โตรอนโต

ดาราฮอลลีวูด เขาทำอะไรกันระหว่างเรียน high school
Hollywood /  กิจกรรมวัยรุ่น / 

วันนี้ทีนเอ็มไทยจะพาทุกคนมาดูกิจกรรมสมัยเรียนของฝั่งยุโรปกันบ้างคะ ว่าอย่างระดับดาราฮอลลีวูด เขาทำอะไรกันระหว่างเรียน high school ก่อนที่พวกเขาจะมีชื่อเสียงที่ยอดเยี่ยมในฮอลลีวูด Hollywood นี้กัน ไม่แน่ว่าดาราที่คุณชื่นชอบอาจจะมีวีรกรรมที่ทำให้คุณประหลาดใจก็ได้นะ แต่จะมีกิจกรรมอะไรที่น่าสนใจนั้น มาติดตามพร้อมๆ กันเลยค่ะ ดาราฮอลลีวูด เขาทำอะไรกันระหว่างเรียน high school 1.แอรอน พอล Aaron Paul เขาเป็นนัก snowboarder ตัวยง ซึ่งก่อนที่เขาจะเข้าเรียนไฮสคูล เขาได้ลองไปทดสอบความถนัดทางอาชีพเกี่ยวกับ "ด้านศิลปะ" อีกด้วย ว้าววว นี่ถ้าเขาไม่ได้มาเป็นนักแสดงละก็ คงได้เป็นนักศิลปะกันไปแล้ว ดูท่าว่า หนุ่มพอลจะทำอะไรก็เก่งไปซะหมดเลยน้า 2.เจนนิเฟอร์ อนิสตัน Jennifer Aniston ชื่อเธอได้รับความนิยมอย่างมากบน playbills หรือป้ายกิจกรรม ในช่วงสี่ปีที่เธอศึกษาอยู่ที่ Fiorello H. LaGuardia โรงเรียนมัธยมดนตรีและศิลปะศิลปะการแสดง และเป็นจุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจในการเป็นนักแสดงให้กับเธอ 3. เบน แอฟเฟล็ก Ben Affleck ได้พูดถึงตัวเขาและเพื่อนสนิทอย่าง แม็ตต์ เดม่อน ว่ากิจกรรมนอกหลักสูตรที่เขามักทำกัน เช่น "ดื่มแอลกอฮอล์ตอนยังไม่บรรลุนิติภาวะ, การสูบบุหรี่" มาก่อนที่พวกเขาจะเลือกเส้นทางฮอลลีวู้ด 4. เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ Jennifer Lawrence สาวคนนี้ได้การโหวตว่า พูดเก่งที่สุดในโรงเรียนมัธยม ก่อนที่จะย้ายไปเรียนหนังสือที่แอลเอด้านการแสดง ซึ่งเธอบอกว่า เธอได้รับการศึกษาอย่างมากมายจริงๆ 5. ทอม ครูซ Tom Cruise เขาใช้เวลาหนึ่งปีแรกของเขาเรียนที่วิทยาลัยคาทอลิก โดยที่เขาเองเป็นผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และมักพยายามที่จะพิสูจน์อะไรบางอย่างตามเพื่อนร่วมชั้น และก่อนที่เขาจะดร็อปการเรียนออกไป ด้วยสาเหตุเพราะเขาติดผู้หญิงมากนั่นเอง (ร้อนแรงตั้งแต่หนุ่มๆกันเลย) 6. มีลา คูนิส Mila Kunis ตอนเธออายุ 14 ปี เธอได้เป็น 1 ในนักแสดงเรื่อง “That ‘70s Show” และในระหว่างศึกษาที่โรงเรียนมัธยม LA เธอก็มีโอกาสได้ถ่ายนิตยสารอีกด้วย (มีความสามารถตั้งแต่อายุยังน้อยอ่ะ) 7. วิลล์ สมิธ Will Smith เป็นนักเรียนคาทอลิกคนหนึ่งที่ได้รับฉายาว่า "เจ้าชาย" เพราะความสามารถทางการพูดคุยแก้ปัญหา หาทางออกของเขา อีกทั้งคะแนน SAT หรือคะแนนที่นำไปใช้ในการเข้าหาวิทยาลัยเขาก็ยังทำได้สูงอีกด้วย 8. ซานดรา บุลล็อก Sandra Bullock เธอคนนี้มีความสามารถพิเศษ ทั้ง การเขียนภาพวาด การแสดง การละเล่นในระหว่างเรียนโรงเรียนมัธยม และเธอยังพูดภาษาเยอรมันได้ด้วย นอกจากนี้เธอยังเป็นตัวแทนรวบรวมฝูงชนเป็นเชียร์ลีดเดอร์และเป็นคนหนึ่งในสมาชิกเพื่อสังคมการเล่นละครอีกด้วย ถือว่าซานดราเป็นนักกิจกรรมตัวยงเลยก็ว่าได้ 9. เจมส์ แฟรนโก James Franco เขาคนนี้จัดว่าเป็นเซียนคณิตศาสตร์ และได้ฝึกงานที่ล็อกฮีด มาร์ติน เป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินระหว่างประเทศและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ต่อมาเขาเกิดปัญหาขัดแย้งด้านกฎหมายในการดื่มแอลกอฮอล์ ขโมยของในร้านและการขีดเขียนหรือการขูดขีดไปบนผนัง 10. แองเจลินา โจลี Angelina Jolie เข้าโรงเรียน Beverly Hills ที่เด็กไม่ดีไปเรียน โดยเธอบอกว่า เธอเป็นพังก์ที่ไม่มีใครยุ่งกับเธอและเธอเป็นคนไม่กลัวใคร 11. Bryan Cranston ระหว่างเรียนเขาเป็นสมาชิกของชมรมเคมีและสามารถไต่ระดับขึ้นแอลเอพีในการบังคับใช้กฎหมายนักสำรวจได้, ทำโปรแกรมการออกกำลังกายสำหรับเด็กและเยาวชน อีกทั้งเขายังชื่นชอบการเรียนวิชาศิลปะการแสดงเป็นอย่างมากด้วย 12. Amy Poehler เป็นลูกสาวของครูโรงเรียนเทศบาล และเป็นเชียร์ลีดเดอร์ และเธอยังทำงานหลังเลิกเรียนที่ timey ร้านไอศครีมอีกด้วย 13. ในชีวิตการเรียนของ ลีโอนาโด ดิคาปริโอ Leonardo DiCaprio เขาดร็อปเรียนตั้งแต่ปีแรก ด้วยอาการเจ็บป่วย และทำให้เขาต้องเข้าเรียนต่อในชั้นเรียนการแสดงฟรีที่ศูนย์ละครในท้องถิ่นแทน 14. แชนนิง เททัม Channing Tatum เขาคนนี้ชอบเล่นฟุตบอล, เบสบอล ที่โรงเรียนมัธยมในชนบทอลาบามาของเขา และเขามักจะพบว่าตัวเองอยู่ในห้องทำงานของครูใหญ่ หรือพูดง่ายๆ ว่าโดนเรียกพบประจำนั้นเอง 15. แอนนา เคนดริก Anna Kendrick เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมที่มีการโฆษณาทางโทรทัศน์และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโทนี่ หรือรางวัลเกียรติยศที่มอบให้กับวงการละครเวที แต่เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองดูยิ่งใหญ่ไปกว่าเพื่อนร่วมชั้นของเธอเลย 16. จอห์นนี เดปป์ Johnny Depp เขามีช่วงชีวิตที่ลำบากในอายุ 16 ที่ต้องดร็อปเรียน ติดยาเสพติดและร่วมวงเล่นกีตาร์ โดยเขาอาศัยอยู่เป็นเวลาหลายเดือนกับเพื่อนของเขา 17. กิจกรรมในสมัยเรียนของ แอชตัน คุชเชอร์ Ashton Kutcher ก็คือ การเล่นฟุตบอล, เป็นดาราในละครของโรงเรียนและร้องเพลงในคณะนักร้องประสานเสียง จนกระทั่งเขาเกิดปัญหา เรื่องการดื่มของมึนเมาและบุกเข้าไปในโรงเรียนตอนกลางคืน ทำให้ถูกตัดสินลงโทษข้อหาลักทรัพย์ และต้องสูญเสียทุนการศึกษาของวิทยาลัยและแฟนสาวของเขาไปโดยปริยาย 18.นาตาลี พอร์ตแมน Natalie Portman ในสมัยเรียนมัธยม เธอได้เข้ารอบรองชนะเลิศในการแข่งขันค้นหาความสามารถพิเศษของอินเทลวิทยาศาสตร์ระดับประเทศ และเธอยังได้บทนำในบรอดเวย์ "ไดอารี่ของแอนน์แฟรงก์" อีกด้วย เป็นยังไงกันบ้างคะ? กับกิจกรรมสมัยเรียนหรือวีรกรรมแสบๆ ของเหล่าดาราฮอลลีวูดคนดัง ที่มีทั้งตัวอย่างที่ดีและก็ไม่ดี ให้เราได้ทราบกัน และเพื่อนๆ หรือน้องๆ ที่อ่านแล้วก็ต้องเลือกปฎิบัติตามในสิ่งที่ดีนะคะ เพราะการกระทำอะไรก็ตามที่พลาดไปแล้ว เราจะไม่สามารถย้อนคืนเวลาเพื่อกลับไปแก้ไขสิ่งเหล่านั้นได้อีก หรือเพือนๆ คนไหนมีวีรกรรมวัยเด็กที่น่าสนใจ คล้ายคลึงหรือแตกต่างจากดาราฮอลลีวูดนี้ ก็สามารถเล่าผ่านคอมเม้นให้ทราบกันได้นะคะ^^ เรียบเรียงแปลโดย teen.mthai.com ข้อมูลและภาพจาก businessinsider ---หากนำข้อมูลไปใช้กรุณาให้เครดิตด้วยค่ะ---

เปิดประวัติ คณะรัฐมนตรี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา(2)
คณะรัฐมนตรี ประยุทธ์ 1 /  ประวัติ ครม.ประยุทธ์ 1

เปิดประวัติ คณะรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งหมด 32 คน 34 ตำแหน่ง แบ่งเป็นพลเรือน 20 คน ทหารและตำรวจ 12 คน ประกอบด้วย เกิดเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2499 ปัจจุบันอายุ 58 ปี จบเศรษฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต Williams College, USA ปี 39-42 เป็นผู้อำนวยการกองวิเคราะห์และประมาณการเศรษฐกิจ ปี 42-43 เป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9 ชช. (ผู้เชี่ยวชาญ) ปี 43-46 เป็นผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปี 46-47 เป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน ปี 47-53 เป็นรองเลขาฯสศช. และปี 53-ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งเลขาฯสศช. ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และลาออกเพื่อมารับตำแหน่งรัฐมนตรี   เกิดวันที่ 7 ต.ค. 2496 อายุ 60 ปี "บิ๊กเข้" จบเตรียมทหารรุ่น 13 (ตท.13) โรงเรียนนายเรือรุ่นที่ 20 หัวหน้านักเรียน เหล่าพรรคนาวิน ผ่านตำแหน่งที่สำคัญประกอบด้วย ผู้บังคับการเรือ ร.ล.คีรีรัฐ ร.ล.ปราบปรปักษ์ ร.ล.ตาปี และผู้บังคับเรือหลวงนาคา จากนั้นเป็นหัวหน้าแยกประเภท กองกำลังพล กรมกำลังพล ทร. และรักษาการ ผบ.รล.วิทยาคม จากนั้นมาเป็นอาจารย์ที่สถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง (สรส.) ก่อนกลับไปเป็นรอง ผอ.กกฝ. กรมยุทธการ ทร. และเป็น ผอ.กองยุทธการ กรมยุทธการทหารเรือ ต่อมาได้เป็นผู้ช่วยทูตทหารเรือไทย ประจำกรุงโรม อิตาลี ก่อนกลับมาเป็น รองเสนาธิการ สรส. แล้วก้าวเป็นรองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ ต่อด้วยผู้ช่วยเจ้ากรมยุทธการทหาร บก.กองทัพไทย จากนั้นข้ามมาเป็นเสนาธิการกองเรือภาค 2 กองเรือยุทธการ แล้วกลับมาเป็นเจ้ากรมยุทธการ ทร. แล้วขึ้นเป็น ผช.เสธ.ทร.ฝ่ายยุทธการ เป็นรอง เสธ.ทร. เป็นพลเรือเอก ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ จนปี 2555 ได้ขึ้นเป็นรอง ผบ.ทร. และเป็น ผบ.ทร.ในปี 2556 อายุ 59 ปี สำหรับตำแหน่งสำคัญที่รับราชการที่สำคัญ อาทิ ผบ.กองพลทหารราบที่ 4 (พล.ร.4) เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 3 และเป็นแม่ทัพน้อยภาคที่ 3 (พล.ท.) ข้ามมาเป็นผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายกิจการพลเรือน (ผช.เสธ.ทบ.ฝกร.) และขยับรองเสนาธิการทหารบก (รอง เสธ.ทบ.) และได้เป็นรองหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา คสช. เกิดเมื่อวันที่ 11 พ.ย. พ.ศ.2489 ปัจจุบันอายุ 67 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี B.Sc.First Class Hons. Electrical Engineering (เกียรตินิยมอันดับ 1) ในปี พ.ศ. 2511 และปริญญาเอกด้านวัสดุวิศวกรรมไฟฟ้า แขนงวิศวกรรมไมโครเวฟ จากมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร เริ่มรับราชการที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และได้เป็นอธิการบดี มจธ.และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ในปี 2549 จนเกษียณอายุราชการ ปัจจุบันยังทำงานในแวดวงการศึกษา อาทิ เป็นรองประธานคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) เป็นต้น เกิดเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2496 อายุ 60 ปี สมรสกับ พ.อ.หญิง สุพัตรา รัตนสุวรรณ ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เริ่มต้นชีวิตราชการทหารครั้งแรกกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ต่อมาปี พ.ศ.2530 ได้เป็นราชองครักษ์เวร จากนั้นได้เป็นฐานะผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) ซึ่งมีอำนาจในการควบคุมกำลังรบหลักของกรุงเทพฯ ก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพภาค 1 จากนั้นในปีถัดมาจะได้เป็นผู้ช่วยเสนาธิการ ทบ.ฝ่ายยุทธการ และได้เลื่อนขึ้นมาเป็นรองเสนาธิการ ทบ. และเสนาธิการ ทบ. นอกจากนี้ เมื่อครั้งรัฐประหารปี 2549 พล.อ.ดาว์พงษ์ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็น สนช. และนั่งเป็นเลขาธิการ กอ.รมน. และผู้ช่วยเลขานุการ ศอฉ.เมื่อครั้งการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ปี 2553 ด้วย เกิดเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2493 ปัจจุบันอายุ 64 ปี เคยเป็นอนุกรรมการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการควบคุมอันตรายในการใช้ยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สธ. ระหว่างปี พ.ศ.2538-2542 ประธานวิชาการ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กรรมการบริหารราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ประธานวิชาการ สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ยังได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และลาออกจากตำแหน่ง โดยปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลและประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เกิดเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2496 อายุ 61 ปี จบการศึกษาปริญญาโทด้านสาธารณสุขศาสตร์ จาก Royal Tropical Institute,Amsterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์ ก็เข้ารับราชการเมื่อปี 2526 ได้รับตำแหน่งต่างๆ ตั้งแต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาล หัวหน้าสำนักประสานงานวิชาการและพัฒนากำลังคน ด้านสาธารณสุข ผอ.สำนักนโยบายและแผนสาธารณสุข เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยปลัดกระทรวง สธ.ในปี พ.ศ.2543 จนถึงปี พ.ศ.2544 มีผลงานทั้งที่เป็นตำราและงานวิจัยมากมาย นอกจากนี้ยังเป็นผู้ริเริ่มการศึกษาและพัฒนาระบบบริการด้านโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ ที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน มีคณะกรรมการ 27 คน ภายหลังมีการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในปี 2553 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) เกิดเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2503 อายุ 54 ปี สมรสกับ พล.ต.ต.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร จบการศึกษาโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ปริญญาตรี ด้านสถาปัตยกรรมจาก Rhode Island School of Design ประเทศสหรัฐอเมริกา (Bachelor Degree in Architecture) และหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง (วตท.5) สถาบันวิทยาลัยการตลาดทุน เริ่มทำงานในปี 2529 เป็นผู้จัดการแผนกโฆษณา ปี 2555 เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และเป็นประธานกรรมการบริหารบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด และในปี 2557 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก่อนที่จะลาออกมารับตำแหน่ง เกิดเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2487 ปัจจุบันอายุ 70 ปี สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) ในปี 2510 และปริญญาโทสาขาเดียวกัน ในปี 2513 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาระดับปริญญาโทด้านการวางแผนและพัฒนา ที่มหาวิทยาลัยวานเดอบิลต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ รมว.คลัง (นายสมหมาย ฮุนตระกูล) และเข้ารับราชการในกระทรวงการคลัง อยู่ในตำแหน่งสูงสุดคือรองปลัดกระทรวงการคลังจนเกษียณอายุราชการ ได้รับแต่งตั้งเป็น รมช.คลัง ในรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ต้องพ้นจากตำแหน่งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 182(3) เนื่องจากศาลอาญาพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2550 ตัดสินจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา จากกรณีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการสั่งพักงาน นายทัศพงษ์ วิชชุประภา ผู้บริหารบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด เมื่อปี พ.ศ.2547 แต่ได้อุทธรณ์ในคดีดังกล่าว และชนะคดีในชั้นศาลอุทธรณ์ เกิดเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2488 ปัจจุบันอายุ 69 ปี สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก ด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา มีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทย ปี พ.ศ.2549 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และในปี พ.ศ.2557 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นครั้งที่สอง จบการศึกษาปริญญาเอก Ph.D. (Regional Economics) University of Pennsylvania, U.S.A. เคยทำงานเกี่ยวข้องกับด้านพลังงานเป็นหลัก อาทิ กรรมการอิสระและประธานกรรมการตรวจสอบ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และกรรมการ ประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการลงทุนของบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน ประธานกรรมการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นต้น เกิดเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2490 ปัจจุบันอายุ 67 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท MPA. California State University วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 33 ทำงานภาครัฐหลายหน่วยงาน อาทิ วิทยากร กองศึกษาภาวะเศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อำนวยการกองจัดการปฏิรูปที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กระทั่งขึ้นเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2541 เป็นผู้อำนวยการสำนักงานการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน (องค์การมหาชน) และข้ามมาเป็นปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกิดเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2491 ปัจจุบันอายุ 66 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาโท เศรษฐศาสตร์ California State University in Northridge, U.S.A. เข้าเรียนหลักสูตรนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 หลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 39 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รับราชการหลายหน่วยงานรัฐ ได้แก่ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) กรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เกิดเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2495 อายุ 63 ปี จบการศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประวัติการทำงาน เคยดำรงตำแหน่งอดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ.2549-ก.ย. 2553 รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ.2546-2549 รองอธิบดีกรมศิลปากร พ.ศ.2542-2546 เลขานุการกรมศิลปากร พ.ศ.2536-2542 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมสภามหาวิทยาลัยพะเยา ด้านสังคมได้รับเลือกเป็นบุคคลดีเด่นที่สนับสนุนงานด้านคนพิการ ประจำปี พ.ศ.2547 จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รับรางวัลสถาปนิกดีเด่นด้านสังคมและวัฒนธรรม จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ปี 2551 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) ปี 2551 (ยังมีต่อ) เปิดประวัติ คณะรัฐมนตรี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา(1) MThai News

ชวนส่องเบื้องหลังกว่าจะเป็นคิวบู๊ ของ พันนา ฤทธิไกร พร้อมเปิดใจ ทายาทอาจารย์ผู้ล่วงลับ
BIOSCOPE /  Tearjerker Issue / 

นับได้ว่าการจากไปของ พันนา ฤทธิไกร นักแสดง ผู้กำกับ และนักออกแบบคิวบู๊ ผู้เปิดศักราชใหม่ให้วงการหนังแอ็กชันบ้านเรา ย่อมถือเป็นการสูญเสียบุคลากรคนสำคัญของวงการหนังไทย รวมไปถึงวงการหนังของโลกเลยก็ว่าได้ หากแต่สิ่งที่พันนาได้แผ้วถางวางเอาไว้ให้วงการหนังแอ็กชันไทยมาตลอดทั้งชีวิตนั้น ล้วนหาได้สูญเปล่าไม่ แต่มันกลับผลิดอกออกผล จนเป็นรากฐานอันแข็งแรง ในระบบการฝึกฝนและผลิต สตันต์แมนอย่างเป็นมืออาชีพ ไปจนถึงวิธีคิดและออกแบบคิวบู๊ในสไตล์ไทยแท้ออกมาให้โลกประจักษ์ได้สำเร็จ พันนา ฤทธิไกร และเพื่อเป็นการอาลัยและรำลึกถึงคุณูปการที่ พันนา ฤทธิไกร ได้ฝากไว้ นิตยสาร Bioscope ฉบับเดือนสิงหาคม จะพาคุณผู้ชมไปดูเบื้องหลังเล็กๆ น้่อยๆ ว่ากว่าจะเป็นคิวบู๊สุดมัน์ที่คุณผู้ชมได้เห็นนั้น มันเกิดมาจากอะไรบ้าง พร้อมทั้งเปิดใจ เซ้ง กวี ศิริคะเณรัตน์ สตันต์รุ่นบุกเบิก ที่ปัจจุบันไปประสบความสำเร็จในการทำงานร่วมกับกองถ่ายหนังต่างประเทศ, พต บรรพต กิหมื่นไวย์ สตันต์รุ่นสองที่เข้ามาอยู่กับกวี ก่อนจะมาช่วยงานในทีมสตันต์อีกที, ท็อป วีระพล ภูมาตย์ฝน สตันต์รุ่นสี่ที่เข้าในช่วงเริ่มต้น ‘องค์บาก’ และ ตอง กฤษณะ ลาดพันนา ลูกชายเพียงคนเดียวของพันนาเอง ที่เตรียมสานต่องานของพ่อ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นผลผลิตของทีม พันนาสตันต์ ที่สืบทอดต่อรุ่นกันมาจนถึงปัจจุบัน เริ่มต้นที่พี่เซ้ง (กวี ศิริคะเณรัตน์) ครับ การทำงานในยุคแรกๆ กับพี่พันนาเป็นอย่างไรบ้าง เซ้ง : ผมเข้ามาทำงานในหนังเรื่องที่สองของพี่พันนาคือ ‘ซิ่งวิ่งลุย’ ตอนนั้น พี่โต (ประพนธ์ เพ็ชรอินทร์ - เพื่อนสนิทของพันนาที่บุกเบิก เพชรพันนาโปรดักชันมาด้วยกัน แต่เสียชีวิตแล้ว) ก็ยังอยู่ บรรยากาศการทำงานตอนนั้นยังลูกทุ่งมากๆ แต่สนุกครับ ทุกอย่างเราทำกันเองหมด ไม่ว่าจะยกรางดอลลี แบกรีเฟล็กซ์ เล่นเองบ้างอะไรบ้าง โดดแม่น้ำชีก็กระโดดจริงๆ ไม่มีเบาะ ไม่มีกล่อง ไม่มีสลิงอะไรทั้งสิ้น เล่นจริงเจ็บจริง ข้อเท้าหักจริง อะไรแบบนี้ ในยุคแรกการฝึกซ้อมต่างๆ ทำกันอย่างไร เซ้ง : หลังจากถ่ายหนังเสร็จ ก็จะมีการซ้อมทุกวันครับ วิ่งไม่ต่ำกว่าวันละ 10 กิโลฯ เช้า-เย็น เพื่อซ้อมคิวบู๊ ซ้อมร่างกายซ้อมยิมนาสติกอะไรแบบนี้ พี่พันนาแกจะเช่าบ้านให้อยู่หลังนึง หลังจากที่แกขายบ้านไปแล้วตอนที่มาสร้างหนัง ‘เกิดมาลุย’ เสร็จแล้วก็ยังไม่มีเงินซื้อบ้าน แกก็ไปเช่าบ้านอยู่ ผมก็ไปอยู่กับแก ตอนนั้น ‘เกิดมาลุย’ ดังแล้วครับ แต่พี่พันนาก็ยังไม่รวยอยู่ดี (หัวเราะ) คนจัดจำหน่ายน่าจะรวยซะมากกว่า พี่พันนาแกไม่เก่งด้านธุรกิจการเงินเท่าไหร่ แต่แกมีใจคิดที่จะทำหนัง แกก็ไปให้คนอื่นจัดจำหน่าย คนอื่นก็ได้ไป ทำงานอยู่กับพี่พันนามานานแค่ไหนแล้ว เซ้ง : ผมอยู่กับพี่พันนา 2 ปี เสร็จแล้วผมก็ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ มาเป็นครูฝึกคิวบู๊ที่โมเดลลิง แล้วก็ทำหนังกับพวกฮ่องกงอยู่ 7 ปี หลังจากนั้นก็มาทำหนังฮอลลีวูด จนกระทั่งถึงตอนนี้ 27 ปีแล้วครับ แต่ตลอดเวลาก็ยังมีการไปมาหาสู่กันตลอด เวลาพี่พันนาถ่ายหนัง อย่างตอน ‘องค์บาก’ และ ‘ต้มยำกุ้ง 1’ แกก็เรียกผมเข้าไปช่วยทำ หรือแม้กระทั่งเรื่องล่าสุด ‘เร็วทะลุเร็ว’ ผมก็เข้าไปช่วยพี่พันนาทำ หนังแทบทุกเรื่องที่พี่พันนาทำ แกจะเรียกผมเข้าไปช่วยดูแลฉากอันตราย ฉากใหญ่ๆ นอกจากเรื่องทักษะที่ใช้ในการทำงานทุกวันนี้ มีอะไรอีกบ้างที่ได้เรียนรู้จากพี่พันนา เซ้ง : อันดับแรก ถ้าพี่พันนาไม่ขายบ้านมาทำหนัง ป่านนี้ผมก็คงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงจุดนี้ ไม่ได้มาเป็นสตันต์แมนที่ฝรั่งรู้จัก ที่ฮอลลีวูดรู้จัก แล้วก็ใช้หลักการเดียวกับแกในต่างประเทศคือ เล่นจริงเจ็บจริง เพราะว่าซีจีเราสู้เขาไม่ได้ เราก็ใช้การเล่นจริงเจ็บจริง แต่เรามีวิธีการเซฟตีของเรา เทคนิคบางอย่างที่สร้างเหตุการณ์อันตรายขึ้นมาให้คนดูเห็น แต่เรามีหลักการเซฟตีที่เราทำแล้วปลอดภัย แม้กระทั่งตอนที่ท็อป (วีระพล ภูมาตย์ฝน) ตกลงบนถนนในเรื่อง ‘เกิดมาลุย’ (2004) ที่รถคอนเทนเนอร์ครูดไปแล้วหัวเกือบโดนล้อเหยียบ ก็ใช้วิธีหล่อโฟมเป็นล้อขึ้นมา ถึงแม้หัวจะเสียบเข้าไปก็ไม่เป็นไร คือถึงแม้จะเสี่ยงตายยังไงก็ไม่อันตราย เซ้ง : ใช่ครับ คือจะมีการคุยกันก่อน คิดวิธีการทำ แล้วก็มีการซ้อม เมื่อคุณซ้อมจนชัวร์แล้วว่าโอเค ทุกอย่างปลอดภัยเราก็ค่อยถ่าย แต่ถ้าเป็นสมัย ‘เกิดมาลุย’ หรือ ‘ซิ่งวิ่งลุย’ จะเอาใจเข้าว่า ตายไม่ตายก็...(หัวเราะ) แต่ก็ยังไม่มีใครเสียชีวิต ในทีมที่อยู่ภายใต้การดีไซน์แอ็กชันของพี่พันนานะครับ มีแค่บาดเจ็บ นี่เป็นแค่ความรู้สึกจาก เซ้ง กวี ศิริคะเณรัตน์ สตันต์รุ่นบุกเบิก เพียงคนเดียวเท่านั้น ติดตามการเผยความรู้สึก และเรื่องราวเบื้องหลังชีวิตของ พันนา ฤทธิไกร ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้ จาก พต บรรพต กิหมื่นไวย์ สตันต์รุ่นสอง, ท็อป วีระพล ภูมาตย์ฝน สตันต์รุ่นสี่ และ ตอง กฤษณะ ลาดพันนา ลูกชายคนเดียวของ พันนา ฤทธิไกร ได้ในนิตยาร Bioscope ฉบับเดือนสิงหาคม หน้าปก ใหม่ ดาวิกา น้ำตาแตก ได้แล้ววันนี้ ทุกแผงหนังสือชั้นนำ ------------------------------------------

เที่ยวโปแลนด์ ตอนที่ 1 สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม /  เที่ยวยุโรป / 

เมื่อรู้ว่าต้องมาลงจอดที่ดินแดนแห่งนี้ ทำให้หัวใจของนักเดินทางนั้นเต้นระทึกและพองโตด้วยความตื่นเต้น เพราะโปแลนด์เป็นประเทศที่มีความน่าสนใจไม่น้อย หาใช่เรื่องราวของประวัติศาสตร์ศิลป์ไม่ แต่มันเป็นดินแดนแห่งประวัติศาสตร์สงครามโลกทั้งครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง เที่ยวโปแลนด์ ตอนที่ 1 สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง เป็นดินแดนที่ต่อสู้และปกป้องเอกราชของชาติมาด้วยเลือดและชีวิตนับล้าน เป็นชาติเดียวของยุโรป ที่ต้องสู้รบกับผู้นำคอมมิวนิสต์จากสองประเทศคือ สตาลินแห่งโซเวียต และฮิตเลอร์แห่งเยอรมัน ในเวลาพร้อมกัน แต่สิ่งที่ดึงดูดใจให้ต้องร่อนมาตะลอน ณ ดินแดนแห่งนี้ ก็ด้วยความที่ใคร่อยากรู้เรื่องราวของประวัติศาสตร์ ที่ล่ำลือกันว่าโหดแบบนรกบนดินแห่งค่าย เอาชวิตซ์ ซึ่งมันเป็นที่กักขังเชลยนับแสนนับล้านคน เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดปีกแล้วตามกันมาได้เลย Poland (โปแลนด์) หรือสาธารณรัฐโปแลนด์ ตั้งอยู่ใจกลางของยุโรป มีเพื่อนบ้านถึง 7 ประเทศ โดยที่ทิศตะวันตกติดกับเยอรมันนี ทิศใต้ติดกับสาธารณรัฐเช็กและสโลวาเกีย ทิศตะวันออกติดยูเครนและเบลาลุส ทิศเหนือติดทะเลบอลติก ลิทัวเนีย และแคว้นคาลีนินกราดของรัฐเซีย ประเทศโปแลนด์เคยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเซียในครั้งสงครามโลก  โปแลนด์เป็นประเทศหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวย และมีอำนาจมากที่สุดในยุโรป ซึ่งก่อตั้งเมื่อกว่า 1,000 ปีก่อน โดยราชวงศ์เปียสต์ แต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โปแลนด์ก็ถูกแบ่งเป็นส่วนหนึ่งของ รัฐเซีย ออสเตรีย และปรัสเซีย แต่ก็ได้รับเอกราชหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง แต่สายลมหวลก็กลับมาอีกครั้งหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โปแลนด์ได้กลายเป็นบริวารคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต ต่อมาหลังสงครามโลกสิ้นสุดลง ชาวโปแลนด์ได้ดิ้นรนต่อสู้เพื่ออิสรภาพ จนในที่สุดผู้นำที่เป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้พ่ายแพ้ไป โปแลนด์จึงได้เสรีภาพ และได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปตั้งแต่นั้นมา ดูเอาเถอะ…บ้านใคร ใครก็รัก โปแลนด์มีเมืองหลวงคือ กรุงวอร์ซอ พื้นที่เกือบทั้งประเทศเป็นที่ราบ ยกเว้นทางตอนใต้ติดพรมแดนเป็นภูเขา และภูเขาที่สูงสุดคือ Rysy ที่อยู่เหนือจากระดับน้ำทะเลถึง 8,200 ฟุต ส่วนฤดูหนาวช่วงเดือนมกราคม มีอุณหภูมิติดลบ 1-5 องศาเซลเซียส ส่วนฤดูร้อนช่วงเดือนกรกฎาคมมีอากาศเย็นสบาย อุณภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 16-19 องศาเซลเซียส ซึ่งเหมือนฤดูหนาวในกรุงเทพเลย ประวัติศาสตร์ของประเทศโปแลนด์นี่ทำให้ประทับใจจับจิต ทำให้ยิ่งอยากรู้ว่าความเป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นกันอย่างไร เลยต้องลงพื้นที่สำรวจกันที่เมืองหลวงก่อนเป็นอันดับแรก Warsaw (วอร์ซอ) เป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศโปแลนด์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำวิสทูลา ห่างจากชายฝั่งทะเลบอลติกประมาณ 370 กิโลเมตร วอร์ซอ เป็นเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมหนัก เช่น รถยนต์ เหล็ก และเครื่องจักรอุตสาหกรรม เมืองวอร์ซอมีการผสมผสานของสถาปัตยกรรมแบบเก่าและใหม่ เหมือนมีเมืองเก่าและเมืองใหม่อยู่ในเมืองใหญ่แห่งเดียวกัน ซึ่งย่านเมืองเก่า หรือ Old Town ได้ถูกประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกไปแล้ว เนื่องจากสถาปัตยกรรมของเมืองวอร์ซอถูกสร้างราวศตวรรษที่ 13 และก็มีหลายแห่งที่ได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ได้รับการบูรณะจนถึงปัจจุบัน Old Town (จัตุรัสเมืองเก่า) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามแห่งหนึ่งของโปแลนด์ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทุกปี ด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรปตะวันออกแท้ๆ และกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงหน้าร้อน ตลาดนัดกลางแจ้งที่ขายของหลากหลาย ทั้งของเก่าและของใหม่ มีจิตรกรมานั่งรับจ้างเขียนภาพเหมือน มีโต๊ะรับจ้างขัดรองเท้า และอีกมากมาย นอกจากนี้ ยังมีบริการรถม้าพาชมรอบเมืองเก่า ซึ่งเป็นสีสันแห่งชีวิตหน้าร้อนที่น่ารักทีเดียว เรื่องโดย Omyim บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com

ลุงวัย60ปี ขับกระบะ คันเร่งค้าง ชน11คันรวด
คันเร่งค้าง /  ชน11คัน / 

เกิดเหตุลุงวัย 60 ปี ขับกระบะ คันเร่งค้าง ชน 11 คันรวด ในฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ร.ต.ท.ณัฐ กร นิติฐาภาภัค ร้อยเวรสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถชนกันได้รับความเสียหายจำนวนหลายคันบริเวณลานจอดรถ ชั้นใต้ดินฝั่งเซ็นทรัลภายในห้างฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี จึงไปที่เกิดเหตุพบรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ ไทรตัน สีดำ หมายเลขทะเบียน ตฐ 1665 กทม. ชนจุดรับสินค้าได้รับความเสียหาย ภายในรถพบ นายชูชัย พัฒนาปัญญาสัตย์ อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 25/2 ม.7 ต.บางครู อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ อยู่ในสภาพมึนงง ไม่ยอมลงจากรถ นอกจากนี้มีรถที่ถูก นายชูชัยขับชนได้รับความเสียหายอีก 11 คัน มี 1.รถกระบะยี่ห้ออีซูซุ ทะเบียน 6694 ปทุมธานี 2.รถเก๋ง ยี่ห้อนิสสัน ทะเบียน ฒท 4211 กทม. 3.รถเก๋งยี่ห้อมาสด้า ป้ายแดง หมายเลขทะเบียน ณ 6517 กทม. 4.รถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า วีออส ทะเบียน กข 9903 กำแพงเพชร 5.รถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า อัสติส หมายเลขทะเบียน ฌฟ 4595 กทม. 6.รถกระบะโตโยต้า ทะเบียน 4ป8977 กทม. 7.รถกระบะยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน 1ฒช8931 กทม. 8.รถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ ไทรตัน ทะเบียน ฌจ 8237 กทม. 9.รถเก๋งยี่ห้อนิสสัน ทะเบียน 1ณ6193 กทม. 10.รถกระบะยี่ห้อฟอร์ด ทะเบียน ภย 771 กทม. 11.รถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า วีออส ทะเบียน ฒล 6961 กทม. ทั้ง 11 คัน ถูกชนได้รับเสียหายด้านหน้าและด้านท้ายที่ชนต่อกันมาทั้งหมด นอกจากนี้ยังรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า ฟีโน่ ทะเบียน อฉม 319 กทม. เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ให้ผู้เสียหายทั้งหมดไปแจ้งความไว้ที่ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เพื่อเป็นหลักฐาน ทางด้าน ร.ต.ท.ณัฐกร นิติฐาภาภัค ร้อยเวรสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า สาเหตุมาจากนายชูชัย พัฒนาปัญญาสัตย์ ได้ออกรถเหยียบคันเร่งเครื่องออกตัวและคันเร่งค้างทำให้รถวิ่งพุ่งชนรถที่ จอดอยู่อย่างแรง จำนวน 11 คัน จนทำให้ นายชูชัย พัฒนาปัญญาสัตย์ ถึงกับช็อกนั่งอยู่ในรถลงมาไม่ได้ ซึ่งจะต้องนำส่ง ร.พ.นำตรวจสอบอาการต่อไป

กันต์ ชุณหวัตร ขอทำเพื่อแม่ ในทีเซอร์ใหม่จาก Mother หนังน้ำดีนอกกระแส
House RCA /  Mother / 

ถ้าเป็นคุณแล้ว คุณพร้อมจะดูแลครอบครัวที่คุณรักไปจนถึงขนาดไหน โดยเฉพาะผู้หญิงที่สำคัญที่สุดในชีวิต ที่เราต่างเรียกขานกันว่า แม่ และนี่คือสิ่งที่ภาพยนตร์นอกกระแส เรื่อง Mother หนังน้ำดีที่เล่าเรื่องผสมสารคดี จากผู้กำกับ วรกร ฤทัยวาณิชกุล ที่มีจุดเริ่มต้นเพียงแค่งานศิลปนิพนธ์ระดับปริญญาตรี แต่จนถึงวันนี้ได้ไปฉายมาแล้วถึง 6 เทศกาลหนังทั่วโลก ที่หลังจากปล่อยตัวอย่างแรกออกมาให้ชมกันก่อนหน้านี้ไปแล้ว ล่าสุดก็ได้ปล่อยทีเซอร์สั้นๆ ตัวที่สอง ที่เผยให้เห็นหนุ่ม กันต์ ชุณหวัตร นักแสดงนำ ผู้รับบทเป็น ลูก ที่ต้องดูแลแม่ที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ภาพยนตร์ Mother ถ่ายทอดเรื่องราวของลูกชายคนโตของครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง ที่ได้เพียงเฝ้ามองครอบครัวกำลังล่มสลาย หลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนักและผู้เป็นแม่ตัดสินใจฆ่าตัวตาย แม้จะไม่สำเร็จ หากหลังเหตุการณ์นั้น แม่ได้กลายเป็นผู้พิการที่เต็มไปด้วยบาดแผลในใจ ส่งผลกระทบไปถึงสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวที่ต่างปวดร้าวจากการตัดสินใจครั้งนั้นไปด้วย โดยผู้กำกับ วรกร ก็ได้เผยถึงแนวคิดของหนังเรื่องนี้ไว้ว่า "Mother เป็นภาพยนตร์ที่มีส่วนผสมทั้งหนังแบบเล่าเรื่องและหนังแบบสารคดี พูดถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เปราะบาง เจ็บปวด ระหว่างผมและแม่ นานมาแล้วแม่ของผมเคยพยายามฆ่าตัวตาย แม้สุดท้ายจะไม่สำเร็จ แต่แม่ก็มากลายเป็นคนพิการ ตั้งแต่นั้นมาครอบครัวผมก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เวลาล่วงเลยผ่านมา ผมพยายามกลับไปทำความเข้าใจในตัวแม่ ตัวผม และครอบครัว เมื่อเราเองเป็นหนึ่งในตัวแทนครอบครัวชนชั้นกลางไทย ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540" วรกร ฤทัยวาณิชกุล "หากครอบครัว คือส่วนที่เล็กที่สุดของระบบสังคม การพยายามทำความเข้าใจภาพรวมของสังคมไทยจึงจำเป็นที่จะต้องย้อนกลับไปสำรวจหน่วยเล็กที่สุดนี้เสียก่อน ผมเริ่มจากการตั้งคำถามง่ายๆ ว่า ครอบครัวคืออะไร ครอบครัวในสังคมไทยมีความซับซ้อนมากน้อยแค่ไหน สมาชิกในครอบครัวแต่ละคนมี วิธีการจัดการกับสังคมภายในครอบครัวและโลกภายนอกอย่างไร และท้ายสุด หากเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ควบคุมไมได้ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากสังคมหรือโชคชะตาก็ดี ครอบครัวเล็กๆ นี้จะสามารถผ่านการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้อย่างไร" "สำหรับผม การกลับไปสำรวจคำว่า ครอบครัว ในครั้งนี้ คงไม่อาจประเมินคุณค่าได้ว่า เราเป็นครอบครัวที่ดีหรือไม่ดี ลำพังชีวิตคนๆ หนึ่งยังมีเรื่องราวมากมายที่ไม่อาจเล่าได้หมด แต่สำหรับครอบครัวที่มีหลายคนอาศัยอยู่ร่วมกันความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันจึงซับซ้อนมากมายหลายเท่านัก หนังเรื่องนี้คือการจับภาพครอบครัวหนึ่ง ที่ต้องต่อรองระหว่างความจริงและความฝันอยู่ตลอดเวลา" ผู้กำกับ วรกร ทิ้งท้าย ร่วมติดตามเรื่องราวความผูกพันของแม่และลูก ที่จะไม่มีวันจางหาย ไปกับ Mother ได้ตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย. นี้ เฉพาะที่โรงภาพยนตร์ House RCA ------------------------------------------

พ่อ-แม่ดาราเห่อลูกๆขยันโพสลงIG
เป้ย ปานวาด /  ป๋อ ณัฐวุฒิ / 

ขึ้นชื่อว่าลูกใครก็รักและหลงเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทั้งหลายยิ่งสมัยนี้เทคโนโลยีมันก็ยิ่งไฮขึ้นทุกวันทำให้บรรดาพ่อแม่ทั้งหลายต่างพากันอวดรูปของบรรดาลูกๆให้โลกได้เห็นและชื่นชมกันง่ายขึ้นมาดูกันดีกว่าว่าคุณพ่อคุณแม่ดาราคนไหนที่ขี้เห่อและชอบโพสรูปของบรรดาลูกๆ ลงบ้าง น้องณดา ปุณณดา & ณดล ปุณณกันต์ ซุปตาร์ตัวน้อย ผลผลิตของ คุณแม่กบ สุวนันท์ กับ บรู๊ค ดนุพร ปุณณกันต์ ที่ก่อนหน้านี้หนูณดากลายเป็นขวัญใจของใครหลายๆ คนไปแล้วแถมเธอยังเป็นพรีเซ็นเตอร์ตัวน้อยที่มีค่าตัวแพงที่สุดอีกต่างหาก ยิ่งตอนนี้น้องณดาก็ทำตัวเป็นพี่สาวที่แสนดีช่วยแม่กบเลี้ยงน้องณดล น้องชายที่เพิ่งคลอดได้ไม่นานอีกด้วย ครอบครัวปุณกันต์ น้องไลลา เจน บัทเทอรี่ เศรษฐีนีตัวน้อยลูกของ คุณแม่พอลล่า และ คุณพ่อเอ็ดเวิร์ด สาวน้อยนัยตาสวยที่ตอนนี้มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง ไลลาจัดว่าเป็นสาวน้อยอารมณ์ดีขวัญใจของคนเกือบทั้งวงการ เพราะเธอเข้าได้กับทุกคน งานนี้ต้องชมคุณแม่ยังสาวและสวยอย่างพอลล่าว่าเลี้ยงลูกได้เก่งจริงๆ น้องไลลากับคุณแม่พอลล่า ณิริน ปณิริน ธรรมวัฒนะ ลูกสาวตัวน้อยของสาว หนิง ปณิตา กับคุณพ่อ จิน ธรรมวัฒนะ ช่วงนี้แม่หนิงทำตัวเป็นเจ๊ดันเพราะนางก็เป็นคุณแม่อีกคนที่ขยันพาลูกสาวตัวน้อยออกงานถี่ยิบ ที่สำคัญยังเอาน้องณิรินมาช่วยคุมความประพฤติของคุณพ่อจินด้วย แหมอย่างนี้พ่อจินก็ไม่กล้าแอบไปวอกแวกที่ไหนแล้วจ้าก็คุณแม่ขยันโพสรูปตรอบครัวลงในIG ถี่ยิบซะขนาดนี้ น้องณิรินกับคุณแม่หนิง น้องแสนดี แสนดี พสวงศ์ ลูกสาว โอ๋ ภัคจีรา และ สามีเฟี๊ยต มธุกร เพราะความที่อยากให้มี คนเรียกว่าคุณพ่อคุณแม่น้องแสนดีทำให้สาวโอ๋ ภัคจีรา หันมาตั้งชื่อลูกสาวคนแรกว่าน้องแสนดี แต่เพราะสุขภาพของคุณแม่โอ๋ไม่ค่อยจะแข็งแรงเท่าไหร่นักทำให้สุขภาพของลูกสาวตัวน้อยพลอยไม่แข็งแรงตามไปด้วย แต่งานนี้ได้กำลังใจของคุณพ่อเฟี๊ยต และแม่โอ๋ทำให้น้องแสนดีแข็งแรงขึ้นทุกวัน น้องแสนดีกับคุณแม่โอ๋ น้องนาวา ลูกสาวของ อ้อม พิยดา กับ อาท ศรา เพราะความที่ทั้งคู่ชอบการดำน้ำเป็นชีวิตจิตใจ พอมีลูกปุ๊บก็ตั้งชื่อว่าน้องนาวาทันที เพราะนาวาแปลว่าสายน้ำ แต่ก่อนหน้านี้คุณแม่คนเก่งบอกว่าจะปิดอู่ถาวรแต่ล่าสุดน้องนาวาบ่นว่าเหงาไม่มีเพื่อนเล่นเลยเปลี่ยนใจที่จะมีทายาทเพิ่มอีกคนหนึ่ง น้องนาวากับคุณแม่อ้อม น้องฮาเปอร์ ทัศนจักร& น้องฮันเตอร์ จักรพงษ์ ลูกชายสุดที่เลิฟของ คุณพ่อฮิวโก้ ขาร็อคกับ คุณนายแม่ฮาน่า เห็นแววมาแต่ไกลว่าอนาคต ด.ช ฮาเปอร์ นี่ต้องไม่ธรรมดาแน่นอนเพราะได้ความหล่อเข้มมาจากทั้งพ่อและแม่เต็มสตรีมส่วนเรื่องความติสท์ความเซอร์นี่คงต้องดูกันต่อไปแต่ถ้าอนาคตน้องฮาเปอร์ต้องการจะเข้าวงการคงไม่ใช่เรื่อยากอะไร เพราะมีบรรดาป๋าดันเจ๊ดันทั้งหลาย โดยเฉพาะคุณนายแม่ฮาน่าเตรียมหนุนสุดแรงเกิดอยู่แล้วแถมล่าสุดยังมี น้องฮันเตอร์ น้องชายให้ออกมาเป็นเพื่อนเล่นกับน้องฮาเปอร์ ฮาเปอร์ & ฮันเตอร์ กับคุณแม่ฮาน่า น้องภูดิส สะกิดใจ ลูกชายที่ คุณพ่อป๋อ รอคอยมานานเแล้วทั้งพ่อและแม่ได้เตรียมปูทางให้ลูกชายตัวน้อยไว้เรียบร้อยแล้วและตอนนี้ทั้งคู่ก็กำลังพยายามเร่งมีน้องสาวให้กับน้องภูดิสเพิ่มอีกคนหนึ่งแต่จะเป็นเมื่อไหร่งานนี้ต้องลุ้นกันต่อไปจ้า น้องภูดิสกับพ่อป๋อและแม่เอ๋ บรู๊คลิน & บีนา ลูกแฝดชาย-หญิงผลผลิตที่น่าปลาบปลื้มเป็นที่สุดสำหรับคุณแม่นานา ไรบีนา กับ พ่อเวย์ เพราะท้องครั้งเดียวมาสามารถปิดอู่ได้ทันที เพราะหลังจากที่ทั้งคู่รอคอยกันมานานก็สมใจอยาก เพราะได้ด.ช บรู๊คลิน และด.ญบีนา มาเป็นโซ่ทองคล้องใจ ในเวลาเดียวกันและต่อไปรับรองว่าฝาแฝดคู่นี้ต้องเข้ามาโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงอย่างแน่นอน บรู๊คลิน & บีนากับคุณแม่นานา น้องโสน ลูกสาวที่สุดแสนจะน่ารักของ พ่อมอส กับ แม่เกมส์ พอเริ่มโตหน่อยก็ช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำงานหาเงินค่าเล่าเรียนด้วยตัวเองซะแล้วสำหรับน้องโสน แถมงานนี้คุณพ่อมอสยังสนับสนุนให้ลูกสาวตัวน้อยได้แสดงออกด้วยการทำรายการโสนโชว์พราว น้องโสนกับคุณพ่อมอส น้องโปรด ลูกชายตัวน้อยของนางร้ายแซ่บเว่อร์ของวงการอย่าง เป้ย ปานวาด กับหนุ่ม ป๊อบ นิธิ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นขวัญใจของใครหลายๆคนไปแล้วโดยเฉพาะคุณปู่กับคุณย่าเพราะทุกวันนี้คุณย่าของน้องโปรดก็ร่อนใบสั่งมาแล้วว่าอยากจะมีหลานเพิ่มอีกคน น้องโปรดกับคุณแม่เป้ย ปานวาด

ถูกรังแก!ปธ.แฟนคลับ สงขลา ยูไนเต็ด โต้ข้อหาล้อมเปาชี้แค่ส่งนักเตะ
คณะอนุกรรมการพิจารณา มารยาท วินัย และข้อประท้วง /  ชัยวัฒน์ แก้วผลึก / 

ปธ.วัวชนบางกอก แฟนบอล สงขลา ยูไนเต็ด ออกแถลงการณ์โต้ข้อกล่าวหาล้อมผู้ตัดสิน หลังถูกสั่งปรับ 6 หมื่นแบบไร้การสอบสวน ชี้แค่ไปส่งนักเตะขึ้นรถกลับเท่านั้น ชัยวัฒน์ แก้วผลึก ประธานกลุ่มวัวชนบางกอก แฟนบอลของสโมสร สงขลา ยูไนเต็ด สโมสรหนึ่งเดียวแดนปักษ์ใต้แห่งศึกโตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงข้อกล่าวหา หลังถูกคณะอนุกรรมการพิจารณา มารยาท วินัย และข้อประท้วง บริษัทไทยพรีเมียร์ลีก ออกบทลงโทษด้วยการสั่งปรับเงินทัพ วัวชนแดนใต้ เป็นจำนวน 60,000 บาท ในเกมทีบุกแพ้ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี 0-1 เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ทีมดังแดนด้ามขวาน ถูกสั่งปรับจากคณะอนุกรรมการพิจารณา มารยาท วินัย และข้อประท้วง บริษัทไทยพรีเมียร์ลีก จากข้อหาที่ว่า แฟนบอลสงขลาขัดขวางไม่ให้ วิโรจน์ อ่อนโก๊ก ผู้ประเมินผู้ตัดสินเดินออกจากสนาม โดยมีกลุ่มแฟนบอลบางส่วนชูเสื้อสีดำแสดงข้อความไม่เหมาะสมพร้อมกับได้มีการขัดขวาง และล้อมเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขัน ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้น จากบทลงโทษดังกล่าวส่งผลให้กลุ่ม วัวชนบางกอก ที่เดินทางตามไปให้กำลังใจทีมรักถึงราชบุรี ต้องออกมาชี้แจงถึงข้อกล่าวที่เกิดขึ้น เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของกลุ่มแฟนบอลรวมไปถึงสโมสร สงขลา ยูไนเต็ด หลังจากมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยมีการบันทึกคลิปวิดีโอ แถลงการณ์ถึงข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น โดยมีใจความดังนี้ "สำหรับข้อกล่าวหาที่เกิด ขอยืนยันว่าในขณะที่แฟนบอลกำลังรอส่งนักเตะขึ้นรถ ไม่มีใครที่มีเจตนาเข้าไปขัดขวางผู้ประเมินผู้ตัดสินเดินออกจากสนาม ตามที่ถูกล่าวหาแต่อย่างใด แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ของสมาคมฟุตบอลปรี่เข้ามาผลักอกจนได้รับบาดเจ็บ ส่วนสาเหตุที่ต้องทำคลิปออกแถลงการณ์ในครั้งนี้ไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไรทั้งสิ้น จุดประสงค์หลักก็คือการสนุกกับการชมฟุตบอลที่ตัวเองรักเท่านั้น และร่วมกันพัฒนาวงการฟุตบอลไปด้วยกัน" เรามีความสุขที่ได้ชมเกมฟุตบอลที่เรารัก เราอยากเห็นทีมชาติ และลีกของเรามีความแข็งแกร่ง มีการตัดสินที่เป็นธรรมมีการให้คุณให้โทษที่ยุติธรรม เรามีดูด้วยใจ ไม่ใช่ธุรกิจ จึงอยากให้ผู้ใหญในวงการรับฟังความคิดเห็นของแฟนบอลมากกว่านี้ "แถลงการณ์จากกลุ่มวัวชนบางกอก"

รักเด็กแซบหลาย!! บุ๋ม ไม่แคร์ถูกเม้าท์หลง เอก
บุ๋ม ปนัดดา

ความรักกำลังสุกงอมได้ที่ งานนี้ม่ายสาวพราวเสน่ห์อย่าง บุ๋ม ปนัดดา ถึงกับยอมศิโรราบให้กับแฟนหนุ่มรุ่นน้องกล้ามปูอย่าง เอก เอกริน ทั้งที่คบหาดูใจกันเพียงเวลาไม่นาน แต่กลับออกมาประกาศแต่งงานรอบสองแล้วจ้า ในวันที่ 18 ม.ค. 58 งานนี้หลายคนต่างสงสัยว่า หนุ่มกล้ามปูทำมนต์เสน่ห์อะไรใส่สาวใหญ่ชั่วโมงบินสูงอย่างบุ๋ม ถึงทำให้ฝ่ายหญิงตกปากรับคำยอมขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงแต่งงานรอบสองได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะคบใครมา ม่ายสาวก็บ่ายเบี่ยงที่จะหาห่วงผูกคอตลอด ลื่นไปไหลมาจนหนุ่มๆ ท้อถอยไปตามๆ กัน ขนาดว่าอดีตคนรักนักซิ่งรุ่นน้องที่คบหาดูใจกันมานานอย่าง ติ๊งโน้ต ก็ยังทำไม่สำเร็จ แต่ไหงหนุ่มกล้ามโตโนเนมที่รู้จักและจีบกันผ่านอินสตาแกรมอย่าง เอก กลับมาคว้าชิ้นปลามันไปซะงั้น หลายคนกังขาและเม้าท์กันปากต่อปากว่า สาวบุ๋มหลงเสน่ห์รักรสแซบของแฟนหนุ่มรุ่นน้องจนถอนตัวไม่ขึ้น เรียกว่านางทั้งรักทั้งหลงแฟนหนุ่มกล้ามปูยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ใครเตือนก็ไม่ฟัง แต่จะหลงไปได้นานสักเท่าไหร่? อันนี้ที่หลายคนยังกังขาและสงสัยแต่หาคำตอบไม่ได้ แต่ดูท่า บุ๋มจะไม่แคร์เสียงนกเสียงกาที่เม้าท์เรื่องนางกันอย่างสนุกปาก ในเมื่อคุณพ่อคุณแม่สุดที่รักยังไม่ว่า คนอื่นจะเม้าท์อะไรนางก็ไม่แคร์ เพราะรักครั้งนี้แซบกว่าครั้งไหนๆ จริงๆ นะเออ บุ๋ม-เอก บุ๋ม-เอก บุ๋ม-เอก

แบกความกดดัน! ผีคอนเฟิร์มมอบเบอร์ 7 ให้ ดิ มาเรีย
David Beckham เดวิด เบคแฮม /  ดิ มาเรีย / 

ถือว่าเป็นไปตามคาดเมื่อ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า อังเคล ดิ มาเรีย ปีกหน้าหนูตัวใหม่จะได้สานต่อเสื้อหมายเลข 7 คนใหม่ของสโมสร ก่อนหน้าที่ดาวเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าจะได้เซ็นสัญญากับ "ปีศาจแดง" ก็มีรายงานออกมาว่าเขาจะเป็นผู้ที่มาสืบทอดเสื้อหมายเลข 7 ซึ่งเว้นว่างมาได้ฤดูกาลนึงแล้วหลังอันโตนิโอ วาเลนเซียเปลี่ยนกลับไปใช้เบอร์ 25 เหมือนเดิม แต่ในที่สุดก่อนหน้าที่จะมีการแถลงข่าวของดิ มาเรียก็ได้มีการยืนยันออกมาว่าเขาจะสวมเสื้อหมายเลข 7 ลุยซีซั่นใหม่นี้ "คริสติอาโน่ โรนัลโด้ คุยกับผมที่ มาดริด และอธิบายว่าเบอร์ 7 สำคัญขนาดไหน ผมหวังว่าผมจะแบกรับมันไหว" ดิ มาเรีย กล่าว สำหรับเสื้อหมายเลข 7 ถือว่าเป็นเบอร์ตำนานของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยมีนักเตะชื่อดังหลายคนทั้งจอร์จ เบสต์, คริสติอาโน่ โรนัลโด้, เดวิด เบ็คแฮม และเอริค คันโตน่า ต่างก็เคยใส่ลงสนามพา แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์มาแล้วมากมาย

ละครข้าบดินทร์ , เรื่องย่อข้าบดินทร์
ข้าบดินทร์ /  เรื่องย่อข้าบดินทร์ / 

เรื่องย่อข้าบดินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ เหม เป็นบุตรชายคนเดียวของ พระยาบริรักษ์ ผู้มีหน้าที่คอยดูแลจัดเก็บค่าระวางจากเรือที่ขนสินค้าที่เข้ามาในประเทศสยามโดยวัดจากความกว้างของปากเรือ ส่วนมารดาคือ คุณหญิงชม เหมมีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของชาววิลาศ (อังกฤษ) อย่างมาก เพราะในเมืองปากน้ำมีพวกฝรั่งวิลาศมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปต่างพากันหวาดกลัวพวกวิลาศ เพราะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาสีผมสีผิวแตกต่างจากคนทั่วไป ในการแข่งว่าวชิงเงินเดิมพันที่เมืองปากน้ำ สมิงสอดน้อย นำว่าวกุลา (จุฬา) เหมกับพวกนำว่าวปักเป้าของตัวเองมาท้าประลองวางเดิมพันกับสมิงสอดน้อย สมิงสอดน้อยชะล่าใจ แต่ผลการแข่งขันกลับออกมาว่าเหมเป็นฝ่ายที่สามารถตัดสายป่านว่าวของสมิงสอดน้อยได้สำเร็จ สมิงสอดน้อยจึงทั้งเสียหน้าและเสียเงินพนันให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเหมจนได้ เหมไปเรียนวิชาทำสายป่านว่าวให้คมมาจาก ลุงรี แขกที่มารับใช้ แหม่มมาเรีย ฝรั่งชาววิลาศในเมืองปากน้ำ เหมกับแหม่มมาเรียสนิทสนมกันจนเหมได้เรียนรู้ภาษาวิลาศจากแหม่มมาเรียไปด้วย พระยาบริรักษ์ปรึกษากับคุณหญิงชมเรื่องที่ได้ยินข่าวลือว่าเหมไปทำตัวสนิทสนมกับพวกวิลาศ คุณหญิงชมแนะให้พระยาบริรักษ์นำตัวเหมไปฝากเรียนวิชากับพระครูโพ เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ เพื่อจะได้รับราชการต่อไปภายหน้า อีกทั้งก็ยังสามารถแยกเหมออกมาจากพวกวิลาศได้ด้วย เมื่อไปถึงที่วัด ท่านพระครูโพตรวจดวงชะตาของเหมแล้ว ก็รู้ว่าชีวิตของเหมจะต้องผ่านบททดสอบอย่างหนัก ถามเหมว่าอยากเรียนวิชาการต่อสู้หรือไม่ แต่พระยาบริรักษ์ต้องการให้เหมเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลวงสรอรรถ เข้ามาเจรจากับพระยาบริรักษ์เพื่อขอให้ลดค่าระวางปากเรือให้กับเรือของกะปิตันฝรั่ง แต่พระยาบริรักษ์ไม่ยอม หลวงสรอรรถไม่พอใจที่พระยาบริรักษ์ไม่ยอมช่วยเหลือ หลวงสรอรรถบังเอิญได้พบ ทับทิม บัว และ ลำดวน หลวงสรอรรถนึกชอบใจในความงามของบัวซึ่งกำลังจะได้แสดงเป็นนางสีดา ที่ตำหนักอัมพวาแทนทับทิมที่กำลังจะแต่งงานกับหมื่นพิพิธภูบาล จึงคิดจะเข้าทางเจ้าพระยาพระคลังโดยผ่านทางบัวปิ่น มารดาของสามสาว กับทับทิมสงสัยว่าหลวงสรอรรถจะมาชอบพอบัว แต่ก็เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะหลวงสรอรรถนั้นมีภรรยาหลวงอยู่ก่อนแล้ว เหมถูกจับได้ว่ามาแอบดู พุ่ม และสมิงสอดน้อยซ้อมดาบแต่สมิงสอดน้อยยังแค้นเรื่องเก่าอยู่ ไม่ยอมปล่อยไปเปล่า ๆ จึงท้าให้เหมมาสู้กัน ถ้าเหมแพ้ จะต้องถูกตัดลิ้น เหมฮึดสู้กับสมิงสอดน้อยจนชนะ สมิงสอดน้อยพ่ายไปในที่สุด สมิงสอดน้อยยอมปล่อยเหมไป ขรัวปู่ยม ผู้ฝึกสอน เห็นดังนั้นจึงชวนเหมให้มาเรียนการต่อสู้ด้วยดาบอาทมาต แหม่มมาเรียนั้นป่วยเป็นโรคฝีในท้อง จึงต้องใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวด ทว่าพระยาบริรักษ์ บิดาของเหมนั้นตั้งข้อรังเกียจสินค้าชนิดนี้ ดังนั้น ไมเคิล เจเมสัน สามีของแหม่มมาเรีย จึงต้องแอบนำฝิ่นเข้ามาอย่างยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นแหม่มมาเรียก็ยังเอ็นดูเหม และสอนภาษาวิลาศให้กับเหมด้วยความเต็มใจ ขากลับเหมกับบุษย์ได้พบกับลำดวนที่แอบปีนต้นไม้ขึ้นไปดูเหมเข้าไปในบ้านของพวกวิลาศแล้วลงมาไม่ได้ เหมกับบุษย์จึงช่วยกันพาตัวลำดวนลงมา บัวเห็นหน้าเหมเข้าก็ประทับใจในความรูปงามของเหมทันที เหมกับบุษย์ได้พบกับ คุณชายช่วง บุตรชายคนโตของพระยาพระคลัง คุณชายช่วงมีความสนใจในภาษาวิลาศเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเหมรู้ภาษาวิลาศจึงให้ความสนใจอย่างมาก ลำดวนมาเจอกับเหม เหมพูดคุยเล่นหัวกับลำดวนอย่างสนิทสนม เหมกับพระยาบริรักษ์เกือบมีเรื่องกับหลวงสรอรรถ แต่โชคดีที่ได้คุณชายช่วงมาช่วยไว้ทันเวลา หลวงสรอรรถได้แต่แค้นใจที่ทั้งพระยาบริรักษ์และเหมดูจะเป็นศัตรูกับเขาไปทั้งสองคน ด้านคุณปิ่นเห็นหน้าเหมแล้วนึกชอบใจ จึงคิดจะจับคู่ให้เหมกับบัว ขณะที่วิชาดาบกับขรัวปู่ยมก็ก้าวหน้ามากขึ้น สมิงสอดน้อยเริ่มยอมรับในตัวเด็กหนุ่มถึงกับอาสามาเป็นคู่ซ้อมให้ สมิงสอดน้อยกำลังจะไปทัพเพราะได้ยินข่าวว่าทางกรุงศรีสัตนาคนหุตกำลังเรียกระดมพล จึงต้องขึ้นไปสอดแนมที่โคราช เหมถูกเรียกตัวมาพบคุณชายช่วง เหมเอาขนมมาฝากลำดวน พวกบ่าวไพร่ก็เอาไปลือกันว่าเหมจะใช้ลำดวนเป็นสะพานเข้าจีบบัว ลำดวนรบเร้าให้บัวฝากใบพลูไปให้เหมเพราะอยากมีพี่ชาย พระยาบริรักษ์ออกไปรับเรือกำปั่นขนสินค้าของคุณไมเคิล เจเมสัน สินค้าที่บรรทุกมาในระวางนั้นมีตุ๊กตากระเบื้องที่แอบซุกซ่อนฝิ่นเพื่อใช้บรรเทาอาการป่วยของแหม่มมาเรียอยู่ด้วย แต่หลวงสรอรรถหวังจะฮุบฝิ่นไว้เป็นของตัวเอง แล้วโทษว่าเป็นคำสั่งของพระยาบริรักษ์ มิสเตอร์เจเมสันก็เข้าใจผิดว่าพระยาบริรักษ์จะฮุบของไว้ ทั้งคู่จึงก่อเรื่องวิวาทกันขึ้นมาอีก พระพิชัยปราการคนสนิทของเจ้าพระยาพระคลัง มาตามตัวพระยาบริรักษ์ไปพบกับพระยาสมุหกลาโหมด้วยราชการด่วน ทว่าระหว่างทางไปที่เรือนของพระยาพระคลัง มีผู้พบศพของมิสเตอร์เจเมสันถูกฆ่าตัดหัวหลังจากมีเรื่องวิวาทกับพระยาบริรักษ์เพราะรู้ว่าตนเองกำลังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคนฆ่า ทหารของพระยาสมุหกลาโหมบุกเข้ามาจับตัวพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชมไว้ได้ เหมที่กระโดดน้ำหนีไปได้แล้ว กลับหวนมาช่วยคุณหญิงชม พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหม ถูกนำตัวไปขังไว้ในสถานที่คุมขังนักโทษ พระยาปลัดสมุทรปราการมาขอร้องให้พระยาบริรักษ์เห็นแก่ชาติบ้านเมืองและส่วนรวมด้วยการยอมรับสารภาพความผิด พระยาบริรักษ์จึงยอมสารภาพ แต่ความจริงแล้วคนที่ฆ่ามิสเตอร์เจเมสันคือหลวงสรอรรถ การจับคู่ของเหมกับบัวจึงเป็นอันต้องตกไป ลำดวนเมื่อรู้ข่าวของเหม ก็ได้แต่นอนร้องไห้สงสารเหม คุณปิ่นพาบัวและลำดวนมาเดินตลาด กลุ่มนักโทษมีคุณหญิงชมและเหมรวมอยู่ด้วย คุณหญิงชมเป็นลมตรงหน้าขบวนของคุณปิ่นพอดี ลำดวนสงสารเหมกับแม่จับใจ รีบคว้าแตงกวาไปป้อนให้คุณหญิงชมได้กินพอหายร้อน พระยาบริรักษ์ถูกตัดสินให้ทวนหวายพระยาบริรักษ์ ๕๐ ที ริบราชบาตร แล้วเอาตัวพร้อมกับลูกเมียไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง พระยาบริรักษ์ทนการถูกลงทัณฑ์ไม่ไหว เสียชีวิตหลังจากตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ๙ ปีผ่านไป พระยาบดินทรเดชาได้เกณฑ์ไพร่พลขึ้นไปยังเมืองพัตบองเพื่อตระเตรียมรับมือกับญวน ในการนี้คณะปี่พาทย์ละครของขุนนาฏยโกศลถูกเกณฑ์ตามไปแสดงให้ขุนนางผู้ใหญ่ดูด้วย หมื่นวิชิตชลหาญ ที่มักจะนำสุรามามอบให้ท่านขุนบ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วหมื่นวิชิตฯ นั้นหวังจะมาพบหน้าลำดวน ในขณะที่บัวยอมถวายตัวเป็นนางในชีวิตของบัวในวังนั้นไม่ได้มีความสุขสบายเหมือนที่หวังไว้ เพราะเสด็จในกรมไม่ทรงโปรดนางละคร หมื่นวิชิตฯ ก็หาทางเข้าใกล้ลำดวน แต่ลำดวนก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่นึกชอบหมื่นวิชิตฯ ขุนศรีไชยทิตย มาโพนช้างอยู่ละแวกเมืองโคราช จึงสั่งให้นายส่งกับนายมาไปขอความช่วยเหลือ นายส่งกับนายมา ควาญช้างทั้งคู่อิดออดไม่อยากไป แต่ก็ขัดไม่ได้ ลำดวนกับ หุ่น เพื่อนสนิท บังเอิญได้พบกับพวกที่มาโพนช้าง หนึ่งในนั้นก็มีเหมซึ่งมีหน้าที่เป็น เสดียง อยู่ด้วย แต่ลำดวนจำเหมไม่ได้ ลำดวนกับหุ่นได้นั่งช้างตัวที่เหมเป็นคนคุมอยู่ เหมคอยดูแลและกันท่าหมื่นวิชิตฯ ให้ลำดวน ทว่าเหมกลับไม่กล้าบอกความจริงกับลำดวนว่าตนเองคือใคร บางครั้งเหมก็เผลอพูดจาเกี้ยวพาราสีลำดวนจนต้องไปต่อกรรมกับขุนศรีไชยทิตยอยู่บ่อยๆ ลำดวนเองจากที่เคยหวาดกลัวเสดียงหน้าดุ ก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับเหมอย่างประหลาด คุณปิ่นก็คุ้นหน้าเสดียงหนุ่ม ลำดวนก็มั่นใจว่าเขากับเธอต้องเคยรู้จักกันมาก่อนอย่างหมื่นวิชิตตั้งใจจะเข้าไปลวนลาม เหมเห็นเข้าพอดี จึงลอบทำร้ายหมื่นวิชิตฯ เจ้าสังข์ ช้างเชือกที่ขุนศรีไชยทิตยกำลังตามจับตัวอยู่ การโพนช้างครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ ลำดวนลองเรียกเสดียงหนุ่มว่าเหม เหมชะงักแล้วรีบเดินหนีไป แต่ตกดึกคืนนั้นเหมก็แอบเอาพวงมาลัยดอกลำดวนมาแขวนไว้ให้ที่เพิงพัก ก่อนจะวางแผนพาแม่โต ช้างพังคู่ใจไปเป็นนกต่อจับตัวเจ้าสังข์มาจนสำเร็จ เรื่องลำดวนไม่มีความคืบหน้า หมื่นวิชิตฯ ปรึกษากับพรรคพวกเพื่อหาวิธีที่จะได้ลำดวนมาเป็นเมีย หมื่นวิชิตฯ จึงจ้างวานส่งและมาไปลวนลามลำดวนเหมจับได้ ควาญทั้งสองซัดทอดว่าหมื่นวิชิตฯ เป็นคนสั่งให้ทำหมื่นวิชิตฯ ไม่ยอมรับ ขุนนาฏยโกศลเรียกเหมเข้าไปขอบคุณที่ช่วยเหลือลำดวนไว้ ก่อนจะจำได้ว่าเหมคือลูกชายของพระยาบริรักษ์ เมื่อคุณปิ่นเตือนเหมได้รู้ว่าในตอนนี้ฐานะของลำดวนกับเหมต่างกันมาก ลำดวนกับเหมก็ต้องแยกย้าย เหมบังเอิญได้พบกับสมิงสอดน้อยเหมที่มึนด้วยฤทธิ์สุราก็บุกไปหาลำดวน เหมตั้งใจว่าจะต้องลบล้างมลทินให้จงได้ พระศรีสิทธิสงครามเร่งจัดให้มีการประลองขึ้นหานายทหารมีฝีมือดี หมื่นวิชิตฯ ประลองด้วยจึงไปนัดแนะกับครูดาบที่ตัวเองต้องประลองด้วย หมื่นวิชิตฯ เห็นเหมเข้ามาชมการประลองด้วย ก็นึกหมั่นไส้ จึงแกล้งเสนอชื่อเหมให้เข้าไปประลองเหมใช้วิชาดาบอาทมาตที่เรียนมาจากขรัวปู่ยมประลองกับพระศรีสิทธิสงครามจนได้รับชัยชนะ เหมเข้าเป็นทหารในกองทัพทันที เมื่อกองทัพยกมาถึงเมืองโปริสารท เหมก็ได้พบกับบุษย์ ซึ่งตอนนี้ได้ไปเป็นไพร่ในสังกัดของเจ้าพระยาพระคลัง ทัพของเจ้าพระยาพระคลังมาสมทบกับทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาเพื่อเตรียมตัวตีเมืองไซ่ง่อน แต่ก่อนหน้านั้น ทัพของทั้งสองพระยาได้ร่วมมือกันตีค่ายญวนที่ปากคลองวามะนาว เหมเป็นผู้ออกอุบายเข้าตีจนค่ายของข้าศึกแตกพ่ายเป็นผลสำเร็จ ทำให้ได้รับความดีความชอบเป็นอันมาก พระยาบดินทรเดชาจึงทำหนังสือขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ปลดเหมกับคุณหญิงชมออกจากการเป็นตะพุ่นหญ้าช้างให้ การรบครั้งต่อมาที่เมืองโจฎก ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาล้อมเมืองโจฎกไว้แล้ว พระยาปลัดสมุทรปราการเคลื่อนขบวนมาอย่างเชื่องช้าจึงทำให้ราชการศึกเสียหายเป็นอันมาก เหมเป็นผู้ออกความคิดพิชิตค่ายเข้าตีเมืองโจฎกได้อีกครั้ง พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์ เหมจึงต้องเดินทางกลับพระนครกับกองทัพเพื่อมาร่วมงานพระเมรุ เหมที่ตอนนี้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นสุรบดินทร์ ในขณะที่คุณชายช่วงตอนนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสิทธิ์นายเวรแล้ว คุณชายช่วงดีใจมากที่เหมสามารถลบล้างมลทินให้ตัวเองได้ คุณหญิงชมดีใจมากที่เหมประกอบคุณงามความดีจนได้ปลดตะพุ่น เหมเกริ่นกับคุณหญิงชมว่าอยากจะให้ไปสู่ขอลำดวนกับขุนนาฏยโกศล คุณชายช่วงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นไวยวรนาถ และได้ขอตัวเหมมาช่วยทำงานด้วย เหมได้กลับไปเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้งกับครูปีเตอร์ มิชชันนารีที่เดินทางมากับคณะนายแพทย์ของ แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์) แต่เหมไม่ไว้ใจพวกวิลาศอีกแล้วเนื่องจากประสบการณ์ที่เคยได้รับมา เหมได้พบกับลำดวนและบัวในช่วงที่มีงานพระเมรุในพระนคร เมื่อบัวได้พบเหม ความรู้สึกเก่า ๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง บัวรู้สึกอิจฉาลำดวนที่ได้หัวใจของเหมไป หมื่นวิชิตฯมาขอความช่วยเหลือจากบัวเรื่องลำดวน หมื่นวิชิตฯ รู้ว่าบัวเคยมีใจให้เหมจึงยุยงให้บัวทำเสน่ห์ใส่เหมเพื่อแย่งเหมมาจากลำดวน บัวถูกหว่านล้อมจนยอมทำตาม บัวไปขอให้พุ่มทำเสน่ห์ใส่ลำดวนกับตัวเหม ทุกคนจึงร่วมมือกันวางแผนจับหมื่นวิชิตฯ กับบัวให้ได้คาหนังคาเขาขณะทำพิธี หมื่นวิชิตโกรธแค้นที่ถูกหลอกจึงฆ่าพุ่มตาย เหมยืนยันว่าเขาไม่เคยมีเยื่อใยกับบัว บัวรู้สึกอับอาย บัวอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาเพื่อชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในชาตินี้ ด้านคุณหญิงชมก็เดินทางไปสู่ขอแม่ลำดวนกับท่านขุนนาฏยโกศลกับคุณปิ่น จึงยอมยกลำดวนให้เหมแต่โดยดี ทางสยามปฏิเสธการซื้อเรือกลไฟเพราะมีสภาพเก่า ทำให้นายห้างหันแตรโกรธมาก นายห้างหันแตรพยายามหาเรื่องทางฝั่งสยาม เหมจึงวางแผนให้จับตัวนายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์ไปขังไว้ นายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์โกรธมากถึงขึ้นอาฆาตเหมไว้ว่าจะต้องกลับมาจัดการกับเหมให้ได้ พระยาปากน้ำมาแจ้งกับคุณชายช่วงและเหมว่า จับตัวคนรับใช้ชาวอินเดียของมิสเตอร์เจเมสันนั้นสารภาพว่ามิสเตอร์เจเมสันถูกหลวงสรอรรถฆ่าตาย เพราะหลวงสรอรรถต้องการยักยอกฝิ่นที่มิสเตอร์เจเมสันลักลอบนำเข้ามาไปเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้มลทินของพระยาบริรักษ์จึงได้รับการชำระสะสาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบำเหน็จให้เหมเป็น หลวงสุรบดินทร์ ส่วนหลวงสรอรรถที่ตอนนี้ได้ข่าวว่าไปเข้าร่วมกับจีนตั้วเหี่ยทำการค้าฝิ่นเป็นปฏิปักษ์กับทางราชการนั้น เหมก็ได้แต่งงานกับลำดวนสมที่ตั้งใจไว้ เหมกับ หมื่นไวยวรนาถ (คุณชายช่วง) ก็ถูกเกณฑ์ไปปราบปรามพวกจีนตั้วเหี่ยและก๊กต่าง ๆ ทั้งคู่จึงวางแผนล้อมจับจีนตั้วเหี่ยและหลวงสรอรรถมาด้วย ด้านลำดวนตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นหญิง เหมจึงตั้งชื่อว่า มาลัย เพื่อเป็นตัวแทนความผูกพันของเขาที่มีต่อลำดวน หลังจากนั้นไม่นานนัก เซอร์ เจมส์ บรู๊ค ทูตคนใหม่จากประเทศเกาะบริเตนใหญ่ ยืนเงื่อนไขให้คนภายใต้บังคับของอังกฤษสามารถทำการค้าได้อย่างเสรี ซึ่งเหมไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขข้อนี้ เหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่พิจารณาสนธิสัญญาของทูตานุทูตอังกฤษแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับทางสยาม จึงไม่เห็นสมควรทำตามข้อตกลง ทางอังกฤษนำเรือรบมาปิดปากอ่าว พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้ส่งตัวเหมไปดำเนินคดีที่เรือรบอังกฤษในคดีที่เคยลวงนายห้างหันแตรไปคุมขังไว้ เหมจึงคิดจะเสียสละตัวเองเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดเหมือนเช่นที่พระยาบริรักษ์ผู้เป็นบิดาเคยทำ เหมดึงดันที่จะทำตามความตั้งใจเดิมคือไปรับการตัดสินคดีบนเรือรบของอังกฤษ กะปิตัน บราวน์ ที่เคยถูกเหมจับขังไว้คราวก่อน เฝ้ารอที่จะได้แก้แค้นเหมให้สาแก่ใจ ทว่าเมื่อเรือที่นำตัวเหมไปยังเรือรบอังกฤษลอยลำอยู่กลางแม่น้ำ เหมก็ตัดสินใจกระโดดลงน้ำทั้ง ๆ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กทั้งตัว กะปิตัน บราวน์ สั่งให้คนค้นหาร่างของเหมให้เจอ คุณหญิงชม ลำดวน คุณปิ่นและท่านขุนนาฏยโกศลต่างเสียใจที่เหมต้องมาพบจุดจบ ในที่สุดทางอังกฤษก็งมหาศพของเหมจนเจอในสภาพใบหน้าเละเทะเพราะถูกปลาทะเลกัดกิน พระยาปากน้ำก็สังเกตเห็นว่าใต้ท้องแขนของศพนั้นไม่มีรอยสักที่เป็นเครื่องหมายของการโดนโทษตะพุ่นหญ้าช้าง หลวงกำแหงรีบกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่าคงเป็นเพราะแช่น้ำทะเลนานเกินไปนั่นเอง ที่จริงแล้วเหมสามารถปลดโซ่เหล็กได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเคยเป็นเสดียงมาก่อน ใต้น้ำนั้นก็มี หลวงเผด็จทินกร คอยช่วยอยู่ หลังจากนั้นก็พากันไปซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อน ส่วนศพที่พบในทะเลนั้น ก็คือศพของหมื่นวิชิตฯ นั่นเอง เหมกลับมาอยู่กับลำดวนอีกครั้ง โดยที่รู้ตัวดีว่าคงไม่อาจกลับเข้ารับราชการได้อีกแล้ว แต่ลำดวนก็ไม่สนใจ ขอแค่ได้มีเหมอยู่เคียงข้างกัน หลายปีผ่านไป เหมทำงานเป็นควาญช้างอยู่ในเพนียดที่กรุงเก่า คุณชายช่วงซึ่งได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้เดินทางมาหาเหมเพื่อขอให้เหมร่วมเดินทางไปกับคณะทูตที่จะไปถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ แต่เหมต้องปกปิดตัวตนและไปในฐานะหมอนวด ลำดวนจึงสนับสนุนให้เหมเดินทางไปกับคณะทูต เหมจึงตัดสินใจออกเดินทางมุ่งสู่ประเทศอังกฤษเพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ แม้จะไร้ชื่อ ไร้เกียรติยศชื่อเสียงใด ๆ แต่ชายหนุ่มก็ยินดีและเต็มใจทำในฐานะ "ข้าแห่งบดินทร์" ติดตามชม ละครข้าบดินทร์ ได้เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่่อง 3

หนูแหม่ม โพสต์สังคมอยู่ยาก!! หลังแม่บ้านลุกฮือจวกยับ
หนูแหม่ม สุริวิภา /  แม่บ้าน จวกยับ หนูแหม่ม / 

หลังจากที่งานเข้าแบบเต็มๆ เจอแม่บ้านลุกฮือขึ้นมาจวกยับ!! เพราะไม่พอใจกับคำพูดที่ว่า "ผู้หญิงถ้าแต่งงานแล้วเลิกทำงาน คุณค่าจะหมดไปทันที!" ซึ่งเป็นคำพูดของพิธีกรอารมณ์ดี หนูแหม่ม สุริวิภา ในรายการ "สมาคมเมียจ๋า" ที่ออกอากาศไปเมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมานั่นเอง โดยประโยคดังกล่าวได้ถูกแชร์ไปว่อนเน็ต และถูกวิพากษ์วิจารณ์กันในข้ามคืน มีทั้งต่อว่าและให้กำลังใจ ทั้งนี้หลังจากตกเป็นกระแสลุกลามใหญ่โตทางพิธีกรชื่อดังก็ได้โพสต์ข้อคิดทางธรรมะขึ้นใน IG ของเธอ มีข้อความดังนี้ "สังคมวันนี้ต้องระมัดระวังให้มากขึ้น มีสติให้มากขึ้น เพราะมันอยู่ยากขึ้นทุกวัน แต่จงอย่าสูญเสีย ความเชื่อมั่นและศรัทธาในการทำความดี" หนูแหม่ม สุริวิภา โดนแม่บ้านจวกยับ ไม่พอใจพูดไร้ค่า หนูแหม่ม สุริวิภา โดนแม่บ้านจวกยับ ไม่พอใจพูดไร้ค่า หนูแหม่ม สุริวิภา โดนแม่บ้านจวกยับ ไม่พอใจพูดไร้ค่า หนูแหม่ม สุริวิภา โดนแม่บ้านจวกยับ ไม่พอใจพูดไร้ค่า หนูแหม่ม สุริวิภา โดนแม่บ้านจวกยับ ไม่พอใจพูดไร้ค่า หนูแหม่ม สุริวิภา

แฟชั่น น้ำตาล พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ นางเอกสาวตาโต หน้าหวาน
นางเอก /  น้ำตาล พิจักขณา / 

แฟชั่น น้ำตาล พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ นางเอกสาวตาโต หน้าหวาน ภาพแฟชั่น จาก นิตยสาร Slimming Cover interview : Namtarn Pichukkana Wongsarattanasin เพิ่งเล่นละครไม่กี่เรื่อง แต่ฝีมือการแสดงของเธอคนนี้ก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แถมความน่ารัก สดใสก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย สำหรับนางเอกสาวตาโต หน้าหวาน " น้ำตาล พิจักขณา วงศารัตนศิลป์" ล่าสุดกับละครคอเมดี้เรื่องแรก "ดาวเคียงเดือน" แม้จะลาจอไปแล้ว แต่ใครๆ ก็ยังติดใจบทสาวห้าว สุดฮาที่ถือว่าสอบผ่านไปได้อย่างสบาย ต่อด้วยละครแอ็คชั่น แนวแฟนตาซีอีกหนึ่งเรื่อง "สายลับสามมิติ" ที่มารับบทตำรวจสาวประกบคู่พระเอกมาดเท่ ขี้เล่น "ป๋อ-ณัฐวุฒิ สะกิดใจ" งานนี้สาวน้ำตาลไม่หวั่น โชว์บู๊เต็มตัวแบบไม่กลัวเจ็บให้แฟนๆ ได้ติดตามกันด้วย แต่อย่าเพิ่งเบื่อหน้าเธอไปก่อน เพราะแว่วๆ มาว่ากำลังจะมีละครเรื่องดังที่มารีเมคใหม่ "สะใภ้จ้าว" ละครชุกขนาดนี้ไม่ฮอตไม่รู้จะว่ายังไงแล้วนะสาวคนนี้ ที่มาภาพจาก magazinedee

เตือน! หาก เจ็บคอ อย่าซื้อยามากินเอง
ซื้อยา /  ยาปฏิชีวนะ / 

อย. ห่วงใยผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน หากเป็นหวัด เจ็บคอ ขอได้อย่าซื้อยาปฏิชีวนะมาใช้เอง เพราะอาจได้รับอันตรายจากการใช้ยาโดยไม่จำเป็น และทำให้เชื้อแบคทีเรียดื้อยา เพราะโรคหวัดเกิดจาก เชื้อไวรัส แต่ยาปฏิชีวนะใช้รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น พร้อมแนะ วิธีการเบื้องต้นใน แยกแยะระหว่างอาการ เจ็บคอ ที่เกิดจากเชื้อไวรัส กับอาการ เจ็บคอ ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ดร.นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ในช่วงนี้สภาพ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย อาจส่งผลให้ประชาชนเจ็บป่วยเป็นโรคหวัดได้ง่าย โดยจะมีอาการ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ไอ มีเสมหะ หรืออาจมีไข้ร่วมด้วย และเมื่อมีอาการเหล่านี้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าจะต้องกินยาปฏิชีวนะ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ประชาชนควรมีความรู้ก่อนว่าอาการหวัด เจ็บคอ ที่เป็นนั้นมีสาเหตุจากอะไร เนื่องจากส่วนใหญ่ของหวัด เจ็บคอ (ร้อยละ 80) มักเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ มีเพียงส่วนน้อย (ร้อยละ 20) ที่อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และอาจจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ หากประชาชนไม่รู้ข้อเท็จจริงนี้ และกินยาปฏิชีวนะทุกครั้งที่เป็นหวัดเจ็บคอ เขาจะได้รับยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นบ่อยถึงร้อยละ 80 เลยทีเดียว วิธีการเบื้องต้นในการแยกแยะระหว่างการติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย คือ หากเป็นหวัด เจ็บคอ จาก เชื้อไวรัส มักมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ มีเสมหะ เสียงแหบ คันคอ เจ็บคอ หรืออาจมีไข้ร่วมด้วย อาจนาน ประมาณ 7-14 วัน อาการจะมากสุดในช่วงวันที่ 3–5  หลังจากนั้นอาการโดยรวมจะค่อยๆ ดีขึ้น น้ำมูกจะน้อยลง และข้นขึ้นบางทีอาจมีสีออกเหลืองโดยเฉพาะช่วงเช้า แต่อาการไออาจอยู่นานกว่า 2 สัปดาห์ งานวิจัยชี้ชัดว่า ยาปฏิชีวนะไม่ช่วยให้อาการไอและหวัดหายเร็วขึ้นแต่อย่างใด   การรักษาที่ดีที่สุด คือ การพักผ่อนและดื่มน้ำอุ่น เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานมาต่อสู้กับเชื้อไวรัส และอาจปรึกษาเภสัชกรเกี่ยวกับการใช้ยาเพื่อบรรเทา อาการหวัด ไอ คัดจมูก หรือเจ็บคอ ส่วนอาการ เจ็บคอ ที่อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (ซึ่งพบน้อย) มักมีอาการอย่างน้อย 3 ใน 4 ข้อนี้ ร่วมกัน คือ (1) ไม่ไอ (2) มีไข้ (3) ต่อมทอนซิลมีจุดขาวหรือเป็นหนอง (4) ต่อมน้ำเหลืองใต้ขากรรไกรโตกดเจ็บ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสำรวจต่อมน้ำเหลืองของตนเองโดยการคลำบริเวณใต้ขากรรไกรเพื่อดูว่าต่อม น้ำเหลืองบริเวณนี้โตหรือกดเจ็บหรือไม่ และสามารถดูต่อมทอนซิลของตนเองโดยการอ้าปากและส่องกระจกดู ที่ต่อมทอนซิลว่ามีจุดขาวหรือเป็นหนองหรือไม่ หากมีอาการ 3 ใน 4 ข้อ หรือมีอาการครบทั้ง 4 ข้อดังกล่าว ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวย้ำว่า ก่อนกินยาปฏิชีวนะทุกครั้งต้องมั่นใจว่าโรคที่เป็นมีสาเหตุจาก เชื้อแบคทีเรีย ไม่ควรกินยาปฏิชีวนะโดยไม่รู้ว่าป่วยด้วยโรคติดเชื้อแบคทีเรียหรือไม่ โดยสอบถามแพทย์หรือ เภสัชกรซ้ำทุกครั้งเพื่อความมั่นใจ และขอเตือนประชาชนอย่าซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง อย่าใช้ยา ปฏิชีวนะ ตามที่ คนอื่นแนะนำ และอย่าแบ่งยาปฏิชีวนะของตนเองให้แก่ผู้อื่น เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจำเป็นต้องใช้ยา ปฏิชีวนะหรือไม่ เนื่องจากยาปฏิชีวนะมีหลายชนิด เช่น เพนนิซิลลิน อะม็อกซิซิลลิน เตตร้าซัยคลิน อิริทโทร มัยซิน โคทรัยม็อกซาโซล เป็นต้น และแต่ละชนิดใช้กับเชื้อแบคทีเรียต่างกัน และที่สำคัญ เราไม่รู้ว่าเขาแพ้ยาหรือไม่ หรือมีโรคประจำตัวอะไร อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคได้รับอันตรายจากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ขอให้ ร้องเรียนที่สายด่วน อย. โทร. 1556 หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th หรือ ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ.กระทรวง สาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือร้องเรียนผ่าน Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อ อย. จะได้ดำเนินการปราบปราม และดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดต่อไป ขอบคุณที่มาจาก : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องสุรพงษ์เหตุหมิ่นรสนา
น.ส.รสนา โตสิตระกูล /  นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล / 

ศาลอุทธรณ์ ยื่นยกฟ้อง "สุรพงษ์" หมิ่นประมาท อดีต "ส.ว.รสนา" กล่าวหา พาสามีป่วนสภา ปี 51 ชี้ เป็นการติชมโดยสุจริต ศาลอาญารัชดา อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพมหานคร และ นายสันติสุข โสภณศิริ กรรมการมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป สามี ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้อง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จากกรณีเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2551 นายสุรพงษ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ในทำนองว่า น.ส.รสนา พาสามี ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก เข้าร่วมประชุมรัฐสภา ในการแถลงนโยบายของรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ซึ่งวันนี้ นายสุรพงษ์ เดินทางมายังศาลอาญา เพื่อฟังคำพิพากษาด้วยตนเอง โดยศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า นายสุรพงษ์ เชื่อโดยสุจริตใจว่า น.ส.รสนา พา นายสันติสุข เข้าห้องประชุมสภา ดังนั้นการให้ข่าวของ นายสุรพงษ์ ไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง ติชมด้วยความเป็นธรรม ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง

กรมศุลกากร เปิดประมูลรถหรูรอบ2 จำนวน236คัน
กรมศุลกากร /  ประมูลรถหรู / 

กรมศุลกากร เปิดประมูลรถหรูรอบ 2 จำนวน 236 คัน คาด นำรายได้เข้ารัฐ กว่า 300 ล้านบาท ประชาชนสนใจคับคั่ง นาย สมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยในฐานะเป็นประธานเปิดการประมูลขายทอดตลาดรถยนต์ของกลาง จำนวน 236 คัน ว่า กรมศุลกากรได้มอบหมายให้บริษัท สหการประมูล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการขายทอดตลาดรถยนต์ของกลาง ซึ่งได้นำรถของกลางที่เหลือจากการประมูลครั้งที่ผ่านมา และจับกุมได้เพิ่มเติม นำออกประมูลครั้งนี้ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนมาก ซึ่งมีรถยนต์และรถหรูหลากหลายยี่ห้อ อาทิ เบนท์ลีย์ 5 คัน ออดี้ 4 คัน บีเอ็มดับเบิ้ลยู 39 คัน ลัมโบร์กีนี 2 คัน จากัวร์ 13 คัน มาเซราติ 1 คัน ปอร์เช่ 12 คัน โตโยต้า 31 คัน แอสตัน มาร์ติน 1 คัน เลกซัส 5 คัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ 64 คัน นิสสัน 17 คัน มินิคูเปอร์ 2 คัน เป็นต้น และการประมูลในครั้งนี้ คาดว่าจะนำรายได้เข้ารัฐอีกไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท อย่าง ไรก็ตาม นายสมชัย กล่าวว่า การประมูลรถของกลางเพื่อขายทอดตลาดในครั้งนี้ขอยืนยันว่ามีความโปร่งใส ตามที่นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ ได้สั่งการให้ดูแลการประมูลครั้งนี้เป็นไปอย่างโปร่งใสมากที่สุด