เฟสบุ๊ค

อดีตดาราเด็ก จีโน่ ชูทส์ เล่าชีวิตที่เดินทางผิด ติดยา!! จนเกือบตาย
จีโน่ ชูทส์ /  จีโน่ ชูทส์ ติดยา

อึ้ง!! อดีตดาราเด็กชื่อดัง จีโน่ ชูทส์ โพสต์เฟสบุ๊คที่ใช้ชื่อ Jino Schutz เล่าชิวีตตัวเองหลังหลงผิดไปใช้ยาเสพติดหลายชนิด!! จนเกือบจะทำให้หัวใจวายตายมาแล้ว โดยปัจจุบันหนุ่มจีโน่ วัย 25 ปี ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเจ้าตัวได้กลับใจแล้ว ขณะนี้กำลังเข้ารับการบำบัด และอยากจะให้เคสของตนเป็นอุทาหรณ์กับคนทั่วไปนั่นเอง "บางทีคนเรานะ เกิดมา มีร่างกายพร้อม แต่เลือกที่จะทำร้ายตัวเอง โดยการเล่นยา กินเหล้าจนไม่ได้สติ ผมเข้าใจว่าบางทีมันเกิดจากปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เราเลือกเดินไปในทางที่ผิด อย่างตัวผม ผมโตมาตอนเด็กๆ โดยการเป็นดารา ผมไม่รู้จักคำว่าวัยเด็ก ผมไม่รู้จักคำว่าการอยู่ร่วมกับสังคมตอนเด็กๆ ผมไม่มีพ่ออยู่กับผม ผมเป็นเด็กอ้วนๆ ที่แสดงละคร ที่ถูกคนตราหน้าว่าแม่ตัวเองโดนฝรั่งทำท้องและทิ้งไป(ซึ่งแม่งไม่จริงเลย) ทุกๆ วันที่ผมเดินออกจากบ้าน ผมต้องถูกถามว่าพ่อไปไหน ทำไมถึงอ้วน เป็นดารานี่ดีเนอะ มีนู่นมีนี่(แม่งก็ไม่จริงอีก)" "พอผมเริ่มจะออกจากวงการ เพราะตอนที่ผม 14-15 เป็นช่วงเวลาที่หาบทยาก เพราะจะเด็กก็ไม่ใช่จะวัยรุ่นก็ไม่ใช่ ผมเริ่มดื่มกับเริ่มดูดกัญชา ตอนอายุสิบห้า ผมไม่รู้ว่าหลังจากการเป็นดาราผมควรเป็นอะไรผมควรเดินไปทางไหน" "พอผมอายุ 16-17 ผมมาอยู่สวิส ผมรู้สึกว่าผมอาจจะได้เริ่มชีวิตใหม่ ผมลดความอ้วน(ด้วยใจไม่พึ่งอะไร) ผมลดน้ำหนักไป 65 โล ผมคิดว่านี่แหละ คือชีวิตใหม่ผม พอผมเริ่มผอม แทนที่ผมจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ผมกับเดินไปในทางที่ผิด ผมเริ่มที่จะเที่ยว เริ่มที่จะติดผู้หญิง(เพราะผมอ้วนตอนเด็กไม่มีใครเอา) ผมเริ่มที่จะใช้ยา เช่นโคเคน และ แอมเฟสตามีน และดื่มหนักมาก" "มันเหมือนกับคนๆ นึงทวงหาความสุขที่ไม่เคยตอนเด็กๆ ในทางที่ผิด.. ผมเริ่มกลายเป็นคนโกหก กับแม่ตัวเองกับแฟนตัวเอง แต่ในความผิดพลาดของผมตอนนั้นผมยังสามารถพยุงตัวเองให้เรียนจบได้ ผมมีความโชคดีอย่างนึง คือผมมีเพื่อนดีๆ คนดีๆ รอบตัวมาทั้งชีวิต มีแค่คนไม่กี่คนที่ผมตราหน้าว่ามันแย่..." "ผมเริ่มติดหนักขึ้นมาเรื่อยๆ ผมรักผู้หญิงคนนึง ผมรักเค้ามาก ผมเคยขอเค้าแต่งงาน แต่ตัวผมตอนนั้นมันไม่ดีเลย ผมติดทั้งเหล้าติดทั้งยา มีผู้หญิงคนอื่น ทำเค้าเสียใจจนเราไม่สามารถแต่งงานกันได้แล้ว... พอเริ่มห่างกัน แทนที่ผมจะดีขึ้น ผมกับเสพหนักกว่าเดิม" "ทุกๆ วันที่ผมตื่นไปทำงานผมเริ่มดื่ม ระหว่างพักงานผมเสพเพื่อให้ตัวเองตื่น เลิกงานผมดื่มเพราะผมเครียด ดื่มจนไม่ได้สติ ทุกๆ วันจะเป็นวังเวียนแบบนี้..." "..แต่พอมาถึงวันนึงที่ผมรู้สึกว่าผมเริ่มคิดลำบากแล้ว เพื่อนที่เคยให้ยาผมตลอด ก็เริ่มไม่ให้ผมแล้วเพราะพวกนี้มันก็รักผม และรู้ว่าผมไม่ไหวแล้ว... ผมมาถึงจุดที่ว่าคิดเริ่มลำบาก พูดไม่รู้เรื่อง อารมณ์รุนแรง.." "แม่เริ่มร้องไห้หนักขึ้นเรื่อยๆ" "สุดท้ายผมมานั่งคิดว่าผมโทษอะไรไม่ได้ ทุกอย่างมันผ่านมาแล้ว ผมกลับไปแก้ไม่ได้(วัยเด็กผม)" "ผมเริ่มคิดแล้วว่า อายุเราก็ 25 แล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ อนาคตผมไม่เป็นขอทานผมคงหัวใจวายตาย(ผมเคยหัวใจวายรอบนึงเพราะโคเคน) ผมรู้จักพี่ชายที่แสนดีคนนึง เพราะยาก็เป็นส่วนนึงทำให้เค้าต้องจบชีวิตลง ทิ้งลูกทิ้งครอบครัวไว้ ผมไม่อยากเป็นแบบนั้น..." "ปัจจุบันนี้ผมเข้าสถานบำบัด ผ่านมาจะอาทิตย์นึงแล้ว ผมเหงื่อออก นอนไม่หลับ เห็นภาพหลอน แต่ผมเชื่อว่าผมจะผ่านมันไปได้..." "ที่ผมมาเขียนวันนี้เพราะผมอยากจะกลับมาอ่านในอีกสิบปีข้างหน้าว่าผมผ่านมันได้และถ้าผมมีลูก ผมอยากให้ลูกผมอ่าน ผมเป็นคนมีความฝัน ผมไม่อยากให้ความฝันผมมาหยุดอยู่แค่นี้..." "ผมอยากระบาย... ผมจะไม่กลับไปทำร้ายตัวเองอีก ผมเขียนมาขนาดนี้แล้ว ในเฟสผมมีทั้งครู ทั้งเพื่อนแม่ ทั้งญาติ ถ้าผมกลับมาทำผมก็หมาตัวนึง ตอนนี้ผมมีกำลังใจที่ดี จากครอบครัว จากแฟนคนปัจจุบัน จากเพื่อนๆ ผมไม่ได้สู้ตัวคนเดียว" "สิ่งที่อยากจะฝากบอกไว้คือ คนที่คุณเห็นทุกๆ วันว่าเค้าอาจจะดูไม่มีปัญหา หรือ เค้าอาจจะยิ้มกับคุณเสมอ แต่ข้างในเค้าอาจจะต้องการความช่วยเหลือมากกว่าคนที่โดนรถชนหรือแขนขาขาด" "แต่สุดท้ายแล้ว ถ้าตัวเค้าเองคิดไม่ได้ มันก็ไม่มีใครช่วยเค้าได้.. สมองน่ะถ้าถูกทำลายแล้ว เอากลับมาไม่ได้แล้วนะครับ ขอบคุณนะครับที่อ่าน อยากให้แชร์กันเยอะๆ เพื่อคนที่เป็นแบบผมจะได้อ่าน เราอย่าอายถ้าเรามีปัญหา อย่าดัดจริตว่าชีวิตดี" จีโน่ ชูทส์ #คนไม่ดีที่คิดได้ #เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ ขอขอบคุณ ภาพและข้อมูลจากเฟสบุ๊ค Jino Schutz จีโน่ ชูทส์ จีโน่ ชูทส์ จีโน่ ชูทส์ จีโน่ ชูทส์

รับบริจาคเลือดด่วน!! ตลก ดอน จมูกบาน มะเร็งระยะสุดท้ายกำเริบ!
ดอน จมูกบาน /  ดอน จมูกบาน มะเร็งตับกำเริบ / 

ตลกชื่อดัง ดอน จมูกบาน มีอาการป่วยโรคมะเร็งตับระยะสุดท้ายกำเริบ! หลังต่อสู้มานานกว่า 5 ปี โดยขณะนี้นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลบางพลี จ.สมุทรปราการ ทางญาติประกาศขอรับบริจาคเลือดกรุ๊ปโอ ซึ่งมีข้อความผ่านทางเฟสบุ๊คชื่อ มด มดดอกกระโดน มาดังนี้ "ด่วน!!! ครับ ป๋าดอน จมูกบาน เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายต้องการเลือดด่วนครับ ตอนนี้อยู่ที่ โรงพยาบาลบางพลี จ.สมุทรปราการครับ ท่านใดที่มีเลือดกรุ๊ปโอขอเชิญร่วมบริจาคเลือดให้ป๋าดอนด้วยครับบริจาคได้ทุกโรงพยาบาลครับแล้วลงชื่อว่าบริจาคให้(นายเล็ก เพียรเกตวิทย์)ดอน จมูกบานครับขอขอบคุณมากๆ ครับ" จากนั้นก็มีชาวโซเชียลเข้ามาให้กำลังใจกันเป็นจำนวนมาก ยังไงทางทีมข่าวต้องขอเป็นกำลังให้กับครอบครัวของคุณ ดอน จมูกบาน ขอให้อาการป่วยดีขึ้นในเร็ววัน และขอเชิญร่วมบริจาคเลือดกันได้ตามข้อมูลดังกล่าวเลยจ้าาาาาา ขอขอบคุณ ภาพและข้อมูลจากเฟสบุ๊ค มด มดดอกกระโดน ดอน จมูกบาน มะเร็งตับกำเริบ ดอน จมูกบาน ดอน จมูกบาน

เที่ยวอินโดฯ
ที่เที่ยวอินโดนีเซีย /  ภูเขาไฟโบรโม่

อินโดนีเชีย เป็นประเทศที่มีความสวยงามทางธรรมชาติและวัฒนธรรมอยู่หลายที่ สถานที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็เช่น เกาะบาหลี (Bali), วัดบุโรพุทโธ (Borobudur), โทราจาแลนด์ (Torajaland), วัดพรัมบานัน (Prambanan Temple) เป็นต้น นอกจากนี้อีกหนึ่งสถานที่ที่ควรไปมากๆ ก็คือ ภูเขาไฟโบรโม (Mount Bromo) ที่ตั้งอยู่ทางทางตะวันออกของเกาะชวา โดยเพจเฟสบุ๊ค Coundsheck's journey. จะพาเราไปแอดเวนเจอร์กัน งานนี้นอกจากจะได้ชมภูเขาไฟแล้ว ยังนั่งรถจี๊ป ขี่ม้า ฝ่าน้ำตก อีกด้วย เที่ยวอินโดฯ "East Java" หมู่เกาะชวา ชมภูเขาไฟ นั่งรถจี๊ป ขี่ม้า ฝ่าน้ำตก แอดเวนเจอร์สุดติ่ง! บอกไปอินโดฯ ใครๆก็นึกว่าไปบาหลี แต่คราวนี้เราขอออกนอกเมือง พาทุกคนไป East Java หรือหมู่เกาะชวาตะวันออก แหล่งที่อุดมไปด้วยภูเขาไฟที่ยังระเบิดได้ พร้อมภูมิทัศน์สุดเซอเรียล งานนี้เรานั่งรถจี๊ป ขี่ม้า ฝ่าน้ำตก แอดเวนเจอร์สุดตั้งกะเที่ยวมาา ถึงดูลุย แต่ไปฟอลโล่วกันได้ไม่ยากแน่นอน อ้ะ พร้อมล้ะ ลุย!!! ทริปนี้เริ่มจากเรานั่งเครื่องบินไปลงที่ Surabaya (สุราบายาเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอินโด) เพื่อพบคนขับรถที่เราดีลไว้ตั้งแต่แรก (ซึ่งวิธีดีลจะบอกท้ายโพสน้ะ) เพื่อขับรถยาว 5 ชม. ออกจากสุราบายาไปถึงจุดหมายแรกของเรา นั่นก้คือโบรโม่! กว่าจะไปถึงโบรโม่ก็เป็นเวลาสองทุ่มแล้ว เราเข้านอนเร็วมากเพราะวันต่อมาเราต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 เพือขึ้นไปดูวิวพระอาทิตย์ขึ้น ตื่นปุ้ปรีบขึ้นรถขับคลุกคลุกคลุก ขึ้นเขา penanjakan mountain ซึ่งเราจะสามารถเห็นภูเขาพีคๆ ทั้งหมดของแถบนี้ได้จากบนเขาแห่งนี้ ขับวกไปวนมา ประมาน 45 นาที เราเริ่มรู้สึกได้ว่าปริมาณรถรอบตัวนี่หนาแน่นมาก และด้วยความที่เราตื่นสาย จุดชมวิวยอดฮิตรถติด! 5555 คนขับจึงพาเราเดินเลาะเข้าป่า ไปยังจุดชมวิวอีกที่ที่มีชื่อว่า kingkong view, รอพระอาทิตย์กันไปสาม ชม. แสงเริ่มมา พอพระอาทิตย์ขึ้นมาชนยอดเขาเท่านั้นแหล่ะ โอ้โหหหหหหหหหหห รู้แล้วทำไมคนชอบดูพระอาทิตย์ขึ้น ดีมากกกกกกกกกกก และนี่คือสิ่งที่ทำให้เรายอมตื่นสายขึ้นมาบนนี้ ที่เห็นตรงหน้าคือภูเขา Batok ส่วนที่พ้นควันม้วนๆ นั่นแหละคือ Bromo Bromo เป็นหนึ่งในภูเขาที่ยัง active บนเกาะชวา เลยไม่แปลกที่พ่นควันปุ๋ยๆ พร้อมระเบิดได้ (ถ้าจำไม่ผิด โบรโม่ระเบิดครั้งล่าสุดเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว) พระอาทิตย์เป็นลำๆๆๆๆๆ ใครชอบถ่ายรูปเวอร์วังเก็บแลนด์สเคปอลัง น่าจะชอบ เราลงจากจุดชมวิว ไปกันต่อ ลืมบอกไปว่า ในช่วงที่เราเที่ยวไปทั่วเขตโบรโม่ เราจะใช้รถจี๊ป เพราะสามารถลุยกับพื้นที่ได้มากกว่ารถกึ่งๆ รถตู้ที่เรานั่งมา แถวนี้เลยเต็มไปด้วยรถจี๊ปหลายร้อยคัน ชอบมาก สนุกกกก ตื่นเต้นมากก ไม่เคยนั่ง 5555555 เรามาจอดรถที่ลาดดินสีเทากว้างๆ ด้านหน้าของโบรโม่ คาดว่าที่เป็นสีนี้เพราะดินตะกอนภูเขาไฟ เพราะเดี๋ยวเราจะขึ้นไปชมปากปล่องถูเขาไฟแบบใกล้ชิดกัน ตรงลานนี้นอกจากจะมีรถจี๊ปแล่นไปมา ยังมีม้าจำนวนมาก รอพาเราขึ้นไปที่โบรโม่ เพราะจากตรงนี้ ต้องเดินทางอีก 3 กิโลแหนะ แน่นอนมาถึงแล้วใครมันจะเดิน เราเลือกขี่ม้าในราคา 100000 รูปี หรือราวๆ 250 บาท โดยจะมีคนจูงเราและน้อง(ม้า) เดินผ่านโตรกเขาต่างๆเพื่อไปถึงฐานของโบรโม่ ตอนแรกเกร็งมาก ปีนนู่นปีนนี่กลัวน้องเจ็บ แต่คนจูงเราบอก น้องโอเคคคคคคค  ที่เชิงภูเขามีม้าจำนวนมากที่รอนักท่องเที่ยวลงมาจากเขาเพื่อขี่กลับไปที่รถจี๊ป คนจูงม้าของเราชื่อ Sandi ให้การ์ดชื่อเค้ากะเราไว้ บอกว่าปีนขึ้นไป ละลงมาให้เรียกเค้าน้ะ เด่วเค้าพาม้ามารับเรากลับ เมื่อมองกลับไปก็รู้ว่าน้องม้าพาเราผ่านด่านภูมิประเทศยุบยับมาไกลมั่กกก นี่คือบรรไดที่เราต้องปีนไปอีกต่อเพื่อให้ถึงปากปล่องของโบรโม่ สังเกตุว่าคนเยอะมาก เพราะงั้นไม่ต้องกลัวว่ามาล้ะจะเปลี่ยว บางคนก็ไม่ปีนบันได ปีนเอาเองสดๆเลย และเมื่อปีนไปถึง นี่คือปากปล่องของโบรโม่ในตำนานนนนนน โอ่ย ตื่นเต้นน้ะ กลัวระเบิดด้วย 555555555 นี่คือร่องรอยจากการประทุ แน่นอนที่เป็นเส้นๆคืออดีตทางไหลของลาวาจากโบรโม่นั่นเอง  บนปากปล่องมีสันเล็กๆให้เราเดินสำรวจรอบปากปล่องได้ด้วยน้ะ ใครปีนได้ระดับไหน สำรวจกันตามสบายเลยยย  ภูมิประเทศเมื่อมองจากปากปล่องง ที่เห้นเป็นเหมือนอาคิเต็กเจอร์อะไรบางอย่าง นั่นคือวัดฮินดู วัดเดียวของแถวนี้เลย ข้างๆเราคือ Batok ภูเขาที่เราเห็นจากจุดชมวิวนั่นเอง คนที่นี่มีความเชื่อเรื่องการไหว้เทพเจ้า จึงมีคนขายดอกไม้ เพื่อใช้สักการะ เห็นคนซื้อไป เพื่อโยนลงไปในปากปล่องเพื่อบูชาเทพ ตามความเชื่อของอินดู ไกด์เราบอกว่าดอกไม้พวกนี้อยุ่ได้ 5 ปีโดยไม่เหี่ยวน้ะ  จากโบรโม่ เรานั่งรถจี๊ปไปทุ่งหญ้าลับด้านหลังกันต่อ ใครจะรู้ว่ามีทุ่งหญ้าเขียว วิวเวอร์วังมาซ่อนอยู่หลังภูเขาไฟที่ก่อนหน้านี้เป็นที่ราบสีเทาขนาดยักษ์  เหมือนวาร์ปมาอยู่ที่ไหนซักที่ที่ไม่เชื่อว่าจะเป็นอินโด  รถจี๊ปบางคันนั่งบนหลังคาได้ เจ๋งอ้ะ อยากเล่นบ้าง น่าสนุก ถ่ายรูปไปเรื่อยเจอกลุ่มควันสีขาวขนาดยักษ์ลอยมา มันไม่ใช่ควันอะไรหรอก แต่มันคือเมฆ! แบบเดียวกะเมฆที่ลอยบนท้องฟ้าเลย ที่ี่เป็นที่ราบสูง สูงมากระดับเมฆวิ่งเล่นได้นั่นแหละ เราเลยบอกคขับให้ขับรถไปหากลุ่มเมฆ นี่คือวิวตอนเราอยู่ข้างในนั้น คือแบบ เซอร์เรียลมาก จอดรถลงไปถ่ายรูปสิครัช รออะไร 555555555 เซอร์เรียลจริงน้ะ รู้สึกโชคดีมากที่ได้เจอไรงี้ นี่คือรถเรากะคนขับรถชื่ออีวาน อีวานบอกว่า อ้ะๆ แกรๆ เราต้องไปต่อน้ะ จอดตรงนี้นานๆ อาจมีใครวิ่งฝ่าหมอกมาชนเราได้น้ะ 5555555 เราบอกลาโบรโม่ ขับรถลงเขาเพื่อมาแวะที่ Madakaripura น้ำตกอีกที่ที่พีคไม่แพ้กัน เริ่มจากเดินจากปากทางเข้าไปกิโลกว่าๆเราจะเห็นเส้นสีขาวอยู่ลิบๆ  ล้ะเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ที่นี่มีเพิงไว้ให้นั่ง ให้หลบฝน ให้ใส่เสื้อกันฝนด้วย เพราะแถวนี้ชื้น ฝนตกเป็นปรกติ เราใส่เสื้อกันฝน เดินสวนไปตามน้ำตกเล็กๆเพื่อขึ้นไปต้นทางน้ำ อ้ะนี่ไงเริ่มเข้าใกล้เป้าหมายล้ะ  ที่ใส่เสื้อกันฝน ฝนไม่ได้ตกแต่อย่างใด แต่เราต้องลอดน้ำตกอื่นๆเข้ามา! กว่าจะมาถึงตรงนี้ ขออถัยไม่มีรูปลอดน้ำตก เพราะมันเสี่ยงเกินกว่าจะเอากล้องขึ้นมาถ่ายจริงๆ สงสารเราหน่อย 55555555555  คือรอบๆดีมากกกกกก ฟินมากกกกกก รูปไม่สามารถเล่าความเซอเรียลและยิ่งใหญ่ของน้ำตกได้จริงๆ แต่ขอให้มา เชื่อเรา (เสื้อกันฝนกะรองเท้าแตะมีขายตรงทางเข้าด้วยน้ะ 25-30 บาท ไม่แพงเลย) ออกจากน้ำตก เราขับรถอีก 7 ชั่วโมง เลียบทะเล ลงไปทางใต้เพื่อไปภูเขาไฟ มิชชั่นของเราอีกลูกคือ Kawha Ijen! เราขับรถมาถึงเขตของ Ijen ก็เป็นเวลาดึกอีกแล้วตามสไตล์ แต่พีคกว่าคือ พรุ่งนี้เราต้องเดินขึ้นเขาตอนตี 1! งานนี้เราบอกเลยว่า ขอให้ฟิตร่างกายมาให้พร้อม ! ตั้งแต่ตี 1 เราเดินขึ้นเขาพร้อมด้วยเพื่อนมากมาย เดินขึ้นเนินชันไม่ต่ำกว่า 40 องศา เป็นระยะทางประมาน 3-4 กิโล (แต่เดินจริงโครตไกล อย่าไปเชื่อ) บอกเลยว่าเหนื่อยสลบ เราเดินสลับพักหลายรอบสุดๆ อ้วกไป 1 รอบ (จริงๆ) จะตายมาก กว่าจะผ่านทางชันมหาโหดมาเป็นทางที่ไม่ชันมาก เรียบๆ ช่วงใกล้ถึงยอดเขา แต่พอขึ้นมาเจอกลุ่มควัน และทะเลสาปสีฟ้าข้างหน้า คือแบบ โอ้ยยยยย ยอมมมมมมมม คุ้มมากกกกกก สลบบบบ แต่ก่อนอิเจี้ยนยังไม่มีทะเลสาป แต่พอผ่านการระเบิดครั้งล่าสุดมา อยู่ดีดีก็เปิดเป็นทะเลสาปสีฟ้าขึ้นปากปล่องอิเจี้ยน  เนื่องจากอยากเห็นทะเลสาปใกล้ๆ เลยปีนตามทางคนเหมืองลงไปด้านล่าง ของภูเขาไฟ สวยมั้ยล่าาาาาาาาาาา สลบบบ นอกโลกมากกกก เข้าใกล้ได้อีกจึ๋งนึง ควันกำมะถันเริ่มเปลี่ยนทิศมาทางเรา เลยต้องปีนกลับขึ้นมาด้านบน ต้องบอกก่อนว่าที่อิเจี้ยนนี่ เป็นเหมืองแร่กำมะถันด้วย ถ้าเราปีนลงไป อาจโดนรมควันกำมะถันตาย ควันเริ่มเปลี่ยนทิศไล่หลังมา นี่คือเพื่อนร่วมทริปที่ยังยืนหยัดเก็บภาพจนนาทีสุดท้าย ตัดมานาทีต่อมา พวกเรากำลังกินน้ำ หาผ้าปิดปาก เพราะควันจากกำมะถันสูดเข้าไปแล้วแสบคอมาก แสบตานิดๆด้วย ปีนขึ้นมาด้านบนให้พ้นกลุ่มควัน นี่คือไกด์ผู้นำเราปีนเขาและปีนลงไปข้างล่างด้วย ถามเราตลอดตอนขึ้นเขาว่าโอเคมั้ย คือตอนปีนนี่ น้องไม่โอเคคคคค พูดเลยยยยยย นักท่องเที่ยวเพียบ เซอร์เรียลสุด นี่ดาวอังคารรึเปล่า หรือดาว dr.mann ในอินเตอร์สเตลล่า ต้นไม้ใบไม่แถวๆนั้นเป็นสีเทาๆ ไม่รู้เกิดจากใครเผา หรือเอฟเฟคจากภูเขาไฟ (สรุปอาจจะเกิดจากกำมะถัน >,<) พระอาทิตย์เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตอนเราขึ้นมาพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว เราอดดู บลูเฟรม ไปตามระเบียบ (ลาวาสีฟ้า ที่เราต้องมาให้ถูกช่วงเวลาคือก่อนพระอาทิตย์ขึ้น และยังมีแสงจันทร์เท่านั้น เราถึงจะเห็น) สวยสลบ เหมือนหิมะ แต่ไม่ใช่ ถ่ายรูปจนพอใจ เราก็เดินลงจากยอดเขา เจอพี่คนนี่ นั่งกินกาแฟและพรินเกิ้ล อยู่ข้างทาง ชิลมากกกกกกก มันต้องแบบนี่เซ่ ระหว่างทางก็มีพี่ๆชาวเหมืองเดินสวนไปสวนมา ขนแร่กำมะถันไปขายตลอด  ตรงกลางทางจะมีจุดให้นั่งพัก ขายบะหมี่ pop mie นี่แหละ คือถึงจุดนี้รู้ตัวว่าหิวล้ะ ต้องจัดหน่อย การมาอินโดคำฮิตที่ควรรู้เลย คือ AYAM แปลว่า ไก่ 55555 คำอื่นๆที่น่าจะรู้ คือ NASI = ข้าว, GORENG = ผัด, AYAM = ไก่, MIE = หมี่  คนที่ลงมาจากเขาเค้าก็จะมานั่งพักกัน ก่อนเดินลงต่อไป เราใช้เวลา ชม กว่าๆ ลงมาถึงตีนเขา แต่ตอนขึ้นนี่ สาม ชม เลยน้ะะะ เอาซี่ คนเรา เราบอกลาอิเจี้ยน ขับรถยาวๆ 10 ชม. กลับสุราบายา จบทริปโดยสมบูรณ์ ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ คือพาร์ทนี้ยาวมากจริงๆ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กันบ้าง ข้อมูลอื่นๆ วิธีติดต่อรถและไกด์ : เราใช้เอเจนซี่ชื่อ Tommy ด้วยการอีเมล์ไปสอบถาม และพิมพ์แพลนการเดินทางของเราไปให้ทอมมี่ เพื่อจองรถและไกด์ จากนั้นทอมมี่ก็จะนัดวัน ที่เราจะมา แล้วเค้าจะมารับเราถึงสนามบิน ขับรถพาเราไปในทุกที่เบื้องต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายเราตกคนละประมาน 2 ล้านรูปี / คน (ประมาณ 5000 บาท) ติดต่อได้ตามอีเมลนี่เลย Tommy(blueisland_024@yahoo.com) ปล. จากอิเจี้ยน เราสามารถไปบาหลีต่อได้ด้วยน้ะ คนขับรถจะพาเราไปถึงท่าเรือเลยแหละ ปล2. ใครงงตรงไหน อินบ้อกซ์มาถามได้เลย ยินดี ขอบคุณข้อมูล และรุปภาพจาก https://www.facebook.com/coundsheckjourney/ ติดตามทริปท่องเที่ยวสนุกๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่เลยค่ะ https://www.facebook.com/coundsheckjourney/

เชน ธนา ควงเจ้าสาว เจมส์ แต่งเงียบ!! แก้เคล็ด
เชน ธนา เจมส์ /  เชน ธนา / 

หลังหนุ่ม เชน ธนา ทำเซอร์ไพร้ส์คุกเข่าขอ เจมส์ กณิการ์ แฟนสาวแต่งงาน!! พร้อมสวมแหวนกันกลางห้างดังไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมานั้น ล่าสุดวานนี้(1 มิ.ย.) ทั้งคู่ก็ซุ่มเงียบจัดงานแต่งแบบเล็กๆ ที่บ้านของเจ้าสาวไปเรียบร้อยแล้ว โดยเป็นงานแต่งเพื่อแก้เคล็ดเท่านั้น! ส่วนงานวิวาห์จริงๆ จะเกิดขึ้นในวันที่ 19 พ.ย. นี้ ณ โรงแรม แมริออต ควีนส์ปาร์ค สุขุมวิท ซึ่งหนุ่มเชนได้แจกแจงผ่านทางโซเชียลมาดังนี้ "วันนี้ขอพรพ่อพระพิฆเนศร์ ลูกทั้งสองจะไปแต่งงาน (แก้เคล็ดตามฤกษ์) เริ่มต้นชีวิตคู่ตามฤกษ์ดวง ขอให้เริ่มต้นชีวิตคู่อย่างมีความสุข มีแต่ความสุขความเจริญ พากันก้าวหน้ามั่นคง สร้างความสุขแผ่บารมีแห่งความอิ่มหนำสำราญให้ทุกคนที่เราทั้งสองคนเดินผ่านหรือพบเจอ :) Ps: ส่วนงานแต่งจริง 19พย. นี้ ที่ แมริออต ควีนส์ปาร์ค สุขุมวิท จะส่งการ์ดเชิญให้ทุกท่านอีกครั้งครับ วันนี้แต่งแก้เคล็ดตามฤกษ์ จัดงานเล็กๆที่บ้านเจ้าสาว เลยไม่ได้เชิญใครเลยแม้กระทั่งเครือญาติ เพราะกลัวดูแลได้ไม่ดีครับ จึงเรียนมาแจ้งเพื่อทราบ" "ขอบคุณเจ้าภาพฝั่งเจ้าสาวจัดงานแต่งแก้เคล็ดให้ผมและ @jamekani ในวันนี้ครับ :) ถือว่าแต่งงานกันโดยฤกษ์มงคลแล้ว และเตรียมงานแต่งจริงในวันที่ 19พย.59นี้ ที่ แมริออต ควีนส์ปาร์ค สุขุมวิทครับ" ขอขอบคุณ ภาพและข้อมูลจากเฟสบุ๊ค Chaintana และอินสตาแกรม @chaintana เชน - เจมส์ แต่งงาน เชน - เจมส์ แต่งงาน เชน - เจมส์ แต่งงาน เชน - เจมส์

5 ที่เที่ยวยามค่ำคืนใน 'มาเก๊า' เที่ยวง่าย สบายกระเป๋า!
ที่เที่ยวมาเก๊า /  เที่ยวมาเก๊า

ครั้งนี้ Was there once จะมาแนะนำทีเที่ยวใน 'มาเก๊า' ยามค่ำคืนให้เราได้ชมกันค่ะ ซึ่งเราจะคุ้นตาสถานที่เที่ยวต่างๆ ในตอนกลางวัน แต่พอลองมาเที่ยวตอนกลางคืนก็ได้อีกอารมณ์นึงเลยล่ะ แต่ก็ยังคงความสวยงามและอลังการตามแบบฉบับ "มาเก๊า" นะ ^^ 5 ที่เที่ยวยามค่ำคืนใน 'มาเก๊า' เที่ยวง่าย สบายกระเป๋า! 'มาเก๊า' ตอนกลางคืนมีอะไรบ้างนอกจาก 'คาสิโน'? เพราะความสงสัยที่ว่า..เป็นที่มาของทริปมาเก๊า 3 วัน 2 คืน ในกระทู้นี้ครับ ผมเรียง 5 สถานที่น่าสนใจและไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จากการตระเวนเสาะหาด้วยตัวเอง  เผื่อจะเป็นอีกไอเดียในการวางแผนเที่ยว ‘มาเก๊า’ ยามค่ำคืน ฉบับไม่เอาคาสิโนครับ! ผมจะแนะนำ 5 สถานที่ Night Life จุดเด่น ที่ตั้ง วิธีการเดินทาง และการเดินทางจากกทม.- มาเก๊า รวมถึงรายละเอียดที่พักตลอด 3 วัน 2 คืน เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่ทุกคนนะครับ 1. The Venetian เที่ยวยุโรป(?) ใกล้ๆ ในราคาคุ้มค่า ดึกแค่ไหนก็ไม่หวั่น เพราะ The Venetian สว่างไสวตลอด ด้วยเพดานฟ้าสีสดใสแต้มด้วยเมฆนี่แหละครับ ยิ่งผนวกเข้ากับตึกสไตล์ยุโรปสีพาสเทลด้านหลัง ทําให้บรรยากาศดูยุโร๊ป ยุโร๊ป น่ารักมากขึ้น The Venetian ยังโด่งดังในเรื่องของการเป็น คาสิโนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นตึกที่มีพื้นที่ในแต่ละชั้นกว้างมากที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลก (Central World บ้านเรา อยู่ที่อันดับ 4 ของโลกครับ) The Venetian เปิดตัวปี 2007 มีทั้งคาสิโน โรงแรม ร้านรวงแหล่งช้อปปิ้ง รวมถึงโซนร้านอาหารรสชาติเด็ด (ราคาก็เด็ด) ส่วนของโรงแรมก็หรูหรามากครับ ความโอ่อ่าของสถาปัตยกรรมทําให้ผมถ่ายรูปจนเพลินเลย จุดเด่น เพดานสีฟ้าสดใส สถาปัตยกรรมโอ่อ่า หรูหรา ไม่ต้องเสียค่าเข้าใดๆ ครับ ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆเช่น City of dreams และ Galaxy ห่างจากสนามบินมาเก๊าแค่10 นาที (โดยแท๊กซี่) ที่ตั้ง : Estrada da Baia de Nossa Senhora da Esperanca วิธีเดินทาง : มี Shutte bus ของ The venetian จากสนาบินมาเก๊าใช้เวลาประมาณ 10 นาทีถึงครับ ตาราง Shuttle Bus ฟรีของ The Venetian ครับ 2. Senado Square ช้อป ชิม ชิล ท่ามกลางประวัติศาสตร์ เอาให้เห็นภาพคงจะพอเคลมว่าที่นี่คล้าย‘สยาม’ บ้านเรา ‘จัตุรัสเซนาโด’ เป็นศูนย์กลางของมาเก๊ามีประวัติยาวนานยิ่งกว่าหางว่าว ได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในมรดกโลกของยูเนสโก้ (UNESCO’s World Heritage) ในฐานะศูนย์กลางประวัติศาสตร์ของมาเก๊า (Historic Centre of Macau) สมกับเป็นแลนด์มาร์ค (Landmark) อันดับต้นๆ ที่นักท่องเที่ยวมักนึกถึง Senado Square ในช่วงกลางวันคนเยอะมากครับ ลานด้านหน้า มักถูกใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรม รวมถึงเทศกาลต่างๆ เช่น เชงเม้ง ตรุษจีน ปีใหม่ ครับ อยากให้แวะมาตะลอนทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะบรรยากาศต่างกันลิบลับ จุดเด่น ลวดลายกระเบื้องโมเสกตรงลานด้านหน้า ตึกสไตล์ยุโรปสวยๆ ตอนกลางคืนสงบ และไฟประดับสวยมาก ละแวกเดียวกันมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกเยอะ รวมสถานที่ช้อป ชิม ชิล ไว้ในที่เดียว ที่ตั้ง : Avenida de Almeida Ribeiro (San Ma Lo) วิธีเดินทาง : สายรถประจําทางที่ผ่าน 3, 3A, 4, 8A, 10, 10A, 11, 18, 19, 21A, 26A 3. Ruins of St Paul’s ส่วนผสมตะวันออกและตะวันตกที่เดียวในโลก สิ่งที่ทําให้ผมต้องมาที่นี่ ‘ตอนกลางคืน’ คือ… ‘ความสงบ’ ครับ เดิมทีซากโบสถ์นี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของโบสถ์มาแตร์เดอิ (Mater Dei) และวิทยาลัยเซนต์ปอล (St. Paul’s College) ก่อนจะถูกเพลิงไหม้ทำลายในปี 1835 ครับ ใครเคยมาที่นี่คงชินกับภาพเบียดเสียดของนักท่องเที่ยว และพ่อค้า แม่ค้าส่งเสียงเชิญชวนต่างๆ นานา แต่หากมาเดินยามค่ำคืน นอกจากวิวจะแตกต่าง ความสงบก็มีมากกว่า กางขาตั้งกล้อง ขอถ่ายรูปคู่สักใบครับ เราอาจได้เห็นวิถีชีวิตชาวมาเก๊าจริงๆ ไม่ว่าจะพาน้องหมามาวิ่ง หรือนั่งเสวนากันใกล้ๆ น่าสนใจไหมครับ? จุดเด่น แลนด์มาร์ค (Landmark) ของมาเก๊า ความสงบของ Ruins of St Paul’s ตอนกลางคืน บรรยากาศชิลมาก เที่ยวตั้งแต่เย็นยันดึกได้เพลินๆ ช้อปปิ้ง กิน ตามร้านค้าตลอดทาง ใกล้ Senado Square (เดินถัดมา 10 นาที) ที่ตั้ง : Rua de Sao Paulo วิธีเดินทาง : รถประจำทางสาย 8A, 17, 18, 18A, 19, 26 4. Grand Lisboa Casino/ Hotel โรงแรมคาสิโนชื่อดังที่สูงและอลังการที่สุดในมาเก๊า เปิดทำการครั้งแรกเมื่อปี 2007 ในส่วนของคาสิโนและร้านอาหาร ก่อนจะเปิดในส่วนของโรงแรมปีถัดมา (2008) โด่งดังจากการได้รับขนานนามว่าเป็น โรงแรมคาสิโนที่ดีที่สุดในเอเชีย เรียกว่าเป็นแหล่งท็อปฮิตของเหล่านักแสวงโชค ที่ต้องมาเช็คอินสักครั้งในชีวิตก็ว่าได้ครับ อย่างที่บอกว่ากระทู้นี้ ผมมาชวนเที่ยวมาเก๊า แต่ไม่เข้าคาสิโน (เพราะเล่นไม่เป็น) สิ่งที่ผมอยากจะชวนมาดูคือ นี่ครับ "ความอลังการของไฟประดับยามค่ำคืน และรูปทรงตึกที่คล้ายดอกบัวขนาดยักษ์" พยายามจะถ่ายคู่กับ Grand Lisboa Casino / Hotel เป็นอีกหนึ่งสถานที่ไฮไลต์ยามค่ำคืน สําหรับนักท่องเที่ยวในการเก็บภาพความอลังการ .. อลังการทั้งขนาด และไฟอย่างในรูปเลยครับ จุดเด่น รูปทรงคล้ายดอกบัวของตึกที่สูงที่สุดในมาเก๊า ยามค่ำคืนไฟอลังการงานสร้างมาก ใกล้ Wynn Hotel และวิวริมแม่น้ำ Macau Tower เดินเข้าไปถ่ายรูปสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่าของโรงแรมได้ฟรีครับ ที่ตั้ง : Avenida de Lisboa วิธีเดินทาง : เดินจากSenado Square เพียงแค่10 นาทีก็ถึงครับ (ประมาณ 450 เมตร) มี Shuttle Bus ฟรีของ Grand Lisboa ขึ้นจากท่าเรือ Macau Outer (เกาะมาเก๊า) หรือ ท่าเรือ Taipa Ferry (เกาะไทปา) 5. Wynn Hotel โชว์ดีๆ ให้ดูฟรีๆ อีกหนึ่งโรงแรมหรูของมาเก๊า เปิดทำการในปี 2006 ภายในโรงแรมมีทั้งห้องพัก คาสิโน และร้านค้าแบรนด์เนมหลากหลาย คาสิโน ที่นี่ยังเคยเป็นฉากในการถ่ายทำ James Bond Skyfall ด้วยครับ แต่ที่ผมชวนทุกๆ คนมา Night Life กันที่นี่ก็เพราะ โรงแรม Wynn มี 2 การแสดงเด็ดๆ ที่เปิดให้เราได้ชมฟรีนั่นคือ - Performance of Lake Show - The Dragon of Fortune ส่วนตัวผมได้ชมการแสดง The Dragon of Fortune ครับ จะบอกว่าเป็นโชว์อะไร อย่างไร ก็เกรงจะหมดความสนุกกันเสียก่อน เพราะการแสดงนี้ใช้เวลาเพียง 3 นาที แนะว่าไปดูกับตา แบบไม่รู้รายละเอียดโชว์ดีกว่า ลุ้นและสนุกกว่าเยอะครับ รายละเอียดการแสดง - Performance of Lake Show อาทิตย์ถึงศุกร์ เวลา 11:00 am to 9:45 pm วันเสาร์และวันหยุดพิเศษ เวลา 11:00 am to 10:45 pm การแสดงมีทุกๆ 15 นาที และระยะเวลาการแสดง 3 นาทีโดยประมาณครับ - The Dragon of Fortune ทุกวันเวลา 10:00 am จนถึง 12.00 pm การแสดงมีทุกๆ 30 นาที จุดเด่น ระยะเวลาของทั้งสองการแสดงกระชับ มาที่เดียวเก็บได้สองการแสดงเลยครับ โชว์ตื่นตาตื่นใจตลอดวันและฟรี ตรงข้ามเห็นวิว ริมแม่น้ำ Macau Tower ใกล้ Grand Lisboa Casino / Hotel ที่ตั้ง : Rua Cidade de Sintra, NAPE วิธีเดินทาง : สามารถเดินมาจาก Senado Square ได้ครับ ประมาณ 10 นาที นอกจากนี้ยังมี Shuttle Bus ฟรีของโรงแรมตามจุดต่างๆ ทั่วมาเก๊า ตารางเวลาเดินรถ ตามรูปเลยครับ แนะเรื่องที่พัก มาเก๊าขึ้นชื่อเรื่อง ค่าที่พักราคา ‘แพง+แรง’ หลายคนจึงนิยมเที่ยว One day Trip แล้วนั่งเรือกลับไปนอน ‘ฮ่องกง’ มากกว่า ส่วนตัวผมพักเลือกพักที่มาเก๊าเลย เพราะไม่ต้องเดินทางไปกลับขึ้นเรือมีเวลาให้เที่ยวเพิ่มอีกเยอะ สบายๆ ไม่ต้องรีบร้อน ผมพักที่ Holiday Inn ที่เกาะมาเก๊า ห้องพักเตียงคู่ สะดวก สบายดีและไม่แพงอย่างที่คิด (พัก 2 คน) ภายในห้องพักที่สอยโปรลด 40% มาครับ สามารถเดินไป Senado Square ประมาณ 15 นาที ใกล้กับ Grand Lisboa Casino / Hotel และ Wynn Hotel ซึ่งเป็นสถานที่ที่อยู่ในแผนอยูแล้ว ผมจองผ่าน Agoda.com ( Booking.com ก็ได้) บังเอิญเจอโปรโมชั่นลด 40% พอดี ตกคืนละ 1500 บาท ต่อ 1 คนครับ ถือว่าราคามิตรภาพสําหรับการพักในโรงแรมมาเก๊าครับ ฝากเพิ่มเติมไว้นิดนึงสำหรับคนที่กำลังเลือกที่พักในมาเก๊า (ความเห็นผมล้วนๆ) ค่าที่พักในมาเก๊า ราคาเริ่มต้น คืนละ 500 บาท (นอนรวม) มีจริงครับ แต่หายากและบางที่อาจไม่ค่อยสะดวก อยากให้มองอีกแง่ว่า เราสามารถประหยัดค่าเดินทาง โดยการใช้Shuttle Bus ฟรีหรือเดิน (เดินได้จริง ไม่ใช่ทริปทรมานร่างกายใดๆ) เพราะจุดท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยู่ใกล้กัน เดิน 2-3 นาทีก็ถึง หากเพิ่มเงินขึ้นนิดนึงแล้วได้ที่พักที่สะดวกสบายมากขึ้น จะได้พักผ่อนให้เต็มที่ พร้อมลุยวันรุ่งขึ้น น่าจะทําเราสนุกกับการเดินทางมากขึ้นนะครับ สุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับทุกคนนะครับ อย่างไรก็ลองพิจารณากันตามสะดวก ความที่ 'มาเก๊า' กระทัดรัด การวางแผนท่องเที่ยวจึงง่ายมาก งบประมาณก็คุ้มค่า เดินทางสะดวกสบาย กระทู้ ‘มาเก๊า’ กับ 5 สถานที่ เที่ยวง่าย แถมยังสบายเงินในกระเป๋า นี้เป็นอีกทางเลือกให้กับเพื่อนๆ ที่อยากลองสัมผัส 'มาเก๊า' ในมุมที่หลากหลายมากขึ้น ยังมีสถานที่น่าสนใจและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อีกเยอะมากครับ เช่น City of dreams, Galaxy  หากใครมีสถานที่อยากแนะนำ ร่วมแชร์เพิ่มเติมกับผมได้เลยนะครับ ติดตามเพิ่มเติมได้ที https://www.facebook.com/wasthereonce https://www.twitter.com/wasthere01 https://www.instagram.com/wasthereonce ขอบคุณขอมูลและรูปภาพจาก เพจเฟสบุ๊ค was there once

ครั้งหนึ่งคนเดียว ที่
ที่เที่ยวที่สวยที่สุด /  ที่เที่ยวอังกฤษ / 

เมื่อ Wanna be Thai traveler มาเที่ยวคนเดียวที่ "Bibury" หมู่บ้านที่สวยที่สุดในอังกฤษ ในวันที่สัญญาณมือถือเข้าไม่ถึง เคยไปเที่ยวคนเดียวไหม? ไม่สิ ... ต้องถามว่า ทำไมถึงคิดจะไปเที่ยวคนเดียว เท่? ติส? เบื่อ? ไม่มีคนคบ? หรือ หนีใครมา? สำหรับเราแล้ว ครั้งนี้ 'เราจำเป็น' ต้องไปคนเดียว เพราะเราอยากเห็นที่นี่จากปากคำบอกเล่าของใครบางคนจนเราหลงใหลที่นี่ตั้งแต่ยังไม่รู้เลยว่ามันอยู่ส่วนไหน และถ้าเราไม่มาคนเดียว เราจะไม่ได้มีโอกาสมาที่นี่แน่ๆ ครั้งหนึ่งคนเดียว ที่ "Bibury" หมู่บ้านที่สวยที่สุดในอังกฤษ Bibury ลือกันว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยงามที่สุดของประเทศอังกฤษ ที่นี่งดงามจนต้องมนต์ แต่ที่เราต้องมนต์ไม่ใช่แค่ความสวยงามของหมู่บ้านนี้ แต่มันคือสเน่ห์ของการมาที่นี่คนเดียว ทั้งที่การเดินทางมาที่นี่ใช้เงินมากโข ต้องต่อรถจากที่เราอยู่หลายต่อมาก นั่งรถไฟ ต่อรถบัส หลายเที่ยว ใช้เวลาค่อนวัน อีกทั้งที่พักที่นี่ก็ราคาแพงใช้ได้เลยทีเดียว แต่เพราะเหตุผลหลักที่มาอังกฤษคือที่นี่ เรายอมนอนโรงแรมเล็กๆ ในวันอื่นและใช้จ่ายอย่างประหยัดเพื่อให้ได้มาที่นี่ซักคืน ใครๆ คงเคยเป็นแบบนี้กันบ้างแหละ ถ้าคุณรักมันเข้าจริงๆ การเดินทางมา Bibury จากลอนดอนนั้นเราจะตั้งไปขึ้นรถไฟฟ้ามาที่สถานี Paddington เพื่อมาขึ้น GWR (Great Western Railway) มุ่งไปลงที่ Moreton-in-Marsh และต้องเดินไปต่อรถบัสไปลง Market Place เพื่อจะต่อรถบัสอีกคันไปลงที่ Bibury ซึ่งรถบัสที่เข้าไปวันนึงมีไม่กี่เที่ยว ถ้าตกรถจะต้องรออีกสองชั่วโมงเพื่อได้คันต่อไป ตอนเราไปเราออกจาก Cambridge ซึ่งเรียกได้ว่าไกลโขมาก ต้องต่อรถไฟมารถใต้ดินเพื่อมาสถานี Paddington แต่เราวางแผนอย่างดีแล้วว่าลงที่นี่เหลือเวลาไปหารถบัส ไม่ยากๆ ต่อๆไปอีก ถึงพอดี เพราะที่นี่ GoogleMap เจ๋งมาก บอกตารางเวลาที่ชัดเจนสุดๆ รถมาเมื่อไหร่ถึงเมื่อไหร่ เรียกว่าหายห่วงได้เลย แต่ระหว่างนั่งรถ GWR มาลง Moreton-in-Marsh รถไฟเกิดดีเลย์!!! เห้ย ชิบหายละ ลุ้นมาก เพราะพอถึงสถานีจะต้องไปต่อรถบัส มีเวลาไม่ถึง 5 นาที ซึ่งใน Google เขียนว่า ขึ้นรถที่ Coin Exchange เราออกไปหา ไม่มีป้ายบอกเลย และที่สำคัญ อินเตอร์เน็ตที่นี่ห่วยมาก โหลดอะไรไม่ขึ้นเลย เราถามทางคนแรก เขาบอกเราให้ไปทางขวา เรารีบไปพอซักพักถามอีกคน เค้าบอกให้ไปทางซ้าย เอ่า เห้ย!!!! เอาไงเนี่ย เวลาก็ไม่มี ตกรถแน่ๆ ตกรถแล้วครับ หาป้ายไม่เจอ วิ่งแทบตาย สุดท้ายขอยอมแพ้ แต่ไม่เป็นไร ยังมีอีกคัน(ต้องรออีกสองชั่วโมง) เราต้องหาให้เจอก่อนว่าไปขึ้นรถตรงไหน แต่ก็นะ มือถือดันไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต เอาวะลองไปถามป้าคนนั้นละกัน ป้าคนนี้ นั่งรถเข็นไฟฟ้า คล้ายๆรถป็อป พอเราถาม แกก็บอก แกไม่รู้หรอก แต่แกรู้ว่าใครรู้ ให้ตามป้ามา แล้วป้าก็มาส่งเราที่ tourist information เราขอบใจป้ามากๆ ที่อุตสาห์มาส่งเราถึงที่ ป้าแกบอกว่า 'No need to say thanks just come here closer' เราก็งงๆ เข้าไปใกล้ๆ ป้าก็เลยกอดเราและหอมแก้มเราทีนึง บอกเราว่า 'ขอให้เดินทางปลอดภัยนะพ่อหนุ่ม' โห่ย เราเขิลล์มากเลย ป้าน่ารักมาก ถึงต้องรอรถอีกสองชั่วโมง ก็นับว่าคุ้มมากที่ได้ประสบการณ์ที่น่ารักแบบนี้กลับบ้าน ^^ คราวนี้พอรถคันถัดมาเราไม่พลาดแล้ว ได้ขึ้นรถบัสละ เราต้องนั่งรถบัสคันแรกเพื่อไปต่อคันที่สอง ซึ่งระหว่างต่อจะมีเวลาซัก 5 นาที ให้ลงจากรถบัสไปต่ออีกรถบัสนึง นั่งรถบัสก็สังเกตว่าส่วนมากคนขึ้นรถบัสจะเป็นคนแก่ๆ พร้อมกับหมา (หมาที่นี่ขึ้นรถบัสได้ด้วย) นั่งมาเรื่อยๆ อินเตอร์เน็ตไม่มี เลยดูวิวสองข้างทาง โห่ย มันสวยมาก อยากแวะทุกป้ายเลย แต่แวะไม่ได้เพราะรถบัสอีกคันเป็นเที่ยวสุดท้าย ถ้าพลาดก็หมดกันรถไป Bibury และเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีก (นี่เราจะซวยไปถึงไหน) ด้วยคนขับบัสคันนี้เป็นผู้หญิงที่น่าจะมาแทนใครสักคน ขับรถไม่ค่อยถนัดทำให้แกขับรถไปโดนร่มร้านค้าทิ่มเข้ามาในหน้าต่างระบายอากาศของรถบัส เราเลยลุกไปเอาออกให้ ฝรั่งชื่นชมเราใหญ่ยกมือให้เลย เยี่ยมมาก! แต่ว่าเจ้าของร้านเลยออกมาทะเลาะกับคนขับรถ นานเลยทีนี่ แล้วจะทันรถไหมเนี่ย เราหันไปคุยกับคนข้างๆ เค้าเลยบอกเราว่า ปกติคนขับคนนี้ไม่ได้ขับรถนี้ เธอมาแทนและยังไม่ค่อยเก่ง อ้าว ครับ จะตกรถไหมเนี่ยยยยย สุดท้ายเรามาถึงสายไป สิบห้านาที แต่ยังดีที่รถคันต่อไปเขารู้ว่าคันนี้มาช้าเลยจอดรออยู่ เห้ออ รอด เกือบไป และในที่สุดเราก็มาถึง หมู่บ้านที่สวยที่สุดในอังกฤษ Bibury เรามาพักโรงแรม Swan Hotel ซึ่งใครมานี่ก็ต้องพักโรงแรมนี้แหละ มันมีแค่นี้ (รู้สึกจะมีอีกที่ต้องเดินไปหน่อยนึงนะ) ขึ้นไปดูห้อง โห่ยยยยย ห้องใหญ่มากกกก (สำหรับคนเดียว และตอนอยู่ที่ Cambridge เรานอนห้องใต้บันไดเล็กๆมากเอง) สบายละคืนนี้ ชอบตรงที่ตากผ้าเช็ดตัวแบบอุ่น ตอนอาบน้ำเสร็จมาเช็ดตัวนี้ฟินสุด เสร็จแล้วก็ลงไปถ่ายรูป โอ้ว สวยมากที่นี่ บรรยากาศก่อนค่ำเงียบสงบมาก มีทางเดินเล็กๆ เดินเข้าไปดูหมู่บ้านเก่า เจอนก เจอเป็ด เจอหงส์ เจอต้นไม้ใหญ่ โอ้ววว เหมือนนั่งเครื่องย้อนเวลามาอยู่ที่นี่ และที่สำคัญ ที่นี่ไม่มีสัญญาณมือถือ (อาจจะเป็นเฉพาะเครือข่ายเราก็ได้นะ) เพราะไม่รู้จะเล่นมือถือไปทำไม เราเลยอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น ดื่มด่ำมันมากขึ้น ใช้ชีวิตช้าลงแต่เวลากลับเหลือเยอะขึ้น ผิดกับตอนที่อยู่ในเมืองเราใช้ชีวิตรวดเร็ว แต่เร็วมากเท่าไหร่เวลากลับไม่เคยพอซะที อาจเพราะโลกทำให้สิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับชีวิตเรากลับกลายเป็นมันค่อยๆ สำคัญกับชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ เรามีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น แต่แปลกที่เรากลับไม่มีเวลาให้พักอย่างสบายๆได้เต็มที่ ผิดกลับที่นี่ เครื่องมืออำนวยความสะดวกที่เราเอามา มันแทบใช้ไม่ได้ และไม่จำเป็นเลย แต่เรากลับได้มิตรภาพที่ดี ได้เห็นธรรมชาติที่น่าหลงไหล สองข้างทางที่น่าจดจำกว่าจอมือถือที่มีทั้งโลกอยู่ในนั้น เรามาที่นี่คนเดียวแต่ได้รู้จักกับสิ่งต่างๆรอบตัวที่ไม่เคยสังเกตมากขึ้น และที่สำคัญเราติดต่อคนไกลยากขึ้น แต่มันก็ทำให้ความคิดถึงที่มีต่อกันมากขึ้นเช่นกัน และความคิดถึงนี้เองที่ทำให้ความสุขที่เราได้เจอกันเพิ่มมากขึ้น เรามาที่นี่ใช้เวลาเดินทางร่วม 14 ชั่วโมง เพื่อมาพักที่นี่แค่หนึ่งคืน แต่มันคุ้มค่าและน่าจดจำ เหลือเพียงอย่างเดียวที่น่าเสียดาย..... 'ที่นี่สวยนะ อยากให้เธอมาอยู่ด้วยกันตรงนี้จัง' ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก เพจเฟสบุ๊ค Wanna be Thai traveler ติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/wannabethaitraveler/ และ  instagram wannabethaitraveler

Pizza D.I.Y ทำเองได้ง่ายๆ เพียง 5 นาที ที่ร้าน Cheers Bar & Seafood
อาหาร พิซซ่า

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะพามาร้านเล็กๆ ย่านลาดพร้าววังหิน โดยเมนูเด็ดของร้านนี้ ไม่ใช่แค่ Seafood แต่ยังมีพิซซ่าทำเองได้ ง่ายๆ เพียง 5 นาทีเท่านั้นนน ตามไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ พิซซ่าทำเองของร้าน Cheers Bar & Seafood นี้นะคะ ทานได้แบบบุฟเฟ่ต์ ในเวลา 1 ชั่วโมง 15 นาที ในราคาเพียง 219 บาท สามารถเลือก topping ได้มากกว่า 20 อย่าง และยังมีไก่ทอด เฟรนฟราย เสริฟ์ไม่อั้น นอกจากนี้ ยังมีน้ำชาเขียวไม่อั้นอีกด้วย มาดูวิธีการทำกันเลยค่ะ.. เริ่มแรกสั่ง topping ที่ต้องการตามใจชอบ จากนั้นตกแต่งหน้าด้วย topping ที่ต้องการ จะใส่อะไร จะแน่นๆๆ จัดเต็มแค่ไหน ได้หมด ที่สำคัญชีสไม่อั้น ทางร้านจัดเต็มกับชีสมากๆ ตกแต่งหน้าเรียบร้อยแล้ว นำเข้า dom เพื่ออบค่ะ จะชอบกรอบๆ หรือนุ่มๆ แล้วแต่ได้เลยค่ะ กรอบๆ ก็อบสัก 5-6 นาที นุ่มๆ ก็ 2-4 นาทีค่ะ เมื่ออบเสร็จแล้วได้หน้าตาตามต้องการ ทาแด๊นนนน ลงมือทานได้เลยค่ะ พิซซ่าทำเองได้ ง่ายๆ แค่นี้เองค่ะ.. นอกจากนี้ทางร้านยังมีเมนู Seafood อื่นให้เลือกด้วยนะคะ ซึ่งเมนูเหล่านี้จะไม่รวมอยู่ในราคาบุฟเฟ่ต์นะคะไม่ว่าจะเป็น หอยแมงภู่อบชีส เมนูนี้เด็ดมากๆๆ หรือจะเป็นกุ้งอบชีส เมนูนี้ก็พลาดไม่ได้เช่นกันนน หรือจะเป็นซี่โครงหมูนิวออลีน ที่ต้องบอกเลยว่า เด็ดอีกเช่นกัน แนะนำอาหารแล้ว แนะนำทางมาร้านกันสักนิด ร้านจะอยู่ในโครงการพลาซ่าลากูน ลาดพร้าววังหิน ระหว่างซอย 48 - 50 ค่ะ เข้ามาในพลาซ่าลากูนแล้วตรงเข้ามา ร้านอยู่หัวมุมเลยค่า ถ้ามาไม่ถูก หรือ ว่าอยากจองโต๊ะ ติดต่อทางร้านได้เลยค่ะ..ที่ Line id : @Cheersbar (มี @ข้างหน้านะคะ) หรือว่าที่เฟสบุ๊คของร้าน https://www.facebook.com/cheersbarest2016 ได้เลยค่ะ ตามอัพเดทกันได้เลย ที่ร้านมีเครื่องดื่มแอลกอฮฮล์นำเข้าด้วย ตามไปชมกันได้นะคะ

แคทลียา อิงลิช วัย 40 เปลือย!! ส่งท้ายปกอิมเมจ แซบ เผ็ด เด็ด OK! นะคะ
แคทลียา อิงลิช /  IMAGE

     เป็นการปิดตำนานนิตยสารหัวยักษ์ใหญ่อย่าง อิมเมจ (IMAGE) ได้แซบเด็ดเผ็ดสะเด่าจริงๆ เพราะล่าสุดทางเฟสบุ๊คของนิตยสารอิมเมจ ได้ปล่อยภาพหน้าปกของนิตยสารฉบับเดือนพฤษภาคม 2016 (ฉบับสุดท้าย) ที่คว้าตัวนักร้องสาวสายแดนซ์ตัวแม่อย่าง แคทลียา อิงลิช มาเปลือยเรือนร่างโชว์บอดี้ฟิตจัด กับวัยที่ย่างเข้าอายุ 40 เต็มในปีนี้ บอกเลยว่างานนี้เธอทำเอาสาวๆ ทั้งประเทศแอบอิจฉาในความเป๊ะทุกสัดส่วน แม้ว่าอายุของเธอจะเข้าหลักสี่แล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังดูแลตัวเองอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะเรื่องเต้น ที่ใครๆ ก็ยกให้เธอเป็นไอดอล และเป็นหนึ่งตำนานตัวแม่สายแดนซ์ กับเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง OK! นะคะ ภาพประกอบจาก IMAGE

ฉลองกันหน่อย เปิ้ล นาคร เฮ! ออที่ 4 ได้ลูกสาว!!
ข่าว เปิ้ล จูน /  ข่าว เปิ้ล นาคร / 

งานนี้ต้องฉลอง!! นักแสดงและพิธีกรชื่ออารมณ์ดี เปิ้ล นาคร บอกข่าวดีทางโซเชียลว่าได้ “ลูกสาว” เป็นลูกคนสุดท้อง!! ดังนี้ “ฉลองน้องสาวคนสุดท้อง......!!!!!.....ตามฝัน.....” โดยตอนนี้ทางสาว จูน กษมา ภรรยาของตนตั้งท้องลูกคนที่ 4 มาได้กว่าสามเดือนแล้ว ซึ่งหลังจากคลอด “ออที่ 4” ก็จะปิดอู่ทันที จุดนี้ชาย 2 หญิง 2 พอดิบพอดี ยังไงต้องขอแสดงความยินดีด้วยน๊ะจ๊ะพ่อเปิ้ล ขอขอบคุณ ภาพและข้อมูลจากเฟสบุ๊ค Ple Nakorn เปิ้ล นาคร ประกาศได้ลูกสาว ครอบครัว เปิ้ล นาคร ครอบครัว เปิ้ล นาคร ครอบครัว เปิ้ล นาคร ครอบครัว เปิ้ล นาคร

ใจหล่อมาก!!  โจอี้ บอย พร้อมลุยช่วยผู้ว่าฯน่าน ปลูกป่า 5 แสนไร่!!
ข่าว โจอี้ บอย /  โจอี้ บอย / 

ปรบมือดังๆ ให้กับแร็พเปอร์หนุ่มชื่อดัง โจอี้ บอย ที่ออกมาแสดงเจตจำนงต้องการช่วยปลูกป่าในจังหวัดน่านจำนวน 5 แสนไร่ หลังผู้ว่าฯน่านท้านักเลงคีย์บอร์ดให้มาปลูกป่า 5 แสนไร่ ซึ่งหลังจากที่เกิดกระแสวิจารณ์ในโซเชียลติอต่อกันหลายวันในประเด็นเรื่องการทำลายป่าและการแก้ปัญหาพร้อมกับอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในจังหวัดน่าน จนกระทั่ง นายสุวัฒน์ พรมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ต้องชี้แจงผ่านโซเชียล พร้อมโพสต์เฟสท้านักเลงคีย์บอร์ดให้มาช่วยกันปลูกป่าน่าน 5แสนไร่ งานนี้ด้านศิลปินนักร้องชื่อดัง โจอี้ บอย ได้โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊คส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า “Apisit Joeyboy Opasaimlikit” อ้างว่าตนไม่ใช่นักเลงคีย์บอร์ด และไม่ใช่คนน่าน แต่ต้องการแสดงเจตจำนงเพื่อไปช่วยปลูกป่าที่จังหวัดน่าน หากท่านผู้ว่าฯต้องการความช่วยเหลือว่า “ผมไม่ใช่นักเลงคีย์บอร์ด ไม่ใช่คนน่าน แต่ถ้าท่านผู้ว่าต้องการความช่วยเหลือ ผมและคนอีกไม่น้อยยินดีลงทั้งแรงกายแรงใจแรงเงินไปช่วยท่านนะครับ ขอเพียงท่านอนุญาติ ‪#‎น่านไง‬ ‪#‎ก็ไทยด้วยกัน‬ ‪#‎พวกเราว่าไง‬” หลังจากนั้นได้มีเพื่อนศิลปินนักร้องและแฟนคลับต่างเข้ามากดไลค์และแสดงความคิดเห็นอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็น หากปลูกป่าจำนวนมากแต่ไม่หยุดเผาป่าก็ไร้ประโยชน์, อยากให้มีการจัดเทศกาลปลูกป่าประจำปีไปเลย พร้อมกับเสนอแนะว่า การปลูกป่าไม่ใช่ทางออก แต่การดูแลรักษาป่า การใช้ป่าอย่างถูกวิธี และการปลูกจิตสำนึก น่าจะเป็นทางออกที่ดี ทั้งนี้ โจอี้ บอย ได้แสดงความคิดเห็นตอบข้อความว่า "ไปช่วยกันแบบนี้ คนคิดจะตัดจะเผาอีกต้องเกรงใจกันบ้างหละ” เอ้า!!! อย่างน้อยการแสดงเจตจำนงที่จะช่วยกันอนุรักษ์ป่าและปลูกป่าของ โจอี้ บอย ครั้งนี้ก็แสดงออกมาให้แฟนๆ ได้เห็นแล้วว่า หัวใจของแร็พเปอร์หนุ่ม โจอี้ บอย อย่างนายหล่อมากจริงๆ!! ขอบคุณภาพจาก IG joeybangkokboy, FB Apisit Joeyboy Opasaimlikit โจอี้ บอย โจอี้ บอย โจอี้ บอย โจอี้ บอย โจอี้ บอย โจอี้ บอย โจอี้ บอย

'บ้านสวนพฤกษา โฮมสเตย์' ที่พักริมน้ำตก อาหารไม่อั้น ในราคาแค่ 800 บาท!
ที่เที่ยวจันทบุรี /  เที่ยวน้ำตก / 

แค่อ่านชื่อก็ตาโตซะแล้ว ที่พักริมน้ำตก บรรยากาศก็ว่าดีแล้ว ยังมีอาหารให้ทานไม่อั้นอีก! แบบนี้ขาเที่ยวอย่างเราๆ พลาดไม่ได้ โดยทางเพจเฟสบุ๊ค เที่ยวสบาย กับนาย Booking จะพาเราไปดูที่พัก "บ้านสวนพฤกษาโฮมสเตย์" แห่งนี้ ตามไปกันเลย .. 'บ้านสวนพฤกษา โฮมสเตย์' ที่พักริมน้ำตก อาหารไม่อั้น ในราคาแค่ 800 บาท! คราวนี้เป็นคิวของที่พักริมน้ำตกกันบ้าง ชื่อ " บ้านสวนพฤกษา โฮมสเตย์ " ราคาแค่ 800 บาท ส่วนรายละเอียดการจองนั้นคือโทรไปจองโดยตรงกับทางเจ้าของได้เลยที่ 082-202-1094 , 097-041-1709 ( ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียนะครับ ) ส่วนราคาก็อย่างที่ได้บอกไว้ครับ 800 บาท / คืน / คน ราคานี้รวม ที่พักแบบมีแอร์ อาหารเย็นแบบสั่งเติมได้ไม่อั้น มีน้ำแข็งน้ำดื่มบริการฟรี มีผลไม้ตามฤดูกาล บริการฟรีไม่อั้น อาหารเช้าแบบสั่งได้ไม่อั้น Wifi แรงๆ ฟรี มีเตาปิ้งย่างให้ใช้ฟรี (แต่ถ้าคนพักเยอะคงต้องแย่งกันเพราะมีจำนวนจำกัด) เรามาเริ่มจากการเดินทางกันก่อน ที่พักนี้จะเลย จ.จันทบุรี ไปเกือบๆ 50 กิโลได้มั้ง พอไปถึงทางแยกที่ทางขวาไปตราด ทางซ้ายไปสระแก้ว เราเลี้ยวไปทางซ้ายสระแก้วครับ ขับไปอีกหลายสิบโลอยู่ก็จะเจอทางเข้าวัดเขาบรรจบ ให้เลี้ยวเข้าไป พอเข้าไปจะค่อนข้าง งง เล็กน้อย ให้โทรถามที่พักได้เลย หรือไม่ก็ใช้ Google map พิกัด GPS 12.851349, 102.204813 ได้เลย มาถึงแล้วจร้าทางเข้าที่พัก ระหว่างทางจะมีที่พักแบบนี้เยอะมากๆ ซึ่งอยู่ในโครงการกลุ่มวิสาหกิจทุ่งเพลโฮมสเตย์ ใครอยากลองพักที่ไหนลองเช็คราคากันเองนะ แต่ผมมาพักที่นี่แหละ ตอนผมจองผมโอนมัดจำมาก่อน แล้วก็มาจ่ายส่วนต่างที่เหลือที่พนักงานเลย พอจ่ายเสร็จได้กุญแจมาพนักงานพาไปที่ห้อง วันที่ไปมีพักแค่ผมห้องเดียวเพราะผมไปวันอาทิตย์ เช็คเอ้าท์วันจันทร์ ไม่มีคนเลยแฮะ ส่วนตัวสุดๆ แต่ถ้ามาศุกร์ เสาร์ แว่วๆว่ามีเต็มต้องจองเนิ่นๆ เอากระเป๋าเข้าไปเก็บที่ห้องก่อน ที่ห้องค่อนข้างดีเลย มีห้องน้ำ 2 ห้อง อ่างล้างหน้าแยกส่วน มีตู้เย็นเครื่องใหญ่ มีทีวีขนาดเล็กติดผนัง พอเรามาถึง สิ่งแรกที่ได้ยินคือเสียงน้ำตก ซึ่งดังและมีเสน่ห์เย้ายวนมากๆ รู้สึกอยากเล่นน้ำตลอดเวลา แต่ต้องห้ามใจไว้ก่อน เอารูปมาฝากเพื่อนๆ ก่อนนะเดี๋ยวค่อยเล่น พอเรามาถึงปุ๊บ พนักงานจะจัดที่นั่งให้เราริมน้ำตกเลยพร้อมกับผลไม้ประจำฤดูกาลกับน้ำดอกอัญชัญเย็นๆ แอบถามว่าถ้าหมดแล้วขอเพิ่มได้มั้ย ที่พักบอกไม่มีปัญหา วันที่ไปมีลำไยเป็นผลไม้ต้อนรับ เราไปดูโดยรอบกันก่อน ที่พักเป็นโฮมสเตย์ซึ่งแน่นอนว่าขนาดไม่ได้ใหญ่อะไร รับแขกมาพักได้ไม่เยอะมาก แต่ตอนนี้เห็นทำตึกไว้ข้างนอกจะรับแขกได้มากขึ้น แต่แนะนำพักแบบที่ผมพักดีกว่าใกล้น้ำตกด้วย สามารถได้ยินและมองเห็นน้ำตกได้จากห้องพักเลยทีเดียว ถ้าเราเดินบรรไดลงมา สามารถลงเล่นน้ำตกได้เลยจากที่พัก ไม่ลึก แต่น้ำไหลแรงมากชื่นใจจริงๆ ขนาดอากาศไม่เย็นนะ ลงไปนี่หนาวมากพูดเลย ใครลงมาเล่นคนเดียวไม่ต้องกลัวเหงา มีปลามาเล่นน้ำกับเราด้วยแฮะ หลังจากเล่นน้ำตกมาอย่างสนุกสนาน ก็มาทานข้าวกัน ทางที่พักจะจัดไว้ให้เป็นจานๆแบบนี้ ถามว่าสั่งเพิ่มได้แบบไม่อั้นมั้ย ที่พักบอก ไม่มีปัญหา ข้าวสวยร้อนๆ ผัดยอดมะระน้ำมันหอย ไข่เจียว ผัดฉ่าทะเล คือแบบ กุ้งกับปลาหมึกตัวใหญ่มาก ต้มยำกุ้ง กุ้งตัวใหญ่อีกแล้ว ที่เด็ดอีกอย่างคือมาที่นี่พลาดไม่ได้เลย หมูชะมวง กับข้าวสวยร้อนๆ สั่งได้ไม่อั้นอีกแล้ว ส่วนน้ำแข็งนี่ขอบอกถังใหญ่มาก ตักได้ไม่อั้น เพราะทางที่พักจัดไว้ให้ฟรีจร้าสำหรับคนนั่งดื่ม สังสรรค์เฮฮาในหมู่เพื่อนฝูง ตอบโจทย์ขาดื่ม ขาเม้าท์นักหล่ะ อิ่มแล้วๆ เดินย่อยก่อนด้วยสะพานรอบๆสามารถเดินไปได้แทบทุกที่  สามารถเดินไปเที่ยวเดินดูน้ำตกมุมอื่นๆได้ (อันนี้ขอแก้ข้อมูลสำหรับเพื่อนๆที่ทักท้วงมานะครับ) ตรงนี้ไม่กล้าเล่นแฮะ 555 ข้ามมาตอนเช้าอย่างเร่งด่วน เพราะความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ ทางที่พักจะจัดเซ็ตนี้ไว้ให้แต่เช้าตรู่เลย ให้นั่งซึมซับเสียงน้ำตก และเห็นสายน้ำไหล นั่งทานไป ชิวไป เสียงน้ำตกนี่ถ้าฟังเพลินๆนี่หลับได้เลยนะ ผมเคยมาแล้ว 5555 เซตบนคิดว่าจบแล้วใช่มั้ย ยัง !!! ยังไม่จบ ที่พักจัดชุดนี้มาให้อีก ถามว่าขอเพิ่มได้มั้ย ได้สิ แต่ใครจะสั่งหล่ะแค่นี้ก็จุกจะแย่อยู่แล้ว ก่อนจะกลับขอฟินอีกสักทีได้มั้ย ทิ้งทวน สรุป สำหรับผมถือว่าคุ้มมากนะในราคา 800 บาท ที่พักก็โอเค อาหารก็อร่อย แถมยังเติมไม่อั้นด้วย มีผลไม้ให้ทานไม่อั้นอีก บรรยากาศดี เสียงน้ำตกชิวมาก น้ำตกเย็นเจี๊ยบเลย เจ้าของและพนักงานที่พักก็บริการและต้อนรับดีมากๆ ใครที่ชอบที่เที่ยวราคาถูกๆแนวๆธรรมชาติๆแนะนำเลยครับ แต่ตอนที่ผมไปคือพักแค่ห้องเดียวเลยเหมือนส่วนตัวและชิวมากแต่วันที่คนพักเต็มไม่รู้ว่าจะวุ่นวายรึเปล่าเพราะน้ำตกหน้าที่พักไม่ใหญ่มากนี่อาจจะเป็นข้อเสียนิดหน่อย ก่อนจะกลับแวะกินกาแฟซะหน่อยที่ Kays Espresso Bar อยู่ในตัวเมือง จันทบุรี ร้านนี้ไม่แวะไม่ได้ ต้องลองๆ ผมขอปิดท้ายรีวิวด้วยของร้านนี้แล้วกันเนอะ ไว้พบกันใหม่ สวัสดีครับ ขอบคุณข้อมูล-รูปภาพ https://www.facebook.com/ninebooking

แชร์ประสบการณ์สุดมันส์! เทศกาลดนตรี
COACHELLA 2016 /  ประเทศสหรัฐอเมริกา / 

ประสบการณ์ Coachella ครั้งแรกของเราเริ่มต้นขึ้นในปี 2013 เป็นครั้งแรกที่ทำให้เราได้รู้จักความรู้สึกเหล่านั้น หลังจากวันนั้นเราก็แอบสัญญากับตัวเองว่า ถ้าเป็นไปได้จะต้องกลับมาทุกปีให้ได้ นี่ก็เป็นครั้งที่สามของเราแล้ว เราไม่ใช่ expert แต่อย่างใด แต่เราก็อยากเขียนข้อแนะนำ และแชร์ประสบการณ์ที่พิเศษที่นี่ สำหรับเพื่อนเพื่อนที่สนใจอยากจะมาสักครั้ง แล้วหวังว่าจะเป็นประโยชน์กัน แชร์ประสบการณ์สุดมันส์! เทศกาลดนตรี "COACHELLA 2016"  มาเริ่มต้นกัน! สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก Coachella ตอนนี้คงกำลังงงแน่เลยเห็นแล้วพูดมาตั้งนาน มันคืออะไร? Coachella เป็นงานเทศกาลดนตรีและศิลปะที่จัดขึ้นที่ทะเลทราย Indio ใน California จัดกันสามวันช่วง weekend มีทั้งหมด 2 สัปดาห์ (สำหรับใครที่อยากรู้ detail ลึกๆ ลองกลับไปอ่านกระทู้เก่าได้ ที่นี่) กระทู้นี้เราอยากมาเล่าเรื่องการเตรียมตัวก่อนไปงานอย่างเจาะลึก ประสบการณ์ในงานและ surprises อีกมากมาย Getting a ticket Early Bird : คือตั๋วที่จะปล่อยออกมาหลังจากคอนเสิร์ตจบได้หนึ่งถึงสองเดือน ประมาณปลายเดือนพค ต้นเดือนมิย ส่วนมากคนที่ไม่อยากเสี่ยงจะซื้อล่วงหน้าก่อนหนึ่งปี เช่นเราเป็นต้น ราคาบัตรรอบนี้ไม่ได้ถูกลงมากนักแต่ค่อนข้างฟันธงว่าจะได้ตั๋ว ถึงยังไงถ้าซื้อก่อนแล้วไม่ไป เราก็สามารถขายได้เท่าต้นทุนหรืออาจจะมากกว่าหลายเท่าด้วยซ้ำ Regular : รอบนี้เป็นรอบจริงวัดชะตาว่าจะได้ไปรึเปล่า ส่วนมากจะเปิดขายต้นเดือนมกรา Coachella จะไม่ประกาศอย่างยิ่งใหญ่ว่าขายเพียงแค่โพสรูปหนึ่งรูปใน Facebook แล้วบอกว่าขายบัตรพรุ่งนี้เก้าโมง (คนไทยต้องระวังหน่อย บวกเวลาเพิ่มขึ้นไปเพราะของเราจะเร็วกว่าเขา) ที่นี่ชะตากรรมเราก็ขึ้นอยู่กับสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่บ้านแล้วล่ะ แต่อยากบอกเพื่อนเพื่อนไว้ตรงนี้นิดหนึ่งว่า ณ จุดนี้line up ยังไม่ออกนะจ๊ะ เพราะฉะนั้นเราเลยคิดว่า จะซื้อรอบนี้หรือรอบ Early Bird ไม่ต่างกันมากเพราะยังไงก็ไม่รู้ line up อยู่ดี Last Minute : แล้วถ้าชวดทั้งสองรอบอ่ะทำไงดี ที่จริงมันก็ยังพอมีวิธีแก้อยู่ เว็บไซต์ขายตั๋วกลางอย่าง EBay, Stubhub, Ticketsnow หรือsocial mediaเช่น Coachella Facebook page, IG (หา #Coachellaticket) แต่ราคานะหรอ ถ้าใครโชคดีหน่อยก็อาจจะได้ราคาจริงของบัตรหรือต่ำกว่านั้นด้วยซ้ำ แล้วแต่ไลน์อัพแต่ละปี แต่ส่วนมากจะเจอคูณไปสองเท่าสามเท่าแล้วแต่บุญแต่กรรม Last Last Minute : แล้วถ้าเกิดงานมันเริ่มแล้วล่ะแต่เรายังไม่ได้ตั๋วเลย เชื่อเราปะ ว่าปีนี้เราเห็นคนมาซื้อบัตรกันหน้างาน แต่ราคาน่ะหรอไม่ต้องพูดถึง จาก $375 ปาไป$1200 ถ้าใครอยากไปจริงๆให้รอวันอาทิตย์เพราะส่วนมากคนจะอยู่ไม่ถึงกันสามวัน จะมีโอกาสซื้อได้ง่ายหน่อยให้ลองเช็ค Facebook Instagram ดูบ่อยๆจะมีคนมาโพสต์ขายบัตรราคาส่วนมากจะถูกกว่าครึ่งหนึ่ง ยินดีด้วยถ้าได้บัตรแล้ว คุณได้ไปต่อ! ใกล้สู่ความจริงเข้าแล้วล่ะ คราวนี้เราอยากแนะนำเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆเพื่อที่ทำให้คอนเสิร์ตได้อรรถรสมากขึ้น เริ่มจากดนตรีก่อน ส่วนมากไลน์อัพจะประกาศให้รู้หลังจากตั๋วขายหมดแล้วประมาณสัปดาห์สองสัปดาห์ในเดือนมกรา เรามั่นใจเลยว่าหลายหลายคนจนไม่รู้จักแบนด์ส่วนใหญ่ในนั้น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะคนอเมริกันก็ไม่รู้จัก ส่วนมากเค้าก็จะรู้จัก headliner ฉะนั้นนะเราแนะนำว่าถ้าอยากได้ประสบการณ์แบบเต็มรูปแบบจริงๆอ่ะ ลองฟังเพลงของวงที่จะมาเล่น และสร้างplaylist ทองคำขึ้นมา โห แต่มีเป็นร้อยแบนด์ฟังไงไหว วันนี้เราเลยมีเทคนิคการเซฟเวลาในการสร้าง Coachella Playlist Getting familiar with the tune Spotify : เป็นแอพฟังเพลงสากลที่นิยมมากที่สุด เราสามารถเซิร์ชคำว่า Coachella20XX เราก็จะเจอ playlist ที่ Coachella ได้สร้างขึ้นไว้ ซึ่งส่วนมาก เค้าจะจับแต่เพลงที่ยอดฮิตที่สุดของศิลปินท่านนั้นๆ มาใส่ไว้ในเพลย์ลิสต์ เราก็เลือกกันได้สบายใจเฉิบเลยว่าชอบหรือไม่ชอบ สำคัญที่เราชอบคือ Coachella จะเชิญศิลปินที่มาเล่นในงานมาเลือกเพลย์ลิสต์ของตนเองด้วย (สำหรับประเทศไทย Spotify ยังไม่รับรองใน เมืองไทย แต่เราก็มีวิธีการแอบเล่นได้ ให้ดาวน์โหลด Tunnel Bear ซึ่งจะไปหลอกระบบว่าเราอยู่ในประเทศอเมริกา) Google Play : อีกแหล่งขุมสมบัติเพลงที่ดีคือ Google เพลย์ ข้อดีของมันคือการจัดระบบ Playlist จากแนวเพลง ทำให้เราเลือกได้ง่ายขึ้น YouTube : ทุกๆปีจะมีคนมาสร้าง playlist ใส่ไว้ใน YouTube ที่เจ๋งคือ YouTube มีอัลกอริทึมที่สามารถแนะนำแนวเพลงที่เราชื่นชอบหลังจากฟังเพลงหนึ่งจบแล้วได้ดีเยี่ยม ทำให้เราหาเพลงที่ชอบได้อย่างง่ายและรวดเร็ว ถ้าเพื่อนเพื่อนได้ playlist ทองคำแล้วละก็ ให้ฟังเหมือนกับการหายใจ ไม่ว่าจะเปิดก่อนไปทำงานบนรถ นั่งอึ วิ่งจ็อกกิ้ง เดินไปซื้อของที่ตลาด ก็ฟัง playlist นี่ให้คุ้นหู เชื่อเราเถอะเวลาไปอยู่จุดนั้นแล้วถ้าร้องเพลงพร้อมพร้อมกับทุกคนได้ มันเป็นความรู้สึกดีดีที่บอกไม่ถูกจริงๆ Getting the look เหมือนที่เราเคยเกริ่นไปแล้วว่างาน Coachella ก็เหมือนมินิRunway ขนาดย่อม คงไม่มีใครอยากแต่งตัวเชยๆไปงานนี้หรอก ทุกคนจะพากันแต่งกายด้วยชุดโบฮีเมียนสุดชิค ถ้าใครยังไม่รู้ว่าจะแต่งตัวยังไง ลองเข้าไปอ่านกระทู้ที่แล้วที่เราเขียนว่าด้วยเรื่องการแต่งตัวไป Coachella ที่นี่ Where to stay พูดถึงเรื่องที่นอนกันบ้าง ที่จริงมีหลายที่แต่วันนี้จะยกมาแค่สองที่เท่านั้น Car Camping : เป็นวิธีง่ายแต่จะทำให้ได้ความสนุกอย่างเต็มรูปแบบ ใครว่าคอนเสิร์ตจบเพียงแค่เที่ยงคืน ถ้ายังมีแรงอยู่ ยังมีอีกหลายอย่างให้ค้นหาอยู่เลย แต่ถ้าเราไม่ได้นอนแคมป์ เราจะไม่สามารถไปต่อได้ เพราะรถที่จอดไว้ถ้าจอดได้ถึงเพียงแค่ตีสอง ถ้ามี Car campก็อยู่ได้ถึงเช้า เพราะตอนดึกๆหลังคอนเสิร์ตเลิกเเล้วจะมีกิจกกรมมากมายเช่น Silent dance party คือดีเจย์จะให้หูฟังมาเเล้วเต้นกับหูฟัง จะได้ไม่ส่งเสียงรบกวนคนอื่น Jazz club และอื่นๆอีกมากมาย แต่ข้อเสียของการนอนเต็นท์ก็มีอยู่เหมือนกัน เช่น เรื่องห้องน้ำเนี่ย เป็นเรื่องที่เรากลัวที่สุดเลย สำหรับผู้หญิงนะคิวต่อแถวรอห้องน้ำอย่างต่ำชั่วโมงกว่าๆ เราเคยคิดจะหลบคนตอนเช้าไปอาบน้ำเอาตอนกลางคืน แต่ก็หนีไม่พ้นเจอแถวเป็นชั่วโมงอยู่ดี เพราะฉะนั้นเลือกเอาอยากต่อแถวในความหนาวหรือร้อน (แต่ถ้าใครอยากสบายหน่อย ก็เข้าห้องน้ำวีไอพีดู รู้สึกว่าจะเสียตังค์ประมาณ$10 ห้องน้ำสะอาดขึ้นเยอะ แต่คิวก็แล้วแต่บุญแต่กรรม ไม่ได้สั้นลงขนาดนั้น แล้วแต่จังหวะ) Hotel: ส่วนมากโรงแรมจะตั้งอยู่ที่Palm Spring ขับออกไปจากตัวงานประมาณ 30 นาที แต่ราคาต่อคืนอาจจะแพงนิดนึงเริ่มต้นที่ $250 แต่เชื่อเราว่าถ้าไปเจอเตียงนุ่มๆ ผ้าห่ม และห้องน้ำดีดีแล้ว แพงแค่ไหนก็คุ้ม ปีนี้เป็นปีแรกที่เราได้นอนโรงแรม สรุปเราได้แต่งตัวและเดินทางไปเข้างานพร้อมกับตอนที่นอนเต็นท์เลย เพราะตัดเวลาต่อแถวเข้าห้องน้ำไปได้นั่นเอง How much is my total trip  บัตรสามวัน Coachella             $375  เครื่องบิน (BKK-LAX)              $800  ต่าเต้นท์ (Car camping pass) $ 25  ค่าน้ำมันรถ                              $ 15  ค่าอาหาร                                $ 30 เเชร์ทิ้งสิ้นสี่คน* เป็นทั้งหมด $1,245 หรือประมาณ 44,000 บาท What should I bring to the festival? เจลล้างมือ: มางานนี้ ตัวได้คลุกฝุ่นแน่ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะฉะนั้นเวลาเรากินข้าวถ้าพกเจลล้างมือไว้ ก็ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเยอะแหละ แว่นตาง่อยๆ: เชื่อเปล่าว่ามีแว่นตาหายกี่คู่ในงานนี้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากไปหนึ่งในนั้น พกแว่นตา ที่เราทำหายแล้วไม่เสียดายมาดีกว่า Camelbak: เป็นกระเป๋ายอดฮิตของคนอเมริกัน ลักษณะเด่นก็ตรงตามชื่อเลยคือ หลังของอูฐ เราสามารถใส่น้ำไปในกระเป๋าไว้ที่หลังอูฐนี้ได้ เพราะที่นี่ห้ามเอาขวดน้ำเข้า สามารถประหยัดตังไปได้ทุกๆ 2 ดอลล่าร์ในการซื้อน้ำหนึ่งขวด แถมยังเติมน้ำในตู้น้ำที่มีอยู่ทั่วๆบริเวณงานได้อีกด้วย หน้ากาก: สำหรับใครที่แพ้ฝุ่น ไอเท็มนี้ขาดไม่ได้ กระเป๋าสตางค์เล็กๆ: ห้ามเอากระเป๋าตังค์ Prada มาเด็ดขาด พอหายแล้วไม่คุ้ม ควรเลือกกระเป๋าตังค์เล็กๆที่สามารถเก็บในกระเป๋ากางเกงได้ เสื้อหนาว: ตอนกลางคืนเพราะอยู่ในทะเลทรายอากาศจะค่อนข้างหนาวหน่อย เรามาจากเมืองร้อน เลยชอบพกเสื้อกันหนาวไว้เผื่อกันหนาว ที่ชาร์ตแบตสำรอง: ไอเท็มนี้คงจะสำคัญมากที่สุดรองจากโทรศัพท์แล้ว เพราะเราจะอยู่ข้างนอกทั้งหมดมากกว่า 12 ชั่วโมง ใครในงานถ้าเกิดพลัดหลงกัน สัญญาณโทรศัพท์อาจจะไม่ดี ถ้าtextหากันอย่าลืมใส่เวลาที่textไปด้วย อาจจะคลาดเคลื่อนได้เยอะเลย รองเท้าสบายๆ: มีอยู่ปีนึง เราเคยใส่รองเท้าส้นสูง 5 นิ้ว ใส่ได้ชั่วโมงเดียวต้องถอดเดินเท้าเปล่าทั้งงาน เพื่อนเพื่อนคิดดู เราต้องเต้นมากกว่า 5 ชั่วโมง และยังต้องเดินทั้งวัน เพราะฉะนั้นหาอะไรที่ใส่ง่ายๆสบายๆดีกว่า แค่นี้ก็พอแล้ว ได้เวลาเข้าสู่ตัวงาน แล้วแอบอยากกระซิบบอกเพื่อนเพื่อนไว้ก่อนว่า ระหว่างวันอากาศจะร้อนมาก ถึงมากที่สุด เพราะฉะนั้นยังไม่ค่อยมีคนออกไปชิวฟังเพลงกันที่เวทีกลางแจ้ง ส่วนใหญ่คนจะหากิจกรรมใต้ร่มทำกันระหว่างวัน เช่น Beauty Bar: เสริมสวยเปลี่ยนสไตล์ทรงผมฟรีๆ  แอบขอเตือนว่าคิวต่อแถวยาวม๊ากกก Souvenir Shop: ตรงหน้าทางเข้างานจะมีร้านขายของใหญ่อยู่ เพื่อนสามารถเลือกซื้อเสื้อลายCoachella ไว้เป็นที่ระลึกของงานได้ Beer Garden:  ร้านอาหารดังๆต่างๆในเมกาก็จะมาเปิดบูธกันที่นี่ แต่เพื่อนๆที่จะเข้าโซนเบียร์จะต้องมี wristband เราแนะนำให้มาแลกที่บูธตั้งแต่กลางวัน และต้องเปลี่ยนใหม่ทุกวัน Ferris Wheel: ชิงช้าสวรรค์แล้วขอแนะนำให้นั่งตอนพระอาทิตย์ตกแต่เด็ดสุด ได้ชมวิว 360 องศา จะเห็นงานทั้งงาน พร้อมกับแสงพระอาทิตย์สาดส่อง Yuma Stage:  สถานที่หลบแดดยอดฮิต คลับอิเล็กทรอนิกส์ขนาดย่อย ที่ทำให้เราสามารถเต้นในห้องแอร์ได้ Do LaB: เวทีโปรดกลางแจ้งของเรา บรรยากาศชิวอย่าบอกใคร ด้านหน้าเวทีจะมีคนคอยถือปืนฉีดน้ำ ไล่ยิงทุกคนให้เปียกซกไปตามตามกัน Quick guide to all Coachella stages; there is total 5 stages - Coachella Main Stage : เป็นเวทีที่พวก headlinerอย่าง ระดับเทพและตำนานเท่านั้นที่จะได้มาเล่น Guns N’ Roses, AC/DC, Jack White, Daft Punk, Cold Play, the Killers, Radio Head. - Outdoor : ตั้งอยู่ทางด้านขวาของ Main Stage เป็นเวทีระดับท็อปที่ไม่แพ้กันเลย ส่วนมากคนที่เล่น main stage ผ่านการเล่น Outdoor มาเเล้วเช่น like 1975, Arcade of Fire, และ Disclosure - Gobi Tent : จะอยู่ทางด้าน ตะวันออกเฉียงใต้ของ Outdoor สไตล์เพลงจะแนว indie, hip hop, deep houseเช่น Kate Nash, Frances, and Bob Moses. - Mojave Tent : อยู่ตรงกลางระหว่าง Gobi กับSahara ความเป็นอินดี้กับอินดี้ร็อคอยู่มากเช่น Nosaj Thing, Borns, และPurity Ring. - Sahara Tent : เต้นท์ขนาดใหญ่เบิ้มที่จุไปด้วยความมันส์ของเพลง EDM ประกอบไปด้วยแสง. สี เสียง และดีเจระดับโลกอย่าง Alesso, G-Easy, Chainsmokers. And we made it to the festival...  พวกเราเดินทางถึงตัวงานประมาณห้าโมงในวันศุกร์ มาทัน Foals กำลังเล่นสองเพลงสุดท้ายพอดีเลย ตอนนี้แดดไม่ร้อนแล้วอากาศกำลังพอดีเลย เราดิ่งเข้าไปหน้าเวที Main Stage รอ Of Monsters and Men โชคดีมากที่เราได้ ที่ใกล้หน้าเวทีมาก  ตอนที่พวกเขาเล่นเพลง “Little Talks” เราแอบคิดในใจว่า Coachella Weekend ให้เริ่มขึ้นแล้วหละสิ Highlight วันศุกร์ของเราจะเป็นใครอื่นไม่ได้นอกเหนือจาก M83 ลองคิดตามเรานะบรรยากาศตอนกลางคืน มีผู้คนมากมาย เพ่งเล็งไปยังเวที แถมบนเวทียังมี visual แสงสีต่างๆ ทำให้จินตนาการเราโลดแล่นไปไหนๆ ตอน M83เล่น “Moon child” กับ “Wait” เป็นอารมณ์ที่เหมือนกับเราหลุดขึ้นไปลอยบนอากาศ ความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงๆ หลังจากโชว์จบ พวกเราก็ไปที่ เวที Sahara G-Easy กำลังเล่นอย่างเมามัน ที่พีคที่สุดคือตอนที่เราเข้าไป เพลง “Me, Myself, and I” กำลังเล่นอย่างได้ที่ ทำเอาเราติดหูเพลงนี้ไปอีกเป็นสัปดาห์ สุดท้ายเราจบลงด้วยวง กำลังเล่นอย่างได้ที่ ทำเอาเราติดหูเพลงนี้ไปอีกเป็นสัปดาห์ สุดท้ายเราจบลงด้วยวง LCD Soundsystem ที่เล่น coverเพลงของ David Bowie, “Hero” สำหรับเย็นวันอาทิตย์ก็มันไม่แพ้กัน highlight สำหรับเรามีอยู่สองวงคือ Chainsmokers เราตั้งใจมาฟังเพลงเพลงเดียวเลยคือ “Roses” ที่ติดหูเรามานานกว่าครึ่งปีแล้ว แต่โชว์ที่ทำให้เราต้องช็อคจนกรามค้างคือ Sia ก่อนเริ่มงานพวกเรายังตื่นเต้นกันอยู่เลยว่า Sia จะเผยหน้าที่แท้จริงออกมาหรือไม่ แต่สุดท้ายก็แอบผิดหวังเล็กน้อยเพราะเธอออกมาพร้อมกับวิคบ๊อบสองสี (ดำ-ทอง) ถ้าออกมาพร้อมกับหนูน้อยมหัศจรรย์ Maddie ที่เต้นออกมาได้ทั้งหัวใจ อะไรดูการแสดงแล้วถึงกับต้องร้องไห้ออกมา เป็นอะไรที่ดีเกินคาดหมายจริงๆ ทั้งเสียงร้องที่ทรงพลัง สีหน้าท่าท างการเต้น ทุกอย่างเข้ากันได้อย่างลงตัว  ทำให้เราลืมนึกถึงว่าหน้าที่แท้จริงของ Siaจะเป็นอย่างไร สุดท้ายทุกคนพอใจมากๆกับการแสดง แต่วันที่เป็น highlight ที่สุดที่ต้องยกให้ก็หนีไม่พ้นวันเสาร์ พวกเราเริ่มวันในการนอนชิวบนหญ้าฟังเพลงเพราะๆจาก Ryde หลังจากนั้นก็เปลี่ยนไปที่ Main stage รอฟัง CHVCHES  เราชอบเพลง "The Mother we Share" มาก ยิ่งได้ฟังตอนนั้นนะ พระอาทิตย์กำลังตกพอดีเป็นอะไรที่มีความสุขมากๆ “When the fire start to burn…” พอ Disclosure ขึ้นเวที เวทีก็ร้อนละอุขึ้นมาทันตา ยิ่งตอนที่ Lorde กับ Sam Smith เพิ่งขึ้นมาเป็นแขกรับเชิญนะ เวทีแทบถล่ม เราไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลย ว่าจะได้เจอ Lordeอีกครั้ง ครั้งล่าสุดเจอที่นี่แหละปี 2013 และได้มาเจอครั้งนี่เหลือเชื่อจริงๆ หลังจากนั้น เราแอบตามเสียงเพลงมาที่ outdoor stage เห็น Halsey กำลังเล่นเพลงยอดฮิตของเธอ “New Americana”  แต่นั้นยังไม่จบ จุดพีคอยู่ที่ว่าเธอนำนักร้องวง Panic at the Disco มาเป็นแขกรับเชิญ ทั้งสองร้องเพลงยอดฮิตตลอดกาลอย่าง “I Write Sins Not Tragedies” นับว่าโชคดีมากๆ ที่ได้มาถูกที่ถูกเวลาอย่างนี้ หลังจากนั้นเราก็เดินกลับ Main stage รอ Ice Cube เราเชื่อว่าหลายหลายคนคงโตมา ได้ยินเพลงของ Ice Cube ติดหูมาบ้าง เริ่มด้วยเพลง “Gangster Rap Made Me do it”  แถมยังเอา MC Ren, DJ Yella และ Snoop Dog มาเป็นแขกรับเชิญด้วย สุดท้ายขอปิดฉากเวทีด้วยตำนานวงการดนตรีอย่าง Guns N' Roses นี่นับเป็นครั้งแรกจากรอบ 20 ปีที่พวกเขาได้มารวมตัวกัน เราเชื่อว่าสาวก GNR ตัวจริงต้องมีน้ำตาซึมกันไปก็วันนี้แหล่ะ เริ่มต้นเปิดจากเพลง  “Welcome to the Jungle”  ระหว่างที่โชว์นะ Axl ขาเจ็บ ต้องนั่งอยู่บนแท่นบัลลังก์ เชื่อป่าว ขนาดแค่นั่งอยู่ยังสามารถคุมคนดูเป็นแสนๆคนได้อยู่หมัด พลังอำนาจเหลือเชื่อจริงๆ เราชอบเกี่ยวกับวงนี้อย่างหนึ่งก็คือ คนในวงมีความสำคัญเท่าๆกัน ปกตินักร้องจะเป็นคนเด่นสุด แต่วงนี้เปิดโอกาสให้มือกีตาร์ มือเบส มีบทให้ตัวเองได้โซโลทุกเพลง เพราะเราเห็นSlash เดี่ยวโซโล่กีตาร์แล้วเห็นแล้วต้องยกนิ้วให้จริงๆ เราว่าได้แค่มาดู GNR แค่นี้ก็คุ้มค่าบัตรเเล้ว ตอนใกล้จบ GNR พา Malcom Young จากวง AC/DCมาด้วย ไม่อยากเชื่อเลย ว่าจะได้มาเห็นทุกๆอย่างภายในคืนเดียว เราไม่ได้เห็นแค่นั้น นักดนตรีสามสี่คนเล่นบนเวที แต่เราเห็นความทรงพลังที่สมาชิกทุกคนในวงร่วมบรรเลงเสียงเพลงที่กลั่นออกมาจากใจ เราเห็น passion ที่ออกมาจากเสียงดนตรี ทำให้เราคิดอยากจะทำอะไรก็ตามให้สุด และเต็มเปี่ยมไปด้วย passionเหมือนที่ GNRเล่นให้เราฟังในวันนั้น คืนนั้นเราเดินจาก Coachellaไป ไม่เพียงแต่ได้รอยยิ้ม บนหน้าตา แต่ยังได้จุดประกายไฟในหัวใจให้เราด้วย  พอเราเห็นศิลปินแต่ละคนทุ่มทั้งตัวเเละหัวให้กับการทำสิ่งที่เค้ารัก เรารู้สึกอยากเอาไฟที่ร้อนระอุในตัวศิลปินแต่ละท่านมาเป็นเเรงบันดาลใจในการดำเนินใช้ชีวิต ไม่ว่าเราจะเลือกเดินทางไหน เราอยากทำมันให้สุดเหมือนพลังจากบนเวทีที่เราได้รับใน Coachella เเละนี่แหละคือเสน่ห์ของ Coachella ที่ไม่เหมือนกันทุกปี เพื่อนเราถามว่า "ปูเป้ นี่ก็ปีที่สามแล้วที่แกไปติดต่อกัน ไม่เบื่อบ้างหรอ ต้องลองไปอย่างอื่นบ้างได้แล้วนะ" เราหัวเราะเล็กๆ เเละตอบกลับไปว่า "เออก็จริงปีที่สามแล้วล่ะ แต่แกคงไม่เข้าใจเราจริงๆ Coachella แต่ละปีก็ไม่เหมือนเดิม มีเรื่องราวและความทรงจำใหม่ๆ ที่คุ้มกับการกลับมาสร้างใหม่ทุกปี..." ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : stellarbalcony.com เฟสบุ๊คเพจ : https://www.facebook.com/Stellarbalcony instagram : stellar_balcony ขอบคุณประสบการณ์ดีๆ จาก http://stellarbalcony.com/

ไม่นานเกินรอ! Tube Trek Waterpark สวนน้ำสุดอลังการ จ. เชียงใหม่
ที่เที่ยวเชียงใหม่ /  สวนน้ำเชียงใหม่ / 

เห็นจังหวัดอื่นๆ ผุดสร้างสวนน้ำออกมาให้ผู้คนได้เข้ามาเล่นน้ำคลายร้อนกันยกใหญ่ แบบนี้จังหวัดเชียงใหม่จะน้อยหน้าได้ยังไง ล่าสุด! เพจเฟสบุ๊ค Tube Trek Water Park Chiangmai ได้นำภาพ 3D สวนน้ำแห่งใหม่ ที่กำลังก่อสร้างออกมาให้ชมกัน บอกเลยว่าความยิ่งใหญ่อลังการไม่แพ้จังหวัดอื่นแน่นอน! ไม่นานเกินรอ! Tube Trek Waterpark สวนน้ำสุดอลังการ จ. เชียงใหม่ หลังจากที่ชาวเชียงใหม่รอมานาน หลายคนคงจะสงสัย Tube Trek Waterpark หน้าตาจะออกมาเป็นยังไง วันนี้เอาภาพ 3D มาฝาก ซึ่งทางเพจได้ให้ข้อมูลคาดว่าเสร็จ และเปิดให้ใช้บริการกันปลายเดือนสิงหาคมนี้ จะสวยเว่อร์วังอลังการ น่าเล่นเหมือนในภาพไหมนั้น ต้องคอยติดตามกัน! โดยสวนน้ำ Tube Trek Waterpark ตั้งอยู่ที่ แยกบ่อสร้าง สันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ #tubetrekwaterparkchiangmai ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ : facebook - Tube Trek Water Park Chiangmai

หล่อ!! อะไรเบอร์นั้น เมื่อ น้องออก้า ตัดผม
ข่าว เปิ้ล นาคร /  เปิ้ล จูน / 

ฮือฮากันไม่น้อย เมื่อทางพิธีกรและนักแสดงชื่อดัง เปิ้ล นาคร และภรรยา จูน กษมา โพสต์ภาพลูกชายคนที่สองหรือ น้องออก้า ลงโซเชียล หลังพาไปตัดผมทรงใหม่ออกมาไฉไลกว่าเดิม หล่อเฟี้ยวเลยค่ะคู้นนนน งานดีขึ้นมาทันที!! จากที่ทั้งคู่เคยให้ลูกชายไว้ผมยาวมาตลอดๆ เรียกว่าผิดหูผิดตากันเลยทีเดียว งานนี้ทางคุณพ่อและคุณแม่อารมณ์ดีไม่วายแซวลูกชายกันยกใหญ่ ส่วนจะหล่อขนาดไหนไปชมกันเลยจ้าาาาาา ขอขอบคุณ ภาพจากเฟสบุ๊ค กษมา ศิลาชัย และ Ple Nakorn น้องออก้า ตัดผม น้องออก้า ตัดผม น้องออก้า ตัดผม น้องออก้า ตัดผม น้องออก้า ตัดผม

สุดยอดเพื่อนซี้! วัย 8 ปี ทำหนังสือขายช่วยรักษาเพื่อนที่ป่วย
ต่างประเทศ /  ที่สุดในโลก / 

นิยามของคำว่า "เพื่อน" ของคุณเป็นแบบไหน? มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และอธิบายได้ยากจริงๆ ใช่ไหมหล่ะ! วันนี้ทีนเอ็มไทยมีเรื่องราวสุดประทับใจมาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันคะ เกี่ยวกับเพื่อนซี้ที่รักและผูกพันกันมากๆ เมื่อคนนึงล้มป่วย อีกคนก็ไม่อยู่เฉย ทำทุกอย่างเพื่อนำเงินมาช่วยเป็นค่ารักษา เพื่อต้องหารให้เพื่อนให้หายจากโรคที่แสนทุกข์ทรมานที่รักษาไม่หายนี้  และพวกเขาอายุเพียง 8 ปีเท่านั้น! นี่สิมิตรภาพของจริง ขอบอกเลยนะ .. มีเพื่อนแบบนี้รักตาย! >,< สุดยอดเพื่อนซี้! วัย 8 ปี ทำหนังสือขายช่วยรักษาเพื่อนที่ป่วย เขียนโดย teen.mthai.com (ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยคะ) สุดยอดเพื่อนซี้! วัย 8 ปี ทำหนังสือขายช่วยรักษาเพื่อนที่ป่วย Jonah Pournazarian เด็กชายวัย 7 ปี เขาต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคทางพันธุกรรม ประเภท 1B (Glycogen Storage Disease Type 1B) ซึ่งไกลโคเจนในร่างกายไม่สามารถเปลื่ยนแปลงเป็นกลูโคสได้เอง ทำให้ตับ-ม้ามโตผิดปกติ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นตะคริวบ่อยครั้ง ถ้าเป็นโรคนี้ในระยะร้ายแรงอาจทำให้เสียชีวิตได้  ทำให้ตอนนี้ Jonah Pournazarian ต้องกินยาช่วยบรรเทาและประคับประคองโรคไปก่อนเท่านั้น เพราะตอนนี้ยังไม่มียาตัวใดที่จะสามมารถรักษาโรคนี้ให้หายได้, โรคนี้รักษาไม่หายและเป็นโรคที่หายาก ในสหรัฐอเมริกาจะพบเพียง 100 คนเท่านั้น และจากเคสที่พบเด็กเป็นโรคนี้มีโอกาสน้อยที่จะรอดชีวิต แต่เพื่อนซี้ของเขา Dylan ก็ไม่ยอมแพ้ เขาทำหนังสือออกขายเพื่อระดมทุน นำเงินมาช่วย(ค่าวินัจฉัยโรค)รักษาโจนาห์ เพื่อนที่เขารักมากที่สุด! และหวังว่าคุณหมอจะพบวิธีการรักษาเพื่อนของเขาให้กลับมาเป็นปกติดังเดิม ดีแลน ใช้เวลาเขียน-วาดรูป ทำหนังสือชื่อว่า "Chocolate Bar" ขึ้นมา โดยมีเพื่อนๆ และพ่อแม่ช่วยกัน หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ไปขอความช่วยเหลือจากสำนักพิมพ์เพื่อขอพิมพ์หนังสือออกขาย กว่า 200 เล่ม ขายในโรงเรียน นำเงินมาช่วยรักษาเพื่อนของเขา โจนาห์! และในเวลา 2-3 ชั่งโมงพวกเขาขายหนังสือได้กว่า $ 6,000 (เกือบ 2 แสนบาท) หลังจากนั้นพวกเขาก็สร้างหน้าเพจในเฟสบุ๊คและเว็บไซต์ขึ้นมา ทำให้หลายๆ คนเริ่มรู้จักและได้ยินเกี่ยวกับหนังสือ "Chocolate Bar" เล่มนี้ พวกเขาก็ต้องการช่วยและอยากเขาไปเป็นส่วนหนึ่ง ของ Dylan's Magic เช่นเดียวกัน ภายใน 6 เดือน  "Chocolate Bar" สามารถระดมทุนได้มากกว่า $ 200,000 (ราว 6 ล้าน 4 แสนบาท) และในปัจจุบันมีรายได้มากกว่า  $ 800,000 (ราว 25 ล้าน 6 แสนบาท) ซึ่งดีแลนตั้งเป้าไว้  $1,000,000 .. นอกจากนี้พวกเขาก็เดินทางไปยังโรงเรียนตามเมืองต่างๆ เพื่อขายหนังสือหารายได้ อีกทั้งยังพูดให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ให้ผู้คนทั่วไปได้ตระหนักถึงด้วย นอกจากการทำหนังสือ "Chocolate Bar" แล้ว ก็ยังมีเพื่อนๆ อีกหลายคนช่วยกันระดมทุนการเงินช่วยโจนาห์ เช่น สาวๆ แก๊งค์นี้ ทำคุกกี้และเค้กขาย ตอนนี้ได้เงินมามากกว่า $500 แล้วนะ ^^ ดีแลนและโจนาห์ ได้รับรางวัลจากมหาวิทยาลัยฟลอริด้า "the first ever Young Philanthropist of the Year award" (เด็กใจบุญ น้ำใจงามอายุน้อยที่สุดแห่งปี) "สิ่งเดียวที่ทำให้ลูกชายของฉันยังมีชีวิตอยู่คือแป้งข้าวโพด" แม่ของโจนาห์กล่าว โจนาห์ต้องเช็คน้ำตาลในเลือดตลอด เขาได้รับอนุญาตให้กินอาหารอื่นๆ ได้ แต่ถ้าเป็นขนม ผลไม้และนม จะต้องกินในปริมาณที่พอควร โดยมีแม่ของเขาคอยดูแล ดีแลนและโจนาห์กลายมาเป็นเพื่อนซี้กัน เริ่มตั้งแต่สมัยที่พวกเขาเรียนโรงเรียนเตรียมอนุบาล อายุได้เพียง 1-2 ขวบ จนเมื่ออายุได้ 3 ขวบ พวกเขาก็กลายเป็นคู่ที่แยกกันไม่ออกไปซะแล้ว .. เพื่อนซี้ที่สุดแห่งปีคู่นี้ โครงการนี้ถือเป็นอีกโครงการหนึ่งที่หลายคนให้ความสนใจและอยากช่วยเหลือ เพราะพวกเขาเห็นถึงมิตรภาพของเพื่อนรักอายุน้อย ทำให้หลายคนได้เห็นว่ามิตรภาพนั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน ^^ เฟสบุ๊ค Chocolate Bar, The Book , website chocolatebarbook.com เขียนโดย teen.mthai.com (ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยคะ) source dailynightly.nbcnews.com นี่คือคำพูดต่างๆ ที่ ดีแลนและโจนาห์  ให้สัมภาษณ์ .. "Dylan wrote the book to help me," said Jonah. ดีแลนเขียนหนังสือเพื่อที่จะช่วยเหลือผม "I want Jonah to feel better," said Dylan. ผมอยากให้โจนาห์รู้สึกดีขึ้นกว่านี้ ^^ "We're not really good friends," said Jonah. "We're really, really good friends." Correcting him Dylan replied, "No, we're not really, really good friends. We're really, really, really, really, really good friends."

น่ารัก นาทัชชา ควิทเชา สาวน้อยเน็ตไอดอล ลูกครึ่งไทย-เยอรมัน
NetIdol /  นาทัชชา ควิทเชา / 

อีกหนึ่งสาวน้อย ที่มีแฟนเพจติดตามและกดไลค์บนเฟสบุ๊คจำนวนมาก จนกลายเป็นเน็ตไอดอลคนใหม่ไปโดยปริยาย นั้นก็คือ นาทัชชา ควิทเชา ลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ที่มีหน้าตาสวย ยิ้มหวาน คล้ายญาญ่า นางเอกสาวคนดังเลยนะเนี่ย งั้นอย่ารอช้า เราไปทำความรู้จักเธอกันค่ะ น่ารัก นาทัชชา ควิทเชา สาวน้อยเน็ตไอดอล ลูกครึ่งไทย-เยอรมัน น่ารัก นาทัชชา ควิทเชา สาวน้อยเน็ตไอดอล ลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ประวัติ ชื่อจริง : นาทัชชา ควิทเชา ชื่อไทย : ไอศวรรย์ วันเกิด : 9 กันยายน 2005 เชื้อสาย : ลูกครึ่งไทย - เยอรมัน ความสามารถ : เล่นโรลเลอร์เบลดได้, เล่นเสก็ตน้ำเเข็งได้ , เรียนเต้นอยู่, ถีบจักรยาน, ว่ายน้ำ, เล่นฮูลาฮูป, ชอบงานศิลปะ Instagram : @natascha999 FB : Natascha.Aisawan ข้อมูลและภาพ pantip, FB : Natascha.Aisawan

นอนเต็นท์ติดแอร์ ล่องแพริมแม่น้ำแคว ที่ ไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี
กางเต็นท์ /  ที่พักกาญจนบุรี / 

ช่วงนี้ใครเบื่อเที่ยวทะเลแล้ว ลองเปลี่ยนมาเที่ยวภูเขา นอนเต็นท์ริมฝั่งแม่น้ำกันดูไหม? หลายคนคิดว่านอนเต็นท์ต้องลำบากแน่นอน แต่ที่ ไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี นี้จะทำให้เพื่อนๆ ติดใจแน่นอน เพราะเป็นเต็นท์ติดแอร์ แถมวิวริมแม่น้ำแคว ได้บรรยากาศสุด! นอนเต็นท์ติดแอร์ ล่องแพริมแม่น้ำแคว ที่ ไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี เราไม่ได้ต้องการที่นอนห้าดาวสวยหรู เราไม่ต้องการความไฮเทคของสถานที่นั้นๆ แต่สิ่งที่เราต้องการคือ การเข้าหาธรรมชาติ และอยากได้ยินเสียงธรรมชาติรอบข้าง เพราะเรามีความเชื่อว่า ธรรมชาติคือสิ่งบำบัดให้กับตัวเราเอง วันนี้เรามานอนเต็นท์ค่ะ และก็เป็นเต็นท์ติดแอร์ด้วยนะ อยู่ภายใต้ธรรมชาติห้อมล้อม เป็นเต็นท์ที่ติดอันดับ 1 ใน 5 เต็นท์ที่น่านอนที่สุดของไทย ที่แห่งนี้ Mida Resort Kanchanaburi การเดินทางมายัง ไมด้า รีสอร์ท กาจนบุรี ของเราในครั้งนีด้วยรถยนต์ส่วนตัวค่ะ โดยการวิ่งยาวๆ เส้นนครปฐม-บ้านโป่ง มาถึงแยกแสงชูโตและเลี้ยวขวา ผ่านตัวเมืองกาญจบุรียาวๆ คือทางตรงอย่างเดียวนะ ไม่ว่าจะจะไฟแดงกี่แยกก็ตาม ซึ่งระหว่างทางจะมีป้ายคัตเอาท์ของ ไมด้า รีสอร์ท กาญจุบุรี โชว์ผืนใหญ่เด่นชัดมาก ไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี มีแบบพักเต็นท์ และเพิ่งเปิดเฟสใหม่ มีตึกใหม่ 3 ตึก ห้องพักรวม 90 ห้อง มองเห็นวิวแม่น้ำและภูเขา มีสระว่ายน้ำ และห้องประชุมสัมมนาใหญ่ จุดเช็คอินแรก ที่เรามาถึง Mida Resort Kanchanaburi คือกิจกรรมสุดชิลของที่นี่ กิจกรรมลงแพ ที่นี่มีทำเลที่ตั้งติดแม่น้ำแควใหญ่ ได้ใกล้ชิดธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ และป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เราอยากแนะนำค่ะ ซึ่งการลงแพมีวันละ 2 รอบ คือ 13.00 น. และ 15.00 น. ขึ้นอยู่กับระดับน้ำในวันนั้นด้วยนะคะ พร้อมแล้วๆ พร้อมกันหรือยัง ชูชีพช่วยได้ ทาง ไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี จะมี ทีม Lifeguard สุดแกร่งคอยดูแลอย่างใกล้ชิดให้กับลูกค้าทุกคนในกิจกรรมนี้ หากถามว่า การลอยคอ ล่องแพ ลอยตามน้ำดีอย่างไร เราตอบได้ว่า เสมือนปลดปล่อย ให้ร่างกายไหลไปตามสายน้ำ ตามธรรมชาติ โดยมีจุดหมายหน้า รออยู่  ความรู้สึกสบายๆ ผ่อนคลาย กับสายน้ำ อีกจุดที่เรียกว่าธรรมชาติบำบัด ความรู้สึกในเวลาล่องลอยนั่นแหละคะ ความสนุกมันอยู่ตรงนั้น ^^ ช่วงเวลา 13.00 น. และ 15.00 น. เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะตอนเช้า เขื่อนศรีนครินทร์เพิ่งเปิดน้ำจากเขื่อนมาอาจจะมีเศษกิ่งไม้เกาะตามมาด้วยก็ได้  ช่วงบ่ายๆ จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ที่แม่น้ำแควไหลได้เต็มที่ และปลอดภัยที่สุดด้วยเช่นกัน รวมไปถึงความสะอาดของแม่น้ำแคว ในเวลานี้ล่ะค่ะ น่าลงเล่นน้ำเป็นที่สุดแล้วนะ ใส้ ใส ... ช่วงเวลานี้แหละที่รู้สึก สบายใจที่สุด รับลมเย็นๆ หากใครไม่ได้ลอยคอ ล่องแพ ก็สามารถนั่งเรือชมบรรยากาศได้ ทำให้เห็นวิว ทิวทัศน์ รอบๆ รีสอร์ทในช่วงของแม่น้ำแคว และก็ได้เห็น จุดเช็คอินที่สอง ที่ตั้งเต็นท์ติดแอร์ ที่นอนของเราในค่ำคืนนี้ด้วยค่าาา จุดเช็คอินที่สอง เต็นท์ติดแอร์ ริมแม่น้ำแคว ซึ่งเป็นที่ตั้งพื้นดินบนฐานฉาบแบบขั้นบันได โดยมีเต็นท์หลายหลัง เรียงราย และตั้งห่างๆ กัน โดยมีทางเดินแยกเป็นสัดส่วนของของแต่ละโซนนั้นๆ หากใครสนใจที่อยากจะนอนเต็นท์แบบเราๆ ขอแนะนำให้เลือกจองหลังติดริมน้ำนะคะ เพราะจะฟินมากกกก หลังนี้แหละค่าาา ของเราๆ ติดน้ำแควแบบใกล้มากก นอนฟังเสียงน้ำไหล และเสียงแมลงกล่อมทั้งคืน ติดธรรมชาติสุดๆ แต่เดี๋ยวนะ !! นี่มันแท็กซี่หรือป่าว สีเขียวเหลือง เหมือนมากเลยนะ  ว่าไหม 555 ไปค่ะ ดูภายในเต็นท์ติดแอร์กันนะคะ  แหวกม่านประตู เปิดซิบเข้าไป กุญแจที่นี่จะได้มาคือเป็นที่ล็อคแบบคล้องค่ะ ค่อนข้างปลอดภัย ภายในเต็นท์กว้าง  และสูงพอๆ ที่เราจะลุกขึ้นยืนได้โดยไม่ต้องกลัวหัวชนมุมบนของเต็นท์แต่อย่างใด ชุดเครื่องนอนมาตรฐานรีสอร์ททั่วไป โดยมีผ้าเช็ดตัวและชุดคลุม วางอยู่บนฟูกนอน มาอีกฝั่งหนึ่งติดแอร์ เย็นสบาย มีตู้เซฟ และตู้เย็น ในตู้มีน้ำดื่มให้ฟรี 2 ขวดค่ะ ฉากหลังอีกด้านหนึ่งของกระจกเงาจะเป็นที่เก็บเสื้อผ้า แขวนเสื้อผ้าไว้นะคะ เราไม่ได้ถ่ายรูปมา มีเบาะโฟมขนาดใหญ่ให้นอนเล่นตรงกลางเต็นท์ เอาไว้ชิมวิว หรือนอนเล่นเฟสบุ๊ค แบบเพลินๆ ไปเล้ยยย อ้อมี Free Wi-Fi ให้ด้วยค่ะ แต่เต็นท์ที่เรานอนอยู่นี้หลุดๆ ดับๆ อ่ะนะ หลังอื่นเราไม่แน่ใจนะคะ พูดถึงเรื่องราคาเต็นท์ เราขอเข้าเวปจองโดยตรงกับทางรีสอร์ทมาให้ดูนะคะ เราใส่วันที่จองไป 5-6 มีนาคม ซึ่งเป็นวันเสาร์อาทิตย์ค่ะ ราคาจากเวปโดยตรงอยู่ที่ประมาณ 1,800 บาท ถ้ารวมอาหารเช้าก็ 2,100 บาท เบอร์โทรติดต่อค่ะ 02-574-3636 เต็นท์หลังบนที่ขึ้นเนินตามขั้นบันได สีสันอื่นๆ บ้าง และไปดูห้องน้ำกันค่ะ ดูเต็นท์ริมน้ำแควแล้วมาดูห้องน้ำในกลุ่มเต็นท์กันบ้างคะ แต่ห้องน้ำไม่ได้อย่ริมน้ำนะ แต่ใกล้ๆ กันในโซนเต็นท์ด้วยกัน ห้องน้ำแยกชาย-หญิง แยกห้องส้วมกับห้องอาบน้ำออกจากกันมีหลายห้อง และเพียงพอต่อลูกค้าที่มาใช้บริการอย่างแน่นอนค่ะ ภายในห้องน้ำนี่สร้างอิงแบบธรรมชาติมาก อย่างเช่นห้องอาบน้ำนี่หลังคาห้องน้ำจะเปิดครึ่งหนึ่งด้วยนะคะ เรียกว่า อาบน้ำเย้ยฟ้าท้าตะวันกันได้เลยแหละ 555 มีให้เลือกระหว่างตุ่มอาบน้ำกระบวยตักน้ำ หรือจะเป็นแบบฝักบัวเรนชาวเวอร์ก็ได้ทั้งนั้น ส่วนเรานะเหรอ ไม่ได้ใช้กระบวยตักอาบมานานแค่ไหนแล้วไม่พลาดๆ ชอบๆ เราออกมาอาบน้ำตอนเที่ยงคืนด้วยซ้ำนะ เย็นสบายตัวมาก 555 และในช่วงบรรยากาศยามเย็นเช่นนี้ ต้องไม่พลาดริมน้ำแควใหญ่ กับมุมที่ฟินที่สุด River Romance เป็นมุมที่โรแม๊นซ์ที่สุดที่เราจะมานั่ง Dinner กันตรงนี้ค่ะ และมุมนี้จะเปิดแค่วันศุกร์ ถึงวันอาทิตย์เท่านั้นนะคะ ใครมาวันอื่นอดนะเออ มาถึงถิ่นเมืองกาญ ก็ต้องสั่งอาหารพื้นเมืองของกาญจบุรีด้วยนะคะ พนักงาน ส่วนมากในรีสอร์ทนี้จะเป็นคนพื้นที่เกือบทั้งสิ้น ด้วยเหตุผลคือทางรีสอร์ทต้องการกระจายรายได้ให้ชาวพื้นที่ และคนในพื้นที่ย่อมรู้เรืองราวถิ่นของตนได้ดีกว่าด้วย เวลาลูกค้าหรือแขกที่มาเข้าพักสอบถาม ก็สามารถตอบให้ได้เลยค่ะ  และอาหารในช่วง Dinner มื้อนี้ มีรสชาติกลางๆ ไปยังจัดจ้าน ตามสไตล์ เริ่มจาก แกงป่าไก่บ้าน  แต่เดี๋ยวนะ จะมันๆ ไปไหนเนี่ย 555 แบบว่าต้นตำหรับของพื้นบ้าน กาญจนบุรีเค้าจริงๆค่า ยกมาทั้งหม้อดินกลิ่นหอมๆ กันเลย ปลารากกล้วยทอด จานนี้ก็อร่อยมากกก ปลาตัวเล็กๆ ทอดมาตอนกรอบๆ ร้อนๆ นี่หละคะ อร่อยเคี้ยวเพลินไม่ต้องมองข้าวสวยเลยก็ยังได้ แกงเลียงมอญ นี่ก็เช่นกันอาหารพื้นบ้านเมืองกาญฯ เค้า เห็นแกงเลียงมาหลายแบบเพิ่งรู้ว่า แกงเลียงมอญที่นี่เขาใส่กะทิด้วยนะคะ ปลาแรดเขื่อนทอดสองแคว (ซอสทอดน้ำปลา กับ แกงเขียวหวาน) จานนี้แนะนำเลยค่าาา ปลาเป็นชิ้นๆ ใหญ่ๆ ทอดมากรอบมากจิ้มทานได้เลยกับซอยน้ำปลาหรือแกงเขียวหวาน อร่อยทั้งคู่ค่ะ เนื้อปลาพูนอิ่มมากด้วย จานนี้อยู่ตรงหน้าเรานานไปหน่อย เกลี้ยงค่ะ 555 และบรรยากาศยามค่ำคืนรอบๆ River Romance  ค่ะ ^^ นอกจากโซน River Romance แล้วยังมีห้องอาหาร The Terrace ของไมด้า รีสอร์ท กาญจบุรี สำหรับทานอาหารค่ำ และอาหารเช้าที่นี่ค่ะ ร่มรื่นแวดล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่เพียบ ยามค่ำคืนกับสระว่ายน้ำใหญ่ที่อยู่ตรงกลางของ ไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี และบริเวณรอบๆ สระว่ายน้ำจะมีห้องพัก Type ต่างๆ ของที่นี่นะคะ ไว้พรุ่งนี้เราจะแวะมาเก็บภาพให้ชมกันต่อค่าา สำหรับคือนนี้เรานอนที่เต็นท์ติดแอร์  นอนฟังเสียงน้ำไหล นอนฟังเสียงแมลงร้องระงมกันทั้งคืน คือรู้สึกได้เลยว่าใกล้ชิดกับธรรมชาติจริงๆ ค่ะ ถามตัวเองว่า นานแค่ไหนแล้วที่เราไมไ่ด้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติแบบนี้ ^^ ยามเช้าตรู่พระอาทิตย์ทอแสงขึ้นมาแล้ว ตรงริมน้ำแควจะมีหมอกบางจางๆ ที่เห็นได้จากน้ำแควไหญ่ตรงท่าน้ำนะคะ จะสังเกตได้เลยว่าน้ำลดลงไปอย่างมาก เนื่องจากช่วงเวลากลางคืน ตั้งแต่ 4 ทุ่มถึง 8 โมงเช้าอีกวันหนึ่ง เชื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำแควใหญ่ปิดประตูน้ำไว้ เพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าค่ะ และจะเปิดอีกทีในตอน 8 โมงเช้า นันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กิจกรรมลอยคอล่องแพจัดขึ้นในช่วงบ่ายๆ เพราะต้องรอให้น้ำไหลมาอย่างเพียงพอก่อน แต่เราว่า ตอนเช้าๆ นี่น้ำก็ไหลมาเรื่อยๆ อย่างเพียงพอในระดับหนึงแล้วเช่นกันนะคะ  เป็นช่วงเวลาที่เราออกมาเดินเล่น ริมแม่น้ำ นั่งเล่นชิงช้า หยุดนิ่งกับตัวเอง มองสายน้ำไหลผ่านไปเรื่อยๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรมากมาย แบบนี้แหละค่ะ ปล่อยไปกับฉากตรงหน้า มันสบายใจที่สุดแล้ว ณ เวลานี้ อาหารเช้ามื้อนั้นสำหรับเราถือว่ากลางๆ นะคะ ไม่ได้น้อยมาก และไม่ได้เยอะมากมายเท่าไหร่ แต่ก็สามารถตอบโจทย์ได้ครบเช่นกัน สำหรับมื้อเช้าของวันใหม่ที่นี่ค่ะ โดยจะได้บัตรทานอาหารเช้าตั้งแต่ตอนที่เช็คอินหน้า Front มาในตอนแรกๆ ห้องละ 2 ใบ ซึ่งเต็นท์ที่เรานอนนี้ค่าที่พักก็รวมอาหารเช้าด้วยแล้ว ภายในบริเวณ ไมด้า รีสอร์ท กาญจนบุรี จะมีต้นไม้สูงใหญ่ปลูกไว้รายรอบ รวมทั้งต้นไม้ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติด้วยเช่นกัน เห็นเล่าว่า ไม่มีนโยบายที่จะตัดต้นไม้แต่เดิมออกนะคะ ซึ่งเราสังเกตได้เลยว่าตั้งแต่ขับรถเข้ามาในเขตบริเวณรีสอร์ท ตั้งแต่ปากทางเข้าถนนใหญ่ จะมีต้นไม้สองข้างทางเยอะมากกกก เรียกว่าทั้งป่าเลยก็ว่าได้ สายๆ ของวันนั้นเราถือโอกาสเดินเล่นและไปเก็บภาพห้องพัก Type อื่นๆ ของ ไมด้า รีสอร์ท กาญจบุรีเพิ่มเติมค่ะ มีทั้ง Superior Room / Deluxe Room ภายในห้องพัก จะตกแต่งแบบเรียบง่าย โทนสีขาวสะอาดตา อุปกรณ์และของใช้ภายในห้องพักครบถ้วนเหมือนรีสอร์ททั่วไป พอเปิดม่านจะเจอต้นไม้และน้ำแควใหญ่ไหลผ่านอีก ฟิน!! อีกหนึ่ง Type ที่พักของ ไมด้า รีสอร์ท กาญจบุรี  Pool Villa ที่มีความเป็นส่วนตัวสูง มีแบบ 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอนค่ะ  โดยแบบ 1 ห้องนอนในไมด้า รีสอร์ท กาญจบุรี มี 4 หลังและแบบ 2 ห้องนอนมี 1 หลังเท่านั้นค่ะ Pool Villa รั้วรอบขอบชิดมีทางเข้าออกเป็นส่วนตัวทุกหลัง และสระว่ายน้ำเล็กๆ บนพื้นที่แห่งความเป็นส่วนตัวของ Pool Villa แต่ละหลัง เราเห็นแล้ว แบบอยากจัดปาร์ตี้น่ะ 555 ภายในห้องพักที่แยกโซนเป็นสัดส่วนไว้อย่างชัดเจนทั้ง one bedroom  และ two bedroom กั้นโซนตรงกลางด้วย ครัวเล็กๆ และห้องนั่งเล่น โต๊ะทานข้าว เดินมาดูห้องพักแบบสุดท้ายอีกที่หนึ่ง  บ้านร่มไม้ทีนี่จะมี 2 หลังค่ะ พักได้ถึง 10 คน ห้องน้ำ 3 ห้อง มาเป็นแกงค์ มาเป็นก๊วน หรือกลุ่มสัมมนาใหญ่ๆ ก็อยู่ร่วมกันได้เล้ยยย แต่ ... สำหรับเรา การเลือกมาพักในครั้งนี้ เลือกที่จะสุขกับความเป็นธรรมชาติมากกว่า คงไม่แปลกใจที่บางครั้งเราจะนั่งนิ่งๆ เดินช้าๆ คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปตามธรรมชาติแห่งนั้น แต่เรากลับรู้สึกสบายใจอย่างน่าปะหลาด เราจะเป็นแบบนี้ทุกครั้ง ในทุกการเดินทาง ที่ได้อยู่กับตัวเอง ... ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล Facebook RinSa YoyoLive (https://www.facebook.com/RinsaYoyoliveTravelBlogger/)