โปงราง

เที่ยวออสเตรีย กับ 20 สถานที่ยอดฮิตใน กรุงเวียนนา (Vienna)
Austria /  กรุงเวียนนา / 

กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย นั้นก็มีสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งประวัติศาสตร์ และธรรมชาติที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง เราได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ที่เป็นแหล่งความรู้ ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจใน กรุงเวียนนา มาฝากกัน ^^ เที่ยวออสเตรีย กรุงเวียนนา (Vienna) กรุงเวียนนา (Vienna) เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแสนสะอาดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในโลกแห่งปี 2014 นอกจากนั้นเวียนนายังถือว่าเป็นในเมืองสุดแสนโรแมนติก เป็นฮันนีมูนเดสติเนชั่นในฝันของคู่รักนับล้านรอบโลก  มีที่เที่ยวที่น่าสนใจ คือ 1. พระราชวังเชินบรุนน์ (Schoenbrunn Palace) เวียนนา เป็นอาคารในสไตล์โรโคโคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศออสเตรีย โดยในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาชมมรดกโลกที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศแห่งนี้หลายล้านคน ชื่นชมการตกแต่งอันหรูหราในแต่ละห้องของพระราชวังเชินบรุนน์ ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของสมเด็จพระจักรพรรดิฟรันซ์ โยเซฟ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซาและบรรดาผู้ปกครองแห่งประเทศออสเตรียพระองค์อื่นๆ จากนั้น เดินเล่นที่สวนสไตล์บารอกอันยิ่งใหญ่ตระการตาที่อยู่ด้านหลังของตัวพระราชวัง เด็กๆ จะต้องหลงรักเขาวงกตและสวนสัตว์แห่งศตวรรษที่ 18 อย่างแน่นอน 2. พระราชวังฮอฟบวร์ก (Hofburg Palace) เวียนนา ก่อสร้างขึ้นในปี 1275 สิ่งที่น่าสนใจมีตั้งแต่ห้องจัดแสดงในหอสมุดแห่งชาติไปจนถึงวัตถุแวววาวระรานตาในพระคลังสมบัติหลวง ที่นี่ยังเต็มไปด้วยเครื่องประดับล้ำค่า เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และผลงานชิ้นเอกทางสถาปัตยกรรมและศิลปะ เดินชมความหรูหราในสถานที่พำนักกว่า 600 ปีของราชวงศ์ฮอฟบวร์กและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติของผู้ปกครองที่ทรงอำนาจของราชวงศ์นี้ พระราชวังหลังนี้ประกอบด้วยปีกอาคารกว่า 18 ส่วนและห้องมากกว่า 2,000 ห้องเลยทีเดียว 3. มหาวิหารเซนต์สตีเฟน หรือ ชเตฟันสโดม(St. Stephan's Cathedral, Stephan Dom) และ ถนนช้อปปิ้ง กราเบน (Graben) เป็นอาสนวิหารโรมันคาทอลิกในอัครมุขมณฑลเวียนนา และเป็นที่ตั้งอาสนะของอาร์ชบิชอปแห่งเวียนนา สถาปัตยกรรมที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นแบบโรมานเนสก์ และ กอทิก ริเริ่มโดยรูดอล์ฟที่ 4 ยุกแห่งออสเตรีย โบสถ์ที่อุทิศให้กับนักบุญสตีเฟนในบริเวณนี้มาตั้งแต่ปี 1147 ที่นี่ เข้าชมฟรีนะครับ ซึ่งบริเวณรอบข้างจะมีร้านซื้อของฝาก ซื้อตรงนี้เลยครับ (แม่เหล็ก ธง แก้ว กล่องดนตรี ป้าย ปากกา และที่หลายคนแนะนำคือ ตะไบเล็บประดับคริสตัลสวยงาม) รวมทั้งร้านช็อกโกแล็ตชื่อดังอย่าง Manner (อ้อ แต่ซื้อที่ ซุปเปอร์มาร์เก็ตถูกกว่า)  และยี่ห้อ Mozart เดินทะลุไปที่ Graben เป็นถนนช้อปปิ้งที่จะมี นักดนตรีเปิดหมวกให้ฟังเพลินๆ มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านเสื้อผ้าที่คุณผู้หญิงคงไม่พลาด เพราะราคาถูกกว่าไทยในช่วง summer จ้า การเดินทาง รถไฟฟ้า metro ลงสถานี Stephanplatz 4. พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะ (Kunsthistorisches Museum หรือ Museum of Art History) เป็นพิพิธภัณฑ์คู่ที่หันหน้าเข้าหากันระหว่างจัตุรัสมาเรียเทเรซา พิพิธภัณฑ์ทั้งสองตั้งอยู่ในกรุงเวียนนาในประเทศออสเตรีย ที่ก่อตั้งระหว่างปี ค.ศ. 1872 ถึง ค.ศ. 1891โดยทำพิธีเปิดโดยสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟที่ 1 แห่งออสเตรีย พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ชั้นนำของโลกในการสะสมงานวิจิตรศิลป์และมัณฑนศิลป์ 5. พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่พระราชวังเบลเวอเดียร์ (Belvedere Palace) ได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นเมื่อต้นศตวรรษที่ 18 สถาปัตยกรรมแบบโรโคโค ในอดีตพระราชวังสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของเจ้าชายยูจีน ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงและเก็บรักษาผลงานศิลปะที่ดีที่สุดของกรุงเวียนนา ตั้งแต่ยุคกลางจนถึงยุคปัจจุบัน เช่น กุสตาฟ คลิมท์ (Klimt), Monet, Kokoschka, Renoir และ Schiele โดยเฉพาะรูป The Kiss ของ Klimt ที่ถือเป็น สัญลักษณ์ของศิลปะของเวียนนา (เป็นภาพในของขายที่ระลึกเต็มไปหมด) ก็เก็บในที่แห่งนี้ (ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/The_Kiss_(Klimt)) เดินทางด้วย สถานที Stadtpark 6. พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Naturhistorisches Museum) ก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายยุค 1800 ส่วนจัดแสดงในปัจจุบันประกอบด้วยวัตถุกว่า 30 ล้านชิ้น ซึ่งทำให้ส่วนจัดแสดงของที่นี่ถือเป็นหนึ่งในส่วนจัดแสดงที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ห้องจัดแสดงกว่า 40 ห้องภายในอาคารของพระราชวังเก่าใช้เป็นพื้นที่ในการอธิบายรายละเอียดของการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกและองค์ประกอบบนดาวเคราะห์สีฟ้าของเรา สถานที่อยู่ด้านหลังวัง Hofburg 7. หอสมุดแห่งชาติของประเทศ ออสเตรีย (National Bibliotheque) หอสมุดแห่งชาติของประเทศออสเตรีย สร้างขึ้นในปี 1722 ตั้งอยู่ในอาคารบารอกที่งดงามภายในพระราชวังฮอฟบวร์ก ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจถึง 4 แห่งและเก็บรวบรวมหนังสือมากที่สุดในประเทศออสเตรีย หอสมุดแห่งชาติของประเทศออสเตรีย เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจถึง 4 แห่งด้วยกัน เดินชมม้วนกระดาษโบราณในพิพิธภัณฑ์ปาปิรัส เรียนรู้ภาษาสากลในพิพิธภัณฑ์ภาษาโลกหรือทำความเข้าใจถึงแผนการค้นพบของบรรดาพ่อค้าในโลกได้ที่พิพิธภัณฑ์ลูกโลก สถานที่อยู่ภายใน Hofburg (แต่ถ้าจะเขาไปยังห้องสมุดเก่าในภาพต้องเดินอ้อมไปทางด้านหลังห้องสมุด) 8. สุสานกลาง (Zentralfriedhof)  กรุงเวียนนา สร้างขึ้นในปี 1874 และกลายเป็นหนึ่งในสุสานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปยุโรป มีผู้คนนับล้านฝังอยู่ภายใต้พื้นที่ 495 เอเคอร์ (200 เฮกตาร์) ของสุสาน โดยมีพื้นที่สำหรับใช้เป็นหลุมฝังศพของบุคคลพิเศษ เช่น บีโธเฟน, บราห์ม, ชูเบิร์ต, สโทรส หลับใหลอยู่ภายใต้ป้ายจารึกที่ประดับประดาอย่างสมเกียรติในสุสานกลางแห่งกรุงเวียนนา ที่ทำให้ "เมืองแห่งเสียงเพลง" เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก 9. พิพิธภัณฑ์ควาร์เทียร์ (MuseumsQuartier; MQ) พิพิธภัณฑ์ควาร์เทียร์เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในปี 2001 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์วัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดของโลก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นโรงม้าของพระราชวังหลวงและกินพื้นที่ 645,000 ตารางฟุต ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งอำนวยความสะดวกกว่า 70 แห่ง ซึ่งรวมถึงพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง ศูนย์เต้นรำและร้านค้ามากมายของกรุงเวียนนา เพลิดเพลินไปกับความแตกต่างอันโดดเด่นระหว่างอาคารในสไตล์บารอกกับภูมิทัศน์ถนนสมัยใหม่ที่ผสมผสานกันอยู่ในศูนย์แสดงผลงานศิลปะ ใช้เวลาช่วงเช้าเพื่อเที่ยวชมผลงานศิลปะร่วมสมัย ชมผลงานของศิลปินเอกแห่งโลกยุคใหม่อย่างปิกัสโซและแอนดี้ วอร์ฮอล เสร็จแล้วลองนั่งผ่อนคลายบนม้านั่งแนวแอบสแตรกหรือจิบกาแฟในคาเฟ่หรือภัตตาคาร ซึ่งมีให้เลือกมากมายในบริเวณนี้ 10. โรงละคร โรงโอเปร่าแห่ง กรุงเวียนนา (Vienna State Opera) หรือรู้จักกันในชื่อท้องถิ่นว่า "วีเนอร์ สตาทโซเพอร์" ถือเป็นสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่แห่งแรกที่สร้างเสร็จในใจกลางของริงชตราสตั้งแต่ปี 1869 หลังจากได้รับความเสียหายระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โรงอุปรากรแห่งนี้ก็ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างสุดความสามารถในปี 1950 เพื่อให้กลับไปมีความสวยงามเฉกเช่นเดิม ในปัจจุบัน มีการแสดงต่างๆ จัดขึ้นที่โรงอุปรากรแห่งชาติเวียนนาเกือบทุกวัน โรงอุปรากรแห่งนี้ประกอบด้วยทีมงานมากกว่า 50 ทีมงานต่อปี ซึ่งทำให้ที่นีกลายเป็นสถานที่จัดแสดงอุปรากรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก 11.พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ อัลแบร์ทินา (Albertina) กรุงเวียนนา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงต้นฉบับภาพพิมพ์กราฟฟิคชิ้นเอกที่เยอะที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมไปถึงผลงานของมอแนและปิกัสโซ ชมผลงานต้นฉบับของรือเบินส์ มอแน ปิกัสโซ เรมบรานดต์ และที่นี่ยังเปิดให้เข้าชมห้องอันหรูหราของหนึ่งในพระราชธิดาในสมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา 12. โบสถ์เซนต์ชาร์ลส์ เที่ยวเวียนนา ในปี 1713 สมเด็จจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 6 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์สาบานว่าจะสร้างโบสถ์เพื่อเป็นเกียรติให้แก่นักบุญอุปถัมภ์ของพระองค์ที่ชื่อชาร์ลส์ โบร์โรเมโอ อาคารที่มีโครงสร้างแปลกตาหลังนี้เต็มไปด้วยภาพปูนเปียกและแท่นบูชาอันวิจิตรตระการตาภายใต้โดมอันงดงาม ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กเปิดให้บริการอยู่ภายในด้วย โดมและหอคอยในสไตล์บารอกแบบเวียนนาผสมผสานหน้ามุขแบบกรีกและเสาแบบโรมาเนสก์ ซึ่งทำให้โบสถ์แห่งนี้กลายเป็นโบสถ์ที่ดูสะดุดตาที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเวียนนา 13. บวร์กเธียเตอร์ (Burgtheater) ก่อสร้างในปี 1741 ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา ซึ่งเดิมทีทำหน้าเป็นหนึ่งในท้องพระโรงสำหรับงานพระราชพิธีของสมเด็จพระจักรพรรดินี แต่ส่วนของโรงละครในปัจจุบันสร้างขึ้นในปี 1888 อาคารแบบเรเนสซองส์ โรงละครได้รับความเสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ได้รับการบูรณะให้กลับมาอยู่สภาพเดิม เนื่องจากโรงละครแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในโรงละครที่สำคัญที่สุดในทวีปยุโรป 14. สวนสาธารณะเวียนเนอร์ พราเตอร์ (Wiener Prater) นั่งชิงช้าสวรรค์หรือรถไฟเหาะที่มีชื่อเสียงในสวนสนุกที่เปิดให้บริการยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของโลกหรือเดินเล่นกินลมชมวิวในสวนสาธารณะโดยรอบ ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นพื้นที่ในการล่าสัตว์ของราชวงศ์และต่อมาในปี 1766 สมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟที่ 2 แห่ง ออสเตรีย ก็บริจาคพื้นที่ส่วนนี้ให้เป็นของสาธารณะ ในช่วงเวลาเกือบศตวรรษต่อมา ผู้คนในท้องถิ่นเริ่มสังสรรค์และสร้างความบันเทิงในพื้นที่ส่วนนี้ ในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งของสวนแห่งนี้เปิดบริการเป็นสวนสนุก 15. บ้านแห่งเสียงดนตรี (Haus Der Musik, House of Music)  ขึ้นชื่อว่า เวียนนา เป็นเมืองแห่งเสียงเพลง ที่มีทั้งวงออเครสตร้าระดับโลก และเป็นเมืองเกิดของนักดนตรี นักประพันธ์เพลงระดับโลก (รวมทั้งคนที่ไม่ได้เกิดที่นี่แต่มาดังที่นี่) ทั้ง Mozart, Beethoven, Johann Strauss, Johann Strauss Jr. สถานที่แห่งนี้จึงเป็นกึ่งพิพิธภัณฑ์ กึ่งสถานที่การเรียนรู้ เกี่ยวกับ ศาสตร์เกี่ยวกับเสียงและดนตรีผสานกับเทคโนโลยี ลูกเล่นอย่างน่าสนใจ (ขอแนะนำให้เล็งเวลาให้ดี ไปช่วงที่ไม่ค่อยมีคนจะดีมาก) มีทั้งข้อมูลเกี่ยวกับนักดนตรีคลาสสิกต่างๆ การจำลองคำอธิบาย การทดสอบต่างๆเกี่ยวกับคลื่นเสียง เสียงเพลง และมีให้เราลองใส่ชื่อภาษาอังกฤษของเราลงไปเป็นเพลงวอลทซ์ และให้เราลองเป็นนักวาทยากรควบคุมวงออเครสตร้าด้วยล่ะ 16. โฟล์คสการ์เทน (People's Garden) เราสามารถเดินชมสวนกุหลาบ ชมอนุสรณ์ต่างๆ ได้ในที่นี้ สร้างขึ้นระหว่างปี 1820 ถึง 1823 และเป็นพื้นที่สันทนาการสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเวียนนา ออกแบบในสไตล์ฝรั่งเศสตามแบบแผน ซึ่งมีทางเดินกว้างใหญ่และแปลงดอก อุทยานแห่งนี้แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังโฮฟบูร์กซึ่งอยู่ข้างๆ กัน มีวิหารธีซีอุสที่ใจกลางอุทยาน โฟล์คสการ์เทนตั้งอยู่ถัดจากพระราชวังโฮฟบูร์ก ในย่าน Inner Stadt ของเวียนนา สวนเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนกันยายนโดยไม่มีค่าผ่านประตู รถราง รถบัส และรถไฟใต้ดินหลายสายจอดรับส่งใกล้ๆ 17. โบสถ์ Minorite โบสถ์คณะภราดาน้อยก่อสร้างขึ้นช่วงระหว่างปี 1276 ถึง 1350 โดยคณะบักบวชฟรันซิสกัน หลายคนอาจได้ยินโบสถ์ในชื่อว่า Italienische Nationalkirche Maria Schnee (โบสถ์พระนางมารีย์แห่งหิมะแห่งชาติอิตาลี) เนื่องจากจักรพรรดิโยเซฟที่ 2 ได้สั่งการให้เปลี่ยนชื่อเมื่อปี 1782 โบสถ์สร้างในสไตล์โกธิกแบบฝรั่งเศส ภายในมีภาพโมเสกจำลองภาพเขียน Last Supper ของดา วินชี และรูปปั้นพระมารดาซึ่งสร้างจากหิน ของเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนที่อยู่ในโบสถ์ศตวรรษที่ 13 แห่งนี้เท่านั้น 18. อนุสรณ์สถานสงครามโซเวียต รูปปั้นสำริดสูง 12 เมตรรูปนายทหารรัสเซียนี้ ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1945 เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหล่าทหารรัสเซีย 17,000 นายผู้เสียชีวิตลงระหว่างต่อสู้กับนาซีในยุทธการที่เวียนนา ยุทธการครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นเป็นเวลาสองสัปดาห์เมื่อเดือนเมษายน 1945 และเป็นการสิ้นสุดการยึดครองของลัทธินาซียาวนานหลายปี ตั้งอยู่ใกล้ใกล้กันกับละอองไอของน้ำพุ Hochstrahlbrunnen   19. อาคารรัฐสภา ออสเตรีย (Austrian Parliament Building) ชมอาคารสุดบรรเจิด ซึ่งเป็นที่ประชุมสภาออสเตรียมานับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ในช่วงเวลาการปกครองโดยจักรพรรดิฟรันซ์ โยเซฟ รัฐสภาออสเตรียเป็นอาคารโอ่อ่าใหญ่โตที่สุดหลังหนึ่งบนถนน Ringstraße สถาปนิก Baron Theophil Hansen ออกแบบอาคารหลังนี้ในรูปแบบสถาปัตยกรรมฟื้นฟูกรีก ด้วยเสาต้นใหญ่ รูปปั้น และห้องโถงต่างๆ ภายในอาคาร เที่ยวชมจากที่น้ำพุ Pallas Athena อันโด่งดังนอกอาคาร น้ำพุนี้เป็นผลงานการออกแบบโดย Hansen เช่นกัน โดยมีเทพีอะธีนายืนเด่นเป็นสง่า เสริมด้วยรูปปั้นอื่นๆ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเขตแคว้นต่างๆ ของจักรวรรดิ ออสเตรีย-ฮังการี ระหว่างอยู่ด้านนอก ชมการตกแต่งภายนอกอาคารแล้วคุณจะเห็นรูปปั้นกว่า 100 ตัวที่ประดับอยู่ รวมถึงรถทำศึกขนาดใหญ่สี่คันบนหลังคา 20. ตลาดแนชมาร์ก (Naschmarkt) เที่ยวเวียนนา ตลาดที่เก่าแก่ ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในกรุงเวียนนา ชาวบ้านถือว่าตลาดแนชมาร์กแห่งนี้เป็นเสมือน "คลังอาหารแห่งกรุงเวียนนา" เพราะตลาดเก่าแก่แห่งนี้รวบรวมทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอาหารไว้อย่างครบครัน มีให้เลือกตั้งแต่ของขบเคี้ยวง่ายๆ ไปจนถึงอาหารสำเร็จรูปชั้นยอด ตลาดแนชมาร์กเปิดมาตั้งแต่ช่วงกลางของศตวรรษที่ 16 ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีนั้นตลาดแห่งนี้ใช้เป็นตลาดค้านมในถังไม้เท่านั้น ในช่วงท้ายของศตวรรษที่ 18 เกษตรกรในท้องถิ่นจึงเริ่มนำผลิตผลทางการเกษตรจากเรือกสวนไร่นาของพวกเขามาขายที่นี่ด้วย โดยในปี 1916 ตลาดแห่งนี้มีร้านค้ากว่า 120 ร้านจนทำให้กลายเป็นตลาดเก่าแก่ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเวียนนา ข้อมูลอื่นๆที่ควรรู้ เกี่ยวกับ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย * แผนที่ กรุงเวียนนา (Vienna) เมืองเป็นตรอกซอกซอย ไม่ได้เป็นบล็อกเป็นเหลี่ยมเสียทีเดียว (เหมือนอย่าง เบอร์ลิน โคโลญ) แต่ก็เดินได้ไม่ยาก สังเกตชื่อถนนเอา ซึ่งจะแปะอยู่ต้นซอย ต้นถนน หรือแม้แต่ตามร้านค้าก็มีที่อยู่(ที่มีชื่อถนน) แปะไว้ ดาวน์โหลดแผนที่ ที่ท่องเที่ยว กรุงเวียนนา ที่นี่ ไหนๆก็ไปเที่ยวออสเตรีย แล้ว แนะนำว่า ควรไปเที่ยว เมือง Hallstatt ด้วย * ฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) ออสเตรีย เมืองริมทะเลสาบ ที่สวยที่สุดในโลก * ข้อมูลทำวีซ่าเวียนนา VFS Global  ขอบคุณข้อมูล www.expedia.co.th, wikipedia

เตรียมดู
ดูดาว /  ฝนดาวตก / 

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) เผยคืน 12 สิงหาคม ถึงรุ่งเช้าวันที่ 13 สิงหาคม 2559  มีปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์” ชาวไทยเรียก “ฝนดาวตกวันแม่” แนะชมหลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป ปีนี้โชคดีไร้แสงจันทร์รบกวน ลุ้นให้ปลอดฝนเห็นด้วยตาเปล่าทั่วไทย เตรียมดู "ฝนดาวตกวันแม่" คืนวันที่ 12 สิงหาคม 59 ดร.ศรัณย์  โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า ฝนดาวตกในรอบปีมีเป็นจำนวนมาก แต่ฝนดาวตกที่นักดาราศาสตร์ในซีกโลกเหนือให้ความสนใจไม่แพ้ฝนดาวตกลีโอนิดส์ และ ฝนดาวตก       เจมินิดส์ คือ “ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์” จะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 12-13 สิงหาคม ของทุกปี ในเมืองไทยเราจึงเรียกว่า “ฝนดาวตกวันแม่” ในคืนวันที่ 12 สิงหาคม จนถึงรุ่งเช้าวันที่ 13 สิงหาคม 2559 ตามเวลาในประเทศไทย จะสามารถสังเกตเห็นฝนดาวตกดังกล่าวได้ด้วยตาเปล่าทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ บนท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีจุดศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวเพอร์เซอุส (Perseus) ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ เป็นฝนดาวตกที่มีความสว่างเป็นอันดับสองรองจากฝนดาวตกลีโอนิดส์ และมีสีสันสวยงาม ในปีนี้คาดการณ์ว่าจะเห็นฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ได้ถึง 150 ดวง/ชั่วโมง ช่วงเวลาที่คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนดาวตกสูงสุด คือ ประมาณ 02.00-03.00 น. โดยเฉพาะบริเวณประเทศทางฝั่งตะวันออกของไทย เช่น จีน ญี่ปุ่น สำหรับประเทศไทยในเวลาดังกล่าว กลุ่มดาวเพอร์เซอุสจะอยู่ที่ตำแหน่งกลางท้องฟ้าพอดีและถือเป็นปีที่ดีสำหรับประเทศไทย เพราะดวงจันทร์จะตกลับขอบฟ้าประมาณเที่ยงคืน ถ้าสภาพอากาศปลอดโปร่งจะสามารถสังเกตเห็นได้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นฝนดาวตกที่มีความสว่างมาก  แต่คงต้องลุ้นกับสภาพอากาศ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคกลาง เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูฝน มักจะมีเมฆปกคลุม จึงทำให้มองเห็นค่อนข้างยาก ภาพโลกโคจรเข้าไปในสายธารของสะเก็ดดาว ซึ่งดาวหางสวิฟท์- ทัตเทิล ได้เหลือทิ้งไว้ หลังจากที่มาเยือน ระบบสุริยะชั้นใน ซึ่งครั้งล่าสุดที่ดาวหางดวงนี้เข้ามาใกล้คือ ปี ค.ศ. 1992 (ภาพโดย Bob King :http://astrobob.areavoices.com ) ดร.ศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการสังเกตฝนดาวตกคือ ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป เนื่องจากเป็นเวลาที่ชีกโลกของเราหันเข้าหาทิศทางที่ดาวตกพุ่งเข้ามาแบบตรงๆ ในขณะที่เวลาหัวค่ำจนถึงก่อนเที่ยงคืนเป็นช่วงที่ดาวตกวิ่งสวนทางการหมุนรอบตัวเองของโลก จะเห็นดาวตกมีความเร็วสูง ทำให้สังเกตได้ยาก แต่ช่วงหลังเที่ยงคืนจนถึงเวลาใกล้รุ่ง จะเป็นช่วงที่ดาวตกวิ่งตามทิศทางการหมุนของโลก จึงเห็นดาวตกวิ่งในอัตราไม่เร็วนัก มีเวลาที่สามารถชี้ชวนกันดูได้ และมองเห็นความสวยงามของดาวตกได้ชัดเจนขึ้น ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ เกิดจากเศษฝุ่นละอองที่ดาวหางสวิฟท์-ทัตเทิล (109P/Swift-Tuttle) เหลือทิ้งไว้ในวงโคจร เมื่อโลกโคจรผ่านเข้าไปบริเวณที่มีเศษฝุ่นเหล่านี้ จะดึงดูดเศษฝุ่นเหล่านี้เข้ามาในชั้นบรรยากาศ จึงสังเกตเห็นฝุ่นของดาวหางลุกไหม้เป็นแสงสว่างวาบ ทำให้ชาวโลกได้สัมผัสความสวยงามของฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ในช่วงระหว่างวันที่ 17 กรกฏาคม– 24 สิงหาคม ของทุกปี ตำแหน่งของกลุ่มดาวเพอร์เซอุสอยู่ด้านล่างของกลุ่มดาวแคสสิโอเปีย ซึ่งเป็นกลุ่มดาวในซีกฟ้าเหนือ คราวนี้เรามาดูกันว่า ดาวตก เกิดจากอะไร ดาวตกเกิดจากสะเก็ดดาว (meteoroid) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของดาวหางและดาวเคราะห์น้อย เคลื่อนเข้าสู่บรรยากาศโลก หากสังเกตจากสถานที่ซึ่งท้องฟ้ามืดสนิท ไม่มีเมฆหมอก แสงจันทร์ และแสงไฟฟ้ารบกวน โดยทั่วไปสามารถมองเห็นดาวตกบนท้องฟ้าได้เฉลี่ยราว 6 ดวงต่อชั่วโมง ดาวตกที่สว่างมากเรียกว่าลูกไฟ (fireball) หากระเบิดเรียกว่าดาวตกชนิดระเบิด (bolide) ซึ่งบางครั้งก่อให้เกิดเสียงดัง เส้นทางที่สะเก็ดดาวจำนวนมากเคลื่อนที่เป็นสายไปในแนวเดียวกันในอวกาศเรียกว่าธารสะเก็ดดาว (meteoroid stream) แรงโน้มถ่วงของวัตถุต่าง ๆ ในระบบสุริยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาวเคราะห์ ส่งผลรบกวนต่อธารสะเก็ดดาว เมื่อโลกเดินทางฝ่าเข้าไปในธารสะเก็ดดาว ซึ่งเกิดขึ้นหลายช่วงของปี จะทำให้เห็นดาวตกหลายดวงดูเหมือนพุ่งออกมาจากบริเวณเดียวกันบนท้องฟ้า ซึ่งเป็นมุมมองในเชิงทัศนมิติ ลักษณะเดียวกับที่เราเห็นรางรถไฟบรรจบกันที่ขอบฟ้า เรียกปรากฏการณ์ที่เห็นดาวตกดูเหมือนพุ่งมาจากจุดเดียวกันนี้ว่าฝนดาวตก (meteor shower) ในรอบปีมีฝนดาวตกหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีลักษณะและจำนวนความถี่แตกต่างกันตามแต่องค์ประกอบและความเร็วของสะเก็ดดาว ฝนดาวตกบางกลุ่มอาจมีเพียงไม่กี่ดวงต่อชั่วโมง แต่ก็ยังเรียกว่าฝนดาวตก ดาวตกจากฝนดาวตกสามารถปรากฏในบริเวณใดก็ได้ทั่วท้องฟ้า แต่เมื่อลากเส้นย้อนไปตามแนวของดาวตก จะไปบรรจบกันที่จุดหนึ่ง เราเรียกจุดนั้นว่าจุดกระจาย (radiant) ชื่อฝนดาวตกมักตั้งตามกลุ่มดาวหรือดาวฤกษ์ที่อยู่บริเวณใกล้จุดกระจาย ดาวตกจากฝนดาวตกจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจุดกระจายขึ้นมาอยู่เหนือขอบฟ้าแล้ว ฝนดาวตกแต่ละกลุ่มจึงมีช่วงเวลาที่เห็นได้แตกต่างกัน แสงจันทร์และแสงจากตัวเมืองเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสังเกตดาวตก จึงควรหาสถานที่ซึ่งท้องฟ้ามืด ยิ่งฟ้ามืดก็จะยิ่งมีโอกาสเห็นดาวตกได้มากขึ้น อัตราตกของฝนดาวตกมักสูงสุดในช่วงที่จุดกระจายอยู่สูงบนท้องฟ้า จึงควรเลือกเวลาสังเกตให้ใกล้เคียงกับช่วงที่ตำแหน่งของจุดกระจายอยู่สูงสุด ซึ่งสามารถหาได้จากการหมุนแผนที่ฟ้า หรือซอฟต์แวร์จำลองท้องฟ้า หลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่มีแสงจันทร์รบกวน และสังเกตก่อนที่ท้องฟ้าจะสว่างในเวลาเช้ามืด บางปี ฝนดาวตกบางกลุ่มจะมีอัตราตกสูงเป็นพิเศษ เกิดขึ้นเมื่อโลกโคจรผ่านธารสะเก็ดดาวในส่วนที่มีสะเก็ดดาวอยู่หนาแน่น ปัจจุบัน วิธีการพยากรณ์ว่าจะมีฝนดาวตกที่มีอัตราตกสูงมากเมื่อใด กระทำโดยสร้างแบบจำลองทำนายการเคลื่อนที่ของสะเก็ดดาว แล้วคำนวณว่าโลกจะมีเส้นทางผ่านธารสะเก็ดดาวนั้นเมื่อใด ที่มา: สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ, สมาคมดาราศาสตร์ไทย

นรุตม์ เจียรสนอง /  รัตติกา โกวิทวรางกูร / 

"เซ็นทรัล เครดิต การ์ด" & "เอ็มบาสซี ดิโพลแมทสกรีน”  มอบส่วนลด 50% สำหรับลูกค้า นับโอกาสพิเศษที่ 2 ผู้บริหารชั้นแนวหน้าร่วมกันประสานมือ โดย คุณรัตติกา โกวิทวรางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์เซ็นทรัล เครดิต การ์ด และ คุณนรุตม์ เจียรสนอง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โรงภาพยนตร์เอ็มบาสซี ดิโพลแมทสกรีน โดย เอไอเอส ร่วมกันถ่ายภาพเพื่อเป็นการเรียนเชิญให้ลูกค้าคนสำคัญได้มาร่วมสัมผัสกับสุดยอดแห่งความสุข ความบันเทิง ณ โรงภาพยนตร์ที่ผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างบริการระดับโรงแรมเวิลด์คลาส และโรงภาพยนตร์ส่วนตัวที่มีบริการส่วนตัวระดับ 6 ดาว บริหารงานโดย เอ็กซ์เซ็กคิวทีฟ ซีนิม่า ร่วมรับสิทธิประโยชน์ส่วนลดสำหรับลูกค้า 50% ทุกเรื่อง ทุกรอบตลอดโปรแกรมก่อนใคร ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป - 31 ตุลาคม 2559 (จำกัดจำนวน 200 ที่นั่งต่อเดือน, สูงสุด 2 ที่นั่งต่อบัตร)

The Girl on the Train ปมหลอน รางมรณะ
Emily Blunt /  Haley Bennett / 

The Girl on the Train ปมหลอน รางมรณะ The Girl on The Train ปมหลอน รางมรณะ ว่าด้วยเรื่องราวของ ราเชล รับบทโดย เอมิลี บลันท์ (Emily Blunt) ผู้โศกเศร้ากับการหย่าร้างที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาด ๆ และได้ใช้ช่วงเวลาในการเดินทางประจำวันไปกับการจินตนาการเกี่ยวกับคู่รักที่ดูเหมือนจะเพอร์เฟกต์ ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่รถไฟขบวนที่เธอนั่งแล่นผ่านทุกวัน จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง เธอได้เห็นบางสิ่งที่น่าตกตะลึงเกิดขึ้นที่นั่น และถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องลึกลับที่เกิดขึ้น สิ่งที่เธอเห็นในวันนั้น จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปตลอดกาล

รวมเพลงสุดหลอนจากอดีตถึงปัจจุบัน ของละคร ทายาทอสูร
ต้าร์ มิสเตอร์ทีม /  ทายาทอสูร / 

ทายาทอสูร จากนวนิยายไทยแนวสยองขวัญ-ไสยศาสตร์สุดอมตะ จากบทประพันธ์ของ ตรี อภิรุม (เทพ ชุมสาย ณ อยุธยา) ถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์หลายครั้ง ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2535 ออกอากาศทางททบ. 5 ครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2544 ออกอากาศทางช่อง 7 สี และล่าสุดกับการรีเมคครั้งที่สาม ทายาทอสูร เวอร์ชั่นปี 2559 ซึ่งกำลังออกอากาศทางไทยทีวีสีช่อง 3 ไม่เพียงแค่เนื้อเรื่องสุดหลอนเท่านั้น แต่เพลงประกอบละคร ทายาทอสูร ทั้งสามเวอร์ชั่นก็ยังสั่นประสาท ชวนขวัญผวาทุกครั้งที่ได้ฟัง มาฟังเพลง ทายาทอสูร กันดู ว่าเพลงไหนเสริมความสยองได้มากกว่ากัน เพลง ทายาทอสูร (เพลงประกอบละคร ทายาทอสูร ปี 2535) ร้องโดย : ศศิวิมล วิริยานนท์ เพลงทายาทอสูร Ost.ทายาทอสูร (2535) / ศศิวิมล วิริยานนท์ youtube channel : Kantana Group คำร้อง-ทำนอง : สุวนัย สอนคำแก้ว เรียบเรียง : จิรภัทร เอมซ์บุตร เนื้อเพลง เหม่อมอง ฟ้าระยับแดดแผดเผา รุ่มร้อนดั่งไฟในใจเผาอก ดังต้องอาญาจากนรก ให้มาเดินบนเส้นทางสายอเวจี เหตุใด ต้องเป็นทายาอาถรรพ์ สวรรค์ลงทัณฑ์เกินไปไหมนี่ ชีวิตดังเปลวเทียนริบหรี่ นับวันใกล้ดับ ต้องออกเสาะหาทายาทสักคน *ใครขวางทาง ต้องถูกทำลาย ใช้อวิชชาสืบสานเส้นทางของตน มากเหลี่ยมแพรวพราว ลึกล้ำเกินผู้คน แฝงเลห์กลเวทย์มนต์คาถามายา **ค่ำคืน แหงนดูเดือนเด่นบนฟ้า แวดล้อมโดยดวงดาราพร่าพราย ใยหนอเรายังคงเดียวดาย ต้องเดินทางต่อ เพื่อสืบเสาะหาทายาทอสูร (ซ้ำ *,**) เพลง ทายาทอสูร (เพลงประกอบละคร ทายาทอสูร ปี 2544) ร้องโดย : มณีนุช เสมรสุต เพลง ทายาทอสูร พ.ศ. 2544 youtube channel : zutee s คำร้อง/ทำนอง : สุธี แสงเสรีชน เรียบเรียง : สุธี แสงเสรีชน เนื้อเพลง ค่ำคืนที่ไร้ดวงดาว เมฆดำครอบคลุมนภา กลิ่นอายอสูรกระจายอยู่ในความมืดมัวหม่น ใกล้วันจะสืบทอดวิญญาณร้ายให้คงอยู่ ใครรู้ และมาขัดขวางมันต้องตาย ฮา… ข้าเลือกเจ้าไว้ ฮา… เจ้าคือทายาทคนต่อไป ซ่อนกายดูสวยงดงาม ไม่มีใครจะรู้ได้ เวทมนตร์อสูรดลใจให้หลงใหลภาพมายา ต้องการจะสืบทอดวิญญาณร้ายให้คงอยู่ ใครรู้ และมาขัดขวางมันต้องตาย ฮา… ข้าเลือกเจ้าไว้ ฮา… เจ้าคือทายาทคนต่อไป เพลง หัวใจที่ปิดตาย (เพลงประกอบละคร ทายาทอสูร ปี 2544) ร้องโดย : เสาวนิตย์ นวพันธ์ คำร้อง : อารียา พีรพงศ์เดชา ทำนอง/เรียบเรียง : ธนันต์ เชิญพิพัฒธนสกุล เนื้อเพลง คนเดียวที่หัวใจเรียกร้องต้องการ รอฉันรอแค่เธอ เธอผู้เดียว ยอมทำได้ทุกทาง ทุ่มเทไปเพื่อเธอ เพียงหวังจะได้เจอ พบเธอสักที * ฉันปิดตายหัวใจเพื่อเธอ ฉันเก็บความรักที่ล้นใจไว้รอ เพื่อให้เธอ ** ฉันไม่เหลือทางออกเอาไว้ในหัวใจ ก็ปิดตายมันไปเพื่อรอเธอผู้เดียว ฉันไม่เหลือทางอื่นเอาไว้เพื่อให้ใคร ก็ปิดใจรอเธอ เพราะฉันรักเธอ ยาวนานสักเท่าไร ไม่เคยท้อใจ ยังนับคืนและวัน จะได้เจอ ยังมีลมหายใจ ก็ยังจะรักเธอ จะรักเธอต่อไป ไม่มีวันเปลี่ยน (ซ้ำ *,**) เพลง ฉันยังอยู่ตรงนี้ (เพลงประกอบละคร ทายาทอสูร ปี 2559) ร้องโดย : ริค วชิรปิลันธิ์ ฉันยังอยู่ตรงนี้ Ost.ทายาทอสูร | ริค วชิรปิลันธิ์ | Official MV youtube channel : Ch3 Soundtrack Official เพลงละครช่อง 3 คำร้อง/ทำนอง : The Must เรียบเรียง : วิกันต์ บุญอนันต์ & คงยศ วงษ์วิกย์กรณ์ เนื้อเพลง ฉันยังอยู่ตรงนี้กับเธอไม่เคยไปไหน โลกจะแหลกสลายแต่รักฉันยังอยู่ แม้ว่าเธอจะมองไม่เห็นและไม่เคยรับรู้ ฉันจะวนเวียนอยู่ใกล้ๆเธอ * รักของฉันไม่มีวันตาย ไม่ว่าจะนานเท่าไร ทุกๆลมหายใจคือเธอเสมอ ฟ้าและดินช่วยเป็นพยาน รักฉันจะเป็นของเธอ...ตลอดกาล ** ต่อให้วันพรุ่งนี้ ฉันไม่มีชีวิตเหลืออยู่ รักฉันจะยังคงอยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์ และวิญญาณของเราจะรวมเป็นหนึ่งเดียวเท่านั­้น เธอจะเป็นของฉัน เธอจะเป็นของฉัน คนเดียวเท่านั้น...ตลอดไป (ซ้ำ */ **) ฉันยังอยู่ตรงนี้กับเธอไม่เคยไปไหน... เพลง เราเคยรักกันใช่ไหม (เพลงประกอบละคร ทายาทอสูร ปี 2559) ร้องโดย : ต้าร์ มิสเตอร์ทีม เราเคยรักกันใช่ไหม Ost.ทายาทอสูร | ต้าร์ มิสเตอร์ทีม | Official MV youtube channel : Ch3 Soundtrack Official เพลงละครช่อง 3 คำร้อง : ดิลก ดิเรกฤทธิ์ ทำนอง/เรียบเรียง : Vincent เนื้อเพลง เพียงวันแรกที่พบ สบตาเธอในครั้งนั้น ทำไมทำให้ฉันสับสนในใจเหลือเกิน ภาพจางๆเลือนรางเหมือนฝัน เราเคยเจอกันที่ไหน เธอช่างมีอะไรที่ฉันคุ้นตา * คงจะมีแต่ฟ้า และดินที่จะรับรู้ มีอะไรที่ดูลึกลับจนเกินเข้าใจ แค่ได้เพียงมองตาคู่นั้น มันมีอะไรซ่อนไว้ ความทรงจำในใจก็ย้อนคืนมา ** อย่างกับคนคุ้นเคย ที่พบเจอกันมาก่อน ฉันเห็นเงาสะท้อน บอกเรื่องราวในหัวใจ อย่างกับคนรักกัน ที่หวนมาเจอกันใหม่ นี่ฉันคิดไปเองใช่ไหม ที่แล้วมาเนิ่นนาน เราเคยรักกันใช่ไหม (ซ้ำ */ **/ Solo) อย่างกับคนรักกัน ที่หวนมาเจอกันใหม่ นี่ฉันคิดไปเองใช่ไหม ที่แล้วมาเนิ่นนาน เราเคยรักกันใช่ไหม.. มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

เดินเล่นชิวๆ 15 ตลาดนัดกลางคืนยอดฮิต ในกรุงเทพฯ
ตลาดนัด chaengmarket /  ตลาดนัดกลางคืน / 

ตลาดนัดกลางคืน ดูจะเป็นที่ยอดฮิตของวัยรุ่นและผู้คนทั่วไปเป็นอย่างมาก เห็นได้จากการเปิดร้านตามย่านต่างๆ มีคนเดินกันให้ขวักไขว่ ซึ่งในตลาดนัดก็จะมีของกิน เสื้อผ้า ร้านอาหาร หรือจะเดินเล่นชิวๆ บางที่มีกิจกรรม ดนตรีสด รวมไปถึงสิ่งของสไตล์วินเทจ วันนี้ travel.mthai ขอแนะนำ 15 ตลาดนัดกลางคืน ให้เพื่อนๆ ได้ไปเช็คอินกันหน่อยดีกว่า เผื่อใครไม่รู้จะไปไหน หรือเบื่อที่ต้องอยู่บ้าน โทร.หาเพื่อนแล้วไปชิวกันเลย ^^ เดินเล่นชิวๆ 15 ตลาดนัดกลางคืนยอดฮิต ในกรุงเทพฯ 1. JJ Green - จตุจักร กรีน ที่ตั้ง :  ถนนกำแพงเพชร 3 แขวงจตุจักร, เขต จตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 ห่างจากตลาดนัดจตุจักรเพียง 100 เมตร เวลาเปิด-ปิด :  พฤหัสบดี-อาทิตย์ 10:00 - 21:00 เบอร์โทรศัพท์ : 092 461 5951 ข้อมูลเพิ่มเติม : Facebook JJ Green - จตุจักร กรีน 2. ตลาดนัดเลียบด่วน รามอินทรา (เลียบทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์) ที่ตั้ง :  ถนน ประดิษฐ์มนูธรรม แขวง ท่าแร้ง เขต บางเขน กรุงเทพมหานคร 10220 ถนนรามอินทรา ตัดกับ เลียบทางด่วน ใกล้แยกวัชรพล เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน 17.00 -02.00 น. เบอร์โทรศัพท์ : 086 123 1234 ข้อมูลเพิ่มเติม : Facebook ตลาดนัดเลียบด่วน รามอินทรา 3. ตลาดนัดหัวมุม Market & More (ตลาดนัดรถโบราณ เกษตร-นวมินทร์) ตลาดนัดกลางคืนเปิดใหม่ย่านถนนเลียบด่วนรามอินทราตัดกับถนนเกษตรนวมินทร์ ที่ตั้ง : 11 ถนน เกษตร-นวมินทร์ แขวง ลาดพร้าว เขต ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร 10230 เวลาเปิด-ปิด : วันอังคาร-อาทิตย์  17:00 – 0:00 น. เบอร์โทรศัพท์ : 082 867 9224, 081 422 0976, 089 533 5651 ข้อมูลเพิ่มเติม : เฟซบุ๊ก หัวมุม Market & More 4. ตลาดนัดรถไฟ เกษตร-นวมินทร์ ที่ตั้ง : ถนน เกษตร-นวมินทร์ แขวง นวมินทร์ เขต บึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230 (ประมาณตอม่อที่ 248) เวลาเปิด-ปิด : วันพฤหัส - อาทิตย์ เวลา 17.00-01.00 น. เบอร์โทรศัพท์ : 092 359 8877, 092 359 7117, 092 331 9977 ข้อมูลเพิ่มเติม : เฟซบุ๊ก ตลาดนัดรถไฟ เกษตร-นวมินทร์ : Train Night Market Kaset-Nawamin 5. ตลาดรถไฟ รัชดา ที่ตั้ง : 10400 322/289 ซอย อยู่เจริญ แขวง ดินแดง เขต ดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400 เวลาเปิด-ปิด : วันพฤหัสบดี - วันอาทิตย์ เวลา 17.00-01.00น. เบอร์โทรศัพท์ : 092-713-5599, 092-713-5577, 092-685-7979 ข้อมูลเพิ่มเติม : เฟซบุ๊ก ตลาดนัดรถไฟ รัชดา : Train Night Market Ratchada 6. ตลาดรถไฟ ศรีนครินทร์ ที่ตั้ง : ถนน ศรีนครินทร์ เขต ประเวศ กรุงเทพมหานคร 10250 เวลาเปิด-ปิด : โซนพลาซ่า เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ และโซนตลาดนัด เปิดวันพุธ และศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น. เบอร์โทรศัพท์ : 081-8275885, 086-1267787, 081-7328778 ข้อมูลเพิ่มเติม : เฟซบุ๊ก ตลาดนัดรถไฟ 8. Chaeng Market แจ้งวัฒนะ เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 16.00 – 24.00 น. เบอร์โทรศัพท์ : 086 326 7448 ข้อมูลเพิ่มเติม : Chaengmarket 9. ตลาดนัด ตะวันนา ที่ตั้ง : ถ.ลาดพร้าว ใกล้ห้างเดอะมอลล์บางกะปิ คลองจั่น บางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240 เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน 10:00 - 21:00 น. ข้อมูลเพิ่มเติม : Tawannashoppingpark - ตะวันนาช้อปปิ้งปาร์ค 10. สวนจตุจักร (เฉพาะกลางคืน วันศุกร์) รู้กันดีกว่า สวนจตุจักร แหลางช้อปปิ้งสุดฮอตนี้จะเปิดขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ แต่รู้ไหมว่าคืนวันศุกร์นั้น ที่นี่ก็เริ่มเปิดขายของแล้ว มีทั้งเสื้อผ้า ของกิน ให้เลือกกันเยอะมากๆ แถมเสื้อผ้าและของใช้ยังขายถูกกว่าราคาวันเสาร์-อาทิตย์ซะอีก ที่ตั้ง : สวนจตุจักร เวลาเปิด-ปิด : เฉพาะวันศุกร์ ตั้งแต่ 21.00 - 02.00 น. 11. ชุมทางสยามยิปซี (Siam Gypsy Junction) เตาปูน บางซ่อน ที่ตั้ง : ตรงรางรถไฟบางซ่อน ตรงตลาดบางซ่อน เวลาเปิด-ปิด : วันพุธ-อาทิตย์ ตั้งแต่ 17.00 - 01.00 น 12. Indy Night Market @ THE PLATINUM FASHION MALL ( PRATUNAM ) ตลาดนัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอย่างห้างแพลตตินั่ม หลังจากที่เดินช้อปปิ้งในห้างแล้ว ตกเย็นก็จะมีพ่อค้าแม่ค้า ออกมาขายของกันเต็มพื้นที่ ซึ่งมีของให้เลือกซื้อหลากหลาย รวมถึงของกินที่ตั้งเป็นแบบ Food Truck คอยบริการความอร่อยทั้งอาหารและเครื่องดื่มด้วย เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน ช่วงเย็นยาวไปจนถึงห้าทุ่ม ที่ตั้ง : The Platinum Street ด้านหน้า The Platinum Fashion Mall Pratunam ข้อมูลเพิ่มเติม : เดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ ประตูน้ำ 13.  สวนลุมไนท์บาซาร์ รัชดาภิเษก ที่ตั้ง : 5 ถนนรัชดาภิเษก แขวงจตุจักร กรุงเทพฯ เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน เวลา 16.00-24.00 น. เบอร์โทรศัพท์ : 02 938 1471 ข้อมูลเพิ่มเติม : เฟซบุ๊ก Suan Lum Night Bazaar Ratchadaphisek 14. The Knack Market ที่ตั้ง : ตลาดเล็ก ๆ ย่านคลองสาน โครงการ The Jam Factory ถนนเจริญนคร เขตคลองสาน กรุงเทพฯ เวลาเปิด-ปิด : ทุกวันเสาร์-อาทิตย์สิ้นเดือน เวลา 16.00-21.00 น. เบอร์โทรศัพท์ : 02 861 0950 ข้อมูลเพิ่มเติม : เฟซบุ๊ก The Knack Market 15. โซพาซ่าส์ (Sobazaar) ตลาดนัดใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงปลายปี 2558 ที่ตั้ง :  หน้าอาคารดีดีมอลล์ ถนนกำแพงเพชร 2 อยู่ตรงข้ามกับสวนจตุจักร เวลาเปิด-ปิด : วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 12.00-24.00 น. เบอร์โทรศัพท์ : 02 319 3240 ข้อมูลเพิ่มเติม : เฟซบุ๊ก โซพาซ่าส์ Sobazaar

ทำเเชมป์มาเเล้ว! “เสี่ยวิชัย” ประกาศหนุนบอลไทยไปบอลโลกใน 10 ปี
ทีมชาติไทย /  วิชัย ศรีวัฒนประภา / 

บอสใหญ่แชมป์พรีเมียร์ลีกขอบคุณแฟนบอลชาวไทยที่ให้กำลังใจทีมจนสร้างประวัติศาสตร์ พร้อมหนุนบอลไทยเต็มที่ เผยอยากเห็นบอลไทยไปบอลโลกภายใน 10 ปี “เสี่ยวิชัย” วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ แชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลล่าสุด ได้ให้สัมภาษณ์ในงาน แถลงข่าวขอบคุณแฟนบอลชาวไทยที่โรงละครอักษรา คิงพาวเวอร์ รางน้ำว่า ตนต้องขอบคุณแฟนบอลคนไทยทุกคนที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยผลักดันทีมเลสเตอร์ด้วยดีตลอดมา ซึ่งแรงผลักดันนี้ส่งผลให้เลสเตอร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ "อนาคตผมต้องการสนับสนุนผลักดันการพัฒนาฟุตบอลภายในประเทศไทย โดยวางรากฐานตั้งแต่ระดับเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่ทำอยู่อย่างเลสเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล อะคาเดมี่ รวมถึงเน้นการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วยเพื่อที่จะสร้างนักกีฬาฟุตบอลอาชีพอย่างเป็นขั้นตอน อนาคตอยากเห็นบอลไทยไปบอลโลกภายใน 10 ปี" ประธานสโมสรเลสเตอร์ กล่าว

รวมร้านอาหารสิงคโปร์ ที่อร่อยจนต้องไปเช็คอิน
ของกิน สิงคโปร์ /  ร้านอร่อย สิงคโปร์ / 

เรื่องเที่ยวกับเรื่องกินมักจะมาคู่กันเสมอ มาถึงสิงคโปร์ทั้งที ก็ต้องได้กินของดีของเด็ดของประเทศสิงคโปร์ถึงจะถูกใช่ไหมล่ะครับ หลังจากเช็คอินเก็บกระเป๋าเรียบร้อย เพื่อนชาวสิงคโปร์ก็พาผมไปหาของอร่อยๆ ใส่ท้อง ร้านอาหารสิงคโปร์แต่ละร้านที่ไป รสชาติเด็ดขาดได้ใจผมไปเต็มๆ จนต้องมาแนะนำให้ไปลองกันซักหน่อยแล้ว รวมร้านอาหารสิงคโปร์ ที่อร่อยจนต้องไปเช็คอิน 1. ร้าน Ya Kun Kaya Toast หนึ่งในร้านอาหารเช้ายอดฮิตของคนสิงคโปร์ มีสาขากระจายอยู่กว่า 40 ร้านทั่วสิงคโปร์ แถมยังดังไกลจนมีสาขาต่างประเทศ รวมถึง 2 สาขาในประเทศไทย เมนูของร้านเหมาะกับมื้อเช้าที่ไม่หนักจนเกินไป ไปลองชิมขนมปัง Kaya Toast - ขนมปังปิ้งไส้สังขยาและเนยแบบออริจินอล กันได้ตั้งแต่ 7 โมงเช้าเลยครับ บรรยากาศหน้าร้าน Ya Kun Kaya Toast มีป้ายเมนูและราคาให้ลูกค้าเลือกสั่งได้ตามใจชอบ บรรยากาศและการตกแต่งภายในร้าน (ช่วงที่ไปทานเป็นเวลาหลังเที่ยง คนจึงบางตาครับ) เมนูยอดนิยมและเป็นซิกเนเจอร์ของทางร้านคือ ชุดขนมปังปิ้งไส้สังขยาและเนย + ไข่ลวก 2 ฟอง และชานมร้อน 1 แก้ว (หรือกาแฟ) Kaya Butter Toast Set (สามารถเลือกได้ว่าจะสั่งชาหรือกาแฟครับ) ขนมปังปิ้งรสชาติดีมาก กลิ่นหอม ไส้หวานกำลังดี ทานพร้อมไข่ลวกและจิบชานมร้อน รสชาติกลมกล่อม ข้อควรระวังคือที่สิงคโปร์ไม่มีซอสแม๊คกี้แบบบ้านเรา ไข่ลวกเลยต้องทานกับซีอิ๊วขาวซึ่งจะเค็มกว่ามาก แต่ก็แก้เลี่ยนได้ดีครับ ร้านอยู่ถัดจากซุ้ม Metal Gate ของ Far East Square ฝั่ง China Street มองย้อนกลับไปที่ทางเข้า Far East Square ฝั่ง Telok Ayer Street - สาขาที่ไปกินมาอยู่ที่ Far East Square ย่านไชน่าทาวน์ ใกล้กับสถานี MRT (Telok Ayer) - เวลาทำการ : 07.30 – 19.00 น. (วันจันทร์ – วันศุกร์) , 07.30 – 16.30 น. (วันเสาร์) และ 08.30 – 15.00 น. (วันอาทิตย์) ** ร้านปิดทุกวันหยุดราชการ ** - พิกัด : 1.28358 / 103.8479 2. ร้านข้าวมันไก่ Boon Tong Kee ร้านที่ติดอันดับยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยเสมอเมื่อนึกถึงเมนูข้าวมันไก่สิงคโปร์ เปิดทำการมากว่า 37 ปีแล้ว มีทั้งหมด 8 สาขา ถ้าไม่อยากพลาดของอร่อยต้องไปลองครับ ขอบอกว่ารสเด็ดถูกปาก รสชาติถูกใจมาก! หน้าร้านข้าวมันไก่ Boon Tong Kee อาวุธจัดเตรียมพร้อมแล้ว กับข้าวกำลังทยอยมาเสิร์ฟ เลยเก็บบรรยากาศเล็กๆ มาฝากครับ ชุดไก่ต้มเนื้อนุ่มๆ พระเอกของงาน น้ำซุป ซดคล่องคอจริงๆ ซี่โครงหมูอิมพีเรียล ผัดผักแขนงกุ้งสด ผัดผักรวมมิตรกับเต้าหู้ ตบท้ายด้วยของหวาน บัวลอยแห้ง ชุดไก่ต้มคือดีงามมาก เนื้อแน่นนุ่ม พร้อมน้ำราดชุ่มฉ่ำได้ใจ ไม่เลี่ยนจนเกินไป ทานกับข้าวมันแห้ง และน้ำซุปเข้ากันดี เมนูข้างเคียงก็ไม่ด้อยเลย ทั้งซี่โครงหมูอิมพีเรียล ผัดผักแขนงกุ้งสด และผัดผักกับเต้าหู้ ข้อแตกต่างกับข้าวมันไก่ที่เมืองไทย คือน้ำจิ้มที่สิงคโปร์จะรสไม่จัดจ้านเท่าของบ้านเรา แต่มีความหอมขิงซอยและรสเปรี้ยวนำ แก้เลี่ยนได้อยู่ครับ - สาขาที่ไปกินมาอยู่ที่ ถนน MacPherson นั่งรถเมล์สาย 8, 62, 90, 151 ลงป้าย Aft Jln Belangkas แล้วเดินต่อไปไม่ไกล - เวลาทำการ : รอบเช้า 11.00 – 14.30 น. (วันอังคาร – วันอาทิตย์) และรอบเย็น 17.00 – 21.45 น. (วันอังคาร – วันเสาร์) , 17.00 – 20.45 น. (วันอาทิตย์) ** ร้านปิดทุกวันจันทร์ ** - พิกัด : 1.33185 / 103.88255 3. ร้านบักกุ๊ดเต๋ Founder Bak Kut Teh อีกหนึ่งเมนูที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนสิงคโปร์ นอกจากข้าวมันไก่แล้ว บักกุ๊ดเต๋ก็ถือเป็นอาหารจานเด็ดของสิงคโปร์ มีหลากหลายร้านให้ได้ลองชิม และร้านนี้ก็เป็นที่ที่เราจะมาพิสูจน์ความอร่อยกัน ร้านบักกุ๊ดเต๋ Founder Bak Kut Teh บรรยากาศหน้าร้าน เจ้าของร้านและลูกชายร้านบักกุ๊ดเต๋เจ้าดังครับ บรรยากาศเมื่อเข้ามาข้างในร้าน ระหว่างรอ ก็กดชัตเตอร์กันรัวๆ เลยครับ อาหารที่สั่งได้ครบแล้วครับ บักกุ๊ดเต๋ นั้นก็คือ ซุปกระดูกหมูต้มกับเครื่องเทศสูตรพิเศษ ร้านนี้ขายบักกุ๊ดเต๋น้ำใสสูตรแต้จิ๋วสไตล์สิงคโปร์ ชามที่เราสั่งมาซี่โครงหมูเนื้อติดกระดูก หวานและเปื่อยนุ่มมาก ผมให้ 3 ผ่านครับ น้ำซุปออกจืดไม่เข้มข้นแบบบ้านเราที่เป็นสูตรฮกเกี้ยน แต่มีความหอมพริกไทย งานนี้ซดหมดถ้วยเลยครับ บักกุ๊ดเต๋ อีกหนึ่งอาหารประจำชาติสิงคโปร์ หรือก็คือซุปซี่โครงหมูอ่อน ร้อนๆ เนื้อเปื่อยนุ่ม นอกจากเมนูบักกุ๊ดเต๋สูตรดั้งเดิมแล้ว เรายังสั่งเมนูอื่นๆ มาลองทานกันด้วย มีทั้งหอยเป๋าฮื้อ ขาหมูน้ำดำ ฟองเต้าหู้ ผัดกากหมู ไส้พะโล้ ปาท่องโก๋ เส้นหมี่น้ำใส ผักดอง แล้วก็ข้าวเปล่า งานนี้อิ่มอร่อยทุกจาน พร้อมความฟินระดับ 10! หอยเป๋าฮื้อ เพิ่งเคยลองชิมครั้งแรก ติดใจในรสชาติมากมายครับ ขาหมูน้ำดำ ฟองเต้าหู้ ผัดกากหมู + ไส้หมูพะโล้ อร่อยโดนใจอีกแล้วครับ บักกุ๊ดเต๋ ทานให้อร่อย ต้องมีปาท่องโก๋ไว้จุ่มกับน้ำซุปด้วยนะครับ เส้นหมี่น้ำใส ทานคู่กับน้ำซุปบักกุ๊ดเต๋หรือเมนูข้างเคียงก็อร่อยไปอีกแบบ บรรยากาศภายนอกร้าน - ร้านนี้มี 2 สาขา สาขาที่ไปกินมาอยู่ที่ ถนน Jalan Sultan ใต้อาคารโรงแรม Hotel Boss Singapore นั่งรถเมล์สาย 2, 7, 12, 33, 51, 61, 63, 80, 107 ลงป้าย Opp Blk 461 ฝั่ง Victoria Street แล้วเดินย้อนกลับมาสี่แยกนิดเดียว ร้านจะอยู่หัวมุม ฝั่งตรงข้ามกับมัสยิด Malabar - เวลาทำการ : 09.00 – 05.00 น. (ตี 5) ** เปิดทุกวัน ** - พิกัด : 1.30538 / 103.86025 4. ร้าน Good Old Days ร้านอาหารใกล้ชายทะเลบนเกาะเซ็นโตซ่า บรรยากาศดี มีของกินอร่อยๆ ให้ลิ้มลองหลากหลายเมนู ร้าน Good Old Days ตัวร้านอยู่โซนชั้นบน ภายนอกอาคารดูโดดเด่น มีเอกลักษณ์ ภายในร้านเรียบหรู ดูโปร่ง สบายตา ตกแต่งสวยงามน่านั่ง รายการอาหารของร้าน Good Old Days จะเน้นเมนูขายดีสำหรับชาวสิงคโปร์ท้องถิ่น ชาวมาเลเซียและชาวอินโดนีเซีย ส่วนราคาถือว่าค่อนข้างสูงถ้าเทียบกับฝั่งสิงคโปร์ แต่เมื่อเทียบกับรสชาติอาหารแล้วก็ถือว่าคุ้มค่าครับ ไม่ว่าจะมากันเป็นครอบครัว เป็นคู่ หรือมาคนเดียว ก็รองรับได้สบายๆ ได้ที่นั่งแล้วก็สั่งอาหารกันเลย สั่งเมนูกินเล่นมา 2 อย่าง จานหลัก 3 และของหวานอีก 1 อิ่มอร่อยกันจนพุงกางเลยครับ ปีกไก่ทอดกรอบ ไก่ทอดโงวเฮียง ข้าวมันไก่สิงคโปร์ (อีกครั้ง) อร่อยไม่แพ้ที่อื่นๆ ที่เคยทานมาเลยครับ Chicken Briyani (อาหารสไตล์อินเดียคล้ายข้าวหมกไก่ เป็นข้าวบัสมาติพร้อมไก่ทอดราดน้ำแกงกะหรี่ กินแกล้มกับอาจาด) Laksa (ก๋วยเตี๋ยวสิงคโปร์) ของหวานเจ้าถิ่น Ice Kachang (น้ำแข็งไส) อร่อยสดชื่น คลายร้อนได้ดีมากครับ ร้าน Good Old Days ตั้งอยู่ที่ Siloso Beach Walk บนเกาะเซ็นโตซ่า จากสถานีรถราง (Tram) สถานี Beach Station เดินมาที่ทางลงบันไดตรงไปชายหาด สังเกตขวามือ ร้านจะอยู่ตรงข้ามกับตึก iFly Indoor Skydiving จากสถานีรถราง (Tram) เยื้องขวามือก่อนถึงร้าน จะเป็นตึก iFly Indoor Skydiving - เวลาทำการ : 11.00 – 22.00 น. ** เปิดทุกวัน ** - พิกัด : 1.2517 / 103.8173 ร้านอาหารสิงคโปร์ที่ผมพาไปรีวิวมานี้ เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น หากเพื่อนๆ อยากชิมอาหารสิงคโปร์แบบออริจินอล ลองไปหาชิมกันดูนะครับ แล้วจะติดใจเหมือนผมครับ ถ่ายภาพ: <avril1980> เรียบเรียง : KittenNat

ตะลุยถิ่น 'คุมะมง' หมีดำแก้มแดงสุดทะลึ่ง ที่ประเทศญี่ปุ่น (แบบละเอียดยิบ!)
ที่เที่ยวญี่ปุ่น /  ประเทศญี่ปุ่น / 

สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่า คุมะมง คืออะไร เอาง่ายๆ มันคือมาสคอตหมี ตัวนึงครับ นอกจากนี้ผมรู้แค่ว่าเจ้านี่หน่ะ ดังมาก! ดังอย่างไร? เพราะอะไร? และทำไม? ผมไม่ได้ใส่ใจนัก จนกระทั่งมีโอกาสมาเที่ยวที่ จังหวัดคุมะโมะโตะ ถิ่นกำเนิดเจ้าหมีดำแก้มแดงตัวนี้ ใช่แล้วครับ {Was there once} in JAPAN ครั้งนี้จะพาไปตะลุยที่ 'จังหวัดคุมะโมะโตะ' ภูมิภาคคิวชู ประเทศญี่ปุ่น นั่นเอง! ตะลุยถิ่น 'คุมะมง' หมีดำแก้มแดงสุดทะลึ่ง ที่ประเทศญี่ปุ่น (แบบละเอียดยิบ!) กระทู้นี้นอกจากจะชวนเที่ยวแล้ว ยังพร้อมชวนทุกคนไปรู้จัก คุมะมง  หมีดำโคตรน่าหมั่นเขี้ยว น่าหมั่นไส้ และน่าเอ็นดู ไปพร้อมๆ กัน ถ้าพร้อมแล้วไปกันเลยคร้าบบบ! Day1: Kumamoto หลังจากลงเครื่องที่ จังหวัดฟุกุโอกะ ผมจัดแจงซื้อ 3 Days North Kyushu Pass ที่สนามบิน แล้วตรงดิ่งมายัง จังหวัดคุมะโมโตะ ด้วยรถไฟ Shinkansen (ใช้เวลาประมาณ 30 กว่านาที) ผมมาถึง คุมะโมะโตะ ราวบ่ายสามครึ่ง ฝากสัมภาระที่โรงแรม Toyoko Inn Kumamoto Ekimae ที่พักในคืนนี้ เดินจาก JR Kumamoto 3 นาทีเองครับ ผมซื้อบัตร One day Kumamoto Tram city สำหรับการเดินทาง จะใช้วันไหน ก็ขูดเอาเลยครับ เราจะไปด้วยเจ้านี่กันครับ ภายในเป็นโบกี้ธรรมดาๆ เหมือนนั่งบนรถเมล์ไทย เวอร์ชั่นสะอาด ปลอดภัย  (ไม่มีรูปลงเพราะถ่ายติดหน้าชาวญี่ปุ่นชัดมากครับ) **เพิ่มเติม**  สำหรับการเดินทางใน คุมะโมะโตะ มีสองทางหลักๆ 1. Kumamoto Tram city มีสาย A และ B วิ่งมาเชื่อมกันที่ป้าย Karachimacho ก่อนวิ่งตีคู่ขนานตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ  ผู้ใหญ่ 150 yen เด็ก 80 yen ขึ้นที่ JR Kumamoto ได้ 2. Kumamoto Castle loop Bus หรือ (Shiromegurin Bus) วิ่งเป็นวงกลมจาก JR Kumamoto มี 18 ป้าย รถออกทุก 20 นาที ตั๋วแบบ One day ราคา 300 เยน ซื้อที่ Tourist information ณ JR Kumamoto ปล. Taxi ก็มีนะ ผมลงป้ายหมายเลข 10 Kumamoto Castle ตามภาพเลยครับ อ้อ...แผนที่เส้นทางเดินรถ มีแจกฟรีบน Tram หรือจะหยิบจากสถานี JR Kumamoto เลยก็ได้ครับ ระหว่างทางเราเจอเจ้าหมีตัวนี้เป็นระยะ โอ๊ะ! ตรงนี้ก็มี คุมะมง นะ >,< ผมเจอหมีดำขนาดย่อมอีกตัว ณ จุดหมายแรกของเรา คือ “Sakura-No-Baba Johsaien” ที่นี่เป็นแหล่งช๊อปปิ้งน่ารักๆ ร้านรวงสวยงาม สะอาดสะอ้าน มีขนม และอาหาร ให้เลือกซื้อไม่มาก รวมถึงของที่ระลึก เจ้าคุมะมง ก็มีเช่นกัน มาถึงขนาดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเจ้านี่มีดีอะไร!? แต่ที่แน่ๆ ผมรู้สึกโดนหมี คุกคาม... ‘อะไรก๊านนนนนน นี่จะตามไปถึงหนายยยยย!’ เหตุผลนึงที่ทำให้เจ้าคุมะมงแพร่หลายไปทั่ว คือ คุมะโมะโตะ ไม่ได้เรียกเก็บค่าลิขสิทธ์ใดๆ ผลดีคือ ทำให้ คุมะมงเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ใครๆ ก็อยากมา คุมะโมะโตะ บ้านเกิดหมีดำแก้มแดงกัน (เม็ดเงินมหาศาล) แต่ไม่ใช่เพราะคนเห็นบ่อยหรอกนะที่ทำให้เจ้านี่โด่งดัง มันยังมีอะไรมากกว่านั้น... เรามาที่นี่เพราะ ‘หิว’ แต่ลองด่อมๆ ดู ยังไม่รู้สึกตกหลุมพรางเมนูไหน งั้นเดินไปรอบๆ ดูอีกนิดดีกว่า... ละแวกใกล้ๆกันนอกจาก ปราสาทคุมะโมะโตะ แล้วก็ยังมี อนุสาวรีย์ไดเมียวแห่ง Kumamoto ด้วย ท่านไดเมียวชื่อ คะโต คิโยะมะซะ ‘Koto Kiyomasa’ ครับ ก่อนหน้านี้ ท่านเคยเป็นแม่ทัพใหญ่ 1 ใน 7 ทหารเอกแห่งชิซูคะตะเกะ โด่งดังมาก ชนิดที่ว่าหากเกิดยุคสมัยนี้ คงต้องมีการขอท่านเซลฟี่สักนิด ถัดไปอีกนิดก็มีโซนต้นไม้ใหญ่ริมกำแพงปราสาทคุมะโมะโตะ อากาศสบายๆ สงบเงียบดี **เพิ่มเติม** อนุสาวรีย์ Koto Kiyomasa ตั้งอยู่ใกล้ Kumamoto Castle และ Sakura-No-Baba Johsaien เรียกได้ว่าเป็นทางผ่านเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามาเที่ยวละแวกนี้ก็เก็บรวดเดียวทั้งสามสถานที่ข้างต้นเดินทางโดย Kumamoto Castle loop bus ป้าย Sakuranobaba Johsaien หรือ Kumamoto Tram city ป้ายหมายเลข 10 Kumamoto Castle / City hall แต่ละจุดใกล้กับแต่ละสถานที่ต่างกันนะ ผมตัดสินใจเดินทางต่อไปยัง Fujisakidai- 1000-year old Camphor Trees นับว่าเป็นสถานที่เปลี่ยวใจ อีกหนึ่งแห่ง ถึงแม้จะมาไกลขนาดนี้ เราก็ยังพบเจอคุมะมงได้ (บริเวณนี้ไม่ใช่เขตท่องเที่ยวเลยครับ) ที่นี่มี ต้นการบูรยักษ์ อายุมากกว่า 1000 ปี หลายต้น ได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นมรดกทางธรรมชาติ จริงๆก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมาก นทท.ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมากันหรอกครับ วิวเมืองคุมะโมะโตะยามเย็น ผมหลงทางเลยพลาดช๊อต ดวงอาทิตย์คล้อยตกแบบพีคๆ นั่นเป็นจุดประสงค์หลักในการมาที่นี่ของผม (เศร้าใจกันเลยทีเดียว) อย่างไรก็ตาม กลิ่นใบไม้ ใบหญ้า อากาศชื้นๆ เย็นๆ ก็ช่วยทดแทนความเฟลข้างต้นได้สบายๆ รอบตัวเราไม่มีใคร มีเพียงแค่เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กญี่ปุ่นที่ลอยมาจากทางไหนก็ไม่รู้ >,< **เพิ่มเติม** หากไม่ได้ชอบอยู่เงียบๆ ดมกลิ่นต้นไม้ใบหญ้า ฟังเสียงนกร้อง มองท้องฟ้าสีส้ม ที่นี่อาจจะไม่ใช่ช้อยส์ที่ถูกใจนัก แต่ถ้าอยากลบหลีกคนเ ผมว่าที่นี่ก็ไม่เลวครับ การเดินทาง ใช้บัตร Kumamoto Castle loop bus ลงป้าย Children Culture center แล้วเดินต่อขึ้นเนินไปตามทางอีกประมาณ 7 นาที มองสูงเข้าไว้จะเจอต้นไม้ใหญ่หลายๆ ต้น พิกัดอยู่ใกล้กับสนามเบสบอล Fujisakidai ระหว่างทางไม่มีป้ายบอกแนะนำว่าควรถามทางจะดีที่สุดครับ ควรเซฟรูปเก็บไว้ เพราะคนแถวนั้นก็งงๆ ว่าเราจะไปไหนกัน คำที่ควรพูดออกไปคือ Big trees จะช่วยให้คนญี่ปุ่นเข้าใจได้เยอะ หากเดินทางโดย Tram หรือ รถราง (เหมือนผม) ลงป้าย Daniyama-machai จะเดินค่อนข้างไกลนะครับและอาจหลงทางได้  ***หายากมาก แนะนำมาโดย รถบัส เถอะครับ ‘จ๊อก จ๊อก’ เพราะเสียงท้องร้อง ทำให้เรามาอยู่ที่นี่ Sun Road Shinshigai หรือถนนช๊อปปิ้ง คุมะมงอยู่ด้านบนนั่นไง เห็นทุกหนทุกแห่งขนาดนี้ แต่กว่าเจ้านี้จะโด่งดังแบบพีคๆ ใช้เวลาเกือบสองปีเลยทีเดียวครับ การันตีรายได้ USD $293 ล้าน ในปี 2012 (เกิด 2010) คุมะมง Debut สู่สายตาประชาชีแบบยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ที่คุมะโมะโตะ แต่เป็นการไปเดินป้วนเปี้ยนตามจุดดังๆ ใน Osaka City ใครๆก็สงสัยว่าหมีดำตัวนี้คือใคร มาทำอะไร จนกลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ (twitter) ผมนั่งรถรางไปยังป้าย Karachimacho เดินเข้าถนน Sunroad ชิดขวาเข้าไว้ มองสูงจะเจอตึกปาจิงโกะอยู่ตรงหัวมุมของแยกแรก เลี้ยวขวามือตรงไปอีก 3 นาที ร้านจะอยู่ด้านซ้ายมือครับ ยะฮู้! ได้กินสักที ทงคัตสึร้านนี้อร่อยมากกกกกกก! ผมสั่งเนื้อคนละส่วนมาอย่างละหนึ่ง โดยการโชว์ภาพทงคัตสึที่เซฟมาในมือถือ (เรื่องกินต้องพร้อมเสมอ ฮิฮิ) โชคร้ายที่เราไม่สามารถแยกความต่างระหว่างเนื้อสองจานนี้ได้ - - รู้แค่ว่า 'โออิชิ!!' เมนูร้านไม่มีภาษาอังกฤษนะ และพนักงานพูดอิ้งไม่ค่อยได้ครับ กว่าจะจัดการทงคัตสึตรงหน้าเสร็จ ร้านอื่นๆ ก็ปิดกันหมดแล้ว เดินวนอีกสองรอบชมบรรยากาศเว้งว้าง ได้อารมณ์สตรีทสไตล์ของชาวญี่ปุ่น ละแวกนี้ดีครับ ค่ำคืนนี้จบลงด้วยการหย่อนพุงแน่นๆ ลงบนเตียง (นั่งรถรางกลับมาที่ป้าย JR Kumamoto Station เช่นเดิม) ห้องนอนขนาดกะทัดรัดแต่สบาย ห้องน้ำเล็กนิดนึงแต่ก็ไม่ได้ลำบากอะไร ส่วนใต้เตียงมีพื้นที่สำหรับยัดกระเป๋าใหญ่ๆได้ที่สำคัญ Service mind เต็มร้อย Day2: Kumamoto / Aso นี่คือมื้อเช้าของผม อาหารเช้าฟรีของโรงแรมมีหลากหลายให้เลือกตักตามใจชอบ ดูเหมือนว่าจะเป็น Traditional Food ละมั้ง อืม.. ไม่มีเนื้อสัตว์ให้หน่อยหรอ T_T ระหว่างทางมักมีเรื่องราวน่ารักๆ เสมอ ผมเลือกมาปราสาทคุมะโมะโตะ ในช่วงเช้าของวันที่สอง ยังคงเดินทางโดยบัตร One day trip Kumamoto Tam City ลงป้ายหมายเลข 10 เช่นเดิม มีป้ายบอกทาง อย่ากังวลไปนะ คาวาอิมากเลย เดินตามทางมาจนถึงทางเข้าปราสาท ค่าตั๋ว ราคา 500 เยน (ใช้บัตรลดจาก Tram Cityได้) จ่ายปุ๊ปจะได้โปรชัวร์มาด้วย เอ้า! พลิกดูด้านหลังเร็วเข้าทุกคน .. มีที่ว่างให้ Stamp ด้วยยยยยยยยยย! (ตื่นเต้นเพื่อออ!?)  สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นมักจะมี Stamp ให้เราเก็บไว้เป็นที่ระลึก ช่วยเพิ่มคุณค่าทางใจ และความน่ารักใสๆ ให้ตัวเอง 5555555 สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นความละเอียด และใส่ใจของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อนักท่องเที่ยว ผมชอบจัง ;D เดินผ่านกำแพงพร้อมอากาศร้อนๆ ไปสักครู่เดียว ปราสาทคุมะโมะโตะใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นป้อมปราการ (มีหอคอยสูง 2 หอ) เดิมถูกเพลิงไหม้เสียหาย  ก่อนได้รับการบูรณาการขึ้นใหม่ หอคอยแรกที่เข้าไปมีขนาดเล็กกว่า หากฟังภาษาญี่ปุ่นออกจะมีเจ้าหน้าที่ช่วยตอบคำถามที่สงสัย ผมลองแอบหลบมุมยืนดูเจ้าหน้าที่อธิบายสาวเจแปนสักครู่ใหญ่ เผื่อจะพอสังเกตท่าทาง แปลความหมายได้ เอ่อออออออ... อืมมมม.. เอ่อะ. หันมากดชัตเตอร์แทนละกัน วิวจากหอคอยเล็กครับ ฝั่งนู้นคือหอคอยใหญ่ที่กำลังจะพาไปแล้ววววว ว่าแล้วก็ชักภาพคู่กับหอคอยใหญ่ สักหนึ่งแช๊ะ หอคอยใหญ่ด้านในจะมีนิทรรศการขนาดย่อมให้เสพ ฝั่งนู้นคือ หอคอยที่เราไปมาไงจ๊ะ หันมาอีกฝั่ง เจอะคุมะมงทักทายมาแต่ไกล ตรงนั้นคือโรงเรียนครับ คุมะมงทำให้ คุมะโมะโตะ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเลยครับ เห็นเป็นการ์ตูนเด็กๆ อย่างนี้ แต่เจ้านี่ทำให้เมืองทางผ่านอย่างคุมะโมะโตะ ได้รับความสนใจขึ้นมาก ถึงแม้ คุมะมง จะเป็นการ์ตูน แต่ผู้ใหญ่ก็แสดงออกว่ารักและเอ็นดูไม่แพ้กัน มองกลับมาที่บ้านเรา ผู้ใหญ่บางคนยังมองว่าการ์ตูนเป็นเรื่องไร้สาระอยู่เลย... คุมะมงตัวบิ๊กอีกแล้ว อีกมุมหนึ่ง เดินวนดูได้ 360 องศาเลยครับ นอกจากนี้ที่ คุมะโมะโตะ ยังมี คุมะมงสแควร์ สถานที่เอ็กซ์คลูซีฟเพื่อคนรักคุมะมงโดยเฉพาะ (ของแอบแพงนิดๆ นะ) นอกจากจะมี นทท. แล้ว นร.มาทัศนศึกษาที่นี่ก็มีเยอะมากครับ มากันเป็นครอบครัวก็มีแยะ , เราชอบความสัมพันธ์แบบนี้ ความสัมพันธ์แบบเรียบง่าย เรื่อยๆ ไปจนแก่ .. >,< ผมวิ่งขาขวิดด้วยสปีดเดียวกับโดนหมาไล่กัด เพื่อไปหยิบกระเป๋าที่ฝากไว้ ในโรงแรม (เช็คเอาท์เรียบร้อย) เรากำลังนั่งรถไฟไป Aso San หรือภูเขาไฟอะโส กันครับ ที่นี่ถือเป็นไฮไลท์เด่นๆ สำหรับผม คงเพราะผมชอบกลิ่นหญ้าละมั้ง .. รถไฟ Trans-Kyushu Limited  Express ที่เราจับไปวันนี้ หากจะไป Aso ควรอย่างยิ่งที่จะต้องจองรถไฟ ผมไปจองช่วงเช้าก่อนไปปราสาท เกือบจองไม่ทันแหนะ บนรถไฟมี Stamp ให้ด้วย เย๊ส! นอกจากนี้ยังมีแจกลูกอมด้วยนะ รถไฟสายท่องเที่ยวจะมีอะไรน่ารักๆแบบนี้เสมอ (เดินไปขออนุญาตถ่ายรูป พนักงานยิ้มเขินๆ น่ารักมาก อิอิ) พิเศษเข้าไปอีกด้วยป้ายพร้อมบริการถ่ายรูปให้ (ใช้กล้องตัวเองนะ ;P) ความเขียวขจีนอกหน้าต่างยิ่งมองยิ่งตื่นเต้น ยิ่งโหยหายกลิ่นธรรมชาติ ผมเผลอเอาจมูกไปชิดหน้าต่าง หวังให้มีกลิ่นหญ้าลอดมาสักนิด ... อะไรจะขนาดน้านนนน พ่อคู๊ณณณณณณ - -‘’ Kuro คือมาสคอตโด่งดังอีกตัวหนึ่ง Kuro ประจำการอยู่บนรถไฟสายท่องเที่ยว Aso Boy โด่งดังไม่น้อยหน้าขบวนอื่น โดย Aso Boy มีตารางเวลาเดินรถไม่แน่นอน ปกติหากไม่ใช่ช่วง High Season จะมีบริการเสาร์-อาทิตย์ ครับ ที่สำคัญคือ ต้องจองล่วงหน้านะ! คุมะมงแบบฉบับรถก็มา เหมือจะเป็นรถเช่าประจำการที่นี่ครับ ภายในสถานีวินเทจด้วยระบบอัตโนมือซะส่วนใหญ่ มุมนอกสถานี JR Aso  เรียบๆ เงียบๆ เรารอรถบัสเพื่อที่จะนั่งรถไป ภูเขาไฟ Aso อีกต่อ ที่บริเวณนี้เลยครับ อย่าลืมขอแผนที่ละแวก JR Aso และตารางเวลารถบัสนะครับ อย่าลืม Stamp ด้วยหล่ะ ;P โดยขอตารางรถบัสได้ที่ Tourist Information ควรแพลนก่อนนะครับ เดี๋ยวจะตกรถเอา (จ่ายเงินตอนลงนะ) วิวสองข้างทาง เขี๊ยวเขียว Aso Ropeway station ระหว่างทางมีจุดจอดสองป้ายหลัก จุดนี้คือป้ายสุดท้าย Aso Ropeway station สามารถขึ้นกระเช้าไปชมปากปล่องได้ที่นี่ นอกจากนี้ยังมีร้านค้าของที่ระลึก คุมะมง เต็มไปหมดเลย บะหมี่คุมะมง มาม่าคุมะมง ขนมคุมะมง สารพัดจะคุมะมง เขาถึงได้บอกว่า คุมะมง เนี่ย มีมูลค่าเทียบเท่าหรืออาจมากกว่า Hello Kitty ด้วยซ้ำนะครับ รอบนอกมีศาลเจ้าอยู่ ไปชมกันครับ อาศัยเลียนแบบคนญี่ปุ่นครับว่าเขาต้อง ไหว้กันยังไง คนไทยมาไหว้เต็มเลย (ดูจากภาษาไทยที่เขียนอยู่)   มองย้อนไปด้านหลัง เห็นกระเช้าที่เราไม่ได้ขึ้น เนื่องจาก ภูเขาไฟ Aso ปะทุมาสักพักแล้ว นทท.ไม่สามารถขึ้นไปดูปากปล่องได้ คนส่วนใหญ่แนะนำว่าอย่าไป  'มันเสียเวลาเปล่า...ไม่มีอะไรหรอก' แต่เอาจริงๆ  ‘ใช่ว่าเราจะได้เห็นภูเขาไฟปะทุบ่อยซะที่ไหน!’ จะสบายตามากขึ้น ถ้ามีเราอยู่ในรูป.. 55555555555555 (แดดแรง ตาหยีไปนิด) อย่าแปลกใจไป ผมซื้อเจ้าคุมะมงตัวนี้เมื่อสักครู่นี่เอง ก็ไม่ค่อยเห่อเท่าไหร่หรอก.. ร้องหา ทอยเลท ทอยเลท (Toilet) วิ่งแจ้นเข้าไปเปลี่ยนทันที โม้มาตั้งนานมัวเเต่ชมว่า คุมะมง เจ๋ง หลายคนเริ่มถาม แล้วมันเจ๋งยังไง??????? เอาเป็นว่า คุมะมงเนี่ย มีการโปรโมต PR ตัวเองมาตลอด มีแคมเปญโปรโมตตัวเองสม่ำเสมอมา 5 ปี (จนถึงทุกวันนี้) เหตุการณ์เด่นๆคือ วันดีคืนดี เจ้าหน้าที่ออกมาประกาศว่า แก้มแดงๆ ของคุมะมงหายไป ขอช่วยให้ทุกคนตามหาให้หน่อย นอกจากนี้การออกอีเว้นท์และรายการทีวีประหนึ่งดารา เซเลบดัง พร้อมบุคลิก กวนตรีน ทะลึ่ง ที่ทำเอาคนหมั่นเขี้ยวและเอ็นดูไปพร้อมๆ กัน ยิ่งทำให้เจ้านี่โด่งดังมากขึ้น ตัวอย่างภาพเซเลปคุมะมงหยิบจับสินค้า (ภาพทั้งหมดขออนุญาตจากทวิตเตอร์ออฟฟิเชียลแล้วครับ) ความเจ๋งที่ว่ามันจึงกลายเป็นว่า คุมะมง หยิบจับสินค้าอะไรก็ตาม สินค้าชิ้นนั้นก็จะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แน่นอนว่า การกระจายรายได้สู่ชุมชน  สินค้าของชาวคุมะโมะโตะได้รับผลดีตามๆ ไป เอาเป็นว่า พ่อค้า แม่ค้า ทุกคน อยากให้คุมะมงหยิบจับสินค้าตัวเองกันทั้งนั้น!!! เพราะมันการันตีได้ว่าจะขายดี(ขึ้น) นี่มันเซเลบชัดๆ เรานั่งรถย้อนลงมาที่สถานีทุ่งหญ้า Kusasenri หิวจัง ! หมับเข้าให้ "เนื้อม้าย่าง!!" (เนื้อม้าคือของขึ้นชื่อของเมืองนี้!!) รสชาติประหนึ่งเคี้ยวสันนอกหมูชิ้นหนาๆ  เนื้อหนาและแน่น แต่เคี้ยวไม่ยาก ไม่มีกลิ่นคาว ให้ผวาใจสักนิด พ่อค้าจะย่างไฟร้อนๆ อีกรอบ ก่อนยื่นไม้ต่อให้เรา ถือว่าเวิร์คมากกก ขายอยู่เจ้าเดียว ตรงหน้าร้านขายของใหญ่ๆ ครับ หาไม่ยาก ลงป้ายนี้ยังไงก็ต้องเห็นจ้า ราคาตามป้ายเลยนะครับ ไม้ใหญ่เนื้อล้วน 300 เยน ขอประมาณคร่าวๆ เป็น 100 บาท ไม้เล็กเนื้อผสมมัน เหมือนในรูปด้านบน 150 เยน คร่าวๆ 50 บาท .. แอบแพงครับ (สำหรับผม) ผมไม่เคยทานเนื้อม้าก็เลยลองดูครับ ปากเคี้ยวเนื้อม้าในมือ ตาดูม้าเป็นๆ วิ่งในสนามหญ้า ให้อารมณ์แปร่งๆ ดี ระหว่างกิน มีน้องๆนักเรียนม.ต้น มาทัศนศึกษา(สองรถบัส) กินไป ก็มองไป.. อดไม่ได้ที่จะวางม้าย่างแล้วหยิบกล้องมากดชัตเตอร์ ‘สดใสจัง’ นี่แหละ ความหมายของคำว่า ‘เด็ก’ สำหรับเรา ใกล้ๆ กันมีร้านทาโกะ เปิดท้ายของอาเฮียน่ารักท่านนี้ รสชาติปกติ แต่เซอร์วิส มายด์ สุดยอดดดด ขายอยู่ตรงลานจอดรถเลยครับ เอาไปกินบนรถได้ครับ เดินขึ้นมาทางด้านหลัง Aso volcano museum (ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ 840 เยนครับ) มองเห็นวิว Aso ลิบๆ และสามารถมองเห็น ปากปล่องภูเขาไฟ Naka-dake รูปร่างพิลึกพิลั่น (ปากปล่องดับไปแล้ว) เดินย้อนลงเนินไปด้านหลังจะเจอจุดชมวิวอีกที่ครับ เดินย้อนไปใกล้ๆตามถนน จะเห็น Aso ชัดแบบเต็มๆ ไม่ได้ขึ้นปากปล่อง แต่ก็มีจุดให้เที่ยว ให้ถ่ายรูปเยอะอยู่นะครับ การเดินทาง  รถบัสสาย Mt.Aso ลงที่สถานี Kusasenri (ก่อนถึงสถานี Aso-san Nishi) 470 เยน ลงป้ายสุดท้าย Aso-san Nishi (Aso Ropeway Station) 540 เยน ค่าตั๋ว Ropeway กระเช้าขึ้น-ลง 1000 เยน หากเที่ยวเดียวราคา 600 เยน ใกล้ถึงเวลารถบัสลงจาก Aso ไปยัง JR Aso รอบสุดท้ายแล้วครับ ผมทันเห็นช๊อตฝูงม้าวิ่งเอาจริงเอาจังเริงร่ากับหญ้าตรงหน้าพวกมัน ม้าพวกนี้ใช้สำหรับบริการขี่ให้ นทท. ตกเย็น นทท.กลับหมด ก็ปล่อยอิสระเลยครับ ทุกตัวดูสนุกมากกก เหลือตัวนี้อยู่ตัวนึง เฝ้าบ้าน ม้าที่นี่แบ่งชัดเจน ตัวไหนเลี้ยงเพื่อเป็นอาหาร ตัวไหนเลี้ยงเพื่อใช้งาน ระหว่างทาง เห็นบ้านเรือนยามเย็น ลงเขากันครับ..  มาถึงปุ๊ป ก็ถามเจ้าหน้าที่แถวนั้น บอกว่าอยากเห็นวิถีเจแปนนีสๆ เจ้าหน้าที่เลยชี้มาที่ร้านเล็กๆ มีขนม ของที่ระลึก และผัก ผลไม้ ขาย ด้านในจะมีร้านอาหารด้วยครับ เราไปถึงเย็นเกินไป เขาปิดเรียบร้อย (แถวนี้มีร้านเปิดเย็นๆไม่กี่ร้านครับ) คุมะมงเป็นมาสคอตไม่กี่ตัวที่โดดเด่นออกมา ปัจจุบันมาสคอตในญี่ปุ่นมีถึง 2000 ตัวโดยประมาณ ด้วยความสามารถทั้งหลาย เจ้าคุมะมงจึงได้รับรางวัล“Yurchara Grand Prix 2011” จากเวทีประกวดมาสคอตของญี่ปุ่นเขาด้วยนะ ผมเหลือบไปมองข้างๆ เห็นเจ้าคุมะมงตัวจ้อย มองไปมองมา รู้ตัวอีกทีก็ตกหลุมรักหมีดำแก้มแดงตัวนี้ไปซะแล้ว ปัจจุบันเจ้าหมีตัวนี้ริจะคิดครองโลกโดยการตระเวนเยี่ยมเยียนไปนอกเจแปนเลยนะครับ สุดท้ายนี้ขอลาไปก่อน หากใครติดใจหรืออยากรู้จัก หมีดำแก้มแดง ตัวนี้มากขึ้น ติดตามทวิตออฟฟิเชียลจากเจเเปนเลยเลยครับ ขอบอกว่า หมั่นไส้และหมั่นเขี้ยวมากกกกก ;P ขอบคุณเรื่องราวดีๆ และรูปภาพสวยๆ และแวะมาติดตามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/wasthereonce https://www.twitter.com/wasthere01 https://www.instagram.com/wasthereonce

ไปป์ กามิกาเซ่ เฟรชชี่หนุ่มสุดฮอตในรั้ว มศว.
kamikaze /  Pide-Makorn / 

นอกจากจะนักร้องหนุ่มที่แฟนคลับปลื้มหนักมากแล้ว ล่าสุด ไปป์ มนธภูมิ สุมนวรางกูร หรือ ไปป์ กามิกาเซ่ ในเครือ อาร์เอสฯ ก็ยังเป็นหนึ่งในกลุ่มหนุ่มเฟรชชี่สุดฮอตในรั้ว มศว. อีกต่างหาก... ก็แหม! นอกจากจะเป็นหนุ่มหล่ออารมณ์ดีแล้ว ยังทุ่มเททำกิจกรรมมหา’ลัยอย่างต่อเนื่อง งานนี้เลยทำเอาหนุ่ม ไปป์ กลายเป็นเฟรชชี่สุดน่ารักในใจรุ่นพี่และสาวๆ ไปอย่างเอกฉันท์!! A photo posted by Monthapoom Sumonvarangkul (@pide_kz) on Jul 15, 2016 at 10:59pm PDT A photo posted by Monthapoom Sumonvarangkul (@pide_kz) on Aug 16, 2016 at 1:31am PDT A photo posted by Monthapoom Sumonvarangkul (@pide_kz) on Jun 26, 2016 at 7:34am PDT A photo posted by Monthapoom Sumonvarangkul (@pide_kz) on Aug 22, 2016 at 3:20am PDT A photo posted by Monthapoom Sumonvarangkul (@pide_kz) on Aug 15, 2016 at 4:42am PDT มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

เฉินหลง ทำเซอร์ไพรส์ !  นำทีม Railroad Tigers  ร่วมงานภาพยนตร์นานาชาติเซี่ยงไฮ้ 2016
Railroad Tigers /  ซ่างผิง / 

เฉินหลง ทำเซอร์ไพรส์ ! นำทีม Railroad Tigers  ร่วมงานภาพยนตร์นานาชาติเซี่ยงไฮ้ 2016 งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเซี่ยงไฮ้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในปี 2016 นี้ แจ็คกี้ ชาน หรือ เฉินหลง ได้นำทีมผู้กำกับและนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง Railroad Tigers อาทิ ติง เซิ่ง (ผู้กำกับ), หวงจื่อเทา (อดีตสมาชิกวง EXO), ดาเรน หวัง, ซ่างผิง และอลัน อิง เพื่อโปรโมทภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ซึ่งมีกำหนดเข้าฉายในประเทศจีนเดือนธันวาคม 2016 ส่วนในไทยค่ายโมโนฟิล์มได้รับสิทธิ์ในการจัดจำหน่าย ภาพยนตร์เรื่อง Railroad Tigers เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามปี 1941 คนงานก่อสร้างรางรถไฟที่ได้รวมตัวกันเพื่อต่อต้านทหารญี่ปุ่นด้วยวิธีการที่พวกเขาเลือกที่จะใช้ความรู้ในการปฏิบัติการทางเดินรถไฟ เพื่อปล้นอาหารมาให้กับคนยากจน โดยผู้กำกับ ติง เซิ่งนั้นเคยมีผลงานร่วมกับเฉินหลงมาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง Police Story 2013 (วิ่งสู้ฟัด 2013) และ The Little Big Soldier (ใหญ่พลิกแผ่นดินฟัด) ด้วยทุนสร้างกว่า 2 พันล้านบาท

โอะฮะโย! เที่ยวเมืองคุมะโมะโตะ พร้อมทำความรู้จัก 'คุมะมง' เจ้าหมีตัวดำสุดทะเล้น
ที่เที่ยวญี่ปุ่น /  ประเทศญี่ปุ่น / 

เพื่อนๆ รู้ไหมว่า .. เมืองคุมะโมะโตะ ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น นั้นมีแหล่งท่องเที่ยว ธรรมชาติ น่าสนใจหลายที่เลยล่ะค่ะ มีอาหารท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อนั้นก็คือ เนื้อม้า อีกด้วย รวมถึงถ้าใครมาที่เมืองนี้แล้วไม่รู้จักเจ้าหมีตัวดำสุดทะเล้น ไม่ได้เด็ดขาด! เพราะเป็นมาสคอตประจำเมืองนี้นี่เอง .. โอะฮะโย! เที่ยวเมืองคุมะโมะโตะ พร้อมทำความรู้จัก 'คุมะมง' เจ้าหมีตัวดำสุดทะเล้น ก่อนอื่น! อย่างที่เราทราบกันดีว่าไม่กี่วันมานี้ ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวที่เมืองคุมาโมโตะ ภูมิภาคคิวชู ประเทศญี่ปุ่น อย่างรุนแรง ขนาด 7.3 แมกนิจูดเลยทีเดียว ซึ่งทำให้บ้านเรือนพังเสียหายและมีผู้เสียชีวิตหลายราย ทาง Travel.mthai ก็ขอแสดงความเสียใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านเหุตการณ์นี้ไปได้โดยเร็วนะคะ .. ทำความรุ้จัก "คุมะโมะโตะ" เมืองคุมะโมะโตะ อยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองต้นกำเนิดของหมี (ชื่อคุมาโมโตะแปลว่า “ต้นกำเนิดของหมี”) อีกทั้งยังเป็นประตูที่จะพาไปสัมผัสความงดงามทางธรรมชาติในแบบคิวชู คุมาโมโตะ เมืองแห่งปราสาท เป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดและที่อยู่อาศัยของประชากรถึง 720,000 คน แต่เสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่หลงใหลก็คือความหลากหลายทางธรรมชาติในแบบคิวชู เพียงชั่วโมงเศษๆ ด้วยการขับรถก็สามารถเดินทางจากชายหาดกึ่งร้อนในอะมะกุซะ (Amakusa) ไปยังยอดภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นใน อะโสะ (Aso) นอกจากนี้ ในเมืองก็ยังเต็มไปด้วยธรรมชาติอันรื่นรมย์อย่าง แม่น้ำชิราคาวา (Shirakawa River) ที่แยกออกหลายสายและไหลไปยังตัวเมือง รวมทั้งพื้นที่สีเขียวรอบๆ อันกว้างใหญ่ ที่ทำให้ที่นี่ถูกกล่าวขานว่าเป็น แดนแห่งป่าสวยและน้ำใสบริสุทธิ์ (City of Woods and Fresh Water) และแน่นอนแม้จะไม่ได้เห็นหมีเดินเพ่นพ่านอยู่ตามถนน แต่มัสคอตยอดนิยมอย่าง คุมะมง (Kumamon) ก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป สภาพภูมิกาศ คุมาโมโตะ มีสภาพภูมิกาศแบบกึ่งร้อนชื้น และอาจจะได้พบกับฝนตกในระหว่างการท่องเที่ยว ในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม อากาศในฤดูร้อนจะปลอดโปร่งโดยมีอุณหภูมิประมาณ 30 องศาเซลเซียส ส่วนฤดูหนาวจะเย็นกว่ามาก โดยมีอุณหภูมิต่ำสุดใกล้กับจุดเยือกแข็ง ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงอากาศจะอบอุ่นขึ้นเมื่อมีความชื้น งานเทศกาลต่างๆ ในเดือนตุลาคม ก็จะมีการจัดงานเทศกาลคันทรี่โกลด์ (Country Gold Festival) อันน่าตื่นตาตื่นใจด้วยวัฒนธรรมโคบาลแบบญี่ปุ่น อีกทั้งเทศกาลโคมไฟไม้ไผ่มิซูอาคาริ (Mizuakari Festival) ที่พร้อมมอบประสบการณ์ในแบบดั้งเดิม ส่วนเดือนกันยายนจะมีการจัดเทศกาลฟูจิซากิ ฮาชิมันกู (Fujisaki Hachimangu Festival) หรือที่เรียกว่าเทศกาลม้า (Horse Festival) ซึ่งจะจัดเป็นเวลา 5 วัน โดยมีการตกแต่งและกวดม้าไปตามถนนท้องถนนในตัวเมือง การเดินทางมายังเมือง คุมาโมโตะ จากสนามบิน การเดินทางสู่ใจกลางเมือง 20 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลา 35 นาที แท็กซี่ ราคาประมาณ 5,000-7,000 เยน รถบัส ราคาประมาณ 730-800 เยน ใช้ระยะเวลาเดินทาง 50 นาที โดยรถบัสส่วนใหญ่จะออกทุกๆ ชั่วโมงระหว่าง 8 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม นอกจากนี้ยังมีรถบัสอีกหลากหลายสายที่ให้บริการไปสู่อะโสะ (Aso) เมืองแห่งบ่อน้ำพุร้อน คุโรคาว่า (Kurokawa) และเมืองอัศจรรย์แห่งน้ำตก ทาคาชิโฮะ (Takachiho) การเดินทางเที่ยวในเมือง คุมาโมโตะ นอกเหนือไปจากบริการรถบัส ที่นี่ยังมีรถรางสองสายที่วิ่งทั่วเมืองคุมาโมโตะ ซึ่งทั้งสองสายจะวิ่งผ่านย่านใจกลางเมือง โดยสาย A จะวิ่งไปสู่สถานีคุมาโมโตะทางด้านทิศใต้ของเมือง และสาย B จะวิ่งไปทางทิศเหนือสู่สถานีคามิ-คุมาโมโตะ ด้วยราคา 150 เยน ตลอดสาย ไม่ว่าระยทางจะใกล้หรือไกลก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีบัตรโดยสารแบบหนึ่งวัน (All-day Pass) ในราคา 500 เยน ที่สามารถใช้ได้ทั้งรถบัสและรถราง พร้อมส่วนลดสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกด้วย ที่นี่ยังมีรถ Kumamoto Loop Bus ที่เชื่อมต่อไปยังจุดต่างๆ ที่น่าสนใจของเมือง ด้วยราคาหนึ่งเที่ยว 150 เยน หรือตั๋วที่ใช้ได้อย่างไม่จำกัดในราคา 400 เยน ที่มีส่วนลดค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวให้มาด้วย สิ่งที่ต้องทำเมื่อมาที่ "คุมาโมโตะ" 1. ชมภูเขาไฟอะโสะ (Mount Aso) และปล่องภูเขาไฟ ภูเขาไฟอะโสะ (Mount Aso) ตั้งอยู่ใจกลางของอุทยานแห่งชาติอะโสะ-คูจู (Aso-Kuju National Park) อันกว้างใหญ่ โดยมีปากปล่องภูเขาไฟซึ่งนับเป็นหนึ่งในโลกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ด้วยเส้นผ่าศูนย์กลาง 25 กิโลเมตร ซึ่งใหญ่เท่ากับเมืองถึง 3 เมืองเลยทีเดียว นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีระบบรถไฟ การทำกสิกรรม และทุ่งเลี้ยงสัตว์ อีกทั้งภูเขาเล็กๆ 5 ลูก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับหมอด ทั้งหมดนี้ล้วนตั้งอยู่ริมขอบของปากปล่องภูเขาไฟดังกล่าว ที่ไม่ควรพลาดไปเที่ยวชม 2. ตามล่าหาหมี ตัวมัสคอตของคุมาโมโตะคือ หมีสีดำเพศผู้แสนน่ารักที่ชื่อว่า คุมะมง (Kumamon) และความน่ารักนี้ก็ทำให้เจ้าหมีมัสคอตตัวนี้โด่งดังไปทั่วโลกและสามารถสร้างรายได้ถึง 293 ล้านเยนในปีที่ผ่านมา อีกทั้งได้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสัมพันธ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่นหรือแม้แต่การเป็นผู้บรรยายที่ฮาร์วาร์ด นักท่องเที่ยวที่มาเยือนคุมาโมโตะจะพบเห็นหน้าของเจ้าหมีตัวนี้ทุกหนทุกแห่ง แต่หากอยากพบตัวจริงแบบตัวเป็นๆ ก็ต้องที่ จัตุรัสคุมะมง (Kumamon Square) คุมะมง สร้างโดยรัฐบาลท้องถิ่นของจังหวัดคุมะโมะโตะ ในปี พ.ศ. 2553 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกับการเปิดเส้นทางการเดินรถไฟชิงกันเซ็งสายคิวชู ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาค จากนั้นไม่นานคุมะมงก็ได้รับความนิยมไปทั่วประเทศญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว ในปลายปีเดียวกันคุมะมงได้รับการโหวตจากชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศจนได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดตุ๊กตาสัญลักษณ์จากจำนวน 350 ตัวที่แต่ละท้องถิ่นส่งเข้าประกวด 3. ปราสาทดั้งเดิม ญี่ปุ่นนั้นเต็มไปด้วยปราสาทมากมาย แต่ ปราสาทคุมาโมโตะ-โจ นั้นนับเป็นหนึ่งในปราสาทที่ยิ่งใหญ่และน่าประทับใจเป็นที่สุด ซึ่งตัวปราสาทส่วนใหญ่นั้นได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ตามแบบฉบับของยุคศตวรรษที่ 17 ด้วยฝีมือที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพระราชวังฮอนมารุ โกเทน (Honmaru Goten Palace) บ้านพักที่หรูหราของไดเมียว อีกทั้งต้นซากุระที่เรียงรายเป็นร้อยต้นบนสนาม ที่ทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการชมดอกซากุระบาน 4. ความสุของคนกินเนื้อ หากกล้าพอที่จะลิ้มลอง หนึ่งในเมนูจานพิเศษที่มีชื่อเสียงที่สุดในคุมาโมโตะก็คือ บะซาชิ (Basashi) หรือเนื้อม้าดิบ แต่ถ้าคิดว่าหรูหราเกินไป เนื้อคุโรกิว (Kurogyu เนื้อดำ) หรืออะคากิว (Akagyu เนื้อแดง) ก็เป็นตัวเลือกระดับไฮเอนด์ของท้องถิ่นที่น่าลิ้มลองเช่นกัน สำหรับผู้รับประทานมังสวิรัติต้องหลงรัก คะระชิ เร็นคอน (Karashi Renkon) ซึ่งเป็นรากบัวยัดไส้ด้วยพริกคะระชิสุดเผ็ด และอีกหลากหลายเมนูที่ชื่นชอบก็มีพร้อมบริการที่ร้าน Umasakura 5. รถไฟ A-Train อะมะกุซะ (Amakusa) หมู่เกาะทั้ง 120 เกาะที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของคุมาโมโตะ นั้นพร้อมมอบความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวด้วยวิวชายฝั่งที่เต็มไปด้วยผาหินขรุขระ ชายหาดยาวทรายขาวละเอียด สุดยอดการดำน้ำ การชมปลาโลมาตลอดปี หรือแม้กระทั่งไดโนเสาร์ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการเดินทางมาท่องเที่ยวที่นี่ คือ การนั่งรถไฟ A-Train โดย A นั้นย่อมาจากคำว่า Adult (ผู้ใหญ่) แต่อย่าจินตนาการถึงอะไรที่เซ็กซี่ เพราะมีเพียงแค่โบกี้บาร์เครื่องดื่มพ่วงไปด้วยเท่านั้น A-Train พร้อมให้บริการในวันสุดสัปดาห์และวันหยุดพักผ่อนในช่วงฤดูกาลการท่องเที่ยว ขอบคุณข้อมูลจาก www.jetstar.com