เห็ดหลินจือแดง

หลุด!! ภาพ Jimmy Lin ดาราไต้หวันคู่ iPhone 7 Plus ได้ใช้ก่อนใครอีกแล้ว
iphone /  iPhone 7 / 

ดูเหมือนคราวนี้จะเป็นอีกครั้งที่ดาราไต้หวันคนนี้ Jimmy Lin (หลินจื้ออิง) ได้ใช้ iPhone รุ่นใหม่ก่อนใครอีกแล้ว เมื่อล่าสุดมีภาพหลุดของเขากำลังนั่งใช้งาน iPhone 7 Plus ที่มาพร้อมกล้องเลนส์คู่ซึ่งเหมือนกับภาพหลุดเครื่องของ iPhone รุ่นใหม่ก่อนหน้านี้ ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แฟนพันธุ์แท้ไอโฟนคนนี้โพสภาพคู่ไอโฟนรุ่นใหม่ก่อนที่ Apple จะเปิดตัว เพราะเมื่อย้อนกลับไปจะเห็นว่าทั้ง iPhone 5 และ iPhone 6 เขาก็เคยโพสรูปก่อนวันเปิดตัวจริงมาแล้ว และในวันเปิดตัวจริงๆ ดีไซน์ก็จะเหมือนกับที่เขาใช้ ส่วน iPhone 7 Plus เครื่องนี้จะซ้ำรอยเดิมหรือไม่นั้น 7 กันยายนนี้คงได้เห็นกัน สีชมพูโรสโกลด์ พร้อมกล้องเลนส์คู่ ภาพของ iPhone 7 Plus ที่หลุดมาก่อนหน้านี้ เรียกได้ใช้ก่อนใครตลอด แล้วเหมือนว่าดีไซน์จะไม่ผิดเพี้ยนซะด้วย ที่มา www.phonearena.com

ไปชัยภูมิ ชมหมอกหยอกกระเจียว พาเสียว 3 ผา 3 อุทยาน!
ที่เที่ยวอุทยาน /  ท่องเที่ยว ชัยภูมิ / 

เมื่อเพื่อนชวนเก็บกระเป๋าไปเที่ยวบ้าน ไม่เคยปฏิเสธอีกตามเคย ใจง่ายจริงๆ งานนี้พูดเลย ว่าเป็นการไปเยือนแผ่นดินถิ่นอีสานครั้งที่ 3 ในชีวิต ที่ต้องนั่งรถจนตูดด้าน ยาวนานเป็นวันๆ แต่โคตรคุ้มค่า ได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น ได้สัมผัสกับอากาศทั้งหมอก ลม ฝน แดด จนกลับมาไม่สบาย ที่สำคัญเราได้รับประสบการณ์ "เสียว" ที่ชาตินี้ไม่ลืมแน่ๆ ยินดีที่ได้เจอกัน "จังหวัดชัยภูมิ"  ไปชัยภูมิ ชมหมอกหยอกกระเจียว พาเสียว 3 ผา 3 อุทยาน! เรานัดกับเพื่อนเจอกันที่ชัยภูมิ ทริปนี้ 4 คน  เราเดินทางจากตาก - พิษณุโลก - ชุมแพ - ชัยภูมิ (ต่อรถเป็นว่าเล่นเลย) ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 9 ชั่วโมง ตายๆๆ หลับแล้วหลับอีก หลับแล้วก็หลับอีก Zzzz ส่วนเพื่อนเราอีก 3 คน นั่งรถทัวร์ กทม. - ชัยภูมิ 5 ชั่วโมงถึง อิจฉาจริงๆ แต่เราถึงก่อนเพื่อนๆ เพราะเดินทางตอนเช้าถึงค่ำ แล้วโทรให้ญาติเพื่อนมารับไปนอนอยู่บ้านตีพุงอย่างสบายใจ กิกิ เราเจอเพื่อนอีกทีก็ตอนเช้าอีกวันเลย เพราะเพื่อนเราเดินทางกลางคืน การเดินทางเที่ยวชัยภูมิครั้งนี้ รวม 5 วัน 4 คืน (29 กรกฎาคม - 2 สิงหาคม 2558) 30 ก.ค. 58 : ปรางค์กู่ - สวนดาวเรืองพรนับพัน - เขื่อนลำปะทาว 31 ก.ค. 58 : ผาสุดแผ่นดิน - ทุ่งดอกกระเจียว - ลานหินงาม (อช.ป่าหินงาม) / น้ำตกไทรทอง - ผาหัมหด (อช.ไทรทอง) 1 ส.ค. 58 :  ผาหัวนาค มอหินขาว (อช.ภูแลนคา) เราจะขอเริ่มทริปในวันแรก 30 ก.ค. 58 : ปรางค์กู่ - สวนดาวเรืองพรนับพัน - เขื่อนลำปะทาว เพื่อนเราบอกว่าใกล้ๆ บ้านมี "ปรางค์กู่" ปรางค์กู่คืออะไร สงสัยนะเนี้ย? เราเลยยืมมอเตอร์ไซค์แว๊นออกไปดู ไม่พึ่งแผนที่ ไม่พึ่ง google map อาศัยเพื่อนบอกทางอยู่ซ้ายมือ ขับๆ ไปก็เจอ ปรากฏว่าขับไปไม่ถึง 5 นาที เจอก็จริงๆ ช่างง่ายดาย ห้าา และนี่ก็คือ "ปรางค์กู่" พิกัด : http://urll.us/yZfjpq "ปรางค์กู่" เป็นโบราณสถานที่นับว่ามีความสมบูรณ์ที่สุดของชัยภูมิ เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มอาคารที่มีแผนผังและลักษณะเดียวกับปราสาท เชื่อกันว่าปรางค์กู่แห่งนี้เป็น “อโรคยาศาล” หรือสถานพยาบาลที่สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ช่วงระหว่าง พ.ศ. 1724-1763 มีปรางค์ประธานอยู่ตรงกลาง 1 องค์ มีวิหารหรือบรรณาลัยด้านหน้า 1 หลัง ทั้งหมดถูกล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาและซึ่งมีโคปุระ หรือซุ้มประตูอยู่ที่ด้านหน้า ทั้งหมดถูกสร้างขึ้นด้วยศิลาแลง เว้นก็แต่กรอบประตู หน้าต่าง ทับหลัง และเสาประดับที่เป็นหินทราย ภายในปรางค์ประธานทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาปางสมาธิ ศิลปะแบบทวาราวดีซึ่งเป็นของที่เคลื่อนย้ายมาจากที่อื่น ชาวชัยภูมิให้ความเคารพศรัทธามาก ข้อมูล : http://urll.us/RNpske เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ ไหว้พระ ถ่ายภาพ ได้สักพัก เพื่อนก็โทรตามให้กลับบ้าน เพราะวันนี้พ่อจะพาไปเที่ยว เย้ !! แต่การเที่ยวในวันนี้ เป็นอะไรเอ็กคูลซีฟมาก เพราะพ่อจะพาไปดูไร่สับปะรดและการเลี้ยงปลาในกระชังที่เขื่อนลำปะทาวตื่นเต้นสิคะ แต่ก่อนจะไปถึงเขื่อน ระหว่างทางเราเจอสวนดาวเรืองสีเหลืองอร่ามงามสง่ามาแต่ไกล แวะสิคะ กับ "สวนดาวเรืองพรนับพัน" ที่นี่อยู่ระหว่างทางไปมอหินขาว ฝั่งขวามือ มีสวนเดียวสังเกตได้ง่ายๆ เลย อีกไม่นานที่นี่จะมีร้านกาแฟ เขากำลังสร้างอยู่ใกล้เสร็จแล้ว ถ้ามีโอกาสคงได้มาลอง ตอนทำนาข้าชื่อดาวเรือง พอเข้าในเมืองชื่อช่างเฟื่องเลื่องลือ :") นี่เราคิดมาตลอดมาชัยภูมิต้องร้อนแน่ๆ เปล่าเลย อากาศที่นี่เย็นสบาย ทั้งๆ ที่ 11.00 น. แล้ว เราโชคดีมากที่วันนี้มีแม่ค้ามารับซื้อดอกดาวเรืองถึงสวน เลยขอแจมเป็นลูกมือด้วยคน ได้ความรู้ด้วยนะ การตัดดอกดาวเรืองจะใช้กรรไกรตัดด้ายตัด เพราะถ้าเด็ดดอกจะไม่ขึ้นอีกวิธีการคัดเลือกดอก ให้ดูดอกที่ตรงกลางไม่มีสีเขียวๆ จะได้ดอกไซส์จัมโบ้ หรือมีนิดหน่อยก็ถือว่าเป็นอันใช้ได้ หลังจากตัดดอกดาวเรืองได้หลายถุง ติดใจสิคะ กลับบ้านไปจะลองปลูกเลย ไม่รู้จะสวยเหมือนสวนที่นี่มั้ยน้า เมื่อภาระกิจเสร็จสิ้น หิวสิคะ เที่ยงแล้ว เราแวะกินส้มตำข้างทาง จัดว่าเด็ดมาก ข้างทางจริงๆ นะ ติดถนนเลย กินเสร็จเดินทางต่อค่ะ เรามุ่งหน้าไปเขื่อนลำปะทาว อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 35 กิโลเมตร ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2051 ไปทางอุทยานแห่งชาติตาดโตน ก่อนถึงด่านเก็บค่าธรรมเนียม ประมาณ 500 เมตร มีทางแยกเลี้ยวซ้ายไปเขื่อนลำประทาว (ป้ายบอกทางเดียวกับไปมอหินขาว) ที่ตำบลเก่าย่าดี ระยะทาง 17 กิโลเมตร ระหว่างทางจะพบสวนลำไย ไร่สับปะรด และมันสำปะหลังตลอดสองข้างทาง ที่นี่เป็นแหล่งเลี้ยงปลาในกระชังด้วย มองเห็นภูเขาเขียวๆ กับน้ำในเขื่อน วิวดีจริงๆ เราชอบมาก เขื่อนลำปะทาวเป็นเขื่อนดินขนาดเล็ก เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจแห่งหนึ่งของคนที่นี่เลย ก็สวยขนาดนี้ไม่มาได้ไง :") พี่น้อยคนดูแลสวนและกระชังปลาใจดีให้เรานั่งเรือไปดูการจับปลาในกระชัง เสียวเลยว่ายน้ำก็ไม่เป็น ชูชีพก็ไม่มี แต่ด้วยความอยาก...ยอม เราชอบนะ ได้มาสัมผัสชีวิตแบบนี้ ไม่ใช่ว่าจะมีโอกาสกันง่ายๆ เจอ ปลา เป็ด ไก่ ยันควาย เริ่ดอ่า ห้าาา เราได้ช่วยพี่จับปลานิลด้วยตัวหนึ่งน้ำหนักประมาณ 9 ขีด หนักใช่เล่นนะ  (จริงๆ ช่วยจับถุงใส่ปลามากกว่า) ก่อนกลับ ... ขอมองวิวสวยๆ ของเขื่อนลำปะทาวอีกครั้ง วันที่สอง 31 ก.ค. 58 ผาสุดแผ่นดิน - ทุ่งดอกกระเจียว - ลานหินงาม (อช.ป่าหินงาม),  น้ำตกไทรทอง - ผาหัมหด(อช.ไทรทอง) วันนี้แหละไฮไลท์รออยู่ พวกเราตื่นกันตั้งแต่ตี 4 แหกขี้หูขี้ตาตื่นกันเลยจ้าา ฝนก็ต้องตลอดคืน ระหว่างออกเดินทางก็ตกปอยๆ ตลอด ใจไม่ดีเลย กลัวเที่ยวไม่สนุก แต่แล้วเมื่อเราเดินทางไปถึงอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ฟ้าฝนก็เป็นใจ หลงเหลือไว้แต่หมอกขาวๆ ที่อุทยานแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ ผาสุดแผ่นดิน  ทุ่งดอกกระเจียว และลานหินงาม พิกัด : http://urll.us/HYia3S 07.30 น. อากาศเย็นดีนะ อภิมหาหมอกมาก ตื่นเต้นอ่า >.< เราซื้อตั๋วรถราง เด็ก 20 บาท ผู้ใหญ่ 30 บาท วันนี้คนมาเที่ยวกันแต่เช้า คึกคักมากอ่ะ บางคนก็มากางเต๊นท์นอนค้างที่นี่เลย ที่จอดรถโอเคนะ มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลให้บริการตลอด สะดวกดี ในรถรางจะมีน้องๆ มัคคุเทศก์ตัวน้อยๆ มาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะไป น่ารักมากๆ เลย ที่แรก "ผาสุดแผ่นดิน" ดินแดน 3 ภาค  อีสาน - กลาง - เหนือ เดินเข้าไปนิดเดียวก็จะเจอลานหินปุ่มป่ำ ผิวขรุขระ  เหมือนอยู่บนดาวอังคาร และแน่นอนที่สุด "ของสุดแผ่นดิน" ถามว่ากลัวมั้ย...กลัวมากกก แต่ยิ้มสู้ ^________^ สิ่งที่เราคิด กับสิ่งที่เราเจอ !!! คือต้องต่อคิวถ่ายกันเลย กับเพื่อน จากนั้นเราก็เดินไปด้านซ้ายมือเพื่อไปดูดอกกระเจียวไฮไลค์ของวันนี้ จะมีเยอะมั้ยน้าาา? ระหว่างทางมีนักท่องเที่ยวร่วมเดินเท้าไปกับเราเยอะเลย รวมทั้งคุณยายคนนี้ด้วย นับถือเลย  ของแบบนี้ไม่เกี่ยวกับอายุ มันอยู่ทีใจ เดินเข้ามาเรื่อยๆ ก็จะเจอทุ่งหญ้าสีเขียวๆ กับหมอกขาวๆ แต่ยังไม่เจอดอกกระเจียว ปีนี้อย่างที่รู้ๆ กัน แล้งมาก เข้าหน้าฝนช้ากว่าปกติ ทำให้ดอกกระเจียวพลอยออกดอกช้าไปด้วย สักพักเราก็เจอดอกกระเจียวกลุ่มแรกแล้วค่ะ อากาศดีจริงๆ เลย ช่วงที่เจอดอกกระเจียวมากที่สุดจะอยู่กลางทาง นอกนั้นต้นทางกับปลายทางจะมีประปรายค่ะ หมอกหยอกกระเจียว. เราชอบภาพนี้มาก ให้มันเป็นสีชมพูวววววว สำหรับการเที่ยวชมทุ่งดอกกระเจียว เขาจะมีไม้กั้นไม่ให้เดินออกนอกเส้นทางนะคะ เพื่อป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวเหยียบดอกกระเจียว แต่ก็มีบางคนมีกฏไว้ให้แหก จนเจ้าหน้าที่ต้องเป่านกหวีด เป่าแล้วเป่าอีก เหนื่อยแทน ยังไงก็อย่าลืมทำตามกฏด้วยนะคะ เพื่อที่เราจะได้เห็นดอกกระเจียวและธรรมชาติที่สวยงามแบบนี้ไปนานๆ (ปรบมือให้กับความเป็นนางเอกของเราหน่อยค่ะ ตึ่งโป๊ะ !!) ชมหมอกหยอกกระเจียวกันอย่างจุใจไปแล้ว สถานีถัดไป "ลานหินงาม" นั่งรถรางมาได้สักพัก ก็ถึงลานหินงามแล้วค่ะ เดินขึ้นเนินมาเรื่อยๆ จะพบศาลเจ้าพ่อชุมพล และมีร้านขายอาหาร ลานหินงามมีพื้นที่ 10 ไร่ ค่ะ ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็เดินทั่วแล้ว ลักษณะของหินเหล่านี้เกิดจากการกัดเซาะของลมและน้ำต่อหินทรายในส่วนที่จับตัวกันเบาบางหลุดออกไปเป็นเวลานับล้านปี จึงเกิดเป็นหินรูปร่างสวยงาม แปลกตา บริเวณพื้นล่างมีพุ่มไม้เตี้ยๆ หายากหลายชนิด เช่น มอส ไลเค้นส์ ข้าวตอกฤาษี และเฟิร์นหลายชนิด ที่นี่มีหินแปลกๆ เยอะ ได้แก่ หินฟีฟ่า หินปุงลิงค์ หินแม่ไก่ยักษ์ หินปราสาท หินช้างเอราวัณ หินจานเรดาร์ และหินถ่ำมอง ที่เห็นอยู่ไกลๆ คือ "หินฟีฟ่า" ค่ะ ถ้าอยากถ่ายภาพ ณ จุดนี้ ต้องปีนนะคะ หินเป็นหินทรายลื่นมาก ระวังด้วยค่ะ ที่เห็นคนเยอะๆ นี่ "หินถ้ำมอง" ค่ะ และนี่คือ "หินแม่ไก่ยักษ์" สังเกตจากรูปทรง ด้านซ้ายจะเป็นหัวและปากยื่นออกมา ด้านขวาเป็นหางไก่ค่ะ ต้นไม้แปลกๆ พุ่มเตี้ยๆ เยอะจริงๆ ต้นไม้ใหญ่แทบไม่มี และอากาศเริ่มร้อน แนะนำให้ทากันแดด หรือใส่เสื้อแขนยาวบางๆ ไม่งั้นดำแน่ๆ น้องๆ มัคคุเทศก์บอกว่า ตามความเชื่อใครไม่มีคู่ ให้เอามือลูบที่หิน ลูบขึ้นหรือลูบลง แต่ห้ามลูบขึ้นลูบลงนะคะ ห้าาา ไอเรานี่แค่ลูบมันเบาไป โอบเลยจ้าาาา >< ขากลับเราไม่ได้นั่งรถรางนะ แต่เป็นรถพ่วง รถพ่วงจริงๆ อารมณ์สิบล้อทำเป็นม้านั่งยาวๆ สามแถว ฟิวแบบ...ได้มากกก น้องมัคคุเทศก์ก็บรรยายไปตลอดทาง น้องมัคคุเทศก์ : อาหารขึ้นชื่อของชัยภูมิคือ "หม่ำ" ครับ ไม่ใช่หม่ำจ๊กมกนะครับ (ถึกโป๊ะ !!) น้องมัคคุเทศก์ : ต้นไม้ที่ทุกท่านเห็นอยู่นี้ชื่อ "ต้นดูไบ" ครับ สาเหตุที่เรียกแบบนี้เพราะ ต้นไม้ไม่มีดอกครับ "มีแต่ใบ"(ถึกโป๊ะ !!) ณ ตอนนั้นจังหวะน้องได้มากค่ะ พี่ขำหนักมาก >< ออกมาด้านนอก จะมีร้านขายของที่ระลึกเต็มสองข้างทาง และยิ่งสายคนก็ยิ่งเยอะ ดีนะที่เรามากันตั้งแต่เช้า ประทับใจมากตรงที่ได้เห็น "หมอกหยอกกระเจียว" นี่แหละ :") ในช่วงบ่ายเราหาข้าวกินระหว่างทาง แล้วไปต่อที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง ที่นี่มีตกไทรทอง ทุ่งบัวสวรรค์หรือทุ่งดอกกระเจียว และผาหัมหด มาถึงแล้วจอดรถเดินไปที่ทางเข้าเลยค่ะ  มีต้นสนสองข้างทาง เห็นแล้วอยากไปปางอุ๋งเลย และดินแทบนี้จะเป็นดินแดงค่ะ \พิกัด : http://urll.us/kMQIgP ในวันหยุดแบบนี้เราจะเห็นหลายครอบครัวพากันมาเที่ยวที่นี่ค่ะ เดินไปไม่ไกลก็จะเจอทางลงไปชมน้ำตกไทรทอง คือฝนตกไง น้ำนี่สีกาแฟเลยยยย >< น้ำตกไทรทองสูงประมาณ 5 เมตร กว้าง 80 เมตร เหนือน้ำตกขึ้นไปมีวังน้ำขนาดใหญ่ เรียกว่า “วังเงือก”  แล้วไหลลงตามความลาดชันของลานหินลงสู่น้ำตกไทรทองยาวประมาณ 150 เมตร ที่เรียกว่าน้ำตกไทรทอง เพราะ ข้างๆ น้ำตกมีต้นไทรขนาดใหญ่ค่ะ (เราเดาเอาเอง ห้าา) และนี่ก็คือรากต้นไทรที่เราต้องเดินผ่านเป็นทางเข้าออกของน้ำตก ขากลับเราแวะลงไปดูต้นไม้พันปีค่ะ ภาพนี้ถ่ายจากสะพานข้ามลำธาร ถึงแล้ว เดินเข้าไปจากทางหลักประมาณ 100 เมตร  ก็จะพบกับต้นไม้พันปีหรือต้นกระบากนั่นเอง จากนั้นเราขับรถไปที่ผาหัมหดค่ะ ฝนตกน้ำป่าเลยไหลหลากนิดหน่อย ประมาณ 2-3 ฟุต ต้องลุยขึ้นไป พอไปถึงด้านบนจะเจอแก๊งมอไซค์หาเห็ดของชาวบ้านค่ะ เรางงอยู่ๆ เก็บเห็ดในอุทยานแบบนี้ไม่ผิดกฏหมายหรอ? ด้านบนที่จอดรถ เจอคาราวานจักรยาน Bike For Mom ค่ะ เริ่ดอ่า ปั่นมาถึงนี่เลยหรอเนี้ย มาถึงตรงนี้จะเจอผาพ่อเมือง ผาน้องเล็กด่านแรก กับจุดชมวิวสวยๆ และเราต้องเดินขึ้นไปอีก 230 เมตร ถึงจะเจอผาหัมหด แล้วถ้าเดินต่อไปอีกจะเจอทุ่งบัวสวรรค์หรือทุ่งดอกกระเจียวค่ะ และแล้ว...ก็ถึงสถานที่ทดสอบความเสียวของคุณผู้ชายค่ะ  กับผาที่ 2 ที่เราได้มาเหยียบ "ผาหัมหด"  ซึ่งอยู่บนเทือกเขาพังเหย เป็นแผ่นหินยื่นออกไปนอกหน้าผา สูงจากระดับน้ำทะเล 864 เมตร และด้วยความสูงบวกกับความเสียว ใครได้ไปยื่นเป็นอันต้องเสียวจน....หดกันหมดค่ะ ห้าา ชื่อนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ตั้ง ถือว่ามีความสำคัญและได้อธิบายคำว่า ‘หัม’ เป็นภาษาอีสาน ไม่หยาบคาย คนแก่คนเฒ่าแถวอีสานมักจะเรียกเด็กๆ ผู้ชายที่มีบุคลิกหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูว่า "บักหัม" ถ้าถามว่าเสียวมั้ย ฉันตอบเลยว่า "มาก" แต่มาถึงที่นี่แล้ว ใจต้องกล้า ไม่งั้นไม่ได้ชอตเด็ดแบบนี้ ที่สำคัญมันอันตราย ระวังกันด้วยนะคะ หมดไปอีกหนึ่งวัน ใช้พลังานในการเดินมากซะด้วย ต้องเติมพลังค่ะ ค่ำนี้เลยไปเดินเล่นที่ถนนคนเดิน ชัยภูมิ เปิดทุกวัน ของกินเยอะมาก อร่อยอ่า ติดใจหมึกย่างสูตรเมียทำเอง ของคุณลุ' ขายแค่ไม้ละ 5 บาท แม่เจ้า ที่สำคัญน้ำจิ้มโคตรเด็ดอ่ะ !! วันที่สาม 1 ส.ค. 58 :  ผาหัวนาค มอหินขาว (อช.ภูแลนคา) วันนี้ตื่นสายค่ะ หมดพลัง ห้าา จุดหมายวันนี้วันสุดท้ายแล้ว ผาหัวนาค และมอหินขาว อุทยานแห่งชาติภูแลนคา พรุ่งนี้ก็เตรียมตัวเก็บกระเป๋ากลับบ้าน ไม่อยากจะคาดคิดเลย เราเดินทางถึงอุทยานช่วงบ่ายๆ แต่ด้วยฝนที่ตกมาก่อนหน้า ทำให้เจอ "หมอก" อีกแล้ว วันสุดท้ายนี่ก็เด็ดพูดเลย อิจฉาคู่นี้หวานตลอด พิกัด :  http://urll.us/Dihbn3 ถึงลานจอดรถ ลุยสิคะ ไปดูผาหัวนาคกัน ม่านเมฆ ระหว่างเราเดินขึ้นไป เจอคนมาถ่ายเวดดิ้งด้วย ไฟท์น้อ วันนี้หมอกลง คงได้บรรยากาศไปอีกแบบ อย่างที่เราบอกไว้ ว่าจะพาไปเสียว 3 ผา 3 อุทยาน ในที่สุดเราก็ทำสำเร็จแล้ว กับผาสุดท้าย "ผาหัวนาค" หมอกลงหนามาก ทั้งๆ ที่เวลาบ่ายสาม บวกกับลมพัดหมอกมากระแทกหน้า ฟินสิคะ !! และภาพนี้ มุมนี้ เราชอบที่สุด :") หลังจากที่ฟินจนพอใจแล้ว เราก็เดินทางไป "มอหินขาว"  ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ตามตำนานเล่าว่า มีคนเห็นก้อนหินใหญ่ 5 ก้อน ที่ในทุกคืนวันพระจะมีแสงสีขาวส่องขึ้นมา  =คนเฒ่าคนแก่สมัยนั้น เลยเรียกที่นี่ว่า มอหินขาว สโตนเฮนจ์เมืองไทย และที่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องพระนเรศวรมหาราช มอหินขาว มีกลุ่มหินอยู่หลายกลุ่ม หินชุดแรก คือ “เสาหิน 5 ต้น” เป็นหินที่มีความสูง ประมาณ 12 เมตร จำนวนหนึ่งใน 5 มีต้นหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ขนาด 22 คนโอบ เสาหิน 5 ต้นนี้นับเป็น เสาหินที่เด่นที่สุด และเป็นไฮไลต์ของการมาเที่ยวมอหินขาว เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ถึง 17.00 น. แล้วเดินทางกลับไปตัวเมือง ระหว่าทางเจอตลาดนัดเย็นจ้า แวะเลยๆๆ หิวมาก ที่นี่ก็จะขายของทั่วไป มีทั้งของสด ผัก และอาหารต่างๆ และมาอีสานทั้งที ต้องแวะซื้อของขึ้นชื่อของที่นี่ นั่นก็คือ "หม่ำ" เราซื้อทั้งหม่ำเนื้อ และหม่ำหมู หม่ำ ทำจากเนื้อหมูหรือเนื้อวัว ตับ กระเทียม เหมือนไส้กรอก ต่างกันที่ส่วนผสมและรสชาติที่ออกเปรี้ยวอมมัน ต้องเอาไปปิ่ง ทอด หรือเข้าเวฟ ราคานี่ไม่ถูกเลยนะคะ หม่ำเนื้อชิ้นละ 50 บาท หม่ำหมู 4 ชิ้น 100 บาท ไงหล่ะกระเป๋าแฟบอีกละ   สำหรับการมาเยือนอีสานครั้งที่ 3 ของเรา รู้สึกแปลกใหม่ดีนะ เที่ยวได้คุ้มค่ามาก ก่อนหน้านี้รู้แค่ว่าชัยภูมิมีทุ่งดอกกระเจียวกับผาหัมหดเอง ไม่คิดว่าชัยภูมิจะมีที่เที่ยวเยอะและสวยขนาดนี้ ชัยภูมิจึงเป็นอีกที่ที่เราอยากแนะนำให้ลองมาเที่ยวดู แล้วจะหลงรัก ขอบคุณครอบครัวยุทธโกมินทร์ ที่ต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี ขอบคุณพื่อนๆ ที่ทำให้ทริปนี้สนุก สุข มันส์ มีสีสัน และได้ลุยไปด้วยกัน สำหรับเรา.. ชีวิตมีความหมายอีกครั้ง เพราะ "การเดินทาง" แล้วความหมายของชีวิตคุณล่ะ คืออะไร? ลองออกเดินทางสักครั้ง คุณอาจค้นพบสิ่งที่ตามหามาตลอดก็ได้ ป๊ะ !! แค่ "เก็บกระเป๋า" ติดตามการท่องเที่ยวที่อื่นๆ เพิ่มเติม ได้ที่ Page : https://www.facebook.com/kepkrapao Facebook : https://www.facebook.com/supaporn.jainoon IG : https://www.instagram.com/kepkrapao ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ https://www.facebook.com/kepkrapao

ฐปนัท สัตยานุรักษ์ /  ตูมตาม เชิญยิ้ม / 

"เสก โลโซ" จัดเพลง "อย่าถอยแม้แต่ก้าวเดียว" ประกอบภาพยนตร์ "รัก หมัด สั่ง" เป็นศิลปินร็อคขวัญใจคนสู้ชีวิตมาอย่างยาวนาน กว่า 20 ปีแล้วสำหรับ เสก โลโซ ที่ไม่ว่าจะปล่อยซิงเกิ้ลอะไรมาก็มักมีเนื้อหาโดนใจ ฮิตติดหูกันทุกเพลง ล่าสุดได้นำเพลง อย่าถอยแม้แต่ก้าวเดียว ซึ่งเป็นหนึ่งในซิงเกิ้ลจากอัลบั้ม PART 2 อัลบั้มชุดใหม่ล่าสุดมาประกอบภาพยนตร์ รัก หมัด สั่ง ภาพยนตร์รักโรแมนติค-คอมเมดี้แนวย้อนยุค กับเรื่องราวของครูหนุ่มคนหนึ่งที่เดินทางจากเมืองกรุงมาเป็นครูที่ชนบท แล้วได้เจอรักแรกพบ เขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย ที่สำคัญคือต้องขึ้นสังเวียนต่อยมวยกับนักมวยที่เก่งที่สุดในจังหวัด เพื่อพิสูจน์รักแท้ที่เค้ามีให้ต่อคนรักของเขา ซึ่งในส่วนของเพลงอย่าถอยแม้แต่ก้าวเดียว เสก โลโซ ได้แรงบันดาลใจในการแต่งเพลงนี้ขึ้นมาจากมรสุมชีวิตที่ได้พบเจอมากมายในช่วงจังหวะชีวิตหนึ่ง ด้วยจิตวิญญาณของนักสู้ และนักแต่งเพลงที่สรรสร้างทุกบทเพลงมาจากเรื่องจริงจากใจที่รู้สึก และกลั่นกรองเป็นเนื้อเพลงในทุก ๆ บทเพลงที่เขียนขึ้น จึงทำให้เกิดเพลงนี้ขึ้นมา เพื่อสร้างกำลังใจให้กับตนเองและทุกคนที่อยู่รอบข้างศิลปิน เสก โลโซ ได้กล่าวถึงความคิดความรู้สึกว่าตนนั้นเป็นคนที่สู้ยิบตา ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็จะใส่ทุกอย่างแบบเต็มที่ และลงไปทั้งชีวิตอย่างชัดเจน การที่ได้มองเห็นชีวิตผู้คนอีกมากมาย ทำให้พบว่าทุกคนนั้นย่อมเจอปัญหา แต่ทุกอย่างมีทางแก้ไข มีคนที่ต้องต่อสู้มากกว่าที่ตนได้เจอ ในส่วนตนเองนั้นก็พบเจอกับอุปสรรค ณ ห้วงช่วงเวลาที่แต่งเพลงมากมาย ทั้งเรื่องส่วนตัว ความรัก ครอบครัว เมื่อกลับมาแล้วก็มาเจองานที่จะต้องตามแก้ไข จะหนักแค่ไหน จะเสียใจกับเรื่องราวต่าง ๆ มากมายเพียงใด ก็ต้องสู้และเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไปตามหน้าที่ที่ต้องทำ ต้องมองมันให้เป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ต้องก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้ จึงอยากให้ทุกคนนั้นสู้ต่อไป ขอเพียงแค่มีกำลังใจ มุ่งมั่น แล้วตั้งใจทำให้ถึงที่สุด สู้สุดชีวิต ตะลุยเดินหน้าอย่าถอย แค่นี้ก็จะไปถึงฝั่งฝันและสำเร็จได้ในวันหนึ่งอย่างแน่นอน และอยากจะบอกว่าชีวิตคนเรามันง่ายมาก เป็นกำลังใจให้กับทุกคนไม่ว่าปัญหาอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตคุณ ก็จงสู้อย่าถอยแม้แต่ก้าวเดียว ภาพยนตร์ รัก หมัด สั่ง นำแสดงโดย จอร์จ ฐปนัท สัตยานุรักษ์, ฟ้า อิงฟ้า เกตุคำ ,ตูมตาม เชิญยิ้ม, หลิน นุศรา ประวันนา, นุกนิก ตีสิบ, เอ๋ สิทธิพันธ์ กลมเกลี้ยง, จูจุ๊ นงนภัส ผ่องศรี, ตุ๊กตา ปุณฐิภาภัคร์ สุวรรณราช พร้อมด้วยครูสด จิตรลดา แชมป์โลกมวยสากลคนที่ 8 ของไทย กับบทบาทครูสอนมวย และนักแสดงอื่น ๆ อีกมากมาย ผลงานการประพันธ์บทโดย นิพนธ์ เที่ยงธรรม (หรือที่รู้จักกันในนาม จุฬามณี ผู้เขียนบทละคร สุดแค้นแสนรัก) กำกับการแสดงโดย วัตร ราชวัตร เรื่องราวความรักในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร จะราบรื่นหรือมีอุปสรรคมากมายแค่ไหนต้องติดตามภาพยนตร์ รัก หมัด สั่ง 22 กันยายนนี้ในโรงภาพยนตร์

3 ร้าน 3 สไตล์ ที่เปิดใหม่ในสยาม!!
ก๋วยเตี๋ยว /  ขนม / 

ร้านอาหารเปิดใหม่ก็ผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ดในฤดูฝน แต่เราก็ไม่ย่อท้อต่อการตามไปชิมตามไปสัมผัสร้านใหม่ๆ เพื่อให้ไม่ตกเทรนด์กัน เช็คอินคนแรกๆ ยิ่งเทห์ยิ่งชิค กลายเป็นผู้นำเทรนด์เลยทีเดียว และแหล่งวัยรุ่นที่ผ่านมาแล้วหลายๆ รุ่นคือ "สยาม" แหล่งช้อปปิ้งชองคนรุ่นใหม่กลางใจเมืองสยามแห่งนี้มีอยู่มานานจนเปิดโซนใหม่ เปิดห้างใหม่ในย่านนี้มากมายหลายซอกหลายมุม แน่นอนว่าของกินอร่อยๆ มักจะตามมาเปิดอยู่เสมอๆ วันนี้เราจะมาแนะนำร้านอาหารที่เปิดในในย่านสยามแห่งนี้ค่ะ 3 ร้าน 3 สไตล์ ที่เปิดใหม่ในสยาม!! ร้าน Hands & Heart หลังจากได้รับการชักชวนจาก Freitag แบรนด์กระเป๋าชื่อดังจากสวิสฯ Hands & Heart ร้านกาแฟดังย่านสุขุมวิทได้ตอบรับเปิดร้านป๊อปอัปยาวเป็นเวลานาน 1 ปีเต็ม บนชั้น 2 ของร้าน Freitag สยามสแควร์ ซอย 7 ในสไตล์มินิมอลโทนสีขาวใสๆ เอกลักษณ์ของแบรนด์ พร้อมเมนูกาแฟใหม่อย่าง Clean Hands และ Dirty Heart (www.facebook.com/handsandheartcoffee) -------------------------------------------------------------- Kiss The Tiramisu ไอศกรีมสุดฮิตจากแดนกิมจิ เปิดสาขาแรกที่สยามสแควร์ ซอย 3 ให้สาวกของหวานได้ฟินกันแบบไม่ต้องบินไกลไปถึงย่านฮงแด ประเทศเกาหลีใต้แล้ว ทีเด็ดของเมนู "Kiss The Tiramisu" อยู่ที่การผสมผสานซอฟต์ครีมรสนมหอมหวานเนียนนุ่มกับชีสมาสคาร์โปเนหอมมัน เพิ่มความกรุบกรอบด้วยครัมเบิล พร้อมราดกาแฟ โรยผงโกโก้และเกล็ดช็อกโกแลต แถมยังใส่มาในแก้วขอบทองทรงสูงสุดเก๋เอาใจคนชอบชิม แชะ แชร์กันสุดๆ (https://www.facebook.com/kissthetiramisuthailand) -------------------------------------------------------------- เตี๋ยวตาโต เพียงเห็นชื่อก็ทำเอาตกหลุมรักเสียแล้วสำหรัย "เตี๋ยวตาโต" ร้านน้องใหม่โซน Food Passage ชั้น 4 สยามพารากอนชูจุดเด่นของก๋วยเตี๋ยวต้มยำสไตล์ไทยที่จะทำให้คุณเผ็ดจนตาโต ด้วยน้ำพริกเผาสูตรเด็ดมาเนรมิตรความอร่อยในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่เผ็ดชามเล็กไปจนถึงเผ็ดชามโต เลือกน้ำแบบน้ำหรือแห้งตามชอบ แต่ถ้าอยากลองเมนูเก๋เราขอแนะนำ "หม้อไฟชาบูซูปเปอร์ชีส" อุด้งในน้ำต้มยำกินคู่กับหมูชาชู ชิ้นโต ก่อนจะโรยชีสแล้วต้มจนเดือดปุดพอตักปุ๊ปชีสยืดปั๊ป งานนี้บอกได้คำเดียวว่า "นัว" (www.facebook.com/TiewTaaToh) -------------------------------------------------------------- จากหนังสือ Gourmet & Cuisine issue 191 : Jun 2016 อ่านต่อได้ที่ Mbookstore

Brunch /  มื้อสาย / 

"My Brunch" 4 เมนูมื้อสายในวันสบายๆ วันหยุดมักเป็นวันที่ใครหลายคนเลือกที่จะตื่นสาย โดยอาจรับประทานอาหารควบ 2 มื้อคือมื้อเช้าและกลางวันเป็น Brunch กันไปเลย ซึ่งเราสามารถใช้เวลาช่วงนี้ทำอาหารเอง หรือใช้เป็นกิจกรรมสังสรรค์ของครอบครัวแบบกึ่งปิกนิกก็ได้บรรยากาศสบายๆ ในวันหยุดไปอีกแบบ ถ้าใครยังคิดเมนูไม่ออกล่ะก็ เรามีเมนูที่สุดแสนจะทำง่ายแล้วก็เหมาะกับวันหยุดชิวๆ มานำเสนอ... Wholewheat Pancake with Banana and Bacon จับคู่แพนเค้กกับกล้วยหอมและเบคอน ราดด้วยนํ้าเชื่อมเมเปิล ลองชิมดูแล้วจะติดใจ ส่วนผสม แป้งโฮลวีต 3 ถ้วย นํ้าตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ ผงฟู 2 ช้อนชา เบกกิงโซดา 1/2 ช้อนชา เกลือ 1/4 ช้อนชา บัตเตอร์มิลค์ 2 ถ้วย ไข่ไก่ 2 ฟอง เนยละลาย 3 ช้อนโต๊ะ กล้วยหอม 2 ผล เบคอน 4-5 ชิ้น เนยเค็มสำหรับทอด นํ้าเชื่อมเมเปิล วิธีทำ ผสมแป้งโฮลวีต นํ้าตาลทราย ผงฟู เบกกิงโซดา และเกลือในชามผสม คนให้เข้ากัน ผสมบัตเตอร์มิลก์ ไข่ไก่ และเนยละลายในชามผสมอีกใบหนึ่ง คนให้เข้ากัน แล้วเทลงไปผสมส่วนผสมแป้งคนให้เข้ากันอีกครั้ง พักไว้ประมาณ 10-15 นาที ละลายเนยใส่กระทะรอจนร้อนตักแป้งหยอดลงไปครั้งละประมาณ 1/3-1/2 ถ้วย รอจนฟองอากาศขึ้นทั่วแผ่นค่อยกลับอีกด้าน รอจนสุก ตักใส่จาน ทาด้วยเนยเค็ม จากนั้นทำซํ้าจนแป้งหมด ละลายเนยในกระทะอีกใบ ปอกเปลือกกล้วยหอม แล้วผ่าครึ่งตามยาว นำลงไปทอดในเนยประมาณ 2-3 นาทีหรือจนนิ่ม ตักขึ้นใส่เบคอนลงไปทอดต่อ ตักแพนเค้กวางคู่กับกล้วยหอมและเบคอน เสิร์ฟคู่กับนํ้าเชื่อมเมเปิล **ถ้าหาซื้อบัตเตอร์มิลค์ไม่ได้ ให้ผสมน้ำส้มสายชูหรือนํ้ามะนาว 2 ช้อนโต๊ะลงไปในนมสด 2 ถ้วย แล้ววางพักไว้ประมาณ 5 นาทีแทน** Baked Egg with Mixed Vegetables and Sausage ไข่อบที่มีหอมหัวใหญ่ เบคอน และมันฝรั่งซ่อนอยู่ด้านล่าง เสิร์ฟคู่กับขนมปังทาเนยอีกสักชิ้นก็อิ่มได้ ส่วนผสม ไข่ไก่ 4 ฟอง หอมหัวใหญ่ 1 หัว มันฝรั่ง (เล็ก) 1 หัว ซุกกินี 1/2 ผล ไส้กรอกรมควัน 1-2 ชิ้น เกลือ / พริกไทย เนยเค็มสำหรับผัด วิธีทำ หั่นหอมหัวใหญ่เป็นเส้นๆ พักไว้ ปอกเปลือกมันฝรั่งและซุกกินี จากนั้นนำที่ขูดชีสมาขูดให้เป็นเส้นยาวผสมกันไว้ ส่วนไส้กรอกให้หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดเล็ก ตักเนยเค็มใส่กระทะ ใส่ไส้กรอกลงไป ผัดจนเริ่มสุก แล้วใส่หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง และซุกกินีลงไป ผัดจนสุก ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย ใช้ช้อนเกลี่ยให้เป็นแอ่งตรงกลางแล้วตอกไข่ใส่ลงไป ลดความร้อนเป็นไฟอ่อน แล้วปิดฝาตั้งไฟไปประมาณ 10-15 นาที ขึ้นอยู่กับความสุกของไข่ที่ต้องการ **ถ้าต้องการทำใส่ถ้วยขนาด 1 ที่ ให้ตักส่วนผสมผักที่ผัดจนสุกใส่พิมพ์ที่ทาเนย แล้วตักไข่ใส่ลงไป นำไปอบที่ในเตาอบจนสุก** Garlic Butter Ravioli พาสตาครีมซอสแบบเบาๆ ใส่ผักลงไป ทานแล้วไม่เลี่ยน ส่วนผสม พาสตาราวิโอลี 350 กรัม หน่อไม้ฝรั่ง 300-400 กรัม มะเขือเทศเชอร์รี 10-15 ผล เห็ดกระดุม 6-8 ดอก เนยเค็ม 4 ช้อนโต๊ะ กระเทียมสับ 3-4 กลีบ นมสด 1/3 ถ้วย พาร์เมซานชีส 1/4 ถ้วย เกลือ / พริกไทย วิธีทำ ต้มพาสตาให้สุก พักไว้ ละลายเนยในกระทะ ใส่กระเทียมสับลงไปใช้ไฟปานกลางผัดไปเรื่อยๆ จนหอม ใส่หน่อไม้ฝรั่งและเห็ดลงไป ผัดจนเริ่มนิ่ม ใส่พาสตาลงไป ตามด้วยพาร์เมซานชีส (แบ่งไว้โรยหน้าเล็กน้อย) เทนมสดลงไป คนให้เข้ากัน จากนั้นปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย ปิดไฟแล้วใส่มะเขือเทศ เชอร์รีลงไป คนให้เขากัน ตักใส่จานแล้วโรยด้วยชีสที่เหลือ **เมื่อต้มเส้นพาสตาจนเกือบสุก สามารถใส่หน่อไม้ฝรั่งลงไปลวกด้วยได้** Roast Stuffed Chicken เพิ่มรสชาติไก่อบด้วยการนำผักและเบคอนมาสอดไส้ตรงกลาง ก่อนนำไปอบแบบง่ายๆ ได้รสชาติ ส่วนผสม อกไก่ 3 ชิ้น พริกหวานแดง 1 ลูก ซุกกินี 1/2 ผล ใจอาร์ติโชกดอง 4-5 ดอก เบคอน 3 ชิ้น ชีสมอซซาเรลลา 1 ถ้วย นํ้ามันมะกอก สมุนไพร เช่น ไทม์ เสจ เกลือ / พริกไทย วิธีทำ นำอกไก่มาผ่าครึ่งตามขวาง โรยด้วยสมุนไพร เกลือ และพริกไทยให้ทั่วทั้งชิ้น พักไว้ เปิดเตาอบเตรียมไว้ประมาณ 180 องศาเซลเซียส นำพริกหวานแดงไปอบประมาณ 20 นาทีหรือจนนิ่ม นำออกมาลอกเปลือกออก แล้วหั่นเป็นชิ้นยาว นำซุกกินีสไลซ์ไปย่างจนนิ่ม หั้นครึ่งเบคอน หั่นใจอาร์ติโชกดองเป็นชิ้นบางๆ นำเนื้ออกไก่ที่หมักไว้มาวางบนเขียง เปิดด้านบนออก วางเบคอนลงไป ตามด้วยผักย่าง ใจอาร์ติโชกดอง ปิดทับด้วยเบคอนอีกชั้น ปิดเนื้ออกไก่อีกด้านลงมา (คล้ายกับแซนด์วิช) นำอกไก่ยัดไส้ไปวางบนถาดอบ โรยด้วยน้ำมันมะกอกเล็กน้อย นำไปอบประมาณ 15-20 นาทีหรือจนสุก โรยด้วยชีสมอซซาเรลลา ปรับความร้อนเป็นไฟบน รอจนชีสเป็นสีเหลืองทอง ยกออกจากเตาอบ **สามารถเสิร์ฟคู่กับสลัดผักสด ผักต้มผัดกับเนย หรือพาสตาได้ตามชอบ** เครดิตจาก นิตยสาร @Kitchen ฉบับเดือนมิถุนายน 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

เที่ยวเมืองป่าฝน ชมธรรมชาติ ฟังเสียงน้ำตก ดูพระอาทิตย์ตกดิน จ.ตาก
ที่เที่ยวตาก /  ที่เที่ยวพบพระ / 

การไปเที่ยว จังหวัดตาก ในครั้งนี้ เป็นครั้งแรก(อีกแล้ว) สำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบเรา 555 หลายคนตั้งคำถามว่า ที่ตากมีอะไร? ที่ไหนน่าเที่ยว? เราบอกเลยว่ามีหลายที่เลยค่ะ ยิ่งถ้าใครชอบธรรมชาติ ป่าไม้ ภูเขา จังหวัดตากนี่แหละอุดมสมบูรณ์สุดๆ ตามมาๆ เราจะพาไปเที่ยวตากแบบชิลๆ สโลว์ไลฟ์ กัน เที่ยวเมืองป่าฝน ชมธรรมชาติ ฟังเสียงน้ำตก ดูพระอาทิตย์ตกดิน จ.ตาก เป็นครั้งแรกอีกแล้วของเราที่ได้มาเที่ยวเมืองป่าฝน ใครที่ชอบความเงียบสงบแบบสโลว์ไลฟ์ เราแนะนำที่นี่แหละมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่งดงามหลายแห่ง ได้ฟีลธรรมชาติของจริง อีกทั้งมีประวัติศาสตร์เก่าแก่นับแต่สมัยกรุงสุโขทัยอีกด้วย ก่อนอื่นเพลนของเราคือเที่ยว 3 อำเภอ คือ อำเภอเมืองตาก, อำเภอพบพระ และอำเภอแม่สอด ค่ะ ไปดูกันว่า 4 วัน 3 คืน เที่ยวแบบชิลๆ เราจะพาไปเที่ยวไหนบ้าง ^^ การเดินทางของเรานั้นไปกับแก๊งค์สาวๆ ค่ะ นั่งรถตู้ไปกัน 1 คัน โดยล้อหมุนออกจากกรุงเทพฯ 6 โมงเช้า พอขึ้นรถปุ๊บปุ่ม sleep ก็ทำงานปั๊บ ตื่นมาอีกที โอ้วว! ถึงตัวเมืองพอดีก็เกือบเที่ยงแล้ว ก่อนลุยเที่ยวขอแวะหาข้าวกินก่อน (เรื่องกินที่ 1 นะบอกเลย) ที่ "ร้านอาหารปิงวิว" ร้านอาหารใหญ่ กว้างขวางมากค่ะ แถมนั่งกินอาหารติดริมแม่น้ำด้วย วิวดีไปอี๊กกกก !! อาหารที่สั่งมาก็มี กุ้งผัดซอสมะขาม, ผัดฉ่าปลา, ผัดต้นอ่อนทานตะวัน, กุ้งกระเบื้องสาหร่าย, เปาะเปี้ยทอด อาหารอร่อยค่ะ ถ้าถามว่าอิ่มไหม .. เอาเป็นว่าหายใจแทบไม่ออก 555 หลังจากท้องตึง หนังตาหย่อนไม่ได้!! เดินทางไปสักการะ "ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน" กันค่ะ กลางวันแสกๆ ถามว่าร้อนไหม ยิ้มสวยๆ แล้วบอกว่า ร้อนมาก! แต่ยังดีที่มีลมเย็นตลอด >,< ศาลนี้สร้างขึ้นเป็นแห่งแรกของเมืองไทยด้วย บริเวณรอบๆ เป็นลานกว้าง มีต้นไม้สวยงาม เมื่อมองไปทางด้านหลังของ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน ก็จะเห็นเป็นลานกว้างที่มีคนนำหุ่นปั้นรูปทหาร สัตว์ต่างๆ มาถวาย สักการะเพื่อเป็นศิริมลคลแล้ว เราก็เดินทางไป "หมู่บ้านหัตถกรรม บ้านปากร้องห้วยจี้" ที่ขึ้นชื่อของ จ.ตาก กันค่ะ เมื่อไปถึงเราก็ได้เจอกับ ป้าทองคำ เป็นอดีตสมาชิก อบต. และอดีตผู้ใหญ่บ้าน ป้าเป็นคนดูแลและต่อยอดกิจการ OTOP ทำหมวกสานจากใบลาน ซึ่งหมู่บ้านหัตถกรรมบ้านปากร้องห้วยจี้ ได้ไปออกงานใหญ่ๆ ระดับประเทศทุกปี แถมการันตีคุณภาพ 3-4 ดาวเชียวนะ คนนี้ไง.. ป้าทองคำ และนี่คือใบลานที่ตากแห้งแล้ว เราก็ไปนั่งฟัง นั่งคุยกับป้า ดูป็นป้าสอนวิธีการทำแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่เก็บใบลาน เอาใบลานไปตากแดดอย่างน้อย 3 แดดจนแห้ง รีดใบออก นำมาถักเป็นเปีย ก่อนนำไปเย็บทำเป็นหมวกหรือของที่ระลึก สุดยอดไปเลยค่ะ หลังจากบ้ายบายคุณป้า คุณยาย เราก็ออกเดินทางไปไหว้พระที่ “วัดพระบรมธาตุบ้านตาก” กันต่อค่ะ เป็นวัดขึ้นชื่อของเมืองตากอีกที่นึง เป็นเจดีย์ใหญ่สีทอง ล้อมรอบไปด้วยเจดีย์เล็ก คล้ายเจดีย์ขเวดากอง บรรจุพระเกษาธาตุและพระบนมสารีริกธาตุส่วนพระนลาฏ(หน้าผาก) เป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีมะเมียค่ะ พระครูพิทักษ์พระบรมธาตุ (ทองอยู่) ได้ไปนมัสการพระธาตุชเวดากอง ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า ท่านจึงได้จำมาก่อสร้างองค์พระเจดีย์ เหมือนเจดีย์ชเวดากองล้อมคลุมองค์เก่าไว้ ปิดทองสวยงาม อีกทั้งยังมี "หลวงพ่อทันใจ" ที่สร้างเสร็จภายในวันเดียว มีผู้คนมากราบไว้กันเยอะมากๆ (สาระล้วนๆ อิอิ) ไหว้พระกันเสร็จแล้ว เดินมาฝั่งตรงข้ามก็จะเจอกับ พิพิธภัณฑ์วัดพระบรมธาตุ ที่รวบรวมข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในสมัยก่อนไว้พอสมควรค่ะ เส้นทาง อำเภอบ้านตาก-สามเงา นี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อีกหลายที่เลยค่ะ อาทิ วนอุทยานไม้กลายเป็นหิน ที่มีความยาวสูงที่สุดในโลก, ผาสามเงา หน้าผาเจาะเป็นช่องลึกพร้อมพระพุทธรูปสามองค์เรียงกัน, วัดชลประทานรังสรรค์ เป็นต้น สายบุญผ่านไป สายเที่ยวกันต่อ! เรามุ่งหน้าไปยัง "เขื่อนภูมิพล" ตั้งอยู่อำเภอสามเงา ที่นี่เป็นเขื่อนแห่งแรกและแห่งเดียวในไทยที่เป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้ง และสูงเป็นอันดับ 27 ของโลก เดิมชื่อ เขื่อนยันฮี ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระปรมาภิไธยให้เป็นชื่อเขื่อนว่า เขื่อนภูมิพล เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 เมื่อมาถึง สิ่งแรกคือดีใจ! เพราะคนไม่เยอะ 5555 ไม่ใช่ละ >,< คือวิวสวยมากๆ มองจากตัวเขื่อนออกไปก็เจอภูเขาและทะเลล้อมรอบ วิวไกลสุดลูกหูลูกตา อากาศเย็นสบาย ลมเย็น เดินเล่นชมวิวได้ชิลๆ เลย ประทับใจสุดๆ ^^ ระหว่างทางออกจากเขื่อนภูมิพล ก็ผ่านร้านกาแฟน่ารักๆ ร้านนึง แวะสิคะ .. รออะไร! ร้านชื่อ "Bed Bar Caffe" ร้านกาแฟสด&เบเกอรี่ แถมด้านหลังร้านยังเป็นที่พักเปิดให้บริการด้วยค่ะ เขาใจดีให้เก็บภาพได้ เลยเอามาฝาก ^^ เบอร์ติดต่อทางร้านค่ะ 091-551-1451 ภายในร้าน ร้านน่ารัก มีมุมถ่ายรูปสวยๆ เยอะเหมือนกันนะ ภาพห้องพักค่ะ ตอนแรกเราตัดสินใจที่จะชมพระอาทิตย์ตกที่เขื่อนภูมิพล แต่เปลี่ยนใจมาชมวิวที่ "สะพานแขวน" แทน ชื่อเต็มๆ ก็คือ "สะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200" แลนด์มาร์กของเมืองตากก็ว่าได้ค่ะ เป็นจุดโรแมนติกยามเย็นของคนเมืองตากด้วย ใกล้ๆ กันก็มีสวนเฉลิมพระเกียรติฯ สวนสาธารณะ สวนสุขภาพ สนามกีฬา และตลาดนัด ผู้คนขวักไขว่ มีทั้งวัยรุ่น เล่นสเก็ต นั่งเม้ามอย มีวัยทำงาน ผู้เฒ่าผู้แก่ ออกมาเดินเล่นกันเต็มไปหมด .. แอบเห็นไล่จับมม่อน ปาบอลกันใหญ่เลย 555555 เอาล่ะๆ ไฮไลท์ของเราก็คือ ชมพระอาทิตย์ตกดิน คืออยากจะบอกว่าสวยมากๆๆ ฟีลลิ่งมาเต็ม วิวภูเขา ท้องฟ้าสีส้มๆ ฟ้าๆ ก้อนเมฆ (วันนี้เมฆแอบแน่นไป บังพระอาทิตย์ตกไปอีก!) สะพานแขวนทอดยาวข้ามแม่น้ำปิง (เฮ้ย! นี่มันซานฟรานเมืองไทยนิหน่า) ชมพระอาทิตย์ตก ระฆังดังกริีง! ได้เวลากินอีกแล้ว .. รีบวิ่งขึ้นรถเดินทางมา "ร้านไอยราวดี" ร้านอาหารสไตล์ล้านนา เรือนไม้ ติดริมแม่น้ำปิง อยู่ไม่ห่างจากสะพานแขวนและศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมากนัก มื้อนี้ก็อร่อยเหมือนเดิม มีทั้ง ไส้กรอกถั่ว เมนูนี้เป็นออเดิร์ฟทีเจ้าของร้านเอามาให้เรากินกันก่อนที่จะวางขาย รสชาติก็.. ถั่วนั่นแหละ 55 หวานๆ หอมกลิ่นสมุนไพร ยัดในไส้หมู เหมือนไส้กรอกปลาแนมหรือไส้อั่ว (เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักล่ะสิ >,<) ย่างเตาถ่าน ไส้กรอกถั่ว และ ยำข้าวเกรียบ นอกจากนี้ก็มีเมนู ยำข้าวเกรียบ แกงคั่วหอยขม เห็ดหอมทอดเกลือ ขาหมู โอ้ยยย! อิ่มแปร้ ที่อยู่ร้าน : 4/4 หมู่ 7 ต.ป่ามะม่วง อ.เมือง จ.ตาก โทร. 096-636-4542, 094-242-6441 คืนนี้เรามาเอนกายนอนกันที่ "Soho Boutique Hotel" อยู่ในซอยมหาดไทยบำรุง อ.เมืองตาก ค่ะห้องพักเรียบง่าย กว้างขวาง เตียงนุ่มนอนสบาย ^^ วันนี้แอบเสียดายไม่ได้เดินชม "ตรอกบ้านจีน" ไฮไลท์เมืองตากอีกที่หนึ่งเป็นชุมชนโบราณ อายุกว่า 100 ปี ลักษณะเป็นเรือนไม้ทรงไทยปั้นหยา มีลวดลายแกะสลัก แต่ไม่เป็นไรคราวหน้าเราจะกลับมาแน่นอน คืนนี้ราตรีสวัสดิ์ .. ตื่นเช้ามา อาบน้ำ เก็บกระเป๋า เตรียมมุ่งหน้าไปอำเภอแม่สอดกัน จะมีอะไรให้ดู อะไรน่าเที่ยว ต้องติดตาม! แต่เดี๋ยวก่อน .. กองทัพเดินด้วยท้อง มากินอาหารเช้าที่โรงแรมกันก่อน มีให้เลือกหลายอย่างค่ะ เราก็กินรองท้องเบาๆ ^^ กินเสร็จก็ยังเหลือเวลาอยู่นิดหน่อย เจ้าของโรงแรมใจดี พาเราขึ้นลิฟท์ไปยังชั้นบนสุดของตึก ข้างบนเป็นลานกว้าง มองเห็นวิวเมืองตากแบบ 360 องศาเลย! คือล้อมรอบไปด้วยภูเขา เจ้าของบอกว่าถ้าขึ้นมาตอนพระอาทิตย์ขึ้น วิวจะสวยมากๆ เสียดายจัง >,< หลังจากเก็บกระเป่าขึ้นรถเรียบร้อย ก็ออกเดินทางกันต่อ ผ่านแยกรมณี ถ.ตากสิน รถก็สต็อป! หันไปทางขวามือ มีร้านเล็กๆ อยู่ร้านนึงคนมุงกันใหญ่ เพื่อนๆ ลงรถเราก็ลงด้วยสิค่ะ ร้านนั้นคือ "ร้านขนมถั่วแปบแป้งสดหนูนาง" เป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวที่อร่อยที่สุดในเมืองตาก อร่อยถึงขั้นคนสั่งวันนึงเป็นสิบกล่องร้อยกล่อง เปิดขายตอนเช้าหมดตอนเที่ยง แม่ค้ามือแทบหงิกเลยเอาจริง มี 3 สีด้วยกัน คือ สีเหลือง-ฟักทอง, สีม่วง-อัญชัน, สีเขียว-ใบเตย ค่ะ ไอ้เราก็ชอบของหวานๆ อยู่แล้วจะพลาดได้ไง พี่ค่ะ! จัดใส่จานให้ด้วยค่ะ ^^ แม่ค้าบอกว่าขนมถั่วแปบของเขาสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นทานได้ 2-3 วัน โดยที่แป้งยังนุ่มอร่อยอยู่ เราก็เลยลองซื้อมาชุดนึงเอาไว้กินเล่นตอนเย็น เดี๋ยวมาบอกจะจริงสมคำร่ำลือหรือไม่! 55 ร้านอยู่ติดกับทางเข้าวัดโบสถ์มณีศรีบุญเรืองค่ะ กินพอหวานปากได้แป๊บนึง ก็เลยเดินมาชมความงามของ วัดโบสถ์มณีศรีบุญเรือง ซะหน่อย เป็นเจดีย์ทรงมอญ บนยอดฉัตรบรรจุพระธาตุเอาไว้ค่ะ สวยงามตามท้องเรื่อง ขับไปสักพักรถหยุดอีกแล้ว! แวะ "ร้านเมี่ยงจอมพล" (เมี่ยงเต้าเจี้ยวเมืองตาก) เจอป้าแป้วเจ้าของร้าน ป้าบอกว่าเปิดขายมานาน ตัวป้าเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว โอ้วมายก็อซ! เมี่ยงมี 2 แบบคือ ใช้ใบเมี่ยง กับ ข้าวแคบ (สีขาวขุ่น แป้งแข็งๆ เหนียวๆ หน่อย) เครื่องเคียงก็ทั่วไป แต่สูตรเด็ดของร้านป้าคือ เต้าเจี้ยว ใส่แทนน้ำเมี่ยงหวานๆ อร่อยไปอีกแบบ ^^ ร้านตั้งอยู่ตรง 3 แยก ถ.รามคำแหง ทางไปสำนักงานเทศบบาลตำบลไม้งาม คราวนี้เดินทางยาวๆ ละ เราเดินทางมา "วัดโพธิคุณ" วัดป่าสายอรัญวาสี มีจุดเด่นตรงพระอุโบสถ ฐานแอ่นโค้งแบบฐานสำเภาค่ะ ร่มเย็น เงียบสงบมากๆ ล้อมรอบไปด้วยป่าเขาเขียวขจี ด้านในอุโบสถ มี 2 ชั้นค่ะ ชั้นบนขึ้นไปถึงกับร้องว้าว! ทั้งอุโบสถเป็นสีทองอร่ามทั้งหมด สวยงามมากๆ ค่ะ บริเวณรอบๆ ก็จะมี ศาลาการเปรียญ, หอระฆัง, ลานธรรมจักร มีที่พักสำหรับผู้ที่มาปฏิบัติธรรมด้วยค่ะ มองนาฬิกา เอ๊ะ.. บ่ายแล้ว! ต้องทำอะไรก็ต้องกินสิค่ะ แวะกินก๋วยเตี๋ยว ส้มตำไก่ย่าง เสร็จแล้วก็เดินทางต่อ สถานีต่อไปคือ ฮักนะแม่กาษา "หมู่บ้านโพธิ์ทอง" ต.แม่กาษา ที่นี่มีคนแก่คนเฒ่า (แต่แข็งแรงเว่อร์!) รวมตัวกันอยู่ ทอผ้า ส่งออกขาย คุณป้าก็เล่าให้ฟังถึงวิธีการตั้งแต่ปลูกฝ้าย ปั่นเอาเม็ดออก กกด้าย จนมาถึงการทอให้เป็นผืนสวยงามอย่างที่เห็นนี่เลย สายตาเหลือบไปเห็น ไม้กวาดรูปร่างประหลาด เหมือนไม้กวาดแม่มดเด๊ะอ่ะ! ก็เลยถามคุณป้ามันคืออะไรคะ? คุณป้าบอกว่ามันคือไม่กวาดสมัยโบราณที่เขาใช้กัน เอ้อ..กิ๊บเก๋ยูเรก้า เดินทางเที่ยวต่อ "อาบน้ำแร่ โป่งคำราม" กันค่ะ ที่นี่เป็นน้ำแร่จากน้ำพุร้อนแม่กาษา ไหลตลอดทั้งปี ซึ่งเจ้าของบอกว่าค่าบริการอาบน้ำแร่ แล้วแต่ความพอใจของลูกค้า จ่ายเท่าไหร่ก็ได้ โอ้โห.. ดีไปอี๊กก! บริการอาบน้ำแร่ของที่นี่มีแบบ แช่ทั้งตัวกับแช่เท้า ถ้าจะแช่น้ำร้อนให้ได้ผลดี ครั้งนึงไม่ควรเกิน 20 นาที นะจ๊ะ ที่นี่คนจะเยอะช่วงเสาร์-อาทิตย์  และหน้าหนาว ดูวิวสิ นอนแช่น้ำแร่ มองวิวทุ่งนา มันได้ฟีลจริงๆ (แต่เราไม่ได้แช่นะ เขิล 5555) มีผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติให้เลือกซื้อกันด้วย เช่น สบู่โคลนธรรมชาติ, สบู่ข้าวน้ำแร่ เรามาสามารถใช้ได้ขณะแช่น้ำแร่นะ ใกล้ๆ กัน ก็จะมีทางเดินไปดู กาน้ำผุด ครั้งแรกที่ได้เห็นหน้าตากาน้ำผุดนี่แหละ ไม่ไกลกันมากก็จะมาถึง "บ่อนำพุร้อนแม่กาษา" ได้นั่งแช่เท้าพอคลายเมื่อย ต้มไข่กันไหมจ๊ะ? เวลาเย็นแล้ว เราเดินทางเข้าที่พัก เก็บกระเป๋ากันก่อน แล้วออกเดินทางไป กิน กิน กิน! กัน ร้านนี้เป็นร้านที่ขึ้นชื่อมากๆ ในแม่สอด ใครมาแล้สไม่กินร้านนี้ พลาดมากบอกเลย! "ร้านข้าวเม่า ข้าวฟาง" ร้านตกแต่งเหมือนเราอยู่ในป่าแบบนั้นเลยค่ะ เต็มไปด้วยต้นไม้ น้ำตก ธรรมชาติสุดๆ บรรยากาศดีเว่อร์ ชอบมาก!! เดินถ่ายรูปร้านเพลินเลย ^^ เมนูของเราเย็นนี้ คือ ยำดอกสลิดกุ้งสด, ซูกินี่ผัดไข่, แกงคั่วเห้ดเผาะ, ฉู่ฉี่ปลาดุกฟู, ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม รสชาติอาหารให้มี 10 ให้ 100 รสชาติอร่อย ไม่จัดมากแต่เข้มข้น ส่วนของหวานนำเสนอ กล้วยหอมทอด แป้งไม่หนากรอบ หอมกลิ่นงาขาว กล้วยนิ่มรสหวานค่ะ และ ข้าวเม่าเสวย เป็นสาคูน้ำกะทิ ใส่ผลไม้แคนตาลูป ลำไยข้างในด้วย รสชาติอร่อย ^^ พอกินเสร็จ อ.พนัส รามสูต หนึ่งในหุ้นส่วนร้านก็นั่งเล่าความเป็นมาของร้านนี้ให้ฟัง แล้วก็เล่าเรื่องการเดินป่าให้ฟังด้วย สนุกมากกกก ฟังเพลินจนดึกดื่นเลยทีเดียว เอาไว้เดี๋ยวเขียนรีวิวเสร็จจะเอามาเปะให้อ่านกันนะคะ ^^ คืนนี้เรามาพักกันที่ โรงแรม J2 Hotel ห้องที่เราพักแบบนอน 3 คนค่ะ กว้างขวาง ห้องอาบน้ำใหญ่ แต่เสียดายปลั๊กไฟน้อยไปหน่อย ^^ ชาร์ตไม่พอ 555 ตืนมากินอาหารเช้าตอน 7 โมง อิ่มแล้วก็เตรียมพร้อมร่างกาย สัมภาระออกเดินทางไป อำเภอพบพระ กันค่ะ ที่แรกที่ไปคือ "อุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ" เราไปถึงก็สายๆ บรรยากาศดี อากาศเย็นสบายมากๆๆๆ น้ำตกที่นี่มีชั้นน้ำตกลดหลั่น 97 ชั้น ระหว่างทางเดินไปน้ำตก ก็ได้ชมความงามของ ดอกกระเจียวสีส้ม (พันธุ์ฉัตรทอง) จะบานสะพรั่งเต็มพื้นที่กว่า 10 ไร่เลย เราไปเป็นช่วงฤดูฝน มิ.ย.-ก.ย. ของทุกปี ก็จะเห็นความสวยงามแบบนี้ ^^ ขับรถถัดมาอีกสักระยะก็มาถึง "น้ำตกป่าวหวาย" เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งใหม่ที่กำลังเปิดรับนักท่องเที่ยวที่ชอบธรรมชาติ น้ำตก แต่ตอนที่เราไปนั้นทางยังเป็นผืนป่า-ธรรมชาติล้วนๆ อยู่เลย มีน้ำไหลตลอดทั้งปีไปลุยๆ ตามสไตล์สาวถึกและบึกบึนแบบเรา 555 ที่ได้ชื่อว่า น้ำตกป่าวหวาย ก็เพราะ เป็นน้ำตกกลางป่าใหญ่ ล้อมรอบไปด้วยไม้หวายจำนวนมาก ทางเข้าจากถนนหลักจะอยู่ตรงหลักกิโลเมตร 43 เส้นทางสาย แม่สอด-อุ้มผาง อยู่ในการดูแลของอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ ชมธรรมชาติตอนเช้าเสร็จแล้ว ไปไร่ส้มกันเถอะ! "สวนร่มเกล้า" ที่นี่เน้นปลูกส้มหลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงปลูกอะโวคาโด ที่ตอนนี้มีกว่า 40 สายพันธุ์เลยทีเดียว แล้วก็ปลูกต้นแมคคาเดเมียด้วย ของชอบเก๊าเลย! >,< กะว่าจะมาเก็บส้มที่นี่ซะหน่อย ฝนดันกระหน่ำตกลงมาซะนี่! ลูกอะโวคาโดจากต้น ออกลูกเยอะยิ่งกว่าต้นมะม่วงซะอีก 55 อันนี้ของโปรด.. แมคคาเดเมีย เป็นลูกสดๆ จากต้น แต่กว่าจะกินได้ของผ่านการทุบ!! ทุบประมาณสองชั้น ต้องออกแรงพอควรเพราะเปลือกหนามาก พอกินสดๆ ก็อร่อยไปอีกแบบ คล้ายๆ มะพร้าวรสชาติมันๆ นอกจากนี้ยังมีน้ำผลไม้แปรรูป สดๆ จากไร่ มีให้เลือกหลายรสชาติ เช่น น้ำมัลเบอร์รี่, น้ำนมแมคคาเดเมีย, น้ำอะโวคาโดน้ำเสาวรส เป็นต้น ส่วนตัวเราชอบทุกรสเลยรสชาติเข้มข้น ทานแล้วสดชื่นมากๆ ค่ะ ใครสนใจสั่งซื้อได้ที่เบอร์ 088-699-6978 ค่ะ หรืออยากสั่งอะโวคาโดก็มีนะ Facebook : อะโวคาโด จากสวน ปลีก- ส่ง Avocado Retail - Wholesale  กก.ละ 60 บาท (ขั้นต่ำ 3 กก. ส่งถึงบ้านทั่วประเทศ) เราเดินทางไปหาของกินกันดีกว่า ^^ ที่ "ร้านชาวหลังสวน" (Chao Langsuan) เป็นร้านไม้เรือนกระจกเล็กๆ น่ารักดีค่ะ เมนูเที่ยงนี้คือ ใบเหลียงผัดไข่, ยำตะไคร้, แกงเหลือง แล้วก็ไข่เจียว เครื่องดื่มของเรา น้ำแตงโมปั่น มาเป็นลูกเลยจ้า ... ร้านนี้เป็นฟาร์มออแกนิคด้วยนะ ใบเหลียงที่เราสั่งที่นี่ก็ปลูกเอง สะอาดปลอดภัย ร้านตั้งอยู่ที่ 90 หมู่ 15 ต.ช่องแคบ อ.พบพระ โทรสอบถาม. 086-366-4067 Facebook : ไร่ชาวหลังสวน - CHAO Langsuan กินข้าวอิ่มก็ต้องตามด้วยของหวานถึงจะถูก >,< เราจึงเดินทางมุ่งหน้าไปยัง "ROCHA CAFE'" (โรชาคาเฟ่) โอ้ยแก .. บอกเลยว่าปริ่ม! ระหว่างทางขับรถเข้ามาก็เห็นวิวนี้ เป็นโรงนาแบบเมืองนอกตั้งอยู่บนยอดดอยท่ามกลางไร่ ธรรมชาติแบบนี้ มันเก๋กู๊ดมาก! เราเชื่อว่าใครมาที่นี่ต้องประทับใจ และได้รูปสวยๆ กลับบ้านเป็นร้อยเหมือนเรา 5555 พอเข้าไปข้างในก็เลิฟไปอีก ตกแต่งสไตล์วินเทจ โมเดิร์นหน่อยๆ เน้นใช้วัสดุไม้ มีที่นั่งสองชั้นค่ะ ที่นี่มีบริการกาแฟ เครื่องดื่ม และเบเกอรี่ เปิดตั้งแต่ 09.00 - 19.00 น. มาดูหน้าตาของหวานที่เราสั่งกัน Lemon Tea และ Vanilla Coffeeeee ~ ที่อยู่ : 511 ตำบล ช่องแคบ อ.พบพระ จ.ตาก 63160 โทร. 091-8437173, 086-1998644 Line : rochacafe หรือ https://m.facebook.com/RochaCafe หลังจากกินของหวานชื่นใจ ตาแข็งกันไปแล้ว 555 ตกเย็นสาวๆ แบบเราไปนวดตัวกันหน่อยดีกว่า ผ่อนคลายจากการเดินทางมา 3 วัน ^^ ที่ "ธารา สปา แม่สอด" (Tara Spa) ที่นี่ขึ้นชื่อในเรื่องการนวดตัว ขัดตัว พอกตัว ทำสปาผิว เราก็จัดไปคอสนึง โดยคอสที่เราทำนั้น จะขัดตัวก่อนด้วยสูตรพิเศษของทางร้าน นวดต่อด้วยน้ำมัน และขั้นตอนสุดท้ายคือบำรุงผิว หลังจากนวดเสร็จรู้สึกผิวเนียน ขาวใสขึ้นมาหน่อย แถมได้ผ่อนคลายจากการนวดด้วย ฟิน! ใครเดินทางเที่ยวแถวแม่สอด สนใจก็ติดต่อได้ที่เบอร์นี้ค่ะ 089-434-9530, 080-121-5727 หรือ Facebook : Tara Spa Maesot ร้านอยู่เยื้องๆ กับร้านอาหารข้าวเม่าข้าวฝ้าง ที่เรากินกันเมื่อคืนเลย ^^ และค่ำคืนนี้ก็จบลงด้วยร้านอาหารทะเล "บ.กุ้งเผาแม่สอด" กุ้งแม้น้ำมาจากฝั่งพม่านะฮะ เขาบอกมา >,< ใครมาแม่สอดถ้าอยากกินอาหารทะเลต้องร้านนี้ อ่ะๆ นี่เมนูของเรา ผัดฉ่าปลากะพง, หอยหวาน, กุ้งแม่น้ำเผา, หอยเชลล์อบกระเทียม, ต้มยำกุ้ง, ปลาหมึกผัดไข่เค็ม , กรรเชียงปู, ผัดผักยอดฟักแม้ว รสชาติเข้มข้น อร่อยค่ะ (อร่อยทุกอย่างอะแกร..) อิ่มท้องก็กลับที่พัก นอนค่ะ! ตื่นมาพรุ่งนี้ต้องแพ็คกระเป๋ากลับบ้านกันแล้ว .. เช้านี้ตื่นเร็าว่าทุกๆ วัน เพราะเราเดินทางไปกิน "โรตีโอ่ง" เจ้าแรกของประเทศไทยกัน ตัวเราก็เพิ่งเคยเห็นโรตีโอ่งเป็นครั้งแรก ตื่นเต้นไปสิ คุณลุงก็ตีแป้ง นวดแป้งไป ไอเราก็อยากจะถ่ายโรตีที่อยู่ในโอ่ง ร้อนใช้ได้ 55555 ผู้คนออกมาทานกันเยอะมากๆ ค่ะ อถมที่นี่ไม่มีสั่งกลับบ้านด้วยนะ ถ้าอยากกิน มากินที่ร้านเท่านั้นจ้า .. ครั้งแรกที่เคยกิน โรตีโอ่ง ส่วนเราชอบนะ ไม่เลี่ยนเหมือนแบบทอด กลิ่นหอม แต่ก็ต้องกินร้อนๆ ถึงจะอร่อย กรอบนุ่ม จิ้มกับนมข้นหวานหรือแกงถั่วของทางร้าน กินเล่นได้เรื่อยๆ เพลินไปสิ! ทานคู่กับชา กาแฟ โอวัลตินร้อนๆ รู้สึกดีมากๆ เราเดินทางออกจากแม่สอดกันแล้ว! ไป ตลาดริมเมย แวะซื้อของฝากกันนิดหน่อย ที่นี่มีของขายตั้งแต่ขนม เสื้อผ้า เครื่องปนะดับ บลาๆ เต็มไปหมด อีกทั้งสินค้าพื้นเมือง สินค้าท้องถิ่นของเมียนม่าด้วย เส้นทางลงจากแม่สอด เราก็จะผ่าน "ศาลเจ้าพ่อพะวอ" ผู้คนที่ผ่านไปมาจะแวะกราบไหว้ขอให้เดินทางปลอดภัยกันค่ะ และระหว่างที่รถวิ่งผ่านไปมาก็จะบีบแตรกันตลอด ดังยาวๆ ไปเลยจ้า! บริเวณใกล้กันก็จะมี พระพุทธโคดม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปางนาคปรก ตั้งอยู่อย่างสง่าด้วย บรรยากาศดีขนาดไหนคิดดู หมอกฟุ้งเชียว ... ที่สุดท้ายที่เราแวะก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ยาวๆ เส้นทางขาลงอำเภอแม่สอด ก็คือ "ตลาดมูเซอ" ตลาดเล็กขนาดสินค้าพื้นเมือง อาหาร ผัก ปลา ของฝาก หมอกมาอีกแล้ว!! อากาศเย็นสบาย จบทริปเที่ยวตากชิลๆ ของเรากันไปแล้ว วังว่ามีข้อมูลที่เป้นประโยชน์กับเพื่อนๆ บ้างนะคะ (เม้ามอยซะเยอะเชียว >,<) เรายังมีที่เที่ยวในเมืองไทยอีกหลายที่ที่อยกให้เพื่อนๆ ลองไปสัมผัสดูกันสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าเที่ยวเมืองไทยมีดีกว่าที่คิดนะ ครั้งหน้าเราจะพาไปไหนก็อย่าลืมติดตามกันนะคะ ไปก่อนแล้วบ้าย บาย ... ขอบคุณการเดินทางสนุกๆ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก

สูตร แกงเลียงผักรวมกุ้งสด เมนูที่ช่วยผลิตน้ำนมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
เมนูคุณแม่ตั้งครรภ์ /  แกงเลียง

เมนูสมุนไพรที่อร่อยครบเครื่องของไทยก็มีอยู่มากมายแต่ความสดชื่นกลมกล่อม ถึงเครื่องแกงเลยคือเมนู แกงเลียงผักรวมกุ้งสด ยิ่งทานกับข้าวสวยร้อนๆ เป็นต้องมีต่อจานสอง และเป็นเมนูที่มีประโยชน์กับคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นอย่างมากช่วยเรียกน้ำนมได้ดีและส่งผลดีต่อลูกน้อยอีกด้วย ไม่ใช่แค่มีความอร่อยอย่างเดียว คุณค่าทางอาหารสูงมาก มีประโยชน์ทุกหยดของน้ำแกงเลยทีเดียว สูตร แกงเลียงผักรวมกุ้งสด เมนูที่ช่วยผลิตน้ำนมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ วัตถุดิบ ฟักทอง หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ 1 ถ้วย บวบหอมอ่อน หั่นเป้นชิ้นพอดีคำ 1 ถ้วย ข้าวโพดอ่อน 1 ถ้วย เห็ดฟาง 1 ถ้วย เห็ดนางฟ้า 1 ถ้วย ใบแมงลัก 2 ถ้วย กุ้งสด 1 ถ้วย น้ำลวกกุ้ง 6 ถ้วย เครื่องแกงเลียง กุ้งแห้ง 1/2 ถ้วย เนื้อกุ้งต้ม 1/2 ถ้วย พริกไทยเม็ด 2-3 ช้อนโ๖ะ หอมแดง 10 กัว กะปิ 2 ช้อนโต๊ะ กระชาย 3 แง่ง พริกขี้หนูสวน 5-6 เม็ด ขั้นตอนการเตียมวัตถุดิบ นำผักทุกอย่างมาล้างน้ำให้สะอาดและปอกเปลือกเอาไว้ เตรียมหั่นผักทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อย เตรียมเครื่องแกงเลียง ให้นำเครื่องแกงเลียงที่เตรียมไว้มาโขลกรวมกัน โดยเริ่มจากโขลกกุ้งแห้งก่อน ตามด้วยพริกไทย กระชาย กะปิ หอมแดง กุ้งสด และพริกสด ตำให้พอละเอียด วิธีเตรียมกุ้งสดและน้ำซุป กุ้งสดนำไปล้างน้ำ ปอกเปลือก แล้วใช้กรรไกรตัดหัวเอาขี้กุ้งออก ตัดขากุ้งออกด้วย และผ่าหลังแบ่งเป็น 2 ชีกดึงเอาเส้นดำทิ้งไป จากนั้นเราก็จะนำกุ้งมาต้มในน้ำเดือดแค่พอกุ้งสุก (เพราะเราต้องการน้ำที่ได้จากการต้มกุ้งนี้ไปทำน้ำซุป) โดยกรองเอาน้ำไว้ด้วย พอได้กุ้งที่สุกแล้ว เราก็จะนำมาแกะเอาเปลือกกุ้งออก แต่ยังไม่ทิ้งเปลือกกุ้ง ถ้าสังเกตุให้ดีที่เปลือกกุ้งจะมีหัว และมันกุ้งติดอยู่ ให้นำเอาทั้งหมดนั้นมาปั่น แล้วละลายในน้ำต้มกุ้ง และใช้กระชอนกรองเอาส่วนที่ปั่นไม่ละเอียดทิ้งไป เราก็จะได้น้ำซุปกุ้งสดสุดแสนหวานมาทำแกงเลียง โดยไม่ต้องใช้ผงปรุงรสใดๆ มาช่วยเลย เมื่อได้น้ำซุปกุ้งสดมาแล้วก็นำใส่หม้อต้มให้เดือด พอน้ำแกงเดือดใส่เครื่องแกงเลียงลงไป พอน้ำแกงเดือดอีกครั้ง ให้เตรียมผักลงใส่ตามลำดับความสุกช้าหรือเร็ว คือให้ใส่ผักที่เนื้อแข็งสุกยากลงไปก่อนแล้วค่อยตามด้วยผักที่สุกง่าย ปรุงรสด้วยน้ำปลาเล็กน้อย เติมไปชิมไป ให้ได้รสชาติที่เราต้องการ ท้ายสุดค่อยใส่ใบแมงลัก ที่เป็นเอกลักษณ์ของแกงเลียงไทย ใช้ทัพพีกดให้ใบแมงลักจมน้ำแกงให้หมด ปิดเตา พักไว้ 1 นาที คนให้ทั่วและตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟร้อนๆ ที่มาจาก : zabwer.com 

เที่ยววันหยุดยาว กับ 10 สถานที่ท่องเที่ยวใน อุบลราชธานี ที่พลาดไม่ได้!
10 อันดับที่ท่องเที่ยว /  ที่เที่ยวอุบลราชธานี / 

ในช่วงเดือนกรกฏาคมของทุกปี จังหวัดอุบลราชธานี จะมีการจัดงานเทศกาลประเพณีแห่เทียนพรรษาที่ยิ่งใหญ่ มีทั้งขบวนรถแห่เทียนพรรษา ขบวนฟ้อนรำจากคุ้มวัดต่างๆ แต่วันหยุดยาวทั้งทีแบบนี้ นอกจากจะมาชมพิธีแห่เทียน แล้ว เราขอพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวให้ทั่วอุบลฯ กันซะเลย กับ 10 สถานที่ท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้ เที่ยววันหยุดยาว กับ 10 สถานที่ท่องเที่ยวใน อุบลราชธานี ที่พลาดไม่ได้! 1. ประเพณีแห่เทียนพรรษา อย่างที่บอกว่า จังหวัดอุบลราชธานี มีการจัดงานเทศกาลประเพณีแห่เทียนพรรษาทุกปีในช่วงเดือนกรกฎาคม ณ สนามทุ่งศรีเมือง เพื่อสืบสาน และอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยว และเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัดอุบลราชธานี อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในจังหวัดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ข้อมูลเพิ่มเติม ขบวนแห่เทียนพรรษาสุดอลังการ จ.อุบลราชธานี 2. วัดพระธาตุหนองบัว วัดพระธาตุหนองบัว เป็นวัดราษฎร์ นิกายธรรมยุต เป็น วัดสำคัญวัดหนึ่ง ของจังหวัดอุบลราชธานี ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ คือพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ 25 ศตวรรษของพุทธศาสนาในปี พ.ศ. 2500 พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์นั้น ได้จำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รอบองค์พระธาตุเป็นกำแพงแก้ว ซึ่งทั้ง 4 มุม ของกำแพงแก้ว ได้ประดิษฐานพระเจดีย์ขนาดเล็กอีก 4 องค์ เมื่อได้เดินเข้ามาก็สามารถสัมผัสได้ถึงความสวยงามโอ่อ่า กับสีทองอร่ามตา แสดงให้เห็นถึงงานสถาปัตยกรรมที่ละเมียดละไม เป็นความวิจิตรงดงามที่น่าบันทึกภาพเก็บไว้ 3. เสาเฉลียง เสาเฉลียง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ สายลมและแสงแดดมีลักษณะเป็นแท่งหินตั้งขึ้น มีส่วนบนเป็นแผ่นหินวางอยู่โดยไม่ติดกันมองดูคล้ายดอกเห็ด หากได้ขึ้นไปถ่ายรูปคู่กับเสา จะยิ่งเห็นความยิ่งใหญ่ได้อย่างชัดเจน 4. อุทยานแห่งชาติผาแต้ม อยู่ในท้องที่อำเภอโขงเจียม อำเภอศรีเมืองใหม่ และอำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ผาแต้ม มีจุดเด่นที่สวยงามตามธรรมชาติมากมาย ด้วยสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่านานาชนิด และยังมีจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามและเป็นที่แรกที่ได้เห็นแสงตะวันก่อนใคร อ่านเพิ่มเติม ย้อนรอยอารยธรรม อุทยานแห่งชาติผาแต้ม อุบลราชธานี อ่านเพิ่มเติม ผาชะนะได อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี 5. หินชมนภา แก่งชมดาว  หาดหินรูปทรงประหลาดอันกว้างใหญ่ ในฤดูน้ำโขงลด จะมีหินกลางน้ำผุดขึ้นมาให้เราได้เห็น ชาวบ้านเชื่อกันว่าให้หาหินนี้ให้เจอ เพราะเป็นจุดชมท้องฟ้าที่ส่องแสงและสีสันได้สวยที่สุด ทั้งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ และทะเลดวงดาว สวยระยิบระยับเต็มท้องฟ้าในยามคืนข้างแรม ณ แก่งชมดาว อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี แก่งหินที่มีความพิเศษด้วยลวดลายที่เป็นเส้นสวยงาม หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นที่เดียวกันกับสามพันโบก โดยแก่งชมดาวนั้นมีขนาดเล็กกว่า แต่พื้นผิวของหินมีมิติชัดเจนกว่ามาก 6. ต้นไม้เรืองแสง วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว อ.สิรินธร เป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากจุดหนึ่ง รวมไปถึงเหมาะสำหรับการดูดาว ซึ่งหากโชคดีอาจได้พบฝูงช้างเผือกเชือกใหญ่เปล่งประกายบนท้องฟ้า ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบร่มรื่น เมื่อนักท่องเที่ยวที่มาเยือนได้พบเห็นแล้ว ต้องประทับจำใจอย่างแน่นอน ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ด้านหลังของพระอุโบสถ ที่มีงานศิลปกรรมอันโดดเด่นด้วยภาพของต้นกัลปพฤกษ์ ที่ยามค่ำคืนจะปรากฎกายเรืองแสงออกมา เป็นภาพความมหัศจรรย์ของสิ่งปลูกสร้างท่ามกลางธรรมชาติอันแสนงดงาม อ่านเพิ่มเติม ต้นไม้เรืองแสง วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว จังหวัดอุบลราชธานี 7. สามพันโบก สามพันโบก เป็นแก่งหินใต้ลำน้ำโขง เขตบริเวณบ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร สามพันโบกคือความงดงามใต้น้ำ จะปรากฏให้เห็นแค่เพียงในยามน้ำแล้งเท่านั้น เนื่องจากในช่วงฤดูน้ำหลากแก่งหินดังกล่าวจะจมอยู่ใต้บาดาล ความสวยงามวิจิตรของหินที่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนเว้าแหว่ง “โบก” เป็นภาษาลาว เป็นชื่อเรียกอีกอย่างของ แอ่ง หมายถึง บ่อน้ำลึกในแก่งหินใต้ลำน้ำโขง นั่นเองมีรูปร่างแตกต่างกันออกไป ใหญ่บ้างเล็กบ้าง บ้างเป็นรูปวงรี รูปดาว รูปวงกลม และรูปอื่น ๆ อีกมากมาย ตามแต่ที่เราจะจินตนาการจำนวนมากกว่า 3,000 แอ่ง หรือ 3 พันโบก 8. สัมผัสบรรยากาศเก่า ที่ ซืนวาน (Zunewan) ถ้าหาก..หัวหิน มี “เพลินวาน“..ก็คงไม่แปลกอะไรถ้าอุบลราชธานีจะมี ” ซืนวาน ” (Zunewan) น่าจะเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว ที่คุณต้องไม่พลาดโอกาสไปเยือนสักครั้ง ซืนวาน คืออีกหนึ่งคอมมูนิตี้มอลล์แบบย้อนยุค เอาใจคนรักของเก่าในบรรยากาศเก่า และวิถีชีวิตเก่าๆ ของคนอุบลฯ โดยซืนวานนั้นตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ครึ่ง บนถนนสถลมาร์ค วารินฯ-เดชอุดม หรือ ทางหลวงหมายเลข 24 ตั้งอยู่ระหว่างแยก กกแต้ และธกส.สาขาวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นแหล่งช้อป-กิน-เที่ยวที่นำเสนอนักท่องเที่ยวในรูปแบบการผสมผสานความเป็นสมัยใหม่ และอดีตเข้าด้วยกันอย่างลงตัว อ่านเพิ่มเติม ซืนวาน สัมผัสบรรยากาศเก่า ที่ อุบลราชธานี 9. เที่ยวตามรอยหนังดัง เส้นทางถ่ายทำภาพยนตร์ Alexander เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัด ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยว โดยมีการแสดงอุปกรณ์การถ่ายทำ, เสื้อผ้า,อาวุธ,ฉากถ่ายภาพ พร้อมชมภาพยนตร์ฉากที่ถ่ายทำในประเทศไทย ที่แหล่งท่องเที่ยวที่บ้านบัวเทิง ตำบลท่าช้าง อำเภอสว่างวีระวงศ์ อุบลราชธานี อ่านเพิ่มเติม แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ตามรอยภาพยนตร์ Alexander เที่ยวอุบลราชธานี 10. เที่ยวทะเลทรายชิคๆ ที่ “หาดทรายสูง” อุบลราชธานี มีแหล่งท่องเที่ยวชื่อว่า “หาดทรายสูง” อยู่ที่บ้านลาดเจริญ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเกิดจากความมหัศจรรย์แห่งลำน้ำโขง หาดทรายที่นี่ก็สูงสมชื่อจริงๆ ทำให้ได้มุมในการถ่ายรูปเก๋ๆ ชิคๆ ความสวยงามของที่นี่อยู่ที่ตอนน้ำลด หรือ ในช่วงหน้าแล้งนี่อีก เพราะจะทำให้เห็นสันดอนทราย โขดหิน โผ่ลขึ้นมาเหนือน้ำ สวยงามไปอีกแบบ แผนที่หาดทรายสูง การเดินทางมาที่นี่วิวขับรถยนต์มานะคะ ระยะทางจะค่อนข้างไกลนิดนึง เพราะอยู่ถึง อ.เขมราฐ ซึ่งห่างจากตัวเมืองอุบลฯประมาณ 120 กม. แต่ถ้าใครมาเที่ยวสามพันโบก หาดชมดาว ละแวกนี้อยู่แล้ว อยากให้ลองมาเที่ยวดู ขับเลยมาอีกนิดประมาณครึ่ง ชม. ก็จะถึงหาดทรายสูงค่ะ

เมนูหน้าฝน แกงลาวเห็ดเผาะไข่มดแดง กับวิธีทำแสนง่าย
เมนูเผ็ด /  เห็ดเผาะ / 

เข้าฤดูฝนอย่างเป็นทางการ อาหารที่มากในช่วงนี้ก็คือ เห็ดเผาะ ที่ขึ้นกันอย่างรวดเร็วเมื่อเจอสายฝนเย็นฉ่ำ คนชอบกินเห็ดเผาะ มักจะรอเวลานี้มานานแสนนาน ความกรอบกรุบๆ ของเห็ดจึงเข้ากับเมนูแสนพิเศษอย่าง แกงลาวเห็ดเผาะไข่มดแดง น้ำแกงกลมกล่อมที่ซึมเข้าไปในเห็ดเผาะ เวลาเคี้ยวจะรู้สึกเหมือนน้ำแตกอยู่ในปาก เมนูหน้าฝน แกงลาวเห็ดเผาะไข่มดแดง กับวิธีทำแสนง่าย ส่วนผสม หั่นเห็ดเผาะให้สะอาดแล้วผ่าครึ่ง 2 ขีด ไข่มดแดง 1 ขีด น้ำปลาร้าต้มสุก 1 ทัพพี ชะอม ผักหวาน เห็ดสามอย่าง น้ำใบย่านาง (หากหาไม่ได้ใช้น้ำต้มกระดูกหมูก็ได้ค่ะ) ซีอิ๊วขาว เกลือ วิธีทำ ต้มน้ำใบย่านางให้เดือด ใส่เห็ดเผาะ และเห็ดสามอย่างลงไป ต้มจนเห็ดสุก ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว เกลือและน้ำปลาร้า (ใส่ซีอิ๊วขาวขาวและเกลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเดี๋ยวจะเค็มเกินไป พร้อมกับชิมรส ตามด้วยผักต่างๆ ที่เลือกนำมาทำ เช่น ชะอม ผักหวาน ที่เป็นผักสำคัญที่ขาดไม่ได้ และตามด้วยไข่มดแดงเทลงไปในหม้อ ต้มไปสักพักแล้วตักขึ้นใส่ชามเสิร์ฟ บางบ้านอาจจะมีสูตรที่แตกต่างกันออกไป อยู่ที่ใครจะหาวัตถุครบ หรือหากคนที่อยู่ในเมือง วัตถุดิบบางชนิดที่หายาก อาจจะพลิกแพลงสูตร หาวัตถุดิบอื่นมาแทนก็ได้ ไม่ว่ากันค่ะ

ชาน ชี-ชาง โปรไต้หวันคว้าแชมป์กอล์ฟคิงส์คัพ พร้อมเงิน 4.86 ล้าน!
กอล์ฟ /  คิงส์คัพ พรีเซ็นเต็ด บาย พีทีที กรุ๊ป / 

ชาน ชี-ชาง เจ้าของ 5 แชมป์เอเชียน เดเวลลอปเมนท์ทัวร์ จากไต้หวัน ผู้นำรอบสาม มารอบสุดท้ายเก็บเพิ่มอีก  3 อันเดอร์พาร์ 67 รวมสี่วันมี 12 อันเดอร์พาร์ 268 คว้าแชมป์ “คิงส์คัพ พรีเซ็นเต็ด บาย พีทีที กรุ๊ป” ซึ่งเป็นแชมป์เอเชียนทัวร์รายการแรกให้กับตัวเอง และเป็นนักกอล์ฟต่างชาติคนที่สองที่คว้าแชมป์คิงส์คัพนับตั้งแต่รายการนี้บรรจุในตารางเอเชียนทัวร์เมื่อปี 2009 พร้อมรับเงินรางวัลชนะเลิศ135,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 4.86 ล้านบาท โดยมี หลิน เหวิน-ถัง โปรเพื่อนร่วมชาติ รั้งรองแชมป์ไปที่สกอร์รวม 12 อันเดอร์พาร์ 270 รับเงินรางวัลไป 82,500 เหรียญสหรัฐ   ชาน ชี-ชาง กล่าวหลังปลดล็อคคว้าแชมป์เอเชียนทัวร์รายการแรกให้กับตัวเองว่า “ผมรู้สึกดีใจมากที่สามารถคว้าแชมป์เอเชียนทัวร์รายการแรกให้กับตัวเอง สัปดาห์นี้เป็นเกมการแข่งขันที่หนักมาก ก็รู้สึกกดดัน กรีนที่นี่เล็กแระเร็วจึงต้องเล่นให้รอบคอบจนถึงหลุมสุดท้าย ผมแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าผมจะเป็นแชมป์ เป็นชัยชนะที่ยอดเยี่ยมมากที่สามารถทำได้ในรายการอันทรงเกียรติของประเทศไทย” ทางด้าน “โปรเจ็ท” สัตยา ทรัพย์อัประไมย ผู้นำสองวันแรก หาฟอร์มไม่เจอตีเกินอีก 2 โอเวอร์พาร์ 72 สี่วันมี 2 อันเดอร์พาร์ 278 อยู่อันดับ 24 ร่วมกับ  อุดร ดวงเดชา แชมป์ปี 2010 กับนักกอล์ฟอีก 11 คน  ส่วน อานนท์ ว่องวานิช แชมป์ปี 2012 เกินอีก 2 โอเวอร์พาร์ 72 สกอร์รวม 2 โอเวอร์พาร์ 282 รั้งอันดับ 56 ร่วม

คาเฟ่ฮิปๆ สำหรับหนุ่มสาวที่รักสุขภาพ Mix & Munch : Grab and Go Cafe
สุขภาพ /  อาหารคลีน

มิกซ์แอนด์มันซ์ เป็นเฮทล์ตี้ฟู้ดคาเฟ่ สำหรับหนุ่มสาวผู้รักสุขภาพ คาเฟ่ฮิปๆ แห่งนี้มีแนวคิดที่ว่า "อาหารสะอาดและมีประโยชน์ไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อ แต่สมารถทำให้มีลูกเล่นและสนุกขึ้นได้"  มิกซ์แอนด์มันซ์คาเฟ่เลือกใช้วัตถุดิบและส่วนผสมที่สดใหม่ ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี อีกทั้งยังใช้เทคนิคการปรุงอาหารสุดล้ำที่อร่อยแค่คลีน แถมยังให้คนรักสุขภาพดีไซน์มื้ออาหารได้เองตามใจชอบ แมท์ส่วนผสมได้ตามต้องการ เริ่มต้นด้วยการเลือกคาร์โบไฮเดรต อาทิ ข้าวไรส์เบอร์รี่ เส้นฟูชิลี่โฮลวีต จากนั้นก็เลือกโปรตีนให้กับจานโปรดที่มีตั้งแต่ สะโพก อกไก่ เนื้ออสเตรเลีย ไปจนถึงแซลมอนชิ้นโตที่เอาใจคอซีฟู้ดได้เป็นอย่างดี ในส่วนของผักทางร้านก็มีให้เลือกหลากหลายชนิด เช่น บร็อคโคลี่ ฟักทองย่าง ข้าวโพด เห็ดออรินจิ และเห็ดชิตาเกะ คุณอาจลองสลัดผักรวมออแกนิกสุดคลาสสิกหรือมิกซ์แอนด์มันซ์สลักที่หวานกรอบ มีส่วนผสมของข้าวโพดหวานและซูกินี่ (บวบฝรั่ง) ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ได้แก่ ซอสมิกซ์แอนด์มันซ์ ซอสกระเพรา ซอสวาซาบิ-ซีฟู้ด ซอสแกง เขียวหวาน ซอสสะเต๊ะ หรือซอสจิ้มแจ่วตัวหม่ล่าสุดที่นับว่าเป็นไฮไลท์เลยเพราะแซ่บโดนใจ หลังจากอิ่มท้องจากมื้อหลักก็อาจตบท้านมื้ออร่อยด้วยขนมหวานรสชาติดี แถมแคลอรี่ต่ำไม่เกิน 30 กิโลแคลอรี่ต่อชิ้น ทานได้แบบไม่ต้องกลัวอ้วน เช่น เค้กแครอท บราวนี่ช็อกโกแลตสูตร Vegan ราคาอาหารอยู่ที่ประมาณ 100 - 225 บาท ส่วนขนมหวานเริ่มต้นที่ 40 - 70 บาทเท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้นมิกซ์แอนด์มันซ์คาเฟ่ยังชูโรงเป็น Unique fast - casual restaurant เหมาะกับไลฟ์สไตล์อันเร่งรีบของคนเมือง ด้วยบริการซื้อกลับบ้าน (Grab&Go) และบริการเดลิเวอรี่ส่งอาหารเพื่อเอาใจคนวัยทำงาน นักศึกษา เหล่าคนรักสุขภาพ ที่มีเวลาน้อยแต่อยากทานอาหารเฮลท์ตี้ แต่หากว่าอยากดื่มด่ำกับบรยากาศฮิปๆ ในสไตล์การตกแต่งร้านแบบ Loft-industrial ก็สามารถทานอาหารที่ร้านพร้อมกับเยี่ยมชม "Open-Kitchen" แห่งแรก เพลิดเพลินไปกับการทำอาหารของเชฟในทุกขั้นตอน กล่าวได้ว่าที่มิกซ์แอนด์มันช์ คาเฟ่ คุณจะได้ทานอาหารเพื่อสุขภาพที่อร่อย มีประโยชน์แถมยังมีความสุขทุกครั้งที่รับประทาน มาลิ้มรสความอร่อยและสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษได้แล้วที่ Mix&Much Cafe 

พาแอ่วเหนือ! ปั่นจักรยาน เที่ยวไป ถีบไป กินไป @น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ (ตอนที่ 2)
จังหวัดน่าน /  ปั่นจักรยาน / 

ทริป "เที่ยวเหนือ เที่ยวไหน เที่ยวไป ถีบไป กินไป @แพร่ น่าน อุตรดิตถ์" กับทาง ททท. ในวันแรกเราได้ปั่นจักรยานชมวิถีชีวิต โบราณสถาน วัดวาอาราม และแวะทานของอร่อยกันไปแล้ว เข้าวันที่สองนี้เราจะออกเดินทางไปยัง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ กันค่ะ พาแอ่วเหนือ! ปั่นจักรยาน เที่ยวไป ถีบไป กินไป @น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ (ตอนที่ 2)  >> พาแอ่วเหนือ! ปั่นจักรยาน เที่ยวไป ถีบไป กินไป @น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ (ตอนที่ 1) เมื่อวานนี้เราปั่นจักรยานรอบตัวเมืองน่าน เช้าวันที่สอง เราจะออกเดินทางไปยัง จ.อุตรดิตถ์ กันค่ะ ระยะทางประมาณ 170 กิโลเมตร แต่ก่อนที่เราจะต้องนั่งรถเป็นเวลาหลายชั่วโมง ขอแวะเติมพลังให้อิ่มท้องกันหน่อย ร้าน "เจ้เล็ก ข้าวมันไก่" ร้านตึกแถว ตั้งอยู่ตรงถนนข้าหลวง ขับผ่านสี่แยกข่วงเมืองน่านมาไม่ไกลมากนัก ร้านเจ้เล็กนั้นมีเมนูให้เลือกเยอะมากๆ ทั้งข้าวมันไก่, ข้าวมันไก่ทอด, ข้าวขาหมู, ข้าวหมูแดง, ข้าวหมูหรอบ, กระเพาะปลา .. เราอยากกินไปซะทุกอย่าง ก็เลยสั่งมาแบบรวมทุกอย่าง เพิ่มเครื่องในด้วย แล้วก็สั่งข้าวมันแยกเป็นจาน ไก่นุ่ม หมูกรอบอร่อย เนื้อขาหมูก็เริ่ด แถมน้ำราดหมูแดง น้ำจิ้มขาหมู อร่อยติดใจเลยค่ะ คอนเฟิร์ม ^^ เนื่องจากเราวางแพลนไว้ว่าจะปั่นจักรยานที่ อ.ลับแล ช่วงบ่าย เพราะฉะนั้นเรายังพอมีเวลาว่างเที่ยว จ.น่าน ช่วงเช้าๆ เราเดินทางไปสักการะ "พระธาตุแช่แห้ง" กันค่ะ อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 3 กิโลเมตร "พระธาตุแช่แห้ง" ตั้งอยู่ที่อำเภอภูเพียง เดิมเป็นวัดราษฎร์ ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวง องค์พระธาตุสีทองเหลืองอร่าม เป็นอนุสรณ์ของความรักและความสัมพันธ์ ระหว่างเมืองน่านกับเมืองสุโขทัยในอดีต และยังเป็นพระธาตุประจำปีเกิด ของคนที่เกิดปีเถาะ (ปีนักษัตรกระต่าย) ด้วย ตรงทางเข้าประตูก็จะมีดอกไม้ ธูป เทียน วางไว้ให้ แล้วก็มีกระต่ายหลากหลายสี ให้เลือกนำเข้าไปสักการะพระธาตุกันด้วย สีของกระต่ายน่าจะเป็นสีของคนที่เกิดในแต่ละวันค่ะ บริเวณรอบๆ ก็จะมีให้เราปิดทองลูกนิมิตร ทำบุญ "ด้ายสีสาย" เพื่อ สะเดาะเคราะห์ เสริมศิริมงคล บูชา "ไม้ค้ำชาตา" โดยเขียนชื่อ วัน เดือน ปี เกิด ติดไว้ที่ไม้ เสริมดวงชะตา ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง เดินมาอีกนิดก็จะเห็น พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ (พระวิหารพระเจ้านอน) ค่ะ จากนั้นเราก็เดินทางไปยัง "พระธาตุเขาน้อย" กันต่อ ที่วัดนี้ถือเป็นแลนด์มาร์กอีกหนึ่งที่ สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบของตัวเมืองน่านที่สวยงามด้วยค่ะ บริเวณลานชมทิวทัศน์ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางประทานพร "พระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีเมืองน่าน" บนฐานดอกบัวสูง 9 เมตร บนยอดพระเกศาทำจากทองคำหนัก 27 บาท สร้างขึ้นเนื่องในมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ฯ ทรงเจริญ พระชนมพรรษา 6 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 ด้านหน้าพระพุทธรูปปางประทานพร "พระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีเมืองน่าน" องค์พระธาตุ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2030 สมัยเจ้าปู่แข็ง เป็นศิลปะพม่าผสมล้านนา ภายในบรรจุพระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจ้า และได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ระหว่างปี พ.ศ. 2449-2454 โดยช่างชาวพม่า วัดพระธาตุเขาน้อย เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ และเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของ จ.น่าน สันนิษฐานว่ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่บนดอยเบาน้อย สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 240 ม. หน้าวัดมีทางขึ้นเป็นบันไดนาค 303 ขั้น สักการะวัดพระธาตุเขาน้อยเสร็จ เราก็ออกเดินทางไปยัง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิถต์ นั่งรถมาได้สักพักก็แวะ ร้าน Tree Park Coffee กินกาแฟ ขนมเค้ก ยืดเส้นยืดสายกันหน่อย ต้นไม้เยอะ บรรยากาศร่มรื่น ที่อยู่ : ต.แม่จั๊วะ อ.เด่นชัย จ.แพร่ โทรศัพท์ : 054-613063 , 086-1924456 เรามาถึงอุตรดิถต์ช่วงเที่ยงๆ บ่ายๆ ได้เวลาข้าวกลางวันแล้วอีกแล้วสิ และก็ต้องไม่พลาด ร้านก๋วยเตี๋ยวเป่าปากชามกะลา ร้านขึ้นชื่อเมืองอุตรดิตถ์ ก๋วยเตี๋ยวที่นี่มีเอกลักษณ์ก็คือ ชามกะลา และรสชาติของก๋วยเตี่ยวก็กลมกล่อมและเผ็ดจี๊ด ที่นี่เราสามารถสั่งได้ว่าอยากให้เผ็ดระดับไหน คือ เจ็บภูสอยดาวคือเผ็ดมาตรฐานเป่าปาก เจ็บเขื่อนสิริกิติ์คือเผ็ดกลาง และเจ็บลับแลคือไม่เผ็ด นอกจากก๋วยเตี๋ยวก็ยังมีเนื้อ-ลูกชิ้นลวกจิ้ม เสิร์ฟกับน้ำจิ้มรสเด็ด, ไส้อั่ว, ลูกชิ้นยักษ์ และไอติมกะทิ ที่อยู่ : แยกหนองผา ถนนเจษฎาบดินทร์ ตำบลท่าอิฐ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โทรศัพท์ : 085-8780522 กินอิ่มปุ๊บก็พร้อมลุย! ช่วงใกล้เข้าหน้าฝนแบบนี้อากาศเย็นสบาย แดดร่มลมตก ปั่นจักรยานกันชิลๆ ได้เลย เส้นทางปั่นจักรยานจังหวัดอุตรดิถต์มี 2 เส้นทาง คือ อ.ลับแล กับ อ.เมือง เราเลือกเส้นทาง อ.ลับแล ค่ะ จุดแรกที่เราไปนั้นก็คือ "ศูนย์บริการท่องเที่ยววิถีเมืองลับแล" จุดประทับตราที่ 1 (ใกล้ซุ้มประตูเมืองลับแล) มีพี่สาวสวย เจ้าหน้าที่คอยให้บริการและดูแลอย่างเป็นกันเอง ทางศูนย์เปิดบริการ 8.30-16.30 น. โดยบริเวณนี้ก็จะมีพิพิธภัณฑ์เมืองลับแล, ลานกิจกรรม, อาคารจำหน่ายสินค้า ที่นี่มีจักรยานให้เช่าด้วยค่ะ พิกัด GPS : 17.651813, 100.044312 เบอร์โทรศัพท์ : 055-431076 ขอปั๊มก่อน 1 ดวง เสร็จแล้วเราก็เริ่มลุยปั่นจักรยานไปยังจุดหมายที่เหลืออีก 3 ที่กันเลย เมื่อปั่นเข้าเมืองลับแลตามทางมาจนเจอ อนุสาวรีย์พระศรีพนมมาศ ขอแวะถ่ายรูปที่นี่กันก่อน จากนั้นก็เลี้ยวขวาปั่นจักรยานตามทางถนนเขาน้ำตก สองข้างทางนั้นเพื่อนๆจะได้เห็นบ้านเรือนแบบดั้งเดิม วิถีชีวิตแบบเรียบง่าย สงบ ไม่วุ่นวายมากนัก ^^ จนมาถึง จุดประทับตราที่ 2 "ร้านข้าวแคบคุณสาว" จะอยู่ติดกับสำนักงานเทศบาลศรีพนมมาศ(เมืองลับแล) เป็นครั้งแรกที่เคยได้ยินชื่อ "ข้าวแคบ" และได้ลองกิน ข้าวแคบเป็นอาหารว่างอย่างหนึ่ง โดยการนำเอาแผ่นแป้งไปตากแดด (แบบรูปข้างล่าง) และเอาไปทำให้สุกโดยปิ้งหรือทอด อาจโรยงาเพิ่มความหอมอร่อย ของคาวอีกอย่างที่น่าสนใจ (เพราะเพิ่งเคยลองกินอีกเหมือนกัน >,<) คือ ข้าวพัน โดยการใช้แป้งข้าวเจ้ามานึ่งคล้ายข้าวเกรียบปากหม้อ แต่ข้าวพันจะกินกับน้ำจิ้มสูตรเด็ด ไม่ใส่ไส้ หลังจากสุกแล้ว ก็จะม้วนขึ้นมาเป็นแผ่นกลมแบบนี้ จิ้มกินกับน้ำจิ้มสูตรเด็ดเผ็ดอร่อย ร้านข้าวแคบคุณสาว เปิดให้บริการทุกวัน พิกัด GPS : 17.655042, 100.037202 เบอร์โทรศัพท์ : 089-5039617 ประทับตราจุดที่ 2 เสร็จก็บอกลาคุณป้า ร้านข้าวแคบคุณสาว ไปยังจุดหมายต่อไปกัน เราปั่นจักรยานตามถนนเขาน้ำตกแล้วเลี้ยวเข้าซอยเขาน้ำตก 6 (จะอยู่ทางขวามือ) เพื่อลัดมาที่ถนนราษฎร์อุทิศ หรือ ถนนคนกิน ออกจากซอยเลี้ยวขวามาอีกสักหน่อยก็จะเจอ "ร้านป้าหว่างหมี่พัน" จุดประทับตราที่ 3 ของเรา (อยู่ติดถนนราษฎร์อุทิศ ซอย 5) พอถึงร้านปุ๊บ! คุณป้าก็กำลังทำหมี่พันอยู่เลย "หมี่พัน" เป็นอาหารพื้นเมืองดั้งเดิมของคนลับแล จะเอาแผ่นข้าวแคบ (เหมือนร้านแรกที่เราไปจำได้เปล่า?) มาใส่ผัก เส้นหมี่ลงไป และห่อให้เป็นชิ้นกลมๆ การห่อแบบนี้ยังช่วยถนอมอาหารด้วยนะคะ เป็นภูมิปัญญาของคนลับแล    หน้าตาหมี่พันเป็นแบบนี้ รสชาติกลมกล่อม ออกเผ็ดนิดๆ อร่อยดีค่ะ ชิ้นละ 3 บาท ราคาน่ารัก ^^ ร้านป้าหว่างหมี่พัน เปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ พิกัด GPS : 17.653923, 100.040084 หลังงจากประทับตราจุดที่ 3 เสร็จแล้ว เราปั่นจักรยานย้อนกลับไปทางถนนราษฎร์อุทิศ ก็จะเจอ "ร้านข้าวพันผักอินดี้" จุดประทับตราที่ 4 ร้านข้าวพันผักอินดี้ หรือร้านข้าวพันผักป้าตอ เมื่อมาลับแลแล้วจะพลาดร้านนี้ไม่ได้ สำหรับนักท่องเที่ยวและนักชิม เพราะข้าวพันผักอินดี้นั้นจะมีเมนูที่หลากหลาย ไม่ซ้ำกัน พ่อค้าจะคิดสูตรข้าวพันผักใหม่ๆ ขึ้นมาตลอด บางเมนูจะใส่ใข่ผสมกับแป้ง, ใส่เห็ดเข็มทอง เป็นต้น แถมรสชาติอร่อยด้วย ^^ อย่างวันนี้เราได้กิน ข้าวพันผักเนื้อเปื่อย, ไข้ม้วนเห็ดเย็นตาโฟ, ข้าวพันผักห่อไข่ โป๊ะไข่ดาว คอนเฟิร์มว่าอร่อย แบบไม่ต้องปรุงเลย รสชาติกลมกล่อมค่ะ  ^^ แล้วถ้าใครมาแวะร้านนี้ ก็จะมาเขียนข้อความด้วย เขียนได้ทุกที่ในร้านเลย สแตมป์ดวงที่ 4 เสร็จแล้ว เดินทางต่อไปยังจุดหมายสุดท้ายกันจากถนนคนกิน ก็ปั่นจักรยานกลับไปยัง ศูนย์บริการท่องเที่ยววิถีเมืองลับแล จะเจอกับ ร้านลับแลคลับ wifi cafe (Lublae Club Coffee) จุดประทับตราที่ 5 ค่ะ ประทับตราเสร็จ ก็นั่งทานเครื่องดื่มให้หายเหนื่อย สดชื่น ^^ ร้านน่ารัก บรรยากาศดี มีมุมให้เลือกนั่งเยอะเลย  เราก็ตระเวนเดินเล่นแถวลานวัฒนธรรมกันหน่อย ตรงนี้มีพิพิธภัณฑ์เมืองลับแล, ขายสินค้าพื้นเมืองเยอะพอสมควร พิพิธภัณฑ์เมืองลับแล จัดแสดงวิถีชีวิตคนเมืองในสมัยก่อน บอกเล่าเรื่องราวประเพณี วัฒนธรรม เดินมาอีกนิดก็จะเป็นตัวอาคารที่ขายสินค้า สะดุดตาร้านนี้แหละ! "วันวานลับแล"  ขายของเล่น ของกิน ขนม สมัยวัยเด็ก เห็นแล้วคิดถึงชีวิตวัยเด็กจริงๆ 555 เดินเล่นกันจนเย็นแล้ว เราก็เดินทางกลับที่พักกัน โดยคืนนี้เราย้อนกลับไปพักที่ Mee bed and breakfast โรงแรมสุดฮิปในราคาหลักร้อย! จังหวัดแพร่ กัน โรงแรมเปิดใหม่แถวตัวเมือง แค่ชื่อก็น่ารักแล้ว พอได้เห็นสถานที่จริง โอ้ว! ประทับใจ ตกแต่งแบบเรียบง่าย สไตล์ฮิปสเตอร์แบบที่ชอบเลย แถมราคานี่ดึงดูดสุดๆ ในราคาหลักร้อยเท่านั้น! ตั้งอยู่ที่ถนนราษฎร์ดำเนิน ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ เจ้าของใจดี และใส่ใจลูกค้ามากๆ และตั้งแต่ข้างหน้าโรงแรมจนขึ้นไปถึงห้องพัก เรายังไม่หยุดถ่ายรูปเลย สวยทุกมุม! ห้องพักแต่ละห้องนั้นจะตกแต่งไม่เหมือนกันสักห้องเลย! มันเจ๋งตรงนี้แหละ เราไม่รู้ว่าเราจะได้พ้องพักแบบไหน ส่วนเราได้ห้องพักชั้นที่ 4 ห้อง 402 ผนังห้องทาด้วยสีขาว มีกรอบรูปเรียงเต็มไปหมด ชอบมากๆ! ที่นี่ส่วนมากเน้น ใช้ปูนเปลือยและอิฐแดง ห้องโปร่ง อากาศเย็นสบาย อ่านเพิ่มเติม : Mee bed and breakfast โรงแรมสุดฮิปในราคาหลักร้อย! จ.แพร่ นอนเต็มอิ่มบนเตียงนุ่มสบายกันทั้งคืน ก็ต้องตื่นเช้าเก็บกระเป๋ากลับกันแล้ว ก่อนกลับก็แวะทานข้าวเช้า กับของหวานแถวแยกประตูชัยที่ ร้านกองหนุน มีของหวานเยอะแยะไปหมด เจ้าของใจดีจัด ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวสังขยา มาให้กินกัน รสชาติอร่อย หวานมัน แบบนี้น้ำหนักตัวขึ้นก็ไม่เสียใจนะ อิอิ ที่อยู่ : ซอยรอบเมือง แยกประตูชัย ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่  จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ : 054-531597 , 086-1961869   นั่งรถมาได้แปบนึงก็มาแวะที่ พิพิธภัณฑ์บ้านเทพ มีของสะสมหายากในสมัยก่อนหลายอย่าง เช่นเงินพดด้วง, ตะเกียงเก่า, ไม้แกะสลัก, ชามลายครามต่างๆ เป็นต้น ที่นี่เปิดให้ชมฟรีทุกวัน ตั้งแต่ 09.00 น-17.00 น. ค่ะ ที่อยู่ : 8/1 ถนนเทศบาล2 ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ : 08-79871164 ถึงเวลาต้องกลับบ้านแล้วสิ อยากเที่ยวไม่ครบเลย แต่คราวหน้าสัญญาว่าจะต้องเที่ยวให้ครบแน่นอน ทริป  "เที่ยวเหนือ เที่ยวไหน เที่ยวไป ถีบไป กินไป @แพร่ น่าน อุตรดิตถ์" กับทาง ททท. ในครั้งนี้เป็นทริปที่สนุก และประทับใจมากๆ ^^ งั้นขอตัวลาไปก่อน เจอกันทริปหน้านะคะ .. >> พาแอ่วเหนือ! ปั่นจักรยาน เที่ยวไป ถีบไป กินไป @น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ (ตอนที่ 1) ขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ (พื้นที่รับผิดชอบ: แพร่,น่าน,อุตรดิตถ์) เว็บไซต์ : http://www.tourismthailand.org/phrae