เสียวสุดๆ!!

ใจละลาย! น้องพลอยเจ-อาจิ๊บ สวยหวานแพ็คคู่
เจ จินตัย /  จิ๊บ คีตภัทร / 

นอกจากคุณพ่อหุ่นล่ำ เจ จินตัย อันติมานนท์ ที่กำลังหลงลูกสาวตัวน้อย น้องพลอยเจ สุดๆ แล้ว! ยังมีคุณอาคนสวย จิ๊บ คีตภัทร และคุณย่า ที่ออกอาการเห่อหลานสาวไม่น้อยไปกว่า คุณพ่อเจ ยิ่งถ้ามีเวลาว่างตรงกัน คุณพ่อเจ ก็จะพา น้องพลอยเจ ไปหา อาจิ๊บ-คุณย่า อยู่บ่อยๆ จะว่าไปแล้ว สาวๆ บ้านนี้ สวยหวานยกบ้านเลยค่า ไล่มาตั้งแต่ คุณย่า อาจิ๊บ แม่พลอย และ น้องพลอยเจ นี่ถือเป็นครอบครัวที่่ สวย หล่อ ทั้งบ้านอีกครอบครัวนึงเลยค่าาขอบคุณภาพ : IG@jayjintai อาจิ๊บ-น้องพลอยเจ คุณย่า-น้องพลอยเจ น้องพลอยเจ น้องพลอยเจ น้องพลอยเจ น้องพลอยเจ คุณย่า-อาจิ๊บ-แม่พลอย-พ่อเจ-น้องพลอยเจ คุณย่า-อาจิ๊บ

ก่อนชม 'ดาวคะนอง' ย้อนดู ‘เจ้านกกระจอก’ บทบันทึกเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทยของ ใหม่-อโนชา
ดาวคะนอง /  อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล / 

ในวาระที่ 'ดาวคะนอง' ผลงานหนังยาวเรื่องที่สองของผู้กำกับ ใหม่-อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ จะเข้าฉายในบ้านเราอย่างเป็นทางการวันแรก (8 ธ.ค. 2559) ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน อโนชานำหนังเรื่องแรกของเธอเข้าฉายในบ้านเรา และ ‘เจ้านกกระจอก’ ก็กลายเป็นหนังไทยที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ในแง่ของการใช้สัญลักษณ์เพื่อเล่าเรื่อง ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่อโนชานำใช้ในหนังเรื่องล่าสุดของเธอเช่นกัน เราจึงขอหยิบเอาบทความจากคอลัมน์คลาสสิคในนิตยสาร BIOSCOPE "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" ที่ ไกรวุฒิ จุลพงศธร ได้เขียนถึง ‘เจ้านกกระจอก’ ถึงการเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารกับผู้ชม ก่อนที่จะไปชมผลงานล่าสุดของเธอกันในสัปดาห์นี้ **เช็ครอบฉายและข่าวสารของหนัง 'ดาวคะนอง' ได้ที่ www.facebook.com/daokhanongmovie ‘เจ้านกกระจอก’ กับขบวนการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทย (แบบไม่ได้นัดหมาย) โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร **ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 105 / สิงหาคม 2553 ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาช่างแตกต่างราวกับฟ้าและเหวกับช่วงที่ผมเริ่มต้นเขียนคอลัมน์นี้ เมื่อ 8 ปีก่อนผมเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบโฆษณาแต่ดันชื่นชอบการตีความสัญลักษณ์ใน หนังที่เรียนรู้จากพ็อคเกตบุ๊ครวมบทวิจารณ์ของ สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์, มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ และ ประชา สุวีรานนท์ ซึ่งได้กลายเป็นครูอย่างไม่เป็นทางการของผม ในโลกของผม ณ ช่วงเวลาดังกล่าว "สัญลักษณ์มีแต่ในหนังเท่านั้น" (แน่นอนครับว่ามันมีที่อื่นๆ ด้วย แต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจมันเอง) 8 ปีผ่านไปมีอะไรเกิดขึ้นมากมายกับชีวิต และสัญลักษณ์ไม่ได้อยู่แค่ในหนังอีกต่อไป แต่สัญลักษณ์อยู่กลางถนน และมิใช่ผม คนเดียวที่ตระหนัก เพราะดูเหมือนสังคม ‘ทุกฝ่าย’ ค่อยๆ เรียนรู้ว่าการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เป็นการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดในวินาทีนี้ (ดูอย่างกรณีที่คนเสื้อแดงพยายามจะไปพันผ้าสีแดงที่ป้ายถนนราชประสงค์, ต่อมาก็มีกำลังตำรวจจำนวนมากมาเฝ้าป้ายดังกล่าว, และหนักข้อขึ้นไปอีกเมื่อป้ายดังกล่าวได้ถูกเจ้าหน้าที่ถอดทิ้งไปเลย, ลงท้ายด้วยเอาป้ายมาติดตั้งใหม่พร้อมคำอธิบายว่านำป้ายไปทำความสะอาดเนื่องจากมีคนมาฉีดสีพ่นทับตัวอักษร) สังคมค่อยๆ เรียนรู้ (ผมหวังอย่างนั้น) ว่าการต่อสู้ด้วยพละกำลังหรือการต่อสู้แบบ ถอนรากถอนโคนซึ่งมักมากับกระบวนทัศน์ ‘สงครามครั้งสุดท้าย’ นั้นไม่มีอยู่จริง สงครามไม่มีวันจบลงง่ายๆ ยุทธศาสตร์ต่อไปคือการต่อสู้อย่างต่อเนื่องและยืดยาว การช่วงชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์จึงกลายเป็นสมรภูมิอย่าง ไม่เป็นทางการ นักสัญศาสตร์จึงกลายเป็นบุคคลสำคัญของสังคม เพราะพวกเขามีหน้าที่คุ้ยเขี่ย กัดเซาะ สร้าง และตีความสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อ ‘ทำลาย’ หรือ ‘ตอกย้ำ’ วาทกรรมที่แต่ละฝ่ายผลิตขึ้นมา คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ สิ่งที่พัวพันกับการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้ก็คือการช่วงชิง ‘พื้นที่’ ‘เวลา’ และ ‘ความทรงจำ’ ดูตัวอย่างจากการพันผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ แม้จะเป็นพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร แต่ก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์สุดทรงพลัง เพราะมันเป็นการแย่งชิงพื้นที่ ความทรงจำและการรับรู้ของสังคม ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งพยายามจะ ‘ลบเลือน’ ความทรงจำนี้ทิ้งไป อีกฝ่ายก็พยายามจะ ‘ย้ำเตือน’ มิให้ความทรงจำจางหาย แน่นอนว่าการต่อสู้นี้ขึ้นอยู่กับบริบทเวลา หากมิได้ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายความทรงจำดังกล่าวก็จะบิดเบือน และหลุดหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และกลายเป็น "ความทรงจำส่วนบุคคล" หรือของคนกลุ่มย่อยๆ ไปแทน นอกจาก พื้นที่ เวลา และความทรงจำ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้แล้ว มันยังเป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของศิลปะภาพยนตร์อีกด้วย หากเมื่อ 8 ปีก่อนผมตื่นเต้นกับงานของคนทำหนังอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, นนทรีย์ นิมิบุตร และ เป็นเอก รัตนเรือง ที่ทำให้เกิดการบูมของหนังไทยร่วมสมัยในช่วงเวลานี้ผมก็ตื่นเต้นกับกลุ่มคนทำหนังบนดินและใต้ดิน –ไม่ว่าจะมีแนวคิดทางการเมืองแบบใดก็ตาม- แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาพยายามโต้ตอบกับสังคมด้วยการสร้างงานที่เล่นกับพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำ ผ่านระบบสัญลักษณ์ที่งัดข้อก่อกวนกับวาทกรรมหลัก ผมกำลังหมายถึงหนังอิสระอย่าง ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ‘บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน’ และ ‘จุติ’ ของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล, ‘เจ้านกกระจอก’ ของ อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ ไปจนถึงหนังสั้นของ ปราปต์ บุนปาน, เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง หรืองานในอนาคต (แน่นอนว่าผมยังไม่ได้ดู แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเล่นกับการเปรียบเปรยเชิงการเมือง) ทั้ง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ของ สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์, ‘The Dog ชิงหมาเกิด’ ของ พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง และ ‘14’ ของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล แน่นอนว่าคนเหล่านี้ไม่ได้นัดกัน และไม่ได้มีอุดมการณ์ การเมืองเดียวกัน แต่การปรากฏของผลงานเหล่านี้ใน ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก็เป็นขบวนการหนังสัญลักษณ์ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง (**อัพเดต จนถึงปัจจุบัน ‘14’ ยังไม่ได้ถูกผลิตขึ้น ส่วนอย่างที่ทราบกันคือ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ กลายเป็นหนังที่โดนแบนในบ้านเราไป) หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ คนทำหนังรุ่น เพิ่มพล เชยอรุณ หรืองานยุครุ่งเรืองของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล มุ่งสะท้อนสังคมด้วยการตีแผ่อย่างตรงไปตรงมาหรือมีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นเห็นชัด แต่ขบวนการหนังบนดินและใต้ดินยุคปัจจุบัน (แบบไม่ได้นัดหมาย) มิได้เดินบนเส้นทางนั้น หากไม่นับงานของพงษ์พัฒน์และชูเกียรติ (ซึ่งผมยังไม่ได้ดู) คนทำหนังที่เหลือซึ่งเป็น คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ นำเสนอผ่านสุนทรียะเฉพาะตัวและระบบสัญลักษณ์ที่แนบเนียนและแพรวพราวเกินกว่ายุคของเพิ่มพลไปแล้ว ซึ่งต้องอาศัยพื้นฐานความ เข้าใจและการสั่งสมสุนทรียะของภาพยนตร์โลกร่วมสมัยในระดับหนึ่ง มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่คนทำหนังกลุ่มนี้จะถูกป้ายข้อหาจากคนดูว่า “ดูไม่รู้เรื่อง” หรือ “เข้าใจยาก” แต่ขณะเดียวกัน ภายใต้สังคมไทยอันแสนเคร่งครัดในยุคสมัยของการจำกัดจำเขี่ยทางความคิดเห็น การ ‘ดูไม่รู้เรื่อง’ และ ‘เข้าใจยาก’ ก็กลับกลายเป็นเกราะป้องกันตัวผู้สร้างเอง พวกเขาจึงสามารถสร้างงานที่ ‘เตะเฉียด’ ประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ผ่านเนื้องานและสัญลักษณ์ที่แนบเนียนหรือแปลกพิศวงได้ เช่น หากอภิชาติพงศ์สร้างหนังเกี่ยวกับวันเสียงปืนแตกโดยตรงก็คงโดนแบน แต่การสร้างโดยผสมสุนทรียะของหนังส่วนตัวและเนื้อหาการเมืองเชิงสัญลักษณ์แยบยลก็ทำให้หนังออกสู่สังคมได้ (ในกรณีของอภิชาติพงศ์และอโนชานั้น ความพิศวงของสัญลักษณ์ยังกลายเป็น ‘ปริศนา’ และ ‘ความลึกลับ’ ที่ทำให้คอหนังศิลปะในต่างชาติอ่านงานของพวกเขาในความหมายอื่นๆ ได้อีกด้วย) กลายเป็นว่าในพื้นที่เล็กๆ อย่างหนังอิสระ กลับมีระดับเพดานการแสดงความคิดเห็นที่สูงกว่าปกติ ทว่าพื้นที่ดังกล่าวก็เล็ก เล็กมาก หรือเล็กที่สุดจนแทบจะไม่มีเสียงเล็ดรอดออกไปให้เกิดการพูดคุยในวงกว้าง นักวิจารณ์และนักดูภาพยนตร์ (cinephile) คือฟันเฟืองที่เข้ามามีบทบาทในจุดนี้ แต่ลำพังนักวิจารณ์เองก็ทำงานได้ไม่มีประสิทธิผล ตั้งแต่ติดอยู่ในระบบ มีพื้นความรู้ที่ทำให้อ่านงานเหล่านี้ไม่ขาดพอ รวมถึงต่อให้อ่านได้แต่จะเขียนได้ชัดเจนมากขนาดไหน หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นตัวอย่างชั้นดีของสิ่งที่ผมได้พูดไป อโนชาและ ลี ชาตะเมธีกุล (มือตัดต่อ) จงใจก่อกวนพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำด้วยการเล่าหนังโดยไม่เรียงลำดับเวลา (เหมือนหนังเรื่อง 21 Grams) เมื่อผนวกกับชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ (Mundane History) ก็คลับคล้ายท่วงท่าปรัชญาแบบพังค์ๆ ที่โจมตีประวัติศาสตร์ทางการที่เล่าเรื่องแบบเรียงตามลำดับเวลา (หรืออำนาจแนวดิ่ง) และให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่มาในรูปแบบของความทรงจำที่ย่อมวูบวาบ ไม่เรียงลำดับก่อนหลัง (หรืออำนาจแนวระนาบ) ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วย เมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย เราอ่านหนังได้อย่างน้อยสองระดับ ระดับแรกคือเชื่อไปตามเรื่องว่ามันเป็นเรื่องของบุรุษพยาบาลที่ต้องเข้ามาดูแลเด็กหนุ่มพิการ ลูกผู้ดีเก่าที่ไม่ลงรอยกับพ่อผู้แสนดี เขาถูกแวดล้อมไปด้วยแม่บ้านและคนใช้ แล้วความสัมพันธ์ของบุรุษพยาบาลและเด็กหนุ่มจากที่ตึงเครียด ก็ค่อยๆ อ่อนลงและกลายเป็นความอ่อนโยนระหว่างสองมนุษย์ ระดับที่สองคือการตั้งคำถามว่า ทั้งหมดนี้คืออุปลักษณ์ (metaphor) ของสังคมไทยในยุคพ.ศ.นี้ นี่คือสังคมไทยที่ในอดีตเคยรุ่งเรืองและงามงด (จากสภาพบ้านที่เป็นผู้ดีเก่า, คำอธิบายว่าคุณพ่อเป็นคนแสนดี) แต่ปัจจุบันกลับเป็นสังคมที่รุนแรง เปลี่ยนแปลง และไร้อนาคต (เด็กหนุ่มพิการ, เอาแต่ใจ, อารมณ์เกรี้ยวกราด, รักษาไปก็เปล่าประโยชน์, ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้) และมันก็ยังเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยชนชั้น (มีการแบ่งการกินข้าวอย่างชัดเจน เจ้านายกินชั้นบน บ่าวไพร่กินชั้นล่าง แถมยังมีบ่าวไพร่ที่ทำตัวประหนึ่งเจ้านาย หรืออาจมีอะไรกับเจ้านายด้วยซ้ำ) ผมไม่ได้บอกว่าสังคมไทยไร้ความหวัง หรือคนทำหนังเรื่องนี้จะบอกว่า สังคมไทยสิ้นหวัง แต่หนังเรื่องนี้เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้ อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วยเมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย หนังพูด ถึงอารยธรรมในฉากเดินดูรูปจำลองของอารยธรรมต่างๆ (ซึ่งรุ่งโรจน์และ มอดม้วยไปแล้ว) ในท้องฟ้าจำลอง และยังพูดถึงพุทธธรรมผ่านตัวคนใช้ที่สบถขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ในแง่วิทยาศาสตร์มีการอธิบายเรื่องจุดจบของดาว อโนชาลากให้ทุกอย่างมารวมกัน เหมือนกับภาพโปสเตอร์หนังที่เหมือนรูปปริศนา มันเป็นทั้งดวงตา ของเด็กหนุ่มผู้พิการไร้ความหวัง เป็นทั้งดาวฤกษ์สุกสว่างที่กำลังจะแตกดับ และเป็นทั้งดวงตาของคนทำหนังที่จับจ้องความล่มสลายของยุคสมัย อารยธรรมมีวันสิ้นสุด เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องสามัญ และหากดาวอันใหญ่ยักษ์ยังมีวันดับได้ นับประสาอะไรกับอารยธรรม, ประเทศชาติ, คนรุ่นหนึ่ง, มนุษย์ที่ยิ่งใหญ่หรือต่ำต้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งเซลล์อณูหนึ่ง ก็ต้องมีวันดับสิ้นไปทั้งนั้น แต่เมื่อมีวันดับสิ้น ก็มีวันกำเนิดใหม่ และหลังจากประวัติศาสตร์ของโลก / อารยธรรม / ประเทศ / ครอบครัว ที่ผ่านมาถูกเดินหน้าด้วยบุรุษเพศ ผู้กำกับเพศหญิงที่เล่าสงครามระหว่างเพศชายมาเกือบ 80 นาทีได้แย้มนัยว่า บทใหม่ของประวัติศาสตร์จะเริ่มด้วยสตรีเพศเสียที ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ซาร่า เผย น้องแม็กซ์เวลล์ ถามหา พ่อไมค์ หายไปไหน
ซาร่า คาชิงกินี /  ไมค์ พิรัชต์ / 

  คุณแม่ยังสาว ซาร่า คาซิงกินี เล่าโมเม้นท์อบอุ่นของ พ่อ-ลูก เมื่อวันพ่อที่ผ่านมาหลังจากที่ได้พา น้องแม็กซ์เวลล์ ไปหาหนุ่ม ไมค์ พิรัชต์ ว่าลูกชายได้เตรียมพวงมาลัยและการ์ดนำไปไหว้คุณพ่อ เผยตอนนี้น้องแม็กซ์เวลล์พูดได้เป็นคำๆ และเริ่มถามหาพ่อว่าหายไปไหน พอถามถึงค่าเลี้ยงดูที่หนุ่มไมค์ส่งเสียให้ว่าได้เพิ่มหรือไม่สาวซาร่าบอกเท่าเดิมแต่ไม่ใช่ปัญหาเพราะตนก็สามารถทำงานเลี้ยงลูกได้เอง ซาร่า คาซิงกินี   ซาร่า คาซิงกินี   ซาร่า คาซิงกินี  

สวีทชุดใหญ่ไฟกระพริบ!! แพท-เบนซ์ จกส้มตำปลาร้าก็ยังหวาน
แพท ณปภา /  ข่าว แพท ณปภา / 

  สุขล้นจริงๆ เลยค่า สำหรับนักแสดงสาวยอดกตัญญู แพท ณปภา หลังจากอุ้มท้อง 6 เดือน เข้าพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการกับแฟนหนุ่ม เบนซ์ เรซซิ่ง เมื่อวันที่ 20พ.ย.59 ที่ผ่านมาด้วยความชื่นมื่น ล่าสุด แพท-เบนซ์ กลายเป็นคู่รักที่น่าอิจฉามากๆ แก่บรรดาสาวโสดไปซะแล้ว แหม...ก็จะอะไรอีกล่ะคะ คนรักกันแถมยังเป็นสามี-ภรรยากันจะหวานมันก็ไม่ผิดตรงไหน แถมฝ่ายชายก็ยังทำหน้าที่สามีดูแล สาวแพท ดี๊ดี ไม่ว่าจะพาไปฮันนีมูนกันที่เกาหลี หรือชวนกันไปหม่ำอาหารแบบชุดใหญ่ไฟกระพริบ    ล่าสุด แพท-เบนซ์ ควงกันมากินส้มตำของโปรด ดูเอาเถอะค่ะ!! ขนาดจกส้มตำปลาร้า ทั้งคู่ก็ยังออกอาการโชว์หวานป้อนอาหารกันให้ ติ่งอัครปภา ได้ฟินตามจนน้ำลายหกกันเลยค่า ทั้งหวานทั้งแซ่บแบบนี้ มื้อนี้คงจะนัวไม่น้อยนะคะคู้ณ!! ขอบคุณภาพจาก IG pat_napapa, benzracing   แพท ณปภา   แพท ณปภา   แพท ณปภา   เบนซ์ เรซซิ่ง   แพท ณปภา   แพท เบนซ์  

เซ็กซี่ขยี้ใจ!! โบว์ เบญจวรรณ ฉายเดี่ยวอวดบิกินี่ไร้เงาหนุ่มข้างกาย
โบว์ เบญจวรรณ /  ก๊อต จิรายุ / 

เป็นอีกหนึ่งสาวที่รักทะเลเป็นชีวิตจิตใจ ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องไปพักผ่อนรับลมชมวิวทะเลอยู่ตลอด สำหรับนักแสดงสาว โบว์ เบญจวรรณ และเมื่อไปทะเลก็ต้องมีบิกินี่ เพราะทุกครั้ง สาวโบว์ จะโพสต์ภาพอวดหุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์มมาอย่างหนักในชุดบิกินี่ตัวจิ๋วเสิร์ฟภาพลงอินสตาแกรมส่วนตัวให้หนุ่มๆ ใจสั่นระรัว ล่าสุด สาวโบว์ เดินทางไปถ่ายรายการท่องเที่ยวที่ หาดกะตะ จังหวัดภูเก็ต ถือว่าได้ทำงานและเที่ยวไปในตัว และถึงแม้ครั้งนี้หวานใจหนุ่มล่ำอย่าง ก๊อต จิรายุ จะไม่ได้ตามมาดูแล เจ้าตัวก็ไม่พลาดที่จับบิกินี่ตัวจิ๋วมาอวดหุ่นสวยแซบเช่นเคย พูดเลยว่า...เซ็กซี่ไม่เปลี่ยนแปลงจริงๆ ขอบคุณภาพจาก IG @bow_benjawan โบว์ เบญจวรรณ โบว์ เบญจวรรณ โบว์ เบญจวรรณ โบว์ เบญจวรรณ โบว์ เบญจวรรณ โบว์ เบญจวรรณ โบว์ เบญจวรรณ โบว์ เบญจวรรณ โบว์ เบญจวรรณ โบว์ เบญจวรรณ โบว์ เบญจวรรณ โบว์ เบญจวรรณ โบว์ เบญจวรรณ

อดีตของ
Dakota Johnson /  Entertainment / 

ตัวอย่างใหม่ล่าสุดจากภาพยนตร์ที่จะสร้างความเร่าร้อนให้กับทุกคนในช่วงวาเลนไทน์นี้ Fifty Shades Darker โดยตัวอย่างนี้อาจจะยังไม่เห็นอะไรใหม่ ๆ เพิ่มเติมมากนัก แต่ยังคงอารมณ์ความเร่าร้อนระหว่าง แอนัสเตเซีย สตีล และ คริสเตียน เกรย์ ไว้ได้ถึงใจถึงอารมณ์เช่นเคย Fifty Shades Darker ว่าด้วยเรื่องราวต่อจากภาคแรก คริสเตียน เกรย์ รับบทโดย เจมีย์ ดอร์แนน (Jamie Dornan) ผู้บอบช้ำจากความรัก พยายามตามง้อ แอนัสเตเชีย สตีล รับบทโดย ดาโกตา จอห์นสัน (Dakota Johnson) ให้กลับมาคืนดีกับเขา ก่อนที่เธอจะให้โอกาสเขาอีกครั้ง แอนัสเตเชียก็ยื่นข้อตกลงใหม่ให้กับเขา จากนั้นทั้งคู่เริ่มสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความมั่นคงในชีวิต แต่ก็ต้องเผชิญกับอดีตของคริสเตียน เกรย์ ที่ตามมาทำลายความหวังที่จะสร้างอนาคตร่วมกัน ดูบทความต้นฉบับ : Can love survive the 'Fifty Shades Darker' trailer? Can any of us?

เจษ โดนถามลบรูปทำไม..? จวกยับดราม่าแหกกฎปีนถ่ายรูปกิ่วแม่ปาน
เจษ เจษฎ์พิพัฒ /  กิ่วแม่ปาน

        หลังมีประเด็นดราม่าจากกระทู้รีวิวการท่องเที่ยวโชว์ภาพถ่ายทริปกิ่วแม่ปานที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเจ้าของกระทู้ปีนขึ้นไปยืนถ่ายรูปบนราวไม้ ซึ่งหลายคนเข้ามาคอมเม้นท์ว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและผิดกฎระเบียบ หากมีคนทำตามอาจเกิดอันตรายได้ ในขณะที่โซเชียลกำลังดราม่าเตือนนักท่องเที่ยวอยู่นั้น นักแสดงหนุ่ม เจษ เจษฎ์พิพัฒ ก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ไปเที่ยวที่นั่น และโพสต์ภาพอินสตาแกรมส่วนตัวนั่งอยู่บนราวไม้ที่กิ่วแม่ปานเช่นกัน โดยในภาพเห็นป้ายเตือนชัดเจนว่า "อันตราย ห้ามปีนหรือยืนบนราวไม้" งานนี้เลยมีคนเข้ามาคอมเม้นท์ว่า "เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีมากๆ ค่ะ ป้ายชัดเจนขนาดนั้น...เพลีย" โดยเจ้าตัวคอมเม้นท์ตอบกลับทันทีว่า "เค้าห้ามปีนหรือยืนครับ มีเจ้าหน้าที่ดูแลตลอด ใจเย็นๆ ก่อนจะว่าใครเนอะ :)" ต่อมารูปดราม่าดังกล่าวก็ถูกลบหายไป และก็ตามมาด้วยคอมเม้นท์วิพากษ์วิจารณ์มากมาย ทั้งในอินสตาแกรมของ หนุ่มเจษ เอง รวมถึงกระทู้ต่างๆ ในโซเชียลด้วย      ขอบคุณภาพจาก IG @jesjpp และ FB :: อวยไส้แตกแหกไส้ฉีก       รูปที่ดราม่า   เจษ ตอบกลับคอมเม้นท์ดราม่า   รูปอื่นๆ ที่กิ่วแม่ปาน   เจอคำถาม       เจษ เจษฎ์พิพัฒ   เจษ เจษฎ์พิพัฒ   เจษ เจษฎ์พิพัฒ