เชื้อรา

เคล็ดลับ ขจัดคราบสกปรก แบบทันใจง่ายๆ จากอุปกรณ์ภายในบ้าน
ขจัดคราบสกปรก /  ทำความสะอาดบ้าน / 

            เชื่อว่าหลายคน กำลังประสบปัญหาเรื่องการทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์สุดโปรด ให้ห่างไกลคราบที่เกาะตามเฟอร์นิเจอร์ บางชนิดอาจจะฝังแน่นแก้ยาก ยิ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ในบ้านต้องดูแลให้สม่ำเสมอ เพื่อความสวยงามและยืดอายุการใช้งาน งั้นลองมาดู เคล็ดลับ ขจัดคราบสกปรก เหล่านั้นง่ายๆ ด้วยตัวเองกันเถอะค่ะ ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ช่วยขจัดคราบหมองถึงชื่อมันจะดูวิทยาศาสตร์ แต่เป็นสารเคมีที่สามารถสลายตัวได้เองช่วยขจัดคราบหมองและฆ่าเชื้อโรคบนเฟอร์นิเจอร์บุนวมได้ เพียงนำไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ 1 ถ้วยตวง ผสมน้ำยาล้างจาน 1/2 ถ้วยตวง แล้วเทใส่ขวดสเปรย์ ฉีดพ่นไปที่คราบหมองเช็ดออกให้เรียบร้อย เฟอร์นิเจอร์มันเงาด้วยน้ำมันมะกอก น้ำมันมะกอกนอกจากจะช่วยบำรุงผิวหนังหรือนำไปทำอาหารได้แล้วนั้นยังช่วยบำรุงเฟอร์นิเจอร์หนังให้ดูเหมือนใหม่อีกด้วย เพียงนำน้ำมันมะกอกถูเฟอร์นิเจอร์บาง ๆ ให้ทั่ว เพราะน้ำมันมะกอกจะซึมลงไปบำรุงพวกริ้วรอยขีดข่วนให้ดูใหม่ขึ้น หรือจะใช้แปรงขัดรองเท้าปาดครีมขัดรองเท้ามาขัดถูเฟอร์นิเจอร์ก็ช่วยได้ ที่ปาดน้ำฝนช่วยกำจัดขนสัตว์บนพรม บ้านที่มีสัตว์เลี้ยงคงหนีไม่พ้นปัญหาขนสัตว์ร่วงหล่นเต็มพื้นจนไปติดอยู่บนพรมและทำความสะอาดยาก แค่เพียงนำที่ปาดน้ำฝนบนกระจก ปาดขนสัตว์บนพรม ขนสัตว์ก็จะออกมากองอยู่นอกพรมได้อย่างง่ายดายแล้ว น้ำยาล้างเล็บเช็ดรอยด่างบนพรม เวลารับประทานอาหารแล้วมีเศษอาหารหรือเครื่องดื่มหกเลอะเทอะพรมอยู่จะทำความสะอาดยากพอสมควร แต่ก็มีอุปกรณ์ที่เกือบทุกคนมีติดบ้านไว้แน่นอน คือน้ำยาล้างเล็บที่นอกจากจะช่วยทำความสะอาดเล็บด้วยแล้ว ยังสามารถนำมาเช็ดรอยด่างบนพรมได้อีกด้วย เพียงนำผ้าชุบน้ำยาล้างเล็บหมาดๆ แล้วเช็ดบริเวณคราบสกปรกบนพรม เห็นได้ชัดว่ารอยคราบค่อย ๆ จางออกไปและกลับมาสวยเหมือนใหม่อีกครั้ง กำจัดฝุ่นเฟอร์นิเจอร์ด้วยการใช้ลูกกลิ้ง  เวลาเราทำความสะอาด ปัด กวาด เช็ด ถู เครื่องใช้ต่าง ๆ ภายในบ้านฝุ่นที่เกาะตัวตามเฟอร์นิเจอร์จะฟุ้งกระจายขึ้นมา จนมีอาการไอ จาม เมื่อเป็นหนักขึ้นจะเป็นภูมิแพ้ได้ แต่เราสามารถใช้ลูกกลิ้งกาวที่เช็ดฝุ่นบนเสื้อผ้ามาใช้ด้วยการกลิ้งให้ทั่วบริเวณเฟอร์นิเจอร์ เพียงเท่านี้ก็ทำให้เฟอร์นิเจอร์กลับมาสะอาดปราศจากฝุ่นเกาะแถมไม่ฟุ้งกระจายทั่วบ้านอีกด้วย เบคกิ้งโซดาคืนความสะอาดให้ชักโครก  ชักโครกเป็นโถสุขภัณฑ์ที่พวกเราต้องใช้เป็นประจำทุกวัน เมื่อผ่านการใช้งานไปนาน ๆ อาจทำให้เกิดคราบสะสมฝังแน่นจนทำความสะอาดยากดูไม่สะอาดและไม่น่าใช้ ปัจจุบันก็มีน้ำยาทำความสะอาดคราบต่าง ๆ ภายในห้องน้ำมากมาย แต่ค่อนข้างอันตรายเพราะอาจจะสร้างความระคายเคืองผิวหนังได้ ซึ่งมีวิธีการทำความสะอาดแบบประหยัดงบและไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังอีกด้วย โดยการผสมเบคกิ้งโซดา 2 ถ้วยตวง กับดีเกลือ 1/4 ถ้วยตวง แต่ถ้าอยากมีกลิ่นหอมให้ใส่น้ำมันหอมระเหยลงไปผสมด้วยแล้วตักใส่แม่พิมพ์ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วนำไปหย่อนลงในชักโครก ปิดฝาทิ้งไว้ค้างคืนตอนเช้าก็ทำความสะอาดชักโครกได้ปกติ ทำแบบนี้เพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะทำให้ชักโครกไร้คราบฝังแน่นแน่นอน เขียงสะอาดด้วยน้ำยาขัดจากห้องครัว เขียงเป็นอุปกรณ์จำเป็นในครัว แต่ถ้าทำความสะอาดไม่ดีก็อาจจะมีเศษอาหารติดตามร่องของเขียงได้ วิธีทำความสะอาดง่าย ๆ คือถ้าเป็นเขียงพลาสติกให้ผสมน้ำยาล้างจานกับน้ำเปล่าแล้วนำเขียงแช่ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง ส่วนเขียงไม้ให้ผ่ามะนาวครึ่งลูกทาเกลือ จากนั้นถูบนหน้าเขียงกรดในน้ำมะนาวกับเม็ดเกลือจะช่วยกัดเศษอาหารให้หลุดออกอย่างง่ายดาย แล้วนำไปล้างทำความสะอาดตามปกติ และตากไว้ให้แห้งกันเชื้อราขึ้น น้ำอัดลมขจัดคราบน้ำมัน ถ้าปล่อยให้น้ำมันเครื่องไหลและซึมไปในพื้นนาน ๆ เข้า จะเกิดเป็นคราบฝังแน่นทำความสะอาดยาก วิธีง่าย ๆ ในการขจัดคราบเหล่านั้น คือนำน้ำอัดลมชนิดน้ำดำมาเทบริเวณที่มีคราบน้ำมัน ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วค่อยทำความสะอาดด้วยการใช้แปรงขัดตามปกติ เพราะในน้ำอัดลมจะมีกรดกัดกร่อนสูง ทำให้คราบน้ำมันนั้นหลุดออกไปได้อย่างง่ายดาย เรื่อง : Maythawan B. ที่มาบทความจากนิตยสาร แม่บ้าน

ชัวร์สุด! ล้างผักผลไม้ ด้วยน้ำไหลผ่าน 2 นาที ลดสารเคมีตกค้างได้ถึง 92 %
ล้างผลไม้ /  ล้างผัก / 

สธ. แนะล้างผักผลไม้ด้วยวิธี ลอกเปลือกทิ้ง แช่น้ำ 10-15 นาที และล้างด้วยน้ำไหลผ่าน 2 นาที ชี้ลดสารเคมีได้ถึง 92 เปอร์เซ็นต์ กระทรวงสาธารณสุข แนะประชาชนเลือกบริโภคผักผลไม้พื้นบ้านที่มีตามฤดูกาล ช่วยลดความเสี่ยงสารเคมีตกค้างอันตราย หากไม่มั่นใจแนะนำวิธีล้างผักผลไม้ง่ายๆ สะดวก ประหยัด ด้วยการลอกเปลือกทิ้ง แช่น้ำ 10-15 นาที และล้างด้วยน้ำไหลผ่าน 2 นาที ชี้ช่วยลดสารเคมีที่เกาะติดตามผิวผักผลไม้ได้มากที่สุดถึง 92 เปอร์เซ็นต์ ข้อแนะนำในการเลือกซื้อผักสดที่สะอาด ปลอดภัย มีดังนี้ 1.เลือกซื้อผักสดที่สะอาด ไม่มีคราบดินหรือคราบขาวของสารพิษกำจัดศัตรูพืช หรือเชื้อรา หรือกลิ่นฉุนผิดปกติ เลือกที่มีรูพรุนเป็นรอยกัดของหนอนแมลงอยู่บ้าง 2.เลือกซื้อผักสดอนามัยหรือผักกางมุ้งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือแหล่งเพาะปลูกที่เชื่อถือได้อื่นๆ และสับเปลี่ยนแหล่งซื้ออยู่เสมอ 3.เลือกกินผักตามฤดูกาล เนื่องจากผักที่ปลูกได้ตามฤดูกาลจะมีโอกาส เจริญเติบโตได้ดีกว่านอกฤดูกาล ทำให้ลดการใช้สารเคมีและปุ๋ยลง 4.เลือกกินผักพื้นบ้าน เช่น ผักแว่น ผักหวาน ผักติ้ว ผักกระโดน ใบย่านาง ใบเหลียง ใบยอ ผัก กระถิน ยอดแค หรือผักที่สามารถปลูกได้เองง่ายๆ และ 5.ไม่กินผักชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นประจำ ควรกินให้หลากหลายชนิดสับเปลี่ยนกัน เพื่อได้รับประโยชน์ทางด้านโภชนาการ และหลีกเลี่ยงการรับพิษสะสม ทั้งนี้ หากไม่แน่ใจว่าผักสดและผลไม้ที่ซื้อมาบริโภคปลอดภัยจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนอื่นๆ หรือไม่ การล้างผักสดและผลไม้ที่ถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดปริมาณการปนเปื้อนลงได้ วิธีที่ง่ายๆ สะดวก ประหยัดและเป็นวิธีการที่แนะนำได้แก่ การลอกเปลือกทิ้ง แช่น้ำ 10-15 นาที และล้างด้วยน้ำไหลผ่าน 2 นาที ซึ่งการศึกษาของกรมวิชาการเกษตร ระบุสามารถลดสารเคมีที่เกาะติดตามผิวผักผลไม้ได้มากที่สุดถึงร้อยละ 92 นอกจากนี้ ยังมีวิธีใช้สารละลายอื่นๆ ในการล้าง ได้แก่ 1.ใช้น้ำเกลือ ใช้เกลือ 2 ช้อนโต๊ะพูนต่อน้ำ 4 ลิตร 2.ใช้น้ำปูนคลอรีน โดยผสมผงปูนคลอรีน 1/2 ช้อนชาในน้ำ 1 แก้ว คนให้เข้ากันทิ้งไว้ให้ตกตะกอน รินเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำใสผสมน้ำสะอาด 20 ลิตร 3.ใช้น้ำส้มสายชู 1/2 ถ้วยต่อน้ำ 4 ลิตร 4.ใช้น้ำโซดา นำโซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร 5.ใช้น้ำยาล้างผัก ตามวิธีที่ผู้ผลิตแนะนำ แล้วจึงนำผักสดมาล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ส่วนผักที่มีลักษณะเป็นหัว ผล หรือผลไม้ที่กินทั้งเปลือก เช่น องุ่น ล้างด้วยน้ำผสมด่างทับทิม 10-20 เกล็ด ผสมน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ และหยดสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 20 หยด แช่นาน 5 นาที โดยใช้มือถูตามผิวของผล แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีก 1-2 ครั้ง ซึ่งวิธีการล้างต่างๆ เหล่านี้มีประสิทธิภาพในการลดสารเคมีกลุ่มที่ไม่ดูดซึม ได้แก่ เมทธิลพาราไธออน มาลาไธออน ได้ตั้งแต่ร้อยละ 6-92 ที่มาข่าวโดย สำนักสารนิเทศ

ระวัง!!! 5 โรคที่มากับ หน้าฝน
ฤดูฝน /  โรคติดต่อ / 

ในฤดูฝน อากาศเริ่มเย็นลงและมีความชื้นสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนี้ เป็นสาเหตุทำให้โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โรคที่สำคัญที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในฤดูนี้ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โรคไข้หวัดนก โรคปอดอักเสบ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง นอกจากนี้ในต่างจังหวัดบางพื้นที่ อาจมีการระบาดของโรคฉี่หนู หรือโรคแลปโตสไปโรซิส หรือโรคที่มียุงเป็นพาหะนำโรค เช่น ไข้มาลาเรีย โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเจอี เป็นต้น กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้ออกประกาศเตือนประชาชนในการป้องกัน โรคที่มากับหน้าฝน โดยมี 5 กลุ่ม รวม 15 โรค ได้แก่ กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ โรคเหล่านี้เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ที่ลำไส้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดบิดในท้อง และหากติดเชื้อบิดอาจมีมูกหรือเลือดปนอุจจาระได้ นอกจากนี้เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ และบี ยังสามารถติดต่อได้จากการรับประทานอาหารปนเปื้อนเชื้อ ผู้ที่มีอาการตับอักเสบจะมีไข้ อ่อนเพลีย มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองหรือดีซ่าน คลื่นไส้อาเจียน ดังนั้นในหน้าฝนนี้จึงควรระมัดระวังอาหารการกินเป็นพิเศษ โดยรับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ สะอาด ใช้ช้อนกลาง กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนังที่พบบ่อย คือ โรคแลปโตสไปโรซิสหรือไข้ฉี่หนู อาการเด่น คือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง และตาแดง ประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยโรคนี้อาจมีอาการรุนแรง เช่น ดีซ่าน ไตวาย หรือช็อคได้ โรคนี้มักเป็นเกิดในที่ที่มีน้ำท่วม ผู้ที่บ้านมีหนูมาก เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน คนงานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โค สุกร ปลา ผู้ที่ทำงานขุดท่อระบายน้ำ เหมืองแร่ โรงฆ่าสัตว์ เป็นต้น กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อย ได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม โดยเฉพาะในปัจจุบันมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ H1N1 ซึ่งเป็นโรคระบาดใหม่ ที่ขณะนี้พบการระบาดทั่วประเทศ และโรคไข้หวัดนกที่มีแหล่งแพร่ระบาดมาจากสัตว์ปี เชื้ออาจมีการผสมข้ามสายพันธุ์กับเชื้อไข้หวัดใหญ่ในคนที่อยู่ในช่วงระบาดในฤดูฝนได้ กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุง ที่สำคัญ 3 โรค ได้แก่ ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกว่าร้อยละ80 เป็นยุงลายที่อยู่ในบ้านซึ่งจะวางไข่ในน้ำที่ขังอยู่ตามที่ต่าง ๆ ผู้ป่วยระยะแรกจะมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่วไป ได้แก่ อาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการปวดกระดูกมาก ไข้จะสูงอยู่ประมาณ 2-7 วัน หลังจากนั้นไข้จะลง พร้อมกับอาจจะมีอาการเลือดออกผิดปกติ มือเท้าเย็น หรือช็อคได้ ไข้สมองอักเสบเจอี(Japanese Encephalitis)มียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรค มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนา ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน หลังจากนั้นจะมีอาการซึมลงหรือชักได้ ผู้ป่วยอาจเสียชีวิต หรือพิการหากไม่ได้รับการรักษา โรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่าเป็นพาหะนำโรค โดยผู้ป่วยจะมีไข้สูงหนาวสั่น ซีดลง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก ถ้าเป็นชนิดรุนแรงอาจมีอาการไตวาย ตับอักเสบ ปอดผิดปกติ และอาจมีความผิดปกติทางสมองที่เรียกว่า มาลาเรียขึ้นสมองได้ โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรก กระเด็นเข้าตา  นอกจากนี้ ในช่วงฤดูฝนต้องระวังอีก 2 เรื่อง คือ ปัญหาน้ำกัดเท้าที่เกิดจากเชื้อรา สาเหตุเกิดจากการแช่น้ำสกปรกนาน ๆ ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง ถ้าเกาจะเป็นแผลมีน้ำเหลืองออก และอันตรายจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่องที่หนีน้ำมาอาศัยในบริเวณบ้าน สิ่งที่ต้องระวัง คือ การรับประทานยาลดไข้ เช่น ห้ามกินยาในกลุ่มแอสไพรินอย่างเด็ดขาด เพราะมีอันตรายกับบางโรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคฉี่หนู ซึ่งโรคดังกล่าวจะทำให้มีเลือดออกตามอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายอยู่แล้ว หากได้รับยาแอสไพริน ซึ่งมีสารป้องกันเลือดแข็งตัวเข้าไปอีก จะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น ทำให้เสียชีวิตได้ง่ายขึ้น และอาจเกิดเป็นกลุ่มอาการไรซินโดรม ซึ่งมีผลต่อทุกอวัยวะในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองและตับ อาการที่พบ ได้แก่ ผู้ป่วยอาเจียนอย่างมาก และมีอาการทางสมอง เช่น สับสน มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ซึมและหมดสติ จนเสียชีวิตได้ ในการป้องกัน โรคที่มากับหน้าฝน ทำได้โดยออกกำลังกายสม่ำเสมอ สวมเสื้อผ้ารักษาร่างกายให้อบอุ่น เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค โดยเฉพาะเด็กกับผู้สูงอายุควรดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง หนาวเย็น จะทำให้ร่างกายที่มีระดับภูมิต้านทานโรคต่ำกว่าคนวัยอื่น ๆ อยู่แล้ว ต่ำลงไปอีก จึงมีโอกาสติดเชื้อโรคทางเดินหายใจได้ง่าย ควรดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้ม รับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่ ๆ ไม่มีแมลงวันตอม และล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง. ขอบคุณที่มาจาก : ผศ.นพ.เมธี ชยะกุลคีรี ภาควิชาอายุรศาสตร์ สาขาโรคติดเชื้อฯ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

แพทย์เตือน! เชื้อราจาก ตะเกียบไม้ มีสารก่อมะเร็ง
ตะเกียบไม้ /  สารก่อมะเร็ง / 

มีหลายคนเข้าใจว่าสารก่อมะเร็ง จะปนเปื้อนอยู่ในของปิ้งย่างไหม้เกรียม หรือในถั่วลิสงบดที่มีเชื้อราเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง "สารอะฟลาทอกซิน" ที่เป็นตัวการของโรคร้าย อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อคุณใช้ตะเกียบที่ทำมาจากไม้ !! ตะเกียบที่ทำจากไม้ เช่น ไม้ไผ่ หากเราใช้ไปเป็นเวลานาน จะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราที่ผลิตอะฟลาทอกซินได้ บางครั้งสามารถมองเห็นเป็นจุดดำเล็กๆ อยู่โดยรอบ เคยมีผู้ทดลองนำตะเกียบไปวิเคราะห์หาเชื้อต่างๆ พบว่ามีเชื้อราอยู่หลายชนิด เช่น Penicillium, Aspergillus และ Alternaria ดังนั้น ควรล้างตะเกียบให้สะอาด ล้างน้ำเปล่าหลายๆครั้ง และตากให้แห้ง อย่าให้มีความชื้นสะสม นอกจากนี้ การแช่ตะเกียบในน้ำส้มสายชูก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถลดเชื้อได้ หรือหากว่าบางบ้านหรือบางร้านค้า มีความจำเป็นต้องใช้ ตะเกียบไม้ หมุนเวียน ก็ควรเปลี่ยนตะเกียบใหม่ทุกๆ 3-6 เดือน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ อ่านจบแล้วอย่าลืมแชร์ เพื่อเตือนให้คนรอบข้างได้ระวังกันด้วยนะคะ :) ที่มาจาก : ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน

เด็กน้อยตกหม้อน้ำเดือด ตายแล้วฟื้น2ครั้ง ประทังร่างด้วยผิวหนังพ่อ
กรณิกา ทัดทรงกูล /  น้ำร้อนลวก / 

อุบัติเหตุและความไม่ปลอดภัยมักอยู่รอบตัวเราเสมอ รวมถึงสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ก็กลายเป็นอันตรายได้ในพริบตา และอาจคร่าชีวิตของคนที่รักได้ โดยเฉพาะชีวิตของลูกน้อย ที่ "พ่อแม่" ต้องคอยระมัดระวังทุกย่างก้าว แต่เมื่อเกิดความพลาดพลั้ง "ความหวังและกำลังใจ" คือ ศรัทธาที่จะผลักดันให้ "ลูก" กลับมาเป็นปกติดังเดิม MThai News ขอนำเสนอเรื่องราวของครอบครัวคุณพ่อฉัตรชัย ทัดทรงกูล  อายุ 44 ปี และ คุณแม่ปรัศนีย์ สระสีสม อายุ 30 ปี ที่อยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ และต้องการกำลังใจเป็นอย่างมาก หลังเมื่อคืนวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ลูกสาวคนเล็ก น้องกรณิกา ทัดทรงกูล (มินนี่) อายุ 3 ขวบ ได้เล่นกันกับพี่สาวน้องรุ้งรัตน์ ทัดทรงกูล อายุ 6 ขวบ ภายในบ้านบ้านเลขที่ 84/5 หมู่6 ต.บางปะหัน อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา จนเกิดพลัดตกลงไปในหม้อน้ำเก๊กฮวย ที่พ่อเพิ่งต้มเสร็จ แล้วยกออกจากเตาแก๊สตั้งวางไว้บนพื้น อุณหภูมิความร้อนของน้ำได้ลวกร่างตั้งแต่หน้าอกลงไปถึงต้นขาทั้ง 2 ขา และน้ำร้อนยังกระเด็นลามเข้าใบหน้า  คาง และคอของน้องกรณิกา "ความนิ่งเงียบ" เข้ามาแทนที่ "การกรีดร้อง" น้องกรณิกาไม่ร้องไห้แสดงความเจ็บปวด เพราะอยู่ในอาการช็อก พ่อจึงรีบอุ้มน้องขึ้นมาจากหม้อน้ำเดือด โดยมีแม่ประคองร่างร้องไห้ภาวนาขอให้ลูกปลอดภัย ทั้งคู่รีบขับรถพาร่างลูกที่เต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ส่งโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ขณะถึงโรงพยาบาล พ่อแม่ได้ยินเสียงลูกร้องอีกครั้ง แต่กลับเป็นเสียงกรีดร้องทรมานเจ็บปวดบาดเเผล กระทั่งแพทย์ฉุกเฉินรีบนำตัวน้องรักษาอาการเบื้องต้น ประเมินแล้วแผลถูกลวก กว่า 70% อาการโคม่าระดับ 3 นอนโรงพยาบาลได้เพียง 2 วัน ก็ต้องส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีที่มีแพทย์ชำนาญการ และเครื่องมือครบครันในการรักษาบาดแผลสาหัสของน้องกรณิกาได้ เมื่อถึงมือแพทย์แห่งโรงพยาบาลใหญ่ ความอุ่นใจ "พ่อแม่" มีมากขึ้น เชื่อว่าอาการของลูกต้องดีขึ้นตามลำดับโดยเร็ว แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น อาการของน้องกรณิกาทรุดลง แพทย์ระบุน้องกรณิกาติดเชื้อในกระแสเลือด รักษาโดยการให้ยาฆ่าเชื้อ แต่...น้องกรณิกากลับ "หยุดหายใจ" แพทย์ใช้เวลาปั๊มหัวใจ 15 นาที น้องจึงตื่นฟื้นขึ้นมาใหม่ ไร้การพูดจา ร่างกายไม่ตอบสนองใด มีเพียงดวงตาที่ยังเบิกโพลง มองเห็นหน้าพ่อแม่ได้ จากนั้นอาการน้องกรณิกาพอดีขึ้นบ้าง แพทย์จึงใช้การทำสกินกราฟ โดยการนำผิวหนังด้านหลังศีรษะของน้องกรณิกามาปลูกถ่ายบาดแผลที่ต้นขาขวา เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ผ่านมาได้ 3 สัปดาห์ น้องกรณิกากลับติดเชื้อจากสายเจาะให้อาหารลามเข้าสู่หัวใจ และครั้งนี้....น้องกรณิกา ได้หยุดหายใจอีกครั้ง! แพทย์ใช้เวลาปั๊มหัวใจกว่า 20 นาที ก็ไม่สำเร็จ จึงได้โทรหาพ่อแม่น้องกรณิกา ให้เดินทางมาดูใจลูกครั้งสุดท้าย "ตอนรับสายหมอบอกให้เราตั้งสติตั้งใจฟัง ลูกติดเชื้อเข้าสู่หัวใจ หยุดหายใจอีกแล้ว ช่วยยื้อแล้ว แต่ไม่ได้ผล หมอพยายามแล้วจริงๆ ให้รีบมาดูใจลูกด่วน ฟังแค่นั้น ใจพ่อแม่แทบสลาย" แต่...ปาฏิหาริย์บังเกิดขึ้น เมื่อพ่อแม่ไปถึงเพื่อดูใจลูกครั้งสุดท้าย น้องกรณิกากลับฟื้นขึ้นอีกครั้ง รอยยิ้มเปื้อนน้ำตาของพ่อแม่เเปลเปลี่ยนเป็น "พลัง มีหวัง และ กำลังใจ" ต่อมาแพทย์ได้เฝ้าระวังน้องกรณิกาอย่างใกล้ชิด โดยการใช้เครื่องช่วยหายใจ พร้อมกับเจาะเลือดพบเชื้อราเกาะลิ้นหัวใจ เป็นเหตุให้ลิ้นหัวใจรั่ว ต้องกินยารักษาโรคหัวใจต่อเนื่อง และเพื่อป้องกันบาดเเผลติดเชื้อ วันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา แพทย์ได้ทำการสกินกราฟอีกครั้ง โดยนำผิวหนังรอบต้นขาซ้ายของพ่อ มาปิดบาดเเผลน้องกรณิกา เพื่อสร้างเซลล์ร่างกายให้แข็งแรงขึ้น ลดการทำแผล ลดความเจ็บปวด และเวลาให้อาหาร สารอาหารไม่รั่วไหลออกนอกตัว ซึ่งถือว่าได้ผลเป็นอย่างมาก น้องกรณิกาสุขภาพแข็งแรงขึ้นตามลำดับ แต่ผิวหนังพ่อที่นำมานั้น อยู่ได้เพียง 1 เดือนต่อการทำ 1 ครั้ง เพื่อให้น้องแข็งแรงเช่นนี้ไปตลอด พ่อต้องเสียสละผิวหนังที่เหลือทำสกินกราฟให้ทั่วร่างกายของน้องกรณิกา และหากผิวหนังไม่เพียงพอ แม่จะต้องรับช่วงต่อในการเสียสละครั้งนี้ "ตอนนี้เป็นห่วงเรื่องพัฒนาการของลูก เพราะร่างกายไม่ตอบสนอง ไม่พูดจา แค่ลืมตาและร้องไห้อย่างเดียว ทางแพทย์จึงได้ช่วยกันให้ลูกหลับตื่นเป็นเวลา และให้พ่อแม่หมั่นพูดคุยกับลูกตลอด เพื่อสร้างพัฒนาการใหม่ให้กับเขา และหวังว่าเขาจะกลับมาสื่อสารกับพ่อแม่ได้" ส่วนเรื่องการเข้าเยี่ยมน้องกรณิกานั้น ต้องผ่านมาตรการคุมเข้มของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เพราะน้องต้องอยู่ห้องพิเศษตลอด จึงเข้าเยี่ยมได้แบบจำกัดเวลา และอนุญาตเฉพาะญาติเท่านั้น แม้กระทั่งพ่อแม่ยังเข้าไปได้เพียงครั้งละคน สำหรับเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาน้องกรณิกานั้น ขณะนี้ทางครอบครัวลำบากมาก เพราะน้องได้ใช้สิทธิ์บัตรทองในการรักษาที่ผ่านมาทั้งหมด 2,660,300 บาท จึงมีส่วนต่างที่ต้องจ่ายเองอีก 320,000 บาท และขณะนี้การรักษายังไม่จบสิ้นจึงไม่รู้ว่ายอดค่ารักษาจะไปสิ้นสุดที่ตัวเลขใด รวมถึงค่ารักษาต่อเนื่องในอนาคต หากน้องได้กลับไปพักฟื้นที่บ้าน ขณะที่พ่อกับแม่ มีอาชีพค้าขายที่ตลาดนัดบางปะหัน รายได้น้อยและไม่แน่นอน ตั้งแต่น้องป่วย ก็แทบไม่มีรายได้ เพราะต้องนำเวลามาดูแลน้อง อีกทั้งยังมีภาระค่าใช้จ่ายภายในบ้านจำนวนมาก และยังต้องเลี้ยงดูลูกอีก 1 คน โชคดีที่มี "บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์" เข้ามาช่วยเหลือตั้งแต่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมบริจาคเงินให้ 25,000 บาท จึงนำไปรวมกับเงินบริจาคอีกหมื่นกว่าบาทจากชาวบ้าน และแม่ค้าในตลาดนัดที่ร่วมช่วยเหลือ นอกจากนี้ คุณแม่ปรัศนีย์ ยังฝากข้อห่วงใยถึงพ่อแม่และผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอยู่ในความดูแล หมั่นระมัดระวังทุกความเคลื่อนไหวของเด็กเล็กเป็นพิเศษ พร้อมคอยตรวจสอบความไม่ปลอดภัยใดในบ้าน และขจัดสิ่งที่อาจก่ออันตรายให้ไกลตัวพวกเขามากที่สุด เพื่อกันเหตุซ้ำเช่นเดียวกรณีลูกของตนเอง อย่างไรก็ตาม MThai News ขอเป็นกำลังใจให้น้องกรณิกา ทัดทรงกูล และครอบครัว  หากผู้ใจบุญท่านใดอยากให้ความช่วยเหลือสามารถมอบเงินช่วยเหลือผ่านบัญชี ปรัศนีย์ สระสีสม ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาอยุธยาพาร์ค เลขที่บัญชี 4 0 2-120901-3 ชัยพัฒน์ แกล้วทนงค์ รายงาน / ถ่ายภาพ ติดตามสกู๊ปข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

ผ้าขนหนู ก็ต้องเลือกนะคุณ!  พร้อมแชร์เทคนิคการดูแลรักษาให้น่าใช้งาน
ซักผ้าขนหนู /  ผ้าขนหนู / 

“ผ้าขนหนู” อาจเป็นไอเท็มที่ใครหลายคนมองข้าม และคิดว่าไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันในการเลือกซื้อ และดูแลรักษาความสะอาดมากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ผ้าขนหนู” ถือเป็นไอเท็มชิ้นสำคัญที่ทุกคนควรให้ความใส่ใจ เพราะเป็นสิ่งที่สัมผัสกับผิวหน้า และผิวกายของเราตลอดเวลา การเลือกใช้ผ้าขนหนูที่ไม่มีคุณภาพ หรือมีการดูแลรักษาที่ผิดวิธี อาจนำไปสู่สาเหตุของโรคผิวหนังได้อย่างไม่รู้ตัว คอตตอน ยูเอสเอ (COTTON USA) จึงร่วมกับ แคนนอน (Cannon) แบรนด์ผ้าขนหนู และชุดเครื่องนอนชั้นนำที่ผู้บริโภคไว้วางใจ มาแนะเคล็ดลับดีๆ ในการเลือกซื้อ รวมถึงวิธีง่ายๆ สำหรับดูแลรักษาผ้าขนหนูให้ดูใหม่ และน่าใช้งานอยู่เสมอ คุณไกรภพ แพ่งสภา ตัวแทนคอตตอน ยูเอสเอ ภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “ ผ้าขนหนู ถือเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่จำเป็นสำหรับสมาชิกทุกคนภายในบ้าน เพราะเป็นสิ่งที่สัมผัสกับผิวหน้า และผิวกายของเราโดยตรงในทุกๆ วัน ดังนั้น เพื่อสุขอนามัยที่ดีเราจึงควรเลือกใช้ผ้าขนหนูที่มีคุณภาพ ผลิตจากเส้นใยฝ้ายธรรมชาติแท้ 100% จากสหรัฐอเมริกา เพราะจะช่วยมอบสัมผัสอันอ่อนนุ่ม ไม่ระคายเคืองต่อผิวผู้ใช้ อีกทั้งยังสามารถดูดซับน้ำได้ดี ไม่เกิดกลิ่นอับชื้นหลังการใช้งาน และง่ายต่อการดูแลรักษาอีกด้วย ในโอกาสนี้ คอตตอน ยูเอสเอ จึงเชิญคุณจินดา ตั้งมั่นอนันตกุล ผู้บริหารบริษัท ดับเบิ้ลสตาร์อินดัสตรี้ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผ้าขนหนู และชุดเครื่องนอนแบรนด์แคนนอน จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ผู้บริโภคไว้วางใจ มาแนะนำวิธีการเลือกซื้อ รวมถึงเคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งานให้ผ้าขนหนูดูใหม่อยู่เสมอ” เลือกผ้าขนหนูเพื่อการใช้งานให้ถูกประเภท หลักการง่ายๆ สำหรับการเลือกซื้อผ้าขนหนูที่นอกจากจะต้องมีผิวสัมผัสนุ่ม ซับน้ำได้ดี แห้งไวแล้ว ควรคำนึงถึงน้ำหนักของผ้าขนหนูให้เหมาะกับผู้ใช้งาน และควรผสมสารป้องกันแบคทีเรีย เพื่อลดกลิ่นอับชื้นอีกด้วย และสำหรับใครที่เคยคิดว่า ผ้าขนหนู 1 ผืน สามารถใช้ได้กับทุกๆ กิจกรรม คงต้องสลัดความคิดแบบเดิมทิ้งไป เมื่อแท้จริงแล้วผ้าขนหนูนั้นมีด้วยกันหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป สำหรับผ้าขนหนู หรือผ้าเช็ดตัวที่ใช้ซับตัวหลังการอาบน้ำ ควรเตรียมไว้อย่างน้อย 2 ผืน คือ ผ้าขนหนูผืนเล็ก (Hand) ใช้สำหรับเช็ดศีรษะ และผ้าขนหนูผืนใหญ่ (Bath) ใช้สำหรับเช็ดตัว ซึ่งเนื้อผ้าควรมีโครงสร้างการถักทอที่แข็งแรง ทนทาน ซึมซับน้ำได้ดี แห้งไว ซักทำความสะอาดได้ง่าย และสีไม่ซีดจางเร็ว แต่ถ้าหากเป็นคนที่ชื่นชอบการเล่นกีฬา ควรเลือกผ้าขนหนูที่มีขนาดเหมาะสม เช่น กีฬาทางน้ำอาจต้องใช้ผ้าขนหนูที่มีขนาดใหญ่กว่ากีฬาอื่นๆทั่วไป เพื่อช่วยดูดซับน้ำได้รวดเร็ว นอกจากนี้ผ้าขนหนูควรผสารสารป้องกันเชื้อแบคทีเรียเป็นพิเศษเพื่อลดกลิ่นอับชื้นจากเหงื่อขณะเล่นกีฬาอีกด้วย ดูแลรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อเพิ่มสัมผัสที่น่าใช้งานในแต่ละวัน นอกเหนือจากการเลือกใช้ผ้าขนหนูที่ถูกต้องแล้ว การดูแลรักษาความสะอาดผ้าขนหนูให้ดูน่าใช้งาน และมีสัมผัสนุ่มสบายอยู่เสมอก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทุกคนควรใส่ใจ โดยก่อนการใช้งานในครั้งแรกควรซักผ้าขนหนูด้วยน้ำอุ่น เพื่อขจัดสารเคมีที่อาจตกค้างอยู่บนเนื้อผ้า อีกทั้งยังช่วยป้องกันการระคายเคืองที่อาจเกิดบนผิวหนังของเราได้ ในส่วนของการทำความสะอาดผ้าขนหนูนั้นควรแยกซักผ้าขนหนูไม่ปนกับเสื้อทั่วไป และควรตากผ้าขนหนูบนราวตากผ้าที่เตรียมไว้ ห้ามพาดไว้บนตะกร้าเสื้อผ้า หรือบริเวณเก้าอี้ เพราะนอกจากจะทำให้เกิดกลิ่นอับแล้ว ยังอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อราและแบคทีเรียอีกด้วย นอกจากนี้ควรซักผ้าขนหนูอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์เพื่อรักษาความสะอาด และหลีกเลี่ยงการซักโดยใช้น้ำยาซักผ้าขาว ให้ลองผสมเบกกิ้งโซดา ประมาณ ½ ถ้วย เข้ากับผงซักฟอกปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อขจัดคราบสกปรกที่ฝังแน่นบนเนื้อผ้าให้หลุดออก อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความขาวสะอาดให้แก่ผ้าขนหนูอีกด้วย และสำหรับปัญหาที่ใครหลายคนเป็นกังวลเกี่ยวกับกลิ่นเหม็นอับ รวมถึงสัมผัสที่แข็งกระด้างของผ้าขนหนูที่อาจเกิดขึ้นเมื่อผ่านการใช้งานไปสักระยะ ให้ลองใช้น้ำส้มสายชูแทนน้ำยาปรับผ้านุ่ม เนื่องจากน้ำส้มสายชูถือเป็นตัวช่วยที่ดีในการขจัดกลิ่นเหม็น อีกทั้งยังช่วยขจัดสารตกค้างจากผงซักฟอกที่เป็นสาเหตุให้เนื้อผ้าแข็งกระด้างหลุดออกจากผ้า ทำให้เนื้อสัมผัสของผ้าขนหนูกลับมานุ่ม และพองฟู น่าใช้งานอีกครั้ง เพียงแค่เคล็ดลับง่ายๆ ที่คอตตอน ยูเอสเอ และแคนนอน นำมาฝากกันในครั้งนี้ สามารถมั่นใจได้เลยว่าคุณจะมีผ้าขนหนูเนื้อนุ่มน่าสัมผัสให้พร้อมใช้งานในทุกวันอย่างแน่นอน

ปกป้อง สุขภาพผิว รับมือ หน้าฝน
ผิวหนัง /  ฤดูฝน / 

ความชุ่มฉ่ำที่มาพร้อมกับสายฝนคงคลายร้อน และสร้างความสดชื่นให้กับใครหลายคนได้ไม่น้อย แต่สิ่งที่มาคู่กับ หน้าฝน ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เชื้อราที่แฝงตัวมากับความอับชื้นจากสายฝนนั่นเอง พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (หมอผิง) ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และเวชศาสตร์วัยยุวัฒน์ เครือข่ายคนไทยไร้พุง ให้ความรู้ว่า โรคที่พบบ่อยในฤดูฝนนอกจากไข้หวัดแล้วยังมีโรคน้ำกัดเท้า ที่เกิดจากผิวหนังบริเวณเท้าติดเชื้อรา ซึ่งเชื้อราจะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น หากตามซอกเล็บมีช่องเปิดที่สามารถทำให้เชื้อราเข้าไปได้ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราที่เล็บได้ รวมถึงบาดแผลที่อาจเกิดขึ้นจากการเหยียบเศษกระเบื้อง หรือเศษไม้ต่างๆ ในที่มีน้ำท่วมขัง หากไม่ได้รับการดูแลที่ดีก็อาจติดเชื้อแบคทีเรียได้เช่นเดียวกัน “หลังจากที่เราต้องเปียกฝน หรือย่ำน้ำสกปรกในพื้นที่ท่วมขัง ควรล้างเท้าด้วยสบู่ เน้นฟอกบริเวณซอกนิ้ว หรือซอกเล็บเป็นพิเศษและเช็ดเท้าให้แห้ง ส่วนรองเท้าหากเป็นรองเท้าผ้าใบควรนำไปตากให้แห้งก่อนนำมาสวมใส่ซ้ำอีกครั้ง และหากเกิดบาดแผลบริเวณเท้าควรหมั่นดูแล ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมออีกทั้งเสื้อผ้าที่อับชื้นก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพึงระวัง เพราะการสวมเสื้อผ้าที่อับชื้นจะทำให้เกิดเชื้อราบริเวณอื่นร่วมด้วย เช่น บริเวณขาหนีบ และรักแร้ได้” พญ.ธิดากานต์ แนะนำเมื่อต้องเผชิญหน้ากับฤดูฝนปกป้องสุขภาพผิว รับมือหน้าฝน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ยังบอกอีกว่า การดูแลศีรษะและใบหน้าก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะน้ำฝนมีโอกาสที่จะชะล้างมลพิษและสิ่งปนเปื้อนต่างๆ สู่ร่างกายเราได้ โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมือง หากจำเป็นต้องเปียกฝนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรสระผมและล้างหน้าให้สะอาด เพราะไม่เช่นนั้นมลพิษต่างๆ จะทำให้เกิดการระคายผิว และทำร้ายผิวเราได้ รวมถึงการทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวพรรณจากแสงยูวีช่วงหน้าฝนก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยดูแลผิวให้สุขภาพดีได้ พญ.ธิดากานต์ บอกเพิ่มเติมว่า นอกจากช่วงที่มีอากาศแปรปรวน โรคผิวหนังบางโรคที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อ อย่างเช่น โรคเซ็บเดิร์ม หรือโรคผิวหนังอักเสบ (Seborrheic dermatitis) จะแสดงอาการกำเริบ โดยจะเกิดขึ้นบริเวณหัวคิ้ว ข้างจมูก และหนังศีรษะ มีลักษณะลอกเป็นแผ่น เป็นขุย และมีอาการคัน ซึ่งผู้ที่เป็นโรคดังกล่าวควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนน้อยหรือมีความเครียดสูง ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรคกำเริบมากขึ้นด้วย ส่วนผู้ที่เป็นโรคเบาหวานยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะนับว่าเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง และมีภูมิคุ้มกันต่อสู้กับเชื้อราต่ำ เนื่องจากความเปียกชื้นของน้ำฝนจะทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย เพราะหากเกิดบาดแผลจะมีโอกาสติดเชื้อและรุกลามมากกว่าคนปกติ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหน้าฝน และสภาพภูมิอากาศที่เปียกชื้นเช่นนี้ ควรดูแลร่างกายให้อบอุ่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และกินอาหารให้ครบห้าหมู่ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมีภูมิต้านทานที่ดีนะคะ ขอบคุณที่มาข่าวจาก thaihealth

5 สิ่งห้ามใช้กับ สะดือเด็กแรกเกิด
ทารก /  มหาหิงค์ / 

สะดือเด็กแรกเกิด จะแห้ง และหลุดไปหลังจากคลอดแล้วประมาณ 7 - 10 วัน คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มักจะกังวลว่าการทำความสะอาดสะดือเด็กแรกเกิดจะทำให้ลูกได้รับความเจ็บปวด ซึ่งการเช็ดทำความสะอาดสะดือทารกแรกเกิดไม่ได้ทำให้เจ็บปวดแต่อย่างใด แต่ถ้าเช็ดสะดือให้ลูกไม่สะอาด อาจทำให้สะดือติดเชื้อเกิดการอักเสบขึ้นได้นะคะ ห้ามทา มหาหิงค์ บนสะดือเด็กแรกเกิด สำหรับเด็กแรกเกิดนั้นบางครั้งอาจมีอาการแน่นอึดอัดท้อง คุณแม่จึงมักไล่ลมในท้องลูกด้วยมหาหิงค์ ซึ่งข้อควรระวังคือห้ามทาลงบนสะดือเด็ก เพราะจะทำให้บริเวณสะดือเกิดความชื้น อักเสบขึ้นได้ ห้ามโรยแป้งบนสะดือเด็กแรกเกิด แป้งคือสิ่งที่ห้ามใช้กับสะดือเด็กแรกเกิด เพราะแป้งจะไปอุดตันในสะดือเด็กแรก จนเกิดการอักเสบขึ้นได้ โดยเฉพาะในทารกบางรายเมื่อสะดือแห้งใกล้จะหลุดอาจมีน้ำเหลืองซึมๆ ออกมา ซึ่งไม่ควรโรยแป้งลงบนสะดือเด็ดขาด เพราะแป้งที่โรยปนไปกับน้ำเหลืองอาจเป็นตัวกระตุ้นให้สะดือเกิดการอักเสบอย่างรุนแรงขึ้นได้ ห้ามใส่ผ้าอ้อมปิดสะดือเด็กแรกเกิด เมื่อใส่ผ้าอ้อมให้เด็กแรกเกิด ควรใส่ให้ขอบบนของผ้าอ้อมอยู่ต่ำกว่าตอสายสะดือ เพื่อป้องกันการถูกกดทับเป็นเวลานานจากผ้าอ้อมจนทำให้เกิดการอับชื้นขึ้นได้ ห้ามทาโลชั่นบนสะดือเด็กแรกเกิด ในเด็กแรกเกิดนั้นสามารถทาโลชั่นเพื่อบำรุงผิวได้ แต่ห้ามทาโลชั่นลงบนสะดือเด็กแรกเกิด เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้นเกิดเชื้อราขึ้นได้ ห้ามแคะ หรือแกะสะดือเด็กแรกเกิด หลังจากผ่านไปได้ 7-10 วัน สะดือลูกจะค่อยๆ แห้ง ซึ่งควรปล่อยให้สะดือหลุดออกเองตามธรรมชาติ ห้ามใช้คอตตอนบัดแคะ หรือแกะสะดือเด็กแรกเกิดเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เลือดไหลออกมา เกิดการอักเสบขึ้นได้ เช็ดสะดือด้วยแอลกอฮอล์เท่านั้น หลังจากอาบน้ำให้เด็กแรกเกิดเสร็จแล้ว ให้เช็ดสะดือด้วยแอลกอฮอล์ 70% ตามที่โรงพยาบาลจัดให้ใช้เท่านั้น โดยให้ดึงสายสะดือขึ้นเช็ดวนจากด้านในออกด้านนอกเพียงรอบเดียว แต่ถ้าสะดือทารกยังไม่สะอาดให้เช็ดด้วยสำลี หรือคอตตอนบัดอันใหม่อีกครั้ง ที่มาจาก th.theasianparent ภาพประกอบโดย Women MThai Team

แจกวิธี ปลูกผักงอก กินเอง ปลอดภัยได้สุขภาพ และห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
กินผัก /  ปลูกผักงอก / 

หากคุณกำลังมองหาพื้นที่ปลูกผักไว้กินเอง และปลอดภัยจากสารพิษ ผักงอก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนเมืองที่รักสุขภาพ ในปัจจุบันคนเมืองส่วนใหญ่หันมาปลูกผักกินเองมากขึ้น และร่วมสนับสนุนนโยบายกินผัก ผลไม้ อย่างน้อยวันละ 400 กรัม เพื่อห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตามที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้แนะนำ ด้วยเหตุนี้ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมดีๆ “มาปลูกผักกัน ตอน Micro Green สารพัดผักงอก” ซึ่งจัดโดย ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. เพื่อให้ทุกคนปลูกผักได้ด้วยตัวเอง และมีสุขภาพที่ดีด้วย ซึ่งใช้พื้นที่และเวลาพียงเล็กน้อยเท่านั้น ด้าน ป้าตุ๋ย หรือ นางสาวพรพรรณ แววสิงห์งาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผัก เล่าว่า ผักในปัจจุบันตามท้องตลอดมีอยู่มากมาย แต่ก็มีหลายครัวเรือนหันมาเลือกการปลูกผักด้วยตนเองมากขึ้น เพราะผักในท้องตลาดมีสารเคมีปนเปื้อนอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้ายิ่งรับประทานเข้าไปจะโดนทำลายสุขภาพได้โดยตรง การปลูกผักกินเองทำได้ง่ายๆ เพียงแค่นำเมล็ดของผักมาเพาะ ซึ่งจะมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ดังนี้ 1.ผักงอก คือ พืชตระกูลถั่วต่างๆ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ และถั่วแดง ซึ่งถือว่าเป็นชนิดแรกที่เราเริ่มรู้จักการเพาะปลูก เมื่อเพาะเมล็ดแล้วก็จะกลายมาเป็นถั่วงอกที่ทุกคนชอบรับประทานกัน สำหรับถั่วเหลืองและถั่วลันเตาเป็นเมล็ดที่เกิดเป็นเชื้อราง่าย จึงไม่เหมาะที่จะนำมาเพาะ 2.ต้นอ่อน เช่น ทานตะวัน โต้วเหมี่ยว ไควาเระ เป็นเมล็ดที่นำมาเพาะให้เกิดเป็นต้นอ่อน ก็สามารถเก็บมากินได้แล้ว โดยไม่ต้องรอนาน แต่บางชนิดอย่างหัวใช้เถ้าไม่สามารถนำมาเพาะเป็นต้นอ่อนได้ เพราะมีพิษจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ 3. ไมโครกรีน (Micro green) คือ ผักที่มีเมล็ดที่เล็กที่สุด เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า ผักโขม ซึ่งจะเห็นมากตามท้องตลาดทั่วไป ผักชนิดนี้เพียงแตกใบจริงออกมาเพียง 2 -3 ใบ ก็ตัดนำมากินได้แล้ว และมีคุณค่าทางอาหารสูง มาดูวิธีปลูกผักงอกด้วยวิธีง่ายๆ กันค่ะ ถั่วงอก วัตถุดิบที่ต้องเตรียม ดังนี้ 1.เมล็ดถั่ว 2.ภาชนะที่จะใช้เพาะ 3.น้ำเปล่า 4.ผ้าขาว ขั้นตอนการทำ 1.ล้างถั่วให้สะอาด 2-3 ครั้ง (พร้อมกับคัดเมล็ดเสียที่ลอยขึ้นมาทิ้งไป) 2.นำถั่วมาแช่น้ำค้างคืน อย่างน้อย 6-8 ชม. 3.ตักขึ้นมาใส่ภาชนะ และล้างอีกครั้ง 4.ปิดด้วยผ้าขาวบาง 5.รดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง เพียงแค่ 2 วันก็จะได้ต้นถั่วงอกต้นขาวๆ นำไปกินกันได้แล้ว ต้นอ่อน วัตถุดิบที่ต้องเตรียม มีดังนี้ 1.ขี้เถ้าแกลบที่แห้งสนิท 2.เปลือกมะพร้าวสับ 3.เมล็ดผัก 4.ภาชนะที่จะใช้เพาะ 5.น้ำควันไม้ ขั้นตอนการทำ 1.นำเปลือกมะพร้าวสับมาร่อนด้วยตะแกรง แยกใยมะพร้าวออก (ไม่ต้องทิ้งนำมาคลุมดินต่อได้) เพราะถ้าไม่แยกออกจะทำให้การงอกของต้นไม่สม่ำเสมอ 2.นำวัตถุดิบใส่ลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ในอัตรา 2 ส่วน และใส่ขี้เถ้าแกลบตามลงไป 1 ส่วน หากไม่มีขี้เถ้าแกลบใช้ดินปลูกต้นไม้ทั่วไปแทนได้ ใส่ส่วนผสมทั้ง 2 อย่างครบแล้ว 3.รดน้ำด้วยน้ำควันไม้ ให้ชุ่มประมาณ 1 เซนติเมตร น้ำควันไม้จะช่วยลดแมลงหวี่ มด และ ป้องกันเชื้อราได้ระดับหนึ่ง หลังจากนั้นเจาะรูด้านล่างภาชนะเพื่อให้น้ำไหลออก 4.เรียงเมล็ดลงไปในดินที่เตรียมไว้ให้เต็ม โดยไม่ให้เมล็ดซ้อนกัน ถ้าซ้อนกันเสี่ยงที่จะเกิดเชื้อราได้ง่าย และนำส่วนผสมของดินมากลบบางๆ บนเมล็ดอีกครั้งหนึ่ง และรดน้ำอีกครั้ง ตั้งไว้ 2 วันต้นก็จะค่อยๆ งอกขึ้นมา สามารถตัดและกินได้เลย ผัก Micro green วัตถุดิบที่ต้องเตรียม มีดังนี้ 1.ดิน 2.มูลสัตว์ 3.ใบไม้แห้ง 4.เมล็ดผัก 5.ภาชนะที่จะใช้เพาะ 6.น้ำเปล่า ขั้นตอนการทำ 1.เตรียมดิน นำดิน มูลสัตว์ และใบไม้แห้ง (ถ้าไม่มีใบไม้แห้งใช้กากกาแฟแทน) มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน และใช้น้ำ ‘ปลูกผักงอกกินเอง’ ด้วยวิธีง่ายๆ ได้สุขภาพ thaihealthรดลงไปโดยไม่ต้องชุ่มมาก 2.นำวัตถุดิบมาผสมที่เข้ากันดีแล้วมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ 3.ใส่ถุงเอาเชือกปิดถุงไว้ วางไว้ในที่ร่ม 2-3 วัน แล้วนำมาใช้ได้ การเพาะเมล็ด นำดินที่เตรียมไว้แล้วใส่ภาชนะ และโรยเมล็ดลงไปไม่ให้ซ้อนกัน กลบดินบนเมล็ดเล็กน้อย และรดน้ำให้ชุ่ม รอเพียง 10 วันก็ได้จะต้นที่โตนำมาประกอบอาหารได้แล้ว เพียงแค่หาส่วนผสม ใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อย และปลูกด้วยขั้นตอนที่ง่ายๆ เพียงเท่านี้เราก็จะได้ผักที่ปลอดสารเคมี ประหยัดมากขึ้น และยังได้สารอาหารที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย ถ้าอยากได้สุขภาพที่ดีลองปลูกผักทานเองดีกว่าค่ะ เรื่องโดย : ปิยวรรณ นาทุ่งนุ้ย Team Content www.thaihealth.or.th

เล็บ ใครเป็นแบบนี้บ้าง อยากรู้ไหมว่าเกิดจากอะไร...ตามมา
สุขภาพเล็บ /  เล็บ / 

เล็บมือของคนเราสามารถบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับตัวตนผู้เป็นเจ้าของได้หลายอย่าง เช่น ดูเล็บมือก็อาจรู้ว่าคุณทำงานลักษณะไหน รายได้เป็นอย่างไร หรือแม้แต่งานอดิเรกของคุณน่าจะเป็นอะไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่เล็บจะบ่งชี้ได้ก็คือสุขภาพร่างกายของคุณ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณควรดูแลเอาใจใส่เล็บของคุณอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยปละละเลยจนอาจก่อให้เกิดปัญหา เพราะนอกจากสำคัญกับเรื่องสุขภาพแล้ว เล็บยังทำให้คุณดูมีบุคลิกภาพดีอีกด้วย วิธีการดูแลก็ง่ายๆ เพื่อความสะอาดของเล็บมือ คุณควรตัดเล็บสัปดาห์ละครั้ง และที่สำคัญควรคำนึงถึงผิวหนังบริเวณรอบๆเล็บของคุณด้วย ไม่ควรตัดสั้นเกินไปจนถึงผิวหนัง ปลายนิ้วหรือขอบข้างเล็บ เวลาตะไบแต่งปลายเล็บ ให้ถูตะไบไปทางเดียวกัน อย่าถูย้อนไปย้อนมา และถ้าเป็นไปได้ คุณควรตัดเล็บหลังจากที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ เพราะหลังจากโดนน้ำ เล็บและผิวหนังรอบเล็บของคุณจะอ่อนตัว ง่ายแก่การตัดทำความสะอาด จากนั้นก็ล้างมือและเช็ดให้แห้ง แต่หากเล็บของคุณมีลักษณะบางอย่างชวนให้สงสัยว่าจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ เช่น มีสีคล้ำ สีซีดขาว เป็นจุดกระเกล็ดปลา หรือดูเหมือนจะเสียรูปเพราะการติดเชื้อใดๆ เรามีข้อแนะนำเพิ่มเติมโดย ดร.ซิลเวีย ไบรซ์ และ ดร.พอล เคชิจิอัน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง ได้ชี้ให้เห็นถึงลักษณะเล็บเสียที่แสดงว่ามีปัญหาเรื่องสุขภาพ และจะมีลักษณะแตกต่างกันไป ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ควรแก้ไขอย่างไร ดังนี้ 1. เล็บหนา ผิวเล็บร่อนเปราะ อาจมีสาเหตุมาจากเชื้อราซึ่งเกิดเพราะความอับชื้น แล้วคุณไม่ได้รักษาความสะอาดดีพอ ปัญหานี้มักจะเกิดกับนักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ หากปล่อยทิ้งไว้ เล็บคุณอาจหักกร่อนและเสียมากขึ้น จนถึงขั้นไม่มีการงอกใหม่ คุณควรไปพบแพทย์โรคผิวหนัง ซึ่งสามารถแนะนำและรักษาได้อย่างถูกวิธี 2. เล็บมีสีดำคล้ำผิดไปจากสีเล็บปกติ อาจเกิดจากการที่เล็บของคุณไปกระทบกระแทกกับสิ่งใดแรงๆ และหากบริเวณปลายนิ้วมีอาการบวมเป่งด้วย อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบไปพบแพทย์โรคผิวหนัง และที่สำคัญอย่าแคะเขี่ยเพื่อให้อาการบวมเป่งนั้นยุบแฟบ เพราะหากนิ้วและเล็บคุณเป็นแผล อาจเกิดการติดเชื้อลุกลามได้ 3. เล็บเปลี่ยนเป็นสีต่างจากสีเล็บปกติ ไม่ว่าจะเป็นสีแดง น้ำเงิน เหลือง น้ำตาล หรือสีอื่นใดที่ผิดจากสีเล็บปกติโดยที่ไม่ได้เกิดจากการกระทบกระแทกหรือเสียดสีใดๆ ให้คิดก่อนว่านั่นอาจหมายถึงเล็บของคุณเกิดการติดเชื้อ ควรไปพบแพทย์โรคผิวหนังเพื่อรับการตรวจรักษา 4. เกิดร่องระหว่างเล็บกับผิวหนังและเล็บมีเส้นสีขาว อาการลักษณะนี้มักจะเกิดในแนวขวางหรือแนวนอนของเล็บ สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นผลจากอาการเจ็บป่วยอื่นๆของร่างกาย หรือเป็นผลที่เกิดหลังจากการผ่าตัด ลักษณะดังกล่าวนี้ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด 5. เล็บเป็นจุดกระขาวๆ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า เล็บลักษณะนี้ไม่มีอันตรายใดๆกับสุขภาพ สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการเสียดสีหรือกระทบกระแทกกับสิ่งใดๆ สามารถหายได้เองในไม่ช้า 6. มีเส้นสีน้ำตาลหรือเส้นสีแดงบนเล็บ โดยส่วนใหญ่แล้วไม่เป็นอันตราย สาเหตุมักจะเกิดจากการเสียดสีหรือกระทบกระแทก ซึ่งจะหายไปในไม่ช้า แต่หากไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้น ลักษณะนี้อาจบ่งชี้ว่าเล็บของคุณเกิดการติดเชื้อได้เหมือนกัน (เหมือนข้อ ๓) ควรไปพบแพทย์โรคผิวหนังเป็นดีที่สุด 7. มีเส้นหรือแนวสีเข้มบนเล็บ ซึ่งไม่ได้มีสาเหตุมาจากการกระทบกระแทกหรือบาดเจ็บใดๆ และไม่มีทีท่าว่าจะจางหายไปสักที นั่นอาจเป็นสัญญาณอันตรายบอก ถึงอาการมะเร็งผิวหนังได้ คุณควรไปพบแพทย์โรคผิวหนังเพื่อทำการตรวจให้แน่ใจ อย่าปล่อยทิ้งไว้เพราะอาจสายเกินแก้ 8. มีจุดสีเหลืองหรือจุดเล็กๆบนเล็บ อาจเป็นอาการของโรคสะเก็ดเงิน ซึ่งทำให้ผิวหนังลอกร่อน โดยปกติจะเกิดบริเวณข้อศอก หัวเข่า หรือบน หนังศีรษะ แต่ก็มีพบว่าเกิดกับเล็บได้เหมือนกัน ทางที่ดีคุณควรไปพบแพทย์โรคผิวหนังเพื่อรับการตรวจและรักษาให้หาย 9. เล็บขบ ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับผิวหนังบริเวณขอบเล็บด้านข้าง หากไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ ก็ให้คุณใช้ที่ตัดเล็บคมๆ ตัดขอบเล็บที่งอกเกินและหนังแข็งที่หุ้มเล็บนั้นทิ้ง แต่หากมีอาการเจ็บปวดให้ไปพบแพทย์โรคผิวหนังทันที เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ อาจมีอาการเจ็บปวดเพิ่มมากขึ้น และอาจเกิดปัญหาอื่นตามมา เช่น นิ้วบวม หรือเกิดการติดเชื้อ 10. ขอบเล็บงอกผิดปกติ อาจมีลักษณะคร่อมผิวหนังบริเวณโคนเล็บ หรืองอกเข้าไปในเนื้อบริเวณขอบเล็บ โดยเฉพาะขอบเล็บด้านข้าง สาเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดจากอาการบาดเจ็บของเล็บ หรือเกิดจากที่คุณตัดเล็บไม่ถูกวิธี หากไม่มีอาการเจ็บปวด ให้คุณใช้ที่ตัดเล็บคมๆ ตัดแต่งขอบเล็บใหม่ ตัดเล็มหนังแข็งที่เกิดเพราะเหตุนี้ทิ้งไป และอาจใช้ครีมทาผิวหนังนวดผิวหนังบริเวณนั้นบ่อยๆ เพื่อให้ผิวรอบๆขอบเล็บอ่อนตัวลง เมื่อเล็บงอกใหม่จะได้เป็นปกติ ดูแลตัดแต่งทำความสะอาดเล็บของคุณสัปดาห์ละครั้งอย่างสม่ำเสมอ ระวังอย่าให้กระทบกระแทกหรือเสียดสีกับสิ่งใดๆ เพียงแค่นี้ คุณก็จะเป็นเจ้าของเล็บที่ดูสวย ดูดีมีสุขภาพ แถมเสริมบุคลิกภาพให้คุณดูดีอีกด้วย ที่มาเนื้อหาจาก https://www.doctor.or.th/article/detail/2394

พบการติดเชื้อโรคระบาดในยุควิคตอเรียนศตวรรษที่ 19 อีกครั้ง!
วัณโรค /  อังกฤษ / 

พบโรคลักปิดลักเปิด วัณโรค และไข้หัด ที่เคยระบาดหนักในยุควิคตอเรียน ศตวรรษที่ 19 อีกครั้งในอังกฤษ โรคลักปิดลัก วัณโรค และไข้หัด อาจทำให้เรานึกถึงนิทานเรื่องชาร์ลส์ ดิกเคนส์ แต่โรคระบาดที่เคยระบาดในยุควิคตอเรียนนี้ได้กลับมาพบการติดเชื้ออีกครั้งที่อังกฤษ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก โจซี่ การ์เรตต์ วัย 24 ปี กำลังจะหายจากวัณโรคหลังเข้ารับการรักษาอย่างเข้มข้น การ์เรตต์คือนักศึกษาปริญญาโท แต่เมื่อปีที่แล้ว เธอต้องแยกตัวออกมารักษาตัวที่โรงพยาบาล การ์เรตต์ ผู้ป่วยวัณโรคบอกว่า เธอติดเชื้อวัณโรคมาจากแฟนหนุ่มของเธอ ซึ่งเขาติดเชื้อมาจากเพื่อนของเขาที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน เพื่อนของแฟนเธอติดเชื้อมาจากพ่อของเขา ซึ่งเป็นผู้ป่วยวัณโรครายแรกในช่วงทศวรรษที่ 1990 หลังจากที่เขาเดินทางไปอินเดีย และนี่ทำให้ต้องมีการคิดค้นยาที่จะนำมาใช้รักษาโรค การ์เรตต์บอกว่า จนถึงตอนนี้เธอก็ไม่สามารถที่จะออกไปทำงานหรือพบปะผู้คนได้ เธอไม่สามารถใช้ชีวิตในแบบปกติได้ วัณโรคคือหนึ่งในโรคระบาดที่มักพบในกลุ่มคนยากจน ซึ่งโรคนี้เป็นโรคร้ายแรง ด้านเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเตือนให้ค้นหาเชื้อนี้ในทุกพื้นที่ในกรุงลอนดอน เนื่องจากมันอาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดได้ในอนาคต ดร. ออนการ์ ซาร์โฮทา จากสภากรุงลอนดอน บอกว่า แบคทีเรียในวัณโรคสามารถแพร่เชื้อได้และสามารถมีชีวิตอยู่ในร่างกายเราในระยะเวลานาน และอาจกลับมาออกฤทธิ์และแสดงอาการอีกครั้งได้ ซึ่งมันจะส่งผลต่อระดับภูมิคุ้มกันของร่างกาย แมกซ์ ฟอสเตอร์ จากลอนดอน บอกว่า วัณโรคเป็นหนึ่งในโรคระบาดรุนแรงที่คร่าชีวิตคนได้ในยุคปัจจุบัน โดยทำให้ผู้ติดเชื้อเสียชีวิตได้ 1 ใน 4 คน ผู้ป่วยที่เสียชีวิตหลายพันคนถูกนำมาฝังที่สุสานแห่งนี้ แม้ว่าสถานการณ์โดยรอบตอนนี้จะยังไม่ย่ำแย่ แต่ขณะนี้ในบางพื้นที่ของกรุงลอนดอนก็มีอัตราการติดเชื้อวัณโรคสูงกว่าในรวันดา หรืออิรัก ผลการศึกษาล่าสุดของศูนย์บริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษพบว่า มีโรคระบาดที่เคยระบาดในช่วงศตวรรษที่ 19 กำลังกลับมาระบาดอีกครั้งในลอนดอน ดร. นูเรีย มาร์ติเนซ-อเลียร์ จากโรงพยาบาลกายส์และเซนต์โธมัสในกรุงลอนดอน บอกว่า ขณะนี้ปรากฎการระบาดของโรคไข้หัด โดยเมื่อปีที่แล้วมีผู้ติดเชื้อราว 1 หมื่น 4 พันราย ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 เช่นเดียวกันกับจำนวนผู้ติดเชื้อวัณโรค โรคไอกรน และโรคหัด ที่จำนวนผู้ติดเชื้อในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก 10 ปีก่อน จากสถิติช่วง 5 ปีหลังของอังกฤษ ระบุว่า ผู้ป่วยโรคไข้หัดเพิ่มจำนวนขึ้นร้อยละ 136 โรคลักปิดลักเปิดเพิ่มขึ้นร้อยละ 38 และโรคอหิวาตกโรคเพิ่มขึ้นร้อยละ 300 แต่ผู้ป่วยลักปิดลักเปิดและอหิวาตกโรคยังคงมีจำนวนน้อย อะไรคือสาเหตุที่ทำให้โรคเหล่านี้กลับมาระบาด ดร. นูเรีย มาร์ติเนซ บอกว่า การลดปริมาณการให้วัคซีน เช่น สำหรับโรคหัด การลดลงของระดับภูมิคุ้มกันซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไอกรน การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรยากจน เช่นเดียวกับการทะลักเข้ามาของผู้อพยพและผู้ที่เป็นโรคขาดสารอาหาร 200 ปีผ่านไป แต่ก็ยังคงพบปัญหาการขาดสารอาหาร ความยากจน และการไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุข ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้โรคระบาดในยุควิคตอเรียนกลับมาอีกครั้ง MThai News

ไอเดีย เปลี่ยนลุคตู้เสื้อผ้า ไร้บานให้สวยสดใสกว่าที่เคย
ตู้เสื้อผ้า /  เชื้อรา

maxine และ Maxwell ได้เปลี่ยนวิธีเดิมๆ ในการจัดเก็บเสื้อผ้า จากราวแขวนผ้าที่ดูยุ่งเหยิง ในห้องนอนที่กั้นไว้ด้วยพาร์ติชั่นบอร์ด มาเป็นตู้เสื้อผ้ารุ่น PAX/พักซ์ แบบไร้บาน สองใบ พร้อมลิ้นชัก ชั้นวาง และราวแขวน ‘พื้นที่ตรงนี้ดูเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเลย’ Maxine ออกความเห็น ‘ตอนนี้ มุมเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ให้ความรู้สึกผ่อนคลายไม่ต่างจากมุมที่เราใช้เพื่อการนอนหลับ’ เรามาดูวิธีแปลงโฉมและจัดระเบียบมุมแต่งตัวกันตั้งแต่แรกเริ่มจนจบ เพื่อการแต่งตัวยามเช้าที่สะดวก รวดเร็ว และสนุกสนานยิ่งกว่าที่เคย ไอเดีย เปลี่ยนลุคตู้เสื้อผ้า ไร้บานให้สวยสดใสกว่าที่เคย ก่อน: ราวแขวนผ้าแสนยุ่งเหยิง ‘Maxwell กับฉันเคยมีราวแขวนผ้าของตัวเองกันคนละราว’ Maxine บอก ‘เราเลือกที่เก็บของแบบไร้บาน เพราะทางทฤษฎีแล้ว การเก็บแบบนี้ช่วยให้หาเสื้อผ้าได้ง่ายและยังช่วยให้เก็บเสื้อผ้าได้มากในพื้นที่จำกัด แต่ราวแขวนผ้าของเราอัดแน่นไปหมด แถมยังไม่มีที่วางรองเท้า อีกอย่าง การมีแต่ที่เก็บของแบบแขวน ก็เป็นข้อจำกัดในการจัดเก็บเสื้อผ้าให้เป็นระเบียบ แทบไม่ต้องพูดถึงการหาเสื้อผ้าเลย เพราะแทบจะหาของที่ต้องการไม่เจอ’ หลัง: ตู้เสื้อผ้าไร้บานแสนเป็นระเบียบ ‘เราวางแผนเลือกใช้ชุดที่เก็บของรุ่น PAX/พักซ์ ที่เหมาะกับเรา โดยเลือกใช้โปรแกรมออกแบบออนไลน์ เราปลื้มมากกับการที่สามารถตัดสินใจเลือกของที่ต้องการได้จากที่บ้าน ไม่ต้องไปที่สโตร์ และเราก็ได้เลือกใช้ราวแขวน ลิ้นชัก และชั้นวางผสมผสานกัน เป็นการจัดเก็บของที่อาศัยพื้นที่แนวตั้ง เราจึงมีพื้นที่เหลือเฟือไว้เก็บเสื้อผ้าและรองเท้าที่ต้องใช้ทุกวันให้เป็นระเบียบ ส่วนเสื้อผ้าตามฤดูกาลหรือเสื้อผ้าที่ใส่ในโอกาสพิเศษ เราก็เก็บไว้ด้านบน ต่อจากนี้ ก็ไม่ต้องอึดอัดกับราวแขวนผ้าที่แน่นจนแทบระเบิดอีกแล้ว แถมยังได้พื้นโล่งๆ กลับมาอีกด้วย’ ติดโคมไฟเพื่อหลากหลายการใช้งาน : โคมไฟแบบหนีบหรือแบบที่ติดตั้งไว้กับตู้ ช่วยให้คุณหาของที่ต้องการได้สะดวก ให้การแต่งตัวกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ทั้งในยามเช้าตรู่ที่ยังไม่สว่างหรือในยามค่ำคืน ‘เราเลือกใช้โคมไฟแบบหนีบ เพราะปรับทิศทางของแสงที่ส่องได้ตามต้องการ’ Maxine กล่าว ที่เก็บของในแบบที่เป็นคุณ : หากคุณหลงใหลเครื่องประดับ หรือมีรองเท้ากี่คู่ก็ไม่เคยพอ อย่างนั้นลองดัดแปลงลิ้นชักให้สอดคล้องกับความต้องการของคุณ ด้วยถาดแบ่งช่องที่ตอบโจทย์คุณได้ ‘ฉันรู้สึกดีมากที่ได้รู้ว่าข้าวของแสนรักได้รับการปกป้องเป็นอย่างดี แถมยังจัดวางไว้ในแบบที่ทำให้รู้สึกพิเศษอีกด้วย’ Maxine กล่าว เครื่องประดับนี้มีไว้โชว์ : ลองจัดวางเครื่องประดับในแบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณดูสิ อย่างการแขวนเข้ากับตะขอแล้วนำไปแขวนห้อยบนลวดที่ขึงไว้ ‘ฉันชอบทำเครื่องประดับ และชอบสรรหาเครื่องประดับที่ดูโดดเด่นมาเก็บไว้’ เธอเล่า ‘การได้เห็นของพวกนี้ทุกวัน ทำให้การเลือกเสื้อผ้ามาสวมใส่เป็นเรื่องสนุก’ มุมเล็กๆ เพื่อกระเป๋า : โดยเฉพาะเราลองปรับระดับชั้นวางของ เพื่อให้มีที่วางของใช้และเครื่องประดับต่างๆ ภายในตู้ ‘ตอนนี้ บรรดากระเป๋าทั้งหลายเลยมีที่อยู่เป็นสัดเป็นส่วน ไม่กองรวมกันที่พื้นเหมือนเมื่อก่อน ทำให้เลือกหยิบกระเป๋ามาใช้ได้ง่าย และยังช่วยยืดอายุของกระเป๋าอีกด้วย’ Maxine กล่าว ลงทุนกับไม้แขวนเสื้อคุณภาพ : เปลี่ยนไม้แขวนเสื้อที่ทำจากพลาสติกหรือลวด ไปเป็นวัสดุจากไม้ ช่วยให้เสื้อผ้าดูเป็นระเบียบขึ้นได้ในทันที ‘อาจต้องใช้พื้นที่เพิ่มขึ้นสักหน่อย แต่ว่าช่วยให้เสื้อผ้าไม่เสียทรง และยังช่วยเตือนเราไม่ให้แขวนเสื้อผ้าอัดกันจนแน่นเกินไปอีกด้วย’ Maxine กล่าว เติมเก้าอี้ให้ห้องแต่งตัว : เพียงวางเก้าอี้สักตัวไว้ที่โต๊ะเครื่องแป้งของ Maxine ก็เปลี่ยนกิจวัตรยุ่งยากยามเช้าให้เป็นกิจกรรมสนุกๆ ได้ ‘พอทำแบบนี้แล้ว บรรยากาศโดยรวมของมุมนี้เลยผ่อนคลายน่านั่งขึ้นกว่าเดิม การแต่งหน้าในตอนเช้าเลยกลายเป็น “ช่วงเวลาแห่งการปรนเปรอตัวเอง” แทนที่จะเป็นกิจวัตรน่าเบื่อที่จำเป็นต้องทำ’ เธอกล่าว ตู้เสื้อผ้าใหม่ช่วยแปลงโฉมห้องนอนเราได้อย่างน่าประทับใจ นอกจากจะเปิดโล่ง ดูแล้วกลมกลืน เข้ากับส่วนอื่นๆ ของบ้านแล้ว ยังเป็นระเบียบ ไม่รกรุงรังอีกด้วย’ ขอบคุณบทความดีๆ : IKEA ประเทศไทย

สำรวจตัวเอง น้ำหนักไม่ลด อาจเพราะ “อุจจาระตกค้าง ”
ดีท็อกซ์ /  อุจจาระ / 

       เคยไหมคะ ? ที่ออกกำลังกายหนักหน่วง ควบคุมอาหารตามตาราง นับแคลอรี่เป๊ะๆ แต่ทำไมน้ำหนักก็ยังไม่ลดสักที แถมยังมีอาการท้องอืด ท้องผูก บางครั้งก็ลามมาปวดหลังอีกต่างหาก ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นกับหลายคนที่กำลังลดความอ้วนอยู่ น้อยคนนัก ที่จะรู้ว่าเกิดจาก อุจจาระตกค้าง!! อ่านถึงตรงนี้ คงต้องเอามือมาปิดจมูกกันสักนิดนะคะ แต่บอกได้เลยว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ       เริ่มจาก เรามาทำความรู้จักกับระบบการทำงานของลำไส้กันก่อนดีกว่าค่ะ  ลำไส้ของคนเรายาว ประมาณ 20 ฟุต เป็นลำไส้เล็ก 15 ฟุต และ อีก 5 ฟุต เป็นลำไส้ใหญ่ อาหารที่ผ่านกระบวนการย่อยแล้วจะผ่านไปที่ลำไส้เพื่อทำการดูดซึม ส่วนที่ไม่ย่อยและไม่ดูดซึมนั้นท้ายสุดแล้วก็จะออกไปในรูปแบบของอุจจาระ แต่...ก็มีหลายครั้งที่การขับถ่ายไม่สามารถนำอุจจาระออกมาได้หมดจากลำไส้ ทำให้เกิดการตกค้าง และเกาะอยู่ตามผนังลำไส้ มาลองสำรวจตัวเองกันดูนะคะ ว่าจะมีปัจจัยอะไรกันบ้าง ? 1. รีบรับประทานอาหารเกินไป ควรเคี้ยวให้ได้ 30 ครั้งต่อ 1 คำ 2. รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย 3. อันนี้น่ากลัว!! มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ 4. ระบบดูดซึมเสีย เนื่องจากมีน้ำมันเคลือบอยู่มากเกินไป ทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไปไม่มีการหมุนเวียน 5. ข้อนี้สำคัญ!! ไม่ขับถ่ายในช่วงเวลา 05.00 น. - 07.00 น.         ทำไมถึงต้อง ขับถ่ายในช่วงเวลา 05.00 น. - 07.00 น. สาเหตุมาจากช่วงเวลาหลัง 7 โมงเช้าไปแล้ว ลำไส้จะบีบให้อุจจาระขึ้นไปข้างบน จึงทำให้เราขับถ่ายอุจจาระออกมาไม่หมด อุจจาระที่ค้างไว้นี้ ก็จะเกาะที่ผนังลำไส้พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่า มันก็แซงหน้าไปก่อน แต่มันไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็งไว้ ก็เกาะติดแน่น กดทับเส้นเลือดต่าง ๆใน กระเพาะ และ กระดูกหลัง ทำให้มีอาการปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้อง ท้องอืด        อย่าคิดว่าลำไส้ที่ยาว 20 ฟุต จะมีพื้นที่น้อยนิด จนละเลยการหาทางแก้ไข เพราะเคยมีการผ่าศพพบอุจจาระที่ตกค้างอยู่กว่า 10 กิโลกรัม !! ลองคิดดูสิคะ ว่าถ้าน้ำหนักคุณลงไป 10 กิโลกรัม จะผอมขนาดไหน ? แล้ววิธีการแก้ไขล่ะ จะต้องทำอย่างไรต่อไป ถ้าบอกไปหลายคนจะต้องร้อง อ๋อออออ ....เพราะนั่นก็คือการ ดีท็อกซ์ !! นั่นเองค่ะ       สูตรการดีท็อกซ์นั้นก็มีให้ได้ลองอยู่หลายสูตรนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเม็ดแมงลัก น้ำอุ่น น้ำผึ้งมะนาว กล้วย โยเกิร์ต นิยมดื่มก่อนนอนหรือหลังตื่นนอนทันที จะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายในตอนเช้าได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ภาพประกอบและเรียบเรียงโดย Women Mthai Team

น้ำมูก ของคุณเป็นสีอะไร
infographic /  ติดเชื้อ / 

น้ำมูก ทำหน้าที่จับกับสิ่งต่างๆ ที่ปนมากับลมหายใจ เช่น สารก่อภูมิแพ้ และเชื้อโรค นอกจากนี้ในน้ำมูกยังมีสารต่อต้านเชื้อโรคอีกด้วย คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกับน้ำมูกหรือเสมหะมากนัก แต่เชื่อหรือไม่ว่าสีของน้ำมูกหรือเสมหะสามารถบ่งบอกถึงปัญหาเกี่ยวกับจมูกได้ ตัวอย่างเช่น น้ำมูกสีใสอาจหมายถึงเยื่อบุจมูกอักเสบ น้ำมูก สีเหลืองอาจหมายถึงการติดเชื้อแบคทีเรียในโพรงจมูกหรือไซนัส  น้ำมูกสีเทาอาจบ่งชี้ว่าในจมูกของคุณมีริดสีดวงจมูก เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามการสังเกตสีของน้ำมูกหรือเสมหะ เพราะสีของน้ำมูกอาจบ่งบอกถึงโรคหรือพยาธิสภาพที่ซ่อนอยู่ในโพรงจมูกหรือไซนัสของคุณได้ แต่ถ้าจะให้แน่ใจควรไปปรึกษาแพทย์ น้ำมูก มาจากไหน ทางเดินหายใจและทางเดินอาหารของมนุษย์เรามีเยื่อบุทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร ซึ่งมีต่อมสร้างน้ำมูก เมือก หรือเสมหะ ไม่ว่าจะเป็นจมูก ไซนัส โพรงหลังจมูก ช่องปาก ช่องคอ กล่องเสียง หลอดลม ซึ่งน้ำมูก เมือก หรือเสมหะ ทำหน้าที่ป้องกันอวัยวะภายใต้เยื่อบุจากสารพิษหรือสารระคายเคืองต่างๆ ทำให้อวัยวะดังกล่าวชื้นตลอดเวลา ถ้าเยื่อบุที่คลุมอวัยวะดังกล่าวแห้งจะทำให้อัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงขึ้น นอกจากนี้ ในน้ำมูกหรือเมือกยังมีสารต่อต้านเชื้อโรคด้วย เช่น แอนติบอดี เอนไซม์ เป็นต้น ทราบหรือไม่ว่าร่างกายมนุษย์เราสามารถผลิต น้ำมูกหรือเมือกได้มากถึง 2 ลิตรต่อวัน ส่วนใหญ่เราไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกับน้ำมูกมากนักจนกระทั่งเรามีปัญหาเรื่องน้ำมูกไหลมาจากจมูกหรือไหลลงคอ ซึ่งเราอาจจะสั่งน้ำมูกออกมา หรือสูดลงคอแล้วขากออกเป็นเสมหะแล้วบ้วนทิ้ง หรือไม่มีที่ให้บ้วนอาจต้องจำใจกลืนลงไป แล้วคุณเคยสังเกตสีน้ำมูกหรือเสมหะที่บ้วนออกมาหรือไม่ว่ามีสีอะไร ซึ่งสีของน้ำมูกหรือเสมหะอาจบ่งบอกถึงปัญหาเกี่ยวกับจมูกของคุณได้ สีใส น้ำมูกหรือเสมหะที่ใสมักประกอบด้วยน้ำ แอนติบอดีที่ต่อต้านเชื้อโรค เกลือ และโปรตีน ส่วนใหญ่มักจะไหลลงคอ และเรามักจะกลืนลงไปในกระเพาะอาหาร ซึ่งสาเหตุเกิดจากหวัด (เยื่อบุจมูกอักเสบ) หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ หรืออาจเกิดจากโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ไวรัสมากระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุจมูก ทำให้มีน้ำมูกใสๆ ไหลออกมาหรือไหลลงคอได้ สารก่อภูมิแพ้ก็เช่นเดียวกัน สามารถกระตุ้นเยื่อบุจมูกของผู้ป่วยที่เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ทำให้มีการหลั่งของฮิสทามีน (Histamine) ออกมา ซึ่งฮิสทามีนสามารถกระตุ้นต่อมสร้างน้ำมูกในเยื่อบุจมูกให้ผลิตน้ำมูกใสๆ ออกมาได้ การให้ยาต้านฮิสทามีนและการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือสามารถบรรเทาอาการน้ำมูกที่ไหลออกมาหรือไหลลงคอได้ สีขาว การที่น้ำมูกไหลออกมามีลักษณะหนา เหนียว และขาวขุ่น อาจเนื่องมาจากการที่น้ำมูกถูกขังอยู่ในโพรงจมูกเป็นระยะเวลานานจากเยื่อบุจมูกที่บวม นอกจากนั้นการที่เรารับประทานผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับนมมากเกินไปอาจทำให้น้ำมูกที่ออกมาหรือไหลลงคอมีสีขาวขุ่นได้เนื่องจากไขมันในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมสามารถทำให้น้ำมูกสูญเสียความชุ่มชื้น ทำให้น้ำมูกหรือเสมหะมีลักษณะหนา เหนียว และมีสีขาวขุ่นตามมาได้ สีเหลือง ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรียในโพรงจมูกหรือไซนัส ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราจะส่งเซลล์ที่ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย เช่น เซลล์เม็ดเลือดขาว ออกมาทำลายเชื้อแบคทีเรีย ทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาวและเชื้อแบคทีเรียที่ ตายแล้ว รวมทั้งเมือกและหนองต่างๆ จะรวมตัวกัน ทำให้น้ำมูกมีสีเหลืองได้ นอกจากนั้นการที่น้ำมูกค้างอยู่ในโพรงจมูกเป็นระยะเวลานานมากๆ เช่น ทั้งช่วงกลางคืน อาจทำให้น้ำมูกมีสีเหลืองได้เวลาตื่นมาตอนเช้าโดยที่ไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่ในกรณีนี้น้ำมูกมักจะมีสีเหลืองเวลาตื่นนอนตอนเช้า แต่ในช่วงเวลาอื่นๆของวัน น้ำมูกจะมีสีใส สีเทา น้ำมูกที่มีสีเทาอาจบ่งบอกว่าในจมูกของคุณมีริดสีดวงจมูก (Nasal polyp) ริดสีดวงจมูกเกิดจากเยื่อบุจมูกหรือไซนัสที่บวมออกมาเป็นก้อนในโพรงจมูก หรือไซนัส ซึ่งไม่ใช่เนื้องอกร้ายแต่อย่างใด มักเกิดจากการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุจมูก ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้  โรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง โรคหืด หรือภาวะแพ้ยาแอสไพริน โรคไซนัสอักเสบจากเชื้อราสามารถทำให้น้ำมูกหรือเสมหะมีสีเทาได้ ซึ่งมักเกิดจากสปอร์ของเชื้อรามาเกาะที่ผิว เยื่อบุจมูกและเจริญเติบโตมากขึ้น มักมีสาเหตุมาจากการบาดเจ็บของเยื่อบุจมูกเรื้อรัง หรือภูมิต้านทานของร่างกายลดน้อยลง สีเขียว แสดงถึงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกำลังทำงานต่อต้านเชื้อแบคทีเรียเหมือนกับการที่น้ำมูกมีสีเหลือง สีเขียวเกิดจากเอนไซม์ ซึ่งสร้างโดยเม็ดเลือดขาว น้ำมูกที่มีสีเขียวมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียภายในโพรงจมูกหรือไซนัส (ไซนัสอักเสบ) สีแดง มักเกิดจากมีเส้นเลือดในโพรงจมูกแตกแล้วปนมา กับน้ำมูก ซึ่งเส้นเลือดที่แตกอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การระคายเคือง หรือบาดเจ็บบริเวณจมูก การอักเสบในโพรงจมูก เนื้องอก โรคของหลอดเลือดชนิดต่างๆ หรือแม้แต่การที่เยื่อบุจมูกแห้ง ทำให้เส้นเลือดในเยื่อบุโพรงจมูกอยู่ชิดกับผิวมากขึ้น มีการแตกของเส้นเลือดได้ง่าย ในกรณีที่น้ำมูกมีสีแดงโดยเฉพาะออกจากจมูกเพียงข้างใดข้างหนึ่งควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด สาเหตุของจมูกแห้ง ได้แก่ ดื่มน้ำน้อย อยู่ในห้องแอร์ ซึ่งมักจะทำให้เราต้องสัมผัสกับอากาศที่เย็นและแห้งเป็นประจำ หรือเปิดพัดลมเป่าจ่อที่หน้าหรือจมูกเป็นระยะเวลานาน หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีอากาศเย็นหรือหนาวจัด อาจต้องพ่น น้ำเกลือเข้าในโพรงจมูกบ่อยๆ หรือใช้เครื่องปรับอากาศให้อุ่นและชื้นขึ้น (Humidifier) สีดำ การที่น้ำมูกมีสีดำมักพบในผู้ที่สูบบุหรี่หรือสูดยานัตถุ์ ใช้ยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย หรือผู้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะทางอากาศมาก หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อราของโพรงจมูกหรือไซนัส ดังนั้นครั้งหน้าที่คุณสั่งน้ำมูกหรือขากเสมหะ อย่าลืมดูสีของน้ำมูกหรือเสมหะด้วยนะครับ เพราะสีของน้ำมูกอาจบ่งบอกถึงโรค หรือพยาธิสภาพที่ซ่อนอยู่ในโพรงจมูกหรือไซนัสคุณได้ แต่ถ้าจะให้แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องครับ ที่มาบทความจาก : รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน http://www.healthtoday.net

แค่เปลี่ยนสิ่งนี้!! ก็ช่วยสร้างบรรยากาศภายในครัวได้...
Kitchen /  กระจกใส / 

แค่เปลี่ยนสิ่งนี้!! ก็ช่วยสร้างบรรยากาศภายในครัวได้... เชื่อว่าหลายๆ ครอบครัวที่ตัดสินใจซื้อบ้Œานของโครงการหมู่‹บ้Œานจัดสรรต่‹างๆ ไม่‹ว่‹าจะขนาดใหญ่‹หรือเล็ก ส่วนใหญ่มักจะวางแผนต่‹อเติมพื้นที่หลังบ้Œานเพิ่มจากของเดิมออกไปกันทั้งนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้Œพื้นที่และมีประโยชน์ใช้Œสอยมากขึ้น สำหรับบางโครงการอาจทำเป็นไอเดียเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนไว้ที่บ้านตัวอย่างอยู่แล้ว ซึ่งลูกบ้านก็สามารถนำไปคิดต่อยอดกันได้เลยเพราะมีพื้นที่ที่เหมือนกัน แต่ถ้าใครยังคิดไม่ออกว่าจะจัดสรรพื้นที่นั้นอย่างไรดี ลองนำไอเดียที่เรานำเสนอนี้ไปพิจารณากันดู... ในกรณีที่ต้องการจะต่อเติมให้มีแค่หลังคากันแดดกันฝน อาจใช้เป็นกระเบื้องมุงหลังคาแบบใสสลับกับแบบทึบ และใช้ระแนงไม้ตกแต่งได้ ซึ้งให้ทั้งความสวยงามและยังระบายอากาศได้ แต่ถ้าต้องการกั้นเป็นฟังก์ชันเปิดขึ้นมา เช่น ทำเป็นครัวไทย ลักษณะนี้โดยส่วนใหญ่แล้วพี้นที่หลังบ้านหรือข้างบ้านจะใช้กำแพงร่วมกันกับเพื่อนบ้าน การกั้นผนังหรือหลังคาเพิ่มเติมก็จะไม่สามารถมีช่องเปิด ประตู หน้าต่างได้ (ตามกฎหมาย) และถ้าทำไม่ดีขึ้นมา เราอาจได้พื้นที่ปิดทึบแทนที่จะดูกว้างขวางมากขึ้น การทำหลังคาเฟรมกระจกใสแทนหน้าต่างจึงเป็นอีกไอเดียที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะให้แสงสว่าง เปิดมุมมอง และช่วยให้พื้นที่ดูกว้างขวางขึ้นแล้ว ยังทำให้บ้านดูมีดีไซน์ขึ้นมาได้อีกมากโข เพราะลูกเล่นของการทำหลังคาแบบเฟรมกระจกนี้สามารถเลือกออกแบบได้หลายรูปทรง ตามลักษณะของพื้นที่ได้เลย ทั้งยังช่วยในเรื่องสุขอนามัยอันเนื่องจากแสงแดดธรรมชาติที่ส่องเข้ามาได้ แถมยังลดการเกิดเชื้อรา หรือแบคทีเรียในส่วนที่เปียกชื้นได้ดีอีกด้วย ถ้าอยากเพิ่มสีเขียวในบ้านให้สดชื่นขึ้นก็สามารถปลูกไม้กระถางหรือผักสวนครัวได้ เพราะมีแสงแดดส่องเข้ามาช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ ทำให้เรามีวัตถุดิบใกล้มือที่ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหนอีกต่างหาก และถ้าบ้านไหนมีพื้นที่มากหน่อย อาจกั้นออกมาเป็น Glass Room ห้องรับประทานอาหารหรือห้องอเนกประสงค์ได้เลย ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศการใช้ชีวิตให้หลากหลายได้มากเลยทีเดียว เครดิตจาก นิตยสาร @Kitchen ฉบับเดือนพฤษภาคม 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

แต่งห้องน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย
แต่งห้องน้ำ

วันนี้ Decor.MThai ได้นำเรื่องราวจากหนังสือ Life and Home เป็นเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับ แต่งห้องน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ บทความการแต่งห้องน้ำอย่างไรให้ปลอดภัยนี้เป็นบทความของคุณสุคนธา ฉ่ำมิ่งขวัญ และภาพประกอบสวยๆ จากทีมงานไลฟ์แอนด์โฮมค่ะ ว่าแล้วเราไปดูการแต่งห้องน้ำให้ปลอดภัยกันเลยดีกว่าค่ะ แต่งห้องน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย นอกเหนือฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวกสบาย มีความสวยงามตรงตามใจผู้เป็นเจ้าของแล้ว ความปลอดภัยก็เป็นอีกเรื่องสำคัญในห้องน้ำที่ไม่ควรมองข้างเพราะบ่อยครั้งที่อุบัติเหตุภายในบ้านเกิดขึ้นขณะใช้งานในห้องน้ำ ทั้งที่ความจริงแล้วเราสามารถป้องกันได้  ตั้งแต่เรื่องของการออกแบบไปจนถึงวัสดุที่มีความเหมาะสม Bath Decor ในฉบับนี้ จึงมีวิธีการตกแต่งห้องน้ำให้ปลอดภัยมาแนะนำค่ะ 1. การออกแบบห้องน้ำ การออกแบบห้องน้ำ : ควรมีการระบายอากาศที่ดี เพราะเป็นพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับความชื้นอยู่ตลอดเวลา ตำแหน่งที่เหมาะสมคือทิศตะวันตก ใช้ความร้อนของแสงแดดในช่วงบ่ายมาขับไล่ความชื้น อันเป็นสาเหตุของเชื้อราและเชื้อโรคต่างๆ ติดตั้งหน้าต่างหรือหลังคา Skylight ก็เป็นอีกทางที่ช่วยทั้งระบายอากาศ และรับแสงแดดเพิ่มเติมส่วนการออกแบบพื้นห้องน้ำไม่ควรมีความสูงในระดับที่ต่างกันเพื่อป้องกันการสะดุดล้ม 2. วัสดุ วัสดุ : แน่นอนว่าวัสดุที่นำมาปูพื้นมีหลากหลายประเภทเช่น กระเบื้อง หินสังเคราะห์ หินอ่อน ไม้สังเคราะห์ ซึ่งเราสามารถใช้ได้หมด แต่ที่ควรคำนึงคือผิวสัมผัสของวัสดุนั้น ต้องมีผิวสัมผัสแบบด้านเพื่อป้องกันการลื่นล้มขณะเท้าเปียกน้ำ ต่อมาคือการเลือกใข้กระจก หากเป็นกระจกใสสำหรับกั้นพื้นที่หรือเป็นประตูห้องควรเลือกกระจกที่มีความหนาเป็นพิเศษ เช่นกระจกเทมเปอร์ กระจกลามิเนต ซึ่งเมื่อเกิดการแตกหัก ก็จะไม่มีเหลี่ยมคมมาทำอันตรายส่วนกระจกเงาไม่ควรติดไว้ใกล้กับส่วนเปียก อย่างส่วนชาวเวอร์ เพราะมีโอกาศลื่นล้มได้ง่ายกว่าส่วนอื่นๆ 3. อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับไฟฟ้า อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับไฟฟ้า : เริ่มกันตั้งแต่แสงไฟที่ควรมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดทึบจนเกินไปในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณกระจกเงาส่องหน้า ส่วนปลั๊กหรือเต้าเสียบต่างๆ ควรเลือกรุ่นที่มีฝาปิด สำหรับป้องกันความชื้นและน้ำกระเด็นใส่จนเกิดการลัดวงจร ส่วนตำแหน่งที่ติดตั้งควรอยู่ในส่วนแห้ง สูงเหนือกว่าก๊อกน้ำ และอ่างล้างหน้า ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า อย่างเครื่องทำน้ำอุ่น ห้ามลืมติดตั้งสายดินเด็ดขาดเพื่อป้องกันไฟรั่ว 4. การเลือกใช้สุขภัณฑ์ การเลือกใช้สุขภัณฑ์ : ควรเลือกใช้สุขภัณฑ์ที่ไม่มีเหลี่ยมมุมแหลมคม ในกรณีที่ครอบครัวมีเด็กเล็กและผู้สูงอายุใช้ร่วมกัน โดยปัจจุบันมีสุขภัณฑ์สำหรับเด็กและผู้สูงอายุโดยเฉพาะซึ่งจะมีความสูงที่เหมาะสมมากกว่า พยายามหลีกเลี่ยงสุขภัณฑ์ที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน เพราะจะแตกหักง่าย หรือใช้วัสดุสมัยใหม่อื่นๆ มาทดแทนเช่นหินสังเคราะห์เป็นต้น หากห้องน้ำมีการใช้ร่วมกันทุกช่วงวัยควรคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยเล็กๆ น้อยๆ ด้วย เช่นการติดตั้งราวจับไว้ใกล้กับโถสุขภัณฑ์เพื่อช่วยผู้สูงอายุพยุงตัว เลือกใช้พรมยางกันลื่นแทนพรมเช็ดเท้าทั่วๆ ไป ราวแขวนผ้าที่ควรติดตั้งให้อยู่เหนือศีรษะเป็นต้น ติดตามอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมในหนังสือ Life and Home ฉบับเดือน Jan 2014 จาก Mbookstore คลิ๊ก

การดูแลรักษา และเลือกใช้ หินแกลบ ในสวน
สวนหน้าบ้าน

วันนี้ Decor.MThai ได้หยิบเรื่องราวจากหนังสือ Life and Home เป็นเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับการดูแลรักษา และเลือกใช้ หินแกลบ ในสวน มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ การดูแลรักษา และเลือกใช้หินแกลบในสวน เป็นบทความของคุณพิมพ์ชนก เกตุนวม และภาพประกอบสวยๆ จากทีมงาน Life and Home เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมเราจะต้องโรยหินแกลบไว้ในสวนที่มีลานกว้างๆ โรยตามทางเดิน และมุมเล็กๆ ที่อยู่นอกสายตา เมื่อเราเลือกใช้หินแกลบแล้ว เราจะมีวิธีการดูแลอย่างไร วันนี้ Decor.MThai มีคำตอบมาให้เพื่อนๆ กันค่ะ การดูแลรักษา และเลือกใช้ หินแกลบ ในสวน  หลักการเลือกใช้หินแกลบ กำหนดขอบเขตให้แน่นอน : ก่อนที่เราจะทำการโรยหินแกลบ เพื่อจะได้รองแผ่นตาข่าย ข้อดีของการรองแผ่นตาข่าย คือช่วยยึดหน้าดินอีกทั้งยังง่ายต่อการรื้อถอนป้องกันวัชพืชยังไม่ให้เกิดขึ้นตามมาอีกด้วย ไม่ควรใช้กับสวนที่มีพื้นที่ขนดใหญ่ : จุดประสงค์หลักๆ ของการใช้หินแกลบคือสร้างความรู้สึกให้สวนดูกว้างขึ้น จึงไม่ควรที่จะใช้กับสวนที่มีพื้นที่กว้างอยู่แล้ว เพราะอาจจะทำให้สวนขาดน้ำหนักอย่างที่ควรจะเป็น เพิ่มมิติ : การใช้หินแกลบควรคละขนาดกรวดหลายขนาด คละสีสักเล็กน้อยเพื่อเพิ่มมิติให้ไม่ดูเรียบจนเกินไป อีกทั้งยังให้ความรู้สึกไม่น่าเบื่อดูมีลูกเล่นอีกด้วย การดูแลรักษา เก็บกวาดสิ่งสกปรกและเพิ่มเติมหินบ้าง : หากจะให้สวนดูสวยงาม ควรดูแลเก็บกวาดใบไม้ในสวนบ้างเพราะจะทำให้สวนดูรก และไม่น่ามอง ทั้งนี้ขนาดของกรวดที่มีขนาดเล็กย่อมกระจัดกระจายได้ง่ายยากแก่การดูแล ดังนั้นควรต้องทำการเก็บกวาดหินกรวด และควรเติมหินแกลบบ้างบางครั้งคราว เพื่อให้พื้นสวนดูเต็มและอัดแน่นขึ้นอีกด้วย ใช้น้ำชะล้างบ้างเป็นครั้งคราว : การใช้น้ำแรงดันสูงในการทำความสะอาดบ้างเป็นครั้งคราวจะทำให้เศษไม้ใบแห้งติดอยู่หายไป อีกทั้งยังช่วยให้ตะไคร่น้ำที่ติดอยู่หลุดออกไปซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยอีกด้วย ใช้น้ำยากันตะไคร่น้ำ : การใช้น้ำยากันตะไคร่น้ำ ถือเป็นวิธีที่กันก่อนแก้ เพราะจะทำให้เราไม่มีเจ้าตะกอนคราบสีเขียวๆ มาก่อกวนใจ และยังลดการหมักหมมของเชื้อรา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิดโรครากเน่าของต้นไม้อีกด้วย ติดตามอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมในหนังสือ Life and Home ฉบับเดือน Octaber 2015 จาก Mbookstore คลิ๊ก

มาทำความรู้จัก โรคร้าย เพื่อป้องกันไม่ให้เดินทางมาหาเรากันเถอะ!!
ป้องกันโรค /  สุขภาพ / 

โรคร้าย คือสิ่งที่ทำให้ร่างกายหรือจิตใจของมนุษย์เกิดความผิดปกติหรือบกพร่อง จนทำให้เกิดความเจ็บปวด ความพิการ หรือบางครั้งอาจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และถ้าพูดถึง โรคร้าย คงไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นกับตัวเอง และผู้คนรอบข้างที่เรารักแน่นอน แต่การที่จะป้องกันตัวจากโรคร้ายได้นั้น เราต้องเริ่มจากการทำความรู้จักสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคร้ายให้ได้ซะก่อน จะได้รู้จักการวิธีการดูแลและป้องกันร่างกายได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที 1. โรคร้ายที่มีสาเหตุมาจากสารเคมีเป็นพิษ ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นสารเคมีแล้ว ก็คงเป็นสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายแน่นอน สารพิษที่เกิดจากเชื้อราอะฟลาท็อกซิน กรดไฮโดรไซยานิก ยาฆ่าแมลง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสารเคมีเป็นพิษที่ตกค้างอยู่ในอาหารที่เรากินเข้าไป ทำให้ร่างกายได้รับสารพิษจนเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคร้ายได้ 2. โรคร้ายที่มีสาเหตุจากอาหาร มีหลายคนเคยพูดเอาไว้ว่า You’re what You eat. หรือ “คนเราจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่เรากินเข้าไป” มนุษย์เราทานอาหารเกือบทุกชนิดในโลก แต่สิ่งที่เราทานไปแต่ละอย่างนั้นจะมีผลอย่างไรต่อร่างกายบ้าง หรือแม้แต่อาหารที่มีส่วนประกอบครบถ้วน แต่ถ้าได้รับมากเกินไป หรือไม่สามารถนำสารอาหารไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ ก็ถือว่าเป็นอาหารที่ขาดคุณภาพ สามารถนำพาร่างกายไปสู่โรคร้ายได้เช่นกัน 3. โรคร้ายที่มีสาเหตุมาจากเชื้อจุลินทรีย์ เชื้อจุลินทรีย์เป็นอีกหนึ่งตัวการร้ายที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ซึ่งเราสามารถแบ่งเชื้อจุลินทรีย์ได้ดังนี้ - แบคทีเรีย : เชื้อจุลินทรีย์ขนาดเล็กมาก มีรูปร่างแตกต่างกันไป แบคทีเรียเป็นจุลินทรีย์ที่ทั้งให้โทษและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะสามารถช่วยขจัดสิ่งสกปรกออจากลำไส้ได้ - โปรโตซัว : เชื้อจุลินทรีย์ลักษณะคล้ายแบคทีเรีย แต่มีขนาดเล็กกว่า มีเชื้อโปรโตซัวหลายชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคร้ายของมนุษย์ - ไวรัส : เชื้อจุลินทรีย์ขนาดเล็กที่สุดในบรรดาเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมด และมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากชนิดอื่น นั่นคือมันสามารถมีชีวิตอยู่ในเซลล์และเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนได้จากภายในเซลล์ ด้วยเหตุนี้จึงสาเหตุให้เชื้อไวรัสมีอันตรายต่อชีวิตของมนุษย์ และมีความรุนแรงมากกว่าเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ 4. โรคร้ายที่มีสาเหตุมาจากพยาธิ พยาธิที่อยู่ภายในร่างกายของคนเรา คือสิ่งที่คอยรบกวนอวัยวะต่างๆ ทั้ง กระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับ ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิ์ภาพ หรือแม้แต่พยาธิที่อยู่นอกร่างกาย ประเภท เห็บ เหา ไร แมลง ก็มีพยาธิที่สามารถนำพาเชื้อแบคทีเรียและไวรัสมาสู่ร่างกายมนุษย์ได้ดีมากๆเช่นกัน 5. โรคร้ายที่มีสาเหตุจากสิ่งที่ไม่ทราบสาเหตุแน่นอน ยังมีโรคร้ายอีกหลายโรค ที่เรายังไม่สามารถระบุ ที่มาหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคได้อย่างชัดเจน เช่น เนื้องอก เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะเป็นโรคไหนก็ล้วนแล้วแต่เกิดมาจากการใช้ชีวิตของตัวเราทั้งสิ้น ขอบคุณข้อมูลจาก คู่มือสุขภาพต้าน 13 โรคฮิต ดาวน์โหลดอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://www.mbookstore.com บทความนี้ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ได้บนเว็บไซต์ Health.mthai.com เท่านั้น

สระผมถูกวิธี ขจัดปัญหา รังแค ได้แน่นอน!
กำจัดขน /  กำจัดขนด้วยเลเซอร์ / 

ปกติหนังศีรษะคนเราจะมีเชื้อราในปริมาณที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา แต่ในสภาวะที่หนังศีรษะมี รังแค มาก ส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อราเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้หนังศีรษะอักเสบ ถ้ารุนแรง จะมีอาการแดงและมี รังแค เป็นเกร็ดใหญ่ขึ้นและเหลืองเป็นไข ซึ่งเป็นอาการของต่อมไขมันของหนังศีรษะอักเสบ และมักเกิดกับวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ วิธีดูแลหนังศีรษะให้ห่างไกลจาก รังแค นั้นไม่ยาก เริ่มต้นที่การดูแลเส้นผม ก่อนสระผม ควรล้างผมด้วยน้ำเปล่าทุกครั้ง เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ออกไปก่อน จากนั้นใช้ปลายนิ้วนวดเป็นวงกลมเบาๆ ให้ทั่วหนังศีรษะก่อน แล้วจึงชโลมแชมพูบนหนังศีรษะ นวดต่อไปจะช่วยถนอมเส้นผม หนังศีรษะ และทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ว่าแต่คุณเคยทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่ ถ้าเคย ขอให้เลิกเถอะ เพื่อสุขภาพผมและหนังศีรษะที่สะดากด ไร้ รังแค 1. อย่าขยี้เส้นผมหรือเกาหนังศีรษะแรงๆ ขณะสระ เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ จนนำมาสู่ปัญหา รังแค และผมร่วงเรื้อรัง 2. ไม่ควรใช้น้ำอุ่นจัดสระผม เพราะจะทำให้น้ำมันธรรมชาติถูก ชะล้างออกมากไป หนังศีรษะแห้ง และยังทำให้เส้นผมกระด้างด้วย 3. หลังการสระผมทุกครั้ง? ควรเป่าผมให้แห้ง และไม่ใช้อุณหภูมิสูง เพื่อลดการทำร้ายหนังศีรษะและเส้นผม 4. อย่านอนหลับขณะที่ผมยังเปียกชื้น ซึ่งหากทำบ่อยเขา ความชื้นจะแพร่กระจายไปยังที่นอน หมอน และกลายเป็นเชื้อรามารังควานศีรษะในระยะยาวได้ 5. อย่าปล่อยให้เส้นผมและหนังศีรษะมัน? เพราะถ้าหนังศีรษะชื้น? จะทำให้เชื้อราเติบโตได้ดี ปัญหา รังแค ก็จะตามมา 6. หมั่นทำความสะอาดแปรงหรือหวีอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เนื่องจาก? สิ่งสกปรกและน้ำมันที่ตกค้างอยู่ตามหวีและแปรงหลังจากหวีผม เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคที่จะกลับเข้าสู่เส้นผมและหนังศีรษะได้ดี 7. และถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีความเครียด? รังแค ยังอาจรังควานคุณได้ อยากให้ไม่มีเกล็ดหิมะที่ผมหรือบ่า ควรดูแลทั้งกายและใจให้ดีนะคะ ขอบคุณที่มาจาก : ผศ.นพ.รัฐพล ตวงทอง ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยบาล

เคล็ดลับง่ายๆ ดูแลผมสวยสุขภาพดี ให้เหมาะกับสภาพผม
ดูแลผม /  ผมสวย / 

        มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกภาพ นิสัยใจคอ รูปร่างหน้าตา รวมไปถึงลักษณะของเส้นผม ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของใบหน้า ที่ช่วยสร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น ได้ตั้งแต่แรกเจอ ผู้หญิงเราจึงมักให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาเส้นผมเป็นอันดับแรกๆ เริ่มตั้งแต่การคิดประดิษฐ์ ทรงผมให้เข้ากับรูปหน้า การจัดแต่งทรงผมให้สวยเก๋ในทุกมุมมอง ตลอดจนการบำรุงเส้นผมให้แลดูสวยสุขภาพดีอยู่ เสมอ แพนทีน จึงขออาสามาไขความกระจ่างพร้อมแนะนำเคล็ดลับในการดูแลและบำรุงเส้นผมที่เหมาะกับลักษณะ ของเส้นผมที่ต่างกัน ทำความรู้จักลักษณะของเส้นผม สาวๆ ควรทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสภาพเส้นผมของตนเอง เพราะการออกแบบทรงผม การจัดแต่งทรงผม ตลอด จนการดูแลรักษาเส้นผมด้วยผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต้องคำนึงถึงชนิดของเนื้อเส้นผมให้มากที่สุด - สำหรับสาวๆ ที่มีผมเส้นเล็ก มักพบกับปัญหาการจัดแต่งทรงยาก เซ็ทผมแล้วไม่ทน อาจลองไว้ผมบ๊อบสั้นสไลด์ปลาย ก็สามารถช่วยเพิ่มวอลลุ่ม ให้ทรงผมดูหนาขึ้นได้เป็นอย่างดี . - สำหรับผมที่มีลักษณะผมเส้นใหญ่ มักเข้าได้ดีกับการเซ็ทด้วยโรลม้วนผม หรือการดัด ผม เพราะจะช่วยทำให้ผมดูอยู่ทรงยิ่งขึ้น แต่เส้นผมชนิดนี้มักขาดความเงางาม จึงควรหมั่นบำรุงเส้นผมด้วยคอนดิชัน เนอร์เป็นประจำทุกวัน . - เส้นผมอีกประเภทที่ดูแลยาก และต้องการการบำรุงอยู่เสมอ คือ ผมหยักศก เพราะเป็นประเภท เส้นผมที่มีสปริงค่อนข้างมาก ทำให้เซ็ทผมได้ยากกว่าผมชนิดอื่นๆ . เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงเส้นผมส่วนใหญ่ ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันและทดลองมาเพื่อให้เหมาะกับ สภาพเส้นผมที่แตกต่างกัน จึงนับเป็นข้อดีของเรา ที่มีโอกาสได้เลือกใช้แชมพูและคอนดิชันเนอร์ที่สามารถช่วยบำรุง เส้นผมและหนังศีรษะของเราได้อย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นเส้นผมที่ผ่านการดัด ทำสี และโดนความร้อนมาอย่างโชกโชน เส้นผมแห้ง แตกปลาย ที่ต้องการเติมความชุ่มชื้น หรือแม้แต่เส้นผมเปราะบาง ขาดร่วงง่าย ที่ต้องการเสริมสร้างความ แข็งแรงจากรากสู่ปลายผม โดยหมั่นทำความสะอาดและบำรุงเส้นผมด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผมของตนเอง เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เส้นผมของเรากลับมาแข็งแรงและมีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง ดูแลรักษาเส้นผมให้ถูกต้องตามขั้นตอน การทำความสะอาดและบำรุงเส้นผม ดูเหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ที่ทุกคนคุ้ยเคยกันเป็นอย่างดี แต่หากทำ อย่างผิดวิธี ก็อาจทำให้เกิดปัญหาหนังศีรษะต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหารังแค เชื้อราบนหนังศีรษะ และผมขาด หลุดร่วง เป็นต้น เริ่มที่ขั้นตอนแรก คือ การหวีผมก่อนสระ เพื่อลดการพันกันของเส้นผม และช่วยกระตุ้น การไหลเวียนของเลือดเพื่อไปเลี้ยงเส้นผม จากนั้นจึงใช้น้ำสะอาดล้างผมก่อนสระ เพื่อชะล้างน้ำมันและสิ่งสกปรกออก แล้วจึงตามด้วยการสระผมด้วยน้ำในอุณหภูมิห้อง โดยถูแชมพูสระผมกับฝ่ามือก่อน เพื่อช่วยลดปริมาณสารเคมีของ เนื้อครีมไม่ให้สัมผัสกับหนังศีรษะโดยตรง และใช้คอนดิชันเนอร์นวดหนังศีรษะและเส้นผมทุกครั้งหลังสระผมเพื่อให้สารบำรุงสามารถซึมเข้าสู่เส้นผมได้เป็นอย่างดี เพียงวิธีง่ายๆ แค่นี้ก็จะได้เส้นผมที่มีสุขภาพดีในสไตล์ที่ใช่คุณ ขอบคุณเนื้อหาดีดี จาก  แพนทีน