เลือกตั้ง2557

ชีวิตที่ถูกบันทึกไว้ในโลกภาพยนตร์ของ ฟิเดล คาสโตร
ฟิเดล คาสโตร

หากเอ่ยชื่อของ ฟิเดล คาสโตร (1926 - 2016) ตลอดช่วงชีวิตในฐานะผู้นำของสาธารณรัฐคิวบา ซึ่งคาสโตรได้นำแนวคิดสังคมนิยมมาใช้ปฏิรูปประเทศ ได้สร้างขอถกเถียงให้เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในมุมยกย่องคาสโตรผู้มั่นคงในการต่อต้านระบอบทุนนิยมและจักรวรรดินิยมอย่างเข็มแข็งตลอดชีวิตในการปกครองคิวบา (ก่อนจะส่งไม้ต่อให้น้องชาย ราอูล คาสโตร ขึ้นมาปกครองประเทศเมื่อ พ.ศ. 2551) หากในอีกมุมหนึ่งภายใต้การปกครองประเทศด้วยระบบสังคมนิยมของคาสโตรเอง ก็ถูกโจมตีถึงการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนและถูกตราหน้า (จากฝ่ายตรงข้าม) ว่าเป็นผู้นำเผด็จการแสนโหดเหี้ยม - ชีวิตของคาสโตรถูกถ่ายทอดไว้พอสมควรในรูปแบบของภาพยนตร์ เพื่อร่วมระลึกถึงการเสียชีวิตของ ฟิเดล คาสโตร ในวัย 90 ปี เราจึงขอพาย้อนไปชมหลากมุมมองชีวิตในโลกของภาพยนตร์ของ ฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำผู้อื้อฉาวและเต็มไปด้วยสีสันผู้นี้ หนังสารคดี ชีวิตของ ฟิเดล คาสโตร ถูกเล่าในรูปแบบหนังสารคดีมากมาย โดยรูปแบบส่วนใหญ่คือการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญที่อยู่ในห่วงเวลานั้น ผสมผสานกับฟุตเตจฟิล์มส่วนตัวของคาสโตรที่บันทึกไว้ในวาระต่างๆ ตัวอย่างเช่น Fidel (2001) ของผู้กำกับ เอสเตลา บราโว ,The Fidel Castro Tapes (2014) สารคดี 56 นาทีของ ผกก. ทอม เจนกินส์ ที่เน้นโชว์ฟุตเตจหายากซึ่งได้มาจากหอภาพยนตร์คิวบา, Name ID : Fidel Castro (2004) สารคดีซีรีส์ยาว 7 ตอนของ ผกก. อเล็กซ์ ราโมเน็ต ที่ทำขึ้นในวาระครบรอบ 50 ปี ของเหตุการณ์โจมตีที่มอนคาดา อันเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิวัติในคิวบาของคาสโตร แต่ถ้าจะพูดถึงสารคดีที้ได้คาสโตรเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง คงต้องยกให้สารคดีไตรภาคของ โอลิเวอร์ สโตน ทั้ง Comandante (2003), ที่ตัวสโตนได้เดินทางไปคิวบาเพื่อทำสารคดีเกี่ยวกับตัวคาสโตรเอง ซึ่งตัวหนังได้บันทึกช่วงเวลาที่สโตนติดตามคาสโตรไปยังที่ต่างๆ ไปจนถึงฟุตเตจใกล้ชิดชนิดจับเข่าคุยของทั้งสองในการสนทนา โดยที่หนังเปิดตัวในเทศกาลหนังซันแดนซ์ แต่ก็ถูกออกจากโปรแกรมฉายทางช่อง HBO ไปในนาทีสุดท้าย โดยสโตนยังคงสานต่อการเล่าถึงต้วคาสโตร ทั้ง Looking for Fidel (2004) ที่สโตนเล่าถึงเหตุการณืเมืองในคิวบาที่ล้อไปกับเหตุชายชาวคิวบา 3 คนจี้เครื่องบินเพื่อขอเดินไปอเมริกา และ Castro in Winter (2012) ที่สโตนเดินทางกลับไปคิวบาอีกครั้งในปี 2009 ณ ช่วงเวลาที่คาสโตรลงจากตำแหน่งทางการเมือง โดยนอกจากนี้ยังสารคดีอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวคาสโตรแบบอ้อมๆ เช่น I Am Cuba (1964, มิคคาอิล คาลาโตซอฟ) หนังสารคดีรัซเซีย-คิวบาที่ถูกลืม ก่อนถูกค้นพบและเผยแพร่โดยคนทำหนังอเมริกาในอีก 30 ปีต่อมา โดยมันคือสารคดีบันทึกสภาพของสังคมคิวบาในช่วงก่อนถูกปฏิวัตโดยคาสโตร ซึ่งตัวหนังถูกยกย่องในแง่การถ่ายทำและการตัดต่ออย่างสูง, Waiting for Fidel (1974, ไมเคิล รับโบ) ที่บันทึกภารกิจ(อันล้มเหลว)ในการตะลุยคิวบาเพื่อไปสัมภาษณ์ตัวคาสโตรของนักข่าวจากแคนาดา, Buena Vista Social Club (1999, วิม เวนเดอร์) ไร คูเดอร์ นักดนตรีแจ๊สชื่อดังที่ลาวงการไปแล้ว หากแต่การเดินทางไปเที่ยงกรุงฮาวานาของเขา กลับทำให้พบกลุ่มนักดนตรีแจ๊สสูงวัยมากพรสวรรค์ของคิวบา, I am Cuba, the Siberian Mammoth (2005, วินเซ็นต์ เฟอร์ราซ) ,Maradona by Kusturica (2008, อีเมียร์ คุสตูริกา) สารคดีอัตชีวประวัติของยอดนักฟุตบอลผู้อื้อฉาว โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวมาราโดน่ากับคาสโตรด้วย และ Will the Real Terrorist Please Stand Up (2010, ซาอูล ลันเดา) บันทึกความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกาและคิวบา ผ่านประวัติของกลุ่มสายลับ "the Cuba five" ในไมอามี เป็นต้น ซีเควนต์เปิดเรื่องสุดงดงามของ I Am Cuba (1964, มิคคาอิล คาลาโตซอฟ) https://www.youtube.com/watch?v=eOLVm_9UcRw ภาพยนตร์ น่าแปลกที่กลับไม่ค่อยมีหนังที่เล่าชีวิตของฟิเดล คาสโตร โดยตรงนัก เช่น Fidel (2002, เดวิด แอ็ตต์วูด) หนังอัตชีวประวัติของคาสโตรที่ยาวถึง 200 นาที (โดยยังได้ กาแอล กาเซีย เบอร์นัล มารับ เช กูวารา ที่คนดูสามารถอ้างอิงไปถึงหนังที่เขาแสดงนำอย่าง The Motorcycle Diaries) แต่ที่เหลือนั้นเรื่องราวของคาสโตรมักปรากฏในหนังอื่นเป็นบทสมทบ หรือไปก็เป็นเพียงฉากหลังถูกอ้างถึงในเรื่องเท่านั้น เช่นในหนังอัตชีวประวัติของ เช กูวารา หลายๆ เรื่อง อย่าง Che ฉบับ 1969 ของ ริชาร์ด เฟรเชอร์ และฉบับ 2008 ของ สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก รวมไปถึง The Motorcycle Diaries ผลงานปี 2004 ของ วอลเตอร์ ซัลเลส เป็นต้น และนี่คือหนังบางส่วนซึ่งนำเรื่องราวของคาสโตร ไปจนถึงประเทศคิวบาในช่วงเวลาที่เขาปกครองมาเล่าในรูปแบบภาพยนตร์ Cuba libre (2005, เรย์ การ์เซีย) หนังตลกร้ายว่าด้วยกลุ่มผู้ประท้วงที่บุกสถานฑูตคิวบาในกรุงมาดริด, ประเทศสเปน อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่คิวบามีการเลือกตั้งครั้งแรก The Lost City (2005, แอนดี การ์เซีย) ผลงานกำกับของนักแสดงฮอลลีวูดเชื้อสายคิวบาผู้นี้ จับช่วงเวลาในการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลภายใต้การปกครองของฟุลเคนเซียว บาติสตา สู่การเปลี่ยนแปลงปฏิวัติประเทศของคาสโตร ผ่านเรื่องราวของเจ้าของผับสุดหรูในกรุงฮาวาน่า I Love Miami (2006, อเลฆันโดร กอนซาเลส ปาดิลลา) หนังเม็กซิโกที่ว่าด้วยเหตุการณ์เดินทางมาเยือนไมอามีของคาสโตร (เหตุการณ์สมมติ) โดยหนังเล่าถึงหลากผู้คนชาวคิวบาในพื้นที่ซึ่งมีปฏิกิริยาต่อการมาเยื่อนของคาสโตรแตกต่างกัน Memorias del desarrollo (2010, มิเกล โคยูลา) ภาวะไร้สุขในโลกศิวิไลว์ของเหล่าศิลปินชาวคิวบาที่หลบหนีออกจากประเทศซึ่งยังคงทีในรูปแบบระบอบสังคมนิยม กลายเป็นหนังสุดเซอร์ที่ฉายภาพอันไม่ปะติดต่อที่แสดงให้เห็นความสับสนของพวกเขา (ชมตัวอย่าง) Company Man (2000, ปีเตอร์ แอสกิน และ ดักลาส์ แม็คกราธ) หนังฮอลลีวูดตลกร้าย ว่าด้วยครูหนุ่มสุดเนิร์ดผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนแกรมม่า ที่ตกกระไดพลอยโจนกลายมาเป็นสายลับ CIA ไปที่คิวบา คาสโตร..ในฐานะนักแสดง! แต่สิ่งที่สนใจคือ ในช่วงชีวิตหนึ่งของคาสโตร ตัวเขายังเคยเข้ามาในวงการฮอลลีวูดในฐานะนักแสดงประกอบของหนังถึงสองเรื่องในปี 1946 ได้แก่ Holiday in Mexico ผลงานกำกับของ จอร์จ ซินนีย์ โดยคาสโตรรับบทเป็นนักเต้นรุมบ้า (นักเต้นรุมบ้า คนที่สองจากซ้ายมือ ในตัวอย่างภาพยนตร์ นาทีที่ 2.10) และ Easy to Wed ของผู้กำกับ เอ็ดเวิร์ด บัซเซลล์ ในบทหนึ่งในชายหนุ่มที่นั่งอยู่ริมสระน้ำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

เหล่านักร้องมะกันประกาศจะอพยพ ถ้า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดี!
Barbra Streisand /  Cher / 

เหล่านักร้องชื่อดังผู้เป็นพลเมืองอเมริกัน จะต้องเก็บกระเป๋าออกนอกประเทศ(รึเปล่า?) หลังจากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาอย่างไม่เป็นทางการออกมาว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่!! เพราะความยี้ไม่เข้าใครออกใคร ซุปตาร์หลายคนที่หนุน ฮิลลารี่ คลินตัน คู่แข่ง ทรัมป์ อย่างเต็มตัว เลยเคยออกปากว่า 'จะอพยพออกนอกประเทศ หาก ทรัมป์ คว้าชัยชนะ!'... เมื่อผลออกมาอย่างนี้ ใครบ้างล่ะที่ต้องเตรียมแพ็คกระเป๋า!? เมื่อหลายเดือนก่อนในไอจีของนักร้องสาวจอมซ่า Miley Cyrus เคยโพสผลสำรวจความนิยมที่ โดนัลด์ ทรัมป์ มีคะแนนนำ แถมเธอยังเขียนแคปชั่นไว้ด้วยว่า "อยากจะอ้วก อยากจะออกนอกประเทศ" gonna vom / move out da country. #aintapartyindausaanymo A photo posted by Miley Cyrus (@mileycyrus) on Mar 1, 2016 at 6:32pm PST Cher นักร้องดาวค้างฟ้า เคยทวีตเมนชั่นเกี่ยวกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ไว้ว่า "ถ้าเขาได้รับเลือก ฉันจะย้ายไปอยู่ดาวพฤหัสฯ จริงๆ ด้วย"... ลำบากละสิทีนี้! @gabeAlfassy IF HE WERE TO BE ELECTED,IM MOVING TO JUPITER 😖 — Cher (@cher) 16 มิถุนายน 2558 ก่อนจะเลือกตั้งประมาณ 1 เดือน นักร้องหนุ่ม Ne-Yo เคยให้สัมภาษณ์กับ TMZ ว่า "ถ้า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดีนะ ผมกับ Drake ได้เป็นเพื่อนบ้าน(ที่แคนาดา)กันแน่ๆ" ฟาก นักร้อง-นักแสดง ดีกรีรางวัลแกรมมี่ฯ Barbra Streisand ซึ่งออกตัวว่าหนุน ฮิลลารี่ สุดหัวใจ ก็เคยให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ 60 Minutes ว่า ถ้าทรัมป์ ได้รับชัยชนะ เธอจะย้ายไปอยู่ประเทศของ Michael Usher พิธีกรรายการที่ออสเตรเลีย หรือไม่ก็ไปอยู่ที่แคนาดา นอกจากเหล่านักร้องชื่อก้อง ยังมีคนดังในวงการบันเทิงอีกหลายคนที่ประกาศกร้าวว่าจะย้ายออกนอกอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น Samuel L. Jackson, Amy Schumer, Chelsea Handler, Lena Dunham, Jon Stewart, Whoopi Goldberg, Raven-Symone, Keegan-Michael Key และ Bryan Cranston ... คิดว่าเขาและเธอจะ 'อพยพ' กันจริงหรือเปล่า? ข้อมูลจาก hollywoodlife มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

หนังสารคดีที่เราอยากดู : Weiner (2016)
Weiner /  หนังสารคดี

วายป่วง ล้วง ‘วีเนอร์’! โดย ดาวุธ ศาสนพิทักษ์ **ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 174 (ก.ค. 2559) ออกจะตลกร้ายหน่อยๆ ที่ชื่อของ แอนโธนี วีเนอร์ ไปพ้องเสียงกับคำสแลงที่มีความหมายถึงน้องจู๋... ย้อนไปเมื่อปี 2011 อนาคตของนักการเมืองผู้นี้ยังสดใส วีเนอร์เป็นขวัญใจประชาชนด้วยเอกลักษณ์ประจำตัวคือ เสน่ห์เหลือร้ายและวาทะอันเผ็ดร้อนในสภา แล้วจู่ๆ ก็เกิดเหตุฉาวเมื่อเขาเผลอทวีต ‘รูปจู๋’ ตัวเอง (จริงๆ คือเป็นจู๋ตุงในกางเกงใน) ให้คนทั้งอินเตอร์เน็ตได้เห็นจนต้องอับอายแล้วลาออกจากการเป็นสมาชิกรัฐสภาไป สองผู้กำกับ จอช ครีกแมน -อดีตทีมงานของวีเนอร์ที่มาเอาดีด้านทำหนัง- และ เอลีส สไตน์เบิร์ก ได้โอกาสถือกล้องตามติดวีเนอร์ ในวาระที่เขาพยายามแก้ตัวใหม่ด้วยการกลับมาลงสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรีของนครนิวยอร์คในปี 2013 โดยเจ้าตัวอนุญาตให้ทั้งคู่เข้าถึงทุกซอกมุมในชีวิตส่วนตัวและแคมเปญหาเสียงของเขา แต่ในขณะที่ประชาชนเริ่มกลับมาให้เทใจให้อีกครั้งนั่นแหละ ที่นิสัยอื้อฉาวเดิมๆ ของวีเนอร์ก็พาเอาทุกสิ่งดิ่งลงเหวอีกตามเคย เมื่อสาวนาม ซิดนีย์ เลเธอร์ส ออกมาปูด (พร้อมภาพที่เผยให้เห็นมากกว่าเป้าตุง) ว่าเขายังดำเนินการ ‘sexting’ หรือคุยเสียวออนไลน์ไม่หยุด (คราวนี้ใช้นามแฝงว่า ‘Carlos Danger’) จากที่มีท่าว่าจะเป็นหลักฐานให้โลกได้ประจักษ์ถึงการคัมแบ็คอย่างเกรียงไกร... Weiner กลับกลายเป็นสารคดีที่บันทึกถึงความพังพินาศที่ยากจะกอบกู้ “เรารู้ว่าถ้าสามารถเล่าเรื่องของเขาได้ มันจะเป็นเรื่องราวที่ชวนตราตรึงมากๆ ... ผมคุยกับเขาเรื่องความเป็นไปได้ที่จะทำสารคดีมาเป็นปีๆ พยายามหาจุดที่เขาจะรู้สึกสะดวกใจให้เราเข้าไปสำรวจ” ครีกแมนเล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของโปรเจ็กต์ แน่นอนว่าไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์จะออกมาอีท่านี้ แถมที่ชวนเหวอยิ่งไปกว่านั้นคือตัววีเนอร์เองที่อาจจะสะดวกใจมากไปหน่อยจนปล่อยให้ทั้งครีกแมนกับสไตน์เบิร์กบันทึกความฉิบหายต่อไปจนพวกเขาต้องเป็นฝ่ายถามวีเนอร์เองว่า “ทำไมคุณถึงยังปล่อยให้เราถ่ายอยู่ได้เนี่ย”! คำถามดังกล่าวกลายมาเป็นแกนกลางของสารคดีเรื่องนี้ เพราะไม่เพียงแต่จะจับภาพช่วงเวลาอันน่าขายหน้าอย่างวินาทีแรกที่วีเนอร์กับภรรยา -ฮูมา อบีดิน (ผู้เป็นผู้ช่วยมือขวาของ ฮิลลารี คลินตัน)- รู้เรื่องฉาว หรือเหตุชุลมุนที่เลเธอร์สไล่ต้อนวีเนอร์ในร้านแม็กโดนัลด์จนต้องวิ่งหนีหัวหด หนังยังถ่ายทอดตัวตนของเขาออกมาอย่างรอบด้าน เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันและความเป็นมนุษย์ “ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของหนังคือการมองตัวเขาในฐานะคนคนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงมุกตลกที่เอาไว้พาดหัวข่าว” สไตน์เบิร์กบอก ส่วนครีกแมนอธิบายเพิ่มว่า “เราอยากตั้งคำถามต่อการตัดสินของคนเราจากข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้รับผ่านสื่อยุคใหม่ในทุกวันนี้ ว่ามันต่างเพียงไรจากความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน" ผลลัพธ์คือหนังสารคดีสุดแสบที่ชวนให้หัวเราะขำขัน ลุ้น สมเพช และเศร้ากับไปเคราะห์กรรมของวีเนอร์อย่างเสียไม่ได้ (ในเมื่อเขาเป็นมนุษย์ที่ทำผิดพลาดได้เหมือนกันนี่นะ) ทั้งยังเปิดหูเปิดตาให้เราเมียงมองเข้าไปในความเป็นไปของแวดวงสื่อและการเมืองอเมริกันในแบบที่ไม่เคยมีสารคดีเรื่องไหนนำเสนอมาก่อน อย่างที่สไตน์เบิร์กยืนยันว่านี่ไม่ใช่เรื่องราวของนักการเมืองคนนี้และแคมเปญหาเสียงของเขาที่ล้มไม่เป็นท่าเพียงอย่างเดียว “มันยังเผยให้เห็นด้วยว่าการเมืองทุกวันนี้ถูกขับเคลื่อนโดยความบันเทิงและความปรารถนาดราม่าตื่นตาตื่นใจขนาดไหน” https://www.youtube.com/watch?v=nJ4FIGnJknk Weiner (2016) , สหรัฐอเมริกา รางวัล: Sundance Film Festival (Grand Jury Prize สายสารคดี), Montclair Film Festival (David Carr Award for Truth in Non-Fiction Filmmaking) ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

หลากบทบาทในโลกมายา ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ปธน สหรัฐฯ คนล่าสุด
โดนัลด์ ทรัมป์

หลังผลการการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาออกมา และนาย โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถเอาชนะการเลือกตั้งไปก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 ได้สำเร็จ ก็เกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์อันหลากหลาย ทั้งผิดหวัง สมหวัง ไปจนถึงโกรธเกรี้ยว นั่นก็เพราะนาย โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นบุคคลที่ชาวอเมริกันต่างรู้จักเป็นอย่างดี จากนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐี สู่การสร้างตัวตนในสื่อต่างๆ ด้วยบุคลิคอันสุดโต่ง ซึ่งในจำนวนนั้น ทรัมป์ก็ไม่ลืมที่จะแวะไปเยี่ยมเยือนโลกภาพยนตร์ด้วย โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเซเล็บฯ ที่ชื่นชอบไปปรากฏตัวในหนังหรือซีรีส์อยู่บ่อยๆ (ดูแบบรวมฮิตได้ที่วิดีโอด้านล่างนี้) ซึ่งมีทั้งที่น่าจดจำ มาแบบพอขำๆ ไปจนถึงไม่ต้องมาก็ได้นะ...ก็ยังมี (ฮา) และนี่คือบางส่วนของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กับบทบาทในโลกมายาฮอลลีวูด https://www.youtube.com/watch?v=yosAVMB47-Y Ghosts Can't Do It (1989, จอห์น ดีเรค) นักแสดงยุค 50’s ที่ผันตัวมาทำงานเบื้องหลัง ทั้งเป็นผู้กำกับภาพ และผู้กำกับในช่วงยุค 80’s แต่ดูเหมือนผลงานหนังของดีเรคจะถูกจดจำไปในทางที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เช่นเดียวกับหนังตลก-แฟนตาซีพล็อตชวนเหวอเรื่องนี้ ที่ว่านักธุรกิจสูงวัยซึ่งตายอย่างกระทันหัน แต่ก็ไม่วายที่จะมาขอให้ภรรยาของเขา ไปฆ่านักธุรกิจหนุ่มเพื่อหวังจะอาศัยร่างกลับมาอยู่กับภรรยาอีกครั้ง...แบบนี้ก็ได้เหรอ!? - รับประกันความเหวอด้วยรางวัล “ผู้กำกับยอดแย่” และ “หนังยอดแย่” (รางวัลหลังได้ร่วมกับ The Adventures of Ford Fairlane ของ ผกก. โจเอล ซิลเวอร์ และ สตีฟ เพอร์รี) จากเวที Razzie Awards ปีนั้น - แล้ว ทรัมป์ ละ นี่เป็นหนังเรื่องแรกที่ทรัมป์มาร่วมแสดง โดยรับบทรับเชิญเป็นตัวเองในซีนเจรจาธุรกิจ แต่นี่ขนาดเล่นเป็นตัวเองแท้ๆ ก็ยังอุตส่าห์ไปคว้ารางวัล “นักแสดงสมทบชายยอดแย่” จากเวที Razzie Awards ปีนั้นไปพร้อมหนัง แต่กระนั้นก็พออุ่นใจได้บ้าง เพราะในปีเดียวกัน โซเฟีย คอปโปลา ก็ได้รางวัล “นักแสดงสมทบหญิงยอดแย่” จากการไปช่วยพ่อเล่นหนังใน The Godfather: Part III อย่างน้อยก็อ้างได้ว่า ได้รับรางวัลปีเดียวกับอนาคตผู้กำกับรางวัลออสการ์เลยนะ... The Little Rascals (1994, เพนเนโลเป สพีริส) หนังเด็กตลก-มิวสิคัล ผลงานกำกับของสพีริสที่โดดเด่นมาจากงานสายมิวสิควิดีโอ และสารคดีดนตรี (เคยได้รับรางวัล Freedom of Expression Award จากเทศกาลหนังซันแดนซ์ปี 1998 จากสารคดี The Decline of Western Civilization Part III) โดย The Little Rascals ว่าด้วยเรื่องราวของกลุ่มเด็กชายวัยกะเตาะในชื่อ "He-Man Womun Haters Club" ที่แค่ชื่อก็บอกแล้วว่ากลุ่มนี้เกลียดเด็กผู้หญิง แต่บังเอิญมีสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มไปแหกกฎตกหลุมรักสาวน้อยเสียได้ – หนังคว้ารางวัลหนังแสดงเด็กกลุ่มยอดเยี่ยมจาก Young Artist Awards และรางวัลหนังเพลงยอดเยี่ยมจาก BMI Film & TV Awards ในปีเดียวกัน - แล้ว ทรัมป์ ละ มารับเชิญแบบรวดเร็ว โดยปรากฏแบบไม่ถึง 10 วินาที ในบทพ่อของหนึ่งในสมาชิกกลุ่มสาวน้อย ที่โทรคุยกับลูกสาวขณะเธอกำลังขับโกคาร์ทแข่งอยู่ ท่าสนใจคือมีการพากย์เสียงใหม่ในประโยคสุดท้ายที่ทรัมป์พูดด้วย (สังเกตว่าปากกับเสียงจะไม่ตรงกัน) Home Alone 2: Lost in New York (1992, คริส โคลัมบัส) หนังครอบครัวภาคต่อสุดดังของหนูน้อย เควิน แม็คคัลลิสเตอร์ (แม็คคัลเลย์ คัลคิน) กับการวายป่วงในการผจญภัย...หรือจริงๆ คือหลงกับพ่อแม่ในกรุงนิวยอร์คช่วงวันคริสต์มาส ก่อนจะไปเจอกับสองโจรกระจอกเจ้าเก่าที่ต้องมาเจ็บเนื้อเจ็บตัวจากความหัวใสของเจ้าหนูเควินอีกแล้ว - แล้ว ทรัมป์ ละ มาปรากฏตัวในซีนเล็กๆ ที่เจ้าหนูเควินกำลังเดินหลงเข้ามาในโรงแรม ก่อนจะถามทางลุงทรัมป์แบบงงๆ เป็นบทรับเชิญที่ถ้าไม่ทันมองอาจจะไม่รู้ก็ได้ (ฮา)