ในผับ

เปิดกรุ!! หนุ่มหล่อเจ้าของผับดังแฟนเก่า อุ้ม ลักขณา ก่อนคบ บอล กฤษณะ!!
อุ้ม ลักขณา /  บอล กฤษณะ / 

  ยังคงเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ถูกกล่าวถึงอย่างหนักสำหรับนักแสดงสาวเซ็กซี่ อุ้ม ลักขณา กับแฟนหนุ่ม บอล กฤษณะ จากกรณีการ์ดร้านมาลินสกายรุมตื๊บลูกนายพล ซึ่งด้าน บอล กฤษณะ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ นำตัวมาฝากขังยังศาลจังหวัดเชียงใหม่ ในคดีร่วมกันทำร้ายลูกนายพล และศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้พิจารณาอนุญาตให้ประกันตัวแล้ว โดยยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 200,000 บาท งานนี้ทั้ง อุ้ม-บอล ต่างถูกขุดคุ้ยเรื่องในอดีต และถูกวิจารณ์อย่างหนักกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   และยังมีหนุ่มหล่ออีกรายซึ่งเป็นอดีตหวานใจคนล่าสุดของ อุ้ม ลักขณา ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะมาคบกับ บอล กฤษณะ ได้ถูกขุดมาเปรียบเทียบกัน โดยหนุ่มหล่อรายนี้น่าสนใจไม่น้อยนั่นก็คือ หนุ่มเอก เอกพล จันทร์ชูวณิชกุล ซึ่งเคยคบหากับ อุ้ม ลักขณา ในช่วงปี 2558 โดยที่ หนุ่มเอก เป็นนักธุรกิจเจ้าของผับที่ภูเก็ต และสาเหตุที่เลิกรากันไปนั้นเพราะรักแท้แพ้ระยะทาง และต่างคนต่างไม่มีเวลาให้กัน ทั้งๆ ที่ทั้งคู่ได้พยายามคุยกันแล้วแต่ก็ไม่ได้ผล สุดท้ายสาวเซ็กซี่อย่าง อุ้ม ลักขณา ก็เลยต้องขอเป็นฝ่ายถอยห่างเอง งานนี้เราเลยแอบส่องโปรไฟล์ หนุ่มเอก กันซะหน่อย แถมหนุ่มหล่อรายนี้ก็ไม่ธรรมดานะจ๊ะ เพราะเคยเป็นอดีตหนุ่มโสด Take Me Out Thailand ด้วยนะจะบอกให้!! ขอบคุณภาพเพิ่มเติมจาก IG aummy     อุ้ม เอก แฟนเก่า   เอก แฟนเก่า อุ้ม ลักขณา   เอก แฟนเก่า อุ้ม ลักขณา   อุ้ม ลักขณา   อุ้ม บอล  

เป้ อารักษ์ ส่งซิงเกิ้ลแนวดิสโก้สุดเก๋
Dance Song /  ฉันออกไปเต้นกับเพลงที่ไม่คิดจะฟัง / 

    เว้นช่วงห่างจากซิงเกิลที่แล้วไปพักใหญ่ สำหรับนักร้องหนุ่มเป้ อารักษ์ ที่หลังจากเจ้าตัวกลับมาจับกีต้าร์ไฟฟ้าวาดลวดลายในเพลงช้า ซึ้งๆเน้นอารมณ์อย่างเพลงคิดถึง และเพลงแพ้ ที่ปล่อยออกมาให้ได้ฟังเมื่อปลายปีก่อน ล่าสุดทำเอาแฟนเพลงเซอร์ไพร์สไปตามๆกัน เมื่อเป้กลับมาพร้อมซิงเกิลแนวดิสโก้สุดเก๋ "ฉันออกไปเต้นกับเพลงที่ไม่คิดจะฟัง (Dance Song)" พร้อมอัลบัมใหม่ที่ใช้ชื่อว่า เหล็กกับไม้ (WOOD AND STEEL) ซึ่งจะวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายนนี้     "ฉันออกไปเต้นกับเพลงที่ไม่คิดจะฟัง (Dance Song)" เพลงจังหวะดิสโก้ ชวนเต้นที่เนื้อหาแต่งจากประสบการณ์จริงของเป้ที่เป็นคนไม่ค่อยชอบเที่ยวกลางคืนสักเท่าไร จะออกไปตระเวนราตรีก็ต่อเมื่อต้องออกไปดูคอนเสิร์ตหรือไปฟังเพลงที่ชอบเท่านั้น แต่ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป้ยอมพาตัวเองออกไปเต้นในผับและฟังเพลงเสียงดังได้ก็คือการได้ไปเจอผู้หญิงที่เขาชอบ ซึ่งเพลงนี้เป้ยังคงร่วมงานกับโปรดิวเซอร์คนเดิมอย่าง ฮิวโก้ – จุลจักร จักรพงษ์ รวมถึงเจ - มณฑล จิรา ที่มาช่วยมิกซ์และมาสเตอริ่งให้เพลงนี้กลายเป็นสีสันใหม่ที่ไม่เคยได้ยินจากเป้ อารักษ์ แอนด์ เดอะปีศาจแบนด์มาก่อน     ในส่วนของมิวสิควิดีโอก็ได้นักร้อง นักแสดงสาวสุดแนว นท พนายางกูร และ นีโน่ วงษ์ไชยเสรี นายแบบหนุ่มไฟแรงมากความสามารถ มารับบทพระเอก-นางเอกเอ็มวี และยังมีวงรุ่นน้องในค่าย What The Duck อย่าง De Flamingo มาร่วมแจมความสนุกในมิวสิควิดีโอเพลงนี้อีกด้วย เรียกว่าถ้าใครได้ดูและได้ฟังเพลงนี้แล้วต้องอยากออกไปเต้นแน่นอน

หวาย ร่ำไห้! ถูกคู่กรณีซ้อม-ขวดฟาดหัวไม่รู้สาเหตุ ยันไม่ได้เมาอาละวาดตามคลิป
หวาย ปัญญริสา

       หลังมีการแชร์คลิปหลุดกระหน่ำโซเชียลที่อ้างว่า นักร้องสาว หวาย ปัญญริสา และแฟนหนุ่มเมาอาละวาดโชว์กร่างกลางป่าตอง จ.ภูเก็ต ซึ่งเจ้าตัวโพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วว่าไม่เป็นความจริงทั้งหมด ล่าสุด สาวหวาย เดินทางมาเปิดใจครั้งแรกกับกรณีคลิปหลุดใน รายการปากโป้ง ทางช่อง 8 โดยเล่าเหตุการณ์ทั้งน้ำตา ทั้งช็อกและเจ็บใจที่ถูกคู่กรณีทำร้ายร่างกายอย่างหาสาเหตุไม่ได้ถึง 2 ครั้ง ทั้งซ้อมและเอาขวดฟาดศีรษะจนทำให้มีอาการปวดหัวมาก ซึ่งเธอเคยมีอาการกะโหลกร้าวจากอุบัติเหตุตกมอเตอร์ไซค์เมื่อปี 2556 มาแล้ว พร้อมยืนยันตนไม่ได้เมาอาละวาด วอนอย่าตัดสินแค่การฟังความข้างเดียวจากคลิป ตอนนี้ยังไม่แจ้งความดำเนินคดี รอปรึกษาผู้ใหญ่และรวบรวมหลักฐานต่อไป              "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถ้าให้เล่าแบบสั้นๆ เลยเราถ่ายรูปกับแฟนคลับอยู่ มีคนเดินเข้ามาถามว่า กวนเราเหรอ เราบอกว่าเปล่าถ่ายรูปกับแฟนคลับอยู่ รู้ตัวอีกทีคือมีคนเอาของมาฟาดหัวข้างหลังแล้วก็ล้มลงไป ตอนนั้นมึน ช็อก หลายอย่างค่ะ ความรู้สึกมันวนเวียนไปหมด พอลุกขึ้นมาได้เราก็ยอมเดินออกมา พอสติกลับมาก็รู้สึกว่าใครทำเรา เกิดอะไรขึ้น รู้สึกปวดหัวมาก ตัวเราก็เคยกะโหลกร้าวมันเลยคิดมากไปหมดเลย ปวดขนาดนี้อะไรเกิดขึ้นข้างใน และตอนนั้นก็ไม่เห็นคู่กรณีแล้ว อยู่ดีๆ เค้าก็กลับมารอบที่ 2 อย่างที่เห็นกันในคลิปคือจุด 2 ที่ทุกคนเห็นว่าเมาอาละวาด แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เราโดนกระทำเป็นรอบที่ 2 ก็พยายามปกป้องตัวเอง มีการตะโกนว่าใครทำ ทำทำไม ตัวหนูทุกอย่างมันจำไม่ค่อยได้เลย ตัวหนูเองคิดว่าอยู่กับพื้นนานอยู่เหมือนกัน"              "ไม่รู้จักคู่กรณี ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยทักทายกันมาก่อน มันเลยเจ็บใจมากค่ะ ต้องบอกทุกคนเลยว่าคืนนั้นเป็นวันที่หนูแฮปปี้มากจริงๆ มันเลยเอฟเฟกต์กับหนูมาก จะกลับบ้านแล้วอยู่ดีๆ ก็มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น วันนั้นมีนัดทานข้าวกับคุณพ่อคุณแม่ของแฟน ได้มีการคุยเรื่องงานกัน หลังจากนั้นเราไปข้างนอกกันต่อจะได้รีแลกซ์ หวายเองก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหนบ่อย ตอนไปเที่ยวที่ผับเสร็จออกมาจะขึ้นรถก็เกิดเรื่องขึ้นเลย"              "ตัวหนูเอง เราไม่ได้สังเกตเค้า ไม่เห็นเค้าเลย ตอนอยู่ในผับไม่ได้ไปเดินชนใครทั้งสิ้น อยู่ในผับตัวหวายเองรู้ว่าวันนั้นมีสติเต็มร้อยค่ะ ไม่ได้ดื่มค่ะ มีสติแฮปปี้มาก หนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคิดว่าอยู่ดีๆ หนูจะไปมีเรื่องกับใคร หรือมีปัญหากับใคร ไม่ได้เป็นคนแบบนั้นอยู่แล้วค่ะ แฟนได้ดื่มแต่ดื่มน้อย เบียร์ขวดเดียว เอาจริงๆ อยากให้ทุกคนตัดเรื่องแอลกอฮอล์ไปสักที เพราะมันไม่ได้เกี่ยวเลย ถ้าอยากจะทราบว่ามีแอลกอฮอล์ในเลือดมั้ย หรือถ้าไม่เชื่อหวายก็ลองโทรคุยกับสารวัตรได้"             "ก่อนหน้านี้ตัวหวายเองไม่เคยมีกระทบกระทั่งกับคนในพื้นที่จริงๆ ไม่เคยไปมีเรื่องกับใคร หรือหาเรื่องใครในที่ของเค้า ส่วนเหตุการณ์ก่อนที่เคยทะเลาะวิวาทภูเก็ต ไม่เกี่ยวแน่นอนค่ะ อย่างที่บอกว่าตอนนั้นเพื่อนหนูเป็นคนโดน หนูไม่ได้โดนอะไรเลย คู่กรณีของเพื่อนหนูก็ไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวหนูเลย หนูแค่ตกใจและถามว่าทำเพื่อนฉันทำไม แต่คราวนี้หนูโดนเองเลย โดนแบบงงๆ ไม่เข้าใจว่าเค้าทำเราทำไม ทางตัวหวายอยากที่จะฟังจากเค้าเหมือนกันว่ารู้สึกยังไง มีแค่ฝ่ายชายมาคุยกับแฟนหวายว่าทางผู้หญิงผิดจริง ถ้ามีอะไร ต้องการความช่วยเหลืออะไรก็บอกได้ แต่เค้าขอไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรมาก"             "เรื่องโรงพักใช่มั้ยที่ทุกคนถามว่าทำไมไป หลังจากเกิดเหตุจุดที่ 2 หนูเป็นคนบอกคุณตำรวจเองว่าอยากไปโรงพักตอนนี้ เพื่อนเราทุกคนบอกว่าจะไปดีเหรอ เดี๋ยวเป็นข่าวนะ ก็เราโดนฉันไม่สน ตอนนั้นเราก็ยังคิดว่าอาจจะยังเป็นเรื่องที่ไม่ใหญ่โต แต่ตอนนั้นเราโดนเราเจ็บ อยากเคลียร์กับคู่กรณี ถ้าเคลียร์กันไม่ได้ก็แจ้งความ ในเมื่อคู่กรณีไม่มาแล้วตอนนั้นเราเจ็บมาก มันปวดศีรษะจริงๆ จนคิดว่าจะตาย สารวัตรบอกว่าไปโรงพยาบาลเถอะเค้าไม่มาแล้ว ไปเถอะไม่ต้องรอ"             "อาการตอนนี้มันสะเทือนใจมาก ยังช็อกอยู่ ที่มาวันนี้ สภาพจิตใจยังไม่พร้อม แต่ก็อยากออกมาเล่าให้ทุกคนฟัง จบวันนี้ไปหนูรู้สึกดีใจที่ได้ออกมาพูด แต่สภาพจิตใจตอนนี้ไม่ดีมากค่ะ ตอนนั้นไปหาหมอที่โรงพยาบาลบอกว่าโดนทำร้ายร่างกาย ตามตัวมีรอยบวมตรงศีรษะ มีช้ำบนใบหน้าดวงตา มีแผลบนตัว มีรอยช้ำบนตัว หมอขอให้แอดมิด แต่เราไม่ยอมแอดมิด พอกลับไปเช็กอีกรอบ หมอก็บอกว่าต้องแอดมิด ต้องเอ็กซเรย์ แต่หนูก็บอกว่าไม่ได้ เราต้องรีบกลับมากรุงเทพค่ะ"            "สรุปยังไม่ได้แจ้งความ อยากดำเนินคดีนะคะ แต่ต้องรอคุยกับผู้ใหญ่ค่ะ มันไม่ได้แล้วแต่หวายคนเดียวด้วย ตัวหวายเองก็อยากจะปกป้องตัวเองอยู่แล้ว แต่ต้องรอคุยกับผู้ใหญ่และรอรวบรวมหลักฐานทั้งหมดค่ะ กับคู่กรณีไม่ได้คุย ไม่ได้ติดต่ออะไรเลย แฟนผู้หญิงคนนั้นติดต่อมาทางแฟนของหวายเท่านั้น ไม่ได้คุยกับตัวผู้หญิง ไม่ได้คิดจะเจอเร็วๆ นี้หรือพูดคุยกับเค้าด้วย หนูไม่อยากเจอเค้ามันเจ็บใจมาก ตัวหนูมันไม่เหมือนเดิมแล้ว ยังช็อกมากค่ะ สภาพจิตใจไม่ดีเลย ตัวหวายเองอยากรู้มากว่าทำไมถึงทำ แต่ตอนนี้มันเจ็บมาก มันหาเหตุผลอย่างอื่นไม่ได้จริงๆ หาเหตุผลไม่ได้จริงๆ นอกจากเค้าไม่ชอบเรามาอยู่แล้ว ไม่ชอบผลงานเราถึงมาทำแบบนี้ เราไม่เคยเจอ ไม่เคยคุยมาก่อนจริงๆ มันหาเหตุผลไม่ได้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องหึงหวงแน่นอนค่ะ"             "ถามแฟนหนูแล้วว่าไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ เป็นแฟนใหม่ของพี่ผู้ชายคนที่โทรมาหา พี่เค้าโทรมาเคลียร์ให้ขอโทษเรื่องที่เกิดขึ้น ผู้หญิงผิดจริง พี่ผู้ชายเป็นเพื่อนของเพื่อนแฟนอีกที เป็นกลุ่มรู้จักกันห่างๆ อยู่แล้ว แต่วันนั้นไม่ได้อยู่โต๊ะเดียวกัน อยู่คนละโต๊ะค่ะ แฟนหนูก็ถามแล้วว่าเค้าทำเพื่ออะไร พี่ผู้ชายเค้าบอกไม่รู้ขอโทษ ตอนนั้นเมาทุกคน อีกฝ่ายเกินร้อยหมดค่ะถามสารวัตรได้ค่ะ สรุปว่าโดนเอาขวดแก้วฟาดหัวค่ะ จุดที่ 2 โดนซ้อมด้วยค่ะ ผลกระทบกับที่กะโหลกร้าวอยู่แล้วเท่าที่เช็กจากภายนอกอย่างเดียว หมอขอให้มาเอ็กซเรย์แอดมิดก็ยังไม่กลับไปจนวันนี้ ตอนนี้ก็ยังปวดอยู่ แต่หนูไม่อยากออกไปไหนเลย ไม่อยากเจอผู้คน วันนี้เป็นครั้งแรกที่ออกไปไหนหลังเกิดเรื่องและเจอคนเยอะขนาดนี้"             "อยากบอกอะไรที่คนตีความในคลิปผิดไป ก็อยากจะให้ทุกคนเข้าใจหนูด้วยและยอมรับฟังหนูบ้าง เปิดใจให้หนูบ้าง หนูเป็นคนเหมือนกัน เข้าใจว่าในคลิปที่ทุกคนได้ดูกัน มันไม่ได้มีภาพเยอะ ไม่ได้เห็นหนูหรืออะไร แต่ที่ได้ยินเสียงหวายตะโกนหรืออะไร มันเป็นเพราะเราโดนทำค่ะ เราตกใจ มันต้องมีพูดบ้าง ถามบ้าง จะให้เราโดนทำแล้วยืนนิ่งๆ เฉยๆ ร้องไห้เหรอ มันไม่ใช่ค่ะ คนเราโดนทำแบบนั้นมันตกใจอยู่แล้ว ในชีวิตนี้หนูไม่เคยโดนใครทำแบบนี้ ไม่เคยโดนใครเอาของมาฟาดใส่หัวหนูเลยค่ะ"           "วันนั้นที่บอกว่าวันนั้นหวายมีความสุขมาก คือตัวของหวายเองก็มีความเครียด มีความเศร้าจากหลายๆ อย่างเหมือนกันปีนี้ กับตัวหวายเอง ครอบครัว เพื่อน แฟนของหวายก็พอรู้อยู่บ้าง วันนั้นมันเป็นวันที่ยากมากที่จะมีความสุขได้ทั้งวันจริงๆ มันไม่ได้เป็นเรื่องปกติสำหรับหนู ช่วงก่อนนั้นมันเครียดหลายอย่าง ทั้งเรื่องเรียน เรื่องทำงานด้วย มันเลยเสียใจตรงนี้ เพราะเราพยายามที่จะมีความสุขมากๆ หลังจากนี้จะดำเนินการยังไงก็ต้องคุยกับผู้ใหญ่ก่อนจริงๆ"            "ทางครอบครัวก็ทั้งเป็นห่วงและอยู่ข้างๆ ปลอบใจตลอด เค้ารู้ว่าเราเป็นคนยังไง เค้ารู้จักเราดีที่สุด พ่อแม่ก็บอกตลอดว่าอย่าเครียดอย่าคิดมาก ข่าวก็คือข่าว รู้ว่าความจริงคือยังไง เค้าก็อยากให้เราไปแจ้งความ อยากให้เราแฮปปี้ค่ะ อะไรที่ลูกอยากก็โอเค เราอยากมั้ยมันก็อยาก ก็เห็นใจเค้านิดนึงแต่ไม่อยากพูดแบบนี้เลย เราก็เครียด ถ้าเค้าเข้ามาขอโทษ หนูคิดว่าเค้าไม่ขอโทษ แฟนเค้าก็เป็นห่วงและรู้สึกสงสาร ถ้าเค้ามาขอโทษจะให้อภัยมั้ยเหรอ ยากค่ะ จะกลับไปป่าตองอีกมั้ย ยังไงเราก็อยากกลับไปอยู่แล้วค่ะ แต่คงไม่ไปแถวนั้นเร็วๆ นี้ กลัวโดนค่ะ" หวาย กล่าว        หวาย ปัญญริสา   หวาย ปัญญริสา   หวาย ปัญญริสา   หวาย ปัญญริสา   หวาย ปัญญริสา   หวาย ปัญญริสา      

นิวเคลียร์ ป้อง! อุ้ม บอกสั่งตื้บคน ไม่ใช่นิสัยพี่สาว
นิวเคลียร์ หรรษา /  อุ้ม ลักขณา

    หลัง อุ้ม ลักขณา พี่สาวโดนพาดพิงมีรายชื่อเอี่ยวในข่าวการ์ดดาราตื้บลูกชายนายพลในผับที่ จ.เชียงใหม่ ด้านน้องสาวอย่าง นิวเคลียร์ หรรษา ออกมาโพสต์ป้อง โดยวอนให้เสพข่าวอย่างมีสติ บอกพี่สาวเป็นคนขี้สงสารคนไม่ทำเช่นนั้นแน่ ดังนี้    “สู้ๆ นะเธอ คนที่เข้ามาถล่มด่าพี่อุ้ม ก็อยากให้เสพข่าวอย่างมีสติก่อนนะคะ อย่าพึ่งฟังความข้างเดียว นิวคนนึงที่รู้ว่าเรื่องจริงเป็นไง แต่ รอพี่เค้าแถลงเองดีกว่า และลองคิดดู คนแบบพี่อุ้มเนี่ยนะจะสั่งกระทืบคน... นึกภาพตามสิ แกไปจัดการคนนั้นให้ชั้นเดี๋ยวนี้!!... มันไม่ใช่อะ คือแค่นางดูคลิปโดนต่อยอะไรนิดหน่อยนางก็ร้องไห้แล้ว ขี้สงสารคนจะตาย นิวเป็นไรนิดน่อยก็ร้องไห้ก่อนนิวซะอีก เป็นกำลังใจให้พี่สาวน้า รักเธอ #ตอนนี้นางก็ยังงงๆ กับข่าวไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเท่าไหร่เบอะๆ เกอะๆ จะตาย”    โดยทางดาราสาว อุ้ม ลักขณา และ บอล กฤษนะ แฟนหนุ่ม พร้อมด้วยเพื่อนนักแสดงที่อยู่ในเหตุการณ์การ์ดของร้าน Malin Sky ทำร้ายลูกชาย ผบ. มทบ 38 จะตั้งโต๊ะแถลงข่าวในวันนี้(27 พ.ย.) เวลา 17.00 น. ณ ชั้นดาดฟ้า The core chiangmai hotelขอขอบคุณ ภาพและข้อมูลจากอินสตาแกรม @newclear_hansa, @aummy นิวเคลียร์ โพสต์ป้อง อุ้ม   อุ้ม - บอล - นิวเคลียร์ - เพชรจ้า   นิวเคลียร์ - อุ้ม   นิวเคลียร์ - อุ้ม  

ชีวิตที่ถูกบันทึกไว้ในโลกภาพยนตร์ของ ฟิเดล คาสโตร
ฟิเดล คาสโตร

หากเอ่ยชื่อของ ฟิเดล คาสโตร (1926 - 2016) ตลอดช่วงชีวิตในฐานะผู้นำของสาธารณรัฐคิวบา ซึ่งคาสโตรได้นำแนวคิดสังคมนิยมมาใช้ปฏิรูปประเทศ ได้สร้างขอถกเถียงให้เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในมุมยกย่องคาสโตรผู้มั่นคงในการต่อต้านระบอบทุนนิยมและจักรวรรดินิยมอย่างเข็มแข็งตลอดชีวิตในการปกครองคิวบา (ก่อนจะส่งไม้ต่อให้น้องชาย ราอูล คาสโตร ขึ้นมาปกครองประเทศเมื่อ พ.ศ. 2551) หากในอีกมุมหนึ่งภายใต้การปกครองประเทศด้วยระบบสังคมนิยมของคาสโตรเอง ก็ถูกโจมตีถึงการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนและถูกตราหน้า (จากฝ่ายตรงข้าม) ว่าเป็นผู้นำเผด็จการแสนโหดเหี้ยม - ชีวิตของคาสโตรถูกถ่ายทอดไว้พอสมควรในรูปแบบของภาพยนตร์ เพื่อร่วมระลึกถึงการเสียชีวิตของ ฟิเดล คาสโตร ในวัย 90 ปี เราจึงขอพาย้อนไปชมหลากมุมมองชีวิตในโลกของภาพยนตร์ของ ฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำผู้อื้อฉาวและเต็มไปด้วยสีสันผู้นี้ หนังสารคดี ชีวิตของ ฟิเดล คาสโตร ถูกเล่าในรูปแบบหนังสารคดีมากมาย โดยรูปแบบส่วนใหญ่คือการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญที่อยู่ในห่วงเวลานั้น ผสมผสานกับฟุตเตจฟิล์มส่วนตัวของคาสโตรที่บันทึกไว้ในวาระต่างๆ ตัวอย่างเช่น Fidel (2001) ของผู้กำกับ เอสเตลา บราโว ,The Fidel Castro Tapes (2014) สารคดี 56 นาทีของ ผกก. ทอม เจนกินส์ ที่เน้นโชว์ฟุตเตจหายากซึ่งได้มาจากหอภาพยนตร์คิวบา, Name ID : Fidel Castro (2004) สารคดีซีรีส์ยาว 7 ตอนของ ผกก. อเล็กซ์ ราโมเน็ต ที่ทำขึ้นในวาระครบรอบ 50 ปี ของเหตุการณ์โจมตีที่มอนคาดา อันเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิวัติในคิวบาของคาสโตร แต่ถ้าจะพูดถึงสารคดีที้ได้คาสโตรเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง คงต้องยกให้สารคดีไตรภาคของ โอลิเวอร์ สโตน ทั้ง Comandante (2003), ที่ตัวสโตนได้เดินทางไปคิวบาเพื่อทำสารคดีเกี่ยวกับตัวคาสโตรเอง ซึ่งตัวหนังได้บันทึกช่วงเวลาที่สโตนติดตามคาสโตรไปยังที่ต่างๆ ไปจนถึงฟุตเตจใกล้ชิดชนิดจับเข่าคุยของทั้งสองในการสนทนา โดยที่หนังเปิดตัวในเทศกาลหนังซันแดนซ์ แต่ก็ถูกออกจากโปรแกรมฉายทางช่อง HBO ไปในนาทีสุดท้าย โดยสโตนยังคงสานต่อการเล่าถึงต้วคาสโตร ทั้ง Looking for Fidel (2004) ที่สโตนเล่าถึงเหตุการณืเมืองในคิวบาที่ล้อไปกับเหตุชายชาวคิวบา 3 คนจี้เครื่องบินเพื่อขอเดินไปอเมริกา และ Castro in Winter (2012) ที่สโตนเดินทางกลับไปคิวบาอีกครั้งในปี 2009 ณ ช่วงเวลาที่คาสโตรลงจากตำแหน่งทางการเมือง โดยนอกจากนี้ยังสารคดีอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวคาสโตรแบบอ้อมๆ เช่น I Am Cuba (1964, มิคคาอิล คาลาโตซอฟ) หนังสารคดีรัซเซีย-คิวบาที่ถูกลืม ก่อนถูกค้นพบและเผยแพร่โดยคนทำหนังอเมริกาในอีก 30 ปีต่อมา โดยมันคือสารคดีบันทึกสภาพของสังคมคิวบาในช่วงก่อนถูกปฏิวัตโดยคาสโตร ซึ่งตัวหนังถูกยกย่องในแง่การถ่ายทำและการตัดต่ออย่างสูง, Waiting for Fidel (1974, ไมเคิล รับโบ) ที่บันทึกภารกิจ(อันล้มเหลว)ในการตะลุยคิวบาเพื่อไปสัมภาษณ์ตัวคาสโตรของนักข่าวจากแคนาดา, Buena Vista Social Club (1999, วิม เวนเดอร์) ไร คูเดอร์ นักดนตรีแจ๊สชื่อดังที่ลาวงการไปแล้ว หากแต่การเดินทางไปเที่ยงกรุงฮาวานาของเขา กลับทำให้พบกลุ่มนักดนตรีแจ๊สสูงวัยมากพรสวรรค์ของคิวบา, I am Cuba, the Siberian Mammoth (2005, วินเซ็นต์ เฟอร์ราซ) ,Maradona by Kusturica (2008, อีเมียร์ คุสตูริกา) สารคดีอัตชีวประวัติของยอดนักฟุตบอลผู้อื้อฉาว โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวมาราโดน่ากับคาสโตรด้วย และ Will the Real Terrorist Please Stand Up (2010, ซาอูล ลันเดา) บันทึกความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกาและคิวบา ผ่านประวัติของกลุ่มสายลับ "the Cuba five" ในไมอามี เป็นต้น ซีเควนต์เปิดเรื่องสุดงดงามของ I Am Cuba (1964, มิคคาอิล คาลาโตซอฟ) https://www.youtube.com/watch?v=eOLVm_9UcRw ภาพยนตร์ น่าแปลกที่กลับไม่ค่อยมีหนังที่เล่าชีวิตของฟิเดล คาสโตร โดยตรงนัก เช่น Fidel (2002, เดวิด แอ็ตต์วูด) หนังอัตชีวประวัติของคาสโตรที่ยาวถึง 200 นาที (โดยยังได้ กาแอล กาเซีย เบอร์นัล มารับ เช กูวารา ที่คนดูสามารถอ้างอิงไปถึงหนังที่เขาแสดงนำอย่าง The Motorcycle Diaries) แต่ที่เหลือนั้นเรื่องราวของคาสโตรมักปรากฏในหนังอื่นเป็นบทสมทบ หรือไปก็เป็นเพียงฉากหลังถูกอ้างถึงในเรื่องเท่านั้น เช่นในหนังอัตชีวประวัติของ เช กูวารา หลายๆ เรื่อง อย่าง Che ฉบับ 1969 ของ ริชาร์ด เฟรเชอร์ และฉบับ 2008 ของ สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก รวมไปถึง The Motorcycle Diaries ผลงานปี 2004 ของ วอลเตอร์ ซัลเลส เป็นต้น และนี่คือหนังบางส่วนซึ่งนำเรื่องราวของคาสโตร ไปจนถึงประเทศคิวบาในช่วงเวลาที่เขาปกครองมาเล่าในรูปแบบภาพยนตร์ Cuba libre (2005, เรย์ การ์เซีย) หนังตลกร้ายว่าด้วยกลุ่มผู้ประท้วงที่บุกสถานฑูตคิวบาในกรุงมาดริด, ประเทศสเปน อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่คิวบามีการเลือกตั้งครั้งแรก The Lost City (2005, แอนดี การ์เซีย) ผลงานกำกับของนักแสดงฮอลลีวูดเชื้อสายคิวบาผู้นี้ จับช่วงเวลาในการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลภายใต้การปกครองของฟุลเคนเซียว บาติสตา สู่การเปลี่ยนแปลงปฏิวัติประเทศของคาสโตร ผ่านเรื่องราวของเจ้าของผับสุดหรูในกรุงฮาวาน่า I Love Miami (2006, อเลฆันโดร กอนซาเลส ปาดิลลา) หนังเม็กซิโกที่ว่าด้วยเหตุการณ์เดินทางมาเยือนไมอามีของคาสโตร (เหตุการณ์สมมติ) โดยหนังเล่าถึงหลากผู้คนชาวคิวบาในพื้นที่ซึ่งมีปฏิกิริยาต่อการมาเยื่อนของคาสโตรแตกต่างกัน Memorias del desarrollo (2010, มิเกล โคยูลา) ภาวะไร้สุขในโลกศิวิไลว์ของเหล่าศิลปินชาวคิวบาที่หลบหนีออกจากประเทศซึ่งยังคงทีในรูปแบบระบอบสังคมนิยม กลายเป็นหนังสุดเซอร์ที่ฉายภาพอันไม่ปะติดต่อที่แสดงให้เห็นความสับสนของพวกเขา (ชมตัวอย่าง) Company Man (2000, ปีเตอร์ แอสกิน และ ดักลาส์ แม็คกราธ) หนังฮอลลีวูดตลกร้าย ว่าด้วยครูหนุ่มสุดเนิร์ดผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนแกรมม่า ที่ตกกระไดพลอยโจนกลายมาเป็นสายลับ CIA ไปที่คิวบา คาสโตร..ในฐานะนักแสดง! แต่สิ่งที่สนใจคือ ในช่วงชีวิตหนึ่งของคาสโตร ตัวเขายังเคยเข้ามาในวงการฮอลลีวูดในฐานะนักแสดงประกอบของหนังถึงสองเรื่องในปี 1946 ได้แก่ Holiday in Mexico ผลงานกำกับของ จอร์จ ซินนีย์ โดยคาสโตรรับบทเป็นนักเต้นรุมบ้า (นักเต้นรุมบ้า คนที่สองจากซ้ายมือ ในตัวอย่างภาพยนตร์ นาทีที่ 2.10) และ Easy to Wed ของผู้กำกับ เอ็ดเวิร์ด บัซเซลล์ ในบทหนึ่งในชายหนุ่มที่นั่งอยู่ริมสระน้ำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine