เห็ดหลินจือแดง

วิกฤตภัยแล้ง! เกษตรกรหัน 'เพาะเห็ดฟางคอนโด' สร้างรายได้เสริม
ภัยแล้ง /  สำนักงานเกษตรอำเภอแม่ริม / 

เกษตรกรชาวเชียงใหม่หัน 'เพาะเห็ดฟางคอนโด' ชี้ ช่วยสร้างรายได้เสริมทดแทนการทำนาปรังในช่วงหน้าแล้ง สำนักงานเกษตรอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่สอนวิธีเพาะเห็ดฟางในตะกร้าหรือเพาะเห็ดฟาง แบบคอนโดให้กับชาวบ้านและเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้งกว่า 50 ราย ได้มีอาชีพเสริมเลี้ยงครอบครัว ทั้งนี้เกษตรกรเลือกที่จะพักการปลูกข้าวนาปรัง และหันมาหารายได้ด้วยการเพาะเห็ดฟางขายในช่วงฤดูแล้ง สำหรับวิธีการเพาะเห็ดฟางก็ไม่ยุ่งยาก เพียงนำฟางข้าวแห้งที่แช่น้ำไว้สองวัน นำมาใส่ในก้นตะกร้าขนาดความสูง ประมาณ 11 นิ้ว จากนั้นโรยเชื้อเห็ดให้เต็มพื้นที่ และ นำฟางกดทับให้แน่นและใส่ฟางสลับเชื้อเห็ดรวม 4 ชั้น เพียงสองสัปดาห์ก็จะออกดอกและเก็บผลผลิตนำไปบริโภคหรือขายได้ ซึ่ง 1 ตะกร้า ต้นทุนประมาณ 50 บาท สามารถเก็บผลผลิตได้ 2- 3 ครั้ง เฉลี่ยได้ครั้งละประมาณ 1 กิโลกรัม ด้าน นักวิชาการเกษตรอำเภอแม่ริม กำลังอธิบายวิธีและขั้นตอน การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ซึ่งใช้พื้นที่น้อยสามารถเพาะในแนวดิ่งได้ ที่สำคัญใช้น้ำน้อยเพียงฉีดพ่นลำเป็นละอองก็เพียงพอ ขณะที่เห็ดฟางเป็นพืชเศรษฐกิจที่ เป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้ได้รับความสนใจจากชาวบ้านและเกษตรกรในอำเภอแม่ริมจำนวนมาก เนื่องจากเป็นพืชใช้น้ำน้อย เหมาะกับสถานการณ์ความแห้งแล้งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ โดยเกษตรกรหลายคนเลือกที่จะพักการปลูกข้าวนาปรัง หันมาหารายได้ด้วยการเพาะเห็ดฟางขายในช่วงฤดูแล้ง ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy MThai News

ปฏิทินกิจกรรมมหาวิทยาลัย เดือนมีนาคม 2559
กิจกรรมนักศึกษา /  นักศึกษา / 

ปฏิทินกิจกรรมมหาวิทยาลัย เดือนมีนาคม 2559 1.คณะบริหารธุรกิจ ม.เกษตรฯ เชิญร่วมบริจาคโลหิตครั้งที่2/255 ในโครงการต้น กล้าจิตอาสา รวมใจเฉลิมพระเกียรติ วันที่ 2 มีนาคม 2559 เวลา 09.00-15.00น. ณ ห้องฟ้าใส ชั้น1 อาคาร3 คณะบริหารธุรกิจ ม.เกษตรฯ 2.หอศิลปวัฒนธรรม ม.ขอนแก่น ร่วมมือกับ หอศิลป์ ม.ศิลปากร เชิญชม“การแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยของศิลปินรุ่นเยาว์ ครั้งที่ 32”  ณ หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น วันนี้ - 5 มีนาคม 2559  เวลา 10.00 –19.00 น. ณ หอศิลปวัฒนธรรม 3.หมวดวิชาจุลชีววิทยา ภาควิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.รังสิต จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การเพาะเลี้ยงเห็ดในถุงพลาสติกเบื้องต้น วันที่ 5 มีนาคม 2559 ณ ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา (ห้อง 4-112) ชั้น 1 อาคารวิทยาศาสตร์ ม.รังสิต โทร. 02-997-2200-30 ต่อ 1463 4.ม.เกษตรฯ จัดโครงการเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงาน วันที่ 5 - 6 มีนาคม 2559 ณ เรือนไม้ชายคลอง อำเภออำพวา จ.สมุทรสงคราม สอบถามกิจการนักศึกษา ม.เกษตรฯ 5.สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  จัดค่ายเยาวชนสมองกล พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ด้วย IT วันที่ 7 - 18 มีนาคม 2559  เวลา 09.00-16.00 น. ณ  สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 6.สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ เชิญชมนิทรรศการ “100 ภาพเขียนพฤกษชาติอวดโฉม ฉลอง 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ผลงานนิสิตเก่าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ วันที่ 16 มีนาคม  2559 เป็นต้นไป ณ นิทรรศสถาน อาคารศิลปวัฒนธรรม โทร. 02-218-3645 , 02-218-3634-6 7.สถาบันจีน-ไทย และสถาบันการทูตและการต่างประเทศ ม.รังสิต จัดเสวนาเรื่อง “เส้นทางสายไหมทางทะเล: การค้าโบราณกับความเชื่อมโยงสมัยใหม่”วันที่ 17 มีนาคม 2559 เวลา 08.30-12.30 น. ณ ห้องนิทรรศการศาลากวนอิม (อาคาร 18) ม.รังสิต โทร. 02-997-2200-30 ต่อ 6515 8.ชมรมอาสาพัฒนาและบำเพ็ญประโยชน์ ม.บูรพา จัด"ค่ายมีนาอาสาทำความดีปี59" ค่ายที่เต็มไปด้วยเหล่าฮีโร่จากMARVEL วันที่ 18 - 20 มีนาคม 2559 ณ โรงเรียนวัดจรเข้ตาย(พินิจค้าประชาสรรค์) ต.บางคา อ.ราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา 9.สัมผัสโลกวิศวกรรม 59 Open House วิศวฯมจพ. วันที่ 24 - 26 มีนาคม 2559 ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 10.ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ จัดสัมมนา "Decoding Marketing Crisis 2016"  วันนี้ - 31 มีนาคม 2559 สอบถามห้องภาควิชาการตลาด ชั้น1 อาคารไชยยศสมบัติ1 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ โทร. 02-218-5794-5 หรือ www.cbs.chula.ac.th ติดตามข้อมูลปฏิทินกิจกรรมมหาวิทยาลัยเพิ่มเติมได้ที่ นิตยสาร Campus Star V.34 Facebook : https://www.facebook.com/CampusStars

100 เมนูอาหารที่เหมาะกับธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ! โดย อ.คฑา ชินบัญชร
อาหารตามธาตุ /  โหงวเฮ้ง

การรับประทานอาหารตามธาตุ จะทำให้มีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส และส่งผลให้โหงวเฮ้งเราดีขึ้นด้วย ซึ่งเมื่อโหงวเฮ้งเราดี ก็จะทำให้เราทำอะไรก็ราบรื่น ประสบผลสำเร็จ เราทุกคนมีธาตุทั้ง 4 อยู่ในร่างกาย แต่จะมีลักษณะเด่นเพียงหนึ่งธาตุ ถ้ารู้จักตัวเอง ก็สามารถปรับสมดุลเพื่อรับมือกับความผิดปกติที่จะเกิดขึ้นได้ นอกจากนั้นในแต่ละช่วง ฤดูกาลต่างๆ ก็ควรมีการปรับธาตุของร่างกายให้สมดุลกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย ด้วยอาหารการกิน ผู้ที่เกิด ธาตุดิน คือ… ราศีพฤษภ 14 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน ราศีกันย์ 17 กันยายน – 16 ตุลาคม ราศีมังกร 14 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์ คนที่มีธาตุดิน เป็นธาตุเจ้าเรือน จะมีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมดกดำ เสียงดังฟังชัด เป็นคนหนักแน่น เยือกเย็น อดทน เคลื่อนไหวค่อนข้างช้า รักการประนีประนอม จึงเหมาะกับการทำงานประจำ คนธาตุนี้มักชอบกิจกรรมเกี่ยวกับการพักผ่อนหย่อนใจ เป็นคนผิวเย็น ควรออกกำลังกายอย่างหนัก เพื่อลดความเฉื่อยชา และควรดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานผักและผสไม้ที่มีรสฝาด หวาน มัน เค็ม เช่น หัวปลี กะหล่ำปลี ผักกะเฉด ถั่วพู เผือก มัน แห้ว มะพร้าว ถั่วลิสง งาดำ ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า ตัวอย่างอาหารคาว : ถั่วงอกผัดเต้าหู้ ข้าวซอยไก่ แกงจืดเต้าหู้ ยำถั่วพู ตัวอย่างอาหารหวาน : ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ฟักทองนึ่ง มะพร้าวขูด กล้วยบวชชี ตัวอย่างเครื่องดื่ม : น้ำฝรั่ง น้ำฟักทอง น้ำแตงโมง น้ำเต้าหู้ ตัวอย่างผลไม้ : ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า มะละกอสุก มะม่วงสุก มังคุด เงาะ ลำไย ผู้ที่เกิด ธาตุน้ำ คือ… ราศรีกรกฎ 16 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม ราศีพิจิก 16 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม ราศีมีน 14 มีนาคม – 12 เมษายน คนที่มีธาตุน้ำ เป็นธาตุเจ้าเรือน จะมีรูปร่างสมส่วน ท้วมถึงอ้วน ผิวพรรณสดใส อารมณ์เย็น ความ จำดี นุ่มนวล มักจะเก็บความรู้สึกได้ดี มีความสงบ มีอารมณ์อ่อนไหว เชื่อในเรื่องโชคชะตา และพรหมลิขิต มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบเป็นห่วงเป็นใยคนรอบข้าง ทำให้คุณเป็นที่รักของเพื่อนๆ และควรดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะเขือเทศ มะกรูด มะนาว ส้ม สับปะรด มะขามป้อม ยอดมะขามอ่อน หลีกเลี่ยงอาหารรสมันจัด เพราะอ้วนง่าย ตัวอย่างอาหารคาว : ข้าวคลุกกะปิ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ต้มยำไก่ฝบมะขามอ่อน น้ำพริกมะขามสด ตัวอย่างอาหารหวาน : กระท้อนลอยแก้ว สับปะรดลอยแก้ว ตัวอย่างเครื่องดื่ม : น้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำกระเจี๊ยบ น้ำระกำ น้ำสับปะรด ตัวอย่างผลไม้ : สับปะรด ส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะเฟือง ลางสาด มะม่วงดิบ ผู้ที่เกิด ธาตุลม คือ… ราศรีกรกฎ 15 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม ราศีตุลย์ 17 ตุลาคม – 15 พฤศจิกายน ราศีกุมภ์ 13 กุมภาพันธ์ – 13 มีนาคม คนที่มีธาตุลม เป็นธาตุเจ้าเรือน จะมีรูปร่างโปร่ง ผอมบาง คิดเร็ว พูดเร็ว ทำอะไรเร็ว คล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง ช่างพูด ขี้หนาว อารมณ์หวั่นไหวง่าย ไม่ชอบทำงานประจำ มีความคิดสร้างสรรค์และมีความยืดหยุ่น ปรับตัวกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ง่าย สภาพผิวแห้งง่าย ระบบการเผาผลาญในร่างกายทำงานเร็วผิดปกติ จึงทำให้มีรูปร่างค่อนข้างผอม กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน นอนไม่ค่อยหลับ  เป็นคนที่คิดอะไรอย่างมีหลักเกณฑ์ และจะยึดความถูกต้องของเหตุและผล ชอบคบค้าสมาคมกับคนทุกเพศทุกวัย ไม่อคติกับใคร และควรดูแลสุขภาพด้วย การรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น พริก ขิง ข่า ตะไคร้ โหระพา  กะเพรา กระชาย หอม กระเทียม ขมิ้น ขึ้นฉ่าย ตัวอย่างอาหารคาว : ผัดผักบุ้งไฟแดง โจ๊กหมูใส่ขิง ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ แกงเลียง ปลาทอดราดพริก ตัวอย่างอาหารหวาน : เต้าฮวยน้ำขิง บัวลอยน้ำขิง มันต้มน้ำตาลใส่ขิง ขนมเทียนไส้เค็ม ตัวอย่างเครื่องดื่ม : น้ำขิง น้ำตะไคร้ ตัวอย่างผลไม้ : ชมพู่ แตงโม แตงไทย ผู้ที่เกิด ธาตุไฟ คือ… ราศรีเมษ 13 เมษายน – 13 พฤษภาคม ราศีสิงห์ 17 สิงหาคม – 16 กันยายน ราศีธนู 16 ธันวาคม – 13 มกราคม คนที่มีธาตุไฟ เป็นธาตุเจ้าเรือน มักขี้ร้อน เคลื่อนไหวเร็ว อารมณ์ร้อน หิว บ่อย กินเก่ง มีแนวโน้มที่จะเป็นคนอ้วนได้ มักตัดสินใจเร็ว กระตือรือร้น มีความจริงจัง ชอบวางแผนและชอบการแข่งขัน จึงทำให้เป็นคนมีระเบียบแบบแผน ขาดความอดทนและชอบทำตัวเป็นผู้นำ เป็นคนมองโลกในแง่ดี และควร ดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานผักและผลไม้ทีมีรสขม รสเย็น รสจืด เช่น สะเดา มะระ มะเขือพวง บวบ ตำลึง แค  แตงโม แตงกวา ผักบุ้ง บัวบก ขี้เหล็ก หัวผักกาด ฟักทอง คะน้า และหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดร้อน ตัวอย่างอาหารคาว : ซุปรากบัวเห็ดหอม ตุ๋นมะระ ต้มจับฉ่าย แกงขี้เหล็ก ห่อหมกใบยอ แกงจืดตำลึงหมู ตัวอย่างอาหารหวาน : เฉาก๊วย รากบัวต้ม เต้าฮวย ฟรุ๊ตสลัด ตัวอย่างเครื่องดื่ม : น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย น้ำมะตูม น้ำแตงโม ตัวอย่างผลไม้ : ชมพู่ แตงโม มะละกอ แตงไทย ลูกตาลอ่อน รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com

เซ็ตเมนู ”Special Valentine's Set” ที่ The Deck by the river
The Deck by the river /  วาเลนไทน์

Celebrate you Valentine in the historical town of Bangkok... เนื่องด้วยเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีเทศกาลวาเลนไทน์ ทาง Arun Residence Group ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และวิวทิวทัศน์ที่งดงามของพระปรางค์วัดอรุณเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของแต่ละร้าน Arun Residence Group ทั้งนี้ร้าน The Deck by the river , Bitter Deck และ Eat Sight Story Deck มีความยินดีที่จะเสนอเซ็ตเมนู”Special Valentine's Set”ในคืนวันแห่งความรัก หรือ 14 กุมภาพันธ์ 2559 นี้ ในราคาเซ็ตละ 4,800 บาท ต่อ 1 คู่รัก หรือหากไม่มีคู่ ต้องการทานคนเดียว ทางเราก็ยินดีครับ ราคาท่านละ 2,400 บาท รายการอาหารจะประกอบไปด้วย ตับห่าน เบคอนกรอบ เสิร์ฟพร้อมแพนเค้กผลไม้รวม ต้มยำปลาหิมะกับเห็ดสด สปาเก็ตตี้ผัดปลาแอนโชวี่โรยหน้าด้วยไข่ปลาแซลมอนรมควัน Main (Select  1 item from choices) -เนื้อสันในออสเตรเลียเสียบไม้ย่างซอสบาร์บีคิว -พล่ากุ้งมังกรเครื่องเทศไทยรสจัด เสิร์ฟพร้อมข้าวหอมมะลิ -สันนอกแกะอบเครื่องเทศ เห็ดอบชีส ซอสหอมแดงบรั่นดี บลูเบอร์รี่พานาค็อตต้า เรียนเชิญทุกท่านมารับประทานอาหารท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติกในคืนวันแห่งความรัก และเพลิดเพลินกับวิววัดอรุณ สามารถสอบถามรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ The Deck by the river โทรศัพท์ : 02-221-9158 Bitter Deck โทรศัพท์ : 02-622-2932 Eat Sight Story Deck โทรศัพท์ : 02-622-2163

ความอร่อยที่ออกแบบได้ ที่ Sava Dining (ซาว่า ไดนิ่ง) Emquartier
Emquartier /  ฟิวชั่น / 

ติดใจกับรสชาติอาหารจึงมากันเป็นครั้งที่สอง กับร้าน Sava Dining ที่ Emquartier บนชั้น 6 Helix Quartier(อาคารA) ทั้งหน้าตาและรสชาติอาหารถูกออกแบบให้ลงตัว เปรียบอาหารกับแฟชั่น ที่ คุณหมู พลพัฒน์ อัศวประภา เจ้าของแบรนด์แฟชั่น “อาซาว่า”  รังสรรค์คิดค้นขึ้นเองทุกเมนู ทุกเมนูถูกนำมาดัดแปลงจากอาหารไทยแท้มาผสมผสานความทันสมัยแต่ไม่ทิ้งกลิ่นอายความเป็นไทย พยายามชูวัตถุดิบไทยให้เด่นกว่าวัตถุอื่นๆ รสชาติอาหารที่ฟิวชั่นจึงถูกปากคนไทย ความอร่อยที่ออกแบบได้ ที่ Sava Dining (ซาว่า ไดนิ่ง) คอนเซ็ปต์ของร้านก็ยังคงเหมือนเดิม เน้นความสบายตา ใช้แสงจากธรรมชาติมากกว่าแสงไฟในร้าน และดูสดชื่นมีชีวิตชีวาด้วยต้นไม้ที่ประดับตามมุมต่างๆ และด้วยสีสันของแฟชั่น สีน้ำเงินสลับกับสีขาว และสีน้ำตาลของไม้ เป็นดีไซน์ที่จับสีมาอยู่ด้วยกันได้ดี ด้วยความที่ชอบพลิกแพลงจับอันนี้ไปใส่อันนั้น จนกลายเป็นเมนูที่มีกว่า 80 รายการ ที่คุณหมู ได้ออกแบบไว้ทั้งหมด ไม่ได้มีแค่หน้าตาที่สีสันน่าทานอย่างเดียว รสชาติก็เข้มข้นถึงใจแม้เป็นอาหารไทยที่ผสมผสานกับตะวันตก อย่างที่บอกว่าเมมนูฟิวชั่นร้านนี้จะชูความเป็นไทยให้เด่นกว่าวัตถุดิบอื่นๆ เส้นคาแปลินี่ผัดแหนม (290 บาท) ไข่ กระเทียมโทนดองและดอกขจร เบคอน แหนม กรอบๆ โรยอยู่ด้านบน สปาเก็ตตี้ผัดกะปิหมูฮ้อง  (320 บาท) หมูฮ้องเป็นเอกลักษณ์ของอาหารใต้ ปกติแล้วต้องกินกับข้าวสวย แต่นำมาผัดกับสปาเก็ตตี้และมีกลิ่นหอมของกะปิเบาๆ พร้อมบีบมะนาว คลุกเคล้าให้เข้ากัน ข้าวไข่ข้นครีมไข่หอยเม่นและสาหร่ายแห้ง (410 บาท) เสิร์ฟมาพร้อมกับกระทะร้อนๆ คล้ายๆ อาหารญี่ปุ่น ราดข้าวด้วยไข่ข้นมาจากกระทะร้อนๆ ด้านบนเป็นไข่หอยเม่นและโรยด้วยสาหร่าย ใส่ซอสปรุงรสนิดหน่อย อร่อยกลมกล่อม อูด้งคาโบนาร่าเมนไทโกะ (340 บาท) ผัดซอสครีมไข่ปลาโรยหน้าด้วยสาหร่ายญี่ปุ่น เสิร์ฟกับไข่ลวกออนเซ็น และหนังปลาโออบแห้งโรยหน้าเพิ่มความหอม ตัดรสด้วยขิง แกงเลียงกุ้งสดใส่ซูกินี่ (340 บาท) ปกติต้องทานกับข้าวสวยร้อนกับแกงเลียงกุ้งเมนูไทยๆ ไม่มีดัดแปลงและยิ่งคู่กิบไข่เจียวร้อนๆ แต่ของซาว่านั่นทานคู่กับไข่ซูเฟล่ ฟูๆ คลุกกับพริกขิงปลาดุกฟู ข้าวหน้าเนื้อออสเตรเลียวากิวย่างแจ่ว (690 บาท) มาพร้อมกับตะกร้าผักสด ข้าวหน้าเนื้อที่รสชาติไทย รสจัดจ้านเพิ่มความพิเศษด้วยเนื้อวากิวย่างหอมๆ เส้นคาแปลินี่น้ำยาปู (340 บาท) เส้นคาแปลินี่น้ำยาปูใบชะพลูเสิร์ฟกับรากบัวเทมปุระ เป็นการผสมผสานระหว่างอาหารไทยและอาหารตะวันตกได้อย่างลงตัว เลือกหยิบใช้วัตถุที่รสชาติสามารถไปกันได้ ความอร่อยของเส้นคาแปลินี่และความอร่อยของน้ำยาปูแบบไทยๆ เข้ากันเป็นอย่างดี ข้าวไข่เจียวฟูเนื้อปู (290 บาท) ความฟูของไข่เจียวไม่ได้อยู่แค่บนหน้าชาม ลองตักลึกลงไปเกือบครึ่งถ้วยจึงจะเจอข้าวสวย ทานคู่กับแกงจืดซี่โครงหมูและชาอู่หลง ผัดซีอิ๋วทะเลโอโคโนมิยากิ (250 บาท) ใส่ไข่เค็ม กุ้งและปลาหมึก เสิร์ฟกับหนังปลาโอแห้ง และขิงดองแบบญี่ปุ่น มากับกระทะร้อนคล้ายๆ แพนเค้กญี่ปุ่น ปอเปี๊ยะเห็ดและชีส (190 บาท) เมนูใหม่ที่ซาว่าอยากจะนำเสนอ เมนูทานเล่น ปอเปี๊ยะเห็ดและชีสเสิร์ฟกับมายองเนสที่มีส่วนผสมของเห็ดทรัฟเฟิล เฉาก๊วยราดไซรัปเก๋าลัดเชื่อม (110 บาท) ขนมหวานที่น่าสั่งมาลอง เก๋าลัดเชื่อมไม่รู้ว่าจะหากินได้จากที่ไหน และถ้าอยากเพิ่มความหวาน เพิ่มไซรัปเก๋าลัดพิ่มลงไปได้ พุดดิ้งมะตูมอุ่น (220 บาท) เสิร์ฟซอสมะตูมและไอศครีมวานิลลา โฟรเซ่นฮอทลิกาเดลี่ไวท์ช็อกโกแลต (480 บาท) กิลาเดลี่ช็อกโกแลตปั่น ใส่วิปปิ้งครีมและช็อคโกแลตซอส ถ้วยใหญ่สามารถทานได้ 3-4 คน     Healthy Me / Plum Sky Strawberry Black Tea / Sava on the Rocks --------------------------------------------------------------------------------------------------------------- กิจกรรมพิเศษสำหรับสมาชิก MThai 1. โชว์คอนเทนต์ร้าน Sava Dining ลด20% ถึง 30 เมษายน 2559 2. ใครตอบถูกและสุ่มผู้โชคดี รับ Gift Voucher 300 บาท 10 รางวัล คำถาม : ร้าน Sava Dining ตั้งอยู่ที่ไหน? ชั้นอะไร? รายชื่อผู้โชค ha_auy yingyuy02 MadamMeLon maykanok mach33 Sirgotex gawpat TheNoRmalonE kanitta_nak anothai * วิธีรับรางวัลเพียงโชว์บัตรประชาชนที่ชื่อตรงกับProfileให้กับทางร้าน ** ผู้ที่ร่วมกิจกรรม ควรทำการ ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก ก่อนตอบ และทำการอัพเดทข้อมูล ชื่อ-นามสกุล และที่อยู่ ในProfileของคุณให้เรียบร้อย เพื่อการจัดส่งของรางวัลง่ายขึ้น ผู้ที่มีชื่อได้รางวัลแต่ไม่มีที่อยู่ในการจัดส่ง ทางเราจะถือว่าสละสิทธิ์ให้ผู้อื่นทันที

ตะลุย 8 ร้าน 8 สไตล์ หลากหลายสัญชาติสำหรับวันวาเลนไทน์นี้ ที่ Eight Thonglor
Eight Thonglor /  KTC / 

ทีมงาน MThai มีโอกาสได้รับเชิญจากทางบัตรเครดิต KTC เนื่องจากเราแอบได้ยินมาว่าทาง KTC จัดแคมเปญใหญ่ร่วมกับ Eight Thonglor ฉลองครบรอบ 8 ปี ภายใต้ชื่อว่า “Happy8 Dining กับบัตร KTC” ต้อนรับวันแห่งความรักในเทศกาลวันวาเลนไทน์ 2016 เหมาะสำหรับทีมกินเที่ยวอย่างพวกเรา เรียกได้ว่างานนี้มีตัวเลือกให้ถึง “8 ร้าน 8 สไตล์ยิ่งใหญ่สมกับเป็น Eight Thonglor” “Welcome drink เป็นชามะนาวในขวดแสนเก๋จาก One Two Tea” 1.Sushi CYU & Carnival Yakiniku เริ่มต้นกันที่ร้านแรก “ซูชิจู แอนด์ บาร์บีคิว คาร์นิวัล ยากินิคุ” เป็นร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่นสุดแสนพรีเมียม ที่มีตั้งแต่ซูชิและปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น โดยวันนี้ได้รับเกียรติจากเชฟของทางร้านมาอธิบายถึงเมนูอาหารของร้าน ซึ่งโดยปกติแล้วจะหาเวลาเจอตัวได้ยากทีเดียวค่ะ ระหว่างรอไฮไลท์เด็ดของทางร้านซึ่งก็คือยากินิคุ ที่ใช้เนื้อวัวไทยเฟรนส์ A4,A5 ทางร้านก็นำซูชิมาเสิร์ฟบอกว่าเป็นของทางเล่นระหว่างรอ แต่พอทีมงานได้ชิมแล้วบอกเลยว่าปลาสดมากกกก เกินกว่าจะเป็นของทางเล่นอีกนะจ๊ะ ใครมาก็อย่าลืมสั่งเซ็ทนี้ดูนะ เนื้อวากิวระดับตำนาน บอกเลยว่าที่ร้านติดหนึ่งในห้าอันดับเนื้อวากิวที่ดีที่สุดสำหรับคนรักเนื้อจะต้องมาลิ้มลองทาน ด้วยประสบการณ์กว่า 24 ปีจากประเทศญี่ปุ่น การันตีเรื่องคุณภาพดีงามแน่นอน (แค่เห็นลายก็สวยงามน้ำลายไหลกันแล้วใช่ไหมละ) “วิธีการทานโกเบแบบออริจินอลและสันคอ” จากภาพแยกกันออกไหมจ๊ะ ว่าแบบไหนโกเบปกติหรือแบบไหนเป็นสันคอ มาเริ่มกันจากเนื้อตัวลายสวยงามจะเป็นโกเบออริจินอล สามารถปิ้งลงไปบนเตาได้เลย พอสุกก็กลับอีกด้าน เวลารับประทานจะทานกับเกลือญี่ปุ่น และส้มโชยุรสชาติจะหอม หวาน ละลายในปากจริงๆ ส่วนอีกแบบนึงจะเป็นสันคอค่ะ เนื้อจะนุ่นแต่ไม่ละลายเท่าลายสวยเวลาทานก็จิ้มกับน้ำจิ้ม ก็อร่อยมันไปอีกแบบนึงค่ะ สำหรับคนไม่ทานเนื้อทางร้านก็มีเซ็ทหมูไว้ให้ทานนะคะ เปิด – ปิด : วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 11.30 – 14.00 น. และ 18.00 – 22.00 น. (เสาร์ – อาทิตย์ เวลา 11.30 – 22.00 น.) ประเภทอาหาร : อาหารญี่ปุ่น,อะลาคาร์ท,ซูชิ,ปิ้งย่าง เบอร์ติดต่อ : 02-713-8321, 085-145-1722 2.MASALA ART “บรรยากาศภายในร้านตกแต่งแบบเรียบหรูมีกลิ่นอายความเป็นอินเดีย” มาต่อสำหรับร้านที่สองกับแคมเปญนี้กันค่ะ ร้านนี้จะเป็น “อาหารอินเดีย” ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “มาซาลา อาร์ท” มีความหมายมาจากเครื่องแกงมาซาลาผสมกับคำว่าอาร์ทค่ะ เป็นกลิ่นอายของอาหารอินเดียที่มีการปรุงด้วยศิลปะและใจ ทำให้ผู้ท่านสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของผู้ทำอาหารจานนั้นๆ โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากมิสเตอร์ซีเจ เจ้าของร้านมาบรรยายที่มาของอาหารอินเดียให้พวกเราทราบกันค่ะ โดยร้านนี้จะเป็นอาหารอินเดียสไตล์ทางเหนือ “Appetizer และข้าวอินเดีย” เริ่มด้วยของทานเล่นอย่างขนมปังโยเกิตลูกชิ้นผัก สอดไส้โยเกิตเดฮีเคคาบับ รสชาติจะเหมือนขนมปังที่รสและกลิ่นของผัก แล้วมีทอปปิ้งเป็นโยเกิตอินเดียค่ะ เข้ากันได้อย่างดีเรียกอร่อยมาก เนื้อโยเกิตของเค้าจะรสชาติคล้ายครีมชีสนุ่มเข้ากับขนมปังรสผักเรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี ตามมาด้วยอาหารหนักอย่างแกงกุ้งอินเดีย ที่มีเครื่องแกงเข้มข้นเผ็ดร้อน สามารถเลือกทานได้ระหว่างแป้งนาน (กระเทียมหรือธรรมดา) หรือทานคู่กับข้าวอินเดียที่คลุกเคล้าเครื่องเทศสีเหลืองนวลหอมอร่อยเข้ากันได้อย่างดีกับแกงค่ะ ส่วนไก่สีแดงที่เราเห็นนั้นเป็นคล้ายไก่ย่างอบเครื่องเทศเรียกว่า “ชิคเก้นทิการ์” เมนูยอดฮิตสำหรับใครที่ทานอาหารอินเดียต้องไม่พลาด แอบกระซิบอีกนิดว่าทางร้านจะไม่มีเนื้อหมูหรือเนื้อวัวนะคะ จะทำอาหารเฉพาะเนื้อไก่, กุ้งและเนื้อแพะ สำหรับคนที่ทานมังสวิรัติสามารถไปทานที่ร้านนี้ได้ค่ะ เปิด – ปิด : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-13.00 น. และ 18.00-22.00 น. ประเภทอาหาร : อาหารอินเดียทางตอนเหนือ,อะลาคาร์ท เบอร์ติดต่อ : 02-713-8357 3.Crepes&Co “เครปแอนส์โค” หากใครอยู่ย่านสุขุมวิทจะต้องเคยได้ยินชื่อนี้แน่นอน กับตำนานเครปฝรั่งเศสรสอร่อยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ใครจะบ้างว่าเครป แอนส์ โค มีสาขา Eight Thonglor และที่สำคัญไม่ได้อร่อยแต่เครปนะจ๊ะ เพราะที่ร้านมีอาหารคาวให้ทานกันแบบอยู่ท้องกันไปเลยหละ “เครป แอนส์ โค” ที่นี่มากกว่าเมนูของหวาน “Tajine Zitoun” ประเดิมกันด้วยเมนูสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน แลดูภาคพื้นผิวมหาสมุทรสุขภาพดี๊ดีได้ใจทีมงานกันไปเลยทีเดียวกับอาหารจานนี้ “Tajine Zitoun” เมื่อเปิดผะอบออกมาจะเจอกับไก่ตุ๋นมะกอกดำและมะนาวเครื่องเทศสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน โมรอคโคกันสุดสุด ทานคู่กับข้าวคูสคุสและฮารีซาซอส อาจจะดูแปลกตาแต่สำหรับคนที่ชอบเครื่องเทศจานนี้ก็เข้มข้นเข้ากันดีค่ะ “Moroccan Briouattes & Supreme” ตามมาด้วยของทานเล่นอย่าง Moroccan Briouattes ที่เป็นเนื้อผัดกับข้าวและผงอบเชย แล้วนำมาทอด จานนี้ถูกใจเป็นพิเศษเหมือนคล้ายเปาะเปี๊ยะทอดอร่อยดีค่ะ และเมนู Supreme เป็นเครปคาวซิกเนเจอร์ของทางร้านที่จะต้องมาลองทานกันให้ได้ “Crepe Framboise” มาถึงเมนูปิดท้าย เมนูฟินเป็นพิเศษเป็นเครปหวานที่อร่อยมากกกกกกก ทีมงานการันตีว่าหากได้ลองทานแล้วนั้น จะต้องหลงรักและกลับมาทานซ้ำอย่างแน่นอน ตัวแป้งเครปกรอบอร่อยค่ะ ราดด้วยซอสราสเบอร์รี่ หอมหวานอมเปรี้ยว แต่งจานด้วยน้ำตาลไอซ์ซิ่ง ความเปรี้ยวของซอสตัดกันได้อย่างไอศครีมวนิลารสละมุนที่สอดไส้อยู่ภายใต้แป้งเครป ใครละจะอดใจไหวกับเมนูนี้ ต้องไปลองกันให้ได้นะคะสำหรับร้าน “Crepes & Co” เปิด – ปิด : ทุกวัน ตั้งเวลา 9.00 – 23.00 น. ประเภทอาหาร :สไตล์เมดิเตอร์เรเนียน, ฝรั่งเศส, กรีก, โมรอกโค, อะลาคาร์ท เบอร์ติดต่อ : 02-726-9398-9 4.FLANN O’BRIEN’S IRIS PUB “บรรยากาศ Indoor&Outdoor ชิลสบายสุดสุด” “ฟลาน โอ ไบรอันส์” เป็นร้านอาหารสไตล์โฮมเมดไอริสกึ่งผับ ภายในร้านจะเน้นการตกแต่งโดนเน้นสีเขียวและมีกลิ่นอายของโทนสีของไม้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นสไตล์ไอริช โดยสโลแกนของที่ร้านแห่งนี้คือ No strangers at Flann O'Brien's, Only friends you haven’t met yet นั่นก็คือ ไม่มี “คนแปลกหน้า” ที่ฟลาน โอเบรียนส์.. มีแค่ “เพื่อน” ที่เรายังไม่รู้จัก เท่านั้นค่ะ ทางร้านจะเน้นความเป็นกันเอง มีความบันเทิงและสนุกสนานแต่จะคงไว้ซึ่งบริการและอาหารที่ได้มาตรฐาน “คลังเบียร์สุดยอดความอร่อยของชาวไอริสต้องที่นี่เลย” นอกจากอาหารโฮมเมดสไตล์ไอริสแล้ว ที่พลาดไม่ได้เลยเห็นจะเป็นเบียร์หลากหลายประเภทค่ะ มีตั้งแต่อ่อนไปจนถึงหนัก นอกจากหลายชนิดแล้วยังหลายสีอีก มีชนิดที่ผู้หญิงตั้งครรภ์ทานได้ด้วยนะคะ วันนี้ทีมงานของลองชิมจิบๆเบียร์ดำแทนละกัน หอมเข้มฟินกันสุดๆ “Chef’s house Salad& Homemade Irish Lamb Stew” เริ่มกันด้วยสองเมนูเรียกน้ำย่อยอย่างสลัด Chef’s house Salad และเมนู Homeade Iris Lamb Stew หรือเมนูสตูเนื้อแกะตุ๋นพร้อมเครื่องเทศสดสไตล์ไอริส พอลองชิมแล้วต้องบอกว่าเนื้อแกะไม่มีกลิ่นสาปเลยค่ะ หากทานร้อนๆรสชาติจะดีและเข้มข้นมากทีเดียว “Beef and Guinness pie & Banger and Mash” ปิดท้ายด้วยสองเมนูเด็ด คือ สตูว์เนื้อตุ๋นกับเบียร์ดำกินเนสส์ พร้อมผักต่างๆ และเครื่องเทศสดสไตล์ไอริช ใช้เนื้อนำเข้าเกรดเอตุ๋นให้เปื่อยกับเบียร์ดำกินเนสส์ ดิปคู่กับมันฝรั่งทอดชิ้นโต หากได้เบียร์เย็นๆสักแก้วรับรองคืนนี้สนุกแน่นอน สุดท้ายกับเมนู Banger and Mash หรือ ไส้กรอกหมูรสาติต้นตำหรับ ด้วยเนื้อไส้กรอกแน่น ชิ้นใหญ่หนา หอมกลิ่นเครื่องเทศ เสิร์ฟทานพร้อมกับมันฝรั่งบด และราดด้วยซอสเกรวี่ เข้มข้นจนต้องทานให้หมด เปิด – ปิด : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 – 01.00 น. ประเภทอาหาร : อเมริกันบาร์, โฮมเมดไอริส,อะลาคาร์ท เบอร์ติดต่อ : 02-392-2898 5.HOLA Barcelona Tapas&Wine Restaurant “โอลา สแปนิช” ร้านอาหารสเปนในกรุงเทพฯ ว่าหาทานได้ยากแล้วยังหาที่เด็ดยากกว่า แต่สำหรับร้านนี้ทีมงานเราการันตีอยากให้ไปลอง เพราะมันอร่อยมากจริงๆ “ Pealla Seafood” Pealla Seafood หรือข้าวผัดสเปน เป็นเมนูแนะนำของที่ร้านโอลา สแปนิช ที่ยอมรับว่าตอนแรกเฉยๆ แต่พอได้ลองชิมเท่านั้นมันอร่อยมาก มากจริงๆ ตัวข้าวญี่ปุ่นร่วนเข้ากับซอสหอมมันกุ้งและเครื่องซีฟู้ดครบรส หอมเคล้าน้ำมันมะกอก อร่อยขนาดต้องทานให้หมด หากทานไม่หมดเจ้าของร้านมีงอนกันน่าดู อยากให้มาลองเมนูนี้กัน “Red wine Sangria ที่ร้าน Ohla Spanish Food” เห็นแก้วแบบนี้อย่าเผลอคิดว่าเป็นน้ำแดงนะจ๊ะ เพราะ Red Wine Sangria คือน้ำผลไม้ผสมกับไวน์แดง จิบดับร้อนยิ่งอากาศเมืองไทยแล้วละก็ระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟ เป็นเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยให้มื้ออาหารนั้นสมบูรณ์แบบเลยก็ว่าได้ ทีมงานเราก็กินเพลินไปหลายแก้วอยู่ ><” “กุ้งกระเทียมและสลัดปลาแซลมอน” ระหว่างรอเมนูต่างๆ สลัดปลาแซลมอนก็เด็ดไม่แพ้กัน จะมีส่วนผสมของผลไม้และอะโวคาโด้ ส่วนน้ำสลัดที่ร้านก็คิดค้นสูตรขึ้นมาใหม่เอง แถมผักก็กรอบสดเข้ากับปลาแซลมอนสุดๆ จานนี้แอบแย่งกันทานใหญ่เลยละ ตามมาด้วยกุ้งกระเทียมที่เจ้าของไม่ห่วงสูตรเลยสักนิด แต่กลับไปบ้านก็ไม่มีลูกค้าท่านไหนทำได้เท่ากับที่ร้านนี้อีกแล้ว ต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า มันอร่อยมากจนกระทั่งน้ำมันถึงกับต้องซด ทีมงานละอยากได้ข้าวสวยเสียจริงๆ แถมที่ร้านยังเป็นน้ำมันมะกอกบอกเลยทานแล้วยังได้สุขภาพดีอีก สมกับเป็นร้านอาหารแนะนำสุดๆ “ข้าวผัดสเปนหมึกดำและมีทบอล” ปิดท้ายกันด้วยเมนูข้าวผัดสเปนในสไตล์แบบมีซอสหมึกดำ ก็อร่อยเข้มข้นไปอีกแบบค่ะ จะเค็มๆมันๆเข้ากับปลาหมึกและข้าวได้อย่างดี รวมถึงมีทบอลก็เป็นอาหารทานเล่นกินเพลินๆเปิด – ปิด : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 – 23.00 น. ประเภทอาหาร : อาหารสเปน เบอร์ติดต่อ : 02-713-8387 6.TADAIMA “ทาไดมะ” ร้านอาหารญี่ปุ่นยอดนิยมของดาราหนุ่มสุดหล่อ “กันต์ กันตถาวร” ที่มีหลากหลายสาขาเริ่มต้นด้วยคอนเซปต์สุดชิคอาหารทุกจานราคาเดียว 88 บาท จากนั้นค่อยมาปรับมีความหลากหลายของอะลาคาร์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปลาดิบ เราไม่คิดว่าร้านทาไดมะจะสดได้มากขนาดนี้ และวันนี้เชฟก็ได้มาโชว์การแล่ปลาตัวใหญ่ให้เราชมกันด้วยค่ะ . “เชฟที่ร้านทาไดมะ โชว์แล่ปลาแซลมอน” ใครจะเชื่อว่าพี่ปลาแซนมอนตัวนี้หนักถึง 4-6 กิโลกรัมกันเลยเชียว พี่เชฟรีบหันอย่างคล่องแคล่ว แข็งแรงชนิดที่ว่าคนทั่วไปหากไม่ชำนาญอาจได้โดนมีดบาดมือกันก็เป็นได้ และแล้วก็ออกมาเป็นชิ้นเนื้อปลาแซลมอนสวยงาม (ทีมงานแอบกลัวหัวปลาแซลมอน) ซาซิมิสดมากกกกกกกกกกกกก ไม่คิดว่าร้านไม่ได้เน้นปลาพรีเมียมระดับห้าดาวเทียบเท่าร้านระดับชื่อดังทั่วไป จะมีซาซิมิสดและอร่อยขนาดนี้ รับรองว่าต้องไปซ้ำแน่นอนไม่พลาดค่ะ ทั้งราคาและคุณภาพขนาดนี้ กุ้งสด, แซลมอนชิ้นใหญ่ ปลาโอโตโร่สดฟินละลาย เปิด – ปิด : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.30 – 23.00 น. ประเภทอาหาร : ญี่ปุ่น, อะลาคาร์ท เบอร์ติดต่อ : 02-714-9883 7.HOUSE* 10 HOUSE* 10 ร้านเก๋ไก๋สไตล์ปราสาทเก่า ดูภายนอกนอกจากจะดูเก่าผสานกลิ่นอายแบบชิคๆ เหมือนโรงงานเก่าแล้ว ภายในยังตกแต่งได้แบบสวยงามลงตัว ใครจะเชื่อว่าร้านแห่งนี้เป็นร้านอาหารไทยแสนอร่อย และกลางคืนจะเป็นสถานที่แฮงคเอาท์ชั้นดีด้วยดนตรีสด และรสของเครื่องดื่มต่างๆ “ต้มยำไข่เจียวรสจัดจ้าน VS ข้าวผัดหมูฝอย” ใครว่าอาหารไทยจำเจต้องมาเจอคู่นี้ ต้มยำไข่เจียวรสแซ้บบบ บอกเลยว่าแซ้บลืมมมม ทานคู่กับข้าวผัดหมูฝอย หอมพริกบีบมะนาวสด หูยยย ฟินนน เรียกว่าเป็นคู่สร้างคู่สม คู่แซบที่เข้ากันที่สุด เหมาะกับคู่รักแซบแซบบบ ห้ามพลาดกับร้านนี้และเมนูนี้ค่ะ “ยำเส้นแก้ว VS หมูกรอบบู้ลิ้ม” ยังแซบกันไม่พอต้องต่อด้วยของทานเล่น เมนูนี้คุณสาวๆไม่ต้องกลัวอ้วน กับเมนูเส้นแก้วยำสารพัดพริกและเครื่องผักสด กุ้ง หมูมากันแน่นอร่อยอย่าบอกใคร ตามมาด้วยหมูกรอบบู้ลิ้ม ชื่อก็น่ารักจอมยุทธ์ซะขนาดนี้รสชาติก็ต้องอร่อยอย่างแน่นอน มีมะนาวและเกลือมาให้ แซบลืมมมมกันไหมล่ะคะทุกทาน ปิดท้ายด้วยเมนูสำหรับวาเลนไทน์นี้เท่านั้น (เราลองแล้วเด็ด) อยากให้ไปลองกันอีกแล้วชื่อให้ถามเจ้าของร้านเองนะจ๊ะ เพิ่งคิดได้ตอนนั้นเลย แต่อร่อย “เมนูเครื่องดื่มหอมหวาน ใส่สตอเบอร์รี่สดอย่าทานเยอะละมันจะเมา” เปิด – ปิด : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 – 01.00 น. ประเภทอาหาร : อาหารไทยฟิวชั่น, ผับแอนเรสเตอรองท์ เบอร์ติดต่อ : 081-837-1133 8.BAR STORIA De Caffe “บาร์ สตอเรีย เดล คัฟเฟ่” ตั้งอยู่บริเวณชั้น G ของโครงการ Eight Thonglor เป็นคาเฟ่เล็กๆที่ผสมผสานกลิ่นอายน่ารักของความเป็นตะวันตก นอกจากมีไฮไลท์เป็นกาแฟดริปแล้ว ยังมี All Day Breakfast บริการทุกวันอีกด้วยคะ เรียกน้ำย่อยได้ดีด้วยซุปเห็ดทรัฟเฟิล หอมละมุนลิ้นสัมผัสถึงรสเห็ดไม่ใช่แก่กลิ่นเหมือนบางทีคะ อันนี้ขอชมเลย “ซุปเห็ดทรัฟเฟิล หอมละมุนลิ้นสุดๆ” “หอยแมลงภู่ฝรั่งเศสอบซอสครีมและซอสมะเขือเทศ” จากนี้เป็นจานเด็ดที่หากมาทานที่ร้านนี้ บอกเลยว่าต้องรักพี่เสียดายน้อง เพราะรสชาติเค้าอร่อยทั้งคู่แถมมีรสสัมผัสที่แตกต่างกัน ตัวครีมจะละมุนหอมถึงขนาดต้องซดพร้อมเนิ้อหอยมันเข้ากันได้ดี ส่วนอีกจานนึเป็นซอสมะเขือเทศที่ละมุนเข้มข้นมากกว่าซอสคะ เพราะส่วนผสมที่หลากหลาย เราอยากให้ไปลองทานลิ้มรสความเป็นอาหารอิตาเลียนกัน จริงๆแล้วมีอีกหลายเมนูที่ทางร้านได้ลองนำมาให้เราได้ลิ้มรสและทานกัน อร่อยเกือบทุกเมนูจริงๆจนไม่สามารถสรรหาคำบรรยายได้เทียบเท่ากับอยากให้เพื่อนๆสมาชิกเอ็มไทยได้ไปลองเลือกสรรเมนูทานกันคะ อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่าที่คาเฟ่แห่งนี้นอกจากจะเป็นแหล่งกาแฟดริปนำเข้าชั้นดี ยังเป็นร้านที่ขาย All Day Breakfast น่าลองทุกเมนูไว้ไปลองทานกันดู เปิด – ปิด : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.30 – 22.30 น. ประเภทอาหาร :ออลเดย์เบรคฟาสท์, กาแฟ, อิตาเลียน, อะลาคาร์ท เบอร์ติดต่อ : 02-714-9301 สำหรับวันนี้ทางทีมงาน MThai ต้องขอขอบคุณบัตรเครดิต KTC ที่ให้เราได้ไปลองทานอาหารอร่อยๆและนำมาแบ่งปันประสบการณ์กับเพื่อนสมาชิกกันคะ และสำหรับใครที่ใช้บัตรเครดิต KTC อย่าพลาดกับแคมเปญ “Happy Eight Dining with KTC” เพราะว่ามอบส่วนให้ถึง 50% ร้านไหนส่วนลดเป็นอย่างไรบ้าง อย่าลืมติดตามได้ที่แฟนเพจของทาง KTC นะคะ

นี่แหละร้านกาแฟในฝัน The Bikini Beans Espresso shop
The Bikini Beans Espresso shop /  ร้านกาแฟ

นี่แหละร้านกาแฟในฝัน The Bikini Beans Espresso shop ในเมื่อร้านกาแฟผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดทำให้ร้านเล็กๆ จะไปโปรโมทสู้เจ้าใหญ่คงยากน่าดู แต่ Carlie Jo หญิงสาวที่มีร้านกาแฟของตัวเองในชื่อ The Bikini Beans Espresso shop กลับทำให้ร้านกาแฟเล็กๆ ของเธอที่ตั้งอยู่ในเมืองเคนท์วอชิงตันเป็นที่นิยมสุดๆ โดยเฉพาะในโลกโซเชียลอย่าง Facebook ที่มีคนฟอลโลวเกินกว่า 10,000 คนเข้าไปแล้ว (แน่นอนว่าต้องเป็นผู้ชายเกือบ 100%) นอกจากนี้เรตติ้งของร้านก็ยังสูงปรี๊ดโดยทำคะแนนไปได้ถึง 4.6 เต็ม 5 อีกด้วย นี่แหละร้านกาแฟในฝัน The Bikini Beans Espresso shop สูตรลับความสำเร็จนอกจากกาแฟต้องอร่อยแล้ว(หรือเปล่า) ความสำคัญอยู่ที่เจ้าของร้านมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะเธอมาในชุดบิกินี่สมกับชื่อร้านแต่ทีเด็ดคือบางวันก็มากกว่าบิกินี่ ถือว่าเป็นการคืนกำไรให้กับลูกค้าที่ต้องตาแข็งหลังจากได้ดื่มกาแฟของเธอเข้าไป หลังจากที่เราเข้าไปส่องในเฟซบุ๊คของทางร้านถึงกับรีบกดถูกใจเพจแทบไม่ทัน เพราะ Carlie Jo เธออัพเดทถี่ได้ใจลูกค้าจริงๆ แต่อย่ารอดูภาพกาแฟสูตรใหม่นะเพราะไม่มีแน่นอน มีแต่รูปเซลฟี่ของเธอแทน ซึ่งในแต่ละวันก็มาแบบไม่ซ้ำกัน แต่ที่เหมือนกันคือความเซ็กซี่ที่ทะลักจุดเดือดจนอาจลืมไปว่านี่คือเพจร้านกาแฟ จะว่าไปนอกจากจะสวยเซ็กซี่แล้วเธอยังมีจิตวิญญาณของนักการตลาดที่เข้มข้นจริงๆ คิดดูสิขนาดอยู่ห่างกันข้ามโลกเรายังรู้สึกๆ เพลียอยากข้ามทวีปไปจิบกาแฟที่ร้านของเธอซะตอนนี้ทีเดียว ภาพและข้อมูลจาก FB  : BikiniBeansEspresso ติดตามเพิ่มเติมได้ใน A'Lure Magazine Vol.67

Shugaa room for dessert (ชูก้า) หอมหวานจนสุดซอย สุขุมวิท 61
dessert bar /  Shugaa room for dessert / 

ร้าน Shugaa room for dessert (ชูก้า)  คาเฟ่น้องใหม่เอาใจคนรักขนมหวาน ที่เปิดในซอยสุขุมวิท 61 เดินเข้ามาในซอยประมาณ 400 เมตร ร้านจะอยู่ภายในตึก The Residence @61 รับรองว่าใครที่หลงเข้ามาแล้ว จะกลับออกไปยากมาก เพราะความน่ารัก รู้สึกบายทั้งตาและใจ ยากที่จะก้าวขาออกจากนอกร้าน Shugaa room for dessert (ชูก้า) หอมหวานจนสุดซอย สุขุมวิท 61 การตกแต่งร้านก็บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ส่งถึงความมีศิลปะทั้งร้านและขนม ที่เรียกว่าสไตล์โพลิกอน เป็นศิลปะลายเหลี่ยมที่วางซ้อนกันให้เป็นรูปร่างที่สวยงาม หากมองอีกมุม คือสื่อถึงผลึกน้ำตาลที่มีความหมายตรงกับชื่อร้านอีกด้วย มุมที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดนั่นก็คือมุมตรงบรรไดทางขึ้นไปบนชั้นสอง ศิลปะโพลิกอนที่ออกแบบมาเป็นรูปหมีที่มีขนากตัวเกือบเท่าคน และความน่ารักที่เป็นสีพาสเทลแล้ว น่าดึงดูดให้ไปถ่ายรูปใกล้ๆ มุมพักผ่อนบนชั้นสอง ใครอยากพักผ่อนหย่อนใจหรือต้องการมุมอ่านหนังสือเงียบๆ ที่ชั้นลอยด้านบนที่มองให้ชั้นล่าง แถมด้านบนยังมีคลาสสอนปั้นเค้กน้ำตาล ทุกคนก็สามารถสร้างเค้กเป็นของตัวเองได้ ใครที่ได้รู้จักกับร้าน Shugaa ก็จะรู้ว่าไม่ได้มีแค่ขนมหวานแค่อย่างเดียว เรายังได้อิ่มท้องด้วยอาหารฟิวชั่น ที่รสชาติเข้มข้น ใครที่เห็นแค่หน้าตาของอาหารคิดว่าเป็นอาหารที่มีรสชาติเบาๆ ไม่จัดจ้าน แต่ขอบอกเลยว่าอย่าดูแค่เปลือกภายนอก ต้องลองชิมดูว่าแซ่บเครื่องจริงๆ ค่ะ ประเดิมเมนูแรกด้วย Tengoku Spaghetti (265 บาท) เป็นเมนูไฮไลท์ ที่ต้องลองสั่งมาทาน เป็นเมนูที่มีชื่อสายชาวตะวันตกกับประเทศญี่ปุ่น คล้ายโซบะเย็น แต่นี่คือแองเจิลแฮร์เย็น ที่มาพร้อมกับไข่เมนไทโกะ ที่ท็อปอยู่ด้านบน Smoked Salmon Benedict (285 บาท) brunch ที่เสิร์ฟทั้งวัน มาตอนไหนก็ได้ทานแน่นอน ความเค็มของสโม็คแซลมอนตัดกับซอสเบชาเมล มีความกลมกล่อม เข้ากันได้อย่างลงตัว ทานพร้อมๆ กับไข่เบเนดิกต์ จะพบถึงความฟินไม่ที่สิ้นสุด Olio Yoshoku (250 บาท) เป็นอีกจานที่ผสมผสานที่ความเป็นตะวันตกกับญี่ปุ่น ที่ลงตัวกันสุดๆ แถมเป็นจานโปรดของคนไทย เพราะรสชาติที่ถูกใจคนไทยที่สุด แต่ยังมีกลิ่นของญี่ปุ่นเยอะพอสมควรด้วยกลิ่นหอมของโชยุญี่ปุ่น มิโซะหวาน ดึงความเผ็ดด้วยพริกแห้ง โรยหน้าด้วยเบคอนทอดชิ้นเล็กๆ  Chaopraya Spaghetti (295 บาท) สปาเก็ตตี้เจ้าพระยา เห็นสีที่จืดๆ แบบนี้ ลองทานดูว่าไม่จืดอย่างที่คิด ความแซ่บนั้นสอดแทรกเข้าไปในเส้นแล้วด้วยซอสสูตรพิเศษ และเครื่องเคียงที่ยกมาทั้งแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงแม้สีจะจืดกว่าเพื่อนแต่ความเผ็ดร้อนรสชาติจัดจ้านต้องยกให้เป็นเมนูนี้เลยค่ะ S.W.A.G (160 บาท) น้ำ Blackcurrant โยเกิร์ตที่มีส่วนผสมของมะนาวและนม เพิ่มความนุ่มด้วยครีมชีสด้านบน มาถึงเมนูของหวานที่ไม่ลองไม่ได้เมนูขนมหวานที่มากมายหลายอย่าง แต่ตัวที่เด่นๆ ที่ต้องลองนั่นมี 4 เมนู Cake Signature ต้องลอง หากไม่สั่งถือว่ายังไม่ถึงร้าน Shugaa เลยทีเดียว Forrest Gump (180 บาท) ด้านนอกเป็นมิ้นสีเขียวหวานแหวว แต่ด้านในเป็นดาร์กช็อกโกแลตและบราวนี่แสนหอมหวาน Kyotonite (190 บาท) คล้ายโมจิลูกโต มีถั่วแดงด้านใน เป็นโมจิรสชาติชาเขียว มีความนุ่มหนึบและความรู้สึกกรอบของฐานด้านล่าง CrumpB' (160 บาท) รูปร่างจะคล้ายกับเห็ด สีชมพูหวาน ด้านในจะเป็นแอปเปิ้ลคาราเมลหอมหวาน J'Stella (185 บาท) ความรู้สึกเหมือนอยู่ในอวกาศ ด้านในเป็นดาร์กช็อโกแลตเวลาทานแล้วรู้สึกว่านุ่มรสชาติเบาๆ เหมือนลอยอยู่ในห้วงอวกาศ Bake On Bake On (255 บาท) Homemade Vanilla Tahiti ice-cream ทานกับขนมปังที่นำไปInfusedกับเบคอน มาในจานที่เหมือนเขียงไม้ มีองค์ประกอบหลายอย่างในจานอย่างเช่น Maple syrup, Pineapple Curd, Mixed Berry Caviar, Grand Mania Gel, Caramelized Pineapple, Bacon Crumble, White Chocolate Snow คำถามชิงรางวัล : ลุ้นรับสิทธิพิเศษ "กิจกรรมปั้นเค้กน้ำตาล จำนวน 4 รางวัล รางวัลละ 1 คู่" คำถาม : Cake Signature 4 ตัวของทางร้าน Shugaa มีชื่อว่าอะไรบ้าง ? ส่วนลดพิเศษสำหรับสมาชิก MThai ส่วนลด 10% เฉพาะค่าอาหาร เพียงโชว์หน้า Content ให้กับทางร้าน ก็รับส่วนลดไปเลย ใช้ได้ตั้งแต่วันนี้ - 17 มิถุนายน 2559 ** ผู้ที่ร่วมกิจกรรม ควรทำการ ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก ก่อนตอบ และทำการอัพเดทข้อมูล ชื่อ-นามสกุล และที่อยู่ ในProfileของคุณให้เรียบร้อย เพื่อการจัดส่งของรางวัลง่ายขึ้น ผู้ที่มีชื่อได้รางวัลแต่ไม่มีที่อยู่ในการจัดส่ง ทางเราจะถือว่าสละสิทธิ์ให้ผู้อื่นทันที

คลิปกระปู๋สอนใจ ทุกอย่างดูซอฟท์เมื่อมันเป็นการ์ตูน!!
กระปู๋ /  คลิป / 

ต้องบอกเลยนะครับว่าการเป็นสุขภาพบุรุษของผู้ชายเราในทุกวันนี้นั้นยังคงสำคัญอยู่ มันเป็นสิ่งหนึ่งที่จะสามารถทำให้พิชิตใจสาวได้ ดังในคลิปวีดีโอชุดนี้ที่ Project Consent ยูสเซอร์ใน Youtube ได้โพสไว้ โดยเป็นการ์ตูนสอนมารยาทความเป็นสุภาพบุรุษในการจีบสาวของหนุ่มๆ โดยแทนตัวการ์ตูนผู้ชายเราด้วย กระปู๋ตัวแสบ ที่เข้าไปจีบสาว แบบที่ต้องบอกว่าเห็นแล้วอยากจะตบกระโหลกซักทีเลย ฮ่าๆ ลองไปชมกันเลยดีกว่าครับ ทุกอย่างดูซอฟท์เมื่อมันเป็นการ์ตูน!! แต่แบบนี้มันเกินงามไปนะ เจ้าหัวเห็ดตัวแสบ เอ้าเฮ้ย!! ตัวเดิมเลย มาอีกแล้ว จะจิ้มอีกแล้วละสิ ฮ่าๆ เชื่อเถอะครับพวกเธอไม่ได้ต้องกระปู๋ของเราเสมอไปหรอกนะเออ ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=BHkUczVRHSM&list=PLMGTAwnlBwSaFtTa7pDg0Q29SNte8AaGe&index=3

6 เคล็ดลับ จัด ร้านกาแฟ ตามหลักฮวงจุ้ยเรียกเงินล้าน
กาแฟ /  ค้าขาย / 

จัดร้านกาแฟอย่างไร เรียกเงิน เรียกลูกค้า? เดี๋ยวนี้หันไปทางไหน ก็มักจะเจอกับ ร้านกาแฟ ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ทั้งร้านเล็กร้านใหญ่ เลือกกินแทบไปถูกเลยทีเดียว เพราะมีเยอะมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกร้านจะขายดีทั้งหมด บางร้านเปิดมาได้ไม่นานก็มีอันต้องปิดตัวลงไป ด้วยสาเหตุหลายๆอย่าง แต่ถึงจะมีความเสี่ยงขนาดไหน แม่หมอเชื่อว่าหลายคนก็ยังคงมีความคิดที่จะเปิด ร้านกาแฟ อยู่ดี วันนี้แม่หมอ แห่ง Horoscope.Mthai เลยนำเทคนิคการเปิดร้านกาแฟให้ถูกหลักฮวงจุ้ย จาก I-see magazine มาฝากกันค่ะ 1. การเลือกทำเลที่ตั้ง ในภาษาฮวงจุ้ยเรียก ทำเล ว่าพลังชี่ ซึ่งพลังชี่หมายถึงพลังงานที่มีการเคลื่อนไหวอยู่เรื่อยๆ เหมือนสายน้ำ หรือทำเลที่มีผู้คนมากมายเดินผ่าน ไม่ว่าจะเป็นตามตลาดนัดต่างๆ อาทิ ตลาดนัดจตุจักร หรือตามห้างสรรพสินค้า ตึกสำนักงานต่างๆ บางคนเลือกร้านที่อยู่ริมถนนใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าพลังชี่ในบริเวณนั้นย่อมไหลแรงไม่หยุด แต่ถามว่าทำไมถึงยังขายไม่ดี นั่นเป็นเพราะคุณไม่มีที่ดักจับพลังงาน นั่นก็คือที่จอดรถนั่นเอง สิ่งน้ำสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเลือกทำเลที่ตั้งเลยค่ะ และนอกจากนี้ทำเลต้องห้ามของ ร้านกาแฟ ตามหลักฮวงจุ้ยคือใต้สะพาน เหตุเพราะมองเห็นยาก ดูทึบหมอง ไม่น่าเข้า วิธีแก้คือการออกแบบด้านหน้า ให้มีรูปทรงสามเหลี่ยมพุ่งเข้าใส่สะพาน แล้วควรดูแลเรื่องการจัดแสงให้ดี เน้นเรื่องป้ายให้ลูกค้าเห็นชัดเจนขึ้น 2. หลักการวางเคาน์เตอร์คิดเงิน ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว จะยึดด้านขวาเป็นมังกร ด่นซ้ายคือเสือขาว มังกรนั้นมีความหมายถึงการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เสือขาวคือการหยุดนิ่ง เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ควรเอาเครื่องคิดเลขไว้ฝั่งขาว เพราะนั่นหมายถึงการมีเงินเท่าไหร่ก็ใช้จนหมด หากต้องการเก็บเงินให้อยู่ควรตั้งไว้ด้านซ้ายแทนค่ะ 3. เทคนิคการจัดร้านให้เป็นเลข 8 สำหรับการจัดวางสิ่งของภายในร้าน จะต้องอาศัยหลักของเลข 8 เข้ามาช่วย ความหมายคือ การจัดวางที่ทำให้เกิดการเดินดูได้โดยรอบ ซ้ำไปซ้ำมา มันเหมือนกับการดักลูกค้าให้เข้ามาในอวยแล้วหาทางออกไม่เจอนั่นเอง 4. จำนวนประตูภายในร้าน หากพูดถึงประตูร้านตามหลักฮวงจุ้ย ไม่ควรจะมีหลายบาน ประตูเข้าออกควรมีบานเดียว เพื่อง่ายในการดูแลร้าน มองเห็นคนเข้าออกได้ทุกคน ประตูร้านที่ดีไม่ควรมีสิ่งกีดขวางด้านหน้า ควรเป็นมุมที่เปิดกว้างให้มากที่สุด พร้อมที่จะรับลูกค้าอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าในกรณีที่มีเสาอยู่ภายในร้านด้านหน้าประตูทางเข้า ทางแก้ง่ายๆคือเอากระจกเงามาปิดทั้งเสา กระจกจะช่วยในเรื่องของมุมมองลูกค้า ทำให้เกิดความรู้สึกกว้างขึ้น แล้วจะทำให้สินค้าดูดีและน่าสนใจมากขึ้น 5. กระจกเงาช่วยคุณได้ ในการจัดหน้าร้าน ควรเอากระจกมาวางหรือประดับร้านบ้าง เพราะจากการสังเกตพฤติกรรมของคนเรา เวลาเดินผ่านกระจกเงามักชอบหันไปมอง ตรงนี้เลยเป็นส่วนที่ดึงดูดลูกค้าให้มาสนใจร้านมากขึ้น 6. แสง สี เสียง กลิ่น อย่าให้บกพร่อง สำหรับร้านกาแฟนั้น เราควรออกแบบโดยใช้สีเอิร์ธโทน เช่น สีน้ำตาล เขียว ขาว หรือสีที่ดูสบายตา ต้องสร้างบรรยากาศผ่อนคลายให้กับลูกค้ามากที่สุด ในขณะที่กาแฟเป็นธาตุน้ำ เราก็ไม่ควรเอาสีธาตุไฟไปชน ส่วนเรื่องการจัดแสงนั้น ก็ไม่ควรให้น้อยหรือมากจนเกินไป โดยแนะนำให้แบ่งแสงไฟออกเป็น 2 ประเภท อันดับแรกคือจัดแสงทั่วไป เพื่อคุมโทน และอีกประเภทคือ ไฟที่ส่องตามกำแพงหรือตามหัวเสาต่างๆ เพื่อให้เกิดบรรยากาศที่น่าสนใจมากขึ้น นอกจากนี้เรื่องของกลิ่นซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ถือเป็นเสน่ห์ของร้านกาแฟเลยก็ว่าได้ สิ่งนี้ทำให้ร้านกาแฟร้านดังสามารถประสบความสำเร็จได้ เพราะกลิ่นของกาแฟจะดึงดูงให้คนเข้าร้านมากขึ้น รวมไปถึงเพลงที่ใช้เปิดก็ควรเป็นเพลงสบายๆ ตามหลักของร้านธาตุน้ำ เพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้เข้ามา   ที่มาจาก :  I-see magazine ติตดามดูดวงอื่นๆได้ที่ : Horoscope.mthai.com

คนรักสุขภาพ ตื่นเต้น แห่ดูแลตัวเองด้วย เห็ดทางการแพทย์!!
คนรักสุขภาพ /  เชื้อโรค / 

คนรักสุขภาพตื่นเต้น แห่ดูแลตัวเองด้วยเห็ดทางการแพทย์!! นักวิจัยยังทึ่งในประโยชน์ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันถึงระดับเม็ดเลือดขาว หลายครั้งที่เรามักพบกว่าวิทยาการในอดีต กลับกลายมาเป็นวิทยาการอันล้ำค่าที่แม้แต่คนในยุคปัจจุบันยังต้องทึ่ง หันมาให้ความสำคัญ ซึ่งคราวนี้สำหรับใครที่ชอบทานเห็ดคงได้ยิ้มกว้าง เพราะมีเห็ดที่ขึ้นชื่อว่ามีสรรพคุณที่ถูกใช้เป็นยามาตั้งแต่อดีตซึ่งเราได้เรียกว่าเห็ดทางการแพทย์ อย่างเช่น เห็ดยามบูชิตาเกะ เห็ดมัตสึซาเกะ และเห็ดไมตาเกะ เป็นต้น ซึ่งจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันพบว่า เห็ดสายพันธุ์เหล่านี้ ออกฤทธิ์ช่วยในการเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ถึงระดับเซลล์เม็ดเลือดขาว เป็นเรื่องน่าทึ่งที่ทำให้วงการวิทยาศาสตร์ต้องตื่นตัว ซึ่งตอนนี้กลุ่มคนรักสุขภาพทั้งหลายก็เริ่มหันมาดูแลสุขภาพด้วยเห็ดทางการแพทย์กันแล้ว ที่เราต้องใส่ใจและให้ความสำคัญกับเซลล์เม็ดเลือดขาวนั้นก็เพราะว่า เม็ดเลือดขาวในร่างกายของคนเรา เป็นตัวที่ทำหน้าที่กำจัดเชื้่อโรค ไวรัส และแบคทีเรีย แต่ด้วยสภาวะสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยโรคต่างๆมากมาย ภาวะความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องมีการดูแลร่างกาย เสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว โดยสารสำคัญในเห็ดทางการแพทย์นี้ ถูกค้นพบในงานวิจัยระดับนานาชาติ ทั้ง ญี่ปุ่น เกาหลี และอเมริกาว่า ช่วยกระตุ้น ให้เม็ดเลือดขาวทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถกำจัดไวรัส เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมได้ดียิ่งขึ้น จึงเป็นผลให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย หรือที่เรียกว่า ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันถึงระดับเม็ดเลือดขาวนั่นเอง คนทั่วๆไปอาจเข้าใจผิดคิดว่าแค่นำเห็ดสายพันธุ์เหล่านี้มาปรุงเป็นอาหาร ก็สามารถได้รับสารสำคัญจากเห็ดดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายได้ แต่จริงๆแล้วจำเป็นต้องใช้กระบวนการ และเทคโนโลยี ในการสกัดออกมา จึงจะได้สารสำคัญออกมาอย่างครบถ้วน เป็นผลดีต่อสุขภาพจริงๆ เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่จะป่วย หรือเวลาที่ป่วยอาการจะเรื้อรังนานขนาดไหน ในขณะที่เชื้อโรคมีการพัฒนาตัวเองไปอย่างไม่หยุดหย่อน สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมตัวป้องกันไว้ก่อน เข้าตำรา กันไว้ดีกว่าแก้ ดังนั้นการเริ่มดูแลตัวเอง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะเริ่มทำตั้งแต่เนิ่นๆ การเริ่มดูแลตัวเองด้วยเห็ดทางการแพทย์เหล่านี้ อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าทดลอง และเห็นผล เนื่องจากมีเอกสารทั้งทางวิชาการและทางวิทยาศาสตร์ ยืนยันถึงประโยชน์ ดูแลตัวเองในวันนี้เพื่อความสุข เพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน เชื่อว่าไม่มีสุขใดจะเท่าสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอีกแล้ว ฉะนั้นลองหันกลับมามองดูตัวเองและไลฟ์สไตล์ของคุณว่าถึงเวลาแล้วรึยังที่เราต้องหันกลับมาดูแลตัวเองอย่างจริงจังสักที เริ่มดูแลสุขภาพด้วยเห็ดทางการแพทย์ เสริมภูมิคุ้มกัน ถึงระดับเม็ดเลือดขาว ขอบคุณข้อมูลและสาระดีๆจาก ชีวจิต

ปังไหมล่ะ! หลินหยุน เงือกสาว ปัง ปัง ที่ทำให้หนุ่ม ๆ อยากเล่นน้ำด้วยมากที่สุด
Lin Yun /  The Mermaid / 

ปังไหมล่ะ! หลินหยุน เงือกสาว ปัง ปัง ที่ทำให้หนุ่ม ๆ อยากเล่นน้ำด้วยมากที่สุด หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ โจว ซิงฉือ เรื่อง The Mermaid เงือกสาว ปัง ปัง เข้าโรงฉายภาพยนตร์ในเมืองไทยเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว ก็ดูเหมือนว่าเงือกสาวสุดน่ารักวัย 18 ปีที่รับบทโดย หลินหยุน (Lin Yun) ก็ทำให้หนุ่ม ๆ รู้สึกกระชุ่มกระชวย และอยากลงเล่นน้ำกับเงือกสาวเสียเหลือเกิน มาดูว่าตัวจริงที่เป็นมนุษย์นั้นจะน่ารักขนาดไหน ขอขอบคุณภาพจาก www.gettyimages.com

กิน-เที่ยว ฮ่องกง ในแบบที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน
กิน เที่ยว ฮ่องกง /  ที่เที่ยวฮ่องกง / 

พูดถึงฮ่องกงแล้วนึกถึงอะไรกัน? คนจีนเยอะๆ แน่นๆ พูดจาโฉ่งฉ่าง ตึกโคดเยอะ อาหารมันแผล่บ บอกเลยว่าไม่ใช่แบบนั้นทั้งหมดแน่ๆ! เที่ยวฮ่องกง ในแบบที่คุณไม่เคยรู้! ในฐานะคนที่คิดแบบนั้นมาก่อน เคยไปครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ขอบอกเลยว่าฮ่องกงเปลี่ยนไปมากกกกก นอกเหนือไปจากบ้านเมือง ท้องถนน ที่ดูมีความศิวิไลซ์แบบประเทศที่พัฒนาแล้ว ผู้คนก็มีชีวิตชีวา แต่งตัวเก๋ไก๋ ใส่สนีกเก้อกันเต็มบ้านเต็มเมือง เหมือนลูกเป็ดขี้เหร่ที่กลายเป็นหงส์ เหมือนจัสตินบีเบอร์ที่ออกอัลบั้มใหม่ทะลุบิลบอร์ดชาร์ท เออมันเกร๋กว่าที่คิดเยอะอะแกร งงเลยงง 5555555 ก็... คนอื่นอาจจะเห็นกันมาบ่อยบ้างไม่บ่อยบ้าง แต่เราก็ยังตื่นเต้นอยู่ดี อดไม่ได้ที่จะมาเล่าให้ฟัง ยังไงลองมาอ่านเรื่องเล่าฉบับเรากันดู เผื่อจะอินสไปร์ให้ใครได้ออกไปเที่ยวเมืองใกล้ๆ น่ารักๆ แบบฮ่องกงละกันนะะ : ) . รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง! ออกเที่ยวก็เหมือนกัน เดินทางทั้งที ถ้าไม่ดูแผนที่ ไม่เข้าใจภูมิประเทศของเค้า ก็เหมือนมันเที่ยวไม่สุดป้ะะ เพราะฉะนั้นเวลาไปไหนมาไหน เราเองเนี่ยแหละจะชอบทำความรู้จักเรื่องพวกนี้ก่อนตลอด อย่างน้อยก็จะได้พอจับจุดได้ว่าจะขับรถลงเรือ อะไรยังไง ถึงแม้ฮ่องกง จะเที่ยวง่าย พื้นที่ก็เล็กนิดเดียว แต่เราชื่อว่ามีหลายคนที่ไปฮ่องกงกลับมา แล้วยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆแล้วฮ่องกงที่มันหน้าตาเป็นยังไง ส่วนใหญ่เราจะชินกับคำว่า เกาะฮ่องกง ใช่ป้ะะ แต่ที่จริงไม่ได้เป็นเกาะทั้งหมดนะ เกาะฮ่องกง คือเป็นแค่ส่วนนึงของฮ่องกงเท่านั้นเอง เพราะฮ่องกงเนี่ยจะแบ่งเป็นสี่ส่วนใหญ่ๆ ตามนี้ 1. Hong Kong Island ตรงนี้คือฮ่องกงขนานแท้ เป็นจุดศูนย์รวมของทุกสิ่งอย่าง ภาพจำที่เราเห็นเป็นดงคอนกรีตตึกสูงระฟ้า ก็คือทางเหนือของเกาะนี้เนี่ยแหละ มีทั้งแหล่งธุรกิจ บริษัทการเงินระดับโลก คอนโด อพาร์ทเม้น ห้างสรรพสินค้า แหล่งช้อปปิ้ง ทุกอย่างมีหมด 2. Kowloon ฝั่งแผ่นดินใหญ่ ที่อยู่ตรงข้ามเกาะฮ่องกง เป็นที่อยู่ของ Tim Sa Tsui แหล่งช้อปปิ้งสุดฮิตของคนไทย แล้วก็เป็นจุดชมวิวมุมฮิตของฮ่องกงด้วยนะ มองข้ามฝั่งไปก็จะเห็นตึกสูงฝั่งตรงข้ามได้แบบอลังการงานสร้าง แต่ถ้าไม่นับ Tim Sa Tsui ที่ว่า ฝั่งนี้ก็จะมีความบ้านๆ มากกว่าเกาะฮ่องกงเยอะ ไม่ได้มีตึกสูงอะไรมากมาย เป็นที่อยู่อาศัยซะมากกว่า 3. Lantao Island เกาะนี้คือพื้นที่สีเขียวของฮ่องกง คือยังมีความเป็นธรรมชาติหลงเหลืออยู่บ้าง ทั้งภูเขาแล้วก็ทะเล ยังไม่มีตึกรามบ้านช่องมากนัก ที่เที่ยวหลักๆของเกาะนี้ก็คือพระใหญ่บนภูเขา แล้วก็กระเช้านอนปิง เออ ลืมไป ดิสนี่ย์แลนด์ก็ตั้งอยู่บนเกาะนี้ด้วย 4. New Territory ส่วนสุดท้ายคือส่วนขยายของฮ่องกง ที่อังกฤษเจรจาต่อรองมาได้เพิ่มเติมในช่วงที่ยึดฮ่องกงเป็นเมืองขึ้น ซึ่งจริงๆ เกาะลันเตาเองก็เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งใน New Territory ด้วย ส่วนมากพื้นนี้ตรงนี้ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว จะเป็นที่อยู่อาศัย แล้วก็โรงงานของคนฮ่องกงซะมากกว่า เนิร์ดกันมาพออสมควรละ ไปอ่านเรื่องสบายๆ ต่อกันเลยดีกว่าา . ร้อยทั้งร้อยเมื่อพูดถึงฮ่องกง ยังไงก็ต้องนึกถึงตึกสูงระฟ้าพวกนี้ก่อนเป็นอันดับแรกชัวๆ กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของฮ่องกงเฉยยย เห็นตึกเหล่านี้เป็นจุดรวมธุรกิจที่สำคัญอันดับต้นๆของโลก ทั้งธนาคาร บริษัทการเงิน ตลาดหุ้น บอกเลยว่าทุกตึกที่นี่ถูกสร้างขึ้นตามหลักฮวงจุ้ยทั้งนั้นนะะ หน้าตึกต้องหันไปทางประตูมังกร ยอดตึกรับทรัพย์ โกยเงินได้ต้องโกยย โอเค หลู่เลื่อง! . หลายคนอาจจะไม่รู้ แต่ฮ่องกงไม่ได้มีแค่ดงคอนกรีตเว่ยแกรรร ป่าเขาลำเนาไพรเค้าก็มี อาจจะไม่เยอะเท่าคนอื่น แต่มีอะมี สีเขียวที่ว่าของฮ่องกงอยู่ที่เกาะลันเตานั่นเอง พื้นที่ของเกาะเต็มไปด้วยภูมิประเทศแบบฉบับภูเขาๆ โดยเฉพาะลูกสำคัญที่สูงที่สุดจะมีพระใหญ่อยู่ข้างบน เป็นจุดมุ่งหมายหลักๆของนักท่องเที่ยวเลยแหละ เห็นภาพแล้วอาจจะสงสัยว่านี่เค้าเดินขึ้นไปไหว้พระใหญ่กันใช่มั้ย บอกเลยว่าใช่! 555555 สำหรับใครที่อินกับสีเขียวและธรรมชาติ เราก็แนะนำให้ลองเดินขึ้นกันดูไดดด้ เสพย์ธรรมชาติกันไปเต็มๆอะเนอะ พระใหญ่ท่านไม่หนีไปไหนหรอก ส่วนตัวเราเอง ครั้งนี้ขอโหนกระเช้าขึ้นสวยๆก่อนละกัน ไว้ถ้ามีโอกาสได้เดินป่าด้านล่างบ้างจะมาเล่าให้ฟัง! . จากกระเช้าขึ้นเขานอนปิง มองกลับลงไป วิวที่เห็นคือเกาะสนามบินทั้งเกาะ เกาะนี้ชื่อว่า Chek Lap Kok หรือก็คือสนามบินฮ่องกงเนี่ยแหละ แต่ความน่าตื่นเต้นมันมีอยู่ว่า ไอ้เกาะที่เราเห็นเนี่ย แท้จริงแล้วเกิดจากการเอาขยะมหาศาลไปถมจนเป็นก้อนขนาดใหญ่! ใช่ ฟังไม่ผิด พูดง่ายๆก็คือ เราแลนดิ้งกันบนกองขยะจ้าาาาา ไม่รู้จะตื่นเต้นเรื่องถมเกาะ หรือตื่นเต้นเรื่องจำนวนขยะที่ใช้เอามาถมกันแน่ . องค์พระใหญ่ที่อยู่บนจุดสูงสุดของเขานอนปิง เป็นเหมือนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่สำคัญของคนฮ่องกง คนฮ่องกงมีความเชื่อว่า องค์พระใหญ่นี้จะคอยดูแลพวกเค้าให้อยู่เย็นเป็นสุข จะทำให้ครอบครัวรักใคร่กลมเกลียวกัน ไม่แปลกใจเลยที่จะเห็นคนท้องถิ่นมาเยี่ยมเยือนกันให้แน่นตลอดทั้งปี . ตัดภาพกลับมาสู่ตัวเมือง ถ้าไม่บอกนี่คิดว่าตัวเองเดินอยู่ซานฟรานซิสโก เกาะฮ่องกงคือเป็นเนิน เป็นเขา ไม่แพ้ซานฟรานเลย โดยเฉพาะในย่าน central ตึกรามบ้านช่องนี่ก็สร้างไต่เขา อยู่เอียงๆกันซะอย่างงั้น จะเดินเล่นแถวนี้ก็ต้องฟิตร่างกายกันหน่อย หรือใครไม่ไหว จะขึ้นบันไดเลื่อนก็ได้ นี่พูดจริงนะ เค้ามีบันไดเลื่อนจริงๆ เป็นบันไดเลื่อนกลางแจ้งที่ยาวที่สุดในโลกด้วย คือยาวไต่เขาขึ้นไปเกือบหนึ่งกิโลแหนะ บันไดเลื่อนที่ว่า มีชื่อสวยงามอย่างเป็นทางการว่า Central-Mid-Levels escalator แต่ละวันนี่มีชาวฮ่องกงมาใช้บริการเยอะแยะมากกก เป็นพันเป็นหมื่นคนกันเลยทีเดียว . PMQ เป็นอีกหนึ่งที่สุดฮิปของฮ่องกงที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี2014 เป็นเหมือนศูนย์รวมเรื่อง creative ของนักออกแบบที่นี่ก็ว่าได้ ตึกสีขาวแซมเขียวที่เห็นนี้ จริงๆแล้วดัดแปลงมาจากแฟลตเก่าของตำรวจฮ่องกง แต่คือเอามาทำใหม่ซะชิคไม่เหลือเค้าเดิมเลย . ด้านใน PMQ ตรงกลางคือเป็นโถงกว้างๆ แบ่งตึกออกเป็น 2 ฝั่งหลักๆ แต่ละชั้นก็จะถูกซอยย่อยออกเป็นห้องๆ ก็อย่างที่บอก ที่นี่ดัดแปลงมาจากแฟลตตำรวจ นึกถึงหอนักศึกษาก็ได้ มีระเบียงทางเดินยาวๆ คอยเชื่อมแต่ละห้องเข้าด้วยกันอะไรยังงั้น แต่ละห้องก็จะแตกต่างกันออกไป มีตั้งแต่ร้านขายของเก๋ๆ ไปจนถึงห้องทำ workshop งานศิลปะ หรือแม้กระทั่งโรงเรียนสอนทำขนมก็มี เดินผ่านทีนี่กลิ่นหอมเตะจมูกจนหิวเลย ถ้าใครอินอะไรพวกนี้แบบเรา รับรองเดินสองสามชั่วโมงอยู่ในนี้ได้สบายๆ . เดินดูของเพลินๆอย่างเดียวไม่พอ ระเบียงตรงไหนกว้างหน่อย ก็จะถูกดัดแปลงไปเป็น Cafe เล็กๆ นั่งจิบกาแฟไป แอบมองคนอื่นไปพลางๆ บอกเลย คนที่นี่แต่งตัวชิคทุกคน ดูๆแล้ว ยังกะเป็น Fashion Blogger มาเดินเล่นกันทั้งนั้น . ชั้นล่าง PMQ ก็มี Cafe น่ารักๆ อยู่เหมือนกัน แต่ต้องหากันดีๆนะ เพราะ cafe พวกนี้ชอบซ่อนอยู่ตามซอกตามหลืบ เดินเล่นเหนื่อยก็ลงมานั่งพักได้พอดี นั่งพักหายเหนื่อยก็กลับไปเดินกันต่อ slow life สุดๆอะ . อีกอย่างที่เห็นได้ทั่วไปมากในฮ่องกง ฝรั่ง !!! ฝรั่งที่ว่าที่ไม่ใช่นักท่องเที่ยวแบกเป้ ใส่ขาสั้น เสื้อกล้าม หนีบแตะ เหมือนที่เห็นตามบ้านเรานะ เรียกแบบไม่เท่ก็คือพนักงานออฟฟิศหัวทองนั่นล่ะ 55555 ฝรั่งที่นี่คือแต่งตัวเต็มดู professional มาก ถ้าเป็นผู้ชายก็มาดนักธุรกิจสุดเนียบ ใส่สูทผูกไทด์มาเลย ถ้าเป็นผู้หญิงก็ business women สุดๆ ใครมีเสปคเป็นฝรั่งนี่บอกเลยไม่ต้องลงทุนบินไกลไปหาถึงยุโรปอเมริกา แค่มาเดินเล่นเบาๆที่ฮ่องกงก็เผ็จจจมากแล้วจ้า . ถึงแม้จะดูโก้หรูทันสมัย แต่แน่นอน ฮ่องกงก็มีมุมฮิปๆ แอบซ่อนอยู่ไม่น้อย หน้าที่ของเราคือแค่ต้องค้นต้องหามันให้เจอเท่านั้น Tai Ping Shan Street คือย่านฮิปของดีของเด็ดที่ไม่ควรพลาด ถ้าเทียบกับบ้านเรา ก็คงคล้ายๆกับอารีย์ ที่มี cafe ชิคๆ เปิดเต็มไปหมด แต่ที่ Tai Ping Shan ไม่ได้มีแค่ cafe นะ ที่นี่คือมีทั้ง อาร์ทแกลอรี่ ร้านขายของดีไซน์ ร้านอาหาร บาร์เก๋ๆ ก็เพียบ สั้นๆ ห้ามพลาด ! เดินเลี้ยวซ้ายทะลุตรอกขวา ขึ้นเนินแล้วลงบันได รับรองได้เจออะไรเด็ดๆ ซ่อนอยู่ทุกมุมถนนชัวร์ . Cafe ที่นี่ไม่ได้มีไว้สำหรับชาวฮิปสเตอร์เท่านั้น! ช่วงบ่ายๆวันธรรมดา ถ้าใครมาเดินเล่นแถวนี้ จะเห็นว่าพนักงานออฟฟิศ หรือจะเป็นนักธุรกิจหนุ่มสาว เค้าก็มานั่งฮิปกันอยู่แถวนี้เนี่ยแหละ ใส่สูทผูกไทด์มาเต็มยศ แต่มานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวจิ๋วข้างถนน จิบกาแฟไป สนทนาภาษาธุรกิจกันไป เป็นภาพที่น่ารักดีเหมือนกัน . Teakha เป็นอีก cafe นึงที่เราเคยได้สัมผัสความน่ารักผ่านทาง instagram พอได้มาฮ่องกง เลยออกตามล่าให้ได้มาเห็นกับตาตัวเองสักครั้ง จุดขายของ Teakha คือม้านั่งไม้ยาวๆ ข้างๆ กำแพงสีขาว แก้วกาแฟ บนโต๊ะไม้ตัวเล็กๆ พอมีคนฮิปๆ แต่งตัวเก๋ๆ นั่งจิบเท่านั้นแหละ เริ่ดมากกก . อย่าแปลกใจถ้าเดินอยู่แถว Tai Ping Shan แล้วจะเจอคนอารมณ์ติสๆ นั่งจิบเบียร์คนเดียว กลางวันแสกๆ แบบนี้ ก็บอกแล้วว่าแถวนี้เค้าฮิปจริง กำแพงข้างถนนแถวนี้ก็เป็นเหมือนผืนผ้าใบให้ศิลปินมาละเลงงานศิลปะ ทุกตรอกซอกซอยคือมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ไม่รู้เคยเห็นกันยัง แต่ถ้ามีเวลาอยากให้ไปตระเวนตามซอยกันดูววว มันจะดีจริงจริงนะะ . เรื่องงานดีไซน์ ฮ่องกงก็ไม่เป็นรองใคร สังเกตได้ง่ายๆ ในย่าน Tai Ping Shan นี้เลย ตึกรามบ้านช่องคือไม่ธรรมดา ทุกอย่างคิดมาดีแล้วจริงๆ อย่างตึกนี้ Island Christian Academy เป็นโรงเรียนสอนศาสนาที่ดัดแปลงมาจากหอพักเยาวชน ก็ไม่ไรมาก ตัวตึกสร้างตั้งแต่ปี 1912 เอาง่ายๆก็ร้อยกว่าปีเอง คิดดูดิ ร้อยปีที่แล้วออกแบบล่วงหน้ามาถึงตอนนี้ก็ยังไม่ล้าสมัย เค้าเก่งตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดจริงๆ . ถึงแม้จะพัฒนาไปถึงไหนต่อไหน ตึกสูงเสียดฟ้าผุดขึ้นทุกหัวมุมถนน ฮ่องกงก็ยังคงแอบซ่อนเอกลักษณ์ความกุ๊กกิ๊กแบบจีนๆ เอาไว้ไม่น้อย หลังคาแบบจีนโบราณ พอเข้าไปแทรกอยู่ตามตึกคอนกรีต มันทำให้ฮ่องกงมีเสน่ห์อย่าบอกใคร . คนฮ่องกงเป็นคนรักสัตว์ ?? เอ้ อันนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ แต่อย่างนึงที่สังเกตได้ คือคนฮ่องกงมีความกุ๊กกิ๊กในเรื่องหมาอยู่ไม่น้อย เดินไปไหนมาไหน ก็จะเห็นคนหนุ่มสาวที่นี่จูงหมามาเดินเล่นมุ้งมิ้งกันตามประสา แต่คนที่นี่เค้ามีความรับผิดชอบนะ ถ้าน้องหมาทำขนมเสร็จ เจ้าของนี่ห่อกลับบ้านทันทีเป็นอันรู้กัน ไม่มีการปล่อยทิ้งไว้ให้เลอะเทอะเป็นอันขาด . สำหรับตัวเมืองฮ่องกง ตึกที่เห็นมีแค่สองอย่าง ไม่ตึกแถว ก็ตึกสูง บ้านเดี่ยวเป็นหลังๆ นี่อย่าหวังเลยว่าจะได้เห็นในย่านกลางเมือง ถ้าเป็นตึกแถว ส่วนใหญ่ก็เปิดเป็นร้านค้าทำมาหากินกันหมด ส่วนบ้านที่ซุกหัวนอนนั้น ก็ต้องอยู่เป็นแนวตั้ง จะคอนโด อพาร์ทเม็นต์ แฟลต หอพัก มีทุกรูปแบบขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋าของแต่ละคน . บานเฟี้ยมเหล็ก คืออีกหนึ่งความเป็นฮ่องกง บางคนอาจจะบอกว่าเยาวราชก็มีปะว้าาา ใช่ เยาวราชก็มี แต่ที่นี่มีเยอะกว่า แถมมีออร่าของความออริจินอลมากกว่าไม่รู้ทำไม 55555 เราว่ามันโคดมีเสน่ห์อะ ยิ่งเก่ายิ่งมีเสน่ห์ บางทีอะไรที่เป็นของดั้งเดิม มันก็มักจะมีความพิเศษอยู่ในตัวเสมอ ถึงจะพยายามทำขึ้นมาใหม่ ยังไงก็แทนที่ของออริจินอลไม่ได้เลยยย . ถ้าใครเคยสังเกต ถึงภาพลักษณ์ภายนอกฮ่องกงเค้าจะพัฒนาไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่อย่างนึงที่ยังคงความเก๋าอยู่ได้จนทุกวันนี้ ก็คือ TAXI เนี่ยแหละ ไม่ว่าจะผลิตรุ่นใหม่ออกมาไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น คุณ Taxi ฮ่องกงก็ยังคงแข็งใจไม่เปลี่ยน model รถของตัวเอง Taxi ในฮ่องกงกว่า 99% คือใช้รถรุ่น Toyota Comfort ที่ผลิตออกมาครั้งแรกในปี 1995 มาถึงตอนนี้ก็เบาๆ แค่ยี่สิบกว่าปีเอง แต่ก็ยังผลิตออกมาเรื่อยๆ นะ เอาไว้เป็น Taxi โดยเฉพาะ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเค้ายังไม่เปลี่ยน แต่ใจจริงคือชอบมากก รู้สึกว่ามันทำให้เมืองนี้มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น . ฮ่องกงเป็นเมืองช้อปปิ้ง อันนี้ทุกคนน่าจะรู้อยู่แล้ว แบรนด์แทบจะทุกยี่ห้อที่มีอยู่บนโลก คือสามารถหาซื้อได้ที่นี่ แต่สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้การช้อปปิ้งที่ฮ่องกงชนะที่อื่นในโลก คือฮ่องกงไม่มี Tax นั่นเลยเป็นสาเหตุให้คนไทยชอบนักชอบหนาที่จะบินไปช้อปกันที่ฮ่องกง ก็นิสัยคนไทยอะนะ ขอแค่ให้จิ้มเครื่องคิดเลขแล้วได้ราคาถูกกว่าที่พารากอนก็ฟินกันถ้วนหน้าแล้ว . มาฮ่องกง เมืองแห่ง Skyscraper ทั้งที ก็ต้องกระแดะอยากขึ้นไปบนตึกที่สูงที่สุดของฮ่องกงซะหน่อย ถ้าอยากให้คนฟอลโล่ในไอจีอิจฉาเล่นๆ พอขึ้นไปก็อย่าลืมถ่ายรูปแล้วติดโลเคชั่น The Ritz-Carlton, Hong Kong ด้วย ตึกที่ว่านี้คือ International Commerce Centre หรือเรียกง่ายๆ ว่า ICC ไม่ไรมากอะ สูง 484 m เอง ก็แค่เกือบครึ่งกิโลอะ มีทั้งหมดเบาๆก็ 118 ชั้น เค้าว่ากันว่าเป็นตึกที่สูงอันดับที่ 9 ของโลก แต่ถ้านับเป็นจำนวนชั้น ก็สูงอันดับ 4 เลยนะ The Ritz-Carlton โรงแรมหรูอันดับต้นๆ ของโลกก็อยู่ที่นี่ด้วย แล้วบนสุดของโรงแรม ชั้น 118 ก็คือ Ozone Bar เอาไว้ดูวิวเกาะห้องกงแบบเหนือเมฆ นี่พูดจริงนะ เหนือเมฆจริงๆ ก็ตอนเราไปหมอกลงจัดพอดี มองออกมานี่ขาวจั๊ววววว นึกว่ามาดูทะเลหมอก ไหนอะ Skyscraper ของชั้นนนน ร้องไห้แปรบบบ . ไปญี่ปุ่นต้องกินซูชิ ไปอินเดียต้องกินโรตี และแน่นอน มาฮ่องกงก็ต้องลิ้มรสติ่มซำกันซะหน่อย แต่ระดับเรา อร่อยอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีกิมมิคด้วย เลยเป็นที่มาของร้าน Dim Sum Icon อันโด่งดัง คอนเซ็ปต์ของเค้าคือ ตัวการ์ตูน Sario Little Twin Stars ก็ไม่ไรมากกก กินไปก็ขำไป เข้ากับตัวข้าพเจ้ามากกกก ธรรมชาติเป็นคนแบ๋วๆ ไรงิ แต่ว่าไม่ได้นะเออ รสชาติที่เด็ดสะระตี่ . หลายคนอาจจะยังไม่รู้ เห็นทันสมัยแบบนี้ ฮ่องกงมีหมู่บ้านชาวประมงด้วยนะเออ ก่อนไปก็แอบคิดในใจว่า ทุกอย่างที่นี่คืออยู่บนตึกหมด ใช้ชีวิตแนวตั้งกันหมด แล้วหมู่บ้านชาวประมงเค้าจะอยู่บนตึกด้วยป่าววะ 555 มาถึงนี่ผิดคาด หมู่บ้านชาวประมงริมน้ำของจริงเว้ยเฮ้ย ถึงแม้จะมีตึกสูงเป็นฉากหลังก็เหอะ พอให้อภัยได้ แต่ความเด็ดดวงมันอยู่ที่อาหาร!! กุ้งมังกร หอยเป่าฮื้อ หอยงวงช้าง หอยเชลล์ ปูทะเล ปลาเก๋ายักษ์ โอ้โหววว มาหมดทะเลอะ ถ้าปลาวาฬกินได้ คงมีปลาวาฬขายแล้วแหละ สด อร่อย คุ้ม พุงน้อยๆ นี่ยิ้มแป้นเลย . สองทุ่มตรง นาฬิกาบอกเวลา รถม้าจะกลายเป็นฟักทอง เดี๋ยวๆ ไม่เกี่ยวปะ สองทุ่มอะใช่ แต่เป็นเวลาของ Symphony of Lights ต่างหาก ใครเห็น แสงสีเสียงพุ่งไป พุ่งมา ก็ไม่ต้องตกใจ ไม่ใช่สัญญาณเตือนภัยที่ไหน แต่คือโชว์แสงไฟ และเลเซอร์ของเกาะฮ่องกงเค้า Guinness Book เค้าบอกไว้ว่า Symphony of Lights เป็นการโชว์แสงสีเสียงกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยนะ ถ้าใครอยากดูอยากชม เรามีนัดกันทุกวันสองทุ่มตรง หาทำเลเหมาะๆ แถว Avenue of Star หรือไม่ก็ Tsim Sha Tsui แล้วมองข้ามไปฝั่งฮ่องกง ประทับใจแน่นอน . ฮ่องกงก็มีหาดทรายนะเว้ย Repulse Bay เป็นหนึ่งในไม่กี่หาดของฮ่องกงที่เล่นน้ำอาบแดดได้ แต่ขอแอบบอกความลับหน่อย Hidden Story ของที่นี่ คือ…. มันเป็นของปลอมมเว้ยแกกก ทรายที่เห็นเนี่ย เค้าเอามาถมจนมันเป็นหาดขึ้นมาให้คนนอนเล่น ก็ทำไงได้ ประเทศเล็ก ธรรมชาติน้อย อยากได้ก็ต้องสร้างเองเป็นธรรมดา . จาก Repulse Bay อ่าวรูปจันทร์เสี้ยวนี่เป็นจุดรวมนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นจุดรวมตัวเทพเจ้าแบบ One stop service ที่เค้าว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์มากๆอีกด้วย นอกจากที่เห็นเป็นรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่ ยังมีทั้งเทพเจ้าแห่งความรัก โชคลาภ การงาน สุขภาพ กระทั่งขอลูกก็ยังได้! กิจกรรมสุดฮิตเลยคือเดินข้ามสะพานเพื่อต่ออายุขัย โดยมีข้อแม้ว่าห้ามเดินกลับมาทางเดิมด้วยนะ เพราะจะเป็นการลดอายุ ฮั่นแหนะะ อยากรู้เรื่องเทพเจ้าความรักกันล่ะสิ เอาเป็นว่าถ้าได้เมื่อไหร่ จะมาจัดรีวิวแบบละเอียดๆให้ฟังแล้วกันโนะ 555555555 . หรือที่คนไทยคุ้นหูกันว่าวัดกังหัน ว่ากันว่ายิ่งหมุนกังหันเยอะๆ ทรัพย์ยิ่งมา การงานมา โชคดีมาาา ออกตัวก่อนว่าส่วนตัวไม่อินเรื่องความเชื่อใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทุกคนที่ไปวัดอินหนักมากกก ขอพรกันนานมากก เหยย งั้นแก้ปีชงหน่อยละกัน555555 จะเขียนชื่อที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล์ เฟสบุคอะไรก็ว่าไป ท่านจะได้ตามมาให้พรเราถูก ความเชื่อส่วนบุคคลเนอะ ทำอะไรแล้วสบายใจขึ้นเราว่าก็โอเคแล้ว . ถึงจะไม่อินเรื่องความเชื่อ แต่ชอบนะที่ได้มาอยู่ท่ามกลางคนที่เชื่อใน passion บางอย่างของตัวเอง คนฮ่องกงดั้งเดิมเองเลยเชื่อเรื่องดวง เรื่องฮวงจุ้ยกันมากๆ ทุกเทศกาลสำคัญวัดใหญ่ๆจะอัดแน่นไปด้วยชาวฮ่องกงที่มาทำบุญ ขอพร ให้สมตามที่ตนปรารถนา อย่างธูปเทียนนี่ก็ต้องใหญ่ที่สุด ถึงจะดีที่สุด ของเซ่นไหว้มาเต็ม ตรงตามฤกษ์ตามเวลามงคลเป๊ะๆ และนี่อาจจะเป็นอีกเหตุผลนึงที่ฮ่องกงมีวันหวยออกถึง 3 วันต่อสัปดาห์ ยังไม่รวมแทงม้าอีก 2 วัน  . อีกหนึ่งจุดที่ถ้าไม่ได้มาเชคอิน แทบจะเรียกได้ว่ามาไม่ถึงฮ่องกง The Peak หรือ Victoria Peak คือยอดเขาที่สูงที่สุดของเกาะนี้ ง่ายๆเลยคือถ้าจะไปดูมุมท๊อปของเมืองฮ่องกง จะไปดูที่ไหนล่ะถ้าไม่ใช่ที่นี่! ทั้งอ่าววิคตอเรีย ตึกสูงเรียงราย เรือเฟอร์รี่ ฝรั่งบนเรือเฟอร์รรี่ ลองมาส่องดูได้ที่ The Peak โนะ (เดี๋ยว) วิธีเดินทางไปก็ไม่ยากเลยยยย เราสามารถนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปลง MTR Central Station แล้วเดินต่อไปขึ้นรถราง The Peak Tram หือออ ง่ายดายมากๆ แต่สำหรับใครที่จะไปรถยนต์นี่ขอเตือนว่าทางคดเคี้ยวไม่ธรรมดานะะ นี่เมารถ หลับตลอดทางเลยจ้าาาา ตื่นมาอีกทีก็ฮัลโหลวิคตอเรียพีคละ 55555555 นอกเหนือไปจากวิวที่หมอกลงแบบหนาแน่น แบบมองอะไรไม่เห็น แบบทำใจไม่ค่อยจะทัน ยอดเขาเดอะพีคนี่มันก็พีคจริงๆนะ เพราะถือเป็นจุดฮวงจุ้ยแรงงง ใครอยากหล่อรวยเฮง แน่จริงต้องมาปลูกบ้านบนนี้นะเอออ ตามทางคดเคี้ยวขึ้นมาเราเลยจะเห็นบ้านของมหาเศรษฐีกันเต็มไปหมด . เดินผ่านไปผ่านมาแถวจิมซาจุ่ย อาจจะพอคุ้นๆกับตึกทรงกลมหน้าตาประหลาด วางคู่อยู่กับตึกสีชมพู ดูฮิปเว่ออ่าแกรร มันคือศูนย์วัฒนธรรมฮ่องกงนั่นเอง ถ้าให้เทียบกับในกรุงเทพฯก็คงเป็นตึก BACC ที่อยู่ตรงข้ามมาบุญครองอะเนอะ ไม่เพียงแต่สีชมพูของตัวอาคารที่ทำให้ตึกดูสวยโดดเด่น แต่ด้วยการออกแบบพื้นที่ให้เปิดรับกับทะเลด้านหลัง ลมเลยโกรกดีมากกกก ทั้งชาวฮ่องกงเองและนักท่องเที่ยวมานั่งเล่นกันเต็มขั้นบันไดเลยยย เมืองไทยน่าจะมีพื้นที่ริมน้ำชิคๆคูลๆแบบนี้กันมั่งเนอะ  . มีคนเกลียดตึกนี้อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ด้วยความที่เป็นก้อนสีชมพูทึบตัน ไม่มีหน้าต่าง วางอ้วนๆอยู่ริมทะเล สร้างความน่ารำคาญตารำคาญใจไม่น้อยให้แก่คนที่อยู่เกาะฝั่งตรงข้าม เออ แต่ด้วยความนิ่งๆ เพลนๆของมันนี่เราว่าถ่ายรูปโคดดดดดขึ้น พอแต่งชุดทำตัวเท่ๆ ไปยืนอยู่ท่ามกลางแสงและเงาของโครงสร้างรอบอาคารนี่รู้สึกตัวเองคูลขึ้น 30%   . เห็นตึกทรงกลมหน้าตาประหลาดริมถนนย่านจิมซาจุ่ยนี่เดาได้ป่าวว่าตึกอะไรรร เป็นพิพิธภัณฑ์อวกาศของฮ่องกงนั่นเองง เห็นยังงี้เปิดมาตั้งแต่ปี 1980 แล้วนะ แต่ตอนเราไปเค้าปิดปรับปรุงอยู่แฮะ เห็นว่าจะเปิดให้บริการอีกทีปลายปี 2016 รีโนเวทครั้งนี้น่าจะมีอะไรเจ๋งๆเพียบแน่ๆ เพราะของเก่าจัดแสดงมานานนนนมากแล้ว  . อีกหนึงมุมสวยของพิพิธภัณฑ์อวกาศ คือถ้าเราเดินถัดมาข้างๆอีกนิดจะเจอกับบันไดวนสีชมพู วางเท่ๆอยู่คนเดียวท่ามกลางความโค้งมนของตึกทรงกลม เลยต้องถือโอกาสเข้าไปเก็บรูปซะหน่อย ขอบคุณคุณลุงเคนตั๊กกี้ที่เป็นพร๊อพให้รูปนี้ด้วยนะค้าาาา  . ฮ่องกงเป็นเมืองวิวดี นี่ชั้นเดินอยู่ริมทะเล Habour City หรืออยู่ยุโรปปปป ทำไมงานดี งานละมุนน 55555555 ยืนแอบถ่ายอยู่นาน จนนางหันมายิ้มให้ เขินเองซะงั้นอย่างที่บอก ฝรั่งมากันเพียบ แบ็คแพ็คมาก็มี มาเป็นก๊กเป็นแก๊งเลยก็เยอะ ก็นะ ฮ่องกงเที่ยวง่ายยย แถมอากาศก็ค่อนข้างเป็นปกติตลอดปีอีกต่างหากดีค่ะดี AEC เนอะ เปิดตลาดอาเซียน เนอะ เราเวลคั่มนะยูววววว 55555555 . ท่าเรือข้ามฟาก Star Ferry เป็นหนึ่งในหัวใจการคมนาคมของเกาะฮ่องกงเลยทีเดียววว Star Ferry ทำการขนส่งผู้โดยสารจากจิมซาจุ่ย ไป Central หรือ Wanchai ซึ่งแต่ละเที่ยวก็ใช้เวลาไม่นานแค่ประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น ถ้าใครมีเวลาลองหาโอกาสนั่งเรือข้ามฟากดูน่าจะเก็บวิวสวยๆมาได้พอตัวเลย อะไรจะดีไปกว่านั่งเรือเล่น ดูวิวริมน้ำ แล้วปล่อยให้ลมตีหน้าเบาๆ  . อยู่อย่างเหงาๆ เราคงจะได้รู้ เดี๋ยว เหงาไม่เหงาไม่ถามลุงซักคำ ลุงแค่เดินมาดูวิวหน้าเฟรมกล้องเรา ลุงเหงาเฉย 5555555 ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม วิวตึกที่ปกติเรียงรายกันเป็นดอกเห็ดน่าจะให้ความรู้สึกสดใส แข่งขัน กระฉับกระเฉง พอมีหมอกมาลงตรงหน้าแบบนี้กลับดูเศร้าลงอย่างน่าประหลาด ก็คงไม่ต่างกับคน เมืองฮ่องกงก็คงจะมีมุมบางมุมของตัวเองที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ถ้าไม่ได้มาดูด้วยตาตัวเองครั้งนี้เราก็คงจะติดภาพเมืองเสียงดัง วุ่นวาย ตึกรามบ้านช่องแห้งๆ ในสมัยเด็กอยู่แน่ๆ ความสนุกของการออกเดินทางอย่างหนึ่ง คือการได้เปิดรับสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใหม่หรือสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ไม่ว่าอย่างไหน เรื่อง Hidden ที่เพิ่งได้ถูกค้นพบขึ้นใหม่ก็ล้วนกระตุ้นความตื่นเต้นให้นักเดินทางอย่างเราเสมอๆแหละเนอะ ว่ามั้ย! โอเค บิ๊วขนาดนี้แล้ว มีใครเปลี่ยนใจอยากไปเที่ยวฮ่องกงมั่งยัง? . . ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก gogetlost