เสียวสุดๆ!!

ปลาปักเป้า กินแล้วตาย ! สงสัยไหมว่าทำไมถึงตาย..อ่านก่อนกินจะได้ไม่ตาย
กินปลา /  กินแล้วตาย / 

ทำไม? กินปลาปักเป้า แล้วถึงตาย  ตอบ : เพราะ ปลาปักเป้า มีพิษร้าย ที่ชื่อ เทโทรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) ปลา เป็นอาหารที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นอาหารสุขภาพโดยเฉพาะปลาทะเล แต่ก็ยังมีปลาทะเลบางชนิดที่เราไม่ควรไปข้องแวะด้วยเนื่องจากอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในชั่วข้ามคืนจากสารพิษที่เรียกว่า เทโทรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) เทโทรโดท็อกซิน หรือ เท็ตโทรโดท็อกซิน จัดเป็นสารพิษจากสัตว์ทะเลที่สำคัญ 1 ใน 3 ชนิด ที่จัดว่าเป็นอันตรายมากต่อสุขภาพ โดยส่วนใหญ่จะพบได้ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งก็จะรวมประเทศไทยด้วย การเกิดพิษจากเทโทรโดท็อกซินนี้ส่วนใหญ่จะมีสาเหตุเนื่องมาจากการรับประทานปลาที่มีสารพิษดังกล่าวอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาปักเป้า (Puffer fish หรือ Fugu) จะพบได้บ่อยมากในประเทศญี่ปุ่นเนื่องจากปลาปักเป้าเป็นอาหารจานพิเศษ จะมีบริการลูกค้าในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม ถึง มีนาคม และเป็นสาเหตุของการตายจากการรับประทานปลาในญี่ปุ่นได้สูงถึง 100 รายต่อปีในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แต่หลังจากการกำหนดให้พ่อครัวชาวญี่ปุ่นที่จะปรุงอาหารจานพิเศษต้องได้รับการฝึกการหั่นเตรียมปลาปักเป้าและขึ้นทะเบียนโดยรัฐบาล รายงานการตายก็ลดลงมากจนเหลือเพียงประมาณ 50 รายต่อปี นอกจากในประเทศญี่ปุ่นแล้ว ก็มีรายงานการตายจากการรับประทานปลาปักเป้าในประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง และออสเตรเลีย เช่นกัน สำหรับในประเทศไทย เนื้อปลาปักเป้าจะพบมาปะปนจำหน่ายเป็นเนื้อปลาที่แล่แล้วในราคาถูก ในตลาดเรียกกันว่า “ปลาไก่ ซึ่งอวดอ้างกันว่าเป็นปลาเนื้อไม่คาว สุกแล้วเนื้อขาวสวย หรือในรูปผลิตภัณฑ์ปลาแปรรูปอื่นๆ นอกจากนี้ก็ยังอาจพบสารพิษดังกล่าวได้ในในแมงดาและไข่แมงดา กบบางชนิด เป็นต้น ทางหน่วยงานราชการไทยมักจะประชาสัมพันธ์ให้ระมัดระวังอันตรายจากการรับประทานสัตว์ดังกล่าวในช่วงเวลาอันตราย (ออกข่าวเตือนครั้งล่าสุดเมื่อประมาณต้นปี 2554) เนื่องจากปลาเหล่านี้มักจะมีสารพิษสูงในช่วงก่อน และระหว่างฤดูกาลผสมพันธุ์ เทโทรโดท็อกซินจะพบอยู่ตรงส่วนใดของปลา ? ปลาในตระกูล เท็ตตราโอดอนติเด (Tetraodontidae) คือ ปลาปักเป้า (Puffer fish) และปลาที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Toadfish และปลาชนิดอื่นๆ จะพบเทโทรโดท็อกซิน ได้มากน้อยในส่วนต่างๆของปลา โดยจะพบสูงที่สุดในส่วนตับ รังไข่ ลำไส้ และหนังปลา ปลาปักเป้าน้ำจืดบางชนิดก็พบสารพิษนี้ได้เช่นกัน คาดว่าสารพิษนี้เกิดจากการสังเคราะห์โดยแบคทีเรีย หรือสาหร่ายเซลเดียวกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลต ที่อยู่กับปลาปักเป้า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีความสามารถในการกำจัดส่วนที่มีสารพิษออกจากปลาก่อนใช้รับประทาน มิฉะนั้นก็จะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้ เนื่องจากเทโทรโดท็อกซิน เป็นสารพิษที่มีผลต่อเนื้อเยื่อประสาท ขัดขวางการแพร่ผ่านของโซเดียมตามช่องทาง (sodium channels) ทำให้เซลล์ประสาททุกส่วนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ต้องกินปลาปักเป้าเท่าไรจึงจะเกิดอาการพิษขึ้น ? ปริมาณปลาที่ทำให้เกิดพิษยังไม่แน่นอนเนื่องจากปลาปักเป้าจะมีเทโทรโดท็อกซิน แตกต่างกัน เฉพาะปริมาณสารพิษนี้เพียง 1-2 มิลลิกรัม ก็ทำให้ถึงตายได้ มีรายงานว่าการรับประทานปลาปักเป้า (ที่มีสารพิษอยู่) ในปริมาณที่น้อยกว่า 50 กรัม (1/2 ขีดตาชั่งในตลาด) ก็ทำให้เกิดอาการพิษได้ อัตราการตายเท่าที่พบในรายงานบางฉบับ คือ ประมาณ ร้อยละ 3 แต่หากรับประทานปลาปักเป้าในปริมาณ 51-100 กรัม (1/2-1 ขีด) อัตราการตายจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 27 และเมื่อปริมาณที่รับประทานมากกว่า 100 กรัม (1 ขีด) อัตราการตายก็จะเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 50 คือ รอดครึ่ง ตายครึ่ง ไม่คุ้มกัน จะต้มหรือทอดปลาปักเป้าให้สุกมากๆก่อนกิน จะปลอดภัยหรือไม่ ? การให้ความร้อน ไม่ใช่การแก้ปัญหาจากสารพิษนี้ เนื่องจากเทโทรโดท็อกซิน เป็นสารพิษที่ไม่ใช่โปรตีน ละลายน้ำได้ และทนความร้อน (ยกเว้นในสภาวะที่เป็นด่าง) ดังนั้นการต้มหรือผัดก็ไม่ได้ช่วยกำจัดความเป็นพิษไปได้ สารพิษนี้ก็จะยังคงมีอยู่ในอาหารปลาที่ปรุงสุกแล้ว และก่อให้เกิดอาการพิษได้เหมือนก่อนปรุงสุก นานเท่าไรหลังกินปลา ก่อนที่จะเริ่มมีอาการ ? อาการเริ่มแรกเริ่มต้นที่เวลาแตกต่างกัน สามารถเกิดอย่างรวดเร็วตั้งแต่ 15 นาทีหลังการรับประทานอาหารที่มีเทโทรโดท็อกซิน จนถึง 20 ชั่วโมงหลังรับประทาน อาการสามารถจะทรุดหนักลงภายใน 4-24 ชั่วโมง และถึงตายได้ภายในระยะเวลาที่สั้นมาก คือ ภายใน 4-6 ชั่วโมง อาการพิษจากเทโทรโดท็อกซิน มีอะไรบ้าง ? อาการเริ่มแรก เป็นน้อย คือ ริมฝีปากและลิ้นจะเริ่มรู้สึกเหมือนมีเข็มแทงเบาๆ ยิบๆ ถี่ๆ มีอาการชา ตามมาด้วยอาการชาแบบเดียวกันที่หน้า และมือ สำหรับอาการอื่นๆที่เกิดในช่วงแรกๆก็จะมีอาการน้ำลายออกมาก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียพร้อมด้วยปวดท้อง ขั้นต่อไป เป็นอาการผิดปกติเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว คือ อ่อนแรง หายใจไม่ค่อยออก และพูดลำบาก เมื่ออาการทรุดหนักก็จะเป็นอัมพาตได้อย่างรวดเร็วภายใน 4-24 ชั่วโมง โดยเริ่มที่มือและเท้า ริมฝีปาก ลิ้น ปาก คอหอย กล่องเสียง ตามมาด้วยอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ ท้ายที่สุด คือ หัวใจทำงานผิดปกติ เต้นผิดจังหวะ ความดันตก โคม่า และชัก ผู้ป่วยที่ได้รับพิษสูงมาก อาจจะเข้าสู่อาการโคม่าที่ลึก รูม่านตาขยาย ไม่หดเล็กลงเมื่อถูกแสง หยุดหายใจเป็นช่วงๆ สูญเสียการตอบสนองของสมองทั้งหมด การตายเกิดได้ภายใน 4-6 ชั่วโมง เนื่องจากเกิดอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อเกี่ยวกับการหายใจ และการหายใจล้มเหลว สำหรับการฟื้นตัว ในรายที่อาการน้อย อาการจะหายไปภายในไม่กี่ชั่วโมง ส่วนรายที่อาการปานกลาง ถึงรุนแรง ส่วนใหญ่จะฟื้นตัวภายใน 5 วัน (ถ้าไม่ตาย) แต่รายที่อาการรุนแรง อาจใช้เวลานานมากกว่านี้ เมื่อมีอาการ แล้วสงสัยว่าจะได้รับเทโทรโดท็อกซิน จะต้องทำอย่างไร ? เมื่อมีอาการ แล้วสงสัยว่าจะจะได้รับเทโทรโดท็อกซิน ให้รีบไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด แล้วแจ้งกับแพทย์หรือพยาบาลด้วย ผู้ได้รับสารพิษอาจจะเดินตัวปลิวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลด้วยอาการที่น้อย แต่อาการพิษสามารถจะทรุดลงได้อย่างรวดเร็วมากจนไม่รู้สึกตัว รุนแรงถึงตายได้ภายในวันเดียว สำหรับการแก้พิษ ยังไม่มียาแก้พิษสำหรับเทโทรโดท็อกซิน การรักษาพยาบาลทำได้แต่เพียงการล้างท้อง เฝ้าระวังไม่ให้เกิดอาการขาดน้ำและไม่ให้เสียสมดุลของเกลือแร่ และให้ออกซิเจน ดูแลประคับประคองเรื่องการหายใจล้มเหลว กับผลต่อหัวใจ ในรายที่เกิดอาการพิษปานกลางถึงรุนแรง อาจจำเป็นต้องอยู่ในห้อง ไอ ซี ยู เพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนจากโคม่า การหายใจล้มเหลว และผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทุกคนที่มีอาการ ควรจะได้รับการดูแลเฝ้าระวังจนกระทั่งช่วงอาการรุนแรงผ่านพ้นไปแล้ว อาจจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือยาช่วยแก้ไขหรือบรรเทาอาการต่างๆโดยเฉพาะการหายใจล้มเหลว จนกว่าจะผ่านพ้นขีดอันตราย แล้วจะทำอย่างไรจึงจะไม่เสี่ยงกับการได้รับเทโทรโดท็อกซิน เมื่อจ่ายตลาด ก็ควรจะซื้อแต่เฉพาะปลาที่เห็นหน้าและรู้จักว่าเป็นปลาอะไร อย่าซื้อปลาแปลกหน้าหรือเนื้อปลาที่แล่แล้ว สำหรับผู้ที่ฝากท้องไว้นอกบ้าน ก็ควรจะสั่งแต่อาหารจานปลาที่มีหน้าอยู่ด้วยในจาน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานแมงดาและไข่แมงดาในช่วงเวลาอันตรายด้วย ส่วนการรับประทานผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาแบบต่างๆ จากร้านอาหาร ควรจะอุดหนุนแต่เจ้าประจำที่คุ้นเคยกันดีว่าพิถีพิถันเรื่องวัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหาร ท้ายที่สุด ในช่วงเวลาใด หากเห็นข่าวเรื่องผู้ป่วยจากพิษของเทโทรโดท็อกซินถี่เหลือเกินทั้งในโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ ก็สมควรจะอดใจ รับประทานแต่หมู เนื้อ ไก่ ฯลฯไปสักระยะ น่าจะดีกว่าเสี่ยงตายแบบไม่รู้ตัว ที่มาข้อมูลจาก www.pharmacy.mahidol.ac.th/

ดรีมมี่ RUSH สาวขี้อาย น่ารัก น่าค้นหา กับสัดส่วน 38-26-35
rush /  ดรีมมี่ / 

"น้องดรีมมี่" สาวขี้อาย น่ารัก น่าค้นหาคนนี้ ในสไตล์สาวเซ็กซี่อวบอึ๋ม ซึ่งมาพร้อมกับสัดส่วน 38-26-35 มาดูกันว่าแฟชั่นเซ็กซี่ครั้งแรกของเธอกับ RUSH จะมีไม้เด็ดมากระแทกใจแฟนๆ ขนาดไหน อะไรคือตัวจุดประกายที่ทำให้คุณอยากจะมาถ่ายแบบเซ็กซี่? : ก็ปกติเราเป็นคนที่ชอบอะไรที่มันเซ็กซี่ๆ อยุู่แล้วค่ะ รู้สึกว่าผู้หญิงเซ็กซี่เป็นผู้หญิงที่ไม่น่าเบื่อ อย่างเป็นผู้หญิงน่ารักๆ ผสมเซ็กซี่หน่อยๆ ก็โอเคเลย แล้วตัวเองคิดว่าเซ็กซี่แค่นี้พอแล้วหรืออยากจะเซ็กซี่ขึ้นกว่านี้อีก? : ก็อยากจะเซ็กซี่ขึ้นนะคะ ถ้าอะไรที่มันคือการพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ ก็โอเค อย่างเรื่องความเซ็กซี่ของตัวเอง ถ้ามันเพิ่มขึ้นก็จะดีมากเลยค่ะ เคยมีประสบการณ์ถ่ายแบบโดยที่ทีมงานทั้งหมดเป็นผู้ชายไหม? : ครั้งนี้ครั้งแรกเลยค่ะ(หัวเราะ) ก็รู้สึกเขินๆ ค่ะ ก็ใช้วิธีมโนว่าพวกพี่ๆ เป็นเกย์เป็นตุ๊ดแก้เขินไป เคยมีความสัมพันธ์แบบที่มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟนบ้างหรือเปล่า? : เคยมีความรู้สึกแบบนั้นครั้งแรกตอนอายุ 16 ค่ะ ก็ตอนนั้นเป็นเหมือนระยะเวลาที่เรากำลังดูใจกันกับคนที่จะมาเป็นแฟนอยู่ ความรักของเราในตอนนี้? : ความรักของหนูตอนนี้ ก็เป็นประมาณนั้นแหละ มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน เพราะว่าก็ยังดูๆ ใจกันอยู่ เหมือนกับว่าเราเพิ่งคบกัน เพิ่งได้คุยได้ทำความรู้จักกัน ผู้ชายเจ้าชู้กับผู้ชายโกหกเก่ง เราเกลียดแบบไหนมากว่ากัน? : โห ไม่ชอบทั้งคู่เลยอ่ะ เพราะปกติก็ไม่ชอบผู้ชายเจ้าชู้และโกหกอยู่แล้ว แต่ก็เคยเจอคนแบบนั้นนะ แล้วเรามีวิธีจัดการกับเขายังไง? : เลิกคบเลย หรือบางครั้งเราอาจจะมีฝากอะไรทิ้งท้ายก่อนเลิก เอาให้เจ็บ เอาให้จำเราจนวันตายเลย (หัวเราะ) วิธีบอกรักผู้ชายแบบแปลกๆ ของคุณ? : ก็สมมุติว่าเราจะไปหาเรื่องเค้าก่อน ไปทะเลาะกับเขาให้เค้าไม่ชอบเรา แต่ตอนเฉลยก็ซื้อดอกกุหลาบหรือของขวัญไปเซอร์ไพรส์เค้า ให้เค้าแปลกใจ แล้วหาสถานที่เซอร์ไพรส์แบบที่มีคนเยอะๆ เลย เคยคุยกับแฟนนานที่สุดกี่ชั่วโมง? :นานสุดของเราก็ 2-3 ชั่วโมง แต่ปกติที่ไม่ติดโทรศัพท์เพราะว่า เราอยากใช้เวลาอยู่กับคนข้างๆ มากกว่า ให้ความสำคัญกับคนรอบข้างมากกว่าโทรศัพท์ สุดท้ายอยากฝากอะไรถึงแฟนๆ RUSH บ้างไหม? : คือการถ่ายแบบครั้งนี้เป็นการถ่ายแบบเซ็กซี่ครั้งแรกของดรีมเลย ก็ขอฝากผลงานของดรีมไว้ใน RUSH Magazine ฉบับเดือนมีนาคมนี้ด้วยนะคะ ติดตามแฟชั่นเซ็ทอื่นๆ ได้ที่ RUSH#67 March

ซานิ...นางมาไกลมาก หน้าเปลี่ยน แต่นิสัยไม่เปลี่ยน
ซานิ นิภาภรณ์ /  ข่าวบันเทิงวันนี่้ / 

จำภาพติดตาได้ไม่เคยลืม จากอาซิ้มหน้าหมวยๆ อวบๆ อ้วนๆ ออกแนวห้าวๆ ที่ไม่แน่ไม่นอนว่าจะชอบผู้หญิงหรือผู้ชาย สำหรับเด็กบ้านเอเอฟแซบตัวแม่ ซานิ นิภาภรณ์ ที่กาลเวลาทำให้หน้าตานางเปลี่ยนไปทุกๆ ปี และยังมีพื้นที่ยืนอยู่ในวงการนี้ได้ยาวนานกว่าพี่ๆ น้องๆ เอเอฟคนอื่นๆ ในรุ่นเดียวกันและต่างรุ่น แต่แม้ว่าหนังหน้า คิ้ว ตา จมูก ปาก ของเธอจะเปลี่ยนไปมาก เดินทางไปไกลขนาดไหน แต่อย่างหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือนิสัยส่วนตัวของเธอ ที่ยังคงคอนเซ็ปต์ บ้าๆ บอๆ ตลกปนห้าวตามสไตล์ของตัวเอง นี่ละที่เขาว่าถึงหน้าตาคนเราจะศัลยกรรมให้สวยจนคนแทบจะจำไม่ได้ แต่จิตใจนิสัยสันดานคนมันไม่สามารถศัลยกรรมกันได้จริงๆ ซานิ นิภาภรณ์ ซานิ นิภาภรณ์ ซานิ นิภาภรณ์

เอสเธอร์ ไร้สังกัด...ก็ฮอตได้!!!
เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา /  ข่าวบันเทิงวันนี้

กลายเป็นนักแสดงอิสระอย่างเต็มตัว สำหรับสาวหน้าใส เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา อดีตนางเอกในสังกัดวิกพระราม 4 ที่เวลานี้ไร้พันธะไปเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่หมดสัญญา เลยทำให้เราๆ ทั้งหลายได้เห็นหน้าค่าตาคุณเธอผ่านค่ายอื่นช่องอื่นมากขึ้นในช่วงหลัง ซึ่งงานนี้ก็ใช่ว่าการไม่มีช่องไม่มีสังกัดจะทำให้สาวเจ้างานง่อยอ่อนด๋อยเสียเมื่อไหร่ กลับกลายเป็นว่างานเข้ามากมายก่ายกองซะงั้น จุดนี้ก็ไม่รู้ว่ากลายเป็นเรื่องราวดีๆ ของเหล่านักแสดงอิสระหรือเปล่า ที่หลายคนมักจะได้ดิบได้ดียามเมื่อไม่ต้องอยู่ในขีดกำหนดกฎเกณฑ์ของสังกัดใด แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะ ที่จะฟลุคโชคดีได้ไปต่อแบบสวยๆ ถ้าฝีมือไม่ถึงแล้วยังนิสัยแย่ ก็ตายแหงแก๋ได้เหมือนกัน งานนี้ถือว่าสาวเอสเธอร์ยังวาสนาดีอยู่มาก เพราะแม้จะไร้สังกัดไร้ช่อง แต่ก็ฮอตน่าดู การันตีได้จากงานละครหลายเรื่องที่เจ้าตัวถูกทาบทามให้ไปรับบทอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าไม่ปล่อยให้แฟนคลับนั่งรอจนเงิบแน่ๆ เอ้า!!! ฝีมือดี มีวินัย ไม่ลืมตัว ยังไงก็อยู่ได้ มวลมหาประชาติ่งสบายใจแฮละทีนี้ คริๆๆ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา

สุดเพอร์เฟค! คลิป ยิงก็เทพท่าฉลองประตูก็สร้างสรรค์
Arles Flores /  คลิป / 

เป็นคลิปฟุตบอลเกิดขึ้นในเกมโคปา ลิเบอร์ตาดอเรส ระหว่างทีม วันเดอเรอร์ส จากอุรุกวัย พบกับ ซาโมร่า ทีมจากเวเนซูเอล่า โดยจังหวะไฮไลท์ของเกมคู่นี้คือจังหวะ Arles Flores แนวรุกของ ซาโมร่า กดด้วยขวาระยะกว่า 30 หลาบอลพุ่งเป็นจรวดตุงตาข่ายก่อนที่จะเรียกเพื่อนๆ มาฉลองประตูด้วยการโยนโบว์ลิ่ง :)

จุดชมซากุระ บนเส้นทางสายนักปราชญ์เลียบคลองโบราณแห่ง เกียวโต
Full Bloom /  Ginkakuji / 

ผมเชื่อว่า หนึ่งในแรงบันดาลใจของนักเดินทางส่วนใหญ่ ที่ฝันถึงเมื่ออยากไปสัมผัสในประเทศญี่ปุ่น นอกจาก ภูเขาไฟฟูจิ ที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่สุดแล้ว ต้องมีดอกไม้ที่สวยแต่บอบบางอย่าง ซากุระ อยู่ในใจแน่นอน การไปชมดอกซากุระบานนั้นต้องมีการวางแผนให้แม่นยำ ซึ่งใน เกียวโต นั้น ปกติซากุระจะบานเต็มที่ช่วงสัปดาห์แรกของเดือนเมษายนและมีเวลาให้พวกเราได้ยลโฉมเพียง 7 วัน ก่อนที่ใบสีเขียวจะผลิออกมาแทนที่ จุดชมซากุระบนเส้นทางสายนักปราชญ์เลียบคลองโบราณแห่งเกียวโต หนึ่งในสถานที่ชมซากุระที่ได้รับการโหวตให้เป็นที่สุดคงหนีไม่พ้น เกียวโต เมืองหลวงเก่าที่มีวัดวาอาราม และบ้านเรือนแบบโบราณ ที่จะเป็นแบ็คกราวน์เสริมให้การชม ซากุระนั้นเพอร์เฟ็คท์ขึ้นไปอีก สถานที่หนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำสำหรับผู้อ่าน ที่จะได้เต็มอิ่มกับซากุระอย่างแน่นอน คือเส้นทางสายนักปราชญ์ หรือ Philosopher's Path ซึ่งภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Tetsugaku no michi โดยเส้นทางสายนี้ปูด้วยก้อนหินที่เลียบคลองน้ำใสๆ มีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ที่ผู้อ่านจะได้ยลโฉมซากุระที่บานสะพรั่งหลากพันธ์ุตลอดเส้นทาง เส้นทางนี้เริ่มต้นจากวัด Ginkakuji (Silver Pavilion) และไปสิ้นสุดที่วัด นันเซนจิ (Nanzenji) เราสามารถเริ่มต้นการเดินทางโดยนั่งรถเมล์ จากสถานีเกียวโต ด้วยสาย 5 , 17 หรือ 100 โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 35-40 นาที ด้วยค่ารถเที่ยวละ 230เยน มาลงที่ป้าย Ginkakuji เลย ซึ่งในรถจะมีป้ายบอก พร้อมเสียงประกาศว่ากำลังจะถึงป้ายไหนแล้ว เพราะฉนั้น ไม่ต้องกังวลว่าจะลงผิดป้าย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งป้ายฮิตๆ อย่าง Ginkakuji มีนักท่องเที่ยวคนอื่นลงตามด้วยเยอะแน่นอน สิ่งแรกเห็นหลังจากลงรถเมล์ที่ป้ายแล้ว ก็จะเห็วทิวต้นซากุระผลิดอกรอต้อนรับอยู่ เราก็เดินมุ่งหน้าสู่วัด Ginkakuji เป็นที่แรกในการเริ่มชมซากุระในวันนี้ Ginkakuji Temple หรือ Silver Pavilion (วัดเงิน) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก World Cultural Heritage Sites โดย UNESCO เรียบร้อยแล้ว Ginkakuji เป็นวัดนิกายเซน ถูกสร้างขึ้นโดยโชกุน Ashikaga Yoshimasa หลานชายของท่านโชกุน ที่สร้างวัด Kinkakuji หรือ golden Pavilion (วัดทอง) ซึ่งอาคาร Silver Pavilion (Kannonden) สร้างขึ้นในรูปแบบเดียวกัน เพียงแต่จะไม่ได้มีสีทอง เป็นอาคาร 2 ชั้น และมีนกฟินิกซ์อยู่บนหลังคาอาคารเช่นเดียวกัน ภายในอาณาบริเวณของวัดนั้น จะมีเนินเขาที่ยังมีต้นไม้ใหญ่คงสภาพความเป็นป่าอย่างสมบูรณ์ ซึ่งสามารถเดินขึ้นไปชมวิวมุมสูงได้ สามารถมองเห็นวัดได้โดยรอบ รวมถึงทิวทัศน์ของเมืองเกียวโตที่สวยงานอีกด้วย ในวัดมีสระน้ำกว้างอยู่กลางวัดล้อมรอบด้วยสวนแบบญี่ปุ่น และอีกสิ่งหนึ่งที่มีความน่าสนใจ คือลานสวนหินทรายสีเงิน หรือที่เรียกว่า “Sea of Silver Sand” และกรวยหินทราย เรียกว่า “Moon Viewing Platform” ที่สร้างขึ้นเพื่อเมื่อแสงของดวงจันทร์กระทบกับลานหินทรายแสงที่ตกกระทบก็จะสว่างไปทั่วบริเวณหน้าอาคาร Silver Pavilion ทำให้เกิดแสงระยิยระยับสวยงาม แต่ผู้เขียนไม่ได้อยู่ชมในช่วงดึกจึงยังไม่ได้พิสูจน์ว่าจะสวยงามอย่างที่คิดไว้ไหม       หลังจากนั้นก็เดินย้อนออกจากวัด เพื่อเข้าสู่จุดเริ่มต้นของเส้นทางสายนักปราชญ์ อย่างที่บอกไว้ตอนต้นว่าเส้นทางสายนี้เป็นเดินเท้าเล็กๆที่ปูพื้นด้วยหิน และเป็นทางเดินเลียบคลองบิวาโกะ ที่มีน้ำใสสะอาด ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นจุดชมซากุระที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองเกียวโต ที่มาของชื่อ “ถนนสายนักปราชญ์” นี้ได้มาจาก ในอดีตนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงในช่วงศตวรรษที่ 20 ชื่อ Nishida Kitaro มักจะมาเดินสงบจิตใจที่นี่เพื่อให้เกิดสมาธิ ในวันอื่นๆที่ไม่มีซากุระ เส้นทางนี้จะเป็นเพียงทางเดินเลียบคลองอันแสนเงียบสงบที่ชาวบ้านละแวกนี้ใช้เป็นที่สัญจรและพักผ่อนหย่อนใจ แต่ในช่วงเดือนที่ดอกซากุระบาน ทางเดินเส้นนี้กลับเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว ที่พร้อมใจมาชมความงามของซากุระกว่า 500 ต้นที่ปลูกเลียบไปตามริมคลอง ที่ปกคลุมเส้นทางเดินเส้นนี้ให้กลายเป็นอุโมงค์ซากุระอันแสนงดงาม ในขณะที่มีลมพัดผ่านมา กลีบดอกซากุระก็ปลิวไสวคล้ายกับหิมะ แล้วตกไปยังคลองด้านล่าง จนทำให้คลองกลายเป็นพรมซากุระสีขาวอมชมพู แค่นึกภาพตามก็สุดแสนจะโรแมนติคแล้ว แต่ถ้าใครได้อยู่ตรงนั้นล่ะก็แทบจะอยากให้มีคนจับมือควงแขนกันเดินเลยทีเดียว ตลอดสองข้างทางเดินยังเต็มไปด้วยร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ร้านน้ำชา คาเฟ่ ร้านขายของแฮนด์เมดเก๋ๆ ให้ได้แวะชมแวะดูกันเพลินๆ สวยโรแมนติคซะขนาดนี้ พลาดไม่ได้ที่จะมีศิลปินท้องถิ่นมานั่งวาดภาพวิวเพื่อรังสรรค์เป็นผลงานความทรงจำไว้ในผืนผ้าใบด้วย       เมื่อเพลิดเพลินกับซากุระตามเส้นทางมาจนถึงปลายทางก็จะไปบรรจบกับวัดนันเซนจิ (Nanzen-ji) วัดที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นวัดเซนที่มีความสวยงามและสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นวัดที่เป็นต้นกำเนิดของศาสนาพุทธนิกายเซนสาย Rinzai ในอดีตวัดแห่งนี้เคยเป็นวังที่ประทับของจักพรรดิคาเมะยะมะ (Kameyama) ด้วยความเลื่อมไสศรัทธาในพระพุทธศาสนา พระองค์จึงทรงยกวังแห่งนี้ให้ก่อตั้งเป็นวัดนันเซ็นจิ ในปีค.ศ. 1291 แม้ว่าชื่อวัดจะเป็นชื่อนันเซ็นจิ แต่ภายในมีวัดแห่งนี้ ยังมีวัดย่อยๆอยู่อีก 12 แห่ง (เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมแค่เพียง 4 แห่ง)   เมื่อเราเดินทางมาถึงวัดแห่งนี้ สิ่งแรกที่จะพบก็คือ Sanmon Gate ประตูไม้เก่าแก่ขนาดใหญ่ สูง 22 เมตร สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในสงครามปราสาทโอซาก้า เมื่อปี ค.ศ. 1615 ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ของเกียวโตได้บนระเบียงไม้ขนาดใหญ่ที่ชั้นสองของประตู หลังจากลงมาจากประตู เมื่อเดินเข้ามาด้านในจะได้พบกับจุดเด่นของวัดอีกอย่าง คือ สะพานส่งน้ำบิวะ (Lake Biwa Aquaduct) สะพานส่งน้ำนี้สร้างขึ้นในสมียเมจิ โดยการเจาะภูเขาเพื่อขนส่งน้ำ และ สินค้าทางน้ำ จากทะเลสาบบิวะมายังเกียวโต ปัจจุบันก็ยังมีน้ำส่งในท่อส่งน้ำอยู่ แต่คนในเมืองเกียวโตไม่ได้ใช้น้ำจากคลองส่งน้ำแห่งนี้แล้ว นอกจากนี้ วัดแห่งนี้ยังมี วัดย่อย และ สวนเซนที่มีความสงบ เงียบ และสวยงามชวนให้เกิดสมาธิและสงบจิตใจอีกหลายแห่งให้ได้เข้าไปชมกัน   อีกสถานที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาดเลยสำหรับการมาชมซากุระในเส้นทางนี้คือ Keage Incline หลายคน รวมทั้งผมด้วยเมื่อแรกเห็นเคยคิดว่าเป็นทางรถไฟสายเก่า แต่จริงๆแล้วคือทางรถรางเพื่อลากเรือบรรทุกสินค้าที่ล่องมาตามคลองส่งน้ำบิวะแล้วจะต้องลดระดับลงไปถึง 32 เมตร สู่แม่น้ำกะโมะกะวะ ในสมัยเมจิจึงได้มีการสร้างรางนี้ขึ้นมานั่นเอง โดยรางขนาดใหญ่นี้จะเป็นทางลาดชัน ที่ถูกขนาบข้างด้วยต้นซากุระขนาดใหญ่ ที่ผลิดอกเต็มต้นให้เราได้ใกล้ชิดตลอดสองข้าง จากการสังเกตุพบว่า คู่รักต่างนิยมมาถ่ายภาพพรีเว็ดดิ้ง ส่วนสาวๆก็นิยมใส่ชุดยูกะตะ มาถ่ายรูปคู่กับซากุระ ทำให้การชมซากุระนั้นได้บรรยากาศไปอีกระดับหนึ่ง   จากจุดเริ่มต้น จนมาถึงปลายทางที่ Keage incline เส้นทางสายนี้ เป็นเส้นทางชมซากุระ ที่สามารถใช้เวลาเดินชมแบบชิลๆได้อย่างต่ำครึ่งวันเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเดินชมแบบคนเดียวโดยไม่เหงาเพราะความเพลินในการชมซากุระ แต่ถ้าใครมีคู่ก็มาสวีทกับคนรักได้แบบสุดโรแมนติค โดยนำข้าวกล่องมานั่งทานใต้ต้นซากุระด้วยก็ได้ หรือมากับเพื่อนๆก็ได้ความสนุกอีกแบบ ในเกียวโตยังมีสถานที่ชมซากุระขึ้นชื่ออีกหลายแห่ง ในครั้งต่อไปจะเป็นที่ไหนสามารถติดตามได้ต่อที่นี่นะครับ ค่าเข้าสถานที่ต่างๆในเส้นทางนี้ วัด Ginkakuji 500yen วัด Nanzenji และวัดย่อยภายใน ประตู Sanmon Gate 500yen วิหาร Hojo 500yen วัด Nanzenin 300yen วัด Konchi-in 400yen วัด Tenjuan 400yen ข้อมูลสถานที่ www.japan-guide.com เรื่อง/ภาพ Tonyken

ปืนผีหงส์ ชี้ชัดๆใครดีใครได้พื้นที่ แชมเปี้ยนส์ลีก
ฟุตบอล /  ลิเวอร์พูล / 

หลังจากความพ่ายแพ้ของ แมนฯ ซิตี้ ต่อ ลิเวอร์พูล เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อันดับคะแนนพื้นทีแชมเปี้ยนส์ลีกนั้นมันหยดยิ่งขึ้น เพราะตอนนี้ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล รั้งอยู่ในอันดับ 5 มี 48 แต้ม ตามหลังอันดับ 4 แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่เพียง 2 แต้ม และตามหลัง อาร์เซน่อล อันดับ 3 อยู่ 3 แต้ม กับโปรแกรมที่เหลืออีก 11 นัดเท่ากันทั้ง 3 ทีม ซึ่งมองภาพจากตารางแล้วลองวิเคราะห์ดูการขับเคี่ยวแย่งพื้น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จะเมามันส์แน่นอน เพราะโปรแกรมอีก 11 นัดที่เหลือใครพลาดท่ามีหวังทำเงินหายไปหลายล้านปอนด์ เพราะพื้นที่ 2 อันดับแรกอย่าง เชลซี และ แมนฯ ซิตี้ โอกาสหลุดจาก 1-4 คงยากมากถึงมากที่สุด แน่นอนว่าหลังจากนี้กับโปรแกรมที่เหลือ อาร์เซน่อล แมนฯ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล ที่ฟอร์มช่วงหลังแรงต่อเนื่องไม่แพ้ใครมา 11 นัดติด ซึ่งตอนนี้ความคิดในหัวของทั้งสามกุนซือคือห้ามพลาดสะดุดพ่ายแพ้ เพราะนั้นอาจหมายถึงเงินมูลค่ามหาศลาลที่จะหลุดมือไป ส่วนโปรแกรมที่ทั้งสามทีมจะต้องเจอกันเองนั้นเริ่มต้นกับศึกแดงเดือด ลิเวอร์พูล เปิดบ้านพบกับ แมนฯ ยูไนเต็ด วันที่ 22 มีนาคม และต่อเนื่องกับการเจอกับ อาร์เซน่อล ในวันที่ 4 เมษายน ณ สนาม เอมิเรตส์ สเตเดียม ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด จะมีคิวเปิดบ้านเจอกับ อาร์เซน่อล ในนัดรองสุดท้ายของฤดูกาล ในวันที่ 16 พฤษภาคม แต่อย่างไรก็ดีสื่อดังอย่าง dailymail ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ยอดกุนซือตาหวานของ ลิเวอร์พูล ว่ามีสถิติที่เหลือเชื่อมักทำผลงานได้ดีเสมอหลังจากผ่านช่วงปีใหม่ โดยในซีซั่นที่แล้ว ก่อนเดือนมกราคม ลิเวอร์พูล ลงเล่น 19 นัดเก็บแต้มไปได้ 36 แต้ม คิดเป็นเปอร์เซนการชนะ 57% รั้งอยู่ในอันดับที่ 5 ของตาราง แต่เมื่อเข้าเดือนมกราคม ลิเวอร์พูล เก็บชัยชนะได้ถึง 15 เกม จากการลงเล่น 19 นัด เก็บไป 48 เเต้ม คิดเป็นเปอร์เซนการชนะ 78.9% จบซีซั่นได้รองแชมป์ และถ้าหากมองในสถานการณ์ปัจจุบัน ลิเวอร์พูล กำลังมีโมเมนตั้มและทิศทางที่จะเก็บชัยชนะและกวาดแต้มมากขึ้น เพราะ 19 นัดแรก ลิเวอร์พูล เก็บชัยชนะไปได้เพียง 8 นัดเท่านั้น คิดเป็นเปอร์เซนการชนะ 42.1 % เท่านั้น แต่เมื่อเข้าสู่เดือนมกราคม ลิเวอร์พูล ชัยชนะไปแล้ว 6 จากการลงเล่น 8 นัด และยังไม่แพ้ใคร เก็บไปแล้ว 20 แต้ม คิดเป็นเปอร์เซนการชนะสูงถึง 75% ขยับจากอันดับ 8 ขึ้นมาสู่ที่ 5 ด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยม สุดท้ายแล้วบทสรุปของโควต้าพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลัก ซีซั่นหน้าจะเป็นอย่างไรก็ต้องขึ้นอยู่แทคติกและตัวนักเตะที่จะรักษาฟอร์มการเล่นให้ดีอย่างต่อเนื่องได้หรือไม่ เพราะการสะดุดพ่ายแพ้เพียงเกมเดียวหลังจากนี้อาจตัดสินอันดับและเงินรางวัลที่จะตามมาให้แฟนบอลอย่างเราๆท่านๆต้องน้ำตาตกจนถึง #ร้องไห้หนักมาก

ไหนใครบอก ลือทั้งเพ! ดิ มาเรีย ยันอยากอยู่ผีไปอีกนาน
ดิ มาเรีย /  ปีศาจแดง / 

ออกมาสยบข่าวลือเพื่อไม่ให้คารังคาซังซักที เมื่อ อังเคล ดิ มาเรีย ปีกเพียวลมของ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมายันเองว่ายังแฮปี้ดีกับผี ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวสะพัดอย่างหนาหูว่า อังเคล ดิ มาเรีย ได้เปิดใจกับเพื่อนที่ มาดริด ว่า ไม่เขานั้นแฮปปี้เลยที่ย้ายมาซบ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเขาก็ยังถูกวิจารร์อย่างหนักถึงฟอร์มการเล่นที่สุดบู่ จน หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือดัตซ์ได้ออกมาเผยว่า ดิ มาเรีย นั้นขาดความมั่นใจอย่างมากและยังไม่สามารถปรับตัวได้ ทั้งนี้มีหลายฝ่ายคาดกันว่า เขาเริ่มที่จะไม่มีใจให้กับสโมสรแล้ว แต่ล่าสุด ดิ มาเรีย ก็ออกมาเพื่อสยบข่าวลือต่างๆ และมุ่งมันกับการเล่นอย่างเต็มที่นั้นเอง โดยเขาได้กล่าวว่า "ผมมีความสุขดี ตั้งแต่ได้ย้ายมาเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และหวังว่าผมจะได้อยู่ที่นี่ไปอีกหลายๆ ปี"

น้องหมา อวดรวยบนโซเชียล เดี๋ยวนี้ไม่ใช่คนอย่างเดียว ที่ชอบอวด
ล้อเลียน /  วัยรุ่นอวดรวยในโซเชียล / 

น้องหมา อวดรวยบนโซเชียล เดี๋ยวนี้ไม่ใช่คนอย่างเดียว ที่ชอบอวด อินสตาแกรมเป็นสถานที่ ที่รวบรวมและสร้างความอวดให้กับมนุษย์สมัยนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะว่าสมัยนี้ถ้าเราสังเกตุดีๆ ผู้คนมักชอบอวดของ อวดร่ำอวด รวย อวดไลฟ์สไตล์ที่หรูหราของตัวเองให้ผู้คนในโซเชียลได้ดูและอิจฉากัน ซึ่งหลายๆ คนมักรู้สึกไม่ชอบใจกับการที่เห็นการอวดร่ำอวดรวยของคนในโลกโซเชียล แต่จะว่าไปแล้วมันก็คือเรื่องปกติของมนุษย์แหละครับ ที่มักจะทำให้ตัวเองรู้สึกสบายใจและทำให้คนอื่นอิจฉา แต่รู้รึเปล่าว่าไม่ใช่แค่มนุษย์เราอย่างเดียวนะครับ ที่มีนิสัยแบบนี้ เพราะเดี๋ยวนี้ สุนัข หรือ หมา นี่แหละ ก็ชอบอวดรวย ในโซเชียลเหมือนกัน และวันนี้ทาง Men.MThai เราจะขอรวบรวม น้องหมา อวดรวยบนโซเชียล มาให้เพื่อนได้ดูกัน แล้วมาดูกันสิว่า เพื่อนๆ ดูแล้วจะรู็สึกหมั่นไส้หรือปล่าว? หรือจะรู้สึกอย่างอื่น รวยมาก ดูสร้อยทองผมซะก่อน!!! ผู้หญิงรายล้อม อิจฉาผมอะดี๊ ก็ไม่ได้รวยอะไรมากมาย แค่เฟริสคลาสเอง มีเงินใช้ไม่หมดเลย เซ็งจริง เอามาทำเป็นที่นอนก็ได้ แชมเปญขวดไม่กี่ตังค์ เด๋วว่าจะเอาไปรดน้ำต้นไม้ ผมเป็น VIP ระดับมีไพรเวทเจ็ทเป็นของตัวเองนะ!!! Men.MThai เรียบเรียงเนื้อหาจากแหล่งที่มา www.unilad.co.uk/pics/these-rich-dogs-of-instagram-are-living-a-more-glamorous-life-than-you-are/

วิลเลี่ยม ไซดิส บุคคลที่ฉลาดที่สุดในจักรวาล ยิ่งกว่าไอน์สไตน์
ต่างประเทศ /  ที่สุดในโลก / 

ถ้าเราพูดถึงคนที่ ฉลาด หรือ อัจฉริยะ ที่สุดในโลก หลายคนก็คงจะนึกถึงนักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, โยฮันน์ วอล์ฟกัง, เลโอนาร์โด ดา วินชี เป็นต้น มันก็จริงอยู่ที่ว่าพวกเขาฉลาดมาก มีไอคิวที่สูงถึง 180-225 แต่วันนี้ทีนเอ็มไทยจะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับ อัจฉริยะตัวจริง " วิลเลี่ยม ไซดิส " เขามีไอคิวที่สูงกว่าไอน์สไตน์ซะอีก เพราะมี IQ มากถึง 300 เลยทีเดียว เริ่มฉายแววอัจฉริยะตั้งแต่อายุ 1 ขวบเองอ่ะ!! แต่ความอัจฉริยะของเขานั้นก็ไม่ทำให้เป็นที่จดจำของโลก .. อยากรู้จักเขามากขึ้นแล้วใช่ไหมหล่ะ ตามทีนเอ็มไทยมาเลยค่ะ  วิลเลี่ยม ไซดิส บุคคลที่ฉลาดที่สุดในจักรวาล ยิ่งกว่าไอน์สไตน์  วิลเลี่ยม ไซดิส บุคคลที่ฉลาดที่สุดในจักรวาล ยิ่งกว่าไอน์สไตน์ วิลเลี่ยม เจมส์ ไซดิส (William James Sidis)  เกิดวันที่ 1 เมษายน ค.ศ.1898 วันเอพริลฟูลเดย์ ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เขาได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลที่มี IQ สูงที่สุดในโลกคนหนึ่ง เขามี IQ อยู่ระหว่าง 250-300โดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าใช้การทดสอบ IQ แบบไหน เขาเริ่มฉายแววอัจฉริยะตั้งแต่อายุเพียงไม่กี่เดือน และสมาคมทางด้าน IQ ให้ฉายาว่า“Universal Genius” บุคคลที่ถือว่า “ฉลาดทีสุดในจักรวาล”  และถ้าพูดถึง หลุมดำหรือ Black Hole หลายคนคงจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว วิลเลี่ยม เจมส์ ไซดิส คนนี้เนี่ยแหละ! ที่เป็นคนเขียนพยากรณ์การมีอยู่ของหลุมดำ ในหนังสือฟิสิกส์เล่มแรกของเขา ที่ชื่อ The Animate and the Inanimate ก่อนที่ใครทั้งโลกจะรู้ถึงตัวตนของมันด้วยซ้ำไป .. เจ๋งใช่ไหมหล่ะ ครอบครัวไซดิส (Sidis Family) ปลายศตวรรษที่ 19 บอริสและซาร่าฮ์ ไซดิส (Boris and Sarah Sidis) สองสามีภรรยา ได้อพยพลี้ภัยมายังประเทศอเมริกาเช่นเดียวกับชาวรัสเซียเชื้อสายยิวอีกจำนวนมาก เพียงไม่นานนักทั้งคู่ก็กลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง เนื่องจากบอริสเป็นหนึ่งในคนรุ่นแรกๆ ที่พัฒนาการศึกษาวิชาจิตวิทยาและซาร่าฮ์เป็นหนึ่งในผู้หญิงเพียงไม่กี่คนที่มีดีกรีปริญญาทางการแพทย์ในสมัยนั้น บอริสเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกมหาวิทยาลัยหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้งานเป็นศาสตราจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยา มีความเชี่ยวชาญด้านการสะกดจิต จิตวิทยากลุ่มและการควบคุมความบ้าคลั่งของฝูงชน 1898, กำเนิด วิลเลี่ยม เจมส์ ไซดิส ปี 1898 ซาราฮ์ให้กำเนิดบุตรชาย วิลเลี่ยม เจมส์ ไซดิส โดยบอริสและซาราฮ์ช่วยกันเลี้ยงดู สอนลูกให้รู้จักตัวอักษรและการผสมคำ เพียงแค่ 6 เดือนวิลเลี่ยมก็สามารถสะกดคำว่า door และเดือนต่อมาสามารถสะกดคำว่า moon เมื่ออายุเพียง 8 เดือน วิลเลี่ยมสามารถใช้ช้อนตักอาหารกินเองได้ ขณะที่เด็กวัย 1 ขวบส่วนใหญ่จะยังพูดอ้อแอ้ไม่เป็นภาษา แต่วิลเลี่ยมสามารถสะกดคำง่ายๆบางคำได้แล้ว วิลเลี่ยมอ่านหนังสือพิมพ์( New York Times) ได้ตั้งแต่อายุเพียง 18 เดือน (ขวบครึ่ง) วิลเลี่ยม เจมส์ ไซดิส ฉายแววอัจฉริยะ! ซาราฮ์เห็นพัฒนาการของลูกที่สามารถเรียนรู้ได้เร็วกว่าเด็กทั่วไปมาก เธอจึงลาออกจากงานเพื่อเอาเวลามาสอนลูกของเธอให้เฉลียวฉลาดมากยิ่งขึ้น เมื่อครบรอบวันเกิด 5 ขวบ เรียนรู้ภาษาด้วยตัวเองหลายภาษา วิลเลี่ยมลากเก้าอี้ตัวสูงขึ้นนั่งเคาะแป้นพิมพ์ดีดเขียนจดหมายสั่งซื้อของเล่นส่งถึงห้างสรรพสินค้าเมซี่ย์ด้วยตัวเอง และต่อมาเขาก็ขวนขวายเรียนรู้ในสาขาวิชาต่างๆด้วยตัวเองโดยเฉพาะภาษาต่างประเทศ เช่น ละติน กรีก ฝรั่งเศส รัสเซีย เยอรมันและฮิบรู ก่อนจะถูกส่งตัวเข้าเรียนไวยากรณ์เมื่ออายุได้ 6 ขวบ วิลเลี่ยมเรียนประถมฯ ต้นเพียง 6 เดือน ก็เข้าเรียนมัธยมฯ ต่อ (การศึกษาก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วของเขาไปสะดุดตาสื่อมวลชน จนหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์นำเรื่องราวของเขามาตีพิมพ์) เมื่ออายุ 7 ขวบ สอบผ่าน Harvard Medical School Anatomy Exam เมื่ออายุ 8 ขวบ สอบ Entrance Exam ของ MIT ผ่าน และสามารถจดจำทุกอย่างที่อ่านได้ เขาสามารถพูดได้ 8 ภาษาคือ ละติน กรีซ ฝรั่งเศส รัสเซีย เยอรมัน ฮิบรู เติร์ก และอังกฤษ อีกทั้งยังคิดค้นภาษาใหม่ขึ้นมาโดยการผสมผสานตัวอักษรภาษาละติน กรีซ เยอรมัน และฝรั่งเศส เรียกว่าภาษา เวนเดอร์กู้ด (Vendergood) เมื่ออายุได้ 9 ขวบ พยายามเข้าเรียนต่อที่ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเมื่ออายุ 11 ขวบ เขากลายเป็นนักศึกษาที่มีอายุน้อยที่สุดของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บอริส พ่อของไซดิส พยายามส่งเขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่ถูกปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าเขายังเด็กเกินไป ยังขาดการพัฒนาการทางอารมณ์ที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย แต่บอริสไม่ยอมแพ้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการบริหาร โน้มน้าวให้มหาวิทยาลัยยินยอมรับวิลเลี่ยมเข้าศึกษา ระหว่างรอคอยคำตอบ ไซดิสฆ่าเวลาด้วยการไปเยี่ยมเยียนมหาวิทยาลัยทัฟต์ เขาเปิดอ่านหนังสือคณิตศาสตร์ มองหาข้อผิดพลาดในหนังสือ และทำการแก้ไข ค้นหาข้อมูลทฤษฎีต่างๆ ที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เขียนไว้และมองหาช่องโหว่ ในช่วงเวลานี้เองไซดิสค้นพบความสามารถพิเศษของตัวเองอีกอย่างคือ เขาสามารถคำนวณในใจบอกได้ว่าวันที่นั้นๆ ของเดือนและปีนั้นๆ เป็นวันอะไรได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นวันในอดีตหรือวันในอนาคต ปี 1909 มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพ่ายแพ้ต่อความเก่งกาจของเด็กมหัศจรรย์ยินยอมรับวิลเลี่ยมเข้าเป็นนักศึกษา ทำให้เขากลายเป็นนักศึกษาที่มีอายุน้อยที่สุดของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในเดือนมกราคม 1910 ปีต่อมา วิลเลี่ยม ไซดิส ได้รับเชิญให้บรรยายเรื่อง คณิตศาสตร์ 4 มิติ (Four-DimensionBodies) ต่อหน้าผู้ทรงคุณวุฒิและนักศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ชั้นสูง ศาสตราจารย์เดเนียล คอมสต็อก จากมหาวิทยาลัย MIT ถึงกับทำนายว่าในอนาคตวิลเลี่ยมจะเป็นนักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษที่ 20 และวิลเลี่ยมจบการศึกษาระดับปริญญาตรีโดยมีเกียรตินิยมพ่วงท้ายด้วยวัยเพียง 16 ปี และเขาให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์บอสตันเฮราลด์ว่าเขาต้องการมีชีวิตสมบูรณ์แบบด้วยการใช้ชีวิตสันโดษไม่ยุ่งเกี่ยวกับสังคม อีกทั้งยังสาบานว่าจะไม่แต่งงาน ขอครองพรหมจรรย์ไปตลอดชีวิต เส้นทางชีวิต วิลเลี่ยม เจมส์ ไซดิส หลังจบการศึกษา วิลเลี่ยมได้งานเป็นอาจารย์สอนคณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัยไรซ์ เมืองฮิวสตัน รัฐเทกซัส แต่วิลเลี่ยมสอนอยู่ได้ไม่ถึงปีก็ลาออกเนื่องจากเขาถูกกดดันจากบรรดาลูกศิษย์ที่มีอายุมากกว่าหลายปี วิลเลี่ยมกลับมาลงทะเบียนเรียนวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่ก็ลาออกก่อนจะจบการศึกษาเพราะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ภาควิชาที่เหมาะกับเขา ปี 1919 วิลเลี่ยมเข้าร่วมชุมนุมประท้วงคัดค้านการเกณฑ์ทหาร การประท้วงครั้งนี้บานปลายเป็นการจลาจล วิลเลี่ยมถูกจับกุมตัว บอริสวิ่งเต้นช่วยลูกชายให้พ้นคุกภายใต้เงื่อนไขควบคุมความประพฤติและกักบริเวณเป็นเวลา 1 ปี หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ วิลเลี่ยมหลบหน้าหลบตาหนีผู้คนไปทำงานเป็นเสมียนตามร้านเล็กๆ เมื่อมีใครจำเขาได้ วิลเลี่ยมก็จะลาออกหนีไปหางานใหม่ แม้วิลเลี่ยมจะเอือมระอากับเรื่องตัวเลขแต่เขาก็ยังคงความหลงใหลในเรื่องภาษา วิลเลี่ยมเรียนรู้ภาษาอื่นๆรวมถึงภาษาท้องถิ่นจนแตกฉานมากถึง 40 ภาษา  บั้นปลายชีวิต  วิลเลี่ยม เจมส์ ไซดิส อดีตเด็กอัจฉริยะไม่ได้สุขสบายมีความสุข เขาเสียชีวิตแบบคนอนาถาตามลำพังในห้องเช่าในเมืองบอสตัน ด้วยสาเหตุเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 1944 ด้วยวัย 46 ปี ซึ่งในขณะนั้นเขากำลังเขียนหนังสือเรื่อง The Psychology of the Folk Tale โดยเขามีผลงานตีพิมพ์หนังสือ 17 เล่ม และบทความในนิตยสาร 50 เรื่อง .. เขาสิ้นลมหายใจโดยไม่มีใครจำเค้าไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะของอัจฉริยะอีกเลย เรียบเรียง teen.mthai.com ขอบคุณข้อมูลดีๆ SilverFang http://www.online-station.net/entertainment/story/327, http://www.sidis.net, http://en.wikipedia.org/wiki/William_James_Sidis

รื้อหิ้งหนังเก่า : Russian Ark (2002) - ต้นตำรับ 'หนังซ็อตเดียว'
Alexander Sokurov /  BIOSCOPE / 

Russian Ark (2002) - ต้นตำรับ 'หนังซ็อตเดียว' ในรอบปีที่ผ่านมาจนถึงบนเวทีออสการ์ หนังที่สร้างความฮือฮาให้กับเหล่าคอหนังทั่วโลก ด้วยการเล่าเสมือนทั้งเรื่องถ่ายทำด้วยเพียงเทคเดียว (Long Take) แม้สุดท้าย Birdman (2014) จะไม่ได้ถ่ายทำด้วยลองเทคแบบจริงๆ แต่นั่นก็เป็นการแสดงให้เห็นการเลือกใช้วิธีเล่าเรื่องอันชาญฉลาดของ อาเลฆันโดร กอนซาเลซ อีญาร์รีตู ที่เลือกเปรียบเปรยช่วงชีวิตของมนุษย์เรา ที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องไม่ต่างจากภาพยนตร์เช่นกัน หากแต่ถ้าจะพูดถึงหนังที่ถ่ายทำด้วยกลวิธีแบบลองเทคจริงๆ แล้ว คงต้องกล่าวถึงหนังจากประเทศรัสเซียสุดคลาสสิค ที่มักถูกเอ่ยถึงเสมอในการเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญ ของการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลมาถ่ายทำภาพยนตร์เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของการใช้ฟิล์ม จนกลายมาเป็นหหนังที่ถ่ายทำแบบลองเทคจริงๆ ยาวกว่า 96 นาที เรื่องนี้ Russian Ark หนังที่สร้างขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบ 300 ปีของเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อันเป็นเมืองสำคัญางวัฒนธรรมของรัฐเซีย โดยผู้กำกับ อเล็กซานเดอร์ โซกูรอฟ (Alexander Sokurov)  ได้นำนักแสดงและทีมงานกว่าพันชีวิต!! เข้าไปถ่ายทำใน พิพิธภัณฑ์เฮียร์มิทาจ ที่เซ็ตอัพทั้ง 33 ห้องให้กลายเป็นพระราชวังฤดูหนาว เพื่อเล่าเรื่องผ่านสายตาของภูติผี ที่เสมือนพาเราไปสำรวจวังแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายและผลงานศิลปะอันตระการตา เพื่อสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมรัสเซียแต่ละยุคสมัยตลอดกว่า 300 ปี โดยโซกูรอฟพูดถึงแนวคิดของการทำหนังเรื่องนี้ว่า "รัสเซีย เป็นทั้งที่ดำรงชีวิตและสร้างผลงานของอย่าง ดอสโตเยฟสกี้, รัคมานินอฟ, ไซคอฟสกี้, ตอลสตอย, เซคอฟ...ผมสามารถบอกชื่อคนผู้เป็นสุดยอดของประเทศนี้ได้อีกเพียบ และผม -ในฐานะตัวแทนหนึ่งของปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมอันแสนเยาว์วัย อย่างภาพยนตร์ ซึ่งพึ่งมีอายุอานามแค่เพียง 100 ปีเศษ- จึงต้งเปรียบเทียบสิ่งที่ผมทำกับศิลปะทั้งหลายที่เคยถูกสร้างไว้อย่างยิ่งใหญ่ในรัสเซีย ...สำหรับผม รัสเซียจึงเป็นดินแดนทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ ที่มีทั้งอดีตอันน่าทึ่ง และอนาคตอันกว้างไกล" ซึ่งเหตุผลที่เขาเลือก พิพิธภัณฑ์เฮียร์มิทาจ เป็นสถานที่ถ่ายทำ นั่นเพราะชีวิตส่วนหนึ่งของโซกูรอฟ ล้วนเป็นบุญคุณสถานที่แห่งนี้ โดยเฉพาะการบ่มเพาะภูมิปัญญาทางศิลปะ ที่ส่งผลต่อผลงานหนังของเขาในปัจจุบันนั่นเอง "ที่นี่ เป็นที่ที่คุณจะได้ยืนประจันหน้ากับศิลปะจิตรกรรมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และมีมากพอที่คุณต้องใช้เวลาดูกว่าสามปีจึงจะครบ!! แน่นอนว่าในฐานะคนทำหนังแล้ว เรามิอาจเพิกเฉยต่อวัฒนธรรมโลกได้...เพราะว่าหนังก็คือศิลปะอีกแขนงหนึ่ง ซึ่งงานศิลปะทุกชนิดต่างมีชีวิตเป็นของมันเองคนดูบางคนอาจรู้สึกว่า เวลาดู Russian Ark คงต้องพยามยามทำความเข้าใจกับมันมากหน่อย แต่สิ่งที่ผมจะแนะนำคุณก็คือ แค่เพียงลองเปิดใจให้กว้าง คุณก็จะเข้าใจทุกๆ อย่างได้เอง" แม้หนังเรื่องนี้จะสร้างนวัตกรรมใหม่ในการถ่ายทำ (ด้วยการใช้กล้องดิจิตอลความละเอียดสูง ที่พ่วงทั้งฮาร์ดดิสที่เพียงพอสำหรับบันทึกไฟล์ดิบกว่า 100 นาที พร้อมแบตเตอรี่ความจุมากเป็นพิเศษเพื่อรองรับการใช้งานยาวนานติดต่อกัน) ที่ยังไม่รวมไปถึงการซักซ้อมคิวถ่ายทำอีกไม่รู้กี่เดือนเพื่อให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด แต่กระนั้นเป้าหมายที่แท้จริงของโซกูรอฟ กลับไม่ใช่ความสำเร็จทางด้านเทคโนโลยีใดๆ หากแต่เป็นเจตนารมณ์ในการส่งต่อไอเดียทางศิลปะ...จากรุ่นสู่รุ่นต่อไป "ถึงผมจะทำหนัง Russian Ark แบบไม่มีการตัดต่อเลย แต่สิ่งที่ผมต้องการคือ หลังจากผู้ชมดูหนังไปราว 5-10 นาที พวกเขาต้องลืมไปเลยว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายทำด้วยเพียงซ็อตเดียว พวกเขาจะติดตามเรื่องราวในหนังต่อไปด้วยความเพลิดเพลิน และกลับมานึกถึงความสำเร็จของการถ่ายทำด้วยเทคนิคนี้...ก็ต่อเมื่อหนังได้จบลงและจอเบื้องหน้าได้กลายเป็นสีดำไปแล้วนั่นเอง" **เรียบเรียงจากคอลัมน์ Portrait ในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 25 (ธันวาคม 2546) https://www.youtube.com/watch?v=J--TDEHizVA

รีบเค้นฟอร์มด่วน! ฟานกัล ขีดเส้นตายให้ ดิมาเรีย ปรับตัว
พรีเมียร์ลีก /  ฟุตบอล / 

หลุยส์ ฟานกัล กุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เผยว่าจะให้เวลา อังเคล ดิมาเรีย ปีกค่าตัวแพงที่สุดในลีก ในการปรับตัวเข้ากับทีมอีก 1 ปี โดยฟอร์มของแข้งค่าตัว 59.8 ล้านปอนด์ ยังถือว่าไม่น่าประทับใจ นับตั้งแต่ย้ายจาก เรอัล มาดริด มาค้าแข้งกับทีมปีศาจแดง เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา และกำลังตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในระยะหลังๆ “ผมคิดว่าฤดูกาลแรกสำหรับนักเตะมันยากเย็นเสมอ” นายใหญ่ชาวดัตช์เผย “สำหรับผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไร และมันจะน่าแปลกใจมากกว่าถ้าพวกนักเตะปรับตัวได้เร็ว ในฮอลแลนด์ สเปน เยอรมัน ผมเจอมาหมดแล้ว เราต้องให้เวลาพวกเขา ไม่ใช่แค่ ดิมาเรีย แต่เป็นนักเตะทั้งหมดเลย เราต้องรอดู” “คำตอบทั่วๆไปคือ 1 ปีแต่มันก็ไม่แน่เสมอไป มันง่ายที่จะพูด แต่ผมก็พิสูจน์ มันไม่ได้หรอก มันไม่ใช่บททดสอบแบบวิทยาศาสตร์” LVG ร่ายยาว

เช็คสิ๊ๆ เครื่องสำอางหมดอายุกันรึยังเอ่ย
ทายใจวัยรุ่น /  นักศึกษา / 

สำหรับน้องๆ สาวๆ ที่เป็นนิสิต นักศึกษา เคยคิดไหมว่าเครื่องสำอางที่เราใช้แต่งหน้าสวยๆ ไปเรียนกันอยู่ทุกวันนั้น ก็มีวันหมดอายุเหมือนกันน่ะ รู้ยัง!!!  เช็คสิ๊ๆ เครื่องสำอางหมดอายุกันรึยังเอ่ย 2-3 MONTHS MASCARA / ACNE  PADS / NAIL  FILE / LOOFAH 6 MONTHS  TO 1 YEAR LIQUID  EYELINER / LIQUID  FOUNDATION / CONCEALER / EYECREAM / SERUM 1 TO 1.5 YEAR LIP GLOSS / CREAM EYESHADOW / SUNSCREEN / SHOWER  GEL / EYEBROW GEL 2 YEAR LIP AND EYE PENCILS / LIPSTICK / POWDER  FOUNDATION / POWDER  EYESHADOW & BLUSH 3 YEAR BODY LOTION / PERFUME / HAIRSPRAY / CONDITIONER ตอนนี้สาวๆทั้งหลาย ก็พอจะทราบแล้วเครื่องสำอางที่เราใช้แต่งหน้าสวยๆ กันอยู่ทุกวันนั้น ประเภทไหนเก็บไว้ได้นานเท่าไหร่ถึงหมดอายุ เมื่อทราบกับแล้ว ก็อย่าลืมไปตรวจสอบเครื่องสำอางที่ใช้กันอยู่น่ะจ๊ะ จะได้มีใบหน้าที่สวยๆกันถ้วนหน้า ติดตามนิตยสาร Campus Star ได้ที่ https://www.facebook.com/CampusStar

ย้อนตำนานแก๊งวัยรุ่น หินกลิ้ง ในเรื่อง กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้
กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ /  ดาราวัยรุ่น / 

วันนี้ทีนเอ็มไทยขอพาเพื่อนๆ ย้อนตำนานแก๊งวัยรุ่น หินกลิ้ง ในเรื่อง กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ กับ 6 หนุ่มแก๊งหินกลิ้ง และแก๊งสาวบัวชมพูกัน และรู้หรือไม่ว่า แก๊งวัยรุ่นในตำนานนี้ ถูกนำมาสร้างแล้วถึง 3 รุ่น แต่ใครจะทันยุคไหนสมัยไหนกันบ้าง และจำพวกเขาคิดถึงพวกเขาขนาดไหน ไปติดตามพร้อมๆ กันค่ะ   ย้อนตำนานแก๊งวัยรุ่น หินกลิ้ง ในเรื่อง กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ เริ่มต้นกันด้วยรุ่นแรก กลิ้งไว้ก่อน พ่อสอนไว้ ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ไทยครั้งแรก เมื่อกลางปี พ.ศ. 2534 เป็นภาพยนตร์วัยรุ่นที่โด่งดังมากมาก สร้างสถิติภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้สูงที่สุดในประวัติศาตร์ในเวลานั้น โดยเรื่องราวของ กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ เป็นเรื่องของ 4 หนุ่มนักเรียนชั้น ม.6 กลุ่มหินกลิ้ง ที่เป็นก๊วนแสบประจำโรงเรียน นักเรียนรุ่นน้องชั้น ม.5 อยากสืบทอดเจตนารมณ์ ซึ่งในอีกหลายปีต่อมา คิง สมจริง ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้บริหาร โพลีพลัส ได้หยิบหนังเรื่องนี้มาปัดฝุ่นทำใหม่ในรูปแบบละครโดยในตอนแรกๆ ของเรื่อง มอส ปฏิภาณ นักแสดงจากเวอร์ชันหนังได้ให้เกียรติมาร่วมรับเชิญในฐานะรุ่นพี่หินกลิ้งและยังมี ชาตรี ชมพู นักแสดงอีกคนจากในหนังก็กลับมารับบทเดิมอีกครั้งคือ อาจารย์ฝ่ายปกครอง โดยหลายอย่างจากเวอร์ชันหนังยังคงอยู่แต่ได้มีการดัดแปลงให้ทันสมัยขึ้น โดย กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ ครั้งนี้ เป็นเรื่องราวของเด็กนักเรียนชั้น ม.6 กลุ่มหนึ่ง ชื่อ แก็งหินกลิ้ง มีสมากชิก ดังนี้ ปฏิภาณ ปฐวีกานต์(มอส)  รับบท  ก้าน @mospatiparn  ประธานกลุ่มหินกลิ้ง ผู้มีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะ แต่ชอบใช้ในทางที่ไม่ค่อยได้เรื่อง ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง(แท่ง) รับบท หมี @tangsaksitdotcom เป็นนักรัก แต่อกหักตลอดเรื่อง ธีรวัฒน์ อรัญยะนาค (โป๋) รับบท บิ๊ก  ประธานชมรมบาสเก็ตบอลหน้าตาดี แต่ตดเหม็นมาก ศักดิ์ศิลป์ สุวรรณเกตุ รับบท ก๋อย ผู้มีความสามารถทางด้านภาษาไทย คือพูดติดอ่างทุกคำพวกเขาทั้งสี่เป็นกลุ่มนักเรียนแสบซ่า สร้างปัญหาให้กับโรงเรียนทุกปี แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีรุ่นน้อง ม.5 ชื่อ ปราโมทย์ แสงศร(โมทย์) รับบท แฉก ที่ขอสืบทอดเจนารมย์ของกลุ่มหินกลิ้งต่อไป กลุ่มหินกลิ้งถูกสบประมาทจากกลุ่มเพื่อนผู้หญิงว่า เป็นกลุ่มบ๊วย ไม่มีอนาคต อยู่เสมอ แต่กลุ่มหินกลิ้งก็ไม่หยุดซ่า สร้างวีรกรรมมิได้หยุดหย่อน พวกเขาได้ไปมีเรื่องทะเลาะวิวิทกับนักเรียนต่างโรงเรียนเพราะไปแย่งจีบหญิงคนเดียวกัน ทำให้พวกเขาถูกทำทัณฑ์บน และพวกเขาได้ไปมีเรื่องกับเด็กนักเรียนต่างห้องที่เกเรไม่แพ้กัน วิทิต แลด(เอ) รับบท กรด มีฝีมือในการชู้ตบาสที่ไม่มีใครเหมือน การมีเรื่องในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสัมพันธภาพระหว่างเพื่อน กรด ได้เข้ามาอยู่ในกลุ่มหินกลิ้งในเวลาต่อมา นอกจากนี้ก็ยังมี กลุ่มสาวๆ 2 คนในเรื่อง ณัฐสิมา คุปตะวาทิน(หมอก) รับบท นิ่ม ซึ่งเธอเสียชีวิตในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 จากอาการโรคเอสแอลอี ลักษณะคล้ายกับพุ่มพวง ดวงจันทร์ สะแกวัลย์ ยงใจยุทธ (ปิงปอง) รับบท หญิงแอ๋ว วันหนึ่ง แฉกถูกคู่อริที่เคยมีเรื่องกันครั้งก่อนตีหัวสลบเกือบเอาชีวิตไม่รอด และกรด ต้องลาออกจากโรงเรียนไปทำงานเพราะไม่มีเงินเรียน ก้านเริ่มตระหนักถึงเรื่องความไม่แน่นอน และอนาคตของตัวเอง พวกเขากลับตัวกลับใจ เริ่มต้นเป็นคนดีของพ่อแม่ ครู อาจารย์ และเพื่อน ก่อนจบการศึกษาทุกคนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมครบรอบ 25 ปีของโรงเรียน ก่อนถึงวันงาน ก้านตั้งปณิธานกับตัวเองและเพื่อนๆ ว่า "พรุ่งนี้จะเป็นวันของเรา" วันงานพวกเขาตั้งใจทำอย่างดีที่สุด และแล้วทุกกิจกรรมที่พวกเขาทำล้วนประสบความสำเร็จสร้างความภาคภูมิใจให้กับตัวของพวกเขาเอง ว่า ครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยทำประโยชน์ให้กับโรงเรียนที่พวกเขารักเช่นกัน หลังจากนี้พวกเขาจะต้องแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง พวกเขามีฝันความฝันและต้องทำให้เป็นจริงให้ได้ เพราะพวกเขาเชื่อว่า "พรุ่งนี้จะเป็นวันของเรา" กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ รุ่นที่ 2 ในรูปแบบละคร ทางช่อง 7 ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม  2545   ตอนนี้นักแสดงรุ่นนี้ ก็อายุ 30 อัพกันแล้ว ใครทันกันบ้าง นำโดย แก็งค์หินกลิ้ง สุวินิต ปัญจมะวัต ( หนุ่ม ) รับบท กล้า หรือต้นกล้า พงศกร มหาเปารยะ ( แต๊ง ) รับบท ปกป้อง หรือ ป้อง  @thankpm ธีรวีร์ อัศวศิริชัยกุล ( เบ็น ) รับบท พี หรือพีศิลป์ อัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์ ( ฟาน) รับบทกร๋อย หรือยินดี @fanarista (^^หล่อมว๊ากกก) ดนัย ตันธนะศิริวงศ์ ( เจสซี่ ) รับบท กรดหรือมงกรด จิตตริน กุลกัลยาดี  ( ดีเจเจมส์ ) รับบท โมน   @djjem_efm 3 สาว บัวชมพู เบญจณัฎฐ์ อักษรนันทน์ (จิ๊บ) รับบท เดือนสิบ @jibbenjanat ญาดานุช โรจจนวัฒน์ ( เตย ) รับบท เกี๊ยวซ่า @th_toeyhom กาญจน์คนึง  เนตรสีทอง (มีน) หรือ มีน AF 7 รับบท จงรัก  @nongmeenn หลังจากนั้น ความแตกต่างจากภาคแรกก็คือ การเพิ่มสมาชิก กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ รุ่นกลิ้งจูเนียร์ หรือ หินกลิ้งจูเนียร์ (ละคร) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2547  โดยมี 3 หนุ่ม กลิ้งจูเนียร์/หินกลิ้งจูเนียร์ ดังนี้ โชคชัย  บุญวรเมธี (บอย) รับบท บอยไท หรือ บอย @boy_chokchai บุญฤทธิ์  ดุจพิบูลย์ผล (แม็ก) รับบท เก่งกาจ หรือ เก่ง ภานุรุจ ภานุรุจ เก่งชน(บูม) รับบท แน่วแน่ หรือ แน่ว ตามมาด้วย 3 สาว บัวชมพูจูเนียร์ ชญานี  ธิติมูล(ใหม่) รับบท อิงฟ้า  ชโลทร  กาหลง(กระต่าย) รับบทไวไว  @rabbiitch พิมพ์เพทาย  เวนธ์เวิร์ธ (ไอวี) รับบท ไอวี่  ต่อมา ก็ถึงรุ่น กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ รุ่นที่ 3 (ละคร) ปี 2549 นำโดยแก็งหินกลิ้งกลุ่มใหม่ กับ จูเนียร์เดิม ผสมกัน ภานุรุจ  เก่งชน(บูม) รับบท แน่วแน่ หรือ แน่ว ธอร์น  (แก๊งหินกลิ้งจูเนียร์เดิม) จินดาโชติ (ฌอห์ณ) รับบท กึกก้อง หรือ ก้อง @seanjindachot อลัน ยงยืนนาน(แอมเมอร์) หรือ ศิลปินดูโอ ลาฟเฟอร์ แอมเมอร์ รับบท ยูยะ  มิตรชัย ใจสงฆ์(มิกซ์) รับท กัมพ์  ภาณุพงศ์ เศรษฐเสถียร(โอ๊ค) รับบท เดี่ยว หรือ เดี่ยวไฮเทค @oakz_panupong พชร กระต่ายทอง(ใหม่) รับบท ชายน้อย    และที่ขาดไม่ได้  3 สาว บัวชมพู ซึ่งต่อจาก บัวชมพูจูเนียร์ เดิม พิมพ์เพทาย  เวนธ์เวิร์ธ (ไอวี) รับบท ไอวี่ ชโลทร กาหลง (กระต่าย) รับบท ไวไว ชญานี  ธิติมูล(ใหม่) รับบท อิงฟ้า หลังจากนั้น "แก๊งหินกลิ้ง" ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โดย ชายน้อย, กัมพ์, แน่วแน่ ไม่พร้อมที่จะแสดงต่อไป จึงทำให้ต้องทำการหานักแสดงใหม่ด้วยโครงการ “ชวนน้องมาลองกลิ้ง” จนได้ทั้งสามคนใหม่ ดังนี้ ลูกหมู วิริยะ จิตภักดี  รับบท "ชายพจน์" ที่มีคาแรกเตอร์เป็นเด็กเรียน แอบซนนิดๆ     คิก ภูมิมสิทธิ์ ตั้งพินิจการ พัตเตอร์ ภัทรนันท์ จามิกรณ์ น้องชายแพนเค้ก-เขมนิจ รับบทเป็น "เคนโด้" @putteros เห็นแบบนี้แล้ว ทำให้นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ตอนสมัยเรียน อย่างห้องเรียน กระดานดำ การเข้าแถวเคารพธงชาติหน้าเสาธง ชั่วโมงโฮมรูม หรือจะเป้นการลอกการบ้าน แอบเล่น MSN โดดเรียนจนต้องเข้าฝ่ายปกครองบ่อยๆ คิดถึงจัง^^ แต่แบบไหนที่ไม่ดี ก็อย่าเอาไปเป็นแบบอย่างนะคะ เรียบเรียง teen.mthai.com ข้อมูลและภาพ วิกิพีเดีย, sharerice, 70-90memory.blogspot.com

Honda Civic Type R 2015 เปิดตัวสายพันธุ์แรงคันใหม่
car /  civic / 

หลังจากรอคอยมาอย่างยาวนาน Honda Civic Type R ได้เปิดตัวใหม่แล้วในปี 2015 โดยมีการยกชุดกำหนดมาตรฐานใหม่ ให้ที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น ซึ่งใน Type R 2015 ใหม่คันนี้ ได้รวบรวมเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาไว้ โดยหัวใจของ Civic Type R ใหม่ทั้งหมด Direct-injected Turbocharged 2.0 litre VTEC แรงม้า 310 ที่ 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 2,500 รอบต่อนาที นับว่าสูงกว่า Type R ทุกรุ่นที่เคยมีมา การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดอีกเรื่องคือการออกแบบ ที่ยังเป็นเอกลักษณ์ของ Civic Type R ทำให้รถดุดันมากขึ้น แต่เกือบทั้งหมดมีจุดประสงค์การทำงานที่เพรียวบางและมีประสิทธิภาพของ Aerodynamically สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนารถเพื่อความเร็ว มุ่งเน้นไปที่อากาศพลศาสตร์ได้มั่นใจเสถียรภาพความเร็วสูง และภายในห้องโดยสารคงตอกย้ำตัวอักษร R ที่เป็นเอกลักษณ์อันชัดเจนของ Honda Civic Type R 2015 สำหรับกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมโชว์ตัวเป็นๆที่งาน Geneva Motor Show ครั้งที่ 85 เริ่มต้นวันที่ 5 มีนาคมนี้แล้ว