เชื้อรา

แพทย์เตือน! เชื้อราจาก ตะเกียบไม้ มีสารก่อมะเร็ง
ตะเกียบไม้ /  สารก่อมะเร็ง / 

มีหลายคนเข้าใจว่าสารก่อมะเร็ง จะปนเปื้อนอยู่ในของปิ้งย่างไหม้เกรียม หรือในถั่วลิสงบดที่มีเชื้อราเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง "สารอะฟลาทอกซิน" ที่เป็นตัวการของโรคร้าย อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อคุณใช้ตะเกียบที่ทำมาจากไม้ !! ตะเกียบที่ทำจากไม้ เช่น ไม้ไผ่ หากเราใช้ไปเป็นเวลานาน จะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราที่ผลิตอะฟลาทอกซินได้ บางครั้งสามารถมองเห็นเป็นจุดดำเล็กๆ อยู่โดยรอบ เคยมีผู้ทดลองนำตะเกียบไปวิเคราะห์หาเชื้อต่างๆ พบว่ามีเชื้อราอยู่หลายชนิด เช่น Penicillium, Aspergillus และ Alternaria ดังนั้น ควรล้างตะเกียบให้สะอาด ล้างน้ำเปล่าหลายๆครั้ง และตากให้แห้ง อย่าให้มีความชื้นสะสม นอกจากนี้ การแช่ตะเกียบในน้ำส้มสายชูก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถลดเชื้อได้ หรือหากว่าบางบ้านหรือบางร้านค้า มีความจำเป็นต้องใช้ ตะเกียบไม้ หมุนเวียน ก็ควรเปลี่ยนตะเกียบใหม่ทุกๆ 3-6 เดือน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ อ่านจบแล้วอย่าลืมแชร์ เพื่อเตือนให้คนรอบข้างได้ระวังกันด้วยนะคะ :) ที่มาจาก : ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน

ช่วยแม่ครัวมือใหม่เลือกซื้อชีส!! มารู้จักชีสแต่ละชนิดว่ามีอะไรบ้าง
ชีส

มือใหม่ที่เคยเลือกซื้อชีสตามซุปเปอร์มาเก็ตแล้วงงและสงสัยว่าชีสแต่ละชนิดสามารถนำไปใช้กับอะไรถึงจะเหมาะ บ้างคนที่ทำพิซซ่าแต่ไม่รู้ว่าต้องใช้ชีสประเภทไหน บนชั้นวางก็มีหลายประเภท ทั้งเป็นแบบแผ่น แบบก้อน ต่างสีและชื่อ วันนี้ Food.mthai มาแยกชีสแต่ละชนิดให้แม่บ้านมือใหม่เลือกซื้อชีสได้ถูกต้อง มอสซาเรลลา (Mozzarella cheese) ใช้อาหารเช่น พิซซ่า ลาซานญ่า ที่ผ่านความร้อนแล้วยืด เป็นเนื้อนุ่มๆ มอสซาเรลลาเป็นชีสประเภท Fresh cheese เป็นชีสชนิดที่กลิ่นไม่แรง เพราะไม่ได้ผ่านการบ่ม เชดดาชีส (Cheddar cheese) เป็นชีสกึงอ่อนกึ่งแข็ง มีรสเค็ม เชดดาชีสเป็นชีสที่ไม่ยืดเมื่อโดนความร้อน นิยมนำมาใช้ในเมนู แฮมเบอร์เกอร์ แซนวิช พาร์มีซานชีส (Parmesan cheese) เป็นชีสประเภทแข็ง กลิ่นแรงเพราะผ่านการบ่ม รสชาติเค็มมันเข้มข้น ชีสที่มีกลิ่นแรงจะมีราคาสูงกว่าชีสที่ไม่มีกลิ่นเพราะต้องใช้เวลาบ่มนาน ยิ่งบ่มนานก็ยิ่งมีกลิ่นที่แรง นิยมนำมาใช้กับ พาสต้า, พิซซ่า, เฟรนส์ โทส ชีสสวิส (Swiss cheese) เป็นชีสที่เห็นกันในการ์ตูนหลายๆ เรื่อง ลักษณะของชีสจะเป็นสีเหลืองอ่อนๆ มีรูเป็นโพรงอากาศ รูเป็นโพรงเกิดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ในการบ่มนั่นเอง บลูชีส (Blue cheese) ชีสที่มีเนื้อเป็นลวดลายสีฟ้าออกเขียวๆ ส่วนที่เป็นสีที่เกิดขึ้นมานั้นมันเป็นเชื้อรา จึงเป็นชีสที่มีกลิ่นรุนแรงที่สุด และมีรสชาติเค็ม นิยมทานคู่กับขนมปัง ไก่อบชีส หรือ ไวน์ เกาดาชีส (Gouda cheese) เนยแข็งสีเหลืองเข้มที่มีลักษณะเป็นก้อน แบน กลม มีผิวสีแดงด้านนอกที่เคลือบจากขี้ผึ้ง มีรสชาติเค็ม กลิ่นแรงเพราะเกิดจากการบ่มนาน นิยมกินเปล่าๆ พร้อมกับไวน์ หรือนำไปทำอาหารเช่นเป็นประเภทน้ำซอส อิดัมชีส (Edam cheese) ลักษณะเหมือนเกาดาชีส แต่มีไขมันน้อยกว่า มีเนื้อสัมผัสแข็ง เคลือบผิวด้านนอกเป็นสีแดงจากขี้ผึ้ง ขึ้นรูปเป็นก้อนกลมและแท่งสี่เหลี่ยม เพื่อให้ดูแตกต่างจากเกาดาชีส มีกลิ่นหอมคล้านถั่ว กินเล่นก็ได้ หรือนำไปปรุงอาหารก็ได้ค่ะ คอทเทจชีส (Cottage cheese) ลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ ฟูๆ เหมือนวิปปิ้งครีมที่บีบออกมาจากขวด มีรสชาติอมหวานมัน เพราะทำมาจากนมพร่องมันเนย นิยมทานกับผลไม้ สลัด เป็นชีสที่มีไขมันน้อยจึงนิยมมาทานในเมนูลดน้ำหนัก ข้อมูลจาก easycookingmenu.com

พบการติดเชื้อโรคระบาดในยุควิคตอเรียนศตวรรษที่ 19 อีกครั้ง!
วัณโรค /  อังกฤษ / 

พบโรคลักปิดลักเปิด วัณโรค และไข้หัด ที่เคยระบาดหนักในยุควิคตอเรียน ศตวรรษที่ 19 อีกครั้งในอังกฤษ โรคลักปิดลัก วัณโรค และไข้หัด อาจทำให้เรานึกถึงนิทานเรื่องชาร์ลส์ ดิกเคนส์ แต่โรคระบาดที่เคยระบาดในยุควิคตอเรียนนี้ได้กลับมาพบการติดเชื้ออีกครั้งที่อังกฤษ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก โจซี่ การ์เรตต์ วัย 24 ปี กำลังจะหายจากวัณโรคหลังเข้ารับการรักษาอย่างเข้มข้น การ์เรตต์คือนักศึกษาปริญญาโท แต่เมื่อปีที่แล้ว เธอต้องแยกตัวออกมารักษาตัวที่โรงพยาบาล การ์เรตต์ ผู้ป่วยวัณโรคบอกว่า เธอติดเชื้อวัณโรคมาจากแฟนหนุ่มของเธอ ซึ่งเขาติดเชื้อมาจากเพื่อนของเขาที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน เพื่อนของแฟนเธอติดเชื้อมาจากพ่อของเขา ซึ่งเป็นผู้ป่วยวัณโรครายแรกในช่วงทศวรรษที่ 1990 หลังจากที่เขาเดินทางไปอินเดีย และนี่ทำให้ต้องมีการคิดค้นยาที่จะนำมาใช้รักษาโรค การ์เรตต์บอกว่า จนถึงตอนนี้เธอก็ไม่สามารถที่จะออกไปทำงานหรือพบปะผู้คนได้ เธอไม่สามารถใช้ชีวิตในแบบปกติได้ วัณโรคคือหนึ่งในโรคระบาดที่มักพบในกลุ่มคนยากจน ซึ่งโรคนี้เป็นโรคร้ายแรง ด้านเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเตือนให้ค้นหาเชื้อนี้ในทุกพื้นที่ในกรุงลอนดอน เนื่องจากมันอาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดได้ในอนาคต ดร. ออนการ์ ซาร์โฮทา จากสภากรุงลอนดอน บอกว่า แบคทีเรียในวัณโรคสามารถแพร่เชื้อได้และสามารถมีชีวิตอยู่ในร่างกายเราในระยะเวลานาน และอาจกลับมาออกฤทธิ์และแสดงอาการอีกครั้งได้ ซึ่งมันจะส่งผลต่อระดับภูมิคุ้มกันของร่างกาย แมกซ์ ฟอสเตอร์ จากลอนดอน บอกว่า วัณโรคเป็นหนึ่งในโรคระบาดรุนแรงที่คร่าชีวิตคนได้ในยุคปัจจุบัน โดยทำให้ผู้ติดเชื้อเสียชีวิตได้ 1 ใน 4 คน ผู้ป่วยที่เสียชีวิตหลายพันคนถูกนำมาฝังที่สุสานแห่งนี้ แม้ว่าสถานการณ์โดยรอบตอนนี้จะยังไม่ย่ำแย่ แต่ขณะนี้ในบางพื้นที่ของกรุงลอนดอนก็มีอัตราการติดเชื้อวัณโรคสูงกว่าในรวันดา หรืออิรัก ผลการศึกษาล่าสุดของศูนย์บริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษพบว่า มีโรคระบาดที่เคยระบาดในช่วงศตวรรษที่ 19 กำลังกลับมาระบาดอีกครั้งในลอนดอน ดร. นูเรีย มาร์ติเนซ-อเลียร์ จากโรงพยาบาลกายส์และเซนต์โธมัสในกรุงลอนดอน บอกว่า ขณะนี้ปรากฎการระบาดของโรคไข้หัด โดยเมื่อปีที่แล้วมีผู้ติดเชื้อราว 1 หมื่น 4 พันราย ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 เช่นเดียวกันกับจำนวนผู้ติดเชื้อวัณโรค โรคไอกรน และโรคหัด ที่จำนวนผู้ติดเชื้อในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก 10 ปีก่อน จากสถิติช่วง 5 ปีหลังของอังกฤษ ระบุว่า ผู้ป่วยโรคไข้หัดเพิ่มจำนวนขึ้นร้อยละ 136 โรคลักปิดลักเปิดเพิ่มขึ้นร้อยละ 38 และโรคอหิวาตกโรคเพิ่มขึ้นร้อยละ 300 แต่ผู้ป่วยลักปิดลักเปิดและอหิวาตกโรคยังคงมีจำนวนน้อย อะไรคือสาเหตุที่ทำให้โรคเหล่านี้กลับมาระบาด ดร. นูเรีย มาร์ติเนซ บอกว่า การลดปริมาณการให้วัคซีน เช่น สำหรับโรคหัด การลดลงของระดับภูมิคุ้มกันซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไอกรน การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรยากจน เช่นเดียวกับการทะลักเข้ามาของผู้อพยพและผู้ที่เป็นโรคขาดสารอาหาร 200 ปีผ่านไป แต่ก็ยังคงพบปัญหาการขาดสารอาหาร ความยากจน และการไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุข ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้โรคระบาดในยุควิคตอเรียนกลับมาอีกครั้ง MThai News

แตกตื่น พบเห็ดประหลาดคล้าย 'เห็ดเอเลี่ยน' ในอังกฤษ
อังกฤษ /  เห็ด / 

พบเห็ดประหลาด ลักษณะคล้ายไข่เอเลี่ยน ในอุทยานแห่งชาติ New Forest ในเมืองแฮมไชร์ ในอังกฤษ เว็บไซต์ข่าวสารออนไลน์ต่างประเทศ รายงานเรื่องราวพบเห็ดหน้าตาประหลาด ภายในอุทยานแห่งชาติ New Forest ในเมืองแฮมไชร์ ทางตอนใต้ของอังกฤษ ซึ่งมีลักษณะเหมือน "เฟซฮักเกอร์" (facehuggers) หรือตัวที่ออกมาจากไข่เอเลียน ในภาพยนตร์สยองขวัญแนวไซไฟเรื่อง "Alien" แท้จริงแล้ว เห็ดชนิดนี้ รู้จักในชื่อของ เห็ดเขาเหม็นปลาหมึกยักษ์ (Octopus Stinkhorn) หรือ เห็ดมือปีศาจ ซึ่งอยู่ในตระกูลเห็ดเชื้อรา และในขณะที่เห็ดชนิดอื่นงอกจากพื้นดิน มันกลับงอกออกมาจากโครงสร้างรูปไข่ มีต้นกำเนิดในนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ที่ปกติจะมีความสูงระหว่าง 4-6 เซ็นติเมตร และกว้าง 2.4 เซนติเมตร ดอกเห็ดที่ค่อยๆ งอกออกมา จะมีลักษณะเหมือนนิ้วมือ 4 แฉก และความยาว 10 เซนติเมตร เมื่อเจริญเติบโต เมื่อโตเต็มที่ ดอกเห็ดจะมีสีชมพูแดงส่งกลิ่นเหม็นเน่าเพื่อดึงดูดแมลงมาช่วยกระจายสปอร์ นอกจากนี้ เห็ดมือปีศาจสามารถนำมารับประทานได้ในช่วงที่อยู่ในระยะที่เห็ดยังอยู่ในรูปไข่ ซึ่งจะมีรสชาติและกลิ่นเหมือนผักกาดขาว แต่ถ้าเป็นระยะอื่นไม่สามารถรับประทานได้ เชื่อกันว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพฝรั่งเศส ใช้เป็นเสบียงของทหาร ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News ที่มา  metro

อุทาหรณ์! สาวทาโลชั่นแก้เข่าดำ แต่ได้บทเรียนราคาแพง
ข้อศอกดำ /  ยาทาแก้เข่าดำ / 

อุทาหรณ์! สาวทาโลชั่นแก้เข่าดำ แต่ได้บทเรียนราคาแพง แพ้จนผิวเป็นรอยไหม้ดำอย่างรุนแรง  วันนี้(22 ก.ย.) กลายเป็นกระทู้ฮอตเตือนภัยสำหรับสาวๆ ที่รักสวยรักงามได้เป็นอย่างดี สำหรับกระทู้บทเรียนราคาแพงที่เจ้าของกระทู้นั้นโดนมากับตัว หวังเป็นอุทาหรณ์สำหรับสาวๆ ที่ชอบอ่านรีวิวครีมในอินเทอร์เน็ตแล้วไม่ได้ดูให้แน่ชัดว่าตัวยานั้นควรใช้กับผิวหนังส่วนไหน อาจทำให้เกิดอาการแพ้ยาได้ โดยสมาชิกเว็บไซต์พันทิปหมายเลข 2656799 ได้บอกเล่าบทเรียนราคาแพงที่เจอมากับตัวเอง เรื่องมีอยู่ว่า "เจ้าของกระทู้ได้เอายารักษาผิวหนังและเชื้อราชนิดหนึ่งมาทาหัวเข่าทั้ง 2 ข้างของตัวเอง หลังจากอ่านกระทู้รีวิวจากชาวเน็ตว่าใช้แล้วจะทำให้ข้อศอก ตาตุ่ม หัวเข่าที่ด้านดำหาย แต่กลับเจอปัญหาใช้แล้วผิวหนังไหม้อย่างรุนแรง ต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล และเสียค่ารักษาหลายหมื่นบาท ทุกวันนี้รักษามาแล้วกว่า 7 เดือน หัวเข่าก็ยังคงเป็นรอยไหม้ดำอย่างรุนแรง จึงได้ออกมาเตือนสาว ๆ หลายคนว่าอยากให้ลองตัดสินใจดี ๆ ก่อนจะทำอะไร ไม่งั้นอาจต้องเสียใจภายหลัง" อย่างไรก็ตาม ฝากสำหรับสาว ๆ ที่รักสวยรักงาม ยารักษาโรคบางชนิดได้มีการระบุสรรพคุณ คำเตือน ให้เห็นกันอย่างชัดเจน ควรอ่านให้ถี่ถ้วน หรือควรดูข้อมูลต่างๆ ให้มาก ก่อนเชื่อรีวิวในอินเทอร์เน็ต ขอบคุณภาพ สมาชิกพันทิปหมายเลข 2656799 ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

ระวัง!!! 5 โรคที่มากับ หน้าฝน
ฤดูฝน /  โรคติดต่อ / 

ในฤดูฝน อากาศเริ่มเย็นลงและมีความชื้นสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนี้ เป็นสาเหตุทำให้โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โรคที่สำคัญที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในฤดูนี้ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โรคไข้หวัดนก โรคปอดอักเสบ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง นอกจากนี้ในต่างจังหวัดบางพื้นที่ อาจมีการระบาดของโรคฉี่หนู หรือโรคแลปโตสไปโรซิส หรือโรคที่มียุงเป็นพาหะนำโรค เช่น ไข้มาลาเรีย โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเจอี เป็นต้น กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้ออกประกาศเตือนประชาชนในการป้องกัน โรคที่มากับหน้าฝน โดยมี 5 กลุ่ม รวม 15 โรค ได้แก่ กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ โรคเหล่านี้เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ที่ลำไส้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดบิดในท้อง และหากติดเชื้อบิดอาจมีมูกหรือเลือดปนอุจจาระได้ นอกจากนี้เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ และบี ยังสามารถติดต่อได้จากการรับประทานอาหารปนเปื้อนเชื้อ ผู้ที่มีอาการตับอักเสบจะมีไข้ อ่อนเพลีย มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองหรือดีซ่าน คลื่นไส้อาเจียน ดังนั้นในหน้าฝนนี้จึงควรระมัดระวังอาหารการกินเป็นพิเศษ โดยรับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ สะอาด ใช้ช้อนกลาง กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนังที่พบบ่อย คือ โรคแลปโตสไปโรซิสหรือไข้ฉี่หนู อาการเด่น คือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง และตาแดง ประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยโรคนี้อาจมีอาการรุนแรง เช่น ดีซ่าน ไตวาย หรือช็อคได้ โรคนี้มักเป็นเกิดในที่ที่มีน้ำท่วม ผู้ที่บ้านมีหนูมาก เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน คนงานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โค สุกร ปลา ผู้ที่ทำงานขุดท่อระบายน้ำ เหมืองแร่ โรงฆ่าสัตว์ เป็นต้น กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อย ได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม โดยเฉพาะในปัจจุบันมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ H1N1 ซึ่งเป็นโรคระบาดใหม่ ที่ขณะนี้พบการระบาดทั่วประเทศ และโรคไข้หวัดนกที่มีแหล่งแพร่ระบาดมาจากสัตว์ปี เชื้ออาจมีการผสมข้ามสายพันธุ์กับเชื้อไข้หวัดใหญ่ในคนที่อยู่ในช่วงระบาดในฤดูฝนได้ กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุง ที่สำคัญ 3 โรค ได้แก่ ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกว่าร้อยละ80 เป็นยุงลายที่อยู่ในบ้านซึ่งจะวางไข่ในน้ำที่ขังอยู่ตามที่ต่าง ๆ ผู้ป่วยระยะแรกจะมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่วไป ได้แก่ อาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการปวดกระดูกมาก ไข้จะสูงอยู่ประมาณ 2-7 วัน หลังจากนั้นไข้จะลง พร้อมกับอาจจะมีอาการเลือดออกผิดปกติ มือเท้าเย็น หรือช็อคได้ ไข้สมองอักเสบเจอี(Japanese Encephalitis)มียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรค มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนา ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน หลังจากนั้นจะมีอาการซึมลงหรือชักได้ ผู้ป่วยอาจเสียชีวิต หรือพิการหากไม่ได้รับการรักษา โรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่าเป็นพาหะนำโรค โดยผู้ป่วยจะมีไข้สูงหนาวสั่น ซีดลง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก ถ้าเป็นชนิดรุนแรงอาจมีอาการไตวาย ตับอักเสบ ปอดผิดปกติ และอาจมีความผิดปกติทางสมองที่เรียกว่า มาลาเรียขึ้นสมองได้ โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรก กระเด็นเข้าตา  นอกจากนี้ ในช่วงฤดูฝนต้องระวังอีก 2 เรื่อง คือ ปัญหาน้ำกัดเท้าที่เกิดจากเชื้อรา สาเหตุเกิดจากการแช่น้ำสกปรกนาน ๆ ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง ถ้าเกาจะเป็นแผลมีน้ำเหลืองออก และอันตรายจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่องที่หนีน้ำมาอาศัยในบริเวณบ้าน สิ่งที่ต้องระวัง คือ การรับประทานยาลดไข้ เช่น ห้ามกินยาในกลุ่มแอสไพรินอย่างเด็ดขาด เพราะมีอันตรายกับบางโรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคฉี่หนู ซึ่งโรคดังกล่าวจะทำให้มีเลือดออกตามอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายอยู่แล้ว หากได้รับยาแอสไพริน ซึ่งมีสารป้องกันเลือดแข็งตัวเข้าไปอีก จะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น ทำให้เสียชีวิตได้ง่ายขึ้น และอาจเกิดเป็นกลุ่มอาการไรซินโดรม ซึ่งมีผลต่อทุกอวัยวะในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองและตับ อาการที่พบ ได้แก่ ผู้ป่วยอาเจียนอย่างมาก และมีอาการทางสมอง เช่น สับสน มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ซึมและหมดสติ จนเสียชีวิตได้ ในการป้องกัน โรคที่มากับหน้าฝน ทำได้โดยออกกำลังกายสม่ำเสมอ สวมเสื้อผ้ารักษาร่างกายให้อบอุ่น เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค โดยเฉพาะเด็กกับผู้สูงอายุควรดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง หนาวเย็น จะทำให้ร่างกายที่มีระดับภูมิต้านทานโรคต่ำกว่าคนวัยอื่น ๆ อยู่แล้ว ต่ำลงไปอีก จึงมีโอกาสติดเชื้อโรคทางเดินหายใจได้ง่าย ควรดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้ม รับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่ ๆ ไม่มีแมลงวันตอม และล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง. ขอบคุณที่มาจาก : ผศ.นพ.เมธี ชยะกุลคีรี ภาควิชาอายุรศาสตร์ สาขาโรคติดเชื้อฯ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

6 โรคผิวหนัง ที่พบบ่อยในฤดูร้อน
ผิวหนัง /  ฤดูร้อน / 

อธิบดีกรมการแพทย์ชี้ โรคผิวหนัง ที่มากับอากาศร้อน แนะเลี่ยงการอยู่บริเวณที่มีแสงแดดเป็นเวลานาน ควรกางร่มและใส่แว่นกันแดด ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด ถ้าอยู่ในที่ร่มไม่ควรใส่เสื้อผ้าหนาและรัดเกินไป นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนอุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาโรคต่างๆ หนึ่งในโรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม คือ โรคผิวหนัง จากข้อมูลของสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ พบว่า ในช่วงฤดูร้อน โรคผิวหนัง ที่พบบ่อย ได้แก่ 1. ผด เนื่องจากอากาศร้อนจะทำให้เหงื่อออกมาก เป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบของรูขุมขน เกิดผดเม็ดเล็กๆ แดงๆ หรือเป็นเม็ดใสๆ พบมากในเด็กเล็กโดยที่ผดมักขึ้นรอบๆ คอ  หน้าผาก ส่วนผู้ใหญ่มักเป็นที่คอ เนื่องจากใส่เสื้อคอปิด ใส่สร้อย จะทำให้อับเหงื่อจนเกิดอาการคัน 2. ผิวไหม้แดด  โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน มักนิยมไปเที่ยวสงกรานต์ ไปชายทะเล         จะตากแดดกันมาก ทำให้ผิวไหม้แดดและลอก ผิวจะดำคล้ำขึ้น 3. กลาก มักพบในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ มีอาการคัน หากมีเชื้อราเข้ามาร่วมด้วย ผื่นจะขยายเป็นวง มีขอบเขตชัดเจน มีขุย และมีอาการคันมาก 4. เกลื้อน พบมากในผู้ที่ใส่เครื่องแบบ ใส่เสื้อผ้ารัดมากๆ หรือต้องใส่เสื้อสองชั้นจะเกิดเกลื้อนซึ่งมีลักษณะเป็นวงขาวๆ วงแดงๆ หรือวงดำๆ  ซึ่งมักเกิดกับผู้เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมากแล้วไม่ได้อาบน้ำทันที ปล่อยให้ความชื้นหมักหมมมีเหงื่อขังจะเกิดเชื้อราขึ้น มักเกิดบริเวณหลัง หน้าอก ท้อง และในบริเวณร่มผ้า 5. ภูมิแพ้ผิวหนัง ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ในหน้าร้อนถ้าเหงื่อออกมากจะมีผื่นคันบริเวณคอ ข้อพับ แขน ขา ควรหลีกเลี่ยงอากาศที่ร้อน อับหรือมีฝุ่นละอองมาก เนื่องจากจะทำให้คันมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องประดับที่ทำจากสารนิกเกิลเพราะจะทำให้ผิวหนังอักเสบเกิดผื่นแพ้ได้ 6. กลิ่นตัว อากาศร้อนทำให้เหงื่อออกมาก เมื่อเหงื่อออกมากกลิ่นตัวยิ่งแรง สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่เป็น โรคผิวหนัง ในฤดูร้อน คือ เด็กเล็ก ผู้ที่ต้องทำงานตากแดดเป็นเวลานาน ผู้ที่ใส่เสื้อผ้าซ้ำๆหรือเสื้อผ้าอับชื้น นักกีฬากลางแจ้ง ผู้ที่นิยมกิจกรรมนอกสถานที่  เช่น เที่ยวทะเล อาบแดด  ตีกอล์ฟฯลฯ และผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนัง ดังนั้น ควรดูแลรักษาตนเองจากโรคผิวหนังในหน้าร้อน ด้วยการหลีกเลี่ยงการอยู่บริเวณที่มีแสงแดดเป็นเวลานานหากจำเป็นควรใส่เสื้อแขนยาว  กางร่มและใส่แว่นกันแดด ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด  ถ้าอยู่ในที่ร่มไม่ควรใส่เสื้อผ้าหนาและรัดเกินไปเพราะจะทำให้เกิดการอับชื้นเหงื่อ เกิดผดผื่นคันได้  ในหน้าร้อนควรสระผมบ่อยๆ เนื่องจากศีรษะที่อับชื้นเป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อราที่ศีรษะได้ หากต้องใส่รองเท้าที่ปกปิดมิดชิด ควรถอดออกบ้างเมื่อนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน หากเท้ามีเหงื่อออกมากให้หายาระงับไม่ให้เหงื่อออกมากเกินไป หรือโรยแป้งไว้ระหว่างนิ้วเท้าเพื่อขับเหงื่อ  ควรเปลี่ยนรองเท้าบ่อยๆ และนำไปผึ่งตากแดดเพื่อดับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรค สำหรับผู้ที่แพ้โลหะไม่ควรใส่เครื่องประดับที่ทำจากนิกเกิล เพราะเมื่อเหงื่อออกจะทำให้นิกเกิลละลายออกมา  ทำปฏิกิริยากับผิวหนัง  ทำให้ผิวหนังอักเสบหรือเกิดผื่นแพ้ หากมีเหงื่อออกมากควรอาบน้ำหรือใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด ฉะนั้น หากปฏิบัติตามคำแนะนำจะสามารถห่างไกลโรคผิวหนังที่มากับฤดูร้อนได้ ขอบคุณที่มาจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

ปกป้อง สุขภาพผิว รับมือ หน้าฝน
ผิวหนัง /  ฤดูฝน / 

ความชุ่มฉ่ำที่มาพร้อมกับสายฝนคงคลายร้อน และสร้างความสดชื่นให้กับใครหลายคนได้ไม่น้อย แต่สิ่งที่มาคู่กับ หน้าฝน ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เชื้อราที่แฝงตัวมากับความอับชื้นจากสายฝนนั่นเอง พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (หมอผิง) ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และเวชศาสตร์วัยยุวัฒน์ เครือข่ายคนไทยไร้พุง ให้ความรู้ว่า โรคที่พบบ่อยในฤดูฝนนอกจากไข้หวัดแล้วยังมีโรคน้ำกัดเท้า ที่เกิดจากผิวหนังบริเวณเท้าติดเชื้อรา ซึ่งเชื้อราจะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น หากตามซอกเล็บมีช่องเปิดที่สามารถทำให้เชื้อราเข้าไปได้ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราที่เล็บได้ รวมถึงบาดแผลที่อาจเกิดขึ้นจากการเหยียบเศษกระเบื้อง หรือเศษไม้ต่างๆ ในที่มีน้ำท่วมขัง หากไม่ได้รับการดูแลที่ดีก็อาจติดเชื้อแบคทีเรียได้เช่นเดียวกัน “หลังจากที่เราต้องเปียกฝน หรือย่ำน้ำสกปรกในพื้นที่ท่วมขัง ควรล้างเท้าด้วยสบู่ เน้นฟอกบริเวณซอกนิ้ว หรือซอกเล็บเป็นพิเศษและเช็ดเท้าให้แห้ง ส่วนรองเท้าหากเป็นรองเท้าผ้าใบควรนำไปตากให้แห้งก่อนนำมาสวมใส่ซ้ำอีกครั้ง และหากเกิดบาดแผลบริเวณเท้าควรหมั่นดูแล ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมออีกทั้งเสื้อผ้าที่อับชื้นก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพึงระวัง เพราะการสวมเสื้อผ้าที่อับชื้นจะทำให้เกิดเชื้อราบริเวณอื่นร่วมด้วย เช่น บริเวณขาหนีบ และรักแร้ได้” พญ.ธิดากานต์ แนะนำเมื่อต้องเผชิญหน้ากับฤดูฝนปกป้องสุขภาพผิว รับมือหน้าฝน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ยังบอกอีกว่า การดูแลศีรษะและใบหน้าก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะน้ำฝนมีโอกาสที่จะชะล้างมลพิษและสิ่งปนเปื้อนต่างๆ สู่ร่างกายเราได้ โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมือง หากจำเป็นต้องเปียกฝนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรสระผมและล้างหน้าให้สะอาด เพราะไม่เช่นนั้นมลพิษต่างๆ จะทำให้เกิดการระคายผิว และทำร้ายผิวเราได้ รวมถึงการทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวพรรณจากแสงยูวีช่วงหน้าฝนก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยดูแลผิวให้สุขภาพดีได้ พญ.ธิดากานต์ บอกเพิ่มเติมว่า นอกจากช่วงที่มีอากาศแปรปรวน โรคผิวหนังบางโรคที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อ อย่างเช่น โรคเซ็บเดิร์ม หรือโรคผิวหนังอักเสบ (Seborrheic dermatitis) จะแสดงอาการกำเริบ โดยจะเกิดขึ้นบริเวณหัวคิ้ว ข้างจมูก และหนังศีรษะ มีลักษณะลอกเป็นแผ่น เป็นขุย และมีอาการคัน ซึ่งผู้ที่เป็นโรคดังกล่าวควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนน้อยหรือมีความเครียดสูง ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรคกำเริบมากขึ้นด้วย ส่วนผู้ที่เป็นโรคเบาหวานยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะนับว่าเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง และมีภูมิคุ้มกันต่อสู้กับเชื้อราต่ำ เนื่องจากความเปียกชื้นของน้ำฝนจะทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย เพราะหากเกิดบาดแผลจะมีโอกาสติดเชื้อและรุกลามมากกว่าคนปกติ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหน้าฝน และสภาพภูมิอากาศที่เปียกชื้นเช่นนี้ ควรดูแลร่างกายให้อบอุ่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และกินอาหารให้ครบห้าหมู่ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมีภูมิต้านทานที่ดีนะคะ ขอบคุณที่มาข่าวจาก thaihealth

แจกวิธี ปลูกผักงอก กินเอง ปลอดภัยได้สุขภาพ และห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
กินผัก /  ปลูกผักงอก / 

หากคุณกำลังมองหาพื้นที่ปลูกผักไว้กินเอง และปลอดภัยจากสารพิษ ผักงอก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนเมืองที่รักสุขภาพ ในปัจจุบันคนเมืองส่วนใหญ่หันมาปลูกผักกินเองมากขึ้น และร่วมสนับสนุนนโยบายกินผัก ผลไม้ อย่างน้อยวันละ 400 กรัม เพื่อห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตามที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้แนะนำ ด้วยเหตุนี้ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมดีๆ “มาปลูกผักกัน ตอน Micro Green สารพัดผักงอก” ซึ่งจัดโดย ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. เพื่อให้ทุกคนปลูกผักได้ด้วยตัวเอง และมีสุขภาพที่ดีด้วย ซึ่งใช้พื้นที่และเวลาพียงเล็กน้อยเท่านั้น ด้าน ป้าตุ๋ย หรือ นางสาวพรพรรณ แววสิงห์งาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผัก เล่าว่า ผักในปัจจุบันตามท้องตลอดมีอยู่มากมาย แต่ก็มีหลายครัวเรือนหันมาเลือกการปลูกผักด้วยตนเองมากขึ้น เพราะผักในท้องตลาดมีสารเคมีปนเปื้อนอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้ายิ่งรับประทานเข้าไปจะโดนทำลายสุขภาพได้โดยตรง การปลูกผักกินเองทำได้ง่ายๆ เพียงแค่นำเมล็ดของผักมาเพาะ ซึ่งจะมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ดังนี้ 1.ผักงอก คือ พืชตระกูลถั่วต่างๆ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ และถั่วแดง ซึ่งถือว่าเป็นชนิดแรกที่เราเริ่มรู้จักการเพาะปลูก เมื่อเพาะเมล็ดแล้วก็จะกลายมาเป็นถั่วงอกที่ทุกคนชอบรับประทานกัน สำหรับถั่วเหลืองและถั่วลันเตาเป็นเมล็ดที่เกิดเป็นเชื้อราง่าย จึงไม่เหมาะที่จะนำมาเพาะ 2.ต้นอ่อน เช่น ทานตะวัน โต้วเหมี่ยว ไควาเระ เป็นเมล็ดที่นำมาเพาะให้เกิดเป็นต้นอ่อน ก็สามารถเก็บมากินได้แล้ว โดยไม่ต้องรอนาน แต่บางชนิดอย่างหัวใช้เถ้าไม่สามารถนำมาเพาะเป็นต้นอ่อนได้ เพราะมีพิษจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ 3. ไมโครกรีน (Micro green) คือ ผักที่มีเมล็ดที่เล็กที่สุด เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า ผักโขม ซึ่งจะเห็นมากตามท้องตลาดทั่วไป ผักชนิดนี้เพียงแตกใบจริงออกมาเพียง 2 -3 ใบ ก็ตัดนำมากินได้แล้ว และมีคุณค่าทางอาหารสูง มาดูวิธีปลูกผักงอกด้วยวิธีง่ายๆ กันค่ะ ถั่วงอก วัตถุดิบที่ต้องเตรียม ดังนี้ 1.เมล็ดถั่ว 2.ภาชนะที่จะใช้เพาะ 3.น้ำเปล่า 4.ผ้าขาว ขั้นตอนการทำ 1.ล้างถั่วให้สะอาด 2-3 ครั้ง (พร้อมกับคัดเมล็ดเสียที่ลอยขึ้นมาทิ้งไป) 2.นำถั่วมาแช่น้ำค้างคืน อย่างน้อย 6-8 ชม. 3.ตักขึ้นมาใส่ภาชนะ และล้างอีกครั้ง 4.ปิดด้วยผ้าขาวบาง 5.รดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง เพียงแค่ 2 วันก็จะได้ต้นถั่วงอกต้นขาวๆ นำไปกินกันได้แล้ว ต้นอ่อน วัตถุดิบที่ต้องเตรียม มีดังนี้ 1.ขี้เถ้าแกลบที่แห้งสนิท 2.เปลือกมะพร้าวสับ 3.เมล็ดผัก 4.ภาชนะที่จะใช้เพาะ 5.น้ำควันไม้ ขั้นตอนการทำ 1.นำเปลือกมะพร้าวสับมาร่อนด้วยตะแกรง แยกใยมะพร้าวออก (ไม่ต้องทิ้งนำมาคลุมดินต่อได้) เพราะถ้าไม่แยกออกจะทำให้การงอกของต้นไม่สม่ำเสมอ 2.นำวัตถุดิบใส่ลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ในอัตรา 2 ส่วน และใส่ขี้เถ้าแกลบตามลงไป 1 ส่วน หากไม่มีขี้เถ้าแกลบใช้ดินปลูกต้นไม้ทั่วไปแทนได้ ใส่ส่วนผสมทั้ง 2 อย่างครบแล้ว 3.รดน้ำด้วยน้ำควันไม้ ให้ชุ่มประมาณ 1 เซนติเมตร น้ำควันไม้จะช่วยลดแมลงหวี่ มด และ ป้องกันเชื้อราได้ระดับหนึ่ง หลังจากนั้นเจาะรูด้านล่างภาชนะเพื่อให้น้ำไหลออก 4.เรียงเมล็ดลงไปในดินที่เตรียมไว้ให้เต็ม โดยไม่ให้เมล็ดซ้อนกัน ถ้าซ้อนกันเสี่ยงที่จะเกิดเชื้อราได้ง่าย และนำส่วนผสมของดินมากลบบางๆ บนเมล็ดอีกครั้งหนึ่ง และรดน้ำอีกครั้ง ตั้งไว้ 2 วันต้นก็จะค่อยๆ งอกขึ้นมา สามารถตัดและกินได้เลย ผัก Micro green วัตถุดิบที่ต้องเตรียม มีดังนี้ 1.ดิน 2.มูลสัตว์ 3.ใบไม้แห้ง 4.เมล็ดผัก 5.ภาชนะที่จะใช้เพาะ 6.น้ำเปล่า ขั้นตอนการทำ 1.เตรียมดิน นำดิน มูลสัตว์ และใบไม้แห้ง (ถ้าไม่มีใบไม้แห้งใช้กากกาแฟแทน) มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน และใช้น้ำ ‘ปลูกผักงอกกินเอง’ ด้วยวิธีง่ายๆ ได้สุขภาพ thaihealthรดลงไปโดยไม่ต้องชุ่มมาก 2.นำวัตถุดิบมาผสมที่เข้ากันดีแล้วมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ 3.ใส่ถุงเอาเชือกปิดถุงไว้ วางไว้ในที่ร่ม 2-3 วัน แล้วนำมาใช้ได้ การเพาะเมล็ด นำดินที่เตรียมไว้แล้วใส่ภาชนะ และโรยเมล็ดลงไปไม่ให้ซ้อนกัน กลบดินบนเมล็ดเล็กน้อย และรดน้ำให้ชุ่ม รอเพียง 10 วันก็ได้จะต้นที่โตนำมาประกอบอาหารได้แล้ว เพียงแค่หาส่วนผสม ใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อย และปลูกด้วยขั้นตอนที่ง่ายๆ เพียงเท่านี้เราก็จะได้ผักที่ปลอดสารเคมี ประหยัดมากขึ้น และยังได้สารอาหารที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย ถ้าอยากได้สุขภาพที่ดีลองปลูกผักทานเองดีกว่าค่ะ เรื่องโดย : ปิยวรรณ นาทุ่งนุ้ย Team Content www.thaihealth.or.th

ผ้าขนหนู ก็ต้องเลือกนะคุณ!  พร้อมแชร์เทคนิคการดูแลรักษาให้น่าใช้งาน
ซักผ้าขนหนู /  ผ้าขนหนู / 

“ผ้าขนหนู” อาจเป็นไอเท็มที่ใครหลายคนมองข้าม และคิดว่าไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันในการเลือกซื้อ และดูแลรักษาความสะอาดมากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ผ้าขนหนู” ถือเป็นไอเท็มชิ้นสำคัญที่ทุกคนควรให้ความใส่ใจ เพราะเป็นสิ่งที่สัมผัสกับผิวหน้า และผิวกายของเราตลอดเวลา การเลือกใช้ผ้าขนหนูที่ไม่มีคุณภาพ หรือมีการดูแลรักษาที่ผิดวิธี อาจนำไปสู่สาเหตุของโรคผิวหนังได้อย่างไม่รู้ตัว คอตตอน ยูเอสเอ (COTTON USA) จึงร่วมกับ แคนนอน (Cannon) แบรนด์ผ้าขนหนู และชุดเครื่องนอนชั้นนำที่ผู้บริโภคไว้วางใจ มาแนะเคล็ดลับดีๆ ในการเลือกซื้อ รวมถึงวิธีง่ายๆ สำหรับดูแลรักษาผ้าขนหนูให้ดูใหม่ และน่าใช้งานอยู่เสมอ คุณไกรภพ แพ่งสภา ตัวแทนคอตตอน ยูเอสเอ ภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “ ผ้าขนหนู ถือเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่จำเป็นสำหรับสมาชิกทุกคนภายในบ้าน เพราะเป็นสิ่งที่สัมผัสกับผิวหน้า และผิวกายของเราโดยตรงในทุกๆ วัน ดังนั้น เพื่อสุขอนามัยที่ดีเราจึงควรเลือกใช้ผ้าขนหนูที่มีคุณภาพ ผลิตจากเส้นใยฝ้ายธรรมชาติแท้ 100% จากสหรัฐอเมริกา เพราะจะช่วยมอบสัมผัสอันอ่อนนุ่ม ไม่ระคายเคืองต่อผิวผู้ใช้ อีกทั้งยังสามารถดูดซับน้ำได้ดี ไม่เกิดกลิ่นอับชื้นหลังการใช้งาน และง่ายต่อการดูแลรักษาอีกด้วย ในโอกาสนี้ คอตตอน ยูเอสเอ จึงเชิญคุณจินดา ตั้งมั่นอนันตกุล ผู้บริหารบริษัท ดับเบิ้ลสตาร์อินดัสตรี้ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผ้าขนหนู และชุดเครื่องนอนแบรนด์แคนนอน จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ผู้บริโภคไว้วางใจ มาแนะนำวิธีการเลือกซื้อ รวมถึงเคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งานให้ผ้าขนหนูดูใหม่อยู่เสมอ” เลือกผ้าขนหนูเพื่อการใช้งานให้ถูกประเภท หลักการง่ายๆ สำหรับการเลือกซื้อผ้าขนหนูที่นอกจากจะต้องมีผิวสัมผัสนุ่ม ซับน้ำได้ดี แห้งไวแล้ว ควรคำนึงถึงน้ำหนักของผ้าขนหนูให้เหมาะกับผู้ใช้งาน และควรผสมสารป้องกันแบคทีเรีย เพื่อลดกลิ่นอับชื้นอีกด้วย และสำหรับใครที่เคยคิดว่า ผ้าขนหนู 1 ผืน สามารถใช้ได้กับทุกๆ กิจกรรม คงต้องสลัดความคิดแบบเดิมทิ้งไป เมื่อแท้จริงแล้วผ้าขนหนูนั้นมีด้วยกันหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป สำหรับผ้าขนหนู หรือผ้าเช็ดตัวที่ใช้ซับตัวหลังการอาบน้ำ ควรเตรียมไว้อย่างน้อย 2 ผืน คือ ผ้าขนหนูผืนเล็ก (Hand) ใช้สำหรับเช็ดศีรษะ และผ้าขนหนูผืนใหญ่ (Bath) ใช้สำหรับเช็ดตัว ซึ่งเนื้อผ้าควรมีโครงสร้างการถักทอที่แข็งแรง ทนทาน ซึมซับน้ำได้ดี แห้งไว ซักทำความสะอาดได้ง่าย และสีไม่ซีดจางเร็ว แต่ถ้าหากเป็นคนที่ชื่นชอบการเล่นกีฬา ควรเลือกผ้าขนหนูที่มีขนาดเหมาะสม เช่น กีฬาทางน้ำอาจต้องใช้ผ้าขนหนูที่มีขนาดใหญ่กว่ากีฬาอื่นๆทั่วไป เพื่อช่วยดูดซับน้ำได้รวดเร็ว นอกจากนี้ผ้าขนหนูควรผสารสารป้องกันเชื้อแบคทีเรียเป็นพิเศษเพื่อลดกลิ่นอับชื้นจากเหงื่อขณะเล่นกีฬาอีกด้วย ดูแลรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อเพิ่มสัมผัสที่น่าใช้งานในแต่ละวัน นอกเหนือจากการเลือกใช้ผ้าขนหนูที่ถูกต้องแล้ว การดูแลรักษาความสะอาดผ้าขนหนูให้ดูน่าใช้งาน และมีสัมผัสนุ่มสบายอยู่เสมอก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทุกคนควรใส่ใจ โดยก่อนการใช้งานในครั้งแรกควรซักผ้าขนหนูด้วยน้ำอุ่น เพื่อขจัดสารเคมีที่อาจตกค้างอยู่บนเนื้อผ้า อีกทั้งยังช่วยป้องกันการระคายเคืองที่อาจเกิดบนผิวหนังของเราได้ ในส่วนของการทำความสะอาดผ้าขนหนูนั้นควรแยกซักผ้าขนหนูไม่ปนกับเสื้อทั่วไป และควรตากผ้าขนหนูบนราวตากผ้าที่เตรียมไว้ ห้ามพาดไว้บนตะกร้าเสื้อผ้า หรือบริเวณเก้าอี้ เพราะนอกจากจะทำให้เกิดกลิ่นอับแล้ว ยังอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อราและแบคทีเรียอีกด้วย นอกจากนี้ควรซักผ้าขนหนูอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์เพื่อรักษาความสะอาด และหลีกเลี่ยงการซักโดยใช้น้ำยาซักผ้าขาว ให้ลองผสมเบกกิ้งโซดา ประมาณ ½ ถ้วย เข้ากับผงซักฟอกปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อขจัดคราบสกปรกที่ฝังแน่นบนเนื้อผ้าให้หลุดออก อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความขาวสะอาดให้แก่ผ้าขนหนูอีกด้วย และสำหรับปัญหาที่ใครหลายคนเป็นกังวลเกี่ยวกับกลิ่นเหม็นอับ รวมถึงสัมผัสที่แข็งกระด้างของผ้าขนหนูที่อาจเกิดขึ้นเมื่อผ่านการใช้งานไปสักระยะ ให้ลองใช้น้ำส้มสายชูแทนน้ำยาปรับผ้านุ่ม เนื่องจากน้ำส้มสายชูถือเป็นตัวช่วยที่ดีในการขจัดกลิ่นเหม็น อีกทั้งยังช่วยขจัดสารตกค้างจากผงซักฟอกที่เป็นสาเหตุให้เนื้อผ้าแข็งกระด้างหลุดออกจากผ้า ทำให้เนื้อสัมผัสของผ้าขนหนูกลับมานุ่ม และพองฟู น่าใช้งานอีกครั้ง เพียงแค่เคล็ดลับง่ายๆ ที่คอตตอน ยูเอสเอ และแคนนอน นำมาฝากกันในครั้งนี้ สามารถมั่นใจได้เลยว่าคุณจะมีผ้าขนหนูเนื้อนุ่มน่าสัมผัสให้พร้อมใช้งานในทุกวันอย่างแน่นอน

กรมควบคุมโรคเตือน!! ระวังโรคที่มากับภัยน้ำท่วม
กรมควบคุมโรค /  ฝนตกน้ำท่วม / 

กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนดูแลสุขภาพ ระมัดระวังโรคและภัยอันตรายที่มาพร้อมน้ำท่วมขัง วันที่ 17 ก.ย. นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงนี้ยังคงมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ และสิ่งที่มักตามมาคือโรคและภัยสุขภาพที่มากับน้ำท่วม เช่น โรคติดเชื้อ โรคน้ำกัดเท้า ไฟฟ้าดูด และแมลงมีพิษกัดต่อย ซึ่งโรคติดเชื้อที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ โรคอุจจาระร่วงและโรคตาแดง ที่มีสาเหตุมาจากการดื่มน้ำหรือกินอาหารที่ไม่สะอาด สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขอนามัยของตนเอง ยึดหลัก "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ" ส่วนโรคตาแดงเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุตา ติดต่อโดยการสัมผัสคลุกคลีกับผู้ป่วยโรคตาแดง หรือน้ำสกปรกเข้าตา จะเป็นอยู่ประมาณ 5-14 วัน การป้องกันโรคนี้ ควรล้างมือด้วยน้ำและสบู่ ไม่คลุกคลีใกล้ชิดหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย นอกจากนี้ ยังมีโรคน้ำกัดเท้าที่เกิดจากเชื้อรา การเดินลุยน้ำหรือแช่น้ำนานๆ โดยเชื้อราจะทำให้ผิวหนังซอกนิ้วเท้าแดง ขอบนูนเป็นวงกลมและคัน หากเกาแผลจะแตกและมีน้ำเหลืองเยิ้มออกมา คำแนะนำเพื่อป้องกันคือ หลีกเลี่ยงการเดินในที่ที่มีน้ำท่วมขัง หรือสวมรองเท้าบูท และเช็ดเท้าให้แห้งทุกครั้งหลังขึ้นจากน้ำ และหากผิวหนังเริ่มเปื่อย เกิดตุ่มคัน ให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อรักษาอาการดังกล่าวก่อนที่จะลุกลามจนทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน สำหรับภัยสุขภาพที่สำคัญอื่นๆ ในช่วงน้ำท่วมคือ ไฟฟ้าดูด และแมลงมีพิษกัดต่อย ซึ่งการถูกไฟฟ้าดูด อาจทำให้บาดเจ็บรุนแรง ขอให้ประชาชนป้องกันตนเองโดยก่อนน้ำท่วม ควรขนย้ายอุปกรณ์ไฟฟ้าและสิ่งของจำเป็นไว้ที่สูง รวมถึงห้ามเปิดปิดสวิทซ์ไฟขณะตัวเปียก ส่วนอันตรายที่เกิดจากแมลงมีพิษกัดต่อย เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ที่หนีน้ำท่วม การป้องกันง่ายๆ คือ ดูแลรักษาความสะอาดในบ้าน ไม่วางของกองทิ้งใกล้บ้าน ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 ขอบคุณภาพจาก จส.100 MThai News

สระผมถูกวิธี ขจัดปัญหา รังแค ได้แน่นอน!
กำจัดขน /  กำจัดขนด้วยเลเซอร์ / 

ปกติหนังศีรษะคนเราจะมีเชื้อราในปริมาณที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา แต่ในสภาวะที่หนังศีรษะมี รังแค มาก ส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อราเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้หนังศีรษะอักเสบ ถ้ารุนแรง จะมีอาการแดงและมี รังแค เป็นเกร็ดใหญ่ขึ้นและเหลืองเป็นไข ซึ่งเป็นอาการของต่อมไขมันของหนังศีรษะอักเสบ และมักเกิดกับวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ วิธีดูแลหนังศีรษะให้ห่างไกลจาก รังแค นั้นไม่ยาก เริ่มต้นที่การดูแลเส้นผม ก่อนสระผม ควรล้างผมด้วยน้ำเปล่าทุกครั้ง เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ออกไปก่อน จากนั้นใช้ปลายนิ้วนวดเป็นวงกลมเบาๆ ให้ทั่วหนังศีรษะก่อน แล้วจึงชโลมแชมพูบนหนังศีรษะ นวดต่อไปจะช่วยถนอมเส้นผม หนังศีรษะ และทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ว่าแต่คุณเคยทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่ ถ้าเคย ขอให้เลิกเถอะ เพื่อสุขภาพผมและหนังศีรษะที่สะดากด ไร้ รังแค 1. อย่าขยี้เส้นผมหรือเกาหนังศีรษะแรงๆ ขณะสระ เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ จนนำมาสู่ปัญหา รังแค และผมร่วงเรื้อรัง 2. ไม่ควรใช้น้ำอุ่นจัดสระผม เพราะจะทำให้น้ำมันธรรมชาติถูก ชะล้างออกมากไป หนังศีรษะแห้ง และยังทำให้เส้นผมกระด้างด้วย 3. หลังการสระผมทุกครั้ง? ควรเป่าผมให้แห้ง และไม่ใช้อุณหภูมิสูง เพื่อลดการทำร้ายหนังศีรษะและเส้นผม 4. อย่านอนหลับขณะที่ผมยังเปียกชื้น ซึ่งหากทำบ่อยเขา ความชื้นจะแพร่กระจายไปยังที่นอน หมอน และกลายเป็นเชื้อรามารังควานศีรษะในระยะยาวได้ 5. อย่าปล่อยให้เส้นผมและหนังศีรษะมัน? เพราะถ้าหนังศีรษะชื้น? จะทำให้เชื้อราเติบโตได้ดี ปัญหา รังแค ก็จะตามมา 6. หมั่นทำความสะอาดแปรงหรือหวีอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เนื่องจาก? สิ่งสกปรกและน้ำมันที่ตกค้างอยู่ตามหวีและแปรงหลังจากหวีผม เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคที่จะกลับเข้าสู่เส้นผมและหนังศีรษะได้ดี 7. และถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีความเครียด? รังแค ยังอาจรังควานคุณได้ อยากให้ไม่มีเกล็ดหิมะที่ผมหรือบ่า ควรดูแลทั้งกายและใจให้ดีนะคะ ขอบคุณที่มาจาก : ผศ.นพ.รัฐพล ตวงทอง ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยบาล

แม่บ้านต้องรู้! 5 ของใช้ใกล้ตัว ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค
ของใช้ในบ้าน /  ทำความสะอาดบ้าน / 

เป็นแม่บ้านทั้งที นอกจากงานบ้านงานเรือนจะต้องสะอาดเนี๊ยบแล้ว ยังต้องดูแลและปกป้องสุขภาพของคนในบ้านให้ดีอีกด้วย เพราะเชื้อโรคสามารถอยู่ได้ทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่ของใช้ใกล้ตัว เพราะฉะนั้น เพื่อสุขอนามัยที่ดี เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค! 1. แปรงแต่งหน้า แต่งหน้ากันอยู่บ่อยๆ บางคนไม่เคยได้ล้างแปรงปัด สะสมนานวันเข้าก็กลายเป็นดินแดนสวรรค์ของเชื้อโรค บางคนมีอาการแพ้ สิวขึ้น หรือเป็นผื่น บางทีอาจจะไม่ได้เป็นเพราะเครื่องสำอางค์ไปอุดตันรูขุมขนหรอกค่ะ แต่เป็นเพราะได้สัมผัสเชื้อโรคที่มาจากจากแปรงปัดนั่นเอง โดยเฉพาะแปรงปัดแก้ม ที่มีขนาดเป็นพุ่มใหญ่และหนา ต้องทำความสะอาดอย่างดี ไม่อย่างนั้นสิ่งสกปรกจะตกค้างได้ สำหรับการทำความสะอาดนั้นถ้าเป็นพัฟฟ์กับฟองน้ำ ให้ล้างกับน้ำอุ่นที่ผสมสบู่เหลวสูตรอ่อนโยน แล้วขยี้เบาๆ เปลี่ยนน้ำจนกว่าจะสะอาดนะคะ หรือถ้าไม่อย่างนั้นจะเปลี่ยนพัฟฟ์ใหม่ไปเลยก็ได้ค่ะ สะดวกดี ส่วนการทำความสะอาดแปรงแต่งหน้านั้น สามารถทำวิธีเดียวกันได้ แต่ควรเคาะเศษผงเครื่องสำอางค์ออกไปก่อน หรือถ้าเป็นพู่กันทาปาก ก็ใช้ทิชชู่เช็ดคราบลิปสติกออกก่อน แล้วค่อยลงไปจุ่มน้ำอุ่นนะคะ ถ้าเป็นขนแปรงสังเคราะห์ สาวๆ ควรล้างเดือนละ 3-4 ครั้ง แต่ถ้าเป็นขนแปรงธรรมชาติก็ทิ้งไว้ได้นานหน่อย ล้างเดือนละครั้งก็พอค่ะ 2. ฟองน้ำล้างจาน สุดยอดของแหล่งสะสมเชื้อโรค ยิ่งถ้าหากว่ามีการหมักหมมคราบเศษอาหารบนจานไว้ข้ามคืนยิ่งหนักเลยค่ะ ไม่อย่างนั้นเวลาที่คุณนำมาเช็ดล้างซ้ำไปซ้ำมา หวังที่จะได้จานสะอาดมากขึ้น กลับต้องเจอกับเชื้อโรคบนฟองน้ำไปแทนนะคะ แนะนำให้ล้างให้สะอาดทุกครั้งหลังจากล้างจานเสร็จ ถ้ามีเวลาว่างแนะนำให้อบด้วยไมโครเวฟอีกรอบ และควรเปลี่ยนใหม่เดือนละ 3-4 ครั้ง ถ้าจะให้ดี...ควรแยกฟองน้ำระหว่างล้างแก้วกับล้างจานนะคะ 3. ไม้กวาด ไม้ถูพื้น เป็นที่รู้กันดีว่าทั้งไม้กวาดและไม้ถูพื้นนั้น เป็นด่านหน้าของกิจกรรมการทำความสะอาดบ้านเลยก็ว่าได้ มีกันทุกบ้าน บ้านนึงมีมากกว่า 1 ด้ามอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นถ้าเก็บไม่ดี ไม่รักษาความสะอาด ก็เตรียมตัวรับเชื้อโรคร้ายกันได้เลยค่ะ แนะนำให้นำไปผึ่งแดดฆ่าเชื้อโรคดูบ้าง เคาะเศษฝุ่นให้ออกจากไม้กวาด ส่วนไม้ถูพื้นนั้น หลังจากเสร็จภารกิจควรใส่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคลงไปในน้ำแล้วบิดให้หมาด แล้วนำไปผึ่งแดดให้แห้ง ควรเปลี่ยนผ้าถูใหม่ทุกเดือนนะคะ 4. เครื่องซักผ้า ถามกันก่อนว่าคุณแม่บ้านทั้งหลาย เคยล้างเครื่องซักผ้ากันบ้างหรือเปล่า ? บางคนบ้านใช้มาเป็นสิบปียังไม่เคยล้างเลย อาจจะด้วยความไม่รู้หรืออะไรก็แล้วแต่ เราไม่ว่ากัน แต่ครั้งนี้รู้แล้วก็อย่าละเลยนะคะ เพราะเครื่องซักผ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไว้สำหรับทำความสะอาดเสื้อผ้า เพราะฉะนั้นสิ่งสกปรกตามเสื้อผ้าที่ออกไปไม่หมด ก็จะติดค้างอยู่ที่เครื่องนี่แหละค่ะ สะสมเข้ามากๆ เชื้อโรคต่างๆ ก็ปะปนมากับเสื้อผ้าที่สวมใส่กัน บางคนถึงกับเป็นผื่นแพ้ มีอาการคันกันเลยทีเดียว แนะนำให้นำน้ำส้มสายชู 2-3 ถ้วยตวง ผสมน้ำอุ่น ประมาณ 1-2 ลิตรใส่ลงไปในเครื่องซักผ้า หรือเลือกระดับน้ำสูงสุด หรือ ตั้งโปรแกรมการซักผ้าหนา (โดยไม่ต้องใส่เสื้อผ้าและผงซักฟอก) ปั่นประมาณ 3 นาทีเ พื่อให้น้ำส้มสายชูละลาย แล้วหยุดเครื่องไว้อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เสร็จแล้วให้เครื่องทำงานปกติ (ซัก ล้าง ปั่นแห้ง) เพื่อให้ราและกลิ่นน้ำส้มสายชูหมดไปจากตัวถัง จากนั้นสามารถเดินเครื่อง (ซักโดยที่ไม่มีผ้า) อีก 1-2 ครั้ง  น้ำส้มสายชูจะช่วยล้างคราบเชื้อรา และคราบฝุ่นออกจากถุงซัก และป้องกันการอุดตันได้ด้วย 5. โทรศัพท์มือถือ อันนี้ใกล้ตัวมากจริงๆ แทบจะเป็นอวัยวะที่ 33 ไปแล้วก็ได้ อยู่กับคุณไปทุกที่ ขึ้นรถลงเรือ โยนใส่กระเป๋า วางบนโต๊ะกินข้าว เจอฝุ่นเจอลม และเชื้อโรคต่างๆ โดยที่ไม่รู้ตัว บางคนหน้าเป็นสิวอยู่ข้างเดียว เพราะเวลาคุยโทรศัพท์มักจะเอาแนบไว้กับแก้ม หาทางรักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย จนลืมไปว่าต้นเหตุที่แท้จริงอยู่ที่โทรศัพท์นี่แหละค่ะ ไม่เชื่อลองแกะเคสโทรศัพท์ดูนะคะ ว่าจะเจอฝุ่นเยอะขนาดไหน ? แนะนำว่าให้เช็ดหน้าจอโทรศัพท์ด้วยแอลกอฮอร์ เพื่อฆ่าเชื้อ อาทิตย์ละประมาณ 4-5 ครั้ง หรือถ้าใครขยันจะเช็ดทุกวันก็ได้นะคะ แต่จุ่มกับสำลีหรือผ้าสะอาดบางก็พอค่ะ ไม่ต้องถึงกับเปียกชุ่ม เดี๋ยวจะได้เสียเงินซื้อเครื่องใหม่แทน :) รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Women Mthai Team

แดน-บีม สุดคิดถึง! ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี
แดน วรเวช /  บีม กวี / 

ทุกวันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันที่แฟนๆ D2B ยังคงจดจำได้ดี เพราะเป็นวันจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ บิ๊ก ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ หรือ บิ๊ก D2B ที่เสียชีวิตด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือด หลังประสบอุบัติขับรถตกคูน้ำ ส่งผลให้มีอาการโคม่า น้ำท่วมปอดและเชื้อราในสมอง เป็นเจ้าชายนิทรามานานหลายปี ล่าสุดวานนี้ (9 ธ.ค.) สองเพื่อนรักอย่าง แดน วรเวช และ บีม กวี ได้เดินทางมาร่วมทำบุญพร้อม คุณพ่อ คุณแม่ และครอบครัวของ หนุ่มบิ๊ก รวมทั้งแฟนคลับ ณ วัดหนามแดง จ.สมุทรปราการ เนื่องในวันครบรอบการจากไป 8 ปีเต็ม ท่ามกลางความคิดถึงของแฟนๆ บิ๊ก D2B อย่างท่วมท้น ขอบคุณภาพจาก IG @danworrawech, beamkawee, mook_ladyofthakrit, nging_maneerat, thanyazz ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี บิ๊ก-แดน-บีม D2B

เคล็ดลับ ขจัดคราบสกปรก แบบทันใจง่ายๆ จากอุปกรณ์ภายในบ้าน
ขจัดคราบสกปรก /  ทำความสะอาดบ้าน / 

            เชื่อว่าหลายคน กำลังประสบปัญหาเรื่องการทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์สุดโปรด ให้ห่างไกลคราบที่เกาะตามเฟอร์นิเจอร์ บางชนิดอาจจะฝังแน่นแก้ยาก ยิ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ในบ้านต้องดูแลให้สม่ำเสมอ เพื่อความสวยงามและยืดอายุการใช้งาน งั้นลองมาดู เคล็ดลับ ขจัดคราบสกปรก เหล่านั้นง่ายๆ ด้วยตัวเองกันเถอะค่ะ ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ช่วยขจัดคราบหมองถึงชื่อมันจะดูวิทยาศาสตร์ แต่เป็นสารเคมีที่สามารถสลายตัวได้เองช่วยขจัดคราบหมองและฆ่าเชื้อโรคบนเฟอร์นิเจอร์บุนวมได้ เพียงนำไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ 1 ถ้วยตวง ผสมน้ำยาล้างจาน 1/2 ถ้วยตวง แล้วเทใส่ขวดสเปรย์ ฉีดพ่นไปที่คราบหมองเช็ดออกให้เรียบร้อย เฟอร์นิเจอร์มันเงาด้วยน้ำมันมะกอก น้ำมันมะกอกนอกจากจะช่วยบำรุงผิวหนังหรือนำไปทำอาหารได้แล้วนั้นยังช่วยบำรุงเฟอร์นิเจอร์หนังให้ดูเหมือนใหม่อีกด้วย เพียงนำน้ำมันมะกอกถูเฟอร์นิเจอร์บาง ๆ ให้ทั่ว เพราะน้ำมันมะกอกจะซึมลงไปบำรุงพวกริ้วรอยขีดข่วนให้ดูใหม่ขึ้น หรือจะใช้แปรงขัดรองเท้าปาดครีมขัดรองเท้ามาขัดถูเฟอร์นิเจอร์ก็ช่วยได้ ที่ปาดน้ำฝนช่วยกำจัดขนสัตว์บนพรม บ้านที่มีสัตว์เลี้ยงคงหนีไม่พ้นปัญหาขนสัตว์ร่วงหล่นเต็มพื้นจนไปติดอยู่บนพรมและทำความสะอาดยาก แค่เพียงนำที่ปาดน้ำฝนบนกระจก ปาดขนสัตว์บนพรม ขนสัตว์ก็จะออกมากองอยู่นอกพรมได้อย่างง่ายดายแล้ว น้ำยาล้างเล็บเช็ดรอยด่างบนพรม เวลารับประทานอาหารแล้วมีเศษอาหารหรือเครื่องดื่มหกเลอะเทอะพรมอยู่จะทำความสะอาดยากพอสมควร แต่ก็มีอุปกรณ์ที่เกือบทุกคนมีติดบ้านไว้แน่นอน คือน้ำยาล้างเล็บที่นอกจากจะช่วยทำความสะอาดเล็บด้วยแล้ว ยังสามารถนำมาเช็ดรอยด่างบนพรมได้อีกด้วย เพียงนำผ้าชุบน้ำยาล้างเล็บหมาดๆ แล้วเช็ดบริเวณคราบสกปรกบนพรม เห็นได้ชัดว่ารอยคราบค่อย ๆ จางออกไปและกลับมาสวยเหมือนใหม่อีกครั้ง กำจัดฝุ่นเฟอร์นิเจอร์ด้วยการใช้ลูกกลิ้ง  เวลาเราทำความสะอาด ปัด กวาด เช็ด ถู เครื่องใช้ต่าง ๆ ภายในบ้านฝุ่นที่เกาะตัวตามเฟอร์นิเจอร์จะฟุ้งกระจายขึ้นมา จนมีอาการไอ จาม เมื่อเป็นหนักขึ้นจะเป็นภูมิแพ้ได้ แต่เราสามารถใช้ลูกกลิ้งกาวที่เช็ดฝุ่นบนเสื้อผ้ามาใช้ด้วยการกลิ้งให้ทั่วบริเวณเฟอร์นิเจอร์ เพียงเท่านี้ก็ทำให้เฟอร์นิเจอร์กลับมาสะอาดปราศจากฝุ่นเกาะแถมไม่ฟุ้งกระจายทั่วบ้านอีกด้วย เบคกิ้งโซดาคืนความสะอาดให้ชักโครก  ชักโครกเป็นโถสุขภัณฑ์ที่พวกเราต้องใช้เป็นประจำทุกวัน เมื่อผ่านการใช้งานไปนาน ๆ อาจทำให้เกิดคราบสะสมฝังแน่นจนทำความสะอาดยากดูไม่สะอาดและไม่น่าใช้ ปัจจุบันก็มีน้ำยาทำความสะอาดคราบต่าง ๆ ภายในห้องน้ำมากมาย แต่ค่อนข้างอันตรายเพราะอาจจะสร้างความระคายเคืองผิวหนังได้ ซึ่งมีวิธีการทำความสะอาดแบบประหยัดงบและไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังอีกด้วย โดยการผสมเบคกิ้งโซดา 2 ถ้วยตวง กับดีเกลือ 1/4 ถ้วยตวง แต่ถ้าอยากมีกลิ่นหอมให้ใส่น้ำมันหอมระเหยลงไปผสมด้วยแล้วตักใส่แม่พิมพ์ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วนำไปหย่อนลงในชักโครก ปิดฝาทิ้งไว้ค้างคืนตอนเช้าก็ทำความสะอาดชักโครกได้ปกติ ทำแบบนี้เพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะทำให้ชักโครกไร้คราบฝังแน่นแน่นอน เขียงสะอาดด้วยน้ำยาขัดจากห้องครัว เขียงเป็นอุปกรณ์จำเป็นในครัว แต่ถ้าทำความสะอาดไม่ดีก็อาจจะมีเศษอาหารติดตามร่องของเขียงได้ วิธีทำความสะอาดง่าย ๆ คือถ้าเป็นเขียงพลาสติกให้ผสมน้ำยาล้างจานกับน้ำเปล่าแล้วนำเขียงแช่ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง ส่วนเขียงไม้ให้ผ่ามะนาวครึ่งลูกทาเกลือ จากนั้นถูบนหน้าเขียงกรดในน้ำมะนาวกับเม็ดเกลือจะช่วยกัดเศษอาหารให้หลุดออกอย่างง่ายดาย แล้วนำไปล้างทำความสะอาดตามปกติ และตากไว้ให้แห้งกันเชื้อราขึ้น น้ำอัดลมขจัดคราบน้ำมัน ถ้าปล่อยให้น้ำมันเครื่องไหลและซึมไปในพื้นนาน ๆ เข้า จะเกิดเป็นคราบฝังแน่นทำความสะอาดยาก วิธีง่าย ๆ ในการขจัดคราบเหล่านั้น คือนำน้ำอัดลมชนิดน้ำดำมาเทบริเวณที่มีคราบน้ำมัน ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วค่อยทำความสะอาดด้วยการใช้แปรงขัดตามปกติ เพราะในน้ำอัดลมจะมีกรดกัดกร่อนสูง ทำให้คราบน้ำมันนั้นหลุดออกไปได้อย่างง่ายดาย เรื่อง : Maythawan B. ที่มาบทความจากนิตยสาร แม่บ้าน

5 สิ่งห้ามใช้กับ สะดือเด็กแรกเกิด
ทารก /  มหาหิงค์ / 

สะดือเด็กแรกเกิด จะแห้ง และหลุดไปหลังจากคลอดแล้วประมาณ 7 - 10 วัน คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มักจะกังวลว่าการทำความสะอาดสะดือเด็กแรกเกิดจะทำให้ลูกได้รับความเจ็บปวด ซึ่งการเช็ดทำความสะอาดสะดือทารกแรกเกิดไม่ได้ทำให้เจ็บปวดแต่อย่างใด แต่ถ้าเช็ดสะดือให้ลูกไม่สะอาด อาจทำให้สะดือติดเชื้อเกิดการอักเสบขึ้นได้นะคะ ห้ามทา มหาหิงค์ บนสะดือเด็กแรกเกิด สำหรับเด็กแรกเกิดนั้นบางครั้งอาจมีอาการแน่นอึดอัดท้อง คุณแม่จึงมักไล่ลมในท้องลูกด้วยมหาหิงค์ ซึ่งข้อควรระวังคือห้ามทาลงบนสะดือเด็ก เพราะจะทำให้บริเวณสะดือเกิดความชื้น อักเสบขึ้นได้ ห้ามโรยแป้งบนสะดือเด็กแรกเกิด แป้งคือสิ่งที่ห้ามใช้กับสะดือเด็กแรกเกิด เพราะแป้งจะไปอุดตันในสะดือเด็กแรก จนเกิดการอักเสบขึ้นได้ โดยเฉพาะในทารกบางรายเมื่อสะดือแห้งใกล้จะหลุดอาจมีน้ำเหลืองซึมๆ ออกมา ซึ่งไม่ควรโรยแป้งลงบนสะดือเด็ดขาด เพราะแป้งที่โรยปนไปกับน้ำเหลืองอาจเป็นตัวกระตุ้นให้สะดือเกิดการอักเสบอย่างรุนแรงขึ้นได้ ห้ามใส่ผ้าอ้อมปิดสะดือเด็กแรกเกิด เมื่อใส่ผ้าอ้อมให้เด็กแรกเกิด ควรใส่ให้ขอบบนของผ้าอ้อมอยู่ต่ำกว่าตอสายสะดือ เพื่อป้องกันการถูกกดทับเป็นเวลานานจากผ้าอ้อมจนทำให้เกิดการอับชื้นขึ้นได้ ห้ามทาโลชั่นบนสะดือเด็กแรกเกิด ในเด็กแรกเกิดนั้นสามารถทาโลชั่นเพื่อบำรุงผิวได้ แต่ห้ามทาโลชั่นลงบนสะดือเด็กแรกเกิด เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้นเกิดเชื้อราขึ้นได้ ห้ามแคะ หรือแกะสะดือเด็กแรกเกิด หลังจากผ่านไปได้ 7-10 วัน สะดือลูกจะค่อยๆ แห้ง ซึ่งควรปล่อยให้สะดือหลุดออกเองตามธรรมชาติ ห้ามใช้คอตตอนบัดแคะ หรือแกะสะดือเด็กแรกเกิดเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เลือดไหลออกมา เกิดการอักเสบขึ้นได้ เช็ดสะดือด้วยแอลกอฮอล์เท่านั้น หลังจากอาบน้ำให้เด็กแรกเกิดเสร็จแล้ว ให้เช็ดสะดือด้วยแอลกอฮอล์ 70% ตามที่โรงพยาบาลจัดให้ใช้เท่านั้น โดยให้ดึงสายสะดือขึ้นเช็ดวนจากด้านในออกด้านนอกเพียงรอบเดียว แต่ถ้าสะดือทารกยังไม่สะอาดให้เช็ดด้วยสำลี หรือคอตตอนบัดอันใหม่อีกครั้ง ที่มาจาก th.theasianparent ภาพประกอบโดย Women MThai Team

5 เคล็ดลับ ทำความสะอาดห้องน้ำ แบบครบวงจร
แต่งห้องน้ำ

ห้องน้ำเป็นพื้นที่สำหรับชำระล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ของเรา หากห้องน้ำกลับกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อโรคเสียเอง แบบนี้คงไม่ดีแน่ วันนี้ decor.mthai.com มีวิธีทำความสะอาดของแต่ละพื้นที่ในห้องน้ำมาฝาก ได้แก่ อ่างล้างหน้า กระจกเงา ฝักบัว ก๊อกน้ำ และพื้นกระเบื้องค่ะ เคล็ดลับ ทำความสะอาด ห้องน้ำ กับวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม ซึ่งหาได้ง่ายจากของที่มีในบ้าน เช่น น้ำส้มสายชู ยาสีฟัน น้ำมะนาว แอลกอฮอล์ แอมโมเนีย เคล็ดลับ ทำความสะอาด ห้องน้ำ 1. อ่างล้างหน้า วิธีทำความสะอาดอ่างล้างหน้า ทำได้ด้วยการนำผ้าสะอาด ชุบกับน้ำส้มสายชูเล็กน้อย ถูให้ทั่วอ่าง แล้วล้างน้ำสบู่ซ้ำอีกครั้ง อ่างล่างหน้าก็จะสะอาดขึ้นทันตา แต่หากว่ามีคราบหินปูนเกาะหรือมีคราบสนิมรุกรานแล้ว ให้ใช้ แอมโมเนียผสมกับ น้ำมะนาวเล็กน้อย ถูบริเวณคราบ ไม่นานคราบหินปูนและสนิมก็จะหลุดออกไปจนหมด 2. กระจกเงา บีบยาสีฟันไว้บนกระจก แล้วหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดยาสีฟันให้กระจายทั่วพื้นผิว จากนั้นใช้ผ้าสะอาดเช็ดอีกครั้ง เท่านี้กระจกเงาหลอนๆ ก็จะเงาปิ๊งขึ้นมาทันที 3. ฝักบัว น้ำที่ออกมาจากฝักบัว ควรจะเป็นน้ำสะอาด ฉะนั้นเราควรทำความสะอาดฝักบัว โดยการแช่ส่วนหัวของฝักบัวลงในน้ำอุ่นผสมกับน้ำส้มสายชู ใส่หัวฝักบัวลงไปแล้วรัดปากถุงทิ้งไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้ง เท่านี้เราก็จะสบายใจได้แล้วว่า น้ำสะอาดที่ออกมานั้น จะไม่เปลี่ยนสภาพไป (ทำความสะอาดบ่อยๆ นะคะ) 4. ก๊อกน้ำ ก๊อกน้ำสเตนเลส สามารถทำความสะอาดส่วนที่เป็นโลหะด้วยผ้านุ่มหรือฟองน้ำ แต่แม้แต่หนังชามัวร์ที่คุณผู้ชายเอาไว้เช็ดรถก็ได้ค่ะ เพียงชุบน้ำส้มสายชูผสมแอลกอฮอล์หรือน้ำยาเช็ดกระจก ส่วนก๊อกน้ำชุดโครเมียม ให้ใช้ครีมขัดเงาหรือครีมขัดโลหะ ขัดแล้วใช้ผ้านุ่มๆ ถูให้เงางาม กรณีที่โครเมียมลอกหรือมีร่องรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ เราสามารถขจัดความหม่นมัวเหล่านี้ออกไปได้ง่าย เพียงใช้น้ำยาเคลือบเล็บชนิดใสแต้มไปเพื่อเพิ่มความเงา 5. พื้นกระเบื้อง สำหรับคราบสกปรกหรือคราบเชื้อราตามรอยปูนยาแนวขอบกระเบื้อง สามารถขจัดออกได้ง่ายๆ ด้วย น้ำยาซักผ้าขาว (ไฮยีน) โดยการนำสำลีชุดน้ำยาฟอกขาวให้ชุ่ม แล้วแปะไว้บนขอบกระเบื้องที่เป็นคราบ ทิ้งไว้ 1 คืน พอเช้ามาก็ผสมน้ำยาฟอกขาว 3/4 ถ้วย กับน้ำสะอาด 1 แกลลอน แล้วใช้ผ้า ฟองน้ำ แปรงสีฟัน ชุบน้ำยาดังกล่าว เช็ดรอยเปื้อน บนขอบกระเบื้อง (ควรสวมถุงมือยางและใส่เสื้อผ้าตัวเก่า เพื่อป้องกันน้ำยาฟอกขาวกระเด็นใส่) จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง. ที่มา myhome

แค่เปลี่ยนสิ่งนี้!! ก็ช่วยสร้างบรรยากาศภายในครัวได้...
Kitchen /  กระจกใส / 

แค่เปลี่ยนสิ่งนี้!! ก็ช่วยสร้างบรรยากาศภายในครัวได้... เชื่อว่าหลายๆ ครอบครัวที่ตัดสินใจซื้อบ้Œานของโครงการหมู่‹บ้Œานจัดสรรต่‹างๆ ไม่‹ว่‹าจะขนาดใหญ่‹หรือเล็ก ส่วนใหญ่มักจะวางแผนต่‹อเติมพื้นที่หลังบ้Œานเพิ่มจากของเดิมออกไปกันทั้งนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้Œพื้นที่และมีประโยชน์ใช้Œสอยมากขึ้น สำหรับบางโครงการอาจทำเป็นไอเดียเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนไว้ที่บ้านตัวอย่างอยู่แล้ว ซึ่งลูกบ้านก็สามารถนำไปคิดต่อยอดกันได้เลยเพราะมีพื้นที่ที่เหมือนกัน แต่ถ้าใครยังคิดไม่ออกว่าจะจัดสรรพื้นที่นั้นอย่างไรดี ลองนำไอเดียที่เรานำเสนอนี้ไปพิจารณากันดู... ในกรณีที่ต้องการจะต่อเติมให้มีแค่หลังคากันแดดกันฝน อาจใช้เป็นกระเบื้องมุงหลังคาแบบใสสลับกับแบบทึบ และใช้ระแนงไม้ตกแต่งได้ ซึ้งให้ทั้งความสวยงามและยังระบายอากาศได้ แต่ถ้าต้องการกั้นเป็นฟังก์ชันเปิดขึ้นมา เช่น ทำเป็นครัวไทย ลักษณะนี้โดยส่วนใหญ่แล้วพี้นที่หลังบ้านหรือข้างบ้านจะใช้กำแพงร่วมกันกับเพื่อนบ้าน การกั้นผนังหรือหลังคาเพิ่มเติมก็จะไม่สามารถมีช่องเปิด ประตู หน้าต่างได้ (ตามกฎหมาย) และถ้าทำไม่ดีขึ้นมา เราอาจได้พื้นที่ปิดทึบแทนที่จะดูกว้างขวางมากขึ้น การทำหลังคาเฟรมกระจกใสแทนหน้าต่างจึงเป็นอีกไอเดียที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะให้แสงสว่าง เปิดมุมมอง และช่วยให้พื้นที่ดูกว้างขวางขึ้นแล้ว ยังทำให้บ้านดูมีดีไซน์ขึ้นมาได้อีกมากโข เพราะลูกเล่นของการทำหลังคาแบบเฟรมกระจกนี้สามารถเลือกออกแบบได้หลายรูปทรง ตามลักษณะของพื้นที่ได้เลย ทั้งยังช่วยในเรื่องสุขอนามัยอันเนื่องจากแสงแดดธรรมชาติที่ส่องเข้ามาได้ แถมยังลดการเกิดเชื้อรา หรือแบคทีเรียในส่วนที่เปียกชื้นได้ดีอีกด้วย ถ้าอยากเพิ่มสีเขียวในบ้านให้สดชื่นขึ้นก็สามารถปลูกไม้กระถางหรือผักสวนครัวได้ เพราะมีแสงแดดส่องเข้ามาช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ ทำให้เรามีวัตถุดิบใกล้มือที่ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหนอีกต่างหาก และถ้าบ้านไหนมีพื้นที่มากหน่อย อาจกั้นออกมาเป็น Glass Room ห้องรับประทานอาหารหรือห้องอเนกประสงค์ได้เลย ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศการใช้ชีวิตให้หลากหลายได้มากเลยทีเดียว เครดิตจาก นิตยสาร @Kitchen ฉบับเดือนพฤษภาคม 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

เด็กน้อยตกหม้อน้ำเดือด ตายแล้วฟื้น2ครั้ง ประทังร่างด้วยผิวหนังพ่อ
กรณิกา ทัดทรงกูล /  น้ำร้อนลวก / 

อุบัติเหตุและความไม่ปลอดภัยมักอยู่รอบตัวเราเสมอ รวมถึงสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ก็กลายเป็นอันตรายได้ในพริบตา และอาจคร่าชีวิตของคนที่รักได้ โดยเฉพาะชีวิตของลูกน้อย ที่ "พ่อแม่" ต้องคอยระมัดระวังทุกย่างก้าว แต่เมื่อเกิดความพลาดพลั้ง "ความหวังและกำลังใจ" คือ ศรัทธาที่จะผลักดันให้ "ลูก" กลับมาเป็นปกติดังเดิม MThai News ขอนำเสนอเรื่องราวของครอบครัวคุณพ่อฉัตรชัย ทัดทรงกูล  อายุ 44 ปี และ คุณแม่ปรัศนีย์ สระสีสม อายุ 30 ปี ที่อยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ และต้องการกำลังใจเป็นอย่างมาก หลังเมื่อคืนวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ลูกสาวคนเล็ก น้องกรณิกา ทัดทรงกูล (มินนี่) อายุ 3 ขวบ ได้เล่นกันกับพี่สาวน้องรุ้งรัตน์ ทัดทรงกูล อายุ 6 ขวบ ภายในบ้านบ้านเลขที่ 84/5 หมู่6 ต.บางปะหัน อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา จนเกิดพลัดตกลงไปในหม้อน้ำเก๊กฮวย ที่พ่อเพิ่งต้มเสร็จ แล้วยกออกจากเตาแก๊สตั้งวางไว้บนพื้น อุณหภูมิความร้อนของน้ำได้ลวกร่างตั้งแต่หน้าอกลงไปถึงต้นขาทั้ง 2 ขา และน้ำร้อนยังกระเด็นลามเข้าใบหน้า  คาง และคอของน้องกรณิกา "ความนิ่งเงียบ" เข้ามาแทนที่ "การกรีดร้อง" น้องกรณิกาไม่ร้องไห้แสดงความเจ็บปวด เพราะอยู่ในอาการช็อก พ่อจึงรีบอุ้มน้องขึ้นมาจากหม้อน้ำเดือด โดยมีแม่ประคองร่างร้องไห้ภาวนาขอให้ลูกปลอดภัย ทั้งคู่รีบขับรถพาร่างลูกที่เต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ส่งโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ขณะถึงโรงพยาบาล พ่อแม่ได้ยินเสียงลูกร้องอีกครั้ง แต่กลับเป็นเสียงกรีดร้องทรมานเจ็บปวดบาดเเผล กระทั่งแพทย์ฉุกเฉินรีบนำตัวน้องรักษาอาการเบื้องต้น ประเมินแล้วแผลถูกลวก กว่า 70% อาการโคม่าระดับ 3 นอนโรงพยาบาลได้เพียง 2 วัน ก็ต้องส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีที่มีแพทย์ชำนาญการ และเครื่องมือครบครันในการรักษาบาดแผลสาหัสของน้องกรณิกาได้ เมื่อถึงมือแพทย์แห่งโรงพยาบาลใหญ่ ความอุ่นใจ "พ่อแม่" มีมากขึ้น เชื่อว่าอาการของลูกต้องดีขึ้นตามลำดับโดยเร็ว แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น อาการของน้องกรณิกาทรุดลง แพทย์ระบุน้องกรณิกาติดเชื้อในกระแสเลือด รักษาโดยการให้ยาฆ่าเชื้อ แต่...น้องกรณิกากลับ "หยุดหายใจ" แพทย์ใช้เวลาปั๊มหัวใจ 15 นาที น้องจึงตื่นฟื้นขึ้นมาใหม่ ไร้การพูดจา ร่างกายไม่ตอบสนองใด มีเพียงดวงตาที่ยังเบิกโพลง มองเห็นหน้าพ่อแม่ได้ จากนั้นอาการน้องกรณิกาพอดีขึ้นบ้าง แพทย์จึงใช้การทำสกินกราฟ โดยการนำผิวหนังด้านหลังศีรษะของน้องกรณิกามาปลูกถ่ายบาดแผลที่ต้นขาขวา เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ผ่านมาได้ 3 สัปดาห์ น้องกรณิกากลับติดเชื้อจากสายเจาะให้อาหารลามเข้าสู่หัวใจ และครั้งนี้....น้องกรณิกา ได้หยุดหายใจอีกครั้ง! แพทย์ใช้เวลาปั๊มหัวใจกว่า 20 นาที ก็ไม่สำเร็จ จึงได้โทรหาพ่อแม่น้องกรณิกา ให้เดินทางมาดูใจลูกครั้งสุดท้าย "ตอนรับสายหมอบอกให้เราตั้งสติตั้งใจฟัง ลูกติดเชื้อเข้าสู่หัวใจ หยุดหายใจอีกแล้ว ช่วยยื้อแล้ว แต่ไม่ได้ผล หมอพยายามแล้วจริงๆ ให้รีบมาดูใจลูกด่วน ฟังแค่นั้น ใจพ่อแม่แทบสลาย" แต่...ปาฏิหาริย์บังเกิดขึ้น เมื่อพ่อแม่ไปถึงเพื่อดูใจลูกครั้งสุดท้าย น้องกรณิกากลับฟื้นขึ้นอีกครั้ง รอยยิ้มเปื้อนน้ำตาของพ่อแม่เเปลเปลี่ยนเป็น "พลัง มีหวัง และ กำลังใจ" ต่อมาแพทย์ได้เฝ้าระวังน้องกรณิกาอย่างใกล้ชิด โดยการใช้เครื่องช่วยหายใจ พร้อมกับเจาะเลือดพบเชื้อราเกาะลิ้นหัวใจ เป็นเหตุให้ลิ้นหัวใจรั่ว ต้องกินยารักษาโรคหัวใจต่อเนื่อง และเพื่อป้องกันบาดเเผลติดเชื้อ วันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา แพทย์ได้ทำการสกินกราฟอีกครั้ง โดยนำผิวหนังรอบต้นขาซ้ายของพ่อ มาปิดบาดเเผลน้องกรณิกา เพื่อสร้างเซลล์ร่างกายให้แข็งแรงขึ้น ลดการทำแผล ลดความเจ็บปวด และเวลาให้อาหาร สารอาหารไม่รั่วไหลออกนอกตัว ซึ่งถือว่าได้ผลเป็นอย่างมาก น้องกรณิกาสุขภาพแข็งแรงขึ้นตามลำดับ แต่ผิวหนังพ่อที่นำมานั้น อยู่ได้เพียง 1 เดือนต่อการทำ 1 ครั้ง เพื่อให้น้องแข็งแรงเช่นนี้ไปตลอด พ่อต้องเสียสละผิวหนังที่เหลือทำสกินกราฟให้ทั่วร่างกายของน้องกรณิกา และหากผิวหนังไม่เพียงพอ แม่จะต้องรับช่วงต่อในการเสียสละครั้งนี้ "ตอนนี้เป็นห่วงเรื่องพัฒนาการของลูก เพราะร่างกายไม่ตอบสนอง ไม่พูดจา แค่ลืมตาและร้องไห้อย่างเดียว ทางแพทย์จึงได้ช่วยกันให้ลูกหลับตื่นเป็นเวลา และให้พ่อแม่หมั่นพูดคุยกับลูกตลอด เพื่อสร้างพัฒนาการใหม่ให้กับเขา และหวังว่าเขาจะกลับมาสื่อสารกับพ่อแม่ได้" ส่วนเรื่องการเข้าเยี่ยมน้องกรณิกานั้น ต้องผ่านมาตรการคุมเข้มของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เพราะน้องต้องอยู่ห้องพิเศษตลอด จึงเข้าเยี่ยมได้แบบจำกัดเวลา และอนุญาตเฉพาะญาติเท่านั้น แม้กระทั่งพ่อแม่ยังเข้าไปได้เพียงครั้งละคน สำหรับเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาน้องกรณิกานั้น ขณะนี้ทางครอบครัวลำบากมาก เพราะน้องได้ใช้สิทธิ์บัตรทองในการรักษาที่ผ่านมาทั้งหมด 2,660,300 บาท จึงมีส่วนต่างที่ต้องจ่ายเองอีก 320,000 บาท และขณะนี้การรักษายังไม่จบสิ้นจึงไม่รู้ว่ายอดค่ารักษาจะไปสิ้นสุดที่ตัวเลขใด รวมถึงค่ารักษาต่อเนื่องในอนาคต หากน้องได้กลับไปพักฟื้นที่บ้าน ขณะที่พ่อกับแม่ มีอาชีพค้าขายที่ตลาดนัดบางปะหัน รายได้น้อยและไม่แน่นอน ตั้งแต่น้องป่วย ก็แทบไม่มีรายได้ เพราะต้องนำเวลามาดูแลน้อง อีกทั้งยังมีภาระค่าใช้จ่ายภายในบ้านจำนวนมาก และยังต้องเลี้ยงดูลูกอีก 1 คน โชคดีที่มี "บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์" เข้ามาช่วยเหลือตั้งแต่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมบริจาคเงินให้ 25,000 บาท จึงนำไปรวมกับเงินบริจาคอีกหมื่นกว่าบาทจากชาวบ้าน และแม่ค้าในตลาดนัดที่ร่วมช่วยเหลือ นอกจากนี้ คุณแม่ปรัศนีย์ ยังฝากข้อห่วงใยถึงพ่อแม่และผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอยู่ในความดูแล หมั่นระมัดระวังทุกความเคลื่อนไหวของเด็กเล็กเป็นพิเศษ พร้อมคอยตรวจสอบความไม่ปลอดภัยใดในบ้าน และขจัดสิ่งที่อาจก่ออันตรายให้ไกลตัวพวกเขามากที่สุด เพื่อกันเหตุซ้ำเช่นเดียวกรณีลูกของตนเอง อย่างไรก็ตาม MThai News ขอเป็นกำลังใจให้น้องกรณิกา ทัดทรงกูล และครอบครัว  หากผู้ใจบุญท่านใดอยากให้ความช่วยเหลือสามารถมอบเงินช่วยเหลือผ่านบัญชี ปรัศนีย์ สระสีสม ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาอยุธยาพาร์ค เลขที่บัญชี 4 0 2-120901-3 ชัยพัฒน์ แกล้วทนงค์ รายงาน / ถ่ายภาพ ติดตามสกู๊ปข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com