GAT

69 ศัพท์เตรียมสอบ GAT
gat/pat 57 /  คำศัพท์ภาษาอังกฤษ

69 ศัพท์เตรียมสอบ GAT emotional = เจ้าอารมณ์ ชอบใช้อารมณ์ selfish = เห็นแก่ตัว insecure = ไม่ปลอดภัย chronic worrier = คนอมทุกข์ คนขี้กังวล 69 ศัพท์เตรียมสอบ GAT crabby = ขี้หงุดหงิด อารมณ์ฉุนเฉียว lazy = ขี้เกียจ เฉื่อยชา mean = ใจร้าย ใจดำ volatile = อารมณ์แปรปรวนง่าย จิตใจรวนเร moody = หงุดหงิดง่าย drone = ทำเสียงพึมพำ 69 ศัพท์เตรียมสอบ GAT secretive = ชอบทำตัวลับๆล่อๆ ปกปิด annoying = น่ารำคาญ rampageous = หัวรุนแรง narrow-minded = ใจแคบ indiscipline = ไม่มีระเบียบวินัย slanderous = ชอบใส่ร่ายป้ายสี ชอบหมิ่นประมาท 69 ศัพท์เตรียมสอบ GAT needy = ยากจนมาก vexatious = จิตใจหม่นหมอง churchly = เคร่งศาสนา goalles = ไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต 69 ศัพท์เตรียมสอบ GAT backward = เชื่องช้า สติปัญญาไม่ดี nettlesome = ชอบทำให้คนอื่นไม่สบายใจ irksome = น่ารำคาญ น่าเบื่อ dull = โง่ thrifty = ประหยัด มัธยัสถ์ depressed = ห่อเ-่ยว revengeful = เจ้าคิดเจ้าแค้น อาฆาตพยาบาท 69 ศัพท์เตรียมสอบ GAT grouchy = อารมณ์บูดบึ้ง hardheaded = ดื้นรั้น หัวแข็ง dour = เข้มงวด impulsive = ใจเร็ว bossy = ชอบสั่ง rapacious = ตะกละ ละโมภ pompous = ขี้โม้ ขี้อวด 69 ศัพท์เตรียมสอบ GAT disgusting = น่ารังเกียจ น่าสะอิดสะเอียน unwilling = ไม่เต็มใจ fusty = หัวโบราณ infuriate = รุนแรง เกรี้ยวกราด clueless = โง่เหง้า uncooperative = ไม่ร่วมมือ dodgy = เจ้าเล่ห์ infantile = ทำตัวเหมือนเด็ก 69 ศัพท์เตรียมสอบ GAT sullen = บึ้ง ไม่พูดจา vindictive = อาฆาต capricious = รวนเร เปลี่ยนใจง่าย ไม่รักษาคำพูด illiberal = ขี้เหนียว ขี้งก feeble-minded = ปัญญาอ่อน downhearted = ท้อแท้ สิ้นหวัง laggard = ชักช้า 69 ศัพท์เตรียมสอบ GAT slick = ฉลาดแกมโกง acrimonious = ปากจัด ปากดี ทำตัวแรง exasperate = ทำให้โมโห ทำให้รำคาญ discouraging = ชอบขัด minatory = ซึ่งคุกคาม ซึ่งเป็นพิษเป็นภัย 69 ศัพท์เตรียมสอบ GAT stingy = ขี้เหนียว ตระหนี่ smelly = ซึ่งมีกลิ่นเหม็น narcissistic = ซึ่งหลงตัวเอง untrustworthy = ไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าไว้ใจ pushy = ก้าวร้าว self-indulgent แปลว่า เอาแต่ใจตัวเอง jealous แปลว่า ขี้หวง ขี้หึง ขี้หวาดระแวง ขี้อิจฉา possessive = ชอบครอบครอง conservative = ระมัดระวังตัว tricky = เจ้าเล่ห์ ชอบหลอกลวง malicious = ชอบปองร้าย อาฆาต พยาบาท stubborn = ดื้อ สอนยาก บอกยาก greedy = โลภมาก gossipy = ชอบซุบซิบ ชอบนินทา proud = หยิ่ง ทะนงตัว www.dek-d.com/board/view/3122442 , http://www.bloggang.com

เผยผลสอบ GAT/PAT ค่าเฉลี่ยทุกวิชาไม่ถึงครึ่ง
GAT /  PAT

นายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า สทศ.ประกาศผลการสอบแบบวัดความถนัดทั่วไป(GAT) และแบบวัดความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ(PAT) ครั้งที่ 1/2556 แล้ว   คะแนนการสอบ GAT คะแนนเต็ม 300 คะแนน มีผู้เข้าสอบ จำนวน 323,912 คน คะแนนเฉลี่ย 114.30 ต่ำสุด 2.00 สูงสุด 297.50 ช่วงที่มีผู้ทำคะแนนมากที่สุด 30.01-60.00 จำนวน 70,548 คน แบ่งเป็น - GAT1 คะแนนเต็ม 150 คะแนน มีผู้เข้าสอบ จำนวน 323,030 คน คะแนนเฉลี่ย 65.23 ต่ำสุด 2.00 สูงสุด 150.00 ช่วงที่มีผู้ทำคะแนนมากที่สุด 0.00-30.00 จำนวน 100,512 คน - GAT2 คะแนนเต็ม 150 คะแนน มีผู้เข้าสอบ จำนวน 323,829 คน คะแนนเฉลี่ย 49.07 ต่ำสุด 2.50 สูงสุด 150.00 ช่วงที่มีผู้ทำคะแนนมากที่สุด 30.01-60.00 จำนวน 221,245 คน ส่วน คะแนนการสอบ PAT คะแนนเต็มวิชาละ 300 คะแนน แบ่งเป็น - PAT 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์ สอบ 243,851 คน คะแนนเฉลี่ย 40.61 ต่ำสุด 5.00 สูงสุด 300.00 มากสุด 30.01-60.00 จำนวน 135,864 คน - PAT 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ สอบ 200,313 คน คะแนนเฉลี่ย 86.20  ต่ำสุด 9.00 สูงสุด 234.00 มากสุด 60.01-90.00 จำนวน 123,299 คน - PAT 3 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ สอบ 51,238 คน คะแนนเฉลี่ย 91.11 ต่ำสุด 16.00 สูงสุด 276.00 มากสุด 60.01-90.00 จำนวน 21,101 คน - PAT 4 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ สอบ 20,290 คน คะแนนเฉลี่ย 58.07 ต่ำสุด 3.00 สูงสุด 232.00 มากสุด 30.01-60.00 จำนวน 7,147  คน - PAT 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู สอบ 211,477 คน  คะแนนเฉลี่ย 127.31 ต่ำสุด 2.00 สูงสุด 242.00 มากสุด 120.01-150.00 จำนวน 86,808 คน - PAT 6 ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์ สอบ 32,799 คน คะแนนเฉลี่ย 109.88 ต่ำสุด 10.00 สูงสุด 212.50 มากสุด 90.01-120.00  จำนวน 14,451 คน - PAT 7.1 ความถนัดทางภาษาฝรั่งเศส สอบ 7,781 คน คะแนนเฉลี่ย 84.83 ต่ำสุด 33.00 สูงสุด 267.00 มากสุด 60.01-90.00 จำนวน 5,087 คน - PAT 7.2 ความถนัดทางภาษาเยอรมัน สอบ 2,798 คน คะแนนเฉลี่ย 87.52 ต่ำสุด 39.00 สูงสุด 291.00 มากสุด 60.01-90.00 จำนวน 1,873 คน - PAT 7.3 ความถนัดทางภาษาญี่ปุ่น สอบ 6,522 คน คะแนนเฉลี่ย 90.84 ต่ำสุด 30.00 สูงสุด 294.00 มากสุด 60.01-90.00 จำนวน 3,941 คน - PAT 7.4 ความถนัดทางภาษาจีน สอบ 15,341 คน คะแนนเฉลี่ย 81.24 ต่ำสุด 12.00 สูงสุด 291.00 มากสุด 60.01-90.00 จำนวน 10,340 คน - PAT 7.5 ความถนัดทางภาษาอาหรับ สอบ 2,666 คน คะแนนเฉลี่ย 88.24 ต่ำสุด 30.00 สูงสุด 264.00 มากสุด 60.01-90.00 จำนวน 1,552 คน และ - PAT 7.6 ความถนัดทางภาษาบาลี สอบ 4,071 คน คะแนนเฉลี่ย 97.63 ต่ำสุด 42.00 สูงสุด 291.00 มากสุด 90.01-120.00 จำนวน 2,010 คน ทั้งนี้ พบว่า ค่าเฉลี่ยของทุกวิชาพบว่า มีค่าเฉลี่ยไม่ถึง 50% ของคะแนนเต็ม ผลการวิเคราะห์ข้อสอบ พบว่า ข้อสอบค่อนข้างยาก เพราะเป็นข้อสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อ จึงยากกว่าข้อสอบปกติ ซึ่งคะแนนเฉลี่ยที่ไม่ถึงครึ่งนั้น ก็ไม่แตกต่างกับปีที่ผ่านมา โดยในส่วนของ GAT 1 มีผู้เข้าสอบได้คะแนนในช่วงคะแนน 0.00-30.00 ถึง 100,512 คนนั้น สาเหตุอาจเป็นเพราะข้อสอบ GAT 1 เป็นการคิดวิเคราะห์แก้โจทย์ปัญหา ซึ่งทาง สทศ.จะได้ส่งข้อมูลดังกล่าวให้ สพฐ. เพื่อเร่งพัฒนา และปรับปรุงวิธีการสอนให้เด็กคิดวิเคราะห์เป็นต่อไป MThai News

เรื่องน่ารู้การเข้ามหาวิทยาลัยปี 59 กับระบบรับตรงร่วมกัน
ข่าวการศึกษา /  นักเรียน / 

วันนี้ทีนเอ็มไทยมีข่าวการศึกษามาแจ้งสำหรับน้องๆ ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และจะเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย เนื่องจาก 27 มหาวิทยาลัย จะใช้ระบบรับตรงร่วมกันและข้อสอบกลางวิชาสามัญ 9 วิชาในปี 59 เพื่อแก้ปัญหาวิ่งรอกสอบ โดยมีรายละเอียดดังนี้...เรื่องน่ารู้การเข้ามหาวิทยาลัยปี 59 กับระบบรับตรงร่วมกัน  เรื่องน่ารู้การเข้ามหาวิทยาลัยปี 59 กับระบบรับตรงร่วมกัน  จากการประชุมสามัญที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5/2557 ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีมติเห็นชอบให้มหาวิทยาลัยสมาชิกทั้ง 27 แห่ง ใช้ "ระบบรับตรงร่วมกัน" ในปีการศึกษา 2559 โดยใช้ "ข้อสอบกลาง" ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาผ่านระบบรับตรงของแต่ละมหาวิทยาลัย "ข้อสอบกลาง" ประกอบด้วย 9 วิชา คือ.... ข้อสอบวิชาสามัญ 7 วิชา ที่จัดสอบโดย สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ สทศ. อยู่แล้ว และให้มีการจัดสอบเพิ่มอีก 2 วิชา คือ วิชาคณิตศาสตร์ 2 และ วิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป เพื่อรองรับนักเรียนสายศิลป์ จากเดิมที่จะเน้นเฉพาะนักเรียนสายวิทยาศาสตร์ โดยนักเรียนสามารถเลือกสอบเฉพาะวิชาที่ใช้เป็นองค์ประกอบคะแนนคัดเลือก ในการสมัครเข้าศึกษาต่อ คณะ/สาขาต่างๆ ตามที่แต่ละมหาวิทยาลัยกำหนด ทั้งนี้นักเรียนไม่จำเป็นต้องสอบทุกรายวิชา หลังจากนี้ แต่ละมหาวิทยาลัยจะไปกำหนดสัดส่วนและองค์ประกอบคะแนนคัดเลือก ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาผ่านระบบบรับตรงในคณะ/สาขาต่างๆ เพื่อประกาศให้นักเรียนทราบต่อไป นอกจากนี้ แต่ละมหาวิทยาลัยยังสามารถนำ คะแนนการทดสอบความถนัดทั่วไป หรือ GAT และ คะแนนการทดสอบความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ หรือ PAT และ คะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET ที่จัดสอบโดย สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ สทศ. มาใช้เป็นองค์ประกอบในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาผ่านระบบรับตรงของแต่ละมหาวิทยาลัยได้เช่นเดิม ทั้งนี้ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ได้กำหนดช่วงเวลาการทดสอบต่างๆ ให้ใกล้กันแล้ว - การสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1 จัดสอบในช่วงเดือนพฤศจิกายน - การสอบ วิชาสามัญ 9 วิชา จัดสอบในช่วงเดือนมกราคม - การสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 2 จัดสอบในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งนักเรียนสามารถนำคะแนนทั้งหมดไปใช้ได้ทั้งการรับตรงกลางผ่านระบบเคลียริงเฮาส์ ของสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) ซึ่งเด็กจะต้องเลือกว่าจะเรียนในคณะที่สอบรับตรงได้หรือไม่ หากไม่ก็จะต้องสละสิทธิ์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไปกันที่คนอื่น จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิต นักศึกษา หรือแอดมิชชันต่อไป โดย รศ.ดร.ประดิษฐ์ เชื่อว่าระบบนี้จะทำให้การรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยมีความสมบูรณ์ขึ้น และนักเรียนไม่ต้องวิ่งรอกสอบ ในทุกมหาวิทยาลัยอีกต่อไป ผู้ปกครองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากลงได้ เพราะต่อไป นักเรียนจะสอบเพียงครั้งเดียว แต่สามารถนำคะแนนไปยื่นเข้าศึกษาต่อไปทั้งระบบการรับตรงและแอดมิชชัน นอกจากนี้ในส่วนระบบโควตาและโครงการพิเศษต่างๆ เช่น การรับนักเรียนผู้มีความสามารถทางด้านกีฬา ดนตรี และศิลปวัฒนธรรม รวมถึงโครงการเด็กดีมีที่เรียน ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ยังคงมีอยู่เช่นเดิม มหาวิทยาลัยสมาชิก ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) 27 แห่ง ประกอบด้วย - จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ - มหาวิทยาลัยมหิดล - มหาวิทยาลัยศิลปากร - มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ - มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช (การรับเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีโดยไม่ต้องสอบคัดเลือก) - มหาวิทยาลัยรามคำแหง (การรับเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีโดยไม่ต้องสอบคัดเลือก) - สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ไม่มีการรับเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี) - มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี - มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ - สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง - มหาวิทยาลัยบูรพา - มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - มหาวิทยาลัยนเรศวร - มหาวิทยาลัยพะเยา - มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง - มหาวิทยาลัยแม่โจ้ - มหาวิทยาลัยขอนแก่น - มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี - มหาวิทยาลัยมหาสารคาม - มหาวิทยาลัยนครพนม - มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี - มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ - มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ - มหาวิทยาลัยทักษิณ - มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์  คำถาม-ตอบ 9 ประเด็นร้อน เกี่ยวกับระบบรับตรงร่วมกัน และวิชาสามัญ 9 วิชา ประเด็นที่ 1 "ระบบรับตรงร่วมกัน” ปีการศึกษา 2559 และ วิชาสามัญ 9 วิชา เริ่มใช้กับใคร? คำตอบ นักเรียน ม.5 ในปีการศึกษา 2557 (จะเป็น นักเรียน ม.6 ในปีการศึกษา 2558 ที่เข้าสู่ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาผ่านระบบรับตรง ปีการศึกษา 2559 ) ประเด็นที่ 2 วิชาสามัญ 9 วิชา ประกอบด้วยวิชาอะไรบ้าง ใครเป็นผู้จัดสอบ? คำตอบ วิชาสามัญ 9 วิชา คือ วิชาสามัญ 7 วิชา ที่จัดสอบโดย สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ สทศ. อยู่แล้ว และ ปีการศึกษา 2559 ให้มีการจัดสอบเพิ่มอีก 2 วิชา ได้แก่ - วิชาคณิตศาสตร์ - วิชาฟิสิกส์ - วิชาเคมี - วิชาชีววิทยา - วิชาภาษาอังกฤษ - วิชาภาษาไทย - วิชาสังคมศึกษา - วิชาคณิตศาสตร์ 2 (จัดสอบเพิ่ม) - วิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป (จัดสอบเพิ่ม) ประเด็นที่ 3 วิชาสามัญ 9 วิชา ต้องสอบครบทั้ง 9 วิชาหรือไม่? คำตอบ นักเรียนไม่จำเป็นต้องสอบทุกรายวิชา โดยนักเรียนสามารถเลือกสอบเฉพาะวิชาที่ใช้เป็นองค์ประกอบคะแนนคัดเลือก ในการสมัครเข้าศึกษาต่อ คณะ/สาขาต่างๆ ตามที่แต่ละมหาวิทยาลัยกำหนด และมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะประกาศให้นักเรียนทราบผ่าน 'ระเบียบการรับสมัคร" โครงการรับตรงของแต่ละมหาวิทยาลัย ประเด็นที่ 4 "ระบบรับตรงร่วมกัน” ปีการศึกษา 2559 แตกต่างจาก ระบบรับตรงในปัจจุบัน อย่างไร? คำตอบ "ระบบรับตรงร่วมกัน” ปีการศึกษา 2559 กับ ระบบรับตรงในปัจจุบัน ไม่มีความแตกต่างกัน เพราะ ระบบรับตรงในปัจจุบัน ในหลายๆมหาวิทยาลัย ก็ใช้ ข้อสอบกลาง คือ GAT/PAT 7 วิชาสามัญ และ O-NET เป็นองค์ประกอบคะแนนคัดเลือกอยู่แล้ว แต่ "ระบบรับตรงร่วมกัน” ปีการศึกษา 2559 เพิ่มการจัดสอบวิชาสามัญ(เดิมคือ วิชาสามัญ 7 วิชา) อีก 2 วิชา คือ คณิตศาสตร์ 2 และ วิทยาศาสตร์ทั่วไป เพื่อรองรับนักเรียนสายศิลป์ กลายเป็น วิชาสามัญ 9 วิชา ประเด็นที่ 5 ปีการศึกษา 2559 มหาวิทยาลัยยังมีการจัดสอบเอง หรือไม่? คำตอบ ปีการศึกษา 2559 มหาวิทยาลัยยังมีการจัดสอบเองอยู่เช่นเดิม แต่การจัดสอบเองอาจลดลง ในบางคณะ/สาขา กรณีที่มี การจัดสอบเองของมหาวิทยาลัย มีความทับซ้อนกับ ข้อสอบกลาง เช่น GAT/PAT วิชาสามัญ 9 วิชา และ O-NET มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งอาจตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้ ข้อสอบกลาง เช่น GAT/PAT วิชาสามัญ 9 วิชา และ O-NET เป็นองค์ประกอบคะแนนคัดเลือกมากขึ้น ในส่วนนี้ให้นักเรียนติดตามจากประกาศของแต่ละมหาวิทยาลัยอีกครั้ง ในส่วน ระบบโควตาและโครงการพิเศษต่างๆ เช่น การรับนักเรียนผู้มีความสามารถทางด้านกีฬา ดนตรี และศิลปวัฒนธรรม รวมถึงโครงการเด็กดีมีที่เรียน ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม ประเด็นที่ 6 ปีการศึกษา 2559 ในทุกมหาวิทยาลัยต้อง วิชาสามัญ 9 วิชา ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาผ่าระบบรับตรง ใช่หรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็น แต่ละมหาวิทยาลัย สามารถกำหนดสัดส่วนและองค์ประกอบคะแนนคัดเลือก ใน คณะ/สาขาต่างๆ ได้เอง ขึ้นอยู่กับ แต่ละมหาวิทยาลัย ว่าจะใช้ การจัดสอบเองโดยมหาวิทยาลัย หรือ ใช้ ข้อสอบกลางตัวใดบ้าง เช่น วิชาสามัญ 9 วิชา ,GAT/PAT ,O-NET มาเป็นองค์ประกอบคะแนนคัดเลือก รูปแบบองค์ประกอบคะแนนคัดเลือกในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาผ่านระบบรับตรง ปีการศึกษา 2559 ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น - การใช้องค์ประกอบคะแนนคัดเลือกเพียงองค์ประกอบเดียว เช่น ใช้ วิชาสามัญ 9 วิชา เพียงอย่างเดียว , ใช้ GAT/PAT เพียงอย่างเดียว , การจัดสอบเองโดยมหาวิทยาลัย เพียงอย่างเดียว - การใช้องค์ประกอบคะแนนคัดเลือกหลายองค์ประกอบ เช่น ใช้ วิชาสามัญ 9 วิชา ร่วมกับ GAT/PAT , ใช้ วิชาสามัญ 9 วิชา ร่วมกับ การจัดสอบเองโดยมหาวิทยาลัย , ใช้ GAT/PAT ร่วมกับ การจัดสอบเองโดยมหาวิทยาลัย เป็นต้น ประเด็นที่ 7 "ระบบรับตรงร่วมกัน” ปีการศึกษา 2559 ในคณะ/สาขา เดียวกัน แต่ต่างมหาวิทยาลัยกัน ต้องใช้ วิชาสามัญ 9 วิชา ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาผ่าระบบรับตรง เหมือนกันหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็น แต่ละมหาวิทยาลัย สามารถกำหนดสัดส่วนและองค์ประกอบคะแนนคัดเลือก ใน คณะ/สาขาต่างๆ ได้เอง ขึ้นอยู่กับ แต่ละมหาวิทยาลัย ว่าจะใช้ การจัดสอบเองโดยมหาวิทยาลัย หรือ ใช้ ข้อสอบกลางตัวใดบ้าง เช่น วิชาสามัญ 9 วิชา ,GAT/PAT ,O-NET มาเป็นองค์ประกอบคะแนนคัดเลือก ตัวอย่างเช่น คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย A ใช้ วิชาสามัญ 9 วิชา วิชาคณิตศาสตร์ วิชาภาษาไทย วิชาสังคมศึกษา วิชาภาษาอังกฤษ ขณะที่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย B อาจใช้ วิชาคณิตศาสตร์ 2 วิชาภาษาไทย วิชาสังคมศึกษา วิชาภาษาอังกฤษ ก็ได้ ประเด็นที่ 8 ปีการศึกษา 2559 นักเรียนเลือกสมัครรับตรงได้เพียง มหาวิทยาลัยเดียว คณะเดียว ใช่หรือไม่ คำตอบ "ระบบรับตรงร่วมกัน” ปีการศึกษา 2559 ไม่ใช่การที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมารวมกันรับนิสิต/นักศึกษา แต่สาระสำคัญของ "ระบบรับตรงร่วมกัน” ปีการศึกษา 2559 คือ การใช้ ข้อสอบกลาง เช่น วิชาสามัญ 9 วิชา ,GAT/PAT ,O-NET ของ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ สทศ. เป็นองค์ประกอบในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาผ่านระบบรับตรงของแต่ละมหาวิทยาลัย นักเรียนยังสามารถสมัครโครงการรับตรงได้ในทุกคณะ/สาขา ที่แต่ละมหาวิทยาลัยที่เปิดรับและนักเรียนมีคุณสมบัติ องค์ประกอบคะแนนครบ ตามที่ คณะ/สาขา แต่ละมหาวิทยาลัยกำหนด ข้อมูล eduzones.com

กำหนดการรับสมัคร ตารางสอบ GAT PAT 7 วิชาสามัญ 2557
7 วิชาสามัญ /  gat/pat 57

กำหนดการรับสมัคร ตารางสอบ GAT PAT 7 วิชาสามัญ 2557 กำหนดการรับสมัครและตาราง  การรับสมัครสอบ GAT/PAT ประจำปี 2557 ตารางสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/2557  ตารางสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 2/2557 การรับสมัครสอบ 7 วิชาสามัญ ประจำปี 2557 กำหนดการรับสมัครและตาราง -ข้อมูล http://blog.eduzones.com/socialdome/115069

สทศ.ปรับเวลาสอบ GAT/PAT ให้นร.ได้ใช้สิทธิ์เลือกผู้ว่าฯกทม.
ข่าว /  ข่าวด่วน / 

สทศ. สั่ง ปรับเวลาสอบ GAT/PAT จาก 13.00-16.00 น. เป็น 14.00-17.00 น. เพื่อให้นักเรียน ประมาณ 2,800 คน ไปใช้สิทธิ์ เลือกผู้ว่าฯ กทม. ในวันที่ 3 มี.ค. 56 นี้-----------------------ขอบคุณข่าวจาก

ปฏิทินแอดมิชชั่นใหม่ 2557
ข่าวการศึกษา /  แอดมิชชั่น 56 / 

การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง หรือ แอดมิชชั่น Admissions เป็นระบบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา นำมาใช้แทนระบบ เอ็นทรานซ์ครั้งแรกในปีพ.ศ.2549 หรือปีการศึกษา 2548?โดยนำผลการเรียนตลอดช่วงชั้นที่ 4 (ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) มาใช้คัดเลือก "เพิ่มมากขึ้น" องค์ประกอบในการ สอบแอดมิชชั่น?ปัจจุบันกำหนดให้ใช้ คะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร หรือ จีแพ็ก (GPAX) แบบสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต (O-NET) ทดสอบวัดความถนัดทั่วไป หรือ แกท (GAT) ทดสอบความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ หรือ แพท (PAT)? โดยกำหนดการจำหน่วยระเบียบการคัดเลือก ปฏิทินแอดมิชชั่นใหม่ 2557?ในเดือน เม.ย. เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาสัดส่วนค่าคะแนนของคณะ สาขา วิชา ที่เลือกเอาไว้ว่าใช้สัดส่วนค่าคะแนนเท่าไหร่ และผู้เรียนมีคุณสมบัติของคะแนนตรงตามที่คณะ สาขา วิชา ต้องการหรือไม่?จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการรับสมัครในเดือนเดียวกัน เมื่อถึงปีพ.ศ.2558 ประเทศไทยต้องเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งเสาหลักที่ 3 " ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน " หมายรวมถึงการศึกษาของชาติสมาชิก?ดังนั้นการเทียบโอนหน่วยกิต แลกเปลี่ยนครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา ผลงานการวิจัย และนวัตกรรมการศึกษา จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อทุกชาติมีปฏิทินการเปิดเรียนที่ตรงกัน ดังนั้น อปท.จึงมีมติเลื่อนเปิดภาคการศึกษา ตามกลุ่มประเทศสากล และชาติสมาชิกอาเซียน ในปีการศึกษา 2557?ในการประชุม อปท.ครั้งที่ 4/2555 อธิการบดีจาก 24 สถาบันอุดมศึกษาจึงมีมติปรับ ปฏิทินแอดมิชชั่นใหม่ 2557?ให้สอดรับกับมติเลื่อนเปิดภาคการศึกษา ปฏิทินแอดมิชชั่นใหม่?2557 กำหนดสอบแกท แพท PAT ครั้งที่ 1/2557 เดือน มี.ค. ประกาศผลสอบวันที่ 10 เม.ย. รับสมัครสอบแกท แพท ครั้งที่ 2 วันที่ 5-16 เม.ย. สอบวันที่ 10-13 พ.ค. ประกาศผลสอบวันที่ 7 มิ.ย. จำหน่ายระเบียบการคัดเลือกฯ วันที่ 5-18 มิ.ย. รับสมัครวันที่ 8-18 มิ.ย. ชำระเงินค่าสมัคร 8-20 มิ.ย. ตรวจสอบคะแนนที่ใช้ในการคัดเลือก 28-30 มิ.ย. ประกาศผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ ตรวจร่างกาย 4 ก.ค. สอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกายระหว่างวันที่ 14-16 ก.ค.? ประกาศผล?ต้นเดือนก.ค.?ก่อนเปิดภาคเรียนในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย. ข้อมูล teen.mthai.com อ้างอิง eduzones.com,ข่าวสด

สทศ. ประกาศผล คะแนน GAT/PAT ครั้งที่ 1/2557
gat/pat 57 /  ข้อสอบ / 

ผลคะแนนที่นักเรียนหลายคนรออยู่นั้น ตอนนี้ สทศ. ประกาศผล คะแนน GAT/PAT ครั้งที่ 1/2557 แล้วคะ อย่ารอช้าไปคลิ๊กดูกันเลย ^^ ขอให้ทุกคนโชคดีนะคะ .. สทศ. ประกาศผล คะแนน GAT/PAT ครั้งที่ 1/2557 >>> คลิ๊ก <<< สทศ. ประกาศผล คะแนน GAT/PAT ครั้งที่ 1/2557 >>> คลิ๊ก <<<

สทศ.ยันข้อสอบPAT2วิทย์ไม่มั่ว ชี้มีคำตอบเดียว
ข้อสอบมGAT pat /  สทศ.

สทศ.ข้อสอบ PAT2ไม่มั่ว เผยคำตอบที่ถูกต้องมีเพียงคำตอบเดียว วันที่ 6 มี.ค. จากกรณีที่นักเรียนชั้น ม.6ได้มีการโพสต์ข้อความตั้งกระทู้ถึงความผิดปกติของข้อสอบ PAT2 โดยระบุว่า ข้อสอบส่วนของชีววิทยา มีคำตอบที่ถูกมากกว่า 1 ข้อ ตามหนังสือสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยข้อสอบดังกล่าว มีคำถามว่า เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดใดที่ทำลายเชื้อโรคด้วยวิธีฟาโกไซโทซิลเป็นหลัก ซึ่งมีตัวเลือก ดังนี้1.อิซิโนโซฟิล 2.เบโซฟิล 3.โมโนไซต์ 4.นิวโทรฟิลล์ ล่าสุดที่ประชุมสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.)ได้มีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวได้ผลสรุปยืนยันและออกประกาศเป็นหนังสือแจ้งว่า ได้ดำเนินการตรวจสอบแล้ว มีข้อสอบถูกเพียงข้อเดียว ลงนามประกาศโดย รศ.ดร.สัมพันธ์  พันธุ์พฤษ์ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) MThai News

สถิติคะแนนสูงสุด-ต่ำสุด คะแนนเฉลี่ย  GAT/PAT ครั้งที่ 1/2557
GAT PAT 56 /  gat/pat 57 / 

หลังจากที่ >> สทศ. ประกาศผล คะแนน GAT/PAT ครั้งที่ 1/2557  << ไปแล้ว เรามาดูกันต่อดีกว่าว่า สถิติคะแนนสูงสุด-ต่ำสุด คะแนนเฉลี่ย  GAT/PAT ครั้งที่ 1/2557 แต่ละวิชานั้นเท่าไหร่กันบ้างคะ ^^ คลิ๊ก สถิติคะแนนสูงสุด-ต่ำสุด คะแนนเฉลี่ย  GAT/PAT ครั้งที่ 1/2557 ขอบคุณรูปภาพ http://p-dome.eduzones.com/check-gat-pat-1-57/

สทศ.เตือนสมัคร GAT-PAT 58 อย่าลืมจ่ายเงิน
GAT /  GAT-PAT / 

สทศ.เผยยอดสมัครสอบวันแรก GAT-PAT 58 ทะลุ 1.25 แสนคน เตือนนักเรียนควรสมัครเอง และอย่าลืมจ่ายเงิน หลังจากการเปิดรับสมัครสอบการทดสอบวิชาความถนัดทั่วไป (GAT) และการทดสอบวิชาความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT) ครั้งที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2558 ตั้งแต่วันที่ 1 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีผู้สมัครรวมกว่า 125,830 คน แต่กลับมียอดชำระเงินเพียง 52,861 คน รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า สทศ. ได้เปิดรับสมัครสอบการทดสอบวิชาความถนัดทั่วไป (GAT) และการทดสอบวิชาความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT) ครั้งที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2558 ซึ่งเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1-20 ต.ค.57  ผ่านทางเว็บไซต์ สทศ. พบว่าในการรับสมัครวันแรก (1 ต.ค.) มีผู้สมัครรวม 125,830 คน แต่มียอดชำระเงินเพียง 52,861 คนเท่านั้น ดังนั้น จึงอยากเตือนไปทางผู้สมัครสอบทุกคน  อย่าลืมชำระเงินค่าสมัคร มิฉะนั้นการสมัครจะไม่สมบูรณ์ ซึ่งหลังจากการชำระเงินแล้ว ในวันที่ 31 ต.ค.57 จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ สนามสอบ และเลขที่นั่งสอบ ซึ่งผู้สมัครสอบสามารถเข้ามาตรวจสอบได้ทางเว็บไซต์ สทศ  www.niets.or.th   อย่างไรก็ตาม อยากให้นักเรียนเป็นผู้สมัครด้วยตนเอง เพื่อจะได้ตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนอีกด้วย MThai News ดีเดย์ 1 ต.ค.สมัครสอบ GAT/PAT 58

10 เรื่องต้องรู้ก่อนสอบ Gat Pat
10 อันดับ /  gat/pat 57 / 

ข้อปฏิบัติสำหรับผู้เข้าสอบในการทดสอบวิชาความถนัดทั่วไป (GAT) และวิชาความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT) โดยทางสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ. ได้ออกประกาศผ่านเว็บไซต์ เพื่อย้ำข้อปฏิบัติสำหรับเพื่อนๆ ที่จะเข้าสอบ ดังนี้ 10 เรื่องต้องรู้ก่อนสอบ Gat Pat 10 เรื่องต้องรู้ก่อนสอบ Gat Pat 1. ในการสอบทุกครั้งผู้เข้าสอบจะต้องนำบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวนักเรียนที่มีรูปถ่าย หรือบัตรที่ออกโดยทางราชการที่มีรูปถ่าย แสดงต่อกรรมการคุมสอบก่อนเข้าห้องสอบและวางไว้บนโต๊ะที่นั่งสอบ (อย่าลืมตรวจดูบัตรประชาชนด้วยว่า ข้อความและรูป ยังชัดเจนอยู่หรือเปล่าถ้าของใครเลือนลาง มองหน้าไม่ชัดนั่นแปลว่าบัตรประชาชนของเราอาจชำรุด รีบไปทำใหม่ด่วน! เพราะกรรมการผู้คุมสอบอาจตัดสิทธิ์การเข้าสอบ ปรับตก หรือทุจริต เนื่องจากขาดหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงตัวตน!) 2. ห้ามขีดเขียนข้อความ หรือทำเครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ไว้ในบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวนักเรียนที่มีรูปถ่าย หรือบัตรที่ออกโดยทางราชการที่มีรูปถ่าย หรือตัวผู้เข้าสอบ หรือสิ่งอื่นใดที่ผู้เข้าสอบนำติดตัวเข้ามาสอบ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นการทุจริตในการสอบ 3. ไม่อนุญาตให้ผู้เข้าสอบเข้าห้องสอบหลังจากเวลากำหนดเริ่มสอบผ่านไปแล้วสามสิบนาที และไม่อนุญาตให้ผู้เข้าสอบทุกคนออกจากห้องสอบจนกว่าจะหมดเวลาสอบ หากมีเหตุจำเป็นระหว่างการสอบให้ผู้เข้าสอบแจ้งให้กรรมการคุมสอบทราบ และให้กรรมการคุมสอบพิจารณาดำเนินการตามเหตุจำเป็นเป็นรายกรณี 4. อนุญาตให้นำเฉพาะปากกา ดินสอดำสองบีขึ้นไป กบเหลาดินสอ และยางลบเข้าห้องสอบได้เท่านั้น โดยห้ามนำกล่องใส่อุปกรณ์เข้าห้องสอบ ห้ามนำกระดาษใดๆ วิทยุติดตามตัว โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ติดต่อสื่อสารใดๆ พจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ช่วยคิดคำนวณ นาฬิกาที่ใช้คำนวณได้ ถ่ายรูปได้ กล้องถ่ายรูปและไม้บรรทัดที่มีสูตรต่างๆ เข้าห้องสอบโดยเด็ดขาด ถ้าฝ่าฝืนถือว่ามีเจตนาทุจริตในการสอบ และหากเกิดการสูญหายจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น (ข้อนี้สำคัญมากๆ เพราะมีเพื่อนๆ หลายคนถูกปรับตก และทุจริตเพราะเครื่องมือสื่อสารมาแล้ว!!!) 5. ห้ามเปิดหรือทำข้อสอบก่อนได้รับอนุญาตโดยเด็ดขาด เมื่อกรรมการคุมสอบประกาศอนุญาตจึงเปิดข้อสอบได้ และให้ผู้เข้าสอบทุกคนอ่านคำอธิบายหน้าปกแบบทดสอบอย่างละเอียดและรอบคอบ และต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแบบทดสอบแต่ละวิชาอย่างเคร่งครัด 6. การระบายวงกลมตัวเลือกในกระดาษคำตอบ ต้องปฏิบัติดังนี้ - การระบายวงกลมตัวเลือกในกระดาษคำตอบ จะต้องระบายให้ดำเข้มเต็มวงกลมจะระบายไม่เต็มวงกลมหรือใช้เครื่องหมายอื่นไม่ได้ และจะต้องใช้ดินสอดำที่มีความเข้มสองบีขึ้นไปเท่านั้นจะใช้ดินสอที่จางกว่ากำหนดหรือใช้ดินสอสีอื่น หรือปากกาไม่ได้ - กระดาษคำตอบจะต้องสะอาดปราศจากรอยขีดเขียนหรือเครื่องหมายใด เครื่องตรวจกระดาษคำตอบจะตรวจตามข้อมูลที่ผู้เข้าสอบระบายเท่านั้น สทศ. จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้นกับผลการตรวจกระดาษคำตอบของเครื่องตรวจกระดาษคำตอบ หากผู้เข้าสอบไม่ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในข้อนี้ 7. ห้ามกระทำการใดๆ อันเป็นการทุจริตในการสอบ ถ้ามีการทุจริต หรือมีเหตุสงสัยว่าทุจริตไม่ว่ากรณีใดๆ กรรมการคุมสอบจะบันทึกไว้ที่กระดาษคำตอบ โดยที่ผู้เข้าสอบอาจจะไม่รับทราบก็ได้และจะไม่พิจารณาตรวจกระดาษคำตอบในรายวิชานั้นๆ หรือทุกรายวิชา 8. ขณะหมดเวลาสอบ ห้ามผู้เข้าสอบออกจากห้องสอบจนกว่ากรรมการคุมสอบจะได้เก็บกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบนั้นไปจากโต๊ะที่นั่งสอบแล้ว และเมื่ออนุญาตให้ผู้เข้าสอบออกจากห้องสอบผู้เข้าสอบจึงจะออกจากห้องสอบได้ และห้ามนำแบบทดสอบออกจากห้องสอบโดยเด็ดขาด 9. ผู้เข้าสอบต้องแต่งกายด้วยเครื่องแบบนักเรียน เครื่องแบบนักศึกษา หรือแต่งกายสุภาพ 10. การฝ่าฝืนข้อปฏิบัติของประกาศนี้ สทศ.อาจจะไม่พิจารณาตรวจกระดาษคำตอบในรายวิชานั้นๆ หรือทุกรายวิชาก็ได้ ขอบคุณ blog.eduzones.com

99 ปัญหาเด็กนักเรียนไทย เป็นแบบนี้จริงรึเปล่า
นักเรียน /  ปัญหาวัยรุ่น / 

การเลี้ยงดูเด็กสมัยนี้ ผู้ใหญ่ต้องใช้นต้นทุนมาก ทำให้ เด็กๆ (นักเรียน) สะดวกสบายกว่า สมัยก่อนมากๆๆ เพราะผู้ใหญ่ เลี้ยงดู อย่างดี ทั้ง เงินทอง เครื่องแต่งกาย เครื่องอำนวยความสะดวก ครบครัน แต่ผลที่ได้ ไม่ดีอย่างที่หวัง สังเกตุไหมว่า? สังคมไทย ยุคนี้ มักเลี้ยงกันด้วยวัตถุ มากกว่าจิตใจ หรือที่เรียกว่า เจตตคติ การสอนลูกหลาน ทั่งในบ้าน หรือในสังคม เน้นการสั่งสอน (เด็กสมัยนี้ไม่ค่อยฟัง) มากกว่า การประพฤติตนเป็นแบบอย่าง ใน โรงเรียน ก็เน้นสร้างภาพว่าเป็นโรงเรียน เด็กมีวินัย ใน เชิง การแต่งกาย และผมเผ้า มากกว่า สอนให้เด็ก รู้จักคิด รับผิดชอบ ประชาธิปไตยก็สอนรูปแบบ มากกว่าเนื้อหาสาระ ปัญหาของวัยรุ่นไทย ผู้ใหญ่ก็ควรกลับมาคิด กัน ว่าเกิดจากใคร ก่อนที่จะสายเกินไป ตาม teen.mthai มาดู 99 ปัญหาเด็กนักเรียนไทย เป็นแบบนี้จริงรึเปล่านะ !! 99 ปัญหาเด็กนักเรียนไทย เป็นแบบนี้จริงรึเปล่า 1.โรงเรียนรัฐบาล เรียนหนัก วันละ 7-8 คาบ 2.เมื่อมีคาบว่าง คุณครูวิชาใดวิชาหนึ่ง มักขอ 3.รร.เอกชน เด็กนักเรียนไม่เคร่งกฏ 4.รร.ที่เก่าแก่ ยึดติดศักดิ์ศรีมากเกินไป บ่มเพาะให้เด็กเป็นศัตรูกับสถาบันอื่น 5.รร.รัฐบาล เข้าแถวหน้าเสาธง ฟัง ผอ.ให้โอวาทก่อนเข้าคาบแรก แต่กินเวลา ไป 10-20 นาที 6.เด็กต้องตากแดด ร้อน หน้ามืดเป็นลม 7.บาง รร. ผิดกฏนิดหน่อย ก็เรียกผู้ปกครอง ทั้งๆที่ควรจะตักเตือนก่อน 8.เด็กไทยขนหนังสือในกระเป๋าเป็นสิบกิโล หลังงอไปโรงเรียน (รวมทั้งนิยายและการ์ตูน หนังสือ**) 9.การบ้าน งานต่างๆ ฝึกให้นักเรียนรับผิดชอบก็จริง แต่สั่งทีเยอะแล้ววันนึง เรียนกี่วิชา ครูคนนึงสั่งกี่อย่าง? เด็กตายห่-า พอดี 10.มา รร. เช้า ลอกการบ้าน แล้วเด็กได้อะไร จากการสั่งงานเยอะ 11.หลับตี 1-2 พิมพ์รายงานส่ง 12.เนื้อหารายงานมาจากอินเตอร์เน็ต หามา ก็อปใส่เวิด ปริ้น เข้าเล่ม ส่ง 13.พรีเซนต์งานโดยการออกมาอ่าน 14.ครูแก่ เกินรับได้ โบราณ 15.คนเก่งไปเรียนหมอ แล้วใครมาเป็นครู? 16.รร.ในไทย แต่งยูนิฟอร์ม ชุดนักเรีย ชุดพละ ชุดลูกเสือ ทั้งที่อากาศร้อนจัด 17.มีเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือเยอะแยะ 18.มีเด็กที่ได้เรียน แต่ไม่อยากเรียน 19.พ่อแม่เสียเงินค่าเรียนพิเศษ มากว่า ค่าเทอม มากเป็นเท่าตัว 20.ต่างประเทศ ปิดเทอม ไปเที่ยว ทำงานพิเศษ ทำกิจกรรม 99 ปัญหาเด็กนักเรียนไทย เป็นแบบนี้จริงรึเปล่า 21.เด็กไทยเรียนพิเศษเป็นบ้าเป็นหลัง 22.มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทย ไม่ติดใน 100 มหาวิทยาลัยโลก 23. บาง รร.จ่ายค่าเรียนคอมพิวเตอร์ทุกปี แต่ว่า ได้เรียนแค่ ม.1และม.4 = = 24.ครูบางคน การสอนคือการอ่านให้เด็กฟัง 25.ครูบางคน สอนไม่รู้เรื่อง ออกข้อสอบหิน เด็กตก ไม่ยอมให้แก้ 26.ครู ขายของแก่นักเรียน ทำธุรกิจ ทดลองสินค้าในห้องเรียน ตั้งแต่ของ เล็กๆน้อยๆ ยันถึงกิฟฟารีน แอมเวย์ 27.ครูไม่สอน นั่งบ่นเรื่องที่ไม่ในตำรา แต่นักเรียนชอบฟัง(เพราะไม่ได้เรียน) 28.เวลาว่างที่ รร. นร.นั่งนินทาครู 29.ปัจจุบัน ทั่วไปคิดว่า ครู แค่คือ คนที่รับจ้างสอน ไม่ใช่แม่พิมพ์ที่แท้จริง 30.สอนไป ทุก10 นาที โทรศัพท์ดัง 31.ครูใช้เด็กซื้อกับข้าว ซื้อโอเลี้ยง ซื้อส้มตำ 32.ครูสนใจ เด็กที่เรียนพิเศษด้วยมากกว่า 33.ช่องว่างระหว่างครูและเด็ก เยอะมาก เนื่องจากจำนวนเด็กในห้อง เฉลี่ย 50 ขึ้น ครูจำนักเรียนได้ไม่หมด ยิ่งครูแก่ๆก็.... 34.รร. นานาชาติ มีความผูกพัน กับครูที่สอน ทั้ง รร.รักกันดี 35.บางคนเกรด 4.00 สอบไม่ติดก็มี เพราะการศึกษาไทยเก็บคะแนนสอบแค่ 15-30% นอกนั้นงาน การบ้านที่สั่ง 36.ครูบางคนตั้งใจสอน แต่ไม่มีเทคนิค ทำให้เด็กเบื่อที่จะเรียน 37.ความรู้ที่ใช้สอบ มาจากที่เรียนพิเศษ 38.กวดวิชาแต่ละจังหวัดมากกว่า 50 แห่ง 39.ครูบางคนชอบโอ้อวดว่าจบที่นั่น เอกอย่างนี้ ได้เกียรตินิยม แต่สอนไม่รู้เรื่อง 99 ปัญหาเด็กนักเรียนไทย เป็นแบบนี้จริงรึเปล่า 40.เด็กในห้องมี 50 คน เก่งสุดๆแค่ 1-2 คน 41.นอกนั้น เรียนๆเล่นๆ เที่ยวๆ 42.เด็ก ม.3 สะกดคำว่า family house ศัพท์อังกฤษง่ายๆไม่ได้ 43.โรงเรียน ประจบผู้ปกครองที่มีเงิน 44.โรงเรียนหญิงล้วน มีทอมดี้เยอะ โรงเรียนชายล้วน มีเกย์ ตุ๊ดเต็ม 45.ต่างประเทศ เรียนวันละ 3-5 ชม. หลังจากนั้นก็สนามบาส สระว่ายน้ำ ห้องดนตรี ไม่ก็กลับบ้าน ทำกิจกรรม ไปอ่านหนังสือเอง 46.ถ้าเด็กเรียนที่ไทย ก็ไปกวดวิชา เรียนเลิก3 -4 ทุ่ม 47.เด็กเที่ยวนั่งรถไฟฟ้าไปสยาม 48.เด็กใส่แว่นเนื่องจากเล่นคอม มากกว่าเรียน 49.ครูคาดหวังกับเด็กห้องคิงเกินไป ทำดีนิดหน่อย ชมเว่อร์ๆ ทำผิดนิดเดียว คือเรื่องคอขาดบาดตาย 50.เอาใจใส่เด็กแต่ละห้องไม่เท่ากัน 51.รร.รัฐ ให้เด็กทำป้าย เดินรณรงค์ยาเสพติด เลือกตั้งฯ ตามนโยบาย ทำเอาหน้าตา รร. เด็กต้องเดิน 2-3กิโล แดดก็ร้อน หน้ามือเป็นลม 52.วิชาอาจารย์ฝรั่ง ดูเหมือนจะมีความสุข จะหลับก็ได้ คุยกันไป แต่ก็เรียน ไม่รู้เรื่อง 53.เด็กไทยอวดฉลาด 54.เด็กไทยตามกระแส แฟชั่น 55.เด็กไทยบ้าเที่ยว บ้าเรียน บ้าใช้เงิน บ้าดารา 56.วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์เป็นธรรมดา 57.ท้อง แท้ง ฆ่าตัวตาย ใจแตก ติดยา คือ ปัญหาวัยรุ่นไทยที่แก้ไม่ได้ 58.เด็กส่วนใหญ่ฝันมี รร.ที่กว้าง ต้นไม้ สบายๆ บรรยากาศดี การเรียน สนุก มีกิจกรรมทำ 59.ความ ฝันห่างไกลความจริง รร. อากาศร้อนไม่มีพัดลม เสียงรถที่ถนนดัง ห้องเรียนติดห้องน้ำ ครูสอนก็ดุ แก่ โหดคะแนน น่าเบื่อ ครูลามก 99 ปัญหาเด็กนักเรียนไทย เป็นแบบนี้จริงรึเปล่า 60.มีพ่อแม่ บังคับ อนาคตวาแผนให้ลูกเสร็จสรรพ โดยไม่ถามว่าลูกชอบหรือไม่ 61.พ่อแม่ชอบกดดัน ซึ่งความจริงในยุคนี้ การเลี้ยงลูกแบบนี้ หัวโบราณมาก เด็กไทย ฆ่าตัวตายเพราะเครียดเยอะขึ้นทุกปี 62.ไฮโซ ต้องให้ลูกเรียนเอกชน นานาชาติ รร.รัฐสุดโด่งดัง 63.ไปเรียนพิเศษต่างประเทศ ตอนปิดเทอม 64.รู้ ไหม คนต่างชาติคิดว่า วัยรุ่นไทยที่รวย พ่อแม่ คุณทำงานใหญ่โต นักการเมือง นักธุรกิจส่งลุกมาใช้เงิน นั้น เค้าคิดว่า พ่อแม่คุณคอรัปชั่น และคุณทำตัว ไร้สาระ 65.ประเทศไทยเป็นประเทศด้อยพัฒนา แต่เรียกตัวเองว่า กำลังพัฒนา 66.วัยรุ่น ไม่เคารพผู้ใหญ่ ด่าได้ก็ด่า ก็พ่อแม่ฉันยังไม่ว่า คุณเป็นใครมาว่า 67.แต่งตัว ใช้เงิน ซื้อของอวดกัน 68.ตบกันแย่งผู้หญิง ผู้ชาย ทอมดี้ เกย์ 69.มีเพื่อนในชีวิตจริงและสังคมอินเตอร์เน็ต 70.เล่นเกมออนไลน์ เล่นmsn ทุกวัน หลับดึก 71.เที่ยวจัด จนบางวันไม่กลับบ้าน พรุ่งนี้มีสอบ เอาเสื้อผ้าไปเปลี่ยน ที่ห้องน้ำ รร.แล้วเข้าสอบ ก็มี 72.พ่อแม่เลี้ยงลูกดีเกินไป แย่เกินไป โอ๋ลูกเกินไป ด่าลูกเกินไป เด็กเก็บกด 73.เด็กที่ไม่ได้รับการศึกษา มีคุณภาพชีวิตที่แย่ บางคนยอมขายตัวเพือเอา เงินมาเรียนก็มี 74.ครูแนะแนว ตือครูที่เด็กชอบมากที่สุด 75.เด็ก ไทย เกรด 4.00 เอ็นเข้าคณะอินเตอร์ไม่ติด เด็กนานาชาติไม่เก่งเท่า เด็กรัฐบาล แต่นั่งฝนข้อสอบฉลุย เมื่อจะเอ็นเข้าคณะอินเตอร์ 76.ต่างประเทศ อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เรียนน้อยกว่าไทย แต่ทำไมฉลาดกว่า มีคุณภาพกว่า? 77.เด็ก คืออนาคตของชาติ แต่มีตัวอย่างบุคคลชั้นนำของประเทศที่เห็นได้ ตามหน้า หนังสือพิมพ์ว่า...แค่ไหน เป็นแบบนี้ คุณยังจะหวังอะไรกับเด็กไทยศตวรรษที่ 21 อย่างเราไหม 78.วัยรุ่นไทยไม่อยากรับรู้เรื่องข่าวสารของประเทศไท ยที่มีแต่อะไรที่ชวนทำ ให้น่าเบื่อ เกิดการแอนตี้ ไม่อยากรู้ 79.เด็กไทยไปโรงเรียน และ มหาวิทยาลัย จากการสำรวจแล้ว พบว่า ปัจจัยคือ เพื่อน เท่านั้น 80.โลกก้าวหน้าไปทุกวัน แต่การศึกษาไทย ยังอยู่กับที่ 99 ปัญหาเด็กนักเรียนไทย เป็นแบบนี้จริงรึเปล่า 81. การศึกษาในปัจจุบันทำให้เด็กไทย บ้าเรียนพิเศษ ไปติวที่นั่นที่นี่ สอบ มหาลัยได้ จบมาไม่ได้เอาความรู้มาใช้ มันมีประโยชน์อะไร 82.เด็กห้องเรียนพิเศษ ถ้าไม่แยกรั้วโรงเรียนแล้ว จะอยู่ร่วมกับห้องเรียนปรกติ ไม่ได้ 83.ในโรงเรียน รัฐบาลมีการแบ่งแยกชนชั้น ฝ่าย สี(พวกเสื้อแดง-เหลือง) ทำให้สิ่งไร้สาระพวกนี้มาเป็นเกณท์ให้คะแนนนักเรียน 84.GAT-PAT คือการสอบที่ไม่มีใครตอบได้ว่า สอบทำไม สอบเพื่ออะไร และเด้กจะได้อะไร ใครเป็นคนคิด คิดเพื่อใคร และคิดมาทำไมเพื่ออะไร 85.เด็กนักเรียนห้องเรียนภาษาอังกฤษเป็นสื่อจะเรียนห นักกว่าห้องเรียนอื่นๆ แต่สอบวัดผลโรงเรียนกลับได้คะแนนน้อยกว่าห้องปรกติ 86. 80% ของผู้ปกครองเด็กไทย อยากให้ลูกเรียนจบเร็วๆ 87.ช่วงชีวิตที่เรียนระดับ มัธยม คือช่วงที่มีความสุขที่สุด 88. นักเรียนที่ผู้ปกครองเลี้ยงปล่อย (ไปเที่ยวได้กับเพื่ อนๆ ไปไหนก็ได้ พ่อแม่ไม่จู้จี้จุกจิกและอื่นๆ) จะใช้ชีวิตในสังคมได้ดีกว่า คนที่พ่อแม่เลี้ยงแบบ ให้อยู่ แต่ในบ้าน 89.เด็กบ้าเรียนมักจะไม่มีเพื่อนแท้และเพื่อนสนิท 90.คนเราเกิดมามีความสามารถต่างกัน แต่การศึกษาในปัจจุบันไม่สนับสนุนความสามารถพิเศษ ของนักเรียน 91.ผุ้ปกครองหลายคน วาดอนาคตให้ลูก และดูถูกสิ่งที่ลูกใฝ่ฝัน 92.ในปัจจุบันมีผู้ปกครองที่ เลือกที่เรียนให้ลูก เลือกอาชีพให้ลูก แม้แต่เลือก คู่ครองให้ยังมี 93.วัยรุ่นมักจะมีแฟนตั้งแต่อายุ 13ปี ขึ้นไป 94.ในปัจจุบันยังมีผู้ปกครองที่หัวโบราณมากกว่าผู้ปก ครองสมัยใหม่ 95.ปัจจุบัน โลกกำลังวิปริต ประเทศไทยในตอนนี้มี ทอม ดี้ และเลสเบี้ยนเยอะมาก ในขณะที่ผู้ชายหลายคนแห้วกับการีท่ผู้หญิงหันไปคบผู้ หญิง 96.มาตรฐานการศึกษาในประเทศไทยคือ พ.ศ. 2544 แต่นี่คือปี 2555 97.ผู้ ปกครองให้ลูกไปเรียนพิเศษ เพียงแค่ไม่ให้เด็กเล่นเกม หารู้ไม่ว่าเสียเงินโดยใช้เหตุ เพราะเด็กบางคนไปเรียนแต่ไม่รับอะไรกลับมาเลย 98.ทุกโรงเรียนในประเทศไทย จะมี 1ใน 10 ที่จะเป็นนักเลง และผู้มีอิทธิพล 99.ในปัจุจบันมีการตีกันและฆ่ากัน ปัจจุยหลักมาจาก แย่งผู้หญิงกัน อ่านดูก็น่าตกใจ แต่ถ้าตั้งสติได้ ก็ต้องยอมรับว่า เด็ก ก็เป็นปุถุชน ต้องมีปัญหา แต่ละคนมีปัญหาแตกต่างกัน ติดว่าในฐานะที่ที่ รัก กัน ผู้ใหญ่ก็ต้อง หากลวิธี ในการดูแล ขอแต่อย่าลืม หลักการพื้นฐาน ลองใช้อาวุธของโกวเล้งคือ ความรัก มาแก้ไข ความไม่เข้าใจกัน ปัญหาเด็กไทย จะลดลงอย่างแน่นอน เรียบเรียง teen.mthai อ้างอิง candy

ข้อสอบGAT PAT เจาะข่าวตื้น
GAT PAT 56 /  ข่าวการศึกษา / 

เจาะข่าวตื้น วันนี้ขอพาทุกท่านไปลิ้มกับรสชาดของ ข้อสอบ GAT PAT อันขมขื่นที่เด็กไทยได้รับในเวลานี้ ไปหาสาเหตุกันว่าทำไมเด็กไทยสอบตกกันเกือบทั้งประเทศ ! และพบกับแขกรับเชิญพิเศษ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ติดตามได้ใน ข้อสอบGAT PAT เจาะข่าวตื้น?เทปนี้เลยนะฮ้าว์ฟฟ ( สทศ. ย่อมาจาก?สำนักงานทรมานนักเรียนก่อนจะเป็?นนักศึกษา ) ข้อสอบGAT PAT เจาะข่าวตื้น ข้อสอบGAT PAT เจาะข่าวตื้น

5 เทคนิคพิชิตข้อสอบ GAT เชื่อมโยง
gat/pat 57 /  เทคนิคการเรียน

วันนี้พูดถึงเรื่อง GAT พาร์ทเชื่อมโยง โดยเฉพาะเด็กสายศิลป์ที่ต้องเข้าคณะที่ใช้ GAT 30-50% คงสงสัยกันว่าทำไมถึงผิดอยู่บ่อยๆ ในจุดที่ไม่ควรผิด ทำไมเราคิดออกมาแล้วมันได้คะแนนไม่เต็มทั้งๆที่เราคิดว่ามันเต็มแล้ว วันนี้เราจึงอยากจะแจก 5 เทคนิคพิชิตข้อสอบ GAT เชื่อมโยง เพื่อมั่นใจได้เลยว่า 150 คะแนนจาก Part เชื่อมโยงไม่หนีน้องไปไหนแน่ๆ 5 เทคนิคพิชิตข้อสอบ GAT เชื่อมโยง 1.การวาดแผนภาพอย่าคิดว่าไม่สำคัญ GAT พาร์ทเชื่อมโยง หัวใจของการทำข้อสอบอยู่ที่การวาดแผนภาพเชื่อมโยง หลายคนไม่สนใจเพราะคิดว่ามันยุ่งยาก ขอให้เปลี่ยนความคิดแล้วเริ่มฝึกวาดแผนภูมินะคะ 2. มีสติและสมาธิเสมอ ขณะทำข้อสอบ GAT พาร์ทเชื่อมโยงสิ่งสำคัญอีกอย่างนึงก็คือ ต้องมีสติและมีสมาธิอยู่ตลอดเวลา ห้ามอ่านไปเฉยๆเด็ดขาด ขณะอ่านให้ทำการร่างแผนภาพเชื่อมโยงพร้อมกับคิดไปด้วยว่าจุดนี้สามารถเชื่อมโยงไปยังจุดไหนได้และมีจุดไหนที่เชื่อมโยงมายังจุดนี้ ถ้าเกิดเผลออ่านไปเรื่อยๆโดยที่ไม่ได้วิเคราะห์อย่างตั้งใจและมีสติจะทำให้น้องพลาดจุดสำคัญหลายๆจุดแน่นอนครับ ซึ่งคะแนนที่ออกมาก็คงไม่น่าดูแน่ๆ 3.อย่าคิดไปเอง ในข้อสอบ GAT พาร์ทเชื่อมโยงมักจะมีเรื่องราวในข้อสอบหลายๆ อย่างที่ทำให้ชอบคิดกันไปไกลว่ามันจะเป็นแบบนี้ ทั้งๆ ที่ในเนื้อหาไม่ได้พูดถึงเลย ในการทำ GAT พาร์ทเชื่อมโยงนั้นเราจะต้องคิดโดยเอาบทความเป็นหลัก อะไรที่บทความไม่ได้กล่าวถึงก็ห้ามตั้งขึ้นมาเองเด็ดขาด จำไว้เสมอนะว่าข้อสอบแนวอ่านแล้ววิเคราะห์ ทุกสนามสอบมีอย่างนึงที่เหมือนกันก็คือ คำตอบนั้นจะอยู่แต่ในบทความเท่านั้นห้ามคิดไปเองเด็ดขาด 4.หาคำที่ใช้แทนกันให้เจอ ขณะทำข้อสอบนั้นมักจะมีคำหลายคำที่ใช้แทนกันได้ตลอด เช่น ในข้อสอบขีดคำว่า แม่น้ำ มาให้และบอกว่า “แม่น้ำ คือ ธารา” แต่ไม่ได้ขีดที่ธารา ซึ่งในเนื้อหาของบทความส่วนหลังๆ มักจะมีการหลอกผู้เข้าสอบให้ผิดง่ายๆ ด้วยการนำคำว่า ธารา มาแทนคำว่า แม่น้ำ เช่น เมื่อบทความบอกว่า “ธาราไหลรินจากเบื้องสูงสู่เบื้องล่าง” ก็ต้องโยงแม่น้ำไปที่การไหลสู่เบื้องล่างนั่นเอง 5.ไฮไลต์คำให้หมด คำหลักที่ข้อสอบกำหนดมาให้เช่น สิงโต ตัวข้อสอบจะขีดเน้นมาให้ที่เดียวในบทความ แต่คำว่าสิงโตอาจจะมี 5-6 ที่ สิ่งสำคัญก็คือ ต้องไฮไลต์คำหลักที่ข้อสอบไม่ได้ขีดเน้นมาให้หมด เพราะถ้าไม่ไฮไลต์ จุดเชื่อมโยงหลายๆ จุดจะหายไปเพราะความไม่รอบคอบนะคะ นี่ก็เป็น 5 เทคนิคพิชิตข้อสอบ GAT เชื่อมโยง นะคะ ถ้าน้องคนไหนทำได้ครบทุกข้อ มีสิติ สมาธิ และความรอบคอบ 150 คะแนนเต็มก็ไม่หายไปไหนแน่ๆ ค่ะ อย่างไรแล้วอย่าลืมนะคะว่าทุกคะแนนสำคัญกับอนาคตของน้องๆ สู้ๆ ค่ะ ขอบคุณข้อมูล อติภา พิสณฑ์ ศูนย์ข่าวการศึกษาไทย

เรียนโรงเรียนนานาชาติในไทยก็เก่งระดับโลกได้
นักเรียน /  เทคนิคการเรียน / 

หลักจากน้อง เรนนี่ ปวีณรัตน์ วงศ์ประเสริฐ เด็กนักเรียนโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ (กรุงเทพ) สามารถทำคะแนนได้เป็นที่ 1 ของโลกในวิชาเศรษฐศาสตร์และภูมิศาสตร์ ก็มีพ่อแม่หลายท่านสงสัยว่า โรงเรียนนานาชาติที่น้องเรนนี่เรียน เขาใช้หลักสูตรอะไร แตกต่างจากโรงเรียนรัฐบาลอย่างไร เพราะอยากส่งลูกไปเรียนมั่ง แต่ก็กลัวสู้เมืองนอกไม่ได้ แล้วถ้าอยากเรียนเก่งเหมือนน้องเรนนี่ต้องเรียนหนักขนาดไหน ตามทีนเอ็มไทยไปฟังจากน้องเรนนี่กันเลยค่ะ .. เรียนโรงเรียนนานาชาติในไทยก็เก่งระดับโลกได้  เรียนโรงเรียนนานาชาติในไทยก็เก่งระดับโลกได้ ความแตกต่างของโรงเรียนนานาชาติกับโรงรียนทั่วไป โรงเรียนมัธยมทั่วไป จะใช้การสอนและการใช้หนังสือตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย โรงเรียนนานาชาติจะมีหลักสูตรใหญ่ ๆ อยู่ 3 หลักสูตร คือ 1.1 หลักสูตร  American English การสอนและใช้หนังสือตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐอเมริกา การเรียกระดับชั้นจะเรียกเป็น Grade 1.2 หลักสูตร สหราชอาณาจักร หรือประเทศอังกฤษ British English จะเน้นภาษาที่ถูกต้องและเน้นการเรียนมากกว่ากิจกรรม 1.3 หลักสูตรสองภาษา Bilingual School ใช้หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการของไทย วิชาเรียนเหมือนกัน กับการเรียนมัธยมทั่วไปทุกอย่าง แต่ใช้ภาษาอังกฤษมากกว่า จำนวนนักเรียนในห้อง ถ้าเป็นโรงเรียนนานาชาติจะเรียนประมาณห้องละ 15 คน  ถ้ามีมากกว่านี้ก็ให้เปิดห้องใหม่สอนเลย โรงเรียนนานาชาติ เน้นด้านภาษาอังกฤษ ถ้าเข้าห้องเรียนแล้วห้ามพูดภาษาของตัวเองไม่เน้นการท่องจำ เน้นด้านทักษะในการพูดในการแสดงออก การเรียนรู้ที่ดีเช่น การวิเคราะห์  การแก้ปัญหา และการอยู่ร่วมในสังคม เวลาที่จบหลักสูตรแล้วนักเรียนโรงเรียนนานาชาติส่วนใหญ่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ หรือไปเข้ามหาวิทยาลัยคณะอินเตอร์เกือบทั้งหมด เพราะไปเข้าในคณะปกติของแต่ละมหาวิทยาลัยไม่ได้ เรียนมาไม่เหมือนกัน แต่ถ้าอยากจะเข้าเรียนในระบบปกติของแต่ละมหาวิทยาลัย นักเรียนนานาชาติก็จะต้อง เข้าสอบตามที่ระบบการศึกษาไทยกำหนด GAT ,PAT, ONET ฯลฯ ค่าเทอมก็ต่างกันตรงที่จะแพงกว่าโรงเรียนมัธยมทั่วไป ถ้าเป็นนักศึกษาใหม่ที่ไม่ได้เข้าเรียนมาตั้งแต่อนุบาล ทางโรงเรียนอาจจะบวกเข้าไปอีก  4 แสนบาทต่อชั้น ปัจจุบัน เรนนี่ เรียนอยู่ชั้น ม.5 (Year 12) โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์  ซึ่งในระดับที่เรียนอยู่นี้ จะใช้หลักสูตรที่มีชื่อว่า A-Level โดยเรียนเพียง 3-4 วิชา เลือกวิชาที่สอดคล้องกับสาขาที่ต้องการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบจะต้องสอบข้อสอบกลางให้ผ่าน แล้วเอาเกรดที่ได้ไปยื่นสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งก่อนหน้านั้นตอนเรนนี่เรียนอยู่ Year 10-11 ทางโรงเรียนจะใช้หลักสูตรที่มีชื่อว่า IGCSE (International General Certificate of Secondary Education) ซึ่งเรียน 5-14 วิชา และเมื่อเรียนจบจะต้องสอบวัดระดับความรู้ในระบบนานาชาติของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า การสอบ IGCSE สำหรับหลักสูตรที่ "เรนนี่" เรียน เป็นหลักสูตรของประเทศอังกฤษ ที่ปัจจุบันนอกจากจะใช้ในประเทศอังกฤษ ไอร์แลนด์เหนือและแคว้นเวลส์ แล้วยังนิยมใช้ในโรงเรียนนานาชาติทั่วโลกอีกด้วย โดยในระดับมัธยมศึกษาจะอยู่ในช่วง Year 7-13โดยเรียงลำดับตามต่อไปนี้ Year 7-9 เน้นเรียนวิชาบังคับของโรงเรียน เช่น ภาษาอังกฤษ คณิต วิทย์ พละศึกษา ดนตรี ศิลปะ และวิชาอื่นๆ รวมประมาณ 10 วิชา Year 10-11 ใช้หลักสูตรที่มีชื่อว่า IGCSE โดยเรียน 5-14 วิชา ซึ่ง 5 วิชาจะต้องเรียนเป็นแบบพื้นฐาน ส่วนที่เหลือ เลือกเรียนเป็นแบบขั้นสูง เมื่อเรียนจบจะต้องสอบข้อสอบกลางให้ผ่าน โดยต้องได้เกรด C ขึ้นไป (เป็นระดับที่น้องเรนนี่ไปสอบและได้คะแนนเป็นที่ 1 ของโลกในวิชาเศรษฐศาสตร์และภูมิศาสตร์ รวมถึงได้คะแนนเป็นที่ 1 ของประเทศไทยในวิชาชีววิทยา เคมี และประวัติศาสตร์) Year 12-13 ใช้หลักสูตรที่มีชื่อว่า A-Level โดยเรียนเพียง 3-4 วิชา เลือกวิชาที่สอดคล้องกับสาขาที่ต้องการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบจะต้องสอบข้อสอบกลางให้ผ่าน แล้วเอาเกรดที่ได้ไปยื่นสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เทคนิคการเรียนเก่งของ เรนนี่ ปวีณรัตน์ วงศ์ประเสริฐ  คนส่วนใหญ่มักจะจำแบบระยะสั้น สอบครั้งหนึ่งก็อ่านทีหนึ่ง แบบนี้มันเป็นความจำระยะสั้นค่ะ พอสอบเสร็จก็ลืมแล้ว แต่ถ้าเกิดเราอ่านหนังสือ ทบทวนบทเรียนที่ครูสอนอยู่ทุกวัน ส่วนไหนไม่เข้าใจก็จดโน้ตไปถามครูที่โรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วที่โรงเรียนจะไม่ค่อยให้การบ้าน โดยเฉพาะในเด็กโต แต่จะพยายามให้เด็กหาการบ้านเองด้วยการอ่าน สงสัยอะไรให้จด รู้จักตั้งคำถาม เมื่ออ่าน ทบทวน และเกิดคำถามอยู่ตลอด สิ่งที่ได้อ่านก็จะเข้าไปอยู่ในความจำระยะยาว และนำไปใช้ได้ดีขึ้นค่ะ  ยกตัวอย่างการสอบระดับนานาชาติที่ผ่านมา เรนนี่เริ่มอ่านหนังสือสอบประมาณ 3 เดือนก่อนสอบ และอ่านมาเรื่อยๆ จดโน้ตเป็น Mind Map และเวลาอ่าน เรนนี่จะพูดกับตัวเอง ถามเองตอบเอง และก็จะฝึกทำข้อสอบของปีก่อนๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยในเรื่องความจำ และความเข้าใจได้เป็นอย่างดี ก้าวต่อไปของ “เรนนี่” สิ่งที่เรนนี่อยากทำมากที่สุดในอนาคตคือ การได้ทำงานให้องค์กรใหญ่อย่างธนาคารโลก ส่วนเรื่องเรียน ได้มีการวางแผนไว้แล้วว่า หลังจบม.6 จะไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่ประเทศอังกฤษ "ตอนนี้เรนนี่วางแผนไว้ว่า อยากเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์สาขาเศรษฐศาสตร์หรือไม่ก็วิศวเคมีค่ะ เรนนี่คิดว่า เศรษฐศาสตร์มันเป็นวิชาที่ทำให้เรามองโลกในมุมมองใหม่ เพราะมันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หลังจากเรียนจบก็ต้องดูอีกครั้งนึงค่ะว่า จะทำอาชีพอะไร แต่จริงๆ ก็อยากทำงานให้กระทรวงใหญ่ๆ อย่าง IMFหรือไม่ก็ธนาคารโลกค่ะ"  ข้อมูลจาก นิยตสารแคนดี้

เผย 27 มหาวิทยาลัยเตรียมรับมือการสอบ U-NET
u-net /  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / 

กระแสครึกโครมอีกครั้งเมื่อ สทศ. จัดตั้งการสอบ U-NET หรือการวัดความรู้เด็กป.ตรีก่อนเรียนจบ แต่เรื่องนี้ก็มีเสียงคัดค้านจากนักศึกษามหาวิทยาลัย และคณะอาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆออกมาให้ถึงเหตุผลที่ไม่สมควรจะมีการสอบ U-NET สมควรให้เป็นเรื่องพิจารณาจากบริษัทที่รับเข้าทำงานเองมากกว่า .. แต่ล่าสุด สทศ. ก็ยังคงยืนยันว่าการสอบนี้ต้องดำเนินการต่อและไม่สามารถถอยหลังได้อีกแล้ว อีกทั้งยังติดต่อไปยังตามมหาวิทยาลัยรัฐบาลที่อยู่ในสังกัด สกอ. โดยถ้ามหาวิทยาลัยไหนตอบรับ และเห็นสมควรว่าต้องสอบ U-NET  นั้นหมายถึงนักเรียน นักศึกษาในมหาวิทยาลัย ชั้นปีสุดท้ายนั้นต้องสอบ U-NET ทุกคน .. เผย 27 มหาวิทยาลัยเตรียมรับมือการสอบ U-NET เรียบเรียงเขียนโดย teen.mthai   เผย 27 มหาวิทยาลัยเตรียมรับมือการสอบ U-NET ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะยังไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการตกลงการสอบ U-NET นี้ แต่นักศึกษาและมหาวิทยาลัยที่ไม่เห็นด้วยก็ยังคงคัดค้านกันต่อ โดยเพื่อนๆ เห็นในข่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นั้นตั้งจุดยืนคัดค้านเรื่องนี้อย่างเต็มที่และออกอากาศอย่างเป็นทางการ ต่อมาทาง สทศ. ออกมาให้ข้อมูลว่า นักศึกษาเข้าใจเรื่องการสอบนี้ผิดไป โดยให้เหตุผลไว้ว่า การสอบ U-NET นั้นไม่ซ้ำซ้อน, ไม่เสียค่าใช้จ่าย และเป็นข้อสอบที่ไม่บังคับในการสอบ (ฟังดูงงๆแห๊ะ!) โดย รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ออกมาชี้แจงประเด็นของการสอบ U-NET ไว้หลายประเด็นด้วยกัน เช่น -  การสอบ U-NET เป็นนโยบายของรัฐที่มีเป้าหมาย ต้องการทำให้ทุกคนมีความเสมอภาค ได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมกัน ภายใต้คุณภาพเท่าเทียมกัน -  สอบ U-NET ต้องเสียค่าใช้จ่าย! การสอบของเรามีหลายระบบ อย่าง GAT-PAT คือการสอบเพื่อเข้าศึกษาต่อ ซึ่งเป็นเรื่องของรายบุคคล ผู้สมัครต้องสมัครสอบและเสียค่าใช้จ่ายเอง แต่การสอบ U-NET นั้นไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นทางมหาวิทยาลัยจะจัดการเอง - การบังคับ สมัครสอบ! สทศ. ไม่ได้บังคับสอบและก็ไม่ต้องสมัคร GAT-PAT  เราต้องสมัครเอง แต่ระบบ U-NET จะเหมือนกับระบบของ O-NET และ V-NET ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นต้นสังกัดจะเป็นผู้ส่งประเมินให้ทาง สทศ. เอง โดยที่นักศึกษาไม่ต้องสมัครสอบ นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งในการให้สัมภาษณ์ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต้องติดตามกระแส การสอบ U-NET  นี้กันต่อคะ มาดู 27 มหาวิทยาลัย เตรียมรับมือการสอบ U-NET ครั้งนี้กันดีกว่าว่า ทาง สทศ. นั้นติดต่อทางมหาวิทยาลัยแห่งไหนไปบ้าง.. รู้จักกันหน่อย >> U-NET คืออะไร  << เผย 27 มหาวิทยาลัยเตรียมรับมือการสอบ U-NET จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

เปิดช่องพิเศษ นร.สอบ GAT/PAT เลือกผู้ว่าฯกทม.
ข่าว /  ข่าวด่วน / 

สทศ. ประสาน กกต. ขอจัดช่องด่วนพิเศษให้นักเรียน 2,821 คน ที่ติดสอบ GAT/PAT ใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พร้อมขยายเวลาพักกลางวันเป็น 11.30-14.00 น. ... -----------------------ขอบคุณข่าวจาก

องค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์ แถลงการณ์ค้าน U-Net จี้ สทศ.แก้ปัญหาเก่าให้หมดก่อน
U-NET /  ธรรมศาสตร์ / 

วันนี้(29 เม.ย. ) องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการสอบ U-Net ซึ่งจัดโดย สทศ. โดยเสนอให้มีการจัดทำประชาพิจารณ์และให้สทศ.แก้ปัญหาความผิดพลาดในการสอบ เช่นO-NET GAT PAT หรือ 7วิชาสามัญ ให้หมดไปก่อนที่จะสอบยูเน็ต โดยรายละเอียดเผยว่า ตามที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้ริเริ่มที่จะจัดให้มีการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติระดับอุดมศึกษา หรือ U-NET ในปีการศึกษา 2557 โดยจะจัดสอบแบบไม่บังคับและไม่เสียค่าใช้จ่ายแก่นักศึกษาในคณะหรือสาขาที่ไม่มีสภาวิชาชีพควบคุม มีการสอบวิชาด้านทักษะพื้นฐาน 4 วิชา ได้แก่ วิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร วิชาการใช้สารสนเทศและเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิต วิชาการรู้เท่าทันสื่อ การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา และวิชาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และจะเพิ่มวิชาด้านคุณธรรม จริยธรรม และวิชาด้านทักษะวิชาชีพเฉพาะสาขาวิชาในปีการศึกษา 2558 รวมทั้งจะมีการประสานงานไปยังหน่วยงาน องค์การ บริษัท ให้ใช้เกณฑ์ของ U-NET ในการคัดเลือกบัณฑิตเข้าทำงานด้วยนั้น องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) มีความเห็นต่อกรณีดังกล่าวดังนี้ 1. การเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษามีลักษณะที่แตกต่างหลากหลายไปตามแต่ละคณะและสาขาวิชา ทั้งในด้านเนื้อหาของวิชาและในด้านกระบวนการศึกษา หากนักศึกษาที่เรียนมาแตกต่างกันต้องใช้ข้อสอบชุดเดียวกันก็จะก่อให้เกิดความไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรมในการวัดผลได้หรือหากจะจัดทำข้อสอบให้เหมาะสมกับผู้สอบทั้งหมดก็อาจต้องจัดทำเนื้อของข้อสอบให้เป็นแค่ระดับพื้นฐาน ซึ่งอาจไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้อสอบในระดับอุดมศึกษา 2. การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยส่วนมากเป็นการเปิดกว้างทางความคิด ให้นักศึกษาได้เรียนรู้และประเมินคุณค่าต่างๆ อย่างเป็นตัวของตัวเอง การจัดทำข้อสอบกลางที่มีเนื้อหาเดียวจะเป็นการปิดกั้นความคิดเห็นที่แตกต่างได้ โดยเฉพาะวิชาด้านคุณธรรม จริยธรรม ที่ในความเป็นจริงแล้วแต่ละคนก็ต่างยึดถือคุณค่าที่แตกต่างกันไป แต่คำตอบที่ถูกต้องในข้อสอบอาจมีเพียงคำตอบที่สอดคล้องกับอุดมการณ์หลักของรัฐหรือของผู้ออกสอบเท่านั้น 3. ทุกวันนี้การวัดผลนักศึกษาและสถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพก็มีอยู่อย่างมากมายแล้ว ในมหาวิทยาลัยนักศึกษาก็ต้องผ่านการทดสอบจากอาจารย์จึงจะผ่านในวิชาต่างๆ ได้ มีการประเมินผลอาจารย์และบุคลากรเป็นปรกติธรรมดา ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหรือทำงานก็เช่นกัน แต่ละหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนต่างก็มีเกณฑ์การคัดเลือกหรือการทดสอบคุณสมบัติที่เหมาะสมกับหน่วยงานของตน รวมทั้งมีการจัดสอบที่ได้มาตรฐานสากลให้เลือกใช้อยู่แล้ว อมธ. จึงยังไม่เห็นว่าการจัดสอบ U-NET จะมีข้อดีโดดเด่นอะไรที่จะนำมาใช้โดยไม่ซ้ำซ้อนได้ 4. สทศ. ยังไม่เคยมีการทำประชาพิจารณ์ การสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาผู้ต้องได้รับผลกระทบ หรือการสำรวจความเห็นจากสถานประกอบการหรือหน่วยงานที่จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับรับนักศึกษาที่ผ่านการทดสอบเข้าทำงาน พร้อมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดสอบรูปแบบนี้เสียก่อน 5. สทศ.ควรทำการแก้ไข ปรับปรุง ความผิดพลาด สำหรับมาตรฐานของข้อสอบ ที่เกิดปัญหา สร้างข้อสงสัยอย่างกว้างขวาง ในการสอบแต่ละครั้ง เช่น O-NET GAT PAT หรือ 7วิชาสามัญ ให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการที่คนในสังคมสามารถยอมรับได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสังคม ว่าสทศ.มีมาตรฐานเพียงพอที่จะทำการจัดการทดสอบเพื่อวัดมาตรฐานของการศึกษาในระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่า ที่ยังไม่เคยมีการจัดทดสอบมาก่อน ต่อไป อมธ.จึงขอเรียกร้องให้ สทศ. นำข้อคิดเห็นดังกล่าวไปพิจารณาอย่างจริงจัง และถ้าหากว่า สทศ. ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ อมธ. ชี้แจงไว้ได้ ก็ขอให้ทบทวนการจัดสอบ U-net ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เพื่อประโยชน์ของนิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาโดยทั่วไป MThai News

8 ข้อสอบแอดมิชชั่น 2557 ที่ต้องรู้
ข่าวการศึกษา /  เทคนิคการเรียน / 

สำหรับในปี 2556 การแอดมิชชั่นก็คาบเกี่ยวทั้ง ม.5 และ ม.6 เพราะพี่ๆ ม.6 จะเข้าสู่มหาลัยเต็มตัวประมาณเดือน มิ.ย. หลังจากนั้นน้องๆ ม.5 ก็จะขึ้นมาเป็น ม.6 รับช่วงต่อแอดมิชชั่นรุ่นต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าในปีหน้าระบบ แอดมิชชั่น ของไทยก็ยังไม่นิ่งค่ะ ปรับนู่นเปลี่ยนนี่ ให้ได้ลุ้นกันตลอด เกิดมาต้องเรียนก็ว่ายากแล้ว แต่ต้องมาอยู่ในช่วง แอดมิชชั่น นั้นยากกว่า เพราะ?ข้อสอบแอดมิชชั่น 2557 ที่ต้องรู้ ข้อแตกต่างระหว่าง?แอดมิชชั่น ปี 2556 กับ 2557 คะ เรียบเรียง teen.mthai.com อ้างอิง เด็กดี ข้อสอบแอดมิชชั่น?2556 ของ?ม.6 ปีนี้ ตารางแอดมิชชั่นของ ม.6 รุ่นนี้จะไปจบลงเดือน พ.ค. หมายความว่า แม้จะขึ้นปี พ.ศ.2556 แล้ว น้องๆ ม.6 ก็ยังมีภารกิจในการสอบ 7 วิชาสามัญ O-NET GAT/PAT รวมไปถึงการเลือกคณะและสอบสัมภาษณ์ในรอบแอดมิชชั่นกลางอีก แม้จะเหลืออีกไม่กี่ภารกิจ แต่ก็มีจุดเปลี่ยนจนได้ ข้อสอบ O-NET มี 6 ชุด ข้อสอบ O-NET คือข้อสอบที่ ม.6 ทุกคนจะต้องสอบค่ะ และยังใช้วัดมาตรฐานของโรงเรียนด้วย การสอบ O-NET จะเป็นข้อสอบปรนัย หรือ ช้อยส์ ก. ข. ค. ง. จ.( O-NET มี 5 ช้อยส์นะคะ) แลดูเป็นข้อสอบที่เด็กลอกกันได้ง่ายที่สุด เมื่อไม่นานมานี้เลยมีกฎใหม่ออกมา คือ จะทำข้อสอบในแต่ละวิชาเป็น 6 ชุด หมายความว่าใน 1 ห้องสอบ มีที่นั่ง 6 แถว แต่ละแถวจะได้ข้อสอบคนละชุด โดยคำถามจะเหมือนกัน แต่ช้อยส์จะสลับข้อ คราวนี้ลอกกันไม่ได้แน่นอน เริ่มใช้ปีนี้ปีแรกนะ >< อาจารย์คุมสอบ O-NET ไม่ใช่อาจารย์โรงเรียนตัวเอง เกี่ยวกับ O-NET เหมือนเดิม ปกติในการสอบ O-NET จะสอบที่โรงเรียนตัวเองเป็นส่วนใหญ่ อาจารย์คุมสอบก็จะเป็นอาจารย์ของโรงเรียนนั้นๆ ดังนั้นอาจารย์จะได้คุมสอบโรงเรียนตัวเองเกือบทุกครั้ง ซึ่งมีการร้องเรียนการทุจริตมาทุกปีว่าอาจารย์ในโรงเรียนมักจะช่วยเด็กโรงเรียนตัวเอง เพื่อแก้ปัญหานี้ก็มีกฎใหม่มาพร้อมกับO-NET 6 ชุด นั่นก็คือ ห้ามอาจารย์โรงเรียนคุมสอบนักเรียนตัวเอง ป้องกันการใบ้ข้อสอบ หรือทุจริตอื่นๆ นั่นเอง เภสัช ปรับ PAT2 เป็น 40% เรียกว่าเป็นเรื่องช็อกโฮกๆ ของคนอยากเรียนเภสัชเลยนะคะ ในปีก่อนๆ สัดส่วนที่จะเข้าคณะเภสัชใช้ GAT20% และ PAT2 30% ส่วนใน แอดมิชชั่นปี 56 ปรับใหม่โดยลด GAT เหลือ 10% และเพิ่ม PAT2 เป็น 40% ด้วยเหตุผลว่าคณะนี้เป็นคณะที่ควรมีทักษะด้านวิทยาศาสตร์ค่อนข้างเยอะ ใครรู้ตัวว่าอยากเข้ารีบปั่น PAT2 รอบ 2 ก็ยังทันนะ และสัดส่วนนี้ก็จะใช้ตลอดไปเลยค่ะ ครุฯ- ศึกษาฯ ใช้ PAT อื่นยื่นได้ จากเดิมที่ใช้ PAT5 กับ GAT รวมกันให้ได้ 50% แต่ปีนี้ปรับเปลี่ยนใหม่ สามารถเลือกใช้ PAT 1 2 3 4 6 7 (เลือก 1 วิชา) มาประกอบเป็นสัดส่วนด้วยก็ได้ ?โดยถ้าใช้ PAT อื่นเข้ามาด้วย สัดส่วนในการยื่นจะประกอบด้วย GPAX 20% O-NET 30% GAT 10% PAT5 20% PAT อื่นๆ อีก 20% เอาจริงๆ ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่คะแนน PAT5 ไม่ค่อยดี แต่ก็ต้องดูกันต่อไปว่าการยื่นคะแนนแต่ละรูปแบบในคณะครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ จะแยกจำนวนรับออกจากกันหรือไม่ เพราะถ้าหากยื่นได้หลายรูปแบบ แต่จำนวนรับรวมกันทั้งหมด ก็ต้องแข่งกันเหนื่อยหน่อย เพราะ PAT แต่ละตัวมีความยากง่ายต่างกันค่ะ GPAX สุดป่วนปี 56 เป็นข่าวใหญ่มาพักนึงที่บอกว่า GPAX ปีนี้จะเอาคะแนน O-NET มาถ่วงด้วย 20% เพื่อใช้เข้ามหาวิทยาลัย ถึงกับขนาดว่า ผ.อ.หลายๆ โรงเรียนได้รับจดหมายด่วนแล้วด้วย เล่นเอาน้องๆ ม.6 ถึงกับจิตตกเพราะธรรมดาเกรดก็รุ่งริ่งอยู่แล้ว หากเอา O-NET มาถ่วงอีก กลัวว่าจะไม่มีคะแนนอะไรไปยื่นในแอดมิชชั่นกลาง?แต่ล่าสุดก็ได้รับข้อมูลที่คอนเฟิร์มมาเรียบร้อยแล้วว่า GPAX ที่ใช้เข้ามหาวิทยาลัยของน้องๆ ม.6 ปีนี้ยังใช้เกรดแบบเดิม คือ ไม่มี O-NET มาถ่วงให้ช้ำใจเล่น แต่ทั้งนี้ในใบเกรดของน้องๆ จะมีเกรดอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นเกรดที่ถ่วง O-NET ไว้ 20% เป็นเกรดที่ใช้ประเมินโรงเรียน ดังนั้นน้องๆ อย่าสับสน ท่องไว้ให้ขึ้นใจว่า GPAX ที่ใช้เข้ามหาวิทยาลัย คือ เกรดที่คิดจากเกรด 6 เทอมเพียงอย่างเดียว แต่ GPAX ที่ใช้จบ ม.6 จะนำ O-NET มาคิดด้วย ข้อสอบแอดมิชชั่น?2557 ของ?ม.6 ปีหน้า ม.6 ปีหน้า ก็คือ น้อง ม.5 ปีนี้ หรือเรียกว่า รุ่นแอดมิชชั่นปี 57 นั่นเอง (รุ่นแอดมิชชั่น นับตามปีที่เราเข้าไปเป็นปี 1 ในมหาวิทยาลัย) ในรุ่นนี้มีบางอย่างที่จะปรับเปลี่ยนไปและได้บอกล่วงหน้ามาตั้งแต่เนิ่นๆ ก็หวังว่าน้องๆ จะเริ่มเตรียมตัวกันบ้างแล้วนะ เงียบ...สงสัยจะยังไม่เตรียมตัว ฮ่าๆ สอบ GAT PAT เลื่อนตามอาเซียน เมื่ออาเซียนเข้ามา อะไรๆ ก็รู้สึกปรับไปค่อนข้างเยอะ รวมทั้ง ตารางการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ปี 2557 จะเริ่มปรับตารางเปิดเทอมในบางมหาวิทยาลัย ช่วงระยะเวลาที่เหลือตั้งแต่มีนาคม(ปิดเทอม ม.6) จนถึงสิงหาคม(เปิดเทอมมหาวิทยาลัย) มันนานเกินไป จึงปรับให้การสอบ GAT PAT ย้ายมาอยู่ช่วงเวลานี้ เพื่อให้มีเวลาอ่านหนังสือเต็มที่ และตั้งใจเรียนในห้องเรียนให้เต็มที่เหมือนกัน โดยตารางคร่าวๆ มีดังนี้ (ฉบับแก้ไขล่าสุด 23 ธ.ค.) พ.ย.2556 -?สมัครสอบ 7 วิชาสามัญ ( นำคะแนนที่สอบได้ไปยื่นรับตรง ) 7-10 ธ.ค.56 -?สอบ GAT PAT รอบ 1 ม.ค.2557 -?สอบ 7 วิชาสามัญ (สอบตรงมหาวิทยาลัยต่างๆ) ก.พ.2557 - สอบ O-NET ปีการศึกษา 2556 ?(สอบตรงมหาวิทยาลัยต่างๆ) 8-11 มี.ค.57 - สอบ GAT PAT รอบสอง เม.ย.2557 - ประกาศผลสอบ O-NET ปีการศึกษา 2556? พ.ค.2557 - ยืนยันสิทธิ์เคลียริ่งเฮ้าส์ (สำหรับนักเรียนที่สอบตรงติดในมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วม) ปล.เป็นกำหนดการคร่าวๆ ที่ทางคณะทำงานแอดมิชชั่นฟอรั่มได้สรุปออกมา ปรับสัดส่วนทันตะฯ ใช้ PAT1 ด้วย คณะทันตะฯ ทั่วประเทศจะปรับสัดส่วน แอดมิชชั่นกลางใหม่ จากเดิมใช้ GAT 30% และ PAT2 20% จะเปลี่ยนใหม่เป็น GAT 20% PAT2 20% และ PAT1 10% สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ เพิ่ม PAT1 คณิตศาสตร์เข้ามานั่นเอง อ๊ะจ๊ากกก ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการยืนยันมาแล้วว่าจะเริ่มใช้ปี 57 เพียงแต่ยังไม่ได้ออกข่าวมาให้เห็นเท่านั้นเอง ซึ่งพี่ๆ แว๊บเอาข่าวมาบอกก็เตรียมตัวกันได้เลยนะคะ มีลุ้นใช้ O-NET ถ่วง GPAX เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากข่าวที่จะใช้ O-NET 20% ถ่วง GPAX เข้ามหาวิทยาลัยในปีนี้ แต่เมื่อรุ่นพี่ ม.6 ปีนี้รอดไปด้วยเหตุผลที่ว่าควรแจ้งล่วงหน้าให้นานกว่านี้และสัดส่วน แอดมิชชั่น ในปัจจุบันก็มี O-NET ถ่วงอยู่แล้ว จึงขอเบรกไว้ก่อน และยังทิ้งท้ายไว้ว่าไม่แน่อาจจะได้ใช้ปีหน้า เพราะฉะนั้น ม.5 ปีนี้เตรียมตัวและเตรียมใจได้เลยว่า ทาง สพฐ.มีโอกาสสูงมากที่จะปรับเกรด GPAX ใหม่ โดยใช้ O-NET เข้ามาถ่วง 20% เพราะเขาได้แจ้งล่วงหน้ามาแล้ว ถือว่ารับทราบ!! ใช้ O-NET ถ่วงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ? บอกได้คำเดียวว่าเกรดของน้องๆ จะลดต่ำลงไปอีก เรียกว่าชีวิตนี้เกรดจะแตะ 3.9 หรือ 4.00 ได้ลำบากขึ้น ก็แค่ต้องทำเกรดให้ได้ 4.00 ทุกวิชาและสอบ O-NET ให้ได้เกิน 90 คะแนนทุกวิชาเท่านั้นเอง - -!! (ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ เพราะถ้าเริ่มใช้เกณฑ์ใหม่นี้จริง เกรดของน้องๆ ทั่วประเทศก็จะต้องตกลงด้วยเช่นกัน ไม่ใช่แค่เราคนเดียวค่ะ :) อย่างไรก็ตาม แอดมิชชั่น ปีหน้าก็ต้องตามข่าวนี้กันต่อไปนะคะ ว่าสุดท้ายแล้วหน่วยงานอื่นๆ เค้าเห็นดีเห็นชอบกับเกณฑ์นี้หรือไม่ เพราะถ้าหากเปลี่ยนขึ้นมาจริงๆ สัดส่วนใน แอดมิชชั่น ทั้งหมดก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนอีกครั้ง O_o