เชื้อรา

ผิวแห้ง ในหน้าหนาว แก้ได้ง่ายนิดเดียว
ผิวลอก /  ผิวแตก / 

ลมหนาวเริ่มโชยมา หลายคนคงแอบอมยิ้ม เพราะถึงเวลาที่เสื้อกันหนาวสีสวยที่แอบเก็บไว้ได้ออกมาใช้งานเสียที เขาว่ากันว่าฤดูนี้เป็นฤดูแห่งความโรแมนติก อากาศเย็น ท้องฟ้าใสกระจ่างเหมาะอย่างยิ่งที่คนรักจะได้นั่งคุยกัน ทว่าลมหนาวไม่เพียงแต่นำความโรแมนติกมาเท่านั้น หากยังพกพาเอาปัญหา ผิวแห้ง แตกมาฝากให้สาวๆต้องทุกข์ใจกันอีกด้วย ผิวแห้ง ในหน้าหนาวนี้เกิดจากความชื้นของอากาศมีน้อยกว่าผิวหนัง ความชุ่มชื้นของผิวจึงระเหยออกมาและทำให้ ผิวแห้ง ซึ่งลักษณะอาการของ ผิวแห้ง นั้นมีตั้งแต่แห้งเล็กน้อย ด้านเป็นขุย แตกลอก จนไปถึงขั้นรุนแรงจนถึงบวม แดง ในผู้ที่ ผิวแห้ง มากนั้นมักจะเกิดอาการคันร่วมด้วย และหากเกามากๆ ก็อาจจะทำให้ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ซึ่งทั้งแสบทั้งคันเลยทีเดียว วิธีการเยียวยาปัญหาผิวในหน้าหนาว อยู่ที่การรักษาความชุ่มชื้นของผิวไว้ให้มากที่สุด ซึ่งทำได้หลายๆ วิธีรวมกัน เริ่มตั้งแต่การอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย การใช้ผลิตภัณฑ์ถนอมผิว ไปจนถึงการกินอาหารที่จะทำให้ผิวคุณผุดผ่องได้แม้ในภาวะที่อากาศแห้งผากอย่างนี้ 1. อาบน้ำ ในช่วงที่อากาศกำลังเปลี่ยนแปลง คุณควรใช้ครีมหรือโฟมอาบน้ำเนื้อบางเบาแทนการขัดถูด้วยสบู่ เพราะการฟอกสบู่มากเกินไปจะทำให้ผิวหนังมีสภาพเป็นด่าง ซึ่งจะทำให้มีโอกาสติดเชื้อราและแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของผิวอักเสบได้มากขึ้น และควรหลีกเลี่ยงการขัดผิวแรงๆ การอาบน้ำอุ่นจะทำให้ผิวคุณแห้งยิ่งขึ้นจึงไม่ควรแช่ตัวในน้ำอุ่นนานๆ เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วควรจะรีบเช็ดตัวให้แห้ง และทาผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เนื้อเข้มข้นทันที 2. ถนอมผิวหน้าหนาว ผลิตภัณฑ์ถนอมผิวจะสามารถป้องกันการระเหยน้ำออกของผิวได้ และจะช่วยให้กระบวนการผลัดเซลล์ผิวเป็นไปอย่างสมบูรณ์ซึ่งจะทำให้ผิวที่แห้งเหี่ยวของคุณผลัดออกไปเร็วขึ้น ว่านหางจระเข้เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถถนอมความชุ่มชื้นของผิวได้อย่างดี ต่อต้านแบคทีเรียกระตุ้นการสร้างและซ่อมแซมผิวชั้นนอก มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอก น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส รวมทั้งวิตามินเอ บี ดี และอี ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและทำให้ผิวที่สร้างขึ้นใหม่มีความยืดหยุ่นอ่อนนุ่ม เพราะวิตามินเหล่านี้เป็นส่วนประกอบของคอลลาเจน ที่สร้างเซลล์ผิวและลดการระคายเคืองที่เกิดจากการแห้งผากของผิวได้ 3. กินเพื่อผิวชุ่มและนุ่มนวล โดยปกติแล้วในร่างกายจะมีกรดไขมันที่จำเป็นซึ่งจะมีคุณสมบัติในการเก็บความชุ่มชื้นของผิว ซึ่งในภาวะที่ร่างกายสูญเสียความชุ่มชื้นเช่นนี้ เราควรหาแหล่งไขมันทดแทนจากพืชด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์และอุดมด้วย กรดไขมันธรรมชาติ เช่น อัลมอนด์ อะโวคาโด เมล็ดทานตะวัน และควรกินผักผลไม้เพื่อให้ได้สารอาหารจำพวกวิตามินและแร่ธาตุต่างๆเช่นเดียวกับที่ได้รับมอยส์เจอไรเซอร์ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ผิวไร้ปัญหาในหน้าหนาวเท่านั้น แต่ยังจะทำให้ร่างกายคุณแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคต่างๆ ที่มาพร้อมอากาศนี้ด้วย จงจำไว้อย่างหนึ่งว่า อย่าไดเอ็ทในช่วงนี้เป็นอันขาด เพราะการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจะทำให้ผิวอ่อนแอ ง่ายต่อการเกิดปัญหาทุกชนิด อย่างไรก็ตาม อย่าลืมดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะน้ำเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับความชุ่มชื้น หากคุณปฏิบัติตามที่เราแนะนำแล้ว ผิวที่แห้งยังไม่ดีขึ้น และมีอาการแห้งหนักกว่าเดิมจนถึงการแตกจนรู้สึกเจ็บแล้วละก็ ควรไปปรึกษาแพทย์นะคะ เพราะว่าคุณอาจจะเกิดการติดเชื้อหรืออักเสบขึ้น หวังว่าหนาวนี้ของคุณจะเป็นหนาวที่สดใสชวนจดจำอีกปีนะคะ ขอบคุณที่มาจาก : Health&Cuisine มกราคม, Issue 12

อย.เตือน ยาผงสมุนไพรคล้ายขมิ้น สรรพคุณครอบจักรวาล หลอกลวง อันตรายถึงตาย!
ถึงตาย /  ยาผงสมุนไพรคล้ายขมิ้น / 

อย. เตือนผู้บริโภค อย่าหลงเชื่อซื้อ ยาผงสมุนไพรคล้ายขมิ้น ที่ไม่มีเลขทะเบียนยา และ อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ว่าเป็นสมุนไพรแก้ปวดที่สามารถรักษาโรคครอบจักรวาล กำลังระบาดหนัก ทางภาคเหนือ ตรวจพบมีส่วนผสมของ สารสเตียรอยด์ มีผลข้างเคียงสูงต่อร่างกาย ทำให้เกิดอาการ บวมน้ำ กระดูกผุ เยื่อบุกระเพาะอาหารบางลงอาจถึงขั้นกระเพาะทะลุ กล้ามเนื้อลีบ ภูมิต้านทานโรคต่ำ ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ได้ง่าย บางรายถึงขั้นไตวาย เป็นอันตรายถึงชีวิต นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่ มีผู้บริโภคแจ้งเรื่องร้องเรียนมาทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เกี่ยวกับยาสมุนไพร ที่มีลักษณะเป็นผงสีเหลืองคล้ายขมิ้น บรรจุอยู่ในซองพลาสติกใส โดยมีฉลากระบุว่า “สมุนไพรไทย เพื่อสุขภาพ แก้เลือดลม 12 จำพวก ปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือเหน็บชา กินข้าวไม่ได้ นอนไม่หลับ บรรเทาอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต หญิงชายผอมแห้ง กินแล้วราศีดีขึ้น” ระบุวันที่ผลิต 9 ธ.ค. 57 วันหมดอายุ 9 ธ.ค. 60 ทะเบียน G/ วางจำหน่ายจำนวนมากทางภาคเหนือ ซึ่งยาดังกล่าวไม่มีทะเบียนยา และมีการอวดอ้างสรรพคุณว่าเป็นสมุนไพรแก้ปวดที่สามารถรักษาโรคครอบจักรวาล โดยยาสมุนไพร ดังกล่าวนี้ มีชาวบ้านที่มีอาการเป็นแผลที่เท้า ซื้อไปกินเพื่อรักษาอาการปวดที่แผล เมื่อกินแล้ว หายปวดทันที แต่แผลที่เท้าบวมขึ้น จึงไปหาหมอเพื่อเจาะเอาหนองออก จนเกือบต้องตัดขาทิ้ง เมื่อนำยาไปตรวจสอบ พบมีส่วนผสมของสาร สเตียรอยด์ ยาสมุนไพรที่ตรวจพบส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ ถือว่ามี ความผิด เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เนื่องจากยากลุ่มสเตียรอยด์จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องใช้ภายใต้ การดูแลของแพทย์เท่านั้น เป็นยาที่มีผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายแทบทุกระบบ มีผลข้างเคียงสูง เช่น มีอาการบวมน้ำ กระดูกผุ เยื่อบุกระเพาะอาหารบางลงอาจถึงขั้นกระเพาะทะลุ กล้ามเนื้อลีบ ภูมิต้านทานโรคต่ำ ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ได้ง่าย บางรายถึงขั้น ไตวาย เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อย. มีความห่วงใยผู้บริโภค จึงขอเตือน ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาและซื้อยาดังกล่าวมารับประทาน และหากผู้ประกอบการซื้อยาชนิดนี้ มาจำหน่าย ถือว่ามีความผิดข้อหาขายยาโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รายงานโดย Health Mthai Team ที่มาข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 

5 อาการ สัญญาณเตือนภัย ในผู้หญิง ที่ไม่ควรมองข้าม
ประจำเดือน /  มะเร็งปากมดลูก / 

     ผู้หญิงเป็นเพศที่มีอวัยวะภายในที่ซับซ้อน จึงควรหมั่นสังเกตตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกายหรือไม่ แม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่ควรมองข้าม เพราะสิ่งปกติเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่โรคที่เป็นอันตรายได้ในอนาคต เช่น เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ หรือช็อกโกแลตซีสต์ โรคเชื้อราในช่องคลอด โรคเนื้องอกในมดลูก โรคปีกมดลูกอักเสบเรื้อรัง โรคมะเร็งปากมดลูก ฯลฯ แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่เมื่อมีอาการผิดปกติก็มักจะละเลยไม่ไปพบแพทย์ ด้วยเหตุผลว่าอายแพทย์หรือเห็นว่าเป็นเรื่องไม่ร้ายแรง ไม่อันตราย ซึ่ง ผศ.นพ.อภิชัย วสุรัตน์ จากศูนย์การแพทย์นวบุตรสตรีและเด็ก ได้มาให้ข้อแนะนำ 5 อาการสัญญาณเตือนภัยที่มักจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายกับผู้หญิงทั่วไป เมื่อเป็นแล้วมีโอกาสเสี่ยงทำให้เป็นโรคได้ในอนาคต 1. ประจำเดือนมามากผิดปกติ สาเหตุที่เป็นไปได้คือ เนื้องอกของกล้ามเนื้อมดลูก 2. ปวดท้องน้อยเวลามีรอบเดือน อาการปวดท้องขณะมีรอบเดือนพบได้บ่อยในผู้หญิงทุกคน แต่ถ้าปวดท้องน้อยขณะมีรอบเดือนมากขึ้นเรื่อยๆ โรคที่อาจเป็นไปได้ก็คือ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งคนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ ถุงน้ำช็อกโกแลต หรือ ช็อกโกแลตซีสต์ 3. ตกขาวผิดปกติ อาจจะเป็นช่องคลอดอักเสบ หรือมะเร็งปากมดลูกได้ 4. มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดซึ่งไม่ตรงกับรอบเดือน อาจจะเป็นมะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งโพรงมดลูกได้ 5. ปัสสาวะบ่อย สาเหตุที่พบได้บ่อยคือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ นอกจากนี้ที่อาจจะทำให้เกิดอาการปัสสาวะบ่อยได้ ก็เช่น เบาหวาน มีก้อนในอุ้งเชิงกรานไปกดกระเพาะปัสสาวะ      ดังนั้นเมื่อคุณผู้หญิงที่มีอาการเหล่านี้อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงโดยด่วน รู้ทันโรคก็สามารถป้องกันโรคที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตนะคะ...... ที่มาเนื้อหาจาก : ไลฟ์เซ็นเตอร์ ไลฟ์สไตล์มอลล์เพื่อสุขภาพและความงาม

4 ของกินเชื้อโรค เยอะ! แต่อร่อย จนต้องยอมเสี่ยงตาย
ของกินเชื้อโรค /  สุขลักษณะ / 

การรับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ นั้นนับเป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะนอกจากจะปลอดภัยต่อร่างกายแล้ว ยังทำให้ร่างกายได้รับคุณประโยชน์จากสารอาหารที่เรารับประทานเข้าไปได้อย่างครบถ้วน แต่อาหารบางประเภทนั้น ก็แผงไปด้วยภัยร้าย เชื้อโรคมากมายที่ปะปนอยู่ในอาหาร แล้วเราก็รัปประทานมันเข้าไปแบบไม่รู้ตัว วันนี้ Health Mthai ขอรวบรวม อาหารที่ขึ้นชื่อว่า เป็น ของกินเชื้อโรค ที่พบมากที่สุด และถึงแม้ว่าจะรู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังยอมเสี่ยงตาย เพื่อให้ได้กินของอร่อยเหล่านี้เข้าไป 1. โรตีอาบัง ขนมที่ใครๆก็วิ่งเข้าใส่ เมื่ออาบังเข็นรถเข็นผ่านหน้าบ้านพร้อมบีบแตรเรียก โดยเฉพาะเด็กๆ นี่วิ่งมาหน้าบ้านแทบไม่ทัน แต่รู้ไหมว่า การทำโรตีนั้น ใช้มือล้วนๆ ตั้งแต่ปั้นแป้ง แผ่แป้งไปกับรถเข็น แล้วหนำซ้ำยังใช้มือตบโรตีเข้าไปอีก คำถามคือ ในระหว่างที่อาบังเดินทางมาขายโรตีนั้น มือของเขาสัมผัสกับอะไรบ้าง ผ่านการล้างมือเช็ดมือบ้างไหม และ ที่สำคัญฝุ่นและเชื้อโรคที่รับมาตลอดทาง ก็สะสมอยู่ใน โรตีอาบัง กรอบอร่อยที่เรากินกันนั่นล่ะ 2. ใส้กรอกอีสานแพ เคยสังเกตเห็นรถขาย ใส้กรอกอีสาน ที่นำใส้กรอกมัดเป็นปมกลมๆเล็กๆ กินอร่อยพอดีคำ วางเรียงประหนึ่งผ้าม่านสวยๆ บนรถเข็น ที่ขับผ่านไปผ่านมาบนท้องถนน แล้วน้ำลายสอไหม? แล้วคุณเคยสังเกตไหมว่า ตลอดระยะทางที่เดินทางไปขาย ใส้กรอกเหล่านี้ ผ่านควันรถ ผ่านฝุ่น มามากมายขนาดไหนคงไม่ต้องบรรยาย แต่พอได้กลิ่นย่างหอมๆเท่านั้นล่ะ ซื้อตลอดด 3. ขนมโตเกียว จัดเป็นของโปรดเด็กๆ (ผู้ใหญ่ก็โปรด) อันดับต้นๆเลยทีเดียว แต่การทำขนมโตเกียวนั้น วิธีการคล้ายโรตีเช่นกัน เพราะต้องใช้มือสัมผัสกับขนมตลอด ไม่ว่าจะหยิบใส่ถุง บีบขนมให้ได้รูปสวย และโดยเฉพาะใส้หวาน ที่มีส่วนผสมทั้งนม ไข่ เนย ซึ่งเหล่านี้หากอยู่ในอุณภูมิที่ไม่เหมาะ หรือร้อนเกินไป อาจเสียหรือมีเชื้อ สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส ที่ทำให้เกิดการคลื่นใส้ ท้องเสียได้ ยิ่งท้องน้อยๆของเด็กๆกินเข้าไป คงจะได้รับเชื้อมากกว่าผู้ใหญ่อย่างเราเป็นแน่ 4. ปลาหมึกบด ขาเมาคงยอมแลกเมื่อได้กับแกล้มราคาย่อมเยาว์ชั้นดี อย่างปลาหมึกบด ตามรถเข็นเช่นกัน แต่ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ สังเกตุสักนิดว่า ปลาหมึกที่แขวนอยู่บนรถนั้น มีเชื้อราติดอยู่บ้างไหม เพราะปลาหมึกเหล่านี้ หากเก็บรักษาไม่ถูกสุขลักษณะ มันก็จะมีเชื้อราปะปนอยู่ในนั้นมากมาย อาจทำให้ท้องร่วงได้เลยทีเดียว และอย่าบอกว่า มันผ่านการย่างมาแล้ว เพราะความร้อนเท่านั้นไม่สามารถฆ่าเชื้อราได้อย่างสิ้นเชิงนะจ๊ะ มันแค่เหมือนอุ่นๆเท่านั้นเอง เผลอๆ จะทำให้เชื้อรากระจายตัวได้เยอะขึ้นกว่าเดิมซะอีก ดังนั้น เพื่อสุขอนามัยที่ดี ก่อนจะตัดสินใจซื้ออาหารรับประทาน ก็ควรสังเกตุ หรือเลือกร้านที่ดูสะอาด หรือมีวิธีการทำอาหารที่ไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง โดยเฉพาะหากเป็นช่วงหน้าร้าน เพราะแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น และเมื่อเรารับประทานเข้าไปก็อาจมีเชื่อโรคปะปนเข้าสู่ร่างกายได้ เนื้อหานี้ เขียนขึ้นโดยทีมงาน Health.mthai.com หากนำไปใช้ กรุณาให้เครดิตด้วยค่ะ

แพ้ ยาแก้อักเสบ ทำให้เมาได้จริงหรือ?
ชาดำ /  สารตกค้าง / 

จากข่าวบันเทิงที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นข่าวของดาราชาย โฬม พัชฏะ ที่ไปออกงานอีเว้นท์งานหนึ่ง โดยระหว่างที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ หนุ่มโฬมก็มีอาการแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด อาทิ พูดเสียงสูง, พูดกระดกลิ้นรัว, ตาปรือ, หน้าซีด, ยืนไม่นิ่ง และมีท่าทางประกอบการพูดที่ผิดกับปกติไปมาก คล้ายคนที่มีอาการมึนเมา ทั้งนี้ทางผู้จัดการส่วนตัวของหนุ่ม โฬม พัชฏะ เผยเป็นอาการจากการเบลอและแพ้ยาแก้อักเสบที่กินเข้าไปก่อนที่จะมาร่วมงานดังกล่าว ซึ่งทำให้หลายคนสงสัยว่า การแพ้ ยาแก้อักเสบ จะทำให้เกิดอาการเบลอ มึนเมา ได้เช่นนี้หรือ? วันนี้เราเลยนำความรู้เกี่ยวกับ ยาแก้อักเสบ มาฝากกันค่ะ ไปดูกันเลยดีกว่า อย่างแรกเลยเราต้องทำความเข้าใจกันใหม่เสียก่อน เนื่องจากคนไทยมักชอบเรียกชื่อยาแบบผิดๆ ซึ่งมักเรียกยาปฏิชีวนะว่า "ยาแก้อักเสบ" ซึ่งเป็นการเรียกที่ไม่ถูกต้อง โดยยาปฏิชีวนะ และ ยาแก้อักเสบ แตกต่างกัน และใช้รักษาอาการป่วยที่ต่างกันด้วย โดยสรุปได้ง่ายๆดังนี้ ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin Antibiotics) อะมอกซิซิลลิน (Amoxycillin) เตตราไซคลีน (Tetracyclines) ซึ่งไม่มีฤทธิ์แก้ปวด หรือลดการอักเสบ ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส ใช้รักษาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น! เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นหนอง ยาแก้อักเสบ (NSAIDs ย่อมาจาก Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs) เป็นยาที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ แก้ปวด ลดไข้ เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน ซึ่งไม่มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียและไวรัส ใช้บรรเทาอาการปวด อาการอักเสบ เช่น ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ อาการเคล็ดขัดยอก เส้นเอ็นอักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ หากแพ้ยาปฏิชีวนะ และ ยาแก้อักเสบ จะมีอาการอย่างไร? อาการของคนแพ้ ยาปฏิชีวนะ พบบ่อย : อึดอัดในท้อง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ลำไส้ใหญ่อักเสบ มีอาการท้องเป็นตะคริวและท้องเดินอย่างรุนแรง ท้องเดินไม่หยุดจนกระทั่งอาจถ่ายเป็นเลือด ปากระบม ลิ้นเป็นฝ้า โลหิตจาง เลือดออกง่ายผิดปกติ จำนวนเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวลดต่ำ ติดเชื้อราในช่องปากและทวารหนัก พบได้น้อย : ระคายช่องคลอด เบื่ออาหาร คันนัยน์ตา และรู้สึกร้อนวูบวาบ พบได้น้อยมาก : ผิวหนังหรือตาขาวเป็นสีเหลือง อาการของคนแพ้ ยาแก้อักเสบ อาการแพ้แบบอันตราย ควรหยุดยาทันทีและปรึกษาแพทย์ในกรณีที่พบอาการดังต่อไปนี้ มีอาการแน่หน้าอก อ่อนแรง หายใจเหนื่อยหอบ อาการเตือนของสมองขาดเลือด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจาระดำ ไอเสมหะมีเลือดปน อาเจียนดำเหมือนน้ำโค๊ก บวมเท้า หรือน้ำหนักขึ้นมาก ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ คลื่นไส้อาเจียน แน่นชายโครง เบื่ออาหาร ปัสสาวะเข้ม อุจาระซีด ตัวเหลืองตาเหลือง มีผื่น เลือดออกง่ายกล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดอาการแพ้ชนิดรุนแรงได้แก่ ไข้ เจ็บคอ บวมใบหน้าหนังตา ผื่นลอกตามผิวหนัง ได้ Steven Johnson's syndrome,Erythema multiforme  ผลข้างเคียงจากยาที่พบโดยทั่วไป ระคายต่อกระเพาะ หากรับประทานขนาดยาไม่สูงและรับช่วงสั้นๆอาจจะมีอาการแน่นท้อง เสียดท้อง หากรับประทานยาในขนาดสูงและติดต่อกันเป็นเวลานานก็อาจจะทำให้เกิดโรคกระเพาะ และมีเลือดออกได้ ตับอักเสบ หากรับประทานยากลุ่มนี้ในขนาดสูงเป็นระยะเวลานาน ไต การใช้ยากลุ่มนี้แม้ว่าในระยะสั้นก็อาจจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และมีปัญหากับไต ดังนั้นคงต้องติดตามความดันและการทำงานของไต หูอื้อ พบมากในผู้ที่รับประทานยาในขนาดสูง มึนงง เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล เจ็บคอ ผื่นคันเล็กน้อย ได้รู้จักยาปฏิชีวนะและ ยาแก้อักเสบ รวมถึงอาการแพ้ยากันไปแล้วนะคะ ส่วนในกรณีของหนุ่ม โฬม พัชฏะ เอง เราก็ไม่ทราบว่าได้รับประทานยาตัวไหนไปเข้าไป และแพ้ยาตัวไหน เพราะผู้จัดการได้ออกมาบอกแค่ว่า ยาแก้อักเสบ เอาเป็นว่าหากเราป่วย ก็ควรพักผ่อน หาหมอและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีของตัวเองนะคะ แล้วอย่าลืมสังเกตตัวเองด้วยว่า แพ้ยาตัวไหนหรือเปล่า? ขอบคุณข้อมูลจาก : www.siamhealth.net www.vcharkarn.com Rational Drug Use (Facebook) เรียบเรียงโดย : health.mthai.com สปิริต โฬม เบลอยาแก้อักเสบ ยังไม่ทิ้งงาน ------------------------------------------------------------------------------------------------------

ใส่คอนแทคเลนส์ เล่นน้ำสงกรานต์ เสี่ยง ตาบอด รู้ไหมวัยรุ่น!!
คอนแทคเลนส์ /  ตาบอด / 

ใกล้ถึงเทศกาลสงกรานต์ หลายๆ คนก็คงจะรอให้ถึงเทศกาลนี้กันอย่างใจจดใจจ่อ เพราะเป็นเทศกาลแห่งความสุขของทุกคนในครอบครัว คนที่ออกมาทำงานต่างถิ่นก็จะได้เดินทางกลับบ้านเกิดในช่วงนี้ หลายคนมีโปรแกรมไปเที่ยวพักผ่อน และอีกหลายคนก็ตั้งหน้าตั้งตาที่จะเล่นน้ำสงกรานต์เพื่อคลายร้อนในช่วงอากาศร้อนๆ แบบนี้ แต่ถึงแม้จะเป็นประเพณีที่สนุกสนานของคนไทย แต่เราก็ไม่ควรจะสนุกกันเพลิน จนลืมใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะดวงตา ที่เป็นอวัยวะที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายจากน้ำที่ไม่สะอาดที่ใช้เล่นกันในช่วงสงกรานต์ รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบการสวม ใส่คอนแทคเลนส์ แฟชั่นไปเล่นน้ำสงกรานต์ ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังอีกเป็นเท่าตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสี่ยงติดเชื้อจนถึงขั้นตาบอดได้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปีจะมีคนไข้มาพบแพทย์ด้วยปัญหาโรคตามากขึ้น ส่วนใหญ่จะมีอาการ ตาแดง ตาอักเสบ เนื่องจากในปัจจุบันมีการเล่นน้ำสงกรานต์กันค่อนข้างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็น การเล่นปืนฉีดน้ำแรงดันสูง การผสมสีลงในน้ำ การเล่นแป้งแล้วเอามาป้ายหน้าป้ายตากันเพื่อความสนุกสนาน หรือ ใช้น้ำที่ไม่สะอาด เป็นต้น ล้วนเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตราย เพราะหากในน้ำที่นำมาใช้ เล่นสงกรานต์นั้นมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคต่างๆ เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา หรือแม้กระทั่ง โปรโตซัว หากเข้าตาจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา ตาแดง ตาอักเสบ และกระจกตาอักเสบเป็นแผลติดเชื้อได้ ซึ่งบางคนติดเชื้อรุนแรงถึงขั้นตาบอด และยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในผู้ที่สวม ใส่คอนแทคเลนส์ ทั้งที่สวมใส่เพื่อแก้ไขสายตาผิดปกติและคอนแทคเลนส์แฟชั่นที่สวมใส่เพื่อความสวยงาม ควรถอดออกก่อนเล่นน้ำ และสำหรับผู้มีปัญหาสายตาแนะนำให้สวมแว่นสายตาจะปลอดภัยกว่าการ ใส่คอนแทคเลนส์ นอกจากนี้ หากน้ำไม่สะอาดเข้าตา หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา ควรรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที และหลังเล่นน้ำสงกรานต์สังเกตุตัวเองว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับดวงตาหรือไม่ หากมีอาการผิดปกติ อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบมาปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจรักษาต่อไป” เทศกาลสงกรานต์ยังคงเป็นประเพณีที่ดีงามของคนไทยที่สืบทอดต่อกันมา เราควรอนุรักษ์เอาไว้และเล่นกันอยู่ในขอบเขตที่ปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น ไม่ใช้อุปกรณ์ในการสาดหรือฉีดน้ำที่มีแรงดันสูง ใช้น้ำสะอาด ไม่ผสมสารเคมีหรือสิ่งแปลกปลอมลงในน้ำและงดการเล่นแป้ง เพื่อความปลอดภัยของทั้งตัวเองและคนที่คุณรัก เพียงเท่านี้เทศกาลสงกรานต์ ก็จะเป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่สร้างความสุขให้กับทุกคนในครอบครัวได้แบบไม่ต้องกลัวอันตราย บทความสุขภาพ โดย พญ.ชลธิชา จารุมาลัย / จักษุแพทย์ โรงพยาบาลปิยะเวท รายงานโดย Health Mthai Team

ดอกมะลิวันแม่ ราคาพุ่ง คาดแตะลิตรละ400
ดอกมะลิ /  บอกรักแม่ / 

ราคาดอกมะลิปรับขึ้น ในช่วงวันแม่แห่งชาติ คาดจะสูงถึงลิตรละ 400 บาท ขณะที่มีผลผลิตน้อยลง สำหรับราคาดอกมะลิช่วงวันแม่แห่งชาติ ในพื้นที่ จ.นครปฐม โดยเฉพาะดอกมะลิพันธุ์เพชร เริ่มปรับราคาสูงขึ้น เนื่องจากไม่มีผลผลิต เพราะมีโรคเชื้อรารบกวน และแมลงดูดน้ำเลี้ยงมากว่า 1 อาทิตย์ นายละออง จันทร์หอม อายุ 60 ปี เกษตรกรปลูกดอกมะลิพันธุ์เพชร กล่าวว่า มีสวนมะลิ กว่า 1 ไร่ ที่ทำการปลูกมะลิพันธุ์เพชร มากว่า 4 ปี ต่างเก็บผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน วันละ 5 ถึง 8 ลิตร สาเหตุที่แปลงมะลิยังคงออกดอกได้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากมีสารชีวภาพสูตรเฉพาะที่หมักเอง และนำมาฉีดที่พุ่มต้นด้วย จึงมีผลผลิตที่ดีกว่าเกษตรกรรายอื่น ๆ ส่วนราคาในขณะนี้ พ่อค้าที่มาซื้อให้ราคาที่ลิตรละ 250 ถึง 300 บาท จึงคาดว่าในวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. 57 ดอกมะลิคงจะขยับสูงขึ้นไปที่ประมาณลิตรละ 400 บาท

วิธีซักชุดชั้นใน ไม่ให้เสียทรง
ชุดชั้นใน /  ซัก / 

   วิธีทำความสะอาดชุดชั้นใน ไม่ให้เสียทรง วิธีทำความสะอาดชุดชั้นใน ก่อนการซัก ควรแยก ชุดชั้นในออกจากชุดชั้นนอก และแยกสีเข้ม , สีอ่อน ควรซัก ด้วยน้ำยาซักผ้า หรือผงซักฟอกละลายในน้ำธรรมดา ไม่ควรใช้สารฟอกขาวทุกชนิดทำความสะอาดชุดชั้นในโดยเด็ดขาด ไม่ควร ขยี้หรือใช้แปรงขัดชุดชั้นในแรง ๆ ( โดยเฉพาะยกทรง ) เพราะจะทำให้เสียรูปทรงได้ง่าย ในบริเวณที่มีคราบสกปรกให้ใช้แปรงขนนุ่ม ๆ ถูเบา ๆ ให้สะอาด จากนั้นให้ล้างชุดชั้นในด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง ไม่ควร บิดยกทรงโดยเฉพาะแบบมีโครงควรบีบเบา ๆ เพื่อให้น้ำออก การตาก ควรตาก ในที่ร่ม มีลมโกรก ไม่ควร ตากชุดชั้นในทุกชนิดให้ถูกแสงแดดโดยตรง เพราะจะทำให้เนื้อผ้าและ สีเสื่อมสภาพเร็ว หมายเหตุ : กรณีที่ทำความสะอาดด้วย เครื่องซักผ้า ให้ใส่ชุดชั้นในลงในถุงตาข่ายแยกซัก เพื่อช่วยถนอมและยืดอายุการใช้งานของชุดชั้นใน วิธีการตากชุดชั้นใน วิธีถนอมเต้าปั๊ม ( SEAMLESS ) ควรซัก ยกทรงโดยให้น้ำไหลผ่าน เพื่อชะล้างผงซักฟอกออกจากเต้าฟองน้ำ หรือแกว่งในน้ำสะอาดให้หมดฟอง แล้วนำขึ้นตากด้วย วิธีดังรูป ข้อควรระวัง ห้ามบีบหรือบิดเต้าฟองน้ำโดยเด็ดขาด วิธีถนอม PAD ( MAGIC BRA ) ควรแยกซัก PAD จากตัวเสื้อ เพื่อชะล้างผงซักฟอกหรือแกว่งในน้ำสะอาดให้หมดฟอง แล้วนำขึ้นตากด้วยวิธีดังรูป   วิธีพับเก็บรักษาชุดชั้นใน  1. ควรตาก ชุดชั้นในให้แห้งสนิทก่อนการเก็บทุกครั้ง  2. แยกเก็บ ชุดชั้นในออกจากชุดชั้นนอก  3. พับเก็บ ชุดชั้นในอย่างถูกวิธี  4. ไม่ควร เก็บชุดชั้นในไว้ในที่ชื้น หรือที่มีกลิ่นอับเพราะอาจทำให้เกิดเชื้อราบนชุดชั้นใน                     วิธีพับเก็บยกทรงแบบธรรมดา  วิธีพับเก็บยกทรงแบบเต้าปั๊ม เนื้อหาดีดีจาก wacoal

เคล็ดไม่ลับ!! ทำความสะอาดห้องน้ำ ให้สวยฟรุ้งฟริ้ง
ทำความสะอาด /  ห้องน้ำ

วันนี้ Decor.Mthai จะพาเพื่อนๆ ไปพบกับ เคล็ดไม่ลับ!! ทำความสะอาดห้องน้ำ ให้สวยฟรุ้งฟริ้ง กันค่ะ ห้องน้ำมีความสำคัญ เป็นหน้าเป็นตาให้แก่เจ้าของบ้านอย่างมากเลยนะ เพราะแขกไปใครมาก็จะหนี้ไม่พ้นการขอเราเข้าห้องน้ำ ถ้าเรา ทำความสะอาดห้องน้ำ ให้ห้องน้ำสวยอยู่ตลอดเวลาเราก็ไม่ต้องกลัวใครมาว่ามานินทาเราลับหลังได้ว่าเราเป็นคนไม่สะอาดได้นะคะ เคล็ดไม่ลับ!! ทำความสะอาดห้องน้ำ ให้สวยฟรุ้งฟริ้ง ขอบคุณภาพ : decoist.com กำจัดเชื้อราในห้องน้ำให้หมดไป : สังเกตุจะเห็นเป็นจุดสีดำๆ ที่ฝังอยู่ตามซอกตามมุมของอ่างอาบน้ำ อ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ หรือม่านอาบน้ำ สามารถทำได้ง่ายๆ โดยนำน้ำยาซักผ้าขาวมาใส่ขวดสเปรย์แล้วฉีดพ่นไปทั่วบริเวณที่มีเชื้อรา ซึงน้ำยาซักผ้าขาวนี้มีส่วนประกอบของสารที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราได้ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วกลับมาล้างคราบเชื้อราออกไป เช็ดทำความสะอาดผนังห้องน้ำ : ถ้าผนังห้องน้ำปูด้วยกระเบื้อง การทำความสะอาดง่ายมาก เพียงใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำผสมน้ำยาทำความสะอาดพื้น หรือน้ำยาดับกลิ่นฆ่าเชื้อ เช็ดผนังห้องน้ำให้ทั่ว โดยไม่จำเป็นต้องล้างน้ำออก แต่ถ้ามีคราบสกปรกมาก หรือฝังแน่น ให้ใช้ผ้าชุบน้ำผสมน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบ(ที่มีส่วนผสมของกรด)เช็ด แล้วใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดซ้ำ หรือล้างน้ำออก ระวังอย่าใช้กับผนังหรือพื้นที่เป็นหินอ่อนเพราะจะทำลายพื้นผิวได้ค่ะ จากนั้นจึงใช้ผ้าแห้งสะอาดเช็ดอีกรอบ ขอบคุณภาพ : decoist.com ทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์ : เทน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบลงในโถ ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วใช้แปรงขัดถูภายในโถสุขภัณฑ์ จากนั้นกดชักโครกเพื่อทำความสะอาด ส่วนด้านนอกก็ใช้แปรงขัดอีกอัน แล้วเช็ดออกด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด หรือล้างด้วยน้ำ แล้วเช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาด ทำความสะอาดอ่างล้างหน้า : ใช้แปรงสีฟันขัดบริเวณรอบก๊อกน้ำ และตามซอกที่มีเชื้อราหรือคราบสกปรก ถ้าคราบสกปรกฝังแน่นมาก ก็ใช้น้ำผสมน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบ คราบสกปรกและคราบตะกรันก็จะหลุดออกอย่างง่ายดาย เช็ดออกด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด หรือล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วเช็ดให้แห้ง จากนั้นเช็ดกระจกด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์กับน้ำยาเช็ดกระจกจนกระจกใสเงางาม ทำความสะอาดอ่างอาบน้ำและฝักบัว : ผสมน้ำกับน้ำยาล้างห้องน้ำ ใช้แปรงขัดทำความสะอาด อ่างอาบน้ำ หรือ กรอบประตูกระจก ถ้ามีคราบสกปรกฝังแน่นหรือตะกรันมาก ให้ใช้น้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบแทน ล้างน้ำออกให้สะอาด ถ้ามีผ้าม่านอาบน้ำ ควรถอดออกมาซักด้วยน้ำอุ่นผสมผงซักฟอกเล็กน้อย ขั้นตอนสุดท้ายทำความสะอาดพื้น ขอบคุณภาพ : decoist.com ถ้าพื้นไม่สกปรกมาก : ถูพื้นโดยใช้น้ำผสมน้ำยาถูพื้น หรือน้ำยาดับกลิ่นฆ่าเชื้อ ถ้าพื้นมีคราบสกปรกมาก ให้ล้างพื้นด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบ โดยผสมน้ำยาตามสัดส่วนที่แนะนำ แล้วราดบนพื้นห้องน้ำ ทิ้งไว้ 5-10 นาที จากนั้นใช้แปรงขัดออก แล้วรีบล้างด้วยน้ำสะอาด เพื่อไม่ให้น้ำยากัดพื้นหรือยาแนวกระเบื้อง เช็ดพื้นให้แห้งด้วยม็อบรีดน้ำ หรือเป่าด้วยพัดลม เพื่อระบายอากาศและความชื้น ขอบคุณ : pp-infinite.com

ดูแลปัญหา ผมร่วง ได้ง่ายๆ ด้วยสมุนไพรใกล้ตัว
ปัญหาผมร่วง /  ผมน้อย / 

ผมนุ่มสวย ใครๆ ก็ชอบ แต่หากวันใดอยู่ดีๆ เส้นผมแสนรักพากันหลุดร่วง โบกมือลาหนังศีรษะไปกับหวีบ้างพื้นห้องบ้าง เก็บได้ครั้งละเป็นกำ ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆ แม้ว่าตามวงจรอายุของ เส้นผม โดยเฉลี่ยคนเราจะสามารถมี ผมร่วง ได้ถึง 50 - 100 เส้น จากเส้นผมทั้งศีรษะทั้งหมดประมาณ 100,000 เส้น แต่ปริมาณผมที่ร่วงมากๆ จนหนังศีรษะบางเป็นผลต่อบุคลิกภาพและความงาม ทำให้สูญเสียความมั่นใจได้ง่ายๆ เรื่องของ ผมร่วง จึงเป็นปัญหาโลกแตกที่มีคนหลายต่อหลายคนเป็นทุกข์อยู่ขณะนี้ ก่อนจะเสียเงินทองมากมายไปกับสถานเสริมความงามคลินิกศัลยกรรมต่างๆ ที่โฆษณาว่ารักษาได้คุณควรดูสภาพปัญหาของตัวเองก่อนว่าผมคุณร่วงจนถึงขั้นเรียกว่าปัญหาหรือเปล่า และเป็นปัญหาแบบใด โดยทั่วไปแล้ว ผมร่วง แบ่งออกเป็น 4 ลักษณะใหญ่ๆ ที่มีสภาพปัญหาและสาเหตุต่างกัน คือ 1. ผมร่วง เป็นหย่อมเป็นวง บางคนอาจขยายวงใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ เกิดจากหลายสาเหตุทั้งการแพ้ยา โรคภูมิแพ้ ภาวะเครียดผิดปกติแพ้สารเคมีบางอย่าง ซึ่งควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะอาจเป็นอาการเตือนถึงปัญหาสุขภาพที่คุณอาจคาดไม่ถึง และจะได้แก้ปัญหาอย่างถูกวิธี 2. ผมร่วง ที่เกิดจากการดึงรั้งเส้นผม การรัดผมตึงแน่นเป็นเวลานาน หรือการดึงผมเล่นบ่อยๆ ทำให้รากผมอ่อนแอและหลุดร่วงได้ ผมร่วง เพราะสาเหตุนี้ สังเกตได้จากผมจะเริ่มบางเป็นแนวตามแสกกลางศีรษะ 3. ผมบางอันเนื่องมาจากฮอร์โมน ซึ่งสาเหตุมาจากอายุและกรรมพันธ์ุ เนื่องจาก เส้นผม ที่เคยแข็งแรงจะเปลี่ยนขนาดเล็กลงผมใหม่ไม่ขึ้นอีกหรือขึ้นน้อย ผมร่วง ลักษณะนี้ไม่สามารถรักษาได้ นอกจากการทำใจยอมรับสภาพ แต่บางรายอาจจำเป็นต้องพึ่งศัลยกรรมมักพบในชายอายุตั้งแต่ 30 - 40 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนก็อาจประสบกับปัญหานี้ด้วยเช่นกัน 4. ผมร่วง อันเนื่องมาจากเชื้อรา จะมีลักษณะเป็นวงหรือหย่อม เอาเล็บขูดดูจะเป็นขุยสีขาวๆ คล้ายรังแค มีอาการคัน สามารถรักษาได้ด้วยตัวเอง โดยการสระผมด้วยแชมพูที่มีส่วนผสมของคีโตโคนาซอล 2 เปอร์เซ็นต์ และรักษาหนังศีรษะให้แห้งและสะอาดอยู่เสมอ นอกจากนี้ ผมร่วง ยังอาจเกิดจากความเครียดทางร่างกาย เช่น รถชน ร่างกายถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง และด้านจิตใจเช่น การสูญเสียคนรัก กังวลเรื่องงาน ภาวะวิตกกังวล การตกใจ อดนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ และโรคเรื้อรังอย่างต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ รวมไปถึงคนที่รับประทานโปรตีนไม่เพียงพอ การรับประทานโปรตีนจากถั่วและไข่จะช่วยบำรุงให้ผมแข็งแรงได้ ข้อควรระวังเพื่อป้องกัน ผมร่วง ไม่ควรใช้แชมพูที่มีฟองมากหรือมีความเป็นด่างมากเกินไป สังเกตได้หลังสระผม เอามือถูเส้นผมแล้วมีความหนืด แสดงว่าแชมพูนั้นมีความเป็นด่างมากเกินไปสำหรับผมเรา หลังสระผมทุกครั้ง ควรหวีและเป่าให้ผมแห้ง ไม่ควรปล่อยให้ผมแห้งเอง หรือนอนหลับไปทั้งที่ผมยังไม่แห้ง เพราะเสี่ยงอย่างยิ่งต่อเชื้อรา หลังการใช้สเปรย์ มูส ตกแต่งทรงผมทุกครั้ง ควรสระผมให้สะอาด ไม่ควรรัดผมหรือเกล้าผมตึงเกินไป ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ระหว่างลดความอ้วนควรรับประทานเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองบ้าง เพื่อป้องกันการขาดโปรตีน หาก ผมร่วง มากผิดปกติโดยหาสาเหตุไม่ได้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรซื้อยาใช้เอง หรือเชื่อคำโฆษณาของสถานเสริมความงาม เพราะ ผมร่วง มีหลายแบบ ต้องรักษาที่สาเหตุ สมุนไพรรักษา ผมร่วง ของในครัวใกล้ๆ มือเหล่านี้อาจช่วยคลายทุกข์ให้คุณได้ สูตรที่ 1 นำไข่แดงผสมกับว่านหางจระเข้ที่ปอกเปลือกแล้วในปริมาณเท่าๆ กันผสมน้ำมันมะกอก 5 ซี.ซี. ปั่นให้เข้ากันนำมาหมักผมทิ้งไว้ 30 นาที ทำอาทิตย์ละครั้ง สูตรที่ 2 นำมะกรูด 4 ผล ต้มให้นิ่มคั้นน้ำเอามานวดคลึงหนังศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เหมาะสำหรับ ผมร่วง ที่เกิดจากแชมพูเป็นด่างมากเกินไป สูตรที่ 3 เอาขิงแก่มาตำให้ละเอียด ทำเป็นลูกประคบไว้ปากหม้อน้ำเดือดจนลูกประคบร้อนแล้วจึงนำไปประคบบริเวณที่ ผมร่วง พอเย็นแล้วกลับไปวางใหม่ ทำซ้ำติดต่อกันประมาณ 30 นาที เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ผมจะหยุดร่วง สูตรที่ 4 นำผักบุ้งหรือใบบัวบกมาคั้นเอาแต่น้ำหมักผมครั้งละประมาณ 20 นาที จะช่วยกระตุ้นผมที่งอกขึ้นมาใหม่ ขอบคุณที่มาจาก : Health&Cuisine มิถุนายน, Issue 5

ลูกชิ้นปลาเรืองแสง เกิดจากอะไร?
ยาแก้อักเสบ /  ลูกชิ้น / 

จากกรณีที่มีการแชร์ภาพ ลูกชิ้นปลาเรืองแสง จากเฟสบุคของคุณ Mona Red โดยมีข้อความประกอบว่า  "ลูกชิ้นปลาเยาวราชค่ะ ซื้อมาจากในห้างราคาไม่แพงมาก เข้าตู้เย็นเก็บไว้ทำสุกี้ บังเอิญห้องครัวมืดเลยเห็นเรืองแสงสีเขียวออกมาจากลูกชิ้นเต็มไปหมดค่ะ (โชคดีที่ห้องครัวตอนนั้นมืดค่ะ เพราะฝนตก ถ้าเปิดไฟสว่างไม่เห็นสารเรืองแสงแล้วกินเข้าไป ตายหมู่ทั้งบ้านมั้งคะ) พอเปิดไฟแสงสีเขียวหายไปค่ะ ลูกชิ้นยังเย็นอยู่ค่ะ มี อย. นะคะ ยังไม่หมดอายุค่ะ เห็นมีคนแชร์เยอะ เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ กรมอนามัยเค้าว่ามีการสุ่มตรวจลูกชิ้นปลาในท้องตลาด พบว่ามีลูกชิ้นเรืองแสงเยอะ แล้วนำลูกชิ้นเรืองแสงไปตรวจ พบว่าส่วนหนึ่งมีสารบอแรกซ์ และอีกส่วนหนึ่งมีแบคทีเรียชนิดเรืองแสงอยู่ค่ะ มีคุณหมอท่านนึงเพิ่มมาว่ามีเชื้อราบางชนิดเรืองแสงค่ะ ชอบอากาศเย็นในตู้เย็นค่ะ ของจริงเรืองแสงน่ากลัวมากกว่าในรูปอีกนะคะ" โดยคุณ Mona Red ได้โพสภาพลูกชิ้นที่เรืองแสงตอนดับไฟห้องครัว และลูกชิ้นในสภาพไฟปกติ ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ภาพในตอนที่ห้องมืดนั้น ลูกชิ้นมีแสงสีเขียวๆออกมา แต่เมื่อเปิดไฟ nederlandsegokken.nl ลูกชิ้นกลับมาสีขาวแบบปกติ โดยกรณี ลูกชิ้นปลาเรืองแสง เคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2553 โดยกองควบคุมอาหาร  สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า การเกิด ลูกชิ้นปลาเรืองแสง เป็นไปได้ 3 กรณี คือ กรณีที่ 1 การที่ลูกชิ้นเรืองแสงอาจเกิดจากการเจริญของจุลินทรีย์แบคทีเรียประเภท Photobacterium phosphoreum ซึ่งสามารถผลิตสารเรืองแสงได้ เช่น Pseudomonas sp., Pseudomonas fluorescens, Vibrio fischeri, Vibrio phosphoreum, Vibrio harveyi, Photobacterium luciferum เป็นแบคทีเรียเหล่านี้พบได้ตามแหล่งน้ำทะเลในธรรมชาติ จึงอาจติดมากับปลาที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการทำลูกชิ้น แต่โดยปกติในกระบวนการผลิตลูกชิ้นต้องมีการผ่านความร้อน ลวกให้ลูกชิ้นสุก ซึ่งจะสามารถทำลายแบคทีเรียเหล่านี้ได้ แต่การที่เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้เจริญเติบโตบนลูกชิ้นปลาได้อีก จนทำให้เห็นการเรืองแสงปริมาณมากในที่มืดตามที่เป็นข่าวนั้น อาจเกิดจากการปนเปื้อนในกระบวนการผลิตภายหลังจากที่ลูกชิ้นผ่านความร้อนแล้ว  ประกอบกับการเก็บผลิตภัณฑ์ไว้ในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมในระหว่างการขนส่ง (ควรเก็บลูกชิ้นไว้ในอุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส) ทำให้จุลินทรีย์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเห็น ลูกชิ้นปลาเรืองแสง ได้ กรณีที่ 2 การเปลี่ยนสภาพสิ่งแวดล้อมและอาหารของปลา เช่น สภาวะน้ำทะเลที่เปลี่ยนไปทางอุณหภูมิ ความเค็ม และพีเอชที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อแพลงก์ตอน ในกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลต  และเชื้อแบคทีเรียวิบริโอ (Vibrio spp.) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวิบริโอ ฮาวีอาย (Vibrio harveyi)  ทำให้เกิดการเรืองแสงของน้ำ โดยในตอนกลางคืนจะมีการเรืองแสงเรื่อๆ บริเวณผิวหน้าน้ำเป็นลักษณะพรายน้ำ ทำให้ปลาที่กินอาหารและอยู่ในสภาวะแวดล้อมดังกล่าวสามารถเรืองแสงได้ การเรืองแสงจากปัจจัยทั้งสองข้างต้น เป็นกลไกการเรืองแสงทางชีวภาพ โดยเกิดจากปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ภายใต้การควบคุมการทำงานของสารที่เรียกว่าเอนไซม์ลูซิเฟอเรส จะทำปฏิกิริยาเร่งการเปลี่ยนแปลงสารลูซิเฟอรินในสิ่งมีชีวิต ในสภาวะที่มีก๊าซออกซิเจนไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิกิริยาเผาไหม้ภายในเซลล์ เพื่อให้เกิดเป็นสารประกอบที่มีพลังงานสูง ATP และสารเรืองแสงซึ่งเป็นผลพลอยได้ (By product) จากปฏิกิริยาดังกล่าว FMNH2 (luciferase ) + O2 + RCHO  -------->  FMN +RCOOH + H2O + Light กรณีที่ 3 การเติมสารเคมีบางชนิด เช่น สารที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบ เช่น วัตถุเจือปนอาหารประเภทฟอสเฟต ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดความชุ่มชื้น และทำให้เกิดความนุ่มเหนียว ทำให้ผิวลูกชิ้นมันวาว ปริมาณที่อนุญาตให้ใช้ไม่เกิน 3,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สารฟอกขาว เช่น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์, โซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ ซึ่งเป็นสารห้ามใช้ในอาหาร ถ้ารับประทานลูกชิ้นที่มีสารไม่ปลอดภัย  จะเกิดอาการอย่างไร ? กรณีเกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ที่สามารถผลิตสารเรืองแสงได้ ซึ่งแสดงถึงสุขลักษณะในการผลิตและเก็บรักษา ซึ่งอาจมีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคชนิดอื่นๆด้วย การรับประทานจึงอาจมีอันตรายต่อสุขภาพ เช่น โรคระบบทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียรุนแรง ลำไส้อักเสบ เป็นต้น กรณีที่เกิดจากสารเคมีที่ใช้ในการผลิต เช่น สารฟอกขาว จะก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ หรือหากมีการเติมสารในกลุ่มฟอตเฟตเกินปริมาณที่กฎหมายกำหนด ในระดับที่สูงเกินไปจะก่อให้เกิดอาหารผิดปกติที่ไต ความปลอดภัย ถ้าประชาชนจะเลือกซื้อลูกชิ้นมารับประทาน ควรสังเกตฉลากอย่างไร ? ข้อแนะนำในการเลือกซื้อ/บริโภคลูกชิ้นปลา มีดังนี้ เลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีการจัดเก็บอย่างเหมาะสม ต้องมีการแสดงฉลากต่อผู้บริโภค ประกอบด้วย ชื่ออาหาร เลขสารบบอาหาร ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้แบ่งบรรจุ ปริมาณสุทธิ วัน เดือน และปีที่ผลิต หรือวัน เดือน และปีที่หมดอายุการบริโภค หากแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง จัดเป็นการกระทำฝ่าฝืนประกาศซึ่งออกตามมาตรา 6(10) โทษตามมาตรา 51 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท ควรเลือกซื้อลูกชิ้นปลาที่มีการบรรจุแบบในภาชะที่สะอาดไม่ฉีกขาด ลักษณะภายนอกของลูกชิ้นปลาที่ดี มีดังนี้ ไม่หยุ่นหรือกรอบจนเกินไป ไม่มีเมือกหรือจุดสี มีสีและกลิ่นตามธรรมชาติ หลังจากการซื้อควรมีการควบคุมอุณหภูมิในระหว่างการเก็บรักษาไม่เกิน 4 องศา ก่อนการรับประทาน ควรให้ความร้อนให้สุกอย่างทั่วถึง หลังจากให้ความร้อนแล้วไม่ควรทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องเกิน 2 ชั่วโมงก่อนการรับประทาน ขอบคุณข้อมูลจาก : กองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ขอบคุณภาพจาก : รายการเรื่องเล่าเช้านี้

มะขามป้อม วิตามินซีสูงพร้อมสรรพคุณทางยาอีกเพียบ!
ข้อดีของมะขามป้อม /  ประโยชน์ของมะขามป้อม / 

มะขามป้อม มีวิตามินซีสูงมากที่สุดในบรรดาพืชทุกชนิดที่มีในโลก ในผลมีสารป้องกันการเกิดออกซิไดซ์วิตามินซี ทำให้วิตามินซีคงตัวอยู่ได้นาน ผลแห้ง เก็บไว้ในที่เย็น เช่น ในตู้เย็น นาน 365 วัน จะเสียวิตามินซีไปร้อยละ 20 ผล มะขามป้อม ดองในน้ำเกลือร้อยละ 8 นาน 20 วัน ความเข้มข้นของกรดเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 0.77 เป็นร้อยละ 1.44 วิตามินซีเสียไปประมาณร้อยละ 68 ดองในน้ำเกลือร้อยละ 10 ความเข้มข้นของกรดเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 0.63 เป็นร้อยละ 1.39 วิตามินซีเสียไปประมาณร้อยละ 72 นอกจากนี้ ในการดองจะมีพวกกรดทั้งชนิดระเหยและไม่ระเหยเพิ่มขึ้น ดองในน้ำเกลือร้อยละ 8 จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ดองในน้ำเกลือร้อยละ 10 ผล มะขามป้อม ที่ดองด้วยน้ำเกลือร้อยละ 8 มีกลิ่นของมันเองลดลง และมีกลิ่นหมักดีขึ้น ส่วนที่ดองด้วยน้ำเกลือร้อยละ 10 มีกลิ่นของมันเองลดลง ผลที่ดองมีสีน้ำตาลแดง เนื้อนุ่มขึ้น ผลพองตัวมีขนาดใหญ่ขึ้น และบางผลก็แตกออก มีรสเปรี้ยวๆ เค็มๆ ผลสดถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง (29-37 องศา-เซลเซียส) นาน 365 วัน จะเสียวิตามินซีไปร้อยละ 67 เนื้อผลตากแดดให้แห้ง จะเสียวิตามินซีไปประมาณร้อยละ 60 ถ้าทำให้แห้งที่อุณหภูมิห้อง จะเสียวิตามินซีไปไม่มากนัก เนื้อผลแห้งเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องจะเสียวิตามินซีไปร้อยละ 25 ในเวลา 2 สัปดาห์ เสียวิตามินซีไปร้อยละ 50 ในเวลา 4 สัปดาห์ และเสียไปร้อยละ 60 ในเวลา 48 สัปดาห์ น้ำคั้นจากผล ใส่ขวดเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องนาน 2 สัปดาห์ จะเสียวิตามินซีไปมากกว่าร้อยละ 50 แต่ถ้าเก็บในตู้เย็นนาน 9 สัปดาห์ จะเสียวิตามินซีไปน้อย กว่าร้อยละ 50 ในน้ำคั้นจากผลที่ใส่ขวดเก็บไว้ จะมี ความเป็นกรดเพิ่มขึ้นและมีความเป็นกรดคงที่ ที่ pH2 แต่อย่างไรก็ตาม ผล มะขามป้อม ยังมีสารในกลุ่ม แทนนินชื่อว่า emblicanins A และ B ที่มีฤทธิ์เป็นเช่นเดียวกับวิตามินซี แต่มีฤทธิ์แรงกว่าและไม่สลายตัวง่ายเช่นเดียวกับวิตามินซี สารดังกล่าวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง เพิ่มภูมิคุ้มกัน กำจัดพิษโลหะหนัก รักษาโรคลักปิดลักเปิด ทั้งยังช่วยเสริมฤทธิ์วิตามินซี ดังนั้น ท่านจึงไม่ต้องกังวลว่า การกิน มะขามป้อม แปรรูปหรือ มะขามป้อม แห้งจะไม่ได้ประโยชน์ มะขามป้อม สรรพคุณตามตำรับยาไทย แก้หวัด ผล มะขามป้อม มีสรรพ-คุณแก้หวัด แก้ไอได้ดี เป็นที่รู้กันในทุกประเทศที่มี มะขามป้อม จนปัจจุบันมีสิทธิบัตรจดในประเทศสหรัฐอเมริกาของตำรับยาที่มีส่วนผสมของ มะขามป้อมอยู่ระบุสรรพคุณในการแก้หวัด แก้ไข้ ซึ่งอาจเนื่องมาจากวิตามินซีหรือสาร ในกลุ่มแทนนิน อาการเป็นหวัด ไอ เจ็บคอ ปากคอแห้ง ให้ใช้ผลสด 15-30 ผล คั้นเอาน้ำ มาจากผล หรือต้มทั้งผลแล้วดื่ม แทนน้ำเป็นครั้งคราว ไข้จากเปลี่ยนอากาศ ใช้ มะขามป้อม สดตำคั้นน้ำดื่ม จะช่วยลดไข้ได้ ดื่มวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ช้อนชา น้ำคั้น มะขามป้อม เป็นยาเย็นช่วยลดความ ร้อน และระบายความร้อนออกจากร่างกาย โดยช่วยขับปัสสาวะและระบายท้อง ไอ เจ็บคอ เสมหะติดคอ ตามตำรายาไทยเชื่อว่าของที่มีรสเปรี้ยวทุกชนิดช่วยละลายเสมหะ และหมอยา พื้นบ้านเชื่อว่ารสเปรี้ยวที่ละลายเสมหะและบำรุงเสียงได้ดีที่สุดคือ มะขามป้อม ปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าใน มะขามป้อม มีสารที่ละลายน้ำได้มีฤทธิ์ละลายเสมหะ และที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรมีการพัฒนายาแก้ไอ มะขามป้อม ขึ้นทะเบียนยาเป็นยาแผนโบราณ เป็นที่นิยมของทั้งผู้ใช้ยาและแพทย์ โดยตำรับยาทำได้ง่ายๆ เพียงแต่นำ มะขามป้อม แห้งมาต้มแล้วแต่งรส มะขามป้อม ที่จะนำมากินแก้ไอ เจ็บคอ ควรเลือกลูกที่แก่จัดจนผิวออกเหลือง เมื่อมีอาการเป็นหวัด ไอ ให้นำ มะขามป้อม สดมาเคี้ยวอมกับเกลือทุกครั้งที่มีการไอ ถ้าไม่ไอแต่ยังมีไข้อยู่ก็ควรอม มะขามป้อม เพื่อให้ชุ่มคอและขับเสมหะ เป็นการป้องกันการไอได้ด้วย ละลายเสมหะ แก้การกระหายน้ำ ใช้ผลแก่จัด มีรสขม อมเปรี้ยว อมฝาด เมื่อกินแล้วจะรู้สึกชุ่มคอ ใช้สำหรับช่วยละลายเสมหะ กระตุ้นให้เกิดน้ำลาย จึงช่วยแก้การกระหายน้ำได้ดี หรือใช้ผลแห้งประมาณ 6-10 กรัม ถ้าใช้ผลสดประมาณ 10 กรัม ต้มกับน้ำดื่ม หรือคั้นเอาน้ำสำหรับดื่มขับเสมหะ หรือช่วยระบายของเสีย ให้ใช้ผลสด 5-15 ผล ต้มหรือคั้นน้ำมาดื่ม บำรุงเสียง มะขามป้อม สดสามารถช่วยบำรุงเสียงได้ เพราะเวลาอม มะขามป้อม จะทำให้ชุ่มคอ คอไม่แห้ง เสียงจะสดใส นักร้องสมัยก่อนมักจะเฉือนลูก มะขามป้อม ชิ้นหนึ่งมาอมไว้จนร้องเสร็จเพื่อป้องกันไม่ให้เสียงแห้ง บำรุงผม ผลแห้งของ มะขามป้อม มีสรรพคุณ เป็นสารชะล้างอ่อนๆ คนอินเดียนิยมนำมา ใช้ทำเป็นแชมพูสระผม คนอินเดียเชื่อว่า มะขามป้อม บำรุงผม ช่วยทำให้ผมดกดำและป้องกันผมหงอกก่อนวัย ป้องกันผมร่วง ในอินเดียมีการนำ มะขามป้อม มาทำเป็นน้ำมันบำรุงให้ผมดกดำ ป้องกันการหงอกก่อนวัย นำลูก มะขามป้อม มาฝานเป็นแว่นเล็กๆ ตากให้แห้งในที่ร่ม นำมาทอดในน้ำมันมะพร้าว ทอดจนเนื้อ มะขามป้อม ไหม้เกรียม แล้วกรองเก็บไว้ทาผมเป็นประจำ ยาน้ำมันนี้ ถ้าได้ เนื้อลูกสมอไทยและดอกชบาแดง ใส่ลงไปทอดด้วย จะทำให้น้ำมันมีสรรพคุณดียิ่งขึ้น ซึ่งตำรับนี้โรงพยาบาลเจ้าพระยา- อภัยภูเบศรได้พัฒนามาเป็นน้ำมันหมักผม มะขามป้อม สมอไทย และได้ใส่ดอกอัญชันลงไปแทนดอกชบา ซึ่งได้รับความนิยมสูงมาก วิธีทำก็ง่ายๆ ตามที่เขียนไว้ในสูตร น้ำแช่ลูก มะขามป้อม แห้งสามารถบำรุงผมได้ ขั้นตอนก็คือ นำลูก มะขามป้อม แห้ง 1 กำมือ แช่ในน้ำ 1 ขัน แช่ไว้ตลอดคืน เมื่อเวลาสระผมเสร็จแล้ว ให้เอาน้ำแช่ มะขามป้อม นี้ล้างเป็นน้ำสุดท้าย มีการศึกษาพบว่าสารใน มะขามป้อม ช่วยกระตุ้นการงอกของผม และมีการจดสิทธิบัตรส่วนผสมที่มี มะขามป้อม ที่ใช้กับเส้นผม บำรุงร่างกายให้แข็งแรง มะขามป้อม มีรสเปรี้ยว ฝาด ขม เช่นเดียวกับสมอไทย จึงสามารถ แก้โรคต่างๆ ได้มากเช่นเดียวกับสมอไทย ตำรายาอินเดียยกย่องมะ ขามป้อมไว้มากว่า เป็นผลไม้บำรุงร่างกายที่ดีมาก ตำราบางเล่มถึงกับกล่าวว่า ถ้าคนอินเดียไม่มองข้าม มะขามป้อม คือเอา มะขามป้อม มากินเป็นประจำวันละ 1 ลูก ทุกวัน เขาเชื่อว่าคนอินเดียจะมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงกว่านี้มากนัก ทั้งนี้เพราะ มะขามป้อม บำรุงอวัยวะแทบทุกส่วนของร่างกาย คือ บำรุงผม สมอง ดวงตา คอ หลอดลม ปอด หัวใจ กระเพาะ ลำไส้ ตับ ไต ตับอ่อน ผิวหนัง แก้น้ำเหลืองเสีย ปรับประจำเดือนให้มาปกติ บำรุงเลือด บำรุงกำลัง ช่วยลดความดันเลือดสูง ปัจจุบันมีการศึกษาพบประโยชน์มากมายของ มะขามป้อม ในการลดความดัน ลดน้ำตาลและลดไขมันในเลือด การกิน มะขามป้อม ช่วยควบคุม โรคเบาหวานทางอายุรเวท พบว่าการ ดื่มน้ำ มะขามป้อม คั้นสด 1 ช้อนโต๊ะ (15 ซีซี) กับน้ำมะระขี้นกคั้นสด 1 ถ้วย ทุกวันเป็นเวลาสองเดือนสามารถกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินและลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้ การกินยาตำรับนี้ต้องมีการควบคุม อาหารอย่างเข้มงวด และยาตำรับนี้ยังลดอาการแทรกซ้อนทางตาจากโรคเบาหวาน ลักปิดลักเปิด มะขามป้อม มีวิตามินซีสูงมาก และเป็นวิตามินซีธรรมชาติ ที่มีสรรพคุณดีกว่าวิตามินซีสังเคราะห์ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ทด-ลองให้คนกินยาเม็ดวิตามินซีกับกิน มะขามป้อม เปรียบเทียบกัน พบว่า วิตามินซีจาก มะขามป้อม ถูกดูดซึมเร็วกว่าวิตามินซีเม็ด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะใน มะขามป้อม มีสารอื่นๆ ที่ช่วยพาวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็ว มะขามป้อม ที่ผ่านการต้ม หรือตากแห้ง ทำให้วิตา-มินซีลดลง แต่ก็ยังเพียงพอที่จะใช้รักษาโรคลักปิดลักเปิดได้ ถ้าเก็บไว้ไม่เกิน 1 ปี กระหายน้ำ มะขามป้อม สดๆ เมื่อรู้สึกคอแห้ง กระหายน้ำจัด ถ้าดื่มน้ำมากกะทันหันจะทำ ให้จุกเสียดไม่สบายได้ ถ้าได้อม มะขามป้อม ก่อน อาการกระหายน้ำและคอแห้งอย่างแรงจะรู้สึกดีขึ้นทันที ไม่ทำให้ ดื่มน้ำมากไป เหมาะแก่การเดินทางไกล วิ่งมาราธอน เวลาอมก็ใช้ฟันกัดลูก มะขามป้อม ให้พอมีน้ำซึมออก มา แล้วดูดลงคอไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมด ท้องผูก คนที่ท้องผูกประจำ ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม ถ้าได้กิน มะขามป้อม แล้วอาการท้องผูกจะหายไป เนื่องจาก มะขามป้อม มีรสฝาด จะทำให้กินยากไปสักหน่อย ควรปรุงรสให้อร่อย ด้วยการนำ มะขามป้อม มาผ่าแคะเม็ดออก (กินแต่เนื้อ) ประมาณ 10 ลูก ใส่พริก เกลือ น้ำตาล ตำพอแหลก กินต่างผลไม้ แต่ควรกินก่อนนอนหรือตอนตื่นนอนใหม่ๆ ในขณะที่ท้องว่าง วิธีลดความฝาดของ มะขามป้อม ก็คือแช่น้ำเกลือ มีขั้นตอนดังนี้ ล้าง มะขามป้อม ให้สะอาด ลวกด้วยน้ำร้อน และนำไปแช่ในน้ำเกลือที่เค็มจัด แช่ไว้สัก 2 วัน รสฝาดก็จะลดลง ยิ่งแช่นานรสฝาดก็ยิ่งหมดไป ไข้ทับระดู นำ มะขามป้อม แห้งจำนวนเท่ากับอายุของผู้ป่วย ลูกสมอไทยแห้งจำนวนเท่า กับอายุของผู้ป่วย ใบมะกาแห้ง 1 กำมือ เกลือนิดหน่อย ใส่น้ำท่วมยา ต้มให้เดือดนาน 15 นาที ในวันแรกที่กินให้กินเว้นระยะห่างทุก 4-6 ชั่วโมง ครั้งละ 1 แก้ว วัน ต่อมาให้กินวันละ 2 ครั้งครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น กิน 3 วันหาย หลังจากกินยาไปแล้ว 12 ชั่วโมงอาการจะดีขึ้น คืออาการปวดหัวเมื่อยตัว ปวดท้อง ทุเลาลง คันจากเชื้อรา ใช้ราก มะขามป้อม สับเป็นชิ้นเล็กๆ พอประมาณ ต้มให้เดือดนาน 15 นาที นำมาทาบริเวณที่มีเชื้อรา วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หลังจากทาแล้วประมาณ 2-3 ชั่วโมงอาการคันจะค่อยๆ ลดลง และจะค่อยๆ หายไปภายใน 7 สัปดาห์ น้ำกัดเท้า-ฮังกล้า น้ำกัดเท้า หรือที่ชาวอีสานเรียกกันว่า "ฮังกล้า" เกิดจากการถอน ต้นกล้าแล้วเอารากกล้าฟาดตีกับข้อเท้าให้ดินโคลนหลุดออกจากรากกล้า ต่อมาเท้าเกิดโรคตุ่มคันขึ้น จะมีอาการคันมาก ยิ่งเกาก็ยิ่งแตกทั่วรอบข้อเท้า ภาคอีสานเป็นกันมาก บางคนก็เรียกว่า "เกลียดน้ำ" ให้ใช้เปลือก ต้น มะขามป้อม ตำให้ละเอียด ผสมน้ำพอเปียกชะโลมให้ทั่ว รักษาได้ ถ้าเกามากจนหนังถลอก น้ำเหลืองไหล ปวดแสบปวดร้อน คือโรคเป็นหนักแล้ว ให้เอาลูก มะขามป้อม แก่ๆ สดๆ มาใส่ในโพรงเหล็กผาลไถนา ใส่น้ำให้เต็มโพรงเหล็กผาลนั้น ตั้งไฟจนมะข้ามป้อมเละ และมีสีดำเหนียว เมื่อเอามาทาแล้วยาจะแห้งเข้าจนดำหมดทั้งหลังเท้าที่แตกเป็นน้ำเหลืองไหล แผลนั้นจะค่อยๆ หายไปจนเป็นปกติ นอกจากนี้แล้วก่อนลงนาหรือหลังจากขึ้นมาจากนา ชาวนาสมัยก่อนนิยมนำเปลือกต้น มะขามป้อม มาแช่เท้าเพื่อฆ่าเชื้อโรคและความฝาดของเปลือก มะขามป้อม ยังช่วยตะกอนโปรตีนทำให้ผิวหนังของเท้าและข้อเท้าหนาขึ้น ทนทานต่อการเกิดน้ำกัดเท้ามากยิ่งขึ้น บิด ถ่ายเป็นบิด ใช้เปลือกต้น มะขามป้อม ต้มใส่ข้าวเปลือกเจ้าดื่มต่างน้ำ ตำราอินเดียบอกว่า ลูก มะขามป้อม ใช้แก้ท้องเสียและบิดได้ดี ด้วย การนำ มะขามป้อม สด 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 3-4 แก้ว ต้มให้เดือดนาน 10-20 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ทุกครั้งที่ถ่าย หรือดื่มทุก 2-4 ชั่วโมง ใบมะขามป้อมมีสรรพคุณแก้บิดและท้องเสียได้เช่นกัน นำใบตำให้ละเอียด ดื่มครั้งละ 1 ช้อนชา ทุก 2-4 ชั่วโมง ถ้าจะให้ดื่มง่ายควรผสมน้ำผึ้งเพื่อให้มีรสชาติกลมกล่อม ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย นำลูก มะขามป้อม แห้ง 3-5 ลูก แช่ในน้ำ 1 แก้ว ตลอดคืน ตื่นเช้าดื่มทั้งน้ำและกินเนื้อทุกวันจนกว่าอาการจะหาย มะขามป้อม ยังแก้กระเพาะอาหารอักเสบและโรคกระเพาะอาหาร มีกรดมากเกินไปได้ด้วย ถ้าจะใช้แก้กระเพาะอาหารอักเสบ ให้กินผงลูก มะขามป้อม  วันละ 4 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ช้อนชา ก่อนอาหารและก่อนนอน หลอดลมอักเสบ กระเพาะอาหารอักเสบ ใช้รากแห้ง 15-30 กรัมต้มกับน้ำ ดื่มแทนน้ำอย่างน้อยวันละ 3-4 ครั้ง แก้น้ำเหลืองเสีย คนที่มีน้ำเหลืองเสีย คือคน ที่เป็นแผลแล้วหายช้า แผลมีน้ำเหลืองไหลมาก หรือผิวหนังถูกอะไร นิดหน่อยก็คันแล้ว หรืออยู่ดีๆ คันทั่วตัว ในคนที่มีน้ำเหลืองเสียควรกิน มะข้ามป้อม 1 ลูก หลังอาหารเป็นประจำทุกวัน แก้ผิวหนังอักเสบ เป็นผื่นคัน ใช้ใบสด ปริมาณพอเหมาะ ต้มกับน้ำปริมาณหนึ่งเท่าตัว ใช้อาบหรือ ชะล้างส่วนที่เป็น ให้ทำบ่อยๆ อย่างต่อเนื่องก็จะช่วยให้ผิวหนังดีขึ้น ขับพยาธิ ใช้น้ำคั้นลูก มะขามป้อม 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำกะทิมะพร้าว 1 ถ้วย ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ติดต่อกัน 1 สัปดาห์ ขับพยาธิตัวตืด และพยาธิปากขอ หิด ผื่นคัน นำเมล็ดในลูก มะขามป้อม มาเผาจนเป็นถ่าน บดให้ละเอียด ผสมด้วยน้ำมันพืช พอให้ยาเหลว ข้น ทาวันละ 2-3 ครั้ง น้ำมันนี้ใช้ทาดับพิษน้ำร้อนลวก และใช้รักษาแผลได้ด้วย แก้ปวดฟัน แก้ปวดฟัน ใช้ปมกิ่งก้านต้มกับน้ำ ใช้อมและบ้วนปาก บ่อยๆ จะบรรเทาอาการปวดฟัน ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 309 มกราคม 2548 นักเขียนหมอชาวบ้าน: ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร 

ระวัง! น้องหนูสะอาดเกินไป ก็ป่วยได้เหมือนกันนะ
จิ๋ม /  น้องหนู / 

น้องหนู สะอาดเกินไปไม่ใช่เรื่องดี        การดูแลจุดสงวนของผู้หญิงอย่างเราๆ หลายคนคิดว่าเป็น เรื่องง่าย อาบน้ำยังไงก็อาบจุดนั้นได้เหมือนกัน แต่ทว่าในทาง กลับกันหากทำความสะอาดมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียได้นะคะ          นอกเหนือจากกลไกการทำความสะอาดภายในช่องคลอดตามธรรมชาติไปแล้ว คุณผู้หญิงจะยังต้องรักษาความสะอาด บริเวณภายนอกช่องคลอดอย่างถูกต้อง โดยไม่ให้เสียสมดุล เนื่องจากบริเวณช่องคลอดนั้นมีเชื้อแบคทีเรียอยู่หลายชนิด ที่เป็นประโยชน์ อาทิ แลคโตแบซิลลัส แบคทีเรียซึ่งช่วยป้องกัน การติดเชื้อ ส่งผลให้ช่องคลอดมีสภาพเป็นกรด ยับยั้งการ เจริญเติบโตของแบคทีเรียตัวร้าย การขจัดสิ่งสกปรกจึงต้อง ไม่ทำลายแบคทีเรียตัวดี ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความ สะอาดจุดซ่อนเร้นโดยเฉพาะแบบที่เป็นสบู่ผสมน้ำหอมนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องใช้บ่อยครั้ง โดยสามารถใช้น้ำสะอาดล้าง แต่ไม่ควรฉีดน้ำแรง ๆ เข้าช่องคลอด หรือล้างลึกลุกล้ำเข้าไปภายใน เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อที่อุ้งเชิงกรานได้ สำหรับขนบริเวณอวัยวะเพศ ไม่ควรโกนทิ้ง เนื่องจากช่วย กรองฝุ่นละอองไม่ให้เข้าสู่อวัยวะเพศ ขณะที่อาการคันมักเกิด เพราะความอับชื้นของเหงื่อจากการสวมกางเกงชั้นในหรือ กางเกงที่รัดแน่นเกินไป หากไม่เปลี่ยนขนาดเครื่องนุ่งห่ม นานวันไปอาจมีปัญหาเชื้อราตามมา กลิ่นจากช่องคลอด ซึ่งไม่เหม็นรุนแรงนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ โดยกลิ่นจะเป็นเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่รับประทาน สารเคมี ในร่างกาย ช่วงการมีประจำเดือน หรือจากเหงื่อที่ขับออกมา อย่างไรก็ตาม ทุก ๆ 3 เดือน คุณผู้หญิงควรใช้กระจกส่องดู อวัยวะเพศเพื่อสังเกตความผิดปกติของขนาดหรือสี หาก มีลักษณะเปลี่ยนไปควรรีบไปพบสูตินรีแพทย์โดยด่วนค่ะ ขอบคุณเนื้อหาจาก www.lauriermybrand.com

กิน เห็ด อย่างไร? ให้เป็นยา
ประโยชน์ของเห็ด /  เห็ด / 

คะเนกันว่าบนโลกนี้มี เห็ด มากกว่าหนึ่งแสนชนิด แต่ที่มนุษย์รู้จักมีเพียงร้อยละสิบ และมีอยู่ 6 ชนิดที่โดดเด่นด้วยสรรพคุณทางยา จนได้รับการขนานนามว่า “เห็ดทางการแพทย์” เห็ดทางการแพทย์ หรือ Medicinal Mushrooms เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ได้เห็นและได้ยินบ่อยมากในระยะนี้ มันคืออะไร เห็ด สายพันธุ์ใหม่หรือผลิตภัณฑ์ใหม่จาก เห็ด กันแน่ หลังตกอยู่ในสภาวะคาใจได้ไม่นาน ความสงสัยก็ผลักดันให้ต้องระเห็จฝ่าน้ำท่วมไปหาข้อมูลมาฝากกันเช่นเคย เป็นที่มาของบทความในมือคุณขณะนี้นั่นเอง ไม่ใช่พืช ไม่ใช่สัตว์ หากแต่เป็น “เห็ด” เห็ด คือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่ทั้งพืชและสัตว์ แต่ประกอบไปด้วยสามทหารเสือ อันได้แก่ เห็ด รา และยีสต์ มีหน้าที่ตามธรรมชาติในการย่อยสลายสารอินทรีย์ ข้อดีที่เห็นชัดเจนคือเป็นตัวบ่งชี้ความบูดเน่าของอาหาร หรือเป็นหลักฐานแสดงความเก่าเก็บแก่ข้าวของ มนุษย์เรารู้จักประโยชน์จาก เห็ด รา และยีสต์มาเนิ่นนานแล้ว ทั้งจากการค้นพบยาเพนนิซิลลินจากเชื้อราบนขนมปัง การค้นพบชีสโดยบังเอิญของคนเลี้ยงแกะในยุโรป การใช้ยีสต์เพิ่มความนุ่มฟูแก่ขนมปัง กระทั่งภูมิปัญญาการแพทย์แผนโบราณของเราชาวโลกตะวันออก โดยเฉพาะชาวจีนและญี่ปุ่นที่มีบันทึกตำรายาว่าด้วยการใช้ประโยชน์จาก เห็ด ในฐานะยามาเนิ่นนาน ด้วยเหตุนี้เอง วงการวิทยาศาสตร์จึงเริ่มหันมาสนใจศึกษาสรรพคุณทางยาของ เห็ด กันอย่างจริงจังเมื่อราว 50 ปีที่แล้ว โดยเน้นไปที่ เห็ด ในตำรายาของชาวจีนและญี่ปุ่น เป็นที่มาของ “เห็ดทางการแพทย์” หรือ Medicinal Mushrooms อย่างไรเล่าคะ ‘เห็ดเป็นยา’ จากภูมิปัญญาสู่การรักษาโรค ในบรรดา เห็ด กินได้บนโลก หลายชนิดใช้เป็นอาหารเพียงอย่างเดียว เช่นกันกับอีกหลายชนิดที่ใช้เป็นยารักษาโรคได้ ในเมืองไทยเอง พิพิธภัณฑ์ เห็ด ที่มีฤทธิ์ทางยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่ามี เห็ด ถือกำเนิดขึ้นในบ้านเรากว่าหมื่นชนิด แต่ที่ถูกค้นพบและบันทึกในฐานข้อมูลมีเพียงหนึ่งพันชนิด โดยกว่าแปดร้อยชนิดเป็น เห็ด ที่ขึ้นแถบภาคอีสาน กว่าครึ่งนั้นเป็น เห็ด กินได้และใช้เป็นยาได้ แต่ในคราวนี้ เราจะพูดถึง เห็ด เพียง 6 ชนิด ที่มีการค้นคว้าวิจัยแล้วทั่วโลก และได้รับการยกย่องโดยถ้วนหน้าให้เป็น เห็ด ทางการแพทย์ และซูเปอร์ เห็ด ทั้ง 6 ได้แก่ เห็ดไมตาเกะ (Maitake Mushroom) ได้ชื่อว่าเป็น ‘ราชาของเห็ดทั้งปวง’ โดยพิพิธภัณฑ์ เห็ด ที่มีฤทธิ์ทางยาได้ให้ชื่อเป็นภาษาไทยว่า “เห็ดขอนช้อนซ้อน” เพราะมักพบตามขอนไม้ และมีรูปร่างคล้ายช้อนเรียงซ้อนกันอยู่ นับเป็นหนึ่งใน เห็ด ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยไมตาเกะหนึ่งนั้นดอกอาจมีขนาดเท่าลูกบาสเกตบอลได้เลย ชาวจีนและญี่ปุ่นใช้ไมตาเกะเป็นยาสมุนไพรมานานปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้เป็นยาลดความดันโลหิต ปัจจุบัน เห็ดไมตาเกะได้พิสูจน์คุณค่าผ่านการวิจัยแล้วว่าช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ จึงมีส่วนช่วยป้องกันโรคเบาหวาน ความดันโลหิต รวมทั้งมะเร็ง ทั้งยังประกอบไปด้วยสารอาหารสำคัญมากมาย ทั้งโพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม ไฟเบอร์ กรดแอมิโน และวิตามินอีกหลายชนิด อย่างไรด้วยคุณสมบัติทางการแพทย์ดังกล่าว ประกอบกับ เห็ด ที่มีน้อยในธรรมชาติ จึงทำให้เห็ดไมตาเกะมีราคาสูง และมักนำมาสกัดเป็นเม็ดเพื่อประโยชน์ทางการรักษาโรคแทน เห็ดยามาบูชิตาเกะ (Yamabushitake Mushroom) ที่บางคนเรียก ‘เห็ดหัวลิง’ หรือ ‘เห็ดปุยฝ้าย’ เป็นอีกหนึ่ง เห็ด หายากในธรรมชาติ จึงได้ฉายาว่า “Mountain Hidden Mushroom” เพื่อการใช้ประโยชน์ทางยา ทุกวันนี้จึงมีการเพาะเลี้ยงในระบบปิดเพื่อควบคุมคุณภาพและเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จากการวิจัยด้านโภชนาการทำให้พบว่า เห็ด หัวลิงนี้เป็นแหล่งโปรตีนชั้นยอด เพราะมีกรดแอมิโนเป็นส่วนประกอบมากถึง 16 ชนิด โดย 7 ชนิดนั้นเป็นกรดแอมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ทั้งยังมีสารเลนติแนน (Lentinan) และเปปไทด์ ที่มีผลต่อการเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ด้วย ในอดีต ตำราการแพทย์ของจีนระบุไว้ว่า เห็ด ชนิดนี้ใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาเพิ่มพลังวังชา และช่วยต้านมะเร็ง เห็ดหลินจือ (Reishi, Ling Chih or Ling Zhi Mushroom) เห็ด ชื่อดังของชาวจีนที่มีประวัติการใช้งานมานานตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือราว 2,000 ปีล่วงมาแล้ว โดยชาวจีนโบราณนิยมใช้เห็ดหลินจือรักษาอาการอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ กำจัดสารพิษ รักษาหอบหืด และบรรเทาอาการไอ แต่เทคโนโลยีทุกวันนี้ ทำให้เรารู้ว่าหลินจือมีประโยชน์มากกว่านั้น เพราะมีคุณสมบัติช่วยลดอาการหลอดเลือดหัวใจ บำรุงตับ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ชะลอวัย ช่วยต้านแบคทีเรีย ไวรัส และมะเร็งได้อีกด้วย นอกจากคุณสมบัติทางการแพทย์ที่แทบจะครอบจักรวาล เห็ดหลินจือในธรรมชาติยังเติบโตช้า พบได้น้อยและมักอยู่ในป่าลึก โดยเฉพาะตามขอนไม้ผุๆ หรือซากต้นไม้ในเขตชายทะเล ส่งผลให้มีราคาสูงมากตามไปด้วย และเห็ดหลินจือที่นิยมมากที่สุดทั้งในภูมิภาคเอเชียและอเมริกาเหนือนั้นเป็นสายพันธุ์สีแดง   เห็ดถั่งเฉ้า (Cordyceps) เห็ด หน้าตาประหลาดที่ชาวตะวันตกเรียกขานว่า ‘เห็ดตัวหนอน’ หรือ Caterpillar Fungus เพราะวงจรชีวิตนั้นมักอยู่บนตัวอ่อนหนอนผีเสื้อ จัดเป็น เห็ด หายากชนิดหนึ่งเนื่องจากพบได้เฉพาะตามแถบภูเขาสูงในเอเชีย เมื่อครั้งอดีตมักใช้เป็นยาสมุนไพรสำหรับชนชั้นสูง เพื่อเป็นยาโป๊ว บำรุงกำลัง บำรุงปอด ไต หัวใจ และระบบภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันนักวิชาการพบว่าเห็ดถั่งเฉ้านี้มีสารประกอบที่ดีต่อระบบทางเดินหายใจ ช่วยให้ปอดนำออกซิเจนไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมน ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดีอยู่เสมอนั่นเอง เห็ดชิตาเกะ (Shitake Mushroom) หรือในภาษาจีน ภาษาเวียดนาม และภาษาไทย มีชื่อเรียกที่แปลได้ตรงกันว่า ‘เห็ดหอม’ เห็ด ชนิดนี้ไม่ได้มีราคาเกินเอื้อม ดังจะเห็นได้บ่อยในเมนูทั่วไปที่กินกันอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะเมนูอาหารจีนนั้นแทบจะขาดเห็ดหอมไปไม่ได้เลย เช่นเดียวกันกับประวัติการแพทย์จีนที่มีชื่อ เห็ด หอมอยู่เคียงคู่มานานกว่า 6,000 ปีแล้ว คนจีนโบราณนั้นใช้ เห็ด หอมเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงเลือดลม ป้องกันมะเร็ง โรคหัวใจและโรคติดเชื้อจากไวรัส สมัยราชวงศ์หมิงเห็ดหอมยังเป็นสมุนไพรชะลอชราและช่วยเพิ่มพลังอีกด้วย ตัวเลขทางโภชนาการปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าเห็ดหอม 1 ถ้วยมีวิตามินบี 3 มากถึงร้อยละ 30 ของที่ร่างกายต้องการต่อวันเลยทีเดียว ไม่นับสารอาหารอื่นๆ อีกเพียบ ที่สำคัญคือ เห็ด หอมมีสารเลนติแนน (Lentinan) ที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้พร้อมต่อสู้เชื้อโรคอยู่เสมอ และยังช่วยลดไขมันในเลือดได้ด้วย เห็ดแครง (Schizophyllum Commune) หรือเห็ดตีนตุ๊กแก เป็น เห็ด ที่พบได้ทั่วไป ออกดอกตลอดปี และมีในเมืองไทย โดยเมนูสุดฮิตจากเห็ดแครงนั้นได้แก่ ไข่เจียว แกงกะทิ ห่อหมก และงบ นอกจากรสชาติอร่อยถูกปากแล้ว เห็ด แครงยังมีสารสำคัญ คือ Schizophyllan ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเนื้องอก โดยไปเพิ่มประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันร่างกายเช่นเดียวกับ เห็ด อื่นๆ เห็นประโยชน์นานาประการอย่างนี้แล้ว ชวนให้หิว เห็ด ขึ้นมาบ้างหรือยังคะ ว่าแต่ เห็ด บนโลกนี้มีตั้งมากมาย ทำไมเห็ดทางการแพทย์ต้องเป็นแค่ เห็ด ทั้งหกชนิดดังกล่าว หัวข้อต่อไปคือคำตอบค่ะ เรื่องไม่ลับของซูเปอร์เห็ดทั้ง 6 อ่านคุณสมบัติของซูเปอร์ เห็ด ทั้ง 6 มาจนครบถ้วนแล้ว คุณผู้อ่านหลายคนอาจจะสังเกตเห็นคุณประโยชน์ที่เป็นลักษณะร่วมกันได้บ้างแล้ว นั่นก็คือ เห็ด ทางการแพทย์ดังกล่าว มีส่วนสำคัญยิ่งในการ ‘เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน’ ซึ่งเป็นแนวรบที่ดีที่สุดของร่างกาย สำหรับรับมือกับโรคเบาๆ อย่างโรคหวัดไปจนถึงโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอดส์นั่นเลยทีเดียว แล้วอะไรที่ทำให้ เห็ด ทั้ง 6 มีคุณค่าชนะเลิศ เห็ด อีกนับแสนชนิด คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ เบต้ากลูแคน ( -glucan) หรือสารประกอบน้ำตาลโมเลกุลเชิงซ้อน (Polysaccharide) ชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำ ช่วยในการย่อยและขับถ่าย ซึ่งปัจจุบันกลายมาเป็นสารมหัศจรรย์เพราะมีคุณค่าหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ตื่นตัวพร้อมรับมือเชื้อโรคเสมอ ช่วยลดความรุนแรงจากการติดเชื้อและทำให้ร่างกายฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยเร็วขึ้น นอกจากนี้ เบต้ากลูแคนยังมีประโยชน์ด้านความงาม เพราะช่วยผลัดเซลล์ผิว ชะลอวัย และรักษาสิวได้ ดังจะเห็นได้จากผลิตภัณฑ์เพื่อความงามหลายชนิดที่ใช้เบต้ากลูแคนเป็นส่วนผสม เช่น ครีมกันแดด เซรั่มปกป้องผมจากแสงแดด ครีมรักษาสิว ครีมลดรอยแผลเป็น เป็นต้น ทุกวันนี้ เบต้ากลูแคนจาก เห็ด ทางการแพทย์ทั้ง 6 ชนิด ถูกสกัดออกมาเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สำหรับใช้เป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพ แต่สำหรับผู้ที่ไม่นิยมกระแสทางลัดสุขภาพดี ยังสามารถมีสุขภาพดีจากอาหารตามธรรมชาติได้เช่นกัน อยากได้เบต้ากลูแคน กินอะไรทดแทนดี? สำหรับคนรักสุขภาพที่ต้องการคุณค่าจากเบต้ากลูแคน สามารถค้นพบประโยชน์จากสารมหัศจรรย์นี้ได้ในอาหารจำพวก ยีสต์ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต จมูกข้าว และสาหร่าย นอกจากนี้ เห็ด กินได้ชนิดอื่นๆ ยังมีประโยชน์มากมายเช่นกัน แม้จะมีเบต้ากลูแคนน้อยกว่าซูเปอร์ เห็ด ทั้ง 6 ก็ตาม แต่สิ่งที่คุณจะได้แน่ๆ จากบรรดา เห็ด แสนอร่อยก็คือ โปรตีน ไฟเบอร์ วิตามิน และเกลือแร่ในปริมาณสูง แต่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ ยกตัวอย่างเช่น เห็ด แชมปิญอง ซึ่งมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการต่อวันสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นซีลีเนียมร้อยละ 52 ไวตามินบีร้อยละ 40 ทองแดงร้อยละ 35 วิตามินบี 3 ร้อยละ 27 ทริปโตแฟนร้อยละ 25 ฟอสฟอรัสร้อยละ 18 และโปรตีนร้อยละ 10 เป็นต้น มาถึงบรรทัดนี้คุณคงรู้แล้วว่า สิ่งสำคัญของ เห็ด ทางการแพทย์นั้นก็คือ เบต้ากลูแคน สารมหัศจรรย์จาก เห็ด ที่มีคุณค่ายิ่งต่อร่างกาย ส่วนจะเลือกคุณค่าจาก เห็ด ธรรมชาติหรือ เห็ด ที่ผ่านการสกัดเข้มข้น ในฐานะผู้บริโภคยุคใหม่ คุณเลือกได้เองอยู่แล้วละค่ะ ขอบคุณที่มาจาก : Health&Cuisine มกราคม, Issue 132

รู้ไว้ซะ! อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรแช่ตู้เย็น
ตู้เย็น

นิสัยคนเราเวลาจ่ายตลาดชอบซื้อของไว้เยอะๆ มาทำอาหารแล้วเหลือ คิดอะไรไม่ออกก็ยัดใส่ไว้ในตู้เย็นไว้ก่อน พอจะออกมาทำอาหารก็เน่าเสียแล้ว หรือบ้างคนแช่ลืมไว้ข้ามเดือนข้ามปี วันนี้เราจะมาเสนอ อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรแช่ตู้เย็น ต้องรู้ไว้ซ่ะอาหารปลอดภัยแถมทำให้ตู้เย็นของเราสะอาดขึ้นด้วย อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรแช่ตู้เย็น 1. โหระพา ห้ามแช่เด็ดขาด เพราะโหระพาจะคายน้ำแล้วดูดซับกลิ่นอาหารอื่นที่ไม่พึงประสงค์ทั้งหมดได้ตู้เย็นกลับเข้าไปแทน ไม่เหมาะอย่างยิ่งจะนำโหรพาที่แช่ตู้มาทำอาหาร แต่ถ้าแช่เพื่อดูดกลิ่นน่าจะเวิร์คกว่านะ 2.แตงโม เชื่อว่าหลายคนรวมถึงตัวแอดมินเองก็ทำเช่นกัน เมื่อผ่าแตงโมไว้ครึ่งหนึ่งแช่ตู้เย็นเก็บไว้ แต่ในเรื่องของประโยช์ในแตงโมเมื่อนำเข้าตู้เย็น สารอนุมูลอิสระจะหายไป แต่ข้อนี้อาจจะยกให้ เพราะเราๆ ชอบกินแตงโมเย็นๆ หวานชื่นใจ แต่อย่าแช่ลืมไว้นานนะ 3.กาแฟ ในเรื่องของการนำกาแฟไปแช่ตู้เย็นเป็นวิธีการดูดกลิ่นตู้เย็นที่ใครหลายคนก็รู้กันอยู่แล้ว แต่ถ้าแช่ทั้งใช้ไว้ชงทานและดูดกลิ่นไปในตัว ไม่แนะนำค่ะ นอกจากผงกาแฟหรือเมล็ดกาแฟจะดูดสิ่งสกปรกมาแล้วแถมให้รสชาติของกาแฟเปลี่ยนและเสียรสชาติ 4.มะเขือเทศ จากมะเขือเทศลูกสีแดงสด เมื่อเจอความเย็นของตู้เย็นไปเท่านั้นแหละ ความเต่งตึงของผิวมะเขือเทศก็จะเหี่ยวลง และรสชาติก็เปลี่ยนไปจากเดิม 5.กระเทียม เมื่อนำไปแช่ตู้เย็นจะขึ้นราและงอกเป็นต้น มีใครบ้างอยากปลูกกระเทียมไว้ในตู้เย็นแถมเชื้อราอีกต่างหาก สำหรับกระเทียมนี้ห้ามเด็ดขาดการเก็บที่ถูกต้องถ้ากระเทียมที่ซื้อมาเป็นหัวต้องแขวนไว้ในห้องครัวที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกไม่ให้โดนแสงแดด หรือ ถ้าเป็นกระเทียมที่ซื้อมาแบบกลีบ ให้ตัดหัวตัดท้ายลอกเอาเปลือกชั้นนอกออกมาบ้างส่วนแล้วเก็บไว้ในที่แห้ง ในตะกร้าที่อากาศถ่ายเท 6.ขนมปัง แน่นอนว่าความฟูและนุ่มของแป้งขนมปัง เมื่อโดนความเย็นเข้าก็จะทำให้แข็งตัว ทานกับอะไรก็หมดความอร่อยลงไปทันที 7.น้ำผึ้ง ใครเคยพลาดไปแช่ตู้เย็นบ้าง ถ้าใครเคยก็จะรู้ว่า น้ำผึ้งเวลาแช่ตู้เย็นมันจะจับตัวเป็นก้อนและตกผลึก แยกเป็น 2 เลเยอร์ เหมือนน้ำมันกับน้ำเลยค่ะ เมื่อเข้าตู้เย็นแล้วจะนำออกมาตั้งให้หายเย็นมันก็ไม่กลับมาเหมือนเดิมน้ำผึ้งแท้มันอยู่ได้ด้วยตัวมันเองไม่เสียแน่นอน เลิกพึ่งตู้เย็นไปได้เลย 8.หอมหัวใหญ่ ห้ามนำของฉุนอย่างกระเทียมและหอมหัวใหญ่โดนความเย็นเด็ดขาดจะทำให้ขึ้นราได้ง่ายๆ และยิ่งถ้าเป็นหัวหอมเนื้อบางๆ เมื่อเข้าตู้เย็นจะเละทันที 9.มันฝรั่ง เมื่อนำเข้าตู้เย็นทำให้อรรถรสในการกินมันฝรั่งลดลง เนื่องจากจะทำให้มันฝรั่งเนื้อหยาบแล้วรสชาติยังเปลี่ยนไปจากเดิมกลายเป็นไม่อร่อยและมีรสชาติตุๆ 10 เหล้า ไม่ถือว่าเป็นอาหารแต่ก็เป็นเรื่องที่ควรรู้ไว้สำหรับคนที่ชอบดื่มเป็นประจำที่บ้าน ดื่มไม่หมดก็ปิดฝาวางไว้ให้เป็นอุณภูมิของห้องนั่นแหละดีแล้ว อย่าทะลึ่งไปแช่เด็ดขาดมันจะทำให้รสชาติเหล้าเปลี่ยน เสียบรรยากาศที่สร้างไว้หมด ที่มาจาก BuzzFeedBlue เรียบเรียงโดย food MThai

35 เคล็ดลับ ที่รู้แล้ว ชีวิตคุณจะง๊าย..ง่าย ขึ้นอีกเย๊อะ
ชีวิตง่าย /  ชีวิตดี / 

วันนี้เรามี เคล็ดลับ น่ารู้มานำเสนอแก่สาวๆกันจ้า บอกเลยว่ามีประโยชน์ต่อชีวิตและทรัพย์สินเราทั้งนั้น และขอรับรองว่า ถ้าคุณรู้ เคล็ดลับ เหล่านี้แล้ว ชีวิตคุณจะง่ายขึ้นอีกเยอะ ไม่เชื่อก็ลองดู เพราะเรื่องรอบๆตัวเรานั้น แค่รู้ก็ได้ประโยชน์สุดๆแล้ว 1. เคยเป็นไหม แพคเกจพลาสติกเปิดย๊ากยาก ลองใช้ที่เปิดกระป๋องก็ช่วยได้นะ แถมยังช่วยรักษาแพคเกจนั้นให้สามารถเก็บไว้ได้อีก 2. มาสคาร่าแห้งแล้ว ลองเต็มน้ำเกลือ หรือ น้ำยาล้างคอนแทค ลงไปนิดหน่อย ยืดอายุการใช้งานได้อีกนิด ภาพจาก ModaMob 3. กระดาษรองนั่งในห้องน้ำ นำมาใช้ซับหน้าที่มันได้ (เพราะคุณสมบัติของมันเหมือนกระดาษซับมัน) 4. จุกไวน์ นำมาประดิษฐ์เป็นสวนจิ๋ว เล็กๆน่ารักๆได้ ภาพจาก everafterblueprint.com 5. ฟังเพลงจากไอโฟน แล้วอยากให้ได้เสียงดังขึ้น แค่วางไว้ในถ้วย เสียงก็จะดังกังวาลขึ้น ภาพจาก realsimple.com 6. ใช้สติกเกอร์ตาไก่ ช่วยให้คุณเพ้นท์เล็บลาย Half-moon ได้ง๊ายง่ายด้วยตัวเองแถมสนุก ภาพจาก s3.amazonaws.com 7. แผ่นดีวีดีตกล่องเวลาเล่น เอากล้วยทา ช่วยให้ลื่นไหลไม่มีสะดุด 8. ลืมพกลิปสติกมา ใช้ลูกอมสตอเบอรี่สีแดงๆ แทนได้ แค่นำมาบดๆใส่น้ำจิ๊ดนึงแล้วก็นำมาทาปากได้เลย ภาพจาก pics.livejournal.com 9. ผสมน้ำกับน้ำยาปรับผ้านุ่ม ให้กลายเป็นครีมนวดผมสำหรับผมบาร์บี้ตัวโปรด ภาพจาก dizzysplayhouse.com 10. กระเป๋าสาวๆทั้งรก ทั้งของเยอะ รักษาความสะอาดโดยที่ไม่ต้องรื้อกระเป๋าออมา ด้วยลูกกลิ้งดูดขน ง่ายป่ะล๊ะ ภาพจาก realsimple.com 11. ใช้สเปรย์ฉีดด้านในแก้ว เวลานำมาจุดเทียน เพื่อไม่ให้แก้วใบสวยเลอะน้ำตาเทียนและมีรอยไหม้ ภาพจาก realsimple.com 12. กินมาร์ชเมลโลว์ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ ภาพจาก 7thhouseontheleft.com 13. ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ ห่อสิ่งของที่มีกลิ่นก่อนนำเข้าตู้เย็น จะช่วยดูดกลิ่นได้ ภาพจาก realsimple.com 14. โดนคลอรีนกัดผมจนผมเป็นสีเขียว ใช้ยาแอสไพรินช่วยรักษาให้ผมกลับมาดำได้ ด้วยการ นำแอสไพริน 8เม็ดละลายในน้ำอุ่นนิดหน่อยแล้วนำมาหมักผมทิ้งไว้ 10-15นาทีแล้วล้างออก ภาพจาก www2.pictures.zimbio.com 15. ถุงเท้าเก่า นำ มามวยผมบัน ได้เหมือนกันนะจ๊ะ น่ารักด้วย 16. ขวดสูญญากาศเปิดยาก ใช้ช้อนช่วยเปิดง่ายนิดเดียว ภาพจาก images.teamsugar.com 17. ใช้หนังยางช่วยเพ้นท์เล็บให้สนุกได้อีก 18. ที่เปิดกระป๋องน้ำอัดลม นำมาใช้แขวนรูปภาพแทนตะขอได้ ภาพจาก blog.makezine.com 19. วิควาโปรับ รักษาเชื้อราที่เล็บเท้าได้ 20. มายองเนส ทำให้รอยคราบบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ หายไปได้ แค่เอามาทาบริเวณที่เปื้อนแล้วเช็ดออก ภาพจาก charlesandhudson.com 21. ผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำในขวดสเปร์ยแล้วนำมาฉีดที่ผ้านิดหน่อย ช่วยให้คลายยับได้ 22. ทัพเพอร์แวร์ หรือ กล่องพลาสติกที่ใช้ในครัว นำมาใช้เป็นถังขยะในรถได้เช่นกัน ภาพจาก imgur.com 23. หยดวอดก้านิดหน่อย กับ น้ำตาล 1ช้อนโต๊ะ ลงในน้ำที่ใส่ดอกไม้ในแจกัน ทำให้ดอกไม้บานสวยนานขี้น ภาพจาก thedailygreen.com 24. ใช้ยาลดกรดในกระเพาะ (แบบเม็ดฟู่) 2เม็ด โยนใส่ชักโครก ทิ้งไว้ 20 นาที แค่นี้ก็สะอาดแล้ว ภาพจาก blogcdn.com 25. เจลทำความสะอาดมือ ใช้ทำความสะอาดรอยเปื้อนจากหมึกได้ ภาพจาก onegoodthingbyjillee.com 26. ไหมขัดฟัน ใช้ตัดชีส แอปเปิ้ล หรือ เค้กได้นะ รู้ป่ะ ภาพจาก hecooksshewines.com 27. ใช้หมวกคลุมอาบน้ำ มาห่อรองเท้าเวลาแพคกระเป๋าเดินทาง สะดวกดีนักแล ภาพจาก realsimple.com 28. ใช้เส้นสปาเก็ตตี้ดิบ มาจุดเทียน ในกรณีที่ใส้เทียนไขจุดยาก หรือมือเข้าไม่ถึง ภาพจาก realsimple.com 29. ใช้ถุงชาประคบ ผิวที่โดนแดดไหม้ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บแสบได้ ภาพจาก instructables.com 30. มัสตาร์ด ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด จากการโดนไฟลวกได้ ภาพจาก instructables.com 31. ชีสที่ขึ้นรา แค่ตัดส่วนที่ขึ้นราทิ้ง หรือ ถูบริเวณที่เป็นราออก ก็ยังเก็บไว้กินได้อีก ภาพจาก instructables.com 32. โดนยุงหรือแมลงกัด ใช้สก็อตเทป หรือ ยาทาเล็บ ทาบริเวณที่ถูกกัด ช่วยลดอาการคันได้ เพราะปิดอากาศไม่ให้โดนจุดที่โดนกัดจะยับยั้งอาการคันได้ชงัดเชียวล่ะ ภาพจาก thaimedicalnews.com 33. ใช้ไดร์เป่าผม เป่ากระจกหลังจากอาบน้ำอุ่นแล้วไอน้ำเกาะเป็นคราบที่กระจก กระจกจะใสปิ๊งโดยไม่ต้องเช็ด 34. หากไฟลุกขยะที่กำลังทำอาหาร โยนเบคกิ้งโซดาใส่ไปในเปลวไฟ จะช่วยให้มันดับลงและไม่ขยายวงกว้างออกไป 35. รองเท้าใช้เปิดขวดไวน์ได้นะ ดูวิธีได้จากคลิปเลย แล้วก็อย่าลืมแบ่งปันเรื่องดีๆ กับเพื่อนๆกันด้วยล่ะ แชร์เลยจ้า เรื่องโดย Women Mthai Team ที่มาจาก buzzfeed

12 ประโยชน์ ของ วิคส์ วาโปรับ ที่คุณควรรู้!!!
ประโยชน์ /  วิคส์ / 

    ปกติเราถ้าเรามีอาการคัดจมูกก็จะทา วิคส์ วาโปรับ จมูกก็จะโล่งทันใจ แต่วันนี้จะพาสาวๆ women mthai มารู้ประโยชน์อีกมากมายของวิคส์ ที่คุณต้องทึ่งเลยล่ะ 1.แก้คัดจมูก ใครๆต่างก็ใช้ วิคส์ วาโปรับ เมื่อเกิดอาการ คัดจมูก หายใจไม่ออก เพียงแค่ทาที่บริเวณหน้าอกและลำคอ ก็จะช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก คุณจะรู้สึกได้เลยว่าจมูกโล่ง หายใจได้สะดวกขึ้น 2.เท้าอุ่น ไม่เป็นหวัด ถ้ามีอาการไอในตอนกลางคืนจนทำให้นอนไม่หลับ ให้ทาวิคส์ที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้างให้ทั่ว แล้วสวมถุงเท้านอน  เมื่อคุณตื่นขึ้นมาในตอนเช้า อาการไอจะหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ 3.กล้ามเนื้ออักเสบ อาการกล้ามเนื้ออักเสบ เพราะทำงานหนักเกินไป แค่ทาวิคส์บริเวณที่ปวดจะช่วยระบบการไหลเวียนโลหิตได้ดีขึ้น 4.เชื้อราที่เล็บ เพียงทาวิคส์ที่เล็บมือเล็บเท้าที่คุณสงสัยว่าจะเป็นเชื้อรา ทาทิ้งไว้เพียงวันเดียว เจ้าเชื้อราก็หายเกลี้ยง!! 5.แมวจอมซน ทาสแมวทั้งหลายคงปวดหัวกับรอยขีดข่วนที่มีอยู่รอบบ้าน ถ้าอยากหยุดพฤติกรรมแมวจอมซน แค่ทาวิคส์ไว้บางๆ เจ้าเหมียวก็จะไม่มาบริเวณนั้นอีก เพราะมันไม่ชอบกลิ่น ชนิดที่ว่าไม่อยากเข้าใกล้เลยล่ะ แต่ถ้าแมวเหมียวชอบกัดข่วนแขนขาของคุณ ก็เอามาทาป้องกันได้เหมือนกันนะ 6.สัตว์เลี้ยงฉี่ไม่เป็นที่ ถ้าเจ้าหมาแมวฉี่เรี่ยราดเพื่อแสดงอาณาเขต ให้ทาวิคส์บริเวณนั้น กลิ่นจะรบกวนจนหมาแมวไม่กล้าฉี่แถวนั้นเลยล่ะ 7.ปวดหัว ถ้ามีอาการปวดหัวให้ทาวิคส์ที่บริเวณขมับและหน้าผาก จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวได้ เพราะกลิ่นเมนโทลาทั่มจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด 8.นอนหลับสนิทขึ้น รู้หรือไม่ว่า วิคส์สามารถใช้กับเครื่องทำความชื้นได้ แต่ต้องมีช่องใส่น้ำมันหอมระเหยด้วยนะ เมื่อใส่วิคส์เข้าไปเครื่องจะช่วยกระจายกลิ่นไปรอบห้องทำให้หายใจคล่องขึ้น นอนหลับสบายทั้งคืน 9.แผลติดเชื้อ ถ้าถูกบาดเป็นแผลเล็กๆ ให้ทาวิคส์ที่แผลเพียงทาเบาๆ จะช่วยป้องกันการติดเชื้อ และแผลยังหายเร็วขึ้นด้วย 10.แมลงสัตว์กัดต่อย ถ้าโดนแมลงกัด ให้ทาวิคทันที กลิ่นของวิคจะทำให้สัตว์หนีไปไม่มากัดเราอีก 11.แข่งม้า นักแข่งม้ามืออาชีพ จะใช้วิคส์ทาใต้จมูกของม้าแข่ง เพื่อให้ม้ามีสมาธิในการแข่งขันมากขึ้น เดี๋ยวได้กลิ่นม้าตัวเมียแล้วจะเสียสมาธินั่นเอง 12.ไล่ยุง ทาวิคส์ที่ผิวหรือเสื้อผ้าของคุณก็ได้ ยุงจะไม่กล้าเข้าใกล้คุณเลยล่ะ แต่ถ้าโดนยุงกัดไปแล้ว ให้ทาวิคส์บางๆเพื่อบรรเทาอาการคัน เรียบเรียงโดย women mthai team ที่มาจาก www.divinecaroline.com/self/wellness/12-surprising-uses-vicks-vaporub?ordersrc=yash101911vicksd