โปงราง

นิดๆหน่อยๆก็เอา เอ็นเอฟแอล สอบนิวอิงแลนด์โกงน้ำหนักลูกบอล
ข่าวกีฬา /  ซีแอตเติล ซีฮอว์กส์ / 

นิวอิงแลนด์ แพทริออทส์ ทีมดังแห่งศึกคนชนคน อเมริกันฟุตบอล เอ็นเอฟแอล กำลังถูกสอบสวนหลังมีการกล่าวหาพวกเขาว่าใช้ลูกบอลที่นิ่มเกินไปในการแข่งขันเกมชิงแชมป์สาย เอเอฟซี ในเกมชิงแชมป์สาย เอเอฟซี ที่ นิวอิงแลนด์ เปิดบ้านถล่มเอาชนะ อินเดียนาโปลิส โคลท์ส 45-7 มีการพบว่าลูกบอลที่ใช้ทำการแข่งขัน 11 จาก 12 ลูกมีลมอ่อนเกินไปคือมีอากาศน้อยกว่าสองปอนด์ต่อตารางนิ้วซึ่งทำให้ง่ายต่อการรับลูกบอลในสภาวะที่เปียกชื้นซึ่งอาจไปทำให้ทีมเจ้าถิ่นได้เปรียบในการเล่น รายงานข่าวระบุว่าหากมีการสวบสวนพบว่าผิดจริง นิวอิงแลนด์ อาจโดนลงโทษด้วยการเสียสิทธิ์ดราฟตัวผู้เล่นแต่คงไม่ร้ายแรงถึงขี้นโดนแบนไม่ให้ลงแข่งนัดชิง ซูเปอร์โบล์ว ที่จะดวลกับ ซีแอตเติ้ล ซีฮอร์คส์ แชมป์เก่าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ตามเวลาท้องถิ่นที่ ฟีนิกซ์ รัฐอริโซน่า

ครม.อนุมัติแก้สัญญาก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง
ก่อสร้าง /  รถไฟฟ้าสายสีแดง / 

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อนุมัติแก้ไขสัญญาก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงทั้ง 3 สัญญา โดยต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นกว่า 8 พันล้านบาท วันที่ 3 มกราคม 2558 พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนต เห็นชอบให้แก้ไขสัญญาก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ทั้ง 3 สัญญา ซึ่งเป็นวงเงินที่ต้องใช้เพิ่มขึ้น 8,140 ล้านบาท แบ่งเป็นสัญญาที่ 1 การก่อสร้างสถานีกลางที่บางซื่อ และศูนย์ซ่อมบำรุง วงเงิน 4,315 ล้านบาท เพื่อปรับทางวิ่งเข้า-ออก จาก 3 เส้นทางวิ่ง เพิ่มเป็น 4 ทางวิ่ง โดยแยกกันชัดเจนสำหรับรถไฟชานเมืองและรถไฟฟ้าทางไกล สัญญาที่ 2 งานโยธาสำหรับทางรถไฟตั้งแต่บางซื่อ-รังสิต วงเงิน 3,352 ล้านบาท และสัญญาที่ 3 งานระบบราง อาณัติสัญญาณ และขบวนรถไฟฟ้า วงเงิน 473 ล้านบาท  โดยขอให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาขยายวงเงินกู้ เพื่อให้ครอบคลุมกับค่าใช้จ่ายส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น MThai News

แพร่ภาพม๊อบประท้วง
กฏอัยการศึก /  ญี่ปุ่น / 

นายก ประยุทธ์ เยือนญี่ปุ่นถกทวิภาคี ขณะเพจเสรีไทยปราบกบฏ 2014 แพร่ภาพ ประชาชนประท้วงรัฐบาลไทยปมกฏอัยการศึก วันที่ 09 ก.พ. 58 จากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 8 ก.พ. เพื่อเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการตามคำเชิญนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 8-10 ก.พ. โดยพล.อ.ประยุทธ์ มีกำหนดการที่จะหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจที่สำคัญระหว่างไทยและญี่ปุ่น ได้แก่ ความร่วมมือระบบรางของไทย การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และการส่งเสริมการค้าและการลงทุน ขณะเดียวกัน แฟนเพจ"เสรีไทยปราบกบฏ 2014" มีการเผยแพร่ภาพประชาชนกลุ่มหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ยืนถือป้ายผ้าโจมตีรัฐบาล และบางคนได้ถือป้ายรูปนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ นักข่าวรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่นที่ถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์สลายม็อบแดงเมื่อปี 53 โดยทั้งหมดได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกกฎอัยการศึก ภาพ เฟซบุ๊ก เสรีไทย ปราบกบฎ 2014 MThai News 

10 โลเคชั่นถ่ายรูปรับปริญญา ที่จะทำให้ดูเป็นบัณฑิตแบบชิคๆ คูลๆ
ถ่ายรูปรับปริญญา /  ชิคๆคูลๆ / 

เป็นบัณฑิตจบการศึกษาทั้งที แน่นอนกิจกรรมยอดฮิตที่ทุกคนต้องทำก็คือการถ่ายรูปใส่ชุดครุยไว้เป็นที่ระลึก แต่ถ่ายโลเคชั่นข้างในมหา'ลัยอย่างเดียวอาจจะเป็นภาพความประทับใจที่ใครก็มี วันนี้Yenta4.com เลยขอแนะนำ 10 โลเคชั่นสำหรับการถ่ายรูปรับปริญญา ที่จะช่วยให้การใส่ชุดครุยของบัณฑิต ดูคูลๆ ชิคๆ ซึ่งโลเคชั่นที่เรานำมาแนะนำนี้ได้นำภาพสวยๆ มาจากผลงานของช่างภาพในประเทศไทยมาให้ได้ชมกัน จะมีสถานที่ไหนบ้างนั้น ไปดูกันเลย 10 โลเคชั่นถ่ายรูปรับปริญญา ที่จะทำให้ดูเป็นบัณฑิตแบบชิคๆ คูลๆ Photo: Maneemajai Photographer 1.สนามหญ้าสีเขียวๆ และท้องฟ้าสดใส โทนสีเขียวของสนมหญ้า กับสีของท้องฟ้าสดใส ยิ่งมีปุยเมฆสีขาวตัดสลับด้วยแล้ว ได้ฟีลลิ่งบัณฑิตสาวสดใสเริงร่า ท้าแสงแดด สดชื่นดีนะ แนะนำท่าโพสต์ชูมือขึ้นแล้วกระโดดลอยตัว อารมณ์ประมาณว่า เย้! ดีใจจังจบแล้วเว้ยยย Photo: จะโอ๋ ช่างภาพ Photo: Maneemajai Photographer Photo: Maneemajai Photographer 2.ไปนั่งบนไวน์กิ้ง คูลมากกกก คูลสุดๆ (หมายถึงลมเย็นน่ะ) แนะนำระหว่างโพสต์ท่าถ่ายรูป ไม่ต้องทำไรมากกกกก แค่กรี๊ดๆๆๆให้ดังๆ ก็พอ ได้ฟีลลิ่งสนุกแบบสุดโต่งอะบอกเลย ใครจะขึ้นไปยังไงก็พกยาดมด้วยแล้วกัน^^ Photo: Maneemajai Photographer 3.บนเรือ ลมพัดผมพริ้วๆ ชีวิต Slow Life อารมณ์แบบเหม่อๆ ลอยๆ หรือถ้าใครรู้สึกว่าเนิบไปช้าไป อยากตื่นเต้น! ให้ลองไปนั่งเรือด่วนก็ได้ แต่ผมคงไม่แค่พริ้ว น่าจะกระเจิงเลยนะนั่น!! Photo: Maneemajai Photographer 4.สระว่ายน้ำ เวลาที่แสงแดดกระทบกับผิวน้ำระยิบระยับ จะช่วยให้ตัวนางแบบที่สวมชุดครุยดูโดดเด่น ถือห่วงยาง สวมแว่นตาเพิ่มเข้าไปหน่อย หูยยย อะโลฮ่าาาาาาา สุดๆ Photo: Maneemajai Photographer 5.ดาดฟ้า เน้นมุม Landscape ภาพถ่ายมุมกว้าง ที่มีม่านหลังเป็นท้องฟ้าสีคราม จะทำท่านั่ง หรือจะยืนเอามือบังแดด เป่าลูกโป่ง ก็แล้วแต่สไตล์ Photo: Maneemajai Photographer Photo: Maneemajai Photographer Photo: Maneemajai Photographer 6.ใต้ต้นไม้ หลังใบไม้ ตรงไหนก็ได้ที่มีต้นไม้ จะถ่ายกับลำต้นสีน้ำตาล หรือหลังใบไม้สีเขียวๆ เวลาถ่ายต้องแบบหน้าเบลอ หลังชัดนะ เหมือนแอบๆ กลัวใครจะเห็น (ฮ่าๆๆ) Photo: Maneemajai Photographer Photo: Maneemajai Photographer อยู่หลังใบไม้เข้าไว้ ให้เห็นใบหน้านิดๆ แววตาหน่อยๆ Photo: Panutatfoto Photo: Panutatfoto 7.ท่ามกลางท้องทุ่ง ผืนดิน แผ่นหิน โลเคชั่้นนี้จะเน้นไปที่พื้นผิวด้านล่างที่นางแบบยืน จะเป็นนั่งท่ามกลางโขดหิน ยืนท่ามกลางทุ่งดอกไม้ ทุ่งหญ้า หรือแผ่นดินแห้งผากได้หมด Photo: Maneemajai Photographer Photo: Maneemajai Photographer Photo: นพดล ชูวงษ์วาลย์ Photo: Maneemajai Photographer 8.กำแพง จะกำแพงสีสดๆ กำแพงอิฐเก่าๆ วินเทจ หรือเพนท์ลายอะไรก็แล้วแต่ ขอให้เป็นกำแพง ท่าไม้ตายยืนตัวตรงๆ ทำหน้านิ่ง หรือจะทำหน้าทะเล้นๆ ก็แล้วแต่ อีกท่าที่ช่วยให้ดูชิคได้คือ ถ่ายแบบโผล่หน้า โผล่ตัวมาให้เห็นแบบครึ่งๆ โอโห้ เท่ไหมละ? Photo: Panutatfoto Photo: Maneemajai Photographer Photo: Maneemajai Photographer Photo: ผู้ชายนับสาม Photo: นพดล ชูวงษ์วาลย์ Photo: จะโอ๋ ช่างภาพ 9.รถไฟ รางรถไฟ หรือบนตัวรถไฟ เป็นโลเกชั่นที่ดูคลาสสิค อย่าลืมใส่แว่นทรงเรย์แบรนด์เพิ่มเข้าไปด้วยนะ เวรี่เก๋มากบอกเลย Photo: นพดล ชูวงษ์วาลย์ Photo: นพดล ชูวงษ์วาลย์ Photo: นพดล ชูวงษ์วาลย์ 10.ทะเล คงเป็นภาพที่หยิบขึ้นมาดูกี่ครั้งก็รู้สึกสบายตา สบายใจ ผืนทะเล กับแผ่นฟ้าขนาดใหญ่ ที่ขนานกันไม่มีวันมาบรรจบ Photo: Maneemajai Photographer Photo: Maneemajai Photographer ลองซ้อมโพสต์ท่า หรือลิสต์สถานที่ที่อยากถ่ายไว้เลยน้า พร้อมเมื่อไรก็นัดช่างภาพ แล้วลุยออกไปถ่ายเลย ขอให้สนุกกับการถ่ายรูปนะจ๊ะ ^^ ข้อมูลจาก Yenta4.com

รถไฟฟ้า บางซื่อ-รังสิต 'ได้ใช้แน่'ไม่เกินปี 2561.
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

ร.ฟ.ท. เผยหลังจัดประชุมรับฟังความเห็น งานบริการที่ปรึกษาทบทวนและออกแบบรายละเอียด โครงการรถไฟฟ้า สายบางซื่อ-รังสิต นายจเร รุ่งฐานีย วิศวกรใหญ่ฝ่ายโครงการพิเศษและก่อสร้าง หรือ ร.ฟ.ท. เปิดเผยว่า  ได้เปิดประชุมรับฟังความเห็น งานบริการที่ปรึกษาทบทวนและออกแบบรายละเอียด โครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลสายสีแดง ช่วง บางซื่อ-รังสิต โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน เพื่อทบทวนโครงการดังกล่าว และรองรับการเดินรถไฟ ในประเภทต่างๆ ในอนาคต ได้เเก่  รถไฟทางไกล รถไฟขนส่งสินค้า รถไฟชานเมือง รถไฟเชื่อมท่าอากาศยาน และรถไฟขนาดทางมาตรฐาน 1.435 เมตร ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ กระทรวงคมนาคม โดยการปรับแบบดังกล่าวใช้งบประมาณ 8,130 ล้านบาท ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. แล้วก่อนหน้านี้ สำหรับรายละเอียดในสัญญาที่ 1 งานก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อและศูนย์ซ่อมบำรุง จะปรับความยาวชานชาลา จาก 230 เมตร เป็น 630 เมตร เพิ่มการจอดขบวนรถไฟขนาดทางมาตรฐาน 12 ชานชาลา ปรับโครงสร้างทางรถไฟช่วงเข้า-ออกสถานี จาก 3 เป็น 4 ทาง และสัญญาที่ 2 งานโยธาสำหรับทางรถไฟช่วงบางซื่อ-รังสิต ได้ปรับแก้ไขทางรถไฟและสถานีรายทางจาก 3 เป็น 4 ทาง รวมทั้งปรับแผนสถานีดอนเมืองให้สามารถรองรับรถไฟได้หลายรูปแบบ อาทิ รถไฟเชื่อมท่าอากาสศยาน รถไฟทางไกล และรถไฟฟ้า ส่วนความก้าวหน้า การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง สัญญาที่ 1 มีความก้าวหน้าถึงสิ้นเดือน ม.ค.2558 หรือ 17.87% สัญญา 2 ความก้าวหน้า 32.41% ขณะที่สัญญาที่ 3 งานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งการจัดหารถไฟกำลังพิจารณาต่อรองราคาและหาผู้รับจ้าง คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ไม่เกินปี 2561 MThai News

วิธี การตรวจรับบ้าน ก่อนโอน เรื่องควรรู้ก่อนเซ็นรับบ้าน
โอนบ้าน /  ไฟฟ้า

วันนี้ Decor.MThai ได้นำ วิธี การตรวจรับบ้าน ก่อนโอน เรื่องควรรู้ก่อนเซ็นรับบ้าน มาฝากเพื่อนๆ ค่ะ การตรวจรับบ้าน เรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนโอนบ้านมาเป็นของเรา เพื่อให้เจ้าของบ้านไม่ต้องมานั่งปวดหัวภายหลังควรตรวจเช๊คให้ดี เพราะถ้าเราเซ็นรับบ้านแล้ว ทางโครงการจะไม่ค่อยเซอร์วิสเราเท่ากับที่เรายังไม่ได้เซ็นรับ เพราะฉนั้นเราควรตรวจให้ละเอียดว่ามีส่วนไหนควรซ่อม ควรปรับปรุงใหม่ก่อนที่จะโอน ว่าแล้วมาดู วิธีการตรวจรับบ้านก่อนโอน กันเลยดีกว่าค่ะ วิธี การตรวจรับบ้าน ก่อนโอน เรื่องควรรู้ก่อนเซ็นรับบ้าน 1. พื้นที่นอกบ้าน ขอบคุณภาพ : tanacsadoceg.hu พื้นที่นอกบ้าน : รั้วและประตูถือเป็นส่วนแรกก่อนเข้ามาในตัวบ้าน แต่ก็เป็นส่วนที่สำคัญไม่แพ้ตัวบ้านนะคะ มาเริ่มตรวจกันเลย - ถ้าในกรณีที่เป็นประตูบานเปิด ประตูที่ดีควรจะเปิดได้สะดวกไม่รู้สึกหนัก ไม่ติดอะไร แต่ก็ต้องไม่ลื่น หรือหลวมจนเกินไปค่ะ - ถ้าเป็นประตูบานเลื่อน เวลาเลื่อนไม่ควรมีความรู้สึกฝืดๆ เลื่อนแล้วไม่ตกราง ถ้าเป็นประตูเหล็กก็ควรตรวจเช็คเรื่องสีกันสนิมให้ดีค่ะ 2. ผนังด้านนอก ขอบคุณภาพ : torontocaribbean.com ผนังด้านนอก : ตรวจดูรอยร้าวรอบๆ บ้าน จุดนี้ต้องตรวจให้ดีนะคะ ถ้ามีรอยราวก็แจ้งกับทางวิศวกรที่เดินตรวจงานกับเรา ถ้าเพื่อนๆ เห็นรอยร้าวไม่ต้องกังวลไปนะคะการฉาบปูนอาจจะมีการล่อน การยืดหยุนของเนื้อปูนได้ ไม่ได้เป็นที่โครงสร้างราวค่ะ แต่ก็ต้องดูรอยด้วยนะคะถ้าลึกหรือไม่ลึก ถ้าลึกมากก็ควรให้เขาฉาบให้ใหม่ แต่ถ้ารอยไม่ลึกก็ให้เขาโป๊สีให้ใหม่ 3. ตรวจสอบพื้น ขอบคุณภาพ : www.mikeschurhomeinspections.com ตรวจสอบภายนอกบ้านกันไปแล้ว ก็เข้ามาภายในบ้านกันบางนะคะ พื้น : ตรวจสอบด้วยการการสังเกต และการสัมผัส เช่นว่าพื้นผิวเรียบดี หรือแอ่น และโก่งให้มั้ย วิธีง่ายๆ คือการนำลูกแก้ววางบนพื้น และห่างกันประมาณ 10 ซม. แล้วดูว่าลูกแก้วไหลไปทางไหน ถ้าไหลไปรวมกันแสดงว่าพื้นเป็นหลุม แต่หากจุดไหนมีลูกแก้วติดอยู่แสดงว่าพื้นปูดค่ะ - ถ้าปูพื้นด้วยกระเบื้อง สังเกตุง่ายๆ ว่าพื้นโป่งหรือไม่ ให้ใช้เหรียญบาทเคาะที่พื้นดูว่ามีเสียงที่พื้นหรือเปล่า หากมีให้ม๊ากจุดไว้เพื่อให้ทางโครงการปรับแก้ เพราะพื้นกระเบื้องอาจจะโก่งได้ 4. ระบบสุขาภิบาล ขอบคุณภาพ :  www.grandjunctionhomeinspection.com งานระบบสุขาภิบาล : การทดลองคือต้องเปิดก๊อกน้ำเพื่อดูการไหลของน้ำ ตรวจดูการทำงานของวาล์วทุกตัวว่าใช้งานได้ไหม ตรวจดูว่าช่องน้ำล้นทำงานได้ดีหรือไม่ โดยการขังน้ำไว้ในเครื่องสุขภัณฑ์ อย่างอ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ หรืออ่างล้างจาน จนน้ำเต็ม แล้วคอยดูว่าน้ำไหลระบายได้สะดวกไหม แล้วปล่อยน้ำออกทันที ถ้าน้ำไหลไม่สะดวก เกิดเสียงดังปุดๆ สันนิษฐานได้ว่าไม่มีท่ออากาศ ท่ออากาศอุดตัน หรือทำท่ออากาศเล็กเกินไป 5. ระบบไฟ ขอบคุณภาพ : drindianarealty.com ระบบไฟ : ตรวจสอบง่ายๆ ให้เปิดไฟในบ้านและนอกบ้านทุกดวง เพื่อตรวจดูว่าสามารถใช้งานได้ครบทุกดวงหรือไม่ ทดลองใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เพื่อดูการทำงาน สำหรับสวิตช์ไฟฟ้าให้ลองเปิด ปิด เตรียมอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เสียบปลั๊กไปด้วย ถ้าทางที่ดีนำอุปกรณ์วัดไฟไปก็จะดีที่สุดนะคะ 6. การระบายน้ำ การระบายน้ำ : ให้ลองเอาน้ำมาราด หรือฉีดน้ำให้ทั่วพื้นที่ แล้วสังเกตดูทิศทางการระบายน้ำ ว่าไหลลงสู่ท่อระบายน้ำหรือไม่ ความลาดเอียงของพื้นเพียงพอให้น้ำระบายได้อย่างสะดวกหรือเปล่า ผิวพื้นยุบตัวเกิดเป็นแอ่งน้ำขังหรือไม่ หากเกิดอาการที่ว่าก็ควรแก้ไข อนุโลมไม่ได้ 7. ผนัง ขอบคุณภาพ : bucks.blogs.nytimes.com ผนัง : ที่มีลักษณะเหมือนการแตกลายงาที่พื้นผิว ซึ่งเกิดจากการแยกตัวของปูนฉาบที่แห้งไม่สม่ำเสมอกัน สามารถแก้ไขได้ด้วยการโป๊สี บางรอยเกิดจากปูนฉาบล่อน เพราะไม่เกาะตัวกับวัสดุก่อผนัง วิธีแก้ไขคือ การสกัดปูนฉาบหน้าออกแล้วฉาบทับใหม่ แต่งสีให้เหมือนเดิม 8. ฝ้าเพดาน ขอบคุณภาพ : www.floridainspectioncenter.com ฝ้าเพดาน : ให้ตรวจสอบรอยต่อของตัววัสดุจะต้องได้แนวฉาก แผ่นฝ้าไม่เป็นริ้วคลื่นจนขาดความสวยงาม เว้นระยะห่างเท่ากันตลอด ฝ้าเพดานที่ปิดโครงหลังคา จะต้องสังเกตดูว่ามีร่องรอยน้ำรั่วมาจากหลังคาหรือไม่ ถ้ามีก็ควรบอกให้ช่างแก้ไข หาสาเหตุของน้ำรั่วซึม 9. หลังคา ขอบคุณภาพ : roofingsidingva.com หลังคา : การตรวจสอบไม่ให้มีการรั่วซึมของน้ำ สามารถทำได้ด้วยการฉีดน้ำให้ทั่วหลังคา แล้วตรวจดูว่ามีการรั่วซึมหรือไม่ โดยการสังเกตร่องรอยน้ำหยดที่พื้นหรือคราบน้ำที่ฝ้าเพดาน 10. งานสี ขอบคุณภาพ : www.keytrustproperties.com งานสี : เรื่องนี้เป็นการตรวจสอบที่ง่ายมากคือ ให้ดูที่ความสม่ำเสมอของเนื้อสี ความกลมกลืน สม่ำเสมอ ไม่มีรอยด่าง เนื้อสีไม่ลอกหลุดล่อน ส่วนใหญ่ส่วนนี้ทางโครงการจะทำมาดีไม่ค่อยมีที่ติเพราะตรวจสอบง่าย 11. ประตู หน้าต่าง ประตู หน้าต่าง : ตรวจดูอุปกรณ์ประกอบต่างๆ ทั้งมือจับ บานพับ กลอนประตู หน้าต่าง ติดตั้งได้เรียบร้อยหรือไม่ ตำแหน่งในการติดตั้งต้องถูกต้อง ได้แนวได้ระดับดูสวยงาม ไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งจนใช้งานลำบาก การเจาะรูกลอนประตู หน้าต่างต้องเรียบร้อย ไม่ฉีกหรือแหว่ง ตำแหน่งของรูกลอนต้องพอดีกับกลอน ไม่หลวมหรือฟิตจนเกินไป ต้องลองใช้งานให้ประตู หน้าต่างทุกบานปิด เปิดได้สะดวก ไม่ติดขัดหรือเกิดเสียงดังขณะใช้งาน กลอนและกุญแจทุกตัวใช้งานได้จริง ลูกฟักบนบานประตูได้ดิ่ง ได้ฉาก ได้ระดับ ขนาดของกรอบบานลูกฟักเจาะเป็นช่องขนาดเท่ากัน เรียบเรียงโดย  : ส้มจี๊ด

งมงายหรือสวยงาม หินสีนำโชค เสริมดวงได้จริงหรือ?
ทับทิม /  ลาพิส ลาซูลี / 

แม้ปัจจุบันจะเป็นยุคแห่งเทคโนโลยี แต่เรื่องความเชื่อในเรื่องโชครางก็คงได้รับความสนใจไม่ได้หายไปตามกลาลเวลาแต่อย่างใด ผู้คนต่างพากันสรรหาของมงคลต่างๆเข้ามาเพิ่มความมั่นใจเพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตตัวเอง แต่ถ้าจะให้พูดถึงสิ่งที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้คงจะหนีไม่พ้น "หินนำโชค" ซึ่งปัจจุบัน "หินนำโชค" ได้มีการปรับเปลี่ยนนำหินนำโชคมาดัดแปลงเป็นเครื่องประดับหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น กำไร ต่างหู สร้อยคอ ฯลฯ เรียกได้ว่าถูกอกถูกใจคนทั่วไปรวมไปถึงเหล่าดาราคนดังหลายท่านเลยทีเดียว เพราะนอกจากรูปลักษณ์ที่สวยงามของมันแล้ว บุคคลที่มีหินนำโชคยังเชื่อว่าพลังจากหินที่มอบให้จะช่วยเรื่องหน้าที่การงาน เรื่องเงิน เรื่องความรัก หรือแม้กระทั่งเรื่องสุขภาพ สำหรับราคาของหินนำโชคก็เริ่มตั้งแต่หลักร้อยบาทและสูงถึงหลักหมื่นกันเลยทีเดียว ก่อนที่จะไปรู้จักความหมายของหินแต่ละชนิดเราไปทำความรู้จักก่อนว่าหินนำโชคมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เดิมศาสตร์ของจีนโบราณ มีการใช้หินเพื่อการบำบัดโรคมานานแล้ว ในอียิปต์โบราณ กรีก และประเทศในเอเชียตะวันออกหลายแห่ง ก็มีหลักฐานแสดงถึงการนำหินมาใช้ในการรักษาโรค โดยมีหลักฐานเก่าแก่ที่กล่าวอ้างถึงการรักษาสุขภาพ ปรากฏอยู่บนกระดาษปาปิรุสของอียิปต์ที่มีอายุราว 1,500 ปี ความนิยมของหินจะขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละประเทศ อย่างประเทศเปรู จะนิยมหินสีดำที่ได้จากพื้นดินที่ดำสนิทเท่านั้น ซึ่งหมายถึงความมั่นคงของประเทศชาติ สำหรับการใช้หินเพื่อการบำบัดนั้น เพิ่งจะแพร่หลายกันมาไม่นานนัก แต่ความเชื่อในด้านโชคลาง สวมใส่เป็นเครื่องประดับแล้วจะส่งเสริมสิริมงคล เสริมอำนาจบารมี หรือปกป้องคุ้มครองนั้นมีมานานแล้ว แต่ละชนิดมีความหมายและคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างไรวันนี้เราจะมาแนะนำให้รู้จักกัน - อเมทิสต์ (Amethyst) หินแห่งจิตวิญญาณที่สูงส่ง จะมีสีม่วงเข้ม เชื่อกันว่าเป็นหินที่มีพลังในการถ่ายทอดสูง ช่วยทำให้รับรู้ทางประสาทสัมผัสได้เป็นอย่างดี อเมทิสต์จะมีเส้นแรงเหนี่ยวนำทำให้ระบบประสาทสงบลง คนที่ตื่นเต้นสวมใส่สร้อยแล้วก็จะสงบลงขจัดความเครียด รักษาโรคนอนไม่หลับได้ด้วย - เทอร์ควอยซ์ (Turquoise) หินแห่งพลังอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ เป็นหินสีเขียวไข่กาหรือสีน้ำทะเล เชื่อกันว่าเป็นตัวแทนของพลังอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ มีคุณสมบัติในการบำบัดรักษาโรค - หยก (Jade) หินแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ชาวจีนโบราณเชื่อว่าหยกเป็นหินศักดิ์สิทธิ์ ช่วยปกป้องคุ้มครอง นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง ส่งเสริมความก้าวหน้า ช่วยให้มีอายุยืนและสุขภาพแข็งแรง นอกจากนี้นี้หยกยังเหมาะกับผู้ที่มีจิตใจอ่อนไหวและท้อแท้ เพราะเชื่อกันว่าหากสวมใส่หยกแล้วจะช่วยสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ - ลาพิส ลาซูลี (Lapis Lazuli) หินแห่งเทพเจ้า ลาพิส รู้จักกันในนามของแซฟไฟร์ (Sapphire)มีสีน้ำเงินครามและสีน้ำเงินปนเขียว เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจและเกียรติอันสูงส่ง และคอยปกป้องภัยอันตรายต่าง ๆ - ทับทิม (Ruby) เป็นแร่ที่มีสีแตกต่างกันไป ตั้งแต่สีแดง สีชมพู สีม่วง เป็นหินที่ใช้เป็นเครื่องราง มาตั้งแต่สมัยโบราณ เพิ่มความกล้าหาญ และความสง่างาม ให้แก่เจ้าของ เป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก กล้าแสดงออก ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และบำบัดโรค - ไหมทอง จะมีลักษณะเป็นควอตซ์แล้วมีเส้นๆ สีทองอยู่ข้างใน ใส่เป็นสร้อย กำไล ไว้รักษาพวกอาการเข่าอักเสบหรือเมื่อย อย่างไรก็ตามนี่ถือเป็นส่วนหนึ่งของหินนำโชคเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วหินนำโชคยังมีให้เลือกใช้และศึกษาอีกมากมายสำหรับผู้ที่กำลังหาที่พึ่งทางจิตใจ หินนำโชคอาจจะทำให้คุณมั่นใจมากขึ้นก็เป็นได้ MThai News 

ซูเปอร์บอร์ดไฟเขียว ล้างหนี้ให้ ร.ฟ.ท. 8 หมื่นล้าน!
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

ซูเปอร์บอร์ดไฟเขียว ล้างหนี้ให้ ร.ฟ.ท. ยกที่ดิน 3 แปลง มักกะสัน สถานีแม่น้ำ บริเวณกม.11 ให้คลังบริหาร ล้างหนี้8หมื่นล้าน การประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ คนร. หรือซูเปอร์บอร์ด ซึ่งที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วานนี้ (26 ม.ค.) ได้มีการพิจารณาแผนฟื้นฟูของ บริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน ,การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. ภายหลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าที่ประชุม เห็นชอบแผนฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาขาดทุน 4 - 5 รัฐวิสาหกิจ โดยหลักการการแก้ปัญหาคือเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ในส่วนของการแก้ปัญหาหนี้สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ร.ฟ.ท. ที่มีภาระหนี้สินในปัจจุบันประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ที่ประชุมได้หารือถึงปัญหาดังกล่าวโดยมองว่า ควรแก้ปัญหานี้เพื่อให้ รฟท.มีความพร้อมรองรับการบริหารงานโครงการระบบรางที่รัฐบาลจะมีการก่อสร้างในอนาคต โดยกระทรวงการคลังเสนอว่าควรจะมีการนำที่ดินที่มีศักยภาพของ รฟท.มาบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทางด้าน นายกุลิศ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการร.ฟ.ท. โดยให้กระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังหารือร่วมกัน ถึงแนวทางการบริหารจัดการหนี้สิน ที่ รฟท.จะโอนสิทธิการใช้ที่ดินให้คลัง เช่น ที่ดินบริเวณมักกะสัน ที่ดินสถานีบริเวณแม่น้ำ และที่ดินบริเวณ กม.11 (บริเวณบ้านพักรถไฟ) หลังบริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) แลกกับภาระหนี้ 8 หมื่นล้านบาท MThai News

รักแล้วอย่าลืมเคารพกัน ! 10 วิธีทำให้ คู่รัก เคารพกัน และกัน
คู่รัก /  เคารพกัน / 

โอ้วซาร่า : คุณยังต้องตบตี ฟาดฟัน กับ คู่รัก คุณอยู่เรื่อยไปใช่มั้ย นั่นก็เพราะว่าคุณอาจจะยังไม่รู้ถึงรูปแบบความสัมพันธ์ที่ดีไงหล่ะ โอ้วจอร์จ : งั้นฉันควรจะทำอย่างไรให้เขาและฉันเคารพซึ่งกันและกันหล่ะ โอ้วซาร่า :  มันง่ายมากเลย เพียงแค่คุณลองทำตาม 10 วิธีนี้รับรองคุณและ คู่รัก ของของคุณจะเคารพซึ่งกันและกันและความรักของยาวนานชัวร์ อ๋ออย่าลืม ถ้าคุณปฏิบัติตามภายใน 30 นาทีนี้ รับไปทันทีความรักที่ดีจากแฟนของคุณ 1. รู้จักพื้นฐานทั่วไปของคำว่าความสัมพันธ์ก่อน การสอน และ การเรียนรู้ เป็นพื้นฐานทั่วไปของความสัมพันธ์ซึ่งจะพัฒนาต่อไปยังคำว่าครอบครัว เพราะฉะนั้นคุณต้องรู้จัก บอกกัน ฟังกัน ปรึกษากัน ที่สำคัญ ไว้ใจซึ่งกันและกัน (ถ้าเค้าน่าไว้ใจนะ 55+) 2. อย่าด่วนใจเร็ว มันคงต้องใช้เวลาสำหรับการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน คุณลองคิดถึงตอนที่คุณเริ่ม บวก ลบ คูณ หาร เลขตอนเด็กๆสิคุณใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเข้าใจมัน แล้วประสาอะไรกับคนหนึ่งคนที่ความซับซ้อนมากกว่า ไม่รู้กี่แสนกี่ล้านเท่า เพราะฉะนั้น อย่ามีเซ็กซ์กันเขาจนกว่าคุณจะมีความสัมพันธ์ที่มั่นคง (แต่ถ้ามีไปแล้วก็พยายามเรียนรู้เค้าให้มากขึ้นและกันนะ) 3. มองหาความน่าสนใจอื่นๆด้วย มองหาสิ่งอื่นที่น่าสนใจบ้าง พอคุณมีแฟนคุณอาจจะลืมสนใจเพื่อน สนใจสิ่งที่เคยทำ มาสนใจแต่แฟน ไม่ได้นะ ต้องรักษาบุคลิคความเป็นตัวเองแต่ก่อนด้วย บางทีคุณอาจจะชวนเขามาเจอเพื่อนบ้าง เขาอาจจะชวนคุณดูฟุตบอลบ้างก็ลองๆดูบ้างนะจ๊ะ 4. ให้ที่ว่างกันและกัน คุณต้องให้ที่ว่างเขาบ้าง ไม่ใช่ทุกโมเมนต์อะไรก็ที่รักจ๋า รักษามันเอาไว้อย่าให้มากเกินไปน้อยเกินไป อย่าทำให้เขารู้สึกต้องทำเพื่อคุณและคุณต้องทำเพื่อเขา 5. เรียนรู้ในการแสดงความรัก ผู้หญิงบางคนต้องการการจับมือ ต้องการสัมผัสทางรางกายกายบ้าง บางคนอยากให้มีของขวัญ บางคนอยากให้บอกฝันอันนี้ต้องเรียนรู้กันไปและหมั่นทำมันบ่อยๆนะจ๊ะ 6. อึด อดทน ทุกอย่างอาจจะไม่เป็นอย่างที่คุณหวังในระยะเวลาสั้นๆหรอก คุณต้องอดทนกว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง 7. ปกป้องคู่ของคุณ คุณต้องเคียงข้างเขาและปกป้องเขาเท่าที่จะเป็นไม่ได้ อย่าปล่อยผ่านเด็ดขาดนะ เพราะเวลาที่เขาถูกทำร้ายเขาต้องการคุณเสมอ 8. เรียนรู้ครอบครัว ครอบครัวเป็นส่วนสำคัญ เรียนรู้ครอบครัวของเขาจะบอกได้ว่าเขาเป็นอย่างไร 9. รับรู้ถึงสิ่งต่างๆที่ต่างคนต่างทำให้กัน ถึงแม้ว่างานล้างจานอาจจะเป็นงานที่สาวๆทำประจำ แต่คุณหนุ่มๆ ก็ไม่ควรจะมองข้าม ขอบคุณบ้างนะจ้า คุณสาวๆก็เช่นกันเวลามีมื้ออาหารไหนที่คุณหนุ่มจ่ายเงินก็อย่าทำเฉยๆจนเคยชินหล่ะ หัดพูดคำหวานๆกันบ้างนะ เช่น "ขอบคุณนะสำหรับสิ่งที่คุณทำ มันช่างพิเศษกับฉันจริงๆ" 10. ให้อภัย ทุกคนทำความผิดได้ คุณต้องรู้จักยกโทษบ้าง และที่สำคัญคุณต้องรู้จักที่จะหาทางออกร่วมกันที่จะไม่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นอีก เพียงแค่นี้ คุณก็จะรู้จักการเคารพกันและกันแล้ว เพราะการเคารพกันถือเป็นพื้นฐานที่คุณและคู่รักควรยึดไว้ให้มั่นเลยนะ ! ที่มา Femalefirst เรียบเรียงโดย Women Mthai Team

ครม.โละราคาประมูล 'เมกะโปรเจกต์' โดนถ้วนหน้า
การลงทุนภาครัฐ /  ครม. / 

มติครม.สั่งรื้อราคาประมูล เมกะโปรเจกต์ หลังราคาน้ำมันลง โครงการข้างท่อ 1,200 สัญญารอเซ็น 17,000 ล้านบาท ผู้รับเหมากุมขมับ โครงการยืดอีก 2 เดือน มติคณะรัฐมนตรี หรือครม.ออกมาตรการการดำเนินการปรับลดค่างานก่อสร้างของหน่วยงานภาครัฐ ทำให้งานประมูล เมกะโปรเจกต์ ทั่วประเทศดำเนินการล่าช้าจากแผนงานที่กำหนดไว้อีกอย่างน้อย 2 เดือน โดยนับจากโครงการที่ดำเนินการก่อนวันที่ 16 ธ.ค.57 ให้ยกเลิกการกำหนดราคากลางงานก่อสร้างเดิม ทั้งโครงการที่เปิดซองประกวดราคา หรือรับการเสนอราคา และอยู่ระหว่างลงนามสัญญาให้เจรจาต่อรองราคาค่างานกับผู้เสนอราคารายต่ำสุด รวมถึงโครงการที่กำลังเปิดซองประกวดราคา และโครงการที่กำหนดราคากลางงานก่อสร้าง ยังไม่ได้ประกาศประกวดราคา สอบราคา หรือประกาศร่างขอบเขตงาน หรือทีโออาร์ และให้กำหนดราคางานตามราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับปรุงใหม่เป็นฐานที่อยู่ในระหว่างคำนวณโดยคาดว่าโครการใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนทำให้โครงการ เมกะโปรเจกต์ ต่าง ๆ ล่าช้าออกไป ทั้งนี้ในการเปิดประมูลโครงการต่าง ๆ ที่ผ่านมาถ้านับเฉพาะในส่วนของโครงการขนาดใหญ่ ผู้รับเหมาที่สามารถประมูลงานได้ที่ต่ำกว่าราคากลางไม่มาก อาจจะประสบปัญหาทางด้านการบริหารต้นทุนหากมีการปรับลดราคากลางลงมา ดังนี้ สัญญาที่ 1 งานโยธา (หมอชิต-สะพานใหม่) รวมรื้อสะพานข้ามแยก ผู้เสนอราคาต่ำสุด คือ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือ ITD เสนอราคา 15,279.993 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 15,423 ล้านบาทอยู่ที่ 144 ล้านบาท สัญญาที่ 2 งานโยธา (สะพานใหม่-คูคต) ผู้เสนอราคาต่ำสุด คือ กลุ่มกิจการร่วมค้า UN-SH-CH (ยูนิค-ซิโนไฮโดร-ไชน่าฮาร์เบอร์) เสนอราคา 6,729 ล้านบาท ต่ำจากราคากลาง 6,738 ล้านบาท อยู่ที่ 9 ล้านบาท สัญญาที่ 3 งานศูนย์ซ่อมบำรุงรักษา และอาคารจอดรถ ผู้เสนอราคาต่ำสุด คือ กลุ่มกิจการร่วมค้า Stec-As (ซิโน-ไทยฯ และ เอ.เอส.แอสโซซิเอทฯ) เสนอราคา 4,042 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 4,079 ล้านบาท อยู่ที่ 37 ล้านบาท และสัญญาที่ 4 ออกแบบ จัดหาและติดตั้ง งานระบบรางรถไฟฟ้า ผู้เสนอต่ำสุดคือ กลุ่มกิจการร่วมค้า Stec-As (ซิโน-ไทยฯ และ เอ.เอส.แอสโซซิเอทฯ) เสนอราคา 2,842.772 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 2,869.491 ล้านบาทอยู่ที่ 27 ล้านบาท ซึ่งตามแผน รฟม.จะลงนามทั้ง 4 สัญญาพร้อมกันช่วง เม.ย.-พ.ค.นี้ และเริ่มงานก่อสร้าง มิ.ย. ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 4 ปี จะเปิดบริการ มิ.ย. 2562 ติดตามข่าวสาร 'การค้าการลงทุน' คลิ๊กเลย>>>>>>> ข้อมูล และภาพจาก ประชาชาติธุรกิจ MThai News

Dragon Phophet ส่งระบบแข่งขัน Dragon Arena Tournament
Dragon Phophet /  เกมส์ออนไลน์ / 

เกมส์ออนไลน์ Dragon Phophet (dpo.in.th) ทำการอัพเดตระบบใหม่อย่าง Dragon Arena Tournament สามารถนำมังกรตัวเก่งของเราจัดทีมแล้วนำไปสู้เหมือนใน Arena แต่ครั้งนี้เป็นการต้องสู้แบบทัวร์นาเม้นซึ่งเหล่านักรบมังกรต้องฝ่าฟันมังกรที่แข็งแกร่งตัวอื่นๆมากมายหลายหลายสายพันธุ์ เพื่อความเป็นที่หนึ่งและของรางวัลมากมาย ระยะเวลาการแข่งขัน ทุกวันเสาร์ - รับสมัคร เวลา 19.00 น. - 19.59 น. / แข่งขัน เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ระบบ Dragon Arena Tournament ให้คุยกับ NPC : Dragon Tournament Office จะมี 3 หัวข้อให้เราเลือก (Text ยังไม่สมบูรณ์ อยู่ในช่วงการแก้ไขขออภัยในความไม่สะดวก) หัวข้อที่ 1 : Dragon Tournament Rules - Dragon Tournament Office จะพูดกฎกติกาการแข่งขันมังกรใน Dragon Arena Tournament (Text ยังไม่สมบูรณ์ อยู่ในช่วงการแก้ไขขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ) ในส่วนนี้สามารถข้ามไปได้ หัวข้อที่ 2 : I want to create a Dragon Team. - เมื่อกด F คุยกับเขาแล้ว ในส่วนนี้เขาจะให้เราสร้างทีมมังกรสุดแข็งแกร่งของเราเพื่อเข้าแข่งขันไปชิงความเป็นที่ 1 กันค่ะ โดยแยกเป็นรายละเอียดให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ 1. สามารถนำมังกรจำนวน 3 ตัวที่ปรากฎใน (3.) มาใส่เพื่อเตรียมไปช่วงชิงความเป็นที่ 1 ในศึก Dragon Arena Tournament 2. สามารถเพื่อบัพให้กับมังกรเพื่อให้มังกรแข็งแกร่งขึ้นและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันมากขั้น ปุ่มที่ 1 : เมื่อกดจะเป็นการสุ่ม Encourage ใหม่ หากเราไม่พอใจกับ Encourage ที่มีอยู่เราสามารถกดสุ่มใหม่ได้เรื่อยๆ โดยใช้ Diamond 15 ในการสุ่ม Encourage ใหม่ 1 ครั้ง เมื่อกดใช้จะเห็นว่า Encourage เปลี่ยนไป เพื่อนๆสามารถกดเลือก Encourage ให้เหมาะสมกับมังกรได้จนกว่าจะพอใจเลย ปุ่มที่ 2 : เมื่อกดจะเป็นการใช้งาน Encourage ที่เราต้องการ โดย Encourage จะปรากฎในช่องว่าง "Encouragement Effect แบบทีม" ด้านบน โดยไม่ต้องใช้ส่วนผสมกำหนด แต่ต้องใช้ Diamond 10 (สามารถใช้งานได้มากสุด 2 บัฟ) ***Encouragement Effect แบบทีม คือ บัพบวกค่าพลังต่างๆที่ส่งผลต่อทีมังกรของเราตลอดจนจบ Dragon Arena Tournament ปุ่มที่ 3 : เมื่อกดจะเป็นการใช้งาน Encourage ในช่องว่าง "Encouragement Effect แบบทีม" ด้านบนโดยใช้ "ส่วนผสม" ที่ระบบกำหนด โดยไม่ต้องเสีย Diamond สามารถทำได้สูงสุด 3 ครั้ง (3/3) 3. เป็นส่วนของมังกรที่เข้าสามารถนำมาแข่งขันได้โดยแบ่งเป็น 3 ช่อง คือมังกรที่อยู่กับตัว มังกรในรังมังกร และมังกรในโกดัง 4. เป็นส่วนของข้อมูลการต่างๆ ในการแข่งขันของเรา อันดับ การแพ้ ชนะ และอื่นๆ หัวข้อที่ 3 : I want to join the Dragon Tournament. - ในหัวข้อที่ 3 นี้จะเข้าไปเพื่อยืนยันการเข้าร่วมต่อสู้ในทัวร์นาเม้นและสามารถชมการแข่งขันหรือเข้าไปเชียร์ทีมที่เราคิดว่าจะชนะเพื่อรับของรางวันเล็กๆ น้อยๆ จากทางทัวร์นาเม้นอีกด้วย (ไม่สามารถเข้าได้หากไม่ถึงเวลา Dragon Arena Tournament และเมื่อถึงเวลารับสมัครและเริ่มแข่งขันจะมีประกาศจากทางทีมงาน) กด "ลงทะเบียน" เพื่อสมัครเป็น 64 ทีมในการแข่งขัน Dragon Arena Tournament เมื่อได้ที่ว่างแล้วรอเวลาแข่งขัน (สามารถแข่งขันเข้าไปควบหรือจะปล่อยให้ AI เล่นอัตโนมัติก็ได้) เพื่อนๆ สามารถกดเชียร์ (รูปแตร) เพื่อทายผลผู้ชนะได้ และเพื่อนๆสามารถชมการแข่งขัน (รูปตา) เพื่อลุ้นผู้ชนะได้อีกด้วย การแข่งขันยังไม่จบจนกว่าพบ "ผู้ชนะ" Victory !!!!! สามารถเข้าไปชมและเชียร์มังกรของเราได้ การรับของรางวัลของผู้ชนะประจำสัปดาห์ เมื่อจบการแข่งขันของรางวัลในการประลองจะถูกส่งเข้า mailbox ผู้ได้รับรางวัลสามารถเข้าไปเช็คได้ รางวัลใหญ่ใน Champion's Chest คือมังกรแรร์ (ได้จากการสุ่ม) - Bright Spiked Dragon - Copper Cuff - Brilliant Blaze ระดับและของรางวัลใหญ่ หากคิดว่าความยิ่งใหญ่นี้จะจบเพียงสัปดาห์ต่อสัปดาห์ คุณคิดผิดเรายังรางวันใหญ่รอบ Monthly และ Quarterly โดยการเช็คที่ Leaderboard Leaderboard สามารถดูระดับ Top ของ Sv. ได้ ของรางวัลรอบ Monthly สามารถเข้าไปดูรายละเอียดของรางวัลได้ในเกมส์ ของรอบ Quarterly รางวัลมากมายจริงๆ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดของรางวัลได้ในเกมส์

14 ข้อที่ทำให้ญี่ปุ่นน่าอยู่ (ใช่มั้ย?)
ร้านอาหารในญี่ปุ่น /  สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น / 

ญี่ปุ่น ถือเป็นประเทศในฝันของใครหลายๆ คนนะครับ ก็สมควรอยู่หรอก เพราะประเทศเค้าสามารถพัฒนาด้านวัตถุได้ล้ำหน้าทัดเทียมชาวตะวันตก (อาจจะมากกว่าบางประเทศด้วยซ้ำ) แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายวัฒนธรรมดั้งเดิมของประเทศตัวเองด้วย แถมสาวๆ ก็น่ารักอีกต่างหาก 5555+ อาจจะมีใครยังไม่รู้เรื่องบางอย่างของพี่ยุ่น พอดีผมได้ forward mail มา อ่านแล้วบางอย่างก็ความรู้ใหม่นะเนี่ย 14 ข้อที่ทำให้ญี่ปุ่นน่าอยู่ (ใช่มั้ย?) 1. ที่ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะถนนจะโล่งแค่ไหน หรือจะเป็นตอนดึกที่ถนนว่างไม่มีรถซักคันแค่ไหน คนญี่ปุ่นจะไม่ข้ามถนนเลย แต่จะเดินไปจนเจอทางม้าลายและรอไฟเขียวให้คนข้ามถึงจะข้าม (เป็นระเบียบสุดยอดเลย)    2. การให้บริการลูกค้าในญี่ปุ่นเน้นเรื่อง Service Mind เป็นอย่างมาก หากไปญี่ปุ่นแล้วมีโอกาสไปห้างสรรพสินค้าหรือตามร้านต่างๆ ก็จะได้รับการบริการเหมือนเป็นพระเจ้าเลยล่ะ หลังจากซื้อของเสร็จ พนักงานจะคอยยืนส่งลูกค้าไปจนลับสายตา เพราะถือว่าหากลูกค้ามองกลับมาแล้วไม่เจอพนักงาน จะถือว่าเสียมารยาท 3. คนญี่ปุ่นมีอัตราการฆ่าตัวตายต่อปีที่สูง หนึ่งในวิธียอดนิยมคือ การกระโดดให้รถไฟทับตาย ... แต่รู้มั้ยว่าถ้าหากกระโดดให้รถไฟทับตาย พ่อแม่ญาติพี่น้องจะต้องเสียค่าปรับเป็นจำนวนที่แพงมหาศาล เพราะถือว่าทำความเดือดร้อนให้กับบริษัทรถไฟที่ต้องหยุดวิ่ง เพื่อทำความสะอาดรางและรถไฟ และต้องสูญเสียรายได้ (จะตายทั้งที ก็อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อนนะ ทางที่ดีอย่าตายดีกว่า)  4. ห้ามฟังเพลงจากหูฟัง ในขณะที่ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์หรือจักรยาน เพราะทำให้สมรรถภาพการขับขี่ลดลง หากตำรวจพบจะถูกปรับ 5. รวมถึงการซ้อนจักรยาน ถึงจักรยานจะมีเบาะให้ซ้อนก็ห้ามซ้อน เพราะตำรวจอาจเรียกได้ เบาะซ้อนมีไว้วางของ ยกเว้นเด็กเล็กที่ซ้อนได้ แต่ต้องนั่งเบาะพิเศษของเด็ก (หนุ่มสาวอดซ้อนสวีทกันครับ) 6. ที่ญี่ปุ่นไม่มีหมาจรจัด มีแต่แมวจรจัด ซึ่งก็มีน้อยมากๆ เพราะหมาจรจัด หรือสัตว์ที่ถูกทอดทิ้ง จะถูกเทศบาลจับไปหมด ได้ยินว่าถูกเอาไปฆ่าด้วย (สงสารน้องหมาอ่ะ T^T)  7. ถ้าลืมของไว้ที่ร้านอาหารหรือข้างทาง ไม่ต้องกลัวว่าจะหาย สองวันผ่านไปมันจะยังคงอยู่ที่เดิม (หรือทางร้านจะเก็บไว้ให้) เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจ ถ้าไปญี่ปุ่นแล้วเห็นมีหมวก ผ้าพันคอ กระเป๋า ขวนตามต้นไม้ เพราะคนที่เก็บได้เขาจะนำมาแขวนไว้ใกล้ๆ กับที่มีคนทำตก เพื่อให้เจ้าของกลับมาตามหาเจอ (ที่ไทย สองวินาทีหายเรียบ - -") 8. ของแฮนด์เมดที่ญี่ปุ่น ราคาแพงมากกกกกกกกกก คนญี่ปุ่นจะยกย่องและฮือฮามาก ถ้าคุณทำของแฮนด์เมดได้ เพราะถือว่ามีฝีมือสุดยอด (บ้านเราน่าจะเป็นงี้บ้างนะครับ) 9. คนท้องจะมีแท็กจากโรงพยาบาลให้พกติดตัวไว้ตลอดเวลาทุกครั้งที่ออกจากบ้าน เพื่อที่คนอื่นจะได้รู้ว่าคนนี้ท้อง และจะได้บริการให้เป็นพิเศษ เช่น ลุกให้นังบนรถไฟใต้ดิน (จะได้ไม่สับสนกะคนอ้วนลงพุง) 10. ห้องพักตามอพาร์ทเมนท์ คอนโดฯ และโรงพยาบาลที่ญี่ปุ่น จะไม่มีห้องหมายเลข 4 เพราะถือว่าเป็นตัวเลขอัปมงคล เนื่องจากอ่านออกเสียงพ้องกับคำที่แปลว่า "ตาย" 11. ร้านอาหารที่ญี่ปุ่น ไม่อนุญาตให้นำอาหารหรือเครื่องดื่มจากร้านอื่นมาทานในร้าน แม้กระทั่งน้ำเปล่าจาก 7-11 12. 7-11 หรือร้านสะดวกซื้ออื่นๆ มีห้องน้ำให้เข้าฟรี (ดีจัง) 13. เวลาทิ้งขยะที่เป็นขวดกล่องน้ำหรือนม จะต้องล้างขวดหรือกล่องนั้นให้สะอาดก่อนแล้วค่อยทิ้ง เพราะหากทิ้งลงไปทั้งอย่างนั้น ของข้างในอาจบูดเน่าและส่งกลิ่นเหม็น 14. ข้อสุดท้ายคงถูกใจชาว Travel MThai หลายๆคน เพราะที่ญี่ปุ่น สามารถยืนอ่านหนังสือโป๊หรือการ์ตูนโป๊ได้แจ่มๆ ไม่มีใครมองด้วยสายตาแปลกประหลาด (โอ้ววว!! ในฝันเลยยยยย 5555+)  

ผัวฉุน! เมียไม่ยอมมีเซ็กส์ด้วย สาดน้ำกรดใส่หน้า
ข่าวอินเดีย /  น้ำกรด / 

ตำรวจอินเดียรวบสามีโหดสาดน้ำกรดใส่ภรรยา หลังโมโหไม่ยอมให้มีเซ็กส์ด้วย ขณะที่ภรรยาเผยไม่ขอเอาความ เหตุต้องอยู่ด้วยกันต่อ ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข่าว เรื่องเซ็กซ์ไม่เข้าใครออกใคร ขึ้นชื่อว่ามนุษย์แล้วย่อมมีตัณหาเป็นธรรมดา แต่หากสามีภรรยาไม่ยอมร่วมมีเซ็กส์ด้วย ก็อาจจะเป็นเรื่องขึ้นมาได้ อย่างเช่นที่เมืองเจนไน ประเทศอินเดีย สามีเกิดโกรธจัด เนื่องจากภรรยาปฏิเสธไม่ยอมมีเซ็กส์ด้วย แถมยังถูกไล่ออกไปนอนนอกบ้าน ทำให้ฝ่ายสามีโมโห จึงลงมือสาดน้ำกรดใส่หน้าภรรยาแบบไม่ทันตั้งตัว ทราบชื่อผู้ก่อเหตุคือนาย กุปพาเรา วัย 40 ปี ช่างตัดเสื้อ อาศัยอยู่ในบริเวณโรงงานผลิตรางรถไฟ “ไอซีเอฟ” และเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา เขาออกไปดื่มสุรากับเพื่อนๆ จนเมามาย ก่อนจะขอมีเพศสัมพันธ์กับภรรยา แต่ถูกปฏิเสธพร้อมไล่เขาออกไปนอนนอกบ้าน กระทั่งเวลา03.00 น. เขาเดินไปหยิบเอาขวดน้ำกรดแต่มีสภาพเจือจางเล็กน้อยมาสาดใส่เธอทันที เพื่อนบ้านที่ได้ยินเสียงร้อง จึงรีบมาดูอาการและพาเธอส่งโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามเธอยืนยันจะไม่เอาเรื่องสามี เพราะต้องการจะประนีประนอมและอยู่กับเขาต่อไป MThai News

ท่านอนแบบไหน โบราณว่าจะตายโหง
ความเชื่อ /  ความเชื่อสมัยโบราณ / 

สมัยโบราณ เมื่อความเชื่ออยู่หลายสิ่งหลายอย่าง ที่คนสมัยก่อนยืดถือกัน โดยเฉพาะ ท่านอน คนโบราณว่าไว้ เวลานอนห้ามเอามือประสานกันรองหัว ไม่งั้นจะตายโหง ห้าม นอน หงายฟ้าจะผ่า ห้าม นอน คว่ำ - ใจดำ ห้าม นอน ไขว่ห้างกระดิกขาวาสนาไม่ดี ห้าม นอน เสมอหรือสูงกว่าผู้ใหญ่จะเป็นบาป ห้าม นอน เอาขาพาดหน้าต่าง ผีเหย้าผีเรือนจะชัง ห้าม นอน เอามือประสานกันรองหัวจะตายโหง ห้าม นอน ขวางกระดานจะเป็นคนขวางโลก ห้าม นอน กอดอกเป็นลางร้าย คนสมัยก่อนจะมีความพิถีพิถันในการวางตัว มีมารยาทที่ดี บุคลิกที่สง่า ไม่มีใครมาตำหนิ ติติงลูกหลานได้ เพราะถ้าลูกหลานใครมีความประพฤติไม่ดี เขามักจะถามถึงพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทำให้บรรพบุรุษต้องมาหนาว ๆ ร้อน ๆ ไปกับพฤติกรรมของลูกหลานถ้าอบรมได้ดี เขาก็ถามหา เหมือนกันจะชมเชยไปถึง และก็จะกลายเป็นการการันตีได้เลยว่า ตระกูลนี้เป็นแบบนี้ ตระกูลนั้น เป็นแบบไหน ฉะนั้นการอบรมลูกหลาน เขาก็จะมีข้อห้าม และข้อควรปฏิบัติมากมาย วันนี้จะมากล่าวถึงเรื่องการนอน ห้าม นอน หงายฟ้าจะผ่า ที่ห้าม นอน หงายเพราะเกรงว่าคนนอนไม่ระมัดระวัง เพราะคน นอน หลับจะไม่รู้สึกตัว ไม่รู้ถึงความงาม หรือไม่งามของตนเองขณะหลับสนิท คน นอน หลับสนิท จึงไม่ต่างไปจาก คน นอน ตายเลย บางคนนอนอ้าปาก น้ำลายไหล หลับตาไม่สนิท นอน ผ้าเปิด คิดดูนะ ถ้าเป็นผู้หญิงสมัยก่อน ใส่ผ้าถุง นอน หงาย แล้วเปิดพัดลม อะไรมันจะเกิดขึ้น คนนอนข้าง ๆ คงไม่เป็นอันหลับอันนอนกันละนะ เพราะการนอนแบบนี้มีลุ้นนะ ถ้าเคยอ่านพุทธประวัติ จะเห็นว่า จากท่า นอน นี้ มีผลทำให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ต้องปลง จนถึงออกบวชมาแล้ว และการที่บอกว่า นอนหงายแล้วฟ้าผ่า ก็เพื่อให้เด็ก ๆ กลัว ไม่กล้านอนหงาย เปลี่ยนเป็นนอนตะแคง ซึ่งผิดจากหลักการแพทย์ปัจจุบัน ที่แนะนำให้ นอนหงาย เพราะเป็นท่านอนอิสระ ไม่ทับเส้นสาย ทำให้ นอน หลับสบาย และต้องไม่หนุน หมอนสูง ยิ่งถ้าใครนอนราบกับพื้น โดยไม่ต้องใช้หมอน จะทำให้ไม่แก่เร็ว เพระผิวหน้า และลำคอ จะไม่ย่นเหมือนนอนตะแคงข้างใดข้างหนึ่ง แต่ถ้าตามหลักความจริง ท่าจะ นอน ให้สบายคือนอนตะแคงขวา และกอดหมอนข้าง ท่านี้จะเป็นท่าที่นอนสบาย และหลับสนิท และไม่ดูน่าเกลียดเหมือนนอนหงายเพราะดูแล้วไม่งามตา ห้าม นอน คว่ำ - ใจดำ การนอนคว่ำจะทำให้เราไม่เห็นหน้าใคร และใครก็ไม่เห็นหน้าเรา ถึงเห็นก็เห็นไม่ถนัด ทำให้ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เหมือนกับไม่สนใจใคร เป็นการตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ จริง ๆ แล้ว การนอนคว่ำไม่ดีตรงที่ว่า ผู้ใหญ่มีน้ำหนักตัวมาก อายุมาก เส้นเอ็นก็ยืด ถ้าไปนอนคว่ำ จะทำให้นอนไม่สบาย หลับไม่สนิท จะตื่นมาด้วยความไม่สดชื่น ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว คอเคล็ด ปวดแขนเพราะ นอน ทับ หรือนอนหันหน้าไปทางใดทางหนึ่งโดยตลอด ไม่มีการพลิกตัว แต่ท่านอนคว่ำนี้ จะใช้ได้ดีกับเด็กทารก เพราะเขาจะนอนหลับสนิท หัวก็จะทุยสวยไม่บี้แบนเหมือนเด็กที่นอนหงาย เด็กนอนคว่ำจะไม่ผวา และนอนนาน คนไทยได้ชื่อว่า เป็นคนใจดีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่พอบอกว่าคนนี้ใจดำ จะแทงใจคนที่ถูกว่า รู้สึกว่าเป็นคนไม่น่าคบ พอมาห้ามนอนคว่ำ เลยบอกว่าถ้านอนคว่ำเป็นคนใจดำ ทำให้ไม่กล้านอน ห้าม นอน ไขว่ห้างกระดิกขาวาสนาไม่ดี คนบางคนเวลา นอน หรือเอนหลังเวลาบ่าย ๆ หรือเวลาว่างชอบนอนเอกเขนก คือนอนไขว่ห้างแล้วตาก็มองเพดานเท้าก็กระดิกเป็นอาการที่สบายกายสบายใจ ผู้นอนจะปลดปล่อยอารมณ์เต็มที่อาจจะฮัมเพลงแล้วกระดิกเท้าให้เข้าจังหวะ ถ้าเผลอหลับไปก็เป็นท่านอนที่ไม่ค่อยสุภาพ หรือถ้าไม่หลับมีใครมาพบเห็นว่ากระดิกเท้าอยู่ก็ทำให้ดูไม่งามตา ทุกคนเมื่อเกิดมาแล้วก็อยากมีชีวิตที่สุขสบายสมบูรณ์ในชีวิต แต่ถ้ามีคนมาทักว่าเออนอนแล้วกระดิกขาเนี่ยนะเธอจะมีวาสนาไม่ดีไม่รุ่งเรือง ในชีวิตจะต้องลำบากนะ ก็ทำให้กลัวไม่กล้าทำกิริยาแบบนี้ เพราะไม่ว่าใคร ก็คงไม่อยากลำบากและชีวิตไม่รุ่งโรจน์ ห้าม นอน เสมอหรือสูงกว่าผู้ใหญ่จะเป็นบาป การดำเนินชีวิตสมัยก่อนเด็กจะต้องเคารพนบนอบผู้ใหญ่ จะมาทำตีตัวเสมอ ปากกล้าเถียงด่าผู้ใหญ่ไม่ได้เด็ดขาด เขาจะปลูกฝังแม้กระทั่งท่านอนให้เด็กนอน ต่ำกว่าผู้ใหญ่ซึ่งก็เป็นการดีเพราะถ้า นอน ไปดึก ๆ แล้วดิ้นก็คงไม่เตลิดออกไปนอกมุ้ง เพราะเมื่อก่อนเขายังไม่มีมุ้งลวดเหมือนปัจจุบัน และถ้าเด็กนอนสูงกว่าผู้ใหญ่ก็จะไม่ดี ตรงที่ว่าถ้าเขาดิ้นเอามือเอาเท้าไปฟาดหน้าฟาดหัวผู้ใหญ่ ถ้าฟาดแรงจนเจ็บ ก็จะทำให้เกิดอาการโมโหทำให้การหลับ นอน ไม่ราบรื่นเท่าที่ควร ห้าม นอน เอาขาพาดหน้าต่าง ผีเหย้าผีเรือนจะชัง คนบางคนเคยตัวจริง ๆ เวลานอนจะต้องกอดต้องเกยต้องปีนป่ายอะไรสักอย่าง ไม่งั้นนอนไม่หลับ จนคนอื่น ๆ ทนไม่ได้ขอแยกห้องนอนเพราะรำคาญ พอจะหลับ ๆ ก็เจอลูกลงปึ้กเข้าให้อ้าว ตื่นนอนลืมตาโพลง ทีนี้กว่าจะข่มตาหลับได้ก็อีกพักใหญ่ ๆ น่ะแหละ การนอนเอาขาพาดขอบหน้าต่างก็เป็นได้ คือเรือนไทยสมัยก่อนขอบประตูหน้าต่างจะอยู่ต่ำ ๆ เพราะบานประตูหน้าต่างจะยาวและแคบเป็น 2 บานประกบ ไม่กว้างและใหญ่เหมือนเดี๋ยวนี้ พอนอนหงายหนุนหมอนได้ที่ก็เอาเท้าพาดปั๊บลงล็อกพอดี ใครเดินผ่านบ้านนี้ก็มองเข้ามา แทนที่จะเห็นหน้าเจ้าของบ้านโผล่หน้าต่างก็กลายเป็นเห็นเท้าแทน แล้วใครละจะอยากมอง มาทางหน้าต่างของบ้านหลังนี้อีก เพราะคนในบ้านนอนทุเรศเหลือเกิน จะเตือนก็คงบ่อย จนเมื่อยปากเลยเอาผีสางมาช่วยชะหน่อย ใคร ๆ ก็ไม่อยากให้ใครเกลียดอยากเป็นที่รัก และสุดที่รักด้วยกันทั้งนั้นแม้แต่ผีก็ยังไม่อยากให้เกลียดก็ทำให้เลิกนอนท่านี้ได้ง่าย ๆ ห้าม นอน เอามือประสานกันรองหัวจะตายโหง การนอนท่านี้ผู้นอนต้องนอนหงายก็เป็นท่านอนที่ไม่ค่อยสวยงามนักในสายตาของผู้ใหญ่ แล้วถ้านอนเอามือประสานกันรองหัวแทนที่จะใช้หมอนหนุนให้เรียบร้อยก็เป็นการ ส่อแสดงนิสัยของผู้นอนว่าเกียจคร้านแค่จะหาหมอนมาหนุนก็ขี้เกียจและก็เอามือประสาน รองหัวนอนแบบนี้ก็จะทำให้นอนทับเส้นสายพอตื่นมาจะมีการชา ปวดตามกระดูก ตามข้อทำให้นอนได้ไม่นานต้องเปลี่ยนท่า นอน นอนหลับไม่สนิทเป็นท่านอนที่เด็ก ๆ ไม่ควรเห็นและนอนตาม ห้าม นอน ขวางกระดานจะเป็นคนขวางโลก เรือนไทยสมัยก่อนพื้นบ้านจะเป็นไม้กระดานแผ่นใหญ่ ๆ ไม่ใช่ไม้รางลิ้นหรือปาเก้ เหมือนเดี๋ยวนี้ บางบ้านปัจจุบันไม่มีไม้เลย มีแต่วงกบประตูหน้าต่างเท่านั้น บานประตู ก็เป็นไม้อัดเพราะว่าไม้หายากและมีราคาแพง คนจึงหันมาปลูกตึกอยู่แทนจนมีคำพูดว่า "สมัยนี้คนรวยอยู่บ้านไม้" เพราะไม้หายากและแพงนั่นเอง พื้นบ้านสมัยก่อนเป็นไม้กระดานแผ่นใหญ่ ๆ พอเวลานอนก็จะถูให้สะอาดแล้วก็นอนได้เลย แต่ผู้ใหญ่จะบอกให้นอนตามความยาวของแผ่นกระดานไม่ให้นอนขวางแผ่นกระดาน และถ้าหากใครนอนแบบนี้ก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขวางโลกนอนไม่เหมือนชาวบ้านเขา การนอนแบบนี้ถ้ากระดานไม่เรียบมีร่องมีรูก็จะทำให้เจ็บเนื้อเจ็บตัว และตามร่องกระดาน จะมีเศษฝุ่นผงไปคาอยู่ทำให้บรรดาสัตว์เล็ก ๆ เช่น ไร เรือด ไปอาศัยอยู่ถ้าใครนอน มันก็จะขึ้นมากัดได้ และที่สำคัญการ นอนตามกระดานทำให้ไม่ดูขัดนัยน์ตาของผู้พบเห็น จริงๆแล้วเป็นการฝึกความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากกว่า ห้าม นอน กอดอกเป็นลางร้าย การห้าม นอน ท่านี้คงจะสืบเนื่องมาจากการไปงานศพมาแน่ ๆ เพราะตามชนบท การจัดทำพิธีศพ เป็นเรื่องธรรมดาไม่น่ารังเกียจใคร ๆ ก็จะเข้าไปดูได้ตั้งแต่อาบน้ำศพ มัดตราสังข์ และเปิดให้ดูหน้าครั้งสุดท้ายก่อนเผา และการนอนกอดอกหรือเอามือประสาน ไว้บนอกนี้ก็เหมือนท่า นอน ของคนตายแล้วเขามัดตราสังข์ไว้ เมื่อเป็นท่านอนที่ไม่ค่อยโสภา จึงห้ามนอนโดยให้หันไปนอนตะแคงหรือนอนกอดหมอนข้างแทนซะให้มันรู้แล้วรู้รอดไป (ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสารแม่และเด็ก) (ขอบคุณภาพจาก tonghealthy.blogspot,thaieditorial)

11 สถานที่ ชมวิวดอกซากุระ ที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น
ซากุระ /  สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น / 

องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ได้รวบรวมสถานที่สำหรับ ชมวิวดอกซากุระ ที่สวยที่สุดทั่วญี่ปุ่น โดยคัดสรรมาทั้งหมด 11 แห่ง travel.mthai.com ไม่พลาดที่จะนำมาให้ทุกท่านได้ชม ว่าแต่มีที่ไหนกันบ้างตามไปดูกันได้เลย ... 11 สถานที่ ชมวิวดอกซากุระ ที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น 1. สวน Isshingyo จังหวัด Kumamoto สวนแห่งนี้มีต้นซากุระขนาดใหญ่ที่มีอายุกว่า 400 ปี ถึงแม้จะผ่านภัยพิบัติต่างๆมามากมาย แต่ต้นซากุระต้นนี้ก็ยังคงผลิดอกอย่างสวยงามให้เราได้ชมกันทุกปี นับเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเกาะคิวชู ที่อยู่ : 3226-1 Nakamatsu, Minamiaso-mura, Aso-gun, Kumamoto วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟสาย Minamiaso ลงที่สถานี Nakamatsu และเดินต่ออีก 15 นาที ช่วงเวลาชม : ปลายเดือนมีนาคม – ต้นเดือนเมษายน 2. ภูเขา Shiude และ ทะเล Seto จังหวัด Kagawa สถานที่แห่งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถชมซากุระได้หลายสายพันธุ์ เช่น Somei Yoshino เเละ Yae พร้อมกับดื่มดำกับความสวยงามของทะเลเซะโตะไปด้วยกัน ที่อยู่ : 451-1 Ohama-otsu, Takuma-cho, Mitoyo-shi, Kagawa วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟลงที่สถานี JR Takuma ต่อรถบัสลงที่ป้าย Shiudeyama Tozanguchi ประมาณ 1 ชั่วโมงและเดินต่อ ช่วงเวลาชม : ปลายเดือนมีนาคม – กลางเดือนเมษายน 3. วัด Toji จังหวัด Kyoto เจดีย์ 5 ชั้น Kyoo-Gokoku-ji  ที่เป็นมรดกโลกของเกียวโต คู่กับซากุระที่ย้อยระย้ากับแสงไฟยามค่ำคืน สุดอลังการ ที่อยู่ : 1 Kujo-cho, Minami-ku, Kyoto-shi, Kyoto วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟ Kintetsu ลงที่สถานี Toji และเดินต่ออีก 10 นาที ช่วงเวลาชม : ปลายเดือนมีนาคม – ต้นเดือนเมษายน 4. Mitake จังหวัด Mie ระหว่างทางไปวีด Shinpuku-in ดอกซากุระที่ปลูกเรียงคู่กับทุ่งนาข้าวขั้นบันได เห็นเป็นภาพสะท้อนของต้นซากุระ กลีบซากุระที่ร่วงโรยที่ทำให้ทั้งแอ่งน้ำกลายเป็นสีชมพู รับกับท้องฟ้าสีคราม ที่อยู่ : Mitake, Misugi-cho, Tsu-shi, Mie วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟลงที่สถานี JR Ise-Okitsu ต่อรถบัสลงที่ป้าย Sugihira ประมาณ 10 นาที และเดินต่ออีก 5 นาที ช่วงเวลาชม : กลางเดือนเมษายน 5. Ieyama จังหวัด Shizuoka เสน่ห์ของรถจักรไอน้ำที่อาจหาได้ยากในปัจจุบัน แต่ยังคงมีให้เห็นที่ ขบวนรถไฟสาย Oigawa ที่วิ่งเลียบแม่น้ำ Oi ในจังหวัดชิซึโอกะ เป็นประสบการ์ณสุดโรแมนติก ที่มีโอกาสได้นั่งบนรถไฟสุดคลาสสิคท่ามกลางต้นซากุระที่โอมล้อมรอบทิศทาง ที่อยู่ : Ieyama, Kawane-cho, Shimada-shi, Shizuoka วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟสาย Oigawa ลงที่สถานี Ieyama และเดินต่ออีก 10 นาที ช่วงเวลาชม : ปลายเดือนมีนาคม – ต้นเดือนเมษายน 6. คูเมือง Chidorigafuchi จังหวัด Tokyo จากพระราชวังอิมพีเรียล สวนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นซากุระขนาดมหึมา เรียงรายกันตามคูน้ำใน Chidorigafuchi เป็นอีกหนึ่งจุดที่ชาวเมืองโตเกียวและนักท่องเที่ยวนิยมมาเช้าเรือพายชมวิวอุโมงค์ต้นซากุระบนลำคลองที่โรยไปด้วยกลีบสีชมพู ที่อยู่ : 2 Kudanminami, Chiyoda-ku, Tokyo วิธีการเดินทาง : นั่งรถใต้ดินสาย Hanzomon/Tozai/Toei Shinjuku ลงที่สถานี Kudanshita ทางออก 2 และเดินต่ออีก 5 นาที หรือ นั่งรถใต้ดินสาย Hanzomon ลงที่สถานี Hanzomon ทางออก 5 และเดินต่ออีก 5 นาที ช่วงเวลาชม : ปลายเดือนมีนาคม – ต้นเดือนเมษายน 7. Tokyo Skytree จังหวัด Tokyo กลายเป็นจุดยอดนิยมในการชมซากุระไปซะแล้ว สำหรับแลนมาร์คแห่งใหม่ของกรุงโตเกียว บรรยากาศที่เข้ากันของต้นซากุระที่เรียงรายขนาบข้างแม่น้ำสุมิดะ และมีฉากหลังเป็น Tokyo Skytree ที่อยู่ : Mukojima, Sumida-ku, Tokyo วิธีการเดินทาง : นั่งรถใต้ดินสาย Ginza ลงที่สถานี Asakusa และเดินต่ออีก 5 นาที หรือ เดินมาได้จากสถานี Tobu Tokyo Skytree ช่วงเวลาชม : ปลายเดือนมีนาคม – ต้นเดือนเมษายน 8. ภูเขา Hanamiyama จังหวัด Fukushima เขาฮานามิ เป้นภูเขาที่มีดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบานพร้อมกันในฤดูใบไม้ปผลิ โดยเฉพาะซากุระพันธุ์ Somei Yoshino ที่จะบานควบคู่สลับสีสันของ ดอกบ๊วย พีช แมกโนเลีย และ คามีเลีย ที่อยู่ : Watari, Fukushima-shi, Fukushima วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟลงที่สถานี JR Fukushima ต่อรถบัสลงที่ป้าย Hanamiyama และเดินต่ออีก 10 นาที ช่วงเวลาชม : ตลอดเดือนเมษายน 9. เมือง Miharu จังหวัด Fukushima ต้นซากุระที่ได้รับการกล่าวขานว่างดงามดั่งน้ำตก มีชื่อเรียกว่า Miharu Waterfall Cherry Blossom มีอายุเก่าแก่นับพันปี มีกลีบสีชมพูเข้ม และเป็นต้นซากุระที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปินมาหลายยุคหลายสมัย ที่อยู่ : Aza-Sakurakubo, Oaza-Taki, Miharu-machi, Tamura-gun, Fukushima วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟลงที่สถานี JR Miharu ต่อรถบัสพิเศษ Takizakura ใช้เวลา 20 นาที ช่วงเวลาชม : กลาง – ปลายเดือนเมษายน 10. ปราสาท Hirosaki จังหวัด Aomori สวนฮิโรซากิ มีต้นซากุระมากกว่า 2500 ต้น จะมีการจัดงานเทศกาลชมดอกซากุระเป็นประจำ สามารถเช่าเรือพายตามคลองภายในสวน ลอดอุโมงค์ต้นซากุระ และรอดูชมการประดับไฟในตอนกลางคืน ที่อยู่ : 1 Shimo-Shirogane-cho, Oaza, Hirosaki-shi, Aomori วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟลงที่สถานี JR Hirosaki ต่อรถบัสพิเศษ Konan ใช้เวลา 15 นาที ลงที่ป้าย Shiyakusho-mae Koen Iriguchi และเดินต่ออีก 1 นาที ช่วงเวลาชม : ปลายเดือนเมษายน – ต้นเดือนพฤษภาคม 11. สวน Goryokaku จังหวัด Hokkaido เมื่อดอกซากุระบาน จะเปลี่ยนป้อมปราการรูปดาวแห่งเมืองฮาโกดาเตะ ให้กลายเป็นสีชมพู  ที่อยู่ : Goryokaku-cho, Hakodate-shi, Hokkaido วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟรางลงที่ป้าย Goryokaku Koen-mae และเดินต่ออีก 15 นาที ช่วงเวลาชม : ต้น-กลางเดือนพฤษภาคม ขอขอบคุณบทความจาก : www.tiewyeepoon.com

20 เรื่องราว กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย
ที่สุดในประเทศไทย /  ที่สุดในโลก / 

วันนี้ทีนเอ็มไทยมี 20 เรื่องราว กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย มาฝากให้เพื่อนๆ ได้อ่านเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในประวตัิศาสตร์ไทยกันคะ ซึ่งทั้ง 20 เรื่องราวนี้มีทั้งเรื่องของการศึกษา สังคม  การคมนาคม ล้สนแต่เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยหล่ะคะ ^^  20 เรื่องราว กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย  บทประพันธ์ที่ทำการขายลิขสิทธิ์ครั้งแรกในประเทศไทย ( นิราศลดอนอน ของหม่อมราโชทัย ขายให้กับหมอบรัดเลย์ ) เนื้อเรื่องย่อ : คณะราชทูตไทยอัญเชิญพระราชสาร พร้อมทั้งเครื่องราชบรรณาการไปถวายสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิคตอเรียณ พระราชวังวินเซอร์ (พระราชวังประจำฤดูหนาว) ซึ่งทำให้ได้รับผลดีคือ มีการเปลี่ยนแปลงสัญญาใหม่ โดยที่ไทยได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น จากนั้นคณะราชทูตไทยได้รับพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำและน้ำชาและได้พักค้างแรม ณ พระราชวังวินเซอร์ 1 คืน ต่อมาจึงได้ไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญๆ เช่น โรงพยาบาล โรงงานทำเหรียญกษาปณ์ ป้อมศาสตราวุธแห่งลอนดอน?มงกุฎกษัตริย์อังกฤษซึ่งมีเพชรขนาดใหญ่เท่าไข่นกพิราบประดับอยู่และพระราชวังบัคกิงแฮม (พระราชวังประจำฤดู) กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 2 แบบเรียนเล่มแรกของคนไทย ( หนังสือจินดามณี พระโหราธิบดีเป็นผู้แต่ง) แบบเรียนเล่มแรกของไทย ชื่อ จินดามณี แต่งโดย พระมหาราชครู กวีในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช?(ครองราชย์ปี พ.ศ.2199 - 2231) กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 3 หนังสือไทยเล่มแรก ( หนังสือไตรภูมิพระร่วง ) ไตรภูมิพระร่วง มีหลายชื่อเรียกได้แก่ " ไตรภูมิพระร่วง " " เตภูมิกถา " " ไตรภูมิกถา " " ไตรภูมิโลกวินิจฉัย " และ " เตภูมิโลกวินิจฉัย " เป็น วรรณคดีพุทธศาสนา ที่แต่งในสมัยสุโขทัยประมาณ พ.ศ. 1888 โดยพระราชดำริในพระยาลิไท รวบรวมจากคัมภีร์ในพระพุทธศาสนา มีเนื้อหาเกี่ยวกับโลกสัณฐาน ที่แบ่งเป็น 3 ส่วน หรือ ไตรภูมิ ได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ นรก สวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิด ทวีปทั้งสี่ (เช่น ชมพูทวีป ฯลฯ) ระยะเวลากัปป์กัลป์ กลียุค การล้างโลก พระศรีอาริย์ มหาจักรพรรดิราช แก้วเจ็ดประการ ฯลฯ กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 4 หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทย ( หนังสือพิมพ์บางกอกรีคอดเดอร์ เมื่อปี พ.ศ.2387) 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2387 " บางกอกรีคอร์เดอร์" (Bangkok Recorder) หรือ " หนังสือจดหมายเหตุ เป็นหนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทย ฉบับปฐมฤกษ์เริ่มออกวางแผง หนังสือพิมพ์ฉบับนี้จัดพิมพ์โดย หมอบรัดเลย์ (Dr. Dan Beach Bradley, M.D.) มิชชันนารีอเมริกัน โดยใช้ตัวพิมพ์ที่เรียกว่า บรัดเลย์เหลี่ยม จัดพิมพ์ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ในระยะแรกเริ่มออกฉบับรายเดือน ต่อมาเปลี่ยนเป็นรายปักษ์หรือรายครึ่งเดือน แต่ออกได้เพียงสองปีก็ต้องเลิกกิจการ หนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์ดเดอร์ได้นำเอาวิธีการรายงานข่าวและการเขียนบทความแบบวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งเป็นของใหม่ในสมัยนั้นเข้ามาด้วย กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 5 ปฏิทินฉบับภาษาไทยของประเทศไทย จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ( ปี พ.ศ.2385 ) ในอดีตประเทศไทยใช้ปฏิทินจันทรคติตั้งแต่สมัยสุโขทัยโดยนับปีตามปีมหาศักราชและจุลศักราชตามลำดับ จนกระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนจากปฏิทินจันทรคติมาใช้ปฏิทินสุริยคติ ในปีจุลศักราช 1240 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. 2431 โดยใช้แบบสากลตาม ปฏิทินเกรกอเรียน โดยเดือนแรกของปีคือเดือนเมษายน และเดือนสุดท้ายของปีคือมีนาคม และปรับมาใช้รัตนโกสินทรศก และพุทธศักราชตามลำดับ จนกระทั่งในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีการปรับเปลี่ยนปฏิทินอีกครั้งโดยปรับให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่และเป็นวันเริ่มต้นของปีแทนที่รูปแบบเดิม โดยวันขึ้นปีใหม่ในรูปแบบนี้เริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2484 การพิมพ์ปฏิทินมีขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย เมื่อ วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2385 (ปลายสมัย รัชกาลที่ 3) ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ทรงฯโปรดให้พิมพ์ปฏิทินภาษาไทย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ปฏิทินที่พิมพ์ในเมืองไทยได้แก่ " ประนินทิน " แจ้งราคาขายไว้เล่มละ 4 บาท การพิมพ์ปฏิทินเล่มยังมีการจัดทำต่อมา ในหลายรูปแบบ ซึ่งมีบอกสถาพของน้ำขึ้น-น้ำลง ดิถีดวงจันทร์ และปฏิทินภาษาจีนร่วมด้วย และมีช่องว่างให้บันทึกเล็กน้อย ในรูปแบบของ ไดอารี่ หรือ " สมุดบันทึกประจำวัน " ก็สามารถอนุโลมให้เป็นปฏิทินได้ โดยไดอารี่ที่มีชื่อเสียงได้แก่ ไดอารี่ของรัชกาลที่ 5 ซึ่งเมื่อตีพิมพ์เผยแพร่มีชื่อเรียกว่า " จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน " กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 6 โรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรแห่งแรก ( โรงเรียนวัดมหรรณพาราม ) พ.ศ.๒๔๑๔ (ค.ศ.1871) ที่ประเทศไทย ในรัชกาลที่ ๕ ด้วยพระบรมราชโองการ  โปรดเกล้าฯ จะให้มีอาจารย์สอนหนังสือไทยและสอนเลขทุก ๆ พระอาราม การศึกษาแบบสมัยใหม่ในประเทศไทยก็เริ่มตั้งต้น ทั้งนี้ โดยให้พระสงฆ์รับภาระช่วยการศึกษาของชาติ ครั้นแล้วใน พ.ศ.๒๔๒๗ ก็โปรดให้ตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรขึ้นตามวัด เริ่มที่วัดมหรรณพาราม เป็นโรงเรียนแรก กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 7 มหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย ( จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย ถือกำเนิดจากโรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้รับพระบรมราชานุญาตให้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนมหาดเล็ก?ในครั้งนั้นมีการเปิดสอน ๘ แผนกวิชา ได้แก่ การปกครอง กฎหมาย การฑูต การคลัง การแพทย์การช่าง การเกษตร วิชาครู จัดการศึกษาใน ๕ โรงเรียน (คณะในปัจจุบัน) คือ โรงเรียนรัฏฐประศาสนศาสตร์ ตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ตั้งอยู่ที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยา โรงเรียนราชแพทยาลัยตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช โรงเรียนเนติศึกษาตั้งอยู่ที่เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา โรงเรียนยันตรศึกษาตั้งที่วังใหม่หรือวังกลางทุ่ง หรือ วังวินเซอร์ (เคยเป็นวังของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ) ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกูฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริที่จะขยายการศึกษาในโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น คือ ไม่เฉพาะสำหรับผู้ที่จะเล่าเรียนเพื่อรับราชการเท่านั้น แต่จะรับผู้ซึ่งประสงค์จะศึกษาขั้นสูงให้เข้าเรียนได้ทั่วถึงกัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ขึ้นเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๙ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยในช่วงแรกมีการจัดการศึกษาเป็น ๔ คณะ ได้แก่ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์และ วิทยาศาสตร์ กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 8 ธนบัตร หรือ หมาย เงินกระดาษใบแรกของไทย ธนบัตรหรือเงินกระดาษของไทย ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ผลิตขึ้นครั้งแรก ในสมัยรัชกาลที่ 5 พิมพ์ออกใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2445 โดยก่อนหน้านั้น ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีการผลิตธนบัตร หรือ เงินกระดาษออกใช้เป็นครั้งแรก ในเมืองไทยแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2396 เรียกว่า หมาย ด้วยกระดาษปอนด์สีขาวรูปสี่เหลี่ยม พิมพ์ลวดลายด้วยหมึกทั้งสองด้าน ประทับตรา พระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน ตราจักร และ พระราชลัญจกรประจำรัชกาลสีแดงชาด ( ลัญจกร อ่านว่า ลัน-จะ-กอน แปลว่า ตราสำหรับใช้ตีหรือประทับ ราชาศัพท์ใช้คำว่า พระราชลัญจกร ) กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 9 เรือกลไฟลำแรกของประเทศไทย ( เรือสยามอรสุมพล ) เรือกลไฟ หรือ เรือกำปั่นไฟ เป็นเรือที่ใช้เครื่องจักรพลังไอน้ำในการขับเคลื่อน แทนการใช้ใบและแรงลม เรือกลไฟลำแรกที่เข้ามาแล่นอวดโฉมให้ชาวสยามในบางกอกได้ตื่นตาตื่นใจกันว่า " เหล็กลอยน้ำได้ " นั้น คือเรือกลไฟชื่อ " เอ็กสเปรส " (Express) ภายใต้การบัญชาการของกัปตันปีเตอร์ บราวน์ (Peter Brown) กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 10 โรงพยาบาลแห่งแรกของไทย ( โรงพยาบาลศิริราช ) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดอหิวาตกโรคระบาดชุกชุมเมื่อ พ.ศ. 2424 ในครั้งนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงพยาบาลขึ้นชั่วคราวในที่ชุมชนรวม 48 ตำบล ครั้นโรคร้ายเสื่อมถอยลง โรงพยาบาลจึงได้ปิดทำการ หากแต่ในพระราชหฤทัยทรงตระหนักว่า โรงพยาบาลนั้นจะยังประโยชน์บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้พสกนิกรและผู้อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร แต่การจัดตั้งโรงพยาบาลนั้นเป็นการใหญ่ จำเป็นต้องมีคณะกรรมการเพื่อจัดการโรงพยาบาลให้สำเร็จ กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 11 โรงเรียนอนุบาลแห่งแรกของไทย ( โรงเรียนอนุบาลที่โรงเลี้ยงเด็ก ซึ่งพระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ พระอัครชายาใน รัชกาลที่ 5 เป็นผู้ให้กำเนิด) กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 12 ธนาคารเอกชนแห่งแรกของไทย ( แบงก์สยามกัมมาจล ปัจจุบัน คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ ) 2449 - 2475 ก่อรากฐานการธนาคารไทย ประวัติศาสตร์หน้าแรกของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งนับเป็น สถาบันการเงินแห่งแรกของชาวสยาม นั้น เริ่มต้นขึ้นในนาม " บุคคลัภย์ " ( Book Club ) โดย พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ซึ่งขณะนั้นทรง ดำรงตำแหน่งเสนาบดี กระทรวง พระคลังมหาสมบัติในพระบาทสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งพระทัยอย่างแน่วแน่ที่จะให้มีสถาบัน การเงินของสยาม เป็นฐานรองรับการเติบโตทางด้าน เศรษฐกิจการเงินของประเทศ จากการที่โลกตะวันตกได้ ขยายเส้นทางการค้าทางทะเลมาสู่ดินแดนสยามเป็นอย่างมาก ในยุคนั้น ในขั้นแรกจึงทรงริเริ่มดำเนินกิจการธนาคาร พาณิชย์เป็นการ ทดลองในนาม " บุคคลัภย์ " (Book Club) ต่อมากิจการทดลองประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระบรม ราชานุญาตให้ตั้งเป็นธนาคารในนาม "บริษัท แบงก์สยาม กัมมาจล ทุนจำกัด" ( Siam Commercial Bank, Limited ) เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2449 ประกอบธุรกิจ ธนาคารพาณิชย์ อย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่นั้นมาและได้ กลายมาเป็น "ต้นแบบธนาคารไทย" โดยริเริ่ม นำระบบ และ แนวคิดของการให้บริการ รับฝากเงินออมทรัพย์ และ บริการ บริการบัญชี กระแสรายวัน ( Current Account ) ถอนเงิน โดยใช้เช็คมาให้บริการ แก่ประชาชน พร้อมทั้งจัดตั้งสาขาขึ้น ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่างๆ นอกจากนี้ธนาคารยังมี ส่วนร่วม ในการก่อกำเนิดและวางรากฐานสหกรณ์การเกษตร ของประเทศ กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 13 โรงภาพยนตร์โรงแรกในกรุงเทพฯ ที่ฉายจอซีนีมาสโคป ( โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย ) ศาลาเฉลิมไทย หรือบางคนก็เรียกว่า โรงหนังเฉลิมไทย เคยตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนนราชดำเนินกลางกับถนนมหาชัย สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๙ ในสมัยรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงคราม แล้วเสร็จเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๒ เมื่อเริ่มแรก ดำริของรัฐบาลประสงค์สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็น โรงละครแห่งชาติ มีที่นั่งราว ๑,๒๐๐ ที่นั่งพร้อมที่นั่งชั้นบน เวทีเป็นแบบมีกรอบหน้า มีเวทีแบบเลื่อนบนราง (Wagon Stage) เพื่อความรวดเร็วในการเปลี่ยนฉาก เริ่มใช้แสดงละครเวทีอาชีพตั้งแต่เปิดใช้งาน พุทธศักราช ๒๔๙๖ จึงได้เปลี่ยนเป็นโรงภาพยนตร์ ศาลาเฉลิมไทยเคยเป็นแหล่งความบันเทิงสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองไทย ถึงแม้ไม่ใช่ โรงภาพยนตร์แห่งแรก แต่ก็สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจได้ด้วยภาพยนตร์ทั้งจากของไทยและต่างประเทศ โปสเตอร์ขนาดยักษ์ ตั้งเด่นเชิญชวนให้เห็นได้แต่ไกล ที่ตั้งเดิมของ ศาลาเฉลิมไทย ปัจจุบันกลายเป็น ลานพลับลามหาเจษฎาบดินทร์ โดยมีฉากหลัง เป็นวัดราชนัดดา และ โลหะปราสาท กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 14 โลหะปราสาท องค์แรกและองค์เดียวของไทย สถาปัตยกรรมทรงคุณค่า โลหะปราสาท องค์แรกและองค์เดียวของไทย ( http://travel.mthai.com/blog/33640.html ) กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 15 ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ออกฉายให้ประชาชนชมครั้งแรกเรื่อง ( นางสาวสุวรรณ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2466) ในปี ๒๔๖๖ ครั้งรัชกาลที่ ๖ ชาวสยามพากันตื่นเต้นและยินดี เมื่อมีคณะฝรั่งนักสร้างภาพยนตร์มืออาชีพจาก ฮอลลีวู้ดสหรัฐอเมริกา เดินทางเข้ามาสยามเพื่อจัดสร้างภาพยนตร์ชนิดเรื่องบันเทิง โดยใช้เรื่องราวของชาวสยามและใช้คนไทยเป็นตัวแสดง คณะฝรั่งจากฮอลลีวู๊ดนี้มี นายเฮนรี เอ. แมคเร (Henry A.Macrae) เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งผู้อำนวยการสร้าง ผู้เขียนเรื่อง และผู้กำกับการแสดง นายแมคเรได้ติดต่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถ่ายภาพยนตร์ในสยาม ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณ มีพระบรมราชานุญาต ทั้งยังโปรดเกล้าฯให้กรมรถไฟหลวง และกรมมหรสพ ร่วมงานกับนายแมคเรด้วย โดย กรมรถไฟหลวง ช่วยอำนวยความสะดวกในการหาสถานที่ถ่ายทำ การเดินทางและขนส่ง การล้างและสำเนาฟิล์มภาพยนตร์ ส่วนกรมมหรสพร่วมมือด้านผู้แสดง นายแมคเรได้แต่งเรื่องสำหรับทำภาพยนตร์ขึ้น ให้ชื่อว่า นางสาวสุวรรณ เป็นเรื่องอย่างนิยายความรักของหนุ่มสาวชาวสยามในสมัยนั้น กรมรถไฟหลวงได้นำออกฉายสู่สาธรณชนครั้งแรกในกรุงเทพ เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๔๖๖ ท่ามกลางความตื่นเต้นยินดีของชาวสยามที่จะได้ชม ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรก กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 16 โรงแรมแห่งแรกของไทย ( โรงแรมโอเรียนเต็ล ) โรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถนนเจริญกรุง แขวงบางรัก เขตบางรัก โดยในอดีตมีชื่อว่า " โรงแรมโอเรียนเต็ล " โดยปัจจุบันบริหารงานโดย บริษัท OHTL จำกัด (มหาชน) (เดิมมีชื่อว่า บริษัท โรงแรมโอเรียนเต็ล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)) เป็น โรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย และเป็นหนึ่งใน โรงแรมที่ถือว่าดีที่สุดของโลก โรงแรมตั้งขึ้น ประมาณปี พ.ศ. 2413 โดยนาย ซี. ซาลเจ กะลาสีเรือชาวเดนมาร์ก เป็นผู้ซื้อกิจการมาดำเนินการ ต่อมานายฮันส์ นีลส์ แอนเดอร์เซน เข้ามาบริหารงานต่อนายฮันส์ นีลส์ แอนเดอร์เซน ปี 2428 ได้ปรับปรุงโรงแรมให้ทันสมัย มีการออกแบบอาคารขึ้นใหม่ เรียกว่า ออเธอร์ส วิง ได้เปิดโรงแรมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2430 โรงแรมโอเรียนเต็ลเปลี่ยนเจ้าของและปรับปรุงมาหลายครั้ง หลายยุคสมัย เคยต้นรับแขกผู้มีเกียรติ อาทิ มกุฎราชกุมารนิโคลัสแห่งรัสเซียในปี 2434 เจ้าชายลุยจี อาเมดิโอ เชื้อพระวงศ์อิตาลี ในปี 2438 และนักเขียนชื่อดังของอังกฤษ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังเคยเป็นกองบัญชาการกองทัพญี่ปุ่น?และมีพระบรมวงศานุวงศ์เคยเสด็จมาด้วย การต้อนรับพระประมุขครั้งสำคัญครั้งหนึ่งคือในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ใน พ.ศ. 2549 พระประมุขและผู้แทนพระองค์ส่วนใหญ่ประทับ ณ โรงแรมแห่งนี้ กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 17 โรงพิมพ์แห่งแรกของประเทศไทย ( โรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ ตั้งอยู่ที่ธนบุรี ) หมอบรัดเลย์ หรือ แดน บีช แบรดลีย์ แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิต (Dan Beach Bradley) หรือบางคนเขียนเป็นหมอบรัดเล หมอปลัดเล หมอปรัดเล หรือ หมอปรัดเลย์ เป็นนายแพทย์ชาวอเมริกันที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 3 และยังเป็นผู้เริ่มต้นการพิมพ์อักษรไทยในประเทศไทยเป็นครั้งแรก และ ทำการผ่าตัดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 18 วิทยุโทรทัศน์มีขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เมื่อ ( ปี พ.ศ.2497 สมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ) กิจการโทรทัศน์ในประเทศไทยก็มีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย โทรทัศน์ถือเป็นสื่อที่มีอิทธิพลและบทบาทต่อผู้ชมสูง ด้วยคุณสมบัติที่สามารถให้ได้ทั้งภาพ เสียง ความรวดเร็ว ความสมจริง ทำให้ความนิยมในโทรทัศน์เพิ่มขึ้น จนปัจจุบัน สื่อโทรทัศน์ก็ถือเป็นสื่อหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อสังคมมาก สื่อโทรทัศน์ในประเทศไทยมีวิวัฒนาการแบ่งออกได้เป็น 6 ยุค ทศวรรษ 2490 ยุคบุกเบิกโทรทัศน์ไทย ( 2491-2499 ) โทรทัศน์กับเครื่องมือทางการเมือง ( พ.ศ. 2500-2509 ) เติบโตและการก้าวสู่โทรทัศน์ระบบสี ( 2510- 2519 ) การพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ( 2520-2529 ) ยุคทองของโทรทัศน์ไทย ( 2530-2539 ) การแข่งขันทางธุรกิจภายใต้เศรษฐกิจยุคฟองสบู่แตก กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 19 สถานีโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศไทย ( สถานีโทรทัศน์ ไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม ปัจจุบัน คือ ช่อง 9 อสมท. ) ทศวรรษ 2490 ยุคบุกเบิกโทรทัศน์ไทย ( 2491-2499 ) 2493 จอมพล ป. พิบูลสงครามได้อ่านบทความของสรรพศิริ วิริยศิริ เจ้าหน้าที่ข่าวต่างประเทศของกรมโฆษณาการ เกี่ยวกับปรากฏการณ์การประดิษฐ์โทรทัศน์ในยุโรป และ อเมริกา ทำให้จอมพล ป. มีความคิดที่อยากจะตั้งสถานีโทรทัศน์ขึ้นในประเทศไทยบ้าง เพื่อใช้เป็นสื่อเพื่อการศึกษา การแพทย์ การสาธารณสุข และเป็นเครื่องมือตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามและเสริมอิทธิพลทางการเมืองให้กับตัวเอง จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ขึ้นภายใต้ บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปดูงานและฝึกอบรมด้านโทรทัศน์ที่บริษัท อาร์ซีเอ ประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีการประกวดราคาเครื่องรับส่งโทรทัศน์และการเตรียมงานด้านเทคนิคโทรทัศน์ขึ้น ในช่วงทศวรรษนี้เอง กรมหมื่นนราธิปพงษ์ประพันธ์ ได้ทรงบัญญัติศัพท์ วิทยุโทรทัศน์ ขึ้นใช้ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการนำวิทยุ โทรทัศน์เข้ามาเป็นครั้งแรกคือ นายประสิทธิ์ ทวีสิน ประธานกรรมการบริษัทวิเชียรวิทยุและโทรภาพ โดยนำเครื่องส่ง 1 เครื่อง เครื่องรับ 4 เครื่องหนักกว่า 2 ตัน ทำการทดลองให้คณะรัฐมนตรีชมเป็นครั้งแรกที่ทำเนียบรัฐบาล 19 กรกฎาคม พ.ศ.2495 เปิดให้ประชาชนที่ศาลาเฉลิมกรุง ได้มีผู้ชมอย่างล้นหลามด้วยเป็นของแปลกใหม่ วันที่ 24 มิถุนายน 2498 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ทำพิธีเปิดสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหมขึ้น เป็นสถานีโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศไทย โดยมีคุณจำนง รังสิกุล เป็นหัวหน้าสถานีคนแรก และออกอากาศในระบบขาวดำ รายการในระยะแรกเป็นรายเพื่อความบันเทิง เช่น นำลิเกมาเล่นสดออกทีวี มีรายการสนทนา รายการตอบคำถามชิงรางวัล และ ละคร กำเนิดสิ่งแรกของประเทศไทย 20 น้ำแข็งในประเทศไทย มีบันทึกการเข้ามาว่าของ น้ำแข็งในสมัยรัชกาลที่ 4ว่าต้องสังมาจากสิงค์โปร์โดยการนำเข้ามากับเรือกลไฟชื่อ "เจ้าพระยา"ซึ้งเดินทางไปมาระหว่าง กรุงเทพกับสิงคโปร์ และส่งตรงเข้ามาในวังเท่านั้น พวกในรั้วในวังก็ได้ชิมเพราะได้รับจากการพระราชทานเท่านั้น? ต่อมาในปี พ.ศ. 2448 สมัยรัชกาลที่ 5 นายเลิศ เศรษฐบุตร (คนเดียวกับที่ทำรถเมล์คนแรก) ได้ตั้ง โรงน้ำแข็งในไทยแห่งแรก ที่สะพานเหล็กล่าง ตรงถนนเจริญกรุง ชื่อว่า" น้ำแข็งสยาม "แต่ชาวบ้านเรียกว่า โรงน้ำแข็งนายเลิศ นิยมที่สุดก็เอาน้ำแข็งมาทำให้เป็นเกล็ดมาอัดเป็นแท่งเสียบไม้แล้วราดด้วย น้ำหวาน เป็นที่ถูกใจคนไทยสมัยนั้นและช่วยคลายร้อนได้ที่สุดในสมัยนั้นเลย ขอบคุณข้อมูล banprak-nfe.com อัพเดทเพิ่มเติม 1 กุมภาพันธ์ 2558

Rainbow Saga แนะนำ ระบบภูเขาแร่ แหล่งโกย EXP ขั้นเทพ
Rainbow Saga /  เกมส์ออนไลน์ / 

เกมส์ออนไลน์ Rainbow Saga (rs.4games.in.th) ได้แนะนำกับระบบภูเขาแร่ มอบให้ผู้เล่นได้รับค่าประสบการณ์เกมส์เยอะๆ เพื่อให้เก็บเลเวลอย่างรวดเร็ว บนผืนแผ่นดินเวทมนตร์นี้ หุบเขาแร่ถือเป็นกุญแจสำคัญของเวทมนตร์ทั้งหลาย สำหรับผู้กล้าที่ช่วยขนย้ายแร่นั้น จะมีของรางวัลมากมายรออยู่เพื่อเป็นการตอบแทน ฟังก์ชั่นขนแร่นี้จะเปิดตอน ตัวละครเลเวล 32 ในหนึ่งวันสามารถใช้รถขนแร่ได้ 5 ครั้ง แต่ละครั้งจะได้รางวัลเป็นค่า EXP ทอง และไอเทมต่างๆ โดยจำนวนรางวัลที่ได้ขึ้นอยู่คุณภาพรถที่ใช้ และชนิดของแร่ที่ขนส่งได้ 4 ชนิด เรียงจาก รถลาก รถขนขนาดเล็ก รถราง และ เรือเหาะ(ใช้ 200 คูปอง) เวลาในการขนแร่แต่ละรอบจากจุดเริ่มต้นไปถึงเป้าหมายใช้ 6 นาทีด้วยกัน แน่นนอนว่า ก่อนจะถึงเป้าหมายเราต้องคอยเฝ้ารถขนแร่เพื่อป้องกันผู้เล่นอื่นดักปล้น ไม่งั้นรางวัลที่ควรจะเป็นของเราก็จะค่อยๆ หายไป พิเศษ! ทุกวันเวลา 12.00 – 13.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ขนแร่แล้วได้รางวัลเป้น 2 เท่า จากเวลาปกติด้วย แต่ก็ไม่ง่ายเสมอไป เพราะในการขนแร่แต่ละรอบนั้นเรามีโอกาสถูกผู้เล่นอีกดักปล้นรถแร่ของเราได้ด้วยเช่นกัน และยิ่งถ้ารถแร่ของเราเป็นระดับสูงแล้วล่ะก็จะต้องตกเป็นเป้าหมายแน่นอน โดยถ้ามีคนปล้นรถแร่ของเรา ถ้าเราไม่ตอบรับการต่อสู้ภายใน 30 วินาทีแล้วเราจะถูกจับแพ้บายทันที และถ้าเราพ่ายแพ้ต่อผู้ถูกปล้นค่า EXP และไอเทมบางส่วนของเราจะถูกขโมยตามไปด้วย ดังนั้นควรระวังจุดนี้ไว้ให้ดีๆ