เฟซบุ๊ค

ลูกทุ่งเลือดอีสาน ก้อง ห้วยไร่ ไม่อยู่เฉย! ลั่น
ก้อง ห้วยไร่ /  คู่คอง / 

ก้อง ห้วยไร่ นักร้องลูกทุ่งเลือดอีสานแท้ๆ ที่โด่งดังแบบมาแรงแซงโค้งจากเพลงฮิต ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน และ คู่คอง (เพลงประกอบละครเรื่อง นาคี) โพสข้อความระบายความรู้สึกผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า "เกิดเป็นคนอีสาน เลือดกะคนอีสาน" อย่าดูถูกพวกเฮาเถอะ งานนี้ทำเอาแฟนเพลงของ ก้อง ห้วยไร่ ทั้งชาวอีสานและภูมิภาคอื่นๆ ต่างเขียนข้อความแสดงความเห็นไว้หลายพันข้อความ คาดว่าลูกทุ่งหนุ่ม ก้อง ห้วยไร่ เขียนข้อความดังกล่าวจากเกิดเหตุการณ์ที่นักพูดชื่อดัง เบส อรพิมพ์ ได้พูดบรรยายพาดพิงถึงชาวอีสานในเชิงที่ว่า ไม่รักในหลวง รัชกาลที่ 9 ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมและก่อให้เกิดความไม่พอใจตามมาอย่างมากทีเดียว. Embed from Getty Images Embed from Getty Images อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง ‘เบส อรพิมพ์’ นักพูดชื่อดัง โพสต์ข้อความ หลังถูกคนอีสานถล่มในโซเชียล

เชน ธนา ประกาศเลื่อนวันแต่งงาน พร้อมขอลาบวชถวายเป็นพระราชกุศล 14 วัน
เจมส์ กณิการ์ /  เชน ธนา / 

    กำลังจะเข้าสู่ประตูวิวาห์ในเดือนพฤศจิกายนนี้แล้ว สำหรับ เชน ธนา อดีตสมาชิกวงวง ไนซ์ ทู มีท ยู ที่ล่าสุดขอประกาศเลื่อนวันแต่งงาน จากเดิมในกำหนดการคือวันที่ 19 พฤศจิกายน 59 เลื่อนเป็นวันที่ 14 มกราคม 2560 เพื่อความเหมาะสมของบรรยากาศ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้งนี้ เจ้าตัวยังขอใช้โอกาสนี้ขอลาอุปสมบท เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นเวลา 14 วัน ณ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร โดยได้ฤกษ์บวชช่วงวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2559 จะเป็นวันไหนต้องรอฤกษ์บวชที่ชัดเจนจากพระสมเด็จฯ อีกครั้ง     “วันนี้เอาร่มมาช่วยแจกครับ มีเพื่อนๆ มาด้วย มาช่วยพระองค์โสมฯ ทอดไก่ด้วยครับ จริงๆ มาตอนกลางคืนหลายครั้งแล้ว กลางวันไม่ได้มาเท่าไหร่เพราะว่าติดงานด้วย ก็ดูว่าทุกคนมีจิตอาสาดีเลยครับ ส่วนตัวผมไม่เคยมีโอกาสถวายงานพระองค์ท่าน แต่มีครั้งนึงที่ติดตราตรึงใจมากเลยครับ ช่วงที่ท่านประชวรและเสด็จออกมาจากศิริราชเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นเรายังไม่ได้เข้าวงการ เราได้รับเสด็จผ่านหน้าจอทีวี เรายืนอยู่หน้าทีวี เราก็ตะโกนทรงพระเจริญอยู่คนเดียวครับ นั่นเป็นครั้งเดียวที่เรารู้สึกว่าได้รับเสด็จพระองค์ผ่านหน้าจอทีวีครับ ตัวผมเองตั้งแต่เกิดมาก็เห็นท่านทรงพระราชกรณียกิจเยอะมาก แม้กระทั่งตอนประทับอยู่ที่โรงพยาบาล พระราชดำรัสที่ผมนำมาใช้ในชีวิต คงเป็นการทำเพื่อส่วนรวมตั้งแต่เป็นนักร้อง สร้างรอยยิ้ม ทำหน้าที่ศิลปิน สร้างความสุข จนตอนนี้เรามาทำธุรกิจก็ยังคงทำประโยชน์ให้สังคมและให้คนรอบข้างมีความสุขเหมือนเดิม อนาคตถ้าสอนลูกสอนหลานก็คงสอนว่าเราได้เกิดในรัชกาลที่ 9 เป็นอะไรที่ภูมิใจ ตอนนี้ผมนั่งย้อนดูละครสี่แผ่นดินอยู่ น้ำตาไหลทุกตอนเลย รู้สึกว่าเป็นบุญมากครับ     แล้วหลังจากนี้ผมจะเข้าพิธีอุปสมบทเพื่อเป็นพระราชกุศลในช่วงวันที่ 7 พฤศจิกายน กำลังดูฤกษ์อยู่ครับ ที่วัดไตรมิตร ผมตั้งใจจะบวชประมาณสองสัปดาห์ครับ แต่ถ้าเกิดว่าทางบริษัทไม่ได้มีปัญหาอะไรก็น่าจะบวชไปเรื่อยๆ ครับ ผมรู้สึกว่าช่วงนี้ชีวิตผมดีขึ้นเยอะแล้ว ได้อะไรหลายๆ อย่างแล้วทำให้เรามั่นคง ก็อยากจะบวชเพื่อตอบแทนพระองค์ท่านและผู้มีพระคุณด้วยครับ จริงๆ ผมตั้งใจจะบวชสักครั้งนึงอยู่แล้ว ช่วงนี้คิดว่าเป็นจังหวะที่เหมาะสมด้วยในหลายๆ อย่าง ตอนนี้ก็เตรียมตัวท่องบทสวดมนต์ ขับรถระวังตังมากขึ้น  สำหรับงานแต่งก็เลื่อนเป็น 14 มกราคม 2560 ครับ จากเดิม 19 พฤศจิกายนครับ จริงๆ ก็กระทบหลายอย่างครับทางฝ่ายเตรียมงานและผู้ใหญ่หลายท่านด้วยครับ” ขอบคุณรูปภาพจากเฟซบุ๊ค Chaintana, อินสตาแกรมจาก jamekani

ชวนหิวกับสารคดีญุี่ปุ่น 'อัศจรรย์ตลาดปลาสึคิจิ'
Documentary Club /  TSUKIJI WONDERLAND / 

สำรวจโลกขออาหารญี่ปุ่น ผ่านตลาดค้าอาหารทะเลที่ได้รับการยอมรับว่ายอดเยี่ยมที่สุดในโลก กับหนังสารคดี TSUKIJI WONDERLAND (2016) หรือ 'อัศจรรย์ตลาดปลาสึคิจิ' ผลงานของ ผกก. โชทาโระ เอนโดะ  “อาหารญี่ปุ่น” เป็นที่หลงใหลของผู้คนมากมาย ทั้งด้วยรสชาติของวัตถุดิบฝีมือการปรุงของพ่อครัว และรูปลักษณ์งดงามเป็นเอกลักษณ์คุณสมบัติเหล่านี้มิได้เกิดด้วยความบังเอิญ แต่เป็นผลจากความทุ่มเทและความรัก ...“อัศจรรย์ตลาดปลาสึคิจิ” คือหนังสารคดีสุดบันดาลใจที่จะนำพาผู้ชมไปซึมซาบความรุ่มรวยลึกซึ้งแห่งวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่น ผ่านการสำรวจทุกซอกมุมของ “ตลาดปลาสึคิจิ”สถานที่ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นตลาดอาหารทะเลสดที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ...นี่เป็นครั้งแรกที่เราจะได้เห็นอย่างลึกซึ้งถึงวิถีชีวิต ความคิด และจิตใจที่พ่อค้า ลูกค้า พ่อครัว และผู้คนแวดล้อมมีต่ออาหารญี่ปุ่นและแน่นอน...นี่จะเป็นหนังที่ทำให้ผู้ชมทุกคนทั้ง “อิ่ม” และ “หิว” ไปพร้อมๆ กัน! "จงระลึกไว้เสมอว่า ทุกสิ่งที่เราพูดและทำจะซึมซาบไปสู่ปลาที่เราขาย เราจึงต้องทำงานนี้ด้วยความรักและใส่ใจ เพื่อให้ความรู้สึกนั้นถ่ายทอดไปสู่คนกิน...นี่ล่ะคือความรับผิดชอบของเราในฐานะพ่อค้าปลา" เราไม่รู้หรอกว่ามี "พ่อค้า" กี่คนพูดจากันเช่นนี้ มี "ตลาด" สักกี่ที่ที่พวกเขากับลูกค้าผูกพันนับถือเกียรติกันราวสมาชิกร่วมบ้านแต่ก็นี่ล่ะคือจิตวิญญาณของ "ตลาดปลาสึคิจิ" ตลาดอาหารทะเลสดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนมหาศาลมาตลอด 80 ปี จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหัวใจของ “วาโชกุ” ศาสตร์และศิลป์แห่งการปรุงอาหารของชาวญี่ปุ่น (ซึ่งยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมเมื่อปี 2012) “Tsukiji Wonderland:อัศจรรย์ตลาดปลาสึคิจิ” เป็นผลงานกำกับที่ใช้เวลายาวนานร่วม 3 ปีของ นาโอะทาโระ เอนโดะ ซึ่งเล่าที่มาไว้ว่า “เมื่อก่อนผมเองก็ไม่ต่างจากอีกหลายๆ คนที่ชอบมาที่นี่และคิดว่าตัวเองรู้จัก ’สึคิจิ' ทั้งที่แท้จริงแล้วไม่รู้จักมันเลย แม้จะเคยมีสื่รายการข่าวหรือนิตยสารมากมายบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดนี้ แต่ทั้งหมดล้วนใช้เวลาอยู่กับมันเพียงเล็กน้อย ผมจึงอยากให้หนังเรื่องนี้พาเราเข้าไปคลุกคลีใกล้ชิดในระยะเวลายาวนานเพื่อจะเข้าใจความเป็นสึคิจิจริงๆ “นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของตัวตลาด แต่เรายังต้องการเล่าถึงผู้คนที่ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ที่นั่น ตลาดเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและสิ่งที่ทำให้สึคิจิมีความพิเศษก็คือผู้คนเหล่านี้ แต่ละร้านเชี่ยวชาญในบางสิ่ง บางร้านรู้จักปลาทูน่า บางร้านชำนาญเรื่องกุ้ง การพยายามสำรวจผู้คนอันหลากหลายนี่เองที่ทำให้หนังต้องใช้เวลาไปกับการรวบรวมเรื่องราวไม่ใช่น้อย” นอกเหนือจากภาพบรรดาอาหารทะเลสดและบรรยากาศอันคึกคักแล้ว องค์ประกอบที่ถือเป็นหัวใจของ “Tsukiji Wonderland:อัศจรรย์ตลาดปลาสึคิจิ” ยังคือ “พ่อค้า” (Nakaoroshi) ซึ่งจะปรากฏตัวให้เราได้รู้จักในฐานะผู้มีความรอบรู้ในอาหารที่ตนคัดสรรมาขายเป็นอย่างดี จนนับได้ว่าพวกเขาเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญเบื้องหลังวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นในปัจจุบัน เอนโดะเล่าว่า “อาหารทะเลแทบทุกอย่างที่นี่ถูกจับมาสดๆ จากธรรมชาติ ดังนั้นสินค้าในตลาดจึงขึ้นกับลมฟ้าอากาศและทุกอย่างก็เปลี่ยนไปทุกปีทุกวัน พ่อค้าที่นี่จึงต้องมีความรู้ในเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด นอกจากนั้น ปัจจุบันอาหารญี่ปุ่นได้รับความนิยมมากและเรื่องราวส่วนใหญ่ก็ถูกนำเสนอผ่านสายตาของเชฟ ผมจึงอยากให้หนังของผมฉายภาพให้เห็นบุคคลอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเชฟบ้าง เพราะเหล่าพ่อค้าปลานี่แหละที่เป็นผู้สร้างรากฐานของวัฒนธรรมอาหารอันรุ่มรวยนี้ “อย่างที่คุณอาจจะรู้อยู่แล้วนะครับว่าในวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นนั้นมีการแบ่งย่อยประเภทอาหารเฉพาะอย่าง เช่น ซูชิบาร์ก็เสิร์ฟแต่ซูชิ ส่วนร้านอาหารบางแห่งก็เสิร์ฟเฉพาะเทมปุระหรือเฉพาะปลาบางแบบ สึคิจิเป็นตลาดที่จัดหาวัตถุดิบแก่ร้านเฉพาะทางเหล่านั้นได้อย่างครบครันยอดเยี่ยมก็ด้วยฝีมือและความรู้ของพ่อค้านั่นเอง” “Tsukiji Wonderland:อัศจรรย์ตลาดปลาสึคิจิ” จึงมิได้เป็นหนังที่เน้นการนำเที่ยวย่านอาหารทะเลสดคุณภาพสูงและร้านซูชิรสเลิศแบบหนังว่าด้วยอาหารทั่วๆ ไป แต่สารคดีเรื่องนี้ยังพาเราเข้าไปใกล้ชิดกับวิถีชีวิต ความคิด จิตวิญญาณ ของผู้คนที่ประกอบอาชีพในแวดวงอาหารอย่างซื่อสัตย์ทุ่มเท โดยเล่าเรื่องอย่างมีเสน่ห์สอดคล้องไปกับจังหวะเวลาของตลาดในแต่ละวัน อันเป็นมุมมองในการสำรวจวัฒนธรรมอาหารที่ทั้งน่าตื่นตาตื่นใจ ลึกซึ้งและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาน่าหลงใหล ... Documentary Club ภูมิใจเสนอ “Tsukiji Wonderland:อัศจรรย์ตลาดปลาสึคิจิ” ในโรงภาพยนตร์ รอบแรกวันที่ 20 กันยายน 2559 และเข้าฉายรอบปกติ ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2559 เป็นต้นไป ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ค: DocumentaryClubTH

ทำด้วยใจ! เบิ้ล ปทุมราช แต่งเพลง 'ตราบนานเท่านาน...รัชกาลที่9' เพื่อพ่อหลวง
ตราบนานเท่านาน รัชกาลที่9 /  ตราบนานเท่านาน...รัชกาลที่9 / 

ยังคงมีศิลปินมากมายที่ถ่ายทอดความรู้สึกอาลัย ต่อความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พ่อหลวงของปวงชนชาวไทยเสด็จสู่สวรรคาลัย วานนี้(26 ต.ค.) เบิ้ล ปทุมราช อาร์สยาม (อาทิตย์ สมน้อย) ศิลปินค่ายอาร์สยาม ได้แต่งและถ่ายทอดบทเพลงที่มีชื่อว่า ตราบนานเท่านาน...รัชกาลที่9 และได้เผยแพร่คลิปวิดีโอเพลงนี้ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ซึ่งล่าสุดเพลงดังกล่าวก็ถูกคลิกฟังมากกว่า 4 แสนครั้งแล้ว เพลง- ตราบนานเท่านาน...รัชกาลที่9 คำร้อง / ทำนอง - เบิ้ล ปทุมราช ขับร้อง/ เบิ้ล ปทุมราช อาร์สยาม เรียบเรียงดนตรี- พลอยใส ลำปายมาศ/เปิ่ลเวิ่นสตูดิโอ เบิ้ล ปทุมราช เผยความรู้สึกว่า "เรื่องราวความดีที่พ่อหลวงของเราทำไว้ จะแต่งเป็นเพลงมากมายแค่ไหนก็ไม่มีวันสิ้นสุด... เพลงพ่อไม่ใช่เพลงแข่งขัน แต่เป็นเพลงที่ทุกคนแต่งและร้องออกมาด้วยใจเพื่อถวายแด่พ่อหลวงของเรา ดีใจที่ได้ฟังเพลงของศิลปินและอาจารย์หลายท่านยอมรับว่าทุกๆ เพลงที่ฟังน้ำตาซึมออกมาโดยไม่มีเหตุผล หวังว่าวันหนึ่ง เพลงที่ผมแต่งไว้ จะทำให้ทุกคนรักและคิดถึงพ่อหลวงมากขึ้น" มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

คนจีนหัวใจไทย แต่งเพลง 'สรรเสริญพระบารมี' เวอร์ชั่นภาษาจีน
สรรเสริญพระบารมี /  เพลง สรรเสริญพระบารมี เวอร์ชั่นภาษาจีน / 

แม้จะเป็นชาวกว่างซี ประเทศจีน แต่เพราะ ลี่ลี่ หนุ่มจีนหัวใจไทยคนนี้รักในหลวงไม่แพ้คนไทย เขาจึงแต่งเนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นเวอร์ชั่นภาษาจีน เพื่อแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ลี่ลี่ ได้อัพคลิปวิดีโอที่เขาสวมเสื้อสีดำและพนมมือขับร้อง เพลงสรรเสริญพระบารมี เวอร์ชั่นภาษาจีน ไว้ในเฟซบุ๊ค facebook.com/li.l.kwin ซึ่งคลิปดังกล่าวก็ถูกแชร์และคลิกเข้าชมมากกว่า 5 หมื่นครั้งภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน ลี่ลี่ มีความเชี่ยวชาญในการใช้ภาษาไทยจากการศึกษาวิชาเอกภาษาไทยและการมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทยนานกว่า 8 ปี เขาเผยว่าเขาศึกษาความหมายของเพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างถ่องแท้ ก่อนจะลงมือแปลเป็นภาษาจีนเพื่อให้มีความหมายตรงกับเพลงต้นฉบับมากที่สุด โดย ลี่ลี่ พิถีพิถันในการแต่งเนื้อเพลงและฝึกขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีเวอร์ชั่นภาษาจีนล่วงหน้าก่อนจะอัดคลิปวิดีโอชิ้นนี้นานถึง 3 วันเลยทีเดียว. ข้อมูลและภาพจาก www.facebook.com/li.l.kwin มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

SoulKing อัปเดทยิ่งใหญ่ เพิ่มเนื้อหาใหม่ๆ เพียบ
Netmarble /  SoulKing

SoulKing เกมวางแผนสไตล์ RPG บนมือถือจาก เน็ตมาร์เบิ้ล ประกาศอัปเดทเพิ่มด่านใหม่ ปลดล็อคเนื้อเรื่องถึงตอนที่ 5 ในโหมดพระราชวัง และเปิดฟีเจอร์ใหม่ คลังอัศวิน ที่เป็นระบบจัดการอัศวินที่จะทำให้ผู้เล่นสามารถจัดการกับอัศวินที่ได้รับมาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการเพิ่มฟีเจอร์ขั้นสูงที่จะทำให้ผู้เล่นสามารถเห็นเอฟเฟกต์การใช้สกิลของตัวละครนั้นๆ ก่อนเข้าสู่ดันเจี้ยน หรือเริ่มต่อสู้จริง ยิ่งไปกว่านั้นเอฟเฟกต์ของตัวหลักได้ถูกพัฒนาขึ้น ขณะที่หอคอยแห่งการท้าทายเปิดให้ผู้เล่นเข้าไปเล่นซ้ำได้อีกด้วย สงครามกิลด์บอส และระบบใหม่ที่เรียกว่า ข้ามขีดจำกัด การอัปเดทครั้งนี้จะทำให้มั่นใจได้ว่าทั้งผู้เล่นเดิม และผู้เล่นใหม่จะสนุกไปกับเกมนี้ได้ง่ายขึ้นผ่านการอัปเดทที่จะมีอยู่ตลอด และจากการอัปเดทครั้งล่าสุดเน็ตมาร์เบิ้ลจะจัดกิจกรรมคอนเสิร์ต 7 วัน โดยจะแจกไอเท็มให้กับผู้เล่นใหม่ทุกคนที่เข้าเกมในทุกๆ วัน เป็นระยะเวลา 7 วัน โดยผู้เล่นจะได้รับไอเท็ม หมาอีเนอร์จีเซอร์  ซึ่งเป็นไอเท็มที่ทำให้ได้ EXP เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสำหรับคนที่เข้าไปเล่นในโหมดผจญภัย โซลคิง ถูกพัฒนาโดย FunnyPaw ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเน็ตมาร์เบิ้ลเกม ตัวเกม โซลคิง เปิดให้ดาวโหลดฟรีแล้วทั้งบน Google Play และ App Store App Store –>[Click] Google Play –>[Click] สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คอมมูนิตี้ –>[Click] เฟซบุ๊คแฟนเพจอย่างเป็นทางการ –>[Click]

แด่ เสนีย์ เสาวพงศ์ แรงบันดาลใจในหนัง From Bangkok to Mandalay
From Bangkok To Mandalay /  ชาวโยเดีย / 

จากบทสนทนาว่าด้วย "ปีศาจแห่งกาลเวลา" ของ สาย สีมา ตัวละครเอกใน 'ปีศาจ' วรรณกรรมไทยคลาสสิคโดย เสนีย์ เสาวพงศ์ (2461 – 2557) กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ แน็ต-ชาติชาย เกษนัส สร้างตัวละครอย่าง ธูซา ศูนย์กลางของเรื่องราวความรักและการพลัดพรากใน From Bangkok to Mandalay หนังร่วมทุนไทย-เมียนมาเรื่องนี้ โดยชาติชายได้เล่าถึงการนำส่วนหนึ่งของนิยาย 'ปีศาจ' มาใส่ในหนังว่า "ปีศาจ มันก็เป็นหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตเราเหมือนกัน คือคุณเสนีย์ นอกจากเป็นนักเขียนชื่อดังแล้ว ยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศพม่าเมื่อปี พ.ศ. 2520 ซึ่งช่วงที่เราเริ่มทำหนังเรื่องนี้ แล้วได้เดินทางไปที่สถานทูต เราก็รู้สึกว่าเรื่องราวของคุณเสนีย์มันน่าสนใจ บวกกับที่ประเทศเมียนมาเป็นช่วงเวลาที่ผู้นำทางความคิดทางเสรีภาพของในยุคประชาธิปไตยชาวพม่าคือผู้หญิง (นาง ออง ซาน ซูจี) บวกกับสิ่งที่เราเก็บเกี่ยวจากการไปชมภาพยนตร์กับชาวเมียนมาที่นั่น คือเราเห็นถึงความฝันของผู้หญิงที่นี่ ในสภาพความเป็นจริงที่เมียนมายังเป็นสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ คือยังหนักกว่าเมืองไทยมากๆ เราเองเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนก็มีความฝัน ก็เลยนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครธูซาในเรื่อง" ชาติชาย เกษนัส ถ่ายภาพกับรูปถ่ายของ คุณเสนีย์ เสาวพงศ์ ณ สถานทูตไทยประจำประเทศพม่า (ภาพจากเฟซบุ๊ค อ.อานันท์ นาคคง ที่ปรึกษาคนสำคัญของหนังเรื่องนี้) 'ปีศาจ' เป็นเรื่องราวความรักต่างชนชั้นของ สาย สีมา ลูกชาวนาบ้านนอกที่มาร่ำเรียนในกรุงเทพจนได้เป็นทนายความ กับ รัชนี หญิงสาวจากตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ หากแต่เชื่อว่าทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน โดยถือว่าเป็นหนึ่งในงานเขียนเล่มสำคัญที่ส่งผลต่อแนวคิดผู้คนจำนวนมากในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านก่อน 14 ตุลา 2516 ซึ่งตัวชาติชายเองได้นำบทสนทนา "ปีศาจแห่งกาลเวลา" มาใช้ในหนังอย่างครบถ้วน โดยแทนตัวละครสาย สีมาในต้นฉบับ มาเป็นตัวละครหญิง ธูซา ในหนังเรื่องนี้แทน (รู้จัก 'ปีศาจ' ให้มากขึ้นได้ จากบทความ "ปีศาจของกาลเวลา : การรื้อฟื้นงานเสนีย์ เสาวพงศ์ในยุคแสวงหา" โดย อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ) 'ปีศาจ' โดย คุณเสนีย์ เสาวพงศ์ "คือทั้งที่มาของฉากงานเลี้ยงและตัวละคร ธูซา มาจากหนังสือเรื่องนี้เลย โดยการที่สลับจากผู้พูดในต้นฉบับซึ่งเป็นผู้ชายมาเป็นผู้หญิงมันก็คือการที่เราพยายามจะบอกว่าผู้หญิงทุกคนในเมียนมาก็มีความฝัน เช่นเดียวกับการเลือก วุด มน ชเว ยี (Wutt Hmone Shwe Yi) มารับบท ธูซา ก็เพราะเราเองอยากจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงชาวเมียนมา คือวุด มน ชเว ยี เขามีความนุ่มนวล มีความเป็นเพศหญิงสูงมาก แต่ในขณะเดียวกันชีวิตจริงเธอก็มีความเข้มแข็ง คือจะมีข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับตัวเธอเยอะมากในเมียนมา มีถึงกับลือว่าเธอเคยถูกหลานของนายพลชื่อดังลักพาตัวไปหลายวัน แล้วก็รอดกลับมาได้ ซึ่งลองไปหาข่าวดูในอินเตอร์เน็ตได้ (หัวเราะ) คือเราก็ไม่กล้าถามเธอด้วยซ้ำว่ามันคือเรื่องจริงหรือเปล่า แต่เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ กับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง วุด มน ชเว ยีก็มีความเข้มแข็ง มีความสตรองในแบบตัวเธอ ซึ่งก็ทำให็เธอยังเป็นไอดอลของผู้หญิงพม่าจำนวนมากในทุกวันนี้" วุด มน ชเว ยี (Wutt Hmone Shwe Yi) ผู้รับบท ธูซา อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจใน From Bangkok to Mandalay คือการเล่าเรื่องของ ชาวโยเดีย หรือคนไทยที่ถูกกวาดต้อนมาที่นี่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัครใจหรือตกค้างอยู่อาศัยสืบเชื้อสายมาจนถึงปัจจุบัน โดยหนังเล่าเรื่องราวของชาวโยเดีย ผ่านซีนเล็กๆ ที่ตัวละครธูชาและ นันดะ (แสดงโดย เน โท นักแสดงระดับท็อปของเมียนมา) มาบันทึกเสียง เพลงโยเดีย "คุณลุงซึ่งร่วมแสดงในหนังก็เป็นคนโยเดียจริงๆ  ซึ่งว่าไปแล้วเพลงโยเดียมันก็คือเพลงไทยนั่นละ ไปจนถึงโขน หรือละครโยเดีย มันก็ถูกสืบสานต่อมาจนถึงทุกวันนี้ (โดยชาติชายมีแผนเดินทางกลับไปเพื่อทำสารคดีเกี่ยวกับเรื่องละครโยเดียด้วย) ที่จริงแล้ว คุณเสนีย์ เสาวพงศ์ยังเคยเขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งชื่อว่า 'ผมเป็นคนโยเดีย' ซึ่งเขียนเมื่อตอนเป็นท่านทูตอยู่ที่นั้น คือเรื่องมันสั้นๆ ง่ายๆ ว่าด้วยมีคนอยากมาพบเขา หากระหว่างที่กำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่แถวๆ นั้น ก็มีเด็กที่เตะบอลอยู่ วิ่งมีพูดเป็นภาษาอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่นแปลความได้ว่า -ผมเป็นคนโยเดีย ผมอยากพบคุณ- เสร็จแล้วก็วิ่งไปเตะบอลต่อ คุณเสนีย์ก็นิ่งไป แล้วมันก็จบแค่นั้น หากเรื่องสั้นนี้มันชวนให้เราคิดต่อว่า ตกลงคุณเสนีย์คิดอะไรอยู่ แล้วเด็กคนนั้นคิดอะไรอยู่ถึงได้พูดแบบนั้น ก็เลยอยากจะเติมเรื่องราวของคนโยเดีย เข้าไปในหนังด้วยเล็กน้อย ส่วนรายละเอียดต่างๆ ว่ามันจะเกี่ยวข้องกับตัวละครธูซาไหม เราให้คนดูไปคิดปะติดปะต่อหาคำตอบเองดีกว่า เราแค่อยากจะสะกิดคนดูเล็กๆ ว่า มายาคติชุดใหญ่ที่เรามีต่อพม่า การมองเขาเป็นอื่นเป็นศัตรูตลอดเวลา คุณคงจะลืมไปว่าในประเทศพม่าก็ยังสายเลือดไทยอาศัยอยู่ที่นั่นด้วย" เบื้องหลังการถ่ายทำฉาก ชาวโยเดีย หากสารพันเรื่องราวที่ชาติชายต้องการสะท้อนเหล่านี้ ทั้งหมดถูกห่อหุ้มด้วยสไตล์ของหนังเมโลดราม่า ซึ่งเป็นแนวทางหนังที่ชาวเมียนมายังให้ความนิยมอย่างสูง "เราเองก็เชื่อว่าการทำเมโลดราม่ามันไม่มีทางยี้หรอก ตราบใดที่เราทำรายละเอียดของมันถึง แต่การจะให้มาเชื่อมโยงอธิบายเรื่องราวทั้งหมด เราว่ามันไม่จำเป็น เพราะพล็อตเรื่องหรือขนบของเรื่องที่เราเล่ามันไม่ใช่สิ่งใหม่ มันถูกเล่าซ้ำอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เราจึงตัดสินใจที่จะละเรื่องราวบางอย่างออกไปซะ เพราะเชื่อว่าผู้ชมจะปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ได้เอง ซึ่งมันเป็นการทดลองในการเล่าเรื่องของเราเหมือนกัน ส่วนจะประสบความสำเร็จไหม ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชมมากกว่า" สุดท้ายแล้ว แม้สถานการณ์ของ From Bangkok to Mandalay 'ถึงคน..ไม่คิดถึง' ในไทยจะไม่สู้ดีนัก และอาจยืนโรงฉายได้เพียงสัปดาห์เดียว แต่ชาติชายก็กล่าวว่า ยังโชคดีที่หนังประสบความสำเร็จในประเทศเมียนมา "พี่ๆ เพื่อนๆ หลายคน ในวงการอาจจะเป็นห่วงหนังเรื่องนี้ แต่ในกรณีที่แย่ที่สุดของ From Bangkok to Mandalay คือใน 2-3 เดือนนี้หนังจะคืนทุนประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ จากการลงทุนราว 25 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้เลวร้าย คืออาจจะเป็นหนังอินดี้ที่ไม่ได้กำไรอะไรมากมาย แต่ถ้ามองในแง่คุณค่า หรือการลงทุนที่ไม่ใช่เม็ดเงินมันก็คุ้มค่า คือไม่ต้องห่วงผมไม่โดนตึกแน่นอน (หัวเราะ) อย่างน้อยๆ ที่พม่าก็ต้อนรับเราอบอุ่น และก็รอคอยที่จะดูหนังที่โปรดักชันดีๆ แบบนี้อีกครั้ง" **อัพเดต - From Bangkok to Mandalay ยังได้ฉายต่อในสัปดาห์ที่สอง แม้จะเหลือโรงและรอบน้อยมากก็ตาม ติดตามขาวสารได้ที่ facebook ของหนัง ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ดี้ นิติพงษ์ ห่วงคนไทยเศร้านาน เชื่อ พระองค์อยากเห็นพสกนิกรมีรอยยิ้ม
ของขวัญจากก้อนดิน /  คำพ่อสอน / 

    ทำเอาคนไทยทั่วทั้งแผ่นดินจะยังคงอยู่ในความเศร้า ตั้งแต่ได้ทราบข่าวอย่างเป็นทางการจากสำนักพระราชวัง ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต พี่น้องคนไทยต่างก็ได้ออกมาแสดงความรู้สึกที่มีต่อพ่อหลวง เช่นเดียวกับนักแต่งเพลงชื่อดัง ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค ผู้ที่แต่งเพลงเกี่ยวกับพ่อได้อยากลึกซึ้ง และไพเราะกินใจ ไม่ว่าจะเป็นเพลง ต้นไม้ของพ่อ, ของขวัญจากก้อนดิน, รูปที่มีทุกบ้าน, คำพ่อสอน ฯลฯ ซึ่ง ดี้ ได้เปิดเผยความรู้สึกในฐานะพสกนิกรคนหนึ่ง ว่า.... ขอบคุณรูปภาพจากเฟซบุ๊ค Nitipong Honark

ซูกัส จีทเวนตี้ นำทีมสาวๆ ลุยฝน!!! มอบความสุขอิ่มใจให้คนไร้บ้าน!!!
ซูกัส จีทเวนตี้ /  ถุงแป้ง-ภัทรวดี / 

    เพราะมีวันคล้ายวันเกิดในเดือนกันยายนเหมือนกัน นักแสดงสาวๆ ในสังกัด “โมโน ทาเลนท์ สตูดิโอ” ในเครือโมโนกรุ๊ป นำทีมโดย “ซูกัส จีทเวนตี้” ซูกัส-อรวีณ์ เหลืองวิบูลย์พร (27ก.ย.), ปุยฝ้าย-ธนพร สุริยะคำ (8ก.ย.) และ ถุงแป้ง-ภัทรวดี เหลาสา (15ก.ย.) ขอเกี่ยวก้อยชวนกันไปทำบุญฉลองวันเกิดด้วยกันซะเลย     ในกิจกรรมดีๆ ที่สาวๆ รวบรวมเงิน เตรียมการกันมานาน กับการแจกอาหารให้กับคนไร้บ้าน ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ในค่ำคืนบรรยากาศฟ้าฝนที่ไม่เป็นใจ ตกกระหน่ำร่วมชั่วโมง แต่ สาวๆ ซูกัส-ปุยฝ้าย-ถุงแป้ง และเพื่อนๆ นักแสดงร่วมสังกัด อาทิ โดนัท-สาริฟา จรเจนวุฒิ, เบนซ์- ณัฐธิดา ตรีชัยยะ, ผิงผิง-ณิชา ปิยะวัฒนานนท์, หนูแอ-จิรัฐิพร วิวัฒนานนท์ และ นีน่า-นิชนารถ พรหมมาตร ที่ตั้งใจไปทำบุญก็ไม่ย่อท้อ รอเวลาจนฝนหยุด!!! หอบหิ้วข้าวเหนียว+หมูทอด, นม, ขนมปัง และของใช้จำเป็น เช่น ยากันยุง , ยาแก้ปวด ฯลฯ ไปแจกจ่ายให้คนไร้บ้าน กว่า 100 ชุด ในบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสุขของทั้งผู้ให้และผู้รับจริงๆ     ซูกัส กล่าวเล่า “ปกติซูจะทำบุญวันเกิดด้วยการบริจาคอยู่บ่อยๆ ค่ะ ก็จะโอนเงินไปช่วยเหลือตามที่ลงประกาศผ่านเฟซบุ๊คบ้าง ซึ่งปีนี้มีโอกาสได้คุยกับเพื่อนๆ ในกลุ่ม โมโน ทาเลนท์ สตูดิโอ รู้ว่าเกิดเดือนเดียวกันพอดี เลยถือโอกาสรวมกลุ่มชวนกันไปทำบุญด้วยกัน ซึ่งพวกเราเห็นตรงกันว่า..อยากไปให้กับคนอื่นๆ ที่เขาไม่มีจริงๆ ไม่มีแม้กระทั่งบ้าน-ที่พัก อยากให้เขาเหล่านั้น มีความสุขบ้าง ไม่มากก็น้อย จึงขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะมอบสิ่งดีๆ ให้กับเขา ซึ่งมาช่วงเวลาประมาณ 1 ทุ่ม ฝนก็ตกหนักเลยค่ะ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดด้วยซ้ำ แต่เมื่อตั้งใจกันมาแล้ว ก็รอจนฝนหยุดตกค่ะ พอถึงเวลาเห็นคุณลุง-คุณป้า-คุณน้า-คุณอา ทยอยเดินมาหาพวกเรา รอรับมอบของ ส่งรอยยิ้ม และกล่าวขอบคุณพวกเรา ซูก็รู้สึกดีใจมากๆ ที่เราได้โอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเผื่อแผ่ถึงพวกเขา เพื่อนๆ โมโน ทาเลนท์ สตูดิโอ ที่มาด้วยกันก็คิดเหมือนกัน ถ้ามีโอกาสพวกเราก็อยากจะมาร่วมทำสิ่งดีๆ แบบวันนี้อีกค่ะ”     ยังไงทางทีมงาน  music.mthai ก็ต้องขออนุโมทนาบุญ และขอให้คนที่เกิดในเดือนนี้ทุกคนประสบความสำเร็จในชีวิต มีความสุขมากๆ นะคะ

สวยด้วยใจบุญด้วย!!! มาช่า ร่วมบริจาคเงินสร้างขาเทียมให้ช้างไทย
มาช่า วัฒนพานิช /  ข่าว มาช่า วัฒนพานิช / 

ทั้งสวยทั้งใจบุญอีกคนแล้ว สำหรับนักร้อง-นักแสดงสาว มาช่า วัฒนพานิช ที่หลายคนกำลังจับตามองใน บทบาทใหม่ เมนเทอร์มาช่า จากรายการ The Face Thailand 3 ถึงแม้ว่าตอนนี้คิวงานจะแน่น และฮอตแค่ไหน สาวมาช่า ก็ยังไม่ลืมทำบุญช่วยเหลือสัตว์โลก อย่างช้างไทยด้วย เพราะล่าสุด(12 ก.ย.) มาช่า ได้ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือช้างไทย เพื่อสร้างขาเทียมให้กับช้างที่ได้รับบาดเจ็บจนต้องสูญเสียขา ทำให้ยากต่อการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นครั้งแรกในโลกอีกด้วย ที่ช้างสามารถใส่ขาเทียมได้ โดย มาช่า ได้โพสต์รูป และข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว Marsha Vadhanapanich ว่า "ช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเรามาแต่โบราณ เราจะต้องร่วมกันอนุรักษ์ช้างเพื่อไม่ให้ลดจำนวนลง เป็นกำลังใจให้คุณโซไรดา ซาลวาลา น่าภูมิใจที่โรงพยาบาลช้าง สามารถทำขาเทียมให้ช้างได้เป็นครั้งแรกในโลก โดยมี พังโม่ชะ เป็นช้างเชือกแรก และพังโม่ตาลา เป็นช้างเชือกที่สองของโลกที่ใส่ขาเทียม เงินบริจาคของทุกคนมีความหมายนะคะ ขอบคุณด้วยจริงๆค่ะ" ทั้งนี้ ได้มีแฟนๆ เข้ามาร่วมอนุโมทนาบุญอย่างมากมาย ยังไงทีมงาน gossipstar.mthai.com ก็ต้องขออนุโมทนาบุญในครั้งนี้ด้วยนะคะ ขอบคุณรูปภาพจาก เฟซบุ๊ค Marsha Vadhanapanich IG: marshairis มาช่า วัฒนพานิช มาช่า วัฒนพานิช บริจาคเงินช่วยเหลือช้างไทย มาช่า บริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือช้างไทย มาช่า วัฒนพานิช มาช่า วัฒนพานิช มาช่า วัฒนพานิช

ก้อง สหรัถ ชวนคนไทย สานต่อความดีตามรอยพ่อ
ก้อง สหรัถ /  สหรัถ สังคปรีชา / 

ก้อง สหรัถ สังคปรีชา นำทีม ชวนคนไทยส่งคลิป 'หนึ่งแผ่นความดี' เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสานต่อความดีตามรอยพ่อ ก้อง สหรัถ นักร้องและนักแสดงชื่อดัง ขอนำทีมชวนคนไทยทำดี ด้วยการร่วมตั้งปณิธานสานต่อความดีที่พ่อได้ทำไว้ แล้วเขียนความดีที่อยากทำลงในกระดาษคนละแผ่น ถ่ายคลิปวีดิโอภาพเคลื่อนไหว ส่งมาร่วมกิจกรรม #หนึ่งแผ่นความดี ผ่านการโพสคลิปในเฟซบุ๊คของตนเองแล้วใส่แฮชแท็ก #หนึ่งแผ่นความดี (เปิดเป็น public) หรือส่งคลิปมาทาง inbox ของแฟนเพจ Workpoint Entertainment... คลิปที่ผ่านการคัดเลือกจะเป็นส่วนหนึ่งในมิวสิควีดิโอของช่องเวิร์คพอยท์ หมายเลข 23 ภาพจาก Kong Saharat Fanpage มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

รู้จัก ลาฟ ดิแอซ ผู้กำกับเจ้าของรางวัลสิงโตทองคำคนล่าสุด
ลาฟ ดิแอซ

สำหรับแฟนๆ BIOSCOPE ที่ติดตามนิตยสารมาอย่างยาวนาน คงจะคุ้นเคยชื่อของผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์วัย 57 ปีคนนี้ดี (แม้อาจจะไม่เคยได้ดูหนังของเขาเลยก็ตาม) ลาฟ ดิแอซ ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่หนังซึ่งมีขนาดยาวมากๆ เสมอ (ตัวอย่างเช่น A Lullaby to the Sorrowful Mystery ที่ฉายเทศกาลเบอร์ลินเมื่อต้นปี ซึ่งยาวถึง 8 ชั่วโมง!) และล่าสุด ลาฟ ดิแอซ ก็คว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลหนังเวนิส ปี 2016 กับผลงานล่าสุดของเขา The Woman Who Left ที่ว่าด้วยสาวที่ออกมาใช้ชีวิตโลกภายนอกหลังจากติดคุกมา 30 ปี โดยมีฉากหลังเป็นประเทศฟิลิปปินส์ในช่วงปี 1997 และเพื่อร่วมยินดีกับความสำเร็จอีกครั้งของลาฟ ดิแอซ และทำความรู้จักตัวตนของเขา ไปจนถึงวงการหนังอิสระฟิลิปปินส์ให้มากขึ้น เราจึงขอนำบทสัมภาษณ์ของลาฟ และมิตรสหายนักวิจารณ์ผู้ล่วงลับ อเล็กซิส ทีโอเซโค (ซึ่งเสียชีวิตด้วยเหตุฆาตกรรม หลังจากเดินทางมาที่บ้านเรากับลาฟเพื่อฉายหนังเป็นครั้งแรกในบ้านเราเมื่อปี พ.ศ. 2552) ซึ่งเคยตีพิมพ์ในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 94 (กันยายน 2552) มาให้ได้อ่านกันอีกครั้ง ลิงค์ ข่าวการเสียชีวิตของ อเล็กซิส ทีโอเซโค ขอบคุณภาพลาฟ อิแอซ จาก เฟซบุ๊ค La Biennale di Venezia ... มหากาพย์ภาพยนตร์แห่งฟิลิปปินส์ประเทศ สนทนากับ ลาฟ ดิแอซ และ อเล็กซิส ทีโอเซโค โดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา และ ไกรวุฒิ จุลพงศธร - เวลาดูหนังฟิลิปปินส์ สิ่งหนึ่งที่ปรากฎบ่อยครั้งคือตัวละครที่มีปมขัดแย้งกับศาสนา คุณช่วยอธิบายได้ไหมว่าความกดดันของคนฟิลิปปินส์ที่มีต่อศาสนาเป็นอย่างไร ลาฟ : ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประชากร 80 เปอร์เซ็นต์เป็นคาทอลิก เป็นอิสลามอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ศาสนาคริสต์เข้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 พูดได้โดยรวมว่าเป็นสังคมที่เคร่งศาสนา อิทธิพลของคริสต์สายคาทอลิกเข้ามาอยู่ในจิตสำนึกของผู้คนและสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความรู้สึกว่ามนุษย์มีบาปติดตัว ในช่วงหลังๆ อาจกล่าวได้ว่าอิทธิพลของคาทอลิกในฟิลิปปินส์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ส่วนการที่คุณเห็นเรื่องนี้ในหนังฟิลิปปินส์บ่อยครั้งก็เพราะมันเป็นเรื่องที่หยั่งรากลงลึกและเป็นส่วนหนี่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ไปแล้ว อเล็กซิส : มันเหมือนกับเป็นภาระหรือเป็นแอกของคนทำหนังที่ต้องจัดการกับคำถามว่า ทำไมสังคมที่มีความเป็นคาทอลิกสูงมาก ก็เป็นสังคม ที่มีการคอร์รัปชั่นและความยากจนสูงมากในเวลาเดียวกัน สองอย่างนี้อยู่คู่กันได้อย่างไรอุดมคติของคริสตศาสนาที่ขัดแย้งกับภาพที่เห็น อยู่ ช่องว่างที่ห่างมากๆ ระหว่างคนรวยและจนจากสิ่งทั้งหมดนี้ศาสนาคริสต์มีบทบาทอย่างไร - ทีนี้จะเข้าคำถามสำคัญ คือทำไมหนังของคุณถึงต้องยาวขนาดนี้ด้วย ลาฟ : ผมไม่ได้คิดถึงหนังของผมว่าเป็นหนังยาวหรอกครับ สิ่งที่ผมทำเวลาทำหนังคือ พอวางแผนแล้ว ผมก็ทำมันไปจนถึงจุดสิ้นสุดของ ที่วางไว้ ทำไปตามธรรมชาติ ในขณะที่ไอเดียยังสดอยู่ผมก็ถ่ายไป ผมไม่มานั่งคิดหรอกว่านี่มันเจ็ดชั่วโมงแล้วนะ ต้องหยุดทำแล้ว ก่อนที่ฟิลิปปินส์จะเป็นอาณานิคมหรืออันที่จริงก่อนที่อิทธิพลของอิสลามจะเข้ามาด้วยซ้ำ เราไม่มีความคิดเกี่ยวกับเวลาหรอกครับ ความคิดเกี่ยวกับเวลาที่มีกันอยู่ทุกวันนี้เป็นสิ่งที่ชาวตะวันตกสร้างขึ้นมา ส่วนสิ่งที่ชาวฟิลิปปินส์มีจริงๆ คือความคิดเกี่ยวกับพื้นที่พื้นที่อันเป็นเกาะแก่ง พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเราเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตผูกติดกับธรรมชาติ เราจึงมีความรู้สึกต่อพื้นที่มากกว่าเวลา - คนดูส่วนใหญ่ตอบรับอย่างไรเมื่อดูหนังของคุณเสร็จ ลาฟ : แน่นอนครับว่าสิ่งแรกที่พวกเขาพูดคือทำไมต้องยาวขนาดนี้ด้วย ซึ่งเป็นคำถามที่น่าเบื่อสำหรับผม แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าต้องอธิบาย ผมต้องการปฏิเสธระบบการทำหนังตลาด ดังนั้นตรรกะของระบบหนังตลาดที่ว่าหนังต้องยาว 2 ชั่วโมงนั้นไม่ได้เป็นประเด็นสำหรับผมเลย สำหรับคนดูแล้ว การดูหนังยาว 11 ชั่วโมงก็เป็นการไขว่คว้าต่อสู้อย่างหนึ่ง มันต้องอาศัยความอดทนสูง แต่สำหรับผู้ชมที่ไปกับหนังได้ พวกเขาก็บอกผมว่ามันเป็นประสบการณ์การเสพหนังที่สมบูรณ์ เหมือนผู้ชมกับหนังได้เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนคนดูที่หลังจาก 11 ชั่วโมงแล้วไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับหนัง ผมก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วย - การทำหนังของคุณเป็นการทำหนังแนวทำๆ หยุดๆ ซึ่งต้องใช้เวลาในการถ่ายทำมาก แล้วคุณมีวิธีทำงานร่วมกับนักแสดงอย่างไร ยิ่งในกรณีนี้นักแสดงก็ไม่น่าจะได้ค่าตอบแทนมากมายนัก ลาฟ : ขึ้นอยู่กับแต่ละเรื่องครับ อย่างใน Batang West Side (2001, หนังความยาว 5 ชั่วโมงว่าด้วยชีวิตคนฟิลิปปินส์ในอเมริกาโดยเล่าผ่านการตายของเด็กวัยรุ่น) ผมกับนักแสดงไปถ่ายที่นิวยอร์คโดยอยู่ที่นั่นด้วยกัน 1 ปีก่อนจะลงมือถ่ายทำซึ่งใช้เวลาแค่ 2 เดือน มันเป็นประสบการณ์ที่เหนื่อยยาก แต่ก็เป็นการทำงานที่ง่ายเพราะทุกคนอยู่ในที่เดียวกันตลอดเวลา แต่ใน Evolution of a Filipino Family (2004, หนังความยาว 11 ชั่วโมง ว่าด้วยชีวิตของครอบครัวชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง) ผมใช้เวลาถ่ายทำถึง 10 ปี มีนักแสดงตายไป 3 คนระหว่างการถ่ายทำ คนที่ยังไม่ตายก็อายุแก่ขึ้น มันเป็นสิ่งที่ลำบากมาก ผมต้องโทรศัพท์ไปหาพวกเขาว่า “คุณยังมีชีวิตอยู่ไหม ผมได้เงินก้อนใหม่มาแล้ว มาถ่ายหนัง กันต่อเถอะ” ผมทำตัวเองให้สดใหม่ด้วยการดูฟุตเตจซ้ำแล้วซ้ำเล่า และให้ความสำคัญกับการพูดคุยกับนักแสดงก่อนถ่ายทำ - เวลาทำหนังยาวนานขนาดนี้ คุณต้องต่อสู้กับอะไรบ้าง อะไรคือสิ่งหนักหนาที่สุด ลาฟ : สิ่งยากที่สุดไม่ใช่กระบวนการทำหนัง แต่เป็นการทำให้ผู้คนเข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำอยู่นี้เป็นสิ่งที่จริงจัง คำว่าผู้คนในที่นี้หมายถึงทั้งคนดูและ ผู้คนรอบข้าง หมายถึงทุกๆ คน วิธีการทำหนังของผมมาจากอุดมการณ์และความเชื่อของผม ผมไม่ได้อยากทำหนังเพื่อเงิน ผมอยากทำหนังเพื่อ ที่จะได้สร้างเสริมความมีวัฒนธรรม หนังที่ออกมาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ดี - วงการหนังฟิลิปปินส์ทั้งหนังกระแสหลักและหนังอิสระในตอนนี้เป็นอย่างไร อเล็กซิส : ช่วง 7-9 ปีที่ผ่านมา ในหนังกระแสหลักนั้นแทบไม่มีหนังเรื่องไหนเลยที่มีเรื่องที่ต้องการพูดอย่างจริงจัง บรรดานายทุนเลือกหนทางที่ปลอดภัยที่สุดในการทำหนัง บริษัทใหญ่ๆ จะมีฝ่ายตรวจสอบบท บทจะถูกแก้ไข 10-15 ครั้ง ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายมันก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจอีกแล้ว ดังนั้นจึงมีช่องว่างที่ห่างมากระหว่างหนังตลาดกับหนังแนวอื่นๆ สำหรับหนังอิสระ ตอนนี้มีคนมากมายลองมาทำเพราะพวกเขาต้องการทำหนังกระแสหลักแต่ยังไม่มีโอกาสเข้าไปได้เนื่องจากอุตสาหกรรมหนังกระแสหลักสร้างหนังน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับอดีตย้อนไปในยุค 90 เราทำหนังปีละ 150-180 เรื่อง แต่ตอนนี้เหลือปีละ 50 เรื่องเท่านั้น มันเป็นการลดลงอย่างน่าใจหาย ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงต้องหันมาทำหนังอิสระ แต่ว่าหนังที่ออกมาก็เป็นหนังในแบบที่พวกเขาอยากทำในหนังตลาดนั่นแหละเพียงใช้ทุนสร้างน้อยกว่า ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า‘หนังอิสระ’ ก็คือหนังตลาดในเวอร์ชั่นที่ยากจนกว่านั่นเอง คำที่ผมกำลังจะพูดนี้ยังไม่ได้ใช้กันแพร่หลายนัก แต่นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในฟิลิปปินส์คนหนึ่งกล่าวว่า มันไม่ได้มีแค่หนังกระแสหลักและหนังอิสระ แต่เราต้องแบ่งเป็น ‘หนังกระแสหลัก’ (mainstream), ‘หนังอิสระ’ (independent) และหนังที่อยู่ตรงกลางซึ่งเขาเรียกว่า ‘กระแสกลาง’ (mid stream) (หัวเราะ) ผมว่าตลกดีแต่มันก็เป็นคำอธิบายที่ดีต่อสิ่งที่เราเจอตอนนี้ พวกหนังสือพิมพ์ที่ไม่มีความรู้ก็เรียกหนังกลุ่มมิดสตรีมว่าหนังอิสระไปหมด แต่เรารู้ดีว่าเราไม่สามารถเรียกหนังกลุ่มนี้ว่าหนังอิสระได้เต็มปากเหมือนกับหนังของ ลาฟ ดิแอซ, รายา มาร์ติน หรือ จอห์น ทอร์เรส หรอก ตอนนี้เรามีโรงหนังที่ฉายหนังนอกกระแสอยู่สองแห่ง โรงแรกอยู่ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ อีกโรงเป็นโรงหนังเดี่ยว ทั้งสองฉายทั้งหนังอิสระและหนังมิดสตรีม แต่หนังแต่ละเรื่องก็เข้าฉายได้แค่ 6-7 วันเท่านั้นเพราะจะมีหนังเรื่องอื่นมาจ่อคิวรอฉายต่อ ตอนนี้เรามีหนังมิดสตรีมและหนังอิสระขนาดยาวรวมกันประมาณ 100 เรื่องต่อปี หนึ่งในปัญหาของหนังอิสระของเราก็คือ เราไม่มีที่ฉายหนังเพียงพอต่อจำนวนหนังที่มีอยู่ ผู้กำกับหลายคนจึงเลือกไปฉายหนังตามสถานศึกษาซะเลย - คนทำหนังในภูมิภาคอื่นๆ ของฟิลิปปินส์ทำหนังยาวบ้างรึเปล่า อเล็กซิส : มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารวมแล้วอาจไม่เกิน 10 เรื่องแต่ก็ถือว่ามากกว่าในอดีตมาก ย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน ความคิดที่ว่าจะมีหนังจากภูมิภาคอื่นๆ นั้นเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์เลยก็ได้ - ในประเทศไทยเราไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ เลยนอกจากกรุงเทพฯ อเล็กซิส : คุณก็มี อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ ไง ไกรวุฒิ : อุรุพงษ์เป็นคนต่างจังหวัด หนังของเขามีความเป็นภูมิภาคอื่นมากก็จริงแต่เขาก็ต้องเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กรุงเทพฯ วิวัฒน์ : ผมยังถือว่าอุรุพงษ์เป็นผู้กำกับหนังสั้นอยู่ เพราะ Stories From The North เป็นการรวมหนังสั้นหลายเรื่องเข้าเป็นหนังยาวและก่อนหน้านี้เรามีโอกาสดูหนังของอุรุพงษ์ได้ เพียงแค่ในเทศกาลหนังสั้นเท่านั้น เราก็คงต้องรอให้ Agrarian Uthopia (‘สวรรค์บ้านนา’) เข้าฉายในเมือง ไทยก่อนมั้งครับ แล้วเราจะมองเขาได้อย่างเต็มตามากขึ้นในฐานะหนังจากภูมิภาคอื่น ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรายังไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทยเลย อเล็กซิส : ผมคิดว่าช่วงยุค 40-60 ในฟิลิปปินส์มีอุตสาหกรรมหนังในเมืองเซบู ซึ่งอยู่นอกเขตมะนิลา มันเป็นวงการหนังที่แข็งแรงมากแต่หนังเหล่านั้นไม่มีหลงเหลือมาให้คนรุ่นหลังเห็นแล้ว เพราะว่าเราไม่มีหอภาพยนตร์แห่งชาติที่จะเก็บรักษาฟิล์มเหล่านั้น คนที่ทำหน้าที่เป็นหอภาพยนตร์ก็คือสถานีโทรทัศน์หรือบริษัทหนังซึ่งเก็บหนังในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมาแค่นั้นเอง ลาฟ : เราสูญเสียหนังไปเยอะมากเพราะเราไม่มีหอภาพยนตร์ อเล็กซิส : อีกประเด็นหนึ่งก็คือ บรรดาฟิล์มที่ถูกเก็บรักษาในมะนิลานั้นถูกทำลายเนื่องจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงคราม - ฟิลิปปินส์มีคนทำหนังที่พูดเรื่องการเมือง เยอะไหม อเล็กซิส : มีคนทำหนังน้อยคนนักในฟิลิปปินส์ที่จะทำหนังการเมืองในระดับเดียวกับที่ลาฟทำ ในแง่ว่าหนังของลาฟพูดถึงปัญหาการเมืองโดยให้บริบทความเป็นมาที่กว้างและลึกมาก ขณะที่หนังการเมืองส่วนใหญ่เป็นแค่การเล่าถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นหนังบ่นๆ ด่าๆ สังคมไป แต่ไม่ได้มีความพยายามที่จะอธิบายหรือขยายให้เห็นมิติของปัญหา มีกลุ่มคนทำหนังการเมืองอยู่บ้าง เช่น กลุ่ม Southern Tagalog Exposure ซึ่งมีความคิดทางการเมืองที่แข็งกร้าวมาก หลายคนในกลุ่มนี้มีพื้นหลังเป็นฝ่ายซ้ายจัดหรือมีมุมมองแบบคอมมิวนิสต์มาก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือพวกเขาพยายามฝึกคนทำหนังรุ่นเด็กๆ ที่ยังไม่มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจนนักให้ทำหนังสั้นการเมืองเกี่ยวกับปัญหา สิทธิมนุษยชนในฟิลิปปินส์ เด็กๆ เหล่านี้ต้องทำหนังสั้นเพียง 2 นาทีเพื่อฉายทางโทรทัศน์ แต่พอคณะกรรมการพิจารณาให้เรต X พวกเขาก็ต้องอุทธรณ์ต่อถึงจะได้ฉายให้คนดูวงกว้าง แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ว่าหนังสั้นเหล่านี้เป็นหนังที่มีไอเดียง่ายไป ไม่มีการตั้งคำถาม เป็นหนังที่ประกาศจุดยืนบางอย่างซึ่งเป็นเรื่องน้อยนิด อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือปริมาณของคนทำหนังในฟิลิปปินส์นั้น 80 เปอร์เซ็นต์เป็น คนที่มีอายุต่ำกว่า 33 ปี พวกเขายังต้องใช้เวลา อีกสักพักกว่าจะตกตะกอนทางความคิดหรือฝีมือการทำหนัง ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นในหนังของ เขาตอนนี้คือการแสดงความรู้สึกอึดอัดต่อสภาวะการเมือง แต่ไม่มีอะไรที่ไปไกลกว่านั้น อาจจะมีอยู่เพียง 2-3 คนที่ไปไกลกว่าจุดนี้ เช่น เชอราด แอนโธนี ซานเชส, รายา มาร์ติน และ แน่นอนว่าต้องมี ลาฟ ดิแอซ ตอนนี้ประเด็นร้อนในหนังฟิลิปปินส์ คือ มีผู้กำกับกลุ่มหนึ่งที่ทำหนังเล่าเรื่องของ คนยากจน แต่กลับถูกด่าว่าเป็นหนังที่ขาย ความยากจนให้ฝรั่งดู สิ่งที่ผมเห็นว่ายังขาดใน หนังฟิลิปปินส์ตอนนี้ คือหนังที่วิเคราะห์หรือแสดงให้เห็นอย่างจริงจังถึงบทบาทของชนชั้นสูงในฟิลิปปินส์ ว่าสถานภาพที่เขาดำรงอยู่นั้นครอบงำสิ่งต่างๆ ของสังคมได้อย่างไร ภาพคนชั้นสูงในหนังฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ถูกนำเสนอ ออกมาเป็นคนไฮโซทำงานบริษัทโฆษณา แล้วก็รักกับคนชนชั้นล่างกว่าตัวเองแค่นั้น ผมคิดว่าปัญหาใหญ่จริงๆ ของวงการหนังฟิลิปปินส์นั้นไม่ได้อยู่ที่หนังฟิลิปปินส์ เพราะตัวหนังเองได้เริ่ม พัฒนาและท้าทายขึ้นมาแล้ว แต่เป็นที่วัฒนธรรมการดูหนังฟิลิปปินส์ที่อ่อนแอกว่าตัวหนังเองซะอีก เรามีหนังที่น่าสนใจแล้วแต่เราไม่มีคนหรือองค์กรที่จะมาสนับสนุนหรือจัดเวทีเพื่อถกเถียงอธิบายหนังเหล่านี้ กิจกรรมเกี่ยวกับหนังในฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่แล้วก็จัดขึ้นโดยคนทำหนังเองนั่นแหละ ในฟิลิปปินส์นั้น หนังของลาฟฉายไม่เกิน 10 ครั้งต่อเรื่อง ปีที่แล้วเมื่อตอนที่มีการเสวนาเกี่ยวกับหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มะนิลา มีอาจารย์คนหนึ่งยกประเด็นนี้ขึ้นมา เขาถามว่ามีคนดูหนังของลาฟน้อยมาก แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นคนทำหนังฟิลิปปินส์ได้จริงหรือ ซึ่งผมตอบไปว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ามีคนดูหนังน้อย แต่คุณคิดว่าคนฟิลิปปินส์ควรดูหนังของลาฟรึเปล่า ซึ่งอาจารย์ตอบว่าใช่ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมอาจารย์ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อสร้างพื้นที่ล่ะ นี่คือตัวอย่างว่าการที่คนดูหนังน้อยไม่ใช่ความล้มเหลวของตัวหนังหรือผู้กำกับ แต่มันเป็นความล้มเหลวของโครงสร้างที่ไร้วัฒนธรรมการดูหนังต่างหาก - หนึ่งในปัญหาของหนังไทยคือ ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องการเมือง คนทำหนังไทยมักเซ็นเซอร์ตัวเอง พวกเขาอาจทำหนังเหน็บแนม นักการเมืองนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ไม่มีใครจะทำไปมากกว่านั้น แม้ กระทั่งในหนังอิสระก็มีอยู่น้อยคนนักที่จะพูดเรื่องการเมืองอย่าง ตรงไปตรงมา แต่เราสามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ในหนังของ ลาฟ ดิแอซ สิ่งที่เราสงสัยก็คือคุณมีปัญหากับการเซ็นเซอร์ของรัฐ บ้างไหม หรือมีผู้ชมอนุรักษ์นิยมที่โจมตีคุณบ้างไหม ลาฟ : ผมคิดว่าในฟิลิปปินส์ ถึงเราจะมีการเซ็นเซอร์และมีรัฐบาลที่กดขี่ประชาชน แต่เราก็ยังมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นอยู่ ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับศิลปินแต่ละคนแล้วล่ะว่าอยากจะพูดเรื่องอะไร ผมไม่เคยต้องมานั่งคิดว่าเราไม่สามารถถ่ายสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้เพราะเรามีคณะกรรมการเซ็นเซอร์หรือเราจะต้องเจอกับทหารหรือรัฐบาล ซึ่งนี่แตกต่างจากประเทศ ไทยมาก ผมเข้าใจดีว่าการเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นสิ่งที่ยังอยู่ในงานของคนไทย เราอยู่ในเงื่อนไขของสังคมที่ไม่เหมือนกัน คนดูหนังก็ไม่เคยมาโจมตีผม แต่นั่นอาจเป็นเพราะว่าหนังของผมมีคนดูอยู่จำนวนน้อยและพวกเขาก็เป็นปัญญาชนกัน ครึ่งหนึ่งในคนดูหนังของผมอาจเป็นเพื่อนผมทั้งนั้นก็ได้ อเล็กซิส : ส่วนหนึ่งของความแตกต่างระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ก็คือ ฟิลิปปินส์มีความไม่สงบทางการเมืองเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ใน ปัจจุบัน รัฐบาลและประธานาธิบดีก็ได้รับความนิยมน้อยมาก ดังนั้นการ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ผู้คนรับกันได้ ลาฟ : แม้กระทั่งในสมัยของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (อดีตประธานาธิบดี เผด็จการ) ก็มีคนทำหนังอย่าง ลิโน บรอคกา (ผู้กำกับภาพยนตร์ ยุค 70-80) ที่กล้าใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับระบบ อเล็กซิส : ในปัจจุบันรัฐยังทำหน้าที่เซ็นเซอร์หนังอยู่แต่ก็ต่างจากเดิม ยกตัวอย่างเช่น รัฐเซ็นเซอร์หนังของ ลาฟในประเด็นโป๊เปลือยมากกว่า ประเด็นการเมือง แต่ผมเองมีความเชื่อ ว่า รัฐไม่เชื่อแล้วว่าศิลปะจะมีความ หมาย พวกเขาไม่เชื่อแล้วว่าหนังจะมีผล ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ในช่วงเวลาที่บรอคกาทำหนัง รัฐจะ เซ็นเซอร์หนังตั้งแต่ก่อนที่หนังจะสร้าง ซะอีก คนทำหนังต้องส่งบทให้รัฐ พิจารณาก่อนถ่ายทำ ซึ่งตอนนี้มันไม่มี ระบบเช่นนี้อีกแล้ว เพราะภาพยนตร์ ไม่ได้มีอำนาจต่อความรู้สึกนึกคิดของ ประชาชนทั้งประเทศเหมือนกับที่เคยเป็นแล้ว ในยุคที่บรอคกาทำหนัง ภาพยนตร์สามารถเปลี่ยนสังคมได้ แต่เมื่อมามองในปัจจุบัน เมื่อคุณมอง ไปยังภาพยนตร์ที่ฉายในวงกว้าง -ซึ่งคำว่าวงกว้างนั้นสำคัญมากเพราะ มันต้องฉายในวงกว้างเท่านั้นถึงจะสร้างผลกระทบขนาดยักษ์ได้- ภาพยนตร์ได้สูญเสียอำนาจแบบนั้นไปแล้ว ผมพูดเสมอว่าหนังของลาฟหรือหนังของ รายา มาร์ติน ดูคล้ายบทกวี และถ้าเราพูดกันตรงๆ ก็คือบทกวีน่ะไม่มีผู้ชมผู้ฟังมากมาย หรอกครับ บทกวีเป็นสิ่งที่มีความเป็นส่วนตัวสูง คนดูก็เสพมันในลักษณะ ส่วนตัวกันมาก และคุณก็ไม่ได้คาดหวังว่าบทกวีจะเปลี่ยนประเทศได้ ในยุค 70-80 เราสามารถบอกได้ว่าหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อ สังคมอย่างแรงกล้า ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามสู้กับหนังพวกนั้นอย่าง ทันท่วงที แต่ตอนนี้ผมนึกไม่ออกและไม่คิดว่าจะเห็นหนังเรื่องไหนที่ เปลี่ยนสังคมฟิลิปปินส์ หนังในปัจจุบันอาจเปลี่ยนปัจเจกบุคคล แล้ว ปัจเจกบุคคลนั่นค่อยไปเปลี่ยนแปลงสังคมอีกที - หนังฮอลลีวูดมีบทบาทอย่างไรต่อหนังฟิลิปปินส์ อเล็กซิส : มีผลกระทบอย่างยิ่งยวดเลยล่ะ ไม่ใช่แค่ส่งผลต่อคนทำหนัง ที่โตมาแต่กับหนังฮอลลีวูดเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังคนดูหนังที่ไม่รู้จักหนัง อย่างอื่นนอกจากหนังฮอลลีวูดด้วย โดยเฉพาะคนดูหนังที่อายุต่ำกว่า 30 ปี เพราะในฟิลิปปินส์เวลา Harry Potter หรือ Spider-Man เข้าฉาย โรงหนังจะไม่ฉายหนังเรื่องอื่นเลย และเราก็ไม่มีซีเนมาเธค (โรงหนังที่ฉาย หนังศิลปะเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม) มหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ต้องการจะ ทำซีเนมาเธค แต่ก็มีทุนไม่พอ ดังนั้นพวกเขาก็ต้องฉายหนังฮอลลีวูด หรือไม่ก็ฉายหนังที่ทางสถานทูตเลือกมาให้ เราจึง ขาดแคลนการฉายหนังทางเลือก สิ่งเหล่านี้ไม่ ได้เป็นผลแค่จากโรงหนังหรือการจัดจำหน่าย หนัง แต่ยังเป็นผลมาจากวัฒนธรรมการดูหนัง ที่ไม่นิยมการดูหนังที่หลากหลายด้วย แถมยัง กำหนดให้เสร็จสรรพว่าหนังแบบไหนเท่านั้นที่ ผู้ชมควรจะดู - เมื่อปีที่แล้วเรามีโอกาสถามคำถามเดียว กันนี้กับ ยีรี เมนเซล ผู้กำกับชาวเชค เขาตอบว่า หนังฮอลลีวูดไม่ได้ส่งผลกระทบ ต่อคนทำหนังยุโรปมากเท่าไรหรอก แต่ มันทำให้ระดับรสนิยมของคนดูหนังยุโรป ลดลงไปอย่างน่าใจหาย ถ้าเรานำหนัง ฮอลลีวูดคุณภาพต่ำหลายเรื่องที่ฮิตใน ปัจจุบันไปฉายให้ชาวยุโรปรับชมเมื่อ 20 ปี ก่อน รับรองว่าจะไม่ทำเงินแน่นอน อเล็กซิส : จริงเลยล่ะ เพื่อนคนทำหนังของผม คนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า เขาบอกกับเพื่อนว่า “ฉันอยากฉายหนังของฉัน” เพื่อนตอบว่า “ไม่มีใครดูหนังของนายหรอก” เขาจึงตอบว่า “เหตุผลแค่นี้น่ะหรือที่ทำให้ไม่ฉายหนังของเรา” ยังมีอีกเรื่องนึงที่ผมอยากเล่าให้ฟัง คือเรื่องของ คิดแลต ตาฮิมิค คนทำหนังฟิลิปปินส์ ตอนที่ยังไม่เริ่มกำกับหนัง ตาฮิมิค เรียนหนังอยู่ที่เยอรมัน แล้วบังเอิญว่าครูของ เขาไม่มา แวร์เนอร์ แฮร์โซก (ผกก. ระดับ อาจารย์ใหญ่แห่งวงการหนังโลก) ก็เลยมาสอน หนังสือแทน ทั้งคู่เริ่มสนิทกันจนกระทั่งแฮร์โซก ชวนให้ตาฮิมิคมาแสดงบทเล็กๆ ในเรื่อง The Enigma of Kaspar Hauser วันนึงตาฮิมิคไปหา แฮร์โซกแล้วบอกว่า “ผมมีบทหนังที่อยาก กำกับ ผมอยากให้คุณอ่าน” แต่แฮร์โซกตอบว่า “ผมยุ่งมากๆ เลย ไม่มีเวลาอ่านหรอก แต่ผม กำลังจะนั่งรถไป 400 กิโลเมตร และกลับอีก 400 กิโลเมตร เพื่อไปฉายหนังที่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ถ้าคุณยอมนั่งรถโฟล์คของผมไป ด้วยกัน คุณอาจจะเล่าเรื่องหนังของคุณให้ผม ฟังระหว่างทางก็ได้” ตาฮิมิคเลยไปด้วย ปรากฏว่าพอไปถึงที่โรงหนัง มีคนรอดูหนัง ของแฮร์โซกแค่ 35 คน ตอนนั่งรถกลับตาฮิมิค ก็เลยบ่นว่า “น่าเศร้าจริง เราขับรถกันตั้ง 800 กิโลเมตรเพื่อให้คน 35 คนดูหนังเนี่ยนะคณุ รูสึกแย่หรือเปล่า ” แฮร์โซกตอบว่า “ตาฮิมิค คุณต้องหัดรู้จักให้ความรู้กับผู้ชมซะบ้าง ถ้าเราไม่เริ่ม ณ ที่ใดที่หนึ่ง แล้วเมื่อไรคนดูหนังจะได้พัฒนากันล่ะ” ผมคิดว่าแนวคิดนี้ล่ะใช่เลย เริ่มต้นจากคนดูกลุ่มเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายตัวขึ้น เวลาผม สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย นักเรียนทุกคนของผมเป็นคนดูหนังฮอลลีวูด มีอยู่คนนึงเกิดที่อเมริกา และคิดว่าอเมริกาเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกด้วย ในการสอนตลอดหนึ่งเทอม ผมเริ่มฉาย หนังที่หลากหลาย หนังทดลอง หนังสั้นไทยบ้าง ความหมายของภาพยนตร์สำหรับพวกเขาค่อยๆ ขยายขึ้น และเมื่อคุณฉายหนังของลาฟ ดิอาซ ความหมายของภาพยนตร์ของพวกเขาก็ขยายไปถึง ขีดสุด เมื่อผมฉาย Evolution of Filipino Family นักเรียนต้องดูหนังตั้งแต่ 9.00-21.00 น. โดยแบ่งพัก เป็นสองช่วง และตอนท้ายลาฟก็มาร่วมตอบคำถามด้วย ผมถามว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร พวกเขา ตอบว่ามันยาวมาก แต่หลังจากนั้นก็แสดงความคิดเห็นอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อเขาดูหนังความยาว 11 ชั่วโมงไป ความคิดที่มีเกี่ยวกับหนังก็ถูกขยายไปอย่างมหาศาล มันได้ทำลายข้อจำกัดที่พวกเขา เคยคิดว่าหนังต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และต่อไปถ้าต้องดูหนังแนวอื่นๆ พวกเขาก็รับได้หมดแล้ว ถ้าผมบอกพวกเขาว่าจะฉายหนังความยาว 5 ชั่วโมงนะ พวกเขาก็บอกว่าสบายมาก เพราะเรา ผ่านหนัง 11 ชั่วโมงมาแล้ว ผมคิดว่าพวกเราจะต้องขยายความคิดว่าภาพยนตร์คืออะไร เพราะว่าฮอลลีวู้ดทำให้ ความหมายของมันแคบเหลือเกิน - คนทำหนังอิสระของฟิลิปปินส์มีวัฒนธรรมการอ่านวรรณกรรมบ้างไหม เพราะในเมืองไทย เรามีความเชื่อกันว่าคนทำหนังไทยไม่ว่าจะเป็นคนทำหนังกระแสหลักหรือคนทำหนังอิสระ พวกเขาไม่ได้เป็นนักอ่าน อเล็กซิส : เป็นคำถามที่ตอบยากนะครับ ผมไม่คิดว่าคนทำหนังฟิลิปปินส์จะเป็นนักอ่านระดับ หนอนหนังสือกันมากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ในตอนนี้คือ มีนักเขียนและอาจารย์สอนด้าน วรรณกรรมหลายคนที่พยายามทำหนัง พวกเขาเป็นนักเขียนที่ได้รับความเคารพ แต่เมื่อมาทำหนัง เราก็เห็นปัญหาแบบเดียวกับคนเพิ่งหัดทำหนัง บทหนังของพวกเขาแข็งแรงมาก แต่ยังต้องการเวลา ในการฝึกกำกับอีกพอสมควร ผมไม่มั่นใจนักแต่คิดว่าคนเขียนบทเป็นนักอ่านมากกว่าผู้กำกับ โดยเฉพาะผู้กำกับที่ ไม่ได้เขียนบทหนังด้วยตนเอง ตอนนี้มีกลุ่มนักเขียนบทรุ่นใหม่ อายุช่วง 20 ปลายๆ ถึง 40 ที่ ทำงานให้บริษัทหนังใหญ่ๆ หนังหลายเรื่องที่มาจากบทของคนเหล่านี้เป็นหนังดีเลยล่ะ ที่น่าสนใจ ก็คือคนเขียนบทเหล่านี้มารวมตัวกัน และต้องการเขียนบทและโปรดิวซ์หนังเอง พวกเขามีสิทธิใน การเลือกผู้กำกับ หรือไม่ก็กำกับเองซะเลย พวกเขาเชื่อมั่นในบทของเขาว่ามันต้องไม่ออกมาเป็น หนังแย่ๆ หรือเป็นหนังที่ประนีประนอมแน่ๆ ตอนนี้พวกเขาโปรดิวซ์หนังออกมา 3 เรื่องแล้วและจะ ทำต่อไปอีก หนังเรื่องแรกของกลุ่มนี้คือ The Blossoming of Maximo Oliveros (2005, หนังสะท้อน สังคมว่าด้วยเด็กกะเทยที่หลงรักตำรวจหนุ่มสุดหล่อ) เป็นหนังที่เขียนโดยคนเขียนบทซึ่งดังมากๆ 2 คนและพวกเขาเลือกผู้กำกับเอง ส่วนเรื่องคนทำหนังอ่านหนังสือไหม ผมไม่มีคำตอบที่ดีกว่านี้ให้ เอาเป็นว่าในบรรดา คนทำหนังอิสระที่ผมรู้จัก เควิน เดอ ลา ครูซ (กำกับเรื่อง The Family That Eats Soil) อ่านหนังสือ เยอะมากและยังเขียนเรื่องสั้นกับบทกวีอีกด้วย เชอราด แอนโธนี ซานเชซ ก็อ่านหนังสือเยอะมาก ส่วนรายา มาร์ตินนั้นเลือกอ่าน แต่สิ่งที่เขาเลือกเป็นสิ่งที่ดี ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

เป็นบุญตา... เผยมิวสิควิดีโอ เหมือนเคย ที่เคยถวาย ในหลวง-พระราชินี
boyd Kosiyabong /  บอย โกสิยพงษ์ / 

หลังจากเมื่อไม่กี่วันก่อน เจ้าของเฟซบุ๊ค Pinkan Tansuwanrat ได้เปิดเผยถึงความทรงจำจากงานพระราชทานเลี้ยงฉลองเนื่องในวันครบรอบวันบรมราชาภิเษกสมรส ซึ่งมีการเปิดพรีเซ็นเทชั่นภาพความรักของทั้งสองพระองค์ โดยใช้เพลง เหมือนเคย ของศิลปิน บอย โกสิยพงษ์ มาประกอบ นำมาซึ่งความสุขและความประทับใจให้แก่พสกนิกรชาวไทยไปแล้วนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) บอย โกสิยพงษ์ ปลาบปลื้ม ในหลวงทรงเปิดเพลง เหมือนเคย ในวันครบรอบอภิเษกสมรส ล่าสุดในวันนี้(21 ต.ค.) คุณหญิงต้น ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี ได้เผยคลิปมิวสิควิดีโอเพลง เหมือนเคย ที่ทั้งสองพระองค์เคยทอดพระเนตร และกล่าวถึงรายละเอียดของเรื่องดังกล่าวว่า 'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ จับพระหัตถ์ และทอดพระเนตรด้วยพระพักตร์แย้มรอยพระสรวล' ไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว Piyapas Bhirombhakdi … "เนื่องจากที่มีผุ้ใช้ Facebook ว่า Pinkan Tansuwanrat ได้เขียนถึงการเปิด เพลง"เหมือนเคย" ของคุณบอย โกสิยพงษ์ ในงานพระราชทานเลี้ยงในวังนั้น แต่แรกก็คิดว่าจะปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไป เพราะก็เป็นเรื่องที่นำรอยยิ้มมาให้คนไทย แต่เมื่อเรื่องบานปลายออกไปถึงสื่ออื่นๆ อย่างแพร่หลาย จึงเห็นควรว่าต้องนำความจริงมาเล่าสู่กันฟัง ให้ถูกต้อง เพราะต่อแต่นี้ไปเรื่องราวใดๆที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ คงจะเป็นเรื่องที่ถูกจดจำจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ อยู่ในหัวใจพวกเราชาวไทยตลอดไป MV นี้จัดทำขึ้นเพื่อฉายถวายให้ทอดพระเนตรในงานพระราชทานเลี้ยง วันเฉลิมพระชนม์พรรษาครบ ๖รอบ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๗ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา ในคืนนั้นได้มีพระราชเสาวนีย์ ให้จัดการแสดง "หญิงไทย" เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณ และเกียรติคุณ ของวีรกษัตริย์สตรีและสตรี ในอดีต ทั้งยังเป็นการแสดงในเห็นถึงวิวัฒนาการการแต่งการของสตรีไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน ดิฉันชอบเพลงเหมือนเคย ฟังทีไรก็จะนึกถึงความรักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระจริยวัตร พระสิริโฉม และน้ำพระทัยที่งดงามของสมเด็จพระนางเจ้าฯ จึงคุยกับคุณทินกร อัศวรักษ์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการแสดง ว่าอยากทำ MV เพลงนี้ถวาย ช่วยกันคัดพระบรมฉายาลักษณ์ ผูกเรื่องราว จากนั้นก็กราบบังคมทูลขอพระราชานุญาติจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ว่าจะขอมีเรื่องเซอร์ไพร์ส ๒ เรื่องในงาน เหมือนเป็นสิ่งที่ทูลหม่อมทุกพระองค์ทำถวายสมเด็จแม่ คือ MV และเค้กที่มีข้อความถวายพระพรเป็นการส่วนพระองค์จากทุกพระองค์ เมื่อไฟรี่ทุกคนในห้องนั้นคิดว่าเป็นเวลาเป่าเค้กและถวายพระพร แต่เมื่อเสียงเพลงขื้น และปรากฏภาพที่จอใหญ่ ทั้งสองพระองค์ทอดพระเนตร MV ด้วยพระพักตร์ที่แย้มรอยพระสรวล จับพระหัตถ์กันอยู่แทบจะตลอดเวลา รับสั่งถึงพระบรมฉายาลักษณ์นี่นั่น ฉายที่ ไหนเมื่อไร ตอนนั้นทรงทำอะไร เป็นภาพสุดแสนประทับใจ แก่ทุกคนที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ ณ ที่นั้น หลังจากงานได้รับสั่งถามว่าเพลงชื่ออะไร พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเพลง อันนี้ขอเรียนถึงคุณ Boyd Kosiyabong นะคะ และได้ทูลเกล้าถวายDVDทั้งสองพระองค์ ซึ่งคงจะไปทรงเปิดทอดพระเนตรอีกเป็นการส่วนพระองค์ ฉะนั้นทั้งสองพระองค์ทรงรู้จักเพลงของคุณนะคะ ต่อมาเมื่อมีงานเลี้ยงฉลองวันบรมราชาภิเษกสมรส วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๘ ที่ พระราชวังไกลกังวล อ.หัวหิน ก็ได้เปิด MV นี้ถวายอีกครั้งหนึ่งตามที่คุณปิ่นกาญจน์ เขียนไว้ในหน้า Facebook ของเธอ ตลอดเวลา ๖๖ ปี ที่ทั้งสองพระองค์ประทับเคียงคู่กันมา ความรักของพระองค์ไม่เคยทำให้พสกนิกรชาวไทยต้องผิดหวัง ทั้งยังคงแผ่ไพศาลมาสู่พวกเราทั่วทุกตัวคน น้อมเกล้าฯสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ อย่างหาที่สุดมิได้ #ธสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์ 🙏🏻🇹🇭❤️🇹🇭🙏🏻 แนบมาคือ MV ที่จัดทำถวายในครั้งนั้นนะคะ" มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

อาลัย สันติ ดวงสว่าง ศิลปินต้นแบบเพลงลูกทุ่ง เจ้าของเพลงฮิต จูบไม่หวาน
จูบไม่หวาน /  ถอนคำสาบาน / 

วงการเพลงลูกทุ่งต้องร่ำไห้ หลังสูญเสียหนึ่งในนักร้องชื่อดังระดับตำนาน สันติ ดวงสว่าง ซึ่งเสียชีวิตแล้วด้วยวัย 48 ปี ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จ.สมุทรสงคราม หลังจากมีอาการเส้นเลือดในสมองแตกจนต้องรักษาตัวในห้องผู้ป่วยขั้นวิกฤติ(ไอซียู) นานถึง 4 วัน แต่ก็ไม่อาจยื้อชีวิตไว้ได้ สันติ ดวงสว่าง หรือ นายจเร ภู่ทอง มีผลงานให้แฟนเพลงได้รับฟังมานาน และเป็นเจ้าของบทเพลงฮิตตลอดกาล จูบไม่หวาน... สันติ ดวงสว่าง ถือเป็นนักร้องลูกทุ่งอีกหนึ่งคนที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในวงการเพลงลูกทุ่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 กับโครงการท็อปฮิต ลูกทุ่งมาตรฐาน ซึ่งสันติถือเป็นศิลปินคนแรกของโครงการนี้ และยังมีผลงานมากที่สุดถึง 24 อัลบั้ม จนทำให้เขากลายเป็นศิลปินต้นแบบให้กับศิลปินลูกทุ่งรุ่นใหม่ๆ     สันติ ดวงสว่าง  เกิดวันที่ 10 มกราคม 2511 เป็นบุตรของนายประสิทธิ์ นางวรรณา ศรีประเสริฐ แต่เดิมอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 29 หมู่ที่ 6 ตำบลท่าเยี่ยม กิ่งอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร พ่อแม่มีอาชีพทำนา     ตอนที่ยังเป็นเด็กชอบร้องเพลงมากๆ ใครจ้างร้อง 5 - 10 บาท เขาจะรับร้องไม่เกี่ยงราคา เมื่อพ่อแม่เห็นว่าเขาชอบเสียงเพลง และพอมีพรสวรรค์อยู่บ้าง จึงคิดว่าน่าจะเป็นอาชีพได้ จึงพาไปสมัครประกวดร้องเพลงตามเวทีต่างๆ งานวัดบ้าง เวทีเล็ก เวทีใหญ่ สถานที่ต่างๆ ตามตำบล ตามอำเภอ หรือต่างจังหวัด เขาจะรับรางวัลชนะเลิศทุกครั้ง     ครั้งสุดท้าย ตอนเขาอายุได้ 9 – 10 ปี พ่อแอ๊ด เทวดา ได้ฟังเสียงแล้วชอบใจมาก จึงขอไปอยู่ด้วย พ.ศ. 2529 พอโตเป็นหนุ่ม ความมั่นใจมีมากขึ้น เลยตัดสินใจไปสมัครร้องเพลง ตามห้องอาหาร และไปที่แม่กลอง จ.สมุทรสงคราม ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าทำไมต้องด้นดั้นไปไกลจากบ้านถึงขนาดนั้น     สันติขอตามพี่สาวไปอยู่ แม่กลอง สมุทรสงคราม แล้วความฝันก็เป็นจริงเมื่อเขาได้ร้องเพลงในห้องอาหาร ดวงนภา ของประสิทธิ พรหมสาร อยู่กับห้องอาหารดวงนภาได้ไม่นานนัก แมวมองหานักร้องเข้าประกวดในรายการ ลูกทุ่งสิบทิศของ ดำรง พุฒตาล ทางช่อง 5 กลายเป็นเจ้าพ่อเพลงหวาน มาจนถึงทุกวันนี้ เพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุด จูบไม่หวาน, ถอนคำสาบาน, รักนี้มีกรรม ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊ค ลูกทุ่งลายไท, สันติ ดวงสว่าง

กว่าจะทำใจได้... เท่ห์ อุเทน อัญเชิญบทเพลง แสงเทียน ถวายพ่อของแผ่นดิน
อุเทน พรหมมินทร์ /  เท่ห์ อุเทน / 

    เพื่อถวายความอาลัยต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เหล่าศิลปินต่างออกมาขับร้องและบรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์ต่างๆ มากมาย เพื่อเป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เช่นเดียวกับนักร้อง เท่ห์ อุเทน พรหมมินทร์  ที่เจ้าตัวกล่าวว่า กว่าจะทำใจให้สามารถขับร้องบทเพลงพระราชนิพนธ์ แสงเทียน ได้ ต้องทำใจอยู่นาน เพราะยังคงความโศกเศร้าต่อความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทยในครั้งนี้     โดย เท่ห์ อุเทน ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ค อุเทน พรหมมินทร์ ว่า... "ร้องไห้มา3วันติด ไม่สามารถร้องเพลงได้ แต่วันนี้ตั้งใจจะอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์แสงเทียนถวายพ่อของแผ่นดินร่วมกับพี่ๆเพื่อนๆ นักดนตรีนักร้องที่มีพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างที่ยิ่งใหญ่ และอยากจะบอกพ่อว่าผมจะเข้มแข็งครับ"

อ.สมเถา ยืนยันนัดหมาย ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีถวายในหลวง 22 ต.ค.
สมเถา สุจริตกุล /  อ. สมเถา สุจริตกุล / 

อ. สมเถา สุจริตกุล วาทยากร-คีตกร-นักประพันธ์เพลงชื่อดัง ยืนยัน นัดหมายร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีถวายแด่ในหลวงในวันเสาร์ที่ 22 ตุลาคมนี้เช่นเดิม ท่ามกลางวงออร์เคสตร้าสุดยิ่งใหญ่กว่า 200 คน! แม้จะมีกระแสข่าวถึงการเปลี่ยนแปลงเวลานัดหมายรวมพลังพสกนิกรชาวไทย เพื่อร่วมบันทึกวิดีโอร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีถวายแด่ในหลวงออกมา อย่างไรก็ตาม อ. สมเถา สุจริตกุล ผู้จะมาทำหน้าที่วาทยากรให้กับวง Siam Philharmonic Orchestra วงออร์เคสตร้าที่จะมาบรรเลงในโอกาสนี้ ยืนยันผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า กำหนดยังคงเป็นวันเสาร์ที่ 22 ตุลาคมนี้ เวลา 13.00 น. ตามเดิม ไม่เพียงเท่านั้น อ. สมเถา ยังเปิดเผยด้วยว่า จำนวนนักดนตรีในวงออร์เคสตร้าที่จะมาร่วมบรรเลงในครั้งนี้นั้นมีมากถึง 200 คนเลยทีเดียว สำหรับพี่น้องชาวไทยที่ต้องการมารวมพลังกันเปล่งเสียงร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีถวายแด่ในหลวง เพื่อบันทึกวีดีโอนำไปฉายทุกโรงภาพยนตร์และสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ในวันเสาร์ที่ 22 ตุลาคมนี้ นัดพบกันก่อนเวลา 13.00 น. ณ บริเวณ ถนนหน้าพระลาน กำเเพงพระบรมมหาราชวัง (โปรดเเต่งกายสีดำสุภาพ รองเท้าสุภาพ) ทำหน้าที่วาทยากรวง Siam Philharmonic Orchestra โดย อ. สมเถา สุจริตกุล เเละบันทึกภาพถ่ายทำโดย ทีมท่านมุ้ย (ม.จ ชาตรีเฉลิม ยุคล) อ. สมเถา สุจริตกุล ท่านมุ้ย - อ. สมเถา และทีมงาน ข้อมูลจาก เฟซบุ๊ค Somtow Sucharitkul มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

หล่อล่ำทั้งบ้าน!! พ่อเจ ไลฟ์สดลูกชาย เจ้านาย-เจ้าขุน น่าเอ็นดู๊!!
เจ เจตริน /  พ่อเจ เจตริน / 

  น่าเอ็นดู๊จริงๆ!! สำหรับครอบครัว เจ เจตริน กับภรรยาสาวสุดที่รัก ปิ่น เก็จมณี ที่มีลูกชายสุดหล่อ 3 คนอย่าง เจ้านาย เจ้าขุน และ เจ้าสมุทร โดยล่าสุดก่อนที่ พ่อเจ จะส่งลูกชายทั้งสอง เจ้านาย และ เจ้าขุน กลับไปเรียนต่อที่ต่างประเทศดังเดิม พ่อเจ ก็ทำการไลฟ์ถ่ายทอดสด 2 ลูกชายสุดหล่อผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวให้สาวๆ สะใภ้มโนแทบแดดิ้นฟินจิกหมอนกันไปตามระเบียบ!!   ซึ่งงานนี้เกินคาด!! ทำเอาบรรดาสะใภ้มโนที่อุตส่าห์อดตาหลับขับตานอนรอไลฟ์ดึกๆ ช่วงตี 2 ของค่ำคืนที่ผ่านมาหูตาสว่างขึ้นมาทันที เพราะได้เห็นภาพ เจ้านาย และ เจ้าขุน แบบไลฟ์สไตล์ส่วนตัวสดๆ แถมทั้งคู่ยังถอด...เสื้อโชว์หุ่นล่ำๆ น่าหม่ำ จนแทบตะลึงกันเลยทีเดียว ว่าแต่งานนี้ใครที่พลาดเห็นหน้าหล่อๆ หุ่นล่ำๆ น่าหม่ำของ 2 หนุ่มก็คงต้องใสเจียเสียใจด้วยนะจ๊ะเพราะ พ่อเจ ได้ลบไลฟ์ของลูกชายเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วจ้า อิอิ!! ขอบคุณภาพจาก FB Jjetrin, เพจใต้เตียงดารา, IG jjetrin, jjaokhun พ่อเจ ไลฟ์สด เจ้านาย เจ้าขุน   พ่อเจ ไลฟ์สด เจ้านาย เจ้าขุน   พ่อเจ ไลฟ์สด เจ้านาย เจ้าขุน   เจ เจตริน เจ้าขุน   เจ้านาย เจ้าขุน   เจ้าขุน ลูกชาย เจ ปิ่น   พ่อเจ เจ้านาย เจ้าขุน       

เก่ง ธชย โพสหลังดราม่าเอ็มวี
Keng Tachaya /  MV เที่ยวไทยมีเฮ / 

แม้จะทำมิวสิควิดีโอเพลง เที่ยวไทยมีเฮ ซึ่งดำเนินเรื่องโดยทศกัณฐ์และเหล่าตัวละครจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ที่พากันตระเวนเที่ยวและทำกิจกรรมในสถานที่ต่างๆ ด้วยเจตนาเพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวไทย แต่มิวสิควิดีโอเพลงนี้กลับถูก นางสาวลัดดา ตั้งสุภาชัย อดีตศิลปินกองการสังคีต กรมศิลปากร ร้องเรียนด้วยเหตุผลว่า หวั่นเสียเกียรติของตัวละครในวรรณคดีที่สง่างาม อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง ดราม่าMV “เก่ง ธชย” ทีมงานโพสต์ระบาย โดนกล่าวหาก็ยังภูมิใจ เที่ยวไทยมีเฮ - เก่ง ธชย feat.ฟิล์ม บงกช (Official MV) youtube channel : hanumanloylomfilm ล่าสุดในวันนี้(21 ก.ย.) นักร้องหนุ่ม เก่ง ธชย เจ้าของเพลง เที่ยวไทยมีเฮ มีความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊คส่วนตัว 'ธชย ประทุมวรรณ' เป็นภาพบรรยากาศที่เขาเดินสายทำกิจกรรมโปรโมทผลงานเพลงใหม่ ยาแก้อาย โดย เก่ง ธชย สวมใส่เสื้อแจ็คเก็ตลายทศกัณฐ์แต่มีเทปกาวสีดำปิดปาก โดยภาพหนึ่งมีคำบรรยายว่า "น้ำลาย กับเหงื่อ มันเป็นน้ำเหมือนกัน แต่วิธีการจะให้มันออกมามันต่างกัน!" งานนี้ทำเอาหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า เก่ง ธชย กำลังสื่อความนัยถึงดราม่ามิวสิควิดีโอที่เกิดขึ้นหรือเปล่า? มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

จบข่าว!!! เป้ย ยอมรับประเด็นนางร้าย ป. สามีซุกกิ๊ก มีมูลจริง!
เป้ย ปานวาด /  ข่าวเป้ย ปานวาด

               หลังมีกระแสข่าวแฉจากเพจดังถึงกรณี นางร้ายป. ที่เอาแต่เลี้ยงลูกไปวันๆ จนสามีไปแอบซุกกิ๊กนอกบ้าน หวยก็เลยไปออกที่ 3 นางร้าย ป.ปลา คือ เป้ย ปานวาด, หนิง ปณิตา และ เปิ้ล ภารดี ล่าสุด เป้ย ก็ได้ออกมายอมรับแล้วว่า นางร้าย ป. สามีซุกกิ๊กนั้น มีมูลเป็นเรื่องจริงของตัวเอง ซึ่งยอมรับครอบครัวกำลังมีปัญหาจริง แต่ไม่ถึงขนาดในข่าวที่ออกมา และขอบคุณทุกกำลังใจ ตอนนี้เคลียร์กันเรียบร้อยแล้ว และได้ให้อภัยป๊อป เพราะปัญหาไม่ได้ใหญ่เหมือนที่คนอื่นคิด จากนี้ขอเดินหน้าทำทุกวันให้ดีที่สุด ส่วนรายละเอียดอย่างอื่นให้ถามป๊อปเอง ทั้งนี้ หากฝ่ายชายอยากมีภรรยาคนที่ 2 ตามหลักศาสนาก็ต้องมาถามตนก่อน                เป้ย เผยว่า "ยอมรับนะคะ เราพูดตามตรงว่าทุกครอบครัวมีปัญหาอยู่แล้ว เป้ยยอมรับว่าครอบครัวของเป้ยก็มีปัญหา แต่ด้วยความที่เป็นครอบครัว ถ้าเกิดมีปัญหาขึ้นมา เราหันหน้าคุยกัน และเลือกที่จะให้อภัยซึ่งกันและกัน เลือกที่จะจับมือและเดินต่อไป เพราะมันคือครอบครัว" เราให้อภัยสามีใช่ไหม "เป้ยขอบคุณทุกกำลังใจที่มีให้ ไม่ว่าจะเป็นไอจี หรือเฟซบุ๊ค เป้ยอ่านทุกข้อความ แต่ว่าปัญหามีจริง แต่ไม่ได้ใหญ่โตขนาดนั้น ทุกอย่างตอนนี้เราเคลียร์กันเรียบร้อย ไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างที่หลายคนคิด สภาพจิตใจโอเค ทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าพื้นฐานครอบครัวเราเกิดจากความรัก" ถามต่อว่า หนิง บอกว่าเป้ยเครียดมากจนร้องไห้ "(หน้านิ่ง เหมือนร้องไห้) เป้ยขอบคุณทุกกำลังใจ ขอบคุณจากใจ และขอบคุณแทนน้องโปรดด้วย เราเข้มแข็งขึ้น เพราะเรารู้สึกว่าเรามีลูก มีคนที่เรารัก คุณป๊อปก็รักเรา เราก็รักคุณป๊อป" หลายคนอยากเห็นถาพเป้ยมีความสุขเหมือนเมื่อก่อน "มีความสุขค่ะ อย่างที่บอกทุกครอบครัวมีปัญหาอยู่แล้ว มันขึ้นอยู่ว่าเราจะเลือกให้ออกมาเป็นแบบไหน สำหรับคนที่ชื่นชมครอบครัวเรา เราก็ยังเป็นครอบครัวเหมือนเดิมค่ะ สำหรับข่าวที่เกิดขึ้น ด้วยความที่เป็นอักษรย่อคนก็จะคาดเดา ทำให้ข่าวค่อนข้างกว้าง คนก็คิดว่าจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ แต่เป้ยขอบอกตรงนี้เลยว่า เรื่องไม่ได้ใหญ่โต" ครั้งนี้ให้อภัย กลัวจะมีครั้งต่อไปอีกมั้ย "เราทำทุกวันนี้ให้ดีที่สุด ในส่วนของคุณป๊อป เป้ยไม่ขอตอบ ขอตอบในส่วนของตัวเอง ถ้าได้เจอคุณป๊อปก็อาจจะได้ฟังในส่วนของเขา ทุกวันนี้ครอบครัวเรายังเป็นครอบครัวเหมือนเดิม" ในส่วนคนที่นับถืออิสรามสามารถมีภรรยาได้หลายคน เป้ย ยอมรับได้ไหม "เท่าที่เป้ยทราบ การที่จะมีภรรยาคนที่สองที่สาม ต้องขออนุญาตคนแรกก่อน แต่ตรงนี้เราไม่ขอพูดให้เป็นประเด็นขึ้นมา ตรงนี้มันไม่เกี่ยวกับศาสนา ตอนนี้เป้ยกำลังใจดี และให้อภัย" เป้ย ปานวาด ยอมรับ สามีมีกิ๊ก   เป้ย ปานวาด ยอมรับ สามีมีกิ๊ก   เป้ย ปานวาด ยอมรับ สามีมีกิ๊ก   เป้ย ปานวาด ยอมรับ สามีมีกิ๊ก   เป้ย ปานวาด ยอมรับ สามีมีกิ๊ก     เป้ย - น้องโปรด   เป้ย - ป็อป - โปรด