เชื้อรา

นักสืบพันทิป กดดันจนแฟนบอลสาวสุพรรณรับโกหกลูกป่วยตุ๋นเงิน
ชาริล ชัปปุยส์ /  ตูน บอดี้แสลม / 

ความลับไม่มีในโลก นักสืบพันทิป ตั้งข้อสงสัย พร้อมแฉแฟนบอลสาว สุพรรณบุรี เอฟซี โกหกว่าลูกสาวป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดแดง หลอกตุ๋นเงินบริจาค ชาริล ชัปปุยส์ และตูน บอดี้สแลม ก็ตกเป็นเหยื่อ กลายเป็นเรื่องให้พูดถึงในเว็บบอร์ดดัง pantip.com หลังแฟนเว็บบอร์ดได้ตั้งข้อสงสัยกรณีที่มีแฟนบอลสาว สุพรรณบุรี เอฟซี ท่านหนึ่ง อ้างว่าป่วยเป็นโรคเชื้อราที่ไขกระดูก แถมลูกสาว น้องกอหญ้า วัย 7 ขวบ ก็ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดแดง ซึ่งต้องใช้เงินค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก ทำให้แฟนบอล สุพรรณบุรี เอฟซี รวมถึงแฟนบอลสโมสรอื่นๆ ร่วมบริจาคเงินให้จำนวนมาก รวมแล้วกว่า 3 แสนบาท ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี ชาริล ชัปปุยส์ ดาวเตะล้านเมีย และตูน บอดี้สแลม นักร้องชื่อดัง ที่ก็ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือด้วย เมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว โดยเมื่อวันที่ 22 ก.ค.58 ได้มีบุคคลท่านหนึ่ง ได้ไปตั้งกระทู้สงสัยในพฤติกรรมการของแฟนบอลสาวรายนี้ในพันทิป (http://pantip.com/topic/33955262) เพราะที่ผ่านมาปีกว่า ยังไม่เคยเห็นหลักฐานการรักษาพยาบาลสำหรับลูกสาว น้องกอหญ้า เลย โดยสงสัยว่าน่าจะเป็นการหลอกลวง เพื่อต้มตุ๋นเอาเงินบริจาคเสียมากกว่า ทำให้ล่าสุด หญิงสาวคนดังกล่าว ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ตะวันฉาย ในม่านเมฆ โดยยอมรับสารภาพว่า ลูกสาวไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้าย โดยเป็นแค่ภาวะเสี่ยงเท่านั้น โดยข้อความมีดังนี้ นี้คือความจริงที่จะออกมาขอโทษพี่ๆ น้องๆ ทุกคนว่า กอหญ้า เปงแค่พาวะเสี่ยงเฉยๆ คะยังไม่แน่ชัดว่าเปงไหมเมื่อช่วง3-4ที่ผ่านมากอหญ้าป่วยบ่อยเข้าโรงบาลบ่อยถึงไม่เสียค่ายาแต่ค่ากินอยู่หลายบาทอยู่คะฉายเลยไปกู้รายวันบ้างเงินด่วนบ้างแชร์ทองเอาทุกอย่างเลยกลายเปงนี้หลักแสนจนฉายต้องหลบค่าหนี้ประกอบเริ่มไปดูบอลแร้วเล่นเฟสเลยทำให้รู้จักพี่ที่เชียร์บอลเข้าก้อเขามาถามว่าเปงอาไรเข้าโรงบาลบ่อยก้อเลยบอกไปว่าเปงมะเร็งเม็ดเลือด ก้อเริ่มเขามามีคนเอาเงินมาช่วยเหลือกอหญ้าเริ่มมีอาการประมูลขึ้นเริ่มได้เงินเยอะฉายก้อปล่อยตามเลยคะเงินที่ได้ประมาณทุกๆช่องทางการช่วยเหลือ300,000บาทคะภายในหนึ่งปีที่ได้150,000แรกฉายเอาไปส่งรายวันส่งเงินด่วนแชร์ทองประมาณ6-7เจ้าคนนี้10000 คนนั้น15000คะเอาชื่อตัวเองมั้งเอาชื่อน้ากู้มั้งคะแร้วอีก70,000ฉายเอาไปใช่หนี้ที่ฉายกู้มาตอนกอหญ้าเริ่มคลอดคะเพราะพ่อมันไม่ค่อยส่งเงินมาให้เพราะมันติดผู้หญิงฉายก้อเลี้ยงกอหญ้ามาตลอดแร้วที่เหลือฉายก้อใช้จ่ายทั่วไปคะฉายกราบขอโทษในความผิดพลาดที่เกินให้อภัยครั้งนี้......ที่เอากอหญ้ามาเกี่ยวข้องฉายขอรับผิดในครั้งนี้ขอให้สังคมให้โอกาสสักครั้งหนึ่งคะที่พูดทั้งหมดคือความจริงทุกอย่างคะฉายรู้สึกผิดคะในครั้งนี้คะมากๆคะ ตอนนี้ฉายได้รับผลกรรมที่ทำไว้แร้วคะ ฉายกราบขอโทษทุกๆท่านที่เคยเมตตาต่อน้องกอหญ้าแต่ฉายผิดเองคะที่เอาน้องมายุ่งด้วยคะแร้วที่กอหญ้าน้องโรงบาลครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องในครั้งนี้น้องมีอาการอาเจียนอยู่แร้วคะ ไม่ใช้เอาน้องมาบังหน้าคะเพราะพวกคุนๆโพสด่าตั้งแต่4-5ทุ่มเมื่อคืนแต่กอหญ้าเขาตอนนี่ตี5คืออาเจียนเลือดคะก้อเลยพามาคะ ทั้งนี้แฟนบอลที่เคยช่วยบริจาคเงิน เตรียมที่จะดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น ได้มีการโพสเฟซบุ๊คต่อว่าอย่างหนัก ขอบคุณกระทู้ : pantip.com/topic/33955262

10 เคล็ดลับการ ทำความสะอาดบ้าน ที่จะทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น
ทำความสะอาดบ้าน /  วิธีทำความสะอาดบ้าน

ถ้าพูดถึงเรื่องของการทำความสะอาดบ้าน เราเชื่อว่าหลายๆ บ้านคงประสบกับปัญหาเดียวกันคือ ไม่ค่อยมีเวลาที่จะทำความสะอาดบ้านเพราะด้วยเวลาที่จำกัดในแต่ละวัน ทำงานกลับบ้านมาก็ค่ำ หมดวันไปแล้ว หรือถ้าจะมาดูแลทำความสะอาดในวันหยุด ก็สุดแสนจะขี้เกียจ เพราะการทำงานบ้านในแต่ละครั้งต้องใช้เวลาเรียกว่าทั้งวันก็ว่าได้ แต่ถ้ามี เคล็ดลับการทำความสะอาดบ้าน ให้ง่ายขึ้นก็คงดี เพราะจะช่วยให้ใช้เวลาในการทำความสะอาดน้อยลงวันนี้ Decor.MThai จึงได้นำ 10 เคล็ดลับการทำความสะอาดบ้าน ที่จะทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ 1. การทำความสะอาดขอบหน้าต่าง ขอบประตู การทำความสะอาดขอบหน้าต่าง ขอบประตู : ใช้ไม้พันสำลี ชุบน้ำส้มสายชู แล้วเช็ดบริเวณที่ฝุ่นเกาะ จากนั้นก็ใช้กระดาษทิชชู่ เช็ดให้สะอาดอีกทีค่ะ น้ำส้มสายชูจะช่วยให้คราบสกปรกหลุดออกง่ายขึ้น 2. ทำความสะอาดร่องยาแนว ทำความสะอาดร่องยาแนว : น้ำยาล้างห้องน้ำ ผสมกับน้ำส้มสายชู แล้วใช้แปรงจุ่มลงไปในน้ำยาที่เราผสม จากนั้นใช้แปรงขัดบริเวณลอยต่อของกระเบื้อง หรือที่เรียกกันร่องยาแนว แล้วก็ใช้ฟองน้ำเช็ดออก (ต้องใส่ถุงมือ) แค่นี้ร่องยาแนวของคุณก็จะไม่ดำเป็นเชื้อราอีกต่อไป 3. วิธีทำความสะอาดที่นอน วิธีทำความสะอาดที่นอน : วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกเลยค่ะ แต่ถ้าต้องการทำความสะอาดฟูกนอนที่เป็นคราบ ให้ใช้สเปรย์มะนาวฉีดไปที่คราบบนที่นอน ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วใช้ผ้าซับๆ บริเวณที่เป็นรอยแค่นี้รอยก็จะจางหายไป 4. การดูแลชักโครก การดูแลชักโครก : ในส่วนของชักโครกส่วนที่ดูแลยากที่สุดก็คือส่วนด้านใต้ฝาปิด ถึงจะเป็นส่วนที่ไม่มีใครเห็นแต่ก็มีผลทำให้เกิดคราบสกปรก และนำให้สุขอนามัยไม่ดีได้นะคะ วิธีทำความสะอาดก็ง่ายๆ แค่ใช้แปรงล้างชักโครกชุบน้ำส้มสายชูถูๆ ให้รอบ แล้วใช้น้ำฉีดไปตรงบริเวณนั้น จากนั้นใช้ผ้าสะอาดเช็ดๆ คราบออกอีกทีค่ะ 5. วิธีทำความสะอาดพื้นไม้ วิธีทำความสะอาดพื้น : เทน้ำส้มสายชูลงไปในขวดสเปรย์ 1/4 ของขวดจากนั้นหยดจากนั้นหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะนาวลงไป 3-8 หยด แล้วเติมน้ำลงไป เขย่าเบาๆ ให้เข้ากัน จากนั้นก็ฉีดสเปรย์ลงไปที่พื้นแล้วใช้ผ้าเช็ดให้สะอาดค่ะ 6. วิธีการทำความสะอาดมู่ลี่ วิธีการทำความสะอาดมู่ลี่ : ใช้น้ำส้มสายชูผสมกับน้ำให้เท่าๆ กัน จากนั้นใส้ผ้าชุบลงไปแล้วเช็ดทำความสะอาดค่ะ 7. วิธีทำความสะอาดแป้นพิมพ์ วิธีทำความสะอาดแป้นพิมพ์ : วิธีง่ายที่สุดคือใช้ Post it มาใช้ทำความสะอาดก็เป็นวิธีที่ง่ายแสนง่าย ดูวิธีเพิ่มเติมที่ http://tech.mthai.com/tips-technic/43988.html 8. วิธีทำความสะอาดโคมไฟ พัดลมเพดาน วิธีทำความสะอาดโคมไฟ พัดลมเพดาน : ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดฝุ่นออก แล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดให้สะอาดอีกทีค่ะ 9. ลอยแตกของหนังโซฟา ลอยแตกของหนังโซฟา : ลอยแตกที่เกิดจากการนั่ง การน้ำ ลอยขีดขวนต่างๆ แก้ง่ายๆ โดยใช้ผ้าป้ายแว็กซี่แล้วขัดลงไปตรงลอยที่แตก แค่นี้เราก็จะได้โซฟาใหม่เอี่ยมกับมาอีกครั้งค่ะ 10. วิธีทำความสะอาดพรม วิธีทำความสะอาดพรม : ถ้าจะแค่ทำความสะอาดฝุ่นบนพรม ก็สามารถใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกได้เลยค่ะ แต่ถ้าพรมมีคราบสกปรกให้ใช้แป้งข้าวโพดโรยบนรอยเปื้อนทิ้งไว้ 10 นาที จากนั้นใช้น้ำยาล้างจานหนึ่งช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น และใช้น้ำส้มสายชูหนึ่งช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่นเช่นกัน แล้วก็ใช้ผ้าขาวชุบน้ำส้มสายชู และและน้ำยาล้างจาน ชุปให้เปี๊ยกๆ แล้ววางไว้ ใช้แปรงหรือฟองน้ำ ขัด ถู จนกระทั่งของเหลวทั้งหมดค่อยๆ แห้ง สุดท้ายใช้ฟองน้ำเช็ดออก ลอยคราบที่พรมก็จะหายไป เป็นไงคะ 10 เคล็ดลับดีๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ให้เพื่อนๆ กันได้ไม่มากก็น้อยนะคะ การทำความสะอาดแบบมีเทคนิคช่วยให้ประหยัดเวลาในการทำความสะอาดบ้านไปได้เยอะเลยจริงๆ ค่ะ

ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH)ของ จุดซ่อนเร้น สำคัญขนาดไหน..อยากรู้มะ
กรดด่าง /  ค่า ph / 

ตามธรรมชาตินั้น จุดซ่อนเร้น เป็นบริเวณที่มีแบคทีเรียชนิดดีในตระกูล Lactobacillus อาศัยอยู่ แบคทีเรียชนิดนี้ทำหน้าที่สร้างกรดแลคติก เพื่อทำให้บริเวณจุดซ่อนเร้นมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ (pH3.8-4.5) ซึ่งสภาพความกรดอ่อนๆ ดังกล่าว จะควบคุมไม่ให้เชื้อรา ยีสต์ และแบคทีเรียชนิดอันตรายที่ก่อโรค เจริญเติบโตได้ง่าย หากสภาพกรดอ่อนดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป จะทำให้กลไกการควบคุมเชื้อโรคตามธรรมชาตินั้นเสียไปด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่การระคายเคือง คัน เจ็บ เกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์จากแบคทีเรียชนิดไม่ดีที่เพิ่มจำนวนขึ้น ตลอดจนอาจเกิดการอักเสบติดเชื้อบริเวณจุดซ่อนเร้นตามมาได้ อย่างไรก็ดี สภาวะบางประการ อาจทำให้สมดุลตามธรรมชาติดังกล่าวนั้นเสียไป เช่น - การมีประจำเดือน เนื่องจากเลือดที่ออกจากร่างกายมีค่าความเป็นด่างสูงกว่าสภาพตามธรรมชาติของจุดซ่อนเร้นอย่างมาก (pH7.4) จึงไปลดสภาพความเป็นกรดของจุดซ่อนเร้น แบคทีเรียชนิดอื่นๆ จึงเพิ่มจำนวนขึ้น แล้วนำไปสู่กลิ่นที่ผิดปกติได้ - การมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากน้ำอสุจิมีความเป็นด่างเล็กน้อย (pH 7.2-8) เมื่อตกค้างอยู่ในช่องคลอด จะไปลดสภาพความเป็นกรดตามธรรมชาติของจุดซ่อนเร้นเช่นเดียวกัน - การใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน จะไปทำลายแบคทีเรียตามธรรมชาติที่อาศัยอยู่ที่บริเวณจุดซ่อนเร้น ทำให้การสร้างกรดแลคติกตามธรรมชาติลดลง - การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ส่งผลให้ความเป็นกรดของบริเวณจุดซ่อนเร้นเปลี่ยนไปด้วย โดยจะมีความเป็นด่างมากขึ้น (pH 6-7.5 ) ดังนั้น การพยายามรักษาสมดุลตามธรรมชาติที่มีสภาพเป็นกรดอ่อนของบริเวณจุดซ่อนเร้นในทุกๆวัน จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น วิธีการง่าย ๆ ที่จะช่วยรักษาและฟื้นฟูสมดุลของจุดซ้อนเร้นได้ คือ การทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนซึ่งตรงกับสภาพตามธรรมชาติของจุดซ่อนเร้นนั่นเอง หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และหากเกิดอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสมต่อไป

วิธีกำจัดเชื้อราในตู้เสื้อผ้า ไม่ให้มาทำลายชุดเก่งของคุณ
ตู้เสื้อผ้า /  เชื้อรา

ในหน้าฝน บ้านยิ่งจะอับชื้นได้ง่าย สาวๆ ที่มีเสื้อผ้าเยอะๆ ต้องระมัดระวังให้ดี ว่าเสื้อผ้าสวยๆ ที่เราก็บไว้นั้นจะมีเชื้อราซุกซ่อนอยู่ได้ง่ายๆ เรามาดูกันว่า วิธีกำจัดเชื้อราในตู้เสื้อผ้า จะทำยังไงได้บ้างค่ะ วิธีกำจัดเชื้อราในตู้เสื้อผ้า ก่อนอื่นเราต้องกำจัดที่ต้นเหตุก่อนเลย คือ ความอับชื้นในห้อง พยายามอย่าให้ห้องอับตลอดเวลา เปิดโอกาสให้ห้องได้รับแดดบ้าง ให้อากาศถ่ายเทบ้าง ... ปัญหาความอับชื้นในห้อง บางทีก็มาจากปัญหาเส้นผมบังภูเขา คือ เราถูพื้นเปียก ใช้ม็อบถูพื้นที่เปียกมากไป วิธีแก้ง่ายๆ คือ อย่าถูพื้นเปียกมากเกินไป หรือ หลังถูน้ำครั้งแรกแล้วหาม็อบแห้งมาเช็ดพื้นให้แห้งอีกครั้งก็ช่วยเรื่องอับชื้นในห้องได้เยอะนะคะ เมื่อกำจัดต้นเหตุความอับชื้นแล้ว คราวนี้เราก็มาจัดการกับเชื้อราที่เราไม่ได้เชิญได้เลย ก่อนอื่นเราต้องทำความสะอาดตู้เสื้อผ้าก่อนนะคะ แล้วเอาน้ำเปล่าผสมน้ำยาล้างจานเข้มข้น แล้วเอาแปรง แปรงบริเวณที่มีเชื้อราออกให้หมด เช็ดความสะอาดอีกครั้ง วิธีนี้คนใช้ได้ผลมาเยอะแล้ว อีกวิธีเด็ดขาดกว่า ทำความสะอาดตู้เสื้อผ้าเหมือนเดิมค่ะ แล้วใช้น้ำส้มสายชูยี่ห้อไหนก็ได้ค่ะ ผสมน้ำเปล่าใส่ Foggy ฉีดเลยค่ะ เชื้อรามันจะตายในน้ำส้มสายชูนะคะ สักพักเชื้อราก็ตายหายไปเองค่ะ บางคนกลัวฉีดน้ำส้มแล้วเฟอร์นิเจอร์หมดสวย เลยลงแว็กให้เงางาม ข้อนี้ต้องห้ามทำอย่างเด็ดขาด เพราะแว็กนะอาหารโปรดของเชื้อราเธอนะคะ เดี๋ยวเธอนึกว่าคุณชวนมาปาร์ตี้ ที่เมืองนอก บางทีเค้าใช้เครื่องผลิตโอโซนค่ะ เห็นว่าได้ผลมาก แต่ราคาก็สูงพอสมควร หันมาใช้ของดีใกล้ตัวของเราก็น่าจะดีกว่าเนอะ แหล่งที่มา : howtobypapahome.blogspot.com, homedecorthai.com/ ภาพจาก apartmenttherapy.com

5 สิ่งห้ามใช้กับ สะดือเด็กแรกเกิด
ทารก /  มหาหิงค์ / 

สะดือเด็กแรกเกิด จะแห้ง และหลุดไปหลังจากคลอดแล้วประมาณ 7 - 10 วัน คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มักจะกังวลว่าการทำความสะอาดสะดือเด็กแรกเกิดจะทำให้ลูกได้รับความเจ็บปวด ซึ่งการเช็ดทำความสะอาดสะดือทารกแรกเกิดไม่ได้ทำให้เจ็บปวดแต่อย่างใด แต่ถ้าเช็ดสะดือให้ลูกไม่สะอาด อาจทำให้สะดือติดเชื้อเกิดการอักเสบขึ้นได้นะคะ ห้ามทา มหาหิงค์ บนสะดือเด็กแรกเกิด สำหรับเด็กแรกเกิดนั้นบางครั้งอาจมีอาการแน่นอึดอัดท้อง คุณแม่จึงมักไล่ลมในท้องลูกด้วยมหาหิงค์ ซึ่งข้อควรระวังคือห้ามทาลงบนสะดือเด็ก เพราะจะทำให้บริเวณสะดือเกิดความชื้น อักเสบขึ้นได้ ห้ามโรยแป้งบนสะดือเด็กแรกเกิด แป้งคือสิ่งที่ห้ามใช้กับสะดือเด็กแรกเกิด เพราะแป้งจะไปอุดตันในสะดือเด็กแรก จนเกิดการอักเสบขึ้นได้ โดยเฉพาะในทารกบางรายเมื่อสะดือแห้งใกล้จะหลุดอาจมีน้ำเหลืองซึมๆ ออกมา ซึ่งไม่ควรโรยแป้งลงบนสะดือเด็ดขาด เพราะแป้งที่โรยปนไปกับน้ำเหลืองอาจเป็นตัวกระตุ้นให้สะดือเกิดการอักเสบอย่างรุนแรงขึ้นได้ ห้ามใส่ผ้าอ้อมปิดสะดือเด็กแรกเกิด เมื่อใส่ผ้าอ้อมให้เด็กแรกเกิด ควรใส่ให้ขอบบนของผ้าอ้อมอยู่ต่ำกว่าตอสายสะดือ เพื่อป้องกันการถูกกดทับเป็นเวลานานจากผ้าอ้อมจนทำให้เกิดการอับชื้นขึ้นได้ ห้ามทาโลชั่นบนสะดือเด็กแรกเกิด ในเด็กแรกเกิดนั้นสามารถทาโลชั่นเพื่อบำรุงผิวได้ แต่ห้ามทาโลชั่นลงบนสะดือเด็กแรกเกิด เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้นเกิดเชื้อราขึ้นได้ ห้ามแคะ หรือแกะสะดือเด็กแรกเกิด หลังจากผ่านไปได้ 7-10 วัน สะดือลูกจะค่อยๆ แห้ง ซึ่งควรปล่อยให้สะดือหลุดออกเองตามธรรมชาติ ห้ามใช้คอตตอนบัดแคะ หรือแกะสะดือเด็กแรกเกิดเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เลือดไหลออกมา เกิดการอักเสบขึ้นได้ เช็ดสะดือด้วยแอลกอฮอล์เท่านั้น หลังจากอาบน้ำให้เด็กแรกเกิดเสร็จแล้ว ให้เช็ดสะดือด้วยแอลกอฮอล์ 70% ตามที่โรงพยาบาลจัดให้ใช้เท่านั้น โดยให้ดึงสายสะดือขึ้นเช็ดวนจากด้านในออกด้านนอกเพียงรอบเดียว แต่ถ้าสะดือทารกยังไม่สะอาดให้เช็ดด้วยสำลี หรือคอตตอนบัดอันใหม่อีกครั้ง ที่มาจาก th.theasianparent ภาพประกอบโดย Women MThai Team

แตกตื่น พบเห็ดประหลาดคล้าย 'เห็ดเอเลี่ยน' ในอังกฤษ
อังกฤษ /  เห็ด / 

พบเห็ดประหลาด ลักษณะคล้ายไข่เอเลี่ยน ในอุทยานแห่งชาติ New Forest ในเมืองแฮมไชร์ ในอังกฤษ เว็บไซต์ข่าวสารออนไลน์ต่างประเทศ รายงานเรื่องราวพบเห็ดหน้าตาประหลาด ภายในอุทยานแห่งชาติ New Forest ในเมืองแฮมไชร์ ทางตอนใต้ของอังกฤษ ซึ่งมีลักษณะเหมือน "เฟซฮักเกอร์" (facehuggers) หรือตัวที่ออกมาจากไข่เอเลียน ในภาพยนตร์สยองขวัญแนวไซไฟเรื่อง "Alien" แท้จริงแล้ว เห็ดชนิดนี้ รู้จักในชื่อของ เห็ดเขาเหม็นปลาหมึกยักษ์ (Octopus Stinkhorn) หรือ เห็ดมือปีศาจ ซึ่งอยู่ในตระกูลเห็ดเชื้อรา และในขณะที่เห็ดชนิดอื่นงอกจากพื้นดิน มันกลับงอกออกมาจากโครงสร้างรูปไข่ มีต้นกำเนิดในนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ที่ปกติจะมีความสูงระหว่าง 4-6 เซ็นติเมตร และกว้าง 2.4 เซนติเมตร ดอกเห็ดที่ค่อยๆ งอกออกมา จะมีลักษณะเหมือนนิ้วมือ 4 แฉก และความยาว 10 เซนติเมตร เมื่อเจริญเติบโต เมื่อโตเต็มที่ ดอกเห็ดจะมีสีชมพูแดงส่งกลิ่นเหม็นเน่าเพื่อดึงดูดแมลงมาช่วยกระจายสปอร์ นอกจากนี้ เห็ดมือปีศาจสามารถนำมารับประทานได้ในช่วงที่อยู่ในระยะที่เห็ดยังอยู่ในรูปไข่ ซึ่งจะมีรสชาติและกลิ่นเหมือนผักกาดขาว แต่ถ้าเป็นระยะอื่นไม่สามารถรับประทานได้ เชื่อกันว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพฝรั่งเศส ใช้เป็นเสบียงของทหาร ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News ที่มา  metro

แม่บ้านต้องรู้! 5 ของใช้ใกล้ตัว ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค
ของใช้ในบ้าน /  ทำความสะอาดบ้าน / 

เป็นแม่บ้านทั้งที นอกจากงานบ้านงานเรือนจะต้องสะอาดเนี๊ยบแล้ว ยังต้องดูแลและปกป้องสุขภาพของคนในบ้านให้ดีอีกด้วย เพราะเชื้อโรคสามารถอยู่ได้ทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่ของใช้ใกล้ตัว เพราะฉะนั้น เพื่อสุขอนามัยที่ดี เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค! 1. แปรงแต่งหน้า แต่งหน้ากันอยู่บ่อยๆ บางคนไม่เคยได้ล้างแปรงปัด สะสมนานวันเข้าก็กลายเป็นดินแดนสวรรค์ของเชื้อโรค บางคนมีอาการแพ้ สิวขึ้น หรือเป็นผื่น บางทีอาจจะไม่ได้เป็นเพราะเครื่องสำอางค์ไปอุดตันรูขุมขนหรอกค่ะ แต่เป็นเพราะได้สัมผัสเชื้อโรคที่มาจากจากแปรงปัดนั่นเอง โดยเฉพาะแปรงปัดแก้ม ที่มีขนาดเป็นพุ่มใหญ่และหนา ต้องทำความสะอาดอย่างดี ไม่อย่างนั้นสิ่งสกปรกจะตกค้างได้ สำหรับการทำความสะอาดนั้นถ้าเป็นพัฟฟ์กับฟองน้ำ ให้ล้างกับน้ำอุ่นที่ผสมสบู่เหลวสูตรอ่อนโยน แล้วขยี้เบาๆ เปลี่ยนน้ำจนกว่าจะสะอาดนะคะ หรือถ้าไม่อย่างนั้นจะเปลี่ยนพัฟฟ์ใหม่ไปเลยก็ได้ค่ะ สะดวกดี ส่วนการทำความสะอาดแปรงแต่งหน้านั้น สามารถทำวิธีเดียวกันได้ แต่ควรเคาะเศษผงเครื่องสำอางค์ออกไปก่อน หรือถ้าเป็นพู่กันทาปาก ก็ใช้ทิชชู่เช็ดคราบลิปสติกออกก่อน แล้วค่อยลงไปจุ่มน้ำอุ่นนะคะ ถ้าเป็นขนแปรงสังเคราะห์ สาวๆ ควรล้างเดือนละ 3-4 ครั้ง แต่ถ้าเป็นขนแปรงธรรมชาติก็ทิ้งไว้ได้นานหน่อย ล้างเดือนละครั้งก็พอค่ะ 2. ฟองน้ำล้างจาน สุดยอดของแหล่งสะสมเชื้อโรค ยิ่งถ้าหากว่ามีการหมักหมมคราบเศษอาหารบนจานไว้ข้ามคืนยิ่งหนักเลยค่ะ ไม่อย่างนั้นเวลาที่คุณนำมาเช็ดล้างซ้ำไปซ้ำมา หวังที่จะได้จานสะอาดมากขึ้น กลับต้องเจอกับเชื้อโรคบนฟองน้ำไปแทนนะคะ แนะนำให้ล้างให้สะอาดทุกครั้งหลังจากล้างจานเสร็จ ถ้ามีเวลาว่างแนะนำให้อบด้วยไมโครเวฟอีกรอบ และควรเปลี่ยนใหม่เดือนละ 3-4 ครั้ง ถ้าจะให้ดี...ควรแยกฟองน้ำระหว่างล้างแก้วกับล้างจานนะคะ 3. ไม้กวาด ไม้ถูพื้น เป็นที่รู้กันดีว่าทั้งไม้กวาดและไม้ถูพื้นนั้น เป็นด่านหน้าของกิจกรรมการทำความสะอาดบ้านเลยก็ว่าได้ มีกันทุกบ้าน บ้านนึงมีมากกว่า 1 ด้ามอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นถ้าเก็บไม่ดี ไม่รักษาความสะอาด ก็เตรียมตัวรับเชื้อโรคร้ายกันได้เลยค่ะ แนะนำให้นำไปผึ่งแดดฆ่าเชื้อโรคดูบ้าง เคาะเศษฝุ่นให้ออกจากไม้กวาด ส่วนไม้ถูพื้นนั้น หลังจากเสร็จภารกิจควรใส่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคลงไปในน้ำแล้วบิดให้หมาด แล้วนำไปผึ่งแดดให้แห้ง ควรเปลี่ยนผ้าถูใหม่ทุกเดือนนะคะ 4. เครื่องซักผ้า ถามกันก่อนว่าคุณแม่บ้านทั้งหลาย เคยล้างเครื่องซักผ้ากันบ้างหรือเปล่า ? บางคนบ้านใช้มาเป็นสิบปียังไม่เคยล้างเลย อาจจะด้วยความไม่รู้หรืออะไรก็แล้วแต่ เราไม่ว่ากัน แต่ครั้งนี้รู้แล้วก็อย่าละเลยนะคะ เพราะเครื่องซักผ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไว้สำหรับทำความสะอาดเสื้อผ้า เพราะฉะนั้นสิ่งสกปรกตามเสื้อผ้าที่ออกไปไม่หมด ก็จะติดค้างอยู่ที่เครื่องนี่แหละค่ะ สะสมเข้ามากๆ เชื้อโรคต่างๆ ก็ปะปนมากับเสื้อผ้าที่สวมใส่กัน บางคนถึงกับเป็นผื่นแพ้ มีอาการคันกันเลยทีเดียว แนะนำให้นำน้ำส้มสายชู 2-3 ถ้วยตวง ผสมน้ำอุ่น ประมาณ 1-2 ลิตรใส่ลงไปในเครื่องซักผ้า หรือเลือกระดับน้ำสูงสุด หรือ ตั้งโปรแกรมการซักผ้าหนา (โดยไม่ต้องใส่เสื้อผ้าและผงซักฟอก) ปั่นประมาณ 3 นาทีเ พื่อให้น้ำส้มสายชูละลาย แล้วหยุดเครื่องไว้อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เสร็จแล้วให้เครื่องทำงานปกติ (ซัก ล้าง ปั่นแห้ง) เพื่อให้ราและกลิ่นน้ำส้มสายชูหมดไปจากตัวถัง จากนั้นสามารถเดินเครื่อง (ซักโดยที่ไม่มีผ้า) อีก 1-2 ครั้ง  น้ำส้มสายชูจะช่วยล้างคราบเชื้อรา และคราบฝุ่นออกจากถุงซัก และป้องกันการอุดตันได้ด้วย 5. โทรศัพท์มือถือ อันนี้ใกล้ตัวมากจริงๆ แทบจะเป็นอวัยวะที่ 33 ไปแล้วก็ได้ อยู่กับคุณไปทุกที่ ขึ้นรถลงเรือ โยนใส่กระเป๋า วางบนโต๊ะกินข้าว เจอฝุ่นเจอลม และเชื้อโรคต่างๆ โดยที่ไม่รู้ตัว บางคนหน้าเป็นสิวอยู่ข้างเดียว เพราะเวลาคุยโทรศัพท์มักจะเอาแนบไว้กับแก้ม หาทางรักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย จนลืมไปว่าต้นเหตุที่แท้จริงอยู่ที่โทรศัพท์นี่แหละค่ะ ไม่เชื่อลองแกะเคสโทรศัพท์ดูนะคะ ว่าจะเจอฝุ่นเยอะขนาดไหน ? แนะนำว่าให้เช็ดหน้าจอโทรศัพท์ด้วยแอลกอฮอร์ เพื่อฆ่าเชื้อ อาทิตย์ละประมาณ 4-5 ครั้ง หรือถ้าใครขยันจะเช็ดทุกวันก็ได้นะคะ แต่จุ่มกับสำลีหรือผ้าสะอาดบางก็พอค่ะ ไม่ต้องถึงกับเปียกชุ่ม เดี๋ยวจะได้เสียเงินซื้อเครื่องใหม่แทน :) รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Women Mthai Team

ช่วยแม่ครัวมือใหม่เลือกซื้อชีส!! มารู้จักชีสแต่ละชนิดว่ามีอะไรบ้าง
ชีส

มือใหม่ที่เคยเลือกซื้อชีสตามซุปเปอร์มาเก็ตแล้วงงและสงสัยว่าชีสแต่ละชนิดสามารถนำไปใช้กับอะไรถึงจะเหมาะ บ้างคนที่ทำพิซซ่าแต่ไม่รู้ว่าต้องใช้ชีสประเภทไหน บนชั้นวางก็มีหลายประเภท ทั้งเป็นแบบแผ่น แบบก้อน ต่างสีและชื่อ วันนี้ Food.mthai มาแยกชีสแต่ละชนิดให้แม่บ้านมือใหม่เลือกซื้อชีสได้ถูกต้อง มอสซาเรลลา (Mozzarella cheese) ใช้อาหารเช่น พิซซ่า ลาซานญ่า ที่ผ่านความร้อนแล้วยืด เป็นเนื้อนุ่มๆ มอสซาเรลลาเป็นชีสประเภท Fresh cheese เป็นชีสชนิดที่กลิ่นไม่แรง เพราะไม่ได้ผ่านการบ่ม เชดดาชีส (Cheddar cheese) เป็นชีสกึงอ่อนกึ่งแข็ง มีรสเค็ม เชดดาชีสเป็นชีสที่ไม่ยืดเมื่อโดนความร้อน นิยมนำมาใช้ในเมนู แฮมเบอร์เกอร์ แซนวิช พาร์มีซานชีส (Parmesan cheese) เป็นชีสประเภทแข็ง กลิ่นแรงเพราะผ่านการบ่ม รสชาติเค็มมันเข้มข้น ชีสที่มีกลิ่นแรงจะมีราคาสูงกว่าชีสที่ไม่มีกลิ่นเพราะต้องใช้เวลาบ่มนาน ยิ่งบ่มนานก็ยิ่งมีกลิ่นที่แรง นิยมนำมาใช้กับ พาสต้า, พิซซ่า, เฟรนส์ โทส ชีสสวิส (Swiss cheese) เป็นชีสที่เห็นกันในการ์ตูนหลายๆ เรื่อง ลักษณะของชีสจะเป็นสีเหลืองอ่อนๆ มีรูเป็นโพรงอากาศ รูเป็นโพรงเกิดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ในการบ่มนั่นเอง บลูชีส (Blue cheese) ชีสที่มีเนื้อเป็นลวดลายสีฟ้าออกเขียวๆ ส่วนที่เป็นสีที่เกิดขึ้นมานั้นมันเป็นเชื้อรา จึงเป็นชีสที่มีกลิ่นรุนแรงที่สุด และมีรสชาติเค็ม นิยมทานคู่กับขนมปัง ไก่อบชีส หรือ ไวน์ เกาดาชีส (Gouda cheese) เนยแข็งสีเหลืองเข้มที่มีลักษณะเป็นก้อน แบน กลม มีผิวสีแดงด้านนอกที่เคลือบจากขี้ผึ้ง มีรสชาติเค็ม กลิ่นแรงเพราะเกิดจากการบ่มนาน นิยมกินเปล่าๆ พร้อมกับไวน์ หรือนำไปทำอาหารเช่นเป็นประเภทน้ำซอส อิดัมชีส (Edam cheese) ลักษณะเหมือนเกาดาชีส แต่มีไขมันน้อยกว่า มีเนื้อสัมผัสแข็ง เคลือบผิวด้านนอกเป็นสีแดงจากขี้ผึ้ง ขึ้นรูปเป็นก้อนกลมและแท่งสี่เหลี่ยม เพื่อให้ดูแตกต่างจากเกาดาชีส มีกลิ่นหอมคล้านถั่ว กินเล่นก็ได้ หรือนำไปปรุงอาหารก็ได้ค่ะ คอทเทจชีส (Cottage cheese) ลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ ฟูๆ เหมือนวิปปิ้งครีมที่บีบออกมาจากขวด มีรสชาติอมหวานมัน เพราะทำมาจากนมพร่องมันเนย นิยมทานกับผลไม้ สลัด เป็นชีสที่มีไขมันน้อยจึงนิยมมาทานในเมนูลดน้ำหนัก ข้อมูลจาก easycookingmenu.com

ปกป้อง สุขภาพผิว รับมือ หน้าฝน
ผิวหนัง /  ฤดูฝน / 

ความชุ่มฉ่ำที่มาพร้อมกับสายฝนคงคลายร้อน และสร้างความสดชื่นให้กับใครหลายคนได้ไม่น้อย แต่สิ่งที่มาคู่กับ หน้าฝน ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เชื้อราที่แฝงตัวมากับความอับชื้นจากสายฝนนั่นเอง พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (หมอผิง) ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และเวชศาสตร์วัยยุวัฒน์ เครือข่ายคนไทยไร้พุง ให้ความรู้ว่า โรคที่พบบ่อยในฤดูฝนนอกจากไข้หวัดแล้วยังมีโรคน้ำกัดเท้า ที่เกิดจากผิวหนังบริเวณเท้าติดเชื้อรา ซึ่งเชื้อราจะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น หากตามซอกเล็บมีช่องเปิดที่สามารถทำให้เชื้อราเข้าไปได้ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราที่เล็บได้ รวมถึงบาดแผลที่อาจเกิดขึ้นจากการเหยียบเศษกระเบื้อง หรือเศษไม้ต่างๆ ในที่มีน้ำท่วมขัง หากไม่ได้รับการดูแลที่ดีก็อาจติดเชื้อแบคทีเรียได้เช่นเดียวกัน “หลังจากที่เราต้องเปียกฝน หรือย่ำน้ำสกปรกในพื้นที่ท่วมขัง ควรล้างเท้าด้วยสบู่ เน้นฟอกบริเวณซอกนิ้ว หรือซอกเล็บเป็นพิเศษและเช็ดเท้าให้แห้ง ส่วนรองเท้าหากเป็นรองเท้าผ้าใบควรนำไปตากให้แห้งก่อนนำมาสวมใส่ซ้ำอีกครั้ง และหากเกิดบาดแผลบริเวณเท้าควรหมั่นดูแล ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมออีกทั้งเสื้อผ้าที่อับชื้นก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพึงระวัง เพราะการสวมเสื้อผ้าที่อับชื้นจะทำให้เกิดเชื้อราบริเวณอื่นร่วมด้วย เช่น บริเวณขาหนีบ และรักแร้ได้” พญ.ธิดากานต์ แนะนำเมื่อต้องเผชิญหน้ากับฤดูฝนปกป้องสุขภาพผิว รับมือหน้าฝน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ยังบอกอีกว่า การดูแลศีรษะและใบหน้าก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะน้ำฝนมีโอกาสที่จะชะล้างมลพิษและสิ่งปนเปื้อนต่างๆ สู่ร่างกายเราได้ โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมือง หากจำเป็นต้องเปียกฝนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรสระผมและล้างหน้าให้สะอาด เพราะไม่เช่นนั้นมลพิษต่างๆ จะทำให้เกิดการระคายผิว และทำร้ายผิวเราได้ รวมถึงการทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวพรรณจากแสงยูวีช่วงหน้าฝนก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยดูแลผิวให้สุขภาพดีได้ พญ.ธิดากานต์ บอกเพิ่มเติมว่า นอกจากช่วงที่มีอากาศแปรปรวน โรคผิวหนังบางโรคที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อ อย่างเช่น โรคเซ็บเดิร์ม หรือโรคผิวหนังอักเสบ (Seborrheic dermatitis) จะแสดงอาการกำเริบ โดยจะเกิดขึ้นบริเวณหัวคิ้ว ข้างจมูก และหนังศีรษะ มีลักษณะลอกเป็นแผ่น เป็นขุย และมีอาการคัน ซึ่งผู้ที่เป็นโรคดังกล่าวควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนน้อยหรือมีความเครียดสูง ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรคกำเริบมากขึ้นด้วย ส่วนผู้ที่เป็นโรคเบาหวานยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะนับว่าเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง และมีภูมิคุ้มกันต่อสู้กับเชื้อราต่ำ เนื่องจากความเปียกชื้นของน้ำฝนจะทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย เพราะหากเกิดบาดแผลจะมีโอกาสติดเชื้อและรุกลามมากกว่าคนปกติ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหน้าฝน และสภาพภูมิอากาศที่เปียกชื้นเช่นนี้ ควรดูแลร่างกายให้อบอุ่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และกินอาหารให้ครบห้าหมู่ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมีภูมิต้านทานที่ดีนะคะ ขอบคุณที่มาข่าวจาก thaihealth

เคล็ดลับ 10 ข้อ สำหรับการขับขี่ผ่านถนนที่มี น้ำท่วมขัง
ขับรถลุยน้ำ /  น้ำท่วม / 

เนื่องจากช่วงนี้ในหลายพื้นที่มีฝนตกหนักและในบางพื้นที่ก็มี น้ำท่วมขัง ซึ่งค่อนข้างน่าเป็นห่วงสำหรับรถอันเป็นที่ของเรามากๆ เราจึงนำเคล็ดลับดีๆจาก เชฟโรเลต ประเทศไทย มาฝาก ในกรณีที่เพื่อนๆจะต้องเจอกับน้ำท่วมขังจริงๆ ลองปฏิบัติตามคำแนะนำทั้ง 10 ข้อนี้ของทาง เชฟโรเลต ประเทศไทย ดูนะครับ 1. หากเจอกับน้ำท่วมจริงๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือควรหลีกเลี่ยงการขับขี่บนถนนที่มีน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะเมื่อระดับน้ำสูงเกินกว่าขอบทาง 2. หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรปิดแอร์และเปิดหน้าต่าง การขับขี่บนถนนที่มีน้ำท่วมขังขณะเปิดแอร์อาจทำให้เครื่องยนต์ดับ เนื่องจากพัดลมจะทำงานและทำให้น้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ ถ้าเครื่องยนต์ไม่ดับ พัดลมก็จะหมุนรับเศษขยะที่ลอยมาตามน้ำซึ่งจะทำให้พัดลมเสียหายได้ นำไปสู่ปัญหาความร้อนของเครื่องยนต์ที่สูงเกินไป 3. ควรหลีกเลี่ยงการขับรถผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขังสูงกว่ากึ่งกลางของล้อรถ สำหรับรถอเนกประสงค์และรถกระบะขนาดใหญ่อย่างเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์และโคโลราโดสามารถแล่นผ่านถนนที่มีน้ำท่วมสูงได้ ทั้งนี้ควรตรวจสอบว่ารถของคุณสามารถขับขี่ผ่านระดับน้ำได้สูงเท่าใด 4. ขอให้แน่ใจว่าคุณขับอยู่บนถนนและถนนไม่มีความเสียหายใดๆ หรือถนนขาด ขณะเดียวกันควรเพิ่มความระมัดระวังเมื่อขับขี่บนถนนที่ไม่คุ้นเคยเนื่องจากอาจมีหลุมที่ลึกเกินกว่าที่รถจะผ่านไปได้ ผู้ขับขี่อาจจอดรถก่อนถึงบริเวณที่มีน้ำท่วมขังเพื่อสังเกตรถคันอื่นว่าสามารถขับผ่านไปได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ 5. ควรขับรถบนกึ่งกลางหรือใกล้กับกึ่งกลางของถนน เนื่องจากระดับน้ำจะต่ำที่สุด ใช้เกียร์ต่ำและรอบเครื่องยนต์สูง ใช้เกียร์หนึ่งหรือเกียร์ L ขึ้นอยู่กับประเภทของเกียร์ ควรรักษาความเร็วให้คงที่และไม่เร่งอย่างรุนแรงเกินไป เนื่องจากอาจทำให้น้ำทะลักเข้าสู่เครื่องยนต์และชิ้นส่วน อิเลกทรอนิก ส่งผลให้เครื่องยนต์ดับ ขณะเดียวกัน ไม่ควรถอนคันเร่งและหลีกเลี่ยงการหยุดรถบนถนนที่มีน้ำท่วมขัง 6. ควรขับรถเข้าสู่บริเวณน้ำท่วมด้วยความเร็วไม่เกิน 3 กม./ชม. และเพิ่มความเร็วเป็น 6 กม./ชม. เมื่อต้องขับผ่านน้ำท่วม ซึ่งจะทำให้เกิดคลื่นน้ำด้านหน้าและลดระดับน้ำโดยรอบห้องเครื่องยนต์ลง ช่วยลดความเสี่ยงที่น้ำจะไหลเข้าสู่ที่กรองอากาศและสร้างความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าและชิ้นส่วนต่างๆ หากใช้ความเร็วมากกว่านี้จะทำให้น้ำไหลผ่านกระจังหน้าเข้าสู่ห้องเครื่องยนต์ได้ 7. ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าพอสมควรหรือขับรถผ่านบริเวณที่มีน้ำท่วมขังทีละคันเพื่อป้องกันการหยุดรถกลางทาง หากรถคันหน้าชะลอความเร็ว ควรระมัดระวังว่าไม่มีรถที่ขับมาจากเส้นทางอื่นเนื่องจากคลื่นของน้ำอาจท่วมรถได้โดยเฉพาะถ้ารถคันอื่นใช้ความเร็วสูงเกินไป 8. เมื่อขับรถออกจากบริเวณที่มีน้ำท่วม ควรย้ำเบรกอย่างนุ่มนวลเป็นระยะ หากผู้ขับขี่มีทักษะสามารถใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรกได้ เมื่อรู้สึกว่าเบรกจับตัวแล้วให้กลับมาขับตามปกติ 9. หลังจากขับผ่านน้ำท่วมขังมาแล้ว ควรล้างทำความสะอาดรถโดยเฉพาะใต้ท้องรถและล้อ ล้างเศษหญ้า ใบไม้ และสิ่งสกปรกออกให้หมดเนื่องจากอาจติดไฟได้ นอกจากนี้ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเนื่องจากน้ำอาจรั่วซึมเข้าสู่ระบบเครื่องยนต์ ควรล้างทำความสะอาดพรมปูพื้นเพื่อป้องกันเชื้อรา ตรวจสอบลูกปืนและทุกระบบของตัวรถ หรือนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อให้ช่างเทคนิคตรวจสอบตัวรถโดยละเอียด 10. ถ้าต้องขับรถผ่านน้ำท่วมขังบ่อยครั้ง ควรใช้รถกระบะหรือรถอเนกประสงค์ที่มีความสูงมากกว่ารถยนต์ทั่วไป นอกจากนี้ท่อไอดีและท่อไอเสียของรถกระบะและรถเอสยูวียังสามารถปรับเพิ่มความสูงได้ถ้าจำเป็นต้องขับผ่านน้ำท่วมขังที่สูง 1 เมตร ท่อไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซลสามารถทำงานขณะอยู่ใต้น้ำได้ แต่ท่อไอเสียของเครื่องยนต์เบนซินไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากมีแรงดันน้อยกว่า สุดท้ายหลังจากการขับลุยน้ำมานั้น อาจส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์และชิ้นส่วนไฟฟ้าต่างๆ เพราะฉะนั้นหลังจากขับลุยน้ำท่วมควรนำรถเข้าตรวจสอบและซ่อมแซม ให้รถอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ ขอบคุณเนื้อหาดีๆ จาก เชฟโรเลต ประเทศไทย

ผ้าขนหนู ก็ต้องเลือกนะคุณ!  พร้อมแชร์เทคนิคการดูแลรักษาให้น่าใช้งาน
ซักผ้าขนหนู /  ผ้าขนหนู / 

“ผ้าขนหนู” อาจเป็นไอเท็มที่ใครหลายคนมองข้าม และคิดว่าไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันในการเลือกซื้อ และดูแลรักษาความสะอาดมากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ผ้าขนหนู” ถือเป็นไอเท็มชิ้นสำคัญที่ทุกคนควรให้ความใส่ใจ เพราะเป็นสิ่งที่สัมผัสกับผิวหน้า และผิวกายของเราตลอดเวลา การเลือกใช้ผ้าขนหนูที่ไม่มีคุณภาพ หรือมีการดูแลรักษาที่ผิดวิธี อาจนำไปสู่สาเหตุของโรคผิวหนังได้อย่างไม่รู้ตัว คอตตอน ยูเอสเอ (COTTON USA) จึงร่วมกับ แคนนอน (Cannon) แบรนด์ผ้าขนหนู และชุดเครื่องนอนชั้นนำที่ผู้บริโภคไว้วางใจ มาแนะเคล็ดลับดีๆ ในการเลือกซื้อ รวมถึงวิธีง่ายๆ สำหรับดูแลรักษาผ้าขนหนูให้ดูใหม่ และน่าใช้งานอยู่เสมอ คุณไกรภพ แพ่งสภา ตัวแทนคอตตอน ยูเอสเอ ภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “ ผ้าขนหนู ถือเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่จำเป็นสำหรับสมาชิกทุกคนภายในบ้าน เพราะเป็นสิ่งที่สัมผัสกับผิวหน้า และผิวกายของเราโดยตรงในทุกๆ วัน ดังนั้น เพื่อสุขอนามัยที่ดีเราจึงควรเลือกใช้ผ้าขนหนูที่มีคุณภาพ ผลิตจากเส้นใยฝ้ายธรรมชาติแท้ 100% จากสหรัฐอเมริกา เพราะจะช่วยมอบสัมผัสอันอ่อนนุ่ม ไม่ระคายเคืองต่อผิวผู้ใช้ อีกทั้งยังสามารถดูดซับน้ำได้ดี ไม่เกิดกลิ่นอับชื้นหลังการใช้งาน และง่ายต่อการดูแลรักษาอีกด้วย ในโอกาสนี้ คอตตอน ยูเอสเอ จึงเชิญคุณจินดา ตั้งมั่นอนันตกุล ผู้บริหารบริษัท ดับเบิ้ลสตาร์อินดัสตรี้ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผ้าขนหนู และชุดเครื่องนอนแบรนด์แคนนอน จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ผู้บริโภคไว้วางใจ มาแนะนำวิธีการเลือกซื้อ รวมถึงเคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งานให้ผ้าขนหนูดูใหม่อยู่เสมอ” เลือกผ้าขนหนูเพื่อการใช้งานให้ถูกประเภท หลักการง่ายๆ สำหรับการเลือกซื้อผ้าขนหนูที่นอกจากจะต้องมีผิวสัมผัสนุ่ม ซับน้ำได้ดี แห้งไวแล้ว ควรคำนึงถึงน้ำหนักของผ้าขนหนูให้เหมาะกับผู้ใช้งาน และควรผสมสารป้องกันแบคทีเรีย เพื่อลดกลิ่นอับชื้นอีกด้วย และสำหรับใครที่เคยคิดว่า ผ้าขนหนู 1 ผืน สามารถใช้ได้กับทุกๆ กิจกรรม คงต้องสลัดความคิดแบบเดิมทิ้งไป เมื่อแท้จริงแล้วผ้าขนหนูนั้นมีด้วยกันหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป สำหรับผ้าขนหนู หรือผ้าเช็ดตัวที่ใช้ซับตัวหลังการอาบน้ำ ควรเตรียมไว้อย่างน้อย 2 ผืน คือ ผ้าขนหนูผืนเล็ก (Hand) ใช้สำหรับเช็ดศีรษะ และผ้าขนหนูผืนใหญ่ (Bath) ใช้สำหรับเช็ดตัว ซึ่งเนื้อผ้าควรมีโครงสร้างการถักทอที่แข็งแรง ทนทาน ซึมซับน้ำได้ดี แห้งไว ซักทำความสะอาดได้ง่าย และสีไม่ซีดจางเร็ว แต่ถ้าหากเป็นคนที่ชื่นชอบการเล่นกีฬา ควรเลือกผ้าขนหนูที่มีขนาดเหมาะสม เช่น กีฬาทางน้ำอาจต้องใช้ผ้าขนหนูที่มีขนาดใหญ่กว่ากีฬาอื่นๆทั่วไป เพื่อช่วยดูดซับน้ำได้รวดเร็ว นอกจากนี้ผ้าขนหนูควรผสารสารป้องกันเชื้อแบคทีเรียเป็นพิเศษเพื่อลดกลิ่นอับชื้นจากเหงื่อขณะเล่นกีฬาอีกด้วย ดูแลรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อเพิ่มสัมผัสที่น่าใช้งานในแต่ละวัน นอกเหนือจากการเลือกใช้ผ้าขนหนูที่ถูกต้องแล้ว การดูแลรักษาความสะอาดผ้าขนหนูให้ดูน่าใช้งาน และมีสัมผัสนุ่มสบายอยู่เสมอก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทุกคนควรใส่ใจ โดยก่อนการใช้งานในครั้งแรกควรซักผ้าขนหนูด้วยน้ำอุ่น เพื่อขจัดสารเคมีที่อาจตกค้างอยู่บนเนื้อผ้า อีกทั้งยังช่วยป้องกันการระคายเคืองที่อาจเกิดบนผิวหนังของเราได้ ในส่วนของการทำความสะอาดผ้าขนหนูนั้นควรแยกซักผ้าขนหนูไม่ปนกับเสื้อทั่วไป และควรตากผ้าขนหนูบนราวตากผ้าที่เตรียมไว้ ห้ามพาดไว้บนตะกร้าเสื้อผ้า หรือบริเวณเก้าอี้ เพราะนอกจากจะทำให้เกิดกลิ่นอับแล้ว ยังอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อราและแบคทีเรียอีกด้วย นอกจากนี้ควรซักผ้าขนหนูอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์เพื่อรักษาความสะอาด และหลีกเลี่ยงการซักโดยใช้น้ำยาซักผ้าขาว ให้ลองผสมเบกกิ้งโซดา ประมาณ ½ ถ้วย เข้ากับผงซักฟอกปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อขจัดคราบสกปรกที่ฝังแน่นบนเนื้อผ้าให้หลุดออก อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความขาวสะอาดให้แก่ผ้าขนหนูอีกด้วย และสำหรับปัญหาที่ใครหลายคนเป็นกังวลเกี่ยวกับกลิ่นเหม็นอับ รวมถึงสัมผัสที่แข็งกระด้างของผ้าขนหนูที่อาจเกิดขึ้นเมื่อผ่านการใช้งานไปสักระยะ ให้ลองใช้น้ำส้มสายชูแทนน้ำยาปรับผ้านุ่ม เนื่องจากน้ำส้มสายชูถือเป็นตัวช่วยที่ดีในการขจัดกลิ่นเหม็น อีกทั้งยังช่วยขจัดสารตกค้างจากผงซักฟอกที่เป็นสาเหตุให้เนื้อผ้าแข็งกระด้างหลุดออกจากผ้า ทำให้เนื้อสัมผัสของผ้าขนหนูกลับมานุ่ม และพองฟู น่าใช้งานอีกครั้ง เพียงแค่เคล็ดลับง่ายๆ ที่คอตตอน ยูเอสเอ และแคนนอน นำมาฝากกันในครั้งนี้ สามารถมั่นใจได้เลยว่าคุณจะมีผ้าขนหนูเนื้อนุ่มน่าสัมผัสให้พร้อมใช้งานในทุกวันอย่างแน่นอน

เผยเคล็ดลับ วิธีกำจัด แมงมุม ให้หมดไปจากบ้าน
Scoop /  วิธีกำจัดแมงมุม

ถ้าพูดถึงแมงมุมเพื่อนๆ หลายคนคงมองว่าแมงมุมเป็นแค่สัตว์ตัวเล็กๆ ตัวนึงไม่ได้มีพิษอะไรร้ายแรง จริงๆ ก็ใช่ค่ะ แมงมุมเป็นสัตว์ไม่มีพิษ แต่ใยของแมงมุมสร้างความรำคาญ และความสกปรกให้บ้านของเราไม่ใช่น้อยเลยนะคะ  ถ้าเราเฉยไม่กำจัดเขาออกจากบ้าน เขาก็จะยิ่งสร้างใยไปเลือยๆ ทำให้บ้านเราแลดูสกปรกมาก วันนี้ Decor.MThai จึงได้นำ วิธีกำจัด แมงมุม ให้หมดไปจากบ้าน แบบง่ายๆ มาฝากเพื่อนๆ กันคะ เผยเคล็ดลับ วิธีกำจัด แมงมุม ให้หมดไปจากบ้าน 1. เปปเปอร์มินต์  : ใช้เป็นส่วนผสมเครื่องสำอาง มีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อรา เชื้อแก้อาการคันจากรังแคบนหนังศีรษะ, บรรเทาพิษแมลงกัดต่อยช่วยลดอาการผิวไหม้จากแดดได้ดี และยังสามารถใช้ขจัดแมงมุม และใยแมงมุมได้อีกด้วยนะคะ เพียงแค่คุณนำเปปเปอร์มินต์ผสมกับน้ำ หรือน้ำตะไคร้ก็ได้ และนำมาฉีดรอบๆ บ้าน หรือบริเวณที่คุณพบเห็นใยแมงมุมบ่อยๆ แค่นี้แมงมุมก็จะไม่ชักใยภายในบ้านของคุณอีกคะ เพราะแมงมุมไม่ชอบกลิ่นของเปปเปอร์มินต์ค่ะ 2. สเปรย์น้ำส้มสายชู : ถ้าหากเพื่อนๆ หาเปปเปอร์มินต์ไม่ได้ หรือลำบากในการหา น้ำส้มสายชูก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีนะคะ วิธีการก็คล้ายๆ กับการใช้เปปเปอร์มินต์ เพียงนำน้ำส้มสายชูมาผสมกับน้ำ และนำไปฉีดบริเวณที่แมงมุมทำใย แมงมุมก็จะหายไปจากบ้านเขาเองค่ะ 3. เกลือ : ใสเกลือลงในถ้วยแล้ววางไว้บริเวณที่มีใยแมงมุม หรือบริเวณที่พบแมงมุมบ่อยๆ เพราะเกลือจะระเหยความชื้นทำให้แมงมุมสร้างใยไม่ได้ ถึงสร้างได้ก็สร้างไม่เสร็จ จากนั้นแมงมุมก็จะหนีหายไปเองค่ะ 4. เปลือกส้ม : แมงมุมเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบกินของเปลือกผลไม้อย่างส้มมากๆ ถ้าเรานำเปลือกส้มไปวางไว้ตามขอบประตู ขอบหน้าต่างแค่นี้แมงมุมก็จะไม่เข้ามาก่อความวุ่นวายในบ้านของเราอีกค่ะ แมงมุมส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะเป็นสัตว์ตัวเล็กที่ไม่พิษร้ายแรง แต่สามารถก่อความรำคาญให้เราได้ด้วยใยของมัน ฉนั้นทางที่ดีเราความกำจัดพวกเขาออกจากบ้านของเราไปเป็นเรื่องที่ดีที่สุดค่ะ และถ้าบ้านเพื่อนๆ กำลังประสบกับปัญหาเรื่องของแมงมุมอยู่ ก็ลองนำไอเดียตัวอย่างเราไปใช้ป้องกันแมงมุมไม่ให้เข้ามาวุ่นวายในบ้านของเพื่อนกันดูนะคะ

ลงทุนดูแลสุขภาพแบบคุ้มค่า ห่างไกลจากสารเคมี ด้วย อาหารออ​ร์แก​นิค
ปลอดสารพิษ /  ปลอดโรค / 

คนเราทุกวันนี้มีความเสี่ยงต่อการได้รับสารเคมีต่างๆ ทั้งที่มาจากอาหาร น้ำดื่ม หรือแม้แต่อากาศที่เราหายใจ ซึ่งล้วนแต่ปนเปื้อนไปด้วยสารพิษที่มองไม่เห็น ทำให้ร่างกายของเราสะสมสารพิษ และส่งผลให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ยังสามารถป้องกันได้ เพียงเรารู้จัก “เลือก” รับแต่สิ่งที่มีประโยชน์ให้กับร่างกาย ด้วยเหตุนี้ อาหารออร์แกนิค จึงกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของคนรักสุขภาพ เพราะเป็นอาหารที่มาจากธรรมชาติอย่างแท้จริง ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักอาหารชนิดนี้กันให้มากขึ้น อาหารออร์แกนิคคืออะไร อาหารออร์แกนิค จะไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ เลย ส่วนประกอบทุกอย่างจะต้องมาจากธรรมชาติ เพราะถ้ามีการใช้สารเคมีก็จะไม่ถือว่าเป็นอาหารออร์แกนิค ซึ่งการไม่ใช้สารเคมีที่ว่านั้น หมายถึง การไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี สารกระตุ้น หรือสารเร่งการเจริญเติบโตกับสัตว์ อาหารออร์แกนิคดีอย่างไร อาหารออร์แกนิค ผลิตมาจากกระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ในความปลอดภัยจากการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย ทั้งยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง สารป้องกันเชื้อรา หรือแม้แต่ปุ๋ยเคมี เช่นเดียวกับสัตว์ที่เลี้ยงในระบบเกษตรอินทรีย์ ก็จะไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารเร่งการเจริญเติบโต แม้กระทั่งอาหารที่ใช้ในการเลี้ยงก็จะต้องเป็นอาหารสัตว์ออร์แกนิค ที่ผลิตจากกระบวนการเกษตรอินทรีย์ โดยไม่มีการใช้สารปรุงแต่ง จึงทำให้ผลผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนม ไข่ เนื้อสัตว์ จะไม่มีสารสังเคราะห์ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ ขณะที่การผลิตอาหารออร์แกนิคแปรรูป ก็จะมีข้อกำหนดห้ามใช้สารเคมีสังเคราะห์ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นสารให้สี สารกันบูด สารแต่งกลิ่นและรส รวมไปถึงกรรมวิธีการแปรรูปก็ต้องเป็นวิธีที่ปลอดภัย ห้ามใช้วิธีการที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เช่น การฉายรังสี การฟอกสีให้ขาว การหมักโดยใช้สารเร่ง เป็นต้น แล้วจะเริ่มต้นชีวิตออร์แกนิคอย่างไร หนทางการใช้ชีวิตแบบออร์แกนิคนั้น สามารถทำได้ง่ายๆ แค่ 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. เปลี่ยนตัวเอง : ใส่ใจกับการเลือกซื้อ ทั้งของกินและของใช้ ถามหาที่มา ศึกษาหาข้อมูลและเลือกสินค้าที่ดีกับทั้งคุณและโลก เปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ยั่งยืนของเรา ลดการผลิตขยะถ้าเป็นไปได้ 2. ชวนคนรอบข้าง : รวมกลุ่มในการเลือกซื้อสินค้า อาหารปลอดภัย เพื่อเพิ่มพลังการซื้อ ชวนคนรอบข้างให้เห็นถึงแนวทางที่จะบริโภคอย่างยั่งยืนมากขึ้น ด้วยการส่งข่าว หรือบทความดีๆ ให้เขาได้อ่าน 3. สร้างกระแสใหม่ : ทำความเข้าใจประเด็นใหญ่ๆ ในสังคม ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดวิถีชีวิตสีเขียวได้ ติดตามอ่านบทความ อ่านสื่อความรู้ต่างๆ และเข้าร่วมฟังการเสวนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์เพิ่มพูนความรู้ ทั้งหมดเป็นหนทางเข้าใกล้ วิถีชีวิตออร์แกนิค ที่นำเอามาฝากกัน อย่าลืมว่าอาหารออร์แกนิค เป็นอาหารที่ปลอดภัยกับร่างกาย ถ้าเลือกรับประทานได้ก็นับเป็นเรื่องดี เพราะเหมือนเป็นการลงทุนดูแลสุขภาพ ไม่ต้องมาเจ็บป่วยจากโรคภัยที่เราสามารถป้องกันได้ สำหรับผู้ที่อยากหันมาดูแลสุขภาพ ด้วยการห่างไกลจากสารเคมี ลองติดตามข่าวสารจากศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. เพื่อร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อป อาทิ โครงการสวนผักคนเมือง ซึ่งมีเคล็ดลับการปลูกผักง่ายๆ กินกันเองที่บ้านแบบปลอดสารเคมี รวมไปถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมามอบความรู้ ให้กับคนรักสุขภาพกันตลอดทั้งปี ข้อมูลจาก มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) มูลนิธิสายใยแผ่นดิน สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และรวมพลังผู้บริโภคสีเขียว เรื่องโดย : นายฉัตร์ชัย นกดี team content www.thaihealth.or.th

ระวัง!!! 5 โรคที่มากับ หน้าฝน
ฤดูฝน /  โรคติดต่อ / 

ในฤดูฝน อากาศเริ่มเย็นลงและมีความชื้นสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนี้ เป็นสาเหตุทำให้โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โรคที่สำคัญที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในฤดูนี้ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โรคไข้หวัดนก โรคปอดอักเสบ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง นอกจากนี้ในต่างจังหวัดบางพื้นที่ อาจมีการระบาดของโรคฉี่หนู หรือโรคแลปโตสไปโรซิส หรือโรคที่มียุงเป็นพาหะนำโรค เช่น ไข้มาลาเรีย โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเจอี เป็นต้น กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้ออกประกาศเตือนประชาชนในการป้องกัน โรคที่มากับหน้าฝน โดยมี 5 กลุ่ม รวม 15 โรค ได้แก่ กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ โรคเหล่านี้เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ที่ลำไส้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดบิดในท้อง และหากติดเชื้อบิดอาจมีมูกหรือเลือดปนอุจจาระได้ นอกจากนี้เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ และบี ยังสามารถติดต่อได้จากการรับประทานอาหารปนเปื้อนเชื้อ ผู้ที่มีอาการตับอักเสบจะมีไข้ อ่อนเพลีย มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองหรือดีซ่าน คลื่นไส้อาเจียน ดังนั้นในหน้าฝนนี้จึงควรระมัดระวังอาหารการกินเป็นพิเศษ โดยรับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ สะอาด ใช้ช้อนกลาง กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนังที่พบบ่อย คือ โรคแลปโตสไปโรซิสหรือไข้ฉี่หนู อาการเด่น คือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง และตาแดง ประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยโรคนี้อาจมีอาการรุนแรง เช่น ดีซ่าน ไตวาย หรือช็อคได้ โรคนี้มักเป็นเกิดในที่ที่มีน้ำท่วม ผู้ที่บ้านมีหนูมาก เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน คนงานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โค สุกร ปลา ผู้ที่ทำงานขุดท่อระบายน้ำ เหมืองแร่ โรงฆ่าสัตว์ เป็นต้น กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อย ได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม โดยเฉพาะในปัจจุบันมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ H1N1 ซึ่งเป็นโรคระบาดใหม่ ที่ขณะนี้พบการระบาดทั่วประเทศ และโรคไข้หวัดนกที่มีแหล่งแพร่ระบาดมาจากสัตว์ปี เชื้ออาจมีการผสมข้ามสายพันธุ์กับเชื้อไข้หวัดใหญ่ในคนที่อยู่ในช่วงระบาดในฤดูฝนได้ กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุง ที่สำคัญ 3 โรค ได้แก่ ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกว่าร้อยละ80 เป็นยุงลายที่อยู่ในบ้านซึ่งจะวางไข่ในน้ำที่ขังอยู่ตามที่ต่าง ๆ ผู้ป่วยระยะแรกจะมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่วไป ได้แก่ อาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการปวดกระดูกมาก ไข้จะสูงอยู่ประมาณ 2-7 วัน หลังจากนั้นไข้จะลง พร้อมกับอาจจะมีอาการเลือดออกผิดปกติ มือเท้าเย็น หรือช็อคได้ ไข้สมองอักเสบเจอี(Japanese Encephalitis)มียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรค มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนา ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน หลังจากนั้นจะมีอาการซึมลงหรือชักได้ ผู้ป่วยอาจเสียชีวิต หรือพิการหากไม่ได้รับการรักษา โรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่าเป็นพาหะนำโรค โดยผู้ป่วยจะมีไข้สูงหนาวสั่น ซีดลง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก ถ้าเป็นชนิดรุนแรงอาจมีอาการไตวาย ตับอักเสบ ปอดผิดปกติ และอาจมีความผิดปกติทางสมองที่เรียกว่า มาลาเรียขึ้นสมองได้ โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรก กระเด็นเข้าตา  นอกจากนี้ ในช่วงฤดูฝนต้องระวังอีก 2 เรื่อง คือ ปัญหาน้ำกัดเท้าที่เกิดจากเชื้อรา สาเหตุเกิดจากการแช่น้ำสกปรกนาน ๆ ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง ถ้าเกาจะเป็นแผลมีน้ำเหลืองออก และอันตรายจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่องที่หนีน้ำมาอาศัยในบริเวณบ้าน สิ่งที่ต้องระวัง คือ การรับประทานยาลดไข้ เช่น ห้ามกินยาในกลุ่มแอสไพรินอย่างเด็ดขาด เพราะมีอันตรายกับบางโรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคฉี่หนู ซึ่งโรคดังกล่าวจะทำให้มีเลือดออกตามอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายอยู่แล้ว หากได้รับยาแอสไพริน ซึ่งมีสารป้องกันเลือดแข็งตัวเข้าไปอีก จะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น ทำให้เสียชีวิตได้ง่ายขึ้น และอาจเกิดเป็นกลุ่มอาการไรซินโดรม ซึ่งมีผลต่อทุกอวัยวะในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองและตับ อาการที่พบ ได้แก่ ผู้ป่วยอาเจียนอย่างมาก และมีอาการทางสมอง เช่น สับสน มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ซึมและหมดสติ จนเสียชีวิตได้ ในการป้องกัน โรคที่มากับหน้าฝน ทำได้โดยออกกำลังกายสม่ำเสมอ สวมเสื้อผ้ารักษาร่างกายให้อบอุ่น เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค โดยเฉพาะเด็กกับผู้สูงอายุควรดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง หนาวเย็น จะทำให้ร่างกายที่มีระดับภูมิต้านทานโรคต่ำกว่าคนวัยอื่น ๆ อยู่แล้ว ต่ำลงไปอีก จึงมีโอกาสติดเชื้อโรคทางเดินหายใจได้ง่าย ควรดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้ม รับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่ ๆ ไม่มีแมลงวันตอม และล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง. ขอบคุณที่มาจาก : ผศ.นพ.เมธี ชยะกุลคีรี ภาควิชาอายุรศาสตร์ สาขาโรคติดเชื้อฯ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

แค่เปลี่ยนสิ่งนี้!! ก็ช่วยสร้างบรรยากาศภายในครัวได้...
Kitchen /  กระจกใส / 

แค่เปลี่ยนสิ่งนี้!! ก็ช่วยสร้างบรรยากาศภายในครัวได้... เชื่อว่าหลายๆ ครอบครัวที่ตัดสินใจซื้อบ้Œานของโครงการหมู่‹บ้Œานจัดสรรต่‹างๆ ไม่‹ว่‹าจะขนาดใหญ่‹หรือเล็ก ส่วนใหญ่มักจะวางแผนต่‹อเติมพื้นที่หลังบ้Œานเพิ่มจากของเดิมออกไปกันทั้งนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้Œพื้นที่และมีประโยชน์ใช้Œสอยมากขึ้น สำหรับบางโครงการอาจทำเป็นไอเดียเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนไว้ที่บ้านตัวอย่างอยู่แล้ว ซึ่งลูกบ้านก็สามารถนำไปคิดต่อยอดกันได้เลยเพราะมีพื้นที่ที่เหมือนกัน แต่ถ้าใครยังคิดไม่ออกว่าจะจัดสรรพื้นที่นั้นอย่างไรดี ลองนำไอเดียที่เรานำเสนอนี้ไปพิจารณากันดู... ในกรณีที่ต้องการจะต่อเติมให้มีแค่หลังคากันแดดกันฝน อาจใช้เป็นกระเบื้องมุงหลังคาแบบใสสลับกับแบบทึบ และใช้ระแนงไม้ตกแต่งได้ ซึ้งให้ทั้งความสวยงามและยังระบายอากาศได้ แต่ถ้าต้องการกั้นเป็นฟังก์ชันเปิดขึ้นมา เช่น ทำเป็นครัวไทย ลักษณะนี้โดยส่วนใหญ่แล้วพี้นที่หลังบ้านหรือข้างบ้านจะใช้กำแพงร่วมกันกับเพื่อนบ้าน การกั้นผนังหรือหลังคาเพิ่มเติมก็จะไม่สามารถมีช่องเปิด ประตู หน้าต่างได้ (ตามกฎหมาย) และถ้าทำไม่ดีขึ้นมา เราอาจได้พื้นที่ปิดทึบแทนที่จะดูกว้างขวางมากขึ้น การทำหลังคาเฟรมกระจกใสแทนหน้าต่างจึงเป็นอีกไอเดียที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะให้แสงสว่าง เปิดมุมมอง และช่วยให้พื้นที่ดูกว้างขวางขึ้นแล้ว ยังทำให้บ้านดูมีดีไซน์ขึ้นมาได้อีกมากโข เพราะลูกเล่นของการทำหลังคาแบบเฟรมกระจกนี้สามารถเลือกออกแบบได้หลายรูปทรง ตามลักษณะของพื้นที่ได้เลย ทั้งยังช่วยในเรื่องสุขอนามัยอันเนื่องจากแสงแดดธรรมชาติที่ส่องเข้ามาได้ แถมยังลดการเกิดเชื้อรา หรือแบคทีเรียในส่วนที่เปียกชื้นได้ดีอีกด้วย ถ้าอยากเพิ่มสีเขียวในบ้านให้สดชื่นขึ้นก็สามารถปลูกไม้กระถางหรือผักสวนครัวได้ เพราะมีแสงแดดส่องเข้ามาช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ ทำให้เรามีวัตถุดิบใกล้มือที่ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหนอีกต่างหาก และถ้าบ้านไหนมีพื้นที่มากหน่อย อาจกั้นออกมาเป็น Glass Room ห้องรับประทานอาหารหรือห้องอเนกประสงค์ได้เลย ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศการใช้ชีวิตให้หลากหลายได้มากเลยทีเดียว เครดิตจาก นิตยสาร @Kitchen ฉบับเดือนพฤษภาคม 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

ร้อนใน สัญญาณเตือนภัยสุขภาพ
ร้อนใน /  แผลในปาก / 

ความเจ็บร้อนภายในปากที่หากรับประทานอาหารรสจัดหรือเพียงแค่มีอุณหภูมิร้อนขึ้นมาสักหน่อยก็จะแผลงฤทธิ์ให้เจ็บปวดขึ้นมานั้น ส่วนใหญ่เราเรียกว่า ? ร้อนใน ? คำนี้มีความหมายลึกซึ้งมากในทางสุขภาพเพราะสามารถบอกโรคภัยไข้เจ็บไปจนถึงเรื่องของจิตใจและอารมณ์ของบุคคลนั้นๆ ได้แถมยังเป็นมาตรวัดสุขภาพที่รู้ได้ด้วยตัวเองดังนั้นหากเกิดอาการ ร้อนใน ขึ้นมาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรต้องทราบให้รู้แน่ ร้อนใน บอกอะไร สาเหตุของแผล ร้อนใน ที่น่ารู้และดูแล้วพบบ่อยมีหลายเรื่องที่คาดไม่ถึงครับ ส่วนใหญ่เรามักคิดถึงสาเหตุจากการเหนื่อยล้าหรือนอนดึกเท่านั้น แต่ยังมีเหตุที่น่าสนใจอีกดังต่อไปนี้ครับ ติดเชื้อในช่องปาก ทั้งจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัส หรือบางคนที่ภูมิไม่แข็งแรงอยู่แล้วอาจพ่วงเชื้อ ?รา? เข้าไปด้วย มีอาการแผลกว้างและลึก มีน้ำเหลืองหรือหนองออกมาเปรอะ และที่แน่นอนคือ ต่อมน้ำเหลืองข้างคอต้องโตด้วยครับ นอกจากนั้นยังมีเชื้อแปลกบางชนิดที่ผลิตแผล ร้อนใน ได้ อาทิ เชื้อวัณโรคครับ มีสิ่งแปลกปลอมในปาก อาทิ ก้างปลา เหล็กดัดฟัน ฟันปลอมที่ไม่พอดีเหงือก เหล่านี้มีสิทธิ์เป็นผู้ร้ายทำอันตรายเยื่อเมือกอ่อนๆ (Oral Mucosa) ได้ หากมีสิ่งแปลกปลอมชั่วครั้งชั่วคราวอย่างเหล็กดัดฟัน พอเลิกใส่มันก็จะหายได้เอง แต่ถ้าเป็นของที่อยู่นานอย่างฟันปลอมก็อาจทำให้เป็นแผลเรื้อรังมีกลิ่นปากได้ครับ กินอาหารมันและหวานจัด การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำมันพืชจะมีกรด ?โอเมก้า 6? สูง กระตุ้นการอักเสบในช่องปากได้ส่วนของหวานก็ทำให้เกิดการอักเสบและเรียกเชื้อแบคทีเรียมารุมกินโต๊ะด้วยได้ง่ายขึ้น ที่ว่ามาคือสาเหตุที่มักพบบ่อยครับ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มักพ่วงมากับ ร้อนใน คือ ?ต่อมน้ำเหลืองโต? ซึ่งเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และเมื่อ ร้อนใน หายมันก็จะหายไปเช่นกัน เรื่องสำคัญอยู่ที่ต้องแก้ให้ถูกจุดเท่านั้นละครับ ร้อนใน อาจเป็นได้มากกว่าที่คิด การรู้จักสาเหตุของ ร้อนใน ให้ดีเป็นสิ่งที่จำเป็นครับ เพราะ ร้อนใน อาจเป็นสัญญาณที่บอกเป็นนัยถึงสิ่งไม่พึงปรารถนาอย่างการเป็น ?มะเร็งในช่องปาก? นั้น จากการศึกษาพบว่า แผล ร้อนใน ไม่ใช่ความเสี่ยงหรือสาเหตุแน่ครับ แต่สำหรับผู้ที่เป็นแผลในปากก็อย่าเพิ่งวางใจว่าแผล ร้อนใน นั้นไร้พิษภัย ข้อนี้ฝากไว้ด้วยความเป็นห่วงจริงๆ ครับ เพราะสิ่งหนึ่งที่ต้องนึกถึงไว้เสมอคือแผลในช่องปากไม่ใช่แผล ร้อนใน อักเสบเสมอไป แต่อาจเป็น ?แผลมะเร็ง? ได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าเป็นกันบ่อยแล้วจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดานะครับ ในกรณีของสาเหตุ ร้อนใน ที่พบได้ไม่บ่อยแต่ก็ไม่ควรประมาทมีอยู่สองอย่าง คือ มะเร็งในช่องปาก สังเกตได้ง่ายคือ ผู้ป่วยมักมีประวัติสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ และตัวแผลนั้นก็ดู ?ดุ? กว่า ร้อนใน ทั่วไป เช่น แผลโตไว ดูขรุขระ ขอบไม่สวย และเป็นเรื้อรังผิดสังเกต เชื้อไวรัสเริม เชื้อเริมเติบโตได้ดีที่เยื่อบุครับ ในช่องปากเป็นบ้านที่อยู่สบายของไวรัส เพราะมีทั้งความชุ่มชื้นอบอุ่นและเป็นส่วนตัวจึงไม่น่าแปลกที่เชื้อไวรัสแผลในปากจะงอกงามดีอย่างที่เรียกว่าแพร่ลูกหลานไปเป็นแผลหลายจุดได้ ดังนั้นในคนที่เป็นแผล ร้อนใน แบบมีออปชั่นเสริมอย่างมีไข้ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บและแผลดูไม่สวย แถมเป็นๆ หายๆ ไม่ขาดสักทีอย่างนี้อย่านอนใจครับ ต้าน ร้อนใน ด้วยสูตรป้องกันแผลในปาก ประการแรก ให้ตัดบุหรี่และพิษที่เสี่ยงต่อช่องปาก เช่น ของทอดของมัน ของหวานจัด รวมถึงการกินของร้อนจัดเกินไป และการดื่มเครื่องดื่มพวกชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไปประการต่อมาคือ เรื่องของอาหาร โดยขอให้เน้นอาหารที่มี ?ฤทธิ์เย็น? ซึ่งช่วยดับการอักเสบได้ มักมีรสขมซึ่งอุดมไปด้วยธาตุฝาดสมานอย่างมะระ ผักที่มีรสขมเป็นยาของแท้ ถ้าอยากแก้อาการ ร้อนใน ต้องไม่พลาดเมนูต้มมะระหรือมะระผัดไข่ ส่วนคนที่สนใจทางเลือกอาจนำมะระมารับประทานกับขนมจีนน้ำยาก็อร่อยดีครับ ส่วนสะเดาเอาใจผู้ที่ชอบสูตรน้ำปลาหวาน แต่สำหรับสูตรต้านแผลในปากไม่อยากให้รสหวานหรือเค็มเกินไป อาจรับประทานกับปลาย่างสูตรโบราณก็ได้เพราะในสะเดามีทั้งโฟเลต ธาตุเหล็ก และสังกะสีที่ช่วยแผล ร้อนใน อีกทั้งวิตามินช่วยสมานแผลที่ผิวหนังอย่างวิตามินเอและซีก็มีอยู่มากครับ นอกจากนี้ยังมีประเภทเครื่องดื่มที่เยียวยาแผล ร้อนใน ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นน้ำใบบัวบกและน้ำข้าวกล้องงอก ซึ่งมีเคมีที่ช่วยดับอักเสบอย่าง ?วิตามินบี? มาก ช่วยสมานแผลที่กำลังอักเสบอยู่และปกป้องช่องปากจากแผล ร้อนใน หากต้องการเพิ่มคุณค่า เวลาดื่มน้ำข้าวกล้องงอกให้ใส่ธัญพืชเข้าไปด้วยจะยิ่งช่วยได้มากครับ สำหรับน้ำเก๊กฮวยจะดื่มแบบร้อนหรือเย็นก็เป็นของช่วยลดอาการร้อนอักเสบในร่างกายได้หรือจะเป็นน้ำเฉาก๊วยเย็นชื่นใจใส่น้ำตาลพอหวานปะแล่มๆ ช่วยให้ปากที่ ร้อนใน สบายขึ้นเหมือนติดแอร์เลยครับ ที่ว่ามาเป็นทางเลือกที่จะใช้ช่วยทุเลาอาการ ร้อนใน ได้ และในกรณีที่เป็นไม่มากก็รักษาให้หายได้เลย จะได้ไม่ต้องใช้ ?ยาป้ายแก้แผล ร้อนใน ? บ่อยเกินไป เพราะยาป้ายกลุ่มนี้ถ้าเป็นครีมใสๆ ก็มักมี ?สเตียรอยด์? อ่อนๆ ผสมอยู่ ถ้าทาถูไปนานๆ อาจพาเชื้ออักเสบเข้ามาแถมได้อีก เช่น เชื้อหนองและเชื้อราครับ กลายเป็นยิ่งทายิ่ง ร้อนใน แสนปวดใจเวลาอดกินของอร่อย ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสาร Health&Cuisine ตุลาคม, Issue 141 เขียนโดย: นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช drkrisda@gmail.com

6 โรคผิวหนัง ที่พบบ่อยในฤดูร้อน
ผิวหนัง /  ฤดูร้อน / 

อธิบดีกรมการแพทย์ชี้ โรคผิวหนัง ที่มากับอากาศร้อน แนะเลี่ยงการอยู่บริเวณที่มีแสงแดดเป็นเวลานาน ควรกางร่มและใส่แว่นกันแดด ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด ถ้าอยู่ในที่ร่มไม่ควรใส่เสื้อผ้าหนาและรัดเกินไป นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนอุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาโรคต่างๆ หนึ่งในโรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม คือ โรคผิวหนัง จากข้อมูลของสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ พบว่า ในช่วงฤดูร้อน โรคผิวหนัง ที่พบบ่อย ได้แก่ 1. ผด เนื่องจากอากาศร้อนจะทำให้เหงื่อออกมาก เป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบของรูขุมขน เกิดผดเม็ดเล็กๆ แดงๆ หรือเป็นเม็ดใสๆ พบมากในเด็กเล็กโดยที่ผดมักขึ้นรอบๆ คอ  หน้าผาก ส่วนผู้ใหญ่มักเป็นที่คอ เนื่องจากใส่เสื้อคอปิด ใส่สร้อย จะทำให้อับเหงื่อจนเกิดอาการคัน 2. ผิวไหม้แดด  โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน มักนิยมไปเที่ยวสงกรานต์ ไปชายทะเล         จะตากแดดกันมาก ทำให้ผิวไหม้แดดและลอก ผิวจะดำคล้ำขึ้น 3. กลาก มักพบในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ มีอาการคัน หากมีเชื้อราเข้ามาร่วมด้วย ผื่นจะขยายเป็นวง มีขอบเขตชัดเจน มีขุย และมีอาการคันมาก 4. เกลื้อน พบมากในผู้ที่ใส่เครื่องแบบ ใส่เสื้อผ้ารัดมากๆ หรือต้องใส่เสื้อสองชั้นจะเกิดเกลื้อนซึ่งมีลักษณะเป็นวงขาวๆ วงแดงๆ หรือวงดำๆ  ซึ่งมักเกิดกับผู้เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมากแล้วไม่ได้อาบน้ำทันที ปล่อยให้ความชื้นหมักหมมมีเหงื่อขังจะเกิดเชื้อราขึ้น มักเกิดบริเวณหลัง หน้าอก ท้อง และในบริเวณร่มผ้า 5. ภูมิแพ้ผิวหนัง ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ในหน้าร้อนถ้าเหงื่อออกมากจะมีผื่นคันบริเวณคอ ข้อพับ แขน ขา ควรหลีกเลี่ยงอากาศที่ร้อน อับหรือมีฝุ่นละอองมาก เนื่องจากจะทำให้คันมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องประดับที่ทำจากสารนิกเกิลเพราะจะทำให้ผิวหนังอักเสบเกิดผื่นแพ้ได้ 6. กลิ่นตัว อากาศร้อนทำให้เหงื่อออกมาก เมื่อเหงื่อออกมากกลิ่นตัวยิ่งแรง สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่เป็น โรคผิวหนัง ในฤดูร้อน คือ เด็กเล็ก ผู้ที่ต้องทำงานตากแดดเป็นเวลานาน ผู้ที่ใส่เสื้อผ้าซ้ำๆหรือเสื้อผ้าอับชื้น นักกีฬากลางแจ้ง ผู้ที่นิยมกิจกรรมนอกสถานที่  เช่น เที่ยวทะเล อาบแดด  ตีกอล์ฟฯลฯ และผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนัง ดังนั้น ควรดูแลรักษาตนเองจากโรคผิวหนังในหน้าร้อน ด้วยการหลีกเลี่ยงการอยู่บริเวณที่มีแสงแดดเป็นเวลานานหากจำเป็นควรใส่เสื้อแขนยาว  กางร่มและใส่แว่นกันแดด ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด  ถ้าอยู่ในที่ร่มไม่ควรใส่เสื้อผ้าหนาและรัดเกินไปเพราะจะทำให้เกิดการอับชื้นเหงื่อ เกิดผดผื่นคันได้  ในหน้าร้อนควรสระผมบ่อยๆ เนื่องจากศีรษะที่อับชื้นเป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อราที่ศีรษะได้ หากต้องใส่รองเท้าที่ปกปิดมิดชิด ควรถอดออกบ้างเมื่อนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน หากเท้ามีเหงื่อออกมากให้หายาระงับไม่ให้เหงื่อออกมากเกินไป หรือโรยแป้งไว้ระหว่างนิ้วเท้าเพื่อขับเหงื่อ  ควรเปลี่ยนรองเท้าบ่อยๆ และนำไปผึ่งตากแดดเพื่อดับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรค สำหรับผู้ที่แพ้โลหะไม่ควรใส่เครื่องประดับที่ทำจากนิกเกิล เพราะเมื่อเหงื่อออกจะทำให้นิกเกิลละลายออกมา  ทำปฏิกิริยากับผิวหนัง  ทำให้ผิวหนังอักเสบหรือเกิดผื่นแพ้ หากมีเหงื่อออกมากควรอาบน้ำหรือใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด ฉะนั้น หากปฏิบัติตามคำแนะนำจะสามารถห่างไกลโรคผิวหนังที่มากับฤดูร้อนได้ ขอบคุณที่มาจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

ระวัง! โรคติดต่อ จาก ร้านเสริมสวย อาจมีเชื้อราเป็นของแถม
ทำผม /  ร้านเสริมสวย / 

         ความจริงแล้ว เชื้อรา เราสามารถพบได้ทั่วไป ถ้าอุปกรณ์ทำผมชื้น แล้วไม่มีการทำความสะอาดเชื้อราก็จะสะสมได้ หลังจากที่ทำการสุ่มตรวจร้านเสริมสวยมีการพบ เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ในอุปกรณ์เสริมสวย โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่โดนความชื้น เช่น กรรไกรตัดผม แปรงม้วนผม หวี กิ๊บติดผม กรรไกรตัดหนัง ที่แคะเล็บ ตะไบเล็บ ซึ่งมีการปนเปื้อนของเชื้อรา ถึงร้อยละ 85 4 โรคติดต่อ ที่ต้องระวัง คือ 1.โรคเชื้อราผิวหนัง สามารถพบได้จากผ้าเช็ดผม อุปกรณ์ทำผมต่างๆ 2.โรคจากเชื้อไวรัส เช่น โรคหูด 3.โรคจากเชื้อแบคทีเรีย เกิดจากอุปกรณ์ทั่วไปในร้านเสริมสวย 4.โรคติดเชื้อจากปรสิต เช่น ติดเหาจากหวีแปรงต่างๆ         นอกจากนี้ยังมีอีกหลายโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสารเคมีที่ใช้ในร้านเสริมสวย ไม่ว่าจะเป็นยาย้อมผม ดัดผม ทำสี หรือสเปรย์ เบื้องต้นสาวๆ women mthai ควรสังเกตร้านเสริมสวยที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อที่ร่างกายจะได้ไม่รับสารเคมีมากจนเกินไป และควรสังเกตภายในร้านและอุปกรณ์ต่างๆ ว่ามีความสะอาดหรือไม่   เรียบเรียงโดย Women Mthai Team