เด็กหญิง

ปริศนา ชีวิตหลังความตาย กับการพิสูจน์ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ?
ชีวิตหลังความตาย /  ตายแล้วฟื้น / 

นักวิทยาศาสตร์จากอังกฤษ ศึกษาค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำหลังหยุดหายใจ พบว่า คนเราสามารถจำเรื่องราวหลังหัวใจหยุดเต้นได้นาน 3 นาที หลังจากเกิดกรณีที่กลายเป็นประเด็นฮือฮาไปทั่วโลก เนื่องจากเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศเผยแพร่เรื่องราวของ 'น้องไอนส์' เด็กหญิงชาวไทยวัยเพียง 2 ขวบ ผู้ล่วงลับ จากการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในสมอง ด้วยความรักจากครอบครัวที่มีอย่างเต็มเปี่ยม และต้องการให้บุตรสาวสามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง จึงทำการส่งชิ้นส่วนสมอง ไปแช่แข็งที่ห้องเย็นของมูลนิธิเพื่อชีวิต อัลคอร์ ไลฟ์ เอ็กซ์เทนชั่น ในรัฐแอริโซน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อว่า 'ไครออนิกส์' โดยหวังว่านวัตกรรมทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าในอนาคตจะสามารถชุบชีวิตเธอได้อีกครั้ง ทั้งนี้ในเรื่องของความเชื่อที่มีเกี่ยวกับการ ‘ตายแล้วฟื้น’ ไม่ได้ถูกพูดถึงเป็นครั้งแรก หากแต่จุดประกายให้ผู้คนให้ความสนใจอีกครั้ง กระนั้น การฟื้นคืนชีพที่มีการนำเสนอผ่านเรื่องราวในภาพยนตร์ ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องแต่ง หรือนิยายเท่านั้น เนื่องจากเคยมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นจริง จากการกล่าวอ้างของบุคคลทั่วโลก และหลายครั้ง กลายเป็นกระแสฮือฮาโด่งดังอย่างมาก ยกตัวอย่างจากกรณีที่ คุณยายวัลภา จันทร์พิมาย อายุ 65 ปี หญิงสูงวัยชาวสุรินทร์ที่มีอาการป่วยเป็นโรคหอบหืด หมดสติ จนกระทั่งหัวใจหยุดเต้น แม้แพทย์พยายามช่วยชีวิตด้วยการปั้มหัวใจจนกระดูกซี่โครงหัก แต่ไม่ได้ผล จนกระทั่งแพทย์ลงความเห็นว่าเธอได้เสียชีวิตลงแล้ว จนญาติถอดใจและเตรียมนำศพไปประกอบพิธีทางศาสนา แต่หลังจากนั้นเธอกลับมามีลมหายใจอีกครั้ง เธอเผยว่าขณะนั้น เธอไม่รู้สึกตัว และเหมือนแค่หลับอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะเท่านั้น กระนั้น 'ดร.แซม พาร์เนีย'  ผู้ช่วยศาสตร์จารย์มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน  ในเครือจักรภพ สหราชอาณาจักร  ได้ทำการเก็บผลสำรวจ โดยการสอบถามไปยังผู้ที่มีประสบการณ์ ‘หลังความตาย’ ด้วยการพิสูจน์โดยใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ในขั้นแรกพวกเขาคาดว่า กลุ่มตัวอย่างเพียงแค่อยู่ในภาวะ เฉียดตาย และมีอาการประสาทหลอนเท่านั้น จึงจะต้องทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อความแน่ใจว่ากลุ่มตัวอย่างไม่ได้เข้าใจไปเองในเบื้องต้น หนึ่งในตัวอย่างที่ได้เปิดเผยประสบการณ์หลังความตาย ที่รายงานระบุว่าค่อนข้างน่าเชื่อถือ อ้างว่า เขาจ้องมองร่างกายตัวเอง และเห็นแพทย์และพยาบาลพยายามช่วยชีวิตเขา ในขณะที่เขายืนอยู่ที่มุมห้อง ทั้งนี้ ผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ใหม่ คือ นักวิทยาศาสตร์จาก เซาแธมป์ พบว่า จากเดิมที่โดยทั่วไป สมองจะหยุดทำงานหลังจากหัวใจหยุดเต้น แต่สติ หรือ จิต จะยังคงทำงานต่อเนื่องหลังจากมุนษย์เสียชีวิตราว 3 นาที การศึกษาหัวข้อดังกล่าวในครั้งนี้ ยังค้นพบเคสต่างๆมากมาย กว่า 2000 กรณี จาก 15 โรงพยาบาลในสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และออสเตรเลีย ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร ‘Journal Resuscitation’  ว่าจากจำนวนนี้ ร้อยละ 40 จากผู้ที่รอดชีวิต อธิบายถึงการระลึกรู้ ในช่วงที่หัวใจหยุดเต้นได้ และสามารถเล่าเรื่องราวระหว่างนั้น หลังจากฟื้นคืนชีพได้ และในการตั้งหัวข้อผ่านเว็บไซต์ แรดดิท  ซึ่งมีผู้ที่มีประสบการณ์ดังกล่าว ตอบกลับและเล่าเรื่องราวของตนกว่าหลายร้อยราย ทีมวิจัยจึงรวบรวมข้อมูล แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆดังนี้ 1.มองเห็นร่างกายของตัวเอง และผู้คนรอบข้าง ขณะหมดสติ แต่ไม่สามาถทำอะไรได้ 2.จำอะไรไม่ได้ คล้ายกับนอนหลับปกติ (ในกลุ่มนี้ ดร.พาร์เนียให้ความเห็นว่า อาจจะได้รับผลกระทบจากยาระงับประสาท ยาเสพติด หรือการกระทบกระเทือนบริเวณสมอง) 3.มองเห็นแสงสว่าง หรือการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น อย่างก็ตาม การศึกษาในหัวข้อดังกล่าว ไม่ได้เพียงแค่ริเริ่มใน 1-2 ปี แต่มีการเริ่มค้นคว้าหาข้อเท็จจริงมา กว่า 10-20 ปีแล้ว เพื่อให้เกิดความชัดเจนทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งการรวบรวมตัวอย่างจากผู้ที่มีประสบการณ์ตรง จำนวนมาก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากที่สุด จะต้องใช้เวลาในการศึกษาต่อไป MThai News รายงานโดย ศิลัญชญา ปานมงคล ขอบคุณที่มา จาก สำนักข่าว 'ดิ อินดิเพนเดนธ์' และผลงานการวิจัย จาก ดร.แซม พาร์เนีย และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย เซาแธมป์

แม่หลั่งน้ำตา! ปัดส่งลูกวัย12ให้พ่อเลี้ยงขืนใจ ชี้เด็กยินยอม
ข่มขืน /  น้ำร้อนราด / 

พ่อเลี้ยง-แม่บังเกิดเกล้าปฏิเสธใช้น้ำร้อนราด บังคับขืนใจเด็กหญิงวัย 12 ปี ระบุเด็กยินยอม ตำรวจเตรียมนำตัวชี้จุดเกิดเหตุพรุ่งนี้ วันที่ 1มิ.ย. ความคืบหน้ากรณีพ่อเลี้ยงขืนใจเด็กหญิงวัย 12 ปี โดยใช้น้ำร้อนราดหากขัดขืน โดยมีแม่บังเกิดเกล้ารู้เห็นเป็นใจ พนักงานสอบสวนตำรวจภูธรเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เข้าสอบปากคำแม่และพ่อเลี้ยงที่ก่อเหตุ เบื้องต้นพ่อเลี้ยงให้การปฏิเสธ โดยรับว่ามีความสัมพันธ์กับลูกเลี้ยงจริง แต่ไม่ได้บังคับขู่เข็น โดยเด็กหญิงเป็นฝ่ายยินยอมพร้อมใจเอง ต่อมาหลังจากที่แม่ของเด็กทราบเรื่องก็ไม่พอใจทำให้ทะเลาะกันมาโดยตลอด ส่วนบาดแผลน้ำร้อนลวกที่แผ่นหลัง เกิดจากเด็กกับแม่ทะเลาะกัน และต่างฝ่ายต่างใช้น้ำร้อนสาดใส่กัน โดยเรื่องนี้ถูกเปิดเผยขึ้นเพราะพ่อแท้ๆของเด็กที่พ้นโทษจากเรือนจำมาเห็นบาดแผล จึงพาเด็กเข้าแจ้งความ ซึ่งตนเองพร้อมจะรับโทษจากความผิดที่ก่อขึ้น ด้าน แม่แท้ๆของเด็กหญิง กล่าวยืนยันทั้งน้ำตาไม่ได้บังคับลูกสาวให้มีความสัมพันธ์กับสามีใหม่ ปกติตนเองจะไปทำงานรับจ้างนอกบ้านปล่อยให้ลูกสาวอยู่กับสามี เมื่อทราบเรื่องครั้งแรกก็รับไม่ได้ ทะเลาะกับสามีทุกวัน แต่ลูกสาวก็เข้ามาห้ามและยืนยันว่าไม่ได้ถูกข่มขืน แต่เป็นการยินยอมพร้อมใจ ทำให้ต้องอยู่กันกิน 3 คน มาโดยตลอด ขณะที่พ.ต.อ.ไพทูรย์ กระจะจ่าง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเกาะสมุย กล่าวว่า แม้ผู้ต้องหาทั้งสองจะให้การปฏิเสธ ไม่สามารถนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพได้ แต่เจ้าหน้าที่จะนำตัวผู้ต้องหาไปชี้จุดเกิดเหตุในวันพรุ่งนี้ (2 มิ.ย.) แต่ยังไม่กำหนดเวลา เนื่องจากเกรงเรื่องความไม่ปลอดภัย หลังจากนั้นจะนำไปขออำนาจศาลจังหวัดเกาะสมุยฝากขังต่อไป MThai News

รวบ 2ผัวเมีย ลักพาตัวเด็ก บังคับให้ขายลูกโป่ง
น้องลูกจันทร์ /  ลักพาตัว / 

รวบแล้ว 2 สามีภรรยา ลักพาตัว น้องลูกจันทร์ วัย 3 ขวบ จาก จ.สระบุรี กว่า 1 สัปดาห์ จนมุมตำรวจที่ฉะเชิงเทรา อ้างเด็กเต็มใจมาเอง และไม่ได้บังคับให้ขายลูกโป่ง พล.ต.ต.ธีรพล จินดาหลวง ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ฉะเชิงเทรา ได้นำตัว นางธิดา ปะระมะ อายุ 44 ปี จ.สระแก้ว และนายสุวัฒน์ เสือเจริญ อายุ 36 ปี ชาว จ.บุรีรัมย์ สองสามีภรรยาผู้ต้องหาลักพาตัว เด็กหญิงภาพตะวัน ศรีเรืองอายุ 3 ปี (น้องลูกจันทร์) ไปจากวัดพระลาน ต.หน้าพระลาน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2558 เวลาประมาณ 19.00 น. มาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ภายในห้องประชุมตำรวจภูธร จ.ฉะเชิงเทรา หลังได้รับการประสานงานจากทางมูลนิธิกระจกเงา ว่า มีพลเมืองดีแจ้งมาว่า พบเบาะแสของเด็กหญิงวัย 3 ขวบที่หายตัวไป มาอยู่กับพ่อค้าแม่ค้าสองสามีภรรยาที่กำลังขับรถ จยย.พ่วงข้าง (ซาเล้ง) เร่ขายลูกโป่งสวรรค์รูปสัตว์ อยู่ภายในบริเวณตลาดนัด สถานีขนส่งผู้โดยสาร ริมถนนฉะเชิงเทรา-บางปะกง ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ตำรวจจึงเข้าตรวจสอบและติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 และพาเด็กหญิงภาพตะวัน มายังกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธร จ.ฉะเชิงเทรา จากการสอบสวนผู้ต้องหาได้ให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้นำพาเด็กหญิงวัย 3 ขวบ มาจากงานศพที่วัดหน้าพระลาน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี แต่ไม่ใช่เป็นการลักพาตัว โดยอ้างว่าเด็กหญิงรายดังกล่าวขอติดตามบุตรสาววัย 11 ขวบ ของตนเองมาด้วย เพราะเป็นเพื่อนเล่นกัน จากนั้นได้เดินทางไปยังที่ จ.นครราชสีมา/ จ.ฉะเชิงเทรา ด้วยรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และอาศัยหลับนอนรอนแรมมาตามวัดที่ตั้งอยู่รายทางต่างๆ พร้อมกันนี้ ยืนยันว่า ไม่ได้มีการทำร้ายร่างกาย และบังคับขู่เข็ญให้เด็กทำงาน อีกทั้ง ยังได้ให้การดูแลเป็นอย่างดีตามสภาพ ทั้งซื้อนมชงให้ดื่ม อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้มาโดยตลอด

ละครหนึ่งในทรวง , เรื่องย่อหนึ่งในทรวง
ละครหนึ่งในทรวง2558 /  หนึ่งในทรวง ย้อนหลัง / 

เรื่องย่อละคร หนึ่งในทรวง บทประพันธ์ บุษยมาสบทโทรทัศน์ ณัฐิยาศิรกรวิไลกำกับการแสดง ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์ออกอากาศ ทุกวัน พุธ-พฤหัส เวลา 20.30น.ทางช่อง 3 หนึ่งในทรวง ข่าวกำหนดการเดินทางกลับมาจากประเทศฝรั่งเศสหลังจากเรียนจบปริญญาโทด้านการทูตของหนุ่มหล่อ รวย อนวัช พัชรพจนาถ หรือ หนึ่ง ลูกชายของนายวิทย์ พัชรพจนาถ อดีตนักการทูตชื่อดัง ทำให้สาว ๆ ลูกเศรษฐีทั่วฟ้าเมืองไทยให้ความสนใจเป็นอย่างมากโดยเฉพาะคุณนายสีสุกและลูกสาวคนเดียวที่ชื่อส่องแสง รวมทั้งบ้านเดือนประดับของนายสุทธิ์และนางทิพย์ที่มีลูกชายร้อยโทสัทธาและลูกสาวสุดาซึ่งเป็นเพื่อนและญาติสนิทของอนวัช ซึ่งมีความรักกันเหมือนพี่น้อง แต่สำหรับ หทัยรัตน์ ราชพิทักษ์ หรือ “ปุ้ม”ลูกของนายทศน้องชายแท้ ๆ ของนางทิพย์ซึ่งพ่อแม่เสียชีวิตไปแล้ว โดยนายสุทธิ์และนางทิพย์รับอุปการะเอาไว้เสมอลูกสาวคนหนึ่ง กลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเหมือนสาว ๆ คนอื่น ตรงกันข้ามเธอกลับรู้สึกหมั่นไส้ที่สาว ๆ ต่างคลั่งไคล้หนุ่มหล่อรวมผู้นี้ ทั้งยังเกลียดขี้หน้านายหนึ่งคนนี้ตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ เพราะเคยโดนนายหนึ่งล้อเลียนว่าเป็น “ยายกระปุกตั้งฉ่าย”หทัยรัตน์จึงตั้งแง่เกลียดนายหนึ่ง ทั้งที่ไม่ได้พบหน้านานกว่าสิบปี หทัยรัตน์ เป็นสาวสวยอ่อนหวาน เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีคณะอักษรศาสตร์ โดยทำงานเป็นครูสอนหนังสือให้กับ ม.ร.ว. กรกนก จรูญลักษณ์ เด็กหญิงวัย 12 ขวบ ซึ่งพิการเดินไปไหนมาไหนไม่ได้ ต้องนั่งอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา อยู่กับพี่ชาย ม.ร.ว. ประสาทพร จรูญลักษณ์ และพี่เลี้ยง เพราะท่านพ่อหม่อมเจ้าประสานสุข แต่งงานใหม่ คุณชายกับคุณหญิงจึงย้ายออกจากวังมาอยู่ด้วยกันตามลำพัง ซึ่งคุณหญิงรักคุณครูของเธอมาก ถึงขนาดเชียร์ให้พี่ชายจีบเป็นพี่สะใภ้ ซึ่ง ม.ร.ว. ประสาทพรก็มีใจชอบหทัยรัตน์เช่นกันหนึ่งในทรวง เมื่ออนวัชเดินทางกลับถึงเมืองไทยก็แวะเยี่ยมเยียนบ้านญาติ ๆ ทั้งบ้านคุณนายสีสุก บ้านเดือนประดับของสองพี่น้องสัทธา และสุดา รวมทั้งบ้านของ ม.ร.ว. ประสาทพร และม.ร.ว. กรกนก จรูญลักษณ์ แต่ก็คลาดกับหทัยรัตน์ ไม่ได้เจอหน้ากันสักครั้ง อนวัชเองแทบจะลืมชื่อหทัยรัตน์ไปแล้ว ทั้งที่เป็นคู่อริกันในตอนเด็ก เขาจำได้เพียงภาพเด็กหญิงตัวอ้วนกลม หน้าตาขี้เหร่ เถียงเก่ง ไม่เคยยอมใครได้เท่านั้น อนวัชไปเยี่ยมเพื่อนเก่าชื่อพินิจ พนัสพงษ์ แต่ไม่พบเพราะพินิจไปพักฟื้นที่ไร่พนัสพงษ์ของพินัย ซึ่งเป็นพี่ชาย พบแต่คุณนายนวล แม่ของพินิจเล่าว่าพินิจป่วยเป็นวัณโรค และตรอมใจเรื่องคนรักชื่อ หทัยรัตน์ ราชพิทักษ์ ซึ่งทอดทิ้งไป ทำให้อนวัชมีอคติกับหทัยรัตน์ ส่วนคุณนายนวลเห็นว่าอนวัชหล่อ รวย ตระกูลดี ก็คิดจะจับคู่ให้ลูกสาว พรรณี ซึ่งเป็นอาจารย์สอนหนังสือ และเป็นเพื่อนกับหทัยรัตน์ โดยไม่รู้ว่าพรรณีกับร้อยโทสัทธาแอบชอบกันอยู่ และเมื่ออนวัชไปบ้านเดือนประดับอีกครั้ง ก็ได้พบหทัยรัตน์เข้าจนได้ แต่การพบกันครั้งแรกของทั้งสองเป็นไปอย่างปั้นปึ่ง เพราะหทัยรัตน์กำลังคุยกับเพื่อนสาวคนสนิทชื่อผ่องฉวี จึงไม่สนใจออกมาต้อนรับอนวัช ทำให้อนวัชหัวเสียกลับไปไม่กี่วันต่อมาอนวัชไปที่เดือนประดับอีก หนึ่งในทรวงคราวนี้เขาได้พบทั้งสัทธาและสุดา รวมทั้งหทัยรัตน์สมใจ อนวัชรู้สึกโมโหที่หทัยรัตน์ทำท่าไม่ใส่ใจ ไม่ยินดียินร้ายกับการเจอหน้าเขา ทั้งยังตั้งท่ารังเกียจเสียอีกด้วย ซึ่งอนวัชถือว่าเป็นการดูถูกเขาอย่างยิ่ง เพราะหญิงสาวทุกคนที่เขาเจอเป็นต้องยอมรับเขาในทุก ๆ ด้าน ก็เลยหมายมั่นไว้ในใจว่าจะต้องได้เห็นดีกันแน่สำหรับสาวอวดดี จองหองและหยิ่งทรนงคนนี้ ข้างฝ่ายทหัยรัตน์ก็เช่นกัน ยิ่งเจอหน้านายหนึ่ง เธอก็ยิ่งเกลียดขี้หน้า เพราะเขาทั้งหยิ่ง อวดดี พูดจากวนโทโส และถือว่าตัวเองหล่อ รวย สาว ๆ ทุกคนต้องยอมสยบ แต่สำหรับหทัยรัตน์ ราชพิทักษ์ นอกจากจะไม่รักแล้ว ยังเกลียดนายหนึ่งยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ทำเอาทั้งสัทธาและสุดา ส่ายหน้า รู้ว่าทั้งคู่ต่างเป็น “ขมิ้น”กับ “ปูน”ที่ไม่มีวันจะเข้ากันได้ แต่อย่างไรก็ตามสองพี่น้องก็ยังคิดหาหนทางให้อนวัชและหทัยรัตน์ โอนอ่อนเข้าหากัน และเป็นเพื่อนกันให้ได้อนวัชและหทัยรัตน์ มีโอกาสเจอกันโดยบังเอิญอีกหลายครั้งทั้งที่บ้านคุณชายประสาทพร และตามงานสังคมต่าง ๆ แต่ทั้งคู่ก็ทำท่าปั้นปึ่งใส่กัน พูดจากระทบกระเทียบกัน ทำเหมือนคนไม่รู้จักกัน และแทบจะไม่อยากได้ยินชื่อกันและกัน เรียกว่าต่างคนต่างเกลียดกันโดยไม่มีเหตุผล สัทธาและสุดาคิดจะจัดงานวันเกิดให้นายสิทธิ์ที่บ้านเดือนประดับ โดยจัดเป็นงานใหญ่เชิญญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมงานมากกว่าทุกปี สองพี่น้องก็เลยคิดแผนการจะให้อนวัชและหทัยรัตน์คืนดีกัน โดยปิดไว้เป็นความลับ แต่ได้จองคิวอนวัชไว้ล่วงหน้า ซึ่งอนวัชก็รับปากว่าจะมางานวันเกิด แต่อาจจะมาค่ำหน่อย เพราะมีธุระต้องไปรับเพื่อนสาวชื่อ วิยะดา กลับจากฝรั่งเศส ทำเอาสัทธาเริ่มสงสัยว่าวิยะดาเป็นแฟนสาวของอนวัชหรือเปล่า แต่เจ้าตัวก็ไม่ยอมบอกอะไร ปล่อยให้เพื่อนเข้าใจเองเอง หนึ่งในทรวง คุณชายประสาทพรมีโครงการจะไปศึกษาดูงานต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 2 ปีเต็ม จึงจำเป็นต้องส่งคุณหญิงกรกนกกลับไปอยู่วังกับท่านพ่อ แต่คุณหญิงกลัวหม่อมราศรี ซึ่งเป็นแม่เลี้ยง จึงขอร้องให้หทัยรัตน์ไปพูดกับคุณชาย ขออยู่กับแม่โอ ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงที่บ้านตามลำพัง สุดท้ายด้วยความเป็นห่วงน้องสาวคุณชายประสาทพร จึงตัดสินใจไปพูดกับนายวิทย์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุง และอนวัช ขอให้คุณหญิงกรกนกไปอาศัยอยู่ที่บ้านเป็นการชั่วคราว ซึ่งทั้งนายวิทย์และอนวัชก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทำให้คุณชายประสาทพรรู้สึกสบายใจขึ้น ในที่สุดงานวันเกิดของนายสุทธิ์ก็มาถึง คุณนายสีสุกและส่องแสงก็มาด้วย พอมาถึงก็ต้องผิดหวังเพราะไม่พบหน้าอนวัช แต่เมื่องานเต้นรำเริ่มขึ้นอนวัชก็มาได้ทันเวลาพอดี ส่องแสงถือโอกาสเต้นรำกับอนวัชแทบทุกเพลง โดยไม่ยอมให้สาวใดเข้าใกล้ ข้างฝ่ายหทัยรัตน์ก็มีหนุ่ม ๆ มาขอเต้นรำไม่ซ้ำหน้าเหมือนกัน ต่างคนต่างเฝ้ามองกันและกันสัทธาประกาศให้ทุกคนในงานรู้ว่างานในวันนี้นอกจากจะเป็นงานวันเกิด ยังต้องการให้ครึกครื้นด้วยการจัดให้มีการเลือก“ควีน”และ “คิง”ของงาน คือหนุ่มหล่อยและสาวสวยที่สุดของงาน โดยให้ทุกคนที่มาในงานเป็นผู้ลงคะแนนกันเอง และในที่สุดผลก็ออกมาตามความคาดหมายของสัทธาและสุดาสองพี่น้องนั่นคือ หทัยรัตน์ ได้ตำแหน่งควีน ส่วนอนวัชได้ตำแหน่งคิงอย่างไร้คู่แข่ง ทั้งคู่ขึ้นไปรับรางวัลจากนายสิทธิ์และถ่ายรูปคู่กัน พร้อมกันนั้นทั้งคู่ยังต้องเป็นผู้เปิดฟลอเต้นรำด้วยกันอีกครั้ง ทำเอาอนวัชและหทัยรัตน์โมโหจนพูดไม่ออกเพราะรู้ว่าเป็นแผนการของสองพี่น้อง หนึ่งในทรวงคืนนั้นอนวัชและหทัยรัตน์ เต้นรำด้วยกันอย่างฝืนใจสุด ๆ ต่างคนต่างพูดจาเอาชนะกันและกัน และสุดท้ายก็จบลงด้วยความปั้นปึ่งใส่กันเหมือนเดิม ทำเอาสองพี่น้องสัทธาและสุดาผิดหวังไปตาม ๆ กัน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเปิดของขวัญที่ได้รับจากนายสุทธิ์ก็เกิดสลับกับของอนวัชอีก เพราะหทัยรัตน์เปิดกล่องมาเป็นแหนบสำหรับเสียบเนคไททองคำ ทำเป็นรูปคทาสวยงาม ซึ่งจริง ๆ แล้วของผู้หญิงต้องเป็นเข็มกลัดเพชรรูปมงกุฏ แต่ด้วยทิฐิของทั้งสองฝ่ายต่างคนต่างก็ไม่ยอมเปลี่ยนกัน คุณชายประสาทพรมาบอกหทัยรัตน์เรื่องที่คุณหญิงกรกนกและพี่เลี้ยงจะย้ายไปอยู่บ้านของนายวิทย์ ซึ่งจำเป็นจะต้องให้คุณครูตามไปสอนหนังสือที่บ้านนายวิทย์ด้วย ทำให้หทัยรัตน์รู้สึกอึดอัดใจอย่างยิ่ง เพราะเกรงว่าจะต้องเจอหน้ากับนายหนึ่งที่ตัวเองแสนจะเกลียด แต่เมื่อเป็นหน้าที่ก็จำใจต้องรับปากไป ก่อนจะไประบายความอึดอัดใจให้สองพี่น้องสัทธาและสุดาฟัง ซึ่งก็ทำให้สองพี่น้องหัวเราะถูกใจที่ทั้งอนวัชและหทัยรัตน์ยิ่งเกลียดกันมากก็ยิ่งได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นเท่านั้น ในที่สุด ม.ร.ว. ประสาทพร ก็เดินทางไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งการจากไปครั้งนี้เต็มไปด้วยความห่วงใย เพราะนอกจากจะห่วงน้องสาวผู้พิการแล้ว ก็ยังห่วงว่าหทัยรัตน์ที่ตัวเองหลงรักนั้น จะมีชายอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวภายในเวลาสองปีที่เขาจากไปหรือเปล่า แต่เขาก็ตั้งใจว่าจะติดต่อกับเธออย่างสม่ำเสมอ โดยไม่รู้ว่าหัวใจของหญิงสาวไม่ได้มีใจคิดกับเขาเป็นอื่นนอกจากนายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้นหนึ่งในทรวง แม้ปากจะบอกว่าไม่รัก แถมเกลียดด้วยซ้ำ แต่อนวัชก็ยังตามตอแยกวนโมโห เฝ้าต่อล้อต่อเถียงยุ่งเกี่ยวกับหทัยรัตน์ระหว่างที่มาสอนหนังสือคุณหญิงที่บ้านแทบทุกวัน ซึ่งต่างคนต่างยังถือทิฐิใส่กัน พินิจมาหาอนวัชที่บ้าน ได้พบกันหทัยรัตน์ รู้สึกดีใจมาก พยายามจะสานสัมพันธ์เดิม แต่หทัยรัตน์ให้ได้เพียงความเป็นเพื่อนเท่านั้น ทำให้พินิจน้อยใจและเสียใจกลับไป คุณหญิงกรกนกป่วยกระทันหัน มีไข้นอนซม หทัยรัตน์จึงไปเยี่ยมเยียนทุกวันจนคุณหญิงอาการดีขึ้น แต่คุณหมอประสงค์ที่รักษาแนะนำให้พาคุณหญิงไปพักผ่อนต่างจังหวัด เพื่อให้สุขภาพกายและใจดียิ่งขึ้น นายวิทย์จึงเอ่ยปากชวนหทัยรัตน์ให้ไปเป็นเพื่อนคุณหญิงพักผ่อนที่บ้านพักที่หัวหินเป็นเวลาสองสัปดาห์ ซึ่งการไปพักผ่อนครั้งนี้นอกจากนายวิทย์ นายอนวัช คุณหญิงกับพี่เลี้ยง และคุณครูแล้ว ยังมีคุณหมอประสงค์ คุณนายสีสุกกับลูก รวมทั้งสัทธาและสุดา สองศรีพี่น้อง ไปกันเป็นขบวนใหญ่ หนึ่งในทรวง คุณหมอประสงค์พูดคุยสนิทสนมกับหทัยรัตน์ ทำให้อนวัชหงุดหงิดใจอย่างยิ่ง อีกทั้งเมื่อเห็นจดหมายของคุณชายประสาทพรที่ส่งมาถึงหทัยรัตน์ ก็ยิ่งไม่พอใจยิ่งขึ้น โดยไม่รู้สาเหตุ ประกอบกับพินิจก็ตามมาหาหทัยรัตน์ด้วยความรัก ทำให้อนวัชหมั่นไส้ยิ่งนัก ทั้งอนวัชและหทัยรัตน์ยังเป็นศัตรูคู่อาฆาตตลอดเวลาที่อยู่หัวหินแล้วเย็นวันหนึ่งขณะที่ทุกคนเล่นน้ำทะเล มีการว่ายน้ำแข่งกัน และด้วยความอยากเอาชนะกันและกันของหทัยรัตน์และอนวัช เป็นเหตุให้หทัยรัตน์เกือบจะจมน้ำตาม ดีที่อนวัชว่ายน้ำไปช่วยไว้ได้ทัน หทัยรัตน์ฟื้นขึ้นมารู้ว่าใครช่วยชีวิต ก็ยังวางฟอร์ม แต่เมื่อมีโอกาสเธอได้ขอบคุณเขา แต่เขาก็ยังวางฟอร์มเหมือนกัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น ยิ่งเมื่อแม่ลูกสีสุกกับส่องแสงเดินทางมาถึง ความวุ่นวายก็มีอยู่ตลอดจนหลายคนหงุดหงิดไปตาม ๆ กัน ต่างคนต่างเร่งให้ถึงกำหนดกลับเร็วยิ่งขึ้น กลับถึงกรุงเทพฯ ได้ไม่นานหมอประสงค์ก็บอกข่าวแต่งงานกับเจ้าสาวชื่ออุรา อนวัชคิดว่าหทัยรัตน์จะผิดหวังเมื่อรู้ข่าว แล้วก็ต้องแปลกใจที่เธอไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับหมอประสงค์เลย แล้วในงานแต่งอนวัชก็รู้ว่าหทัยรัตน์เป็นเพื่อนสนิทกับอุราเจ้าสาว จึงรู้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นอย่างดี อนวัชโมโหที่ปล่อยให้เขาเข้าใจผิดไปฝ่ายเดียว ก็เลยปล้ำจูบหทัยรัตน์เมื่อไปส่งที่บ้าน หทัยรัตน์โกรธมากได้ตบหน้าเขากลับ หนึ่งในทรวง แล้วพูดจาด่าว่าด้วยความโกรธจัด แต่อนวัชกลับสะใจที่ครั้งนี้เขาเป็นฝ่ายชนะหญิงสาว อนวัชยังตามตอแยหญิงสาวด้วยการยื่นข้อเสนอขอแต่งงานด้วย แต่หทัยรัตน์ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ยืนยันว่าไม่เคยคิดจะรักเขา มีแต่ความเกลียดชังที่มอบให้ ทำให้อนวัชยิ่งโมโห หมายมั่นว่าจะต้องเอาชนะหญิงสาวและขอแต่งงานกับเธอให้ได้ พินิจยังไม่เลิกรักหทัยรัตน์ มาที่บ้านและสารภาพรักพร้อมขอแต่งงานกับหทัยรัตน์ หทัยรัตน์ไม่อยากให้เขามีความหวังอีก จึงพูดตัดบทว่ามีคนรักอยู่แล้ว ซึ่งขณะนี้เขาอยู่ไกลบ้าน ทำให้พินิจเข้าใจว่าคนรักของเธอคือคุณชายประสาทพร ดังนั้นเมื่อกลับถึงบ้านพินิจเอาแต่เศร้าซึม กินไม่ได้นอนไม่หลับ เมื่ออนวัชไปเยี่ยมพินิจก็บอกให้รู้ว่าหทัยรัตน์รักกับคุณชาย ทำเอาอนวัชหงุดหงิดใจยิ่งนัก แต่ก็ยังปากแข็ง คุณนายนวลบังคับให้พินิจหมั้งกับจำปีลูกสาวคุณนายลำเจียกเศรษฐีนีเพื่อนของเธอ แต่พินิจยังบ่ายเบี่ยงเธอก็เลยไปหาหทัยรัตน์ พูดจาดูถูกดูแคลนไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับลูกชาย หทัยรัตน์โมโหจึงพูดจาตอกกลับจนคุณนายนวลหน้าหงาย หนึ่งในทรวงทางด้านพินิจยอมเป็นหุ่นเชิดของแม่เพราะรู้ว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็งที่ปอด จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ก็เลยยอมตามใจแม่หมั้นกับจำปี พร้อมกำหนดวันแต่งงานอย่างเร่งด่วน แต่ยังไม่ถึงวันแต่งพินิจก็ป่วยหนัก พร่ำเพ้ออยากเจอหน้าหทัยรัตน์เป็นครั้งสุดท้าย พินัยจึงไปขอร้องให้อนวัชพาหทัยรัตน์มาเยี่ยม อนวัชชวนหทัยรัตน์ไปเยี่ยมพินิจที่ไร่พนัสพงษ์ แต่หทัยรัตน์เห็นว่าเย็นมากแล้วจึงไม่ยอมไป อนวัชจึงบังคับพาตัวไป แต่พอไปถึงไร่ก็สวนทางกับพินิจ ซึ่งป่วยหนักถูกนำส่งโรงพยาบาลในกรุงเพทฯ อย่างกระทันหัน อนวัชจะขับรถกลับกรุงเทพฯ ทันที แต่รถเสียกลางทางจึงต้องอยู่ค้างคืนที่ไร่ และทราบข่าวว่าพินิจเสียชีวิตในคืนนั้นเองเมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ จึงโดนทั้งพ่อและคุณสุทธิ์ คุณทิพย์รุมตำหนิที่พาหลานสาวไปค้างอ้างแรมกันสองต่อสอง อนวัชยอมรับผิดทุกอย่าง นายวิทย์จึงปรึกษากับครอบครัวเดือนประดับ ตัดสินใจให้อนวัชหมั้นกับหทัยรัตน์ ตอนแรกหทัยรัตน์ยืนยันปฏิเสธเสียงแข็ง แต่สุดท้าย เห็นแก่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย จะต้องผิดใจกันเพราะเธอ ปุ้มจึงยอมรับหมั้น อีกทั้ง ต้องการเอาชนะสองแม่ลูกคือคุณนายสีสุกและส่องแสงที่พูดจาดูถูก เธอจึงตัดสินใจรับหมั้นอนวัช แต่ก็หวังว่าจะสามารถถอนหมั้นได้เมื่อข่าวต่าง ๆ จางหายไป คุณชายประสาทพรกลับกรุงเทพฯ พร้อมทราบข่าวการหมั้นของทั้งคู่ รู้สึกผิดหวังมาก แต่หทัยรัตน์ได้ขี้แจงให้ทราบถึงความจำเป็นที่ต้องหมั้น ทำให้คุณชายรู้สึกดีขึ้น และตั้งใจว่าจะเอาชนะใจของเธอให้ได้ แป้นดีใจมากที่ได้เจอคุณชายประสาทพร ความรัก ความผูกพันเกิดขึ้นในใจอย่างเลี่ยงไม่ได้ ปุ๊พบจดหมายที่แป้นเขียนติดต่อกับคุณชายประสาทพร เริ่มสงสัยในความสัมพันธ์ของทั้งสองคน ส่องแสงยังคงเฝ้าวนเวียนอยู่ใกล้ตัวหนึ่งไม่ห่าง ซ้ำยังยุให้ประสาทพร ขอปุ้มแต่งงานอีกด้วย ทำให้ทั้งปุ้มและหนึ่ง ต่างหึงหวงกันอย่างไม่รู้ตัว นวลรู้ในที่สุดว่าหนึ่งหมั้นแล้ว ดุด่าพรรณีเป็นการใหญ่เรื่องที่แอบอ้างเอาตัวหนึ่งมาเป็นเกราะกำบัง ที่แท้ ไปควงอยู่กับปุ๊ พรรณีรู้สึกผิดต่อแม่มาก วิทย์อยากให้หนึ่ง แต่งงานกับปุ้ม หนึ่งแอบดีใจ หนึ่งในทรวง แต่ก็ลำบากใจเพราะรู้ว่า ยังไม่สามารถทำให้ปุ้มรับรักเขาได้ ยิ่งเมื่อเขาเห็นประสาทพร เขียนจดหมายขอแต่งงานกับปุ้มด้วยแล้ว ยิ่งทำให้หนึ่งหมดหวัง ถึงแม้ปุ้มจะยังไม่ได้ตอบรับ แต่ในจดหมายก็บอกชัดเจน ว่าปุ้มจะไม่ยอมแต่งงานกับเขาแน่นอน หนึ่งเสียใจ และทำใจไม่ได้ เขาลางานไม่มีกำหนด ขึ้นไปอยู่บ้านพักที่เชียงใหม่ พร้อมทั้งฝากจดหมายประสาทพรไปให้ปุ้ม เขียนบอกถึงการให้อิสรภาพกับปุ้ม หากปุ้มต้องการแต่งงานกับประสาทพร แต่หนึ่งยืนยันในท้ายจดหมายหนักแน่น ว่ารักปุ้มเพียงคนเดียวเท่านั้นปุ้มได้อ่านจดหมายก็นึกหวั่นไหว แต่เธอก็ไม่สามารถพบหน้ากับหนึ่งได้อีก หนึ่งกินเหล้าเมามายทุกวัน จนปุ๊เป็นห่วง ตามไปดูที่เชียงใหม่ แล้วหนึ่ง ก็ขับรถประสบอุบัติเหตุในคืนหนึ่ง ปุ๊ โทรมาบอกแป้น วิทย์ สุทธิ์ ทิพย์ รวมทั้งแป้น กับปุ้ม ว่าหนึ่งอาการสาหัสมาก รุ่งขึ้น ทุกคนจึงรีบตามไปเยี่ยมหนึ่งที่เชียงมใหม่ ยกเว้นแป้น ที่ต้องเคลียร์งานทางกรุงเทพฯก่อน ประสาทพรสงสัยในความสัมพันธ์ ของหนึ่งกับปุ้ม จึงไปถามแป้น แป้นจึงตอบไปตามตรงว่า ปุ้มกับหนึ่งน่าจะรักกัน แต่ต่างไม่ยอมรับในหัวใจตนเอง ประสาทพร โกรธที่แป้นไม่เคยบอกตน ทำให้ประสาทพรโกรธแป้น แป้นเสียใจมาก เพราะเธอเองก็ไม่อาจบอกประสาทพรได้เช่นกัน ว่า แอบชอบเขาอยู่ หนึ่งอาการไม่สาหัส เท่าที่ปุ๊ บอกกับทุกคน แต่ปุ๊ กับหมอประสงค์ รวมถึงหนึ่ง วางแผน จะให้ปุ้ม สารภาพรักกับหนึ่ง และยอมแต่งงานกับหนึ่งให้ได้ในที่สุด หนึ่งทำทีว่าเจ็บปางตาย ทั้งเดินไม่ได้ ทั้งหน้าเสียโฉม จนปุ้มอดเป็นห่วงไม่ได้ ส่วนปุ๊ ก็สารภาพความจริงกับวิทย์ ทิพย์ สุทธิ์ จนทุกคนหมดห่วง และกลับไปกรุงเทพฯในวันรุ่งขึ้น ส่องแสงใช้เวลาช่วงที่หนึ่งไม่อยู่ ออกเที่ยวเตร่กับรวยแทบทุกคืน รวยทุ่มเททั้งเงินทอง ความสุขสบายให้กับส่องแสง และในคืนหนึ่งที่ส่องแสงเมามาย รวยก็อดใจไม่ไหว มีความสัมพันธ์กับส่องแสงในคืนนั้นเอง แต่ส่องแสงยังไม่ยอมหยุดแค่นั้น เขาตามไปหาหนึ่งที่เชียงใหม่ เมื่อได้เห็นสภาพของหนึ่ง ส่องแสงถึงกับรับไม่ได้ พูดตัดเยื่อใยกับหนึ่ง บอกว่าจะแต่งงานกับรวยให้เร็วที่สุด ปุ้มแอบสงสารหนึ่ง โดยที่ไม่รู้ว่า หนึ่งนั้นดีใจเป็นที่สุด พรรณีไม่อยากให้นวล ผู้เป็นแม่เสียใจ จึงบอกเลิกกับปุ๊ นวลเตรียมจัดงานแต่งงานให้พรรณีกับผู้ชายอื่น สุดท้ายพรรณีทำใจไม่ได้ จึงประกาศกลางตลาด ต่อหน้าแม่ และปุ๊ ว่าเธอมีความสัมพันธ์กับปุ๊แล้ว นวลจึงจำใจให้ปุ๊ พาผู้ใหญ่มาสู่ขอ สุทธิ์ กับทิพย์ ขนเงิน และทอง มาเป็นสินสอดทองหมั้นให้นวล กับพรรณี จนนวลตาโต ยินดีจะให้จัดงานแต่งงานเร็วที่สุด สร้างความดีใจให้กับพรรณีและปุ๊มาก หนึ่งในทรวง หนึ่งสวมบทบาทคนป่วยได้อย่างแนบเนียน เขามีความสุขมากที่มีปุ้มอยู่ใกล้ ๆ ได้รู้ว่าปุ้มนั้นรักเขาอย่างจริงใจ ถึงแม้จะไม่ได้พูดออกมา หนึ่งแกล้งเจ็บ แกล้งทำทีจะฆ่าตัวตาย แต่ปุ้มก็ยังไม่ยอมบอกรัก จนเขาเริ่มท้อใจ ส่วนส่องแสงก็เตรียมตัวแต่งงานอย่างใหญ่โต แต่แล้วรวยก็มาถูกจับข้อหาค้ายาเสพติดเสียก่อน ส่องแสงหมดหนทาง กลับไปหาหนึ่ง ไล่ให้ปุ้มไปจากชีวิตหนึ่ง แต่ปุ้มยืนยัน ว่ารักหนึ่ง และจะอยู่เคียงข้างหนึ่งตลอดไป หนึ่งได้ยินดีใจมาก บอกให้ส่องแสงกลับไปกรุงเทพฯเสีย เพราะอย่างไร เขาก็จะแต่งงานกับปุ้มคนเดียว ส่องแสงตัดพ้อหนึ่ง ต่อว่าหนึ่งกับปุ้มอย่างเสียหาย แล้วจากไปอย่างคนที่ไม่มีอะไรเหลือเลย กนกพร บ่นคิดถึงแป้น เพราะช่วงที่แป้นมาสอนหนังสือแทนปุ้ม เธอเริ่มสนิทสนมกับแป้น และพูดถึงแป้น ว่ามีอะไรเหมือนประสาทพรหลายอย่าง ประสาทพรเองก็เริ่มคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ช่วงที่ได้อยู่กับแป้น และเริ่มรู้ใจตนเอง ว่าคนที่อยู่เคียงข้างเขาตลอดมา แต่กลับมองข้ามไปก็คือแป้นนั่นเอง ประสาทพรเดินทางไปเยี่ยมหนึ่ง และได้รับคำยืนยัน ว่าหนึ่งรักปุ้ม ประสาทพร จึงพูดจาเตือนสติ ให้ปุ้ม ยอมรับความรักในหัวใจตนเอง ก่อนที่เสียทุกอย่างไป เหมือนที่เขาเพิ่งรู้หัวใจตนเอง ว่ารักและผูกพันกับแป้นมากมาย ประสาทพร ขอให้แป้นเป็นครูของกนกพร และเป็นคนพิเศษ ของเขาตลอดไป แป้นตอบรับอย่างมีความสุข หนึ่งเปิดเผยความจริงเรื่องที่ตนเองไม่ได้ป่วยหนักอย่างที่เห็น ทั้งหน้าตายังหล่อเหลา ขายังเดินได้เหมือนเดิม ปุ้มโกรธจัดที่ถูกหลอก จะหนีกลับกรุงเทพฯ แต่หนึ่งตามไปได้ทัน คุกเข่า สารภาพรักกับปุ้ม และขอปุ้มแต่งงานในที่สุด ปุ้มยอมลดทิฐิ และยอมรักว่ารักหนึ่งเช่นกัน ยินดีจะแต่งงานกับหนึ่งด้วยความเต็มใจ ทั้งสองจึงได้ครองคู่กันในที่สุด รายชื่อนักแสดง หนึ่งในทรวง จิรายุ ตั้งศรีสุข รับบ ทอนวัช พัชรพจนาถ (หนึ่ง)อุรัสยา เสปอร์บันด์ รับบท หทัยรัตน์ ราชาพิทักษ์ (ปุ้ม)รณเดช วงศาโรจน์ รับบท ม.ร.ว.ประสาทพร จรูญลักษณ์ กันต์ดนย์ อะคาซาน รับบท สัทธา พรหมประเสริฐ (ปุ๊)มิเชล เบอร์แมนน์ รับบท สุดา พรหมประเสิรฐ(แป้น)โชติกา วงศ์วิลาศ รับบท ส่องแสง พิเศษกุลบรมวุฒิ หิรัญยัษฐิติ รับบท รวยคณิณ สแตนลีย์ รับบท พินิจ พนัสพงษ์ภัทรากร ตั้งศุภกุล รับบท พรรณี พนัสพงษ์เกรียงไกร อุณหะนันทน์ รับบท วิทย์ พัชรพจนาศุกล ศศิจุลกะ รับบท สุทธิ์ พรหมประเสริฐก้ามปู ปัทมสูต รับบท ทิพย์พรหมประเสริฐดารัณ ฐิตะกวิน รับบท สีสุก พิเศษกุล หนึ่งในทรวง

ไร้หนทาง! แม่ติดป้ายร้องทุกข์ ลูกสาวถูกฆ่า2 ปี คดีไม่คืบ
ข่าวล่าสุด /  คดีไม่คืบ / 

แม่ ขึ้นป้ายร้องทุกข์ ลูกสาววัย 14 ปี ถูกฆ่าข่มขืนเมื่อ 2 ปี คดีไม่คืบหน้า  เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ผู้ข่าวรายงานว่า พ่อแม่ของเด็กหญิงวัย 14 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอ ศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ที่ถูกฆ่าข่มขืนแล้วทิ้งศพในลำห้วยข้างบ้าน เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ได้ตัดสินใจขึ้นป้ายเพื่อร้องขอความเป็นธรรมหน้าบ้านพัก ระบุข้อความว่า "คดีไม่คืบหน้า ฆ่าข่มขืนเด็กอายุ 14 ปีคนร้ายยังลอยนวล วอนขอความเป็นธรรม ใครก็ได้ช่วยที" แม่ของผู้เสียชีวิตได้ขึ้นป้ายดังกล่าว เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามเบาะแส จับคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้ในเร็ววัน เพราะเชื่อว่าคนร้ายเป็นคนในพื้นที่ ซึ่งทางครอบครัวเองก็ต้องอยู่กันอย่างหวาดระแวง เนื่องจากเกรงว่าคนร้ายจะกลับมาทำร้าย สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2556 ผู้ตายได้ไปเล่นกับเพื่อนในหมู่บ้านและหายตัวไป ต่อมาชาวบ้านพบกลายเป็นศพลอยอืดบริเวณลำห้วย ห่างจากบ้านผู้ตาย ประมาณ 400 เมตร โดยปัจจุบันผ่านไปเกือบ 2 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ แม่ของเด็กหญิง เปิดใจทั้งน้ำตาว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา หลังลูกสาวถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม ได้เข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมไปหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง ยอมรับไม่มีเงินที่จะไปวิ่งเต้นคดี จนต้องตัดสินใจขึ้นป้ายติดฝาบ้านร้องทุกข์แทน เพราะทุกวันนี้อยู่ด้วยความหวาดผวา และอยากให้จับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้วิญญาณลูกสาวจะได้หมดห่วง ทั้งนี้ นายศุภชัย โพธิ์สุ หรือ ครูแก้ว อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับเรื่องไว้ เพื่อนำไปประสานงานกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง หาทางช่วยเหลือต่อไป MThai News ขอบคุณภาพจาก posttoday

หนังโลกที่เราอยากดู : White God (2014) - มะหมากบฏ...คน
2014 /  BIOSCOPE / 

White God (2014) - มะหมากบฏ...คน ...นี่คือหนังสงคราม ที่เหล่าฝูงสุนัข ลุกขึ้นมาก่อกบฏกับมนุษย์ !! ภาพยนตร์ฮังการี เจ้าของรางวัลหนังยอดเยี่ยมในสาย Un Certain Regard (เอิง แซเตง เรอการ์ - สายประกวดรอง ซึ่งหนังที่ถูกคัดเลือก มักเป็นงานของผู้กำกับหน้าใหม่ ไปจนถึงหนังที่มีความแปลกใหม่ในการเล่าเรื่อง เช่นหนังไทยที่เคยได้รับเลือกไปฉายอย่าง 'ฟ้าทะลายโจร' ในปี 2000 หรือ 'สุดเสน่หา' ในปี 2002 ซึ่งเรื่องหลังได้รับรางวัลสูงสุดในสายนี้เช่นเดียวกับ White God) ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ฝรั่งเศส เมื่อปี 2014 กระนั้น ชื่อของ กอร์เนล มุนดรักโซ (Kornél Mundruczó) อาจไม่คุ้นหูคอหนังมากนัก แต่เมื่อย้อนไปดูเครดิตของตัวมุนดรักโซแล้ว ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา เพราะ Pleasant Days หนังเรื่องที่สองของเขาเคยได้รางวัลจากเทศกาลหนังเมืองโลการ์โน ในปี 2002 อีกทั้งมาเยี่ยมเยือนเทศกาลหนังเมืองคานส์อยู่เป็นประจำ ทั้งเรื่อง Johanna ในสายเอิง แซเตง เรอการ์ เมื่อปี 2005 และติดสายประกวดหลักมาแล้วถึงสองครั้ง คือในปี 2008 กับ Delta และ Tender Son: The Frankenstein Project ในปี 2010 ก่อนที่มุนดรักโซจะมาโด่งดังจากหนังเรื่องนี้ โดยหนังยาวทั้ง 5 เรื่องก่อนหน้านี้ของมุนดรักโซ มักเน้นเล่าแง่มุมดราม่ากับตัวละครมนุษย์ที่ผิดแปลกจากสังคม เช่น แก๊งโจรที่สองหนุ่มสมาชิกเป็นไบเซ็กชวลกับเกย์ หรือเด็กหนุ่มที่กลับออกมาจากสถานสงเคราะห์เพื่อพบว่าตนเองไม่ได้รับการต้อนรับจากครอบครัวจึงแก้ปัญหาด้วยการฆาตกรรม รวมไปถึงโจนออฟอาร์ค “Tender Son คือ จุดฟูลสต็อปของประโยคแรกในชีวิตการทำหนังของผม ตอนนี้ผมเติบโตขึ้นมามาก หมดเวลาสำหรับการทำหนังแบบวัยรุ่นแล้วล่ะ” ปัจจุบันเขาอายุ 39 “ผมกำลังสนใจในความคิดซึ่งเรียกร้องฟอร์มที่แตกต่างในการนำเสนอ ในสภาวะที่ศิลปวัฒนธรรมอยู่ในช่วงขาลง ผมต้องการฟอร์มใหม่ๆ ภาษาใหม่ๆ เพื่อจะเข้าถึงคนวงกว้างมากขึ้น” มุนดรักโซเล่าไอเดียความสนใจ ตั้งแต่ได้ฟังบิ๊กไอเดียสั้นๆ ว่ามันคือหนัง ‘สงครามของสุนัขที่ลุกขึ้นก่อกบฏกับมนุษย์’ ที่สำคัญ มันถูกเล่าผ่านจากมุมมองของหมาอีกด้วย...หืม? เข้าถึงวงกว้างมากขึ้นด้วยการเล่าเรื่องจากมุมมองของหมาเนี่ยนะ? “ผมกำลังริเริ่มทดลองเล่นกับ genre ต่างๆ โดยเลือก White God เป็นผลงานชิ้นแรกในชีวิตทางภาพยนตร์ของผมหลังจากนี้” ชื่อหนังที่แสดงนัยยะอย่างแจ่มแจ้งทำให้นักวิจารณ์จำนวนมากหยิบไปเทียบเคียงกับ White Dog (แซมวล ฟูลเลอร์, 1982) ซึ่งเล่าเรื่องสุนัขที่ถูกฝึกพิเศษให้ฆ่าคนผิวดำ “ปัจจุบันระบบชนชั้นวรรณะต้องนิยามกันให้แหลมคมขึ้นกว่าเดิม” มุนดรักโซอธิบายแนวคิดเพิ่มเติมโดยไม่ปฏิเสธการเชื่อมโยงนี้ “ความเหนือกว่าดีกว่ากลายเป็นอภิสิทธิ์ของคนผิวขาวที่เติบโตมาภายใต้ความศิวิไลซ์แบบตะวันตก และแทบเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่ยอมใช้ความได้เปรียบนี้เลยสักครั้งหนึ่งในชีวิต ...ใช่แล้ว เรานี่แหละ เราคือสมาชิกของมวลชนเปี่ยมอภิสิทธิ์ ผมเลยอยากทำหนังที่กล่าวถึงความเคียดแค้น ความโกรธเกรี้ยวอันทรงพลังของคนอีกฝั่งหนึ่งพร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์ความมั่นอกมั่นใจในตนเองอย่างน่ารังเกียจของพวกคนขาวทั้งหลายอันเต็มไปด้วยคำลวง ความจริงแบบปิดตาข้างเดียวที่สร้างขึ้นด้วยการกักกรอบผู้ที่ถูกจำกัดให้เป็นคนกลุ่มน้อย เพียงเพื่อหวังว่าสักวันเราจะกำจัดเขาได้อย่างสมบูรณ์ ปฏิเสธความเท่าเทียมอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยทฤษฎีรองรับ และไม่เคยเชื่อในการอยู่ด้วยกันอย่างสันติ” อย่างไรก็ดี หนังก็ไม่ได้เริ่มต้นด้วยอารมณ์ธริลเลอร์สยองขวัญสั่นประสาทเพียงนั้น ออกจะเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย (จนถูกนำไปเทียบเคียงกับหนังฟีลกู๊ดอมตะอย่าง Lassie) เพราะมันเล่าถึงความผูกพันระหว่าง ลิลี เด็กหญิงวัยสิบสามกับ ฮาเกน สุนัขพันธุ์ผสมที่ถูกพ่อสั่งให้เอาไปปล่อย (เพราะรัฐบาลฮังการีในหนังออกกฎหมายเก็บภาษีระดับป่าเถื่อนสำหรับเจ้าของที่เลี้ยงสุนัขซึ่งไม่ใช่สายพันธุ์แท้) เมื่อเธอไม่ยอมปล่อยก็ใช้วิธีหลอกล่อกระทั่งเจ้าหมาหายตัวไป เด็กสาวจึงออกตามหาทั้งด้วยความเป็นห่วงและโกรธแค้นพ่อ – ขนานไปกับความพยายามดิ้นรนหาทางกลับบ้านของฮาเกนที่ไม่ได้ลงเอยอย่างสวยงามและชวนซึ้งใจในความอุตสาหะซื่อสัตย์ของ ‘เพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์’ อย่างที่เรามักเห็นในหนังญี่ปุ่น แต่กลับต้องพบความโหดร้ายนานา ทั้งเจ้าหน้าที่ที่คอยไล่จับสุนัขจรจัด ขอทานที่ใช้ประโยชน์จากความน่ารักของหมาเพื่อเรียกเงิน และเจ้าของแคมป์ฝึกหมาไว้กัดกันให้คนดูพนันขันต่อ และเมื่อมันถูกจับไปรวมไว้กับสุนัขจรจัดอื่นๆ ในที่คุมขัง ฟางเส้นสุดท้ายจึงขาดสะบั้นและหมดเวลาสำหรับความเชื่อที่ว่า ‘มนุษย์คือเพื่อนที่ดีที่สุดของสุนัข’ แล้วหากมองด้วยมุมแบบไทยๆ ที่ ‘หมา’ เป็นคำด่าติดปากในชีวิตประจำวัน อาจรู้สึกว่านี่ไม่ใช่การเหยียดอีกชั้นหนึ่งของ ‘ผู้กำกับคนขาว’ ต่อ ‘ชนกลุ่มน้อย’ หรอกหรือ? (หรือถ้ามองด้วยมุมมองที่กว้างกว่านั้นก็ยังอาจเกิดคำถามว่า ทำไมเขาจึงเลือกแทนภาพคนเหล่านั้นด้วยสัตว์) ลองฟังมุนดรักโซเล่าต่อในประเด็นนี้ “ผมเลือกใช้สัตว์เป็นภาพแทนการเล่าถึงคนที่ถูกทำให้เป็นกลุ่มน้อยโดยตรง เพราะผมต้องการพูดถึงซับเจ็คต์ที่อ่อนไหวมากๆ นี้ได้อย่างเสรี หลีกเลี่ยงการแสดงภาพที่มีลักษณะต้องห้าม (taboo) ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมจึงเล่าเรื่องของสัตว์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมิตรที่ดีที่สุดของมนุษย์ซึ่งลุกฮือขึ้นต่อต้านนายเก่าและเครือข่ายด้วยความโกรธแค้นหลังถูกทรยศ เพื่อที่การดำรงอยู่ของพวกเขาจะได้ ‘มีคุณค่า’ มากกว่าที่เป็นอยู่ “มุมมองในหนังเรื่องนี้สุนัขเป็นตัวแทนของผู้ที่ตกอยู่ในสถานะ ‘คนชายขอบตลอดกาล’ และนายคือพระเจ้า ...คาแร็กเตอร์ของ ‘พระเจ้า’ นี่แหละที่ผมสนใจ พระเจ้าผิวขาวจริงหรือ? หรือแต่ละคนมีพระเจ้าเป็นของตนเองกันแน่? เพราะเอาเข้าจริงแล้ว สิ่งที่คนขาวทำเป็นและทำได้ดีก็คือการออกคำสั่งกับการล่าอาณานิคมในบริบทต่างๆเท่านั้น” ก่อนจะเผยแรงบันดาลใจหนึ่งที่มีส่วนสำคัญสำหรับทิศทางนี้ว่า “สำหรับงานศิลปะ การอธิบายความจริงอันไร้กาลเวลาด้วยวิถีใหม่ๆ นั้นเป็นเรื่องยาก กระทั่งผมได้พบกับงานเขียนของ (J. M. Coetzee) ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ปลดปล่อยตัวเองอย่างแรง หนังสือของเขาแสดงให้เห็นมิติที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างอีกชั้นหนึ่งเสมอ แม้กระทั่งในบริบทหรือพื้นที่ซึ่งถูกจัดให้เป็นชายขอบของชายขอบแล้วก็ตามที ผมจึงเริ่มคิดถึงสัตว์ในฐานะสิ่งมีชีวิตซึ่งมีปัญญา มีเหตุผล และถูกกดทับใช้ประโยชน์จากมนุษย์ตลอดมา ก่อนจะคิดหาวิธีถ่ายหนังโดยใช้สุนัขจำนวนมากให้ได้และให้ทั้งตัวละครเด็กสาวกับสุนัขเป็นภาพสะท้อนซึ่งกันและกัน ในภาวะที่ทั้งคู่ต้องสูญเสียความเยาว์วัยและความบริสุทธิ์ทางจิตใจไปพร้อมๆ กัน” (สุนัขที่เขาใช้ถ่ายทำล้วนเคยอยู่ในสถานอภิบาลสัตว์จรจัด และทั้งหมดได้บ้านใหม่หลังจากถ่ายหนังเรื่องนี้จบ “ประสบการณ์ในการถ่ายทำบอกผมว่า หนังเรื่องนี้ถือเป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมที่แสดงให้เห็นความร่วมมือระหว่างสองเผ่าพันธุ์”) เช่นเดียวกับในบริบทสังคมภาพกว้างที่อ้างอิงถึงเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ที่ยังคงทำงานอยู่ White God ก็ทำงานกับสังคมฮังการีในปัจจุบันด้วย “ผมมองว่านี่คือการวิพากษ์ฮังการีในอนาคต เมื่อกฎอันคับแคบทำงานเหนือมวลชนกลุ่มใหญ่ ซึ่งสภาวการณ์เช่นนี้กำลังกัดกินไปทั่วทวีปยุโรป นักการเมืองถูกลดรูปเป็นเหมือนแค่เรียลิตีโชว์ที่เรากดโหวตคนนี้ขึ้น เอาคนนั้นออก ผมมองว่าความตึงเครียดลักษณะนี้เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง หากเรามองมันอย่างผิวเผิน ในอนาคตก็จะถึงเวลาที่ประชาชนลุกฮืออย่างไม่อาจต้านทาน ทั้งหมดนี้ผมทำภายใต้การนำเสนอภาพกรุงบูดาเปสต์ในแบบที่ร่วมสมัยที่สุด ให้หลุดจากภาพจำในหนังยุโรปตะวันออกที่มักผูกติดกับภาพแบบยุคหลังโซเวียต ผมโฟกัสที่สภาพความเป็นจริงที่ว่า เราดำรงอยู่ภายใต้ผลลัพธ์จากความโกลาหลครั้งใหญ่ ความไม่แน่นอนที่ฝังรากลึก และความไม่มั่นคงที่ทำให้เราไม่อาจวางแผนหรือคาดการณ์อนาคตระยะยาวได้เลย” White God จึงประกอบไปด้วยโครงสร้างที่หยิบจับลักษณะเด่นของหนังแต่ละประเภทมารวมกัน มีทั้งความเป็นเมโลดรามา หนังผจญภัย และหนังล้างแค้น “ทั้งหมดที่ว่ามานี้มีอยู่จริงในสังคมยุโรปตะวันออกนะครับ บางคนมีชีวิตแบบละครน้ำเน่าในขณะที่คนอื่นๆ อยู่กันแบบหนังธริลเลอร์ เราเห็นมันเปลี่ยนไปมาง่ายพอๆ กับกดรีโมตเปลี่ยนช่องทีวี การคว้าจับ genre ต่างๆ ขึ้นมารับใช้ไอเดียสำคัญเพียงประเด็นเดียวถือเป็นเรื่องตื่นเต้นสำหรับตัวผมเอง ผมอยากรู้ว่าเราใช้ภาพจำซ้ำซากควบคู่ไปกับความจริงแท้ได้ไหม ตอนนี้ผมมองว่ามันอยู่ใกล้กันมากจนเริ่มรุกล้ำซึ่งกันและกัน” และท่าทีแบบหนึ่งที่เขาตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ใช้ในหนังเรื่องนี้แน่นอนก็คือการล้อเลียนแบบ parody “เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องตลก และผมทำหนังเรื่องนี้เพื่อตั้งคำถามทางจริยธรรมที่สำคัญมาก ผู้ชมต้องเดินทางมาถึงจุดที่ผมแถลงสาร พร้อมหัวใจที่เต้นระรัว” ตัวอย่างภาพยนตร์ https://www.youtube.com/watch?v=kIGz2kyo26U เบื้องหลังการถ่ายทำ https://www.youtube.com/watch?v=5xU4sw0Brg4

ละครเพลงรักเพลงลำ  , เรื่องย่อเพลงรักเพลงลำ
ชนะพล สัตยา /  อ๊อฟ ชะนะพล / 

เรื่องย่อ ละครเพลงรักเพลงลำ บทประพันธ์โดย นันทนา วีระชนผลิตโดย บริษัท ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด ออกอากาศ ทุกวัน ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ทาง ช่อง 7 สี เพลงลำ สาวสวยเข้มดุเป็นลูกสาวคนเดียวของ บัวสาย แม่เพลงลำตัดคนดังของบ้านบางลำสุพรรณบุรี ตั้งแต่จำความได้เพลงลำมีเพียงแม่บัวสายกับ น้าบัวเผื่อน ที่เลี้ยงดูเธอมา เธอไม่รู้จักพ่อ หรือที่จริงแล้วไม่มีใครรู้ว่าพ่อของเธอเป็นใคร นอกจากแม่บัวสายซึ่งไม่ยอมพูดถึงสักครั้ง เพลงรักเพลงลำ วันหนึ่งเมื่อเพลงลำยังเด็กบัวสายกลับจากเล่นลำตัด พบเด็กหญิงวัยแบเบาะคนหนึ่งถูกทิ้งไว้ที่พุ่มไม้หน้าบ้าน บัวสายสงสารจึงอุปการะเลี้ยงดูเรื่อยมา เธอตั้งชื่อให้ว่า ไข่กา เด็กทั้งคู่เติบโตมาด้วยกันเป็นทั้งเพื่อนทั้งพี่และน้อง เพลงลำสวย มีสง่าเสียงดีเหมาะที่จะหัดเล่นลำตัด แต่เธอไม่ยอม ไม่ว่าบัวสายจะบังคับอย่างไรก็ตาม เพลงรักเพลงลำ กลับชอบที่จะหัดชกมวยไทยกับน้าบัวเผื่อนมากกว่าและทำได้ดีเสียด้วย นอกจากนั้นยังเก่งเรื่องเครื่องยนต์รถ ไถนาและอุปกรณ์ต่างๆ เพราะเป็นลูกมือให้น้ามาตั้งแต่เด็กๆ ตรงข้ามกับไข่กาที่อยากจะเป็นลำตัดเหลือเกินทั้งที่ไม่สวยและเสียงไม่ดี บัวสายมีคณะลำตัดที่มีชื่อเสียงมาก ครอบครัวนี้และชาวบ้านใกล้เคียงทำนาด้วยวิธีดั้งเดิมไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้รถไถ ไม่ใช้รถเกี่ยวข้าว ทำให้ กำนันฝอย กับลูกคือ ฝาจีบ และ ฝาจุก ลูกชายและลูกสาวไม่ค่อยพอใจนัก เพราะครอบครัวกำนัยฝอยทำกิจการค้าปุ๋ยเคมี และมีรถเกี่ยวข้าวให้เช่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ของบางลำมีหนี้สินกับครอบครัวนี้มากจนถูกยึดนาไปหลายราย เพราะเชื่อใจกำนันฝอยที่ทำเหมือนใจดีให้พวกเขาซื้อปุ๋ยในราคาเงินเชื่อ ตกลงว่าขายข้าวได้แล้วจะเอามาคืน จากแค่ซื้อปุ๋ยก็จะโดนบังคับให้เช่ารถเกี่ยวข้าวในราคาสูงลิบจนต้องหมดตัวไปตามๆกัน แต่ไม่ใช่ครอบครัวของบัวสาย และชาวบ้านใกล้เคียงทำให้ ครอบครัวกำนันฝอยไม่พอใจนัก ที่จริงแล้วกำนันฝอยเคยหลงรักบัวสายตั้งแต่เริ่มเป็นสาวรุ่น แต่เมื่อบัวสายไปเล่นลำตัดที่กรุงเทพแล้วท้องกลับมาโดยที่ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อทำให้กำนันฝอยอกหักกินเหล้าจนพ่อกับแม่ต้องจับให้แต่งงานกับแม่เพลงลำตัดสาวสวยคู่ปรับกับบัวสายจนมีลูกสองคน กำนันฝอยเป็นม่ายเพราะเมียตายมาหลายปีแล้ว ทั้งฝาจีบและฝาจุกทำตัวเป็นนักเลงประจำหมู่บ้านมาตั้งแต่เด็กจึงเป็นคู่ปรับกับเพลงลำ และไข่กาตลอดมา แม้ฝาจุกจะเป็นผู้หญิงแต่ก็เจ้าเล่ห์ไม่ต่างจากฝาจีบซึ่งเป็นพี่ชายสักนิดอาจจะร้ายกว่าเสียด้วยซ้ำ จะอย่างไรก็ตามครอบครัวกำนันฝอยทำอะไรครอบครัวบัวสายไม่ได้มากนัก เพราะครอบครัวนี้เป็นที่รักของชาวบ้านมากกว่า ทั้งเรื่องของการฝึกลำตัดให้เด็กๆที่สนใจหรือจะฝึกมวยกับเพลงลำในหน้าแล้งเป็นการสอนให้เด็กใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้นคือ เพลงลำเป็นคนฉลาด กล้า ไม่กลัวใครเมื่อโดนแกล้งจึงตอบโต้จนกำนันฝอยต้องเสียเงินมากมายในคณะฯของบัวสายมี เจิด เป็นพ่อเพลงที่เก่งมากอยู่ด้วยเจิดมาฝึกกับบัวสายตั้งแต่เด็กเขาเป็นกำลังสำคัญของคณะฯ บัวสายเลี้ยงเจิด และคนอื่นๆเหมือนลูกหลาน บ้านนี้มีกฎระเบียบและข้อห้ามหลายอย่างเพราะมีคนมาก แต่ก็อยู่กันมาได้ เจิดนั้นรักเพลงลำมาตั้งแต่เป็นหนุ่ม เขาอายุมากกว่าเพลงลำไม่กี่ปี แต่สำหรับเธอแล้วเจิดเป็นพี่ชายที่แสนดีเท่านั้น ปกรณ์พล นักศึกษาปริญญาโท ตั้งใจจะทำวิทยานิพนธ์ เรื่องลำตัดเพลงพื้นบ้านของไทย จึงต้องลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล เมื่อลำตัดคณะแม่บัวสายมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศเขาจึงต้องไปบางลำ ปกรณ์พลเป็นลูกชายคนเดียวของ อรรถ และ โฉมตรู พ่อของเขาเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงด้านการสื่อสารในระดับนานาชาติ ร่ำรวยมาก แต่ปกรณ์พลไม่เคยสนใจกิจการของพ่อเขาเลยชายหนุ่มชอบดนตรี และงานศิลปวัฒนธรรมทุกประเภทเขาเหมือนกับโฉมตรูมากกว่า ชายหนุ่มมีเพื่อนสนิทชื่อ กุชงค์ ซึ่งเข้ามาช่วย อรรถทำงานมากกว่าปกรณ์พลเสียอีก เมื่อกุชงค์รู้ว่าเพื่อนจะต้องไปอยู่บางลำเขาก็อดห่วงไม่ได้ เขากังวลว่าปกรณ์พลจะหาข้อมูลได้ไม่ดีนัก เพราะงามไฉไลไฮโซสาวสวยคงไม่ยอมง่ายๆ งามไฉไลเป็นลูกสาวคนเดียวของ โพยมยง นักธุรกิจม่ายสาวที่รวยมาก ครอบครัวนี้รวยจากการค้าเพชรและเล่นหุ้น ครอบครัวอรรถกับโฉมตรูสนิทสนมกับโพยมยงและสามีมานานจนกระทั่งสามีเธอตายจากไป ทั้งสองครอบครัวก็ยังเป็นมิตรที่ดีต่อกัน โดยเฉพาะงามไฉไลที่ติดปกรณ์พลมาตั้งแต่เด็ก เพราะเขาเป็นคนเดียวในกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกันที่ตามใจเธอ ชายหนุ่มเอ็นดูเธอเหมือนน้องสาว แต่งามไฉไลไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น เธอรักเขา และพยายามประกาศตัวว่าเป็นคู่รักของเขาเสมอ เธอไม่ยอมรับว่าเธอกับปกรณ์พลไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย ขณะที่ชายหนุ่มชอบศิลปวัฒนธรรมไทย ชอบมีชีวิตที่เรียบง่าย งามไฉไลกลับชอบความหรูหรา ฟุ่มเฟือย วางอำนาจ อวดรวย เธอจึงไม่ค่อยน่ารักอีกแล้วในสายตาของปกรณ์พล เพลงรักเพลงลำ ดังนั้นคนในบ้านจึงไม่แปลกใจนักเมื่อเขารีบออกไปบางลำแต่เช้าก่อนที่งามไฉไลจะมาขอตามไปด้วย ปกรณ์พลขับรถไปเกือบถึงบ้านบัวสายแต่แล้วรถเสียกลางทาง เขาโชคดีที่เพลงลำขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาพอดีเธอจึงพาเขาไปส่งที่อู่รถของ ช่างเอื้อง เมื่อย้อนกลับมายังรถที่จอดอยู่ ปกรณ์พลหนักใจเมื่อรู้ว่าต้องรออะไหล่หลายวันเขาไม่กลับกรุงเทพฯ แต่เลือกที่จะไปนอนค้างที่วัดตามที่ช่างเอื้องแนะนำมากกว่า ค่ำแล้วเมื่อปกรณ์พลเดินเกือบถึงวัด เขาเห็นเพลงลำถูกรุมทำร้าย แม้จะเก่งเรื่องต่อสู้ป้องกันตัวแต่การที่เธอถูกรุมจากฝาจีบและลูกน้องก็ไม่ง่ายที่เธอจะจัดการพวกมันได้ ปกรณ์พลมาช่วยทันเวลาเขาใช้ไม้ท่อนใหญ่ตีจนพวกนั้นหนีกระเจิงเพลงรักเพลงลำ เจ็บกันหลายคนโดยเฉพาะฝาจีบกับนายแสบคนสนิทที่ถูกฟาดหัวอย่างแรง เพลงลำจึงพาเขาไปพักที่ค่ายมวยของน้าบัวเผื่อน เธอไม่กล้าปล่อยเขาไว้ตามลำพังเพราะรู้ดีว่าฝาจีบคงพาพวกมาล้างแค้นแน่นอน เช้าวันต่อมาปกรณ์พลต้องตอบคำถามมากมายเรื่องการมาทำวิทยานิพนธ์ของเขา ชายหนุ่มแปลกใจที่บัวเผื่อนแนะนำให้เขาไปที่อื่นรวมทั้งเพลงลำกับไข่กาด้วย แต่เมื่อเขายืนยันว่าเขาต้องการมาเป็นลูกศิษย์แม่บัวสายต้องการข้อมูลของที่นี่จริงๆเพลงลำจึงยอมพาไปพบบัวสาย แต่เขากลับต้องวิ่งหนีออกจากบ้านแทบไม่ทันเมื่อ บัวสายปล่อยหมาเฝ้าบ้านนับสิบตัวออกมาไล่เขา แม้กระนั้นปกรณ์พลก็ไม่ยอมแพ้ เพลงลำนึกชอบที่เขา ใจสู้ เธอกับไข่กาจึงพาเขาไปหาเจิดให้ช่วยพูดกับบัวสายอีกครั้ง เจิดเป็นลูกศิษย์คนโปรดของบัวสาย เขามีวิธีพูดให้บัวสายใจอ่อนยอมรับปกรณ์พลให้อยู่เรียนรู้เรื่องลำตัดได้ แต่เขาต้องผ่านบททดสอบของเธอก่อน ปกรณ์พลดีใจขณะที่เพลงลำกับไข่กากลุ้มใจแทนเพราะรู้ว่าบททดสอบของบัวสายนั้นคืออะไร วันรุ่งขึ้น ปกรณ์พลถูกปลุกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เขาต้องออกไปช่วยทำนาตามบททดสอบของบัวสาย ครอบครัวนี้จะทำนาในหน้านา และจะรับงานลำตัดเมื่อหลังการเก็บเกี่ยว เพลงลำคอยช่วยอยู่ใกล้ๆ ชายหนุ่มเต็มใจทำงานแม้จะเงอะงะบ้าง แต่ความตั้งใจจริงของเขาก็ทำให้เพลงลำพอใจ แต่ลึกลงไปในใจแล้วเพลงลำรู้สึกว่าเขามีบุญคุณที่มาช่วยเธอจากพวกฝาจีบได้ทันเวลา มิฉะนั้นเธออาจพลาดถูกพวกมันฉุดไปแล้ว พฤติกรรมที่เลวร้ายของฝาจีบอีกอย่างคือชอบฉุดสาวๆที่พอใจไปปล้ำแล้วยังถ่ายคลิปเก็บไว้แบล็คเมล์ ขู่ไม่ให้แจ้งความเสียอีก เพลงลำจึงนึกขอบใจปกรณ์พลที่ช่วยเธอไว้ อะไรที่เธอพอจะช่วยเขาได้เธอก็อยากช่วย ความใกล้ชิดทำให้ทั้งสองคนเริ่มมีความรู้สึกดีๆต่อกัน ทว่าความที่ไม่เคยชินกับงานหนักกลางแดดจัดๆ ปกรณ์พลหมดแรงเป็นลมไปตั้งแต่ก่อนเที่ยง เพลงลำ เจิด และไข่กาต้องช่วยกันพาเขากลับไปพักกับบัวเผื่อนโดยไม่ให้บัวสายรู้ ชายหนุ่มไข้ขึ้นสูงทั้งคืนเพลงลำเป็นทุกข์เป็นร้อนห่วงใยเขามากจนไข่กาผิดสังเกต เธอบอกไข่กาว่ากลัวปกรณ์พลจะมาตายที่นี่แล้จะเกิดเรื่องใหญ่ แต่ไข่กากับเจิดไม่ค่อยเชื่อนัก อย่างไรก็ตามเพลงลำตัดสินใจค้นโทรศัพท์มือถือของเขามาเปิดเพื่อหาหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อทางบ้าน ทันทีที่เปิดเครื่องเสียงเรียกก็ดังขึ้น เพลงลำรับสายจึงต้องฟังงามไฉไลโวยวายต่อว่าอยู่หลายคำกว่าจะพูดกันรู้เรื่องว่าให้ไปรับปกรณ์พลที่โรงพยาบาลในอำเภอ เพลงรักเพลงลำ เมื่อถึงโรงพยาบาล ไข่กาแยกกลับบ้านกับเจิดก่อนที่บัวสายจะสงสัย เพลงลำอยู่กับปกรณ์พลตลอดเวลาจนกระทั่งงามไฉไลกับโพยมยงซึ่งเป็นแม่มาถึงโรงพยาบาล เธอประกาศตัวเป็นแฟนของ ปกรณ์พลอย่างชัดเจน เมื่อชายหนุ่มเพ้อถึงเพลงลำทำให้งามไฉไลนั่งไม่ติดเธอตามไปอาละวาดกับเพลงลำอีก ประกาศตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของจนเพลงลำเข้าใจผิด งามไฉไลพาปกรณ์พลกลับกรุงเทพฯ เธอพยายามอาสามาดูแลชายหนุ่มแต่เขาก็หลบเลี่ยงตลอดเวลา ในช่วงเวลาเดียวกันที่บางลำ กำนันฝอยจัดงานเปิดตัว ฝาจีบลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน คนใหม่แทนคนเก่าที่แกบีบจนลาออกไปเอง เพลงลำรู้ทันจึงเสนอ ชื่อเจิดลงสมัครแข่งขันด้วย ฝาจีบจึงเปิดศึกตัดกำลังบ้านเสียงของเจิด เริ่มต้นด้วยการใช้รถเกี่ยวข้าวแอบไปขโมยเกี่ยวข้าวที่ออกรวงงามๆของนา นางสำอาง เพื่อนบ้านของบัวสายจนหมดเพียงชั่วข้ามคืน เพลงลำระแวงอยู่แล้วจึงชวน ไข่กา เจิด และคนอื่นๆ ไปค้นเหล็กท่อนใหญ่ๆจากอู่ช่างเอื้องตัดเป็นท่อนให้มีความยาวประมาณต้นข้าว เธอกับพวกนำท่อนเหล็กเหล่านั้นไปปักเป็นแนวตั้งแทรกปนไปกับต้นข้าวรอบแนวคันนาที่รถเกี่ยวจะลงได้ กลางดึกคืนนั้น เพลงลำ เจิด ไข่กา ไปเฝ้าดูเหตุการณ์อย่างมั่นใจว่าต้องได้ตัวคนร้ายแน่ๆ ดึกมากแล้วเมื่อเสียงรถเกี่ยวข้าวดังขึ้นแต่ไกล ไม่นานนักก็เห็นเงารถเลื่อนลงนา เสียงดังกระทบกันของโลหะ และเสียงฝาจีบกับพวกโวยวายลั่น เมื่อรถเกี่ยวเกี่ยวเหล็กท่อนเข้าไปจนพังหมด รถเกี่ยวพัง ทำให้กำนันฝอยโกรธพวกเพลงลำมากขึ้นไปอีก ส่วนปกรณ์พลเมื่อฟื้นไข้เขาก็หนีกลับไปบางลำอีก เพลงรักเพลงลำ คราวนี้ไม่ใช่เพื่องานวิจัยอย่างเดียว แต่เพื่อหัวใจด้วยเขารักเพลงลำ และรู้ดีว่าต้องพิสูจน์ตัวเองกับบัวสายมากเพียงใดแต่เขาก็พร้อมจะสู้ เพลงลำดีใจมากเมื่อพบปกรณ์พลอีกครั้ง เธอไม่อยากหลอกตัวเองอีกต่อไป เพลงลำเองก็รักเขามากเช่นกัน ทว่าความรักของทั้งคู่มีอุปสรรคมากมาย เริ่มจากงามไฉไลที่มาตามเขาไม่เลิกรา แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือ อรรถพ่อของปกรณ์พลเมื่อเขารู้ว่าลูกชายมาบางลำมาอยู่กับคณะลำตัดบัวสาย อรรถก็อยู่ไม่ติดออกมาตามปกรณ์พลกลับไปด้วยตัวเอง ที่บ้านบัวสายเธอต้อนรับอรรถด้วยปืนลูกซองมาดเข้มดุ ไม่ทำให้อรรถกลัวแต่แววตาที่หมางเมิน เกลียดชังทำให้อรรถต้องยอมถอยกลับไป เพลงลำงงที่เห็นบัวสายโกรธแค้นอรรถมากขนาดนั้น คนที่เข้าใจสถานการณ์ดีที่สุดคือบัวเผื่อน เขาจำอรรถได้ว่าเคยไปเฝ้าดูบัวสายเล่นลำตัดที่กรุงเทพฯ เมื่อก่อนที่เธอจะท้องกลับมา บัวเผื่อนนึกรู้ทันทีว่าอรรถเป็นพ่อของปกรณ์พล เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้บัวสายยื่นคำขาดห้ามเพลงลำติดต่อกับปกรณ์พลโดยไม่บอกเหตุผลที่เธอรู้แก่ใจว่าพี่กับน้องจะแต่งงานกันได้อย่างไร เพลงลำเป็นลูกของอรรถเหมือนกับปกรณ์พล งามไฉไลตามรังควานเพลงลำกับบัวสายอย่างน่ารำคาญ ลำพังเพลงลำเธอทนได้ แต่เธอทนให้ใครมาดูถูกแม่ไม่ได้ หญิงสาวจึงขอร้องให้ปกรณ์พลกลับไป ทั้งเธอและเขาต่างก็มีหน้าที่ที่ต้องทำ หน้าที่ของลูกที่ดี ปกรณ์พลยอมกลับกรุงเทพฯ และยอมหมั้นกับงามไฉไลตามความต้องการของอรรถ เขากลับมาคราวนี้เหมือนคนที่ไม่มีหัวใจ โฉมตรูเห็นลูกแล้วสงสารจับใจ เธอแปลกใจที่อรรถเคี่ยวเข็ญลูกชายอย่างไม่เคยทำมาก่อน ส่วนเพลงลำยอมหัดลำตัดเพื่อประชันในงาน สืบสานศิลปวัฒนธรรมงานใหญ่ของจังหวัดโดยมีฝาจีบเป็นคู่ประชัน กำนันฝอยยอมเสียเงินมากมายเพื่อให้ลูกชายชนะ แม้จะต้องโกงคะแนนก็ตาม คนที่เข้ามาเพิ่มความวุ่นวายคืองามไฉไลกับโพยมยงที่ตามมาช่วยสบทบเงินค่าจ้างหน้าม้ามาโห่ฮาเพลงลำ เช้าวันงาน บัวสายป่วยต้องผ่าตัดไส้ติ่งกระทันหัน เพลงลำไม่มั่นใจในการขึ้นเวที แต่เจิดช่วยเป็นกำลังใจให้ ส่วนปกรณ์พลแปลกใจเมื่องามไฉไลกุลีกุจอพาเขามาดูการประชันลำตัด เขาไม่รู้ว่าอรรถตามมาดูด้วย เมื่อผลการประชันออกมาว่าเพลงลำชนะฝาจีบอย่างงดงาม เขาหายสงสัยทันทีเมื่องามไฉไลกับโพยมยงตามไปต่อว่ากำนันฝอยกับลูกที่ทำงานไม่สำเร็จ เพลงลำกับคณะไม่แพ้และโดนฉีกหน้าให้อายอย่างที่ตกลงกันไว้ ตัวตนของว่าที่คู่หมั้นกับแม่ทำให้ปกรณ์พลกลุ้มใจมาก ส่วนอรรถตามมาเยี่ยมบัวสายที่โรงพยาบาล เขาถามบัวสายว่าเพลงลำเป็นลูกของเขาใช่หรือไม่ แต่เธอไม่ตอบ บัวสายเมินหนีทั้งที่น้ำตากลบตา แต่ไม่นานนักก็อดใจไม่ได้เธอเหน็บแนมต่อว่าเขาเรื่องศักดิ์ศรีผู้ดี และความต่ำต้อยของการเป็นแม่เพลงลำตัดของเธอ เพียงเท่านี้อรรถก็เข้าใจ เขาได้แต่ขอโทษที่ปล่อยให้เธอต้องอุ้มท้องกลับบางลำ และเลี้ยงลูกคนเดียว ทั้งสองคนไม่รู้ว่าเพลงลำกลับมาจากงานประชันแล้วและยืนอยู่ที่หน้าห้องนั้นเอง เธอได้ยินทุกอย่าง หญิงสาวรีบหลบไปก่อนที่อรรถจะออกมาพบเธอเข้า หญิงสาวเข้าไปพบบัวสายเมื่อเห็นว่าอรรถกลับไปแล้ว เพลงลำตั้งใจว่าจะทำให้แม่มีความสุขที่สุดจึงไม่พูดถึงพ่ออรรถสักคำ เธอตั้งใจจะเป็นแม่เพลงลำตัดที่ดีให้ได้ ที่กรุงเทพโฉมตรูได้ต้อนรับ ดัสกร เพื่อนเก่าเมื่อครั้งที่เธอไปเรียนที่สวิสเซอร์แลนด์ ที่จริงดัสกรคือคนรักของเธอก่อนจะแต่งงานกับอรรถ ดัสกรมาพบเธอเพื่อลาเพราะเขาป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่เหนือกว่าอะไรทั้งหมดคือเขาอยากพบลูกโฉมตรูปฏิเสธไม่ยอมให้พบปกรณ์พล แต่ดัสกรก็พบกับปกรณ์พลจนได้ในวันหนึ่ง แม่ ปริก คนรับใช้เก่าแก่ที่ตามโฉมตรูไปสวิสด้วยรู้ความจริงดีว่าปกรณ์พลเป็นลูกดัสกรกับโฉมตรู เป็นความจริงที่เป็นความลับบอกใครไม่ได้ ก่อนงานหมั้นงามไฉไลกับโพยมยงไปพบกำนันฝอยที่บ้านเธอต้องการทำลายเพลงลำกับแม่ให้ถึงที่สุด หญิงสาวจ้างฝาจีบให้ไปเผาบ้านของบัวสาย ฝาจีบนั้นเมื่อพบงามไฉไลเขาหลงรักเธอทันที และตั้งใจจะต้องแต่งงานกับเธอให้ได้ บ้านบัวสายถูกเผาตามแผน ในช่วงเวลาเดียวกันงามไฉไลติดต่อจ้างคณะลำตัดบัวสายไปแสดงในงานหมั้นของเธอกับปกรณ์พล เธอต้องการประจานเพลงลำกับแม่ให้ได้อายกลางงาน บัวสายไม่อยากให้เพลงลำรับงาน แต่เพลงลำยอมรับงานนี้โดยบอกว่า “แม่สอนอยู่เสมอว่าเราต้องทำหน้าที่ของศิลปินพื้นบ้านให้ดีที่สุด สง่างามที่สุด เพื่อจะสืบสานมรดกชิ้นนี้ไว้ให้กับลูกหลานสืบไป”งานคราวนี้ก็เป็นงานแสดงครั้งหนึ่งเท่านั้น หลังจากงานนี้เพลงลำบอกบัวสายว่าเธอจะแต่งงานกับเจิดเพื่อช่วยกันทำงานรักษาศิลปวัฒนธรรมเพลงพื้นบ้านต่อไป บัวสายสงสารลูกสาวมากเพลงลำทำทุกอย่างเหมือนเป็นหน้าที่เท่านั้น เพลงลำมีชีวิต มีวิญญาณ แต่ไม่มีจิตใจ งานครั้งนี้เพลงลำเรียกค่าจ้างหนึ่งล้านบาท โพยมยงกับ งามไฉไลยอมตกลง ข่าวงานหมั้นของปกรณ์พลและงามไฉไลทำให้ฝาจีบ กับฝาจุกกลุ้มใจ ร้อนใจมากที่สุด ฝาจีบรักงามไฉไล ส่วนฝาจุกรักปกรณ์พล สองพี่น้องวางแผนจับตัวทั้งสองคนกลางงานหมั้นเพื่อจัดงานแต่งงานของตนแทน ที่วุ่นวายคือสองพี่น้องยุให้กำนันฝอยจับโพยมยง และรวบรัดเป็นเมียด้วยเสียอีกคน ที่โรงแรมหรูกลางกรุงเทพฯ งานหมั้นจัดอย่างหรูหรา งามไฉไลรอเวลาแสดงลำตัดอย่างตื่นเต้น ส่วน เพลงลำข่มใจให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดทั้งที่เธอเจ็บปวดเหลือเกิน บัวสายสงสารลูกสาวแต่ก็ดีใจที่เพลงลำเข้มแข็งเหมือนเธอ ทุกอย่างเป็นไปตามแผน งามไฉไลฉวยโอกาสขึ้นเวทีขณะกำลังแสดง เธอประจานเพลงลำเสียๆหาย แต่การที่เธอลามดูถูกไปถึงการเป็น “คนลำตัด” กลับทำให้เพลงลำกับบัวสายได้รับความเห็นใจจากแขกในงานมากขึ้น ก่อนเหตุการณ์จะลุกลามต่อไป ฝาจีบกับพวกจัดการดับไฟความโกลาหลวุ่นวายเกิดขึ้นทันที เพลงลำโดนปกรณ์พลฉุดลงจากเวทีให้ไปหลบใต้โต๊ะด้วยกัน เจิดกับบัวเผื่อนช่วยบัวสายหลบไปหลังเวที เวลาผ่านไปครู่ใหญ่กว่าไฟจะเปิดอีกครั้ง โพยมยงตกใจแทบสิ้นสติเมื่อรู้ว่างามไฉไลหายไป ส่วนฝาจีบอารามรีบร้อนเขาจึงทิ้งกำนันฝอย และฝาจุกอยู่ที่โรงแรมนั่นเอง งามไฉไลตกใจมากเมื่อรู้ว่าฝาจีบจับตัวเธอมา หญิงสาวพยายามต่อรองให้เขาปล่อยเธอไปโดยเสนอเงินจำนวนมากให้แต่ฝาจีบไม่สนใจเขาพูดชัดเจนว่าเขาต้องการตัวเธอเท่านั้น เพลงรักเพลงลำ ดึกมากแล้วเมื่อกุชงค์กับปกรณ์พลพาเพลงลำกลับบ้านที่บางลำอย่างปลอดภัย ทั้งสองคนสงสัย ฝาจีบว่าจะอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ พวกเขาไปรับบัวเผื่อนให้ไปตามฝาจีบด้วยกัน บัวเผื่อนนึกรู้ว่าฝาจีบต้องไปที่กระท่อมร้างกลางนาไม่ไกลนักแน่ๆ ที่นาแห่งนี้กำนันฝอยยึดมาจากลูกหนี้คนหนึ่ง เกือบเช้าแล้วเมื่อปกรณ์พลกับกุชงค์และน้าบัวเผื่อนตามไปช่วยงามไฉไล ทั้งสามคนแปลกใจที่ไม่พบหญิงสาวที่นั่นมีเพียงฝาจีบกับพวกเท่านั้น ทว่าระหว่างทางที่ย้อนกลับไป ทั้งสามคนก็พบงามไฉไลนอนสิ้นสติอยู่บนคันนา สภาพของเธอบอกได้ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น ปกรณ์พลกับกุชงค์รีบพาเธอส่งโรงพยาบาลเขาบอกกุชงค์ว่า ที่เขาช่วยงามไฉไลก็เพราะเธอเป็นเหมือนน้องสาวของเขามากกว่า งามไฉไลรักษาตัวอยู่หลายวันโดยไม่ยอมบอกว่าเกิดอะไรขึ้น เธออ้างว่าจำไม่ได้อย่างเดียว ปกรณ์พลได้พบดัสกรบ่อยครั้งขึ้น ความสนใจในเรื่องดนตรีเหมือนกันทำให้ทั้งสองคนมีความสุขทุกครั้งที่ได้พบกัน ดัสกรรู้ทันทีว่าปกรณ์พลคือลูกชายของเขาแน่ๆ ดังนั้นเขาจึงนำกีตาร์ตัวโปรดไปฝากไว้ที่โฉมตรูโดยบอกว่าฝากให้ลูกชายของเขาด้วย ดัสกรกำลังจะจากไป แต่งามไฉไลกลับย้อนมาวุ่นวายกับปกรณ์พลอีกครั้ง นักแสดงละครเพลงรักเพลงลำ ขวัญจิต ศรีประจันต์ รับบทเป็น คุณยายบัวผ่องชนะพล สัตยา รับบทเป็น ปกรณ์พลอัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ รับบทเป็น เพลงลำนนทพันธ์ ใจกันทา รับบทเป็น เจิดศรัณย่า ชุณหศาสตร์ รับบทเป็น ทองน้ำงามกฤษฎา สุภาพพร้อม รับบทเป็น ฝาจีบกชกร ส่งแสงเติม รับบทเป็น ฝาจุกขวัญกวินท์ ธำรงรัฐเศรษฐ์ รับบทเป็น งามไฉไลมนตรี เจนอักษร รับบทเป็น กำนันฝอยมณีนุช เสมรสุต รับบทเป็น คุณนายโพยมยงศิรินทรา นิยากร รับบทเป็น บัวสายพลรัตน์ รอดรักษา รับบทเป็น อรรครชยา รักกสิกรณ์ รับบทเป็น โฉมตรูทนงศักดิ์ ศุภการ รับบทเป็น ดัสกร

ศาลนัดชี้ชะตา 'ติ๊งต่าง'ฆาตกรฆ่าข่มขืนด.ญ.4ขวบ22ก.ค.นี้
ข่มขืน /  ฆาตกรต่อเนื่อง / 

ศาลนัดพิพากษา "ติ๊งต่าง" ฆาตกรต่อเนื่องคดีฆ่าข่มขืนเด็กหญิงวัย 4 ขวบพื้นที่จ.เลย 22 ก.ค.นี้ หลังถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในคดีฆ่าข่มขืน "น้องการ์ตูน" วันที่ 22 มิ.ย. ศาลอาญารัชดานัดสืบพยานโจทก์ คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายหนุ่ย หรือติ๊งต่าง ไม่มีนามสกุล สัญชาติไทย อายุ 32 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งไม่ใช่ภรรยาตน พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปจากบิดามารดา ฆ่าผู้อื่นโดยทรมาน และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นปราศจากเสรีภาพ คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 20 ม.ค.2558 สืบเนื่องจากวันที่ 5 ก.พ.2556 จำเลยได้หลอกลวงเด็กหญิงอายุ 4 ปีเศษว่าจะพาไปเดินเล่นและซื้อขนมแต่กลับใช้กำลังประทุษร้าย กระทำชำเราแล้วใช้มือบีบคอเด็กหญิงจนเสียชีวิต โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ ต.กุดป่อง อ.เมือง จ.เลย โดยวันนี้ศาลได้เบิกตัวนายหนุ่ย มาจากเรือนจำเพื่อร่วมการพิจารณา ซึ่งจำเลยยืนยันให้การรับสารภาพไม่ต่อสู้คดี อัยการโจทก์นำพยานเข้าเบิกความประกอบการรับสารภาพรวม 2 ปาก ประกอบด้วย นายซู่เหลียง ตาของเด็กหญิงผู้เสียชีวิตที่เบิกความเกี่ยวกับเหตุการณ์ช่วงที่เด็กหญิงหายตัวไป ตั้งแต่ช่วงเวลา 17.00 น. ของวันที่ 5 ก.พ.2556 ช่วงที่นายซู่เหลียง ได้จัดแผงค้าขายในงานกาชาด อ.เมืองเลย กระทั่งช่วงเวลาเที่ยงคืน ยังหาตัวเด็กหญิงไม่พบ จึงเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เวลา 01.00 น. ในวันที่ 6 ก.พ.2556 ส่วนพยานปากที่สองคือ พ.ต.ต.คมสัน ปัดถม สารวัตรสืบสวน สภ.นาวัง ซึ่งขณะเกิดเหตุปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนพื้นที่เกิดเหตุ เบิกความถึงการรับแจ้งความ และคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวน ซึ่งพยานทั้งสองปากเบิกความแล้วเสร็จ และชี้ตัวจำเลยภายในห้องพิจารณาต่อหน้าศาล ศาลจึงนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 22 ก.ค.นี้ เวลา 09.00 น. สำหรับนายหนุ่ย ยังมีคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอาญาอีก 1 สำนวน คือคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องในความผิดลักษณะเดียวกัน กรณีเมื่อวันที่ 10 พ.ย.2556 ที่จำเลยได้พรากตัวเด็กชายอายุ 7 ปี และกระทำชำเราเด็กชายแล้วบีบคอจนเสียชีวิต เหตุเกิดที่บริเวณวัดศรีอุดมวงษ์ อ.วังสะพุง จ.เลย โดยศาลนัดสืบพยานโจทก์ ในวันที่ 1 ต.ค.2558 เวลา 09.00 น. ส่วนเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2557ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดพระโขนง ได้มีคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต จากกรณีกระทำความผิดลักษณะเดียวกันนี้ด้วยการกระทำชำเราและฆ่าน้องการ์ตูน อายุ 6 ปี บริเวณพื้นที่รกร้าง ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสแบริ่ง ถนนสุขุมวิท เมื่อเดือน ธ.ค.2556 แฟ้มภาพจาก เดลินิวส์ MThai News

เด็ก 14 หนีไปหาผู้ชาย ฉุนยายตามผลักล้มทั้งยืน
ทะเลาะ /  ผลัก / 

เผยคลิปสะเทือนใจ ยายและแม่ตามเด็กหญิง วัย 14 ปี กลับบ้าน หลังหนีไปหาผู้ชาย แต่ถูกเถียงตะคอกสารพัด พร้อมผลักยายกองกับพื้น  เกิดกระแสสะเทือนใจในโลกออนไลน์อย่างมาก หลังจากเฟสบุ๊ค YouLike (คลิปเด็ด) ได้โพสต์คลิป พร้อมข้อความระบุว่า ผู้หญิง อายุ 14 ปี มาหาผู้ชายถึงห้อง ยายกับแม่มาตามให้กลับบ้าน ด่ายายผลักยายล้มทั้งยืน ยายน้ำตาไหลพราก ยายเลี้ยงมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย แต่ดูมันทำกับยายสิ ด่าเถียง ชี้หน้า เพราะบ้าผู้ชาย อายุ 20 ปี จะเอาอะไรทำมาหากิน โดย ในคลิปเป็นภาพ ขณะที่เด็กหญิง วัย 14 ปี กำลังทะเลาะกับยายและแม่ของตัวเอง เนื่องจากไม่ยอมไปโรงเรียนเพราะมาหาแฟนหนุ่มถึงที่พัก เมื่อยายและแม่ของเด็กหญิงมาตามกลับบ้าน พร้อมแม่ของแฟนหนุ่ม โดยบอกว่าถ้าไม่ยอมปล่อยหลานตนจะแจ้งตำรวจ ทำให้แฟนหนุ่มเกิดอาการไม่พอใจ อาละวาดทำลายข้าวของในห้อง เด็กหญิงรีบผลักยายออกจากประตูห้องก่อนเข้าไปห้ามปรามแฟนตัวเอง จากนั้น แม่ของแฟนหนุ่มจึงมาร่วมเจรจา โดยบอกกับเด็กหญิงว่าต้องฟังผู้ใหญ่ ถ้าเกิดผู้ใหญ่ฝั่งผู้หญิงไม่พอใจแจ้งตำรวจ ฝ่ายชายก็ต้องติดคุก เพราะฝ่ายหญิงอายุแค่ 14 ปี ต่อให้ผู้หญิงยินยอมเองก็ผิดกฎหมาย ต่อมายายได้เข้าไปกล่าวตักเตือนหลานสาวตัวเองอีกครั้ง แต่กลับโดนชี้หน้าและตะคอกใส่ พร้อมทั้งโดนหลานผลักเต็มแรงจนล้มลงกองกับพื้น ก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมเสียงกรีดร้องส่งท้าย หลังจากที่มีการเผยแพร่คลิปดังกล่าว มีชาวโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของเด็กหญิงอย่างมาก หลายความเห็นรู้สึกสะเทือนใจกับเหตุการณ์นี้ ทั้งที่ยายเป็นผู้เลี้ยงดูมาและตักเตือนด้วยความหวังดี ขอบคุณข้อมูล/ภาพ  YouLike (คลิปเด็ด) MThai News

ซื่อสัตย์! ด.ญ.ส่งจดหมายพร้อมคืนเงิน5บ. หลังเซเว่นทอนเกิน
คืนเงิน /  ทอนเงินเกิน / 

ซื่อสัตย์! ด.ญ.ส่งจดหมายพร้อมคืนเงิน5บ. หลังเซเว่นทอนเกิน กลายเป็นกระแสชื่นชมบนโลกออนไลน์ เมื่อมีการแชร์ภาพจดหมายฉบับหนึ่ง จ่าหน้าซองถึงผู้จัดการร้านเซเว่นอีเลฟเว่น อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยเนื้อหาภายในจดหมายระบุว่า "สวัสดีค่ะ หนูชื่อเด็กหญิงสาริศา โกมลตรี ในวันที่ 6 พฤษภาคม หนูได้เงินทอนเกินมา5บาท จะขอส่งเงินคืนมาพร้อมจดหมายฉบับนี้ ขอบคุณค่ะ " อย่างไรก็ตามหลังจากภาพดังกล่าวถูกแชร์บนโลกออนไลน์ได้มีคนเข้ามาแสดงความชื่นชมเด็กหญิงในจดหมายเป็นจำนวนมาก โดยนับถือในความซื่อสัตย์ของน้อง และอยากให้คนไทยทุกคนซื่อสัตย์แบบนี้บ้าง พร้อมทั้งชื่นชมไปถึงครอบครัวที่สอนให้น้องเป็นคนดี แต่ ทั้งนี้มีสมาชิกเฟซบุ๊คส่วนหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นในอีกแง่มุมทำไมไม่เอาไปคืนด้วยตัวเอง การส่งจดหมายแบบนี้แค่ค่าซองกับค่าสแตมป์น่าจะเกินราคา 5 บาทแล้ว "เพียงแค่หนูไม่เห็นแก่เงินแค่ 5 บาท แต่มีคนเห็นคุณค่าในตัวหนูและครอบครัวของหนู หนูช่างเป็นเด็กดีจังเลย" " มันเป็นสิ่งที่ดีครับ เห็นแบบนี้แล้วอยากให้ทุกคนในประเทศ รู้สึกคิดถึงสิทธิของคนอื่น ผลประโยชน์ของคนอื่น มากกว่าของตนเองบ้างครับ"

38 คนไทยในเนปาล เดินทางกลับถึงไทยแล้ว
ข่าวล่าสุด /  คนไทยในเนปาล / 

38 คนไทยเผชิญเหตุแผ่นดินไหวในเนปาล เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมผู้โดยสารสัญชาติอื่นรวม 304 คน โดยมีญาติมารอต้อนรับอบอุ่น วันที่ 28 เม.ย. (เวลา23.00น.) ที่อาคารผู้โดยสารขาเข้า ชั้น 3 ประตู 6 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ ผู้โดยสารจำนวน 304 คน ที่เดินทางออกจากเมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 3209 ได้เดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีคนไทยรวมอยู่ด้วย 38 คน ด้าน นางภัทรภร พิพิรกุล ชาว จ.นนทบุรี กล่าวว่า ได้เดินทางไปกับทัวร์เพื่อแสวงบุญที่เนปาล รู้สึกดีใจเป็นที่สุดที่วันนี้ได้กลับมาแผ่นดินบ้านเกิด ส่วนวันแรกๆหลังเกิดแผ่นดินไหวต้องใช้ชีวิตเป็นอยู่ตามถนน หรือตามสนามหญ้า เนื่องจากมีอาฟเตอร์ช็อคตลอดเวลา นอกจากนี้ ภายหลังจากเกิดแผ่นดินไหว ตนและสามีได้เข้าไปช่วยชีวิตชาวเนปาลที่ถูกเศษซากอาคารถล่มทับ และได้ช่วยเด็กหญิงวัยประมาณ 1 ขวบรายหนึ่ง ออกมาจากกองเศษอิฐและเศษปูนได้ ซึ่งมาทราบภายหลังว่าเด็กปลอดภัย จึงรู้สึกตื้นตันใจที่ได้ช่วยเหลือชีวิตคนเอาไว้ได้ ขอบคุณข้อมูล/ภาพ dailynews MThai News

ว่อนเน็ต! โพสต์คุณหมอ ฝากบอกฐปณีย์ ปมโรฮิงญา
คุณหมอฝากบอกฐปณีย์ /  ฐปณีย์ / 

ชาวโซเชียลแห่แชร์เรื่องราวที่คุณหมอ โพสต์ผ่านเฟสบุ๊คฝากบอกคุณฐปณีย์ นักข่าวดังที่มีกระแสดราม่าขณะนี้ปมเสนอข่าวโรฮิงญา วันที่ 19 พ.ค. 58 เกิดกระแสฮือฮาอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้งานเฟสบุ๊ครายหนึ่งชื่อว่า Jakkrit Parito ได้โพสต์ข้อความถึงคุณฐปณีย์ เอียดศรีไชย ระบุว่า คืนนี้ผ่าสมอง เด็กหญิง อายุ 4 ปี คนไทย 100 % อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ ทั้ง‪ท่ายาก‬‎ นอนคว่ำ ‬เลือดออก cerebellum และมี‎โอกาสเสียชีวิตสูงมาก‬ ‎ขอให้น้องรอดปลอดภัยครับ‬ โดย ประเด็นคือคนไข้ยากไร้ในประเทศไทยที่เป็นคนไทยจริงๆเยอะมาก และโรงพยาบาลที่ติดชายแดนอย่างผม ต้องรับรักษาคนไข้ข้ามฝั่งมาจาก‎ฝั่งลาว‬ ตาม‎หลักมนุษยชน‬เราไม่เคยปฏิเสธรักษาคนไข้ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เก็บเงินและขาดทุน‬ ‎โรงพยาบาลตามเขตชายแดนต้องเสียเงินไปมากขนาดไหน ‬ไม่มีใครทราบ ‎คนไทยไม่แล้งน้ำใจ‬ และเป็นชาติที่มีมนุษยธรรมสูงมาก‬! ทั้งนี้ หาก‎คุณฐปณีย์‬ รักในชาติไทยควรจะสละเวลาที่ทำข่าว‎โรฮิงญา‬ มาทำข่าว‎โรงพยาบาลที่ไทย รับรักษาคนไข้ต่างชาติยากไร้‬จากลาว‬ เขมร‬ ‪‎พม่า‬ แล้วหมดเงินจากภาษีของคนไทยไปแต่ละปีอย่างมาก หากผมเป็นคุณฐปณีย์ ผมจะเสนอข่าวนี้ออกไปแทน เพื่อสะท้อนให้ประชาคมโลก UN เห็นว่า‪ ไทยได้ช่วยเหลือคนตามหลักมนุษยชาติมากแค่ไหน‬ เพื่อหักล้างคำพูดของนานาชาติที่ว่า‎ประเทศไทยเห็นแก่ตัว นอกจาก‬นี้ ยังโพสต์ต่ออีกว่า คุณ‎ฐปณีย์‬ เสนอข่าวทำให้คนมองประเทศไทยเป็น‎ผู้ร้าย‬ ทั้งที่สามารถทำให้คนทั้งโลกเห็นว่า‪‎ คนไทยมีจิตใจงามช่วยเหลือคนมาก แต่กรณีโรฮิงญาเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ไทยไม่สามารถแก้ไขได้เพียงประเทศเดียว ซึ่งไม่ได้หมายถึง‬คนไทยไร้มนุษยธรรม‬! ทั้งยังสงสัยว่า คุณฐปณีย์รักประเทศไทยจริงไหม?‬ หลังจากที่ได้เผยแพร่ภาพพร้อมข้อความดังกล่าว ชาวโซเชียลต่างกดไลค์พร้อมแชร์และแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยและวิพากษ์วิจารณ์คุณฐปณีย์ พร้อมทั้งให้กำลังใจในการทำงานของคุณหมอและผู้ป่วยที่รับการรักษา MThai News

รวบพ่อเลี้ยงหื่นขืนใจเด็ก12 สลด! แม่บังเกิดเกล้ารู้เห็น
ข่มขืน /  น้ำร้อนราด / 

ตำรวจสมุยตามรวบพ่อเลี้ยงหื่น ขืนใจเด็กหญิงวัย12 พร้อมแม่บังเกิดเกล้า รู้เห็นเป็นใจส่งลูกเผชิญนรก ขัดขืนน้ำร้อนราดพุพอง เด็กแฉยายแท้ๆร่วมมือด้วย จากกรณีพ่อเลี้ยงขืนใจเด็กหญิงวัย 12 ปี โดยมีแม่บังเกิดเกล้ารู้เห็นเป็นใจด้วย โดยถูกพ่อเลี้ยงทำการขืนใจ พร้อมขู่ฆ่าห้ามนำเรื่องไปบอกผู้อื่น และหากถ้าไม่ยินยอมก็จะถูกพ่อเลี้ยงและแม่ใช้น้ำร้อนราดจนเป็นแผลพุพอง หลังพ่อแท้ๆ ที่เพิ่งพ้นโทษออกมาพาบุตรสาวเข้าแจ้งความที่ สภ.เกาะสมุย เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา พร้อมนำกำลังตำรวจตามไปจับกุม แต่พ่อเลี้ยงและแม่ไหวตัวหนีไปได้ ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 31 พ.ค. พ.ต.อ.ไพฑูรย์ กระจะจ่าง ผกก.สภ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เกาะสมุย และสภ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหา 2 คน ตามหมายจับของศาลจังหวัดเกาะสมุย ที่หลบหนีมาอยู่ในพื้นที่อ.ท่าศาลา คือ นายหนุ่ม (นามสมมุติ) อายุ 26 ปี ในข้อกล่าวหากระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี  และนางอ้อย (นามสมมุติ) อายุ 36 ปี ในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนให้กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ด.ญ.น้ำ (นามสมมุติ) อายุ 12 ปี เหยื่อพ่อเลี้ยงเปิดเผยว่า โดนผู้ต้องหาทั้งสองคนที่เป็นพ่อเลี้ยงและแม่แท้ๆ ทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ และบังคับล่วงละเมิดทางเพศอยู่บ่อยครั้ง และเมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมา แม่กับพ่อเลี้ยงไปซื้อเบียร์มาดื่ม แล้วบังคับให้ด.ญ.น้ำดื่มด้วยจนมีอาการมึนหัว และยายแท้ๆที่เช่าบ้านอยู่ใกล้กันได้ให้แม่ของด.ญ.น้ำไปนอนที่ห้องของยาย แล้วให้พ่อเลี้ยงจับหนูนอนไว้ที่ห้องกันสองคน โดยที่ยายก็มีส่วนรู้เห็นให้พ่อเลี้ยงล่วงละเมิดทางเพศด้วย สำหรับผู้ต้องหาทั้งสองราย ล่าสุดอยู่ระหว่างควบคุมตัวมาสอบสวนที่สภ.เกาะสมุย ขอบคุณภาพจาก ข่าวสด MThai News

ร้องรัฐช่วย 3ดญ. หลังใช้ชีวิตลำพัง ไร้ผู้ปกครองดูแลนานนับปี
ข่าวจังหวัดศรีสะเกษ /  น้องเบียร์ วิภา มะณีรัตน์ / 

จนท.สงเคราะห์เด็กฯ ศรีสะเกษ รุดช่วยเด็กหญิง 3 พี่น้อง หลังใช้ชีวิตลำพังนานนับปี เหตุแม่ถูกจับติดคุก เผยสุดสลดต้องขอข้าววัด-เพื่อนบ้านเพื่อประทังชีวิต แถมน้องป่วยโลหิตจางไม่ได้รับการรักษานานหลายเดือน รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ จ.ศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่สงเคราะห์เด็กและเยาวชนจังหวัด นำโดยดร.กัลยาณี ธรรมจารีย์ รองประธานกรรมการฯ ได้เดินทางเข้าช่วยเหลือเด็กหญิง 3 พี่น้องในพื้นที่บ้านนาตราว ต.ดงรัก อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ หลังสืบทราบว่าทั้ง 3 คนใช้ชีวิตเพียงลำพังไร้ผู้ปกครองดูแลมาเป็นปีแล้ว ภายหลังผู้เป็นแม่ถูกจับติดคุกในข้อหากระทำผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ โดยการใช้ชีวิตในช่วงที่ผ่านมาผู้เป็นพี่คือ ด.ญ.วิภา มะณีรัตน์ หรือ น้องเบียร์ อายุ 12 ปี นักเรียนชั้น ป.6 ร.ร.บ้านนาตราว เป็นคนหาเลี้ยงน้องทั้ง 2 คนด้วยการรับจ้างทั่วไป แต่หากวันไหนรายรับไม่เพียงพอก็จะไปขอข้าววัด รวมถึงเพื่อนบ้านมาไว้กินเพื่อประทังชีวิต หนำซ้ำน้องคนเล็กป่วยเป็นโรคโลหิตจาง และไม่ได้ทำการรักษามาหลายเดือนแล้ว ด้านดร.กัลยาณี ได้เปิดเผยภายหลังเข้าเยี่ยมเด็กทั้ง 3 คนว่า จากการตรวจสอบพบว่าทั้ง 3 มีสภาพความเป็นอยู่เวทนายิ่งนัก จึงได้ทำการช่วยเหลือด้วยการมอบเครื่องอุปโภคบริโภค และเงินสดให้จำนวนหนึ่ง พร้อมทั้งฝากวิงวอนไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือเด็กหญิงทั้ง 3คนนี้ด้วย เนื่องจากหวั่นเกรงจะได้รับอันตรายได้ หรือถ้าหากประชาชนท่านใดมีจิตศรัทธาอยากช่วยเหลือเพื่อเป็นการทำบุญถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคมนี้ ก็สามารถช่วยเหลือได้ ด้วยการบริจาคเงิน หรือสิ่งของอื่นๆ ตามแต่ศรัทธาทางไปรษณีย์ โดยส่งถึง ด.ญ.วิภา มะณีรัตน์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ร.ร.บ้านนาตราว ต.ดงรัก อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อจะได้เป็นการช่วยยืดชีวิตของเด็กทั้ง 3 คนให้อยู่รอดไปได้ จนกว่าแม่ของเด็กทั้ง 3 คนจะพ้นโทษมาดูแลลูกสาวทั้ง 3 ภาพจาก ข่าวสด MThai News

หนังโลกที่เราอยากดู : A Girl at My Door (2014) - ดอกฟ้าในมือมาร
2014 /  A Girl at My Door / 

หนังโลกที่เราอยากดู A Girl at My Door (2014) - ดอกฟ้าในมือมาร A Girl at My Door ผลงานกำกับของ จูลี จัง (July Jung) และโปรดิวซ์โดย ลีชางดง (ผกก. Oasis, Secret Sunshine, Poetry) เป็นหนึ่งในหนังที่เข้าช่วงชิง Camera d’or (หนังเรื่องแรกยอดเยี่ยม) และ Queer Palm ที่คานส์ปี 2014 ....แบดูนา (The Host, Air Doll,Cloud Atlas) มารับบท ลีย็องนัม ตำรวจเลสเบียนที่ถูกส่งตัวจากโซลไปยังหมู่บ้านเล็กๆ ชายทะเลและได้พบ โดฮี เด็กหญิงวัย 14 ผู้มักถูกพ่อขี้เมาข่มขืน พ่อของเธอคือ ย็องฮา นายหน้าผู้คอยพาแรงงานเถื่อนเข้ามาป้อนอุตสาหกรรมประมงของหมู่บ้านนี้ ลีพาเด็กหญิงแปลกหน้าท่าทางหวาดผวากลับบ้านและนับจากนั้น ทั้งเธอและคนดูก็ต้องเผชิญหน้าสารพัดเหตุการณ์อันเป็นปริศนา ที่ห้อง Salon des Ambassadors จูลี จังแวะมาสนทนาสั้นๆ กับเราในวันรุ่งขึ้น หลังจากหนังเรื่องแรกของเธอเปิดฉายในสาย Un Certain Regard ซึ่งแม้จะลงเอยด้วยการชวดรางวัล แต่มันก็กวาดคำชมทะลักทลายพร้อมได้รับการสแตนดิงโอเวชันจากคนดูนานถึงสามนาที! BIOSCOPE : คุณเพิ่งประเดิมงานกำกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก แต่ทำไมถึงดึงดาราดังๆ อย่าง แบดูนา, คิมแซรอน (The Man from Nowhere, Barbie) กับ ซง แซ-บยอค (Mother, Doomsday Book) มาได้ จูลี จัง : พอฉันเขียนบทเสร็จ เรื่องแรกเลยที่นึกถึงก็คือการแคสติง ฉันพยายามจินตนาการว่าใครเหมาะจะเล่นบทไหน โดยตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งเงื่อนไขอะไรไว้เลยค่ะ ไม่ได้สนว่าต้องเป็นดาราดังหรือหน้าใหม่ แต่สุดท้ายฉันก็นึกถึงสามคนนี้แล้วลองเสนอลีชางดงดู เขาเลยไปลองติดต่อและให้ฉันส่งบทไป ปรากฏว่าทุกคนตอบรับหมดเลย ไม่มีใครปฏิเสธลีชางดงลงแม้แต่คนเดียว! การทำงานกับดาราเหล่านี้ราบรื่นมากๆ เพราะเขาเข้าใจเข้าตัวละครกันได้เร็วและเป็นธรรมชาติมาก ระหว่างการถ่ายฉันก็แค่ใช้บทหนังนี่แหละเป็นสื่อกลางหลักๆ ในการสื่อสารกับนักแสดง ตัวอย่างเช่น ตัวโดฮีเป็นเด็กผู้หญิงที่มีบุคลิกสองด้านซึ่งต่างกัน ด้านหนึ่งเธอเงียบอ่อนแอ ไม่กล้าลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเอง แต่พอเธอเป็นอิสระจากเงื้อมมือพ่อมาได้ เธอก็กลายเป็นคนคุยเก่งเข้าสังคมเก่งทันที ฉันบอกแซร็อนให้จินตนาการว่าเป็นเด็กที่ไม่เคยมีใครรักน่ะ แล้วอยู่ๆ วันนึงก็มีตำรวจหญิงคนนึงเดินเข้ามาในชีวิต ลองจินตนาการดูว่าจะรู้สึกยังไงเมื่อมีใครมาคอยใส่ใจดูแล เราสื่อสารกันง่ายๆ ตรงๆ แบบนี้เลย BIOSCOPE : ลีชางดง (ซึ่ง Poetry ของเขาได้รางวัลบทยอดเยี่ยม และ Prize of the Ecumenical Jury - Special Mention จากคานส์ด้วย) เข้ามาเกี่ยวข้องกับโปรเจ็คต์นี้ได้อย่างไร จูลี จัง : ลีสอนอยู่ที่ Korean National Arts University ซึ่งฉันเป็นนักศึกษาอยู่ ตอนเรียนจบ ทางค่าย CJ Entertainment เปิดโครงการความร่วมมือระหว่างวงการหนังกับมหาวิทยาลัยโดยมีการประกวดทรีตเมนต์บทด้วย ฉันส่งทรีตเมนต์ว่าด้วยผู้หญิงที่ยอมสละทุกอย่าง ทั้งตัวเอง หน้าที่การงาน เพื่อนฝูง เพื่อแลกกับคนที่เธอรัก ซึ่งเข้ารอบ 5 เรื่องสุดท้ายที่จะได้รับการพัฒนาต่อ ...สุดท้ายฉันไม่ชนะค่ะ แต่พอดีลีชางดงเป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินด้วย พอเขาเห็นว่า CJ ไม่เลือกบทฉัน เขาก็เลยขอมาโปรดิวซ์ให้เองเลยซึ่งจากตรงนั้นเราก็ปรับบทกันมาอีก BIOSCOPE : ลีมีอิทธิพลต่อหนังเยอะมั้ย จูลี จัง : ลีเป็นผู้กำกับที่ฉันชอบมานานแล้ว ก็ต้องยอมรับแหละว่ามีอิทธิพล แต่ในทางดีนะ เช่น การที่หนังขับเน้นตัวละคร หรือการถ่ายทอดบรรยากาศของเมืองเล็กๆ ซึ่งชวนให้นึกถึงหนังของเขาอย่าง Secret Sunshine อยู่เหมือนกัน แต่จักรวาลในหนังของฉันก็ไม่เหมือนของลีหรอก และตอนทำเขาก็ไม่ได้ให้คำแนะนำในรายละเอียดอะไรมาก นอกจากแนะกว้างๆ ในจุดสำคัญๆ เช่น “เธอต้องหาจังหวะที่ใช่ของหนังให้เจอ แล้วรักษามันไว้ให้ตลอด” BIOSCOPE : จังหวะในหนังของคุณค่อนข้างขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ เช่น ตอนตัวละครตำรวจหญิงอยู่ตามลำพัง จังหวะจะนิ่งเงียบแบบนึง แล้วพอถึงฉากที่รุนแรง จังหวะก็จะเปลี่ยนไป ...คุณกังวลมั้ยว่าควรจะแสดงความรุนแรงออกมาชัดแจ้งขนาดไหน จูลี จัง : สิ่งสำคัญสำหรับฉันก็คือ ต้องทำให้คนดูเข้าใจบริบทของความรุนแรงนั้นด้วย ต้องเข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์นี้ๆ ถึงเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ต่อให้บริบทชัดเจนแล้ว เราก็ยังมีคำถามอยู่ดีแหละว่าแล้วควรใส่ความรุนแรงเข้าไปขนาดไหน ซึ่งว่าตามจริง ฉันก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน มีหนังเกาหลีดังๆ หลายเรื่องที่มีฉากความรุนแรงสุดขั้ว ในหนังฉันก็มีทั้งความรุนแรงในเชิงจิตวิทยาและทางกายภาพ แต่ฉันว่าข้อแตกต่างอยู่ตรงที่ความรุนแรงในหนังของฉันไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความตื่นเต้นตกใจให้คนดู ทว่ามีไว้เพื่อให้คนดูเข้าใจตัวละครได้ดีขึ้น BIOSCOPE : คุณมีคำแนะนำอะไรให้ผู้กำกับหน้าใหม่ๆ จูลี จัง : หรือนักเรียนหนังที่อยากเริ่มทำหนังบ้างมั้ยฉันว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราต้องมีไอเดียดีๆ หลายๆ ไอเดียไว้ก่อนค่ะ https://www.youtube.com/watch?v=_slHXNhxMl4 ***ส่วนหนึ่งจาก Scoop - Cannes 2014 Exclusive Interview โดย โรเบิร์ต ดับเบิลยู เดวิส (Robert W. Davis) ผู้สื่อข่าวพิเศษประจำเทศกาลหนังเมืองคานส์ของ BIOSCOPE นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 150 (ก.ค. 57)

ทหารหึงโหด! จุดไฟเผาแฟนสาวสาหัส ลูกร้องปวีณาจี้คดี
จุดไฟเผา /  ทหารหึงโหด / 

พลทหารค่ายธนะรัชต์หึงโหด ราดน้ำมันจุดไฟเผาแฟนสาวทั้งเป็นเจ็บสาหัสปางตาย ลูกสาวโร่ร้องปวีณาขอความเป็นธรรม พร้อมเร่งจับกุมผู้ก่อเหตุลงโทษ วันที่ 14 พ.ค ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี จ.ปทุมธานี นายสราวุธ เจียงชัย อายุ 31 ปี พร้อมด้วยเด็กหญิง 2 คน เข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมต่อนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ กรณีนางสาวสินิทรา คุ้มไม้ อายุ 34 ปี พี่สาว และเป็นแม่ของเด็กหญิงทั้ง 2 คน ถูกพลทหารสุนัย อายุ 22 ปี สังกัดกองพันบริการ ศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ ซึ่งเป็นแฟนหนุ่มใช้น้ำมันราดและจุดไฟเผาทั้งเป็น ขณะนอนหลับที่บ้านพัก ย่านหนองแขม กทม.บาดเจ็บสาหัส ก่อนจะหลบหนีไป เหตุเพราะหึงหวงเกรงว่าฝ่ายหญิงจะไปมีชายอื่น โดยเหตุเกิดช่วงเช้ามืดวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา ขอให้ทางมูลนิธิปวีณาฯให้ความเป็นธรรมด้านคดี และขอให้เจ้าหน้าที่ติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว นายสราวุธ กล่าวว่า นางสาวสินิทรา พี่สาวเลิกกับสามีเก่าและมีลูกสาว 2 คน ต่อมาได้คบหาเป็นแฟนกับพลทหารสุนัยตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 ไม่นาน พลทหารสุนัยก็ถูกจับกุมในคดียาเสพติดติดคุกอยู่หลายเดือน ก่อนจะออกมาเข้ารับการเกณฑ์ทหารและเป็นทหารเกณฑ์อยู่ที่ค่ายธนะรัชต์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อมีวันหยุดก็จะมาหาพี่สาวเป็นประจำ ระยะหลังฝ่ายชายมักจะหึงหวง และหาเรื่องทะเลาะ มีปากเสียงกันแทบทุกครั้งที่พบหน้า ล่าสุดพลทหารสุนัย มาหาพี่สาวที่บ้าน เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อปรับความเข้าใจ ก็ยังพูดจากันดี ไม่มีทีท่าจะทะเลาะกันแต่อย่างใด ทั้งพลทหารสุนัยยังขอนอนค้างที่ห้องรับแขก ส่วนพี่สาวตนก็นอนกับลูกสาวทั้งสองคนในห้องนอนชั้นล่าง จนกระทั่งเวลาประมาณ ตี 5 ของวันที่ 8 พ.ค. ขณะที่พี่สาวกับหลานๆ นอนหลับอยู่ พลทหารสุนัยได้เข้ามาในห้องนอนพร้อมกับเอาน้ำมันเบนซินราดบนตัวพี่สาวก่อนจุดไฟเผาทั้งเป็น ท่ามกลางความตกใจของเด็กทั้งสองคน ส่วนน้องสาวตนอีกคนที่นอนอยู่ชั้นบนได้ยินเสียงจึงรีบลงมาช่วยเหลือดับไฟและพาส่งโรงพยาบาล ซึ่งพลทหารสุนัยได้อาศัยช่วงชุลมุนขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป หลังเกิดเหตุหลานสาวคนโต เล่าว่า เห็นพลทหารสุนัย สูบน้ำมันออกจากรถจักรยานยนต์ใส่ขวดไว้ตั้งแต่เย็นวันที่ 7 พ.ค.แต่ก็ไม่ได้เอะใจสงสัยอะไร จนกระทั่งมาเกิดเรื่องดังกล่าวกับแม่ นายสราวุธ กล่าวอีกว่า จากการสอบถามแพทย์ทราบว่า ผิวหนังบริเวณใบหน้า หน้าอก แขนขา ของผู้ได้รับบาดเจ็บถูกไฟไหม้กว่า 40 เปอร์เซ็นต์ แผลลึกระดับ 3 อยู่ในขั้นวิกฤต ต้องรักษาอยู่ในห้องไอซียู และต้องดูอาการวันต่อวัน จึงอยากขอความเป็นธรรมให้กับพี่สาวและครอบครัวด้วย ตั้งแต่เกิดเรื่องหลานสาว 2 คน ไม่กล้าที่จะนอนที่บ้าน มีอาการหวาดผวาตลอด เพราะเสียขวัญที่เห็นสภาพแม่ถูกเผาทั้งเป็น ด้านนางปวีณา กล่าวว่า หลังรับเรื่องได้ประสานไปยังพ.ต.อ.ณรงค์ ถัดทะพงษ์ผกก.สน.หนองค้างพลู และพ.ต.ท.อดิศร แก้วโหมดตาด พงส.ผนพ.เพื่อติดตามทางด้านคดี และขอให้เร่งจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีโดยเร็ว พร้อมกันนี้จะทำหนังสือไปยังพล.ต.นพดล ยิ้มถนอม ผู้บัญชาการศูนย์ทหารราบค่ายธนะรัชต์ ต้นสังกัด เพื่อขอให้ส่งตัวพลทหารสุนัยมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป. MThai News

ปรัชญา ปิ่นแก้ว ร่วมกำกับ หนังสั้นสะท้อนสังคม ตีแผ่การล่วงละเมิดสิทธิเด็ก
กันตนา /  คนเร่ร่อน / 

ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้กำกับแถวหน้าของเมืองไทย ที่ฝากฝีไม้ลายมือการกำกับภาพยนตร์ชื่อดังมากมายหลายเรื่อง อาทิ องค์บาก ต้มยำกุ้ง ฯลฯ มาวันนี้ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง ปรัชญา ปิ่นแก้ว ขอมีส่วนร่วมกับโปรเจ็กต์น้ำดีเพื่อสังคมไทย ที่มีชื่อว่า เด็ก ร่วมกำกับ 1ใน 5 หนังสั้น ตีแผ่สะท้อนเรื่องราวปัญหา การถูกล่วงละเมิดสิทธิของเด็กขั้นพื้นฐานที่เด็กควรจะได้รับ! ผ่านหนังสั้นเรื่อง น้องอ้อย หวังกระตุ้นจิตสำนึกของผู้ใหญ่ในสังคม ให้เล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ปรัชญา ปิ่นแก้ว ภายใต้การดูแลและสนับสนุนของ บริษัท สาระดี จำกัด บริษัทฯ ในเครือ บมจ. กันตนา กรุ๊ป หนังสั้นเรื่อง น้องอ้อย เป็นเรื่องราวที่เกินขึ้นในชีวิตจริงของ "น้องส้ม" เด็กหญิงวัย 11 ปี ที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนกับแม่อยู่ตามใต้สะพานลอย น้องส้มไม่ได้เรียนหนังสือต้องใช้ชีวิตอย่างปากกัดตีนถีบ แถมยังถูกแม่แท้ๆ พาไปขายตัว ชะตากรรมของน้องส้มสร้างความเวทนาแก่ผู้ที่พบเห็น จนชาวบ้านแจ้งเบาะแสต่างๆ จนเป็นที่มาของหนังสั้นเรื่อง น้องอ้อย ปรัชญา ปิ่นแก้ว เล่าถึงแรงบันดาลใจ ในการหยิบยกเรื่องราวของน้องส้ม มาถ่ายทอดในรูปแบบของหนังสั้นให้ฟังว่า "ที่มาของหนังสั้นเรื่อง น้องอ้อย มาจากการชักชวนของทีมงานบริษัท สาระดี จำกัด ที่อยากหยิบเอาเรื่องราวปัญหาของเด็กมาถ่ายทอด ผมชอบโครงการนี้นะ เพราะมันช่วยสะท้อนให้เห็นถึงการกระทำทารุณต่างๆ ต่อเด็ก ซึ่งมันเป็นปัญหาสำคัญที่สุดที่พวกเราทุกคนในสังคมต้องใส่ใจเป็นพิเศษครับ" "ผมเลือกเคสของน้องส้มมาถ่ายทอด เพราะเรื่องราวของน้องส้มเป็นเคสที่น่าสนใจมาก และเป็นที่มาของเรื่องราวที่น่าตกใจ ทำให้ผมฉุกคิดว่า เดี๋ยวนี้สังคมเราใช้ชีวิตกันขนาดนี้แล้วหรอ ในขณะที่หลายคนใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีบ้านอยู่ มีรถขับ มีอาหารดีๆ กิน แต่ก็ยังมีอีกหลายชีวิตต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ตามใต้ต่อม่อสะพานลอยกลางถนน มันสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตของสองแม่ลูกที่ต้องดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด ผมอยากถ่ายทอดความรู้สึกของพวกเขา อยากให้คนในสังคมได้รับรู้ว่าพวกเขาคิดอะไร? และรู้สึกอย่างไร?" "ผมเป็นห่วงว่ายังมีคนที่ขาดโอกาสในสังคมแบบน้องส้มและแม่อีกค่อนข้างเยอะ ผมอยากให้แฟนๆ ทุกคนได้ดูหนังเรื่องนี้นะ เพราะผมใส่หมัดเด็ดไว้อยู่หลายหมัด ที่อยากกระตุ้นต่อมผู้ใหญ่ในสังคม ให้หันมาใส่ใจกับการแก้ไขปัญหาของเด็กอย่างจริงจัง และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลปัญหาเหล่านี้ที่นับวันมันยิ่งจะขยายวงกว้างขึ้นจนน่าเป็นห่วง อยากให้ทุกคนลองติดตามกันครับ ผมเชื่อว่าหนังสั้นที่ผมได้กำกับฯ น่าจะโดนใจใครอีกหลายๆ คน ฝากติดตามภาพยนตร์สั้นของโครงการเด็กนี้ได้ ในเดือนกรกฎาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์นะครับ" เตรียมติดตามเรื่องราวหนังสั้น น้องอ้อย จากผลงานการกำกับของผู้กำกับชื่อดัง ปรัชญา ปิ่นแก้ว ภายใต้โปรเจ็กต์ เด็ก หนังสั้น 5 เรื่อง 5 ผู้กำกับ ที่ร่วมกันตีแผ่เรื่องราวปัญหาการล่วงละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก เปิดฉายหนังรอบการกุศลเดือน ก.ค. นี้ ในโรงภาพยนตร์ รายได้จากการจำหน่ายตั๋วนำไปมอบให้กับ 5 องกรค์การกุศลที่ช่วยเหลือเด็ก -----------------------------------

กระบะพลิกคว่ำ ลูกสาว6ขวบกระเด็น-ถูกทับดับสยอง
กระบะพลิกคว่ำ /  ตลาดสี่มุมเมือง / 

รถกระบะขนผักเสียหลักพลิกคว่ำ เคราะห์ร้ายลูกสาวกระเด็นหลุดออกจากรถ ก่อนถูกตัวรถทับร่างซ้ำดับอนาถ วันนี้ 13 พ.ค. เกิดเหตุรถยนต์กระบะพลิกคว่ำส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ บริเวณถนนกาญจนาภิเษกมุ่งหน้าเพชรเกษม หน้าร้านซุปเปอร์คาร์ แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม. ซึ่งเป็นบริเวณช่องทางคู่ขนานเลนขวาสุด พบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน 1 ฒฆ 3722 กรุงเทพมหานคร บรรทุกผักมาเต็มคันพลิกคว่ำ สภาพพังยับเยินทั้งคัน  ช่วงคานเสาหน้าข้างซ้ายของตัวรถทับร่างเด็กหญิงติดคาจนเสียชีวิต คือ ด.ญ.ลิลลี่ ดอกไม้งาม อายุ 6 ขวบ นักเรียนชั้นอนุบาล 1 โรงเรียนวัดนิมมานรดี จากการสอบสวน นายโซ ฮาลา พ่อผู้เสียชีวิต เล่าว่า  ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถจากบ้านพักย่านตลาดบางแค พา น.ส.มะลิ ดอกไม้งาม อายุ 27 ปี ภรรยาและลูกสาวอีก 2 คน ไปรับผักจากตลาดสี่มุมเมือง จ.ปทุมธานี มุ่งหน้าไปส่งลูกค้าที่ตลาดบางแคตามปกติ มาถึงจุดเกิดเหตุปรากฏว่ารถเกิดสะบัดอย่างรุนแรงคล้ายตกหลุมขนาดใหญ่ ด้วยความตกใจจึงเหยียบเบรกกะทันหันทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำ เพราะบรรทุกผักมาเต็มคันทำให้ร่างของน้องลิลลี่หลุดออกนอกตัวรถโดนเสาคานทับเสียชีวิตคาที่ โชคดีที่ภรรยากับลูกสาวคนเล็กปลอดภัยไม่ได้รับบาดเจ็บ MThai News แหล่งที่มา ข่าวสด

พิสูจน์ไฟปริศนา ลวงโลก หรือ จำเลยสังคม
พัทลุง /  ไฟไหม้ / 

เรื่องราวความเชื่อ ที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน กรณีเหตุการณ์ปริศนา ไฟลุกไหม้ทั่วบริเวณบ้านหลังหนึ่งกว่า 200 ครั้ง ใน ต.ตะโหมด อ.ตะโหมด จ.พัทลุง  ที่กรณีนี้ หลายฝ่ายเชื่อว่า เป็นฝีมือของมนุษย์ ข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่น่าไหม้ไฟได้ กลับไหม้อย่างเหลือเชื่อ แต่เจ้าของบ้านเองก็ยังคงยืนยันว่า ไม่ได้จุดขึนมาเองแน่นอน เกิดคำถามตามมาว่า แท้จริงไฟลุกไหม้ปริศนาเกิดจากฝีมือมนุษย์จริงหรือไม่ ชนวนไฟปริศนา ลุกโชนขึ้นมาครั้งแรกเมื่อ 17 มีนาคมที่ผ่านมา เกิดไฟไหม้ขึ้นแทบทุกวัน ไม่หยุด สร้างความหวาดผวาให้กับเจ้าของบ้านและ ชาวบ้านใกล้เคียง เมื่อหาตัวมือเผาไม่ได้ ก็ต่างเล่าลือกันไปต่างๆนานา ถึงสิ่งลี้ลับที่เกิดขึ้น  เจ้าของบ้านยังระบุว่า ลูกสาววัย 2 ขวบของเจ้าของบ้าน ที่เหมือนมีพรายกระซิบ มาบอกเหตุล่วงหน้าทุกครั้งชวนขนลุก วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ไม่มีการพิสูจน์ แต่กลับไปพึ่งความเชื่อทางไสยศาสตร์ ครอบครัวนี้ได้เชิญร่างทรงมาทำพิธี ขณะที่ทำพิธีอยู่ ไฟได้ลุกไหม้บริเวณฐานพระพุทธรูปบนหิ้งพระในบ้าน สร้างความแตกตื่น ร่างทรงแนะให้ขยับที่ตั้งศาลพระภูมิใหม่ เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปกปักรักษา  แถมยังมีหญิงคนหนึ่งจาก จ.นครศรีธรรมราช อ้างเป็นร่างทรงเจ้าแม่กาลี  บอกว่าน้องปลายฟ้าเป็นเทพ สามารถรู้และเห็นในสิ่งลี้ลับและบอกเหตุแก่คนในครอบครัวได้ ต่อไปให้เรียกน้องปลายฟ้าว่า"โมลานา" ทางพิสูจน์ที่จะชี้ชัดว่า ไฟลุกไหม้ได้อย่างไร เหตุไฉนจึงไม่ลองติดกล้องทั่วทุกมุมบ้าน เพื่อหาตัวการของเพลิงปริศนา   แต่แล้วกลายเป็นข่าวดังขึ้นมา ที่มีการะยืนยันด้วยคลิปของ รายการข่าวช่อง 8 ที่ติดตั้งกล้อง แอบติดตามพฤติกรรม และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพบว่า มีหญิงรายหนึ่ง ทำท่าจุดไฟ จนเป็นคลิปยืนยันว่า ไฟปริศนานั้นเกิดจากฝีมือมนุษย์ สอดตล้องกับข้อมูลของนักวิชาการนิติวิทยาศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ฟันธงว่า หลังจากที่ได้ส่งนิสิตเกษตรลงพื้นที่ไปพิสูจน์เหตุไฟไหม้ปริศนาในบ้าน ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ   แม้ว่าจะมีหลักฐานออกมาให้เห็น บรรดาชาวเน็ตต่างก็ต้องแปลกใจอีกระลอก เมื่อญาติและชาวบ้าน ต่างไม่พอใจที่สื่อนำเสนอข่าว ยืนยันว่า เหตุไฟไหม้ปริศนาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นฝีมือคนในบ้านอย่างแน่นอน  ยังคงปักใจเชื่อว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องลี้ลับ ขณะที่บางคนเริ่มสับสนว่า เหตุไฟไหม้เกิดจากอะไรกันแน่ หรือไฟที่ลุกไหม้ไม่ได้เกิดจากฝีมือมนุษย์ ? มีการทดสอบให้คนในครอบครัวทุกคนออกไปนอกบ้านเพื่อคลายข้อสงสัย รวมทั้งแม่เด็กหญิงที่ถูกกล่าวหา แต่ปรากฏว่ายังเกิดไฟไหม้อีก 2 ครั้ง ... เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ใครจะยอมเผาบ้านตัวเอง เผาทรัพย์สินตัวเองให้เกิดความเสียหายหลายๆ ครั้ง นี่คือสิ่งที่เจ้าของบ้านยืนยัน หลังจากที่ตกเป็นจำเลยว่า "ลวงโลก" พร้อมให้พิสูจน์และขอความเป็นธรรม แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะมีผู้ที่ก่อเหตุเพียงคนเดียวหรือไม่ หากหญิงในคลิปจุดไฟคนเดียว เธออาจเข้าข่ายป่วยทางจิต แต่หากร่วมกันทำหลายคน ตำรวจต้องสืบหาแรงจูงใจของการกระทำว่า ทำไปเพื่ออะไรกันแน่ บ้างก็ว่า ต้องการสร้างกระแสให้เกิดแรงศรัทธาในตัวเด็ก ที่มองเห็นเหตุการณ์ได้ล่วงหน้าหรือ มีจุดประสงค์แฝงบางอย่าง เพื่อเป็นการยืนยันพิสูจน์ให้แน่ชัด ทางมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลาและวิทยาเขตพัทลุง จะนำกล้องวงจรปิดเข้าไปติดในบ้านหลังดังกล่าวโดยรอบ เพื่อพิสูจน์ความจริงกรณีไฟไหม้ปริศนาว่าเกิดจากการกระทำของคนในบ้าน หรือเกิดขึ้นเอง การพิสูจน์ยังคงดำเนินต่อไป ทั้งกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการทางฟิสิกส์ และกระบวนการทางเคมี  เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง อย่างไรก็ตามถือว่ากรณีนี้ หากพบว่าเป็นฝีมือมนุษย์ เป็นการกระทำผิดฐานหลอกลวงประชาชน มีโทษหนัก จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเป็นคดียอมความไม่ได้ เพชรพิริยะ MThai News

วอนช่วยเหลือ! ทารกหญิง กะโหลกรั่วสมองอยู่นอกศีรษะ
กะโหลกศีรษะรั่ว /  ช่วยเหลือเด็ก / 

วอนช่วยเหลือ น้องชมพู ทารกเพศหญิง เกิดอาการผิดปกติ กะโหลกศีรษะรั่ว สมองอยู่นอกกะโหลกศีรษะ  เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 58 พระศรีสวรรค์ อมรธัมโม รองเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะ พร้อมคณะ นำเงินและเครื่องอุปโภคบริโภค ช่วยเหลือครอบครัว เด็กหญิงนชรัตน์ ยอดสิน หรือน้องชมพู อายุ 13 วัน ที่มีอาการผิดปกติตั้งแต่แรกคลอด โดยบริเวณกะโหลกมีรอยรั่ว ส่งผลให้สมองและถุงน้ำไหลออกมาเป็นก้อนอยู่นอกกะโหลกศีรษะ โดย นางสาวนิชาดา ไกรสังข์ อายุ 21 ปี  มารดาน้องชมพู เผยว่า ตนได้ไปฝากครรภ์ตามปกติ จนกระทั่งอายุครรภ์ครบ 4 เดือน ได้ไปทำการอัลตร้าซาวน์ แพทย์ยืนยันว่าน้องปกติดี แต่พออายุครรภ์ 8 เดือน กลับไปทำอัลตร้าซาวน์อีกครั้ง แพทย์แจ้งว่าเด็กในครรภ์มีอาการผิดปกติ บริเวณกะโหลกศีรษะ ลักษณะเป็นก้อนขนาดเท่ากำปั้น เมื่อครบกำหนดผ่าตัดคลอดที่โรงพยาบาลพุทธชินราช อ.เมืองพิษณุโลก แรกเกิดน้ำหนัก 3,300 กรัม พบว่า น้องมีมันสมองอยู่นอกกะโหลกศีรษะ และหยุดหายใจ ทีมแพทย์จึงใส่เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งอาการเกิดจากความผิดปกติของกะโหลกศีรษะด้านหลัง มีรูโหว่ ทำให้สมองและถุงน้ำไหลออกมาอยู่นอกกะโหลกศีรษะ ซึ่่งยังไม่สามารถที่จะรักษาได้เนื่องจากน้องยังเป็นเด็ก ประกอบกับหากเข้ารับการผ่าตัดอาจจะเกิดอาการติดเชื้อได้ โดยน้องชมพู มีอาการปกติเหมือนเด็กทั่วไปทุกอย่าง เพียงแต่ไม่สามารถดูดนมแม่ได้ แพทย์ได้ทำการใส่สายเพื่อให้นมทางสายยาง นอกจากนี้ผู้เป็นแม่ยังเผยต่อว่า ครั้งแรกที่เห็นหน้าลูกหัวใจแทบสลาย รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของลูก หลังจากพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 7 วัน ได้พาน้องกลับบ้านพัก เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา น้องอาจจะไม่สามารถมีชีวิตที่ยาวนานกว่านี้ แต่ก็ยังหวังว่าอยากให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น สำหรับ ผู้มีจิตศรัทธาท่านใดต้องการให้ความช่วยเหลือน้องชมพู สามารถติดต่อได้โดยตรง ที่นางสาวนิชาดา ไกรสังข์ หมายเลขโทรศัพท์ 088- 1574284 หรือ สามารถโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขาบางระกำ ชื่อบัญชี นางสาวนิชาดา ไกรสังข์ เลขที่บัญชี 624 -0-20528-1 ขอบคุณข้อมูล/ภาพ matichon MThai News