เสียว!

10 ที่เที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี ชมวิถีเมืองเก่า ป่าเขางดงาม
เที่ยวสุพรรณบุรี /  แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว

สุพรรณบุรี ถือเป็นอีกจังหวัดที่สำคัญในด้านการท่องเที่ยวของภาคกลาง เพราะเป็นทั้งเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีศาสนสถาน และสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจมากมาย travel.mthai.com ขอแนะนำ 10 ที่เที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี ให้คุณมาสัมผัสวิถีเมืองเก่า ชมความงามของธรรมชาติ และบ้านเมืองที่สะอาดเรียบร้อย 10 ที่เที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี ชมวิถีเมืองเก่า ป่าเขางดงาม 1. บึงฉวาก เฉลิมพระเกียรติ บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ เป็นบึงน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,700 ไร่ อยู่ห่างจากตัวเมืองสุพรรณบุรีประมาณ 64 กิโลเมตร บึงฉวากมีพื้นที่ติดต่อกับอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาทและอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนที่อยู่ในเขตอำเภอเดิมบางนางบวชมีพื้นที่ประมาณ 1,700 ไร่ บึงฉวากได้รับประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2526 และในปี พ.ศ. 2541 ได้รับการจัดให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ สถานที่ท่องเที่ยวในบึงฉวาก มีทั้งโซนสวนสัตว์ อุทยานผักพื้นบ้าน อุโมงค์ปลาน้ำจืด บ่อจระเข้น้ำจืด เหมาะสำหรับพาครอบครัวไปท่องเที่ยว ที่สำคัญภายในบึงฉวากยังมี่ที่พักคอยให้บริการอีกด้วย 2. วัดป่าเลไลยก์ ว่ากันว่า ถ้ามาเมืองสุพรรณ แล้วไม่ได้แวะมากราบไหว้หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ ก็เหมือนมาไม่ถึงเมืองสุพรรณ ด้วยที่วัดป่าเลไลยก์เป็นวัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสุพรรณบุรีมาช้านาน และยังเป็นสถานที่หนึ่งในวรรณคดีเรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผน อีกด้วย วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ตั้งอยู่ที่ ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี หรือท่าจีน ห่างจากฝั่งประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เนื้อที่กว้าง 82 ไร่ 1 งาน มีโบราณสถานอันเป็นประธานของวัด คือ พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ซึ่งเรียกกันว่า “ หลวงพ่อโตวัดป่าไลไลยก์” 3. ตลาดสามชุก ตลาดเก่าแก่อายุนับร้อยปี ที่สร้างด้วยไม้เรียงติดกัน อยู่ริมฝังตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน ภาพวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน สถาปัตยกรรมโบราณ เชิงชายไม้แกะสลัก อาคารพิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงค์ จีนารักษ์ ร้านขายยาจีน ร้านกาแฟโบราณ ร้านถ่ายรูปโบราณ ฯลฯ ยังคงมีสภาพและรูปแบบดั้งเดิม เหมาะแก่การอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู ด้วยความร่วมมือกันของชุมชน ทำให้ตลาดสามชุก เป็นตลาดโบราณที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และเป็นต้นแบบให้กับอีกหลายๆ ตลาดที่มีอายุเก่าแก่ ได้กลับมาค้าขายกันเช่นอดีต โดยปรับปรุงดูแล และยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมเมื่อนับร้อยปี จนกระทั้งปี พ.ศ. 2552 ชุมชนสามชุกตลาดร้อยปี ได้รับรางวัลมรดกโลก ประเภทอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม แห่งเอเชียแปซิฟิก จากองค์การยูเนสโก 4. สวนหินธรรมชาติ พุหางนาค มรดกทางธรรมชาติชิ้นเอกของเมืองสุพรรณ ที่ควรค่าแก่การปกปักษ์รักษาไว้ ความงดงามของสวนหินธรรมชาติดึกดำบรรพ์อายุนับหมื่นล้านปี สวนป่าไม้โบราณอายุนับ 1000 ปี และปริศนาแห่งศาสนสถาน เมืองโบราณอู่ทอง เป็นสถานที่ที่น่าสนใจแห่งใหม่ของจังหวัดสุพรรณบุรี ที่เต็มไปด้วยความงดงามทางธรรมชาติ สวนหินที่งดงามตามจินตนาการ ด้วยรูปทรงที่หลากหลาย ดั่งผลงานชิ้นยอดของศิลปินชั้นเยี่ยม ความงามที่แฝงไว้ซึ่งปริศนา ให้ผู้ที่สนใจเรื่องราวของอารยธรรมโบราณ ร่องรอยที่ปรากฏเป็นปริศนาให้เราต้องค้นหากันต่อไป ปัจจุบัน สวนหินธรรมชาติ พุหางนาค ได้เปิดให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อยู่ภายใต้การดูแลของวนอุทยานพุม่วงโดยความร่วมมือกับชาวชุมชนในพื้นที่ จัดเส้นทางพาชมความงดงาม และเรียนรู้ธรรมชาติของสวนหินแห่งนี้ เพื่อเป็นเกราะป้องกันการบุกทำลายและหาประโยชน์ จากทรัพยากรณ์อันทรงคุณค่า โดยหวังให้นักเดินทางท่องเที่ยวที่มีจิตสำนึกในธรรมชาติ จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องป่าแห่งนี้ 5. หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย บ้านควาย...คือสถานที่ที่รวบรวมเรื่องราว และรูปแบบวิถีชีวิตของคนในชนบท รูปแบบที่กำลังจะเลือนหายไป เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาด หากมีโอกาสได้เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองสุพรรณ ด้วยสุพรรณ เป็นจังหวัดที่มีอาชีพหลักคือการเกษตรกรรม และ "ควาย" ก็เป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อการใข้งาน ที่มีวิถีชีวิตเคียงคู่กับคนสุพรรณโดยตลอดมา นอกจากนี้ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย ยังมีกิจกรรมหลากหลายให้นักเรียนนักศึกษา และนักท่องเที่ยว ได้ร่วมสนุกและได้ความรู้ เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวนาไทย และการแสดงความสามารถของควายแสนรู้ 6. อุทยานมังกรสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร อุทยานมังกรสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และหมู่บ้านมังกรสวรรค์ คือสถานที่ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน อลังการงานสร้าง ด้วยแรงเงิน และแรงศัทธา สถานที่รวบรวมเรื่องราวที่มากคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ห้องเรียนที่น่าตื่นตาตื่นใจ และสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่อาจผ่านเลย ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สถานที่เคารพของชาวไทยเชื้อสายจีน เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ผู้คนต้องแวะเวียนมากราบไหว้ขอพร ที่ซึ่งหลายคนเชื่อว่า หากได้มากราบไหว้แล้ว จะนำมาซึ่งโชคลาภ ความร่ำรวย ความสำเร็จ และความสุข พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร จัดแสดงประวัติศาสตร์ของจีน จัดตกแต่งสวยงาม มีรูปปั้น ระฆังยักษ์ และน้ำตกขนาดใหญ่ แบ่งเป็นห้อง 18 ห้อง รูปแบบแปลกตาด้วยภาพ แสงสีเสียง และเทคนิกพิเศษ น่าชมเป็นอย่างยิ่ง หมู่บ้านมังกรสวรรค์ หมู่บ้านซึ่งได้จำลองรูปแบบ "เมืองลีเจียง" ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่โบราณอายุนับพันปี ที่มีรูปแบบที่สวยงามจนได้รับแต่งตั้งให้เป็นเมืองมรดกโลก 7. อุทยานแห่งชาติพุเตย ดินแดนแห่งขุนเขา ป่าหนึ่งเดียวที่สมบูรณ์ที่สุดของเมืองสุพรรณ เป็นชายป่าผืนสุดท้ายของป่าห้วยขาแข้ง เป็นสถานที่ที่เหมาะกับนักเดินทางทีหลงใหลในธรรมชาติ ความสงบเงียบ ป่าเขา น้ำตก ความงดงามงามของดวงอาทิตย์ยามเช้า ไอหมอก ความหนาวเย็น และวิถีชีวิตของชนชาวกระเหรี่ยง เหมาะแก่การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย เป็นดินแดนแห่งความหนาวเย็น ในหน้าหนาวอุณหภูมิจะลดลง 5-6 ํC ทีี่ยอดเขาเทวดา ที่มีความสูงกว่า 1000 เมตร ในวันที่อากาศเหมาะสม นักท่องเที่ยวอาจจะได้ชมทะเลหมอกที่สวยงาม และไปยืนจุดที่เป็น ดินแดนรอยต่อของสามจังหวัด สุพรรณบุรี-อุทัยธานี-กาญจนบุรี การเดินทาง หน้าฝนควรเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่วนหน้าแล้งรถยนต์นั่งธรรมดาก็สามารถไปได้ แต่ควรเป็นรถกระบะ 8. สวนสวรรค์สุพรรณบุรี ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี หรือสวนสวรรค์สุพรรณบุรี ตั้งอยู่บนเนื้อที่หลายร้อยไร่ ประกอบไปด้วยพืชพันธุ์มากมายหลายชนิด ที่นำมาจัดแสดงให้ชมในแต่ละช่วงเวลา ตลอดทั้งปี ทั้งไม้ดอกของไทย และต่างประเทศ สีสันสดสวยงามตระการตา และไม้ใบ ไม้ผล ที่ผ่านการค้นคว้าและทำการขยายพันธุ์ จนได้พันธุ์ที่เหมาะสมมีคุณภาพดีที่สุด เพื่อจำหน่ายจ่ายแจกให้เกษตรกรได้นำไป ทำการเพาะปลูกต่อไป โดยช่วงเวลาตลอดปี จะมีการแสงพันธุ์ดอกไม้ อาทิ ดอกทิวลิปบานรับปีใหม่ , กุมภาสัญญารัก ดอกกุหลาบ , เทศกาลดอกไม้งามฤดูร้อน , ทุ่งดอกกระเจียวสื่อรักวันแม่ , งานเบญจมาศบาน , ทุ่งทานตะวัน วันพ่อ และเทศกาลดอกไม้เมืองหนาว 9. รอยพระพุทธบาท วัดเขาดีสลัก บนเทือกเขาในเขตอำเภออู่ทอง มีวัดวัดหนึ่งเป็นวัดที่สวยงามสงบเงียบ  และรายล้อมด้วยธรรมชาติ เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่น่าเยี่ยมชม ในความเป็นธรรมชาติ มีสิ่งก่อสร้างในความเชื่อทางศาสนา ที่มีอายุนับพันปี ที่งดงามทั้งรูปแบบ มากด้วยคุณค่ามีเรื่องราวที่น่าศึกษาค้นคว้าความเป็นมา ของประวัติศาสตร์ที่ยังคงปริศนา พระพุทธบาทวัดเขาดีสลัก เป็นรอยพระพุทธบาทจำลองสร้างด้วยหินทรายแดง มีลักษณะแตกต่างจากรอยพระพุทธบาทที่พบตามที่อื่นๆ คือ เป็นรอยพระพุทธบาทนูนต่ำ ขนาดกว้างประมาณ 65.5 ซม. ยาว 141.5 ซม. นักโบราณคดีให้ความเห็นแตกต่างกันไป บางท่านว่าเป็น ศิลปะสมัยทวาราวดี อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-16 บางท่านว่า แม้รูปแบบลวดลายจะคล้ายกับศิลปะสมัยทวาราวดี แต่ก็มีรูปแบบอื่นเข้ามาปะปน ซึ่งอาจเป็นผลงานที่สร้างในสมัยอยุธยา ราวพุทธศวรรษที่ 19-23 ก็เป็นได้ 10. เขื่อนกระเสียว เขื่อนกระเสียว เป็นหนึ่งในสถานที่ที่สามารถชมความงดงาม ยามพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุด ของจังหวัดสุพรรณบุรี ยิ่งในช่วงหน้าหนาว แสงสีที่ค่อยๆเปลี่ยนไป ภาพดวงอาทิตย์สีแดงกลมโต ที่ค่อยๆเลื่อนลงเหนือยอดเขา และแสงเงาที่กระทบลงผืนน้ำ อากาศที่หนาวเย็น นับเป็นช่วงเวลาที่มีความหมาย เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริง เขื่อนกระเสียว สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2523 เป็นเขื่อนดินกักเก็บน้ำสร้างกั้นลำห้วยกระเสียว ยาว 4,250 เมตร สูง 32.5 เมตร พื้นที่กักเก็บน้ำ 28,750 ไร่ ปริมาณ น้ำที่สามารถกักเก็บน้ำได้สูงสุด 240 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นเขื่อนดินที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย และเป็นแหล่ง เพราะพันธุ์ปลาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทิวทัศน์สวยงาม กลางวันอากาศค่อนข้างร้อน ช่วงเย็นอากาศดีมาก โดยเฉพาะจุดตั้งแค้มป์ริมเขื่อนเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากที่มา : www.suphan.biz ภาพจาก : www.suphan.biz  ,  เรียบเรียงโดย : Travel MThai

เฮนโด้ เสียวสันหลัง! คล็อปป์ ผุดโปรเจ็คดึงกัปตัน ลาซิโอ้ บัญชาการเกมหงส์
ลาซิโอ้ /  ลิเวอร์พูล / 

กลายเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ เจอร์เกน คล็อปป์ พร้อมนำเสนอให้ สาวก "เดอะค็อป" ได้ยลโฉมกันในซีซั่นหน้าอีกหนึ่งรายไปซะแล้ว! สำหรับ ลูคัส บีย่า กองกลางกัปตันทีม ลาซิโอ้ ที่กำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมกับ "อินทรีฟ้า-ขาว" จนไปเข้าตา "หงส์แดง" ที่พร้อมเซ็นเช็คปิดดีลแข้งวัย 30 กะรัตรายนี้มาเพิ่มความลงตัวให้กับแดนกลางหลังจบฤดูกาลนี้ ตามรายงานงานสื่อดังของ อิตาลี อย่าง Tuttomercatoweb รายงานยังบอกด้วยว่า หนทางในการดึงตัว ลูคัส บีย่า มาร่วมทัพครั้งนี้ของ ลิเวอร์พูล ไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบแน่นอน เนื่องจากยังมีอีกหนึ่งคู่แข่งสำคัญก็คือ อาร์เซนอล ที่ก็พร้อมทุ่มเม็ดเงินราวๆ 24 ล้านปอนด์ คว้าตัวมิดฟิลด์ชาว อาร์เจนไตน์ รายนี้มาเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้ เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ฤดูกาล 2015/16 ลูคัส บีย่า ทำสถิติลงสนามรับใช้ "อินทรีฟ้า-ขาว" ไปทั้งหมดทุกรายการ 27 นัด เจาะตาข่ายได้ 4 ประตู แถมยังแอสซิสต์(ส่งบอลให้เพื่อร่วมทีมยิง)อีก 10 ครั้งด้วยกัน

บ้านหน้าผา ไอเดียสร้างบ้านสุดแปลก ในต่างแดน
แบบบ้านแปลกๆ

วันนี้ Decor.Mthai จะพาเพื่อนๆ ไปพบกับ บ้านหน้าผา ไอเดียสร้างบ้านสุดแปลก สร้างขึ้นโดย Modscape ที่มีแนวคิดที่ชื่อว่า คลิฟเฮ้าส์ บ้านหลังนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นบ้านที่ไว้พักผ่อนในวันหยุด แต่จะเป็นวันหยุดที่สุดเสียวหรือป่าวนะ... เพราะบ้านหลังนี้สร้างขึ้นบนแนวผาที่ด้านล่างเป็นชายทะเล เรียกได้ว่าทั้งสูงทั้งสวยเลย ถ้าเพื่อนๆ อยากเห็นกันแล้วว่าหน้าตาของบ้านหลังนี้จะเป็นยังไงตามมาดูกันเลยค่ะ บ้านหน้าผา ไอเดียสร้างบ้านสุดแปลก บ้านหน้าผาหลังนี้เรียกได้ว่าเป็นบ้านที่มีวิวสวย แต่คงไม่เหมาะกับคนกลัวความสูงแน่ๆ เพราะถึงบ้านหลังนี้จะสร้างแบบถูกต้องตามหลัก ได้รับการคำนวณอย่างดี แต่เชื่อได้ว่าคนกลัวความสูงก็อดไม่ได้ที่จะเสี่ยวแน่นอนค่ะ ไปดูแปลนบ้านหลังนี้กัน บ้านหลังนี้มีทั้งหมด 5 ชั้นรวมชั้นด่านฟ้า ด่านฟ้าเป็นที่จอดรถ ชั้นแรกจะเป็นห้องนั่งเล่น ส่วนชั้น สองและสั้นสามจะเป็นห้องนอน ไปชมภายในบ้านกันบางดีกว่า ภายในตกแต่งเรียบๆ ใช้โทนสีขาวเป็นหลัก เฟอร์นิเจอร์ก็เป็นประเภทบิวอิน ผนังรอบห้องตกแต่งด้วยกระจกทั้งหลัง เพื่อให้เห็นวิวที่สวยสดงดงามด้านนอก บ้านหลังนี้สร้างขึ้นโดยยึดกับตัวหน้าผา เป็นบ้านที่สวย แต่ก็มีความเสียงค่อนข้างสูงวิศวกรและสถาปนิก คงต้องใช้เวลาคำนวณ และเลือกใช้วัสดุกันเป็นเวลาพอสมควรเลยทีเดียวค่ะ เป็นไงค่ะ บ้านหน้าผา สุดแปลก ที่เรานำมาให้ชมกันในวันนี้ เพื่อนๆ เห็นแบบนี้แล้วกล้าไปอยู่กันมั้ยเนี่ย เรียกได้ว่ามีครบทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน มีความเป็นส่วนตัวสูงอีกด้วยนะคะ แต่คงไม่เหมาะกับคนกลัวความสูงแน่ๆ เลยค่ะ ขอบคุณ : boredpanda.com เรียบเรียง : ส้มจี๊ด

เสียวโว้ย!โด้นุ่งลิงตัวเดียวฉลองชัยเอลกลาซิโก้
คริสเตียโน่ โรนัลโด้ /  คัมป์ นู / 

ทำเอาบรรดาเก้งกวางตาลุกวาว เมื่อ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงชาวโปรตุเกสของ เรอัล มาดริด นุ่งกางเกงในตัวเดียวมาร่วมฉลองชัยกับเพื่อนร่วมทีมหลังจากพา ทีมบุกมาเอาชนะ  บาร์เซโลน่า ในศึกเอลกลาซิโก้โดยยอดแข้งชาวโปรตุเกส ยิงประตูชัยให้ทีมที่ตามหลังก่อน พลิกกลับมาเอาชนะ บาร์ซ่า คู่แค้นตลอดกาลได้ถึงคัมป์นู และทั้งทีมได้มาร่วมถ่ายภาพเพื่อฉลองชัยกัน ซึ่ง โรนัลโด้ ได้แต่งกายด้วยกางเกงในตัวเดียวมาถ่ายรูปกับเพื่อนอวดมัดกล้ามจนทำให้สาวทั้งแท้หรือเทียมเกิดอาการร้อนวูบวาบไปทั่วกัน

กระแต ยัน ไม่เคยคิดโชว์ของลับ มั่นใจเซฟอย่างดี
กระแต อาร์สยาม /  สะบัด / 

   ออกมาแถลงข่าวแล้ว สำหรับกรณีดราม่าภาพท่าเต้นสุดเสียว ของสาวกระแต อาร์สยาม ในมิวสิควิดิโอตัวใหม่ เพลง สะบัด    ล่าสุด(21 มี.ค)  เจ้าตัวได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าว พร้อมกับ เณร ศุภชัย ผู้บริหารอาร์เอส ชี้แจงเหตุดังกล่าว ว่าชุดที่ใส่ในวันถ่ายทำมิวสิควิดิโอ เพลง สะบัด เป็นชุดที่มีการเซฟมาอย่างดี โดยยืนยันว่าตนได้ใส่กางเกงซัพพอร์ทสีเนื้อถึง 3 ชั้น และไม่ได้มีการตั้งใจโชว์อย่างที่หลายคนกล่าวหาอย่างแน่นอน ทั้งนี้ สาวกระแตยังบอกว่าอีกว่า ตนรู้สึกน้อยใจและเสียใจเป็นอย่างมาก เพราะหลายคนจ้องจับผิดในเรื่องนี้ แทนนี้จะสนใจในสิ่งที่ตนเองต้องการจะสื่อ ซึ่งทั้งเธอและทีมแดนซ์เซอร์ต่างก็ตั้งใจเต้นอย่างมาก เหนื่อยมากเพราะใช้เวลาเกือบ 24 ชั่วโมงในการถ่ายทำ และยังต้องถ่ายทำกลางแดดร้อนๆ อีกด้วย    ซึ่งทางผู้บริหาร  เณร ศุภชัย เองก็ได้เปิดเผยว่ามิวสิควิโอเพลง สะบัด ตนเป็นคนคิดคอนเซ็ปครั้งนี้เอง กับท่าเต้นที่ผสมผสานความเป็นลาตินเข้าไป เพื่อให้ศิลปินก้าวสู่ตลาดสากลมากขึ้น และ ขอยืนยันว่าตนไม่เคยคิดที่จะทำกระแสด้านลบแบบนี้ มาเป็นกระแสเพื่อโปรโมทเพลงอย่างแน่นอน และได้ให้ทางทีมงานทำการเซ็นเซอร์จุดดังกล่าวในมิวสิควิดีโอแล้ว และในส่วนที่ต้องออกอากาศทางโทรทัศน์ก็ได้มีการตัดต่อใหม่และนำภาพที่เป็นปัญหาออกไปทั้งหมด

เที่ยว Kawaguchiko ชมฟูจิ, เจดีย์แดง, กระเช้า kachi kachi Rope way และอื่นๆ ใน 2 วัน
ทะเลสาปคาวากูชิโกะ /  ฟุจิ / 

เพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่น หลังจากที่ใช้เวลาไปเที่ยวช่วงสงกรานต์ 2559 ที่ผ่านมา ในระยะเวลา 9 วัน ซึ่งเป็นทริปญี่ปุ่นครั้งที่ 2 แล้ว คราวก่อนไปไม่เห็นฟูจิเลย คราวนี้เลยแก้ตัว และก็ไม่พลาดที่จะมารีวิว แผนการเดินทาง ตั้งแต่เริ่มเดินทาง จากสนามบินนาริตะ ไปจนถึง Kawaguchiko เลยครับ เอาแบบว่า เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ไม่ต้องกลัวหลง พร้อมแนะนำ โรงแรม ที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยว ที่ไปทะเลสาปคาวาแล้ว ไม่ควรพลาดครับ ติดตามได้เลย ซึ่งคราวนี้ จะพาไปชมทั้ง ทะเลสาป Kawaguchiko, เจดีย์แดง 5 ชั้น (Chureito Pagoda), กระเช้าคาชิคาชิ (Kachi Kachi Ropeway), สถานีรถไฟ Kawaguchiko และอื่นๆ ตามสมควรครับ เริ่มต้นเดินทางจากสนามบิน นาริตะ - ชินจูกุ (Narita Airport --> Shunjuku) (วันแรก เราจะเดินทางจากนาริตะไปลงชินจูกุ แล้วต่อรถบัสจากชินจูกุ ไปลงคาวากูชิโกะ) วันที่ 1 (8/4/2559) ในทริปนี้ เราเดินทางเข้าเมืองโดย Airport Limousine Bus ซึ่งจะบอกว่า สะดวก สบายดีเป็นอย่างมาก สำหรับคนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นหลายๆ คน มีคนแก่และเด็ก ที่สำคัญ ถ้ามีกระเป๋าใบใหญ่หรือหลายใบ  เพราะการขึ้นรถไฟ ไม่ว่าจะเป็น NEX (Narita Express) หรือ จะสายอื่นๆ อย่าง Keisei Skyliner, Limited Express เราก็ต้องลากกระเป๋าขึ้นรถไฟเอง ส่วน Airport Limousine Bus เราแค่ไปรอขึ้นรถ กระเป๋าเดินทาง จะมีคนยกขึ้นยกลงให้เอง สบายๆ ครับ ไม่ต้องลากกระเป๋าเองให้เมื่่อยครับ (ราคา 3,100 เยน/คน ถ้าซื้อแบบ Package คู่กับ Subway เพื่อใช้กับรถไฟใต้ดิน ราคาอยู่ที่ 3,400 เยน คุ้มมากๆ ครับ) สำหรับการซื้อตั๋ว ก็ไม่ยาก หลังจากผ่าน ตม. เดินออกมาก็จะเจอ เคาเตอร์ Airport Limousine Bus แล้วครับ Limousine & Subway Pass ราคา 3400 เยน ซื้อที่เคาเตอร์ทางออกจากสนามบิน นาริตะ บัตร Subway เก็บไว้ใช้ได้ในโตเกียวทุกเส้นทางครับในเวลา 24 ชม. เริ่มคิดเมื่อใช้ครั้งแรก ที่ช่องเสียบตั๋วทางเข้า Subway เลย สะดวกดีมากๆ เวลาซื้อตั๋ว Limousine จะได้มาพร้อมกัน เก็บไว้ใช้ได้เลย คุ้มมากครับ ทั้ง Oeido Line, Ginza Line, Shibuya Line ได้หมดเลย ขึ้นลงกี่ครั้งก็ได้ ภายในรถบัส เที่ยว 9.xx น.  (ผมนั่ง AirAsia Flight 23.45 น. ถึงญี่ปุ่น ราวๆ 8.xx น. ครับ) คนไม่มาก นั่งหลับเข้าชินจูกุแบบสบายๆ ใช้เวลา ราว 70 นาที ถึงสถานีชินจูกุ West Exit รับกระเป๋า แล้ว เราจะลากกระเป๋า ไปต่อรถที่สถานีรถบัสไป Kawaguchiko แห่งใหม่ ซึ่งปัจจุบันนี้ ได้ย้ายไปที่ฝั่งตรงข้าม South Exit ของสถานทีชินจูกุแล้วครับ   ทางขวามือ คือตึก Highway Bus Terminal แห่งใหม่ สถานีรถบัส (Highway Bus Terminal) แห่งใหม่ จะอยู่ตรงข้ามประตู South Exit หรือทาง Lumine 2 ที่เห็นในภาพนี้ทางขวามือ โดยจะอยู่ชั้น 4 (สังเกต NEWoMAN) ขึ้นลิฟท์ หรือ บันไดเลื่อนแล้วเดินไปทางที่เป็นตึกสูงๆ นั่นแหละ จะเป็น Ticket Office ของ Highway Bus ถือว่าเป็นท่ารถบัสของทุกๆ คันเลยนะครับ เคาเตอร์จำหน่ายบัตร ใน Ticket Office ของ Highway Bus Terminal แห่งใหม่ หลัง จากเข้าไปในสถานีแล้ว ก็ไปซื้อตั๋วที่นี่เลยครับ หรือถ้าใครจองออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์มาก่อน ก็เอาใบที่เราปริ้นท์จากเว็บ ไปยื่นจ่ายเงินที่นี่ได้เช่นกัน (ปกติจะเป็นเคาท์เตอร์ 4-8 นะครับ แต่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้) สำหรับใครที่ต้องการจองออนไลน์ก่อน เข้าไปจองได้ที่นี่ >> Highway bus to Kawaguchiko ภาพภายในสถานีรถบัสแห่งใหม่ (Highway Bus Terminal) ภาพภายในบัสที่ไป คาวากุชิโกะ ครับ จาก นั้นก็ออกเดินทางจากสถานีชินจูกุ (Shinjuku Station) เพื่อไป คาวากูชิโกะ (Kawaguchiko) เป้าหมายของเรา บนรถบัส สามารถซื้ออาหารมาทานได้นะครับ แต่ห้ามคุยโทรศัพท์, ห้ามเสียงดังรบกวนคนอื่น ภาพภายในบริเวณสวนสนุก ฟูจิคิว (Fuji Q Highland) หลังจากรถบัสวิ่งมาได้ราวๆ 1 ชั่วโมง จุดแรกที่จอดใน Kawaguchiko ก็คือ Fuji Q Highland หรือสวนสนุก ฟูจิคิว ไฮแลนด์นั่นเอง แต่ทริปนี้ผมไม่ได้เล่นนะครับ มันเสียววว ฮ่าๆ ภาพสถานี Kawaguchiko Station ในวันที่มองเห็นภูเขาไฟฟูจิเต็มๆ ตา (ภาพนี้ผมถ่ายวันที่ 2 นะครับ วันแรกที่ไป ฟ้าครึ้มมองไม่เห็นฟูจิเลย) และสถานีปลายทางคือ Kawaguchiko Station ครับ พอลงจากรถบัส สิ่งแรกที่ทำก็คือ ติดต่อ Tourist Information เพื่อให้เขาติดต่อไปที่โรงแรม ให้รถของโรงแรมมารับครับ ง่ายๆ เพียงแค่จดเบอร์ให้เขา บอกว่าโรงแรมอะไร เราชื่ออะไร แล้วเขาก็จะบอกว่าให้ออกไปรอรถได้เลย ทางขวาของสถานี (เป็นจุดที่รถโรงแรมทุกที่จะมาจอดรับบริเวณนี้ ขึ้นให้ถูกคันก็ไปถึงโรงแรมแน่นอนครับ) หน้า โรงแรม Hotel New Century ในวันที่ฟ้าครึ้มๆ พักที่นี่ถ้าเป็นได้ ควรจองตึก B นะครับ จะใหม่กว่า และที่สำคัญ ระเบียงจะไม่มีผนังกั้น นอนมองฟูจิได้เต็มๆ ตากว่าตึก A ถึงแล้วโรงแรมที่เราจะพัก เป็นเวลา 2 คืน ที่นี่ Hotel New Century เป็นโรงแรมที่บรรยากาศใช้ได้ และที่สำคัญ มีต้นซากุระอยู่หน้าโรงแรม เพียงต้นเดียวที่กำลังบานในตอนนี้ (หลายๆ ต้นในละแวกนี้ ยังตูมๆ) ดังนั้น ต้นซากุระต้นนี้ถือว่าเป็นจุด Land mark ให้คนมาถ่ายรูปคู่กับภูเขาไฟฟูจิกันมากมาย (ไว้จะรีวิวโรงแรมอีกรอบนะครับ) เรามาถึงโรงแรมราวๆ บ่าย 3 โมงกว่าๆ และจอง Deluxe Dinner เอาไว้ 6.00 น. หลังจากเช็คอินแล้ว ก็มีเวลาเดินเล่นรอบๆ ทะเลสาปอีก ราวๆ 2 ชั่วโมงกว่า จุดนี้ มองจากหน้าต่าง ระเบียง ชั้น 2 ของโรงแรมโฮเทลนีวเซ็นจูรี่ จริงๆ แล้ว ต้องเห็นภูเขาไฟฟูจิแล้วนะครับ แต่วันนี้อากาศไม่ดี มีเมฆมาบัง มองไม่เห็น (ฝากไว้ก่อน พรุ่งนี้เช้าเจอกันแน่คุณฟูจิ) เดิน ชมทะเลสาป แบบฟ้าครึ้มๆ ตลอด แต่แปลกดี ฝนไม่ตกเลย อากาศเย็นสบาย เราก็เลยออกเดินไปเรื่อยๆ ย้อนไปทางที่รถมาส่งเรา มองๆ ดูก็ไม่ไกลมาก ก็เลยลองเดินดูวิว บรรยากาศแบบครึ้มๆ ไปเรื่อยๆ เดิน ลัดเลาะทะเลสาปไปเรื่อยๆ ห๊ะ นี่มันกระเช้านี่หว่า ก็แสดงว่า ตรงนี้ ถึงป้ายที่ 10 - 11 แล้วนี่หว่า ตรงนี้แหละ ที่เป็นจุดชมวิว นั่งกระเช้า Kachi Kachi Ropeway สรุปแล้ว จากโรงแรมซึ่งอยู่ป้าย 14 เดินมาที่กระเช้าก็ไม่ได้ไกลมากเดินเล่นสบายๆ แต่ใครไม่อยากเดิน ก็นั่ง Retro Bus กันได้เลยครับ แต่วันนี้เรายังไม่ขึ้น เพราะขึ้นไปก็ไม่เห็นฟูจิอยู่ดี ไว้พรุ่งนี้เราจะมาขึ้นกระเช้ากันครับ. เลยจุดป้ายรถบัสป้ายที่ 10 มานิดหนึ่ง จะมีร้าน Lawson หาซื้อของกินกักตุนกันได้เลย แล้วตรงนี้จะมีป้ายบอกชื่อทะเลสาป Lake Kawaguchiko ถือว่าเป็นจุด Land mark ของนักท่องเที่ยวเลย สามารถชมวิว ล่องเรือ หรือจะเช่าเรือถีบ เรือยนต์ ก็มีนะครับ นอก จากนี้ในบริเวณนี้ยังมีร้านขายของฝาก ไอศครีม, cake ให้เลือกซื้อกันได้ด้วยนะ แต่ร้านอาหารอาจจะหายากไปหน่อยครับ นอกจากซื้อของกินใน Lawson ที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อกัน หลังจากนั้น เราก็เดินกลับโรงแรม เพื่ออาบน้ำ และพักผ่อน ก่อนที่จะไปทานข้าวมื้อเย็นมื้อแรกของ โรงแรม Hotel New Century ครับ (สรุป แล้ว ตอนแรกกะว่าจะซื้อ R Coupon ซึ่งเป็นบัตรขึ้นรถ Kawaguchiko Sight Seeing ก็ไม่ได้ซื้อแล้ว เพราะคิดว่าไม่ได้เที่ยวป้ายอื่นๆ เลย ส่วนที่จะไปก็เดินเอาไม่ไกลมากครับ) Dinner เปิดเวลา 18.00 - 19.30 น. เท่านั้น และ แล้วก็ได้เวลาดินเนอร์ ในสไตล์ญี่ปุ่น ที่เราจองเอาไว้ อาหารของที่นี่ถือว่าใช้ได้ สำหรับคนที่ชอบอาหารญี่ปุ่น มีทั้งซูชิ ซาซิมิทุกมื้อ แต่จะคละสลับกัน เพื่อไม่ให้แขกเบื่อ และในแต่ละมื้อ แขกสามารถเลือก Main Dish ได้ครับ แต่ละคนจะเลือกเหมือนกัน หรือแยกกันก็ได้ หลักๆ ก็จะเป็น Lobster, ขาปู นอกนั้นก็จะเป็น สุกี้, ชาบู, สเต็กเนื้อ แล้วแต่เราจะเลือกครับ แต่ละอย่างก็อย่างละนิดละหน่อย กระจุ๋มกระจิ๋ม แต่มีหลายอย่าง อิ่มแปร้กันเลยทีเดียว หลังจาก Dinner เสร็จแล้ว ก็กลับห้องพัก ซึ่งที่นี่เราจองเป็นแบบ Japanese Style หรือแบบเรียวกังครับ คือไม่มีเตียง ปูที่นอนบนพื้นนอน ใส่ชุดยูกาตะ หมอน ผ้าห่ม แค่นั้น แต่ก็อบอุ่นใช้ได้เลย สำหรับโรงแรมนี้จะมีออนเซ็นด้วยนะ เพียงแต่เป็นแบบรวม แยกชาย-หญิง และจะมีเวลาให้ใช้ไม่ตรงกัน ก็เลือกไปใช้บริการกันได้ ส่วนผม ยังไม่ด้านพอครับ เลยยังไม่กล้าลงออนเซ็น (ฮ่าๆ) และแล้วก็ได้เวลาพักผ่อน เพื่อเที่ยวเต็มๆ ในวันรุ่งขึ้น ฝากไว้ก่อนฟูจิ พรุ่งนี้ เจอกัน.... ติดตาม ต่อได้ในสัปดาห์หน้าครับ เที่ยวญีปุ่นด้วยตัวเอง วันที่ 2 (ชมซากุระที่เจดีย์แดง, ขึ้นกระเช้าคาชิคาชิ, เดินตลาด Hand made ในงาน Cherry Blossom Festival) ก่อนจากกัน สำหรับบทความแรก ฝากไว้ก่อน 1 รูป ฟูจิมาทักทายตั้งแต่ ตี 4 ริมหน้าต่าง เบ้อเริ่มจนตะลึง มิน่า ใครๆ ก็อยากมาเห็น ฟูจิซัง ฉันรักเธอ วันที่ 2 (9/4/2559) หลัง จากเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง และเดินชมวิวรอบทะเลสาป ทานข้าวเย็นแล้ว กลางคืนอากาศเย็น เราไม่ได้ไปเดินไหนต่อเลยเข้านอนแต่หัวค่ำ (ราวๆ 3 ทุ่ม) ปกติเวลานี้ หลายๆ คนอาจจะรอไปออนเซ็นกัน เพราะยิ่งดึกๆ คนน้อย ความกล้าในการลงบ่อออนเซ็นก็มีจะมากขึ้น พอตื่นตอนตอนเช้า เรียกว่าก่อนไก่โห่เลยก็ว่าได้ เพราะตอนนั้นเป็นเวลา ตี 4 หลังจากลุกจากที่นอนมองไปนอกหน้าต่าง สิ่งที่เราเฝ้ารอก็ปรากฏโฉม สุดประทับใจ ใหญ่เบ้อเริ่ม สวยมากๆ ไม่ใช่ใคร เขาคือ "ฟูจิ" สิ่งที่นักท่องเที่ยวที่มา Kawaguchiko ต้องการพบเจอมากที่สุดกว่าใครเพื่อน ความประทับใจนี้ เรียกว่า หาอะไรมาเทียบไม่ได้เลยครับ ฟูจิเต็มๆ ตา ที่มองออกมาจากห้องนอน งดงามยิ่งนัก  เมื่อสว่างแล้ว จุดนี้ก็เป็นที่ๆ นักท่องเที่ยวหลายๆ คนต่างมาถ่ายภาพคู่กับต้นซากุระ ที่มีฟูจิเป็นฉากหลังอันงดงาม หลัง จากนั้น ก็ได้เวลา Breakfast อีกแล้ว ซึ่ง Package ที่ผมจาก เป็นแบบ Dinner Deluxe และมีอาหารเช้าเหมือนกัน แต่เป็น Set คล้ายกับช่วง Dinner มื้อ เช้าของที่นี่ (เปิดเวลา 7.00 น.) จะเห็นว่าคล้ายๆ กันกับมื้อเย็น แต่อาหารเปลี่ยนไป ของจะดูน้อยกว่า แต่ก็เติมข้าวต้ม, ซุป ได้ตลอด เมื่ออิ่มแล้ว ราวๆ 8.30 จะมีรถจากโรงแรม (มีส่งทุกๆ 30 นาที) ไปส่งที่สถานี Kawaguchiko Station เพื่อเดินทางไปเที่ยวจุดอื่นๆ กันต่อไป ซึ่งทริปของวันนี้ เรามี Plan เที่ยว 3 ที่หลักๆ ครับ คือ เจดีย์แดง 5 ชั้น (Chureito Pagoda) ต้องนั่งรถไฟจาก Kawaguchiko Station ไปลงที่สถานี Shimoyoshida Station (ราคา 300 เยน/คน) (ควรมาช่วงเช้า เวลาถ่ายรูปจะไม่ย้อนแสง) ป้ายที่ 17-18 เพื่อดูเทศกาล Cherry Blossom Festival (จัดเฉพาะช่วงวันที่ 9-17 เมษายน เท่านั้น อาจจะเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาของซากุระบาน) ที่นี่จะมี Music Forest, Art Museum เป็นจุดไฮไลท์นะครับ ถ้ามานอกเทศกาลซากุระ กระเช้าคาชิคาชิ (Kachi Kachi Rope way) จุดที่หลายๆ คนชอบมาถ่ายคู่กับกระต่ายและตัวทานูกิ ที่มีฉากหลังเป็น ฟูจิ (ค่าขึ้นกระเช้า 800 เยน) / หรือใครชอบล่องเรือจุดนี้ก็สามารถซื้อตั๋วแบบคู่ผสม ขึ้นกระเช้า+ล่องเรือได้ในราคาประหยัดกว่า แต่เราไม่ล่องเรือครับ เลยนั่งกระเช้าอย่างเดียว เมื่อถึงสถานี Kawaguchiko Station แล้ว ที่นี่มีอีกจุดที่ต้องถ่ายรูปก็คือรถไฟเก่าๆ ที่จอดหน้าสถานี โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิครับ ว่าแล้วก็จัดสักหน่อย สถานีคาวากูชิโกะ สเตชั่น (Kawaguchiko Station) เป็นอีกหนึ่งที่ๆ คนนิยมถ่ายรูปที่มีฉากหลังเป็นฟูจิ หลัง จากเดินชมวิว ถ่ายรูปอีกนิดหน่อย เราก็ไปซื้อตั๋วรถไฟเพื่อเดินทางจากสถานีคาวากูจิโกะ (Kawaguchiko Station) เพื่อไปลงสถานีชิโมโยชิดะ (Shimoyoshida Station) ซื้อ มาเรียบร้อย ค่าตั๋วคนละ 300 เยน เก็บตั๋วไว้ด้วยนะครับ ไปเช้าๆ ดีตรงที่ไม่ค่อยมีคนนี่แหละครับ ในตั๋วนี้เราขึ้นเวลาราวๆ 8.40 น. ของวันที่ 9/4/2016 รถไฟจะวิ่งราวๆ 15 นาทีจาก สถานีคาวากูชิโกะ เพื่อไปลงสถานทีชิโมโยชิดะ โดยจะผ่าน Fuji Q และจอดสถานทีต่างๆ เช่น สถานี Fuji Station แล้ววิ่งย้อนกลับไปทาง Shimoyoshida อีกทีนะครับ ตรงสถานที Fuji Station ถ้าโชคดีจะเจอรถไฟที่เป็นรูปฟูจิตัวการ์ตูนน่ารักๆ ให้ถ่ายรูปด้วยนะ ไม่ ได้ขึ้น ได้ถ่ายรูปก็ยังดีนะครับ (สายนี้จะเป็นสาย Fuji ไปลง Otsuki นะครับ ซึ่งถ้าเช็คเวลาดีๆ บางทีอาจจะได้ขึ้นขบวนที่เป็นลายโทมัส ก็ได้นะ) นั่งแป็บเดียว ก็ถึงสถานี Shimoyoshida Station แล้ว พอออกจากสถานี ทางที่จะเดินไปเจดีย์แดง จะอยู่ทางขวามือนะครับ เดินไปตามธงที่ปักไว้ตลอดทางไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มเห็นทางที่เดินไปสู่เจดีย์แดง 5 ชั้นแล้ว เดินไปตามธงสีชมพูแดงนี่ไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นทางขึ้นเจดีย์แดง 5 ชั้นแล้วครับ ระยะทางไม่ไกลมาก น่าจะราวๆ 700 เมตร จากสถานีรถไฟ ถึงแล้วจุดแรก ที่เป็นทางขึ้นไปเจดีย์แดง ซากุระที่นี่เริ่มบานแล้ว บางต้น (ณ 9/4/2559) เดินขึ้นไปอีกหน่อย ก็จะเจอเสาโทริอิ ที่แสดงให้รูว่า ที่นี่คือศาลเจ้า หรือเป็นเขตศาลเจ้านั่นเอง เลย เสาโทริอิ ไปนิดหนึ่งจะเป็นลาน ขายของทั้งไอศกรีม, เกี๊ยวซ่า, น้ำดื่ม อื่นๆ หลายอย่าง ส่วนทางซ้ายจะมีศาลเจ้าให้ไปไหว้ เคาะระฆัง ได้ตามศรัทธาครับ   จาก นั้นก็ได้เวลาฝึกความอดทนกันละครับ เดินขึ้นบันไดเพื่อไปสู่ชมเจดีย์แดง 5 ชั้น ด้านบน เขาบอกว่า ราวๆ 400 ขั้นนะ (เห็นว่ามีป้ายบอก 300 กว่าๆ แต่ลืมถ่ายรูปมา) ถึง แล้วเจดีย์แดง 5 ชั้น (Chureito Pagoda) แต่จุดนี้ ยังไม่ใช่จุดที่คนนิยมถ่ายรูปนะครับ ต้องเดินขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง ซึ่งอยู่ด้านหลังเจดีย์นี้ครับ และแล้ว ก็ถึงจุดที่ใครๆ ก็ต้องมาถ่ายรูป เจดีย์แดงที่มีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิ ภาพนี้มีเมฆบังนิดหน่อย แต่ก็ถือว่าดีมากครับที่มีฟูจิให้เห็น หลายๆ คนจะเคยเห็นภาพนี้บ่อยๆ จากโฆษณาต่างๆ แค่นี้ก็เป็นบุญตาแล้ว ก่อน กลับเราแวะไปไหว้ศาลเจ้า Arakura Sengen ที่ลานที่เราผ่านช่วงแรก โดยทางซ้ายมือจะมีบ่อน้ำให้เราล้างมือบ้วนปากก่อนเข้าศาลเจ้า สามารถทำบุญใส่ตู้บริจาคแล้วเคาะระฆังได้ หรือจะไปไหว้เฉยๆ ก็ได้ครับ ลงมาจากเจีย์แดงแล้ว เราก็เดินกลับมาที่สถานีรถไฟ Shimoyoshida เพื่อนั่งรถไฟกลับไปที่ สถานี Kawaguchiko แต่ ระหว่างทางเราเดินชมบ้านเมืองเขา ไปซื้อของในร้านขายผัก ผลไม้ ที่อยู่ในหมู่บ้าน แล้วค่อยเดินไปสถานี ซึ่งเดินๆ ดูแบบนี้ ก็ดีเหมือนกัน เห็นวิถีชีวิตคนญี่ปุ่นที่อยู่นอกเมือง ก็ดูดี คล้ายๆ บ้านเราเหมือนกันครับ ดีไปอีกแบบนะ เรา กลับมาถึงสถานี Kawaguchiko Station ราวๆ เที่ยง เริ่มหิวแล้ว ก็เลยเดินหาของกินแถวๆ นั้น หาร้านนั่งกินยากเหมือนกัน ส่วนใหญ่จะเป็นตึกต้องขึ้นไปกินชั้นบน ไม่ก็หาซื้อของกินในสถานี (มีร้านอาหารเหมือนกัน) แต่เราจะลองเดินหาร้านนอกสถานีกิน ก็ไปเจอร้าน Tempura Restaurant ลองแวะไปชิมดูก็ใช้ได้ เข้าไปเจอคนไทยหลายโต๊ะเลย (ทริปสงกรานต์ ไปทางไหนก็มักจะเจอคนไทย) ร้าน Tempura Restaurant อยู่ทางซ้ายของสถานี Kawaguchiko พอออกจากสถานี ให้เดินทางไปทางซ้าย ตามถนนไปเรื่อยๆ ผ่าน Lawson อีกนิดหน่อย ก็ถึงแล้วครับ เป้าหมายต่อไป เราจะเดินทางไปช้อปปิ้ง ที่ Cherry Blossom Festival เพราะเห็นเขาบอกว่า เทศกาลนี้จะมีเฉพาะช่วงซากุระบาน ริมทะเลสาปคาวากูชิโกะ ที่นี่จะมีของแฮนด์เมด, แฮนด์คราฟท์, สินค้าชาวบ้านมาวางขาย ขนมนมเนย, ของกินก็มีเหมือนกัน งานจะจัดขึ้นที่ป้าย 17 - 18 (แนะนำว่าลงสถานี 18 เลยจะใกล้กว่า แต่ลงสถานี 17 เดินนิดหน่อยก็ถึงนะ แถมด้วยวิวสวยๆ ริมทะเลสาปคาวาฯ ถ่ายรูปกับซากุระริมทะเลสาปสวยๆ ได้อีกเยอะแยะ) เริ่มต้นที่สถานี Kawaguchiko Station ด้วยรถบัส รถบัสที่นี่จะมีสองสายนะครับ คือ Red Line กับ Green Line และรถจะมี 2 แบบคือ Retro Bus กับ Evergreen Shuttle จริงๆ ก็ขึ้นได้ทั้งสอง แต่คนไทยนิยมขึ้น Retro Bus เพราะมันเก๋ไก๋สวยดีนะ ที่ต้องเลือกให้ดีก็คือ Red Line หรือ Green Line เพราะจะวิ่งไม่เหมือนกัน โดย Red Line จะวิ่ง Kawaguchiko Lake ส่วน Green Line จะวิ่ง Saiko Lake นะครับ ต้องดูดีๆ ปกติถ้าขึ้นที่สถานี ที่พื้นจะเขียนบอกว่าเป็น Red Line หรือ Green Line นะ (ถ้าขึ้นลงบ่อยๆ แนะนำให้ซื้อ Pass ดีกว่ามีพ่วงล่องเรือ+ขึ้นกระเช้าด้วย คุ้มกว่าครับ) รถบัสที่ Kawaguchiko Station ภาพบน Retro Bus ภาพล่าง Evergreen Shuttle และยังมีคันรูปแบบอื่นอีกนะ เพียงแต่ต้องดูว่า เป็น Red Line หรือ Green Line ให้ถูกก็พอ ส่วนใหญ่เราเที่ยวรอบ Kawaguchiko ก็จะนั่ง Red Line ครับ นั่งไปลงที่ป้าย 17 ซึ่งที่นี่จะมีที่เที่ยวหลักๆ คือ Music Forest ค่าเข้าแพงเราเลยไม่ได้เข้า และเราไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ที่เราสนตอนนี้คือ ช้อปปิ้ง ริมทะเลสาป ริมทะเลสาป จะมีต้นซากุระ ที่มีดอกย้อยลงมาให้ถ่ายรูปเป็นระยะๆ ครับ เสียดายเรารีบๆ เดินไปช้อปปิ้ง เลยไม่ค่อยได้เก็บภาพริมทะเลกันสักเท่าไหร่ ได้มาแบบมุมไม่ค่อยดี ภาพดูมืดๆ ไปหน่อย และแล้วก็มาถึงจุดที่จัดงาน Cherry Blossom Festival พอดีเรามาวันแรกของงาน และของยังมาวางไม่หมด เลยยังไม่ค่อยมีร้านน่าสนใจเท่าไหร่ครับ ของส่วนใหญ่เป็นของพื้นเมืองชาวแถวๆ นั้น ทำมือ แต่ก็ดูดี มีสไตล์ และเป็นสินค้าไอเดีย แบบชาวญี่ปุ่นพื้นเมืองแท้ๆ บางร้านมีเขียนภาษาไทยด้วย และบางร้าน เจ้าของเป็นฝรั่ง แต่พูดภาษาญี่ปุ่นปร๋อเลย เดินสักครึ่งชั่วโมงก็หมดแล้วครับ ไม่รู้จะดูอะไรต่อ ข้าวก็กินมาแล้ว จริงๆ แถวนี้มีร้านที่คนมาออกบูธขายอยู่นะ เสียดายที่เรากินเท็มปูระ มาซะอิ่มเลย เลยไม่ได้อุดหนุนร้านอาหารแถวนี้ เดินไปอีกนิดนึงก็เจอ Art Museum และ ละครลิงทางขวา ไม่ใช่แนวเรา ก็เลยตัดสินใจนั่ง Retro Bus เพื่อไปลงป้ายที่ 10 เพื่อไปขึ้นกระเช้า Kachi Kachi Rope way กันต่อดีกว่า นั่ง Retro Bus สุดประทับใจ โดยเฉพาะคนขับผู้หญิง พูดได้หลายภาษาทั้ง จีน, ญี่ปุ่น, อังกฤษ และที่สำคัญพูดเสียงดังมาก และพูดมากทีเดียว แหะๆ และแล้วก็ถึงทางขึ้นกระเช้า Kachi Kachi Rope way เดินขึ้นไปซื้อตั๋วชั้นบน ช่วงเวลา 4 โมงเย็น คนเยอะแล้ว เสียเวลาต่อแถวซื้อนิดหน่อย ถ้าใครมี Pass น่าจะขึ้นได้เลยนะครับ  ทางขึ้นไปซื้อตั๋ว ช่วงเย็นๆ คนเยอะเหมือนกันครับ แต่อย่าลืมว่า กระเช้าจะปิดบริการเวลา 17.30 น. นะครับ ถ้าจะขึ้นกระเช้าควรมาก่อนเวลาสักหน่อย ยิ่งเย็นคนก็เยอะด้วย ถึงยอดเขาข้างบนแล้ว ต้องไปถ่ายรูปคู่กับกระต่ายและตัวทานูกิ ในตำนานครับ กว่าจะว่างให้ถ่ายรูปก็รอนานเลยช่วงคนเยอะๆ อีกจุดหนึ่งที่คนนิยมถ่ายรูป ใครอ่านตำนานกระต่ายกับตัวทานูกิมา จะรู้ว่าทำไมกระต่ายต้องทำร้ายตัวทานูกิ ไว้ว่างๆ จะหามาให้อ่านนะครับ เป็นตำนานของญี่ปุ่นเกี่ยวกับเขา Kach Kachi เลยนะ เลยไปนิดหนึ่ง มีทางเดินสำหรับคนต้องการปีนเขานะ แต่เขาเตือนไว้แล้วว่า ระวังกันเอาเอง และควรกลับมาก่อนกระเช้าจะปิดบริการนะครับ ไม่งั้นได้เดินลงเขาเองแน่ อีกจุดหนึ่งที่เป็นไฮไลท์ คนถ่ายรูปเยอะๆ ก็คือรูปกระต่ายคู่กับฟูจิ แต่มุมนี้ เสียดายมีจานดาวเทียมมาบังนะ แต่ถ้าเดินถ่ายหามุมดีๆ ก็น่าจะได้สวยๆ กว่านี้ แต่วันนี้คนเยอะครับ เลยขี้เกียจรอ ได้มาแบบนี้ก็โอเคล่ะ อีกมุมหนึ่งของร้านขายของที่ระลึก ร้านดังโหงะ อร่อยๆ (หรือเปล่า) ก็มีระฆังและรูปหัวใจให้ถ่ายมุมทะลุไปทางฟูจิได้ แต่คนเยอะ เลยถ่ายอีกมุมหนึ่งแทน ใครมีเวลาก็ไปถ่ายจุดนี้กันได้ครับ เย็นแล้ว ตอนนี้เวลาประมาณ 17.xx น. เราก็ลงมาแล้ว เก็บภาพบรรยากาศมุมสูงของ Lake Kawaguchiko กันแบบย้อนแสงมาฝาก ลงไปด้านล่าง เราก็แวะซื้อของกินที่ร้าน Lawson แล้วก็เดินกลับโรงแรม Hotel New Century อีกเช่นเคย เก็บภาพสวยๆ ริมทะเลสาป และต้นซากุระ ไปเรื่อยๆ กลับโรงแรมให้ทันเวลา Dinner แล้วก็พักผ่อน เตรียมตัวเดินทางกลับชินจูกุ เพื่อเที่ยวในแผนต่อไปคือ Gala Yuzawa, Nikko, Kamakura และ Yokohama โดยใช้ JR Tokyo Wide Pass ให้คุ้มค่ากัน รอติดตามชมรีวิวกันต่อนะครับ ขอบคุณครับ ปล. มีอะไรสงสัย คอมเม้นท์ถามได้นะครับ ยินดีตอบคำถามสำหรับคนที่ต้องการไปเที่ยวฟูจิ ตามทริปนี้ครับ