ในผับ

ชีวิตที่ถูกบันทึกไว้ในโลกภาพยนตร์ของ ฟิเดล คาสโตร
ฟิเดล คาสโตร

หากเอ่ยชื่อของ ฟิเดล คาสโตร (1926 - 2016) ตลอดช่วงชีวิตในฐานะผู้นำของสาธารณรัฐคิวบา ซึ่งคาสโตรได้นำแนวคิดสังคมนิยมมาใช้ปฏิรูปประเทศ ได้สร้างขอถกเถียงให้เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในมุมยกย่องคาสโตรผู้มั่นคงในการต่อต้านระบอบทุนนิยมและจักรวรรดินิยมอย่างเข็มแข็งตลอดชีวิตในการปกครองคิวบา (ก่อนจะส่งไม้ต่อให้น้องชาย ราอูล คาสโตร ขึ้นมาปกครองประเทศเมื่อ พ.ศ. 2551) หากในอีกมุมหนึ่งภายใต้การปกครองประเทศด้วยระบบสังคมนิยมของคาสโตรเอง ก็ถูกโจมตีถึงการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนและถูกตราหน้า (จากฝ่ายตรงข้าม) ว่าเป็นผู้นำเผด็จการแสนโหดเหี้ยม - ชีวิตของคาสโตรถูกถ่ายทอดไว้พอสมควรในรูปแบบของภาพยนตร์ เพื่อร่วมระลึกถึงการเสียชีวิตของ ฟิเดล คาสโตร ในวัย 90 ปี เราจึงขอพาย้อนไปชมหลากมุมมองชีวิตในโลกของภาพยนตร์ของ ฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำผู้อื้อฉาวและเต็มไปด้วยสีสันผู้นี้ หนังสารคดี ชีวิตของ ฟิเดล คาสโตร ถูกเล่าในรูปแบบหนังสารคดีมากมาย โดยรูปแบบส่วนใหญ่คือการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญที่อยู่ในห่วงเวลานั้น ผสมผสานกับฟุตเตจฟิล์มส่วนตัวของคาสโตรที่บันทึกไว้ในวาระต่างๆ ตัวอย่างเช่น Fidel (2001) ของผู้กำกับ เอสเตลา บราโว ,The Fidel Castro Tapes (2014) สารคดี 56 นาทีของ ผกก. ทอม เจนกินส์ ที่เน้นโชว์ฟุตเตจหายากซึ่งได้มาจากหอภาพยนตร์คิวบา, Name ID : Fidel Castro (2004) สารคดีซีรีส์ยาว 7 ตอนของ ผกก. อเล็กซ์ ราโมเน็ต ที่ทำขึ้นในวาระครบรอบ 50 ปี ของเหตุการณ์โจมตีที่มอนคาดา อันเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิวัติในคิวบาของคาสโตร แต่ถ้าจะพูดถึงสารคดีที้ได้คาสโตรเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง คงต้องยกให้สารคดีไตรภาคของ โอลิเวอร์ สโตน ทั้ง Comandante (2003), ที่ตัวสโตนได้เดินทางไปคิวบาเพื่อทำสารคดีเกี่ยวกับตัวคาสโตรเอง ซึ่งตัวหนังได้บันทึกช่วงเวลาที่สโตนติดตามคาสโตรไปยังที่ต่างๆ ไปจนถึงฟุตเตจใกล้ชิดชนิดจับเข่าคุยของทั้งสองในการสนทนา โดยที่หนังเปิดตัวในเทศกาลหนังซันแดนซ์ แต่ก็ถูกออกจากโปรแกรมฉายทางช่อง HBO ไปในนาทีสุดท้าย โดยสโตนยังคงสานต่อการเล่าถึงต้วคาสโตร ทั้ง Looking for Fidel (2004) ที่สโตนเล่าถึงเหตุการณืเมืองในคิวบาที่ล้อไปกับเหตุชายชาวคิวบา 3 คนจี้เครื่องบินเพื่อขอเดินไปอเมริกา และ Castro in Winter (2012) ที่สโตนเดินทางกลับไปคิวบาอีกครั้งในปี 2009 ณ ช่วงเวลาที่คาสโตรลงจากตำแหน่งทางการเมือง โดยนอกจากนี้ยังสารคดีอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวคาสโตรแบบอ้อมๆ เช่น I Am Cuba (1964, มิคคาอิล คาลาโตซอฟ) หนังสารคดีรัซเซีย-คิวบาที่ถูกลืม ก่อนถูกค้นพบและเผยแพร่โดยคนทำหนังอเมริกาในอีก 30 ปีต่อมา โดยมันคือสารคดีบันทึกสภาพของสังคมคิวบาในช่วงก่อนถูกปฏิวัตโดยคาสโตร ซึ่งตัวหนังถูกยกย่องในแง่การถ่ายทำและการตัดต่ออย่างสูง, Waiting for Fidel (1974, ไมเคิล รับโบ) ที่บันทึกภารกิจ(อันล้มเหลว)ในการตะลุยคิวบาเพื่อไปสัมภาษณ์ตัวคาสโตรของนักข่าวจากแคนาดา, Buena Vista Social Club (1999, วิม เวนเดอร์) ไร คูเดอร์ นักดนตรีแจ๊สชื่อดังที่ลาวงการไปแล้ว หากแต่การเดินทางไปเที่ยงกรุงฮาวานาของเขา กลับทำให้พบกลุ่มนักดนตรีแจ๊สสูงวัยมากพรสวรรค์ของคิวบา, I am Cuba, the Siberian Mammoth (2005, วินเซ็นต์ เฟอร์ราซ) ,Maradona by Kusturica (2008, อีเมียร์ คุสตูริกา) สารคดีอัตชีวประวัติของยอดนักฟุตบอลผู้อื้อฉาว โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวมาราโดน่ากับคาสโตรด้วย และ Will the Real Terrorist Please Stand Up (2010, ซาอูล ลันเดา) บันทึกความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกาและคิวบา ผ่านประวัติของกลุ่มสายลับ "the Cuba five" ในไมอามี เป็นต้น ซีเควนต์เปิดเรื่องสุดงดงามของ I Am Cuba (1964, มิคคาอิล คาลาโตซอฟ) https://www.youtube.com/watch?v=eOLVm_9UcRw ภาพยนตร์ น่าแปลกที่กลับไม่ค่อยมีหนังที่เล่าชีวิตของฟิเดล คาสโตร โดยตรงนัก เช่น Fidel (2002, เดวิด แอ็ตต์วูด) หนังอัตชีวประวัติของคาสโตรที่ยาวถึง 200 นาที (โดยยังได้ กาแอล กาเซีย เบอร์นัล มารับ เช กูวารา ที่คนดูสามารถอ้างอิงไปถึงหนังที่เขาแสดงนำอย่าง The Motorcycle Diaries) แต่ที่เหลือนั้นเรื่องราวของคาสโตรมักปรากฏในหนังอื่นเป็นบทสมทบ หรือไปก็เป็นเพียงฉากหลังถูกอ้างถึงในเรื่องเท่านั้น เช่นในหนังอัตชีวประวัติของ เช กูวารา หลายๆ เรื่อง อย่าง Che ฉบับ 1969 ของ ริชาร์ด เฟรเชอร์ และฉบับ 2008 ของ สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก รวมไปถึง The Motorcycle Diaries ผลงานปี 2004 ของ วอลเตอร์ ซัลเลส เป็นต้น และนี่คือหนังบางส่วนซึ่งนำเรื่องราวของคาสโตร ไปจนถึงประเทศคิวบาในช่วงเวลาที่เขาปกครองมาเล่าในรูปแบบภาพยนตร์ Cuba libre (2005, เรย์ การ์เซีย) หนังตลกร้ายว่าด้วยกลุ่มผู้ประท้วงที่บุกสถานฑูตคิวบาในกรุงมาดริด, ประเทศสเปน อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่คิวบามีการเลือกตั้งครั้งแรก The Lost City (2005, แอนดี การ์เซีย) ผลงานกำกับของนักแสดงฮอลลีวูดเชื้อสายคิวบาผู้นี้ จับช่วงเวลาในการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลภายใต้การปกครองของฟุลเคนเซียว บาติสตา สู่การเปลี่ยนแปลงปฏิวัติประเทศของคาสโตร ผ่านเรื่องราวของเจ้าของผับสุดหรูในกรุงฮาวาน่า I Love Miami (2006, อเลฆันโดร กอนซาเลส ปาดิลลา) หนังเม็กซิโกที่ว่าด้วยเหตุการณ์เดินทางมาเยือนไมอามีของคาสโตร (เหตุการณ์สมมติ) โดยหนังเล่าถึงหลากผู้คนชาวคิวบาในพื้นที่ซึ่งมีปฏิกิริยาต่อการมาเยื่อนของคาสโตรแตกต่างกัน Memorias del desarrollo (2010, มิเกล โคยูลา) ภาวะไร้สุขในโลกศิวิไลว์ของเหล่าศิลปินชาวคิวบาที่หลบหนีออกจากประเทศซึ่งยังคงทีในรูปแบบระบอบสังคมนิยม กลายเป็นหนังสุดเซอร์ที่ฉายภาพอันไม่ปะติดต่อที่แสดงให้เห็นความสับสนของพวกเขา (ชมตัวอย่าง) Company Man (2000, ปีเตอร์ แอสกิน และ ดักลาส์ แม็คกราธ) หนังฮอลลีวูดตลกร้าย ว่าด้วยครูหนุ่มสุดเนิร์ดผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนแกรมม่า ที่ตกกระไดพลอยโจนกลายมาเป็นสายลับ CIA ไปที่คิวบา คาสโตร..ในฐานะนักแสดง! แต่สิ่งที่สนใจคือ ในช่วงชีวิตหนึ่งของคาสโตร ตัวเขายังเคยเข้ามาในวงการฮอลลีวูดในฐานะนักแสดงประกอบของหนังถึงสองเรื่องในปี 1946 ได้แก่ Holiday in Mexico ผลงานกำกับของ จอร์จ ซินนีย์ โดยคาสโตรรับบทเป็นนักเต้นรุมบ้า (นักเต้นรุมบ้า คนที่สองจากซ้ายมือ ในตัวอย่างภาพยนตร์ นาทีที่ 2.10) และ Easy to Wed ของผู้กำกับ เอ็ดเวิร์ด บัซเซลล์ ในบทหนึ่งในชายหนุ่มที่นั่งอยู่ริมสระน้ำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

อีกหนึ่งความทุ่มเท ! “เต๋อ-ฉันทวิชช์” ยอมเพ้นท์สีทั้งตัวใน
ฉันทวิชช์ ธนะเสวี /  นิษฐา จิรยั่งยืน / 

อีกหนึ่งความทุ่มเท ! “เต๋อ-ฉันทวิชช์” ยอมเพ้นท์สีทั้งตัวใน "แฟนเดย์ฯ" เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี พระเอกมากความสามารถจาก แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว หนังรักเรื่องใหม่ของผู้กำกับพันล้าน โต้ง บรรจง ปิสัญธนะกูล ค่าย GDH ผู้สวมบท เด่นชัย หนุ่มไอทีสุดเนิร์ดที่ไร้ตัวตน ที่คอยเฝ้ามองนุ้ย สาวมาร์เก็ตติ้งสุดฮอตประจำออฟฟิศ รับบทโดย มิว นิษฐา จิรยั่งยืน ซึ่งในฉากงานเลี้ยงที่พนักงานทุกคนต้องแต่งแฟนซีเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ เต๋อในบทเด่นชัยขอแต่งเป็นมนุษย์ล่องหน ไร้ตัวตนใช้เวลาแต่งบอดี้เพ้นท์กว่า 3 ชั่วโมงเพื่อความสมจริง โดยไปถ่ายทำกันที่ผับเดโม ย่านเอกมัย ขณะที่เต๋อแต่งเป็นมนุษย์ล่องหน สาวมิวก็แต่งเป็น ทิงเกอร์เบล ภูตสาวสวยสุดฮอตในงาน เต๋อ ฉันทวิชช์ เล่าว่า “ฉากที่แต่งตัวเป็นมนุษย์ล่องหนเป็นไอเดียที่มีมาตั้งแต่เริ่มต้นว่าตัวละครเด่นชัยเป็นคนที่ไม่มีใครมองเห็น อยู่แบบไร้ตัวตน วันที่บริษัทมีงานเลี้ยงแต่งแฟนซีธีมซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีพลังวิเศษ ตอนแรกผมรู้สึกกังวลเหมือนกันว่า แต่งเป็นมนุษย์ล่องหนจะออกมาเหมือนมั้ย พอทีมบอดี้เพ้นท์มาช่วยเพ้นท์ทั้งตัวใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงในการเพ้นท์  พอไปยืนตรงกำแพงผมถึงกับตกใจ ว่ามันเหมือนมาก ตัวผมกลืนเข้าไปกับลายกำแพง เหมือนคนไร้ตัวตนจริง ๆ ทำให้มิวมองไม่เห็นผม ซึ่งเป็นฉากที่หมามองเครื่องบินอย่างผมคงได้เฝ้ามองนุ้ยอยู่ห่าง ๆ ทุกครั้งที่เข้าฉากกับมิว แล้วผมเป็นเด่นชัยจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจทุกครั้ง เรียกว่ามิวส่งพลังทางการแสดงให้ผมเล่นเป็นเด่นชัยได้ทุกครั้ง เรียกว่าหนังเรื่องนี้พวกเราทุ่มเทกันสุด ๆ ในทุกฉากเพื่อให้หนังออกมาสนุกครบรส ทั้งสนุก ซาบซึ้ง ประทับใจ 1 กันยาไปให้กำลังใจพวกเราด้วยนะครับ ทุกโรงภาพยนตร์” แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว กำหนดฉาย 1 กันยายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

ดีเจภูมิ โอดโดนยกเลิกงานสูญรายได้ 2 ล้าน! เห็นใจ น็อตกราบรถ รับโทษพอแล้ว!!
ดีเจภูมิ ภูมิใจ /  ดีเจภูมิ / 

        หลังจาก ดีเจภูมิ ภูมิใจ โพสต์ว่าเคยมีกรณีรถแลมโบกินีของตนโดนเฉี่ยวคล้ายๆ กับ น็อต อัครณัฐ แต่ตนไม่โกรธและไม่เอาเรื่องเพราะคู่กรณีพูดจาดีมีมารยาท ซึ่งจบคนละแบบต่างกับ น็อต กราบรถ ทั้งสองกรณีจึงถูกชาวเน็ตนำมาเปรียบเทียบกัน งานนี้ ดีเจภูมิ ขอบคุณทุกคำชื่นชมที่มีสติพอและเคลียร์กันจบด้วยดี ส่วนตัวเข้าใจและให้อภัยต่อการกระทำของ น็อต เพราะมองว่าได้รับโทษพอแล้ว หากมีโอกาสก็จะส่งข้อความไปให้กำลังใจน้อง พร้อมทั้งเผยว่าช่วงที่ผ่านมาถูกยกเลิกงานทั้งหมด ธุรกิจก็ได้รับผลกระทบ สูญเสียรายได้ร่วม 2 ล้านบาทแล้ว แต่มองในแง่ดีว่าทำให้มีเวลาว่างได้ท่องเที่ยวและพักผ่อนมากขึ้น              "คนชมเรื่องรถแลมโบกินีตื้นตันใจมากเลย ธรรมดาไม่ค่อยมีใครชื่นชมเท่าไหร่ ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปีครึ่งแล้วนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นกับน้องน็อต ผมเข้าใจ 100% เลย เพราะว่าวันนั้นตอนที่โดนชน ผมหน้าแดงเลยโมโหมาก เพราะผมก็เป็นคนที่รักรถมาก แต่พอลงจากรถมา คู่กรณีเค้ามารยาทดีมาก นอบน้อมมากจนผมรู้สึกว่าความโกรธมันหายไปทันทีเลยและอยากจะแชร์เรื่องนี้ อย่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับน็อตผมเข้าใจเค้านะ คนที่รักรถมากๆ ก็เหมือนคนที่รักแฟนมากๆ เหมือนมีใครวิ่งมาจับก้นแฟนเราประมาณนั้นเลย ก็ต้องตามต้องเจอกันหน่อย แต่ตัวเค้าเองก็ทำเกินไปและแรงเกินไป แต่ผมว่ามันก็เป็นบทเรียนที่สำคัญกับชีวิตเค้า เค้าอาจจะได้รับคำตัดสินและโทษพอแล้ว ถึงเวลาแล้วที่เราจะให้อภัยน้องเค้าแล้ว ก็ถือว่าตอนนี้หนักมากสงสารน้องเหมือนกัน รู้จักกันแต่ไม่ได้สนิทอะไรกันมากมาย"              "โดนเปรียบเทียบสองเหตุการณ์นี้ก็อย่างที่บอกครับ ด้วยกรณีของผมที่เจอคู่กรณีที่จิตใจดีทำให้เราใจเย็นขึ้น แต่ถ้าผมเจอคู่กรณีที่ใจร้อนปากไม่ดี ผมว่าเหตุการณ์ก็คงไม่ต่างจากน็อตเท่าไหร่หรอกครับ ผมคิดว่าผมโชคดีมากกว่า ส่วนตัวกับน้องไม่ได้คุยเลยครับ ก่อนหน้านี้อยู่ต่างประเทศ 2-3 อาทิตย์ กลับมาก็ได้ยินข่าว เคยคิดแต่ยังไม่ได้ทำนะ ก็อยากจะส่งเมสเสจไปให้กำลังใจน้องเหมือนกัน ก็รู้สึกว่าเค้าโดนมาพอแล้วแหละ หน้าที่การงานก็กระทบกระเทือนไปมากมายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นตัวผม ผมก็ให้อภัยแล้ว แต่ถ้าคนอื่นจะยังไงก็แล้วแต่คุณแล้วกัน"              "สำหรับคนที่ใช้รถใช้ถนน ผมว่าทุกอย่างบนโลกนี้สติคือสิ่งสำคัญที่สุดเลย ขาดสติแล้วสิ่งแย่ๆ จะเกิดขึ้นกับตัวเรา ถ้ามีสติทุกอย่างมันสงบครับ สิ่งนอกกายทั้งหลายมันสามารถซื้อใหม่ได้ ถ้ามีใครบาดเจ็บมันก็สามารถรักษาได้ แต่ว่าเครดิตอย่างตัวผมหรือตัวน็อตมันค่อยๆ สร้างมาตลอดชีวิตเลย 10 ปีในวงการนี้ ถ้าคุณขาดสติครั้งเดียว คุณสามารถเสียอนาคตไปได้เลย และผมเชื่อว่าอาจจะไม่ใช่ตัวน็อตคนเดียว ผมไม่รู้นะว่าน็อตต้องดูแลครอบครัวหรือรับผิดชอบใครบ้าง แต่มันพังไปหมดเลยกับการเสียสติชั่ววูบเพียงแค่คลิปไม่กี่นาทีเท่านั้น เพราะฉะนั้นฝากไว้แล้วกันครับให้มีสติ"              "เท่าที่ผมเจอน็อตทุกครั้งเค้าน่ารักมาก แน่นอนว่าเด็กผู้ชายทุกคนจะมีโมเม้นท์แบบนั้น ผมก็เคยผ่านช่วงคึกคะนอง เข้าผับโดนใครเหยียบเท้าเราทีนึง เราก็ขึ้นแล้วโมโหแล้ว ใครพูดจาไม่ดีกับเรา เราก็ใส่แล้ว ผมเชื่อว่าน็อตก็เป็นลูกผู้ชายคนนึง แต่เวลาอยู่กับเพื่อนๆ พี่ๆ เป็นคนจิตใจดี เป็นน้องชายที่น่ารักครับ วันนี้ไม่ได้ปกป้องนะ แต่สำหรับตัวผมเองเลือกที่จะให้อภัยแล้ว เพราะเค้าโดนมาเยอะแล้ว ก็อาจจะมีส่งข้อความส่วนตัวไป แต่ถ้าไปคอมเม้นท์รวมเดี๋ยวจะโดนดราม่า"              "ที่โพสต์ไอจีว่าไม่มีงานทำ เพราะช่วงนี้โดนแคนเซิลงานเยอะนะครับ แต่ก็ยังดีเพราะเป็นคนชอบท่องเที่ยวอยู่แล้ว ช่วงนี้ก็เลยมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ผมว่าเดี๋ยวอีกสักพักงานก็กลับมาใหม่ครับ ตอนนี้พักเต็มที่เลย เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ไปฮ่องกงแล้ว กลับมาก็ไปภูเก็ตต่อ เป็นช่วงตักตวงสำหรับผม ผมว่าเงินมันสำคัญนะ แต่เมื่อคุณมีเงินแล้วสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือเวลา มีงานก็ดีได้เงิน มีเวลาก็ดี ได้ท่องเที่ยวเรียนรู้และรู้จักตัวเองมากขึ้น ตอนนี้พักยาวไป งานจะเริ่มกลับมาช่วงเดือนมกราคมครับก็อีกสักพัก แต่ก็เป็นห่วงอีกหลายๆ คนครับ ผมก็มีน้องๆ ที่ทำธุรกิจเยอะ ช่วงนี้ก็หนักกันหมดกระทบธุรกิจเละเทะเหมือนกัน แต่โชคดีที่ผมไม่ได้มีภาระอะไรมาก ยังพอมีเงินเก็บอยู่บ้างเลยพอไปได้"              "ผมว่าสำหรับคนในวงการบันเทิงค่อนข้างซีเรียสเลย ถ้าขาดรายได้สัก 2-3 เดือน เราต้องมองภาพรวมแต่ละคนวิถีชีวิตไม่เหมือนกัน ทุกคนมีภาระของตัวเอง ดูแลพ่อแม่ ผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด ถ้าไม่มีเงินสัก 2-3 เดือนก็หนักนะครับ มีน้องๆ โทรมาขอยืมเงินเยอะมาก ก็เป็นสิ่งที่ดีถ้าใครที่รู้จักออมเงินเอาไว้ ไม่ใช้เงินเกินตัว ตัวผมเองก็รู้สึกดีเพราะก่อนหน้านี้รู้ว่าปีหน้าเราจะมีงานเข้ามาเยอะ ล็อคเอาไว้หลายคิวเลย เดือนที่แล้วผมเสียรายได้เกือบ 2 ล้านนะ ก่อนหน้านี้ผมอยากจะซื้อรถตู้อีกสักคันนึง โชคดีมากเลยที่ยังไม่ได้ซื้อ เพราะเราชอบใช้เงินที่เรายังไม่มี เพราะเรารู้ว่าเดี๋ยวปลายเดือนเราก็จะได้เงินแล้ว เราชอบซื้อของโดยใช้เงินในอนาคต ตรงนี้ก็ถือเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับผมที่ยับยั้งชั่งใจเอาไว้เลยรอดไป ธุรกิจอาหารคลีนก็โดนผลกระทบมากเลยครับ ยอดร่วงลงมา 70% ได้ ก็ยังแปลกใจว่าเหตุการณ์นี้กระทบกับอุตสาหกรรมการกินและอาหารด้วย แต่กระทบหมดครับ เสื้อผ้าด้วย แต่ยังไงเราก็โอเคครับ ยอดเริ่มกลับมาแล้วครับ" ดีเจภูมิ กล่าว       ดีเจภูมิ ภูมิใจ   ดีเจภูมิ ภูมิใจ   ดีเจภูมิ ภูมิใจ   ดีเจภูมิ ภูมิใจ   น็อต อัครณัฐ  

เปิดกรุ!! หนุ่มหล่อเจ้าของผับดังแฟนเก่า อุ้ม ลักขณา ก่อนคบ บอล กฤษณะ!!
อุ้ม ลักขณา /  ข่าว อุ้ม ลักขณา / 

  ยังคงเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ถูกกล่าวถึงอย่างหนักสำหรับนักแสดงสาวเซ็กซี่ อุ้ม ลักขณา กับแฟนหนุ่ม บอล กฤษณะ จากกรณีการ์ดร้านมาลินสกายรุมตื๊บลูกนายพล ซึ่งด้าน บอล กฤษณะ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ นำตัวมาฝากขังยังศาลจังหวัดเชียงใหม่ ในคดีร่วมกันทำร้ายลูกนายพล และศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้พิจารณาอนุญาตให้ประกันตัวแล้ว โดยยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 200,000 บาท งานนี้ทั้ง อุ้ม-บอล ต่างถูกขุดคุ้ยเรื่องในอดีต และถูกวิจารณ์อย่างหนักกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   และยังมีหนุ่มหล่ออีกรายซึ่งเป็นอดีตหวานใจคนล่าสุดของ อุ้ม ลักขณา ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะมาคบกับ บอล กฤษณะ ได้ถูกขุดมาเปรียบเทียบกัน โดยหนุ่มหล่อรายนี้น่าสนใจไม่น้อยนั่นก็คือ หนุ่มเอก เอกพล จันทร์ชูวณิชกุล ซึ่งเคยคบหากับ อุ้ม ลักขณา ในช่วงปี 2558 โดยที่ หนุ่มเอก เป็นนักธุรกิจเจ้าของผับที่ภูเก็ต และสาเหตุที่เลิกรากันไปนั้นเพราะรักแท้แพ้ระยะทาง และต่างคนต่างไม่มีเวลาให้กัน ทั้งๆ ที่ทั้งคู่ได้พยายามคุยกันแล้วแต่ก็ไม่ได้ผล สุดท้ายสาวเซ็กซี่อย่าง อุ้ม ลักขณา ก็เลยต้องขอเป็นฝ่ายถอยห่างเอง งานนี้เราเลยแอบส่องโปรไฟล์ หนุ่มเอก กันซะหน่อย แถมหนุ่มหล่อรายนี้ก็ไม่ธรรมดานะจ๊ะ เพราะเคยเป็นอดีตหนุ่มโสด Take Me Out Thailand ด้วยนะจะบอกให้!! ขอบคุณภาพเพิ่มเติมจาก IG aummy     อุ้ม เอก แฟนเก่า   เอก แฟนเก่า อุ้ม ลักขณา   เอก แฟนเก่า อุ้ม ลักขณา   อุ้ม ลักขณา   อุ้ม บอล