เฟสบุ๊ค

ผ่อนรถ 1 คัน จ่ายมากกว่าที่คิด
การค้า /  การลงทุน / 

รู้หรือไม่ ซื้อรถยนต์หนึ่งคัน อาจต้องจ่ายมากกว่าที่คุณคิด ทั้งดอกเบี้ย ประกัน ภาษี ค่าบำรุงรักษา ซึ่งนับว่าเป็นรายจ่ายที่ไม่น้อยเลยทีเดียว แล้วอย่างนี้จะคุ้มหรือไม่กับการซื้อรถเพื่อความฝันของตัวเอง?  การเดินทางไปไหนมาไหนในปัจจุบันนับว่าสะดวกกว่าเมื่อก่อนมาก เนื่องจากบริการขนส่งสาธารณะสมัยนี้มีให้เลือกมากมายหลายทาง อย่างรถเมล์ รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน แต่หลายๆคนคงไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่า "รถยนต์ส่วนตัว" ก็นับเป็นพาหนะที่สำคัญอย่างหนึ่ง และเชื่อว่าหนึ่งในความฝันของคนเราคือได้เป็นเจ้าของรถยนต์สักคัน แต่จะรู้หรือไม่ว่าการจะได้รถมาซัก 1 คัน อาจต้องจ่ายมากกว่าที่คุณคิด จากบทความในเฟสบุ๊คของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจรายหนึ่ง กล่าวถึงจุดหมายของความสำเร็จของคนในยุคปัจจุบัน ว่าต้องการที่จะประสบความสำเร็วอย่างรวดเร็วภายในอายุไม่เกิน 40-50 ปี ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ โดยหนึ่งในความสำเร็จเริ่มต้นนั้น คือการมีอสังหาริมทรัพย์เป็นของตัวเอง อย่างเช่น  รถยนต์ส่วนตัว นั่นเอง ซึ่งคุณรู้หรือไม่ว่ารายจ่ายในการซื้อรถยนต์หนึ่งคัน ใช่ว่าจะจบภายในครั้งเดียว หากแต่มีรายจ่ายอีกมากมายที่คุณอาจคาดไม่ถึง ซึ่งอาจจะทำให้คุณเสียเงินไปฟรีๆ เลยก็ว่าได้ โดยจะยกตัวอย่างการซื้อรถยนต์ราคา 700,000 บาท ผ่อนเป็นระยะเวลา 5 ปี  หากดูจากตารางจะพบว่าการซื้อรถยนต์แบบดาวน์ 25% เราจะขาดทุน 39% ต่อปี รวม 5 ปีเราจะขาดทุน 91.2% ซึ่ง คนซื้อรถยนต์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้คิดถึงนัก เนื่องจากคิดว่าเป็นรายจ่ายที่ต้องจ่ายอยู่แล้วไม่ว่าจะเป้น ค่าภาษี ค่าประกัน ค่าดูแลรักษารถ ค่าน้ำมัน และค่าจิปาถะหลายต่อหลายอย่าง ซึ่งคนที่ซื้อรถยนต์แบบเงินกู้ จะขาดทุนกับการซื้อรถยนต์ราคา 7 แสนบาท เท่ากับเราทำเงินหายไปแบบรู้ตัวตั้งแต่  9.2 แสนบาท ถึง 1.3 ล้านบาทเลยทีเดียว MThai News ขอบคุณข้อมูลจาก วชิรเมษฐ์ ธเนศสถิตพงศ์

ลงดาบแบน4นัด2ไลน์แมนเกม แบงค็อก พ่าย เชียงราย(คลิป)
Bangkok United FC /  คณะกรรมการแต่งตั้ง และติดตามประเมินผลผู้ตัดสิน / 

คณะกรรมการแต่งตั้ง และติดตามประเมินผลผู้ตัดสินได้มีมติลงโทษ นิรุตม์ เรืองศรีชาติ  และเรืองศักดิ์ หนูเผือก ผู้ช่วยผู้ตัดสินในเกมที่ แข้งเทพ แบงค็อก ยูไนเต็ด บุกไปแพ้ เชียงราย ยูไนเต็ด 0-3 เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ห้ามทำหน้าที่ 4 นัดจากความผิดพลาดในการตัดสิน โดยเฟสบุ๊คแฟนเพจของสโมสร แบงค็อก ยูไนเต็ด “Bangkok United FC” รายงานว่า ผลการพิจารณาการปฏิบัติหน้าที่ผู้ตัดสินนัดที่ แบงค็อก ยูไนเต็ด ไปเยือน เชียงราย ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ทางคณะกรรมการแต่งตั้งและติดตามประเมินผลผู้ตัดสิน พิจารณาแล้วว่าผู้ช่วยผู้ตัดสินที่ 1 (นายนิรุตม์ เรืองศรีชาติ) และผู้ช่วยผู้ตัดสินที่ 2 (นายเรืองศักดิ์ หนูเผือก) อยู่ในตำแหน่งการมองเห็นการเล่นไม่ชัดเจน และบกพร่องจากการทาหน้าที่จริงซึ่งคณะกรรมการฯตัดสินให้ นายนิรุตม์ เรืองศรีชาติ และนายเรืองศักดิ์ หนูเผือก หยุดพักการปฏิบัติหน้าที่ตัดสินจำนวน 4 นัด" ขอบคุณภาพจาก : เฟสบุ๊คแฟนเพจของสโมสร แบงค็อก ยูไนเต็ด “Bangkok United FC”

คาเมล รีพับบลิค สวนสนุกแห่งใหม่ สไตล์โมร็อกโก
camel republic /  คาเมล รีพับบลิค / 

คาเมล รีพับบลิค ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัส “ประสบการณ์สุดสนุก แสนสุขทั้งครอบครัว” กับสถานที่ท่องเที่ยว Theme Park แห่งใหม่ของเมืองชะอำ ในบรรยากาศดินแดนบนสุดของทวีปแอฟริกาตะวันออก ที่มีกลิ่นอายของชาวแขกมัวร์ เราคัดสรรเครื่องเล่นที่เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของโลกหลายตัวมาไว้ที่โครงการ “คาเมล รีพับบลิค” เพื่อให้ทุกท่านได้สัมผัสกับประสบการณ์แปลกใหม่ อีกทั้งโซนสวนสัตว์ที่รวบรวมสัตว์หาดูยากหลายชนิด รอให้ท่านได้มาเพลิดเพลินกับการป้อนอาหารอย่างใกล้ชิด คาเมล รีพับบลิค สวนสนุกแห่งใหม่ สไตล์โมร็อกโก โครงการของเราสร้างบนพื้นที่กว่า 35 ไร่ ใช้งบประมาณกว่า 400 ล้านบาท เนรมิตสถาปัตยกรรมโดยรอบตกแต่งในสไตล์โมร็อกโก (Morroccan Architecture) เพื่อให้ท่านได้สัมผัสบรรยากาศราวกับอยู่ในดินแดนโมร็อกโก ซึ่งนอกจากสถาปัตยกรรมที่งดงามแล้ว เรายังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มอบความสุขให้กับทุกท่านในครอบครัว ท่านสามารถสัมผัสกับสัตว์น่ารักๆ มากมายอย่างใกล้ชิด อาทิเช่น อูฐ ยีราฟ อัลปาก้า พาตาโกเนียนมาร่า หงส์ นกฟลามิงโก้ นกฟินซ์ 7 สี นกแก้วซันคอนัวร์ ปลาคาร์ฟ และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ท่านยังสามารถสนุกสุดเหวี่ยงกับเครื่องเล่นที่เป็นที่สุดแห่งนวัตกรรม ทันสมัย แปลกใหม่ และตื่นเต้นเร้าใจหลากหลายชนิด สามารถเลือกเล่นกันได้ทุกระดับความมันส์ และที่สำคัญเครื่องเล่นของเราหลายเครื่อง เป็นเครื่องแรกและเครื่องเดียวในเอเชีย ณ เวลานี้ เครื่องเล่นไฮไลท์ที่คุณไม่ควรพลาด อาทิเช่น Flying Macaw นวัตกรรมใหม่สุดจากประเทศเยอรมนี มีที่แรกในไทยและที่เดียวในเอเชีย จะพาท่านทะยานสู่ท้องฟ้าโฉบเฉี่ยวไปมาท่ามกลางเวหาได้ตามที่ใจคุณต้องการ ราวกับบินอยู่ท่ามกลางฝูงนกมาคอร์ Eagle Zipline เครื่องเล่นใหม่ล่าสุดจากประเทศอเมริกา ที่เดียวในเอเชีย และตัวที่ 4 ของโลก นำท่านชมวิวทิวทัศน์แบบพาโนรามาบนความสูง 30 เมตร บินโฉบลงมาดั่งนกอินทรีล่าเหยื่อ ลองแล้วคุณจะประทับใจ Zero Gravity อีกเครื่องเล่นที่เป็นที่เดียวในเอเชีย ที่จะเหวี่ยงคุณด้วยความเร็วดั่งพายุและไร้การทรงตัวเหมือนอยู่ในสุญญากาศ จะมันส์ขนาดไหนต้องลองด้วยตัวคุณเอง และอีกหนึ่งเครื่องเล่นที่กำลังอินเทรนด์ที่สุด ณ เวลานี้ SkyFly หรือ Sky Diving Simulator เครื่องเล่นเครื่องแรกและเครื่องเดียวในประเทศไทย และกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในเอเชียและยุโรป ที่พาท่านลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยพัดลมขนาดใหญ่ สามารถเคลื่อนไหวไปมาขึ้นลงได้อย่างอิสระด้วยตัวท่านเอง ผู้ที่ชอบกีฬาท้าทาย เราท้าให้มาพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง นอกจากนี้ เรายังมีโซนร้านค้าช้อปปิ้งให้ท่านได้เพลิดเพลินกับการเลือกซื้อของฝากที่น่าประทับใจติดไม้ติดมือกลับไปฝากคนที่คุณรัก ที่ร้านจำหน่ายของที่ระลึก Camel Republic Official Souvenir และร้าน Hollywood Studio Store ที่เต็มไปด้วยตุ๊กตาสุดแสนน่ารัก เสื้อยืดหลากหลายสไตล์ เลือกใส่ได้ทั้งครอบครัว หมวก ผ้าพันคอ และของที่ระลึกอีกมากมาย อีกทั้งยังมีร้านอาหารอีกมากมายที่สร้างสรรค์เมนูแปลกใหม่ให้ท่านได้เลือกอิ่มอร่อย เรียกได้ว่ามาที่นี่ที่เดียวได้ความสนุกครบทุกรูปแบบ “คาเมล รีพับบลิค” สามารถรับรองนักท่องเที่ยวได้ไม่ต่ำกว่า 8,000 คน/วัน เปิดให้บริการทุกวัน วันจันทร์ – พฤหัสบดี เวลา 10.00 – 18.00 น. วันศุกร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 09.00 – 19.00 น. เยื้องซานโตรินี พาร์ค ชะอำ จ.เพชรบุรี ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี 76120 สอบถามรายละเอียดได้ที่ 032-890860-2 ติดต่อสอบถามข้อมูลสำนักงานกรุงเทพฯ โทรศัพท์ 02-4346921-8, โทรสาร 02-4347537 “คาเมล รีพับบลิค” ชะอำ โทรศัพท์ 032-890860 , 09-22695055 และ Facebook www.facebook.com/camelrepublic อัตราค่าเข้าชม : ไม่รวมค่าเครื่องเล่น ต่างชาติ ท่านละ 200 บาท ชาวไทย ผู้ใหญ่ ท่านละ 120 บาท เด็ก ส่วนสูง 90-130 ซม. ท่านละ 90 บาท ผู้สูงอายุ 55 ปีขึ้นไป ท่านละ 90 บาท เด็ก ที่มีส่วนสูงไม่ถึง 90 ซม. เข้าชมฟรี อัตราค่าบริการเครื่องเล่นต่างๆ Ticket 1 ใบ ราคา 120 บาท Flying Macaw ใช้ Ticket 2 ใบ Eagle Zipline ใช้ Ticket 2 ใบ Drop Twist ใช้ Ticket 1 ใบ ม้าโยก ใช้ Ticket 1 ใบ แทรมโพลีน ใช้ Ticket 1 ใบ ไจโรเอ็กซ์ตรีม ใช้ Ticket 1 ใบ Zero Gravity ใช้ Ticket 1 ใบ Midi Dance 360 องศา ใช้ Ticket 1 ใบ ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก :  เที่ยวภาคกลาง.com / เฟสบุ๊ค Camel Repuclic ลิงค์ท่องเที่ยวแนะนำ น่าสนใจ : เที่ยวกรุงเทพฯ (Shutter&Travel) : สุสานใต้ดินปารีส สุดสยองใต้พิภพ : สวนใต้น้ำ สุดงามในฤดูใบไม้ผลิ

อันซีน! เที่ยวเขาไข่นุ้ย ทะเลหมอกอันดามัน จ.พังงา
unseen /  ทะเลหมอกอันดามัน / 

ใครๆ ก็บอกว่า "อยากชมทะเลหมอก ต้องขึ้นดอยสูงทางภาคเหนือ ไม่ก็ภาคตะวันตก" แต่นักท่องเที่ยวบางคนลืมไปว่า ทางใต้ก็มีทะลหมอกให้ยลได้เหมือนที่อื่นๆ เช่นกัน อย่างเช่น "เขาไข่นุ้ย” หรือ "ภูไข่นุ้ย" จังหวัดพังงา ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 200 เมตร ความสูงกำลังพอดีให้นักท่องเที่ยวได้ชมความงามในหน้าฝนและหนาวแบบไม่ต้องออกแรงมาก นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดพังงา ที่รอให้นักท่องเที่ยวมาเยือน... อันซัน! เที่ยวเขาไข่นุ้ย ทะเลหมอกอันดามัน จ.พังงา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกันผลักดันให้ เขาไข่นุ้ย เป็นจุดชมทะเลหมอกของภาคใต้ ซึ่งเวลานี้กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ด้วยเพราะมีทะเลหมอกให้ชมตลอดทั้งปี ไม่เว้นแม้แต่ฤดูร้อน หากจะเดินทางมาชมทะหมอกแนะนำให้มาในช่วงที่มีคลื่นลมทะเลสงบเท่านั้น นักท่องเที่ยวถึงจะได้เห็นปุยขาวของทะเลหมอกบนเขาไข่นุ้ยแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ เขาไข่นุ้ย ยังมีสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่แพ้ดอยหรือภูทางตอนบนของประเทศ หรือที่อื่นๆ เลย นั่นคือความงดงามของพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก ของทะเลอันดามัน และวิวทิวเขาเรียงรายสวยงามโดดเด่นจนเห็นได้ชัด แถมมีอากาศเย็นสบายคล้ายภาคเหนือ จึงไม่แปลกที่นักท่องเที่ยวนิยมมาตั้งเต้นท์ เพื่อรอชมงามของสถานที่สุดโรแมนติกแห่งนี้ ช่วงเวลาการชมทะเลหมอก ตลอดทั้งปี (ทะเลต้องมีคลื่นลมสงบ) การเดินทาง การขึ้นไปชมทะเลหมอกนั้นนักท่องเที่ยวจะต้องใช้รถโฟว์วิลปีนป่ายไปบนถนนลูกรัง ผ่านสวนยางพาราของชาวบ้านในพื้นที่ จนไปถึงจุดสูงสุดของยอดเขาจะเป็นลักษณะลานโล่งประมาณ 100 ตารางเมตร สามารถกางเต้นท์พักแรมได้ หรือ จะใช้บริการรถของชุมชน โดยนักท่องเที่ยวต้องมาเปลี่ยนรถที่ อบต. แล้วเดินทางด้วยรถโฟล์วิลขึ้นสู่ยอดเขา ในอัตราค่ารถขึ้น-ลงคนละ 100 บาท หรือหากเหมาคิดคันละ 500 บาท นั่งได้ 6 คน ภาพ : คุณ Arkhom Deeang สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งมะพร้าว โทร. 076-445-217-8 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โทร.0-7648-1900-2 ขอบคุณข้อมูลและภาพ : เฟสบุ๊ค Wonderful.Phangnga / การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

เจ๊ฉอด งัดหลักฐานโชว์! โต้จัดฉากเมคเรื่องคุณแอร์
เจ๊ฉอด สายทิพย์ /  คลับฟรายเดย์ / 

ดีเจรุ่นใหญ่ เจ๊ฉอด สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ออกโรงเคลียร์ด้วยตัวเอง หลังถูกตั้งประเด็นว่าจงใจจัดฉากเมคเรื่องราว ใน club friday the series ตอน "หรือรักแท้จะแพ้ความต้องการ" โดยเนื้อเรื่องอ้างเป็นของ คุณแอร์ คลับฟรายเดย์ ที่เปิดเพจFB โดยนำรูปของ คุณแอร์ อีกคนหนึ่งมาใช้จนกลายเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่แท้จริงยังไม่มีการยืนยันว่าเพจดังกล่าวเป็นของ คุณแอร์ คลับฟรายเดย์ จริงหรือไม่!?! เดือดร้อน เจ๊ฉอด ต้องเคลียร์พร้อมหลักฐาน โต้จัดฉาก!! ยืนยันรายการไม่จำเป็นต้องสร้างเรื่องเอง เพราะฟีดแบ็กดีอยู่แล้ว คอนเฟิร์ม คุณแอร์ เจ้าของเรื่องมีตัวตนจริง!!! เจ๊ฉอด เผยก่อนหน้านี้ยอมรับว่าตนสั่งเบรค คุณแอร์(เจ้าของเรื่อง) งดทำเพจเฟสบุ๊ค แต่ภายหลังไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายดำเนินการจัดทำหรือไม่อย่างไร และใช้รูปคนอื่นแทนอาจเพราะไม่ต้องการเปิดเผยหน้าตาตัวเอง ปฏิเสธไม่ขอรับผิดชอบกรณีที่ คุณแอร์ (อ้างเป็นเจ้าของรูป) ออกมาเรียกร้องให้รายการรับผิดชอบที่ทำให้เสียชื่อเสียง วอนแฟนๆ รายการอย่าเหมารวมว่าคลับฟรายเดย์เป็นคนผิดในทุกๆ เรื่องที่กล่าวมา... "กับเรื่องที่เกิดขึ้นก็อย่างที่ทราบ คือคลับฟรายเดย์จะเป็นรายการที่เปิดโอกาสให้คนฟังของเราโทรเข้ามา เพื่อเล่าเรื่องในประเด็นที่เราตั้งขึ้นมาในแต่ละวันศุกร์กับเรื่องราวที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในความรักความสัมพันธ์แล้วเราได้นำเรื่องราวเหล่านั้นมาตอบกันในรายการ โดนมีพี่ฉอดพี่อ้อยเป็นพิธีกร อาจจะมีคนฟังของเราที่แสดงความคิดเห็นต่างๆ นานากันเข้ามา ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราทำคลับฟรายเดย์กันมา9 ปี เกือบ 10 ปีแล้ว" "เพราะฉะนั้นมีเรื่องราวมากมายในแต่ละวันศุกร์ และผู้คนที่ส่งเรื่องและแสดงความคิดเห็นเยอะมาก เพราะเราเปิดโอกาสรับเรื่องในทุกๆ ด้านแล้วเราก็มีทีมงานที่จะคุยเพื่อเช็คความแน่ใจว่าคนที่โทรมานี้มีเรื่องราวอย่างไรและเรื่องราวเหล่านั้นมีประเด็นสำคัญอย่างไร วัตถุประสงค์สำคัญที่สุดของรายการคลับฟรายเดย์คือเรามีความตั้งใจที่จะให้เรื่องราวเหล่านั้นเป็นเคสสตัสดี้ คือถ้ามันเกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้น พี่อ้อยพี่ฉอดจะตอบว่าอะไร คนที่โทรศัพท์เข้ามาคุยในรายการจริงๆ มีจำนวนไม่เยอะ ศุกร์นึงประมาณ 10 สาย" "แต่คนที่ดูคนที่ฟังอยู่มีจำนวนมากมายที่เราคำนึงถึงว่าเขาจะสามารถเอาเรื่องราวเหล่านี้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตจริงของเขาได้อย่างไรอันนั้นคือสิ่งสำคัญที่สุด ตอนนี้มีหลายๆ คนพยายามตั้งประเด็นว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง หลอกลวงอะไรต่างๆ นานาก็ตามพี่อยากจะบอกว่าจริงๆ แล้ว โดยขบวนการของการโทรศัพท์เข้ามา มันไม่ใช่แค่ว่าโทรเข้ามาปุ๊บแล้วจะได้ออกอากาศเราก็มีกระบวนการในการกลั่นกรองพูดคุยจำนวนนึง" "แต่ยังไงก็ตามแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องราวมั้งหมดที่เข้ามามันจะต้องถูกคงตรวจสอบชนิดว่าเป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็น เนื่องมาจากว่าเราไม่ได้บอกว่ามันต้องเป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็น แต่เราสนใจว่ามันเป็นประเด็นที่มีประโยชน์กับคนฟังคนดูของเราหรือเปล่า อันนั้นคือประเด็นสำคัญที่สุด แต่ยังไงก็ตามแต่คนที่ทำงานตรงนี้ อย่างพี่ฉอดเองที่เป็นคนที่ทำรายการคลับฟรายเดย์มาเป็นสิบปี เราพอจะฟังจากการคุยอะไรต่างๆ นานาได้ว่าเรื่องนั้นๆ เป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วเราคิดกันไปก่อนแล้วว่าเรื่องมันจริงหรือไม่จริง เราคิดกันก่อนที่เรื่องมันจะออกอากาศมาเสียอีกเราสกรีนกรั่นกรองกันมาก่อนแล้ว แต่อย่างที่บอกค่ะว่า เวลาเรามาเล่าเรื่องแบบนี้กันเรายังไม่สามารถบอกได้ว่ามันจริงหรือไม่จริงร้อยเปอร์เซ็น" "เพราะฉะนั้นมันอาจจะเป็นมุมมองของคนที่เล่า เพราะเรื่องที่มันเกิดขึ้นอาจจะมีตัวละครหลายตัวก็จริง แต่คนที่โทรเข้ามาเขาเล่าในมุมมองของเขาเพราะฉะนั้นมันก็อาจจะเกิดการคลาดเคลื่อนเพราะว่ามองมุมไหนมันก็ต้องเป็นแบบที่มองในมุมของตัวเอง พอเรามาจับประเด็นกันว่ามันจริงหรือไม่จริงพี่ก็เลยรู้สึกว่าเราอย่าลืมวัตถุประสงค์หลักของรายการก่อน และถ้าถามว่ารายการจำเป็นต้องเมคไหม บอกได้เลยว่าไม่ขำเป็นเพราะเรื่องที่เข้ามาในทุกวันศุกร์มันมีเยอะมากแล้วออกอากาศจริงไม่ถึงสิบสาย" "ดังนั้นมันไม่มีความจำเป็นต้องเมค หลังจากเรื่องนี้ออกอากาศไปมันมีกระแสความรุนปรงของเรื่องนี้ออกมามากมายจนถึงวันนี้ก็ยังมีหลายคนที่บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกเรื่องแบบนี้แต่ประเด็นนี้ ถามว่าเรื่องนี้แรงไหม แรงค่ะ แต่มันมีเรื่องแรงกว่สนี้เกิดในสังคมเรามากมายถามว่าเรื่องราวของคุณแอร์มันประหลาดมหัศจรรย์ถึงขั้นจะเป็นไปไม่ได้เลยไหมมันก็ไม่ใช่ มันเป็นเพียงเคสที่รุนแรงเคสหนึ่งเท่านั้นเอง "อย่างที่บอกว่าคุณแอร์ไม่ได้โทรเข้ามาเพื่ออยากดังหรืออยากออกอากาศ จริงๆ เขาไม่ได้พูดถึงการออกอากาศใดๆ เลย เขาส่งเรื่องของเขาเข้ามาทางเฟสบุ๊คของพี่อ้อย เพื่อปรึกษา ซึ่งเป็นงานปกติที่พี่ฉอดกับพี่อ้อยทำอยู่ทุกๆ วัน เพื่อปรึกษาเพื่อให้เราเป็นที่พึ่ง จะมีการคุยกันระหว่างคุณแอร์กับพี่อ้อยตั้งแต่วันที่ 3 มค. ที่ผ่านมา เขาเล่ามาว่าเรื่องเป็นอย่างไรแล้วพี่อ้อยก็ให้คำแนะนำต่างๆ อยู่ระยะเวลาหนึ่ง" "จนพี่อ้อยเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ พี่อ้อยเลยมาคุยกับพี่ฉอดและทีมงานว่าเคสนี้น่าสนใจ เราติดใจตรงประเด็นที่ว่าคุณแอร์เขาเจอเหตุการณ์ขนาดนี้แล้วแต่เขาก็ไม่ทำแท้ง เขาไม่ฆ่าตัวตายเขาก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้นมา ได้เราติดใจตรงนี้ว่ามันน่าจะมีประโยชน์สำหรับคนที่เจออะไรที่หนักหนาอยู่ตอนนี้ เราก็เลยโทรไปคุยกับน้องเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมต่างๆ และวันหนึ่งก็ได้เอาสายของน้องมาออกอากาศ นั้นเป็นขั้นตอนแรกในการนำเรื่องนี้ออกอากาศ" "หลังจากนั้นมาก็มีกระแสมากมาย จนถึงวันที่เราจะทำซีรี่ย์ ตอนนั้นเราเลือกเรื่องที่จะทำซีรี่ย์กันเราก็ยังคิดถึงประเด็นเดิมของคุณแอร์อยู่ว่าเรื่องนี้มันแรงแต่มันเป็นประโยชน์ เราเลยเลือกเรื่องนี้มาทำซีรี่ย์ เราจะมีการขออนุญาตคือให้พี่อ้อยส่งไปขออนุญาตน้องว่าจะเอาเรื่องของน้องมาทำเป็นซีรีย์ น้องยังส่งกลับมาว่า น้องขอถามพี่อ้อยตรงๆ ว่ามันจะดีไหมที่เอาเรื่องของน้องไปทำ เพราะน้องก็กังวล เพราะมันทีฟีตแบคทั้งดีและไม่ดีเข้ามา น้องยังกังวลว่าเอาเรื่องของแม่มาเล่าแบบนี้หลายคนบอกว่าไม่เหมาะสม" "จนถึงเรื่องที่เป็นประเด็นเรื่องของการเปิดเฟซบุ๊คที่มีรูปของคุณแอร์อีกคนหนึ่ง หรือการโอนเงินต่างๆ นานาก็ตาม คือหลังจากเรื่องราวได้ออกอากาศไปทางรายการยังมีโอกาสได้ติดต่อกับเจ้าของเรื่องอยู่ วันหนึ่งน้องแอร์ก็มาปรึกษาพี่อ้อยว่า เขาอยากเปิดหน้าเพจของตัวเอง ซึ่งพี่อ้อยก็ยังเตือนบอกน้องว่าจะดีเหรอ เพราะน้องบอกว่าอยากอยู่เงียบๆ ไม่อยากยุ่งกับใคร น้องเขาบอกว่าเขาได้รับกระแสของคนที่เข้ามาให้กำลังใจเยอะมาก เขารู้สึกว่าอยากสัมผัสกับกำลังใจเหล่านั้นด้วยตัวเขาเอง" "พี่อ้อยยังเตือนว่า อันนี้แล้วแต่น้องนะคะ เพราะว่ากระแสที่เข้ามามันมีทั้งบวกและลบนะถ้าน้องไม่แข็งแรงพอ พี่อ้อยไม่เห็นด้วยนะ น้องบอกว่าอ๋อเหรอคะ งั้นหนูไม่เปิดดีกว่าไปปิดดีกว่า นั่นคือสิ่งที่เรารู้ เพราะเราคุยกับเขาได้แค่นั้น เพราะฉะนั้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่น้องเอารูปคุณแอร์อีกคนมาเป็นหน้าเพจตัวเอง จนกระทั่งมาถึงเรื่องว่าคุณแอร์มีจริงหรือเปล่า ส่วนตัวพี่เดาว่า น้องอาจไม่อยากเอาหน้าของตัวเองมา ก็เลยไปคว้าเอารูปของใครมาพี่เดาว่าอย่างนั้น อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ" "ส่วนน้องที่เป็นเจ้าของรูปที่ลุกขึ้นมาพูดหรือมึการโทรไปคุยกับคุณแอร์ตัวจริง เป็นสิ่งที่เราไม่ทราบมันเกินการควบคุมของพวกพี่ พี่ก็เลยไม่รู้ว่าต่อจากนั้นมันเกิดอะไรขึ้น เพราะน้องแอร์ที่เป็นเจ้าของรูปพยายามเรียกร้องให้ทางรายการรับผิดชอบไม่งั้นจะฟ้อง พี่ก็ไปเช็คทางกฎหมาย จริงๆ แล้วการเปิดหน้าเฟซบุ๊คมันเป็นเรื่องส่วนบุคคล เพราะฉะนั้นพี่ไม่สามารถตามไปรับผิดชอบในสิ่งที่มันเกิดขึ้นตรงนั้นได้เพราะมันเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่พี่เอามาออกรายการ ส่วนอีกกรณีที่มีน้องผู้ชายเขาบอกว่าได้โอนเงินให้น้องแอร์ 6000 บาท และมีคลิปเสียงที่เขาคุยกัน สิ่งที่เรารู้คือ มีคนเยอะมากที่เข้ามาอยากจะติดต่อน้องแอร์ แต่โดยมารยาทแล้วทางกรีนเวฟไม่เคยให้การติดต่อใดๆ กับใคร" "สุดท้ายน้องผู้ชายก็ได้คุยกับน้องแอร์ เรามารู้เรื่องเพราะน้องแอร์มาคุยกับพี่อ้อยแล้วบอกพี่อ้อยว่ามีผู้ชายคนหนึ่งเขามาคุยด้วยดีมากเลย พอดีหนูมีปัญหาเรื่องเงินเขาก็โอนเงินมาช่วย 6000 บาท พี่อ้อยก็ดูไปว่าอย่าทำอย่างนี้จะไปเอาเงินเขามาง่ายๆ ได้ยังไง เขาเลยบอกว่าถ้าทำงานได้จะเอาเงินไปใช้คืนนี่คือสิ่งที่เรารับรู้ พอวันนึงมีผู้ชายคนนี้ออกมาก็เช่นเดียวกัน มันเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุมของเราแล้ว" "ส่วนใหญ่พี่อ้อยและทีมงานจะเป็นคนคุยกับคนที่เข้ามามากกว่าพี่ฉอด ในขั้นแรกน้องปฏิเสธว่าไม่ได้ทำกรณีเฟซบุ๊ค แต่พอหลังจากนั้นน้องมาโพสต์ข้อความขอโทษยอมรับว่าทำไปจริงๆ ที่สุดแล้วพี่อยากจะยืนยันในเจตนาของรายการก่อนว่าเราทำงานมาสิบปี ไม่เคยมีกรณีแบบนี้มาก่อนเรื่องราวที่ผ่านมาเป็นประโยชน์กับคนจำนวนเยอะมาก ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นพี่ว่ามันเกิดขึ้นจากตัวบุคคลไม่ใช่รายการ อยากจะบอกว่าไม่ต้องไปสืบที่ไหน อยากให้ลองมานั่งทำรายการกับพี่แล้วจะรู้ว่าเราทำงานยังไง" "สำหรับใครที่มีปัญหาจากผลพวงของเรื่องนี้พี่คงไม่สามารถไปรับผิดชอบเรื่องใดๆเพราะเราไม่เกี่ยว แต่พี่ยินดีช่วยเหลือถ้าน้องต้องการ แต่ไม่ใช่เรื่องการฟ้องหรือเรียกค่าเสียหายใดๆ หลังจากนี้ถ้ามีใครอยากติดต่อกับเราขอให้เข้ามาเจอกันตัวเป็นๆ เราจะไม่รับจากการโทรหรือโซเชียลใดๆ อีกเรื่อง คือเรื่องของแม่ของน้องแอร์ คือแม่ติดต่อเข้ามาอยากติดต่อน้องแอร์ แต่รายการไม่ได้ให้การติดต่อใดๆ ไป และยื่นข้อเสนอให้พูดผ่านรายการ และก็เลยกลายเป็นว่าโดนโยงว่าเราสร้างเรื่องขึ้นมาอีก ก่อนจะให้สื่อสารกัน เราก็มีการเช็คกันว่าเป็นแม่จริงๆ แล้ว" "หลังจากนั้นถ้าเขาอยากติดต่อกันเขาคงติดต่อกันเอง เพราะฉะนั้นเรื่องราวเหล่านี้เราไม่รู้จะเมคขึ้นมาทำไม เพราะทุกคนไม่ได้อะไรจากการทำแบบนั้น คุณแม่ก็ไม่ได้ดังหรือก็ไม่ได้จะดูดีเท่าไหร่ หลังจากนี้ทางเราก็จะเดินหน้ากันต่อไปค่ะ เพราะการทำรายการของเราอยู่ที่เจตนาของรายการเรามากกว่าค่ะ" คุณฉอด สายทิพย์ กล่าว พี่ฉอด สายทิพย์ พี่ฉอด สายทิพย์ พี่ฉอด สายทิพย์ พี่ฉอด สายทิพย์ คุณแอร์ เจ้าของรูป โพสต์ข้อความ

หนังสือน่าอ่าน คนอะไร...เป็นแฟนหมี ตอนใหม่
Her Publishing /  คนอะไรเป็นแฟนหมี / 

วันนี้ทีนเอ็มไทยขอแนะนำ หนังสือน่าอ่าน คนอะไร...เป็นแฟนหมี ตอนใหม่ จากเพจการ์ตูนชื่อดังในเฟสบุ๊คที่มีคนติดตามมากที่สุด ได้ถูกรวบรวมไว้เป็นหนังสือแล้ว และยังคงความเข้มข้นของเรื่องราวชีวิตเวิ่นๆ ของคนที่รักหมีและเรื่องราวความรักในแต่ละวันที่ถ่ายทอดออกมาเป็นการ์ตูนได้ตรงใจวัยรุ่นมากมาย ว้าววว แบบนี้แล้วชาววัยทีนอย่างเราจะพลาดได้อย่างไง จริงไหมคะ??? ต้องรีบไปหามาเป็นเจ้าของด่วนเลย หนังสือน่าอ่าน คนอะไร...เป็นแฟนหมี ตอนใหม่ หนังสือคนอะไร...เป็นแฟนหมี ตอนใหม่ นี้เป็นหนังสือของสำนักพิมพ์ Her Publishing โดยเนื้อหาในเล่มจะเล่าถึงเรื่องราวตั้งแต่คนกับหมีมาเจอกันได้อย่างไร และเกิดเรื่องราวน่ารักๆ จากการสังเกตรายละเอียดเล็กๆ มานำเสนอผ่านตัวการ์ตูนน่ารักน่าชัง หนังสือเล่มนี้จึงเปรียบเสมือนบันทึกของคนรักที่เป็นผู้รับฟังที่ดี คนที่พร้อมจะทำความเข้าใจในทุกสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองเป้น "หมี"... จะขออะไรจาก "แฟน" มากไปกว่านี้ เรียบเรียงโดย teen.mthai.com ข้อมูล Her Publishing

โหดนักหรอ!ฝ่ายจัดD2สั่งลงดาบแบน ปากน้ำโพ 1ปีเหตุแฟนทืบเปา
คณะกรรมการฝ่ายเทคนิคฟุตบอลดิวิชั่น 2 /  คณะอนุกรรมการพิจารณาวินัย มารยาท และข้อประท้วง / 

ความเคื่อนไหวกรณีฉาววงการฟุตบอลไทย ในศึกเอไอเอส ลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 ที่ แฟนบอลทีม ปากน้ำโพ เอ็นเอสอาร์ยู ไม่พอใจคำตัดสินวิ่งลงไปในสนามและทำร้ายผู้ตัดสินในเกมที่ ปากน้ำโพ เปิดสนามร.ร.กีฬา จ.นครสวรรค์ รับการมาเยือนของ บางปู สมุทรปราการ ยูไนเต็ด ทำให้เกมดังกล่าวต้องยุติลง ล่าสุดคณะอนุกรรมการพิจารณาวินัย มารยาท และข้อประท้วง และคณะกรรมการฝ่ายเทคนิคฟุตบอลดิวิชั่น 2 ได้การประชุมและพิจารณาโทษออกมาเป็นที่เรียบร้อย ปรากฎว่า ปากน้ำโพ ถูกลงโทษสถานหนัก ดังนี้ 1.ห้ามแฟนบอล ปากน้ำโพ 7-8 คน เข้าชมเกมที่ ปากน้ำโพ เป็นเจ้าบ้านตลอดชีวิต และปรับเงิน 6 หมื่นบาท จากความผิดข้อ 3.2.3.1 3.แบน ปากน้ำโพ ห้ามเตะในบ้าน 2 นัด ปรับ 1 แสนบาท จากความผิดข้อ 3.2.10 และ3.ปรับ ปากน้ำโพ แพ้ บางปู สมุทรปราการ ยูไนเต็ด 0-2 และแบน ปากน้ำโพ ห้ามแข่ง ด.2 และฟุตบอลถ้วยรายการต่างๆ ที่สมาคมฟุตบอล รับรอง 1 ปี (ฤดูกาล 2558) ตามข้อ 10 ขอบคุณภาพจาก : เฟสบุ๊คNSRU fc

เมลานี สาวน้อยผีน่ารักของวงการแฟชั่นชั้นสูง
นางแบบ /  เมลานี เกย์ดอส / 

The What’s Underneath Project เป็นโปรเจคที่เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับเรื่องความสวยงามของคนทั่วไป โดยจะทำการทำวิดีโอสัมภาษณ์แต่ละคน ซึ่งผู้ถูกสัมภาษณ์ต้องค่อยๆเปลื้องผ้าออกทีละชิ้น และตอบคำถามไปด้วย  โดยเป้าหมายของโปรเจคคือต้องการเผยว่า สไตล์ของคนเราไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้าภายนอก หากแต่อยู่ในจิตใจภายในของเขาเหล่านั้นต่างหาก .. โดยโปรเจคนี้ได้นางแบบชื่อดัง  Melanie Gaydos เข้าร่วมด้วย โดย เมลานี มีความผิดปกติในกลุ่มอาการ EEC หรือ โรคสังข์ทอง  หรือที่มีลักษณะเหมือน เอดดี้ ผีน่ารัก ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากพันธุกรรมนั่นเอง แทนที่ เมลานี จะปล่อยให้อาการของโรค ทำร้ายให้เธอแห้งเหี่ยวเปลี่ยวเฉา เธอกลับกลายเป็นนางแบบชั้นสูงในวงการแฟชั่น ( High Fashion) ที่ได้รับความสนใจจากวงการแฟชั่นมาก โดยเมลานี เข้าวงการแฟชั่นมาได้ เพราะคำแนะนำของแฟนหนุ่มตากล้องคนหนึ่ง  เธอต้องทุกข์ทรมานทั้งปัญหาครอบครัว การโดนทารุณกรรม เรื่องทั้งหมดนี้สอนให้เธอรักตัวเอง มั่นคงกับความคิดตัวเอง และหาจุดที่เธอสบายใจและเติมเต็มเธอได้ เธอรู้สึกว่าการเป็นนางแบบ ทำให้เธอเติมเต็ม และรู้สึกสบายใจ ยิ่งไปกว่านั้นมันคือประสบการณ์ที่แสนสำคัญในชีวิตเธอ เธอยังมองว่าความกล้าหาญของเธอ และสัณชาตญาณของเธอนั้นเหนือว่า การมานั่งคิดมากเรื่องการที่มีคนเกลียด คนพูดจาไม่ดีกับเธอ เมลานี่บอกว่า " ทุกครั้งที่ฉันไปถ่ายภาพ นางแบบในวงการจะมองฉันด้วยสายตาแปลกๆ และพูดจาไม่ดีใส่ฉัน  ซึ่งมันเป็นเรื่องยากสำหรับฉันมากที่จะยืนอยู่ในวงการแฟชั่นนี้ และคนส่วนใหญ่มักคิดว่าฉันคือของแปลก แต่จริงๆฉันแค่ต้องการแสดงความกล้าของตัวเอง กล้าที่จะแตกต่างเท่านั้นเอง "   เธอยังบอกอีกว่า " ฉันชอบคิดว่า ชีวิตจะเป็นยังไง ถ้าไม่มีปากแหว่งแบบนี้ หัวไม่ล้านแบบนี้ ฉันว่า มันต้องน่าเบื่อแน่ๆ " เมลานียังยืนยันอีกว่า ถึงแม้เธอจะผ่านอะไรมามากที่แสนจะยากลำบากต่อการดำรงชีวิต แต่เธอรู้สึกขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้เธอมีวันนี้ได้ เรียกได้ว่า เธอมีจิตใจที่สวยสง่าและทั้งเก่งมากอีกด้วย เรื่องของความสวย ไม่ได้อยู่ที่ภายนอกเลยค่ะ ภายในต่างหากที่สำคัญ ส่วนสาวๆที่อยากติดตามผลงานของเธอ สามารถตามไปได้ที่เฟสบุ๊ค  Melanie Gaydos   เรียบเรียงโดย Women MThai Team  ที่มา และภาพจาก  bustle.com / cosmopolitan.com

เสก โลโซ ขู่!! ฟ้องกลับ กานต์-หมออังกูร
เสก โลโซ /  เสก กานต์ / 

หลังจากเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา(26 ก.ย.) ทางนายแพทย์อังกูร ภัทรากร รองผอ.สถาบันธัญญารักษ์ ได้ส่งตัวแทนให้ นายวรภพ ทัพศาสตร์ ทนายความ ยื่นฟ้องนักร้องดัง เสก โลโซ ในข้อหาหมิ่นประมาทไปนั้น เช่นเคยก็ได้มีความเคลื่อนไหวจากทางภรรยาสาวของร็อกเกอร์ชื่อดัง กานต์ วิภากร ซึ่งได้แคปแชทไลน์ระหว่างตนกับทางสามีมาโพสต์แฉ! ในเฟสบุ๊คที่ใช้ชื่อว่า Wiphakorn Karn โดยบทสนทนายังคงเต็มไปด้วยข้อความที่ค่อนข้างแรง! สาดโคลนใส่กันอย่างดุเดือด!! สำหรับใจความหลักๆ นั้นคือทาง เสก โลโซ ได้ขู่จะฟ้องกลับทาง นายแพทย์อังกูร รวมทั้งภรรยาสาว กานต์ วิภากร อีกด้วยในวันจันทร์ หรือวันนี้(29 ก.ย.) นั่นเอง อย่างไรก็ตามหากมีความคืบหน้า ทางทีมข่าว gossipstar.mthai.com จะติดตามมารายงานให้ทราบกันในครั้งต่อไป.... เสก โลโซ ขู่ฟ้องกลับ กานต์-หมออังกูร เสก โลโซ ขู่ฟ้องกลับ กานต์-หมออังกูร เสก โลโซ ขู่ฟ้องกลับ กานต์-หมออังกูร เสก โลโซ ขู่ฟ้องกลับ กานต์-หมออังกูร เสก โลโซ ขู่ฟ้องกลับ กานต์-หมออังกูร เสก โลโซ ขู่ฟ้องกลับ กานต์-หมออังกูร เสก โลโซ ขู่ฟ้องกลับ กานต์-หมออังกูร เสก โลโซ ขู่ฟ้องกลับ กานต์-หมออังกูร เสก โลโซ ขู่ฟ้องกลับ กานต์-หมออังกูร เสก โลโซ ขู่ฟ้องกลับ กานต์-หมออังกูร เสก โลโซ - กานต์

ยุทธเลิศ สิปปภาค ขอบันทึกความทรงจำแห่งยุคสมัยลงใน
ความทรงจำ /  ตุ๊กแกรักแป้งมาก / 

"การทำหนังของผม เหมือนการเดินออกจากบ้านมาทำงาน ทำโน้น ทำนี่ สนุกไปเรื่อยๆ จนเมื่อเรารู้สึกว่าเราเดินมาไกลมากพอ และหันกลับไปมองที่จุดเริ่มต้น มันเหมือนเรากลับไปนับหนึ่งใหม่ อยากกลับไปหาอดีต ผมเชื่อว่าทุกคนเป็นเหมือนกัน เราห่างบ้านมานานแล้วคิดถึงบ้าน อารมณ์ของการทำหนังมันเกี่ยวข้องกับยุคสมัย มันเกี่ยวข้องกับโรงเรียนเก่า เพื่อนเก่าๆ คนรักเก่า มันเป็นความหลัง เป็นอาการโหยหาอดีต ที่ทุกคนก็น่าจะเป็น ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นเมื่อไหร่ แต่สำหรับผมมันเป็นเร็ว เหมือนอยู่ดีๆเราก็คิดถึงบรรยากาศเหล่านั้น" - ยุทธเลิศ สิปปภาค ผู้กำกับหนัง ตุ๊กแกรักแป้งมาก วันนี้มันถึงจุดที่ผมคิดถึงบ้านเกิด (จ.เลย) แล้วอยากย้อนกลับไปถ่ายหนังที่นั่น ย้อนกลับไปที่ยุคปี 2528-2532 เป็นยุคที่วัยรุ่น ไม่ได้มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีเฟสบุ๊ค ไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้ แต่สามารถสื่อสารความรักให้เกิดขึ้นได้ มีอารมณ์ร่วมในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ในแบบที่ ถ้าเราเอามาเล่าผมคิดว่ามันได้แชร์ยุคสมัยที่น่าจดจำ  ซึ่งปัจจุบันนี้คนในยุคนั้นคงจะเป็นพ่อแม่คนไปหมดแล้ววันนี้เรื่องราวต่างๆ ได้มีโอกาสถ่ายถอดให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นและได้สัมผัสบรรยากาศเหล่านั้น "เชียงคาน" เป็นสถานที่ที่ผมได้ไปเที่ยวและรู้สึกว่าเป็นเมืองที่ไม่ค่อยเปลี่ยน ถึงแม้จะมีการพัฒนาการท่องเที่ยวเยอะมาก คือมันยังแช่แข็งบรรยากาศเดิมๆไว้ได้อยู่ คนที่ไปเที่ยวเชียงคานเหมือนคนที่คิดถึงอดีต มันเป็นเหมือนศูนย์รวมคนที่คิดถึงอดีต ผมเลยผูกเรื่องให้ ตุ๊กแก (เก้า จิรายุ) เป็นเด็กที่นั่น และมีความผูกพันกับโรงหนัง "เพชรเชียงคาน"  เมื่อเติบโตขึ้นก็ได้ไปดำเนินชีวิตในกรุงเทพฯจนเกิดเรื่องราวต่างๆขึ้นมากมาย สมัยนั้นแฟชั่นมันจะเป็นแฟชั่นจ๋ามาก เพราะว่าเขาจะทำตามกันทั้งเมือง ใช้ของแบบเดียวกัน ใส่ชุดแบบเดียวกัน ร้านเสื้อผ้าก็จะซื้อที่เดียวกัน ไปเที่ยวที่เดียวกัน เรียกว่ายุคบูติก ที่เที่ยวต้องเป็นพาเลซ คนไหนเที่ยวทุกวันก็จะเจอกันตลอด ต่างจากสมัยนี้ที่จะมีความเป็นตัวตนกันเยอะขึ้น ที่เที่ยวก็จะหลากหลายทั้ง อาร์ ซี เอ ทองหล่อ หลังสวน และอีกหลายๆ ที่ คือมันกระจายไปหมด ผมเลยรู้สึกว่ามันน่าบันทึกไว้ เพราะแฟชั่นคือการทำอะไรตามกัน ทั้งการแต่งตัว ร้องเพลง สถานที่เที่ยว รถซิ่งโหลดเตี้ย  แม้กระทั่งหนังก็ต้องทำหนังเอาใจวัยรุ่นยุคนั้น สิ่งเหล่านี้ต้องถ่ายทอดเป็นภาพอย่างเดียว ใครที่เกิดทันยุคนั้นถึงจะนึกออก บางอย่างมันเก่าจนไม่มีภาพบันทึกไว้ ภาพนิ่งก็หายากมาก เลยอยากจะเก็บความทรงจำนั้นไว้เป็นภาพให้คนอื่นได้เห็น ผมมองว่าตุ๊กแกเป็นสัตว์ที่น่าเกลียด คนส่วนใหญ่ต้องเกลียดตุ๊กแก  แต่ผมเชื่อว่าคนที่ได้ดูหนังเรื่อง"ตุ๊กแกรักแป้งมาก" จะลืมความน่าเกลียดของตุ๊กแกไปชั่วขณะ แต่จะกลับมานึกถึงความน่ารักของตุ๊กแกที่เป็นคนแทน ------------------------------------------ ยุทธเลิศ สิปปภาค // Post by Yuthlert Sippapak. --------------------------- ยุทธเลิศ สิปปภาค เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2509 ในจังหวัดเลย ประเทศไทย จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะมัณฑนศิลป์ ภาควิชาออกแบบตกแต่งภายใน มหาวิทยาลัยศิลปากร หลังจบการศึกษาได้ร่วมกับเพื่อนเปิดบริษัทออกเแบบตกแต่งภายใน ชื่อ Zone Design หลังจากทำงานออกแบบได้หนึ่งปีจึงตัดสินใจไปเรียนศิลปะต่อที่ The Art Students League of New York ก่อนจะกลับมากำกับภาพยนตร์ที่เมืองไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ผลงานการกำกับภาพยนตร์ 2544    มือปืน/โลก/พระ/จัน (Killer Tattoo) 2546     กุมภาพันธ์ (February) 2546     บุปผาราตรี (Rahtree: Flower of the Night) 2547     สายล่อฟ้า (Pattaya maniac) 2548     บุปผาราตรี เฟส 2 (Rahtree Returns) 2549     กระสือวาเลนไทน์ (Ghost of Valentine) 2550     โกยเถอะเกย์ (Ghost Station) 2551     รัก/สาม/เศร้า ( The Last Moment ) 2551     อีติ๋มตายแน่ (Kill Tim) 2552    บุปผาราตรี 3.1 (Rahtree reborn) 2552     บุปผาราตรี 3.2 (Rahtree revenge) 2553     สามย่าน (Sam-Yan) กำกับร่วมกับ พิง ลำพระเพลิง และ โก๊ะตี๋ อารามบอย 2553     มือปืน/ดาว/พระ/เสาร์ (Saturday killer) 2554     บางกอกกังฟู (Bangkok kung fu) 2554     หมาแก่ อันตราย (Friday killer) 2555     วงจรปิด กำกับร่วมกับ ทิวา เมยไธสง 2556     FATHERLAND ปิตุภูมิพรมแดนแห่งรัก 2557     มือปืน/พระ/อาทิตย์ (Sunday killer) ผลงานการเขียนบทภาพยนตร์ 2544     มือปืน/โลก/พระ/จัน (Killer Tattoo) 2546    กุมภาพันธ์ (February) 2546     บุปผาราตรี (Rahtree: Flower of the Night) 2547    สายล่อฟ้า (Pattaya maniac) 2548     บุปผาราตรี เฟส 2 (Rahtree Returns) 2549    กระสือวาเลนไทน์ (Ghost of Valentine) 2550     โกยเถอะเกย์ (Ghost Station) 2551    รัก/สาม/เศร้า (The last moment) 2552    บุปผาราตรี 3.1 (Rahtree reborn) 2552    บุปผาราตรี 3.2 (Rahtree revenge) 2553    มือปืนดาวพระเสาร์ (Saturday killer) 2554    บางกอกกังฟู (Bangkok kung fu) 2554     หมาแก่ อันตราย (Friday killer) -----------------------------------

ผู้ก่อตั้งเฟสบุ๊ค เข้าพบ โมดี แนะใช้เฟสบุ๊คดูดนักท่องเที่ยว
นเรนทรา โมดี /  ประโยชน์ในการใช้เฟสบุ๊คบริหารประเทศ / 

มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เข้าพบ นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ชี้แจงประโยชน์การใช้ประโยชน์จากเฟสบุ๊คเป็นส่วนหนึ่งบริหารประเทศ วานนี้ (1ต.ค.)สำนักข่าวเอ็นดีทีวีรายงานข่าว มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กผู้ก่อตั้งเว็บไซต์โซเชี่ยวมีเดีย เฟสบุ๊คและมหาเศรษฐีที่อายุยังน้อยมาก เดินทางมายังอินเดียเพื่อเข้าพบ นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย โดยอินเดียเป็นประเทศที่มีตลาดโซเชี่ยวเน็ตเวิคใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งนับได้ว่าเป็นตลาดสังคมออนไลน์ที่สำคัญ ซึ่งมีอัตราการใช้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 77 ล้านราย เพิ่มขึ้นเป็น 100 ล้านรายในปีนี้ และวางแผนจะเพิ่มเติมภาษาในการใช้งานที่หลายหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่ง มาร์ค ได้แนะนำการใช้เฟสบุ๊ค สำหรับการปรับปรุงและการกำกับดูแล รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประชาชนและรัฐบาล และเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศให้มาเที่ยวในอินเดีย มากขึ้น ผ่านสังคมออนไลน์ดังกล่าว Mthai News

เทรนใหม่มาแรง ของคนมีกะตัง
ข่าว

The ALS Ice Bucket Challenge เทรนด์ใหม่มาแรง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เจ้าพ่อเฟสบุ๊คเล่นด้วยรับคำท้า คริส คริสตี้ เอาถังน้ำแข็งสาดตัวเอง พร้อมท้า บิลเกตส์ เชอริล แซนด์เบิร์ก รีด เฮสติ้งส์ ถ้าไม่ทำภายใน 24 ชั่วโมงก็ต้องบริจาคเงินเข้ากองทุน ALS foundation #icebucketchallenge

วัยรุ่นฮ่องกง อาบน้ำสุนัขด้วยเครื่องซักผ้า
ทารุนกรรมสัตว์ /  วัยรุ่นฮ่องกง / 

ตำรวจฮ่องกงตั้งข้อหาหนุ่มอาบน้ำสุนัขด้วยเครื่องซักผ้า แล้วถ่ายภาพเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ค ผู้ใช้เฟซบุ๊คในบัญชีชื่อ "แจ็คกี้ โล" ได้เผยแพร่ภาพสุนัขของตนเองที่กำลังตะกายออกมาจากเครื่องซักผ้า และพยายามว่ายเกาะขอบเครื่องซักผ้า เพื่อเอาจมูกให้อยู่เหนือระดับน้ำ ขณะที่เครื่องซักผ้ากำลังทำงาน โดยนำภาพออกเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ค และได้โพสต์ข้อความว่า "วิธีการอาบน้ำสุนัขที่รวดเร็วที่สุด" โฆษกตำรวจอ่องกงกล่าวว่าภาพดังกล่าวที่ถูกนำขึ้นเฟซบุ๊คแสดงถึงสัตว์ที่กำลังถูกทรมาน และนับเป็นคดีการทรมานสัตว์ที่รุนแรง โดยตำรวจฮ่องกงตั้งข้อหาทรมานสัตว์ต่อชายเจ้าของสุนัขที่นำสุนัขไปอาบน้ำในเครื่องซักผ้า แล้วถ่ายภาพเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ค และกำลังสืบสวนคดีนี้อยู่ ภาพ อาบน้ำสุนัขด้วยเครื่องซักผ้า หลังจากการโพส มีผู้ใช้เฟสบุ๊คหลายคนต่างแสดงความกังวล และมีการโพสถามนายแจ็คกี้ โล ด้วยความเป็นห่วงหลายคอมเม้นด้วยกัน เช่น สุนัขเสียชีวิตหรือไม่ นายแจ็คกี้ โล ก็ตอบกลับไปว่า "ตายแล้วคุณอยากจะเห็น(ศพ) ไหมละ" และมีผู้ใช้อื่นถามว่า เขาไม่กลัวหรอ สิ่งที่เขาทำมันคือการทรมานสัตว์ นายแจ็คกี้ โล กลับตอบกลับว่า "แล้วไง เขาไม่แคร์ คนทำร้ายเขายังไม่แคร์เลย นับประสาอะไรกับหมาแมว" พร้อมพูดว่า "จะทำอะไรฉันได้" ซึ่งหลังจากการเผยแพร่นั้น มีการเรียกร้องให้ทางการดำเนินคดีต่อเจ้าของภาพที่โพสท์ขึ้นออนไลน์ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และ ได้กลายเป็นกระแสต่อต้านการทรมานสัตว์อย่างรุนแรง โดยมีผู้ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้ทางการจัดการกับผู้กระทำความผิดนี้มากถึง 20,000 รายชื่อ โดยกฏหมายของฮ่องกงระบุว่าการทรมานสัตว์จะมีโทษสูงสุดจำคุก 3 ปี และ ปรับเงิน 200,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 1 ล้านบาท) MThai News  

11 นิสัยสุดแปลก ของคนดังระดับโลก
ประวัติคนดัง /  เกร็ดความรู้ / 

เรื่องน่ารู้วันนี้ขอบอกว่า แปลกแต่จริงค่ะ สำหรับบุคคลดังระดับโลก ที่มีความสามารถสร้างสรรค์ผลงานไอเดียออกมาจนน่าทึ่ง มักจะมีความคิดนิสัยแปลกๆ ไม่เหมือนกับคนทั่วไป (ก็แหมระดับหัวกะทิซะขนาดนั้น จะมาคิดธรรมดาๆ ได้ยังไง จริงไหมค่ะ) ทุกอย่างต้องมีการครีเอทความแปลกใหม่ไปซะหมด พูดมาขนาดนี้แล้ว ยังไม่เชื่อใช่ไหมคะ ว่าพวกเขามีนิสัยไม่ธรรมดาจริงจริ๊ง ถ้าไม่เชื่อเราไปติดตามนิสัยและตัวตนที่แท้จริงของพวกเขากันเลย...11 นิสัยสุดแปลก ของคนดังระดับโลก 11 นิสัยสุดแปลก ของคนดังระดับโลก เริ่มจากคนที่ 1. บิล เกตส์ (Bill Gates) จำได้ไหมคะ? ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีของไมโครซอฟต์ ผู้สร้างไอเดียเทคโนโลยีระดับสูง โดยใช้เพียงกระดานไวท์บอร์ดธรรมดาๆ เท่านั้น และเขามักจะมีนิสัย ชอบพกปากกาเจ๋งๆ ดีๆ เสมอ เพราะมันจะช่วยทำให้เขาเกิดการ Brainstorm หรือเกิดความคิดชั่วขณะนั้นทันที และสามารถถ่ายทอดออกมาได้ดีเยี่ยม ให้กับคนอื่นๆ และในบางครั้งกับตัวเขาเอง" คนที่ 2 โยะชิโระ นะกะมะสึ (Yoshiro Nakamatsu) คนนี้ คือผู้คิดค้น แผ่นดิสก์แบบอ่อน หรือ ฟลอปปีดิสก์ (Floppy Disk) หรือเรามักนิยมเรียกว่า แผ่นดิสก์ หรือ ดิสเกตต์ อุปกรณ์เก็บข้อมูลที่ไม่ค่อยได้เห็นแล้วในสมัยนี้ ไม่รู้ว่า...ใครทันได้ใช้บ้างไหมคะ (ขุดความแก่มาโชว์กันอีกแล้ว อิอิ) สำหรับนิสัยสุดแปลกของ โยะชิโระ ก็คือในแต่ละเย็น เขามักจะพักผ่อนด้วยการเข้าไปอยู่ในห้อง Calm Room ที่อลังการงานสร้างมากๆ ทำด้วยทอง 24 กะรัต (โอ้ว มายก็อต) โดยเขาให้เหตุผลว่า ทองจะช่วยป้องกันคลื่นวิทยุและสัญญาณทีวีได้ ดังนั้น มันจึงทำให้จินตนาการของเราโลดแล่นยิ่งขึ้น ต่อมาคนที่ 3 มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จัก เล่น Facebook กันทั่วประเทศขนาดนี้ เพราะเขาก็คือ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอเฟสบุ๊ค โดยนิสัยส่วนตัวของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก็คือเขาชอบทำสิ่งท้าทายใหม่ๆ ทุกปี ตั้งแต่การเรียนภาษาจีน ไปจนกระทั่งการกินแต่เนื้อสัวต์ที่ตัวเองฆ่าเท่านั้น เพราะเขามักใช้เวลาแทบทั้งหมดไปกับการทำเฟสบุ๊ค ดังนั้น ความท้าทายเหล่านี้จึงถือเป็นโอกาสที่ดี ซึ่งปกติแล้วเขาไม่เคยได้รับ คนที่ 4 เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) เขาคนนี้คือ ซีอีโอและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ Amazon ค่ะ สำหรับนิสัยแปลกแตกต่างของเขา ก็คือ ชอบการทำงานคิดไว้ล่วงหน้า เพราะเขาหวังว่า สิ่งที่จะได้รับคือขีดความสามารถใหม่ๆ โดยไม่ต้องไปแคร์ว่ามันจะยากลำบากในขั้นแรก คนที่ 5 นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla) ผู้คิดค้น AC Electric System โดยเขาคนนี้มีนิสัยแปลกแต่ดี ตรงที่ เขามักจะฝึกซ้อมควบคุมการสูบบุหรี่ การดื่ม และการกินอาหาร อย่างระมัดระวัง เพราะเขาคิดว่า คนส่วนใหญ่มักถูกกลืนกินจากการไตร่ตรองใคร่ครวญเรื่องราวภายนอกมากจนเกินไป จนอาจหลงลืมสิ่งที่ผ่านเข้ามาภายในตัวพวกเขาเอง คนที่ 6 จอห์น ซี เฮฟเว่น (John C. Havens) ผู้ก่อตั้ง H(App)athon Project ค่ะ เขาคนนี้ชอบมีนิสัย แจกแจงสิ่งต่างๆ ในชีวิตด้วยเครื่องมือและแอพลิเคชั่น เพื่อความเข้าใจกลไกแห่งความสุข (คนแบบนี้ก็มีด้วยอ่ะ) คนที่ 7 เควิน ซิสตรอม (Kevin Systrom) ผู้ก่อตั้ง app ยอดฮิต Instagram เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าทำไมเขาถึงคิดสร้าง Instagram ขึ้นมา นั้นก็เพราะว่า กล้องคือสิ่งมีค่าที่สุดสิ่งหนึ่งในชีวิตเขม เขามีนิสัยรักหรือเรียกว่า บ้าการถ่ายภาพรูปทุกๆ คริสต์มาส มาก่อน และปัจจุบันก็ยังคงรักการถ่ายภาพอยู่เสมอ จึงทำให้เขาเข้าใจและสร้าง App ออกมาได้โดนใจนักถ่ายภาพเป็นอย่างดี คนที่ 8 ชิเงะรุ มิยะโมะโตะ (Shigeru Miyamoto) เขาคนนี้ไม่น่าเชื่อว่า จะเป็นผู้ดีไซเนอร์เกมส์ในตำนานแห่ง Nintendo ได้ เพระานิสัยสุดแปลกที่เขาชอบทำบ่อยๆ ก็คือ การวัดความยาวสิ่งของต่างๆ อยู่เป็นประจำ "ผมมักจะสนุกกับการคาดเดาความยาวของวัตถุ นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมผมถึงพกสายวัดติดตัวตลอดเวลา" คนที่ 9 สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) ผู้คิดค้น และอดีตซีอีโอ Apple ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว แต่หลายคนก็ยังจดจำ คำพูดต่างๆ ของเขาได้ดี "หากคุณพยายามที่จะออกแบบคอมพิวเตอร์สักเครื่อง คุณจะต้องให้ตัวเองจมอยู่กับรายละเอียดต่างๆ เป็นพันๆ จุด และทันใดที่มันถูกคิดไตร่ตรองออกมาได้มากพอ นั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี มันคือประสบการณ์ที่มีท่วงทำนองจังหวะ เป็นประสบการณ์ที่ทุกๆ สิ่งเชื่อมโยงกันเป็นประสบการณ์ที่เปราะบางละเอียดอ่อน ซึ่งช่างเหมือนกับดนตรีเหลือเกิน" ว้าวววล้ำลึกทางความคิด คนที่ 10 Anna Akbari คราวนี้เป็นผู้หญิงกันบ้าง เธอคือผู้ก่อตั้ง Sociologyofstyle.com ค่ะ เป็นเรื่องปกติที่นิสัยของผู้หญิงต้องห่วงเรื่องการทานอาหารเป็นหลัก และเธอคิดว่าการกินอาหารเช้ากับอาหารกลางวันเหมือนกันทุกวันเสมอ "ยิ่งตัวเลือกมาก ยิ่งต้องการพลังงานและมันจะทำให้เราหลุดโฟกัสจากสิ่งอื่นที่สำคัญกว่า ตัวเลือกที่มากยิ่งทำให้เกิดความวิตกกังวลในการเลือกตัวเลือกที่ถูกต้อง" เป็นแนวคิดที่เปรียบเทียบกับการทานอาหารทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นเยอะเลยจริงไหมค่ะ สุดท้ายคนที่ 11 Joel Gascoigne ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Buffer โดยนิสัยของเขา เขามักจะตัดสินใจโดยปราศจากความมั่นใจที่สมบูรณ์ โดยเขาจะเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ไม่ควรให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย แม้ว่าประสบการณ์ส่วนใหญ่ของผู้ประกอบการจะต้องใช้ความคิดที่สดใหม่อยู่เสมอ สำหรับการลงทุนธุรกิจใหม่ๆ ก็ตาม ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างของผู้ประสบความสำเร็จของเมืองนอก ที่มีนิสัยและแนวทางแปลกๆ แต่เจ๋งสุดๆ เพียงบางส่วนเท่านั้นนะคะ แต่จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายท่านมากมาย อย่างในเมืองไทยบ้านเราเอง ก็มีผู้ประสบความสำเร็จและเก่งไม่แพ้กัน จากจุดเล็กๆ ในวันวาน สู่ผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการชื่อดัง (สุดยอด) ยกตัวอย่างเช่น 1. คุณตัน ภาสกรนที ผู้ทำธุรกิจเครื่องดื่มชาเขียว  จนได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ เพียงไม่กี่ปี 2. คุณต๊อบ เถ้าแก่น้อย จากวัยรุ่นที่หมกหมุ่นเล่นเกมส์ หันมาจับธุรกิจตั้งแต่ยังหนุ่ม จนสาหร่ายเถ้าแก่น้อยได้รับความนิยม 3.  นักธุรกิจสาว อายุน้อย คุณเมย์ เจ้าของร้านเบเกอร์รี่  After you จากนิสัยที่เริ่มจากการชอบทานขนม และไม่หยุดคิดที่จะทำธุรกิจต่อยอดจนได้รับความนิยมอย่างมาก 4. คุณออม ดิษยา ดีไซเนอร์สาวไทยเจ้าของแบรนด์ Disaya  ที่สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในระดับอินเตอร์ตั้งแต่ปี 2006 เรียบเรียงโดย teen.mthai.com ข้อมูลและภาพ brandbuffet, designtaxi.com

เมื่อคนญี่ปุ่นเรียนภาษาไทย
ประเทศญี่ปุ่น /  เกร็ดความรู้ / 

ตอนนี้ในโลกโซเชียลนั้นต่างก็แชร์ภาพของ หนังสือคู่มือการเรียนภาษาไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งมีอยู่บทความหนึ่งได้ระบุถึง "คำพูดที่ใช้เมื่อโกรธ" ขึ้นแล้วปรากฏคำตามภาพที่เพื่อนๆ เห็นแล้วต้องอึ้ง! (ใช้ขนาดนี้เลยหรอ O,O) ซึ่งในคนไทยนั้นรู้กันดีอยู่แล้วว่าเป็นคำหยาบคาย แต่คนญี่ปุ่นเขาไม่รู้นิหน่าว่าคำนี้มันต้องห้าม ขืนไปพูดกับใครที่เพิ่งเคยเจอ หรือไม่สนิทอยากจะโดนต่อยได้ง่ายๆ เลยนะเนี่ย .. เมื่อคนญี่ปุ่นเรียนภาษาไทย  เมื่อคนญี่ปุ่นเรียนภาษาไทย ในเฟสบุ๊คของชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่กำลังฝึกเรียนภาษาไทย เขาได้โพสต์เกี่ยวกับหนังสือคู่มือการเรียนภาษาไทย-ญี่ปุ่น ที่เขากำลังใช้ฝึกพูดอยู่ ให้คนในโซเชียลได้เห็นคำๆ หนึ่งในบทเรียน "คำพูดที่ใช้เมื่อโกรธ" นี้ โดยระบุคำอธิบายไว้ด้วยว่า "ให้ใช้คำด้วยความระมัดระวังยิ่งชีพ" เพราะถ้าคุณพูดคำนี้ออกไปมีหวังโดนลูกไม้มวยไทยเต็มๆ แน่นอน 100%! ซึ่งเขาเคยใช้แล้วเกิดเรื่อง โดนต่อยนั่นเอง Thailand Only อีกแล้วสินะ >,<

ยุทธจักรลูกหนังไทย คนกันเอง...ฟัดกันให้ตายกันไปข้าง!
กิเลนผยอง /  คนกันเอง...ฟัดกันให้ตายกันไปข้าง! / 

ยุทธจักรลูกหนังไทย By...ปากบอน คนกันเอง...ฟัดกันให้ตายกันไปข้าง! สวัสดีแฟนบอลไทย สวัสดีแฟนเอ็มไทย วันนี้ไม่มีอะไรมาก แค่อยากจะบอกว่า...วงการฟุตบอลบ้านเราดำมืดไปกันใหญ่แล้ว ที่ผ่านมาเราจะได้ยินคำพูดที่ว่า "คนวงการฟุตบอลไทย ทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน เป็นพี่เป็นเพื่อนเป็นน้องกัน" คำพูดนี้หากเอามาคิด และดูภาพรวมวงการฟุตบอลไทยดีๆ บอกเลยว่า ตอแห....ล เพราะอะไรนะหรือ...? เพราะวงการฟุตบอลไทยกำลังชิงดีชิงเด่น และเกิดปัญหาทั้งในสนาม และนอกสนามแบบไม่เว้นวัน และทุกปัญหานั้นไร้ซึ่งสปิริตกีฬา ดีแต่จะเอาชนะกันแบบไม่รู้ผิดชอบชั่วดี หรือเรียกอีกความว่า ปากกับใจไม่ตรงกัน จะเห็นได้จากเวลานี้เกิดศึกใหญ่ เรียกว่ามหาศึกเลยกก็ว่าได้ ระหว่างฝ่ายแดง ส.ลูกหนัง+ ทีมใหญ่ อดีตแชมป์ผู้เกรียงไกร กับ ทีมใหญ่จากถิ่นภูธร พูดกันตรงๆเลยแล้วกัน สมาคมฟุตบอลไทย กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เกิดมาจากฝ่ายหลังได้รับความไม่เป็นธรรมหลายครั้ง ซึ่งอดทนแล้วอดทนอีกจนทนไม่ไหว จึงเกิดการฟ้องร้องไปยังศาลปกครองขึ้น เนื่องจากตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องการแบนนักเตะ (ประเด็นหลัก) จากนั้นก็ตามมาเรื่องชูป้าย และเชียร์ ที่ดูเหมือน นักเลงถิ่นภูธร จะทำอะไรก็ผิดไปหมด ซึ่งตรงข้ามกับทีมผู้ดีจากย่านกรุงเทพ-นนทบุรี ที่ไม่ว่าจะทำผิดอย่างไรก็แทบจะไม่มีบทลงโทษอะไรเลย เพียงแค่ตักเตือนกันเท่านั้น จนหลายคน หลายทีมที่มองอยู่ข้างนอกเกิดความเห็นใจทีมจากแดนเซาะกราว เพราะอะไรนะหรือก็เพราะทีมเขาก็โดนเหมือนกัน แต่ไม่กล้าที่จะมีปากเสียง พอมีทีมกล้าที่จะชนก็แอบมอง และให้กำลงใจอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ซึ่งมหาศึกนี้ก็ไม่รูว่าจะไปจบลงตรงไหน....? ยิ่งไปกว่านั้นมหาศึกนี้นับวันยิ่งใหญ่ และรุนแรงข้ึ้นเรื่อยๆ นับจากจบศึกใหญ่ระหว่าง ทีมดังอดีตแชมป์ผู้เกรียงไกร(มั้ง) กับ ทีมเก่งแดนบ้านนา เจ้าของลูกเล่นน่าขบขันในสังเวียนฟุตบอล ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นทีมที่สร้างสีสันดีมากในสนามฟุตบอล ไม่ใช่เอาแต่ตะโกนด่าคู่แข่งเหมือนทีมบางทีม แถมสุดท้ายไม่โดนปรับ ไม่โดนเตือนห่าเหวอะไรเลย (เจริญล่ะพ่อ) บอกเลยว่า...แม่ง 2 มาตรฐาน ปกป้องกันจนออกนอกหน้า โดยเฉพาะพวกลิ้วล้อ ที่นับวันจะเป็นใหญ่ ยิ่งใหญ่ ยิ่งกร่าง โดยไม่คิดจะรู้จักผิดชอบชั่วดี โดยไม่คิดที่จะคิดย้อนว่ายังไงก็เป็นเพื่อนรวมวงการ หรือคิดว่าเป็นเพื่อนร่วมชาติก็ยังดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นการกระทำที่คอยจะเหยียบย่ำคู่แข่งที่แข็งแกร่งด้วยวิธีสกปรก เพื่อที่จะให้ทีมในคาถา หรือทีมของพวกพ้องตัวเองยิ่งใหญ่เกรียงไกรมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนลืมไปว่าที่ผ่านมาเคยสบถคำพูดที่ว่า "คนวงการฟุตบอลไทย ทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน เป็นพี่เป็นเพื่อนเป็นน้องกัน" นี้หรือคือการกระทำของ คนกันเอง คนที่บอกว่าคือครอบครัว คนที่บอกว่าเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง บอกเลยว่าไม่มีใคร เขาอยากเป็นเพื่อนกับพวกท่านหรอก เพราะเขากลัวถูกมองว่า "ซี่โครง" หรือที่เรียกง่ายๆว่า "ขี้โกง" โดยสิ่งที่ผู้มีอำนาจในเวลานี้กระทำมันเหมือนกับการเป็นการตัดตอน และฆ่าคู่แข่งที่สู้ด้วยพลังศรัทธา ของคนลูกหนัง ของแฟนบอลชาวทยผู้ใสซื่อตาดำๆ เพื่อให้ตนเองได้ผลประโยชน์มากที่สุด ดีไม่ดีทีม "แชมป์เซาะกราว" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่กำลังสู้กับพลังอำนาจบางอย่าง เพื่อปกป้องตัวเองจากสิ่งที่ไม่เป็นธรรม อาจจะโดนเล่นงานแบบคาดไม่ถึงอีกครา (แบนทีมหรือตัดสิทธิ์) หลังจากท่านผู้นำสูงสุดโลกลูกหนังไทย ออกมาเผยว่า "สิ่งที่ทีมบุรีรัมย์ กระทำอยู่ผิดต่อกฎของฟีฟ่า และเอเอฟซี ที่เอาเรื่องภายในฟ้องร้องต่อศาล" เมื่อมีคำพูดเช่นนี้ออกมา คนปากบอนอย่างผม ก็อดคิดไม่ได้ว่า ท่านผู้นำจะเล่นแรงถึงขนาดที่จะแบนทีมเลยหรือเปล่านะ ซึ่งถ้าเป็นแบบที่ผมคิดจริงๆ บอกเลยวว่า "เฮียขึ้นบ้าน" เป็นการกระทำที่สกปรกเกินจะรับได้จริงๆ เอาเป็นว่าเรื่องยังไม่เกิดก็ไม่อยากที่จะมองในแง่ลบเกินไป คอยติดตามดูกันอย่างใกล้ชิดก็แล้วกัน ว่าบทลงโทษต่างๆ นาๆ ที่ ปราสาทสายฟ้า ได้รับนั้นจะมีผลต่อการลุ้นแชมป์ของพวกเขาหรือไม่ แต่ที่ไม่ต้องรอ แฟนบอลได้ออกมารวมพลัง จนมีการเดินขบวรชูป้ายต่างๆ ไม่ได้ขับไล่นายกสมาคมนะครับคราวนี้ แต่ต้องการเห็นความรับผิดชอบของบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศ ออกมาแสดงความเห็น หรือถอดถอนการสนับสนุนทีมยักษ์ใหญ่ของประเทศ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงสปิริต และเป็นการรักษาภาพรักความเป็นองค์กรที่ทำเพื่อสั่งคม และเป็นการป้องกันองค์กรจากข้อครหาที่ว่าอยู่เบื้องหลังการทำเรื่องที่ผิด จึงมีการเดินขบวนให้ท่านได้ฉุกคิด เอาเป็นว่าท่านผู้นำองค์กรใหญ่ระดับประเทศจะคิดอย่างไรก็มิอาจทราบได้ ตัวผู้เขียนบอกเลยว่า ถ้าเป็นผมถอนการสนับสนุนทีมที่มีข้อครหาไปนานแล้ว เอาเงินมหาศาลไปช่วยทีมเล็กๆได้อีกหลายทีม เพื่อเป็นการพัฒนาสังคมให้ยั่งยืนต่อไป ทั้งหมดทั้งมวลของวงการฟุตบอลไทยเวลานี้ไม่ว่าจะจบลงอย่างไร แต่เชื่อว่าจะมีการเอากันให้ตายไปข้างหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ก็อย่าลืมว่าทุกคนคือคนวงการเดียวกัน ก็ควรที่จะใช้หลักการและเหตุผลที่เหมือนกัน ไม่ใช่มาแบ่งแยก เพราะสุดท้ายเรื่องทั้งหมดก็จะย้อนกลับสู่ตัวท่าน ตามกฎแห่งกรรม (ไม่เชื่อก็คอยดู) ขอบคุณภาพการเดินขบวนจาก : เฟสบุ๊ค PLA 2 Facebook

หึงโหด เมียหลวงบุกกรีดหน้าเมียน้อยเย็บ100 เข็ม
กรีดหน้าเมียน้อย /  กรีดหน้าเมียน้อยเย็บ100เข็ม / 

เมียหลวงสุดโหด บุกโรงงานใช้คัตเตอร์กรีดหน้ากิ๊กผัว เย็บกว่า 100 เข็ม หลังจับได้แอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง เมื่อวันที่ 5 ส.ค.57 ร.ต.ท.ธีรศักดิ์ แสนโท พนักงานสอบสวน สภ.บางพลี จ.สมุทรปราการ รับแจ้งจาก โรงพยาบาล จุฬารัตน์3 ว่า เกิดเหตุทะเลาะวิวาทที่บริษัทแห่งหนึ่งย่าน ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นหญิงถูกของมีคมกรีดที่ใบหน้าเป็นแผลแผลฉกรรจ์ อาการสาหัสเข้ามาทำการรักษาตัว ขอให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บชื่อ น.ส.เอ นามสมมุติ อายุ 22 ปี ถูกของมีคมกรีดที่ใบหน้า ตั้งแต่เหนือหูจนถึงคางข้างขวาเป็นแผลฉกรรจ์ แพทย์ได้ทำการเย็บแผลกว่า100เข็มและรับตัวคนไข้ไว้ดูอาการห้ามไม่ให้มีผู้ใดเข้าเยี่ยม ด้านเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นห้องเช่าภายในซอยรัตนโชค 12 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และได้ควบคุมตัว น.ส.จุฑามาศ พรมวัง อายุ 19 ปี ผู้ต้องหา มาทำการสอบสวนที่ สภ.บางพลี โดยยอมรับสารภาพว่า ตนเป็นผู้ลงมือกรีดหน้า น.ส.เอ จริงโดยสามีตนและน.ส.เอ ผู้บาดเจ็บ ทำงานด้วยกันที่บริษัทฯที่เกิดเหตุ ภายหลังจากที่ตนได้เปิดโทรศัพท์เข้าไปดูในเฟสบุ๊คจึงจับได้ว่า น.ส.เอ ผู้บาดเจ็บแอบเป็นกิ๊กกับสามีตนและมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งด้วย ทั้งนี้ ตนได้เกิดความโกรธแค้นจึงได้เตรียมมีดคัตเตอร์ และได้เดินทางไปยังบริษัทดังกล่าว เมื่อสบโอกาสหลังเลิกงาน จึงได้ก่อเหตุและได้กลับมายังบ้านพักและได้เอามีดคัตเตอร์ของกลางโยนทิ้งไว้ที่บ่อน้ำหลังห้องพัก กระทั่งเจ้าหน้าที่เข้ามาควบคุมตัวดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และนำตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป MThai News ขอบคุณข่าวจาก เจาะ เกาะ ติด ชาวกู้ภัย18+

‘1881’ ทะเบียนรถคันใหม่ นายกฯประยุทธ์
ทะเบียนรถนายก /  ทะเบียนรถนายกฯ / 

นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ด้วยรถประจำตำแหน่งคันใหม่ หมายเลขทะเบียน ญค 1881   หลังส่งมอบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก วันนี้ (30 ก.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เดินทางเข้ามาที่ทำเนียบรัฐบาล เวลาประมาณ  11.50 น. ภายหลังเสร็จพิธีการส่งมอบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ให้กับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อย่างเป็นทางการ ที่กองบัญชาการกองทัพบก ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ค Wassana Nanuam ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้เปลี่ยนรถยนต์ประจำตำแหน่งแล้ว โดยใช้รถเบนซ์ สีดำ หมายเลขทะเบียน ญค 1881 กรุงเทพมหานคร ส่วนรถประจำตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก หมายเลขทะเบียน 1251 กรุงเทพมหานคร ได้ส่งคืนแล้ว MThai News

งานเข้าลูกยางสาวไทย! ปลื้มจิตร์ ข้อเท้าพลิก ส่อชวดบู๊สนาม2
กรรณิการ์ ธิปะโชติ /  ตบลูกยางสาวไทย / 

งานเข้าทีมตบลูกยางสาวไทยเต็มๆ เมื่อ “นิ้งหน่อง” ปลื้มจิตร์ ถินขาว ตัวตบบอลเร็ว ทีมวอลเลย์บอลทีมชาติไทย ประสบอุบัติเหตุ ข้อเท้าพลิก ขณะลงฝึกซ้อมกับเพื่อนร่วมทีม ที่ประเทศฮ่องกง ก่อนที่จะมีคิวลงสู้สนามที่ 2 วอลเลย์บอล เวิลด์กรังด์ปรีซ์ จังหวะดังกล่าว ปลื้มจิตร์ กระโดดลงมาเหยียบเท้าของ กรรณิการ์ ธิปะโชติ รุ่นน้องในทีม ก่อนจะเสียหลักล้มลงกับพื้นสนาม ทำให้เพื่อนๆร่วมทีมต้องรับมาช่วยกันอุ้มไปปฐมพยาบาล ซึ่ง ปลื้มจิตร์ แสดงสีหน้าบาดเจ็บอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะผ่อนคลายลงเมื่อได้ประคบเย็นด้วยน้ำแข็ง โดย นพ.เรืองศักดิ์ ศิริผล แพทย์ประจำทีม เปิดเผยว่า ต้องรอดูอาการอีกระยะ ซึ่งเวลานี้ได้ให้ยาเพื่อบรรเทาอาการ จากนั้นก็จะเช็กกระดูกอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่ก็มีข่าวดีที่ ปลื้มจิตร์ สามารถยืนได้แล้ว แต่ยังไม่สามารถเดินได้ ทั้งนี้มีการรายงานว่า สำนักพระราชวัง แจ้งไปยัง "โค้ชอ๊อด" เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร ว่า ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ จะเสด็จทอดพระเนตรชมการแข่งขัน วอลเลย์บอล World Grand Prix สนามที่ 3 ณ อินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมาก คู่ระหว่าง ทีมชาติไทย กับ สหรัฐอเมริกา วันที่ 16 ส.ค.นี้ ขอบคุณภาพจาก : เฟสบุ๊ควิลาวรรณ