เว็บหาคู่

น่าเอ็นดู๊ ลีลาซุปตาร์รุ่นจิ๋ว!! น้องมะลิ แจกลายเซ็นแฟนคลับ
งาน คิดถึงปอ /  น้องมะลิ แจกลายเซ็น / 

น่าเอ็นดู๊ น่าเอ็นดู สำหรับซุปตาร์ตัวน้อย น้องมะลิ ที่กำลังตั้งใจหนักมากกกกกก ก้มหน้าก้มตาเซ็นลายเซ็นลงในนิตยสารหน้าปกเจ้าตัวกับ แม่โบว์ แวนดา ให้กับแฟนคลับ โดยช่วงบ่ายวันนี้(30 เม.ย.) ทั้งคู่ได้เดินทางไปร่วมงานนิทรรศการภาพถ่าย “คิดถึงปอ” อีกครั้ง ที่สำคัญครั้งนี้มี อาปิล ชวนันท์ มาร่วมแจมด้วยจ่ะ พร้อมนำของรักของหวงมาให้แฟนๆ ได้ประมูลกัน เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือช้างกับองค์กร World Animal Protection สานต่อเจตนารมณ์ของหนุ่ม ปอ ทฤษฎี นั่นเอง.... น้องมะลิ แจกลายเซ็น น้องมะลิ แจกลายเซ็น น้องมะลิ แจกลายเซ็น น้องมะลิ แจกลายเซ็น น้องมะลิ แจกลายเซ็น น้องมะลิ แจกลายเซ็น แม่โบว์ - น้องมะลิ แม่โบว์ - น้องมะลิ

โรงหนังแบบนี้ที่เราอยากเห็น : Lexi Cinema
Cinema /  gallery หนัง รูปภาพหนังใหม่ Movie / 

มีด้วยเหรอออ? โรงหนังที่ไม่ฉายหนังเพื่อเงิน แต่เพื่อความสุขของชุมชน! โดย ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ (BIOSCOPE) “โรงหนังที่พาหนังไปตระเวนฉายทั่วเมือง, บริจาคกำไรทั้งหมดให้การกุศล, ทำขึ้นด้วยจุดประสงค์จะให้ชาวเมืองได้มีกิจกรรมมาพบปะเฮฮากัน, สร้างประสบการณ์ดีๆ ให้ผู้คนได้ทึ่งในมนตร์มหัศจรรย์ของหนัง และเพื่อให้ชาวเมืองได้มีช่วงเวลาที่มีความสุข” โอ้วววว ในโลกนี้มีโรงหนังที่คิดที่ทำอะไรแบบนี้ด้วยเหรออออ!? ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่ามันมีอยู่จริงๆ ...นี่คือ “Nomad” กิจกรรมฉายหนังที่โรงหนัง Lexi Cinema ในลอนดอนทำต่อเนื่องมาเข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว และถ้านั่นยังน่าทึ่งไม่พอ ข้อมูลอีกข้อก็คือ โรงหนังแห่งนี้เกิดขึ้นจากการสนับสนุนของชุมชน และไม่ได้วางตนเป็นโรงหนังเพื่อธุรกิจล้วนๆ ทว่าเป็น “โรงหนังเพื่อสังคม” Lexi Cinema ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของลอนดอนและฉายหนังสารพัดแนวตอบสนองผู้ชมหลากหลายกลุ่ม แต่เมื่อเล็งเห็นว่ายังมีคนอีกมากมายที่ไม่มีโอกาสดูหนังเหล่านี้ พวกเขาก็เลยจัดกิจกรรม “โรงหนังป๊อปอัพ Nomad” ขึ้นพาหนังไปฉายในบริเวณต่างๆ ทั่วลอนดอน (ตั้งแต่สวนสาธารณะ, พิพิธภัณฑ์ ไปยันย่านโรงงาน, โรงเบียร์ และสุสาน) โดยมีทั้งหนังกลางแปลงพร้อมบาร์ขายอาหารและเครื่องดื่ม  บางครั้งมีดนตรีเล่นสดแถม มีนิทรรศการ มีของแจก มีการเล่นเกมประกวด ฯลฯ ส่วนหนังที่ฉายก็มีตั้งแต่หนังคัลต์คลาสสิก, หนังเกรดบีเน้นความมันเฮฮา, หนังฮิตใหม่บ้างเก่าบ้าง สลับสับเปลี่ยนด้วยหนังสั้นและหนังอาร์ตหาดูยาก, จับมือกับหน่วยงานต่างๆ ทำอีเวนท์พิเศษทางศิลปะและวัฒนธรรม (เช่น จัดฉายหนังและนิทรรศการศิลปะ 4 คืนรวด ร่วมกับ Royal Academy of Arts, ฉายหนังเกี่ยวกับน้องหมา โดยจัดร่วมกับ The Mayhew Animal Home และให้คนดูพาหมาไปร่วมงานได้) แถม Nomad ยังผลิตหนังสั้นเองด้วยในชื่อชุด 1000 Londoners ซึ่งประกอบด้วยหนังสั้น 3 นาทีหลายๆ เรื่องที่จะทยอยฉายในแต่ละครั้ง เนื้อหาว่าด้วยชีวิตของผู้คนหลากหลายในนครลอนดอน Nomad ได้ชื่อว่าเป็น “Social Enterprise Pop-Up Cinema” แห่งแรกของสหราชอาณาจักรที่บริจาคกำไรทั้งหมดให้แก่การกุศล โดยมอบกำไรให้สถาบัน The Sustainability Institute ในแอฟริกาใต้เพื่อใช้ทำงานด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กๆ ขณะที่ตัวโรงหนัง Lexi Cinema เองก็ดำเนินกิจการแบบไม่ค้ากำไรเกินควร อาศัยการสนับสนุนของผู้ชมในท้องถิ่นและการทำงานแบบอาสาสมัครของคนรักหนังที่มีความเชื่อเหมือนๆ กันว่า โรงหนังดีๆ แบบนี้ควรมีอยู่ในพื้นที่ของพวกเขา ^^

ละครเล่ห์ลับสลับร่าง , เรื่องย่อเล่ห์ลับสลับร่าง
เล่ห์ลับสลับร่าง /  ละครเล่ห์ลับสลับร่าง / 

เล่ห์ลับสลับร่าง ละครช่อง3 ละครเล่ห์ลับสลับร่าง บทประพันธ์โดย : นรอินทร์บทโทรทัศน์โดย : Sanctuaryกำกับการแสดงโดย : กฤษณ์ ศุกระมงคลผลิตโดย : บริษัท โนพรอบเล็ม จำกัดควบคุมการผลิตโดย : ธิติมา สังขพิทักษ์ออกอากาศเร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เล่ห์ลับสลับร่าง สาว “ญาญ่า” โคจรมาเจอคู่ขวัญ ณเดชน์ คูกิมิยะ อีกครา นอกจากท้าทายที่ต้องเล่นบทสลับเพศ เรื่องย่อเล่ห์ลับสลับร่าง เมื่อสองหนุ่มสาวมีปมรักตัวเองยิ่งยวด (Narcissus) หลงในเพศของตน จนรักคนอื่นไม่เป็นฝ่ายขายหลงคิดว่า เพศชายเหนือกว่าเพศหญิง ทั้งร่างกาย และจิตใจ ส่วนหญิงก็ลำพองในความงามจนคิดว่าสอยชายทั้งแผ่นดินได้ สวรรค์เลยลงโทษให้ทั้งคู่แลกเพศกัน เพื่อให้เรียนรู้ทั้งสรีระ และสภาพจิตใจของแต่ละฝ่าย เพื่อบทสรุปที่ว่า เขาต้องเรียนรู้ที่จะรัก ซื่อสัตย์ และเสียสละ ซึ่งกันและกัน นั่นคือความรักที่แท้จริง ผู้กองรามิล ทุ่งพระเพลิง เป็นผู้กองมือปราบ ซึ่งดังจากหน่วยคอมมานโดเฉพาะกิจได้ฉายาว่า ผู้กองมือเหล็ก เพราะช่วยผู้ประสบอุบัติเหตุด้วยมืออันแข็งแกร่งของตนมาหลายครั้งเป็นที่เลื่องลือรามิลหยิ่งผยองในความเป็นชายของตนเอง ถือว่าเพศชายเหนือกว่าเพศหญิง และผู้หญิงเป็นแค่วัตถุทางเพศเท่านั้น เขาจึงมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะนอกใจ นกยูง แฟนสาวแสนดีของตนเองอยู่เนือง ๆ เป็นที่ขัดใจของ หมวดอาคม ลูกน้องของรามิลยิ่งนัก และอาคมเองก็แอบหลงรักนกยูงอยู่เงียบ ๆ เภตรา ภาวดี เป็นนางเอกละคร ที่กำลังก้าวสู่ชื่อเสียงอันดับโลก เมื่อได้รับเลือกให้เป็น ไข่มุกแห่งเอเชีย รางวัลจากฮ่องกง เภตราเช่นเดียวกับรามิล ที่หยิ่งทะนงในความงามของตนเองเธอเหยียดเพศชาย และคนรอบด้านไว้แทบเท้า สวรรค์บันดาลให้ทั้งคู่ประสบอุบัติเหตุเฉียดตาย ตกจากตึกสูงหมดสติไป และแลกวิญญาณกัน หมอนักษัตรหมอดูลวงโลกต้องรับภาระดูแคนทั้งคู่ เพราะเป็นคนเดียวที่สื่อสารกับทั้งสองได้ แต่เมื่อไม่สามารถหาวิธีกลับร่างของตน ทั้งสองต้องจำยอมเลียนแบบไฟล์สไตล์ของกันและกัน เพื่อกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมของทั้งคู่ไม่ให้ใครสงสัย รามิลในร่างเภตราต้องกลับไปรับบทนางเอกในละคร ส่วนเภตรา ในร่างรามิลต้องกลับไปเป็นผู้กองนักบู๊ ละครเล่ห์ลับสลับร่าง การสลับเพศ และรับบทบาทของอีกฝ่าย เป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง สร้างความปวดเศียร เวียนเกล้าให้คนรอบข้าง เภตรากลายเป็นดาราสาวออกทอม เล่นละครไม่เป็น แอบจีบ อจลา สาวดาวยั่ว แถมยังท้าตีท้าต่อยกับ อาทิตย์ ฤทธิรงค์ พระเอกหนุ่มใจสาวเป็นที่กลุ้มใจของ เจ๊อั้ม อรชร ผู้จัดการแต๋วของเภตรา และคุณดนู ผู้จัดละคร ส่วนผู้กองมือเหล็ก กลายเป็น มือไม้อ่อนช้อย กรีดกราย จนอาคม และลูกน้องสงสัยว่ารุ่นพี่จะเป็นกะเทยแอ๊บแมน โดยเฉพาะตอนที่ต้องไปปลดระเบิดในโรงแรมหรู ผู้กองเป็นลมหลายเฮือก และทำอะไรไม่เป็นจนทุกคนสงสัย คนที่น่าสงสารที่สุดคือนกยูง ที่ต้องสับสนกับการออกสาวของผู้กอง และแสดงอาการห่างเหินกับเธออย่างเห็นได้ชัด นกยูงยิ่งเครียดก็ยิ่งหันมาหาอาคมให้ช่วยปลอบประโลมให้ทุกครั้ง จนเริ่มก่อตัวเป็นความรัก ญาญ่า ณเดชน์ ละครเล่ห์ลับสลับร่าง รามิล (ในร่างเภตรา) ได้เบาะแสว่า ฤทธิ์ชาติ ออร์กาในเซอร์ชื่อดัง ที่กำลังแย่งตัวเภตราไปจากเจ๊อั้ม เป็นคนวางแผนทำร้ายรามิล และมีเบื้องหลังเกี่ยวข้องกับแกงค์อาชญากรรมข้ามชาติ ฤทธิ์ชาติ หวังจะเคลมเภตราเป็นของตน และใช้ประโยชน์จากเภตราที่กำลังโกอินเตอร์สร้างอิทธิผลให้เขาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการขนยาเสพติด เภตราปฏิเสธเซ็นสัญญากับฤทธิ์ชาติ แต่ก็โดนขู่กลับเมื่อ ทอมณี สาวทอม ผู้ช่วยฤทธิ์ชาติ สืบรู้ประวัติมารดาของเภตรา ว่าที่แพ้คือ ป้าสีดา แม่ครัวประจำกองถ่ายของเภตรานั่นเอง ฤทธิ์ชาติขู่จะแฉว่าประวัติแท้จริงของเภตรา ที่แท้โลโซรากหญ้า มีแม่ที่เคยทำงานเป็นมาม่าซังมาก่อน งานนี้ รามิล (ร่างเภตรา) ขู่แฉกลับเรื่องที่ฤทธิ์ชาติปล้นเพชรเทียร่าจาก คุณนายพวงคราม แม่ของตนไปซ่อนไว้หวังเงินประกัน ข้อมูลเบื้องลึกได้มาจาก สีตลา นักข่าวสาวช่องน้อยสี ที่กำลังตามสืบเรื่องฤทธิ์ชาติอยู่อาคมสารภาพรักนกยูง และไม่พอใจรามิลจนถึงขั้นตัดพี่ตัดน้อง เพราะเข้าใจว่ารามิลแกล้งทำแต๋วเพื่อหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับนกยูง อาคมขอนกยูงแต่งงานแทน แต่แล้วเมื่อรามิล (ในร่างเภตรา) และเภตรา (ในร่างรามิล) มาร่วมงานแต่ง ทั้งคู่ทำงานล่มไม่เป็นท่า เมื่อเภตราที่เมามายทำท่าเหมือนลวนลามนกยูงเจ้าสาว แถมยังไปท้าพิสูจน์รอยแผล และตะกรุดของอาคมในร่มผ้า เดาได้ถูกต้องจนอาคมเชื่อว่าในร่างเภตราคือรามิลจริง ๆ แต่งานนี้ อาคมกลับตกที่นั่งลำบากเสียเอง เพราะภาพเจ้าบ่าวถอดกางเกงเหลือแต่ชั้นใน กำลังกอดดาราสาวแนบแน่น ฉาวโฉ่ไปทั้งโซเชียล รามิล และอาคม ไหวตัวเมื่อรู้ว่าฤทธิ์ชาติจะขนยาเพสติดครั้งใหญ่ ส่งให้เจ้าพ่อแกงค์ฉิมพลี ฤทธิ์ชาติ เสนอให้ดนูถ่ายทำละครที่โรงแรมริมทะเลของตนฟรี คุณนายพวงครามเสนอให้ทีมงานไปทำการกุศลที่วัดป่า ถัดจากโรงแรมไปในป่าลึก รามิล อาคม และทีมพยายามค้นว่ายาเสพติดซ่อนอยู่ที่ไหน แต่หาไม่เจอ ในที่สุดรถโค้ชของบรรดาเซเลปถูกโจรปล้น และยาซ่อนอยู่ในกระเป๋าหนังตะกวดราคาเกือบล้านของเภตรา ที่ฤทธิ์ชาติมอบให้ นั่นเอง ละครเล่ห์ลับสลับร่าง รามิล เภตราหนีจากกลุ่มโจรหลบเข้าป่า ร่างรามิล (คือเภตรา) ยอมสละชีวิตกระโดดกันกระสุนให้ร่างเภตรา (รามิล) ทั้งสองร่วงลงจากนั้นตก และตะกายขึ้นฝั่งได้ ทั้งคู่หมดสติไป เพื่อที่จะตื่นขึ้น และพบว่าวิญญาณกลับเข้าร่างเดิมของตนแล้ว ทั้งคู่สารภาพรักซึ่งกันและกัน และรู้แล้วว่าการเสียสละแม้แต่ชีวิตของตน ทำให้สวรรค์บันดาลให้ทั้งสองได้กลับคืนร่างของตัวเอง คืนนั้นที่ริมลำธารทั้งสองเป็นของกันและกันอย่างสุขสม รามิลกลับมาเป็นผู้กองมือเหล็กเช่นเดิม รามิลวางแผนเล่นงานเปิดโปงฤทธิ์ชาติ ด้วยงานแถลงข่าวที่คฤหาสน์ของฤทธิ์ชาติเอง งานที่เภตราจะได้เซ็นสัญญาเล่นหนังกับฮ่องกง ที่ฤทธิ์ชาติติดต่อให้แต่งานนี้เภตราต้องยอมแลกกับการที่เธอจะไม่ได้โกอินเตอร์ เภตรายินดีชื่อเสียงเงินทองไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเธออีกแล้ว ทอมณีที่กลับใจแล้วร่วมมือกับเจ๊อั้ม นำเพชรเทียร่าที่ซ่อนไว้ มาแสดงต่อหน้าฤทธิ์ชาติ และพวงครามในงาน พวงครามความเสียใจจนเป็นลมที่ลูกชายเป็นอาชญากรตัวฉากจ ฤทธิ์ชาติถูกจับกุม แต่สารภาพส่วนตัวกับรามิลว่า เพชรที่นำมาเปิดโปงนั้นเป็นเพชรปลอม และเขาไม่ได้เป็นคนสั่งเก็บรามิลมีตัวการใหญ่อยู่เบื้องหลังอีกทีแต่เขาไม่รู้ว่าใคร รามิลรู้สึกผิดสังเกตรีบตามเภตราที่กำลังดูแลพวงครามที่ห้องนอนสองต่อสอง พวงครามเปิดเผยตัวว่าคือตัวการใหญ่ที่ซ้อนแผนลูกชายอยู่อีกที นางต้องการฆ่าทั้งรามิล และเภตรา เพราะรามิลนั้นทำลายแก๊งค์ผลิตยาของเธอหลายครั้ง ส่วนเภตราคือหญิงที่เธอไม่ต้องการให้มาเป็นสะใภ้ตามความต้องการของฤทธิ์ชาติ รามิลช่วยเภตราจากพวงครามไว้ได้ คุณนายถูกจับในที่สุด งานนี้สำเร็จลงด้วยดี แต่ต้องแลกกับการสลับวิญญาณของทั้งคู่อีกครั้ง ตอนที่ทั้งสองประสบอุบัติเหตุตกบันไดคฤหาสน์ลงมาพร้อมกัน สลับร่างครั้งที่สองสร้างความทุกข์ให้รามิล เภตรา เป็นทวีคูณ เมื่อรามิล (ในร่างเภตรา) ช็อค เพราะพบว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ ทั้งคู่ทำใจได้ในที่สุดจากกำลังใจของเพื่อน ๆ พี่ ๆ โดยเฉพาะนกยูง และอาคม นกยูงเชื่อแล้วว่ารามิล และเภตราสลับร่างกันจริง ยอมคืนดีกับอาคม และแต่งงานกัน เพื่อรักษาภาพพจน์ เภตรา อั้ม ทอมณี ดนู ที่ปรองดองร่วมหุ้นบริษัทกัน แนะนำให้รามิล และเภตราแต่งงานกันโดยเร็ว และรีแถลงข่าวออกสื่อ ละครเล่ห์ลับสลับร่าง รามิล (ร่าง เภตรา) อุ้มท้องอยู่ 9 เดือน รับรู้ความทรมานของการตั้งครรภ์ และภาวะร่างกายผู้หญิงที่กำลังเป็นแม่ ในที่สุดวันคลอดก็มาถึง รามิลเจ็บปวดแสนสาหัสและสิ้นสติไปในห้องคลอดเภตรา (ร่างรามิล) จับมือรามิลไว้ และเตือนถึงสัญญาของผู้กองมือเหล็ก ที่ไม่เคยปล่อยให้ใครต้องตายไปต่อหน้า เภตราช็อคเมื่อรามิลหัวใจหยุดเต้นชั่วคราว ทำให้เธอเป็นลมไป ทั้งสองโคม่าแต่มือยังกุมกันไว้แน่น หมอนักษัตรลุ้นให้ทั้งคู่รอด วิญญาณออกมาจากร่างอีกครั้ง และคราวนี้ทั้งสองกลับเข้าร่างเดิมของตนรามิลได้เรียนรู้การเป็นแม่ การให้กำเนิด ละครเล่ห์ลับสลับร่าง เขาหยุดดูถูกผู้หญิง และเห็นผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ เช่นที่เคย ขณะเดียวกันบทบาทเพศชายที่เภตราได้รับ ทำให้ตนเข้าใจถึงความเสียสละการปกป้อง และอุทิศตนให้กับผู้อื่น ทั้งคู่ล้างปม หลงเพศ ของตนจนหมดสิ้นกลายเป็นคนใหม่ และกลายเป็นขวัญใจผู้ชมอีกครั้ง คราวนี้ในฐานะ คู่จิ้น สามีภรรยา ที่น่ารักที่สุดในโลก ติดตามชม ละครเล่ห์ลับสลับร่าง ได้เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เล่ห์ลับสลับร่าง เล่ห์ลับสลับร่าง ญาญ่า รายชื่อนักแสดงนำใน ละคร เล่ห์ลับสลับร่าง ณเดชน์ คูกิมิยะ รับบท ผู้กองรามิล อุรัสยา เสปอร์บันด์ รับบท เภตรา ปรึชญา พงษ์ธนานิกร รับบท นกยูง ธนภพ ลีรัตนขจร รับบท อาคม ซอ จียอน รับบท จียอน เจสัน ยัง รับบท ฤทธิ์ชาติ รัชนี ศีระเลิศ รับบท พวงคราม ธนัชพันธ์ บูรณาชีวาวิไล รับบท เจ๊อั้ม สมมาตร ไพรหิรัญ รับบท ธรรมนูญ ก้ามปู ปัทมสูต รับบท จิตรา เกริก ชิลเลอร์ รับบท หมอนักษัตร วิชัย จงประสิทธิ์พร รับบท ผู้กำกับก้อง กีรติ ศีวะเกื้อ รับบท ดนู นิธิชัย ยศอมสุนทร รับบท อาทิตย์ นิภาภรณ์ ฐิติธนการ รับบท ทอมณี เล่ห์ลับสลับร่าง เล่ห์ลับสลับร่าง ช่อง3 อาคม นกยูง เล่ห์ลับสลับร่าง นักแสดง เล่ห์ลับสลับร่าง ณเดชน์ เล่ห์ลับสลับร่าง ญาญ่า เล่ห์ลับสลับร่าง ณเดชน์

103 Like FM พาเหินฟ้าสู่ภูเก็ต! เสิร์ฟทริปสุดหรูกับ แน๊ท-เวียร์
103 Like FM /  103 ไลค์ เอฟ เอ็ม / 

ไลค์ ทริป #7 พาผู้โชคดีเหินฟ้าสู่ภูเก็ต เสิร์ฟทริปสุดหรู! จัดเต็มเคล็ดลับความสวยจากตัวแม่ความงาม แน๊ท อนิพรณ์ พร้อมฟินกับพระเอกสุดหล่อ เวียร์ ศุกลวัฒน์ ฟินสุดสำหรับกิจกรรม ไลค์ ทริป #7 ตอน สโนว์ไวท์ กับสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7 ที่จัดโดยคลื่น 103 ไลค์ เอฟ เอ็ม ร่วมกับ การบินไทย, เอฟ บี แบตเตอรี่, เครื่องปรับอากาศ แอร์ เทรน, ราชเทวี คลินิก, เอสโซ่ และ โรงแรม สันติ์สุริย์ ภูเก็ต นำทีมโดย ดีเจ.กิ่ง เหมือนแพร และ ดีเจ.บอส ชัชวลิต ที่พาสาวสวยทั้ง 20 คนไปเริงร่าท้าแดดกันถึงจังหวัดภูเก็ต โดยมีพี่เลี้ยงระดับนางงาม แน๊ท อนิพรณ์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2015 มาเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลสาวๆ กันแบบใกล้ชิด ความใกล้ชิดเริ่มต้นตั้งแต่ขึ้นเครื่อง เมื่อ แน๊ท อนิพรณ์ ร่วมเดินทางไปด้วย พร้อมมอบความเป็นกันเองตั้งแต่เริ่มเดินทาง เมื่อถึงที่พักพักผ่อนกันซักนิด แล้วมาเพิ่มเติมความสวยด้วยกิจกรรมแรก 'Everyday Look' กับสาว แน๊ท และ แจ๊ค เมคอัพ บล็อกเกอร์ชื่อดัง ที่มาช่วยสอนเทคนิคการทำสวยในชีวิตประจำวันแบบง่ายๆ ทั้งสอนแต่งหน้าให้เข้ากับตัวเอง บุคลิกภาพ การแต่งกาย งานนี้สาวๆ ทั้งได้ความรู้นำกลับไปใช้ แถมยังได้ภาพสวย-ท่าเป๊ะ ที่ แน๊ท มาสอนโพสกันแบบตัวต่อตัว ก่อนที่ในช่วงอาหารเย็นจะมีการสอนเทคนิคการทำอาหารคลีนสำหรับสาวๆ ผู้รักสุขภาพ พร้อมการประกาศผล Miss LIKE Trip #7 และปาร์ตี้เล็กๆ ที่ แน๊ท มาโชว์เสียงเพราะๆ คู่กับ ดีเจ.กิ่ง อีกด้วย เข้าสู่วันที่ 2 เริ่มต้นแต่เช้าตรู่ด้วยกิจกรรม Dance on the Beach ที่เหล่าสาวๆ มาออกกำลังกายสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้ากันริมทะเล แล้วในช่วงพักผ่อนตามอัธยาศัย 20 สาวงามก็ได้ประชันหุ่นเป๊ะเล่นน้ำทะเลกันอย่างสนุกสนาน ไหนๆ ก็ใส่ชุดว่ายน้ำกันแล้วเลยต่อด้วยกิจกรรมชุ่มฉ่ำ อย่าง เกมเจ้าหญิงท้าแดดตามล่ามหาสมบัติ ที่ให้สาวๆ หาแหวนทองที่ฝังไว้, เกมจับเสือใส่ถัง ซึ่งเหล่าสาวงามต้องช่วยกันตักน้ำทะเลใส่ขวดด้วยมือเปล่า และ เกมเจ้าหญิงพลังล้น ที่สาวๆ ต้องสวมชูชีพ-ห่วงยาง ลงสระว่ายน้ำ เพื่อว่ายไปทำมิชชั่นหยิบแผ่นป้าย เรียกได้ว่า โหด-มัน-ฮา! กันอย่างสุดๆ และแล้วก็ถึงช่วงดินเนอร์ที่หลายคนรอคอย ที่เหล่าสาวสวยได้แปลงโฉมเพื่อต้อนรับพระเอกหนุ่มสุดหล่อ เวียร์ ศุกลวัฒน์ ซึ่งมาในมาดเจ้าชายท่ามกลางสโนว์ไวท์สาวสวยทั้ง 20 คน พร้อมกับเซอร์ไพรซ์สุดพิเศษสำหรับ Miss LIKE Trip #7 ที่นอกจากจะได้แต่งหน้าให้สวยสุดดุจสโนว์ไวท์จาก แจ๊ค เมคอัพ แล้ว ยังจะได้รับดอกไม้ช่องามจากหนุ่ม เวียร์ ซึ่งขั้นคุกเข่ามอบให้แบบสุดเซอร์ไพร้ส์ งานนี้ ทำเอา น้องเบญ Miss LIKE Trip #7 ถึงกับเขินจนหน้าแดง ความฟินยังไม่จบ เพราะพระเอกหนุ่ม เวียร์ จับไมค์โชว์ร้องเพลงเพราะ แถมยังเซอร์วิสให้สาวๆ ได้ถ่ายรูปอย่างใกล้ชิดจุใจ ต่อด้วยเสียงเพราะๆ จากดีเจ.กิ่ง ที่มาร้องเพลงส่งทุกคนเข้านอน... เต็มอิ่มแบบนี้ แฟนคลับคลื่น 103 ไลค์ เอฟ เอ็ม แฮปปี้จริงๆ! มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ละครแม่อายสะอื้น , เรื่องย่อแม่อายสะอื้น
ละครแม่อายสะอื้น /  เรื่องย่อละครแม่อายสะอื้น / 

แม่อายสะอื้น บทประพันธ์ อนัญจนาบทโทรทัศน์ สาวิตาออกอากาศทางช่อง 7 เร็วๆ นี้ เรื่องย่อ ละครแม่อายสะอื้น ดาวนิล หญิงสาวที่สวยที่สุดของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอแม่อาย เป็นลูกสาว คำปัน ซึ่งเป็นครูด้านการแสดงศิลปะล้านนา ดาวนิลเป็นคนที่มีฝีมือในการรำดาบได้สวยไม่แพ้ใคร ทุกครั้งที่เธอฝึกซ้อมที่ลานกลางหมู่บ้าน จะมีชาวบ้านมานั่งดูและชื่นชมในฝีมือรำดาบของเธอเสมอ คำปันภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มาก ผิดกับ ช่อเอื้อง ลูกสาวคนเล็กที่พ่อหัดให้ตีกลองสะบัดชัย แต่ฝีมือการตีไม่เคยได้ดั่งใจผู้เป็นพ่อ ช่อเอื้องมักถูกตำหนิเสมอถึงเรื่องการไม่ตั้งใจฝึกซ้อม คณะละครของคำปันมีคณะละครคู่แข่งคือคณะของ หนานเมือง แต่เพราะคณะของหนานเมืองไม่มีนักแสดงที่เก่งอย่างดาวนิล ทำให้คณะละครของหนานเมืองมีงานน้อยกว่าคณะของคำปันมาก ทำให้หนานเมืองไม่ค่อยพอใจในตัวคำปันและหาทางแกล้งคณะของคำปันเสมอ หนานเมืองมีลูกสาวชื่อ รินคำ เป็นเด็กสาวที่รักสวยรักงามและไม่ชอบศิลปะการแสดงเลย รินคำมักมีเรื่องทะเลาะกับช่อเอื้องเสมอเวลาที่ทั้งสองคณะต้องมาเจอหน้ากัน ทอน ลูกชายผู้ใหญ่บ้านที่แอบชอบดาวนิลอยู่แล้วมาชวนดาวนิลให้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ทใหม่ในตัวเมือง ดาวนิลดีใจที่คณะของพ่อจะได้งาน รินคำที่แอบมาได้ยินเห็นดาวนิลทำท่าดีใจและเห็นสายตาทอนที่มองดาวนิลก็ยิ่งไม่พอใจ ในคืนที่ดาวนิลได้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ท รินคำกับหนานเมืองตามไปแกล้งคณะของคำปันจนถึงงาน รินคำหลอกดาวนิลไปขังไว้ในห้องเก็บของ โชคดีที่ ทรงพล ผ่านมาพอดีเลยช่วยเอาไว้ได้ ดาวนิลยังไม่ทันได้ขอบคุณ ทรงพลก็เดินออกไปก่อน ดาวนิลได้พบทรงพลอีกทีเมื่อเริ่มการแสดง เธอได้รู้ว่าที่แท้เขาคือนักธุรกิจที่มาจากกรุงเทพ ดาวนิลทำการแสดงได้ประทับใจจนแขกในงานต่างปรบมือให้ แต่สิ่งที่ดาวนิลดีใจที่สุดคือคำชมของทรงพลที่ฝากเพื่อนมาชม ด้วยความที่ถูกกลั่นแกล้งบ่อยๆจากหนานเมืองและรินคำ ทำให้งานแสดงของคณะคำปันเริ่มน้อยลงจนดาวนิลพยายามหางานเพิ่ม แต่สุดท้ายก็โดน อ้ายศักดิ์ นายหน้าหางานฉวยโอกาสจะปลุกปล้ำ ดาวนิลไม่ยอมและทำร้ายอ้ายศักดิ์เพื่อป้องกันตัว หนานเมืองจึงฉวยโอกาสรวมหัวกับอ้ายศักดิ์ จนคณะคำปันไม่มีงานแสดงอีก เมือไม่มีงานแสดง ฐานะของบ้านและคณะละครของคำปันก็ย่ำแย่หนักยิ่งกว่าเดิม หนำซ้ำดวงตาของคำปันยังเริ่มมองเห็นได้เลือนลาง ดาวนิลกลุ้มใจและเป็นห่วงพ่อ วิไลที่กลับมาเยี่ยมป้าบัว ผู้เป็นแม่ รู้เรื่องดาวนิลต้องการเงิน ก็ชวนดาวนิลเข้าไปทำงานกับตนที่กรุงเทพ แม้ว่าตอนแรกดาวนิลจะปฏิเสธเพราะห่วงพ่อ แต่เมื่อวิไลหลอกว่ามีงานให้ดาวนิลไปแสดงที่กรุงเทพ ดาวนิลจึงตัดสินใจไป แม้ว่าคำปันกับช่อเอื้องจะไม่เห็นด้วย แต่ดาวนิลสัญญาว่าจะรีบทำงานเก็บเงินแล้วจะรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด ทรงพลคบหาดูใจอยู่กับ จิดาภา สาวไฮโซที่เอาแต่ใจตัวเอง ทรงพลขอจิดาภาแต่งงาน แต่ทั้งคู่มีปากเสียงกันเรื่องการจัดงานแต่งจนจิดาภาบอกเลิกทรงพล แม้ว่า เทวัญ พี่ชายทรงพลกับ ทรงวุฒิ น้องชาย พยายามช่วยให้ทั้งคู่คืนดีกันแต่ก็ไม่เป็นผล สาวน้อย แม่นมเก่าแก่ที่ไม่เคยชอบจิดาภาขัดขวางความรักของทรงพลทุกทาง เมื่อดาวนิลมาถึงกรุงเทพก็พบว่าสิ่งที่วิไลบอกไม่มีอะไรเป็นความจริง เธอถูกหลอกให้มาทำงานขายบริการ ดาวนิลถูกบังคับให้บริการแขกที่ใช้กำลังข่มขืนเธอ คนในร้านคนหนึ่งสงสารเธอ และพยายามช่วยโดยโน้มน้าวให้เฮียเจ้าของร้านยอมขายดาวนิลให้กับร้านใหม่ที่เป็นแค่สถานที่เที่ยวสำหรับผู้ชาย แม้ว่าที่ใหม่ดาวนิลจะไม่ต้องขายบริการ แต่ก็โดนบังคับให้มานั่งกินเหล้ากับแขก ดาวนิลต้องจำใจทำงานที่นี่เพื่อชดใช้ค่าตัวที่วิไลขายเธอให้กับเฮียเจ้าของร้าน ทรงพลเห็นข่าวสังคมลงข่าวเรื่องจิดาภามีข่าวกับผู้ชายคนใหม่ก็เสียใจมาก ทรงวุฒิพาพี่ชายไปเที่ยวปลอบใจ ดาวนิลได้เจอทรงพลอีกครั้ง ดาวนิลแม้จะดีใจ แต่ก็อายในสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ ผู้จัดการร้านสั่งให้ดาวนิลมาดูแลทรงพล ทรงพลเมามายและจำดาวนิลไม่ได้ คืนนั้นดาวนิลยอมเป็นของทรงพลด้วยความเต็มใจ ตื่นเช้ามาทรงพลออกไปโดยไม่แม้แต่จะพูดอะไรกับดาวนิล เขาทิ้งเงินไว้ก้อนใหญ่ด้วยความรู้สึกไม่ดี ดาวนิลได้แต่เก็บเงินไว้และสัญญากับตัวเองว่าถ้าเธอได้เจอทรงพลอีก เธอต้องอยู่ในฐานะที่ดีกว่านี้ ไม่ยอมให้เขามาดูถูกเธอได้ คำปันนึกถึงแต่ดาวนิลว่าเมื่อไหร่จะกลับ หลังๆดาวนิลไม่ค่อยรับโทรศัพท์ เพราะอายและต้องปิดบังความจริงเรื่องงานที่ทำอยู่ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ดูจะคิดถึงแต่พี่และห่วงเรื่องพี่ลำบาก จนไม่มีกระจิตกระใจจะไปหาหมอรักษาตาทอนเองสืบรู้มาว่าดาวนิลไปทำงานขายบริการที่กรุงเทพ ก็เข้าใจผิดคิดว่าดาวนิลเต็มใจ ประกอบกับรับไม่ได้ที่หญิงสาวที่ตนรักเป็นแบบนี้ เลยจงใจหลบหน้าครอบครัวดาวนิล ทำให้ทอนไม่ได้พาคำปันไปหาหมออีกดาวนิลยอมทำงานจนสามารถใช้คืนค่าตัวได้ครบ เธอวางแผนจะกลับบ้านแต่เกิดแพ้ท้อง วิไลพาดาวนิลไปทำแท้ง ดาวนิลไม่ยอมเพราะรู้ว่าลูกที่เกิดน่าจะเป็นลูกของทรงพล แต่วิไลก็ให้คนพาดาวนิลไปจนได้ ตำรวจทลายคลีนิคเถื่อนขณะที่ดาวนิลเพิ่งถูกบังคับไปที่นั่นพอดี ดาวนิลถูกพาส่งโรงพยาบาล หมอเทวัญช่วยชีวิตและเตือนสติดาวนิล ดาวนิลพรั่งพรูว่าไม่ต้องการทำลายชีวิตลูกที่เกิดจากความรัก เทวัญเห็นใจดาวนิล จึงพามาอาศัยอยู่กับ คุณนายติ๊ด เจ้าของร้านเสื้อผู้มีนิสัยเค็มจนขม คุณนายติ๊ดคิดว่า ดาวนิลอาจจะเป็นเมียลับของเทวัญ จึงรับไว้ทำงาน หวังเอาหน้าแต่พอรู้ความจริงว่าดาวนิลเป็นแค่คนที่เทวัญช่วยไว้ ก็ร่วมมือกับ ผึ้ง ลูกน้องในร้าน ใช้ดาวนิลให้ทำงานมากมาย ดาวนิลที่โดนใช้ให้ทำงานหนักจนทำให้คลอดลูกก่อนกำหนด และเด็กออกมาพิการ ดาวนิลโทษว่าเป็นความผิดตัวเองที่กินเหล้าตอนทำงานในช่วงที่ตั้งท้อง และเคยโดนหลอกให้กินยาทำแท้ง ทำให้ลูกออกมาพิการ แต่เทวัญก็ปลอบว่าดาวนิลสามารถเลี้ยงลูกให้มีความสุขได้ ดาวนิลพาลูกมาอยู่ที่ร้าน สร้างความไม่พอใจให้คุณนายติ๊ดที่ยื่นคำขาดให้ดาวนิลเอาลูกไปเลี้ยงที่อื่น ดาวนิลถูกคุณนายติ๊ดยึดเงินบางส่วนไว้บอกเป็นค่าทำให้ร้านเสียหายรายได้ตกเพราะดาวนิลมัวเอาแต่เวลาไปเลี้ยงลูก ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง จึงตัดสินใจพาลูกกลับบ้าน ดาวนิลกลับมาแม่อายท่ามกลางความประหลาดใจและเสียงซุบซิบนินทาของทุกคนที่มีเด็กมาด้วย ช่อเอื้องเถียงแทนทันทีว่าไม่ใช่ลูกดาวนิล ดาวนิลกดดันมากที่พ่อถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม จึงตัดสินใจโกหกทุกคนว่าเป็นลูกของเพื่อนที่ตายไป คำปันดีใจที่ลูกกลับบ้าน ช่อเอื้องไม่อยากให้พี่กลับไปกรุงเทพอีก เทวัญกลับมาเยี่ยมดาวนิลที่ร้านแต่พบว่าดาวนิลไม่อยู่ที่นี่แล้ว คุณนายติ๊ดโกหกว่าดาวนิลกลับไปเยี่ยมบ้าน แต่ด้วยความกลัวว่าเทวัญจะรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายไล่ดาวนิลไป เลยพยายามติดต่อดาวนิลและพูดจาหว่านล้อมให้ดาวนิลกลับมาทำงาน คำปันไม่อยากให้ดาวนิลกลับไปทำงานกรุงเทพอีก แต่ดาวนิลรู้สึกผิดหวังที่ทอนมองเธอเปลี่ยนไปเมื่อรู้ความจริงว่าเธอไปทำอะไรที่กรุงเทพ เมื่อคุณนายติ๊ดเสนอให้เงินเพิ่ม ดาวนิลจึงตัดสินใจกลับกรุงเทพ ดาวนิลยืนยันกับคำปันว่าที่กรุงเทพเธอมีลู่ทางเรื่องงาน ดาวนิลเอาเงินที่คุณนายติ๊ดโอนมาให้ช่อเอื้องไว้ แล้วฝาก กลอง ลูกชายไว้ที่แม่อาย ดาวนิลสัญญาว่าทำงานใช้หนี้ครบและเก็บเงินได้ซักก้อนเมื่อไหร่จะรีบกลับมาแม่อายและมาหาพ่อไปหาหมอด้วยตัวเองดาวนิลก้มหน้าก้มตาทำงาน ความสวยของดาวนิลสะดุดตา หลิวหลิว สไตลิสท์ จนชักนำไปถ่ายแบบและเล่นหนัง โดยมีหลิวหลิวเป็นผู้จัดการส่วนตัว หลิวหลิวสร้างประวัติของดาวนิลขึ้นมาใหม่และเริ่มปั้นดาวนิลจนเริ่มมีงานมากขึ้น ดาวนิลอดทนและตั้งใจทำงาน และได้งานถ่ายแบบสปาของโรงแรมทรงพลที่กระบี่ ดาวนิลดีใจที่ได้เจอทรงพลในฐานะใหม่ ทรงพลประทับใจความขยันและความอ่อนโยนของดาวนิล จนเกิดเป็นความรัก จิดาภาพอรู้ว่าทรงพลมีข่าวมาคบกับดาวนิลก็พยายามจะกลับมาหาเขา ดาวนิลทำทุกทางเพื่อไม่ให้ทั้งคู่กลับมาคบกันอีก ด้วยความช่วยเหลือของหลิวหลิว ดาวนิลเริ่มมีงานในวงการมากขึ้นเรื่อยๆพร้อมประวัติใหม่ที่ไม่มีใครสงสัย ดาวนิลหลงในความสุขสบาย และความรักที่มีกับทรงพล จนลืมอีกสามชีวิตที่แม่อาย คำปันเฝ้ารอคอยลูกด้วยความหวัง แต่สุดท้ายลูกสาวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกครั้ง ตาของคำปันเริ่มมืดลง คำปันไม่ยอมผ่าตัด เฝ้าแต่รอคอยดาวนิลมาพาไปหาหมอตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ห่วงแต่พี่สาวจนลืมห่วงตัวเอง แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ดิ้นรนดูแลพ่อทุกทาง ช่อเอื้องพยายามติดต่อพี่สาวทุกทางแต่ก็ติดต่อไม่ได้ เธอได้แต่เลี้ยงดูกลองและพ่อที่สายตาไม่ดี เธอจำใจขายของที่มีอยู่และปิดคณะการแสดงเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทรงพลพาดาวนิลไปที่บ้านเพื่อรู้จักกับสาวน้อย แต่คนที่ดาวนิลได้เจอก่อนกลับเป็นเทวัญ เทวัญทำเป็นไม่รู้จักดาวนิลทั้งที่เสียใจว่าผู้หญิงที่ตัวเองแอบรักกลายมาเป็นแฟนของน้องชาย ช่อเอื้องที่วันๆเห็นพ่อที่เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ บ่นเป็นห่วงลูกสาวคนโตที่หายไปเพราะไม่เชื่อว่าดาวนิลจะลืมตัว แต่คงเพราะมีเรื่องเดือดร้อนเลยไม่สามารถติดต่อกลับมาได้ ทอนที่เห็นดาวนิลในทีวีแอบมาบอกช่อเอื้อง ช่อเอื้องยังไม่มั่นใจว่านั่นคือพี่สาวของตัวเอง ช่อเอื้องไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อแล้วตัดสินใจมาตามดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องมาถึงกรุงเทพ ด้วยความที่ไม่รู้อะไรเลย ช่อเอื้องมาดักรอพบดาวนิลที่สถานีโทรทัศน์ เพราะมีนักข่าวมากมาย แม้จะเห็นช่อเอื้องแต่ดาวนิลก็ทำเป็นไม่รู้จักและรีบขึ้นรถขับออกไป ช่อเอื้องมองตามรถพี่ไปอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เธอทั้งผิดหวังและเสียใจ เพราะถึงดาวนิลจะดูสวยผิดตาไปมาก แต่เธอแน่ใจแล้วว่าใช่พี่ดาวนิลของเธอแน่ๆ เธอเดินข้ามถนนอย่างไม่ระวังและถูกรถของเทวัญชนเข้า ที่โรงพยาบาลช่อเอื้องรู้ว่าดาวนิลเป็นคนรักของทรงพลน้องชายเทวัญ ช่อเอื้องตัดสินใจกลับแม่อายและไม่บอกความจริงกับพ่อ ช่อเอื้องโกหกพ่อว่าพบดาวนิลแล้วและเธอสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง ที่ไม่ติดต่อมาเพราะงานยุ่งมาก คำปันฟังแล้วค่อยคลายกังวล ช่อเอื้องได้แต่เก็บความช้ำใจไว้คนเดียว คำปันที่ตอนนี้ตาแทบจะบอดสนิทบังคับช่อเอื้องให้พาไปหาดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องไม่ยอมทำตามคำสั่งพ่อ คำปันเลยแอบไปกับกลอง โดยนัดให้คนรู้จักที่กรุงเทพให้มารับที่ท่ารถ แต่ด้วยความที่ติดต่อผิดพลาดทำให้คลาดกันที่สถานีขนส่ง คำปันที่ไม่มีเงินและติดต่อใครไม่ได้ต้องพาหลานไปนอนรอที่ศาลาริมทาง ช่อเอื้องตามคำปันมาและตามหาจนเจอ นักเลงติดยาแถวนั้นพยายามมาหาเรื่องและรีดเอาเงิน ระหว่างนั้นเอง วรรณา ที่เป็นคนแถวนั้นเข้ามาช่วยช่อเอื้องไว้ได้ เธอพาช่อเอื้อง คำปันและหลานไปอยู่ที่บ้านของเธอที่ชุมชนแออัดแถวนั้น คำปันเล่าให้วรรณาฟังเรื่องมาตามหาลูกสาวชื่อดาวนิล ช่อเอื้องแอบเล่าความจริงให้วรรณาฟัง วรรณาบอกช่อเอื้องว่าจะหาทางพาช่อเอื้องไปพบกับดาวนิลให้ได้ ช่อเอื้องตามไปเจอพี่สาวที่งานแถลงข่าวสินค้างานหนึ่ง แต่เหมือนเดิมที่ดาวนิลไม่คิดจะฟังเรื่องพ่อเพราะกลัวว่าทรงพลที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะได้ยิน ช่อเอื้องผิดหวังมากที่พี่สาวพูดแบบนี้ ช่อเอื้องตัดสินใจโทรหาเทวัญดาวนิลตกใจมากที่เห็นช่อเอื้องที่บ้าน เทวัญบอกว่าช่อเอื้องขอมาอาศัยอยู่ด้วย ช่อเอื้องบอกดาวนิลว่าเธอจะอยู่ที่นี่จนกว่าดาวนิลจะยอมรับกับทุกคนว่า เธอคือน้องที่มาจากแม่อาย ดาวนิลกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อสาวน้อยเอ็นดูช่อเอื้องที่เป็นเพียงคนงานในบ้าน สาวน้อยเห็นความผิดปกติของดาวนิลกับช่อเอื้อง แต่สองพี่น้องก็ไม่ยอมพูด ในที่สุดช่อเอื้องตัดสินใจบอกความจริงกับเทวัญ เทวัญปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมด เทวัญเตือนให้ดาวนิลบอกความจริง แต่ดาวนิลกลัวจะเสียทรงพลไป สาวน้อยจับผิดว่าดาวนิลกับเทวัญดูมีความสนิทสนมกัน จึงบอกกับทรงพล ทรงพลเริ่มระแวง ช่อเอื้องเมื่ออยู่ไปเริ่มรู้สึกว่าดาวนิลเปลี่ยนไปมาก ยิ่งคุยกับวรรณาแล้วรู้ว่าพ่อเองก็เริ่มอยู่ที่กรุงเทพไม่ไหว เธอจึงเริ่มคิดจะยอมแพ้และกลับบ้าน สาวน้อยสงสารจึงแอบให้ไปรับพ่อกับหลานมาอยู่ด้วย ดาวนิลยิ่งเครียดหนักเมื่อ เจอพ่อที่ตาบอดและลูกชายที่ขาพิการพร้อมหน้า ดาวนิลทุกข์ทรมานกับความผิดที่ทิ้งพ่อกับลูกจนตัดสินใจฆ่าตัวตาย หลิวหลิวมาช่วยดาวนิลไว้ได้ทัน ดาวนิลไม่ยอมบอกทรงพลว่าอยากตายเพราะเรื่องอะไร เทวัญโกรธที่ดาวนิลไม่ยอมรับความจริง ทรงพลมองความผิดปกติของพี่ชายกับคนรักด้วยความสงสัยมากขึ้นทุกที คำปันได้ยินทุกคนเรียกชื่อ ดาวนิล ก็ดีใจว่าอาจจะเป็นลูกสาวของตัว แต่ช่อเอื้องกลัวพ่อเสียใจ ก็จำต้องโกหกพ่อไปว่า ไม่ใช่พี่ดาวนิลของเรา ทรงวุฒิสนใจช่อเอื้อง แต่ช่อเอื้องไม่เล่นด้วย ทรงวุฒิจึงออกอุบายจะพาช่อเอื้องลงไปโรงแรมที่กระบี่ ทรงพลตามลงไปเรื่องงานและพาดาวนิลไปด้วย โดยไม่รู้ว่าเทวัญพักผ่อนอยู่ที่นั่นแล้วในงานเลี้ยงของโรงแรม ช่อเอื้องขึ้นรำฟ้อนผางเพื่อให้กระทบใจดาวนิลที่เคยรำชุดนี้ด้วยกัน ดาวนิลกดดันอย่างหนัก วิ่งลงทะเลหวังให้จมน้ำตาย แต่เทวัญมาช่วยไว้ ทรงพลขอดาวนิลหมั้นคืนนั้น ดาวนิลที่กำลังจะพูดความจริงเรื่องพ่อ ก็ต้องเงียบไปอีกพอหนังสือพิมพ์ลงข่าว คุณนายติ๊ดริษยาดาวนิลจึงหาทางติดต่อจิดาภาและบอกว่าทรงพลกำลังโดนดาวนิลหลอก คุณนายติ๊ดมาแฉความจริงเรื่องดาวนิลมีลูกโดยอ้างถึงเทวัญ เทวัญปฏิเสธเพื่อช่วยดาวนิล คุณนายติ๊ดกับจิดาภาต้องถอยกลับไปตั้งหลัก สาวน้อยพยายามเตือนให้ทรงพลฟังหูไว้หู แต่ทรงพลตัดปัญหาด้วยการประกาศจะแต่งงานกับดาวนิลช่อเอื้องเสียใจมากที่ดาวนิลปิดบังความจริงเรื่องลูกอีกเรื่อง ดาวนิลอับจนหนทาง เมื่อเรื่องมัดตัวแน่นขึ้นและทางออกตีบตัน จึงทำได้แค่แอบมาหาพ่อบ่อยๆ คำปันพูดคุย ปลอบโยนดาวนิล โดยไม่รู้เลยว่าเป็นลูกสาวที่ตัวเองเฝ้ารอคอย ช่อเอื้องแม้จะโกรธพี่แต่ใจก็สงสารพี่และพ่อ ช่อเอื้องแอบมาคุบกับดาวนิลทำให้จิดาภาเริ่มเอะใจในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จิดาภาให้คุณนายติ๊ดไปสืบเรื่องนี้ คุณนายติ๊ดหาหลักฐานมาจนรู้ว่าดาวนิลเป็นพี่น้องกับช่อเอื้อง จิดาภานำเรื่องนี้ไปบอกต่อหน้าทรงพลและทุกคน ดาวนิลคิดว่าทุกอย่างคงจบสิ้น แต่ช่อเอื้องปฏิเสธต่อหน้าทุกคนว่าผู้หญิงสกปรกอย่างดาวนิลไม่ใช่พี่ดาวนิลผู้งดงามของเธอ ดาวนิลปวดร้าวที่น้องพูดแบบนั้นแต่ก็พูดอะไรไม่ได้ ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง อยากจะบอกความจริงกับพ่อแต่ก็กลัวว่าจะเสียทรงพลไป ช่อเอื้องพยายามชวนพ่อและหลานกลับบ้าน แต่คำปันกลับดื้อไม่ยอมกลับเพราะยังอยากตามหาดาวนิลให้เจอ ทรงพลที่เริ่มไม่เชื่อใจดาวนิลหาทางคาดคั้นประวัติดาวนิลจากหลิวหลิว หลิวหลิวที่เห็นแก่เงินและเริ่มรู้สึกว่าหลังๆดาวนิลมีปัญหาชีวิตมากมายจนงานก็เริ่มน้อยลงเลยตัดสินใจบอกว่าประวัติดาวนิลทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก ช่อเอื้องเจอกับวิไลด้วยความบังเอิญ วิไลบอกความจริงเรื่องสุดท้ายว่ากลองเป็นลูกที่เกิดจากการขายตัวของดาวนิล ช่อเอื้องแทบล้ม ดาวนิลร้องไห้ ขอร้องน้องว่าอย่าบอกพ่อเพราะกลัวพ่อจะเสียใจ วิไลถูกซื้อตัวจากคุณนายติ๊ด เพื่อแฉดาวนิล แต่วิไลกลับตัวในนาทีสุดท้าย ดาวนิลจึงรอดพ้นจากการถูกประจานกลางกองถ่าย แต่ทรงพลได้ยินที่วิไลคุยกับช่อเอื้องเรื่องลูก ก็เข้าใจว่าดาวนิลเคยท้องกับพี่ชายตัวเองมาก่อน ทรงพลเริ่มเชื่อมโยงเรื่องราวกับสิ่งที่หลิวหลิวพูด ยังไม่ทันที่ดาวนิลที่ตั้งใจมาบอกความจริงจะได้พูดอะไร ทรงพลก็พูดทุกอย่างขึ้นมา และต่อว่าดาวนิลว่าเป็นผู้หญิงใจแตกที่ปิดบังว่าตัวเองมีลูก ดาวนิลเสียใจมากที่ถูกทรงพลพูดจาดูถูก จึงบอกความจริงทั้งน้ำตาว่า กลองคือลูกของทรงพล ทุกคนตกตะลึง ทรงพลรับไม่ได้ หนีไปทันที สาวน้อยเป็นลม ช่อเอื้องทั้งสงสารทั้งเกลียดชังพี่ตัวเองที่ปิดบังทุกอย่าง ดาวนิลบอกว่าการเป็นแค่ดาวนิล ลูกพ่อครูคำปันในคณะรำไม่มีค่า มีความหมายสำหรับชีวิตที่นี่เพราะเธอโดนดูถูก โดนเหยียดหยามมาตลอด สองพี่น้องโต้เถียงกันโดยไม่รู้เลยว่า คำปันแอบได้ยินทุกคำพูดด้วยหัวใจที่แตกสลาย เมื่อรู้ว่าลูกสาวทั้งสองคนโกหกตนมาตลอดเวลา คำปันหนีออกไปกับกลองด้วยใจที่เจ็บช้ำ ดาวนิลช็อคนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ที่โรงพยาบาล ช่อเอื้องกับทรงวุฒิพยายามตามหาคำปัน แต่ไม่พบ เทวัญมาเตือนสติทรงพล คำปันถูกพากลับมาแม่อายในสภาพจิตใจบอบช้ำ และเพ้อถึงดาวนิล จนตายในอ้อมกอดช่อเอื้อง ดาวนิลฟื้นขึ้นมาเจอทรงพล แต่ทรงพลยังทำใจให้อภัยกับความผิดของดาวนิลไม่ได้ เขาบอกดาวนิลว่า ความรักของเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวยจน แต่ผู้หญิงที่ขาดคุณธรรมทำลายพ่อทำลายครอบครัวของตัวเองเช่นนี้ เขารับไม่ได้ ดาวนิลเสียใจมาก ที่อดทนมาทุกอย่าง แต่ทรงพลกลับไม่ยอมรับ ดาวนิลหมดสติไปอีกครั้ง ดาวนิลฟื้นมาในวันสวดศพพ่อวันสุดท้าย หลิวหลิวตัดสินใจบอกเรื่องคำปัน ดาวนิลไม่เชื่อว่าพ่อจะตาย แต่พอมาถึงแม่อาย ภาพโลงศพของพ่อทำให้ดาวนิลร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดดาวนิลแหวกฝูงชนเข้าไปรถขนศพ ทุกคนรังเกียจ พากันสาปแช่งขบวนแห่ศพเคลื่อนไปโดยไม่มีใครสนใจ ปล่อยให้ดาวนิลทรุดลงสะอื้นอยู่ตามลำพังจนกลองที่บวชเป็นเณรเป็นคนเดินพาแม่เข้าไปที่งาน ที่หน้าเมรุ ช่อเอื้องตั้งใจตีกลองสะบัดชัยอย่างสุดฝีมือต่อหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ดาวนิลเดินมาพร้อมดาบสิบสองเล่มในมือ ดาวนิลกราบหน้ารูปพ่อ ขอให้พ่ออภัย ก่อนจะฟ้อนดาบอย่างงดงามชดช้อยที่สุดหาใครเหมือน ทรงพลมองดาวนิลแล้วหยิบแหวนหมั้นออกมามอง คิดให้อภัยและหวังจะสร้างครอบครัวกับดาวนิล ดาวนิลรำมาจนถึงท่าสีไคล ก่อนจะใช้ดาบปาดคอตัวเองตายลงต่อหน้ารูปพ่อ ทุกคนตกตะลึง ช่อเอื้องร้องไห้ กอดพี่ว่าอย่าทิ้งเธอไปอีก ดาวนิลสิ้นใจตายในอ้อมกอดของน้อง สามเณรกลองน้ำตาไหล บอกกับทรงพลว่า โยมพ่อช่วยปิดตาโยมแม่ด้วย ทรงพลเอื้อมมือไปปิดตาดาวนิลอย่างสุดสะเทือนใจ นักแสดงนำ ละครแม่อายสะอื้น ฝนทิพย์ วัชรตระกูล รับบท ดาวนิลอรรคพันธ์ นะมาตร์ รับบท ทรงพลพรชดา เครือคช รับบท ช่อเอื้องสรพงษ์ ชาตรี รับบท ตำคำปันพีรวัศ กุลนันท์วัฒน์ รับบท เทวัญฌาน์รัชต์ มณฑากูล รับบท ทรงวุฒิดช.ปราการ จันรัมย์ รับบท กลอง

เริ่มไม่แน่นอน!! เต้ยโศก เปิดใจหลังไม่การันตีตัวจริงในยุค เจอร์เกน คล็อปป์
บียาร์เรอัล /  ลิเวอร์พูล / 

แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ดาวยิงจอมเซิ้งของ ลิเวอร์พูล ออกมาเปิดใจถึงอนาคตของตัวเองในถิ่น แอนฟิลด์ หลังจากที่โดน เจอร์เกน คล็อปป์ บอสใหญ่ชาว เยอรมัน จับนั่งสำรองอยู่บ่อยครั้ง แม้กระทั้งเกมที่พบกับ บียาร์เรอัล นัดล่าสุดก็ยังถูกเมินจาก JK โดยเลือกใช้ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ที่ไม่ใช้ศูนย์หน้าธรรมชาติลงไปทำหน้าที่ในเกมดังกล่าวแทน ทำให้เจ้าตัวได้ออกมาเปรยว่าไม่แน่ในอนาคตอาจต้องโบกมือลาสาวก "เดอะค็อป" ก็เป็นได้ ดาวยิงดีกรีทีมชาติ อังกฤษ วัย 26 ปี ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้กับ The Mirror ว่า "บางทีหลายคนอาจจะไม่เข้าใจเรื่องนี้ แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องการลงเล่นในทุกนาที ของทุกๆเกม ดังนั้นบางครั้งถ้าผมไม่ได้เป็น 11 ตัวจริง หรือลงไปแล้วถูกเปลี่ยนออก มันก็เป็นเรื่องยากที่จะยอมรับเหมือนกัน เพราะคุณต้องการอยู่ในสนามทุกนัด พร้อมกับลงไปเล่นให้ครบ90นาที" "แน่นอน มันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น กับอะไรที่ผู้จัดการทีมคนใหม่ได้นำเข้ามาและเรากำลังมุ่งหน้าไปด้วยกัน ผมทำทุกอย่างด้วยพละกำลังที่มี เพื่อให้ได้ลงไปเล่นในสนาม และผมกำลังรู้สึกดีกับมันในตอนนี้" "มีหลายอย่างที่ผมต้องการทำให้สำเร็จกับ ลิเวอร์พูล แต่ผมจะไม่พูดว่า ผมคือ ลิเวอร์พูล จนวันตาย เพราะมันหมายถึงผมกำลังโกหก ผมคิดว่าใครก็ตามที่กำลังบอกว่า ใช่เลย นี่คือสโมสรที่จะอยู่รับใช้ไปตลอดชีวิต พวกนั้นกำลังเพ้อ เพราะในความเป็นจริง โลกของฟุตบอลทุกทีมก็ต้องมาหาคนที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนของคุณแทบจะทุกปีอยู่แล้ว"

 มิก้า ยิ้มกริ่ม งานรุ่งรักเริ่ด! ไม่ติดทีมชาติ แต่ติดใจ เทย่า!!!
เทย่า โรเจอร์ส-มิก้า ชูนวลศรี /  เทย่า โรเจอร์ส / 

เป็นนักฟุตบอลรูปหล่อที่ได้ใจแฟนบอลชาวไทยไปอีกคนค้าาาสำหรับ มิก้า ชูนวลศรี นักเตะลูกครึ่งไทย-เวลล์ ที่สาวกฟุตบอลไทยรู้จักกันดี งานนี้แม้จะเป็นนักฟุตบอลรูปหล่อขวัญใจคอฟุตบอลสาวๆ แต่ก็ได้แค่ละเมอเพ้อเคลิ้มแบบห่างๆ อย่างห่วงๆ นะจ๊ะๆ เพราะพ่อเจ้าประคุณเขามีเจ้าของแล้ว ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นดาราสาวสุดมั่นลูกครึ่งไทย-อเมริกัน อย่าง เทย่า โรเจอร์ส นั่นเอง คู่นี้แม้หลายคนจะมองว่าความสัมพันธ์พัฒนาไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน เพราะรู้จักกันไม่เท่าไหร่ก็ตกลงคบหาดูใจกันซะแล้ว แต่ถึงจะไวเว่อร์แต่ก็หวานเว่อร์ไม่แพ้กันนะจ๊ะ เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งคู่รักที่น่าอิจฉาใช่ย่อย สวีทให้ปาปารัซซี่และประชาชีเห็นอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยเสียงานเสียการเลย สาวเทย่ายังคงขยันขันแข็งทุ่มเทให้กับงานในวงการบันเทิง ส่วนหนุ่มมิก้าแม้จะไม่ได้ถูกเรียกให้ติดทีมชาติบ่อยนัก แต่ก็นับว่ายังเป็นกำลังสำคัญของสโมสร แบงค็อก ยูไนเต็ด ใน ไทยพรีเมียร์ลีก อยู่ดี ว้าวๆๆ เรียกว่างานรุ่งรักเริ่ดฝุดๆ ไปเลยนะเนี่ย มีแฟนเป็นนักฟุตบอลมันดี๊...ดีแบบนี้นี่เอง คริๆๆ เทย่า โรเจอร์ส-มิก้า ชูนวลศรี เทย่า โรเจอร์ส-มิก้า ชูนวลศรี เทย่า โรเจอร์ส-มิก้า ชูนวลศรี

รีวิว เที่ยวเกาะช้าง จนต้องเอยปากว่า ชีวิตนี้ต้องไปสักครั้ง!!
จันทบุรี /  ทะเล / 

เที่ยวเกาะช้าง (Shutter&Travel) เกาะช้าง เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ในทะเลอ่าวไทย และเป็นเกาะที่ใหญ่อันดับ 2 ในรองเพียงเกาะภูเก็ต อยู่ในเขตจังหวัดตราด มีเกาะบริวารกว่า 52 เกาะ มองจากด้านบนเหมือนรูปโขลงช้าง จึงได้ชื่อว่า เกาะช้าง โอ้ทะเลแสนงาม ฟ้าสีครามสดใส มองเห็นเรือใบ แล่นอยู่ในทะเล… เสียง เพลงที่คุ้นหูดังขึ้นทุกครั้งที่ได้มีโอกาสมาใกล้ชิดทะเล และหวนนึกถึงทริปทะเลมากมายที่มีเคยไปเที่ยวมา ทั้งที่เมื่อนานมาแล้วและเมื่อไม่นานมานี้ เที่ยวเกาะช้าง เพื่อนๆ คงเคยไปเที่ยวทะเลแล้วออกไปดำน้ำกันใช่ไหมครับ? คือนั่งเรือออกไปดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นหรือที่เรียกว่าการดำแบบผิวน้ำ (Snorkeling) เรือจะไปจอดทอดสมอตามจุดดำน้ำ ตามเกาะ ตามอ่าวต่างๆ หรือโคดหินรอบๆ เกาะในทะเล เรียกว่าพอเรือจอดสนิท ก็รีบคว้าหน้ากาก (Mask) ท่อหายใจ (Snorkel) เสื้อชูชีพ แล้วกระโดดลงทะเลกันไป ดำน้ำดูปะการังกันทั้งวันจนตัวดำ ผมก็ไปแบบนี้ ต้องลงเรือร่วมไปกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร มันก็เป็นรูปแบบกิจกรรมหนึ่งสำหรับการท่องเที่ยวทางทะเล แต่สำหรับเด็กคนหนึ่ง ที่ไม่เคยสัมผัสกับการดำน้ำ มันถือเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเลยก็ว่าได้ ผมลองนึกย้อนกลับไปวัยเด็ก ผมมีโอกาสได้ไปดำน้ำที่หมู่เกาะสุรินทร์ ซึ่งเป็นการดำน้ำครั้งแรกในชีวิตที่ได้ไปกับครอบครัว ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ที่ตื่นเต้นและก็แฝงไปด้วยความกลัวเจือปนเข้ามาด้วย กลัวทุกอย่าง กลัวคลื่น กลัวการเดินทาง แล้วก็กลัวปลาฉลาม 555 นึกขึ้นแล้วก็ขำ มันน่าจะมาจากการได้ดูหนังเรื่อง JAW มากไปหน่อย แล้วการลงไปดำน้ำครั้งแรกของผมในวัยเด็กก็ไม่พลาดที่จะนึกถึงปลาฉลามจริงๆ พอดำลงไปแล้วจะหดขาขึ้นมาไม่กล้ายืดขาลงไป กลัวฉลามครับ ต้องคอยก้มดำน้ำไปดูว่ามีตัวอะไรใต้น้ำ แต่เพียงชั่วแว๊บเดียว พอลงน้ำได้ไม่นานก็เริ่มคุ้นเคย ความกลัวก็จะค่อยๆ หายไป อาจเป็นเพราะความสวยงามของโลกใต้ทะเลก็ว่าได้ และมันก็ทำให้เกิดความประทับใจสำหรับการได้เปิดประสบการณ์ดำน้ำครั้งแรกของผม ทั้งตื่นเต้น สวยงาม และน่ากลัว (ปลาฉลาม) 555 ... มาถึงตอนนี้ลูกชายผม 8 ขวบแล้ว สามารถดูแลตัวเองในน้ำได้ระดับหนึ่งจากการเรียนว่ายน้ำมาสักพัก และผมก็คิดว่ามันถึงเวลาที่จะเปิดประสบการณ์แปลกใหม่จากการดำน้ำให้เป็นของขวัญรับปิดเทมอใหญ่แล้วล่ะครับ ทริปนี้เราเลือก “เกาะช้าง” ครับ สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่อาจจะมีวันลายาวๆ ที่ไม่ตรงกันซะทีเดียว และการเดินทางที่ไม่ยากลำบากเหมือนลงไปทางภาคใต้ จากการได้หาข้อมูลก็พบว่าช่วง มี.ค.-เม.ย. น้ำทะเลที่เกาะช้างก็ยังใสอยู่ ว่าแล้วก็ล้อหมุนกันเลยดีกว่าคร๊าบบบบบ ชูวี๊ดูหว่า จะพาเธอไปดำน้ำดูปลาการ์ตูน           ชูวี๊ดูหว่า จะพาเธอไปโต้คลื่น เอาให้หมดแรง .... เราออกเดินทางจากรุงเทพฯ แต่เช้า แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร เป้าหมายคือท่าเรือข้ามฝากที่อ่าวธรรมชาติ จังหวัดตราด แต่ก่อนจะข้ามฝากไป เราก็แวะเที่ยวโบสถ์คาทอลิกวัดแม่พระปฏิสนธินิรมล ที่จันทบุรีกันก่อน “โบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล” หรือที่เรียกว่า “โบสถ์คริสต์เมืองจันทร์” เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแห่งเดียวในจันทบุรี อยู่ที่เดียวกับโรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ มีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบโกธิค ยอดหลังคาเเหลมสูง ภายในตกแต่งด้วยกระจกสีที่เรียกว่า สเตนกลาส ด้านหน้าโบสถ์เป็นรูปปั้นพระแม่มารีสีหน้าสงบเปี่ยมประกายเมตตา ด้านในอาคารที่เป็นโถงโล่ง ตกแต่งด้วยโทนสีชมพู มีทางเดินเป็นชั้นลอยอยู่ทั้งสองข้าง มีช่องแสงจากหน้าต่างกระจกสี ที่นี่ถือเป็นวัดขนาดใหญ่ที่มีความเก่าแก่และมีความงดงามที่สุดแห่งหนึ่งครับ เราได้ภาพจากด้านนอกโบสถ์เป็นหลักครับ เพราะจังหวะที่เราไปเป็นจังหวะที่มีงานแต่งงานภายในโบสถ์พอดี เราจึงไม่สะดวกนักที่จะเก็บภาพจากด้านในมาได้ แต่เราก็เพลิดเพลินกับความสวยงามของโบสถ์จากด้านนอกกันไม่น้อย และหลังจากที่โบสถ์เราก็มุ่งหน้าสู่ท่าเรือเฟอร์รี่ อ่าวธรรมชาติกันเลย การเดินทางมาเกาะช้างสะดวกสบาย เป็นเรือขนาดใหญ่สามารถนำรถข้ามฝากไปได้ ใช้เวลาเพียง 30 นาที ปัจจุบันถนนหนทางบนเกาะช้างก็ราดยางหมดแล้ว มีบ้างที่บางช่วงก็ยังค่อนข้างเล็กอยู่ เราเลือกพักกันที่ “หาดบางเบ้า” อยู่ทางขวาสุดของเกาะครับ เพราะทริปนี้เราจะเน้นดำน้ำอยู่แล้ว ซึ่งก็ต้องขึ้นเรือที่บางเบ้า ไม่อยากเดินทางไปมาให้วุ่นวาย หาดบางเบ้าอยู่ห่างจากท่าเรือมาทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะช้าง ประมาณ 25 กิโลเมตร มีถนนลัดเลาะไปตามไหล่เขา ค่อนข้างคดเคี้ยวและลาดชันในบางช่วง อยู่ถัดไปจากหาดใบลาน หาดบางเบ้า เรียกกันคุ้นหูอีกชื่อหนึ่ง คือ "ชุมชนประมงบางเบ้า" นักท่องเที่ยวจะได้เห็นวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวประมงขนาดเล็ก จะเห็นการสร้างบ้านแบบปักเสาลงไปในทะเล แล้วมีสะพานเชื่อมต่อกันตลอดแนว ชาวประมงที่นี่นิยมจับปลาหมึกหอม แต่เมื่อความเจริญมีมากขึ้นการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ก็มีมากขึ้นตามไปด้วย และที่นี่ก็จัดว่าเป็นจุดชมอาทิตย์ตกได้สวยงามอีกแห่งบนเกาะช้าง มีลักษณะเป็นหาดหินสลับกับหาดทรายในบางช่วง ด้วยลักษณะที่เป็นเหมือนหมู่เกาะโอบล้อมสองด้าน จึงเหมาะสำหรับการจอดเรือ วันแรกเราถึงที่พักประมาณ 4 โมงเย็น ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย เอาตัวลงไปใกล้ชิดทะเล ใครจะเล่นน้ำก็เล่นไป ส่วนผมขอเก็บภาพบรรยากาศชายหาดบางเบ้ามาฝากกันก่อนที่จะนอนเอาแรง เพราะพรุ่งนี้จะต้องดำน้ำกันทั้งวัน ปัจจุบันสภาพแวดล้อมที่เกาะช้างแตกต่างจากสมัยก่อนมาก สมัยนี้รายการสารคดีเกี่ยวกับโลกใต้ทะเลมีมากมาย รายการท่องเที่ยวที่พาไปดำน้ำก็มีให้เห็นเยอะแยะ มันเปรียบเสมือนการกระตุ้นความอยากไปดำน้ำให้กับคนที่ได้ชมมากขึ้นเป็นทวีคูณ ภาพที่เราเห็นในทีวีมันช่างสวยงามเรียกว่าสวรรค์ใต้น้ำเลยก็ว่าได้ นั่นก็เพราะคุณภาพของอุปกรณ์เก็บภาพใต้น้ำและอุปกรณ์กันน้ำที่ดีขึ้นมาก แต่ก็ราคาแสนสาหัสครับ รุ่งเช้าเรามาแวะรอถ่ายภาพกับแสงยามเช้ากันเล็กน้อยก่อนที่จะออกไปน้ำดำ ทริปนี้เราซื้อ package ดำน้ำมาจากกรุงเทพฯ ด้วยการโทรมาจองไว้ราคาท่านละ 550 บาท พอมาถึงก็มีการโทรยืนยันกันเล็กน้อย ก่อนที่เราจะมาถึงท่าเรือเวลา 9 โมงเช้า เพื่อลงเรือพร้อมๆ กัน เรือที่จะพาเราไปดำน้ำทริปนี้เป็นเรือไม้ 2 ชั้นขนาดใหญ่ สามารถรับนักท่องเที่ยวได้ 200 คน สบายๆ แต่วันนี้เป็นวันอาทิตย์ นักท่องเที่ยวจึงมีเพียง 80 คน ได้ไปดำน้ำ 4 เกาะ เกาะยักษ์เล็ก เกาะรัง เกาะยักษ์ใหญ่ และเกาะหวาย พอเรือออกได้สักพักเจ้าหน้าที่ก็จะแจกสน็อคเกิล พร้อมทั้งอธิบายการใช้งานคร่าวๆ แต่หลักๆ จะเน้นว่าถ้าหล่นน้ำ ให้รีบเรียกเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยดำลงไปเก็บ และจะต้องดูแลและคืนตอนจบ หากสูญหายจะต้องชำระ 1,200 บาท นี่ล่ะสาระสำคัญ ^^ การมาดำน้ำในทริปนี้ค่อนข้างโชคดีที่ฟ้ายังเปิดและไม่มีเมฆฝนมาบังแสงเลย มีคนเคยบอกว่าการดำน้ำจะสวยหรือไม่สวยนั้น ขึ้นอยู่กับโชคด้วย หากลมแรง เมฆเยอะ ฟ้าไม่ใส โอกาสที่เราจะได้เจอความสวยงามใต้ทะเลก็ยาก ถึงแม้จะเดินทางมาถึงสิมิลันก็ตาม แต่หากฟ้าเปิด ลมไม่แรง ไม่มีขี้เมฆ มันจะทำให้การดำน้ำไม่ว่าที่ใดสวยขึ้นเป็นกองเลยครับ จึงพอสรุปได้ว่า นอกจากเราควรไปให้ถูกที่แล้ว เราควรจะไปให้ถูกเวลาด้วย นอกนั้นก็เป็นเรื่องของโชคแล้วว่าสภาพอากาศวันนั้นจะเป็นเช่นไร ทริปนี้เราได้เก็บภาพใต้น้ำมาไว้เป็นที่ระลึกด้วย เกาะยักษ์เล็ก เกาะรัง เกาะยักษ์ใหญ่ และเกาะหวาย แต่เป็นภาพที่ถ่ายจากกล้องมือถือที่เราใส่เคสกันน้ำลงไปถ่ายครับ Shutter Tips การถ่ายภาพแสงอาทิตย์ให้เป็นแฉก การถ่ายภาพพระอาทิตย์หรือภาพแสงไฟให้มีลักษณะเป็นประกายแฉกไฟ เปรียบเสมือนการเพิ่มเสน่ห์หรือลูกเล่นให้กับภาพถ่าย มีเทคนิคมากมายหลายวิธี ผู้เขียนมีเทคนิคส่วนตัวที่จะมาแบ่งปันกับเพื่อนๆ ลองไปใช้กันดู ดังนี้ 1. เลือกใช้โหมด M ในการถ่ายภาพ เราจะใช้ค่ารูรับแสงที่แคบ (f16-22 ขึ้นไป) โดยเราจะกำหนดค่าความเร็วม่านซัตเตอร์ (Speed Shutter) ด้วยตนเอง เพื่อจะได้ไล่แสงที่ถูกใจตามต้องการได้สะดวกยิ่งขึ้น ส่วนตัวจึงคิดว่าโหมด M จะสะดวกที่สุดในการที่จะเพิ่มหรือลดค่า Speed Shutter 2. เลือกระบบวัดแสงเฉพาะจุด เนื่องด้วยการถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกจะมีสภาพแสงเปรียบต่างที่ค่อยข้างมาก ภาพที่ได้มีโอกาสที่จะสว่างหรือมืดจนเกินไป ส่วนตัวจึงเลือกใช้ระบบวัดแสดงเฉพาะจุดไปเลย โดยอาจจะเลือกวัดแสงบริเวณรอบๆ ดวงอาทิตย์ ซึ่งหากมืดหรือสว่างเกินไป เราก็ใช้วิธีปรับตั้งค่า Speed Shutter 3. การตั้ง ISO ให้ตั้งน้อยที่สุด โดยไล่ตั้งแต่ ISO100 หลักง่ายๆ คือ พยายามให้ Speed Shutter เร็วพอที่เราสามารถยืนถ่ายด้วยมือเปล่าได้ คือไม่ต่ำกว่า 1/50 หากช้ามากจะทำให้ภาพสั่น เราก็สามารถดัน ISO เพิ่มขึ้นไปได้ 4. เมื่อได้มุมที่จะถ่ายและตั้งค่าของกล้องเรียบร้อยแล้ว ผู้ถ่ายภาพควรสังเกตุจากในกล้องระหว่างถ่ายภาพว่า แสงแฉกที่ได้สวยงามเป็นที่พอใจรึยัง แนะนำให้ลองขยับมุมกล้องทีละนิด (ขอย้ำว่าขยับทีละนิด) เพื่อลองหามุมภาพที่จะรีดแสงแฉกออกมาสวยงามตามที่เราต้องการ *ห้ามนำภาพหรือบทความนี้ไปเผยแพร่ก่อนได้รับการอนุญาตจากเว็บไซต์ travel.mthai.com

ละครเหยี่ยวรัตติกาล , เรื่องย่อเหยี่ยวรัตติกาล
เหยี่ยวรัตติกาล /  ละครเหยี่ยวรัตติกาล / 

เหยี่ยวรัตติกาล ละครเหยี่ยวรัตติกาล ละครช่อง7 บทประพันธ์โดย : นอร์แมน วีรธรรมกำกับการแสดงโดย : อนุวัฒน์ ถนอมรอดผลิตโดย : บริษัท กันตนา มูฟวี่ทาวน์ จำกัดออกอากาศ เร็ว ๆ นี้ ทางช่อง 7 สี เหยี่ยวรัตติกาล เรื่องย่อเหยี่ยวรัตติกาล เรื่องราวของผู้หญิงสาวสวยคนหนึ่ง ที่ได้รับพรจากสวรรค์ เหยี่ยวศักดิ์สิทธิ์พันปี ที่ร่ำลือกันว่ามีพลังพิเศษ จนสามารถเปลี่ยนให้เธอกลายเป็นฮีโร่สาวเหนือมนุษย์ใดใด ย้อนไปเมื่อเด็กหญิงราตรี หรือน้องไนท์ อายุ 5 ขวบ ลูกสาวตำรวจมือสะอาด รอง อ.ธ.ศักดิ์สิทธิ์ (โอ๋-ฐาปกรณ์) กับรัตนา (ตุ๋ย-นวลปรางค์) ภริยานายตำรวจ ราตรีเกิดตอนเที่ยงคืน ของวันที่ 12 เดือน 12 พอดี จึงได้ชื่อนี้และชื่อเล่นว่าไนท์ วันหนึ่งศักดิ์สิทธิ์กับรัตนาพาราตรีไปเที่ยวหัวหิน ระหว่างทางกลับบ้านเด็กหญิงได้เห็นแสงสีทองสะท้อนเข้าตา ราตรีจึงร้องทัก เมื่อพ่อแม่เพ่งดูปรากฏว่าเป็นแดดที่สะท้อนจากหลังคาวัดแห่งหนึ่งรัตนาบอกให้ศักดิ์สิทธิ์แวะไหว้พระก่อนกลับ ระหว่างที่เข้าไปกราบพระในโบสถ์ ในระหว่างที่รัตนากับศักดิ์สิทธิ์กำลังสนทนาธรรมกับพระเจ้าอาวาส เด็กหญิงราตรีก็หายตัวไป รัตนาตกใจพารีบออกไปตามหา พบว่าราตรีกำลังคุยเล่นกับลุงคนหนึ่ง ซึ่งหลวงพ่อบอกว่าชื่อลุงมายง เป็นคนทิเบตที่มาอาศัยอยู่ที่วัดนี้ไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่รัตนาก็ยังไม่วายเป็นห่วงลูกสาว ตอนกลับมาถึงบ้านรัตนายิ่งแปลกใจเมื่อเห็นที่คอของราตรีมีสร้อยเหรียญรูปเหยี่ยวห้อยอยู่ ศักดิ์สิทธิ์ดูจึงรู้ว่าน่าจะเป็นของลุงมายงที่วัด เพราะชาวทิเบตนับถือเหยี่ยวกันมาก รัตนาบอกให้เอาไปคืน แต่ศักดิ์สิทธิ์กลับว่าลุงมายงน่าจะแอบให้เพราะรู้ว่าถ้าให้กับพ่อแม่คงไม่ยอมรับเพราะเป็นเหรียญที่มีค่าและดูท่าราตรีจะชอบสร้อยอันนี้ด้วย หากกลับเอาไปคืนวันนี้ลุงคงจะเสียใจ ค่อยหาโอกาสเอาไปคืนในวันหลังจะดีกว่า ยามค่ำคืนในห้องนอนราตรี เหรียญรูปเหยี่ยวที่คอของเด็กน้อยก็เรืองแสงขึ้นมา แล้วเหรียญนั้นก็ค่อย ๆ หายไปในร่างของราตรี ในขณะที่ราตรีหลับใหลอย่างไม่รู้สึกตัว รุ่งเช้าศักดิ์สิทธิ์พบว่าสร้อยนั้นไม่ได้อยู่ที่คอราตรีแล้วแต่ก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร เพราะคิดว่าราตรีคงซุกซนทำตกหายไป จนกระทั่งทุกคนลืมเรื่องราวของเหรียญรูปเหยี่ยวไป 15 ปีผ่านไป.. ราตรี (จั๊กจั่น-อคัมย์สิริ) จบการศึกษาสาขานิติศาสตร์ จบแล้วได้ทุนไปเรียนต่อกฎหมายระหว่างประเทศที่อเมริกาจนจบโทจึงเดินทางกลับมาเมืองไทย ศักดิ์สิทธิ์ตอนนี้ได้เป็นรองอธิบดีกรมตำรวจ ราตรีกลับมาทำงานเป็นทนายอิสระช่วยว่าความช่วยเหลือคนจน ราตรีมีเพื่อนเก่าชื่อ นุชนาถ (เตย-กัญญกร) เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ฉบับเล็ก ๆฉบับหนึ่ง ชื่อ อธิปไตย นสพ.ถูกฟ้องร้องจาก นายสมศักดิ์ ตระกูลวงศาเจริญยิ่ง นักธุรกิจมาเฟียคนหนึ่ง ซึ่งนุชนาถลงข่าวว่ามีส่วนพัวพันกับธุรกิจผิดกฎหมายและหลบเลี่ยงภาษีรวมทั้งกว้านซื้อที่นาจ้างคนทำนาให้กับบริษัทต่างชาติที่หนุนหลังอยู่ นุชนาถได้ติดต่อมาให้ราตรีช่วยว่าความให้..ด้วยความฉลาดของราตรีทำให้นุชนาถ หลุดจากคดี ทำให้สมศักดิ์นักธุรกิจมาเฟียโกรธแค้นมาก นุชนาถพาราตรีไปกินข้าวฉลองความสำเร็จ ระหว่างที่นุชนาถขับรถมาส่งราตรีก็ถูกรถตู้ปาดหน้า มีมือปืน 4-5 คนออกมาจากรถยิงสาดด้วยปืนกล นุชนาถถูกกระสุนทรุด ยามคับขันราตรีเอาร่างบังร่างของนุชนาถไว้ กระสุนถูกร่างของราตรีทั้งตัว ทันใดนั้นก็มีแสงจ้าสาดออกมาจากร่างของราตรี พวกมือปืนต่างตกใจ แสงสว่างจ้าจนมองอะไรไม่เห็น ทันใดนั้นก็มีเสียงเหมือนเหยี่ยวร้อง.. และมีเงาดำปรากฏ พวกมือปืนสาดกระสุนปืนเข้าใส่เสียงดังสนั่นหวั่นไหว..แต่แล้วเงาดำก็วูบเข้ามา กลายเป็นเสียงพวกมันร้องโหยหวนแทน ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดสนิท ละครเหยี่ยวรัตติกาล ผู้กองเซนต์ (วิน-ธาวิน) มาตรวจสอบในที่เกิดเหตุ ต้องแปลกใจเมื่อเจ้าหน้าที่รายงานว่า พบศพของคนร้าย 5 คน แต่ละคนมีแผลเหวอะหวะที่คอหอยเหมือนถูกกรงเล็บของสัตว์ปีก กำลังส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์ว่าเป็นกรงเล็บของสัตว์ชนิดใด ที่โรงพยาบาล นุชนาถอยู่ในห้องพักฟื้น มีอาการบาดเจ็บจากกระสุนสองสามแห่ง แต่ปลอดภัยแล้ว ราตรีนั่งเฝ้าอยู่ข้าง ๆ ครู่หนึ่งนุชนาถก็รู้สึกตัว นุชนาถบอกว่าเห็นทีตนจะต้องปิดหนังสือพิมพ์เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และครอบครัว ราตรีบอกว่าขอให้เปิดต่อไป โดยที่ตัวเองจะรับผิดชอบทั้งหมดเอง เพราะตนเองก็ต้องการต่อสู้กับพวกที่มีอิทธิพลพวกนี้เช่นกัน ในที่สุดนุชนาถก็ตกลง ผู้กองเซนต์มาดักรอราตรีที่โรงพยาบาล เพื่อสอบปากคำว่าราตรีรอดมาได้อย่างไร และเห็นอะไรบ้าง ราตรีบอกว่าตนเองก็จำไม่ได้ คงเป็นเพราะโชค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองมากกว่า สุดท้ายเซนต์อาสาไปส่งราตรี ระหว่างทางเซนต์ถามถึงนุชนาถว่าเป็นอย่างไรบ้าง ราตรีเล่าว่านุชนาถกลัวมากจนจะปิดหนังสือพิมพ์แต่ตัวเองขอสานต่องานทั้งหมด เซนต์เตือนราตรีให้ระวังตัว อย่างไรก็ตาม เซนต์ให้นามบัตรราตรีไว้ และบอกว่าตนเองก็ไม่ชอบระบบคอรัปชั่น และพยายามที่จะกำจัดพวกมาเฟียเช่นกัน ถ้ามีอะไรที่จะช่วยได้ก็ขอให้ราตรีโทรหาตน ราตรีกล่าวขอบคุณและหวังว่าเซนต์เป็นตำรวจที่ดีอย่างที่คุยไว้ ราตรีถึงคอนโด ก็สำรวจร่างกายตนเองเพราะแปลกใจเหมือนกันที่รอดมาได้ พอดีได้รับโทรศัพท์จากพ่อ รองศักดิ์สิทธิ์ถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยความเป็นห่วง และบอกให้ราตรีไปหาโดยเร็วที่สุด ราตรีรับปากว่าจะไปหาแต่เช้า รุ่งเช้าราตรีไปหาพ่อแม่ที่บ้าน หลังจากนั้นพ่อก็พาราตรีขึ้นไปห้องพระ และถามถึงเรื่องเหยี่ยวที่เป็นข่าว ราตรีบอกว่าจำเหตุการณ์อะไรไม่ได้เลย ในที่สุดพ่อก็เล่าเรื่องเหรียญเหยี่ยวที่ราตรีได้รับเมื่อตอนเด็ก ๆ รองศักดิ์สิทธิ์สันนิษฐานว่าเหยี่ยวศักดิ์สิทธิ์มาช่วยราตรี ราตรีไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก พ่อจึงพาราตรีไปหาหลวงพ่อเจ้าอาวาสที่วัดหัวหิน ซึ่งเป็นอาจารย์ที่นับถือ เมื่อหลวงพ่อได้พบกับราตรีก็ทักทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น โดยที่ศักดิ์สิทธิ์ยังไม่ทันได้เล่าเรื่องเหรียญเหยี่ยว หลวงพ่อยังบอกอีกว่าราตรีได้รับพลังของเหยี่ยวศักดิ์สิทธิ์ เมื่อใดที่ราตรีระลึกถึงพลังของเหยี่ยวก็จะทำให้ร่างกายของราตรีมีพลัง สามารถทนทานต่ออาวุธทุกชนิด มีชั้นเชิงในการล่าหรือต่อสู้กับศัตรูเยี่ยงเหยี่ยว ประสาทสัมผัสเยี่ยงเหยี่ยว มีสัญชาติในการได้ยินได้เห็นเยี่ยงเหยี่ยว และที่สำคัญถ้าราตรีเชื่อมั่น ก็สามารถบินได้เหมือนเหยี่ยว เหมือนกับว่าราตรีเป็นเหยี่ยวศักดิ์สิทธิ์ตามตำนานของชาวทิเบตที่มีมาช้านาน ราตรีฟังแล้วคาดไม่ถึง ส่วนรองศักดิ์สิทธิ์กลับพยักหน้าเชื่อ และให้ราตรีตั้งสมาธินำพลังของเหยี่ยวมาใช้เพื่อป้องกันตัวเอง และปราบพวกอธรรมอย่างที่ราตรีตั้งใจไว้ ราตรีรับปากว่าจะลองทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดขึ้นจริงอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าว ผู้กองเซนต์ ละครเหยี่ยวรัตติกาล ช่อง7 ราตรีจัดแถลงข่าวที่นุชนาถถอนตัวจากหนังสือพิมพ์และตนจะรับหน้าที่แทน ทั้งนี้เพื่อให้คนร้ายเลิกยุ่งกับนุชนาถ และที่สำคัญเพื่อให้นุชนาถและครอบครัวปลอดภัย ข่าวที่นุชนาถถอนตัวจากหนังสือพิมพ์ ทำให้สมศักดิ์ สะใจที่จัดการกับนุชนาถได้ และคิดว่าบรรณาธิการคนใหม่คงจะได้รับบทเรียนแล้ว และคงไม่กล้ายุ่งกับตนอีก นายสมศักดิ์ถูกเรียกตัวไปประชุมกับนักธุรกิจอีก 10 คน โดยมี นายพิเชษฐ์ (บี๋-สวิช) นักธุรกิจที่มีหน้ามีตาในสังคมเป็นหัวหน้าใหญ่ พิเชษฐ์บรรยายแผนให้ทุกคนขยายเครือข่ายไปทุกจังหวัดแทรกแซงเข้าหน่วยราชการ และส่งคนเข้าพรรคการเมือง เป้าหมายคือควบคุมการดำเนินการทางธุรกิจทุกอย่างของประเทศ สุดท้ายพิเชษฐ์ตำหนิว่าสมศักดิ์ทำงานโดยพละการ ทำให้กลายเป็นเป้าหมาย ข่าวใหญ่เป็นที่จับตามองของสังคม และกฎหมายซึ่งจะทำให้เป็นภัยต่อองค์กร และเตือนให้ทุกคนอย่าเอาเยี่ยงอย่างสมศักดิ์ สมศักดิ์ยืนยันว่าตนสามารถควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในกำมือได้แน่นอน หลังจากราตรีเข้าคุมหนังสือพิมพ์ สองวันต่อมาราตรีก็ลงข่าวการถูกยิงของนุชนาถ ซึ่งมีรายชื่อสมศักดิ์เกี่ยวข้องอยู่ด้วย ทำให้สมศักดิ์โกรธมากที่ตกเป็นเป้าสังคม และทางการจึงคิดกำจัดราตรี เซนต์สนใจราตรีตั้งแต่แรกเพราะความสวยของราตรี จึงหาเรื่องมาที่สำนักพิมพ์บ่อย ๆ อ้างเรื่องการสอบสวนเพิ่มเติม และมาเตือนว่านายสมศักดิ์อาจหาทางเล่นงานราตรีแบบที่เล่นงานนุชนาถมาแล้ว ราตรีรับฟังและขอบคุณที่เซนต์มีน้ำใจ เช้าวันหนึ่งราตรีตื่นแต่เช้าแล้วขับรถมุ่งหน้าไปบ้านพักในต่างจังหวัดซึ่งเป็นบ้านของรองศักดิ์สิทธิ์ ที่สร้างไว้เพื่อพักผ่อน และอยู่ลึกเข้าไปจากถนนห่างไกลผู้คน ราตรีไปถึงแล้วเริ่มนั่งสมาธิเรียกพลังเหยี่ยวอย่างที่พ่อลองบอก เมื่อสมาธิเข้าที่ทันใดก็รู้สึกได้ยินเสียงรอบตัวสารพัดเสียง สายตาเหมือนมองเห็นทุกอย่างที่ตนคิดอยากจะเห็น ราตรีลองนึกถึงสมศักดิ์ดู ก็เห็นภาพสมศักดิ์กำลังสั่งมือปืนให้กำจัดตน ราตรีเกิดโมโห ร่างของราตรีค่อย ๆ ลอยขึ้นมาจากพื้นโดยไม่รู้ตัว...พอลืมตาขึ้นก็เห็นตัวเองลอยอยู่กลางอากาศ ราตรีจึงลองนึกว่าตนเองบินได้ ปรากฏว่าร่างของราตรีลอยพุ่งออกหน้าต่างไปอยู่เหนือหลังคาบ้าน ราตรีทดลองร่อนไปมาดูก็ทำได้ดังใจ วันหนึ่งสมศักดิ์ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งว่าตนเองมีความผิดฐานสั่งการให้สังหารชีวิตของคู่แข่ง และผู้ที่เป็นอริกับตนหลายครั้งหลายหน ต้องได้รับกรรมที่ก่อไว้ด้วยชีวิต ลงชื่อ เหยี่ยวรัตติกาล สมศักดิ์โกรธ และจัดงานแถลงข่าวทันที โดยเอาจดหมายให้นักข่าวดู แก้ไขความผิดตน พร้อมท้าทายว่าตนพร้อมที่จะลุยกับเหยี่ยวรัตติกาลได้ทุกเวลา คืนหนึ่งสมศักดิ์ออกจากงานเลี้ยงและแวะไปที่ตึกทำงานของตน แต่พอจอดรถหน้าตึกก็เห็นเงาร่อนอยู่เหนือตึก พวกมือปืนต่างรีบพาสมศักดิ์เข้าไปในตึก แต่พอขึ้นไปถึงที่ทำงานต้องตกใจเมื่อพบกับร่างหญิงสาวในชุดหนัง ใบหน้ามีหน้ากากอำพรางเห็นแต่นัยน์ตาที่คมกริบดุจพญาเหยี่ยว พวกมือปืนต่างสาดกระสุนเข้าใส่ แต่ร่างในชุดหนังพุ่งออกหน้าต่างหายไป พวกมือปืนรีบพานายหนี แต่แล้วร่างในชุดหนังก็พุ่งกลับเข้ามาทางกระจกสาดกระสุนเข้าใส่พวกมือปืน ต่อสู้ด้วยชั้นเชิงที่คล่องแคล่วว่องไว จนเหลือแต่สมศักดิ์คนเดียว หญิงในชุดลึกลับกล่าวคำอำลาแล้วจบชีวิตชั่วของสมศักดิ์มาเฟียลงในที่สุด ก้องเกียรติ ละครเหยี่ยวรัตติกาล ช่อง7 รุ่งขึ้นภาพของหญิงชุดดำใส่หน้ากากลอยลงจากยอดตึกลงสู่พื้นปรากฏอยู่หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์อธิปไตย จับภาพได้โดยเหยี่ยวข่าวสาวคนดังคนล่าสุดของเมืองไทย คือราตรีภายในมีข่าวของสมศักดิ์เสียชีวิตในสำนักงานและพบนามบัตรของเหยี่ยวรัตติกาลอยู่บนศพของสมศักดิ์ มีข้อความว่า จุดจบของผู้ที่คิดร้ายต่อแผ่นดิน กองทัพนักข่าวต่างปรากฏตัวที่สำนักงานหนังสือพิมพ์อธิปไตย เพื่อรอสัมภาษณ์ราตรี ราตรีให้สัมภาษณ์ว่าตนได้ติดตามพฤติกรรมของนายสมศักดิ์อยู่ และก็ได้เห็นเหยี่ยวรัตติกาลปรากฏตัวจึงมีโอกาสได้เก็บภาพไว้ โดยไม่รู้รายละเอียดอะไรอีกเลย เซนต์มาหาราตรีชวนไปนั่งทานกาแฟ และขอสอบถามเรื่องเหยี่ยวรัตติกาล ราตรีปฏิเสธและกล่าวเป็นเชิงชมว่าดีใจที่มีเหยี่ยวรัตติกาลออกมากวาดล้างผู้มีอิทธิพล เซนต์ยิ้มบอกว่าตนก็เห็นด้วย จนใจที่ตัวเองเป็นกฎหมาย จึงได้รับคำสั่งให้สืบสวนและตามจับตัวเหยี่ยวรัตติกาลมาให้ได้ หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีข่าวของเหยี่ยวรัตติกาลช่วยเหลือคนที่ถูกทำร้าย ปล้น รังแก อยู่อย่างไม่ขาดสาย บางครั้งก็มีภาพลง แน่นอนย่อมเป็นหนังสือพิมพ์อธิปไตยของราตรี โดยฝีมือของราตรีเท่านั้น จึงเป็นที่มาของข่าวซุบซิบว่าราตรีมีส่วนรู้เห็นกับคดีที่เกิดขึ้นโดยฝีมือของเหยี่ยวรัตติกาล..ซึ่งราตรีก็ปฏิเสธและอ้างว่าตนเป็นนักข่าวที่ทำงานหนักคอยเฝ้าคอยติดตามเรื่องนี้ ช่วยไม่ได้ที่นักข่าวคนอื่น ๆไม่มีความสามารถพอที่จะได้ภาพเหยี่ยวรัตติกาล เพราะเหตุที่หนังสือพิมพ์อธิปไตยลงข่าวและรูปของเหยี่ยวรัตติกาลอยู่ตลอดเวลา ทำให้คนทั่วไปรวมทั้งชาวบ้านในต่างจังหวัดทุกหนทุกแห่งเมื่อได้รับความเดือดร้อนหรือถูกรังแกจากผู้มีอิทธิพล ก็จะส่งจดหมายเข้ามาลงที่หนังสือพิมพ์อธิปไตย เพื่อหวังว่าจะส่งสารไปถึงเหยี่ยวรัตติกาลให้มาช่วยเหลือ หลังจากที่บทความขอความช่วยเหลือได้ลงหนังสือพิมพ์อธิปไตย ต่อมาก็มีข่าวว่าเหยี่ยวรัตติกาลปรากฏตัวปราบพวกเหล่าร้ายพวกนั้นจนราบคาบ สร้างความกลัวให้พวกคนร้าย และยิ่งทำให้คนส่งสารผ่านมาทางหนังสือพิมพ์อธิปไตยมากขึ้น พิเชษฐ์กดดันให้ทางการปิดหนังสือพิมพ์อธิปไตยเพราะทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายผู้คนแตกตื่น แต่ราตรีก็แก้ต่างจนหลุดคดีความจนได้ การตายของสมศักดิ์ ทำให้พิเชษฐ์สั่งหน่วยงานของตนให้ระวังตัว ทำงานกันอย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้น แต่สุดท้ายแล้วหน่วยงานของสรสินก็ถูกบุก หัวหน้าหน่วยถูกเก็บ เครือข่ายที่อยู่ต่างจังหวัดถูกทำลายด้วยฝีมือของเหยี่ยวรัตติกาล ทำให้พิเชษฐ์โกรธแค้นอย่างยิ่ง สั่งเพิ่มกำลังและป้องกันอย่างเต็มที่ ภายใต้หน้ากากองนักธุรกิจตัวอย่าง เป็นบุคคลดีเด่นที่สังคมยอมรับ สังคมไม่มีใครรู้ว่าพิเชษฐ์ซ่อนความชั่วร้ายไว้มากมาย จั๊กจั่น ละครเหยี่ยวรัตติกาล เซนต์ และราตรีต่างก็สืบสวน และหาทางเปิดโปงนายสรสินให้สังคมได้รู้หน้ากากที่แท้จริง โดยมีผู้ช่วยเซนต์ชื่อ ก้องเกียรติ (หลุยส์ เฮสดาร์สัน) และผู้ช่วยของราตรีชื่อ อีท (แจม-ปาณิชดา) คอยช่วยเหลือการกระชากหน้ากากของพิเชษฐ์และกระบวนการ แต่สังคมส่วนใหญ่ถูกปิดหูปิดตาด้วยเงินที่นายพิเชษฐ์หว่านลงไปอย่างไม่อั้น โดยใช้เงินจากการรีดไถผูกขาดค้ากำไรเอาเปรียบคนอื่นแทบทั้งสิ้น แม้ว่าเหยี่ยวรัตติกาลจะปราบปรามทำลายหน่วยงานต่าง ๆ ของนายพิเชษฐ์ลงไปมากมายแต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งเครือข่ายของนายพิเชษฐ์ได้ จริงอยู่ที่เหยี่ยวรัตติกาลสามารถจบชีวิตของนายพิเชษฐ์ได้ แต่ก็เชื่อว่าต้องมีตัวแทนมาสานต่อขบวนการชั่วของมัน มีทางเดียวคือต้องเปิดโปงให้สังคมได้รู้ความจริงเท่านั้น เมื่อสังคมรู้ความจริงนายพิเชษฐ์หมดสภาพ ขบวนการของนายพิเชษฐ์ต้องพังพินาศลงอย่างแน่นอน เซนต์ และราตรีได้ใช้เวลาร่วมกันหาความจริงจนสนิทสนมมีใจต่อกัน และต้องเผชิญกับอันตรายร่วมกันหลายครั้งจากพวกมือปืนของพิเชษฐ์ทำให้ยิ่งมีความรู้สึกลึกซึ้งต่อกันมากขึ้น..ปัญหาก็คือเหยี่ยวรัตติกาล แม้ว่าเหยี่ยวรัตติกาล จะได้เผชิญหน้ากับเซนต์ และช่วยเหลือเซนต์ให้รอดพ้นจากมือปืนของพิเชษฐ์หลายครั้ง จนเซนต์เองก็ชื่นชมเหยี่ยวรัตติกาลไม่น้อย แต่ก็ไม่สามารถจะหยุดยั้งผู้บังคับบัญชา หรือหน่วยงานอื่นที่จ้องจะจับเหยี่ยวรัตติกาลให้เลิกตามล่าได้ พิเชษฐ์เองเมื่อได้รับความเดือดร้อนจากเหยี่ยวรัตติกาลรวมทั้งข่าวลือที่ว่าเหยี่ยวรัตติกาลมีพลังที่ลึกลับ ถึงกับส่งคนไปตามหาคนที่มีความรู้เรื่องเหยี่ยวมาจากทิเบตเพื่อมาปราบเหยี่ยวรัตติกาล ซึ่งได้พบอาจารย์ผู้มีวิชาหลายอย่าง ทั้งสะกดจิต บังคับจิตคนให้เห็นในสิ่งต่าง ๆ นานา จนกลายเป็นคนบ้าคลั่งขาดสติได้ สรสินจึงให้อาจารย์ผู้นี้ใช้วิชากำจัดศัตรูของตนด้วยไปในตัว ละครเหยี่ยวรัตติกาล เหยี่ยวรัตติกาลออกตามเรื่องและได้มีการเผชิญหน้ากันหลายครั้งกับอาจารย์ผู้นี้และมีการต่อสู้ผลัดกันรุกผลัดกันรับ ฝีมือสูสีกินกันไม่ลง อย่างไรก็ตามเวลาผ่านไป ด้วยการสืบสวนของเซนต์ และราตรีก็พบหลักฐานการโยกย้ายเงินที่เกี่ยวข้องกับพิเชษฐ์ซึ่งโยงใยถึงเครือข่ายต่าง ๆ ของพิเชษฐ์รวมถึงหลักฐานการรับเงินจากต่างประเทศ จนกระทั่งพิเชษฐ์ถูกเปิดโปง สรสินให้อาจารย์ใช้วิชากำจัดผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อปกปิดความลับของตนแต่ครั้งนี้เหยี่ยวรัตติกาลตามประกบติด จนในที่สุดก็ซ้อนแผนสามารถกำจัดอาจารย์ผู้นี้ได้ ในที่สุดพิเชษฐ์ก็ได้รับโทษ ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต เซนต์ กับราตรีเปิดโปงเส้นทางการเงินที่มาจากต่างประเทศ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังจนเส้นทางการเงินพิเชษฐ์ถูกปิดเครือข่ายล่มสลายทั่วประเทศ เมื่อสังคม บ้านเมืองกลับมาสงบ เหยี่ยวรัตติกาลคงไม่ได้ออกมาปรากฏตัวอีกนาน หลังงานสำเร็จสามารถจัดการกับคนชั่วคอรัปชั่นได้ เซนต์กับราตรีต่างฉลองความสำเร็จร่วมกันรวมทั้งทีมงานคนอื่น ๆ ที่ร่วมต่อสู้ฝ่าฟันกันมาด้วยกัน ทั้งทีมตำรวจของ เซนต์ ผู้ช่วยมือขวาของเซนต์คือก้องเกียรติ และทีมงานของ ราตรี และอีทผู้ช่วยคนสวยของราตรี ที่ตอนนี้ปิ๊งกันกับก้องเกียรติเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับความรักของเซนต์กับราตรีที่หวานชื่นและดำเนินต่อไป แต่มีอีกอย่างหนึ่งที่ยังคงคาใจของเซนต์ และทุกคนก็คือ เหยี่ยวรัตติกาล ติดตามชม ละครเหยี่ยวรัตติกาล ได้เร็ว ๆ นี้ทางช่อง 7 สี รายชื่อนักแสดวนำใน ละคร เหยี่ยวรัตติกาล อคัมย์สิริ สุวรรณศุข รับบท ราตรี ธาวิน เยาวพลกุล รับบท เซนต์ หลุยส์ เฮสดาร์ซัน รับบท ก้องเกียรติ ปาณิชดา แสงสุวรรณ รับบท อีท สวิช เพชรวิเศษศิริ รับบท พิเชษฐ์ อนิสา นูกราฮา รับบท เรวดี กัญญกร พินิจ รับบท นุชนาถ ฐาปกรณ์ ดิษยนันทน์ รับบท รอง อ.ธ.ศักดิ์สิทธิ์ นวลปรางค์ ตรีชิต รับบท รัตนา พัฒนะ พันธุ์เทวะ รับบท พีท ทองขาว ภัทรโชคชัย รับบท อาจารย์บาตง ตรีวรัตถ์ ชุติวัฒน์ขจรชัย รับบท ทัช กฤษณ์ ไตรรัตน์ รับบท ซาเอะ ช่อง7 ละครเหยี่ยวรัตติกาล ละครเหยี่ยวรัตติกาล ละครเหยี่ยวรัตติกาล จั๊กจั่น ละครเหยี่ยวรัตติกาล จั๊กจั่น

ลุยงานทีมชาติ! มาดามแป้งประกาศคัดตัวเเข้งชบาเเก้ว 30 เม.ย.-1 พ.ค.นี้
นวลพรรณ ล่ำซำ /  ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย / 

ผู้จัดการฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย เดินหน้าลุยงานเต็มที่ประเดิมเรียกเเข้งฝีเท้าดีเปิดคัดตัวใหม่ 30 เม.ษ. - 1 พ.ค.นี้ "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ผู้จัดการทีมแข้งสาวชุดใหญ่ และชุด 19 ปี ล่าสุดมาดามแป้งเดินเครื่องเต็มที่ ประกาศเรียกนักเตะทดสอบสมรรถภาพและคัดตัวนักกีฬาชุดใหญ่ 30 เม.ย.และชุด 19 ปี 1 พ.ค.นี้ เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งทำให้เราได้เห็นความสามารถของนักกีฬาอย่างหลากหลายมากขึ้น มาดามแป้ง ผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยชุดใหญ่ และชุด 19 ปี กล่าวว่า “หลังจากได้รับมอบหมายงานจากท่านนายกสมาคมฯ เมื่อไม่กี่วันมานี้ ตอนนี้ต้องนำแผนงานมาปรับให้ทันต่อสถานการณ์ที่สุด และทำให้ต้องเริ่มงานทันทีเพื่อให้ทันกับการเตรียมทีม AFF 2016 ในเดือนกรกฎาคมนี้ ที่ประเทศเมียนมา รวมถึง FIFA Day ที่จีนต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งหากนับตอนนี้ก็จะเหลือเวลาไม่ถึงเดือนเดียว กับการห่างหายจากทัวร์นาเม้นแข่งขันของน้องๆ ชุดเดิมตั้งแต่ช่วงตุลาคม 2558” “ทำให้ต้องเร่งการเตรียมทีมให้เกิดขึ้นเร็วที่สุดในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม โดยตนเองและทีมงานอยากถือโอกาสนี้เริ่มต้นสร้างทีมใหม่เพื่อสร้างอนาคตให้กับบอลหญิงไทยที่เข้มแข็งมากขึ้น โดยจะขอเริ่มจากจุดแรกคือการเปิดโอกาสให้นักเตะสาวไทยที่กระจายอยู่ในสโมสรต่างๆ ได้มีโอกาสคัดเข้าทีมชาติอย่างเท่าเทียม ซึ่งจะทำให้เรามีนักเตะที่จะเข้าโปรแกรมในรุ่นต่างๆอย่างครบถ้วน” “และพร้อมที่จะทุ่มเทเข้าสู่โปรแกรมทีมชาติอย่างมีคุณภาพ ซึ่งตนได้มอบหมายให้ทีมงานทำการเปิดทดสอบสมรรถภาพและคัดตัวนักกีฬา เข้าเตรียมทีม สำหรับทีมบอลหญิงชุดใหญ่ในวันเสาร์ที่ 30 เมษายน 2559 ที่สนาม กกท.1 รวมถึงในชุด 19 ปี ก็จะมีการเปิดทดสอบสมรรถภาพและคัดตัวนักกีฬา เข้าเตรียมทีม ในวันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม 2559 ที่สนาม กกท.1 เพื่อเฟ้นหาตัวนักกีฬาเพิ่มเติม ทั้งนี้เพื่อเพิ่มเติมจำนวนนักกีฬาทีมชาติในระยะยาว และเราจะเปิดการทดสอบและคัดสรรนักเตะทุกเดือน เพื่อประเมินนักเตะเก่า และให้โอกาสกับนักเตะที่มีพัฒนาการฝีเท้าที่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ” เกณฑ์การรับสมัครสำหรับทีมชาติ ชุดใหญ่ นัดทดสอบวันเสาร์ที่ 30 เมษายนเวลา 15.00 น.ลงทะเบียน ที่สนามกกท.หัวหมาก โดยน้องๆต้องมีอายุตั้งแต่ 19 ปีขึ้นไป (หรือเกิดใน พ.ศ. 2540) ส่วนชุด 19 ปี นัดทดสอบวันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคมเวลา 08.00 น.ลงทะเบียน ที่สนามกกท.หัวหมากโดยน้องๆต้องมีอายุไม่เกิน 18 ปี โดยต้องการทักษะความสามารถในด้านฟุตบอล เตรียมบัตรประชาชนมาลงทะเบียนหน้าสนาม กกท.1 และเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการทดสอบ ติดต่อคุณกุ๊ก 086-030-1405 และคุณโก้ 091-130-2264

กินอะไรดี ! สิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจแต่ไม่สิ้นคิด
นิชชิน /  บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป / 

สิ้นเดือนแล้ว ช่วงนี้หลายๆ คนก็ต้องพบเจอกับสภาวะเงินขาดมือกัน เมนูยอดฮิตประจำช่วงท้ายเดือนก็จะหนีไม่พ้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อต่างๆ แต่จะกินแค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ดูจะขาดสารอาหารไปหน่อย เราจึงขอแนะนำเพจที่สร้างสรรค์เมนูบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปออกมาได้อย่างน่าทึ่ง อย่างเพจ "มาม่าปลิดชีพ" ก็เป็นอีกช่องทางที่ให้ทุกคนมาแบ่งปันแลกเปลี่ยนไอเดียเมนูมาม่ากัน ไม่ว่าจะเป็นการใส่เนื้อสัตว์ต่างๆเช่น กุ้ง ปู หรือจะพลิกแพลงเป็นเมนูฟิวชั่นอย่างเช่น มาม่าคาโบนาร่าก็ย่อมได้ค่ะ ยกตัวอย่างเช่นเมนูแรกโดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Be' Squids ได้แชร์ไอเดียกับเรา โดยการใช้นิชชินรสต้มยำกุ้งมาดัดแปลง ใส่สาหร่าย ไข่ไก่ ผักต่างๆจนกลายเป็นชามที่คล้ายๆเมนูราเม็งนั่นเอง เมนูนี้จากคุณ Shiyavee Unkeaw นำเอานิชชินมาดัดแปลงเป็นอาหารญี่ปุ่นอย่างยากิโซบะ ซอสญี่ปุ่น พร้อมไข่ดาวไม่สุกแบบนุ่มๆ ใส่ผักลงไปเพื่อสารอาหารที่มากขึ้นค่ะ จานนี้มาแบบตะวันตกโดยคุณ Chanoknad Chanoknumpol ใช้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโชกุน ทำซอสสปาเก็ตตี้แบบโฮเมดกินคู่กับออมเลต ก็เป็นอะไรที่ลงตัวดีนะคะ  จานนี้สุดครีเอทีฟไปเลยค่ะ เพราะเป็นการนำเอานิชชินเส้นพริกมาผัดกับผักกาดขาวหมูสับ แถมยังปิดท้ายด้วยการโดรยกากหมูกรุบกรอบ เมนูนี้นำเสนอโดยคุณ Gittisak Bambat ค่ะ ถ้าหากใครถึงสิ้นเดือนแล้วจะเหมือนสิ้นใจ คิดเมนูไม่ออก เข้าไปติดตามกันได้ที่เพจ "มาม่าปลิดชีพ" ได้นะคะ ขอบคุณภาพจากเพจ facebook.com/foodmama

งานรีไซเคิล ดีไซน์ คูลไม่ซ้ำใคร! เอา เครื่องบิน มาทำ เก้าอี้ ว้าวไหมล่ะคุณ
ดีไซน์ /  ตกแต่งบ้าน / 

เคยนั่งเครื่องบินแล้วคิดเล่นๆ กันบ้างไหมคะว่า ถ้าชิ้นส่วนของ เครื่องบินนี้ เอามาทำเป็นเก้าอี้นั่งได้จะแหล่มขนาดไหน ? มีคนทำได้จริงแล้วค่ะ เมื่อบริษัท Fallen Furniture ในประเทศอังกฤษ ได้ผลิต 737 Cowling Chair ขึ้นมา เก้าอี้ 737 Cowling นี้ ถูกสร้างมาจากชิ้นส่วนของเครื่องบินเจ็ท โบอิ้ง 737 และนี่คือที่มาของชื่อเก้าอี้รุ่นนี้ค่ะ มันถูกเคลือบด้วยอลูมิเนียมขัดเงาวาว มีฐานต่อทำให้สามารถหมุนได้  ภายในบุเบาะหนังสีดำทั้งหมด ซึ่งเจ้าเก้าอี้รุ่นนี้ ถูกผลิตขึ้นมาโดยที่ยังไม่มีการกำหนดราคาขาย และแน่นอนว่าราคาย่อมไม่เบา อย่าเพิ่งบ่นว่าแพงสิคุณขา นี่มันเครื่องบินที่คุณนั่งได้นะ ใช่ว่าใครๆ เขาจะมีกัน ! ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบสะสมของแปลก ชอบตกแต่งบ้านให้มีสไตล์โดดเด่น ไม่มีใครเหมือน ลองเข้าไปชม ในเว็บไซต์ fallenfurniture ได้ ถ้าอยากสั่งซื้อเก้าอี้ 737 Cowling นี้ อย่าลืมซื้อมา 2 ตัว ตัวหนึ่งสำหรับคุณ ส่วนอีกตัวก็สำหรับนักบินไงคุณขา ;) ไม่งั้นจะบินได้ยังไงล่ะ จริงไหม ที่มาจาก www.fallenfurniture.com

สาว 12 ราศี.. แต่งหน้า แต่งตัว ลุคไหนดีนะที่ชนะเลิศ ?
12ราศี /  แต่งตัว / 

แต่งหน้า แต่งตัว อย่างไร ถึงจะเสริมดวงผู้หญิงทั้ง 12 ราศี ? ราศี มังกร (14 มกราคม - 13 กุมภาพันธ์) ลักษณะการแต่งตัว : ต้องดูทะมัดทะแมง ใส่สบาย ดูเป็นลุค working women คล่องแคล่ว แต่หาสูททรงสูง รองเท้าส้นไม่สูงเกินไป การแต่งหน้า : เน้นการแต่งรูปคิ้วให้เข้ารูป ขนตางอน เน้นการทาปากสีสด หรือสีนู้ดไปเลย เพิ่มลูกเล่นให้ดูเก๋เปรี้ยวขึ้นไปอีกหนึ่งสเต็ป ราศีกุมภ์ (14 กุมภาพันธ์ - 13 มีนาคม) ลักษณะการแต่งตัว : เลือกเสื้อผ้าที่เรียบหรู หาเดรสสีสดใสมาแต่ง อาจเพิ่มลูกเล่นด้วยการหาผ้าพันคอสวยๆ สักผืนมาใส่ การแต่งหน้า : เน้นการแต่งรูปคิ้วให้สวย เปลือกตาเลือกโทนสีทองประกาย ให้ดูเซ็กซี่ ปัดแก้มเน้นสีส้มอิฐ ปากเป็นสีนู้ดเข้มหรือสีอมน้ำตาล ราศีมีน (14 มีนาคม - 14 เมษายน) ลักษณะการแต่งตัว : คุณสามารถใส่เสื้อผ้าได้หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะผ้าลูกไม้หรือมีโบว์ก็เหมาะกับสาวราศีนี้ แต่รองเท้าเน้นแบบสวมใส่สบาย ไม่ต้องส้นสูง การแต่งหน้า : ควรเน้นลุคที่ดูเป็นธรรมชาติ สดใส อ่อนหวาน อ่อนโยน ดูสุขภาพดี ใช้สีเอิร์ธโทน และสีชมพูอ่อน เน้นพวงแก้มให้ดูสุขภาพดี ลิปกลอสประกายมุกเพิ่มความวาว ราศีเมษ (15 เมษายน - 14 พฤกษภาคม) ลักษณะการแต่งตัว : แนะนำให้แต่งแบบเรียบหรูมีสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นชุดเดรสพอดีตัว หรือกางเกงยีนส์ ที่แมตซ์เข้ากับเสื้อสีดำแดง รองเท้าเน้นส้นสูง ให้เห็นถึงความมั่นใจและความเซ็กซี่ของสาวราศีเมษ การแต่งหน้า : กรีดอายไลน์เนอร์แบบโฉบเฉี่ยว เน้นหางตา ปัดมาสคาร่าให้เด้งๆ แต่ที่ขอเน้นเลยคือสีปาก อยากให้เป็นสีแดงเรียกทรัพย์ พูดอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปทั้งหมด ราศีพฤษภ (15 พฤษภาคม - 14 มิถุนายน) ลักษณะการแต่งตัว : แต่งแบบเรียบๆ ก็พอค่ะ เลือกโทรสีน้ำตาล สีเบจ  สีขาว สีดำ โดยเฉพาะช่วงไหนที่รู้สึกว่าเงินเริ่มขาดมือ แนะนำให้หยิบเสื้อผ้าสีน้ำตาลมาใส่ จะเป็นการเรียกทรัพย์อีกแบบหนึ่งค่ะ การแต่งหน้า : เน้นการแต่งดวงตาให้ชัด และดูคม สีปากสีนู้ด ปัดแก้มเบาๆ ราศีเมถุน (15 มิถุนายน - 15 กรกฎาคม) ลักษณะการแต่งตัว : การแต่งกายของราศีนี้เรียกได้ว่า เรียบ เท่ แต่มีความหรูในตัว การแต่งตัวได้ทุกแนว แต่เน้นสวมรองเท้าส้นสูงที่มีหัวแหลม โทนสีสดใสออกส้ม การแต่งหน้า : เน้นการแต่งสีเอิร์ธโทน สีน้ำตาลทอง เติมกลอสใสที่ริมฝีปาก ราศีกรกฎ (16 กรกฎาคม - 16 สิงหาคม) ลักษณะการแต่งตัว : สไตล์การแต่งตัวของสาวราศีนี้ เน้นความเบาสบายในการสวมใส่เป็นหลัก ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ตามแฟชั่นมากนัก เสื้อผ้าควรมีลายลูกไม้น่ารักๆประดับอยู่ด้วย หรือจะเป็นกางเกงผ้าพลิ้วก็เก๋ไม่เบาค่ะ การแต่งหน้า : เน้นแต่งให้มีประกายชิมเมอร์ที่ดวงตา กับลิปสติกสีชมพูกลอส ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม - 15 กันยายน) ลักษณะการแต่งตัว : เสื้อผ้าที่ใส่สบายดูสง่า และหรูหรา การแต่งตัวควรเน้นสวมใส่เสื้อผ้าโชว์สัดส่วน เพื่อเป็นสเน่ห์ดึงดูด อาจเป็นเดรสสั้นพอดีตัว สีเข้มก็ได้ค่ะ การแต่งหน้า : เน้นการแต่งตาด้วยสีสัน สีน้ำเงิน สีม่วง สีเขียวเทาสโมคกี้อายสีดำ เน้นให้ดวงตาดูโดดเด่น ราศีกันย์ (16 กันยายน - 16 ตุลาคม) ลักษณะการแต่งตัว : เสื้อผ้าที่ใส่จะเน้นไปทางน่ารัก อ่อนหวานลุคคุณหนู เสื้อผ้าที่ไม่เน้นสัดส่วนจนเกินไป สาวราศีนี้เหมาะสำหรับการสวมใส่เสื้อกระโปรงลายดอก สีอ่อนๆ ดูน่ารัก หรือเสื้อผ้าลุกไม้สีเบจหรือเดรสสีหวานก็ได้ การแต่งหน้า : แต่งสวยใสสไตล์เกาหลี แต่งเหมือนไม่แต่ง ให้ดูลุคสวยหวานธรรมชาติสุดๆ ราศีตุลย์ (17 ตุลาคม - 15 พฤศจิกายน) ลักษณะการแต่งตัว : เสื้อผ้าของสาวราศีนี้ บอกได้เลยว่าเธอมีสไตล์เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะสวมใส่แบบไหนก็จะมีบุคลิกโดดเด่นชัดเจน เน้นเป็นโทนสีเย็นชัดเจน เสริมดวงการเงินได้ดีเลยค่ะ การแต่งหน้า : เน้นแต่งหน้าแบบธรรมชาติ ดูสุขภาพดี อาจเพิ่มชิมเมอร์เล็กน้อย เพื่อให้ดูสดใส สีปากนั้นเน้นเป็นสีชมพูอ่อน หรือสีนู้ดอมชมพู ราศีพิจิก (16 พฤศจิกายน - 14 ธันวาคม) ลักษณะการแต่งตัว : สาวราศีนี้มีสไตล์เป็นของตัวเอง เสื้อผ้าแบบยาวๆ พลิ้วๆ ที่ทำมาจากผ้าไหม ช่วยให้สวมใส่ดูสบายๆ แลดูเซ็กซี่ หรือจะแต่งเป็นโบฮีเมียนก็เก๋ไปอีกแบบ การแต่งหน้า : เน้นดวงตาให้โฉบเฉี่ยว ผิวดูโกลว์ ริมฝีปากเป็นสีออกแนวส้ม ราศีธนู (15 ธันวาคม - 13 มกราคม) ลักษณะการแต่งตัว : การแต่งตัวเน้นเป็นเสื้อผ้าประเภท ผ้าฝ้าย ผ้าป่าน ที่ทำจากธรรมชาติ เน้นให้เป็นเสื้อผ้าที่คล่องตัว ออกแนวเท่ อาจจะใส่ยีนส์เก๋ๆ กับเสื้อผ้าฝ่านก็ได้ค่ะ การแต่งหน้า : เน้นการแต่งหน้าโทนสีสดใส สีส้ม สีชมพู ปัดแก้มให้ดูสดใส  ที่มาจาก : I-see magazine ติดตามดูดวงอื่นๆ ได้ที่  : Horoscope.Mthai.com

แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด'
ที่เที่ยวประจวบคิรีขันธ์ /  ท่องเที่ยวประจวบฯ / 

บางครั้งการที่เราออกไปเที่ยวคนเดียวไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม สิ่งนั้นยิ่งทำให้เราได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น แต่ก่อนที่เราจะเก็ยกระเป๋าก้าวออกจากบ้าน สิ่งที่เราต้องมีก็คือ "ความกล้า" เช่นครั้งหนึ่งเพจ LIFE IS A JOURNEY แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด' ใครจะไปรู้ว่าที่นี่มีที่เที่ยวชมธรรมชาติที่สวยงามอยู่หลายที่เลย อยู่ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นี้เอง ตามไปดูกันเลย ^^ แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด' การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณหกปีที่แล้ว ช่วงปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น ไม่มีอะไรทำ นอนดูทีวีอยู่หอ พอดีเปิดไปเจอรายการท่องเที่ยวของช่อง 5 รายการอะไรจำชื่อไม่ได้ล่ะ จำได้แค่ว่า เค้าพาเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าบนยอดเขา เป็นพระอาทิตย์ดวงกลมๆสีส้มค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากทะเล!!! เห็นเท่านั้นล่ะ หัวใจเต้นแรง เลือดสูบฉีดขึ้นมาทันใด (รู้สึกเหมือนตอนต้องออกไปยืนพูดหน้าเสาธงเป็นครั้งแรก) ดูจนจบเลยรู้ว่าไม่ใช่ที่ไหนไกล เป็นจุดชมวิวเขาแดง อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั้นเอง ด้วยความว้าวุ่น ว่าง เปลี่ยว และเหงา!!! ก็เลยลองหาข้อมูลเพิ่มเติม แค่รู้ว่าอยู่ตรงไหน มีที่เที่ยวอะไร จะไปยังไงได้บ้าง ส่วนที่พักหน่ะหรอ ไม่ต้องจองล่วงหน้า Agoda ก็ยังไม่รู้จัก เพราะมีเต้นท์และถุงนอนส่วนตัวจะไปกลัวอะไร ไปตายเอาดาบหน้าละกัน จึงตัดสินใจเก็บกระเป๋าในคืนนั้น แล้วออกเดินทางทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยเอาของไปเท่าที่จำเป็น และของสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยสำหรับการเดินทางเพียงลำพัง นั่นก็คือ "ความกล้า" "สูดหายใจเข้าให้ลึกสุดปอด รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วออกเดินทางไปพร้อมกัน" แผนการผจญภัยคร่าวๆ ในระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ดังนี เดินทางด้วยรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปหัวหิน ต่อรถไฟฟรีไปลงสถานีสามร้อยยอด นั่งรถมอเตอร์ไซด์ไปเดินเล่นทุ่งสามร้อยยอด กางเต็นท์นอนค้างคืนริมชายหาดสามพระยา เดินขึ้นเขาตอนตีห้า พระอาทิตย์มาตอนหกโมง เดินข้ามเขา มุดเข้าถ้ำพระยานคร ยืนดูดาวตอนกลางวันในถ้ำแก้ว เพื่อนร่วมเดินทาง กระเป๋า 1 ใบ ข้างในมีเสื้อ กางเกง ผ้าเช็ดตัว รองเท้าผ้าใบ อุปกรณ์อาบน้ำ ฯลฯ กระเป๋าคาดหน้าอก 1 ใบ เอาไว้ใส่เงิน โทรศัพท์ กล้อง ฯลฯ ไฟฉาย ยาสามัญประจำบ้าน ขวดน้ำดื่ม เต้นท์ ขนาด 2 คนนอน 1 หลัง และถุงนอน 1 ใบ กล้องคอมแพค 1 ตัว 07.00 AM : ออกจากหอไปขึ้นรถตู้ กรุงเทพ-หัวหิน ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เดินทางถึงหัวหินประมาณ 10 โมง แวะกินข้าวฟรีที่บ้านลุง กินอิ่มก็ไปรับตั๋วรถไฟฟรีที่สถานีหัวหิน ขบวนที่ 255 หรือใครอยากนั่งรถไฟฟรีมาจากกรุงเทพก็ได้นะ สถานีต้นทาง ธนบุรี ออกเวลา 07.30 สิ้นสุดที่สถานีหลังสวน 01.30 PM : รถไฟ รถไฟมา มาช้าหน่อยแต่ก็มา ตามประสารถไฟไทย รถไฟมาก็รีบกระโดดขึ้นไปหาที่นั่ง ขบวนนี้เบาะนุ่มสบายก้นมาก แนะนำเพิ่มเติมสำหรับคนที่เดินทางคนเดียว ควรมีกระเป๋าคาดหน้าอกแบบในรูปไว้สักใบ เอาไว้ใส่เงิน ใส่โทรศัพท์ ใส่กล้อง ฯลฯ หยิบใช้ง่าย สะดวกมากๆ นั่งมาสักพักก็ได้พบกับนวัตกรรมที่น่าทึงของแม่ค้าไทย นั่นคืออุปกรณ์สำหรับแขวนของมาขายบนรถไฟ มีทั้งอาหารสด อาหารแห่ง และเครื่องดื่ม เวลาจะขายก็แค่เอาตะขอไปแขวนไว้กับชั้นวางของด้านบน 02.00 PM : รถไฟมาถึงสถานีสามร้อยยอด  ที่นี่สถานีสามร้อยยอด แดดร้อนมาก แผนที่จุดหมายของการเดินทางทั้งหมดในครั้งนี้ 1) สถานีรถไฟสามร้อยยอด 2) ทุ่งสามร้อยยอด (ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ บึงบัว) 3) ที่ทำการ อช.เขาสามร้อยยอด (Khao Sam Roi Yot National park) 4) หาดสามพระยา (Sam Phraya Beach) 5) จุดชมวิวเขาแดง (Khao Daeng View Point 6) ถ้ำพระยานคร (Phraya Nakhon Cave) 7) ถ้ำแก้ว (Kaeo Cave) หลังจากลงจากรถไฟ ก็เดินหาของกินรองท้อง และเตรียมเผื่อสำหรับมือเย็นที่ตลาดใกล้ๆสถานีรถไฟ เดินเลือกหาของกินอยู่สักพัก ก็มีเสียงทักเบาๆมาจากข้างหลังว่า "ไอ้หนู สะพายกระเป๋าพะรุงพะรังจะไปไหนเนี่ย" หันไปดูก็เห็นเป็นคุณป้าร้านขายลูกชิ้นกับข้าวเหนียวมะม่วง ดูท่าทางใจดี ก็เลยบอกป้าว่าจะไปทุ่งสามร้อยยอด ป้าก็ถามว่าแล้วจะไปยังไงล่ะ ไม่มีรถเข้าไปมันไกลนะ จึงบอกป้าไปว่าจะเดินเข้าไป หรือไม่ก็หาโบกรถเข้าไป ป้าก็อมยิ้ม แล้วบอกว่าจะไปส่ง แต่เราก็เกรงใจเพราะเห็นป้ากำลังตั้งร้านยังไม่เสร็จ ก็เลยปฏิเสธป้าไป แล้วก็ได้ยืนคุยกันอยู่สักพักก่อนจะออกเดินทางต่อ ป้าใจดีให้ลูกชิ้นมา 4 ไม้ ข้าวเหนียวมะม่วงมา 1 ถุง 03.00 PM : ออกเดินทางไปยังทุ่งสามร้อยยอด ทุ่งสามร้อยยอดอยู่ห่างจากตลาดที่เราอยู่ประมาณ 8 กิโลเมตร ไม่มีรถประจำทาง ดังนั้น วิธีการที่เราเลือกใช้คือ "โบกรถ" ก็เลยเดินไปที่ปากทางเข้าเพื่อรอโบกรถ เดินไปสักระยะก็เจอกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 4-5 คน พร้อมมอเตอร์ไซด์กำลังจับกลุ่มคุยกัน กลุ่มวัยรุ่นเห็นเราเดินผ่านมาก็เลยตะโกนถามว่า "พี่จะไปไหนครับ" ด้วยความกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีหรือโดนปล้น ก็เลยบอกไปว่า "จะไปบ้านญาติที่อยู่ข้างใน" กลุ่มวัยรุ่นก็เลยบอกว่า "ให้ผมไปส่งไหมพี่" เราก็รีบปฏิเสธทันใดว่า "อยู่ใกล้ๆ เดินไปเดี๋ยวก็ถึง" จากนั้นก็รีบเดินห่างออกมาอย่างรวดเร็ว เดินมาได้สักพัก ก็มีเสียงรถมอเตอร์ไซด์และเสียงพูดตามหลังว่า "มาๆ เดี๋ยวผมไปส่ง" เป็นเสียงของเด็กวัยรุ่นที่ขับมอเตอร์ไซด์มาคนเดียว ไอ้เราก็กลัวๆกล้าๆ แต่เพื่อไม่ให้เป็นการขัดศรัทธา ก็เลยยอมนั่งไปด้วย และบอกว่าจะแวะไปที่ทุ่งสามร้อยยอดก่อน น้องเค้าก็มาส่งให้อย่างปลอดภัย แอบรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่มองน้องเขาในทางไม่ดีในตอนแรก แต่การเดินทางเพียงลำพัง บางครั้งถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ ก็ควรคิดในแง่ร้ายเอาไว้ก่อนเสมอ เพื่อที่เราจะได้คิดหาวิธีการป้องกัน แต่ก็อย่าแสดงออกให้เค้ารู้ถึงความคิดนั้น เพราะผลลัพท์สุดท้ายที่ออกมาอาจจะเป็นเรื่องดี 03.15 PM : ซ้อนรถมอเตอร์ไซด์มาลงที่หน้าทางเข้าทุ่งสามร้อยยอด บรรยากาศตรงหน้าคือทุ่งน้ำอันกว้างใหญ่ กลางแดดที่ไม่ร้อน เพราะมีสายลมแรงพัดมากระทบใบหน้าอยู่ตลอดเวลา ก่อนที่จะเข้าไปเดินเล่น ได้แวะเข้าไปที่สำนักงาน เพื่อดูว่ามีใครอยู่รึเปล่า ขากลับจะได้ขอเค้าติดรถออกมาข้างนอกด้วย เพราะตั้งใจว่าจะไปพักค้างคืนที่ที่ทำการอุทยาน ซึ่งอยู่ห่างจากตรงนี้ไปอีกประมาณ 34 กิโลเมตร และต้องอ้อมเขาที่เห็นในภาพไปอีกด้านหนึ่ง ได้เจอกับเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ 2 คน แล้วจะออกมาข้างนอกตอน 4 โมงครึ่งหลังเลิกงาน ทุกอย่างเลยเป็นไปตามแผน ไม่งั้นต้องได้นอนอยู่ที่นี่แน่ๆ 04.30 PM : เดินสำรวจทุ่งกว้างบนเส้นทางที่ทอดยาว หลังจากสบายใจเรื่องการเดินทางกลับออกไปด้านนอก ก็ถึงเวลาเดินเล่นอย่างเพลิดเพลินไปบนสะพานไม้ที่ทอดยาวสุดสายตา ผ่านทุ่งดอกบัวที่กำลังเก็บตัว เพื่อรอวันอวดโฉมความสวยงามในปีหน้า ผ่านทุ่งหญ้า(กก) ที่พลิ้วไหวเอนไปตามสายลมครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ความรู้สึกเหมือนทุ่งหญ้ากำลังเต้นระบำ โดยมีสายลมเป็นเพลงบรรเลงอย่างสนุกสนาน ระหว่างทางจะมีศาลาให้หลบแดดอยู่เป็นระยะ ให้เราได้นั่งพักชมบรรยากาศแบบพาโรนามา มีพื้นหลังของทุ่งหญ้าเป็นท้องฟ้าและภูเขาที่สูงตระหง่าน ท่ามกลางสายแดดอ่อนๆ มีเวิ้งน้ำน้อยใหญ่ เป็นที่อาศัยของนกนานาชนิด เหมาะแก่การมาศึกษาเรื่องนกเป็นอย่างมาก มุมที่เราถ่ายออกมาอาจจะไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ แต่ถ่ายยังไง ถ่ายเท่าไหร่ ก็ถ่ายไม่เบื่อ อยากให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสที่นี่ดูสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าความสงบท่ามกลางธรรมชาติเป็นเช่นไร 05.30 PM : ที่พักสุดหรูริมชายหาดสามพระยา ลาจากทุ่งสามร้อยยอดที่แสนสงบ แล้วออกเดินทางต่อด้วยรถมอเตอร์ไซด์ของพี่เจ้าหน้าที่มาลงที่ปากทางริมถนนเพชรเกษม จากนั้นต่อรถทัวร์ขาลองใต้มาลงที่ปากทางเข้าที่ทำการอุทยาน ระยะทางประมาณ 20 กว่ากิโล ดักรอโบกรถเข้าไปข้างในอีกประมาณ 14 กิโล โบกไปโบกมา ผ่านหน้าไปประมาณ 5 คัน ก็มีรถกระบะสีแดงจอดรับ เลยรีบวิ่งไปสวัสดี แล้วขอติดรถไปด้วยหนึ่งคน ซึ่งด้านหลังรถมีถังใส่กุ้งพร้อมออกซิเจน เราก็เลยได้นั่งหน้าข้างรถขับ แต่ก็ไปไม่ถึงฝัน เพราะบ้านพี่เค้าถึงก่อนจุดหมายของเราประมาณครึ่งทางเห็นจะได้ เลยมายืนโบกต่อหน้าบ้านพี่เค้า ไม่ทันไรก็มีรถมอเตอร์ไซด์จอดรับ จึงรีบกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนจะไม่ทันรถไฟเที่ยวสุดท้ายยังไงยังงั้น นั่งมาใกล้จะถึงที่ทำการอุทยานเจอลิงเยอะมาก พี่คนขับเลยบอกว่าอย่านอนที่นี่เลย ลิงเยอะ เดี๋ยวลิงจะมารื้อของซะก่อน ก็เลยแนะนำให้เราไปนอนที่หาดสามพระยา ซึ่งอยู่เลยจากที่ทำการอุทยานไปอีกประมาณ 5 กิโลกว่าๆ ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะลิงเยอะมากจริงๆ แล้วพี่เค้าก็ไปส่งเราจนถึงจุดหมาย หลังจากมาถึงก็รีบเข้าไปคุยกับพี่เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่บริเวณป้อมด้านหน้าหาด เพื่อเข้าไปสอบถามว่าถ้าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นบนเขาแดงตอนตีห้า จะไปยังไงได้บ้าง เพราะไม่มีรถประจำทาง พี่เค้าก็เลยอาสาจะช่วยไปส่งให้ตรงทางขึ้นเขา เจอกันตีห้าที่หน้าป้อม จากนั้นก็รีบไปหาที่ซุกหัวนอน ซึ่งตอนนั้นมีฝรั่งมาพักอยู่แถวนั้น 1 คน แต่สุดท้ายฝรั่งก็ออกไป หาดเลยตกเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว จนได้จุดยุทธศาสตร์ในการกางเต้นท์เป็นศาลาริมชายหาด เดินลงจากศาลาเท้าก็เหยียบหาดทรายพอดี หรูยิ่งกว่าโรงแรมห้าดาวริมทะเลอีกนะ หลังจากเตรียมที่หลับที่นอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงออกไปเดินเล่นริมชายหาดก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้า แสงยามเย็นตกมากระทบกับผืนโคลนปนทรายเป็นสีส้มอมทอง สำหรับเราแสงยามเย็นก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน เป็นแสงที่มีเสน่ห์ที่สุด เดินเล่นจนแสงใกล้จะหมด จึงรีบกลับมาอาบน้ำ ห้องอาบน้ำที่นี่สะอาดมากๆ อาบน้ำเสร็จก็กลับมาที่เต้นท์ เต้นท์ปลิวครับท่านผู้ชม ปลิวไปติดอยู่มุมเสาของศาลา เพราะเวลาฟ้ามืดลมทะเลจะแรงมากๆ เราจึงไปหาก้อนหินมาทับมุมเต้นท์ไว้ทั้งสี่ด้านถึงเอาอยู่ 05.00 AM : ออกไปแตะขอบ(ทะเล)ฟ้า เสียงปุกของนาฬิกาบ่งบอกว่าได้เวลาออกไปตามหาพระอาทิตย์ที่ปลายขอบฟ้า ไม่ใช่สิ!!! ต้องบอกว่าขอบทะเลถึงจะถูก จึงไม่รอช้ารีบเก็บของ เก็บเต้นท์ น้ำไม่อาบ หน้าไม่ล้าง ฟันไม่แปลง แล้วรีบวิ่งไปหาพี่เจ้าหน้าที่ที่ป้อมตามที่นัดหมาย เพราะกลัวว่าจะไปไม่ทันเห็นพระอาทิตย์ขึ้น นั่งซ้อนรถมอเตอร์ไซด์ผ่านความมืด โดยมีเพียงแสงไฟจากรถเป็นเครื่องนำทางมาลงที่ปากทางขึ้นจุดชมวิวเขาแดง ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 300 เมตร หลังจากแสงไฟจากรถค่อยๆหายลับไป แสงของไฟฉายดวงน้อยๆก็สว่างขึ้นมาแทน ทำให้เส้นทางข้างหน้าที่จะต้องก้าวต่อไป มีขนาดเพียงแค่ลำแสงของไฟฉายที่สามารถฉายไปถึงเท่านั้น จึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้วออกเดินไปตามเส้นทางลูกรัง ฉายไฟไปเจอศาลหลังเล็กๆ บริเวณใกล้ๆตีนเขา ขนทุกเส้นที่มีบนร่างกาย ลุกขึ้นยืนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ใจหวิวๆยังไงไม่รู้บอกไม่ถูก ความกล้าที่มีในตอนแรกหายไปจนหมด เรายืนหยุดนิ่งพร้อมกับในใจก็ครุ่นคิดว่าจะเอายังไงดีจะหันหลังกลับดีไหม แต่พอเริ่มมีสติก็คิดได้ว่าจริงๆแล้วความกลัวนั้นเกิดมาจากภายในจิตใจของเรา เป็นสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมาเองทั้งนั้น สิ่งที่เราเห็นภายนอก ไม่ได้มาทำอะไรเราเลย มีแค่เราเท่านั้นที่คิดไปเอง ดังนั้นเราก็ควรที่จะหยุดความกลัวนั้นจากข้างใน ไม่ใช่ให้ความกลัวมาหยุดสิ่งที่เราตั้งใจ จึงเริ่มเดินต่อไปจนถึงบริเวณตีนเขา พร้อมกับมองหาเส้นทางเดินขึ้นไป แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เพราะเป็นภูเขาหินปูนที่ไม่มีร่องรอยของทางเดินให้เห็น หาอยู่สักพักก็ยังหาไม่เจอ เลยตัดสินใจเดินกลับไปยังที่ทำการอุทยานเพื่อสอบถามเส้นทาง พอมาถึงก็พยายามมองหาเจ้าหน้าที่จนไปเจออยู่คนหนึ่งกำลังนอนอยู่ในเปล " พี่ครับๆ พี่ครับๆ" พี่เค้าตกใจตื่นเพราะเสียงและแสงไฟของเรา จึงรบกวนให้พี่เค้าช่วยแนะนำและชี้เส้นทางการเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวเขาแดง พี่เค้าก็พาเราเดินกลับไปชี้จุดเริ่มต้นของทางเดินขึ้นเขา โดยตามเส้นทางจะมีป้ายไม้บอกทางเป็นลูกศรสีเหลืองพื้นหลังสีน้ำตาล ซึ่งเล็กมากๆ ฝังติดอยู่ตามก้อนหิน ซึ่งตอนแรกเราหาไม่เจอ หลังจากนั้นพี่เค้าก็กลับไปนอนต่อ และก็ถึงเวลาที่เราจะต้องไปต่อด้วยตัวเอง โดยระหว่างทางต้องพยายามคอยมองหาป้าย และหลบคมหนามของต้นกระบอกเพชรที่มีอยู่มากมายรายทาง สุดท้ายอุปสรรคก็ช่วยเป็นแรงผลักดันให้เราไปจนถึงจุดหมายได้ทันก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น รางวัลที่ได้รับคือวิวแบบพาโรนามา พร้อมกับสายลมเย็นๆที่สูดเข้าไปแล้วทำให้หายเหนื่อยได้อย่างน่าประหลาดใจ ด้านหลังเป็นแนวภูเขาหินปูนสลับซับซ้อน ซึ่งอาจจะเป็นที่มาของคำว่า "สามร้อยยอด" ก็เป็นได้ ด้านซ้ายและขวาเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง ส่วนด้านหน้าเป็นพระอาทิตย์และท้องทะเล และในที่สุดพระอาทิตย์ดวงกลมๆสีส้มก็ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากทะเลให้เราได้พิชิตด้วยสายตาของตนเองจนสำเร็จ ต้องลองมาสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะเข้าใจ 08.00 AM : การขึ้นภูเขาไม่เหนื่อยเท่าลงจากภูเขา หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศบนจุดชมวิวจนแสงแดดอุ่นๆเริ่มเปลี่ยนเป็นความร้อน ก็ได้เวลาออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป นั้นก็คือ "ถ้ำพระยานคร" และ "ถ้ำแก้ว" โดยปกติการเดินขึ้นภูเขามักจะเหนื่อยมากกว่าการลงจากภูเขา เพราะแรงโน้มถ่วงของโลก แต่สำหรับเราการเดินขึ้นภูเขาเหนื่อยน้อยกว่าการเดินลงจากภูเขา เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกถูกกำจัดหมดไปด้วยความตั้งใจที่แนวแน่และมุ่งมั่นเพื่อไปให้ถึงยังจุดหมาย ระหว่างทางที่กลับลงมาจากภูเขา ได้เจอกับค่างแว่นถิ่นใต้ที่ออกมาหากินในตอนเช้า ห้อยโหนอยู่ตามยอดไม้อยู่เป็นระยะ บ้างก็อยู่โดดเดียว บ้างก็อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หน้าตาน่ารักและช่างสงสัย ลักษณะของป้ายบอกทางเดินขึ้นไปยังจุดชมวิว ซึ่งหากเป็นตอนกลางคืนจะยากต่อการมองเห็นสักหน่อย ระยะทางอาจจะดูไม่ไกล ถ้าหากไม่มั่นใจโปรดติดต่อเจ้าหน้าที่จะดีกว่านะ ภูเขาหินปูนจะไม่มีร่องรอยของทางเดินให้เห็น และเป็นหินที่มีความแหลมคม จึงควรใส่รองเท้าผ้าใบเดินขึ้นไปจะดีที่สุด จุดชมวิวเขาแดงอยู่บนยอดของภูเขา ซึ่งอยู่ด้านหลังของภูเขาลูกที่เห็นอยู่นี้ หลังจากลงมาถึงพื้นราบแล้ว ได้แวะเข้าไปหาข้าวเช้ากินเพื่อเติมพลัง ภายในที่ทำการอุทยานซึ่งอยู่ไม่ไกล 09.00 AM : มุ่งหน้าไปยังถ้ำพระยานคร นั่งกินข้าวเช้าในที่ทำการอุทยาน พร้อมชมโชว์กายกรรมห้อยโหนไปมาของลิงแสมอย่างเพลิดเพลิน ก็ได้เวลาออกเดินทางต่อไปยังถ้ำพระยานคร ซึ่งอยู่ห่างจากออกไปอีกประมาณ 18 กิโลเมตร วิธีการเดินทางที่เราเลือกใช้ก็ยังคงเป็นวิธีการเดิม นั่นก็คือ "การโบกรถ" โดยไปยืนดักรอโบกรถอยู่ข้างหน้าที่ทำการอุทยาน ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีรถผ่านไปมาซักเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็ได้ไปกับรถของการไฟฟ้า ไม่รอช้ากระโดดขึ้นข้างหลังไปนั่งรวมอยู่กับเครื่องมือของเจ้าหน้าที่ นั่งมาลงบริเวณสามแยกทางไปถ้ำพระยานคร เพราะพี่เค้าต้องตรงไป ส่วนเราต้องเลี้ยวไปทางขวา จากจุดที่ลงรถต้องเข้าไปอีกประมาณ 5 กิโล จึงจะถึงจุดเริ่มต้นของทางเดินไปยังถ้ำพระยานคร เราเดินเข้าไปได้สักระยะ ผ่านรถสิบล้อที่อยู่ไกลๆในรูป เจอชาวบ้านกำลังนั่งคัดแยกกุ้งกันอยู่ เห็นเราเดินตากแดดมาคนเดียว ก็เลยแซวและถามว่าจะไปไหน พร้อมกับชวนให้ไปกินน้ำเย็นๆในกระติก เดินต่อไปกลางแดดจ้า บนถนนราดยางที่เริ่มจะร้อนระอุ ก็มีรถฟอร์จูนเนอร์สีดำขับมาจอดอยู่ข้างๆ แล้วเปิดกระจกออกมาถามว่าจะเดินไปไหน พอดีไปทางเดียวกันก็เลยชวนเราติดรถไปด้วย พี่ๆ บอกว่าเดินทางมาจากกรุงเทพ มากันสามคน เห็นเราแบกกระเป๋าเดินตากแดดคนเดียวแล้วรู้สึกสงสารเลยตัดสินใจแวะรับมาด้วย หลังจากมาถึงจุดเริ่มต้นทางเดินไปถ้ำพระยานคร ก็ได้แยกกับพี่ๆทั้งสามคน เพราะการเดินทางไปยังถ้ำนั้น สามารถทำได้สองวิธี คือ นั่งเรืออ้อมภูเขาไปลงหน้าชายหาดทางเข้าถ้ำ กับเดินข้ามภูเขาไปอีกประมาณ 1 กิโลไปยังปากทางเข้าถ้ำ ซึ่งวิธีนี้ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะใช้แค่แรงกายและใจเท่านั้น เราเลือกที่จะเดินข้ามภูเขาไปตามทางเดินที่เป็นบันไดหินซึ่งไม่ราบเรียบเพียงลำพัง ส่วนพี่ๆ นั่งเรืออ้อมเขาไปลงที่หน้าหาดซึ่งเร็วกว่ามาก หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย  ระหว่างทางสามารถแวะชมวิวภูเขาและทะเลสีฟ้าใสได้ตลอดทาง ช่วยทำให้ความเหนื่อยลดลงไปได้เยอะ เดินขึ้นเขามาได้ประมาณครึ่งทางกว่าๆก็จะสามารถมองเห็นชายหาดขาวสะอาดที่เรือมาจอดส่งนักท่องเที่ยว ชีวิตคนเราก็เหมือนกับการเดินทางข้ามภูเขา มีขึ้นก็ต้องมีลงเป็นเรื่องธรรมดา แถมยังช่วยให้เราเข้มแข็งขึ้น 11.00 AM : สำรวจถ้ำพระยานคร ลงจากเขามาล้างหน้าล้างตา นั่งพักสักครู่ และฝากกระเป๋าไว้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จากนั้นก็ออกเดินทางต่อเพื่อเข้าไปข้างในถ้ำอีกประมาณ 500 เมตร ผ่านบ่อพระยานคร ซึ่งตามประวัติเล่าว่าในสมัยรัชกาลที่ 1 เจ้าพระยานคร ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชได้แล่นเรือผ่านทางเขาสามร้อยยอด และเกิดพายุใหญ่ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ จึงจอดพักเรือหลบพายุที่ชายหาดแห่งนี้เป็นเวลาหลายวัน และได้สร้างบ่อน้ำเพื่อใช้ดื่ม เรียกว่า "บ่อพระยานคร" เส้นทางเดินเป็นบันไดโขดหินตะปุ่มตะป่ำค่อนข้างเดินลำบากสักเล็กน้อย หลังจากเดินขึ้นมาได้สักพักก็ถึงปากทางเข้าถ้ำ และจะรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ ภายในถ้ำจะมีลักษณะเป็นโถงขนาดใหญ่ มีปล่องอากาศขนาดเล็ก และใหญ่ที่มีแสงแดดส่องลงมาถึงด้านล่างอยู่หลายจุด " พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์" เป็นพลับพลา แบบจตุรมุข สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 คราวเสด็จประพาสเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2433 เป็นฝีพระหัตถ์ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ ทรงสร้างขึ้นในกรุงเทพฯ แล้วส่งมาประกอบทีหลังโดยให้พระยาชลยุทธโยธินเป็นนายงานก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมายกช่อฟ้าด้วยพระองค์เอง   หลังจากเดินสำรวจภายในถ้ำจนครบถ้วนและหายเหนื่อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังจุดหมายสุดท้าย นั้นก็คือ "ถ้ำแก้ว" 01.00 PM : จุดหมายสุดท้าย เมื่อออกมาจากถ้ำพระยานครก็กลับไปเอาของที่ฝากไว้แล้วเดินกลับด้วยวิธีการเดิม และแวะกินข้าวเที่ยงบริเวณตีนเขา ล้างหน้าล้างตา นั่งพักสักครู่แล้วเดินทางต่อด้วยรถมอเตอร์ไซด์ของชาวบ้านมาลงที่ปากทางไปถ้ำแก้ว ซึ่งอยู่ระหว่างทางก่อนที่จะถึงถ้ำพระยานครในตอนแรก เดินต่อไปตามทางลูกรังสีแดงอีกประมาณ 1 กิโล ก็จะถึงปากทางเข้าถ้ำ ซึ่งจะมีชาวบ้านมาคอยให้บริการเช่าไฟฉาย เพราะข้างในไม่มีแสงสว่าง ต้องเตรียมไฟฉายเข้าไปด้วยทุกครั้ง แต่เราเตรียมไฟฉายมาเอง เลยไม่ต้องเสียตังค์เช่า ข้างในมีระยะทางประมาณ 128 เมตร ซึ่งตอนที่เราไปไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเลยสักคน เหงาเลยเรา ข้างในถ้ำมืดมากๆ มีหินงอกหินย้อยเล็กใหญ่สลับกันไปตลอดทาง บางจุดต้องก้ม ต้องมุดผ่านหินงอกขนาดใหญ่ บางจุดต้องเดินผ่านช่องหินเล็กๆ บางจุดต้องเดินขึ้นสะพาน ลงสะพาน ซึ่งด้านล่างเป็นเหวลึกๆมึดๆ ที่ส่องไฟไปได้ไม่สุด ดินสำรวจไปได้ครึ่งทาง ไฟฉายคู่ใจที่พกมาด้วยแสงเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ ฉายไปแทบจะไม่เห็นทางข้างหน้า เราพยายามเคาะขั้วถ่าน หมุนให้เน้นอยู่สักพักก็ไม่สำเร็จ ติดๆดับๆ สุดท้ายก็ดับสนิทนิ่งไปในทันใด เรายืนซ่อมไฟฉายท่ามกลางความมืดมิด ที่ไม่สามารถเดินขยับไปไหนได้เลย เพราะรอบตัวมีแต่หินงอกหินย้อย ยืนอยู่ที่เดิมประมาณ 15 นาที ซึ่งเป็น 15 นาทีที่รู้สึกนานมากๆ กลัวว่าจะต้องติดอยู่ในถ้ำ เพราะไม่ค่อยมีคนเข้ามาเที่ยว แต่สุดท้ายก็มีแสงสว่างแห่งความหวังส่องเข้ามา ตอนนั้นรู้สึกโล่งใจมากๆ อย่างบอกไม่ถูก เป็นแสงไฟฉายของนักท่องเที่ยวสองคนสามีภรรยา ที่ฉายมาเจอเรายืนอยู่ท่ามกลางความมืดคนเดียว เค้าก็ตกใจเล็กน้อยว่าทำไมมายืนอยู่คนเดียวมืดๆ เราก็เลยเล่าให้เค้าฟังแล้วขอเดินตามเค้าออกไปด้วย เดินตามพี่เค้ามาเรื่อยๆก็มาเจอกับจุดที่ได้นำไปตั้งเป็นชื่อของถ้ำนี้ ซึ่งเมื่อเราฉายไฟไปที่ผนังถ้ำ ก็จะมีแสงระยิบระยับสะท้อนกลับมาเป็นเหมือนเศษแก้วเล็กๆประดับอยู่อย่างสวยงาม ความรู้สึกเหมือนได้ยืนดูดาวอยู่ท่ามกลางความมืดมิดภายในถ้ำยังไงยังงั้น สุดท้ายเราก็ออกมาจากถ้ำจนได้ ต้องขอขอบคุณพี่ๆทั้งสองเป็นอย่างมาก ขอบคุณโชคชะตาที่นำพาให้ได้มาเจอกัน เกือบปิดท้ายทริปนี้ด้วยการนอนในถ้ำแก้วซะแล้วเชียว จริงๆมีอีกที่ที่อยากไปคือ "ถ้ำไทร" ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมาก แต่ตอนนั้นใกล้จะเย็นแล้วน่าจะไปไม่ทัน จึงตัดออกไปแล้วเดินทางกลับ เดินออกจากถ้ำไปสามแยกที่มาลงในตอนแรกอีกประมาณกิโลกว่าๆ เพื่อมายืนรอโบกรถกลับออกไปที่ถนนเพชรเกษม และได้ไปกับรถกระบะขนโต๊ะจีนเพื่อไปจัดงานแต่ง โดยยืนเกาะหลังคารถเอาหน้าโต้ลมสนุกมากๆ แต่ก็ไปไม่ถึงที่หมาย เพราะบ้านงานอยู่ถึงก่อน เลยโบกรถต่ออีกรอบ และไปได้กับรถกระบะของตายายใจดีไปลงถึงปากทางเข้าอุทยานริมถนนเพชรเกษม แล้วต่อรถทัวร์ไปยังอ.เมืองประจวบฯ ก็เป็นอันจบทริปอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดเพียงเท่านี้ การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราออกเดินทางเพียงลำพัง ซึ่งความจริงแล้วการตัดสินใจออกเดินทางคนเดียวครั้งแรกนั้นมันยากมาก เพราะเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร จึงคิดและจินตนาการไปก่อนว่ามันน่าจะเหงา ลำบาก และอันตราย สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเสมือนกำแพงที่เราสร้างมันขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเราให้ยังคงอยู่ในพื้นที่ที่เราคิดว่าปลอดภัย ทำให้เราไม่ได้ออกไปผจญภัยในโลกกว้างนอกกำแพงนั้นเสียที แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่จะสามารถทลายกำแพงนั้นก็ได้คือ "ความกล้า" กล้าที่จะตัดสินใจ กล้าที่จะออกไปเรียนรู้ กล้าที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลงของทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น ถ้าเราสามารถทำและยอมรับสิ่งเหล่านั้นได้มันจะคุ้มค่ามากๆ เพราะสิ่งรอเราอยู่หลังกำแพงนั้นคือประสบการณ์อันล้ำค่าที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากที่ไหน ได้มิตรภาพ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆรอบตัว ได้รู้จักและเข้าใจตัวเราเองเพิ่มมากขึ้น และเมื่อเราสามารถก้าวผ่านครั้งแรกไปได้แล้ว เชื่อว่าจะต้องมีครั้งต่อๆไปอย่างแน่นอน " A journey of a thousand miles must begin with a single step." – Lao Tzu " การเดินทางนับพันไมล์ต้องเริ่มต้นที่ก้าวแรกเสมอ" ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook LIFE IS A JOURNEY ติดตามเพิ่มเติมได้ที่  https://th.readme.me/id/lifeisajourney, https://www.facebook.com/LifeIsAJourneyThailand, https://www.instagram.com/lifeisajourneythailand/

ลองทุกทางลูกก็ยังไม่เกิด อั้ม-นัท ปลง! โหมงานเมคมันนี่
อั้ม อธิชาติ /  นัท มีเรีย

พยายามมีลูกกันมานานแต่คู่รักต่างวัย อั้ม อธิชาติ กับ นัท มีเรีย ก็ยังไม่สมหวัง ทั้งเคยทำกิ๊ฟท์ ลองทุกสูตรทุกท่วงท่า บำรุงร่างกายด้วยสมุนไพรจีน เรียกว่าอะไรที่เขาว่าดี สามี-ภรรยาคู่นี้ก็ไม่ลังเลที่จะลอง แต่ด้วยความที่สาวนัทเป็นเนื้องอกรังไข่ ทำให้ตกอยู่ในภาวะมีลูกยาก การฉีดฮอร์โมนกระตุ้นให้ไข่ออกมาเยอะๆ จึงเป็นไปไม่ได้ เพราะเท่ากับเป็นการไปกระตุ้นให้ก้อนเนื้องอกใหญ่ขึ้นตามไปด้วย เมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมาทั้งสองโหมปั๊มลูกกันทุกวิถีทางแต่ก็ไร้ผล มาปีนี้ อั้ม-นัท ตัดสินใจที่จะปล่อยเรื่องลูกไปเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ แล้วหันมาทุ่มเททำงานหนักกับโปรเจกต์ละครใหญ่ยักษ์งบประมาณ 100 ล้านอย่างซีรีส์ “เจ้าเวหา” แทน ด้วยความที่นั่งแท่นเป็นผู้จัดละครครั้งแรก นัทก็ทุ่มเทเรียกว่าแทบจะไม่ได้หลับได้นอนเพื่อให้ละครออกมาดีและถูกใจคอละครมากที่สุด ฟากสามีสุดเลิฟอย่างหนุ่มอั้ม ก็เทคิวให้ละครอย่างเต็มที่ เวลาจู๋จี๋แม้จะน้อยลงแต่ทั้งคู่ก็ดูแฮปปี้กับชีวิตดีนะเจ้าคะ อั้ม-นัท อั้ม-นัท อั้ม-นัท