10สถานที่

แง้มหัวใจรุ่นใหญ่ แอม เสาวลักษณ์ กับแฟนเด็กอายุห่างกัน 11 ปี!!
แอม เสาวลักษณ์ /  จิ๊บ อรรถพล

  บอบช้ำกับความรักมาก็มากเรียกว่าผิดหวังมานับไม่ถ้วนสำหรับนักร้องสาวเสียงคุณภาพ แอม เสาวลักษณ์ ที่ล่าสุดมาพบรักแท้ตอนอายุขึ้นหลัก 4 อีกครั้งกับแฟนหนุ่มรุ่นน้อง จิ๊บ อรรถพล ที่อายุน้อยกว่าถึง 11 ปี และปัจจุบันคบหากันมายาวนานถึง 11 ปีแล้ว แถมยังสวีทหวานซะจนสาวๆ วัยใสชิดร้ายไปเลยละค่า เห็นช่วงนี้ความรักสวีตหวานมาก?   "ก็ไม่ใช่แค่นี้นะ ก็ลงตามปกตินะ เพราะเราไม่ใช่เพิ่งจะคบกัน อยู่กันมา 10 กว่าปีแล้ว อาจจะเป็นเพราะเราถ่ายรูปคู่กันน้อยมาก นานๆ ทีถึงจะถ่าย นับดูได้เลย" ลงให้แฟนๆ ได้ชื่นใจ?   "ก็ทำไปงั้นๆ แหละ ก็ไม่ได้หวานนะ บางทีก็ เฮ้ยถ่ายรูปให้หน่อยสิ พอถ่ายเสร็จก็นั่งนิ่งกินข้าวกันเงียบๆ กินเสร็จก็แยกย้าย" ลงรูปคู่เนื่องในโอกาสอะไร?   "ต้องขอสารภาพผิดก่อนว่าจริงๆ จำไม่ได้ว่าวันนั้นจำไม่ได้ว่าเป็นวันครบรอบที่คบกันมา 11 ปี วันนั้นไปทานข้าวกับเพื่อนเยอะแยะเลย แต่ละคนก็พาครอบครัวไปด้วย นั่งๆ กันอยู่เขาก็สะกิดบอกเราว่าแม่ๆ เดี๋ยวมะรืนนี้เราก็จะอยู่กันมา 11 ปีแล้วนะ พูดขึ้นมาลอยๆ หน้านิ่งๆ เราก็หรอ ยังไงอะ เหมือนไม่เข้าใจ จนเขาพูดว่าเนี่ยอยู่กันมา 11 ปีแล้ว เพื่อนๆ ก็โห่กันเต็ม แล้วก็แซวว่าแกจำไม่ได้ น่าเกลียดมาก สงสารแฟนแกมาก เราก็เลยบอกไปว่าไม่ใช่จำไม่ได้ จำได้ว่าวันที่เท่าไหร่ แต่จำไม่ได้ว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่แล้ว" ปกติวันครบรอบแต่ละปีมีการฉลองอะไรกันไหม?   "ไม่ค่ะ อายุเรามากขึ้นแล้ว ขนาดวันเกิดเรายังลืมเลย ไม่เหมือนตอนวัยรุ่นที่เราให้ความสำคัญกับวันต่างๆ จริงๆ เราจำได้หมดนะว่าเมื่อไหร่ แต่จำไม่ได้ว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่ บางทีมานึกได้ตอนที่เลยไปแล้ว" สรุปแล้ววันครบรอบเมื่อไหร่?   "น่าจะ 3 พ.ย.แหละ คือเขาจำได้ แต่เราอยู่กันมานานแล้ว เราก็ไม่ได้จำ" เหมือนเป็นการเปิดตัวกันมากขึ้น?   "อย่าใช้คำนั้นเลย เราอายุมากแล้ว เป็นผู้ใหญ่มากแล้ว ไม่ใช่วัยรุ่นกรี๊ดกร๊าดที่อยู่ๆ จะมาพูดว่าเปิดตัวค่า เราอยู่กันเหมือนเพื่อน มีความเป็นผู้ใหญ่ เราเป็นพวกแหกกฎ ไม่ได้แต่งงาน สู่ขอกันเป็นเรื่องเป็นราว อยากอยู่ด้วยกันก็อยู่" มั่นใจว่าไม่อยากแต่งงานแล้ว?   "ไม่ใช่หรอก ตอนเด็กๆ ก็มีความคิดเป็นเทพนิยายบ้าง ใฝ่ฝันอยากจะมีชีวิตเป็นเหมือนในนิทาน มีงานแต่ง เหมือนที่ทุกคนอยากมีกัน แต่พอเจ๊งบ่อยๆ ก็เกิดคำถามว่าทำไมฉันต้องมี เราอาจจะชงก็ได้นะ อยู่กันดีๆ ก็ปกติดี แต่ถ้าอุตริที่จะแต่งก็เจ๊งทุกที ชอบใครก็จิ้มเอา เด็กๆ อย่าเอาเป็นตัวอย่างนะคะ ไม่ดีค่ะ" หลายคนก็มองว่าได้แฟนเด็ก?   "ก็มาเองนี่ ต้องเข้าใจนะว่าผู้ชายรุ่นเดียวกับเรา ส่วนใหญ่ตายไปหมดแล้ว ไม่ก็แต่งงานมีครอบครัว หรือไม่ก็ไปชอบกันเอง เราก็ไม่มีทางเลือก จริงๆ เราชอบผู้ชายรุ่นอาหนิง นิรุตติ์ เลยนะ แต่เขาไม่เอาเรา" อายุห่างกันกี่ปี?   "ห่างกันนิดเดียว" อะไรที่ทำให้เราคบกันมาได้นานขนาดนี้?   "มันไม่มีอะไรที่ตั้งใจเลย อันไหนที่พี่ตั้งใจนะ มันจะเจ๊งทุกทีเลย พี่ปล่อยให้เป็นธรรมชาติมากกว่า พี่ไม่ได้ตั้งใจว่าเราจะอยู่ด้วยกันได้มั้ย กี่ปี ไม่ได้มาวัดอะไร มันเริ่มจากมิตรภาพ คือตอนหลังความรักไม่ได้สำคัญเท่ากับการอยู่กันได้มั้ย จริงๆ สำหรับพี่ไม่ต้องรักกันมาก เพระพี่ผ่านชีวิตมามากแล้ว มาถึงขั้นนี้แล้ว บางทีการรักกันมากไปก็เป็นปัญหา ไม่รักกันก็มีปัญหา จู้จี้ เป็นเจ้าของชีวิตกันมากไปก็เป็นปัญหา ฉะนั้นสิ่งสำคัญสำหรับพี่ชั่วโมงนี้คือการรักหรือไม่รักไม่สำคัญเท่าการอยู่ด้วยกันได้มั้ย มันต้องอยู่ด้วยกันแล้วไม่ทำร้ายกัน ไม่ทำลายชีวิตกัน ไม่เดือดร้อน" ช่วงแรกๆ มีปัญหากันรึเปล่า?   "พี่ว่าแม้กระทั่งคู่อื่นๆ หรือเพื่อนๆ พี่ ก็พูดกันมาเองว่า แกเอ๊ย ไม่ใช่ว่าไม่มีปัญหา คือลองถ้ามันจะมีปัญหา อายุเท่าไหร่มันก็มีปัญหา ถ้าคนไม่เข้าใจกันมันก็ไม่เข้าใจกัน พี่ก็เลยคิดว่า ถ้าเราพูดกันให้รู้เรื่องได้ คนบางคนก็อาจจะโตเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุ แต่คนบางคนอายุมากแล้ว แต่ก็ยังมีนิสัยเป็นเด็กไปจนตาย แต่มันก็ไม่ใช่ทุกเรื่อง เป็นบางเรื่อง ในบางเรื่องคนบางคนก็มีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่ แต่ในบางเรื่องก็ยังมีนิสัยเป็นเด็ก เราก็ต้องแยกเป็นเรื่องๆ ไป" แบบนี้ก็คือลงตัว แฮปปี้กันดีใช่ไหม?   "โดยรวมมันจะแฮปปี้ได้ก็ต่อเมื่อ เราอยู่กันได้ด้วยความเป็นมิตร ประการสำคัญเราก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ด้วย ประเภทที่อยู่ด้วยกันแล้วเป็นพิษ มันก็ไม่แฮปปี้" มองถึงเรื่องการมีลูกไหม?   "ถ้าพี่มีลูกตอนนี้นะคะ พี่ไม่กล้าไปส่งลูกที่โรงเรียน(ยิ้ม) เพราะว่าเพื่อนๆ ลูกหรือคุณครู เขาจะคิดว่าเป็นคุณยายมาส่ง(หัวเราะ) เพราะว่าวัยมันห่างกันมาก พี่ 50 กว่าแล้ว ถ้าเกิดพี่ปาฏิหาริย์ท้องมาตอนนี้ ลูกอาจจะไม่สมบูรณ์ ไม่หรอกค่ะ มันตามไล่กันไม่ทันแล้ว แล้วการเลี้ยงดูเด็กสมัยนี้ พี่คงไล่ตามไม่ไหว แค่เราเข้าไปดูในโซเชียลเน็ตเวิร์ค พี่ก็ไล่ตามไม่ทันแล้ว ถ้ามีลูก จะต้องเป็นเจ้ากรรมนายเวรของพี่มาก(หัวเราะ) ไม่มีดีกว่า" กลัวไหมว่าถ้าไม่มีลูก อนาคตอาจจะอยู่คนเดียว?   "พี่ก็ยังอยู่คนเดียวได้อยู่ บอกไว้ก่อนเลยว่า ในคนคนหนึ่ง อย่าไปปักธงว่าคนคนนี้ต้องเป็นอย่างเดียวแบบเดียวเสมอไป ในตัวพวกเรา เราก็มีหลายภาค ตัวพี่เองก็เหมือนกัน ไม่ต้องมีคาแรกเตอร์เดียวตลอดเวลา ในเรื่องบางเรื่อง เราก็พร้อมที่จะเป็นคนแกร่ง แต่ในบางมุมเราก็ต้องมีอ่อนโยนบ้าง มีมุมหวานแหววบ้าง" แสดงว่าอยู่กับแฟนก็มีโหมดหวาน ไม่ได้ห้าวอย่างที่เห็น?   "หวานมั่งห้าวมั่ง พี่คนที่ครบรสเลยแหล่ะ เปรี้ยวหวานมันเค็ม(หัวเราะ)" ใช้คำเรียกแทนกันว่ายังไง?   "ด้วยความที่พี่เลี้ยงหมาเป็นลูก ฉะนั้นสรรพนามมันก็เป็นไฟลท์บังคับไปเอง ว่าต้องเป็นพ่อกับแม่ เพราะว่าเรียกแทนหมาไงคะ มันเป็นการคุยกันในครอบครัว ก็ต้องรวมหมาเข้าไปด้วย เช่นบอกหมาว่า ไปหาพ่อก่อนไป วันนี้ให้พ่อคลุกข้าวให้นะ หรือบางทีพ่อจะอัดเสียง ไปหาแม่แกก่อน" 10 ปีที่ผ่านมา โอเคไหมกับความรักครั้งนี้?   "พี่ไม่กล้าพูดอย่างนั้นหรอก จริงๆ อะไรไรมันก็ไม่แน่นอน ให้สัมภาษณ์วันนี้ เกิดพรุ่งนี้เขาไปมีคนอื่นล่ะแล้วจะว่ายังไง อะไรมันก็ไม่แน่ไม่นอน ฉะนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้".ขอบคุณภาพจาก IG ampdidi แอม เสาวลักษณ์ จิ๊บ แฟนหนุ่ม   แอม เสาวลักษณ์   แอม เสาวลักษณ์   แอม เสาวลักษณ์   แอม เสาวลักษณ์  

สนทนาภาษาคนทำหนังกับ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

นับตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก 'มันมากับความมืด' ในปี พ.ศ. 2514 กว่า 45 ปีในวงการหนังของ ท่านมุ้ย - หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่นำศาสตร์และศิลป์ของภาพยนตร์มาสร้างมาตรฐานและความแปลกใหม่ให้กับวงการหนังไทยมาอย่างยาวนานผ่านผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนวเกือบสามสิบเรื่อง และในวาระครบรอบวันเกิด 74 ปีของท่าน เราจึงขอนำส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "…’ความรัก’ ของท่านมุ้ย" โดย สุภาพ หริมฯ จากคอลัมน์ Discuss ในนิตยสาร BIOSCOPE (ฉบับที่ 15) เมื่อ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2546 ณ ช่วงเวลาที่ท่านมุ้ยกำลังรีเมกผลงานหนังคลาสสิคของตนเมื่อ พ.ศ. 2517 อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’  กับมุมมองของท่านที่มีต่อวงการหนัง ทั้งโอกาสของคนทำหนังรุ่นใหม่ ไปจนถึงคำถามชวนปวดหัวที่ว่า "หนังอาร์ต คืออะไร?"!!                 สิ่งที่ทุกคนในวงการรู้เสมอเวลาอยู่ใกล้ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ก็คือ ท่านมักมีเรื่องความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ได้ฟัง บางครั้งความรู้นั้นมาพร้อมการสาธิตอย่างเอาจริงเอาจัง และเครื่องไม้เครื่องมือซึ่งมักไม่พ้นต้องเกี่ยวกับหนังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง                 เช่นเดียวกันโดยบังเอิญเมื่อช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่อง ‘ช้าง’ ที่ แมเรี่ยน  ซี คูเปอร์ ยกกองมาถ่ายทำในบ้านเราโดยได้การอำนวยความสะดวกอย่างดีจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ (เสด็จปู่ของท่านมุ้ย) ท่านมุ้ยก็นำผมไปยลโฉมกล้องที่ใช้ในการถ่ายหนังเรื่องนั้นทันที พร้อมสาธิตกระบวนการการทำงานของกล้องโบราณตัวนั้นอย่างละเอียด ซึ่งท่านยืนยันว่า “นี่เหลืออยู่แค่ไม่กี่ตัวแล้วในโลกนี้ แต่ยังใช้ได้ดีเลยนะ”                 แม้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง แต่กล้องโบราณตัวนั้นดูไปก็คล้ายทำหน้าที่เหมือนหลักหมุดของเวลาซึ่งทำให้เรารู้ว่าหนังเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ไม่ไกลนักจากคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชที่กำลังใช้ตัดต่อหนังเรื่อง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ (พ.ศ. 2546) อยู่                 ฉากอุบัติเหตุที่อาศัยเทคนิคการลำดับภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ทำให้ผมอดนึกถึง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับดั้งเดิม (พ.ศ. 2517) ที่เคยกระตุ้นเร้าผมอย่างรุนแรงก่อนจะลงเอยด้วยความรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้... BIOSCOPE : ผมจำได้ว่าตอนดู ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับเดิม มีฉากอุบัติเหตุซึ่งใช้วิธีตัดสลับที่ดูแปลกมากสำหรับหนังไทยยุคนั้น มาในฉบับนี้ ท่านยังต้องการให้หนังมีความรู้สึกแปลกใหม่กับคนดูอีกหรือเปล่า ก็ต้องการแบบเดิมนะ แต่เวลามันผ่านมา 30 ปีแล้ว วิธีการคงไม่แปลกแล้วล่ะ ผมว่าความแปลกที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่ามันต้องดูผิดปรกติหรือทันสมัย เพราะไอ้ความทันสมัยหรือความใหม่มันเป็นสิ่งที่เราพูดจำกัดความได้ลำบาก BIOSCOPE : สำหรับคนที่เคยดูงานของท่านมาตั้งยุคก่อนๆ อาจจะคาดหวังว่า ท่านมุ้ยต้องมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นอยู่ตลอด ปัญหาคือว่าอะไรล่ะคือสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพูดถึง เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เรียกว่าใหม่ได้ คุณจะไม่รู้หรอกว่าอะไรคือความใหม่ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือเก่า เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะอะไรก็มีคนทำมาหมดแล้วทั้งนั้นละ อย่างวิธีการตัดแบบ jump cut นี่ (ฌ็อง-ลุค) โกดาร์ดก็ทำมาตั้งแต่ยุค 1960 โน่น หรือแม้แต่ผมเองก็เคยใช้ตั้งแต่ ‘เทพธิดาโรงแรม’ (พ.ศ. 2517) ไปตั้งเยอะแล้วซึ่งผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นก็แทบจะเรียกว่าไม่มีอะไรใหม่ๆ หรอก ก็มีแต่เอาของที่เคยทำกันไปแล้วมารีไซเคิลเท่านั้นเอง BIOSCOPE : หมายถึงเอามันมามองใหม่ ใช่ มุมมองใหม่ อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ก็ต้องมองมุมใหม่เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป เช่นในของเดิม เชื้อ กับ รส เขียนจดหมายถึงกันซึ่งนั่นก็ค่อนข้างโบราณแล้ว สมัยใหม่ก็ต้องโทรศัพท์หรือไม่ก็อีเมลโดยที่ยังรักษาอรรถรสของการเขียนจดหมายไว้อยู่ ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรอกที่ต้องทันสมัย แต่บางอย่างเช่นการนั่งรถสามล้อนี่ก็คงไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าแทน เป็นต้น สัมคมตอนนี้มันไม่ใช่ยุคที่ สุวรรณี สุคนธา แต่งเรื่องนี้ออกมาแล้ว BIOSCOPE : แล้วท่านคิดว่า วิธีการที่เอากลับมาใช้ต่างๆ นี่จะได้ผลในการสร้างความรู้สึกกับคนดูไหม อย่างน้อยมันก็ได้ผลกับผมแหละ ถ้าไม่ได้ผลคงไม่ทำ แต่ปัญหาคือมันจะได้ผลกับคนอื่นหรือเปล่านี่คงต่างๆ กันออกไป เพราะผมแก่กว่าคนอื่นเขาเยอะมาก เรา 60 กว่า แก่กว่าคนดูทั่วไป 3-4 เท่า ความคิดของคนดูก็คงต่างกัน BIOSCOPE : ถ้าพูดถึงคนที่เคยทำหนังไทยมาพร้อมๆ กับท่าน หลายคนวางมือไปแล้ว แต่ท่านยังทำหนังต่อ ก็มันเป็นอาชีพผมไปแล้วนี่ (หัวเราะ) เราทำหนังเป็นอาชีพก็ต้องทำหนังไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะหยุด คงทำหนังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรงน่ะแหละ จริงๆ แล้วฝรั่งมันก็มีคนทำหนังรุ่นผมดังๆ กันตั้งหลายคน อย่าง ริดรีย์ สก็อตต์แก่กว่าผมอีก แต่อยู่ดีๆ ก็ทำหนังอย่าง Gladiator (2000) หรือ Black Hawk Down (2001) ออกมาได้ คือมันไม่ใช่หรอกที่วันหนึ่งจะออกจากวงการไปแค่เพราะทำหนังมานานแล้วนะ ทำไมไม่ออกจากวงการไปสักที มันก็ไม่ใช่ ใช่มั้ย (หัวเราะ) คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าวงการมาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาทำแล้วมีชื่อเสียงก็ต้องออกจาวงการไป เขาก็ต้องทำของเขาไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องกลายเป็นคนรุ่นเก่า อย่าง มานพ อุดมเดช เนี่ย ในสายตาผมเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ยุคหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นคนทำหนังรุ่นเก่าที่ไม่มีใครยอมรับ แต่ผมเห็นว่าเขาเป็นคนมีฝีมือก็เลยชวนมาทำ ‘คืนบาป...พรหมพิราม’ มันเป็นเรื่องของฝีมือ ไม่ใช่ว่า เฮ้ย...คนรุ่นใหม่เกิดมาแล้ว คนรุ่นเก่าก็ต้องออกจากวงการไป ไม่ใช่อย่างนั้น มีคนพูดให้ได้ยินบ่อยๆ นะ ว่าทำไมคนรุ่นเก่าไม่ออกไปจากวงการไป คนรุ่นใหม่จะได้เกิดบ้าง จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะคนรุ่นเก่าอยู่คนรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาได้ ไม่มีใครว่ากันอยู่แล้ว หรือคนใหม่ๆ ถามว่าทำไมไม่มีใครให้โอกาสเขา ก็ต้องถามกลับว่า นี่คุณ อยู่ๆ เอาเงินผมไปทำหนัง 20 ล้านเนี่ย หนังจะได้เงินหรือเปล่า แล้วคุณตอบว่า “ไม่ทราบครับ มันต้องเสี่ยง” อ้าว...แล้วใครจะเชื่อลงล่ะ เงิน 20 ล้านมันเยอะนะ เท่าบ้านหลังหนึ่ง รถเบนซ์อีก 2 คันน่ะ หนังไม่ได้เงินมันก็ละลายหายไปกับสายน้ำ ฉะนั้นจะมาพูดง่ายๆ ไม่ได้ว่าให้โอกาสผมบ้างสิ เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงตุดหนึ่งคุณต้องสู้ เหมือนกับพวกเราสู้กันมาสมัยก่อน กว่าผมจะขึ้นมาเป็นท่านมุ้ยได้ต้องใช้เวลา 20 ปีนะ ผมว่าปัญหาใหญ่คือ คนรุ่นใหม่ที่จะมาทำหนังเนี่ย รู้หรือเปล่าว่ามันยากแค่ไหนที่จะเข้ามาในวงการ ยากแค่ไหนที่คุณจะเอาเงิน 20 ล้านบาท เวลามีคำถามว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้กับคนใหม่ๆ บ้าง ผมอยากจะบอกว่า เมืองไทยเปิดโอกาสมากกว่าเมืองนอกมากๆ เลย มีคนทำหนังเยอะแยะที่ผมไม่อยากเอ่ยชื่อที่อยู่ๆ ก็ได้ทำหนังเลย แค่บอกนายทุนว่าผมทำหนังเป็นแล้ว ก็ได้ทำ แล้วพอหนังฉิบหาย 3-4 เรื่องจนนายทุนล้มละลาย หมดตัวเป็นพันๆ ล้าน แล้วใครจะรับผิดชอบ พวกนายทุนเลยต้องเคี่ยวพอที่จะรู้ว่าคนไหนทำหนังเป็นคนไหนทำไม่เป็น เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการมาลองฝีมือ ไอ้นั่นต้องทำตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาหรือทำหนังสั้นแล้ว BIOSCOPE : ความยากของการทำหนังในยุค 2510 กว่าๆ กับ 2540 กว่าๆ ต่างกันตรงไหน เหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่สมัยนั้นมันถูกกว่า สมัยนี้แพงมากๆ เรื่องหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า 10-20 ล้าน ถึงบอกไงว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ยากเข้ามาจริงๆ คุณต้องแสดงผลงานออกมา ถ้าคุณคิดว่าเขียนบทได้ดีก็ต้องทำออกมาให้เห็น อย่าง ยุทธเลิศ (สิปปภาค) เขียนบทได้ดีตั้งแต่ตอนทำ ‘O-Negative รักออกแบบไม่ได้’ (1998) แล้ว แต่เขาไม่เชื่อใจเพราะยังเป็นคนใหม่เลยยังไม่ให้ทำ จนมาทำ ‘มือปืน โลก/พระ/จัน’ (2001) ถึงได้เกิด การเขียนบทนีมันเป็นงานที่ไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย ฟรี กระดาษปึกหนึ่งกับปากกาก็เขียนบทได้แล้ว หรือไม่ก็ไปขอเงินพ่แม่สัก 2-3 แสนมาลองทำหนังสั้นสัก 3 ฉาก ไปเช่าอุปกรณ์มา รวบรวมพรรคพวกมา แล้วก็ถ่ายทำออกมาเพื่อไปฉายให้นายทุนดูว่า เนี่ยละหนังผม แบบนี้ก้ได้ ยกตัวอย่าง ‘องค์บาก’ (2003) เนี่ย ถ้าไปบอกนายทุนว่าจะทำหนังมวยไทย นายทุนคงบอกทันทีว่า “ไม่เอา” ปรัชญา (ปิ่นแก้ว) เลยใช้วิธีถ่ายฉากบู๊ให้ดูหนึ่งซีน เอาไปฉายให้เห็นเลยว่า นี่ จา (พนม ยีรัมย์) มันเล่นได้แบบนี้ แต่คุณจะใช้วิธีแค่พูดว่าผมทำหนังเป็น มันไม่ได้ แค่ความมั่นใจหรือแค่บอกว่าผมดูหนังมาเยอะ มันไม่ได้มีความหมายอะไร BIOSCOPE : อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นคนทำหนังครับ ...ต้องแหกคอก? จะแหกไปไหนล่ะ ...สิ่งสำคัญคือต้องดูหนังเยอะก่อน ดูหนังเยอะพอหรือยังถึงที่จะคิดเรื่องแหกคอก ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ‘คอก’ น่ะมันอยู่แค่ไหน ถึงจะแหกได้ ถ้าไม่รู้จะแหกมันทำไม BIOSCOPE : ท่านชอบคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ คนไหนบ้าง ชอบทุกคนนะ เป็นเอก (รัตนเรือง) ก็ดี ยุทธเลิศก็โอเค เรียว (กิติกร เลียวศิริกุล) ก็ใช้ได้ จุดร่วมของคนพวกนี้คือ เขาพยายามทำสิ่งใหม่ๆ ใส่เข้าไปในหนัง เป็นคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเคยไปงานฟิล์มเฟสติวัลและมีโอกาสได้สัมผัสกับหนังอาร์ตต่างประเทศเยอะ และไฟยังแรง ยังไม่หมดเนื้อหมดตัว ก็ยังมีความกล้าที่จะทำ BIOSCOPE : ถ้าหมดตัว ความกล้าจะน้อยลง ถ้าหนังเจ๊งบ่อยๆ นานๆ เข้า ไฟก็หมดลงทุกทีๆ หรือไม่ก็หายไปเลย เพราะหนังมันขึ้นอยู่กับกำไรและขาดทุนนะ ขาดทุนมากๆ ก็จะไม่มีใครให้ทำ เราจะเอาแต่ดูเด็กๆ กลุ่มเดียวมันก็เป็นไปไม่ได้ BIOSCOPE : กลุ่มคนดูหนังของท่านเปลี่ยนหน้ามาเรื่อยๆ ท่านมองว่าความต้องการของคนดูแต่ละยุคมันเปลี่ยนไปหรือเปล่า เหมือนเดิม ...100% เลยคือความบันเทิง หนังดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกสนุกด้วย การดูสนุกด้วยและให้ข้อคิดด้วยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราเลยได้เห็นว่าในบรรดาหนังที่ดีที่สุดในโลก เกือบทั้งหมดคือหนังที่ดูแล้วสนุก ดูแล้วรื่นรมย์ใจ หนังที่ดูแล้วไม่สนุกก็ย่อมจะไม่สามารถสื่อสารกับคนดูได้เพราะคนดูไม่รู้สึกสนุกกับมัน แต่ความสนุกแปลว่ามันสื่อสารกับคนดูได้ในทางใดทางหนึ่ง BIOSCOPE : แล้วถ้าหนังที่ดูไม่รู้เรื่อง แต่เรียกว่าหนังอาร์ตล่ะ ไม่จริงหรอก อาร์ตคืออะไร BIOSCOPE : นั่นสิครับ ท่านว่าอาร์ตคืออะไร อาร์ตที่ดีต้องประกอบไปด้วย 4 อย่างคือ หนึ่ง-ต้องมี content คือเนื้อหา สอง-ต้องมี craft ต่อให้ content ดีแต่ทำออกมาห่วย ถ่ายไม่เป็น ถ่ายไม่ติด เบลอ หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ใช้ไม่ได้ สาม-ต้องมีการถ่วงน้ำหนัก หนัก-เบา ไม่เลอะๆ เทอะๆ และอันสุดท้ายคือ ต้อมมีสไตล์เป็นของตัวเองแบบที่ดูปั๊บแล้วรู้เลยว่านี่มันคืองานของเขา อันนี้ปิกัสโซ่ อันนี้โมเนต์ อันนี้หนังบัณฑิต (ฤทธิ์ถกล) หนังเปี๊ยก โปสเตอร์ หนังท่านมุ้ย หนังหง่าว-ยุทธนา (มุกดาสนิท) ฯลฯ ซึ่งกว่าจะได้สไตล์มาคุณต้องผ่านการลอกเลียนแบบสไตล์คนอื่นเขามานักต่อนักแล้ว ยกตัวอย่าง แดนนี่ บอยล์ ก็มีสไตล์ขอวมันนะ แต่พอลองฉีกตัวเอมาทำ The Beach (2000) ก็เจ๊ง ขณะที่หนังก่อนหน้านั้นอย่าง Shallow Grave (1994) หรือ Trainspotting (1996) ก็มีสไตล์ของตัวเองชัด ...ผมเพิ่งนั่งกินข้าวกับ เดวิด พุตต์นั่ม เมื่อเช้านี้ เขาเล่าให้ฟังว่า วันที่เขารู้ตัวว่าต้องเลิกทำหนังก็คือวันที่ได้ดู Trainspotting เพราะเขารู้เลยว่าไม่มีทางมำหนังแบบนี้ได้ นี่คือสไตล์ที่ไม่มีวันทำได้ เขาก็เลยเลิกทำหนัง BIOSCOPE : ความรู้สึกแบบนั้นเคยเกิดขึ้นกับท่านหรือเปล่า ตอนนี้ยังนะ วันหนึ่งข้างหน้าไม่แน่ แต่วันนี้เรายังรู้สึกว่ายังมีเรื่องอยู่ในหัวที่อยากทำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

7 ความยอดเยี่ยมที่พร้อมเรียกน้ำตาใน
The Light Between Oceans /  ดีเร็ก เซียนฟรานซ์ / 

The Light Between Oceans คือ ภาพยนตร์รักสุดดราม่าที่จะพาผู้ชมทุกคนหลั่งน้ำตาไปกับทุก ๆ เหตุการณ์ และทุก ๆ ตัวละคร ทว่าก่อนที่เราจะได้ไปสัมผัสประสบการณ์สุดเศร้า วันนี้เราขอหยิบยกเอา 7 ความยอดเยี่ยมที่ควรค่าแก่การเข้าไปชมภาพยนตร์ในโรงหนังมาเล่าสู่กันฟังสักเล็กน้อย 1. สร้างจากปรากฏการณ์หนังสือขายดีที่สร้างยอดขายถล่มทลายและเรียกน้ำตาผู้อ่านทั่วโลก และได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากถึง 40 ภาษา 2. กำลังจะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์โดยฝีมือผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ของฮอลลีวู้ด ดีเร็ก เซียนฟรานซ์ จาก Blue Valentine ที่ถนัดในการถ่ายทอดเรื่องรักที่กรีดลึกถึงจิตใจตัวละคร 3. เหนือกว่าหนังรักทั่วไป ด้วยพลอตที่พูดถึงความถูกต้องและให้อภัย จะถูกต้องมั้ย ? เมื่อการทำให้ตัวเองและคนรักมีความสุขต้องแลกมาด้วยการทำให้คนอีกคนต้องหัวใจสลาย แม้จะเป็นความไม่ตั้งใจก็ตาม "เมื่อคนที่คุณรักมากที่สุด กำลังหัวใจสลายเพราะเสียลูกไป แล้ววันหนึ่งคุณก็พบเด็กผู้หญิงอยู่บนเรือที่กำลังจะจม  คุณช่วยชีวิตเด็กไว้...แต่มันจะถูกต้องมั้ย ? ถ้าคุณจะเลี้ยงเด็กคนนี้ไว้ โดยไม่ออกตามหาครอบครัวที่แท้จริงของเธอ " 4. หนังรวมพลัง 3 นักแสดงระดับ รางวัลออสการ์ อลิเซีย วิกันเดอร์ เจ้าของรางวัลออสการ์จาก The Danish Girl / ราเชล ไวซ์ เจ้าของรางวัลออสการ์จาก  Constant Gardener / ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ นักแสดงผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ จาก Steve Jobs และ 12 Years a Slave 5. งานด้านภาพสวยสะกดทุกฉาก จากฝีมือผู้ออกแบบงานสร้างของ The Great Gatsby 6. ถ่ายทำใน 2 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ สถานที่ถ่ายทำเดียวกับ The Hobbit 7. ได้โปรดิวเซอร์มือทอง เดวิด เฮย์แมน ผู้ปลุกปั้นหนังดังอย่าง Harry Potter และ Fantastic Beast and Where to Find Them มาอำนวยการสร้าง ภาพยนตร์เรื่องนี้ The Light Between Oceans มีกำหนดเข้าฉาย 8 ธันวาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

ขี้เหร่ แถมมีลูกติด “กระแต อคัมย์สิริ” กลายเป็นนางแบบสุดเอ็กซ์ คนตามดูนมเป็นแสน แค่ 1 ปี หาเงินได้กว่า 10 ล้าน
กระแต อคัมย์สิริ /  กระต่าย แม็กซิม

   ต้องบอกว่าชีวิตพลิกฝุ่นตลบเลยทีเดียวสำหรับ “กระแต อคัมย์สิริ” พี่สาวสุดเอ็กซ์ของ “กระต่าย แม็กซิม” ที่เคยสร้างวีรกรรม ใส่ชุดแหวกนมผ่าข้างถึงก้น เดินเฉิดฉายในงานพรมแดง ที่นอกจากจะฆ่าเซ็กซี่สตาร์ดีกรีแม็กซิมน้องสาวแท้ๆ อย่างกระต่ายดับอนาถแล้ว กระแตก็ยังสวยเซ็กโดดเด่นจนสื่อทุกฉบับต่างก็ลงภาพของเธอในงานนั้นอย่างโดดเด่น เบียดซูเปอร์สตาร์คนดังตกแผงไปเลยทีเดียวแต่ใครจะรู้ว่าผู้หญิงที่สวยแซบมียอดฟอลโล่คนตามเป็นแสนภายในเวลาไม่ถึง 1 ปีนี้ เมื่อ 1 ปีที่แล้วยังเป็นผู้หญิงธรรมดาหน้าตาโคตรธรรมดา ยิ่งถ้าเทียบกับน้องสาวต้องบอกว่า “ขี้เหร่ชิดซ้าย ตกเหวตาย” ไปเลย ยิ่งเมื่อกระต่ายเข้าวงการด้วยการชนะการประกวดมิสแม็กซิม ภาพสาวสวยของกระต่ายยิ่งส่องประกายในขณะที่กระแตเดินตามก้นน้องต้อยๆ คอยรับงานทำหน้าที่ผู้จัดการส่วนตัวจัดคิวให้กระต่าย แต่จู่ๆ ก็เหมือนถูกหวยรางวัลที่ 1 เมื่อจู่ๆ ก็ได้รับการติดต่อจาก คลินิกศัลยกรรมความงามแห่งหนึ่งให้เป็นพรีเซ็นเตอร์คู่กับน้องสาว ได้รับการผ่าตัดโมดิฟายแปลงโฉมตั้งแต่หัวจรดเท้าฟรีงานนี้กระแตก็เลยยกเครื่องหน้าฟรีไม่ว่าจะเป็น ตา จมูก ปาก รวมไปถึงหน้าอกที่อัพไซส์จนอึ๋ม รวมมูลค่าทั้งหมดเป็นเงินหลักล้านเลยทีเดียว เปลี่ยนจากสาวหน้าตาธรรมดากลายเป็นสาวเซ็กซี่สไตล์ญี่ปุ่นบ้องแบ๊วน่ารัก กระแตเริ่มได้รับการติดต่อให้ถ่ายแบบกับกระต่าย สองศรีพี่น้องแข่งกันอึ๋มขึ้นปกออกรายการโทรทัศน์ ชีวิตพลิกจากคนเบื้องหลังหิ้วกระเป๋าให้น้องกลายเป็นเซ็กซี่สตาร์ซะเอง เมื่อชีวิตมันปังขนาดนี้ กระแตเริ่มมองหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับชีวิต เพื่อส่งเสริมจังหวะชีวิตที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ทั้งการทำบุญเสริมดวงเดินสายรับความเฮง หรือจะพูดกันแบบบ้านๆ เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เล่นของ พกของดี เสริมความเฮง ผลก็คือเวลาผ่านไปแค่ 1 ปี จากที่รับเงินเดือนจากน้องสาวเดือนละไม่กี่เมือง กลายเป็นมีเงิน 10 กว่าล้าน เป็นเจ้าของรถทัวร์ให้เช่าหลายคัน กระแต อคัมย์สิริ     "สมัยเด็กๆ เคยคิดน้อยใจว่าทำไมไม่สวยเหมือนน้องสาว ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนมองน้องสาวไม่เห็นจะมองตนเองบ้าง และมี ก็ไม่คิดเหมือนกันค่ะว่าชีวิตเราจะเปลี่ยนไปขนาดนี้ เมื่อก่อนตั้งแต่เด็กจนโตจะโดนว่าตลอดว่า ทำไมน้องสวยจัง ทำไมเราไม่สวย ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนมองน้อง ก็รู้สึกน้อยใจนิดๆ ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ไม่คิดไม่ฝันเลยว่า วันนี้ในวัย 30 ปีจะได้เข้าวงการบันเทิงเป็นนางแบบ ได้ถ่ายรูปลงหนังสือ เพราะกระแตเป็นคนที่หน้าตาธรรมดามากๆ กระทั่งจังหวะของชีวิตได้มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้คลินิกศัลยกรรม และต้องโมดิฟายทั้งตัว ทำให้เราสวยขึ้นดูดีขึ้นมีความมั่นใจมากขึ้น" กระแต อคัมย์สิริ            "ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีงานถ่ายแบบเข้ามาการที่เราสวยและดูดีขึ้นก็อาจจะเป็นโอกาสให้กับตัวเราด้วย แต่หลายๆ คนก็บอกว่า ถ้าจะให้ดีก็ต้องให้เฮงด้วย ซึ่งปกติเป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่องดูดวง เรื่องศาสตร์ตัวเลขสักเท่าไหร่แต่ไม่ค่อยขัดใจใครค่ะ มีคนแนะนำอาจารย์ฉุย(ณรล วิทรูประสาทผล)ให้ก็ไปๆ งั้นๆ แหละ ไม่คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เหมือนปาฏิหาริย์พอได้เบอร์มาเปิดใช้ปุบ มีงานเข้ามาถ่ายปก สามเล่ม ถ่ายเซตในอีกไม่ได้นับ คือเยอะมาก งานเข้าแบบปังๆ มาทั้งถ่ายแบบ ทั้งพรีเซนเตอร์สินค้า รีวิวสินค้า ออกงาน ถ่ายรายการ ละคร งานเยอะมาก ทั้งปีเลย แต่เราเองนี่แหละที่เป็นคนเบรกตัวเอง เพราะหนูอยากทำธุรกิจแบรนด์เสื้อผ้าของตัวอง ซึ่งต่อยอดมาจากที่บ้านที่เป็นโรงงานทอผ้าผืนอยู่แล้ว แต่เป็นของพ่อแม่ไง เราก็อยากทำอะไรที่เป็นของเราเลยทำเสื้อผ้าสำเร็จรูปเป็นแบรนด์ของเรา ตอนนี้กำลังเริ่มๆ อยู่ค่ะ"           "ไม่อยากเชื่อเลยค่ะว่าการเปลี่ยนเบอร์ด้วยศาสตร์ตัวเลขมงคลของอาจารย์ฉุยจะทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ จากที่เคยมีรายได้จากการเป็นผู้จัดการน้องเดือนละไม่ถึงแสน เป็นหลักหมื่น ตอนนี้หนูมีเงินเก็บที่เอามาลงทุนทำรถทัวร์ 2 คัน และกำลังจะทำธุรกิจทำแบรนด์เสื้อผ้ารวมๆ แล้วเกิน 10 ล้านนะ ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ นี่ก็ว่าจะนัดอาจารย์ฉุยเพื่อปรึกษาเรื่องเบอร์ใหม่ให้ซัพพอร์ทกับธุรกิจเสื้อผ้าแบรนด์ใหม่ที่กำลังจะทำ ชีวิตตอนนี้ยิ่งกว่าความฝันอีก ใครจะไปคิดว่าอายุขนาดเรานี่แล้วแถมมีลูกติดอีก จะได้มาเข้าวงการ ได้ถ่ายแบบ ถ่ายละคร ไปไหนมาไหนมีคนรู้จักมีคนทักทาย มีเงินเก็บมีกิจการเป็นของตัวเอง ซึ่งเหล่านี้ที่ได้มา หนูกล้าพูดได้เลยว่าเป็นเพราะเบอร์โทรศัพท์ที่อาจารย์ฉุยให้มามีส่วนช่วยได้มากจริงๆ มันยิ่งกว่าปาฏิหาริย์อีกค่ะ” กระแต อคัมย์สิริ   กระแต อคัมสิริ   กระแต อคัมย์สิริ   กระแต กระต่าย  

ซอกแซกเป้ใบโปรด!! สกาย วงศ์รวี ฮอตขนาดนี้ มีความลับอ๊ะเปล่า??
เปิดกระเป๋า /  กระเป๋าดารา / 

เข้มข้นถึงใจเด็ดกระชากไส้เหล่าเก้งกวางมากๆ สำหรับบทบาทของหนุ่มหน้าใส สกาย วงศ์รวี ในซีรีส์ I Hate You, I Love You ที่เวลานี้ยังค้างเติ่งรอวันกลับมาแซบกันอีกครั้ง ต้องเรียกว่าฮอตต่อเนื่องสำหรับหนุ่มน้อยมาแรงอย่างสกาย เพราะหลังจากสร้างเรทติ้งในซีรีส์ ฮอร์โมน ซีซั่น 3 จนฮอตกระฉูดแล้ว บทผู้ชายขายตัวในซีรีส์เรื่องล่าสุดยังเด็ดโดนใจคนดูอีกต่างหาก วันก่อนมีโอกาสเจอะเจอเจ้าตัวเลยอดไม่ได้ที่จะตรงไปทักทายถามไถ่ถึงความฮอตนี้ และเมื่อเห็นพ่อเจ้าประคุณมาพร้อมกระเป๋าเป้ใบโต๊...โต จึงไม่วายขอซอกแซกล้วงความลับกันสักหน่อย เอ้า!! เป็นหนุ่มฮอตเฟร่อขนาดนี้ พกอะไรไว้ข้างในบ้างหน๊อออ บอกที่มาที่ไปของกระเป๋าใบนี้หน่อย? "เป็นกระเป๋าที่ได้มาจากการทำงานครับ ถูกใจมากเพราะว่ามันเป็นเป้ที่ค่อนข้างทะมัดทะแมง ส่วนใหญ่ผมจะมีแต่เป้ใบใหญ่ๆ กับเป้ใบเล็กๆ แต่สำหรับใบนี้มันเป็นเป้ขนาดกลางๆ กำลังพอดีเลย"ปกติเป็นคนพกกระเป๋าตลอดหรือเปล่า? "ก็ไม่ค่อยนะครับ แล้วแต่วันมากกว่า ถ้าบางวันอยากสะดวกอยากชิล ไม่อยากพกอะไรเยอะให้มันน่ารำคาญ ก็ไม่เอาไปครับ ตัวเปล่าๆ ก็ชิลดี แต่ส่วนใหญ่จะใช้ตลอดนะ เพราะผมไปเรียนมันต้องมีของโน่นนี่นั่นเยอะอยู่แล้ว"เป็นคนที่ชอบใช้กระเป๋าแนวไหน? "ส่วนใหญ่จะเป็นกระเป๋าผ้ากับกระเป๋าเป้ครับ ใช้แล้วมันรู้สึกโอเคเพราะใส่ของได้เยอะ ถุงผ้านี่ก็ประหยัดช่วยลดโลกร้อนด้วย"ติดแบรนด์ไหม? "ไม่นะครับ เห็นอะไรที่ชอบที่ถูกใจก็ใช้ได้หมด"มีกระเป๋าใบโปรดหรือเปล่า? "ใบโปรดหรอ...คงเป็นกระเป๋าโรงเรียนสมัยเรียนมัธยมมั้งครับ (ยิ้ม) เพราะใช้บ่อยสุด มันเก็บของได้เยอะ สารพัดประโยชน์มากๆ มีช่องเล็กช่องน้อยเต็มไปหมด"อะไรในกระเป๋าที่ขาดไม่ได้? "คงเป็นโทรศัพท์ พาวเวอร์แบงค์ อะไรพวกนี้แหละครับ อ่อ!! ยาหม่องด้วย สำคัญมากเลย เวลาไปไหนบางครั้งเจอกลิ่นที่มันไม่พึงประสงค์ผมมักจะหายใจไม่ค่อยออก ปวดหัว เคยมีครั้งหนึ่งทนไม่ไหว เหมือนเขาขุดคลองหรืออะไรสักอย่าง ถ้าไม่ได้ยาหม่องช่วยไว้คงไม่ไหว ผมเลือกยาหมองเพราะกลิ่นมันหอมมากกว่ายาดมครับ มันเป็นไทยๆ หอมดี"มีความเชื่อเกี่ยวกับกระเป๋าบ้างไหม? "เรื่องกระเป๋าไม่ค่อยมีนะครับ แต่ถ้าเป็นของในกระเป๋าอาจจะมีบ้าง อย่างเช่นกล่องดินสอ ถ้าเอากล่องสีนี้เข้าห้องสอบ จะสอบได้ดี (หัวเราะ) อะไรแบบนี้มากกว่าครับ"เปลี่ยนกระเป๋าบ่อยแค่ไหน? "อืมมม...ส่วนใหญ่ผมจะใช้สลับกันครับ อย่างวันนี้อยากใช้ใบนี้ก็เอาใบนี้มา อีกวันอยากใช้อีกแบบก็เอาอีกแบบไปใช้ครับ"เลือกซื้อกระเป๋าเองหรือเปล่า? "ส่วนใหญ่คุณแม่จะช่วยดูให้ครับ บางทีเขาซื้อมาแล้วมันไม่ถูกใจก็ใช้ๆ ไปเถอะ (หัวเราะ) ไม่ซีเรียสเลย เพราะส่วนใหญ่ที่ซื้อมาให้มันก็เป็นสีเบสิกใช้ได้กับทุกโอกาส เข้าได้กับเสื้อผ้าทุกแนวอยู่แล้วครับ"คิดว่ากระเป๋ากับผู้ชายมีความสำคัญต่อกันมากน้อยแค่ไหน? "ไม่ว่าจะหญิงหรือชายผมว่ากระเป๋าก็จำเป็นนะครับ อย่างน้อยๆ มันช่วยให้เรามีที่เก็บของ มีอะไรก็ยัดใส่กระเป๋าไว้ก่อน ผู้หญิงอาจจะจำเป็นมากหน่อยเพราะมีของจุกจิกเยอะ แต่ผู้ชายก็พกได้ไม่แปลกครับ ผู้ชายมีกระเป๋าเป้ใบเท่ๆ เยอะแยะไป (ยิ้ม)" สกาย วงศ์รวี สกาย วงศ์รวี สกาย วงศ์รวี สกาย วงศ์รวี กระเป๋าเป้ ยาหม่อง กระเป๋าใส่ปากกา ชุดกีฬา หูฟัง - ผ้าปิดตา ขอบคุณสถานที่ : ร้านอาหารสวนบัว โรงแรมเซนทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว