เฟซบุ๊ค

Songs For Mom 12 เพลงวันแม่
กาสะลอง /  ค่าน้ำนม / 

รวม เพลงวันแม่ ไปฟังเพลงเกี่ยวกับแม่กัน 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ วันสำคัญ วันหนึ่งของคนไทย นอกจากเป็นวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถแล้ว วันแม่ ยังเป็นวันที่ให้ลูกๆทุกคนได้ระลึกถึงพระคุณของแม่ที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามาจนเติบใหญ่ ดนตรีก็ถือว่าเป็นสื่อที่ใช้บอกกล่าวเล่าเรื่องต่างๆได้ดี ดังนั้นในวันสำคัญเช่นนี้ การสื่อสารบอกให้รู้ถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับแม่ผ่านท่วงทำนองบทเพลงจึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้การบอกเล่ามัน เต็มตื้น อิ่มอก ได้ไม่ยาก ซึ่งเราก็ได้รวบรวมเพลงเด่นๆ ในวงการเพลงที่เกี่ยวกับวันแม่มาให้ได้ฟังกัน ลองไปดูว่าจะมีเพลงไหนที่ประทับใจคุณบ้าง 1. เพลง ค่าน้ำนม เพลงนี้ใครๆก็ต้องรู้จักเพราะว่าเป็นเพลงที่ ได้ยินกันอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะตอนเด็กๆที่คุณครูมักจะสอนให้ร้องเพลงนี้ตอนใกล้ๆวันแม่ เพื่อร้องให้คุณแม่ฟัง โดยเพลงนี้แต่งโดย ไพบูลย์ บุตรขัน เมื่อ พ.ศ. 2492  แม้ว่าตัวเพลงจะดูเก่าทั้งทำนองและเนื้อหา แต่ก็เป็นความเก่าที่อยู่เป็นอมตะ เนื้อหานั้นสื่อสารได้ชัดถึง ค่าของน้ำนมที่หล่อเลี้ยงให้เราเติบโตขึ้นมา โดยประโยคเด็ดของเพลงนี้คือ "โอ้ว่าแม่จ๋า ลูกคิดถึงค่าน้ำนม เลือดในอกผสม กลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน" นั่นหมายความว่าทุกๆหยาดหยดขอน้ำนมแม่นั้น คือเลือดของแม่ที่หล่อเลี้ยงลูกให้เติบโต หยิบเวอร์ชั่น น้อง ออย กุลจิรา แชมป์ The Voice Kids ซีซั่นแรก มาให้ลองฟัง แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง ที่เฝ้าหวงห่วงลูกแต่หลังเมื่อยังนอนเปล แม่เราเฝ้าโอ้ละเห่ กล่อมลูกน้อยนอนเปลไม่ห่างหันเหไปจนไกล เมื่อเล็กจนโตโอ้แม่ถนอม แม่ผ่ายผอมย่อมเกิดจากรักลูกปักดวงใจ เติบ โตโอ้เล็กจนใหญ่ นี่แหละหนาอะไร มิใช่ใดหนาเพราะค่าน้ำนม ควร คิดพินิจให้ดี ค่าน้ำนมแม่นี้ จะมีอะไรเหมาะสม โอ้ว่าแม่จ๋า ลูกคิดถึงค่าน้ำนม เลือดในอกผสม กลั่นเป็นน้ำนม ให้ลูกดื่มกิน ค่าน้ำนมควรชวนให้ลูกฝัง แต่เมื่อหลังเปรียบดังผืนฟ้าหนักกว่าแผ่นดิน บวช เรียนพากเพียรจนสิ้น หยดหนึ่งน้ำนมกิน ทดแทนไม่สิ้น พระคุณแม่เอย 2.เพลง อิ่มอุ่น เพลงนี้ถือว่าเป็นอีกเพลงที่นิยมนำมาเปิดในวันแม่  ศุ บุญเลี้ยง แต่งเพลง "อิ่มอุ่น" ตามคำขอของ อาจารย์หัวหน้าพยาบาลโรงพยาบาลศิริราช เมื่อปี พ.ศ.2534 โดยหัวหน้าของพี่สาวของศุ ซึ่งเป็นพยาบาลได้ทำโครงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แล้วต้องการให้เขาแต่งเพลงนี้ขึ้น เพราะเห็นว่า ในการให้นมลูก แม่ต้องตระกองกอดแล้วช้อนตัวลูกขึ้นมาจึงไม่ได้ทำให้ "อิ่ม" อย่างเดียว แต่ว่า "อุ่น" ด้วย อุ่นใดๆ โลกนี้มิมีเทียบเทียม อุ่นอกอ้อมแขนอ้อมกอดแม่ตระกอง รักเจ้าจึงปลูก รักลูกแม่ย่อมห่วงใย ไม่อยากจากไปไกล แม้เพียงครึ่งวัน ให้กายเราใกล้กัน ให้ดวงตาใกล้ตา ให้ดวงใจเราสองเชื่อมโยงผูกพัน อิ่มใดๆ โลกนี้มิมีเทียบเทียม อิ่มอกอิ่มใจ อิ่มรักลูกหลับนอน น้ำนมจากอก อาหารของความอาทร แม่พร่ำเตือนพร่ำสอน สอนสั่ง ให้เจ้าเป็นเด็กดี ให้เจ้ามีพลัง ให้เจ้าเป็นความหวังของแม่ต่อไป ใช่เพียงอิ่มท้อง ที่ลูกร่ำร้องเพราะต้องการไออุ่น อุ่นไอรัก อุ่นละมุน ขอน้ำนมอุ่นจากอกให้ลูกดื่มกิน 3.เพลง  แม่ เพลงนี้เป็นเพลงนี้ที่ทันสมัยขึ้นมาหน่อย ด้วยการเอาดนตรีแบบร็อคใส่ลงไป เพลงนี้เป็นของ โลโซ  โดยอยู่ในอัลบั้ม Loso Entertainment (พ.ศ. 2541) ขับร้องโดยขวัญใจชาวร็อค เสก เสกสรรค์ ศุขพิมาย โดยเนื้อหาจะบ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าและท้อกับการเผชิญหน้าในเมืองกรุง คิดถึงแม่อยากจะกลับบ้านไปซบตักอุ่นๆของแม่ ป่านนี้จะเป็นอย่างไรจากมาไกลแสนนาน คิดถึง คิดถึงบ้านจากมาตั้งนานเมื่อไรจะได้กลับ แม่จ๋า... แม่รู้บ้างไหม ว่าดวงใจดวงนี้เป็นห่วง จากลูกน้อยที่แม่ห่วงหวง อยู่เมืองหลวงศิวิไลซ์ไกลบ้านเรา คิดถึงแม่ขึ้นมาน้ำตามันก็ไหล อยากกลับไปซบลงที่ตรงตักแม่ ในอ้อมกอดรักจริงที่เที่ยงแท้ ในอกแม่สุขเกินใคร อีกไม่นานลูกจะกลับไป หอบดวงใจเจ็บช้ำเกินทน เก็บเรื่องราววุ่นวายสับสน ใจที่วกวนของคนในเมืองกรุง กับบางคนที่ใจไม่แน่นอน ( ซ้ำ ) กับบางคนที่ใจไม่แน่นอน ลืมเรื่องบางคนไปซบลงที่ตรงตักแม่ แถมอีกเวอร์ชั่น จากสองสาว ข้าวโพด จินนี่ สองสาวดูโอเสียงหวานทรงพลัง ค่าย Frontage ที่พิเศษสุดๆจริงๆ ลองฟัง 4. เพลง แด่...แม่ - ก๊อท จักรพันธ์ ครบุรีธีรโชติ แม่มีพระคุณ อุ่นในหัวใจ โลกนี้ไม่มีแล้วใคร เหมือนดังแม่ ความรักใครไหนที่ว่าแน่ ยังไม่เที่ยงแท้ รักของแม่เสมือนทอง แม่มีน้ำใจใหญ่เกินนที เปี่ยมขลัง ด้วยความหวังดี ล้นเต็มห้อง อันทุกข์ภัย ไหนจะมาต้อง ทรวงแม่กั้นผอง ทุกข์ภัยมิให้บีฑา แผ่นดิน ยังมีถึงที่สิ้นสุด มหาสมุทร ยังมีฝั่งกักขังคงคา อันพระคุณแม่ ประดุจดังห้วงเวหา ไม่มีขอบฟ้า เขตสวรรค์ กั้นรักจากแม่ แม่คือพระพรหม อุดมพระคุณ เสมือนร่มโพธิ์ค้ำจุน หนุนนำเผื่อแผ่ คุณของใคร ไหนเกินคุณแม่ บริสุทธิ์เที่ยงแท้ รักแม่ต้องกตัญญู แม่คือพระพรหม อุดมพระคุณ เสมือนร่มโพธิ์ค้ำจุน หนุนนำเผื่อแผ่ คุณของใคร ไหนเกินคุณแม่ บริสุทธิ์เที่ยงแท้ รักแม่ต้องกตัญญู. 5. เพลง  เรียงความเรื่องแม่ เพลงนี้เป็นเพลงที่รวมศิลปิน RS และอยู่ในอัลบั้ม คิดถึงแม่ ตัวเพลงเป็นเพลงที่พูดในมุมมองที่เศร้าอยู่พอสมควร เนื้อหาว่าถึงลูกที่ไม่มีแม่คอยให้กอด ให้คิดถึง ไม่รู้ว่าแม่อยู่ที่ใด ความน่าสนใจของเพลงนี้คือเนื้อหาที่เป็นมุมมองของเด็กที่ไม่มีแม่ และใช้เสียงของเด็กๆจากสถานสงเคราะห์มาร้องจริงๆ หลังจากที่ปล่อยมานานแล้วแต่ว่าเพลงนี้โด่งดังอย่างมากในช่วงนี้ด้วยกระแสของรายการ Thailand's Got Talent ที่มีผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่ง ซึ่งก็คือ คุณ ดาวิด คิม ที่นำเพลงนี้มาร้องในการออดิชั่นโดยการที่เขามาแข่งขันในครั้งนี้ก็เพียงหวังว่าการได้ออกสื่อ จะทำให้เขาได้เจอกับ พ่อ แม่ ที่เขาไม่เคยได้เจอมาเลยตั้งแต่เด็กที่เรื่องราวชีวิตของเขานั้นก็เศร้า คล้ายๆกับเนื้อหาในเพลง เรียงความเรื่องแม่  คุณครูสั่งให้เขียน เรียงความเรื่องแม่ฉัน  บอกให้ส่งให้ทันวันพรุ่งนี้ มันยากจัง ทำไม่ใหว หนูแม่ไม่มี แล้วจะเขียนให้ดียังไง เป็นห่วงก็ไม่รู้ ดูแล ก็ไม่คุ้น กอดแม่อุ่นจริงๆ มันจริงไหม พร้อมหน้ากัน ทานอาหาร เคยมีแค่ฝันไป ไม่มีเพลงกล่อมใดไม่มี ห่มผ้าไม่เคยอุ่นเลย กอดหมอน ไม่เคยอุ่นใจ นอนหลับไปอย่างเดียวดายทุกที ไม่มีอะไรจะเขียนให้ครูได้อ่านพรุ่งนี้ บนหน้ากระดาษก็เลอะน้ำตา ถ้าแม่ฟังอยุ่ไม่ว่าแม่อยุ่ใหนไม่ว่าแม่เป็นใคร ช่วยส่งรักกลับมา ถ้าแม่ไม่อยุ่ คิดถึงหนูหน่อยนะ หนูขอสัญญาว่าหนูจะเป็นเด็กดี เป็นห่วงก็ไม่รู้ ดูแล ก็ไม่คุ้น กอดแม่อุ่นจริงๆ มันจริงไหม พร้อมหน้ากัน ทานอาหาร เคยมีแค่ฝันไป ไม่มีเพลงกล่อมใดไม่มี ห่มผ้าไม่เคยอุ่นเลย กอดหมอน ไม่เคยอุ่นใจ นอนหลับไปอย่างเดียวดายทุกที ไม่มีอะไรจะเขียนให้ครูได้อ่านพรุ่งนี้ บนหน้ากระดาษก็เลอะน้ำตา ถ้าแม่ฟังอยุ่ไม่ว่าแม่อยุ่ใหนไม่ว่าแม่เป็นใคร ช่วยส่งรักกลับมา ถ้าแม่ไม่อยุ่ คิดถึงหนูหน่อยนะ หนูขอสัญญาว่าหนูจะเป็นเด็กดี 6. เพลง Mama เพลงจากอัลบั้มแรกของ 5 สาวเกิร์ลกรุ๊ป Spice Girls ความหมายเพลงดี MV ดูแล้วยิ้ม ประทับใจ ยังไง ลองคลิกไปชมกันเลย 7.เพลง ด้วยรักของแม่ เพลงที่พูดถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ของผู้เป็นแม่ที่เป็นกำลังใจและแรงผลักดันให้ลูกก้าวไปถึงฝัน และความมุ่งมั่นของลูปที่จะฝันให้เป็นจริง เพื่อให้แม่ได้ภูมิใจ ผ่าน 10 ศิลปินจาก I Am (ไอ แอม) และ ทรู แฟนเทเซีย ตุ้ย เกียรติกมล / พัดชา / ซานิ / ปอ อรรณพ / คชา นนทนันท์ / หนึ่ง ETC / สงกรานต์ / สีหนุ่ม สมศักดิ์ / นนท์ ธนนท์ / เมย์ ฝนพา 8.เพลง แม่ของคนไทย บทเพลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๕ เนื้อร้อง : วิเชียร ตันติพิมลพันธ์ ทำนอง : สราวุธ เลิศปัญญานุช พ่อเป็นดังสายธารกว้างใหญ่ แม่ดั่งพงไพรคอยเกื้อกูลกันมา แผ่นดินนี้มีน้ำและป่า อุดมสมบูรณ์ล้ำค่า ให้พึ่งพิงทำกินมานาน บ้านเรามีพ่อเป็นเสาหลัก ทำงานเหนื่อยนักไม่เคยพักสักวัน ยังมี แม่อยู่เคียงข้างกัน แม่ผู้อยู่เป็นพลังไท้เคยห่างไกล แม่คือแม่ของคนไทย ผู้เป็นแรงแห่งใจ ให้พ่อของแผ่นดิน จะกี่ร้อยเท้าที่ไปเหงื่อพ่อที่หลั่งริน ทั่วทุกถิ่นมีแม่ติดตามไม่หวั่นไหว แม่คือแม่ของคนไทย หัวใจเพื่อแผ่นดิน ด้วยรักและห่วงใย จะเหนื่อยจะล้าหนักหนาแม่พร้อมจะใส่ใจ แม่คอยสร้างสรรค์งานมากมาย เพื่อให้เราก้าวไกล รักของแม่ส่องทางที่สดใส ให้อยู่ร่มเย็นมานาน แม่คือแม่ของคนไทย ผู้เป็นแรงแห่งใจ ให้พ่อของแผ่นกิน จะกี่รอยเท้าที่ไปเหงื่อพ่อที่หลั่งริน ทั่วทุกถิ่นมีแม่ติดตามไม่หวั่นไหว แม่คือแม่ของคนไทย หัวใจเพื่อแผ่นดิน ด้วยรักและห่วงใย จะเหนื่อยจะล้าหนักหนาแม่พร้อมจะใส่ใจ แม่คอยสร้างสรรค์งานมากมาย เพื่อให้เราก้าวไกล รักของพ่อเปรียบดังเสาหลักในใจ รักของแม่เกื้อกูลหนุนอยู่คู่กัน เป็นมิ่งขวัญของชาวไทย 9.เพลง งานของแม่ไม่เคยหมด เพลง งานของแม่ไม่เคยหมด เพลงเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาสพระราชพิ­ธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗ เนื้อร้องโดย พี่ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค ขับร้องโดย นันทิดา แก้วบัวสาย เนื้อเพลง งานของแม่ไม่เคยหมด แค่หนึ่งชีวิต ที่ตัวเล็กเล็ก ลืมตาออกมา ก็เป็นภาระ กับใครบางคน มากมาย เพราะคำว่าแม่ เกิดด้วยวิญญาณ ส่วนลึกจากหัวใจ ต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อชีวิตลูก มีทางก้าวไกล อย่างแข็งแรง อย่างสวยงาม มีจุดหมายยิ่งใหญ่ แต่กับชีวิต หกสิบกว่าล้าน ทั่วในแผ่นดิน จะเป็นภาระ ที่หนักกว่านั้น เท่าไหร่ มีแม่คนเดียว ที่รู้ได้ดี เมื่อลูกเกิดทุกข์ภัย และแม่ะจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ทุกข์นั้นมลาย หายไป ด้วยทุกคน ย่อมรู้ดี แม่เหนื่อยขนาดไหน เมื่อเจ็ดสิบสองปีพ้นผ่าน และงานไม่เคยหมด ลูกบางคน ยังคงหิว ยังลำบาก เมื่อเจ็ดสิบสองปีพ้นผ่าน และงานแม่ยังหนัก ต้องลำบากอีกต่อไป และต้องเหนื่ออยู่ต่อไป ลูกจะจำเอาไว้ จะขอทดแทนด้วยการทำดี ตอบแทนด้วยความดี แม่เคยได้สอน ให้สู้ชีวิต สร้างเอง กับมือ ต้องแบก ต้องถือ ต้องถัก ต้องทอ ด้วยใจ ไม่อาจมีใคร ที่ได้รางวัล จากฟ้าอย่างง่ายดาย ไม่เคยมีใครได้ดี หากนั่งนั่ง นอนนอนร่ำไป หัดคิดเอง หัดสู้เอง มั่นคง ไม่หวั่นไหว เมื่อเจ็ดสิบสองปีพ้นผ่าน และงานไม่เคยหมด ลูกบางคน ยังคงหิว ยังลำบาก เมื่อเจ็ดสิบสองปีพ้นผ่าน และงานแม่ยังหนัก ต้องลำบากอีกต่อไป เหนื่ออยู่ต่อไป ลูกจะจำเอาไว้ จะขอทดแทนด้วยการทำดี ตอบแทนด้วยความดี จะเป็นคนดี ตอบแทนที่แม่เหนื่อย 10. เพลง น้ำตาแม่ จาก เคียส อัลบั้ม เป็นหนึ่งเดียว สังกัด รถไฟดนตรี 11. เพลง รักแม่ อีกหนึ่งเพลงดีๆ จาก Lamood Music Creator Group ถ้าอยากรู้ว่า พวกเขาเป็นใคร ลองไปติดตามฟอลโล่กันได้ในเฟซบุ๊คนะครับ เนื้อเพลง รักแม่ เนื้อร้อง ทำนอง เรียบเรียง โดย ละมุดทีม ชีวิตหนึ่งเกิดมา ค่อยๆเปิดตา เด็กน้อยผู้เป็นทุกสิ่ง ร้องเอาแต่เอาใจ จนเหนื่อยจนเงียบไป แต่ยิ้มเจ้าคือพลัง เวลาเปลี่ยนเจ้าเรียนรู้ เจอะคนหลากหลาย คล้ายแม่ดูห่างตา แต่เมื่อใดถ้าใจเจ็บ เจ็บเกินหัวใจเก็บ ให้เจ้าหันมองมา * แม่อยู่รอตรงนี้ รักไม่มีผันแปร อ้อมแขนของแม่จะกอดเจ้าไว้ แนบกาย หากว่าลูกเหนื่อยนัก วางใจพักตรงนี้ เอนหัวซบลงหนุนตัก และจงหลับตา ลมหายใจที่มี ทุกวินาที จะทำเพื่อลูกทุกอย่าง อาจไม่อยู่จนวันนั้น วันที่เจ้าฝัน แต่แม่จะภาวนา และเมื่อใดเจ้าล้มลง เจอะคนไม่ซื่อตรง เพียงเจ้าหันมองมา * แม่อยู่รอตรงนี้ รักไม่มีผันแปร อ้อมแขนของแม่จะกอดเจ้าไว้ แนบกาย หากว่าลูกเหนื่อยนัก วางใจพักตรงนี้ เอนหัวซบลงหนุนตัก และจงหลับตา อธิฐานอวยพรให้ลูกด้วยความรัก แม่ว่าห่างเพียงใดใจยังห่วง... ดังแก้วตา จะเป็นดังดวงตะวันในตอนเช้า เป็นดังดาวให้เจ้าแหงนมองเมื่อท้อขึ้นมา..­. เพื่อลูกคนเดียว ยังมีคนทางนี้ รออยู่ตรงที่เดิม หมดหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยรัก ตราบเท่านาน... แม่อยู่รอตรงนี้ รักไม่มีผันแปร อ้อมแขนของแม่จะกอดเจ้าไว้ แนบกาย หากว่าลูกเหนื่อยนัก วางใจพักตรงนี้ เอนหัวซบลงหนุนตัก และจงหลับตา ลมหายใจยังอยู่ ความรักยังคงอยุ่ แม้จะเนิ่นนานซักเท่าไร หมดชีวิตที่เหลืออยู่ หมดหัวใจที่มีอยู่ จะรักไปจนวันสุดท้าย 12. เพลง เรารักแม่ เพลงจากอัลบั้ม คิดถึงแม่ ที่สร้างกระแสความรักระหว่างแม่-ลูกให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นโอกาสดีที่จะสานต่อความรู้สึกรักแม่ให้เกิดขึ้น อัลบั้มนี้รวบรวมเรื่องราวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกผูกพันระหว่างแม่กับลูก เรื่องราวเล็กๆ ที่ชวนให้คิดถึงแม่ ถ้ามีใครสักคนที่อดทนทุกเวลา พร้อมยอมเหนื่อยล้าเพื่อเราโดยไม่เกรง ถ้ามีใครสักคนที่ยอมรับความเจ็บไว้เอง คิดถึงตัวเองไม่เท่าเรา ถ้ามีใครสักคนที่ตีเราทั้งน้ำตา แล้วก็เป็นคนที่ทายาให้เรา ถ้ามีใครสักคนที่คอยเช็ดตัวให้ทุเลา ค่ำคืนที่เราไม่สบาย ร้อยล้านความผิดของเรา ที่ใครเขาไม่ใยดี มีคนคนนี้คนเดียวที่ให้อภัย ปากบ่นว่าแสนระอา ว่าเราไม่ดีเท่าใคร แต่ในใจก็รักไม่เปลี่ยน อยากขอบคุณฟ้า ให้เรามาเป็นลูกแม่ รักดีดี รักไม่มีแต่ ไม่เคยได้รับจากใคร มีเพียงคนนี้ ชีวิตก็วางให้ได้ คำเล็กเล็ก ที่ไม่ยิ่งใหญ่ อยากบอกด้วยหัวใจ...เรารักแม่ ถึงเพลงจะสื่อความหมายได้ดีเท่าไร ก็ไม่ดีเท่ากับการที่ลูกเป็นคนสื่อให้แม่รู้เองว่าลูกรักและซึ้งในพระคุณของท่านมากเพียงใด อีกอย่างวันแม่ ไม่ใช่เพียงวันเดียวที่ลูกจะมาแสดงความรักหรือสำนึกในบุญคุณ แต่ทุกๆวันก็เป็นวันแม่ได้ เราจะมานั่งคอยให้ถึงวันแม่แล้วทำดีกับแม่ ระลึกถึงพระคุณแม่แค่วันนี้ได้อย่างไร ถ้าลองหันกลับไปนึกดูในมุมมองของแม่ ก็คงไม่มีวันไหนเลยที่ไม่ใช่วันของลูก เพราะว่าทุกๆวันคือวันที่แม่พร้อมจะให้และรักลูกอยู่เสมอ "หยดหนึ่งน้ำนมกิน ทดแทนไม่สิ้นพระคุณแม่เอย" มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

บอย โกสิยพงษ์ ปลาบปลื้ม ในหลวงทรงเปิดเพลง เหมือนเคย ในวันครบรอบอภิเษกสมรส
บอย โกสิยพงษ์ /  เพลง เหมือนเคย

    มีเรื่องราว และความทรงจำดีๆ มากมาย ที่กล่าวถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างไม่รู้จบ และกำลังถูกแชร์อยู่ในโลกโซเชียลขณะนี้ รวมไปถึงเรื่องราวความประทับใจไม่รู้ลืมในความรักของในหลวงและพระราชินี ซึ่งผู้ใช้เฟซบุ๊ค Pinkan Tansuwanrat  ที่ได้บอกเล่าความทรงจำเกี่ยวกับพระองค์ท่านในวโรกาสครบรอบวันอภิเษกสมรส ว่า....     ทั้งนี้ เจ้าของเพลง เหมือนเคย อย่าง บอย โกสิยพงษ์ ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงฮิตมากมาย ก็ได้เปิดเผยถึงความรู้สึก เมื่อได้ทราบว่าพระองค์ท่านทรงรู้จักเพลงของตนเอง ว่า..."ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นเรื่องจริงฮะ  เป็นพระมหากรุณธิคุณอย่างล้นเกล้าล้นกระหม่อมจริงๆครับ ไม่เคยคาดคิดเลยว่าพระองค์จะรู้จักเพลงของผมด้วย ถ้าพ่อแม่ผมยังอยู่คงจะดีใจไชโยกันทั้งๆ น้ำตาเป็นแน่แท้ ขอขอบคุณคุณ Pinkan Tansuwanrat ที่มาเล่าให้ฟังฮะ" บอย โกสิยพงษ์ ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊ค Boyd Kosiyabong, Pinkan Tansuwanrat

ดี้ นิติพงษ์ แชร์คลิปหาดูยาก 'ในหลวง รัชกาลที่9 ทรง โซปราโนแซ็กโซโฟน'
ดี้ นิติพงษ์ /  นิติพงษ์ ห่อนาค / 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นคีตราชาอย่างแท้จริง นอกจากพระองค์จะพระราชนิพนธ์บทเพลงมากถึง 48 บทเพลงแล้ว พระอัจฉริยภาพด้านดนตรียังมากมายและรอบด้านอย่างหาที่สุดมิได้ด้วย ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค ศิลปินและนักแต่งเพลงชื่อดัง ได้แชร์คลิปวีดิโอหาชมยากผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว บ่งบอกถึงพระอัจฉริยภาพทางดนตรี ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งพระองค์ทรงโซปราโนแซ็กโซโฟนอย่างสุดไพเราะ ไว้เมื่อปี 1988 พร้อมเขียนข้อความว่า มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

เจ๊มาร์คขอสักบ้าง! แคลทเท่นเบิร์ก ลงน้ำหมึกที่ระลึกเป่านัดชิง 2 ถ้วยใหญ่
ผู้ตัดสิน /  ยูโร 2016 / 

ปกติจะมีแต่ข่าวนักเตะกับรอยสักใหม่ๆ แต่คราวนี้ถึงทีของ มาร์ค แคลทเท่นเบิร์ก ผู้ตัดสินชื่อดังชาวอังกฤษ ที่ขออวดลายน้ำหมึกสุดสวยบ้าง โดยเป็นโลโก้นัดชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ยูโร 2016 ที่เจ้าตัวได้ลงทำหน้าที่ตัดสินเกม รอยสักดังกล่าวถูกเปิดเผยโดยเฟซบุ๊คของร้านสัก Mick Mahon Tattoo ซึ่งช่างสักสาวได้ลงภาพตนเองถ่ายคู่กับ แคลทเท่นเบิร์ก พร้อมใส่ข้อความว่า "ไม่ใช่ทุกๆ วันอาทิตย์หรอกนะ ที่คุณจะได้สักให้กับผู้ตัดสินระดับท็อปของวงการฟุตบอลโลก... มาร์ค แคลทเท่นเบิร์ก แล้วกลับมาสักเพิ่มอีกนะ!" สำหรับ แคลทเท่นเบิร์ก นั้น ในปี 2016 นี้เขาได้ลงทำหน้าที่ตัดสินเกมใหญ่ๆ หลายเกม รวมถึงเกมสำคัญอย่างนัดชิงชนะเลิศ 3 รายการ ทั้ง เอฟเอ คัพ อังกฤษ, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ยูโร 2016 ซึ่งเจ้าตัวก็ได้เลือกเอา 2 รายการหลังมาลงลายน้ำหมึกไว้บนร่างกายเพื่อเป็นที่ระลึกนั่นเอง

สวยด้วยใจบุญด้วย!!! มาช่า ร่วมบริจาคเงินสร้างขาเทียมให้ช้างไทย
มาช่า วัฒนพานิช /  ข่าว มาช่า วัฒนพานิช / 

ทั้งสวยทั้งใจบุญอีกคนแล้ว สำหรับนักร้อง-นักแสดงสาว มาช่า วัฒนพานิช ที่หลายคนกำลังจับตามองใน บทบาทใหม่ เมนเทอร์มาช่า จากรายการ The Face Thailand 3 ถึงแม้ว่าตอนนี้คิวงานจะแน่น และฮอตแค่ไหน สาวมาช่า ก็ยังไม่ลืมทำบุญช่วยเหลือสัตว์โลก อย่างช้างไทยด้วย เพราะล่าสุด(12 ก.ย.) มาช่า ได้ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือช้างไทย เพื่อสร้างขาเทียมให้กับช้างที่ได้รับบาดเจ็บจนต้องสูญเสียขา ทำให้ยากต่อการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นครั้งแรกในโลกอีกด้วย ที่ช้างสามารถใส่ขาเทียมได้ โดย มาช่า ได้โพสต์รูป และข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว Marsha Vadhanapanich ว่า "ช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเรามาแต่โบราณ เราจะต้องร่วมกันอนุรักษ์ช้างเพื่อไม่ให้ลดจำนวนลง เป็นกำลังใจให้คุณโซไรดา ซาลวาลา น่าภูมิใจที่โรงพยาบาลช้าง สามารถทำขาเทียมให้ช้างได้เป็นครั้งแรกในโลก โดยมี พังโม่ชะ เป็นช้างเชือกแรก และพังโม่ตาลา เป็นช้างเชือกที่สองของโลกที่ใส่ขาเทียม เงินบริจาคของทุกคนมีความหมายนะคะ ขอบคุณด้วยจริงๆค่ะ" ทั้งนี้ ได้มีแฟนๆ เข้ามาร่วมอนุโมทนาบุญอย่างมากมาย ยังไงทีมงาน gossipstar.mthai.com ก็ต้องขออนุโมทนาบุญในครั้งนี้ด้วยนะคะ ขอบคุณรูปภาพจาก เฟซบุ๊ค Marsha Vadhanapanich IG: marshairis มาช่า วัฒนพานิช มาช่า วัฒนพานิช บริจาคเงินช่วยเหลือช้างไทย มาช่า บริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือช้างไทย มาช่า วัฒนพานิช มาช่า วัฒนพานิช มาช่า วัฒนพานิช

คนจีนหัวใจไทย แต่งเพลง 'สรรเสริญพระบารมี' เวอร์ชั่นภาษาจีน
สรรเสริญพระบารมี /  เพลง สรรเสริญพระบารมี เวอร์ชั่นภาษาจีน / 

แม้จะเป็นชาวกว่างซี ประเทศจีน แต่เพราะ ลี่ลี่ หนุ่มจีนหัวใจไทยคนนี้รักในหลวงไม่แพ้คนไทย เขาจึงแต่งเนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นเวอร์ชั่นภาษาจีน เพื่อแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ลี่ลี่ ได้อัพคลิปวิดีโอที่เขาสวมเสื้อสีดำและพนมมือขับร้อง เพลงสรรเสริญพระบารมี เวอร์ชั่นภาษาจีน ไว้ในเฟซบุ๊ค facebook.com/li.l.kwin ซึ่งคลิปดังกล่าวก็ถูกแชร์และคลิกเข้าชมมากกว่า 5 หมื่นครั้งภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน ลี่ลี่ มีความเชี่ยวชาญในการใช้ภาษาไทยจากการศึกษาวิชาเอกภาษาไทยและการมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทยนานกว่า 8 ปี เขาเผยว่าเขาศึกษาความหมายของเพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างถ่องแท้ ก่อนจะลงมือแปลเป็นภาษาจีนเพื่อให้มีความหมายตรงกับเพลงต้นฉบับมากที่สุด โดย ลี่ลี่ พิถีพิถันในการแต่งเนื้อเพลงและฝึกขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีเวอร์ชั่นภาษาจีนล่วงหน้าก่อนจะอัดคลิปวิดีโอชิ้นนี้นานถึง 3 วันเลยทีเดียว. ข้อมูลและภาพจาก www.facebook.com/li.l.kwin มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

แพร งัดแชทหลักฐานยัน ฟิล์ม น้องใหม่ฯ ทำร้ายลูก ให้สังคมตัดสินว่าใครโกหก!!
แพร ชนิตา /  ฟิล์ม น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ / 

แถลงระลอกสอง แพร ชนิตา อดีตภรรยาสาวของนักแสดงหนุ่ม ฟิล์ม ณัฐกวี ขอแสดงความบริสุทธิ์ด้วยการหอบหลักฐานเป็นอินบ็อกซ์จากพี่สาวของฝ่ายชาย ที่เจ้าตัวยอมรับกับพี่สาวเองว่าทำร้ายลูกชายเพราะควบคุมตัวเองไม่ได้! ยันคุณแม่ของหนุ่มฟิล์มทราบเรื่องตั้งแต่เธอท้องได้ 6 เดือน ในส่วนนี้มีหลักฐานเป็นแชทของเธอกับคุณแม่ของฝ่ายชายมาโชว์ หลังจากนี้ขอจบ ถ้าอีกฝ่ายไม่ออกมาพูดอะไรกระทบเธอและลูกอีก บอกอโหสิกรรมให้ เปรยอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว ไม่เชื่อว่าฝ่ายชายรักลูก บอกปล่อยให้ลูกเป็นคนตัดสินเองว่าอยากจะเจอพ่อเขามั้ย ส่วนถ้าหนุ่มฟิล์มจะไม่ได้อยู่ในวงการก็เพราะทำตัวเอง เรื่องที่บอกจะฆ่าตัวตายก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ... รายละเอียดต่างๆ มีดังนี้ “ที่เขาแถลงก็ได้ฟังอยู่นะ แต่ที่รู้สึกว่าฟังแล้วเป็นเรื่องจริงก็คือเขายอมรับว่าเขาเป็นพ่อแล้วเราขายขนมจีบด้วยกัน แค่นั้น” “เรื่องทำร้ายลูก ดูไลน์ค่ะ ที่เขาแชทมาขอเลิกกับเรา เขาก็บอกว่าฉันไม่อยากทำร้ายเธอด้วยความรุนแรงแบบนี้อีกแล้ว เขายอมรับว่าเขาเจ้าชู้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับพอร์ช เขายอมรับด้วยตัวเขาเองว่าเขาไม่อยากทำร้ายเราด้วยความรุนแรง แล้วที่เขาว่าเขาไม่เคยตามเทียวไร้เทียวขื่อเรา แต่เขาก็ยังไลน์มาตามทุกครั้ง” “ฉันอยากรู้เธอทำอะไร ฉันเหนื่อยก็อยากกอดเธอ อยากไปเที่ยวที่เธออยากไป ฉันรู้สึกเป็นเดอะฮักเลยที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ เขาก็ไลน์มาดราม่าคิดถึงเรื่องเก่าๆ เมื่อคืนฉันฝันถึงเธอด้วย จิตใต้สำนึกฉันมันคิดถึงแต่เรื่องเธอ เหมือนเราเคยมีกันและกันเลิกไปมันเลยรู้สึกขัดๆ ถ้าย้อนเวลาฉันจะย้อนไปวันที่ตัดสินใจกลับมาทำงานตรงนี้อีกไหม เขาจะเลือกไม่ทำแล้วจะขายขนมจีบด้วยกันต่อไปเรื่อยๆ นี่เป็นข้อความที่คุยกันตอนที่เขาขอเลิกกับเราไปแล้วแต่เราก็ยังคุยกันอยู่” “ประเด็นที่เขาปฎิเสธว่าเขาไม่ได้ทำร้ายลูก ในส่วนนี้พี่สาวของเขาได้ติดต่อเรามาทางเฟซบุ๊ค พี่สาวกับพ่อของเขาเพิ่งทราบเรื่องว่ามีน้องพอร์ช ก็เข้ามาขอโทษแทนเขา ก็บอกว่าอาจจะไม่สามารถขอโทษแทนตัวผู้ชายได้นะแต่ก็อยากจะขอโทษ แล้วเขาก็ได้คุยกับน้องชายเขาแล้ว เขาก็รับสารภาพว่าเขาทำจริงๆ” “พี่สาวคุยกับเราบอกว่า ทางผู้ชายโทรมาหาเราทางเฟซบุ๊ค ว่าเราเสียๆ หายๆ ว่าไม่ยอมฟังยอมเตี๊ยมกับมันก่อน แล้วเอ่ยชื่อเราว่าอีแพร์ อย่าไปคุยกับมันอีกนะ พี่สาวเขาก็มาบอกเรา หลังจากนั้นเขาก็ไปว่าพี่สาวเขาว่าโพสต์อย่างนั้นทำไม หลังจากที่พี่สาวเขาและพ่อเขาโพสต์ขอโทษแพร์จริงๆ ที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน ทางผู้ชายก็ไปต่อว่าพี่สาวว่าเขาไม่โอเคที่โพสต์ไปแบบนั้น” “พี่สาวเขาก็มาเล่าว่าน้องชายเขามาโวยวาย ว่าจะทำอะไรก็ทำเลยนะกูไม่เคยเห็นมึงเป็นพี่อยู่แล้ว เงินสักบาทก็ไม่เคยช่วย พ่อปู่ย่าห่านั่นอ่ะไม่ใช่ญาติกู มีแต่อยากเห็นกูตกต่ำ นี่คือคำที่พี่สาวเขาบอกมา” “แล้วก็จะมีไลน์ของพี่สาวเขาที่เขาคุยกับน้องเขาส่งมาให้แพร ซึ่งเขายอมรับว่ามันร้อง เขาควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ พี่สาวเขาก็ถามว่าจะทำยังไงต่อเขาก็บอกช่างมันเหอะปล่อยวางแล้ว คือตัวผู้ชายยอมรับกับตัวพี่สาวว่าเขาทำจริงๆ พี่สาวเขาบอกว่าตอนแรกเหมือนตัวน้องชายเขาอ่อนลงเริ่มที่จะยอมรับแต่ก็ไม่รู้ว่าเขาไปคุยกับใครถึงกลายเป็นว่าเขาเฟซบุ๊คมาด่าพี่เขา ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วออกมาแถลงข่าวไม่ยอมรับ” “พี่สาวเขามาซัพพอร์ทเรา เขาพูดกับเราเลยว่า น้องเขารักนะไม่ใช่ไม่รักแต่เขาไม่อยากรักแบบพ่อแม่รังแกฉัน ทางพ่อก็รักแต่ด้วยความที่โตมาคนละครอบครัว เขาไม่ได้ใกล้ชิดผูกพันแต่เขาก็พยายามจะสอนตลอด เขาเลยรู้สึกว่าถ้าน้องเขาต้องเป็นดาราแล้วเป็นดาราที่นิสัยไม่ดีเขายอมให้น้องไม่เป็นดาราดีกว่า เขาอยากเอาน้องเขาออกมาเพื่อรับผิดชอบ ทำหน้าที่ที่ควรทำ ไม่ใช่ว่าออกมาปฎิเสธแล้วอยู่กับความสังคม ความหน้าตาดีแบบนี้ เขาบอกว่าถ้ารักตัวผู้ชายจริงๆ ต้องดึงเขาออกมา ไม่ใช่ถลำให้เขาทำผิดซ้ำไปอีก” “พี่สาวเขามาเข้าข้างเรา รู้สึกเฉยๆ ก่อนในตอนแรกเพราะไม่รู้ว่าใครเป็นยังไง ก็รู้สึกว่าเขาก็พูดถูกในหลายเรื่อง ก็รู้สึกดีที่ยังมีความถูกต้องอยู่บนโลกใบนี้” “แม่ฟิล์มบอกว่าเพิ่งทราบเรื่องพร้อมสื่อ แพรไม่มีหลักฐานแน่ชัดแต่เขาทราบตั้งแต่ที่แพรท้องได้ 6 เดือน เขาก็ทราบเรื่องแล้วไม่ใช่ว่าเพิ่งมาทราบก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ก็มีหลักฐานเป็นแชทที่คุยกัน แพรเริ่มเปิดว่าแพรมีลูกตอนเขาได้ 1 ขวบ ก็เอารูปลูกโพสต์เฟซบุ๊ค น้าเขาก็แชทมาว่าจริงรึเปล่า ใช่ลูกเธอกับหลานเขาไหม อย่าลบเขาออกจากเฟซบุ๊คนะ” “ตัวผู้ชายไม่ยอม เหมือนพอเราเปิดเผยตัวก็ไลน์มาต่อว่า ว่าเราทำให้ที่บ้านเขาทะเลาะกัน ถ้าเรื่องนี้ถึงหูยาย ยายจะไม่ส่งเงิน เธอไม่คิด ฉันเครียดมากแทนที่จะอยู่บ้านได้ต้องออกไปอยู่ที่อื่น เราก็บอกว่าเราผิดอะไร นี่คือลูกฉันแล้วฉันไม่ได้เปิดเผยว่าฉันมีลูกกับใคร คือเรากลายเป็นคนผิดที่ทำให้น้าๆ ญาติเขารู้ ตอนนั้นน้าเขาเองดีกับเรามาก ไม่โกรธไม่เกลียดเรา เพราะเขายังพิมพ์มาบอกว่าอย่าลบเขาออกนะ ยังคุยกับเขาได้อยู่นะ” “ส่วนคุณแม่เขาที่บอกว่าเพิ่งทราบว่าเรามีลูก เราก็มีหลักฐานเป็นแชทจากเฟซบุ๊คเขาทักมาหาเรา เมื่อวันที่ 9 เม.ย. สืบเนื่องมาจากเราอินจากการดูละครสะท้อนสังคม จึงโพสต์เฟซบุ๊คว่า เด็กจะโตมายังไงก็แล้วแต่จุดเริ่มต้นมาจากพ่อแม่และการเลี้ยงดู จากนั้นแม่เขาก็ทักมาว่า จะพูดจะโพสต์อะไรให้มันเกรงใจบ้าง คนที่ต้องถูกสั่งสอนมากๆ ก็คือเธอ เป็นแม่คนต้องรับผิดชอบหลายอย่างจะสนใจใครทำไมว่าจะเอาลูกมั้ย ที่เขาบอกว่า เขาคิดว่าน้องพอร์ชคือหลานเรา อันนี้คือประเด็นที่เขายอมรับด้วยตัวเขาเองว่า เราเป็นแม่คน นั่นแสดงว่าเขารู้แล้วว่าเรามีลูกแล้ว และเขาก็ด่าเราค่อนข้างแรง แล้วอะไรที่คุณแม่บอกว่าพอร์ชเป็นหลาน เขารู้มาตลอดตามหลักความจริงว่าพอร์ชคือลูกของเราคือหลานของเขา ถ้าหลักฐานเอกสารแน่ชัดเราไม่มี แต่ถ้าเป็นคำพูดตอนน้องเกิด เขาไม่ให้ลูกชายเซ็นรับรองบุตร เพราะกลัวเรื่องของเอกสารทะเบียนราษฎร์ คุณแม่จะให้สามีเขาเซ็นรับเป็นพ่อแทน แต่เราไม่ยอมด้วยความเป็นแม่ สุดท้ายเราได้ของทางผู้ชายให้เซ็นตามที่แถลงไปตอนแรก” “ที่เขาแถลงแล้วพูดว่าเขารักลูก ต้องบอกว่าจะมีช่วงนึงที่แพรขอเอกสารเพื่อจะทำพาสปอร์ตให้น้อง เราก็ไปศึกษาว่าต้องใช้เอกสารบิดามั้ย ก็ไปบอกเขาว่ามันต้องใช้นะ เขาตอบกลับมาว่าไม่รู้ไม่ต้องใช้ก็ได้มั้ง ก็บอกไปว่าพ่อเด็กตายหรือว่าเลิกไปแล้วก็ได้ นี่เหรอคะที่บอกว่ารักลูก” “เขาบอกว่าอยากเจอลูกมาก แต่เหมือนเราขวางไม่ให้เจอ แพรไม่เคยเลยที่จะไม่ให้เขาเจอลูก เขารู้หมดว่าบ้านเราอยู่ไหน แล้วลูกจะอยู่ที่ไหน ชีวิตประจำวันเราไม่ได้ทำอะไรมาก ถ้าเขาคิดถึงลูกจริงๆ หรือรักลูกจริงๆ ไม่ยากที่จะมาเจอ เราไม่ใช่คุณแม่ใจยักษ์ใจมาร คุณแม่เขามีโอกาสได้เจอหลานแล้วตอนน้องเกือบ 1 ขวบ เราก็มีหลักฐานแน่นอนไม่ได้พูดลอยๆ” “เขาแถลงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาหมดเลย พูดหนังคนละม้วนกับเราเลย เราขอคุยด้วยหลักฐานดีกว่า ใครๆ ก็ออกมาพูดได้ว่า เธอทำร้ายลูก ฉันไม่ได้ทำร้ายลูก ถ้าไม่มีหลักฐานตรงนี้เอาตามหลักความจริงก็ได้ คิดว่าแพรเป็นแม่ที่อยู่ดีๆ จะตีลูกตัวเองให้เขียวเล่นๆ แล้วถ่ายรูปเก็บไว้ตั้งแต่ 3 ขวบด้วยนะ จะทำไปเพื่ออะไร” “ถามว่าทำไมเราเพิ่งออกมาพูดตอนนี้ เรากับเขาไม่ใช่เพิ่งเลิกกัน เราผ่านการเลิกผ่านการให้อภัยมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ครั้งนี้มันไม่ใช่ประเด็นหึงหวง เราทำแบบนี้เพราะอยากจะออกมาจากชีวิตเขาแล้ว ฉันอยากจะไปมีอนาคตของฉันแล้ว คุณก็ไปมีอนาคตของคุณ ถ้าเราอยากจะไปดึงเขากลับไปจะมาทำแบบนี้มั้ย เราไม่อยากจะดึงเขากลับมาเลย เรามีแต่อยากให้เขาไปจากชีวิตเรา แต่เขาก็ยังมาวนเวียนอยู่ในชีวิตเราก็ไม่อยากจะอยู่กับความซ้ำๆ ซากๆ แล้ว” “ครั้งนี้แพรเรียกว่าอโหสิกรรมเลยดีกว่า แต่ถ้าเขายังยืนยันว่ารักลูกมาก ก็ให้เป็นสิทธิ์ของลูกตัดสินว่าอยากจะเจอพ่อเขามั้ย เราไม่ไปกีดกันเพราะเขาเป็นพ่อลูกกัน เมื่อวานเขาขอโทษ อโหสิกรรมให้ค่ะ อโหสิกรรมก็คือการให้อภัยแล้วนะ ให้อภัยคืออาจจะมีการวนเวียนกลับมา แต่อโหสิกรรมคือขาดเลย” “ฟ้องร้อง ไม่มีค่ะ ถ้าจะทำ ทำไปนานแล้ว ถ้าเขาจะหอบหลักฐานมาโต้อีกครั้ง ก็จะสู้ไปกับลูกค่ะ ผิดว่าตามผิด เราว่าไปตามความจริง เราสู้ด้วยความจริงดีกว่า อย่าสู้ด้วยคำโกหกค่ะ มันเหนื่อย” “ทางเขาบอกว่าเราพูดไม่หมด ไม่บอกว่าเป็นครูฝึกสอน เราอาจจะไม่ได้แบบลงรายละเอียดว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แต่ถามว่าเจอกันที่โรงเรียนไหม ใช่ค่ะ เราเจอกันวันแม่ที่ 12 สิงหา ซึ่งเป็นช่วงตอนปลายจะจบเทอมต้น พอปิดเทอมเราถึงตัดสินใจที่จะคุยกับเขา คบกับเขา เพราะเขาก็พูดเองว่าเมื่อคุณออกไปข้างนอกก็เป็นคนธรรมดาทั่วไปแล้วนะ ไม่ได้สอนเขาหรืออยู่ในโรงเรียนนั้นแล้ว เราจึงตัดสินใจที่จะคบกัน คือเทอมสองเราไม่ได้อยู่โรงเรียนเดียวกับเขาแล้ว ไปฝึกอีกสถาบัน ต่างเทอมก็ต่างที่” “กระแสครูจีบนักเรียน เราเริ่มต้นความสัมพันธ์เหมือนรุ่นพี่รุ่นน้องเลย แต่ถ้าถามว่าเจอกัน จุดเริ่มต้น มันเจอกันที่โรงเรียน แต่เราคบกันหลังจากปิดเทอมแล้ว เขาจีบเรานับจากวันนั้น โดยใช้วิธีการเหมือนที่เขาแถลงค่ะ โดยปรึกษาว่าอยากจะเข้าวิศวะ แต่เขาเรียนศิลป์คำนวณเข้าวิศวะไม่ได้ เราก็เลยให้คำปรึกษาเพื่อที่จะเป็นแนวทางในการไปเข้ามหาวิทยาลัยแค่นั้น แต่หลังจากนั้นก็มีการคุย มีการจีบพาไปนู่นไปนี่ พอสิงหาคมมันก็ปลายแล้ว ตุลาคมก็ปิดเทอม หลังจากนั้นเดือนสองเดือนเราก็ถึงค่อยเริ่มสานความสัมพันธ์” “ตั้งแต่มีเรื่อง ทางเขาไม่ติดต่อมาเลยค่ะ คุณแม่เขาบอกจะเป็นกาวใจ ไม่เลยค่ะ คือจริงๆ เขามีเบอร์แม่เรานะ แม่เราไม่ได้บล็อคเบอร์เขา มีแต่เราที่บล็อคเบอร์เขา เพราะเราไม่ขอยุ่งเกี่ยวอะไรอีกแล้ว แต่ถ้าเขาจะติดต่อในเรื่องของลูก อย่างที่บอกค่ะ เราไม่ใช่เซเลป เขารู้ชีวิตประจำวันและรู้ว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน ถ้าเขาอยากจะเจอน้องพอร์ชมันง่ายมากเลย ง่ายกว่าที่หนูอยากจะไปเจอเขาด้วยซ้ำ” “ถ้าเขาติดต่อมา ยืนยันคำเดิมค่ะ เราไม่มีอะไรต้องคุยหรือต้องเคลียร์กันแล้ว มันก็อยู่ที่เขาค่ะ หลักฐานทั้งหมดเป็นความจริง แพรไม่ได้มานั่งปั้นหรือมโนอะไรขึ้นมา คำขอโทษหรือชดใช้ ไม่ค่ะ ไม่มีประโยชน์ต่อแพร คำขอโทษหรือสิ่งชดใช้อะไรไม่ได้ทำให้ชีวิตแพรดีขึ้นหรือแย่ลง” “อยากให้เรื่องจบยังไง ก็จบแบบที่แพรออกมายืนยัน คือเมื่อวานที่เขาออกมาปฏิเสธโดยเขาทำให้แพรโดนสังคมตราหน้าว่ากุเรื่อง สร้างเรื่องโกหก เพราะฉะนั้นแพรก็ออกมายืนยันว่าแพรไม่ได้โกหกแค่นั้นจบ แพรว่าสังคมตัดสินได้ค่ะ” “ที่บอกว่าจะจบ ไม่ขุดขุ้ยแล้ว ก็ขอให้เขาจบจริงๆ นะคะ เพราะเราจบแล้ว เราจะจบได้ต่อเมื่อเราเป็นผู้บริสุทธิ์ หนูออกมายืนยันความบริสุทธิ์ของหนู ที่หนูแถลงเพราะอยากให้ทุกคนรู้ความจริงเป็นยังไง ใครโกหก ใครไม่โกหก เรารู้อยู่แก่ใจ แต่คนภายนอกเขาไม่ได้อยู่ใต้เตียงเราเขาไม่รู้หรอก อยู่ที่เขาว่าจะจบไหมหรือจะทำอะไรอีก” “ถ้าเขาออกมาอีก ก็อยู่ที่ว่าเขาจะออกมาในรูปแบบไหน อย่างที่บอกไปว่าแพรจะไม่ออกมาแล้วถ้าไม่กระทบแพรกับลูก แต่ก่อนหน้าที่เขาออกมาคือมันกระทบมาบอกว่าเราพูดไม่จริง เราเลยต้องออกมาพูดอีก แต่ถ้าเขาจะออกมาพูดแล้วให้กระทบเราอีก เราก็ต้องออกมาต่อสู้ค่ะ อยากให้เป็นเคสสุดท้ายจริงๆ คือไม่รู้ว่ามันจะมีบ่วงกรรมแบบนี้เกิดขึ้นอีกไหม ขอให้แพรไปเริ่มต้นชีวิตใหม่เถอะ แพรออกมาแล้วไม่ขอเดินกลับไปอีก” “ความรู้สึกรัก เยื่อใย มันรักไม่ลงค่ะ มันไม่เหลือแล้วอ่ะ พยายามจะให้ความเป็นพ่อของลูกนะคะ แต่มันก็อยู่ที่ตัวเขาว่าพยายามจะทำตัวเป็นพ่อของลูกหรือเปล่า ปากเขาบอกว่ารักลูก คิดถึงลูก อยากเจอลูก แต่มันก็ยังเป็นแบบเดิม ไม่มีประโยชน์อะไร” “ครั้งหนึ่งเคยรักคนนี้ แพรยอมรับนะคะว่ามันเป็นความผิดพลาดของตัวเรา แต่คนทุกคนต้องมีความผิดพลาดเนอะ ไม่มีใครจะเพอร์เฟคตลอด แต่แพรขอเอาความผิดพลาดครั้งนี้เป็นบทเรียนในชีวิต ให้มันเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดของชีวิตแพรเลยดีกว่า" “อยากบอกอะไรสังคม แพรว่าในสังคมเรื่องแบบนี้มันต้องเกิดขึ้นอีกแน่นอน จะเกิดกับใครก็ไม่รู้ จะเป็นข่าวหรือไม่เป็นข่าวเท่านั้นเอง อยากบอกแค่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ให้ใช้สติมากกว่าอารมณ์ ถ้าเราเห็นว่าความถูกใจ พอใจ มาก่อนความถูกต้องเหมาะสม เมื่อนั้นชีวิตก็พัง แต่แพรไม่ได้ท้อกับชีวิตถึงกับต้องคิดสั้น คิดว่ามีชีวิตอยู่ไม่ได้แล้วเมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้ แพรคิดเสมอค่ะวันนี้ไม่ใช่วันที่แย่ที่สุดของแพรหรอก มันต้องมีวันที่แย่กว่านี้อีก และต้องมีวันที่ดีกว่านี้อีกแน่นอน” “การที่ออกมาพูดอาจทำให้ฟิล์มอยู่ในวงการไม่ได้แล้ว มันก็ไม่ใช่ตัวแพรทำนะ มันก็เป็นตัวเขาทำ ถ้าเขาเป็นคนดีก็ไม่มีใครออกมาแฉเขาได้ถูกไหมคะ” “อธิบายตอนที่เขายอมรับกับพี่สาวว่าเขาทุบตีลูกอีกครั้ง ในไลน์ใช่ไหมคะ เขาบอกว่ามันร้องเลยควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่เมื่อวานเขายอมรับว่าเคยตีลูกตอนหนึ่งขวบเพราะลูกดื้อ ตีเพราะสั่งสอนก็มีเกิดขึ้น แต่ไม่ได้รุนแรงเท่าตอนสามเดือน และที่เขาบอกไม่เคยทำร้ายร่างกายแพร ทำลายแต่ข้าวของใช่ไหม ทำร้ายข้าวของก็ทำแต่แพรไม่มีหลักฐาน ส่วนทำร้ายร่างกายแพรมีหลักฐานค่ะ แต่ไม่เห็นหน้าแพรนะ หากไม่เชื่อเดี๋ยวแพรจะเอาชุดนี้มาให้ดู ยังมีชุดนี้อยู่ ประมาณ 6 เดือนที่แล้วค่ะ ส่วนมากที่จะทะเลาะเชื่อไหมว่าจำไม่ได้ มันไม่น่าจำอ่ะ แต่ถ้าพูดเรื่องหึงหวงบอกเลยว่าไม่ เพราะโทรศัพท์เขากับโทรศัพท์เราคนละโลกเลย ไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวกัน แต่ถ้าทะเลาะจะเป็นเพราะเขาชอบแกล้งให้เราโมโหหรือหงุดหงิด แพรโดนเขาทำร้าย 2-3 ครั้งค่ะ ด้วยเรื่องพวกนี้จะไม่ใช่เรื่องหึงหวงเลย จะมีแต่เรื่องงี่เง่าที่ไม่น่าทะเลาะ” “ฟิล์มบอกว่าตั้งแต่เกิดเรื่องเครียดถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย มันก็ไม่เกี่ยวกับแพรแล้วเนอะ แต่ว่าถ้าถามความรู้สึกจริงๆ อยากฝากบอกเขาว่าปัญาหาที่เขาเจอตอนนี้ไม่เท่าที่แพรเจอมาตลอดนะ สิ่งที่แพรเจอมาตลอดบวกกับสิ่งที่แพรต้องดำเนินชีวิตต่อไปมันหนักหนากว่าที่เขาเจออีกถ้าเขาคิดได้แค่ว่าเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว มันก็ไม่มีใครช่วยเขาได้แล้วค่ะ ถ้ามนุษย์แม่คนไหนเคยเป็นมนุษย์แม่หรือซิงเกิ้ลมัมจะรู้เลยว่ามันต้องการกำลังใจ มันเหนื่อยมาก เหนื่อยจนน้ำตาไหล แต่เหนื่อยแค่ไหนพอเห็นหน้าลูก ความเหนื่อยมันหายไปหมดเลย ถ้าเขารักลูกเหมือนที่เขาพูดนะคะ เขาจะอยากมีกำลังใจ อยากมีชีวิตอยู่ต่อค่ะ โดยที่ไม่ต้องมีใครมาดึงมาเติมเขาเลย” “อนาคตเราก็ดี เรียนจบแล้วต้องไปทำงานที่ญี่ปุ่น แต่พอมีลูกเลยต้องอยู่แบบนี้ ใช่ค่ะ เหมือนที่เขาบอกว่าเพศแม่หรือเพศหญิงยอมที่จะให้อนาคตตัวเองเป็นยังไงได้เพื่อลูกเพื่อครอบครัว ก็อยากจะบอกเขาว่าเราก็เสียสละแล้วนะในจุดๆ นึง มันถึงเวลาแล้วที่เขาต้องเสียสละบ้าง มันไม่มีใครหรอกที่จะเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ไปตลอดค่ะ” “เขาไม่ไปซื้อแพมเพิร์ส เพราะเขาบอกว่าเขาเป็นดารา จุดนี้คือจริง คือเขาไม่สามารถที่จะหิ้วแพมเพิร์สห่อใหญ่ๆ ได้ เพราะว่าคนจะสงสัยได้ว่าเขาซื้อแพมเพิร์สไปให้ใคร เราก็หิ้วเอง ไม่มีรถก็หิ้วนั่งมอไซต์ไป” “เขาบอกว่าถ้าเขาดัง มีเงินจะยอมเปิดเผยครอบครัว เอาแค่ปัจจุบันนี้ดีกว่าค่ะ เขากล้าเผชิญความจริงหรือเปล่า ถ้าปัจจุบันคุณกล้าเผชิญความจริง อนาคตมันดีแน่นอน หนูไม่กล้าคาดหวังถึงอนาคตค่ะ” “แม่เขาเครียดมากที่ลูกจะฆ่าตัวตาย ส่วนแม่เรา ไม่มีแม่คนไหนไม่รักลูกเนอะ แม่แพรก็รักแพร แม่แต่ละคนมีวิธีการจัดการ เลี้ยงดูหรือบ่มเพาะลูกไม่เหมือนกัน แม่แพรไม่ใช่ไม่เครียด แต่เขาก็อยากที่จะให้อภัย เขาพูดกับแพรมาคำนึงว่าเธอชนะแล้วเธอสวมมงกุฏอยู่ในนรกเธอโอเคมั้ย แพรก็เลยบอกว่าเมื่อก่อนแพรก็อยู่ในนรกมาตลอดนะแม่ แต่แพรไม่ได้สวมมงกุฏแค่นั้นเอง” แพร ชนิตา กล่าว แพร ชนิตา แพร ชนิตา แพร ชนิตา ฟิล์ม ณัฐกวี

ครั้งแรกของโลก! แพร่ภาพสดแมตช์สำคัญ เวย์น รูนีย์ ผ่านสตรีมของเฟซบุ๊กคืนนี้
เกมเทสติโมเนี่ยล /  เฟซบุ๊ก / 

นับเป็น ครั้งแรก ของทีมในพรีเมียร์ ลีกที่มีการถ่ายทอดสดผ่านสตรีมของ เฟซบุ๊ก หนึ่งในโซเชี่ยล มีเดียยอดนิยม โดยเป็น เกมเทสติโมเนี่ยล ของ เวย์น รูนีย์ ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ เอฟเวอร์ตัน โดยมีสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดเป็นสังเวียนแข้ง นั่นหมายความว่าจะมีผู้คนกว่า 1.7 พันล้าน ที่มีบัญชีของเฟซบุ๊กสามารถรับชมเกมเทสติโมเนี่ยลดังกล่าวได้ในคืนนี้ ซึ่งแฟนเพจของ เวย์น รูนีย์ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีรวมกันราวๆ 100 ล้านไลค์ "ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีการเผยแพร่เกมเทสติโมเนี่ยลไปสู่สายตาคนทั่วโลกผ่านสตรีมของเฟซบุ๊ค" รูนีย์ในวัย 30 กล่าว โดยเกมเทสติโมเนี่ยลของเวย์น รูนีย์ ระหว่าง แมนฯ ยูไนเต็ด พบ เอฟเวอร์ตัน จะทำการแข่งขันกันในคืนนี้ (3 ส.ค. 59) เวลา 01.30 น. (เช้าวันพฤหัสบดี)

SoulKing อัพเดทกิลบอสแบทเทิ่ลและอื่นๆ อีกเพียบ
Netmarble /  SoulKing / 

SoulKing ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสะสมและการผสมผสานตัวละครตลอดจนเอฟเฟคสกิลที่โดดเด่น SoulKing (โซลคิง) เกมือถือจาก เน็ตมาร์เบิ้ลเกม (เน็ตมาร์เบิ้ล) ประกาศวันนี้ว่าเกม โซลคิง ซึ่งเป็นเกมแนววางแผน RPG ได้มีการอัพเดทและปล่อยคลิปวีดีโอเกี่ยวกับการต่อสู้กิลบอสในการอัพเดทครั้งนี้อีกด้วย ▼ Guild Boss Battle Sieg ▼ อัพเดทกิลบอสแบทเทิ่ลและเพิ่มเลเวลตัวละครสูงสุด การต่อสู้กิลบอสคือคอนเทนต์การต่อสู้สำหรับสมาชิกกิลทุกคนซึ่งสมาชิกกิลทุกคนจะได้ต่อสู้กับบอสหลากหลายที่จะถูกเปลี่ยนไปตามแต่ละวัน สมาชิกกิลแต่ละคนจะสามารถต่อสู้ได้ 3 ครั้งต่อวันและคะแนนจะมาจากการโจมตีบอส โหมดกิลบอสนี้จะประกอบไปด้วยฉากทั้งหมด 15 ฉาก ผู้เล่นเกม โซลคิง ที่เข้าร่วมโหมดกิลบอสมีโอกาสที่จะได้รับของรางวัลมากมาย เน้ตมาร์เบิ้ลจะมอบไม่เพียงแต่รางวัลมากมายที่ได้จากการพิชิตภารกิจ แต่ยังคงได้รางวัลทั่วไปและเหรียญต่างๆ สำหรับกิลซึ่งจะได้มาจากการพิชิตภารกิจสำหรับสมาชิกกิลทุกคนอีกด้วย ผู้เล่นสามารถใช้เหรียญกิลเพื่อซื้อไอเท็มต่างๆ ในร้านค้ากิลได้ ยิ่งไปกว่านั้น อัพเดทล่าสุดคือการ Limit break ที่จะทำให้ตัวละครเลเวลเพิ่มขึ้นจากเดิมคือ 120 ที่ระดับฮีโร่ 6 ดาว กลายเป็นเลเวล 130 เน็ตมาร์เบิ้ลปรับเปลี่ยนระบบการอเวคสกิลอีกด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้เล่นสามารถมีสกิลต่างๆของแต่ละตัวละครเพิ่มมากขึ้น โซลคิง มีระบบที่ผู้เล่นสามารถควบคุมตัวละครเพื่อต่อสู้และปราบศัตรูตลอดจนบอสใน แต่ละด่าน แม้ว่าตัวเกมจะมีระบบออโต้ ผู้เล่นก็ยังคงสนุกกับการเล่นและวางแผนเพื่อผสมผสานคอมโบและสกิลต่างๆ ของเหล่าฮีโร่เพื่อเอาชนะการต่อสู้ Seungwon Lee, Chief Marketing Officer กล่าวว่า โซลคิง ได้รับผลตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากผู้เล่นที่ชอบในลักษณะตัวละครและสกิลต่างๆ ตั้งแต่เกมเปิดตัวทั่วโลก กิลบอสที่อัพเดทเพิ่มเติมมาจะสร้างความสนุกและการสร้างความสามาคคีเพื่อเอาชนะในการต่อสู้ต่างๆได้อย่างดี โซลคิง ถูกพัฒนาโดย FunnyPaw ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเน็ตมาร์เบิ้ลเกม ตัวเกม โซลคิง เปิดให้ดาวโหลดฟรีแล้วทั้งบน Google Play และ App Store App Store -->[Click] Google Play -->[Click] สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คอมมูนิตี้ -->[Click] เฟซบุ๊คแฟนเพจอย่างเป็นทางการ -->[Click]

Adele ถึงขั้นตะลึง! หลังชวนแฟนคลับมาร้องเพลงบนเวที
Fan /  Fans / 

Adele ถึงกับเป็นปลื้มสุดๆ! หลังชวนแฟนคลับขึ้นเวทีแล้วร้องเพลงเพราะจนขนลุก! เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ดีว่าเสียงดี Adele ได้ชวนแฟนคลับสาวคนหนึ่งขึ้นเวทีเพื่อร่วมร้องเพลงบนเวทีคอนเสิร์ต ณ Staples Center ลอสแองเจลิส หลังจากแฟนคลับวัย 24 นามว่า Jamie-Grace Harper ร้องเพลง Remedy ของ Adele ได้เพียงไม่กี่ท่อน เพราะตื่นเต้นจนจำเนื้อเพลงไม่ได้ Adele ก็ส่งเสียงเชียร์แฟนคลับสาวว่า "ร้องอีกค่ะ ร้องเพลงอะไรก็ได้ที่คุณอยากจะร้อง" สาว Jamie จึงสะกด Adele และคนดูทั้งฮอลล์ด้วยบทเพลงอมตะ I Can’t Help Falling in Love with You บอกเลยว่า Jamie-Grace Harper คนนี้ไม่ใช่แฟนคลับไก่กาอาราเล่ แต่เธอเคยออกผลงานมาแล้ว 2 อัลบั้ม ได้รางวัลมามากมาย และเคยเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ฯ มาแล้วด้วย! งานนี้ Jamie-Grace ไม่ลืมที่จะบรรยายความปลื้มปริ่มของเธอ รวมทั้งโพสคลิปวิดีโอแห่งความทรงจำนั้นไว้ในเฟซบุ๊คส่วนตัวด้วย. ดูบทความต้นฉบับ : Adele pulls an Adele, invites fan to sing with her on stage during concert

คุณหญิงแมงมุม เผยคลิปเบื้องหลังมิวสิควิดีโอ สรรเสริญพระบารมี
คุณหญิงแมงมุม /  ท่านมุ้ย / 

ใกล้ได้รับชมกันเต็มที สำหรับ มิวสิควิดีโอเพลง สรรเสริญพระบารมี ซึ่ง ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือ ท่านมุ้ย และทีมพลังของแผ่นดิน เป็นผู้ผลิต ที่ถ่ายทำ ณ บริเวณท้องสนามหลวง ท่ามกลางพสกนิกรซึ่งเดินทางมาร่วมร้องเพลงกันจากทั่วทุกสารทิศ ไปเมื่อช่วงวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์และสามารถนำไปฉายภายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศและทางสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ภายในสัปดาห์นี้ ล่าสุด คุณหญิงแมงมุม ม.ร.ว. ศรีคำรุ้ง ยุคล หนึ่งในคณะผู้จัดทำ ได้เผยคลิปวิดีโอภาพเบื้องหลังการถ่ายทำมิวสิควิดีโอเพลง สรรเสริญพระบารมี ครั้งดังกล่าว ความยาวกว่า 8 นาที ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว Srikhumrung Yukol Rattakul มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

เก่ง ธชย โพสหลังดราม่าเอ็มวี
Keng Tachaya /  MV เที่ยวไทยมีเฮ / 

แม้จะทำมิวสิควิดีโอเพลง เที่ยวไทยมีเฮ ซึ่งดำเนินเรื่องโดยทศกัณฐ์และเหล่าตัวละครจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ที่พากันตระเวนเที่ยวและทำกิจกรรมในสถานที่ต่างๆ ด้วยเจตนาเพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวไทย แต่มิวสิควิดีโอเพลงนี้กลับถูก นางสาวลัดดา ตั้งสุภาชัย อดีตศิลปินกองการสังคีต กรมศิลปากร ร้องเรียนด้วยเหตุผลว่า หวั่นเสียเกียรติของตัวละครในวรรณคดีที่สง่างาม อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง ดราม่าMV “เก่ง ธชย” ทีมงานโพสต์ระบาย โดนกล่าวหาก็ยังภูมิใจ เที่ยวไทยมีเฮ - เก่ง ธชย feat.ฟิล์ม บงกช (Official MV) youtube channel : hanumanloylomfilm ล่าสุดในวันนี้(21 ก.ย.) นักร้องหนุ่ม เก่ง ธชย เจ้าของเพลง เที่ยวไทยมีเฮ มีความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊คส่วนตัว 'ธชย ประทุมวรรณ' เป็นภาพบรรยากาศที่เขาเดินสายทำกิจกรรมโปรโมทผลงานเพลงใหม่ ยาแก้อาย โดย เก่ง ธชย สวมใส่เสื้อแจ็คเก็ตลายทศกัณฐ์แต่มีเทปกาวสีดำปิดปาก โดยภาพหนึ่งมีคำบรรยายว่า "น้ำลาย กับเหงื่อ มันเป็นน้ำเหมือนกัน แต่วิธีการจะให้มันออกมามันต่างกัน!" งานนี้ทำเอาหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า เก่ง ธชย กำลังสื่อความนัยถึงดราม่ามิวสิควิดีโอที่เกิดขึ้นหรือเปล่า? มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

รู้จัก ลาฟ ดิแอซ ผู้กำกับเจ้าของรางวัลสิงโตทองคำคนล่าสุด
ลาฟ ดิแอซ

สำหรับแฟนๆ BIOSCOPE ที่ติดตามนิตยสารมาอย่างยาวนาน คงจะคุ้นเคยชื่อของผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์วัย 57 ปีคนนี้ดี (แม้อาจจะไม่เคยได้ดูหนังของเขาเลยก็ตาม) ลาฟ ดิแอซ ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่หนังซึ่งมีขนาดยาวมากๆ เสมอ (ตัวอย่างเช่น A Lullaby to the Sorrowful Mystery ที่ฉายเทศกาลเบอร์ลินเมื่อต้นปี ซึ่งยาวถึง 8 ชั่วโมง!) และล่าสุด ลาฟ ดิแอซ ก็คว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลหนังเวนิส ปี 2016 กับผลงานล่าสุดของเขา The Woman Who Left ที่ว่าด้วยสาวที่ออกมาใช้ชีวิตโลกภายนอกหลังจากติดคุกมา 30 ปี โดยมีฉากหลังเป็นประเทศฟิลิปปินส์ในช่วงปี 1997 และเพื่อร่วมยินดีกับความสำเร็จอีกครั้งของลาฟ ดิแอซ และทำความรู้จักตัวตนของเขา ไปจนถึงวงการหนังอิสระฟิลิปปินส์ให้มากขึ้น เราจึงขอนำบทสัมภาษณ์ของลาฟ และมิตรสหายนักวิจารณ์ผู้ล่วงลับ อเล็กซิส ทีโอเซโค (ซึ่งเสียชีวิตด้วยเหตุฆาตกรรม หลังจากเดินทางมาที่บ้านเรากับลาฟเพื่อฉายหนังเป็นครั้งแรกในบ้านเราเมื่อปี พ.ศ. 2552) ซึ่งเคยตีพิมพ์ในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 94 (กันยายน 2552) มาให้ได้อ่านกันอีกครั้ง ลิงค์ ข่าวการเสียชีวิตของ อเล็กซิส ทีโอเซโค ขอบคุณภาพลาฟ อิแอซ จาก เฟซบุ๊ค La Biennale di Venezia ... มหากาพย์ภาพยนตร์แห่งฟิลิปปินส์ประเทศ สนทนากับ ลาฟ ดิแอซ และ อเล็กซิส ทีโอเซโค โดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา และ ไกรวุฒิ จุลพงศธร - เวลาดูหนังฟิลิปปินส์ สิ่งหนึ่งที่ปรากฎบ่อยครั้งคือตัวละครที่มีปมขัดแย้งกับศาสนา คุณช่วยอธิบายได้ไหมว่าความกดดันของคนฟิลิปปินส์ที่มีต่อศาสนาเป็นอย่างไร ลาฟ : ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประชากร 80 เปอร์เซ็นต์เป็นคาทอลิก เป็นอิสลามอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ศาสนาคริสต์เข้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 พูดได้โดยรวมว่าเป็นสังคมที่เคร่งศาสนา อิทธิพลของคริสต์สายคาทอลิกเข้ามาอยู่ในจิตสำนึกของผู้คนและสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความรู้สึกว่ามนุษย์มีบาปติดตัว ในช่วงหลังๆ อาจกล่าวได้ว่าอิทธิพลของคาทอลิกในฟิลิปปินส์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ส่วนการที่คุณเห็นเรื่องนี้ในหนังฟิลิปปินส์บ่อยครั้งก็เพราะมันเป็นเรื่องที่หยั่งรากลงลึกและเป็นส่วนหนี่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ไปแล้ว อเล็กซิส : มันเหมือนกับเป็นภาระหรือเป็นแอกของคนทำหนังที่ต้องจัดการกับคำถามว่า ทำไมสังคมที่มีความเป็นคาทอลิกสูงมาก ก็เป็นสังคม ที่มีการคอร์รัปชั่นและความยากจนสูงมากในเวลาเดียวกัน สองอย่างนี้อยู่คู่กันได้อย่างไรอุดมคติของคริสตศาสนาที่ขัดแย้งกับภาพที่เห็น อยู่ ช่องว่างที่ห่างมากๆ ระหว่างคนรวยและจนจากสิ่งทั้งหมดนี้ศาสนาคริสต์มีบทบาทอย่างไร - ทีนี้จะเข้าคำถามสำคัญ คือทำไมหนังของคุณถึงต้องยาวขนาดนี้ด้วย ลาฟ : ผมไม่ได้คิดถึงหนังของผมว่าเป็นหนังยาวหรอกครับ สิ่งที่ผมทำเวลาทำหนังคือ พอวางแผนแล้ว ผมก็ทำมันไปจนถึงจุดสิ้นสุดของ ที่วางไว้ ทำไปตามธรรมชาติ ในขณะที่ไอเดียยังสดอยู่ผมก็ถ่ายไป ผมไม่มานั่งคิดหรอกว่านี่มันเจ็ดชั่วโมงแล้วนะ ต้องหยุดทำแล้ว ก่อนที่ฟิลิปปินส์จะเป็นอาณานิคมหรืออันที่จริงก่อนที่อิทธิพลของอิสลามจะเข้ามาด้วยซ้ำ เราไม่มีความคิดเกี่ยวกับเวลาหรอกครับ ความคิดเกี่ยวกับเวลาที่มีกันอยู่ทุกวันนี้เป็นสิ่งที่ชาวตะวันตกสร้างขึ้นมา ส่วนสิ่งที่ชาวฟิลิปปินส์มีจริงๆ คือความคิดเกี่ยวกับพื้นที่พื้นที่อันเป็นเกาะแก่ง พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเราเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตผูกติดกับธรรมชาติ เราจึงมีความรู้สึกต่อพื้นที่มากกว่าเวลา - คนดูส่วนใหญ่ตอบรับอย่างไรเมื่อดูหนังของคุณเสร็จ ลาฟ : แน่นอนครับว่าสิ่งแรกที่พวกเขาพูดคือทำไมต้องยาวขนาดนี้ด้วย ซึ่งเป็นคำถามที่น่าเบื่อสำหรับผม แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าต้องอธิบาย ผมต้องการปฏิเสธระบบการทำหนังตลาด ดังนั้นตรรกะของระบบหนังตลาดที่ว่าหนังต้องยาว 2 ชั่วโมงนั้นไม่ได้เป็นประเด็นสำหรับผมเลย สำหรับคนดูแล้ว การดูหนังยาว 11 ชั่วโมงก็เป็นการไขว่คว้าต่อสู้อย่างหนึ่ง มันต้องอาศัยความอดทนสูง แต่สำหรับผู้ชมที่ไปกับหนังได้ พวกเขาก็บอกผมว่ามันเป็นประสบการณ์การเสพหนังที่สมบูรณ์ เหมือนผู้ชมกับหนังได้เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนคนดูที่หลังจาก 11 ชั่วโมงแล้วไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับหนัง ผมก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วย - การทำหนังของคุณเป็นการทำหนังแนวทำๆ หยุดๆ ซึ่งต้องใช้เวลาในการถ่ายทำมาก แล้วคุณมีวิธีทำงานร่วมกับนักแสดงอย่างไร ยิ่งในกรณีนี้นักแสดงก็ไม่น่าจะได้ค่าตอบแทนมากมายนัก ลาฟ : ขึ้นอยู่กับแต่ละเรื่องครับ อย่างใน Batang West Side (2001, หนังความยาว 5 ชั่วโมงว่าด้วยชีวิตคนฟิลิปปินส์ในอเมริกาโดยเล่าผ่านการตายของเด็กวัยรุ่น) ผมกับนักแสดงไปถ่ายที่นิวยอร์คโดยอยู่ที่นั่นด้วยกัน 1 ปีก่อนจะลงมือถ่ายทำซึ่งใช้เวลาแค่ 2 เดือน มันเป็นประสบการณ์ที่เหนื่อยยาก แต่ก็เป็นการทำงานที่ง่ายเพราะทุกคนอยู่ในที่เดียวกันตลอดเวลา แต่ใน Evolution of a Filipino Family (2004, หนังความยาว 11 ชั่วโมง ว่าด้วยชีวิตของครอบครัวชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง) ผมใช้เวลาถ่ายทำถึง 10 ปี มีนักแสดงตายไป 3 คนระหว่างการถ่ายทำ คนที่ยังไม่ตายก็อายุแก่ขึ้น มันเป็นสิ่งที่ลำบากมาก ผมต้องโทรศัพท์ไปหาพวกเขาว่า “คุณยังมีชีวิตอยู่ไหม ผมได้เงินก้อนใหม่มาแล้ว มาถ่ายหนัง กันต่อเถอะ” ผมทำตัวเองให้สดใหม่ด้วยการดูฟุตเตจซ้ำแล้วซ้ำเล่า และให้ความสำคัญกับการพูดคุยกับนักแสดงก่อนถ่ายทำ - เวลาทำหนังยาวนานขนาดนี้ คุณต้องต่อสู้กับอะไรบ้าง อะไรคือสิ่งหนักหนาที่สุด ลาฟ : สิ่งยากที่สุดไม่ใช่กระบวนการทำหนัง แต่เป็นการทำให้ผู้คนเข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำอยู่นี้เป็นสิ่งที่จริงจัง คำว่าผู้คนในที่นี้หมายถึงทั้งคนดูและ ผู้คนรอบข้าง หมายถึงทุกๆ คน วิธีการทำหนังของผมมาจากอุดมการณ์และความเชื่อของผม ผมไม่ได้อยากทำหนังเพื่อเงิน ผมอยากทำหนังเพื่อ ที่จะได้สร้างเสริมความมีวัฒนธรรม หนังที่ออกมาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ดี - วงการหนังฟิลิปปินส์ทั้งหนังกระแสหลักและหนังอิสระในตอนนี้เป็นอย่างไร อเล็กซิส : ช่วง 7-9 ปีที่ผ่านมา ในหนังกระแสหลักนั้นแทบไม่มีหนังเรื่องไหนเลยที่มีเรื่องที่ต้องการพูดอย่างจริงจัง บรรดานายทุนเลือกหนทางที่ปลอดภัยที่สุดในการทำหนัง บริษัทใหญ่ๆ จะมีฝ่ายตรวจสอบบท บทจะถูกแก้ไข 10-15 ครั้ง ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายมันก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจอีกแล้ว ดังนั้นจึงมีช่องว่างที่ห่างมากระหว่างหนังตลาดกับหนังแนวอื่นๆ สำหรับหนังอิสระ ตอนนี้มีคนมากมายลองมาทำเพราะพวกเขาต้องการทำหนังกระแสหลักแต่ยังไม่มีโอกาสเข้าไปได้เนื่องจากอุตสาหกรรมหนังกระแสหลักสร้างหนังน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับอดีตย้อนไปในยุค 90 เราทำหนังปีละ 150-180 เรื่อง แต่ตอนนี้เหลือปีละ 50 เรื่องเท่านั้น มันเป็นการลดลงอย่างน่าใจหาย ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงต้องหันมาทำหนังอิสระ แต่ว่าหนังที่ออกมาก็เป็นหนังในแบบที่พวกเขาอยากทำในหนังตลาดนั่นแหละเพียงใช้ทุนสร้างน้อยกว่า ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า‘หนังอิสระ’ ก็คือหนังตลาดในเวอร์ชั่นที่ยากจนกว่านั่นเอง คำที่ผมกำลังจะพูดนี้ยังไม่ได้ใช้กันแพร่หลายนัก แต่นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในฟิลิปปินส์คนหนึ่งกล่าวว่า มันไม่ได้มีแค่หนังกระแสหลักและหนังอิสระ แต่เราต้องแบ่งเป็น ‘หนังกระแสหลัก’ (mainstream), ‘หนังอิสระ’ (independent) และหนังที่อยู่ตรงกลางซึ่งเขาเรียกว่า ‘กระแสกลาง’ (mid stream) (หัวเราะ) ผมว่าตลกดีแต่มันก็เป็นคำอธิบายที่ดีต่อสิ่งที่เราเจอตอนนี้ พวกหนังสือพิมพ์ที่ไม่มีความรู้ก็เรียกหนังกลุ่มมิดสตรีมว่าหนังอิสระไปหมด แต่เรารู้ดีว่าเราไม่สามารถเรียกหนังกลุ่มนี้ว่าหนังอิสระได้เต็มปากเหมือนกับหนังของ ลาฟ ดิแอซ, รายา มาร์ติน หรือ จอห์น ทอร์เรส หรอก ตอนนี้เรามีโรงหนังที่ฉายหนังนอกกระแสอยู่สองแห่ง โรงแรกอยู่ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ อีกโรงเป็นโรงหนังเดี่ยว ทั้งสองฉายทั้งหนังอิสระและหนังมิดสตรีม แต่หนังแต่ละเรื่องก็เข้าฉายได้แค่ 6-7 วันเท่านั้นเพราะจะมีหนังเรื่องอื่นมาจ่อคิวรอฉายต่อ ตอนนี้เรามีหนังมิดสตรีมและหนังอิสระขนาดยาวรวมกันประมาณ 100 เรื่องต่อปี หนึ่งในปัญหาของหนังอิสระของเราก็คือ เราไม่มีที่ฉายหนังเพียงพอต่อจำนวนหนังที่มีอยู่ ผู้กำกับหลายคนจึงเลือกไปฉายหนังตามสถานศึกษาซะเลย - คนทำหนังในภูมิภาคอื่นๆ ของฟิลิปปินส์ทำหนังยาวบ้างรึเปล่า อเล็กซิส : มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารวมแล้วอาจไม่เกิน 10 เรื่องแต่ก็ถือว่ามากกว่าในอดีตมาก ย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน ความคิดที่ว่าจะมีหนังจากภูมิภาคอื่นๆ นั้นเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์เลยก็ได้ - ในประเทศไทยเราไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ เลยนอกจากกรุงเทพฯ อเล็กซิส : คุณก็มี อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ ไง ไกรวุฒิ : อุรุพงษ์เป็นคนต่างจังหวัด หนังของเขามีความเป็นภูมิภาคอื่นมากก็จริงแต่เขาก็ต้องเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กรุงเทพฯ วิวัฒน์ : ผมยังถือว่าอุรุพงษ์เป็นผู้กำกับหนังสั้นอยู่ เพราะ Stories From The North เป็นการรวมหนังสั้นหลายเรื่องเข้าเป็นหนังยาวและก่อนหน้านี้เรามีโอกาสดูหนังของอุรุพงษ์ได้ เพียงแค่ในเทศกาลหนังสั้นเท่านั้น เราก็คงต้องรอให้ Agrarian Uthopia (‘สวรรค์บ้านนา’) เข้าฉายในเมือง ไทยก่อนมั้งครับ แล้วเราจะมองเขาได้อย่างเต็มตามากขึ้นในฐานะหนังจากภูมิภาคอื่น ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรายังไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทยเลย อเล็กซิส : ผมคิดว่าช่วงยุค 40-60 ในฟิลิปปินส์มีอุตสาหกรรมหนังในเมืองเซบู ซึ่งอยู่นอกเขตมะนิลา มันเป็นวงการหนังที่แข็งแรงมากแต่หนังเหล่านั้นไม่มีหลงเหลือมาให้คนรุ่นหลังเห็นแล้ว เพราะว่าเราไม่มีหอภาพยนตร์แห่งชาติที่จะเก็บรักษาฟิล์มเหล่านั้น คนที่ทำหน้าที่เป็นหอภาพยนตร์ก็คือสถานีโทรทัศน์หรือบริษัทหนังซึ่งเก็บหนังในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมาแค่นั้นเอง ลาฟ : เราสูญเสียหนังไปเยอะมากเพราะเราไม่มีหอภาพยนตร์ อเล็กซิส : อีกประเด็นหนึ่งก็คือ บรรดาฟิล์มที่ถูกเก็บรักษาในมะนิลานั้นถูกทำลายเนื่องจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงคราม - ฟิลิปปินส์มีคนทำหนังที่พูดเรื่องการเมือง เยอะไหม อเล็กซิส : มีคนทำหนังน้อยคนนักในฟิลิปปินส์ที่จะทำหนังการเมืองในระดับเดียวกับที่ลาฟทำ ในแง่ว่าหนังของลาฟพูดถึงปัญหาการเมืองโดยให้บริบทความเป็นมาที่กว้างและลึกมาก ขณะที่หนังการเมืองส่วนใหญ่เป็นแค่การเล่าถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นหนังบ่นๆ ด่าๆ สังคมไป แต่ไม่ได้มีความพยายามที่จะอธิบายหรือขยายให้เห็นมิติของปัญหา มีกลุ่มคนทำหนังการเมืองอยู่บ้าง เช่น กลุ่ม Southern Tagalog Exposure ซึ่งมีความคิดทางการเมืองที่แข็งกร้าวมาก หลายคนในกลุ่มนี้มีพื้นหลังเป็นฝ่ายซ้ายจัดหรือมีมุมมองแบบคอมมิวนิสต์มาก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือพวกเขาพยายามฝึกคนทำหนังรุ่นเด็กๆ ที่ยังไม่มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจนนักให้ทำหนังสั้นการเมืองเกี่ยวกับปัญหา สิทธิมนุษยชนในฟิลิปปินส์ เด็กๆ เหล่านี้ต้องทำหนังสั้นเพียง 2 นาทีเพื่อฉายทางโทรทัศน์ แต่พอคณะกรรมการพิจารณาให้เรต X พวกเขาก็ต้องอุทธรณ์ต่อถึงจะได้ฉายให้คนดูวงกว้าง แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ว่าหนังสั้นเหล่านี้เป็นหนังที่มีไอเดียง่ายไป ไม่มีการตั้งคำถาม เป็นหนังที่ประกาศจุดยืนบางอย่างซึ่งเป็นเรื่องน้อยนิด อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือปริมาณของคนทำหนังในฟิลิปปินส์นั้น 80 เปอร์เซ็นต์เป็น คนที่มีอายุต่ำกว่า 33 ปี พวกเขายังต้องใช้เวลา อีกสักพักกว่าจะตกตะกอนทางความคิดหรือฝีมือการทำหนัง ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นในหนังของ เขาตอนนี้คือการแสดงความรู้สึกอึดอัดต่อสภาวะการเมือง แต่ไม่มีอะไรที่ไปไกลกว่านั้น อาจจะมีอยู่เพียง 2-3 คนที่ไปไกลกว่าจุดนี้ เช่น เชอราด แอนโธนี ซานเชส, รายา มาร์ติน และ แน่นอนว่าต้องมี ลาฟ ดิแอซ ตอนนี้ประเด็นร้อนในหนังฟิลิปปินส์ คือ มีผู้กำกับกลุ่มหนึ่งที่ทำหนังเล่าเรื่องของ คนยากจน แต่กลับถูกด่าว่าเป็นหนังที่ขาย ความยากจนให้ฝรั่งดู สิ่งที่ผมเห็นว่ายังขาดใน หนังฟิลิปปินส์ตอนนี้ คือหนังที่วิเคราะห์หรือแสดงให้เห็นอย่างจริงจังถึงบทบาทของชนชั้นสูงในฟิลิปปินส์ ว่าสถานภาพที่เขาดำรงอยู่นั้นครอบงำสิ่งต่างๆ ของสังคมได้อย่างไร ภาพคนชั้นสูงในหนังฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ถูกนำเสนอ ออกมาเป็นคนไฮโซทำงานบริษัทโฆษณา แล้วก็รักกับคนชนชั้นล่างกว่าตัวเองแค่นั้น ผมคิดว่าปัญหาใหญ่จริงๆ ของวงการหนังฟิลิปปินส์นั้นไม่ได้อยู่ที่หนังฟิลิปปินส์ เพราะตัวหนังเองได้เริ่ม พัฒนาและท้าทายขึ้นมาแล้ว แต่เป็นที่วัฒนธรรมการดูหนังฟิลิปปินส์ที่อ่อนแอกว่าตัวหนังเองซะอีก เรามีหนังที่น่าสนใจแล้วแต่เราไม่มีคนหรือองค์กรที่จะมาสนับสนุนหรือจัดเวทีเพื่อถกเถียงอธิบายหนังเหล่านี้ กิจกรรมเกี่ยวกับหนังในฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่แล้วก็จัดขึ้นโดยคนทำหนังเองนั่นแหละ ในฟิลิปปินส์นั้น หนังของลาฟฉายไม่เกิน 10 ครั้งต่อเรื่อง ปีที่แล้วเมื่อตอนที่มีการเสวนาเกี่ยวกับหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มะนิลา มีอาจารย์คนหนึ่งยกประเด็นนี้ขึ้นมา เขาถามว่ามีคนดูหนังของลาฟน้อยมาก แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นคนทำหนังฟิลิปปินส์ได้จริงหรือ ซึ่งผมตอบไปว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ามีคนดูหนังน้อย แต่คุณคิดว่าคนฟิลิปปินส์ควรดูหนังของลาฟรึเปล่า ซึ่งอาจารย์ตอบว่าใช่ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมอาจารย์ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อสร้างพื้นที่ล่ะ นี่คือตัวอย่างว่าการที่คนดูหนังน้อยไม่ใช่ความล้มเหลวของตัวหนังหรือผู้กำกับ แต่มันเป็นความล้มเหลวของโครงสร้างที่ไร้วัฒนธรรมการดูหนังต่างหาก - หนึ่งในปัญหาของหนังไทยคือ ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องการเมือง คนทำหนังไทยมักเซ็นเซอร์ตัวเอง พวกเขาอาจทำหนังเหน็บแนม นักการเมืองนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ไม่มีใครจะทำไปมากกว่านั้น แม้ กระทั่งในหนังอิสระก็มีอยู่น้อยคนนักที่จะพูดเรื่องการเมืองอย่าง ตรงไปตรงมา แต่เราสามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ในหนังของ ลาฟ ดิแอซ สิ่งที่เราสงสัยก็คือคุณมีปัญหากับการเซ็นเซอร์ของรัฐ บ้างไหม หรือมีผู้ชมอนุรักษ์นิยมที่โจมตีคุณบ้างไหม ลาฟ : ผมคิดว่าในฟิลิปปินส์ ถึงเราจะมีการเซ็นเซอร์และมีรัฐบาลที่กดขี่ประชาชน แต่เราก็ยังมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นอยู่ ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับศิลปินแต่ละคนแล้วล่ะว่าอยากจะพูดเรื่องอะไร ผมไม่เคยต้องมานั่งคิดว่าเราไม่สามารถถ่ายสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้เพราะเรามีคณะกรรมการเซ็นเซอร์หรือเราจะต้องเจอกับทหารหรือรัฐบาล ซึ่งนี่แตกต่างจากประเทศ ไทยมาก ผมเข้าใจดีว่าการเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นสิ่งที่ยังอยู่ในงานของคนไทย เราอยู่ในเงื่อนไขของสังคมที่ไม่เหมือนกัน คนดูหนังก็ไม่เคยมาโจมตีผม แต่นั่นอาจเป็นเพราะว่าหนังของผมมีคนดูอยู่จำนวนน้อยและพวกเขาก็เป็นปัญญาชนกัน ครึ่งหนึ่งในคนดูหนังของผมอาจเป็นเพื่อนผมทั้งนั้นก็ได้ อเล็กซิส : ส่วนหนึ่งของความแตกต่างระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ก็คือ ฟิลิปปินส์มีความไม่สงบทางการเมืองเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ใน ปัจจุบัน รัฐบาลและประธานาธิบดีก็ได้รับความนิยมน้อยมาก ดังนั้นการ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ผู้คนรับกันได้ ลาฟ : แม้กระทั่งในสมัยของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (อดีตประธานาธิบดี เผด็จการ) ก็มีคนทำหนังอย่าง ลิโน บรอคกา (ผู้กำกับภาพยนตร์ ยุค 70-80) ที่กล้าใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับระบบ อเล็กซิส : ในปัจจุบันรัฐยังทำหน้าที่เซ็นเซอร์หนังอยู่แต่ก็ต่างจากเดิม ยกตัวอย่างเช่น รัฐเซ็นเซอร์หนังของ ลาฟในประเด็นโป๊เปลือยมากกว่า ประเด็นการเมือง แต่ผมเองมีความเชื่อ ว่า รัฐไม่เชื่อแล้วว่าศิลปะจะมีความ หมาย พวกเขาไม่เชื่อแล้วว่าหนังจะมีผล ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ในช่วงเวลาที่บรอคกาทำหนัง รัฐจะ เซ็นเซอร์หนังตั้งแต่ก่อนที่หนังจะสร้าง ซะอีก คนทำหนังต้องส่งบทให้รัฐ พิจารณาก่อนถ่ายทำ ซึ่งตอนนี้มันไม่มี ระบบเช่นนี้อีกแล้ว เพราะภาพยนตร์ ไม่ได้มีอำนาจต่อความรู้สึกนึกคิดของ ประชาชนทั้งประเทศเหมือนกับที่เคยเป็นแล้ว ในยุคที่บรอคกาทำหนัง ภาพยนตร์สามารถเปลี่ยนสังคมได้ แต่เมื่อมามองในปัจจุบัน เมื่อคุณมอง ไปยังภาพยนตร์ที่ฉายในวงกว้าง -ซึ่งคำว่าวงกว้างนั้นสำคัญมากเพราะ มันต้องฉายในวงกว้างเท่านั้นถึงจะสร้างผลกระทบขนาดยักษ์ได้- ภาพยนตร์ได้สูญเสียอำนาจแบบนั้นไปแล้ว ผมพูดเสมอว่าหนังของลาฟหรือหนังของ รายา มาร์ติน ดูคล้ายบทกวี และถ้าเราพูดกันตรงๆ ก็คือบทกวีน่ะไม่มีผู้ชมผู้ฟังมากมาย หรอกครับ บทกวีเป็นสิ่งที่มีความเป็นส่วนตัวสูง คนดูก็เสพมันในลักษณะ ส่วนตัวกันมาก และคุณก็ไม่ได้คาดหวังว่าบทกวีจะเปลี่ยนประเทศได้ ในยุค 70-80 เราสามารถบอกได้ว่าหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อ สังคมอย่างแรงกล้า ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามสู้กับหนังพวกนั้นอย่าง ทันท่วงที แต่ตอนนี้ผมนึกไม่ออกและไม่คิดว่าจะเห็นหนังเรื่องไหนที่ เปลี่ยนสังคมฟิลิปปินส์ หนังในปัจจุบันอาจเปลี่ยนปัจเจกบุคคล แล้ว ปัจเจกบุคคลนั่นค่อยไปเปลี่ยนแปลงสังคมอีกที - หนังฮอลลีวูดมีบทบาทอย่างไรต่อหนังฟิลิปปินส์ อเล็กซิส : มีผลกระทบอย่างยิ่งยวดเลยล่ะ ไม่ใช่แค่ส่งผลต่อคนทำหนัง ที่โตมาแต่กับหนังฮอลลีวูดเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังคนดูหนังที่ไม่รู้จักหนัง อย่างอื่นนอกจากหนังฮอลลีวูดด้วย โดยเฉพาะคนดูหนังที่อายุต่ำกว่า 30 ปี เพราะในฟิลิปปินส์เวลา Harry Potter หรือ Spider-Man เข้าฉาย โรงหนังจะไม่ฉายหนังเรื่องอื่นเลย และเราก็ไม่มีซีเนมาเธค (โรงหนังที่ฉาย หนังศิลปะเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม) มหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ต้องการจะ ทำซีเนมาเธค แต่ก็มีทุนไม่พอ ดังนั้นพวกเขาก็ต้องฉายหนังฮอลลีวูด หรือไม่ก็ฉายหนังที่ทางสถานทูตเลือกมาให้ เราจึง ขาดแคลนการฉายหนังทางเลือก สิ่งเหล่านี้ไม่ ได้เป็นผลแค่จากโรงหนังหรือการจัดจำหน่าย หนัง แต่ยังเป็นผลมาจากวัฒนธรรมการดูหนัง ที่ไม่นิยมการดูหนังที่หลากหลายด้วย แถมยัง กำหนดให้เสร็จสรรพว่าหนังแบบไหนเท่านั้นที่ ผู้ชมควรจะดู - เมื่อปีที่แล้วเรามีโอกาสถามคำถามเดียว กันนี้กับ ยีรี เมนเซล ผู้กำกับชาวเชค เขาตอบว่า หนังฮอลลีวูดไม่ได้ส่งผลกระทบ ต่อคนทำหนังยุโรปมากเท่าไรหรอก แต่ มันทำให้ระดับรสนิยมของคนดูหนังยุโรป ลดลงไปอย่างน่าใจหาย ถ้าเรานำหนัง ฮอลลีวูดคุณภาพต่ำหลายเรื่องที่ฮิตใน ปัจจุบันไปฉายให้ชาวยุโรปรับชมเมื่อ 20 ปี ก่อน รับรองว่าจะไม่ทำเงินแน่นอน อเล็กซิส : จริงเลยล่ะ เพื่อนคนทำหนังของผม คนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า เขาบอกกับเพื่อนว่า “ฉันอยากฉายหนังของฉัน” เพื่อนตอบว่า “ไม่มีใครดูหนังของนายหรอก” เขาจึงตอบว่า “เหตุผลแค่นี้น่ะหรือที่ทำให้ไม่ฉายหนังของเรา” ยังมีอีกเรื่องนึงที่ผมอยากเล่าให้ฟัง คือเรื่องของ คิดแลต ตาฮิมิค คนทำหนังฟิลิปปินส์ ตอนที่ยังไม่เริ่มกำกับหนัง ตาฮิมิค เรียนหนังอยู่ที่เยอรมัน แล้วบังเอิญว่าครูของ เขาไม่มา แวร์เนอร์ แฮร์โซก (ผกก. ระดับ อาจารย์ใหญ่แห่งวงการหนังโลก) ก็เลยมาสอน หนังสือแทน ทั้งคู่เริ่มสนิทกันจนกระทั่งแฮร์โซก ชวนให้ตาฮิมิคมาแสดงบทเล็กๆ ในเรื่อง The Enigma of Kaspar Hauser วันนึงตาฮิมิคไปหา แฮร์โซกแล้วบอกว่า “ผมมีบทหนังที่อยาก กำกับ ผมอยากให้คุณอ่าน” แต่แฮร์โซกตอบว่า “ผมยุ่งมากๆ เลย ไม่มีเวลาอ่านหรอก แต่ผม กำลังจะนั่งรถไป 400 กิโลเมตร และกลับอีก 400 กิโลเมตร เพื่อไปฉายหนังที่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ถ้าคุณยอมนั่งรถโฟล์คของผมไป ด้วยกัน คุณอาจจะเล่าเรื่องหนังของคุณให้ผม ฟังระหว่างทางก็ได้” ตาฮิมิคเลยไปด้วย ปรากฏว่าพอไปถึงที่โรงหนัง มีคนรอดูหนัง ของแฮร์โซกแค่ 35 คน ตอนนั่งรถกลับตาฮิมิค ก็เลยบ่นว่า “น่าเศร้าจริง เราขับรถกันตั้ง 800 กิโลเมตรเพื่อให้คน 35 คนดูหนังเนี่ยนะคณุ รูสึกแย่หรือเปล่า ” แฮร์โซกตอบว่า “ตาฮิมิค คุณต้องหัดรู้จักให้ความรู้กับผู้ชมซะบ้าง ถ้าเราไม่เริ่ม ณ ที่ใดที่หนึ่ง แล้วเมื่อไรคนดูหนังจะได้พัฒนากันล่ะ” ผมคิดว่าแนวคิดนี้ล่ะใช่เลย เริ่มต้นจากคนดูกลุ่มเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายตัวขึ้น เวลาผม สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย นักเรียนทุกคนของผมเป็นคนดูหนังฮอลลีวูด มีอยู่คนนึงเกิดที่อเมริกา และคิดว่าอเมริกาเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกด้วย ในการสอนตลอดหนึ่งเทอม ผมเริ่มฉาย หนังที่หลากหลาย หนังทดลอง หนังสั้นไทยบ้าง ความหมายของภาพยนตร์สำหรับพวกเขาค่อยๆ ขยายขึ้น และเมื่อคุณฉายหนังของลาฟ ดิอาซ ความหมายของภาพยนตร์ของพวกเขาก็ขยายไปถึง ขีดสุด เมื่อผมฉาย Evolution of Filipino Family นักเรียนต้องดูหนังตั้งแต่ 9.00-21.00 น. โดยแบ่งพัก เป็นสองช่วง และตอนท้ายลาฟก็มาร่วมตอบคำถามด้วย ผมถามว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร พวกเขา ตอบว่ามันยาวมาก แต่หลังจากนั้นก็แสดงความคิดเห็นอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อเขาดูหนังความยาว 11 ชั่วโมงไป ความคิดที่มีเกี่ยวกับหนังก็ถูกขยายไปอย่างมหาศาล มันได้ทำลายข้อจำกัดที่พวกเขา เคยคิดว่าหนังต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และต่อไปถ้าต้องดูหนังแนวอื่นๆ พวกเขาก็รับได้หมดแล้ว ถ้าผมบอกพวกเขาว่าจะฉายหนังความยาว 5 ชั่วโมงนะ พวกเขาก็บอกว่าสบายมาก เพราะเรา ผ่านหนัง 11 ชั่วโมงมาแล้ว ผมคิดว่าพวกเราจะต้องขยายความคิดว่าภาพยนตร์คืออะไร เพราะว่าฮอลลีวู้ดทำให้ ความหมายของมันแคบเหลือเกิน - คนทำหนังอิสระของฟิลิปปินส์มีวัฒนธรรมการอ่านวรรณกรรมบ้างไหม เพราะในเมืองไทย เรามีความเชื่อกันว่าคนทำหนังไทยไม่ว่าจะเป็นคนทำหนังกระแสหลักหรือคนทำหนังอิสระ พวกเขาไม่ได้เป็นนักอ่าน อเล็กซิส : เป็นคำถามที่ตอบยากนะครับ ผมไม่คิดว่าคนทำหนังฟิลิปปินส์จะเป็นนักอ่านระดับ หนอนหนังสือกันมากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ในตอนนี้คือ มีนักเขียนและอาจารย์สอนด้าน วรรณกรรมหลายคนที่พยายามทำหนัง พวกเขาเป็นนักเขียนที่ได้รับความเคารพ แต่เมื่อมาทำหนัง เราก็เห็นปัญหาแบบเดียวกับคนเพิ่งหัดทำหนัง บทหนังของพวกเขาแข็งแรงมาก แต่ยังต้องการเวลา ในการฝึกกำกับอีกพอสมควร ผมไม่มั่นใจนักแต่คิดว่าคนเขียนบทเป็นนักอ่านมากกว่าผู้กำกับ โดยเฉพาะผู้กำกับที่ ไม่ได้เขียนบทหนังด้วยตนเอง ตอนนี้มีกลุ่มนักเขียนบทรุ่นใหม่ อายุช่วง 20 ปลายๆ ถึง 40 ที่ ทำงานให้บริษัทหนังใหญ่ๆ หนังหลายเรื่องที่มาจากบทของคนเหล่านี้เป็นหนังดีเลยล่ะ ที่น่าสนใจ ก็คือคนเขียนบทเหล่านี้มารวมตัวกัน และต้องการเขียนบทและโปรดิวซ์หนังเอง พวกเขามีสิทธิใน การเลือกผู้กำกับ หรือไม่ก็กำกับเองซะเลย พวกเขาเชื่อมั่นในบทของเขาว่ามันต้องไม่ออกมาเป็น หนังแย่ๆ หรือเป็นหนังที่ประนีประนอมแน่ๆ ตอนนี้พวกเขาโปรดิวซ์หนังออกมา 3 เรื่องแล้วและจะ ทำต่อไปอีก หนังเรื่องแรกของกลุ่มนี้คือ The Blossoming of Maximo Oliveros (2005, หนังสะท้อน สังคมว่าด้วยเด็กกะเทยที่หลงรักตำรวจหนุ่มสุดหล่อ) เป็นหนังที่เขียนโดยคนเขียนบทซึ่งดังมากๆ 2 คนและพวกเขาเลือกผู้กำกับเอง ส่วนเรื่องคนทำหนังอ่านหนังสือไหม ผมไม่มีคำตอบที่ดีกว่านี้ให้ เอาเป็นว่าในบรรดา คนทำหนังอิสระที่ผมรู้จัก เควิน เดอ ลา ครูซ (กำกับเรื่อง The Family That Eats Soil) อ่านหนังสือ เยอะมากและยังเขียนเรื่องสั้นกับบทกวีอีกด้วย เชอราด แอนโธนี ซานเชซ ก็อ่านหนังสือเยอะมาก ส่วนรายา มาร์ตินนั้นเลือกอ่าน แต่สิ่งที่เขาเลือกเป็นสิ่งที่ดี ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ตู่ พลาดแล้ว!!! ชวนสาวซ้อนมอ'ไซค์ โดนแฟนคลับแซวกลับ งานนี้มีฮา
ตู่ ภพธร

    เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับสาวไทยใจกล้า สำหรับนักร้องขวัญใจสาวๆ ที่หลายคนยกให้เป็นสามีแห่งชาติไปแล้ว สำหรับ ตู่ ภพธร ที่ถึงแม้จะมีหวานใจเป็นตัวเป็นตนแล้ว แต่สาวๆ ก็ยังเทใจให้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็หลงเสน่ห์ พี่ตู่ ไปซะหมดทุกอย่าง ล่าสุด เมื่อ หนุ่มตู่ ภพธร ลงรูปภาพจูงรถมอเตอร์ไซค์คันโก้ พร้อมทั้งแคปชั่นว่า "ไปกับพี่มั้ยน้อง" งานนี้มีหรือแฟนคลับจะรอช้า จะปล่อยให้หนุ่มตู่ รอเก้อได้อย่างไร เลยจัดคอมเม้นท์หนักๆ ชุดคอมโบเซ็ท พร้อมใจกันขานรับ อ่านแล้วมีฮาแน่นอน... ขอบคุณรูปภาพจาก เฟซบุ๊ค Two

มีดราม่า โปสเตอร์หนังใหม่ ผกก. Sicario มีรูปตึกจีน แต่อยู่บนเกาะฮ่องกง!
Arrival /  เดนนิส วิลล์เลอเนิฟ

ผู้ใช้เฟซบุ๊คชาวฮ่องกงจำนวนมาก ได้ไปคอมเม็นต์ถล่ม 1 ในสามโปสเตอร์ทีเซอร์ของ Arrival ผลงานกำกับล่าสุดของ เดนนิส วิลล์เลอเนิฟ (ผกก. Prisoners,Enemy และ Sicario) กันถึงเพจอย่างเป็นทางการของหนัง ซึ่งจะไม่ให้เดือดได้อย่างไร ในเมื่อโปสเตอร์นี้ที่มีฉากหลังเป็นเกาะฮ่องกง ดันอาคารสูงซึ่งเป็นแลนด์มาร์คของเมืองเซี่ยงไฮ้ ในประเทศจีน ตั้งอยู่อย่างชัดเจนเสียนี่! โดยบรรดาผู้ใช้เฟซบุ๊คชาวฮ่องกงต่างติดแฮชแท็ก #HongKongIsNotChina เพื่อแสดงความไม่พอใจในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในโปสเตอร์ชิ้นนี้ ซึ่งแม้ฮ่องกง หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งทางจีนได้รับมอบอธิปไตยคืนจากสหราชอาณาจักรมาตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 1997 แล้วก็ตาม หากในแง่ความรู้สึกแล้ว ชาวฮ่องกงส่วนใหญ่กลับไม่ได้นับรวมว่าตนเองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกจีนแผ่นดินใหญ่ จากปัจจัยทางประวัติศาสตร์ไปจนถึงความแตกต่างในด้านสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จึงไม่แน่ประหลาดใจที่ชาวฮ่องกงจะโกรธจัดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับโปสเตอร์หนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวูดเรื่องนี้ ตัวอย่าง Arrival https://www.youtube.com/watch?v=tFMo3UJ4B4g ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

เจ เจตริน สัก
เจ เจตริน

    ยังความโศกเศร้าอาลัยไม่หาย เมื่อได้ทราบข่าวตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม หลังประกาศแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากสำนักพระราชวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต เหล่าคนในวงการบันเทิง ต่างร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเช่นเดียวกับนักร้อง อย่าง เจ เจตริน ที่ขอให้โอกาสนี้เก็บความรู้สึกเศร้าเสียใจ กลั่นออกมาเป็นรอยสัก โดย เจ ได้สักคำว่า "King ๙" ที่หมายถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อรำลึกถึงพระคุณที่ได้เกิดบนแผ่นดินของพ่อ พร้อมทั้งบอกว่า "วันนี้ไม่เจ็บ แต่จะจำไปจนวันตาย" ขอบคุณคลิปและรูปภาพจากเฟซบุ๊ค Jetrin Wattanasin

อาลัย สันติ ดวงสว่าง ศิลปินต้นแบบเพลงลูกทุ่ง เจ้าของเพลงฮิต จูบไม่หวาน
จูบไม่หวาน /  ถอนคำสาบาน / 

วงการเพลงลูกทุ่งต้องร่ำไห้ หลังสูญเสียหนึ่งในนักร้องชื่อดังระดับตำนาน สันติ ดวงสว่าง ซึ่งเสียชีวิตแล้วด้วยวัย 48 ปี ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จ.สมุทรสงคราม หลังจากมีอาการเส้นเลือดในสมองแตกจนต้องรักษาตัวในห้องผู้ป่วยขั้นวิกฤติ(ไอซียู) นานถึง 4 วัน แต่ก็ไม่อาจยื้อชีวิตไว้ได้ สันติ ดวงสว่าง หรือ นายจเร ภู่ทอง มีผลงานให้แฟนเพลงได้รับฟังมานาน และเป็นเจ้าของบทเพลงฮิตตลอดกาล จูบไม่หวาน... สันติ ดวงสว่าง ถือเป็นนักร้องลูกทุ่งอีกหนึ่งคนที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในวงการเพลงลูกทุ่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 กับโครงการท็อปฮิต ลูกทุ่งมาตรฐาน ซึ่งสันติถือเป็นศิลปินคนแรกของโครงการนี้ และยังมีผลงานมากที่สุดถึง 24 อัลบั้ม จนทำให้เขากลายเป็นศิลปินต้นแบบให้กับศิลปินลูกทุ่งรุ่นใหม่ๆ     สันติ ดวงสว่าง  เกิดวันที่ 10 มกราคม 2511 เป็นบุตรของนายประสิทธิ์ นางวรรณา ศรีประเสริฐ แต่เดิมอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 29 หมู่ที่ 6 ตำบลท่าเยี่ยม กิ่งอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร พ่อแม่มีอาชีพทำนา     ตอนที่ยังเป็นเด็กชอบร้องเพลงมากๆ ใครจ้างร้อง 5 - 10 บาท เขาจะรับร้องไม่เกี่ยงราคา เมื่อพ่อแม่เห็นว่าเขาชอบเสียงเพลง และพอมีพรสวรรค์อยู่บ้าง จึงคิดว่าน่าจะเป็นอาชีพได้ จึงพาไปสมัครประกวดร้องเพลงตามเวทีต่างๆ งานวัดบ้าง เวทีเล็ก เวทีใหญ่ สถานที่ต่างๆ ตามตำบล ตามอำเภอ หรือต่างจังหวัด เขาจะรับรางวัลชนะเลิศทุกครั้ง     ครั้งสุดท้าย ตอนเขาอายุได้ 9 – 10 ปี พ่อแอ๊ด เทวดา ได้ฟังเสียงแล้วชอบใจมาก จึงขอไปอยู่ด้วย พ.ศ. 2529 พอโตเป็นหนุ่ม ความมั่นใจมีมากขึ้น เลยตัดสินใจไปสมัครร้องเพลง ตามห้องอาหาร และไปที่แม่กลอง จ.สมุทรสงคราม ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าทำไมต้องด้นดั้นไปไกลจากบ้านถึงขนาดนั้น     สันติขอตามพี่สาวไปอยู่ แม่กลอง สมุทรสงคราม แล้วความฝันก็เป็นจริงเมื่อเขาได้ร้องเพลงในห้องอาหาร ดวงนภา ของประสิทธิ พรหมสาร อยู่กับห้องอาหารดวงนภาได้ไม่นานนัก แมวมองหานักร้องเข้าประกวดในรายการ ลูกทุ่งสิบทิศของ ดำรง พุฒตาล ทางช่อง 5 กลายเป็นเจ้าพ่อเพลงหวาน มาจนถึงทุกวันนี้ เพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุด จูบไม่หวาน, ถอนคำสาบาน, รักนี้มีกรรม ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊ค ลูกทุ่งลายไท, สันติ ดวงสว่าง

ไมเคิล บูเบล ประกาศพักงาน เพื่อดูแลลูกชาย 3 ขวบที่ป่วยเป็นมะเร็ง!
Luisana Lopilato /  Michael Buble / 

นักร้องเสียงนุ่ม ไมเคิล บูเบล (Michael Buble) และภรรยา ประกาศขอพักงาน หลังตรวจพบว่า โนอาห์ ลูกชายคนโตวัย 3 ขวบป่วยเป็นโรคมะเร็ง ไมเคิล บูเบล ไมเคิล บูเบล วานนี้(4 พ.ย.) ไมเคิล บูเบล นักร้องชื่อดังชาวแคนาดาเปิดเผยข่าวเศร้าผ่านทางเฟซบุ๊คแฟนเพจของเขาว่า แพทย์ได้วินิจฉัยว่า โนอาห์ ลูกชายคนโตวัย 3 ขวบป่วยด้วยโรคมะเร็งและกำลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้เอง ไมเคิล บูเบล และ ลูซานา โลปิลาโต ภรรยาสาวดีกรีนักแสดงชาวอาร์เจนตินา จึงตัดสินใจขอพักการทำงานทั้งหมดเพื่อทุ่มเทเวลาในการดูแลอาการของโนอาห์ ทั้งคู่ขอความเป็นส่วนตัว และหวังว่ากำลังใจจากทุกคนจะทำให้พวกเขาก้าวผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ ไมเคิล บูเบล - ลูซานา โลปิลาโต music.mthai.com ขอร่วมเป็นอีกหนึ่งแรงใจส่งให้ ไมเคิล บูเบล และครอบครัว. มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com