10สถานที่

จุดชมซากุระ บนเส้นทางสายนักปราชญ์เลียบคลองโบราณแห่ง เกียวโต
Full Bloom /  Ginkakuji / 

ผมเชื่อว่า หนึ่งในแรงบันดาลใจของนักเดินทางส่วนใหญ่ ที่ฝันถึงเมื่ออยากไปสัมผัสในประเทศญี่ปุ่น นอกจาก ภูเขาไฟฟูจิ ที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่สุดแล้ว ต้องมีดอกไม้ที่สวยแต่บอบบางอย่าง ซากุระ อยู่ในใจแน่นอน การไปชมดอกซากุระบานนั้นต้องมีการวางแผนให้แม่นยำ ซึ่งใน เกียวโต นั้น ปกติซากุระจะบานเต็มที่ช่วงสัปดาห์แรกของเดือนเมษายนและมีเวลาให้พวกเราได้ยลโฉมเพียง 7 วัน ก่อนที่ใบสีเขียวจะผลิออกมาแทนที่ จุดชมซากุระบนเส้นทางสายนักปราชญ์เลียบคลองโบราณแห่งเกียวโต หนึ่งในสถานที่ชมซากุระที่ได้รับการโหวตให้เป็นที่สุดคงหนีไม่พ้น เกียวโต เมืองหลวงเก่าที่มีวัดวาอาราม และบ้านเรือนแบบโบราณ ที่จะเป็นแบ็คกราวน์เสริมให้การชม ซากุระนั้นเพอร์เฟ็คท์ขึ้นไปอีก สถานที่หนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำสำหรับผู้อ่าน ที่จะได้เต็มอิ่มกับซากุระอย่างแน่นอน คือเส้นทางสายนักปราชญ์ หรือ Philosopher's Path ซึ่งภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Tetsugaku no michi โดยเส้นทางสายนี้ปูด้วยก้อนหินที่เลียบคลองน้ำใสๆ มีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ที่ผู้อ่านจะได้ยลโฉมซากุระที่บานสะพรั่งหลากพันธ์ุตลอดเส้นทาง เส้นทางนี้เริ่มต้นจากวัด Ginkakuji (Silver Pavilion) และไปสิ้นสุดที่วัด นันเซนจิ (Nanzenji) เราสามารถเริ่มต้นการเดินทางโดยนั่งรถเมล์ จากสถานีเกียวโต ด้วยสาย 5 , 17 หรือ 100 โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 35-40 นาที ด้วยค่ารถเที่ยวละ 230เยน มาลงที่ป้าย Ginkakuji เลย ซึ่งในรถจะมีป้ายบอก พร้อมเสียงประกาศว่ากำลังจะถึงป้ายไหนแล้ว เพราะฉนั้น ไม่ต้องกังวลว่าจะลงผิดป้าย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งป้ายฮิตๆ อย่าง Ginkakuji มีนักท่องเที่ยวคนอื่นลงตามด้วยเยอะแน่นอน สิ่งแรกเห็นหลังจากลงรถเมล์ที่ป้ายแล้ว ก็จะเห็วทิวต้นซากุระผลิดอกรอต้อนรับอยู่ เราก็เดินมุ่งหน้าสู่วัด Ginkakuji เป็นที่แรกในการเริ่มชมซากุระในวันนี้ Ginkakuji Temple หรือ Silver Pavilion (วัดเงิน) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก World Cultural Heritage Sites โดย UNESCO เรียบร้อยแล้ว Ginkakuji เป็นวัดนิกายเซน ถูกสร้างขึ้นโดยโชกุน Ashikaga Yoshimasa หลานชายของท่านโชกุน ที่สร้างวัด Kinkakuji หรือ golden Pavilion (วัดทอง) ซึ่งอาคาร Silver Pavilion (Kannonden) สร้างขึ้นในรูปแบบเดียวกัน เพียงแต่จะไม่ได้มีสีทอง เป็นอาคาร 2 ชั้น และมีนกฟินิกซ์อยู่บนหลังคาอาคารเช่นเดียวกัน ภายในอาณาบริเวณของวัดนั้น จะมีเนินเขาที่ยังมีต้นไม้ใหญ่คงสภาพความเป็นป่าอย่างสมบูรณ์ ซึ่งสามารถเดินขึ้นไปชมวิวมุมสูงได้ สามารถมองเห็นวัดได้โดยรอบ รวมถึงทิวทัศน์ของเมืองเกียวโตที่สวยงานอีกด้วย ในวัดมีสระน้ำกว้างอยู่กลางวัดล้อมรอบด้วยสวนแบบญี่ปุ่น และอีกสิ่งหนึ่งที่มีความน่าสนใจ คือลานสวนหินทรายสีเงิน หรือที่เรียกว่า “Sea of Silver Sand” และกรวยหินทราย เรียกว่า “Moon Viewing Platform” ที่สร้างขึ้นเพื่อเมื่อแสงของดวงจันทร์กระทบกับลานหินทรายแสงที่ตกกระทบก็จะสว่างไปทั่วบริเวณหน้าอาคาร Silver Pavilion ทำให้เกิดแสงระยิยระยับสวยงาม แต่ผู้เขียนไม่ได้อยู่ชมในช่วงดึกจึงยังไม่ได้พิสูจน์ว่าจะสวยงามอย่างที่คิดไว้ไหม       หลังจากนั้นก็เดินย้อนออกจากวัด เพื่อเข้าสู่จุดเริ่มต้นของเส้นทางสายนักปราชญ์ อย่างที่บอกไว้ตอนต้นว่าเส้นทางสายนี้เป็นเดินเท้าเล็กๆที่ปูพื้นด้วยหิน และเป็นทางเดินเลียบคลองบิวาโกะ ที่มีน้ำใสสะอาด ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นจุดชมซากุระที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองเกียวโต ที่มาของชื่อ “ถนนสายนักปราชญ์” นี้ได้มาจาก ในอดีตนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงในช่วงศตวรรษที่ 20 ชื่อ Nishida Kitaro มักจะมาเดินสงบจิตใจที่นี่เพื่อให้เกิดสมาธิ ในวันอื่นๆที่ไม่มีซากุระ เส้นทางนี้จะเป็นเพียงทางเดินเลียบคลองอันแสนเงียบสงบที่ชาวบ้านละแวกนี้ใช้เป็นที่สัญจรและพักผ่อนหย่อนใจ แต่ในช่วงเดือนที่ดอกซากุระบาน ทางเดินเส้นนี้กลับเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว ที่พร้อมใจมาชมความงามของซากุระกว่า 500 ต้นที่ปลูกเลียบไปตามริมคลอง ที่ปกคลุมเส้นทางเดินเส้นนี้ให้กลายเป็นอุโมงค์ซากุระอันแสนงดงาม ในขณะที่มีลมพัดผ่านมา กลีบดอกซากุระก็ปลิวไสวคล้ายกับหิมะ แล้วตกไปยังคลองด้านล่าง จนทำให้คลองกลายเป็นพรมซากุระสีขาวอมชมพู แค่นึกภาพตามก็สุดแสนจะโรแมนติคแล้ว แต่ถ้าใครได้อยู่ตรงนั้นล่ะก็แทบจะอยากให้มีคนจับมือควงแขนกันเดินเลยทีเดียว ตลอดสองข้างทางเดินยังเต็มไปด้วยร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ร้านน้ำชา คาเฟ่ ร้านขายของแฮนด์เมดเก๋ๆ ให้ได้แวะชมแวะดูกันเพลินๆ สวยโรแมนติคซะขนาดนี้ พลาดไม่ได้ที่จะมีศิลปินท้องถิ่นมานั่งวาดภาพวิวเพื่อรังสรรค์เป็นผลงานความทรงจำไว้ในผืนผ้าใบด้วย       เมื่อเพลิดเพลินกับซากุระตามเส้นทางมาจนถึงปลายทางก็จะไปบรรจบกับวัดนันเซนจิ (Nanzen-ji) วัดที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นวัดเซนที่มีความสวยงามและสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นวัดที่เป็นต้นกำเนิดของศาสนาพุทธนิกายเซนสาย Rinzai ในอดีตวัดแห่งนี้เคยเป็นวังที่ประทับของจักพรรดิคาเมะยะมะ (Kameyama) ด้วยความเลื่อมไสศรัทธาในพระพุทธศาสนา พระองค์จึงทรงยกวังแห่งนี้ให้ก่อตั้งเป็นวัดนันเซ็นจิ ในปีค.ศ. 1291 แม้ว่าชื่อวัดจะเป็นชื่อนันเซ็นจิ แต่ภายในมีวัดแห่งนี้ ยังมีวัดย่อยๆอยู่อีก 12 แห่ง (เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมแค่เพียง 4 แห่ง)   เมื่อเราเดินทางมาถึงวัดแห่งนี้ สิ่งแรกที่จะพบก็คือ Sanmon Gate ประตูไม้เก่าแก่ขนาดใหญ่ สูง 22 เมตร สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในสงครามปราสาทโอซาก้า เมื่อปี ค.ศ. 1615 ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ของเกียวโตได้บนระเบียงไม้ขนาดใหญ่ที่ชั้นสองของประตู หลังจากลงมาจากประตู เมื่อเดินเข้ามาด้านในจะได้พบกับจุดเด่นของวัดอีกอย่าง คือ สะพานส่งน้ำบิวะ (Lake Biwa Aquaduct) สะพานส่งน้ำนี้สร้างขึ้นในสมียเมจิ โดยการเจาะภูเขาเพื่อขนส่งน้ำ และ สินค้าทางน้ำ จากทะเลสาบบิวะมายังเกียวโต ปัจจุบันก็ยังมีน้ำส่งในท่อส่งน้ำอยู่ แต่คนในเมืองเกียวโตไม่ได้ใช้น้ำจากคลองส่งน้ำแห่งนี้แล้ว นอกจากนี้ วัดแห่งนี้ยังมี วัดย่อย และ สวนเซนที่มีความสงบ เงียบ และสวยงามชวนให้เกิดสมาธิและสงบจิตใจอีกหลายแห่งให้ได้เข้าไปชมกัน   อีกสถานที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาดเลยสำหรับการมาชมซากุระในเส้นทางนี้คือ Keage Incline หลายคน รวมทั้งผมด้วยเมื่อแรกเห็นเคยคิดว่าเป็นทางรถไฟสายเก่า แต่จริงๆแล้วคือทางรถรางเพื่อลากเรือบรรทุกสินค้าที่ล่องมาตามคลองส่งน้ำบิวะแล้วจะต้องลดระดับลงไปถึง 32 เมตร สู่แม่น้ำกะโมะกะวะ ในสมัยเมจิจึงได้มีการสร้างรางนี้ขึ้นมานั่นเอง โดยรางขนาดใหญ่นี้จะเป็นทางลาดชัน ที่ถูกขนาบข้างด้วยต้นซากุระขนาดใหญ่ ที่ผลิดอกเต็มต้นให้เราได้ใกล้ชิดตลอดสองข้าง จากการสังเกตุพบว่า คู่รักต่างนิยมมาถ่ายภาพพรีเว็ดดิ้ง ส่วนสาวๆก็นิยมใส่ชุดยูกะตะ มาถ่ายรูปคู่กับซากุระ ทำให้การชมซากุระนั้นได้บรรยากาศไปอีกระดับหนึ่ง   จากจุดเริ่มต้น จนมาถึงปลายทางที่ Keage incline เส้นทางสายนี้ เป็นเส้นทางชมซากุระ ที่สามารถใช้เวลาเดินชมแบบชิลๆได้อย่างต่ำครึ่งวันเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเดินชมแบบคนเดียวโดยไม่เหงาเพราะความเพลินในการชมซากุระ แต่ถ้าใครมีคู่ก็มาสวีทกับคนรักได้แบบสุดโรแมนติค โดยนำข้าวกล่องมานั่งทานใต้ต้นซากุระด้วยก็ได้ หรือมากับเพื่อนๆก็ได้ความสนุกอีกแบบ ในเกียวโตยังมีสถานที่ชมซากุระขึ้นชื่ออีกหลายแห่ง ในครั้งต่อไปจะเป็นที่ไหนสามารถติดตามได้ต่อที่นี่นะครับ ค่าเข้าสถานที่ต่างๆในเส้นทางนี้ วัด Ginkakuji 500yen วัด Nanzenji และวัดย่อยภายใน ประตู Sanmon Gate 500yen วิหาร Hojo 500yen วัด Nanzenin 300yen วัด Konchi-in 400yen วัด Tenjuan 400yen ข้อมูลสถานที่ www.japan-guide.com เรื่อง/ภาพ Tonyken

เมืองไทยพร้อมแค่ไหน กับการปั่นจักรยาน MThai ข่าวภาคซ่าส์
จักรยาน /  ตาย / 

กลายเป็นประเด็นที่ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วโลกหลังจาก นายฮวน ฟรานซิสโก นักปั่น 5 ทวีปชาวชิลีที่ต้องมาจบชีวิตลงที่ประเทศไทย เนื่องจากประสบอุบัติเหตุถูกรถปิกอัพชนที่โคราช เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้เมื่อปี 2556 เคยมีนักปั่นจักรยานสองสามีภรรยาชาวอังกฤษ มาเสียชีวิตในประเทศไทย เพราะคนขับรถมัวก้มเก็บหมวกขณะขับรถ จนรถพุ่งชนจักรยานดังกล่าว บนถนนสาย 304 กบินทร์บุรี – พนมสารคาม อุบัติเหตุที่กล่าวมาข้างต้นอาจไม่ได้เกิดขึ้นในกรุงเทพ แต่ปัจจุบันผู้คนในเมืองหลวงก็นิยมใช้จักรยานในชีวิตประจำวันกันมากขึ้น และอุบัติเหตุบนท้องถนนก็มีอยู่บ่อยครั้ง จนหลายคนสงสัยว่า กรุงเทพมีความพร้อมมากแค่ไหนในการขี่จักรยาน MThai ข่าวภาคซ่าส์จะมาพูดถึงประเด็นนี้กัน หลายคนอาจกำลังสงสัยว่า ทำไมปัจจุบันจักรยานถึงเป็นที่นิยมทั้งๆที่มีมาเนิ่นนาน หากลองสังเกตจะเห็นว่า ขณะนี้ผู้คนเริ่มสนใจดูแลสุขภาพมากขึ้น การขี่จักรยานเพื่อออกกำลังกาย จึงกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง แต่ปัจจัยสำคัญคือมันช่วยประหยัดน้ำมัน ลดมลพิษ สร้างสุขภาพผู้คนให้แข็งแรงได้ อีกทั้งการขี่จักรยานยังสามารถเพิ่มความสัมพันธ์และได้มิตรภาพเพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันจะมีการรวมตัวเดินทางปั่นไปยังสถานที่ต่างๆเป็นกลุ่มใหญ่ หลังจากที่นักปั่น 5 ทวีป ต้องมาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่ประเทศไทย ทั้งๆที่ปั่นมาแล้วหลายประเทศ ผู้คนบนโลกออนไลน์ได้พากันตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศเราหรือกรุงเทพเองมีความพร้อมและใส่ใจเรื่องวินัยจราจรมากแค่ไหนกัน?  เพราะมีข้อมูลออกมายืนยันแล้วว่า ทางสถาบันวิจัยความปลอดภัยในการขนส่งแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน ได้เผยผลสำรวจที่น่าตกใจเกี่ยวกับอุบัติเหตุในบ้านเราว่า มีอัตราการเสียชีวิต สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงนามิเบีย ที่มีสถิติห่างจากกันไม่มากมายนัก โดยจากการสำรวจระบุว่า ปัจจัย 3 ข้อ ที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุคือ พฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่ การบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวดพอ และความปลอดภัยของถนนที่ไม่ได้มาตรฐาน แม้ว่าการขี่จักรยานกำลังเป็นที่นิยมในบ้านเรา แต่ขณะนี้มีเลนที่มีไว้สำหรับจักรยานจริง โดยที่รถอื่นไม่สามารถเข้าไปขับขี่ได้อยู่แค่2แห่งเท่านั้น คือบริเวณรอบเกาะรัตนโกสินทร์ และอีกสถานที่หนึ่งคือสนามจักรยานรอบสนามบินสุวรรณภูมิ และที่นี่เคยติดอันดับ 1 ใน 5 ‘สนามบินที่มีทางจักรยานดีที่สุดในโลก’ จากการรายงานของ CNN บางประเทศไม่ได้ขี่จักรยานเพราะเป็นแฟชั่นเท่านั้น อย่างกรุงอัมสเตอร์ดัม ถือเป็นเมืองที่มีความเป็นมิตรกับการขี่จักรยานมากที่สุด เพราะเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ ของการเดินทางในเมืองหลวงเนเธอร์แลนด์ใช้จักรยาน อย่างประเทศญี่ปุ่นยังมีจักรยานสาธารณะให้เช่ากันอย่างแพร่หลาย แถมยังก่อสร้างที่จอดรถจักรยานขนาดใหญ่ที่สถานีรถไฟหลักของเมืองอีกด้วย สำหรับประเทศไทยการใช้จักรยานเป็นที่นิยมมากขึ้นจริง หากจัดอันดับการใช้จักรยานเทียบกับหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ปริมาณการใช้จักรยานของไทย ยังถือว่าน้อย ซึ่งการใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ยังคงเป็นตัวเลือกที่คนไทยนิยมใช้ในการเดินทางอยู่ดี แม้ใครหลายคนจะมองว่าการขี่จักรยานไปทำงาน จะเป็นเรื่องที่สะดวกสบายประหยัดและช่วยลดโลกร้อน แต่ก็ยังคงมีอีกหลายคนที่ใจอยากจะขี่แต่ก็กลัวเรื่องของความไม่ปลอดภัย เนื่องจากคนบ้านเราดูจะไม่ค่อยเคารพกฎจราจรเท่าไหร่นัก ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องนี้จะรอพึ่งเพียงกฎหมายก็คงไม่ได้เพราะจิตสำนึกก็ควรมีกันทุกคน MThai News ขอบคุณภาพจาก ทวิตเตอร์@ktistwq

เปิดตัว แคท อ่ะ แว้บ! #แบบว่ารักอ่ะ หนังรักโดนใจทั้งคนทั้งแมว ทุกเพศทุกวัย
จอนนี่ แมวศุภลักษณ์ /  หนังรัก / 

แล้วในที่สุด แคท อ่ะ แว้บ! #แบบว่ารักอ่ะ ภาพยนตร์ที่ออกตัวเอี๊ยดด้วยการให้นิยามว่า "ไม่ใช่หนังแมว แต่มีแววว่าเป็นหนังรัก" ที่หาญกล้าจับ จอนนี่แมวศุภลักษณ์ เหมียวยักษ์หนัก 10 โล ซุปตาร์แมวสุดฮอตแห่งโลกโซเชี่ยลมาเปิดซิงขึ้นจอใหญ่เป็นครั้งแรก ก็ได้เปิดตัวภาพยนตร์รอบพรีเมียร์ให้บรรดาแขกผู้มีเกียรติพี่น้องสื่อมวลชน และเหล่าทาสแมวได้สัมผัสและซึมซับอารมณ์เลิฟๆ เติมเต็มสีสันและรอยยิ้มให้หัวใจทุกดวงเกิดอาการฟรุ้งฟริ้งกระดิ่งแมวไปเป็นที่เรียบร้อย แถมงานนี้เรียกได้ว่าฟินกันทั้งคอหนังแมวและคอหนังรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกครั้งที่ซุปตาร์แมวเข้าฉากกับซุปตาร์คน สมศักดิ์ศรีในฐานะภาพยนตร์อารมณ์ดีประจำปีของ 2 ยักษ์วงการบันเทิงอย่าง สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล และ เวิร์คพอยท์พิคเจอร์สจริงๆ ประมาณว่าถ้าต้องการความฮา เท่งโหน่ง จากแก๊งสามช่า ที่ขนขบวนนักแสดงรับเชิญมาสร้างเซอร์ไพรส์อย่างไม่หยุดหย่อนก็ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง ในขณะที่ความป่วนกวนแต่น่ารักสุดๆ ของเหมียวจอนนี่และสารพัดเหมียวที่ตัวแล้วตัวเล่าที่มาร่วมขโมยซีนก็อาจทำให้แฟนๆ ยิ้มกันเหงือกบาน งานนี้ต้องยกนิ้วให้กับ 2 ผู้กำกับ เป้ นฤบดี เวชกรรม ตัวพ่อจากสาระแนห้าวเป้ง, สาระแนสิบล้อ, สาระแนเห็นผี ที่ใช้ความถนัดเฉพาะตัวทั้งแอบถ่ายขโมยถ่ายเก็บทุกอาการของเจ้าเหมียวได้อย่างน่ารักน่าหยิกพร้อมกับบริหารมุกระดมแก๊กฮาผ่านตัวละครแมวกับคนได้อย่างลงตัวจากฝีมือกำกับของ เท่ง เถิดเทิง แต่ที่จะทำให้หนุ่มสาวคู่รักยิ้มกริ่มออกจากโรงหลังจากลุ้นไปกับความรักสุดมโนจากการแสดงที่เต็มไปด้วยความน่ารัก สดใหม่และเต็มไปด้วยความเป็นธรรมชาติของสาวใบเฟิร์น พิมพ์ชนก และหนุ่มเป้อารักษ์ ที่สำคัญจับคู่เข้าขากันได้อย่างลงตัวและอย่าแปลกใจถ้าเกิดว่าจะดูไปพร้อมเกิดอาการจิกเบาะไปตลอดการชมภาพยนตร์ และนี่คือเสียงตอบรับที่เรียกได้ว่าทำเอาทีมงานและนักแสดงหายเหนื่อยกันเลยทีเดียวเพราะยืนยัน นั่งยันและนอนยันว่าแมวกำกับไม่ได้!!! โดยความสนุกสนานเบิกบานใจของงานเปิดตัวภาพยนตร์เริ่มต้นตั้งแต่ การเนรมิต Hipster Street ขึ้นบริเวณชั้น 8 โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ภายใต้ไอเดียสุดเก๋ไก๋เมื่อได้เข้ามาสัมผัสกับคอนเซ็ปท์ แคท อ่ะ แว้บ! #การเปิดท้ายบอกรัก กันแบบชื่นมื่นตั้งแต่การรวบรวมบูธน่ารักๆ เอาใจทาสแมวคนรักแมวในงาน รวมไปถึงร่วมฮิปสเตอร์ไปกับการวาดรูปการ์ตูนตัวคุณกับแมว โดยนำรายได้จากการกิจกรรมวาดรูปที่ให้แขกผู้ร่วมงานบริจาคตามศรัทธาไปช่วยเหลือแมวผู้ยากไร้และค่าอาหารแมวจรจัด แถมยังได้เพลิดเพลินไปกับการฟังเพลงรักเพราะๆ จากเสียงร้องของวงดนตรีสุดฮิปสเตอร์ Ten to Twelve กันอย่างจุใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟังเพลง "คิดเหมือนกันรึเปล่า" เพลงประกอบภาพยนตร์ไปในบรรยากาศที่เรียกได้ว่าทั้งเพลินทั้งชิลกันเลยทีเดียว จนกระทั่ง เริ่มต้นงานอย่างเป็นทางการด้วย วิดีโอพรีเซนเทชั่นยืนยันว่า "ไม่ใช่หนังแมวจริงๆ นะ แต่เป็นหนังรักต่างหาก" ก่อนที่เหล่าบรรดานักแสดงหลักจากภาพยนตร์ซึ่งประกอบไปด้วย ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์, เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ, เท่ง เถิดเทิง, โหน่ง ชะชะช่า และ จอนนี่แมวศุภลักษณ์ ขึ้นมาสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะกันแบบฮากลิ้งด้วยการเปิดใจแบบยกป้ายประมาณว่าจริงหรือไม่ถูกหรือผิดกับความรู้สึกของการร่วมงานกันแบบหนังแมวผสมหนังรัก ก่อนที่ในท้ายที่สุดจะได้รับเกียรติจากบรรดาผู้บริหาร พันธมิตรทางการตลาด และผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของภาพยนตร์ไม่ว่าจะเป็น คุณพาณิชย์ สดสี โปรดิวเซอร์ Managing Director บ.เวิร์คพอยท์พิคเจอร์ส จำกัด Group CEO บ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด(มหาชน), คุณเตือนใจ เตชะรัตนประเสริฐ รองประธานกรรมการบ.สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จก., คุณศุภกฤต อัศวชัยพร รองกรรมการผู้จัดการสายงานการตลาด บ.เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จำกัดผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงอาหารแมว Me-O, คุณวราพรรณ ชัยชนะศิริ ผู้อำนวยการกลุ่มประธานกิจการเครือข่ายทางวัฒนธรรม ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, คุณสุวรรณี ชินเชี่ยวชาญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บ.เอสเอฟ คอร์ปอเรชั่น จก.(มหาชน) รวมไปถึงเหล่านักแสดงสมทบจากภาพยนตร์ที่ช่วยกันสร้างสรรค์และสนับสนุนผลักดันให้ แคท อ่ะ แว้บ! #แบบว่ารักอ่ะ กลายเป็นอีกหนึ่งปรากฎการณ์หนังรักที่จะทำให้เกิดรอยยิ้มและความสุขในหัวใจของผู้ชมทุกเพศทุกวัยขึ้นมาถ่ายรูปร่วมกัน ไม่ใช่หนังแมว แต่มีแววว่าเป็นหนังรัก ร่วมลุ้นวุ่นรักไปกับ แคท อ่ะ แว้บ! #แบบว่ารักอ่ะ ในวันที่ 4 มี.ค. นี้ ทุกโรงภาพยนตร์ คลิกชมตัวอย่างและเรื่องย่อภาพยนตร์ แคท อ่ะ แว้บ! #แบบว่ารักอ่ะ ได้ที่นี่เลย -------------------------------

รื้อหิ้งหนังเก่า : Russian Ark (2002) - ต้นตำรับ 'หนังซ็อตเดียว'
Alexander Sokurov /  BIOSCOPE / 

Russian Ark (2002) - ต้นตำรับ 'หนังซ็อตเดียว' ในรอบปีที่ผ่านมาจนถึงบนเวทีออสการ์ หนังที่สร้างความฮือฮาให้กับเหล่าคอหนังทั่วโลก ด้วยการเล่าเสมือนทั้งเรื่องถ่ายทำด้วยเพียงเทคเดียว (Long Take) แม้สุดท้าย Birdman (2014) จะไม่ได้ถ่ายทำด้วยลองเทคแบบจริงๆ แต่นั่นก็เป็นการแสดงให้เห็นการเลือกใช้วิธีเล่าเรื่องอันชาญฉลาดของ อาเลฆันโดร กอนซาเลซ อีญาร์รีตู ที่เลือกเปรียบเปรยช่วงชีวิตของมนุษย์เรา ที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องไม่ต่างจากภาพยนตร์เช่นกัน หากแต่ถ้าจะพูดถึงหนังที่ถ่ายทำด้วยกลวิธีแบบลองเทคจริงๆ แล้ว คงต้องกล่าวถึงหนังจากประเทศรัสเซียสุดคลาสสิค ที่มักถูกเอ่ยถึงเสมอในการเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญ ของการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลมาถ่ายทำภาพยนตร์เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของการใช้ฟิล์ม จนกลายมาเป็นหหนังที่ถ่ายทำแบบลองเทคจริงๆ ยาวกว่า 96 นาที เรื่องนี้ Russian Ark หนังที่สร้างขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบ 300 ปีของเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อันเป็นเมืองสำคัญางวัฒนธรรมของรัฐเซีย โดยผู้กำกับ อเล็กซานเดอร์ โซกูรอฟ (Alexander Sokurov)  ได้นำนักแสดงและทีมงานกว่าพันชีวิต!! เข้าไปถ่ายทำใน พิพิธภัณฑ์เฮียร์มิทาจ ที่เซ็ตอัพทั้ง 33 ห้องให้กลายเป็นพระราชวังฤดูหนาว เพื่อเล่าเรื่องผ่านสายตาของภูติผี ที่เสมือนพาเราไปสำรวจวังแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายและผลงานศิลปะอันตระการตา เพื่อสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมรัสเซียแต่ละยุคสมัยตลอดกว่า 300 ปี โดยโซกูรอฟพูดถึงแนวคิดของการทำหนังเรื่องนี้ว่า "รัสเซีย เป็นทั้งที่ดำรงชีวิตและสร้างผลงานของอย่าง ดอสโตเยฟสกี้, รัคมานินอฟ, ไซคอฟสกี้, ตอลสตอย, เซคอฟ...ผมสามารถบอกชื่อคนผู้เป็นสุดยอดของประเทศนี้ได้อีกเพียบ และผม -ในฐานะตัวแทนหนึ่งของปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมอันแสนเยาว์วัย อย่างภาพยนตร์ ซึ่งพึ่งมีอายุอานามแค่เพียง 100 ปีเศษ- จึงต้งเปรียบเทียบสิ่งที่ผมทำกับศิลปะทั้งหลายที่เคยถูกสร้างไว้อย่างยิ่งใหญ่ในรัสเซีย ...สำหรับผม รัสเซียจึงเป็นดินแดนทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ ที่มีทั้งอดีตอันน่าทึ่ง และอนาคตอันกว้างไกล" ซึ่งเหตุผลที่เขาเลือก พิพิธภัณฑ์เฮียร์มิทาจ เป็นสถานที่ถ่ายทำ นั่นเพราะชีวิตส่วนหนึ่งของโซกูรอฟ ล้วนเป็นบุญคุณสถานที่แห่งนี้ โดยเฉพาะการบ่มเพาะภูมิปัญญาทางศิลปะ ที่ส่งผลต่อผลงานหนังของเขาในปัจจุบันนั่นเอง "ที่นี่ เป็นที่ที่คุณจะได้ยืนประจันหน้ากับศิลปะจิตรกรรมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และมีมากพอที่คุณต้องใช้เวลาดูกว่าสามปีจึงจะครบ!! แน่นอนว่าในฐานะคนทำหนังแล้ว เรามิอาจเพิกเฉยต่อวัฒนธรรมโลกได้...เพราะว่าหนังก็คือศิลปะอีกแขนงหนึ่ง ซึ่งงานศิลปะทุกชนิดต่างมีชีวิตเป็นของมันเองคนดูบางคนอาจรู้สึกว่า เวลาดู Russian Ark คงต้องพยามยามทำความเข้าใจกับมันมากหน่อย แต่สิ่งที่ผมจะแนะนำคุณก็คือ แค่เพียงลองเปิดใจให้กว้าง คุณก็จะเข้าใจทุกๆ อย่างได้เอง" แม้หนังเรื่องนี้จะสร้างนวัตกรรมใหม่ในการถ่ายทำ (ด้วยการใช้กล้องดิจิตอลความละเอียดสูง ที่พ่วงทั้งฮาร์ดดิสที่เพียงพอสำหรับบันทึกไฟล์ดิบกว่า 100 นาที พร้อมแบตเตอรี่ความจุมากเป็นพิเศษเพื่อรองรับการใช้งานยาวนานติดต่อกัน) ที่ยังไม่รวมไปถึงการซักซ้อมคิวถ่ายทำอีกไม่รู้กี่เดือนเพื่อให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด แต่กระนั้นเป้าหมายที่แท้จริงของโซกูรอฟ กลับไม่ใช่ความสำเร็จทางด้านเทคโนโลยีใดๆ หากแต่เป็นเจตนารมณ์ในการส่งต่อไอเดียทางศิลปะ...จากรุ่นสู่รุ่นต่อไป "ถึงผมจะทำหนัง Russian Ark แบบไม่มีการตัดต่อเลย แต่สิ่งที่ผมต้องการคือ หลังจากผู้ชมดูหนังไปราว 5-10 นาที พวกเขาต้องลืมไปเลยว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายทำด้วยเพียงซ็อตเดียว พวกเขาจะติดตามเรื่องราวในหนังต่อไปด้วยความเพลิดเพลิน และกลับมานึกถึงความสำเร็จของการถ่ายทำด้วยเทคนิคนี้...ก็ต่อเมื่อหนังได้จบลงและจอเบื้องหน้าได้กลายเป็นสีดำไปแล้วนั่นเอง" **เรียบเรียงจากคอลัมน์ Portrait ในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 25 (ธันวาคม 2546) https://www.youtube.com/watch?v=J--TDEHizVA

แกร่งแน่! ช้างศึกลูกกรอก ลงฟาดแข้ง2วันติดก่อนตัดตัวลุยU-22อช.
กัมพูชา /  กาตาร์ / 

ความเคลื่อนไหวของ ช้างศึกลูกกรอก ทีมชาติไทย ชุดปรีโอลิมปิค ที่มีคิวอุ่นเครื่องกับ ทีมชาติไต้หวัน ในวันที่ 4 มี.ค.นี้ เพื่อเตรียมทัพลงเล่นในฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 22 ปี รอบคัดเลือก ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นวันที่ 3 มี.ค.58 โค้ชโชค โชคทวี พรหมรัตน์ ผู้ช่วยโค้ชทำหน้าที่คุมนักเตะลงฝึกซ้อมที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน แทน ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่ติดภารกิจรับปริญญา โดยการฝึกซ้อมไม่มีนักเตะชื่อดังอย่าง เมสซี่เจ ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และพีรพัฒน์ โน๊ตชัยยา เนื่องจากปล่อยซ้อมกับต้นสังกัด ซึ่งการฝึกซ้อม โค้ชโชค เน้นให้นักเตะฝึกเข้าทำจากด้านข้างเป็นหลัก ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที จึงเสร็จสิ้น หลังการฝึกซ้อม โค้ชโชค เผยว่า จากการฝึกซ้อม 2 วัน นักเตะทุกคนก็มุ่งมั่น ถึงแม้ว่า จะไม่มีแกนหลักมาร่วมซ้อม แต่ตนก็เชื่อว่าไม่มีผลกระทบอะไร เพราะตั้งใจอยากลองนักเตะหน้าใหม่ๆ ยอมรับว่า ยังไม่รู้ข้อมูลของไต้หวัน ทำให้ยังบอกในเรื่องของ 11 ผู้เล่นคนแรกไม่ได้มาก แต่กำชับให้ทุกคนงัดฟอร์มเก่งออกมาโชว์ให้มากที่สุด เนื่องจากเราจะใช้ 2 เกมอุ่นเครื่องนี้ ตัดชื่อให้เหลือ 23 คน ทั้งนี้ทีมชาติไทย ชุดปรีโอลิมปิก มีโปรแกรมอุ่นเครื่อง 2 นัด วันที่ 4 มี.ค. พบ ไต้หวัน เวลา 18.00 ที่สนามโรงเรียนกีฬาเทศบาลนครปฐม จากนั้นวันที่ 5 มี.ค. พบ ปากีสถาน ที่เอสซีจี สเตเดี้ยม เวลา 18.00น. จากนั้นจะมีการตัดชื่อให้เหลือ 23 คน และเดินทางไปเก็บตัว กิเลนวัลเลย์ ที่จ.นครราชสีมา ในวันที่ 15 มี.ค.ต่อไป สำหรับฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 22 ปี รอบคัดเลือก ทีมชาติไทย อยู่สายจี ร่วมกับ เกาหลีเหนือ, กัมพูชา และฟิลิปปินส์ แข่งขันระหว่างวันที่ 23-31 มี.ค.นี้ ซึ่งจะเอาแชมป์กลุ่ม ไปเตะ U-22 ชิงแชมป์เอเชีย ที่กาตาร์

ที่หนึ่งคือใคร!เปิดโผ ผู้จัดการทีม กับสถิติกวาดถ้วยสุดโหด
คาร์โล อันเชล็อตติ /  พรีเมียร์ลีก / 

ในโลกแห่งลูกหนังบุคคลที่สำคัญไม่แพ้นักฟุตบอลในสนามก็คือผู้จัดการทีม หรือหัวหน้าผู้ฝึกสอน ที่ป็นคนตัดสินใจว่าจะให้ทีมใช้แผนอะไร ใครลงสนามไปเล่นตำแหน่งไหน และต้องประกบใครยามที่ฟาดฟันกับ คู่ต่อสู้ในสนาม แน่นอนว่าชื่อของสุดยอดก็คงไม่พ้น เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เคยคุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถึง 27  ปี,โจเซ่ มูรินโญ่ ที่พาหลายสโมสรกวาดแชมป์มามากมาย หรือ โจเซป เป็ป กวาร์ดิโอล่า  แน่นอน รู้หรือไม่ว่าใครคือผู้จัดการทีมที่มีสถิติการคุมทีมสุดโหด เมื่อตัดสินด้วยถ้วยรางวัลที่พาทีมไปคว้ามาครองได้ โจเซป เป็ป กวาร์ดิโอล่า สถิติคุมทีม  378 นัด แชมป์ 19 รายการ เฉลี่ย 19.89 นัดต่อแชมป์หนึ่งรายการ แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มคุมทีมเมื่อปี 2007 โดยเริ่มต้นกับทีม บาร์เซโลน่า เบ และก็สามารถพาทีมเป็นแชมป์ เทเซร่า ดิวิชั่น ได้ทันที ก่อนที่จะขยับมาคุม บาร์เซโลน่า ชุดใหญ่ ที่นั่นเอง ที่เป๊ป กับขุนพลคู่ใจพา บาร์เซโลน่า กวาดถ้วยแชมป์เป็นว่าเล่น แล้วตัดสินใจวางมือ ก่อนหวนกลับมาคุมทีม บาเยิร์น มิวนิค อีกครั้ง และก็พาทีมประสบความสำเร็จเช่นเดิม พร้อมกับแผนการเล่นใหม่ๆที่คิดค้นมาให้โลกลูกหนังแปลกใจอยู่เสมอๆ บ็อบ เพลสลี่ย์ สถิติคุมทีม  535 นัด แชมป์ 20 รายการ เฉลี่ย 26.75 นัดต่อแชมป์หนึ่งรายการ อดีตกุนซือผู้ยิ่งยงของ “หงส์แดงวิเลอร์พูล” และเป็น กุนซือวันคลับแมน ไม่กี่คนในวงการ เริ่มต้นด้วยการเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม ก่อนขยับมาคุมทีมเต็มตัว และพาทีมในยุค 70 กวาดแชมป์ได้มากถึง 20 รายการ โดยแชมป์รายการใหญ่ๆคือดิวิชั่น 1 (เดิม) ถึง 6 สมัยและแชมป์ยูโรเปี้ยนส์คัพอีกถึง 3 สมัย ตลอด 9 ปีที่คุมทีม โจเซ่ มูรินโญ่ สถิติคุมทีม  727 นัด แชมป์ 21 รายการ เฉลี่ย 34.6  นัดต่อแชมป์หนึ่งรายการ เจ้าของประโยคอมตะ คุณเป็นใคร เคยได้แชมป์ยุโรป แบบผมหรือเปล่า ผ่านการคุมยอดทีมของทวีปยุโรปมาแล้วหลายทีม อาทิ เอฟซี ปอร์โต้, เชลซี, อินเตอร์ มิลาน และ เรอัล มาดริด ก่อนที่จะกลับมาคุมเชลซีอีกรอบ และเพิ่งพาทีมคว้าแชมป์แคปิตอลวันคัพ ซึ่งเป็นแชมป์รายการที่ 21 ในอาชีพมาหมาดๆ หลุยส์ ฟานกัล สถิติคุมทีม  831 นัด แชมป์ 19 รายการ เฉลี่ย 43.74  นัดต่อแชมป์หนึ่งรายการ กุนซือที่แฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บางส่วนกำลังยี้อยู่ตอนนี้ เหลือความหวังในการล่าถ้วยรางวัลรายการที่ 20 ในอาชีพการคุมทีมเพียงแค่ ฟุตบอล เอฟเอคัพ เท่านั้นแถมในรอบ 8 ทีมก็มี อาร์เซน่อล ยืนขวางทางอยู่ด้วย แต่ที่ผ่านมาถือว่ากุนซือชาวดัตช์ทได้ดีกับ หลายสโมสรทั้ง อาแจ็กซ์, บาร์เซโลน่า, อาแซด อัลค์มาร์ และ บาเยิร์น มิวนิค ต้องมาคอยลุ้นกันว่า จะพาผีแดงกวาดถ้วยเพิ่มได้หรือไม่ เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน สถิติคุมทีม  2131 นัด แชมป์ 44 รายการ เฉลี่ย 48.43  นัดต่อแชมป์หนึ่งรายการ บรมกุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่คุมทีมนานถึง 27 ปี และรวมแล้วพาลูกทีมลงฟาดแข้งมาแล้วกว่า 2,131 นัดในทุกสโมสรที่คุมทีม ซึ่งตลอดเวลาที่รั้งบังเหียนนายใหญ่ใน โอลด์แทร็ฟฟอร์ด เฟอร์กูสัน พาทีมใต้บังคับบัญชากวาดถ้วยมาได้ถึง 44 รายการ และผลงานชิ้นโบว์แดงคงหนีไม่พ้นการพา ปีศาจแดง เถลิงทริปเบิ้ลแชมป์เมื่อปี 199 จนได้รับการแต่งตั้งให้ได้ยศ ท่านเซอร์ และยังฟาดแชมป์ลีกไปถึง 13 แซงหน้า ลิเวอร์พูล คู่ปรับตลอดกาลไปถึง 2 สมัยอย่างที่เคยลั่นวาจาไว้ตอนเข้ามาคุมทีมแรกๆได้อีกด้วย คาร์โล อันชล็อตติ สถิติคุมทีม  952 นัด แชมป์ 16 รายการ เฉลี่ย 59.5  นัดต่อแชมป์หนึ่งรายการ ผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จทั้งการเป็นนักเตะ และกุนซือ ซึ่งเป็นอีกคนที่มักจะมีชื่อวนเวียนอยู่กับการทีมคุมระดับบิ๊กเนมของ ทวีปยุโรปอยู่เสมอๆ  โดยได้แชมป์เกือบทุกสโมสรที่คุมทีม ล่าสุดก็เพิ่งพา เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก สมัยที่ 10 ของสโมสร แถมยังมีลุ้นเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่ป้องกันถ้วยแชปม์ใบนี้ได้ด้วย เมื่อยังอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์อยู่ อาร์เซน เวนเกอร์ สถิติคุมทีม  1487 นัด แชมป์ 17 รายการ เฉลี่ย 87.47  นัดต่อแชมป์หนึ่งรายการ ปฏิเสธไม่ได้เลย ว่า อาร์เซน เวนเกอร์ คือคนที่เข้ามาพลิกโฉมของ อาร์เซน่อล อย่างแท้จริง นับตั้งแต่ย้ายข้ามซีกโลกมาจาก นาโกย่า แกรมปัส เอต ในเจลีก เมื่อปี 1996 ผลงานชิ้วโบว์แดงที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือการพา เดอะกันเนอร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อปี 2003-04 ด้วยสถิติไร้พ่าย ก่อนที่จะมาสะดุดการคว้าแชมป์เพราะการสร้างสนามเอมิเรสต์สเตเดี้ยม ทำให้ต้องขายดาวดังของทีมออกไปปีละอย่างน้อย 1 คนทุกปี แต่ล่าสุดฤดูกาลที่แล้ว เวนเกอร์ ได้สัมผัสถ้วยแชมป์อีกครั้งกับแชมป์ เอฟเอคัพ เมื่อฤดูกาลก่อน ยุติความว่างเปล่า 9 ปีติดต่อกันลงได้สำเร็จ

10 ประโยคเด็ดของผู้หญิง ที่ทำให้ผู้ชายมึนตึ้บ
ความรัก /  ความรักวัยรุ่น

เป็นเรื่องที่น่ารู้และน่าใส่ใจมากๆ นะคะ กับพฤติกรรมของแฟนเรา โดยเฉพาะสาวๆ เนี่ย พูดอีกอย่างแต่ใจก็อย่างให้ทำอีกอย่าง 555 จนอาจทำให้หนุ่มๆ เวียนหัวได้ แต่ก็ต้องมาลองหาวิธีปรับหรือเรียนรู้ทำความเข้าใจกัน เพื่อจะได้รู้ว่า "อ่อ จริงๆ แล้วเธอต้องการแบบนี้นี่เอง" เหมือนกับ 10 ประโยคเด็ดของผู้หญิง ที่ทำให้ผู้ชายมึนตึ้บ เหล่านี้ค่ะ 10 ประโยคเด็ดของผู้หญิง ที่ทำให้ผู้ชายมึนตึ้บ 1. ฉันไม่เป็นไร เมื่อผู้หญิงเอ่ยคำว่าไม่เป็นไร บอกเลยว่าเธอเป็นและเป็นเอามากๆด้วย ความหมายที่แท้จริงคือ “เรื่องที่เราเพิ่งคุยกันตะกี๊มันยังรบกวนจิตใจฉันอยู่นะ แต่ฉันอายหรือโกรธเกินกว่าที่จะคุยต่อ” ดังนั้นเมื่อเธอบอกว่าไม่เป็นไร กรุณาบอกเธอว่า “ผมรู้จักคุณดีและผมรู้ว่าคุณยังไม่สบายใจ เรามาช่วยกันแก้ปัญหานี้ด้วยกันดีกว่า แต่ช่วยบอกผมทีว่าตรงไหนที่ไม่โอเคสำหรับคุณ” 2. แล้วแต่คุณ ระวังนะ!! ตอนนี้คุณกำลังตกอยู่ในนาทีฉุกเฉินหากแฟนสาวของคุณพูดว่า “แล้วแต่คุณ” นี่คือบททดสอบการตัดสินใจของคุณ จำไว้ว่าคุณมีทางเลือกแค่สองทาง ทางแรกคือทำสิ่งที่คุณอยากทำ เช่น ไปเที่ยวกับเพื่อนและนั่งดูบอล ส่วนทางเลือกที่สองซึ่งฉันคิดว่าคุณควรเลือกทางนี้เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง..ฮ่าๆ คือการที่คุณไม่ได้ทำในสิ่งที่คุณอยากจะทำ แต่คุณต้องทำหน้าที่เป็นแฟนหนุ่มแสนดีที่คอยเอาใจผู้หญิงที่คุณรักอยู่ใกล้ๆตลอดเวลาไม่ห่างกาย คุณต้องชั่งใจให้ดีเชียวนะว่าจะเลือกทางไหน และต้องประเมินด้วยว่าผลที่ตามมามันจะเป็นเช่นไร อาจจะมีระเบิดปรมาณูลงก็ได้ถ้าหากคุณเลือกทางผิด 3. ไม่มีอะไร หากคู่รักของคุณเกิดนอกใจและพูดว่าไม่มีอะไร บอกเลยว่าเธอโกหก! เธอรู้ว่าตัวเองทำผิดและรู้ด้วยว่าคุณคือคนที่เธอต้องการจริงๆ แต่สำหรับผู้หญิงแล้วเซ็กซ์คือเรื่องใหญ่ ไม่ว่าเธอจะนอนกับผู้ชายคนอื่นเพียงเพราะเธอชอบเขาแบบเล่นๆชั่วครั้งชั่วคราว แต่มันก็คือเรื่องใหญ่อยู่ดีแหละ 4. เดี๋ยวฉันไปหา หากคุณได้ยินคำว่า “เดี๋ยวฉันไปหา” ได้โปรดยกเลิกทุกนัดเดี๋ยวนี้เลยเพราะตลอดทั้งวันเสาร์คุณจะต้องไปยืนเฝ้าแฟนสาวช้อปปิ้งอยู่ในร้าน แม้เจตนาของเธอจะบริสุทธิ์แต่เมื่อใดที่เธอเข้าไปในร้านแล้วทุกอย่างจะทำให้สติของเธอแตกกระเจิง แต่ไม่ใช่เธอไม่รู้ตัวนะ แฟนสาวของคุณรู้ดีว่าคุณอึดอัดและอายหากพนักงานในร้านเห็นคุณทั้งคู่เดินป้วนเปี้ยนอยู่ในห้องลองชุดเป็นชั่วโมงแล้ว ดังนั้นเพื่อความสบายใจคุณรออยู่ข้างนอกน่ะดีแล้วและเตรียมตัวมาให้ดีด้วยล่ะ 5. คุณไม่เห็นอ้วนเลย หากคุณถามแฟนสาวว่าคุณดูอ้วนขึ้นหรือแก่ลงหรือไม่ กรุณาอย่าเชื่อคำตอบของเธอ แม้ว่าเธอจะอยากให้คุณดูดีเพราะเรื่องร่างกายถือเป็นปัญหาระดับชาติของผู้หญิงเลย หากคุณต้องการคำตอบจริงๆล่ะก็ ถามเพื่อนผู้ชายของคุณจะดีกว่า 6. ก็คุณไม่สนใจ ไม่ว่าคุณจะได้ยินประโยคนี้บ่อยแค่ไหนคุณก็ยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่ดี แน่นอนเพราะคุณแคร์เธอยังไงล่ะ และแฟนสาวของคุณก็รู้ว่าคุณรักเธอ แต่เมื่อไหร่ที่เธอพูดว่าคุณไม่สนใจนั่นเป็นเพราะเธอรู้สึกว่าคุณไม่สนใจเธอเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น คราวหน้าคุณช่วยแสดงความรักต่อเธอทั้งกอด จูบ และบอกรักเธอ เพื่อให้เธอรู้สึกมั่นใจมากยิ่งขึ้น 7. ฉันอ้วนไหม? หากแฟนสาวของคุณถามว่าเธออ้วนไหม อย่าเผลอตอบเชียวล่ะเพราะจริงๆเธอไม่อยากรู้หรอกว่าเธออ้วนไหม แต่สิ่งที่เธอต้องการฟังจากปากของคุณคือเธอยังสวยมีเสน่ห์อยู่ไหม คราวหน้าถ้าเธอถามคำถามนี้ให้รีบตอบไปโดยไม่ต้องลังเลว่า “จ้ะคุณไม่อ้วนเลย แถมยังเร้าใจมาก ผมไม่อาจคิดถึงอะไรได้เลยนอกจากคุณ” 8. คอยดูแล้วกัน หากคำว่า “คอยดูแล้วกัน” เป็นคำพูดจบประโยค คุณควรจำใส่กะโหลกไว้เลยว่าเธอไม่อยากพูดคุยกับคุณในเรื่องนี้อีกแล้ว และที่สำคัญคือเธอต้องการจะทำลายแผนการของคุณทั้งหมดที่คุณตั้งใจทำไว้ตั้งแต่แรก 9. ตอนนี้ฉันไม่อยากกุ๊กกิ๊กกับคุณ ยิ่งแฟนสาวของคุณเน้นคำว่า “กับคุณ” ด้วยล่ะก็ หมายความว่าตอนนี้เธอไม่มีความสุขและคุณอาจทำอะไรบางอย่างผิดไป หากแฟนสาวของคุณโกรธหรือหงุดหงิดเธอจะไม่กระโดดขึ้นเตียงไปอยู่กับคุณจนกว่าคุณจะง้อ เข้าใจไหม? 10. หลับหรือยัง? คุณกำลังนอนหลับฝันดีไปแล้วในขณะที่แฟนสาวของคุณเพิ่งขึ้นมาบนเตียงและกระซิบที่ข้างหูของคุณว่า “หลับหรือยัง” นั่นเป็นเพราะเธอเบื่อที่คุณมักจะหลับก่อนเธอเสมอ ข้อมูลและภาพ : realbuzz.com, issue247

แรง!! เกาหลีเหนือขู่โจมตีอย่างไร้ความปราณี (ชมคลิป)
ขู่โจมตี /  สหรัฐ / 

เกาหลีเหนือยิงขีปะนาวุธระยะใกล้ 2 ลูกในทะเล และขู่ว่าจะโจมตีอย่างไร้ความปราณีต่อศัตรู ขณะที่เกาหลีใต้และสหรัฐฯกำลังร่วมซ้อมรบประจำปี ซึ่งรัฐบาลเกาหลีเหนือเห็นว่าเป็นการเตรียมรุกรานเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือมีการทดสอบยิงขีปนาวุธ จรวจด และปืนใหญ่อยู่เป็นประจำ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการกระทำของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ โดยเมื่อวานนี้เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธระยะใกล้ 2 ลูกในทะเล และขู่ว่าจะโจมตีศัตรูอย่างไร้ความปราณี ในช่วงที่เกาหลีใต้และสหรัฐฯซึ่งเป็นชาติพันธมิตรกำลังซ้อมรบร่วมกันประจำปี โดยเมื่อวานนี้เป็นการเริ่มต้นการซ้อมรบร่วมกันภายใต้ชื่อ “คีย์ รีซอล์ฟ” และ “โฟล อีเกิ้ล” ซึ่งจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายน กระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้ระบุว่า ขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือยิงจากชายฝั่งด้านทิศตะวันตกของประเทศเมื่อช่วงเช้าวันนี้ลอยไปไกลราว 500 กิโลเมตร ก่อนที่จะตกลงในน่านน้ำนอกชายฝั่งทางตะวันออก เกาหลีเหนือเห็นว่าการซ้อมรบร่วมกันระหว่างเกาหลีใต้และสหรัฐฯเป็นการเตรียมพร้อมในการบุกยึกกรุงเปียงยางของเกาหลีเหนือและกำจักผู้นำสูงสุดของประเทศด้วย และทำให้เกาหลีเหนือต้องออกมาตอบโต้ด้วยคำพูดที่เกรี้ยวกราด แม้ว่าเกาหลีใต้และสหรัฐฯจะยืนยันว่าเป็นการซ้อมเพื่อป้องกันการโจมตีก็ตาม ขณะที่นักเคลื่อนไหวด้านสันติภาพหลายสิบคนชุมนุมกันหน้าสถานทูตสหรัฐฯในกรุงโซลของเกาหลีใต้เพื่อประท้วงต่อต้านการซ้อมรบร่วมกันของสหรัฐฯและเกาหลีใต้ ด้านนายคิม มินซก โฆษกกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้กล่าวว่า เกาหลีเหนือจะเผชิญกับการตอบโต้ในทันที หากมีการยั่วยุใดๆเกิดขึ้นอีก ขณะที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน เรียกร้องให้ทุกฝ่ายอดกลั้น และระบุเป็นความรับผิดชอบของทุกฝ่ายในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลี ส่วนญี่ปุ่นประท้วงการที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธสองลูก ซึ่งตกลงในน่านน้ำนอกชายฝั่งด้านตะวันออกของญี่ปุ่น นายโยชิฮิเดะ ซูกะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า การยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือเมื่อวานนี้เป็นปัญหาต่อความปลอดภัยต่อเส้นทางเดินเรือและเครื่องบิน และยังละเมิดปฏิญญาเปียงยางที่เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีเหนือ เกี่ยวกับความพยายามร่วมกันในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ญี่ปุ่นจึงได้ยื่นหนังสือประท้วงเกาหลีเหนือแล้ว ปีที่แล้ว เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบขีปนาวุธจำนวนมาก จนทำให้เกิดการประท้วงจากเกาหลีใต้ นอกจากนี้ยังเสนอมาตรการหลายอย่างเพื่อลดความตึงเครียดลง แต่เกาหลีใต้ปฏิเสธ โดยระบุว่าเกาหลีเหนือต้องปลดอาวุธนิวเคลียร์ก่อนเป็นอันดับแรก เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังคงอยู่ในภาวะสงคราม เนื่องจากสงครามเกาหลีระหว่างปี 2493 ถึง 2496 ยุติลงด้วยการหยุดรบชั่วคราว ไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพ

ธปท.พิมพ์เงิน เพิ่ม! 200-300 ล้านฉบับ - ปี 59
ข่าวเศรษฐกิจ /  ธนาคารแห่งประเทศไทย / 

ธปท.เล็งพิมพ์ธนบัตรใหม่เพิ่ม 1% หรือ 200-300 ล้านฉบับ ปี 59 พร้อม ยืดอายุใช้งานนานขึ้น นายวรพร ตั้งสง่าศักดิ์ศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารจัดการธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยว่า แนวโน้มการพิมพ์ธนบัตรในปี 2559 ว่า จะมียอดการพิมพ์ประมาณ 2.2 - 2.3 พันล้านฉบับ เพิ่มขึ้น 200-300 ล้านฉบับ หรือกว่า 1% เทียบจากปีนี้ ที่คาดมียอดพิมพ์ธนบัตรออกใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอยู่ที่ 2.1 พันล้านฉบับ โดย ยอดการพิมพ์ธนบัตรในปี 2559 จะสอดคล้อง กับการเติบโตของเศรษฐกิจในปีหน้า ภายใต้การขับเคลื่อนการลงทุนของภาครัฐที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของอายุการใช้งานของธนบัตรในปัจจุบัน ที่ทนทานและยาวนานขึ้น ปกติการใช้งานธนบัตร 1 ใบ จะมีอายุใช้งานราว 17-18 เดือน หรือราว 1 ปีครึ่งแต่แนวโน้มข้างหน้า อายุการใช้งานของธนบัตรแต่ละใบจะยาวไปถึง 2 ปี ทำให้อนาคต แนวโน้มยอดการพิมพ์แบงก์ (ธนบัตร) ในแต่ละปีจะมีอัตราทรงตัว คือ ไม่ได้เติบโตเหมือนในอดีตที่เคยโต 5-10% เช่นบางปีก่อนหน้านี้ ส่วน ช่วงที่ผ่านมา แนวโน้มยอดพิมพ์ธนบัตรใหม่มีอัตราเติบโตที่ชะลอลง หรือคิดเป็นยอดการพิมพ์ธนบัตรใหม่ที่เข้าหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นไม่ถึง 5% สำหรับปีนี้ ยอดการพิมพ์ธนบัตรใหม่ จะอยู่ที่ประมาณ 2.1 พันล้านฉบับ ซึ่งไม่ได้ขยายตัวเมื่อเทียบกับปี′57 ที่มียอดพิมพ์ธนบัตรอยู่ที่ 2.1 พันล้านฉบับ MThai News

ก็แจ่มเหลือเกิน! เนวิลล์ รับหวั่นฟอร์มระยะหลังหงส์ทำผีชวดUCL
พรีเมียร์ลีก /  ฟุตบอล / 

ฟอร์มระยะหลังของ  “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่เก็บชัยชนะได้ถึง 8 นัดจาก 10 นัดหลังสุดและนัดล่าสุดเพิ่งเปิดบ้านเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มา 2-1 จนทำคะแนนจี้หลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาเหลือแค่ 2 คะแนนทำเอา แกร์รี่ เนวิลล์ อดีตกองหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกโรงแสดงความหวั่นวิตกว่าทีมเก่าจะพลาดโดนปาดหน้าแย่งโควตายูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก โดยโปรแกรมแดงเดือดจะฟาดแข้งกันในวันที่ 22 มีนาคมนี้ ที่แอนฟิลด์ ซึ่งแม้ว่านัดแรกทีม “ปีศาจแดง” จะเอาชนะมาได้ก่อน 3-0 ก็ตาม แต่ฟอร์มในระยะหลังของคู่ปรับตัวฉกาจ ทำให้ แกร์รี่ เนวิลล์ อดีตแบ็กขวาแมนยูหวั่นใจไม่น้อย “นี่เป็นครั้งแรกในฤดูกาลนี้ที่ผมรู้สึกไม่แน่ใจว่า แมนยู จะสามารถแย่งชิงพื้นที่แชมเปี้ยนส์ลีกไว้ได้” “ผมสนับสนุนแมนยูมาตลอดและผมจะไม่เปลี่ยนความคิด แต่มันก็แฟร์นะที่จะพูดว่า ลิเวอร์พูล เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวจากฟอร์มระยะหลัง” “ลิเวอร์พูล ดูพร้อมในทุกด้าน นการแย่งพื้นที่สุดท้ายของโควตายูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกแล้วในตอนนี้” “พวกเขาไม่เสียประตูง่ายๆ และเจอระบบการเล่นที่ลงตัวกับผู้เล่นมาขึ้นเรื่อย” อดีตนักเตะที่เคยลงเล่นให้ แมนฯยูไนเต็ดกว่า 400 เกมส์เผยผ่านคอลัมน์ส่วนตัว

ย้อนตำนานแก๊งวัยรุ่น หินกลิ้ง ในเรื่อง กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้
กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ /  ดาราวัยรุ่น / 

วันนี้ทีนเอ็มไทยขอพาเพื่อนๆ ย้อนตำนานแก๊งวัยรุ่น หินกลิ้ง ในเรื่อง กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ กับ 6 หนุ่มแก๊งหินกลิ้ง และแก๊งสาวบัวชมพูกัน และรู้หรือไม่ว่า แก๊งวัยรุ่นในตำนานนี้ ถูกนำมาสร้างแล้วถึง 3 รุ่น แต่ใครจะทันยุคไหนสมัยไหนกันบ้าง และจำพวกเขาคิดถึงพวกเขาขนาดไหน ไปติดตามพร้อมๆ กันค่ะ   ย้อนตำนานแก๊งวัยรุ่น หินกลิ้ง ในเรื่อง กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ เริ่มต้นกันด้วยรุ่นแรก กลิ้งไว้ก่อน พ่อสอนไว้ ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ไทยครั้งแรก เมื่อกลางปี พ.ศ. 2534 เป็นภาพยนตร์วัยรุ่นที่โด่งดังมากมาก สร้างสถิติภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้สูงที่สุดในประวัติศาตร์ในเวลานั้น โดยเรื่องราวของ กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ เป็นเรื่องของ 4 หนุ่มนักเรียนชั้น ม.6 กลุ่มหินกลิ้ง ที่เป็นก๊วนแสบประจำโรงเรียน นักเรียนรุ่นน้องชั้น ม.5 อยากสืบทอดเจตนารมณ์ ซึ่งในอีกหลายปีต่อมา คิง สมจริง ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้บริหาร โพลีพลัส ได้หยิบหนังเรื่องนี้มาปัดฝุ่นทำใหม่ในรูปแบบละครโดยในตอนแรกๆ ของเรื่อง มอส ปฏิภาณ นักแสดงจากเวอร์ชันหนังได้ให้เกียรติมาร่วมรับเชิญในฐานะรุ่นพี่หินกลิ้งและยังมี ชาตรี ชมพู นักแสดงอีกคนจากในหนังก็กลับมารับบทเดิมอีกครั้งคือ อาจารย์ฝ่ายปกครอง โดยหลายอย่างจากเวอร์ชันหนังยังคงอยู่แต่ได้มีการดัดแปลงให้ทันสมัยขึ้น โดย กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ ครั้งนี้ เป็นเรื่องราวของเด็กนักเรียนชั้น ม.6 กลุ่มหนึ่ง ชื่อ แก็งหินกลิ้ง มีสมากชิก ดังนี้ ปฏิภาณ ปฐวีกานต์(มอส)  รับบท  ก้าน @mospatiparn  ประธานกลุ่มหินกลิ้ง ผู้มีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะ แต่ชอบใช้ในทางที่ไม่ค่อยได้เรื่อง ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง(แท่ง) รับบท หมี @tangsaksitdotcom เป็นนักรัก แต่อกหักตลอดเรื่อง ธีรวัฒน์ อรัญยะนาค (โป๋) รับบท บิ๊ก  ประธานชมรมบาสเก็ตบอลหน้าตาดี แต่ตดเหม็นมาก ศักดิ์ศิลป์ สุวรรณเกตุ รับบท ก๋อย ผู้มีความสามารถทางด้านภาษาไทย คือพูดติดอ่างทุกคำพวกเขาทั้งสี่เป็นกลุ่มนักเรียนแสบซ่า สร้างปัญหาให้กับโรงเรียนทุกปี แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีรุ่นน้อง ม.5 ชื่อ ปราโมทย์ แสงศร(โมทย์) รับบท แฉก ที่ขอสืบทอดเจนารมย์ของกลุ่มหินกลิ้งต่อไป กลุ่มหินกลิ้งถูกสบประมาทจากกลุ่มเพื่อนผู้หญิงว่า เป็นกลุ่มบ๊วย ไม่มีอนาคต อยู่เสมอ แต่กลุ่มหินกลิ้งก็ไม่หยุดซ่า สร้างวีรกรรมมิได้หยุดหย่อน พวกเขาได้ไปมีเรื่องทะเลาะวิวิทกับนักเรียนต่างโรงเรียนเพราะไปแย่งจีบหญิงคนเดียวกัน ทำให้พวกเขาถูกทำทัณฑ์บน และพวกเขาได้ไปมีเรื่องกับเด็กนักเรียนต่างห้องที่เกเรไม่แพ้กัน วิทิต แลด(เอ) รับบท กรด มีฝีมือในการชู้ตบาสที่ไม่มีใครเหมือน การมีเรื่องในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสัมพันธภาพระหว่างเพื่อน กรด ได้เข้ามาอยู่ในกลุ่มหินกลิ้งในเวลาต่อมา นอกจากนี้ก็ยังมี กลุ่มสาวๆ 2 คนในเรื่อง ณัฐสิมา คุปตะวาทิน(หมอก) รับบท นิ่ม ซึ่งเธอเสียชีวิตในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 จากอาการโรคเอสแอลอี ลักษณะคล้ายกับพุ่มพวง ดวงจันทร์ สะแกวัลย์ ยงใจยุทธ (ปิงปอง) รับบท หญิงแอ๋ว วันหนึ่ง แฉกถูกคู่อริที่เคยมีเรื่องกันครั้งก่อนตีหัวสลบเกือบเอาชีวิตไม่รอด และกรด ต้องลาออกจากโรงเรียนไปทำงานเพราะไม่มีเงินเรียน ก้านเริ่มตระหนักถึงเรื่องความไม่แน่นอน และอนาคตของตัวเอง พวกเขากลับตัวกลับใจ เริ่มต้นเป็นคนดีของพ่อแม่ ครู อาจารย์ และเพื่อน ก่อนจบการศึกษาทุกคนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมครบรอบ 25 ปีของโรงเรียน ก่อนถึงวันงาน ก้านตั้งปณิธานกับตัวเองและเพื่อนๆ ว่า "พรุ่งนี้จะเป็นวันของเรา" วันงานพวกเขาตั้งใจทำอย่างดีที่สุด และแล้วทุกกิจกรรมที่พวกเขาทำล้วนประสบความสำเร็จสร้างความภาคภูมิใจให้กับตัวของพวกเขาเอง ว่า ครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยทำประโยชน์ให้กับโรงเรียนที่พวกเขารักเช่นกัน หลังจากนี้พวกเขาจะต้องแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง พวกเขามีฝันความฝันและต้องทำให้เป็นจริงให้ได้ เพราะพวกเขาเชื่อว่า "พรุ่งนี้จะเป็นวันของเรา" กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ รุ่นที่ 2 ในรูปแบบละคร ทางช่อง 7 ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม  2545   ตอนนี้นักแสดงรุ่นนี้ ก็อายุ 30 อัพกันแล้ว ใครทันกันบ้าง นำโดย แก็งค์หินกลิ้ง สุวินิต ปัญจมะวัต ( หนุ่ม ) รับบท กล้า หรือต้นกล้า พงศกร มหาเปารยะ ( แต๊ง ) รับบท ปกป้อง หรือ ป้อง  @thankpm ธีรวีร์ อัศวศิริชัยกุล ( เบ็น ) รับบท พี หรือพีศิลป์ อัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์ ( ฟาน) รับบทกร๋อย หรือยินดี @fanarista (^^หล่อมว๊ากกก) ดนัย ตันธนะศิริวงศ์ ( เจสซี่ ) รับบท กรดหรือมงกรด จิตตริน กุลกัลยาดี  ( ดีเจเจมส์ ) รับบท โมน   @djjem_efm 3 สาว บัวชมพู เบญจณัฎฐ์ อักษรนันทน์ (จิ๊บ) รับบท เดือนสิบ @jibbenjanat ญาดานุช โรจจนวัฒน์ ( เตย ) รับบท เกี๊ยวซ่า @th_toeyhom กาญจน์คนึง  เนตรสีทอง (มีน) หรือ มีน AF 7 รับบท จงรัก  @nongmeenn หลังจากนั้น ความแตกต่างจากภาคแรกก็คือ การเพิ่มสมาชิก กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ รุ่นกลิ้งจูเนียร์ หรือ หินกลิ้งจูเนียร์ (ละคร) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2547  โดยมี 3 หนุ่ม กลิ้งจูเนียร์/หินกลิ้งจูเนียร์ ดังนี้ โชคชัย  บุญวรเมธี (บอย) รับบท บอยไท หรือ บอย @boy_chokchai บุญฤทธิ์  ดุจพิบูลย์ผล (แม็ก) รับบท เก่งกาจ หรือ เก่ง ภานุรุจ ภานุรุจ เก่งชน(บูม) รับบท แน่วแน่ หรือ แน่ว ตามมาด้วย 3 สาว บัวชมพูจูเนียร์ ชญานี  ธิติมูล(ใหม่) รับบท อิงฟ้า  ชโลทร  กาหลง(กระต่าย) รับบทไวไว  @rabbiitch พิมพ์เพทาย  เวนธ์เวิร์ธ (ไอวี) รับบท ไอวี่  ต่อมา ก็ถึงรุ่น กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ รุ่นที่ 3 (ละคร) ปี 2549 นำโดยแก็งหินกลิ้งกลุ่มใหม่ กับ จูเนียร์เดิม ผสมกัน ภานุรุจ  เก่งชน(บูม) รับบท แน่วแน่ หรือ แน่ว ธอร์น  (แก๊งหินกลิ้งจูเนียร์เดิม) จินดาโชติ (ฌอห์ณ) รับบท กึกก้อง หรือ ก้อง @seanjindachot อลัน ยงยืนนาน(แอมเมอร์) หรือ ศิลปินดูโอ ลาฟเฟอร์ แอมเมอร์ รับบท ยูยะ  มิตรชัย ใจสงฆ์(มิกซ์) รับท กัมพ์  ภาณุพงศ์ เศรษฐเสถียร(โอ๊ค) รับบท เดี่ยว หรือ เดี่ยวไฮเทค @oakz_panupong พชร กระต่ายทอง(ใหม่) รับบท ชายน้อย    และที่ขาดไม่ได้  3 สาว บัวชมพู ซึ่งต่อจาก บัวชมพูจูเนียร์ เดิม พิมพ์เพทาย  เวนธ์เวิร์ธ (ไอวี) รับบท ไอวี่ ชโลทร กาหลง (กระต่าย) รับบท ไวไว ชญานี  ธิติมูล(ใหม่) รับบท อิงฟ้า หลังจากนั้น "แก๊งหินกลิ้ง" ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โดย ชายน้อย, กัมพ์, แน่วแน่ ไม่พร้อมที่จะแสดงต่อไป จึงทำให้ต้องทำการหานักแสดงใหม่ด้วยโครงการ “ชวนน้องมาลองกลิ้ง” จนได้ทั้งสามคนใหม่ ดังนี้ ลูกหมู วิริยะ จิตภักดี  รับบท "ชายพจน์" ที่มีคาแรกเตอร์เป็นเด็กเรียน แอบซนนิดๆ     คิก ภูมิมสิทธิ์ ตั้งพินิจการ พัตเตอร์ ภัทรนันท์ จามิกรณ์ น้องชายแพนเค้ก-เขมนิจ รับบทเป็น "เคนโด้" @putteros เห็นแบบนี้แล้ว ทำให้นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ตอนสมัยเรียน อย่างห้องเรียน กระดานดำ การเข้าแถวเคารพธงชาติหน้าเสาธง ชั่วโมงโฮมรูม หรือจะเป้นการลอกการบ้าน แอบเล่น MSN โดดเรียนจนต้องเข้าฝ่ายปกครองบ่อยๆ คิดถึงจัง^^ แต่แบบไหนที่ไม่ดี ก็อย่าเอาไปเป็นแบบอย่างนะคะ เรียบเรียง teen.mthai.com ข้อมูลและภาพ วิกิพีเดีย, sharerice, 70-90memory.blogspot.com

10 บุคคลไอคิวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
10 อันดับ /  ต่างประเทศ / 

ในสมัยเรียนนั้นเพื่อนๆ ก็คงจะได้เรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ นักวิทยาศาตร์ และจะเห็นว่ามีนักวิทยาศาตร์หลายคนที่เป็นผู้คิดค้นและเริ่มต้นกำเนิดสิ่งต่างๆ ขึ้นมาจนถูกต่อยอดมาถึงปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์บางคนได้ถูกขนานนามว่าเป็นอัฉริยะของโลก และถูกยกย่องในด้านต่างๆ มากมาย ซึ่งถ้ามองย้อนไปดูเราจะเห็นเลยว่า พวกเขามีไอคิวที่สูงกว่าคนปกติมากๆ คือ IQ 140 ขึ้นไป วันนี้ทีนเอ็มไทยมี 10 บุคคลไอคิวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ คิดว่าใครจะเป็นอันดับที่ 1 ลองไปอ่านกันดูเลย >,< 10 บุคคลไอคิวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก 10. Thomas Young (โทมัส ยัง) : IQ 185 – 200 โทมัส ยัง เป็นนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ ชาวอังกฤษ มีความเฉลียวฉลาดถึงขนาดที่พูดได้กว่า 12 ภาษา เมื่ออายุได้ 14 ปี ผลงานที่เด่นที่สุดของเขาในด้านวัสดุศาสตร์ก็คือ มอดุลัสของยัง นอกจากนี้เขาได้ช่วยเขียนหนังสือสารานุกรม เอ็นไซโคลพีเดีย บริตเตนิกา (Encyclopedia Britannica) ในหลาย ๆ บทความ และยังศึกษาอักษรอียิปต์โบราณเช่นเดียวกับชอง-ฟรองซัว ชองโปลิยง นักภาษาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส โทมัส ยัง เป็นผู้คนพบการโฟกัสของดวงตามนุษย์ และ มีความสามารถในการถอดรหัสได้หลากหลายแบบ เขาเขียนหนังสือเรื่อง "Natural Philosophy and the Mechanical Art" มีเนื้อหาเกี่ยวกับทฤษฎีของแสง และงานค้นคว้า เรื่องสี เขาได้ให้สูตรเกี่ยวกับแม่สี ทั้ง 3 สี คือสีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน ไว้เป็นทฤษฎีที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน เขาสนใจเรื่องพลังงานมาก และให้คำจำกัดความของคำว่า "พลังงาน คือ คุณสมบัติของระบบความสามารถที่ทำงานได้" ทั้งยังค้นคว้าเกี่ยวกับทฤษฎีแคลอริคของความร้อน และได้อธิบายถึงเรื่องความตึงผิวของน้ำ และเรื่องความยืดหยุ่นของสารบางชนิด ที่เราทราบกันในชื่อว่า "ยังโมดูลลัส" ไว้อย่างสมบูรณ์ รวมถึงเรื่องการแปลภาษาฮีโรกราฟฟิกของชาวอียิปต์ ด้วย 9. Gottfried Leibniz (กอทท์ฟรีด วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ) เป็นนักปรัชญา, นักวิทยาศาสตร์, นักคณิตศาสตร์, นักการทูต, บรรณารักษ์ และนักกฎหมาย ชาวเยอรมันเชื้อสายเซิบ เขาเป็นคนที่เริ่มใช้คำว่า "ฟังก์ชัน" สำหรับอธิบายปริมาณที่เกี่ยวกับเส้นโค้ง เช่น ความชันของเส้นโค้ง หรือจุดบางจุดของเส้นโค้งดังกล่าว ไลบ์นิซและนิวตันได้รับการยกย่องร่วมกันว่าเป็นผู้เริ่มพัฒนาแคลคูลัส โดยเฉพาะส่วนของไลบ์นิซในการพัฒนาปริพันธ์และกฎผลคูณ ผู้ค้นพบสูตรการเคลื่อนที่แบบไดนามิค 8. Nicolaus Copernicus (นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส) : IQ 160-200 เป็นนักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา ผู้คิดค้นแบบจำลองระบบดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางสมบูรณ์ ซึ่งดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของเอกภพ มิใช่โลก การตีพิมพ์หนังสือ De revolutionibus orbium coelestium (ว่าด้วยการปฏิวัติของทรงกลมฟ้า) ของโคเปอร์นิคัส ก่อนหน้าที่เขาเสียชีวิตไม่นาน ถูกพิจารณาว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ เป็นการเริ่มต้นการปฏิวัติโคเปอร์นิคัสและมีส่วนสำคัญต่อความรุ่งเรืองของการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นตามมา ทฤษฎีระบบดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางอธิบายกลไกของระบบสุริยะในเชิงคณิตศาสตร์ มิใช่ด้วยคำของอริสโตเติล โคเปอร์นิคัสเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาแห่งสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา เป็นทั้งนักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักนิติศาสตร์ที่สำเร็จดุษฎีบัณฑิตในวิกฎหมาย นักฟิสิกส์ ผู้รู้สี่ภาษา นักวิชาการคลาสสิก นักแปล ศิลปิน สงฆ์คาทอลิก ผู้ว่าราชการ นักการทูตและนักเศรษฐศาสตร์ 7. Rudolf Clausius (รูดอล์ฟ เคลาซิอุส) : IQ 190-205 รูดอล์ฟ จูเลียส เอมมานูเอล เคลาซิอุส เป็นนักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้วางรากฐานของอุณหพลศาสตร์ โดยนำหลักการ "วัฎจักรการ์โนต์" ของซาดี การ์โนต์ มาศึกษาต่อยอด ทำให้ทฤษฎีความร้อนมีหลักการที่หนักแน่นมั่นคงขึ้น ผู้คิดค้นกฏข้อที่2 ของ ทฤษฏีเทอร์โมไดนามิค 6. James Maxwell (เจมส์ เคลิร์ก แมกซ์เวลล์) : IQ 190-205 เจมส์ คลาร์ก แมกซ์เวลล์ เป็นศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์เชิงทดลอง (Experimental Physics) คนแรกของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (พ.ศ. 2414) โดยเป็นผู้ก่อตั้งห้องทดลองคาเวนดิช (Cavendish Laboratory) ที่มีชื่อเสียง แมกซ์เวลล์ได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มสำคัญชื่อ "เรื่องราวว่าด้วยไฟฟ้าและแม่เหล็ก" (Treatise on Electricity and magnetism) ในปี พ.ศ. 2416 ซึ่งเป็นการให้วิธีการทางคณิตศาสตร์เพื่ออธิบายทฤษฎีของฟาราเดย์เกี่ยวกับไฟฟ้าและแรงของแม่เหล็ก นอกจากนี้ แมกซ์เวลล์ยังได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับการมองเห็นสี จลนะ หรือ การเคลื่อนไหวของก๊าซ แต่งานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาได้แก่ทฤษฎีว่าด้วย การแผ่รังสีของแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งทำให้แมกซ์เวลล์ได้รับการยกย่องให้เป็นนักทฤษฎีฟิสิกส์ชั้นนำแห่งศตวรรษ 5. Isaac Newton (ไอแซก นิวตัน) : IQ 190-200 ไอแซก นิวตัน ได้รับยกย่องจากปราชญ์และสมาชิกสมาคมต่างๆ ว่าเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ นักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักปรัชญา นักเล่นแร่แปรธาตุ และนักเทววิทยาชาวอังกฤษ ผู้เสนอกฏแรงโน้มถ่วงของโลก ในทางคณิตศาสตร์ นิวตันกับก็อตฟรีด ไลบ์นิซ ได้ร่วมกันพัฒนา ทฤษฎีแคลคูลัสเชิงปริพันธ์และอนุพันธ์ เขายังสาธิตทฤษฎีบททวินาม และพัฒนากระบวนวิธีของนิวตันขึ้นเพื่อการประมาณค่ารากของฟังก์ชัน รวมถึงมีส่วนร่วมในการศึกษาอนุกรมกำลัง งานเขียน Philosophiæ Naturalis Principia Mathematica ถือเป็นหนึ่งในหนังสือที่มีอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ เป็นรากฐานของวิชากลศาสตร์ดั้งเดิม บอกถึงกฎแรงโน้มถ่วงสากล และกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน ซึ่งเป็นกฎทางวิทยาศาสตร์อันเป็นเสาหลักของการศึกษาจักรวาลทางกายภาพตลอดช่วง 3 ศตวรรษ นิวตันสร้างกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสงที่สามารถใช้งานจริงได้เป็นเครื่องแรก และพัฒนาทฤษฎีสีโดยอ้างอิงจากผลสังเกตการณ์ว่าปริซึมสามเหลี่ยมสามารถแยกแสงสีขาวออกมาเป็นหลายๆ สีได้ ซึ่งเป็นที่มาของสเปกตรัมแสงที่มองเห็น เขายังคิดค้นกฎการเย็นตัวของนิวตันและศึกษาความเร็วของเสียง 4. Leonardo da Vinci (เลโอนาร์โด ดา วินชี) : IQ 180-220 เป็นชาวอิตาลี เป็นอัจฉริยบุคคลที่มีความสามารถหลากหลาย เป็นทั้ง สถาปนิกแบบเรอเนซองส์ นักดนตรี นักกายวิภาคศาสตร์ นักประดิษฐ์ วิศวกร ประติมากร นักเรขาคณิต นักวาดภาพ นักดาราศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ ดา วินชี มีงานศิลปะที่มีชื่อเสียงหลายชิ้น เช่น พระกระยาหารมื้อสุดท้าย และ โมนา ลิซ่า  งานของ ดา วินชี ยังสร้างคุณประโยชน์กับวิชากายวิภาคศาสตร์ ดาราศาสตร์ เป็นบุคคลแรกที่ วางรากฐานด้านการบิน รวมถึงวิศวกรรมโยธา ด้วยความที่เป็นบุรุษที่มีจิตวิญญาณที่รักในศาสตร์หลายแขนง เลโอนาร์โดทำให้เกิดจิตวิญญาณของสหวิทยาการในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ และกลายเป็นบุคคลสำคัญของยุคนั้น 3. Albert Einstein (อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์) : IQ 205-225 เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎี นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เขาเป็นผู้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ และมีส่วนร่วมในการพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม สถิติกลศาสตร์ และจักรวาลวิทยา เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี พ.ศ. 2464 จากการอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก และจาก "การทำประโยชน์แก่ฟิสิกส์ทฤษฎี" ในประวัติศาสตร์ ไอน์สไตน์ ได้กลายมาเป็นแบบอย่างของความฉลาดหรืออัจฉริยะ ยังคงถูกยกย่องให้เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อวิทยาศาสตร์ที่สุดในยุคปัจจุบัน ไอน์สไตน์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2498 ด้วยโรคประสาท ไอน์สไตน์ได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 300 ชิ้น และงานอื่นที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์อีกกว่า 150 ชิ้น ผลงานของไอน์สไตน์ เช่น ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป, ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ, ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก, การเคลื่อนที่ของบราวน์, สมการสนามของไอน์สไตน์, ทฤษฎีแรงเอกภาพ 2. Johann Goethe (โยฮันน์ วอล์ฟกัง ฟอน เกอเทอ) : IQ 210-225 ไอสไตน์เรียกเขาว่า “มนุษย์คนสุดท้ายบนโลกที่รู้ทุกสิ่ง” เขามีความสามารถมากมาย เช่น เคมีในร่างกายมนุษย์ และ ยังมีความสามารถในการประพันธ์บทละคร วรรณกรรม  เป็นผู้รู้รอบด้านชาวเยอรมัน เขาเป็นทั้งนักเขียนนิยาย นักเขียนบทละคร นักสิทธิมนุษยชน นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา รวมถึงดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะบริหารของไวมาร์ในประเทศเยอรมนีอยู่ 10 ปี เกอเทอเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของวรรณคดีเยอรมัน คลาสสิกใหม่ของยุโรปและโรมัน ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เกอเทอและงานของเขาได้ส่งผลไปทั่วยุโรปและได้สร้างแรงบันดาลใจกับงานต่อ ๆ มาทางด้าน ดนตรี การละคร และกวี 1. William Sidis : IQ 200-300 ไซดิส เป็นชาวรัสเซีย เกิดวัน April Fool's Day หรือ 1 เมษายน ค.ศ.1898  สมาคมทางด้าน IQ ให้ฉายาว่า "Universal Genius" บุคคลที่ถือว่า "ฉลาดทีสุดในจักรวาล"  สามารถอ่านหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ได้ตั้งแต่อายุเพียงหนึ่งขวบครึ่ง และต่อมาสามารถเรียนรู้ภาษาละตินด้วยตนเองเมื่ออายุ 2 ขวบ พอ 3 ขวบก็เริ่มฝึกพิมพ์ดีด ด้วยการเขียนจดหมายสั่งของเล่นมาให้ตัวเอง! 8 ขวบเขียนหนังสือเสร็จไปสี่เล่ม รู้จักไปแล้วสิบภาษา 11 ขวบ เป็นผู้ที่เข้าศึกษาที่ harvard อายุน้อยที่สุด เรียบเรียงโดย teen.mthai.com ขอบคุณข้อมูล businessinsider, http://th.wikipedia.org/wiki/, http://www.neutron.rmutphysics.com/physics-glossary/index.php?option=com_content&task=view&id=2931&Itemid=72

สั่งจำคุก1ปี6เดือน 'สุดาทิพย์-โกวิทย์'รุกที่สวนผึ้ง
บุกรุกป่า /  พ.ต.อ.โกวิทย์ / 

ศาลอาญา พิพากษาจำคุก "สุดาทิพย์-พ.ต.อ.โกวิทย์"อดีตผู้กำกับ ตม. สมุทรสาคร ปรับคนละ 375,000 บาท คดีบุกรุกที่ดินสร้าง "สวนผึ้งรีสอร์ท" วันนี้ (3 มี.ค.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลมีคำพิพากษาจำคุก พ.ต.อ.โกวิทย์ ม่วงนวล อดีตผู้กำกับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดสมุทรสาคร และนางสุดาทิพย์ ม่วงนวล ภรรยา คนละ 3 ปี พร้อมปรับ 750,000 บาท แต่คำรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา พร้อมปรับคนละ 375,000บาท ในความผิดฐานร่วมกันก่อสร้างแผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าฯ หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และร่วมกันปลูกสร้างอาคารฝายล่วงล้ำในแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำหรือทะเลสาบ ที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 จากกรณีระหว่างวันที่ 2 เมษายน 2556 ถึง 20 พฤศจิกายน 2557 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันบุกรุกครอบครองที่ดินบริเวณ "สวนผึ้งรีสอร์ท" หมู่ 2 ต.สวนผึ้ง อ. สวนผึ้ง จ.ราชบุรี จำนวน 10 ไร่ 2 งาน 49 ตารางวา ทำให้รัฐเสียหายกว่า 495,878 บาท และยังร่วมสร้างฝายปูนเป็นถนนกว้าง 10 เมตร ยาว 50 เมตร เนื้อที่ 500 ตารางวา ล่วงล้ำลำคลอง โดยสวนผึ้งรีสอร์ท เป็นหนึ่งในธุรกิจของ พ ต.อ.โกวิท ม่วงนวล และนางสุดาทิพย์ ม่วงนวล (นามสกุลเดิม อัครพงศ์ปรีชา) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ อดีตผู้บัญชาการสอบสวนกลาง และต่อมาได้มีการขึ้นป้ายประกาศขายกิจการ รวมทั้งรื้อสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ส่วนเกินประมาณ 10 ไร่ ที่ถูกร้องเรียนว่ามีการบุกรุก ภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก พ.ต.อ.โกวิท และนางสุดาทิพย์ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้ควบคุมตัว พ.ต.อ.โกวิท ไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ฯ ส่วนนางสุดาทิพย์ ไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง เพื่อรับโทษตามคำพิพากษาต่อไป ข้อมูลจาก มติชนออนไลน์ MThai News

'อินเดีย' ใส่เกียร์แซงส่งข้าวเบอร์ 1 ของโลก
กรมการค้าต่างประเทศ /  ข่าวเศรษฐกิจ / 

"อินเดีย" ใส่เกียร์แซง ไทย ส่งข้าวเบอร์ 1 ของโลก หลังยอด ม.ค. 58 ร่วง เหลือ 6 เเสนตัน เหตุ ราคาข้าวยังเเพงกว่าคู่เเข่ง นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวในเดือน ม.ค. 58 ปรับลดลงเหลือเพียง 6 แสนตัน จากเดิมเคยส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 1 ล้านตัน หากเปรียบเทียบกับยอดส่งออกของคู่แข่งจาก The Rice Trader พบว่า อินเดียกลับมาเป็น อันดับ 1 มีปริมาณการส่งออก 870,000 ตัน เวียดนาม อันดับ 2 ปริมาณ 540,000 ตัน และปากีสถาน 600,000 ตัน หลังจากราคาข้าวไทยขยับสูงขึ้นกว่าคู่แข่งตันละ 40-50เหรียญสหรัฐ ประกอบกับตลาดผู้นำเข้าข้าวในกลุ่มแอฟริกาได้รับผลกระทบ จากราคาน้ำมันดิบ ลดลง กระทบต่อกำลังซื้อ เป็นผลจากสถานการณ์ตลาดโลกที่ชะลอตัวในช่วงต้นปี จากการประเมินสถานการณ์ยังไม่ผิดปกติ แต่สาเหตุที่ชะลอตัวอาจเพราะปีที่ผ่านมาไทยได้ส่งออกข้าว ไปมากที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 10.9 ล้านตัน โดยคาดว่า  ตลาดจะปรับตัวดีขึ้น หลังจากนี้ ไม่กระทบต่อเป้าหมายการส่งออกข้าวที่ กรมวางไว้ 10 ล้านตัน โดยในสัปดาห์นี้กรมจะเข้าร่วมประมูลข้าวของรัฐบาลฟิลิปปินส์ ซึ่งจะเปิดประมูลแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือ จีทูจี ปริมาณ 500,000 ตัน ซึ่งแบ่งเป็นข้าวขาว 15% ปริมาณ 250,000 ตัน และข้าวขาว 25% ปริมาณ 250,000 ตัน จากนั้นจะมอบให้สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเป็นผู้จัดสรรส่งมอบให้กับรัฐบาลฟิลิปปินส์ภายในระยะเวลา 2 เดือน โดยมีเงื่อนไขจะเสนอราคาส่งมอบถึงหน้าคลัง ซึ่งการประมูลครั้งนี้ ไทยเเสนอราคา การประมูลข้าว กับเวียดนาม มีแนวโน้มจะปรับราคาลดลงอีก เพราะในเดือนมีนาคมเป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวเวียดนามออกสู่ตลาด และปัจจุบันราคาข้าวขาว มีความแตกต่างกันสูงมาก โดยราคาข้าวขาว ไทยแพงกว่าเวียดนามตันละ 40 เหรียญ ทำให้การแข่งขันรุนแรง แต่รัฐบาลจะพยายามกำหนดราคาในระดับที่สามารถแข่งขันได้ แต่ไม่ใช่กำหนดราคาต่ำจนเกินไป MThai News

สุดยอด! กู้ภัยช่วยทำคลอดสาวท้องแก่ ท่ามกลางไทยมุง
กู้ภัยช่วยทำคลอด /  คลอดลูก / 

หน่วยกู้ภัยสว่างบริบูรณ์ฯเมืองพัทยา ช่วยทำคลอดสาวท้องแก่ หลังปวดท้องไปไม่ถึงโรงพยาบาล ขอลงกลางทาง ได้ทารกเพศหญิง ปลอดภัยทั้งแม่และลูก เมื่อเวลา 00.20 น. วันนี้ (4 มี.ค.) เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา รุดไปช่วยเหลือหญิงท้องแก่จะคลอดลูก บริเวณหน้าร้านเสริมสวยบิวตี้ซาลอน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี  ที่เกิดเหตุ พบชาวบ้านกำลังมุงดูเหตุการณ์กันอย่างใจจดใจจ่อ ตรวจสอบบริเวณหน้าร้านดังกล่าวพบ น.ส.ธัญชนก สุขพร อายุ 27 ปี ที่ปวดท้องอย่างมากกำลังจะคลอด ร้องขอความช่วยเหลืออยู่ เจ้าหน้าที่จึงกันบุคคลภายนอกให้ออกนอกพื้นที่ ก่อนจะทำการช่วยทำคลอดจนสามารถช่วยเหลือแม่และบุตรได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ พบว่าเป็นทารกเพศหญิง สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง เจ้าหน้าที่จึงทำการตัดสายสะดือเด็ก ก่อนนำทั้งสองส่งโรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์ได้ดูแลความปลอดภัย ก่อนจะเคลียร์พื้นที่เพื่อให้การจราจรบริเวณดังกล่าวสัญจรได้อย่างปกติ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวอยู่ในย่านชุมชนกลางเมือง ด้านนายวุฒิพงษ์ หนองใหญ่ อายุ 27 ปี สามี น.ส.ธัญชนก เล่าว่า ขณะทำงานอยู่ มีเพื่อนบ้านโทรศัพท์บอกว่า น.ส.ธัญชนก เจ็บท้องมากจะคลอดลูก จึงได้ช่วยกันรีบนำส่งโรงพยาบาล แต่ น.ส.ธัญชนก ปวดครรภ์จนทนไม่ไหว จึงได้จอดรถที่หน้าร้านดังกล่าว เมื่อตนเดินทางมาถึงก็พบว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังช่วยเหลือภรรยาและลูกของตนอยู่ ซึ่งต้องขอขอบคุณทางทีมกู้ภัยที่ช่วยเหลือทั้งสองคนได้อย่างปลอดภัย ท่ามกลางความดีใจของผู้อยู่ในเหตุการณ์ ข้อมูลจาก ข่าวสดออนไลน์ MThai News

เลือดวิกฤติ ขาดแคลนหนัก มาเถอะบริจาคกัน
บริจาคเลือด /  สภากาชาดไทย

เปิดสถานที่รับบริจาคเลือดทั่วประเทศ หลังโลหิตหมดคลัง วิกฤตหนักขาดแคลน จากกรณีที่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางสภากาชาดไทยได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้มีเลือดไม่เพียงพอต่อความต้องการส่งผลกระทบกับโรงพยาบาลทั่วประเทศ จึงจำเป็นต้องออกประกาศเพื่อขอรับบริจาคเลือดเพิ่มเติม แม้จะมีหน่วยรถเคลื่อนที่เปิดบริการรับบริจาคเลือดด้วยนั้น วันนี้ MThaiNews จึงได้รวบรวมสถานที่เปิดรับบริจาคเลือดทั่วประเทศมาให้รับทราบเผื่อคนไทยจิตใจงามจะเสียเวลาไปร่วมทำบุญกัน โดยในพื้นที่ กทม. สามารถไปบริจาคได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ ซึ่งเปิดให้บริการในวัน จันทร์,พุธ,ศุกร์ 08.00 – 16.30 น. อังคาร,พฤหัสบดี 07.30 – 19.30 น. และวันเสาร์,อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 08.30 – 15.30 น. ส่วนจังหวัดภูมิภาคบริจาคโลหิต ได้ที่ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ จังหวัดเชียงใหม่, นครสวรรค์, พิษณุโลก, อุบลราชธานี, ขอนแก่น, นครราชสีมา, ชลบุรี, ราชบุรี, สงขลา, ภูเก็ต และงานบริการโลหิต สถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ จ.ประจวบคีรีขันธ์ หรือสอบถามรายละเอียด ได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาผู้บริจาคโลหิต โทร. 0 2256 4300, 0 2263 9600-99 ต่อ 1101 หมายเหตุ : การบริจาคโลหิตสามารถทำได้ทุกๆ 3เดือน ซึ่งหากผู้สนใจควรเตรียมตัวดังนี้ • ก่อนบริจาคโลหิต 1–2 วัน ควรดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้ร่างกายสดชื่น เลือดไหลเวียนดี • งดดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ • ไม่ควรเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อมากก่อนบริจาคโลหิต 1 วัน • รับประทานอาหารก่อนบริจาคโลหิตประมาณ 4 ชั่วโมง • นอนหลับพักผ่อนเพียงพอประมาณ 6 ชั่วโมง MThai News

ปั่น เปลี่ยนชีวิต!! กับ ผู้ชายที่ชื่อ อิศรานุพงศ์  ชัยมงคล
น้ำหนัก /  ปั่นจักรยาน / 

คุณ อิศรานุพงศ์  ชัยมงคล ชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งผุ้มีน้ำหนักตัวถึง 90 กิโลกรัม และไม่เคยสนใจเกี่ยวกับสุขภาพ จนมาได้สัมผัสกับการปั่นจักรยาน กำลังใจในการลดน้ำหนัก จึงเกิดขึ้น..... คิดยังไงถึงอยากลดน้ำหนักครับ มีวันหนึ่งเดินขึ้นสะพานลอยมาทำงาน เอ๊ะ!!ทำไมรู้สึกเหนื่อยมาก ตอนนอนแฟนบอกว่าหายใจหอบตลอดเวลา เลยเริ่มรู้สึกกังวลกับตัวเอง ยิ่งชัดมากตอนตรวจสุขภาพประจำปีผลก็เป็นไปตามคาด โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ พร้อมน้ำหนักที่เกินมากกว่าที่ควร ตอนนั้นเลยตัดสินใจว่า “น่าจะถึงเวลาแล้วหล่ะ ที่ผมจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง” ออกกำลังกายแบบไหนครับ หลังจากตัดสินใจจะลดน้ำหนัก ง่ายที่สุดโดยที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนอะไรเลยก็คือ “วิ่ง”  ครั้งแรก ตั้งใจวิ่ง 3 กิโลเมตร แต่วิ่งจริงๆน่าจะได้แค่ 1 กิโลเมตร  ที่เหลืออีก 2 กิโลเมตร คือเดิน เพราะว่าเหนื่อยมาก ช่วงแรกวิ่งแค่อาทิตย์ละ 1 วัน  ผ่านไป 2-3 เดือน น้ำหนักก็ยังไม่ลง เพราะออกกำลังกายน้อยเกินไป แถมการกินอาหารก็ยังกินเหมือนเดิม พอไม่ได้ผลก็เริ่มรู้สึกท้อ ไม่สนใจแล้วก็เลิกทำ  เพราะคิดว่าตัวเองคงลดน้ำหนักลงไม่ได้จริงๆ จนมาถึงช่วงน้ำท่วม แถวบ้านที่อาศัยอยู่ ไม่มีรถเมย์หรือรถแท๊กซี่วิ่งผ่านมาได้เลย จึงตัดสินใจซื้อ "จักรยาน" เพื่อที่จะปั่นไปซื้ออาหารกิน ปั่นมาได้สักพักน้ำหนักก็ลดลงไปประมาณ 2 กิโลกรัม รู้สึกแปลกใจมากแล้วก็เริ่มสนุก ทำมีกำลังใจอีกครั้ง จึงเริ่มปั่นจักรยานในทุกๆเย็นของแต่ละวัน วันละ 10 กิโลเมตร ช่วงนั้นเป็นสวรรค์สำหรับคนขี่จักรยานเลยก็ว่าได้ เพราะไม่มีรถใหญ่วิ่งให้กวนใจ ปั่นมาได้เกือบปีจาก "ความสนุก" กลายเป็น "ความรัก"  ชอบที่จะท่องเที่ยวไปไหนมาไหนด้วยการปั่นจักรยาน ทำงานก็ปั่นจักรยานมาทำงาน ระยะทางจากบ้านถึงที่ทำงานไม่ถึง 2 กิโลเมตร แต่ตั้งเป้าไว้ว่าจะปั่นให้ได้อย่างน้อย 10 กิโลเมตรต่อวัน ตอนที่ปั่นมาทำงานจึงต้องหาเส้นทางทำอย่างไรก็ได้ ให้ได้ระยะทางอย่างน้อย 10 กิโลเมตรต่อวันและเปลี่ยนเส้นทางบ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซากจำเจ ปั่นเก็บประสบการณ์ไปสักพักเริ่มสนุกมากขึ้น จึงเริ่มตั้งเป้าหมายว่าอยากจะปั่นไปเชียงใหม่ ตั้งใจฝึกซ้อมอยู่ประมาณเกือบปี น้ำหนักก็ลดลงไปอีก 10 กิโลกรัม จาก 90 เหลือ 80 กิโลกรัม หลังจากที่ปั่นจากกรุงเทพไปเชียงใหม่มาได้แล้ว ก็อยากจะปั่นไปให้ไกลขึ้นไปอีกก็คือไปเชียงราย หลังจากที่ซ้อมหนักก่อนจะไปเชียงราย ก็ลองไปลงแข่งในรายการวัดใจทั่วไป เพื่อที่จะลองท้าทายตัวเองดู ว่าจะสามารถทำได้มั้ย ปรากฎว่าทำได้ หลังจากนั้นก็ปั่นไปที่เชียงรายได้สำเร็จเช่นกัน พร้อมกับน้ำหนักที่หายไปอีก 10 กิโลกรัม เหลือประมาณ 70 กิโลกรัม ช่วงนั้นต้องบอกเลย รู้สึกว่าตัวเองฟิตมาก เราปั่นเร็วกว่าเพื่อนทุกคน และยังไม่มีเพื่อนคนไหนปั่นไปเชียงใหม่ และก็ไปเชียงราย 2 ปีซ้อน มีความรู้สึกภูมิใจ และวางแผนว่าอยากจะปั่นไปภูเก็ตอีกครับ ถึงตอนนี้ก็น่าจะแฮปปี้แล้วนะครับ ยังครับ!! เพราะมีน้องที่ไปออกทริปด้วยกันทักว่า "เฮ้ย..พี่อิศก็ปั่นมานานแล้วนะ ทำไมพี่ยังมีพุง!!"  แล้วก็กลายเป็นประโยคแซวของเพื่อนๆในกลุ่ม กลับบ้านมามีความรู้สึกว่า “เอ๊ะ!! นี่เราก็ซ้อมเยอะ ทำไมมันยังมีพุงอีกนะ”  จากนั้นมาก็เริ่มศึกษาหาข้อมูลด้วยตัวเองว่า จริงๆแล้วน้ำหนักตัวที่ถูกต้องของเรา ควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ ก็พบว่าน้ำหนักยังเกินอยู่อีก ประมาณ 10 กิโลกรัม เลยต้องเปลี่ยนวิธีกิน คือ เลี่ยงของมัน ไม่กินอาหารขยะ ไม่กินช็อคโกแลต และควบคุมแคลเลอรี่ โดยการทำกับข้าวกินเองและคำนวนอย่างละเอียดว่า ในวันหนึ่งๆร่างกายเราต้องการกี่แคลเลอรี่ แล้วก็กินเท่านั้น ประมาณเดือนแรก น้ำหนักลดลงไป 3 - 4 กิโลกรัม แต่ก็ยังต้องการให้น้ำหนักลงเร็วกว่านี้อีก จึงตัดสินใจงดแป้งก็คือข้าว กินแต่ผัก ไก่นึ่ง แล้วก็ไข่ขาว พร้อมการออกกำลังกายหนักเหมือนเดิมแล้วก็เพิ่มการวิ่งเข้ามาอีก เพราะน้ำหนักไม่เยอะเหมือนเมื่อก่อนแล้วสามารถวิ่งได้อย่างไม่ต้องกลัวอาการบาดเจ็บอีก แต่กลับกลายเป็นว่าน้ำหนักลงเร็วเกินไป  จนมีคนทักว่า ผอมมากเกินไปแล้ว เพราะน้ำหนักเหลือเพียง 57 กิโลกรัม เลยกลับมาดูว่าที่ถูกต้องไม่ควรจะงดแป้ง จึงกลับมากินแป้งเหมือนเดิม ทำให้น้ำหนักกลับมาอยู่ที่ประมาณ 60 กิโลกรัม  ตั้งแต่วันแรกที่ขี่จักรยาน มาจนถึงตอนนี้กี่ปีแล้ว?? ประมาณ 4 ปีเต็มครับ น้ำหนักตัวอยู่ที่ประมาณ 60 กิโลกรัม แต่จริงๆอยากให้อยู่ประมาณ 65 กิโลกรัม และตอนนี้ก็มีเป้าหมายใหม่อีกแล้วก็คือ อยากจะลงแข่ง ไตรกีฬา ในการแข่งประกอบไปด้วย ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน แล้วก็วิ่ง(ว่ายน้ำ 1.8 km. ปั่นจักรยาน 40 km. วิ่ง 10 km. ) ทำไมถึงอยากจะลงแข่งไตรกีฬา?? คืออยากจะท้าทายตัวเองเพิ่มมากขึ้นครับ เพราะปั่นจักรยาน กับวิ่ง ทำได้แล้ว ถ้ารวมว่ายน้ำเข้าไปด้วยเราจะทำได้มั้ย ตอนนี้ก็ให้เพื่อนที่เคยเป็นนักว่ายน้ำ มาช่วยเทรนให้ครับ สุดท้ายนี้ อยากจะ "ฝากอะไรถึงคนที่ต้องการจะลดน้ำหนัก" มั้ยครับ ผมก็เป็นคนที่อ้วนคนหนึ่งมาก่อน ก็อยากจะบอกว่า "ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ถ้าเราพยายามและตั้งใจจริง"  อย่าเพิ่งท้อ พยายามต่อไปเรื่อยๆแล้วจะเริ่มเห็นผลเองครับ   และเวลาจะทำอะไรก็ตามอยากให้ศึกษาให้ดีก่อนจะลงมือปฏิบัติจริง จะได้ไม่มีผลเสียกับตัวเองมากนัก ขอขอบคุณ คุณ อิศรานุพงศ์  ชัยมงคล (เรื่อง/ภาพ)