CTH

ผลบอล : สามแต้มชิลล์ๆ! หงส์ชุดผสมเปิด แอนฟิลด์ ไล่ทุบหม้อขาดกระจุย
ช่างปั้นหม้อ /  ผลบอล / 

รายงานสด พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน 2559 ลิเวอร์พูล 4-1 สโต๊ค ซิตี้ ผู้ทำประตู : 1-0 อัลเบร์โต้ โมเรโน่ น.8, 1-1 โบยาน เกร์กิช น.22, 2-1 แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ น.32, 3-1 ดิว็อค โอริกี้ น.50, 4-1 ดิว็อค โอริกี้ น.65 เวลา : 22.00 น. สนาม : แอนฟิลด์ ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 2 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เปิดสนาม แอนฟิลด์ ต้อนรับการมาเยือนของ สโต๊ค ซิตี้ โดยก่อนเกม เจอร์เกน คล็อปป์ จัดชุดผสมลงเล่นหลายต่อหลายคน ส่วนหนึ่งน่าจะเก็บตัวไว้รอดวลแข้งกับ ดอร์ทมุนด์ ในศึก ยูโรป้า ลีก เลกสอง ช่วงกลางสัปดาห์นี้ [เริ่มเกม] 5 นาทีแรก ถือว่า ลิเวอร์พูล เล่นบีบเพรสซิ่งเร็วตามถนัด และพยายามเดินหน้าบุกทดสอบแผงหลัง "ช่างปั้นหม้อ" ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดีพอสมควร GOAL! นาทีที่ 8 "หงส์แดง" มาได้ประตูออกนำเร็ว จากจังหวะฟรีคิกเล่นเร็ว เจมส์ มิลเนอร์ จ่ายบอลเลียดพื้นมาให้ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ กระหน่ำด้วยซ้ายข้างถนัด บอลพุ่งแรงมุ่งหน้าไปสัมผัสก้นตาข่ายชนิดที่สะใจสาวก "เดอะค็อป" ทั้วทั้งสนาม แอนฟิลด์ ผ่าน 20 นาทีแรกของเกม หลังจากที่ สโต๊ค โดนยิงประตูขึ้นนำ ก็ปรับแผนมาเล่นเกมรุกเพื่อทวงประตูตีเสมอมากขึ้น โดยส่วนใหญ่จะเน้นการโยนโด่งให้นักเตะรูปร่างสูงใหญ่อย่าง ปีเตอร์ เคร้าช์ ขึ้นโขก แต่ก็ยังทำอันตรายแผงหลัง "หงส์แดง" ไม่ได้ GOAL! นาที 22 และแล้ว "ช่างปั้นหม้อ" ก็มาทวงประตูตีเสมอได้สำเร็จ จากจังหวะเปิดฟรีคิกเข้ามาถึง โบยาน เกร์กิช วิ่งโฉบมาโขกบอลเปลี่ยนทางเข้าไปตุงตาข่ายช่วยให้สถานการณ์ทุกอย่างกลับมาเท่ากันอีกครั้ง GOAL! นาที 32 ลิเวอร์พูล กลับมาเป็นฝ่ายพลิกขึ้นนำอีกครั้ง คราวนี้ต้องชื่นชมเจ้าหนู เซยี่ โอโจ้ ที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัว หลอก เซอร์ดาน ชากิรี่ จนหลุดไปถึงเส้นหลัง ก่อนจะบรรจงเปิดมาให้ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ โขกเหน่งๆระยะเผาขนเข้าไปไม่พลาด นาที 39 แผงหลัง "หงส์แดง" เกือบเสียท่าให้กับลูกฟรีคิกของ สโต๊ค อีกครั้ง คราวนี้เป็นทาง ไรอัน ชอว์ครอสส์ ได้ขึ้นมาโขก แต่ไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ทำให้บังคับทิศทางบอลไม่ได้ สุดท้ายเฉี่ยวเสาสองหลุดออกหลังไปแค่นิดเดียว ช่วงท้ายครึ่งแรก ผู้มาเยือนพยายามบุกกดดันเกมรับ ลิเวอร์พูล เพื่อทวงประตูตีเสมออีกครั้ง แต่แผงหลัง "หงส์แดง" ยังถือว่ายืนคุมโซน และไล่เพรสซิ่งกันได้อย่างแข็งแกร่ง ทำให้จบ 45 นาทีแรก ลิเวอร์พูล ยังคงเป็นฝ่ายนำ สโต๊ค อยู่ที่ 2-1 [เริ่มครึ่งหลัง] เจอร์เกน คล็อปป์ แก้เกมด้วยการถอดเจ้าหนู เซยี่ โอโจ้ ออกไปพักและส่ง ดิว็อค โอริกี้ ลงมาทำหน้าที่แทน GOAL! นาที 50 ลิเวอร์พูล มาได้ประตูทิ้งห่าง สโต๊ค เป็น 3-1 และเป็นทาง ดิว็อค โอริกี้ ที่เพิ่งลงมาใหม่ได้โขกเหน่งๆจากการเปิดเข้ามาของ เจมส์ มิลเนอร์ ผ่านมาถึงนาที 60 ยังคงเป็นเจ้าถิ่นที่เล่นตามเสียงเชียร์ของแฟนบอลโดยการเดินหน้าบุกใส่แผงหลัง "ช่างปั้นหม้อ" แถมยังหวิดจะบวกสกอร์เพิ่มได้หลายต่อหลายครั้ง GOAL! นาที 65 "หงส์แดง" มากดเม็ดที่สี่ จากความสามารถเฉพาะตัวของ ดิว็อค โอริกี้ ลากบอลตัดเข้ากลาง ก่อนจะปั่นโค้งๆบอลพุ่งไปเสียบตาข่ายอย่างสวยงาม ช่วงท้ายเกม ยังคงเป็นเจ้าถิ่นที่ได้ครองบอลพร้อมกับค่อยๆบุกใส่เกมรับ "ช่างปั้นหม้อ" เป็นระยะ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเร่งเกมอะไรมากนัก เนื่องจากสกอร์ที่นำค่อนข้างห่าง ทำให้สุดท้ายเวลาเดินทางมาครบ 90 นาที ลิเวอร์พูล เปิดสนาม แอนฟิลด์ เอาชนะ สโต๊ค ซิตี้ ไปแบบขาดลอย 4-1 รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม ลิเวอร์พูล : ซิมง มิโญเล่ต์(GK), นาธาเนี่ยล ไคลน์, โคโล่ ตูเร่, มาร์ติน สเคอร์เทล, อัลเบร์โต้ โมเรโน่, เควิน สจ๊วร์ต, โจ อัลเลน, เจมส์ มิลเนอร์, โรแบร์โต้ เฟียร์มิโน่, เซยี่ โอโจ้, แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ สโต๊ค ซิตี้ : ยาค็อบ เฮาการ์ด(GK), ฟิล บาร์ดสลี่ย์, ไรอัน ชอว์ครอสส์, ฟิลิปป์ โวลล์ไชด์, เอริค ปีเตอร์ส, ฌิลแบร์ อิมบูล่า, เจฟฟ์ คาเมร่อน, เซอร์ดาน ชากิรี่, อิบราฮิม อเฟลลาย, โบยาน เกร์กิช, ปีเตอร์ เคร้าช์

ผลบอล : ทีเด็ด..ราฟา!! สาลิกา หนังเหนียวตามก่อน2เม็ด บุกแชร์แต้ม หงส์ คาแอนฟิลด์
นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด /  ผลบอล / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 23 เมษายน 2559 ลิเวอร์พูล 2-2 นิวคาสเซิล ผู้ทำประตู : 1-0 แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ น.2, 2-0 อดัม ลัลลาน่า น.30, 2-1 ปาปิสส์ เด็มบา ซิสเซ่ น.48, 2-2 แจ็ค โคลแบ็ค น.66 เวลา : 21.00 น. สนาม : แอนฟิลด์ ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 2 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลิเวอร์พูล มีคิวเปิดสนาม แอนฟิลด์ ต้อนรับการมาเยือนของ "สาลิกาดง" นิวคาสเซิล ที่มีอดีตกุนซือ "หงส์แดง" อย่าง ราฟาเอล เบนิเตซ พาทีมกลับมาเยือนรังเก่าอีกครั้ง โดยก่อนเกมมีข่าวน่าตกใจว่า มามาดู ซาโก้ กองหลังตัวหลักของทางเจ้าถิ่นไม่ผ่านการตรวจสารกระตุ้นทำให้ต้องโดนสั่งแบนจากทางสโมสรไปชั่วคราว [เริ่มเกม] GOAL! นาทีที่ 2 สาวก "เดอะค็อป" ใน แอนฟิลด์ ได้เฮตั้งแต่หัววัน หลังจาก แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ โชว์ความเฉียบขาดด้วยการพลิกตัวซัดด้วยซ้ายข้างถนัด บอลผ่านมือของ คาร์ล ดาร์โลว์ เข้าไปตุงตาข่ายอย่างง่ายดาย ผ่าน 20 นาทีแรกของเกม ยังคงเป็น "หงส์แดง" ที่เป็นฝ่ายเอาบอลมาครองพร้อมกับเดินหน้าบุกหวังได้เม็ดสอง แต่บรรดาแนวรับของ นิวคาสเซิล ยังทำหน้าที่กันได้อย่างยอดเยี่ยม GOAL! นาที 30 ด้วยรูปเกมที่ดูเหนือกว่าอย่างชัดเจนของ ลิเวอร์พูล ก็มาได้ประตูที่สองไปตามคาด จากจังหวะซัดด้วยซ้ายหน้ากรอบเขตโทษ บอลโค้งเข้าไปเสียบตาข่ายอย่างสุดสวยช่วยให้เจ้าบ้านทิ้งห่าง "สาลิกาดง" ที่กำลังหนีตกชั้นไปแล้ว 2-0 ช่วงท้ายครึ่งแรก แม้ว่า นิวคาสเซิล จะพยายามกัดฟันเดินหน้าลุยใส่แผงหลัง ลิเวอร์พูล แต่แนวรับเจ้าถิ่นยังถือว่าคุมโซนกันได้อย่างแข็งแกร่ง แถมจังหวะสังหารตาข่ายของ "สาลิกาดง" ก็ยังไม่เฉียบขาดพอ ทำให้จบ 45 นาทีแรก "หงส์แดง" ยังคงเป็นฝ่ายขึ้นนำที่สกอร์ 2-0 [เริ่มครึ่งหลัง] ราฟาเอล เบนิเตซ แก้เกมด้วยการถอด อโยเซ่ เปเรซ ออกไปพักและส่ง จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ลงมาทำหน้าที่แทน GOAL! นาที 48 รูปเกมทำท่าว่าจะสนุกขึ้นกว่าในครึ่งเวลาแรก หลังจาก นิวคาสเซิล มาได้ประตูตีไข่แตกอย่างรวดเร็วจากความผิดพลาดส่วนตัวของ ซิมง มินโญเลต์ ที่ออกมาตัดบอลพลาดจนโดน ปาปิสส์ เด็มบา ซิสเซ่ โขกลงโทษเข้าไปอย่างง่ายดาย นาที 59 ลิเวอร์พูล เกือบมาดับความหวังของ นิวคาสเซิล ได้สำเร็จ จากจังหวะ โจ อัลเลน สบัดหัวโขกในกรอบเขตโทษ บอลไปติดเซฟ คาร์ล ดาร์โลว์ ก่อนที่ โรแบร์โต่ เฟอร์มิโน่ จะซ้ำจ่อๆเข้าไป แต่ไลน์แมนยกธงล้ำหน้าไปก่อนแล้ว GOAL! นาที 66 "สาลิกาดง" มาได้ประตูที่ต้องการจากจังหวะสวนกลับ แจ็ค โคลแบ็ค สอดมายิงในกรอบเขตโทษ บอลไปแฉลบขา เดยัน ลอฟเลน ผ่านมือ ซิมง มินโญเลต์ เข้าไปแบบไม่เหลือซาก ช่วงท้ายเกม "หงส์แดง" พยายามเดินหน้าเพื่อทวงประตูขึ้นนำอีกครั้ง แต่คราวนี้เกมรับ "สาลิกาดง" ไม่มีจังหวะผิดพลาดให้เห็นเหมือนในครึ่งเวลาแรก สุดท้ายไม่มีฝั่งไหนบวกประตูกันได้เพิ่มทำให้จบ 90 นาทีเจ๊ากันไปแบบสุดมันส์ 2-2 รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม ลิเวอร์พูล : ซิมง มินโญเลต์(GK), คอนเนอร์ แรนดอลล์, โคโล่ ตูเล่, เดยัน ลอฟเลน, อัลเบร์โต้ โมเรโน่, เควิน สจ็วร์ต, ลูคัส เลว่า, โจ อัลเลน, อดัม ลัลลาน่า, โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่, แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด : คาร์ล ดาร์โลว์(GK), เวอร์นอน อนิต้า, ชานเซล เอ็มเบ็มบา, จามาล ลาสเซลเลส, พอล ดัมเม็ตต์, ชีค ติโอเต้, แจ็ค โคลแบ็ค, แอนดรอส ทาวน์เซ่นด์, มุสซ่า ซิสโซโก้, อโยเซ่ เปเรซ, ปาปิสส์ เด็มบา ซิสเซ่

โป้งเดียวจอด!! มหาเทพเวลเบ็ค ซูเปอร์ซับซัดชัยพา ปืน เชือด นอริช จมรองบ๊วย
นกขมิ้นเหลืองอ่อน /  นอริช ซิตี้ / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 30 เมษายน 2559 อาร์เซนอล 1-0 นอริช  ผู้ทำประตู : 1-0 แดนนี่ เวลเบ็ค น.59 เวลา : 23.30 น. สนาม : เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 3 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่ปิดท้ายรายการประจำค่ำคืนวันวันเสาร์ที่ 30 เมษายน 2559 อาร์เซนอล มีคิวเปิดสนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ต้อนรับการมาเยือนของ "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" นอริช ซิตี้ ที่ก่อนแข่งต้องดิ้นรนหนีการตกชั้น รั้งอันดับรองบ๊วยในตารางคะแนน [เริ่มเกม] ผ่านมาแค่นาทีที่ 6 โอกาสทักทายแรกเป็นทางผู้มาเยือนที่หวิดจะได้ประตูออกนำ จากจังหวะ นาธาน เร้ดมอนด์ จับบอลลงในกรอบเขตโทษ ก่อนจะสับเต็มข้อด้วยขวา แต่ยังโดน ปีเตอร์ เช็ก โชว์ซูเปอร์เซฟปัดออกหลังไปได้อย่างหวุดหวิด ผ่านมาถึงนาที 20 รูปเกมทั้งหมดเทมาเป็นทางฝั่ง อาร์เซนอล ที่เป็นฝ่ายครองบอลพร้อมกับเดินหน้าลุยแหลกใส่แผงหลัง "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" แต่จังหวะจบสกอร์ถือว่ายังทำได้ไม่ถนัด และหาโอกาสจบสกอร์ได้ค่อนข้างน้อย นาที 30 รูปเกมยังคงเป็น "ปืนใหญ่" ที่ได้ครองบอล พร้อมกับเดินหน้าบุกใส่ นอริช มากกว่า แต่จังหวะลุ้นจบสกอร์ถือว่ายังมีค่อนข้างน้อย นาที 32 อาร์เซนอล หวิดจะได้ประตูออกนำจากจังหวะ โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ บรรจงยิงหน้ากรอบเขตโทษ แต่ยังโดน เซบาสเตียน บาสซง แหย่เท้าเข้าสกัด ก่อนที่บอลจะลอยโด่งย้อยออกหลังไปชนิดที่เกือบเปลี่ยนทางเข้าประตู ช่วงท้ายครึ่งแรก รูปเกมยังคงไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมมากนัก โดยทางผู้มาเยือนมีโอกาสสวนกลับและได้ลุ้นประตูอยู่ 1-2 ครั้ง แต่ก็ยังไม่มีฝั่งไหนเบิกสกอร์แรกได้ ทำให้สุดท้ายจบ 45 นาทีแรก อาร์เซนอล ยังคงเจ๊า นอริช อยู่ที่ 0-0 [เริ่มครึ่งหลัง] ยังไม่มีรายงานการเปลี่ยนตัวของทั้งสองทีม GOAL! นาที 59 และแล้ว "ปืนใหญ่" ก็มาได้ประตูที่ต้องการ โดยมาได้จากตัวสำรองอย่าง แดนนี่ เวลเบ็ค ที่ได้สับด้วยขวาข้างถนัดแบบเต็มข้อในกรอบเขตโทษ บอลพุ่งแรงผ่านมือ จอห์น รัดดี้ เข้าไปตุงตาข่ายอย่างงดงาม ซึ่งนี่ถือเป็นการยิงเข้ากรอบครั้งแรกในเกมของ อาร์เซนอล อีกด้วย นาที 70 หลังจากที่เจ้าบ้านได้ประตูขึ้นนำ รูปเกมเปลี่ยนมาเปิดฉากบุกแลกกันแบบหมัดต่อหมัดในทันที โดยทาง นอริช ก็มีโอกาสทองที่จะได้ประตูตีเสมอเหมือนกันจากจังหวะเข้าชาร์จเหน่งๆของ ดิวเมอร์ซี่ เอ็มโบกานี่ แต่สุดท้ายก็โดน กาเบรียล เปาลิสต้า แหย่เท้าเข้าสะกัดออกหลังไปแบบหวุดหวิด ช่วงท้ายเกม นอริช พยายามกัดฟันบุกใส่แนวรับ "ปืนใหญ่" อยู่หลายชุด และก็มีโอกาสได้ประตูตีเสมออยู่หลายครั้งเช่นกัน แต่สุดท้ายความเด็ดขาดยังมีไม่มากพอทำให้จบ 90 นาที อาร์เซนอล เป็นฝ่ายเปิดบ้านเฉือนชนะ "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" ไปแบบหืดจับด้วยสกอร์ 1-0 รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม อาร์เซนอล : ปีเตอร์ เช็ก(GK), เอ็คตอร์ เบเญริน, แพร์ แมร์เตซัคเกอร์, โลร็องต์ กอสเชียลนี่, นาโช่ มอนเรอัล, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่, อารอน แรมซีย์, อเล็กซิส ซานเชซ, เมซุต โอซิล, อเล็กซ์ อิโวบี้, โอลิวิเยร์ ชิรูด์ นอริช ซิตี้ : จอห์น รัดดี้(GK), อิโว ปินโต้, เซบาสเตียน บาสซง, รัสเซลล์ มาร์ติน, มาร์ติน โอลส์สัน, โจนาธาน ฮาว์สัน, แกรี่ โอนีล, เวส ฮูลาแฮน, ร็อบบี้ เบรดี้, นาธาน เร้ดมอนด์, คาเมร่อน เจอโรม

ผลบอล : บิ๊กเบน คัมแบ็ค!! หงส์10ตัวกระหน่ำสองตุงพลิกเชือด พาเลซ วิสุดท้าย
คริสตัล พาเลซ /  ปราสาทเรือนแก้ว / 

Embed from Getty Images ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2559 คริสตัล พาเลซ 1-2 ลิเวอร์พูล ผู้ทำประตู : 1-0 โจ เล็ดลีย์ น.48, โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ น.72, 1-2 คริสติย็อง เบนเตเก้(จุดโทษ) น.90+6 เวลา : 20.30 น. สนาม : เซลเฮิร์สท์ ปาร์ค ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 2 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คริสตัล พาเลซ เปิดสนาม เซลเฮิร์สท์ ปาร์ค ต้อนรับการมาเยือนของทีมขวัญใจมหาชนอย่าง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล [เริ่มเกม] ผ่านมาแค่นาทีที่ 7 เจ้าบ้านเกือบจะได้ประตูออกนำเร็ว จากจังหวะสวนกลับ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ จ่ายเลียดๆมาให้ ยานนิค โบลาซี่ วิ่งมาล้มตัวยิง แต่บอลไปติดเซฟ ซิมง มินโญเลต์ มือกาวเบอร์หนึ่งของ ลิเวอร์พูล ป้องกันเอาไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ นาที 11 แม้ว่า "หงส์แดง" จะเป็นฝ่ายครองบอลมากกว่า แต่โอกาสสวนกลับของเจ้าบ้านก็ถือว่าอันตราย และเกือบจะได้ประตูหลายต่อหลายครั้งเหมือนกัน โดยคราวนี้มาโดน เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ ขึ้นโขกเต็มๆชนิดที่ ซิมง มินโญเลต์ หมดสิทธิ์เซฟไปแล้ว แต่บอลดันไปชนคานก่อนจะถูกเคลียทิ้งไปแบบหวุดหวิด ผ่าน 20 นาทีแรกของเกม ถือว่าการครองบอลเป็นของ ลิเวอร์พูล แต่จังหวะจบสกอร์เป็นทาง คริสตัล พาเลซ ที่ทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจน นาที 33 "หงส์แดง" มาได้ฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ เจมส์ มิลเนอร์ รับหน้าที่สังหาร แต่บอลไปแฉลบกำแพงและออกหลังไปแบบไม่ได้ลุ้น ช่วงท้ายครึ่งแรก รูปเกมยังคงไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม โดยโอกาสเข้าทำของทั้งสองทีมมีแค่จังหวะหวาดเสียวเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาเท่านั้น ทำให้จบ 45 นาทีแรก คริสตัล พาเลซ ยังคงเสมอกับ ลิเวอร์พูล อยู่ที่สกอร์ 0-0 [เริ่มครึ่งหลัง] ยังไม่มีรายงานการเปลี่ยนตัวของทั้งสองทีม GOAL! นาที 48 เริ่มครึ่งหลังยังไม่ทันไร คริสตัล พาเลซ มาได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะ โจ เล็ดลีย์ เก็บตกแถวของตะบันเต็มแข้งผ่านเซฟของ ซิมง มินโญเลต์ เข้าไปชนิดที่แฟนบอลเจ้าบ้าน เฮกันลั่นสนาม เซลเฮิร์สท์ ปาร์ค นาที 62 สถานการณ์ของ "หงส์แดง" แย่หนักกว่าเดิม เมื่อ เจมส์ มิลเนอร์ ไปโดนเหลืองที่สองเปลี่ยนเป็นใบแดงทำให้ทีมต้องเล่น 10 คนในสนามสำหรับช่วงเวลาที่เหลือ GOAL! นาที 72 ลิเวอร์พูล มาได้ประตูตีเสมอจากจังหวะส้มหล่น และเป็นความผิดพลาดส่วนตัวของ อเล็กซ์ แม็คคาร์ธีย์ ที่ดันหวดบอลไปเข้าทาง โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ก่อนจะโดนลงโทษด้วยการสังหารเข้าไปไม่มีพลาด นาที 87 "หงส์แดง" พลาดโอกาสพลิกขึ้นนำอย่างเหลือเชื่อ จากจังหวะ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ ตะบันด้วยซ้ายเต็มแรงบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ บอลพุ่งไปชนเสาเสียงดังสนั่น ทำให้สกอร์ของทั้งสองทีมยังคงเท่ากันที่ 1-1 GOAL! นาที 90 (ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ) ลิเวอร์พูล มาได้ประตูชัยชนิดที่ไม่มีเวลาให้ "ปราสาทเรือนแก้ว" ได้แก้ตัว เมื่อ คริสติย็อง เบนเตเก้ ลงมาเป็นซูเปอร์ซับเรียกจุดโทษให้ทีมได้ แม้ว่าจะค้านสายตาแฟนบอล พาเลซ ก็ตาม แต่เจ้าตัวก็ลุกขึ้นมาสังหารเข้าไปอย่างเลือดเย็น ช่วยให้ "หงส์แดง" เป็นฝ่ายพลิกแซง คริสตัล พาเลซ พร้อมกับเก็บ 3 แต้มกลับไปอย่างเหลือเชื่อ รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม คริสตัล พาเลซ : อเล็กซ์ แม็คคาร์ธีย์(GK), โจเอล วอร์ด, สก๊อต แดน, ดาเมี่ยน เดลานี่, ปาเป้ ซูอาเร่, โยฮัน กาบาย, ไมค์ เยดินัค, วิลฟรีด ซาฮา, โจ เล็ดลีย์, ยานนิค โบลาซี่, เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ ลิเวอร์พูล : ซิมง มินโญเลต์(GK), จอน ฟลานาแกน, เดยัน ลอฟเรน, มามาดู ซาโก้, อัลเบร์โต้ โมเรโน่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เอ็มเร่ ชาน, เจมส์ มิลเนอร์, อดัม ลัลลาน่า, โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่, ดิว็อค โอริกี้

ผลบอล : เม็ดเดียวก็เสียวได้! มอร์แกน โขกนำชัยพา จิ้งจอกสยาม เชือด นักบุญ หนีไก่7แต้ม
คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม /  จิ้งจอกสยาม / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน 2559 เลสเตอร์ ซิตี้ 1-0 เซาแธมป์ตัน ผู้ทำประตู : 1-0 เวส มอร์แกน น.38 เวลา : 19.30 น. สนาม : คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 3 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่เปิดหัวประจำค่ำคืนวันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน 2559 เป็นการพบกันระหว่างจ่าฝูงอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ มีคิวเปิดสนาม คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ต้อนรับการมาเยือนของ เซาแธมป์ตัน [เริ่มเกม] 10 นาทีแรก ถือว่าเจ้าบ้านเป็นฝ่ายเดินเครื่องบุกใส่แผงหลัง "นักบุญแดนใต้" ได้ดีกว่าพอสมควร ขณะที่ทางฝั่งผู้มาเยือนตั้งโซนรับกันค่อนข้างลึก และรอสวนกลับจากบรรดาแนวรุกที่มีความเร็วสูง เกมเดินทางมาถึงนาที 25 ถือว่า เซาแธมป์ตัน เริ่มตั้งเกมมาสู้กับ "จิ้งจอกสยาม" ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้เล่นเกมรุกที่เริ่มสร้างความปั่นป่วนให้แผงหลังเจ้าถิ่นได้มากขึ้นเรื่อยๆ นาที 31 "นักบุญแดนใต้" พลาดโอกาสทองฝังเพชรที่จะได้ประตูขึ้นนำอย่างเหลือเชื่อ จากจังหวะหลุดเดี่ยวตั้งแต่บริเวณกลางสนามของ ซาดิโอ มาเน่ แต่จังหวะสังหาร ดันไปติดบล็อค แดนนี่ ซิมป์สัน ทั้งๆที่อุตส่าหลบ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล จนเหลือแต่ประตูโล่งๆแล้ว GOAL นาที 38 รูปเกมที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่เจ้าบ้านมาได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะที่ เวส มอร์แกน กองหลังกัปตันทีมดันขึ้นสูงไปโขกเต็มศีรษะ บอลเบียดเสาเข้าไปชนิดที่ เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ หมดสิทธิ์ป้องกัน ช่วงท้ายครึ่งแรก รูปเกมยังคงเป็น "จิ้งจอกสยาม" ที่ควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างไว้ได้ในกำมือ โดย "นักบุญแดนใต้" อาศัยดักจังหวะและใช้การโยนบอมเข้าไปลุ้นประตูเป็นส่วนใหญ่ แต่ทุกครั้งก็ถูกเคลียสะกัดออกมาได้แทบทั้งหมด ทำให้จบ 45 นาทีแรก เลสเตอร์ ซิตี้ ยังคงเป็นฝ่ายออกนำ เซาแธมป์ตัน อยู่ที่ 1-0 [เริ่มครึ่งหลัง] เซาแธมป์ตัน แก้เกมด้วยการถอด แมตต์ ทาร์เกตต์ ออกไปพักและส่ง ดูซาน ทาดิช ลงมาทำหน้าที่แทน ผ่านมาถึงนาที 60 เลสเตอร์ เกือบมาได้ประตูที่ 2 แบบส้มหล่น จากจังหวะที่ โชเซ่ ฟอนเต้ แหย่เท้าสกัดบอลผิดเหลี่ยม บอลย้อยๆกำลังจะพุ่งลงมาเสียบตาข่าย แต่ เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ อาศัยรูปร่างที่สูงใหญ่ลอยตัวปัดออกไปได้แบบหวุดหวิด นาที 70 โอกาสลุ้นเล็กๆของ "นักบุญแดนใต้" ที่จะได้ประตูตีเสมอ มาจากจังหวะ ไรอัน เบอร์ทรานด์ กันขึ้นสูงเข้ามาในกรอบเขตโทษ ก่อนจะตัดสินใจตะบันเต็มข้อด้วยซ้าย แต่ทิศทางผิดเหลี่ยมเข้าข้างตาข่ายไปแบบไม่ได้ลุ้น นาที 71 เจ้าบ้านพลาดได้ประตูทิ้งห่างอย่างเหลือเชื่อ หลังจาก เจมี่ วาร์ดี้ ใช้ความสามารถเฉพาะตัวไปสุดเส้นหลัง ก่อนจะเปิดเข้ามาถึง แดนนี่ ซิมป์สัน ได้ซัดโล่งๆหน้าปากประตู ชนิดที่ไม่มีใครมาประกบ แต่ดันยิงไปตรงตัว เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ ล้มตัวเซฟไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ ช่วงท้ายเกม "นักบุญแดนใต้" พยายามกัดฟันโหมบุกใส่ เลสเตอร์ แบบเต็มสูบ แต่ความยอดเยี่ยมของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ตัดบอลแดนกลางได้ตลอด ทำให้เกมรุกของผู้มาเยือนขาดประสิทธิภาพลงไปเยอะ สุดท้ายเวลาค่อยๆหมดลงไปและจบ 90 นาที "จิ้งจอกสยาม" เก็บ 3 แต้มสำคัญ เอาชนะ เซาแธมป์ตัน ไปได้ด้วยสกอร์ 1-0 ท่ามกลางเสียงประมือจากแฟนบอลเจ้าบ้านที่เข้ามาเชียร์กันแน่นสนาม คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม เลสเตอร์ ซิตี้ : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล(GK), แดนนี่ ซิมป์สัน, เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, คริสเตียน ฟุคส์, ริย้าด มาห์เรซ, ดาเนี่ยล ดริ๊งค์วอเตอร์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, มาร์ก อัลไบรจ์ตัน, ชินจิ โอกาซากิ, เจมี่ วาร์ดี้ เซาแธมป์ตัน : เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์(GK), เซดริก โซอาเรส, เวอร์กิล ฟาน ไดย์ค, โชเซ่ ฟอนเต้, ไรอัน เบอร์ทรานด์, วิคเตอร์ วานยาม่า, ยอร์ดี้ คลาซี่, แมตต์ ทาร์เกตต์, สตีเว่น เดวิส, ซาดิโอ มาเน่, กราเซียโน่ เปลเล่

ผลบอล : จิ้งจอก เสียวสันหลัง! เคน,อัลลี ช่วยกันเบิ้ลพาไก่ไล่ทุบหม้อ เละเทะคาบ้าน
ช่างปั้นหม้อ /  บริทานเนีย สเตเดี้ยม / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันจันทร์ที่ 18 เมษายน 2559 สโต๊ค ซิตี้ 0-4 สเปอร์ ผู้ทำประตู : 0-1 แฮร์รี่ เคน น.9, 0-2 เดเล่ อัลลี น.67, 0-3 แฮร์รี่ เคน น.71, 0-4 เดเล่ อัลลี น.82 เวลา : 2.00 น. สนาม : บริทานเนีย สเตเดี้ยม ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 2 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดมันเดย์ไนท์ เป็นการโคจรมาพบกันระหว่าง "ช่างปั้นหม้อ" สโต๊ค ซิตี้ เปิดสนาม บริทานเนีย สเตเดี้ยม ต้อนรับการมาเยือนของ สเปอร์ โดยไฮไลท์สำคัญของเกมนี้อยู่ที่การคว้า 3 แต้มของ "ไก่เดือยทอง" ทำให้ตอนนี้แต้มตามหลังทีมจ่าฝูงอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ เพียงแค่ 5 คะแนนเท่านั้น ครึ่งแรก เปิดฉากมาเพียงแค่ไม่กี่นาที "ไก่เดือยทอง" ก็มาได้ประตูที่ต้องการตั้งแต่หัววัน จากจังหวะ แฮร์รี่ เคน โชว์ความเฉียบขาดซัดเน้นๆตั้งแต่ 9 นาทีแรก และหลังจากนั้นยังคงเป็นทีมเยือนที่หวิดได้ประตูขึ้นนำหลายต่อหลายครั้งโดยเฉพาะจังหวะ คริสเตียน อีริคเซ่น ซัดไปชนคาน แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีใครทำประตูได้เพิ่มทำให้จบ 45 นาทีแรก สเปอร์ ยังคงขึ้นนำ สโต๊ค ซิตี้ อยู่ที่ 1-0 ครึ่งหลัง รูปเกมยังคงเป็น สเปอร์ ที่เป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบแทบจะทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการครองบอลหรือโอกาสจบสกอร์ โดยมาได้ประตูที่สองในนาที 67 จากจังหวะหลุดเดี่ยวของ เดเล่ อัลลี ไปยิงผ่านตัว เชย์ กิฟเว่น เข้าไปอย่างเหนือชั้น หลังจากนั้นนาที 71 แฮร์รี่ เคน ก็มายิงประตูที่สองให้กับตัวเอง และปิดท้ายด้วย เดเล่ อัลลี คนเดิมเบิ้ลเม็ดสองให้กับตัวเอง พร้อมกับพา "ไก่เดือยทอง" ไล่ยำ "ช่างปั้นหม้อ" คาถิ่น บริทานเนีย สเตเดี้ยม ไปแบบขาดลอย 4-0 รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม สโต๊ค ซิตี้ : เชย์ กิฟเว่น(GK), มาร์ค มูเนียซ่า, ไรอัน ชอว์ครอสส์, เจฟฟ์ คาเมรอน, ฟิลิปป์ โวลล์ไชด์, ฌิลแบร์ อิมบูล่า, เกล็นน์ วีแลน, เซอร์ดาน ชากิรี่, อิบราฮิม อเฟลลาย, มาร์โก อาร์เนาโตวิช, โบยาน เกอร์กิช สเปอร์ : อูโก้ โยริส(GK), ไคล์ วอลเกอร์, โทบี้ อัลแดร์ไวเรลด์, แยน แฟร์ต็องเก้น, แดนนี่ โรส, เอริค ดายเออร์, มุสซ่า เด็มเบเล่, เอริค ลาเมล่า, เดเล่ อัลลี, คริสเตียน อีริคเซ่น, แฮร์รี่ เคน

ผลบอล : คดีพลิก10ตลบ!! นักบุญ ทะลวงสามเม็ดรวดแซงดับ หงส์ น้ำตาท่วมท้ายเกม
นักบุญ /  ผลบอล / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม 2559 เซาแธมป์ตัน 3-2 ลิเวอร์พูล ผู้ทำประตู : 0-1 ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ น.17, 0-2 แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ น.21, 1-2 ซาดิโอ มาเน่ น.64, 2-2 กราเซียโน่ เปลเล่ น.83, 3-2 ซาดิโอ มาเน่ น.86 เวลา : 20.30 น. สนาม : เซนต์ แมรี่ส์ สเตเดี้ยม ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 2 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เซาแธมป์ตัน เปิดสนาม เซนต์ แมรี่ส์ ต้อนรับการมาเยือนของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ที่วันนี้ เจอร์เกน คล็อปป์ ทำเซอร์ไพรส์เล็กๆด้วยการมอบปลอกแขนกัปตันทีมให้กับ จอน ฟลานาแกน [เริ่มเกม] เปิดฉากมาแค่ 2 นาทีแรก ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายได้ทักทายก่อนจากจังหวะยิงไกลของ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ แต่ทิศทางบอลลอยโด่งจนหลุดออกหลังไปค่อนข้างเยอะ ผ่านมาถึงนาทีที่ 8 เจ้าบ้านไม่ได้จุดโทษอย่างเหลือเชื่อ จากจังหวะที่ เดยัน ลอฟเรน ไปอัดใส่ด้านหลัน เชน ลอง ในกรอบเขตโทษแต่ผู้ตัดสินไม่ได้ชี้ให้จังหวะนี้เป็นลูกฟาลด์แต่อย่างใด 10 นาทีแรก ถือว่ารูปเกมค่อนข้างสูสี ผลัดกันเปิดเกมรุกเข้าหากันทั้งสองฝั่ง แต่จังหวะจบสกอร์ยังทำได้ไม่ถนัดนักด้วยกันทั้งคู่ GOAL! นาที 17 "หงส์แดง" มาได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะความสามารถเฉพาะตัวของ คูตินโญ่ ลากตัดเข้ากลางก่อนจะยิงไกลสุดสวยให้ทีมบุกมานำ เซาแธมป์ตัน ตั้งแต่ต้นเกม GOAL! นาที 21 ลิเวอร์พูล มาได้ประตูที่สอง จากการจังหวะของ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ขยับหลอกอยู่กับที่ไปมา ก่อนที่จะสังหารด้วยซ้ายจ่อๆผ่านมือ เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ เข้าไปอย่างง่ายดาย นาที 33 ลิเวอร์พูล พลาดได้ประตูที่สามอย่างน่าเสียดาย หลังจากที่ โจ อัลเลน ส่งบอลเข้าไปตุงตาข่าย แต่มี มามาดู ซาโก้ ยืนล้ำหน้า แม้จะไม่โดนบอลก็ตาม แต่ด้วยกฎกติกาใหม่ทำให้ไลน์แมนยกธงล้ำหน้าจังหวะนี้ไปในที่สุด ช่วงท้ายครึ่งแรก ถือว่ารูแเกมของ เซาแธมป์ตัน ยังดูไม่ดีขึ้นจากช่วงเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าจะพยายามเดินหน้าบุกใส่แผงหลัง "หงส์แดง" บ้างแล้วก็ตาม แต่ว่าโอกาสจบสกอร์ยังทำได้ไม่อันตรายเท่าที่ควร ทำให้จบ 45 นาทีแรก เซาแธมป์ตัน 0-2 ลิเวอร์พูล [เริ่มครึ่งหลัง] กุนซือทั้งสองทีมแก้เกมด้วยการส่งนักเตะตัวสำรองลงไปปรับหมากด้วยกันทั้งคู่ นาที 49 โอกาสทองฝังเพชรของ เซาแธมป์ตัน ที่จะได้ประตูตีไข่แตก หลังจาก มาร์ติน สเคอร์เทล ไปทำฟาวล์ กราเซียโน่ เปลเล่ ล้มลงไปในกรอบเขตโทษ แต่ ซาดิโอ มาเน่ ดันยิงไปติดเซฟ มินโญ่เลต์ และจะหวะตามซ้ำก็ทำได้ไม่ดี ซัดออกหลังไปแบบไม่ได้ลุ้น GOAL! นาที 64 และแล้วความพยายามของ "นักบุญ" ก็มาสำเร็จเอาจากจังหวะของตัวสำรองอย่าง ซาดิโอ มาเน่ กดด้วยซ้ายผ่านเซฟ ซิมง มินโญเลต์ เข้าไปแบบสุดเฉียบขาด นาที 74 ลิเวอร์พูล พลาดโอกาสได้ประตูนำห่างออกไปอีกครั้งอย่างเหลือเชื่อ หลังจาก คริสติย็อง เบนเตเก้ ได้หลุดไปซัดเน้นๆด้วยขวา แต่ทิศทางบอลขาดไปเล็กน้อยเฉี่ยวเสาหลุดออกหลังไปแค่นิดเดียว GOAL! เกมผ่านมาถึงนาที 83 กราเซียโน่ เปลเล่ มาพังตาข่าย "หงส์แดง" ได้สำเร็จ จากจังหวะพลิกตัวยิงหน้ากรอบเขตโทษ บอลพุ่งแรงวิ่งไปเสียบตาข่ายเข้าไปอย่างสวยงาม GOAL! นาที 86 ช่วงเวลาเพียงแค่สามนาที เซาแธมป์ตัน มาได้ประตูแซงนำอย่างเหลือเชื่อ และเป็น ซาดิโอ มาเน่ คนเดิมที่มากระหน่ำด้วยซ้ายเข้าไปให้ "นักบุญ" พลิกแซง ลิเวอร์พูล เป็นครั้งแรกของเกมได้สำเร็จ ช่วงท้ายเกม "หงส์แดง" พยายามเดินหน้าเร่งเครื่องเพื่อทวงประตูคืน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถแก้มือได้สำเร็จ ทำให้จบ 90 นาที เซาแธมป์ตัน 3-2 ลิเวอร์พูล รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม เซาแธมป์ตัน : เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์(GK), คูโค่ มาร์ติน่า, เวอร์กิล ฟาน ไดย์ค, โชเซ่ ฟอนเต้, ไรอัน เบอร์ทรานด์, ยอร์ดี้ คลาซี่, โอริออล โรเมอู , สตีเว่น เดวิส, ดูซาน ทาดิช, กราเซียโน่ เปลเล่, เชน ลอง ลิเวอร์พูล : ซิมง มินโญเลต์(GK), นาธาเนี่ยล ไคลน์, เดยัน ลอฟเรน, มามาดู ซาโก้, จอน เฟลนาแกน, โจ อัลเลน, เอ็มเร่ ชาน, อดัม ลัลลาน่า, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, ดิว็อค โอริกี้, แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์

ผลบอล : ขาด วาร์ดี้ ไม่มีผล!! จิ้งจอกสยาม ท็อปฟอร์มถลกหนัง หงส์ขาว ทิ้งไก่8แต้ม
คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม /  จิ้งจอกสยาม / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2559 เลสเตอร์ ซิตี้ 4-0 สวอนซี รายชื่อคนทำประตู : 1-0 ริย้าด มาห์เรซ น.10, 2-0 เลโอนาร์โด้ อูยัว น.30, 3-0 เลโอนาร์โด้ อูยัว น.60, 4-0 มาร์ค อัลไบรท์ตัน น.85 เวลา 22.15 น. สนาม : คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 2 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จ่าฝูง เลสเตอร์ ซิตี้ มีคิวเปิดรัง คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ต้อนรับการมาเยือนของ "หงส์ขาว" สวอนซี [เริ่มเกม] 5 นาทีแรก เปิดฉากมาถือว่าเป็นทาง "หงส์ขาว" ที่เอาบอลมาครองพร้อมกับเดินหน้าทดสอบแผงหลังเจ้าถิ่นอยู่พักใหญ่ แต่แนวรับ เลสเตอร์ ซิตี้ ยังทำหน้าที่กันได้เยี่ยมสกัดลูกอันตรายออกไปได้ทุกจังหวะ GOAL! นาทีที่ 10 "จิ้งจอกสยาม" มาได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะ แอชลี่ย์ วิลเลี่ยมส์ เตะบอลไปติด ริย้าด มาห์เรซ บริเวณหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนจะโดน มาห์เรซ ฉกบอลเข้าไปกระหน่ำด้วยซ้ายไปทางเสาแรก บอลผ่านมือ ลูคัส ฟาเบียนสกี้ เข้าไปสัมผัสกับก้นตาข่ายอย่างง่ายดาย ผ่าน 20 นาทีแรก รูปเกมกลับมาเป็นทาง เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เอาบอลมาครองพร้อมกับเดินเครื่องลุยใส่แผงหลัง "หงส์ขาว" ได้แบบต่อเนื่อง แต่จังหวะจบสกอร์ถือว่ายังเฉี่ยวไปเฉี่ยวมา และไม่เฉียบขาดเท่าที่ควร GOAL! นาที 30 เลสเตอร์ มาได้ประตูทิ้งห่าง "หงส์ขาว" เป็น 2-0 จากจังหวะฟรีคิกบริเวณฝั่งซ้ายของสนาม ดาเนี่ยล ดริ๊งค์วอเตอร์ เปิดโด่งเข้ามาถึง เลโอนาร์โด้ อูยัว เทคตัวขึ้นโขกเต็มศรีษะ บอลพุ่งไปเสียบมุมขวาของปากประตูอย่างสวยสดงดงาม นาที 42 "หงส์ขาว" เกือบจะได้ประตูตีไข่แตกจากลูกฟรีคิก กิลฟี่ ซิเกิร์ดส์สัน รับหน้าที่สังหารแต่บอลไม่ผ่านเซฟ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล พุ่งปัดออกหลังไปได้อย่างหวุดหวิด ช่วงเวลาที่เหลือ สวอนซี พยายามเดินหน้าลุยแหลกเพื่อเจาะประตูตีไข่แตกแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถฝ่าด่านแผงหลัง "จิ้งจอกสยาม" ได้สำเร็จ สุดท้ายจบ 45 นาทีแรก เลสเตอร์ ซิตี้ ยังคงขึ้นนำอยู่ที่ 2-0 [ครึ่งหลัง] สวอนซี แก้เกมด้วยการส่ง อัลแบร์โต้ ปาลอสคี่ และเจฟเฟอร์สัน มอนเตโร่ ลงมาทำหน้าที่แทน เลรอย เฟอร์ และเวย์น เราท์เล็ดจ์ GOAL! นาที 60 "จิ้งจอกสยาม" มาได้ประตูทิ้งห่างเป็น 3-0 จากจังหวะหลุดของ เจฟฟรีย์ ชลุปป์ ที่ตอนแรกดูเหมือนจะขาดๆเกินๆ แต่สุดท้ายยังสามารถไหลบอลไปให้ เลโอนาร์โด้ อูยัว พุ่งมาชาร์จจ่อๆเข้าไปไม่มีพลาด ช่วงเวลาที่เหลือดูเหมือน สวอนซี จะเริ่มถอดใจจนกระทั่งมาโดนตัวสำรองอย่าง มาร์ค อัลไบรท์ตัน มาปิดฉากประตูสุดท้ายในนาที 85 ช่วยให้ "จิ้งจอกสยาม" เปิดมหกรรมยำใหญ่ใส่ "หงส์ขาว" ไปแบบเละเทะถึง 4-0 ทำให้ตอนนี้ เลสเตอร์ ซิตี้ ทำแต้มทิ้งห่าง สเปอร์ ไปไกลถึง 8 คะแนน รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม เลสเตอร์ ซิตี้ : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล(GK), แดนนี่ ซิมป์สัน, เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, คริสเตียน ฟุคส์, ริย้าด มาห์เรซ, ดาเนี่ยล ดริ๊งค์วอเตอร์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เจฟฟรีย์ ชลุปป์, ชินจิ โอกาซากิ, เลโอนาร์โด้ อูยัว สวอนซี ซิตี้ : ลูคัส ฟาเบียนสกี้(GK), อังเกล รังเกล, เฟเดริโก้ เฟร์นันเดซ, แอชลี่ย์ วิลเลี่ยมส์, นีล เทย์เลอร์, เลรอย เฟอร์, แจ็ค คอร์ค, ลีออน บริตตัน, กิลฟี่ ซิเกิร์ดส์สัน, เวย์น เราท์เล็ดจ์, จอร์แดน อายิว

ผลบอล : ยังไม่ได้แชมป์! จิ้งจอกสยาม10ตัว บุกแชร์แต้ม ผี พรุ่งนี้ต้องลุ้นแช่ง ไก่
จิ้งจอกสยาม /  ปีศาจแดง / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม 2559 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 เลสเตอร์ ซิตี้ ผู้ทำประตู : 1-0 อ็องโตนี่ มาร์กซิอัล น.8, 1-1 เวส มอร์แกน น.17 เวลา : 20.05 น. สนาม : โอลด์ แทรฟฟอร์ด ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 1, PPTV HD ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่บิ๊กแมตช์ประจำสัปดาห์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดสนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด ต้อนรับการมาเยือนของ เลสเตอร์ ซิตี้ โดยความสำคัญของเกมนี้คือถ้าหาก "จิ้งจอกสยาม" เก็บชัยได้จะเป็นฝ่ายคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลนี้ไปครองทันที [เริ่มเกม] 5 นาทีแรก เป็นทางเจ้าถิ่นที่ได้ครองบอลเดินหน้าลุยใส่แผงหลัง เลสเตอร์ ชนิดที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้บุกขึ้นไปลุ้นประตูได้เลย GOAL! นาทีที่ 8 "ปีศาจแดง" มาได้ประตูออกนำเร็ว จากจังหวะซัดจ่อๆของ อ็องโตนี่ มาร์กซิอัล บริเวณฝั่งซ้ายของกรอบเขตโทษบอลผ่านตัว แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล เข้าไปตุงตาข่ายอย่างง่ายดาย GOAL! นาที 17 "จิ้งจอกสยาม" มาทวงประตูตีเสมอได้แบบทันควันจากจังหวะฟรีคิก เปิดเข้ามาถึง เวส มอร์แกน กองหลังกัปตันทีมขึ้นโขกแบบโถมทั้งตัวส่งบอลเข้าไปกองที่ก้นตาข่ายช่วงให้สถานการณ์ทุกอย่างกลับมาเท่ากันอีกครั้ง นาที 23 แมนฯ ยูไนเต็ด มีโอกาสได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจากลูกฟรีคิกระยะหน้ากรอบเขตโทษ เวย์น รูนี่ย์ รับหน้าที่สังหารแต่ดันยิงไปติดบล็อคก่อนจะถูกเคลียทิ้งออกไปในที่สุด ผ่านครึ่งชั่วโมงแรกของเกม เป็นทาง "ปีศาจแดง" ที่เอาบอลมาครองพร้อมกับเดินหน้าบุกใส่แผงหลัง เลสเตอร์ ซิตี้ ได้เป็นส่วนใหญ่ แต่จังหวะสุดท้ายยังหาโอกาสจบสกอร์ได้ค่อนข้างน้อย และ "จิ้งจอกสยาม" ก็พร้อมสวนกลับทุกเมื่อที่ตัดบอลได้เช่นกัน ช่วงท้ายครึ่งแรก รูปเกมกลับมาคู่คี่สูสีหลังจาก เลสเตอร์ เริ่มตั้งเกม และเดินหน้าลุยใส่แผงหลัง ยูไนเต็ด ได้น่ากลัว แถมยังหวิดจะได้ประตูพลิกแซงอยู่หลายจังหวะเหมือนกัน แต่สุดท้ายเวลาเดินทางมาถึงนาที 45 ก็ยังไม่มีฝั่งไหนบวกสกอร์กันได้เพิ่ม ทำให้จบครึ่งแรก "ปีศาจแดง" ยังคงเจ๊า "จิ้งจอกสยาม" อยู่ที่ 1-1 [เริ่มครึ่งหลัง] ยังไม่มีรายงานการเปลี่ยนตัวของทั้งสองทีม นาที 51 เป็นอีกครั้งที่ "ปีศาจแดง" เกือบจะพลาดท่าให้กับลูกตั้งเตะ หลังจาก เลสเตอร์ ได้เตะมุม และ เลโอนาร์โด้ อูยัว เทคตัวขึ้นโขกเหน่งๆ แต่ดันควบคุมทิศทางบอลไม่อยู่ทำให้โด่งออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย ครบหนึ่งชั่วโมงแรกของเกม แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายเอาบอลมาครองและผ่านบอลไปมาอยู่หน้ากรอบเขตโทษของ เลสเตอร์ อยู่นานพอสมควร แต่ก็ยังหาโอกาสจบสกอร์แบบเหน่งๆไม่ได้เลย นาที 70 "จิ้งจอกสยาม" มีโอกาสทองที่จะได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะของ ริย้าด มาห์เรซ ใช้ความสามารถเฉพาะตัวหลบผู้เล่น แมนฯ ยูไนเต็ด 2-3 คนหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนจะตะบันเต็มข้อ บอลตรงกรอบแต่ไม่ห่างตัว ดาบิด เด เคอา ทุบทิ้งออกไปได้แบบหวุดหวิด นาที 86 อีกหนึ่งจังหวะสำคัญของเกมเมื่อ ดาเนี่ยล ดริ๊งค์วอเตอร์ ไปดึงฟาวล์ เมมฟิส เดปาย บริเวณเกือบจะเข้ากรอบเขตโทษฝั่งซ้าย ซึ่งเป็นใบเหลืองที่สองเปลี่ยนเป็นใบแดง ทำให้ เลสเตอร์ ต้องเล่นเพียงแค่ 10 คน ช่วงเวลาที่เหลือ "ปีศาจแดง" เดินหน้าโหมบุกเป็นพายุ แต่ท้ายที่สุดก็ยังฝ่ากำแพงแนวรับของ "จิ้งจอกสยาม" ไปไม่ได้ สุดท้ายจบ 90 นาที แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านเสมอ เลสเตอร์ ซิตี้ ไปแบบสุดมันส์ 1-1  โดยคืนพรุ่งนี้ นัดมันเดย์ไนท์ ถ้าหาก สเปอร์ บุกไปแพ้ หรือเสมอ เชลซี เท่ากับว่า เลสเตอร์ ซิตี้ จะกลายเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลนี้ในทันที เนื่องจากระยะห่างของคะแนนจะไล่กันไม่ทัน แม้ว่าจะเหลือโปรแกรมการแข่งขันอยู่แีก 2 นัดก็ตาม (ปัจจุบัน เลสเตอร์ นำ สเปอร์ 8 แต้ม แข่งมากกว่า 1 นัด) รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด : ดาบิด เด เคอา(GK), อันโตนิโอ วาเลนเซีย, คริส สมอลลิ่ง, ดาลี่ย์ บลินด์, มาร์กอส โรโฮ, มารูยาน เฟลไลนี่, ไมเคิ่ล คาร์ริค, เจสซี่ ลินการ์ด, เวย์น รูนี่ย์, อ็องโตนี่ มาร์กซิอัล, มาร์คัส แรชฟอร์ด เลสเตอร์ ซิตี้ : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล(GK), แดนนี่ ซิมป์สัน, เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, คริสเตียน ฟุคส์, ริย้าด มาห์เรซ, ดาเนี่ยล ดริ๊งค์วอเตอร์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เจฟฟรี้ ชลุ๊ปป์, ชินจิ โอกาซากิ, เลโอนาร์โด้ อูยัว

ผลบอล ดาร์เมียนตะบันงาม!ผีเปิดรังเชือดพาเลซจี้ปืนแต้มเดียว
คริสตัน พาเลซ /  ฆวน มาต้ / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันพุธที่ 20 เมษายน 2559 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-0 คริสตัล พาเลซ ผู้ทำประตู:1-0 ดาร์เมียน เดอลานี่ย์  น.4  (เข้าประตูตัวเอง),2-0 มัตเตโอ ดาร์เมียน น.55 เวลา: 02.00 น. สนาม: โอลด์แทรฟฟอร์ด ถ่ายทอดสด: CTH Stadium 1 "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังรักษาความหวังในการลุ้นท็อปโฟร์ของตัวเองไว้ได้ เมื่อเปิดบ้านเอาชนะ คริสตัล พาเลซ ไปได้แบบไม่ยากเย็น 2-0 โดยเจ้าบ้านได้ประตูนำตั้งแต่ต้นเกมจากการสกัดเข้าประตูตัวเองของ ดาร์เมียน เดอลานี่ย์ จากนั้นช่วงต้นครึ่งหลัง มัตเตโอ ดาร์เมียน แบ็ครูปหล่อตะบันเต็มข้อให้ทีมนำห่าง 2-0 ก่อนเอาชนะไปด้วยสกอร์นี้ ทำให้ลูกทีมของหลุยส์ ฟานกัล เก็บสามแต้มทำคะแนนไล่ตาม อาร์เซน่อล ทีมอันดับที่ 4 อยู่ 1 คะแนนแต่แข่งมากกว่า 1 นัด สำหรับนัดต่อไปจะลงเล่นฟุตบอลเอฟเอคัพ รอบรองชนะเลิศกับ เอฟเวอร์ตัน ที่เวมลี่ย์ ในวันเสาร์ที่ 23 เมษายน รายชื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด: ดาบิด เดเคอา(GK),ดาลี่ย์ บลินด์, คริส สมอลลิ่ง, อันโตนีโอ วาเลนเซีย, มัตเตโอ ดาร์เมียน,มอร์กาน ชไนเดอร์ลิน,เวนย์ รูนี่ย์, ฆวน มาต้า, เจสซี่ ลินการ์ด, อองโตนี่ มาร์กเซียล, มาร์คัส แรชฟอร์ด คริสตัล พาเลซ: จูเลี่ยน สเปโรนี่(GK),อาเดรียน มาเรียอัปป้า,ดาร์เมียน เดอลานี่ย์, มาร์ติน เคลลี่,ปาเป้ โซอารี่,โยฮัน กาบาย,ไมค์ เจดินัค, อี ซุงยอง,บาการี่ ซาโก้,วินเฟรด ซาฮา,เอ็มมานูเอล อเดบายอร์

ผลบอล : การันตีจ่าฝูง!! อูยัว ซูเปอร์ซับพาจิ้งจอกสยามเด็ดปีก นกขมิ้น นาทีสุดท้าย
คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม /  จิ้งจอกสยาม / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 เลสเตอร์ ซิตี้ 1-0 นอริช ซิตี้ ผู้ทำประตู : 1-0 เลโอนาร์โด้ อูยัว น.89 เวลา : 22.00 น. สนาม : คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 1 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 27 ของจ่าฝูงอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ มีคิวเปิดสนาม คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ต้อนรับการมาเยือนของ นอริช ซิตี้ ที่ก่อนเกมทำอันดับอยู่ที่ 17 ของตาราง แต้มเท่าทีมอันดับ 18 อย่าง นิวคาสเซิล แต่ลูกได้เสียดีกว่าเพียงสองประตูเท่านั้น โดยช่วงครึ่งเวลาแรกเป็นทางฝั่งเจ้าถิ่น เลสเตอร์ ที่เป็นฝ่ายได้ครองบอลมากกว่า บวกกับโอกาสขึ้นไปลุ้นประตูก็ทำได้ดีกว่า นอริช อย่างชัดเจน แต่จังหวะสุดท้ายต้องยอมรับว่ายังไม่เฉียบขาดพอ ทำให้ 45 นาทีแรกทั้งคู่ยังคงเสมอกันอยู่ที่สกอร์ 0-0 ช่วงครึ่งหลัง ยังคงเป็น "จิ้งจอกสยาม" ที่ตั้งหน้าตั้งตาเดินหน้าลุยแหลกใส่แผงหลัง "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" แต่จังหวะจบสกอร์ก็ยังคงคล้ายๆกับครึ่งเวลาแรก และจุดเปลี่ยนสำคัญคือการส่ง เลโอนาร์โด้ อูยัว ลงมาเปลี่ยนเกมแทนตัวรับอย่าง ดาเนี่ยล อามาร์เตย์ ซึ่งก็ได้ผลเมื่อเจ้าตัวลงมาเข้าชาร์จจ่อๆ และเป็นประตูตัดสินของเกมช่วยให้ เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านเอาชนะ นอริช ซิตี้ ไปแบบใจหายใจคว่ำ 1-0 รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม เลสเตอร์ ซิตี้ : แคสเปอร์ ชไมเคิล, ดาเนี่ยล อามาร์เตย์, เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, คริสเตียน ฟุคส์, ริย้าด มาห์เรซ, ดาเนี่ยล ดริ๊งค์วอเตอร์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, มาร์ก อัลไบรจ์ตัน, ชินจิ โอกาซากิ, เจมี่ วาร์ดี้ นอริช ซิตี้ : จอห์น รัดดี้, รัสเซลล์ มาร์ติน, ทิมม์ โคลเซ่, ไรอัน เบนเน็ตต์, ร็อบบี้ เบรดี้, โจนาธาน ฮาวสัน, อิโว ปินโต, อเล็กซานเดอร์ เท็ตเตย์, นาธาน เร้ดม่อนส์, สตีเว่น เนสมิธ, คาเมร่อน เจอโรม

ผลบอล : จ่อพ้นครึ่งล่างตาราง!! สิงห์ เปิดหมดก็อกบุกฉก3แต้ม นักบุญ นาทีท้าย
นักบุญแดนใต้ /  ผลบอล / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 เซาแธมป์ตัน 1-2 เชลซี ผู้ทำประตู : 1-0 เชน ลอง น.42, 1-1 เชสก์ ฟราเบกัส น.75, 1-2 บรานิสลาฟ อิวาโนวิช น.89 เวลา : 22.00 น. สนาม : เซนต์ แมร์รี่ส์ สเตเดี้ยม ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 4 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 27 ของฤดูกาล 2015/16 เป็นการโคจรมาพบกันของ "นักบุญแดนใต้" เซาแธมป์ตัน เป็นฝ่ายได้เปิดสนาม เซนต์ แมร์รี่ส์ สเตเดี้ยม ต้อนรับการมาเยือนของ แชมป์เก่า เชลซี ก่อนที่ "สิงห์บลู" จะเป็นฝ่ายบุกมาเก็บชัยในช่วงท้ายเกมแบบสุดหืดจับ โดยรูปเกมในช่วงครึ่งแรก ถือว่าเปิดฉากมาสู้กันได้ค่อนข้างสนุก แต่กว่าประตูแรกของเกมจะมาแฟนบอลต้องรอไปจนถึงนาที 42 เป็นจังหวะผิดพลาดส่วนตัวของ บาบ้า ราห์มาน ทำให้ เชน ลอง หลุดไปตักบอลผ่านตัว ธิโบต์ กูร์ตัวส์ เข้าไปให้แฟนบอล "นักบุญแดนใต้" ได้เฮกันลั่นบ้าน พร้อมกับประตูที่ขุ้นนำ 1-0 ก่อนที่จะจบ 45 นาทีแรกไปด้วยสกอร์นี้ ช่วงครึ่งหลัง ดูเหมือนการแก้เกมของ กุส ฮิดดิงค์ จะได้ผลขึ้นเรื่องๆ หลังจากรูปเกมจของทาง "สิงห์บลู" ดีขึ้นมาอย่างชัดเจน แต่โอกาสจบสกอร์ก็ยังดูไม่ค่อยเฉียบคมสักเท่าไหร่ จนกระทั่งเวลาผ่านมาถึงนาที 75 เชสก์ ฟาเบรกัส ตั้งใจผ่านบอลเข้ากลาง แต่ด้วยตัวผู้เล่นที่พยายามเข้าไปชาร์จ ทำให้ผู้รักษาประตูอย่าง เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ เสียจังหวะจนบอลหลุดเข้าไปตุงตาข่ายอย่างง่ายดาย และหลังจากได้ประตูตีเสมอ รูปเกมบวกกับโอกาสส่องประตูเป็นของ ผู้มาเยือนแทบจะทั้งหมด ก่อนที่ประตูตัดสินชัยชนะจะมาเกิดขึ้นในนาที 89 เมื่อ เชลซี มาได้ลูกเตะมุม เปิดเข้ามาถึง บรานิสลาฟ อิวาโนวิช โขกเต็มๆเข้าไปให้ทีมเป็นฝ่ายบุกมาเก็บชัยในรัง เซนต์ แมร์รี่ส์ แบบสุดหืดที่สกอร์ 2-1 รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม เซาแธมป์ตัน : เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์, เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค, โชเซ่ ฟอนเต้, แมตต์ ทาร์เกตต์, เซดริก โซอาเรส, สตีเว่น เดวิส, โอริออล โรเมอู, ยอร์ดี้ คลาซี่, ไรอัน เบอร์ทรานด์, เชน ลอง, ชาร์ลีย์ ออสติน เชลซี : ธิโบต์ กูร์ตัวส์, เซซาร์ อัซปิลิกูเอต้า, บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, แกรี่ เคฮิลล์, บาบ้า ราห์มาน, จอห์น โอบี มิเกล, เชสก์ ฟาเบรกัส, วิลเลี่ยน, เปโดร, เอเด็น อาซาร์, ดิเอโก้ คอสต้า

ผลบอล : ซัดกันบ้านพัง!! หงส์แดง เรียงคิวกระหน่ำ วิลล่า ไม่ซ้ำหน้าคนยิง ครึ่งโหล
ผลบอล /  พรีเมียร์ลีก อังกฤษ / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 แอสตัน วิลล่า 0-6 ลิเวอร์พูล ผู้ทำประตู : 0-1 แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ น.16, 0-2 เจมส์ มิลเนอร์ น.25, 0-3 เอ็มเร่ ชาน น.58, 0-4 ดิว็อค โอริกี้ น.62, 0-5 นาธาเนี่ยล ไคลน์ น.65, 0-6 โคโล่ ตูเร่ น.71 เวลา : 21.05 น. สนาม : วิลล่า ปาร์ค ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 2 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เดินทางมาถึงนัดที่ 26 ของฤดูกาล 2015/16 โดยเป็นคิวลงสนามของทีมบ๊วยของตารางอย่าง แอสตัน วิลล่า ที่ได้เปิดสนาม วิลล่า ปาร์ค รับการมาเยือนของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล [เริ่มเกม] 10 นาทีแรก ถือว่ารูปเกมเป็นทางฝั่ง "หงส์แดง" ดูเป็นต่ออยู่เล็กน้อย โดยพยายามค่อยต่อบอลอาศัยความแน่นอนในการเข้าทำแต่ละครั้ง GOAL! นาที 16 เพียงแค่ช่วงต้นเกม ลิเวอร์พูล ก็มาได้ประตูที่ต้องการตั้งแต่หัววัน และเป็นทาง แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ที่ เจอร์เกน คล็อปป์ ใส่ชื่อให้ลงมาเล่นในฐานะ 11 ตัวจริง มีโอกาสขึ้นโขกเหน่งๆในกรอบเขตโทษ บอลผ่านเซฟ มาร์ค บันน์ เข้าไปอย่างง่ายดาย ผ่านมาถึงนาที 23 เจ้าบ้านมีโอกาสส่องไกลจาก แอชลี่ย์ เวสต์วู้ด แต่น้ำหนักบอลค่อนข้างเบา และหลุดกรอบออกไปเยอะ GOAL! นาที 25 "หงส์แดง" มาได้ประตูนำห่างเป็น 2-0 จากจังหวะปั่นฟรีคิกของ เจมส์ มิลเนอร์ ตั้งใจโยนให้เพื่อนโขก แต่ มาร์ค บันน์ ออกมาตัดบอลพลาด ปล่อยให้บอลหลุดเข้าไปกองที่ก้นตาข่ายชนิดที่ไม่มีใครโดนบอลแม้แต่คนเดียว เกมผ่านมาถึงนาที 40 สถานการณ์ของเจ้าบ้านยังคงไม่ค่อยสู้ดี หลังจากโดนจังหวะการเข้าทำของ "หงส์แดง" บุกป่วนแผงหลังจนเปิดตำราเกมรับแทบไม่ทัน แต่สุดท้ายแล้วทั้งสองทีมก็ยังคงกดสกอร์เพิ่มกันไม่ได้ในช่วงเวลาที่เหลือ ทำให้จบ 45 นาทีแรก ลิเวอร์พูล บุกมานำ แอสตัน วิลล่า ที่สกอร์ 2-0 [เริ่มครึ่งหลัง] ยังไม่มีรายงานการเปลี่ยนตัวของทั้งสองทีม ผ่านมาถึงนาที 55 รูปเกมยังคงเป็น ลิเวอร์พูล ที่ได้ครองบอล แถมยังมีโอกาสบวกสกอร์เพิ่มได้หลายครั้ง แต่โอกาสปิดบัญชียังเฉี่ยวไปเฉี่ยวมา GOAL! นาที 58 "หงส์แดง" มาได้ประตูผ่อนคลายความกดดัน หลังจาก เอ็มเร่ ชาน ขึ้นมาซัดแถวสอง บอลพุ่งแรงผ่านเซฟ มาร์ค บันน์ เข้าไปอย่างสวยงาม GOAL! นาที 62 ประตูของ ลิเวอร์พูล ไหลมาเป็นเทน้ำเทท่า จากโอกาส หลุดเดี่ยวของ ดิว็อค โอริกี้ เข้าไปเลือกมุมยิงให้ "หงส์แดง" นำห่าง แอสตัน วิลล่า 4-0 GOAL! นาที 65 ลูกทีมของ เจอร์เกน คล็อปป์ ยังคงไม่หยุดการรัวประตูไว้แค่สี่เม็ด หลังจาก นาธาเนี่ยล ไคลน์ แบ็คขวาขาลุยขึ้นมาซัดจ่อๆให้ "หงส์แดง" ทิ้งห่าง "สิงห์ผงาด" ไปไกลถึง 5-0 GOAL! นาที 71 ไม่รู้วันนี้ลูกทีมของ JK ไปรับประทานอะไรมา หลังจาก โคโล่ ตูเร่ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟวัยเก๋ามาพังตาข่าย แอสตัน วิลล่า จากจังหวะยืนโขกเหน่งๆชนิดไร้คนประกบเข้าไปให้ ลิเวอร์พูล พังประตู "สิงห์ผงาด" ไปแล้วถึงครึ่งโหล! นาที 80 เจ้าถิ่นเพิ่งจะมีโอกาสได้ลุ้นเหน่งๆ จากการยิงของ สกอตต์ ซินแคลร์ บริเวณหน้ากรอบเขตโทษฝั่งซ้าย แต่บอลดันไปชนคานบริเวณสามเหลี่ยม ก่อนจะหลุดออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย โดยช่วงเวลาที่เหลือ ลิเวอร์พูล เริ่มผ่อนเกมลงไป ทำให้สุดท้ายไม่มีฝั่งไหนบวกสกอร์กันได้เพิ่ม จบเกม! หงส์แดง บุกมาเอาชนะ แอสตัน วิลล่า ได้คารังถึง 6-0   รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม แอสตัน วิลล่า : มาร์ค บันน์, ไมกาห์ ริชาร์ดส์, โยเรส โอโคเร่, โจเลออน เลสค็อตต์, อาลี ซิสโซโก้, เลอันโดร บาคูน่า, ไอดริสซ่า กูเอเย่, แอชลี่ย์ เวสต์วู้ด, การ์เลส กิล, กาเบรี่ยล อั๊กบอนลาฮอร์, ฌอร์ด็อง เวเรตูต์ ลิเวอร์พูล : ซิมง มินโญเล่ต์, นาธาเนี่ยล ไคลน์, โคโล่ ตูเร่, มามาดู ซาโก้, อัลเบร์โต้ โมเรโน่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เจมส์ มิลเนอร์, เอ็มเร่ ชาน, โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์

ผลบอล: ลุ้นแชมป์ด้วยคน!อีริคเซ่นซัดชัยพาไก่บุกจมเรือจี้จิ้งจอกแค่สองแต้ม
คริสเตียน อีริคเซ่น /  ซอง เฮืองมิน / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-1 ท็อตแนมฮอทสเปอร์ส ผู้ทำประตู:0-1 แฮร์รี่ เคน น.53(จุดโทษ), 1-1 เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ น.74, 1-2 คริสเตียน อีริคเซ่น น.83 เวลา: 23.15 น. สนาม: เอติฮัดสเตเดี้ยม ถ่ายทอดสด: CTH Stadium5 // FT - VIDEO(Premier League): Manchester City FC 1-2 Tottenham HotspurAll Goals [HD] Posted by Football Goals & Highlights on 14 กุมภาพันธ์ 2016 “ไก่เดือยทอง” ท็อตแนมฮอทเสปอร์ส ยังโชว์ฟอร์มแกร่งต่อเนื่อง เมื่อสามารถบุกไปเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้ถึงรัง โดยได้ประตูออกนำไปก่อนจากจุดโทษของ แฮร์รี่ เคน ก่อนที่ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ จะมาพังประตูตีเสมอในนาที 74 แต่แล้ว คริสเตียน อีริคเซ่น มาซัดประตูชัยให้ทีมบุกไปเก็บสามแต้มสุดสำคัญได้ในนาที 83 ทำให้มี 51 คะแนนแซงอาร์เซน่อลมารั้งรองจ่าฝูงและมีคะแนนตามหลัง เลสเตอร์ ซิตี้ จ่าฝูงแค่ 2 คะแนนเท่านั้น รายชื่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้:โจ ฮาร์ท(GK),ปาโบล ซาบาเลต้า, แว็งซ็องต์ ก็อมปานี, นิโกลัส โอตาเมนดี้, กาแอล กลิชี, แฟร์นานโด, แฟร์นันดินโญ่ ,ดาบิด ซิลบา, ยาย่า ตูเร่, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, เซร์คิโอ อเกวโร่ ท็อตแนมฮอทสเปอร์ส:ฮูโก้ โยริส(GK),ไคล์วอล์คเกอร์, โทบี้ อัลเดอไวเรลด์, เควิน วิมเมอร์, แดนนี่ โรส,มูสซ่า เดมเบเล่, เอริค ดายเออร์ ,ซอง เฮืองมิน, เดเล่ อัลลี่, คริสเตียน อีริคเซ่น,แฮร์รี่ เคน

ผลบอล : วาร์ดี้ โดนแดงเฉย!! จิ้งจอกสยาม หนังเหนียวไล่เจ๊า ขุนค้อน วินาทีสุดท้าย
ขุนค้อน /  คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน 2559 เลสเตอร์ ซิตี้ 2-2 เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ผู้ทำประตู : 1-0 เจมี่ วาร์ดี้ น.18, 1-1 แอนดี้ แคร์โรลล์ (จุดโทษ) น.84, 1-2 อารอน เครสส์เวลล์ น.86, 2-2 เลโอนาร์โด้ อูยัว (จุดโทษ) น.90+5 เวลา : 19.30 น. สนาม : คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 1 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่แรกประจำค่ำคืนวัน อาทิตย์ที่ 17 เมษายน 2559 เป็นการดวลกันของทีมจ่างฝูงอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ มีคิว เปิดสนาม คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ต้อนรับการมาเยือนของ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด โดยครึ่งแรกรูปเกมค่อนข้างสูสี และมาตัดสินกันที่ความเฉียบขาดของการจบสกอร์จากบรรดาแนวรุก ซึ่งก็เป็น "จิ้งจอกสยาม" ที่มาได้ เจมี่ วาร์ดี้ หลุดไปกระหน่ำด้วยซ้ายเต็มข้อผ่านมือ อาเดรียน เข้าไปอย่างสวยงามตั้งแต่นาที 18 ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีฝั่งไหนทำอะไรกันได้ โดยเฉพาะ เวสต์แฮม ที่มีโอกาสได้ประตูตีเสมอหลายครั้งเหมือนกัน ทำให้สุดท้ายจบ 45 นาที เจ้าบ้านเป็นฝ่ายออกนำไปก่อนที่สกอร์ 1-0 ช่วงครึ่งหลังจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมเกิดขึ้นในนาที 56 เมื่อ เจมี่ วาร์ดี้ โดน อันเจโล่ อ็อกบอนน่า ดึงล้มลงไปในกรอบเขตโทษ แต่ผู้ตัดสินมองว่าเป็นการพุ่งล้มทำให้ต้องแจกใบเหลือง(ที่สอง)เปลี่ยนเป็นใบแดง ทำให้ "จิ้งจอกสยาม" เหลือนักเตะเพียงแค่ 10 ในสนาม ช่วงเวลาที่เหลือ เวสต์แฮม โหมบุกหนักเป็นพายุ แต่ประตูตีเสมอกว่าจะมาต้องรอไปถึงช่วงท้ายเกมนาที 84 จากจังหวะ เวส มอร์แกน ไปทำฟาวล์ วินสตัน รี้ด ในกรอบเขตโทษ และเป็นทาง แอนดี้ แคร์โรลล์ รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาด ถัดจากนั้นแค่ 2 นาที "ขุนค้อน" กลับเป็นฝ่ายพลิกแซงจากจังหวะกดเต็มข้อของ อารอน เครสส์เวลล์ บอลผ่านเซฟ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล เข้าไปกองที่ก้นตาข่ายอย่างสวยงาม ช่วยให้ทีมเยือนเป็นฝ่ายออกนำก่อนทดเวลาบาดเจ็บที่สกอร์ 2-1 ช่วงทดเจ็บ ก่อนหมดเวลาเพียงไม่กี่วินาที เลสเตอร์ มาได้ลูกจุดโทษจากจังหวะ แอนดี้ แคร์โรลล์ ไปเบียด เจฟฟรี่ย์ ชลุปป์ คว่ำลงไปกองในกรอบเขตโทษ และผู้ตัดสินชี้ให้เป็นการฟาวล์ สุดท้าย เลโอนาร์โด้ อูยัว รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาด ทำให้จบเกม "จิ้งจอกสยาม" ตามตีเสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ไปอย่างสุดดราม่าที่สกอร์ 2-2  รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม เลสเตอร์ ซิตี้ : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล(GK), แดนนี่ ซิมป์สัน, เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, คริสเตียน ฟุคส์, ริย้าด มาห์เรซ, ดาเนี่ยล ดริ๊งค์วอเตอร์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, มาร์ก อัลไบรจ์ตัน, ชินจิ โอกาซากิ, เจมี่ วาร์ดี้ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด : อาเดรียน(GK), วินสตัน รี้ด, อันเจโล่ อ็อกบอนน่า, อารอน เครสส์เวลล์, ชีคฮู คูยาเต้, มาร์ค โนเบิ้ล, เปโดร โอเบียง, มิคาอิล อันโตนิโอ, วิคเตอร์ โมเซส, ดิมิทรี่ ปาเยต์, เอ็มมานูเอล เอเมนิเก้

ผลบอล : โดนทิ้ง 9 แต้ม! เรือ ฝืดทั้งทีมเจ๊าจืด นกขมิ้น ไม่การันตีท็อปโฟร์
นกขมิ้นเหลืองอ่อน /  นอริช ซิตี้ / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม 2559 นอริช ซิตี้ 0-0 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผู้ทำประตู : เวลา : 19.45 น. สนาม : แคร์โรว์ โร้ด ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 5 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่แรกประจำสัปดาห์ "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" นอริช ซิตี้ เปิดสนาม แคร์โรว์ โร้ด เสมอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปแบบสุดจืดชืดชนิดไม่มีสกอร์ตลอด 90 นาที ทำให้สถานการณ์ตอนนี้ของ "เรือใบสีฟ้า" มีแต้มตามหลังจ่าฝูงอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ถึง 9 คะแนน แถมยังนำห่างทีมอับดับ 5 เวสต์แฮม เพียงแค่ 2 แต้มเท่านั้น รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม นอริช ซิตี้ : จอห์น รัดดี้, ไรอัน เบนเน็ต, รัสเซลล์ มาร์ติน, ทิมม์ โคลเซ่, มาร์ติน โอลส์สัน, นาธาน เร้ดมอนส์, แกรี่ โอนีล, โจนาธาน ฮาวสัน, แม็ตต์ จาร์วิส, เวส ฮูลาแฮน, แพทริค แบมฟอร์ด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ : โจ ฮาร์ท, บาการี่ ซาญ่า, แว็งซองต์ ก็องปานี, นิโกลัส โอตาเมนดี้, กาแอล กลิชี่, แฟร์นันโด, แฟร์นันดินโญ่, เฆซุส นาบาส, ดาบิด ซิลบา, วิลเฟร็ด โบนี่, เซร์คิโอ อเกวโร่

ผลบอล : คล็อปป์ อินดี้!! หงส์ พลังหนุ่มเปลี่ยน10ตำแหน่ง เฉือนหวิว บอร์นมัธ คาบ้าน
บอร์นมัธ /  ผลบอล / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน 2559 บอร์นมัธ 1-2 ลิเวอร์พูล ผู้ทำประตู : 0-1 โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ น.41, 0-2 แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ น.45+2, 1-2 โจชัว คิง น.90+3 เวลา : 19.30 น. สนาม : วิทาลิตี้ สเตเดี้ยม ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 2 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำค่ำคืนวัน อาทิตย์ที่ 17 เมษายน 2559 บอร์นมัธ มีคิวเปิดสนาม วิทาลิตี้ สเตเดี้ยม ต้อนรับการมาเยือนของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล โดยไฮไลท์ของเกมคือ เจอร์เกน คล็อปป์ ปรับเปลี่ยนผู้เล่น 11 ตัวจริงแทบจะยกแผง โดยใช้ดาวรุ่งลงมาเล่นเกมนี้เป็นส่วนใหญ่ [เริ่มเกม] เพียงแค่นาทีที่ 2 "หงส์แดง" เป็นฝ่ายได้ทักทายก่อนจากจังหวะกระหน่ำด้วยซ้ายของ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ บริเวณหน้ากรอบเขตโทษ แต่บอลไม่หนีตัว อาร์เทอร์ โบรุค ทำให้ล้มตัวเซฟไว้ได้อย่างสบาย ผ่าน 10 นาทีแรกของเกม ถือว่าทั้งสองทีมไล่บีบเพรสซิ่งกันค่อนข้างเร็ว และไม่เปิดโอกาสให้คู่แข่งได้ครอบครองบอลกันได้นานมากนัก ทำให้ยังมีโอกาสยิงประตูกันค่อนข้างน้อยด้วยกันทั้งสองทีม นาที 20 เจ้าถิ่น มีโอกาสที่จะได้ประตูขึ้นนำจากลูกฟรีคิก แม็ตต์ ริตชี่ บรรจงเปิดด้วยซ้ายเข้ามาให้ ทอมมี่ เอลฟิค เทคตัวขึ้นโขก แต่โดนเจ้าหนู แดนนี่ วอร์ด เซฟไว้ได้ไม่มีพลาด เข้าสู่นาที 35 ถือว่ารูปเกมยังคงไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม โดยส่วนใหญ่บอลจะอยู่บริเวณกลางสนาม และจะไปพลาดทำเสียกันในจังหวะใกล้จะจบสกอร์ ทำให้โอกาสลุ้นยิงมีค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะผู้รักษาประตูที่มีงานไม่หนักมากเท่าไหร่ด้วยกันทั้งคู่ GOAL! นาที 41 และแล้ว "หงส์แดง" ก็มาได้ประตูออกนำในช่วงเวลาที่เหมาะสม จากจังหวะ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ โชว์ลูกตอกส้น แต่ไปติดเซฟ อาร์เทอร์ โบรุค ปัดออกมาเข้าทาง โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ได้ยิงระยะเผาขนเข้าไปไม่เหลือซาก GOAL! นาที 45+2 ลิเวอร์พูล มาได้ประตูผ่อนคลายก่อนไปพักครึ่งแรก จากจังหวะฟรีคิก จอร์ดอน ไอบ์ ปั่นโค้งๆมาให้ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ เทคตัวขึ้นโขกเต็มศรีษะช่วยให้ "หงส์แดง" เป็นฝ่ายบุกมานำ บอร์นมัธ ก่อนจบ 45 นาที ด้วยสกอร์ 2-0 [เริ่มครึ่งหลัง] เจ้าบ้านแก้เกมด้วยการถอด จูเนียร์ สตานิสลาส ออกไปพัก และส่ง ลูอิส แกรบแบน ลงมาทำหน้าที่แทน นาที 53 ลิเวอร์พูล ไม่ได้ประตูที่สามอย่างเหลือเชื่อ จากจังหวะของ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ที่หลุดไปตักบอลผ่านตัว อาร์เทอร์ โบรุค แต่ทิศทางดันไปชนเสา ก่อนจะกระดอนออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย นาที 65 โอกาสทองของ บอร์นมัธ ที่จะได้ประตูตีไข่แตกมาจาก โจชัว คิง ที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัวผ่าน ลูคัส เลว่า ไปยังสุดเส้นหลัง ก่อนจะได้สังหารด้วยซ้าย แต่บอลยังไปติดเซฟ แดนนี่ วอร์ด ก้มตัวลงรับไว้ได้ไม่พลาด นาที 80 เจ้าถิ่นมีโอกาสเจาะแผงหลัง ลิเวอร์พูล อยู่หลายครั้ง และเกือบจะเป็นประตู 2-3 จังหวะ แต่สุดท้ายก็โดนเจ้าหนู แดนนี่ วอร์ด บินปัดออกไปได้หมดทุกครั้ง GOAL! นาที 90+3 ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ บอร์นมัธ มาได้ประตูปลอบใจ จากจังหวะกระหน่ำด้วยขวาเต็มข้อของ โจชัว คิง บอลผ่านมือ แดนนี่ วอร์ด ที่พยายามพุ่งสุดตัวเพื่อเซฟลูกนี้ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันไว้ได้ สุดท้ายจบเกม ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายบุกมาเฉือนชนะ บอร์นมัธ ถึงสนาม วิทาลิตี้ สเตเดี้ยม ด้วยสกอร์ 2-1 รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม บอร์นมัธ : อาร์เทอร์ โบรุค(GK), ไซม่อน ฟรานซิส, ทอมมี่ เอลฟิค, สตีฟ คุก, ชาร์ลี แดเนี่ยลส์, แม็ตต์ ริตชี่, แอนดรูว์ เซอร์มัน, แดน กอสลิ่ง, จูเนียร์ สตานิสลาส, แม็กซ์ เกรเดล, โจชัว คิง ลิเวอร์พูล : แดนนี่ วอร์ด(GK), คอนเนอร์ แรนดอลล์, โคโล่ ตูเร่, ลูคัส เลว่า, แบรด สมิธ, เควิน สจ๊วร์ต, โจ อัลเลน, เชยี่ โอโจ้, จอร์ดอน ไอบ์, โรแบร์โต้ เฟียร์มิโน่, แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์

ผลบอล : ทีมตามลูบปาก!! การ์ดเนอร์ ฟรีคิกโค้งๆพามวยโลกแชร์แต้มจิ้งจอกคาบ้าน
คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม /  จิ้งจอกสยาม / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอังคารที่ 1 มีนาคม 2559 เลสเตอร์ ซิตี้ 2-2 เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ผู้ทำประตู : 0-1 ซาโลมอน รอนดอน น.11, 1-1 แดเนี่ยล ดริ๊งค์วอเตอร์ น.31, 2-1 แอนดี้ คิง น.45, 2-2 เคร็ก การ์ดเนอร์ น.50 เวลา : 2.45 น. สนาม : คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 2 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จ่าฝูง เลสเตอร์ ซิตี้ มีคิวเปิดสนาม คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ต้อนรับการมาเยือนของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนที่จะจบลงด้วยการเสมอกันไปอย่างสุดมันส์ 2-2 โดยประตูแรกของเกมเป็นทางฝั่งผู้มาเยือนที่ได้ ซาโลมอน รอนดอน ยิงให้ทีมบุกมานำไปก่อน 1-0 เพียงแค่นาที 11 หลังจากนั้น เลสเตอร์ เริ่มเร่งเครื่องจนมาได้ประตูตีเสมอจาก แดเนี่ยล ดริ๊งค์วอเตอร์ ลองยิงไกลบอลไปแฉลบแผงหลัง "มวยโลก" ก่อนจะเปลี่ยนทางย้อยเสียบสามเหลี่ยมเข้าไปอย่างสวยงาม ทำให้สถานการณ์ทุกอย่างกลับมาเท่ากัน จนกระทั่งถึงช่วงทดเจ็บของครึ่งแรก "จิ้งจอกสยาม" ใช้เวลาต่อบอลกันอย่างยาวนาน สุดท้ายเป็นทาง แดเนี่ยล ดริ๊งค์วอเตอร์ ยิงเล่นทางเข้าไปให้ทีมพลิกแซงก่อนจบครึ่งแรกไปอย่างเร้าใจแฟนบอล ช่วงครึ่งหลังเริ่มมาแค่ 5 นาที ริย้าด มาห์เรซ พลาดท่าทำแฮนด์บอลหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนที่จะเป็น เคร็ก การ์ดเนอร์ รับหน้าที่สังหารวิ่งมากดด้วยขวาบอลโค้งเสียบมุมเข้าไปอย่างงดงาม ช่วยให้สถานการณ์ทุกอย่างกลับมาเท่ากันอีกครั้งที่สกอร์ 2-2 ช่วงเวลาที่เหลือ เลสเตอร์ ซิตี้ พยายามเร่งเครื่องเพื่องทวงประตูพลิกขึ้นนำ แต่ก็ทำได้เพียงแค่เฉี่ยวไปเฉี่ยวมา สุดท้ายกอดคอแบ่งแต้มกันไปอย่างสุดมันส์ รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม เลสเตอร์ ซิตี้ : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล, แดนนี่ ซิมป์สัน, เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, คริสเตียน ฟุคส์, ริย้าด มาห์เรซ, แดเนี่ยล ดริ๊งค์วอเตอร์, แอนดี้ คิง, มาร์ก อัลไบรจ์ตัน, ชินจิ โอกาซากิ, เจมี่ วาร์ดี้ เวสต์บรอมวิช : เบน ฟอสเตอร์ , เคร็ก ดอว์สัน, แกเร็ธ แม็คออลี่ย์, โยนาส โอลส์สัน, เจมส์ เชสเตอร์, เคลาดิโอ ยาค็อป, ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์, เคร็ก การ์ดเนอร์, สเตฟาน เซสเซอย็อง, ซาโลมอน รอนดอน, ไซโด้ เบราฮิโน่

ผลบอล : เละเทะตามฟอร์ม! สิงห์เปิดซิง ปาโต้ กระซวกจุดโทษไล่ยำ วิลล่า ยับเยินคาบ้าน
ผลบอล /  พรีเมียร์ลีก อังกฤษ / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 2 เมษายน 2559 แอสตัน วิลล่า 0-4 เชลซี ผู้ทำประตู : 0-1 รูเบน ลอฟตัส-ชีค น.26, 0-2 อเล็กซานเดร ปาโต้ (จุดโทษ) น.45+3, 0-3 เปโดร โรดริเกซ น.46, 0-4 เปโดร โรดริเกซ น.59 เวลา : 18.45 น. สนาม : วิลล่า ปาร์ค ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 4 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่แรกประจำสัปดาห์ แอสตัน วิลล่า เปิดสนาม วิลล่า ปาร์ค ต้อนรับการมาเยือนของ เชลซี โดยไฮไลท์ของเกมอยู่ที่การลงประเดิมสนามของ อเล็กซานเดร ปาโต้ ที่ได้ลงมาแทน โลอิก เรมี่ หลังได้รับบาดเจ็บในช่วงต้นเกม ก่อนที่จะเป็นคนเรียกจุดโทษให้ทีม และสังหารประตูแรกในสีเสื้อน้ำเงินครามของ "สิงห์บลู" ได้สำเร็จ พร้อมกับพาทีมเก็บชัยไปด้วยสกอร์ที่ท่วมท้นถึง 4-0 ช่วงครึ่งแรก ถือว่าทีมเยือนเป็นฝ่ายครองบอลได้เหนือกว่าอย่างชัดเจน และค่อยๆเดินเครื่องเจาะกำแพงแนวรับของ แอสตัน วิลล่า จนกระทั่งมาสำเร็จเอาในนาที 26 จากจังหวะที่เจ้าหนู รูเบน ลอฟตัส-ชีค วิ่งมาซัดด้วยขวาเน้นๆ บอลแฉลบกองหลังเจ้าถิ่นเล็กน้อยก่อนจะผ่านมือ แบร็ด กูซาน เข้าไปกองที่ก้นตาข่ายอย่างง่ายดาย หลังจากนั้นช่วงเวลาที่เหลือ "สิงห์ผงาด" พยายามใช้ลูกฮึดเร่งเครื่องเพื่อทวงประตูคืน แต่ไม่สามารถฝ่าด่านแผงหลัง "สิงห์บลู" ได้สำเร็จ ก่อนที่จะมาโดน ปาโต้ เรียกจุดโทษ ให้ทีมในช่วงทดเวลาบาดเจ็บและลุกขึ้นมาสังหารเองเข้าไปไม่มีพลาด ทำให้สกอร์หลังจบ 45 นาทีแรก เป็นทางฝั่ง เชลซี ที่บุกมานำ แอสตัน วิลล่า ถึงถิ่น วิลล่า ปาร์ค 2-0 เริ่มครึ่งหลังยังไม่ทันครบ 1 นาที เชลซี ก็มาได้ประตูทิ้งห่างเป็น 3-0 จากการประสานงานของบรรดาแนวรุกจนกระทั่งมาปิดท้ายด้วยลูกยิงอันเฉียบขาดของ เปโดร โรดริเกซ. ถัดจากนั้นไม่นานเป็นทาง เปโดร คนเดิม ที่มาซ้ำลูกยิงของ ปาโต้ บวกประตูที่สองของตัวเองในเกมนี้ได้สำเร็จ ช่วยให้ทีมทิ้งห่างเจ้าบ้านถึง 4-0 ช่วงท้ายเกม สถานการณ์ของ แอสตัน วิลล่า ย่ำแย่หนักลงกว่าเดิม หลังจากที่ อลัน ฮัตตัน โดนเหลืองที่สองเปลี่ยนเป็นใบแดง แต่สุดท้ายแล้ว "สิงห์บลู" ก็ไม่ได้เร่งเกมทำให้จบ 90 นาที เชลซี เป็นฝ่ายบุกมาเก็บชัยชนะเหนือ "สิงห์ผงาด" คารัง วิลล่า ปาร์ค ได้ถึง 4-0 รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม แอสตัน วิลล่า : แบร็ด กูซาน(GK), อลัน ฮัตตัน, ไมกาห์ ริชาร์ดส์, โจเลออน เลสค็อตต์, อาลี ซิสโซโก้, การ์ลอส ซานเชส, แอชลี่ย์ เวสต์วู้ด, ไอดริสซ่า กูเอเย่, การ์เลส กิล, จอร์แดน อายิว, รูดี้ เกสเตด เชลซี : ติโบต์ กูร์ตัวส์(GK), เซซ่าร์ อัซปิลิกูเอต้า, แม็ตต์ มิอัซก้า, บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, บาบ้า ราห์มาน, จอห์น โอบี มิเกล, เชส ฟาเบรกาส, รูเบน ลอฟตัส-ชีค, เปโดร โรดริเกซ, เคนเนดี้, โลอิก เรมี่

ผลบอล : ท็อปโฟร์เลือนราง!! โคเน่ โขกเต็มหัวพา แมวดำ เปิดบ้านฝัง ผี ท้ายเกม
ซันเดอร์แลนด์ /  ปีศาจแดง / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ซันเดอร์แลนด์ 2-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผู้ทำประตู : 1-0 วาห์บี้ คาซรี่ น.3, 1-1 อ็องโตนี่ มาร์กซิอัล น.39, 2-1 ลามีน โคเน่ น.82 เวลา : 19.45 สนาม : สเตเดี้ยม อ็อฟ ไลท์ ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 1 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดสุดสัปดาห์กลับมาเปิดฉากฟาดแข้งกันอีกครั้ง โดยเป็นการพบกันระหว่าง "แมวดำ" ซันเดอร์แลนด์ ที่วันนี้ได้เปิดสนาม สเตเดี้ยม อ็อฟ ไลท์ ต้อนรับการมาเยือนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งก่อนแข่งเป็นอันดับ 5 ของตารางคะแนน [เริ่มเกม] GOAL! นาทีที่ 3 เปิดฉากขึ้นมาสาวก "เดอะ แบล็คแคท" ได้เฮลั่นสนาม สเตเดี้ยม อ็อฟ ไลท์ เมื่อ วาห์บี้ คาซรี่ ปั่นฟรีคิกกะจะหยอดให้เพื่อนที่ยืนรอโขก แต่บอลตกพื้น ก่อนที่จะกระดอนเข้าไปตุงตาข่าย ชนิดที่ไม่แฉลบใครผ่านมือ ดาบิด เด เคอา เข้าไปอย่างง่ายดายเกินคาด ผ่านมาถึงนาที 15 แม้ว่า "ปีศาจแดง" จะเป็นฝ่ายตามหลัง แต่ก็พยายามเอาบอลมาครอง พร้อมกับเดินเกมรุกทดสอบแนวรับ ซันเดอร์แลนด์ แต่สุดท้ายลูกทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล ก็ยังหาโอกาสลุ้นยิงประตูไม่ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ครึ่งชั่วโมงแรกของเกม ถึงตรงนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายเอาบอลมาครองได้มากกว่า แต่โอกาสปิดบัญชีเป็นทางฝั่งเจ้าบ้านที่มีโอกาสลุ้นพังตาข่ายอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งนักเตะ "ปีศาจแดง" ก็ยังคงหาโอกาสลุ้นยิงประตูไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว นาที 31 โอกาสลุ้นจบสกอร์ครั้งแรกในเกมของ ยูไนเต็ด มาจาก ฆวน มาต้า ได้ลองยิงไกล แต่ก็ยังไม่อันตรายพอไม่ว่าจะเป็นน้ำหนัก(เบา) และทิศทาง(ตรงตัว วิโต้ มานโนเน่) GOAL! นาที 39 "ปีศาจแดง" ตามตีเสมอได้สำเร็จ จากจังหวะตามซ้ำจากลูกยิงแถวสองของ ฆวน มาต้า โดยเป็นทาง อ็องโตนี่ มาร์กซิอัล ที่วิ่งเข้ามาตักบอลข้ามตัว วิโต้ มานโนเน่ เข้าไปอย่างง่ายดาย ช่วงท้ายครึ่งแรก ถือว่ารูปเกมเริ่มกลับมาสูสี โดย "ปีศาจแดง" ได้ครองบอลมากกว่าเหมือนเดิม แต่โอกาสสวนกลับของทาง "แมวดำ" ก็สร้างความปั่นป่วนให้กับแผงหลังผู้มาเยือนได้ไม่น้อยเช่นกัน แต่สุดท้ายจบ 45 นาทีแรก ยังไม่มีฝั่งไหนทำประตูเพิ่มกันได้ ทำให้สกอร์ยังคงเจ๊ากันอยู่ที่ 1-1 [เริ่มครึ่งหลัง] ยังไม่มีรายงานการเปลี่ยนตัวของทั้งสองทีม ผ่านมาถึงนาที 53 ถือว่าเจ้าถิ่นหวิดได้ประตูขึ้นนำหลายครั้งหลายครา ไม่ว่าจะเป็นจังหวะโขกโดนแขน(แต่ผู้ตัดสินไม่ให้จุดโทษ) และลูกชาร์จจ่อๆของ เจอร์เมน เดโฟ แต่บอลหลุดเสาออกหลังไปแค่ปลายเส้นผม นาที 61 สถานการณ์ของผู้มาเยือนชักเริ่มไม่ค่อยสู้ดี หลังจาก ดาเม่ เอ็นดอย ตะบันเต็มข้อด้วยขวา บอลพุ่งแรงแต่ไปติดเซฟ ดาบิด เด เคอา ใช้ขาสกัดออกหลังไปได้แบบหวุดหวิด เกมผ่านมาถึงนาที 80 รูปเกมของเจ้าถิ่น ซันเดอร์แลนด์ ยังคงดูเหนือกว่าในเรื่องของการหาโอกาสพังประตู แถมยังหวิดจะทำได้หลายต่อหลายครั้ง แต่จังหวะปิดบัญชียังไม่เฉียบขาดพอ GOAL! นาที 82 และแล้วสาวก "เดอะ แบล็คแคท" ก็ได้เฮกันบ้านแตกอีกครั้ง จุดเริ่มต้นมาจากจังหวะเปิดเตะมุมเข้ามา และเป็นทาง ลามีน โคเน่ วิ่งมาขึ้นโขกเต็มๆให้ "แมวดำ" พลิกกลับมานำอีกครั้งเป็น 2-1 [จบเกม] ซันเดอร์แลนด์ เปิดสนาม สเตเดี้ยม อ็อฟ ไลท์ เฉือนชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปด้วยสกอร์ 2-1 รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม ซันเดอร์แลนด์ : วิโต้ มานโนเน่, เดอังเดร เย็ดลิน, ลามีน โคเน่, จอห์น โอเช, พาทริค ฟาน อันโฮลท์, ยาน เคิร์ชฮ็อฟฟ์, วาห์บี้ คาซรี่, ยานน์ เอ็มวิล่า, ลี แค็ตเตอร์โมล, ดาเม่ เอ็นดอย, เจอร์เมน เดโฟ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด : ดาบิด เด เคอา, มัตเตโอ ดาเมี่ยน, คริส สมอลลิ่ง, ดาลี่ย์ บลินด์, คาเมรอน บอร์ธวิค-แจ็คสัน, มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน, ไมเคิล คาร์ริค, เจสเซ่ ลินการ์ด, ฆวน มาต้า, อ็องโตนี่ มาร์กซิอัล, เวย์น รูนี่ย์