โอม ชาตรี

น่ารักอะไรเบอร์นี้!! น้องณดา ลูกสาว กบ ฟิตติ้งละครพ่อมดเจ้าเสน่ห์!!(มีคลิป)
พ่อมดเจ้าเสน่ห์ /  สาวน้อยในตะเกียงแก้ว / 

  เตรียมล้างตารอชมกันได้เลยจ้า!! สำหรับผลงานละครเต็มตัวเรื่องแรกของ น้องณดา ปุณณกันต์ ลูกสาวคนเก่งของ แม่กบ สุวนันท์ กับ พ่อบรู๊ค ดนุพร ที่ล่าสุด กบ สุวนันท์ ได้โพสต์ภาพที่ลูกสาวคนเก่งแต่งตัวเป็น แม่มดน้อยโรซี่ ขณะฟิตติ้งละคร คู่กับนักแสดงมากฝีมือ ดวงดาว จารุจินดา ซึ่งรับบท แม่มดคุณยายทาฮีรา ในละคร พ่อมดเจ้าเสน่ห์ ภาคต่อจากละครชุด สาวน้อยในตะเกียงแก้ว ซึ่งจะออกอากาศทางช่อง 7 สี พร้อมระบุข้อความว่า   “วันนี้ณดาไปfitting ละคร #พ่อมดเจ้าเสน่ห์ มาค่า เจอคุณยายทาฮีราด้วย เสกกันมันส์ล่ะทีเนี้ย ฝันดีนะค้าทุกคน”   นอกจากนี้ยังมีคลิปที่เผยให้เห็นถึงความน่ารักของ น้องณดา ขณะโพสต์ท่าถ่ายรูปฟิตติ้งอีกด้วย ว่าแต่จะน่ารักขนาดไหนไปชมกันเลยจ้า... ขอบคุณภาพจาก IG kob_nada_nadol, ch7ent, ch7dramasociety IG @ch7ent น้องณดา ลูกแม่กบ สุวนันท์ จะมาเสกคาถาให้รักให้หลง ในละคร พ่อมดเจ้าเสน่ห์ รอชมกันนะคะ ...โอมเพี้ยง @kob_nada_nadol น้องณดา ลูกแม่กบ สุวนันท์ จะมาเสกคาถาให้รักให้หลง ในละคร พ่อมดเจ้าเสน่ห์ รอชมกันนะคะ ...โอมเพี้ยง @kob_nada_nadol

แพท ณปภา หอบหลักฐานเข้าพบ ปปส.แจงที่มาเงินหมุนเวียนกว่า 30 ล้าน!
พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ /  แพท ณปภา / 

  กลายเป็นเรื่องราวที่หลายคนสนใจไม่น้อย สำหรับคุณแม่มือใหม่ แพท ณปภา หลังจากที่ผู้เป็นสามี เบนซ์ เรซซิ่ง หรือ เบนซ์ อัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช ได้ถูกแจ้งข้อหาร่วมกันฟอกเงินในเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ชาวลาว ไซซะนะ แก้วพิมพา มาก่อนหน้านี้ ด้าน แพท ณปภา ก็เลยกลายเป็นเป้าหมายของตำรวจปราบปรามยาเสพติดที่ต้องให้ถ้อยคำเพิ่มเติมในคดีที่ขยายผลจากครอบครองรถหรูและธุรกรรมทางการเงินของสามีด้วยเช่นกัน โดยวันนี้ (17มี.ค.60) เวลาประมาณ 10.30น. แพท ณปภา พร้อมด้วยคุณแม่ของเบนซ์ เรซซิ่ง เดินทางเข้าให้ปากคำตำรวจปราบปรามยาเสพติด ในฐานะพยาน เกี่ยวกับเส้นทางการเงิน หลังพบเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 30 ล้านบาท พร้อมหอบหลักฐานพิสูจน์   ด้าน พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ รอง ผบช.ปส. ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ว่า   “ก็มีการติดต่อประสานตั้งแต่เมื่อวาน สอบถามความชัดเจนไปก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าทางคุณแพทและคุณแม่จะเข้ามาในวันนี้ 10.00 น. เหมือนเดิม ก็คงมี 2 ประเด็นหลักๆ นะครับ ประเด็นแรกก็คงเป็นรถที่อยู่ในความครอบครองของคุณเบนซ์ ที่เป็นของบอย 3 คัน และประเด็นที่ 2 เกี่ยวกับคุณเบนซ์โดยตรง คือเรื่องของทรัพย์สิน และฐานะทางการเงินของคุณเบนซ์ ที่มีการทำธุรกรรมทางบัญชีไปยังทางคุณแพทหรือคุณแม่ แล้วก็ทางลูกน้องที่ทำงานอยู่ในร้านว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร เป็นค่าอะไร ถ้าตอบได้ชัดเจนเราก็คงจะคลายความสงสัย ถ้าตอบไม่ชัดเจนก็คงต้องเรียกบุคคลที่เป็นข้อกล่าวอ้าง บุคคลต่างๆ ที่กล่าวอ้างถึง เช่น คุณแพทมีเงินเจ้ามาในบัญชีแล้วอ้างว่าเป็นเงินมาจากแหล่งนั้นแหล่งนี้ หมายถึงว่าเป็นเงินค่านู่นค่านี่ ถ้าเราดูแล้วสมเหตุสมผลก็คงไม่ต้องเชิญแหล่งข้อมูลที่ถูกกล่าวอ้างมาสอบ แต่ถ้าหากเรายังมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่ก็คงจะต้องเชิญตัวมาสอบให้ชัดเจนว่าเป็นไปตามข้อกล่าวอ้างของคุณแพทหรือเปล่า”   “(จำนวนเงินที่ต้องสงสัย) ก็มีเป็นหลักล้านครับ แต่ว่าอาจจะไม่ถึงจำนวน 30 ล้านอย่างที่ปรากฏเป็นข่าวไป คือเงินในบัญชีมีเป็น 10 ล้านขึ้นไป แต่ว่าข้อมูลที่บอกว่าสงสัยเนี่ย ตอนนี้เรายังไม่ขอบอกว่าสงสัยหรือไม่สงสัยนะครับ แต่ว่าในข้อมูลแหล่งที่มาทั้งหมดถ้ามันเป็นยอดที่มากพอสมควร เราก็ต้องมีการซักถามเพื่อให้เกิดความกระจ่างทุกประเด็น ก็มีหลายรายการครับ ประมาณปีเศษๆ นะครับ ก็เป็นหลักล้าน”   “ของคุณแม่กับของคุณเบนซ์ตามบัญชีที่พบจำนวนไม่มากเท่าไหร่ครับ ตอนนี้ที่พบยังไม่ถึง เป็นหลักแสนครับ แล้วกับลูกน้อง 2 คนก็เป็นหลักล้านครับทั้งคู่ มีการโอนหลายครั้งครับ ในช่วงระยะเวลาปีเศษๆ ในช่วงที่เราตรวจสอบครับ”   “ตอนนั้นเรายังไม่ได้บัญชีมานะครับ ก็บอกว่ามีการโอน แต่ยอดเงินอาจจะไม่ได้มากตามที่เราตรวจพบครับ แต่เพื่อความเป็นธรรม ตัวเขาเองอาจจะจำไม่ได้ก็ได้ เพราะว่าตอนนั้นเราก็ยังไม่ได้ลงไปในรายละเอียดมาก อย่างที่ผมเคยเรียนให้ทราบว่า 2 ครั้งแรกที่คุณเบนซ์เข้ามา เรายังไม่ได้เรียก แต่เป็นความบริสุทธิ์ใจขอเข้ามาเอง ก็ยังไม่ได้ซักถามรายละเอียดมาก แล้วข้อมูลเราก็ยังไม่มี เมื่อคุณเบนซ์บอกแค่นั้นเราก็ตามนั้นก่อน แต่พอเรามีการเรียกเข้ามาแจ้งข้อกล่าวหา ทางคุณเบนซ์ก็ยังไม่ขอให้การ โดยจะขอไปประกันตัวในชั้นศาลก่อน แล้วเมื่อเสร็จแล้วก็จะย้อนกลับมาให้การอีกครั้งหนึ่ง เราก็ยังไม่ได้เรียกไป และทางคุณเบนซ์ก็ยังไม่ได้ติดต่อมา เราจะเรียกคุณเบนซ์อีกครั้งหนึ่งก็คงหลังจากเราสอบปากคำพยานแวดล้อมต่างๆ ให้จบสิ้นเสียก่อน เพื่อไม่เป็นการรบกวนทั้งพนักงานสอบสวนเองและทางคุณเบนซ์เอง แต่ว่าการปิดสำนวนยังไงเราก็ต้องเชิญคุณเบนซ์มาอยู่แล้ว”   “ขั้นตอนนั้น (แจ้งข้อหา) ยังเร็วไป ต้องดูข้อมูลต่างๆ ประกอบรวมทั้งคำให้การของทั้งสองคนนี้ด้วย เราคิดว่าถ้าตามหลักการแล้ว แจ้งได้นะครับ แต่เพื่อให้เป็นการเตรียมตัวเพื่อความเป็นธรรมทั้งของคุณแพทและคุณแม่เอง เราก็คงจะมีการสอบพยานเพิ่มเติมในข้อกล่าวอ้าง แล้วก็จะเชิญมาอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเห็นว่าชัดเจนแล้ว กับคุณเบนซ์ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดกับบอยมากกว่า เรายังให้โอกาสก็จะแจ้งไปว่า ครั้งนี้มาจะเป็นมาในฐานะที่เราถูกข้อกล่าวหา ให้เตรียมตัวมาให้พร้อมไม่ว่าจะเป็นการมาประกันตัวที่นี่ หรือในชั้นศาล แต่ปกติแล้วคดีที่นี่เราจะไม่ให้ประกันตัว เราจะรีบอำนวยความสะดวกให้กับคนที่เหมือนกับว่าให้ความร่วมมือ เราก็จะรีบสอบปากคำและพาไปที่ศาลเพื่อจะได้มีเวลายื่นขอต่อศาลได้ครับ”   “มีการตรวจสอบมาประมาณ 2-3 ปี เงินของคุณแพทก็จะมีการหมุนเวียนมาโดยตลอด แต่นี่เป็นแค่บัญชีที่เราขอตรวจพบ ถ้าเรารู้เลขบัญชีไหนเราก็ขอตรวจ ส่วนบัญชีที่เราไม่ทราบ ที่คุณแพทอาจจะมีหรือไม่มี เราก็ขอความร่วมมือกับทางธนาคาร ขอให้ช่วยตรวจสอบให้เราก่อน ถ้าเราได้เลขบัญชีมา เราก็ค่อยขอตรวจรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง นี่คือหลักการทั่วไป บัญชีที่ได้มาตอนนี้เป็นแค่บัญชีเดียว แต่เรากำลังรอคำตอบจากธนาคารต่างๆ” อ่านข่าว แพท โดนด้วย!! ตร.จ่อแจ้งข้อหาร่วมฟอกเงินตาม เบนซ์ เรซซิ่ง 13 มี.ค.นี้ พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ แพท ณปภา แพท ณปภา แพท ณปภา แพท ณปภา แพท ณปภา แพท ณปภา แพท ณปภา แพท ณปภา แพท ณปภา แพท ณปภา

โบวี่ อัฐมา เครียด! คนเชื่อไปแล้วควง ชาคริต กินข้าว รับคุย วุ้นเส้น เรื่องข่าว
โบวี่ อัฐมา /  ชาคริต แย้มนาม / 

ดาราสาวเซ็กซี่ โบวี่ อัฐมา เปิดใจ! เดือดร้อนหนักมาก หลังมีข่าวผู้จัดการส่วนตัวยอมรับแทนควงพระเอกหนุ่ม ชาคริต แย้มนาม กินข้าว! ย้ำชัดอีกครั้งไม่เคยไปและไม่เคยเจอกันเลย รับเคลียร์ วุ้นเส้น วิริฒิพา เรื่องข่าวนี้แล้ว เผยรู้สึกเครียดหลังแถลงผ่านไลฟ์แล้วไม่มีคนเชื่อและโดนจับผิดไม่มองกล้อง ดูมีพิรุธ บอกตื่นกล้องตอนไลฟ์สด งดตอบกรณีโพสต์รูปคู่หนุ่มคนใหม่ โอม อิทธิศักดิ์ โบวี่ อัฐมา โบวี่ อัฐมา วุ้นเส้น-ชาคริต วุ้นเส้น-ชาคริต

เป็นคนหัวโบราณ โอม ยังไม่พร้อมใช้คำว่าแฟนกับ โบวี่
โบวี่ อัฐมา /  โอม อิทธิศักดิ์

   นักแสดงหน้าใหม่ โอม อิทธิศักดิ์ อัปเดตสถานะความสัมพันธ์กับสาว โบวี่ อัฐมา ว่าตอนนี้เป็นมากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน ขอเวลาศึกษาดูใจ  พร้อมชี้แจงข่าวที่ว่า สาวโบวี่ เป็นเจ๊ดันเข้าวงการ ไม่หวั่นหากคนจะมองว่าเกาะกระแสดัง แต่อยากให้มองที่ผลงานมากกว่า  

แม่บุญทุ่ม! โบวี่ สวยและรวยมาก ประกาศแปลงโฉมสาวขี้เหร่ฟรี!
โบวี่ อัฐมา /  น้ำตาล ชลิตา / 

  ลักกี้อินเกมแอนด์ลักกี้อินเลิฟสุดๆ สำหรับคาสโนวี่ตัวแม่ สาวโบวี่ อัฐมา ที่ตอนนี้กราฟความรักพุ่งสุดขีด เพราะกำลังอินเลิฟกับหนุ่มรุ่นน้องคนใหม่ โอม อิทธิศักดิ์ ซึ่งพอๆ กับธุรกิจความสวยความงาม "4sense" ที่เจ้าตัวเป็นเจ้าของธุรกิจกำลังไปได้สวยสุดๆ ล่าสุดยังไอเดียบรรเจิด ดันแคมเปญสุดปัง "ท้าพิสูจน์ อาหารเสริมลดฝ้ากระ-ช่วยกันแดด" พร้อมกับอาสาแปลงสวยให้บรรดาสาวๆ ด้วยการแจกอาหารผิวให้ไปทานฟรีตามข้อกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์-เมษายนนี้   แหม...เจ้าบุญทุ่มอย่างนี้ มิรู้ว่าคาสโนวี่คนงามอย่าง สาวโบวี่ จะเป็นเจ๊ดันหรือเจ๊บุญทุ่มให้กับ หนุ่มโอม ด้วยหรือเปล่านะ อิอิ ขอบคุณภาพจาก IG bowie_atthama, www.facebook.com/4senseofficial โบวี่ อัฐมา โบวี่ อัฐมา โบวี่ อัฐมา โบวี่ อัฐมา โบวี่ อัฐมา

แต่งแน่ใช่มั้ย? เม้าท์กระฉ่อน โบวี่ พา โอม ย่องตรวจเลือดคอร์สเจ้าบ่าว!!
โบวี่ อัฐมา /  โอม อิทธิศักดิ์ / 

  มีข่าวเม้าท์มอยเล็ดลอดมาตลอดๆ สำหรับคู่รักมาแรงระหว่างนักแสดงสาวสุดเซ็กซี่ โบวี่ อัฐมา กับแฟนหนุ่มรุ่นน้อง โอม อิทธิศักดิ์ หลังจากเปิดตัวคบหาดูใจกันไม่นาน ก็มีข่าวดีออกมาเป็นระลอก ล่าสุดเจอข่าวเม้าท์มอยหนักเข้าไปอีก เพราะมีตาดีเห็น หนุ่มโอม ย่องไปเขาคอร์สทำหล่อแถวคลินิกดังย่านรัชดา 22 ของเซเลบสาวคนสวย เมย์ ณัชชา ลูกสาวของตัวพ่อด้านศัลยกรรมอย่าง หมอสมศักดิ์ แต่งานนี้ หนุ่มโอม ไม่ได้มาทำหล่ออย่างเดียว แต่กลับมีการตรวจเลือด ทำคลีเรชั่น ล้างเส้นเลือดไปจนถึงลำไส้อีกด้วย   ซึ่ง สาวโบวี่ ก็ตามติดไปให้กำลังใจ หนุ่มโอม อย่างใกล้ชิดชนิดที่ว่าหวานลงตับกันเลยทีเดียว ลงทุนโมดิฟายชุดใหญ่ไฟกระพริบขนาดนี้ มิวายวงในลือกระหื่มอีกระลอกว่าคงได้มีข่าดีเร็วๆ นี้เป็นแน่ เพราะด้าน สาวโบวี่ she พร้อมเป็นเจ้าสาวเรียบร้อยแล้วจ้า ว่าแต่จะได้ฤกษ์แต่งเมื่อไหร่นั้นคงต้องให้เจ้าตัวออกมายืนยันอีกครั้งนะจ๊ะ!!            

แชทไลน์หลุด!! โอม ทำเซอร์ไพรส์ขอ โบวี่ แต่งงานฟ้าแล่บ?
โบวี่ อัฐมา /  โบวี่ โอม / 

  เรียกได้ว่าเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์น่ายินดีอีกคู่ สำหรับนักแสดงสาวสุดเซ็กซี่ฉายาคาสโนวี่อย่าง โบวี่ อัฐมา ที่ล่าสุดเพิ่งจะเปิดตัวแฟนหนุ่มหน้าเด็ก โอม อิทธิศักดิ์ ได้ไม่นาน แต่งานนี้บอกเลยว่าความรักไม่มีขีดจำกัดซะจริงๆ มาแรงแซงโค้งยิ่งกว่าติดไฮสปีท 4G ไวไฟสุดๆ เพราะนอกจากทั้งคู่จะขยันเติมหวานจนคนโสดอิจฉาตาร้อนผ่าวกันมาแล้ว ด้านนางร้ายสุดเซ็กซี่ โบวี่ อัฐมา กับหวานใจหน้าเด็ก โอม อิทธิศักดิ์ ยังเป็นคู่หวานที่เลี่ยนได้โล่ ว่าเป็นไม่ได้ต้องส่งรูปสวีทหวานๆ มาอวดบรรดาเพื่อนๆ ในกรุ๊ปไลน์แก๊งดาราให้อิจฉากันตลอดๆ   แต่ที่ทำให้เซอร์ไพรส์กันสุดๆ ก็คงหนีไม่พ้น ภาพหวานล่าสุดซึ่งเป็นภาพขณะที่ โบวี่-โอม กำลังดินเนอร์หวานฉ่ำใต้เสียงแทนกันสองต่อสองพร้อมด้วยดอกกุหลาบช่อโต และกล่องเครื่องประดับกำมะหยี่สีแดงเคียงคู่ ดูแล้วอาจจะเป็นแหวนเพชรเม็ดเป้งก็เป็นได้ ทำเอาเพื่อนดาราเม้าท์มอยกันสนั่นไลน์ลือกันปากต่อปากว่า หนุ่มโอม ได้ทำเซอร์ไพรส์ประกาศขอ สาวโบวี่ แต่งงานแบบสายฟ้าแล่บเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนงานนี้จะเป็นเรื่องจริงแค่ไหนคงต้องรอ สาวโบวี่ กับ หนุ่มโอม ออกมาชี้แจงแถลงไขกันอีกทีนะจ๊ะ อิอิ!! ขอบคุณภาพจาก IG bowie_atthama, ohmisw

โอม อัชชา เผยขับรถชนท้าย!! เหตุสุดวิสัย ทำใจมีดราม่า
โอม อัชชา /  โฬม พัชฏะ / 

    พระเอกหนุ่ม โอม อัชชา เล่าเหตุการณ์ขับรถชนท้าย เมื่อคืนวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา ณ ถนนบางนา เผยขับรถกลับจากถ่ายละคร ไม่เร็ว และไม่ได้ประมาท แต่มีรถคันหนึ่งปาดหน้าตรงเส้นทึบทำให้คันถัดมาต้องเบรกกะทันหัน และชนท้ายกันต่อเนื่อง 3 คัน ซึ่งคันของหนุ่มโอมเป็นคันสุดท้ายที่ชน    บอกตอนนี้เป็นเรื่องของประกัน เคลียร์จบแล้ว เปรยเป็นเรื่องปกติบนท้องถนน ทำใจมีดราม่าเพราะตนเป็นคนมีชื่อเสียง แจงลงจากรถเพราะเป็นห่วงกลัวจะมีคนเจ็บ... รายละเอียดมีดังนี้        “เมื่อคืนวัน 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา จริงๆ ไม่มีอะไรเลยเพราะผ่านมาสองวันแล้ว เรื่องเกิดตรงหน้าโลตัสบางนา คือหลังจากถ่ายละครเสร็จ คือขากลับตรงนั้นมันมีเลนรถวิ่ง และเลนบังคับกลับรถ แต่รถของคันนั้นเขาแซงกรวยออกมา และรถคันหน้าสุดก็เบรก ผมเป็นเป็นคันที่ 3 ก็เบรกกะทันหัน เลยรถชนตูดกันนิดหน่อย”     “ตอนนั้นผมก็เบรกไม่ทันเพราะมันมีเลนในทางตรงเส้นบางนา ซึ่งฝั่งนั้นเขาเป็นเลนรอบนอกแต่แทรกกรวยออกมา เราก็ไม่คิดว่าเขาจะแทรกกรวยออกมาเพื่อยูเทิร์นรถ พอเขาแทรกเข้ามาปุ๊บเราทางตรงก็เบรกกะทันหันเพราะไม่คิดว่าเขาจะเข้ามา ผมเห็นนะแต่เบรกไม่อยู่ มันไม่ใช่แยก ซึ่งรถที่ออกมาเป็นคันผิดแต่พอขับแทรกออกมาก็เลยขับไปเลย คันที่วิ่งมาทางตรงก็เลยชนกันสามคัน ซึ่งตอนนี้เรื่องอยู่ที่ประกันแล้วไม่เกี่ยวกับผม เพราะก็จับคันที่ก่อเหตุไม่ได้”    “พอเกิดเหตุขึ้นผมก็ลงรถไปดู กลัวว่าคนขับคันอื่นจะเป็นอะไร และพอลงไปคุย คนขับคันหน้าก็ยังขอโทษเราด้วยซ้ำเพราะเขาก็เบรกไม่ทันเหมือนกัน เขาบอกถ้าไม่เบรกก็ชนคันข้างหน้าเหมือนกัน สรุปผมชนตูดทุกคน เลยรับเหมาไป 3 คัน”    “ไม่ตกใจ เพราะมันไม่ใช่เหตุที่รุนแรงและเราไม่ได้ประมาท มันไม่ใช่เส้นทางที่ประมาท แต่จังหวะมันชนก็ต้องชน อย่างรถผมก็เสียหายนิดเดียว เปลี่ยนบังโคลนหน้ารถนิดเดียว ไม่ได้มีใครได้รับบาดเจ็บเพราะเราไม่ได้ขับเร็ว วิ่งมาแค่ 40 เอง ส่วนสองคันหน้าที่ชนก็เสียหายนิดหน่อย แต่ปรากฎมันมีรูปผมออกมาเลยกลายเป็นเรื่องเท่านั้นเอง”    “ดราม่า นั่นคือสิ่งที่ขี้เกียจตอบว่ามันคืออะไร คือรถไม่ได้เป็นอะไร เป็นแค่อุบัติเหตุปกติบนท้องถนน ในแต่ละวันเท่านั้นเอง ไม่ได้รถคว่ำ ไม่ใช่อุบัติเหตุใหญ่ แค่ชนท้าย กับเรื่องนี้ผมไม่ได้กังวลใจอะไรเลย เป็นเรื่องปกติเพราะผมก็ชนบ่อย ปีนฟุตบาทยังหนักกว่านี้ เรื่องนี้เคลียร์ได้แต่ประกันเคลียร์ แต่พอเรามีชื่อเสียงคนเลยถามว่ามันคืออะไร ซึ่งมันธรรมดามาก ถ้าผมไม่ได้ลงจากรถก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ด้วยความเป็นห่วงว่าจะมีคนเจ็บเลยลงไปถามแค่นั้นเอง ซึ่งตอนนี้เรื่องจบเรียบร้อยแล้ว”      “สำหรับเรื่องภาพลักษณ์ผมว่าคนเราควรจะมีน้ำใจ ภาพลักษณ์เอาไว้ทีหลังเลยดีกว่า ซวยส่งท้ายปี ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี ถือว่าผ่อนหนักเป็นเบา ให้มันผ่านไป ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมถือว่าโชคดีที่มันเบา ฟาดเคราะห์ไปแล้วครับ” โอม อัชชา กล่าวขอขอบคุณ คลิปจากเฟซบุ๊ก Elixir SA   โอม อัชชา   โอม อัชชา  

ละครตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคองค์ประกันหงสา , เรื่องย่อตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคองค์ประกันหงสา
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคองค์ประกันหงสา /  ช่อง MONO 29

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคองค์ประกันหงสา ประพันธ์โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ภาณุพันธุ์ ยุคล, ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล บทซีรีส์โดย วรยุทธ พิชัยศรทัต, ม.ร.ว. เฉลิมชาตรี ยุคล กำกับการแสดงโดย ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล อำนวยการผลิตโดย บริษัท โมโนบรอดคาซท์ จำกัด ออกอากาศทุกวัน จันทร์-อังคาร เวลา 20.30 น. ช่อง MONO 29 เรื่องย่อ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคองค์ประกันหงสา พุทธศักราช ๒๑๐๖ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ทรงกรีฑาทัพเข้าตีราชอาณาจักรอยุธยา โดยได้เข้ายึดครองหัวเมืองฝ่ายเหนืออันมี เมืองพิษณุโลก เป็นราชธานี ได้เป็นผลสำเร็จ ครั้งนั้น สมเด็จพระมหาธรรมราชา (เจ้าแผ่นดินครองเมืองพิษณุโลก - พระราชบิดาของสมเด็จพระนเรศวร หรือ พระองค์ดำ) จำต้องยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าบุเรงนอง เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตอาณาประชาราษฎร์มิให้ต้องมีภัยอันตราย และจำต้องยอมร่วมกระบวนทัพพม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ศึกครั้งนั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เจ้าแผ่นดินอยุธยา ทรงยอมเจรจาหย่าศึกกับพม่ารามัญ และ ถวายช้างเผือก ๔ เชือก ทั้งให้ สมเด็จพระราเมศวร (ราชโอรส) เสด็จไปประทับยังนครหงสาวดีตามพระประสงค์ของกษัตริย์พม่า ข้างสมเด็จพระมหาธรรมราชา ก็จำต้องถวายตัว สมเด็จพระนเรศวรราชโอรสองค์โต ซึ่งมีพระชนมายุได้เพียง ๙ ชันษา ไปเป็นองค์ประกัน ประทับยังหงสาประเทศเช่นกัน ด้วยพระปรีชาสามารถด้านพิชัยยุทธ ทั้งยังองอาจกล้าหาญ สมเด็จพระนเรศวร จึงทรงเป็นที่รักใคร่ของ พระเจ้าหงสาวดี บุเรงนอง ประดุจพระราชบุตรร่วมสายสันตติวงศ์ แลทรงมีสายพระเนตรยาวไกล เห็นว่าสืบไปเบื้องหน้า สมเด็จพระนเรศวร จะได้ขึ้นเป็นใหญ่ในอุษาคเนย์ประเทศ จึงทรงปลูกฝังให้สมเด็จพระนเรศวรผูกพระทัยรักแผ่นดินหงสา เพื่อจะได้อาศัยเป็นผู้สืบอำนาจอุปถัมภ์ค้ำชูราชอาณาจักรซึ่งพระองค์ทรงสถาปนาขึ้นด้วยความยากลำบาก แลหาได้วางพระทัยในพระราชโอรส พระเจ้านันทบุเรง และพระราชนัดดา มังกยอชวา ด้วยทรงเล็งเห็นว่าราชนิกุลทั้งสองพระองค์นั้น หาได้เป็นผู้ทรงคุณธรรม เหตุนี้จึงเป็นชนวนให้ พระเจ้านันทบุเรง และ ราชโอรสมังกยอชวา ขัดพระทัยทั้งผูกจิตริษยา สมเด็จพระนเรศวร ตลอดมา นับแต่เริ่มเข้าประทับในหงสานคร พระเจ้าบุเรงนองทรงโปรดให้ พระมหาเถรคันฉ่องพระรามัญผู้มากด้วยวิทยาคุณและเจนจบในตำราพิชัยสงคราม เป็นพระอาจารย์ถ่ายทอดศิลปะวิทยาการแก่ สมเด็จพระนเรศวร ยังผลให้ยุพราชอยุธยาเชี่ยวชาญการยุทธ กลช้าง กลม้า กลศึก ทั้งข้างอยุธยาและข้างพม่ารามัญหาผู้เสมอเหมือน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคองค์ประกันหงสา พุทธศักราช ๒๑๑๒ (๖ ปีต่อมา) สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เจ้าแผ่นดินอยุธยาเสด็จออกผนวช แลสถาปนา สมเด็จพระมหินทร์ ราชโอรสองค์รองขึ้นเสวยราชสมบัติสืบแทน สมเด็จพระมหินทร์ ทรงคลางแคลงพระทัยในความจงรักภักดีของ สมเด็จพระมหาธรรมราชา มาแต่ครั้งสงครามชิงช้างเผือก เมื่อ ๖ ปีก่อน ขณะที่เจ้าแผ่นดินพิษณุโลกก็หาได้ยำเกรงสมเด็จพระมหินทร์เช่นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กษัติร์ย์อยุธยาพระองค์ใหม่ จึงหันไปสมคบกับ สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว ร่วมกันเข้าตีเมืองพิษณุโลก แต่กระทำการมิสำเร็จ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง เห็นเชิงสบโอกาสจึงยกทัพใหญ่เข้าตีกรุง ศรีอยุธยาอีกคำรบ ครั้งนั้น สมเด็จพระนเรศวร ร่วมโดยเสด็จมากับทัพหงสา แลทรงประทับอยู่เพียงเมืองพิษณุโลก มีเพียง สมเด็จพระมหาธรรมราชาโดยเสด็จกษัตริย์หงสาลงมากรุงศรีอยุธยา ด้วยตั้งพระทัยจะเกลี้ยกล่อมให้ สมเด็จพระมหินทร์ ยอมสวามิภักดิ์พระเจ้าบุเรงนอง เพราะเล็งเห็นว่าอยุธยายากจะต่อรบเอาชัย แม้ศึกครั้งนั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ทรงลาผนวชมาบัญชาการรบด้วยพระองค์เอง แต่อยู่ได้มิช้านานก็เสด็จสวรรคตระหว่างศึก กรุงศรีอยุธยาก็เสียแก่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ข้าง สมเด็จพระนเรศวร ซึ่งประทับอยู่ยั้งยังนครพิษณุโลกแต่ต้นศึก ทรงรู้ซึ้งว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชา พระราชบิดามิได้คิดคดเป็นกบฏต่อแผ่นดิน แต่ก็หาได้เห็นด้วยกับการอ่อนข้อสวามิภักดิ์พม่ารามัญ น้ำพระทัยอันมั่นคง เด็ดเดี่ยวนั้น ถึงแม้จะมิได้แพร่งพราย แต่ก็ประจักษ์อยู่ในหมู่ข้าราชบริพารใกล้ชิดผู้รักและหวงแหนในเอกราชของแผ่นดิน จึงพากันนิยมในน้ำพระทัย แลพร้อมใจถวายความจงรักภักดีแต่นั้นมา ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคองค์ประกันหงสา ครั้นเสร็จศึกอยุธยาพุทธศักราช ๒๑๑๒ สมเด็จพระมหาธรรมราชา ทรงถวาย พระสุพรรณกัลยา (พระพี่นางสมเด็จพระนเรศวร) แก่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง และ สมเด็จพระมหาธรรมราชา ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา ครั้นลุปีพุทธศักราช ๒๑๑๔ พระสุพรรณกัลยา แลขอตัว สมเด็จพระนเรศวร จากพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง เสด็จกลับยังเมืองพิษณุโลก เพื่อช่วยราชการข้างอยุธยา และโปรดให้สมเด็จพระนเรศวรเสวยราชย์ครอง เมืองพิษณุโลก เป็นใหญ่เหนือหัวเมืองเหนือทั้งปวง รายชื่อนักแสดงหลัก ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคองค์ประกันหงสา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช รับบทโดย ณัฐชนน บุญศิริ (ช่วงวัยรุ่น), ด.ช.ภานุกร วงศ์บุญมาก (ช่วงวัยเด็ก)มณีจันทร์ รับบทโดย ด.ญ.ณปภัช ฐิตะกวิน (ช่วงวัยรุ่น), ด.ญ.นวลจันทร์ ณ ถลาง (ช่วงวัยเด็ก) องค์หญิงวิไลกัลยา รับบทโดย ภัทรวดี เหลาสา พระสุพรรณกัลยา รับบทโดย พชรณมน นนทภา มังกยอชวา รับบทโดย กรภัทร์ เกิดพันธุ์ (ช่วงวัยรุ่น), ด.ช.ภัทรกร ประเสริฐเศรษฐ (ช่วงวัยเด็ก) มหาเถรคันฉ่อง รับบทโดย สรพงษ์ ชาตรี เมืองอโยธยา พระมหาจักรพรรดิ (ศุกล ศศิจุลกะ), พระมหาธรรมราชา (อธิวัฒน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา), พระวิสุทธิกษัตรีย์ (ศิรประภา สุขดำรงค์), พระเทพกษัตรีย์ (ปัทมวรรณ เค้ามูลคดี), พระราเมศวร (อภิปราชญ์ ต่างใจ), พระมหินทร์ (เลอวิทย์ สังข์สิทธิ์), รัชชานนท์ เรือนเพ็ชร์ (พระเอกาทศรถ-องค์ขาว), พระราชมนู หรือ บุญทิ้ง (สิทธิโชค เผือกพูลผล) เมืองหงสาวดีบุเรงนอง (ปรเมศร์ น้อยอ่ำ), นันทบุเรง (กษาปณ์ จำปาดิบ), พระนางเมงพยู (ณุศรา ประวันณา), พระยาทาละ (จิราวัฒน์ วชิรศรัณย์ภัทร์)ลักไวทำมู (ธนายง ว่องตระกูล), สมิง (น้องบิว ขาวคง) ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคองค์ประกันหงสา ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคองค์ประกันหงสา

ละครสายโลหิต , เรื่องย่อสายโลหิต
สายโลหิต /  ละครสายโลหิต / 

เรื่องย่อสายโลหิต สายโลหิต ละครช่อง 7บทประพันธ์โดย : โสภาค สุวรรณ บทโทรทัศน์โดย : ศัลยากำกับการแสดงโดย : สยาม สังวริบุตร ผลิตโดย : บริษัท ดาราวิดีโอ โปรดักชั่น จำกัดออกอากาศทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 20.20 น. ทางช่อง 7 สีละครสายโลหิต2538ดาวเรืองเกิดและเติบโตในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เป็นหลานสาวที่คุณย่านิ่มรักและเอ็นดูที่สุดเพราะกำพร้าแม่ตั้งแต่ แรกเกิด หลวง สุวรรณราชาผู้เป็นบิดาเป็นช่างทองหลวง จึงให้ดาวเรืองอยู่ในความดูแลของคุณย่านิ่มตั้งแต่นั้นมา ดาวเรืองมีพี่ชาย อีกหนึ่งคนชื่อหลวงเสนาสุรภาค และพี่สาวอีกคนหนึ่งชื่อลำดวน ขุนไกร ดาวเรือง พ.ศ. 2301 ดาวเรืองอายุได้ 10 ปี ลำดวนอายุ 20 ปี ตกลงปลงใจว่าจะแต่งงานกับหลวงเทพฤทธิ์อริศัตรูพ่าย ซึ่งเป็นพี่ชายร่วมสายโลหิตกับขุนไกร ตำแหน่งกองทะลวงฟัน เป็นบุตรชายของพระยาพิริยะแสนพลพ่ายกับ คุณหญิงศรีนวล หมื่นทิพเทศาบุตรชายโทนของพระวิชิตกับคุณหญิงปริกเป็น ทหารฝ่ายพระยารัตนาธิเบศร์ เป็นผู้ชายมักมากในกาม มีเรื่องในเชิงชู้สาวกับผู้หญิงนับไม่ถ้วน อีกทั้งยังทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้ แล้วยังบังคับให้ดาวเรืองช่วยแอบส่งเพลงยาวให้กับแม่หญิงเยื้อน น้องสาวคนสุดท้องของขุนไกร แต่ดาวเรืองถูกขุนไกรจับได้ก่อน ดาวเรืองยอมรับกับขุนไกรว่าที่ยอมถูกบังคับให้แอบส่งเพลงยาวให้แม่หญิงเยื้อนนั้นเป็นเพราะ หมื่นทิพรู้มาว่าเธอแอบหนีไปเที่ยวที่คุกกับแม่ครัว ซึ่งเป็นที่ต้องห้าม ขุนไกรจึงยึดเพลงยาวไว้แล้วขออนุญาตย่านิ่มพาดาวเรือง เที่ยวรอบกรุงศรีอยุธยา ความช่างซักช่างถามและช่างจดจำในสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเกินเด็กวัยเดียวกัน ทำให้ขุนไกร เอ็นดูดาวเรืองเป็นอันมาก ฝ่ายหมื่นทิพพอรู้เข้าก็แค้นขุนไกรที่ขัดขวางทางรักของเขา หมื่นทิพจึงประกาศว่าจะต้องสู่ขอแม่หญิงเยื้อน น้องสาวขุนไกร มาเป็นเมียให้ได้ ต่อมาขุนไกร หลวงเสนาสุรภาคและพระยาพิริยะ แสนพลพ่าย ต้องออกทัพไปป้องกันศึกพม่าที่มาตี ระหว่างที่ขุนไกรไม่อยู่นี้ หมื่นทิพจึงได้โอกาสไปมาหาสู่แม่หญิงเยื้อน และแม่หญิงเยื้อนก็มีทีท่าพอใจในตัวหมื่นทิพไม่น้อย ทำให้ขุนไกรแค้นเคืองหมื่นทิพมาก พ.ศ. 2304 ดาวเรืองอายุได้ 13 ปี พม่าเริ่มรุกหนักอีกครั้ง ขุนไกรอาสาออกไปรบ พันสิงห์ลูกน้องคนสนิทของขุนไกร พลัดกับขุนไกร หนีตายกลับเข้ามากรุงจนถึงเขตบ้านของดาวเรือง คุณย่านิ่มจึงช่วยรักษาโดยให้นางเยื้อนพี่เลี้ยงดาวเรืองช่วยดูแลจนหายป่วย แล้วก็เลยตกลงแต่งงานกันในที่สุด ส่วนขุนไกรซึ่งสู้รบจนบาดเจ็บสาหัสก็ถูกหามกลับมารักษาตัวที่บ้านครูดาบ ยังไม่ทันหายดีก็อาสาออกไปรบอีก เพราะดูอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ เมื่อรู้ว่าพม่าใกล้จะเข้าประชิดกรุงเต็มทีแล้ว ขุนไกรตัดสินใจขอย้ายราชการไปอยู่ที่หัวเมืองเหนือ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกับหมื่นทิพ เนื่องจากแม่หญิงเยื้อนน้องสาวขุนไกรยอมตกลงรับหมั้นหมื่นทิพ พันสิงห์กับนางเยื้อนจึงติดตามไปอยู่หัวเมืองกับขุนไกรด้วย ปลายปี พ.ศ. 2309 ศึกพม่ายิ่งรุกหนัก หลวงไกรลงมาส่งข่าวราชการที่กรุงศรี แล้วเผอิญไปได้ยินขุนทิพหลุดปากพูดด้วยความเมา เรื่องที่เคยฉุดดาวเรืองไปลวนลามใต้น้ำ ทำให้หลวงไกรโกรธมาก หลวงไกรจึงตัดสินใจกล่าวสู่ขอดาวเรือง จากหลวงสุวรรณราชา ด้วยตนเองและหลวงสุวรรณราชาก็ตอบตกลงด้วยความยินดี ขุนทิพแค้นใจมากที่ดาวเรืองจะแต่งงานกับหลวงไกร ขุนทิพจึงกลั่นแกล้งมีคำสั่งให้หลวงไกรไปรักษาเมืองธนบุรี ตั้งแต่ในคืนวันแต่งงาน ดาวเรืองจึงต้องอยู่เฝ้าเรือนหอตามลำพัง คุณย่านิ่มสงสารดาวเรืองจึงตัดสินใจมาอยู่ด้วย แล้วก็สิ้นใจตายที่นั่น โดยก่อนตายคุณย่านิ่มได้ดูดวงบ้านเมือง แล้วบอกว่ากรุงศรีอยุธยาจะแตก แล้วในที่สุดพม่าก็บุกประชิดเผากำแพงเมืองพังราบ จนเข้าสู่เมืองชั้นใน ขุนทิพก็ตายที่นั่น เพราะนายมิ่งบ่าวรับใช้ไม่ยอมเข้าฝ่ายพม่าจึงฮึกสู้แล้วก็ตายพร้อมกับขุนทิพที่ป้อมประตูเชิงเทิน แต่ถึงอย่างไรอยุธยาก็ต้องสิ้นลง ต่อมาดาวเรืองและขุนไกรก็ถูกจับเป็นเชลยอยู่ในกลุ่มพม่า ดาวเรืองในขณะนั้นตั้งท้องอ่อน ๆ เมื่อขุนไกรรู้ว่าดาวเรืองท้องก็จัดแจงพาหนี แล้วก็หนีจนสำเร็จ ขณะที่เดินทางหนีนั้นขุนไกรจึงได้พบกับเจ้าพระยาจันทบุรี แล้วก็ร่วมรบจนสำเร็จ เจ้าพระยาจันทบุรีต่อมาขึ้นครองราชย์ ณ ธนบุรี ให้ขนานนามว่าพระเจ้าตากสินมหาราช แต่ก็ครองราชได้ไม่นานเพราะท่านวิกลจริต เจ้าพระยาจักรีจึงตั้งกรุงใหม่แล้วสถาปนากรุงเป็นรัตนโกสินทร์เริ่มยุคแรกแห่งราชวงศ์จักรี ขนานนามว่าพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในที่สุดขุนไกรก็อยู่ได้ไม่นานเพราะแก่มากแล้ว และต้องมาออกรบ ดาวเรืองและลูก ๆ ถึงกับร้องไห้เสียใจ แล้วต่อมาไม่นานดาวเรืองก็สิ้นใจตายตามขุนไกรไปด้วยโรคชรา ลูกหลานของดาวเรืองและขุนไกรที่เหลือก็รอวันที่ดาบของบรรพบุรุษทั้งสองเล่มจะได้มาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง และยังคงรับราชการแผ่นดินสืบไป ติดตามชมความเข้มข้นของละคร สายโลหิต ได้ทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 20.20 น. ทางช่อง 7 สี ละคร สายโลหิต เริ่มตอนแรกวันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2559 ศรราม สายโลหิต นักแสดง สายโลหิต 2538 กบสุวนันท์-ศรราม ละครสายโลหิต รายชื่อนักแสดงละคร สายโลหิต ศรราม เทพพิทักษ์ รับบท ขุนไกร/หลวงไกร/เจ้าพระยาไกรศรีราชภักดี (วัยหนุ่ม)สุวนันท์ คงยิ่ง รับบท ดาวเรือง (ตอนโต)ศตวรรษ ดุลยวิจิตร รับบท หมื่นทิพเทศา/หมื่นทิพย์สรพงษ์ ชาตรี รับบท พระสุวรรณราชา/คุณพระเอกพัน บรรลือฤทธิ์ รับบท หลวงเทพฤทธิ์อริศัตรูพ่ายอุษณีย์ รักกสิกรณ์ รับบท แม่หญิงเยื้อนกชกร นิมากรณ์ รับบท ลำดวนทองขาว ภัทรโชคชัย รับบท พันสิงห์ปนัดดา โกมารทัต รับบท แม่ปริกธัญญรัตน์ โลหะนันท์ รับบท คุณหญิงศรีนวลบรรเจิดศรี ยมาภัย รับบท ย่านิ่มศิริ ศิริจินดา รับบท ครูดาบกล้วย เชิญยิ้ม รับบท ทับยุวดี เรืองฉาย รับบท นางเยื้อนพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ รับบท พระยาพิริยะแสนพลพ่ายมาติกา อรรถกรศิริโพธิ์ รับบท ดาวเรือง (วัยเด็ก)ดวงดาว จารุจินดา รับบท ดาวเรือง (วัยกลางคน/วัยชรา)อภิชาติ หาลำเจียก รับบท ขุนไกร/หลวงไกร/เจ้าพระยาไกรศรีราชภักดี (วัยกลางคน)ฉันทนา กิติยพันธ์ รับบท นางเยื้อน (วัยชรา) >>ดูย้อนหลังสายโลหิตทั้งหมด<<

จบนะ! โบวี่ อัฐมา เปิดตัวผู้ใหม่ โอม อิทธิศักดิ์ หล่อตี๋ งานดี๊ดี
โบวี่ อัฐมา /  โบวี่ / 

    เปิดตัวซะเลย!! นางเอกสาว โบวี่ อัฐมา โพสต์ภาพคู่หนุ่มคนสนิทตัวจริง! ที่กำลังศึกษาดูใจกันอยู่ พร้อมแคปชั่นว่า "สำหรับคนที่คิดว่าโบโกหกเรื่องข่าว คนนี้คือคนที่โบกำลังคุยอยู่ #จบนะคะ" หลังตกเป็นข่าวควงพ่อหม้ายป้ายแดง ชาคริต แย้มนาม ดินเนอร์ ซึ่งแม้ว่าสาวโบวี่จะออกมา Live สดโต้ข่าวแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่ งานนี้เลยได้ฤกษ์เปิดตัวผู้ใหม่นามว่า โอม อิทธิศักดิ์ กำลังมีผลงานละครเรื่อง "The Extra วงการร้าย วงการรัก" ทางโมเดิร์นไนน์ พูดเลยหล่อตี๋ มีซิกแพค งานดี๊ดี ว่าแล้วไปซูมกันชัดๆ เลยจ้ะทุกคนนนนนนนขอขอบคุณ ภาพจากไอจี @ohmisw, @bowie_atthama โบวี่ เปิดตัวแฟนใหม่   โอม อิทธิศักดิ์   โอม อิทธิศักดิ์   โอม อิทธิศักดิ์   โอม อิทธิศักดิ์   โอม อิทธิศักดิ์   โอม อิทธิศักดิ์   โบวี่ อัฐมา   โบวี่ อัฐมา  

สนทนาภาษาคนทำหนังกับ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

นับตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก 'มันมากับความมืด' ในปี พ.ศ. 2514 กว่า 45 ปีในวงการหนังของ ท่านมุ้ย - หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่นำศาสตร์และศิลป์ของภาพยนตร์มาสร้างมาตรฐานและความแปลกใหม่ให้กับวงการหนังไทยมาอย่างยาวนานผ่านผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนวเกือบสามสิบเรื่อง และในวาระครบรอบวันเกิด 74 ปีของท่าน เราจึงขอนำส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "…’ความรัก’ ของท่านมุ้ย" โดย สุภาพ หริมฯ จากคอลัมน์ Discuss ในนิตยสาร BIOSCOPE (ฉบับที่ 15) เมื่อ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2546 ณ ช่วงเวลาที่ท่านมุ้ยกำลังรีเมกผลงานหนังคลาสสิคของตนเมื่อ พ.ศ. 2517 อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’  กับมุมมองของท่านที่มีต่อวงการหนัง ทั้งโอกาสของคนทำหนังรุ่นใหม่ ไปจนถึงคำถามชวนปวดหัวที่ว่า "หนังอาร์ต คืออะไร?"!!                 สิ่งที่ทุกคนในวงการรู้เสมอเวลาอยู่ใกล้ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ก็คือ ท่านมักมีเรื่องความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ได้ฟัง บางครั้งความรู้นั้นมาพร้อมการสาธิตอย่างเอาจริงเอาจัง และเครื่องไม้เครื่องมือซึ่งมักไม่พ้นต้องเกี่ยวกับหนังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง                 เช่นเดียวกันโดยบังเอิญเมื่อช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่อง ‘ช้าง’ ที่ แมเรี่ยน  ซี คูเปอร์ ยกกองมาถ่ายทำในบ้านเราโดยได้การอำนวยความสะดวกอย่างดีจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ (เสด็จปู่ของท่านมุ้ย) ท่านมุ้ยก็นำผมไปยลโฉมกล้องที่ใช้ในการถ่ายหนังเรื่องนั้นทันที พร้อมสาธิตกระบวนการการทำงานของกล้องโบราณตัวนั้นอย่างละเอียด ซึ่งท่านยืนยันว่า “นี่เหลืออยู่แค่ไม่กี่ตัวแล้วในโลกนี้ แต่ยังใช้ได้ดีเลยนะ”                 แม้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง แต่กล้องโบราณตัวนั้นดูไปก็คล้ายทำหน้าที่เหมือนหลักหมุดของเวลาซึ่งทำให้เรารู้ว่าหนังเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ไม่ไกลนักจากคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชที่กำลังใช้ตัดต่อหนังเรื่อง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ (พ.ศ. 2546) อยู่                 ฉากอุบัติเหตุที่อาศัยเทคนิคการลำดับภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ทำให้ผมอดนึกถึง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับดั้งเดิม (พ.ศ. 2517) ที่เคยกระตุ้นเร้าผมอย่างรุนแรงก่อนจะลงเอยด้วยความรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้... BIOSCOPE : ผมจำได้ว่าตอนดู ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับเดิม มีฉากอุบัติเหตุซึ่งใช้วิธีตัดสลับที่ดูแปลกมากสำหรับหนังไทยยุคนั้น มาในฉบับนี้ ท่านยังต้องการให้หนังมีความรู้สึกแปลกใหม่กับคนดูอีกหรือเปล่า ก็ต้องการแบบเดิมนะ แต่เวลามันผ่านมา 30 ปีแล้ว วิธีการคงไม่แปลกแล้วล่ะ ผมว่าความแปลกที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่ามันต้องดูผิดปรกติหรือทันสมัย เพราะไอ้ความทันสมัยหรือความใหม่มันเป็นสิ่งที่เราพูดจำกัดความได้ลำบาก BIOSCOPE : สำหรับคนที่เคยดูงานของท่านมาตั้งยุคก่อนๆ อาจจะคาดหวังว่า ท่านมุ้ยต้องมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นอยู่ตลอด ปัญหาคือว่าอะไรล่ะคือสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพูดถึง เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เรียกว่าใหม่ได้ คุณจะไม่รู้หรอกว่าอะไรคือความใหม่ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือเก่า เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะอะไรก็มีคนทำมาหมดแล้วทั้งนั้นละ อย่างวิธีการตัดแบบ jump cut นี่ (ฌ็อง-ลุค) โกดาร์ดก็ทำมาตั้งแต่ยุค 1960 โน่น หรือแม้แต่ผมเองก็เคยใช้ตั้งแต่ ‘เทพธิดาโรงแรม’ (พ.ศ. 2517) ไปตั้งเยอะแล้วซึ่งผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นก็แทบจะเรียกว่าไม่มีอะไรใหม่ๆ หรอก ก็มีแต่เอาของที่เคยทำกันไปแล้วมารีไซเคิลเท่านั้นเอง BIOSCOPE : หมายถึงเอามันมามองใหม่ ใช่ มุมมองใหม่ อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ก็ต้องมองมุมใหม่เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป เช่นในของเดิม เชื้อ กับ รส เขียนจดหมายถึงกันซึ่งนั่นก็ค่อนข้างโบราณแล้ว สมัยใหม่ก็ต้องโทรศัพท์หรือไม่ก็อีเมลโดยที่ยังรักษาอรรถรสของการเขียนจดหมายไว้อยู่ ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรอกที่ต้องทันสมัย แต่บางอย่างเช่นการนั่งรถสามล้อนี่ก็คงไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าแทน เป็นต้น สัมคมตอนนี้มันไม่ใช่ยุคที่ สุวรรณี สุคนธา แต่งเรื่องนี้ออกมาแล้ว BIOSCOPE : แล้วท่านคิดว่า วิธีการที่เอากลับมาใช้ต่างๆ นี่จะได้ผลในการสร้างความรู้สึกกับคนดูไหม อย่างน้อยมันก็ได้ผลกับผมแหละ ถ้าไม่ได้ผลคงไม่ทำ แต่ปัญหาคือมันจะได้ผลกับคนอื่นหรือเปล่านี่คงต่างๆ กันออกไป เพราะผมแก่กว่าคนอื่นเขาเยอะมาก เรา 60 กว่า แก่กว่าคนดูทั่วไป 3-4 เท่า ความคิดของคนดูก็คงต่างกัน BIOSCOPE : ถ้าพูดถึงคนที่เคยทำหนังไทยมาพร้อมๆ กับท่าน หลายคนวางมือไปแล้ว แต่ท่านยังทำหนังต่อ ก็มันเป็นอาชีพผมไปแล้วนี่ (หัวเราะ) เราทำหนังเป็นอาชีพก็ต้องทำหนังไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะหยุด คงทำหนังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรงน่ะแหละ จริงๆ แล้วฝรั่งมันก็มีคนทำหนังรุ่นผมดังๆ กันตั้งหลายคน อย่าง ริดรีย์ สก็อตต์แก่กว่าผมอีก แต่อยู่ดีๆ ก็ทำหนังอย่าง Gladiator (2000) หรือ Black Hawk Down (2001) ออกมาได้ คือมันไม่ใช่หรอกที่วันหนึ่งจะออกจากวงการไปแค่เพราะทำหนังมานานแล้วนะ ทำไมไม่ออกจากวงการไปสักที มันก็ไม่ใช่ ใช่มั้ย (หัวเราะ) คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าวงการมาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาทำแล้วมีชื่อเสียงก็ต้องออกจาวงการไป เขาก็ต้องทำของเขาไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องกลายเป็นคนรุ่นเก่า อย่าง มานพ อุดมเดช เนี่ย ในสายตาผมเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ยุคหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นคนทำหนังรุ่นเก่าที่ไม่มีใครยอมรับ แต่ผมเห็นว่าเขาเป็นคนมีฝีมือก็เลยชวนมาทำ ‘คืนบาป...พรหมพิราม’ มันเป็นเรื่องของฝีมือ ไม่ใช่ว่า เฮ้ย...คนรุ่นใหม่เกิดมาแล้ว คนรุ่นเก่าก็ต้องออกจากวงการไป ไม่ใช่อย่างนั้น มีคนพูดให้ได้ยินบ่อยๆ นะ ว่าทำไมคนรุ่นเก่าไม่ออกไปจากวงการไป คนรุ่นใหม่จะได้เกิดบ้าง จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะคนรุ่นเก่าอยู่คนรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาได้ ไม่มีใครว่ากันอยู่แล้ว หรือคนใหม่ๆ ถามว่าทำไมไม่มีใครให้โอกาสเขา ก็ต้องถามกลับว่า นี่คุณ อยู่ๆ เอาเงินผมไปทำหนัง 20 ล้านเนี่ย หนังจะได้เงินหรือเปล่า แล้วคุณตอบว่า “ไม่ทราบครับ มันต้องเสี่ยง” อ้าว...แล้วใครจะเชื่อลงล่ะ เงิน 20 ล้านมันเยอะนะ เท่าบ้านหลังหนึ่ง รถเบนซ์อีก 2 คันน่ะ หนังไม่ได้เงินมันก็ละลายหายไปกับสายน้ำ ฉะนั้นจะมาพูดง่ายๆ ไม่ได้ว่าให้โอกาสผมบ้างสิ เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงตุดหนึ่งคุณต้องสู้ เหมือนกับพวกเราสู้กันมาสมัยก่อน กว่าผมจะขึ้นมาเป็นท่านมุ้ยได้ต้องใช้เวลา 20 ปีนะ ผมว่าปัญหาใหญ่คือ คนรุ่นใหม่ที่จะมาทำหนังเนี่ย รู้หรือเปล่าว่ามันยากแค่ไหนที่จะเข้ามาในวงการ ยากแค่ไหนที่คุณจะเอาเงิน 20 ล้านบาท เวลามีคำถามว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้กับคนใหม่ๆ บ้าง ผมอยากจะบอกว่า เมืองไทยเปิดโอกาสมากกว่าเมืองนอกมากๆ เลย มีคนทำหนังเยอะแยะที่ผมไม่อยากเอ่ยชื่อที่อยู่ๆ ก็ได้ทำหนังเลย แค่บอกนายทุนว่าผมทำหนังเป็นแล้ว ก็ได้ทำ แล้วพอหนังฉิบหาย 3-4 เรื่องจนนายทุนล้มละลาย หมดตัวเป็นพันๆ ล้าน แล้วใครจะรับผิดชอบ พวกนายทุนเลยต้องเคี่ยวพอที่จะรู้ว่าคนไหนทำหนังเป็นคนไหนทำไม่เป็น เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการมาลองฝีมือ ไอ้นั่นต้องทำตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาหรือทำหนังสั้นแล้ว BIOSCOPE : ความยากของการทำหนังในยุค 2510 กว่าๆ กับ 2540 กว่าๆ ต่างกันตรงไหน เหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่สมัยนั้นมันถูกกว่า สมัยนี้แพงมากๆ เรื่องหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า 10-20 ล้าน ถึงบอกไงว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ยากเข้ามาจริงๆ คุณต้องแสดงผลงานออกมา ถ้าคุณคิดว่าเขียนบทได้ดีก็ต้องทำออกมาให้เห็น อย่าง ยุทธเลิศ (สิปปภาค) เขียนบทได้ดีตั้งแต่ตอนทำ ‘O-Negative รักออกแบบไม่ได้’ (1998) แล้ว แต่เขาไม่เชื่อใจเพราะยังเป็นคนใหม่เลยยังไม่ให้ทำ จนมาทำ ‘มือปืน โลก/พระ/จัน’ (2001) ถึงได้เกิด การเขียนบทนีมันเป็นงานที่ไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย ฟรี กระดาษปึกหนึ่งกับปากกาก็เขียนบทได้แล้ว หรือไม่ก็ไปขอเงินพ่แม่สัก 2-3 แสนมาลองทำหนังสั้นสัก 3 ฉาก ไปเช่าอุปกรณ์มา รวบรวมพรรคพวกมา แล้วก็ถ่ายทำออกมาเพื่อไปฉายให้นายทุนดูว่า เนี่ยละหนังผม แบบนี้ก้ได้ ยกตัวอย่าง ‘องค์บาก’ (2003) เนี่ย ถ้าไปบอกนายทุนว่าจะทำหนังมวยไทย นายทุนคงบอกทันทีว่า “ไม่เอา” ปรัชญา (ปิ่นแก้ว) เลยใช้วิธีถ่ายฉากบู๊ให้ดูหนึ่งซีน เอาไปฉายให้เห็นเลยว่า นี่ จา (พนม ยีรัมย์) มันเล่นได้แบบนี้ แต่คุณจะใช้วิธีแค่พูดว่าผมทำหนังเป็น มันไม่ได้ แค่ความมั่นใจหรือแค่บอกว่าผมดูหนังมาเยอะ มันไม่ได้มีความหมายอะไร BIOSCOPE : อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นคนทำหนังครับ ...ต้องแหกคอก? จะแหกไปไหนล่ะ ...สิ่งสำคัญคือต้องดูหนังเยอะก่อน ดูหนังเยอะพอหรือยังถึงที่จะคิดเรื่องแหกคอก ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ‘คอก’ น่ะมันอยู่แค่ไหน ถึงจะแหกได้ ถ้าไม่รู้จะแหกมันทำไม BIOSCOPE : ท่านชอบคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ คนไหนบ้าง ชอบทุกคนนะ เป็นเอก (รัตนเรือง) ก็ดี ยุทธเลิศก็โอเค เรียว (กิติกร เลียวศิริกุล) ก็ใช้ได้ จุดร่วมของคนพวกนี้คือ เขาพยายามทำสิ่งใหม่ๆ ใส่เข้าไปในหนัง เป็นคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเคยไปงานฟิล์มเฟสติวัลและมีโอกาสได้สัมผัสกับหนังอาร์ตต่างประเทศเยอะ และไฟยังแรง ยังไม่หมดเนื้อหมดตัว ก็ยังมีความกล้าที่จะทำ BIOSCOPE : ถ้าหมดตัว ความกล้าจะน้อยลง ถ้าหนังเจ๊งบ่อยๆ นานๆ เข้า ไฟก็หมดลงทุกทีๆ หรือไม่ก็หายไปเลย เพราะหนังมันขึ้นอยู่กับกำไรและขาดทุนนะ ขาดทุนมากๆ ก็จะไม่มีใครให้ทำ เราจะเอาแต่ดูเด็กๆ กลุ่มเดียวมันก็เป็นไปไม่ได้ BIOSCOPE : กลุ่มคนดูหนังของท่านเปลี่ยนหน้ามาเรื่อยๆ ท่านมองว่าความต้องการของคนดูแต่ละยุคมันเปลี่ยนไปหรือเปล่า เหมือนเดิม ...100% เลยคือความบันเทิง หนังดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกสนุกด้วย การดูสนุกด้วยและให้ข้อคิดด้วยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราเลยได้เห็นว่าในบรรดาหนังที่ดีที่สุดในโลก เกือบทั้งหมดคือหนังที่ดูแล้วสนุก ดูแล้วรื่นรมย์ใจ หนังที่ดูแล้วไม่สนุกก็ย่อมจะไม่สามารถสื่อสารกับคนดูได้เพราะคนดูไม่รู้สึกสนุกกับมัน แต่ความสนุกแปลว่ามันสื่อสารกับคนดูได้ในทางใดทางหนึ่ง BIOSCOPE : แล้วถ้าหนังที่ดูไม่รู้เรื่อง แต่เรียกว่าหนังอาร์ตล่ะ ไม่จริงหรอก อาร์ตคืออะไร BIOSCOPE : นั่นสิครับ ท่านว่าอาร์ตคืออะไร อาร์ตที่ดีต้องประกอบไปด้วย 4 อย่างคือ หนึ่ง-ต้องมี content คือเนื้อหา สอง-ต้องมี craft ต่อให้ content ดีแต่ทำออกมาห่วย ถ่ายไม่เป็น ถ่ายไม่ติด เบลอ หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ใช้ไม่ได้ สาม-ต้องมีการถ่วงน้ำหนัก หนัก-เบา ไม่เลอะๆ เทอะๆ และอันสุดท้ายคือ ต้อมมีสไตล์เป็นของตัวเองแบบที่ดูปั๊บแล้วรู้เลยว่านี่มันคืองานของเขา อันนี้ปิกัสโซ่ อันนี้โมเนต์ อันนี้หนังบัณฑิต (ฤทธิ์ถกล) หนังเปี๊ยก โปสเตอร์ หนังท่านมุ้ย หนังหง่าว-ยุทธนา (มุกดาสนิท) ฯลฯ ซึ่งกว่าจะได้สไตล์มาคุณต้องผ่านการลอกเลียนแบบสไตล์คนอื่นเขามานักต่อนักแล้ว ยกตัวอย่าง แดนนี่ บอยล์ ก็มีสไตล์ขอวมันนะ แต่พอลองฉีกตัวเอมาทำ The Beach (2000) ก็เจ๊ง ขณะที่หนังก่อนหน้านั้นอย่าง Shallow Grave (1994) หรือ Trainspotting (1996) ก็มีสไตล์ของตัวเองชัด ...ผมเพิ่งนั่งกินข้าวกับ เดวิด พุตต์นั่ม เมื่อเช้านี้ เขาเล่าให้ฟังว่า วันที่เขารู้ตัวว่าต้องเลิกทำหนังก็คือวันที่ได้ดู Trainspotting เพราะเขารู้เลยว่าไม่มีทางมำหนังแบบนี้ได้ นี่คือสไตล์ที่ไม่มีวันทำได้ เขาก็เลยเลิกทำหนัง BIOSCOPE : ความรู้สึกแบบนั้นเคยเกิดขึ้นกับท่านหรือเปล่า ตอนนี้ยังนะ วันหนึ่งข้างหน้าไม่แน่ แต่วันนี้เรายังรู้สึกว่ายังมีเรื่องอยู่ในหัวที่อยากทำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine