แกล้งคนฮาๆ

ไม่โสด...แล้วไง??!!!?  ติ่งรับได้ ซุป’ตาร์มีความรัก
ต่อ ธนภพ /  ดีเจพุฒ พุฒิชัย / 

เป็นซุป’ตาร์ที่มีคนรักคนหลงมากๆ บางทีจะขยับตัวทำอะไรมันก็ยากเสียเหลือเกินนะฮ๊า ก็เพราะบรรดาสาวกที่รักนักรักหนานี่แหละทำให้ขยับตัวลำบาก โดยเฉพาะเรื่องรักๆ ใคร่ๆ จะคบหาใครเป็นต้องคิดหนัก เนื่องจากแฟนคลับไม่ย้อม...ไม่ยอม แต่จุดนี้ก็เป็นเพียง ซุป’ตาร์ บางรายแล้วก็บรรดาติ่งบางกลุ่มเท่านั้นแหละจ้ะ เพราะทั่วๆ ไป เห็นอยากรักใครก็รักกันทั้งนั้น เพียงแต่ปากแข็งไม่ยอมบอกเท่านั้นเองงงง... งานนี้เปิดตัวไปก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหายเท่าไหร่หรอกเนอะ ถ้าดังจริง ฮอตจริง แฟนคลับรับได้อยู่แล้ว และก็คงรักคงปลื้มเหมือนเดิม เหมือนซุป’ตาร์หลายๆ คน ที่แม้จะเปิดตัวให้รู้ให้เห็นกันไปเลยว่าไม่โสดแล้วนะ มีแฟนแล้วนะ แต่กระแสก็ยังฮอตตลอดๆ เรียกว่าเรตติ้งไม่ตกแม้หัวใจจะมีคนครอบครองเป็นเจ้าของแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นนักร้องหนุ่มสุดหล่อจากเวทีดาวอย่าง แกงส้ม The Star ที่เปิดอกเปิดใจยอมรับว่ากำลังคบหาอยู่กับสาวมากความสามารถอย่าง ดาร์ลิง อารดา แม้ช่วงแรกแฟนคลับอาจจะอึ้งกิมกี่ แต่ที่สุดแล้วถ้าซุป’ตาร์ที่รักรักใคร บรรดาติ่งก็(ต้อง)รักด้วยเป็นเรื่องธรรมดา แกงส้ม The Star-ดาร์ลิง อารดา ต่อกันด้วยหนุ่มหน้าตี๋หัวสกินเฮดอย่าง ต่อ ธนภพ ที่ฮอตเอามากๆ จากซีรี่ส์เรื่อง ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น ฮอตจนสาวน้อยสาวใหญ่อยากจับทำ...แฟนให้รู้แล้วรู้รอด แต่สุดท้ายก็ได้รู้ว่าพ่อรูปหล่อคนนี้มีเจ้าของหัวใจเป็น สาวนอกวงการ ไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งถึงแม้มวลมหาประชาชีจะออกอาการเฮิร์ทไปบ้างที่พ่อคุณไม่ใช่หนุ่มโสด แต่สุดท้ายก็ยังชื่นชมหนุ่มต่อคนนี้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย สรุปว่ายังคงฮอตฉ่าได้แม้มีแฟนแล้วนั่นเอง สาวนอกวงการ-ต่อ ธนภพ มาถึงคิวของดีเจรูปหล่อหุ่นล่ำน่าหม่ำอย่าง พุฒ พุฒิชัย กันบ้าง รายนี้คบหาแฟน สาวนอกวงการ มาเกือบๆ จะ 5 ปีเต็มแล้ว แต่ดูจากกระแสในตอนนี้ คำว่าคนมีเจ้าของคงไม่สะออนเรตติ้งของพ่อคุณเท่าไหร่ เพราะทุกวันนี้ดูเหมือนจะยิ่งฮอตขึ้นๆๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เรียกว่าต่อให้จูงมือแฟนสาวสละโสดพรุ่งนี้ กระแสแฟนคลับก็คงไม่ดรอปลงเท่าไหร่หรอกมั้ง สาวนอกวงการ - พุฒ พุฒิชัย เอ้าๆๆ เห็นหรือยังว่างานนี้ไม่โสดก็ไม่ใช่เรื่องที่แฟนคลับรุ่นใหม่จะรับไม่ได้ มีแฟนแล้วไง?? ซุป’ตาร์ข้ารักใคร ข้าก็รักด้วยอยู่แล้ว เอาเป็นว่ายังฮอตฉ่าได้เหมือนเดิม ไม่ต้องเขิน ไม่ต้องปากหนัก ถ้าคิดจะรักไม่ต้องแอ๊บนะจ๊ะๆ หุหุ

เปิดม่าน โฉมงามกับเจ้าชายอสูร Beauty and the Beast สุดประทับใจ
Beauty and the Beast /  ละครเวที / 

เปิดม่านการแสดงรอบแรกไปเป็นที่เรียบร้อย กับละครบรอดเวย์เรื่องเยี่ยม โฉมงามกับเจ้าชายอสูร (Beauty and the Beast) ที่โรงละครเมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ ซึ่ง ตราตรึงและประทับใจคอละครเวทีเป็นอย่างมาก ด้วยโปรดักชั่นสุดอลังการ ทั้ง ฉาก แสง สี และเสียง รวมถึงความไพเราะของบทเพลงประกอบ ที่ขับกล่อมผ่านน้ำเสียงอันทรงพลังของเหล่านักแสดงชั้นนำ ที่สามารถสะกดคนดูให้ดำดิ่งไปกับเรื่องราวการพิสูจน์ความรักของเจ้าชายอสูรและเบลล์สาวน้อยจิตใจงามได้อย่างน่าประทับใจ โดยงานนี้ มีเหล่าเซเลปคนดังตบเท้าร่วมงานเดินพรมแดง และร่วมชมการแสดงรอบแรกกันอย่างคับคั่ง อาทิ ครอบครัวลูกเกด เมทินี, ซินดี้ สิรินยา, ครอบครัวหนิง ศรัยฉัตร, เดวิด อัศวนนท์, จอย อัจฉริยา, ปิ่น เก็จมณี, แจน จิตติมา, จ๋า ยศสินี, ศิลปินวง Fivera, ครอบครัว เต๋า สมชาย, คิว วงฟลัวร์, พิกเล็ต ชูการ์อาย และอีกมากมาย เรียกว่าได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม และต่างชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นละครเวทีเรื่องเยี่ยมแห่งปี ที่ดูได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เนื้อหาเข้าใจง่าย อีกทั้งยังได้ตื่นตาตื่นใจไปกับฉากและเสื้อผ้าคอสตูมที่อลังการสุดๆ ทำให้สนุกสนานไปกับการแสดงตั้งแต่ต้นจนจบเลยทีเดียว “Beauty and the Beast” มีทั้งความสนุก ความน่ารักโรแมนติก มีโปรดักชั่นที่สวยงาม และเป็นละครเพลงที่ดูได้ทั้งครอบครัว เป็นเรื่องราวของ “เบลล์” หญิงสาวที่ต้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในปราสาทของเจ้าชายรูปงามที่อยู่ในร่างของอสูร เพราะถูกนางฟ้าลงโทษให้รู้จักความรักที่แท้จริง และวิธีเดียวที่เจ้าชายอสูรจะกลายร่างกลับมาเป็นเจ้าชายรูปงามเช่นเดิมได้ ก็คือ เจ้าชายจะต้องมีรักแท้เกิดขึ้นในใจ และไม่ใช่เพียงเจ้าชายคนเดียวเท่านั้นที่ถูกสาป แต่ผู้คนในปราสาทก็ถูกสาปให้กลายร่างเป็นอสูรเช่นกัน ดังนั้นตลอดระยะเวลาการแสดง ผู้ชมจะได้เพลิดเพลินไปกับความเป็นแฟนตาซี ของโชว์ต่างๆ ได้เห็นข้าวของเครื่องใช้ที่พูดได้ งานนี้นอกจากเด็กๆ ที่รู้สึกสนุกแล้ว ผู้ใหญ่ที่มีโอกาสมาชม ก็ต้องประทับใจมิวสิคัลเรื่องนี้ด้วยอย่างแน่นอน ร่วมดื่มด่ำไปกับเรื่องราวสุดโรแมนติก แฝงไปด้วยความสนุกสนานและโปรดักชั่นคุณภาพ จากทีมงานระดับบรอดเวย์ กับมิวสิคัลเรื่องดัง โฉมงามกับเจ้าชายอสูร (Beauty and the Beast) ซึ่งจะเปิดการแสดง ถึงวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคมนี้เท่านั้น ที่ โรงละครเมืองไทยรัชดาลัย เธียร์เตอร์ บัตรราคา 1,000 / 2,000 / 2,500 / 3,000 / 3,500 และ 4,000 บาท สามารถซื้อได้ที่ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา หรือ www.thaiticketmajor.com โทร. 02-262-3838 ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.beautyandthebeastontour.com, www.bectero.com, www.facebook.com/bectero ---------------------------------------------------------- ละครเวที โฉมงามกับเจ้าชายอสูร Beauty and the Beast เพราะอะไรถึงต้องไปชม ติดตามได้จากสกู๊ปพิเศษ จากรายการ one BIG World ---------------------------------------------------------- มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ติ่ง ดีทูบี ทะลักสยาม ต้อนรับ D2B Encore Concert 2015
D2B Encore Concert 2015 /  ดีทูบี อังกอร์ คอนเสิร์ต 2015 / 

<ฮาสุดๆ คลิปสัมภาษณ์แรก ต้อนรับ D2B Encore Concert 2015> แถลงข่าวเปิดตัวอย่างป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับคอนเสิร์ตยิ่งใหญ่แห่งปี “มหัศจรรย์...ความคิดถึง D2B Encore Concert 2015” ท่ามกลางพี่ๆ สื่อมวลชน และแฟนคลับมาให้กำลังใจนับร้อยชีวิต นอกจากนี้ คุณพ่ออุดม - คุณแม่ยุพา กิตติกรเจริญ” คุณพ่อคุณแม่ของ ‘บิ๊ก-ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ’ ยังมาให้กำลังใจติดขอบเวที ณ ลานเอเทรียม สยามเซ็นเตอร์ เริ่มต้นบรรยากาศมหัศจรรย์ เมื่อพิธีกร “แนน-กัญดา ศรีธรรมูปถัมภ์” กล่าวเปิดงานเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนคลับด้วย เมโลดี้เพลงที่เราคุ้นหูกันอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเพลง อาทิ “ไม่มีเธอวันนั้น ไม่มีฉันวันนี้ / ซ่า (สั่นๆ)” มากระตุกความทรงจำ “เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ความทรงจำ” ให้แฟนคลับที่มาร่วมงานได้ฟินกันก่อนใคร จากนั้น “คุณสุกฤช สุขสกุลวัฒน์”ผู้อำนวยการสายงาน Music content management ,“คุณ ภัทราวดี พิทยกุล” ผู้อำนวยการสายงาน คอนเสิร์ต และอีเว้นท์ และ “พี่แหม่ม-พัชริดา วัฒนา” เจ้าหน้าที่อาวุโส ฝ่ายพัฒนาศิลปิน ขึ้นมาพูดคุยถึงที่มาที่ไปของการจัดคอนเสิร์ตในครั้งนี้ หลังจากนั้นถึงคิว 2 หนุ่ม “แดน-บีม” ปรากฏตัวออกมาด้วยลุคสไตล์เกาหลีเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ สนั่น ลานเอเทรียม สยามเซ็นเตอร์ พร้อมพูดถึงความมหัศจรรย์แรกด้วยการรีมายด์ชุดจากหลากหลายอัลบั้ม และโชว์แสงสีเสียงอลังการ พร้อมการกลับมาของ “บิ๊ก” ในรูปแบบที่เต็มอิ่มและฟินมากกว่าเดิมก่อนปิดท้ายภาพความประทับใจกับเหล่าแฟนคลับให้ได้ฟิน เมื่อ 2 หนุ่ม “แดน-บีม” ขอเซลฟิ่กับเหล่าแฟนคลับนับร้อยชีวิตอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง “ครั้งนี้พวกเรา ดีทูบี เตรียมเซอร์ไพร์สชุดใหญ่มาฝากแฟนๆ แบบเต็มจัดหนักด้วยการรีมายด์ชุดคอนเซ็ปต์ ตั้งแต่อัลบั้มชุดแรก และอีกหลากหลายอัลบั้มที่แฟนๆจะได้รีมายด์ความคิดถึงแบบเต็มอิ่ม นอกจากนี้ยังมีชุดพิเศษ ยูกาตะ ที่ใช้สำหรับขึ้นคอนเสิร์ต พร้อมโชว์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด โปรดักชั่นยิ่งใหญ่ สุดอลังการ และเซอร์ไพร์สสุดพิเศษที่จะมาเขย่าหัวใจแฟนๆ เต็มอิ่มตลอด 3 ชั่วโมงเต็มครับ” แดน ดีทูบี กล่าว “คอนเสิร์ตใหญ่ในครั้งนี้พวกเราทำการบ้านกันหนักมาก ตั้งใจทุ่มเทไม่ว่าจะเป็นการเลือกเพลงหลายๆ เพลง เพื่อให้แฟนๆ ได้เต็มอิ่มกับการโชว์สมบูรณ์แบบที่สุด รวมถึงไฮไลท์การกลับมาของ บิ๊ก ในรูปแบบที่แตกต่างทุกคนต้องตะลึง นำมาใส่แต่ละช่วงโชว์บนเวทีที่ทุกคนคาดไม่ถึงแน่นอน อยากให้ทุกคนได้เซอร์ไพร์สไปด้วยกันครับ” บีม ดีทูบี กล่าวเสริม แฟนคลับดีทูบีตัวจริงไม่ควรพลาด!!! ร่วมสร้างความมหัศจรรย์ไปด้วยกัน ในคอนเสิร์ต “มหัศจรรย์...ความคิดถึง ดีทูบี อังกอร์ คอนเสิร์ต 2015”  ในวันเสาร์ที่ 4 เมษายน 2558 เวลา 19.00 น. ณ. อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี รอบเดียวเท่านั้น บัตรราคา 5,000/4,000/3,000/2,500/1,500/1,000 บาท เปิดจำหน่ายบัตรวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ไทยทิคเก็ทเมเจอร์ทุกสาขา หรือ www.thaiticketmajor.com **พิเศษ!! สำหรับบัตร VIP ราคา 5,000 บาท จำกัดเพียง 500 ที่นั่งเท่านั้น ทุกที่นั่งจะได้รับ Gift Set แสนมหัศจรรย์ สำหรับคอนเสิร์ตนี้เท่านั้น** มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ผัวเมียจีนถูกไล่ลงเครื่องบิน เหตุลูกไม่คาดเข็มขัด
ถูกไล่ลงเครื่องบิน /  ผัวเมียจีน / 

เครื่องบินโดยสารของสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิคเที่ยวบินที่ “ซีเอ็กซ์ 654”ต้องโกลาหล หลังคู่ผัวเมียชาวจีนทะเลาะกับเจ้าหน้าที่จนถูกเชิญลงจากเครื่อง เพียงเพราะลูกชายวัย 3 ขวบไม่ยอมคาดเข็มขัดนิรภัย เว็บไซต์ข่าวฮ่องกง “แอปเปิ้ล เดลี” รายงานจากประเทศจีน เมื่อวันที่ 26 ก.พ.ว่า เครื่องบินโดยสารของสายการบิน “คาเธ่ย์แปซิฟิค” เที่ยวบินที่ “ซีเอ็กซ์ 654”จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรุงเทพมหานคร มีกำหนดการต้องทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสู่เกาะฮ่องกงเมื่อเวลา 15.15 ของวันพฤหัสบดี แต่ต้องเกิดความโกลาหลชุลมุนขึ้นหลังจากเด็กชายวัย 3 ขวบปฏิเสธที่จะนั่งลงและคาดเข็มขัดนิรภัย จนทำให้เครื่องออกเดินทางล่าช้า แม่ของเด็กชายยืนยันที่จะให้เขานั่งตักระหว่างเดินทาง แม้ว่าการกระทำนี้จะเป็นการละเมิดกฎการบินก็ตาม  เมื่อพนักงานต้อนรับบนเครื่องมาไกล่เกลี่ย ผู้โดยสารหญิงที่นั่งอยู่บริเวณใกล้เคียงก็บอกให้เจ้าหน้าที่โทรศัพท์แจ้งตำรวจ พร้อมพูดว่า พวกเขาก็เป็นผู้โดยสารเหมือนกันและไม่พอใจการกระทำที่ทำให้เครื่องบินออกเดินทางล่าช้า พ่อของเด็กจึงออกมายืนกรานว่า ถ้าพวกผู้โดยสารคนอื่นยังคงกลั่นแกล้งให้ครอบครัวเขาลงจากเครื่องบิน พวกเขาก็จะไม่ลง แต่ในที่สุดเครื่องบินก็ได้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าหลังล่าช้าไป 27 นาที ทั้งนี้ พ่อแม่ลูกเจ้าปัญหายอมลงจากเครื่อง เนื่องจากพนักงานต้อนรับเริ่มเข้ามาไกล่เกลี่ยสถาการณ์กันหลายคน MThai News  ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก  เดลินิวส์ออนไลน์

เป๊ก-นิว โคตรหวาน เริ่มนับถอยหลังวันแต่ง
นิว เดอะสตาร์ /  เป๊ก เปรมณัช / 

เป็นคู่รักที่หลายคนกำลังจับตามองอยู่ตลอดว่าเมื่อไหร่จะลงเอยกันสักที สำหรับนักร้องสาวสุดฮอต นิว นภัสสร กับหวานใจอย่างหนุ่ม เป๊ก เปรมณัช ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวลือออกมาว่าทั้งคู่ได้ตระเวนหาฤกษ์แต่งงานแล้ว แต่เพราะว่าหนุ่มเป๊กนั้นกลัวว่า ถ้าแต่งงานแล้วจะมีผลกระทบต่อเรื่องงานของแฟนสาว เพราะช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า 2 สาวดูโอ นิว-จิ๋ว นั้นมาแรงสุดๆ เพราะไม่ว่าจะออกซิงเกิ้ลอะไรมาก็ดังจนฉุดไม่อยู่ แถมก่อนหน้านี้นิวกับเป๊กก็เคยมีข่าวทะเลาะกันรุนแรงถึงขั้นว่ามีข่าวเลิกรากันมาหลายรอบแล้ว แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ปรับความเข้าใจกันได้ และจูงมือกันควงคู่ออกงานด้วยกันอยู่บ่อยๆ ก็ไม่รู้ว่าที่ทะเลาะกันเป็นเพราะสาวนิวนั้นต้องการที่จะแต่งงานหรือเปล่า เพราะในกลุ่มเพื่อนๆ ของสาวนิวต่างก็ทยอยแต่งงานมีลูกไปหลายคนแล้ว แต่งานนี้เชื่อเหอะ อีกไม่นานเกินรอรับรองว่าคู่นี้จะต้องออกมาประกาศข่าวดีอย่างแน่นอน ก็เล่นหวานกันซะขนาดนี้ เป๊ก-นิว เป๊ก-นิว เป๊ก-นิว เป๊ก-นิว

เรื่องแปลกๆ สารพัดเลขเด็ด ก่อนหวยออก!!
ลอตเตอรี่ /  สลากกินแบ่ง / 

ขอบอกว่า ทีมงานสรรหาเพื่อเอาใจคอหวยโดยเฉพาะ และหากเรื่องราวที่นำมาเล่าสู่กันฟัง ทำให้แฟนคลับ MThai ขุ่นคล้องหมองใจ ก็ต้องกราบขออภัยไว้ ณ ทีนี้ด้วยครับ เริ่มกันที่เรื่องแปลกๆ ลูกหมูประหลาด มีงวง มีเขี้ยว คล้ายพระพิฆเนศ ลำตัววัดโดยรอบ 25 ซม. ความยาวของลำตัว 32 ซม. เท้าทั้ง 4 ขาปกติ น้ำหนักตัว 1,500 กรัม ตายมาแล้ว 4วัน แต่สภาพเนื้อหนังไม่เน่าเปื่อย ขอบคุณภาพจาก kppnews.net  เหตุเกิดขึ้นที่บ้านของนางอำพร จันทร์ศรี อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59 หมู่ 6 บ้านบึงหล่ม ต.คลองน้ำไหล อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร ชาวบ้าน ชาวช่อง โดยเฉพาะเหล่าคอหวยแห่มาขอดูกัน หัวบันไดไม่แห้ง ยิ่งเจ้าของบ้านนำร่างลูกหมู ใส่พานทองเหลือง ปูด้วยผ้าขาว ผูกผ้าสามสี แถมเพิ่มความขลังด้วยการนำแผ่นทองคำเปลวปิดไว้ที่ร่างหมู ยิ่งเพิ่มความสนใจให้กับชาวบ้าน เพราะเดิมที่มาดูกันเฉยๆ แต่คราวนี้เล่นหอบเอา ดอกไม้ ธูปเทียน มากราบไหว้ ขอโชคลาภกันเลยทีเดียว เรื่องนี้ก็อัศจรรย์ มิใช่น้อย เมื่อเจ้าอาวาสบ้านโนนสวรรค์ จ.ร้อยเอ็ด นั่งสมาธินิมิตเรือโบราณ โดยมีแม่ย่านางบอกว่า ฝังอยู่ที่ริมแม่น้ำชีท่าทรายเสี่ยลอ วันรุ่งขึ้นเมื่อญาติโยมทราบเรื่องได้พากันเอารถแบ็คโฮไปขุด ปรากฎว่า นะจังงัง พบเรือโบราณไม้ตะเคียนทอง ลักษณะคล้าย เรือสำเภาจีน ขนาดความยาว 26 เมตร กว้าง 5 เมตร อายุเก่าแก่กว่า 100 ปี สร้างความตื่นเต้นกับชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง และก็เป็นไปตามระเบียบ ชาวบ้านในจังหวัดใกล้เคียง แห่นำ ดอกไม้ ธูปเทียน ผ้าสามสี มากราบไหว้ ขอโชคลาภ และขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ขณะนี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดบ้านโนนสวรรค์ ข่าวสุดท้ายต้องให้เขา เพราะไม่ว่าใครเจอเหตุการณ์นี้ มักจะโดนเต็มๆเกือบทุกราย โดนเต็มๆที่ว่าคือถูกหวย ถูกลอตเตอรี่ จ้าพี่น้อง... โดยเฉพาะเจ้าของรถทัวร์ ผู้ร่วมเหตุการณ์ และคอหวย คงได้ลุ้นกันสุดชีวิต จากเหตุการณ์ที่ นางเสริฐ มาลากุล หญิงสาวชาวลาวท้องแก่ วัย 30 ปี เกิดเจ็บท้องใกล้คลอดระหว่างโดยสาร บัสโดยสาร 99 VIP 2 ชั้น สีฟ้าคาดชมพู สายนครพนม-กรุงเทพฯ ทะเบียน 15-5818 กท. เลขข้างรถ ม.4(ก) 26-1123 ที่มีนายประสิทธิ์ ธงทอง พนักงานขับรถ ขณะรถวิ่งผ่านผาเสวยกลางภูพาน มุ่งหน้าจังหวัดสกลนคร ปรากฎว่า นางเสริฐ เกิดอาการเจ็บท้องใกล้คลอด อย่างหนัก โรงพยายาลก็ยังอยู่อีกไกล คนขับผู้โดยสารต่างตกใจทำอะไรไม่ถูก โชคดีที่ได้ น.ส.กีรติยา อุ่นเจริญ นักสังคมสงเคราะห์ รพ.จิตเวชราชนครินทร์นครพนม ผู้โดยสารที่นั่งมาบนรถด้วยกัน ช่วยทำคลอด โดยได้โทรศัพท์สอบถามวิธีทำคลอดกับเพื่อนที่เป็นพยาบาลเป็นระยะๆ ขณะที่ ผู้โดยสารคนอื่นๆก็ได้แต่ ลุ้นและภาวนาให้แม่และเด็กปลอดภัย และแล้วชีวิตใหม่ก็ได้ออกมาดูโลก เด็กคลอดออกมาได้อย่างปลอดภัย เป็น เพศชาย ทุกคนลงความเห็นและตั้งชื่อว่า น้องรถบัส หลังจากทั้งแม่และลูก ถูกนำตัวไปยัง รพ.พระอาจารย์แบน ที่อยู่กลางเทือกเขาภูพาน อ.ภูพาน จึงทราบว่า เด็กทารกมีน้ำหนัก 2,300 กรัม สมบูรณ์แข็งแรงทั้งแม่และลูก เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะถือเป็น เรื่องแปลก เรื่องอัศจรรย์ หรืออะไรก็ตาม โปรดใช้วิจารณญาณในการรับรู้พิจารณาสิ่งที่อ่านด้วยเหตุและผลได้ เว้น 'คอหวย' น่าจะถึงเวลา 'ลุ้นระทึก' กันแล้วสินะ งวดนี้ขอให้โชคดีกันทุกคน... MThai News

ผมนี่ช็อกเลย! ดิ มาเรีย บอกพลาดที่โยกมาผี
ดิ มาเรีย /  ปารีส แซงต์ แชร์กแมง / 

เล่นเอาแฟนๆ ปีศาจแดง ถึงกับต้องช็อกกันเลย เมื่อ อังเคล ดิ มาเรีย แข้งหุ่นเพียวลม ได้แอบกระซิบบอกเพื่อนสนิทว่า ไม่แฮปปี้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เลย อังเคล ดิ มาเรีย ปีกชาวอาร์เจนไตน์ วัน 27 ของ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้บอกกับเพื่อสนิทที่ สเปน ว่า เขารู้สึกไม่มีความสุขในรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เลย หลังจากย้ายมาเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา และรู้สึกว่าการย้ายออกมาจาก เรอัล มาดริด เป็นความผิดพลาดในอาชีพค้าแข้ง เจ้าของค่าตัว 59.7 ล้านปอนด์ ได้ย้ายมาร่วมทีมกับ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และได้รับเสื้อเบอร์ 7 เบอร์ที่เป็นตำนานของสโมสร ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่าม แต่ฟอร์มการเล่นในช่วงหลังๆ ของ ดิ มาเรีย เป็นที่ถูกวิจารณ์เป็นอย่างมากว่าไม่คุ่มกับเม็ดเงินที่สโมสรได้จ่ายไป จนมีกระแสข่าวว่า ปารีส แซงต์ แชร์กแมง อยากที่จะสู่ขอตัวไปอยู่ด้วยซัมเมอร์หน้านี้

มนุษย์ไม่สามารถกระโดดกองฟางเหมือนกับเกมส์ Assassin’s Creed ได้
Assassin’s Creed

ความสมจริงของโลกในเกมส์และความจริง ถือว่าใกล้กันแค่เอื้อม การกระทำต่างๆของเกมส์ก็มีส่วนที่ทำให้ผู้เล่นรู้สึกเชื่อว่ามันสามารถทำได้จริง แต่สำหรับการดิ่งตัวลงกองฟางจากเกมส์ Assassin’s Creed ดูเหมือนมันจะทำได้และไม่ตาย แต่ความเป็นจริงกลับคิดผิดทั้งสิ้น นั่นก็เพราะว่า กลุ่มนักศึกษาวิชาฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย Leicester ได้ค้นหาคำตอบถึงทฤษฎีของเกมส์ Assassin’s Creed เกมส์แอคชั่นผจญภัย ในฉากที่ตัวละครเกมส์กระโดดลงกองฟาง โดยพิสูจน์จากโลกความเป็นจริงว่าสามารถทำได้เหมือนกับในเกมส์หรือไม่ คำตอบที่เขาคำนวณและสรุปผลออกมาว่า กองฟางช่วยลดแรงกระแทกได้จริง แต่ต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างความสูงของกองฟางและความสูงที่ต้องการกระโดดลงมา รวมถึงพลังความเร็วที่กระโดดลงมาสู่กองฟางด้วย เมื่อเทียบกับการกระทำภายในเกมส์ Assassin’s Creed จะพบว่า ทางผู้พัฒนาเกมส์กำหนดค่าแรงกระแทกไว้ที่ค่า 0 ทำให้ตัวละครเกมส์ไม่เสียชีวิตจากการกระโดดสูงแม้ว่าจะสูงขนาดไหนก็ตาม กลุ่มนักศึกษายังจำลองเหตุการณ์อาศัยจากการคำนวณ โดยกำหนดกองฟางอยู่ที่ความสูง 50 เมตร และให้มนุษย์เพศชายที่มีน้ำหนักโดยเฉลี่ย 75 กิโลกรัม ทำการกระโดดด้วยความสูงไม่เกิน 12-13 เมตร และการทดลองเชิงคำนวณครั้งนี้ พบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะกระโดดลงสู่กองฟางได้อย่างปลอดภัย แต่หลังจากนั้นมนุษย์คนดังกล่าวก็จะได้รับบาดเจ็บที่รุนแรงอยู่ดี พวกเขาสรุปผลทิ้งท้ายครั้งนี้ว่า ไม่มีความเป็นไปได้เลยที่มนุษย์จะสามารถกระโดดลงสู่กองฟางที่สูงมากเหมือนกับในเกมส์ Assassin’s Creed อ่านจบแล้ว อย่าคิดไปเลียนแบบล่ะกัน... เรียบเรียงจาก le.ac.uk

ขอบคุณที่ทิ้งกัน เปลี่ยนสาวบ้านๆอ้วนดำ กลายเป็นสาวสวย
Before&After /  ก่อนและหลัง / 

แชร์กันกระหึ่มอีกแล้วจ้า สำหรับกระทู้ฮอตจาก pantip ที่สาวสวยคนหนึ่ง มาเปิดเผยความในใจว่า เธอโดนทิ้งมา และเพราะการที่เธอถูกทิ้งในวันนั้น เลยทำให้ ผู้หญิงบ้านๆ อ้วนดำ ธรรมดาๆคนหนึ่ง เปลี่ยนตัวเองจนกลายเป็น สาวสวยสุดฮอตไปเลย เคยโดนทิ้งมั๊ยคะ? ยังจำความรู้สึกวันนั้นได้หรือไม่? มันเป็นความรู้สึกที่แย่มาก เหมือนเราไม่อะไรดี ไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมายอะไรเหลืออีกแล้ว ในโลกนี้ ไม่น่าจะมีสิ่งใดที่ทำให้ตัวเรารู้สึกไร้ค่า ไร้ความหมาย ได้เท่ากับการโดนคนที่เรารักทอดทิ้งไป การโดนทิ้งทำให้ชีวิตหลายคนพัง บ้างก็เป็นรอยด่าง เป็นความทรงจำที่ไม่ดีชีวิต แต่สำหรับหลายๆคน รวมถึงตัวดิฉัน การถูกทิ้งในวันนั้น คือ จุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้หญิงคนนึง ได้กลับมาค้นพบคุณค่าในตัวเราเอง และความสุขที่แท้จริง ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวก่อน ดิฉันชื่อเล่นว่า “อ้ำ” ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทเอเจนซี่โฆษณาแห่งหนึ่ง ที่ผ่านมาบริษัทเราที่ผ่านเราทำงานที่เรียกว่า “พีอาร์” ให้กับคนอื่นมากมาย รวมถึงทำเรื่อง “ภาพลักษณ์” ให้คนอื่นมาเยอะมาก ทำให้กับธุรกิจเล็กๆ ขนาดกลาง นักธุรกิจดังๆ เราแนะนำเขาได้หมดว่าจะต้องปรับปรุงภาพลักษณ์อย่างไร ใช้สื่ออย่างไรที่ทำให้ภาพที่สื่อออกมาดูดี แต่ที่ตลกมากๆ คือ อ้ำแทบไม่เคยดูแลเรื่องภาพลักษณ์ของตัวเองเลย นี่คือรูปอ้ำสมัยก่อน.... ภาพก่อนถูกทิ้ง หลายคนอาจจะสงสัยว่า อ้าว ทำบริษัทด้านภาพลักษณ์แล้วไม่ดูแลตัวเองแบบนี้ ใครมาเห็นเขาจะเชื่อหรอ? คำตอบคือ เขาเชื่อค่ะ แม้อ้ำจะเป็นทำงานเป็นหลักในออฟฟิศ แต่คนที่ออกหน้าตลอด ตั้งแต่ขายงาน พรีเซนต์งาน เก็บเงินลูกค้า คือเพื่ออ้ำอีกคนที่เป็นหุ้นส่วน พูดง่ายๆว่างานไหนใช้แรงอ้ำจะเป็นคนทำ แต่งานไหนใช้หน้าตา อ้ำก็ให้เพื่อนทำ ฟังดูตลก แต่เป็นเรื่องจริง เขียนไปเขียนมาเหมือนจะออกทะเล กลับเข้าเรื่องก่อนละกัน เราเป็นคนต่างจังหวัด มีพื้นเพเป็นเด็ก ปราจีนบุรี พ่อเป็นทหาร ชีวิตวัยเด็กเติบโตและอยู่ในค่ายทหารมาร่วม 20 ปี ฉะนั้นเรื่องความห้าวก็เต็มที่ ส่วนความสวยความงามแบบผู้หญิงก็ลืมไปได้เลย และด้วยความที่เป็นลูกทหารชั้นผู้น้อย พ่อก็จะสอนเสมอให้เราเจียมเนื้อเจียมตัว สมัยเด็กเรามีเพื่อนเป็นลูกนายร้อย นายพันที่เขาย้ายมา คบได้ แต่ห้ามตีตัวเสมอ (พ่อเค้าเคร่งครัดเรื่องแบบนี้) ที่บ้านต่างจังหวัด ย่าเรา เลี้ยงแบบเข้มงวด ให้เราเป็นคนเจียมตัว อย่าทะเยอทะยาน ให้เสียสละให้น้องสาวเพราะเราเป็นพี่ เราเลยกลายเป็นผู้หญิงที่โตมาเป็นผู้หญิงที่ ชอบทำงาน อดทนอดกลั้น เจียมตัว ไม่รักสวยรักงาม คือเป็นคนที่มีลักษณะห้าวๆลุยๆ แต่จะไม่แข็งขืนกับใคร เราเป็นคนที่ไม่ค่อยมีโชคกับเรื่องรักเท่าไหร่นัก แม้ว่าจะเป็นคนรักใครรักจริงและคบนาน แต่สุดท้ายด้วยความที่เราเป็นคนถึก บ้างาน และที่สำคัญไม่เป็นเรื่องการแต่งตัวเลย ความรักก็จืดจาง เพราะเราไม่มีความหวาน เดาว่าเราไม่มีเสน่ห์แบบที่ผู้ชายไทยชอบนัก อยากได้อะไรกมันกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้ผู้ชายที่มาคบกับเรารู้สึกว่าเขาไม่ต้อง active อะไรก็ได้ เพราะเราดูแลตัวเองได้หมดแล้ว แต่จริงแล้วไม่ใช่เลย ลึกๆอ้ำว่าผู้หญิงทุกคนก็อยากได้ผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัว มีความเป็นผู้นำ แม้ว่าเราจะทำงาน เลี้ยงตัวเองได้ แต่เราก็หวังให้คนที่จะมาเป้นคู่ชีวิตเรานั้น มีความรับผิดชอบ เติบโตก้าวหน้า และคิดถึงอนาคตของครอบครัว ของเรา และของลูก แต่ประสบการณ์ส่วนตัวอ้ำไม่เคยเจอแบบนั้นเลย อ้ำเคยคบผู้ชายไทย 2 คน คนแรกเป็นแฟนกันที่คบตอนอยู่ต่างจังหวัดตั้งแต่สมัยเรียน ปวช. เขาเป็นคนที่ดี รักเรามาก(ในแบบของเค้า) เราคบมาเรื่อยๆถึง 7-8 ปี ชีวิตไม่ไปไหน ไม่เห็นแววว่าเขาจะทำอะไร หรือจะเป็นหลักเป็นหัวหน้าครอบครัวได้ แต่ประเด็นที่คิดย้อนไปแล้วน้ำตาจะไหลคือ เขาเป็นคนขี้หึงมาก (สมัยนั้นเราดีใจว่าเค้าคงรักเรามากๆ) เชื่อไหมว่า เค้าเคยขังเราไว้ในบ้านแล้วออกไปทำงาน ล็อคกลอนจากข้างนอก เราก็โง่เพราะแฟนบอกว่าหวงเลยรักมากไปไม่อยากให้ไปไหน ตอนนั้นทะเลาะกันเพราะเพื่อนในค่ายทหารมาคุยด้วยเฉยๆ แค่นั้นแหละแฟนจับล็อคไว้ แต่ไม่หนักเท่าครั้งหนึ่งที่ทะเลาะกันแล้วเค้าเอาเราขังไว้ในห้องเก็บของใต้บันได พอเราออกมาได้ เค้าก็เตะเราลงไปนอนกับพื้น แล้วยิ้มน้ำลายใส่หน้า เพื่อนๆเชื่อไหม ว่าตอนนั้นเราทนได้และรู้สึกว่าเราเป็นคนผิดเอง เพราะเค้าพูดจนเรารู้สึกแบบนั้นจริงๆ เรื่องนี้ไม่มีใครรู้เลย เราเก็บมาตลอด เหมือนเป็นจุดดำมืดในชีวิต แต่ไหนๆอ้ำก็คิดจะเล่าแล้วก็ขอแชร์ให้หมดเลยละกัน ถ้ามีส่วนไหนดาร์กไปก็อย่าถือสาเลยนะ อ้ำเชื่อว่าผู้หญิงหลายๆคนก็อาจจะเคยเจอมาบ้าง เพียงแต่จะขุดมาเล่าให้คนอื่นฟังไหมก็เท่านั้นเอง จากนั้นเราก็ย้ายมาทำงานในกรุงเทพ เพราะไปเจอผู้ชายคนนึงเค้ามาเที่ยวรีสอทแถวบ้านแล้วเค้าพูดว่า "มาอยู่กรุงเทพซิ จะหางานทำให้" แล้วเค้าบอกว่า "คล่องแคล่วแบบเรา หางานทำไม่น่ายากหรอก" พอเค้ากลับไปเราก็มานั่งคิดนะ ชีวิตต่างจังหวัดสำหรับเรามันใช่หรือเปล่า เราไม่เคยเห็นภาพตัวเองทำงานมีลูกใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเลย เราก็ลองแอบไปแย็บๆถามย่าเพราะย่าเลี้ยงเรามา แต่ย่าเอง เค้าไม่ได้สนใจเรามากอยู่แล้ว(เราไม่ใช่หลานรัก) เค้ารักน้องสาวเรามากกว่า แกบอกว่า "ไปพ้นๆก็ดีจะได้ไม่ต้องเสียเงินให้เรา" ทั้งๆที่แกก็ไม่ได้ส่งเราเรียนหนังสือสมัย ปวช.อยู่แล้ว เรารับจ้างทำบัญชี เป็นเสมียนในปั๊มน้ำมันแถวบ้านแล้วเก็บเงินส่งตัวเองจนเรียนจบ จุดที่เราจะเข้ากรุงเทพเริ่มใกล้ความจริง เลยตัดสินใจเข้ากรุงเทพมาอยู่กับผู้ชายคนนี้ ที่ตอนหลังเป็นแฟนคนไทยคนสุดท้ายของเรา ส่วนแฟนที่อยู่ต่างจังหวัดก็เริ่มห่างไปเรื่อยๆ จนเราก็เลิกกันในที่สุด แฟนคนไทยคนที่สองก็คล้ายๆคนแรก คบไปกันไปเรื่อยๆเขาก็มีเรื่องทะเลาะกับที่ทำงานและลาออกมาอยู่บ้านเฉยๆ เราก็หวังดีอยากให้แฟนมีอะไรทำ เลยคุยกันว่าเราจะไปกู้เงินมาลงทุนเปิดร้านมินิมาร์ทเล็กๆให้เขาดูแล แต่ทำไปได้สัก 6-7 เดือนสุดท้ายก็ไปไม่รอดเพราะเขาไม่ได้ใส่ใจ ก็กลายเป็นขาดทุน แต่ละเดือนๆรายได้ที่หามาก็ต้องไปลงกับหนี้ รวมถึงต้องเลี้ยงตัวเค้าอีกท้องหนึ่งด้วย จนสุดท้ายก็ปิดร้าน เขาก็ไปหางานทำใหม่ และก็ปล่อยให้เราจัดการกับหนี้ส่วนหนี้ไปโดยลำพัง จนสุดท้ายเราก็รู้สึกว่าแบบมันไม่ใช่ เขาไม่น่าจะเป็นคู่ชีวิต เราแอบหมดศรัทธาในตัวเค้า คือรู้สึกว่าทำไมเขาไม่สู้ ไม่พยายามคิดหรือทำอะไร เพื่ออนาคต ซึ่งตอนนั้นก็คิดไปแบบเด็กๆ จะถูกผิดไม่แน่ใจ เพราะเคยมีแฟนมาแค่ 2 คนเท่านั้น โชคชะตาพามาให้ได้ ต้องพานายจากประเทศอิตาลี ซึ่งมาประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ หัวหน้าเราสั่งให้ไปดูแลเพราะเขาเพิ่งย้ายมาดูแลงานที่เมืองไทย นายให้ไปรับและเราพอพูดภาษาอังกฤษได้ เราเป็นคนตลกเหมือนผู้หญิงอ้วนดำคนหนึ่งที่เน้นฮา จะขึ้นเขาลงห้วยไปได้หมดและกินเก่งมาก อิตาลี่ส่งอะไรให้เรากินหมด อิตาลีก็ขำ เราคิดว่าเค้าเปนหัวหน้าช่างตำแหน่งใหญ่ๆ แต่ตอนเรามารู้ตอนหลังว่าเค้าคือหุ้นส่วนหลักของบริษัทแห่งหนึ่ง ที่มีสาขาอยู่ 7 ประเทศทั่วโลก ทุกครั้งที่เค้ามาเมืองไทย เราก็จะถูกส่งไปรับ และแน่นอนว่าในที่สุดเราก็คบกับอิตาลี่คนนี้ แล้วโลกอันสวยงามก็เปลี่ยนฉากชีวิต จากพนักงานบริษัทธรรมดาคนนึงเงินเดือน 13,000 สมัยก่อนนั่งรถเมล์ไปทำงาน ห้างก็ไม่ค่อยไปโรงหนังก็ไม่เคยดูกับชาวบ้าน บ้านนอกเข้ากรุงมามุ่งทำงานและตั้งหน้าใช้หนี้กับแฟนเก่าที่ทำไว้ คิดแค่นั้น ได้กลายเปลี่ยนเป็นเค้าพาเราไปกินอาหารดีๆ พาไปเดทที่ร้านสวยๆที่เราไม่มีปัญญาไปแน่ๆ มีชีวิตแบบคุณนายฝรั่ง แฟนกลับอิตาลีส่งเงินมาให้เดือนละ5หมื่น เสาร์อาทิตย์เราก็ไปซื้อของที่ห้าง ชอบอะไรก็กล้าซื้อเพราะมีเงิน สุขสำราญ สำลักความสุขและความรัก โลกเป็นสีชมพูมาก เราฝันว่าจะมีงานแต่งงานน่ารักๆ แฟนคนนี้เป็นคนที่เปิดโลกให้เรามาก เขาทำให้เรากล้าเผชิญโลก กล้าเดินออกไปไหนมาไหนโดยเค้าเป็นความมั่นใจในส่วนที่เราไม่เคยมี เวลาคุยงาน คุยกับเพื่อนฝรั่ง เขาสอนเราให้มีมุมมองต่างๆในการทำธุรกิจ ตอนนั้นบอกตรงๆว่าอ้ำรู้สึกชื่นชมแฟนฝรั่งมากว่านี่ละเราตัดสินใจไม่ผิดเลยจริงๆ คบกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันนึงเขาบอกว่าลาพักร้อนกลับไปต่างประเทศ จะกลับไปนานหน่อย เพราะต้องไปดูแลแม่ที่ป่วยด้วย เราก็เข้าใจ จากอาทิตย์ เป็นเดือน สุดท้ายผ่านไปเป็นปี เราก็พยายามถาม เค้าก็บอกว่ายุ่งบ้าง ต้องไปดูแลงานอีกที่บ้าน จนกระทั่งมารู้ภายหลังจากเพื่อนของเขาว่าจริงๆแล้วเขากับครอบครัวยังไม่ได้หย่าอะไรกัน ที่ผ่านมาเราโง่เอง ช่วงนั้นก็เป๋ไปบ้าง แต่ก็พยายามทำใจและคิดถึงสิ่งดีๆที่เขาให้เรา เช่น มุมมองความคิด มันเป็นอะไรหลายๆอย่างที่มีค่ามากที่ติดตัวเรามาจนทุกวันนี้ พอเลิกรากับฝรั่งคนนั้นก็ไป ก็เข้าสู่แฟนฝรั่งคนที่สอง และเป็นคนท้ายสุดของชีวิต เป็นคนที่ให้บทเรียนกับเรามากที่สุด และเป็นคนที่ทำให้เราพบกับสัจธรรมชีวิต ฝรั่งคนนี้เข้ามาคุยๆจีบๆเรา เพราะเพื่อนแนะนำให้รู้จักกัน เขาเป็นเพื่อนของเพื่อนในกลุ่ม(ตอนมีแฟนฝรั่งคนแรก อ้ำก็เลยได้มีกลุ่มเพื่อนที่เป็นฝรั่งหลายคน) จนในที่สุดเราก็ได้คบกัน ตอนนั้นอ้ำหนักประมาณ 55 กิโล ประกอบกับที่เป็นคนตาโต และผิวคล้ำ ก็เป็นสเปคฝรั่งเลย ชีวิตในช่วงแรกก็มีความสุขมาก เราก็เลยตกลงทำธุรกิจด้วยกัน และคิดว่าคนนี้แหละ คือคนสุดท้ายของชีวิต คือคนที่เราจะฝากอนาคตไว้ด้วย เราเข้ากันได้ทุกอย่าง ตั้งแต่นิสัย อาหารการกิน มุมมองต่างๆ จนไปถึงเรื่อง....^_^ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่อ้ำมีความสุขมาก สุขจนเรารู้สึกว่าเราไม่ต้องห่วงสวย หรือมองใครเผื่อเลือกอีกแล้ว เพราะคนนี้คือคนสุดท้ายของเรา และเขารักเราด้วยใจจริง ตอนนั้นอ้ำก็คิดอย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตในแต่ละวันของเราเต็มไปด้วยความสุข รวมถึงวางแผนเพื่อสร้างครอบครัวกัน นอกจากการเรื่องงานที่เราทำร่วมกันแล้ว(และรายได้ก็โอเค) สิ่งที่น่าจะมาเติมเต็มให้เขาได้คือชีวิตในบ้าน อ้ำทำหน้าที่แม่บ้านไม่ขาดตกบกพร่องตามแบบฉบับของหญิงไทย ตั้งแต่ปัดกวาดเช็ดถู จนไปถึงเรื่องอาหารการกิน และเมื่อทำอาหารกิน แน่นอนที่สุดเราก็กลายเป็นคนกินเยอะไปตามธรรมดา ประกอบกับเราไม่ได้ห่วงสวยงามอีกแล้ว ตอนนั้นก็ยอมรับเลยว่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปไกลมาก และไม่ใช่แค่เราที่อ้วนขึ้นแฟนเราก็อ้วนขึ้น และสิ่งที่สังเกตได้เลยคือ ชีวิตคู่เราในเรื่องนั้นก็ค่อยๆจางลงไป ตอนแรกเราก็ไม่ได้เอะใจอะไรเพราะคิดว่าคนเราคบกันมาถึงจุดหนึ่งเรื่องแบบนี้มันก็ลดความหวือหวาไปได้เป็นธรรมดา แต่ถัดมาสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ คือเขาเริ่มเหมือนเบื่อๆเรา ไม่มีโมเม้นต์ความหวานเหมือนช่วงแรกๆ ไม่กอด ไม่ค่อยอยากอยู่ใกล้ ทำอะไรก็ไม่ค่อยถูกใจมากขึ้น บรรยากาศแบบนี้มันเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และช่วงหลังๆเริ่มทะเลาะกันบ่อยๆ จนในที่สุดเขาบอกเราว่าลองแยกกันอยู่เถอะ เพราะบางครั้งการที่เราเป็นทั้งเพื่อนร่วมงาน เป็นทั้งแฟนกัน มันทำให้เราแยกบทบาทกันไม่ถูก และมันอาจจะกระทบเรื่องงานด้วย ตอนนั้นเราไม่เข้าใจ เสียใจ พยายามยั้งเขาไว้ทุกทาง จนวันนึงเขาก็ออกจากบ้านไป โดยที่ยังทิ้งของไว้ ช่วงนั้นเพื่อนเขาก็บอกเราว่าเขามีคุยๆกับผู้หญิงคนอื่นอยู่นะ เราก็พยายามคิดในแง่ดีว่าก็ฝรั่งอะนะ เขาอาจจะมีกันบ้าง เรื่องรักกับเซ็กส์ไม่ได้มาด้วยกัน และคิดไปถึงขั้นว่าเราขาดตกบกพร่องอะไร ดูแลเค้าไม่ดีรึเปล่า จะเรียกว่าโง่หรือหลงสามีฝรั่งก็ได้นะ แต่ตอนนั้นเราคิดอย่างงั้นจริงๆ จากนั้นเราก็พยายามดึงเขากลับมา ซื้อของให้เอาใจเขา พยายามหวานใส่เขา ชวนเขามากินข้าวที่บ้าน ทำทุกอย่างที่เรียกว่าอ้อนวอนขอให้เขากลับมา เราทำอยู่อย่างนั้นเป็นเดือนๆ แต่ยิ่งทำเขาก็ยิ่งห่าง ถึงเลิกงานปุ๊บเขาก็กลับ เจอหน้าคุยแค่งาน แล้วไม่มีคุยอะไรกัน ถึงวันนึงเราก็พยายามอยากจะเคลียร์ว่าสุดท้ายจะเป็นยังไง เพราะตอนแยกกันอยู่เราก็ไม่ได้พูดเรื่องเลิกกัน ตอนนั้นก็โง่คิดว่ายังมีหวังอยู่บ้าง ดแต่สิ่งที่เราได้ยินกลับมาคือ.... “ไอไม่ได้รักยูแล้ว จะพยายามเลย มันไม่ช่วยอะไร” “ทำไมยูไม่กลับไปส่องกระจกดูสารรูปของตัวเองบ้าง ว่ายูเปลี่ยนไปแค่ไหน” “จะให้ไออยู่ด้วยได้ยังไง ไอไม่มีอารมณ์ด้วยหรอก” ผู้ชายได้ยินอะไรแบบนี้คงจะรู้สึกเฉยๆนะ แต่อ้ำว่าผู้หญิงเราเวลาเจอะเจอคำพูดตอกหน้าแบบนี้มันทิ่มแทงมาก โดยเฉพาะจากคนที่รักกัน ตอนนั้นก็เสียใจ ทำใจไม่ได้ แต่ก็ไม่เคยดูสารรูปตัวเองจริงๆอย่างที่เค้าว่า เพราะเราคิดว่าคนที่รักกันจริงๆถึงขั้นจะสร้างครอบครัวกัน มันน่าจะก้าวข้าวเรื่องแบบนี้ไปได้แล้ว ช่วงนั้นก็เมามายฟูมฟายไปเรื่อยๆ เพื่อนก็พยายามปลอบแล้วปลอบอีก แต่สิ่งนึงที่เลิกทำไปแล้วคือการไปตามต่อไอ้ฝรั่งคนนั้น เพราะเรารู้สึกว่าเขาทำร้ายจิตใจเรามาก และคงไม่มีประโยชน์ ปัจจุบัน สวยปิ๊ง ทำได้ไงเนี่ย?? ท้ายสุดขอขอบคุณคนสามคนที่มีส่วนช่วยในการเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งนี้ คนแรกคือเพื่อนอิ๊ก ที่เป็นทั้งหุ้นส่วนธุรกิจ และยังเป็นครูสาวแสนสวยแห่งโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนร่วมงาน เพื่อนซี้ ที่นอกจากจะช่วยรับฟังปัญหาแล้ว ก็ยังช่วยเราฟันฝ่าอุปสรรค และอยู่ข้างเราเสมอ คนที่สองคือ พี่หมอโอ๋ พญ.ณัฏฐาภณิตา รพีพงษ์พัฒนา แห่งณัฏฐาคลินิก ซึ่งอ้ำรักเหมือนพี่สาวแท้ๆคนหนึ่งเลย พี่หมอเป็นคนที่ช่วยให้แนวคิดดีๆ เรื่องความงามของผู้หญิง ขอบคุณที่ให้ดูรูปและเล่าเรื่องราวชีวิตในวันนั้น รวมถึงเป็นแรงบรรดาลใจดีๆให้กับอ้ำเสมอมา และคนสุดท้ายคือ สตีเฟ่น แฟนฝรั่งคนนั้นที่ทิ้งกันไป แม้สิ่งที่ยูทำไว้จะย่ำแย่มากๆ ไม่ว่าจะทำพูด หรือการกระทำในช่วงที่จะเลิกกัน แต่เพราะการกระทำและคำพูดแย่ๆที่ทำร้ายจิตใจนั่นละ ก็กลายเป็นส่วนสำคัญมากๆที่ทำให้อ้ำได้ realize ว่าอะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต และตลอดมาอ้ำละเลยอะไรไป ขอบคุณมากนะสตีเฟน ขอบคุณที่ทิ้งกัน... ที่มาเรื่องราวจาก http://pantip.com/topic/33296842

รศ.พูลพร HERO แห่งวงการยานยนต์ ตอนที่ 4/5
รองศาสตราจารย์ พูลพร แสงบางปลา /  ช่างยานยนต์ / 

ผลจากการทำงานด้วยใจรักและความทุ่มเท ก่อให้เกิดงานที่มีคุณภาพมากมาย ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่แค่เพียงสร้างความภาคภูมิใจ แต่ยังก่อให้เกิดนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ รวมถึงสร้างคนที่จะเป็นกำลังสำคัญต่อวงการ ยานยนต์ในอนาคต และนี่คือ HERO แห่งวงการยานยต์ รองศาสตราจารย์พูลพร แสงบางปลา

Dragon Blade : จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน
Dragon Blade /  mono film / 

ไม่ว่าจะในยามศึกสงคราม บ้านเมืองลุกเป็นไฟใหญ่โต ไล่มาจนถึงกีฬาสีของโรงเรียนประจำจังหวัด หนึ่งถ้อยคำทีมักถูกยกมาสร้างแรงจูงใจได้เสมอ คงหนีไม่พ้น "สามัคคีคือพลัง" ซึ่งกับหนังสเกลมโหฬาร ใช้งบบานตะไทอย่าง Dragon Blade ก็ตั้งหน้าตั้งตาปลุกเร้าความสามัคคี อย่างขยันขันแข็ง แต่น่าแปลกทั้งที่เรื่องราวของมันคาบเกี่ยวกับ 2 กินแดนยิ่งใหญ่ ตัดผ่านทะเลทรายกว้าง พลทหารนับพันนับหมื่น แต่พลังของที่ส่งออกมา กลับมีทิศทางและเรี่ยวแรง ค่อนไปทางกลุ่มนักเรียนบนแสตนกีฬาสีเสียอย่างนั้น Dragon Blade ถ่ายทอดเรื่องราวของ "ฮัวอัน" ผู้อยากรวมชนเผ่าต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว อดีตผู้บัญชาการทหารพิทักษ์เส้นทางสายไหม ที่ถูกใส่ร้ายแล้วเนรเทศยกแก๊งไปอยู่ชายแดน แถมยังต้องซ่อมประตูเมืองตามคำสั่งทางการอีกต่างหาก วันดีคืนดี "ลูเซียส" แม่ทัพโรมันก็หอบรัชทายาทตัวน้อย พร้อมกองทัพเหนื่อยล้าอีกขโยง มาถึงหน้าประตูเมือง ทั้งสองฟาดปากฟาดดาบกันหลายกระบวน ก่อนจะตกลงร่วมมือกัน แต่ในขณะเดียวกัน "ไทบีเรียส" จักรพรรดิโรมันจอมโฉด ก็ยกพลมาเพื่อลากตัวลูเซียส และเจ้าตัวน้อยกลับไปจัดการ ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างทัพอาหมวยตี๋ และทัพตาน้ำข้าวชาวโรมัน สำหรับแฟนๆ เฉินหลง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นจุดขายสำคัญ (ที่กลบไม้ประดับอย่าง เอเดรียน โบรดี้ อย่างเห็นได้ชัด) คงสาสมใจกับหนังเรื่องนี้ ด้วยบุคลิกฮาๆ รั่วๆ ที่ยังคงมีอยู่แบบไม่หวั่นชุดเกราะหนักอึ้ง ซึ่งโดยภาพรวมแล้ว ทุกครั้งที่มีฉากแอ็คชั่นแลกเพลงดาบ ระเบิดสงครามกัน มันสนองความอยากของคนดูได้แบบเห็นผล ตระการตา สมค่ากับที่ลงทุนไปเยอะ ท่ามกลางมหาสงครามที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายนี้ ทั้งในฝั่งแดนมังกร เรื่องการรวมชนเผ่าที่แตกแยกให้เป็นหนึ่ง ความถูกต้องยุติธรรมของระบอบบริหาร และเน่าหนอนในราชสำนัก กับทางแดนโรมัน เรื่องการช่วงชิงอำนาจปกครอง แม่ทัพผู้ซื่อสัตย์กับจักรพรรดิโฉด ความละโมบสมบัติ ประเด็นเยอะแยะทั้งสองฝ่ายนี้ ถูกจับมาเชื่อมไว้ด้วยกัน นับแต่วินาทีที่ ลูเซียส ยกพลมาถึงหน้าประตูเมืองของ ฮัวอัน โดยมีสภาพเหมือนการนำหนัง 2 เรื่องมาปะติดกันเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดความไม่ลงตัว รอยโหว่ และลักลั่นอยู่ในที . ยามศึก เรารบ ยามสงบ เราก็รบกันเอง . เมื่อประเด็นซีเรียสจริงจัง แขวนอยู่บนความเป็นความตายของทั้งสองฝ่าย ถูกทำให้ผ่อนคลายลง ด้วยความเฮฮา แข่งกันอวด "บร๊ะลานุภาพ" ของทหารฝ่ายตนเอง ก่อนจะจับมือสามัคคีกันตามสูตร ก็ช่วยเพิ่มสีสันสร้างพลังมิตรภาพให้คนดูชาวไทยอย่างเราๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับทั้งสองดินแดนในเรื่อง พอจะยิ้มหัวเราะออกอยู่บ้าง หลังจากหน้าดำคร่ำเครียดกับการสู้รบสังหาร แต่การสลับพยายามให้สุดทั้งยิ้ม สุดทั้งบึ้งตึงแบบนี้ มันส่งผลถึงภาพรวมที่ไม่ต่อเนื่อง และขัดอารมณ์อยู่เนืองๆ อีกทั้งความร้ายแรงอีกประการ ที่เข้ามาเป็นส่วนเกินอย่างเห็นได้ชัดคือ ภาพของกลุ่มนักสำรวจในยุคปัจจุบัน ทีสร้างให้เรื่องราวทั้งหมดในหนังคือ ความจริงที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งแน่นอนว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า และน่าจะปล่อยผ่านเข้าสู่โลกแฟนตาซีทหาร 2 สัญชาติ ข้ามทะเลทรายร้อนระอุมาเจอกันไปเลยยังดีเสียกว่า Dragon Blade มีลักษณะของหนัง 2 สัญชาติที่ถูกจับเอามาปั่นรวมกันเพื่อประเด็นหลักในการปลุกเร้าความสามัคคี และยอมรับช่วยเหลือคนที่แตกต่างจากตนอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะฉากร้องเพลงปลุกใจ แต่ถึงกระนั้นก็ยังเห็นได้อย่างชัดเจนจากทั้ง 2 ฝ่ายก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ ที่ "ยามศึก เรารบ ยามสงบ เราก็รบกันเอง" และยากจะเชื่อว่าด้วยมิตรภาพเบาๆ นั้น จะทำให้ผู้แตกแยกกลับมารวมกันได้ และถ้อยคำ ความสามัคคีคือพลัง ที่ป่าวประกาศเน้นย้ำนั้น จึงไม่ต่างอะไรกับเพลงสามัคคีชุมนุม ที่มักนำมาร้องกันตอนงานแข่งกีฬาจบ ที่ตอนรับมือกันก็เหมือนจะดี แต่เชื่อเถอะเมื่อเพลงจบไป ก็ยังมีความเกลียดความโกรธปะทุอยู่วันยันค่ำ และคำว่า จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน ก็คงใช้ได้แค่เพียงผิวเผิน ตอนร้องก็สนุกดี ตอนจบนี่สิ พวกเราก็ทางใครทางมัน เรื่องนี้ให้ 7 / 10 ครับ Lecter. -------------------------------

หุ่น ยังเฟิร์มไม่พอ กรีน ยังไม่พร้อมโชว์
กรีน อัษฎาพร /  เคลลี่ ธนะพัฒน์ / 

ความรักยังปกติสุขอยู่จ้า...สำหรับนางเอกสาววิก 7 สี กรีน อัษฎาพร หวานใจสุดที่เลิฟของนักแสดงหนุ่มรุ่นพี่อย่าง เคลลี่ ธนะพัฒน์ แม้ที่ผ่านมาหลายคนอาจจะจับตามองมาตลอดว่าจะไปไม่รอด คงเพราะไม่ค่อยเห็นควงกันไปไหนมาไหนเหมือนคู่อื่นๆ รูปคู่ในไอจีก็ไม่ค่อยจะมี เลยยิ่งทำให้น่าคิดเข้าไปใหญ่ แต่ขอโทษนะคะ ใครจะเม้าท์อะไรก็ช่าง ทั้งสองยังรักกันดีอยู่จ้า เรื่องรักว่าดีแล้ว เรื่องงานก็เริ่ดนะคะคุณ เพราะตอนนี้สาวกรีนเองก็มีงานละครติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ ทราบมาว่านอกจากงานละครแล้ว ยังมีนิตยสารหลายหัวติดต่อให้ถ่ายเซ็กซี่ซะด้วย ว้าวๆๆ ต้องไปอัพเดทชีวิตจากสาวกรีนซะหน่อยแล้ว “ตอนนี้มีละครเวที สุนทราภรณ์ เดอะมิวสิคัล แล้วก็ละครเรื่องล่าสุด คู่ปรับสลับหัวใจ ที่เพิ่งบวงสรวงไป เรื่องนี้ก็เป็นการเจอกันครั้งแรกกับธันวาด้วย ส่วนเรื่องความรักตอนนี้ก็ปกตินะ เรื่อยๆ คือคู่หนูอาจจะไม่ได้หวือหวาหวานอะไรแบบคู่อื่นเท่าไหร่ แต่ก็แฮปปี้ดีค่ะ วันวาเลนไทน์ก็ไม่ได้มีอะไรมาก มีแค่ไปกินข้าวกัน มีของเล็กๆ น้อยๆ ให้เป็นของทำเองอะไรแบบนี้ ส่วนเรื่องถ่ายแบบเซ็กซี่ก็มีติดต่อเข้ามานะ แต่ตัวกรีนเองยังไม่พร้อม ร่างกายเรายังไม่ได้อะ ถ่ายไปก็กลัวขายไม่ออก (หัวเราะ) คงต้องรอให้หุ่นเฟิร์ม มีเนื้อมีหนังกว่านี้ก่อน คือเราผอมๆ ไปถ่ายชุดว่ายน้ำมันก็จะดูไม่สวย” ว้า...นึกว่าจะได้เห็นสาวกรีนใส่ชุดว่ายน้ำโพสท่าเซ็กซี่ซะแล้ว กรีน อัษฎาพร กรีน อัษฎาพร กรีน อัษฎาพร

ไม่ต้องรู้ว่าคบกันแบบไหน พิชญ์-พลอย กิ๊กกันเบาๆ
พิชญ์ กาไชย /  พลอย หอวัง / 

เป็นที่หมายปองของสาวน้อยสาวใหญ่จริงๆ สำหรับหนุ่มโสดเสน่ห์แรงอย่าง พิชญ์ กาไชย ที่ไม่ว่าจะไปไหนทำอะไรกับสาวที่ไหนก็มักจะถูกจับตามองอยู่ตลอด และสาวที่มักจะเห็นไปไหนด้วยกันบ่อยๆ เห็นทีคงจะเป็นสาวหมวยสุดแนวอย่าง พลอย หอวัง เพราะปาปารัซซี่ของเราแชะภาพทั้งคู่ได้ตลอดๆ จนอดคิดไม่ได้ว่าทั้งสองต้องแอบคบกันอยู่แน่ๆ แหม...ก็อย่างว่าละค่า เป็นหนุ่มหน้าตาดี แถมหัวใจก็โสดสนิทแบบนี้ ใครๆ ก็ต้องให้ความสนใจเป็นธรรมดา ว่าแต่ไอ้ที่เขาเม้าท์กันว่าหนุ่มพิชญ์ แอบกิ๊กอยู่กับสาวพลอยเนี่ย มันเรื่องจริงหรือแค่ข่าวลือ เอาเป็นว่าให้ He มาตอบเอง พร้อมไปอัพเดทชีวิตช่วงนี้ซะหน่อยดีกว่า “ผมกับพลอยก็ปกติครับ เป็นเพื่อนอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ถามว่ามีกิ๊กกันไหม ก็ไม่รู้อะ ตอบไม่ได้ คือด้วยความที่เราเป็นเพื่อนกันมานานแล้วเลยไม่ได้คิดถึงตรงนั้น แต่อนาคตก็ยังไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร จะพัฒนาไหม คงต้องเป็นเรื่องของอนาคต แต่ถ้าถามตอนนี้จริงๆ คือยังไม่ได้คิดอะ คือถ้าเราไปไหนมาไหนกับใครแล้วต้องเป็นแฟนเขามันก็คงไม่ใช่ ส่วนเรื่องงานตอนนี้มีทำสูทเป็นแบรนด์ของตัวเอง แล้วมีสกินแคร์โปรดักส์ด้วย ส่วนงานในวงการบันเทิงตอนนี้มีละคร เดี๋ยวอีกสักพักกำลังจะเปิดกล้องละครเรื่องใหม่” อุ๊ยตาย! แบบนี้คงต้องติดตามลุ้นกันแล้วละค่ะ ว่าจากเพื่อนจะเลื่อนสถานะเป็นแฟนได้อ๊ะเปล่า พิชญ์ - พิชญ์ พิชญ์ - พิชญ์ พิชญ์ - พิชญ์ พิชญ์ - พิชญ์

ช่อง7เตรียมปัดฝุ่น ละครดังสายโลหิต เวอร์ชั่น 100 ล้าน
เวียร์ ศุกลวัฒน์ /  หนุ่ม ศรราม / 

แฟนๆ ละครวิกหมอชิตมีเฮ เตรียมตื่นเต้นกันอีกครั้ง เพราะมาปีนี้ทาง ช่อง 7 เตรียมจะปัดฝุ่นละครในตำนานหลายๆ เรื่อง ที่เคยโด่งดังแบบสุดๆ จนเรตติ้งพุ่งสูงทะลุหลังคาบ้าน และหนึ่งในละครที่แฟนๆ ละครคิดถึงมากที่สุดอย่างเรื่อง สายโลหิต ที่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว พระ-นางคู่จิ้นในตำนานอย่าง หนุ่ม ศรราม และ กบ สุวนันท์ เคยทำเอาไว้ดีมากๆ ก็จะกลับมารื้อฟื้นความทรงจำให้แฟนๆ ได้ชมอีกครั้งอย่างแน่นอน แม้ว่าเรื่องนี้ทาง ช่อง 3 จะเคยแอบมาหยิบไปปัดฝุ่น แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างรุนแรง มาปีนี้ทางช่อง 7 ของแท้ออริจินอล จะนำเรื่องนี้กลับมาสร้างใหม่ให้กลายเป็นละครฟอร์มยักษ์ ด้วยการทุ่มงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งบท ขุนไกร - ดาวเรือง ก็มีการวางตัวนักแสดงคร่าวๆ ว่าอาจจะเป็น เวียร์ ศุกลวัฒน์ และ นาว ทิสานาฏ ส่วนละครดังๆ ในตำนานอีกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น ดาวพระศุกร์, ศีรษะมาร, กระสือ ฯลฯ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกนำกลับมาปัดฝุ่นให้แฟนๆ ละครได้ชมกันอีกครั้ง เวียร์ ศุกลวัฒน์ - นาว ทิสานาฏ หนุ่ม ศรราม - กบ สุวนันท์ ละคร ดาวพระศุกร์ ละคร ศรีษะมาร ละคร กระสือ

รศ.พูลพร HERO แห่งวงการยานยนต์ ตอนที่ 1/5
รองศาสตราจารย์ พูลพร แสงบางปลา /  ช่างยานยนต์ / 

ผลจากการทำงานด้วยใจรักและความทุ่มเท ก่อให้เกิดงานที่มีคุณภาพมากมาย ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่แค่เพียงสร้างความภาคภูมิใจ แต่ยังก่อให้เกิดนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ รวมถึงสร้างคนที่จะเป็นกำลังสำคัญต่อวงการ ยานยนต์ในอนาคต และนี่คือ HERO แห่งวงการยานยต์ รองศาสตราจารย์พูลพร แสงบางปลา

เอเลี่ยนแฝงกายอยู่รอบตัวเรา ในคลิป และ ใบปิดใหม่ จากอนิเมชั่น Home
Almost Home /  DreamWorks Animation / 

เตรียมเข้าฉายบ้านเราพร้อมอเมริกาด้วย สำหรับอนิเมชั่นเรื่องใหม่จากค่าย ดรีมเวิร์กส อย่าง Home ที่เคยสร้างกระแสมาตั้งแต่ปีที่แล้ว กับการให้เสียงพากย์เป็นตัวละครสุดน่ารักครั้งแรกของ ริฮานน่า ร่วมด้วยนักแสดงตลกที่หายหน้าหายตาไปนานอย่าง สตีฟ มาร์ติน โดยตอนนี้ตัวหนังก็ได้ปล่อยใบปิดใหม่ทั้งหมด 5 แบบออกมาให้ชมกันแล้ว เพื่อเป็นการสร้างการโปรโมทว่าเจ้าเอเลี่ยนตัวเอกของเราอย่าง บูฟ เนี่ย มันซ่อนตัวอยู่ทุกที่เลยนะ รวมถึงคลิปใหม่จากหนัง และ คลิปไวรัล ที่โชว์ความน่ารักของเจ้าแมวมาให้ชมกันอีกด้วย เรื่องราวเมื่อโลกถูกยึดครองโดย บูฟ เอเลี่ยนที่มั่นใจตัวเองจนเกินเหตุเพื่อเส­าะแสวงหาดินแดนแห่งใหม่สำหรับ เป็นที่อยู่อาศัย มนุษย์โลกทุกคนต้องอพยพย้ายถิ่นอย่างกระทั­นหัน ขณะนั้นพวกบูฟต่างก็ยุ่งกับการจัดระเบียบป­รับปรุงโลก แต่เมื่อเด็กสาวเจ้าปัญญาอย่าง ทิป (นักร้องสาว รีฮานน่า) จัดการให้พ้นจากการถูกครอบงำ เธอพบว่าตัวเองตกเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับบู­ฟที่ถูกเนรเทศอย่าง โอ (จิม พาร์สันส์) ทั้งคู่ตกเป็นผู้ลี้ภัยและพบว่ามันมีความเ­สี่ยงต่อความสัมพันธ์ระหว่าง ดวงดาวมากกว่า­พวกเขาเคยผจญภัยมาทั้งชีวิตเสียด้วย หนังมีกำหนดฉายในไทย 26 มีนาคมนี้ครับ