เห็ดหลินจือแดง

เมนูหน้าฝน แกงลาวเห็ดเผาะไข่มดแดง กับวิธีทำแสนง่าย
เมนูเผ็ด /  เห็ดเผาะ / 

เข้าฤดูฝนอย่างเป็นทางการ อาหารที่มากในช่วงนี้ก็คือ เห็ดเผาะ ที่ขึ้นกันอย่างรวดเร็วเมื่อเจอสายฝนเย็นฉ่ำ คนชอบกินเห็ดเผาะ มักจะรอเวลานี้มานานแสนนาน ความกรอบกรุบๆ ของเห็ดจึงเข้ากับเมนูแสนพิเศษอย่าง แกงลาวเห็ดเผาะไข่มดแดง น้ำแกงกลมกล่อมที่ซึมเข้าไปในเห็ดเผาะ เวลาเคี้ยวจะรู้สึกเหมือนน้ำแตกอยู่ในปาก เมนูหน้าฝน แกงลาวเห็ดเผาะไข่มดแดง กับวิธีทำแสนง่าย ส่วนผสม หั่นเห็ดเผาะให้สะอาดแล้วผ่าครึ่ง 2 ขีด ไข่มดแดง 1 ขีด น้ำปลาร้าต้มสุก 1 ทัพพี ชะอม ผักหวาน เห็ดสามอย่าง น้ำใบย่านาง (หากหาไม่ได้ใช้น้ำต้มกระดูกหมูก็ได้ค่ะ) ซีอิ๊วขาว เกลือ วิธีทำ ต้มน้ำใบย่านางให้เดือด ใส่เห็ดเผาะ และเห็ดสามอย่างลงไป ต้มจนเห็ดสุก ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว เกลือและน้ำปลาร้า (ใส่ซีอิ๊วขาวขาวและเกลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเดี๋ยวจะเค็มเกินไป พร้อมกับชิมรส ตามด้วยผักต่างๆ ที่เลือกนำมาทำ เช่น ชะอม ผักหวาน ที่เป็นผักสำคัญที่ขาดไม่ได้ และตามด้วยไข่มดแดงเทลงไปในหม้อ ต้มไปสักพักแล้วตักขึ้นใส่ชามเสิร์ฟ บางบ้านอาจจะมีสูตรที่แตกต่างกันออกไป อยู่ที่ใครจะหาวัตถุครบ หรือหากคนที่อยู่ในเมือง วัตถุดิบบางชนิดที่หายาก อาจจะพลิกแพลงสูตร หาวัตถุดิบอื่นมาแทนก็ได้ ไม่ว่ากันค่ะ

ก้องเกียรติ พิสูจน์ศรัทธา!
กบ พิมลรัตน์ /  กฤษดา สุโกศล แคลปป์ / 

ก้องเกียรติ พิสูจน์ศรัทธา! "ขุนพันธ์" ภาพยนตร์ไทยระดับพระกาฬแห่งปี 2016 เชื่อว่านาทีนี้หลาย ๆ คนคงได้ชมตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง ขุนพันธ์ กันบ้างแล้ว การโคจรมาเจอกันของ อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม ในบทบาทมือปราบมาดเท่ ขุนพันธรักษ์ราชเดช และ น้อย กฤษดา สุโกศล แคลปป์ ในบทบาทมหาโจร อัลฮาวียะลู นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ของวงการภาพยนตร์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก ว่ากันว่า ขุนพันธ์ คือบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง ซึ่งในครั้งนี้ ก้องเกียรติ โขมศิริ ผู้กำกับของเรื่องได้หยิบยกชีวิตช่วงหนึ่งของท่านมาถ่ายทอด ซึ่งที่มาที่ไปของเรื่องจะเป็นอย่างไรนั้นผู้กำกับของเราได้อธิบายไว้ในบทสัมภาษณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แรงบันดาลใจ และที่มาที่ไปทำให้เกิดเป็นโปรเจกต์ “ขุนพันธ์” ภาพยนตร์แอ็คชั่นฟอร์มยักษ์ที่กำลังอยู่ในความสนใจ และเป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดอยู่ในขณะนี้ สวัสดีครับ ก้องเกียรติ โขมศิริ ครับ ตอนนี้มีผลงานเรื่องล่าสุด ขุนพันธ์ รับหน้าที่ผู้เขียนบท และผู้กำกับครับสำหรับแรงบันดาลใจ คือตั้งแต่สมัยที่ยุคจตุคามเฟื่องฟู หรือด้วยชื่อเสียงของท่านขุนพันธ์ ทำให้ผมชอบ รู้สึกอยากทำเรื่องนี้ เหมือนว่าการเป็นฮีโร่ในแบบไทยแบบนี้มันเท่จังเลย ตอนนั้นภาพแรกที่เห็น เราเห็นผู้ชายคนหนึ่งใส่ยักรั้ง ใส่เสื้อราชปะแตน สะพายดาบ ขี่ช้างถือปืนไล่ล่าโจรอะไรอย่างนี้ ภาพแรกที่ปรากฏขึ้นนะครับ จนวันหนึ่ง เสี่ยเจียง คุณสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ ก็เรียกเข้าไปบอกว่ามีโปรเจกต์ให้ดู แล้วก็พอพูดชื่อเรื่องขุนพันธ์ออกมา เราก็แบบ เฮ้ย เขาเลือกให้เราทำ ท่านเลือกให้เราทำมั้ง คือได้ยินว่ามีการผ่านมือหลายคนมากที่จะทำโปรเจกต์นี้ อาจจะถอดใจไปแล้ว แต่เสี่ยเลือกให้เราที่จะทำโปรเจกต์นี้ คือเรารู้สึกว่าเราอยากทำไอคอนคน ๆ หนึ่งที่มีตัวตนจริง ๆ และเป็นคนดี คือในยุคที่เราต้องพูดตรง ๆ ว่าบ้านเมืองเราเจอสถานการณ์เยอะมาก โลกไปเร็วมากจนบางทีเราก็ตั้งคำถามเกี่ยวกับความดีกับความเลวไว้เยอะ เราตั้งคำถามเกี่ยวกับศรัทธาในชีวิต เรายังเชื่อเรื่องความดีได้อยู่ไหม เรายังหลงเชื่อเรื่องฮีโร่อยู่หรือเปล่า ก็ได้สืบ อ่าน ค้นคว้า เรื่องราวของท่าน ขุนพันธรักษ์ราชเดช อย่างจริงจัง ยิ่งอ่านก็ยิ่งสนุก เป็นความสนุกแบบเดียวกับที่เราอ่านล่องไพร หลายเรื่องที่มันมีอยู่จริง การจับไอ้เสือ บุคคลคนนี้มีอยู่จริง ไม่ว่าบ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น ชาวบ้านเดือดร้อน เราเป็นตำรวจ เราต้องปราบปราม ด้วยเรื่องราวในยุคที่ก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเมืองแร้นแค้น ทุกข์ยากแสนเข็ญสุด ๆ ข้าราชการพึ่งพาไม่ได้ โกงกินทุกอย่าง รอบทิศรอบทางมีแต่ศัตรู คน ๆ หนึ่งลุกขึ้นต่อสู้ เครื่องมือคือใจกับคาถาอาคม บางคนอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องโบราณคร่ำครึหรือเปล่า แต่สำหรับเราเรารู้สึกว่ามันเมจิกมากเลยนะ มันเป็นสิ่งที่ฝรั่งเก็ทนะ พออ่านเรื่องขุนพันธ์เสร็จ เราเรียกมันว่าเมจิคอลเรียลลิส บนความรู้สึกของหนังที่เราไม่ได้เห็นหนังรสชาติแบบนี้ เรื่องของฮีโร่คนหนึ่งที่ไปเจอกับผู้ร้ายคนหนึ่งซึ่งมีวิชาอาคมไม่แพ้กัน แล้วมันคือการที่คนที่ยิงไม่ตาย 2 คนต่อยกันนะ หนังเหนียว 2 คนอัดกัน มันเป็นเรื่องชิงไหวชิงพริบ หรือการที่ตัวละครตำรวจถูกท้าทายโดยโจรว่า "มึงกับกูมันต่างกันแค่เสื้อผ้า" หนังเรื่องนี้พยายามจะพูดในทัศนะเรื่องความดีความเลว หรือการเลือกศรัทธาด้านสว่างหรือด้านมืด เพราะฉะนั้นเราเชื่อว่าแรงบันดาลใจสำหรับเรื่องนี้ก็คือการสร้างไอคอนแห่งความดีที่จริงที่สุด โดยเรามีภาพที่เราใช้เป็นแรงบันดาลใจตั้งแต่เริ่มต้นเขียนบทเรื่องนี้ก็คือ เป็นภาพที่ขุนพันธ์นั่งลงแล้วก็ต่อเทียนจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นะครับ เหมือนอัศวินฝรั่งที่แบบว่ากษัตริย์กำลังเอาดาบแปะที่ไหล่แล้วก็บอกว่าจงรับภารกิจนี้นะ จงทำภารกิจของเจ้าต่อไป มันคือการต่อเทียน ขุนพันธ์ก็เหมือนเทียนเล่มหนึ่งที่ผมในฐานะคนทำงาน ผมรู้สึกว่าการทำหนังเรื่องนี้เหมือนว่าพวกเราก็เหมือนกันที่เรากำลังต่อเทียนเล่มนั้นต่อมาโดยมีหัวใจของเรื่องมันก็คือการไล่ล่ากันของคน 2 ฝั่งที่เรียกว่าเจ็บไม่ได้ตายไม่เป็นกันทั้งคู่ครับ เรียกได้ว่าทั้งยาก และเต็มไปด้วยความท้าทายของทีมงานในทุกๆ ฝ่ายตลอดจนนักแสดงจนถึงผู้กำกับ เป็นเหมือนโปรเจกต์ที่พิสูจน์สิ่งที่เรียกว่า “ศรัทธา” ของคนทำหนังเรื่องนี้ทุกคน เราว่ามันพิสูจน์อะไรหลาย ๆ อย่างในตัวเราและก็ทีมงานเยอะมากคือ มันพิสูจน์ศรัทธา โปรเจกต์นี้มันใหญ่โตมโหฬาร และมันยาวนานมาก เขียนบทอีกเป็นปี ถ่ายทำ มีกระบวนการขั้นตอนที่กินเวลายาวนานมาก มันคือความท้าทาย เหมือนขุนพันธ์นะครับที่ท่านตะลุย ท่านบุกขนาดไหนในชีวิต กว่าจะปราบโจรสักคนหนึ่ง เราลงไปที่บ้านท่านแล้วก็ไปไหว้ท่าน ไปขอหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างว่า ดลบันดาลใจให้เราทำสิ่งนี้ให้ดีที่สุด และไม่เลิกที่จะทำ ไม่ว่าจะเกิดอุปสรรคอะไรก็แล้วแต่ เราจะมีรูปขุนพันธ์อยู่ข้างโต๊ะทำงาน มีดาบแดงอันหนึ่ง เราก็จะหันไปมองตลอด ถ้ายังมีเวลาเราจะทำให้มันดีที่สุด ไม่มีนักแสดงหรือทีมงานคนไหนถอดใจกับภาพยนตร์เรื่องนี้เลย อันนี้ก็น่าประหลาดเหมือนกันครับผม “ขุนพันธ์” คือใคร ภาพของนายตำรวจมือปราบคนนี้เป็นอย่างไร ขุนพันธ์เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งทุกคนรู้จักกันในนามมือปราบหนวดเขี้ยว เขามีหลายฉายามากนะครับ มือปราบหนวดเขี้ยว นายพลหนังเหนียว มือปราบหนังเหนียว มือปราบดาบแดง เพราะว่าในชีวิตจะใช้ดาบอันหนึ่ง ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นดาบของพระยาพิชัย เป็นดาบสีแดงเวลาออกรบก็จะใช้ เวลาออกปราบโจรก็จะมีดาบไขว้หลังอยู่ตลอดเวลา ทางมาเลเซียตั้งฉายาไว้ให้ว่า "ระยอจี" แปลว่าผู้ที่มีลักษณะตัวเล็กแต่ว่ามีอิทธิฤทธิ์ เล็กพริกขี้หนู ท่านเป็นชาวใต้จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านจบการศึกษานักเรียนนายร้อยตำรวจ ท่านเป็นลูกศิษย์เขาอ้อนะครับ ถ้าเราค้นคว้าเราจะรู้ว่า เป็นสำนักตักศิลา ที่เรียกว่าวัดเขาอ้อ เป็นสำนักที่ฝึกสิ่งที่เป็นไสยศาสตร์ วิชาอาคม การสัก เหมือนเส้าหลินนะครับที่นอกจากเป็นวัดแล้วยังมีการฝึกเรื่องว่าน เป็นเหมือนมหาวิทยาลัยที่สอนเรื่องนี้โดยเฉพาะ ขุนพันธ์เป็นลูกศิษย์ของที่นี่ แล้วก็มีวิชาอาคมเก่งกล้ามาก ในด้านชื่อเสียง และได้รับการยอมรับนั่นคือการเป็นนายตำรวจคนเดียวในประวัติศาสตร์ ที่ปราบเสือดัง ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครปราบได้มาก่อนเพราะมีของดีวิชาดี ท่านปราบเสือดัง ๆ ในประเทศทั้งนั้น เสือไบ เสือมเหศวร เสือดำอะไรอย่างนี้ มีการยืนยันจากการที่เขาขนานนามว่าเป็นตำรวจที่โจรทั้งกลัวทั้งนับถือ คือได้ยินว่าเมื่อไหร่ขุนพันธ์ย้ายมาปราบประจำที่ไหน โจรที่นั่นจะหยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว ไม่ก่อการกันพักใหญ่ ๆ อะไรอย่างนี้เลย แล้วก็เลือกที่จะเป็นตำรวจสายทำงานมากกว่าสายนั่งโต๊ะ เลือกที่จะใช้ความดี ความอดทนมากกว่าการใช้เส้นสายในการทำงานนะครับ เพราะว่าถ้าตามประวัติจริง ๆ แล้ว ความดีความชอบของสิ่งที่ขุนพันธ์ทำที่ออกไปปราบโจรหลาย ๆ ครั้ง บางครั้งก็มีตำรวจหรือข้าราชการด้วยกันก็อิจฉา ไม่ชอบหน้า แล้วก็มีการเขียนใบสนเท่ห์ร้องเรียนว่าทำเกินกว่าเหตุ โหดร้าย มีวิชาอาคม เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ท่านเลือกที่จะเป็นตำรวจเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ยังคงออกทำงานตลอดเวลา ปราบโจรแบบมึงฟันมากูฟันไป มึงหายตัวได้กูก็หายตัวได้ มึงเหนียวกูก็เหนียว นี่มันเป็นเรื่องของแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน พอเราศึกษาพวกรายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ เยอะ ถ้าคนที่มีจิตที่ดีจิตที่สะอาดจริง ๆ มันก็เหมือนวิชาอาคม ยิ่งเสริมให้มันแกร่ง เหมือนพระเกจิดัง ๆ ที่เก่ง ๆ จิตดีสมาธิดี เขาก็จะมีญาณบางอย่างที่วิเศษกว่าคนปกติทั่วไป มันเป็นหลักธรรมชาตินะ เพราะฉะนั้นขุนพันธ์น่าจะเป็นคนจิตดี จึงฝึกวิชาพวกนี้เพื่อเอาไว้ใช้ปราบปราม ปกป้อง วิชาอาคมพวกนี้มันมี 2 มุม ในสมัยก่อนที่เล่าเรื่องเขาอ้อ คือสอนไปแล้วนี่ ใครจะไปเป็นโจรใครจะไปเป็นตำรวจ ไม่รู้ล่ะ แต่มีวิชาอาคมติดตัวกันไปหมด อยู่ที่ฝึกดีไม่ดีอะไรอย่างนี้ก็ว่ากันไป ขุนพันธ์ก็เหมือนกันก็ต้องใช้สิ่งที่โจรมี ตำรวจมีปืนโจรก็มีปืนสมัยก่อน โจรมีคาถาอาคม ยิงไม่เข้า ตำรวจคนอื่นกลัว แต่ขุนพันธ์เหนียวพออะไรอย่างนี้ มันเป็นเรื่องของการบลัฟกันด้วย เหมือนคิดว่าตัวเองเหนียวก็เลยเหิมเกริม พอตำรวจคนนี้มาเหนียวเหมือนกันนี่หว่า ในสายคนที่เขาเล่นของพวกนี้เขารู้กันอยู่ว่านี่ของจริง แต่ก็คือเราต้องบอกก่อนว่าเราศรัทธาในฐานะท่านเป็นมนุษย์ที่มีอยู่จริง ในภาพยนตร์มีบทที่ขุนพันธ์พูดว่า ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันถูกหรือผิด แต่ผมแค่รู้ว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง สิ่งที่ขุนพันธ์เคยทำมาตลอดทั้งชีวิต คือการทำอะไรสักอย่าง การลงมือทำสิ่งที่ดีสิ่งที่เชื่ออยู่แล้วตั้งแต่แรก แค่อย่าแกว่งแค่นั้นเอง "ท่านเลือกที่จะเป็นตำรวจเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ยังคงออกทำงานตลอดเวลา ปราบโจรแบบมึงฟันมากูฟันไป มึงหายตัวได้กูก็หายตัวได้ มึงเหนียวกูก็เหนียว นี่มันเป็นเรื่องของแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน" (ก้องเกียรติ โขมศิริ) “ขุนพันธ์” ในฉบับภาพยนตร์ผ่านการเขียนบท และกำกับภาพยนตร์ โดยก้องเกียรติ โขมศิริ จะออกมาเป็นอย่างไร มันเป็นโปรเจกต์ที่เราภูมิใจนำเสนอ เราทำสิ่งที่ยากเกือบทุกสิ่งเลย มันถึงกินเวลามาหลายปีมาก สิ่งที่หนังไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฉาก เรื่องของเอฟเฟกต์ เรื่องของการดีไซน์คิวแอคชั่น บทมัน แก่นหลักของเรื่องเมจิคอลเรียลลิสเนี่ยแหละ เราต้องอาศัยการทำงานที่ประชุมแล้วประชุมอีก และบางทีเราถ่ายได้น้อยมาก ฉากแอคชั่นมันยากอยู่แล้ว เราต้องแข่งกับหลาย ๆ อย่างแล้วโชคดีมากที่เราได้ทีมนักแสดง ทีมงาน ฝ่าฟันกันผมว่าโปรเจกต์นี้มันเหมือนหน่วยทหารที่พอเสร็จแล้วก็คงรักกันไปอีกนาน ถ่าย 24 ชั่วโมง พี่น้อยกับอนันดาเนี่ย ต่อยกันตั้งแต่ 6 โมงเช้าวันนี้จนไปถึง 6 โมงเช้าอีกวันหนึ่ง แอคชั่นทั้งวัน 2 คน ก็ลุยกัน นับถือสปิริตมาก เรามีดีไซน์ที่ฉูดฉาด เรามีประเด็นในสไตล์ของหนังแบบโขมที่รุนแรงพอที่จะกระทบความรู้สึกคนในทุก ๆ ด้านนะครับ ผมว่ามันก็น่าจะเป็นเวอร์ชั่นเข้มข้น แล้วก็น่าจะเป็นหนังที่เราอาจจะเคยเจอกับความรู้สึกแบบนี้ตั้งแต่สมัย 2499 หนังก็ยังมีกลิ่นอายแบบนั้นอยู่ เราอยากให้ความรู้สึกของหนังไทยแบบนั้นน่ะ ทำการบ้านกันสูงมากสำหรับเรื่องนี้ครับ ขีดระดับความท้าทายในการทำโปรเจกต์มหากาพย์ขนาดนี้ มันเป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่แล้วก็ตัวบุคคลที่เลือกทำเป็นบุคคลจริงมีตัวตนจริง มีประวัติศาสตร์รองรับมีหลักฐานยืนยันเราก็เลือกการถ่วงดุลระหว่างความจริงแค่ไหน กับความเป็นภาพยนตร์ แน่นอนละ เราไม่ได้ทำสารคดี มันคงไม่ใช่เรื่องราวตรงไปซะ 100% ทั้งหมด เพียงแต่ว่าใด ๆ เรารักษาหัวใจของความเป็นขุนพันธ์ไว้ได้ให้ได้เยอะที่สุด เรื่องแอคชั่นกับเมจิค การผสมกัน แล้วมันมีดราม่าเข้าไปอยู่ในนี้ด้วย การรักษาบาลานซ์สมดุลของสิ่งเหล่านี้มันเป็นงานที่ท้าทายนะครับ มันต้องยกย้อนกลับไป คือธีมของเรื่องเลยก็คือศรัทธานะครับ งานที่มันยากก็ต้องยิ่งอาศัยศรัทธาที่สูง ทีมงานเองก็ใช้วิธีนี้กับชีวิตเหมือนกัน เราเรียนรู้จากหนังตัวเองเหมือนกันว่า เฮ้ย อย่าหยุด อย่าหยุดศรัทธาลงมือทำอะไรสักอย่าง โดยคาแรคเตอร์หลัก ๆ เรายังจับหัวใจความเป็นขุนพันธ์อยู่ในเรื่องนี้แต่ว่าเนื่องจากมันเป็นภาพยนตร์ ในฐานะคนที่เลือกที่จะทำ เป็นเมจิคอลเรียลลิสซึ่ม สัจนิยมมหัศจรรย์ถ้ามาแปลตามภาษาแล้วเนี่ย เราจะต้องขยายความหรือว่าเพิ่มบางอย่างที่เป็นเรื่องของภาพยนตร์ลงไป แต่ทั้งหมดในนั้นน่ะ เราไม่ได้หักข้อมูลเก่าทิ้ง ไม่ได้โกหก ข้อมูล เรื่อง คาแรคเตอร์ หนวดเขี้ยว การไปปราบโจรที่นู่นที่นี่ หรือแม้กระทั่งเวิร์ดดิงที่ท่านขุนพันธ์พูด โจรจะพูดกันหมดเสมอว่าก่อนแกจะปราบแกจะพูดว่า เฮ้ย ถ้ามึงบวชแล้วเลิกเป็นโจรซะ กูจะจับเป็นมึง แต่ถ้ามึงไม่บวช กูก็ยิงกัน เราก็จับหัวใจ สิ่งนี้ยังมีอยู่แบบนักเลง คนที่เป็นนักเลงแบบนี้ยังมีอยู่ ยังอยู่ในเรื่องทั้งหมด นี่ไม่ใช่หนังอัตชีวประวัติ อันนี้เป็นหนังที่ถูกสร้างเพื่อความบันเทิง โดยได้ตัวละครขุนพันธ์เป็นต้นแบบ ให้เป็นไอคอนมากกว่าเป็นแค่หนังสือประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่ง เรื่องราวของขุนพันธ์ในภาพยนตร์ เนื่องจากเรื่องราวของท่านขุนพันธ์มีหลายสเต็ปมีหลายภาคมาก แต่เราเลือกที่จะทำภาคแรกที่เหตุการณ์ซึ่งเป็นภารกิจแรกในชีวิตคือการปราบปรามโจรใต้ตั้งแต่เป็นนายร้อยจบมาใหม่ ๆ แล้วก็ได้รับภารกิจ เสนอตัวที่ไม่มีใครทำเลยก็คือการปราบโจรร้ายที่โด่งดังที่สุดที่ชื่อว่า อัลฮาวียะลู ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นผีแห่งหุบเขาบูโด คือเป็นโจรที่มีวิชาอาคมมาก ฆ่าคน ด้วยกริชอันหนึ่ง โหดร้าย ได้ยินว่าพอชาวบ้านคนไหนไม่ร่วมด้วยก็จะเอากริชผ่าปากคนพวกนั้น ชื่อเสียงโด่งดังมาก จึงไม่มีตำรวจคนไหนอาสา และนอกนั้นก็ยังมีสมุนเก่ง ๆ อย่างพวก เสือกลับ คำทอง หรือ เสือสัง ซึ่งเล่นโดย เดี่ยว ชูพงษ์ นะครับ ก็มีเหล่าลูกสมุนอีกหลายคนซึ่งเป็นมือซ้ายขวา จนขุนพันธ์ได้รับภารกิจให้ปลอมตัวเข้าไปจัดการกับโจรคนนี้ ในดินแดนที่โจรคนนี้ปกครองอยู่ทั้งหมด แล้วคนทั้งภูเขาแห่งนั้นถูกเรียกว่าเป็นโจรชาวบ้านชาวช่องเป็นโจรหมด คราวนี้มันก็เกิดกระบวนการว่า ตำรวจอย่างขุนพันธ์จะต้องเรียนรู้ว่า การปราบอัลฮาวียะลู การปราบโจรหุบเขาแห่งนี้ รวมทั้งทำไมคนทั้งหมดถึงลุกขึ้นมาเป็นโจร ทำไม ผู้ร้ายตัวจริงมันคืออะไรกันแน่ หรือขุนพันธ์แทนที่จะไปไล่ล่าเขา กลับถูกไล่ล่าเสียเอง มันก็คือการเผชิญหน้ากันของยอดฝีมือ 2 ทาง ขุนพันธ์เจอจอมโจรที่เก่งทั้งวิชาอาคมทั้งบู๊ไม่แพ้ตัวเอง เพราะอัลฮาวียะลูนี่โดนขุนพันธ์เอาปืนยิงใส่หน้าระยะเมตรหนึ่ง ยิง ๆ ๆ เสร็จ อมลูกกระสุนไว้ในปากหมดเลย ทำอะไรไม่ได้ ก็เสร็จแล้วพอเข้าไปแฝงตัวอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ขุนพันธ์ก็ได้เรียนรู้ว่าจริง ๆ แล้วมันก็เต็มไปด้วยนักการเมืองท้องถิ่นที่เลว ๆ เอาเปรียบประชาชนเสมออะไรอย่างนี้ สิ่งที่สำคัญและน่าสนใจคือการคัดเลือกนักแสดงที่จะมาสวมชีวิต และจิตวิญญาณถ่ายทอดคาแรคเตอร์ต่าง ๆ ในภาพยนตร์ให้โลดแล่นอย่างสมจริง อย่างขุนพันธ์นะครับ ก็ได้อนันดามาเล่น ซึ่งอย่างที่บอกเราต้องการไอคอน เราต้องการคนที่มีลักษณะของการถูกจำได้ เป็นต้นแบบ การแสดงที่ดี ดราม่าที่ดี ก็ลองติดกับหนวดเขี้ยวเข้าไปวันแรกที่เราทำงานกัน เรารู้สึกว่า เฮ้ย มันใช่เลย พอติดหนวดเขี้ยวเข้าไป หน้านี้ถูกต้องเลย มันมีความแข็งบางอย่างอยู่ ความสู้คน เอาจริงเอาจัง นี่คือสิ่งที่ท่านขุนพันธ์มีดูแววตา เขาบอกนายพลตาเสือ ถามว่าตาอนันดาเป็นตาเสือไหม ก็เป็นตาเสือ เมื่อติดหนวดเขี้ยวเข้าไปเรารู้สึกถึงความดุที่อยู่ในตัวคน แล้วอนันดาเองเป็นนักแสดงมืออาชีพเขาเต็มร้อย เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้มันก็ไม่ได้แอคชั่นธรรมดา จ่อยไม่เคยหยุดการขี่ม้า พยายามจะขอขี่ม้าตลอดเวลา ตกม้าไปรอบหนึ่ง สปิริตรุนแรงทั้งคู่ครับ เหมือนหนัง 2 คาแรคเตอร์ นอกจากในเรื่องที่มันจะพูดว่าการฉะกันในแง่ของแอคชั่น และไสยศาสตร์แล้ว การเจอกันในแง่ของการแสดง เหมือน โรเบิร์ต เดอนีโร เจอกับ อัล ปาชิโน ในหนังเรื่อง HEAT อะไรอย่างนี้ เราก็ตั้งใจว่าการเผชิญหน้าระหว่าง ขุนพันธ์ กับ อัลฮาวียะลู มันก็คือการเผชิญหน้าของตัวแทนของ 2 ฝั่งซึ่งมันไม่ได้มีมิติเดียวนะครับ ขุนพันธ์ก็มีแผล อัลฮาวีก็มีแผล คน 2 คนใส่เสื้อคนละแบบกัน แต่ว่ามันต้องถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความดีด้วยกัน ความดีความเลวด้วยกันทั้งคู่ว่าอะไรกันแน่ที่ถูกนะครับ พูดถึงการเชือดเฉือนบทบาท แอ็คชั่นและการแสดงอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนของ 2 ซูเปอร์สตาร์ชายอย่าง "อนันดา" กับ "น้อย กฤษดา" คือตัวละคร 2 ตัวนี้ถูกดีไซน์ให้เป็นคู่เหมือนที่แตกต่าง ตัวอนันดากับพี่น้อย แน่นอนคือพาวเวอร์ของนักแสดงทั้งคู่มีการปล่อยพลังใส่กันแน่ ๆ อยู่แล้ว การดีไซน์ภาพลักษณ์เราอยากให้พี่น้อยเท่ แต่เปลี่ยนแบบ ปกติตัวจริง ๆ พี่น้อยจะเป็นคนคูล ๆ สุภาพ เพราะฉะนั้นเราจะใส่วิญญาณของปีศาจร้ายลงไปในเขาได้ยังไง เราเชื่อว่าเขาพร้อมที่จะเป็นอะไรก็ได้นะ อินเนอร์ของพี่น้อยเขามากมายอยู่แล้ว เราเริ่มจากการใส่ฟอร์มลงไป ใส่เสื้อผ้า หน้าผม เครา เราไม่เคยเห็นพี่น้อยในลุคนี้เลย หรืออนันดาที่อยู่ในลุคหนวดเขี้ยว ซึ่งมันเข้มเหลือเกิน ผมเชื่อว่าพระเอกก็เจ๋ง ผู้ร้ายก็เจ๋ง แน่นอนมันก็จะทำให้เป็นคู่ที่ผมเชื่อว่ายิ่งใหญ่ แสดงว่าเป็นมวยถูกคู่ เป็นมวยที่ทุกคนรอดูว่า เมื่อ 2 คนปะทะกันในแง่ของทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเป็นเคมีที่ดีที่คนดูได้ดู 2 นักแสดง สปิริตดี ๆ เล่นด้วยกันนะครับ นอกจากนั้นยังมีเหล่านักแสดงหลัก ๆ อีกอย่างน้อย 5 ชีวิตที่พร้อมใจกัน มาร่วมถ่ายทอดการแสดงได้อย่างเกินร้อย ใช่ครับ อย่างการดีไซน์คาแรคเตอร์ตัว หลวงโอฬาร คุณแฟรงค์ (ภคชนก์ โวอ่อนศรี) ก็จะเป็นตัวแทนของระบบข้าราชการที่ อาศัยความที่รู้มากกว่าเอาเปรียบคน การกะล่อนปลิ้นปล้อนตอแหล การฉ้อราษฎร์บังหลวง การสร้างภาพ ว่าเรื่องราวมันเกิดขึ้นพยายามจะบอกว่า เราต้องใส่หมวก เราจงแต่งตัวแบบนี้ เพราะเราจะเป็นอารยประเทศ เราจะเป็นประเทศที่ฝรั่งเห็นแล้วชื่นชม แต่จริง ๆ แล้ว เราไม่ได้ทำสิ่งนั้นอยู่ มันเป็นคนมีความรู้แหละ ต้องจบนอกสมัยก่อน แต่ทำไมถึงถูกมาอยู่ในที่แบบนี้ แสดงว่ามันอาจไม่ได้เป็นคนดีหรอกนะ เราจะดีไซน์ยังไงให้ดูแบบ รวย เจ้าเล่ห์ สุภาพ แสนดี เห็นจังหวะที่จะเอาเปรียบคนได้ตลอดเวลา คือแฟรงค์ทำงานกับเรามาหลายเรื่องละ หลายคนถ้าเคยเข้าฉากกับแฟรงค์จะรู้ว่า ถ้านักแสดงคนนั้นไม่มีสมาธิพออาจจะโดนจู่โจมจากการแสดงของแฟรงค์ เขาสามารถสร้างคาแรคเตอร์ที่เขารับบทบาทได้ เกลียดเราก็จะเกลียดมันจนแบบว่า หรือไอ้นี่น่าหมั่นไส้ อาจจะเพราะว่าเราเป็นเพื่อนกันด้วย เรารู้ แฟรงค์มุมนี้ดีกว่าลองเล่นแบบนี้ดู นักแสดงทุกคนเหมือนกันหมด เป็นหนังที่ผมตอบคำถามนักแสดงเยอะมาก เพราะนักแสดงช่างถามมาก โห เขาทำการบ้านกันละเอียดมาก พี่น้อยนี่ในวันฟิตติ้งเขาบอกกับผมว่าตัวละครตัวนี้มันทุกข์ว่ะ เหมือนมันแบกของหนักอยู่ตลอดเวลา เข่ามันไม่ดี หลังมันเหมือนคนพิการ พี่น้อยตีความบอกว่าเราว่ามันเหมือนคนพิการ พิการจากในจิต แล้วมันออกมาด้วยรูปทรงการข้างนอก การเดินการเหินมันเหมือนคนที่เก็บอะไรเอาไว้ตลอดเวลา หรือแม้กระทั่งอนันดาที่ในความดุ ก็มีเมตตา คือคนที่พูดกับโจรว่ามึงไปบวชซะ แล้วกูก็จะจับเป็นมึง แล้ว 3 วินาทีหลังจากนั้น ถ้าโจรไม่ไปบวชหรือไปคุยดี ๆ กัน ตาเปลี่ยนเป็นเสืออีกคนหนึ่งที่พร้อมจะจับกูหรือยิงสวนกูทันทีนี่วินาทีแบบนี้ มันก็เป็นการประชันกันของนักแสดงมากบทบาทหลายคนนะครับ เราได้อย่างนางเอกของเรื่อง น้องอ้อม (กานต์พิสชา เกตุมณี) นะครับ ตอนนี้มีสาวๆ 2 คน กับ น้องกบ (พิมลรัตน์ พิศลยบุตร) จริง ๆ อ้อมก็เป็นลูกศิษย์หม่อมน้อยนะครับได้เล่นในแม่เบี้ยมา ผ่านประสบการณ์หลายสิ่งหลายอย่างมาแหละ คือชุมชนเขาบูโดทั้งหมดที่บอกว่าเป็นโจร ทุกคนมีเหตุผลในการลุกขึ้นมาเป็นโจร และเหตุผลของทุกคนน่าฟังทั้งนั้น ทำไมตัว บุหงา (กบ พิมลรัตน์) ผู้หญิงแสนสวยที่ซ่อนตัวเองเอาไว้ในร่างของความเป็นชาย หรือว่าความเป็นแม่เสือสาวเขาต้องเอาความเป็นโจรนี่มาปิดบังตัวเขาไว้ หรือตัว มาลัย (กานต์พิสชา เกตุมณี) เอง ซึ่งเหมือนกับดอกไม้ที่มันสวยงามในถิ่นนี้ ดอกไม้ป่าซึ่งเธอเป็นนักร้อง แต่ชีวิตจริง ๆ เธอเป็นอะไร เธอเป็นนกต่อ เธอเป็นเครื่องมือฆ่าคน เธอเป็นดอกไม้ซึ่งเธอมีพิษ หรือแม้กระทั่งตัว ไข่โถ (สน สนธยา ชิดมณี) เป็นตัวแทนของประชาชนที่บอกว่า ทำไมเราจะไม่เป็นโจรละเป็นหนี้ขนาดนี้ เราไปไหนไม่ได้ บทอันนึงที่ตัวละครไข่โถพูดว่า เมื่อก่อนเราหิวเราก็ลงทะเลหาปลา เดี๋ยวนี้เราหิวเราก็ต้องไปกู้เงินมัน นี่ก็เป็นเหตุผลที่แต่ละตัวละครมันก็มีมิติที่สะท้อนเหตุผล คือการตั้งคำถามว่า แล้วโจรเกิดขึ้นด้วยอะไร ตัวละครพวกนี้มันก็จะถูกดีไซน์มาเพื่อรองรับประเด็นเหล่านี้ไว้ครับ สำหรับทั้ง 3 คนนะครับ ทั้งสน, น้องกบ, น้องอ้อม ต้องแบบว่าเป็นเกียรติมากที่ได้ทำงานกันมาเสมอ กับสนนี่เราไม่รู้ เราว่ามันเป็นซิกเนเจอร์ดี คืออาจจะเพราะว่าเรื่องที่มันเป็นบริบทที่ภาคใต้ด้วยแหละ เราชอบดูสนสำหรับบทดราม่าหรือบทที่ว่าเขาต้องเข้ามารองรับความกดดันหลาย ๆ สิ่งหลายๆ อย่างนี่เราว่าสนทำได้ดี แล้วเขาก็เป็นคนใต้จริง ๆ ด้วย เขาอินกับขุนพันธ์จริงๆ ด้วยอะไรอย่างนี้โดยเลือดแล้วนี่ อ้อมเป็นเรื่องแรกแต่เราก็บอกว่า อ้อม พี่ไม่สามารถประนีประนอมได้ ถ้าอ้อมถูกล้อมไว้ด้วยคนเหล่านี้ ถ้าอ้อมเบาหรือดรอป ตัวน้องก็รู้เขาพยายามแล้วก็ทุ่มเทมาก ๆ ที่จะไม่ยอมให้ตัวเองเป็นปัญหา อ้อมก็ตามได้ทันนะครับ ส่วนกบผ่านงานมาเยอะ เล่นหนังมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วก็จะเหมือนกับนักแสดงมืออาชีพทุกคน ก็คือกบหาความหมายในการกระทำทุกอย่าง ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุและผล คือเราทำงานกันเหมือนแบบนั่งคุยกันเหมือนว่าเราจะสร้างตัวละครนี้ด้วยกัน กบก็จะถาม เฮ้ยมันดูดบุหรี่ไหม แบคกราวน์คืออะไร ตัวละครนี้เป็นยังไง ทำไมมันจะต้องแต่งตัวแบบนี้ มันสูบบุหรี่ไหม มันมีไฟแช็ค มันชอบเล่นอะไรเกี่ยวกับไฟแช๊คไหม การดีไซน์คาแรคเตอร์ซึ่งสนุกมากเวลาทำงานครับ มาจนถึงเดี่ยวคือในบ้านเราผมว่า นักแสดงสายแอคชั่น เรามีกันไม่กี่คน เรามีจาพนม เรามีพี่พันนา แล้วก็มีเดี่ยว ชูพงษ์ เมื่อก่อนเราจะเห็นเป็นพระเอกแอคชั่นเล่นเป็นคนดี เรารู้สึกว่า เฮ้ย จริงๆ แล้วตัวร้ายซึ่งแบบ เก่งสุดๆ เลย บู๊เก่งสุดๆ เลย แล้วมึงร้ายแบบน่ากลัว เรารู้สึกว่าเดี่ยวมันมีมุมแบบนี้ แล้วมันจะทำได้ดี เราก็ไปบอกเดี่ยว ลองเล่นแบบนี้ดูไหม ก็ดีไซน์เต็มเหนี่ยวเลย มันมีลักษณะเหมือนเผ่าของสัตว์ป่าบางอย่างอยู่ ในเรื่อง ชื่อว่าเสือสัง มีอาคมเป็นพวกลิงลม เป็นพวกเคลื่อนไหวเร็วเรียกว่าเป็นคู่ปรับสำคัญ ไฮไลต์เลยของเดี่ยวก็คือการเผชิญหน้ากับขุนพันธ์ แล้วก็สู้กันด้วยคารัมบิต ซึ่งเป็นอาวุธประจำตัวของเขา กับขุนพันธ์ใช้มีด ดวลกันแบบบนรถไฟอะไรอย่างนี้ ถือว่าเป็นซีนที่ยากอยู่ครับ ภาพยนตร์เรื่องขุนพันธ์มีวิชวลทางด้านภาพที่ค่อนข้างแตกต่างจากภาพยนตร์แอ็คชั่น หรือพีเรียดทั่วๆไปที่ผ่านมา ในการทำงานมีฉากไหนที่ยิ่งใหญ่ ท้าทาย หวือหวา แปลกใหม่ ที่อยากพูดถึง โปรเจกต์นี้มันเต็มไปด้วยฉากใหญ่ ๆ หลายฉากมาก มันถูกดีไซน์มาตั้งแต่ตัวหนังสือ จริง ๆ 4 ฉากที่เราจดจำมันนะครับ ที่เรากว่าจะผ่านมันไปได้มันยากเหลือเกิน มันคือ ฉากแรกในเรื่องเลย เป็นฉากที่ขุนพันธ์ออกเปฏิบัติการแล้วถูกเสือกลับ คำทอง 1 ในสมุนของอัลฮาวี ล้อมเอาไว้ ก็คือที่ผ่านมาเราเคยแต่เห็นตำรวจล้อมโจร แต่นี่โจรล้อมตำรวจอยู่ในตรอกแห่งหนึ่ง แล้วก็เกิดการถูกปิดล้อมแล้วก็สู้กัน การเซ็ตฉากขึ้นมาแล้วก็ระเบิดระเบ้อกันบู๊กันในนั้น อีกอันก็คือฉากการสู้กันบนรถไฟ ที่มีการขี่ม้าไล่ล่ากันตั้งแต่ข้างล่างขึ้นไปบนรถไฟ เอาม้าเทียบรถไฟ ปีนขึ้นรถไฟ ขึ้นไปอัดกันใน ก็ต้องเซ็ตรถไฟกันขึ้นมาแล้วก็ทำงานร่วมกับกราฟิกในหลาย ๆ ส่วน อันนี้ก็ยาก เพราะว่าทุกอย่างมันเคลื่อนไหวหมด ทั้งม้าทั้งสตันท์ทั้งคิวรถไฟวิ่ง พวกนี้มันผิดคิวนิดเดียวมันก็ทั้งอันตรายและอาจไม่ได้ในสิ่งที่เราอยากได้ ถ่ายกันหลายวันครับ ฉากที่ 3 ซีนตัวอัลฮาวียะลูล้อมฆ่าตำรวจที่ถูกส่งมาทางใต้ ก็เป็นการปิดป่าแล้วก็ยิงกันนะครับ และฉากไฮไลต์ของเรื่อง ก็คือการถล่มกันเขาเรียกว่าเป็นบ่อนงาช้าง ซึ่งมันเหมือนคลับเฮาส์ของหลวงโอฬารนะครับ แล้วก็เกิดการถล่มกันในนั้น อันนี้ก็เรียกว่าอนันดาจมฝุ่น ทั้งพี่น้อย 24 ชม. ระเบิดกันทั้งวัน เหมือนอยู่ในสงครามจริง ๆ อะไรอย่างนี้ ทั้ง 4 ฉาก จริง ๆ แล้วฉากที่เหลือมันก็ไม่ได้ง่ายไปกว่านี้ มันก็เต็มไปด้วยความยากต่างกันไป จากสัญญาลูกผู้ชายระหว่าง ผกก. กับนักแสดงนำไปสู่ความบ้าพลัง ในการถ่ายทำฉากแอคชั่นแห่งปรากฏการณ์ของอนันดา ที่ต้องบู๊กับสตันท์มากกว่า 20 คนในแบบ One long Take เราคุยกันตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่าอนันดา เนื่องจากยูไม่ใช่จาพนม เพราะฉะนั้นยูจะไปแอคชั่นสู้เขาไม่ได้หรอก สมมติว่ามันมี one take จะพูดว่ามี one Take เลย แล้วปล่อยให้คุณโชว์คิวบู๊ยาว ๆ ลุยกับคน 20-30 คน ด้วยมีดเล่มหนึ่งได้ แล้วคุณทำให้คนดูเห็นว่าเป็นคุณจริง ๆ เล่น มันจะเจ๋งแค่ไหน โชคดีที่อนันดามันก็บ้าจี้เอาด้วย ก็ซ้อมคิว เหนื่อยนะเรียกว่าพอถ่ายอันนี้เสร็จ อนันดาลงไปนอนแผ่กับพื้นหมดแรง คือทีมงานต้องมีถังออกซิเจนไว้ข้าง ๆ พอถ่ายเสร็จปุ๊บออกซิเจนเข้าทันที ซึ่งมันก็ได้ภาพที่ถูกใจออกมาครับ แล้วคือวันนั้นมัน 9 เทคทั้งหมด แล้วก็มันเป็นสปิริตสัญญาของลูกผู้ชายว่ามันจะเอาให้ได้ ผ่านไป 4-5 เทค เราเห็นแบบอัดออกซิเจนก็แล้ว มันก็เหนื่อยจนแบบ เราก็เลยพอไหม แต่มันก็แบบว่ามานั่งดูเทปด้วยกัน แล้วเช็คฟุตเทจด้วยกัน อนันดาเป็นคนบอกเองว่าขออีก จนกว่ามันจะดีที่สุด เราเชื่อว่าสำหรับอนันดาอันนี้น่าจะเป็นหนังแอคชั่นที่สุด ที่อนันดาเคยเล่นมาละในชีวิต ปกติแล้วเราจะรู้จักอนันดาจากความหล่อ แต่อันนี้เขาขายการแสดงขายแอคชั่นที่เต็มเหนี่ยวขึ้น เราจะได้เห็นการแอคชั่นแทบจะทุกรูปแบบของอนันดาบนรถไฟ การแอคชั่นกลางสายฝน หรือการสู้ด้วยมีด ดาบ ปืน อาคม เมื่อไหร่ที่คนดูเห็นอนันดากับพี่น้อยประชันบทบาทกันนะ เราเชื่อว่าคนดูจะจับได้ถึงเคมีของคน 2 คนซึ่งมอบการแสดงที่ดีมาก ๆ ไว้ เป็นการกลับมาร่วมกันครั้งที่ 2 กับน้อย กฤษดา อยากพูดอะไรถึงนักแสดงที่พร้อมทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างให้คนดูบ้าง สำหรับพี่น้อยเรายกย่องแล้วก็ขอบคุณพี่เสมอมา ว่าพี่ให้การแสดงที่ดีที่สุดสำหรับคนดู พี่ทุ่มเทอินเนอร์ของพี่ทุกอย่าง การเปิดตัวคาแรคเตอร์ตัวนี้ ที่พี่น้อยกำลังนั่งให้พระองค์หนึ่งสักอยู่ แล้วก็ของขึ้น ผมจำได้ว่าพี่เคยมาถามผมว่าของขึ้นคืออะไร เขาเป็นฝรั่งนะ ก็อธิบายให้เขาฟัง ในสปิริตนักแสดงของเขา เขาก็ถ่ายทอดออกมาได้ ความบ้าคลั่งของตัวละครอัลฮาวียะลู ได้อย่างน่ากลัวที่สุดก็คือ อัลฮาวียะลูชื่อนี้มันมีความหมายนะ มันแปลว่าหลุมที่ไร้ก้นบึ้ง เหมือนหุบเหวที่ไร้จุดที่สิ้นสุด มันลึกมาก เป็นตัวละครที่กดดันแล้วก็นักแสดงคนไหนที่รับบทลักษณะนี่มันมืด มันเหนื่อย เพราะว่ามันแบกชะตากรรมที่หนักมากของตัวละครเอาไว้ ซึ่งพี่น้อยทำได้ดีทั้งหมด แม้กระทั่งการเผชิญหน้ากันกับตำรวจ กับขุนพันธ์ซึ่งทุกๆ ไดอะล็อกมันมีการปะทะการเชือดเฉือนกันอยู่ตลอดเวลา แทบทั้งเรื่องที่ตัวละคร 2 คนนี้ที่ต้องปะทะกัน ในทุก ๆ ดราม่าล้วนมีแอคชั่น และในทุก ๆ แอ็คชั่นก็มีความลุ่มลึกในมิติความรู้สึกของตัวละคร ที่ว่ากันว่าเป็นลายเซ็นของผู้กำกับมือเขียนบทอย่างก้องเกียรติ โขมศิริ คือเราพยายามให้ตัวละครทุกตัวละครมันมีมิติ ไม่ได้เป็นตัวละครชั้นเดียว มีเหตุมีผลมีที่มาที่ไปว่าทำไมเขาถึงเป็นสิ่งนี้ อย่างแต่ละฉากก็จะมีเรื่องราวในตัวมันเอง ยกตัวอย่างตัว บุหงา (กบ พิมลรัตน์) เล่นอย่างที่บอกคือเราได้เห็นในด้านที่เขาเป็นผู้หญิงที่สวยงามมาก แต่เขาเคลือบตัวเองไว้ด้วยเสื้อผ้าที่ มันดูเป็นผู้ชายมากๆ หรือการเป็นการเป็นโจรในเรื่อง มันก็มีเหตุผลในเรื่องว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงเลือกที่จะเป็นอย่างนั้น และการเป็นโจรของเขามีเหตุผล แต่สิ่งที่เขาได้เจอกับขุนพันธ์ และทำให้ขุนพันธ์รับรู้เรื่องของเขาเนี่ย การเลือกฝั่งดีมันก็มีเหตุผลของมันอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นบางทีกบอาจจะเป็นตัวละครที่ยืนอยู่ 2 ฝั่งว่าฉันเป็นตัวละครที่ฉันจะเลือกฝั่งเลวหรือเลือกฝั่งดีหนอ ตัวละครทุกตัวมันจะสะท้อนมิติพวกนี้ออกมาไว้เกือบทุกอันครับ ท้ายนี้อยากฝากอะไรกับผู้ชมและสิ่งที่คนดูจะได้รับจากภาพยนตร์เรื่องขุนพันธ์อย่างแน่นอน ผมเชื่อว่านี่คือหนังที่คนไทยรอคอย มันมีความสนุก มันเป็นการประชันบทบาทของดารายอดฝีมือ ที่เวลาบทในการปะฉะดะกันอย่างเมามันแน่นอนครับ ความเป็นแฟนตาซีแอคชั่นของมัน มันยังมีความจริงอยู่ว่านี่เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ แต่เราจะทำยังไงให้มีสีสันขึ้นมา ก็คือแม้กระทั่งตัวขุนพันธ์เอง เรายังมีดีไซน์ถึง 4 ดีไซน์ด้วยกัน คือตัวละครเราจะเห็นตั้งแต่เป็นตำรวจเริ่มต้น ยังไม่มีหนวดเขี้ยวเลย จนเริ่มทำงานเข้าไปฝังตัวเป็นสปาย กลายเป็นคนจรหมอนหมิ่น จนกลับเริ่มมีหนวดเขี้ยวจนออกปราบปราม จนสุดท้ายเป็นที่มาของภาพขุนพันธ์ที่แบบนายพลหนวดเขี้ยว เขาทำหน้าที่อธิบายพาร์ตของหนังแต่ละพาร์ต ๆ และนอกจากความสนุกแล้ว ผมเชื่อว่าหนังเรื่องนี้มีประเด็นตามสไตล์หนังของผมนะครับว่าเราไม่แค่ตีต่อยกันแล้วก็จบ มันมีประเด็นให้เราขบคิดในหนังด้วยว่า บางทีหนังอาจจะสะท้อนว่าบ้านเมืองเราเกิดอะไรขึ้น และคนดีมีอยู่จริงไหม หนังเรื่องนี้อาจจะตั้งคำถามกับศรัทธาของเราในปัจจุบันได้ เราเดินออกจากโรงเรารู้สึกว่า เฮ้ย คนไทยมีฮีโร่ 1 คน ก็ขอชวนมาดูกันครับ ฝากหนังเรื่องขุนพันธ์ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ ในวันที่ 5 กรกฏาคมที่จะถึงนี้ ก็จะใกล้ ๆ ครบรอบวันเสียชีวิตของท่านขุนพันธ์ อยากให้เป็นตัวแทนของภาพยนตร์กล่าวอะไรสักนิด 5 กรกฎานี้นะครับก็จะครบรอบ 10 ปีของการเสียชีวิตไปของท่านขุนพันธรักษ์ราชเดชนะครับ ก็รับปากไว้กับรูปเคารพของท่านนะครับว่าเมื่อทำภาพยนตร์เรื่องนี้เสร็จ ก็จะขอให้ดลบันดาลใจเกิดสิ่งดี ๆ ให้ประสบความสำเร็จ ตัวผมเองจะบวชเพื่อถวายท่านนะครับ หมายถึงบวชเพื่อเพราะผมรู้สึกว่าโปรเจกต์นี้ อย่างที่บอกไม่รู้อะไรดลใจกันให้เราได้ทำนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะทำให้ทุกอย่างมันสัมฤทธิผล แล้วก็ขอบพระคุณท่านนะครับที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ขอบคุณครับ

ถึงเป็นแค่ครัวขนาดเล็ก แต่ก็สร้างความสุขได้...
ครัว /  คอนโดมิเนียม / 

ถึงเป็นแค่ครัวขนาดเล็ก แต่ก็สร้างความสุขได้... ในข้อจำกัดของพื้นที่การสร้างสรรค์มุมประกอบอาหารนั้น มีผลต่อการวางแผนในการจัดการพื้นที่แตกต่างกันออกไป ทำให้การวางแผนให้เหมาะสมกับพื้นที่และพฤติกรรมการใช้งานจึงมีส่วนสำคัญที่จะทำให้พื้นที่ขนาดเล็กสามารถตอบสนองและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดŒต่อผู้ใช้งาน ในปัจจุบันที่อยู่อาศัยในรูปแบบต่างๆ มีทางเลือกเพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตมากขึ้น และหนึ่งในนั้นคือ ที่พักอาศัยขนาดเล็ก อย่างเช่นคอนโดมิเนียมที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด เป็นต้น จากลักษณะพื้นที่ที่จำกัดของคอนโดมิเนียมทำให้การเลือกใช้อุปกรณ์ รวมถึงความชัดเจนในการใช้งาน มีผลต่อการสร้างมุมประกอบอาหารในพื้นที่จำกัดอย่างมาก ซึ่งเราก็มีเกร็ดความรุ้เล็กๆ น้อยๆ มาฝากทุกคนกัน หากคุณชอบทำอาหารแต่ต้องอยู่ในพื่นที่จำกัด จะต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง... รู้ทันพฤติกรรมการใช้งานของตนเอง ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ผู้ใช้งานต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อนที่จะเริ่มสร้างครัวขนาดเล็กขึ้นมาว่าครัวนี้ใช้งานสำหรับสมาชิกกี่คน ทั้งผู้ใช้งานหลักนั่นคือตัวเราเอง และผู้ใช้รอง เช่น แขกที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน เมนูที่ทำประจำเป็นเมนูประเภทใด ใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง เพราะเราสามารถเห็นพื้นที่ใช้สอยที่มีความชัดเจนขึ้นจากขนาดและจำนวนของอุปกรณ์ต่างๆ เลือกที่ต้องใช้ หลายครั้งที่พื้นที่ใช้สอยที่มีไม่เพียงพอจากการเลือกใช้ภาชนะอุปกรณ์ที่มีขนาดไม่เหมาะสมกับการใช้งาน เลือกใช้หม้อและกระทะเบอร์ใหญ่เกินความจำเป็น แถมยังใช้งานไม่บ่อย เราจึงเสียพื้นที่ไปเปล่าๆ ให้กับเรื่องเหล่านี้โดยไม่จำเป็น เราจึงควรเลือกใช้อุปกรณ์ทุกชนิดให้เหมาะกับพฤติกรรมการใช้งานและพื้นที่ เพราะอย่าลืมว่าเรามีพื้นที่จำกัด ไม่เหมาะกับการเผื่อทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไป อเนกประสงค์ไอเดีย Multi Function จงมีคำว่า “อเนกประสงค์” เข้ามาในการจัดสรรพื้นที่ให้มากๆ เพราะจากพื้นที่หรือประโยชน์ใช้สอยที่เคยใช้งานได้เพียงเรื่องเดียว อาจกลายเป็นพื้นที่สารพัดประโยชน์มากขึ้น และสิ่งนี้จะช่วยซ่อนความใหญ่ของพื้นที่ที่หายไปเป็นคำว่าอเนกประสงค์ ในปัจจุบันอุปกรณ์ต่างๆ ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พื้นที่มากมาย เช่น อุปกรณ์เข้ามุมที่จะทำให้มุมอับภายในเคานเตอร์ตามซอกต่างๆ สามารถใช้งานได้ไม่เป็นพื้นที่ไร้ประโยชน์อีกต่อไป หรือแผ่นพื้นสำหรับวางบนซิงก์ล้างจานเพื่อเพิ่มพื้นที่แนวราบบนเคานเตอร์เหนือหลุมล้างจาน รวมถึงอุปกรณ์ห้อยแขวนต่างๆ อีกมากมาย แนวทางต่างๆ เหล่านี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดในการวางแผนสร้างสรรค์พื้นที่ครัวที่ขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี ที่จะทำให้ผลลัพธ์ออกมาน่าประทับใจจนได้มาซึ่งเมนูแสนอร่อยในทุกมื้ออาหารเลยทีเดียวแหละ เครดิตจาก นิตยสาร @Kitchen ฉบับเดือนกรกฎาคม 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

พาแอ่วเหนือ! ปั่นจักรยาน เที่ยวไป ถีบไป กินไป @น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ (ตอนที่ 2)
จังหวัดน่าน /  ปั่นจักรยาน / 

ทริป "เที่ยวเหนือ เที่ยวไหน เที่ยวไป ถีบไป กินไป @แพร่ น่าน อุตรดิตถ์" กับทาง ททท. ในวันแรกเราได้ปั่นจักรยานชมวิถีชีวิต โบราณสถาน วัดวาอาราม และแวะทานของอร่อยกันไปแล้ว เข้าวันที่สองนี้เราจะออกเดินทางไปยัง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ กันค่ะ พาแอ่วเหนือ! ปั่นจักรยาน เที่ยวไป ถีบไป กินไป @น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ (ตอนที่ 2)  >> พาแอ่วเหนือ! ปั่นจักรยาน เที่ยวไป ถีบไป กินไป @น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ (ตอนที่ 1) เมื่อวานนี้เราปั่นจักรยานรอบตัวเมืองน่าน เช้าวันที่สอง เราจะออกเดินทางไปยัง จ.อุตรดิตถ์ กันค่ะ ระยะทางประมาณ 170 กิโลเมตร แต่ก่อนที่เราจะต้องนั่งรถเป็นเวลาหลายชั่วโมง ขอแวะเติมพลังให้อิ่มท้องกันหน่อย ร้าน "เจ้เล็ก ข้าวมันไก่" ร้านตึกแถว ตั้งอยู่ตรงถนนข้าหลวง ขับผ่านสี่แยกข่วงเมืองน่านมาไม่ไกลมากนัก ร้านเจ้เล็กนั้นมีเมนูให้เลือกเยอะมากๆ ทั้งข้าวมันไก่, ข้าวมันไก่ทอด, ข้าวขาหมู, ข้าวหมูแดง, ข้าวหมูหรอบ, กระเพาะปลา .. เราอยากกินไปซะทุกอย่าง ก็เลยสั่งมาแบบรวมทุกอย่าง เพิ่มเครื่องในด้วย แล้วก็สั่งข้าวมันแยกเป็นจาน ไก่นุ่ม หมูกรอบอร่อย เนื้อขาหมูก็เริ่ด แถมน้ำราดหมูแดง น้ำจิ้มขาหมู อร่อยติดใจเลยค่ะ คอนเฟิร์ม ^^ เนื่องจากเราวางแพลนไว้ว่าจะปั่นจักรยานที่ อ.ลับแล ช่วงบ่าย เพราะฉะนั้นเรายังพอมีเวลาว่างเที่ยว จ.น่าน ช่วงเช้าๆ เราเดินทางไปสักการะ "พระธาตุแช่แห้ง" กันค่ะ อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 3 กิโลเมตร "พระธาตุแช่แห้ง" ตั้งอยู่ที่อำเภอภูเพียง เดิมเป็นวัดราษฎร์ ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวง องค์พระธาตุสีทองเหลืองอร่าม เป็นอนุสรณ์ของความรักและความสัมพันธ์ ระหว่างเมืองน่านกับเมืองสุโขทัยในอดีต และยังเป็นพระธาตุประจำปีเกิด ของคนที่เกิดปีเถาะ (ปีนักษัตรกระต่าย) ด้วย ตรงทางเข้าประตูก็จะมีดอกไม้ ธูป เทียน วางไว้ให้ แล้วก็มีกระต่ายหลากหลายสี ให้เลือกนำเข้าไปสักการะพระธาตุกันด้วย สีของกระต่ายน่าจะเป็นสีของคนที่เกิดในแต่ละวันค่ะ บริเวณรอบๆ ก็จะมีให้เราปิดทองลูกนิมิตร ทำบุญ "ด้ายสีสาย" เพื่อ สะเดาะเคราะห์ เสริมศิริมงคล บูชา "ไม้ค้ำชาตา" โดยเขียนชื่อ วัน เดือน ปี เกิด ติดไว้ที่ไม้ เสริมดวงชะตา ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง เดินมาอีกนิดก็จะเห็น พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ (พระวิหารพระเจ้านอน) ค่ะ จากนั้นเราก็เดินทางไปยัง "พระธาตุเขาน้อย" กันต่อ ที่วัดนี้ถือเป็นแลนด์มาร์กอีกหนึ่งที่ สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบของตัวเมืองน่านที่สวยงามด้วยค่ะ บริเวณลานชมทิวทัศน์ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางประทานพร "พระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีเมืองน่าน" บนฐานดอกบัวสูง 9 เมตร บนยอดพระเกศาทำจากทองคำหนัก 27 บาท สร้างขึ้นเนื่องในมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ฯ ทรงเจริญ พระชนมพรรษา 6 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 ด้านหน้าพระพุทธรูปปางประทานพร "พระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีเมืองน่าน" องค์พระธาตุ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2030 สมัยเจ้าปู่แข็ง เป็นศิลปะพม่าผสมล้านนา ภายในบรรจุพระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจ้า และได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ระหว่างปี พ.ศ. 2449-2454 โดยช่างชาวพม่า วัดพระธาตุเขาน้อย เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ และเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของ จ.น่าน สันนิษฐานว่ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่บนดอยเบาน้อย สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 240 ม. หน้าวัดมีทางขึ้นเป็นบันไดนาค 303 ขั้น สักการะวัดพระธาตุเขาน้อยเสร็จ เราก็ออกเดินทางไปยัง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิถต์ นั่งรถมาได้สักพักก็แวะ ร้าน Tree Park Coffee กินกาแฟ ขนมเค้ก ยืดเส้นยืดสายกันหน่อย ต้นไม้เยอะ บรรยากาศร่มรื่น ที่อยู่ : ต.แม่จั๊วะ อ.เด่นชัย จ.แพร่ โทรศัพท์ : 054-613063 , 086-1924456 เรามาถึงอุตรดิถต์ช่วงเที่ยงๆ บ่ายๆ ได้เวลาข้าวกลางวันแล้วอีกแล้วสิ และก็ต้องไม่พลาด ร้านก๋วยเตี๋ยวเป่าปากชามกะลา ร้านขึ้นชื่อเมืองอุตรดิตถ์ ก๋วยเตี๋ยวที่นี่มีเอกลักษณ์ก็คือ ชามกะลา และรสชาติของก๋วยเตี่ยวก็กลมกล่อมและเผ็ดจี๊ด ที่นี่เราสามารถสั่งได้ว่าอยากให้เผ็ดระดับไหน คือ เจ็บภูสอยดาวคือเผ็ดมาตรฐานเป่าปาก เจ็บเขื่อนสิริกิติ์คือเผ็ดกลาง และเจ็บลับแลคือไม่เผ็ด นอกจากก๋วยเตี๋ยวก็ยังมีเนื้อ-ลูกชิ้นลวกจิ้ม เสิร์ฟกับน้ำจิ้มรสเด็ด, ไส้อั่ว, ลูกชิ้นยักษ์ และไอติมกะทิ ที่อยู่ : แยกหนองผา ถนนเจษฎาบดินทร์ ตำบลท่าอิฐ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โทรศัพท์ : 085-8780522 กินอิ่มปุ๊บก็พร้อมลุย! ช่วงใกล้เข้าหน้าฝนแบบนี้อากาศเย็นสบาย แดดร่มลมตก ปั่นจักรยานกันชิลๆ ได้เลย เส้นทางปั่นจักรยานจังหวัดอุตรดิถต์มี 2 เส้นทาง คือ อ.ลับแล กับ อ.เมือง เราเลือกเส้นทาง อ.ลับแล ค่ะ จุดแรกที่เราไปนั้นก็คือ "ศูนย์บริการท่องเที่ยววิถีเมืองลับแล" จุดประทับตราที่ 1 (ใกล้ซุ้มประตูเมืองลับแล) มีพี่สาวสวย เจ้าหน้าที่คอยให้บริการและดูแลอย่างเป็นกันเอง ทางศูนย์เปิดบริการ 8.30-16.30 น. โดยบริเวณนี้ก็จะมีพิพิธภัณฑ์เมืองลับแล, ลานกิจกรรม, อาคารจำหน่ายสินค้า ที่นี่มีจักรยานให้เช่าด้วยค่ะ พิกัด GPS : 17.651813, 100.044312 เบอร์โทรศัพท์ : 055-431076 ขอปั๊มก่อน 1 ดวง เสร็จแล้วเราก็เริ่มลุยปั่นจักรยานไปยังจุดหมายที่เหลืออีก 3 ที่กันเลย เมื่อปั่นเข้าเมืองลับแลตามทางมาจนเจอ อนุสาวรีย์พระศรีพนมมาศ ขอแวะถ่ายรูปที่นี่กันก่อน จากนั้นก็เลี้ยวขวาปั่นจักรยานตามทางถนนเขาน้ำตก สองข้างทางนั้นเพื่อนๆจะได้เห็นบ้านเรือนแบบดั้งเดิม วิถีชีวิตแบบเรียบง่าย สงบ ไม่วุ่นวายมากนัก ^^ จนมาถึง จุดประทับตราที่ 2 "ร้านข้าวแคบคุณสาว" จะอยู่ติดกับสำนักงานเทศบาลศรีพนมมาศ(เมืองลับแล) เป็นครั้งแรกที่เคยได้ยินชื่อ "ข้าวแคบ" และได้ลองกิน ข้าวแคบเป็นอาหารว่างอย่างหนึ่ง โดยการนำเอาแผ่นแป้งไปตากแดด (แบบรูปข้างล่าง) และเอาไปทำให้สุกโดยปิ้งหรือทอด อาจโรยงาเพิ่มความหอมอร่อย ของคาวอีกอย่างที่น่าสนใจ (เพราะเพิ่งเคยลองกินอีกเหมือนกัน >,<) คือ ข้าวพัน โดยการใช้แป้งข้าวเจ้ามานึ่งคล้ายข้าวเกรียบปากหม้อ แต่ข้าวพันจะกินกับน้ำจิ้มสูตรเด็ด ไม่ใส่ไส้ หลังจากสุกแล้ว ก็จะม้วนขึ้นมาเป็นแผ่นกลมแบบนี้ จิ้มกินกับน้ำจิ้มสูตรเด็ดเผ็ดอร่อย ร้านข้าวแคบคุณสาว เปิดให้บริการทุกวัน พิกัด GPS : 17.655042, 100.037202 เบอร์โทรศัพท์ : 089-5039617 ประทับตราจุดที่ 2 เสร็จก็บอกลาคุณป้า ร้านข้าวแคบคุณสาว ไปยังจุดหมายต่อไปกัน เราปั่นจักรยานตามถนนเขาน้ำตกแล้วเลี้ยวเข้าซอยเขาน้ำตก 6 (จะอยู่ทางขวามือ) เพื่อลัดมาที่ถนนราษฎร์อุทิศ หรือ ถนนคนกิน ออกจากซอยเลี้ยวขวามาอีกสักหน่อยก็จะเจอ "ร้านป้าหว่างหมี่พัน" จุดประทับตราที่ 3 ของเรา (อยู่ติดถนนราษฎร์อุทิศ ซอย 5) พอถึงร้านปุ๊บ! คุณป้าก็กำลังทำหมี่พันอยู่เลย "หมี่พัน" เป็นอาหารพื้นเมืองดั้งเดิมของคนลับแล จะเอาแผ่นข้าวแคบ (เหมือนร้านแรกที่เราไปจำได้เปล่า?) มาใส่ผัก เส้นหมี่ลงไป และห่อให้เป็นชิ้นกลมๆ การห่อแบบนี้ยังช่วยถนอมอาหารด้วยนะคะ เป็นภูมิปัญญาของคนลับแล    หน้าตาหมี่พันเป็นแบบนี้ รสชาติกลมกล่อม ออกเผ็ดนิดๆ อร่อยดีค่ะ ชิ้นละ 3 บาท ราคาน่ารัก ^^ ร้านป้าหว่างหมี่พัน เปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ พิกัด GPS : 17.653923, 100.040084 หลังงจากประทับตราจุดที่ 3 เสร็จแล้ว เราปั่นจักรยานย้อนกลับไปทางถนนราษฎร์อุทิศ ก็จะเจอ "ร้านข้าวพันผักอินดี้" จุดประทับตราที่ 4 ร้านข้าวพันผักอินดี้ หรือร้านข้าวพันผักป้าตอ เมื่อมาลับแลแล้วจะพลาดร้านนี้ไม่ได้ สำหรับนักท่องเที่ยวและนักชิม เพราะข้าวพันผักอินดี้นั้นจะมีเมนูที่หลากหลาย ไม่ซ้ำกัน พ่อค้าจะคิดสูตรข้าวพันผักใหม่ๆ ขึ้นมาตลอด บางเมนูจะใส่ใข่ผสมกับแป้ง, ใส่เห็ดเข็มทอง เป็นต้น แถมรสชาติอร่อยด้วย ^^ อย่างวันนี้เราได้กิน ข้าวพันผักเนื้อเปื่อย, ไข้ม้วนเห็ดเย็นตาโฟ, ข้าวพันผักห่อไข่ โป๊ะไข่ดาว คอนเฟิร์มว่าอร่อย แบบไม่ต้องปรุงเลย รสชาติกลมกล่อมค่ะ  ^^ แล้วถ้าใครมาแวะร้านนี้ ก็จะมาเขียนข้อความด้วย เขียนได้ทุกที่ในร้านเลย สแตมป์ดวงที่ 4 เสร็จแล้ว เดินทางต่อไปยังจุดหมายสุดท้ายกันจากถนนคนกิน ก็ปั่นจักรยานกลับไปยัง ศูนย์บริการท่องเที่ยววิถีเมืองลับแล จะเจอกับ ร้านลับแลคลับ wifi cafe (Lublae Club Coffee) จุดประทับตราที่ 5 ค่ะ ประทับตราเสร็จ ก็นั่งทานเครื่องดื่มให้หายเหนื่อย สดชื่น ^^ ร้านน่ารัก บรรยากาศดี มีมุมให้เลือกนั่งเยอะเลย  เราก็ตระเวนเดินเล่นแถวลานวัฒนธรรมกันหน่อย ตรงนี้มีพิพิธภัณฑ์เมืองลับแล, ขายสินค้าพื้นเมืองเยอะพอสมควร พิพิธภัณฑ์เมืองลับแล จัดแสดงวิถีชีวิตคนเมืองในสมัยก่อน บอกเล่าเรื่องราวประเพณี วัฒนธรรม เดินมาอีกนิดก็จะเป็นตัวอาคารที่ขายสินค้า สะดุดตาร้านนี้แหละ! "วันวานลับแล"  ขายของเล่น ของกิน ขนม สมัยวัยเด็ก เห็นแล้วคิดถึงชีวิตวัยเด็กจริงๆ 555 เดินเล่นกันจนเย็นแล้ว เราก็เดินทางกลับที่พักกัน โดยคืนนี้เราย้อนกลับไปพักที่ Mee bed and breakfast โรงแรมสุดฮิปในราคาหลักร้อย! จังหวัดแพร่ กัน โรงแรมเปิดใหม่แถวตัวเมือง แค่ชื่อก็น่ารักแล้ว พอได้เห็นสถานที่จริง โอ้ว! ประทับใจ ตกแต่งแบบเรียบง่าย สไตล์ฮิปสเตอร์แบบที่ชอบเลย แถมราคานี่ดึงดูดสุดๆ ในราคาหลักร้อยเท่านั้น! ตั้งอยู่ที่ถนนราษฎร์ดำเนิน ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ เจ้าของใจดี และใส่ใจลูกค้ามากๆ และตั้งแต่ข้างหน้าโรงแรมจนขึ้นไปถึงห้องพัก เรายังไม่หยุดถ่ายรูปเลย สวยทุกมุม! ห้องพักแต่ละห้องนั้นจะตกแต่งไม่เหมือนกันสักห้องเลย! มันเจ๋งตรงนี้แหละ เราไม่รู้ว่าเราจะได้พ้องพักแบบไหน ส่วนเราได้ห้องพักชั้นที่ 4 ห้อง 402 ผนังห้องทาด้วยสีขาว มีกรอบรูปเรียงเต็มไปหมด ชอบมากๆ! ที่นี่ส่วนมากเน้น ใช้ปูนเปลือยและอิฐแดง ห้องโปร่ง อากาศเย็นสบาย อ่านเพิ่มเติม : Mee bed and breakfast โรงแรมสุดฮิปในราคาหลักร้อย! จ.แพร่ นอนเต็มอิ่มบนเตียงนุ่มสบายกันทั้งคืน ก็ต้องตื่นเช้าเก็บกระเป๋ากลับกันแล้ว ก่อนกลับก็แวะทานข้าวเช้า กับของหวานแถวแยกประตูชัยที่ ร้านกองหนุน มีของหวานเยอะแยะไปหมด เจ้าของใจดีจัด ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวสังขยา มาให้กินกัน รสชาติอร่อย หวานมัน แบบนี้น้ำหนักตัวขึ้นก็ไม่เสียใจนะ อิอิ ที่อยู่ : ซอยรอบเมือง แยกประตูชัย ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่  จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ : 054-531597 , 086-1961869   นั่งรถมาได้แปบนึงก็มาแวะที่ พิพิธภัณฑ์บ้านเทพ มีของสะสมหายากในสมัยก่อนหลายอย่าง เช่นเงินพดด้วง, ตะเกียงเก่า, ไม้แกะสลัก, ชามลายครามต่างๆ เป็นต้น ที่นี่เปิดให้ชมฟรีทุกวัน ตั้งแต่ 09.00 น-17.00 น. ค่ะ ที่อยู่ : 8/1 ถนนเทศบาล2 ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ : 08-79871164 ถึงเวลาต้องกลับบ้านแล้วสิ อยากเที่ยวไม่ครบเลย แต่คราวหน้าสัญญาว่าจะต้องเที่ยวให้ครบแน่นอน ทริป  "เที่ยวเหนือ เที่ยวไหน เที่ยวไป ถีบไป กินไป @แพร่ น่าน อุตรดิตถ์" กับทาง ททท. ในครั้งนี้เป็นทริปที่สนุก และประทับใจมากๆ ^^ งั้นขอตัวลาไปก่อน เจอกันทริปหน้านะคะ .. >> พาแอ่วเหนือ! ปั่นจักรยาน เที่ยวไป ถีบไป กินไป @น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ (ตอนที่ 1) ขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ (พื้นที่รับผิดชอบ: แพร่,น่าน,อุตรดิตถ์) เว็บไซต์ : http://www.tourismthailand.org/phrae

เมนูพิเศษประจำเดือนกรกฎาคม 2559 ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน
โรงแรมรอยัล ออคิด

อาหารอิตาเลียนสไตล์โฮมเมด รสชาติอิตาเลียนแท้ ณ ห้องอาหารจิออร์จิโอ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ห้องอาหารอิตาเลียน “จิออร์จิโอ” ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน รังสรรค์เมนูอิตาเลียนแท้สไตล์โฮมคุกกิ้งตำรับคุณแม่ เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและความหลากหลายของรสชาติอาหารอิตาเลียนแท้ๆที่เตรียมพร้อมให้คุณได้ลิ้มลอง เริ่มด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยอย่าง พาร์มาแฮมสไลท์บางทานคู่แตงฮันนี(320++ บาท) หรือจะเป็น สลัดผักโขม เสิร์ฟพร้อมน้ำสลัดกอร์กอนโซลา และลูกมะเดื่อเชื่อมไวน์แดง(350++ บาท) ต่อด้วยมื้อหลักอย่างข้าวริซอตโต้เห็ดทรัฟเฟิลดำ(360++ บาท) สเต็กปลาคอท หอยลาย เสิร์ฟพร้อมหน่อไม้ฝรั่ง(620++ บาท) ปลาเนื้อแน่นทานคู่ซอสเฉพาะตัวสูตรเข้มข้น โคนขาลูกวัวตุ๋นเสิร์ฟกับข้าวอิตาเลียนแบบดั้งเดิม(580++ บาท) หรือจะเป็นเนื้อสันในหมักสมุนไพรย่าง ทานคู่น็อกจิและผักโขม(850 บาท++) ปิดท้ายมื้อค่ำอันพิเศษนี้ด้วย เซทขนมหวาน 4 สไตล์ อย่าง ทีรามิสุ พานาคอตต้า ไวท์ช็อกโกแลต และราสเบอร์รี่ชีสเค้ก (350 บาท++) สำหรับบัตรสมาชิกสตาร์วู้ด พรีเฟอร์ เกสต์ (Starwood Preferred Guest®) รับสิทธิพิเศษ ส่วนลด 15% (เฉพาะค่าอาหาร) ห้องอาหารอิตาเลียนจิออร์จิโอเปิดบริการทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์และวันอังคาร) เวลา 18.00 – 22.30 น. พร้อมบริการเรือรับส่งจากสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสินถึงโรงแรมฟรีทุกครึ่งชั่วโมง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร 0 2266 9214 อีเมลล์: events.rosh@sheraton.com ไลน์แอด: @rosheratonbangkok เฟสบุ๊ค: https://www.facebook.com/royalorchidsheratonhotel หรือ เว็บไซต์: www.royalorchidsheraton.com ------------------------------------------------- เพลิดเพลินค่ำคืนแห่งไวน์ และชีส ณ ห้องอาหารริเวอร์ไซด์ กริลล์ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ห้องอาหารริเวอร์ไซด์ กริลล์ ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ขอเชิญคุณมาเพลิดเพลินคืนแห่งไวน์ และชีส ในคืนวันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2559นี้ ตั้งแต่เวลา 18.30 – 20.30 น. หลีกหนีความวุ่นวายของชีวิตเมืองหลวง และการจราจรที่แสนติดขัด มาจิบไวน์รสนุ่มละมุนลิ้นชั้นเลิศ เคียงคู่ชีสและทาปาสนานาชนิดระดับพรีเมี่ยมแบบไม่อั้น ในราคาเพียง 599++ บาทต่อท่าน หรือเลือกเพิ่มความหลากหลายและอัพเกรดไวน์ระดับพรีเมียมเพียง 999++บาทต่อท่าน บริการเรือรับส่งจากสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสินถึงโรงแรมฟรีทุกครึ่งชั่วโมง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร 0 2266 9214 อีเมลล์: events.rosh@sheraton.com ไลน์แอด: @rosheratonbangkok เฟสบุ๊ค: https://www.facebook.com/royalorchidsheratonhotel หรือ เว็บไซต์: www.royalorchidsheraton.com

รีวิวร้าน Bibim house (บิบิมเฮาท์) อาหารเกาหลีราคาย่อมเยา
กิมจิ /  อาหารเกาหลี / 

ทุกคนพอจะนึกฉากในซีรี่ย์เกาหลีที่นักแสดงกำลังคลุกข้าวในหม้อร้อนๆ คำโตๆ แล้วซดแกงเผ็ดสีส้มดูรสจัดจ้านในหม้อทองเหลืองเดือดปุดๆ กับไก่ทอดกรอบๆ คลุกซอสชุ่มช่ำออกมั้ยคะ นี่ขนาดแค่ดูยังไม่ได้กลิ่นนะเนี่ย ท้องก็โครกครากแล้ว วันนี้เรามีร้านอาหารเกาหลีสไตล์ซีรี่ย์มาฝากกันค่ะ นั่นก็คือ... Bibim House นั่นเอง บรรยากาศในร้านให้อารมณ์เกาหลี๊เกาหลี ใช้สีสันสดใสทำให้เจริญอาหาร อารมณ์เหมือนทานอาหารอยู่ในร้านใจกลางกรุงโซล ที่นั่งสบายไม่อึดอัด พนักงานบริการดีเยี่ยมเลยค่ะ ว่าแล้วก็ต้องหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปรัวๆ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับคำว่า Bibim กันก่อน คำนี้มาจากเมนูชื่อ Bibimbab (บิบิมบับ) หรือข้าวยำเกาหลีที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีเพราะเห็นในซีรี่ย์บ่อยๆ บิบิมบับ คือข้าวที่โรยหน้าด้วยเครื่องเคียงได้แก่ หมูย่างเกาหลี กิมจิ แตงกว่าญี่ปุ่นคลุกน้ำมันงา ถั่วงอกลวก เห็ดลวก แครอทฝอยลวก ซอสพริกโคชูจังและสุดท้ายโปะด้วยไข่ดาวยางมะตูม บิบิมบับจะเสิร์ฟมาถ้วยหินที่ร้อนจัด เสียงดังฉ่าๆ เวลากินก็สนุกสนานตรงที่เราได้คลุกเคล้าข้าวกับเครื่องทั้งหมดเข้าด้วยกันแบบโคเรียนสไตล์ ถือเป็นเมนูแนะนำของร้าน มองไปโต๊ะไหนเป็นต้องเห็นถ้วยหินแบบนี้ทุกโต๊ะเลย มาต่อกันที่เมนูน่องไก่คลุกซอสกระเทียม กรอบนอกนุ่มใน คลุกซอสกระเทียมสูตรจากทางร้าน หอมๆ หวานๆ เค็มๆ เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี เพลินๆ หยุดไม่อยู่เลยค่ะ (ฮา) ต่อด้วยกิมจิชิเก หรือแกงกิมจินี่เอง น่าตาดูเผ็ดแต่จริงๆ ไม่เผ็ดเท่าไหร่ เป็นเพราะสีของกิมจิเลยดูจัดจ้าน แต่รสชาติถือว่าเยี่ยม กลมกล่อม กิมจิก็กำลังดีไม่เปรี้ยวจนเกินไป ในหม้ออัดเต็มไปด้วยซี่โครงนุ่มเปื่อยชนิดรูดได้เลยไม่ต้องเคี้ยว แป้งต๊อกหนึบๆ และวุ้นเส้นเกาหลี ที่นี้ก็รู้แล้วใช่มั้ยคะว่า เย็นนี้กินอะไรดี?

ไปชัยภูมิ ชมหมอกหยอกกระเจียว พาเสียว 3 ผา 3 อุทยาน!
ที่เที่ยวอุทยาน /  ท่องเที่ยว ชัยภูมิ / 

เมื่อเพื่อนชวนเก็บกระเป๋าไปเที่ยวบ้าน ไม่เคยปฏิเสธอีกตามเคย ใจง่ายจริงๆ งานนี้พูดเลย ว่าเป็นการไปเยือนแผ่นดินถิ่นอีสานครั้งที่ 3 ในชีวิต ที่ต้องนั่งรถจนตูดด้าน ยาวนานเป็นวันๆ แต่โคตรคุ้มค่า ได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น ได้สัมผัสกับอากาศทั้งหมอก ลม ฝน แดด จนกลับมาไม่สบาย ที่สำคัญเราได้รับประสบการณ์ "เสียว" ที่ชาตินี้ไม่ลืมแน่ๆ ยินดีที่ได้เจอกัน "จังหวัดชัยภูมิ"  ไปชัยภูมิ ชมหมอกหยอกกระเจียว พาเสียว 3 ผา 3 อุทยาน! เรานัดกับเพื่อนเจอกันที่ชัยภูมิ ทริปนี้ 4 คน  เราเดินทางจากตาก - พิษณุโลก - ชุมแพ - ชัยภูมิ (ต่อรถเป็นว่าเล่นเลย) ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 9 ชั่วโมง ตายๆๆ หลับแล้วหลับอีก หลับแล้วก็หลับอีก Zzzz ส่วนเพื่อนเราอีก 3 คน นั่งรถทัวร์ กทม. - ชัยภูมิ 5 ชั่วโมงถึง อิจฉาจริงๆ แต่เราถึงก่อนเพื่อนๆ เพราะเดินทางตอนเช้าถึงค่ำ แล้วโทรให้ญาติเพื่อนมารับไปนอนอยู่บ้านตีพุงอย่างสบายใจ กิกิ เราเจอเพื่อนอีกทีก็ตอนเช้าอีกวันเลย เพราะเพื่อนเราเดินทางกลางคืน การเดินทางเที่ยวชัยภูมิครั้งนี้ รวม 5 วัน 4 คืน (29 กรกฎาคม - 2 สิงหาคม 2558) 30 ก.ค. 58 : ปรางค์กู่ - สวนดาวเรืองพรนับพัน - เขื่อนลำปะทาว 31 ก.ค. 58 : ผาสุดแผ่นดิน - ทุ่งดอกกระเจียว - ลานหินงาม (อช.ป่าหินงาม) / น้ำตกไทรทอง - ผาหัมหด (อช.ไทรทอง) 1 ส.ค. 58 :  ผาหัวนาค มอหินขาว (อช.ภูแลนคา) เราจะขอเริ่มทริปในวันแรก 30 ก.ค. 58 : ปรางค์กู่ - สวนดาวเรืองพรนับพัน - เขื่อนลำปะทาว เพื่อนเราบอกว่าใกล้ๆ บ้านมี "ปรางค์กู่" ปรางค์กู่คืออะไร สงสัยนะเนี้ย? เราเลยยืมมอเตอร์ไซค์แว๊นออกไปดู ไม่พึ่งแผนที่ ไม่พึ่ง google map อาศัยเพื่อนบอกทางอยู่ซ้ายมือ ขับๆ ไปก็เจอ ปรากฏว่าขับไปไม่ถึง 5 นาที เจอก็จริงๆ ช่างง่ายดาย ห้าา และนี่ก็คือ "ปรางค์กู่" พิกัด : http://urll.us/yZfjpq "ปรางค์กู่" เป็นโบราณสถานที่นับว่ามีความสมบูรณ์ที่สุดของชัยภูมิ เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มอาคารที่มีแผนผังและลักษณะเดียวกับปราสาท เชื่อกันว่าปรางค์กู่แห่งนี้เป็น “อโรคยาศาล” หรือสถานพยาบาลที่สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ช่วงระหว่าง พ.ศ. 1724-1763 มีปรางค์ประธานอยู่ตรงกลาง 1 องค์ มีวิหารหรือบรรณาลัยด้านหน้า 1 หลัง ทั้งหมดถูกล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาและซึ่งมีโคปุระ หรือซุ้มประตูอยู่ที่ด้านหน้า ทั้งหมดถูกสร้างขึ้นด้วยศิลาแลง เว้นก็แต่กรอบประตู หน้าต่าง ทับหลัง และเสาประดับที่เป็นหินทราย ภายในปรางค์ประธานทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาปางสมาธิ ศิลปะแบบทวาราวดีซึ่งเป็นของที่เคลื่อนย้ายมาจากที่อื่น ชาวชัยภูมิให้ความเคารพศรัทธามาก ข้อมูล : http://urll.us/RNpske เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ ไหว้พระ ถ่ายภาพ ได้สักพัก เพื่อนก็โทรตามให้กลับบ้าน เพราะวันนี้พ่อจะพาไปเที่ยว เย้ !! แต่การเที่ยวในวันนี้ เป็นอะไรเอ็กคูลซีฟมาก เพราะพ่อจะพาไปดูไร่สับปะรดและการเลี้ยงปลาในกระชังที่เขื่อนลำปะทาวตื่นเต้นสิคะ แต่ก่อนจะไปถึงเขื่อน ระหว่างทางเราเจอสวนดาวเรืองสีเหลืองอร่ามงามสง่ามาแต่ไกล แวะสิคะ กับ "สวนดาวเรืองพรนับพัน" ที่นี่อยู่ระหว่างทางไปมอหินขาว ฝั่งขวามือ มีสวนเดียวสังเกตได้ง่ายๆ เลย อีกไม่นานที่นี่จะมีร้านกาแฟ เขากำลังสร้างอยู่ใกล้เสร็จแล้ว ถ้ามีโอกาสคงได้มาลอง ตอนทำนาข้าชื่อดาวเรือง พอเข้าในเมืองชื่อช่างเฟื่องเลื่องลือ :") นี่เราคิดมาตลอดมาชัยภูมิต้องร้อนแน่ๆ เปล่าเลย อากาศที่นี่เย็นสบาย ทั้งๆ ที่ 11.00 น. แล้ว เราโชคดีมากที่วันนี้มีแม่ค้ามารับซื้อดอกดาวเรืองถึงสวน เลยขอแจมเป็นลูกมือด้วยคน ได้ความรู้ด้วยนะ การตัดดอกดาวเรืองจะใช้กรรไกรตัดด้ายตัด เพราะถ้าเด็ดดอกจะไม่ขึ้นอีกวิธีการคัดเลือกดอก ให้ดูดอกที่ตรงกลางไม่มีสีเขียวๆ จะได้ดอกไซส์จัมโบ้ หรือมีนิดหน่อยก็ถือว่าเป็นอันใช้ได้ หลังจากตัดดอกดาวเรืองได้หลายถุง ติดใจสิคะ กลับบ้านไปจะลองปลูกเลย ไม่รู้จะสวยเหมือนสวนที่นี่มั้ยน้า เมื่อภาระกิจเสร็จสิ้น หิวสิคะ เที่ยงแล้ว เราแวะกินส้มตำข้างทาง จัดว่าเด็ดมาก ข้างทางจริงๆ นะ ติดถนนเลย กินเสร็จเดินทางต่อค่ะ เรามุ่งหน้าไปเขื่อนลำปะทาว อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 35 กิโลเมตร ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2051 ไปทางอุทยานแห่งชาติตาดโตน ก่อนถึงด่านเก็บค่าธรรมเนียม ประมาณ 500 เมตร มีทางแยกเลี้ยวซ้ายไปเขื่อนลำประทาว (ป้ายบอกทางเดียวกับไปมอหินขาว) ที่ตำบลเก่าย่าดี ระยะทาง 17 กิโลเมตร ระหว่างทางจะพบสวนลำไย ไร่สับปะรด และมันสำปะหลังตลอดสองข้างทาง ที่นี่เป็นแหล่งเลี้ยงปลาในกระชังด้วย มองเห็นภูเขาเขียวๆ กับน้ำในเขื่อน วิวดีจริงๆ เราชอบมาก เขื่อนลำปะทาวเป็นเขื่อนดินขนาดเล็ก เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจแห่งหนึ่งของคนที่นี่เลย ก็สวยขนาดนี้ไม่มาได้ไง :") พี่น้อยคนดูแลสวนและกระชังปลาใจดีให้เรานั่งเรือไปดูการจับปลาในกระชัง เสียวเลยว่ายน้ำก็ไม่เป็น ชูชีพก็ไม่มี แต่ด้วยความอยาก...ยอม เราชอบนะ ได้มาสัมผัสชีวิตแบบนี้ ไม่ใช่ว่าจะมีโอกาสกันง่ายๆ เจอ ปลา เป็ด ไก่ ยันควาย เริ่ดอ่า ห้าาา เราได้ช่วยพี่จับปลานิลด้วยตัวหนึ่งน้ำหนักประมาณ 9 ขีด หนักใช่เล่นนะ  (จริงๆ ช่วยจับถุงใส่ปลามากกว่า) ก่อนกลับ ... ขอมองวิวสวยๆ ของเขื่อนลำปะทาวอีกครั้ง วันที่สอง 31 ก.ค. 58 ผาสุดแผ่นดิน - ทุ่งดอกกระเจียว - ลานหินงาม (อช.ป่าหินงาม),  น้ำตกไทรทอง - ผาหัมหด(อช.ไทรทอง) วันนี้แหละไฮไลท์รออยู่ พวกเราตื่นกันตั้งแต่ตี 4 แหกขี้หูขี้ตาตื่นกันเลยจ้าา ฝนก็ต้องตลอดคืน ระหว่างออกเดินทางก็ตกปอยๆ ตลอด ใจไม่ดีเลย กลัวเที่ยวไม่สนุก แต่แล้วเมื่อเราเดินทางไปถึงอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ฟ้าฝนก็เป็นใจ หลงเหลือไว้แต่หมอกขาวๆ ที่อุทยานแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ ผาสุดแผ่นดิน  ทุ่งดอกกระเจียว และลานหินงาม พิกัด : http://urll.us/HYia3S 07.30 น. อากาศเย็นดีนะ อภิมหาหมอกมาก ตื่นเต้นอ่า >.< เราซื้อตั๋วรถราง เด็ก 20 บาท ผู้ใหญ่ 30 บาท วันนี้คนมาเที่ยวกันแต่เช้า คึกคักมากอ่ะ บางคนก็มากางเต๊นท์นอนค้างที่นี่เลย ที่จอดรถโอเคนะ มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลให้บริการตลอด สะดวกดี ในรถรางจะมีน้องๆ มัคคุเทศก์ตัวน้อยๆ มาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะไป น่ารักมากๆ เลย ที่แรก "ผาสุดแผ่นดิน" ดินแดน 3 ภาค  อีสาน - กลาง - เหนือ เดินเข้าไปนิดเดียวก็จะเจอลานหินปุ่มป่ำ ผิวขรุขระ  เหมือนอยู่บนดาวอังคาร และแน่นอนที่สุด "ของสุดแผ่นดิน" ถามว่ากลัวมั้ย...กลัวมากกก แต่ยิ้มสู้ ^________^ สิ่งที่เราคิด กับสิ่งที่เราเจอ !!! คือต้องต่อคิวถ่ายกันเลย กับเพื่อน จากนั้นเราก็เดินไปด้านซ้ายมือเพื่อไปดูดอกกระเจียวไฮไลค์ของวันนี้ จะมีเยอะมั้ยน้าาา? ระหว่างทางมีนักท่องเที่ยวร่วมเดินเท้าไปกับเราเยอะเลย รวมทั้งคุณยายคนนี้ด้วย นับถือเลย  ของแบบนี้ไม่เกี่ยวกับอายุ มันอยู่ทีใจ เดินเข้ามาเรื่อยๆ ก็จะเจอทุ่งหญ้าสีเขียวๆ กับหมอกขาวๆ แต่ยังไม่เจอดอกกระเจียว ปีนี้อย่างที่รู้ๆ กัน แล้งมาก เข้าหน้าฝนช้ากว่าปกติ ทำให้ดอกกระเจียวพลอยออกดอกช้าไปด้วย สักพักเราก็เจอดอกกระเจียวกลุ่มแรกแล้วค่ะ อากาศดีจริงๆ เลย ช่วงที่เจอดอกกระเจียวมากที่สุดจะอยู่กลางทาง นอกนั้นต้นทางกับปลายทางจะมีประปรายค่ะ หมอกหยอกกระเจียว. เราชอบภาพนี้มาก ให้มันเป็นสีชมพูวววววว สำหรับการเที่ยวชมทุ่งดอกกระเจียว เขาจะมีไม้กั้นไม่ให้เดินออกนอกเส้นทางนะคะ เพื่อป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวเหยียบดอกกระเจียว แต่ก็มีบางคนมีกฏไว้ให้แหก จนเจ้าหน้าที่ต้องเป่านกหวีด เป่าแล้วเป่าอีก เหนื่อยแทน ยังไงก็อย่าลืมทำตามกฏด้วยนะคะ เพื่อที่เราจะได้เห็นดอกกระเจียวและธรรมชาติที่สวยงามแบบนี้ไปนานๆ (ปรบมือให้กับความเป็นนางเอกของเราหน่อยค่ะ ตึ่งโป๊ะ !!) ชมหมอกหยอกกระเจียวกันอย่างจุใจไปแล้ว สถานีถัดไป "ลานหินงาม" นั่งรถรางมาได้สักพัก ก็ถึงลานหินงามแล้วค่ะ เดินขึ้นเนินมาเรื่อยๆ จะพบศาลเจ้าพ่อชุมพล และมีร้านขายอาหาร ลานหินงามมีพื้นที่ 10 ไร่ ค่ะ ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็เดินทั่วแล้ว ลักษณะของหินเหล่านี้เกิดจากการกัดเซาะของลมและน้ำต่อหินทรายในส่วนที่จับตัวกันเบาบางหลุดออกไปเป็นเวลานับล้านปี จึงเกิดเป็นหินรูปร่างสวยงาม แปลกตา บริเวณพื้นล่างมีพุ่มไม้เตี้ยๆ หายากหลายชนิด เช่น มอส ไลเค้นส์ ข้าวตอกฤาษี และเฟิร์นหลายชนิด ที่นี่มีหินแปลกๆ เยอะ ได้แก่ หินฟีฟ่า หินปุงลิงค์ หินแม่ไก่ยักษ์ หินปราสาท หินช้างเอราวัณ หินจานเรดาร์ และหินถ่ำมอง ที่เห็นอยู่ไกลๆ คือ "หินฟีฟ่า" ค่ะ ถ้าอยากถ่ายภาพ ณ จุดนี้ ต้องปีนนะคะ หินเป็นหินทรายลื่นมาก ระวังด้วยค่ะ ที่เห็นคนเยอะๆ นี่ "หินถ้ำมอง" ค่ะ และนี่คือ "หินแม่ไก่ยักษ์" สังเกตจากรูปทรง ด้านซ้ายจะเป็นหัวและปากยื่นออกมา ด้านขวาเป็นหางไก่ค่ะ ต้นไม้แปลกๆ พุ่มเตี้ยๆ เยอะจริงๆ ต้นไม้ใหญ่แทบไม่มี และอากาศเริ่มร้อน แนะนำให้ทากันแดด หรือใส่เสื้อแขนยาวบางๆ ไม่งั้นดำแน่ๆ น้องๆ มัคคุเทศก์บอกว่า ตามความเชื่อใครไม่มีคู่ ให้เอามือลูบที่หิน ลูบขึ้นหรือลูบลง แต่ห้ามลูบขึ้นลูบลงนะคะ ห้าาา ไอเรานี่แค่ลูบมันเบาไป โอบเลยจ้าาาา >< ขากลับเราไม่ได้นั่งรถรางนะ แต่เป็นรถพ่วง รถพ่วงจริงๆ อารมณ์สิบล้อทำเป็นม้านั่งยาวๆ สามแถว ฟิวแบบ...ได้มากกก น้องมัคคุเทศก์ก็บรรยายไปตลอดทาง น้องมัคคุเทศก์ : อาหารขึ้นชื่อของชัยภูมิคือ "หม่ำ" ครับ ไม่ใช่หม่ำจ๊กมกนะครับ (ถึกโป๊ะ !!) น้องมัคคุเทศก์ : ต้นไม้ที่ทุกท่านเห็นอยู่นี้ชื่อ "ต้นดูไบ" ครับ สาเหตุที่เรียกแบบนี้เพราะ ต้นไม้ไม่มีดอกครับ "มีแต่ใบ"(ถึกโป๊ะ !!) ณ ตอนนั้นจังหวะน้องได้มากค่ะ พี่ขำหนักมาก >< ออกมาด้านนอก จะมีร้านขายของที่ระลึกเต็มสองข้างทาง และยิ่งสายคนก็ยิ่งเยอะ ดีนะที่เรามากันตั้งแต่เช้า ประทับใจมากตรงที่ได้เห็น "หมอกหยอกกระเจียว" นี่แหละ :") ในช่วงบ่ายเราหาข้าวกินระหว่างทาง แล้วไปต่อที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง ที่นี่มีตกไทรทอง ทุ่งบัวสวรรค์หรือทุ่งดอกกระเจียว และผาหัมหด มาถึงแล้วจอดรถเดินไปที่ทางเข้าเลยค่ะ  มีต้นสนสองข้างทาง เห็นแล้วอยากไปปางอุ๋งเลย และดินแทบนี้จะเป็นดินแดงค่ะ \พิกัด : http://urll.us/kMQIgP ในวันหยุดแบบนี้เราจะเห็นหลายครอบครัวพากันมาเที่ยวที่นี่ค่ะ เดินไปไม่ไกลก็จะเจอทางลงไปชมน้ำตกไทรทอง คือฝนตกไง น้ำนี่สีกาแฟเลยยยย >< น้ำตกไทรทองสูงประมาณ 5 เมตร กว้าง 80 เมตร เหนือน้ำตกขึ้นไปมีวังน้ำขนาดใหญ่ เรียกว่า “วังเงือก”  แล้วไหลลงตามความลาดชันของลานหินลงสู่น้ำตกไทรทองยาวประมาณ 150 เมตร ที่เรียกว่าน้ำตกไทรทอง เพราะ ข้างๆ น้ำตกมีต้นไทรขนาดใหญ่ค่ะ (เราเดาเอาเอง ห้าา) และนี่ก็คือรากต้นไทรที่เราต้องเดินผ่านเป็นทางเข้าออกของน้ำตก ขากลับเราแวะลงไปดูต้นไม้พันปีค่ะ ภาพนี้ถ่ายจากสะพานข้ามลำธาร ถึงแล้ว เดินเข้าไปจากทางหลักประมาณ 100 เมตร  ก็จะพบกับต้นไม้พันปีหรือต้นกระบากนั่นเอง จากนั้นเราขับรถไปที่ผาหัมหดค่ะ ฝนตกน้ำป่าเลยไหลหลากนิดหน่อย ประมาณ 2-3 ฟุต ต้องลุยขึ้นไป พอไปถึงด้านบนจะเจอแก๊งมอไซค์หาเห็ดของชาวบ้านค่ะ เรางงอยู่ๆ เก็บเห็ดในอุทยานแบบนี้ไม่ผิดกฏหมายหรอ? ด้านบนที่จอดรถ เจอคาราวานจักรยาน Bike For Mom ค่ะ เริ่ดอ่า ปั่นมาถึงนี่เลยหรอเนี้ย มาถึงตรงนี้จะเจอผาพ่อเมือง ผาน้องเล็กด่านแรก กับจุดชมวิวสวยๆ และเราต้องเดินขึ้นไปอีก 230 เมตร ถึงจะเจอผาหัมหด แล้วถ้าเดินต่อไปอีกจะเจอทุ่งบัวสวรรค์หรือทุ่งดอกกระเจียวค่ะ และแล้ว...ก็ถึงสถานที่ทดสอบความเสียวของคุณผู้ชายค่ะ  กับผาที่ 2 ที่เราได้มาเหยียบ "ผาหัมหด"  ซึ่งอยู่บนเทือกเขาพังเหย เป็นแผ่นหินยื่นออกไปนอกหน้าผา สูงจากระดับน้ำทะเล 864 เมตร และด้วยความสูงบวกกับความเสียว ใครได้ไปยื่นเป็นอันต้องเสียวจน....หดกันหมดค่ะ ห้าา ชื่อนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ตั้ง ถือว่ามีความสำคัญและได้อธิบายคำว่า ‘หัม’ เป็นภาษาอีสาน ไม่หยาบคาย คนแก่คนเฒ่าแถวอีสานมักจะเรียกเด็กๆ ผู้ชายที่มีบุคลิกหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูว่า "บักหัม" ถ้าถามว่าเสียวมั้ย ฉันตอบเลยว่า "มาก" แต่มาถึงที่นี่แล้ว ใจต้องกล้า ไม่งั้นไม่ได้ชอตเด็ดแบบนี้ ที่สำคัญมันอันตราย ระวังกันด้วยนะคะ หมดไปอีกหนึ่งวัน ใช้พลังานในการเดินมากซะด้วย ต้องเติมพลังค่ะ ค่ำนี้เลยไปเดินเล่นที่ถนนคนเดิน ชัยภูมิ เปิดทุกวัน ของกินเยอะมาก อร่อยอ่า ติดใจหมึกย่างสูตรเมียทำเอง ของคุณลุ' ขายแค่ไม้ละ 5 บาท แม่เจ้า ที่สำคัญน้ำจิ้มโคตรเด็ดอ่ะ !! วันที่สาม 1 ส.ค. 58 :  ผาหัวนาค มอหินขาว (อช.ภูแลนคา) วันนี้ตื่นสายค่ะ หมดพลัง ห้าา จุดหมายวันนี้วันสุดท้ายแล้ว ผาหัวนาค และมอหินขาว อุทยานแห่งชาติภูแลนคา พรุ่งนี้ก็เตรียมตัวเก็บกระเป๋ากลับบ้าน ไม่อยากจะคาดคิดเลย เราเดินทางถึงอุทยานช่วงบ่ายๆ แต่ด้วยฝนที่ตกมาก่อนหน้า ทำให้เจอ "หมอก" อีกแล้ว วันสุดท้ายนี่ก็เด็ดพูดเลย อิจฉาคู่นี้หวานตลอด พิกัด :  http://urll.us/Dihbn3 ถึงลานจอดรถ ลุยสิคะ ไปดูผาหัวนาคกัน ม่านเมฆ ระหว่างเราเดินขึ้นไป เจอคนมาถ่ายเวดดิ้งด้วย ไฟท์น้อ วันนี้หมอกลง คงได้บรรยากาศไปอีกแบบ อย่างที่เราบอกไว้ ว่าจะพาไปเสียว 3 ผา 3 อุทยาน ในที่สุดเราก็ทำสำเร็จแล้ว กับผาสุดท้าย "ผาหัวนาค" หมอกลงหนามาก ทั้งๆ ที่เวลาบ่ายสาม บวกกับลมพัดหมอกมากระแทกหน้า ฟินสิคะ !! และภาพนี้ มุมนี้ เราชอบที่สุด :") หลังจากที่ฟินจนพอใจแล้ว เราก็เดินทางไป "มอหินขาว"  ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ตามตำนานเล่าว่า มีคนเห็นก้อนหินใหญ่ 5 ก้อน ที่ในทุกคืนวันพระจะมีแสงสีขาวส่องขึ้นมา  =คนเฒ่าคนแก่สมัยนั้น เลยเรียกที่นี่ว่า มอหินขาว สโตนเฮนจ์เมืองไทย และที่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องพระนเรศวรมหาราช มอหินขาว มีกลุ่มหินอยู่หลายกลุ่ม หินชุดแรก คือ “เสาหิน 5 ต้น” เป็นหินที่มีความสูง ประมาณ 12 เมตร จำนวนหนึ่งใน 5 มีต้นหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ขนาด 22 คนโอบ เสาหิน 5 ต้นนี้นับเป็น เสาหินที่เด่นที่สุด และเป็นไฮไลต์ของการมาเที่ยวมอหินขาว เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ถึง 17.00 น. แล้วเดินทางกลับไปตัวเมือง ระหว่าทางเจอตลาดนัดเย็นจ้า แวะเลยๆๆ หิวมาก ที่นี่ก็จะขายของทั่วไป มีทั้งของสด ผัก และอาหารต่างๆ และมาอีสานทั้งที ต้องแวะซื้อของขึ้นชื่อของที่นี่ นั่นก็คือ "หม่ำ" เราซื้อทั้งหม่ำเนื้อ และหม่ำหมู หม่ำ ทำจากเนื้อหมูหรือเนื้อวัว ตับ กระเทียม เหมือนไส้กรอก ต่างกันที่ส่วนผสมและรสชาติที่ออกเปรี้ยวอมมัน ต้องเอาไปปิ่ง ทอด หรือเข้าเวฟ ราคานี่ไม่ถูกเลยนะคะ หม่ำเนื้อชิ้นละ 50 บาท หม่ำหมู 4 ชิ้น 100 บาท ไงหล่ะกระเป๋าแฟบอีกละ   สำหรับการมาเยือนอีสานครั้งที่ 3 ของเรา รู้สึกแปลกใหม่ดีนะ เที่ยวได้คุ้มค่ามาก ก่อนหน้านี้รู้แค่ว่าชัยภูมิมีทุ่งดอกกระเจียวกับผาหัมหดเอง ไม่คิดว่าชัยภูมิจะมีที่เที่ยวเยอะและสวยขนาดนี้ ชัยภูมิจึงเป็นอีกที่ที่เราอยากแนะนำให้ลองมาเที่ยวดู แล้วจะหลงรัก ขอบคุณครอบครัวยุทธโกมินทร์ ที่ต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี ขอบคุณพื่อนๆ ที่ทำให้ทริปนี้สนุก สุข มันส์ มีสีสัน และได้ลุยไปด้วยกัน สำหรับเรา.. ชีวิตมีความหมายอีกครั้ง เพราะ "การเดินทาง" แล้วความหมายของชีวิตคุณล่ะ คืออะไร? ลองออกเดินทางสักครั้ง คุณอาจค้นพบสิ่งที่ตามหามาตลอดก็ได้ ป๊ะ !! แค่ "เก็บกระเป๋า" ติดตามการท่องเที่ยวที่อื่นๆ เพิ่มเติม ได้ที่ Page : https://www.facebook.com/kepkrapao Facebook : https://www.facebook.com/supaporn.jainoon IG : https://www.instagram.com/kepkrapao ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ https://www.facebook.com/kepkrapao

วันวานยังเจ็บอยู่! ย้อนดูภาพ อี้ หลง vs บัวขาว ศึกไฟต์แห่งศักดิ์ศรี
กังฟู /  บัวขาว / 

กระแสอันร้อนแรง สำหรับนักชกคนนี้ "อี้ หลง ยอดกังฟูแห่งวัดเส้าหลิน" เขากลับมาแล้วพร้อมประกาศขอรีแมตช์นัดล้างตา ล้างอาย ล้างให้ออก ล้างให้ออก กับยอดนักชกชาวไทย ไปไหนมาไหน ใครๆก็รู้จัก "บัวขาว บัญชาเมฆ" ขวัญใจชาวไทย โดยศึกครั้งนี้ บัวขาว เป็นฝ่ายเอาชนะ อี้ หลง ไปอย่างสุดมันส์ ซะใจแฟนๆชาวไทย ซึ่งหลังการชก อี้ หลง ยอดมวยจากจีน ได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส ตรงจมูกหัก หมอสั่งห้ามโดนสิ่งของอะไร เป็นเวลา 100 วัน อีกทั้ง บริเวณหน้าอกฟกช้ำ อย่างแรงทำให้กระดูกเดาะ ล่าสุด!!! อี้ หลง นักชกชาวจีน ขอประกาศท้าชกกับ บัวขาว อีกครั้งในวันที่ 24 กันยายนนี้ ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน คอมวยห้ามพลาด ก่อนจะถึงศึกนัดล้างตา ขอย้อนความหลังดูภาพความทรงจำแสนเจ็บปวดของ "อี้ หลง" อีกครั้ง จังหวะโดนเข่า เต็มๆ จังหวะโดนเตะ หนักๆ จังหวะโดนถีบหน้า จังหวะโดนชก จังหวะบัวขาว โชว์หล่อ สภาพหลังการชกของ อี้ หลง ขอบคุณรูปภาพจาก : Banchamek Gym https://www.facebook.com/BanchamekGym/

คาเฟ่ฮิปๆ สำหรับหนุ่มสาวที่รักสุขภาพ Mix & Munch : Grab and Go Cafe
สุขภาพ /  อาหารคลีน

มิกซ์แอนด์มันซ์ เป็นเฮทล์ตี้ฟู้ดคาเฟ่ สำหรับหนุ่มสาวผู้รักสุขภาพ คาเฟ่ฮิปๆ แห่งนี้มีแนวคิดที่ว่า "อาหารสะอาดและมีประโยชน์ไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อ แต่สมารถทำให้มีลูกเล่นและสนุกขึ้นได้"  มิกซ์แอนด์มันซ์คาเฟ่เลือกใช้วัตถุดิบและส่วนผสมที่สดใหม่ ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี อีกทั้งยังใช้เทคนิคการปรุงอาหารสุดล้ำที่อร่อยแค่คลีน แถมยังให้คนรักสุขภาพดีไซน์มื้ออาหารได้เองตามใจชอบ แมท์ส่วนผสมได้ตามต้องการ เริ่มต้นด้วยการเลือกคาร์โบไฮเดรต อาทิ ข้าวไรส์เบอร์รี่ เส้นฟูชิลี่โฮลวีต จากนั้นก็เลือกโปรตีนให้กับจานโปรดที่มีตั้งแต่ สะโพก อกไก่ เนื้ออสเตรเลีย ไปจนถึงแซลมอนชิ้นโตที่เอาใจคอซีฟู้ดได้เป็นอย่างดี ในส่วนของผักทางร้านก็มีให้เลือกหลากหลายชนิด เช่น บร็อคโคลี่ ฟักทองย่าง ข้าวโพด เห็ดออรินจิ และเห็ดชิตาเกะ คุณอาจลองสลัดผักรวมออแกนิกสุดคลาสสิกหรือมิกซ์แอนด์มันซ์สลักที่หวานกรอบ มีส่วนผสมของข้าวโพดหวานและซูกินี่ (บวบฝรั่ง) ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ได้แก่ ซอสมิกซ์แอนด์มันซ์ ซอสกระเพรา ซอสวาซาบิ-ซีฟู้ด ซอสแกง เขียวหวาน ซอสสะเต๊ะ หรือซอสจิ้มแจ่วตัวหม่ล่าสุดที่นับว่าเป็นไฮไลท์เลยเพราะแซ่บโดนใจ หลังจากอิ่มท้องจากมื้อหลักก็อาจตบท้านมื้ออร่อยด้วยขนมหวานรสชาติดี แถมแคลอรี่ต่ำไม่เกิน 30 กิโลแคลอรี่ต่อชิ้น ทานได้แบบไม่ต้องกลัวอ้วน เช่น เค้กแครอท บราวนี่ช็อกโกแลตสูตร Vegan ราคาอาหารอยู่ที่ประมาณ 100 - 225 บาท ส่วนขนมหวานเริ่มต้นที่ 40 - 70 บาทเท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้นมิกซ์แอนด์มันซ์คาเฟ่ยังชูโรงเป็น Unique fast - casual restaurant เหมาะกับไลฟ์สไตล์อันเร่งรีบของคนเมือง ด้วยบริการซื้อกลับบ้าน (Grab&Go) และบริการเดลิเวอรี่ส่งอาหารเพื่อเอาใจคนวัยทำงาน นักศึกษา เหล่าคนรักสุขภาพ ที่มีเวลาน้อยแต่อยากทานอาหารเฮลท์ตี้ แต่หากว่าอยากดื่มด่ำกับบรยากาศฮิปๆ ในสไตล์การตกแต่งร้านแบบ Loft-industrial ก็สามารถทานอาหารที่ร้านพร้อมกับเยี่ยมชม "Open-Kitchen" แห่งแรก เพลิดเพลินไปกับการทำอาหารของเชฟในทุกขั้นตอน กล่าวได้ว่าที่มิกซ์แอนด์มันช์ คาเฟ่ คุณจะได้ทานอาหารเพื่อสุขภาพที่อร่อย มีประโยชน์แถมยังมีความสุขทุกครั้งที่รับประทาน มาลิ้มรสความอร่อยและสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษได้แล้วที่ Mix&Much Cafe 

เมนู หมูอ้วนพันตำลึง เมนูง่ายๆ เด็กๆ ก็ทำได้
เมนูเด็ก

เข้าครัวกับเด็กๆ ก็ต้องมีเมนูที่ช่วยเสริมคุณค่าทางอาหารให้กับเด็กๆ กิจกรรมที่ทำร่วมกับลูกที่ดีที่สุดก็คือการทำอาหาร หัดให้ทำกันตั้งแต่ยังเล็กกันเลยทีเดียว กับเมนูง่ายอย่าง เมนู หมูอ้วนพันตำลึง เป็นเมนูที่ช่วยให้เด็กกินผักได้ง่ายๆ หรือลูกใครชอบเขี่ยผักออกจากจานอาหารเมนูนี้ก้ช่วยได้เช่นกันค่ะ ส่วนผสม น้ำซุปผัก 4 ถ้วย แครอทหั่นเต๋า 1/2 ถ้วย มันฝรั่งหั่นเต๋าเล็ก 1/2 ถ้วย เห็ดหอมหั่นชิ้นเล็ก 1/2 ถ้วย หมูสับ 1 ถ้วย ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ วุ้นเส้น 1/2 ถ้วย ตำลึง 1 กำ วิธีทำ  นำหม้อขึ้นตั้งไฟ ใส่น้ำซุปผักลงไป เปิดไฟร้อนปานกลาง ใส่แครอท มันฝรั่ง เห็ดหอมลงไป แล้วปิดฝารอให้น้ำเดือด ระหว่างรอน้ำเดือด ก็หันไปปรุงรสที่หมูสับต่อเลยค่ะ ใส่หมูสับลงไปในชามผสม ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว จากนั้นก็ใส่วุ้นเส้นตามลงไป คลุกให้เข้ากัน แล้วปั้นหมูสับให้เป็นก้อน นำตำลึงมาพันกับหมูให้แน่นหนา เมื่อน้ำเดือดได้ที่แล้วก็ใส่หมูสับที่พันตำลึงใส่ลงไปในหม้อ แล้วรอให้หมูสุกอีกครั้งหนึ่ง แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จแล้ว ตักไปกินกับข้าวสวยได้เลย