เทศกาลการ์ตูนกรุงเทพ

สวยเก่งไม่ธรรมดา ดร.จ๋า ณัฐฐาวีรนุช กับบทบาทวิทยากร สอนนักศึกษา
การศึกษา /  จ๋า ณัฐฐาวีรนุช ทองมี / 

หลังจากที่วีเจสาวสวย จ๋า ณัฐฐาวีรนุช รับปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จนได้เป็น ดร.ณัฐฐาวีรนุช ทองมี เรียบร้อยแล้วเมื่อช่วงเดือนมีนาคม 59 ที่ผ่านมา ล่าสุด เธอยังได้รับบทบาทใหม่ในการเป็น วิทยากรบรรยายการสอนนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงการเล่ามุมมองความคิดในการประสบความสำเร็จด้านการศึกษาอีกด้วย ถ้าพร้อมแล้วเราไปชมภาพบรรยากาศในมาดวิทยากร สอนนักศึกษาของเธอกัน สวยเก่งไม่ธรรมดา ดร.จ๋า ณัฐฐาวีรนุช กับบทบาทวิทยากร สอนนักศึกษา @vj_ja : "มาบรรยายที่ ม.กรุงเทพ หัวข้อ "บทบาทของพลเมืองในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ" เพื่อน้องๆที่จะไปทำกิจกรรมในประเทศ AEC หวังว่าน้องๆคงได้อะไรจากพี่นะคะ ขอบคุณทุกคนที่ตั้งใจค่ะ" และก่อนหน้านี้เธอยังได้ไปเป็นวิทยากรที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นอีกด้วย เกี่ยวกับการเเบ่งปันประสบการณ์ ในเรื่องของ "เปิดมุมมองใหม่ ในสังคมที่เปลี่ยนไป" @vj_ja : ขอบคุณ น้องๆ ม.ขอนแก่น หลายเด้อค่ะ หวังว่าคงได้อะไรจากพี่บ้างนะคะ สนุกมากๆค่ะ และวิทยากรรับเชิญที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี บางมด @vj_ja : วันนี้มาเป็นวิทยากรรับเชิญที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี บางมด สนุกมากค่ะ น้องๆน่ารัก ถามกันจนหมดเวลาเลย ชอบค่ะ คำถามหลากหลายมากๆ ตั้งแต่การเมือง การบริหารเวลา การสร้าง first impression การสร้างแรงบันดาลใจ จนถึงความรักเลย หวังว่าคงได้อะไรที่เป็นประโยชน์จากพี่ไปบ้างนะคะ :-))) ขอปรบมือให้กับความสามารถของเธอดังๆ เห็นแบบนี้แล้วใครอยากมาสมัครเป็นลูกศิษย์ ดร. จ๋า กันบ้างคะ? และมาติดตามกันต่อนะคะว่า ดร. จ๋า จะไปเป็นวิทยากรที่มหาวิทยาลัยไหนกันต่อบ้าง เตรียมตัวกันให้พร้อม ข้อมูลและภาพจาก IG : @vj_ja

สาวหน้าใสรร.สตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ วีวี่ สรัณณัฏฐ์ หรือ กระต่าย เพื่อนรักเพื่อนร้าย
Club Friday To be Continued /  ดาวโรงเรียน / 

กรี๊ดกร๊าดดดสุดๆ กับสาวน้อยหน้าใสที่มียอด Followers ในไอจีสูงถึงหลักแสน เธอคนนั้นก็คือน้อง วีวี่ สรัณณัฏฐ์ ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สายศิลป์-ญี่ปุ่น โรงเรียนสตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ และนอกจากนี้เธอยังมีความสามารถทั้งเต้น Cover Dance และเดินแบบอีกด้วย ทั้งหน้าตาน่ารัก มากความสามารถ และฮอตขนาดนี้ ล่าสุดเธอกำลังมีผลงาน Club Friday To be Continued ตอน เพื่อนรักเพื่อนร้าย รับบท กระต่าย น้องสาวการ์ตูน ทีนเอ็มไทยจึงไม่รอช้า คว้าประวัติ วีวี่ สรัณณัฏฐ์ สาวหน้าใสโรงเรียนสตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ มาให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกัน... วีวี่ สรัณณัฏฐ์ สาวหน้าใสโรงเรียนสตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ ชื่อ-นามสกุล : สรัณณัฏฐ์ ประดู่คู่ยามดี ชื่อเล่น : วีวี่ (Vivi) เกิดวันที่ : 18 มิถุนายน 2542 น้ำหนัก : 42 กก.  ส่วนสูง : 168 ซม. การศึกษา : ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สายศิลป์-ญี่ปุ่น โรงเรียนสตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ ความสามารถพิเศษ : เดินแบบ, เต้น ความใฝ่ฝัน : นักแสดง, นางแบบ, นักร้อง ผลงานที่ผ่านมา : - Top 15 youngmodel 2012 ติดรอบ 12 คนสุดท้าย - ตัวแทนภาคกลางประกวด dutchie boy and girl 2013 (เข้ารอบชนะเลิศ) - โฆษณาโอวันตินและโฆษณาระบบโทรศัทพ์ ออนแอร์เวียตนาม - ละครสายลับเดอะซีรี่ย์ ตอน คดีเด็ด เด็กป.6 แสดงเป็นได๋ ไดอาน่าตอนเด็ก, แก้วเจ้าจอม แสดงเป็น อ้อย, ละครปราสาทมืด รับบทเป็น พี่หมิง ชาลิสาตอนเด็ก - ถ่ายปฎิทินธนาคารกรุงไทย 2554 - ถ่ายหนังสือหุ้นกรุงไทยแอกซ่า - ถ่ายนิตยสาร Junior Mag, Candy Magazine คอลัมน์ School star คอลัมน์ join me! และ คอลัมน์ Hi High school, Ice Magazine คอลันม์ Hot Trend ผลงาน : ซิทคอมลูกพี่ลูกน้อง รับเชิญ ตอนรักแท้แพ้น้ำฝน, ตอนกางเกงในฮีโร่, ตอนคนสำคัญ - GPAสถาบันพันธุ์แสบ - Club Friday To be Continued ตอน เพื่อนรักเพื่อนร้าย - ปริศนาอาฆาต FB : vivi sarannat IG : @vivi_sarannat เรียบเรียงโดย teen.mthai.com ----หากนำข้อมูลไปใช้ กรุณาให้เครดิตด้วยค่ะ----

ดีเจ.เพียบ! เตรียมพบ Together Festival 2016 เทศกาลดนตรีสุดเร้าใจแห่งปี
Andrew Rayel /  Disclosure / 

ชาวไทยเตรียมตัวแดนซ์ฟลอร์เดือดกันอีกหน โดยเฉพาะคอเพลงอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อโปรโมเตอร์สายแข็ง อย่าง Retox Sessions และ Contango ที่รู้จักกันดีในฐานะโปรโมเตอร์ปาร์ตี้ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำของเมืองไทย ประกาศนำสู่เทศกาลดนตรีแดนซ์ระดับคุณภาพที่มาพบกับคุณเป็นประจำในเดือนพฤษภาคมของทุกปีอีกครั้ง ต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 5 กับ Corolla Altis Esport Presents Together Festival 2016 เทศกาลดนตรีที่ร้อนแรงที่สุด มันที่สุด และเร้าใจที่สุดแห่งพ.ศ. ในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ เตรียมสนุกสุดๆ กับคอนเสิร์ตที่ไม่ควรพลาด จากเหล่าศิลปินแถวหน้าชื่อดังระดับโลก อย่าง... Disclosure สุดยอดคู่หูสายอิเล็กทรอนิกส์สุดล้ำจากเกาะอังกฤษ จะเดินทางมาเยือนเมืองไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งการแสดงสดของพวกเขาได้รับการยอมรับไปทั่วโลกว่าเจ๋งมากๆ จนได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัล แกรมมี่ อวอร์ดส์ และ บริต อวอร์ดส์ มาแล้วจากทั้งอัลบั้มแรก Settle และอัลบั้มล่าสุดอย่าง Caracal มานำทีมให้กับงาน Corolla Altis Esport Presents Together Festival 2016 ในครั้งนี้ซึ่งเป็นครั้งแรกของพวกเขาในการมาแสดงในประเทศไทย เป็นอีกครั้งที่ชาวไทยจะได้ Eat, Sleep, Cake, Repeat ไปกับดีเจซูเปอร์สตาร์ Steve Aoki เจ้าพ่อปาเค้ก, ดีเจ., โปรดิวเซอร์ชื่อดังเจ้าของค่าย Dim Mak Record ที่จะมาพร้อมกับซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุด 2 หนุ่มจากสวีเดน Christian Karlsson และ Linus Eklöw ที่เรารู้จักเขาในนาม Galantis เจ้าของ 2 รางวัลแกรมมี่ อะวอร์ด ในปีที่แล้วเขาได้ปล่อยผลงานอัลบั้มสุดฮิต Pharmacy รวมถึงเพลงฮอต อย่าง Runaway (U & I) ก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ อะวอร์ด ในปีนี้อีกด้วย ครั้งนี้ Galantis เตรียมเซ็ตเดือดเพื่อมาฝากแฟนเพลงชาวไทยอย่างจุใจแน่นอน สายฟิวเจอร์ เฮ้าส์ ไม่ควรพลาด เมื่อดีเจหนุ่มสายเลือดฝรั่งเศส Tchami ที่สร้างชื่อจากการออกทัวร์ร่วมกับดีเจชื่อดัง Skrillex, Diplo และ DJ Snake ซึ่งล่าสุดเพิ่งฝากลีลาโชว์เร้าใจในเทศกาลดนตรียักษ์ของโลกอย่าง Coachella คราวนี้ Tchami จะมาร่วมเนรมิตความสนุกให้ระเบิดขึ้นสำหรับแฟนๆ ขาแดนซ์ในเมืองไทยได้เดือดกันอย่างเต็มที่แน่นอน การพบกันครั้งแรกในเมืองไทยของโปรดิวเซอร์ และดีเจสายแทรนซ์ชื่อดังเชื้อสายมอลโดเวีย Andrew Rayel เจ้าของ rank อันดับ40 จากการจัดอันดับ Top 100 DJ ของนิตยสาร DJ MAG ดีเจสองสาวจอมซ่าส์จากออสเตรเลีย อย่าง Nervo ปิดท้ายด้วยดีเจคู่หูสุดแสบจากเนเธอร์แลนด์ Firebeatz โดย คุณคริษฐ์ ยุวบูรณ์ Managing Director ของ Retox Sessions โปรโมเตอร์มือทองของเมืองไทย กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า “ปีนี้นับเป็นปีที่ 5 ของการจัดงาน Together Festival ในประเทศไทย Line up ของงานเราในปีนี้ก็สามารถยืนยันถึงคุณภาพที่เรารักษาไว้ในทุกปีของการจัดงาน ด้วยการเป็นผู้สรรหาดีเจที่โดดเด่นชั้นนำระดับโลก โดยทาง Retox Sessions พร้อมสร้างความสุขอย่างคุ้มค่าให้กับแฟนๆ Together Fest ทุกท่าน ปีนี้เราการันตีเรื่องของศิลปินและความสุขเหมือนเช่นเคย ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการทำงานจาก Retox Sessions ครับ..." พลาดไม่ได้กับเทศกาลดนตรีสุดมันระดับโลก Corolla Altis Esport Presents Together Festival 2016 วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม 2559 ณ Hall 102-104 ไบเทค บางนา ประตูเปิดเวลา 16.00 น บัตรราคา 2,200 บาท มีจำหน่ายแล้ววันนี้ ที่ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ โทร. 02-262-3456 และ www.togetherfestival.net (** จำกัดสำหรับผู้มีอายุ 20 ปีขึ้นไปเท่านั้น ต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือ หนังสือเดินทางก่อนเข้างาน**) มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

มือทาบอก!? สองนักแสดงนำจาก Captain America: Civil War โชว์รักนอกจอ
Captain America: Civil War /  กัปตันอเมริกา / 

ไม่เกาเหลา! สองนักแสดงนำจาก Captain America: Civil War โชว์รักกันนอกจอ ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่แห่งปีจากฝั่งมาร์เวล Captain America: Civil War กำลังเขย่าบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกในช่วงสุดสัปดาห์นี้ รวมถึงประเทศไทยเช่นกัน แน่นอนว่าหลายคนที่เฝ้ารอชมภาพยนตร์เรื่องนี้ต่างรู้อยู่แล้วว่าปมของเรื่องก็คือการไม่ลงรอยทางความคิดระหว่าง กัปตันอเมริกา และ ไอรอนแมน นำไปสู่การปะทะกันที่ยากจะหลีกเลี่ยง แต่นั่นคือเรื่องในภาพยนตร์ เรื่องในการ์ตูน แต่ในชีวิตจริงนั้นนักแสดงก็ต้องทำให้ผู้ชมเห็นว่ายังรักกันดีอยู่ไม่ได้เกาเหลากันเหมือนในภาพยนตร์แต่อย่างใด และในส่วนของการแสดงออกถึงความรักนั้น... ขอขอบคุณภาพจากเพจ ผู้ชายคนนั้นจากหนังเรื่องนี้ และ www.gettyimages.com

คณะนิเทศศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ VS มหาวิทยาลัยรังสิต
Campusstar /  คณะนิเทศศาสตร์ / 

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ VS มหาวิทยาลัยรังสิต ...ช่วงใกล้ปิดเทอมแบบนี้ สำหรับน้องๆ ที่กำลังจะจบปี 4 คงกำลังหางานกันอยู่แน่ๆ หรือน้องคนไหนหางานได้แล้ว Campus Star ก็ขอยินดีด้วย แต่ถ้าย้อนกลับไปตอนคิดจะเข้ามหา’ลัยใครเลือกคณะอะไรกันบ้างเอ่ย ใช่คณะที่ได้รับความนิยมล้มหลามอย่างคณะนิเทศศาสตร์? มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ประวัติความเป็นมา คณะนิเทศศาสตร์เปิดทำการสอนตั้งแต่ปีการศึกษา 2514 ซึ่งถือได้ว่าเป็นสถานบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งแรกที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีในสาขานี้ สำหรับในระยะแรกของการก่อ ตั้งได้ใช้ชื่อว่า “แผนกวิชาสื่อสารมวลชน” กระทั่งปี พ.ศ. 2500 จึงได้เปลี่ยนชื่อจาก “แผนกวิชาสื่อสารมวลชน” มาเป็น “คณะสื่อสารมวลชน” ในขณะนั้นหลักสูตรเน้นเฉพาะสาขาการประชาสัมพันธ์เท่านั้น หลักสูตรได้รับการอนุมัติตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2514 ให้เปิดดำเนินการได้ 2 สาขาวิชา คือ การประชาสัมพันธ์ และวารสารศาสตร์ และในปีการศึกษา 2523 ทบวงมหาวิทยาลัย ได้อนุมัติให้เปลี่ยนชื่อจากคณะสื่อสารมวลชนเป็น “คณะนิเทศศาสตร์” หรือ “School of Communication Arts” และเปิดสาขาวิชาการโฆษณาเพิ่มขึ้นอีกสาขาหนึ่ง สาขาที่เปิดสอน กรุงเทพ เปิดสอนด้านนิเทศศาสตร์ โดยผลิตบัณฑิตออกไปรับใช้สังคมทางด้านการประชาสัมพันธ์, วารสารศาสตร์, การโฆษณา, ศิลปะการแสดง, วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์, ภาพยนตร์ และการสื่อสารตรา ความนิยมกับการประสบความสำเร็จ เนื่องจากเทคโนโลยีของคณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพเป็นที่ยอมรับว่า มีความโดดเด่น การเรียนการสอนเน้นการปฎิบัติเยอะ มีศูนย์ผลิตสื่อของคณะ ซึ่งจะมีสตูดิโอหลายห้องไว้เป็นที่ให้นักศึกษาจัดรายการเหมือนทำอาชีพจริงๆ ให้นักศึกษาได้ประสบการณ์จริงๆ ถือได้ว่าอุปกรณ์ครบถ้วนมาก ทำให้เด็กนิเทศฯ ได้เรียนรู้เทคโนโลยี รู้ทันข่าวสารและก้าวทันตามโลกอย่างรวดเร็วได้เลย สายอาชีพที่รองรับก็มีอยู่มากมาย ทั้งงานด้านวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ ภาพยนตร์ โฆษณา สื่อสิ่งพิมพ์ ฯลฯ เปอร์เซ็นต์ในการหางานของสายนี้ก็จะอยู่ในระดับกลางๆ มหาวิทยาลัยรังสิต ประวัติความเป็นมา วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2531 หลังจากที่ทบวงมหาวิทยาลัยได้อนุญาตให้เปิดทำการสอนหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต เริ่มแรกได้เปิดการสอนในสาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์และสาขาวิชาสารนิเทศ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งคณะได้รับนักศึกษาที่ผ่านการสอบคัดเลือกจากทบวงมหาวิทยาลัยส่วนหนึ่ง และรับสมัครตรงเองอีกส่วนหนึ่ง ต่อมาปี พ.ศ. 2541 สาขาวิชาการจัดการสารสนเทศได้ย้ายไปสังกัดคณะเทคโนโลยีสารสนเทศจึงทำให้ปีดังกล่าวคณะนิเทศศาสตร์ เปิดทำการเรียนการสอนทั้งสิ้น 5 สาขาวิชาในปี พ.ศ. 2542 คณะนิเทศศาสตร์ได้เปิดการสอนในหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชานิเทศศาสตร์ และในปีการศึกษา 2545 เพื่อยกระดับการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีของคณะไปสู่นานาชาติจึงเปิดหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) ขึ้นมาอีกหนึ่งหลักสูตร สาขาที่เปิดสอน ปัจจุบันเปิดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี 10 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์, สาขาวิชาการโฆษณา, สาขาวิชาการประชาสัมพันธ์, สาขาวิชาวารสารศาสตร์, สาขาวิชาการภาพยนตร์และวีดิทัศน์, สาขาวิชาสื่อสารการแสดง, สาขาวิชาสื่อสารการตลาด, สาขาวิชามัลติมีเดีย, สาขาวิชาสื่อสารการกีฬา สาขาวิชาการเขียนบทและการกำกับภาพยนตร์และโทรทัศน์ และยังมีสาขาวิชานิเทศศาสตร์ (นานาชาติ) ความนิยมกับการประสบความสำเร็จ ความนิยมของคณะนิเทศศาสตร์ ม.รังสิตมาจากการที่มีคณะให้ได้เลือกเรียนอย่างหลากหลาย และมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศทางด้านวิชาการและวิชาชีพ มีความเป็นผู้นำ มีคุณธรรม และมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมุ่งไปสู่ความเป็นผู้นำ ของสถาบันการศึกษาที่มีมาตรฐานระดับนานาชาติ ทั้งด้านการจัดการเรียนการสอน และการเป็นศูนย์กลางเพื่อการค้นคว้าข้อมูลข่าวสารทางด้านการสื่อสารและการวิจัย สายอาชีพที่รองรับก็มีหลากหลาย ทั้งงานด้านวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ ภาพยนตร์ โฆษณา สื่อสิ่งพิมพ์ นอกจากนี้ในสาขาด้านสื่อสารการตลาด เองก็สามารถนำไปประกอบธุรกิจได้หลายหลายไม่ว่าจะเป็นสื่อทางใดก็ต้องการคนที่มีความรู้ในการวางแผนกลยุทธ์ เพื่อมาเพิ่มความก้าวหน้าในองค์กรทั้งสิ้นจึงมีเปอร์เซ็นต์ในการได้งานที่มากกว่า ติดตามคอลัมน์ Campus Battle ได้ที่นิตยสาร Campus Star No.35 Facebook : www.facebook.com/campusstars

ละครแม่อายสะอื้น , เรื่องย่อแม่อายสะอื้น
ละครแม่อายสะอื้น /  เรื่องย่อละครแม่อายสะอื้น / 

แม่อายสะอื้น บทประพันธ์ อนัญจนาบทโทรทัศน์ สาวิตาออกอากาศทางช่อง 7 เร็วๆ นี้ เรื่องย่อ ละครแม่อายสะอื้น ดาวนิล หญิงสาวที่สวยที่สุดของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอแม่อาย เป็นลูกสาว คำปัน ซึ่งเป็นครูด้านการแสดงศิลปะล้านนา ดาวนิลเป็นคนที่มีฝีมือในการรำดาบได้สวยไม่แพ้ใคร ทุกครั้งที่เธอฝึกซ้อมที่ลานกลางหมู่บ้าน จะมีชาวบ้านมานั่งดูและชื่นชมในฝีมือรำดาบของเธอเสมอ คำปันภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มาก ผิดกับ ช่อเอื้อง ลูกสาวคนเล็กที่พ่อหัดให้ตีกลองสะบัดชัย แต่ฝีมือการตีไม่เคยได้ดั่งใจผู้เป็นพ่อ ช่อเอื้องมักถูกตำหนิเสมอถึงเรื่องการไม่ตั้งใจฝึกซ้อม คณะละครของคำปันมีคณะละครคู่แข่งคือคณะของ หนานเมือง แต่เพราะคณะของหนานเมืองไม่มีนักแสดงที่เก่งอย่างดาวนิล ทำให้คณะละครของหนานเมืองมีงานน้อยกว่าคณะของคำปันมาก ทำให้หนานเมืองไม่ค่อยพอใจในตัวคำปันและหาทางแกล้งคณะของคำปันเสมอ หนานเมืองมีลูกสาวชื่อ รินคำ เป็นเด็กสาวที่รักสวยรักงามและไม่ชอบศิลปะการแสดงเลย รินคำมักมีเรื่องทะเลาะกับช่อเอื้องเสมอเวลาที่ทั้งสองคณะต้องมาเจอหน้ากัน ทอน ลูกชายผู้ใหญ่บ้านที่แอบชอบดาวนิลอยู่แล้วมาชวนดาวนิลให้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ทใหม่ในตัวเมือง ดาวนิลดีใจที่คณะของพ่อจะได้งาน รินคำที่แอบมาได้ยินเห็นดาวนิลทำท่าดีใจและเห็นสายตาทอนที่มองดาวนิลก็ยิ่งไม่พอใจ ในคืนที่ดาวนิลได้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ท รินคำกับหนานเมืองตามไปแกล้งคณะของคำปันจนถึงงาน รินคำหลอกดาวนิลไปขังไว้ในห้องเก็บของ โชคดีที่ ทรงพล ผ่านมาพอดีเลยช่วยเอาไว้ได้ ดาวนิลยังไม่ทันได้ขอบคุณ ทรงพลก็เดินออกไปก่อน ดาวนิลได้พบทรงพลอีกทีเมื่อเริ่มการแสดง เธอได้รู้ว่าที่แท้เขาคือนักธุรกิจที่มาจากกรุงเทพ ดาวนิลทำการแสดงได้ประทับใจจนแขกในงานต่างปรบมือให้ แต่สิ่งที่ดาวนิลดีใจที่สุดคือคำชมของทรงพลที่ฝากเพื่อนมาชม ด้วยความที่ถูกกลั่นแกล้งบ่อยๆจากหนานเมืองและรินคำ ทำให้งานแสดงของคณะคำปันเริ่มน้อยลงจนดาวนิลพยายามหางานเพิ่ม แต่สุดท้ายก็โดน อ้ายศักดิ์ นายหน้าหางานฉวยโอกาสจะปลุกปล้ำ ดาวนิลไม่ยอมและทำร้ายอ้ายศักดิ์เพื่อป้องกันตัว หนานเมืองจึงฉวยโอกาสรวมหัวกับอ้ายศักดิ์ จนคณะคำปันไม่มีงานแสดงอีก เมือไม่มีงานแสดง ฐานะของบ้านและคณะละครของคำปันก็ย่ำแย่หนักยิ่งกว่าเดิม หนำซ้ำดวงตาของคำปันยังเริ่มมองเห็นได้เลือนลาง ดาวนิลกลุ้มใจและเป็นห่วงพ่อ วิไลที่กลับมาเยี่ยมป้าบัว ผู้เป็นแม่ รู้เรื่องดาวนิลต้องการเงิน ก็ชวนดาวนิลเข้าไปทำงานกับตนที่กรุงเทพ แม้ว่าตอนแรกดาวนิลจะปฏิเสธเพราะห่วงพ่อ แต่เมื่อวิไลหลอกว่ามีงานให้ดาวนิลไปแสดงที่กรุงเทพ ดาวนิลจึงตัดสินใจไป แม้ว่าคำปันกับช่อเอื้องจะไม่เห็นด้วย แต่ดาวนิลสัญญาว่าจะรีบทำงานเก็บเงินแล้วจะรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด ทรงพลคบหาดูใจอยู่กับ จิดาภา สาวไฮโซที่เอาแต่ใจตัวเอง ทรงพลขอจิดาภาแต่งงาน แต่ทั้งคู่มีปากเสียงกันเรื่องการจัดงานแต่งจนจิดาภาบอกเลิกทรงพล แม้ว่า เทวัญ พี่ชายทรงพลกับ ทรงวุฒิ น้องชาย พยายามช่วยให้ทั้งคู่คืนดีกันแต่ก็ไม่เป็นผล สาวน้อย แม่นมเก่าแก่ที่ไม่เคยชอบจิดาภาขัดขวางความรักของทรงพลทุกทาง เมื่อดาวนิลมาถึงกรุงเทพก็พบว่าสิ่งที่วิไลบอกไม่มีอะไรเป็นความจริง เธอถูกหลอกให้มาทำงานขายบริการ ดาวนิลถูกบังคับให้บริการแขกที่ใช้กำลังข่มขืนเธอ คนในร้านคนหนึ่งสงสารเธอ และพยายามช่วยโดยโน้มน้าวให้เฮียเจ้าของร้านยอมขายดาวนิลให้กับร้านใหม่ที่เป็นแค่สถานที่เที่ยวสำหรับผู้ชาย แม้ว่าที่ใหม่ดาวนิลจะไม่ต้องขายบริการ แต่ก็โดนบังคับให้มานั่งกินเหล้ากับแขก ดาวนิลต้องจำใจทำงานที่นี่เพื่อชดใช้ค่าตัวที่วิไลขายเธอให้กับเฮียเจ้าของร้าน ทรงพลเห็นข่าวสังคมลงข่าวเรื่องจิดาภามีข่าวกับผู้ชายคนใหม่ก็เสียใจมาก ทรงวุฒิพาพี่ชายไปเที่ยวปลอบใจ ดาวนิลได้เจอทรงพลอีกครั้ง ดาวนิลแม้จะดีใจ แต่ก็อายในสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ ผู้จัดการร้านสั่งให้ดาวนิลมาดูแลทรงพล ทรงพลเมามายและจำดาวนิลไม่ได้ คืนนั้นดาวนิลยอมเป็นของทรงพลด้วยความเต็มใจ ตื่นเช้ามาทรงพลออกไปโดยไม่แม้แต่จะพูดอะไรกับดาวนิล เขาทิ้งเงินไว้ก้อนใหญ่ด้วยความรู้สึกไม่ดี ดาวนิลได้แต่เก็บเงินไว้และสัญญากับตัวเองว่าถ้าเธอได้เจอทรงพลอีก เธอต้องอยู่ในฐานะที่ดีกว่านี้ ไม่ยอมให้เขามาดูถูกเธอได้ คำปันนึกถึงแต่ดาวนิลว่าเมื่อไหร่จะกลับ หลังๆดาวนิลไม่ค่อยรับโทรศัพท์ เพราะอายและต้องปิดบังความจริงเรื่องงานที่ทำอยู่ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ดูจะคิดถึงแต่พี่และห่วงเรื่องพี่ลำบาก จนไม่มีกระจิตกระใจจะไปหาหมอรักษาตาทอนเองสืบรู้มาว่าดาวนิลไปทำงานขายบริการที่กรุงเทพ ก็เข้าใจผิดคิดว่าดาวนิลเต็มใจ ประกอบกับรับไม่ได้ที่หญิงสาวที่ตนรักเป็นแบบนี้ เลยจงใจหลบหน้าครอบครัวดาวนิล ทำให้ทอนไม่ได้พาคำปันไปหาหมออีกดาวนิลยอมทำงานจนสามารถใช้คืนค่าตัวได้ครบ เธอวางแผนจะกลับบ้านแต่เกิดแพ้ท้อง วิไลพาดาวนิลไปทำแท้ง ดาวนิลไม่ยอมเพราะรู้ว่าลูกที่เกิดน่าจะเป็นลูกของทรงพล แต่วิไลก็ให้คนพาดาวนิลไปจนได้ ตำรวจทลายคลีนิคเถื่อนขณะที่ดาวนิลเพิ่งถูกบังคับไปที่นั่นพอดี ดาวนิลถูกพาส่งโรงพยาบาล หมอเทวัญช่วยชีวิตและเตือนสติดาวนิล ดาวนิลพรั่งพรูว่าไม่ต้องการทำลายชีวิตลูกที่เกิดจากความรัก เทวัญเห็นใจดาวนิล จึงพามาอาศัยอยู่กับ คุณนายติ๊ด เจ้าของร้านเสื้อผู้มีนิสัยเค็มจนขม คุณนายติ๊ดคิดว่า ดาวนิลอาจจะเป็นเมียลับของเทวัญ จึงรับไว้ทำงาน หวังเอาหน้าแต่พอรู้ความจริงว่าดาวนิลเป็นแค่คนที่เทวัญช่วยไว้ ก็ร่วมมือกับ ผึ้ง ลูกน้องในร้าน ใช้ดาวนิลให้ทำงานมากมาย ดาวนิลที่โดนใช้ให้ทำงานหนักจนทำให้คลอดลูกก่อนกำหนด และเด็กออกมาพิการ ดาวนิลโทษว่าเป็นความผิดตัวเองที่กินเหล้าตอนทำงานในช่วงที่ตั้งท้อง และเคยโดนหลอกให้กินยาทำแท้ง ทำให้ลูกออกมาพิการ แต่เทวัญก็ปลอบว่าดาวนิลสามารถเลี้ยงลูกให้มีความสุขได้ ดาวนิลพาลูกมาอยู่ที่ร้าน สร้างความไม่พอใจให้คุณนายติ๊ดที่ยื่นคำขาดให้ดาวนิลเอาลูกไปเลี้ยงที่อื่น ดาวนิลถูกคุณนายติ๊ดยึดเงินบางส่วนไว้บอกเป็นค่าทำให้ร้านเสียหายรายได้ตกเพราะดาวนิลมัวเอาแต่เวลาไปเลี้ยงลูก ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง จึงตัดสินใจพาลูกกลับบ้าน ดาวนิลกลับมาแม่อายท่ามกลางความประหลาดใจและเสียงซุบซิบนินทาของทุกคนที่มีเด็กมาด้วย ช่อเอื้องเถียงแทนทันทีว่าไม่ใช่ลูกดาวนิล ดาวนิลกดดันมากที่พ่อถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม จึงตัดสินใจโกหกทุกคนว่าเป็นลูกของเพื่อนที่ตายไป คำปันดีใจที่ลูกกลับบ้าน ช่อเอื้องไม่อยากให้พี่กลับไปกรุงเทพอีก เทวัญกลับมาเยี่ยมดาวนิลที่ร้านแต่พบว่าดาวนิลไม่อยู่ที่นี่แล้ว คุณนายติ๊ดโกหกว่าดาวนิลกลับไปเยี่ยมบ้าน แต่ด้วยความกลัวว่าเทวัญจะรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายไล่ดาวนิลไป เลยพยายามติดต่อดาวนิลและพูดจาหว่านล้อมให้ดาวนิลกลับมาทำงาน คำปันไม่อยากให้ดาวนิลกลับไปทำงานกรุงเทพอีก แต่ดาวนิลรู้สึกผิดหวังที่ทอนมองเธอเปลี่ยนไปเมื่อรู้ความจริงว่าเธอไปทำอะไรที่กรุงเทพ เมื่อคุณนายติ๊ดเสนอให้เงินเพิ่ม ดาวนิลจึงตัดสินใจกลับกรุงเทพ ดาวนิลยืนยันกับคำปันว่าที่กรุงเทพเธอมีลู่ทางเรื่องงาน ดาวนิลเอาเงินที่คุณนายติ๊ดโอนมาให้ช่อเอื้องไว้ แล้วฝาก กลอง ลูกชายไว้ที่แม่อาย ดาวนิลสัญญาว่าทำงานใช้หนี้ครบและเก็บเงินได้ซักก้อนเมื่อไหร่จะรีบกลับมาแม่อายและมาหาพ่อไปหาหมอด้วยตัวเองดาวนิลก้มหน้าก้มตาทำงาน ความสวยของดาวนิลสะดุดตา หลิวหลิว สไตลิสท์ จนชักนำไปถ่ายแบบและเล่นหนัง โดยมีหลิวหลิวเป็นผู้จัดการส่วนตัว หลิวหลิวสร้างประวัติของดาวนิลขึ้นมาใหม่และเริ่มปั้นดาวนิลจนเริ่มมีงานมากขึ้น ดาวนิลอดทนและตั้งใจทำงาน และได้งานถ่ายแบบสปาของโรงแรมทรงพลที่กระบี่ ดาวนิลดีใจที่ได้เจอทรงพลในฐานะใหม่ ทรงพลประทับใจความขยันและความอ่อนโยนของดาวนิล จนเกิดเป็นความรัก จิดาภาพอรู้ว่าทรงพลมีข่าวมาคบกับดาวนิลก็พยายามจะกลับมาหาเขา ดาวนิลทำทุกทางเพื่อไม่ให้ทั้งคู่กลับมาคบกันอีก ด้วยความช่วยเหลือของหลิวหลิว ดาวนิลเริ่มมีงานในวงการมากขึ้นเรื่อยๆพร้อมประวัติใหม่ที่ไม่มีใครสงสัย ดาวนิลหลงในความสุขสบาย และความรักที่มีกับทรงพล จนลืมอีกสามชีวิตที่แม่อาย คำปันเฝ้ารอคอยลูกด้วยความหวัง แต่สุดท้ายลูกสาวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกครั้ง ตาของคำปันเริ่มมืดลง คำปันไม่ยอมผ่าตัด เฝ้าแต่รอคอยดาวนิลมาพาไปหาหมอตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ห่วงแต่พี่สาวจนลืมห่วงตัวเอง แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ดิ้นรนดูแลพ่อทุกทาง ช่อเอื้องพยายามติดต่อพี่สาวทุกทางแต่ก็ติดต่อไม่ได้ เธอได้แต่เลี้ยงดูกลองและพ่อที่สายตาไม่ดี เธอจำใจขายของที่มีอยู่และปิดคณะการแสดงเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทรงพลพาดาวนิลไปที่บ้านเพื่อรู้จักกับสาวน้อย แต่คนที่ดาวนิลได้เจอก่อนกลับเป็นเทวัญ เทวัญทำเป็นไม่รู้จักดาวนิลทั้งที่เสียใจว่าผู้หญิงที่ตัวเองแอบรักกลายมาเป็นแฟนของน้องชาย ช่อเอื้องที่วันๆเห็นพ่อที่เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ บ่นเป็นห่วงลูกสาวคนโตที่หายไปเพราะไม่เชื่อว่าดาวนิลจะลืมตัว แต่คงเพราะมีเรื่องเดือดร้อนเลยไม่สามารถติดต่อกลับมาได้ ทอนที่เห็นดาวนิลในทีวีแอบมาบอกช่อเอื้อง ช่อเอื้องยังไม่มั่นใจว่านั่นคือพี่สาวของตัวเอง ช่อเอื้องไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อแล้วตัดสินใจมาตามดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องมาถึงกรุงเทพ ด้วยความที่ไม่รู้อะไรเลย ช่อเอื้องมาดักรอพบดาวนิลที่สถานีโทรทัศน์ เพราะมีนักข่าวมากมาย แม้จะเห็นช่อเอื้องแต่ดาวนิลก็ทำเป็นไม่รู้จักและรีบขึ้นรถขับออกไป ช่อเอื้องมองตามรถพี่ไปอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เธอทั้งผิดหวังและเสียใจ เพราะถึงดาวนิลจะดูสวยผิดตาไปมาก แต่เธอแน่ใจแล้วว่าใช่พี่ดาวนิลของเธอแน่ๆ เธอเดินข้ามถนนอย่างไม่ระวังและถูกรถของเทวัญชนเข้า ที่โรงพยาบาลช่อเอื้องรู้ว่าดาวนิลเป็นคนรักของทรงพลน้องชายเทวัญ ช่อเอื้องตัดสินใจกลับแม่อายและไม่บอกความจริงกับพ่อ ช่อเอื้องโกหกพ่อว่าพบดาวนิลแล้วและเธอสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง ที่ไม่ติดต่อมาเพราะงานยุ่งมาก คำปันฟังแล้วค่อยคลายกังวล ช่อเอื้องได้แต่เก็บความช้ำใจไว้คนเดียว คำปันที่ตอนนี้ตาแทบจะบอดสนิทบังคับช่อเอื้องให้พาไปหาดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องไม่ยอมทำตามคำสั่งพ่อ คำปันเลยแอบไปกับกลอง โดยนัดให้คนรู้จักที่กรุงเทพให้มารับที่ท่ารถ แต่ด้วยความที่ติดต่อผิดพลาดทำให้คลาดกันที่สถานีขนส่ง คำปันที่ไม่มีเงินและติดต่อใครไม่ได้ต้องพาหลานไปนอนรอที่ศาลาริมทาง ช่อเอื้องตามคำปันมาและตามหาจนเจอ นักเลงติดยาแถวนั้นพยายามมาหาเรื่องและรีดเอาเงิน ระหว่างนั้นเอง วรรณา ที่เป็นคนแถวนั้นเข้ามาช่วยช่อเอื้องไว้ได้ เธอพาช่อเอื้อง คำปันและหลานไปอยู่ที่บ้านของเธอที่ชุมชนแออัดแถวนั้น คำปันเล่าให้วรรณาฟังเรื่องมาตามหาลูกสาวชื่อดาวนิล ช่อเอื้องแอบเล่าความจริงให้วรรณาฟัง วรรณาบอกช่อเอื้องว่าจะหาทางพาช่อเอื้องไปพบกับดาวนิลให้ได้ ช่อเอื้องตามไปเจอพี่สาวที่งานแถลงข่าวสินค้างานหนึ่ง แต่เหมือนเดิมที่ดาวนิลไม่คิดจะฟังเรื่องพ่อเพราะกลัวว่าทรงพลที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะได้ยิน ช่อเอื้องผิดหวังมากที่พี่สาวพูดแบบนี้ ช่อเอื้องตัดสินใจโทรหาเทวัญดาวนิลตกใจมากที่เห็นช่อเอื้องที่บ้าน เทวัญบอกว่าช่อเอื้องขอมาอาศัยอยู่ด้วย ช่อเอื้องบอกดาวนิลว่าเธอจะอยู่ที่นี่จนกว่าดาวนิลจะยอมรับกับทุกคนว่า เธอคือน้องที่มาจากแม่อาย ดาวนิลกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อสาวน้อยเอ็นดูช่อเอื้องที่เป็นเพียงคนงานในบ้าน สาวน้อยเห็นความผิดปกติของดาวนิลกับช่อเอื้อง แต่สองพี่น้องก็ไม่ยอมพูด ในที่สุดช่อเอื้องตัดสินใจบอกความจริงกับเทวัญ เทวัญปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมด เทวัญเตือนให้ดาวนิลบอกความจริง แต่ดาวนิลกลัวจะเสียทรงพลไป สาวน้อยจับผิดว่าดาวนิลกับเทวัญดูมีความสนิทสนมกัน จึงบอกกับทรงพล ทรงพลเริ่มระแวง ช่อเอื้องเมื่ออยู่ไปเริ่มรู้สึกว่าดาวนิลเปลี่ยนไปมาก ยิ่งคุยกับวรรณาแล้วรู้ว่าพ่อเองก็เริ่มอยู่ที่กรุงเทพไม่ไหว เธอจึงเริ่มคิดจะยอมแพ้และกลับบ้าน สาวน้อยสงสารจึงแอบให้ไปรับพ่อกับหลานมาอยู่ด้วย ดาวนิลยิ่งเครียดหนักเมื่อ เจอพ่อที่ตาบอดและลูกชายที่ขาพิการพร้อมหน้า ดาวนิลทุกข์ทรมานกับความผิดที่ทิ้งพ่อกับลูกจนตัดสินใจฆ่าตัวตาย หลิวหลิวมาช่วยดาวนิลไว้ได้ทัน ดาวนิลไม่ยอมบอกทรงพลว่าอยากตายเพราะเรื่องอะไร เทวัญโกรธที่ดาวนิลไม่ยอมรับความจริง ทรงพลมองความผิดปกติของพี่ชายกับคนรักด้วยความสงสัยมากขึ้นทุกที คำปันได้ยินทุกคนเรียกชื่อ ดาวนิล ก็ดีใจว่าอาจจะเป็นลูกสาวของตัว แต่ช่อเอื้องกลัวพ่อเสียใจ ก็จำต้องโกหกพ่อไปว่า ไม่ใช่พี่ดาวนิลของเรา ทรงวุฒิสนใจช่อเอื้อง แต่ช่อเอื้องไม่เล่นด้วย ทรงวุฒิจึงออกอุบายจะพาช่อเอื้องลงไปโรงแรมที่กระบี่ ทรงพลตามลงไปเรื่องงานและพาดาวนิลไปด้วย โดยไม่รู้ว่าเทวัญพักผ่อนอยู่ที่นั่นแล้วในงานเลี้ยงของโรงแรม ช่อเอื้องขึ้นรำฟ้อนผางเพื่อให้กระทบใจดาวนิลที่เคยรำชุดนี้ด้วยกัน ดาวนิลกดดันอย่างหนัก วิ่งลงทะเลหวังให้จมน้ำตาย แต่เทวัญมาช่วยไว้ ทรงพลขอดาวนิลหมั้นคืนนั้น ดาวนิลที่กำลังจะพูดความจริงเรื่องพ่อ ก็ต้องเงียบไปอีกพอหนังสือพิมพ์ลงข่าว คุณนายติ๊ดริษยาดาวนิลจึงหาทางติดต่อจิดาภาและบอกว่าทรงพลกำลังโดนดาวนิลหลอก คุณนายติ๊ดมาแฉความจริงเรื่องดาวนิลมีลูกโดยอ้างถึงเทวัญ เทวัญปฏิเสธเพื่อช่วยดาวนิล คุณนายติ๊ดกับจิดาภาต้องถอยกลับไปตั้งหลัก สาวน้อยพยายามเตือนให้ทรงพลฟังหูไว้หู แต่ทรงพลตัดปัญหาด้วยการประกาศจะแต่งงานกับดาวนิลช่อเอื้องเสียใจมากที่ดาวนิลปิดบังความจริงเรื่องลูกอีกเรื่อง ดาวนิลอับจนหนทาง เมื่อเรื่องมัดตัวแน่นขึ้นและทางออกตีบตัน จึงทำได้แค่แอบมาหาพ่อบ่อยๆ คำปันพูดคุย ปลอบโยนดาวนิล โดยไม่รู้เลยว่าเป็นลูกสาวที่ตัวเองเฝ้ารอคอย ช่อเอื้องแม้จะโกรธพี่แต่ใจก็สงสารพี่และพ่อ ช่อเอื้องแอบมาคุบกับดาวนิลทำให้จิดาภาเริ่มเอะใจในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จิดาภาให้คุณนายติ๊ดไปสืบเรื่องนี้ คุณนายติ๊ดหาหลักฐานมาจนรู้ว่าดาวนิลเป็นพี่น้องกับช่อเอื้อง จิดาภานำเรื่องนี้ไปบอกต่อหน้าทรงพลและทุกคน ดาวนิลคิดว่าทุกอย่างคงจบสิ้น แต่ช่อเอื้องปฏิเสธต่อหน้าทุกคนว่าผู้หญิงสกปรกอย่างดาวนิลไม่ใช่พี่ดาวนิลผู้งดงามของเธอ ดาวนิลปวดร้าวที่น้องพูดแบบนั้นแต่ก็พูดอะไรไม่ได้ ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง อยากจะบอกความจริงกับพ่อแต่ก็กลัวว่าจะเสียทรงพลไป ช่อเอื้องพยายามชวนพ่อและหลานกลับบ้าน แต่คำปันกลับดื้อไม่ยอมกลับเพราะยังอยากตามหาดาวนิลให้เจอ ทรงพลที่เริ่มไม่เชื่อใจดาวนิลหาทางคาดคั้นประวัติดาวนิลจากหลิวหลิว หลิวหลิวที่เห็นแก่เงินและเริ่มรู้สึกว่าหลังๆดาวนิลมีปัญหาชีวิตมากมายจนงานก็เริ่มน้อยลงเลยตัดสินใจบอกว่าประวัติดาวนิลทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก ช่อเอื้องเจอกับวิไลด้วยความบังเอิญ วิไลบอกความจริงเรื่องสุดท้ายว่ากลองเป็นลูกที่เกิดจากการขายตัวของดาวนิล ช่อเอื้องแทบล้ม ดาวนิลร้องไห้ ขอร้องน้องว่าอย่าบอกพ่อเพราะกลัวพ่อจะเสียใจ วิไลถูกซื้อตัวจากคุณนายติ๊ด เพื่อแฉดาวนิล แต่วิไลกลับตัวในนาทีสุดท้าย ดาวนิลจึงรอดพ้นจากการถูกประจานกลางกองถ่าย แต่ทรงพลได้ยินที่วิไลคุยกับช่อเอื้องเรื่องลูก ก็เข้าใจว่าดาวนิลเคยท้องกับพี่ชายตัวเองมาก่อน ทรงพลเริ่มเชื่อมโยงเรื่องราวกับสิ่งที่หลิวหลิวพูด ยังไม่ทันที่ดาวนิลที่ตั้งใจมาบอกความจริงจะได้พูดอะไร ทรงพลก็พูดทุกอย่างขึ้นมา และต่อว่าดาวนิลว่าเป็นผู้หญิงใจแตกที่ปิดบังว่าตัวเองมีลูก ดาวนิลเสียใจมากที่ถูกทรงพลพูดจาดูถูก จึงบอกความจริงทั้งน้ำตาว่า กลองคือลูกของทรงพล ทุกคนตกตะลึง ทรงพลรับไม่ได้ หนีไปทันที สาวน้อยเป็นลม ช่อเอื้องทั้งสงสารทั้งเกลียดชังพี่ตัวเองที่ปิดบังทุกอย่าง ดาวนิลบอกว่าการเป็นแค่ดาวนิล ลูกพ่อครูคำปันในคณะรำไม่มีค่า มีความหมายสำหรับชีวิตที่นี่เพราะเธอโดนดูถูก โดนเหยียดหยามมาตลอด สองพี่น้องโต้เถียงกันโดยไม่รู้เลยว่า คำปันแอบได้ยินทุกคำพูดด้วยหัวใจที่แตกสลาย เมื่อรู้ว่าลูกสาวทั้งสองคนโกหกตนมาตลอดเวลา คำปันหนีออกไปกับกลองด้วยใจที่เจ็บช้ำ ดาวนิลช็อคนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ที่โรงพยาบาล ช่อเอื้องกับทรงวุฒิพยายามตามหาคำปัน แต่ไม่พบ เทวัญมาเตือนสติทรงพล คำปันถูกพากลับมาแม่อายในสภาพจิตใจบอบช้ำ และเพ้อถึงดาวนิล จนตายในอ้อมกอดช่อเอื้อง ดาวนิลฟื้นขึ้นมาเจอทรงพล แต่ทรงพลยังทำใจให้อภัยกับความผิดของดาวนิลไม่ได้ เขาบอกดาวนิลว่า ความรักของเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวยจน แต่ผู้หญิงที่ขาดคุณธรรมทำลายพ่อทำลายครอบครัวของตัวเองเช่นนี้ เขารับไม่ได้ ดาวนิลเสียใจมาก ที่อดทนมาทุกอย่าง แต่ทรงพลกลับไม่ยอมรับ ดาวนิลหมดสติไปอีกครั้ง ดาวนิลฟื้นมาในวันสวดศพพ่อวันสุดท้าย หลิวหลิวตัดสินใจบอกเรื่องคำปัน ดาวนิลไม่เชื่อว่าพ่อจะตาย แต่พอมาถึงแม่อาย ภาพโลงศพของพ่อทำให้ดาวนิลร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดดาวนิลแหวกฝูงชนเข้าไปรถขนศพ ทุกคนรังเกียจ พากันสาปแช่งขบวนแห่ศพเคลื่อนไปโดยไม่มีใครสนใจ ปล่อยให้ดาวนิลทรุดลงสะอื้นอยู่ตามลำพังจนกลองที่บวชเป็นเณรเป็นคนเดินพาแม่เข้าไปที่งาน ที่หน้าเมรุ ช่อเอื้องตั้งใจตีกลองสะบัดชัยอย่างสุดฝีมือต่อหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ดาวนิลเดินมาพร้อมดาบสิบสองเล่มในมือ ดาวนิลกราบหน้ารูปพ่อ ขอให้พ่ออภัย ก่อนจะฟ้อนดาบอย่างงดงามชดช้อยที่สุดหาใครเหมือน ทรงพลมองดาวนิลแล้วหยิบแหวนหมั้นออกมามอง คิดให้อภัยและหวังจะสร้างครอบครัวกับดาวนิล ดาวนิลรำมาจนถึงท่าสีไคล ก่อนจะใช้ดาบปาดคอตัวเองตายลงต่อหน้ารูปพ่อ ทุกคนตกตะลึง ช่อเอื้องร้องไห้ กอดพี่ว่าอย่าทิ้งเธอไปอีก ดาวนิลสิ้นใจตายในอ้อมกอดของน้อง สามเณรกลองน้ำตาไหล บอกกับทรงพลว่า โยมพ่อช่วยปิดตาโยมแม่ด้วย ทรงพลเอื้อมมือไปปิดตาดาวนิลอย่างสุดสะเทือนใจ นักแสดงนำ ละครแม่อายสะอื้น ฝนทิพย์ วัชรตระกูล รับบท ดาวนิลอรรคพันธ์ นะมาตร์ รับบท ทรงพลพรชดา เครือคช รับบท ช่อเอื้องสรพงษ์ ชาตรี รับบท ตำคำปันพีรวัศ กุลนันท์วัฒน์ รับบท เทวัญฌาน์รัชต์ มณฑากูล รับบท ทรงวุฒิดช.ปราการ จันรัมย์ รับบท กลอง

MThai One Day Trip : กินซีฟู๊ด ที่พักดี๊ดี ชอปปิ้งเพลินโยคะ ชมวังตะวันตก @หัวหิน
MThaionedaytrip /  กินเที่ยว / 

                      สวัสดี! ชาวเอ็มไทยทุกท่าน  หลังจากเพลิดเพลินกับการทำบุญและชิมก๋วยเตี๋ยวตาพ้ง ณ ตลาดร้อยปี ร้านกาแฟสุดชิคริมน้ำ จ.ปทุมธานี หรือจะชมเมืองโบราณ ชิมขนมไทยร้านคาเฟ่ร่วมสมัยนิยม (ถูกใจคอฮิปสเตอร์ ย้อนสีไฮเตอร์กันสนุกสนาน)                      สัปดาห์นี้ทีมงาน “MThai One Day Trip”  จะพาคุณไป…สัมผัส กลิ่นอายทะเล หาดทราย สายลม และสองเรา ณ หัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์  เรียกได้ว่า  “กินหรู ดูดาว ที่พักดี๊ดี แถมได้สุขภาพและชอปปิ้ง ชมวังสไตล์ตะวันตก”  พร้อมแล้วไปลุยกันเลยค่ะ!!! ลายแทง MThai One Day Trip : 2 วัน 1 คืน @หัวหิน Day1 ร้านเจ๊เขียวซีฟู๊ด  (ทานข้าวกลางวัน) ที่พัก หัวหิน แมริออท รีสอร์ทแอนสปา กิจกรรมโยคะชะลอวัย + บรรเทาออฟฟิตซินโดรม ห้องอาหาร The Fish (ทานซีฟู้ดมื้อค่ำ) ตลาดนัดกลางคืน Cicada Day2 ทานมื้อเช้าที่โรงแรม หัวหิน แมริออทฯ พระนิเวศน์มฤคทายวัน เสต็กหลังวัง (ทานข้าวกลางวัน) ซื้อของฝากบ้านขนมนันทวรรณ โดยเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 3 -4 ชม. ก็มาถึงตัวเมืองประจวบฯ แวะ ทานอาหารกลางวันที่  ร้านเจ๊เขียวซีฟู้ด ร้านอาหารทะเลขึ้นชื่อของชาวท้องถิ่นและชาว   กรุงเทพฯ ปล. อาหารมาไวไปไว ได้ภาพมาสองแช๊ะ….(ก็แหม่….ทีมงานกำลังหิวกันทุกคนเลย *-*)                                       “ส้มตำทะเลสุดแซบบบ ปะทะ ข้าวเหนียวมะม่วงสุดอร่อย!” บริเวณ Lobby โรงแรม หัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา                เราเดินทางมาถึงที่พักโรงแรม “หัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา” รู้สึกแปลกตาไม่เหมือนกับที่รีวิวในเน็ตที่หาข้อมูลไว้ ทราบว่ามีการปรับปรุงใหม่ทั้งหมดเพิ่งเปิดได้ราวมีนาคมที่ผ่านมานี้เองค่ะ  การตกแต่งเป็น สไตล์โมเดิร์น ผสมผสานความงานของไทยโคโลเนียล  ส่วนตัวเ ราว่ามันมีความเป็นไทย แต่แฝงด้วงความโมเดิร์น สบายสบาย เหมาะกับการพักผ่อนเป็นที่สุด (ทีมงานติดใจเองถึงขนาดจะแอบมาพักใหม่เชียวนะจ๊ะ) Welcome Drink @ Marriot Huahin Resort & Spa ช่วงที่เรารอพนักงานนำกระเป๋าไปเก็บที่ห้องพัก ทางเราก็ได้รับการต้อนรับจากโรงแรมด้วยเครื่องดื่ม “Welcome Drink”เป็นน้ำเก๊กฮวยผสมกลิ่นขมิ้นอ่อนๆ หอมละมุนสดชื่นสำหรับอากาศร้อนได้ดีค่ะ ตกแต่งด้วยกลีบกุหลาบน่ารักเชียวล่ะ ระหว่างรอเช็คอิน ก็ต้องสำรวจนำภาพมาฝากสมาชิกเอ็มไทยสักหน่อย บริเวณอีกด้านหนึ่งของล็อบบี้โรงแรมติดกับคาเฟ่ของโรงแรม                ลัดเลาะออกมาสูดอากาศด้านนอกเชื่อมทางที่เดินไปสู่ห้องพักต่างๆค่ะ  ดูแล้วใส่ใจทุกรายละเอียดของการตกแต่ง เริ่มตั้งแต่โซนที่นั่งใกล้ล็อบบี้ของโรงแรม การตกแต่งเป็นโซฟาโทนสีเทาไล่ระดับ มีความเรียบง่ายมีกลิ่นอายไทยโคโลเนียลแฝงไว้ด้วยสไตล์โมเดิร์น ทำให้ผู้เข้าพักรู้สึกถึงความสไตล์ในสไตล์รีสอร์ทแอนด์สปาค่ะ บริเวณที่นั่งรับรองใกล้ล็อบบี้โรงแรม เหมาะกับการนั่งพักผ่อนคลาย    เที่ยวชมบริเวณด้านนอกของโรงแรมแมริออทกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาเช็คอินเข้าที่พัก ระหว่างที่เตรียมตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าไปร่วมกิจกรรมโยคะ ก็ถือโอกาสเก็บภาพห้องพักมาฝากเพื่อนๆ ห้องพัก Deluxe Pool Access, Marriott Huahin Resort & Spa บรรยากาศโดยรวมของห้องพัก ณ หัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา              หลังจากเราเก็บกระเป๋าเข้าห้องพักเรียบร้อยแล้ว  ก็นั่งพักเตรียมเข้าสู่ศาสตร์แห่งการบำบัดและผ่อนคลาย ต้องยอมรับว่าสำหรับมนุษย์เงินเดือนของเรา สุขภาพก็เป็นเรื่องที่จะต้องใส่ใจเป็นอย่างยิ่งนะคะ ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดี มาถึงหัวหิน ทางแมริออท หัวหิน เองยังการันตีว่าบริเวณโรงแรมเนี่ย เป็นบริเวณริมหาดที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของหัวหินเลยก็ว่าได้ ว่าแล้วจะพลาดไม่ได้เลยกับการสูดโอโซนบริสุทธิ์กันให้เต็มปอด!! และเตรียมพร้อมกับการเล่นโยคะในสถานที่ที่เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ตากอากาศบริสุทธิ์ ริมหาดทรายและทะเลที่สวยงาม ช่างลงตัวกันเป็นอย่างมาก โยคะผ่อนคลาย 2 วัน 1 คืน @ Huahin Marriot  Resort&Spa กิจกรรมโยคะ ผสานความรู้กับวิทยาศาสตร์ชะลอวัย พร้อมบำบัดออฟฟิตซินโดรม                วันนี้ได้รับความรู้จากวิทยากรหมอดุล ทัตแพทย์สมดุลย์  หมั่นเพียรการ คุณหมอเป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ทัตกรรมความงามและรากเทียม โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยาที่สำคัญเป็นหนึ่งใน “Manduka Ambassador” อีกด้วยค่ะ ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนโดย “โยคะโอม” (YogaAum) สถาบันสอนโยคะและนำเข้าเสื่อโยคะคุณภาพสูง “Manduka” ส่วนตัวทีมงานเองต้องยอมรับว่ามีทักษะการเล่นอยู่บ้างแต่นาน….มาแล้ว พอได้ลองเสื่อของแมนดูกะ  ต้องยอมรับว่ามีข้อแตกต่างกับเสื่อธรรมดาทั่วไปจริงๆ เค้าจะช่วยในเรื่องของการกันลื่นได้ดีมาก มีผลกับการทรงตัวที่ดีขึ้น และทำให้เราเล่นโยคะได้อย่างมีสมาธิและสนุกมากยิ่งขึ้นค่ะ "มะพร้าวสักลูกรับรองสดชื่นแน่นอนค่ะ" ซึ่งสำหรับคลาสโยคะนี้ เราก็ได้รับความผ่อนคลายจากท่าพื้นฐานของโยคะ  เพิ่มเข้ามาคือศาสตร์บำบัดทางสุนทรียภาพทางจิตใจ รวมไปถึงวิทยาศาสตร์การชะลอวัย ร่างกายคนเราเปรียบเหมือนกับนาฬิกาชีวิตเมื่อใช้งานหนักก็มีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่าย  คุณหมอดุลได้อธิบายเกี่ยวกับพฤติกรรมของการทำงานหนักด้วยความที่ท่านเป็นหมอฟัน ทำให้วันนึงต้องใช้เวลานั่งทำฟันให้คนไข้หลายชม. สุดท้าย เคล็ดลับของการชะลอวัยมาจาก การใช้ชีวิตให้สมดุล รวมถึงการออกกำลังกายโดยเฉพาะโยคะจะได้เรื่องของความยืดหยุ่นของร่างกาย จิตใจและสมาธิที่ดีค่ะ ที่สำคัญต้องเข้านอนให้ไวอย่างน้อยอย่าเกินประมาณห้าทุ่ม เพราะร่างกายจะผลิต                      “โกรทฮอร์โมน” เป็นกุญแจหลักสู่ความหนุ่มสาวที่คุณหมอแอบกระซิบมาค่ะ หลังจากจบคลาสโยคะหน้าเด็ก และผ่อนคลายกับท่าโยคะที่ช่วยคลายกล้ามเนื้อที่เมื่อยล้าสำหรับออฟฟิตซินโดรมกันไปแล้ว เราก็มาพักดื่มน้ำมะพร้าวสดสดกันค่ะ รสชาติดีมากไม่หวานเกินไป และไม่จืดเกินไป ทานแต่น้ำกันไปหลายลูกชื่นใจทีเดียว ห้องอาหาร Big Fish “Huahin Marriott  Resort&Spa”            ถึงเวลาอาหารมื้อค่ำที่เรารอคอยมานาน (เพราะรอตั้งใจจะทานซีฟู้ดนั่นเอง) ได้ยินมาว่าที่ห้องอาหาร Big Fish มีคอนเซปท์คือชาวประมงหรือคนท้องถิ่น จะเลือกสรรของสดมาให้กับทางร้าน คุณจึงมั่นใจได้ว่าเมนูในแต่ละวันมีความสดใหม่ แต่เราจะไม่สามารถเลือกได้นะคะว่าวันนี้จะทานปลาหรือกุ้ง แล้วแต่ทางแหล่งวัตถุดิบจัดหามาให้แต่มั่นใจได้ในเรื่องของความสดใหม่ค่ะ เริ่มจากเมนู “เรียกน้ำย่อย” จะเป็นขนมปังพร้อมกับดิปปิ้ง “Big Fish Signature Bread Selection” กับสลัดผักราดด้วยเดรสซิ่งวาซาบิ ผักมีความสดมากหลังๆเลยชวนกันเอาน้ำมันมะกอกและบัลซาลามิกราดได้เป็นอีกหนึ่งเดรสซิ่ง ก็ทานเบาๆระหว่างรอเมนูหลักกันค่ะ กุ้งลายเสือขนาดใหญ่ ปู หอยตลับและปลาสดใหม่ ส่งตรงจากแหล่งวัตถุดิบทุกวัน                มาถึงเมนูเรียกน้ำย่อยอีกเมนูที่เสิร์ฟมาพร้อมกับจานหลัก เริ่มด้วยเมนูแรกเป็น หอยเชลล์กริลล์หมักซอสส้มและใบโอบะ ทานคู่กับแซลมอนสดและไข่ปลาแซลมอน รสชาติเข้ากันกำลังดีตัดด้วยความสดชื่นจากยอดอ่อนของโต้เหมี่ยว และตามมาด้วยเมนูหลัก “The BIG FISH Ice Seafood Tower”  จะประกอบไปด้วย กั้งกระดาน, กุ้งลายเสือไซต์ใหญ่, หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์, หอยเชลล์และแซลมอนทาร์ทาร์ซอส น้ำจิ้มที่ให้มาเข้ากันดีค่ะ ยิ่งทานกับสลัดผักวาซาบิก่อนหน้ายิ่งตัดเลี่ยนลงตัวกับซีฟู้ดได้เป็นอย่างดี  หากบีบเลมอนกับแซลมอนทาร์ทาร์ซอสยิ่งเพิ่มรสชาติความอร่อย To Continue & From Our Charcoal Grill ต่อกันด้วยปลากระพงนึ่งสมุนไพรห่อด้วยใบตองทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด ปลาสดเนื้อแน่นรสชาติดี เมนูที่เรานำเสนอมากคือบรรดาสหายย่างชุดนี้เลย “From Our Charcoal Grill” เหมาะสำหรับคนชอบปิ้งย่างและที่สำคัญมันครบเครื่องจริงๆ กุ้ง, เนื้อแกะ, พอร์คชอป และเนื้อเทนเดอลอยด์ ปิดท้ายกันด้วยเมนูสุดท้ายกับปลาย่างเกลือ The Garoupa In Sea Salt          เมนูขนมหวาน To Finish With ประกอบไปด้วยทาร์ทมะพร้าวอ่อนแต่งหน้าด้วยสตอเบอร์รี่ ชอบตัวครีมทาร์ต รสนุ่มละมุนลิ้นหอมมะพร้าวอ่อนมาก นอกจากนี้ยังมีเมนูผลไม้ตามฤดูกาลและปิดท้ายด้วย ครีมบูเล่ Cream Brulee แปลกที่สุดคือเป็น ครีมบูเล่มะม่วงทานคู่กับไอศครีมโฮมเมดข้าวเหนียวมะม่วง หวานมันรสชาติลงตัวเข้ากันดีกับเนื้อครีมมะม่วงและน้ำตาลไหม้หน้าของครีมบูเล่ เป็นอันจบดินเนอร์มื้อนี้กันอย่างอิ่มสุดๆไปเลย เที่ยวไนท์บาซา ตลาดซิคาด้า Cicada หรือตลาดนัดจักจั่น             จัดซีฟู้ดจนพุงกางแทบไม่อยากลุกจากที่นั่งกันไปแล้ว ก็ออกมาเดินย่อยอาหารกันสักหน่อย กับตลาดนัดกลางคืนหรือไนท์บาซา กับ ซิคาด้า หรือตลาดจักจั่นที่ยามค่ำคืนมีของแฮนด์เมดพื้นเมืองสุดน่ารัก ให้เลือกสรรหาเป็นของฝากหรือชอปปิ้งเพลินเพลินยากดึกได้อย่างสบายใจ (อาหารก็มีนะจ๊ะ) ของแฮนด์เมดมากมายในตลาดซิคาด้าให้เลือกชอปปิ้งกันอย่างจุใจ Day 2 @HuaHin Marriott Resort&Spa                               เริ่มเช้าวันที่สอง ไม่รอช้า รีบอาบน้ำและลงไปสำรวจความงดงาม                           ของบรรยากาศยามเช้าในโรงแรม มาชมกันค่ะว่าการตื่นเช้าเพื่อมารับความสดชื่น                       จากธรรมชาติจะสบายตาและรื่นรม แค่ไหนมาชมกันดีกว่าค่ะ บรรยากาศภายในโรงแรมมาริออท หัวหิน รีสอร์ทแอนสปา "เอาภาพทะเลสวยสวยริมที่พักมาฝากกันค่ะ" "ดวงอาทิตย์กำลังจะฉายแสงขึ้นบนท้องฟ้า" ฉายแววความเป็นฮิปสเตอร์บ้างอะไรบ้าง.... "ทุ่งดอกไม้สีสันสดใสยามเช้า ดูแล้วสดชื่นสบายตา"            เพลิดเพลินกับบรรยากาศของธรรมชาติยามเช้าแล้วก็ขอมาจัดเต็มกับอาหารเช้าของโรงแรมแมริออท ซักหน่อย เรียกได้ว่าครบจริงๆกับมื้อเช้า มีบริการทุกอย่างตั้งแต่อาหารไทย อเมริกันเบรคฟาสท์  ซีเรียลและสลัดต่างๆ เบเกอรี่ รวมถึงผลไม้และน้ำผลไม้คั้นสดร้อยเปอร์เซนต์ให้เลือกมากมายหลายอย่างแล้วแต่ชอบเลยค่ะ "จัดไม่นักนะที่เห็นนั้นผักเยอะมว๊ากกก แซลมอนสองสามชิ้นจริงๆนะ" "เบเกิ้ลแซลมอนรมควันกันหน่อยมั้ยจ๊ะ" "นม,โยเกิร์ต, ซีเรียล โฮลเกรนและเบอร์รี่ต่างๆก็มีให้บริการค่ะ" มาดูไลน์ของเบเกอรี่กันบ้างดีกว่าค่ะ เดนิชต่างๆทำได้น่าทานทีเดียว :) เริ่มหิวกันแล้วใช่มั้ยละจ๊ะ ^^" ไลน์ผลไม้สดก็มีให้เลือกสรรกันอย่างครบครัน       มุมนี้เรียกว่าเป็นมุมโปรดของทีมงานก็ว่าได้ค่ะ  ก็น้ำผลไม้สดร้อยเปอร์เซนต์แบบนี้จะอดใจไหวได้อย่างไร สามารถมิกซ์ได้ตามที่เราต้องการด้วยนะคะ  สดชื่นมากเลยล่ะ :) หลังจากเช็คเอ้าท์เราออกเดินทางไปต่อกันที่ "พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน" เวลาเปิด – ปิด :  08.30–16.00 น.  (ปิดวันพุธ) พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-วันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 15 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท สำหรับผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะ    ต้องทำหนังสือถึงผู้กำกับการกองบังคับการฝึกพิเศษ  ค่ายพระรามหก  อำเภอชะอำ  จังหวัดเพชรบุรี  โทร.0 3250 8444-5, 0 3250 8039                   พระราชนิเวศน์แห่งนี้ โปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่พักตากอากาศในรัชกาลที่ 6 หรือเรียกว่าเป็นพระราชวังฤดูร้อน เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยประยุกต์คือ(ไทยผสมยุโรป)สร้างด้วยไม้สักทองลักษณะเป็นอาคาร2 ชั้น ควรแต่งการเข้าชมด้วยความสุภาพค่ะ สำหรับมื้อเที่ยงวันนี้ ก่อนที่จะกลับเข้าสู่กรงเทพฯ ทีมงานขอฝากท้อง ไว้ที่ "ร้านเสต็กหน้าวัง"ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน (ไว้จะพาไปดูรีวิวร้านนี้ตัวเต็มกันนะจ๊ะ) ครั้งหน้าทางทีมงาน MThai One Day Trip   จะพารีวิวจังหวัดไหนรับรองว่า "สนุกสนาน ประหยัดและอินเทรนด์แน่นอน" วันนี้ขอลาไปก่อน แวะซื้อของฝากที่ร้านบ้านขนมนันทวรรณก่อนกลับกรุงเทพเป็นอันปิดทริปนี้ "สวัสดีค่ะ" ขอขอบคุณ บัตรเครดิต KTC

ตะลุยถิ่น 'คุมะมง' หมีดำแก้มแดงสุดทะลึ่ง ที่ประเทศญี่ปุ่น (แบบละเอียดยิบ!)
ที่เที่ยวญี่ปุ่น /  ประเทศญี่ปุ่น / 

สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่า คุมะมง คืออะไร เอาง่ายๆ มันคือมาสคอตหมี ตัวนึงครับ นอกจากนี้ผมรู้แค่ว่าเจ้านี่หน่ะ ดังมาก! ดังอย่างไร? เพราะอะไร? และทำไม? ผมไม่ได้ใส่ใจนัก จนกระทั่งมีโอกาสมาเที่ยวที่ จังหวัดคุมะโมะโตะ ถิ่นกำเนิดเจ้าหมีดำแก้มแดงตัวนี้ ใช่แล้วครับ {Was there once} in JAPAN ครั้งนี้จะพาไปตะลุยที่ 'จังหวัดคุมะโมะโตะ' ภูมิภาคคิวชู ประเทศญี่ปุ่น นั่นเอง! ตะลุยถิ่น 'คุมะมง' หมีดำแก้มแดงสุดทะลึ่ง ที่ประเทศญี่ปุ่น (แบบละเอียดยิบ!) กระทู้นี้นอกจากจะชวนเที่ยวแล้ว ยังพร้อมชวนทุกคนไปรู้จัก คุมะมง  หมีดำโคตรน่าหมั่นเขี้ยว น่าหมั่นไส้ และน่าเอ็นดู ไปพร้อมๆ กัน ถ้าพร้อมแล้วไปกันเลยคร้าบบบ! Day1: Kumamoto หลังจากลงเครื่องที่ จังหวัดฟุกุโอกะ ผมจัดแจงซื้อ 3 Days North Kyushu Pass ที่สนามบิน แล้วตรงดิ่งมายัง จังหวัดคุมะโมโตะ ด้วยรถไฟ Shinkansen (ใช้เวลาประมาณ 30 กว่านาที) ผมมาถึง คุมะโมะโตะ ราวบ่ายสามครึ่ง ฝากสัมภาระที่โรงแรม Toyoko Inn Kumamoto Ekimae ที่พักในคืนนี้ เดินจาก JR Kumamoto 3 นาทีเองครับ ผมซื้อบัตร One day Kumamoto Tram city สำหรับการเดินทาง จะใช้วันไหน ก็ขูดเอาเลยครับ เราจะไปด้วยเจ้านี่กันครับ ภายในเป็นโบกี้ธรรมดาๆ เหมือนนั่งบนรถเมล์ไทย เวอร์ชั่นสะอาด ปลอดภัย  (ไม่มีรูปลงเพราะถ่ายติดหน้าชาวญี่ปุ่นชัดมากครับ) **เพิ่มเติม**  สำหรับการเดินทางใน คุมะโมะโตะ มีสองทางหลักๆ 1. Kumamoto Tram city มีสาย A และ B วิ่งมาเชื่อมกันที่ป้าย Karachimacho ก่อนวิ่งตีคู่ขนานตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ  ผู้ใหญ่ 150 yen เด็ก 80 yen ขึ้นที่ JR Kumamoto ได้ 2. Kumamoto Castle loop Bus หรือ (Shiromegurin Bus) วิ่งเป็นวงกลมจาก JR Kumamoto มี 18 ป้าย รถออกทุก 20 นาที ตั๋วแบบ One day ราคา 300 เยน ซื้อที่ Tourist information ณ JR Kumamoto ปล. Taxi ก็มีนะ ผมลงป้ายหมายเลข 10 Kumamoto Castle ตามภาพเลยครับ อ้อ...แผนที่เส้นทางเดินรถ มีแจกฟรีบน Tram หรือจะหยิบจากสถานี JR Kumamoto เลยก็ได้ครับ ระหว่างทางเราเจอเจ้าหมีตัวนี้เป็นระยะ โอ๊ะ! ตรงนี้ก็มี คุมะมง นะ >,< ผมเจอหมีดำขนาดย่อมอีกตัว ณ จุดหมายแรกของเรา คือ “Sakura-No-Baba Johsaien” ที่นี่เป็นแหล่งช๊อปปิ้งน่ารักๆ ร้านรวงสวยงาม สะอาดสะอ้าน มีขนม และอาหาร ให้เลือกซื้อไม่มาก รวมถึงของที่ระลึก เจ้าคุมะมง ก็มีเช่นกัน มาถึงขนาดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเจ้านี่มีดีอะไร!? แต่ที่แน่ๆ ผมรู้สึกโดนหมี คุกคาม... ‘อะไรก๊านนนนนน นี่จะตามไปถึงหนายยยยย!’ เหตุผลนึงที่ทำให้เจ้าคุมะมงแพร่หลายไปทั่ว คือ คุมะโมะโตะ ไม่ได้เรียกเก็บค่าลิขสิทธ์ใดๆ ผลดีคือ ทำให้ คุมะมงเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ใครๆ ก็อยากมา คุมะโมะโตะ บ้านเกิดหมีดำแก้มแดงกัน (เม็ดเงินมหาศาล) แต่ไม่ใช่เพราะคนเห็นบ่อยหรอกนะที่ทำให้เจ้านี่โด่งดัง มันยังมีอะไรมากกว่านั้น... เรามาที่นี่เพราะ ‘หิว’ แต่ลองด่อมๆ ดู ยังไม่รู้สึกตกหลุมพรางเมนูไหน งั้นเดินไปรอบๆ ดูอีกนิดดีกว่า... ละแวกใกล้ๆกันนอกจาก ปราสาทคุมะโมะโตะ แล้วก็ยังมี อนุสาวรีย์ไดเมียวแห่ง Kumamoto ด้วย ท่านไดเมียวชื่อ คะโต คิโยะมะซะ ‘Koto Kiyomasa’ ครับ ก่อนหน้านี้ ท่านเคยเป็นแม่ทัพใหญ่ 1 ใน 7 ทหารเอกแห่งชิซูคะตะเกะ โด่งดังมาก ชนิดที่ว่าหากเกิดยุคสมัยนี้ คงต้องมีการขอท่านเซลฟี่สักนิด ถัดไปอีกนิดก็มีโซนต้นไม้ใหญ่ริมกำแพงปราสาทคุมะโมะโตะ อากาศสบายๆ สงบเงียบดี **เพิ่มเติม** อนุสาวรีย์ Koto Kiyomasa ตั้งอยู่ใกล้ Kumamoto Castle และ Sakura-No-Baba Johsaien เรียกได้ว่าเป็นทางผ่านเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามาเที่ยวละแวกนี้ก็เก็บรวดเดียวทั้งสามสถานที่ข้างต้นเดินทางโดย Kumamoto Castle loop bus ป้าย Sakuranobaba Johsaien หรือ Kumamoto Tram city ป้ายหมายเลข 10 Kumamoto Castle / City hall แต่ละจุดใกล้กับแต่ละสถานที่ต่างกันนะ ผมตัดสินใจเดินทางต่อไปยัง Fujisakidai- 1000-year old Camphor Trees นับว่าเป็นสถานที่เปลี่ยวใจ อีกหนึ่งแห่ง ถึงแม้จะมาไกลขนาดนี้ เราก็ยังพบเจอคุมะมงได้ (บริเวณนี้ไม่ใช่เขตท่องเที่ยวเลยครับ) ที่นี่มี ต้นการบูรยักษ์ อายุมากกว่า 1000 ปี หลายต้น ได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นมรดกทางธรรมชาติ จริงๆก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมาก นทท.ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมากันหรอกครับ วิวเมืองคุมะโมะโตะยามเย็น ผมหลงทางเลยพลาดช๊อต ดวงอาทิตย์คล้อยตกแบบพีคๆ นั่นเป็นจุดประสงค์หลักในการมาที่นี่ของผม (เศร้าใจกันเลยทีเดียว) อย่างไรก็ตาม กลิ่นใบไม้ ใบหญ้า อากาศชื้นๆ เย็นๆ ก็ช่วยทดแทนความเฟลข้างต้นได้สบายๆ รอบตัวเราไม่มีใคร มีเพียงแค่เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กญี่ปุ่นที่ลอยมาจากทางไหนก็ไม่รู้ >,< **เพิ่มเติม** หากไม่ได้ชอบอยู่เงียบๆ ดมกลิ่นต้นไม้ใบหญ้า ฟังเสียงนกร้อง มองท้องฟ้าสีส้ม ที่นี่อาจจะไม่ใช่ช้อยส์ที่ถูกใจนัก แต่ถ้าอยากลบหลีกคนเ ผมว่าที่นี่ก็ไม่เลวครับ การเดินทาง ใช้บัตร Kumamoto Castle loop bus ลงป้าย Children Culture center แล้วเดินต่อขึ้นเนินไปตามทางอีกประมาณ 7 นาที มองสูงเข้าไว้จะเจอต้นไม้ใหญ่หลายๆ ต้น พิกัดอยู่ใกล้กับสนามเบสบอล Fujisakidai ระหว่างทางไม่มีป้ายบอกแนะนำว่าควรถามทางจะดีที่สุดครับ ควรเซฟรูปเก็บไว้ เพราะคนแถวนั้นก็งงๆ ว่าเราจะไปไหนกัน คำที่ควรพูดออกไปคือ Big trees จะช่วยให้คนญี่ปุ่นเข้าใจได้เยอะ หากเดินทางโดย Tram หรือ รถราง (เหมือนผม) ลงป้าย Daniyama-machai จะเดินค่อนข้างไกลนะครับและอาจหลงทางได้  ***หายากมาก แนะนำมาโดย รถบัส เถอะครับ ‘จ๊อก จ๊อก’ เพราะเสียงท้องร้อง ทำให้เรามาอยู่ที่นี่ Sun Road Shinshigai หรือถนนช๊อปปิ้ง คุมะมงอยู่ด้านบนนั่นไง เห็นทุกหนทุกแห่งขนาดนี้ แต่กว่าเจ้านี้จะโด่งดังแบบพีคๆ ใช้เวลาเกือบสองปีเลยทีเดียวครับ การันตีรายได้ USD $293 ล้าน ในปี 2012 (เกิด 2010) คุมะมง Debut สู่สายตาประชาชีแบบยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ที่คุมะโมะโตะ แต่เป็นการไปเดินป้วนเปี้ยนตามจุดดังๆ ใน Osaka City ใครๆก็สงสัยว่าหมีดำตัวนี้คือใคร มาทำอะไร จนกลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ (twitter) ผมนั่งรถรางไปยังป้าย Karachimacho เดินเข้าถนน Sunroad ชิดขวาเข้าไว้ มองสูงจะเจอตึกปาจิงโกะอยู่ตรงหัวมุมของแยกแรก เลี้ยวขวามือตรงไปอีก 3 นาที ร้านจะอยู่ด้านซ้ายมือครับ ยะฮู้! ได้กินสักที ทงคัตสึร้านนี้อร่อยมากกกกกกก! ผมสั่งเนื้อคนละส่วนมาอย่างละหนึ่ง โดยการโชว์ภาพทงคัตสึที่เซฟมาในมือถือ (เรื่องกินต้องพร้อมเสมอ ฮิฮิ) โชคร้ายที่เราไม่สามารถแยกความต่างระหว่างเนื้อสองจานนี้ได้ - - รู้แค่ว่า 'โออิชิ!!' เมนูร้านไม่มีภาษาอังกฤษนะ และพนักงานพูดอิ้งไม่ค่อยได้ครับ กว่าจะจัดการทงคัตสึตรงหน้าเสร็จ ร้านอื่นๆ ก็ปิดกันหมดแล้ว เดินวนอีกสองรอบชมบรรยากาศเว้งว้าง ได้อารมณ์สตรีทสไตล์ของชาวญี่ปุ่น ละแวกนี้ดีครับ ค่ำคืนนี้จบลงด้วยการหย่อนพุงแน่นๆ ลงบนเตียง (นั่งรถรางกลับมาที่ป้าย JR Kumamoto Station เช่นเดิม) ห้องนอนขนาดกะทัดรัดแต่สบาย ห้องน้ำเล็กนิดนึงแต่ก็ไม่ได้ลำบากอะไร ส่วนใต้เตียงมีพื้นที่สำหรับยัดกระเป๋าใหญ่ๆได้ที่สำคัญ Service mind เต็มร้อย Day2: Kumamoto / Aso นี่คือมื้อเช้าของผม อาหารเช้าฟรีของโรงแรมมีหลากหลายให้เลือกตักตามใจชอบ ดูเหมือนว่าจะเป็น Traditional Food ละมั้ง อืม.. ไม่มีเนื้อสัตว์ให้หน่อยหรอ T_T ระหว่างทางมักมีเรื่องราวน่ารักๆ เสมอ ผมเลือกมาปราสาทคุมะโมะโตะ ในช่วงเช้าของวันที่สอง ยังคงเดินทางโดยบัตร One day trip Kumamoto Tam City ลงป้ายหมายเลข 10 เช่นเดิม มีป้ายบอกทาง อย่ากังวลไปนะ คาวาอิมากเลย เดินตามทางมาจนถึงทางเข้าปราสาท ค่าตั๋ว ราคา 500 เยน (ใช้บัตรลดจาก Tram Cityได้) จ่ายปุ๊ปจะได้โปรชัวร์มาด้วย เอ้า! พลิกดูด้านหลังเร็วเข้าทุกคน .. มีที่ว่างให้ Stamp ด้วยยยยยยยยยย! (ตื่นเต้นเพื่อออ!?)  สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นมักจะมี Stamp ให้เราเก็บไว้เป็นที่ระลึก ช่วยเพิ่มคุณค่าทางใจ และความน่ารักใสๆ ให้ตัวเอง 5555555 สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นความละเอียด และใส่ใจของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อนักท่องเที่ยว ผมชอบจัง ;D เดินผ่านกำแพงพร้อมอากาศร้อนๆ ไปสักครู่เดียว ปราสาทคุมะโมะโตะใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นป้อมปราการ (มีหอคอยสูง 2 หอ) เดิมถูกเพลิงไหม้เสียหาย  ก่อนได้รับการบูรณาการขึ้นใหม่ หอคอยแรกที่เข้าไปมีขนาดเล็กกว่า หากฟังภาษาญี่ปุ่นออกจะมีเจ้าหน้าที่ช่วยตอบคำถามที่สงสัย ผมลองแอบหลบมุมยืนดูเจ้าหน้าที่อธิบายสาวเจแปนสักครู่ใหญ่ เผื่อจะพอสังเกตท่าทาง แปลความหมายได้ เอ่อออออออ... อืมมมม.. เอ่อะ. หันมากดชัตเตอร์แทนละกัน วิวจากหอคอยเล็กครับ ฝั่งนู้นคือหอคอยใหญ่ที่กำลังจะพาไปแล้ววววว ว่าแล้วก็ชักภาพคู่กับหอคอยใหญ่ สักหนึ่งแช๊ะ หอคอยใหญ่ด้านในจะมีนิทรรศการขนาดย่อมให้เสพ ฝั่งนู้นคือ หอคอยที่เราไปมาไงจ๊ะ หันมาอีกฝั่ง เจอะคุมะมงทักทายมาแต่ไกล ตรงนั้นคือโรงเรียนครับ คุมะมงทำให้ คุมะโมะโตะ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเลยครับ เห็นเป็นการ์ตูนเด็กๆ อย่างนี้ แต่เจ้านี่ทำให้เมืองทางผ่านอย่างคุมะโมะโตะ ได้รับความสนใจขึ้นมาก ถึงแม้ คุมะมง จะเป็นการ์ตูน แต่ผู้ใหญ่ก็แสดงออกว่ารักและเอ็นดูไม่แพ้กัน มองกลับมาที่บ้านเรา ผู้ใหญ่บางคนยังมองว่าการ์ตูนเป็นเรื่องไร้สาระอยู่เลย... คุมะมงตัวบิ๊กอีกแล้ว อีกมุมหนึ่ง เดินวนดูได้ 360 องศาเลยครับ นอกจากนี้ที่ คุมะโมะโตะ ยังมี คุมะมงสแควร์ สถานที่เอ็กซ์คลูซีฟเพื่อคนรักคุมะมงโดยเฉพาะ (ของแอบแพงนิดๆ นะ) นอกจากจะมี นทท. แล้ว นร.มาทัศนศึกษาที่นี่ก็มีเยอะมากครับ มากันเป็นครอบครัวก็มีแยะ , เราชอบความสัมพันธ์แบบนี้ ความสัมพันธ์แบบเรียบง่าย เรื่อยๆ ไปจนแก่ .. >,< ผมวิ่งขาขวิดด้วยสปีดเดียวกับโดนหมาไล่กัด เพื่อไปหยิบกระเป๋าที่ฝากไว้ ในโรงแรม (เช็คเอาท์เรียบร้อย) เรากำลังนั่งรถไฟไป Aso San หรือภูเขาไฟอะโส กันครับ ที่นี่ถือเป็นไฮไลท์เด่นๆ สำหรับผม คงเพราะผมชอบกลิ่นหญ้าละมั้ง .. รถไฟ Trans-Kyushu Limited  Express ที่เราจับไปวันนี้ หากจะไป Aso ควรอย่างยิ่งที่จะต้องจองรถไฟ ผมไปจองช่วงเช้าก่อนไปปราสาท เกือบจองไม่ทันแหนะ บนรถไฟมี Stamp ให้ด้วย เย๊ส! นอกจากนี้ยังมีแจกลูกอมด้วยนะ รถไฟสายท่องเที่ยวจะมีอะไรน่ารักๆแบบนี้เสมอ (เดินไปขออนุญาตถ่ายรูป พนักงานยิ้มเขินๆ น่ารักมาก อิอิ) พิเศษเข้าไปอีกด้วยป้ายพร้อมบริการถ่ายรูปให้ (ใช้กล้องตัวเองนะ ;P) ความเขียวขจีนอกหน้าต่างยิ่งมองยิ่งตื่นเต้น ยิ่งโหยหายกลิ่นธรรมชาติ ผมเผลอเอาจมูกไปชิดหน้าต่าง หวังให้มีกลิ่นหญ้าลอดมาสักนิด ... อะไรจะขนาดน้านนนน พ่อคู๊ณณณณณณ - -‘’ Kuro คือมาสคอตโด่งดังอีกตัวหนึ่ง Kuro ประจำการอยู่บนรถไฟสายท่องเที่ยว Aso Boy โด่งดังไม่น้อยหน้าขบวนอื่น โดย Aso Boy มีตารางเวลาเดินรถไม่แน่นอน ปกติหากไม่ใช่ช่วง High Season จะมีบริการเสาร์-อาทิตย์ ครับ ที่สำคัญคือ ต้องจองล่วงหน้านะ! คุมะมงแบบฉบับรถก็มา เหมือจะเป็นรถเช่าประจำการที่นี่ครับ ภายในสถานีวินเทจด้วยระบบอัตโนมือซะส่วนใหญ่ มุมนอกสถานี JR Aso  เรียบๆ เงียบๆ เรารอรถบัสเพื่อที่จะนั่งรถไป ภูเขาไฟ Aso อีกต่อ ที่บริเวณนี้เลยครับ อย่าลืมขอแผนที่ละแวก JR Aso และตารางเวลารถบัสนะครับ อย่าลืม Stamp ด้วยหล่ะ ;P โดยขอตารางรถบัสได้ที่ Tourist Information ควรแพลนก่อนนะครับ เดี๋ยวจะตกรถเอา (จ่ายเงินตอนลงนะ) วิวสองข้างทาง เขี๊ยวเขียว Aso Ropeway station ระหว่างทางมีจุดจอดสองป้ายหลัก จุดนี้คือป้ายสุดท้าย Aso Ropeway station สามารถขึ้นกระเช้าไปชมปากปล่องได้ที่นี่ นอกจากนี้ยังมีร้านค้าของที่ระลึก คุมะมง เต็มไปหมดเลย บะหมี่คุมะมง มาม่าคุมะมง ขนมคุมะมง สารพัดจะคุมะมง เขาถึงได้บอกว่า คุมะมง เนี่ย มีมูลค่าเทียบเท่าหรืออาจมากกว่า Hello Kitty ด้วยซ้ำนะครับ รอบนอกมีศาลเจ้าอยู่ ไปชมกันครับ อาศัยเลียนแบบคนญี่ปุ่นครับว่าเขาต้อง ไหว้กันยังไง คนไทยมาไหว้เต็มเลย (ดูจากภาษาไทยที่เขียนอยู่)   มองย้อนไปด้านหลัง เห็นกระเช้าที่เราไม่ได้ขึ้น เนื่องจาก ภูเขาไฟ Aso ปะทุมาสักพักแล้ว นทท.ไม่สามารถขึ้นไปดูปากปล่องได้ คนส่วนใหญ่แนะนำว่าอย่าไป  'มันเสียเวลาเปล่า...ไม่มีอะไรหรอก' แต่เอาจริงๆ  ‘ใช่ว่าเราจะได้เห็นภูเขาไฟปะทุบ่อยซะที่ไหน!’ จะสบายตามากขึ้น ถ้ามีเราอยู่ในรูป.. 55555555555555 (แดดแรง ตาหยีไปนิด) อย่าแปลกใจไป ผมซื้อเจ้าคุมะมงตัวนี้เมื่อสักครู่นี่เอง ก็ไม่ค่อยเห่อเท่าไหร่หรอก.. ร้องหา ทอยเลท ทอยเลท (Toilet) วิ่งแจ้นเข้าไปเปลี่ยนทันที โม้มาตั้งนานมัวเเต่ชมว่า คุมะมง เจ๋ง หลายคนเริ่มถาม แล้วมันเจ๋งยังไง??????? เอาเป็นว่า คุมะมงเนี่ย มีการโปรโมต PR ตัวเองมาตลอด มีแคมเปญโปรโมตตัวเองสม่ำเสมอมา 5 ปี (จนถึงทุกวันนี้) เหตุการณ์เด่นๆคือ วันดีคืนดี เจ้าหน้าที่ออกมาประกาศว่า แก้มแดงๆ ของคุมะมงหายไป ขอช่วยให้ทุกคนตามหาให้หน่อย นอกจากนี้การออกอีเว้นท์และรายการทีวีประหนึ่งดารา เซเลบดัง พร้อมบุคลิก กวนตรีน ทะลึ่ง ที่ทำเอาคนหมั่นเขี้ยวและเอ็นดูไปพร้อมๆ กัน ยิ่งทำให้เจ้านี่โด่งดังมากขึ้น ตัวอย่างภาพเซเลปคุมะมงหยิบจับสินค้า (ภาพทั้งหมดขออนุญาตจากทวิตเตอร์ออฟฟิเชียลแล้วครับ) ความเจ๋งที่ว่ามันจึงกลายเป็นว่า คุมะมง หยิบจับสินค้าอะไรก็ตาม สินค้าชิ้นนั้นก็จะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แน่นอนว่า การกระจายรายได้สู่ชุมชน  สินค้าของชาวคุมะโมะโตะได้รับผลดีตามๆ ไป เอาเป็นว่า พ่อค้า แม่ค้า ทุกคน อยากให้คุมะมงหยิบจับสินค้าตัวเองกันทั้งนั้น!!! เพราะมันการันตีได้ว่าจะขายดี(ขึ้น) นี่มันเซเลบชัดๆ เรานั่งรถย้อนลงมาที่สถานีทุ่งหญ้า Kusasenri หิวจัง ! หมับเข้าให้ "เนื้อม้าย่าง!!" (เนื้อม้าคือของขึ้นชื่อของเมืองนี้!!) รสชาติประหนึ่งเคี้ยวสันนอกหมูชิ้นหนาๆ  เนื้อหนาและแน่น แต่เคี้ยวไม่ยาก ไม่มีกลิ่นคาว ให้ผวาใจสักนิด พ่อค้าจะย่างไฟร้อนๆ อีกรอบ ก่อนยื่นไม้ต่อให้เรา ถือว่าเวิร์คมากกก ขายอยู่เจ้าเดียว ตรงหน้าร้านขายของใหญ่ๆ ครับ หาไม่ยาก ลงป้ายนี้ยังไงก็ต้องเห็นจ้า ราคาตามป้ายเลยนะครับ ไม้ใหญ่เนื้อล้วน 300 เยน ขอประมาณคร่าวๆ เป็น 100 บาท ไม้เล็กเนื้อผสมมัน เหมือนในรูปด้านบน 150 เยน คร่าวๆ 50 บาท .. แอบแพงครับ (สำหรับผม) ผมไม่เคยทานเนื้อม้าก็เลยลองดูครับ ปากเคี้ยวเนื้อม้าในมือ ตาดูม้าเป็นๆ วิ่งในสนามหญ้า ให้อารมณ์แปร่งๆ ดี ระหว่างกิน มีน้องๆนักเรียนม.ต้น มาทัศนศึกษา(สองรถบัส) กินไป ก็มองไป.. อดไม่ได้ที่จะวางม้าย่างแล้วหยิบกล้องมากดชัตเตอร์ ‘สดใสจัง’ นี่แหละ ความหมายของคำว่า ‘เด็ก’ สำหรับเรา ใกล้ๆ กันมีร้านทาโกะ เปิดท้ายของอาเฮียน่ารักท่านนี้ รสชาติปกติ แต่เซอร์วิส มายด์ สุดยอดดดด ขายอยู่ตรงลานจอดรถเลยครับ เอาไปกินบนรถได้ครับ เดินขึ้นมาทางด้านหลัง Aso volcano museum (ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ 840 เยนครับ) มองเห็นวิว Aso ลิบๆ และสามารถมองเห็น ปากปล่องภูเขาไฟ Naka-dake รูปร่างพิลึกพิลั่น (ปากปล่องดับไปแล้ว) เดินย้อนลงเนินไปด้านหลังจะเจอจุดชมวิวอีกที่ครับ เดินย้อนไปใกล้ๆตามถนน จะเห็น Aso ชัดแบบเต็มๆ ไม่ได้ขึ้นปากปล่อง แต่ก็มีจุดให้เที่ยว ให้ถ่ายรูปเยอะอยู่นะครับ การเดินทาง  รถบัสสาย Mt.Aso ลงที่สถานี Kusasenri (ก่อนถึงสถานี Aso-san Nishi) 470 เยน ลงป้ายสุดท้าย Aso-san Nishi (Aso Ropeway Station) 540 เยน ค่าตั๋ว Ropeway กระเช้าขึ้น-ลง 1000 เยน หากเที่ยวเดียวราคา 600 เยน ใกล้ถึงเวลารถบัสลงจาก Aso ไปยัง JR Aso รอบสุดท้ายแล้วครับ ผมทันเห็นช๊อตฝูงม้าวิ่งเอาจริงเอาจังเริงร่ากับหญ้าตรงหน้าพวกมัน ม้าพวกนี้ใช้สำหรับบริการขี่ให้ นทท. ตกเย็น นทท.กลับหมด ก็ปล่อยอิสระเลยครับ ทุกตัวดูสนุกมากกก เหลือตัวนี้อยู่ตัวนึง เฝ้าบ้าน ม้าที่นี่แบ่งชัดเจน ตัวไหนเลี้ยงเพื่อเป็นอาหาร ตัวไหนเลี้ยงเพื่อใช้งาน ระหว่างทาง เห็นบ้านเรือนยามเย็น ลงเขากันครับ..  มาถึงปุ๊ป ก็ถามเจ้าหน้าที่แถวนั้น บอกว่าอยากเห็นวิถีเจแปนนีสๆ เจ้าหน้าที่เลยชี้มาที่ร้านเล็กๆ มีขนม ของที่ระลึก และผัก ผลไม้ ขาย ด้านในจะมีร้านอาหารด้วยครับ เราไปถึงเย็นเกินไป เขาปิดเรียบร้อย (แถวนี้มีร้านเปิดเย็นๆไม่กี่ร้านครับ) คุมะมงเป็นมาสคอตไม่กี่ตัวที่โดดเด่นออกมา ปัจจุบันมาสคอตในญี่ปุ่นมีถึง 2000 ตัวโดยประมาณ ด้วยความสามารถทั้งหลาย เจ้าคุมะมงจึงได้รับรางวัล“Yurchara Grand Prix 2011” จากเวทีประกวดมาสคอตของญี่ปุ่นเขาด้วยนะ ผมเหลือบไปมองข้างๆ เห็นเจ้าคุมะมงตัวจ้อย มองไปมองมา รู้ตัวอีกทีก็ตกหลุมรักหมีดำแก้มแดงตัวนี้ไปซะแล้ว ปัจจุบันเจ้าหมีตัวนี้ริจะคิดครองโลกโดยการตระเวนเยี่ยมเยียนไปนอกเจแปนเลยนะครับ สุดท้ายนี้ขอลาไปก่อน หากใครติดใจหรืออยากรู้จัก หมีดำแก้มแดง ตัวนี้มากขึ้น ติดตามทวิตออฟฟิเชียลจากเจเเปนเลยเลยครับ ขอบอกว่า หมั่นไส้และหมั่นเขี้ยวมากกกกก ;P ขอบคุณเรื่องราวดีๆ และรูปภาพสวยๆ และแวะมาติดตามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/wasthereonce https://www.twitter.com/wasthere01 https://www.instagram.com/wasthereonce