โป๊(ใจมันเพรียว)

ไม่โสด...แล้วไง??!!!?  ติ่งรับได้ ซุป’ตาร์มีความรัก
ต่อ ธนภพ /  ดีเจพุฒ พุฒิชัย / 

เป็นซุป’ตาร์ที่มีคนรักคนหลงมากๆ บางทีจะขยับตัวทำอะไรมันก็ยากเสียเหลือเกินนะฮ๊า ก็เพราะบรรดาสาวกที่รักนักรักหนานี่แหละทำให้ขยับตัวลำบาก โดยเฉพาะเรื่องรักๆ ใคร่ๆ จะคบหาใครเป็นต้องคิดหนัก เนื่องจากแฟนคลับไม่ย้อม...ไม่ยอม แต่จุดนี้ก็เป็นเพียง ซุป’ตาร์ บางรายแล้วก็บรรดาติ่งบางกลุ่มเท่านั้นแหละจ้ะ เพราะทั่วๆ ไป เห็นอยากรักใครก็รักกันทั้งนั้น เพียงแต่ปากแข็งไม่ยอมบอกเท่านั้นเองงงง... งานนี้เปิดตัวไปก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหายเท่าไหร่หรอกเนอะ ถ้าดังจริง ฮอตจริง แฟนคลับรับได้อยู่แล้ว และก็คงรักคงปลื้มเหมือนเดิม เหมือนซุป’ตาร์หลายๆ คน ที่แม้จะเปิดตัวให้รู้ให้เห็นกันไปเลยว่าไม่โสดแล้วนะ มีแฟนแล้วนะ แต่กระแสก็ยังฮอตตลอดๆ เรียกว่าเรตติ้งไม่ตกแม้หัวใจจะมีคนครอบครองเป็นเจ้าของแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นนักร้องหนุ่มสุดหล่อจากเวทีดาวอย่าง แกงส้ม The Star ที่เปิดอกเปิดใจยอมรับว่ากำลังคบหาอยู่กับสาวมากความสามารถอย่าง ดาร์ลิง อารดา แม้ช่วงแรกแฟนคลับอาจจะอึ้งกิมกี่ แต่ที่สุดแล้วถ้าซุป’ตาร์ที่รักรักใคร บรรดาติ่งก็(ต้อง)รักด้วยเป็นเรื่องธรรมดา แกงส้ม The Star-ดาร์ลิง อารดา ต่อกันด้วยหนุ่มหน้าตี๋หัวสกินเฮดอย่าง ต่อ ธนภพ ที่ฮอตเอามากๆ จากซีรี่ส์เรื่อง ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น ฮอตจนสาวน้อยสาวใหญ่อยากจับทำ...แฟนให้รู้แล้วรู้รอด แต่สุดท้ายก็ได้รู้ว่าพ่อรูปหล่อคนนี้มีเจ้าของหัวใจเป็น สาวนอกวงการ ไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งถึงแม้มวลมหาประชาชีจะออกอาการเฮิร์ทไปบ้างที่พ่อคุณไม่ใช่หนุ่มโสด แต่สุดท้ายก็ยังชื่นชมหนุ่มต่อคนนี้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย สรุปว่ายังคงฮอตฉ่าได้แม้มีแฟนแล้วนั่นเอง สาวนอกวงการ-ต่อ ธนภพ มาถึงคิวของดีเจรูปหล่อหุ่นล่ำน่าหม่ำอย่าง พุฒ พุฒิชัย กันบ้าง รายนี้คบหาแฟน สาวนอกวงการ มาเกือบๆ จะ 5 ปีเต็มแล้ว แต่ดูจากกระแสในตอนนี้ คำว่าคนมีเจ้าของคงไม่สะออนเรตติ้งของพ่อคุณเท่าไหร่ เพราะทุกวันนี้ดูเหมือนจะยิ่งฮอตขึ้นๆๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เรียกว่าต่อให้จูงมือแฟนสาวสละโสดพรุ่งนี้ กระแสแฟนคลับก็คงไม่ดรอปลงเท่าไหร่หรอกมั้ง สาวนอกวงการ - พุฒ พุฒิชัย เอ้าๆๆ เห็นหรือยังว่างานนี้ไม่โสดก็ไม่ใช่เรื่องที่แฟนคลับรุ่นใหม่จะรับไม่ได้ มีแฟนแล้วไง?? ซุป’ตาร์ข้ารักใคร ข้าก็รักด้วยอยู่แล้ว เอาเป็นว่ายังฮอตฉ่าได้เหมือนเดิม ไม่ต้องเขิน ไม่ต้องปากหนัก ถ้าคิดจะรักไม่ต้องแอ๊บนะจ๊ะๆ หุหุ

เปิดม่าน โฉมงามกับเจ้าชายอสูร Beauty and the Beast สุดประทับใจ
Beauty and the Beast /  ละครเวที / 

เปิดม่านการแสดงรอบแรกไปเป็นที่เรียบร้อย กับละครบรอดเวย์เรื่องเยี่ยม โฉมงามกับเจ้าชายอสูร (Beauty and the Beast) ที่โรงละครเมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ ซึ่ง ตราตรึงและประทับใจคอละครเวทีเป็นอย่างมาก ด้วยโปรดักชั่นสุดอลังการ ทั้ง ฉาก แสง สี และเสียง รวมถึงความไพเราะของบทเพลงประกอบ ที่ขับกล่อมผ่านน้ำเสียงอันทรงพลังของเหล่านักแสดงชั้นนำ ที่สามารถสะกดคนดูให้ดำดิ่งไปกับเรื่องราวการพิสูจน์ความรักของเจ้าชายอสูรและเบลล์สาวน้อยจิตใจงามได้อย่างน่าประทับใจ โดยงานนี้ มีเหล่าเซเลปคนดังตบเท้าร่วมงานเดินพรมแดง และร่วมชมการแสดงรอบแรกกันอย่างคับคั่ง อาทิ ครอบครัวลูกเกด เมทินี, ซินดี้ สิรินยา, ครอบครัวหนิง ศรัยฉัตร, เดวิด อัศวนนท์, จอย อัจฉริยา, ปิ่น เก็จมณี, แจน จิตติมา, จ๋า ยศสินี, ศิลปินวง Fivera, ครอบครัว เต๋า สมชาย, คิว วงฟลัวร์, พิกเล็ต ชูการ์อาย และอีกมากมาย เรียกว่าได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม และต่างชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นละครเวทีเรื่องเยี่ยมแห่งปี ที่ดูได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เนื้อหาเข้าใจง่าย อีกทั้งยังได้ตื่นตาตื่นใจไปกับฉากและเสื้อผ้าคอสตูมที่อลังการสุดๆ ทำให้สนุกสนานไปกับการแสดงตั้งแต่ต้นจนจบเลยทีเดียว “Beauty and the Beast” มีทั้งความสนุก ความน่ารักโรแมนติก มีโปรดักชั่นที่สวยงาม และเป็นละครเพลงที่ดูได้ทั้งครอบครัว เป็นเรื่องราวของ “เบลล์” หญิงสาวที่ต้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในปราสาทของเจ้าชายรูปงามที่อยู่ในร่างของอสูร เพราะถูกนางฟ้าลงโทษให้รู้จักความรักที่แท้จริง และวิธีเดียวที่เจ้าชายอสูรจะกลายร่างกลับมาเป็นเจ้าชายรูปงามเช่นเดิมได้ ก็คือ เจ้าชายจะต้องมีรักแท้เกิดขึ้นในใจ และไม่ใช่เพียงเจ้าชายคนเดียวเท่านั้นที่ถูกสาป แต่ผู้คนในปราสาทก็ถูกสาปให้กลายร่างเป็นอสูรเช่นกัน ดังนั้นตลอดระยะเวลาการแสดง ผู้ชมจะได้เพลิดเพลินไปกับความเป็นแฟนตาซี ของโชว์ต่างๆ ได้เห็นข้าวของเครื่องใช้ที่พูดได้ งานนี้นอกจากเด็กๆ ที่รู้สึกสนุกแล้ว ผู้ใหญ่ที่มีโอกาสมาชม ก็ต้องประทับใจมิวสิคัลเรื่องนี้ด้วยอย่างแน่นอน ร่วมดื่มด่ำไปกับเรื่องราวสุดโรแมนติก แฝงไปด้วยความสนุกสนานและโปรดักชั่นคุณภาพ จากทีมงานระดับบรอดเวย์ กับมิวสิคัลเรื่องดัง โฉมงามกับเจ้าชายอสูร (Beauty and the Beast) ซึ่งจะเปิดการแสดง ถึงวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคมนี้เท่านั้น ที่ โรงละครเมืองไทยรัชดาลัย เธียร์เตอร์ บัตรราคา 1,000 / 2,000 / 2,500 / 3,000 / 3,500 และ 4,000 บาท สามารถซื้อได้ที่ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา หรือ www.thaiticketmajor.com โทร. 02-262-3838 ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.beautyandthebeastontour.com, www.bectero.com, www.facebook.com/bectero ---------------------------------------------------------- ละครเวที โฉมงามกับเจ้าชายอสูร Beauty and the Beast เพราะอะไรถึงต้องไปชม ติดตามได้จากสกู๊ปพิเศษ จากรายการ one BIG World ---------------------------------------------------------- มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

Kim Kardashian และ Rita Ora ใจตรงกันนะ !!
kim kardashian /  rita ora

Kim Kardashian และ Rita Ora ใจตรงกันนะ !!

แชร์ว่อน! วีรกรรม นนท.สาวจีนเปลี่ยนเสื้อผ้าโจ๋งครึม
ทัวร์จีน /  ท่องเที่ยว / 

เพจดัง CSI LA โพสต์ภาพนักท่องเที่ยวสาวชาวจีน เปลี่ยนเสื้อผ้าโจ๋งครึมในห้องน้ำสนามบินดอนเมือง ไม่เเคร์สายตาคนรอบข้าง ขณะที่หลายฝ่ายวิจารณ์ถึงความเหมาะสม สิทธิส่วนบุคคลและผู้อื่น  โดยเพจ CSI LA ระบุข้อความว่า ลูกเพจส่งรูปมาให้ดูครับ เเละอธิบายว่า "ทัวร์จีนนี่แย่มากค่ะ ที่ดอนเมืองเจอกรุ๊ปทัวร์จีนยืนแก้ผ้ากันในห้องน้ำผู้หญิง บางคนถอดล่างบางคนถอดบน เห็นแล้วอนาถใจ ค่ะ" ทั้งนี้  ในเพจดังกล่าว ได้มีชาวเน็ตหลายคนเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมดังกล่าว ไปหลายทิศทาง ทั้งว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ควรไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำ หรือ บางกลุ่มชี้ว่าไม่เสียหาย เพราะเป็นห้องน้ำหญิง ขณะที่บางกลุ่มระบุถึงเรื่องสิทธิ รวมถึงการวิจารณ์ต่อผู้ที่ถ่ายภาพดังกล่าว ขอบคุณ ข้อมูล/ภาพ เฟซบุ๊ก CSI LA MThai News

Focus : คิดจะปล้น อย่าตกหลุมรัก
Focus /  Hitch / 

ปีนึง จะมีหนังเรื่องนึงมาให้ชมกัน สำหรับพ่อหนุ่มซูเปอร์สตาร์ วิล สมิธ ที่ในปีนี้ก็มาเจอเราตั้งแต่ต้นปีเลย ในหนังที่เขานำแสดงอย่าง Focus คู่กับนางเอกสาวมาแรงอย่าง มาร์ก็อต รอบบี้ ที่แน่นอนว่าคนไทยน่าจะติดตาภาพของเธออย่างมากจากบทสาวแซ่บใน The Wolf of Wall Street นั่นเอง หนังเป็นเรื่องราวของหัวขโมยระดับเทพ ที่ได้ดันมาเจอสาวเจ้าเสน่ห์อย่างที่รับบทโดย ร็อบบี้ โดยบังเอิญ และนั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาได้ชวนเธอเข้าสู่โลกของการเป็นหัวขโมย ที่ต้องเต็มไปด้วยไหวพริบ และ การหลอกลวง จนกระทั่งพวกเขายังต้องสับสนว่าความรักที่เกิดขึ้นระหว่าง เขา และ เธอ นั่นเป็นเพียงสิ่งนึงในเกมส์การโจรกรรมครั้งใหญ่ หรือเป็นความจริงกันแน่ Focus กำกับการแสดงโดย 2 ผู้กำกับคู่หูอย่าง เกล็น ฟิคาร์ร่า และ จอห์น ริควา ที่มีผลงานที่เคยทำเอาแฟนๆวางใจพวกเขามาในระดับนึงแล้วอย่าง Crazy, Stupid, Love โดยการกลับมาของพวกเขาในเรื่องนี้ พร้อมกับโทนหนังที่มีเรื่องรักมาเกี่ยวข้อง พร้อมทั้งได้นักแสดงระดับแม่เหล็กมาประกบคู่กันอีกเช่นเคยก็ดูจะเป็นนิมิตหมายที่ดีไม่ใช่น้อย และผลลัพธ์ดังกล่าวที่ออกมาก็ถือว่าดูสนุกพอถูไถตามที่คิดไว้อย่างไงอย่างงั้น ซึ่งสเน่ห์อย่างนึงของหนังแนวหัวขโมยคือ การที่ตัวหนังจะหลอกล่อคนดูโดยไม่ให้คนดูได้รู้เลยว่าในหัวของเหล่าตัวละครพวกนี้ พวกเขาคิดอะไรอยู่กันแน่ และพวกเขามีแผนรับมืออะไรมาเพื่อหลอกลวงฝ่ายตรงข้าม และนี่แหละคือจุดขายของความสนุกใน Focus ที่นำมาเสิร์ฟให้คนดูแบบพอเหมาะพอเจาะ รวมไปถึงการผสมผสานเรื่องรักๆ โรแมนติคหวานๆ เข้ามา เพื่อให้ทั้งคุณผู้ชายสามารถสนุกสนานไปกับฉากโจรกรรมและความบ้าบิ่นของตัวเอก ส่วนคุณผู้หญิงก็สามารถจะสนุกไปได้กับในฉากโรแมนติค หวานกุ๊กกิ๊กของนักแสดงนั่นเอง โดยต้องขอออกตัวก่อนเลยว่า วิล สมิธ จัดเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ผมชื่นชอบมากเป็นอันดับต้น จนขนาดคอยติดตามผลงานของเขามาอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่เรื่อง Bad Boys จนมาถึงปัจจุบัน และใน Focus นี่เอง ก็อาจจะมีแอบให้คะแนนความพิศวาสเพิ่มมานิดหน่อย แต่โดยรวมแล้วก็รู้สึกว่าพลังซุเปอร์สตาร์ของเขายังเจิดจรัสไม่เคยเสื่อมหายไปไหน (ใช่แล้ว แม้แต่หนังสุดห่วยอย่าง After Earth ก็ตาม) เช่นเดียวกับทางด้านของนักแสดงสาวอย่าง มาร์ก็อต ร็อบบี้ ที่เธอค่อยๆจะฉายออร่าความน่าเอ็นดู และ แซ่บสวยขึ้นมาทุกๆทีเลยก็ว่าได้ ซึ่งโดยรวมตัวหนังก็อาจจะมีช่วงที่น่าง่วง และ การดำเนินเรื่องอาจจะไม่ได้ดูหวือหวา หรือเร่งระดับความน่าตื่นเต้นมากพอให้คนที่หวังจะเข้ามาเห็นหนังโจรกรรมได้สะใจมากเท่าที่ควร แต่ถ้าหากมองมันเป็นหนังในแง่ของหนังโรแมนติคสุดชิลล์ ที่มีบรรยากาศการชิงไหวชิงพริบมาให้คนดูได้สนุกไปกับการดำเนินเรื่องนี้ Focus ก็จะเป็นหนังที่ทำให้คุณไม่ผิดหวัง ไม่ว่าคุณจะพาคนรักของคุณ หรือไปดูกับเพื่อนเพื่อความสนุกสนานก็ตามครับ เรื่องนี้ผมให้ 7/10 ครับ

บิลลี่ เมิน! ดราม่าโซเชียล เหยียดเพศที่3
บิลลี่ โอแกน /  เหยียดเพศ / 

เจอดราม่าโซเชียลชุดใหญ่ เมื่อนักร้องดัง บิลลี่ โอแกน โพสต์ข้อความวิจารณ์ซีรี่ย์ที่มีเนื้อหาชายรักชายว่า "ผมเห็นละครตุ๊ดเกย์ มีดูดปากกันด้วยอะ เฮ้ยยยยยยย ไปเปิดช่องสีม่วงโดยตรงเลยดีมั้ย ไม่ได้แอนตี้ตุ๊ดเกย์ แต่คิดว่ามันมากเกินไปที่แสดงภาพอุจาดแบบนี้ เปิดช่องสีม่วงไปเลยเถอะกูขอร้อง ผู้ผลิตละคร น่าจะคำนึงถึงความเหมาะสมบ้าง เด็กเล็กเปิดดูมันเอาอย่างบ้างจะว่าไง ผู้ผลิตต้องมีวิจารณญาณก่อนจะนำเสนอนะครับ ไม่ใช่โยนให้ผู้ชมโดยหวังแต่เรตติ้ง จะเสื่อมไปถึงไหน แย่มาก" ล่าสุดรายการ คนดังนั่งเคลียร์ ช่อง 2 บันเทิง..ถึงรส ถึงคุณ เชิญเจ้าตัวมาเปิดใจถึงเรื่องดังกล่าว พร้อมประเด็นดราม่าเรื่องเหยียดเพศที่ 3 ว่า... "ที่โพสไปแบบนั้นปกติดีครับ แต่ที่ไม่ปกติคือเปิดทีวีดูพอดีวันนั้น ไม่รู้อะไรทำให้เปิดดูก็เลยตกใจ เห้ย! เดี๋ยวนี้ทีวีเราก้าวหน้าไปถึงขนาดว่าแค่จูบกันมันก็...นั่นแล้วนะ แต่เดี๋ยวนี้เราพัฒนาไปจูบจริง แถมยังเป็นผู้ชายจูบกับผู้ชายอีก มันจะจริงขนาดไหนกันขนาดนี้" "สมัยก่อนมันมีวิวัฒนาการของมัน ถ้ายุคโบราณ พอพระเอกจะจูบนางเอกกล้องเค้าก็จะเคลื่อนหลบไป แล้วให้ตัวแสดงเอนตัวลงไปทำเหมือนกับว่าล้มตัวลงนอนแล้ว ก็เป็นอันว่าเข้าใจ แล้วภาพมันก็ตัดไปที่หลังคา มีฝนตก มีเสียงน้ำหล่นบนหลังคา ชัดเจนยิ่งกว่าอะไร ในยุคต่อมาเริ่มจะมีการ พอจะจูบก็เอาตัวบัง แล้วก็ทำเป็นนัวเนีย จริงๆ ไม่ได้โดนกันหรอก ผู้หญิงก็จะทำเป็นเอามือจิกหลัง ก็เป็นอันเข้าใจ แต่เดี๋ยวนี้มันเกิดอะไรขึ้นครับในสังคมเมืองไทย มันจะต้องถึงขนาดว่าจูบเนี่ยต้องเอาปากมาดูดกันให้เห็น" "คำว่าอุจาดที่ผมใช้มันรุนแรงตรงไหนครับ มันเป็นภาพที่มันอุจาดตา คือเป็นภาพที่มันไม่เหมาะสมที่จะแพร่ออกมาให้เห็นในที่สาธารณะ สมมติจะจูบใคร จะมายืนจูบพันลิ้นให้คนเค้าเห็นหรือป่าว คนจะจูบกันบ้านไหนๆ คงไม่มายืนออกมาให้ชาวบ้านเอาไปพูดกัน ยืนจูบกันประเจิดประเจ้อ แต่นี่มันออกมาในทีวี ให้มันเห็นไปทั่วบ้านทั่วเมือง แล้วมาอ้างว่ามันเป็นศิลปะของการแสดง อันนี้ผมว่าไม่ใช่แน่ๆ" "เค้าก็รู้กันอยู่ละครเรื่องนี้มันเกี่ยวกับการเบี่ยงเบนทางเพศ มีอคติอะไรกับเพศนี้ อคตินี่ไม่มีเลยนะ ไม่เคยมีเลย ตั้งแต่เด็กมาเนี่ยเพื่อนฝูงในแวดวงทั้งหมดมีทั้งที่เป็นตุ๊ด เป็นเกย์ เป็นแต๋ว เป็นกะเทย มีเยอะไปหมด มีนานาอาชีพ ตั้งแต่ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม ดีไซน์เนอร์ ขายอาหาร บางคนเป็นเซลล์ บางคนเป็นแอบก็มี ไม่แสดงออกมีเยอะแยะไปหมดที่เป็นเพื่อนกับผม แต่เพื่อนฝูงที่คบเนี่ย ไม่มีใครเค้ามาจูบประเจิดประเจ้อเหมือนกัน" "ผมคิดว่ายุคนี้มันเละไง มันเละไปหมดเหมือนกับว่าทุกคนคิดว่าเอาอะไรมากองกันก็ได้ โยนอะไรเข้ามาก็ได้ สมมตินี่โต๊ะอาหารที่นั่งกันอยู่ ใครจะโยนอะไรเข้ามาก็ได้ ไอ้นี่กินยาก เผ็ด แต่ให้มันมารวมกันให้ทุกคนกินเหมือนกันหมด ผมว่ามันไม่ถูกต้อง จะกินอาหารพิเศษ ก็ต้องแยกโต๊ะ จัดโต๊ะพิเศษหน่อย ผมว่ามันเลอะเทอะมาก หากจะมาเถียงกับผมว่าเสรีภาพและประชาธิปไตย ย่อมต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบเสมอนี่เป็นสิ่งที่สำคัญ และเสรีภาพต้องมีขอบเขตของมันที่เหมาะสมที่ควร ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วมันไม่ใช่เสรีภาพครับ มันเป็นความไร้อารยะ" "ผมมีความคิดเห็นว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่มันเป็นภัยสำหรับเยาวชนมากจนเกินไป ถ้าสมมติทำละครฉายให้คนที่บรรลุนิติภาวะแล้ว อายุ 18 ขึ้นไป อยากจะดูโป้เปลือยขนาดไหนมันเป็นวิจารณญาณของแต่ละคน แต่สมมติว่าลูกคุณ หลานคุณ อายุ 5-6 ขวบ เป็นเด็กผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตามนั่งดูอยู่ แล้วเห็นฉากที่ผู้ชายโผเข้าหากัน เอาปากต่อปากมาจูบกัน ในขณะที่เด็กคนนั้นได้รับการสั่งสอนมาว่า ครอบครัวเรามีคุณพ่อคุณแม่เกิดลูกขึ้นมาแบบนี้ แล้วถ้าเด็กมันหันมาถามว่า พ่อครับทำไมผู้ชายกับผู้ชายเค้าถึงจูบกันละครับ คุณพ่อจะตอบลูกว่าอย่างไรครับ" บิลลี่ กล่าว ติดตามบทสัมภาษณ์เต็มๆ ได้ในรายการ คนดังนั่งเคลียร์ ช่อง 2 ทุกวันจันทร์-ศุกร์เวลา 10.30/14.00/19.00น. เสาร์-อาทิตย์10.30/14.30/19.30 และติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.facebook.com/thaich2 บิลลี่ โอแกน บิลลี่ โอแกน บิลลี่ โอแกน โพสต์ของ บิลลี่ โอแกน

ไม่ต้องรู้ว่าคบกันแบบไหน พิชญ์-พลอย กิ๊กกันเบาๆ
พิชญ์ กาไชย /  พลอย หอวัง / 

เป็นที่หมายปองของสาวน้อยสาวใหญ่จริงๆ สำหรับหนุ่มโสดเสน่ห์แรงอย่าง พิชญ์ กาไชย ที่ไม่ว่าจะไปไหนทำอะไรกับสาวที่ไหนก็มักจะถูกจับตามองอยู่ตลอด และสาวที่มักจะเห็นไปไหนด้วยกันบ่อยๆ เห็นทีคงจะเป็นสาวหมวยสุดแนวอย่าง พลอย หอวัง เพราะปาปารัซซี่ของเราแชะภาพทั้งคู่ได้ตลอดๆ จนอดคิดไม่ได้ว่าทั้งสองต้องแอบคบกันอยู่แน่ๆ แหม...ก็อย่างว่าละค่า เป็นหนุ่มหน้าตาดี แถมหัวใจก็โสดสนิทแบบนี้ ใครๆ ก็ต้องให้ความสนใจเป็นธรรมดา ว่าแต่ไอ้ที่เขาเม้าท์กันว่าหนุ่มพิชญ์ แอบกิ๊กอยู่กับสาวพลอยเนี่ย มันเรื่องจริงหรือแค่ข่าวลือ เอาเป็นว่าให้ He มาตอบเอง พร้อมไปอัพเดทชีวิตช่วงนี้ซะหน่อยดีกว่า “ผมกับพลอยก็ปกติครับ เป็นเพื่อนอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ถามว่ามีกิ๊กกันไหม ก็ไม่รู้อะ ตอบไม่ได้ คือด้วยความที่เราเป็นเพื่อนกันมานานแล้วเลยไม่ได้คิดถึงตรงนั้น แต่อนาคตก็ยังไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร จะพัฒนาไหม คงต้องเป็นเรื่องของอนาคต แต่ถ้าถามตอนนี้จริงๆ คือยังไม่ได้คิดอะ คือถ้าเราไปไหนมาไหนกับใครแล้วต้องเป็นแฟนเขามันก็คงไม่ใช่ ส่วนเรื่องงานตอนนี้มีทำสูทเป็นแบรนด์ของตัวเอง แล้วมีสกินแคร์โปรดักส์ด้วย ส่วนงานในวงการบันเทิงตอนนี้มีละคร เดี๋ยวอีกสักพักกำลังจะเปิดกล้องละครเรื่องใหม่” อุ๊ยตาย! แบบนี้คงต้องติดตามลุ้นกันแล้วละค่ะ ว่าจากเพื่อนจะเลื่อนสถานะเป็นแฟนได้อ๊ะเปล่า พิชญ์ - พิชญ์ พิชญ์ - พิชญ์ พิชญ์ - พิชญ์ พิชญ์ - พิชญ์

ฟาน กัล ชี้ชัด ดิ มาเรีย ขาดความมั่นใจอย่างแรง
ซันเดอร์แลนด์ /  ดัตซ์ / 

หลังเกมที่ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านถล่ม แมวดำ ซันเดอร์แลนด์ ไป 2-0 นั้น ช่วงเข้าสู่ครึ่งหลัง ดิ มาเรีย ถูกเปลี่ยนตัวออก เพราะฟอร์มอย่างบู่ อังเคล ดิ มาเรีย ปีกหุ่นเพียวลมวัย 27 ปี ได้ย้ายมารัง ปีศาจแดง ด้วยค้าตัวมหาศาลที่ 59.7 ล้านปอนด์จาก เรอัล มาดริด แต่ก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับผลงานในสนามจนเกมล่าสุดก็ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วงครึ่งหลัง ซึ่ง หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือเลือดดัตซ์ ก็ได้ออกมาเผยว่า อังเคล ดิ มาเรีย เจ้าของเสื้อเบอร์ 7 นั้นขาดความมั่นใจอย่างหนัก ทั้งเรื่องของการปรับตัวกับสไตล์บอล พรีเมียร์ ลีก ที่รวดเร็วหนักหน่วง และยังในเรื่องของการใช้ชีวิตในเกาะอังกฤษ ที่ล่าสุดเพิ่งโดนขโมยขึ้นบ้านไปนั้น กุนซือมากประสบการณ์ เน้นว่าต้องให้เวลา ดิ มาเรีย ในการปรับตัวบ้าง มันรวดเร็วไปที่จะให้เขามาท็อปฟอร์ม มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดย หลุยส์ ฟาน กัล ได้กล่าวว่า "เราได้คุยกันเรื่องสภาพแวดล้อมที่มันส่งอิทธิพลต่อคนเราอย่างมาก ดังนั้นเราต้องให้เวลากับเขา (ดิ มาเรีย) มากขึ้น นักเตะทุกคนก็ต้องเจอกับการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความมั่นใจ มันพลาดกันได้ แต่ผมหวังว่าเขาจะข้ามผ่านมันไปได้นะ"

หมอพรทิพย์ เป็นชูสีไทเฮา, ฮิตติดโซเซียล วันนี้เป็นวันอะไร ??
ลายมือขาด /  วันนี้วันอะไร / 

ดราม่าลองวีคเอนท์ : วิจารณ์แซดหมอพรทิพย์ แปลงโฉมเป็นชูสีไทเฮา, คำถามโลกแตกฮิตติดโซเซียล "วันนี้เป็นวันอะไร"-"คุณเห็นชุดนี้สีอะไร" เส้นลายมือขาดทำหนุ่มซิ่งเก๋งดับสยอง, น่าชังเด็กร้องเพลงบ่นแม่หลังให้ช่วยล้างจาน และเมียน้อยไลน์เย้ยเมียหลวง ดีใจด้วยลูกๆ เป็นเด็กกำพร้า ในวีคที่ผ่านมาเรียกได้ว่าร้อนฉ่า ดรามาตั้งแต่ต้นจนวันสุดท้ายของสัปดาห์กันทีเดียว เพราะข่าวมากมายหลายอารมณ์ที่เข้ามาขย่มจิตเขย่าใจ จนทำคนในโลกออนไลน์พากันแห่แชร์ แสดงความเห็นมากมาย วันนี้ MThai News จึงได้รวบรวมกระแสข่าวเหล่านั้น มาให้ย้อนอ่านรำลึก ว่าคนไทยบนโลกโซเชียลชอบอ่านข่าว-แชร์คลิป และเรื่องราวเหตุการณ์อะไรบ้าง ? ข่าวที่ 1 แห่แชร์ภาพ หมอพรทิพย์ เป็น ซูสีไทเฮา ก่อนชาวจีนไม่ปลื้มบอกหมิ่นเกียรติ เริ่มกันที่ข่าวแรกกับภาพสุดแปลก ลุคใหม่ไม่เคยเห็น ของแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ หลังนิตยสารดังจับแปลงโฉมทรงเครื่องใหญ่ ให้เป็นพระนางซูสีไทเฮา เพื่อตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับ 200ภาพประทับใจ ซึ่งแน่นอนเมื่อภาพดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นทั้งชื่นชม และถล่มยับ โดยเฉพาะคนจีนที่ออกมาสับหาว่าหมิ่นเกียรติสตรีผู้ยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ อ่านต่อ . . . . อ่านข่าวอื่นๆ >>> ดราม่าไม่จบ! ชาวเน็ตจีน สวดยับ หมอพรทิพย์ แต่งซูสีไทเฮา >>> ภาพใหม่หมอพรทิพย์ เป็น ราชินีแห่งอียิปต์ ข่าวที่ 2 "วันนี้เป็นวันอะไร" - "คุณเห็นชุดนี้สีอะไร" คำถามโลกแตกฮิตประจำสัปดาห์ "อยากให้พรุ่งนี้เป็นเมื่อวาน วันนี้จะได้เป็นวันศุกร์" ถามว่าวันนี้คือวันอะไร? นี่คือคำถาม ที่ถูกอ้างว่าเป็นข้อสอบ เข้าอนุบาลของโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ซึ่งเมื่อข้อความปรากฎไม่นาน ก็มีคนส่งต่อท้าวัดกึ๋นสะนั่นโลกออนไลน์ ก่อนต้นตอผู้เผยแพร่จะออกมาชี้แจงแถลงไข ว่าเป็นคำถาม ถามกันสนุกๆ เท่านั้น อืม! แล้วคุณละรู้หรือยัง มันคือวันอะไรแน่? แต่เดี๋ยวก่อนหากยังไม่ได้คำตอบขอให้เก็บไว้ แล้วมาเล่นอีก 1 คำถาม ซึ่งถือโลกแตก พอๆ กัน หลังมีคนโพสต์ภาพชุดเดรส และตั้งคำถามคุณเห็นชุดนี้สีอะไร ? ขอให้คิดพิจารณาอย่างถ้วนถี่แล้วตามไปดูคำตอบ ว่าจะถูกเผงตรงเป๊ะอย่างที่เข้าใจหรือไม่ อ่านต่อ . . . . อ่านข่าวอื่นๆ >>> ชุดเดรสนี้สีอะไร? มีคำตอบ >>> 'อยากให้พรุ่งนี้เป็นเมื่อวานจัง วันนี้จะได้เป็นวันศุกร์' ตกลงวันนี้เป็นวันอะไร??? ข่าวที่ 3 หนุ่มซิ่งเก๋งดับ เส้นลายมือขาด โบราณเชื่อตายโหง "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" คือวลีฮิตติดปากของคนไทย ที่ถูกนำมาใช้เป็นคำตอบ หากวัดผลพิสูจน์ถึงความสูญเสียในบางเรื่องไม่ได้ อย่างเช่นกรณีของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ขับรถชนท่อคอนกรีตเสียชีวิต ซึ่งที่จริงน่าจะมองเป็นอุบัติเหตุ แต่ผู้คนกลับให้เหตุผลว่าเป็นเพราะเส้นลายมือที่เกิดขาด จึงทำให้ดวงเขากุดชีวิตต้องถึงฆาตในที่สุด แม้เรื่องนี้เป็นความเชื่อที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่หากเรามีสติตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ก็สามารถป้องกันเหตุไม่ให้เกิดขึ้นได้ อ่านตัว . . . . อ่านข่าวอื่นๆ >>> ดูดวงลายมือ คนถูก หวย ข่าวที่ 4 แชร์สนั่นเน็ต! คลิปทำไปบ่นไป เด็กชายล้างจานที่ดังข้ามคืน เคยกันไหมเมื่อครั้นเป็นเด็ก ต้องทำงานบ้านช่วยแม่กับพ่อ เพื่อแสดงออกถึงการเป็นลูกที่ดี คลิปที่นำมาให้ชมนี้ก็เช่นกัน เพราะได้เผยให้เห็นภาพเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่ง ท่าทางขยันขันแข็งช่วยครอบครัว แต่การทำงานของเขาไม่ธรรมดา จะเป็นอะไรนั้นก็ต้องไปชม รับรองรอยยิ้มเปื้อนบนหน้าแน่ จะรอช้าอยู่ใยไปดูซิ อ่านต่อ . . . . อ่านข่าวอื่นๆ >>> ขั้นเทพ! ลีลาน้องข้าวสวย แชมป์เล่านิทานประกอบท่าทาง ข่าวที่ 5 เมียน้อยไลน์เย้ยเมียหลวง ดีใจด้วยลูกๆเป็นเด็กกำพร้า ข่าวสุดท้ายของสัปดาห์นี้ เป็นข่าวสุดฉาวบนโลกโซเซียล เมื่อปรากฎภาพข้อความอ้างเป็นบทสนทนา ระหว่างบ้านเล็กกับบ้านใหญ่ของครอบครัวๆ หนึ่ง ซึ่งพอได้อ่านก็ถึงกับอึ้งเพราะไม่คิดคนไทยในเมืองพุทธ ไร้ซึ่งผิดชอบ ชั่วดีกล้าทำเพียงนี้ อยากรู้ข้อความนั้นเป็นเช่นไร ผิดศีลธรรมทำร้ายใจแค่ไหนต้องติดตามอ่านแล้ว อ่านต่อ . . . . อ่านข่าวอื่นๆ >>> แชร์ว่อน คลิปเมียน้อยให้มาเอาเงินเมียหลวง ไปจ่ายค่าห้อง >>> เจออีก! เมียหลวงรุมตบเมียน้อย แก้ผ้าประจานกลางถนน เหตุการณ์ทั้งหมดนับเป็นข่าวเด่นประเด็นดังฮิตติดลมบน จนเป็นกระแสทอร์คออฟเดอะทาวน์ในสัปดาห์นี้ แล้วคุณละชอบข่าวไหนมากกว่ากัน???

ต่อ เคลียร์คิวไม่ลงตัว เอ๊ะ! หรือไม่อยากนอกใจ GTH
ต่อ ธนภพ /  นก สินจัย / 

มีประเด็นให้ติดตามกันไม่จบไม่สิ้นจริงๆ สำหรับนักแสดงหนุ่มเลือดฮอร์โมนอย่าง ต่อ ธนภพ ที่ก่อนหน้านี้เคยออกมายืนยันเสียงแข็งว่าไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นในกองละครเรื่อง ชาติพยัคฆ์ แน่นอน เพราะอย่างที่ทราบกันว่า หนุ่มต่อเคยมีกระแสข่าวออกมาว่ามีปัญหาเกิดขึ้นในวันฟิตติ้งชุด ไม่ว่าจะเป็นกรณีเรื่องทรงผมบ้างละ กรณีเรื่องชักสีหน้าใส่ พี่นก สินจัย บ้างละ และอีกหนึ่งเรื่องคือไม่ยอมถ่ายรูปคู่กับสาว อายส์ กมลเนตร เรียกว่าวันเดียวมีเรื่องให้เคลียร์หลายประเด็นสมกับเป็นหนุ่มฮอตจริงจริ๊ง ตอนนั้นว่าเคลียร์ปัญหาจบเรียบร้อยแล้ว แต่ไหงตอนนี้ถึงได้ถอนตัวออกจากละครซะได้ จุดนี้ก็เลยอดสงสัยไม่ได้ว่าทำมั้ย...ทำไมถึงถอนตัวออกจากละครทั้งที่ก่อนหน้านี้กำลังไปได้สวย แม้ว่าทางหนุ่มต่อจะออกมาชี้แจงว่าเหตุเพราะเคลียร์คิวไม่ลงตัวก็เถอะ งานนี้ก็หวังว่าคงไม่ใช่เพราะความเรื่องเยอะที่เขาเม้าท์กันนะจ๊ะคุณน้อง ก็แหม...ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงคอละครคงผิดหวังแย่ อุตส่าห์เฝ้ารอติดตามชมผลงานมาตั้งนานสองนาน สุดท้ายรับประทานแห้วซะงั้น แต่พูดก็พูดเถอะถึงแม้ว่าหนุ่มต่อจะโดนกระแสข่าวโจมตีแรงแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำให้ความฮอตของ He ลดน้อยลงไปได้ อยากรู้จริงๆ ว่าทำบุญมาด้วยอะไรถึงได้รอดมาได้ทุกครั้ง เอ้า!!! ก็ไม่รู้ว่าที่หนุ่มต่อเคลียร์คิวให้ไม่ได้ เพราะยากจะเทกายเทใจให้กับ GTH อย่างเดียวอ๊ะเปล่าน้อ... ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ

ผู้หญิงอย่าหยุดสวย! อดีต สาวขี้เหร่ แบบ ugly betty เฉิดฉายเป็นสาวป๊อบ!
ugly betty /  มาเรียพาโทร / 

สาวน้อย มาเรีย พาโทร Maria Petrou วัย 21 ปีคนนี้ เห็นหน้าสวยๆแบบนี้ แต่ก่อนเธอได้ชื่อว่า ขี้เหร่ราวกับสาวชื่อดังในซีรี่ย์ Ugly betty เลยทีเดียว ด้วยผมลอนเกลียว ดัดฟัน  แต่ถึงอดีตเธอจะเลวร้ายเพียงใด ตอนนี้เธอกำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นนางแบบบนแคทวอล์ค แล้ว! ความสวยมาจากภายในจริงๆค่ะ ถ้าได้อ่านเรื่องนี้ มาเรียบทุกข์ทรมานกับการโดนเพื่อนแกล้งสารพัดตลอดเวลาที่อยู่ในมหาวิทยาลัยมาตลอด 3 ปี เพียงเพราะเธอมีหน้าตาไม่สวย และดันไปละม้ายคล้ายสาว เบตตี้ ในซีรี่ย์ Ugly betty แต่เธอกำลังจะเป็นผู้ชนะในการประกวด Miss Conventry ของมหาวิทยาลัยเธอนั่นเอง      มาเรียบอกว่า  “ ฉันถูกเพื่อนแกล้งตั้งแต่เด็ก บางคนก็เรียกฉันว่า Goofy บ้างก็  Ugly betty ซึ่งมันทำให้ชีวิตในวัยเรียนของฉันเป็นไปอย่างยากลำบาก ชื่อเรียกของฉันทำให้ฉันนอยและอารมณ์เสียบ่อยครั้ง แต่ฉันก็จะอยากจะพิสูจน์ให้พวกเขารู้ว่า พวกเขาคิดผิด หลังจากนั้น ฉันก็เริ่มออกกำลังและดูแลตัวเอง เมื่อเพื่อนเห็น เพื่อนจึงแนะนำให้ฉันสมัครประกวด Beauty contest นี้ " สาวมาเรีย เมื่อครั้งยังเป็นลุคเฉิ่มๆ แบบ Ugly betty   ภาพจากซีรี่ย์เรื่อง Ugly betty สิ่งที่ฉันทำ ฉันเพียงแค่ต้องการส่งต่อความรู้สึกให้คนอื่นรู้ว่า คุณไม่จำเป้นต้องฟังใคร หรือ หยุดทำเพียงเพราะคนกลุ่มนึงเท่านั้น ไม่ต้องสนใจว่าเขาจะพูดอะไร ทำตามที่ใจบอกซะ “ ฉันรักในงานจิตรกรรมนั่นคือเหตุผลที่ฉันเรียนมัน แต่เรื่องนางแบบก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและฉันอยากจะทำตามความฝันทั้งสองอย่างนี้” “ความสวยไม่ได้อยู่ที่ภายนอกเลย มันอยู่ที่ใจของคุณ และสิ่งที่คุณเป็น” มาเรียเล่าว่า เมื่อเธอดูดีขึ้น เพื่อนเหล่านั้นที่แกล้งก็ กลับมาแอดเฟรนด์เธอในเฟสบุ้ค และทำท่าอยากจะเป้นเพื่อนเธอ แต่มาเรียกลับสะบัดบ๊อบใส่ โดยเธอบอกว่า  "ฉันว่า ต่างคนต่างอยู่น่าจะดีกว่า ตอนนี้ฉันแข็งแรงและ และจะอวดให้ดูว่า คนที่ถูกแกล้งไม่ได้เป็นแบบคนก่อนแล้ว และฉันก็ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองด้วย” ที่มา tab.co.uk เรียบเรียงโดย Women Mthai Team

ละครข้าบดินทร์ , เรื่องย่อข้าบดินทร์
ข้าบดินทร์ /  เรื่องย่อข้าบดินทร์ / 

เรื่องย่อข้าบดินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ เหม เป็นบุตรชายคนเดียวของ พระยาบริรักษ์ ผู้มีหน้าที่คอยดูแลจัดเก็บค่าระวางจากเรือที่ขนสินค้าที่เข้ามาในประเทศสยามโดยวัดจากความกว้างของปากเรือ ส่วนมารดาคือ คุณหญิงชม เหมมีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของชาววิลาศ (อังกฤษ) อย่างมาก เพราะในเมืองปากน้ำมีพวกฝรั่งวิลาศมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปต่างพากันหวาดกลัวพวกวิลาศ เพราะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาสีผมสีผิวแตกต่างจากคนทั่วไป ในการแข่งว่าวชิงเงินเดิมพันที่เมืองปากน้ำ สมิงสอดน้อย นำว่าวกุลา (จุฬา) เหมกับพวกนำว่าวปักเป้าของตัวเองมาท้าประลองวางเดิมพันกับสมิงสอดน้อย สมิงสอดน้อยชะล่าใจ แต่ผลการแข่งขันกลับออกมาว่าเหมเป็นฝ่ายที่สามารถตัดสายป่านว่าวของสมิงสอดน้อยได้สำเร็จ สมิงสอดน้อยจึงทั้งเสียหน้าและเสียเงินพนันให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเหมจนได้ เหมไปเรียนวิชาทำสายป่านว่าวให้คมมาจาก ลุงรี แขกที่มารับใช้ แหม่มมาเรีย ฝรั่งชาววิลาศในเมืองปากน้ำ เหมกับแหม่มมาเรียสนิทสนมกันจนเหมได้เรียนรู้ภาษาวิลาศจากแหม่มมาเรียไปด้วย พระยาบริรักษ์ปรึกษากับคุณหญิงชมเรื่องที่ได้ยินข่าวลือว่าเหมไปทำตัวสนิทสนมกับพวกวิลาศ คุณหญิงชมแนะให้พระยาบริรักษ์นำตัวเหมไปฝากเรียนวิชากับพระครูโพ เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ เพื่อจะได้รับราชการต่อไปภายหน้า อีกทั้งก็ยังสามารถแยกเหมออกมาจากพวกวิลาศได้ด้วย เมื่อไปถึงที่วัด ท่านพระครูโพตรวจดวงชะตาของเหมแล้ว ก็รู้ว่าชีวิตของเหมจะต้องผ่านบททดสอบอย่างหนัก ถามเหมว่าอยากเรียนวิชาการต่อสู้หรือไม่ แต่พระยาบริรักษ์ต้องการให้เหมเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลวงสรอรรถ เข้ามาเจรจากับพระยาบริรักษ์เพื่อขอให้ลดค่าระวางปากเรือให้กับเรือของกะปิตันฝรั่ง แต่พระยาบริรักษ์ไม่ยอม หลวงสรอรรถไม่พอใจที่พระยาบริรักษ์ไม่ยอมช่วยเหลือ หลวงสรอรรถบังเอิญได้พบ ทับทิม บัว และ ลำดวน หลวงสรอรรถนึกชอบใจในความงามของบัวซึ่งกำลังจะได้แสดงเป็นนางสีดา ที่ตำหนักอัมพวาแทนทับทิมที่กำลังจะแต่งงานกับหมื่นพิพิธภูบาล จึงคิดจะเข้าทางเจ้าพระยาพระคลังโดยผ่านทางบัวปิ่น มารดาของสามสาว กับทับทิมสงสัยว่าหลวงสรอรรถจะมาชอบพอบัว แต่ก็เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะหลวงสรอรรถนั้นมีภรรยาหลวงอยู่ก่อนแล้ว เหมถูกจับได้ว่ามาแอบดู พุ่ม และสมิงสอดน้อยซ้อมดาบแต่สมิงสอดน้อยยังแค้นเรื่องเก่าอยู่ ไม่ยอมปล่อยไปเปล่า ๆ จึงท้าให้เหมมาสู้กัน ถ้าเหมแพ้ จะต้องถูกตัดลิ้น เหมฮึดสู้กับสมิงสอดน้อยจนชนะ สมิงสอดน้อยพ่ายไปในที่สุด สมิงสอดน้อยยอมปล่อยเหมไป ขรัวปู่ยม ผู้ฝึกสอน เห็นดังนั้นจึงชวนเหมให้มาเรียนการต่อสู้ด้วยดาบอาทมาต แหม่มมาเรียนั้นป่วยเป็นโรคฝีในท้อง จึงต้องใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวด ทว่าพระยาบริรักษ์ บิดาของเหมนั้นตั้งข้อรังเกียจสินค้าชนิดนี้ ดังนั้น ไมเคิล เจเมสัน สามีของแหม่มมาเรีย จึงต้องแอบนำฝิ่นเข้ามาอย่างยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นแหม่มมาเรียก็ยังเอ็นดูเหม และสอนภาษาวิลาศให้กับเหมด้วยความเต็มใจ ขากลับเหมกับบุษย์ได้พบกับลำดวนที่แอบปีนต้นไม้ขึ้นไปดูเหมเข้าไปในบ้านของพวกวิลาศแล้วลงมาไม่ได้ เหมกับบุษย์จึงช่วยกันพาตัวลำดวนลงมา บัวเห็นหน้าเหมเข้าก็ประทับใจในความรูปงามของเหมทันที เหมกับบุษย์ได้พบกับ คุณชายช่วง บุตรชายคนโตของพระยาพระคลัง คุณชายช่วงมีความสนใจในภาษาวิลาศเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเหมรู้ภาษาวิลาศจึงให้ความสนใจอย่างมาก ลำดวนมาเจอกับเหม เหมพูดคุยเล่นหัวกับลำดวนอย่างสนิทสนม เหมกับพระยาบริรักษ์เกือบมีเรื่องกับหลวงสรอรรถ แต่โชคดีที่ได้คุณชายช่วงมาช่วยไว้ทันเวลา หลวงสรอรรถได้แต่แค้นใจที่ทั้งพระยาบริรักษ์และเหมดูจะเป็นศัตรูกับเขาไปทั้งสองคน ด้านคุณปิ่นเห็นหน้าเหมแล้วนึกชอบใจ จึงคิดจะจับคู่ให้เหมกับบัว ขณะที่วิชาดาบกับขรัวปู่ยมก็ก้าวหน้ามากขึ้น สมิงสอดน้อยเริ่มยอมรับในตัวเด็กหนุ่มถึงกับอาสามาเป็นคู่ซ้อมให้ สมิงสอดน้อยกำลังจะไปทัพเพราะได้ยินข่าวว่าทางกรุงศรีสัตนาคนหุตกำลังเรียกระดมพล จึงต้องขึ้นไปสอดแนมที่โคราช เหมถูกเรียกตัวมาพบคุณชายช่วง เหมเอาขนมมาฝากลำดวน พวกบ่าวไพร่ก็เอาไปลือกันว่าเหมจะใช้ลำดวนเป็นสะพานเข้าจีบบัว ลำดวนรบเร้าให้บัวฝากใบพลูไปให้เหมเพราะอยากมีพี่ชาย พระยาบริรักษ์ออกไปรับเรือกำปั่นขนสินค้าของคุณไมเคิล เจเมสัน สินค้าที่บรรทุกมาในระวางนั้นมีตุ๊กตากระเบื้องที่แอบซุกซ่อนฝิ่นเพื่อใช้บรรเทาอาการป่วยของแหม่มมาเรียอยู่ด้วย แต่หลวงสรอรรถหวังจะฮุบฝิ่นไว้เป็นของตัวเอง แล้วโทษว่าเป็นคำสั่งของพระยาบริรักษ์ มิสเตอร์เจเมสันก็เข้าใจผิดว่าพระยาบริรักษ์จะฮุบของไว้ ทั้งคู่จึงก่อเรื่องวิวาทกันขึ้นมาอีก พระพิชัยปราการคนสนิทของเจ้าพระยาพระคลัง มาตามตัวพระยาบริรักษ์ไปพบกับพระยาสมุหกลาโหมด้วยราชการด่วน ทว่าระหว่างทางไปที่เรือนของพระยาพระคลัง มีผู้พบศพของมิสเตอร์เจเมสันถูกฆ่าตัดหัวหลังจากมีเรื่องวิวาทกับพระยาบริรักษ์เพราะรู้ว่าตนเองกำลังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคนฆ่า ทหารของพระยาสมุหกลาโหมบุกเข้ามาจับตัวพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชมไว้ได้ เหมที่กระโดดน้ำหนีไปได้แล้ว กลับหวนมาช่วยคุณหญิงชม พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหม ถูกนำตัวไปขังไว้ในสถานที่คุมขังนักโทษ พระยาปลัดสมุทรปราการมาขอร้องให้พระยาบริรักษ์เห็นแก่ชาติบ้านเมืองและส่วนรวมด้วยการยอมรับสารภาพความผิด พระยาบริรักษ์จึงยอมสารภาพ แต่ความจริงแล้วคนที่ฆ่ามิสเตอร์เจเมสันคือหลวงสรอรรถ การจับคู่ของเหมกับบัวจึงเป็นอันต้องตกไป ลำดวนเมื่อรู้ข่าวของเหม ก็ได้แต่นอนร้องไห้สงสารเหม คุณปิ่นพาบัวและลำดวนมาเดินตลาด กลุ่มนักโทษมีคุณหญิงชมและเหมรวมอยู่ด้วย คุณหญิงชมเป็นลมตรงหน้าขบวนของคุณปิ่นพอดี ลำดวนสงสารเหมกับแม่จับใจ รีบคว้าแตงกวาไปป้อนให้คุณหญิงชมได้กินพอหายร้อน พระยาบริรักษ์ถูกตัดสินให้ทวนหวายพระยาบริรักษ์ ๕๐ ที ริบราชบาตร แล้วเอาตัวพร้อมกับลูกเมียไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง พระยาบริรักษ์ทนการถูกลงทัณฑ์ไม่ไหว เสียชีวิตหลังจากตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ๙ ปีผ่านไป พระยาบดินทรเดชาได้เกณฑ์ไพร่พลขึ้นไปยังเมืองพัตบองเพื่อตระเตรียมรับมือกับญวน ในการนี้คณะปี่พาทย์ละครของขุนนาฏยโกศลถูกเกณฑ์ตามไปแสดงให้ขุนนางผู้ใหญ่ดูด้วย หมื่นวิชิตชลหาญ ที่มักจะนำสุรามามอบให้ท่านขุนบ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วหมื่นวิชิตฯ นั้นหวังจะมาพบหน้าลำดวน ในขณะที่บัวยอมถวายตัวเป็นนางในชีวิตของบัวในวังนั้นไม่ได้มีความสุขสบายเหมือนที่หวังไว้ เพราะเสด็จในกรมไม่ทรงโปรดนางละคร หมื่นวิชิตฯ ก็หาทางเข้าใกล้ลำดวน แต่ลำดวนก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่นึกชอบหมื่นวิชิตฯ ขุนศรีไชยทิตย มาโพนช้างอยู่ละแวกเมืองโคราช จึงสั่งให้นายส่งกับนายมาไปขอความช่วยเหลือ นายส่งกับนายมา ควาญช้างทั้งคู่อิดออดไม่อยากไป แต่ก็ขัดไม่ได้ ลำดวนกับ หุ่น เพื่อนสนิท บังเอิญได้พบกับพวกที่มาโพนช้าง หนึ่งในนั้นก็มีเหมซึ่งมีหน้าที่เป็น เสดียง อยู่ด้วย แต่ลำดวนจำเหมไม่ได้ ลำดวนกับหุ่นได้นั่งช้างตัวที่เหมเป็นคนคุมอยู่ เหมคอยดูแลและกันท่าหมื่นวิชิตฯ ให้ลำดวน ทว่าเหมกลับไม่กล้าบอกความจริงกับลำดวนว่าตนเองคือใคร บางครั้งเหมก็เผลอพูดจาเกี้ยวพาราสีลำดวนจนต้องไปต่อกรรมกับขุนศรีไชยทิตยอยู่บ่อยๆ ลำดวนเองจากที่เคยหวาดกลัวเสดียงหน้าดุ ก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับเหมอย่างประหลาด คุณปิ่นก็คุ้นหน้าเสดียงหนุ่ม ลำดวนก็มั่นใจว่าเขากับเธอต้องเคยรู้จักกันมาก่อนอย่างหมื่นวิชิตตั้งใจจะเข้าไปลวนลาม เหมเห็นเข้าพอดี จึงลอบทำร้ายหมื่นวิชิตฯ เจ้าสังข์ ช้างเชือกที่ขุนศรีไชยทิตยกำลังตามจับตัวอยู่ การโพนช้างครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ ลำดวนลองเรียกเสดียงหนุ่มว่าเหม เหมชะงักแล้วรีบเดินหนีไป แต่ตกดึกคืนนั้นเหมก็แอบเอาพวงมาลัยดอกลำดวนมาแขวนไว้ให้ที่เพิงพัก ก่อนจะวางแผนพาแม่โต ช้างพังคู่ใจไปเป็นนกต่อจับตัวเจ้าสังข์มาจนสำเร็จ เรื่องลำดวนไม่มีความคืบหน้า หมื่นวิชิตฯ ปรึกษากับพรรคพวกเพื่อหาวิธีที่จะได้ลำดวนมาเป็นเมีย หมื่นวิชิตฯ จึงจ้างวานส่งและมาไปลวนลามลำดวนเหมจับได้ ควาญทั้งสองซัดทอดว่าหมื่นวิชิตฯ เป็นคนสั่งให้ทำหมื่นวิชิตฯ ไม่ยอมรับ ขุนนาฏยโกศลเรียกเหมเข้าไปขอบคุณที่ช่วยเหลือลำดวนไว้ ก่อนจะจำได้ว่าเหมคือลูกชายของพระยาบริรักษ์ เมื่อคุณปิ่นเตือนเหมได้รู้ว่าในตอนนี้ฐานะของลำดวนกับเหมต่างกันมาก ลำดวนกับเหมก็ต้องแยกย้าย เหมบังเอิญได้พบกับสมิงสอดน้อยเหมที่มึนด้วยฤทธิ์สุราก็บุกไปหาลำดวน เหมตั้งใจว่าจะต้องลบล้างมลทินให้จงได้ พระศรีสิทธิสงครามเร่งจัดให้มีการประลองขึ้นหานายทหารมีฝีมือดี หมื่นวิชิตฯ ประลองด้วยจึงไปนัดแนะกับครูดาบที่ตัวเองต้องประลองด้วย หมื่นวิชิตฯ เห็นเหมเข้ามาชมการประลองด้วย ก็นึกหมั่นไส้ จึงแกล้งเสนอชื่อเหมให้เข้าไปประลองเหมใช้วิชาดาบอาทมาตที่เรียนมาจากขรัวปู่ยมประลองกับพระศรีสิทธิสงครามจนได้รับชัยชนะ เหมเข้าเป็นทหารในกองทัพทันที เมื่อกองทัพยกมาถึงเมืองโปริสารท เหมก็ได้พบกับบุษย์ ซึ่งตอนนี้ได้ไปเป็นไพร่ในสังกัดของเจ้าพระยาพระคลัง ทัพของเจ้าพระยาพระคลังมาสมทบกับทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาเพื่อเตรียมตัวตีเมืองไซ่ง่อน แต่ก่อนหน้านั้น ทัพของทั้งสองพระยาได้ร่วมมือกันตีค่ายญวนที่ปากคลองวามะนาว เหมเป็นผู้ออกอุบายเข้าตีจนค่ายของข้าศึกแตกพ่ายเป็นผลสำเร็จ ทำให้ได้รับความดีความชอบเป็นอันมาก พระยาบดินทรเดชาจึงทำหนังสือขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ปลดเหมกับคุณหญิงชมออกจากการเป็นตะพุ่นหญ้าช้างให้ การรบครั้งต่อมาที่เมืองโจฎก ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาล้อมเมืองโจฎกไว้แล้ว พระยาปลัดสมุทรปราการเคลื่อนขบวนมาอย่างเชื่องช้าจึงทำให้ราชการศึกเสียหายเป็นอันมาก เหมเป็นผู้ออกความคิดพิชิตค่ายเข้าตีเมืองโจฎกได้อีกครั้ง พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์ เหมจึงต้องเดินทางกลับพระนครกับกองทัพเพื่อมาร่วมงานพระเมรุ เหมที่ตอนนี้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นสุรบดินทร์ ในขณะที่คุณชายช่วงตอนนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสิทธิ์นายเวรแล้ว คุณชายช่วงดีใจมากที่เหมสามารถลบล้างมลทินให้ตัวเองได้ คุณหญิงชมดีใจมากที่เหมประกอบคุณงามความดีจนได้ปลดตะพุ่น เหมเกริ่นกับคุณหญิงชมว่าอยากจะให้ไปสู่ขอลำดวนกับขุนนาฏยโกศล คุณชายช่วงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นไวยวรนาถ และได้ขอตัวเหมมาช่วยทำงานด้วย เหมได้กลับไปเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้งกับครูปีเตอร์ มิชชันนารีที่เดินทางมากับคณะนายแพทย์ของ แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์) แต่เหมไม่ไว้ใจพวกวิลาศอีกแล้วเนื่องจากประสบการณ์ที่เคยได้รับมา เหมได้พบกับลำดวนและบัวในช่วงที่มีงานพระเมรุในพระนคร เมื่อบัวได้พบเหม ความรู้สึกเก่า ๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง บัวรู้สึกอิจฉาลำดวนที่ได้หัวใจของเหมไป หมื่นวิชิตฯมาขอความช่วยเหลือจากบัวเรื่องลำดวน หมื่นวิชิตฯ รู้ว่าบัวเคยมีใจให้เหมจึงยุยงให้บัวทำเสน่ห์ใส่เหมเพื่อแย่งเหมมาจากลำดวน บัวถูกหว่านล้อมจนยอมทำตาม บัวไปขอให้พุ่มทำเสน่ห์ใส่ลำดวนกับตัวเหม ทุกคนจึงร่วมมือกันวางแผนจับหมื่นวิชิตฯ กับบัวให้ได้คาหนังคาเขาขณะทำพิธี หมื่นวิชิตโกรธแค้นที่ถูกหลอกจึงฆ่าพุ่มตาย เหมยืนยันว่าเขาไม่เคยมีเยื่อใยกับบัว บัวรู้สึกอับอาย บัวอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาเพื่อชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในชาตินี้ ด้านคุณหญิงชมก็เดินทางไปสู่ขอแม่ลำดวนกับท่านขุนนาฏยโกศลกับคุณปิ่น จึงยอมยกลำดวนให้เหมแต่โดยดี ทางสยามปฏิเสธการซื้อเรือกลไฟเพราะมีสภาพเก่า ทำให้นายห้างหันแตรโกรธมาก นายห้างหันแตรพยายามหาเรื่องทางฝั่งสยาม เหมจึงวางแผนให้จับตัวนายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์ไปขังไว้ นายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์โกรธมากถึงขึ้นอาฆาตเหมไว้ว่าจะต้องกลับมาจัดการกับเหมให้ได้ พระยาปากน้ำมาแจ้งกับคุณชายช่วงและเหมว่า จับตัวคนรับใช้ชาวอินเดียของมิสเตอร์เจเมสันนั้นสารภาพว่ามิสเตอร์เจเมสันถูกหลวงสรอรรถฆ่าตาย เพราะหลวงสรอรรถต้องการยักยอกฝิ่นที่มิสเตอร์เจเมสันลักลอบนำเข้ามาไปเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้มลทินของพระยาบริรักษ์จึงได้รับการชำระสะสาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบำเหน็จให้เหมเป็น หลวงสุรบดินทร์ ส่วนหลวงสรอรรถที่ตอนนี้ได้ข่าวว่าไปเข้าร่วมกับจีนตั้วเหี่ยทำการค้าฝิ่นเป็นปฏิปักษ์กับทางราชการนั้น เหมก็ได้แต่งงานกับลำดวนสมที่ตั้งใจไว้ เหมกับ หมื่นไวยวรนาถ (คุณชายช่วง) ก็ถูกเกณฑ์ไปปราบปรามพวกจีนตั้วเหี่ยและก๊กต่าง ๆ ทั้งคู่จึงวางแผนล้อมจับจีนตั้วเหี่ยและหลวงสรอรรถมาด้วย ด้านลำดวนตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นหญิง เหมจึงตั้งชื่อว่า มาลัย เพื่อเป็นตัวแทนความผูกพันของเขาที่มีต่อลำดวน หลังจากนั้นไม่นานนัก เซอร์ เจมส์ บรู๊ค ทูตคนใหม่จากประเทศเกาะบริเตนใหญ่ ยืนเงื่อนไขให้คนภายใต้บังคับของอังกฤษสามารถทำการค้าได้อย่างเสรี ซึ่งเหมไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขข้อนี้ เหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่พิจารณาสนธิสัญญาของทูตานุทูตอังกฤษแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับทางสยาม จึงไม่เห็นสมควรทำตามข้อตกลง ทางอังกฤษนำเรือรบมาปิดปากอ่าว พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้ส่งตัวเหมไปดำเนินคดีที่เรือรบอังกฤษในคดีที่เคยลวงนายห้างหันแตรไปคุมขังไว้ เหมจึงคิดจะเสียสละตัวเองเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดเหมือนเช่นที่พระยาบริรักษ์ผู้เป็นบิดาเคยทำ เหมดึงดันที่จะทำตามความตั้งใจเดิมคือไปรับการตัดสินคดีบนเรือรบของอังกฤษ กะปิตัน บราวน์ ที่เคยถูกเหมจับขังไว้คราวก่อน เฝ้ารอที่จะได้แก้แค้นเหมให้สาแก่ใจ ทว่าเมื่อเรือที่นำตัวเหมไปยังเรือรบอังกฤษลอยลำอยู่กลางแม่น้ำ เหมก็ตัดสินใจกระโดดลงน้ำทั้ง ๆ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กทั้งตัว กะปิตัน บราวน์ สั่งให้คนค้นหาร่างของเหมให้เจอ คุณหญิงชม ลำดวน คุณปิ่นและท่านขุนนาฏยโกศลต่างเสียใจที่เหมต้องมาพบจุดจบ ในที่สุดทางอังกฤษก็งมหาศพของเหมจนเจอในสภาพใบหน้าเละเทะเพราะถูกปลาทะเลกัดกิน พระยาปากน้ำก็สังเกตเห็นว่าใต้ท้องแขนของศพนั้นไม่มีรอยสักที่เป็นเครื่องหมายของการโดนโทษตะพุ่นหญ้าช้าง หลวงกำแหงรีบกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่าคงเป็นเพราะแช่น้ำทะเลนานเกินไปนั่นเอง ที่จริงแล้วเหมสามารถปลดโซ่เหล็กได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเคยเป็นเสดียงมาก่อน ใต้น้ำนั้นก็มี หลวงเผด็จทินกร คอยช่วยอยู่ หลังจากนั้นก็พากันไปซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อน ส่วนศพที่พบในทะเลนั้น ก็คือศพของหมื่นวิชิตฯ นั่นเอง เหมกลับมาอยู่กับลำดวนอีกครั้ง โดยที่รู้ตัวดีว่าคงไม่อาจกลับเข้ารับราชการได้อีกแล้ว แต่ลำดวนก็ไม่สนใจ ขอแค่ได้มีเหมอยู่เคียงข้างกัน หลายปีผ่านไป เหมทำงานเป็นควาญช้างอยู่ในเพนียดที่กรุงเก่า คุณชายช่วงซึ่งได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้เดินทางมาหาเหมเพื่อขอให้เหมร่วมเดินทางไปกับคณะทูตที่จะไปถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ แต่เหมต้องปกปิดตัวตนและไปในฐานะหมอนวด ลำดวนจึงสนับสนุนให้เหมเดินทางไปกับคณะทูต เหมจึงตัดสินใจออกเดินทางมุ่งสู่ประเทศอังกฤษเพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ แม้จะไร้ชื่อ ไร้เกียรติยศชื่อเสียงใด ๆ แต่ชายหนุ่มก็ยินดีและเต็มใจทำในฐานะ "ข้าแห่งบดินทร์" ติดตามชม ละครข้าบดินทร์ ได้เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่่อง 3

หุ่น ยังเฟิร์มไม่พอ กรีน ยังไม่พร้อมโชว์
กรีน อัษฎาพร /  เคลลี่ ธนะพัฒน์ / 

ความรักยังปกติสุขอยู่จ้า...สำหรับนางเอกสาววิก 7 สี กรีน อัษฎาพร หวานใจสุดที่เลิฟของนักแสดงหนุ่มรุ่นพี่อย่าง เคลลี่ ธนะพัฒน์ แม้ที่ผ่านมาหลายคนอาจจะจับตามองมาตลอดว่าจะไปไม่รอด คงเพราะไม่ค่อยเห็นควงกันไปไหนมาไหนเหมือนคู่อื่นๆ รูปคู่ในไอจีก็ไม่ค่อยจะมี เลยยิ่งทำให้น่าคิดเข้าไปใหญ่ แต่ขอโทษนะคะ ใครจะเม้าท์อะไรก็ช่าง ทั้งสองยังรักกันดีอยู่จ้า เรื่องรักว่าดีแล้ว เรื่องงานก็เริ่ดนะคะคุณ เพราะตอนนี้สาวกรีนเองก็มีงานละครติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ ทราบมาว่านอกจากงานละครแล้ว ยังมีนิตยสารหลายหัวติดต่อให้ถ่ายเซ็กซี่ซะด้วย ว้าวๆๆ ต้องไปอัพเดทชีวิตจากสาวกรีนซะหน่อยแล้ว “ตอนนี้มีละครเวที สุนทราภรณ์ เดอะมิวสิคัล แล้วก็ละครเรื่องล่าสุด คู่ปรับสลับหัวใจ ที่เพิ่งบวงสรวงไป เรื่องนี้ก็เป็นการเจอกันครั้งแรกกับธันวาด้วย ส่วนเรื่องความรักตอนนี้ก็ปกตินะ เรื่อยๆ คือคู่หนูอาจจะไม่ได้หวือหวาหวานอะไรแบบคู่อื่นเท่าไหร่ แต่ก็แฮปปี้ดีค่ะ วันวาเลนไทน์ก็ไม่ได้มีอะไรมาก มีแค่ไปกินข้าวกัน มีของเล็กๆ น้อยๆ ให้เป็นของทำเองอะไรแบบนี้ ส่วนเรื่องถ่ายแบบเซ็กซี่ก็มีติดต่อเข้ามานะ แต่ตัวกรีนเองยังไม่พร้อม ร่างกายเรายังไม่ได้อะ ถ่ายไปก็กลัวขายไม่ออก (หัวเราะ) คงต้องรอให้หุ่นเฟิร์ม มีเนื้อมีหนังกว่านี้ก่อน คือเราผอมๆ ไปถ่ายชุดว่ายน้ำมันก็จะดูไม่สวย” ว้า...นึกว่าจะได้เห็นสาวกรีนใส่ชุดว่ายน้ำโพสท่าเซ็กซี่ซะแล้ว กรีน อัษฎาพร กรีน อัษฎาพร กรีน อัษฎาพร

Blade Runner 2 มาแน่ พร้อมได้ผู้กำกับสุดแนวจาก Prisoners และ Enemy
Blade Runner /  Blade Runner 2 / 

นี่ก็ผ่านมา 30 กว่าปีแล้ว หลังจากการเข้าฉายของหนังไซไฟที่เปลี่ยนมาตรฐานของโลกภาพยนตร์อีกครั้งอย่าง Blade Runner ของผู้กำกับ ริดลี่ย์ สก็อตต์ ที่แน่นอนว่าภาคต่อของหนังระดับตำนานเรื่องนี้มีโปรเจคต์อัพเดทกันแทบทุกปี แต่ก็ล่มไม่เป็นท่ากันมาหลายครั้งหลายคราแล้ว แต่ดูเหมือนข่าวนี่จะทำให้แฟนๆได้อุ่นใจมากขึ้น เพราะท้ายสุดแล้วตอนนี้หนังกำลังจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริงๆ โดยตอนนี้ตัวหนังได้วางตัวผู้กำกับไว้แล้ว นั่นคือผกก. เดนิส วิลเนิฟ จากหนังทริลเลอร์สุดเยี่ยมอย่าง Prisoners และหนังดราม่า ลึกลับ ที่ทำให้คุณต้องกลับไปดูอีกหลายรอบอย่าง Enemy ซึ่งเขานี่แหละที่จะมาเป็นคนกุมบังเหียนหนังภาคต่อเรื่องนี้ ผู้กำกับ เดนนิส วิลเนิฟ โดยเรื่องราวในภาคต่อจะเป็นการดำเนินหลังจากภาคแรก 10 กว่าปี โดยยังไม่ชัวร์ว่าตัวบทตอนนี้กำลังแก้ไขกันถึงร่างไหนกันแล้ว แต่ที่แน่ๆคือ แฮร์ริสัน ฟอร์ด คือนักแสดงรายแรกที่ได้คอนเฟิร์มว่าจะกลับมารับบท ริค อีกครั้ง โดยตอนนี้หนังมีกำหนดฉายคร่าวๆไว้ปี 2017 เพราะฉะนั้นใครที่เป็นแฟนหนังเรื่องนี้ ก็วางใจได้ในระดับนึงว่าหนังอยู่ในมือของผู้กำกับระดับนี้แล้ว ก็ต้องมารอดูกันว่าท้ายสุดมันจะออกมาเป็นเช่นไรครับ

ขบวนการปิ๊ดปี้ปิ๊ด 2 [แผนแอ้มน้องใหม่หัวใจสะเทิ้น] (Sex is Zero 2 (2007))
หนังเกาหลี

เรื่องย่อ : นักศึกษากฎหมายเรียนไม่จบสักทีอย่างอึนซิก ดูยังไงก็ไม่มีอนาคต แต่แฟนของเขาเป็นถึงแชมป์ว่ายน้ำที่เป็นที่ชื่นชอบอย่างคยุงอา เขาเป็นวัยรุ่นใจร้อนที่ชอบสอดส่องดูหุ่นนักศึกษาหญิงแทนที่จะตั้งใจอ่าน หนังสือทั้งคืนทั้งวัน แต่เขาก็เป็นผู้ชายจิตใจบริสุทธิ์ที่เชื่อมั่นในรักแท้และก็ทำทุกอย่างที่ คยุงอาขอให้ทำ แม้จะเป็นคำขอประหลาด ๆ ก็ไม่ยั่น ความสัมพันธ์ของเขากับคยุงอาไปไม่ถึงไหน อึนซิกผู้ห่อเหี่ยวก็ไปทำภารกิจลับที่วางแผนโดยซุงกุ๊ก แต่กลับลงท้ายด้วยการถูกจับควบคุมความประพฤติซะนี่ ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่างสำหรับอึนซิก และจู่ ๆ กิจูอัยการรูปหล่อก็โผล่มาและทำท่าสนใจในตัวคยุงอาอีกต่างหาก รักครั้งนี้อุปสรรคมันช่างเยอะเหลือเกิน !!! /// ที่มา : http://rabbit-1963.blogspot.com/2015/02/2007-2-sex-is-zero-2-chang-jung-lim-ji.html

กลัว น้องโปรด เหงา!! เป้ย สะกิด ป๊อป ปั๊มลูกคนที่สอง
เป้ย ปานวาด /  ป๊อป นิธิ / 

ต๊าย... ยังสวยแซบเซ็กซี่อยู่เหมือนเดิมเลยนะยะ สำหรับคุณแม่ลูกหนึ่งอย่าง เป้ย ปานวาด อดีตนางร้ายสุดเซ็กซี่ที่ตัดสินใจแขวนเต้าอย่างเป็นทางการตั้งแต่มีสามีเป็นตัวเป็นตน แม้จะไม่ได้นุ่งน้อยห่มน้อยเหมือนเดิม แต่ความแซบที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิดของสาวเป้ยก็ยังไม่จืดจางหรอกนะยะ เวลาอยู่กับสามีสองต่อสอง She ร้อนแรงมากๆ บอกเลย ป๊อป นิธิ ถึงรักถึงหลงไปไหนไม่รอดยังไงล่ะ แม้จะห่างหายจากหน้าจอไปนาน แต่แฟนคลับตัวยงของสาวเป้ยก็ยังคงตามติดชีวิตครอบครัวของเธอผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวที่เจ้าของขยันอัพเดทรูปสวยๆ ของตัวเอง สามีและลูกชาย ให้แฟนๆ ได้เข้ามากดไลค์กันระรัว ชีวิตครอบครัวแลดูสุขสันต์หรรษา น้องโปรด ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคือโซ่ทองคล้องใจที่ดี แถมยังมีแฟนคลับมากมายไม่แพ้คนเป็นแม่เลยทีเดียว มีลูกแล้วชีวิตดีสามีรักสามีหลง นอกจากพ่อผัวแม่ผัวจะอยากมีหลานตัวน้อยๆ เพิ่มอีกสักคนแล้ว เป้ยเองก็อยากจะมีลูกอีกสักคนเพื่อกระชับรักครอบครัวให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ตัวน้องโปรดเองก็อ้อนพ่ออ้อนแม่อยากมีน้องไว้เป็นเพื่อนเล่น ในเมื่อลูกชายรีเควสมาขนาดนี้ คุณแม่ดีเด่นอย่างเป้ยเลยจัดให้ นอกจากจะควงสามีไปตรวจร่างกายเตรียมความพร้อมแล้ว ช่วงนี้ยังขยันซื้อของดีมาให้สามีโด้ป อะไรที่ว่าดีเจ้าตัวสรรหามาหมด บำรุงทั้งสามี บำรุงทั้งตัวเอง ไม่แน่ภายในปีนี้ “ครอบครัวตัว ป.” อาจจะมีสมาชิกเพิ่มมาอีกคนก็เป็นได้ สู้โว้ย!! ครอบครัวตัว ป. เป้ย-ป๊อป-น้องโปรด ครอบครัวตัว ป. เป้ย-ป๊อป-น้องโปรด ครอบครัวตัว ป. เป้ย-ป๊อป-น้องโปรด ครอบครัวตัว ป. เป้ย-ป๊อป-น้องโปรด

แยกขัง!พ่อแม่'ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์' พบเครียดจัด
พ่อแม่'ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์'ม ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี /  ศรีรัศมิ์ สุวะดี / 

พ่อแม่ “ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์” ถูกแยกขังเข้าแดนชรา พ่อ-เรือนจำพิเศษกรุงเทพ พบเครียดจัด โรคประจำตัวเพียบ จนท.ดูแลใกล้ชิด ส่วน แม่-ทัณฑสถานหญิงกลาง อาการปกติ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เผยถึงการควบคุมตัวนายอภิรุจ สุวะดี อายุ 72 ปี บิดาท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูงว่า ได้ควบคุมตัวนายอภิรุจให้อยู่แดน 3ร่วมกับผู้ต้องขังสูงอายุรายอื่น เพื่อความสะดวกในการดูแล ซึ่งตั้งแต่เข้าเรือนจำมีอาการเครียด จึงฝากเพื่อนผู้ต้องขังรายอื่นข่วยดูแล โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ซึ่งนายอภิรุจมีโรคประจำตัวรุมเร้า ทั้งโรคความดัน โรคกระเพาะ โรคเก๊าท์ แต่ไม่น่าเป็นห่วง เพราะมียาประจำตัว และเรือนจำมีสถานพยาบาลภายใจ สามารถเข้ารับการรักษาได้ทันทีหากมีอาการเจ็บป่วยกระทันหัน ส่วนการคุมขังนางวันทนีย์ สุวะดี อายุ 66 ปี แม่ของท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ในทัณฑสถานหญิงกลางนั้น ได้แยกไปคุมขังรวมกับผู้ต้องขังสูงวัยเช่นกัน เบื้องต้นไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยหรือโรคประจำตัวรุนแรง ภาพจาก  akaravutTV9   MThai News

ขอบคุณที่ทิ้งกัน เปลี่ยนสาวบ้านๆอ้วนดำ กลายเป็นสาวสวย
Before&After /  ก่อนและหลัง / 

แชร์กันกระหึ่มอีกแล้วจ้า สำหรับกระทู้ฮอตจาก pantip ที่สาวสวยคนหนึ่ง มาเปิดเผยความในใจว่า เธอโดนทิ้งมา และเพราะการที่เธอถูกทิ้งในวันนั้น เลยทำให้ ผู้หญิงบ้านๆ อ้วนดำ ธรรมดาๆคนหนึ่ง เปลี่ยนตัวเองจนกลายเป็น สาวสวยสุดฮอตไปเลย เคยโดนทิ้งมั๊ยคะ? ยังจำความรู้สึกวันนั้นได้หรือไม่? มันเป็นความรู้สึกที่แย่มาก เหมือนเราไม่อะไรดี ไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมายอะไรเหลืออีกแล้ว ในโลกนี้ ไม่น่าจะมีสิ่งใดที่ทำให้ตัวเรารู้สึกไร้ค่า ไร้ความหมาย ได้เท่ากับการโดนคนที่เรารักทอดทิ้งไป การโดนทิ้งทำให้ชีวิตหลายคนพัง บ้างก็เป็นรอยด่าง เป็นความทรงจำที่ไม่ดีชีวิต แต่สำหรับหลายๆคน รวมถึงตัวดิฉัน การถูกทิ้งในวันนั้น คือ จุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้หญิงคนนึง ได้กลับมาค้นพบคุณค่าในตัวเราเอง และความสุขที่แท้จริง ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวก่อน ดิฉันชื่อเล่นว่า “อ้ำ” ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทเอเจนซี่โฆษณาแห่งหนึ่ง ที่ผ่านมาบริษัทเราที่ผ่านเราทำงานที่เรียกว่า “พีอาร์” ให้กับคนอื่นมากมาย รวมถึงทำเรื่อง “ภาพลักษณ์” ให้คนอื่นมาเยอะมาก ทำให้กับธุรกิจเล็กๆ ขนาดกลาง นักธุรกิจดังๆ เราแนะนำเขาได้หมดว่าจะต้องปรับปรุงภาพลักษณ์อย่างไร ใช้สื่ออย่างไรที่ทำให้ภาพที่สื่อออกมาดูดี แต่ที่ตลกมากๆ คือ อ้ำแทบไม่เคยดูแลเรื่องภาพลักษณ์ของตัวเองเลย นี่คือรูปอ้ำสมัยก่อน.... ภาพก่อนถูกทิ้ง หลายคนอาจจะสงสัยว่า อ้าว ทำบริษัทด้านภาพลักษณ์แล้วไม่ดูแลตัวเองแบบนี้ ใครมาเห็นเขาจะเชื่อหรอ? คำตอบคือ เขาเชื่อค่ะ แม้อ้ำจะเป็นทำงานเป็นหลักในออฟฟิศ แต่คนที่ออกหน้าตลอด ตั้งแต่ขายงาน พรีเซนต์งาน เก็บเงินลูกค้า คือเพื่ออ้ำอีกคนที่เป็นหุ้นส่วน พูดง่ายๆว่างานไหนใช้แรงอ้ำจะเป็นคนทำ แต่งานไหนใช้หน้าตา อ้ำก็ให้เพื่อนทำ ฟังดูตลก แต่เป็นเรื่องจริง เขียนไปเขียนมาเหมือนจะออกทะเล กลับเข้าเรื่องก่อนละกัน เราเป็นคนต่างจังหวัด มีพื้นเพเป็นเด็ก ปราจีนบุรี พ่อเป็นทหาร ชีวิตวัยเด็กเติบโตและอยู่ในค่ายทหารมาร่วม 20 ปี ฉะนั้นเรื่องความห้าวก็เต็มที่ ส่วนความสวยความงามแบบผู้หญิงก็ลืมไปได้เลย และด้วยความที่เป็นลูกทหารชั้นผู้น้อย พ่อก็จะสอนเสมอให้เราเจียมเนื้อเจียมตัว สมัยเด็กเรามีเพื่อนเป็นลูกนายร้อย นายพันที่เขาย้ายมา คบได้ แต่ห้ามตีตัวเสมอ (พ่อเค้าเคร่งครัดเรื่องแบบนี้) ที่บ้านต่างจังหวัด ย่าเรา เลี้ยงแบบเข้มงวด ให้เราเป็นคนเจียมตัว อย่าทะเยอทะยาน ให้เสียสละให้น้องสาวเพราะเราเป็นพี่ เราเลยกลายเป็นผู้หญิงที่โตมาเป็นผู้หญิงที่ ชอบทำงาน อดทนอดกลั้น เจียมตัว ไม่รักสวยรักงาม คือเป็นคนที่มีลักษณะห้าวๆลุยๆ แต่จะไม่แข็งขืนกับใคร เราเป็นคนที่ไม่ค่อยมีโชคกับเรื่องรักเท่าไหร่นัก แม้ว่าจะเป็นคนรักใครรักจริงและคบนาน แต่สุดท้ายด้วยความที่เราเป็นคนถึก บ้างาน และที่สำคัญไม่เป็นเรื่องการแต่งตัวเลย ความรักก็จืดจาง เพราะเราไม่มีความหวาน เดาว่าเราไม่มีเสน่ห์แบบที่ผู้ชายไทยชอบนัก อยากได้อะไรกมันกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้ผู้ชายที่มาคบกับเรารู้สึกว่าเขาไม่ต้อง active อะไรก็ได้ เพราะเราดูแลตัวเองได้หมดแล้ว แต่จริงแล้วไม่ใช่เลย ลึกๆอ้ำว่าผู้หญิงทุกคนก็อยากได้ผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัว มีความเป็นผู้นำ แม้ว่าเราจะทำงาน เลี้ยงตัวเองได้ แต่เราก็หวังให้คนที่จะมาเป้นคู่ชีวิตเรานั้น มีความรับผิดชอบ เติบโตก้าวหน้า และคิดถึงอนาคตของครอบครัว ของเรา และของลูก แต่ประสบการณ์ส่วนตัวอ้ำไม่เคยเจอแบบนั้นเลย อ้ำเคยคบผู้ชายไทย 2 คน คนแรกเป็นแฟนกันที่คบตอนอยู่ต่างจังหวัดตั้งแต่สมัยเรียน ปวช. เขาเป็นคนที่ดี รักเรามาก(ในแบบของเค้า) เราคบมาเรื่อยๆถึง 7-8 ปี ชีวิตไม่ไปไหน ไม่เห็นแววว่าเขาจะทำอะไร หรือจะเป็นหลักเป็นหัวหน้าครอบครัวได้ แต่ประเด็นที่คิดย้อนไปแล้วน้ำตาจะไหลคือ เขาเป็นคนขี้หึงมาก (สมัยนั้นเราดีใจว่าเค้าคงรักเรามากๆ) เชื่อไหมว่า เค้าเคยขังเราไว้ในบ้านแล้วออกไปทำงาน ล็อคกลอนจากข้างนอก เราก็โง่เพราะแฟนบอกว่าหวงเลยรักมากไปไม่อยากให้ไปไหน ตอนนั้นทะเลาะกันเพราะเพื่อนในค่ายทหารมาคุยด้วยเฉยๆ แค่นั้นแหละแฟนจับล็อคไว้ แต่ไม่หนักเท่าครั้งหนึ่งที่ทะเลาะกันแล้วเค้าเอาเราขังไว้ในห้องเก็บของใต้บันได พอเราออกมาได้ เค้าก็เตะเราลงไปนอนกับพื้น แล้วยิ้มน้ำลายใส่หน้า เพื่อนๆเชื่อไหม ว่าตอนนั้นเราทนได้และรู้สึกว่าเราเป็นคนผิดเอง เพราะเค้าพูดจนเรารู้สึกแบบนั้นจริงๆ เรื่องนี้ไม่มีใครรู้เลย เราเก็บมาตลอด เหมือนเป็นจุดดำมืดในชีวิต แต่ไหนๆอ้ำก็คิดจะเล่าแล้วก็ขอแชร์ให้หมดเลยละกัน ถ้ามีส่วนไหนดาร์กไปก็อย่าถือสาเลยนะ อ้ำเชื่อว่าผู้หญิงหลายๆคนก็อาจจะเคยเจอมาบ้าง เพียงแต่จะขุดมาเล่าให้คนอื่นฟังไหมก็เท่านั้นเอง จากนั้นเราก็ย้ายมาทำงานในกรุงเทพ เพราะไปเจอผู้ชายคนนึงเค้ามาเที่ยวรีสอทแถวบ้านแล้วเค้าพูดว่า "มาอยู่กรุงเทพซิ จะหางานทำให้" แล้วเค้าบอกว่า "คล่องแคล่วแบบเรา หางานทำไม่น่ายากหรอก" พอเค้ากลับไปเราก็มานั่งคิดนะ ชีวิตต่างจังหวัดสำหรับเรามันใช่หรือเปล่า เราไม่เคยเห็นภาพตัวเองทำงานมีลูกใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเลย เราก็ลองแอบไปแย็บๆถามย่าเพราะย่าเลี้ยงเรามา แต่ย่าเอง เค้าไม่ได้สนใจเรามากอยู่แล้ว(เราไม่ใช่หลานรัก) เค้ารักน้องสาวเรามากกว่า แกบอกว่า "ไปพ้นๆก็ดีจะได้ไม่ต้องเสียเงินให้เรา" ทั้งๆที่แกก็ไม่ได้ส่งเราเรียนหนังสือสมัย ปวช.อยู่แล้ว เรารับจ้างทำบัญชี เป็นเสมียนในปั๊มน้ำมันแถวบ้านแล้วเก็บเงินส่งตัวเองจนเรียนจบ จุดที่เราจะเข้ากรุงเทพเริ่มใกล้ความจริง เลยตัดสินใจเข้ากรุงเทพมาอยู่กับผู้ชายคนนี้ ที่ตอนหลังเป็นแฟนคนไทยคนสุดท้ายของเรา ส่วนแฟนที่อยู่ต่างจังหวัดก็เริ่มห่างไปเรื่อยๆ จนเราก็เลิกกันในที่สุด แฟนคนไทยคนที่สองก็คล้ายๆคนแรก คบไปกันไปเรื่อยๆเขาก็มีเรื่องทะเลาะกับที่ทำงานและลาออกมาอยู่บ้านเฉยๆ เราก็หวังดีอยากให้แฟนมีอะไรทำ เลยคุยกันว่าเราจะไปกู้เงินมาลงทุนเปิดร้านมินิมาร์ทเล็กๆให้เขาดูแล แต่ทำไปได้สัก 6-7 เดือนสุดท้ายก็ไปไม่รอดเพราะเขาไม่ได้ใส่ใจ ก็กลายเป็นขาดทุน แต่ละเดือนๆรายได้ที่หามาก็ต้องไปลงกับหนี้ รวมถึงต้องเลี้ยงตัวเค้าอีกท้องหนึ่งด้วย จนสุดท้ายก็ปิดร้าน เขาก็ไปหางานทำใหม่ และก็ปล่อยให้เราจัดการกับหนี้ส่วนหนี้ไปโดยลำพัง จนสุดท้ายเราก็รู้สึกว่าแบบมันไม่ใช่ เขาไม่น่าจะเป็นคู่ชีวิต เราแอบหมดศรัทธาในตัวเค้า คือรู้สึกว่าทำไมเขาไม่สู้ ไม่พยายามคิดหรือทำอะไร เพื่ออนาคต ซึ่งตอนนั้นก็คิดไปแบบเด็กๆ จะถูกผิดไม่แน่ใจ เพราะเคยมีแฟนมาแค่ 2 คนเท่านั้น โชคชะตาพามาให้ได้ ต้องพานายจากประเทศอิตาลี ซึ่งมาประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ หัวหน้าเราสั่งให้ไปดูแลเพราะเขาเพิ่งย้ายมาดูแลงานที่เมืองไทย นายให้ไปรับและเราพอพูดภาษาอังกฤษได้ เราเป็นคนตลกเหมือนผู้หญิงอ้วนดำคนหนึ่งที่เน้นฮา จะขึ้นเขาลงห้วยไปได้หมดและกินเก่งมาก อิตาลี่ส่งอะไรให้เรากินหมด อิตาลีก็ขำ เราคิดว่าเค้าเปนหัวหน้าช่างตำแหน่งใหญ่ๆ แต่ตอนเรามารู้ตอนหลังว่าเค้าคือหุ้นส่วนหลักของบริษัทแห่งหนึ่ง ที่มีสาขาอยู่ 7 ประเทศทั่วโลก ทุกครั้งที่เค้ามาเมืองไทย เราก็จะถูกส่งไปรับ และแน่นอนว่าในที่สุดเราก็คบกับอิตาลี่คนนี้ แล้วโลกอันสวยงามก็เปลี่ยนฉากชีวิต จากพนักงานบริษัทธรรมดาคนนึงเงินเดือน 13,000 สมัยก่อนนั่งรถเมล์ไปทำงาน ห้างก็ไม่ค่อยไปโรงหนังก็ไม่เคยดูกับชาวบ้าน บ้านนอกเข้ากรุงมามุ่งทำงานและตั้งหน้าใช้หนี้กับแฟนเก่าที่ทำไว้ คิดแค่นั้น ได้กลายเปลี่ยนเป็นเค้าพาเราไปกินอาหารดีๆ พาไปเดทที่ร้านสวยๆที่เราไม่มีปัญญาไปแน่ๆ มีชีวิตแบบคุณนายฝรั่ง แฟนกลับอิตาลีส่งเงินมาให้เดือนละ5หมื่น เสาร์อาทิตย์เราก็ไปซื้อของที่ห้าง ชอบอะไรก็กล้าซื้อเพราะมีเงิน สุขสำราญ สำลักความสุขและความรัก โลกเป็นสีชมพูมาก เราฝันว่าจะมีงานแต่งงานน่ารักๆ แฟนคนนี้เป็นคนที่เปิดโลกให้เรามาก เขาทำให้เรากล้าเผชิญโลก กล้าเดินออกไปไหนมาไหนโดยเค้าเป็นความมั่นใจในส่วนที่เราไม่เคยมี เวลาคุยงาน คุยกับเพื่อนฝรั่ง เขาสอนเราให้มีมุมมองต่างๆในการทำธุรกิจ ตอนนั้นบอกตรงๆว่าอ้ำรู้สึกชื่นชมแฟนฝรั่งมากว่านี่ละเราตัดสินใจไม่ผิดเลยจริงๆ คบกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันนึงเขาบอกว่าลาพักร้อนกลับไปต่างประเทศ จะกลับไปนานหน่อย เพราะต้องไปดูแลแม่ที่ป่วยด้วย เราก็เข้าใจ จากอาทิตย์ เป็นเดือน สุดท้ายผ่านไปเป็นปี เราก็พยายามถาม เค้าก็บอกว่ายุ่งบ้าง ต้องไปดูแลงานอีกที่บ้าน จนกระทั่งมารู้ภายหลังจากเพื่อนของเขาว่าจริงๆแล้วเขากับครอบครัวยังไม่ได้หย่าอะไรกัน ที่ผ่านมาเราโง่เอง ช่วงนั้นก็เป๋ไปบ้าง แต่ก็พยายามทำใจและคิดถึงสิ่งดีๆที่เขาให้เรา เช่น มุมมองความคิด มันเป็นอะไรหลายๆอย่างที่มีค่ามากที่ติดตัวเรามาจนทุกวันนี้ พอเลิกรากับฝรั่งคนนั้นก็ไป ก็เข้าสู่แฟนฝรั่งคนที่สอง และเป็นคนท้ายสุดของชีวิต เป็นคนที่ให้บทเรียนกับเรามากที่สุด และเป็นคนที่ทำให้เราพบกับสัจธรรมชีวิต ฝรั่งคนนี้เข้ามาคุยๆจีบๆเรา เพราะเพื่อนแนะนำให้รู้จักกัน เขาเป็นเพื่อนของเพื่อนในกลุ่ม(ตอนมีแฟนฝรั่งคนแรก อ้ำก็เลยได้มีกลุ่มเพื่อนที่เป็นฝรั่งหลายคน) จนในที่สุดเราก็ได้คบกัน ตอนนั้นอ้ำหนักประมาณ 55 กิโล ประกอบกับที่เป็นคนตาโต และผิวคล้ำ ก็เป็นสเปคฝรั่งเลย ชีวิตในช่วงแรกก็มีความสุขมาก เราก็เลยตกลงทำธุรกิจด้วยกัน และคิดว่าคนนี้แหละ คือคนสุดท้ายของชีวิต คือคนที่เราจะฝากอนาคตไว้ด้วย เราเข้ากันได้ทุกอย่าง ตั้งแต่นิสัย อาหารการกิน มุมมองต่างๆ จนไปถึงเรื่อง....^_^ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่อ้ำมีความสุขมาก สุขจนเรารู้สึกว่าเราไม่ต้องห่วงสวย หรือมองใครเผื่อเลือกอีกแล้ว เพราะคนนี้คือคนสุดท้ายของเรา และเขารักเราด้วยใจจริง ตอนนั้นอ้ำก็คิดอย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตในแต่ละวันของเราเต็มไปด้วยความสุข รวมถึงวางแผนเพื่อสร้างครอบครัวกัน นอกจากการเรื่องงานที่เราทำร่วมกันแล้ว(และรายได้ก็โอเค) สิ่งที่น่าจะมาเติมเต็มให้เขาได้คือชีวิตในบ้าน อ้ำทำหน้าที่แม่บ้านไม่ขาดตกบกพร่องตามแบบฉบับของหญิงไทย ตั้งแต่ปัดกวาดเช็ดถู จนไปถึงเรื่องอาหารการกิน และเมื่อทำอาหารกิน แน่นอนที่สุดเราก็กลายเป็นคนกินเยอะไปตามธรรมดา ประกอบกับเราไม่ได้ห่วงสวยงามอีกแล้ว ตอนนั้นก็ยอมรับเลยว่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปไกลมาก และไม่ใช่แค่เราที่อ้วนขึ้นแฟนเราก็อ้วนขึ้น และสิ่งที่สังเกตได้เลยคือ ชีวิตคู่เราในเรื่องนั้นก็ค่อยๆจางลงไป ตอนแรกเราก็ไม่ได้เอะใจอะไรเพราะคิดว่าคนเราคบกันมาถึงจุดหนึ่งเรื่องแบบนี้มันก็ลดความหวือหวาไปได้เป็นธรรมดา แต่ถัดมาสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ คือเขาเริ่มเหมือนเบื่อๆเรา ไม่มีโมเม้นต์ความหวานเหมือนช่วงแรกๆ ไม่กอด ไม่ค่อยอยากอยู่ใกล้ ทำอะไรก็ไม่ค่อยถูกใจมากขึ้น บรรยากาศแบบนี้มันเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และช่วงหลังๆเริ่มทะเลาะกันบ่อยๆ จนในที่สุดเขาบอกเราว่าลองแยกกันอยู่เถอะ เพราะบางครั้งการที่เราเป็นทั้งเพื่อนร่วมงาน เป็นทั้งแฟนกัน มันทำให้เราแยกบทบาทกันไม่ถูก และมันอาจจะกระทบเรื่องงานด้วย ตอนนั้นเราไม่เข้าใจ เสียใจ พยายามยั้งเขาไว้ทุกทาง จนวันนึงเขาก็ออกจากบ้านไป โดยที่ยังทิ้งของไว้ ช่วงนั้นเพื่อนเขาก็บอกเราว่าเขามีคุยๆกับผู้หญิงคนอื่นอยู่นะ เราก็พยายามคิดในแง่ดีว่าก็ฝรั่งอะนะ เขาอาจจะมีกันบ้าง เรื่องรักกับเซ็กส์ไม่ได้มาด้วยกัน และคิดไปถึงขั้นว่าเราขาดตกบกพร่องอะไร ดูแลเค้าไม่ดีรึเปล่า จะเรียกว่าโง่หรือหลงสามีฝรั่งก็ได้นะ แต่ตอนนั้นเราคิดอย่างงั้นจริงๆ จากนั้นเราก็พยายามดึงเขากลับมา ซื้อของให้เอาใจเขา พยายามหวานใส่เขา ชวนเขามากินข้าวที่บ้าน ทำทุกอย่างที่เรียกว่าอ้อนวอนขอให้เขากลับมา เราทำอยู่อย่างนั้นเป็นเดือนๆ แต่ยิ่งทำเขาก็ยิ่งห่าง ถึงเลิกงานปุ๊บเขาก็กลับ เจอหน้าคุยแค่งาน แล้วไม่มีคุยอะไรกัน ถึงวันนึงเราก็พยายามอยากจะเคลียร์ว่าสุดท้ายจะเป็นยังไง เพราะตอนแยกกันอยู่เราก็ไม่ได้พูดเรื่องเลิกกัน ตอนนั้นก็โง่คิดว่ายังมีหวังอยู่บ้าง ดแต่สิ่งที่เราได้ยินกลับมาคือ.... “ไอไม่ได้รักยูแล้ว จะพยายามเลย มันไม่ช่วยอะไร” “ทำไมยูไม่กลับไปส่องกระจกดูสารรูปของตัวเองบ้าง ว่ายูเปลี่ยนไปแค่ไหน” “จะให้ไออยู่ด้วยได้ยังไง ไอไม่มีอารมณ์ด้วยหรอก” ผู้ชายได้ยินอะไรแบบนี้คงจะรู้สึกเฉยๆนะ แต่อ้ำว่าผู้หญิงเราเวลาเจอะเจอคำพูดตอกหน้าแบบนี้มันทิ่มแทงมาก โดยเฉพาะจากคนที่รักกัน ตอนนั้นก็เสียใจ ทำใจไม่ได้ แต่ก็ไม่เคยดูสารรูปตัวเองจริงๆอย่างที่เค้าว่า เพราะเราคิดว่าคนที่รักกันจริงๆถึงขั้นจะสร้างครอบครัวกัน มันน่าจะก้าวข้าวเรื่องแบบนี้ไปได้แล้ว ช่วงนั้นก็เมามายฟูมฟายไปเรื่อยๆ เพื่อนก็พยายามปลอบแล้วปลอบอีก แต่สิ่งนึงที่เลิกทำไปแล้วคือการไปตามต่อไอ้ฝรั่งคนนั้น เพราะเรารู้สึกว่าเขาทำร้ายจิตใจเรามาก และคงไม่มีประโยชน์ ปัจจุบัน สวยปิ๊ง ทำได้ไงเนี่ย?? ท้ายสุดขอขอบคุณคนสามคนที่มีส่วนช่วยในการเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งนี้ คนแรกคือเพื่อนอิ๊ก ที่เป็นทั้งหุ้นส่วนธุรกิจ และยังเป็นครูสาวแสนสวยแห่งโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนร่วมงาน เพื่อนซี้ ที่นอกจากจะช่วยรับฟังปัญหาแล้ว ก็ยังช่วยเราฟันฝ่าอุปสรรค และอยู่ข้างเราเสมอ คนที่สองคือ พี่หมอโอ๋ พญ.ณัฏฐาภณิตา รพีพงษ์พัฒนา แห่งณัฏฐาคลินิก ซึ่งอ้ำรักเหมือนพี่สาวแท้ๆคนหนึ่งเลย พี่หมอเป็นคนที่ช่วยให้แนวคิดดีๆ เรื่องความงามของผู้หญิง ขอบคุณที่ให้ดูรูปและเล่าเรื่องราวชีวิตในวันนั้น รวมถึงเป็นแรงบรรดาลใจดีๆให้กับอ้ำเสมอมา และคนสุดท้ายคือ สตีเฟ่น แฟนฝรั่งคนนั้นที่ทิ้งกันไป แม้สิ่งที่ยูทำไว้จะย่ำแย่มากๆ ไม่ว่าจะทำพูด หรือการกระทำในช่วงที่จะเลิกกัน แต่เพราะการกระทำและคำพูดแย่ๆที่ทำร้ายจิตใจนั่นละ ก็กลายเป็นส่วนสำคัญมากๆที่ทำให้อ้ำได้ realize ว่าอะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต และตลอดมาอ้ำละเลยอะไรไป ขอบคุณมากนะสตีเฟน ขอบคุณที่ทิ้งกัน... ที่มาเรื่องราวจาก http://pantip.com/topic/33296842