เด็กหญิง

ปริศนา ชีวิตหลังความตาย กับการพิสูจน์ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ?
ชีวิตหลังความตาย /  ตายแล้วฟื้น / 

นักวิทยาศาสตร์จากอังกฤษ ศึกษาค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำหลังหยุดหายใจ พบว่า คนเราสามารถจำเรื่องราวหลังหัวใจหยุดเต้นได้นาน 3 นาที หลังจากเกิดกรณีที่กลายเป็นประเด็นฮือฮาไปทั่วโลก เนื่องจากเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศเผยแพร่เรื่องราวของ 'น้องไอนส์' เด็กหญิงชาวไทยวัยเพียง 2 ขวบ ผู้ล่วงลับ จากการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในสมอง ด้วยความรักจากครอบครัวที่มีอย่างเต็มเปี่ยม และต้องการให้บุตรสาวสามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง จึงทำการส่งชิ้นส่วนสมอง ไปแช่แข็งที่ห้องเย็นของมูลนิธิเพื่อชีวิต อัลคอร์ ไลฟ์ เอ็กซ์เทนชั่น ในรัฐแอริโซน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อว่า 'ไครออนิกส์' โดยหวังว่านวัตกรรมทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าในอนาคตจะสามารถชุบชีวิตเธอได้อีกครั้ง ทั้งนี้ในเรื่องของความเชื่อที่มีเกี่ยวกับการ ‘ตายแล้วฟื้น’ ไม่ได้ถูกพูดถึงเป็นครั้งแรก หากแต่จุดประกายให้ผู้คนให้ความสนใจอีกครั้ง กระนั้น การฟื้นคืนชีพที่มีการนำเสนอผ่านเรื่องราวในภาพยนตร์ ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องแต่ง หรือนิยายเท่านั้น เนื่องจากเคยมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นจริง จากการกล่าวอ้างของบุคคลทั่วโลก และหลายครั้ง กลายเป็นกระแสฮือฮาโด่งดังอย่างมาก ยกตัวอย่างจากกรณีที่ คุณยายวัลภา จันทร์พิมาย อายุ 65 ปี หญิงสูงวัยชาวสุรินทร์ที่มีอาการป่วยเป็นโรคหอบหืด หมดสติ จนกระทั่งหัวใจหยุดเต้น แม้แพทย์พยายามช่วยชีวิตด้วยการปั้มหัวใจจนกระดูกซี่โครงหัก แต่ไม่ได้ผล จนกระทั่งแพทย์ลงความเห็นว่าเธอได้เสียชีวิตลงแล้ว จนญาติถอดใจและเตรียมนำศพไปประกอบพิธีทางศาสนา แต่หลังจากนั้นเธอกลับมามีลมหายใจอีกครั้ง เธอเผยว่าขณะนั้น เธอไม่รู้สึกตัว และเหมือนแค่หลับอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะเท่านั้น กระนั้น 'ดร.แซม พาร์เนีย'  ผู้ช่วยศาสตร์จารย์มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน  ในเครือจักรภพ สหราชอาณาจักร  ได้ทำการเก็บผลสำรวจ โดยการสอบถามไปยังผู้ที่มีประสบการณ์ ‘หลังความตาย’ ด้วยการพิสูจน์โดยใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ในขั้นแรกพวกเขาคาดว่า กลุ่มตัวอย่างเพียงแค่อยู่ในภาวะ เฉียดตาย และมีอาการประสาทหลอนเท่านั้น จึงจะต้องทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อความแน่ใจว่ากลุ่มตัวอย่างไม่ได้เข้าใจไปเองในเบื้องต้น หนึ่งในตัวอย่างที่ได้เปิดเผยประสบการณ์หลังความตาย ที่รายงานระบุว่าค่อนข้างน่าเชื่อถือ อ้างว่า เขาจ้องมองร่างกายตัวเอง และเห็นแพทย์และพยาบาลพยายามช่วยชีวิตเขา ในขณะที่เขายืนอยู่ที่มุมห้อง ทั้งนี้ ผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ใหม่ คือ นักวิทยาศาสตร์จาก เซาแธมป์ พบว่า จากเดิมที่โดยทั่วไป สมองจะหยุดทำงานหลังจากหัวใจหยุดเต้น แต่สติ หรือ จิต จะยังคงทำงานต่อเนื่องหลังจากมุนษย์เสียชีวิตราว 3 นาที การศึกษาหัวข้อดังกล่าวในครั้งนี้ ยังค้นพบเคสต่างๆมากมาย กว่า 2000 กรณี จาก 15 โรงพยาบาลในสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และออสเตรเลีย ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร ‘Journal Resuscitation’  ว่าจากจำนวนนี้ ร้อยละ 40 จากผู้ที่รอดชีวิต อธิบายถึงการระลึกรู้ ในช่วงที่หัวใจหยุดเต้นได้ และสามารถเล่าเรื่องราวระหว่างนั้น หลังจากฟื้นคืนชีพได้ และในการตั้งหัวข้อผ่านเว็บไซต์ แรดดิท  ซึ่งมีผู้ที่มีประสบการณ์ดังกล่าว ตอบกลับและเล่าเรื่องราวของตนกว่าหลายร้อยราย ทีมวิจัยจึงรวบรวมข้อมูล แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆดังนี้ 1.มองเห็นร่างกายของตัวเอง และผู้คนรอบข้าง ขณะหมดสติ แต่ไม่สามาถทำอะไรได้ 2.จำอะไรไม่ได้ คล้ายกับนอนหลับปกติ (ในกลุ่มนี้ ดร.พาร์เนียให้ความเห็นว่า อาจจะได้รับผลกระทบจากยาระงับประสาท ยาเสพติด หรือการกระทบกระเทือนบริเวณสมอง) 3.มองเห็นแสงสว่าง หรือการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น อย่างก็ตาม การศึกษาในหัวข้อดังกล่าว ไม่ได้เพียงแค่ริเริ่มใน 1-2 ปี แต่มีการเริ่มค้นคว้าหาข้อเท็จจริงมา กว่า 10-20 ปีแล้ว เพื่อให้เกิดความชัดเจนทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งการรวบรวมตัวอย่างจากผู้ที่มีประสบการณ์ตรง จำนวนมาก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากที่สุด จะต้องใช้เวลาในการศึกษาต่อไป MThai News รายงานโดย ศิลัญชญา ปานมงคล ขอบคุณที่มา จาก สำนักข่าว 'ดิ อินดิเพนเดนธ์' และผลงานการวิจัย จาก ดร.แซม พาร์เนีย และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย เซาแธมป์

จับ 5 วัยรุ่น เม็กซิโก ฆ่าเด็ก 6 ขวบ
ข่าวต่างประเทศ /  ความรุนแรง / 

เม็กซิโก จับกุมวัยรุ่น 5 คน กรณีทรมานเด็กชาย วัย 6 ขวบ จนเสียชีวิต พร้อมขุดหลุมฝังทำลายหลักฐาน สารภาพว่าเป็นเพียงการเล่นเกมเพื่อความสนุก วันนี้ (19 พ.ค.) สื่อต่างประเทศรายงานว่า จากคดีสะเทือนขวัญ เมื่อวัน ที่มีเด็กและวัยรุ่น อายุ 11-15ปี ลงมือทำร้าย พร้อมกับทรมาน เด็กชายคริสโตเฟอร์ เรย์มุนโด มาร์เกซ โมรา วัย 6 ขวบ แล้วนำศพฝังดิน เพื่อทำลายหลักฐาน ทั้งหมดให้การว่า เป็นการเล่นเกมลักพาตัว เพื่อความสนุกเท่านั้น โดยศพของเด็กชายวัย 6 ขวบ ถูกขุดพบ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งมีพยานเห็นว่าเขาอยู่กับเด็กกลุ่มหนึ่ง เป็นเด็กชายวัย 11 ปี 1 คน , เด็กหญิงวัย 13 ปี 2 คน และวัยรุ่นวัย 15 ปีอีก 2 คน โดยทั้งหมดเป็นเพื่อนบ้านกัน จึงได้ลักพาตัวเด็กมามัดไว้ ใช้แท่งไม้กดบริเวณคอให้หายใจไม่ออก พร้อมเอาหินปา และใช้มีดแทงเข้าบริเวณกลางหลังจนเสียชีวิต และนำศพฝังลงในหลุมตื้นๆ ตลอดจนใช้ดินและซากสัตว์ ปิดหลุมไว้ เพื่อไม่ให้ถูกพบเห็น เหตุการณ์ดังกล่าว ได้สะท้อนสังคมด้านการใช้ความรุนแรงของวัยรุ่นในเม็กซิโก รวมถึงปัญหายาเสพติด และการก่ออาชญากรรมต่างๆในแต่ละวัน ทั้งนี้ อัยการเม็กซิโก ได้ดำเนินคดีกับ วัยรุ่น วัย 15 ปีสองคน ข้อหาอาชญากรรม ส่วนเด็กวัย 11 ปีและ 13 ปียังเป็นเยาวชนจะถูกส่งตัวให้สถานพินิจเยาวชน MThai News ที่มา...AFP

ส่อคดีพลิก!พ่อเผยลูกป.6ผูกคอตาย เคยถูกครูข่มขืน
ฆ่าตัวตาย /  น้อยใจแฟน / 

พ่อเด็กป.6 เผยลูกสาวผูกคอตาย เคยถูกครูข่มขืน ระบุเคยเจรจาจ่ายค่าปิดปากจำนวน 150,000 บาท  ความคืบหน้าเหตุนักเรียนหญิงชั้นป.6 ผูกคอตาย ที่บ้านในอำเภอแม่สาย จ.เชียงรายนั้น ล่าสุด พ่อของเด็กได้รับศพบุตรสาวไปตั้งบำเพ็ญกุศล ภายในสำนักงานมูลนิธิสยามรวมใจ ปู่อินแม่สาย ตามประเพณี พร้อมบอกว่าลูกสาวเป็นเด็กเรียนเก่งเกรดเฉลี่ย 3.8 ได้รู้จักกับครูคนหนึ่ง ต่อมาลูกสาวบอกว่าถูกครูข่มขืน โดยก่อนหน้านี้ ครูคนนั้น ได้เจรจาตกลงไม่ให้แจ้งความ โดยชดใช้ค่าเสียหาย 150,000 บาท ต่อมาลูกสาวอยู่ในอาการซึมเศร้ามาโดยตลอด ซึ่งต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนกรณีมีการติดต่อกับเพื่อนชายทางเฟซบุ๊ก ได้ตรวจสอบแล้ว ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการตายของลูกสาวตามที่เป็นข่าวในตอนแรก ขอบคุณข้อมูลจาก CH7 .................................................................................................................................................................... พ่อใจสลาย! ด.ญ.ป.6 น้อยใจแฟน หลังแยกโรงเรียน ปิดเทอมไม่โทรหา คิดสั้นผูกคอดับกลางบ้าน เมื่อเวลา 01.30 น. วันนี้ (5 เม.ย.) พนักงานสอบสวน สภ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้รับแจ้งมีคนผูกคอตายในบ้าน หลังจากรับแจ้ง จึงได้ประสานแพทย์แผนกนิติเวชโรงพยาบาลแม่สาย พร้อมประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยสยามรวมใจฯ แม่สาย รุดตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นห้องแถว เปิดเป็นร้านขายอาหารสัตว์และรับดูแลอาบน้ำสุนัข อยู่ในซอยข้างปั๊มน้ำมันคอสโม่ ในร้านพบศพเด็กหญิง อายุประมาณ 13-15 ปี ผูกคอกับราวเหล็กเสียชีวิตอยู่กลางบ้าน เสียชีวิตมาประมาณ 3-4 ชม. เจ้าหน้าที่ช่วยกันนำร่างออกมา โดยมีพ่อของเด็กยืนร้องไห้ และให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า ลูกสาวเป็นเด็กขยัน กำลังจะจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และกำลังจะย้ายโรงเรียน เดือนหน้าเตรียมจะฉลองวันเกิดครบ 13 ปี และเลื่อนชั้นเรียน ช่วงเย็นเห็นลูกคุยโทรศัพท์นานผิดสังเกต โดยเสียบหูฟัง เดินไปเดินมาในบ้าน และแอบไปคุยคนเดียว แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร ลูกก็ไม่แสดงอาการอะไร จนกระทั่งตนขึ้นนอนก่อน พอหลับไปได้สักพัก เห็นไฟในบ้านยังเปิดอยู่ ลงมาดูก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นลูกสาวแขวนคอเสียชีวิตแล้ว โดยโทรศัพท์และหูฟังตกอยู่ใกล้ๆศพ เมื่อกดโทรศัพท์ดู ทราบว่าเป็นเบอร์ของเพื่อนชายที่คบกัน แต่ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด เคยบ่นให้ฟังว่า แฟนไม่ค่อยโทรหา หลังจากปิดเทอม คาดน้อยใจเรื่องที่ทั้งคู่ห่างกัน และแยกย้ายกันไปเรียนคนละจังหวัด เบื้องต้นญาติไม่ได้ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต ขอบคุณข้อมุลจาก ข่าวสดออนไลน์ MThai News

ตะลึง! แช่แข็งศพลูก หวังชุบชีวิตได้!
ข่าวล่าสุด /  ชุบชีวิตเด็ก / 

ด้วยรักจากพ่อแม่ หวังชุบชีวิตลูก ส่งศพ"น้องไอนส์" เด็ก2ขวบ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสมอง ไปแช่แข็งด้วยเทคโนโลยี "ไครออนิกส์" ที่สหรัฐ เว็บไซต์เมโทรของอังกฤษ เผยแพร่เรื่องราวของ ด.ญ.เมทรินทร์ เนาวรัตน์พงษ์ หรือน้องไอนส์ เด็กหญิงชาวไทยวัย 2 ขวบที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในสมอง จากนั้นพ่อแม่ซึ่งเป็นหมอทั้งคู่ นำร่างลูกสาวตนเองไปแช่แข็งที่ห้องเย็นของมูลนิธิเพื่อชีวิต อัลคอร์ ไลฟ์ เอ็กซ์เทนชั่น ในรัฐแอริโซน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาร่างกายลูกต่อไปได้ในอนาคต และหวังว่าเมื่อเทคโนโลยีวิทยา ศาสตร์และการแพทย์เจริญก้าวหน้า พวกเขาจะสามารถชุบชีวิตแก้วตาดวงใจคนนี้คืนขึ้นมาได้ ด.ญ.เมทรินทร์ เป็นบุคคลแรกที่อายุน้อยที่สุดที่ถูกนำมาแช่แข็งด้วยกระบวนการที่เรียกว่า "ไครออนิกส์" หรือกระบวนการศึกษาความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง และพฤติกรรมของวัตถุต่างๆ ภายใต้อุณหภูมิที่ต่ำมาก ประมาณใต้ -150 เซลเซียส หรือ -238 องศาฟาเรนไฮต์ โดยจะนิยมใช้ก๊าซเหลว อย่างเช่น ไนโตรเจนเหลว หรือฮีเลียมเหลว แต่ที่ใช้กันมากที่สุดจะเป็นไนโตรเจนเหลว เพราะกฎหมาย ทั่วโลกอนุมัติให้ซื้อมาครอบครองได้ และแช่วัตถุนั้นๆไว้ในแคปซูล ซึ่ง ด.ญ.เมทรินทร์อายุเพียง 2 ขวบ 2 เดือน โดยแพทย์ตรวจพบก้อนเนื้องอกขนาด 4 นิ้วครึ่ง อยู่ในสมองซีกซ้าย ระบุว่าเมทรินทร์ป่วยเป็นโรคมะเร็ง และได้รับการผ่าตัดครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 เม.ย. 57 ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งทีมศัลยแพทย์ได้เจาะเข้าไปในกะโหลกศีรษะเพื่อลดแรงดันในสมอง ก่อนจะนำก้อนเนื้องอกออกไปครึ่งหนึ่ง ด.ญ.เมทรินทร์ ฟื้นตัวหลังจากผ่าตัด 1 สัปดาห์ แต่เชื้อมะเร็งแพร่กระจายทั่วแล้ว ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ต้องเข้าผ่าตัดสมองถึง 12 ครั้ง ทำคีโม 20 ครั้ง และฉายรังสีอีก 20 ครั้ง จนกระทั่งเสียสมองซีกซ้ายไปร้อยละ 80 และจบชีวิตลงเมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา พ่อแม่ของด.ญ.เมทรินทร์เรียนรู้ข้อมูลของมูลนิธิดังกล่าว มาจากอินเตอร์เน็ต ฉะนั้น หลังจากที่ลูกสาวเสียชีวิต จึงได้ร่วมมือกับทีมแพทย์ผู้รักษา ในการจ้างมูลนิธิด้วยเงิน 220,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7 ล้านบาท) ให้แช่แข็งลูกด้วยกระบวนการไครออนิกส์ ที่ทำการมูลนิธิอัลคอร์ตั้งอยู่ในเมืองสก็อตเดลล์ รัฐแอริโซน่า ซึ่งปัจจุบันมีร่างคนไข้ 134 คนถูกแช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลวภายใต้อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส โดยในจำนวนนั้นมีนักเบสบอลดางรุ่งอย่างเท็ด วิลเลียมส์ และจอห์น เฮนรี วิลเลียมส์ ลูกชายรวมอยู่ด้วย ส่วนพ่อแม่ของด.ญ.เมทรินทร์ได้สมัครเป็นสมาชิกของมูลนิธิอัลคอร์แล้ว ด้วยความหวังว่า กระบวนการศึกษาทางวิทยา ศาสตร์ที่เรียกว่าไครออนิกส์นี้จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อการแพทย์มีความก้าวหน้าถึงขีดสุด จะสามารถชุบชีวิตลูกสาวให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ สำหรับเทคโนโลยี ไครออนิกส์ คือกระบวนการเก็บศพไว้ในความเย็นเพื่อปลุกให้ตื่นในอนาคต มีบริษัทรับแช่ศพแบบนี้ในอเมริกาและยุโรป ศพที่แช่ไว้ตายด้วยโรคที่ปัจจุบันรักษาไม่ได้ เชื่อกันว่าในอนาคตโรคเหล่านี้อาจรักษาได้ ตอนนั้นก็ปลุกศพเหล่านี้ขึ้นมารักษา มีการทดลอง แช่แข็งหนู ปรากฏว่าปลุกได้ ขอบคุณข้อมูล/ภาพ ข่าวสด MThai News

บุกร้องปวีณา เร่งคดีเด็ก2ขวบ ถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายตับฉีก
ตับฉีก /  พ่อเลี้ยงโหด / 

ญาติเด็กหญิง 2 ขวบเสียชีวิต เดินทางจากระนอง บุกร้องทุกข์มูลนิธิปวีณาฯ หลังคดีไม่คืบหน้า เชื่อถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายตับฉีก  วันนี้(23เม.ย.) น.ส.อารีรัตน์ สำอางค์ พร้อมปู่และย่าของเด็กหญิงวัย 2 ขวบ ที่ถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา เดินทางมาจากจังหวัดระนอง เข้าร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือกับ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณา หงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับหลานสาว และเร่งรัดจับกุมพ่อเลี้ยงมาดำเนินคดี โดยน.ส.อารีรัตน์ ระบุว่า ที่ผ่านมามีการแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองระนอง แต่คดีไม่มีความคืบหน้า และเจ้าหน้าที่ตำรวจยังอ้างว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ เนื่องจากสอบปากคำแม่ของเด็กหญิงให้การว่า ทะเลาะกับพ่อเลี้ยงแล้วล้มทับเด็กหญิง ทำให้เสียชีวิต แต่ตนไม่เชื่อ เพราะมีผลการชันสูตรพลิกศพจากแพทย์นิติเวช โรงพยาบาลระนอง พบว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากเลือดออกในช่องท้องอย่างมาก ตับฉีกอย่างรุนแรง จากการได้รับบาดเจ็บบริเวณช่องท้อง ประกอบกับพบร่องรอยแผลฟกช้ำทั้งเก่าและใหม่ตามร่างกาย รวมทั้งมีพยานเป็นเพื่อนของแม่เด็กหญิงที่พบเห็นความผิดปกติของพ่อเลี้ยงในวันเกิดเหตุด้วย จึงเชื่อว่าหลานถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต ขณะที่นางปวีณา ได้ประสานกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระนอง เพื่อสอบถามความคืบหน้าและเร่งรัดคดี เนื่องจากเชื่อว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอ ซึ่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระนองยืนยันว่า หากมีพยานหลักฐานเพียงพอก็จะเร่งดำเนินการออกหมายจับพ่อเลี้ยงดังกล่าวมาดำเนินคดี ขอบคุณภาพจาก สวพ.FM91 MThai News

When Marnie Was There : ยินดีที่ได้พบเธอ
When Marnie Was There /  การ์ตูน / 

คงไม่ได้กล่าวเกินจริงนัก หากมองผลิตผลของสตูดิโอจิบลิ เป็นมากกว่าความบันเทิงอันจับต้องเนื้อหาสาระไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้มักจะสอดแทรกแนวคิด รวมถึงเสียดสีสังคมบางประเด็นอยู่เสมอ จะหนักจะเบาก็ตามแต่เรื่องไป และในโอกาสที่ When Marnie Was There เป็นผ้าใบผืนสุดท้าย ที่จิบลิได้สร้างสรรค์ภาพฝันขึ้นมา ก่อนจะพักงานอย่างไม่มีกำหนด การ์ตูนเรื่องนี้จึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง When Marnie Was There ถ่ายทอดเรื่องราวของ อันนา เด็กหญิงชาวเมืองผู้เปลี่ยวเหงา เข้ากับเพื่อนไม่ได้ แถมยังเป็นโรคหอบหืด (โถ...) จึงต้องย้ายมาอยู่กับญาติที่จังหวัดเล็กๆ อากาศบริสุทธ์ ซึ่งทำให้เธอรู้จักกับ มาร์นี เด็กหญิงปริศนา ที่อาศัยอยู่ที่บ้านใหญ่ริมน้ำ จนความสัมพันธ์ค่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และนำไปสู่การค้นพบความจริงของชีวิตทั้งสอง (และเพื่ออรรธรสของผู้ชม เราจะไม่เปิดเผยสถานะของมาร์นี ในบทวิจารณ์นี้) ผลงานเรื่องนี้ค่อยข้างแตกต่างจากแนวทางของจิบลิเรื่องก่อนๆ กล่าวคือ มันแฝงความลึกลับ ขมุกขมัวชวนหาคำตอบ และใช้ความคลุมเครือในการปกปิดตัวตนของเด็กหญิงปริศนา มาร์นี ที่หนังสามารถถ่ายทอดได้อย่างยอดเยี่ยมนับตั้งแต่เธอปรากฏตัวขึ้นบนจอเป็นครั้งแรก โดยการค่อยๆเผยข้อมูลทีละนิด ทั้งจากฝั่ง มาร์นี เอง และฝั่ง อันนา ที่เหมือนจะมีบางสิ่งเกี่ยวพันกับหญิงปริศนาคนนี้โดยตรง และผู้ชมสามารถค่อยๆ รวบรวมข้อมูล ประมวลผล คิดเป็นตุเป็นตะล่วงหน้าไปหลายตลบ ในภาวะจริงก็ไม่ใช่ ฝันก็ไม่เชิง ในท่วงทำนองคล้ายหนังสืบสวนและทริลเลอร์ชั้นดี เพียงแต่มันถูกเล่าอย่างท่าทีเบาๆ ละมุนละไม และเป็นมิตรกับเด็กมากกว่า หมอกบางๆ ที่คลุมตัวตนของมาร์นีอยู่เกือบตลอดเรื่องนี้ ยังคลุมไปถึงระยะความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหญิงทั้งสองอีกด้วย หากมอง อันนา ในฐานะวัยเด็กก่อนฮอร์โมนว้าวุ่น ที่ชีวิตช่างแสนจะเดียวดาย มองไปทางไหนก็ไม่เห็นมีใคร การมีเพื่อนที่คุยถูกคอสักคน ย่อมเกิดความสนิทสนมอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความสัมพันธ์เจ้ากรรมที่เธอมีต่อมาร์นี ดูจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการตอบสนองจากฝั่งมาร์นีเอง ส่งผลให้หลายๆ ฉากชวนคิด ชวนจิ้น เตลิดเปิดเปิงไปไกลอยู่มิใช่เล่นๆ และทำให้เราเองก็ไม่แน่ใจนักว่า ตัวละครกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ จนอดจะหวาดเสียวไม่ได้ถึงตอนจบของหนังเรื่องนี้ ว่าจะเอนเอียงมาทางดาร์คไซด์หนักหน่วงรึเปล่า แต่ก็อย่างว่าครับ นอกจากผู้ใหญ่อย่างเราๆ แล้ว จิบลิต้องการให้เด็กดูได้อย่างไม่มีพิษแสลงคอด้วย เพราะฉะนั้นความคลุมเครือทั้งหมด จึงนำไปสู่บทสรุปที่เข้าใจได้ง่ายๆ ไม่ต้องการตีความให้หนักสมองมากมายนัก และเน้นย้ำให้ทุกวัยเข้าใจตรงกันในเชิงบวกอย่างไม่ต้องสงสัย นัยหนึ่งเราอาจมองว่ามันง่ายไปสักนิด แบบเสียดายการปูเชิงลึกลับชั้นดีมาทั้งเรื่อง แต่ถ้าคิดถึงความเข้าใจของคุณผู้ชมรุ่นเยาว์ทั้งหลาย ที่ไม่ได้เห็นโลกมามากมายเท่าเราแล้ว ก็พอจะให้อภัยกันได้นะครับ แถมยังแอบทิ้งเชื้อบางอย่างเหลือไว้ ให้เราเอาไปตีความเชื่อมโยงกันต่อตามสบายอีกด้วย . อันนา และ มาร์นี คือจิ๊กซอว์ มันจะถูกต่อสมบูรณ์ได้ เมื่อมีชิ้นสุดท้ายที่มอบให้จากอีกฝ่าย . นอกจากความเพลิดเพลินแล้ว สองตัวละครหลักของ When Marnie Was There ยังเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน หากชีวิตของ อันนา และ มาร์นี คือจิ๊กซอว์ มันก็ถูกต่อสมบูรณ์ได้เมื่อมีชิ้นสุดท้ายที่มอบให้จากอีกฝ่าย สิ่งที่คนหนึ่งขาด อีกคนหนึ่งจะมีเสมอ ดังประโยคสั้นๆ ที่สรุปความหมายของบทสนนายาวยืด ในฉากความลับส่วนตั๊วส่วนตัว ทำนองว่า "ฉันอยากเป็นเธอจัง" ในเจตนาที่แตกต่างกัน และทั้งสองฝั่งก็ทำให้มันเป็นจริงได้ในที่สุด อีกทั้งยังสะท้อนภาพครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ วิถีชีวิต และสำรวจสภาพจิตใจของ คนเว้าแหว่งที่ต้องการส่วนเติมเต็มได้เป็นอย่างดี เท่าที่การ์ตูนเรื่องหนึ่งจะพอทำได้ ว่ากันตามตรง หนังเรื่องนี้อาจยังไม่ได้สมบูรณ์พร้อม และยังมีรอยโหว่ ไปจนถึงรกรุงรังอยู่มิใช่น้อยๆ อีกทั้งยังไม่ได้มุ่งเน้นวิพากย์สังคมชัดเจนเท่าใดนัก (ดังที่ Spirited Away เคยทำไว้) แต่ก็ดังที่ อันนา ตะโกนกู่ร้อง และพยายามทุกวิถีทางจะได้พบหน้าเด็กลึกลับ มาร์นี นั่นแหละครับ ถึงจะเป็นห้วงสั้นๆ ชั่วระยะบำบัดหอบหืด เหมือนการดูหนังแค่ชั่วโมงกว่าๆ แม้สุดท้ายจะต้องจากลาแล้วกลับสู่ความเป็นจริง แต่เราก็อยากบอกความรู้สึกที่มีต่อหนังเรื่องนี้ พอๆกับที่ อันนา อยากบอก มาร์นี ว่า... ยินดีที่ได้พบเธอนะ When Marnie Was There เรื่องนี้ให้ 8.5 / 10 ครับ Lecter. ----------------------------------------

มีใครอยู่ในทีวี?! กับคลิปใหม่เผยฉากสยอง จาก Poltergeist ฉบับรีเมค
Poltergeist /  tv / 

สาวกหนังสยองขวัญมีได้เฮกันลั่น หลังจากที่ Poltergeist ภาพยนตร์คลาสสิคผีหลอกวิญญาณหลอน จะกลับมาในฉบับรีเมค ที่เข้ากับยุคสมัยแห่งทีวีคมชัดระดับ HD แต่ยังคงความสยองในระดับเข้มข้นไม่มีหาย โดยหลังจากได้สะพรึงกับใบปิดและตัวอย่างกันไปแล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาของคลิปใหม่ล่าสุด ที่จะเผยการกลับมาของฉากอมตะเมื่อปี 1982 กับเด็กหญิงตัวน้อย ตรงหน้าทีวีเสียงซูซ่า พร้อมอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในนั้น!! แบบเต็มๆ ฉากชวนให้สะดุ้งเฮือก แถมด้วยการเทียบกันเห็นๆ กับฉากนี้ฉบับดั้งเดิมอีกด้วย Poltergeist ฉบับปี 2015 Poltergeist ฉบับปี 1982 หากคุณกล้า ขอเชิญท้ากับบ้านผีหลอน ไปกับ Poltergeist วิญญาณขังสยอง ในวันที่ 23 ก.ค. นี้ ทุกโรงภาพยนตร์ คลิกชมตัวอย่างและเรื่องย่อภาพยนตร์ Poltergeist ได้ที่นี่เลย -------------------------------

พบ 'โรฮีนจา' ถูกลอยแพ อีก 26ชีวิต หลงป่าเทือกเขาแก้ว นาน 14 วัน
ลอยแพ /  หลงป่า / 

ปกครองหาดใหญ่ เข้าช่วยเหลือ 26 ชีวิต ชาว 'โรฮีนจา' มีสภาพอิดโรย บนเทือกเขาแก้ว หลังถูกลอยแพ หลงป่านานถึง 14 วัน  วันนี้ (11พ.ค.) เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.หาดใหญ่และฝ่ายปกครอง ต.ฉลุง พบกลุ่มผู้อพยพ ชาว โรฮีนจา เพิ่มเติมอีก 26 คน ขณะเดินอยู่ในป่าสวนยาง บนเทือกเขาแก้ว เขตรอยต่อ อ.หาดใหญ่กับ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ทั้งหมดอยู่ในสภาพอิดโรย หลายคนมีบาดแผลที่เท้าและตามตัวจากการเดินป่า และมีเพียงเม็ดมะขามสำหรับดำรงชีพ จากการสอบถามทราบว่า เป็นชาวโรฮีนจา ชาย17คน หญิง 9 คน มีเด็กชาย 6 คน และเด็กหญิง 3 คน เดินทางมาเป็นครอบครัว เพื่อข้ามแดนไปยังประเทศมาเลเซียแต่ถูกนายหน้าลอยแพ และหลงอยู่ในป่า 14 วันแล้ว สำหรับในพื้นที่ อ.นาทวี มีพื้นที่ล่อแหลมต่อการนำไปใช้เป็นที่พักชั่วคราวมี 4 ตำบลคือ ต.ประกอบ คลองกวาง ทับช้างและ ต. คลองทราย เนื่องจากพื้นทีติดต่อกับ อ.สะเดาในเทือกเขาสันกาลาคีรีและประเทศมาเลเซีย มีการบูรณาการ 3 ฝ่ายลงพื้นที่ ค้นหาโรฮีนจาที่คาดว่าจะหนีจากพื้นที่ อ.สะเดาเข้ามา ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค. และได้มีหนังสือถึงกำนัน ผู้ใหญ่ทุกพื้นที่ตรวจสอบ พร้อมกับได้ขอความร่วมมือโต๊ะอีหม่านตรวจกุโบร์แต่ละแห่งว่าผิดปกติหรือไม่ด้วย จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานความผิดปกติ MThai News ขอบคุณข้อมูล/ภาพจาก..inn

ว่อนเน็ต! โพสต์คุณหมอ ฝากบอกฐปณีย์ ปมโรฮิงญา
คุณหมอฝากบอกฐปณีย์ /  ฐปณีย์ / 

ชาวโซเชียลแห่แชร์เรื่องราวที่คุณหมอ โพสต์ผ่านเฟสบุ๊คฝากบอกคุณฐปณีย์ นักข่าวดังที่มีกระแสดราม่าขณะนี้ปมเสนอข่าวโรฮิงญา วันที่ 19 พ.ค. 58 เกิดกระแสฮือฮาอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้งานเฟสบุ๊ครายหนึ่งชื่อว่า Jakkrit Parito ได้โพสต์ข้อความถึงคุณฐปณีย์ เอียดศรีไชย ระบุว่า คืนนี้ผ่าสมอง เด็กหญิง อายุ 4 ปี คนไทย 100 % อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ ทั้ง‪ท่ายาก‬‎ นอนคว่ำ ‬เลือดออก cerebellum และมี‎โอกาสเสียชีวิตสูงมาก‬ ‎ขอให้น้องรอดปลอดภัยครับ‬ โดย ประเด็นคือคนไข้ยากไร้ในประเทศไทยที่เป็นคนไทยจริงๆเยอะมาก และโรงพยาบาลที่ติดชายแดนอย่างผม ต้องรับรักษาคนไข้ข้ามฝั่งมาจาก‎ฝั่งลาว‬ ตาม‎หลักมนุษยชน‬เราไม่เคยปฏิเสธรักษาคนไข้ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เก็บเงินและขาดทุน‬ ‎โรงพยาบาลตามเขตชายแดนต้องเสียเงินไปมากขนาดไหน ‬ไม่มีใครทราบ ‎คนไทยไม่แล้งน้ำใจ‬ และเป็นชาติที่มีมนุษยธรรมสูงมาก‬! ทั้งนี้ หาก‎คุณฐปณีย์‬ รักในชาติไทยควรจะสละเวลาที่ทำข่าว‎โรฮิงญา‬ มาทำข่าว‎โรงพยาบาลที่ไทย รับรักษาคนไข้ต่างชาติยากไร้‬จากลาว‬ เขมร‬ ‪‎พม่า‬ แล้วหมดเงินจากภาษีของคนไทยไปแต่ละปีอย่างมาก หากผมเป็นคุณฐปณีย์ ผมจะเสนอข่าวนี้ออกไปแทน เพื่อสะท้อนให้ประชาคมโลก UN เห็นว่า‪ ไทยได้ช่วยเหลือคนตามหลักมนุษยชาติมากแค่ไหน‬ เพื่อหักล้างคำพูดของนานาชาติที่ว่า‎ประเทศไทยเห็นแก่ตัว นอกจาก‬นี้ ยังโพสต์ต่ออีกว่า คุณ‎ฐปณีย์‬ เสนอข่าวทำให้คนมองประเทศไทยเป็น‎ผู้ร้าย‬ ทั้งที่สามารถทำให้คนทั้งโลกเห็นว่า‪‎ คนไทยมีจิตใจงามช่วยเหลือคนมาก แต่กรณีโรฮิงญาเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ไทยไม่สามารถแก้ไขได้เพียงประเทศเดียว ซึ่งไม่ได้หมายถึง‬คนไทยไร้มนุษยธรรม‬! ทั้งยังสงสัยว่า คุณฐปณีย์รักประเทศไทยจริงไหม?‬ หลังจากที่ได้เผยแพร่ภาพพร้อมข้อความดังกล่าว ชาวโซเชียลต่างกดไลค์พร้อมแชร์และแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยและวิพากษ์วิจารณ์คุณฐปณีย์ พร้อมทั้งให้กำลังใจในการทำงานของคุณหมอและผู้ป่วยที่รับการรักษา MThai News

พ่อน้องไอนส์ เผยรู้สึกลูกสาวแค่จำศีล ผู้เชี่ยวชาญชี้เสียมากกว่าได้
ชุบชีวิต /  น้องไอนส์ / 

พ่อน้องไอนส์ เด็กหญิง 2 ขวบ ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง และนำร่างไปแช่แข็ง เผยรูู้สึกลูกสาวแค่จำศีล ด้านผู้เชียวชาญชี้เสียมากกว่าได้ จากกรณีที่ ด.ญ.เมทรินทร์ เนาวรัตน์พงษ์ หรือน้องไอนส์ อายุ 2 ขวบ ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในสมอง และได้ถูกพ่อแม่นำร่างไปแช่แข็งด้วยเทคโนโลยี ไครออนิกส์ ที่มูลนิธิอัลคอร์ไลฟ์ เอ็กซ์เทนซีฟ สหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นกรณีศึกษาและหวังให้เทคโนโลยีในอนาคตช่วยชุบชีวิตลูกขึ้นมาอีกครั้ง ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 เม.ย. 58 ดร. สหธรณ์ เนาวรัตน์พงษ์ พ่อของน้องไอนส์ ได้ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ทางมูลนิธิที่ให้บริการแช่แข็งศพนั้น ดำเนินงานในสองส่วน คือ งานวิจัย และการบริหารการเงิน ซึ่งหลังจากที่ได้บริจาคเงินไปแล้วทางมูลนิธิจะนำเงินไปใช้ส่วนหนึ่งเพื่อการวิจัย อีกส่วนหนึ่งเข้ากองทุนที่เอาไปบริหารจัดการให้เงินงอกเงยขึ้นมา เพื่อดูแลรักษาระบบทำความเย็น โดยบริจาคเพียงครั้งเดียว ไม่เป็นภาระของคนรุ่นถัดไป ทั้งนี้ ดร. สหธรณ์ บอกว่า ไม่อยากให้นำเรื่องตัวเงินมาเป็นประเด็น ทางมูลนิธิจะบริหารให้ตลอดไป ไม่ต้องเป็นภาระของคนรุ่นต่อไป โดยตนอาจจะเดินทางไปเยี่ยมลูกสาวบ่อย ๆ เพราะในส่วนลึกตนรู้สึกว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เป็นเหมือนการจำศีล เหมือนยังมีลูกสาวอยู่ในต่างประเทศ ไปเพื่อเป็นการระลึกถึง ในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีมันไปถึงก็รอให้เขากลับมา แต่ในความเป็นจริงตนก็ต้องยอมรับว่าเราจากกันแล้ว สำหรับประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเก็บศพเหมือนเป็นการกักขังวิญญาณนั้น ดร.สหธรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้มีแง่คิดสมัยใหม่ออกมาเยอะมาก ซึ่งตนคิดว่าเป็นสีสันและพึงพอใจกับความคิดเห็นที่แตกต่างเหล่านั้น ถ้าคิดว่ามีวิญญาณเป็นดวง ๆ คงจะเป็นรูปธรรมมากเกินไป ในความรู้สึกตน น่าจะเป็นนามธรรมมากกว่า เราไม่มีทางไปขังดวงวิญญาณได้เช่นเดียวกับที่แม้มีเพลงอยู่ในแผ่นซีดีเราก็ไม่อาจขังบทเพลงได้ ด้าน ศ.ดร. สมภาร พรมทา ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งศึกษากระบวนการไครออนิกส์ (Cryonics) มานาน ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ว่า ไครออนิกส์คือ กระบวนการเก็บศพไว้ในความเย็นเพื่อปลุกให้ตื่นในอนาคต ศพที่แช่ไว้ตายด้วยโรคที่ปัจจุบันรักษาไม่ได้ เชื่อกันว่าในอนาคตโรคเหล่านี้อาจรักษาได้ ตอนนั้นเราก็ปลุกศพเหล่านี้ขึ้นมารักษา แต่ประเด็นที่ตนมุ่งเน้นจริง ๆ คือ ประเด็นทางจริยศาสตร์ ซึ่งจุดประสงค์ของการศึกษาเรื่องนี้ส่วนใหญ่ก็เพื่อตอบคำถามว่า แม้ไครออนิกส์จะเป็นสิ่งที่ทำได้แต่มันสมควรทำหรือไม่ โดยรวมตนคิดว่าวิธีนี้เสียมากกว่าได้ ขณะที่ ศ.นพ. สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ในอนาคตยังยาก และไม่รู้จะทำไปทำไม สมมติถ้าคนเราทำให้ไม่ตายได้ สุดท้ายคนเราก็จะฆ่ากันตายเอง เพราะไม่พอกิน แย่งกัน ที่แล้วมาเขาถึงไม่ให้ทำโคลนนิ่ง เพราะมีปัญหาเยอะ เราก็ดูจากเชื้อโรค พอมันเจริญได้ยังไม่ทันหยุดลงท้ายมันก็ตายหมด เพราะของเสียมันสะสม ของกินไม่พอ ลงท้ายมันก็จะฆ่ากันเอง ขอบคุณข้อมูล/ภาพ ข่าวสด MThai News

สภาพนี้ไม่รอดแน่ๆ...กับใบปิดชุดใหม่ ชวนสะดุ้งเฮือก จาก Insidious: Chapter 3
Insidious: Chapter 3 /  poster / 

ทยอยปล่อยของให้แฟนๆ ที่สยองพองเกล้ากันทีละนิด กับการหวนคืนสู่จุดเริ่มต้นสุดสะพรึง กับภาพยนตร์ Insidious Chapter 3 วิญญาณยังตามติด 3 ผลงานของผู้กำกับ ลีห์ วานเนลล์ เพื่อนซี้ของ เจมส์ วาน เจ้าตำนานขนลุกซู่ ที่จะพาคุณย้อนกลับไปพบคนทรง เอลิส เรนเนอร์และ ซู เด็กหญิงที่นอนซมอยู่บนเตียง แต่เธอกลับพบว่าไม่นอนอยู่คนเดียว แต่มีอะไรบางอย่างกำลังคุกคามเธอ...โดยล่าสุดนี้ ขอเชิญขนลุกกันอีกสักรอบ กับ 3 ใบปิดใหม่ ที่ชวนสะดุ้งและชวนสงสัยเสียจริงว่าในสภาพแบบนี้ เด็กน้อยจะรอดจริงๆนะเหรอ... เตรียมผวาให้สุด หวีดกันให้คลั่ง กับจุดเริ่มต้นความสยองในตำนาน กับ Insidious: Chapter 3 วิญญาณยังตามติด 3 ในวันที่ 23 ก.ค. นี้ ทุกโรงภาพยนตร์ คลิกชมตัวอย่างภาพยนตร์ Insidious: Chapter 3 ได้ที่นี่เลย --------------------------------

นาทีชีวิต! กู้ภัยช่วยดญ.12 ติดซอกกำแพงเหตุปีนหลังคาหนีเที่ยว
กู้ภัย /  ช่วยชีวิต / 

กู้ภัย เร่งช่วยเด็กหญิง 12 ปีนหลังคาบ้านหนีเที่ยว กลับติดซอกกำแพงนานเกือบชั่วโมง สภาพอิดโรย โชคดีเพื่อนบ้านเห็น แจ้งเหตุช่วยชีวิตได้ทัน วันที่ 3 เม.ย.58 เวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี(ท่งเซียเซี่ยงตึ้งหาดใหญ่) เข้าช่วยเหลือเด็กหญิงอายุ 12 ปี สภาพสะโพกติดอยู่กับกำแพงระหว่างบ้าน 2 หลัง ซึ่งเป็นบ้าน 2 ชั้น โดยช่องกำแพงมีความกว้างประมาณ 20 ซม. ไม่สามารถขยับตัวได้ และเด็กอยู่ในสภาพเริ่มอิดโรย เนื่องจากต้องติดอยู่ในซอกกำแพงประมาณ 45 นาที ตากแดดและอากาศที่ร้อนจัดซึ่งติดอยู่ในซอกกำแพงหลังบ้านหลังหนึ่ง ในซอย 4 หมู่ 4 ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เจ้าหน้าที่พยายามนำตัวออกมา เพื่อไม่ให้เด็กเป็นลม โดยใช้น้ำฉีดหล่อเลี้ยงและใช้แม่แรงถ่างระหว่างตัวบ้านกับรั้วคอนกรีตและค่อยๆ ดึงร่างของเด็กออก มาจนสำเร็จ และรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล เนื่องจากเด็กอยู่ในสภาพที่อ่อนแรงเดินไม่ได้ โดยสาเหตุ เกิดจากเด็กหญิงอยู่บ้านเพียงลำพังกับยาย แต่ยายได้ล็อกประตูบ้านเอาไว้ เพื่อไม่ให้ออกไปเที่ยวนอกบ้าน แต่เด็กได้แอบปีนออกมาทางช่องหลังคาหลังบ้าน ลงมาในซอกกำแพง ปรากฎว่าซอกกำแพงแคบมากทำให้สะโพกติดกับกำแพงไม่สามารถขยับตัวออกมาได้ จนเพื่อนบ้านมาพบ และแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือได้ทัน ขอบคุณข้อมูล/ภาพ ข่าวสด MThai News

5 ตุ๊กตาอาถรรพ์ ที่น่ากลัวที่สุดในโลก
ตุ๊กตา /  ที่สุดในโลก / 

5 ตุ๊กตาอาถรรพ์ ที่น่ากลัวที่สุดในโลก เรื่องเล่าขานของตุ๊กตาที่สืบต่อกันมา หรือตำนานอันยาวนานไม่ว่าชนชาติใดก็มีให้เห็นมากมาย และมักพูดถึงสิ่งลี้ลับที่ซ่อนอยู่ในตุ๊กตาเหล่านี้ แต่ก็ยังคงหาคำตอบหรือข้อพิสูจน์ใดๆ ไม่ได้ หากคุณไม่ได้เจอกับตัว กับพฤติกรรมอันน่าขนลุกของมัน... 5 ตุ๊กตาอาถรรพ์ ที่น่ากลัวที่สุดในโลก 1. คัทจา (Katja) - ตุ๊กตารัสเซียจากเถ้ากระดูก ตุ๊กตารัสเซียคัทจา ได้มาจากตำนานของนางสนมแห่งพระเจ้าซาร์ เมื่อปี 1730  เรื่องเล่าว่า สนนนางนั้นตั้งครรภ์ และเธอคาดหวังให้ลูกน้อยคลอดออกมาเป็นเด็กผู้ชาย แต่โชคร้ายเมื่อความจริงปรากฎว่าเด็กน้อยที่เพิ่งคลอดเป็นหญิงและมีรูปร่างไม่สมบูรณ์ เด็กจึงถูกเผาทั้งเป็น ด้วยความโศกเศร้า แม่เด็กนำเอาเถ้ากระดูกมาผสมกับดินและทำเป็นตุ๊กตา เล่ากันต่อว่า ตุ๊กตาถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี นั่นเพราะมันนำมาซึ่งคำสาปจากเด็กน้อยที่ทุกข์ทรมานจากเปวเพลิง มีเรื่องน่าขนลุกที่เล่ากันว่า ถ้าคุณจ้องมองที่ตาของคัทจา ประมาณ 20 วินาที คัทจาจะกระพริบตานั่นเป็นสัญญาณว่าคุณจะเจอเรื่องโชคร้าย มีคนพยายามประกาศขายคัทจาทาง ebay  แต่ภายหลัง ebay สั่งระงับการขายนั้น เนื่องจากมีเหตุกราณ์ประหลาดๆ เกิดขึ้นมากมายจากการประกาศดังกล่าว 2. คริสติน่า (Christina) - ตุ๊กตาผู้รักสงบ ก่อนหน้านี้มีแม่คนหนึ่งซื้อตุ๊กตาตัวนี้จากร้านขายของเก่า Red Barn รัฐเทกซัส และมอบมันให้แก่ลูกสาววัย 6 ขวบ เด็กหญิงตั้งชื่อให้มันว่า คริสติน่า เธอรักมันมากและพามันไปโรงเรียนด้วย แต่จากนั้นตุ๊กตาคริสติน่าก็บอกเธอว่า เบื่อที่จะไปโรงเรียนทุกวัน เมื่อเพื่อนของเธอทำขาตุ๊กตาหัก เธอยืนยันจะจัดงานศพฝังเท้าที่หักตามความต้องการของตุ๊กตา คืนหนึ่งเธอร้องไห้กลางดึกและบอกว่า คริสติน่าโดนมดรุมกัดเท้า เมื่อขุดเท้าที่ฝังขึ้นมาจึงพบว่า มีมดรุมอยู่ที่เท้าหักของตุ๊กตาอยู่จริง ในที่สุดแม่ของเธอก็แอบนำตุ๊กตาเก็บใส่หีบว่อนไว้ จนกระทั่งผ่านไปนาน คริสติน่าจึงถูกนำมาขายทาง ebay และชาน่า เจอร์แมน นักพิสูจน์เรื่องลี้ลับก็ได้ซื้อมันมา ซึ่งซาน่าก็สังเกตได้ว่า ตุ๊กตาตัวนี้มีอะไรแปลกๆ อยู่จริง 3. เอมิเลีย (Emilia) - ตุ๊กตาพูดได้ เป็นตุ๊กตาที่กษัตริย์อัมเบอร์โต แห่งอิตาลี ได้มอบให้กับอัลวาโด นายทหารคนสนิท ก่อนที่ทั้งสองจะจบชีวิตลงด้วยการถูกสังหารเพื่อล้มล้างบัลลังก์ ตุ๊กตาตัวนี้จึงตกเป้นของมารี ลูกสาวของอัลวาโด โดยตั้งชื่อให้มันว่า เอมิเลีย มารีและตุ๊กตาใช้ชีวิตระหกระเหินหนีภัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ด้วยกันตลอด เธอบอกว่าเอมิเลียกระพริบตาและขยับแขนเองได้ ทว่าตุ๊กตาก็สูญเสียแขนทั้งสองข้าง หนังศีรษะและเส้นผมบางส่วน รวมทั้งกล่องส่งเสียงพูด ก็ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดช่วงสงคราม แต่มารีก็ยังกลับได้ยินเสียงเอมิเลียพูดเตือนสติเธอหลายครั้ง หลัง จากมารีเสียชีวิตลง ตุ๊กตาตัวโปรดของเธอก็ตกอยู่ในการดูแลของลูกสาว ทุกวันนี้ลูกสาวเธอก็ยังคงได้ยินเสียงตุ๊กตาพูดอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน 4. ปูป้า (Pupa) - ตุ๊กตาที่ทำมาจากเส้นผมของคนจริง "ปูป้า" ตุ๊กตาเด็กผู้หญิงที่ทำมาจากผ้าสักหลาด มีผมสีบลอนด์เข้ม ซึ่งเป้นผมของคนจริงๆ เจ้าของเดิมของปูป้า เป็นเด็กหญิงชาวอิตาเลียนที่ได้ครอบครองตอนอายุราว 5-6 ขวบ เมื่อราวปี 1920 และอยู่ผูกพันกับมันยาวนาน จนกระทั่งเธอเสียชีวิตลงในปี 2005 หญิงชราได้เล่าให้หลานๆ ของตัวเองฟังว่า ปูป้า เป็นเพื่อนที่ดีของเธอในทุกสถานการณ์ เป้นทั้งเพื่อนเล่น เพื่อนแท้ และเคยช่วยชีวิตเธอเอาไว้ มันเป็นตุ๊กตาที่มีชีวิตจริงๆ หลังจากหญิงชราเสียชีวิตแล้ว ปูป้าถูกเก็บไว้ในกล่องกระจกใส คนในครอบครัวเริ่มรู้สึกได้ว่ามีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นเหมือนมันจะมีชีวิต และอยากจะหลุดพ้นออกมาจากที่ที่มันถูกเก็บไว้ หลายครั้งที่คนในบ้านรู้สึกได้ยินเสียงเคาะกระจกเบาๆ เมื่อเดินผ่านตู้กระจกของปูป้า เมื่อสังเกตจะเห็นสีหน้าของมันที่ดูเปลี่ยนแปลงไป หรือแม้กระทั่งท่าทางก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ทั้งๆ ที่ถูกเก็บเอาไว้ในกล่องโชว์ ไม่มีใครไปจับเลย จนทุกวันนี้ก็ยังคงสังเกตเห็นสีหน้า และท่าทางของปูป้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้อยู่เรื่อยๆ 5. โรเบิร์ต (Robert) - ตุ๊กตาผีสิง ในปี 1906 พี่เลี้ยงของเด็กชายโรเบิร์ตให้ตุ๊กตาตัวนี้กับเขา เด็กชายชอบมันมากจึงให้ใช้ชื่อเดียวกับเขาและอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ต่อมาตุ๊กตาเริ่มมีเสียงพูดคุยตอบกลับ และเริ่มเฮี้ยนหนักขึ้นโดยทำข้าวของเสียหาย บางคืนเด็กชายตื่นขึ้นมาหวีดร้องด้วยความหวาดกลัว เพื่อนบ้านเห็นตุ๊กตาพยักหน้า กระพริบตา และลอยได้เอง หลังจากเด็กชายเสียชีวิตในอีกไม่กี่ปีต่อมา ตุ๊กตาโรเบิร์ตจึงถูกเก็บไว้ในห้องใต้หลังคา วันหนึ่งลูกสาวของคนที่มาซื้อบ้านต่อก็กรีดร้องกลางดึก พร้อมข้าวของกระจายและบอกว่าโรเบิร์ตพยายามจะฆ่าเธอ ปัจจุบันโรเบิร์ตถูกเก็บในตู้แก้วที่พิพิธภัณฑ์ฟอร์ท อีสต์ มาร์เทลโล ถ้ามันพอใจเวลาถูกถ่ายรูปก็มักจะเอียงคอไปด้านหนึ่ง แต่ถ้าไม่พอใจละก็... เรียบเรียงและภาพโดย teen.mthai.com โดยข้อมูลเรื่องราวเหล่านี้มาจากพิพิธภัณฑ์ริบลีส์ บีลีฟ อิท ออร์ นอท พัทยา ที่ได้จัดแสดงไว้ และยังมีข้อมูลตุ๊กตาอีกมากมาย

แม่ช็อก! หนุ่มหื่นลักลูกสาว4ขวบจากรพ. พบเปลือย-สะบักสะบอม
ลักพาตัว /  เด็ก 4 ขวบ / 

หญิงชาวเมียนมา โร่แจ้งความ หลังลูกสาววัย 4 ขวบ ถูกลักพาตัวไปจากโรงพยาบาล ถูกพบเปลือยกาย ร้องไห้ แต่ไม่พบร่องรอยการถูกกระทำชำเรา วานนี้ (15 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว 'ข่าวสด' รายงานว่า เมื่อเวลา 23.50 น. วันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา พ.ต.ต.สุคนธ์ รัสเอี่ยม พนักงานสอบสวนชำนาญการ สภ.เมืองกาญจนบุรี ได้รับแจ้งจากหญิงสาวชาวเมียนมา อายุ 33 ปีที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี ว่าลูกสาวคนกลางวัย 4 ขวบ ถูกคนร้ายลักพาตัวไปจากห้องพักอาคารพักญาติ โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา หลังรับแจ้ง จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นจึงไปที่โรงพยาบาล พร้อมด้วย พ.ต.อ.พิศุทธิ์ ศุกระศร ผกก.สภ.เมืองกาญจนบุรี พ.ต.อ.สมศักดิ์ สุวรรณฉิม พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ สภ.เมืองกาญจนบุรี พ.ต.ท.สุชาย เทศัชบุตร รอง ผกก.สส.สภ.เมืองกาญจนบุรี พ.ต.ท.ยุทธชัย มีสายมงคล สว.สส.สภ.เมืองกาญจนบุรี จากนั้นจึงได้ขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้บริเวณใกล้เคียง พบว่าลักษณะของคนร้ายเป็นชายวัยรุ่น แต่ใบหน้าที่ปรากฏไม่ชัดเจน เนื่องจากเป็นช่วงกลางคืน เบื้องต้นคาดว่าคนร้ายมีอายุระหว่าง 25-30 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบทิศทางการหลบหนีของคนร้าย พ.ต.อ.พิศุทธิ์ ศุกระศร ผกก.สภ.เมืองกาญจนบุรี จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกค้นหากันตลอดทั้งคืนแต่ก็ไม่พบ ล่าสุด วันที่ 15 พ.ค. เวลาประมาณ 08.30 น.พ.ต.ต.สุคนธ์ ได้รับแจ้งจาก จ.ส.อ.บุญเลิศ ชูชื่น ตำแหน่งนายสิบสัตวบาล สังกัดกองการสัตว์และเกษตรกรมที่ 1 กรมการทหารบกว่า พบเด็กผู้หญิงเดินร้องไห้อยู่ตลอดเวลา โดยอยู่ในสภาพเปลือยกาย ที่บริเวณป่าละเมาะ ด้านหลังศาลเจ้าพ่อเขาตก ถนนสายกาญจนบุรี-ด่านมะขามเตี้ยหลังรับแจ้ง คณะเจ้าหน้าที่จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบ จากนั้นเจ้าหน้าที่ จึงรีบนำตัวเด็กหญิงคนดังกล่าว ส่งไปยังโรงพยาบาลพหลฯ เพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกาย ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีขนเพชร ติดอยู่กับกางเกงขาสั้น จึงรวบรวมเอาไว้เป็นหลักฐาน และนำหลักฐานทั้งหมดส่งไปตรวจหาดีเอ็นเอ ที่สถาบันนิติเวชเบื้องต้นไม่มีร่องรอยจากการถูกกระทำชำเรา ขณะนี้เด็กอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าคนร้ายเป็นใคร และยังไม่สามารถตามจับตัวมาได้ จึงต้องมีมาตรการในการป้องกันอย่างรัดกุม MThai News ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก ข่าวสด

ม๊อบชาวบ้านบุกอำเภอ จี้ช่วยเด็ก ถูกผู้ใหญ่บ้านข่มขืน
ขอความเป็นธรรม /  ข่มขืน / 

ม๊อบชาวบ้านป่วน ร้องขอความเป็นธรรมให้เด็ก 17 ปี ที่ถูกผู้ใหญ่บ้านข่มขืนเดือนที่แล้ว แต่คดียังไม่คืบหน้า วันที่ 10 เม.ย. 58 เกิดเหตุม็อบบริเวณที่ว่าการ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ มีชาวบ้านโคกลาว ประมาณ 100 คน ถือป้ายสกรีนรูปผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง โดยรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องกรณี เด็กหญิงเอ(นามสมมติ) อายุ 17 ปี อ้างว่าถูกผู้ใหญ่บ้านล่วงละเมิดทางเพศ จากนั้นได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.เมืองสุรินทร์ ตั้งแต่เมื่อเดือนที่เเล้ว เพื่อให้ดำเนินคดีและร้องขอความเป็นธรรม แต่ผู้ใหญ่บ้านคู่กรณีกลับไม่โดนดำเนินคดี ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ กลุ่มชาวบ้านจึงรวมตัวกันเรียกร้องให้นายอำเภอสั่งพักงานผู้ใหญ่บ้าน นอกจากนี้ ยังมีกำลังทหารบกสุรินทร์มาดูความสงบเรียบร้อย  จนกระทั่งตัวแทนนายอำเภอลงมารับหนังสือจากชาวบ้าน พร้อมชี้แจงว่าทางปกครองอำเภอ กำลังสืบสวนหาข้อเท็จจริง ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ชาวบ้านจึงยอมสลายตัวในที่สุด ขอบคุณข้อมูล matichon MThai News

'ไอเอส' ขืนใจดญ.9ขวบจนท้อง หลังเป็นเหยื่อถูกลักพาตัว
ขืนใจ /  ข่มขืน / 

สลด! กลุ่มไอเอสขืนใจเด็กหญิงชนเผ่าอิรักวัย 9 ขวบจนตั้งท้อง หลังเป็นเหยื่อถูกลักพาตัว หวั่นเสียชีวิตหากคลอดลูกทั้งที่อายุน้อย วันนี้ (12 เม.ย.) "เดลี่ เมล์" รายงานว่า เกิดเหตุสลด เมื่อมีการเปิดเผยว่า สมาชิกกลุ่มไอเอสได้ขืนใจเด็กหญิงชนเผ่าอิรักรายหนึ่ง วัยเพียง 9 ขวบ จนตั้งท้อง ภายหลังเด็กหญิงรายนี้ประสบชะตากรรมถูกลักพาตัวไปเมื่อปีที่แล้ว โดยจากการเปิดเผยของนายยูซิฟ เดาอัด เจ้าหน้าที่หน่วยงานช่วยเหลือของแคนาดา ระบุว่า เด็กหญิงดังกล่าว เป็นหนึ่งในเหยื่อจำนวน 216 คน ซึ่งเป็นชาวเผ่ายาซิดิส ที่ถูกกลุ่มไอเอสจับลักพาตัวเมื่อเดือนส.ค.ปีที่แล้ว ก่อนจะถูกสมาชิกกลุ่มขืนใจ และได้ตั้งครรภ์ และน่าเป็นห่วงว่า เด็กหญิงรายนี้อาจจะเสียชีวิต หากต้องคลอดลูก เนื่องจากเธอยังมีอายุน้อย และสุขภาพอ่อนแอเกินกว่าที่จะให้กำเนิดลูกได้ แม้แต่การผ่าท้องเอาเด็กออกก็ตาม และตอนนี้เธอต้องมีอาการขวัญผวา และเจ็บปวดทางจิตใจไปแล้ว นอกจากนี้รายงานระบุว่า ที่ผ่านมา กลุ่มไอเอสได้ย่ำยีเด็กสาวและผู้หญิงหลายพันคนในอิรัก โดยได้ขืนใจ ทรมาน และบังคับแต่งงาน ขณะที่เหยื่อที่มีอาการขวัญผวาและบาดเจ็บทางจิตได้ถูกกลุ่มทิ้ง และได้ถูกพากลับบ้านพบกับครอบครัว ในสภาพถูกทำร้าย แขนขาหัก และหลายรายอยู่ในสภาพตั้งท้อง อย่างไรก็ตาม เมื่อวันพุธที่ผ่านมา กลุ่มไอเอสได้ปล่อยเหยื่อชาวเผ่ายาซิดิสและคนแก่กว่า 200 คน โดยไม่รู้สาเหตุ โดยกลุ่มได้มอบคนเหล่านี้ให้แก่กองกำลังเคิร์ดในเมืองเคอร์คุก โดยเหยื่อจำนวนมากอยู่ในสภาพอ่อนอ่อนแรงเกินกว่าจะพูดได้ ขณะที่หญิงชรายาซิดิสรายหนึ่งบอกว่า เธอถูกลักพาตัวตั้งแต่เดือนส.ค.ปีที่แล้ว เมื่อกลุ่มไอเอสบุกเข้าเมืองซินจาร์ และสังหารผู้คนหลายร้อยคน ก่อนกวาดต้อนผู้คนหลายพันเป็นเหยื่อลักพาตัว ขอบคุณข้อมูลจาก มติชนออนไลน์ MThai News

38 คนไทยในเนปาล เดินทางกลับถึงไทยแล้ว
ข่าวล่าสุด /  คนไทยในเนปาล / 

38 คนไทยเผชิญเหตุแผ่นดินไหวในเนปาล เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมผู้โดยสารสัญชาติอื่นรวม 304 คน โดยมีญาติมารอต้อนรับอบอุ่น วันที่ 28 เม.ย. (เวลา23.00น.) ที่อาคารผู้โดยสารขาเข้า ชั้น 3 ประตู 6 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ ผู้โดยสารจำนวน 304 คน ที่เดินทางออกจากเมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 3209 ได้เดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีคนไทยรวมอยู่ด้วย 38 คน ด้าน นางภัทรภร พิพิรกุล ชาว จ.นนทบุรี กล่าวว่า ได้เดินทางไปกับทัวร์เพื่อแสวงบุญที่เนปาล รู้สึกดีใจเป็นที่สุดที่วันนี้ได้กลับมาแผ่นดินบ้านเกิด ส่วนวันแรกๆหลังเกิดแผ่นดินไหวต้องใช้ชีวิตเป็นอยู่ตามถนน หรือตามสนามหญ้า เนื่องจากมีอาฟเตอร์ช็อคตลอดเวลา นอกจากนี้ ภายหลังจากเกิดแผ่นดินไหว ตนและสามีได้เข้าไปช่วยชีวิตชาวเนปาลที่ถูกเศษซากอาคารถล่มทับ และได้ช่วยเด็กหญิงวัยประมาณ 1 ขวบรายหนึ่ง ออกมาจากกองเศษอิฐและเศษปูนได้ ซึ่งมาทราบภายหลังว่าเด็กปลอดภัย จึงรู้สึกตื้นตันใจที่ได้ช่วยเหลือชีวิตคนเอาไว้ได้ ขอบคุณข้อมูล/ภาพ dailynews MThai News

แดนผู้ดีเผยคลิป นักปั่นชนเด็กหวิดเสียโฉม
จักรยาน /  จักรยานชนเด็ก / 

โลกออนไลน์เผยคลิปจากประเทศอังกฤษ ภาพนักปั่นจักรยานชนเด็กหญิง วัย 3 ขวบบนทางเท้า ก่อนลากไปด้วยจนหวิดเสียโฉม วันที่ 22 พ.ค. 58  โลกออนไลน์เผยโดยเว็บไซต์ swns.tv ซึ่งเป็นเหตุการณ์จากกล้องวงจรปิด บริเวณแบล็คพูล ประเทศอังกฤษ ปรากฎภาพนักปั่นจักรยานรายหนึ่งขี่รถบนทางเท้าด้วยความเร็ว จนชนเข้ากับเด็กหญิง วัย 3 ขวบ ที่กำลังออกจากบ้านพอดี รถจักรยานคันดังกล่าวได้ลากหนูน้อยไปด้วย ขณะที่ผู้คาดว่าเป็นพ่อและแม่ของเด็กรีบวิ่งเข้าไปช่วย โชคดีที่ไม่ได้บาดเจ็บมากแต่เกือบเสียโฉมเพราะมีรอยถากแดงที่ใบหน้าเท่านั้น ขอบคุณภาพ SWNS TV MThai News

สลด! ว่าที่เจ้าบ่าวซิ่งกระบะ แหกโค้งชนเสาไฟแฟนสาวดับคาที่
ชนเสาไฟฟ้า /  รถชน / 

ว่าที่เจ้าบ่าวขับกระบะกลับจากเล่นสาดน้ำสงกรานต์ แหกโค้งชนเสาไฟฟ้า ว่าที่เจ้าสาวนั่งท้ายกระบะดับคาที่ เพื่อนบาดเจ็บอีก 3 ราย วันนี้ (16 เม.ย.)เวลา 18.00 น. ตำรวจสภ.สามโคก จ.ปทุมธานี รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถกระบะชนเสาไฟฟ้าส่องสว่างข้างทางมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต บริเวณถนนสามสายในฝั่งตะวันออก ม.4 ต.บ้านงิ้ว อ.สามโคก จ.ปทุมธานี จึงไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยแพทย์โรงพยาบาลสามโคกและเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ที่เกิดเหตุพบรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิไทรทันสีแดง ทะเบียน ถฉ 4827 กทม. เสียหลักแหกโค้งชนติดอยู่กับเสาไฟฟ้าส่องสว่างข้างทาง ที่กระบะท้ายรถพบศพนางสาวสำเภา ฟักศรี อายุ 33 ปี สภาพศีรษะติดอยู่กับเสาไฟ นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3 รายเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำตัวส่งโรงพยาบาลสามโคกไปก่อนแล้ว ทราบชื่อ 1.นางสาวสุภามาส คลองแสง อายุ 32 ปี 2.นายพิเชษฐ์ อุไลพันธ์ อายุ 37 ปี และ 3.เด็กหญิงนิชิภา อายุ 9 ขวบ ทั้งหมดนั่งมาที่กระบะท้ายรถ ส่วนคนขับอาศัยช่วงชลมุลหลบหนีไปก่อนแล้ว จากการสอบถามนางสาวสุภามาส คลองแสง หนึ่งในคนเจ็บระบุว่า ตนพร้อมเพื่อนทั้งหมดรวม 5 คนได้ไปเล่นน้ำสงกรานต์ที่วัดป่างิ้วและไปเล่นต่อที่บ้านเพื่อน โดยมีนายบุญส่ง น้อยหร่าย อายุ 31 ปี เป็นคนขับและเป็นว่าที่เจ้าบ่าวกำลังจะแต่งงานกับผู้ตายเร็วๆนี้  ซึ่งหลังจากเลิกเล่นสาดน้ำกันแล้ว ทั้งหมดกำลังจะกลับบ้านพักที่เชียงรากน้อย ซึ่งเพื่อนรวม 4 คนตัวเปียกจึงนั่งกระบะท้าย เมื่อขับมาถึงที่เกิดเหตุเป็นทางโค้งและรถวิ่งมาด้วยความเร็วจึงแหกโค้งชนเสาไฟฟ้าส่องสว่างข้างทางจนรถค้างอยู่บนเสาไฟ หลังเกิดเหตุนายบุญส่ง ว่าที่เจ้าบ่าว ตกใจได้หลบหนีไป ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำผู้เสียชีวิตส่งนิติเวชโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป ส่วนคนขับที่หนีไปนั้นจะได้ติดตามตัวมาสอบถามข้อเท็จจริงอีกครั้ง ขอบคุณข้อมูลจาก ข่าวสด MThai News

หดหู่ ! เหตุเรือล่ม พ่อสละชีวิตช่วยลูก-เมีย ร่างจมหายไปต่อหน้าต่อตา
เรือลากจูง /  เรือลากจูงล่ม / 

หดหู่!ผู้เป็นพ่อสละชีวิต เหตุเรือลากจูงล่มบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง เพื่อให้ลูกและภรรยารอด วันนี้(7 เม.ย.58) นายพัลลพ อยู่เล่ห์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับการเรือเจ้าท่า 803 สำนักงานการขนส่งทางน้ำที่ 6 แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ได้รับแจ้งเหตุเรือจมบริเวณปากทางเข้าร่องแม่น้ำบางปะกง มีผู้รอดชีวิต จำนวน 3 คน คือนางรัชนี อินทร์เพ็ญ อายุ 33 ปี พร้อมเด็กชายอายุ 16 ปี และ เด็กหญิงวัย 8 ปี จากเหตุเรือลากจูงชื่อทรัพย์ทวีลาภ9 ล่มบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง เมื่อช่วงกลางดึกเมื่อคืนวาน(6 เม.ย.58) โดยผู้รอดชีวิตทั้งหมดอยู่ในสภาพอิดโรย เพราะต้องลอยคออยู่ในทะเลนานกว่า 6 ชั่วโมง นางรัชนี  เล่าว่า ตนกับนายคมกริบ เกตุยิ้ม สามีและลูกอีก 2คน ล่องเรือลากจูงสินค้า มาจากอำเภอพระประแดง สมุทรปราการ เพื่อไปยังแหลมฉบัง จนเวลาประมาณ 24.00น. ของวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้เดินทางถึงปากแม่น้ำบางปะกง แต่เกิดคลื่นลมแรงพัดโถมเข้าใส่เรือ ทำให้เรือเอียงและค่อยๆจมลง ก่อนเรือจะจมตนใช้ถังน้ำ 2ใบ ผูกเชือกติดกันเพื่อเป็นทุ่นให้สามีและลูก 2 คน ซึ่งว่ายน้ำไม่เป็น เกาะลอยคอในทะเล ส่วนตนเองใช้กระติกน้ำเพียงใบเดียว ในระหว่างนั้นเชือกที่ผูกถังเกิดขาด ทำให้เหลือถังน้ำเพียงใบเดียว จึงไม่สามารถพยุงทั้ง 3 คนให้ลอยคอได้ สามีเลยปล่อยเพื่อให้ลูกทั้ง 2 คนเกาะไว้ ไม่นานสามีก็จมหายไปต่อหน้าต่อตา ตนไม่สามารถเข้าไปช่วยได้ ต้องลอยคอในทะเลกับลูกเพียง 3 คน จนถึงช่วงเช้าเรือประมง ชื่ออุดมพร มาเห็นได้เข้าช่วยเหลือไว้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างค้นหา นายคมกริบ และ เรือที่จมสูญหายไป ขอบคุณข้อมูลจาก โพสต์ทูเดย์ MThai News