตามได้ Galaxy A8 ถึงจะเปิดตัววางจำหน่ายมาหลายเดือน แต่เรื่องหน้าตา คุณสมบัติภาพรวมถือว่าทันสมัยอยู่กับ Galaxy A8 เอาใจคนชอบหน้าจอใหญ่ๆ Super-AMOLED ขนาด 5.7 นิ้ว ขอบหน้าจอแคบเป็นพิเศษ เพิ่มพื้นที่การแสดงผล / ตัวเครื่องขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป บอดี้บางเฉียบเพียง 5.9 มิลลิเมตร ถือว่าบางที่สุดเท่าที่ Samsung เคยผลิตมาครับ ชิพประมวลผล Octa-Core (Exynos 5433) + RAM 2 GB จัดว่าแรงเอาเรื่องอยู่ กล้อง 16 เมกะพิกเซล  และแบตเตอรี่ 3,050 mAh เห็นเครื่องบางๆ แบบนี้ใส่ microSD เพิ่มได้นะเออ Galaxy A9 (2016) รุ่นใหญ่ใหม่ล่าสุดของตระกูล Galaxy A คิดว่าเป็นการนำ Galaxy Mega กลับมารีเมคใหม่ ปังกว่าเดิม ! หน้าจอ Super-AMOLED ขนาดใหญ่ 6.0 นิ้ว (FHD) เหมาะกับใช้ดูวิดีโอ – YouTube เล่นเกมกราฟฟิคสูงได้ดี แรงเร็วด้วยชิพประมวลผล Snapdragon 652 (Octa-Core) + RAM 3 GB เทียบชั้นไฮเอนด์หลายรุ่น บอดี้โลหะ ฝาหลังกระจกสุดหรู กล้องหลัก 13 เมกะพิกเซล  พร้อม OIS, กล้องหน้า 8 เมกะพิกเซล  (F/1.9) เอาใจคนชอบ Selfie เต็มอัตรา เมโมรี่ภายใน 32 GB และแบตเตอรี่ 4,000 mAh  จัดเต็มกว่ารุ่นเรือธงซะอีก ! Galaxy S6 / Galaxy S6 Edge เรือธงแห่งปี 2015 ที่กลายเป็นต้นแบบดีไซน์ของ Samsung หลายรุ่นตอนนี้ หน้าตายังคงสวยงามครับ โดยเฉพาะ Galaxy S6 Edge หน้าจอโค้งขอบทั้ง 2 ด้าน ดีไซน์หรูหรา ขอบบอดี้โลหะ ฝาหลังกระจกเงางาม ติดกล้อง 16 เมกะพิกเซล พร้อม OIS ถ่ายภาพกลางคืนได้ดี แรงเร็วด้วยชิพประมวลผล Exynos 7420 รุ่นท๊อป รองรับวิดีโอความละเอียด 4K, เกมกราฟฟิคสูง เปิดแอพพลิเคชั่นพร้อมกันแบบไม่หน่วง สามารถอัพเกรดเป็น Android 6.0 ได้เร็วๆ นี้ และหาอุปกรณ์เสริมง่ายมาก คาดว่าในงาน #Mobileexpo จะมีโปรโมชั่นราคาสุดโดนใจ จับจองกันได้ราคาไม่ถึง 20,000 บาท Galaxy Note 5 รุ่นระดับท๊อปของ Samsung ที่หลายคนชื่นชอบ ด้วยคุณสมบัติครอบจักรวาล พร้อมปากกา S-Pen ใช้งานจดบันทึก วาดภาพ ครอบตัดคอนเทนท์ ส่งผ่าน Social – Cloud ได้ทันที สะดวกมากครับ หน้าจอ Super-AMOLED ขนาดใหญ่ 5.7 นิ้ว (2560 x 1440) แสดงผลคมชัด สีสันจัดจ้าน, กล้องหลัก 16 เมกะพิกเซล  (F/1.9) พร้อม OIS ถ่ายกลางคืนได้ดี ไม่สั่น ระบบสแกนลายนิ้วมือปุ่ม Home ดีไซน์หรูหรา ฝาหลังกระจกเงาแบบเดียวกับ Galaxy S6 สวยงามโดยเฉพาะสีทอง – สีดำแซฟไฟร์ แรงเร็วด้วยชิพประมวลผล Exynos 7420 + RAM 4 GB ขอบอกลื่นมากจริงๆ เสียดายไม่สามารถเพิ่ม microSD ได้ จึงมีข้อจำกัดความจุที่ 32-64 GB เท่านั้น Galaxy S6 Edge Plus รุ่นใหญ่และราคาแพงที่สุดของ Samsung ณ เวลานี้เลยกับ Galaxy S6 Edge Plus คุณสมบัติภาพรวมเทียบเท่า Galaxy Note 5 โดยเฉพาะสเปคภายใน ชิพประมวลผล Exynos 7420 + RAM 4 GB, เมโมรี่ภายใน 32-64 GB ฯลฯ ส่วนที่แตกต่างกันคือหน้าจอครับ Galaxy S6 Edge Plus มาพร้อมกับหน้าจอโค้ง 2 ด้านขนาด 5.7 นิ้ว (ความละเอียด 2560 x 1440 พิกเซล) ทำให้รุ่นนี้โดดเด่นไม่เหมือนใคร ทั้งนี้ การใช้งานอาจจะแตกต่างจาก Galaxy Note 5 นิดหน่อย ต้องลองเล่นของจริงก่อนตัดสินใจ และแน่นอนว่ามีโปรโมชั่นเด็ดๆ ในงาน #Mobileexpo ต้องไม่พลาด ! Galaxy Tab A ช่วงนี้ Tablet จาก Samsung อาจจะออกมาไม่มากนัก แต่ถ้ามองแท็บเล็ตหน้าจอใหญ่ ราคากลางๆ ไว้ใช้งานทั่วไป จดบันทึก คุณสมบัติสเปคไม่ต้องแรงมาก แนะนำ Galaxy Tab A ครับ มีให้เลือก 2 ขนาดหน้าจอคือ 8.0 และ 9.7 นิ้ว แสดงผลรูปแบบ 4:3 เหมาะกับการอ่านหน้าเว็บไซต์ / ใช้งานแอพพลิเคชั่นแนวตั้ง รองรับการเขียนด้วยปากกา S-Pen ผ่านแอพพลิเคชั่น S Note เช่นเดียวกับ Galaxy Note ทุกอย่าง ติดกล้องความละเอียด 5 เมกะพิกเซล  ใส่ซิมการ์ดใช้งาน 4G LTE และโทรออกได้ด้วย ส่วนราคาต้องรอดูในงานครับ น่าจะมีโปรโมชั่นลดเยอะพอสมควร Galaxy Tab S2 รุ่นระดับท็อปของตระกูล Galaxy Tab คุณสมบัติสเปคแรงเร็ว หน้าจอคมชัดต้อง Galaxy Tab S2 ครับ มีให้เลือก 2 ขนาดหน้าจอคือ 8.0 และ 9.7 นิ้ว (ความละเอียด 2048 x 1536 พิกเซล) ใช้หน้าจอชนิด Super-AMOLED แสดงผลคมชัด สีสันจัดจ้านสะใจ แรงเร็วด้วยชิพประมวลผล Octa-Core (Exynos 5433) + RAM 3 GB ลื่นหัวแตกเลยทีเดียว รันบน Android 5.1.1 ตรงนี้อินเตอร์เฟสทาง Samsung ไม่ได้ปรับปรุงอะไรมากนัก เลยไม่แตกต่างจากบนสมาร์ทโฟนเท่าไหร่ ติดกล้อง 8 เมกะพิกเซล  ถ่ายวิดีโอความละเอียด 2K และเมโมรี่ภายใน 32 GB เหลือเฟือเลย แถมเพิ่ม microSD ภายนอกได้อีกด้วย Sony Xperia E4G Dual รุ่นเล็กของ Sony เปิดตัววางจำหน่ายมาหลายเดือน เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการหน้าจอขนาดใหญ่ แต่ตัวเครื่องกะทัดรัด สำหรับ Xperia E4 Dual หน้าจอใหญ่ 4.7 นิ้ว (qHD) พื้นที่แสดงผลค่อนข้างมาก ชิพประมวลผล Quad-Core + RAM 1 GB รันบน Android 4.4.4 ทำงานรวดเร็วดีครับ ด้านกล้องใส่มาให้ 5 เมกะพิกเซล  บันทึกวิดีโอ FHD  ลงแอพพลิเคชั่นเสริมผ่าน Play Store และใช้งาน 2 ซิมการ์ด อย่างไรก็ดี รุ่นนี้ไม่รองรับ 4G LTE นะครับ ดังนั้นราคาขายอาจจะถูกลงพอสมควร คาดว่าจะอยู่ที่ราว 4-5 พันบาทเท่านั้น Xperia M4 Aqua งบประมาณไม่ถึงหมื่นบาท แต่อยากได้มือถือสมาร์ทโฟน Android กันน้ำได้ สามารถจัด Sony Xperia M4 Aqua ได้เลยครับ ออกแบบมาสำหรับกันน้ำเช่นเดียวกับเรือธงของ Sony อื่นๆ พร้อมคุณสมบัติสเปคครบเครื่อง หน้าจอ IPS HD ขนาด 5.0 นิ้ว ขนาดบอดี้พอดีๆ ชิพประมวลผล Snapdragon 615 + RAM 2 GB ทำงานรวดเร็ว รองรับการใช้งานแอพพลิเคชั่น เกม วิดีโอ FHD ได้เป็นอย่างดี รันบน Android 5.1 (อัพเกรดเป็น Android 6.0 ได้) ติดกล้องความละเอียด 13 เมกะพิกเซล  และแบตเตอรี่ค่อนข้างอึด แต่มีข้อจำกัดนิดหน่อยคือเมโมรีภายในเพียง 8 GB Xperia C5 Ultra พี่ใหญ่จอยักษ์ของ Sony ที่น่าสนใจมากๆ อีกรุ่นนึงเลยกับ Xperia C5 Ultra โดดเด่นหน้าจอ IPS ขนาด 6.0 นิ้ว (FHD) ขอบหน้าจอแทบไม่เหลือ พื้นที่แสดงผลสูงสุด ทำให้ขนาดบอดี้ไม่ใหญ่มากนัก แม้จะมีขนาดหน้าจอใหญ่ก็ตาม แรงเร็วด้วยชิพประมวลผล Octa-Core 1.7GHz (Mediatek MT6752) รันบน Android 5.1.1 ติดกล้องหลัก – กล้องหน้าเท่ากันคือ 13 เมกะพิกเซล  เอาใจขา Selfie เต็มที่ เพราะกล้องหน้ามีไฟ LED แถมออโต้โฟกัสได้อีก ! ราคาไม่แพงครับเพียง 12,990 บาท และคาดว่าจะมีโปรโมชั่นลดราคาในงานด้วย Xperia M5 โมเดลระดับกลางที่ Sony นำเทคโนโลยีกล้องใหม่ (แบบเดียวกับ Xperia Z5) มาใช้ ความละเอียด 21.2 เมกะพิกเซล  โฟกัสเร็วสุดเพียง 0.2 วินาที พร้อมโหมดการใช้งานมากมาย เช่นเดียวกับกล้องหน้า จัดเต็ม 13 เมกะพิกเซล  มีออโต้โฟกัสด้วย สาย Selfie ไม่ควรพลาด บอดี้กะทัดรัดพกพาง่าย ขอบโลหะสวยงาม โดยเฉพาะตัวเครื่องสีทองแบบอลังการสุดๆ หน้าจอขนาด 5.0 นิ้ว (FHD), ชิพประมวลผล Octa-Core 2.2 GHz (Mediatek Helio X10) + RAM 3 GB แรงไม่แพ้รุ่นใหญ่ๆ, รันบน Android 5.1.1 (อัพเกรดเป็น Android 6.0) ออฟชั่นครบ สามารถกันน้ำได้ แต่ราคาก็สูงขึ้นมาพอสมควรครับ หากเทียบกับ Xperia M4 รุ่นก่อน Xperia Z5 Compact รอบนี้ Sony เปิดตัว Xperia Z5 ถึง 3 รุ่นย่อยด้วยกัน วางจำหน่ายช่วงหลังงาน #mobileexpo ครั้งก่อน ตอนนี้ถึงเวลาจับจองได้ในราคาย่อมเยามากขึ้น สำหรับ Xperia Z5 Compact มีจุดขายคือความแรงเร็ว ประสิทธิภาพสูง ภายใต้บอดี้ขนาดเล็ก หน้าจอ HD ขนาด 4.8 นิ้ว ทำให้ตัวเครื่องพกพาสะดวก, ชิพประมวลผล Snapdragon 810 + RAM 3 GB สะใจมาก รันบน Android 5.1.1 กล้องความละเอียด 23 เมกะพิกเซล  ฟีเจอร์การใช้งานเหมือนบน Xperia Z5 / Z5 Premium ทุกอย่าง ทั้งนี้ราคาอาจจะสูงสักหน่อย แม้ตัวเครื่องจะเล็กจิ๋ว ^^ รอดูโปรโมชั่นได้ครับ Xperia Z5 รุ่นมาตรฐานของตระกูล Xperia Z5 คุณสมบัติอะไรเหมือนกันหมด ความแรงไม่ต้องพูดถึง บอดี้ขอบโลหะ ฝาหลังกระจกผิวด้าน สวยงามแบบเรียบง่าย หน้าจอขนาดใหญ่ 5.2 นิ้ว (FHD) แสดงผลค่อนข้างดี คมชัด สว่างเป็นพิเศษ ตัวเครื่องสามารถกันน้ำได้ (ใช้งานตามปกติในชีวิตประจำวัน) ลำโพงดัง ฟังเพลงผ่านแอพฯ Walkman ปรับเสียงได้หลายแบบ เมโมรีภายใน 32 GB เพิ่ม microSD ได้สูงสุด 128 GB น่าจะเป็นรุ่นที่ขายดีสุดในบรรดา 3 รุ่นแล้ว ลองเล่นของจริงที่บูธแล้วตัดสินใจสอยซะ 😀 Xperia Z5 Premium แพงสุดเท่าที่ Sony เคยวางจำหน่ายมาเลยกับ Xperia Z5 Premium เป็นรุ่นแรกของโลกที่ใส่หน้าจอความละเอียด 4K (3840 x 2160) บนสมาร์ทโฟน ทั้งนี้ การแสดงผลจริงทำได้เฉพาะตอนดูรูปภาพ วิดีโอ และบางแอพฯ ของ Sony เท่านั้นครับ (ใช้งานปกติแสดงผลเพียง Full HD) ด้านดีไซน์เด่นตรงฝาหลังเป็นแบบกระจกเงามาเลย สวยงามมาก ! ขอบโลหะเงา อาจจะเป็นรอยง่ายหน่อย สเปคอื่นๆ เหมือนกับ Xperia Z5 Compact, Xperia Z5 ทุกประการ ทั้งชิพประมวลผล Snapdragon 810 + RAM 3 GB, Android 5.1.1, กล้อง 23 เมกะพิกเซล  ฯลฯ ส่วนราคาวางจำหน่าย 27,990 บาท อาจจะสูงไปบ้าง แต่ในงาน #mobileexpo คุณจ่ายถูกลงแน่นอน รอติดตาม : ) i-mobile i-mobile IQ Z PRO ห้ามพลาดสำหรับ i-mobile IQZ PRO รุ่นแรกของทางค่ายที่มาพร้อมกับกล้องคู่ และนอกจากนั้นมาพร้อมสเปคแบบเรือธง ทั้งหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1920 × 1080 พิกเซล Full HD Super AMOLED ที่ให้ความสว่างคมชัด ไม่เพียงเท่านั้นยังรองรับดิจิตอลทีวีโดยการเชื่อมต่อกับเสาภายนอกที่แถมมาให้ภายในกล่อง สะดวกกับการใช้งาน 4G รองรับ 2 ซิม แบบไฮบริด รองรับหน่วยความจำภายนอกสูงสุด 64 GB และใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้นกับแบตเตอรี่ขนาด 3,500 mAh ด้วยหน่วยประมวลผลแบบ Quad-core RAM 3 GB และ ROM 32 GB ราคาเปิดตัว 11,900 บาท i-mobile IQ X PRO 2 นอกจากเรื่องของกล้องที่มีความละเอียดถึง 30 ล้านพิกเซล ยังมีฟีเจอร์ของดิจิตอลทีวีอีกด้วย เพียงเสียบเสารับสัญญาณที่ช่อง 3.5 มม. ก็สามารถรับชมได้ทุกที่ โดยไม่ต้องต่อเน็ต บนหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว Full HD IPS OGS ไม่เพียงเท่านั้นกับการใช้งานทั้ง 3G และ 4G แบบ 2100/1800 MHz ส่วนสเปคอื่นๆ อาทิ ซีพียู Snapdragon 615 Octa-core 1.5 GHz 64 bit, ROM 32 GB, RAM 3 GB รองรับหน่วยความจำภายนอก 64 GB มาพร้อมระบบปฎิบัติการ Android 5.0.2 Lollipop i-mobile IQ II IQ II สมาร์ทโฟนรุ่นแรกในโครงการ android ONE ที่การันตีการบริการหลังการขายยาวนาน 2 ปี ทั้งการอัพเดทเฟิร์มแวร์จากทาง Google ก่อนใคร และตัวเครื่องจาก i-mobile สัมผัสการใช้งานแบบ Pure Google ที่ใช้งานลื่นไหลในราคาประหยัด ด้วยสเปค Snapdragon 410 Quad-core 1.2 GHz, ROM 16 GB, RAM 1 GB รองรับหน่วยความจำภายนอกสูงสุด 32 GB รองรับ 4G 2100/1800 MHz หน้าจอขนาด 5.0 นิ้ว ความละเอียด 720 x 1280 พิกเซล HD กล้องหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล BSI AF และแฟลช ส่วนกล้องหน้า 2 ล้านพิกเซลแบตเตอรี่ 2,500 mAh OPPO Mirror 5 Lite รุ่นระดับราคาเบาๆ ประมาณ 5,xxx บาท แต่ดีไซน์เกินราคากับ Mirror 5 Lite ขอบเมทัลลิคสวยงาม พร้อมฝาหลังแบบกระจก (พลาสติก) กล้องหน้าความละเอียด 5 เมกะพิกเซล  เอาใจขา Selfie ด้วยฟีเจอร์กล้องหน้าของ OPPO หน้าจอขนาด 5.0 นิ้ว (qHD) แสดงผลพอใช้, ชิพประมวลผล Quad-Core 1.3 GHz + RAM 1 GB รันบน Android 5.1 ครอบบน Color OS 2.1 ทำงานรวดเร็ว ออฟชั่นเสริมเยอะ ทั้งนี้รุ่นดังกล่าวไม่รองรับ 4G LTE นะจ๊ะ Mirror 5 อัพเกรดขึ้นมานิดหน่อยคุณจะได้ OPPO Mirror 5 เป็นรุ่นพี่ของ Mirror 5 Lite นั่นเองครับ การดีไซน์เหมือนกันทุกอย่าง ยกเว้นวัสดุภายใน โครงสร้างบอดี้อัลลอยด์ ทนทานกว่าเดิม พร้อมฝาหลังลวดลายแบบ Diamond-Cut อลังการไปอีก โดยเฉพาะสีน้ำเงินเข้ม หน้าจอยังคงใช้ขนาด 5.0 นิ้ว (qHD), ชิพประมวลผล Snapdragon 410 + RAM 2 GB ทำงานลื่นไหลมาก, กล้องความละเอียด 8 เมกะพิกเซล  ถ่ายภาพเร็ว สวย กลางคืนพอใช้ได้ (F/2.0) + กล้องหน้า 5 เมกะพิกเซล  แบตเตอรี่ 2,420 mAh, เมโมรี่ภายใน 16 GB R7 Lite รุ่นระดับกลางของตระกูล R7 Series เน้นดีไซน์บางเฉียบเพียง 6.3 มิลลิเมตร น้ำหนักเบา แต่ทนทานด้วยวัสดุอลูมิเนียม Unibody, หน้าจอ IPS ขนาด 5.0 นิ้ว (HD) แสดงผลค่อนข้างดี ชิพประมวลผล Snapdragon 615 + RAM 2 GB รองรับการใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ลื่นไหล ไม่มีปัญหา, กล้องความละเอียด 13 เมกะพิกเซล  พร้อมโหมดถ่ายภาพหลากหลาย รวมถึง Ultra-HD ถ่ายภาพ 50 เมกะพิกเซล  ด้วยเทคนิคพิเศษ รองรับระบการชาร์จ VOOC ชาร์จเร็วกว่าปกติ 4 เท่าตัว R7s เพิ่มงบอีก 4 พันบาทจะได้สัมผัส OPPO R7s สมาร์ทโฟน Android RAM 4 GB รุ่นแรกของแบรนด์ มาพร้อมกับหน้าจอ 5.5 นิ้ว (FHD) แสดงผลคมชัดเป็นพิเศษ ขนาดพอดีมือ บอดี้โลหะบางเฉียบเพียง 7 มิลลิเมตร สามารถพกพาได้ไม่ยาก ชิพประมวลผล Snapdragon 615 ดูวิดีโอ Full HD เล่นเกมกราฟฟิคสูงได้ดี ด้านกล้องใส่มาให้ 13 เมกะพิกเซล  เช่นเดียวกับ OPPO R7 , รองรับการชาร์จ VOOC เพียง 30 นาที ก็ใช้งานได้เกือบเต็มวันแล้ว รุ่นนี้ต้องลองเล่นครับ เป็นอะไรที่ลงตัวมากจริงๆ มีสี Rose Gold ให้เลือกอีกด้วย R7 Plus รุ่นท๊อปของ R7 Series พิเศษสุดสำหรับคนชอบจอใหญ่ 6.0 นิ้ว (FHD) ตัวเครื่องขนาดค่อนข้างใหญ่หน่อย มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลัง คุณสมบัติสเปคไม่ต่างจาก R7s มากนัก ชิพประมวลผล Snapdragon 615 เหมือนกัน ส่วน RAM เหลือ 3 GB, รันบน Android 5.1 กล้องความละเอียด 13 เมกะพิกเซล  แบตเตอรี่จัดเต็ม 4,100 mAh ส่วนราคาจะแพงกว่า OPPO R7s เล็กน้อยคือ 15,990 บาท HTC HTC One E9 ก่อนหน้านี้ HTC ได้วางจำหน่าย One E9+ รุ่นระดับกลางไปพักนึง แต่ราคาก็แอบสูงนิดหน่อย อย่างไรก็ดี ทาง HTC เตรียมนำรุ่น One E9 มาวางจำหน่ายในราคาโดนใจสุดๆ ไม่ถึงหมื่นบาท แต่ได้สเปคคุ้มค่าทั้งหน้าจอขนาดใหญ่ 5.5 นิ้ว (FHD) บางเฉียบแค่ 7.5 มิลลิเมตร กล้องหน้า UltraPixel มุมกว้าง ถ่ายกลางคืนพอไหวแบบไม่ต้องมีไฟ LED, ชิพประมวลผล Octa-Core 2GHz (Mediatek Helio X10) แรงเร็วกำลังดี รุ่นนี้รองรับ 4G LTE และใช้งาน 2 ซิมการ์ด ส่วนราคาจะเคาะเป๊ะๆ เท่าไหร่ต้องรอติดตามช่วงใกล้วันงานครับ HTC One Me เป็นอีกรุ่นที่คาดว่า HTC จะนำมาจำหน่ายในงาน #mobileexpo กับ HTC One Me ใช่ครับมันคือ One M9+ ลดสเปคนั่นเอง เนื่องจากหน้าตาเหมือนกันแทบจะทุกอย่าง ต่างกันแค่บอดี้ปรับมาใช้ Polycarbonate แทนโลหะเท่านั้น หน้าจอขนาด 5.2 นิ้ว (2560 x 1440) แสดงผลคมชัดแม้ที่กลางแจ้ง ชิพประมวลผล  Octa-Core 2.2GHz (Mediatek Helio X10) + RAM 3 GB ลื่นสะใจ รันบนระบบ Android 5.1 สามารถอัพเกรดเป็น Android 6.0 ได้ ติดกล้องความละเอียด 20 เมกะพิกเซล  กล้องหน้า UltraPixel เลนส์ไวด์เหมาะกับการ Selfie ด้านราคาได้ข่าวว่าหมื่นกลางๆ เอื้อมไม่ยากแน่นอน : ) HTC One A9 รุ่น(เกือบ)เรือธงจาก HTC เปิดตัวช่วงปลายปีก่อน พร้อมกระแสตอบรับค่อนข้างดีในฝั่ง US สำหรับ HTC One A9 โดดเด่นด้วยดีไซน์เรียบง่าย บางเฉียบ ใช้วัสดุโลหะ Unibody ด้านหน้ามีปุ่ม Home สามารถสแกนลายนิ้วมือ ติดกล้องความละเอียด 13 เมกะพิกเซล  พร้อมกล้องหน้า UltraPixel แบบ One E9+ ชิพประมวลผล Snapdragon 617 เร็วพอใช้ได้ ใช้งานพื้นฐาน ดูวิดีโอ FHD ถ่ายภาพ เล่นเกมไม่มีปัญหา นอกจากนี้ HTC One A9 ยังเป็นรุ่นแรกๆ ที่รัน Android 6.0 จากโรงงานเลย หวังว่าคงจะได้เล่นตัวจริงในงานนะ Huawei Huawei Y6 รุ่นระดับล่างจาก Huawei ดีไซน์เรียบง่าย น้ำหนักเพียง 125 กรัม พกพาสะดวกสบาย Huawei Y6 มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.0 นิ้ว (HD) ขนาดพอดีๆ รองรับการใช้งาน 3G + 2 ซิมการ์ด รันบน Android 5.1 (ครอบด้วย Emotion UI) ออฟชั่นการใช้งานเยอะพอตัว ชิพประมวลผล Quad-Core 1.1GHz  เพียงพอกับการใช้งานทั่วไปทั้งฟังเพลง ดูหนัง HD เล่นเกมกราฟฟิคกลางๆ ถ่ายภาพผ่านกล้อง 8 เมกะพิกเซล  บันทึกวิดีโอ HD ภาพรวมเป็นรุ่นเล็กของ Huawei ที่สมราคาอยู่เหมือนกัน Huawei P8 Lite จะบอกว่าเป็นอีกโมเดลของ Huawei ที่ได้รับความนิยมข้ามปีกับ P8 Lite รุ่นสเปคสุดคุ้มราคาแค่ 7,xxx บาท กับหน้าจอ HD ขนาด 5.0 นิ้ว ขนาดบอดี้พอดีมือ, แรงเร็วด้วยชิพประมวลผล Octa-Core (Kirin 620) + RAM 2 GB ทำงานลื่นไหลบน Android 5.1 ครอบด้วยอินเตอร์เฟส Emotion UI 3.x ใช้งานไม่ยาก กล้องหลักความละเอียด 13 เมกะพิกเซล  ถ่ายวิดีโอ Full HD, เมโมรี่ภายใน 16 GB สามารถเพิ่ม microSD ภายนอกสูงสุด 64 GB ทั้งนี้แบตเตอรี่อาจจะน้อยไปบ้าง (2,200 mAh) แต่เชื่อว่าหลายคนคงมีแบตเตอรี่สำรองติดตัวอยู่แล้วล่ะ Huawei G7 Plus รุ่นเกือบไฮเอนด์จาก Huawei ที่วางจำหน่ายช่วงปลายปีที่ผ่านมา อัพเกรดสเปคภายในพร้อมปรับดีไซน์บางส่วนจาก Huawei G7 พอสมควรครับ ดูดีขึ้นมาก ขนาดบอดี้เล็กลง หน้าจอขนาดใหญ่ 5.5 นิ้ว (FHD) แสดงผลเกือบเต็มขอบทั้งหมด บอดี้โลหะ Unibody สวยงามเป็นพิเศษโดยเฉพาะสีทอง มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลัง ติดกล้อง 13 เมกะพิกเซล  มีโหมดถ่ายภาพแปลกๆ เยอะเหมือนกัน รันบน Android 5.1 ชิพประมวลผล Octa-Core 1.5 GHz (Kirin 930) วางใจในความแรงได้ ด้านราคาสนนที่ 12,990 บาท แต่ยังไงก็มีโปรโมชั่นเด็ดๆ แน่นอนครับ Huawei P8 ลืมไม่ได้เลยกับเรือธงปี 2015 ของเค้าดีจริงกับ Huawei P8 โดดเด่นด้วยดีไซน์บางเฉียบเพียง 6.4 มิลลิเมตร บอดี้โลหะขัดผิวทราย สวยงามทนทาน หน้าจอขนาดใหญ่ 5.2 นิ้ว (FHD) แสดงผลค่อนข้างดี กล้องหน้า 8 เมกะพิกเซล  ว่ากันว่าเป็นรุ่นที่ถ่าย Selfie ดีมากเลยทีเดียว ชิพประมวลผล Octa-Core 1.5 GHz (Kirin 930) เล่นเกม รันแอพพลิเคชั่นต่างๆ ลื่นไหล บน Android 5.1 ด้านกล้องใส่มาให้ 13 เมกะพิกเซล  พร้อมระบบ OIS (ป้องกันเลนส์สั่นไหว) ลดการสั่นของภาพหากถ่ายแสงน้อย – ถ่ายวิดีโอ รุ่นนี้มีให้เลือก 2 เวอร์ชั่นคือ RAM 2 GB+เมภายใน 16 GB และ RAM 3 GB + เมโมรี่ภายใน 32 GB ตัวหลังจะแพงกว่าและมีเฉพาะสีทองเท่านั้น Huawei P8 Max ขยายให้ใหญ่ขึ้นสุดๆ กับสมาร์ทโฟนเรือธงของ Huawei อัพเกรดขึ้นอีกขั้น ‘P8 Max’ ไซส์บิ๊กเบิ้มด้วยหน้าจอขนาด 6.8 นิ้ว (FHD) แสดงผลเต็มตาสะใจ เล่นเกม ดูหนังแบบสุดๆ บอดี้โลหะแบบ Unibody ให้สัมผัสทนทานกว่าที่เคย สำหรับฟีเจอร์การใช้งานต่างๆ + ความแรงไม่ต่างจาก Huawei P8 ครับ เพราะใช้ชิพประมวลผล, ซอฟท์แวร์เวอร์ชั่นเดียวกัน ตรงนี้หลายคนที่ชอบเล่นอะไรบนจอใหญ่ๆ แต่ไม่อยากพก Tablet คงได้คำตอบแล้ว : ) Huawei Mate 8 เพิ่งเปิดตัวล่าสุดต้นเดือนมกราคม 2016 กับเรือธงรุ่นใหม่ ‘Huawei Mate 8’ ภาคต่อของ Ascend Mate 7 ยอดฮิต ยังคงหน้าจอขนาดใหญ่เท่าเดิม 6.0 นิ้ว แสดงผลดีขึ้นเล็กน้อย พกพาใส่กระเป๋ากางเกงได้อยู่ มีการปรับดีไซน์นิดหน่อย ดูเรียบง่ายทันสมัยกว่าเดิม ชิพประมวลผลอัพเป็น Kirin 950 + RAM 3 GB (หรือ 4 GB) เหลือเฟือกับการใช้งานทั่วไปครับ เล่นวิดีโอระดับ 4K พร้อมบันทึกผ่านกล้องหลัก ความละเอียด 16 เมกะพิกเซล  แบตเตอรี่ 4,000 mAh จัดเต็ม มีระบบ Fast-Charging อีกด้วย ที่เหลือมารอลุ้นว่าราคาจะเปิดตัวบ้านเราเท่าไหร่ Huawei Mediapad M2 10 เปิดตัวพร้อมกับ Huawei Mate 8 แต่เป็นแท็บเล็ตหน้าจอ 10 นิ้วสำหรับ ‘Mediapad M2 10’ หน้าตาเรียบง่าย มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือตรงกลาง รองรับปากกา Stylus (เฉพาะรุ่น RAM 3 GB) สำหรับเขียนหน้าจอคล้ายกลุ่ม Microsoft Surface  สเปคแรงพอใช้ได้ครับ ชิพประมวลผล Octa-Core (Kirin 930) รันบน Android 5.1 บนอินเตอร์เฟส Emotion UI ล่าสุด ใส่ซิมการ์ดใช้งาน 4G LTE ได้ แปะกล้องด้านหลัง 13 เมกะพิกเซล  แบตเตอรี่ 6,660 mAh เพียงพอกับการใช้งานได้อย่างน้อย 1-2 วัน vivo vivo Y21 น้องเล็กล่าสุดของ vivo เพิ่งวางจำหน่ายสดๆ ก่อนสิ้นปีพอดี เป็นอีกรุ่นที่หลายคนชมว่าซอฟท์แวร์ลื่นมาก แม้จะเป็นรุ่นประหยัด สเปคไม่แรงเร็วเท่าไหร่ กับหน้าจอขนาด 4.5 นิ้ว (854 x 480) เครื่องเล็กพกพาง่าย ใช้งานมือเดียวสบาย รันบน Android 5.1 ครอบด้วย Funtouch OS 2.1 ทำงานรวดเร็วครับ รองรับ 3G + 2 ซิมการ์ด ชิพประมวลผล Quad-Core 1GHz + RAM 1 GB พอใช้งานพื้นฐานทั่วไปได้ดี กล้อง 5 เมกะพิกเซล และมีบอดี้สีทองด้วย รุ่นนี้ 3,990 บาทครับ vivo Y31 อัพราคาอีก 1,000 บาท จะได้รุ่น vivo Y31 หน้าจอขยายขึ้นมานิดนึง 4.7 นิ้ว (HD) แสดงผลดีทีเดียว บอดี้ออกแบบเรียบๆ ฝาหลังเงางาม แต่สีดำจะเป็นรอยง่ายหน่อย ชิพประมวลผล Quad-Core 1 GHz เช่นเดียวกับ Y21 รวมถึงซอฟท์แวร์รัน Android 5.1 ลื่นมากบอกเลย ลงแอพพลิเคชั่นเสริมพื้นฐาน โซเชี่ยล ฟังเพลงดูหนังครบ ด้านกล้องอัพเป็น 8 เมกะพิกเซล  กล้องหน้าเลนส์ไวด์ 2 เมกะพิกเซล  รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด แต่ไม่รองรับ 4G LTE เลยเป็นข้อจำกัดอย่างนึง ตรงนี้ถ้าต้องการ 4G LTE แนะนำรุ่นถัดไปเลย vivo Y51 เพิ่งวางจำหน่ายก่อนสิ้นปีเช่นกันสำหรับ vivo Y51 ดีไซน์ยังคงเรียบๆ ตามสไตล์แบรนด์นี้ ฝาหลังแบบเงางาม ขอบบอดี้โลหะมีลายเส้นตัดตรง หน้าจอขนาด 5.0 นิ้ว (qHD) การแสดงผลพอใช้ได้ ชิพประมวลผล Snapdragon 410 + RAM 2 GB รันบน Android 5.1 ยอมรับว่า vivo ปรับแต่งรอมมาลื่นมากๆ ต้องลองเล่นแล้วจะชอบครับ ติดกล้องความละเอียด 8 เมกะพิกเซล  รองรับ 4G LTE + ใช้งาน 2 ซิมการ์ด กับราคา 6,990 บาท ก็พอสมราคาอยู่ ในงานมีของแถมเยอะ ลองติดตามได้ vivo Y37 กลายเป็นรุ่นยอดนิยมไปแล้ว เพราะอะไรๆ ก็ลงตัวไปหมดกับ vivo Y37 ทั้งความบางเฉียบเพียง 6.8 มิลลิเมตร บอดี้ฝาหลังโลหะ หน้าจอ IPS ขนาดใหญ่ 5.5 นิว (HD) แสดงผลคมชัด ดูหนัง ดู YouTube เล่นเกมกำลังดี ชิพประมวลผล Snapdragon 615 + RAM 2 GB เหมาะกับการใช้งานพื้นฐานทั่วไป รันบน Android Lollipop ทำงานลื่นสบายๆ นอกจากนี้ vivo Y37 ยังติดลำโพงสเตอริโอคู่ด้านหลัง พร้อมชิพประมวลเสียงแยกอีกด้วย ใครชอบฟังเพลง มีหูฟังดีๆ มาลองได้ ทั้งหมดนี้ราคาเพียง 9,900 บาทเท่านั้นเอง ! vivo X5 Pro อดีตรุ่น(เกือบ)ไฮเอนด์ของ vivo เปิดตัวแรงกลางปีก่อน ล่าสุดลดราคาเหลือหมื่นต้นๆ กับดีไซน์งานประกอบอลังการ หน้าจอขนาดใหญ่ 5.2 นิ้ว (FHD) แสดงผลดีมากๆ อีกรุ่นนึง ชิพประมวลผล Snapdragon 615 + RAM 2 GB รองรับการใช้งานหลากหลาย เล่นกราฟฟิคสวยๆ ได้ดี เปิดแอพพลิเคชั่นต่างๆ ไม่หน่วง ส่วนนึงต้องยอมรับว่า vivo ปรับแต่งซอฟท์แวร์มาดีด้วยครับ ติดกล้องความละเอียด 13 เมกะพิกเซล  ถ่ายวิดีโอ Full HD รองรับ 4G LTE  เชื่อว่าหลายคนน่าจะรอสอยอยู่ เพราะราคาตอนนี้เพียง 10,990 บาท vivo X6 | X6 Plus เรือธงรุ่นล่าสุดที่เปิดตัวก่อนสิ้นปีไม่นาน vivo X6 และ X6 Plus พลิกโฉมดีไซน์ใหม่ โดยเฉพาะด้านหลังคล้าย …แต่ก็ดูดีกว่ารุ่นเดิมครับ บอดี้โลหะแบบ Unibody รอบนี้มีสี Rose Gold ให้เลือกใช้ด้วย สำหรับ vivo X6 ใช้หน้าจอ Super-AMOLED ขนาด 5.2 นิ้ว (FHD) แสดงผลคมชัด สีสันจัดจ้าน, ชิพประมวลผล Octa-Core 1.7 GHz (Mediatek MT6752) แรงพอตัว + RAM 4 GB ลื่นสะใจไปเลย มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลัง ติดกล้อง 13 เมกะพิกเซล  และชิพประมวลผลเสียงแยก คาดว่าราคาเปิดตัวจะอยู่ในช่วง 13,000 บาท หากคุณคิดว่า vivo X6 ไม่พอก็มี X6 Plus ที่จัดสเปคสูงขึ้นอีกนิด อย่างหน้าจออัพขนาดเป็น 5.7 นิ้ว (FHD) แสดงผลได้เต็มตากว่าเดิม แบตเตอรี่เพิ่มเป็น 3,000 mAH ที่เหลือเหมือน X6 ทุกประการครับ Asus Zenfone Go Asus ปล่อยรุ่นเล็ก ‘Zenfone Go’ วางตลาดปลายปี สเปคอาจจะน่าผิดหวังไปหน่อย เพราะตัดออกจาก Zenfone Laser เยอะพอสมควร ทั้งชิพประมวลผลปรับมาใช้ Quad-Core 1GHz (Mediatek MT6580) ไม่รองรับ 4G LTE และรอมแค่ 8 GB ส่วนอื่นๆ ถือว่าพอได้อยู่ทั้งหน้าจอ IPS ขนาด 5.0 นิ้ว (HD), กล้อง 8 เมกะพิกเซล , รันบน Android 5.1 ออฟชั่นครบ เพิ่ม microSD ได้ ทั้งนี้ ราคาขายที่ 4,990 บาท ค่อนข้างสูงไปนิด แนะนำว่ามาดู Zenfone Laser กันดีกว่า : ) Zenfone Max เชื่อว่าหลายคนน่าจะรอรุ่นนี้อยู่แน่นอน เพราะเป็นอะไรที่ลงตัวมากทั้งดีไซน์รูปแบบใหม่ (ฝาหลังสวยมาก) คุณสมบัติสเปคระดับกลาง พร้อมแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 5,000 mAh ! สำหรับ Zenfone Max หน้าจอขนาดใหญ่ 5.5 นิ้ว, ชิพประมวลผล Snapdragon 410 + RAM 2 GB รันบน Android 5.1 เช่นเดียวกับ Zenfone Laser ดังนั้นประสิทธิภาพการใช้งานจึงไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ ที่เพิ่มเข้ามาคือความจุแบตฯ มหาศาล แบบว่าไม่จำเป็นต้องพก Powerbank เลยหากคุณใช้งานไม่หนักเกินไป แต่ราคาเข้าไทยจะเป็นเท่าไหร่ ต้องรอลุ้นครับ Zenfone Laser 5.5 (ZE550KL) เป็นรุ่นขายดีจริงๆ ตอนนี้ Zenfone Laser 5.5 (ZE550KL) ออกมาทดแทน Zenfone 2 รุ่นเดิมนั่นเอง หน้าจอยังคงเดิมที่ 5.5 นิ้ว (HD) แสดงผลค่อนข้างดี ตัวเครื่องอาจจะใหญ่ไปนิดนึง แต่สามารถจับถือเข้ากับมือได้พอดี ฝาหลังเปลี่ยนเป็นผิวด้านเรียบ ดูแลรักษาไม่ยากครับ ด้านชิพประมวลผลใช้ Snapdragon 410 + RAM 2 GB แรงพอดีในระดับนึง ติดกล้องความละเอียด 13 เมกะพิกเซล  พร้อมระบบโฟกัสด้วยเลเซอร์ ทำให้โฟกัสภาพได้เร็วขึ้นมาก แบตเตอรี่ 3,000 mAh และรองรับ 2 ซิมการ์ด + 4G LTE เหมือนเดิม Zenfone Selfie (ZD551KL) ขา Selfie ห้ามพลาดเลยทีเดียวกับ Zenfone Selfie เขามาเพื่อสิ่งนี้ ! กล้องหน้าความละเอียดสูง 13 เมกะพิกเซล  มีไฟ LED แถมออโต้โฟกัสอีก หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว (FHD) เช่นเดียวกับ Zenfone 2, ชิพประมวลผล Snapdragon 615 + RAM 3 GB ถือว่าจัดของแรงเกินมาตรฐาน รันบน Android Lollipop กล้องหลัก 13 เมกะพิกเซล  มีระบบ Laser-AF เหมือน Zenfone Laser ใช้งาน 2 ซิมการ์ด รองรับ 4G LTE ครบ ราคาได้ข่าวว่าโปรโมชั่นแรงในงาน #mobileexpo อยากได้เลยแบบนี้ ทั้งกล้องหน้าแจ่ม สเปคแรงสุดคุ้ม 😀 Zenfone 2 Deluxe รุ่นล่างของ Zenfone 2 ตอนนี้คงหาซื้อไม่ค่อยได้แล้ว จะมีก็แต่รุ่นบนๆ กับ Zenfone 2 Deluxe สเปคภาพรวมเหมือนรุ่น RAM 4 GB เกือบทุกอย่าง ทั้งหน้าจอ IPS ขนาด 5.5 นิ้ว, ชิพประมวลผล Intel Z3590 + RAM 4 GB, กล้องความละเอียด 13 เมกะพิกเซล  (ไม่มี Laser-AF นะจ๊ะ) รองรับ 2 ซิมการ์ด / 4G LTE ฯลฯ ต่างกันแค่เมโมรีภายใน 128 GB ! เยอะมาก แถมเพิ่ม microSD สูงสุดอีก 128 GB และฝาหลังลวดลายพิเศษ (Polygon) แตกต่างจากเวอร์ชั่นปกติ ทั้งนี้ราคาก็สูงขึ้นเช่นกันคือ 11,990 บาท บางทีอาจมีลดราคานิดหน่อยในงาน ต้องลองสอบถามทางบูธอีกครั้ง Zenpad 7.0 (Z370CG) ยุคที่แท็บเล็ต Android ราคาประหยัดเริ่มมีน้อยลง ตอนนี้ Asus Zenpad 7.0 เลยขายดีเป็นพิเศษ กับคุณสมบัติครบเครื่อง ดีไซน์สวยงาม น้ำหนักเบา รุ่นนี้มาพร้อมกับหน้าจอ IPS HD ขนาด 7.0 นิ้ว แสดงผลคมชัด เหมาะกับใช้งานมัลติมีเดีย แอพพลิเคชั่น แผนที่ ฯลฯ , ชิพประมวลผล Intel Atom X3 + RAM 2 GB ทำงานรวดเร็วพอใช้ รันบน Android Lollipop กล้องใส่มาให้ความละเอียด 8 เมกะพิกเซล  สามารถใส่ซิมการ์ดใช้งาน 3G + โทรออกเหมือนสมาร์ทโฟน หากคุณต้องการ ควักเงินสัก 5,xxx บาท ก็เป็นเจ้าของได้แล้ว Zenpad 8.0 (Z380KL) อัพราคาอีกนิดจะได้รุ่นที่มีขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้น ‘Zenpad 8.0’ ตามชื่อรุ่นเลยครับ หน้าจอ HD ขนาด 8.0 นิ้ว แสดงผลค่อนข้างดี ใหญ่กว่ารุ่น 7 นิ้วเล็กน้อย ด้านชิพประมวลผลเปลี่ยนมาใช้ Snapdragon 410 เพื่อให้รองรับ 4G LTE ได้ รันบน Android Lollipop ออฟชั่นครบ ฟังก์ชั่นการใช้งาน – อินเตอร์เฟสคล้ายกับบน Zenfone นั่นเอง ด้านกล้องใส่มาให้ความละเอียด 8 เมกะพิกเซล  เอาไว้ถ่ายแก้ขัดขำๆ ได้อยู่ ส่วนราคารุ่นนี้ไม่ถึง 8,000 บาท ลองหาเล่นตัวจริงก่อนตัดสินใจ : ) Lenovo True Lenovo 4G A2010 สงสัยว่าทำไมถึงมีชื่อ True เข้ามาด้วย รุ่นนี้เป็นโมเดลพิเศษที่ทำตลาดร่วมกับ True Move H นั่นเอง มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 4.5 นิ้ว (854 x 480) ตัวเครื่องมีขนาดเล็ก ถือใช้งานมือเดียวได้ ขณะที่งานประกอบ วัสดุบอดี้ต่างๆ ถือว่าสมราคา ติดกล้องความละเอียด 5 เมกะพิกเซล  มีกล้องหน้าสำหรับ Selfie ด้วย แรงเร็วด้วยชิพประมวลผล Quad-Core (Mediatek MT6735M) + RAM 1 GB ทำงานยังลื่นอยู่ แต่อาจจะลงแอพพลิเคชั่นจำกัดนิดหน่อย เพราะเมโมรีภายในน้อยไปหน่อย True Lenovo 4G Vibe P1m เช่นเดียวกับ A2010 เป็นรุ่นที่ทำโปรโมชั่นร่วมกับ True Move H ค่าเครื่องถูกลงเมื่อสมัครแพ็คเกจรายเดือน รุ่นนี้ออกแบบเรียบง่าย มีปุ่ม Home ด้านล่าง รองรับ 4G LTE / ใช้งาน 2 ซิมการ์ด หน้าจอขนาดใหญ่ 5.0 นิ้ว (HD), ชิพประมวลผล Quad-Core (Mediatek MT6735M) + RAM 2 GB ทำงานลื่นไหลบน Android 5.1 กล้องใส่มาให้ 8 เมกะพิกเซล  ที่สำคัญคือจุดขายแบตเตอรี่ 4,000 mAh ทำให้ Vibe P1 เหมาะกับคนชอบลุยแบบไม่อยากพก Power Bank ในราคาเบาๆ ด้านราคาสนนที่ 4,990 บาท Lenovo A7000 Plus หนึ่งในรุ่นฮิตติดชาร์ทช่วงกลางปี 2015 แม้จะขายผ่านช่องทางออนไลน์ แต่กระแสเค้าแรงจริงๆ จนต้องวางขายตาม Shop ด้วยกับ Lenovo A7000 Plus สเปคจัดเต็มสมราคา ชิพประมวลผล Octa-Core + RAM 2 GB หน้าจอ IPS ขนาดใหญ่ 5.5 นิ้ว (FHD) ใหญ่เหลือเฟือสำหรับเล่นเกม ดู YouTube รองรับ 4G LTE ใช้งาน 2 ซิมการ์ด มีระบบเสียง Dolby Mobile เพิ่มอรรถรสเป็นอย่างดี ติดกล้อง 8 เมกะพิกเซล  รันบน Android 5.1 สามารถหาซื้อได้ในราคา 6,290 บาท ถูกมั้ยล่ะครับ Lenovo PHAP Plus อภิมหา Phablet หน้าจอขนาดใหญ่ 6.8 นิ้ว เจาะกลุ่มผู้ชอบเสพคอนเทนท์ ใช้งานแอพพลิเคชั่น เล่นเกมบนหน้าจอยักษ์ ‘Lenovo PhabPlus’ บอดี้โลหะแบบ Unibody เพิ่มความทนทาน สามารถถือด้วยมือเดียวได้ ชิพประมวลผล Snapdragon 615 + RAM 2 GB รันบน Android Lollipop ตอบสนองการใช้งานทั่วไปไม่มีปัญหา ติดกล้องความละเอียด 13 เมกะพิกเซล  ใส่ซิมการ์ดใช้งาน 4G LTE, เพิ่ม microSD ภายนอกสูงสุด 128 GB  ราคา 9,900 บาทเท่านั้น Lenovo Vibe P1 ถึงจะเปิดตัวต่างประเทศมาพักนึงแล้ว แต่หน้าตาคุณสมบัติสเปคยังดูดีมาก Lenovo Vibe P1 มีจุดขายหลายอย่าง ทั้งหน้าจอขนาดใหญ่ 5.5 นิ้ว (FHD) แสดงผลได้ดี บอดี้โลหะแบบ Unibody พร้อมแบตเตอรี่ความจุสูงปรื้ด 5,000 mAh ! ใช้งานเต็มวันแบบไม่ต้องง้อแบตสำรอง ชิพประมวลผล Snapdragon 615 + RAM 3 GB ลื่นพอตัว รันบน Android 5.1 มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือตรงกลาง และกล้อง 13 เมกะพิกเซล  ทั้งหมดนี้เป็นเจ้าของได้ในราคา 9,900 บาท ได้ครบทุกอย่างจริงๆ Lenovo Vibe S1 เอาใจคนชอบถ่าย Selfie หนักๆ อีกรุ่นนึง งวดนี้ Lenovo จัดให้เลยกับกล้องหน้า 2 ตัว (8 + 2 เมกะพิกเซล ) นอกจากจะถ่ายภาพดีแล้ว ยังมีลูกเล่นหลากหลายทั้งตัดต่อภาพ Selfie, ปรับความชัดตื้น (DOF) ฯลฯ ขณะที่กล้องหลัก 13 เมกะพิกเซล  ด้านดีไซน์มาแบบหรูหราเลย ขอบบอดี้โลหะอลูมิเนียม ฝาหลังผิวกระจกแบบโค้ง สวยงามมาก ! โดยเฉพาะสีทอง ชิพประมวลผล Snapdragon 615 เร็วพอตัว รันบน Android 5.1 รองรับ 4G LTE ใช้งาน 2 ซิมการ์ดตามมาตรฐาน Lenovo Vibe Shot รุ่นนี้เอาใจคนชอบถ่ายภาพผ่านกล้องหลัก Vibe Shot ดีไซน์คล้ายกล้อง Compact บางเฉียบ สวยงามทนทาน ขอบบอดี้อลูมิเนียม หน้าจอขนาด 5.0 นิ้ว (FHD) ชิพประมวลผล Snapdragon 615 + RAM 3GB รันบน Android 5.1 ใช้งาน 2 ซิมการ์ด / 4G LTE เหมือนกับรุ่น Vibe S1, Vibe P1 ด้านกล้องหลักใส่มาให้ 16 เมกะพิกเซล พร้อมออโต้โฟกัส, ระบบ OIS กันสั่นไหว แฟลช 3 ดวง และโหมด Manual แบบมีปุ่มกดด้วย ตรงนี้จะชอบหรือไม่ต้องลองจับของจริงในงานก่อนได้เลย Lenovo Vibe X3 รุ่นท๊อปไฮเอนด์จาก Lenovo ที่วางจำหน่ายก่อนช่วงสิ้นปี Vibe X3 ดีไซน์รูปแบบใหม่ เน้นสายเอ็นเตอร์เทนต์เต็มที่ ทั้งลำโพงคู่สเตอริโอด้านหน้า ระบบเสียง Dolby Atmos, ชิพประมวลผลเสียงแยก หน้าจอขนาดใหญ่ 5.5 นิ้ว (FHD), ชิพประมวลผล Snapdragon 808 + RAM 3 GB แรงเอาเรื่อง รองรับวิดีโอ 4K เล่นเกมกราฟฟิคสูง สตรีมมิ่ง Full HD ลื่นไหล ติดกล้องความละเอียด 21 เมกะพิกเซล  ออฟชั่นเพียบ รองรับสแกนลายนิ้วมือ เมโมรีภายใน 32 GB และแบตเตอรี่ 3,500 mAh ทั้งหมดนี้ Lenovo จัดให้ราคา 15,990 บาท AIS LAVA IRIS 550 น้องเล็กสุดของซีรี่ส์ AIS LAVA 4G รองรับการใช้งาน 4G LTE ในราคาเบาๆ รุ่นนี้สามารถซื้อเครื่องเปล่าได้ครับ หรือถ้าใช้งาน AIS 2G เอามาแลกเครื่องใหม่ (พร้อมเติมเงินตามโปรโมชั่น) ได้ทันที ด้านสเปคหน้าจอ 4.0 นิ้ว, ชิพประมวลผล Quad-Core 1 GHz + RAM 1 GB ทำงานลื่นไหลบน Android 5.1 กล้องความละเอียด 5 เมกะพิกเซล  พร้อมกล้องหน้า 2 เมกะพิกเซล  สนนราคา 2,490 บาท เอาไว้ใช้งานเป็นเครื่องสำรอง หรือซื้อให้น้องๆ ใช้ก็คุ้มค่าดีครับ LAVA IRIS 750 อัพสเปคขึ้นมานิดหน่อยจะได้ LAVA Iris 750 หน้าจอขยายใหญ่เป็น 4.5 นิ้ว รองรับ 4G LTE / ใช้งาน 2 ซิมการ์ด, กล้องคุณภาพสูงขึ้น ความละเอียด 8 เมกะพิกเซล  + กล้องหน้า 2 เมกะพิกเซล , แบตเตอรี่ 2,000 mAh เพียงพอกับการใช้งานเต็มวัน อื่นๆ คล้ายกับ LAVA Iris 550 ทั้งชิพประมวลผล Quad-Core รันบน Android 5.1 และมีโปรโมชั่นให้เลือกทั้งแบบเติมเงิน – รายเดือน หรือจะซื้อเป็นเครื่องเปล่าก็ได้เช่นกัน LAVA 4G A1 งบประมาณราวๆ 4,xxx บาท คุณจะได้ LAVA 4G A1 รุ่นกลางคุณสมบัติเริ่ด หน้าจอ HD ขนาด 5.0 นิ้ว, ชิพประมวลผล Quad-Core 1 GHz + RAM 2 GB ทำงานลื่นไหลมากขึ้น เปิดใช้งานแอพฯ ไม่สะดุด พร้อม ROM 16 GB ลงอะไรได้มากกว่าเดิม รันบน Android 5.1 ติดกล้องความละเอียด 8 เมกะพิกเซล  แถมกล้องหน้า 5 เมกะพิกเซล  ยังมีไฟ LED ช่วยถ่ายภาพ Selfie ในที่แสงน้อยอีกด้วย ส่วนแบตเตอรี่ความจุ 2,500 mAh สมเหตุสมผลครับ ราคาเพียง 4,590 บาท LAVA 4G A2 รุ่นเรือธงของ LAVA ณ ตอนนี้ ‘LAVA A2’ โดดเด่นทั้งดีไซน์หรู สเปคจัดเต็มมาก ชิพประมวลผล Octa-Core (Mediatek MT6753) + RAM 3 GB ไม่ลื่นหัวแตกให้รู้กันไป หน้าจอ FHD ขนาด 5.0 นิ้ว แสดงผลคมชัด รันบน Android 5.1 กล้อง 13 เมกะพิกเซล  บันทึกวิดีโอ Full HD บอดี้บางเพียง 7 มิลลิเมตร พกพาสะดวก คุณสมบัติโดนใจ เคาะราคาเป็นเจ้าของได้ที่ 7,290 บาท หากคุณใช้ระบบเติมเงิน มีค่าโทรฟรีสูงสุด 7,000 บาท หรือโปรรายเดือนเริ่มต้น 249 บาท ตามเงื่อนไข Acer Liquid Z530 รุ่นราคากลางๆ ชุดใหม่ล่าสุดจาก Acer ออกแบบโค้งมน เรียบง่าย ฝาหลังเป็นลวดลายแนวขวาง สามารถจับถือได้ไม่ยากนัก หน้าจอขนาด 5.0 นิ้ว (HD) แสดงผลระดับพอใช้ ชิพประมวลผล Quad-Core 1.3 GHz + RAM 2 GB ทำงานรวดเร็ว ตอบสนองการใช้งานทั่วไปได้ดีบน Android 5.1 กล้อง 8 เมกะพิกเซล  มีระบบเสียง DTS เสียบหูฟังแล้วจะได้อารมณ์ไปอีกแบบ รองรับ 4G LTE / 2 ซิมการ์ด รุ่นนี้ราคาไม่ถึง 6,000 บาทครับ Liquid Z630 ภาพรวมของ Acer Liquid Z630 คล้ายกับ Z530 ครับ โดยเฉพาะสเปครวมๆ ดีไซน์ก็แทบจะไม่ต่างกัน จ่ายเพิ่มจากรุ่นเดิม 1,000 บาท คุณจะได้หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว (จาก 5.0 นิ้ว) และแบตเตอรี่ 4,000 mAh อันนี้คุ้มค่าเพราะใช้งานได้ยาวนาน ไม่ง้อ Power bank รองรับ 4G LTE, 2 ซิมการ์ด เพิ่ม microSD ภายนอกได้ ตรงนี้ถ้าอยากลองตัวจริง เชิญที่บูธ Acer ในงานได้เลย Liquid X2 ชอบลองอะไรแปลกๆ จาก Acer ต้องรุ่นนี้เลยกับ ‘Liquid X2’ ชูจุดขายรองรับ 3 ซิมการ์ดในเครื่องเดียว (ไม่ผิดครับ ใช้งานได้ 3 ซิมจริง) แถมสลับใช้งาน 4G LTE ได้ทั้ง 3 ซิมอีกด้วย (ขณะที่ซิมอื่นสแตนด์บาย 2G), หน้าจอ HD ขนาด 5.5 นิ้ว แสดงผลเต็มตาสุดๆ ดีไซน์สวยแตกต่างจาก Z530, Z630 โดยเฉพาะสีทองค่อนข้างดูดีมาก ติดกล้องความละเอียด 13 เมกะพิกเซล  พร้อมแบตเตอรี่ 4,000 mAh อึดเอาเรื่อง ทั้งหมดนี้ Acer จัดให้ที่ 9,900 บาท ถือว่าสมราคาทีเดียว ZTE Nubia Z9 Mini รุ่นนี้เป็นน้องเล็กของตระกูล Nubia ซึ่งเป็นกลุ่มระดับไฮเอนด์ของ ZTE หน้าตาสวยงามครับ บอดี้โลหะ ฝาหลังผิวกระจกเงา แบบว่าสวยจริงๆ โดยเฉพาะสีดำเงิน หน้าจอขนาด 5.0 นิ้ว (FHD) แสดงผลคมชัด สีสันเป็นธรรมชาติ, ชิพประมวลผล Snapdragon 615 + RAM 2 GB แรงแบบมาตรฐาน ดูวิดีโอ Full HD เล่นเกมไม่สะดุด รันบน Android 5.1 กล้องหลัก 16 เมกะพิกเซล (F/2.0) คุณภาพสูง พร้อมกล้องหน้า 8 เมกะพิกเซล ขอบอกว่าโหมดการถ่ายภาพของ ZTE Nubia เค้าไม่ธรรมดา ! แบตเตอรี่อึดพอตัว 2,900 mAh ทั้งหมดนี้ราคาไม่ถึง 10,000 บาท Axon Mini เป็นรุ่นย่อส่วนของ ZTE Axon ตัวใหญ่แต่คุณสมบัติยังครบ ดีไซน์ออกแบบคลาสสิค ดูมีราคา บอดี้โลหะแบบ Unibody หน้าจอขนาดใหญ่ 5.2 นิ้ว (FHD) ชิพประมวลผล Snapdragon 615 เช่นเดียวกับ Nubia Z9 Mini แต่เพิ่ม RAM ให้เป็น 3 GB ใช้งานแอปพลิเคชั่นต่างๆ ลื่นไหลกว่าเดิม ด้านกล้องใส่มาให้ 13 เมกะพิกเซล ออฟชั่นถ่ายภาพเยอะสะใจ รองรับ 4G LTE ใช้งาน 2 ซิมการ์ด ทั้งหมดนี้เพียง 12,990 บาท Blade S7 เพิ่งวางจำหน่ายเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เรียกว่าเป็นประเทศแรกๆ เลยที่ได้สัมผัสรุ่นนี้กับ ZTE Blade S7 บางเฉียบแค่ 7.2 มิลลิเมตร เฟรมบอดี้โลหะทนทาน มีสีสันแปลกๆ ให้เลือกอย่างสีเหลือง เด่นมากๆ หน้าจอขนาด 5.0 นิ้ว (FHD) แสดงผลค่อนข้างดี มีระบบปลดล็อคด้วยการสแกนสายตา ล้ำสุดๆ ชิพประมวลผล Snapdragon 615 เช่นเดียวกับ Nubia Z9 Mini, Axon Mini + RAM 3 GB พร้อมเมโมรีภายใน 32 GB ใส่ข้อมูลได้เยอะอยู่เหมือนกัน กล้องใส่มาให้ 13 เมกะพิกเซล เช่นเดียวกับกล้องหน้า จัดเต็มมากๆ สามารถลองเล่นพร้อมจับจองได้ภายในงานครับ Axon รุ่นเรือธงของ ZTE ที่วางจำหน่ายมาได้พักใหญ่กับ ZTE Axon ดีไซน์เรียบง่าย หรูหรา ทนทานด้วยวัสดุบอดี้โลหะ หน้าจอขนาดใหญ่ 5.5 นิ้่ว (FHD) แสดงผลค่อนข้างดี ลำโพงคุณภาพสูง รองรับไฟล์เสียงระดับ Hi-Fi, แรงเร็วด้วยชิพประมวลผล Snapdragon 810 + RAM 3 GB โหดเอาเรื่อง ด้านกล้องมาแบบเลนส์คู่ 13 + 2 ล้านเมกะพิกเซล มีลูกเล่นหลากหลายเช่น จำลองค่า F ในระดับต่างๆ, ถ่ายภาพซ้อน, เปิดชัตเตอร์นานสุดถึง 80 วินาที ฯลฯ รุ่นนี้ราคาจะสูงหน่อย แต่มีโปรโมชั่นเด็ดๆ ในงานแน่นอน WIKO Sunset 2 รุ่นราคาถูกที่สุดของ Wiko สนนราคาไม่ถึง 2,000 บาท แต่ออฟชั่นครบตามมาตรฐาน หน้าจอขนาด 4.0 นิ้ว (800 x 480) บอดี้ขนาดเล็กพกพาสะดวก ชิพประมวลผล Quad-Core รันบน Android 4.4 ลงแอพพลิเคชั่นพื้นฐานได้สบายๆ กล้องความละเอียด 2 เมกะพิกเซล และใช้งาน 2 ซิมการ์ด คิดว่าน่าจะมีมาปล่อยในงาน เอาไว้ใช้เป็นเครื่องสำรองก็ดี Pulp น้องเล็กยอดนิยม ออฟชั่นครบมีให้เลือกมากถึง 5 สีสัน ฝาหลังสวยงามแบบลวดลายหนัง หน้าจอขนาด 5.0 นิ้ว (HD) แสดงผลพอใช้ได้ รองรับ 3G + 2 ซิมการ์ด ตามมาตรฐาน ชิพประมวลผล Octa-Core 1.4 GHz (Mediatek MT6592) + RAM 2GB การันตีทำงานรวดเร็ว บน Android 5.1 ตอบสนองการฟีเจอร์พื้นฐานครบ กล้อง 13 เมกะพิกเซล ถ่ายวิดีโอ FHD รู้มั้ยว่ารุ่นนี้ขายเพียง 3,xxx บาทเท่านั้น Pulp Fab 4G แน่นอนว่าหลายคนต้องการมือถือ 4G LTE ดังนั้น Wiko จัดให้เลยกับ Pulp Fab 4G พื้นฐานโดยรวมมาจากรุ่น Pulp (3G) นั่นเอง ทั้งดีไซน์การออกแบบ ฟีเจอร์พื้นฐานหน้าจอ 5.0 นิ้ว, กล้อง 13 เมกะพิกเซล รันบน Android 5.1 ฯลฯ ที่เปลี่ยนแปลงก็คือชิพประมวลผล Snapdragon 410 + RAM 2 GB, แบตเตอรี่ 2,820 mAh จ่ายเพิ่มอีก 1,000 บาทจากรุ่น 3G ต้องลองเล่นตัวจริงในงานก่อนตัดสินใจซะแล้ว Fever รุ่นสุดคุ้มสเปคแรงกำลังดีจาก Wiko หน้าตาเรียบง่าย ออฟชั่นเพียบ หน้าจอขนาด 5.2 นิ้ว (FHD) แสดงผลคมชัดสีสันสวยงาม รองรับ 4G LTE ใช้งาน 2 ซิมการ์ด, ชิพประมวลผล Octa-Core (Mediatek MT6753) + RAM 3 GB ลื่นไหลสะใจ เปิดแอพฯ ไม่สะดุดบน Android 5.1 ลงแอพฯ เล่นเกมกราฟฟิคกลางๆ ถ่ายภาพผ่านกล้อง 13 เมกะพิกเซล พร้อมกล้องหน้า 5 เมกะพิกเซล ส่วนจะถูกใจหรือไม่ ต้องลองมาสัมผัสในงาน #mobileexpo ณ บูธ Wiko ได้เลย OTHERS LG G4 แม้ว่า LG Mobile (ประเทศไทย) จะยุติการทำตลาดในบ้านเราชั่วคราว แต่ด้านการให้บริการ / ศูนย์ซ่อมยังเปิดปกติครับ งานนี้จึงคาดว่า LG G4 จะปรับราคาทำโปรโมชั่นจาก 17,900 บาท ส่วนจะเหลือเท่าไหร่ แถมอะไรบางต้องรอติดตาม เทียบกับคุณสมบัติสเปคแล้วคุ้มจริงๆ ทั้งหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว (2560 x 1440), ชิพประมวลผล Snapdragon 808 + RAM 3 GB, Android 5.1 (อัพเกรดเป็น Android 6.0 เร็วๆ นี้), กล้องความละเอียด 16 เมกะพิกเซล  (F/1.8) พร้อม OIS แบบ Tri-Axis นิ่งมากๆ แม้ถ่ายกลางคืน ฝาหลังแบบหนังแท้ และแบตเตอรี่สามารถถอดเปลี่ยนเองได้ iPhone 6s | 6s Plus ไม่แนะนำคงไม่ได้ iPhone 6s และ iPhone 6s Plus เชื่อว่าต้องมีหลายคนถามมาว่าในงานมีโปรโมชั่นเด็ดๆ มั้ย คำตอบคือมีครับ จาก Operator ทั้ง 3 ค่าย นอกจากจะมีโปรโมชั่นแพ็คเกจ ลดค่าเครื่อง ลดค่าบริการแล้ว ยังมีโปรโมชั่นบัตรเครดิต / ผ่อน 0% ด้วย สามารถ Walk-in ซื้อได้ทันทีครับ ด้านคุณสมบัติคงไม่ต้องพูดถึงมากมาย คงทราบดีอยู่แล้ว ^^ ทั้งนี้ สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องเปล่า หรือไม่ติดสัญญาก็มีจำหน่ายเช่นกัน แต่ซื้อกับโปรแพ็คเกจจะคุ้มกว่ามากครับ iPad Pro เช่นเดียวกับ iPhone อภิมหาแท็บเล็ตจอยักษ์อย่าง iPad Pro ก็มีวางจำหน่ายด้วย อาจจะขายเฉพาะผ่าน Operator 3 ค่าย กับโปรโมชั่นแพ็คเกจ เรื่องคุณสมบัติแบบว่าเริ่ด หน้าจอขนาดใหญ่ถึง 12.9 นิ้ว รองรับการใช้งานปากกา Apple Pencil สำหรับงานด้านกราฟฟิค / วาดภาพ โดยเฉพาะ รองรับการตัดต่อ เรนเดอร์วิดีโอความละเอียดสูง จากประสิทธิภาพชิพประมวลผล Apple A9X เทพมากๆ ในระดับอุปกรณ์พกพาด้วยกัน ติดกล้อง iSight 8 เมกะพิกเซล , มีให้เลือกทั้งเวอร์ชั่น WiFi, Cellular ราคาเริ่มต้น 30,900 บาทครับ Microsoft Surface Pro 4 เท่าที่สังเกตหลายคนก็รอสอยแท็บเล็ต Windows 10 ดีไซน์สุดแนวจาก Microsoft ไม่น้อยเลยกับ ‘Surface Pro 4’ โดดเด่นด้วยคุณสมบัติจัดเต็มแบบ Ultrabook ซีพียู Core M จนถึง Core i7, RAM 4-16 GB, SSD ความจุเริ่มต้น 128-512 GB, หน้าจอขนาด 12.3 นิ้ว รองรับการเขียน – วาดภาพด้วย Surface Pen มีอุปกรณ์เสริมหลากหลาย เช่น Type Cover คีย์บอร์ดแม่เหล็ก ทำหน้าที่เป็น Flip Case ในตัว, เชื่อมต่อจอ Monitor หลักได้ ฯลฯ  ปกติทาง Microsoft + ดีลเลอร์จะมีโปรโมชั่นเด็ดๆ ในงาน #mobileexpo ครับ รอติดตามได้ ขอบคุณบทความจาก ThailandMobileExpo

รีวิว Huawei G8 (G7Plus) สมาร์ทโฟนระดับกลางจาก Huawei
huawei /  Huawei G7Plus / 

สวัสดีครับ ถ้าพูดถึงโทรศัพท์มือถือจากจีนที่กำลังมาแรงผมว่า Huawei เป็นมือถือที่เป็นตัวเลือกในระดับหนึ่งเลยทีเดียวซึ่งวันนี้ทาง Mthai Technology มารีวิวโทรศัพท์มือถือจากจีน Huawei G8 หรือ G7 Plus โทรศัพท์สมาร์ทโฟนระดับกลาง ราคาไม่ได้แพงเว่อร์เท่าไหร่และสเปคก็น่าจับใจใครหลายๆคน บางครั้งมองผ่านๆก็นึกว่าไอโฟนเหมือนกันนะเนี่ยเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เรามาดูกันเลยครับ การออกแบบตัวเครื่อง Huawei G8 เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางมีขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1080*1920 พิกเซล (401PPI) จอใหญ่ใช้ได้ทำให้ต้องมีฟังก์ชั่นการใช้งาน One Hand UI ด้วย ตัวเครื่องประกอบด้วยโลหะ แต่เบา มีอักษร Huawei อยู่ส่วนท้ายของจอ ด้านหลังเครื่องมีเซนเซอร์สแกนนิ้วอยู่ถัดลงมาจากกล้องถ่ายภาพ เอาไว้ใช้สแกนเข้าเครื่องได้โดยไม่ต้องกดปุ่มpower ก่อนด้วย ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. อยู่ด้านบนของตัวเครื่อง ช่องเสียบ micro-usb และลำโพงอยู่ด้านล่างของตัวเครื่อง ปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง และปุ่มลด/เพิ่มเสียง อยู่ด้านข้าง ส่วนของการแกะกล่องเรามีคลิปให้ชมกันครับ ประสิทธิภาพการใช้งาน  สเปคของ Huawei G8 OS: Android 5.1 Lollipop with Huawei Emotion UI หน้าจอ: 5.5นิ้ว ความละเอียด Full HD 1080p CPU: Snapdragon 615 Octa-core GPU: Adreno 405 RAM: 2GB/3GB หน่วยความจำภายใน: รุ่น RAM 2GB: 16GB รองรับ microSD สูงสุด 64GB รุ่น RAM 3GB: 32GB รองรับ microSD สูงสุด 64GB กล้องหลัง: 13MP with PureCel sensor และ dual-LED แฟลช กล้องหน้า: 5MP แบตเตอรี่: 3,000mAh รองรับ 4G LTE รองรับสองซิม เซนเซอร์สแกนนิ้วมือ น้ำหนัก 167 กรัม เป็นสเปคระดับกลางที่อัดแน่นมาเยอะมากๆเหมือนกันนะครับ ได้คะแนนจาก Antutu ไป 32,439 ไม่เลวเลยทีเดียวครับ ฟีเจอร์การถ่ายภาพ กล้องหลังมีขนาด 13 ล้าน ออโต้โฟกัส 4160 x 3120 พิกเซล มีโหมด Panorama โหมด Best Photo กดรูปมา 20 รูปแล้วเลือกภาพที่ดีที่สุดมา มี HDR มี Audio Note ถ่ายภาพแนบเสียงด้วย กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซลซึ่งเวลาเซลฟีจะมีช่องมองเล็กด้านบนให้มองเพื่อตัดปัญหาถ่ายรูปแล้วไม่มองกล้อง อันนี้ชอบเลยครับ กล้องหน้ามีโหมด Beauty หน้าเนียนด้วยครับ ภาพถ่ายจากกล้องหลังของ Huawei G8 ตัวอย่างการถ่ายวิดีโอจากกล้อง Huawei G8 แบตเตอรี่ แบตเตอรี่มีขนาด 3000 mAh อยู่ได้สบายๆ มีโหมด Ultra สำหรับประหยัดแบตเตอรี่เป็นโหมดขาวดำ หน้าตาการใช้งาน User Interface แถบแจ้งเตือน แถบ Shortcuts มี Themes ให้ใช้งานหลากหลาย หน้าจอ Wallpaper มีฟีเจอร์ Shake to Change ไว้สำหรับเปลี่ยนภาพวอลเปเปอร์ สำหรับผู้ที่ไม่ชอบความจำเจ สวยงามดีครับ ในส่วนของ Motion Control มีโหมด Flip เพื่อปิดเสียง Shake เขย่าเพื่อจัดเรียงไออคน Double Touch แตะจอ2ครั้งเพื่อเปิดจอ  และ Draw วาดตัวอักษรเพื่อเปิดแอพตามแต่เราจะตั้งค่า การเล่นอินเตอร์เน็ตเข้าเว็บต่างๆ ใช้งานได้ดี เข้าเว็บ พิมพ์คียบอร์ดไทยกับภาษาอังกฤษ ไม่มีปัญหา ใช้ Google Keyboard การเล่นเกมส์และดูหนัง เล่นเกมส์ Modern Combat 5 ได้สบายๆเลย ไหลลื่นครับ ดู Trailer 1080 P จาก Youtube สบายเลย สรุป  จากการใช้งาน Huawei G8 หรือ G7 Plus  เป็นสมาร์ทโฟนที่น่าใช้ระดับนึงเลย ด้วยราคา 12,990 บาทถือว่าไม่น่าเกลียดกับสเปคที่ได้รับ รูปแบบใช้งานง่าย ดีไซน์สวยงามทั้งเครื่องและกล่อง ระบบสแกนนิ้วเพื่อปลดล็อคเครื่องโดยไม่ต้องกดปุ่มเปิดก่อน  กล้องหน้าถ่ายเซลฟี่เนียนมาก กล้องหลังถ่ายรูปดี  UIสวยงามหลากหลาย ข้อเสียก็มี ตัวเครื่องที่เป็นMetal เป็นรอยได้ง่าย ถ้าใส่กระเป๋าก็ระวังขูดกันด้วย เล่นเกมส์นานๆตัวเครื่องร้อน HUAWEI G8 หรือ G7 Plus ราคา 12,990 บาท

รวมรหัสตรวจสอบสมาร์ทโฟน Android OS ทุกยี่ห้อ ควรเทสก่อนจ่ายเงินซื้อ!
asus /  htc / 

แอดไวซ์แนะนำผู้ซื้อสมาร์ทโฟนตรวจสอบเครื่อง ก่อนจ่ายเงินถือเครื่องกลับบ้าน เพียงกดรหัสง่ายๆ รู้ไว้จะได้ไม่พลาด! แอดไวซ์ (Advice) แนะนำลูกค้าและแฟนคลับแอดไวซ์ ที่ตกลงปลงใจเลือกสมาร์ทโฟนคู่กายแล้ว ควรตรวจเช็คอุปกรณ์ทั้งภายนอก รวมไปถึงฮาร์ดแวร์ภายใน เพื่อความมั่นใจว่าได้เครื่องใหม่จริงก่อนจ่ายเงินถือเครื่องเดินออกจากร้าน แล้วอาจไปนั่งเศร้าใจที่หลังได้ วันนี้แอดไวซ์ขอแนะนำว่าเราควรทำอะไรบ้าง ตรวจสอบตัวเครื่องกันสักนิดชีวิตไม่เพลีย:เมื่อได้สมาร์ทโฟนคู่ใจแล้ว อย่าเพียงแต่ตรวจสภาพรอบนอกว่าซีลมาดีและสวยงามแค่นั้น ควรแกะกล่องดูสักนิด ว่าอุปกรณ์ในกล่องมาครบหรือเปล่า รอบตัวเครื่องมีตำหนิ หรือรอย แตก หัก หลุดร่อนหรือไม่, เช็คปุ่มต่างๆ เช่น ปุ่มกดเปิด-ปิด เพิ่ม-ลดเสียง ว่ากดได้เป็นปกติหรือไม่, สติ๊กเกอร์กันรอยอยู่ในสภาพเรียบร้อยและสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน มีฝุ่นหรือฟองอากาศเข้าไปอยู่เยอะหรือไม่ แล้วอย่าลืมเช็ค IMEI กันด้วยนะจ๊ะว่าตรงกับตัวกล่องที่ถืออยู่ในมือหรือเปล่า ใส่ซิม เปิดเครื่อง แล้วลองให้ชัวร์: จัดการใส่ทุกอย่าง ซิมการ์ด ไมโครเอสดี แล้วเปิดเครื่อง ตั้งค่า ตรวจดูหน้าจออย่างละเอียดว่ามีความผิดปกติของ Pixel หรือไม่ สีเพี้ยนหรือเปล่า จากนั้นมาตรวจสอบการรับสัญญาณ ทั้งสัญญาณจากระบบเครือข่าย ลองโทรออกไปหาใครสักคนแล้วจึงไปเช็คต่อที่การรับสัญญาณอินเตอร์เน็ต และไว-ไฟ ลองล๊อกอินโซเชียล แชทหาเพื่อนสักนิด ท่องโลกออนไลน์สักหน่อย เพื่อความชัวร์ว่าใช้งานอินเตอร์เน็ตได้จริงๆ ต่อด้วยส่วนของกล้องแนะนำว่าควรทดลองทั้งกล้องหน้า และกล้องหลังถ่ายให้หนัก จัดให้เต็มทุกโหมดที่ตัวเครื่องมี ลองหลายๆ ครั้ง และอย่าลืมเปิดแฟลชเพื่อทดลองในเรื่องของความสว่างด้วยจ้ะ จากนั้นไปต่อกับโหมดบันเทิงด้วยการทดลองลำโพงและหูฟัง อ้อ อย่าลืม เช็คสายชาร์จที่มาพร้อมกับตัวเครื่องด้วยว่าใช้ได้หรือไม่ด้วยนะจ๊ะ *สำคัญสุดๆ เช็คให้ชัวร์กับสภาพความสมบูรณ์ของฮาร์ดแวร์: ทดสอบความเป๊ะของตัวเครื่องให้พร้อมใช้งานก่อนก้าวออกจากร้าน เพียงกดรหัสของเครื่องแต่ละแบรนด์ ก็จะขึ้นเมนูสำหรับทดสอบความสมบูรณ์ของฮาร์ดแวร์ให้ทดสอบได้ทั้ง ความสมบูรณ์ของการแสดงผลสีต่างๆ, ระบบสั่น, การทดสอบการทำงานของเซ็นเซอร์ต่างๆ, การทำงานของกล้องหน้าและกล้องหลัง, การทำงานของระบบสัมผัส, การทำงานของลำโพงเสียง, การทำงานของระบบอ่านบาร์โค้ด ตามมาตรฐานต่างๆ เป็นต้น เครื่องแต่ละแบรนด์สามารถกดรหัสได้ดังนี้ ASUS Zenfone: .12345+= (ในแอพฯเครื่องคิดเลข) HTC: *#*#3424#*#* HUAWEI: *#*#2846579#*#* หรือ##497613 i-mobile: ปิดเครื่องแล้วกดปุ่มลดเสียง+ปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง LENOVO: ####1111# LG: 3845#*หมายเลขรุ่น# OPPO: *#808# SONY Xperia: *#*#7378423#*#* SAMSUNG: *#0*# VIVO: *#558# ลูกค้าและแฟนคลับแอดไวซ์ สามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมและโปรโมชั่นดีๆ จากแอดไวซ์ ผ่านเฟซบุ๊ค แฟนเพจ www.facebook.com/AdviceClubเว็บไซต์ www.advice.co.th หรือโทร 1602

Review: รีวิว TrueMove H Aircard Ultra Surf 2 แอร์การ์ดตัวเล็ก พลังแรง 42Mbps!
Ultra Surf 2 /  รีวิว TrueMove H Aircard Ultra Surf 2

สวัสดีครับพบกับรีวิวสินค้าไอที เทคโนโลยีที่น่าสนใจกับ Tech.MThai กันอีกแล้วนะครับ สมัยนี้เชื่อว่าแทบทุกบ้านน่าจะมีอินเตอร์เน็ตใช้กันทุกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นบนคอมพิวเตอร์, โน้ตบุ๊ค, สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต หรืออื่นๆ โดยเฉพาะความเร็วของอินเตอร์เน็ตบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ สมัยนี้ก็ไม่ได้กากเหมือนแต่ก่อนแล้ว ยิ่งหลังจากที่มีการเปิดตัว 3G กันไป รวมถึงค่าย TrueMove H ด้วยที่เปิดตัว 4G ทำให้กระแสการใช้งานอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ด้วยความเร็วสูงสุดระดับ 42Mbps ที่เรียกได้ว่าแรงกว่าอินเตอร์เน็ตบ้านความเร็วระดับเริ่มต้นซะอีก ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มีประโยชน์ได้จากทุกที่ทุกเวลา วันนี้ก็ถือเป็นความโชคดีของทีมงานที่ได้รับแอร์การ์ด TrueMove H Aircard Ultra Surf 2 มาทดสอบกันในครั้งนี้ ซึ่งตัวนี้สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงสุดได้ถึง 42Mbps ตามใบสเปคที่บอกมา วันนี้เฮียณัฐจะลองไปทดสอบแอร์การ์ดตัวนี้ในที่ต่างๆ มาดูกันครับว่าผลจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนอื่นเลย ก็ต้องขอขอบคุณทาง TrueMove H มากนะครับที่ส่งสินค้ามาให้เราได้ทดสอบกัน ว่าแล้วก็ไปชมรีวิวกันเลยครับ สเปค TrueMove H Aircard Ultra Surf 2 เจ้า Ultra Surf 2 จะเป็นแอร์การ์ดที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก บางเพียง 7 มม. น้ำหนักเบามาก และรองรับ 3G คลื่นความถี่ 850/2100MHz (ใช้ 3G ใหม่ ความถี่ 2100MHz ได้ทุกค่ายในประเทศไทย), มีความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 42Mbps และอัพโหลด 5.76Mbps, สามารถส่ง SMS ผ่านทางโปรแกรมที่มาพร้อมกับเครื่องได้, ที่น่าสนใจคือ สามารถใช้แอร์การ์ดตัวนี้กับแท็บเล็ต OTPC หรือแท็บเล็ตในโครงการรับจำนำข้าว เอ้ย! แท็บเล็ตในโครงการ One Tablet Per Child แท็บเล็ตเด็กนักเรียนของรัฐบาลนั่นเอง ต่อไปลองมาดูด้านดีไซน์กันบ้างครับ Design: การออกแบบ ลองมาเริ่มกันตั้งแต่การแกะกล่องเลยครับ มาตอนแรกจะเป็นกล่องใสๆ แบบนี้เลย ว่าแล้วก็แกะมันออกมา แอร์การ์ดของ TrueMove H ก็ต้องใช้ซิมการ์ดของ TrueMove H ครับ ถึงจะดีที่สุด ^^ ตัวแอร์การ์ดบาง 7 มม. ด้านบนมีโลโก้ TrueMove H 3G+ สกรีนไว้ชัดเจน แอร์การ์ดตัวนี้ผลิตโดยทาง Huawei นะครับ ด้านหลังมีแบรนด์ Huawei ติดไว้ ในกล่องประกอบด้วยคู่มือ รวมถึง quick guide วิธีใช้งานเบื้องต้น ต่อไปมาลองดูวิธีใส่ซิมกันครับ ก่อนอื่นก็ถอดฝาปิดออกมา ซิมการ์ดที่ใช้จะเป็นซิมการ์ดขนาดมาตรฐาน หรือซิมใหญ่นั่นแหละครับ วิธีแกะเครื่อง ให้ใช้นิ้วโป้งจับแบบในภาพ และออกแรงกด และดันขึ้นครับ ครั้งแรกอาจจะแน่นนิดนึง แนะนำว่าใช้สองมือดันง่ายกว่าครับ เปิดออกมาจะเป็นแบบนี้เลย นำซิมใส่ลงไปตามร่อง และดันเข้าไปให้สุด จากนั้นก็ปิดฝาให้เรียบร้อยครับ แค่นีเ้อง ง่ายๆ ^^ นี้เป็นภาพชัดๆ ของหัวเชื่อมต่อ USB ที่ใช้เสียบบนตัวเครื่องครับ    แอร์การ์ดตัวนี้สามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งเครื่อง Mac หรือโน้ตบุ๊ค หรือ Ultrabook ระบบปฏิบัติการ Windows 8, Windows 7, Windows Vista, Windows XP ได้หมด ส่วนระบบปฏิบัติการ Mac OS นั้น ต้องเป็นเวอร์ชั่น OS 10.5 ขึ้นไปครับผม   เมื่อเสียบแอร์การ์ดในครั้งแรก ระบบจะมี autorun ตัว driver ขึ้นมาแบบนี้ครับ ให้ติดตั้งตามขั้นตอนให้เรียบร้อย เมื่อติดตั้งเรียบร้อย โปรแกรมของ TrueMove H จะรันขึ้นมาทันที โดยจะมีหน้าตาตามนี้เลย หน้าแรกจะเป็นแบบนี้ครับ ถ้าหากว่าตัวแอร์การ์ดยังไม่เชื่อมต่อ ก็กดปุ่ม Connect ได้เลย ในภาพตัวโน้ตบุ๊คกำลังเชื่อมต่อ Wi-Fi อยู่ เมื่อกดปุ่มเชื่อมต่อแอร์การ์ดแล้ว โน้ตบุ๊คก็จะเปลี่ยนมาเชื่อมต่อทันที สามารถตรวจเช็คโปรโมชั่นที่ใช้ แพ็คเกจคงเหลือได้ที่ hlife.truecorp.co.th (เช็คได้ขณะที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วยซิมของทรูเืท่านั้น) และสามารถซื้อแพ็คเกจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่เลยครับ สามารถเติมเงินได้จากตัวโปรแกรมเลย หากมีเฟิร์มแวร์ใหม่ของตัวแอร์การ์ด ก็สามารถอัพเดต หรือเช็คได้ทันที ดู SMS หรือ ส่ง SMS ก็ได้เช่นกัน บนตัวแอร์การ์ดจะมีไฟบอกสถานะขณะใช้งานที่แตกต่างกันไป เช่น ขณะที่คุณดาวน์โหลด ไฟสถานะจะเป็นสีเขียว แต่ถ้าสถานะปกติ ไฟจะเป็นฟ้า ต่อไปก็เป็นช่วงทดสอบความแรงกันบ้างครับ Performance: ประสิทธิภาพ ทดสอบครั้งแรก เราทดสอบกันที่ตึกชั้น 16 บนถนนแจ้งวัฒนะ สำนักงานของทาง MThai นั่นเอง ทดสอบ 3 ครั้ง ความเร็วเฉลี่ยดาวน์โหลดอยู่ที่ 9Mbps กว่าๆ ส่วนความเร็วอัพโหลด จัดไปที่ 1Mbps กว่าๆ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดีเลยครับ เกือบๆ เท่ากับเน็ตบ้านราคา 590 บาทเลย ต่อไปลองมาดูผลการทดสอบแถวบ้านนอก บ้านเฮียณัฐ ย่านบางบัวทองกันบ้าง เห็นผลทดสอบแล้วอย่าตกใจนะครับ ความเร็วการดาวน์โหลดจัดไปที่ 0.60 Mbps และอัพโหลด 0.85 Mbps ถือว่าต่ำมากครับ อาจเป็นเพราะว่าบ้านเฮียเองอยู่ค่อนข้างไกลจากจุดปล่อยสัญญานของ TrueMove H ก็เป็นได้ ผลเทสด้านบนนี้ทดสอบที่ Terminal 21 ห้างสุดแนวในเมืองกรุงครับ ผลการทดสอบดาวน์โหลดก็พอใช้ได้ แต่อัพโหลดน้อยไปนิด เป็นไปได้ว่าในห้างมีคนใช้งานอินเตอร์เน็ตเยอะ คะแนนก็เลยดร็อปลง ลองไปทดสอบบริเวณซอยสุขุมวิท 13 บ้างครับ อัพโหลดกลับมาเกิน 1Mbps อีกครั้ง ส่วนดาวน์โหลดได้ที่เกือบๆ 4Mbps ครับ ---------- Conclusion: สรุป จุดเด่น - ขนาดเล็ก เบา พกพาสะดวก - ดีไซน์สวย มีไฟบอกสถานะ - ความเร็วค่อนข้างดี (ขึ้นอยู่กับพื้นที่ใช้บริการ) - ติดตั้งง่าย มี Driver ในตัว จุดสังเกต - ราคาแรงไปนิด (อาจมีแพ็คเกจคุ้มๆ เพิ่มเติมในภายหลัง) สรุปนะครับ ผลทดสอบแอร์การ์ด TrueMove H Aircard Ultra Surf 2 ถือว่าจัดอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจนะครับ สำหรับท่านที่ต้องการใช้งานใกล้กับจุดปล่อยสัญญาน สามารถทำความเร็วได้ไม่แพ้เน็ตบ้านเลยทีเดียว และถ้ายิ่งอยู่ในเมืองยิ่งไม่มีปัญหาเลยครับ ความเร็วจัดว่าดีมาก แนะนำว่าถ้าหากไม่แน่ใจว่าความเร็วของเน็ตแถวที่จะใช้นั้นแรงแค่ไหน หรือพอที่จะใช้งานหรือเปล่า ให้ลองยืมสมาร์ทโฟนที่รองรับ 3G ของเพื่อนไปทดสอบดูก่อนครับ ถ้าหากว่าความเร็วแรงดี ก็เยี่ยมเลยครับ ราคา TrueMove H Aircard Ultra Surf 2: 1,990 บาท

Google เปิดตัว Huawei Nexus 6P จอใหญ่ ลำโพงคู่ มีที่สแกนนิ้วมือ!
google /  huawei / 

Google เปิดตัว Huawei Nexus 6P จอใหญ่ ลำโพงคู่ มีที่สแกนนิ้วมือ! สัปดาห์ที่ผ่านมา Google ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ 2 รุ่นในตระกูล Nexus ซึ่งเป็นตระกูลที่มีจุดเด่นในเรื่องของความลื่นไหลสไตล์ Pure Android รวมไปถึงเมื่อไหร่ที่ Google เปิดตัวระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชั่นใหม่ สมาร์ทโฟนตระกูล Nexus ก็มักจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้อัพเดตเสมอ โดยมือถือรุ่นใหม่ที่ Google เปิดตัวนี้ มีทั้งหมด 2 รุ่นครับ เรามาดูกันที่ตัวแรกก่อน นั่นก็คือ Nexus 6P ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนกึ่งแท็บเล็ต (phablet) หน้าจอใหญ่ 6 นิ้ว โดยผู้ผลิตก็คือ Huawei ค่ายผู้ผลิตมือถือชื่อดังจากประเทศจีนนั่นเอง และสเปคของมือถือรุ่นนี้มีดังนี้ สเปค Google Nexus 6P (Huawei) - หน้าจอขนาด 5.7 นิ้ว ความละเอียด QHD (2560x1440 พิกเซล) ใช้หน้าจอแบบ AMOLED - CPU Qualcomm Snapdragon 810 - RAM 3GB - หน่วยความจำภายใน 32GB, 64GB, และ 128GB (เพิ่มเมมไม่ได้) - ลำโพงหน้าคู่ดีไซน์ใหม่ - บาง 7.3 มิลลิเมตร - กล้องหล้ง 12.3 ล้านพิกเซล โดยขนาดพิกเซลมีขนาดใหญ่ขึ้น รูรับแสง f/2.0 พร้อมไฟแฟลช LED คู่ รองรับการถ่ายภาพเคลื่อนไหว 4K - กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 - รัน Android 6.0 Marshmallow - รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลัง - แบตเตอรี่ 3450mAh (รองรับเทคโนโลยีชาร์จไว ชาร์จ 10 นาทีใช้ได้นาน 7 ชั่วโมง) - รองรับการเชื่อมต่อ USB Type-C Nexus 6P รุ่น 32GB ถูกตั้งราคาไว้ที่ $500 (ประมาณ 17,500 บาท) ส่วนรุ่น 64GB คาดว่าราคาจะอยู่ที่ $550 (ประมาณ 19,250 บาท) และรุ่น 128GB ราคา $650 (ประมาณ 22,750 บาท) โดยรุ่นนี้คาดว่ายังไม่มีตัวแทนจำหน่ายใจประเทศไทยครับ ใครสนใจคงต้องดูเป็นเครื่องนอกเท่านั้นจาก source: gsmarena

งบ 15,000 ซื้ออะไรดี ตามนโยบายลดหย่อนภาษีรัฐบาล !
000 /  กล้อง / 

งบ 15,000 ซื้ออะไรดี ตามนโยบายลดหย่อนภาษีรัฐบาล ! ตามนโยบายของรัฐบาลไทย ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี ให้คน "มีเงินแล้วไม่อยากใช้" นำเงินออกมาจับจ่ายใช้สอย ซื้อสินค้า และบริการในช่วงปีใหม่ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ และกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีนโยบาย ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาช่วงปีใหม่ เมื่อซื้อสินค้า และบริการ โดยจะได้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท ระหว่างวันที่ 25-31 ธันวาคม 2558 นี้เท่านั้น (สามารถซื้อของกี่บาทก็ได้ แต่ลดหย่อนภาษีได้แค่ 15,000 เท่านั้น โดยจะต้องคำนวนจากรายรับต่อปีอีกที ไม่ใช่ซื้อ 15,000 จะลดหย่อน 15,000 นะครับ)  และที่สำคัญที่สุด ร้านค้านั้นๆ ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบได้เท่านั้นนะครับ ถ้าเป็นร้านตาสีตาสาทั่วไปที่ไม่ได้จดทะเบียน ไม่สามารถซื้อได้นะครับ ห้ามลืมเด็ดขาด ไม่งั้นได้จ่ายตังเองนะ !!! และสำหรับท่านที่สนใจนโยบายนี้ แต่ยังไม่รู้จะซื้ออะไรดี ทาง เฮียณัฐ MThai Technology มีไอเดียชวนเสียตัง มานำเสนอครับ ว่างบไม่เกิน 15,000 นี้ เราจะสามารถซื้อไอเทมไอทีเกร๋ๆ อะไรมาใช้ได้บ้าง สมาร์ทโฟน ราคาไม่เกิน 15,000 บาท ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าให้คิดถึงสินค้าไอทีในยุคนี้ คงมีตัวเลือก สมาร์ทโฟน โผล่ออกมาเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ เสมอแน่นอน ในเมื่อมีงบประมาณ 15,000 ก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว สามารถซื้อสมาร์ทโฟนระดับกลางๆ รุ่นใหม่ หรือรุ่นเรือธงที่อาจจะเปิดตัวมาซักพักได้เลยนะ โดยสมาร์ทโฟนที่เราแนะนำในงบประมาณนี้ ขอแนะนำเป็น Samsung Galaxy A8 (บางร้านขายต่ำกว่า 15,000 แล้ว) Sony Xperia M5, Xperia C5, Oppo R7s, Vivo X5 Max, Huawei G7 Plus, หรืออยากเดินสายเพียว Moto Nexus 6 ก็น่าเล่นอยู่ แท็บเล็ต ราคาไม่เกิน 15,000 บาท ตัวเลือกรองลงมานอกจากสมาร์ทโฟน ก็น่าจะเป็นแท็บเล็ตนี่แหละครับ ที่ความสามารถมีไม่แพ้กับสมาร์ทโฟน แต่มันจอใหญ่กว่ามือถือเยอะ และแบตก็เยอะกว่า ทำให้พกติดตัวเอาไว้ดูหนัง เล่นเกม เปิดคอร์ดกีตาร์ หรือเอาไว้ดูซีรีย์ ละครนอกบ้านสะดวกกว่ามือถือจอแคบๆ เป็นไหนๆ แถมบางรุ่นยังโทรได้ด้วยนะ จนทำให้บางคนหันมาพกแท็บเล็ตโทรได้ ไม่เอามือถือแล้วก็มี สำหรับงบนี้ แท็บเล็ตรุ่นแนะนำก็จะเป็น Apple iPad mini 3, iPad Air 2, Samsung Galaxy Tab S 8.4, หรือจะเป็น Samsung Galaxy Tab A พวกนี้มีปากกาไว้ให้เขียนเล่นด้วย ก็ถือว่าน่าสนใจอยู่ โทรทัศน์ ราคาไม่เกิน 15,000 บาท นี่อาจจะเป็นโอกาสเปลี่ยนทีวี "อีแก่" ที่บ้าน (ผมหมายถึงทีวีจริงๆ นะ อิอิกำ) ให้มีขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้น ภาพคมขึ้น หรือมีระบบเสียงที่แจ๋วขึ้น เพราะราคาทีวี ณ ปัจจุบัน บอกเลยว่าถูกลงมากกว่าโทรทัศน์ประมาณ 5 ปีที่แล้วแบบสุดๆ ซึ่งหากเป็นแต่ก่อนงบนี้ อย่างเก่งก็จะได้แค่จอ LCD 32 นิ้ว ตัวเครื่องหนาๆ เท่านั้น แต่ถ้าเป็นยุคนี้ บอกเลย หน้าจอได้ใหญ่ประมาณ 40 นิ้ว แถมเป็นหน้าจอแบบ LED ที่ภาพสวยกว่าเยอะ รวมไปถึง ถ้าเดินเลือกซื้อดีๆ อาจได้ Smart TV เอาไปลงโปรแกรม เล่นเน็ตได้อีกด้วย ส่วนรุ่นแนะนำ ลองดูเป็น Toshiba 40L2550VT, Sharp 40LE265X, Panasonic TH-40C400T, LG 42LF560T หรือเพิ่มงบได้อีกหน่อย จัด Sony 40W700C ก็น่าสนใจไม่น้อย เล่นเกมแจ่มมาก กล้อง ราคาไม่เกิน 15,000 บาท ใกล้ปีใหม่ ฤดูกาลของการท่องเที่ยวแล้ว แน่นอนว่าเพื่อนๆ อาจจะบอกว่า กล้องมือถือก็ถ่ายภาพได้นี่นา จะซื้อกล้องทำไม ผมไม่เถียงครับว่ามันถ่ายได้ แต่ถ้าอาจจะให้ภาพมีคุณภาพดีขึ้น ใส่เลนส์เสริมเพิ่มแต่งได้ เพิ่มลูกเล่นแปลกๆ ให้กับภาพอย่างที่ไม่เคยมาก่อน ผมบอกเลยว่า ปลาจริงๆ ยังไงมันก็ว่ายน้ำได้ดีกว่าของที่อยากจะเป็นปลาแน่นอน ส่วนในงบประมาณนี้ ลองดูเป็น Canon PowerShot G16, Nikon Coolpix L840, Sony HX90V, หรือเกินงบได้นิดๆ แต่ได้กล้อง DSLR ก็ดูเป็น Nikon D3300, หรือ Canon 700D แต่ถ้าอยากแหวกแนว พกพวก GoPro Hero 4 ก็แนวดี เดี๋ยวนี้เห็นคนพกถ่ายกันเยอะนะ ทำอะไรได้หลายอย่างด้วยล่ะ แก็ตเจ็ตอื่นๆ ราคาไม่เกิน 15,000 บาท หัวข้อนี้ขอเป็นของที่อาจไม่เข้าพวกกับข้ออื่นๆ มารวมกันนะครับ ซึ่งจริงๆ งบประมาณ 15,000 นี้มันก็ซื้อได้หลายอย่างแหละ ไม่ว่าจะเป็นพวกเครื่องเสียงดีๆ เครื่องเสียงรถยนต์ จักรยานไว้ปั่นเล่น หูฟังเทพๆ เครื่องเล่นเกม PS4 จัดคอมใหม่สเปคเทพๆ ก็พอได้อยู่ หรือจะเอาไปซื้อเครื่องดนตรี กีตาร์ เบส กลอง อันนี้ก็ยังได้เลย ส่วนจะซื้ออะไรดี ผมอาจจะไม่แนะนำดีกว่า ให้เพื่อนๆ ช่วยกันออกความคิดเห็นได้ที่คอมเม้นท์ด้านล่างเลย แต่ที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าคุณจะซื้ออะไร ให้ถามร้านค้านั้นก่อนนะครับ ว่าสามารถออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบได้หรือไม่ เพราะถ้าออกให้ไม่ได้ คุณจะไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้นะ อย่าลืมเด็ดขาด สุดท้าย เฮียณัฐ ก็ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนมีความสุขกันในช่วงปีใหม่นี้ เที่ยวให้ระวัง ขับรถให้มีสติ เมาไม่ขับ รับรองว่าแฮปปี้สุดๆ สวัสดีปีใหม่ครับ :)

สุดฟินทริปกินเที่ยวอยุธยา และชมวิวแหลมพรหมเทพกับ Huawei Honor 6 plus
ที่เที่ยว /  หัวเหว่ย / 

เริ่มต้นกันที่ทริปไหว้พระ 5 วัด จังหวัดอยุธยาค่ะ เมื่อก่อนเวลาออกไปเที่ยวเรามักจะแบกกล้อง DSLR ไปด้วย เพราะเราอยากได้ภาพสวยๆกลับมา แต่พอต้องแบกกล้องหนักๆไปเที่ยวบ่อยๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าไม่สะดวก เพราะเราเองก็มีบางโมเมนต์ที่อยากจะแต่งตัวสวยๆ ไปนั่งชมบรรยากาศ ชิลๆกับเขาบ้าง ไม่อยากจะต้องแบกกล้องตัวใหญ่ๆที่ไม่เข้ากับบุคลิกการแต่งตัวในวันนั้นไปด้วยตลอด เราก็เลยมองหากล้องดีมีคุณภาพ พกไปไหนมาไหนได้สะดวก เพราะเราเอง ก็ต้องการความคล่องตัวสูง พอดีไปได้ Huawei Honor 6 Plus มา เห็นว่าคุณภาพกล้องของมือถือตัวนี้ไม่ธรรมดา ในโฆษณาบอกว่าเป็นมือถือที่มีระบบกล้องดีเยี่ยม กล้องหลัง 2 เลนส์ ถ่ายได้ 8 MP จึงทำให้สามารถปรับค่าความชัดลึก-ชัดตื้นได้มาก ปรับรูรับแสงได้ ตั้งแต่ F16 ถึง F 0.95 กันเลยทีเดียว สามารถถ่ายภาพได้คมชัด  ปรับจุดโฟกัสก็ง่าย คุณสมบัติคับจอขนาดนี้ เดี๋ยววันนี้เรามาลองพิสูจน์คุณภาพของกล้องมือถือกันเลยดีกว่าค่ะ มาอยุธยาทุกครั้งต้องประเดิมที่ร้านนี้ก่อนเลย ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีก หน้าวัดใหญ่ชัยมงคล ร้านนี้อยู่ตรงที่จอดรถหน้าวัดเลยค่ะ หาง่าย และเมนูโปรดที่สั่งประจำก็คือเส้นเล็กต้มยำค่ะ รสชาติเยี่ยมสุดๆ และอีกเมนูเด็ดที่ไม่ควรพลาดคือขนมจีนชุดใหญ่ค่ะ ทางร้านให้เยอะมาก โดยเฉพาะจานผักสดนี่เรียกว่าจัดให้ไม่อั้น ชุดละ 60 บาทเท่านั้นเองค่ะ  เรียกว่าอิ่มท้องไปจนถึงขั้นจุกได้เลย มาถึงแล้วค่ะ วัดแรกของเรา วัดใหญ่ชัยมงคล ถือว่าเป็นวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมมามากที่สุดวัดหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา รวมถึงมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น อย่างยอดเจดีย์ที่สูงที่สุดในอยุธยาค่ะ รอบๆวัดมีบรรยากาศร่มรื่น ถ้าหิวก็สามารถหาของกินอร่อยๆได้แถวนั้นด้วยนะ เพราะมีร้านอร่อยอยู่หลายร้านเลย มาเที่ยวอยุธยาทั้งทีก็อย่าลืมแวะมาเที่ยววัดนี้กันนะคะ เดินมาเจอพระนอนองค์ยักษ์ สบโอกาสได้ลองถ่ายภาพแบบพาโนรามาแล้วล่ะค่ะ ภาพที่ได้ก็ออกมาเป็นอีกมุมมองนึง โดยปรกติแล้วตัวเองจะไม่ค่อยได้ถ่ายภาพแนวนี้สักเท่าไหร่ค่ะ เพราะถ้าถ่ายจากกล้องใหญ่แล้วต้องเอาภาพมาตัดต่อในคอมพิวเตอร์อีกที ต้องใช้ Photoshop ก็จะเสียเวลาเหมือนกัน แต่นี่แค่ปรับโหมดพาโนรามาก็ช่วยให้ได้ภาพในมุมกว้าง โดยไม่ต้องเสียเวลาตัดต่อภาพค่ะ กล้องมือถือตัวนี้ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลย ภาพเจดีย์สะท้อนในน้ำ เป็นภาพอีกมุมที่บางทีเราอาจจะมองข้ามมุมสวยๆแบบนี้ไป ลองถ่ายภาพมุมสูงของเจดีย์ที่สูงที่สุดในอยุธยาจากระยะใกล้และไกลดู ใครชอบปีนป่ายก็สามารถปีนขึ้นไปชมวิวจากด้านบนเจดีย์ได้ค่ะ (ภาพ 1) ลองเล่นกับโหมดปรับรูรับแสง (F) กันบ้างดีกว่าค่ะ เราอยากจะถ่ายให้ดอกไม้เด่นและฉากหลังเบลอ  เลยปรับรูรับแสงให้กว้างที่สุด สำหรับ Honor 6 plus สามารถปรับได้กว้างสุดถึง F0.95 เลยค่ะ ปรับให้หน้าชัดหลังเบลอ ฉากหลังละลายไปเลยค่ะ (ภาพ 2 ) รูปที่เราถ่ายมาแล้วเกิดเปลี่ยนใจอยากจะปรับชัดลึกชัดตื้นใหม่ อย่างเช่นให้ดอกไม้ดอกหลังชัดแล้วดอกหน้าเบลอ ก็แค่เปิดรูปในแกลอรี่แล้วเลื่อนจุดโฟกัส ปรับ F manual ได้ตามใจชอบ (ภาพ 3) หรือจะปรับค่า F ให้เลขมากๆ ก็จะทำให้ได้ภาพคมชัดลึกทั่วทั้งภาพแบบนี้ค่ะ ง่ายมากเลยใช่ไหมล่ะคะ ตรงนี้ลองเอาไปปรับใช้กับการถ่ายรูปแนวอื่นได้นะ เช่น การถ่ายรูปวิว ปรับรูรับแสงให้แคบ เลขเยอะๆจะทำให้ได้ภาพคมชัดทั้งภาพ  อย่างน้อยแนะนำให้ปรับอยู่ที่ประมาณ F5.6 ค่ะ มาลองถ่ายกล้องหน้ากันบ้างดีกว่าค่ะ กล้องหน้าก็ความละเอียด 8 MP เหมือนกันค่ะ ถ่ายออกมาสวยเชียว หน้าใสจุงเบย อิอิ คราวก่อนๆมาอยุธยาเราไม่เคยค้างคืนเลยค่ะ ไปกลับตลอด แต่คราวนี้ลองมาค้างคืนดูที่ แคนทารี่ อยุธยาค่ะ พอมีที่พักแล้วก็สบายตรงที่ไม่ต้องรีบเที่ยวรีบกลับค่ะ อยากเดินเล่นชิลๆนั่งทานขนม ทานกุ้งแม่น้ำ เดินชมวัด ชมอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยาก็ทำได้เลยเต็มที่ อ้อ แคนทารี่เค้ามี CaFe Kantary ซึ่งมีเมนูขนมมากมายให้ได้เลือก ราคาไม่แพง แถมรสชาติอร่อยอีกด้วย เดินเที่ยวจนเมื่อยแล้วก็มาพักทานขนมกันบ้างดีกว่านะคะ เราลองใช้ Honor 6 plus ถ่ายรูปขนมดู เราชอบที่หลังจากถ่ายรูปมาแล้วยังสามารถเลือกภาพถ่ายในแกลอรี่เอามาปรับเปลี่ยนตามที่เราต้องการได้อีก อยากจะให้จุดไหนชัดก็เลือกบริเวณนั้น แล้วปรับได้ตามใจชอบเลย ดูสิคะ ถ่ายออกมาได้สีสวยมากเลย สีตรงกับที่ตาเห็นไม่มีผิดเพี้ยนค่ะ เรื่องความคมชัดก็ดีมาก ชอบที่ถ่ายอาหารออกมาได้น่าทานมากจริงๆ แล้วขนมที่นี่ก็อร่อยมากค่ะ ราคาก็ไม่แพงด้วยนะ มาต่อกันที่ห้องพักค่ะ ห้องพักมีสไตล์ สวยเรียบสะอาดตา ถ่ายได้ภาพสวยขนาดนี้ ต่อไปคงจะมีคนรีวิวโรงแรม ที่พักกันด้วยกล้องมือถือมากขึ้นแน่นอนเลย อิอิ ทริปนี้ขึ้นชื่อว่าทริปกินเที่ยวแล้ว ต้องมาจัดเรื่องกินกันต่อค่ะที่ Kantary Kameo โรงแรมที่อยู่ไม่ไกลกัน แวะไปหม่ำหน่อย สั่ง ก๋วยเตี๋ยวหลอดกับก๋วยเตี๋ยวผัด มาให้ได้ลิ้มลองกันค่ะ มาไหว้พระกันต่อที่วัดไชยวัฒนารามค่ะ วัดตั้งอยู่ที่ ต.บ้านป้อม  อ.พระนครศรีอยุธยา ติดกับริมแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งตะวันตกของเกาะเมือง วัดไชยวัฒนาราม ก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีสถาปัตยกรรมการก่อสร้างไม่เหมือนวัดอื่นๆในอยุธยา จุดเด่นอยู่ที่พระปรางค์ค่ะ วัดนี้อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร คอยบูรณะให้คงสภาพใกล้เคียงกับสภาพเดิม ตัววัดมีความเก่าแก่มากเช่นกัน เพราะสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าปราสาททอง และมีศิลปะของเขมรผสมอยู่ด้วยค่ะ  ใครมาอยุธยาก็อย่าลืมแวะมาเยี่ยมชมกันนะคะ วัดพระศรีสรรเพชญ์ อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา ไฮไลต์อยู่ที่เป็นวัดต้นแบบของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  หรือวัดพระแก้วในกรุงเทพมหานครของเรานี่เองค่ะ ใช้กล้องหน้าเซลฟี่เสียหน่อย ภาพสวยใช้ได้ไหมคะ เราปรับความเนียนของภาพได้ตามต้องการด้วย ส่วนตัวเราชอบปรับให้ดูนวลๆ นุ่มๆค่ะ ภพที่ได้ก็ออกมาไม่ผิดหวังค่ะ วัดที่ 4 แล้วค่ะ กับวัดพนัญเชิงวรวิหาร เป็นพระอามรามหลวงชั้นโท แบบมหานิกาย มีพระพุทธรูปชื่อดังในวัดคือ พระพุทธไตรรัตนนายก หรือ หลวงพ่อซำปอกง เป็นพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอยุธยาด้วยค่ะ สูง 19 เมตร และหน้าตักกว้างประมาณ 20 เมตรเศษ เดินเที่ยวมาหลายวัดแล้ว พักทานอาหารกลางวันกันดีกว่าค่ะ แน่นอนว่าจานเด็ดที่พลาดไม่ได้เลยเมื่อมาเยือนอยุธยาคือ กุ้งแม่น้ำเผา นั่นเอง ที่นี่มีร้านอร่อยหลายร้าน แต่ส่วนตัวที่อร่อยและชอบมากเห็นจะเป็นร้านเรือนไทยกุ้งเผา ภายในวัดเชิงเลน ใกล้ๆกับศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ร้านนี้กุ้งสด ตัวโต เผาแล้วอร่อยกำลังดี เนื้อแน่น หวาน ทานแล้วฟินมาก แต่วันนี้ทานแค่ 2 ตัว เพราะงบมีจำกัด อิอิ เท่านี้ก็หมดไปแปดร้อยกว่าแล้วแหะ ไม่เป็นไรค่ะ นานๆ ทานทีอ่าเนอะ ยังไม่หมดเท่านี้ ต่อด้วยเมนูเด็ดอีกจาน ปลาเค้าผัดฉู่ฉี่ (ซ้าย) รสชาติกลมกล่อม เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ ทานคู่กันอร่อยมาก เป็นอีกเมนูประจำที่สั่งบ่อยเลย เนื้อกุ้งในก้ามของมันกลายมาเป็นอาหารจานนี้ค่ะ เราชอบทาน ผัดสายบัว (ขวา) อยู่แล้วด้วย ยิ่งหาทานไม่ได้บ่อยๆ แล้วร้านนี้ก็ทำได้อร่อยมากเลย ชอบมากค่ะ มาต่อกันที่วัดสุดท้ายค่ะ วัดพระราม ตั้งอยู่ริมถนนพระศรีสรรเพชญ์ ตรงข้ามวิหารพระมงคลบพิตร ด้านข้างของวัดพระรามมีบึงใหญ่ เรียกว่า บึงพระราม  (หนองโสน บึงชีขัน) เกิดขึ้นเพราะบริเวณดังกล่าวโดนขุดดินไปถมที่เพื่อสร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ พระราชวังหลวง  วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และตัววัดพระรามเอง จึงกลายเป็นบึงอย่างที่เห็นในปัจจุบัน วัดพระรามนั้น คาดว่าถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร ช่วง พ.ศ.1912 ที่เลือกบริเวณดังกล่าวเพราะเป็นบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทองผู้เป็นพระราชบิดานั่นเอง เที่ยววัดกันจนอิ่มบุญแล้ว เราไปต่อกันที่ วิวสวยๆจากแหลมพรหมเทพ กันค่ะ มาแชะภาพสวยๆด้วย Huawei Honor 6 plus กันต่อที่ แหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ตจ้า มาทะเลต้องไม่พลาดชมพระอาทิตย์ตก และถ้าเป็นที่ภูเก็ตแล้วล่ะก็ แหล่งชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดก็คงหนีไม่พ้น แหลมพรหมเทพค่ะ ใครพลาดนี่ถือว่ามาไม่ถึงเลยนะคะ เป็นไงคะกับภาพบรรยากาศท้องฟ้ายามเย็น เมฆเรียงตัวกันสวยมากๆ เอา Huawei Honor 6 plus ไปถ่ายพาโนรามาและลองเก็บภาพตอนแสงน้อยดู ให้สีสดชัด ดีทีเดียวเลย ภาพนี้จากจุดชมวิวกังหันลมใกล้ๆแหลมพรหมเทพค่ะ จริงๆจุดนี้สวยกว่าแหลมพรหมเทพอีกนะ คนก็น้อยกว่าด้วย อาจจะมาที่นี่หลังจากไปแหลมพรหมเทพแล้วก็ได้เพราะอยู่ใกล้ๆกันเลย  เป็นไงคะกับภาพจากกล้องมือถือ Honor 6 Plus ได้ภาพทริปสวยๆทั้งนั้นเลยใช่ไหมล่ะคะ เป็นภาพที่กล้องหลายตัวก็ทำได้ แต่ตัวนี้ถ่ายก่อนแล้วมาปรับตอนหลังได้ด้วย เริ่ดมากจริงๆ     สำหรับใครที่สนใจ อยากได้ Honor 6 Plus ไปครอบครอง ตอนนี้เค้าก็มีกิจกรรมให้ร่วมสนุกในเว็บ http://goo.gl/uYU4er ตอบคำถามดีๆ ก็รับHonor 6 Plus ไปใช้ฟรีๆ เลย  รีวิวนี้ชมกันสนุกไหมคะ ได้อิ่มบุญกับการไหว้พระ 5 วัด แถมยังได้ชมวิวสวยๆจากแหลมพรหมเทพกันอีก รอดูนะคะว่าคราวหน้าจะเอาที่เที่ยวเด็ดๆที่ไหนมาให้ชมกันอีก แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้าค่ะ บ๊ายบาย... ขอบคุณ หัวเหว่ย

4G ช้าไป Huawei จัดให้ 5G อีก 4 ปี เจอกัน !!
3G /  4g / 

" 5G หนัง HD วิเดียวก็โหลดเสร็จ เจอกันปี 2018 ( ไม่ใช่ที่แห่งนี้!! )"     ในระหว่างที่บ้านนี้เมืองนี้กำลังแตกตื่นกับ 3G อุปทานหมู่ ที่บางครั้งก็หลุดเข้าสู่โหมดตัว E อย่างมิได้นัดหมาย แม้จะอยู่ในพื้นที่ใจกลางพระนคร ที่ก็ไม่น่าจะอับสัญญาณอะไรมากมายอยู่นั้น   ประเทศมหาอำนาจจีนแผ่นดินใหญ่ และค่ายสมาร์ทโฟน Huawei ได้เปิดเผยข้อมูลออกมาเบาะๆ เบาๆ ว่า " 4G นี่เริ่มจะกากไปแล้วนะพี่น้อง สำหรับสมาร์ทโฟนในอนาคตอีก 4 ปี ต้อง  5G เท่านั้น!! "     ตัวเลข 5G ของหัวเหว่ยถูกทุ่มงบ เพื่อการพัฒนาไปกว่า 600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กินระยะเวลาในการสร้างเพื่อแล้วเสร็จในอีก 4 ปีข้างหน้า คือปี  2018 อัตราความเร็วอยู่ 10Gbps ซึ่งเร็วกว่า 4G 10 เท่า และเร็วกว่า 3G ถึง 5,000 เท่า ทำให้ดาวน์โหลดภาพยนตร์ HD ได้เสร็จภายในเวลาเพียง 1 วินาที เท่านั้น   ถือว่าเป็นแรงพลักดันเทคโนโลยีอินเตอร์เนตความเร็วสูงได้ดีทีเดียว เพราะหลังจาก Huawei แถลงข่าว 5G ไปนั้น ด้าน Samsung, Ericsson, ZTE, China Mobile รวมทั้ง รัฐบาลจีนและยุโรป ต่างก็แสดงเจตนารมณ์ร่วมพัฒนา 5G ต่อด้วย เช่นเดียวกัน !!     Source : asia.cnet.

เปิดตัว Huawei Honor 3C สมาร์ทโฟนราคาประหยัด จอ 5 นิ้่ว กล้อง 8 ล้าน มี 2 ซิม
Honor 3c /  huawei / 

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่(ประเทศไทย) จำกัด เตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนตระกูล Honor “สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ Honor 3C” ในเมืองไทยอย่างเป็นทางการแล้ว สเปคสูงราคาสบายกระเป๋า บางเบา ดีไซน์ล้ำ ชูจุดเด่นถ่ายภาพพร้อมเสียง, เลนส์มาโคร, กล้องหน้าพาโนรามา ซึ่งมีความละเอียดสูงสุดถึง 8 ล้านพิกเซล  นายเฉิน ลุ่ย (Mr. Chen Rui) กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เผยการเปิดตัว Honor 3C สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดในตระกูล Honor โดยหัวเว่ยว่า “วันนี้หัวเว่ยได้นำ Honor 3C สมาร์ทโฟนในตระกูล Honor มาสู่ตลาดเมืองไทย ด้วยสเปคการใช้งานที่เหมาะกับผู้ชื่นชอบการถ่ายรูปด้วยเซนเซอร์กล้องจากโซนี่ที่ให้ความคมชัดสูง พร้อมฟังก์ชั่นการถ่ายภาพกล้องหน้าแบบพาโนรามา, การถ่ายภาพมาโคร และยังเพิ่มจุดเด่นการถ่ายภาพด้วยระบบถ่ายพร้อมเสียง สำหรับระบบปฏิบัติการของ Honor 3C ได้นำระบบฏิบัติการ Android version 4.2 มาใช้เพื่อสนับสนุนการใช้งานให้เกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น พร้อมหน่วยประมวลผล Quad-Core 1.3 GHz และ RAM 2 GB นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นอีกมากมาย เรียกได้ว่าสเปคเกินราคา โดย Honor 3C ได้เปิดตัวไปแล้วที่ประเทศจีน ไต้หวัน มาเลเซีย และประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สำคัญที่สุดในเอเชีย ซึ่งปีนี้เราให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งได้รับการตอบรับจากสาวก Android เป็นอย่างดี ซึ่งเราคาดว่าสำหรับตลาดในประเทศไทย เราจะได้รับการตอบรับที่ดีมากเช่นกัน สำหรับราคานั้น เริ่มต้นที่ 7,990 บาท คุณสมบัติเด่นของ Honor 3C คือ หน้าจอขนาด 5 นิ้ว แบบ LTPS จอชนิดใหม่ที่กินไฟน้อยลงเพื่อประหยัดพลังงาน และบางกว่าเดิม ความละเอียดสูงถึง 720 p, ระบบปฏิบัติการ Android version 4.2 พร้อม Emotion UI 2.0, RAM 2GB, หน่วยความจำ 8GB รองรับ Micro SD, มีกล้องด้านหลังความละเอียดถึง 8 ล้านพิกเซล และกล้องด้านหน้าความละเอียดถึง 5 ล้านพิกเซล ด้วยระบบเซนเซอร์จากโซนี่ ไมโครโฟน 2 ตัวพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน และสามารถเชื่อมต่อบลูทูธ 4.0 รวมทั้งสามารถโหลดแอพพลิเคชั่นใน Playstore ที่สามารถให้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ กลุ่มธุรกิจหัวเว่ย เอนเตอร์ไพรส์ เป็นหนึ่งในสามกลุ่มธุรกิจหลักของหัวเว่ย ที่มุ่งพัฒนาและจัดหาโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประสิทธิภาพสูงให้แก่ลูกค้าในภาคองค์กร ด้วยศักยภาพที่เต็มเปี่ยมในด้านการวิจัยและพัฒนา ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจที่กว้างขวาง ซึ่งช่วยให้หัวเว่ย เอนเตอร์ไพรส์สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าองค์กรได้ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มหน่วยงานรัฐบาล การขนส่ง พลังงาน การเงิน หรือธุรกิจประเภทอื่นๆ โซลูชั่นของหัวเว่ย เอนเตอร์ไพรส์ ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย ระบบ UC&C ระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง ดาต้า เซ็นเตอร์ และแอพพลิเคชั่นเพื่องานอุตสาหกรรมต่างๆ Honor 3C Selling Point • 5” LTPS in–cell HD Display(1280 * 720) • Quad-core chipset with 2G RAM guarantee most fluency performance • Fashion Design with Extreme Compact ( Screen to Body ratio 69%, Frame wide only 2.2mm) • 5 MP Front-facing Camera with 10 level beautiful model • 8MP Sony BSI Camera with 4CM Macro shooting function • 2300 mAh Battery with Huawei patented power saving technology, can last more than one day even for heavy user • Dual Micro Sim card • Emotion UI 2.0 ,more easy to use

Review: รีวิว Huawei Mate S แอนดรอยด์เครื่องแรกที่มี 3D touch
3D Touch /  huawei / 

ก่อนหน้าที่ Apple จะเปิดตัวเทคโนโลยี 3D Touch ที่มาพร้อมกับ iPhone 6s หนึ่งสัปดาห์ Huawei ก็ทำเรื่องที่น่าสนใจขึ้น ด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นแรก ที่มาพร้อมกับหน้าจอแยกแรงกดหน้าจอได้ออกมา สมาร์ทโฟนเครื่องนั้นมีชื่อว่า Huawei Mate S รุ่นท็อปของบริษัทรุ่นล่าสุดที่มาพร้อมกับฟีเจอร์สุดเจ๋งของไอโฟน 6s แต่เปิดตัวก่อนไอโฟนซะอีก รวมไปถึงยังมีสเปคแรงกว่ามือถือเรือธงหลายรุ่นในตลาดอีกด้วย แต่พอเอาเข้าจริงก็ดูเหมือนจะเป็นแค่การตลาดเท่านั้น เพราะใน Mate S เอาเข้าจริง แม้จะเปิดตัวก่อน แต่เวลาการวางขายจริงกลับวางขายพอๆ กันกับ iPhone 6s รวมไปถึงในรุ่นกลางลงมา ความจุ 32GB และ 64GB เวอร์ชั่นที่ขายทั่วโลกก็ไม่มีเทคโนโลยี  3D touch ของ Huawei มาให้ใช้ด้วย (ขอใส่คำว่า 3D touch เป็น t ตัวเล็ก เพื่อให้แตกต่างจากแอปเปิ้ลก็แล้วกัน) ส่วนรุ่นแพง รุ่น 128GB ที่มี 3D touch ก็ดันวางขายเฉพาะในประเทศจีน โดยที่ยังไม่ขายในประเทศอื่นในตอนนี้ ซึ่งหัวเว่ยบอกว่ารุ่นนี้จะวางขายในประเทศ Switzerland, Spain, Germany, Italy, UK และในตะวันออกกลาง ในช่วงปลายเดือนธันวาคมจนดึงต้นเดือนมกราคม ผมมีโอกาสได้ทดลองใช้ Huawei Mate S ทั้งสองรุ่นครับ ทั้งตัว 32GB ที่ไม่มี 3D touch และรุ่น 128GB รุ่นพี่ที่มีระบบแยกแรงกดบนหน้าจอ ซึ่งนอกจากเรื่องหน้าจอ และความจุ ทั้งสองเครื่องมีสเปคอื่นๆ เหมือนกันหมด ดังนั้นผมจะรีวิวทั้งสองเครื่องเป็นเครื่องเดียวกัน ส่วนอะไรที่แตกต่างจะพูดถึงทีหลังก็แล้วกัน (ข้อควรรู้: ZTE Axon mini เป็นสมาร์ทโฟนที่มี 3D touch เช่นกัน แต่ถูกเผยข้อมูลก่อนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และตอนนี้วางขายแล้ว) ฟีเจอร์ (เกือบ) จัดเต็ม ในขณะที่มือถือจากหัวเว่ยถูกมองว่าเป็นมือถือที่มาพร้อมสเปคที่ดีมากเมื่อเทียบกับราคา (คล้ายกับมือถือจากจีนยี่ห้ออื่นๆ) แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าหัวเว่ยจะยังขาดอะไรอีกหลายอย่าง อย่างเช่น ความแตกต่าง การออกแบบ หรืออาจจะเป็นฟีเจอร์พิเศษเฉพาะตัวเหมือนกับ Samsung ที่มีมือถือหน้าจอโค้ง หรือ LG ที่มีระบบกล้องโฟกัสไว Laser-Focus ในส่วนของฟีเจอร์ ดูเหมือนว่า Huawei Mate S จะมีอะไรที่ต้องเพิ่มเติมไม่มากนัก ผู้ใช้อาจจะต้องทำความคุ้นเคยกับอินเตอร์เฟส EMUI ซักหน่อย และยังใช้ Android 5.1.1 อยู่ Image: Stan Schroeder/Mashable Huawei Mate S มาพร้อมกับสเปคที่ตามผู้นำเจ้าอื่นๆ ทันแล้ว และเป็นไปได้ที่อาจจะแอบนำค่ายอื่นเล็กๆ ด้วย โดยมาพร้อมกับระบบประมวลผล Huawei Kirin 935 SoC แปดแกนสมอง RAM 3GB หน่วยความจำให้เลือก 32/64/128GB หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1080p โดยใช้หน้าจอแบบ AMOLED (ใช่แล้วครับ หน้าจอยังไม่ใช่ 4K หรือแม้แต่ 2K แต่อย่างไรก็ตาม หน้าจอ Full HD ก็ประหยัดแบตเตอรี่กว่าแน่นอน) กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล จริงๆ แล้วถ้าวัดกันในเรื่องของสเปค ดูเหมือนว่า Mate S ก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียวครับ บอดี้โลหะแบบ unibody ก็มา ระบบสแกนลายนิ้วมือที่ทำงานได้รวดเร็ว ก็มา หน้าจอกันรอย Gorilla Glass 4 ที่ขอบจอโค้งนิดๆ แบบ 2.5D ก็มา แต่มีเพียง 2 อย่างเท่านั้นที่ดูเหมือนว่าจะเป็นข้อสังเกตเล็กๆ ก็คือ แบตเตอรี่แค่ 2700mAh และไม่ได้มาพร้อม Android 6.0 Marshmallow แต่มาพร้อม Android 5.1.1 จากในกล่องเท่านั้น Huawei Mate S มี 4 สีให้เลือก คือ สีทอง Luxurious Gold, เทา Titanium Grey, เหลืองอ่อน Mystic Champagne และแน่นอนครับ ชมพู Rose Gold ต้องมาแน่นอน จากภาพด้านบน เครื่องบนคือสีเทา ส่วนเครื่องล่างเป็นสีชมพู Image: Stan Schroeder/Mashable โดยรวมด้านการออกแบบต้องบอกว่าเป็นมือถือที่ดูดีมากทีเดียว โดยเฉพาะหากคุณชอบมือถือสีสไตล์ metallic ในแบบที่กำลังฮิตในปัจจุบัน ฝาหลังที่ออกแบบให้โค้งเล็กน้อยถือจับได้กระชับเข้ากับมือได้ดี แม้จะลื่นนิดๆ ก็เถอะ รวมไปถึงขอบข้างหน้าจอที่บางมาก ทำให้มือถือดูเหมือนจะเล็ก และถือได้ถนัดกว่า iPhone 6s พอสมควร ด้านงานประกอบถือว่าดีมาก ใครเห็นก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นมือถือเกรดพรีเมี่ยมแน่นอน แล้วด้านการใช้งานล่ะแจ่มมั้ย? ทางด้านของซอฟท์แวร์ Huawei ใส่ EMUI ครอบระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เอาไว้ ซึ่งหากคุณเคยเล่นมือถือหัวเว่ย P8 มาก่อน บอกได้เลยว่าไม่ต่างกันเลย และอาจพูดได้ว่า มันเป็นมือถือแอนดรอยด์ที่ให้ความรู้สึกเหมือน iOS ที่คุณอาจต้องใช้เวลาสักหน่อยเพื่อทำความรู้จัก แต่พอสนิทกันแล้ว ก็ใช้ได้สบายเลยล่ะ ที่ต้องชมอีกอย่าง คือต้องขอบคุณนักพัฒนาระบบ EMUI ที่ขยันปรับปรุงระบบบ่อยมาก ทำให้ผมไม่รู้สึกเลยว่าใช้ OS เวอร์ชั่นไม่ได้ใหม่ล่าสุดอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าผมจะอยากได้ Marshmallow มากกว่า โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่ชื่อว่า Doze ที่ช่วยประหยัดการใช้พลังงานในมือถือ แต่ผมก็รู้สึกมีความสุขที่ได้ใช้ซอฟท์แวร์บน Mate S อยู่ดี ในการใช้งานทั่วไป มือถือเครื่องนี้ทำงานได้เร็ว และตอบสนองดีทีเดียว - ที่แม้อาจจะไม่ได้เร็วเท่าไอโฟน หรือ Samsung Galaxy S6 แต่ก็ไม่เคยหน่วงจนทำให้ผมรำคาญเลยสักครั้ง และแน่นอนว่ามือถือ Android พอใช้ไปสักพัก และพอโหลดแอพลงไปเยอะๆ ก็อาจจะเจอปัญหาหน่วงบ้าง แต่กับ Mate S ที่ผมใช้งาน 1 เดือนเต็มๆ กับรุ่น 32GB (รุ่น 128GB ต้องคืนไปก่อน) พบว่ามือถือเครื่องนี้ไม่มีอาการหน่วงให้เห็นเลย แม้ผมจะโหลดแอพที่ผมใช้อยู่เป็นประจำลงไปแล้วก็ตาม ทางด้านการถ่ายภาพ กล้องบนมือถือเครื่องนี้ ใช้กล้องตัวเดียวกันกับ Huawei P8 ที่มาพร้อมกล้อง 13 ล้านพิกเซล ซึ่งผมประทับใจกับกล้องของมันมากๆ และสุดท้ายหลังจากได้ทดสอบ แม้แบตเตอรี่จะให้มาแค่ 2700mAh ไม่ถึง 3000 แต่ผมก็ไม่รู้สึกผิดหวังกับมันเลย ผมสามารถใช้งานได้ 2 วันเต็มๆ ด้วยการชาร์จเพียง 1 ครั้ง โดยการใช้งานของผมจะไม่เน้นการเล่นเกม หรือโทรศัพท์เท่าไรนัก ผมจะเล่นพวกโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างพวก Facebook และอื่นๆ เป็นหลัก นอกจากนี้ผมยังทดสอบแบตเตอรี่ด้วย Geekbench 3 ซึ่งสามารถใช้งานแบบ runtime ได้นาน 6 ชั่วโมง 48 นาที ซึ่งถือว่าเป็นคะแนนที่ค่อนข้างดี และได้คะแนนไป 4,052 คะแนน น้อยกว่า iPhone 6S Plus นิดเดียว (4,110 คะแนน) และมากกว่า Samsung Galaxy S6 (4,029 คะแนน) อีกด้วย สรุปด้านแบตเตอรี่ ต้องบอกว่าแจ่มมากจริงๆ Image: Stan Schroeder/Mashable รายละเอียดที่เหลือร้าย ทุกวันนี้สมาร์ทโฟนหลายรุ่นมาพร้อมกับสเปคที่เกือบจะเหมือนกันทุกค่าย ซึ่งหากจะวัดกันจริงๆ คงต้องไปดูกันในเรื่องของฟีเจอร์พิเศษที่ทำให้มือถือเครื่องนั้นๆ แตกต่าง Huawei Mate S มาพร้อมกล่องแพ็คเกจสี่เหลี่ยมสีดำ (และสีดำทองสำหรับรุ่น 128GB) ซึ่งในกล่องมีตัวโทรศัพท์ ที่ชาร์จ สาย USB หูฟังที่ใส่มาในกล่องของตัวเอง และเคสหนัง เรียกได้ว่าครบพร้อมใช้เลยทีเดียว ทางด้านฟีเจอร์พิเศษที่น่าสนใจของมือถือเครื่องยังมีอีกครับ นั่นก็คือ ระบบสแกนลายนิ้วมือที่มีประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิมนอกจากจะใช้ปลดล็อคหน้าจอ ยกตัวอย่างเช่น ตั้งค่าให้ตัวสแกนลายนิ้วมือสามารถเลื่อนอ่านแถบการแจ้งเตือนได้ รวมไปถึง สามารถแตะสองครั้ง เพื่อลบการแจ้งเตือนทั้งหมด นอกจากนี้ Huawei ยังใส่ฟีเจอร์ที่เรียกว่า Knuckle 2.0 ที่ให้คุณเปิดแอพที่ต้องการ ด้วยการวาดสัญลักษณ์บนหน้าจอด้วยข้อนิ้วด้านนอก (ส่วนที่ยื่นออกมาของนิ้ว เวลางอนิ้ว) หรือใช้ข้อนิ้วเคาะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อแคปหน้าจอ ใช่แล้ว เราคงเคยเห็นบางฟีเจอร์เหล่านี้จากที่ไหนสักแห่ง แต่มือถือเรือธงของหัวเว่ยตัวนี้ใส่ฟีเจอร์เหล่านี้มาให้ทั้งหมด ซึ่งบอกตรงๆ ตอนที่ผมทดลองใช้งานมือถือเครื่องนี้ ผมใช้งานจริงเพียงบางฟีเจอร์เท่านั้น ซึ่งบางอย่างผมแทบไม่ได้ใช้เลย แต่อย่างไรก็ตาม การที่มีฟีเจอร์พิเศษที่น่าสนใจหลายอย่างก็ดีกว่าไม่มีนั่นแหละ ทางด้านหน้าจอ ... หน้าจอ 5.5 นิ้วของ Huawei Mate S น่าจะเป็นจุดเด่นที่สำคัญที่สุดของมือถือเครื่องนี้ด้วยเหตุผลหลายประการ นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่หัวเว่ยเปลี่ยนมาใช้หน้าจอแบบ AMOLED ซึ่งหมายถึงภาพบนหน้าจอจะแสดงสีสันที่ดีเท่ากันเสมอ ไม่ว่าจะมองด้วยมุมมองไหนก็ตาม สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่ามันเป็นหน้าจอที่ดีทีเดียว แต่หากเทียบกับ iPhone 6 ผมว่าหน้าจอของ Mate S ดูจะมืดกว่าเล็กน้อย และสีขาวบนไอโฟนดูจะขาวกว่าอีกด้วย แต่หากเทียบกับ Huawei P8 ที่ใช้หน้าจอ LCD IPS ที่มาพร้อมความละเอียด Full HD เท่ากัน หน้าจอของ Mate S จะดูดีกว่านิดหน่อย สีสันดูสดใสมากกว่า และมุมมองดีกว่าเล็กน้อย ยิ่งไปกว่านั้น รุ่นความจำ 128GB ของ Mate S จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีรับรู้แรงกดที่แตกต่างบนหน้าจอได้ (ที่ตอนแรกหัวเว่ยเรียกว่า Force Touch แต่ตอนนี้เรียกว่า 3D touch) ที่ใช้งานได้เหมือนกับที่อยู่บน iPhone 6S เลยครับ มันสามารถทำงานได้ดีมากกับแอพของหัวเว่ยเองที่ถูกออกแบบให้สามารถรองรับกับฟีเจอร์นี้ และมันทำงานได้แม่นยำมาก ถึงตอนนี้ ดูเหมือนกับว่าหัวเว่ยก็ไม่ได้สนใจกับ 3D touch เท่าไหร่นัก เพราะการสัมผัสหน้าจอส่วนใหญ่บน Mate S ก็แทบไม่ได้ทำให้ฟีเจอร์นี้ทำงานเลย เพราะว่ามีไม่กี่แอพเท่านั้นที่รองรับการใช้งานฟีเจอร์นี้แม้ว่ามันจะสามารถทำงานได้ดีก็ตาม แต่มีอย่างหนึ่งที่มันสามารถใช้ทำงานได้ดีก็คือ สามารถใช้ซูมเข้า และซูมรูปภาพนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ทางหัวเว่ยส่งรายละเอียดเกี่ยวกับฟีเจอร์ที่ใช้ 3D touch ในอนาคตมาให้ผมด้วย ไม่ว่าจะเป็น การเปิดเมนูพิเศษด้วยการกดบนไอคอนแอพ (เหมือนกับ Quick Actions ของ iPhone 6S) และฟีเจอร์ Magic Corners ซึ่งคือการเปิดแอพที่เลือกไว้ด้วยการกดบางตำแหน่งของหน้าจอแรงๆ แม้จะดูเหมือนว่า 3D Touch ของไอโฟนจะดูล้ำหน้ากว่า แต่ในอนาคตคาดว่าหัวเว่ยก็จะตามหลังไอโฟนมาติดๆ เช่นกัน แต่ก็ยังไม่มีการระบุวันเวลาแน่ชัดสำหรับการอัพเดตแต่อย่างใด สรุป เทคโนโลยีการรับรู้แรงกดที่แตกต่างกันของ Mate S นี้ แม้ผมอาจจะยังไม่ชอบเท่าไหร่ แต่ด้วยความเร็วในการทำงาน การดีไซน์ที่สวยงาม งานประกอบระดับพรีเมี่ยม และฟีเจอร์พิเศษที่จัดเต็ม ทำให้โดยรวมผมค่อนข้างประทับใจกับมือถือเครื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตาม มือถือหลายรุ่นจากผู้ผลิตจากจีน อย่างเช่น จาก Huawei, Lenovo, ZTE และ Xiaomi ดูเหมือนว่าจะดูมีภาษีดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับแบรนด์จากเกาหลีอย่าง Samsung หรือ LG รวมไปถึงเริ่มเข้าใกล้กับ Apple iPhone เข้าไปเรื่อยๆ และอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผมเลือกซื้อมือถือเครื่องไหนก็ตาม ก็คือเรื่องของราคาครับ โดย Huawei Mate S เครื่องนี้ดูเหมือนว่าราคาจะถูกตั้งมาแรงไปซักหน่อย โดย Mate S รุ่น 32GB รุ่นล่างสุด ถูกตั้งราคาไว้ที่  649 ยูโร หรือประมาณ 25,500 บาท และราคา 699 ยูโร และ 792 ยูโร สำหรับรุ่น 64GB และ 128GB (มี 3D touch) ตามลำดับ (หรือประมาณ 27,500 และ 29,990 บาท) ซึ่งจากราคานี้ ผมคิดว่ามันก็คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้นะ แต่ก็ดูเหมือนจะโกหกเกินไป หากจะบอกว่าในงบนี้ไม่มีมือถือรุ่นไหนที่น่าซื้อแล้ว Huawei Mate S (หัวเว่ย เมท เอส) The Good ข้อดี สเปคระดับท็อปคลาส งานประกอบขั้นเทพ กล้องแจ่ม ระบบรับรู้แรงกดสุดเท่ The Bad ข้อสังเกต ราคาแรง ระบบรับรู้แรงกดยังไม่ค่อยมีแอพให้ใช้ The Bottom Line Huawei Mate S จัดเป็นสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ที่ดีมาก  โดดเด่นด้วยงานประกอบที่สวยงามขั้นเทพ และมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลายอย่าง แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่สามารถทำเทคโนโลยี 3D touch ไปใช้ได้คุ้มค่าเท่าไหร่ และราคาเมื่อเทียบกับคู่แข่ง อาจจะดูแรงไปนิด ดูบทความต้นฉบับ : Huawei Mate S review: The first Android with '3D touch' has plenty of power

Huawei G7 Plus สมาร์ทโฟนเหนือระดับ ในราคาสุดประทับใจ
huawei /  Huawei G7 Plus / 

หัวเว่ย จีเจ็ด พลัส สมาร์ทโฟนเหนือระดับในราคาสุดประทับใจ ในตลาดสมาร์ทโฟนทุกวันนี้ นวัตกรรมที่ตอบสนองการใช้งานจริงเป็นสิ่งที่หาได้ยาก แม้ว่าเทคโนโลยีจะกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วแต่ผู้บริโภคมักเบื่อหน่ายกับฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็นทั้งหลาย วันนี้หัวเว่ยมีคำตอบให้กับ ความเรียบง่ายในการใช้งาน ความสามารถระดับพรีเมี่ยม และดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว ของสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน หัวเว่ยเป็นผู้ผลิตแอนดรอยด์สมาร์ทโฟนอันดับสองของโลกที่ส่งมอบผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนระดับ พรีเมี่ยมให้แก่ผู้คนทั่วโลก ซึ่งสร้างความประทับใจให้ผู้ที่ชื่นชอบสินค้าไฮเทคและผู้ใช้ทั่วไป โดยล่าสุด ทำการเปิดตัวสมาร์ทโฟนสุดล้ำอย่าง หัวเว่ย จีเจ็ด พลัส จีเจ็ด พลัส เป็นสมาร์ทโฟนที่มีความล้ำสมัยซึ่งรวบรวมเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกมาไว้ในเครื่องเดียว ทำให้มีฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่เรียบง่ายแต่ชาญฉลาด ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้ประโยชน์จาก จีเจ็ด พลัสได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะใช้ในการสร้าง บันทึกหรือแบ่งปันก็ตาม นอกจากนี้ หัวเว่ยยังนำพาเทคโนโลยีด้านการสัมผัสไปไกลกว่าที่เคย ด้วยการทำให้สมาร์ทโฟน มีระบบสัมผัสมากที่สุด โดยสมาร์ทโฟน จีเจ็ด พลัส นั้นประกอบไปด้วยเซ็นเซอร์สแกนนิ้วซึ่งตอบสนองรวดเร็วและใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติ เนื่องจากถูกติดตั้งไว้ที่ด้านหลังของตัวเครื่อง ทำให้ผู้ใช้สามารถปลดล็อคเครื่อง รับสาย ถ่ายรูปหรือปิดการแจ้งเตือนได้ด้วยการแตะเซ็นเซอร์นี้เพียงครั้งเดียว การถือโทรศัพท์มือถือด้วยมือทั้งสองข้างอาจเป็นเรื่องไม่ค่อยสะดวกนัก โดยเฉพาะในระหว่างการเดินทาง ดังนั้น หัวเว่ย จึงได้พัฒนาการออกแบบเซ็นเซอร์สแกนนิ้วอย่างชาญฉลาด ให้เหมาะกับการใช้งานด้วยมือเพียงข้างเดียว ผู้ใช้สามารถใช้นิ้วแตะและเลื่อนหน้าจอขึ้นลงได้อย่างอิสระ และสามารถเปิดหรือลบการแจ้งเตือนต่าง ๆ ได้ นอกจากนั้น ตัวสมาร์ทโฟนยังมีระบบเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งทำให้ระบบการทำงานและความรวดเร็วถูกพัฒนาขึ้นเมื่อใช้งานไปเรื่อย ๆ หัวเว่ยเองกำลังพิสูจน์ถึงความเป็นเจ้าตลาดด้วยผลงานการออกแบบสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นต่าง ๆ โดย จีเจ็ด พลัส มีดีไซน์ที่เรียบหรูและมีเสน่ห์ รูปลักษณ์ภายนอกที่เนียนเรียบและมันวาว ให้สัมผัสที่น่าประทับใจแก่ผู้ใช้ ตัวเครื่องเป็นโลหะ 90% และหน้าจอมีขนาด 76% ของตัวเครื่อง นอกจากนั้น จีเจ็ด พลัส ยังได้รับเสียงตอบรับอันดีจากการดีไซน์หน้าจอแบบ Full HD ขนาด 5.5 นิ้ว ซึ่งมีความละเอียดมากถึง 1920x1080 ทำให้ได้ภาพที่คมชัดและสีที่เป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับการรับชมวิดีโอหรือเปิดดูรูปภาพ อีกทั้งหน้าจอยังทำจากกระจก Gorilla Glass 3 ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนหรือความเสียหายร้ายแรงใด ๆ แก่หน้าจอหากผู้ใช้เผลอทำหลุดมือ เป็นต้น แม้ว่าตัวกล้องจะมีมาตรฐานระดับเดียวกับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่น ๆ แต่หัวเว่ยสร้างความแตกต่างให้กับ จีเจ็ด พลัส ด้วยการเพิ่มฟีเจอร์ด้านการถ่ายภาพที่มีเฉพาะในกล้อง Digital SLR เท่านั้น ซึ่งรวมถึงเลนส์มุมกว้าง ตัวเซ็นเซอร์ RGBW ที่ช่วยปรับความสว่างและลด Color Noise ลง มีระบบป้องกันการสั่นขณะถ่ายภาพ ทำให้ได้ภาพที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในทุกสภาวะแสง นอกจากนั้นตัวเลนส์ที่ทำจากแซฟไฟร์ มีความคงทน ป้องกันรอยขีดข่วน และช่วยให้รูปถ่ายมีคุณภาพสูงขึ้นอีกด้วย จีเจ็ด พลัส ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการใช้งานและความสนุกสนานของผู้ใช้โดยมีฟีเจอร์สำหรับการปรับและตกแต่งรูปถ่ายเซลฟี่ที่โดดเด่นกว่าสมาร์ทโฟนอื่น โดยผู้ใช้สามารถเลือก Effect ตกแต่งรูปแบบต่าง ๆ พร้อมดูตัวอย่างการแสดงผลได้แบบเรียลไทม์ และสำหรับที่ผู้ที่ชื่นชอบภาพที่มีความเป็นธรรมชาติจะต้องถูกใจกับโหมดการปรับแต่งโทนสีและความเรียบเนียนของผิว การปรับแต่งดวงตา และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์ที่ยอดเยี่ยมทั้งหลายนี้คงไม่มีความหมายหากตัวแบตเตอรี่ไม่เพียงพอแก่การใช้งาน จีเจ็ด พลัส จึงมีแบตเตอรีขนาด 3,000 mAh สามารถใช้งานได้เกือบสองวันโดยไม่ต้องชาร์จ นอกจากนั้น สมรรถนะโดยรวมของสมาร์ทโฟนนี้ก็ยังได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นด้วยการใช้เสาอากาศแบบคู่ ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ดียิ่งขึ้นแม้ในพื้นที่ที่มีสัญญาณน้อย ที่สำคัญที่สุด คือ สมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์นี้มาพร้อมกับราคาที่เป็นมิตรอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยเทคโนโลยีสแกนนิ้วมือสุดล้ำ ดีไซน์เรียบหรู ฟังก์ชันการถ่ายภาพแบบมืออาชีพ และฟังก์ชันการใช้งานกับแบตเตอรี่ที่ยอดเยี่ยม จึงทำให้ จีเจ็ด พลัส เป็นสมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยมที่ทำให้ผู้ใช้สามารถเก็บเกี่ยวความสุขในทุกช่วงเวลาและทุกโอกาสสำคัญของชีวิต Huawei G7 Plus ราคา 12,990 บาท สิ่งที่ทำให้เรารัก หัวเว่ย จีเจ็ด พลัส • ปลดล็อคได้ในพริบตาด้วยระบบเซ็นเซอร์สแกนนิ้วด้านหลังเครื่องซึ่งทำงานได้ไม่ว่านิ้วจะแห้งหรือเปียก • สามารถดูวิดีโอแบบออนไลน์ได้ติดต่อกัน 8 ชั่วโมงโดยไม่ต้องชาร์จ • ดาวน์โหลดเร็วขึ้น 20% และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ดีกว่าอุปกรณ์แบบเดียวกัน • รูปถ่ายคุณภาพสูงด้วยเลนส์กล้องระดับมืออาชีพ เซ็นเซอร์ตรวจจับสีโดยเฉพาะและระบบกันสั่นสะเทือน