(เอตะ)

พร้อมหรือยัง ? ที่จะยิ้มรับลมหนาวไปกับ 3 หนังไทยสไตล์ฟีลกู๊ดประจำปลายปีนี้
20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น /  กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม / 

เหมือนเป็นธรรมเนียมนิยมอย่างหนึ่งเลยทีเดียว สำหรับช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีที่ค่ายหนังต่าง ๆ มักจะพากันส่งหนังฟีลกู๊ดเข้าโรงฉายเพื่อให้ผู้ชมได้รู้สึกอิ่มเอมใจไปพร้อม ๆ กับลมหนาวและศักราชใหม่ที่กำลังจะมาเยือน และในปีนี้วงการภาพยนตร์ไทยบ้านเราก็ได้ส่งหนังฟีลกู๊ดเข้ามาสร้างพื้นที่ความสุขแก่หมู่มวลผู้ชมด้วยกัน 3 เรื่องจาก 3 ค่าย ได้แก่... 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น ผู้กำกับ : อารยะ สุริหาร นักแสดง : ดาวิกา โฮร์เน่, สหรัถ สังคปรีชา, กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม เข้าฉาย : 24 พ.ย. 2559 เรื่องราววุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อคุณย่าวัยเจ็ดสิบที่กำลังจะถูกส่งไปอยู่บ้านพักคนชรา บังเอิญเกิดปาฏิหาริย์ได้ย้อนวัยกลับเป็นสาวอายุยี่สิบ เธอจึงออกเดินทางทำตามความฝันที่อยากจะเป็นนักร้องอีกครั้งโดยการเข้าร่วมวงดนตรีของหลานชายตัวเอง และดูเหมือนว่าความรักครั้งใหม่จะเกิดขึ้นระหว่างเธอกับหนุ่มหล่อโปรดิวเซอร์รายการเพลง อ่านรีวิว : คลิก พรจากฟ้า ผู้กำกับ : จิระ มะลิกุล, นิธิวัฒน์ ธราธร, ชยนพ บุญประกอบ, เกรียงไกร วชิรธรรมพร นักแสดง : ณภัทร เสียงสมบุญ, วิโอเลต วอร์เทียร์, ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ , นิษฐา จิรยั่งยืน, ฉันทวิชช์ ธนะเสวี, หนึ่งธิดา โสภณ เข้าฉาย : 1 ธ.ค. 2559 หนังสั้น 3 เรื่องที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบทเพลงพระราชนิพนธ์ ยามเย็น, Still on my Mind และพรปีใหม่ โดยร้อยเรียงชุดความสัมพันธ์ของชาย-หญิง 3 คู่ที่ดำเนินไปในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ อ่านรีวิว : คลิก จำเนียรวิเวียนโตมร ผู้กำกับ : ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ นักแสดง : ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์, ธีรเดช เมธาวรายุทธ, อารยา เอ ฮาร์เก็ต เข้าฉาย : 29 ธ.ค. 2559 สาวสวยผู้เชื่อในโชคลางได้มาขอพรเรื่องความรักจากศาลเจ้าแห่งหนึ่ง และบุญพาวาสนาก็ส่งชายหนุ่มสุดหล่อตรงสเป๊กเข้ามาในชีวิตของเธอพร้อมกันถึง 2 คน ภารกิจแย่งกันจีบสาวจึงเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับอันตรายที่ติดตามพวกเขาทั้งสองมาแบบเงาตามตัว งานนี้ใครจะอยู่ใครจะตาย...ต้องไปพิสูจน์ด้วยตาตนเอง

จงดล สุกุลวรภัทร /  ชาติชาย วรเพียรกุล / 

จากเหตุการณ์วันมหาวิปโยค เมื่อ 13 ตุลาคม 2559 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของแผ่นดินไทย แต่ก็กลับสร้างพลังแห่งความจงรักภักดี ก่อให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะความรัก ความสามัคคี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หรือการตระหนักถึงหน้าที่ของคนไทยทั้งแผ่นดินทั่วทุกวงการ รวมถึงวงการผู้กำกับมิวสิกวีดิโอและโฆษณา ล่าสุด 15 ผู้กำกับฯ จิตอาสาที่มีผลงานสร้างชื่อมาแล้วมากมาย อาทิ ณัฐพล มุขขันธ์, อลงกต เอื้อไพบูลย์, ประพัฒน์ คูศิริวานิชกร, เอกรินทร์ ศิริจรรยา, จงดล สุกุลวรภัทร, ยรรยง คุรุอังกูร, สกล เตียเจริญ, ไชยณรงค์ แต้มพงษ์, พัชร ภัททกวงศ์, ณภัสสร์ เตลิงพันธ์, สถาพร ดุรงคเดช, ณิฐวัฒน์ ช้างชัย และทีมไททะยาน, ชาติชาย วรเพียรกุล, บริษัท คอมพิวเตอร์กราฟฟิค และ บริษัท หัวกลม จำกัด ได้รวมตัวกันสร้างสรรค์โปรเจกต์ เราเกิดบนแผ่นดินรัชกาลที่ ๙ ร่วมกันทำสิ่งดีในวิถีทางของตน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง รัชกาลที่ ๙  ด้วยการผลิตชิ้นงานต่าง ๆ อันได้แก่ ภาพยนตร์สั้น, มิวสิกวีดิโอ และสื่อต่าง ๆ ทั้งหมด 15 เรื่องราว ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความจงรักภักดี ของประชาชนในสมัยรัชกาลที่ ๙ ฉายรอบปฐมทัศน์ให้ชมฟรี ในวันที่ 5 ธันวาคม นี้ ณ โรงภาพยนตร์เซ็นจูรี่ เดอะ มูฟวี่ พลาซ่า พร้อมขอเชิญชวนผู้มีจิตกุศลและจงรักภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ ๙ ร่วมกันบริจาค เพื่อนำเงินหลังหักค่าใช้จ่ายให้กับมูลนิธิพระดาบส โครงการตามกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ และแบ่งอีกส่วนสำหรับจัดทำดีวีดี ส่งให้กับโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อเป็นสื่อการสอนต่อไป สามารถติดตามตัวอย่างของทั้ง 15 ชิ้นงาน   ความทรงจำของย่า เสด็จประทับอยู่ พ่อฉัน...รัชกาลที่ ๙ จดหมายจากบ้านหลังที่สอง เรื่องเล่า...จากรั้ววัง ของ...พ่อ เสียงสะท้อนในใจ LOVE AT SUN DOWN เสียงเล็ก ๆ ของพ่อ ขอขอบคุณข้อมูล คลิป และรูปภาพจากเพจเฟซบุ๊ก เราเกิดบนแผ่นดินรัชกาลที่๙

จำเนียรวิเวียนโตมร /  ธีรเดช เมธาวรายุทธ / 

"อาเล็ก ธีรเดช" หวนกลับมาร่วมงาน "ยอร์ช ฤกษ์ชัย" ใน "จำเนียรวิเวียนโตมร" คุยฟุ้ง...รู้ทางกันดี ! ถือเป็นพระเอกหนุ่มที่เข้าไปครองใจสาวเล็ก สาวใหญ่ ค่อนประเทศ สำหรับ อาเล็ก ธีรเดช เมธาวรายุทธ เพียงเพราะแค่ยิ้มมุมปากก็ทำเอาสาว ๆ ใจละลายซะแล้ว เข้าทางผู้กำกับ ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ ที่คว้าตัว อาเล็ก มารับบท โตมร เพลย์บอยหนุ่มนักรักเจ้าสำอาง ที่คลั่งไคล้การขี่มอเตอร์ไซค์ในภาพยนตร์ จำเนียรวิเวียนโตมร หนังแอ็คชั่นคอมเมดี้ สวัสดีปีใหม่ “ผมชอบคาแรกเตอร์ของ โตมร มากเลยนะ เป็นอีกฟีลหนึ่งที่ผมไม่เคยเล่นมาก่อน คือ จำเนียรวิเวียนโตมร จะมีกลิ่นอายของหนังแก๊งค์สเตอร์นิด ๆ มีฉากบู๊ คอสตูมนี่จัดเต็มมาก ไม่น่าจะใส่เดินตามท้องถนนทั่วไปได้ (หัวเราะ) แล้วก็มีความเป็นคอมเมดี้ที่คนดูยิ้มตามได้แน่ ๆ และที่สำคัญก็มีเรื่องความรักของชาย 2 หญิง 1 ที่เข้มข้นใช้ได้เลย อย่างตัวละคร โตมร ก็จะเป็นรองหัวหน้าคนเล็กของแก๊งค์ขาลอยที่ตั้งบริษัทรักษาความปลอดภัย แต่จริง ๆ คือรีดไถเงินชาวบ้าน เป็นเพื่อนรักกับ จำเนียร (บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์) ที่โตมาด้วยกัน จริง ๆ เหมือนพี่น้องมากกว่าเพื่อนด้วยซ้ำ ถ้าโตมรอยากทำอะไร ไม่ว่าจะยากแค่ไหน เขาก็จะฝึกฝนจนทำสำเร็จ แล้วในเรื่องก็ชอบขี่มอเตอร์ไซค์มาก แถมยังบ้าพลัง ซึ่งตรงนี้ก็แอบคล้ายผมเหมือนกัน เรียกว่าเวลาทำอะไรต้องทำให้สุด ถ้าไม่สุดไม่ใช่ผม แล้วโตมรยังเป็นนักบู๊ตัวยง ใจร้อน มุทะลุ คือถ้ามีเรื่อง โตมรจะถึงสถานที่เกิดเหตุเป็นคนแรกเสมอ แต่ในความจริงจังแบบนั้นเขาก็เป็นเพลย์บอยที่ซ่อนมุมโรแมนติกเอาไว้นะ มีมุกเสี่ยว ๆ มาหยอดสาว ๆ ตลอด และถ้าเจอสาวที่ชอบ โตมรก็จะไม่สนนะว่าเพื่อนจะชอบเหมือนกันหรือเปล่า เขาจะชิงบอกก่อนเลยว่าเขาชอบ และเขาต้องได้...คือนอกจากคาแรกเตอร์ที่ผมได้รับจะสนุกมาก ๆ แล้ว บรรยากาศในกองก็เฮฮาสุด ๆ เพราะได้กลับมาร่วมงานกับพี่ยอร์ช ที่ครั้งนี้เรียกว่าเรารู้ใจกันมากขึ้น อย่างเวลาบรีฟฉากต่าง ๆ ในหนัง ผมก็จะเริ่มรู้ทางพี่ยอร์ช และเริ่มรับมุกของพี่เค้าได้ กับพี่ชมพู่ (อารยา เอ.ฮาร์เก็ต) นี่เรียกว่ารู้ทางกัน เพราะเราเคยเล่นหนังกับพี่ยอร์ชมาแล้วเรื่องนึงก็เริ่มจับทาง จับจังหวะในการเล่นด้วยกันได้มากขึ้น หรืออย่างพี่บอยที่ต้องเข้าฉากด้วยกันบ่อย ๆ ตอนนี้ก็มาสนิทกันนอกจอแล้ว แล้วยังมีน้าค่อม พี่โก๊ะ ป๋ากิ๊ก มาเสริมทัพอีก คือแค่เห็นชื่อพวกพี่ ๆ เขา ภาพความสนุกก็ลอยมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ไปดูกันเถอะครับ รับรองความเฮฮาต้อนรับปีใหม่ปีนี้แน่นอน” อาเล็ก กล่าว มาร่วมลุ้นและเชียร์ โตมร หรือ อาเล็ก ธีรเดช เมธาวรายุทธ ให้พิชิตใจ วิเวียน มาครองได้ในภาพยนตร์ จำเนียรวิเวียนโตมร หนังแอ็คชั่นคอมเมดี้สวัสดีปีใหม่ เข้าฉาย 29 ธันวาคมนี้ พร้อมกันทั่วประเทศ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารภาพยนตร์เพิ่มเติมได้ที่ https://m39.studio/ILoveYou2 และ https://www.instagram.com/iloveyoutwothemovie/

รีวิว พรจากฟ้า : เพราะเสียงดนตรีคือของขวัญที่ดีที่สุด
review /  จิระ มะลิกุล / 

โดยปกติช่วงปลายปีมักจะเป็นช่วงที่ครึกครื้นที่สุดของประเทศไทย ทั้งจากวันหยุดและเทศกาลรื่นเริงนานาประการ แต่สำหรับปีนี้ของชาวไทยทุกคนกลับเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยสีหม่น ๆ ที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ อันเนื่องมาจากการสูญเสียที่ไม่มีใครคาดฝัน...พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ “พ่อ” ของคนไทย พ่อผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถในศาสตร์ทุกแขนง และเป็นแรงบันดาลใจของลูก ๆ ทุกคน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่ทรงพระราชทานให้แก่ชาวไทยมาถึง 48 บทเพลง พรจากฟ้า ผลงานลำดับที่ 2 ของค่ายหนังฝีมือเก๋า GDH คือการหยิบยกบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวน 3 บทเพลงมาเป็นจุดเริ่มต้น ผ่านการควบคุมดูแลของผู้กำกับ 4 คน ได้แก่ เก้ง จิระ มะลิกุล, ต้น นิธิวัฒน์ ธราธร, หมู ชยนพ บุญประกอบ และปิง เกรียงไกร วชิรธรรมพร จนได้ออกมาเป็นหนังสั้น 3 เรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกันแบบอ้อม ๆ ยามเย็น คือเรื่องราวของ บีม (รับบทโดย นาย ณภัทร เสียงสมบุญ) และแป้ง (รับบทโดย วี วิโอเลต วอเทียร์) ที่บังเอิญได้แสดงบทบาทสมมุติร่วมกัน จนต่างฝ่ายต่างได้เปิดใจคุยกันและกลายเป็นความรู้สึกดี ๆ Still on my Mind เล่าถึง ฟา (รับบทโดย มิว นิษฐา จิรยั่งยืน) หญิงสาวที่ต้องมาดูแลพ่อผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์แทนแม่ที่เพิ่งเสียชีวิตไป ท่ามกลางความไม่เข้าใจกันระหว่างเธอกับพ่อ ฟาได้รู้จักเอ (รับบทโดย ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) นักจูนเสียงเปียโนที่เข้ามาแนะนำให้เธอใช้เสียงดนตรีเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัว พรปีใหม่ เป็นเรื่องของหลง (รับบทโดย เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี) อดีตร็อกเกอร์ที่ทิ้งความฝันมาเป็นพนักงานออฟฟิศ ในที่ทำงานใหม่...เขาพบว่าคิม (รับบทโดย หนูนา หนึ่งธิดา โสภณ) และเหล่าเพื่อนร่วมงานจำนวนมากมีความชื่นชอบในการเล่นดนตรีแต่ยังขาดทักษะอยู่ หลงจึงต้องกลับมาทบทวนหัวใจตัวเองอีกครั้งหนึ่งว่าแท้ที่จริงแล้วความสุขของเขาอยู่ที่ใด แม้จะเป็นภาพยนตร์ที่มีจุดกำเนิดมาจากพระปรีชาสามารถของในหลวง รัชกาลที่ 9 หากแต่เรื่องราวในภาพยนตร์กลับจับต้องได้ง่าย และเข้าถึงผู้ชมทุกเพศทุกวัยได้ชัดเจนตามสไตล์ค่ายหนัง GDH ตัวบทแต่ละพาร์ทมีเส้นเรื่องของตัวเอง (แม้จะมีตัวละครจากพาร์ทอื่นและนักแสดงรับเชิญโผล่มาอยู่เนือง ๆ ซึ่งก็เปรียบเหมือนธรรมเนียนของหนังค่ายนี้ไปซะแล้ว) ยามเย็น เป็นตอนเปิดเรื่อง ดำเนินเหตุการณ์ไปอย่างรวดเร็ว มีความเป็นวัยรุ่นทั้งในแง่พล็อตและคาแรกเตอร์ตัวละคร Still on my Mind เป็นพาร์ทที่สอง เป็นตอนที่มีกราฟทางอารมณ์เหวี่ยงขึ้นและลงสูงมาก โดยเฉพาะ มิว นิษฐา ผู้รับบทนำสามารถถ่ายทอดการร้องไห้ในมู้ดต่าง ๆ ได้แตกต่างอย่างชัดเจน และสุดท้าย พรปีใหม่ เป็นส่วนที่มีสีสันที่สุดของเรื่อง มีแก๊กตลกที่ชวนยิ้มชวนขบขัน มีมุมหลอน มุมเศร้า และมุมอิ่มเอมที่ลงตัว รวม ๆ แล้วเชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมโดยใช้บทเพลงพระราชนิพนธ์เป็นที่ยึดเหนี่ยว บางครั้งบทเพลงที่ไพเราะที่สุดก็ไม่ได้มาจากนักดนตรีที่เก่งที่สุด ทำนองเดียวกับความสุขที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับผู้ที่เพอร์เฟ็กต์ที่สุดเท่านั้น พรจากฟ้า ถือเป็นภาพยนตร์ดี ๆ ส่งท้ายปลายปีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจับตามองทีเดียว ณ จุดนี้ขอมอบคะแนนภาพยนตร์ให้ไว้ที่ 4.5/5 บทความโดย NuTTi3 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ

สนทนาภาษาคนทำหนังกับ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

นับตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก 'มันมากับความมืด' ในปี พ.ศ. 2514 กว่า 45 ปีในวงการหนังของ ท่านมุ้ย - หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่นำศาสตร์และศิลป์ของภาพยนตร์มาสร้างมาตรฐานและความแปลกใหม่ให้กับวงการหนังไทยมาอย่างยาวนานผ่านผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนวเกือบสามสิบเรื่อง และในวาระครบรอบวันเกิด 74 ปีของท่าน เราจึงขอนำส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "…’ความรัก’ ของท่านมุ้ย" โดย สุภาพ หริมฯ จากคอลัมน์ Discuss ในนิตยสาร BIOSCOPE (ฉบับที่ 15) เมื่อ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2546 ณ ช่วงเวลาที่ท่านมุ้ยกำลังรีเมกผลงานหนังคลาสสิคของตนเมื่อ พ.ศ. 2517 อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’  กับมุมมองของท่านที่มีต่อวงการหนัง ทั้งโอกาสของคนทำหนังรุ่นใหม่ ไปจนถึงคำถามชวนปวดหัวที่ว่า "หนังอาร์ต คืออะไร?"!!                 สิ่งที่ทุกคนในวงการรู้เสมอเวลาอยู่ใกล้ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ก็คือ ท่านมักมีเรื่องความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ได้ฟัง บางครั้งความรู้นั้นมาพร้อมการสาธิตอย่างเอาจริงเอาจัง และเครื่องไม้เครื่องมือซึ่งมักไม่พ้นต้องเกี่ยวกับหนังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง                 เช่นเดียวกันโดยบังเอิญเมื่อช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่อง ‘ช้าง’ ที่ แมเรี่ยน  ซี คูเปอร์ ยกกองมาถ่ายทำในบ้านเราโดยได้การอำนวยความสะดวกอย่างดีจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ (เสด็จปู่ของท่านมุ้ย) ท่านมุ้ยก็นำผมไปยลโฉมกล้องที่ใช้ในการถ่ายหนังเรื่องนั้นทันที พร้อมสาธิตกระบวนการการทำงานของกล้องโบราณตัวนั้นอย่างละเอียด ซึ่งท่านยืนยันว่า “นี่เหลืออยู่แค่ไม่กี่ตัวแล้วในโลกนี้ แต่ยังใช้ได้ดีเลยนะ”                 แม้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง แต่กล้องโบราณตัวนั้นดูไปก็คล้ายทำหน้าที่เหมือนหลักหมุดของเวลาซึ่งทำให้เรารู้ว่าหนังเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ไม่ไกลนักจากคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชที่กำลังใช้ตัดต่อหนังเรื่อง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ (พ.ศ. 2546) อยู่                 ฉากอุบัติเหตุที่อาศัยเทคนิคการลำดับภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ทำให้ผมอดนึกถึง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับดั้งเดิม (พ.ศ. 2517) ที่เคยกระตุ้นเร้าผมอย่างรุนแรงก่อนจะลงเอยด้วยความรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้... BIOSCOPE : ผมจำได้ว่าตอนดู ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับเดิม มีฉากอุบัติเหตุซึ่งใช้วิธีตัดสลับที่ดูแปลกมากสำหรับหนังไทยยุคนั้น มาในฉบับนี้ ท่านยังต้องการให้หนังมีความรู้สึกแปลกใหม่กับคนดูอีกหรือเปล่า ก็ต้องการแบบเดิมนะ แต่เวลามันผ่านมา 30 ปีแล้ว วิธีการคงไม่แปลกแล้วล่ะ ผมว่าความแปลกที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่ามันต้องดูผิดปรกติหรือทันสมัย เพราะไอ้ความทันสมัยหรือความใหม่มันเป็นสิ่งที่เราพูดจำกัดความได้ลำบาก BIOSCOPE : สำหรับคนที่เคยดูงานของท่านมาตั้งยุคก่อนๆ อาจจะคาดหวังว่า ท่านมุ้ยต้องมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นอยู่ตลอด ปัญหาคือว่าอะไรล่ะคือสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพูดถึง เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เรียกว่าใหม่ได้ คุณจะไม่รู้หรอกว่าอะไรคือความใหม่ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือเก่า เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะอะไรก็มีคนทำมาหมดแล้วทั้งนั้นละ อย่างวิธีการตัดแบบ jump cut นี่ (ฌ็อง-ลุค) โกดาร์ดก็ทำมาตั้งแต่ยุค 1960 โน่น หรือแม้แต่ผมเองก็เคยใช้ตั้งแต่ ‘เทพธิดาโรงแรม’ (พ.ศ. 2517) ไปตั้งเยอะแล้วซึ่งผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นก็แทบจะเรียกว่าไม่มีอะไรใหม่ๆ หรอก ก็มีแต่เอาของที่เคยทำกันไปแล้วมารีไซเคิลเท่านั้นเอง BIOSCOPE : หมายถึงเอามันมามองใหม่ ใช่ มุมมองใหม่ อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ก็ต้องมองมุมใหม่เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป เช่นในของเดิม เชื้อ กับ รส เขียนจดหมายถึงกันซึ่งนั่นก็ค่อนข้างโบราณแล้ว สมัยใหม่ก็ต้องโทรศัพท์หรือไม่ก็อีเมลโดยที่ยังรักษาอรรถรสของการเขียนจดหมายไว้อยู่ ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรอกที่ต้องทันสมัย แต่บางอย่างเช่นการนั่งรถสามล้อนี่ก็คงไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าแทน เป็นต้น สัมคมตอนนี้มันไม่ใช่ยุคที่ สุวรรณี สุคนธา แต่งเรื่องนี้ออกมาแล้ว BIOSCOPE : แล้วท่านคิดว่า วิธีการที่เอากลับมาใช้ต่างๆ นี่จะได้ผลในการสร้างความรู้สึกกับคนดูไหม อย่างน้อยมันก็ได้ผลกับผมแหละ ถ้าไม่ได้ผลคงไม่ทำ แต่ปัญหาคือมันจะได้ผลกับคนอื่นหรือเปล่านี่คงต่างๆ กันออกไป เพราะผมแก่กว่าคนอื่นเขาเยอะมาก เรา 60 กว่า แก่กว่าคนดูทั่วไป 3-4 เท่า ความคิดของคนดูก็คงต่างกัน BIOSCOPE : ถ้าพูดถึงคนที่เคยทำหนังไทยมาพร้อมๆ กับท่าน หลายคนวางมือไปแล้ว แต่ท่านยังทำหนังต่อ ก็มันเป็นอาชีพผมไปแล้วนี่ (หัวเราะ) เราทำหนังเป็นอาชีพก็ต้องทำหนังไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะหยุด คงทำหนังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรงน่ะแหละ จริงๆ แล้วฝรั่งมันก็มีคนทำหนังรุ่นผมดังๆ กันตั้งหลายคน อย่าง ริดรีย์ สก็อตต์แก่กว่าผมอีก แต่อยู่ดีๆ ก็ทำหนังอย่าง Gladiator (2000) หรือ Black Hawk Down (2001) ออกมาได้ คือมันไม่ใช่หรอกที่วันหนึ่งจะออกจากวงการไปแค่เพราะทำหนังมานานแล้วนะ ทำไมไม่ออกจากวงการไปสักที มันก็ไม่ใช่ ใช่มั้ย (หัวเราะ) คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าวงการมาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาทำแล้วมีชื่อเสียงก็ต้องออกจาวงการไป เขาก็ต้องทำของเขาไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องกลายเป็นคนรุ่นเก่า อย่าง มานพ อุดมเดช เนี่ย ในสายตาผมเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ยุคหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นคนทำหนังรุ่นเก่าที่ไม่มีใครยอมรับ แต่ผมเห็นว่าเขาเป็นคนมีฝีมือก็เลยชวนมาทำ ‘คืนบาป...พรหมพิราม’ มันเป็นเรื่องของฝีมือ ไม่ใช่ว่า เฮ้ย...คนรุ่นใหม่เกิดมาแล้ว คนรุ่นเก่าก็ต้องออกจากวงการไป ไม่ใช่อย่างนั้น มีคนพูดให้ได้ยินบ่อยๆ นะ ว่าทำไมคนรุ่นเก่าไม่ออกไปจากวงการไป คนรุ่นใหม่จะได้เกิดบ้าง จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะคนรุ่นเก่าอยู่คนรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาได้ ไม่มีใครว่ากันอยู่แล้ว หรือคนใหม่ๆ ถามว่าทำไมไม่มีใครให้โอกาสเขา ก็ต้องถามกลับว่า นี่คุณ อยู่ๆ เอาเงินผมไปทำหนัง 20 ล้านเนี่ย หนังจะได้เงินหรือเปล่า แล้วคุณตอบว่า “ไม่ทราบครับ มันต้องเสี่ยง” อ้าว...แล้วใครจะเชื่อลงล่ะ เงิน 20 ล้านมันเยอะนะ เท่าบ้านหลังหนึ่ง รถเบนซ์อีก 2 คันน่ะ หนังไม่ได้เงินมันก็ละลายหายไปกับสายน้ำ ฉะนั้นจะมาพูดง่ายๆ ไม่ได้ว่าให้โอกาสผมบ้างสิ เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงตุดหนึ่งคุณต้องสู้ เหมือนกับพวกเราสู้กันมาสมัยก่อน กว่าผมจะขึ้นมาเป็นท่านมุ้ยได้ต้องใช้เวลา 20 ปีนะ ผมว่าปัญหาใหญ่คือ คนรุ่นใหม่ที่จะมาทำหนังเนี่ย รู้หรือเปล่าว่ามันยากแค่ไหนที่จะเข้ามาในวงการ ยากแค่ไหนที่คุณจะเอาเงิน 20 ล้านบาท เวลามีคำถามว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้กับคนใหม่ๆ บ้าง ผมอยากจะบอกว่า เมืองไทยเปิดโอกาสมากกว่าเมืองนอกมากๆ เลย มีคนทำหนังเยอะแยะที่ผมไม่อยากเอ่ยชื่อที่อยู่ๆ ก็ได้ทำหนังเลย แค่บอกนายทุนว่าผมทำหนังเป็นแล้ว ก็ได้ทำ แล้วพอหนังฉิบหาย 3-4 เรื่องจนนายทุนล้มละลาย หมดตัวเป็นพันๆ ล้าน แล้วใครจะรับผิดชอบ พวกนายทุนเลยต้องเคี่ยวพอที่จะรู้ว่าคนไหนทำหนังเป็นคนไหนทำไม่เป็น เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการมาลองฝีมือ ไอ้นั่นต้องทำตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาหรือทำหนังสั้นแล้ว BIOSCOPE : ความยากของการทำหนังในยุค 2510 กว่าๆ กับ 2540 กว่าๆ ต่างกันตรงไหน เหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่สมัยนั้นมันถูกกว่า สมัยนี้แพงมากๆ เรื่องหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า 10-20 ล้าน ถึงบอกไงว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ยากเข้ามาจริงๆ คุณต้องแสดงผลงานออกมา ถ้าคุณคิดว่าเขียนบทได้ดีก็ต้องทำออกมาให้เห็น อย่าง ยุทธเลิศ (สิปปภาค) เขียนบทได้ดีตั้งแต่ตอนทำ ‘O-Negative รักออกแบบไม่ได้’ (1998) แล้ว แต่เขาไม่เชื่อใจเพราะยังเป็นคนใหม่เลยยังไม่ให้ทำ จนมาทำ ‘มือปืน โลก/พระ/จัน’ (2001) ถึงได้เกิด การเขียนบทนีมันเป็นงานที่ไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย ฟรี กระดาษปึกหนึ่งกับปากกาก็เขียนบทได้แล้ว หรือไม่ก็ไปขอเงินพ่แม่สัก 2-3 แสนมาลองทำหนังสั้นสัก 3 ฉาก ไปเช่าอุปกรณ์มา รวบรวมพรรคพวกมา แล้วก็ถ่ายทำออกมาเพื่อไปฉายให้นายทุนดูว่า เนี่ยละหนังผม แบบนี้ก้ได้ ยกตัวอย่าง ‘องค์บาก’ (2003) เนี่ย ถ้าไปบอกนายทุนว่าจะทำหนังมวยไทย นายทุนคงบอกทันทีว่า “ไม่เอา” ปรัชญา (ปิ่นแก้ว) เลยใช้วิธีถ่ายฉากบู๊ให้ดูหนึ่งซีน เอาไปฉายให้เห็นเลยว่า นี่ จา (พนม ยีรัมย์) มันเล่นได้แบบนี้ แต่คุณจะใช้วิธีแค่พูดว่าผมทำหนังเป็น มันไม่ได้ แค่ความมั่นใจหรือแค่บอกว่าผมดูหนังมาเยอะ มันไม่ได้มีความหมายอะไร BIOSCOPE : อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นคนทำหนังครับ ...ต้องแหกคอก? จะแหกไปไหนล่ะ ...สิ่งสำคัญคือต้องดูหนังเยอะก่อน ดูหนังเยอะพอหรือยังถึงที่จะคิดเรื่องแหกคอก ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ‘คอก’ น่ะมันอยู่แค่ไหน ถึงจะแหกได้ ถ้าไม่รู้จะแหกมันทำไม BIOSCOPE : ท่านชอบคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ คนไหนบ้าง ชอบทุกคนนะ เป็นเอก (รัตนเรือง) ก็ดี ยุทธเลิศก็โอเค เรียว (กิติกร เลียวศิริกุล) ก็ใช้ได้ จุดร่วมของคนพวกนี้คือ เขาพยายามทำสิ่งใหม่ๆ ใส่เข้าไปในหนัง เป็นคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเคยไปงานฟิล์มเฟสติวัลและมีโอกาสได้สัมผัสกับหนังอาร์ตต่างประเทศเยอะ และไฟยังแรง ยังไม่หมดเนื้อหมดตัว ก็ยังมีความกล้าที่จะทำ BIOSCOPE : ถ้าหมดตัว ความกล้าจะน้อยลง ถ้าหนังเจ๊งบ่อยๆ นานๆ เข้า ไฟก็หมดลงทุกทีๆ หรือไม่ก็หายไปเลย เพราะหนังมันขึ้นอยู่กับกำไรและขาดทุนนะ ขาดทุนมากๆ ก็จะไม่มีใครให้ทำ เราจะเอาแต่ดูเด็กๆ กลุ่มเดียวมันก็เป็นไปไม่ได้ BIOSCOPE : กลุ่มคนดูหนังของท่านเปลี่ยนหน้ามาเรื่อยๆ ท่านมองว่าความต้องการของคนดูแต่ละยุคมันเปลี่ยนไปหรือเปล่า เหมือนเดิม ...100% เลยคือความบันเทิง หนังดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกสนุกด้วย การดูสนุกด้วยและให้ข้อคิดด้วยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราเลยได้เห็นว่าในบรรดาหนังที่ดีที่สุดในโลก เกือบทั้งหมดคือหนังที่ดูแล้วสนุก ดูแล้วรื่นรมย์ใจ หนังที่ดูแล้วไม่สนุกก็ย่อมจะไม่สามารถสื่อสารกับคนดูได้เพราะคนดูไม่รู้สึกสนุกกับมัน แต่ความสนุกแปลว่ามันสื่อสารกับคนดูได้ในทางใดทางหนึ่ง BIOSCOPE : แล้วถ้าหนังที่ดูไม่รู้เรื่อง แต่เรียกว่าหนังอาร์ตล่ะ ไม่จริงหรอก อาร์ตคืออะไร BIOSCOPE : นั่นสิครับ ท่านว่าอาร์ตคืออะไร อาร์ตที่ดีต้องประกอบไปด้วย 4 อย่างคือ หนึ่ง-ต้องมี content คือเนื้อหา สอง-ต้องมี craft ต่อให้ content ดีแต่ทำออกมาห่วย ถ่ายไม่เป็น ถ่ายไม่ติด เบลอ หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ใช้ไม่ได้ สาม-ต้องมีการถ่วงน้ำหนัก หนัก-เบา ไม่เลอะๆ เทอะๆ และอันสุดท้ายคือ ต้อมมีสไตล์เป็นของตัวเองแบบที่ดูปั๊บแล้วรู้เลยว่านี่มันคืองานของเขา อันนี้ปิกัสโซ่ อันนี้โมเนต์ อันนี้หนังบัณฑิต (ฤทธิ์ถกล) หนังเปี๊ยก โปสเตอร์ หนังท่านมุ้ย หนังหง่าว-ยุทธนา (มุกดาสนิท) ฯลฯ ซึ่งกว่าจะได้สไตล์มาคุณต้องผ่านการลอกเลียนแบบสไตล์คนอื่นเขามานักต่อนักแล้ว ยกตัวอย่าง แดนนี่ บอยล์ ก็มีสไตล์ขอวมันนะ แต่พอลองฉีกตัวเอมาทำ The Beach (2000) ก็เจ๊ง ขณะที่หนังก่อนหน้านั้นอย่าง Shallow Grave (1994) หรือ Trainspotting (1996) ก็มีสไตล์ของตัวเองชัด ...ผมเพิ่งนั่งกินข้าวกับ เดวิด พุตต์นั่ม เมื่อเช้านี้ เขาเล่าให้ฟังว่า วันที่เขารู้ตัวว่าต้องเลิกทำหนังก็คือวันที่ได้ดู Trainspotting เพราะเขารู้เลยว่าไม่มีทางมำหนังแบบนี้ได้ นี่คือสไตล์ที่ไม่มีวันทำได้ เขาก็เลยเลิกทำหนัง BIOSCOPE : ความรู้สึกแบบนั้นเคยเกิดขึ้นกับท่านหรือเปล่า ตอนนี้ยังนะ วันหนึ่งข้างหน้าไม่แน่ แต่วันนี้เรายังรู้สึกว่ายังมีเรื่องอยู่ในหัวที่อยากทำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

จำเนียรวิเวียนโตมร /  ธีรเดช เมธาวรายุทธ / 

เป็นนางเอกสาวสุดแซบที่ขึ้นชื่อเป็นกูรูเกมออนไลน์คนหนึ่งก็ว่าได้ สำหรับ ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต เพราะชอบสรรหาสารพัดเกมมาเล่นยามว่างในกองถ่าภาพยนตร์ จำเนียรวิเวียนโตมร หนังแอ็คชั่นคอมเมดี้สวัสดีปีใหม่ของผู้กำกับ ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ ไม่ว่าจะเป็นเกมใบ้คำ, เกมชาเย็น, เกมแวร์วูฟ, เกมโปเกมอน จน 2 พระเอกหนุ่ม บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ และ อาเล็ก ธีรเดช เมธาวรายุทธ ยอมใจในความอะเลิท พร้อมยกฉายา หัวโจก ให้สาวชมพู่เหตุเพราะชอบป่วนด้วยการชวนนักแสดงคนอื่น ๆ เล่นเกมตลอดเวลา !! พบกับ ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ในบท วิเวียน ได้ในภาพยนตร์ จำเนียรวิเวียนโตมร เข้าฉาย 29 ธันวาคมนี้พร้อมกันทั่วประเทศ และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารภาพยนตร์ จำเนียรวิเวียนโตมร เพิ่มเติมได้ที่ https://m39.studio/ILoveYou2