โรงหนังราชบุรี

ย้อนดูผลงานของ แดเนียล แรดคลิฟฟ์ จากพ่อมดเด็กพะบู๊ สู่หนุ่มผู้แอบชอบเพื่อนใน What If
Brooklyn Bridge /  David Copperfield / 

สำหรับแฟนๆหนัง บางครั้งหากเราพูดถึง แดเนียล แรดคลิฟฟ์ พระเอกหนุ่มจากภาพยนตร์  What If รักได้มั๊ย ถ้าหัวใจแอบรัก ก็อาจจะถึงกับมึนงงว่านายเป็นใครหว่า? แต่ถ้าเราบอกว่าคนนี้แหละ คือ อดีตพ่อมดแว่นน้อย ที่มีแผลเป็นสายฟ้าอยู่กลางหัวนาม แฮร์รี่ พอตเตอร์ แล้วล่ะก็ ทุกคนต้องร้องอ๋อแน่นอน! และวันนี้ Movie.Mthai จะอาสาพาคุณผู้ชมไปทำความรู้จักกับพระเอกคนนี้ ทั้งประวัติโดยคร่าวๆ และผลงานภาพยนตร์ที่ผ่านมาของเขากัน พร้อมแล้วก็ไปกันเลย อดีตพ่อมดน้อย พ่อหนุ่ม แดเนียล แรดคลิฟฟ์ คนนี้มีชื่อเสียงเรียงนามเต็มๆว่า แดเนียล จาคอบ แรดคลิฟฟ์ ลืมตามาดูโลกมักเกิ้ลเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ปี 1989 ที่เมืองฟูแลม ลอนดอน โดยเป็นลูกชายคนเดียวของ อลัน แรดคลิฟฟ์ กับ มาร์เซีย เกรส์แฮม แต่ในตอนแรกทั้งพ่อแม่ของเขา  ดูไม่ค่อยอยากให้ลูกชาย เข้าวงการบันเทิงสักเท่าไหร่หรอกนะ แต่โชคชะตาก็นำพาให้ แดเนียล แรดคลิฟฟ์ ในวัยกระเตาะ ได้แสดงฝีมือเป็นครั้งแรก ซึ่งไม่ใช่บทพ่อมดแว่นอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นภาพยนตร์ที่ฉายทางโทรทัศน์เรื่อง David Copperfield โดยรับบทเป็นพระเอกในวัยเด็ก แต่ที่พิเศษคือ การแสดงหนังเรื่องนี้ทำให้ แดเนียล แรดคลิฟฟ์ ได้มีโอกาสพบกับ แม็กกี้ สมิธ เป็นครั้งแรก หรือที่ในอนาคตเธอคือผู้รับบท ศาสตราจารย์มักกอลนานัล ในหนังชุดแฮร์รี่พอตเตอร์อันโด่งดังนั่นเอง David Copperfield เมื่อได้แสดงเรื่องแรกแล้วดูมีแวว แดเนียล แรดคลิฟฟ์ ก็มีผลงานชิ้นต่อมาตามมาไม่ให้ห่าง ซึ่งไม่ใช่พ่อมดแว่น (อีกละ?!) แต่เป็นภาพยนตร์แนวสายลับเรื่อง The Tailor of Panama ในบทของเด็กชายนาม มาร์ค เพนเดล The Tailor of Panama หลังจากที่แสดงมาถึงสองเรื่อง ก็ยังไม่มีท่าว่าจะแจ้งเกิดสักกะที แต่อย่างไรก็ตาม โอกาสก็มาถึงหนุ่มน้อย แดเนียล แรดคลิฟฟ์ อีกครั้ง เมื่อโปรเจ็คภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายขายดีประกาศหานักแสดงเด็ก แน่นอนครับ คุณคิดถูกแล้ว นั่นคือหนังเรื่อง Harry Potter and the Sorcerer's Stone จากปลายปากกาของ เจ.เค.โรว์ลิงค์ นั่นเอง ซึ่ง แดเนียล แรดคลิฟฟ์ ก็เข้าตากรรมการ รับบท แฮร์รี่ พอตเตอร์ ไปครองตั้งแต่ภาค 1 ถึง ภาค 7 พร้อมแจ้งเกิดโด่งดังเป็นพลุแตก ชนิดที่ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลก ก็ต้องรู้จักพ่อมดน้อยคนนี้แน่นอน อีกทั้งคุณผู้ชมยังได้เห็นพัฒนาการเติบโตของหนุ่มคนนี้ไปพร้อมๆกับตัวละครเลยทีเดียวเชียว เด็กจนโตแค่ไหน ลองไล่ดูข้างล่างนี้ดูสิ Harry Potter and the Sorcerer's Stone Harry Potter and the Chamber of Secrets Harry Potter and the Prisoner of Azkaban Harry Potter and the Goblet of Fire Harry Potter and the Order of the Phoenix Harry Potter and the Half-Blood Prince Harry Potter and the Deathly Hallows: Part 1 Harry Potter and the Deathly Hallows: Part 2 ซึ่งในช่วงระหว่างถ่ายทำมหากาพย์ภาพยนตร์ชุดแฮรรี่ พอตเตอร์ อันแสนจะคิวแน่นเอี้ยดนี้ แดเนียล แรดคลิฟฟ์ ก็ยังได้ปลีกตัวไปแสดงหนังออสเตรเลีย ที่ว่าด้วยกลุ่มเด็กชายที่หนีออกจากาถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เรื่อง December Boys  ในบท  แม็ปส์ อีกด้วย แหม่! ขยันจริงๆ พ่อคุณ December Boys ไล้เรียงมาตั้งแต่พ่อมดรุ่นเด็ก ที่ใช้สติปัญญาแก้ปัญหา จนเริ่มใช้กำลังและมีด้านมืดขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนภาคในบทแฮร์รี่ พอตเตอร์ ผ่านไป แดเนียล แรดคลิฟฟ์ ก็ดูท่าจะยังติดใจกลิ่นอายมืดหม่นอยู่ เขาจึงได้รับบท อาร์เธอร์ กิ๊ปป์ ในภาพยนตร์สยองขวัญ กลิ่นอายกอธิคเข้มข้น เรื่อง The Woman in Black ที่คราวนี้เลิกเผชิญหน้ากับพ่อมดศาสตร์มืด แต่ไปเจอกับผีแทน!! The Woman in Black ถัดจากงานล่าท้าผี แดเนียล แรดคลิฟฟ์ ก็ยังสรรหาบทท้าทายตัวเองมิได้หยุดไม่หย่อน นัยหนึ่งเพื่อสลัดภาพพ่อมดแว่น ที่ติดตามคนดู และอีกนัยหนึ่ง เพื่อพัฒนาฝีมือการแสดงของตัวเองด้วย และความท้าทายแบบสุดๆ ก็มาถึงมือ เมื่อเขาได้รับบท อัลเลน กินสเบิร์ก ในหนังความรักชาย-ชาย เรื่อง Kill Your Darlings ที่เรียกเสียงฮือฮา จากฉากสองเกย์บนเตียงแบบไม่มีเซนเซอร์ งานนี้ ฝีมือพระเอกของเราไปไกลมากเลยทีเดียวเชียว!! Kill Your Darlings รับบทใหม่ๆ มาก็หลายแนว แต่ แดเนียล แรดคลิฟฟ์ ก็ยังไม่หยุด เพราะครั้งนี้เขาได้ไปสวมบท ปีศาจร้ายในคราบมนุษย์ กับภาพยนตร์ที่มีกำหนดฉายในบ้านเราช่วง พ.ย. นี้ อย่าง Horns ในบท อิก เพอร์ริช ที่นอกจากจะกลับมาแนวมืดหม่นอีกครั้ง งานนี้ ยังมีเขางอกออกมาจากกบาลอีกต่างหาก! Horns ในที่สุดหลังจากที่เป็นทั้งพ่อมด เด็กกำพร้า เกย์ ชายเขางอก อะไรเยอะแยะมาแล้ว แดเนียล แรดคลิฟฟ์ ก็กลับมาเป็นชายหนุ่มธรรมดาเสียที แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้ต้องแอบรักเพื่อนตัวเองเข้าเสียฉิบ ในภาพยนตร์โรแมนติก คอมเมดี้เรื่อง What If ที่ฉายให้ได้ชมในไทยอยู่ในตอนนี้ กับบทบาท วอลเลซ ว่าที่แพทย์หนุ่ม ที่อกหักรักคุดเสียจนชินชา น่าสงสารซะจริง! What If นอกจากผลงานภาพยนตร์ทั้งหมดนี้แล้ว แดเนียล แรดคลิฟฟ์ ก็ยังได้ไปแสดงในหนังและละครซีรีย์ที่ฉายทางโทรทัน์อีกมากมายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Extras, My Boy Jack, Late Show with David Letterman และ A Young Doctor's Notebook และยังได้ไปพากย์เสียงการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่อง The Simpsons และ Robot Chicken อีกทั้งยังเคยไปแสดงละครบรอดเวย์ เรื่อง Equus จนกวาดรางวัลมาให้อิ่มใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว  และสำหรับแฟนๆ พ่อหนุ่ม แดเนียล แรดคลิฟฟ์ ก็เตรียมรอชมภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขาได้เลย ซึ่งทั้งหมดล้วแยู่ในขั้นตอนการถ่ายทำและตัดต่อ ไม่ว่าจะเป็น Frankenstein และ Brooklyn Bridge แต่ที่ดูจะฮือฮาที่สุดคงหนีไม่พ้นภาพยนตร์คอมเมดี้ เรื่อง Trainwreck ที่มีภาพ แดเนียล แรดคลิฟฟ์ เดินนอยู๋ริมถนนพร้อมสายจูงหมานานาพันธุ์นับสิบตัว ทำเอาหลายต่างครหาว่าอีตานี่ ท่าจะบ้าไปแล้วสินะ ก่อนจะรู้ความจริงในภายหลังว่า นั่นน่ะเป็นฉากในหนังต่างหากล่ะทุกคน Trainwreck ส่วนคุณผู้ชมท่านใด ยังอยากชมภาพของหนุ่ม แดเนียล แรดคลิฟฟ์ กันมากกว่านี้ล่ะก็ เราก็จัดมาให้อีกชุดใหญ่ ตามต่อไปด้านล่างสุดได้เลย เห็นทั้งบทบาท และฝีมือของ แดเนียล แรดคลิฟฟ์ กันไปแล้ว ก็อย่าลืมไปติดตามบทบาท หนุ่มรักคุด ที่ดันสะดุดแอบหลงรักเพื่อนตัวเองในภาพยนตร์ What If รักได้มั๊ย ถ้าหัวใจแอบรัก ได้แล้ววันนี้ ทุกโรงภาพยนตร์ ดูตัวอย่างและเรื่องย่อภาพยนตร์ What If ได้ที่นี่ -------------------------------------------

ยุทธเลิศ สิปปภาค ขอบันทึกความทรงจำแห่งยุคสมัยลงใน
ความทรงจำ /  ตุ๊กแกรักแป้งมาก / 

"การทำหนังของผม เหมือนการเดินออกจากบ้านมาทำงาน ทำโน้น ทำนี่ สนุกไปเรื่อยๆ จนเมื่อเรารู้สึกว่าเราเดินมาไกลมากพอ และหันกลับไปมองที่จุดเริ่มต้น มันเหมือนเรากลับไปนับหนึ่งใหม่ อยากกลับไปหาอดีต ผมเชื่อว่าทุกคนเป็นเหมือนกัน เราห่างบ้านมานานแล้วคิดถึงบ้าน อารมณ์ของการทำหนังมันเกี่ยวข้องกับยุคสมัย มันเกี่ยวข้องกับโรงเรียนเก่า เพื่อนเก่าๆ คนรักเก่า มันเป็นความหลัง เป็นอาการโหยหาอดีต ที่ทุกคนก็น่าจะเป็น ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นเมื่อไหร่ แต่สำหรับผมมันเป็นเร็ว เหมือนอยู่ดีๆเราก็คิดถึงบรรยากาศเหล่านั้น" - ยุทธเลิศ สิปปภาค ผู้กำกับหนัง ตุ๊กแกรักแป้งมาก วันนี้มันถึงจุดที่ผมคิดถึงบ้านเกิด (จ.เลย) แล้วอยากย้อนกลับไปถ่ายหนังที่นั่น ย้อนกลับไปที่ยุคปี 2528-2532 เป็นยุคที่วัยรุ่น ไม่ได้มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีเฟสบุ๊ค ไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้ แต่สามารถสื่อสารความรักให้เกิดขึ้นได้ มีอารมณ์ร่วมในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ในแบบที่ ถ้าเราเอามาเล่าผมคิดว่ามันได้แชร์ยุคสมัยที่น่าจดจำ  ซึ่งปัจจุบันนี้คนในยุคนั้นคงจะเป็นพ่อแม่คนไปหมดแล้ววันนี้เรื่องราวต่างๆ ได้มีโอกาสถ่ายถอดให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นและได้สัมผัสบรรยากาศเหล่านั้น "เชียงคาน" เป็นสถานที่ที่ผมได้ไปเที่ยวและรู้สึกว่าเป็นเมืองที่ไม่ค่อยเปลี่ยน ถึงแม้จะมีการพัฒนาการท่องเที่ยวเยอะมาก คือมันยังแช่แข็งบรรยากาศเดิมๆไว้ได้อยู่ คนที่ไปเที่ยวเชียงคานเหมือนคนที่คิดถึงอดีต มันเป็นเหมือนศูนย์รวมคนที่คิดถึงอดีต ผมเลยผูกเรื่องให้ ตุ๊กแก (เก้า จิรายุ) เป็นเด็กที่นั่น และมีความผูกพันกับโรงหนัง "เพชรเชียงคาน"  เมื่อเติบโตขึ้นก็ได้ไปดำเนินชีวิตในกรุงเทพฯจนเกิดเรื่องราวต่างๆขึ้นมากมาย สมัยนั้นแฟชั่นมันจะเป็นแฟชั่นจ๋ามาก เพราะว่าเขาจะทำตามกันทั้งเมือง ใช้ของแบบเดียวกัน ใส่ชุดแบบเดียวกัน ร้านเสื้อผ้าก็จะซื้อที่เดียวกัน ไปเที่ยวที่เดียวกัน เรียกว่ายุคบูติก ที่เที่ยวต้องเป็นพาเลซ คนไหนเที่ยวทุกวันก็จะเจอกันตลอด ต่างจากสมัยนี้ที่จะมีความเป็นตัวตนกันเยอะขึ้น ที่เที่ยวก็จะหลากหลายทั้ง อาร์ ซี เอ ทองหล่อ หลังสวน และอีกหลายๆ ที่ คือมันกระจายไปหมด ผมเลยรู้สึกว่ามันน่าบันทึกไว้ เพราะแฟชั่นคือการทำอะไรตามกัน ทั้งการแต่งตัว ร้องเพลง สถานที่เที่ยว รถซิ่งโหลดเตี้ย  แม้กระทั่งหนังก็ต้องทำหนังเอาใจวัยรุ่นยุคนั้น สิ่งเหล่านี้ต้องถ่ายทอดเป็นภาพอย่างเดียว ใครที่เกิดทันยุคนั้นถึงจะนึกออก บางอย่างมันเก่าจนไม่มีภาพบันทึกไว้ ภาพนิ่งก็หายากมาก เลยอยากจะเก็บความทรงจำนั้นไว้เป็นภาพให้คนอื่นได้เห็น ผมมองว่าตุ๊กแกเป็นสัตว์ที่น่าเกลียด คนส่วนใหญ่ต้องเกลียดตุ๊กแก  แต่ผมเชื่อว่าคนที่ได้ดูหนังเรื่อง"ตุ๊กแกรักแป้งมาก" จะลืมความน่าเกลียดของตุ๊กแกไปชั่วขณะ แต่จะกลับมานึกถึงความน่ารักของตุ๊กแกที่เป็นคนแทน ------------------------------------------ ยุทธเลิศ สิปปภาค // Post by Yuthlert Sippapak. --------------------------- ยุทธเลิศ สิปปภาค เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2509 ในจังหวัดเลย ประเทศไทย จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะมัณฑนศิลป์ ภาควิชาออกแบบตกแต่งภายใน มหาวิทยาลัยศิลปากร หลังจบการศึกษาได้ร่วมกับเพื่อนเปิดบริษัทออกเแบบตกแต่งภายใน ชื่อ Zone Design หลังจากทำงานออกแบบได้หนึ่งปีจึงตัดสินใจไปเรียนศิลปะต่อที่ The Art Students League of New York ก่อนจะกลับมากำกับภาพยนตร์ที่เมืองไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ผลงานการกำกับภาพยนตร์ 2544    มือปืน/โลก/พระ/จัน (Killer Tattoo) 2546     กุมภาพันธ์ (February) 2546     บุปผาราตรี (Rahtree: Flower of the Night) 2547     สายล่อฟ้า (Pattaya maniac) 2548     บุปผาราตรี เฟส 2 (Rahtree Returns) 2549     กระสือวาเลนไทน์ (Ghost of Valentine) 2550     โกยเถอะเกย์ (Ghost Station) 2551     รัก/สาม/เศร้า ( The Last Moment ) 2551     อีติ๋มตายแน่ (Kill Tim) 2552    บุปผาราตรี 3.1 (Rahtree reborn) 2552     บุปผาราตรี 3.2 (Rahtree revenge) 2553     สามย่าน (Sam-Yan) กำกับร่วมกับ พิง ลำพระเพลิง และ โก๊ะตี๋ อารามบอย 2553     มือปืน/ดาว/พระ/เสาร์ (Saturday killer) 2554     บางกอกกังฟู (Bangkok kung fu) 2554     หมาแก่ อันตราย (Friday killer) 2555     วงจรปิด กำกับร่วมกับ ทิวา เมยไธสง 2556     FATHERLAND ปิตุภูมิพรมแดนแห่งรัก 2557     มือปืน/พระ/อาทิตย์ (Sunday killer) ผลงานการเขียนบทภาพยนตร์ 2544     มือปืน/โลก/พระ/จัน (Killer Tattoo) 2546    กุมภาพันธ์ (February) 2546     บุปผาราตรี (Rahtree: Flower of the Night) 2547    สายล่อฟ้า (Pattaya maniac) 2548     บุปผาราตรี เฟส 2 (Rahtree Returns) 2549    กระสือวาเลนไทน์ (Ghost of Valentine) 2550     โกยเถอะเกย์ (Ghost Station) 2551    รัก/สาม/เศร้า (The last moment) 2552    บุปผาราตรี 3.1 (Rahtree reborn) 2552    บุปผาราตรี 3.2 (Rahtree revenge) 2553    มือปืนดาวพระเสาร์ (Saturday killer) 2554    บางกอกกังฟู (Bangkok kung fu) 2554     หมาแก่ อันตราย (Friday killer) -----------------------------------

ยังไงท่าน!เว็บดังแฉ ช้างศึก อินชอน ถลุงหม่อง8-1คู่แข่งแค่ยู19
pantip.com /  ช้างศึก / 

เกิดเรื่องที่ทำให้แฟนวงการลูกหนังสงสัยในการทำงานของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขึ้นอีกแล้วหลังจบเกมการแข่งขันที่ ช้างศึก ทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ที่เตรียมทีมสู้ศึกเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 17 “อินชอนเกมส์” ณ เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ไล่ต้อนเอาชนะ ทีมชาติเมียนมาร์ 8-1 ที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้สมาคมฟุตบอลฯ ได้กางโปรแกรมอุ่นเครื่องของ ช้างศึก ออกมา 3 เกมก่อนที่จะเดินหน้าเข้าแดนกิมจิ เพื่อสู้ศึกใหญ่ ซึ่งโปรแกรมที่ออกมาคือจะพบ เมียนมาร์ (ทุกคนเข้าใจว่าเป็นทีมชาติชุดจากซีเกมส์ หรืออาจจะเป็นทีมชาติชุดสู้ศึกซูซูกิ คัพ) จากนั้นจะซัดกับ ภูเก็ต เอฟซี ทีมแกร่งศึกยามาฮ่า ลีกวัน และปิดท้ายด้วยฟัด ทีมชาติกาตาร์ ชุดเอเชียนเกมส์เช่นกัน ทว่าล่าสุดหลังจาก ช้างศึก เอาชนะ เมียนมาร์ 8-1 ทำให้แฟนบอลเกิดข้อสงสัยว่าทำไม ทีมชาติไทย พบกับ ทีมชาติเมียนมาร์ สกอร์ถึงได้ขาดขนาดนั้น ทั้งที่ ก่อนหน้านี้ได้มีการพูดทำนองว่าอุ่นเครื่อง 3 เกมจะมีทีมแข็งๆ มาอุ่นเครื่อง ทำให้แฟนบอลไทย ไปโพสข้อความบนเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง pantip.com ใช้นาม เมาฟรีรักษ์เจ้าพระยา ในหัวข้อ “ไทย U 23 ชนะ พม่า 8-1 จริงๆ แล้วพม่าส่ง ยู19 ไม่ใช่ชุดใหญ่นะครับ” พร้อมกับมีหลักฐานเป็นใบรายชื่อเปรียบเทียบของทีมชาติเมียนมาร์ ที่มาอุ่นเครื่องกับไทย กับ ทีมชาติเมียนมาร์ ชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลฉลองเอกราชบรูไน ซึ่งมีรายชื่อถึง 17 คน จาก 20 คน ที่ส่งพบ ช้างศึก พร้อมกับระบุว่า นักเตะ 11 คนแรกของเด็กหม่อง เป็นเยาวชน 19 ปีทั้งหมด และทิ้งท้ายด้วยว่า “ก็สงสัย ทำไมบอลเราจะเตะเอเชียนเกม กลับไปเอาทีมเด็กของเขามาอุ่นเครื่อง แถมยังหมกเม็ด ให้แฟนบอลคิดว่าชุดใหญ่อีก” ขอบคุณที่มา และรูปภาพจาก : pantip.com/topic/32522672

จากบันทึกเรื่องจริง Deliver Us From Evil ผกก.สก็อต เดอร์ริคสัน ทุ่มความหลอนระทึกสุดตัว!
Deliver Us From Evil /  ปีศาจ / 

กลับมาอีกครั้งสำหรับผู้กำกับ สก็อต เดอร์ริคสัน ผู้เคยฝากผลงานหลอนสะพรึ่งคนทั้งโลกอย่าง TheExorcism of Emily Rose และ Sinister และครั้งนี้เตรียมพบภาพยนตร์เรื่อง Deliver Us From Evil ล่าท้าอสูรนรก ผลงานล่าสุดที่สร้างจากหนังสือบันทึกคดีสุดะพรึงเหนือธรรมชาติของ ราล์ฟ ซาร์ชีย์ ที่หลอนกระชากขวัญคุณผู้ชมไม่ให้อยู่กับเนื้อกับตัว การที่ในที่สุด Deliver Us From Evil ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์เสียที หลังจากที่หนังสือ ที่เป็นที่มาของภาพยนตร์เรื่องนี้นั้น ถูกซื้อสิทธิมานานกว่า 10 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศรัทธาที่ไม่สั่นคลอนที่ผู้อำนวยการสร้าง เจอร์รี บรั๊คไฮเมอร์, ผู้กำกับ/มือเขียนบท สก็อต เดอร์ริคสัน และนักเขียน ราล์ฟ ซาร์ชีย์ มีต่อโปรเจ็กต์นี้ โดย บรั๊คไฮเมอร์ ได้เล่าว่า "เราได้อ่านข้อเสนอเรื่องนี้ที่ ราล์ฟ ซาร์ชีย์ นำมาเสนอเรา ตั้งแต่เมื่อ 11-12 ปีก่อน และเราคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าค้นหาและน่ากลัว มันทำให้ผมตื่นเต้น และเราก็คิดว่าสามารถสร้างมันเป็นหนังได้ เรื่องราวนี้เป็นอะไรที่น่าติดตาม และมันก็สร้างขึ้นจากข้อเท็จจริง ของการที่นักสืบผู้ดีในย่านบรองซ์ที่เสื่อมโทรม ถูกเกลี้ยกล่อมให้เชื่อว่าเหตุการณ์บางอย่างที่เขากำลังสืบสวนก้าวพ้นขอบเขต ความปกติไปแล้ว" เดอร์ริคสัน ผู้ซึ่งมีผลงานเรื่อง The Exorcism of Emily Rose ของเขา ได้รับการยกย่องจากการนำเสนอปรากฏการณ์การถูกปีศาจสิงสู่และการขับไล่ ปีศาจ พบว่าตัวเองต้องค้นคว้ามากขึ้นกว่าเดิมอีกสำหรับ Deliver Us From Evil "หนังสัตว์ประหลาด สร้างจากสิ่งที่ไม่ใช่ปรากฏการณ์จริงๆ ครับ พิธีไล่ปีศาจเป็นของจริง มันเกิดขึ้นบ่อยๆ และไม่ว่าคุณจะนึกถึงมันยังไง มันก็ทั้งมีเสน่ห์และน่ากลัว ผมได้อ่านเอกสารเกี่ยวกับคดีต่างๆ และได้เห็นเทปวิดีโอเกี่ยวกับคดีพวกนั้น พวกมันทั้งสั่นคลอนประสาทและน่าสนใจอย่างเหลือเชื่อ ผมคิดว่ามันมีความน่าสนใจและน่าทึ่ง ในเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างหนังพวกนี้ กับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในโลกครับ" สก็อต เดอร์ริคสัน ยังได้กล่าวเพิ่มอีกว่า "ผมไม่ได้สนใจการพยายามจะเผยแพร่ความเชื่อเกี่ยวกับการมีอยู่ของปีศาจหรือ ไม่หรอกนะครับ แต่ผมคิดว่าพิธีขับไล่ปีศาจเป็นสิ่งที่คนจะต้องมองอย่างจริงจัง ความศรัทธาทางศาสนาเป็นประเด็นที่หลายคนไม่อยากจะพูดถึงมัน เพราะมันตั้งคำถามเกี่ยวกับศีลธรรมจรรยา ชีวิตหลังความตาย รวมถึงวิถีที่เราควรใช้ชีวิต คำถามเยี่ยมๆ เหล่านั้นน่ะครับ" เดอร์ริคสัน ผู้กำกับอธิบายว่า "ตั้งแต่เริ่มต้น ไอเดียของเจอร์รี (มือเขียนบท) ว่ามันเป็นการผสมผสานแนวตำรวจ และเรื่องเหนือธรรมชาติเข้าด้วยกัน ซึ่งผมคิดว่าเป็นคอนเซ็ปต์พิเศษสุดที่คนอยากจะเห็น ซึ่งผมเองก็อยากจะเห็นเหมือนกัน หนังเรื่องนี้ไม่ได้สร้างขึ้นจากเรื่องจริงแบบเน้นๆ แต่มันเหมือนกับว่าได้แรงบันดาลใจจากคดีเหนือธรรมชาติในหนังสือของ ราล์ฟ ซาร์ชีย์ ที่ร้อยเรียงให้เป็นเรื่องเดียวกัน เนื้อเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น แต่ซีเควนซ์น่ากลัวที่คุณได้เห็นในหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับ ราล์ฟ ครับ" อีริค บานา ในภาพยนตร์  Deliver Us From Evil แม้ว่า ราล์ฟ ซาร์ชีย์ (รับบทโดย อีริค บานา) จะเป็นตัวเอกของเรื่อง และมาจากคนที่มีเลือดเนื้อจริงๆ แล้ว สก็อต เดอร์ริคสัน ยังได้คิดตัวละครตัวหนึ่งขึ้นมาประกบเขา นั่นก็คือโจ เมนโดซา (รับบทโดย เอ็ดการ์ รามิเรซ) นักบวชที่ทำตัวผิดขนบ โดย เดอร์ริคสัน อธิบายไว้ว่า "เมนโดซาเป็นตัวละครที่รวมคนจริงๆ สองคน ที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตของราล์ฟ ซาร์ชีย์ ที่ช่วยให้เขากลับมามีศรัทธาและเชื่อในสิ่งที่เขาพบเจอ และกำลังสืบสวนจริงๆ จังๆ แล้วท้ายที่สุด ก็ได้ฝึกฝนเขาให้เป็นผู้ช่วยในพิธีกรรมไล่ปีศาจ คนหนึ่งคือ บิช็อป ผู้ทำพิธีขับไล่ปีศาจส่วนใหญ่ที่ราล์ฟมีส่วนร่วม และอีกคนหนึ่งเป็นนักบวชคาธอลิคผู้เขียนหนังสือเรื่องนี้ แทนที่จะเลือกคนใดคนหนึ่งเราก็เลยจับทั้งคู่มารวมเป็นตัวละครตัวเดียว แล้วก็สร้างเรื่องราวเบื้องหลังสมมติให้กับเขาครับ" เอ็ดการ์ รามิเรซ ถ้าหากตำนานเรื่องผีเข้าผีสิงเกิดขึ้นจริง คิดว่านักบุญหรือตำรวจจะช่วยคุณได้?! ติดตามความหลอนสุดะพรึง ไปกับ Deliver Us From Evil ล่าท้าอสูรนรก ในรอบพิเศษวันที่ 28 ส.ค. - 3 ก.ย. รอบหลัง 2 ทุ่มเป็นต้นไป และฉายจริงวันที่ 4 ก.ย. นี้ ทุกโรงภาาพยนตร์ ดูตัวอย่างและเรื่องย่อภาพยนตร์ Deliver Us from Evil ได้ที่นี่ -----------------------------------------------

เปิดประวัติ คณะรัฐมนตรี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา(2)
คณะรัฐมนตรี ประยุทธ์ 1 /  ประวัติ ครม.ประยุทธ์ 1

เปิดประวัติ คณะรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งหมด 32 คน 34 ตำแหน่ง แบ่งเป็นพลเรือน 20 คน ทหารและตำรวจ 12 คน ประกอบด้วย เกิดเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2499 ปัจจุบันอายุ 58 ปี จบเศรษฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต Williams College, USA ปี 39-42 เป็นผู้อำนวยการกองวิเคราะห์และประมาณการเศรษฐกิจ ปี 42-43 เป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9 ชช. (ผู้เชี่ยวชาญ) ปี 43-46 เป็นผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปี 46-47 เป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน ปี 47-53 เป็นรองเลขาฯสศช. และปี 53-ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งเลขาฯสศช. ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และลาออกเพื่อมารับตำแหน่งรัฐมนตรี   เกิดวันที่ 7 ต.ค. 2496 อายุ 60 ปี "บิ๊กเข้" จบเตรียมทหารรุ่น 13 (ตท.13) โรงเรียนนายเรือรุ่นที่ 20 หัวหน้านักเรียน เหล่าพรรคนาวิน ผ่านตำแหน่งที่สำคัญประกอบด้วย ผู้บังคับการเรือ ร.ล.คีรีรัฐ ร.ล.ปราบปรปักษ์ ร.ล.ตาปี และผู้บังคับเรือหลวงนาคา จากนั้นเป็นหัวหน้าแยกประเภท กองกำลังพล กรมกำลังพล ทร. และรักษาการ ผบ.รล.วิทยาคม จากนั้นมาเป็นอาจารย์ที่สถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง (สรส.) ก่อนกลับไปเป็นรอง ผอ.กกฝ. กรมยุทธการ ทร. และเป็น ผอ.กองยุทธการ กรมยุทธการทหารเรือ ต่อมาได้เป็นผู้ช่วยทูตทหารเรือไทย ประจำกรุงโรม อิตาลี ก่อนกลับมาเป็น รองเสนาธิการ สรส. แล้วก้าวเป็นรองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ ต่อด้วยผู้ช่วยเจ้ากรมยุทธการทหาร บก.กองทัพไทย จากนั้นข้ามมาเป็นเสนาธิการกองเรือภาค 2 กองเรือยุทธการ แล้วกลับมาเป็นเจ้ากรมยุทธการ ทร. แล้วขึ้นเป็น ผช.เสธ.ทร.ฝ่ายยุทธการ เป็นรอง เสธ.ทร. เป็นพลเรือเอก ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ จนปี 2555 ได้ขึ้นเป็นรอง ผบ.ทร. และเป็น ผบ.ทร.ในปี 2556 อายุ 59 ปี สำหรับตำแหน่งสำคัญที่รับราชการที่สำคัญ อาทิ ผบ.กองพลทหารราบที่ 4 (พล.ร.4) เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 3 และเป็นแม่ทัพน้อยภาคที่ 3 (พล.ท.) ข้ามมาเป็นผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายกิจการพลเรือน (ผช.เสธ.ทบ.ฝกร.) และขยับรองเสนาธิการทหารบก (รอง เสธ.ทบ.) และได้เป็นรองหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา คสช. เกิดเมื่อวันที่ 11 พ.ย. พ.ศ.2489 ปัจจุบันอายุ 67 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี B.Sc.First Class Hons. Electrical Engineering (เกียรตินิยมอันดับ 1) ในปี พ.ศ. 2511 และปริญญาเอกด้านวัสดุวิศวกรรมไฟฟ้า แขนงวิศวกรรมไมโครเวฟ จากมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร เริ่มรับราชการที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และได้เป็นอธิการบดี มจธ.และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ในปี 2549 จนเกษียณอายุราชการ ปัจจุบันยังทำงานในแวดวงการศึกษา อาทิ เป็นรองประธานคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) เป็นต้น เกิดเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2496 อายุ 60 ปี สมรสกับ พ.อ.หญิง สุพัตรา รัตนสุวรรณ ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เริ่มต้นชีวิตราชการทหารครั้งแรกกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ต่อมาปี พ.ศ.2530 ได้เป็นราชองครักษ์เวร จากนั้นได้เป็นฐานะผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) ซึ่งมีอำนาจในการควบคุมกำลังรบหลักของกรุงเทพฯ ก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพภาค 1 จากนั้นในปีถัดมาจะได้เป็นผู้ช่วยเสนาธิการ ทบ.ฝ่ายยุทธการ และได้เลื่อนขึ้นมาเป็นรองเสนาธิการ ทบ. และเสนาธิการ ทบ. นอกจากนี้ เมื่อครั้งรัฐประหารปี 2549 พล.อ.ดาว์พงษ์ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็น สนช. และนั่งเป็นเลขาธิการ กอ.รมน. และผู้ช่วยเลขานุการ ศอฉ.เมื่อครั้งการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ปี 2553 ด้วย เกิดเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2493 ปัจจุบันอายุ 64 ปี เคยเป็นอนุกรรมการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการควบคุมอันตรายในการใช้ยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สธ. ระหว่างปี พ.ศ.2538-2542 ประธานวิชาการ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กรรมการบริหารราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ประธานวิชาการ สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ยังได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และลาออกจากตำแหน่ง โดยปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลและประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เกิดเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2496 อายุ 61 ปี จบการศึกษาปริญญาโทด้านสาธารณสุขศาสตร์ จาก Royal Tropical Institute,Amsterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์ ก็เข้ารับราชการเมื่อปี 2526 ได้รับตำแหน่งต่างๆ ตั้งแต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาล หัวหน้าสำนักประสานงานวิชาการและพัฒนากำลังคน ด้านสาธารณสุข ผอ.สำนักนโยบายและแผนสาธารณสุข เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยปลัดกระทรวง สธ.ในปี พ.ศ.2543 จนถึงปี พ.ศ.2544 มีผลงานทั้งที่เป็นตำราและงานวิจัยมากมาย นอกจากนี้ยังเป็นผู้ริเริ่มการศึกษาและพัฒนาระบบบริการด้านโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ ที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน มีคณะกรรมการ 27 คน ภายหลังมีการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในปี 2553 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) เกิดเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2503 อายุ 54 ปี สมรสกับ พล.ต.ต.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร จบการศึกษาโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ปริญญาตรี ด้านสถาปัตยกรรมจาก Rhode Island School of Design ประเทศสหรัฐอเมริกา (Bachelor Degree in Architecture) และหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง (วตท.5) สถาบันวิทยาลัยการตลาดทุน เริ่มทำงานในปี 2529 เป็นผู้จัดการแผนกโฆษณา ปี 2555 เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และเป็นประธานกรรมการบริหารบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด และในปี 2557 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก่อนที่จะลาออกมารับตำแหน่ง เกิดเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2487 ปัจจุบันอายุ 70 ปี สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) ในปี 2510 และปริญญาโทสาขาเดียวกัน ในปี 2513 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาระดับปริญญาโทด้านการวางแผนและพัฒนา ที่มหาวิทยาลัยวานเดอบิลต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ รมว.คลัง (นายสมหมาย ฮุนตระกูล) และเข้ารับราชการในกระทรวงการคลัง อยู่ในตำแหน่งสูงสุดคือรองปลัดกระทรวงการคลังจนเกษียณอายุราชการ ได้รับแต่งตั้งเป็น รมช.คลัง ในรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ต้องพ้นจากตำแหน่งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 182(3) เนื่องจากศาลอาญาพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2550 ตัดสินจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา จากกรณีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการสั่งพักงาน นายทัศพงษ์ วิชชุประภา ผู้บริหารบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด เมื่อปี พ.ศ.2547 แต่ได้อุทธรณ์ในคดีดังกล่าว และชนะคดีในชั้นศาลอุทธรณ์ เกิดเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2488 ปัจจุบันอายุ 69 ปี สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก ด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา มีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทย ปี พ.ศ.2549 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และในปี พ.ศ.2557 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นครั้งที่สอง จบการศึกษาปริญญาเอก Ph.D. (Regional Economics) University of Pennsylvania, U.S.A. เคยทำงานเกี่ยวข้องกับด้านพลังงานเป็นหลัก อาทิ กรรมการอิสระและประธานกรรมการตรวจสอบ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และกรรมการ ประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการลงทุนของบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน ประธานกรรมการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นต้น เกิดเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2490 ปัจจุบันอายุ 67 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท MPA. California State University วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 33 ทำงานภาครัฐหลายหน่วยงาน อาทิ วิทยากร กองศึกษาภาวะเศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อำนวยการกองจัดการปฏิรูปที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กระทั่งขึ้นเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2541 เป็นผู้อำนวยการสำนักงานการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน (องค์การมหาชน) และข้ามมาเป็นปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกิดเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2491 ปัจจุบันอายุ 66 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาโท เศรษฐศาสตร์ California State University in Northridge, U.S.A. เข้าเรียนหลักสูตรนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 หลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 39 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รับราชการหลายหน่วยงานรัฐ ได้แก่ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) กรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เกิดเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2495 อายุ 63 ปี จบการศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประวัติการทำงาน เคยดำรงตำแหน่งอดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ.2549-ก.ย. 2553 รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ.2546-2549 รองอธิบดีกรมศิลปากร พ.ศ.2542-2546 เลขานุการกรมศิลปากร พ.ศ.2536-2542 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมสภามหาวิทยาลัยพะเยา ด้านสังคมได้รับเลือกเป็นบุคคลดีเด่นที่สนับสนุนงานด้านคนพิการ ประจำปี พ.ศ.2547 จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รับรางวัลสถาปนิกดีเด่นด้านสังคมและวัฒนธรรม จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ปี 2551 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) ปี 2551 (ยังมีต่อ) เปิดประวัติ คณะรัฐมนตรี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา(1) MThai News

คนมีรถต้องอ่าน! เตือนภัยคนชอบจอดรถติดเครื่อง ระวังโจรฉก
จอดรถติดเครื่อง /  ระวังโจรฉกรถ / 

ตำรวจโพสต์ข้อความ เตือนภัยคนชอบจอดรถติดเครื่อง ระวังโจรฉกรถระบาดหนัก วันนี้(1ก.ย.) แฟนเพจ กองบังคับการตำรวจนครบาล 8 - บก.น.8 ได้โพสต์ข้อความเตือนภัยผู้ขับรถยนต์ให้ระมัดระวังมิจฉาชีพฉกรถที่กำลังพบมากขึ้น โดยระบุว่า เตือน "จอดรถติดเครื่อง" โจรแสบฉกหายหลายคัน" 1. รายแรก ภรรยาอัยการ ขับเก๋งวีออส อยู่บางใหญ่ นนทบุรี หลังจากพาลูก 3 ขวบ กลับจากโรงพยาบาล ตนเองเดินเข้าบ้านพร้อมแม่เพื่อจะมาะปิดประตู ปล่อยให้ลูกสาวนอนรอในรถลำพัง เพียงเสี้ยววินาที คนร้ายเป็นชาย 2 คน กระโดดเข้ามาในรถแล้วขับออกไปทันที เดชะบุญรายนี้นับว่าโชคดี ตำรวจสกัดจับไว้ได้ที่ราชบุรี ได้คืนทั้งรถและลูกน้อย(หัวใจแทบสลาย) คนร้ายเป็นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับเพชรบุรี 2.รายที่ 2 เสี่ยโรงไม้ที่เชียงใหม่ ขับกระบะนิสสัน นาวาร่าแบบ 4 ประตู ไปจอดติดเครื่องแล้วลงไปกด เอทีเอ็ม คนร้ายฉวยโอกาสกระโดดขึ้นรถขับหนีไปหน้าตาเฉย เจ้าตัวกระโดดขวางยังถูกพยายามขับชนเกือบตาย รายนี้เสียรถไปหนึ่งคันและยังเกือบเสียชีวิต 3. รายที่ 3 เช้ามืดวันที่ 19 ส.ค.57 เสี่ยนักธุรกิจค้าจิวเวลรี่ ขับเก๋งออดี้ สปอร์ต กลับจากงานเลี้ยงมาจอดติดเครื่องยนต์ไว้หน้าบ้านพัก(ท้องที่บางพลัด กทม.) แล้วลงรถมาเปิดประตู เพื่อจะนำรถเข้าบ้าน ระหว่างนั้นมีคนร้ายแอบเข้าไปในรถเก๋งขับหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ทรัพย์สินในรถกรอบนาฬิกาโรเล็กซ์ฝังเพชร แหวนเพชรอีก 1 กระเป๋าหนังแบรนด์เนมอีก 1 เคราะห์ดีที่วันรุ่งขึ้นคนร้ายขับรถไปจอดทิ้งไว้ริมถนนพระรามที่ 3 แต่ทรัพย์สินมูลค่า 2 ล้านหายเกลี้ยง 4. ล่าสุด เที่ยงคืนวันที่ 22 ส.ค.57 คนขับอายุ 60 ขับรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ อ่างทอง กลับจากธุระ มาจอดหน้าบ้านพักเพื่อลงไปเปิดประตูบ้าน โดยมีภรรยาวัย 58 นั่งรออยู่ในรถ จังหวะนั้นคนร้ายบุกเดี่ยวเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถแล้วขับรถหลบหนีออกไปทันที แต่ไปหยุดรถกระทันหันห่างจากบ้านพัก ประมาณ 500 เมตร คนร้ายเปิดประตูรถถีบภรรยาเจ้าของรถร่วงศีรษะกระแทกฟุตปาธอย่างแรง ก่อนขับรถหนีไปในความมืดจนวันนี้ยังตามไม่เจอทั้งคนร้ายทั้งรถ ฉะนั้น เหตุการณ์เหล่านี้เป็นอุทธาหรณ์เตือนใจ ทุกคนต้องระมัดระวัง ปิดช่องว่าง 1.จอดรถเมื่อใดให้ดับเครื่องยนต์ ดึงกุญแจออก และหากมีล็อกเท็คดึงเลย แล้วจึงลงจากรถในทุกสถานการณ์ แม้เสี้ยววินาทีก็ตามต้องดับเครื่องยนต์เอากุญแจออก / ทนลำบากหน่อย แค่มา สตาร์ทเครื่องใหม่ คนอยู่ในรถก็ทนหน่อย 2. ขึ้นรถให้รีบกดล็อกประตูทันที แล้วค่อยสตาร์ทรถ 3. ก่อนลงรถ/ ขึ้นรถ สังเกตดูเหตุการณ์บริเวณรอบ ๆ ด้วยก็จะดี 4. ไม่จอดรถในที่เปลี่ยวห่างไกลผู้คน 5.ติดตั้งตัวป้องกันการขโมย และล๊อกตัวป้องกันทุกตัวทุกครั้งเมื่อลงจากรถ แม้ไม่ป้องกันการโจรกรรมได้ แต่ก็ทำให้การทำงานของคนร้ายชัาลงหรือเปลี่ยนใจไม่เลือกทำรถที่มีอุปสรรคเยอะ 6.ติดสัญญาณ จีพีเอส จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของรถเองรวมทั้งเจ้าหน้าที่หากมีโจรกรรมเกิดขึ้น 7. จดเบอร์โทรสายด่วนที่สำคัญไว้ที่กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าเสื้อ เผื่อใช้ประโยชน์ได้ทันที เช่น สายด่วนแจ้งรถยนต์หาย โทร. 1192 /เว็บไซต์ www.lost-car.go. th เพื่อรับฐานข้อมูลโจรกรรมแจังสกัดจับ ด้วยความห่วงใยต่อทุกท่าน บก.น.8 MThai News

ก.พลังงาน เล็งปรับขึ้นราคา LPG ภาคขนส่ง 1.25 บาทต่อกก.
กระทรวงพลังงาน /  ก๊าซ LPG / 

กระทรวงพลังงานมีแผนที่จะปรับขึ้นราคาขายก๊าซ LPG ภาคขนส่ง 1.25 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อแก้ปัญหาลักลอบนำก๊าซภาคขนส่งมาใช้ในภาคครัวเรือน เพราะราคาถูกกว่า พร้อมตั้งเป้าขยับราคาขึ้นเป็น 24.82 ต่อกิโลกรัม แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานเปิดเผยว่า หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้มีการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมัน คาดว่ามีโอกาสที่จะปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม LPG ด้วย โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะมีการปรับขึ้นราคาขายก๊าซ LPG ภาคขนส่ง 1.25 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิม 21.38 บาทต่อกิโลกรัมมาอยู่ที่ 22.63 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้เท่ากันกับราคาก๊าซ LPG ภาคครัวเรือน และส่วนหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาการลักลอบนำก๊าซ LPG ภาคขนส่งไปใช้ในภาคครัวเรือน เพราะมีราคาถูกกว่า เช่น การนำถังก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือนไปเติมก๊าซ LPG ในสถานีบริการเพื่อภาคขนส่งเป็นต้น ในขณะเดียวกันยังมีแผนที่จะปรับขึ้นราคาก๊าซ LPG ทั้งสองส่วนมาอยู่ที่ 24.82 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้สะท้อนกับราคาต้นทุนหน้าโรงแยกก๊าซ LPG MThai News

ตร.จีนอ๊วกแตก ! หลังสอบสวนโจรหนีคดี ไม่อาบน้ำ แปรงฟันนาน 1 ปี
ข่าว /  ข่าวต่างประเทศ / 

ตำรวจจีนอ๊วกแตก หลังนั่งสอบปากคำหัวขโมยที่จับได้ หลังหนีคดีเข้าป่านานนับปี แต่ตลอดเวลาที่หลบหนีเจ้าโจรตัวแสบไม่เคยอาบน้ำ และแปรงฟันเลยแม้แต่ครั้งเดียว สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจในมณฑลเหอเป่ย์ ทางตอนเหนือของประเทศจีน ถึงกับต้องอ๊วกแตกกันยกโรงพัก หลังจากได้ตามจับกุมตัวนายหวัง เอ้อเหมา วัย 49 ปี คนร้ายที่ก่อเหตุขโมยรถจักรยานยนต์ และหลบหนีคดีเข้าป่าไปนานนับปีโดยที่ไม่เคยอาบน้ำ แปรงฟันเลยแม้แต่ครั้งเดียว เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในชุดจับกุมได้เปิดเผยว่า ขณะที่เข้าจับกุมนายหวังที่บริเวณป่าชานเมือง ผู้ต้องหามีสภาพร่างกายสกปรก เนื่องจากไม่เคยอาบน้ำและแปรงฟันเลยตลอดการหลบหนี 1 ปีเต็ม ๆ ซึ่งหลังจากการจับกุมตำรวจสืบสวนได้นำตัวเขาขึ้นรถตำรวจ และตัดสินใจสอบปากคำนายหวังทันที และนั่นกลายเป็นสิ่งที่ผิดพลาดที่สุด เพราะกลิ่นปากและกลิ่นตัวของนายหวังที่หมักหม่มมาตลอดหนึ่งปีนั้น อันตราย และมีอำนาจในการทำร้ายเจ้าหน้าที่ได้อย่างสาหัส ไม่แพ้อาวุธใด ๆ จนสุดท้ายเมื่อเจ้าหน้าที่ทั้งหมดเดินทางมาถึงโรงพักของท้องที่ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมทั้งหมดก็อ้วกออกมาทันที ขณะกำลังสอบปากคำนายหวัง แต่ทุกอย่างยังไม่จบแค่นั้น เมื่อนายตำรวจทั้งหมดยังต้องทำการสอบปากต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดคดี งานนี้สงสัยผู้ต้องหาอาจจะได้ข้อหาเจตนาทำร้ายเจ้าพนักงานเพิ่มอีกกระทง ก็เป็นได้... ขอบคุณภาพจากเดลินิวส์ MThai news

อ่านไปน้ำตาไหลไป 'เก็กฮวยช่วยแม่' เพจเด็กจุฬาฯขายแซนวิชเพื่อแม่ป่วย
ขายแซนวิช /  ขายแซนวิชรักษาแม่ / 

จากกรณีที่ชาวสังคมออนไลน์ได้แชร์เรื่องราวของน้องเอก นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ขายแซนวิชเพื่อหาเงินช่วยแม่ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ล่าสุดน้องเอก ได้สร้างแฟนเพจชื่อเก็กฮวยช่วยแม่ซึ่งเป็นแฟนเพจสำหรับบันทึกเรื่องราวของเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่คุณแม่ล้มป่วยจนไปถึงช่วงเวลาในการต่อสู้เพื่อหาเงินมารักษาแม่ โดยน้องเอกเล่าในบันทึกบทแรกของแฟนเพจ เก็กฮวยช่วยแม่ว่า 1. ข่าวร้าย 20 พฤศจิกายน 2556 "โรงเล็ก" ในเวลานั้น เป็นช่วงเวลา ที่เด็กๆนิเทศ จะเรียกกันว่า เทศกาล "ละครโรงเล็ก" ที่เปิดโอกาสให้ใครก็ตาม นิสิตปีใดก็ตามสามารถที่จะทำละคร "เล็ก" ของตนออกมาโชว์ฝีมือกัน เป็นผลให้ คณะคนเยอะเป็นพิเศษ เนืองเเน่นไปด้วย ผู้คนที่กำลังพยายามจะเข้าบทบาท อ่านบทและลืมโลกทั้งใบตรงหน้าของเขา แล้วเข้าไปอยู่ในกระดาษแผ่นนั้น ผมนั่งมอง ผู้คนเหล่านี้ด้วยความชื่นชม เพราะมันเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมนั้นเข้าไม่ถึง เหมือนเช่นเคย งานที่ผมทำได้ก็คืองาน "สเตจ" (stage) หรือ ฝ่ายกำกับละคร ที่จริงก็ไม่มีอะไรมากหรอกคับ ผม ขนของเข้าฉาก ออกฉาก พานักเเสดงเข้าออก ดูเเลความเรียบร้อย และมันก็เป็นความสุขอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เราได้เห็นตอนจบที่ทุกๆคน ปรบมือเกรียวกราว หรือคนมีความสุข หัวเราะกับมัน ซึ่งสิ่งที่ผมเห็น ก็จะมีแต่ความมืด และเเสงสีที่แสดงอารมณ์ ตัดกันไปมาที่หลังฉาก เขียว แดง ส้ม ม่วง ตามอารมณ์ นั้นๆที่ต้องการจะสื่อ ผมได้เห็นแค่นั้นจริงๆ แต่ก็ได้รู้สึกไปกับมัน และสนุกไปกับมัน ระหว่างที่การซ้อมดำเนินไป เวลาก็ล่วงเลยตามไปด้วย 2 ถึง 3 ทุ่มได้เเล้ว แต่ทุกคนยังคงตั้งหน้าตั้งตา ซ้อมต่อไป โทรศัพท์ที่แบตเสื่อมของผม ทำให้แบตอยู่ไม่ยืดถึงกลางคืน ผมต้องชาร์จไว้ใกล้ และฝากเพื่อนไว้ จนพักซ้อม วันนั้น เพื่อนที่ช่วยดูโทรศัพท์ของผมคือ ฟิวเจอร์ "เอกๆ แม่เอกโทรมาหลายครั้งแล้วอะ โทรกลับด้วย" แน่ล่ะ ระหว่างที่ซ้อมละคร เราต้องคอยเล่นไปด้วย ยกของ จัดของ เรารับโทรศัพท์ไม่ได้ "โอเคๆ เดี๋ยวโทรไป"ผมปลดล็อกเเละเปิด ขึ้นดู miss call และพบว่า มี 4 สายของแม่ที่ค้างไว้ผมรู้สึกทันทีว่าต้องมีเรื่องด่วนแน่ๆ ปกติอย่างมากคุณแม่จะโทรแค่ 2 สาย รู้ว่าเอกไม่รับ ก็จะทิ้งไว้ก่อน ผมกดโทร ไม่ติด ผมกดโทรอีกครั้ง ก็ยังไม่ติด ระหว่างนั้นสมองของผมเเล่นไปว่า อะไรน่าจะทำให้เกิดการโทรแบบนี้ แม่ต้องมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจแน่ๆ และสิ่งที่ผมนึกได้ใกล้เคียงที่สุดก็คือ ม็อบ เดือน พฤศจิกายน เป็นเดือนที่การเมืองเริ่มเข้มข้น มีการนัดชุมนุมใหญ่ที่ราชดำเนินในเร็วๆนี้ อันที่จริงเหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึง เมื่อปี 53 ที่มีการชุมนุม ของ ฝ่าย นปช. คุณพ่อ คุณแม่ก็โทรมา บอกให้ผมกลับบ้านเหมือนกัน เพราะกลัวว่าจะมีอันตรายที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น คราวนั้นผมกลับ แต่ก็ต้องทิ้งงาน ทิ้งกิจกรรมที่ทำกับเพื่อนในตอนนั้น ซึ่งผมคิดว่า น่าจะเป็นเรื่องเดิมๆ ไม่ผิดเเน่ ผมลงมาจากตึกและไปหาอะไรใส่ท้อง ที่หอยู ตามประสา เด็กนิเทศฯ ที่มักจะทำกิจกรรมกันดึกๆ และมาหาอะไรกินตอนนี้ งานนี้เซเว่น กับร้านเกาเหลารับทรัพย์ไปเต็มๆ ผมซื้อเเซนวิช ไข่ต้มและน้ำ จากเซเว่น เเละเดินไปกลางลาน ระหว่างหอหญิง หอชาย ตรงนั้นมีที่ให้เรานั่งและพักขาได้ ผมค่อยๆกินอาหาร และมองดูความนิ่งของบรรยากาศยามค่ำคืนของหอยู เสียงโทรศัพท์ของผมดังขึ้น และเป็นคุณแม่ที่โทรกลับมา เอกรีบรับโดยไม่ต้องคิด "ครับแม่ ว่าไง" "อืม คือ พรุ่งนี้จะมีทำบุญที่บ้าน อยากให้เอกมาด้วย" "เห้ย ตลกป่าวแม่ เราไม่เคยทำบุญบ้านเลยนะ ทำไมอยู่ดีๆทำอะ" "ก็อยากจะทำให้มันดีๆ สบายใจ เพราะดูเหมือนจะมีเเต่ปัญหาอะไรหนักๆเข้ามาเยอะ หลวงปู่ จะเข้าเมืองมาทำด้วย แม่ให้ป้าช่วยติดต่อละ" "เดี๋ยวครับ แม่ คือไม่ได้บอกเอกก่อน เอกมีต้องช่วยพี่เค้าทำละคร  คือ ตกลงกับพี่เค้าไปแล้วด้วย  ถ้าเอกอยู่ดีๆไปมันจะ ไม่ดีนะแม่" "อืม ก็อยากให้เอกมา" น้ำเสียงแม่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน "แม่มีอะไรรึเปล่า บอกเอกตรงๆได้เลยนะ" "ก็คือ งานทำบุญบ้านอะไรนี่เราก็ไม่ได้มีบ่อยไง ก็อยากให้เอกมาด้วย อีกหน่อยเอกก็ต้องมาอยู่ จะได้เป็นมงคลกับตัวเอกไง" "ไม่ๆ ฮะ คือ ถ้าบอกก่อนเอกก็น่าจะไปได้ แต่อันนี้เอก ตกลงกับพี่ไปแล้วอะ" "มาก่อนวันนึงได้มั้ย ขอพี่เค้าวันนึง จะได้มา..." ผมเริ่มหงุดหงิด "แม่ มีไรจะบอกเอกรึเปล่า มันแปลกๆนะ ถ้าแบบแม่อยากให้เอกกลับไปเพราะมันมีม๊อบอะ เอกเข้าใจนะแต่เอกกลับไม่ได้ เอกไม่ชอบที่แม่ทำแบบนี้อะ อยากให้บอกเอกมาตรงๆเลย เอกไม่ใช่เด็กแล้ว เอกคุยได้ เข้าใจได้เอางี้คับ ถ้าเป็นเรื่องม็อบ เอกไม่กลับนะเเม่...""ถ้าคิดว่าเป็นเรื่องนั้นก็ตามใจ"แม่วางสายไป ผมงง ปกติแม่เป็นคนใจเย็นมาก ไม่ค่อยมีจังหวะเสียดสีเท่าไหร่ นี่เหมือนจะเป็นครั้งแรก ผมพบว่ามันผิดปกติอย่างแรง ผมโทรไปหาน้อง น้องไม่รับ ผมโทรไปหาพ่อ พ่อก็ไม่รับ เหมือนเวลาที่เราอยากจะติดต่อใครมากที่สุด มันมักจะทำไม่ได้ ผมควักโทรศัพท์ขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง คราวนี้ผมเปิดไลน์ ไลน์ไปถามทั้งพ่อ แม่ น้อง เหมือนทุกอย่างจมอยู่กับความเงียบตอนนี้ผมเริ่มอยากกลับบ้านแล้ว อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงไลน์ดังขึ้น ผมรีบเปิดดูทันที ผมเห็นคุณแม่ไลน์ และสิ่งที่ผมเห็นคือ"แม่เป็นมะเร็งระยะที่สอง"มี 2 notification อันหลังคือข้อความนี้ เอกช็อก ไม่เคยคิดเลยว่า ตัวอักษรเล็กๆในไลน์ จะสร้างความรู้สึกที่แย่ได้มากขนาดนี้ ผมน้ำตาจะไหล ไม่รู้อะไรเกิดขึ้น "มะเร็ง" ชื่อนี้ฟังดูร้ายแรง ผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันเลย ไม่รู้ว่ามีกี่ระยะ และระยะที่ 2 นี่เป็นอย่างไร ผมปวดหัว และเครียดขึ้นมาทันที เหมือนทุกๆสิ่งที่จับต้องได้มลายหายไป ทุกกฎ ทุกเรื่องราว ไม่มีอะไรน่าตกใจ สำคัญและต้องใส่ใจมากกว่าข้อความเล็กๆนี้ผมตั้งสติ เอานิ้วแตะลงไปบนไลน์อันนั้น เอก คือ แม่ไปโรงพยาบาลและตรวจพบว่าแม่เป็นมะเร็งระยะที่สอง ไม่มีเวลาสำหรับการคิดอะไรอีกแล้ว ผมกดเบอร์แม่ และโทร โดยทันที "โอเค เอกจะกลับคืนนี้" "....ผมได้รับรู้ว่าคุณแม่ของผมเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย โลกทั้งใบพังทลาย ความฝันทั้งหลายมลายสิ้น ไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยว สุดท้าย มีแค่ว่า จะสู้หรือจะถอย ผมเลือกอย่างแรก โดยตัดสินใจว่าจะสู้ แม้ว่าจะเหนื่อยเท่าไหร่ อันที่จริงก็ยังไม่รู้หรอก แต่ก็ตัดสินใจ  เวลา เหมือน ขาดความหมาย ผมไม่รู้จริงๆว่า ผมเหลือเวลาอยู่เท่าไหร่ เหลือเพียงแค่ให้ทุกวินาทีนั้น ได้คุ้มค่าจริงๆ..." --------------------------------------- สำหรับใครที่อยากช่วยน้องเอกหรืออ่านเรื่องราวเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่แฟนเพจ เก็กฮวยช่วยแม่ หรือคลิกที่นี่>>> เก็กฮวยช่วยแม่ ข่าวที่เกี่ยวข้อง นิสิตจุฬาฯ ขายแซนวิช หาเงินแสนห้าต่อเดือน รักษาแม่ป่วยมะเร็ง

เก๋าแค่ไหนให้มันรู้ไป! ใน MV เพลงประกอบ วัยเป้งง นักเลงขาสั้น
Dangerous Boys /  music video / 

เตรียมพบกับผลงานเรื่องล่าสุดของผู้กำกับลายเซ็นจัดอย่าง พชร์ ภเศฐ หรือ พจน์ อานนท์ ที่หลายคนคุ้นเคย กับผลงานล่าสุด วัยเป้งง นักเลงขาสั้น Dangerous Boys จากค่ายพระนครฟิล์ม ที่จะนำเสนอชีวิตของลูกผู้ชาย วัยนักเรียนเลือดร้อน จากทีมนักแสดงเจ้าเก่าจาก ม.6/5 ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ได้มีมิวสิควีดีโอ ที่ทั้งร้องเล่นเต้นแสดง จากทีมนักแสดงนำเอง และคงความน่าติดตามได้ไม่แพ้ตัวหนังฉบับเต็มเลยทีเดียวเชียว ตามติดชีวิตของนักเรียนเลือดร้อน ไปกับภาพยนตร์ วัยเป้งง นักเลงขาสั้น Dangerous Boys ได้ในวันที่ 9 ต.ค. นี้ ทุกโรงภาพยนตร์ ------------------------------------

รู้จักกับหนังรักต้อนรับ AEC
aec /  Entertainment Now / 

ในช่วงที่กระแสเปิดบ้านต้อนรับ AEC กำลังคึกคักนี้ นอกจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจแล้ว ความรักก็ไปมาหากันได้แบบไม่มีเขตแดนประเทศเช่นกัน ดังในภาพยนตร์รักอบอุ่นเรื่อง รักภาษาอะไร Myanmar in love in Bangkok โดยผู้กำกับ ณิชยา บุญศิริพันธ์  พาคุณผู้ชมไปพบกับเรื่องราวระหว่างสาวช่างสักชาวไทย กับ ชายคนงานชาวพม่า ในความรักแบบติดดิน เรียบง่าย และไร้ซึ่งพรมแดนภาษามาขวางกั้น ซึ่งในวันนี้ รายการ Entertainment Now ทางช่อง MONO29 จะพาคุณผู้ชมไปรู้จักภาพยนตร์ รักภาษาอะไร จากใจของโปรดิวเซอร์ ธนิตย์ จิตต์นุกูล, ผู้กำกับ ณิชยา บุญศิริพันธ์ และนางเอกสาว กรวีร์ พิมสุข ที่จะมาเล่าถึงทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของภาพยนตร์เรื่องนี้ และเหตุผลว่าทำไม คุณถึงพลาดหนังเรื่องนี้ไม่ได้ แม้คุณจะเป็นชาวไทยหรือชาวพม่า ก็ไม่มีเขตแดนใดจะมากั้นความรักได้หรอกจริงไหม ติดตามชมเรื่องราวความรักที่ไม่มีพรมแดนภาษา ไปกับ รักภาษาอะไร Myanmar in love in Bangkok  ในวันที่ 18 ก.ย. นี้ ที่โรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ ที่สาขา เอสพลานาดรัชดา, เมเจอร์รังสิต, เมเจอร์สำโรง, เซนทรัลพระราม 2, เซนทรัลพระราม 3, เมเจอร์โลตัส บางกะปิ และ บิ๊กซี มหาชัย ดูตัวอย่างและเรื่องย่อภาพยนตร์ รักภาษาอะไร ได้ที่นี่เลย ----------------------------------

กองถ่าย /  กอล์ฟ-ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ / 

ได้ฤกษ์เปิดตัวความฟินไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับภาพยนตรโรแมนติก-คอเมดี้ฟินเว่อร์ “ฟินสุโค่ย” ผลงานการกำกับของผู้กำกับมากฝีมือ “กอล์ฟ-ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์” ซึ่งได้แถลงข่าวเปิดตัวหนังอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อย ณ สตูดิโอมงคล โดยงานนี้ก็ได้เปิดโอกาสโอกาสให้บรรดาสื่อมวลชนได้เข้าไปเก็บภาพบรรยากาศความฟินกันแบบสดๆ กับการถ่ายทำมิวสิควีดีโอเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ กับเพลงที่มีชื่อว่า “ไม่สนิท” ซึ่งทีมนักแสดงในหนังเรื่องนี้ก็มาร่วมกันถ่ายทอดอารมณ์ของเพลงนี้กันอย่างคับคั่ง นำทีมโดยร็อคสตาร์ระดับเอเชีย “มาโกโตะ โคชินากะ” ร่วมด้วยทีมนักแสดงวัยรุ่นชื่อดังของเมืองไทย “เต๋า-เศรษฐพงศ์ เพียงพอ”, “ติ๊นา-ศุภนาฏ จิตตลีลา”, “กัสเบล-ชวนภ โพธิ์ประเสริฐ”, “คิตตี้-ชิชา อำมาตยกุล”, “ภีม-ภาคิณ บวรศิริลักษณ์” ขาดไปเพียงสองนักแสดงหลักอย่าง “สายป่าน-อภิญญา สกุลเจริญกุล” และ “กาย-นวพล วัฒนพานิช” ก่อนจะถึงช่วงของการพูดคุยบนเวที ซึ่งหนุ่มร็อคสตาร์ขวัญใจสาวกเจร็อคอย่าง “มาโกโตะ” ก็ตอบคำถามอย่างสนุกสนาน จนเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากบรรดาสื่อมวลชนและแฟนคลับ ก่อนที่ทั้งหมดจะขึ้นถ่ายรูปร่วมกับสองฝั่งผู้บริหาร ทั้งจากฝั่งบริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล คุณ อวิกา เตชะรัตนประเสริฐ รองประธานกรรมการ ฝ่ายการตลาด และ คุณ จาตุศม เตชะรัตนประเสริฐ รองประธานกรรมการ ฝ่ายสื่อสารการตลาด และสองกรรมการ ฟิน โปรเจกต์ คือ คุณ ภัคกมล วิทยารางสกุล และ คุณ ปุณยนุช วรนิธิพงศ์ ภาพยนตร์ ฟินสุดโค่ย จะเข้าฉายให้ฟินกัน 25 กันยายน นี้ ทุกโรงภาพยนตร์ -----------------------------------

ตุ๊กแกรักแป้งมาก : ดูแล้วมาคุยกัน จดหมายรักถึงวงการภาพยนตร์ไทย โดย ยุทธเลิศ
ชนม์ทิดา อัศวเหม /  ดูแล้วมาคุยกัน / 

ก่อนที่จะเข้าไปชมภาพยนตร์ชื่อแปลกอย่าง ตุ๊กแกรักแป้งมาก ดูจากการโปรโมทและตัวอย่าง ต้องขอยอมรับเลยว่าไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก ถึงแม้จะเป็นการย้อนวันวาน และ วัยเด็ก จากผกก.ขวัญใจอย่าง พี่ต้อม ยุทธเลิศ แต่ก็แน่นอนว่าเมื่อพิมพ์มาแบบนี้แล้ว หลังจากดูหนังก็ไม่ต่างอะไรจากฟ้ากับเหว เพราะนี่คือหนังไทยม้ามืด ที่หาดูได้ยาก และรอคอยมาตั้งนานแล้วนั่นเอง “ตุ๊กแกรักแป้งมาก” ภาพยนตร์ที่จะพาทุกคนย้อนอดีตกลับไปในยุคที่ผู้คนไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ใน โลกออนไลน์ แต่มันคือยุคอันสดใสของหนุ่มสาวที่ให้ค่าของความรักมากกว่าความเกลียดชัง เรื่องราวของหนุ่มสาวในยุคดิสโก้เฟื่องฟูเล่าผ่านความทรงจำวัยเยาว์ของเด็ก ชาย “ตุ๊กแก” (แสดงโดย เก้า จิรายุ ละอองมณี) ที่ถูกเลี้ยงเเละเติบโตที่เมืองโบราณริมฝั่งโขงอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ตลอดชีวิตวัยเด็กของตุ๊กแกได้ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่หลังโรงหนังช่วยครูป๋อง วาดคัทเอ้าท์ให้โรงหนัง “เพชรเชียงคาน” เมื่อโตขึ้น ตุ๊กแกเข้าไปเรียนศิลปะที่กรุงเทพฯ จนจบชั้น ปวช ตุ๊กแกก็ตัดสินใจออกมาช่วยเพื่อนรุ่นพี่ในกองถ่ายเพราะความที่ตุ๊กแกอยู่กับ หนังมาจนชอบหนังเป็นชีวิตจิตใจ เเละในเวลานั้นเองตุ๊กแกได้พบกับ “คุณแป้ง” คุณหนูลูกสาวนายอำเภอที่เคย เรียนอยู่ชั้นเดียวกับตุ๊กแกในอดีตเมื่อสิบกว่าปีที่เเล้ว สำหรับตุ๊กแก เขาไม่เคยลืมเด็กหญิงแป้งที่จากเชียงคานไปโดยที่เขาไม่มีโอกาสได้ร่ำลาคนนี้ ไปจากความทรงจำเลย แต่การได้พบกับแป้งในครั้งนี้กลับไม่เหมือนดังเช่นในอดีต แป้งเปลี่ยนไปทั้งใจเเละกายจนตุ๊กแกเเทบจะจำเด็กหญิงที่แสนดีของเขาไม่ได้ แต่ด้วยความทรงจำอันดีในอดีต ตุ๊กแกตัดสินใจทิ้งทุกอย่างก่อนจะทุ่มสุดตัวเพื่อจะทำให้แป้งกลับมาเป็นแป้ง คนเดิมที่เขาเคยรู้จัก แม้ว่าจะต้องเสี่ยงกับการที่เขาจะสูญเสียเธอไปตลอดชีวิตก็ตาม ซึ่งสำหรับใครที่เคยดูหนังลายเส้นของพี่ต้อม ยุทธเลิศ ไม่ว่าจะเป็นทั้งหนังชุดมือปืน, หนังผีอย่าง บุปผา หรือแม้แต่กระทั่งหนังโรแมนติคอย่าง กุมภาพันธ์ และ รักสามเศร้า ก็จะพบว่าในแต่ละแนวหนังของพี่ต้อมแกนั่น สามารถคงความเป็นตนเองได้อย่างจับต้องได้ และ เข้าถึงคนดูมากๆสำหรับที่จูนติดกับตัวหนัง หรือเข้าใจในสิ่งที่พี่ต้อม มักจะหยิบเอาจากซอกเล็กๆในสังคมมาพูด โดยในผลงานใหม่อย่าง ตุ๊กแกรักแป้งมาก นี้ก็เช่นกัน แต่สิ่งที่ตัวหนังจะพูดถึงนั่นไม่ได้ไปไหนไกล แต่มันคือ วงการภาพยนตร์ไทย นี่เอง ที่ต้องขอบอกเลยว่าเซอร์ไพรส์มากๆกับที่เนื้อแท้ของมันแล้วคือ Cinema Paradiso ของเมืองไทยขนาดย่อมๆเลยก็ว่าได้ มีทั้งความหลงไหลในภาพยนตร์ แต่ก็สามารถกัดจิกถึงวงการนี้ได้อย่างแสบสันต์ ซึ่งถ้าเพียงนับเอาแค่ส่วนนี้ของหนังก็จัดได้ว่ากินขาดโดยที่ไม่ต้องไปมองในส่วนอื่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการล้อเลียนถึงอาชีพผู้กำกับ, การก๊อปปี้ถึงบุคลิกบุคคลที่มีอยู่จริงในวงการหนังไทยมาล้อเลียน หรือแม้แต่กระทั่งการหยิบสถานการณ์ต่างๆที่มักจะเกิดขึ้นในวงการของหนังไทย มากัดจิกได้อย่างมันส์ปาก แต่ทั้งนี่ทั้งนั่นสิ่งที่ทำไปก็ดูเหมือนจะเป็นเพราะด้วยความรักในวงการ และ ความรักในภาพยนตร์ ซึ่งใครที่เป็นคนรักหนังดูแล้วคงจะสะกิดใจได้เป็นระยะแน่นอน โดยมันผสมผสานกับอีกหนึ่งไม้ตายของหนัง นั่นคือการหวนคืนสู่วันวานในวัยเด็ก ทั้งในแง่ของวันวานของเรื่อง ภาพยนตร์ และ การใช้ชีวิต ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องถูกนำไปเปรียบเทียบกับ แฟนฉัน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เนื่องด้วยบรรยากาศที่เกิดขึ้นใน เชียงคาน และรวมถึงการพูดถึงเรื่อง ภาพยนตร์ เป็นแกนหลักมากกว่า การหวนคืนครั้งนี้ของ ตุ๊กแก จึงเปรียบเสมือนได้เอาจิตวิญญาณวัยเด็กของตนเข้าไปอยู่ในโรงหนัง โดยมีเพื่อนสนิทนั่งอยู่ข้างๆมากกว่าจะไปลงเล่นในสนามอย่าง เช่น แฟนฉัน ทำ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าใครเป็นคอหนังก็น่าจะชื่นชอบกันทั้งในแง่ของการที่ได้ระลึกถึงเพื่อนในวัยเด็ก และสิ่งที่ตนเองเคยหลงไหลอย่าง ภาพยนตร์ การรับบทนำของ เก้า จิรายุ ในครั้งนี้ก็ต้องขอชื่นชมว่าสามารถแสดงออกมาได้ดีกว่าหนังเรื่องอื่นๆที่ผ่านมา เช่นกันกับด้านของนางเอกสาวอย่าง เพลง ชนม์ทิดา ที่สามารถโดดเข้ามารับงานแสดงได้อย่างไม่น่าขัดตาม รวมถึงน้องแม็ค และ น้องพรีม ชนิกานต์ ตัวเอกในวัยเด็กที่เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับหนัง ก็ไม่ได้เพียงแต่มาเพื่อ ฟูมฟาย แต่ทั้งคู่ก็สามารถมอบการแสดงที่ส่งผลประกอบมายังสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย ซึ่ง ตุ๊กแกรักแป้งมาก เนี่ย มันก็น่าขำเหมือนกันนะ ที่ตัวหนังแท้จริงแล้วมันก็ไม่ต่างจากประโยคนึงที่ในหนังได้อธิบายไว้ ว่า บทมันดี มันเป็นหนังที่ไม่เคยมีใครสร้างมานานแล้ว แต่ถ้าหากว่าจะให้สร้างเอง ก็คงไม่ค่อยมีค่ายไหนกล้ายอมเสี่ยง เพราะฉะนั้นอย่ารอช้า ถ้าหากคุณเป็นคนรักหนัง เป็นคอหนัง ต้องห้ามพลาดทุกประการครับ เรื่องนี้ผมให้ 8.5/10 ครับ

สตีฟ คาร์เรลล์ เป็นตาแก่อำมหิต ในทีเซอร์และใบปิดใหม่จาก Foxcatcher
Foxcatcher /  Moneyball / 

ปล่อยทีเซอร์ และ ใบปิดใหม่ออกมาแล้ว สำหรับหนังที่จะมีหน้ามีตาบนเวทีรางวัลออสการ์ปีล่าสุดอย่างแน่นอน สำหรับ Foxcatcher ของผกก. เบ็นเน็ธ มิลเลอร์ จาก Moneyball ที่หลายคนที่ได้ชมในหลากเทศกาลต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าสุดยอด และ ไม่เหมือนใคร พร้อมชมการแสดงของทั้ง 3 ตัวละครหลักอย่าง แชนนิ่ง เททั่ม, มาร์ค รัฟฟาโล่ และแน่นอนว่า สตีฟ คาร์เรลล์ ที่เปลี่ยนแปลงตนเองให้กลายเป็นตาแก่อำมหิตได้อย่างน่าเกรงขามมาก และเราจะเห็นได้ในใบปิดใหม่ที่เป็นรูปของตัวละครเขา และทีเซอร์เช่นกันครับ เรื่องราวของสองพี่น้องนักมวยปล้ำผู้ยิ่งใหญ่และเปี่ยมด้วยพรสวรรค์อย่าง เดฟ (มาร์ค รัฟฟาโล่) และ มาร์ค ชูทส์ (แชนนิ่ง ทาทัม) เจ้าของ ดีกรีเหรียญทองโอลิมปิกและแชมป์มวลปล้ำโลก 2 สมัย ที่ผ่านการดิ้นรนต่อสู้จนกลายมาเป็นสุดยอดนักมวยปล้ำที่ประสบความสำเร็จมาก ที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งคู่ได้รับการสนับสนุนด้านการฝึกซ้อมจาก จอห์น ดู ปองท์ มหาเศรษฐีรายใหญ่ ภายใต้ทีมที่มีชื่อว่า Foxcatcher แต่ ก่อนที่จะได้เป็นเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิคสมัยต่อไป เดฟ ชูทส์กลับถูกฆาตกรรมด้วยน้ำมือผู้สนับสนุนของเขาเอง นี่คือภาพยนตร์ซึ่งจะเปิดเผยเบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด มีกำหนดฉายบ้านเราต้นปีหน้าครับ

ตลก /  ต๊อบ ชัยวัฒน์ / 

เปิดกล้องเริ่มต้นถ่ายทำกันไปแล้วสำหรับภาพยนตร์แนวคอมเมดี้ เรื่อง “สตรีเหล็ก ตบโลกแตก” ที่สร้างจากเรื่องจริงของทีมนักวอลเล่ย์บอลชาย ที่เป็นกะเทยทั้งทีม งานนี้ได้ผู้กำกับฝีมือดี พชร์ ภเศฐ หยิบเอาเรื่องราวมาปัดฝุ่นกันอีกครั้ง ในแบบฉบับ 2014 โดยเนื้อเรื่อง “สตรีเหล็ก” ภาคนี้จะไม่เหมือนภาคเก่าอย่างแน่นอน เพราะจะอิงจากเรื่องจริงตัวละครจริง ไม่ได้อิงจากหนังเรื่องเก่า จะเป็นหนังย้อนยุคปี 2530 โดยภายในงานได้มีกองทัพนักข่าวต่างให้ความสนใจกับภาพยนตร์เรื่องนี้กันอย่างมากมาย ซึ่งครั้งนี้ทีมสตรีเหล็กได้ขนทัพนักแสดงมาร่วมสร้างสีสัน  นำทีมโดย แทค-ภรัณยู, ฟิลม์-รัฐภูมิ, แอมป์-ปฏิญญา, ต๊อบ-ชัยวัฒน์, โซ่โซ่ -วงศ์พัทธ์ (โซ่AF9), เขื่อน (K-OTIC), บิว-กิตติพัฒน์ (จากมอ6/5), หนักแน่น (จากรักแห่งสยาม), เทป-วรชัย (จากมอ6/5), แจ๊ส-ชวนชื่น สำหรับใครที่เป็นแฟน "สตรีเหล็ก" อดใจรอกันอีกนิด  พร้อมลงจอ  ธันวาคม นี้แน่นอน -------------------------------- ภาพอีกเพียบจ้า สตรีเหล็ก ตบโลกแตก

ชวนส่องเบื้องหลังกว่าจะเป็นคิวบู๊ ของ พันนา ฤทธิไกร พร้อมเปิดใจ ทายาทอาจารย์ผู้ล่วงลับ
BIOSCOPE /  Tearjerker Issue / 

นับได้ว่าการจากไปของ พันนา ฤทธิไกร นักแสดง ผู้กำกับ และนักออกแบบคิวบู๊ ผู้เปิดศักราชใหม่ให้วงการหนังแอ็กชันบ้านเรา ย่อมถือเป็นการสูญเสียบุคลากรคนสำคัญของวงการหนังไทย รวมไปถึงวงการหนังของโลกเลยก็ว่าได้ หากแต่สิ่งที่พันนาได้แผ้วถางวางเอาไว้ให้วงการหนังแอ็กชันไทยมาตลอดทั้งชีวิตนั้น ล้วนหาได้สูญเปล่าไม่ แต่มันกลับผลิดอกออกผล จนเป็นรากฐานอันแข็งแรง ในระบบการฝึกฝนและผลิต สตันต์แมนอย่างเป็นมืออาชีพ ไปจนถึงวิธีคิดและออกแบบคิวบู๊ในสไตล์ไทยแท้ออกมาให้โลกประจักษ์ได้สำเร็จ พันนา ฤทธิไกร และเพื่อเป็นการอาลัยและรำลึกถึงคุณูปการที่ พันนา ฤทธิไกร ได้ฝากไว้ นิตยสาร Bioscope ฉบับเดือนสิงหาคม จะพาคุณผู้ชมไปดูเบื้องหลังเล็กๆ น้่อยๆ ว่ากว่าจะเป็นคิวบู๊สุดมัน์ที่คุณผู้ชมได้เห็นนั้น มันเกิดมาจากอะไรบ้าง พร้อมทั้งเปิดใจ เซ้ง กวี ศิริคะเณรัตน์ สตันต์รุ่นบุกเบิก ที่ปัจจุบันไปประสบความสำเร็จในการทำงานร่วมกับกองถ่ายหนังต่างประเทศ, พต บรรพต กิหมื่นไวย์ สตันต์รุ่นสองที่เข้ามาอยู่กับกวี ก่อนจะมาช่วยงานในทีมสตันต์อีกที, ท็อป วีระพล ภูมาตย์ฝน สตันต์รุ่นสี่ที่เข้าในช่วงเริ่มต้น ‘องค์บาก’ และ ตอง กฤษณะ ลาดพันนา ลูกชายเพียงคนเดียวของพันนาเอง ที่เตรียมสานต่องานของพ่อ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นผลผลิตของทีม พันนาสตันต์ ที่สืบทอดต่อรุ่นกันมาจนถึงปัจจุบัน เริ่มต้นที่พี่เซ้ง (กวี ศิริคะเณรัตน์) ครับ การทำงานในยุคแรกๆ กับพี่พันนาเป็นอย่างไรบ้าง เซ้ง : ผมเข้ามาทำงานในหนังเรื่องที่สองของพี่พันนาคือ ‘ซิ่งวิ่งลุย’ ตอนนั้น พี่โต (ประพนธ์ เพ็ชรอินทร์ - เพื่อนสนิทของพันนาที่บุกเบิก เพชรพันนาโปรดักชันมาด้วยกัน แต่เสียชีวิตแล้ว) ก็ยังอยู่ บรรยากาศการทำงานตอนนั้นยังลูกทุ่งมากๆ แต่สนุกครับ ทุกอย่างเราทำกันเองหมด ไม่ว่าจะยกรางดอลลี แบกรีเฟล็กซ์ เล่นเองบ้างอะไรบ้าง โดดแม่น้ำชีก็กระโดดจริงๆ ไม่มีเบาะ ไม่มีกล่อง ไม่มีสลิงอะไรทั้งสิ้น เล่นจริงเจ็บจริง ข้อเท้าหักจริง อะไรแบบนี้ ในยุคแรกการฝึกซ้อมต่างๆ ทำกันอย่างไร เซ้ง : หลังจากถ่ายหนังเสร็จ ก็จะมีการซ้อมทุกวันครับ วิ่งไม่ต่ำกว่าวันละ 10 กิโลฯ เช้า-เย็น เพื่อซ้อมคิวบู๊ ซ้อมร่างกายซ้อมยิมนาสติกอะไรแบบนี้ พี่พันนาแกจะเช่าบ้านให้อยู่หลังนึง หลังจากที่แกขายบ้านไปแล้วตอนที่มาสร้างหนัง ‘เกิดมาลุย’ เสร็จแล้วก็ยังไม่มีเงินซื้อบ้าน แกก็ไปเช่าบ้านอยู่ ผมก็ไปอยู่กับแก ตอนนั้น ‘เกิดมาลุย’ ดังแล้วครับ แต่พี่พันนาก็ยังไม่รวยอยู่ดี (หัวเราะ) คนจัดจำหน่ายน่าจะรวยซะมากกว่า พี่พันนาแกไม่เก่งด้านธุรกิจการเงินเท่าไหร่ แต่แกมีใจคิดที่จะทำหนัง แกก็ไปให้คนอื่นจัดจำหน่าย คนอื่นก็ได้ไป ทำงานอยู่กับพี่พันนามานานแค่ไหนแล้ว เซ้ง : ผมอยู่กับพี่พันนา 2 ปี เสร็จแล้วผมก็ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ มาเป็นครูฝึกคิวบู๊ที่โมเดลลิง แล้วก็ทำหนังกับพวกฮ่องกงอยู่ 7 ปี หลังจากนั้นก็มาทำหนังฮอลลีวูด จนกระทั่งถึงตอนนี้ 27 ปีแล้วครับ แต่ตลอดเวลาก็ยังมีการไปมาหาสู่กันตลอด เวลาพี่พันนาถ่ายหนัง อย่างตอน ‘องค์บาก’ และ ‘ต้มยำกุ้ง 1’ แกก็เรียกผมเข้าไปช่วยทำ หรือแม้กระทั่งเรื่องล่าสุด ‘เร็วทะลุเร็ว’ ผมก็เข้าไปช่วยพี่พันนาทำ หนังแทบทุกเรื่องที่พี่พันนาทำ แกจะเรียกผมเข้าไปช่วยดูแลฉากอันตราย ฉากใหญ่ๆ นอกจากเรื่องทักษะที่ใช้ในการทำงานทุกวันนี้ มีอะไรอีกบ้างที่ได้เรียนรู้จากพี่พันนา เซ้ง : อันดับแรก ถ้าพี่พันนาไม่ขายบ้านมาทำหนัง ป่านนี้ผมก็คงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงจุดนี้ ไม่ได้มาเป็นสตันต์แมนที่ฝรั่งรู้จัก ที่ฮอลลีวูดรู้จัก แล้วก็ใช้หลักการเดียวกับแกในต่างประเทศคือ เล่นจริงเจ็บจริง เพราะว่าซีจีเราสู้เขาไม่ได้ เราก็ใช้การเล่นจริงเจ็บจริง แต่เรามีวิธีการเซฟตีของเรา เทคนิคบางอย่างที่สร้างเหตุการณ์อันตรายขึ้นมาให้คนดูเห็น แต่เรามีหลักการเซฟตีที่เราทำแล้วปลอดภัย แม้กระทั่งตอนที่ท็อป (วีระพล ภูมาตย์ฝน) ตกลงบนถนนในเรื่อง ‘เกิดมาลุย’ (2004) ที่รถคอนเทนเนอร์ครูดไปแล้วหัวเกือบโดนล้อเหยียบ ก็ใช้วิธีหล่อโฟมเป็นล้อขึ้นมา ถึงแม้หัวจะเสียบเข้าไปก็ไม่เป็นไร คือถึงแม้จะเสี่ยงตายยังไงก็ไม่อันตราย เซ้ง : ใช่ครับ คือจะมีการคุยกันก่อน คิดวิธีการทำ แล้วก็มีการซ้อม เมื่อคุณซ้อมจนชัวร์แล้วว่าโอเค ทุกอย่างปลอดภัยเราก็ค่อยถ่าย แต่ถ้าเป็นสมัย ‘เกิดมาลุย’ หรือ ‘ซิ่งวิ่งลุย’ จะเอาใจเข้าว่า ตายไม่ตายก็...(หัวเราะ) แต่ก็ยังไม่มีใครเสียชีวิต ในทีมที่อยู่ภายใต้การดีไซน์แอ็กชันของพี่พันนานะครับ มีแค่บาดเจ็บ นี่เป็นแค่ความรู้สึกจาก เซ้ง กวี ศิริคะเณรัตน์ สตันต์รุ่นบุกเบิก เพียงคนเดียวเท่านั้น ติดตามการเผยความรู้สึก และเรื่องราวเบื้องหลังชีวิตของ พันนา ฤทธิไกร ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้ จาก พต บรรพต กิหมื่นไวย์ สตันต์รุ่นสอง, ท็อป วีระพล ภูมาตย์ฝน สตันต์รุ่นสี่ และ ตอง กฤษณะ ลาดพันนา ลูกชายคนเดียวของ พันนา ฤทธิไกร ได้ในนิตยาร Bioscope ฉบับเดือนสิงหาคม หน้าปก ใหม่ ดาวิกา น้ำตาแตก ได้แล้ววันนี้ ทุกแผงหนังสือชั้นนำ ------------------------------------------

4นักแสดงท้าทาย
The Eyes Diary /  ของคนตาย / 

บ่งบอกถึงบรรยากาศในความเป็นหนังผีสยองขวัญได้ดีทีเดียว สำหรับ The Eyes Diary  (ดิอายส์ ไดอารี่) ภาพยนตร์เรื่องใหม่จาก สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล และ สตูดิโอคำม่วน พร้อมกับเป็นการกลับมาจับงานในแนวผีๆน่ากลัวระทึกขวัญในรอบ10ปีของ มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ที่เคยช็อคคนดูมาแล้วจาก คนผีปีศาจ และ 13เกมสยอง ฯลฯ แต่การมาครั้งนี้เป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นหนังผี กับแนวทางของหนังรักโรแมนติค ดราม่า โดยได้ ปั้นจั่น-ปรมะ อิ่มอโนทัย  ,โฟกัส จีระกุล ,เมโกะ-ชนนิกานต์ เนตรจุ้ย และแจ๊ค-กิตติศักดิ์ ปฐมบูรณา 4 นักแสดงวัยรุ่นมากฝีมือมาทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวที่ฟังแค่พล็อตก็ชวนขนลุกแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อ ชายหนุ่มคนหนึ่งยอมลุกขึ้นมาทำทุกอย่างแม้กระทั่งเก็บข้าวของคนตายมาสะสม เพราะเชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้เขาได้เห็นคนรักที่ตายไปแล้ว และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของคอนเซ็ปท์การถ่ายโปสเตอร์ในวันนี้ ซึ่งงานนี้ คุณจาตุศม เตชะรัตนประเสริฐ โปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์ มาร่วมดูการถ่ายทำโปสเตอร์ พร้อมร่วมบิ้วให้เหล่านักแสดงหลักทั้ง 4 คน ตกอยู่ในสถานการณ์จนมุมผี โดยในมือทุกคนมาพร้อมพรอพอุปกรณ์ประกอบการถ่ายทำที่ล้วนแล้วแต่เป็นข้าวของของคนตายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น หมวกกันน็อคแตกจากอุบัติเหตุ, ตุ๊กตาที่ดูน่ารักของเด็กผู้หญิงที่มีเจ้าของอยู่ก่อนแล้ว, เชือกแขวนคอศพคนตายในที่เกิดเหตุ, ริสท์แบนด์ที่ผูกข้อมือมากับศพ  และเพื่อให้บรรยากาศของภาพดูน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีกจึงมีการจัดแสงในลักษณะแบบมืดอึมครึมชวนขนลุก ส่งผลให้มูทแอนด์โทนของภาพจะยิ่งดำมืดขึ้นไปอีกราวกับว่ารอบๆตัวๆเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่น่าไว้ใจ ไฟฉายที่อยู่ในมือแต่ละคนต่างสาดส่องไปรอบๆตัว ด้วยสีหน้าและท่าทางที่หวาดสะพรึง ทุกคนเบียดชิดตัวติดกัน เพราะไม่รู้ว่าเจ้าของของรักของหวงที่อยู่ในมือแต่ละคนพร้อมจะเข้ามาทวงคืนตอนไหน ปั้นจั่น : ครับสำหรับวันนี้เราก็ได้มาถ่ายโปสเตอร์กัน ก็มีหลายท่าหลายแบบ หลายคู่หลายอารมณ์กัน โฟกัส : สำหรับธีมหนังที่กลายมาเป็นคอนเซ็ปท์ของธีมโปสเตอร์ที่เราถ่ายทำกันในวันนี้  ก็เป็นอารมณ์เหมือนท้าทายค่ะ ของทุกชิ้นจะเป็นของคนตายค่ะ แล้วของทุกชิ้นก็จะมีเจ้าของ เมโกะ: ซึ่งมันจะเกี่ยวกับตัวละครในหนัง ตัวละครแต่ละตัวก็จะมีของที่แทนตัวตนแต่ละตัว นอกจากเป็นการกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้งหลังจากที่ภาพยนตร์ปิดกล้องถ่ายทำไปแล้วทั้ง4ได้เล่าให้ฟังถึงประสบการร์การทำงานร่วมกันเป็นครั้งแรกในหนังผีร่วมกันรวมไปถึงความน่าสนใจของภาพยนตร์ผีสยองขวัญโรแมนติคเรื่องนี้ โฟกัส : ดีใจที่ได้ทำงานกับนักแสดงที่มีคุณภาพทุกคน ทีมงานทุกคนเก่งมากแล้วพี่มะเดี่ยวน่ารักมากๆ ได้ทำงานร่วมกันเป็นครั้งแรกก็รู้สึกดีค่ะ เมโกะ : เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ในแนวโรแมนติค-เฮอร์เรอร์ เป็นหนังผีที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับความรักเข้ามาเกี่ยวพันด้วย เล่าถึงผู้ชายคนหนึ่งที่พยายามทุกอย่างเพื่อที่จะได้เห็นแฟนเขาที่ตายไปแล้วอีกครั้งหนึ่งด้วยการเก็บข้าวของคนตาย และที่สำคัญคือประสบการณ์กับบางสิ่งบางอย่างที่ชวนขนลุกที่ทั้งสี่คนต่างประสบกันมาในระหว่างการถ่ายทำ โฟกัส: เจอค่ะ เรื่องนี้ต้องถามเมโกะค่ะ เมโกะจิตสัมผัสค่ะ เมโกะ : ไม่ใช่แค่เม แต่ทุกคนสัมผัสได้จริงๆ คือมีสถานที่หนึ่งที่เราถ่ายทำ แล้วจำลองขึ้นมาให้เป็นโรงพยาบาลร้าง คือทุกคนรู้สึกว่าในฉากก็จะมีเอ็กซ์ตร้า แล้วพี่ทีมงานเขานับให้ครบ18คน นับตรงข้างหน้าครบ18คน แต่ว่ามันมี1คนอยู่ในฉาก แสดงว่าไอ้ที่นับตรงข้างหน้าเกินมา1คน ทุกคนก็ต่างไม่ว่าอะไรก็ต่างแยกย้ายกันขึ้นไปถ่ายเลย แล้วก็แจ๊คก็เจอที่โรงแรม แจ๊ค :  ครับผมก็จะนอนกับพี่ปั้นจั่น ทีนี้พี่ปั้นเขาจะเป็นคนเดียวเลยครับที่ห้อยพระ ปั้นจั่น : ใช่ครับ ผมใส่พระตลอดครับ ที่นี้พอแจ๊คตื่นขึ้นมาตอนเช้าเขาก็บอกให้มาดูพุงเขา เป็นรูปมือแดงๆมาแตะที่พุงเขาเป็นเหมือนรอยกด แต่พิจารณาดูแล้วน่าจะเหมือนมือผู้หญิง ไม่น่าใช่มือแจ๊ค แจ๊ค: แล้วก็มีอีกๆมีรอยกดตรงนี้ด้วย(ใต้ริมฝีปากเหนือคาง) กดตรงคางเป็นรอยแดงอะไรอย่างนี้ครับ และด้วยความที่เป็นหนังผีแน่นอนว่าต้องถ่ายทำกลางคืนยันเช้า แถมสถานที่ถ่ายทำก็ทั้งร้างและเต็มไปด้วยความยากในการถ่ายทำชนิดที่ว่าท้าทายทั้งคนเล่นและคนดูจริงๆ ปั้นจั่น : ก็ที่จริงๆ แล้วพวกเราก็เต็มที่กับงาน สนุกกันมัน ก็หวังว่าทุกคนจะชอบผลงานชิ้นนี้ของพวกเราทุกคน เป็นการกลับมาทำภาพยนตร์สยองขวัญของพี่มะเดี่ยวด้วย หลายคนก็รอติดตามอยู่ ก็หวังว่าจะถูกใจกับคอหนังผีแล้วก็เรื่องสยองขวัญบวกกับความรักของเราจะถูกใจคนดู The Eyes Diary (ดิอายส์ ไดอารี่) รับฮาโลวีน 30ต.ค.นี้