Denzel Washington

ตลกร้าย! สื่อนอกวิจารณ์แสบ คดี
ข่าวทักษิณ /  ข่าวยิ่งลักษณ์ / 

การ์เดียน เหน็บ 6 เรื่องตลกการบริหารประเทศรัฐบาลหทารไทย  ขณะวอชิงตันโพสต์ ชี้ ยิ่งโค่น"ตระกูลชินวัตร"เท่ากับเพิ่มแต้มให้ชนะเลือกตั้งอีกครั้ง  เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดียน ในอังกฤษ เผยแพร่บทบรรณาธิการ ระบุถึง ชีวิตทางการเมืองของคนไทยนับแต่รัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว มีทั้งเรื่องตลกและเรื่องเศร้า โดยเรื่องตลก 1. รัฐบาลไทยต้องลบทิ้งฉากเด็กนักเรียนวาดภาพฮิตเลอร์ในหนังโปรโมตค่านิยม 12 ประการ 2. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยสภาที่ไม่มีอำนาจถอดถอน หรือสมารถถอดถอนนบุคคลที่พ้นตำแหน่งไปได้หรือ? 3. กรณีผู้วิจารณ์รัฐบาลถูก “เชิญตัว” เข้าค่ายทหารเพื่อ “ปรับทัศนคติ” 4. กรณีผู้ต่อต้านการรัฐประหารถูกไต่สวนในศาลทหาร ไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์คำพิพากษา และถูกบังคับให้ลงนามยินยอมถูกอายัดทรัพย์ หากเคลื่อนไหวทางการเมือง 5. ฝ่ายตรงข้ามถูกเล่นงานด้วยข้อหาคอร์รัปชั่น แต่ฝ่ายหนุนรัฐบาลทหารถูกปล่อยปละละเลย 6. เมื่ออัยการสูงสุดส่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ น้องสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้พลิกโฉมการเมืองไทยที่ตอบสนองความต้องการ ความปรารถนา และความคับข้องใจของคนในเขตชนบท(คนส่วนใหญ่) ส่งผลให้เขาและตัวแทนของเขาชนะเลือกตั้งทุกครั้ง ส่วนเรื่องเศร้า สำหรับไทย คือ ประเทศกำลังเสียเวลา เศรษฐกิจแย่ในเวลาที่จำเป็นต้องขยายตัว สถานะของประเทศถดถอยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของไทยที่มีกับพันธมิตรเก่าแก่อย่างสหรัฐก็ถดถอยตาม ขณะที่เว็บไซต์หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ในสหรัฐฯ ระบุในบทบรรณาธิการเช่นกันว่า กองทัพไทยกำลังพยายามทำในสิ่งที่ล้มเหลวมาแล้ว นั่นคือ ความพยายามที่จะกำจัดอิทธิพลทางการเมืองของตระกูลชินวัตร เพราะหลังรัฐบาลทหารยึดอำนาจมา กองทัพไทยแทบไม่มีผลงาน เศรษฐกิจชะงัก นับว่าแย่ที่สุดในเอเชียชาติหนึ่ง การปรองดองที่ให้คำมั่นไว้ไปไม่ถึงไหน และมีความพยายามเอาจะเอาผิดทางอาญากับอดีตนายกรัฐมนตรี และกฎอัยการศึกก็ยังไม่ยกเลิก ขณะเดียวกันความล้มเหลวรอบสองที่กองทัพไทยกำลังพยายามทำคือ สร้างระบบการเมืองที่กำจัดอิทธิพลของตระกูลชินวัตร และการโค่นรัฐบาลจากการเลือกตั้งสามชุด ยิ่งส่งผลให้เขาได้รับเสียงสนับสนุนมากยิ่งขึ้น โดยมีความเชื่อ หากมีการจัดการเลือกตั้งที่เสรีอีกครั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือตัวแทนจากตระกูลนี้ ก็จะชนะเช่นเดิม สุดท้าย ทหารไทยวางแผนที่จะประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่มีการลงประชามติ และใช้ระบบการเมืองที่เอียงข้าง โดยทหารและผู้สนับสนุนกองทัพจะเข้าไปนั่งในรัฐสภา พรรคการเมืองถูกคุมเข้ม การเลือกตั้งจะมีขึ้นภายใต้กฎอัยการศึก ขอบคุณข้อมูล/ภาพ The Guardian, Washington Post MThai News

100 อันดับผู้หญิงที่มีใบหน้า สวยที่สุดในโลก ประจำปี 2013
ผู้หญิง /  สวย / 

100 อันดับ ผู้หญิง ที่มีใบหน้า สวยที่สุดในโลก ประจำปี 2013      การจัดอันดับ 100 สาวผู้มีใบหน้า สวยที่สุดในโลก ประจำปี 2013 จากผลสำรวจของเว็บไซต์ TC Candler ภายใต้ชื่อว่า Independent Critics  ซึ่งเป็นการจัดอันดับที่ไม่ได้อิงจากเรตติ้งความโด่งดัง ความป๊อปปูลาร์ หรือว่าความเซ็กซี่ แต่จัดอันดับมาจากเสียงวิจารณ์ของคนทั่วไปที่ส่งผ่านมายังเว็บไซต์จริงๆ เอ๊ะ! จะมีสาวไทยตจิดอันดับบ้างไหม ไปลุ้นกันดีกว่าคร่าา...  อันดับที่ 1. Marion Cotillard มารียง กอตียาร์ นักแสดงสาวชาวฝรั่งเศส สาวที่เป็นเจ้าเก่าติดอันดับสาวใบหน้าสวยมาหลายปีซ้อน :  ติด Top 20, อันดับที่ 8,  อันดับที่ 7, อันดับที่่ 4 ,อันดับที่ 3 และไล่มาถึงอันดับที่ 2 จนปี2013 เธอก็คว้าตำแหน่งสาวหน้า สวยที่สุดในโลก อันดับที่ 1 ไปครองได้สำเร็จ  อันดับที่ 2. Nana นานะ นักร้องตำแหน่งคอรัส วง After School หรือ อิมจินอา (Im Jin-Ah) ไอดอลเกาหลี สุด สวย น่ารัก เธอยังขึ้นชื่อว่ามีเรียวขาที่สวย เนียน ที่สุดคนนึงของวงการบันเทิงเกาหลี อีกด้วย  อันดับที่ 3. Chloë Grace Moretz   โคลอี เกรซ มอเรตซ์ นักแสดงวัยรุ่นชาวอเมริกัน  เป็นที่รู้จักจากเรื่อง (500) Days of Summer และในเรื่อง Diary of a Wimpy Kid เธอยังรับบทเป็นฮิต-เกิร์ล ในหนังแนวซูเปอร์ฮีโรในปี 2010 เรื่อง Kick-Ass อีกด้วย  อันดับที่ 4. Emilia Clarke   เอมิเลีย คลาร์ก  นักแสดงสาวสวยชาวอังกฤษ จากซีรีส์  Game of Thrones อันดับที่ 5. Camilla Belle   คามิลลา เบลล์  นักแสดงชาวอเมริกัน หลายคนอาจจะคุ้นหน้าสวยของเธอจาก ผลงานภาพยนตร์ เรื่อง The Lost World: Jurassic Park, When a Stranger Calls จะบอกให้ว่าเธอเคยครองตำแหน่งสาวหน้าสวยจากโพลเดียวกันนี้ไปเมื่อปี 2010 ด้วยนะ อันดับที่ 6. Alexandra Joner อเล็กซานดรา โจนเนอร์ นักร้องสาวชาวนอร์วีเจียน  อันดับที่ 7. Lena Gercke   เลน่า เกิร์กค์  นางแบบและพิธีกรรายการทีวีชาวเยอรมัน ดีกรีผู้ชนะการประกวด  Germany’s Next Top Model อันดับที่ 8. Emma Watson เอมม่า วัตสัน ยิ่งโต ยิ่งสวย สาวที่เราเห็นวิวัฒนาการความสวย ความเป๊ะอย่างน่าอัศจรรย์ และผู้ครองตำแหน่งสาวหน้าสวยประจำปี 2011 อันดับที่ 9.  Kim Taeyeon คิม แทยอน  สาวสวยเสียงดี หัวหน้าวง และนักร้องเสียงหลักจากเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังของเกาหลี Girl's Generation อันดับที่ 10. Jessica Brown Findlay  เจสสิก้า บราวน์ ฟินด์เลย์  นักแสดงชาวอังกฤษ จากซีรีส์ Downton Abbey และผู้ครองตำแหน่ง Top 10 list สาวหน้าสวยประจำปี 2011 ตามด้วย อันดับ... 11. โอลิเวีย ไวลด์ (Olivia Wilde) 12. ดีพิก้า ปาดุโคน (Deepika Padukone) 13. อเล็กซานดรา แดดดริโอ (Alexandra Daddario) 14. เบ ซูจี (Suzy Bae) 15. อลิสัน บรี (Alison Brie) 16. นาตาลี เอมมานูเอล (Nathalie Emmanuel) 17. ซาร่า ลาร์สสัน (Zara Larsson) 18. เซเลน่า โกเมซ (Selena Gomez) 19. อินเดีย อิสลีย์ (India Eisley) 20. เจสสิก้า จอง (Jessica Jung) 21. ลิลี่ คอลลินส์ (Lily Collins) 22. มีแกน แทนดี้ (Meagan Tandy) 23. แทสมิน อีเกอร์ตัน (Tamsin Egerton) 24. ซอง เฮเคียว (Song Hye Kyo) 25. ลี ซีดูซ์ (Lea Seydoux) 26. ลูพิต้า เอนยองโก้ (Lupita Nyong'o) 27. แอมเบอร์ เฮิร์ด (Amber Heard) 28. เมแกน ยัง (Megan Young) 29. ลอร่า แฮดด็อก (Laura Haddock) 30. ซือ ซือ (Zhu Zhu) 31. ซาราห์ กอร์ดอน (Sarah Gadon) 32. ซาโตมิ อิชิฮาร่า (Satomi Ishihara) 33. นาตาลี พอร์ตแมน (Natalie Portman) 34. โก อารา (Go Ara) 35. เคท บ็อก (Kate Bock) 36. ซินเทีย ดิคเกอร์ (Cintia Dicker) 37. เคอร์รี วอชิงตัน (Kerry Washington) 38. เคท เบคคินเซล (Kate Beckinsale) 39. ไอยู (IU) 40. เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (Jennifer Lawrence) 41. โนโซมิ ซาซากิ (Nozomi Sasaki) 42. อิโมเกน พูทส์ (Imogen Poots) 43. เกียนนา จุน หรือ จวน จีฮุน (Gianna Jun) 44. มาเลน่า คอสต45. เคียร่า ไนท์ลีย์ (Keira Knightley) 45. เคียร่า ไนท์ลีย์ (Keira Knightley) 46. มิเรอิ คิริทานิ (Mirei Kiritani) 47. มิล่า คูนิส (Mila Kunis) 48. เอมม่า สโตน (Emma Stone) 49. โทเน่ ดัมลี (Tone Damli) 50. หลิว อี้เฟย (Liu Yifei) 51. ราเชล ไวซ์ (Rachel Weisz) 52. อะเฟอร์ดิต้า เดรสฮาจ (Aferdita Dreshaj) 53. ฟรีด้า พินโต (Freida Pinto) 54. คริสติน่า โรมาโนวา (Kristina Romanova) 55. เคท วินสเล็ต (Kate Winslet) 56. ฮารุกะ ชิมะซากิ (Haruka Shimazaki) 57. ลิซ่า โทมาชิวสกี้ (Lisa Tomaschewsky) 58. เจอร์นี สมอลเลตต์-เบลล์ (Jurnee Smollett-Bell) 59. โรส เบิร์น (Rose Byrne) 60. อายูมิ ฮามาซากิ (Ayumi Hamasaki) 61. โมนิกา เบลลุซซี่ (Monica Bellucci) 62. วิก้า เคเรเกส (Vica Kerekes) 63. ลิซซี่ (Lizzy) 64. ฮันน่า นิว (Hannah New) 65. คริสติน่า เฮนดริกส์ (Christina Hendricks) 66. ซูยอง (Sooyoung) 67. ไมเต้ เปอร์โรนิ (Maite Perroni) 68. เอลซ่า ฮอสค์ (Elsa Hosk) 69. โอดีย่า รัช (Odeya Rush) 70. มิชาเอล มอร์แกน (Mishael Morgan) 71. อิม ยุนอา (Im Yoona) 72. คาริซ แวน ฮูแทน (Carice Van Houten) 73. ซาไบน์ เจเมลจาโนวา (Sabine Jemeljanova) 74. โดคิซซา โนมิโคว (Doukissa Nomikou) 75. แจคยอง (Jaekyung) 76. ฮอลลี่ เอิร์ล (Holly Earl) 77. โกลชิฟเทห์ ฟาราฮานิ (Golshifteh Farahani) 78. เคท อัพตัน (Kate Upton) 79. โนร่า อาร์เนเซเดอร์ (Nora Arnezeder) 80. วิคตอเรีย ซ่ง (Victoria Song) 81. โนร่า คับบิลูท (Nora Kubiliute) 82. อียอง (E-You) 83. แกเบรียล ไวลด์ (Gabriella Wilde) 84. กุยเลีย อารีนา (Giulia Arena) 85. มีแกน มาร์เคิล (Meghan Markle) 86. ฟ่าน ปิงปิง (Fan Bingbing) 87. เอเลน่า ซาไทน์ (Elena Satine) 88. หลุยส์ โบร์กอยน์ (Louise Bourgoin) 89. มาร์เซลา กุยราโด (Marcela Guirado) 90. แอนนา คอนชาคอฟสกายา (Anna Konchakovskaya) 91. ซู วินซี (Soo Wincci) 92. แอนโทเนีย เอียคโคเบสคู (Antonia Iacobescu) 93. อแมนดา ไซย์ฟรีด (Amanda Seyfried) 94. อูริ (Woori) 95. วาเนสซา เฮสเลอร์ (Vanessa Hessler) 96. ซินเธีย อัดดัย โรบินสัน (Cynthia Addai Robinson) 97. แอนนาโซเฟีย ร็อบบ์ (Annasophia Robb) 98. เบลลา ฮีธโคท (Bella Heathcote) 99. อายะ อุเอโตะ (Aya Ueto) 100. โรซี่ ฮันทิงตัน ไวท์ลีย์ (Rosie Huntington-Whiteley)  ขอบคุณที่มาและภาพประกอบจาก...independentcritics.com

เว็บ หนังโป๊ออนไลน์ ให้คอมฟรีๆ กับผู้ใช้ที่เครื่องช้ากระตุกจนแม่จับได้
sex /  หนังโป๊ออนไลน์ / 

เว็บ หนังโป๊ออนไลน์ ให้คอมฟรีๆ กับผู้ใช้ที่เครื่องช้ากระตุกจนแม่จับได้ เชื่อแหละว่าผู้ชายเราต้องเคยมีโมเม้นต์แบบนี้ ซึ่งโมเม้นต์ที่ว่านั่นก็คือกำลังดูหนังโป๊ออนไลน์อยู่ในห้องดีๆ แล้วอยู่ดีๆ แม่จะเปิดประตูเข้ามาในห้อง แล้วเราทำอะไรกันไม่ถูกนั่นเอง ...ผมรู้ว่าคุณเคยนะ 555555 วันนี้ Men.MThai เราเลยจะขอนำเสนอหนุ่มที่เจอปัญหานี้ จนถึงกับต้องทุบคอมทิ้งเลยครับ แม่กำลังเดินขึ้นมาที่ห้อง แต่ pornhub ดันค้างซะงั้น ผมไม่รู้จะทำยังไงเลยทำไปตามภาพ เรื่องของเรื่องมันก็มีอยู่ว่าหนุ่มชาวอังกฤษ ชื่อ Denzel Michael เขาได้ทำกิจกาม...เอ้ยย กรรม ทั่วไปที่ผู้ชายอย่างเราพึงกระทำกัน นั่นก็คือเปิดดูหนังโป๊และก็ Wow สไลด์หนอนตัวเองไปพลาง ดู หนังโป๊ออนไลน์ไป แต่เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเขาได้ยินเสียงแม่ของเขากำลังจะเดินมาที่ห้องของเขา และเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด หน้าเว็บไซต์ Pornhub ที่เขาดูมันก็เกิดค้างขึ้นมาซะงั้น เขาทำอะไรไม่ถูก เลยทุบคอมพังมันซะเลย 55555555+ หลังจากนั้นเขาก็เอาเรื่องที่เกิดขึ้นมาระบายลงบนโซเชียลมีเดีย อย่างทวิตเตอร์ จนไวรัล ผู้คนต่างเข้ามารีทวิตกันมากว่่า 12,000 ครั้ง เราได้รับเรื่องของคุณแล้ว เราเลยจะส่งคอมใหม่ไปให้ เพื่อขอบคุณที่เลือกใช้บริการกับเว็บไซต์เรา จนเรื่องไปถึงเว็บไซต์ หนังโป๊ออนไลน์ PornHub ที่เขาใช้บริการ จนต้องออกมาทวิตตอบกลับหนุ่มคนนี้ด้วยความห่วงใหญ่อย่างฮาๆว่า ทาง PornHub ได้ทราบเรื่องทั้งหมดแล้วและรู้สึกเสียใจกับคอมของเขา และทางบริษัทจะจัดส่งคอมเครื่องใหม่ไปให้เขาเป็นการแสดงถึงความขอบคุณที่เขาเลือกใช้ PornHub นั่นเองครับ .......เดี๋ยวผมขอพังคอมเก่าๆ แบบนะครับ เผื่อจะได้คอมใหม่บ้าง 555555+ โดยทาง Corey Price รองประธานผู้บริหารบริษัท PornHub ได้ออกมากล่าวว่า ทางเราได้รับเรื่องของพ่อหนุ่ม Denzel Michael แล้ว บอกได้เลยว่ามันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในทุกวันนี้ของหนุ่มๆ ที่มักจะโดนขัดจังหวะการ Wow จากสิ่งรอบข้าง ทางเรารู้สึกขอบคุณ Denzel Michael ที่เลือกใช้เว็บไซต์ของเรา ที่เป็นผู้นำด้านการเผยแพร่ หนังโป๊ออนไลน์ อันดับต้นๆ ของโลก และทำให้ผู้คนหลายๆ คนได้รู้จักกับเว็บไซต์เรามากขึ้นจากการถูกรีทวิตอย่างมากมายบนโซเชียล เราเลยอยากที่จะส่งของขวัญไปขอบคุณเขาด้วย คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ที่สเป็คเครื่องรวดเร็วกว่า เวลาดูครั้งหน้าจะได้ไม่กระตุก .......หวังว่ารอบหน้าถ้ามีเหตุการแบบนี้เกิดขึ้น เขาน่าจะพับฝาเครื่องลงก็พอนะ ไม่ต้องถึงกับพังเครื่องหรอก 555555555+ Men.MThai เรียบเรียงเนื้อหาจากต้นฉบับ http://www.huffingtonpost.co.uk/2015/04/16/pornhub-smashed-laptop-denzel-new_n_7078976.html?1429197362

The Magnificent Seven 7 สิงห์แดนเสือ
Chris Pratt /  Denzel Washington / 

The Magnificent Seven 7 สิงห์แดนเสือ The Magnificent Seven 7 สิงห์แดนเสือ ว่าด้วยเรื่องราวของ 7 มือปืนนักฆ่า ที่ถูกว่าจ้างให้มาต่อกรกับเหล่าอันธพาลในหมู่บ้านแถบชายแดน เจ็ดสิงห์ปืนไวนอกกฎหมายที่ถูกชาวเมืองจ้างมาอารักขาปกป้องพวกเขาจากกองโจร ปีเตอร์ สการ์การ์ด นักธุรกิจตัวร้ายที่บงการชีวิตชาวเมืองด้วยวิธีการที่สุดแสนจะเหี้ยมโหด ความยุติธรรมจะมาพร้อมกับพวกเขาทั้ง 7 คน

FlashForward.S01E05-2
FlashForward

"Gimme Some Truth" Mark, Demetri, Gough, and their supervisor, Stanford Wedeck, are called to Washington DC to testify at a Senate Intelligence Committee to question the MOSAIC investigation of the blackout and the details of Mark's flashforward. Wedeck plays hardball with the President of the United States, Dave Segovia, to let him continue funding for Project MOSAIC, as well as clashes with the belligerent Senator Joyce Clemente who harbors a personal grudge against Wedeck. Back in Los Angeles, Olivia receives an anonymous text, telling her that Mark was drinking in his flashforward. Janis meets and goes on a date with a certain Maya, whom she confides in about her flashforward. At the end, Mark, Wedeck, Demetri & Co and Janis are attacked simultaneously by unknown assailants.

เคอร์รี วอชิงตัน เปลือยหน้า ขึ้นปก Allure
นิตยสาร /  ขึ้นปก / 

เคอร์รี วอชิงตัน (Kerry Washington) เปลือยหน้า ขึ้นปกนิตยสาร Allure

5 เรื่องราวน่าประทับใจในช่วงสงครามในอดีต
ต่างประเทศ /  เรื่องแปลก

คำว่า "สงคราม" เมื่อฟังดูแล้วทุกคนก็คงจะนึกถึงแต่ความสูญเสีย เลือดเนื้อ ความแตกแยก เพื่อที่จะได้มาของชัยชนะหรือความถูกต้อง แต่รู้ไหมว่า ในช่วงสงครามนั้นก็มีเรื่องราวดีๆ เกิดเรื่องราวน่าประทับใจขึ้น ถึงแม้จะเลวร้ายแต่ก็ยังมีความดีอยู่ในนั้นเหมือนกันนะ ^^.. teen.mthai มี 5 เรื่องราวน่าประทับใจในช่วงสงครามในอดีต มาฝากกันคะ 5 เรื่องราวน่าประทับใจในช่วงสงครามในอดีต 1. เครื่องบินปล่อยขนม ในช่วงปี ค.ศ.1948 เป็นช่วงที่ใครอยู่ในประเทศเยอรมันออกจะโชคร้ายกว่าใคร หลังจากที่ประเทศถูกแบ่งแยกท่ามกลางผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศรัสเซียเองก็ตัดสินใจที่จะตัดช่องทางการคมนาคมทางรถไฟที่ตรงไปยังกรุงเบอร์ลินทั้งหมด ด้วยความหวังว่าจะเกิดการขาดแคลนอาหารในเบอร์ลิน ในตอนนั้นเอง ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตรอื่นๆ ก็พบว่า พวกเขาสามารถใช้เครื่องบินช่วยขนส่งอาหารได้ จึงได้มีการเริ่มปฎิบัติการที่เรียกว่า The Berlin Airlift ซึ่งเครื่องบินรบแทนที่จะปล่อยลูกระเบิด ก็ทำการปล่อยอาหารลงไปยังกรุงเบอร์ลินแทน ถึงตอนนี้ คนในเบอร์ลินก็รอดจากการอดตายแล้ว แต่ยังมีของเล็กๆ น้อยๆ ที่ขาดไป นั่นคือ ขนมหวานสำหรับเด็กๆ Gail Halvorsen?นักบินจากรัฐยูทาห์ รู้สึกสะเทือนใจกับภาพของเด็กๆ ในเหล่ากรุงเบอร์ลินที่ไม่มีขนมหวานไว้กิน เขาจึงยกหมากฝรั่งให้เด็กเหล่านั้นพร้อมกันสัญญาว่า เขาจะกลับมาวันพรุ่งนี้พร้อมกับขนมอีกจำนวนมากมาย หลังจากนั้น Halvorsen ได้ทำการปล่อยช็อคโกแล็ตลงมากับร่มชูชีพอันเล็กๆ ลงมาให้เด็กๆ นอกจากนั้น เขายังขยับปีกเครื่องบินไปมาเพื่อเป็นสัญญาณให้เด็กๆ จำเครื่องบินของเขาได้และเตรียมพร้อมรับฝนช็อคโกแล็ต ทำให้เขาได้รับฉายา คุณลุงขยับปืก (Uncle Wiggly Wings)?ไปด้วย อย่างไรก็ตาม การกระทำแบบนี้ของ Halvorsen ถือว่าผิดกฎ และเขาก็ถูกบังคับให้เลิกทำเสีย จนกระทั่งเจ้านายของเขาได้รู้ว่าชาวเยอรมันชอบพวกอเมริกามากขึ้นแค่ไหนจากเหตุการณ์นี้ จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มกองกำลังเครื่องบินที่มีหน้าที่ส่งของหวานจำนวนมากไปให้แก่ชาวเมือง ถึงแม้ว่าปฎิบัติการนี้จะจบลงในปี ค.ศ.1949 หลังจากที่สหภาพโซเวียตยอมแพ้ เด็กๆ ชาวกรุงเบอร์ลินก็ไม่เคยลืมเรื่องของคุณลุงขยับปีก และชื่อของ Gail Halvorsen ก็ยังเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศเยอรมันในฐานะชายที่ให้ขนมแก่เด็กๆ ถึงขนาดมีโรงเรียนบางแห่งถูกตั้งชื่อขึ้นตามเขาด้วยซ้ำ 2. George Washington คืนสุนัขให้นายพลแห่งกองทัพอังกฤษ ถ้า George Washington ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐจะมีศัตรูคู่แค้นสักคน คนๆ นั้นก็คือ William Howe นายพลแห่งกองทัพอังกฤษ ในช่วงสงครามปฎิวัติ กองทัพของ Howe ชนะกองทัพของ Washington หลายครั้งหลายหน จนทำให้ท่านประธานาธิบดีต้องถอยร่นไปเรื่อยๆ ในเดือนตุลาคม ปีค.ศ.1777 Washington และ Howe พบกันอีกครั้งที่ Germantown รัฐ Pennsylvania ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือดแต่ก็เป็นฝ่ายของ Howe ที่เอาชนะไปได้ โดยฆ่าทหารของฝ่ายอเมริกาไปกว่า 100 คนและจับเป็นนักโทษไว้อีกกว่า 400 คน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะสูญเสียไปมาก ฝ่ายอเมริกาก็จับตัวประกันไว้ได้ นั่นคือ สุนัขพันธุ์เทอร์เรียของนายพล Howe ซึ่งหนีออกมาระหว่างการต่อสู้แล้วมาลงเอยอยู่ที่อีกฝั่ง เป็นเวลา 2 วันที่นายพลเฝ้าเป็นห่วงว่า พวกอเมริกันที่โหดร้ายจะทำอะไรกับสุนัขของเขาบ้าง แต่หลังจากนั้น 2 วัน เจ้าสุนัขก็วิ่งออกมาจากป่าแล้วกลับไปหา Howe โดยสวัสดิภาพ พร้อมกับข้อความผูกติดมาด้วยว่า ?ของขวัญจากนายพล Washington ให้นายพล Howe เขาขอคืนสุนัขตัวนี้ที่บังเอิญมาอยู่ในมือเขาให้ด้วยความยินดี ตามที่ปลอกคอของมันระบุไว้ว่ามันเป็นสุนัขขอองนายพล Howe? เรื่องของเรื่องก็คือ Washington เป็นคนที่รักสุนัขมาก และถึงแม้ Howe จะฆ่านายทหารของเขาไปหลายร้อยคน เขาก็ไม่สามารถทำใจร้ายเอาเปรียบในสถานะการณ์แบบนี้ได้ เขาถึงกับสั่งให้หยุดยิงเพื่อให้สุนัขวิ่งผ่านไปได้ และนี่คือช่วงเวลาน่าประทับใจระหว่างคนและเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ ส่วนหลังจากนั้นนายพลทั้งสองก็กลับไปสู้รบกับต่ออยู่ดี 3.?สุนัขอังกฤษได้รับยศเป็นนาวิกโยธิน Just Nuisance (แปลว่าเจ้าตัวน่ารำคาญ) เป็นสุนัขพันธุ์เกรทเดนอาศัยอยู่ที่ฐานทัพกองทัพเรือที่ประเทศแอฟริกาใต้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มันได้ชื่อแบบนี้มาเพราะมันมีนิสัยชอบนอนขวางทางเดินแคบๆ บนสะพานที่เชื่อมจากท่าเรือไปยังบนเรือ และด้วยตัวขนาดสูงใหญ่ถึง 6 ฟุต 6 นิ้ว ทำให้ไม่ง่ายเลยที่จะทำเป็นมองไม่เห็นมัน อย่างไรก็ตาม เหล่าทหารเรือก็รักเจ้า Nuisance และยอมให้มันตามจากฐานทัพไปยังสถานีรถไฟแถวในท้องที่ บางครั้งเจ้า Nuisance ก็จะนำทางทหารเรือกลับไปยังฐานทัพ เมื่อพวกเขาออกไปดื่มกันหนักเกินไปหน่อย หรือเข้าไปช่วยห้ามเมื่อทหารเรือมีเรื่องชกต่อยกันเอง ปัญหาก็คือ พนักงานรถไฟที่ทำงานอยู่ในท้องที่ไม่ค่อยชอบเจ้า Nuisance มากเท่าไหร่นัก และทหารเรือก็มักชอบแอบเอามันขึ้นรถไฟด้วยเสมอๆ แทนที่จะให้จ่ายค่าเดินทางสำหรับสุนัขเพื่อที่มันจะได้เดินทางอย่างถูกต้อง พนักงานรถไฟตัดสินใจว่า เจ้าสุนัขตัวเกือบเท่าลูกม้านี้จะต้องห้ามขึ้นรถไฟโดยเด็ดขาด ถึงกับตั้งกฏว่าถ้าเห็นเจ้า Nuisance บนรถไฟ จะต้องพามันลงโดยทันที แต่ทางกองทัพเรือก็มีทางแก้ โดยการลงทะเบียนเจ้า Nuisance เป็นสมาชิกกองทัพเรือเหมือนกับเป็นคนๆ หนึ่งเสียเลย ซึ่งหมายความว่า ไม่ใช่แค่พนักงานรถไฟจะทำอะไรสุนัขตัวนี้ไม่ได้ แต่เจ้าหมา(ไม่)น้อยตัวนี้จะได้รับสิทธิ์ให้นั่งรถไฟได้ฟรีอีกด้วย มีกระทั่งลายเซ็นของเจ้า Nuisance ยืนยันด้วยตัวตน (ลายฝ่าเท้า) มันต้องผ่านการตรวจร่างกายตามขั้นตอน และได้ที่นอนใหม่เป็นเตียงสำหรับทหารเรือ ต่อมามันก็ได้ทำหน้าที่เป็นนาวิกโยธินเต็มตัว และได้รับการฝังศพแบบทหารคนหนึ่งอีกด้วย 4. กองทัพเรือแต่งตั้งกองทัพไอศกรีม ในปี ค.ศ.1945 กองทัพเรืองของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ประจำการอยู่ที่มหาสมุทรแปซิฟิกใต้พบกับปัญหา 3 อย่าง อากาศร้อน กำลังใจหดหาย และกองทัพญี่ปุ่นที่ตามจ้องฆ่าอยู่ทั้งวันทุกวัน นั่นเองเป็นตอนที่ James Forrestal เลขานุการแห่งกองทัพเรือได้คิดทางแก้ขึ้นมา นั่นคือ แจกไอศกรีมฟรี Forrestal รู้ดีว่าของหวานนี้สำคัญขนาดไหน เขาจริงจังกับเรื่องนี้มากขนาดถึงพูดไว้ว่า ในความคิดของผมแล้ว ไอศกรีมเป็นสิ่งให้ขวัญกำลังใจที่สำคัญที่สุดที่ถูกละเลยไป? (รวมถึงปัจจัยอื่นๆ นั่นคือเหล้าและหนังสือโป๊ แต่เขาไม่ได้พูดถึง) ไอศกรีมนี้สำคัญมากขนาดนี้?Forrestal สามารถโน้มน้าวใจให้รัฐบาลให้งบถึง 1 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ สำหรับไอศกรีมอย่างเดียว กองทัพเรือได้ออกแบบเรือบรรทุกให้เป็นเหมือนกับร้านไอศกรีมลอยน้ำ พร้อมกับตู้แช่เย็นขนาดยักษ์ที่พร้อมเดินทางไปทุกที่ในมหาสมุทรแปซิฟิก เรือลำนี้สามารถผลิตไอศกรีมได้ 10 แกลลอนในทุกๆ 7 วินาที ซึ่งต่อมาก็พิศูจน์ได้ว่าเรือบรรทุกไอศกรีมนี้ประสบความสำเร็จในการรับใช้เหล่าหทารเรือ 5.?แมวได้รับเหรียญจากการจับหนูคอมมิวนิสต์ และอีกครั้งกับกองทัพเรือที่นอกจากจะรักสุนัขแล้วยังรักแมวอีกด้วย ขอแนะนำให้รู้จัก Simon แมวที่อาศัยอยู่บนเรือ HMS Amethys เรือของกองทัพนาวิกโยธินแห่งประเทศอังกฤษ หลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Simon ก็ได้รับเลี้ยงดูโดยกัปตันเรือ แต่เรื่องของเราจริงๆ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ.1949 เมื่อเรือกำลังเดินทางไปยังแม่น้ำแยงซีเกียง และเกิดติดอยู่กลางสงครามในประเทศจีน?พรรคคอมมิวนิสต์จีนฆ่าลูกเรือ 22 คน รวมถึงกัปตัน? ส่วนพวกที่เหลือถูกล้อมไว้แล้วจับเป็นตัวประกัน นอกจากนั้น เรือ Amethyst ได้กลายเป็นแหล่งเพาะหนูเมื่อมันติดอยู่ที่ท่าเรือไปไหนไม่ได้ หนูพวกนี้เข้ายึดครองเรือและกัดกินเสบียงอาหารที่เหลืออยู่ ซึ่งนี่กลายเป็นปัญหาใหญ่เพราะทหารที่เจ็บและเหนื่อยล้าที่เหลือไม่สามารถขอให้จีนปล่อยตัวพวกเขากลับไปยังประเทศอังกฤษโดยเร็วได้ นี้คือตอนที่ Simon เข้ามามีบทบาท ทั้งๆ ที่มันได้รับบาดเจ็บหนักจากสะเก็ดระเบิด มันก็เริ่มภารกิจจับหนูที่อยู่บนเรือทีละตัวๆ ในขณะที่กัปตันเรือคนใหม่กำลังป่วย นี่เป็นการช่วยลูกเรือจากการขาดเแคลนเสบียง นอกจากนั้น ยังเป็นทำให้กัปตับคนใหม่ซาบซึ้งใจอีกด้วย เขาได้เขียนเอาไว้ว่า Simon ปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดีและเป็นขวัญกำลังใจอย่างมาก และด้วยการเสนอของกัปตัน Simon ก็ได้รับเหรียญตรา Dickin Medal ซึ่งเป็นเหรียญเกียรติยศสำหรับสัตว์ และกลายเป็นแมวดังไปทันที ที่มา?everyday-readers.com,Cracked

การเตรียมตัวจัดกระเป๋าเที่ยวหน้าหนาว ในเมืองต่างๆ รอบโลก
จัดกระเป๋าเดินทาง /  เที่ยวยุโรป / 

วันนี้เรามีทิปส์การเตรียมตัวกระเป๋าเดินทาง สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในฤดูหนาว ไม่ว่าคุณจะไปปีนดอยเหนือสุดของประเทศ ไปเดินเล่นเมืองหนาวกำลังสบาย หรือจะไปเยือนเมืองแถบขั้วโลกที่หนาวติดลบ เรามีวิธีการเตรียมตัวจัดกระเป๋ารับมือกับความหนาวได้ทุกระดับและทุกรูปแบบมาฝากคุณ รับประกันได้ว่าคุณไม่ต้องแบกตู้เสื้อผ้าไปแน่นอน การเตรียมตัวจัดกระเป๋าเที่ยวหน้าหนาว ในเมืองต่างๆ รอบโลก ระดับหนาวเย็นกำลังสบาย (15-20 องศาเซลเซียส) ก่อนอื่นเราต้องมาแบ่งการจัดกระเป๋าเป็น 3 ระดับตามความหนาว 1.ระดับหนาวเย็นกำลังสบาย (15-20 องศาเซลเซียส) อากาศระดับประมาณนี้คุณสามารถนำเสื้อยืด กระโปรง หรือเดรสลำลองที่ใส่หน้าร้อนมาปรับใส่ได้ โดยอาจจะนุ่งเลกกิ้งส์ (leggings) ไว้ด้านในเพื่อเพิ่มความอบอุ่น และสวมแจ็กแก็ตบางๆ หรือขนอ่อน หรือเสื้อกันหนาวรุ่นไม่หนามากและเป็นพวกเส้นใยฝ้ายหรือสังเคราะห์ทับไว้ด้านบน อุณหภูมิระดับนี้ถือเป็นอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของช่วงกลางวันฤดูหนาวในจังหวัดทางเหนือของไทย ส่วนประเทศในแถบตะวันตกอย่างยุโรปจะเป็นอากาศช่วงฤดูใบไม้ร่วง และเป็นอุณหภูมิเฉลี่ยของช่วงปลายปีในประเทศอเมริกาฟากตะวันออก เช่น รัฐฟลอริดา (Florida State) และแถบทางใต้ของญี่ปุน เช่น โอะกินะวะ (Okinawa) เสื้อผ้า เสื้อยืดได้ทั้งแขนสั้น แขนยาว ผ้ายืดธรรมดา กางเกงยีนส์ เสื้อแจ็กแก็ต เสื้อคลุมคาดิแกน (cardigan) เสื้อกันหนาวแบบสวม (jumper) หรือสเวตเตอร์ (sweater) รองเท้า รองเท้าผ้าใบ รองเท้าบู้ทสั้นแบบครึ่งข้อ เครื่องแต่งกายอื่นๆ ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ถุงเท้าแบบธรรมดาไม่ต้องหนามาก หรือถุงน่องบางๆ ระดับหนาวยะเยือก (1-15 องศาเซลเซียส) 2.ระดับหนาวยะเยือก (1-15 องศาเซลเซียส) หนาวระดับนี้ถือว่าหนาวมากสำหรับเมืองร้อนแบบบ้านเรา หนาวระดับนี้ อาจจะได้เจอบนดอยในช่วงฤดูหนาว จังหวัดทางเหนือและทางภาคอีสานในช่วงเช้าและตกดึก และเป็นอุณหภูมิในช่วงจะเข้าฤดูหนาวของประเทศทางแถบตะวันตก สำหรับคนที่จะเดินทางไปประเทศอเมริกาฝั่งคาบสมุทรตะวันตก หรือทวีปแคลิฟอร์เนีย (California State) อากาศระดับนี้ถือเป็นอุณหภูมิเฉลี่ยของฤดูหนาว เช่นเดียวกับจังหวัดในตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น เช่น โตเกียว (Tokyo) ฟุกุโอกะ (Fukuoka) และโอซาก้า (Osaka) เป็นต้น ส่วนคนที่จะเดินทางไปเกาหลีใต้หรือประเทศจีน และประเทศในแถบข้างเคียง อาจจะต้องเจอระดับอุณหภูมิประมาณหนาวยะเยือกไปถึงหนาววัดใจแบบติดลบในบางช่วงของวัน เสื้อผ้า ชั้นใน ชุดชั้นในแบบหนา เสื้อกล้ามหรือเสื้อเบาบางไว้ใส่ชั้นในเพิ่มความอบอุ่น เสื้อกล้ามเส้นใยผ้าไหมบางๆ แต่อุ่นดีทีเดียว บางคนที่ชินกับอากาศหนาว อาจไม่ต้องใส่ก็ได้ แต่ถ้าไม่คุ้นเคย ควรพกลองจอห์น (long john) ติดตัวไปด้วยเผื่อใส่ด้วยก็ได้ ชั้นกลาง เสื้อปิดคอแขนยาว เสื้อแขนยาว เสื้อคลุม หรือเสื้อสเวตเตอร์รุ่นอย่างหนา สำหรับอุณหภูมิตำกว่า 10 องศา ควรใส่เสื้อสเวตเตอร์ที่มีเส้นใยผสมขนสัตว์นิดหน่อย และกางเกงยีนส์หนา ทั้งนี้ ถ้าไม่ได้ใส่ลองจอห์น อาจใส่เลกกิ้งส์เพิ่มอีกชั้น หรือมีเลกวอร์มเมอร์ (ทีคลุมตั้งแต่ข้อเท้าจนถึงเข่า) ไปเผื่อ ชั้นนอก เสื้อแจ็กเก็ตหรือเสื้อโค้ทแบบหนาที่มีฮู้ดไว้กันลม โดยด้านนอกสุดของเสื้อควรเป็นเส้นใยแบบกันลม เพราะแม้อุณหภูมิไม่ต่ำมาก แต่โดนลมพัดนาน ก็ทำให้หนาวมากได้ หากอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา ด้านในควรเป็นขนเป็ด รองเท้า รองเท้าผ้าใบ รองเท้าบูทได้ทุกรุ่นตั้งแต่ครึ่งข้อ ครึ่งเข่าไปจนถึงบูทสูง เครื่องแต่งกายอื่นๆ ถุงเท้าอย่างหนาหากไม่ได้ใส่บู้ท ใส่หมวกไหมพรม หากเสื้อแจ็กเก็ตหรือเสื้อโค้ทไม่มีฮู้ด ผ้าพันคออย่างหนา หาแบบที่ทำจากขนสัตว์ (Wool) หรือขนแกะจะช่วยได้ดีมาก ถุงมือ ถุงเท้าอย่างหนา ถุงน่องรุ่นแพนตี้โฮส (pantyhose) หรือไทต์ (tight) หมวกสำหรับหน้าหนาว หรือใครจะนิยมบีนนี่ (beanie) ที่เป็นหมวกไหมพรมหรือผ้ายืดอย่างหนาไปจนถึงขนแกะไว้ใส่คลุมปิดตั้งแต่หน้าผาก หู และคลุมท้ายทอยหรือต้นคอก็ได้ตามแต่ความทนทานความหนาวของแต่ละบุคคลไป ระดับหนาวติดลบ (1 องศาเซลเซียสลงไปจนถึงหนาวติดลบ) 3.ระดับหนาวติดลบ (1 องศาเซลเซียสลงไปจนถึงหนาวติดลบ) ระดับนี้เป็นหนาววัดใจหรือบางคนอาจเรียกว่าหนาวหูหลุด เพราะจะหนาวมากจนคุณรู้สึกชาบริเวณข้อต่อต่างๆ ของร่างกาย หนาวระดับนี้แน่นอนว่าจะเป็นอุณหภูมิของทุกเมืองที่มี “หิมะตก” เช่น ซัปโปโร (Sapporo) และเมืองทางเหนือของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ในเขตจังหวัดคังวอน (Gangwon-do) หรือในเมืองที่เป็นแหล่งสกีมีหิมะตก ประเทศแถบใกล้กับขั้วโลกเหนือ เช่น รัสเซีย แคนาดา ประเทศแถบยุโรป อเมริกาตอนเหนือ เช่น นิวยอร์ค (New York) ชิคาโก (Chicago) และวอชิงตัน ดีซี (Washington DC) เป็นต้น เสื้อผ้า ชั้นใน จัดเสื้อผ้าอย่างหนาแบบหนาวระดับยะเยือกแต่อาจต้องใส่หลายชั้นหน่อย เช่น ชุดชั้นในไหมพรม ลองจอห์น (ถ้ามีหิมะ ใช้ลองจอห์นแบบระบายความชืันได้อย่างรวดเร็ว) หรือเสื้อกล้ามหนาด้านบนแล้วนุ่งไทต์เลกกิ้งส์อย่างหนา หรือแพนตี้โฮสด้านล่าง ชั้นกลาง แจ็กเก็ตเสื้อขนอ่อน หรือเสื้อไหมพรมแบบผสมขนสัตว์สัก 40% ขึ้นไป กางเกงยีนส์ ถ้าหิมะตก แนะนำใส่กางเกงผ้าร่มที่บุขนอ่อนและกันเปียก (แบบสำหรับเล่นสกีได้) ชั้นนอก ที่สำคัญเวลาหิมะตกแล้วจะเปียกและลื่นได้ง่าย ควรสวมเสื้อโค้ทขนเป็ดทีด้านนอกกันเปียก ถ้าไม่ได้ใส่กางเกงแบบสำหรับใส่เล่นสกีได้ แนะนำเป็นเสื้อโค้ทยาว รองเท้า ถุงเท้าอย่างหนาหรืออย่างบางแต่ผสมขนสัตว์ รองเท้าบูทสูง รองเท้าที่สำหรับเดินบนหิมะได้ไม่ลื่น เครื่องแต่งกายเสริม เช่นเดียวกับระดับหนาวยะเยือก เช่น ผ้าพันคออย่างหนา ถุงมือกันเปียกกันลม เลกกิ้งส์อย่างหนา แต่เพิ่มที่ปิดหูเพิ่มเข้ามา หรือหมวกที่ปิดหูได้ หรือบีนนี่ยาวคลุมหูได้ เอาไปเท่าไหร่ เสื้อโค้ทที่จะใส่ด้านนอกเอาไปแค่ 1 ตัวหรือไม่เกิน 2 ตัว กางเกงยีนส์ 2 ตัว เสื้อคอเต่า หรือ เสื้อแขนยาวไม่เกิน 3 ตัว รองเท้า 2 คู่ ขอให้เป็น บูท 1 คู่ และผ้าใบ 1 คู่ แจ็กเก็ต สเว็ตเตอร์ไม่เกิน 2 ตัว ส่วนเลกกิ้งส์ หรือ พวกไว้สวมใส่ด้านในเพิ่มความอบอุ่นอาจจะเอาไปสัก 3-4 ชิ้น เพราะเครื่องแต่งกายเหล่านี้เบาและม้วนแพคได้ง่าย ส่วนเครื่องแต่งกายอื่นๆ เช่นผ้าพันคอ หมวก ถุงมือก็ขอให้ไม่เกิน 2 ชิ้นต่ออย่าง ส่วนถุงเท้าสัก 5 คู่ก็ได้ ชุดนอน 1-2 ชุด ส่วนชุดชั้นใน ก็คำนวณเอาตามความเหมาะสม อย่าลืมว่าโรงแรมที่พักส่วนใหญ่ คุณสามารถส่งซักได้ หรือแม้กระทั่งจะไปหยอดเหรียญตู้ซักผ้าในร้านซักรีดทั่วไปก็ไม่ลำบากมากมายอะไรนัก สิ่งจำเป็นอื่นๆ ที่ควรแพคติดประเป๋าเดินทาง ครีม/โลชั่นถนอมความชุ่มชื่นของผิวหน้า ผิวกาย และมือ หากไม่คุ้นเคยกับลมหนาวและอากาศแห้ง ขอแนะนำให้ใช้ครีม/โลชั่นสำหรับเมืองหนาว ลิปบาล์มหรือลิปกลอส น้ำตาเทียม โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ใส่คอนแท็กเลนส์หรือมีปัญหาตาแห้ง ยาแก้ไข้หวัด ยาแก้แพ้อากาศ และยาประจำตัวที่มีฉลากภาษาอังกฤษถูกต้อง ครีม/โลชั่นกันแดด แม้ฤดูหนาวถึง 0 องศา แต่ในบางแห่งก็อาจมีแดดในตอนกลางวันได้เช่นกัน แว่นกันแดด อุปกรณ์เสริมสำหรับไปขึ้นเขา ขึ้นดอย หรือเล่นสกี แว่นกันลม สำหรับการไปเล่นสกี หรือปีนเขา ปีนดอยที่มีลมพัดแรง ถุงมือสกี ซึ่งมีความหนากว่าถุงมือปกติและยังสามารถกันน้ำได้ ที่มา http://www.skyscanner.co.th

รวม 12 บ้านหรู อู้หูนึกว่าวัง
บ้านหรู

วันนี้ Decor.Mthai ได้ รวม 12 บ้านหรู อู้หูนึกว่าวัง มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ บ้านหรู ที่เรานำมาฝากในวันนี้ เป็นบ้านของเหล่าไฮโซ เซเลบ เหล่าดาราฮอลลีวูด ทั้งหลายค่ะ ว่าแล้วเราไปดูบ้านหรูเหล่านี้กันเลยค่ะ รวม 12 บ้านหรู อู้หูนึกว่าวัง 1. Mansion House - Auckland Mansion House - Auckland : ออกแบบและก่อสร้างโดย : P.W. DESIGN & BUILD LTD 2. Villa Toscana Villa Toscana : มีขนาดพื้นที่ 7,095 ตารางฟุต ตั้งอยู่ที่ รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาอยู่ที่ประมาณ 2,500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 95 ล้านบาทไทยนั้นเองค่ะ 3. Introducing Wild Introducing Wild : ตั้งอยู่บนทะเลสาบบนเกาะเมอร์เซอร์ที่ Washington มีเนื้อที่ 16,636 ตารางฟุต 4. The Versace Mansion The Versace Mansion : ตั้งอยู่ที่ miami beach ปรเทศสหรัฐอเมริกา ราคาบ้านหลังนี้อยู่ที่ 120 ล้านเหรียญสหรัฐ 5. Luxury Hollywood Luxury Hollywood : ตั้งอยู่ที่ In Hollywood Hills 6. The Safe House Estate 7. Exquisite Mansion Exquisite Mansion : บ้านหลังนี้สร้างขึ้นที่ south africa 8. Furze Croft   Furze Croft : สร้างขึ้นใน Weybridge 9. Las Vegas Luxury  10. Megill Homes 11. 472 White Rock Road 472 White Rock Road : ราคาอยู่ที่ 865,000 เหรียญสหรัฐ มีขนาด 5,000 ตารางฟุต 12. Majestic Lake Majestic Lake : สร้างขึ้นที่ วอชิงตัน มีขนาดเนื้อที่ 5500 ตารางฟุต ราคาอยู่ที่ประมาณ 6,180,000 เหรียญสหรัฐ เป็นไงค่ะเพื่อนๆ เห็นบ้านหรู กันไปแล้ว แต่ละหลังนี้เรียกได้ว่าสวยอลังกาลมากๆ แต่ราคาก็ แพงแสนแพงแบบจับต้องกันยากมากๆ เลยดีเดียวล่ะค่ะ ขอบคุณรูปภาพจาก  : topdreamer.com

ประกาศผล : ดูหนังใหม่ รอบพิเศษ The Magnificent Seven 7 สิงห์แดนเสือ
7 สิงห์แดนเสือ /  Chris Pratt / 

เอ็มไทยมูฟวี่พรีวิว The Magnificent Seven 7 สิงห์แดนเสือ The Magnificent Seven 7 สิงห์แดนเสือ ว่าด้วยเรื่องราวของ 7 มือปืนนักฆ่า ที่ถูกว่าจ้างให้มาต่อกรกับเหล่าอันธพาลในหมู่บ้านแถบชายแดน เจ็ดสิงห์ปืนไวนอกกฎหมายที่ถูกชาวเมืองจ้างมาอารักขาปกป้องพวกเขาจากกองโจร ปีเตอร์ สการ์การ์ด นักธุรกิจตัวร้ายที่บงการชีวิตชาวเมืองด้วยวิธีการที่สุดแสนจะเหี้ยมโหด ความยุติธรรมจะมาพร้อมกับพวกเขาทั้ง 7 คน ของรางวัล บัตรชมภาพยนตร์รอบพิเศษจำนวน 15 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง ในวันพุธที่ 12 ตุลาคม 2559 ที่ โรงภาพยนตร์ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน รอบเวลา 20.00 น. (ลงทะเบียนรับบัตรเวลา 19.00-20.00 น.) สนับสนุนของรางวัลโดย  ประกาศรายชื่อผู้โชคดี รายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับบัตรชมภาพยนตร์รอบพิเศษเรื่อง The Magnificent Seven ทั้งหมด 10 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง มีรายชื่อดังต่อไปนี้ สุวิชชา เอกภาณุโรจน์ (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) ไวทย์ สุริยา (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) พนมกร พฤกษะวัน (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) สิริกร นุชแฟง (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) นิธิภัทร์ ทองอ่อน (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) อัจฉรียา แก้วจุฑามณี (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) นนทวัฒน์ เยาวสังข์ (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) นพดล บุรจรรย์ (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) ณัฐพงษ์ ใจรวมกูล (ยืนยันสิทธิ์แล้ว)    ศรัญญา กระจกรูป (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) กวิสรา ทองธนบดีกุล (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) กวี ศรีตระกูล (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) มัทธิว ฉิมงาม (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) พิทวัส ดาราทิพย์ (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) ชัยรัตน์ สิริเบญจวงศ์ (ยืนยันสิทธิ์แล้ว) ผู้โชคดีต้องเช็คอีเมลและตอบกลับเพื่อยืนยันสิทธิ์ ภายในวันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม 2559 ก่อนเวลา 18.00 น. มิเช่นนั้นจะถือว่า “สละสิทธิ์” กรณีที่มีผู้สละสิทธิ์จะนำบัตรไปสุ่มแจกให้กับผู้ที่เข้ามาสำรองรายชื่อในหน้าเพจ facebook.com/moviemthai การรับของรางวัล แสดงบัตรประชาชนตัวจริง (ที่ยังไม่หมดอายุ) ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่โต๊ะลงทะเบียนเพื่อรับบัตร เจ้าหน้าที่จากบริษัทจะเป็นผู้แจกบัตรให้ โดยผู้โชคดีต้องมารับบัตรชมภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ไม่สามารถฝากมารับได้ เริ่มแจกบัตรตั้งแต่เวลา 19.00-20.00 น. หากมาช้ากว่าเวลาดังกล่าวจะถือว่าสละสิทธิ์ทันที ผู้ที่ได้รับรางวัลในกิจกรรมรอบนี้ หากมีรายชื่อได้รับรางวัลซ้ำกับสื่ออื่น ๆ เกิน 1 รายชื่อ ทางเจ้าหน้าที่ขอสงวนสิทธิ์ให้เหลือชื่อเพียง 1 ชื่อเท่านั้น โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า กรุณาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ กรณีที่ต้องฝากโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป หรืออุปกรณ์อื่น ๆ รางวัลนี้ไม่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้ รวมทั้งซื้อ-ขาย สงวนสิทธิ์ 1 ท่าน / 1 รางวัล ขอสงวนสิทธิ์ตัดสิทธิ์ผู้โชคดีที่ไม่ทำตามกติกาข้างต้นทุกกรณี การตัดสินของเจ้าหน้าที่ถือเป็นที่สิ้นสุด

คีย์, ลูน่า, ซองกยู พร้อม เฉิน EXO ซ้อมมิวสิคัล In the Heights
EXO /  f(x) / 

ไอดอลมิวสิคัล คีย์ SHINee, ลูน่า f(x), ซองกยู INFINITE พร้อมนักแสดงมือใหม่ เฉิน EXO ร่วมซ้อมละครเวที In the Heights   เพียงแค่เผยรายชื่อนักแสดงออกมาก็ทำเอาละครเวทีมิวสิคัลสัญชาติเกาหลี เรื่อง In the Heights ได้รับความสนใจอย่างมากซะแล้ว เพราะไม่เพียงจะมีนักแสดงมืออาชีพมาร่วมงานอย่างคับคั่ง มิวสิคัลเรื่องนี้ยังถือเป็นการรวมตัวกันครั้งสำคัญของเหล่าศิลปินไอดอลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คีย์ SHINee, ซองกยู INFINITE, ลูน่า f(x) และ เฉิน EXO ซึ่งถือเป็นการเดบิวต์ในฐานะนักแสดงละครเวทีมิวสิคัลครั้งแรกของเขาด้วย วานนี้ (19 ส.ค.) เหล่านักแสดงได้รวมตัวกันเพื่อซ้อมมิวสิคัลเรื่อง In the Heights โดยเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพบรรยากาศออกมาฝากแฟนๆ กัน ละครเวทีเรื่อง In The Heights บอกเล่าเรื่องราวชีวิตและความใฝ่ฝันของเหล่าผู้คนใน Washington Heights ที่นครนิวยอร์ก โดยในการแสดงจะมีการผสมผสานดนตรีแร๊พ ฮิพฮอพ และสตรีทแดนซ์ เข้าไปในมิวสิคัลเรื่องนี้ด้วย In The Heights จะทำการแสดงที่ Blue Square Samsung Card Hall ฮันนัมดง กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เริ่มตั้งแต่ 4 กันยายน – 22 พฤศจิกายน 2015 [현장영상] 뮤지컬 '인 더 하이츠' (Musical In The Heights, SHINee, Key, EXO, Chen, INFINITE, f(x), Luna) https://www.youtube.com/watch?v=tDrtaixo5UI ข้อมูลจาก soompi ข่าวนี้เผยแพร่โดยมิวสิคเอ็มไทย --- http://music.mthai.com --- หากนำข่าวไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วย มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

เตรียมเปิดตัวคนในภาพเข้าเฝ้าในหลวงที่หาชมยาก
วันพ่อ /  วันพ่อแห่งชาติ / 

กระทรวงวัฒนธรรม เปิดตัวบุคคลในภาพพระราชกรณียกิจที่หายากในอดีต นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า การตามหาบุคคลในภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2557 ในครั้งนี้ เป็นการเปิดตัวบุคคลในภาพ โดยติดตามบุคคลในภาพเป็นเด็กหญิงที่ก้มลงกราบเป็นภาพของ นางสาวชื่นจิต หรุ่มประดิษฐ์ จบการศึกษา ปริญญาเอก สาขา Information Process Engineering มหาวิทยาลัย George Washington สหรัฐอเมริกา ประกอบอาชีพ ธุรกิจส่วนตัว และหญิงสาวที่แต่งกายชุดนักศึกษาที่เป็นภาพของ พญ.รังสิมา แสงหิรัญวัฒนา วิสัญญีแพทย์ โรงพยาบาลสงฆ์ ซึ่งภาพนี้เป็นภาพในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เพื่อให้ประชาชนได้ทราบถึงพระราชกรณียกิจ ในฐานะพระมหากษัตริย์ที่ทรงคุณอันประเสริฐ และคุณูปการต่อประชาชนชาวไทยอย่างอเนกอนันต์ ทั้งนี้ บุคคลในภาพของโครงการนี้เป็นผู้สนองงานอย่างใกล้ชิด และน้อมนำรับสั่งไปปฏิบัติ อีกทั้งเมื่อมีราษฎรถวายฎีกา พระองค์ก็เสด็จไปช่วยเหลือราษฎรที่ประสบภัยต่าง ๆ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ถือเป็นบุคคลตัวอย่างที่ดำเนินชีวิตตามรอยพระยุคลบาท และใช้ความรู้ ความสามารถมาช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติ โดย นางสาวชื่นจิต กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2515 ผู้ปกครองได้พาไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา ไปทรงประกอบพิธีเปิดตึกอำนวยการ ตึกอุบัติเหตุ และตึกประธานบุญรวม เสนาดิสัย ณ โรงพยาบาลเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ตนเองรู้สึกเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต แม้ว่าขณะนั้นจะอายุเพียง 4 ขวบ ที่ผ่านมา พระองค์ทรงงานหนัก และเหน็ดเหนื่อยพระวรกายเพื่อประชาชนของพระองค์ การดำเนินชีวิตได้นำพระบรมราโชวาทจากหนังสือมงคล 108 ประการมาใช้ตามหลักธรรมอย่างมีเหตุมีผล สิ่งที่เป็นอุปสรรคจากหนักก็กลายเป็นเบา สิ่งที่ดีก็ดียิ่งขึ้น และขอถวายพระพรให้พระองค์มีพลานามัยแข็งแรงและหายประชวร ด้าน พญ.รังสิมา กล่าวว่า ขณะนั้นตนเองอายุ 15 ปี มีความรู้สึกปลื้มปิติ ที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ เป็นแรงบันดาลใจที่จะใช้ความรู้ ความสามารถในการทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนเป็นการสนองงานตามพระยุคลบาท และน้อมนำพระราชดำรัสมาใช้ในการพัฒนาประเทศ ขอจงทรงพระเจริญมีพระชนมายุยิ่งยืนยาน ตนเองยินดีที่จะเสียสละเพื่อสนองงาน และจะทำงานรักษาพระสงฆ์ที่อาพาธอย่างสุดกำลัง ตนเชื่อว่า ถ้าทุกคนทำงานได้ดี ประเทศชาติจะเจริญ ตามพระบรมราโชวาท ทั้งนี้ กระทรงวัฒนธรรม จะเปิดตัวบุคคลในภาพที่ 1 - 9 ในวันพุธที่ 3 ธันวาคม 2557 เวลา 13.30 น. ที่กระทรวงวัฒนธรรม หลังจากนั้นในเวลา 15.30 น. จะนำบุคคลในภาพร่วมถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่โรงพยาบาลศิริราชต่อไป

เผยค่าตัวคนทำงานในฮอลลีวูดทุกตำแหน่ง!
Better Call Saul /  BIOSCOPE / 

เผยค่าตัวคนทำงานในฮอลลีวูดทุกตำแหน่ง! โดย Okami.G สืบเนื่องจากผลพวงมือดีที่เข้าแฮ็ก โซนี่ เมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว ข้อมูลที่รั่วไหลออกมาไม่ได้มีเพียงเอกสารสำคัญเกี่ยวกับโปรเจคหนังแต่ละเรื่องเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงอีเมลล์และข้อมูลต่างๆของบริษัท เกี่ยวกับรายได้ของคนทั้งวงการ ไม่ว่าจะเป็นหนังใหญ่หรือซีรี่ส์ทีวี เริ่มจากวงการหนังใหญ่กันก่อน โดยตำแหน่งสำคัญอย่าง “ผู้กำกับ” นั้น ซึ่งขั้นต่ำที่ตำแหน่งนี้จะได้ อย่างน้อยก็ 5 แสนเหรียญ อย่างที่ผู้กำกับมือใหม่ J Blakeson (เจ เบรคสัน) จากหนังใหม่ The 5th Wave ได้รับ ไปจนถึงระดับผู้กำกับมือเก๋า Danny Boyle (แดนนี่ บอยล์) ที่โซนี่เสนอค่าตัวให้ถึง 3 ล้านเหรียญ สำหรับการมาทำโปรเจกต์ Steve Jobs ที่จะเข้าโรงในเร็ววันนี้ แต่ถ้าเป็นระดับหนังบล็อกบัสเตอร์ทุนสร้างหลายร้อยล้าน รายได้บนบ๊อกออฟฟิศเป็นพันล้าน ค่าจ้างในตำแหน่งนี้ก็จะยิ่งเยอะขึ้น อย่างที่มีรายงานว่า Michael Bay (ไมเคิล เบย์) รับเงินไปเต็มๆ 80 ล้านเหรียญ จากเพียงแฟรนไชส์ Transformers เท่านั้น แค่ผู้กำกับยังได้เป็นแสนเป็นล้านขนาดนี้ เหล่าบรรดานักแสดง A-List ที่รับบทนำในหนังแต่ละเรื่องคงไม่ต้องพูดถึง แต่ละคนได้ค่าจ้างกันไปอย่างต่ำก็เริ่มที่หลักล้านแล้ว อย่างที่เจ้าป้า Meryl Streep (เมอรีล สตรีป) ได้รับไปเต็มๆ 5 ล้านเหรียญ จากผลงานล่าสุด Ricki and the Flash ที่แม้จะเป็นหนังเจ๊งประจำบ๊อกซ์ออฟฟิศแต่ก็ไม่กระทบค่าจ้างนักแสดงเลยแม้แต่น้อย หรืออย่างที่ Denzel Washington (เดนเซล วอชิงตัน) ได้ค่าจ้างไปเต็มๆ 20 ล้านเหรียญ จาก The Equalizer หนังแอ็คชั่น-ทริลเลอร์ ที่ทำฟอร์มว่าจะดัง แต่สุดท้ายก็วิ่งเข้า Top10 ของบ๊อกออฟฟิศได้เพียงไม่กี่อาทิตย์ก็หายไป นอกจากตำแหน่งใหญ่ๆรายได้หลายล้านแล้ว ตำแหน่งเล็กๆอย่าง ผู้จัดการด้านโลเคชั่น ยังทำรายได้ไปงามๆถึง 3 พันเหรียญต่อสัปดาห์ ที่หลักๆพวกเขาต้องทำงานราวๆ 30 สัปดาห์ต่อหนังหนึ่งเรื่อง หรือก็คือทำรายได้ราวๆ 9 หมื่นเหรียญต่อหนังหนึ่งเรื่องนั่นเอง ยังมีตำแหน่งแปลกๆอย่างคนทำวิกผมของนักแสดงอย่าง Bruce Willis (บรูซ วิลลิส) กับ Nicolas Cage (นิโคลัส เคจ) ก็ได้ค่าจ้างไปงามๆถึง 1,500 เหรียญต่อสัปดาห์ เพียงการเติมผมให้นักแสดงเท่านั้น คราวนี้เรามาดูรายได้ฝั่งวงการทีวีกันบ้าง ที่แตกต่างจากวงการหนังใหญ่ตรงที่พวกเขาคิดค่าจ้างกันเป็นตอนๆ ไปเลยทีเดียว อย่าง ผู้สร้างซีรี่ส์ Better Call Saul กับ The Goldbergs ก็รับค่าจ้างกันไปเต็มๆ 5 หมื่นเหรียญต่อตอน พอๆกับค่าจ้างของนักแสดงสมทบในซีรี่ส์อย่าง Jonathan Banks (โจนาธาน แบงค์ส) ใน Better Call Saul ก็ได้ค่าจ้างไป 65,000 เหรียญ ในทุกตอนที่ปรากฎตัว แต่ก็ไม่เทียบเท่ากับนักแสดงหลักบทเด่นๆของซีรี่ส์แต่ละเรื่อง ที่ถ้าเป็นมือใหม่หน่อยก็จะเริ่มต้นที่ 2 หมื่นเหรียญต่อตอน ไปจนถึงขั้นมีประสบการณ์สูงๆก็จะอยู่ที่ 75,000-100,000 เหรียญต่อตอน แล้วยิ่งถ้าเป็นดาราดังรุ่นใหญ่หน่อย ก็จะได้ค่าตัว 150,000 เหรียญขึ้นไปตามระดับความดัง อย่าง James Spader (เจมส์ สเปเดอร์) ที่ทำรายได้ถึง 160,000 เหรียญ ต่อตอน จากเพียง The Blacklist Season 2 เท่านั้น นอกจากนั้นยังมีนักแสดงซีรี่ส์ทีวีที่มีรายได้เป็นหลักล้านอย่าง Johnny Galecki (จอห์นนี่ กาเล็กกี้) กับ Jim Parsons (จิม พาร์สันส์) จาก The Big Bang Theory ที่ได้ไปคนละ 1 ล้านเหรียญต่อตอนเลยทีเดียว ท้ายที่สุดสำหรับผู้กำกับทีวีซีรี่ส์ ค่อนข้างจะมีกฎเกณฑ์ที่พิเศษกว่าชาวบ้านสักหน่อย โดยใครก็ตามที่ได้กำกับตอนแรกของซีรี่ส์ หรือที่เรียกกันว่า The Pilot (เดอะ ไพลอต) นั่น นอกจากจะได้ค่าจ้างเต็มจำนวนหลักหลายหมื่นเหรียญของตอนนั้นๆ ที่กำกับแล้ว พวกเขายังได้ค่าจ้างต่อตอนเพิ่มเติมเป็นจำนวนเล็กๆ อีกด้วย อย่างที่ Joe Carnahan (โจ คาร์นาฮาน) ผู้กำกับตอนแรกของ The Blacklist ได้รับเช็คจำนวน 5 พันเหรียญสำหรับทุกตอนที่ออกฉาย จนกระทั่งซีรี่ส์ฉายจบซีซั่นกันไปเลย แม้ว่าเขาจะไม่กลับมาเยี่ยมเยียนกองถ่ายอีกแล้วก็ตาม ยังมีตำแหน่งยิบย่อยอื่นๆอีกมากมายทั้งในวงการหนังและวงการทีวี ที่ได้รับค่าจ้างงามๆแบบคุ้มค่าตัวอีกหลายตำแหน่ง ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมต้นทุนของหนังหรือซีรี่ส์แต่ละเรื่องถึงมากมายมหาศาลขนาดนั้น ติดตามข่าวสารวงการภาพยนตร์และบันเทิงแบบเจาะลึกได้ ทางรายการ Entertainment Now วันจันทร์ ถึง ศุกร์ – เวลา 8.00-9.00 น. ทางช่อง MONO 29

เรืออับปาง ตำนาน 5 อันดับ เรือล่ม ที่โลกไม่มีวันลืม
เรือล่ม /  เรืออับปาง / 

 เรืออับปาง ตำนาน 5 อันดับ เรือล่ม ที่โลกไม่มีวันลืม จากเหตุการณ์ที่น่าสลดใจ ที่เรือเซโวล อับปางทำให้คร่าชีวิตผู้โดยสารเป็นจำนวนมาก ในวันพุธที่ 16 เมษายน 2557 ในเวลาประมาณ 9 นาฬิกา ที่ผ่านมา ทาง Men.MThai ต้องขอแสดงความเสียใจกับผ้ที่สูญเสียไปกับเหตุการณ์นี้ด้วย วันนี้ทางเราเลยอยากนำเสนอ 5 อันดับเหตุการณ์ เรืออับปาง ที่โลกไม่ลืม เพื่อเตือนสติให้กับทุกคน ว่าอุบัติเหตุมันเกิดจากความประมาท และทางเราหวังว่าในอนาคตคงจะไม่มีเหตุการณ์อันน่าสลดใจแบบนี้เกิดขึ้นอีก อันดับ ที่ 5 ได้แก่ U.S.S. Maine เรืออัปปาง ในปี 1898 1895 รัฐบาลสเปนได้ส่ง General Valeriano Weyler y Nicolau เพื่อที่จะปราบปรามพวกกบฏคิวบา นายพลคนนี้รู้จักกันในอเมริกาว่า Butcher ซึ่งจากวิธีของนายพลคนนี้ทำให้เกิดภาวะการขาดแคลนอาหารในคิวบาและทำให้คน คิวบาตายไปกว่าหมื่นคน ทำให้สหรัฐเริ่มเข้ามาแทรกแซงเพื่อยุติสภาวะเช่นนี้โดยการให้รัฐบาลสเปนใน คิวบาเรียกตัวนายพลคนนี้กลับ และเปิดการเจรจากับฝ่ายกบฏ แต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งฝ่ายสนับสนุนนายพลคนนี้ได้ยุยงให้เกิดการจลาจลขึ้นในต้นปี 1898 จนทำให้รัฐบาลสหรัฐโดยปธน McKinley ได้ส่งเรือ USS Maine เพื่อที่จะคุ้มกันคนอเมริกันในคิวบา ในตอนค่ำของวันที่ 15 กุมภาพันธ์ USS. Maine ก็ได้ระเบิดขึ้นตรงส่วนล่างของเรือทำให้กลาสีเรือต้องเสียชีวิตทันที 260 คน และเสียชีวิตภายหลังอีกหกคน ซึ่งในภายหลังก็ได้มีการเปิดเผยของทีมงานสอบสวนว่าการระเบิดเกิดจากดินปืน ของปืนใหญ่จำนวนห้าตัน หลังจากการระเบิด เจ้าหน้าที่สเปนและเรือ City of Washington ก็ได้รุดมาช่วยเหลือคนเจ็บ ซึ่งตอนนั้นก็ได้มีการสงสัยกันว่าจะเป็นการก่อวินาศกรรม ถึงขนาดกัปตันของ USS Maine, Captain Charles Sigsbee ได้ลงท้ายในรายงานทางโทรเลขว่า อย่าเพิ่งให้ความเห็นใดๆต่อสาธารณะในตอนนี้จนกว่าจะมีรายงานความคืบหน้าเข้ามา เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างสเปนและสหรัฐที่มีอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว ทันทีที่เกิดเหตุ กระทรวงทหารเรือได้จัดตั้งทีมงานสอบสวนสาเหตุของเหตุการณ์นี้ซึ่งใช้เวลา ประมาณสี่อาทิตย์ แต่เนื่องจากซากเรือที่ยังอยู่ใต้น้ำที่ยังกู้ไม่ได้ ประกอบกับความไม่ชำนาญในทางเทคนิคของทีมงานสอบสวน ทำให้มีการสรุปออกมาว่ามีการระเบิดเกิดจากการจุดระเบิดของทุ่นระเบิดใต้น้ำ แต่ทีมงานไม่ได้ระบุว่า ทุ่นระเบิดใต้น้ำนั้นได้ถูกวางที่ตรงไหน หลังจากรายงานได้ออกไปสู่สาธารณะ ก็ได้มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลสเปนได้อยู่เบื้องหลังการวินาศกรรมครั้งนี้ ปธน.สหรัฐได้ปิดล้อมน่านน้ำคิวบาในวันที่ 21 เมษายน และตามด้วยการประกาศสงครามกับสเปนในวันที่ 23 เมษายน 1898 หลังจากนั้นในปี 1911 ทีมงานสอบสวนเหตุการณ์นี้ก็ได้ถูกตั้งขึ้นอีกชุดหนึ่ง หลังจากทีสภาของสหรัฐได้ให้งบประมาณในการกู้ซากเรือ USS Maine ซึ่งจากการสำรวจจุดที่ระเบิด ทีมสอบสวนก็ได้สรุปว่า ทุ่นระเบิดใต้น้ำได้ระเบิดตรงแผงบรรจุลูกปืนสำรองขนาดหกนิ้ว ซึ่งเป็นสาเหตุของการระเบิดของเรือ USS Maine และทำให้จมลง ในเวลาเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคมีความเห็นไม่ตรงกับข้อสรปของทีมสืบสวน เขาเชื่อว่าการเผาไหม้เองของถ่านหินในถังใส่ถ่านหินที่อยู่ติดกับแผงบรรจุ ลูกปืนน่าจะเป็นสาเหตุหลักมากกว่าที่จะเป็นการก่อวินาศกรรม ซึ่งความเห็นนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากทีมสอบสวนอิสระของ Admiral Hyman G. Rickover ผู้เขียนหนังสือ How the Battleship Maine Was Destroyed ในปี 1976 แต่นักประวัติศาสตร์บางท่านก็ปฏิเสธผลสรุปของผู้เชี่ยวชาญ และ ท่านจอมพลคนนี้โดยให้เหตุผลว่าเป็นไปไม่ได้ที่ผู้รับผิดชอบในส่วนของห้อง เก็บถ่านหินจะไม่เห็นสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ว่าในส่วนของบทสรุปที่มีทุ่นระเบิดใต้น้ำมาเกี่ยวข้องหลักฐานสนับสนุนก็ มีน้อยมากเช่นกัน อันดับ ที่ 4 ได้แก่ German Battleship Bismarck เรืออัปปางในปี 1941 หลังประสบความสำเร็จในการต่อเรือลาดตระเวณประจัญบานชั้น กไนส์เนาส์ จึงได้เริ่มโครงการต่อเรือประจัญบานชั้นบิสมาร์คขึ้น โดยได้เริ่มวางกระดูกงูในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1936 และปล่อยลงน้ำในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1939 โดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมัน และ โดโรธี ฟอน โลเวนเฟล หลานของ ออตโต ฟอน บิสมาร์ค อดีตรัฐบุรุษแห่งจักรวรรดิเยอรมัน มาเป็นประธานการปล่อยเรือลงน้ำ บิสมาร์ค ขึ้นระวางประจำการในวันที่ 24สิงหาคม ค.ศ. 1940 มีนาวาเอก เอิร์นส์ ลินเดอมานน์ เป็นผู้บังคับการเรือคนแรกและคนเดียวหลังการเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมันได้ทำการส่งกองเรือผิวน้ำและกองเรือดำน้ำออกปฏิบัติการจมกองเรือ ลำเลียงของฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างหนัก และประสบความสำเร็จอย่างสูง ระหว่างฤดูหนาว ปี1940-1941 ในปฏิบัติการโจมตีกองเรือลำเลียงของอังกฤษในยุทธการเบอร์ลิน โดยเรือลาดตระเวณประจัญบาน ชาร์นฮอร์ส และ กไนเนาส์ ภายใต้การบัญชาการของ พลเรือเอก กึนเธอร์ ลึทเจนต์ ประสบความสำเร็จอย่างสูง สามารถจมและยึดเรือข้าศึกได้ 22 ลำ รวมระวางขับน้ำ 116,000 ตัน ฝ่ายเสนาธิการทหารเรือเยอรมันต้องการเห็นความสำเร็จในปฏิบัติการของกองเรือ ผิวน้ำอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจจะให้ส่งกองเรือรบผิวน้ำขนาดใหญ่ที่สุดที่เยอรมันมี ได้แก่ เรือประจัญบาน บิสมาร์ค และ ทีร์ปีตส์ เรือลาดตระเวณประจัญบาน กไนส์เนาส์ และ ชาร์นฮอร์สต์ เข้าปฏิบัติการต่อตีกองเรือผิวน้ำของฝ่ายพันธมิตรร่วมกัน แต่ปัญหาคือ ชาร์นฮอร์สต์ ต้องทำการซ่อมแซมเครื่องจักรใหญ่ในอู่แห้งจนถึงเดือนมิถุนายน ทีร์ปีตส์ เพิ่งขึ้นระวางประจำการในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังไม่พร้อมปฏิบัติการจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิ มีเพียงบิสมาร์คเท่านั้น ที่เพิ่งเสร็จสิ้นการซ้อมในทะเลบอลติกและพร้อมออกปฏิบัติการ โดนจมโดยกองเรือของราชนาวีอังกฤษ หลังจากสร้างวีรกรรมจมเรือที่เป็นเรือธงของอังกฤษ (เรือฮู้ด) อันดับ ที่ 3 British Liner Lusitania เรืออัปปางในปี 1915 อาร์เอ็มเอส ลูซิเทเนีย (อังกฤษ: RMS Lusitania) คือชื่อเรือเดินสมุทรของสายการเดินเรือคูนาร์ด (อังกฤษ: Cunard Line) เริ่มก่อสร้างเมื่อ ค.ศ. 1904 สร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1907 เป็นเรือคู่แฝดกับอาร์เอ็มเอส มอริเตเนีย (อังกฤษ: RMS Mauretania) ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าลูซิเทเนียถึง 400 ตัน ซึ่งครั้งหนึ่งเรือคู่นี้เคยเป็นเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเรือที่เร็วที่ สุดในโลก ถูกจมลงโดยเรือดำน้ำเยอรมันยิงตอร์ปิโดเข้าใส่ เรือลูซิเทเนีย จนอับปางลง ใน 18 นาที คร่าชีวิตลูกเรือ 1,198 คน อันดับ ที่ 2 American Battleship U.S.S. Arizona เรืออัปปางในปี 1941 เรือ USS Arizona ถูกจมลงที่อ่าว Pearl Harbor ซุึ่งถูกกองทัพญี่ปุ่นบุกแบบไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน ส่งผลให้มีทหารเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เรือ แ ถูกจมเป็นลำท้ายๆของการโจมตี แต่เสียหายอย่างมาก เพราะเกิดระเบิดอย่างรุนแรงที่ห้องเก็บอาวุธของเรือ ส่งผลให้เรือรบขนาดใหญ่จมลงภายในเวลาไม่ถึง 9 นาทีพร้อมกับพาลูกเรือ 1,177 นาย ส่วนความเสียหายนับไม่ถ้วน เรือ USS Arizona เป็นหนึ่งใน เรือรบกว่า 19 ลำที่ถูกจมในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เพราะไมไ่ด้มีการเตรียมตัวมาก่อน อันดับ ที่ 1 British Liner Titanic เรืออัปปางในปี 1912 อาร์เอ็มเอส ไททานิก (RMS Titanic) หรือ เอสเอส ไททานิก (SS Titanic) คือชื่อเรือเดินสมุทรของบริษัทไวท์ สตาร์ ไลน์ (White Star Line) เริ่มก่อสร้างเมื่อ ค.ศ. 1909 สร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1911 ที่เบลฟาสท์, ไอร์แลนด์ (Belfast, Ireland) พร้อมๆ กับเรือคู่แฝดที่ชื่อว่า อาร์เอ็มเอส โอลิมพิก (RMS Olympic) ซึ่งเบากว่าไททานิกถึง 1000 ตัน ลักษณะเฉพาะของเรือ ไททานิกเป็นเรือที่เปิดศักราชใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเรือเดินสมุทร เนื่องจากเป็นเรือลำแรกๆ ของโลกที่สร้างโดยโลหะและรองรับผู้โดยสารได้ถึง 2433 คน ยาว 269.0622 เมตร กว้าง 28.194 เมตร หนัก 46328 ตันอิมพีเรียล(47071434.4681 กิโลกรัม) แบ่งเป็น 9 ชั้น เรียงจากชั้นบนลงชั้นล่างได้ดังนี้ 9.ดาดฟ้า สงวนไว้ให้ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง มีปล่องไฟ 4 ตัว สูงตัวละ 19 เมตร เครื่องยนต์ 3 ตัว หมุนใบจักร 3 ใบ รวม 50000 แรงม้า เร่งความเร็วเรือได้สูงสุด 24 น็อต(44.448 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ห้องเครื่องทั้ง 16 ห้องมีกำแพงสูงถึงชั้น F และมีประตูกลซึ่งจะปิดลงมาทุกบานทั่วลำเรือเมื่อพบเหตุผิดปกติที่ห้อง เครื่องใดห้องเครื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าหากไม่เกิดรอยรั่วในหลายห้องเครื่องจนเกินไป ตามหลักการลอยตัวแล้ว เรือจะไม่จม ถึงแม้จะเป็นจุดอ่อนที่สุดของเรือซึ่งก็คือหัวเรือ ก็ยังรับรอยแตกได้ถึง 4 ห้องเครื่องติดกันโดยไม่จม แต่ว่าเรือสำรองช่วยชีวิตหรือเรือบดนั้นเพียงพอสำหรับผู้โดยสารเพียง 1178 คนเท่านั้น การเดินทางครั้งแรก เริ่มการเดินทางที่ เซาแธมทัน, อิงแลนด์ (Southampton, England) ในวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1912 ควบคุมโดยกัปตัน เอ็ดเวิร์ด เจ. สมิธ (Edward J. Smith) เพื่อเดินทางไปยังนิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา ในการเดินทางครั้งนั้น มีผู้เดินทางรวมทั้งหมด 2217 คน แบ่งเป็นผู้โดยสารชั้น 1, ผู้โดยสารชั้น 2, ผู้โดยสารชั้น 3 และลูกเรือ วันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1912 ขณะเดินทางอยู่ทางใต้ของแกรนด์แบงค์ ของนิวฟันด์แลนด์ เวลา 23.39 น. เวรยามที่เสากระโดงแจ้งว่าได้พบภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่อยู่ข้างหน้าเรือ ลูกเรือจึงได้เลี้ยวลำเรือเพื่อหลบเลี่ยง แต่เนื่องจากใบจักรและหางเสือที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับขนาดของเรือ ทำให้ผู้บังคับเรือซึ่งยังไม่ชินกับการบังคับเรือใหญ่ขนาดนี้ทำให้กะขนาดการ เลี้ยวผิด และชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็ง ที่ 41 องศา 46 ลิปดาเหนือ 50 องศา 14 ลิปดาตะวันตก เมื่อ23.40 น. เรือได้ชนกับภูเขาน้ำแข็งทางกราบขวาหัวเรือ ซึ่งเป็นจุดอ่อนทนรอยแตกได้ไม่อึดเท่าจุดอื่นๆ และห้องเครื่องส่วนหัว 5 ห้องเครื่องแรกก็เกิดรอยรั่ว แต่หัวเรือเป็นจุดอ่อนที่สุดในเรือที่สามารถรับรอยแตกต่อเนื่องจากหัวเรือ ได้เพียง 4 ห้อง วิศวกรผู้สร้างเรือบอกว่า น้ำจะท่วมห้องเครื่องทั้งห้าสูงขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อท่วมมิดชั้นF เริ่มไหลขึ้นชั้นE น้ำจึงเข้าท่วมห้องเครื่องที่ 6 และท่วมไปทีละห้องๆ และจมในที่สุด ลูกเรือก็คิดว่าเรือคงจะจมเร็วมาก จึงปล่อยเรือบดออกทั้งๆที่ยังใส่คนไม่เต็มลำ เวลา 02.20 น. ของวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1912 เรือทั้งลำจมลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ผู้โดยสารและลูกเรือ 2217 ชีวิต รอดชีวิตเพียง 704 ชีวิต เสียชีวิตทั้งหมด 1513 ราย เวลาประมาณ 04.20 น. เรือโดยสารขนาดใหญ่ชื่อ “อาร์เอ็มเอส คาร์พาเธีย” (RMS Carpathia) ได้เข้าไปช่วยเหลือผู้รอดชีวิตบนเรือบดทั้งหมด และพาสู่นิวยอร์ก ในวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1912 จากนั้น ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1985 ซากเรือไททานิคได้ถูกค้นพบอีกครั้ง

จากอดีตเชียร์ลีดเดอร์ ที่กลายเป็นซุปตาร์ดาวดัง!!
ฮอลลีวู้ด /  เชียร์ลีดเดอร์

จากอดีต เชียร์ลีดเดอร์ ที่กลายเป็นซุปตาร์ดาวดัง ....หลายคนเชื่อว่าเราเป็นชีวิตเราถูกกำหนดไว้แล้ว และเราไม่สามารถพลิกผันหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้  ได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมที่ใครก็ไม่รู้เป็นผู้กำหนด! จนบางคนถึงกับยอมทิ้งความฝัน เพราะถอดใจ เหนื่อยกับการวิ่งตามความฝัน ที่มันก็ไม่เคยเป็นจริงสักครั้ง! ....แต่ถ้าพูดถึงในเรื่องของความฝันแล้ว ใช่ว่าจะโชคดีไปทุกคน หรือไปทุกความฝันใช่ไหมคะ  บางคนเข้ามาทำงานปุ๊บก็ดังปั๊บ แต่รู้ไหมว่ามีดารานักแสดงจำนวนไม่น้อยเลย ที่ต้องฟันผ่าอุปสรรคมากมาย กว่าจะโด่งดังได้ถึงทุกวันนี้ ซึ่งดาราบางคนก็เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ จากการเป็น เชียร์ลีดเดอร์ ปอมปอมเกิร์ล เป็นดาวเด่นในทีม แต่ด้วยความมุ่งมั่น พยายาม และไม่ยอมแพ้ จึงสานต่อความฝัน จนแล้ววันหนึ่งพวกเธอก็สามารถสานฝันผันตัวเองเป็นดาวดังระดับโลก ประสบความสำเร็จในชีวิตได้จนถึงทุกวันนี้ ดังนั้น Women Mthai ขอหยิบเรื่องราวกว่าจะเป็นดาวของดาราฝั่งฮอลลีวู้ด ว่าจะมีดาราสาวคนไหนบ้างที่เริ่มไต่บันไดดาว จากการเป็น เชียร์ลีดเดอร์ จนกลายมาเป็น ซูเปอร์สตาร์แถวหน้าของโลก อย่างเช่นทุกวันนี้่ เริ่มที่... ซานดร้า บุลล็อค เจ้าของรางวัลออสการ์ และรางวัลลูกโลกทองคำ สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมประจำปี 2009 นักแสดงมากความสามารถคนนี้ อดีตนั้นเคยเป็นแค่เชียร์ลีดเดอร์คนหนึ่งของ วอชิงตัน-ลี ไฮสคูล ในรัฐเวอร์จิเนีย ( Washington Lee High School in Arlington, VA.) สมัยเธอกำลังศึกษาอยู่ในปี 1981 ฮัลลี่ เบอร์รี่ เคยเป็น เชียร์ลีดเดอร์ ของ เบดฟอร์ด ไฮสคูล  (Bedford High School) กระทั่งเป็นนางงามประจำรัฐ  Miss Ohio ปี 1986, Miss Teen All-American ในปี 1985 และรองอันดับ 1 Miss USA ในปี 1986 ก่อนเข้าสู่วงการแสดงตั้งแต่ปี 1991 จนสามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมประจำปี 2001 รายนี้ต้องบอกว่าเธอสวยโดดเด่นฉายแววเป็นซุปปตาร์ เตรียมแจ้งเกิดตั้งแต่เด็กเลยนะคะเนี่ย อลิเซีย ซิลเวอร์สโตน อดีตขวัญใจวัยรุ่นยุค 90 ผู้โด่งดังจากภาพยนตร์เรื่องBatman & Robin  เคยเป็น เชียร์ลีดเดอร์ ของ ซาน มาเตโอ ไฮสคูล แต่เธอเรียนไม่จบเพราะออกมารับงานแสดงแบบเต็มตัว หลังจากเป็นนางแบบตั้งแต่ 6 ขวบ คาเมรอน ดิแอซ สาวสวยศิษย์เก่าและอยู่ในทีมเชียร์ลีดเดอร์ของ Long Beach Polytechnic High School แต่เมื่อเธอตัดสินใจดร็อปเรียนและผันตัวเข้าสู่วงการเป็นนางแบบตั้งแต่อายุ 16 ปี ชีวิตของ คาเมรอน ดิแอซ ก็เปลี่ยนจากนั้นเป็นต้นมา ก่อนเธอจะโด่งดังจากการแสดงภาพยนตร์เรื่อง My Best Friend's Wedding และ There's Something About Mary เฟอร์กี้ (สเตซี่ แอนน์ เฟอร์กูสัน) นักร้องนำของวงแบล็ค อายด์ พีส์  เธอเรียนเต้นรำตั้งแต่เด็ก เข้าร่วมกลุ่มเชียร์ทีมฟุตบอลไวลด์แค็ตส์ ของโรงเรียน เกล็น เอ. วิลสัน ไฮสคูล (Glen A. Wilson High School แต่ปัจจุบันนอกจากร้อง และแต่งเพลง เธอก็ยังเป็นดีไซเนอร์ นักแสดง กับพิธีกรรายการโทรทัศน์ ยอมรับเลยว่า เฟอร์กี้ ความสามารถล้นเหลือ เก่งรอบด้านจริงๆ ลินด์เซย์ โลฮาน สาวนิวยอร์กผู้โด่งดังตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 ในฐานะนักแสดงซีรี่ส์โทรทัศน์เรื่อง Another World  กระทั่งสร้างชื่อดังกระฉ่อนกับภาพยนตร์ Freaky Friday , Mean Girls ก่อนเป็นนางแบบ ดีไซเนอร์ และนักร้อง เธอฉายแววตั้งแต่เด็ก แถมเคยเป็นเชียร์ลีดเดอร์ของโรงเรียน แซนฟอร์ด ฮ. คัลฮูน ไฮสคูล เคิร์สเท่น ดันส์ท ลูกครึ่งเยอรมันอีกคนนี้รายนี้ได้รับการชื่นชมมากจากบรนซ์ ชิปแมน กัปตันทีมเชีท ทอร์แยร์ลีดเดอร์ในภาพยนตร์เรื่อง "Bring It On" นั่นก็อาจเป็นเพราะชีวิตจริงเธอก็เคยเป็นเชียร์ลีดเดอร์มาก่อนด้วยถึง 4 ปี สมัยอยู่โรงเรียน Notre Dame High School ที่ลอสแอนเจลีส ซึ่งเธอเป็นศิษย์เก่ารุ่นปี 2000 เมแกน ฟ๊อกซ์ ฉายแววเซ็กซี่ เป็นดาวเด่นตั้งแต่สมัยเป็นเชียร์ลีดเดอร์ของโรงเรียนมอร์นิ่งไซด์ อคาเดมี่ อัปเปอร์ สคูล ที่ฟลอริดา (Morningside Academy) ก่อชื่อของมาเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดง Transformers เมื่อปี 2007 และได้รับการโหวตจากผู้อ่านนิตยสาร FHM ให้คว้าตำแหน่งผู้หญิงเซ็กซี่ที่สุดในโลกประจำปี 2008 ดาโกต้า แฟนนิ่ง  แม้ว่าจะเดินทางเข้าสู่วงการฮอลีวู้ด แจ้งเกิดในฐานะซุปตาร์วัยกระเตาะ  แต่ ดาโกตา แฟนนิ่ง ก็ยังพยายามใช้ชีวิตนักเรียนมัธยมให้คุ้มค่าที่สุด ด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าทีมเชียร์ลีดเดอร์ หรือเข้าประกวดจนคว้าตำแหน่งราชินีงานเลี้ยงวันคืนสู่เหย้า จนได้รับรางวัล 2 ปีซ้อน  ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า สาวคนนี้ เธอสวย เกิดมาเพื่อเป็นดาว อย่างแท้จริง ไมลี่ย์ ไซรัส ก่อนที่เธอจะกลายมาเป็นนักร้อง นักแสดงที่ประสบความสำเร็จและโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกนั้น สมัยวัยใส เธอนหน้าตาน่ารักน่าชัง กล้าแสดงออก จนเป็นเชียร์ลีดเดอร์ประจำโรงเรียนสมัยเรียนที่  Heritage Middle School และด้วยพรสวรรค์และพรแสวง ฉายแววเอนเตอร์เทนเนอร์ตั้งแต่เด็ก และคิดว่าเธอชอบงานแสดงจริงๆ สาวไมลี่ย์จึงเริ่มรับงานแสดง จนทำให้หลาๆคนรู้จักเธอในบทนำเป็น ไมลีย์ สจ๊วต/ฮันนาห์ มอนทานา ในซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง ฮันนาห์ มอนทานา ทางช่องดิสนีย์ จนตอนนี้ ไมลี่ย์ ไซรัส ผันตัวเองมาเป็นนักร้องเปรี็ยวซ่า แบบฉุดไม่อยู่ในที่สุด มาดอนน่า รู้หรือไม่ว่า สมัยเอ๊าะ ขุ่นแม่มาดอนน่า เจ้าแม่วงการเพลงป็อปแดนซ์นั้น เคยป็นหนึ่งในดาวเด่นของทีมเชียร์ลีดเดอร์โรงเรียนโรเชสเตอร์ อดัมส์ ไฮสคูล (Rochester adams high school) มาก่อนได้ทุนเรียนต่อด้านการเต้นรำของยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ มิชิแกน แต่เธอเลือกดร็อปจากมหาวิทยาลัย เพื่อเดินตามความฝันของตัวเองที่นิวยอร์ก ผจญชีวิต 4 ปีกว่าจะได้ออกซิงเกิ้ลแรกในปี 1982 แม้ว่าต้นทุนทางชีวิตของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน แต่หากมีความมุ่งมั่นและพยายามอย่างแท้จริง ของแบบนี้ถ้าไม่เหนื่อย จนถอดใจไปเสียก่อน คงมีวันที่จะไปถึงดวงดาวได้อย่างแน่นอนจ้าา.. เรียบเรียงโดย Women Mthai Team ที่มาและภาพประกอบจาก bleacherreport.com และ wildammo.com  

FlashForward.S01E05-1
FlashForward

"Gimme Some Truth" Mark, Demetri, Gough, and their supervisor, Stanford Wedeck, are called to Washington DC to testify at a Senate Intelligence Committee to question the MOSAIC investigation of the blackout and the details of Mark's flashforward. Wedeck plays hardball with the President of the United States, Dave Segovia, to let him continue funding for Project MOSAIC, as well as clashes with the belligerent Senator Joyce Clemente who harbors a personal grudge against Wedeck. Back in Los Angeles, Olivia receives an anonymous text, telling her that Mark was drinking in his flashforward. Janis meets and goes on a date with a certain Maya, whom she confides in about her flashforward. At the end, Mark, Wedeck, Demetri & Co and Janis are attacked simultaneously by unknown assailants.

เคล็ดลับ เที่ยวฉายเดี่ยว ให้ปลอดภัยและสนุก
เคล็ดลับ /  เที่ยวฉายเดี่ยว

สำหรับใครที่กำลังวางแผนที่จะเดินทางท่องเที่ยวเพียงลำพัง ลองอ่านเคล็ดลับสำคัญ 10 ข้อ สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวให้ปลอดภัย สนุก และราบรื่นต่อไปนี้ ที่เป็นสุดยอดเคล็ดลับจากมือโปร ที่จำเป็นต้องทราบเพื่อการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย เจนีส วอ (Janice Waugh) ผู้เขียนหนังสือ The Solo Traveller's Handbook เคล็ดลับ เที่ยวฉายเดี่ยว ให้ปลอดภัยและสนุก 1. เมื่อมองหาที่พัก ... เลือกที่พักประเภทเกสต์เฮาส์ โฮสเทล ห้องพักพร้อมบริการอาหาร (B&B) หรือโรงแรมเล็กๆ (Pension) เพราะโดยปกติแล้วที่พักเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้ได้พบผู้คนท้องถิ่นที่ อัธยาศัยดีๆ ได้มากกว่า 2. เผื่อเวลาไว้หนึ่งวันเต็มๆ สำหรับการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศ ของจุดหมายปลายทางใหม่แต่ละแห่ง สำหรับผู้เอง ก็ใช้เวลาเป็นวันเลยทีเดียวกว่าที่จะปรับตัวได้และรู้สึกสบายๆ 3. กินให้สนุก ในแบบฉบับของนักท่องเที่ยวเดี่ยวโดด เลือกร้านอาหารที่มีบาร์และนั่งที่บาร์นั้น เพราะน่าจะได้รู้จักใครสักคนตรงนั้นเสมอ เลือกร้านที่มีโต๊ะกลางให้นั่งร่วมกัน หรือร้านกาแฟที่เป็นจุดนัดพบของบรรดาฟรีแลนซ์ ร้านแบบนี้คือสถานที่พบปะสังสรรค์ที่จะได้พบคนในพื้นที่ และร้านพวกนี้ก็มักจะมี Wi-Fi ให้ใช้ฟรีๆ ทำให้ไม่ขาดการติดต่อกับครอบครัว - พกหนังสือติดมือไปด้วย นอกจากจะช่วยฆ่าเวลาแล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณบอกคนที่มาคนเดียวเหมือนกันอีกด้วย - ลองเอ่ยปากขอร่วมโต๊ะกับคนที่มาคนเดียวดูบ้าง ในกรณีเลวร้ายที่สุด...ก็แค่โดนปฏิเสธ - เลือกกินมื้อหลักในเวลากลางวัน ซึ่งจะไม่ใช่ช่วงเวลาของพวกที่มาสวีทจี๋จ๋า แถมราคาก็ยังถูกกว่าด้วย 4. เมื่อจะออกซิ่งในตอนกลางคืน... เขียนโน้ตทิ้งไว้ในห้องพักว่าคุณจะไปที่ไหน และตั้งใจจะกลับมาเมื่อไหร่ และถ้ากำลังจะไปพบใคร ก็ให้บอกชื่อคนๆ นั้นไว้ด้วย เพื่อความปลอดภัย เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ก็จะได้มีคนตามหาตัวคุณได้ 5. พักผ่อนให้เพียงพอและอย่าเมา การมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากเมื่อคุณเดินทางคนเดียว 6. วางแผนล่วงหน้าในเรื่องเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ เตรียมเงินติดตัวในปริมาณที่พอใช้และเผื่อฉุกเฉิน กรณีที่ต้องแลกเพิ่ม แล้วร้านรับแลกเงินอาจจะให้อัตราที่ไม่ดีและคิดค่าธรรมเนียมสูง ควรใช้วิธีกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม แต่ก็อย่ากดออกมาทีละมากๆ ในครั้งเดียว หรือหาบัตรเดบิตมาใช้ และเก็บเงินสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉินไว้ในที่ที่แยกต่างหากจากที่เก็บเงิน สำหรับใช้ปกติ 7. อย่าขาดการติดต่อ ควรซื้อโทรศัพท์มือถือแบบที่ปลดล็อกแล้ว เพื่อที่คุณจะได้ซื้อซิมการ์ด (SIM card) ของแต่ละประเทศที่เดินทางไปถึงมาใช้ได้ ถือเป็นการประหยัดเงินด้วย และควรดาวน์โหลด Skype ไว้ในโทรศัพท์ของคุณ เพื่อที่ว่าจะได้คุยกับเพื่อนและครอบครัวได้ทุกครั้งที่คุณมีอินเทอร์เน็ต ใช้ได้โดยไม่ต้องเสียสตางค์ ในบทความของเรามีวิธีประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้บริการข้ามแดน (roaming) ในต่างประเทศให้คุณได้ศึกษาด้วย 8. เก็บของสำคัญเอาไว้ในที่เดียวกันให้ตรวจสอบได้ง่ายๆ เสมอ ของสำคัญก็ได้แก่ พาสปอร์ต กล้องถ่ายรูป และโทรศัพท์ ของเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรจะตรวจดูเมื่อรู้สึกว่าจำเป็น 9. เก็บเอกสารต่างๆ ให้ปลอดภัย ทำสำเนาแล้วให้คนที่บ้านเก็บเอาไว้หนึ่งชุด และส่งเข้าอีเมลตัวเองไว้ด้วย ส่วนสำเนาอีกหนึ่งชุดให้เก็บไว้ในกระเป๋าเดินทาง แยกต่างหากจากตัวต้นฉบับ พกเอกสารสำคัญไว้ในที่ที่ปลอดภัย เช่น ในกระเป๋าคาดเอว 10. และเคล็ดลับเพื่อความปลอดภัยแบบง่ายๆ ... จัดเวลาให้ตัวคุณเองไปถึงสถานที่ใหม่ในตอนเช้า ไม่ควรไปถึงตอนที่มืดแล้ว รวมถึงพยายามอยู่ในที่ที่มีผู้คนเสมอ ขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า ใครก็ได้ ถ้าคุณรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย อย่ากลัวกับการที่จะโวยวายเสียงดังหรือทำตัวเรื่องมาก ถ้าหากว่ามีคนเข้ามารบกวน เคล็ดลับ เที่ยวฉายเดี่ยว ให้ปลอดภัยและสนุก จาก เจนีส วอ เจนีส วอ เป็นผู้เขียนหนังสือ The Solo Traveller's Handbook เป็นผู้เขียนบล็อก Solo Traveler ซึ่งเป็นบล็อกสำหรับผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวคนเดียว และเป็นผู้ดูแลเพจ Solo Travel Society บนเฟสบุค ที่มีแฟนเพจกว่า 8,000 คน เจนีสเคยไปบรรยายที่สมิธโซเนียน เกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว และอีกหลายๆ ที่ที่เกี่ยวข้องกับการเขียนบล็อกท่องเที่ยว สื่อหลายๆ สื่อได้พูดถึงเจนีส อาทิ ซีเอ็นเอ็น (CNN) บล็อกของโอปราห์ เดอะ วอชิงตัน โพสต์ (The Washington Post) ชิคาโก ทริบิวน์ (Chicago Tribune) แอลเอ ไทมส์ (LA Times) และยูเอสเอทูเดย์ (USA Today) ทวิตเตอร์ของเจนีสคือ @solotraveler ข้อมูลและภาพ Skyscanner / thetravelershandbooks.com เรียบเรียงโดย Travel MThai

iPhone 6s กล้องดีขึ้นจริงหรือไม่? เทียบชัดๆ กับ iPhone 6 ตัวต่อตัว!
fashion /  iphone / 

ถ้าคุณชื่นชอบสีชมพู Rose Gold เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เชื่อว่า iPhone 6s ก็น่าจะเป็นมือถือที่คุณมองหาอย่างแน่นอน รวมไปถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง 3D touch (ระบบสัมผัสหน้าจอด้วยน้ำหนักที่แตกต่าง) และความเร็วการประมวลผลที่เร็วขึ้นเท่าตัวที่เพิ่มออกมายั่วน้ำลายสาวก Apple ให้ได้เสียตังกัน แต่ถ้าหากคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยจะเหมือนคนอื่น (แบบผม) และสิ่งที่คุณสนใจก็มีเพียงเรื่องกล้องเท่านั้นล่ะ? ซึ่ง Apple ก็ได้อัพเกรด iPhone 6s ให้มาพร้อมกับกล้องที่ถ่ายวีดีโอได้ที่ความละเอียดระดับ 4K และถ่ายภาพนิ่งได้ที่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล แถม Apple ยังย้ำกับทาง Mashable ว่า ไอโฟนรุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับกล้องที่แจ่มกว่าเดิมหลายเท่านัก แต่มันจะจริงเหรอ?  และจะดีพอที่ทำให้คนบ้ากล้องอย่างเราเปลี่ยนไอโฟนเครื่องใหม่หรือไม่? และเพื่อเป็นการทดสอบกล้องใหม่ของ iPhone 6s นี้ เราจึงจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจาก ช่างภาพมืออาชีพที่เชี่ยวชาญการถ่ายภาพด้วยไอโฟน ชื่อว่า Kevin Lu ซึ่งเป็นนักถ่ายภาพ และเขียนคอนเท็นต์ชื่อดังให้กับ Vogue.com ในนิวยอร์ค ที่หลังจากได้ลองใช้ iPhone 6s เขาก็ยอมรับว่ากล้องรุ่นนี้ดีขึ้นจริงๆ "ข้อแตกต่างของกล้อง 6S และ 6 ก็คือเรื่องความละเอียด" เขาบอกกับ Mashable "ความละเอียดกล้องที่เพิ่มขึ้นเป็น 12 ล้านพิกเซล แทนที่ของเดิมที่ 8 ล้านพิกเซล ทำให้ iPhone 6S สามารถเก็บรายละเอียดต่างๆ ในภาพได้มากขึ้น นั่นก็หมายถึงผู้ถ่ายภาพสามารถซูมภาพได้มากขึ้น ในขณะที่ภาพยังคงความคมชัดอยู่" Lu ยังบอกอีกว่า มือถือเครื่องใหม่นี้มีการทำงานที่ลื่นไหล และการตอบสนองที่ดีขึ้น รวมไปถึงถ่ายภาพในที่แสงน้อยก็พัฒนาขึ้นกว่าเดิม แต่ก่อนที่จะไปชมภาพถ่ายจากกล้องใหม่นี้ด้วยตาตัวเอง Lu ยังย้ำให้คุณขยายภาพดูเพื่อให้เห็นข้อแตกต่างชัดเจนขึ้น "เวลาที่ขยายภาพเหล่านี้ออกมา จะทำให้พื้นที่การมองของเรากว้างขึ้นด้วย เหมือนกับการที่เราชมภาพจากจอคอมพิวเตอร์ หรือจอทีวีเครื่องใหญ่นั่นแหละ ข้อแตกต่างมันเห็นได้ชัดเจนมากจริงๆ" เขากล่าว และเพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุด Lu ถ่ายภาพนางแบบ 3 คน ในสถานที่ต่างๆ ในกรุงนิวยอร์ค และในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เราใช้กล้องของมือถือทั้งสองเครื่อง คือ iPhone 6 และ iPhone 6S ในการถ่ายภาพเดียวกัน โดยภาพแรกจะเป็นภาพจาก iPhone 6 Plus และ ภาพที่สองจะเป็นภาพจาก iPhone 6S Plus รุ่นใหม่ล่าสุด Morning photos in Central Park Lu ถ่ายภาพ Lindsey Kevitch นางแบบสาวสวยใน Central Park ในช่วงเช้าที่มีแสงอาทิตย์อ่อนๆ เข้ามาอยู่ในภาพด้วย Image: Kevin Lu Image: Kevin Lu Image: Kevin Lu Image: Kevin Lu Image: Kevin Lu Afternoon photos at Greenwich Village นางแบบคนต่อไปในช่วงบ่าย คือ Marie Daniele โดย Lu ถ่ายเธอในมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค และที่สวน Washington Square Park แต่ท่าโพสต์ของเธอออกจะเพี้ยนๆ ไปหน่อยนะ Image: Kevin Lu Image: Kevin Lu Image: Kevin Lu Image: Kevin Lu Image: Kevin Lu Night photos at Times Square การถ่ายภาพที่ยากที่สุดสถานะการณ์หนึ่งก็คือ การถ่ายภาพเวลากลางคืนครับ ซึ่ง Lu ถ่ายนางแบบชื่อ Brittani Bader ใน Time Square ท่ามกลางแสงไฟจากป้ายโฆษณามากมาย Image: Kevin Lu Image: Kevin Lu Image: Kevin Lu Image: Kevin Lu และเพื่อให้การถ่ายภาพด้วยมือถือไอโฟนของคุณให้ดีที่สุด Lu ได้ให้ทิปการถ่ายภาพง่ายๆ เพื่อให้คุณนำไปพัฒนาการถ่ายภาพของคุณดังนี้ 1. การโฟกัสภาพ คือเรื่องสำคัญที่สุด แตะหน้าจอค้างไว้ในจุดที่คุณต้องการให้เป็นจุดโฟกัส (ยกตัวอย่างเช่น ที่ใบหน้าของแบบ) จากนั้นเลื่อนนิ้วมือของคุณขึ้นหรือลง เพื่อปรับความสว่างของภาพ 2. ถ่ายที่มืด หากคุณกำลังอยู่ในที่แสงน้อย จับมือถือของคุณให้อยู่ชิดกับตัวที่สุด หรือวางมือถือไว้บนพื้นผิวที่แข็ง เพื่อป้องกันมือสั่นซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ภาพเบลอได้ รวมไปถึงฝึกการกลั้นหายใจตอนที่กดชัตเตอร์ด้วย 3. ความเข้มของสีคือตัวทำลาย ในฉากที่มีความต่างของสีแตกต่างกันมากๆ (โดยเฉพาะกลางแจ้งในวันแดดจัด) เปิดใช้งานโหมด HDR เพื่อเก็บรายละเอียดของภาพให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น 4. เตรียมตัว, ระวัง, ไป! ใช้โหมดการถ่ายภาพต่อเนื่องด้วยการแตะปุ่มชัตเตอร์ค้างไว้ โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนจังหวะที่เราจะถ่ายเล็กน้อย และปล่อยหลังจังหวะที่เราจะถ่ายเล็กน้อยเช่นกัน วิธีนี้จะทำให้คุณสามารถเลือกภาพที่ดีที่สุดได้ในภายหลัง 5. เพิ่มแสงสว่าง (บนใบหน้าของคุณ) ใช้โหมด Retina Flash เพื่อเพิ่มความสว่างให้ใบหน้าของคุณเวลาเซลฟี่ด้วยกล้องหน้า เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่า หน้าคุณจะไม่ดำแน่นอน ดูบทความต้นฉบับ : A side by side test of iPhone 6S vs. iPhone 6 photography

6 วิธีการรักษาสุดโหดในสมัยอดีต
10 อันดับ /  เรื่องแปลก

แฟชั่นสุดโหดในอดีต, เครื่องทรมารสุดโหดในอดีต teen.mthai เคยนำเสนอให้เพื่อนๆได้รู้กันไปแล้ว คราวนี้ขอส่งท้ายปีเก่ากับ 6 วิธีการรักษาสุดโหดในสมัยอดีต คะ สมัยนี้วิวัฒนาการทางการแพยท์นั้นก้าวไกลมากๆ บางรักษาโรคโดยที่เจ็บเพียวเล็กน้อยเท่านั้น แต่สมัยโบราณนี่สิ!! ลองมาดูกันว่า การรักษาโรคในสมัยก่อนนั้นจะโหดขนาดไหน .. 6 วิธีการรักษาสุดโหดในสมัยอดีต 1.?ยาน้ำกล่อมเด็กผสมยาเสพติด ในช่วงยุคศตวรรษที่ 19 มีการขายยาน้ำสำหรับกล่อมเด็กเพื่อเหล่าแม่ๆ ในยุคนั้นที่ชีวิตแต่ละวันมีแต่เรื่องวุ่นวายและความเครียดเกินกว่าจะรับมือลูกๆ ที่เอาแต่ร้องไห้งอแงได้ ยาน้ำที่ขายดีมากอย่างยี่ห้อ Mrs. Winslow?s Soothing Syrup ที่มีสรรพคุณอยู่ว่า เพียงให้เด็กๆ กินยาน้ำนี้ก่อนนอน เด็กก็จะหลับสบายไม่ร้องกวนตลอดคืน แน่ละ ก็เพราะยาน้ำนี้มีส่วนประกอบของมอร์ฟีนบริสุทธิ์ถึง 65 มิลลิกรัม ที่ไม่แค่มีผลกับเด็กเท่านั้น แต่ถึงเป็นผู้ใหญ่ตัวโตๆ กินเข้าไปก็คงหลับเป็นตาย ในยุคนั้นเรายังไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสารเคมีต่างๆ ดีนัก ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารอันตรายมากมาย อย่างเช่นยาน้ำนี้ก็มีการขายกันมาจนกระทั่งถึงปี ค.ศ.1910 เมื่อหนังสือพิมพ์?New York Times?ได้ตีพิมพ์บทความที่ชี้ว่า สารที่มีอยู่ในยาน้ำเหล่านี้อาจส่งให้เกิดผลร้ายกับเด็กในระยะยาวได้ และนอกจากมอร์ฟีนแล้ว ยังมีส่วนประกอบของคลอโรฟอร์ม เฮโรอีน ผงฝื่น กัญชา และสารเสพติดอื่นๆ อีกหลายชนิด อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีการสั่งห้าม ยาแบบนี้ก็ขายดีมาก แต่ก็เป็นสาเหตุให้เด็กบางคนเวลาที่หายเมากลับมีพฤติกรรมก้าวร้าวหนักกว่าเก่า หรือถ้าอาการหนักๆ บางคนก็เสียชีวิตไปเลย นอกจากยาน้ำแบบนี้แล้ววิธีการกำหราบเด็กเกเรในสมัยก่อนก็มีการใช้เฮโรอีนและโคเคนด้วยเหมือนกัน 2. รักษาโรคด้วยปรอท ปรอทน่าจะเรียกได้ว่าเป็นสสารที่สวยงาม ด้วยความที่มันดูเหมือนเป็นโลหะแต่แท้จริงแล้วเป็นของเหลวทำให้มนุษย์รู้สึกทึ่งและหลงไหลกับปรอทมาตั้งแต่ยุคโบราณแล้ว (มีหลักฐานด้วยว่ามนุษย์มีการใช้ปรอทมาตั้งแต่ก่อนคริสตศักราช) จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อก่อนคนเชื่อกันว่า ปรอทเป็นยาวิเศษที่รักษาได้เกือบทุกโรค และหมอในสมัยก่อนก็ใช้ปรอทในการรักษาคนไข้มาเป็นเวลานับร้อยๆ ปี แต่ปัจจุบันนี้เราก็รู้ๆ กันอยู่ว่าปรอทเป็นสารพิษอันตรายร้ายแรง และถ้ารับเข้าไปก็จะทำให้เกิดอาการพิษจากปรอทเช่น เจ็บหน้าอก หัวใจและปอดทำงานผิดปกติ กล้ามเนื้อกระตุก เห็นภาพหลอน และเสียชีวิตได้ น่าแปลกที่สมัยนั้นคนก็ยังคงใช้ปรอทในการรักษาอยู่ดีทั้งๆ ที่ใครได้รับเข้าไปก็พากันเสียชีวิตทั้งนั้น แต่คนก็พากันโทษว่าการเสียชีวิตมาจากสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวกับปรอทเลยสักนิด ช่วงยุคหลังๆ ปรอทถูกนำมาใช้เพื่อรักษาโรคซิฟิลิส ซึ่งก็อาจจะนับได้ว่าได้ผลเพราะใครที่รักษาด้วยวิธีนี้ส่วนมากก็จะเสียชีวิตไปแทน แม้แต่ Mozart นักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ก็เชื่อกันว่าเสียชีวิตจากพิษปรอทที่ใช้ในการรักษาโรคซิฟิลิสนี่เอง (น่าจะเอามารักษาลำยองบ้าง!) 3. Bloodletting การปล่อยเลือด (Bloodletting) เป็นวิธีการรักษาโรคที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยมีมาย้อนไปตั้งแต่สมัยก่อนคริสตศักราช วิธีการก็คือ ทำให้ผู้ป่วยเสียเลือดด้วยการทำให้เกิดบาดแผล เพราะเชื่อกันว่าถ้าอยากให้มีสุขภาพดีต้องทำการถ่ายเลือดออกมาบ้างเพื่อให้ร่างกายสมดุล ดังนั้นการปล่อยเลือดนี้ใช้เพื่อรักษาโรคแทบทุกชนิด การรักษาแบบนี้มีมาจนถึงช่วงศตวรรษที่ 19 George Washington ประธานาธิบดีคนแรกของประเทศสหรัฐอเมริกาก็รักษาอาการเจ็บคอด้วยวิธีนี้ และเชื่อกันว่าเพราะการรักษาแบบนี้เองที่ทำให้เขาเสียชีวิตลง? 4.?รักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพด้วยการช็อตไฟฟ้า ในช่วงปลายยุคศตวรรษที่ 19 ช่วงที่ผู้คนกำลังเห่อเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าทั้งหลาย จึงไม่แปลกที่จะมีการนำเอาไฟฟ้ามาใช้ในการรักษาด้วย เข็มขัดช็อตไฟฟ้าเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ช่วยรักษาสุดแปลกที่อ้างว่า สามารถช่วยรักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพของท่านชายได้ด้วยการส่งกระแสไฟฟ้าไปยัง ?น้องชาย? เพื่อปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง (เหมือนกับสัตว์ประหลาดแฟรงเกนสไตน์) เข็มขัดไฟฟ้านี้ถูกวางจำหน่ายมากมายหลายยี่ห้อ สื่อให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์นี้น่าจะขายดีจริงๆ น่าแปลกว่าคนซื้อไม่สงสัยหรืออย่างไรว่าการช็อตน้องชายแบบนี้ไม่น่าจะเป็นความคิดที่ดีเท่าไหร่ 5. เจาะสมองผ่านทางเบ้าตา (Lobotomy) สมัยช่วงแรกๆ ของศตวรรษที่ 20 วิธีการรักษาด้วยการเจาะสมองผ่านทางเบ้าตาเป็นที่นิยมมากในการรักษาอาการทางจิตต่างๆ ตั้งแต่ผู้ป่วยโรคจิตเภทที่มีอาการหนักๆ ไปจนถึงผู้ป่วยที่แค่มีอาการซึมเศร้า ใครที่เข้าข่ายในกลุ่มนี้แล้วเดินทางไปพบแพทย์ คุณจะได้รับการรักษาแบบสุดสยองแบบไม่ได้ร้องขอเลยทันที การรักษาแบบนี้ทำโดยแพทย์จะใช้แท่งเหล็กแหลมยาวๆ (ในสมัยแรกๆ ใช้ที่เจาะน้ำแข็ง) สอดเข้าไปทางเบ้าตาด้านบนผ่านไปยังสมอง แล้วบิดเพื่อทำลายเส้นประสาทที่สมองส่วนหน้า ด้วยวิธีการนี้ที่สามารถทำได้รวดเร็วอีกทั้งไม่ต้องผ่าตัดทำให้เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ไม่น่าเชื่อว่ารักษาด้วยวิธีนี้เคยได้รับรางวัลโนเบลในปี ค.ศ.1949? ด้วย แพทย์ที่ทำการรักษาด้วยวิธีนี้อ้างว่า ?สามารถทำได้ง่าย และรวดเร็ว พอๆ กับไปหาหมอฟัน? และเมื่อถึงปี ค.ศ.1960 พ่อแม่ทั้งหลายที่มีลูกวัยรุ่นทีมีปัญหาก็ต่างพาลูกตัวเองมารักษาด้วยวิธีนี้ โชคดีที่วิธีการรักษาแบบนี้ใช้กันอยู่ไม่นานนัก แต่กว่าจะรู้ว่าวิธีการนี้ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดก็อาจจะสายไปหน่อยแล้ว เพราะมีคนไข้โดนเหล็กเจาะสมองไปแล้วกว่า 70,000 คน 6. รักษาด้วยวิธีเจาะกะโหลก (Trepanation) การเจาะกะโหลก เป็นวิธีการรักษาตามชื่อของมันเลย คือ เจาะรูบนกะโหลกศีรษะ วิธีนี้ถือเป็นการผ่าตัดที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ที่ย้อนไปตั้งแต่สมัยยุคหินซึ่งอาจจะทำไปด้วยเรื่องของความเชื่อมากกว่าเรื่องของการรักษา เมื่อก่อนนี้การเจาะกะโหลกทำเพื่อรักษาอาการชักและปวดหัวไมเกรน น่าแปลกว่าการเจาะรูบนหัวแบบนี้ (ส่วนมากไม่ใช้ยาชาด้วย) จะทำให้หายปวดหัวหรือแก้อาการของสมองได้อย่างไร ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ การเจาะกะโหลกแบบนี้ยังคงมีมาถึงในยุคปัจจุบัน เช่นตัวอย่างของ หมอ Bart Hughes (ผู้ซึ่งไม่ใช่หมอจริงๆ เพราะเรียนไม่ทันจบก็ถูกไล่ออกเสียก่อน) ที่เชื่อว่า การเจาะกะโหลกแบบนี้จะช่วยให้สมองของเราทำงานได้ดีขึ้น คุณหมอคนนี้เชื่อในทฤษฎีของตัวเองมากเสียจนทำการเจาะกะโหลกตัวเองให้ดูเป็นตัวอย่างเสียเลย ที่มา?Cracked?,?The List Cafe?,?Wikipedia : Bart Huges?,?Wikipedia : Bloodletting ที่มาภาพประกอบ?digital collections