เชื้อรา

5 เคล็ดลับ ทำความสะอาดห้องน้ำ แบบครบวงจร
แต่งห้องน้ำ

ห้องน้ำเป็นพื้นที่สำหรับชำระล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ของเรา หากห้องน้ำกลับกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อโรคเสียเอง แบบนี้คงไม่ดีแน่ วันนี้ decor.mthai.com มีวิธีทำความสะอาดของแต่ละพื้นที่ในห้องน้ำมาฝาก ได้แก่ อ่างล้างหน้า กระจกเงา ฝักบัว ก๊อกน้ำ และพื้นกระเบื้องค่ะ เคล็ดลับ ทำความสะอาด ห้องน้ำ กับวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม ซึ่งหาได้ง่ายจากของที่มีในบ้าน เช่น น้ำส้มสายชู ยาสีฟัน น้ำมะนาว แอลกอฮอล์ แอมโมเนีย เคล็ดลับ ทำความสะอาด ห้องน้ำ 1. อ่างล้างหน้า วิธีทำความสะอาดอ่างล้างหน้า ทำได้ด้วยการนำผ้าสะอาด ชุบกับน้ำส้มสายชูเล็กน้อย ถูให้ทั่วอ่าง แล้วล้างน้ำสบู่ซ้ำอีกครั้ง อ่างล่างหน้าก็จะสะอาดขึ้นทันตา แต่หากว่ามีคราบหินปูนเกาะหรือมีคราบสนิมรุกรานแล้ว ให้ใช้ แอมโมเนียผสมกับ น้ำมะนาวเล็กน้อย ถูบริเวณคราบ ไม่นานคราบหินปูนและสนิมก็จะหลุดออกไปจนหมด 2. กระจกเงา บีบยาสีฟันไว้บนกระจก แล้วหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดยาสีฟันให้กระจายทั่วพื้นผิว จากนั้นใช้ผ้าสะอาดเช็ดอีกครั้ง เท่านี้กระจกเงาหลอนๆ ก็จะเงาปิ๊งขึ้นมาทันที 3. ฝักบัว น้ำที่ออกมาจากฝักบัว ควรจะเป็นน้ำสะอาด ฉะนั้นเราควรทำความสะอาดฝักบัว โดยการแช่ส่วนหัวของฝักบัวลงในน้ำอุ่นผสมกับน้ำส้มสายชู ใส่หัวฝักบัวลงไปแล้วรัดปากถุงทิ้งไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้ง เท่านี้เราก็จะสบายใจได้แล้วว่า น้ำสะอาดที่ออกมานั้น จะไม่เปลี่ยนสภาพไป (ทำความสะอาดบ่อยๆ นะคะ) 4. ก๊อกน้ำ ก๊อกน้ำสเตนเลส สามารถทำความสะอาดส่วนที่เป็นโลหะด้วยผ้านุ่มหรือฟองน้ำ แต่แม้แต่หนังชามัวร์ที่คุณผู้ชายเอาไว้เช็ดรถก็ได้ค่ะ เพียงชุบน้ำส้มสายชูผสมแอลกอฮอล์หรือน้ำยาเช็ดกระจก ส่วนก๊อกน้ำชุดโครเมียม ให้ใช้ครีมขัดเงาหรือครีมขัดโลหะ ขัดแล้วใช้ผ้านุ่มๆ ถูให้เงางาม กรณีที่โครเมียมลอกหรือมีร่องรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ เราสามารถขจัดความหม่นมัวเหล่านี้ออกไปได้ง่าย เพียงใช้น้ำยาเคลือบเล็บชนิดใสแต้มไปเพื่อเพิ่มความเงา 5. พื้นกระเบื้อง สำหรับคราบสกปรกหรือคราบเชื้อราตามรอยปูนยาแนวขอบกระเบื้อง สามารถขจัดออกได้ง่ายๆ ด้วย น้ำยาซักผ้าขาว (ไฮยีน) โดยการนำสำลีชุดน้ำยาฟอกขาวให้ชุ่ม แล้วแปะไว้บนขอบกระเบื้องที่เป็นคราบ ทิ้งไว้ 1 คืน พอเช้ามาก็ผสมน้ำยาฟอกขาว 3/4 ถ้วย กับน้ำสะอาด 1 แกลลอน แล้วใช้ผ้า ฟองน้ำ แปรงสีฟัน ชุบน้ำยาดังกล่าว เช็ดรอยเปื้อน บนขอบกระเบื้อง (ควรสวมถุงมือยางและใส่เสื้อผ้าตัวเก่า เพื่อป้องกันน้ำยาฟอกขาวกระเด็นใส่) จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง. ที่มา myhome

ผ้าขนหนู ก็ต้องเลือกนะคุณ!  พร้อมแชร์เทคนิคการดูแลรักษาให้น่าใช้งาน
ซักผ้าขนหนู /  ผ้าขนหนู / 

“ผ้าขนหนู” อาจเป็นไอเท็มที่ใครหลายคนมองข้าม และคิดว่าไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันในการเลือกซื้อ และดูแลรักษาความสะอาดมากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ผ้าขนหนู” ถือเป็นไอเท็มชิ้นสำคัญที่ทุกคนควรให้ความใส่ใจ เพราะเป็นสิ่งที่สัมผัสกับผิวหน้า และผิวกายของเราตลอดเวลา การเลือกใช้ผ้าขนหนูที่ไม่มีคุณภาพ หรือมีการดูแลรักษาที่ผิดวิธี อาจนำไปสู่สาเหตุของโรคผิวหนังได้อย่างไม่รู้ตัว คอตตอน ยูเอสเอ (COTTON USA) จึงร่วมกับ แคนนอน (Cannon) แบรนด์ผ้าขนหนู และชุดเครื่องนอนชั้นนำที่ผู้บริโภคไว้วางใจ มาแนะเคล็ดลับดีๆ ในการเลือกซื้อ รวมถึงวิธีง่ายๆ สำหรับดูแลรักษาผ้าขนหนูให้ดูใหม่ และน่าใช้งานอยู่เสมอ คุณไกรภพ แพ่งสภา ตัวแทนคอตตอน ยูเอสเอ ภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “ ผ้าขนหนู ถือเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่จำเป็นสำหรับสมาชิกทุกคนภายในบ้าน เพราะเป็นสิ่งที่สัมผัสกับผิวหน้า และผิวกายของเราโดยตรงในทุกๆ วัน ดังนั้น เพื่อสุขอนามัยที่ดีเราจึงควรเลือกใช้ผ้าขนหนูที่มีคุณภาพ ผลิตจากเส้นใยฝ้ายธรรมชาติแท้ 100% จากสหรัฐอเมริกา เพราะจะช่วยมอบสัมผัสอันอ่อนนุ่ม ไม่ระคายเคืองต่อผิวผู้ใช้ อีกทั้งยังสามารถดูดซับน้ำได้ดี ไม่เกิดกลิ่นอับชื้นหลังการใช้งาน และง่ายต่อการดูแลรักษาอีกด้วย ในโอกาสนี้ คอตตอน ยูเอสเอ จึงเชิญคุณจินดา ตั้งมั่นอนันตกุล ผู้บริหารบริษัท ดับเบิ้ลสตาร์อินดัสตรี้ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผ้าขนหนู และชุดเครื่องนอนแบรนด์แคนนอน จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ผู้บริโภคไว้วางใจ มาแนะนำวิธีการเลือกซื้อ รวมถึงเคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งานให้ผ้าขนหนูดูใหม่อยู่เสมอ” เลือกผ้าขนหนูเพื่อการใช้งานให้ถูกประเภท หลักการง่ายๆ สำหรับการเลือกซื้อผ้าขนหนูที่นอกจากจะต้องมีผิวสัมผัสนุ่ม ซับน้ำได้ดี แห้งไวแล้ว ควรคำนึงถึงน้ำหนักของผ้าขนหนูให้เหมาะกับผู้ใช้งาน และควรผสมสารป้องกันแบคทีเรีย เพื่อลดกลิ่นอับชื้นอีกด้วย และสำหรับใครที่เคยคิดว่า ผ้าขนหนู 1 ผืน สามารถใช้ได้กับทุกๆ กิจกรรม คงต้องสลัดความคิดแบบเดิมทิ้งไป เมื่อแท้จริงแล้วผ้าขนหนูนั้นมีด้วยกันหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป สำหรับผ้าขนหนู หรือผ้าเช็ดตัวที่ใช้ซับตัวหลังการอาบน้ำ ควรเตรียมไว้อย่างน้อย 2 ผืน คือ ผ้าขนหนูผืนเล็ก (Hand) ใช้สำหรับเช็ดศีรษะ และผ้าขนหนูผืนใหญ่ (Bath) ใช้สำหรับเช็ดตัว ซึ่งเนื้อผ้าควรมีโครงสร้างการถักทอที่แข็งแรง ทนทาน ซึมซับน้ำได้ดี แห้งไว ซักทำความสะอาดได้ง่าย และสีไม่ซีดจางเร็ว แต่ถ้าหากเป็นคนที่ชื่นชอบการเล่นกีฬา ควรเลือกผ้าขนหนูที่มีขนาดเหมาะสม เช่น กีฬาทางน้ำอาจต้องใช้ผ้าขนหนูที่มีขนาดใหญ่กว่ากีฬาอื่นๆทั่วไป เพื่อช่วยดูดซับน้ำได้รวดเร็ว นอกจากนี้ผ้าขนหนูควรผสารสารป้องกันเชื้อแบคทีเรียเป็นพิเศษเพื่อลดกลิ่นอับชื้นจากเหงื่อขณะเล่นกีฬาอีกด้วย ดูแลรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อเพิ่มสัมผัสที่น่าใช้งานในแต่ละวัน นอกเหนือจากการเลือกใช้ผ้าขนหนูที่ถูกต้องแล้ว การดูแลรักษาความสะอาดผ้าขนหนูให้ดูน่าใช้งาน และมีสัมผัสนุ่มสบายอยู่เสมอก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทุกคนควรใส่ใจ โดยก่อนการใช้งานในครั้งแรกควรซักผ้าขนหนูด้วยน้ำอุ่น เพื่อขจัดสารเคมีที่อาจตกค้างอยู่บนเนื้อผ้า อีกทั้งยังช่วยป้องกันการระคายเคืองที่อาจเกิดบนผิวหนังของเราได้ ในส่วนของการทำความสะอาดผ้าขนหนูนั้นควรแยกซักผ้าขนหนูไม่ปนกับเสื้อทั่วไป และควรตากผ้าขนหนูบนราวตากผ้าที่เตรียมไว้ ห้ามพาดไว้บนตะกร้าเสื้อผ้า หรือบริเวณเก้าอี้ เพราะนอกจากจะทำให้เกิดกลิ่นอับแล้ว ยังอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อราและแบคทีเรียอีกด้วย นอกจากนี้ควรซักผ้าขนหนูอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์เพื่อรักษาความสะอาด และหลีกเลี่ยงการซักโดยใช้น้ำยาซักผ้าขาว ให้ลองผสมเบกกิ้งโซดา ประมาณ ½ ถ้วย เข้ากับผงซักฟอกปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อขจัดคราบสกปรกที่ฝังแน่นบนเนื้อผ้าให้หลุดออก อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความขาวสะอาดให้แก่ผ้าขนหนูอีกด้วย และสำหรับปัญหาที่ใครหลายคนเป็นกังวลเกี่ยวกับกลิ่นเหม็นอับ รวมถึงสัมผัสที่แข็งกระด้างของผ้าขนหนูที่อาจเกิดขึ้นเมื่อผ่านการใช้งานไปสักระยะ ให้ลองใช้น้ำส้มสายชูแทนน้ำยาปรับผ้านุ่ม เนื่องจากน้ำส้มสายชูถือเป็นตัวช่วยที่ดีในการขจัดกลิ่นเหม็น อีกทั้งยังช่วยขจัดสารตกค้างจากผงซักฟอกที่เป็นสาเหตุให้เนื้อผ้าแข็งกระด้างหลุดออกจากผ้า ทำให้เนื้อสัมผัสของผ้าขนหนูกลับมานุ่ม และพองฟู น่าใช้งานอีกครั้ง เพียงแค่เคล็ดลับง่ายๆ ที่คอตตอน ยูเอสเอ และแคนนอน นำมาฝากกันในครั้งนี้ สามารถมั่นใจได้เลยว่าคุณจะมีผ้าขนหนูเนื้อนุ่มน่าสัมผัสให้พร้อมใช้งานในทุกวันอย่างแน่นอน

เคล็ดลับ 10 ข้อ สำหรับการขับขี่ผ่านถนนที่มี น้ำท่วมขัง
ขับรถลุยน้ำ /  น้ำท่วม / 

เนื่องจากช่วงนี้ในหลายพื้นที่มีฝนตกหนักและในบางพื้นที่ก็มี น้ำท่วมขัง ซึ่งค่อนข้างน่าเป็นห่วงสำหรับรถอันเป็นที่ของเรามากๆ เราจึงนำเคล็ดลับดีๆจาก เชฟโรเลต ประเทศไทย มาฝาก ในกรณีที่เพื่อนๆจะต้องเจอกับน้ำท่วมขังจริงๆ ลองปฏิบัติตามคำแนะนำทั้ง 10 ข้อนี้ของทาง เชฟโรเลต ประเทศไทย ดูนะครับ 1. หากเจอกับน้ำท่วมจริงๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือควรหลีกเลี่ยงการขับขี่บนถนนที่มีน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะเมื่อระดับน้ำสูงเกินกว่าขอบทาง 2. หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรปิดแอร์และเปิดหน้าต่าง การขับขี่บนถนนที่มีน้ำท่วมขังขณะเปิดแอร์อาจทำให้เครื่องยนต์ดับ เนื่องจากพัดลมจะทำงานและทำให้น้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ ถ้าเครื่องยนต์ไม่ดับ พัดลมก็จะหมุนรับเศษขยะที่ลอยมาตามน้ำซึ่งจะทำให้พัดลมเสียหายได้ นำไปสู่ปัญหาความร้อนของเครื่องยนต์ที่สูงเกินไป 3. ควรหลีกเลี่ยงการขับรถผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขังสูงกว่ากึ่งกลางของล้อรถ สำหรับรถอเนกประสงค์และรถกระบะขนาดใหญ่อย่างเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์และโคโลราโดสามารถแล่นผ่านถนนที่มีน้ำท่วมสูงได้ ทั้งนี้ควรตรวจสอบว่ารถของคุณสามารถขับขี่ผ่านระดับน้ำได้สูงเท่าใด 4. ขอให้แน่ใจว่าคุณขับอยู่บนถนนและถนนไม่มีความเสียหายใดๆ หรือถนนขาด ขณะเดียวกันควรเพิ่มความระมัดระวังเมื่อขับขี่บนถนนที่ไม่คุ้นเคยเนื่องจากอาจมีหลุมที่ลึกเกินกว่าที่รถจะผ่านไปได้ ผู้ขับขี่อาจจอดรถก่อนถึงบริเวณที่มีน้ำท่วมขังเพื่อสังเกตรถคันอื่นว่าสามารถขับผ่านไปได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ 5. ควรขับรถบนกึ่งกลางหรือใกล้กับกึ่งกลางของถนน เนื่องจากระดับน้ำจะต่ำที่สุด ใช้เกียร์ต่ำและรอบเครื่องยนต์สูง ใช้เกียร์หนึ่งหรือเกียร์ L ขึ้นอยู่กับประเภทของเกียร์ ควรรักษาความเร็วให้คงที่และไม่เร่งอย่างรุนแรงเกินไป เนื่องจากอาจทำให้น้ำทะลักเข้าสู่เครื่องยนต์และชิ้นส่วน อิเลกทรอนิก ส่งผลให้เครื่องยนต์ดับ ขณะเดียวกัน ไม่ควรถอนคันเร่งและหลีกเลี่ยงการหยุดรถบนถนนที่มีน้ำท่วมขัง 6. ควรขับรถเข้าสู่บริเวณน้ำท่วมด้วยความเร็วไม่เกิน 3 กม./ชม. และเพิ่มความเร็วเป็น 6 กม./ชม. เมื่อต้องขับผ่านน้ำท่วม ซึ่งจะทำให้เกิดคลื่นน้ำด้านหน้าและลดระดับน้ำโดยรอบห้องเครื่องยนต์ลง ช่วยลดความเสี่ยงที่น้ำจะไหลเข้าสู่ที่กรองอากาศและสร้างความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าและชิ้นส่วนต่างๆ หากใช้ความเร็วมากกว่านี้จะทำให้น้ำไหลผ่านกระจังหน้าเข้าสู่ห้องเครื่องยนต์ได้ 7. ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าพอสมควรหรือขับรถผ่านบริเวณที่มีน้ำท่วมขังทีละคันเพื่อป้องกันการหยุดรถกลางทาง หากรถคันหน้าชะลอความเร็ว ควรระมัดระวังว่าไม่มีรถที่ขับมาจากเส้นทางอื่นเนื่องจากคลื่นของน้ำอาจท่วมรถได้โดยเฉพาะถ้ารถคันอื่นใช้ความเร็วสูงเกินไป 8. เมื่อขับรถออกจากบริเวณที่มีน้ำท่วม ควรย้ำเบรกอย่างนุ่มนวลเป็นระยะ หากผู้ขับขี่มีทักษะสามารถใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรกได้ เมื่อรู้สึกว่าเบรกจับตัวแล้วให้กลับมาขับตามปกติ 9. หลังจากขับผ่านน้ำท่วมขังมาแล้ว ควรล้างทำความสะอาดรถโดยเฉพาะใต้ท้องรถและล้อ ล้างเศษหญ้า ใบไม้ และสิ่งสกปรกออกให้หมดเนื่องจากอาจติดไฟได้ นอกจากนี้ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเนื่องจากน้ำอาจรั่วซึมเข้าสู่ระบบเครื่องยนต์ ควรล้างทำความสะอาดพรมปูพื้นเพื่อป้องกันเชื้อรา ตรวจสอบลูกปืนและทุกระบบของตัวรถ หรือนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อให้ช่างเทคนิคตรวจสอบตัวรถโดยละเอียด 10. ถ้าต้องขับรถผ่านน้ำท่วมขังบ่อยครั้ง ควรใช้รถกระบะหรือรถอเนกประสงค์ที่มีความสูงมากกว่ารถยนต์ทั่วไป นอกจากนี้ท่อไอดีและท่อไอเสียของรถกระบะและรถเอสยูวียังสามารถปรับเพิ่มความสูงได้ถ้าจำเป็นต้องขับผ่านน้ำท่วมขังที่สูง 1 เมตร ท่อไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซลสามารถทำงานขณะอยู่ใต้น้ำได้ แต่ท่อไอเสียของเครื่องยนต์เบนซินไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากมีแรงดันน้อยกว่า สุดท้ายหลังจากการขับลุยน้ำมานั้น อาจส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์และชิ้นส่วนไฟฟ้าต่างๆ เพราะฉะนั้นหลังจากขับลุยน้ำท่วมควรนำรถเข้าตรวจสอบและซ่อมแซม ให้รถอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ ขอบคุณเนื้อหาดีๆ จาก เชฟโรเลต ประเทศไทย

กรมควบคุมโรคเตือน!! ระวังโรคที่มากับภัยน้ำท่วม
กรมควบคุมโรค /  ฝนตกน้ำท่วม / 

กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนดูแลสุขภาพ ระมัดระวังโรคและภัยอันตรายที่มาพร้อมน้ำท่วมขัง วันที่ 17 ก.ย. นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงนี้ยังคงมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ และสิ่งที่มักตามมาคือโรคและภัยสุขภาพที่มากับน้ำท่วม เช่น โรคติดเชื้อ โรคน้ำกัดเท้า ไฟฟ้าดูด และแมลงมีพิษกัดต่อย ซึ่งโรคติดเชื้อที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ โรคอุจจาระร่วงและโรคตาแดง ที่มีสาเหตุมาจากการดื่มน้ำหรือกินอาหารที่ไม่สะอาด สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขอนามัยของตนเอง ยึดหลัก "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ" ส่วนโรคตาแดงเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุตา ติดต่อโดยการสัมผัสคลุกคลีกับผู้ป่วยโรคตาแดง หรือน้ำสกปรกเข้าตา จะเป็นอยู่ประมาณ 5-14 วัน การป้องกันโรคนี้ ควรล้างมือด้วยน้ำและสบู่ ไม่คลุกคลีใกล้ชิดหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย นอกจากนี้ ยังมีโรคน้ำกัดเท้าที่เกิดจากเชื้อรา การเดินลุยน้ำหรือแช่น้ำนานๆ โดยเชื้อราจะทำให้ผิวหนังซอกนิ้วเท้าแดง ขอบนูนเป็นวงกลมและคัน หากเกาแผลจะแตกและมีน้ำเหลืองเยิ้มออกมา คำแนะนำเพื่อป้องกันคือ หลีกเลี่ยงการเดินในที่ที่มีน้ำท่วมขัง หรือสวมรองเท้าบูท และเช็ดเท้าให้แห้งทุกครั้งหลังขึ้นจากน้ำ และหากผิวหนังเริ่มเปื่อย เกิดตุ่มคัน ให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อรักษาอาการดังกล่าวก่อนที่จะลุกลามจนทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน สำหรับภัยสุขภาพที่สำคัญอื่นๆ ในช่วงน้ำท่วมคือ ไฟฟ้าดูด และแมลงมีพิษกัดต่อย ซึ่งการถูกไฟฟ้าดูด อาจทำให้บาดเจ็บรุนแรง ขอให้ประชาชนป้องกันตนเองโดยก่อนน้ำท่วม ควรขนย้ายอุปกรณ์ไฟฟ้าและสิ่งของจำเป็นไว้ที่สูง รวมถึงห้ามเปิดปิดสวิทซ์ไฟขณะตัวเปียก ส่วนอันตรายที่เกิดจากแมลงมีพิษกัดต่อย เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ที่หนีน้ำท่วม การป้องกันง่ายๆ คือ ดูแลรักษาความสะอาดในบ้าน ไม่วางของกองทิ้งใกล้บ้าน ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 ขอบคุณภาพจาก จส.100 MThai News

แค่เปลี่ยนสิ่งนี้!! ก็ช่วยสร้างบรรยากาศภายในครัวได้...
Kitchen /  กระจกใส / 

แค่เปลี่ยนสิ่งนี้!! ก็ช่วยสร้างบรรยากาศภายในครัวได้... เชื่อว่าหลายๆ ครอบครัวที่ตัดสินใจซื้อบ้Œานของโครงการหมู่‹บ้Œานจัดสรรต่‹างๆ ไม่‹ว่‹าจะขนาดใหญ่‹หรือเล็ก ส่วนใหญ่มักจะวางแผนต่‹อเติมพื้นที่หลังบ้Œานเพิ่มจากของเดิมออกไปกันทั้งนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้Œพื้นที่และมีประโยชน์ใช้Œสอยมากขึ้น สำหรับบางโครงการอาจทำเป็นไอเดียเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนไว้ที่บ้านตัวอย่างอยู่แล้ว ซึ่งลูกบ้านก็สามารถนำไปคิดต่อยอดกันได้เลยเพราะมีพื้นที่ที่เหมือนกัน แต่ถ้าใครยังคิดไม่ออกว่าจะจัดสรรพื้นที่นั้นอย่างไรดี ลองนำไอเดียที่เรานำเสนอนี้ไปพิจารณากันดู... ในกรณีที่ต้องการจะต่อเติมให้มีแค่หลังคากันแดดกันฝน อาจใช้เป็นกระเบื้องมุงหลังคาแบบใสสลับกับแบบทึบ และใช้ระแนงไม้ตกแต่งได้ ซึ้งให้ทั้งความสวยงามและยังระบายอากาศได้ แต่ถ้าต้องการกั้นเป็นฟังก์ชันเปิดขึ้นมา เช่น ทำเป็นครัวไทย ลักษณะนี้โดยส่วนใหญ่แล้วพี้นที่หลังบ้านหรือข้างบ้านจะใช้กำแพงร่วมกันกับเพื่อนบ้าน การกั้นผนังหรือหลังคาเพิ่มเติมก็จะไม่สามารถมีช่องเปิด ประตู หน้าต่างได้ (ตามกฎหมาย) และถ้าทำไม่ดีขึ้นมา เราอาจได้พื้นที่ปิดทึบแทนที่จะดูกว้างขวางมากขึ้น การทำหลังคาเฟรมกระจกใสแทนหน้าต่างจึงเป็นอีกไอเดียที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะให้แสงสว่าง เปิดมุมมอง และช่วยให้พื้นที่ดูกว้างขวางขึ้นแล้ว ยังทำให้บ้านดูมีดีไซน์ขึ้นมาได้อีกมากโข เพราะลูกเล่นของการทำหลังคาแบบเฟรมกระจกนี้สามารถเลือกออกแบบได้หลายรูปทรง ตามลักษณะของพื้นที่ได้เลย ทั้งยังช่วยในเรื่องสุขอนามัยอันเนื่องจากแสงแดดธรรมชาติที่ส่องเข้ามาได้ แถมยังลดการเกิดเชื้อรา หรือแบคทีเรียในส่วนที่เปียกชื้นได้ดีอีกด้วย ถ้าอยากเพิ่มสีเขียวในบ้านให้สดชื่นขึ้นก็สามารถปลูกไม้กระถางหรือผักสวนครัวได้ เพราะมีแสงแดดส่องเข้ามาช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ ทำให้เรามีวัตถุดิบใกล้มือที่ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหนอีกต่างหาก และถ้าบ้านไหนมีพื้นที่มากหน่อย อาจกั้นออกมาเป็น Glass Room ห้องรับประทานอาหารหรือห้องอเนกประสงค์ได้เลย ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศการใช้ชีวิตให้หลากหลายได้มากเลยทีเดียว เครดิตจาก นิตยสาร @Kitchen ฉบับเดือนพฤษภาคม 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

อุทาหรณ์! สาวทาโลชั่นแก้เข่าดำ แต่ได้บทเรียนราคาแพง
ข้อศอกดำ /  ยาทาแก้เข่าดำ / 

อุทาหรณ์! สาวทาโลชั่นแก้เข่าดำ แต่ได้บทเรียนราคาแพง แพ้จนผิวเป็นรอยไหม้ดำอย่างรุนแรง  วันนี้(22 ก.ย.) กลายเป็นกระทู้ฮอตเตือนภัยสำหรับสาวๆ ที่รักสวยรักงามได้เป็นอย่างดี สำหรับกระทู้บทเรียนราคาแพงที่เจ้าของกระทู้นั้นโดนมากับตัว หวังเป็นอุทาหรณ์สำหรับสาวๆ ที่ชอบอ่านรีวิวครีมในอินเทอร์เน็ตแล้วไม่ได้ดูให้แน่ชัดว่าตัวยานั้นควรใช้กับผิวหนังส่วนไหน อาจทำให้เกิดอาการแพ้ยาได้ โดยสมาชิกเว็บไซต์พันทิปหมายเลข 2656799 ได้บอกเล่าบทเรียนราคาแพงที่เจอมากับตัวเอง เรื่องมีอยู่ว่า "เจ้าของกระทู้ได้เอายารักษาผิวหนังและเชื้อราชนิดหนึ่งมาทาหัวเข่าทั้ง 2 ข้างของตัวเอง หลังจากอ่านกระทู้รีวิวจากชาวเน็ตว่าใช้แล้วจะทำให้ข้อศอก ตาตุ่ม หัวเข่าที่ด้านดำหาย แต่กลับเจอปัญหาใช้แล้วผิวหนังไหม้อย่างรุนแรง ต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล และเสียค่ารักษาหลายหมื่นบาท ทุกวันนี้รักษามาแล้วกว่า 7 เดือน หัวเข่าก็ยังคงเป็นรอยไหม้ดำอย่างรุนแรง จึงได้ออกมาเตือนสาว ๆ หลายคนว่าอยากให้ลองตัดสินใจดี ๆ ก่อนจะทำอะไร ไม่งั้นอาจต้องเสียใจภายหลัง" อย่างไรก็ตาม ฝากสำหรับสาว ๆ ที่รักสวยรักงาม ยารักษาโรคบางชนิดได้มีการระบุสรรพคุณ คำเตือน ให้เห็นกันอย่างชัดเจน ควรอ่านให้ถี่ถ้วน หรือควรดูข้อมูลต่างๆ ให้มาก ก่อนเชื่อรีวิวในอินเทอร์เน็ต ขอบคุณภาพ สมาชิกพันทิปหมายเลข 2656799 ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

แตกตื่น พบเห็ดประหลาดคล้าย 'เห็ดเอเลี่ยน' ในอังกฤษ
อังกฤษ /  เห็ด / 

พบเห็ดประหลาด ลักษณะคล้ายไข่เอเลี่ยน ในอุทยานแห่งชาติ New Forest ในเมืองแฮมไชร์ ในอังกฤษ เว็บไซต์ข่าวสารออนไลน์ต่างประเทศ รายงานเรื่องราวพบเห็ดหน้าตาประหลาด ภายในอุทยานแห่งชาติ New Forest ในเมืองแฮมไชร์ ทางตอนใต้ของอังกฤษ ซึ่งมีลักษณะเหมือน "เฟซฮักเกอร์" (facehuggers) หรือตัวที่ออกมาจากไข่เอเลียน ในภาพยนตร์สยองขวัญแนวไซไฟเรื่อง "Alien" แท้จริงแล้ว เห็ดชนิดนี้ รู้จักในชื่อของ เห็ดเขาเหม็นปลาหมึกยักษ์ (Octopus Stinkhorn) หรือ เห็ดมือปีศาจ ซึ่งอยู่ในตระกูลเห็ดเชื้อรา และในขณะที่เห็ดชนิดอื่นงอกจากพื้นดิน มันกลับงอกออกมาจากโครงสร้างรูปไข่ มีต้นกำเนิดในนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ที่ปกติจะมีความสูงระหว่าง 4-6 เซ็นติเมตร และกว้าง 2.4 เซนติเมตร ดอกเห็ดที่ค่อยๆ งอกออกมา จะมีลักษณะเหมือนนิ้วมือ 4 แฉก และความยาว 10 เซนติเมตร เมื่อเจริญเติบโต เมื่อโตเต็มที่ ดอกเห็ดจะมีสีชมพูแดงส่งกลิ่นเหม็นเน่าเพื่อดึงดูดแมลงมาช่วยกระจายสปอร์ นอกจากนี้ เห็ดมือปีศาจสามารถนำมารับประทานได้ในช่วงที่อยู่ในระยะที่เห็ดยังอยู่ในรูปไข่ ซึ่งจะมีรสชาติและกลิ่นเหมือนผักกาดขาว แต่ถ้าเป็นระยะอื่นไม่สามารถรับประทานได้ เชื่อกันว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพฝรั่งเศส ใช้เป็นเสบียงของทหาร ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News ที่มา  metro

พบการติดเชื้อโรคระบาดในยุควิคตอเรียนศตวรรษที่ 19 อีกครั้ง!
วัณโรค /  อังกฤษ / 

พบโรคลักปิดลักเปิด วัณโรค และไข้หัด ที่เคยระบาดหนักในยุควิคตอเรียน ศตวรรษที่ 19 อีกครั้งในอังกฤษ โรคลักปิดลัก วัณโรค และไข้หัด อาจทำให้เรานึกถึงนิทานเรื่องชาร์ลส์ ดิกเคนส์ แต่โรคระบาดที่เคยระบาดในยุควิคตอเรียนนี้ได้กลับมาพบการติดเชื้ออีกครั้งที่อังกฤษ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก โจซี่ การ์เรตต์ วัย 24 ปี กำลังจะหายจากวัณโรคหลังเข้ารับการรักษาอย่างเข้มข้น การ์เรตต์คือนักศึกษาปริญญาโท แต่เมื่อปีที่แล้ว เธอต้องแยกตัวออกมารักษาตัวที่โรงพยาบาล การ์เรตต์ ผู้ป่วยวัณโรคบอกว่า เธอติดเชื้อวัณโรคมาจากแฟนหนุ่มของเธอ ซึ่งเขาติดเชื้อมาจากเพื่อนของเขาที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน เพื่อนของแฟนเธอติดเชื้อมาจากพ่อของเขา ซึ่งเป็นผู้ป่วยวัณโรครายแรกในช่วงทศวรรษที่ 1990 หลังจากที่เขาเดินทางไปอินเดีย และนี่ทำให้ต้องมีการคิดค้นยาที่จะนำมาใช้รักษาโรค การ์เรตต์บอกว่า จนถึงตอนนี้เธอก็ไม่สามารถที่จะออกไปทำงานหรือพบปะผู้คนได้ เธอไม่สามารถใช้ชีวิตในแบบปกติได้ วัณโรคคือหนึ่งในโรคระบาดที่มักพบในกลุ่มคนยากจน ซึ่งโรคนี้เป็นโรคร้ายแรง ด้านเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเตือนให้ค้นหาเชื้อนี้ในทุกพื้นที่ในกรุงลอนดอน เนื่องจากมันอาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดได้ในอนาคต ดร. ออนการ์ ซาร์โฮทา จากสภากรุงลอนดอน บอกว่า แบคทีเรียในวัณโรคสามารถแพร่เชื้อได้และสามารถมีชีวิตอยู่ในร่างกายเราในระยะเวลานาน และอาจกลับมาออกฤทธิ์และแสดงอาการอีกครั้งได้ ซึ่งมันจะส่งผลต่อระดับภูมิคุ้มกันของร่างกาย แมกซ์ ฟอสเตอร์ จากลอนดอน บอกว่า วัณโรคเป็นหนึ่งในโรคระบาดรุนแรงที่คร่าชีวิตคนได้ในยุคปัจจุบัน โดยทำให้ผู้ติดเชื้อเสียชีวิตได้ 1 ใน 4 คน ผู้ป่วยที่เสียชีวิตหลายพันคนถูกนำมาฝังที่สุสานแห่งนี้ แม้ว่าสถานการณ์โดยรอบตอนนี้จะยังไม่ย่ำแย่ แต่ขณะนี้ในบางพื้นที่ของกรุงลอนดอนก็มีอัตราการติดเชื้อวัณโรคสูงกว่าในรวันดา หรืออิรัก ผลการศึกษาล่าสุดของศูนย์บริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษพบว่า มีโรคระบาดที่เคยระบาดในช่วงศตวรรษที่ 19 กำลังกลับมาระบาดอีกครั้งในลอนดอน ดร. นูเรีย มาร์ติเนซ-อเลียร์ จากโรงพยาบาลกายส์และเซนต์โธมัสในกรุงลอนดอน บอกว่า ขณะนี้ปรากฎการระบาดของโรคไข้หัด โดยเมื่อปีที่แล้วมีผู้ติดเชื้อราว 1 หมื่น 4 พันราย ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 เช่นเดียวกันกับจำนวนผู้ติดเชื้อวัณโรค โรคไอกรน และโรคหัด ที่จำนวนผู้ติดเชื้อในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก 10 ปีก่อน จากสถิติช่วง 5 ปีหลังของอังกฤษ ระบุว่า ผู้ป่วยโรคไข้หัดเพิ่มจำนวนขึ้นร้อยละ 136 โรคลักปิดลักเปิดเพิ่มขึ้นร้อยละ 38 และโรคอหิวาตกโรคเพิ่มขึ้นร้อยละ 300 แต่ผู้ป่วยลักปิดลักเปิดและอหิวาตกโรคยังคงมีจำนวนน้อย อะไรคือสาเหตุที่ทำให้โรคเหล่านี้กลับมาระบาด ดร. นูเรีย มาร์ติเนซ บอกว่า การลดปริมาณการให้วัคซีน เช่น สำหรับโรคหัด การลดลงของระดับภูมิคุ้มกันซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไอกรน การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรยากจน เช่นเดียวกับการทะลักเข้ามาของผู้อพยพและผู้ที่เป็นโรคขาดสารอาหาร 200 ปีผ่านไป แต่ก็ยังคงพบปัญหาการขาดสารอาหาร ความยากจน และการไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุข ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้โรคระบาดในยุควิคตอเรียนกลับมาอีกครั้ง MThai News

ยาไมเกรน ภัยร้ายใกล้ตัว ทำ ปลายมือ ปลายเท้าเน่า ต้องตัดทิ้ง แพทย์เตือนระวัง
ตัดมือ /  ตัดเท้า / 

ไมเกรน หรือโรคปวดศีรษะไมเกรน เป็นโรคที่พบได้บ่อยและรู้จักกันดีในคนทั่วไป ไมเกรนเป็นโรคปวดศีรษะที่เกิดจากสมองมีความไวมากกว่าปกติ เวลามีสิ่งกระตุ้น เช่น นอนน้อย, มีความเครียด, อากาศเปลี่ยน, เจอแสงแดด ก็จะทำให้ระบบสมองหลั่งสารเคมีบางชนิดออกมา ทำให้เกิดการอักเสบของเส้นเลือดและเส้นประสาท รวมทั้งทำให้เกิดการคลื่นไส้และอาเจียนอีกด้วย ประมาณการณ์ว่าคนไทยเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนมากถึง 8 ล้านคน ซึ่งส่วนมากมักจะซื้อ ยาไมเกรน มารับประทานเอง ยาที่นิยมรับประทาน เนื่องจากเป็นยาที่ราคาไม่แพงและสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา คือ “ยาเออโกทามีน” (Ergotamine) หรือที่เรารู้จักในชื่อการค้าว่า “คาเฟอร์กอต” (Cafergot®) เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า สารเออร์กอต (Ergot) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของตัวยาเออร์โกทามีนนั้น ถูกค้นพบครั้งแรกตั้งแต่สมัยกรีกและโรมัน โดยคนที่รับประทานธัญพืชหรือขนมปังที่มีการติดเชื้อราชนิดหนึ่งเข้าไป (Claviceps purpurea) แล้วเกิดอาการแสบร้อนและเกิดการเน่าที่ปลายมือ-ปลายเท้าจากการขาดเลือด ในปี คศ.1918 นักเคมี ชาวสวิสเซอร์แลนด์ สามารถสกัดตัวยาเออร์โกทามีนออกมาจากสารเออร์กอตได้เป็นผลสำเร็จ ในปี คศ.1925 ได้นำตัวยาเออร์โกทามีนมาใช้ในการรักษาไมเกรนได้เป็นผลดี จึงมีการใช้ยาเออร์โกทามีนมาใช้การรักษาไมเกรนอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตัวยาเออร์โกทามีน จะออกฤทธิ์ไม่จำเพาะเจาะจงในระบบประสาท โดยจะไปกระตุ้นตัวรับในสมองหลายชนิด ทำให้สารสื่อประสาทในสมอง เช่น สารซีโรโทนิน (serotonin), โดปามีน (dopamine), นอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) มีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งยังทำให้เส้นเลือดเกิดการหดตัว ประเทศไทย มีตัวยาเออร์โกทามีนจำหน่ายในท้องตลาดอยู่หลายยี่ห้อ อาทิเช่น คาเฟอร์กอต (Cafergot®), อะวาไมแกรน (Avamigran®) , เออร์โกเซีย (Ergosia®), โทฟาโก (Tofago), โพลีกอต-ซีเอฟ (Poligot-CF®), ดีแกรน (Degran®) โดยในเม็ดยานั้นจะประกอบไปด้วยตัวยาเออร์โกทามีน และคาเฟอีน เพื่อเพิ่มการดูดซึมยา ซึ่งจากผลของตัวยาเออร์โกทามีนเอง จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้-อาเจียนได้ ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้ยาชนิดนี้ในการรักษาผู้ที่มีอาการไมเกรนร่วมกับอาการคลื่นไส้-อาเจียน อาจทำให้ความดันโลหิตสูง จากฤทธิ์ที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ในกรณีที่ใช้ยามากกว่า 10 เม็ดต่อเดือน อาจทำให้อาการปวดไมเกรนเป็นมากขึ้นได้ เรียกว่า ปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด (Medication overuse headache) ผลกระทบจากยาอื่นๆ (drug interaction) เช่น ยาต้านเศร้า (Antidepressants), ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics), ยาฆ่าเชื้อรา (Antifungals), ยาต้านไวรัส HIV, ยารักษาโรคจิต (Antipsychotics) เมื่อรับประทานกลุ่มต่างๆเหล่านี้ ร่วมกับยาเออร์โกทามีน จะทำให้ระดับยาเออร์โกทามีนในร่างกายสูงขึ้นเป็นอย่างมาก จนเกิดเส้นเลือดหดตัวอย่างรุนแรง ทำให้ สมองขาดเลือด หัวใจขาดเลือด ปลายมือ - ปลายเท้าเน่า จากการขาดเลือดได้ และอาจถึงแก่ชีวิตได้ ข้อห้ามในการใช้ยาเออร์โกทามีน ห้ามใช้ในผู้ที่มีโรคเส้นเลือดตีบตัน หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อเส้นเลือดตีบตัน เช่น ผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมอง โรคเส้นเลือดหัวใจ โรคเส้นเลือดส่วนปลายผิดปกติ เนื่องจากตัวยามีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดเกิดการหดตัว ทำให้เส้นเลือดตีบตันที่เป็นอยู่เดิม เกิดการตีบตันมากขึ้น จนอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ห้ามใช้คู่กับยาแก้ปวดไมเกรน ชนิดทริปแทน (Triptans) เนื่องจากจะทำให้เส้นเลือดหดตัวอย่างรุนแรง ห้ามใช้ยาที่มีเออร์โกทามีน ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจทำให้แท้งบุตรได้ ห้ามใช้ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้ ห้ามใช้ในผู้ที่มีการทำงานของตับหรือไตผิดปกติ ในกรณีที่มี อาการปวดศีรษะไมเกรนไม่บ่อย (น้อยกว่า 2 ครั้งต่อเดือน) และไม่มีโรคประจำตัว หรือ ไม่ได้รับประทานยาชนิดอื่นๆอยู่ สามารถรับประทาน ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol), ยาลดการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs; Ibuprofen, Naproxen, Mefenamic acid, Diclofenac เป็นต้น), ยาเออร์โกทามีน, หรือ ยาในกลุ่มทริปแทนได้ การใช้ ยาเออร์โกทามีน อย่างถูกต้องนั้น แนะนำให้ใช้ “เฉพาะเวลาปวดศีรษะไมเกรน” เท่านั้น การรับประทานติดต่อกันทุกวันเป็นการใช้ยาที่ผิด ยาชนิดนี้ไม่ควรรับประทานเกิน 3 เม็ดต่อสัปดาห์ หรือทานต่อเนื่องมากกว่า 3 วัน เนื่องจากการรับประทานยาที่มากเกินไปนั้น นอกจากจะเกิดผลข้างเคียงจากตัวยาแล้วยังทำให้เกิดอาการปวดศีรษะมากขึ้น ถ้าอาการปวดศีรษะยังไม่หายหลังจากทานยา ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนจริงหรือไม่ รวมทั้งให้การรักษาอย่างเหมาะสม ในกรณีมี อาการปวดศีรษะไมเกรนบ่อย (มากกว่า 2 ครั้งต่อเดือนหรือปวดรุนแรง) ควรได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจมีความจำเป็นต้องได้รับ “ยาป้องกันไมเกรน” เพื่อควบคุมความรุนแรงของอาการปวดศีรษะไมเกรน รวมทั้งยังทำให้ตอบสนองต่อยาแก้ปวดได้ดีมากขึ้น ข้อมูลโดย เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ

การดูแลรักษา และเลือกใช้ หินแกลบ ในสวน
สวนหน้าบ้าน

วันนี้ Decor.MThai ได้หยิบเรื่องราวจากหนังสือ Life and Home เป็นเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับการดูแลรักษา และเลือกใช้ หินแกลบ ในสวน มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ การดูแลรักษา และเลือกใช้หินแกลบในสวน เป็นบทความของคุณพิมพ์ชนก เกตุนวม และภาพประกอบสวยๆ จากทีมงาน Life and Home เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมเราจะต้องโรยหินแกลบไว้ในสวนที่มีลานกว้างๆ โรยตามทางเดิน และมุมเล็กๆ ที่อยู่นอกสายตา เมื่อเราเลือกใช้หินแกลบแล้ว เราจะมีวิธีการดูแลอย่างไร วันนี้ Decor.MThai มีคำตอบมาให้เพื่อนๆ กันค่ะ การดูแลรักษา และเลือกใช้ หินแกลบ ในสวน  หลักการเลือกใช้หินแกลบ กำหนดขอบเขตให้แน่นอน : ก่อนที่เราจะทำการโรยหินแกลบ เพื่อจะได้รองแผ่นตาข่าย ข้อดีของการรองแผ่นตาข่าย คือช่วยยึดหน้าดินอีกทั้งยังง่ายต่อการรื้อถอนป้องกันวัชพืชยังไม่ให้เกิดขึ้นตามมาอีกด้วย ไม่ควรใช้กับสวนที่มีพื้นที่ขนดใหญ่ : จุดประสงค์หลักๆ ของการใช้หินแกลบคือสร้างความรู้สึกให้สวนดูกว้างขึ้น จึงไม่ควรที่จะใช้กับสวนที่มีพื้นที่กว้างอยู่แล้ว เพราะอาจจะทำให้สวนขาดน้ำหนักอย่างที่ควรจะเป็น เพิ่มมิติ : การใช้หินแกลบควรคละขนาดกรวดหลายขนาด คละสีสักเล็กน้อยเพื่อเพิ่มมิติให้ไม่ดูเรียบจนเกินไป อีกทั้งยังให้ความรู้สึกไม่น่าเบื่อดูมีลูกเล่นอีกด้วย การดูแลรักษา เก็บกวาดสิ่งสกปรกและเพิ่มเติมหินบ้าง : หากจะให้สวนดูสวยงาม ควรดูแลเก็บกวาดใบไม้ในสวนบ้างเพราะจะทำให้สวนดูรก และไม่น่ามอง ทั้งนี้ขนาดของกรวดที่มีขนาดเล็กย่อมกระจัดกระจายได้ง่ายยากแก่การดูแล ดังนั้นควรต้องทำการเก็บกวาดหินกรวด และควรเติมหินแกลบบ้างบางครั้งคราว เพื่อให้พื้นสวนดูเต็มและอัดแน่นขึ้นอีกด้วย ใช้น้ำชะล้างบ้างเป็นครั้งคราว : การใช้น้ำแรงดันสูงในการทำความสะอาดบ้างเป็นครั้งคราวจะทำให้เศษไม้ใบแห้งติดอยู่หายไป อีกทั้งยังช่วยให้ตะไคร่น้ำที่ติดอยู่หลุดออกไปซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยอีกด้วย ใช้น้ำยากันตะไคร่น้ำ : การใช้น้ำยากันตะไคร่น้ำ ถือเป็นวิธีที่กันก่อนแก้ เพราะจะทำให้เราไม่มีเจ้าตะกอนคราบสีเขียวๆ มาก่อกวนใจ และยังลดการหมักหมมของเชื้อรา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิดโรครากเน่าของต้นไม้อีกด้วย ติดตามอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมในหนังสือ Life and Home ฉบับเดือน Octaber 2015 จาก Mbookstore คลิ๊ก

สังฆทาน ทำเอง ที่พระสงฆ์ใช้งานได้จริง มีอะไรบ้าง?
ถวายสังฆทาน /  ทำบุญ / 

สังฆทาน ถวายอย่างไรให้ได้บุญ ขึ้นชื่อว่าเป็นชาวพุทธ ว่างเว้นจากงานและกิจวัตรประจำวันทั่วไป หลายคนเลือกที่จะเข้าวัดทำบุญถวาย สังฆทาน ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดธรรมดา หรือวันสำคัญต่างๆของพระพุทธศาสนา ถือเป็นเรื่องที่ดีงามในสังคม แต่ทุกอย่างบนโลกนี้ย่อมมีหลายด้านเสมอ ธุรกิจร้านขายสังฆทานที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของวัดที่เราเห็นกันส่วนใหญ่นั้น ล้วนแล้วแต่เปิดเพื่อแสวงหากำไรจากความศรัทธาของมนุษย์ โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม ด้วยการนำสิ่งของที่ไร้ประโยชน์ ไม่สามารถใช้ได้จริง หรือบางทีหมดอายุแล้ว มาขายในราคาที่แพงมหาโหด พระสงฆ์ตามหลักของพระพุทธศาสนานั้นถือว่าเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนา ไม่สามารถที่จะเลือกหรือสั่งญาติโยมให้ถวายสิ่งของตามที่ใจต้องการได้ เหมือนที่เราพูดกันอยู่บ่อยครั้งว่าตักบาตรอย่าถามพระ จึงเป็นช่องว่างให้เจ้าของธุรกิจ สังฆทาน กอบโกยกำไรได้อย่างสบายๆ วันนี้แม่หมอ แห่ง Horoscope.mthai.com จะมาบอกต่อสิ่งของที่เราสามารถจัด สังฆทาน ได้เองแบบที่พระสงฆ์ใช้งานได้จริง และมีประโยชน์ จึงอยากให้ทุกคนลองหันมาจัดชุดสังฆทานด้วยตัวเอง รับรองว่าอิ่มบุญแน่นอนค่ะ 1. ผ้าสบง จีวร หรือผ้าอาบน้ำคุณภาพดี ขนาดมาตรฐาน และ ไม่บางจนเกินไป 2. รองเท้า เลือกประเภทที่ทำจากวัถตุดิบดี ไม่ขาดง่าย พื้นรองเท้าไม่บาง เลือกแบบที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ใส่ครั้งเดียวขาด หรือ โดนน้ำแล้วลื่นหัวแตก 3. มีดโกน เนื่องจากพระสงฆ์จะต้องปลงผมอยู่เรื่อยๆ ใบมีดโกนจึงมีความจำเป็นอย่างมาก แต่เลือกใบมีดเกรดดีที่คม ไม่อย่างนั้นจะทำให้เกิดเลือดออกได้ 4. แชมพู ถึงแม้พระสงฆ์จะปลงผม แต่จำเป็นต้องทำความสะอาดเพื่อป้องกันโรคผิวหนัง ควรซื้อแชมพูยาชนิดป้องกันรังแค และเชื้อราบนหนังศรีษะ 5. แปรงสีฟัน เลือกแปรงชนิดที่นุ่มๆหน่อย ไม่ใช่แปรงทีเหงือกแทบหลุด 6. โฟมล้างหน้า อากาศเมืองไทยร้อนมาก ไหนจะฝุ่นละอองเต็มไปหมด พระท่านจึงต้องใช้โฟมล้างหน้า เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกเช่นเดียวกัน อย่าคิดว่าพระจะไม่ใช้นะจ๊ะ 7. สบู่ ครีมอาบน้ำ สิ่งจำเป็น ที่ขาดไม่ได้เลยจริงๆ 8. ผงซักฟอก น้ำยาซักผ้า และ น้ำยาปรับผ้านุ่ม สำหรับซักทำความสะอาดผ้าสบง จีวร 9. กาแฟ โกโก้ หรือ น้ำผลไม้ เพื่อสุขภาพที่ดีของพระ เนื่องจากใบชาคุณภาพต่ำหรือว่าน้ำขิงไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์จริง 10. ชุดน้ำพริก อาหารแห้ง ถ้านึกอะไรไม่ออกขอให้นึกถึงกระปุกน้ำพริกไว้ก่อนเลย 11. ยากันยุง วัดในต่างจังหวัดยุงเยอะมาก หรือสำหรับพระที่ต้องออกเดินธุดงกลางป่า 12. อุปกรณ์ทำความสะอาดกุฏิและวัด เช่น ไม้กวาด ไม้ถูพื้น น้ำยาถูพื้น 13. เครื่องเขียน และ สมุด พระสมัยนี้ต้องเรียนพระปริยัติธรรม 14. ยารักษาโรค ที่มีมาตรฐานและผ่านการรับรอง ใช้สำหรับรักษาโรคพื้นฐานทั่วไป หากต้องการทำบุญให้ได้บุญอย่างแท้จริง อยู่ที่ความตั้งมั่นตั้งใจของตัวเรา สิ่งของที่นำไปถวายพระสงฆ์เป็นเพียงของนอกกาย แต่จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าหากว่าของนอกกายเหล่านี้ ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด  เรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com รูปภาพจาก : http://www.guitarthai.com

ชัวร์สุด! ล้างผักผลไม้ ด้วยน้ำไหลผ่าน 2 นาที ลดสารเคมีตกค้างได้ถึง 92 %
ล้างผลไม้ /  ล้างผัก / 

สธ. แนะล้างผักผลไม้ด้วยวิธี ลอกเปลือกทิ้ง แช่น้ำ 10-15 นาที และล้างด้วยน้ำไหลผ่าน 2 นาที ชี้ลดสารเคมีได้ถึง 92 เปอร์เซ็นต์ กระทรวงสาธารณสุข แนะประชาชนเลือกบริโภคผักผลไม้พื้นบ้านที่มีตามฤดูกาล ช่วยลดความเสี่ยงสารเคมีตกค้างอันตราย หากไม่มั่นใจแนะนำวิธีล้างผักผลไม้ง่ายๆ สะดวก ประหยัด ด้วยการลอกเปลือกทิ้ง แช่น้ำ 10-15 นาที และล้างด้วยน้ำไหลผ่าน 2 นาที ชี้ช่วยลดสารเคมีที่เกาะติดตามผิวผักผลไม้ได้มากที่สุดถึง 92 เปอร์เซ็นต์ ข้อแนะนำในการเลือกซื้อผักสดที่สะอาด ปลอดภัย มีดังนี้ 1.เลือกซื้อผักสดที่สะอาด ไม่มีคราบดินหรือคราบขาวของสารพิษกำจัดศัตรูพืช หรือเชื้อรา หรือกลิ่นฉุนผิดปกติ เลือกที่มีรูพรุนเป็นรอยกัดของหนอนแมลงอยู่บ้าง 2.เลือกซื้อผักสดอนามัยหรือผักกางมุ้งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือแหล่งเพาะปลูกที่เชื่อถือได้อื่นๆ และสับเปลี่ยนแหล่งซื้ออยู่เสมอ 3.เลือกกินผักตามฤดูกาล เนื่องจากผักที่ปลูกได้ตามฤดูกาลจะมีโอกาส เจริญเติบโตได้ดีกว่านอกฤดูกาล ทำให้ลดการใช้สารเคมีและปุ๋ยลง 4.เลือกกินผักพื้นบ้าน เช่น ผักแว่น ผักหวาน ผักติ้ว ผักกระโดน ใบย่านาง ใบเหลียง ใบยอ ผัก กระถิน ยอดแค หรือผักที่สามารถปลูกได้เองง่ายๆ และ 5.ไม่กินผักชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นประจำ ควรกินให้หลากหลายชนิดสับเปลี่ยนกัน เพื่อได้รับประโยชน์ทางด้านโภชนาการ และหลีกเลี่ยงการรับพิษสะสม ทั้งนี้ หากไม่แน่ใจว่าผักสดและผลไม้ที่ซื้อมาบริโภคปลอดภัยจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนอื่นๆ หรือไม่ การล้างผักสดและผลไม้ที่ถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดปริมาณการปนเปื้อนลงได้ วิธีที่ง่ายๆ สะดวก ประหยัดและเป็นวิธีการที่แนะนำได้แก่ การลอกเปลือกทิ้ง แช่น้ำ 10-15 นาที และล้างด้วยน้ำไหลผ่าน 2 นาที ซึ่งการศึกษาของกรมวิชาการเกษตร ระบุสามารถลดสารเคมีที่เกาะติดตามผิวผักผลไม้ได้มากที่สุดถึงร้อยละ 92 นอกจากนี้ ยังมีวิธีใช้สารละลายอื่นๆ ในการล้าง ได้แก่ 1.ใช้น้ำเกลือ ใช้เกลือ 2 ช้อนโต๊ะพูนต่อน้ำ 4 ลิตร 2.ใช้น้ำปูนคลอรีน โดยผสมผงปูนคลอรีน 1/2 ช้อนชาในน้ำ 1 แก้ว คนให้เข้ากันทิ้งไว้ให้ตกตะกอน รินเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำใสผสมน้ำสะอาด 20 ลิตร 3.ใช้น้ำส้มสายชู 1/2 ถ้วยต่อน้ำ 4 ลิตร 4.ใช้น้ำโซดา นำโซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร 5.ใช้น้ำยาล้างผัก ตามวิธีที่ผู้ผลิตแนะนำ แล้วจึงนำผักสดมาล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ส่วนผักที่มีลักษณะเป็นหัว ผล หรือผลไม้ที่กินทั้งเปลือก เช่น องุ่น ล้างด้วยน้ำผสมด่างทับทิม 10-20 เกล็ด ผสมน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ และหยดสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 20 หยด แช่นาน 5 นาที โดยใช้มือถูตามผิวของผล แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีก 1-2 ครั้ง ซึ่งวิธีการล้างต่างๆ เหล่านี้มีประสิทธิภาพในการลดสารเคมีกลุ่มที่ไม่ดูดซึม ได้แก่ เมทธิลพาราไธออน มาลาไธออน ได้ตั้งแต่ร้อยละ 6-92 ที่มาข่าวโดย สำนักสารนิเทศ

ดูกันชัดๆ! นี่คือสิ่งที่อยู่บนมือเด็ก 8 ขวบ หลังจากที่ออกไปเล่นนอกบ้าน
ต่างประเทศ /  วิทยาศาสตร์ / 

เชื้อโรค แบคทีเรีย แน่นอนว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะมันอยู่ทุกที่รอบตัวเรา แค่เราจับลูกบิดประตู เปิดประตูรถ จับมือถือ เงิน ล้วนแต่มีเชื่อโรคสิ่งสกปรกทั้งนั้น! วันนี้ทีนเอ็มไทยจะพาเพื่อนๆ ไปชม "ดูกันชัดๆ! นี่คือสิ่งที่อยู่บนมือเด็ก 8 ขวบ หลังจากที่ออกไปเล่นนอกบ้าน" ที่นักวิจัยได้ทำการทดลองขึ้นค่ะ แล้วมันจะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้น ไปติดตามกันเลย >,< ดูกันชัดๆ! นี่คือสิ่งที่อยู่บนมือเด็ก 8 ขวบ หลังจากที่ออกไปเล่นนอกบ้าน Tasha Sturm เจ้าหน้าที่เทคนิคประจำห้องแล็บ ของวิทยาลัย Cabrillo, รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาได้สร้างสิ่งที่น่าสนใจชิ้นนี้ขึ้นเพื่ออยากให้หลายๆ คนได้รู้ว่า จุลินทรีย์ที่มีอยู่บนโลกนั้นมีหลากหลายชนิดที่อาศัยอยู่บนผิวหนังของมนุษย์อย่างเราๆ และสีสันของสิ่งที่เพื่อนๆ เห็นอยู่ในจานเพาะเชื้อ (petri dish) นี้ก็คือ แบคทีเรีย, ยีสต์ และเชื้อรา ที่ได้จากฝ่ามือของเด็กชายวัย 8 ขวบคนหนึ่ง หลังจากที่เสร็จจากการออกไปเล่นนอกบ้านมา ดูสิได้อะไรติดมือกลับมาเยอะแยะเลย >,< Tasha Sturm ได้อธิบายให้ฟังว่า เธอนำ Trypticase soy agar (TSA) หรือ อาหารเลี้ยงเชื้อแบคทีเรีย ในรูปแบบเจล ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการที่สมบูรณ์ในการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย มาใช้ในการทดลอง เธอนำมือของเด็กชายวัย 8 ขวบมากดลงเบาๆ บริเวณเจล TSA หลังจากนั้นเธอก็ปล่อยให้แบคทีเรียเจริญเติบโต .. และแล้วผลก็ออกมาดั่งภาพที่เพื่อนๆ เห็นกันนี่แหละค่ะ เมื่อส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะเห็นแบคทีเรียหลากหลายชนิด เห็นโครงสร้าง, ลักษณะของพวกมัน คือไม่มีเยื่อหุ้มป้องกัน, ไม่มีแฟลเจลลัม (flagella) เส้นใยขนาดยาว ที่ยืดยาวออกมาจากเซลล์ มีลักษณะการเคลื่อนที่คล้ายแส้ ช่วยให้เซลล์เคลื่อนที่ไปข้างหน้า นอกจากนี้แต่ละตัวก็จะสร้างอาณาเขตของตัวเอง มีขนาดและพื้นผิวที่แตกต่างกัน และถึงแม้การทดลองนี้จะแสดงให้เห็นว่า เหมือนเจ้าพวกแบคทีเรียมันอันตราย! แต่ก็อย่าลืมว่ามันก็เป็นเรื่องปกติที่มันจะอาศัยอยู่บนมือหรือผิวหนังของเพื่อนๆ เพราะในชีวิตประจำวันของเราทุกคนต้องจับสิ่งของร่วมกันหลายชิ้นหลายสิ่ง แน่นอนว่าทุกที่ล้วนสกปรก มีเชื้อโรคทั้งนั้น แต่เราสิ่งที่เราทำได้คือการรักษาความสะอาด หมั่นล้างมือ เช็ดทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้เป็นประจำ แค่นี่ก็โอเคแล้ว >,< โดย teen.mthai.com (ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยค่ะ) source : www.boredpanda.com

นักสืบพันทิป กดดันจนแฟนบอลสาวสุพรรณรับโกหกลูกป่วยตุ๋นเงิน
ชาริล ชัปปุยส์ /  ตูน บอดี้แสลม / 

ความลับไม่มีในโลก นักสืบพันทิป ตั้งข้อสงสัย พร้อมแฉแฟนบอลสาว สุพรรณบุรี เอฟซี โกหกว่าลูกสาวป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดแดง หลอกตุ๋นเงินบริจาค ชาริล ชัปปุยส์ และตูน บอดี้สแลม ก็ตกเป็นเหยื่อ กลายเป็นเรื่องให้พูดถึงในเว็บบอร์ดดัง pantip.com หลังแฟนเว็บบอร์ดได้ตั้งข้อสงสัยกรณีที่มีแฟนบอลสาว สุพรรณบุรี เอฟซี ท่านหนึ่ง อ้างว่าป่วยเป็นโรคเชื้อราที่ไขกระดูก แถมลูกสาว น้องกอหญ้า วัย 7 ขวบ ก็ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดแดง ซึ่งต้องใช้เงินค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก ทำให้แฟนบอล สุพรรณบุรี เอฟซี รวมถึงแฟนบอลสโมสรอื่นๆ ร่วมบริจาคเงินให้จำนวนมาก รวมแล้วกว่า 3 แสนบาท ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี ชาริล ชัปปุยส์ ดาวเตะล้านเมีย และตูน บอดี้สแลม นักร้องชื่อดัง ที่ก็ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือด้วย เมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว โดยเมื่อวันที่ 22 ก.ค.58 ได้มีบุคคลท่านหนึ่ง ได้ไปตั้งกระทู้สงสัยในพฤติกรรมการของแฟนบอลสาวรายนี้ในพันทิป (http://pantip.com/topic/33955262) เพราะที่ผ่านมาปีกว่า ยังไม่เคยเห็นหลักฐานการรักษาพยาบาลสำหรับลูกสาว น้องกอหญ้า เลย โดยสงสัยว่าน่าจะเป็นการหลอกลวง เพื่อต้มตุ๋นเอาเงินบริจาคเสียมากกว่า ทำให้ล่าสุด หญิงสาวคนดังกล่าว ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ตะวันฉาย ในม่านเมฆ โดยยอมรับสารภาพว่า ลูกสาวไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้าย โดยเป็นแค่ภาวะเสี่ยงเท่านั้น โดยข้อความมีดังนี้ นี้คือความจริงที่จะออกมาขอโทษพี่ๆ น้องๆ ทุกคนว่า กอหญ้า เปงแค่พาวะเสี่ยงเฉยๆ คะยังไม่แน่ชัดว่าเปงไหมเมื่อช่วง3-4ที่ผ่านมากอหญ้าป่วยบ่อยเข้าโรงบาลบ่อยถึงไม่เสียค่ายาแต่ค่ากินอยู่หลายบาทอยู่คะฉายเลยไปกู้รายวันบ้างเงินด่วนบ้างแชร์ทองเอาทุกอย่างเลยกลายเปงนี้หลักแสนจนฉายต้องหลบค่าหนี้ประกอบเริ่มไปดูบอลแร้วเล่นเฟสเลยทำให้รู้จักพี่ที่เชียร์บอลเข้าก้อเขามาถามว่าเปงอาไรเข้าโรงบาลบ่อยก้อเลยบอกไปว่าเปงมะเร็งเม็ดเลือด ก้อเริ่มเขามามีคนเอาเงินมาช่วยเหลือกอหญ้าเริ่มมีอาการประมูลขึ้นเริ่มได้เงินเยอะฉายก้อปล่อยตามเลยคะเงินที่ได้ประมาณทุกๆช่องทางการช่วยเหลือ300,000บาทคะภายในหนึ่งปีที่ได้150,000แรกฉายเอาไปส่งรายวันส่งเงินด่วนแชร์ทองประมาณ6-7เจ้าคนนี้10000 คนนั้น15000คะเอาชื่อตัวเองมั้งเอาชื่อน้ากู้มั้งคะแร้วอีก70,000ฉายเอาไปใช่หนี้ที่ฉายกู้มาตอนกอหญ้าเริ่มคลอดคะเพราะพ่อมันไม่ค่อยส่งเงินมาให้เพราะมันติดผู้หญิงฉายก้อเลี้ยงกอหญ้ามาตลอดแร้วที่เหลือฉายก้อใช้จ่ายทั่วไปคะฉายกราบขอโทษในความผิดพลาดที่เกินให้อภัยครั้งนี้......ที่เอากอหญ้ามาเกี่ยวข้องฉายขอรับผิดในครั้งนี้ขอให้สังคมให้โอกาสสักครั้งหนึ่งคะที่พูดทั้งหมดคือความจริงทุกอย่างคะฉายรู้สึกผิดคะในครั้งนี้คะมากๆคะ ตอนนี้ฉายได้รับผลกรรมที่ทำไว้แร้วคะ ฉายกราบขอโทษทุกๆท่านที่เคยเมตตาต่อน้องกอหญ้าแต่ฉายผิดเองคะที่เอาน้องมายุ่งด้วยคะแร้วที่กอหญ้าน้องโรงบาลครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องในครั้งนี้น้องมีอาการอาเจียนอยู่แร้วคะ ไม่ใช้เอาน้องมาบังหน้าคะเพราะพวกคุนๆโพสด่าตั้งแต่4-5ทุ่มเมื่อคืนแต่กอหญ้าเขาตอนนี่ตี5คืออาเจียนเลือดคะก้อเลยพามาคะ ทั้งนี้แฟนบอลที่เคยช่วยบริจาคเงิน เตรียมที่จะดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น ได้มีการโพสเฟซบุ๊คต่อว่าอย่างหนัก ขอบคุณกระทู้ : pantip.com/topic/33955262

EMPERADOR CIGAR CHEST เป็นทั้งนาฬิกาและกล่องเก็บซิก้าร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ
EMPERADOR CIGAR CHEST. นาฬิกา /  กล่องเก็บซิก้าร์

EMPERADOR CIGAR CHEST เป็นทั้งนาฬิกาและกล่องเก็บซิก้าร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ใครที่กำลังหาของขวัญเพื่อมอบให้คนพิเศษในช่วงปีใหม่นี้ เราขอแนะนำของขวัญสุดพิเศษและเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ มันคือ EMPERADOR CIGAR CHEST ดูภายนอกอาจเหมือนกล่องสีดำธรรมดาแต่เมื่อเปิดฝาขึ้นมาต้องทึ่งกับสิ่งที่อยู่ภายใน เพราะมันทั้งหรูหราและดูมีคุณค่ากว่าที่หลายคนคิด เริ่มจากตรงส่วนกลางของกล่องซึ่งเป็นนาฬิกา tourbillion ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนมากกว่า 300 ชิ้น โดยผู้ผลิตนาฬิกาชั้นนำจากสวิส และรายล้อมไปด้วยหลอดแก้ว 24 ใบที่มีซิก้าร์ Grand Cru พันด้วยแผ่นทองคำแท้บรรจุอยู่ภายใน ซึ่งคนที่จะหยิบขึ้นมาสูบได้ต้องใส่รหัสให้ถูกเสียก่อน บอกแล้วว่าสำหรับคนพิเศษจริงๆ EMPERADOR CIGAR CHEST เป็นทั้งนาฬิกาและกล่องเก็บซิก้าร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ มิติของตัวกล่องมีขนาด 70 x 45 x 30 ซม. ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือช่างนาฬิกามือฉมังจากสวิส ประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 2,675 ชิ้น ระบบประมวลผล 33 ตัว วัสดุของกล่องไม่ใช่ไม้อย่างที่เข้าใจ แต่เป็นแก้ว Alucobond และอะลูมิเนียมรังผึ้งแทรกเส้นใยคอมโพสิต นอกจากนี้ยังเสริมด้วยวัสดุต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา รวมถึงฉนวนกันความร้อนที่มีส่วนผสมของทองคำ, นิกเกิลแพลเลเดียมชุบโรเดียม จากนั้นเคลือบทับด้วยสีดำเงา เบื้องหลังที่ทำให้ EMPERADOR แตกต่างจากกล่องเก็บซิก้าร์ทั่วไปคือ มันมีความซับซ้อนของเรื่องจักรกลและระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนในระดับสูง เพื่อความแม่นยำในการรักษาอุณหภูมิและความชื้นให้คงที่เพื่อปกป้องซิก้าร์ให้อยู่ในสภาพอากาศที่พอเหมาะ ด้วยความหรูหราทันสมัยแบบนี้ไม่สงสัยเลยว่าราคาของมันจะอยู่ที่ 1 ล้านดอลล่าร์หรือประมาณ 35 ล้านบาท! ภาพและข้อมูลจาก luxatic.com ติดตามเพิ่มเติมได้ใน A'Lure Magazine Vol.66

เคล็ดลับง่ายๆ ดูแลผมสวยสุขภาพดี ให้เหมาะกับสภาพผม
ดูแลผม /  ผมสวย / 

        มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกภาพ นิสัยใจคอ รูปร่างหน้าตา รวมไปถึงลักษณะของเส้นผม ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของใบหน้า ที่ช่วยสร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น ได้ตั้งแต่แรกเจอ ผู้หญิงเราจึงมักให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาเส้นผมเป็นอันดับแรกๆ เริ่มตั้งแต่การคิดประดิษฐ์ ทรงผมให้เข้ากับรูปหน้า การจัดแต่งทรงผมให้สวยเก๋ในทุกมุมมอง ตลอดจนการบำรุงเส้นผมให้แลดูสวยสุขภาพดีอยู่ เสมอ แพนทีน จึงขออาสามาไขความกระจ่างพร้อมแนะนำเคล็ดลับในการดูแลและบำรุงเส้นผมที่เหมาะกับลักษณะ ของเส้นผมที่ต่างกัน ทำความรู้จักลักษณะของเส้นผม สาวๆ ควรทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสภาพเส้นผมของตนเอง เพราะการออกแบบทรงผม การจัดแต่งทรงผม ตลอด จนการดูแลรักษาเส้นผมด้วยผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต้องคำนึงถึงชนิดของเนื้อเส้นผมให้มากที่สุด - สำหรับสาวๆ ที่มีผมเส้นเล็ก มักพบกับปัญหาการจัดแต่งทรงยาก เซ็ทผมแล้วไม่ทน อาจลองไว้ผมบ๊อบสั้นสไลด์ปลาย ก็สามารถช่วยเพิ่มวอลลุ่ม ให้ทรงผมดูหนาขึ้นได้เป็นอย่างดี . - สำหรับผมที่มีลักษณะผมเส้นใหญ่ มักเข้าได้ดีกับการเซ็ทด้วยโรลม้วนผม หรือการดัด ผม เพราะจะช่วยทำให้ผมดูอยู่ทรงยิ่งขึ้น แต่เส้นผมชนิดนี้มักขาดความเงางาม จึงควรหมั่นบำรุงเส้นผมด้วยคอนดิชัน เนอร์เป็นประจำทุกวัน . - เส้นผมอีกประเภทที่ดูแลยาก และต้องการการบำรุงอยู่เสมอ คือ ผมหยักศก เพราะเป็นประเภท เส้นผมที่มีสปริงค่อนข้างมาก ทำให้เซ็ทผมได้ยากกว่าผมชนิดอื่นๆ . เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงเส้นผมส่วนใหญ่ ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันและทดลองมาเพื่อให้เหมาะกับ สภาพเส้นผมที่แตกต่างกัน จึงนับเป็นข้อดีของเรา ที่มีโอกาสได้เลือกใช้แชมพูและคอนดิชันเนอร์ที่สามารถช่วยบำรุง เส้นผมและหนังศีรษะของเราได้อย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นเส้นผมที่ผ่านการดัด ทำสี และโดนความร้อนมาอย่างโชกโชน เส้นผมแห้ง แตกปลาย ที่ต้องการเติมความชุ่มชื้น หรือแม้แต่เส้นผมเปราะบาง ขาดร่วงง่าย ที่ต้องการเสริมสร้างความ แข็งแรงจากรากสู่ปลายผม โดยหมั่นทำความสะอาดและบำรุงเส้นผมด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผมของตนเอง เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เส้นผมของเรากลับมาแข็งแรงและมีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง ดูแลรักษาเส้นผมให้ถูกต้องตามขั้นตอน การทำความสะอาดและบำรุงเส้นผม ดูเหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ที่ทุกคนคุ้ยเคยกันเป็นอย่างดี แต่หากทำ อย่างผิดวิธี ก็อาจทำให้เกิดปัญหาหนังศีรษะต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหารังแค เชื้อราบนหนังศีรษะ และผมขาด หลุดร่วง เป็นต้น เริ่มที่ขั้นตอนแรก คือ การหวีผมก่อนสระ เพื่อลดการพันกันของเส้นผม และช่วยกระตุ้น การไหลเวียนของเลือดเพื่อไปเลี้ยงเส้นผม จากนั้นจึงใช้น้ำสะอาดล้างผมก่อนสระ เพื่อชะล้างน้ำมันและสิ่งสกปรกออก แล้วจึงตามด้วยการสระผมด้วยน้ำในอุณหภูมิห้อง โดยถูแชมพูสระผมกับฝ่ามือก่อน เพื่อช่วยลดปริมาณสารเคมีของ เนื้อครีมไม่ให้สัมผัสกับหนังศีรษะโดยตรง และใช้คอนดิชันเนอร์นวดหนังศีรษะและเส้นผมทุกครั้งหลังสระผมเพื่อให้สารบำรุงสามารถซึมเข้าสู่เส้นผมได้เป็นอย่างดี เพียงวิธีง่ายๆ แค่นี้ก็จะได้เส้นผมที่มีสุขภาพดีในสไตล์ที่ใช่คุณ ขอบคุณเนื้อหาดีดี จาก  แพนทีน

รู้ทัน โรคภูมิแพ้ เรื้อรัง โรคฮิตคนเมือง
Skin Test /  ฉีดวัคซีน / 

อาการคันตา คันจมูก น้ำมูกไหล ไปจนถึงหอบรุนแรง สาเหตุจาก โรคภูมิแพ้ ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตที่พบได้ทุกเพศ ทุกวัย จากสถิติแล้วมักพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยโรคภูมิแพ้หลักๆ ที่พบมีอยู่ 6 ประเภท คือ 1. ภูมิแพ้ทางระบบทางเดินหายใจ ซึ่งรวมถึง ภูมิแพ้ทางจมูก, ภูมิแพ้ทางตา, โรคหอบหืด, 2. ภูมิแพ้ทางผิวหนัง ได้แก่ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคผื่นแพ้สัมผัส โรคลมพิษ , 3. ภูมิแพ้อาหาร 4.ภูมิแพ้แมลงกัดต่อย 5. ภูมิแพ้ยา และ 6. การแพ้ชนิดรุนแรง ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โรงพยาบาลกรุงเทพ จึงได้จัดงาน “พิชิตโรคภูมิแพ้เรื้อรัง โรคฮิตของคนเมือง” เพื่อแนะวิธีปรับพฤติกรรม สร้างความเข้าใจ ตลอดจนการป้องกันและแนวทางรักษาโดยการฉีดวัคซีนโรคภูมิแพ้ที่แก้ถึงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แพทย์หญิงแพทย์หญิง เอวริน ลีเชวงวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้ ศูนย์ภูมิแพ้และหอบหืดกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ เปิดเผยว่า โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบมากขึ้นทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย โดยในปัจจุบันคาดการณ์ว่ามีคนไทยมากกว่า 18 ล้านคนเป็นโรคภูมิแพ้ ซึ่งในจำนวนนี้ กว่า 10 ล้านคนเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก โดย 20% พบในผู้ใหญ่ และ 40% พบในเด็ก ส่วนอีกกว่า 5 ล้านคนเป็นโรคหืด โดยโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้บางอย่าง และภูมิต้านทานผู้นั้นตอบสนองผิดไปจากคนทั่วไป ทำให้เกิดโรคและอาการต่าง ๆ ขึ้น เช่น คนทั่วไปที่สูดฝุ่นละอองภายในบ้าน ซึ่งมีไรฝุ่นจะไม่เกิดอาการผิดปกติ แต่ถ้าผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ไรฝุ่น สูดเอาฝุ่นละอองเข้าไปจะเกิดอาการน้ำมูกไหล คันจมูก คันตา หรือมีอาการหอบเกิดขึ้น ซึ่งการที่พบโรคภูมิแพ้ของระบบการหายใจเพิ่มขึ้นในประเทศไทยก็เพราะวิถีของคนไทยเปลี่ยนไป จากการอยู่อาศัยตามไร่นา พบปะกับเชื้อโรคในดิน คอกสัตว์ ทำให้ภูมิต้านทานแข็งแรงเปลี่ยนไปเป็นแบบตะวันตกมากขึ้น อยู่ในเมือง มีสุขอนามัยที่ดีทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ เพดานเตี้ย ใช้พรมซึ่งเป็นแหล่งสะสมไรฝุ่น เลี้ยงสุนัข แมวในบ้าน ทำให้พบปะกับสารก่อภูมิแพ้มากขึ้น ปัจจัยอื่นมาร่วมด้วย เช่น มลพิษในอากาศ ฝุ่นละอองตามถนน ควันจากท่อรถยนต์ และจากโรงงานอุตสาหกรรม และควันบุหรี่ ล้วนเป็นปัจจัยทำให้อุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้ในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น โรคภูมิแพ้มีสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ กรรมพันธุ์ ซึ่ง โรคภูมิแพ้ หลายโรคจะเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้ามีพันธุกรรม เช่น โรคหืด โรคแพ้อากาศ และผื่นภูมิแพ้ในเด็ก ยิ่งถ้ามีประวัติว่าทั้งพ่อและแม่เป็น จะยิ่งมีโอกาสมากกว่าพ่อหรือแม่เป็นฝ่ายเดียว โรคภูมิแพ้บางอย่าง สาเหตุจากพันธุกรรมไม่ค่อยเป็นปัจจัยสำคัญมากนัก เช่น ลมพิษ แพ้อาหาร แพ้ยา หรือแพ้จากการสัมผัส เช่น แพ้เครื่องประดับ แพ้เครื่องสำอาง เป็นต้น ปัจจัยที่ 2 คือ สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมาก เพราะสารก่อภูมิแพ้ที่จะเข้าร่างกายเราเกิดจากสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น ไม่ว่าสารก่อภูมิแพ้ที่เข้าร่างกายโดยการหายใจ หรือจากการรับประทาน หรือจากการสัมผัส สารก่อภูมิแพ้บางอย่างสังเกตได้ง่าย เช่น อาหาร หลังจากการรับประทานอาหารทะเล อาจเป็นลมพิษภายในเวลาครึ่งชั่วโมง หรือกินยาแล้วมีผื่นขึ้น ผู้ป่วยกวาดบ้าน เล่นกับแมว หรือสุนัขแล้วเกิดอาการจาม คัดจมูกหรือหอบ สารก่อภูมิแพ้บางอย่างสังเกตได้ยาก เพราะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น เกสรหรือเชื้อราในอากาศ หรือไรฝุ่นในบ้าน ซึ่งมีมากตามที่นอน หมอน โซฟา ห้องรับแขก พรม ฯลฯ นอกจากนี้สารระคายเคืองยังมีปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้นหรือมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น อากาศหนาว อากาศเปลี่ยน มลพิษในอากาศจากควันรถ ควันโรงงานอุตสาหกรรม ฝุ่นละอองตามท้องถนน ภายในบ้านหรือในสำนักงาน ก็มีควันบุหรี่ กลิ่นฉุนจากน้ำหอม สเปรย์ฉีดผม หรือน้ำยาทำความสะอาดเป็นตัวการสำคัญ แพทย์ชี้ว่า สารก่อภูมิแพ้ 5 อย่างที่พบบ่อย ได้แก่ ไรฝุ่น, แมลงสาบ เศษโปรตีนจากไรฝุ่นและแมลงสาบที่หลุดจากเปลือกหุ้มรอบตัว ลำตัว ขา น้ำลาย และอุจจาระ ล้วนเป็นสารก่อภูมิแพ้ เมื่อได้รับโปรตีนเหล่านี้เข้าไปจะทำให้อาการกำเริบได้ เกสรหญ้า เนื่องจากละอองเกสรมีขนาดเล็กมากจึงปลิวไปตามลมได้หลายกิโลเมตร และพบว่ามีทั่วไปในอากาศ เชื้อรา ซึ่งชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่เรียกว่า สปอร์ แพร่กระจายในอากาศ และเข้ามาในเยื่อบุทางเดินหายใจของผู้ที่แพ้ อาจทำให้เกิดโรคแพ้อากาศ หรือโรคหืดได้ และสัตว์เลี้ยงเช่น สุนัข แมว ซึ่งกระตุ้นจากการสัมผัส การสูดหายใจเอาขน หรือรังแคของสัตว์เหล่านี้เข้าไป หากมีอาการบ่งชี้ 3 ข้อคือ เป็นหวัด คัดจมูกเรื้อรัง นานกว่า 1เดือน ไอ หอบ หรือหายใจมีเสียง เรื้อรังนานกว่า 1เดือน หรือเป็นผื่นคันเรื้อรังนานกว่า 1เดือน ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย โดยแพทย์จะทำการทดสอบสารก่อภูมิแพ้ แบบ Skin Test ซึ่งเป็นการทดสอบทางผิวหนัง ว่ามีปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ตัวใด อันเป็นสาเหตุให้เกิดอาการแพ้ต่าง ๆ ซึ่งจะทดสอบตัวใดบ้างนั้นขึ้นอยู่กับแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามประวัติความเจ็บป่วย เพื่อให้ทราบว่า แพ้สารก่อภูมิแพ้ตัวไหน จะได้หลีกเลี่ยงและจัดการกับสิ่งแวดล้อม อันเป็นต้นเหตุของโรคภูมิแพ้และหอบหืดได้อย่างถูกต้อง ควบคู่ไปกับการรักษาทางยา การทดสอบสารก่อภูมิแพ้ แบบ Skin Test เป็นการทดสอบโดยแพทย์จะทำการหยดน้ำยาที่ต้องการจะทดสอบประมาณ 10-20 จุด ลงบนแขนด้านใน แล้วใช้ปลายเข็มสะกิดเพื่อให้น้ำยาซึมผ่านลงใต้ชั้นผิวหนัง ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที การสะกิดนั้นจะไม่มีบาดแผลใด ๆ หากมีการแพ้เกิดขึ้น บริเวณที่สะกิดจะบวมนูน-แดง-คัน คล้ายตุ่มยุงกัด จะมีโอกาสแพ้มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของตุ่มที่บวม เมื่อทราบสาเหตุของภูมิแพ้ แพทย์จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการให้ยากิน การปรับพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นภูมิแพ้ หรืออาจใช้วิธีการรักษาใหม่ ด้วยวัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้ รูปแบบการรักษาโรคภูมิแพ้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการภูมิแพ้ที่เป็น โดยขั้นต้นวินิจฉัยว่าถ้าผู้ป่วยมีอาการเป็นนานๆ ครั้ง ไม่รบกวนชีวิตประจำวัน สามารถรักษาได้โดยการกินยาแก้แพ้ ยาลดอาการคัดจมูกเฉพาะเวลาที่มีอาการ ขั้นที่ 2 มีอาการบ่อยขึ้นหรือเกือบทุกวัน ต้องกินยาบ่อยมาก จะให้รักษาโดยการใช้ยาพ่นจมูกที่มีสเตียรอยด์ร่วมด้วย หรือใช้น้ำเกลือล้างจมูกเสริม สามารถหยุดการใช้ยาเป็นช่วงๆ ได้ ขั้นที่ 3 คือมีอาการแบบไม่สามารถหยุดใช้ยาได้ ต้องใช้ยาเพื่อระงับอาการอยู่ตลอด ในคนไข้กลุ่มนี้ แพทย์จะพิจารณาการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ให้กับผู้ป่วย ซึ่งวัคซีนภูมิแพ้นั้น เป็นวิธีการรักษาโดยการฉีดสารที่ก่อภูมิแพ้เข้าใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการทนต่อสิ่งที่แพ้ได้ดีขึ้น โดยการเริ่มจากปริมาณวัคซีนขนาดน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยเพิ่มปริมาณวัคซีนทีละน้อย ซึ่งวิธีนี้ผู้ป่วยจะสามารถทนต่อสิ่งที่แพ้ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้เคียงคนปกติมากที่สุด ซึ่งโรคภูมิแพ้ที่เหมาะกับการฉีดวัคซีน เช่น เยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ มีอาการคันตา เคืองตา น้ำตาไหล ตาสู้แสงไม่ได้ โรคหอบหืดที่มีสาเหตุจากภูมิแพ้ที่สามารถควบคุมอาการของโรคได้ดีแล้ว โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง ฯลฯ โดยสารภูมิแพ้ที่ใช้ฉีดบ่อยๆ เช่น ไรฝุ่น, แมลงสาบ, เกสรหญ้า, ขนแมวและเชื้อรา การรักษาด้วยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ สามารถฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 4 ขวบขึ้นไป แพทย์ต้องทำ skin test เพื่อตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ในผู้ป่วยรายนั้นๆ และดูความรุนแรงของการแพ้ก่อน แล้วจึงฉีดสารก่อภูมิแพ้ที่ตรวจพบในผู้ป่วยรายนั้นๆ เข้าใต้ผิวหนัง บริเวณต้นแขน ในระยะ 6 เดือนแรก จะฉีดสัปดาห์ละครั้งโดยประมาณ สามารถฉีดคลาดเคลื่อนได้เล็กน้อย และจะปรับปริมาณวัคซีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และฉีดห่างขึ้นเป็น 2 สัปดาห์/ครั้ง, 3 สัปดาห์/ครั้ง และ 4 สัปดาห์/ครั้ง โดยแพทย์จะเพิ่มปริมาณวัคซีนมากขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยทนต่อสิ่งที่แพ้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ อาการภูมิแพ้ที่เคยเป็นจึงมีลดลง หรืออาจไม่แสดงอาการเลย ระยะเวลาที่ฉีดโดยประมาณ 3-5 ปี เพื่อให้ผลของการทนต่อสารภูมิแพ้ของผู้ป่วยอยู่ยาวนานต่อไปอีกหลายๆ ปี หลังจากหยุดฉีดวัคซีน ประสิทธิภาพของวัคซีนนั้น จะช่วยให้ผู้ป่วยทนต่อสารก่อภูมิแพ้ในสภาพแวดล้อมได้ดีมาก จนอาจไม่แสดงอาการเลย ไม่ต้องใช้ยา ซึ่งให้ผลลัพธ์สูงถึง 80-90% ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละราย นอกจากบางภาวะที่ร่างกายอ่อนเพลีย อดนอน หรือเจอกับสารก่อภูมิแพ้ที่มากกว่าในภาวะปกติ เช่น ในรายที่แพ้ไรฝุ่น แล้วทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ อาจเกิดอาการแพ้ขึ้นมาในช่วงสั้นๆ ก็ใช้ยาแก้แพ้ช่วยในช่วงระยะนั้น อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนภูมิแพ้มีโอกาสเกิดการแพ้ชนิดรุนแรงได้ ซึ่งอาการจะคล้ายกับคนที่แพ้อาหารหรือแพ้ยาฉีดชนิดรุนแรง มีอาการเช่น ผื่นคันลมพิษ คันคอ ไอ หายใจอึดอัด หอบ คันตา อาเจียน ปวดท้อง ซึ่งมักเกิดขึ้นภายใน ครึ่งถึง 1 ชั่วโมงหลังฉีดยา ดังนั้นหลังฉีดยา ผู้ป่วยควรนั่งพักรอดูอาการก่อน เพื่อให้แพทย์ทำการรักษาได้ถ้าเกิดอาการแพ้ขึ้น ถ้าผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำจะมีโอกาสของการเกิดแพ้ยาชนิดรุนแรงน้อยมาก และไม่ควรฉีดวัคซีนในขณะที่ร่างกายอ่อนเพลีย ป่วยหรืออดนอน หลังฉีดวัคซีน 2 ชั่วโมง ไม่ควรไปออกกำลังกายหนักๆ ในระหว่างที่ฉีดวัคซีนภูมิแพ้ ผู้ป่วยควรต้องจัดสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้มีสารก่อภูมิแพ้ให้น้อยลงเท่าที่จะทำได้ ใช้ผ้าปูที่นอนกันไรฝุ่น ดูแลทำความสะอาดอยู่เสมอ และควรออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แพทย์หญิงแพทย์หญิง เอวริน ลีเชวงวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรคภูมิแพ้ ศูนย์ภูมิแพ้และหอบหืดกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ

เล็บ ใครเป็นแบบนี้บ้าง อยากรู้ไหมว่าเกิดจากอะไร...ตามมา
สุขภาพเล็บ /  เล็บ / 

เล็บมือของคนเราสามารถบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับตัวตนผู้เป็นเจ้าของได้หลายอย่าง เช่น ดูเล็บมือก็อาจรู้ว่าคุณทำงานลักษณะไหน รายได้เป็นอย่างไร หรือแม้แต่งานอดิเรกของคุณน่าจะเป็นอะไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่เล็บจะบ่งชี้ได้ก็คือสุขภาพร่างกายของคุณ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณควรดูแลเอาใจใส่เล็บของคุณอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยปละละเลยจนอาจก่อให้เกิดปัญหา เพราะนอกจากสำคัญกับเรื่องสุขภาพแล้ว เล็บยังทำให้คุณดูมีบุคลิกภาพดีอีกด้วย วิธีการดูแลก็ง่ายๆ เพื่อความสะอาดของเล็บมือ คุณควรตัดเล็บสัปดาห์ละครั้ง และที่สำคัญควรคำนึงถึงผิวหนังบริเวณรอบๆเล็บของคุณด้วย ไม่ควรตัดสั้นเกินไปจนถึงผิวหนัง ปลายนิ้วหรือขอบข้างเล็บ เวลาตะไบแต่งปลายเล็บ ให้ถูตะไบไปทางเดียวกัน อย่าถูย้อนไปย้อนมา และถ้าเป็นไปได้ คุณควรตัดเล็บหลังจากที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ เพราะหลังจากโดนน้ำ เล็บและผิวหนังรอบเล็บของคุณจะอ่อนตัว ง่ายแก่การตัดทำความสะอาด จากนั้นก็ล้างมือและเช็ดให้แห้ง แต่หากเล็บของคุณมีลักษณะบางอย่างชวนให้สงสัยว่าจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ เช่น มีสีคล้ำ สีซีดขาว เป็นจุดกระเกล็ดปลา หรือดูเหมือนจะเสียรูปเพราะการติดเชื้อใดๆ เรามีข้อแนะนำเพิ่มเติมโดย ดร.ซิลเวีย ไบรซ์ และ ดร.พอล เคชิจิอัน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง ได้ชี้ให้เห็นถึงลักษณะเล็บเสียที่แสดงว่ามีปัญหาเรื่องสุขภาพ และจะมีลักษณะแตกต่างกันไป ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ควรแก้ไขอย่างไร ดังนี้ 1. เล็บหนา ผิวเล็บร่อนเปราะ อาจมีสาเหตุมาจากเชื้อราซึ่งเกิดเพราะความอับชื้น แล้วคุณไม่ได้รักษาความสะอาดดีพอ ปัญหานี้มักจะเกิดกับนักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ หากปล่อยทิ้งไว้ เล็บคุณอาจหักกร่อนและเสียมากขึ้น จนถึงขั้นไม่มีการงอกใหม่ คุณควรไปพบแพทย์โรคผิวหนัง ซึ่งสามารถแนะนำและรักษาได้อย่างถูกวิธี 2. เล็บมีสีดำคล้ำผิดไปจากสีเล็บปกติ อาจเกิดจากการที่เล็บของคุณไปกระทบกระแทกกับสิ่งใดแรงๆ และหากบริเวณปลายนิ้วมีอาการบวมเป่งด้วย อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบไปพบแพทย์โรคผิวหนัง และที่สำคัญอย่าแคะเขี่ยเพื่อให้อาการบวมเป่งนั้นยุบแฟบ เพราะหากนิ้วและเล็บคุณเป็นแผล อาจเกิดการติดเชื้อลุกลามได้ 3. เล็บเปลี่ยนเป็นสีต่างจากสีเล็บปกติ ไม่ว่าจะเป็นสีแดง น้ำเงิน เหลือง น้ำตาล หรือสีอื่นใดที่ผิดจากสีเล็บปกติโดยที่ไม่ได้เกิดจากการกระทบกระแทกหรือเสียดสีใดๆ ให้คิดก่อนว่านั่นอาจหมายถึงเล็บของคุณเกิดการติดเชื้อ ควรไปพบแพทย์โรคผิวหนังเพื่อรับการตรวจรักษา 4. เกิดร่องระหว่างเล็บกับผิวหนังและเล็บมีเส้นสีขาว อาการลักษณะนี้มักจะเกิดในแนวขวางหรือแนวนอนของเล็บ สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นผลจากอาการเจ็บป่วยอื่นๆของร่างกาย หรือเป็นผลที่เกิดหลังจากการผ่าตัด ลักษณะดังกล่าวนี้ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด 5. เล็บเป็นจุดกระขาวๆ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า เล็บลักษณะนี้ไม่มีอันตรายใดๆกับสุขภาพ สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการเสียดสีหรือกระทบกระแทกกับสิ่งใดๆ สามารถหายได้เองในไม่ช้า 6. มีเส้นสีน้ำตาลหรือเส้นสีแดงบนเล็บ โดยส่วนใหญ่แล้วไม่เป็นอันตราย สาเหตุมักจะเกิดจากการเสียดสีหรือกระทบกระแทก ซึ่งจะหายไปในไม่ช้า แต่หากไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้น ลักษณะนี้อาจบ่งชี้ว่าเล็บของคุณเกิดการติดเชื้อได้เหมือนกัน (เหมือนข้อ ๓) ควรไปพบแพทย์โรคผิวหนังเป็นดีที่สุด 7. มีเส้นหรือแนวสีเข้มบนเล็บ ซึ่งไม่ได้มีสาเหตุมาจากการกระทบกระแทกหรือบาดเจ็บใดๆ และไม่มีทีท่าว่าจะจางหายไปสักที นั่นอาจเป็นสัญญาณอันตรายบอก ถึงอาการมะเร็งผิวหนังได้ คุณควรไปพบแพทย์โรคผิวหนังเพื่อทำการตรวจให้แน่ใจ อย่าปล่อยทิ้งไว้เพราะอาจสายเกินแก้ 8. มีจุดสีเหลืองหรือจุดเล็กๆบนเล็บ อาจเป็นอาการของโรคสะเก็ดเงิน ซึ่งทำให้ผิวหนังลอกร่อน โดยปกติจะเกิดบริเวณข้อศอก หัวเข่า หรือบน หนังศีรษะ แต่ก็มีพบว่าเกิดกับเล็บได้เหมือนกัน ทางที่ดีคุณควรไปพบแพทย์โรคผิวหนังเพื่อรับการตรวจและรักษาให้หาย 9. เล็บขบ ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับผิวหนังบริเวณขอบเล็บด้านข้าง หากไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ ก็ให้คุณใช้ที่ตัดเล็บคมๆ ตัดขอบเล็บที่งอกเกินและหนังแข็งที่หุ้มเล็บนั้นทิ้ง แต่หากมีอาการเจ็บปวดให้ไปพบแพทย์โรคผิวหนังทันที เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ อาจมีอาการเจ็บปวดเพิ่มมากขึ้น และอาจเกิดปัญหาอื่นตามมา เช่น นิ้วบวม หรือเกิดการติดเชื้อ 10. ขอบเล็บงอกผิดปกติ อาจมีลักษณะคร่อมผิวหนังบริเวณโคนเล็บ หรืองอกเข้าไปในเนื้อบริเวณขอบเล็บ โดยเฉพาะขอบเล็บด้านข้าง สาเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดจากอาการบาดเจ็บของเล็บ หรือเกิดจากที่คุณตัดเล็บไม่ถูกวิธี หากไม่มีอาการเจ็บปวด ให้คุณใช้ที่ตัดเล็บคมๆ ตัดแต่งขอบเล็บใหม่ ตัดเล็มหนังแข็งที่เกิดเพราะเหตุนี้ทิ้งไป และอาจใช้ครีมทาผิวหนังนวดผิวหนังบริเวณนั้นบ่อยๆ เพื่อให้ผิวรอบๆขอบเล็บอ่อนตัวลง เมื่อเล็บงอกใหม่จะได้เป็นปกติ ดูแลตัดแต่งทำความสะอาดเล็บของคุณสัปดาห์ละครั้งอย่างสม่ำเสมอ ระวังอย่าให้กระทบกระแทกหรือเสียดสีกับสิ่งใดๆ เพียงแค่นี้ คุณก็จะเป็นเจ้าของเล็บที่ดูสวย ดูดีมีสุขภาพ แถมเสริมบุคลิกภาพให้คุณดูดีอีกด้วย ที่มาเนื้อหาจาก https://www.doctor.or.th/article/detail/2394