เลือกตั้ง2557

ชีวิตที่ถูกบันทึกไว้ในโลกภาพยนตร์ของ ฟิเดล คาสโตร
ฟิเดล คาสโตร

หากเอ่ยชื่อของ ฟิเดล คาสโตร (1926 - 2016) ตลอดช่วงชีวิตในฐานะผู้นำของสาธารณรัฐคิวบา ซึ่งคาสโตรได้นำแนวคิดสังคมนิยมมาใช้ปฏิรูปประเทศ ได้สร้างขอถกเถียงให้เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในมุมยกย่องคาสโตรผู้มั่นคงในการต่อต้านระบอบทุนนิยมและจักรวรรดินิยมอย่างเข็มแข็งตลอดชีวิตในการปกครองคิวบา (ก่อนจะส่งไม้ต่อให้น้องชาย ราอูล คาสโตร ขึ้นมาปกครองประเทศเมื่อ พ.ศ. 2551) หากในอีกมุมหนึ่งภายใต้การปกครองประเทศด้วยระบบสังคมนิยมของคาสโตรเอง ก็ถูกโจมตีถึงการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนและถูกตราหน้า (จากฝ่ายตรงข้าม) ว่าเป็นผู้นำเผด็จการแสนโหดเหี้ยม - ชีวิตของคาสโตรถูกถ่ายทอดไว้พอสมควรในรูปแบบของภาพยนตร์ เพื่อร่วมระลึกถึงการเสียชีวิตของ ฟิเดล คาสโตร ในวัย 90 ปี เราจึงขอพาย้อนไปชมหลากมุมมองชีวิตในโลกของภาพยนตร์ของ ฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำผู้อื้อฉาวและเต็มไปด้วยสีสันผู้นี้ หนังสารคดี ชีวิตของ ฟิเดล คาสโตร ถูกเล่าในรูปแบบหนังสารคดีมากมาย โดยรูปแบบส่วนใหญ่คือการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญที่อยู่ในห่วงเวลานั้น ผสมผสานกับฟุตเตจฟิล์มส่วนตัวของคาสโตรที่บันทึกไว้ในวาระต่างๆ ตัวอย่างเช่น Fidel (2001) ของผู้กำกับ เอสเตลา บราโว ,The Fidel Castro Tapes (2014) สารคดี 56 นาทีของ ผกก. ทอม เจนกินส์ ที่เน้นโชว์ฟุตเตจหายากซึ่งได้มาจากหอภาพยนตร์คิวบา, Name ID : Fidel Castro (2004) สารคดีซีรีส์ยาว 7 ตอนของ ผกก. อเล็กซ์ ราโมเน็ต ที่ทำขึ้นในวาระครบรอบ 50 ปี ของเหตุการณ์โจมตีที่มอนคาดา อันเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิวัติในคิวบาของคาสโตร แต่ถ้าจะพูดถึงสารคดีที้ได้คาสโตรเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง คงต้องยกให้สารคดีไตรภาคของ โอลิเวอร์ สโตน ทั้ง Comandante (2003), ที่ตัวสโตนได้เดินทางไปคิวบาเพื่อทำสารคดีเกี่ยวกับตัวคาสโตรเอง ซึ่งตัวหนังได้บันทึกช่วงเวลาที่สโตนติดตามคาสโตรไปยังที่ต่างๆ ไปจนถึงฟุตเตจใกล้ชิดชนิดจับเข่าคุยของทั้งสองในการสนทนา โดยที่หนังเปิดตัวในเทศกาลหนังซันแดนซ์ แต่ก็ถูกออกจากโปรแกรมฉายทางช่อง HBO ไปในนาทีสุดท้าย โดยสโตนยังคงสานต่อการเล่าถึงต้วคาสโตร ทั้ง Looking for Fidel (2004) ที่สโตนเล่าถึงเหตุการณืเมืองในคิวบาที่ล้อไปกับเหตุชายชาวคิวบา 3 คนจี้เครื่องบินเพื่อขอเดินไปอเมริกา และ Castro in Winter (2012) ที่สโตนเดินทางกลับไปคิวบาอีกครั้งในปี 2009 ณ ช่วงเวลาที่คาสโตรลงจากตำแหน่งทางการเมือง โดยนอกจากนี้ยังสารคดีอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวคาสโตรแบบอ้อมๆ เช่น I Am Cuba (1964, มิคคาอิล คาลาโตซอฟ) หนังสารคดีรัซเซีย-คิวบาที่ถูกลืม ก่อนถูกค้นพบและเผยแพร่โดยคนทำหนังอเมริกาในอีก 30 ปีต่อมา โดยมันคือสารคดีบันทึกสภาพของสังคมคิวบาในช่วงก่อนถูกปฏิวัตโดยคาสโตร ซึ่งตัวหนังถูกยกย่องในแง่การถ่ายทำและการตัดต่ออย่างสูง, Waiting for Fidel (1974, ไมเคิล รับโบ) ที่บันทึกภารกิจ(อันล้มเหลว)ในการตะลุยคิวบาเพื่อไปสัมภาษณ์ตัวคาสโตรของนักข่าวจากแคนาดา, Buena Vista Social Club (1999, วิม เวนเดอร์) ไร คูเดอร์ นักดนตรีแจ๊สชื่อดังที่ลาวงการไปแล้ว หากแต่การเดินทางไปเที่ยงกรุงฮาวานาของเขา กลับทำให้พบกลุ่มนักดนตรีแจ๊สสูงวัยมากพรสวรรค์ของคิวบา, I am Cuba, the Siberian Mammoth (2005, วินเซ็นต์ เฟอร์ราซ) ,Maradona by Kusturica (2008, อีเมียร์ คุสตูริกา) สารคดีอัตชีวประวัติของยอดนักฟุตบอลผู้อื้อฉาว โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวมาราโดน่ากับคาสโตรด้วย และ Will the Real Terrorist Please Stand Up (2010, ซาอูล ลันเดา) บันทึกความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกาและคิวบา ผ่านประวัติของกลุ่มสายลับ "the Cuba five" ในไมอามี เป็นต้น ซีเควนต์เปิดเรื่องสุดงดงามของ I Am Cuba (1964, มิคคาอิล คาลาโตซอฟ) https://www.youtube.com/watch?v=eOLVm_9UcRw ภาพยนตร์ น่าแปลกที่กลับไม่ค่อยมีหนังที่เล่าชีวิตของฟิเดล คาสโตร โดยตรงนัก เช่น Fidel (2002, เดวิด แอ็ตต์วูด) หนังอัตชีวประวัติของคาสโตรที่ยาวถึง 200 นาที (โดยยังได้ กาแอล กาเซีย เบอร์นัล มารับ เช กูวารา ที่คนดูสามารถอ้างอิงไปถึงหนังที่เขาแสดงนำอย่าง The Motorcycle Diaries) แต่ที่เหลือนั้นเรื่องราวของคาสโตรมักปรากฏในหนังอื่นเป็นบทสมทบ หรือไปก็เป็นเพียงฉากหลังถูกอ้างถึงในเรื่องเท่านั้น เช่นในหนังอัตชีวประวัติของ เช กูวารา หลายๆ เรื่อง อย่าง Che ฉบับ 1969 ของ ริชาร์ด เฟรเชอร์ และฉบับ 2008 ของ สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก รวมไปถึง The Motorcycle Diaries ผลงานปี 2004 ของ วอลเตอร์ ซัลเลส เป็นต้น และนี่คือหนังบางส่วนซึ่งนำเรื่องราวของคาสโตร ไปจนถึงประเทศคิวบาในช่วงเวลาที่เขาปกครองมาเล่าในรูปแบบภาพยนตร์ Cuba libre (2005, เรย์ การ์เซีย) หนังตลกร้ายว่าด้วยกลุ่มผู้ประท้วงที่บุกสถานฑูตคิวบาในกรุงมาดริด, ประเทศสเปน อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่คิวบามีการเลือกตั้งครั้งแรก The Lost City (2005, แอนดี การ์เซีย) ผลงานกำกับของนักแสดงฮอลลีวูดเชื้อสายคิวบาผู้นี้ จับช่วงเวลาในการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลภายใต้การปกครองของฟุลเคนเซียว บาติสตา สู่การเปลี่ยนแปลงปฏิวัติประเทศของคาสโตร ผ่านเรื่องราวของเจ้าของผับสุดหรูในกรุงฮาวาน่า I Love Miami (2006, อเลฆันโดร กอนซาเลส ปาดิลลา) หนังเม็กซิโกที่ว่าด้วยเหตุการณ์เดินทางมาเยือนไมอามีของคาสโตร (เหตุการณ์สมมติ) โดยหนังเล่าถึงหลากผู้คนชาวคิวบาในพื้นที่ซึ่งมีปฏิกิริยาต่อการมาเยื่อนของคาสโตรแตกต่างกัน Memorias del desarrollo (2010, มิเกล โคยูลา) ภาวะไร้สุขในโลกศิวิไลว์ของเหล่าศิลปินชาวคิวบาที่หลบหนีออกจากประเทศซึ่งยังคงทีในรูปแบบระบอบสังคมนิยม กลายเป็นหนังสุดเซอร์ที่ฉายภาพอันไม่ปะติดต่อที่แสดงให้เห็นความสับสนของพวกเขา (ชมตัวอย่าง) Company Man (2000, ปีเตอร์ แอสกิน และ ดักลาส์ แม็คกราธ) หนังฮอลลีวูดตลกร้าย ว่าด้วยครูหนุ่มสุดเนิร์ดผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนแกรมม่า ที่ตกกระไดพลอยโจนกลายมาเป็นสายลับ CIA ไปที่คิวบา คาสโตร..ในฐานะนักแสดง! แต่สิ่งที่สนใจคือ ในช่วงชีวิตหนึ่งของคาสโตร ตัวเขายังเคยเข้ามาในวงการฮอลลีวูดในฐานะนักแสดงประกอบของหนังถึงสองเรื่องในปี 1946 ได้แก่ Holiday in Mexico ผลงานกำกับของ จอร์จ ซินนีย์ โดยคาสโตรรับบทเป็นนักเต้นรุมบ้า (นักเต้นรุมบ้า คนที่สองจากซ้ายมือ ในตัวอย่างภาพยนตร์ นาทีที่ 2.10) และ Easy to Wed ของผู้กำกับ เอ็ดเวิร์ด บัซเซลล์ ในบทหนึ่งในชายหนุ่มที่นั่งอยู่ริมสระน้ำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

อาสีเทา นักแสดงอาวุโส เสียชีวิต! ด้วยวัย 84 ปี
สีเทา เสียชีวิต /  อาสีเทา / 

นักแสดงอาวุโส สีเทา หรือ จรัล เพ็ชรเจริญ สิ้นลมแล้วด้วยวัย 84 ปี สำหรับ อาสีเทา ก่อนหน้านี้ได้เข้ารับการรักษาตัว ที่หอพักผู้ป่วยกึ่งวิกฤต โรงพยาบาลชลประทาน เมื่อช่วงเดือน ก.ค. ปี 2557 หลังมีอาการปอดติดเชื้อและน้ำท่วมปอด นอกจากนั้นก็ยังมีโรคประจำตัว อาทิ ต่อมลูกหมากโต, กระดูกสันหลังคด และความดันสูง สำหรับ "สีเทา" เคยล้มป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดในสมองแตก จนเกือบถึงแก่ชีวิตแต่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานดอกไม้มาเยี่ยม ซึ่งทำให้สีเทายังสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณนี้มาโดยตลอด... ทางทีมข่าว Gossipstar.mthai.com ต้องขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ "อาสีเทา" มา ณ โอกาสนี้ขอบคุณ ภาพจาก thaifilm.com สีเทา

From Bangkok to Mandalay ...กับจดหมายรักจากเมียนมา
From Bangkok To Mandalay /  ชาติชาย เกษนัส

นอกเหนือจากความน่าสนใจในฐานะภาพยนตร์ร่วมทุนสร้างระหว่างไทยกับเมียนมาเรื่องแรกนับตั้งแต่เปิดประเทศได้ไม่นาน และยังถ่ายทำเกือบทั้งหมดที่ประเทศเมียนมา ที่ในหลายสถานที่ยังคงสภาพแวดล้อมคงเดิมไม่ต่างจากเมื่อหลายสิบปีก่อน การเก็บเกี่ยวเรื่องราวในประเทศเพื่อนบ้านที่แสนใกล้ชิดอย่างยาวนานของไทย แต่เรากลับรู้จักประเทศเมียนมาน้อยอย่างน่าใจหายน่าใจหาย ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของ แน็ต-ชาติชาย เกษนัส (กำกับร่วม ‘ตายโหง’ ตอน ซานติฆ่า) ในฐานะผู้กำกับเดี่ยวเต็มตัวเรื่องแรกกับ From Bangkok to Mandalay 'ถึงคน…ไม่คิดถึง' "มัณฑะเลย์มันเป็นชื่อที่เราติดหูมาก จนตัดสินใจใช้ชื่อชั่วคราวในการทำหนังว่า From Bangkok to Mandalay และวางไว้ว่าจะใช้เมืองนี้เป็นโลเคชั่นสุดท้ายในหนัง แต่หลังจากรีเสิร์ชข้อมูลกีมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่หนังยังใช้ชื่อ From Bangkok to Mandalay เหมือนเดิม คือเอาเข้าจริงมัณฑะเลย์นี่มันมีอายุสั้นมาก ที่นี่เป็นราชธานีสุดท้ายของราชวงค์พม่า ก่อนที่อังกฤษจะเข้ามายึดครองและย้ายไปที่ย่างกุ้งแทน มันจึงเป็นสถานที่ที่มีความทรงจำค่อนข้างเยอะ แม้กระทั่งเรื่องที่เกี่ยวกับคนไทยเอง คือคนไทยสมัยอดีตในยามที่ถูกกวาดต้อนไปสู่พม่า ก็มักจะไปอยู่แถวๆ เมืองมัณฑะเลย์นี่ละ" จากมัณฑะเลย์ในความทรงจำ กลายเป็นจุดที่ทำให้ชาติชายสงสัยว่าเพราะอะไร ภาพของประเทศเมียนมาในความทรงจำของคนไทยจึงไม่หลุดพ้นจากการชาติที่เคยรุกรานเมื่อนานมาแล้ว "จริงๆ แล้วมุมมองที่เรามีต่อเมียนมาจากประวัติศาสตร์มันพึ่งจะถูกสร้างขึ้นใหม่ขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้เอง แม้จะมีนักประวัติศาสตร์หลายคนพยายามจะไปทำความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่ดูเหมือนว่าชุดความคิดนี้มันได้ผูกติดคนไทยไปแล้ว ซึ่งสำหรับเรามันเป็นความเกลียดชังที่งไร้สาระมากในทุกวันนี้ คือมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาในเมื่อหลายรุ่นมาแล้ว มันเป็นเรื่องที่เราเข้าใจผิดไปเองและก็ถูกผลิตซ้ำอยู่บ่อยๆ ตอนที่ผมไปผมท่าน พิษณุ สุวรรณะชฎ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ท่านบอกว่าคนไทย 97 เปอร์เซ็นต์มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประเทศเมียนมา ส่วนอีก 3 เปอร์เซ็นต์คือคนที่เข้าใจผิดแบบมหันต์ (ท่าน พิษณุ สุวรรณะชฎ เคยกล่าวปาฐกถาถึงความเข้าใจผิดของไทยที่มีต่อเมียนมา ในการสัมมนาวิชาการประจำปี 2557 'ไทย-พม่าศึกษาในกรอบประชาคมอาเซียน') คือท่านเองก่อนจะมาประจำที่นี่ก็ไปอยู่หลายประเทศมาก แต่ท่านบอกเลยว่าที่เมียนมาไม่ง่าย คือประเทศต่างๆ ในอาเซียนแล้วไทยเองดูจะใกล้ชิดกับเมียนมามากที่สุด คือคุยกันง่ายเข้าใจกันง่าย แต่ลึกๆ แล้วเขามีความแตกต่าง" การได้ไปรู้จักกับ โรงเรียนดนตรีคีตมิตร ซึ่งรวบรวมนักดนตรีชาวเมียนมาทุกแนวมาเรียนด้วยกัน โดยการนำพาไปของ อ.อานันท์ นาคคง นักมนุษยวิทยาอันดับต้นๆ ของไทยและนักดนตรีศึกษาผู้รอบรู้ ในการตามหา "จิตวิญญาณของชาวเมียนมา" เพื่อเป็นแก่นของเรื่องที่พาผู้ชมไปรู้จักชาวเมียนมาอย่างแท้จริง ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวในหนัง From Bangkok to Mandalay หลังจากที่ชาติชายได้เดโมเพลงของ ตาเงะ เด็กหนุ่มมากพรสววรค์ในโรงเรียนดนตรีคีตมิตรมาให้ บรูโน บรูกาโน มิตรสหายนักแต่งเพลงฟัง ก่อนจะเป็นจุดเริ่มต้นของพล็อตเรื่องที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของคนสองประเทศ โดย From Bangkok to Mandalay ‘ถึงคน..ไม่คิดถึง’ เป็นหนังแนวโรดมูฟวี-ดราม่า ที่เล่าเรื่องของ ปิ่น (พิไลพร สุปินชุมภู จาก ‘รักหมดแก้ว’) สาวที่พึ่งจากลาจากคนรัก ได้รับจดหมายซึ่งเขียนโดยภาษาเมียนมาร์จากคุณย่าที่พึ่งเสียชีวิต และมีเงื่อนไขว่าต้องเดินทางไปเปิดอ่านแต่ละฉบับในสถานที่ที่ถูกระบุในจดหมายเท่านั้น โดยมี จอ จอ (ไซ ไซ คำแลง - ป็อบสตาร์ชาวเมียนมาร์) เป็นพาเธอเดินทางในเมียนมาร์ ซึ่งเนื้อความในจดหมายเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของหญิงสาวชาวเมียนมานาม ธูซา (วุด มน ชเว ยี - นักแสดงสาวชื่อดังอันดับต้นๆ ชาวเมียนมาร์) กับชายหนุ่มคนรักนามว่า นันดะ (เน โท - ดาราหนุ่มระดับท็อปที่เล่นหนังในเมียนมามาแล้วหลายร้อยเรื่อง) เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว - ด้วยความบริสุทธิ์และสวยงามของฉากหลังในเมียนมาที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งจากหลายสิ่งภายนอกมาหลายสิบปี อาจกลายเป็นความประทับใจอย่างหนึ่งที่ผู้ชมได้สัมผัสนอกเหนือจากเรื่องราวรักเมโลดราม่าในเรื่อง หากภายใต้ความสวยงามนี้ก็ยังมีประวัติศาสตร์บางอย่างที่ผูกติดอยู่กับชาวเมียนมามาอย่างยาวนานซึ่งชาติชายก็อยากจะถ่ายทอดลงไปในหนังเรื่องนี้เช่นกัน "หนึ่งในเมืองซึ่งใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำในเรื่องนี้อย่าง ปิน อู ลวิน เป็นเมืองตากอากาศที่ถูกสร้างโดยนายพลชาวอังกฤษเอาไว้ตั้งแต่สมัยก่อน ทำให้ตึกต่างๆ มันมีสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล นอกจากนี้ที่นี่ก็เป็นเมืองที่มีทั้งชาวพุทธ ชาวคริสต์และชาวอิสลามอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกัน คือคนตรงนั้นเขาก็ยังพยายามเก็บรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ แม้มันจะเป็นความเจ็บปวดในเชิงประวัติศาสตร์ก็ตาม ตัวอย่างเช่นเราไปขอถ่ายทำในโบสถ์คริสต์ที่เมืองนั้น ซึ่งตอนแรกขออย่างไรก็ไม่อนุญาต จนเราต้องโทรไปขอนัดคุยกับบาทหลวง เอาบทไปนั่งเปิดอธิบายเป็นหน้าๆ เลย จนท่านบาทหลวงก็รับปากว่าจะไปขอท่านบิชอปอีกที เราก็เลยสงสัยว่าทำไมถึงไม่อยากอนุญาตให้เราถ่ายทำนัก ซึ่งท่านก็ตอบว่าเพราะมักจะมีสื่อท้องถิ่นขอเข้ามาถ่ายทำที่นี่แล้วสื่อสารออกไปในเชิงเปรียบเทียบว่าศาสนาพุทธดีกว่าศาสนาคริสต์" "คือเราก็มองเรื่องของการอยู่ร่วมกันในฐานะมนุษย์ด้วย เราเองก็มีเพื่อนหลายคนที่นับถือศาสนาแตกต่างกัน มันจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราอยากบอกในหนังเรื่องนี้ว่า พวกเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะชาติใดศาสนาใด หรือมีความเชื่อที่แตกต่างกัน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราอยากจะบอกคนไทยด้วยเหมือนกัน" ชาติชายทิ้งท้าย ** From Bangkok to Mandalay 'ถึงคน…ไม่คิดถึง' เข้าฉายในไทย 10 พ.ย. นี้ ตัวอย่างเวอร์ชั่นไทย https://www.youtube.com/watch?v=L7pfT4-iT2M ตัวอย่างเวอร์ชั่นเมียนมา https://www.youtube.com/watch?v=tunstGXYT0Y ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

สิ้นนักแสดงตลกอาวุโส สีเทา - จรัล เพ็ชรเจริญ
จรัล เพ็ชรเจริญ /  สีเทา

สีเทา เพ็ชรเจริญ (หรือชื่อจริง จรัล เพ็ชรเจริญ) นักแสดงรุ่นใหญ่ที่ฝากผลงานไว้ในโลกภาพยนตร์มากมาย ได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 84 ปี จากอาการปอดติดเชื้อ เมื่อเวลา 2.19 น. ของวันที่ 17 ต.ค. 59 ณ รพ.ชลประทาน (อ้างอิงข้อมูลจาก bangkokbiznews.com) โดย สีเทา นักแสดงตลกอาวุโสที่เข้าสู่วงการภาพยนตร์ในฐานะนักพากย์และนักแสดงสมทบโดยการชักชวนของ เสน่ห์ โกมารชุน ตั้งแต่ พ.ศ. 2499 และมีผลงานทั้งในวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์มากมาย โดยมีผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายคือ 'ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๕ ยุทธหัตถี' (พ.ศ. 2557) อีกทั้งเคยได้รับรางวัลทางการแสดงจากชมรมวิจารณ์บันเทิงในปี พ.ศ. 2548 สาขาสมทบชายยอดเยี่ยมจากเรื่อง 'มหา'ลัย เหมืองแร่' ไปจนถึงล่าสุดคือ รางวัลเกียรติยศ ในพิธีประกาศรางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 25 ปี 2558 ในช่วงชีวิตที่เข้าสู่วงการภาพยนตร์ไทยในฐานะหนังพากย์ สีเทา ยังเคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ในการพากย์หนังให้พระองค์ได้ทอดพระเนตรอีกด้วย โดยสีเทาได้เล่าเรื่องราวความประทับใจในการเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ แบบใกล้ชิดครั้งแรกในชีวิต ไว้ในบทความ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ กับภาพยนตร์ไทย" โดย สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ว่า “ก่อนหนังฉาย ในหลวงทรงเสด็จมารับสั่งกับผมว่า นี่เธอพากย์ในโรงยังไงก็พากย์แบบนั้นให้เราฟังเลยนะ พอได้ฟังพระราชกระแส คราวนี้ล่ะสบายเลยหายเกร็งทันที ผมก็พากย์ไปตามอย่างที่เคยทำ ใส่ภาษาชาวบ้านไปเต็มที่ เวลาที่เราพากย์ไปก็เหลือบมองพระองค์ท่านบ้าง เห็นพระองค์ท่านทรงพระสรวลก็ดีใจ คิดว่าท่านน่าจะโปรด พอหนังจบ พระองค์ท่านเสด็จมาตรัสกับเราว่า “เหนื่อยไหมล่ะ ทานข้าวก่อนนะ หนังที่เธอพากย์เนี่ยสนุกดีนะ” เท่านั้นละ ความเหนื่อยที่มีมันหายเป็นปลิดทิ้งเลยนะ ดีใจที่พระองค์ท่านโปรด" นอกจากนี้ ในช่วงปี พ.ศ. 2539 ที่สีเทาล้มป่วยด้วยอาการเส้นโลหิตในสมองแตก ยังได้รับพระราชทานดอกไม้เป็นกำลังใจให้อีกด้วย “มันเหมือนพลิกความรู้สึกเลยนะ จากคนที่คิดว่าตัวเองต้องแย่แน่ ๆ ไม่ทรงก็ทรุด ตอนนี้กำลังใจมาเต็มร้อยเลย เหมือนพระองค์มาชุบชีวิตให้กับเราอีกครั้งหนึ่ง ให้เรามีความหวังและกำลังใจที่จะอยู่บนโลกนี้ต่อไป ในหลวงท่านมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ดอกไม้ที่ทรงให้เรานั้นเป็นกำลังใจให้เรามีชีวิตอยู่จนปัจจุบันนี้” ขอบคุณข้อมูลจาก สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine