เฟซบุ๊ค

เจ เจตริน สัก
เจ เจตริน

    ยังความโศกเศร้าอาลัยไม่หาย เมื่อได้ทราบข่าวตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม หลังประกาศแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากสำนักพระราชวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต เหล่าคนในวงการบันเทิง ต่างร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเช่นเดียวกับนักร้อง อย่าง เจ เจตริน ที่ขอให้โอกาสนี้เก็บความรู้สึกเศร้าเสียใจ กลั่นออกมาเป็นรอยสัก โดย เจ ได้สักคำว่า "King ๙" ที่หมายถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อรำลึกถึงพระคุณที่ได้เกิดบนแผ่นดินของพ่อ พร้อมทั้งบอกว่า "วันนี้ไม่เจ็บ แต่จะจำไปจนวันตาย" ขอบคุณคลิปและรูปภาพจากเฟซบุ๊ค Jetrin Wattanasin

ดี้ นิติพงษ์ แชร์คลิปหาดูยาก 'ในหลวง รัชกาลที่9 ทรง โซปราโนแซ็กโซโฟน'
ดี้ นิติพงษ์ /  นิติพงษ์ ห่อนาค / 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นคีตราชาอย่างแท้จริง นอกจากพระองค์จะพระราชนิพนธ์บทเพลงมากถึง 48 บทเพลงแล้ว พระอัจฉริยภาพด้านดนตรียังมากมายและรอบด้านอย่างหาที่สุดมิได้ด้วย ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค ศิลปินและนักแต่งเพลงชื่อดัง ได้แชร์คลิปวีดิโอหาชมยากผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว บ่งบอกถึงพระอัจฉริยภาพทางดนตรี ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งพระองค์ทรงโซปราโนแซ็กโซโฟนอย่างสุดไพเราะ ไว้เมื่อปี 1988 พร้อมเขียนข้อความว่า มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

บูม ชญาภา ลูกสาว ชูษี โพสต์อาลัย แวว จ๊กมก เสียชีวิต!!
แวว จ๊กมก /  หม่ำ จ๊กมก

รายงานข่าวแจ้งว่าอดีตนักแสดงตลกหญิงชื่อดัง แวว จ๊กมก หรือน้องสาวของตลกชื่อดัง หม่ำ จ๊กมก นั้น ได้เสียชีวิตลงแล้ว ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว และล่าสุดทาง บูม ชญาภา ลูกสาวของตลก ชูษี เชิญยิ้ม และ นก วนิดา ได้โพสต์สแดงความอาลัยในเฟซบุ๊คส่วนตัวของเธอ มาดังนี้ "สิ้นกรรมก็สิ้นกัน.. สู่สุคติ ป้าแวว ของหนู" ด้าน มด ภรรยาหม่ำ โพสต์อาลัยมาว่า "ด้วยรัก และ อาลัย อย่างสุดซึ้ง เธอเป็นน้องสาวของสามีที่ดีที่สุด ใครจะคอยปกป้องดูแล ใครจะทำกับข้าวให้ฉันและสามีกิน หลับให้สบายน่ะอาแวว #เทียมใจ วงษ์คำเหลา" โดยจะตั้งสวดอภิธรรมศพ ณ วัดคงคา บางใหญ่ จ.นนทบุรี ศาลา 4 ทั้งนี้ทางทีมข่าว Gossipstar.mthai.com ต้องขอแสดงความเสียใจมา ณ โอกาสนี้ ขอบคุณ ภาพและข้อมูลจากเฟซบุ๊ค ชญาภา พงศ์สุภาชาคริต และไอจี @motjokmok แวว จ๊กมก แวว จ๊กมก แวว จ๊กมก แวว จ๊กมก แวว -หม่ำ จ๊กมก

ไมเคิล บูเบล ประกาศพักงาน เพื่อดูแลลูกชาย 3 ขวบที่ป่วยเป็นมะเร็ง!
Luisana Lopilato /  Michael Buble / 

นักร้องเสียงนุ่ม ไมเคิล บูเบล (Michael Buble) และภรรยา ประกาศขอพักงาน หลังตรวจพบว่า โนอาห์ ลูกชายคนโตวัย 3 ขวบป่วยเป็นโรคมะเร็ง ไมเคิล บูเบล ไมเคิล บูเบล วานนี้(4 พ.ย.) ไมเคิล บูเบล นักร้องชื่อดังชาวแคนาดาเปิดเผยข่าวเศร้าผ่านทางเฟซบุ๊คแฟนเพจของเขาว่า แพทย์ได้วินิจฉัยว่า โนอาห์ ลูกชายคนโตวัย 3 ขวบป่วยด้วยโรคมะเร็งและกำลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้เอง ไมเคิล บูเบล และ ลูซานา โลปิลาโต ภรรยาสาวดีกรีนักแสดงชาวอาร์เจนตินา จึงตัดสินใจขอพักการทำงานทั้งหมดเพื่อทุ่มเทเวลาในการดูแลอาการของโนอาห์ ทั้งคู่ขอความเป็นส่วนตัว และหวังว่ากำลังใจจากทุกคนจะทำให้พวกเขาก้าวผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ ไมเคิล บูเบล - ลูซานา โลปิลาโต music.mthai.com ขอร่วมเป็นอีกหนึ่งแรงใจส่งให้ ไมเคิล บูเบล และครอบครัว. มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ไอดอล K-POP ชาวไทย ลงนามถวายความอาลัย ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
2PM /  BamBam / 

การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ยังมาซึ่งความสูญเสียที่พสกนิกรชาวไทยโศกเศร้าอย่างหาที่สุดมิได้ โดยเหล่าศิลปินไอดอล K-POP ชาวไทย ทั้ง นิชคุณ 2PM, แบมแบม GOT7, เตนล์ NCT, ลิซ่า BLACKPINK และ สร CLC ที่แม้ตัวจะอยู่ไกลถึงประเทศเกาหลีใต้ แต่ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ น้อมเกล้าส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย สร ชลนสร สัจจกุล สมาชิกของวงเกิร์ลกรุ๊ป CLC เขียนข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว แบมแบม กันต์พิมุก ภูวกุล สมาชิกวง GOT7 เขียนข้อความผ่านอินสตาแกรม 13ตุลาคม 2559 ขอน้อมกราบพระบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ข้าพระพุทธเจ้าขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า นายกันต์พิมุกต์ ภูวกุล A photo posted by BamBam(แบมแบม) (@bambam1a) on Oct 13, 2016 at 7:07am PDT นิชคุณ หรเวชกุล เขียนข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ขอให้ลูกได้เกิดเป็นลูกของพ่อหลวงทุกชาติไป — นิชคุณ Buck หรเวชกุล (@Khunnie0624) October 13, 2016 นอกจากนั้นในวันนี้(15 ต.ค.) เตนล์ ชิตพล ลี้ชัยพรกุล ศิลปินชาวไทย วง NCT, ลิซ่า ลลิษา มโนบาล สมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปวง BLACKPINK และ สร ชลนสร สัจจกุล วง CLC ก็ได้ไปร่วมลงนามถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ สถานเอกอัครราชทูต กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ อีกด้วย ภาพจากแฟนเพจ Royal Thai Embassy, Seoul มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

นุ่น - ต๊อด ส่งรถสุขาบริการประชาชน เผย เป็นเกียรติที่ได้ช่วยงานพระราชพิธี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช /  ในหลวงรัชกาลที่ 9 / 

            ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน สำหรับคู่สามีภรรยา นุ่น วรนุช และต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี ที่ขออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางเข้ามาแสดงความไว้อาลัยต่อพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บริเวณหน้าพระบรมมหาราชวัง โดยได้จัดส่งรถสุขาเคลื่อนที่ Heaven Toilet จำนวน 2 คัน อีกหนึ่งธุรกิจของครอบครัวที่ขอเป็นเกียรติที่มีโอกาสได้ช่วยเหลืองานพระราชพิธีในครั้งนี้             โดยรถสุขาเคลื่อนที่นี้จะจอดไว้ที่บริเวณหน้าราชนาวีสโมสร ถ.มหาราช เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ใช้บริการตั้งแต่เวลา 10.00 - 19.00 น.    ขอบคุณรูปภาพจาก เฟซบุ๊ค Todd Piti นุ่น - ต๊อด ส่งรถสุขาเคลื่อนที่ บริการประชาชน   นุ่น - ต๊อด ส่งรถสุขาเคลื่อนที่ บริการประชาชน   นุ่น - ต๊อด ส่งรถสุขาเคลื่อนที่ บริการประชาชน   นุ่น - ต๊อด ส่งรถสุขาเคลื่อนที่ บริการประชาชน   นุ่น - ต๊อด ส่งรถสุขาเคลื่อนที่ บริการประชาชน   นุ่น - ต๊อด ส่งรถสุขาเคลื่อนที่ บริการประชาชน   นุ่น วรนุช   ต๊อด ปิติ  

เป็นบุญตา... เผยมิวสิควิดีโอ เหมือนเคย ที่เคยถวาย ในหลวง-พระราชินี
boyd Kosiyabong /  บอย โกสิยพงษ์ / 

หลังจากเมื่อไม่กี่วันก่อน เจ้าของเฟซบุ๊ค Pinkan Tansuwanrat ได้เปิดเผยถึงความทรงจำจากงานพระราชทานเลี้ยงฉลองเนื่องในวันครบรอบวันบรมราชาภิเษกสมรส ซึ่งมีการเปิดพรีเซ็นเทชั่นภาพความรักของทั้งสองพระองค์ โดยใช้เพลง เหมือนเคย ของศิลปิน บอย โกสิยพงษ์ มาประกอบ นำมาซึ่งความสุขและความประทับใจให้แก่พสกนิกรชาวไทยไปแล้วนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) บอย โกสิยพงษ์ ปลาบปลื้ม ในหลวงทรงเปิดเพลง เหมือนเคย ในวันครบรอบอภิเษกสมรส ล่าสุดในวันนี้(21 ต.ค.) คุณหญิงต้น ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี ได้เผยคลิปมิวสิควิดีโอเพลง เหมือนเคย ที่ทั้งสองพระองค์เคยทอดพระเนตร และกล่าวถึงรายละเอียดของเรื่องดังกล่าวว่า 'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ จับพระหัตถ์ และทอดพระเนตรด้วยพระพักตร์แย้มรอยพระสรวล' ไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว Piyapas Bhirombhakdi … "เนื่องจากที่มีผุ้ใช้ Facebook ว่า Pinkan Tansuwanrat ได้เขียนถึงการเปิด เพลง"เหมือนเคย" ของคุณบอย โกสิยพงษ์ ในงานพระราชทานเลี้ยงในวังนั้น แต่แรกก็คิดว่าจะปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไป เพราะก็เป็นเรื่องที่นำรอยยิ้มมาให้คนไทย แต่เมื่อเรื่องบานปลายออกไปถึงสื่ออื่นๆ อย่างแพร่หลาย จึงเห็นควรว่าต้องนำความจริงมาเล่าสู่กันฟัง ให้ถูกต้อง เพราะต่อแต่นี้ไปเรื่องราวใดๆที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ คงจะเป็นเรื่องที่ถูกจดจำจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ อยู่ในหัวใจพวกเราชาวไทยตลอดไป MV นี้จัดทำขึ้นเพื่อฉายถวายให้ทอดพระเนตรในงานพระราชทานเลี้ยง วันเฉลิมพระชนม์พรรษาครบ ๖รอบ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๗ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา ในคืนนั้นได้มีพระราชเสาวนีย์ ให้จัดการแสดง "หญิงไทย" เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณ และเกียรติคุณ ของวีรกษัตริย์สตรีและสตรี ในอดีต ทั้งยังเป็นการแสดงในเห็นถึงวิวัฒนาการการแต่งการของสตรีไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน ดิฉันชอบเพลงเหมือนเคย ฟังทีไรก็จะนึกถึงความรักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระจริยวัตร พระสิริโฉม และน้ำพระทัยที่งดงามของสมเด็จพระนางเจ้าฯ จึงคุยกับคุณทินกร อัศวรักษ์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการแสดง ว่าอยากทำ MV เพลงนี้ถวาย ช่วยกันคัดพระบรมฉายาลักษณ์ ผูกเรื่องราว จากนั้นก็กราบบังคมทูลขอพระราชานุญาติจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ว่าจะขอมีเรื่องเซอร์ไพร์ส ๒ เรื่องในงาน เหมือนเป็นสิ่งที่ทูลหม่อมทุกพระองค์ทำถวายสมเด็จแม่ คือ MV และเค้กที่มีข้อความถวายพระพรเป็นการส่วนพระองค์จากทุกพระองค์ เมื่อไฟรี่ทุกคนในห้องนั้นคิดว่าเป็นเวลาเป่าเค้กและถวายพระพร แต่เมื่อเสียงเพลงขื้น และปรากฏภาพที่จอใหญ่ ทั้งสองพระองค์ทอดพระเนตร MV ด้วยพระพักตร์ที่แย้มรอยพระสรวล จับพระหัตถ์กันอยู่แทบจะตลอดเวลา รับสั่งถึงพระบรมฉายาลักษณ์นี่นั่น ฉายที่ ไหนเมื่อไร ตอนนั้นทรงทำอะไร เป็นภาพสุดแสนประทับใจ แก่ทุกคนที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ ณ ที่นั้น หลังจากงานได้รับสั่งถามว่าเพลงชื่ออะไร พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเพลง อันนี้ขอเรียนถึงคุณ Boyd Kosiyabong นะคะ และได้ทูลเกล้าถวายDVDทั้งสองพระองค์ ซึ่งคงจะไปทรงเปิดทอดพระเนตรอีกเป็นการส่วนพระองค์ ฉะนั้นทั้งสองพระองค์ทรงรู้จักเพลงของคุณนะคะ ต่อมาเมื่อมีงานเลี้ยงฉลองวันบรมราชาภิเษกสมรส วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๘ ที่ พระราชวังไกลกังวล อ.หัวหิน ก็ได้เปิด MV นี้ถวายอีกครั้งหนึ่งตามที่คุณปิ่นกาญจน์ เขียนไว้ในหน้า Facebook ของเธอ ตลอดเวลา ๖๖ ปี ที่ทั้งสองพระองค์ประทับเคียงคู่กันมา ความรักของพระองค์ไม่เคยทำให้พสกนิกรชาวไทยต้องผิดหวัง ทั้งยังคงแผ่ไพศาลมาสู่พวกเราทั่วทุกตัวคน น้อมเกล้าฯสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ อย่างหาที่สุดมิได้ #ธสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์ 🙏🏻🇹🇭❤️🇹🇭🙏🏻 แนบมาคือ MV ที่จัดทำถวายในครั้งนั้นนะคะ" มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

คุณหญิงแมงมุม เผยคลิปเบื้องหลังมิวสิควิดีโอ สรรเสริญพระบารมี
คุณหญิงแมงมุม /  ท่านมุ้ย / 

ใกล้ได้รับชมกันเต็มที สำหรับ มิวสิควิดีโอเพลง สรรเสริญพระบารมี ซึ่ง ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือ ท่านมุ้ย และทีมพลังของแผ่นดิน เป็นผู้ผลิต ที่ถ่ายทำ ณ บริเวณท้องสนามหลวง ท่ามกลางพสกนิกรซึ่งเดินทางมาร่วมร้องเพลงกันจากทั่วทุกสารทิศ ไปเมื่อช่วงวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์และสามารถนำไปฉายภายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศและทางสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ภายในสัปดาห์นี้ ล่าสุด คุณหญิงแมงมุม ม.ร.ว. ศรีคำรุ้ง ยุคล หนึ่งในคณะผู้จัดทำ ได้เผยคลิปวิดีโอภาพเบื้องหลังการถ่ายทำมิวสิควิดีโอเพลง สรรเสริญพระบารมี ครั้งดังกล่าว ความยาวกว่า 8 นาที ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว Srikhumrung Yukol Rattakul มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

เชอรี่ สามโคก เดือด!! โร่แจ้งความคนแอบอ้างใช้รูปขายของออนไลน์
เชอรี่ สามโคก /  ข่าว เชอรี่ สามโคก / 

  วันที่ 24 มีนาคม 2560 เวลาประมาณ 14.30 น. นางสาว ลฎาภา รัชตะอมรโชติ หรือ “เชอรี่ สามโคก” นางแบบแนวเซ็กซี่ เข้าแจ้งความที่กองปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา กรณีมีคนเอารูปเชอรี่ไปทำรูปประจำตัวบนเฟซบุ๊คที่ใช้ชื่อว่า "ถ้าพี่จะเลียให้ล้ม น้องก็จะอมให้สะท้าน" และใช้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อการค้า ขายสบู่ ซึ่งทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จึงได้รวบรวมหลักฐานเพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดี และเพื่อให้เป็นตัวอย่างให้กับคนอื่นๆ ที่อาจจจะเจอกรณีแบบเดียวกัน   โดย เชอรี่ สามโคก นางแบบแนวเซ็กซี่ เผยต่อสื่อมวลชนก่อนเข้าแจ้งความว่า   "ที่เขาเอาไปใช้ก็เป็นรูปที่เชอรี่ลงในแฟนเพจตัวเองหรือว่าลงในอินสตาแกรม รูปงานอื่นๆ รูปส่วนตัว ซึ่งทุกรูปเขาก็จะขึ้นอย่างเช่นว่า อยากขายของแต่ไม่มีคนซื้อเลย เป็นเหมือนว่าเราโพสต์เอง หรือว่าให้ใช้สบู่ตัวนี้นะ ของมีขายค่ะให้อินบ็อกเข้ามา แล้วก็มีขึ้นไลน์ติดต่อเอาไว้ ซึ่งเชอรี่ได้พบตรงนี้ก็ไปดูข้อมูลว่าเขา ใช้อะไรยังไงบ้าง ชื่อบนเฟซบุ๊กก็ชื่อเล่นเชอรี่ เสร็จแล้วเชอรี่ก็ได้ทำการเอาไลน์ แกล้งทำเป็นติดต่อเขาไปเหมือนจะซื้อสินค้าเขา เราก็สอบถามเขาว่าซื้อสินค้าเนี่ยเท่าไหร่ ยังไง ใช้รูปพี่เชอรี่สามโคกเป็นพรีเซนเตอร์หรอ เขาก็บอก อ๋อ ใช่ พี่เชอรี่สามโคกเป็นพรีเซนเตอร์ เชอรี่ยืนยันว่าเชอรี่ไม่เคยเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าชนิดนี้นะคะ (หยิบหลักฐาน) อันนี้คือได้แอดไลน์เข้าไป จากไลน์ที่เขาขึ้นเอาไว้ที่เขาโปรโมทว่าขายของ เราก็ได้แอบเขาไป และได้มีการคุยกันจน รู้ถึงเลขบัญชีรู้ถึงชื่อนามสกุลเขาแล้ว ซึ่งวันนี้ก็จะเอาหลักฐานทั้งหมดที่เรารวบรวมเองเนี่ยมาแจ้งทางปอท.”   “ทราบเรื่องมาจากเป็นแฟนเพจ คนที่เป็นแฟนคลับอินบ็อกเข้ามา พอเขาไปเจอเขาก็มาบอกเราซึ่งหลายๆ ครั้งก็มีการมาบอก ไม่ว่าจะเป็นเอารูปเราไปทำกรุ๊ปไลน์ลามกอนาจาร หลายครั้งมากแล้ว เชอรี่เลือกที่จะแจ้งเตือนบ้างอินบ็อกหรือแจ้งเตือนหรือกดรีพอร์ตในเฟซบุ๊กบ้าง แต่เหมือนกับว่าพอจบกรณีนี้ก็มีกรณีอื่นขึ้นมา แล้วอย่างกรณีล่าสุดนอกจากทำให้เสื่อมเสียแล้ว เอารูปเราไปใช้เพื่อทำการพาณิชย์เนี่ย เชอรี่ก็เลยรู้สึกว่าต้องออกมาทำอะไรบ้างค่ะ”   “ไม่อินบ็อกค่ะ กรณีนี้ไม่อินบ็อกเลยเพราะว่าเชอรี่รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิด หรือว่าไม่ใช่เรื่องอุบัติเหตุ เขาโพสต์รูปเรา เอารูปเราจากพื้นที่ของเรา ไปใช้มาสักพักนึงแล้ว โพสต์ทุกวันเลยแล้วก็โพสต์ขายสินค้า มันเป็นความตั้งใจ ซึ่งมันไม่ใช่คนที่ต้องรู้กฎหมายอะไรมาก เอารูปคนอื่นมาโพสต์ขายของเนี่ย มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอยู่แล้ว ฉะนั้นถ้ามันเป็นความตั้งใจก็ไม่เป็นไร ก็มาแจ้งตรงนี้ให้เขาได้รับผลทางกฎหมายดีกว่า เขาทำอะไรก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าทำถูกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นไม่อินบ็อกก็คือมาแจ้งเลย”   “คือเชอรี่มาถึงตรงนี้ มาแจ้งที่นี่ เรารวบรวมข้อมูลไว้ ค่อนข้างในระดับหนึ่งแล้วนะคะ ชื่อนามสกุลหรือว่าอะไรรู้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นก็อย่างตัวเชอรี่เองไม่ว่าจะทำอะไรอาจจะมีบางครั้งที่ทำผิด อย่างคราวที่แล้วที่มอเตอร์โชว์เราทำผิดสังคม รู้สึกไม่โอเคเราก็ออกมายอมรับผิด เพราะฉะนั้นกรณีนี้คุณมาละเมิดเรา ไม่ว่าจะเป็นเชอรี่เองหรือว่าอาจจะมีดารานักแสดงคนอื่น ๆ พริตตี้ คนที่มีชื่อเสียง หรือกระทั่งคนธรรมดาทั่วไปที่อาจจะหน้าตาน่ารักแล้วโดนเอารูปไปใช้ อยากจะออกมาตรงนี้ก็เพื่อว่าจะมาบอกว่าสมัยนี้ไม่ใช่ว่าใครทำอะไรในโลกโซเชียลก็ได้ มีกฎหมายมีอะไรรองรับนะคะ เพราะฉะนั้น ก็อย่าคิดว่าทำอะไรละเมิดคนอื่นแล้วจะหลุดรอดไปได้”   และหลังจากแจ้งความเสร็จเวลาประมาณ 16.00น. เชอรี่ สามโคก ได้ออกมาเปิดใจอีกครั้งว่าตนจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดไม่มีการยอมความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะคนเห็นว่าใช้รูปตัวเองซึ่งหากเกิดปัญหาคนจะคิดว่าตนจะเป็นผู้กระทำ และอยากให้เป็นตัวอย่างกับคนอื่นๆ โดยมองว่าโลกโซเชียลก็เป็นสังคมหนึ่ง มีกฎ ต้องทำตามกฎไม่ละเมิดซึ่งกันและกัน สังคมโซเชียลจะได้อยู่กันอย่างมีความสุข โดยล่าสุด เชอรี่ สามโคก ได้โพสต์ภาพและข้อความใน IG หลังจากที่คู่กรณีได้ส่งข้อความมาขอโทษ แต่ทั้งนี้ก็ยังต้องดำเนินไปตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป!! ขอบคุณภาพเพิ่มเติมจาก IG cherry_ladapa เชอรี่ สามโคก เชอรี่ สามโคก เชอรี่ สามโคก เชอรี่ สามโคก IG เชอรี่ สามโคก เชอรี่่ สามโคก นางแบบแนวเซ็กซี่ เชอรี่ สามโคก นางแบบแนวเซ็กซี่ เชอรี่ สามโคก นางแบบแนวเซ็กซี่ เชอรี่ สามโคก นางแบบแนวเซ็กซี่

รู้จัก ลาฟ ดิแอซ ผู้กำกับเจ้าของรางวัลสิงโตทองคำคนล่าสุด
ลาฟ ดิแอซ

สำหรับแฟนๆ BIOSCOPE ที่ติดตามนิตยสารมาอย่างยาวนาน คงจะคุ้นเคยชื่อของผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์วัย 57 ปีคนนี้ดี (แม้อาจจะไม่เคยได้ดูหนังของเขาเลยก็ตาม) ลาฟ ดิแอซ ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่หนังซึ่งมีขนาดยาวมากๆ เสมอ (ตัวอย่างเช่น A Lullaby to the Sorrowful Mystery ที่ฉายเทศกาลเบอร์ลินเมื่อต้นปี ซึ่งยาวถึง 8 ชั่วโมง!) และล่าสุด ลาฟ ดิแอซ ก็คว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลหนังเวนิส ปี 2016 กับผลงานล่าสุดของเขา The Woman Who Left ที่ว่าด้วยสาวที่ออกมาใช้ชีวิตโลกภายนอกหลังจากติดคุกมา 30 ปี โดยมีฉากหลังเป็นประเทศฟิลิปปินส์ในช่วงปี 1997 และเพื่อร่วมยินดีกับความสำเร็จอีกครั้งของลาฟ ดิแอซ และทำความรู้จักตัวตนของเขา ไปจนถึงวงการหนังอิสระฟิลิปปินส์ให้มากขึ้น เราจึงขอนำบทสัมภาษณ์ของลาฟ และมิตรสหายนักวิจารณ์ผู้ล่วงลับ อเล็กซิส ทีโอเซโค (ซึ่งเสียชีวิตด้วยเหตุฆาตกรรม หลังจากเดินทางมาที่บ้านเรากับลาฟเพื่อฉายหนังเป็นครั้งแรกในบ้านเราเมื่อปี พ.ศ. 2552) ซึ่งเคยตีพิมพ์ในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 94 (กันยายน 2552) มาให้ได้อ่านกันอีกครั้ง ลิงค์ ข่าวการเสียชีวิตของ อเล็กซิส ทีโอเซโค ขอบคุณภาพลาฟ อิแอซ จาก เฟซบุ๊ค La Biennale di Venezia ... มหากาพย์ภาพยนตร์แห่งฟิลิปปินส์ประเทศ สนทนากับ ลาฟ ดิแอซ และ อเล็กซิส ทีโอเซโค โดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา และ ไกรวุฒิ จุลพงศธร - เวลาดูหนังฟิลิปปินส์ สิ่งหนึ่งที่ปรากฎบ่อยครั้งคือตัวละครที่มีปมขัดแย้งกับศาสนา คุณช่วยอธิบายได้ไหมว่าความกดดันของคนฟิลิปปินส์ที่มีต่อศาสนาเป็นอย่างไร ลาฟ : ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประชากร 80 เปอร์เซ็นต์เป็นคาทอลิก เป็นอิสลามอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ศาสนาคริสต์เข้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 พูดได้โดยรวมว่าเป็นสังคมที่เคร่งศาสนา อิทธิพลของคริสต์สายคาทอลิกเข้ามาอยู่ในจิตสำนึกของผู้คนและสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความรู้สึกว่ามนุษย์มีบาปติดตัว ในช่วงหลังๆ อาจกล่าวได้ว่าอิทธิพลของคาทอลิกในฟิลิปปินส์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ส่วนการที่คุณเห็นเรื่องนี้ในหนังฟิลิปปินส์บ่อยครั้งก็เพราะมันเป็นเรื่องที่หยั่งรากลงลึกและเป็นส่วนหนี่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ไปแล้ว อเล็กซิส : มันเหมือนกับเป็นภาระหรือเป็นแอกของคนทำหนังที่ต้องจัดการกับคำถามว่า ทำไมสังคมที่มีความเป็นคาทอลิกสูงมาก ก็เป็นสังคม ที่มีการคอร์รัปชั่นและความยากจนสูงมากในเวลาเดียวกัน สองอย่างนี้อยู่คู่กันได้อย่างไรอุดมคติของคริสตศาสนาที่ขัดแย้งกับภาพที่เห็น อยู่ ช่องว่างที่ห่างมากๆ ระหว่างคนรวยและจนจากสิ่งทั้งหมดนี้ศาสนาคริสต์มีบทบาทอย่างไร - ทีนี้จะเข้าคำถามสำคัญ คือทำไมหนังของคุณถึงต้องยาวขนาดนี้ด้วย ลาฟ : ผมไม่ได้คิดถึงหนังของผมว่าเป็นหนังยาวหรอกครับ สิ่งที่ผมทำเวลาทำหนังคือ พอวางแผนแล้ว ผมก็ทำมันไปจนถึงจุดสิ้นสุดของ ที่วางไว้ ทำไปตามธรรมชาติ ในขณะที่ไอเดียยังสดอยู่ผมก็ถ่ายไป ผมไม่มานั่งคิดหรอกว่านี่มันเจ็ดชั่วโมงแล้วนะ ต้องหยุดทำแล้ว ก่อนที่ฟิลิปปินส์จะเป็นอาณานิคมหรืออันที่จริงก่อนที่อิทธิพลของอิสลามจะเข้ามาด้วยซ้ำ เราไม่มีความคิดเกี่ยวกับเวลาหรอกครับ ความคิดเกี่ยวกับเวลาที่มีกันอยู่ทุกวันนี้เป็นสิ่งที่ชาวตะวันตกสร้างขึ้นมา ส่วนสิ่งที่ชาวฟิลิปปินส์มีจริงๆ คือความคิดเกี่ยวกับพื้นที่พื้นที่อันเป็นเกาะแก่ง พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเราเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตผูกติดกับธรรมชาติ เราจึงมีความรู้สึกต่อพื้นที่มากกว่าเวลา - คนดูส่วนใหญ่ตอบรับอย่างไรเมื่อดูหนังของคุณเสร็จ ลาฟ : แน่นอนครับว่าสิ่งแรกที่พวกเขาพูดคือทำไมต้องยาวขนาดนี้ด้วย ซึ่งเป็นคำถามที่น่าเบื่อสำหรับผม แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าต้องอธิบาย ผมต้องการปฏิเสธระบบการทำหนังตลาด ดังนั้นตรรกะของระบบหนังตลาดที่ว่าหนังต้องยาว 2 ชั่วโมงนั้นไม่ได้เป็นประเด็นสำหรับผมเลย สำหรับคนดูแล้ว การดูหนังยาว 11 ชั่วโมงก็เป็นการไขว่คว้าต่อสู้อย่างหนึ่ง มันต้องอาศัยความอดทนสูง แต่สำหรับผู้ชมที่ไปกับหนังได้ พวกเขาก็บอกผมว่ามันเป็นประสบการณ์การเสพหนังที่สมบูรณ์ เหมือนผู้ชมกับหนังได้เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนคนดูที่หลังจาก 11 ชั่วโมงแล้วไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับหนัง ผมก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วย - การทำหนังของคุณเป็นการทำหนังแนวทำๆ หยุดๆ ซึ่งต้องใช้เวลาในการถ่ายทำมาก แล้วคุณมีวิธีทำงานร่วมกับนักแสดงอย่างไร ยิ่งในกรณีนี้นักแสดงก็ไม่น่าจะได้ค่าตอบแทนมากมายนัก ลาฟ : ขึ้นอยู่กับแต่ละเรื่องครับ อย่างใน Batang West Side (2001, หนังความยาว 5 ชั่วโมงว่าด้วยชีวิตคนฟิลิปปินส์ในอเมริกาโดยเล่าผ่านการตายของเด็กวัยรุ่น) ผมกับนักแสดงไปถ่ายที่นิวยอร์คโดยอยู่ที่นั่นด้วยกัน 1 ปีก่อนจะลงมือถ่ายทำซึ่งใช้เวลาแค่ 2 เดือน มันเป็นประสบการณ์ที่เหนื่อยยาก แต่ก็เป็นการทำงานที่ง่ายเพราะทุกคนอยู่ในที่เดียวกันตลอดเวลา แต่ใน Evolution of a Filipino Family (2004, หนังความยาว 11 ชั่วโมง ว่าด้วยชีวิตของครอบครัวชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง) ผมใช้เวลาถ่ายทำถึง 10 ปี มีนักแสดงตายไป 3 คนระหว่างการถ่ายทำ คนที่ยังไม่ตายก็อายุแก่ขึ้น มันเป็นสิ่งที่ลำบากมาก ผมต้องโทรศัพท์ไปหาพวกเขาว่า “คุณยังมีชีวิตอยู่ไหม ผมได้เงินก้อนใหม่มาแล้ว มาถ่ายหนัง กันต่อเถอะ” ผมทำตัวเองให้สดใหม่ด้วยการดูฟุตเตจซ้ำแล้วซ้ำเล่า และให้ความสำคัญกับการพูดคุยกับนักแสดงก่อนถ่ายทำ - เวลาทำหนังยาวนานขนาดนี้ คุณต้องต่อสู้กับอะไรบ้าง อะไรคือสิ่งหนักหนาที่สุด ลาฟ : สิ่งยากที่สุดไม่ใช่กระบวนการทำหนัง แต่เป็นการทำให้ผู้คนเข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำอยู่นี้เป็นสิ่งที่จริงจัง คำว่าผู้คนในที่นี้หมายถึงทั้งคนดูและ ผู้คนรอบข้าง หมายถึงทุกๆ คน วิธีการทำหนังของผมมาจากอุดมการณ์และความเชื่อของผม ผมไม่ได้อยากทำหนังเพื่อเงิน ผมอยากทำหนังเพื่อ ที่จะได้สร้างเสริมความมีวัฒนธรรม หนังที่ออกมาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ดี - วงการหนังฟิลิปปินส์ทั้งหนังกระแสหลักและหนังอิสระในตอนนี้เป็นอย่างไร อเล็กซิส : ช่วง 7-9 ปีที่ผ่านมา ในหนังกระแสหลักนั้นแทบไม่มีหนังเรื่องไหนเลยที่มีเรื่องที่ต้องการพูดอย่างจริงจัง บรรดานายทุนเลือกหนทางที่ปลอดภัยที่สุดในการทำหนัง บริษัทใหญ่ๆ จะมีฝ่ายตรวจสอบบท บทจะถูกแก้ไข 10-15 ครั้ง ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายมันก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจอีกแล้ว ดังนั้นจึงมีช่องว่างที่ห่างมากระหว่างหนังตลาดกับหนังแนวอื่นๆ สำหรับหนังอิสระ ตอนนี้มีคนมากมายลองมาทำเพราะพวกเขาต้องการทำหนังกระแสหลักแต่ยังไม่มีโอกาสเข้าไปได้เนื่องจากอุตสาหกรรมหนังกระแสหลักสร้างหนังน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับอดีตย้อนไปในยุค 90 เราทำหนังปีละ 150-180 เรื่อง แต่ตอนนี้เหลือปีละ 50 เรื่องเท่านั้น มันเป็นการลดลงอย่างน่าใจหาย ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงต้องหันมาทำหนังอิสระ แต่ว่าหนังที่ออกมาก็เป็นหนังในแบบที่พวกเขาอยากทำในหนังตลาดนั่นแหละเพียงใช้ทุนสร้างน้อยกว่า ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า‘หนังอิสระ’ ก็คือหนังตลาดในเวอร์ชั่นที่ยากจนกว่านั่นเอง คำที่ผมกำลังจะพูดนี้ยังไม่ได้ใช้กันแพร่หลายนัก แต่นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในฟิลิปปินส์คนหนึ่งกล่าวว่า มันไม่ได้มีแค่หนังกระแสหลักและหนังอิสระ แต่เราต้องแบ่งเป็น ‘หนังกระแสหลัก’ (mainstream), ‘หนังอิสระ’ (independent) และหนังที่อยู่ตรงกลางซึ่งเขาเรียกว่า ‘กระแสกลาง’ (mid stream) (หัวเราะ) ผมว่าตลกดีแต่มันก็เป็นคำอธิบายที่ดีต่อสิ่งที่เราเจอตอนนี้ พวกหนังสือพิมพ์ที่ไม่มีความรู้ก็เรียกหนังกลุ่มมิดสตรีมว่าหนังอิสระไปหมด แต่เรารู้ดีว่าเราไม่สามารถเรียกหนังกลุ่มนี้ว่าหนังอิสระได้เต็มปากเหมือนกับหนังของ ลาฟ ดิแอซ, รายา มาร์ติน หรือ จอห์น ทอร์เรส หรอก ตอนนี้เรามีโรงหนังที่ฉายหนังนอกกระแสอยู่สองแห่ง โรงแรกอยู่ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ อีกโรงเป็นโรงหนังเดี่ยว ทั้งสองฉายทั้งหนังอิสระและหนังมิดสตรีม แต่หนังแต่ละเรื่องก็เข้าฉายได้แค่ 6-7 วันเท่านั้นเพราะจะมีหนังเรื่องอื่นมาจ่อคิวรอฉายต่อ ตอนนี้เรามีหนังมิดสตรีมและหนังอิสระขนาดยาวรวมกันประมาณ 100 เรื่องต่อปี หนึ่งในปัญหาของหนังอิสระของเราก็คือ เราไม่มีที่ฉายหนังเพียงพอต่อจำนวนหนังที่มีอยู่ ผู้กำกับหลายคนจึงเลือกไปฉายหนังตามสถานศึกษาซะเลย - คนทำหนังในภูมิภาคอื่นๆ ของฟิลิปปินส์ทำหนังยาวบ้างรึเปล่า อเล็กซิส : มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารวมแล้วอาจไม่เกิน 10 เรื่องแต่ก็ถือว่ามากกว่าในอดีตมาก ย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน ความคิดที่ว่าจะมีหนังจากภูมิภาคอื่นๆ นั้นเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์เลยก็ได้ - ในประเทศไทยเราไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ เลยนอกจากกรุงเทพฯ อเล็กซิส : คุณก็มี อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ ไง ไกรวุฒิ : อุรุพงษ์เป็นคนต่างจังหวัด หนังของเขามีความเป็นภูมิภาคอื่นมากก็จริงแต่เขาก็ต้องเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กรุงเทพฯ วิวัฒน์ : ผมยังถือว่าอุรุพงษ์เป็นผู้กำกับหนังสั้นอยู่ เพราะ Stories From The North เป็นการรวมหนังสั้นหลายเรื่องเข้าเป็นหนังยาวและก่อนหน้านี้เรามีโอกาสดูหนังของอุรุพงษ์ได้ เพียงแค่ในเทศกาลหนังสั้นเท่านั้น เราก็คงต้องรอให้ Agrarian Uthopia (‘สวรรค์บ้านนา’) เข้าฉายในเมือง ไทยก่อนมั้งครับ แล้วเราจะมองเขาได้อย่างเต็มตามากขึ้นในฐานะหนังจากภูมิภาคอื่น ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรายังไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทยเลย อเล็กซิส : ผมคิดว่าช่วงยุค 40-60 ในฟิลิปปินส์มีอุตสาหกรรมหนังในเมืองเซบู ซึ่งอยู่นอกเขตมะนิลา มันเป็นวงการหนังที่แข็งแรงมากแต่หนังเหล่านั้นไม่มีหลงเหลือมาให้คนรุ่นหลังเห็นแล้ว เพราะว่าเราไม่มีหอภาพยนตร์แห่งชาติที่จะเก็บรักษาฟิล์มเหล่านั้น คนที่ทำหน้าที่เป็นหอภาพยนตร์ก็คือสถานีโทรทัศน์หรือบริษัทหนังซึ่งเก็บหนังในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมาแค่นั้นเอง ลาฟ : เราสูญเสียหนังไปเยอะมากเพราะเราไม่มีหอภาพยนตร์ อเล็กซิส : อีกประเด็นหนึ่งก็คือ บรรดาฟิล์มที่ถูกเก็บรักษาในมะนิลานั้นถูกทำลายเนื่องจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงคราม - ฟิลิปปินส์มีคนทำหนังที่พูดเรื่องการเมือง เยอะไหม อเล็กซิส : มีคนทำหนังน้อยคนนักในฟิลิปปินส์ที่จะทำหนังการเมืองในระดับเดียวกับที่ลาฟทำ ในแง่ว่าหนังของลาฟพูดถึงปัญหาการเมืองโดยให้บริบทความเป็นมาที่กว้างและลึกมาก ขณะที่หนังการเมืองส่วนใหญ่เป็นแค่การเล่าถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นหนังบ่นๆ ด่าๆ สังคมไป แต่ไม่ได้มีความพยายามที่จะอธิบายหรือขยายให้เห็นมิติของปัญหา มีกลุ่มคนทำหนังการเมืองอยู่บ้าง เช่น กลุ่ม Southern Tagalog Exposure ซึ่งมีความคิดทางการเมืองที่แข็งกร้าวมาก หลายคนในกลุ่มนี้มีพื้นหลังเป็นฝ่ายซ้ายจัดหรือมีมุมมองแบบคอมมิวนิสต์มาก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือพวกเขาพยายามฝึกคนทำหนังรุ่นเด็กๆ ที่ยังไม่มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจนนักให้ทำหนังสั้นการเมืองเกี่ยวกับปัญหา สิทธิมนุษยชนในฟิลิปปินส์ เด็กๆ เหล่านี้ต้องทำหนังสั้นเพียง 2 นาทีเพื่อฉายทางโทรทัศน์ แต่พอคณะกรรมการพิจารณาให้เรต X พวกเขาก็ต้องอุทธรณ์ต่อถึงจะได้ฉายให้คนดูวงกว้าง แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ว่าหนังสั้นเหล่านี้เป็นหนังที่มีไอเดียง่ายไป ไม่มีการตั้งคำถาม เป็นหนังที่ประกาศจุดยืนบางอย่างซึ่งเป็นเรื่องน้อยนิด อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือปริมาณของคนทำหนังในฟิลิปปินส์นั้น 80 เปอร์เซ็นต์เป็น คนที่มีอายุต่ำกว่า 33 ปี พวกเขายังต้องใช้เวลา อีกสักพักกว่าจะตกตะกอนทางความคิดหรือฝีมือการทำหนัง ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นในหนังของ เขาตอนนี้คือการแสดงความรู้สึกอึดอัดต่อสภาวะการเมือง แต่ไม่มีอะไรที่ไปไกลกว่านั้น อาจจะมีอยู่เพียง 2-3 คนที่ไปไกลกว่าจุดนี้ เช่น เชอราด แอนโธนี ซานเชส, รายา มาร์ติน และ แน่นอนว่าต้องมี ลาฟ ดิแอซ ตอนนี้ประเด็นร้อนในหนังฟิลิปปินส์ คือ มีผู้กำกับกลุ่มหนึ่งที่ทำหนังเล่าเรื่องของ คนยากจน แต่กลับถูกด่าว่าเป็นหนังที่ขาย ความยากจนให้ฝรั่งดู สิ่งที่ผมเห็นว่ายังขาดใน หนังฟิลิปปินส์ตอนนี้ คือหนังที่วิเคราะห์หรือแสดงให้เห็นอย่างจริงจังถึงบทบาทของชนชั้นสูงในฟิลิปปินส์ ว่าสถานภาพที่เขาดำรงอยู่นั้นครอบงำสิ่งต่างๆ ของสังคมได้อย่างไร ภาพคนชั้นสูงในหนังฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ถูกนำเสนอ ออกมาเป็นคนไฮโซทำงานบริษัทโฆษณา แล้วก็รักกับคนชนชั้นล่างกว่าตัวเองแค่นั้น ผมคิดว่าปัญหาใหญ่จริงๆ ของวงการหนังฟิลิปปินส์นั้นไม่ได้อยู่ที่หนังฟิลิปปินส์ เพราะตัวหนังเองได้เริ่ม พัฒนาและท้าทายขึ้นมาแล้ว แต่เป็นที่วัฒนธรรมการดูหนังฟิลิปปินส์ที่อ่อนแอกว่าตัวหนังเองซะอีก เรามีหนังที่น่าสนใจแล้วแต่เราไม่มีคนหรือองค์กรที่จะมาสนับสนุนหรือจัดเวทีเพื่อถกเถียงอธิบายหนังเหล่านี้ กิจกรรมเกี่ยวกับหนังในฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่แล้วก็จัดขึ้นโดยคนทำหนังเองนั่นแหละ ในฟิลิปปินส์นั้น หนังของลาฟฉายไม่เกิน 10 ครั้งต่อเรื่อง ปีที่แล้วเมื่อตอนที่มีการเสวนาเกี่ยวกับหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มะนิลา มีอาจารย์คนหนึ่งยกประเด็นนี้ขึ้นมา เขาถามว่ามีคนดูหนังของลาฟน้อยมาก แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นคนทำหนังฟิลิปปินส์ได้จริงหรือ ซึ่งผมตอบไปว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ามีคนดูหนังน้อย แต่คุณคิดว่าคนฟิลิปปินส์ควรดูหนังของลาฟรึเปล่า ซึ่งอาจารย์ตอบว่าใช่ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมอาจารย์ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อสร้างพื้นที่ล่ะ นี่คือตัวอย่างว่าการที่คนดูหนังน้อยไม่ใช่ความล้มเหลวของตัวหนังหรือผู้กำกับ แต่มันเป็นความล้มเหลวของโครงสร้างที่ไร้วัฒนธรรมการดูหนังต่างหาก - หนึ่งในปัญหาของหนังไทยคือ ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องการเมือง คนทำหนังไทยมักเซ็นเซอร์ตัวเอง พวกเขาอาจทำหนังเหน็บแนม นักการเมืองนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ไม่มีใครจะทำไปมากกว่านั้น แม้ กระทั่งในหนังอิสระก็มีอยู่น้อยคนนักที่จะพูดเรื่องการเมืองอย่าง ตรงไปตรงมา แต่เราสามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ในหนังของ ลาฟ ดิแอซ สิ่งที่เราสงสัยก็คือคุณมีปัญหากับการเซ็นเซอร์ของรัฐ บ้างไหม หรือมีผู้ชมอนุรักษ์นิยมที่โจมตีคุณบ้างไหม ลาฟ : ผมคิดว่าในฟิลิปปินส์ ถึงเราจะมีการเซ็นเซอร์และมีรัฐบาลที่กดขี่ประชาชน แต่เราก็ยังมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นอยู่ ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับศิลปินแต่ละคนแล้วล่ะว่าอยากจะพูดเรื่องอะไร ผมไม่เคยต้องมานั่งคิดว่าเราไม่สามารถถ่ายสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้เพราะเรามีคณะกรรมการเซ็นเซอร์หรือเราจะต้องเจอกับทหารหรือรัฐบาล ซึ่งนี่แตกต่างจากประเทศ ไทยมาก ผมเข้าใจดีว่าการเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นสิ่งที่ยังอยู่ในงานของคนไทย เราอยู่ในเงื่อนไขของสังคมที่ไม่เหมือนกัน คนดูหนังก็ไม่เคยมาโจมตีผม แต่นั่นอาจเป็นเพราะว่าหนังของผมมีคนดูอยู่จำนวนน้อยและพวกเขาก็เป็นปัญญาชนกัน ครึ่งหนึ่งในคนดูหนังของผมอาจเป็นเพื่อนผมทั้งนั้นก็ได้ อเล็กซิส : ส่วนหนึ่งของความแตกต่างระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ก็คือ ฟิลิปปินส์มีความไม่สงบทางการเมืองเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ใน ปัจจุบัน รัฐบาลและประธานาธิบดีก็ได้รับความนิยมน้อยมาก ดังนั้นการ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ผู้คนรับกันได้ ลาฟ : แม้กระทั่งในสมัยของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (อดีตประธานาธิบดี เผด็จการ) ก็มีคนทำหนังอย่าง ลิโน บรอคกา (ผู้กำกับภาพยนตร์ ยุค 70-80) ที่กล้าใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับระบบ อเล็กซิส : ในปัจจุบันรัฐยังทำหน้าที่เซ็นเซอร์หนังอยู่แต่ก็ต่างจากเดิม ยกตัวอย่างเช่น รัฐเซ็นเซอร์หนังของ ลาฟในประเด็นโป๊เปลือยมากกว่า ประเด็นการเมือง แต่ผมเองมีความเชื่อ ว่า รัฐไม่เชื่อแล้วว่าศิลปะจะมีความ หมาย พวกเขาไม่เชื่อแล้วว่าหนังจะมีผล ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ในช่วงเวลาที่บรอคกาทำหนัง รัฐจะ เซ็นเซอร์หนังตั้งแต่ก่อนที่หนังจะสร้าง ซะอีก คนทำหนังต้องส่งบทให้รัฐ พิจารณาก่อนถ่ายทำ ซึ่งตอนนี้มันไม่มี ระบบเช่นนี้อีกแล้ว เพราะภาพยนตร์ ไม่ได้มีอำนาจต่อความรู้สึกนึกคิดของ ประชาชนทั้งประเทศเหมือนกับที่เคยเป็นแล้ว ในยุคที่บรอคกาทำหนัง ภาพยนตร์สามารถเปลี่ยนสังคมได้ แต่เมื่อมามองในปัจจุบัน เมื่อคุณมอง ไปยังภาพยนตร์ที่ฉายในวงกว้าง -ซึ่งคำว่าวงกว้างนั้นสำคัญมากเพราะ มันต้องฉายในวงกว้างเท่านั้นถึงจะสร้างผลกระทบขนาดยักษ์ได้- ภาพยนตร์ได้สูญเสียอำนาจแบบนั้นไปแล้ว ผมพูดเสมอว่าหนังของลาฟหรือหนังของ รายา มาร์ติน ดูคล้ายบทกวี และถ้าเราพูดกันตรงๆ ก็คือบทกวีน่ะไม่มีผู้ชมผู้ฟังมากมาย หรอกครับ บทกวีเป็นสิ่งที่มีความเป็นส่วนตัวสูง คนดูก็เสพมันในลักษณะ ส่วนตัวกันมาก และคุณก็ไม่ได้คาดหวังว่าบทกวีจะเปลี่ยนประเทศได้ ในยุค 70-80 เราสามารถบอกได้ว่าหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อ สังคมอย่างแรงกล้า ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามสู้กับหนังพวกนั้นอย่าง ทันท่วงที แต่ตอนนี้ผมนึกไม่ออกและไม่คิดว่าจะเห็นหนังเรื่องไหนที่ เปลี่ยนสังคมฟิลิปปินส์ หนังในปัจจุบันอาจเปลี่ยนปัจเจกบุคคล แล้ว ปัจเจกบุคคลนั่นค่อยไปเปลี่ยนแปลงสังคมอีกที - หนังฮอลลีวูดมีบทบาทอย่างไรต่อหนังฟิลิปปินส์ อเล็กซิส : มีผลกระทบอย่างยิ่งยวดเลยล่ะ ไม่ใช่แค่ส่งผลต่อคนทำหนัง ที่โตมาแต่กับหนังฮอลลีวูดเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังคนดูหนังที่ไม่รู้จักหนัง อย่างอื่นนอกจากหนังฮอลลีวูดด้วย โดยเฉพาะคนดูหนังที่อายุต่ำกว่า 30 ปี เพราะในฟิลิปปินส์เวลา Harry Potter หรือ Spider-Man เข้าฉาย โรงหนังจะไม่ฉายหนังเรื่องอื่นเลย และเราก็ไม่มีซีเนมาเธค (โรงหนังที่ฉาย หนังศิลปะเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม) มหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ต้องการจะ ทำซีเนมาเธค แต่ก็มีทุนไม่พอ ดังนั้นพวกเขาก็ต้องฉายหนังฮอลลีวูด หรือไม่ก็ฉายหนังที่ทางสถานทูตเลือกมาให้ เราจึง ขาดแคลนการฉายหนังทางเลือก สิ่งเหล่านี้ไม่ ได้เป็นผลแค่จากโรงหนังหรือการจัดจำหน่าย หนัง แต่ยังเป็นผลมาจากวัฒนธรรมการดูหนัง ที่ไม่นิยมการดูหนังที่หลากหลายด้วย แถมยัง กำหนดให้เสร็จสรรพว่าหนังแบบไหนเท่านั้นที่ ผู้ชมควรจะดู - เมื่อปีที่แล้วเรามีโอกาสถามคำถามเดียว กันนี้กับ ยีรี เมนเซล ผู้กำกับชาวเชค เขาตอบว่า หนังฮอลลีวูดไม่ได้ส่งผลกระทบ ต่อคนทำหนังยุโรปมากเท่าไรหรอก แต่ มันทำให้ระดับรสนิยมของคนดูหนังยุโรป ลดลงไปอย่างน่าใจหาย ถ้าเรานำหนัง ฮอลลีวูดคุณภาพต่ำหลายเรื่องที่ฮิตใน ปัจจุบันไปฉายให้ชาวยุโรปรับชมเมื่อ 20 ปี ก่อน รับรองว่าจะไม่ทำเงินแน่นอน อเล็กซิส : จริงเลยล่ะ เพื่อนคนทำหนังของผม คนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า เขาบอกกับเพื่อนว่า “ฉันอยากฉายหนังของฉัน” เพื่อนตอบว่า “ไม่มีใครดูหนังของนายหรอก” เขาจึงตอบว่า “เหตุผลแค่นี้น่ะหรือที่ทำให้ไม่ฉายหนังของเรา” ยังมีอีกเรื่องนึงที่ผมอยากเล่าให้ฟัง คือเรื่องของ คิดแลต ตาฮิมิค คนทำหนังฟิลิปปินส์ ตอนที่ยังไม่เริ่มกำกับหนัง ตาฮิมิค เรียนหนังอยู่ที่เยอรมัน แล้วบังเอิญว่าครูของ เขาไม่มา แวร์เนอร์ แฮร์โซก (ผกก. ระดับ อาจารย์ใหญ่แห่งวงการหนังโลก) ก็เลยมาสอน หนังสือแทน ทั้งคู่เริ่มสนิทกันจนกระทั่งแฮร์โซก ชวนให้ตาฮิมิคมาแสดงบทเล็กๆ ในเรื่อง The Enigma of Kaspar Hauser วันนึงตาฮิมิคไปหา แฮร์โซกแล้วบอกว่า “ผมมีบทหนังที่อยาก กำกับ ผมอยากให้คุณอ่าน” แต่แฮร์โซกตอบว่า “ผมยุ่งมากๆ เลย ไม่มีเวลาอ่านหรอก แต่ผม กำลังจะนั่งรถไป 400 กิโลเมตร และกลับอีก 400 กิโลเมตร เพื่อไปฉายหนังที่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ถ้าคุณยอมนั่งรถโฟล์คของผมไป ด้วยกัน คุณอาจจะเล่าเรื่องหนังของคุณให้ผม ฟังระหว่างทางก็ได้” ตาฮิมิคเลยไปด้วย ปรากฏว่าพอไปถึงที่โรงหนัง มีคนรอดูหนัง ของแฮร์โซกแค่ 35 คน ตอนนั่งรถกลับตาฮิมิค ก็เลยบ่นว่า “น่าเศร้าจริง เราขับรถกันตั้ง 800 กิโลเมตรเพื่อให้คน 35 คนดูหนังเนี่ยนะคณุ รูสึกแย่หรือเปล่า ” แฮร์โซกตอบว่า “ตาฮิมิค คุณต้องหัดรู้จักให้ความรู้กับผู้ชมซะบ้าง ถ้าเราไม่เริ่ม ณ ที่ใดที่หนึ่ง แล้วเมื่อไรคนดูหนังจะได้พัฒนากันล่ะ” ผมคิดว่าแนวคิดนี้ล่ะใช่เลย เริ่มต้นจากคนดูกลุ่มเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายตัวขึ้น เวลาผม สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย นักเรียนทุกคนของผมเป็นคนดูหนังฮอลลีวูด มีอยู่คนนึงเกิดที่อเมริกา และคิดว่าอเมริกาเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกด้วย ในการสอนตลอดหนึ่งเทอม ผมเริ่มฉาย หนังที่หลากหลาย หนังทดลอง หนังสั้นไทยบ้าง ความหมายของภาพยนตร์สำหรับพวกเขาค่อยๆ ขยายขึ้น และเมื่อคุณฉายหนังของลาฟ ดิอาซ ความหมายของภาพยนตร์ของพวกเขาก็ขยายไปถึง ขีดสุด เมื่อผมฉาย Evolution of Filipino Family นักเรียนต้องดูหนังตั้งแต่ 9.00-21.00 น. โดยแบ่งพัก เป็นสองช่วง และตอนท้ายลาฟก็มาร่วมตอบคำถามด้วย ผมถามว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร พวกเขา ตอบว่ามันยาวมาก แต่หลังจากนั้นก็แสดงความคิดเห็นอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อเขาดูหนังความยาว 11 ชั่วโมงไป ความคิดที่มีเกี่ยวกับหนังก็ถูกขยายไปอย่างมหาศาล มันได้ทำลายข้อจำกัดที่พวกเขา เคยคิดว่าหนังต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และต่อไปถ้าต้องดูหนังแนวอื่นๆ พวกเขาก็รับได้หมดแล้ว ถ้าผมบอกพวกเขาว่าจะฉายหนังความยาว 5 ชั่วโมงนะ พวกเขาก็บอกว่าสบายมาก เพราะเรา ผ่านหนัง 11 ชั่วโมงมาแล้ว ผมคิดว่าพวกเราจะต้องขยายความคิดว่าภาพยนตร์คืออะไร เพราะว่าฮอลลีวู้ดทำให้ ความหมายของมันแคบเหลือเกิน - คนทำหนังอิสระของฟิลิปปินส์มีวัฒนธรรมการอ่านวรรณกรรมบ้างไหม เพราะในเมืองไทย เรามีความเชื่อกันว่าคนทำหนังไทยไม่ว่าจะเป็นคนทำหนังกระแสหลักหรือคนทำหนังอิสระ พวกเขาไม่ได้เป็นนักอ่าน อเล็กซิส : เป็นคำถามที่ตอบยากนะครับ ผมไม่คิดว่าคนทำหนังฟิลิปปินส์จะเป็นนักอ่านระดับ หนอนหนังสือกันมากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ในตอนนี้คือ มีนักเขียนและอาจารย์สอนด้าน วรรณกรรมหลายคนที่พยายามทำหนัง พวกเขาเป็นนักเขียนที่ได้รับความเคารพ แต่เมื่อมาทำหนัง เราก็เห็นปัญหาแบบเดียวกับคนเพิ่งหัดทำหนัง บทหนังของพวกเขาแข็งแรงมาก แต่ยังต้องการเวลา ในการฝึกกำกับอีกพอสมควร ผมไม่มั่นใจนักแต่คิดว่าคนเขียนบทเป็นนักอ่านมากกว่าผู้กำกับ โดยเฉพาะผู้กำกับที่ ไม่ได้เขียนบทหนังด้วยตนเอง ตอนนี้มีกลุ่มนักเขียนบทรุ่นใหม่ อายุช่วง 20 ปลายๆ ถึง 40 ที่ ทำงานให้บริษัทหนังใหญ่ๆ หนังหลายเรื่องที่มาจากบทของคนเหล่านี้เป็นหนังดีเลยล่ะ ที่น่าสนใจ ก็คือคนเขียนบทเหล่านี้มารวมตัวกัน และต้องการเขียนบทและโปรดิวซ์หนังเอง พวกเขามีสิทธิใน การเลือกผู้กำกับ หรือไม่ก็กำกับเองซะเลย พวกเขาเชื่อมั่นในบทของเขาว่ามันต้องไม่ออกมาเป็น หนังแย่ๆ หรือเป็นหนังที่ประนีประนอมแน่ๆ ตอนนี้พวกเขาโปรดิวซ์หนังออกมา 3 เรื่องแล้วและจะ ทำต่อไปอีก หนังเรื่องแรกของกลุ่มนี้คือ The Blossoming of Maximo Oliveros (2005, หนังสะท้อน สังคมว่าด้วยเด็กกะเทยที่หลงรักตำรวจหนุ่มสุดหล่อ) เป็นหนังที่เขียนโดยคนเขียนบทซึ่งดังมากๆ 2 คนและพวกเขาเลือกผู้กำกับเอง ส่วนเรื่องคนทำหนังอ่านหนังสือไหม ผมไม่มีคำตอบที่ดีกว่านี้ให้ เอาเป็นว่าในบรรดา คนทำหนังอิสระที่ผมรู้จัก เควิน เดอ ลา ครูซ (กำกับเรื่อง The Family That Eats Soil) อ่านหนังสือ เยอะมากและยังเขียนเรื่องสั้นกับบทกวีอีกด้วย เชอราด แอนโธนี ซานเชซ ก็อ่านหนังสือเยอะมาก ส่วนรายา มาร์ตินนั้นเลือกอ่าน แต่สิ่งที่เขาเลือกเป็นสิ่งที่ดี ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ดี้ นิติพงษ์ ประกาศมอบ 5 บทเพลงเพื่อพ่อ เป็นของคนไทยทุกคนแล้ว
ของขวัญจากก้อนดิน /  ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป / 

    เป็นอีกหนึ่งผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบทเพลงที่คนไทยได้ยิน และสามารถร้องตามได้แทบทุกคน สำหรับ ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค กับบทเพลงที่เขาเป็นผู้แต่งเนื้อร้อง ซึ่ง 5 บทเพลง ได้แก่ ต้นไม้ของพ่อ, ของขวัญจากก้อนดิน, รูปที่มีทุกบ้าน, ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป, คำพ่อสอน   เป็นเพลงที่ ดี้ ขอประกาศอย่างชัดเจนเลยว่าขอมอบให้คนไทยทุกคน สามารถนำไปแจกจ่าย ดาวน์โหลด ทำซ้ำ หรือขับร้องใหม่ ด้วยเจตนาที่ดี สามารถทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเพลงเหล่านี้ เป็นของคนไทยทุกคนแล้ว ต้นไม้ของพ่อ - เบิร์ด ธงไชย【OFFICIAL MV】 youtube channel : GMM GRAMMY OFFICIAL ของขวัญจากก้อนดิน - เบิร์ด ธงไชย 【OFFICIAL MV】 youtube channel : GMM GRAMMY OFFICIAL รูปที่มีอยู่ทุกบ้าน - เบิร์ด ธงไชย 【OFFICIAL MV】 youtube channel : GMM GRAMMY OFFICIAL ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป Official MV youtube channel : MusicUnion Co เพลง คำพ่อสอน youtube channel : kamphorsorn ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊ค Nitipong Honark

ก้อง สหรัถ ชวนคนไทย สานต่อความดีตามรอยพ่อ
ก้อง สหรัถ /  สหรัถ สังคปรีชา / 

ก้อง สหรัถ สังคปรีชา นำทีม ชวนคนไทยส่งคลิป 'หนึ่งแผ่นความดี' เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสานต่อความดีตามรอยพ่อ ก้อง สหรัถ นักร้องและนักแสดงชื่อดัง ขอนำทีมชวนคนไทยทำดี ด้วยการร่วมตั้งปณิธานสานต่อความดีที่พ่อได้ทำไว้ แล้วเขียนความดีที่อยากทำลงในกระดาษคนละแผ่น ถ่ายคลิปวีดิโอภาพเคลื่อนไหว ส่งมาร่วมกิจกรรม #หนึ่งแผ่นความดี ผ่านการโพสคลิปในเฟซบุ๊คของตนเองแล้วใส่แฮชแท็ก #หนึ่งแผ่นความดี (เปิดเป็น public) หรือส่งคลิปมาทาง inbox ของแฟนเพจ Workpoint Entertainment... คลิปที่ผ่านการคัดเลือกจะเป็นส่วนหนึ่งในมิวสิควีดิโอของช่องเวิร์คพอยท์ หมายเลข 23 ภาพจาก Kong Saharat Fanpage มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

สุดซึ้ง! นักอเมริกันฟุตบอลชื่อดัง ร่วมโต๊ะทานมื้อเที่ยงกับเด็กออทิสติกไร้เพื่อน
ฟลอริด้า /  รูดอล์ฟ / 

มีเรื่องสุดซึ้งที่แชร์กันว่อนโลกออนไลน์ เมื่อ ทราวิส รูดอล์ฟ นักอเมริกันฟุตบอลจาก ฟลอริดา สเตท เซมิโนลส์ ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเที่ยงกับเด็กออทิสติกที่ไม่มีเพื่อนมานั่งพูดคุยด้วย โดยแม่ของเด็กได้โพสต์ภาพลงบนเฟซบุ๊คส่วนตัว พร้อมคำขอบคุณที่ทำให้ลูกของเธอไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป ภาพดังกล่าวถูกแชร์ผ่านทางเฟซบุ๊คส่วนตัวของ เลอาห์ เพสค์ ซึ่งเล่าเรื่องราวลูกชายของเธอที่ไม่ได้รับการปฏิบัติจากคนรอบข้างเหมือนเด็กทั่วไป ที่ผ่านมาเธอมักจะถามลูกชายของเธอตลอดว่าวันนี้นั่งทานข้าวเที่ยงกับใคร และอยู่มาวันหนึ่งก็มีเพื่อนของเธอส่งภาพลูกชายเธอนั่งทานข้าวกับ ทราวิส รูดอล์ฟ ซึ่งทีแรก เลอาห์ ก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร จนกระทั่งมาทราบในภายหลังว่าเขาคือนักอเมริกันฟุตบอลชื่อดัง ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา จะมีนักกีฬาจาก ฟลอริดา สเตท เซมิโนลส์ แวะเวียนมาทานอาหารเที่ยงเป็นเพื่อนลูกชายของเธอเสมอ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันก็มีความหมายอย่างยิ่งใหญ่สำหรับเด็กชายผู้นี้ และจากกระแสในโลกโซเชียลที่พูดถึงภาพนี้กันอย่างกว้างขวางก็ทำให้ลูกชายของ เลอาห์ เพสค์ ไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป ด้วยกำลังใจที่ทุกคนพากันมอบให้ และมีคนอีกมากมายที่อยากไปร่วมรับประทานอาหารเที่ยงเป็นเพื่อนเขาเช่นเดียวกับ รูดอล์ฟ

เชอรี่ สามโคก งดเนื้อสัตว์ทุกวันจันทร์ ตลอดชีวิต ถวายเป็นพระราชกุศล แด่ ร.9
เชอรี่ สามโคก /  ในหลวงของแผ่นดิน / 

    ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เดินทางไปแสดงความไว้อาลัยที่พระบรมมหาราชวัง แต่ เชอรี่ สามโคก ก็ยังคงติดตามข่าวสารและระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่เสมอจากทางหน้าจอโทรทัศน์ และล่าสุด สาว เชอรี่ ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะงดเนื้อสัตว์ทุกๆ วันจันทร์ตลอดชีวิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พ่อหลวง รัชกาลที่ 9     โดย เชอรี่ สามโคก ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า... "เชอรี่ยังไม่ได้ไปที่ท้องสนามหลวงค่ะ... ไม่ได้ร่วมแจกร่วมพิธีอะไรกับเค้าเลย จุดเทียนต่อหน้ารูปของพ่อหลวงที่บ้าน และงดทานเนื้อสัตว์ในวันจันทร์เพื่อเป็นกุศลถวายแด่พ่อ... ซึ่งเชอจะทำไป "ชั่วชีวิต" ของเชอ การได้ดูสารคดีเกี่ยวกับพ่อ คงไม่ใช่แค่เพื่อให้"ระลึกถึง" แต่ควรต้อง"ตระหนักถึง" และปฎิบัติดำเนินชีวิตของเราให้ คิดดี พูดดี และทำดีด้วย #เราทำได้เล็กน้อยแต่เราทำสิ่งเล็กน้อยนั่นได้นาน การแสดงออกไม่เหมือนกันใช่ว่าจะไม่รู้สึกเหมือนกัน เชอคิดว่า บางทีเราไม่ต้องทำอะไรอลังการในคราวเดียวก็ได้ถ้าเราไม่ได้มีโอกาสหรือกำลังทรัพย์ เราทำได้น้อยแต่เราเสมอต้นเสมอปลาย มันก็มีความหมายเหมือนกัน อาจไม่ใช่กับใคร แต่กับตัวเราเอง" ขอบคุณรูปภาพจากเฟซบุ๊ค เชอรี่ สามโคก

ดี้ นิติพงษ์ ห่วงคนไทยเศร้านาน เชื่อ พระองค์อยากเห็นพสกนิกรมีรอยยิ้ม
ของขวัญจากก้อนดิน /  คำพ่อสอน / 

    ทำเอาคนไทยทั่วทั้งแผ่นดินจะยังคงอยู่ในความเศร้า ตั้งแต่ได้ทราบข่าวอย่างเป็นทางการจากสำนักพระราชวัง ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต พี่น้องคนไทยต่างก็ได้ออกมาแสดงความรู้สึกที่มีต่อพ่อหลวง เช่นเดียวกับนักแต่งเพลงชื่อดัง ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค ผู้ที่แต่งเพลงเกี่ยวกับพ่อได้อยากลึกซึ้ง และไพเราะกินใจ ไม่ว่าจะเป็นเพลง ต้นไม้ของพ่อ, ของขวัญจากก้อนดิน, รูปที่มีทุกบ้าน, คำพ่อสอน ฯลฯ ซึ่ง ดี้ ได้เปิดเผยความรู้สึกในฐานะพสกนิกรคนหนึ่ง ว่า.... ขอบคุณรูปภาพจากเฟซบุ๊ค Nitipong Honark

นภ พรชำนิ นำคนไทยร้องเพลงสรรเสริญฯ ที่  City Hall ซานฟรานซิสโก
นภ พรชำนิ

    ไม่ใช่แค่น้ำตาที่ท่วมแผ่นดินไทยเท่านั้น แต่ยังมีพี่น้องคนไทยในต่างประเทศก็อยู่ในความโศกเศร้าเสียใจไม่แพ้กัน หลังจากที่มีประกาศแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากสำนักพระราชวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต พี่น้องคนไทยทั่วสารทิศต่างได้ออกมาแสดงความแสดงความไว้อาลัยในครั้งนี้ เช่นเดียวกับคนไทยใน ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา นำโดยนักร้อง นภ พรชำนิ ที่นำคนไทยร่วมส่งเสร็จสู่สวรรคาลัย ด้วยเสียงเพลงสรรเสริญบารมี ณ City Hall  ทำให้รู้เลยว่า ไม่ว่าคนไทยอยู่ที่ไหนในโลกใบนี้ ก็ยังคงระลึกและรำลึกถึงแผ่นดินที่ตนเองเกิดว่าโชคดีแค่ไหนที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9 พ่อหลวงของเราจะอยู่ในใจคนไทยตลอดไป ขอบคุณรูปภาพจากเฟซบุ๊ค Phitha Tanpairoj