เด็กหญิง

ละครตามรักคืนใจ , เรื่องย่อตามรักคืนใจ
ละครตามรักคืนใจ /  ตามรักคืนใจ / 

บทประพันธ์ตามรักคืนใจ โดย : กิ่งฉัตรบทโทรทัศน์ตามรักคืนใจ โดย : ศรียุดา วรรณภาค-ปิยพร วายุภาพกำกับการแสดงตามรักคืนใจ โดย : ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์ เรื่องย่อตามรักคืนใจ ความรัก คือสิ่งที่เธอต้องการมาตลอดชีวิต เมื่อความรักหล่นหายมานานสิบห้าปี มันก็ถึงเวลาแล้วที่เธอต้องทำทุกทางเพื่อ ตามรักคืนใจ นารา วรรณพานิช หรือ หนูนา หลานสาวของนายวรรณ วรรณพาณิช ประธานธนาคารอันดับต้น ๆ ของประเทศ ซึ่งเป็นที่รู้จักทั้งในวงการธุรกิจการเงิน และสังคมว่าเป็นมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่ง เพราะฐานะที่ร่ำรวยทำให้นาราถูกเลี้ยงอย่างคุณหนู ไม่เคยหยิบจับอะไร และการใช้ชีวิตของเธอก็อยู่ในกรอบ มีระเบียบแบบแผนตามที่นายวรรณผู้เป็นตาวางไว้ คนภายนอกอาจอิจฉาที่นาราเป็นหลานสาวนายธนาคาร ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ได้เรียนในสถาบันการศึกษาที่ดี แต่ภายในตระกูลวรรณพานิช นาราเปรียบเสมือนลูกเป็ดขี้เหร่ของตระกูล ไม่ใช่หงส์อย่างคนอื่น โดยมีลุงเอก พี่ชายของแม่ และป้าสะใภ้ทั้งสองที่เอาแต่ตั้งแง่รังเกียจนารา ถึงแม้เลือดในตัวครึ่งหนึ่งจะเป็นของวรรณพานิช แต่เลือดอีกครึ่งหนึ่งกลับเป็นของชาวสวนที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ! เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน รัศมีแม่ของนารา ซึ่งเป็นลูกสาวคนสุดท้องของนายวรรณ ได้พบรักกับราม หนุ่มชาวสวน ตอนนั้นรัศมีวาดฝันความรักของตัวเองเหมือนนิยายที่จะต้องแฮปปี้เอนดิ้ง คิดว่าการได้พบผู้ชายหน้าตาดี เป็นชาวสวนแสนเท่จะทำให้เธอมีความสุข รัศมีตกหลุมรักรามตั้งแต่แรกเห็น ทว่ารามเจียมเนื้อเจียมตัวไม่กล้าเด็ดดอกฟ้า แต่ดอกฟ้าอย่างรัศมีกลับโน้มลงมาหา พยายามโปรยเสน่ห์ทำให้รามตกหลุมรักในที่สุด ความรักของราม และรัศมีสุกงอมในเวลารวดเร็วท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของคนในตระกูลวรรณพานิช โดยเฉพาะนายวรรณ ได้ห้ามลูกสาวอย่างเด็ดขาด แต่เมื่อคนอย่างรัศมีต้องการอะไรก็ไม่มีใครห้ามเธอได้ ในวันที่รัศมีขนกระเป๋าออกจากบ้านเพื่อไปอยู่กับราม วรรณประกาศว่าถ้ารัศมีก้าวออกจากบ้านก็ห้ามกลับมาเหยียบที่บ้านอีก ด้วยความรักที่บังตาทำให้รัศมีก้าวออกไปจากบ้านหลังนั้นโดยไม่หันกลับมา และไปใช้ชีวิตอยู่กับราม ชีวิตคู่ช่วงแรกของราม และรัศมีเต็มไปด้วยความสุข รามทำทุกอย่างเพื่อให้รัศมีมีความสุข ทั้งสองมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน นั่นก็คือนารา ทว่าชีวิตคู่คือความจริง เมื่อรัศมีผู้ใช้ชีวิตแบบคุณหนูมาอยู่อย่างลำบาก ส่วนรามก็ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาปรนเปรอความฟุ่มเฟือยของรัศมี ทำให้ทั้งสองทะเลาะกันมากขึ้น จากที่เคยพอใจชีวิตแบบชาวสวน รัศมีก็คิดถึงแสงสี เริ่มไม่พอใจกับชีวิตแสนธรรมดาอย่างที่รามชอบ และเป็นช่วงเดียวกับที่สวนของรามมีปัญหาทำให้ขาดทุนไม่มีรายได้ก้อนใหญ่เข้าประจวบเหมาะกับแม่ของรามที่ดูแลบ้านก็เสียชีวิต รัศมีที่ไม่เคยแตะงานบ้าง ก็ไม่คิดที่จะทำหน้าที่นั้น จนพ่อของรามทนไม่ไหวกับนิสัยของลูกสะใภ้ จึงบวชเป็นพระ ปล่อยให้ราม นารา และรัศมีอยู่กันสามคนพ่อแม่ลูก จากที่เคยอยู่สบาย รัศมีก็เริ่มรู้สึกว่าชีวิตของเธอลำบากเหลือเกิน เด็กหญิงนาราใช้ชีวิตแบบเด็กในสวนในไร่ทั่วไป มองเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันเป็นประจำ หน้าที่การดูแลนาราก็เป็นของราม รัศมีไม่เคยหยิบจับอะไรเลย เด็กหญิงนารามีความสุขตามประสาเด็ก แต่แล้วความสุขของนาราก็หายไปเมื่ออายุห้าขวบ วันหนึ่งรัศมีบอกกับนาราว่าพ่อของเธอได้ตายไปแล้ว ทำให้นาราเสียใจอย่างหนัก รัศมีทิ้งบ้านสวน และพานารากลับมาที่บ้านวรรณพานิช ตอนแรกวรรณไม่ยอมรับนารา แต่เพราะนารามีใบหน้าที่คล้ายกับภรรยาที่เสียไปทำให้วรรณค่อย ๆ ลดทิฐิ และยอมให้นาราเข้ามาอยู่ในบ้าน โดยวรรณยื่นข้อแม้ว่าหลานสาวคนนี้เขาจะเลี้ยงด้วยมือตัวเองซึ่งรัศมีที่ชอบชีวิตที่มีอิสระ ตกลงอย่างง่ายดาย และวรรณก็ทำให้นาราได้ใช้นามสกุลวรรณพานิชแทนนามสกุลของราม เหตุผลที่วรรณอยากเลี้ยงหลานคนนี้ด้วยตัวเองก็เพราะ วรรณไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแบบลูกสาว ที่เอาแต่ใจตัวเอง ทำอะไรไม่ยั้งคิดจนสร้างเรื่องเดือดร้อนเป็นประจำ วรรณเลี้ยงดูนาราให้อยู่ในกรอบ มีระเบียบ และกระทำทุกอย่างตามสิ่งที่ดี และสมควรทำ ซึ่งนาราก็ไม่ได้ทำให้วรรณผิดหวัง เวลาผ่านไปไม่ว่าจะกี่ปีเลือดอีกครึ่งหนึ่งในตัวของนาราที่มาจากพ่อที่เป็นชาวไร่ชาวสวน ทำให้นาราถูกกระแหนะกระแหนจากป้าสะใภ้ทั้งสองนั่นคือ เพชรสี ภรรยาของลุงเอกชาติ และชไมพร ภรรยาของลุงโทณรงค์ ถึงชาติกำเนิดของเธอเป็นประจำ และพฤติกรรมของรัศมีที่ตอนนี้เป็นสาวสังคมที่นิยมการแต่งตัว และใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ คิดว่าตัวเองเป็นหงส์ผู้สง่างามเพราะความสวยของเธอยังเฉิดฉาย และทำให้คนสนใจได้เสมอ รัศมีคบผู้ชายมากหน้าหลายตา และสร้างความวุ่นวายให้กับวรรณเป็นประจำ ทำให้บรรดาญาติ และวรรณไม่ชอบใจนัก แต่รัศมีก็หาได้สนใจไม่ เมื่อไม่พอใจแม่ นาราจึงกลายเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ที่ต้องรับคำนินทาของคนอื่นเอาไว้ อดิสร ลูกชายของ พ่อเลี้ยงศักดา ผู้มีอิทธิพลทางภาคเหนือ ซึ่งทั้งสองพ่อลูกเข้ามาตีสนิทกับพี่ชายของรัศมีเพราะอยากกู้เงินทุนจากวรรณเพื่อไปทำธุรกิจรีสอร์ท และโรงแรมที่ภาคเหนือ แต่วรรณรู้ทันว่าอดิสร และพ่อเลี้ยงศักดาทำธุรกิจผิดกฎหมายจึงปฏิเสธไป เมื่อนาราอายุครบยี่สิบเอ็ดปี เรียนจบปริญญาตรีจากสถาบันชื่อดัง กำลังเตรียมตัวไปเรียนต่อที่ประเทศอเมริกา สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อจุฑารัตน์ เพื่อนสนิทที่เป็นนักข่าว ให้ดูรูปในการสกู๊ปข่าวที่ ไร่สัตตบุษย์ นาราเห็นคนงานในภาพมีรูปร่างหน้าตาเหมือนพ่อที่ตายไป และเมื่อกลับบ้านก็ได้เห็นจดหมายฉบับหนึ่งที่จ่าหน้าซองส่งมาถึงรัศมีเป็นประจำแต่รัศมีก็ไม่เคยสนใจจะเปิดอ่าน นาราเปิดอ่านก็พบว่าเป็นจดหมายจากพ่อ นาราจึงไปถามแม่ จนในที่สุดความจริงก็เปิดเผยว่าพ่อของเธอยังมีชีวิตอยู่ นาราต้องการที่จะไปพิสูจน์ว่า ผู้ชายที่เห็นในรูปคือพ่อหรือไหม เธออยากรู้ว่าทำไมตลอดเวลาที่ผ่านมาสิบห้าปี พ่อถึงออกจากชีวิตเธอ ทำไมพ่อถึงทิ้งเธอไป และยังมีหลายคำถามที่เธอต้องการคำตอบ เธอขออนุญาตกับวรรณว่าจะใช้เวลาช่วงที่เหลือก่อนที่จะเดินทางไปเรียนต่อที่อเมริกาไปตามหาพ่อ ซึ่งวรรณนั้นไม่อยากให้หลานสาวได้พบกับพ่อ เพราะมีความจริงบางอย่างที่เขาปิดบังนาราไว้ และความจริงนี้อาจทำให้นาราเสียใจมาก เหตุผลอีกอย่างคือวรรณกลัวจะเสียหลานสาวที่ตัวเองเลี้ยงดูราวกับลูก ไปให้กับราม แต่เมื่อนารายืนยันว่าเธอต้องการคุยกับพ่อในฐานะลูก และจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เธอยังเป็นหลานตาคนเดิม และเดินทางไปเรียนต่ออย่างที่ได้วางแผนเอาไว้ นาราโน้มน้าวด้วยการบอกว่า วรรณก็เคยเป็นพ่อ น่าจะเข้าใจหัวอกพ่อดี วรรณรู้นิสัยหลานสาวที่ตนเลี้ยงมากับมือว่าถ้านาราต้องการทำอะไร ไม่มีอะไรมาห้ามได้ วรรณจึงปล่อยให้นาราไปเผชิญกับความจริงที่รออยู่ การเดินทางไปไร่สัตตบุษย์ครั้งนี้ รัศมีไม่เห็นด้วย เพราะมันเป็นการขุดอดีตที่เหมือนขยะขึ้นมาส่งกลิ่นเหม็น อดีตที่จะประจานให้เธอกลายเป็นหงส์ปีกหักและอาจไม่มีที่ยืนในสังคมได้สวยงามเหมือนเดิม รัศมีขู่ว่าถ้านาราออกจากบ้านไปตามหาพ่อก็ไม่ต้องกลับมาอีก แต่นาราไม่สนใจ เดินออกจากบ้านเพียงกระเป๋าเสื้อผ้าและเงินไม่กี่บาท รัศมีตัดช่องทางการให้เงินของนาราทุกอย่าง ยึดรถ ตัดบัตรเครดิต ยกเลิกบัตรเอทีเอ็ม ทำให้นาราต้องเดินทางอย่างลำบาก แต่อุปสรรคเท่านี้ไม่ได้ทำให้นาราล้มเลิกความตั้งใจ เธอเดินทางไปยังไร่สัตตบุษย์ด้วยการขอข้อมูลจากจุฑารัตน์ เพื่อนสาวคนสนิท แต่ก็ไม่บอกเพื่อนว่าเดินทางไปทำไม เมื่อถึงไร่สัตตบุษย์หรือที่ชาวบ้านรู้จักในชื่อว่า ไร่บัวขาว นาราสลัดคราบคุณหนูหลานสาวมหาเศรษฐีกลายเป็นสาวชาวบ้านธรรมดา วันแรกที่เหยียบไร่บัวขาวด้วยความหิวจากการเดินทางที่ลำบากทำให้เธอหมดแรง เธอได้รับความช่วยเหลือจากสีหนาท หรือที่ชาวไร่เรียกว่า นายสิงห์ เจ้าของไร่บัวขาว แต่อะไรไม่ทำให้เธอตื่นเต้นเท่ากับการที่นาราลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นคนที่มากับสีหนาท ใบหน้าที่เธอไม่เคยลืม ใบหน้าของราม พ่อของเธอนั่นเอง ! เมื่อได้พบหน้าราม จากความตั้งใจที่อยากจะถามสิ่งที่คาใจ พอเห็นรามเปลี่ยนไปมาก ความกลัวทำให้เธอไม่กล้าแสดงตัวว่าเป็นลูกสาวของพ่อ กลัวว่าพ่อจะไม่ยอมรับ พอนายสิงห์ถามว่าเธอชื่ออะไร และเข้ามาในไร่ทำไม นาราจึงบอกว่าตัวเองชื่อหนูนา และอยากจะมาสมัครเป็นคนงานในไร่บัวขาว สีหนาทสำรวจรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณของนาราที่บอบบางเกินกว่าจะเป็นสาวชาวไร่ บอกว่าอย่างนาราน่าจะเหมาะกับงานโรงแรมซึ่งเป็นธุรกิจอีกอย่างของสีหนาทมากกว่า แต่นาราปฏิเสธบอกว่าเธออยากเป็นชาวไร่ เพราะความสงสัย และแรงดึงดูดบางอย่างจากนัยน์ตากลม ๆ ที่มองอย่างอ้อนวอนทำให้สีหนาทปรึกษารามที่เป็นหัวหน้าคนงานว่าในไร่บัวขาวมีตำแหน่งงานว่างไหม ตัวรามเองก็รู้สึกถูกชะตากับหนูนาก็ลองหาตำแหน่งว่างให้ เมื่อสีหนาทเจ้าของไร่อนุญาตให้นาราได้ทำงานที่ไร่บัวขาวเธอจึงใช้ชื่อในการทำงานว่า หนูนา ทองการค้า แต่นาราไม่สามารถเปิดเผยบัตรประชาชนได้จึงบอกว่าลืมบัตรประชาชนไว้ที่กรุงเทพฯ ปิดบังสิ่งที่ชี้ว่าตัวเองเป็นใคร และนำที่อยู่ของจุฑารัตน์มาเป็นที่อยู่อ้างอิง การที่นาราปิดบังตัวจริงเอาไว้ก็ทำให้ราม และสิงหนาทที่จับตาดูความเคลื่อนไหวของนาราอดสงสัยไม่ได้ว่านาราเป็นใคร และเข้ามาในไร่เพราะอะไร เพราะในไร่บัวขาวมักจะมีหนอนบ่อนไส้เข้ามาในไร่เพื่อขโมยไม้สัก รามให้นาราไปพักกับคนงานที่ชื่อแป้น ซึ่งแป้นเองก็ดูแลนารา และคอยสอนงานไร่ให้กับนารา นาราสอบถามข้อมูลเกี่ยวราม จึงได้รู้มาว่าตอนนี้รามอยู่คนเดียว ไม่มีครอบครัว นาราคิดช่วงนี้จะต้องหาทางใกล้ชิดกับพ่อให้เร็วที่สุด และเปิดเผยว่าตัวเองเป็นใคร การทำงานเป็นชาวไร่วันแรกของนาราเต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะนาราไม่เคยทำงานหนัก ไม่เคยต้องทำงานกลางแดด สีหนาทเองก็จับตาดูนาราด้วยความสงสัยแต่พอเห็นนารากำลังจะเป็นลมเพราะแดดที่แรง ก็สละหมวกประจำตัวให้ แสดงความเอื้ออาทรจนคนงานคนอื่นต่างวิพากษ์วิจารณ์กัน โดยเฉพาะ พวง คนงานหญิงที่พยายามยั่วยวนนายสิงห์มานานแต่นายสิงห์ไม่ชายตาแล ยิ่งรามแสดงความห่วงใยนาราอีกคน พวงเลยแสดงความอิจฉาริษยากับนาราชัดเจนด้วยการพูดจากระทบกระเทียบนาราตลอดเวลา แต่แป้นก็คอยปกป้องนาราเอาไว้ นาราที่ไม่เคยจับจอบ และไม่เคยทำงานหนัก เมื่อต้องลงมือทำ ทำให้มือของนาราเป็นแผล นาราเลยถูกสั่งให้ไปทำงานอื่นแต่ก็ทำงานผิดพลาดจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้คนงานต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาจนโมโหนารา แต่แป้นก็คอยปลอบใจว่าคนงานทุกคนโมโหเพราะหิว พอหายหิวก็ดีขึ้น แต่การทำงานพลาดคราวนี้พวงก็ซ้ำเติมนาราเต็มที่ สีหนาทคิดว่านาราไม่เหมาะสมกับงานที่ไร่บัวขาว และสงสัยว่าก่อนหน้านี้นาราทำงานอะไร นาราเลยโกหกว่าก่อนหน้านี้ทำงานเป็นแม่บ้าน ไม่เคยทำงานไร่มาก่อน แต่ใฝ่ฝันว่าอยากทำงานไร่เลยเดินทางมาที่ไร่บัวขาว แต่สีหนาทไม่เชื่อนาราเท่าไร แต่ก็ทำเป็นเออออรับทราบ พยายามจะให้นาราไปทำงานที่โรงแรมที่มีขนิษฐา ลูกพี่ลูกน้องของ สีหนาทดูแลอยู่ แต่นาราปฏิเสธเสียงแข็ง ขนิษฐา มีความเห็นเหมือนกับสีหนาทว่านาราเหมาะกับงานโรงแรมที่เธอเป็นคนดูแลอยู่มากกว่า แต่เมื่อเห็นนาราอยากทำงานในไร่ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่สิ่งที่น่าสงสัยคือท่าทางของสีหนาทที่ดูสนใจนาราเป็นพิเศษ และรามเองก็ดูเอ็นดูนารามาก ท่าทางของรามทำให้ขนิษฐาที่หลงรักน้ารามข้างเดียวรู้สึกน้อยใจราม ที่เขาสนใจนาราแต่ไม่เคยสนใจเธอเลย วันหยุดนาราไม่ยอมเข้าเมืองเหมือนคนงานคนอื่น เธอไปหารามที่บ้านพัก เพราะอยากอยู่ใกล้พ่อ เธอพยายามหาโอกาสที่จะคุยกับรามเรื่องของเธอกับเขา แต่ขนิษฐาเข้ามาขัดจังหวะ บอกว่าอยากจะพานาราไปดูงานที่โรงแรมเผื่อนาราจะเปลี่ยนใจไปทำงานที่โรงแรมมากกว่าที่ไร่ ใจจริงขนิษฐาอยากจะแยกนาราให้อยู่ห่างจากราม เพราะไม่ชอบใจ เมื่อเห็นท่าทางสนิทสนมของทั้งสองคน เมื่อไปถึงโรงแรมขนิษฐาพานาราดูโรงแรม นาราก็ต้องรีบซ่อนตัวเมื่ออดิสรมาหาขนิษฐา นารากลัวว่าอดิสรเจอเธอ และทำให้ความลับที่ซ่อนเอาไว้แตกออกมา ตอนนั้นสีหนาท และรามมาโรงแรม พอทราบว่าอดิสรมาหาขนิษฐา สีหนาทก็โมโห และตามเข้าไปไล่อดิสรออกมา และขู่ไม่ให้อดิสรมายุ่งกับขนิษฐาอีก อดิสรโมโหและฝากเอาไว้ก่อน ทำให้นารารู้ว่าสีหนาทกับอดิสรไม่ถูกกัน และทำให้นาราได้รู้ว่าอดิสร และพ่อเลี้ยงศักดาทำธุรกิจผิดกฎหมายและค้าไม้เถื่อน การทำงานในไร่ของนาราเริ่มต้นอีกครั้ง ทว่าในคราวนี้นาราได้ไปทำงานในโรงครัว วันแรก ๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร นารา ทำงานได้ดี จนวันหนึ่งนาราได้ทำหน้าที่หุงข้าว เพราะนาราไม่เคยหุงข้าวทำให้โรงครัวไหม้ เกิดความเสียหายอย่างหนัก และมื้อนั้นคนงานเลยต้องหิ้วท้องรอหลายชั่วโมงเพื่อให้แม่ครัวหุงข้าวหม้อใหม่ ความเสียหายครั้งนี้ใหญ่จนสีหนาทต้องเรียกตัวนารามาพบอีกครั้ง ตอนแรกนาราคิดว่าเขาจะไล่เธอออก แต่สีหนาทกลับบอกว่าตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไปนาราจะต้องมาทำงานที่เรือนใหญ่ มาอยู่ใกล้ตาเขาเพื่อจะได้ไม่ไปทำความเดือดร้อนที่ไหนอีก การที่นาราไม่ถูกไล่ออก แถมยังได้ไปทำงานที่เรือนใหญ่ ทำให้คนงานวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปากโดยมีพวงเป็นแกนนำ แต่ก็มีแป้นคอยขัดขวางพวงไม่ให้พูดสนุกปากเกินไป การที่นาราได้ทำงานที่เรือนใหญ่ งานที่นาราได้ทำก็คืองานถูพื้น โดยมีนายสิงห์มาคุมด้วยตัวเอง ระหว่างนั้นสิงหนาทก็ให้คนไปตามสืบเรื่องของหนูนา ทองการค้า ว่าเป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงได้อยากใกล้ชิดรามมากจนทำให้เขาเข้าใจผิดว่านาราต้องการปั่นหัวราม แต่นาราก็ยืนยันหนักแน่นว่า รักน้ารามเหมือนพ่อคนหนึ่งเท่านั้น เพียงแค่ได้ยินว่านาราคิดกับน้ารามแบบพ่อ สิงหนาทก็อารมณ์ดี และสบายใจมาก นาราได้เลื่อนตำแหน่งจากแม่บ้านกลายเป็นผู้ช่วยของสิงหนาท ซึ่งความคล่องแคล่วในการทำงาน ทั้งด้านการจัดการเรื่องเอกสาร ความสามารถทางด้านภาษาของนาราทำให้สิงหนาทสงสัยว่านาราเป็นใครกันแน่ จนในที่สุดความจริงก็ปรากฏเมื่อคนของเขารายงานว่า หนูนา ทองการค้า ไม่มีตัวตน ทองการค้าเป็นนามสกุลของจุฑารัตน์ และที่อยู่ที่ให้ไปเป็นของจุฑารัตน์เช่นกัน เมื่อสืบต่อไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าหนูนาที่ใกล้ชิดกับจุฑารัตน์มีเพียงหนูนา หรือคุณนารา วรรณพานิชเท่านั้น และเมื่อสิงหนาทตามสืบเมื่อนาราใช้โทรศัพท์ของร้านค้าโทรกลับไปหาวรรณเพื่อแจ้งให้คุณตาทราบว่าขอเวลาในการทำความเข้าใจกับพ่อสิบวัน ซึ่งวรรณก็เข้าใจหลาน และให้เวลาหลาน เขาเชื่อในตัวนาราว่าถ้าสัญญาอะไรแล้วจะทำตามสัญญา ผิดกับรัศมีเมื่อรู้ว่านาราอยู่ใกล้กับรามก็โมโหวรรณที่ปล่อยให้นาราไปตามหาราม ต่อไปต้องเกิดเรื่องเดือดร้อนกับรัศมีแน่นอน วรรณบอกว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด และนาราเหมือนกับรัศมีที่ถ้าจะทำอะไรแล้วก็ห้ามไม่ได้ สู้ให้นาราทำอะไรอยู่ในสายตาดีกว่าให้นาราหนีไป แล้วไม่รู้ความเคลื่อนไหว ในขณะนั้นอดิสรกำลังวางแผนการร้ายกับไร่บัวขาว เขาส่ง เรือง เข้าไปเป็นหนอนบ่อนไส้ในคราบของคนงาน และเรืองก็เป็นแฟนของพวง คอยจับตาความเคลื่อนไหวของสิงหนาทเพื่อรายงานให้อดิสรให้ทราบว่าไร่บัวขาวจะทำการตัดไม้ และขนไม้เมื่อไรจะได้ทำการปล้นไม้มาเป็นของตัวเอง ซึ่งเรื่องการปล้นไม้ และสถานการณ์เกี่ยวกับไม้สัก สิงหนาทได้ถ่ายทอดให้นาราฟัง เพื่อให้ระวังในการทำงานมากขึ้น เมื่อนาราได้กลายเป็นเป็นผู้ช่วยของสิงหนาท เธอก็ต้องตามนายสิงห์เป็นเงาตามตัว หลังจากที่สิงหนาททราบว่านาราเป็นใคร และมาที่ไร่บัวขาวเพื่อตามหาราม เขาก็เก็บทุกอย่างไว้เป็นความลับ และดูว่านาราจะทำอย่างไรต่อไป ระหว่างนั้นทั้งนารา และสิงหนาทก็ประสบอุบัติเหตุจนรถไม่สามารถขับต่อจนต้องทิ้งรถไว้ ทั้งสองลงจากรถ หลบไปอยู่ข้างทาง รถของอดิสรขับผ่านมาเห็นรถสีหนาทจอดอยู่ จึงยิงปืนใส่ด้วยความสะใจ เหตุการณ์นั้นทำให้นาราตกใจมาก เพราะถ้าเธอกับเขาอยู่บนรถอาจถูกยิงไปแล้ว สีหนาทปกป้องนารา ทำให้นาราอุ่นใจ และรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีสิงหนาทอยู่ใกล้ ขนิษฐาเป็นห่วงสิงหนาทที่หายไปกับนาราทั้งคืนเลยขอให้รามตามหาสิงหนาท รามรับปากว่าจะตามหาสิงหนาท คอยปลอบไม่ให้ขนิษฐาตกใจ ในช่วงเวลาที่ขนิษฐาต้องการที่พึ่ง รามมักจะทำให้ขนิษฐาอุ่นใจเสมอ แต่ด้วยอายุที่ห่างกัน และความเจียมเนื้อเจียมตัวของรามทำให้ขนิษฐาไม่สามารถแสดงออกความรักของตัวเองออกมาได้ จึงได้แต่เฝ้ารักและแอบมองเขาอยู่แบบนี้ รามตามหาสิงหนาท และนาราเจอตอนเช้า เหตุการณ์ที่รถของสิงหนาทถูกยิงทำให้สารวัตรกชเข้ามาตรวจสอบ แต่สิงหนาทให้นาราปิดไว้เป็นความลับ ใครถามอะไรก็บอกว่าเป็นการยิงผิดตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอดิสร เพราะถ้าอดิสรส่งหนอนบ่อนไส้เข้ามาจะได้ไม่แหวกหญ้าให้งูตื่น การหายตัวไปของสิงหนาท และนาราทำให้คนงานในไร่สนใจ แต่นาราก็บอกคนงานแต่เพียงว่าเกิดอุบัติเหตุ ทว่าพวงกลับใส่สีตีข่าวอย่างสนุกปาก แต่คราวนี้นาราไม่ยอมเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความเป็นความตายของเธอกับสิงหนาท การลุกขึ้นมาโต้ตอบคราวนี้ทำให้พวงได้เห็นว่านาราไม่ใช่คนยอมคน และยอมล่าถอยไป ภาพความห่วงใยของรามที่มีต่อนารากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ขนิษฐาไม่พอใจ แต่ก็เก็บความรู้สึกเอาไว้ และสิ่งที่ขนิษฐาทำได้ก็คือการหลบหน้าราม แต่รามกลับทำหน้าที่ของตัวเองเหมือนเดิมนั่นก็คือการไปรับไปส่งขนิษฐา จากโรงแรมกลับมาที่ไร่ แม้ขนิษฐาจะพยายามหลบหน้าแต่รามกลับเข้ามาวนเวียนกับขนิษฐามากขึ้นจนหญิงสาวทนไม่ได้ระเบิดอารมณ์ใส่ราม บอกความรู้สึกที่มีต่อรามออกไปว่าเธอรักราม รักมานาน แต่ว่ารามไม่เคยสนใจเธอเลย รามที่รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยไม่มีค่า อดีตที่ผ่านมาทำให้เขาคิดว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับใครเลย แต่ขนิษฐากลับมองว่ารามต่างหากที่อยู่ห่างจากเธอ อยู่ไกลเกินเอื้อม และตัวเธอเองที่ไม่มีค่าอะไรเลย รามที่มีอดีตอันเจ็บปวดไม่สามารถบอกความจริงกับขนิษฐาได้ จึงได้แต่นิ่งเงียบ และลึก ๆ ในใจของรามเขายังมีความรู้สึกว่ายังมีโซ่ที่ยึดไว้กับอดีต และยังมีพันธะอยู่กับรัศมี ทำให้เขาไม่มีอิสรภาพในการที่จะเปิดใจรับใครได้ใหม่ แต่การระเบิดอารมณ์ของขนิษฐา สิงหนาทก็เห็น และรับรู้ทุกอย่าง เขาพยายามบอกกับรามว่าจริง ๆ แล้ว รามเป็นคนที่มีค่าสำหรับเขา และน้องสาว สิงหนาทไม่เคยรังเกียจราม และเขาก็รู้อดีตของรามมาตลอด พยายามบอกให้รามปลดปล่อยตัวเองจากอดีตเพื่ออยู่กับปัจจุบัน สิงหนาทที่รู้ความลับของนาราว่าเป็นลูกสาวของราม ก็คอยดูแลนาราว่าจะทำอย่างไรต่อไป และเขาก็แสดงออกชัดเจนว่ารู้สึกอย่างไรกับหญิงสาว ซึ่งตัวนาราเองก็รู้สึกดีเมื่ออยู่ใกล้กับสิงหนาท ส่วนขนิษฐา พยายามอยู่ห่างจากรามด้วยการไปค้างคืนที่โรงแรมบ้าง กลับดึกบ้าง เมื่อใจอ่อนแอ ร่างกายของขนิษฐาก็อ่อนแอตามไปด้วย สารวัตรกชแจ้งว่าสายของเขารายงานมาว่าอดิสรจะทำการขนไม้เถื่อน ตำรวจได้วางแผนจับกุม สิงหนาท และรามที่ชำนาญพื้นที่จึงขอไปช่วยราชการในการนำทางไปให้ และนาราก็รู้เรื่องนี้โดยบังเอิญ เธอพยายามห้ามสิงหนาท และรามไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอันตราย แต่ทั้งสองคนก็ไม่ฟัง นาราจึงได้แต่รอคอยอย่างร้อนรน การจับกุมอดิสร และพวก เป็นไปอย่างยากลำบาก มีการต่อสู้ด้วยปืน ฝ่ายตำรวจ และอดิสรตอบโต้กันไปมา จนรามถูกยิงได้รับบาดเจ็บ และอดิสรหนีไปได้ คืนนั้นนาราที่รอคอยการกลับมาของสิงหนาท และรามด้วยใจที่ไม่เป็นสุข และเมื่อสิงหนาทกลับมาคนเดียวก็ยิ่งทำให้นาราร้อนใจ พอถามเขา เขาก็บอกนาราว่ารามเจ็บหนัก จนนาราไม่สามารถควบคุมสติตัวเองจนบอกว่าตัวเองเป็นลูกสาวของน้าราม สิงหนาทที่ได้ยินความจริงจากปากนาราก็เฉลยว่ารามไม่ได้เป็นอะไรมาก และเขาก็รู้ว่านาราเป็นใครมานานแล้ว เพียงแต่รอให้นาราบอกกับเขาเท่านั้นเอง พอนารารู้ว่าถูกหลอกก็งอน แต่ประหลาดใจมากกว่าที่สิงหนาทรู้ว่าเธอเป็นใคร สิงหนาทเลยบอกว่านาราเป็นคนโกหกไม่เป็น มีพิรุธจนเขาสงสัย แต่เรื่องนี้เขาไม่ได้บอกราม อยากให้นาราเข้าไปคุยกับรามด้วยตัวเอง สิงหนาทให้กำลังใจนาราที่จะเข้าไปเปิดเผยตัวเองกับรามว่าเป็นใคร นาราอุ่นใจที่มีเขาเป็นกำลังใจ และก่อนที่จะเข้าไปคุยกับราม นารากลัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างสิงหนาทกับเธอจะเปลี่ยนไปเมื่อความจริงเปิดเผยทุกอย่าง สิงหนาทบอกว่าเขาเป็นเหมือนเดิม อยู่ที่ว่านาราจะให้ทุกอย่างเป็นไปแบบไหน เขาตามใจเธอ นาราจึงบอกว่าเธออยากเป็นหนูนา ทองการค้า มากกว่า นารา วรรณพานิช สิงหนาทบอกว่าไม่ว่าเธอเป็นใครเขาก็รัก... นารารวบรวมความกล้าตัดสินใจเปิดเผยว่าตัวเองกับราม ด้วยการเล่าให้ฟังเรื่องในอดีตระหว่างที่เธอกับพ่อใช้ชีวิตสมัยที่อยู่บ้านสวนด้วยกัน รามนิ่งไป ไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าหนูนาที่อยู่ตรงหน้าคือยัยหนูของเขา นาราทวงถามว่าทำไมรามถึงทิ้งเธอกับแม่ไป และทำให้เธอเข้าใจมาตลอดว่าพ่อตายไปแล้ว รามดีใจที่ได้เจอลูก และยอมเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตให้ฟังว่า หลังจากใช้ชีวิตกับรัศมี ไร่สวนที่ทำ ก็ประสบปัญหาจนไม่มีเงินมาซื้อในสิ่งที่รัศมีต้องการ ทำให้เขาต้องยักยอกเงินจากสหกรณ์เพื่อให้รัศมีได้ใช้ ในที่สุดถูกจับกำลังจะโดนดำเนินคดี แต่ความจริงอีกอย่างที่ทำให้รามขาดสติก็คือรัศมีมีชู้ และชู้คนนั้นรามก็รู้จัก เพราะความโมโห และความเมาทำให้รามเผลอฆ่าชู้ของรัศมี จนเขาต้องติดคุกแปดปี นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้รามหายออกไปจากชีวิตของนารากับรัศมี รามเล่าว่า เมื่อเขาออกมาจากคุก ก็หางานทำไปเรื่อย ๆ และติดตามข่าวคราวของนารา จนในที่สุดก็มาทำงานที่ไร่บัวขาว เพราะสิงหนาทไม่เคยสนใจอดีตของเขาที่เป็นคนคุกมาก่อน สิ่งที่รามทำได้คือการติดตามข่าวของนาราอยู่ห่าง ๆ เพราะไม่อยากให้นาราแปดเปื้อน และได้ชื่อว่ามีพ่อเป็นคนขี้คุก นาราบอกว่าไม่ว่าพ่อจะเป็นอย่างไร เขาก็คือพ่อของเธอ และเธอก็ดีใจที่พ่อยังคิดถึง และรักเธอ สองพ่อลูกกอดกัน และพูดคุยกันให้สมกับที่ไม่ได้เจอกันมาสิบห้าปี สิงหนาทแสดงความยินดีเมื่อลูกกับพ่อพูดคุยกันเข้าใจ แต่สิงหนาทก็น้อยใจเมื่อรู้ว่านาราจะต้องเดินทางไปเรียนต่อที่อเมริกาหลังจากที่วีซ่าเรียบร้อย แต่นาราก็พยายามงอนง้อจนเขาหายงอน และก็รับรู้ว่านาราเองก็รู้สึกดีต่อเขาเหมือนกัน ในขณะที่นารา และรามมีความสุข คนที่กำลังเป็นทุกข์คือขนิษฐาที่รู้ข่าวการจับกุมอดิสรผ่านหนังสือพิมพ์ และเพิ่งรู้ว่ารามได้รับบาดเจ็บ ขนิษฐาตกใจ กลับมาที่ไร่ด้วยท่าทางร้อนรน แต่พอเห็นนารา รามใกล้ชิดกัน แล้วยิ้มอย่างมีความสุขก็น้อยใจ และภาพสะเทือนใจตรงหน้าทำให้ขนิษฐาหมดสติเพราะร่างกายที่อ่อนแออยู่ก่อนหน้านี้ นารา ราม สีหนาทตกใจที่ขนิษฐาหมดสติไปต่อหน้าต่อตา นาราคอยดูแลขนิษฐา และเมื่อขนิษฐาฟื้นสิ่งที่ถามคำแรกคือความปลอดภัยของราม พอนาราบอกรามปลอดภัยดี ขนิษฐารับทราบด้วยความน้อยใจที่ไม่มีใครบอกข่าวนี้กับเธอ และขอร้องให้นาราเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากนาราเล่าจบ ขนิษฐาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่สำคัญ แต่นาราก็พยายามปลอบใจว่าทุกคนปิดบังเรื่องการจับกุมอดิสรเพราะไม่อยากให้เป็นห่วง และนาราก็เล่าเรื่องของตัวเองกับรามให้ขนิษฐาฟังเพราะอยากให้ขนิษฐารับรู้ แต่กลับเป็นการย้ำให้คนฟังรู้สึกว่ารามยิ่งห่างไกลจากเธอมากขึ้นเรื่อย ๆ สิงหนาทที่คอยสังเกตอาการน้องสาวก็เข้ามาบอกว่าเรื่องอดีตของรามมันเป็นเพียงอดีตเท่านั้น ถ้าขนิษฐายอมรับอดีตของรามได้ ทุกอย่างจะดีเอง แต่ขนิษฐาบอกว่าถ้าเธอจะยอมรับอดีตของราม แต่รามคงไม่ยอมรับความรู้สึกของเธอ ข่าวที่รามบาดเจ็บ และการจับกุมอดิสรเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ทางวรรณ และรัศมีเห็นภาพรามจากหนังสือพิมพ์ รัศมีก็โวยวายอยากให้ลูกกลับมา แต่วรรณเชื่อใจหลานอีกไม่นานหลานจะต้องกลับมากรุงเทพฯตามคำพูดที่หลานเคยบอกเอาไว้ ทำให้รัศมีไม่พอใจ เมื่อถึงกำหนดที่นาราจะต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ วันนั้นเกิดเหตุระเบิดที่ท้ายไร่ ทำให้สิงหนาท และรามต้องรีบไปดู แต่จริง ๆ แล้วเป็นแผนล่อสิงห์ออกจากถ้ำ เพราะช่วงนั้นนาราถูกเรืองลักพาตัวตามคำสั่งของอดิสรที่อยากแก้แค้นสิงหนาทที่ทำให้เขาต้องถูกตำรวจไล่ล่าแบบนี้ และเมื่อเห็นหน้าคนที่เรืองบอกว่าเป็นคนรักของสิงหนาทว่าเป็นนารา หลานสาวประธานธนาคารก็ยิ่งชอบใจ และคิดจะทำร้ายนารา แต่ก่อนอื่นต้องใช้นาราล่อให้สิงหนาทกับรามมาติดกับเสียก่อน เพราะเขาต้องการเล่นงานคนทั้งสอง เมื่อหลานสาวไม่กลับมาตามกำหนด วรรณก็เป็นห่วง ขนิษฐาโทรศัพท์ไปแจ้งให้วรรณทราบเรื่องนาราถูกจับ ทำให้วรรณ และรัศมีเดินทางขึ้นมาที่ไร่บัวขาวทันที สิงหนาท ราม และสารวัตรกช บุกเข้าไปช่วยนารา แต่กว่าจะช่วยได้ก็ต้องเจอทั้งปืน ระเบิด ส่วนนาราเองก็ไม่อยู่นิ่งเฉย พยายามหนีเอาตัวรอด และการหนีทำให้เธอมีชีวิตรอดออกมาจนเจอกับสิงหนาท และราม ส่วนอดิสรก็ตายในที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นทางตำรวจก็ตามไปจับกุมพ่อเลี้ยงศักดาที่เป็นอีกคนที่ทำผิดกฎหมาย เมื่อคนร้ายถูกจับ สถานการณ์ในไร่บัวขาวก็กลับสู่ปกติ แต่การเผชิญหน้ากันระหว่างวรรณ รัศมี และราม ทำให้ทุกอย่างยังไม่สงบดีนัก รัศมีตั้งท่ารังเกียจรามชัดเจน จนในที่สุดรัศมีก็ประกาศว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้องอะไรกับราม คำประกาศของรัศมีเหมือนปลดบ่วงในใจของรามออก รามเป็นอิสระ ไม่มีพันธะใด ๆ อีกต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับรัศมีกลายเป็นเพียงอดีต เขาสามารถเดินหน้าได้ต่อพร้อมกับนาราลูกสาวของเขา รามเองก็เข้าไปคุยกับวรรณ เรื่องนาราว่าไม่คิดจะแย่งชิงนารามาจากวรรณ และทั้งสองก็ปรับความเข้าใจกัน สิงหนาทเห็นโอกาสที่วรรณ และรามอยู่ตรงหน้าเลยเอ่ยปากขอดูแลนาราด้วยท่าทางยโส วรรณเองก็บอกว่าเรื่องแบบนี้เขาไม่คิดจะบังคับนารา เพราะได้รับบทเรียนจากการเลี้ยงรัศมีมากพอแล้ว จึงปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของอนาคตเพราะนาราจะต้องไปเรียนต่ออีกสองปี ส่วนสิงหนาทก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าเขาจะดูแลนาราให้ดีที่สุด วรรณหัวเราะด้วยใจที่ผ่อนคลายเมื่อคนที่เขาเคยรังเกียจอย่างราม ชาวไร่ชาวสวนที่ดูต่ำต้อย วันนี้กลับทำให้เขายอมรับได้ แถมทำท่าจะได้ลูกเขยเป็นชาวไร่เพิ่มอีกคน บาดแผลในอดีตของรามได้จางหาย ตอนนี้รามก็พร้อมจะเดินหน้าต่อ ส่งสิงหนาทเองก็พร้อมจะสร้างอนาคตไปพร้อมกับนารา นาราที่พอรู้ความในใจของขนิษฐาที่มีต่อราม เธอเข้าไปคุยกับขนิษฐาว่าถ้าขนิษฐารักพ่อของเธอจริงเธอจะยินดีมาก และพร้อมกับฝากฝังรามไว้ ซึ่งขนิษฐาเองก็ยินดี อยู่ที่รามจะยอมรับเธอไหม เมื่อรามเป็นอิสระ เขาก็พร้อมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เขาเดินเข้ามาบอกขนิษฐาว่าตอนนี้ถ้าเขาจะเริ่มต้นกับใครสักคน คนคนนั้นต้องเป็นขนิษฐาผู้หญิงที่ไม่รังเกียจคนมีอดีตอย่างเขา และเขาเองก็เห็นว่ารักของเธอมีความสำคัญเสมอ เพียงแต่มีปัจจัยหลาย ๆ อย่างทำให้เขาต้องเจียมตัว แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรผูกมัดเขาแล้ว ขนิษฐาดีใจมากที่รามยอมรับความรักของเธอ เมื่อถึงวันที่นาราต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ สิงหนาทสัญญากับนาราว่าวันที่เธอเดินทางไปอเมริกาเขาจะไปส่งด้วยตัวเอง และเขาจะรอเธอ ไม่ว่าจะนานแค่ไหน นาราก็สัญญากับสิงหนาทเช่นกันว่าเมื่อเรียนจบจะกลับมารับตำแหน่งนายหญิงของไร่บัวขาว ตำแหน่งนี้สิงหนาทบอกว่าเก็บไว้ให้เธอเพียงคนเดียวเท่านั้น นารายิ้มอย่างมีความสุข เมื่อเห็นรามมีขนิษฐาอยู่เคียงข้าง และเธอก็ได้รักของพ่อกลับคืน โดยมีรักของวรรณคอยประคับประคองให้เธอกลายเป็นนาราในวันนี้ รัก ที่เธอพยายามตามหามาตลอด ตอนนี้ได้กลับมาอยู่ในหัวใจของเธอ และเธอสัญญาว่าจะรักษามันอย่างดี ยามมา เธอมาเพื่อตามหนึ่งความรักครั้งเก่าคืนสู่หัวใจตัวเอง ทว่ายามกลับ เธอได้รับความรักจากหัวใจถึงสองดวงกลับไป ติดตามชม ละครตามรักคืนใจ ได้ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ละครตามรักคืนใจ เริ่มตอนแรกวันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2558 รายชื่อนักแสดงนำใน ละคร ตามรักคืนใจ ณเดชน์ คูกิมิยะ รับบท สิงหนาท นิษฐา จิรยั่งยืน รับบท นารา ธนากร โปษยานนท์ รับบท ราม เดียร์น่า ฟลีโป รับบท ขนิษฐา ธัญญ่า เองตระกูล รับบท รัศมี มนตรี เจนอักษร รับบท วรรณ ตระการ พันธุมเลิศรุจี รับบท พ่อเลี้ยงศักดา ทองภูมิ สิริพิพัฒน์ รับบท อดิสร โกสินทร์ ราชกรม รับบท สารวัตรกช เวธกา ศิริวัฒนา รับบท จุฑารัตน์

รวบ! เศรษฐีนีพรากเด็กหญิงจากแม่นาน 4 ปี
จับกุม /  ลักพาตัวเด็กทารก / 

เจ้าหน้าที่ตำรวจ แถลงการจับกุม เศรษฐีนีพรากเด็กหญิงทากรที่โรงพยาบาลขอนแก่น จากแม่นาน 4 ปี  วานนี้ (5 พ.ย. 58) พลตำรวจโทบุญเลิศ ใจประดิษฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 พร้อมนายตำรวจในสังกัด ได้ร่วมกันแถลงข่าวจับกุม นางอัญชุลี ชิดขุนทด อายุ 32 ปี เจ้าของธุรกิจรถ 10 ล้อรับจ้าง และเจ้าของสวนผลไม้พื้นที่ ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ผู้ต้องหาก่อเหตุลักพาเด็กไปจากโรงพยาบาลขอนแก่น สืบเนื่องจาก พันตำรวจเอกเกษม มุทาพร ผู้กำกับการกองกำกับการสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธร ภาค 4 ได้รับแจ้งเบาะแสว่าพบ ด.ญ.วัย 4 ขวบ ในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ไม่มีเอกสารทะเบียนบ้านและใบสูติบัตร ที่จะเข้าเรียนศูนย์เด็กเล็กประจำหมู่บ้าน จึงเข้าไปตรวจสอบ และประสานไปยังมารดาของเด็ก เพื่อขอตรวจดีเอ็นเอซึ่งก็ตรงกัน อีกทั้งพอมารดาเห็นหน้าหนูน้อย จำตำหนิที่รอยแหว่งใบหูขวาได้ เชื่อว่าเป็นลูกของตัวเองที่ถูกขโมยไปจากโรงพยาบาลขอนแก่นแน่นอน เบื้องต้น นางอัญชุลี ให้การรับสารภาพ ยอมรับว่า ได้ลักขโมยเด็กมาเลี้ยงดูไว้จริง สาเหตุมาจากเพิ่งแท้ง 6 เดือน และอยากมีลูกเป็นของตัวเอง และหลังขโมยมาแล้วก็โกหกสามี และปู่-ย่า ว่าเป็นลูกของตัวเอง ทั้งหมดก็เลี้ยงดูด้วยความรักใคร่อย่างดี ส่วนตัวเองไปทำงานต่างจังหวัดแวะมาดูเดือนละ 2 ครั้ง ยืนยันว่ารักเหมือนลูกที่เกิดมาจากครรภ์ของตนเองจริง ๆ ส่วนสามีก็รักไม่ต่างกับตนเช่นกัน นางอัญชุลี อ้างอีกว่า กระทั่งเรื่องมาแดงขึ้นว่า ตนไปลักน้องเอมาจากรพ.ขอนแก่น จึงได้ยอมให้ตำรวจจับกุม พร้อมกับให้เป็นเรื่องของกฎหมายที่จะดำเนินการ ส่วนเด็กยังอยู่กับพ่อของเด็ก และปู่-ยาต่อไป เรื่องนี้ตนยอมรับผิด หลังจากศาลตัดสินทำโทษตนไปแล้ว และพ้นผิดออกมา ก็จะไปขอน้องเอ กับแม่แท้ ๆ ของเขามาเลี้ยง ยืนยันว่าจะดูแลลูกคนนี้ไปตลอดชีวิต และจะมอบเงินล้านให้แม่น้องเอ ไว้ใช้จ่ายอีกต่างหากด้วย. สำหรับเรื่องนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2554 เป็นกรณีการลักพาตัวเด็กหญิงแรกเกิด ในโรงพยาบาลขอนแก่น เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2554 โดยกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมาอุ้มเด็กแรกเกิดออกไปจากโรงพยาบาล ภายหลังศาลจังหวัดขอนแก่นออกหมายจับเลขที่ จ.75/2554 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2554 ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล และทางตำรวจจังหวัดขอนแก่นพยายามสืบหาตัวมาโดยตลอด MThai News

ซึ้งมาก! ความรักของแมวน้อย กับ เด็กหญิง ออทิสติก
ออทิสติก /  แมว / 

     เมื่อความรักของคนกับสัตว์ทำให้โลกของทั้งคู่สมบูรณ์ขึ้น ทั้งสองฝ่ายต่างเติมเต็มให้กันและกันเหมือนกับคู่นี้ น้องไอริส (Iris Grace Halmshaw) หนูน้อยชาวอังกฤษ วัยเพียง 4 ขวบ  เป็นเด็ก ออทิสติก เธอมีปัญหาด้านการสือสารและการแสดงอารมณ์ และที่สำคัญหนูน้อยไอริสไม่ชอบการเข้าสังคม หลังจากนั้นพ่อแม่ของเธอ จึงอยากหากิจกรรมใหม่ๆ เพื่อเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการของเธอให้ดีขึ้น พวกเขาจึงพาไอริสไปทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ที่ชื่อว่า ทูร่า (Thula) และแล้วจุดเริ่มต้นของมิตรภาพอันสวยงามก็เกิดขึ้น ตั้งแต่มีเจ้าทูล่าเข้ามาในชีวิต หนูน้อยไอริสก็เปลี่ยนไป เริ่มพูดจามากขึ้น จากที่ไม่ชอบแต่งตัวเพราะเธอรู้สึกอึดอัด ก็กลับมายอมใส่เสื้อผ้าแต่โดยดี นอนหลับง่ายขึ้น และพูดจาสื่อสารมากขึ้นด้วย เมื่อวันเวลาผ่านไป ทูล่า เป็นมากกว่าแมวธรรมดาตัวนึง แต่กลับกลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของหนูน้อยไอริส เมื่อไอริสไปที่ไหน เจ้าแมวเหมียวก็จะแอบเดินตามไปด้วย เหมือนต่างคนต่างเป็นเงาของซึ่งกันและกัน ทั้งคู่ตัวติดกันตลอดเวลา แทบไม่อยากแยกจากกัน เจ้าทูล่าจะอยู่ใกล้ๆน้องไอริสเสมอ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กิจกรรมสุดโปรดของไอริส ก็คือ การวาดรูป และ ผู้ช่วยคนเก่งของเธอก็คือเจ้าทูล่า ที่จะค่อยนั่งอยู่เคียงข้างให้กำลังใจอยู่เงียบๆ ไอริสมักจะเล่าเรื่องมากมายให้เจ้าทูล่าฟังอยู่เป็นประจำ หรือสอนเกี่ยวกับสัตว์โลกใต้ท้องทะล ในตอนที่ทั้งคู่อาบน้ำอย่างมีความสุขด้วยกัน แมวจัดว่าว่าสัตว์ขี้เล่นแสนซน แม้เจ้าทูล่าจะซนสักแค่ไหน เธอก็ไม่เคยดุมัน มีครั้งนึงไอริสจับได้ว่าเจ้าแมวเหมียวใช้แปรงระบายสีรูปภาพของเธอจนเละ แต่เธอก็ยอมยกโทษให้เพื่อนที่แสนดีตัวนี้ ทุกครั้งที่เธอมีพฤติกรรมเป็นเด็กดีเรียบร้อยอ่อนหวาน แม่จะให้ดาวสีทองหนึ่งดวง เพื่อเป็นรางวัลของเด็กดี แทนที่เธอจะนำมันไปแปะในสมุด เธอกลับไปแปะไว้ที่หน้าน้องแมว ซึ่งเจ้าทูล่าก็ดูงงๆ! นี่เป็นรูปภาพฝีมือของน้องไอริส เราทุกคนมีพรสรรค์เพียงแต่ว่าเราจะหามันเจอหรือไม่  แม้เธอจะป่วยเป็นโรคออทิสติก แต่ฝีมือการวาดภาพของเธอก็ไม่ธรรมดา! สามารถประมูลขายได้ในราคาหลายร้อยดอลลาร์ มาติดตามความน่ารักของหนูน้อยไอริสและแมวเพื่อนรัก แล้วคุณจะหลงรักเธอทั้งคู่ irisgracepainting.com เรียบเรียงโดย Women Mthai Team

ตำรวจผู้พิทักษ์ประชาชน ปั๊มหัวใจเด็กจมน้ำ จนรอดตาย!
จมน้ำ /  ตำรวจ / 

โลกออนไลน์ชื่นชม ร.ต.ท.วิไล ขุนศรี ช่วยเด็กหญิง อายุ 14 ปี จมน้ำหมดสติ จนรอดตาย! เกิดเป็นเรื่องราวที่ทำให้ผู้คนบนโลกออนไลน์ต่างพากันประทับใจ หลังจากแฟนเพจ ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย Nongkhai Provincial Police ได้โพสต์ภาพและเรื่องราวของ ร.ต.ท.วิไล ขุนศรี ที่ได้เข้าช่วยเหลือเด็กหญิงอายุ 14ปี จมน้ำหมดสติ แต่ตำรวจท่านนี้ พยายามปฐมพยาบาลและปั๊มหัวใจ จนเด็กสามารถรอดชีวิตมาได้ เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่ผ่านมา ทางแฟนเพจ ได้โพสต์ภาพ ชายคนหนึ่งกำลังปฐมพยาบาล ช่วยเด็กหญิงจมน้ำ พร้อมระบุรายละเอียดว่า "...ร.ต.ท.วิไล ขุนศรี ร้อยเวรป้องกันปราบปราม สภ.เวียงคุก  พบเหตุเด็กหญิงอาย 14 ปี จมน้ำบริเวณหนองนำ้บ้านหนองบัว จึงได้นำเด็กขึ้นจากนำ้ และทำการปั้มหัวใจ สลับเป่าปาก ตามหลักการกู้ชีพ จนอาการตอบสนองสำลักน้ำและลืมตาได้บ้างและประสานกู้ชีพส่ง รพ.หนองคาย เบื้องต้นเด็กปลอดภัย ตำรวจคือผู้พิทักษ์รับใช้ประชาชน ขอยกย่องตำรวจอาชีพครับ..." หลังภาพและเรื่องราวถูกเผยแพร่ ผู้คนต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและชื่นชมเป็นจำนวนมาก สมาชิกเฟซบุ๊กท่านหนึ่งระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจท่านนี้ เป็นตำรวตผู้เสียสละ ควรค่าแก่การยกย่องเชิดชูอย่างยิ่ง MThai News ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก แฟนเพจ ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย Nongkhai Provincial Police

ปิดคดีฆ่าข่มขืนดญ.13 เกมส์-วันชัย ไม่ยื่นฎีกาโทษประหาร
น้องแก้ม /  พนักงานรถไฟ / 

พนักงานรถไฟที่ก่อเหตุฆ่าข่มขืน “น้องแก้ม” เด็กหญิงวัย 13 ปี บนขบวนรถไฟก่อนโยนศพเหยื่อออกนอกหน้าต่างรถไฟ ตัดสินใจไม่ยื่นฎีกาสู้คดีต่อ ทำให้คดีเป็นอันถึงที่สุด ต้องรับโทษประหารชีวิตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ก่อนหน้านี้นายวันชัย หรือเกมส์ แสงขาว อายุ 22 ปี พนักงานปูเตียงรถนอนประจำรถไฟขบวนที่ 174 ผู้ก่อเหตุฆ่าข่มขืนน้องแก้มเด็กหญิงวัย 13 ปี ขณะนอนหลับในตู้นอนบนขบวนรถไฟที่วิ่งจากต้นทาง จ.นครศรีธรรมราช มุ่งหน้าปลายทางกรุงเทพมหนคร เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 5 ก.ค.57 ต่อเนื่องวันที่ 6 ก.ค.57 ได้ให้ทนายความยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดหัวหินขอขยายเวลาการยื่นฎีกาสู้คดี หลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ประหารชีวิตนายวันชัยเมื่อวันที่ 14 ก.ย.58 ซึ่งศาลจังหวัดหัวหินอนุญาตให้ยื่นฎีกาได้ภายในวันที่ 13 พ.ย.58 อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 11 พ.ย.58 ที่ผ่านมา ปรากฎว่านายวันชัยได้ให้ทนายความยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดหัวหินระบุว่า ขอไม่ใช้สิทธิในการยื่นฎีกา ส่งผลให้คดีนี้เป็นอันถึงที่สุดตามกฎหมาย และทำให้นายวันชัยต้องรับโทษประหารชีวิตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ด้านนายวันชัย บุนนาค ทนายความของมารดาน้องแก้ม ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ กล่าวว่า แม้จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลระบุไม่ประสงค์ใช้สิทธิยื่นฎีกา แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 247 กำหนดว่า คดีที่จำเลยต้องโทษประหารชีวิต ห้ามไม่ให้บังคับคดีตามคำพิพากษา จนกว่าจะได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยอภัยโทษ ดังนั้นในระหว่างนี้จะต้องรอขั้นตอนการขออภัยโทษของจำเลย หากจำเลยไม่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษ เจ้าหน้าที่ก็จะต้องดำเนินการบังคับคดี โดยลงโทษประหารชีวิตจำเลยตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุด แต่หากจำเลยได้รับการพระราชทานอภัยโทษ ก็บังคับคดีไปตามผลสุดท้ายที่ได้รับอภัยโทษเท่าใดก็รับโทษตามนั้น “ในฐานะโจทก์ร่วมต้องขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ว่าการรถไฟทั้งคนปัจจุบันและคนก่อน รวมทั้งเจ้าหน้าที่การรถไฟที่อำนวยความสะดวกและช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นอย่างดี นอกจากนี้ต้องขอบคุณกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจ พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาลยุติธรรม ที่อำนวยความยุติธรรมตามกฎหมาย “ ทนายโจทก์ร่วมกล่าว สำหรับคดีนี้ นอกจากนายวันชัย แสงขาว จำเลยที่ 1 ซึ่งต้องโทษประหารชีวิตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว ยังมีนายณัฐกรณ์ หรือหนึ่ง ชำนาญ พนักงานทำความสะอาดตู้รถไฟขบวนเดียวกัน เป็นจำเลยที่ 2 ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปี ฐานมีส่วนรู้เห็นสนับสนุนการกระทำผิด โดยขณะนี้นายณัฐกรณ์ถูกคุมขังตามคำพิพากษาในเรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก่อนหน้านี้เช่นกัน. ข้อมูลข่าวจากสำนักข่าวไทย ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ประกาศบริจาคหุ้นเฟซบุ๊ก 99% หลังได้ลูกสาว
Baby /  Conversations / 

คลอดแล้วลูก มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ขณะที่เจ้าตัวประกาศบริจาคหุ้นเฟซบุ๊ก 99% ให้มูลนิธิการกุศลที่ตั้งมาเพื่อลูก เว็บไซต์ mashable.com ได้รายงานว่า วานนี้ (1 ธ.ค. 58) มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเฟซบุ๊ก ได้มีการโพสต์ภาพครั้งแรกของบุตรสาวของเขา ภายหลังพริสซิลลา ชาน ภรรยาได้ให้กำเนิดลูกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมาร์กและชานเผยว่า เด็กหญิงตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดของพวกเขามีชื่อว่า แม็กซ์ ชาน ซักเกอร์เบิร์ก ซึ่งหลังการให้กำเนิดนี้เขาและภรรยาได้ประกาศยกหุ้น Facebook สัดส่วน 99% มูลค่าประมาณ 45 พันล้านดอลลาร์ ที่ถือครองอยู่ ให้กับ Chan Zuckerberg Initiative ซึ่งเป็นมูลนิธิการกุศลที่พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อยกระดับขีดความสามารถของมนุษย์ และลดความเหลื่อมล้ำในสังคมโลกที่ลูกสาวของเขาและคนอื่นๆ จะเติบโตขึ้นมา ซึ่งการดำเนินการของมูลนิธิจะมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้สนับสนุนศักยภาพส่วนบุคคล รักษาโรคติดต่อ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและเสริมสร้างชุมชน ส่วนในรายละเอียดของโครงการจะมีการประกาศเพิ่มเติมในอนาคตเมื่อชีวิตครอบครัวเริ่มลงตัว สำหรับ มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก นับว่าเป็นอีกบุคคลร่ำรวยที่บริจาคเงินให้กับการกุศลเหมือนกับมหาเศรษฐีรายอื่นๆ อาทิ วอร์เรน บัฟเฟตต์, บิล และเมลินดา เกตส์ ที่ได้กระทำมาก่อนหน้านี้ โดยในปีนี้เขาบริจาคเงินให้การกุศลไปแล้วกว่า 1,600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการบริจาคเงินให้โรงเรียน และโรงพยาบาล เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนาเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไร้สายที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดูบทความต้นฉบับ : Max Zuckerberg has the Internet in a baby frenzy ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

หัวใจจะวาย !! ด.ญ.วัย 15 พาเพื่อนชาย 8 คน มามีเซ็กซ์ถึงบ้าน
มาเลเซีย /  เซ็กซ์วัยเรียน / 

ผงะ เด็กหญิงวัยเพียง 15 ปี พาเพื่อนชาย 8 คนมามีเพศสัมพันธ์กันถึงที่บ้าน โรงเรียน และกระท่อมร้าง จนความแตก ถูกแม่จับได้ กลายเป็นเรื่องราวโด่งดัง !! วันนี้ (30 ต.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าวเหตุอื้อฉาว ของนักเรียนหญิงอายุ 15 ปี ชาวมาเลเซียรายหนึ่ง ที่พาเพื่อนชายวัยประมาณ 15-16 ปี จำนวน 8 คน ไปลักลอบมีความสัมพันธ์ทางเพศกัน ทั้งที่บ้าน โรงเรียน ก่อนจะถูกจับได้ในเวลาต่อมา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่าได้ควบคุมตัว นักเรียนชายและหญิง หลังจากแม่ของเด็กหญิง ทราบข่าวว่าลูกสาวพาเพื่อนชายร่วมชั้นเรียนมามีเพศสัมพันธ์ถึงที่บ้าน ที่โรงเรียน รวมถึงบางครั้ง ยังแอบลักลอบมีความสัมพันธ์กับในกระท่อมร้างระแวกบ้านด้วย โดยฝ่ายหญิงใช้เวลาที่สมาชิกครอบครัวไม่อยู่บ้านสบโอกาส พาเพื่อนชายเข้ามาทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสม โดยทำติดต่อเป็นเวลานานหลายเดือนแล้ว ก่อนที่ความจะแตก ผู้เป็นแม่จะจับได้เพราะเห็นเด็กผู้ชายย่องออกจากบ้าน เมื่อเห็นเช่นนั้น แม่ของฝ่ายหญิง วัย 40 ปี ได้พยายามคาดคั้นลูกสาว ให้พูดความจริง จนกระทั่งเด็กหญิง ยอมบอกความจริงทั้งหมด ว่ามีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนชายถึง 8 คน จากนั้น แม่ของฝ่ายหญิง จึงนำตัวเด็กหญิงไปที่สถานีตำรวจเพื่อลงบันทึกไว้ทันที ซึ่งเยาวชนหล่านี้จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวน เพราะทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศหรือการมีเพศสัมพันธ์ที่ขัดต่อกฎหมายซึ่งอาจมีบทลงโทษ อย่างไรก็ตาม มาเลเซียเป็นประเทศที่กำลังประสบปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกรณีดังกล่าว เป็นเรื่องฮือฮาที่อาจจะนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ เช่นการตั้งครรภ์ในวัยเรียน การติดโรคทางเพศสัมพันธ์ การถูกสังคมมองว่าแปลกแยก และฝ่ายหญิงอาจไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ ที่ทำให้รัฐบาลมาเลเซีย ต้องนำปัญหาดังกล่าวมาทบทวนเพื่อหาทางแก้ไขอย่างจริงจังอีกครั้ง หลังจากกลายเป็นข่าวโด่งดังในขณะนี้ ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News ที่มา  malaysiandigest

ระทึก! เสือตะปบศีรษะเด็กหญิงวัย 5 ขวบ ในตลาดน้ำอโยธยาบาดเจ็บ
ตลาดน้ำอโยธยา /  เด็ก / 

ระทึก! เสือตะปบศีรษะเด็กหญิง 5 ขวบ ที่ตลาดน้ำอโยธยา บาดเจ็บ เจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาลแล้ว พร้อมเข้าตรวจสอบ วันนี้(7 ธ.ค. 58) เกิดเหตุเสือทำร้ายเด็กหญิงวัย 5 ขวบ ที่ตลาดน้ำอโยธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เบื้องต้นทราบว่า เสือตัวดังกล่าวอยู่ในกรงใกล้กับปางช้าง โดยในช่วงเวลาเกิดเหตุ เด็กหญิงได้เดินเที่ยวบริเวณนั้น มีผู้ปกครองอยู่ใกล้ ๆ ขณะเดียวกัน เสือได้ยื่นขาหน้าออกมาจากกรง ใช้เล็บตะปบไปที่ศีรษะเด็กหญิงวัย 5 ขวบ ได้รับบาดเจ็บ จากนั้นเจ้าหน้าที่กู้ภัย จึงเข้าไปช่วยเหลือ นำส่งโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา พร้อมแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบให้เข้ามาตรวจสอบว่า ขาของเสือออกมานอกกรงได้อย่างไร ขอบคุณภาพ JS100 Radio ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

วอนช่วยด.ญ.วัย13 ป่วยมะเร็งใบหน้า ฐานะยากจน
ป่วยมะเร็งใบหน้า /  มะเร็ง / 

วอนช่วยเด็กหญิงวัย 13 ปีใน จ.อุดรธานี ฐานะยากจน ป่วยด้วยอาการใบหน้าบวมใหญ่จนทำให้ตาข้างขวาปิด ที่บ้านเลขที่ 79 หมู่ 4 ต.กุมภวาปี อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี พบเด็กหญิงวัย 13 ปี ป่วยด้วยอาการใบหน้าบวมใหญ่จนทำให้ตาข้างขวาปิด เป็นที่น่าสงสารแก่ผู้พบเห็นและทางบ้านมีฐานะยากจน ซึ่งนายศุรชัย 49 ปี และ น.ส.ขนิษฐา อายุ 40 ปี พ่อแม่ของ ด.ญ.กฤติพร หรือ น้องบีม น.ส.ขนิษฐา เปิดเผยว่า ตนเองมีลูก 3 คน คนโตเป็นผู้ชายเรียนจบ ม.6 ไม่ได้เรียนต่อ ต้องไปทำงานรับจ้างทั่วไปนำเงินมาจุนเจือครอบครัว น้องบีมเป็นคนที่ 2 และคนที่ 3 เป็นผู้ชายอายุ 6 เดือน น้องบีมเกิดมา ช่วง 1-7 ขวบ มีใบหน้าปกติดีทุกอย่าง แต่เมื่ออายุ 8 ขวบ ได้ออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อน แต่เกิดหกล้มหน้าชนกับเครื่องเล่นอย่างรุนแรง ทำให้แก้มขวามีรอยฟกช้ำ เมื่อกลับมาบ้านตนก็ใช้ยาทาแก้ฟกช้ำให้ ผ่านมา 1 สัปดาห์ ตนและญาติ ๆ ก็สังเกตว่าหน้าน้องเริ่มมีอาการเขียวช้ำบวมมากขึ้น จึงได้พาไปรักษา ผลเอ็กซเรย์พบว่า มีก้อนเนื้ออยู่บริเวณใต้กระดูกโหนกแก้มขวา พบว่า ก้อนเนื้อดังกล่าวเป็นเนื้อร้ายและเริ่มบวมโตขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลใน จ.ขอนแก่น หลังจากนั้น 1 ปี ก้อนเนื้อบริเวณโหนกแก้มที่เดิมปูดบวมมากขึ้น หมอจึงต้องรักษาโดยการผ่าตัดอีกครั้งเป็นครั้งที่ 2 ต่อมาแพทย์ได้นัดผ่าตัดครั้งที่ 3 และภายในเดือนเดียวกัน ได้ผ่าตัดครั้งที่ 4 ซึ่งหลังจากผ่าตัดมาน้องบีมก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และเรียนหนังสือจนจบชั้น ป.6 ก็จะมีอาการปวดที่บริเวณเนื้อที่บวมบ้าง ปัจจุบันหน้าน้องบีมยังมีอาการปูดบวมปิดตาขวา จนไม่สามารถมองเห็นได้ ฟันกามด้านบนก็ไม่มี ปัจจุบันก้อนเนื้อดังกล่าวเริ่มใหญ่ขึ้นอีก ตนเองอยากพาไปหาหมอแต่ก็ไม่มีเงิน มีใช้แค่พอซื้อยาแก้ปวดและอุปกรณ์ทำความสะอาดแผลให้น้องเท่านั้น ส่วนผู้ใจบุญที่ต้องการช่วยเหลือน้องบีม สามารถสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลได้ที่หมายเลขบัญชี 982-4-87168-3 ธนาคารกรุงไทย สาขากุมภวาปี เมืองใหม่ ชื่อบัญชี น.ส.ขนิษฐา วิบูลย์กุล 061-2528564

ศาลสั่งประหาร มือฆ่าน้องเพลง ด.ญ.วัย 11 ขวบที่ตรัง
ข่าวจังหวัดตรัง /  น้องเพลง / 

ศาลจ.ตรัง สั่งประหารชีวิตเพื่อนบ้าน หลังก่อเหตุฆ่าน้องเพลง ด.ญ.วัย 11 ขวบ ก่อนนำศพทิ้งท่อระบายน้ำปี 57 วานนี้ (16 ธ.ค. 58) ศาลจังหวัดตรัง ผู้พิพากษาได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา คดีที่อัยการจังหวัดตรัง กับนางพนมวรรณ มารดา น้องเพลง ร่วมเป็นโจทย์ยื่นฟ้องนายประถมพงษ์ หมื่นบาน หรือ แต๋ม อายุ 36 ปี ผู้ต้องหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และปิดบังอำพรางซ่อนเร้นศพ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 9 พ.ค. 57 หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งว่า น้องเพลง เด็กหญิงวัย 11 ปี หายตัวออกจากบ้านพัก จึงได้นำกำลังออกค้นหา ก่อนจะมาพบเป็นศพนอนเสียชีวิตอยู่ที่แท่อระบายน้ำแห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2557 ต่อมาตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานพบว่านายประถมพงษ์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของน้องเพลง เป็นผู้ต้องสงสัยในคดีจึงทำการจับกุมและนำส่งฟ้องศาลดังกล่าว ทั้งนี้จากการพิจารณาจากพยานและหลักฐานของผู้พิพากษาเห็นว่านายประถมพงษ์ มีความผิดจริงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จึงพิพากษาลงโทษประหารชีวิต และข้อหาปิดบังการตายและเหตุแห่งการตาย ซ่อนเร้นทำลายศพ ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทย์ 840,000 บาท ด้าน บิดามารดาของน้องเพลง กล่าวทั้งน้ำตาว่า ดีใจอย่างมากที่ศาลให้ความเป็นธรรมกับครอบครัว ซึ่งหากผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์ ทางครอบครัวก็จะให้ทนายยื่นแก้คำอุทธรณ์อย่างแน่นอน ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ขอบคุณเพื่อนๆ และสังคมที่ให้กำลัง จนทำให้มีพลังยืนต่อสู้มาได้จนถึงทุกวันนี้ ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

ศาลสั่งคุกตลอดชีวิต
ข่าวน้องการ์ตูน /  น้องการ์ตูน / 

ศาลอุทธรณ์สั่งคุกตลอดชีวิต "หนุ่ย ติ๊งต่าง" คนร้ายฆ่าข่มขืนน้องการ์ตูน วันนี้ (26 ม.ค. 59) ศาลอุทธรณ์ ได้มีการอ่านคำพิพากษาตัดสินในคดีที่นายติ่งต่าง หรือ หนุ่ย ไม่มีนามสกุล อายุ 33 ปี ก่อเหตุข่มขืนฆ่าด.ญ.วัย 4 ขวบที่ ต.กุดป่อง อ.เมืองเลย จ.เลย และคดีฆ่าข่มขืน ด.ญ.วัย 5 ขวบ ย่านบางนา ปี 56 ภายหลังศาลชั้นต้น ได้ส่งสำนวนคดีไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ภายหลังได้มีการพิจารณาตัดสินไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจากการตรวจสอบพยานและหลักฐานแล้วเห็นว่าผู้ต้องหาไดกระทำผิดจริง แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นการกระทำของจำเลยกระทำผิดมาเบิกความเป็นพยาน แต่โจทก์มีบันทึกคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนที่ให้การรับสารภาพว่าตามวันเวลาที่เกิดเหตุ จึงมีคำสั่งตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกตลอดชีวิต นายติ่งต่าง หรือ หนุ่ย วันที่ 28 มีนาคม 2558 ศาลสั่งประหาร ติ๊งต่าง คนร้ายฆ่าข่มขืนน้องการ์ตูน แต่สารภาพลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ศาลจังหวัดพระโขนง ได้มีการอ่านคำพิพากษาในคดีที่คนร้ายฆ่าข่มขืนน้องการ์ตูน เด็กหญิงวัย 6 ขวบ ในพื้นที่รกร้างใกล้สถานีรถไฟฟ้าแบริ่งเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งจากการพิเคราะห์พยานและหลักฐานประกอบคำสารภาพของจำเลย คือ นายหนุ่ย หรือ ติ๊งต่าง ไม่มีนามสกุล ว่าก่อเหตุดังกล่าวจริง ศาลจึงมีคำสั่งตัดสินให้ประหารชีวิต แต่ทั้งนี้จำเลยให้การรับสารภาพ จึงให้ลดโทษลงเหลือจำคุกตลอดชีวิต MThai News

รวบไอ้หื่น! ข่มขืน 2 ขวบ ชาวบ้านเห็นรุมประชาทัณฑ์ยับ
ข่มขืนเด็ก /  คนงานก่อสร้าง / 

รวบ! หนุ่มใบ้วัย 23 ปี คนงานก่อสร้าง ข่มขืนเด็ก 2 ขวบ เพื่อนคนงานมาเห็นรุมประชาทัณฑ์ ก่อนนำส่งตำรวจ วันนี้ 12 ก.พ. ตำรวจ สภ.พระนครศรีอยุธยา ควบคุมตัวนายวาที ไรสูงเนิน อายุ 23 ปี ซึ่งพิการเป็นใบ้ ภายในแคมป์คนงานก่อสร้างในวัดสนามไชย หมู่ 3 ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา ในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี หลังนายแมน (นามสมมติ) อายุ 47 ปี หัวหน้าคนงานก่อสร้าง และภรรยาพา ด.ญ.ยุ้ย (นามสมมติ) ลูกสาววัย 2 ขวบ 3 เดือน เข้าแจ้งความ จากการสอบถาม นายแมน กล่าวว่า เมื่อช่วงค่ำพวกคนงานนั่งดื่มเหล้าอยู่ที่แคมป์ ซึ่งนายวาทีก็รวมอยู่ด้วย สักพักลูกสาวของตนที่วิ่งเล่นอยู่ได้หายตัวไป มีคนงานผ่านไปเห็นนายวาทีกำลังนอนค่อมตัวน้องยุ้ย ถอดกางเกงลงมาถึงหัวเข่า จึงได้กระโดดเตะและช่วยด.ญ.ยุ้ยออกมาได้ ก่อนแจ้งตำรวจมาควบคุมตัว ทั้งนี้ประมาณ 1 สัปดาห์ ที่ผ่านมา สังเกตเห็นอวัยวะเพศของน้องยุ้ยบวมแดง แต่ไม่คิดว่าเป็นอะไรมากจึงไม่ได้พาไปพบแพทย์ สำหรับนายวาที ตนช่วยเหลือให้มาทำงานด้วย 8 เดือนแล้ว เพราะสงสารเห็นเป็นใบ้เดินอยู่ริมถนน ซึ่งนายวาทีก็มาช่วยงานทั่วไปและชอบมาเล่นกับลูกสาว เมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา นายวาทีไปยืนสำเร็จความใคร่ที่หน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งจนถูกชาวบ้านและพนักงานรุมทำร้ายบาดเจ็บมา แต่ตนก็ไม่ได้เอะใจจนกระทั่งมาเกิดเรื่องขึ้น ด้านเจ้าหน้าที่พยายามสื่อสารเพื่อสอบถามผู้ต้องหาแต่ก็ไม่รู้เรื่อง เนื่องจากยังอยู่ในอาการเมาและโวยวายตลอดเวลา ต้องควบคุมตัวไปสงบสติอารมณ์และประสานผู้เชี่ยวชาญภาษามือมาสอบสวนดำเนินคดี พร้อมจะส่งตัว ด.ญ.ยุ้ย ตรวจร่างกายและสอบ ป.วิอาญาต่อไป ขอบคุณ เดลินิวส์ ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

สลด! เด็กสาวผูกคอตาย เพราะทรมานจากโรคแพ้สัญญาณ WiFi
ป่วย /  ผูกคอตาย / 

สลด! เด็กหญิงชาวอังกฤษวัย 15 ปี ผูกคอตาย หลังต้องทนทรมานด้วยอาการเจ็บป่วยจากโรคแพ้สัญญาณ Wi-Fi เว็บไซต์ Unilad รายงานว่า เมื่อ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เด็กหญิงเจนนี่ ฟราย ได้ผูกคอตายใต้ต้นไม้ใหญ่ในป่า บรู้ค วู้ดส์ สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับครอบครัวและเพื่อน ๆ เป็นอย่างมาก ซึ่งก่อนที่เจนนี่จะฆ่าตัวตาย เขาได้ส่งข้อความหาเพื่อนสนิทว่าวันนี้เธอจะไม่ไปโรงเรียน ทั้งนี้ ยังระบายความในใจ หลังจากต้องทนทุกข์ทรมานด้วยอาการป่วยออด ๆ แอด ๆ พร้อมระบุว่าเธอกำลังจะฆ่าตัวตายในป่า บรู้ค วู้ดส์ อีกด้วย แต่น่าเสียดายที่เพื่อนของเจนนี่ไม่เห็นข้อความนั้น เพราะโทรศัพท์ไม่อยู่กับตัว ด้านครอบครัวของเจนนี่อ้างว่า เด็กหญิงน่าจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคแปลกประหลาด ที่ทำให้เจนนี่มีอาการแพ้สัญญาณ Wi-Fi อย่างหนัก ซึ่งน่าจะเป็นอาการในกลุ่มโรคที่เรียกว่า โรคไวต่อการรับสัมผัสสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Hypersensitivity / EHS) แต่เจนนี่ก็ยังต้องทนป่วยจากสัญญาณ Wi-Fi ที่โรงเรียน เจนนี่มักถูกอาจารย์ลงโทษด้วยการกักบริเวณอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่ใช่เพราะเด็กหญิงเกเรหรือไม่เชื่อฟัง เจนนี่เพียงแค่ป่วยจนไม่สามารถทนเรียนในห้องเรียนได้ เธอจึงต้องหนีออกมาเพื่อหาสถานที่ ที่สงบและปลอดสัญญาณ Wi-Fi ซึ่งแม่ของเจนนี่ยังเคยเดินทางไปพบครูใหญ่ที่โรงเรียน เพื่อบอกเล่าถึงอาการภูมิแพ้ Wi-Fi แต่ครูใหญ่กลับไม่รับฟังและยืนยันว่าสัญญาณ Wi-Fi นั้นไม่เป็นอันตราย อย่างไรก็ตาม แม่ของเจนนี่เชื่อว่าลูกสาวไม่ได้มีความปรารถนาที่จะฆ่าตัวตาย เพียงแต่เด็กรู้สึกเหนื่อย โดยครอบครัวของเธอกำลังเริ่มโครงการรณรงค์ให้ยกเลิกการใช้อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับสัญญาณ Wi-Fi ในโรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็ก รวมถึงจะกดดันหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ทำการวิจัยค้นคว้าเกี่ยวกับโรค EHS ให้มากกว่านี้ สำหรับโรคไวต่อการรับสัมผัสสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ Electromagnetic Hypersensitivity (EHS) เป็นกลุ่มอาการที่ผู้ป่วย ซึ่งรู้สึกว่าได้รับสัมผัสสนามแม่เหล็กไฟฟ้า จะมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง แต่ทางการแพทย์ยังไม่สามารถวินิจฉัยและยืนยันสาเหตุของโรคได้ ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

สลด! ลิฟท์แมนชั่นค้างหนีบเด็ก 7 ขวบ ดับอนาถ
ติดอยู่ในลิฟท์ /  ลิฟท์ค้าง / 

เกิดเหตุลิฟท์แมนชั่นย่าน อ.คลองหลวง ปทุมธานี หนีบเด็กหญิง 7 ขวบ ติดภายในกว่า 1 ชั่วโมง เสียชีวิต เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา ตำรวจ สภ.คลองหลวง รับแจ้งเหตุมีเด็กติดอยู่ในลิฟท์ภายในหอพัก แห่งหนึ่งใน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ส่งตัวมารักษาตัวและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลการุณเวช นวนคร เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตเป็นเด็กหญิง อายุ 7 ขวบ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุเป็นหอพักสูง 5 ชั้น บริเวณที่ไฟดับและที่ชั้น 5 พบประตูลิฟต์ถูกงัดได้รับความเสียหาย ประตูเปิด แต่ปิดไม่ได้ ส่วนตัวลิฟต์ค้างอยู่ระหว่างกลางชั้น 4 และชั้น 5 จากการสอบถาม นายสำราญ อายุ 40 ปี พ่อของเด็กหญิงที่เสียชีวิต เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุตนเองและลูกสาวออกไปทำธุระและกลับเข้าหอพัก ขณะที่ตนนำรถจักรยานยนต์ไปจอด และปล่อยให้ลูกสาวเดินไปห้องพักก่อน แต่เมื่อมาห้องพักก็ไม่พบลูกสาว จึงคาดว่าลูกสาวน่าจะกดขึ้นลิฟท์เล่นไปแล้ว จึงเดินตามหาตั้งแต่ชั้นล่างถึงชั้น 5 บนสุด ก็ไม่พบ แต่ได้ยินเสียงลูกร้องขอความช่วยเหลือบริเวณชั้น 4 และชั้น 5 เมื่อกดลิฟต์ก็เปิดออกไม่ได้ จึงสอบถามผู้ดูแลหอพัก เพื่อทำการเปิดลิฟต์แต่ติดต่อเจ้าของหอพักไม่ได้ ตนจึงตัดสินใจ งัดประตูลิฟต์ ที่ชั้น 5 เห็นลิฟต์ค้างอยู่ระหว่างชั้น 4 กับชั้น 5 ตนกระโดดลงไปช่วยลูกสาว แต่ปรากฏว่าลูกสาวได้หมดสติ จึงได้นำตัวออกจากลิฟต์นำส่งโรงบาลการุณเวช นวนคร และเจ้าหน้าที่โรงบาลก็ได้ช่วยกันปั๊มหัวใจ แต่ก็ไม่ฟื้นและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำตัวคนดูแลหอพักไปสอบสวนเพิ่มเติม ขอบคุณ INN ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

รวบขบวนการค้ามนุษย์ หลังลวงเด็กไปขายในมาเลเซีย
กักขัง /  ข่มขู่ / 

เจ้าหน้าที่แถลงจับกุมผู้ต้องหานำหญิงไปกักขัง เพื่อค้าประเวณีในประเทศมาเลเซีย อีกทั้งยังข่มขู่เรียกค่าไถ่ครอบครัวผู้เสียหาย วันนี้(30 ต.ค.58) ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) พ.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบก. ป. รรท. ผบก. ปคม. ได้แถลงผลการจับกุม ผู้ต้องหาคดีนำหญิงไปกักขังเพื่อค้าประเวณี ซึ่งเป็นความผิดค้ามนุษย์ โดย พ.ต.อ.กรไชย กล่าวว่า ได้ทำการจับกุม น.ส.นิษฐาชยา จันทะพงษ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2258/2558 ในข้อหาร่วมกันค้ามนุษย์โดยการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี ร่วมกันพรากผู้เยาว์ พาไปเพื่ออนาจารฯ ข่มขืนใจ หน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง และร่วมกันเรียกค่าไถ่ซึ่งเป็นความผิดตามพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์พ.ศ.2551 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 และประมวลกฎหมายอาญา. สืบเนื่องจากเมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคม ได้รับแจ้งจากมารดาของเด็กหญิงผู้เสียหายจึงได้มีการเข้าช่วยเหลือเด็กผู้เสียหายรวม 4 คน ซึ่งถูกหลอกไปค้าประเวณีในประเทศมาเลเซีย และนำมากักขังไว้ที่จังหวัดสงขลา อีกทั้งผู้ต้องหายังมีการข่มขู่เรียกเงินจากแม่ของเด็กคนละ 50,000 บาท และบอกว่าหากไม่จ่ายเงินจะนำเด็กออกไปค้าประเวณีในมาเลเซีย จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคม. สืบทราบและได้เข้าช่วยเหลือในที่สุด จากการสืบสวนขยายผลยังพบว่าผู้ต้องหา มีการติดต่อเด็กหญิงสาวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยใช้ช่องทางเฟสบุ๊คชักชวนให้มาทำงานที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งอาจจะมีผู้ที่หลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงในลักษณะเช่นนี้อีกหลายราย หากมีผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อของผู้ต้องหารายนี้ สามารถมาแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารบี ชั้น4 หรือ โทร 1191 ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

หื่น! หนุ่มพิการแขนขาด้วน ใช้หัวลวนลามเด็ก 6 ขวบ
หนุ่มพิการแขนขาด้วน /  เด็กหญิง 6 ขวบ / 

จำคุก! หนุ่มพิการแขนขาด้วน 11 เดือน หลังพยายามใช้หัวลวนลามเด็กหญิงวัย 6 ขวบ ในงานวันเกิด วันนี้ (14 ม.ค. 59) เว็บไซต์ เดลิเมล รายงานว่า ทอมมี เอส อายุ 35 ปี หนุ่มพิการแขนขาด้วน ถูกศาลเขตเชมนิทซ์ ทางตอนใต้ของเมืองไลพ์ซิก ประเทศเยอรมนี ตัดสินจำคุกเป็นเวลา 11 เดือน แต่ให้รอลงอาญา หลังถูกจับได้ว่า ก่อเหตุลวนลามเด็กหญิงวัย 6 ขวบ ในงานเลี้ยงวันเกิดของเธอที่บ้าน ซึ่งแม่ของเด็กเป็นผู้เชิญเขามาร่วมงานดังกล่าว เพราะทำงานในสถานสงเคราะห์คนพิการ ทั้งนี้ จากการสอบถามเด็กหญิงวัย 6 ขวบ เล่าว่า นายทอมมี ลวนลามด้วยการอาสาอ่านนิทานให้พวกเด็กที่มางานเลี้ยงฟังในห้องนอน จากนั้นจึงคิดเกมที่แสดงบทบาทสมมุติให้เขาเป็นสัตวแพทย์ที่ต้องการตรวจสอบร่างกายเด็ก ในตอนแรกเขาวางศีรษะลงบนลำตัวของเด็กหญิง แล้วจึงบอกให้เด็ก ๆ คนอื่นออกไป เขาสั่งให้เด็กหญิงถอดกางเกงออก นอนลงบนเตียงและใช้ศีรษะลวนลามโดยมีความมุ่งหมายในทางเพศ อย่างไรก็ตาม นายทอมมี ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่จากการไต่สวนและพิสูจน์หลักฐานของศาลพบว่า นายทอมมี มีความผิดจริง ผู้พิพากษาไมเคิล มุลาร์กซิก จึงตัดสินให้จำคุก แต่รอลงอาญาและห้ามติดต่อกับทางครอบครัวเป็นเวลา 11 เดือน ขอบคุณข้อมูล/ภาพ เดลินิวส์ MThai News

ระวัง! กระเป๋ารถเมล์หื่นชอบลวนลามหญิงสาวบนรถ
กระเป๋ารถเมล์หื่น /  ลวนลาม

เตือนระวัง! กระเป๋ารถเมล์หื่นชอบลวนลามหญิงสาวบนรถ ชาวเน็ตถามโดนร้องเรียกแต่ทำไมไม่โดนไล่ออก ? วันนี้ (3 ธ.ค. 58) โลกออนไลน์ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Ranchida Sirimalai ได้โพสต์ภาพพนักงานเก็บค่าโดยสายรถเมล์สายหนึ่ง พร้อมบอกเล่าเรื่องราวถึงพฤติกรรมของกระเป๋ารถเมล์ท่านนี้ว่า ชอบลวมลามผู้หญิง ตามตัวมีกลิ่นสุรา ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แถมโดนร้องเรียนพฤติกรรมมาหลายครั้งแล้ว โดยมีรายละเอียดดังนี้ ขอเตือนภัยนะคะ (เเชร์ได้ค่ะ) ผู้ชายในรูปเป็นพนักงานเก็บเงิน 207 (บางกะปิ คันสีเหลือง) เวลา18.10 น. วันที่ 2 ธันวาคม ในวันนี้ เหตุการณ์เกิดขึ้นบนรถ 207 ดิฉันผู้อยู่ในเหตุการณ์ ทั้งหมด ขณะนั้นมีเด็กนักเรียนหญิงใส่ชุดพละ ร้องเสียงดังจากเบาะที่นั่งยาวด้านหลังของรถว่า "พี่ทำไมทำกับหนูเเบบนี้" เเละมีเสียงผู้ชายอีกคนพูดตอบกลับว่า "รถมันเบรกไม่ได้ทำอะไร" ส่วนตัวดิฉันอยู่เบาะหน้าคนขับ ส่วนรถก็อยู่กับที่ไม่ได้เบรก เห็นเด็กหญิงคนนั้นวิ่งจากท้ายรถลงจากรถโดยสารคันดังกล่าวไปโดยไม่มีใครช่วยเหลือน้องเลย จากนั้นผู้ชายก็ได้เดินมาเก็บค่าโดยสารที่ดิฉัน สายตาหน้ากลัว มีอาการมึนเมา มีกลิ่นเหล้า สังเกตเห็นได้ว่าผู้ชายคนนี้จ้องมองเด็กผู้หญิงหลายคน ดิฉันจึงถ่ายรูปไว้ รถออกมาจากเดอะมอลล์บางกะปิเเค่นิดเดียว ก็เห็นพฤติกรรมของผู้ชายคนนี้ว่ายืนมองอยู่ ดิฉันกับน้องนักเรียนข้าง ๆ ที่นั่งมาด้วยกันจึงจับมือกันลงจากรถทั้ง ๆ ที่ยังไม่ถึงปลายทางเเละก็ไม่รู้จักกันมาก่อน เพราะอาการกลัวไม่สบายใจ จากนั้นเราได้เดินไปขึ้นรถที่ป้ายเเยกลำสาลี ได้ขึ้น 207 คันสีเหลืองเเต่ไม่ใช่คันเดิม ด้วยความเป็นห่วงน้องผู้หญิงคนนั้น จึงตัดสินใจตามป้ากระเป๋ารถเมล์พร้อมให้รูปผู้ชายคนนั้นดู ป้าพูดบอกว่า "อ่อไอ้นี่เอง มันเอาอีกเเล้วเหรอ มีผู้โดยสารเเจ้งมาเยอะมาก" ดิฉันจึงเล่าเหตุการณ์ให้ป้าฟังทั้งหมด เเต่โชคช่วยค่ะ ดิฉันหันไปเห็นน้องคนที่โดนลวนลามนั่งอยู่เบาะหน้า พร้อมกับร้องไห้ จึงบอกว่าน้องคนนี้เนี้ยเเหละคะป้า (ในใจเราละอายมากเลยว่าทำไมไม่ลงไปดูน้องตั้งเเต่เเรก เเละดีใจมากที่เจอน้องบนรถคันนี้ไม่งั้นคงรู้สึกผิด) จากนั้นน้องก็เล่าว่า "นั่งห่างกันมากเพราะเป็นเบาะหลัง ผู้ชายคนนั้นเอาหน้ามาใกล้เเก้ม (หอมเเก้ม) หนูร้องไม่มีใครสนใจหนูเลยได้เเต่มอง" พอน้องเล่าจบก็มีน้องผู้หญิงใส่ชุดนศ. เดินมาบอกหนูก็โดน คือที่ฟัง ๆ มามีคนโดนลวนลามจากผู้ชายคนนี้หลายคน ส่วนคนบนรถก็ขอดูรูป เเล้วสักพักก็มีพี่ผู้ชายบอกว่าพี่เป็นนักข่าวของสำนักหนึ่ง จึงขอเบอร์น้องเจ้าทุกข์เอาไว้ จากนั้นดิฉันจึงถามน้องว่าบ้านอยู่ไหนเป็นทางเดียวกันจึงรอรถไปส่งน้องพร้อมกับปลอบใจ เเล้วน้องก็โทรศัพท์หาเเม่ให้มารับอย่างปลอดภัยค่ะ คำถาม. 1. เรื่องที่ผู้ชายคนนี้ทำเกิดขึ้นมาหลายครั้งเเล้ว เเต่ทำไมถึงไม่ไล่ออก ทั้งดื่มเหล้าในเวลางาน ถึงเเม้จะเสียเงินขึ้นรถไม่กี่บาทความสะดวกสบายไม่มีไม่ว่าได้ยืนก็ไม่เป็นไร เเต่ความปลอดภัยของดิฉันเเละทุก ๆ คนละค่ะ ? 2. เห็นได้ชัดว่า หลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นกับเมินเฉย ไม่มีใครช่วยเหลือ ได้เเต่มองบางคนก็ก้มเล่นมือถือ ดิฉันเเค่คิดง่าย ๆ ว่าถ้าเกิดกับคนใกล้ตัวดิฉันละจะเป็นไง ? สุดท้ายนี้ฝากถึงทุกคนด้วยโดยเฉพาะผู้หญิงนะคะ ดูเเลตัวเองป้องกันตัวเองคอยสังเกตรอบข้าง เดินทางไปไหนมาไหนเพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องดูเเลตัวเองไว้ก่อนคะ ที่ทำไปเพราะดิฉันเเค่เป็นกระบอกเสียงคนหนึ่ง ขอบคุณข้อมูล/ภาพ เฟซบุ๊ก Ranchida Sirimalai MThai News

ผุด! ภาพน้องมะลิ สมัยแบเบาะน่ารักเว่อร์!!!
ข่าวปอ ทฤษฎี ล่าสุด /  ปอ ทฤษฎี / 

แม้นักแสดงหนุ่มขวัญใจมหาชน ปอ ทฤษฎี จะลาจากไปแล้ว แต่ทายาทตัวน้อยๆ ที่แสนจะน่ารักอย่าง น้องมะลิ พาขวัญ สหวงษ์ ยังคงสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับคนในครอบครัวและคนที่รัก ปอ ทฤษฎี ได้ตลอดเวลา ซึ่งเราจะเห็นภาพน่ารักๆ ของ น้องมะลิสามจุก ดุ๊กดิ๊ก ขาแดนซ์ ที่ทั้งขี้เล่น อารมณ์ดี ถอดแบบพ่อปอ แถมความสามารถของนางยังเก่งเกินตัว เรียกเสียงหัวเราะมาโดยตลอด ซึ่งล่าสุดมีการขุดภาพน่ารักๆ ของ น้องมะลิ สมัยแบเบาะในโมเม้นท์ที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน ซึ่งภาพเหล่านี้โพสต์โดยอินสตาแกรมที่ใช้ชื่อว่า por_bo_mail ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2557 ที่ผ่านมา หลังจากที่น้องมะลิเกิดได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ไปยลโฉมความน่ารักสดใสของน้องมะลิกันเลย แล้วคุณจะรัก น้องมะลิ ลูกสาวพ่อปอ คนนี้แรงมาก!!! ขอบคุณภาพจาก IG por_bo_mail คุณหมอภูมิพร พาหนูออกมาจากท้องคุณแม่ค่ะ 24/10/13 คอหนูหาย ได้ออกนอกบ้านแย้ว มาทำบุญคร่า อีก10นาทีได้มั้ยค่ะแม่ จัดไป3จุก ตกลงหนูเป็นอะไรค่ะคุณหมอ ดูอะไรอ่ะ สบายแมะ มาเดิน The Nine Rama ครั้งแรกค่ะ มาหม่ำข้าวที่บ้านอิสระ Hua Hin คร่าาา หนูจะเล่นน้ำครั้งแรกแล้วค่ะ มะลิเหมือนเด็กหญิงรึยังค่ะ ^_^ งอนไรอ่ะมะลิ เอิ่ม หมดแรงหรอค่ะ เย้เย้ ได้ออกไปเที่ยวอีกแล้ว ท่าเยอะ ^_* พร้อมคร่า อาหมวยปีนี้ได้เยอะป่าว ^_^ ตื่นแล้วคร่า เก่งมากมะลิน้อย ท่าไรอ่ะ สบายสบาย เต้นแพร๊บ

ฮือฮา !! ฝูงชนแห่ชม ทารกสองหัว แน่น รพ.ในบังคลาเทศ
ทารกสองหัว /  บังคลาเทศ / 

ชาวบ้านในบังคลาเทศ แห่ไปยลโฉม ทารกเพศหญิงสองหัว แน่นโรงพยาบาล วานนี้ (12 พ.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเรื่องราวของเด็กหญิงฝาแฝด 2 ศีรษะ 1 ร่างกาย ที่เข้ารับการรักษาตัวอยู่ในโซนผู้ป่วยหนัก ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ใกล้กรุงธากา เมืองหลวงของประเทศบังคลาเทศ เนื่องจากมีปัญหาด้านการหายใจ หลังจากการผ่าคลอด ทั้งนี้ ทารกเพศหญิง ที่มีสองศีรษะ แต่มีอวัยวะที่สำคัญร่วมกัน ส่วนลำตัว มีลักษณะไม่แตกต่างจากทารกทั่วไป และยังคงมีชีวิตหลังจากเกิด แต่กระนั้นข่าว 'ทารกสองหัว' แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวบ้าน ต่างพากันแห่แหนมายังโรงพยาบาลกันอย่างคับคั่ง เพื่อมาดูให้เห็นด้วยตาของตัวเอง จนกระทั่ง ครอบครัวตัดสินใจพาเด็ก ย้ายไปรักษาตัวที่สถานพยาบาลแห่งอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงความโกลาหล อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่าสาเหตุอาจเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้ทางครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างยากจน ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการดูแลทารก ที่มีวิธีการเลี้ยงดูที่แตกต่างจากเด็กทั่วไป ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News ที่มา metro

สุดสลด! ลูกน้อยกอดศพแม่ หลังถูกคนร้ายจ่อยิงดับอนาถ
ฆาตกรรม /  ชู้สาว / 

สลด! ลูกน้อยกอดศพแม่ หลังถูกคนร้ายบุกจ่อยิงดับสยองภายในกระท่อม อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช ตำรวจพุ่งเป้าแฟนหนุ่มขณะนี้กำลังเร่งไล่ล่า เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา ตำรวจ สภ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งเหตุยิงกันตายที่กระท่อมในสวนผลไม้บนภูเขา ม.6 ต.เขาแก้ว อ.ลานสกา ห่างจากน้ำตกกะโรมประมาณ 1.5 กม. เมื่อถึงที่เกิดเหตุต้องพบภาพสลด มีเด็กหญิงวัย 1 ขวบ กำลังกอดศพร้องไห้อยู่ตลอดเวลา ทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ น.ส.นันทิพร อายุ 20 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองเข้ากกหูซ้าย 1 นัด จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า เมื่อช่วงเย็นของวันเดียวกัน มีเพื่อนของผู้ตายได้ไปส่งบนกระท่อมดังกล่าว พร้อมกับลูกสาววัย 1 ขวบ หลังจากตกค่ำ ก็ไม่กลับบ้าน พ่อของผู้ตายได้ตามไปที่กระท่อม เมื่อไปถึงได้เรียกชื่อลูกสาว ปรากฏว่าเด็กหญิงที่กอดศพแม่อยู่ได้ยินเสียงตาเรียก จึงร้องไห้ออกมาเสียงดัง ก่อนพบร่าง น.ส.นันทิพร นอนตายจมกองเลือด โดยมีลูกสาววัย 1 ขวบกอดศพอยู่นาน 4-6 ชม. จากข้อมูลทราบว่าผู้ตายเป็นแม่หม้ายลูกติด สามีเก่าได้เสียชีวิตเมื่อ 5-6 เดือน ที่ผ่านมา หลังสามีเสียชีวิตไปแล้วได้คบหากับหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเป็นแฟนเก่าอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ส่วนสาเหตุน่าจะมาจากชู้สาว โดยเบื้องต้นตำรวจคาดว่าผู้ตายอาจจะนัดหมายกับแฟนหนุ่มให้ไปเจอกันที่กระท่อมบนภูเขา แล้วอาจจะมีปัญหาบางอย่างกัน จึงมีการใช้อาวุธปืนยิงจนเสียชีวิตต่อหน้าลูกสาววัย 1 ขวบ ก่อนแฟนหนุ่มจะหลบหนีไป อย่างไรก็ตามทางตำรวจได้สอบสวนในเชิงลึกพบว่าแฟนหนุ่มผู้ต้องสงสัยรายนี้พัวพันเรื่องยาเสพติด อาจจะก่อเหตุด้วยความไม่ตั้งใจ ซึ่งหากติดตามตัวแฟนหนุ่มของผู้ตายมาสอบปากคำได้ จะสามารถคลี่คลายคดีนี้ได้แน่นอน แต่ก็จะทำการสอบสวนถึงประเด็นอื่นๆ ด้วย และจะเร่งทำการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อติดตามตัวคนร้ายโหดรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ขอบคุณ ข่าวสด ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News