เชื้อรา

อย.เตือน ยาผงสมุนไพรคล้ายขมิ้น สรรพคุณครอบจักรวาล หลอกลวง อันตรายถึงตาย!
ถึงตาย /  ยาผงสมุนไพรคล้ายขมิ้น / 

อย. เตือนผู้บริโภค อย่าหลงเชื่อซื้อ ยาผงสมุนไพรคล้ายขมิ้น ที่ไม่มีเลขทะเบียนยา และ อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ว่าเป็นสมุนไพรแก้ปวดที่สามารถรักษาโรคครอบจักรวาล กำลังระบาดหนัก ทางภาคเหนือ ตรวจพบมีส่วนผสมของ สารสเตียรอยด์ มีผลข้างเคียงสูงต่อร่างกาย ทำให้เกิดอาการ บวมน้ำ กระดูกผุ เยื่อบุกระเพาะอาหารบางลงอาจถึงขั้นกระเพาะทะลุ กล้ามเนื้อลีบ ภูมิต้านทานโรคต่ำ ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ได้ง่าย บางรายถึงขั้นไตวาย เป็นอันตรายถึงชีวิต นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่ มีผู้บริโภคแจ้งเรื่องร้องเรียนมาทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เกี่ยวกับยาสมุนไพร ที่มีลักษณะเป็นผงสีเหลืองคล้ายขมิ้น บรรจุอยู่ในซองพลาสติกใส โดยมีฉลากระบุว่า “สมุนไพรไทย เพื่อสุขภาพ แก้เลือดลม 12 จำพวก ปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือเหน็บชา กินข้าวไม่ได้ นอนไม่หลับ บรรเทาอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต หญิงชายผอมแห้ง กินแล้วราศีดีขึ้น” ระบุวันที่ผลิต 9 ธ.ค. 57 วันหมดอายุ 9 ธ.ค. 60 ทะเบียน G/ วางจำหน่ายจำนวนมากทางภาคเหนือ ซึ่งยาดังกล่าวไม่มีทะเบียนยา และมีการอวดอ้างสรรพคุณว่าเป็นสมุนไพรแก้ปวดที่สามารถรักษาโรคครอบจักรวาล โดยยาสมุนไพร ดังกล่าวนี้ มีชาวบ้านที่มีอาการเป็นแผลที่เท้า ซื้อไปกินเพื่อรักษาอาการปวดที่แผล เมื่อกินแล้ว หายปวดทันที แต่แผลที่เท้าบวมขึ้น จึงไปหาหมอเพื่อเจาะเอาหนองออก จนเกือบต้องตัดขาทิ้ง เมื่อนำยาไปตรวจสอบ พบมีส่วนผสมของสาร สเตียรอยด์ ยาสมุนไพรที่ตรวจพบส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ ถือว่ามี ความผิด เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เนื่องจากยากลุ่มสเตียรอยด์จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องใช้ภายใต้ การดูแลของแพทย์เท่านั้น เป็นยาที่มีผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายแทบทุกระบบ มีผลข้างเคียงสูง เช่น มีอาการบวมน้ำ กระดูกผุ เยื่อบุกระเพาะอาหารบางลงอาจถึงขั้นกระเพาะทะลุ กล้ามเนื้อลีบ ภูมิต้านทานโรคต่ำ ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ได้ง่าย บางรายถึงขั้น ไตวาย เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อย. มีความห่วงใยผู้บริโภค จึงขอเตือน ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาและซื้อยาดังกล่าวมารับประทาน และหากผู้ประกอบการซื้อยาชนิดนี้ มาจำหน่าย ถือว่ามีความผิดข้อหาขายยาโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รายงานโดย Health Mthai Team ที่มาข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 

แพ้ ยาแก้อักเสบ ทำให้เมาได้จริงหรือ?
ชาดำ /  สารตกค้าง / 

จากข่าวบันเทิงที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นข่าวของดาราชาย โฬม พัชฏะ ที่ไปออกงานอีเว้นท์งานหนึ่ง โดยระหว่างที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ หนุ่มโฬมก็มีอาการแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด อาทิ พูดเสียงสูง, พูดกระดกลิ้นรัว, ตาปรือ, หน้าซีด, ยืนไม่นิ่ง และมีท่าทางประกอบการพูดที่ผิดกับปกติไปมาก คล้ายคนที่มีอาการมึนเมา ทั้งนี้ทางผู้จัดการส่วนตัวของหนุ่ม โฬม พัชฏะ เผยเป็นอาการจากการเบลอและแพ้ยาแก้อักเสบที่กินเข้าไปก่อนที่จะมาร่วมงานดังกล่าว ซึ่งทำให้หลายคนสงสัยว่า การแพ้ ยาแก้อักเสบ จะทำให้เกิดอาการเบลอ มึนเมา ได้เช่นนี้หรือ? วันนี้เราเลยนำความรู้เกี่ยวกับ ยาแก้อักเสบ มาฝากกันค่ะ ไปดูกันเลยดีกว่า อย่างแรกเลยเราต้องทำความเข้าใจกันใหม่เสียก่อน เนื่องจากคนไทยมักชอบเรียกชื่อยาแบบผิดๆ ซึ่งมักเรียกยาปฏิชีวนะว่า "ยาแก้อักเสบ" ซึ่งเป็นการเรียกที่ไม่ถูกต้อง โดยยาปฏิชีวนะ และ ยาแก้อักเสบ แตกต่างกัน และใช้รักษาอาการป่วยที่ต่างกันด้วย โดยสรุปได้ง่ายๆดังนี้ ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin Antibiotics) อะมอกซิซิลลิน (Amoxycillin) เตตราไซคลีน (Tetracyclines) ซึ่งไม่มีฤทธิ์แก้ปวด หรือลดการอักเสบ ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส ใช้รักษาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น! เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นหนอง ยาแก้อักเสบ (NSAIDs ย่อมาจาก Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs) เป็นยาที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ แก้ปวด ลดไข้ เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน ซึ่งไม่มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียและไวรัส ใช้บรรเทาอาการปวด อาการอักเสบ เช่น ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ อาการเคล็ดขัดยอก เส้นเอ็นอักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ หากแพ้ยาปฏิชีวนะ และ ยาแก้อักเสบ จะมีอาการอย่างไร? อาการของคนแพ้ ยาปฏิชีวนะ พบบ่อย : อึดอัดในท้อง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ลำไส้ใหญ่อักเสบ มีอาการท้องเป็นตะคริวและท้องเดินอย่างรุนแรง ท้องเดินไม่หยุดจนกระทั่งอาจถ่ายเป็นเลือด ปากระบม ลิ้นเป็นฝ้า โลหิตจาง เลือดออกง่ายผิดปกติ จำนวนเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวลดต่ำ ติดเชื้อราในช่องปากและทวารหนัก พบได้น้อย : ระคายช่องคลอด เบื่ออาหาร คันนัยน์ตา และรู้สึกร้อนวูบวาบ พบได้น้อยมาก : ผิวหนังหรือตาขาวเป็นสีเหลือง อาการของคนแพ้ ยาแก้อักเสบ อาการแพ้แบบอันตราย ควรหยุดยาทันทีและปรึกษาแพทย์ในกรณีที่พบอาการดังต่อไปนี้ มีอาการแน่หน้าอก อ่อนแรง หายใจเหนื่อยหอบ อาการเตือนของสมองขาดเลือด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจาระดำ ไอเสมหะมีเลือดปน อาเจียนดำเหมือนน้ำโค๊ก บวมเท้า หรือน้ำหนักขึ้นมาก ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ คลื่นไส้อาเจียน แน่นชายโครง เบื่ออาหาร ปัสสาวะเข้ม อุจาระซีด ตัวเหลืองตาเหลือง มีผื่น เลือดออกง่ายกล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดอาการแพ้ชนิดรุนแรงได้แก่ ไข้ เจ็บคอ บวมใบหน้าหนังตา ผื่นลอกตามผิวหนัง ได้ Steven Johnson's syndrome,Erythema multiforme  ผลข้างเคียงจากยาที่พบโดยทั่วไป ระคายต่อกระเพาะ หากรับประทานขนาดยาไม่สูงและรับช่วงสั้นๆอาจจะมีอาการแน่นท้อง เสียดท้อง หากรับประทานยาในขนาดสูงและติดต่อกันเป็นเวลานานก็อาจจะทำให้เกิดโรคกระเพาะ และมีเลือดออกได้ ตับอักเสบ หากรับประทานยากลุ่มนี้ในขนาดสูงเป็นระยะเวลานาน ไต การใช้ยากลุ่มนี้แม้ว่าในระยะสั้นก็อาจจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และมีปัญหากับไต ดังนั้นคงต้องติดตามความดันและการทำงานของไต หูอื้อ พบมากในผู้ที่รับประทานยาในขนาดสูง มึนงง เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล เจ็บคอ ผื่นคันเล็กน้อย ได้รู้จักยาปฏิชีวนะและ ยาแก้อักเสบ รวมถึงอาการแพ้ยากันไปแล้วนะคะ ส่วนในกรณีของหนุ่ม โฬม พัชฏะ เอง เราก็ไม่ทราบว่าได้รับประทานยาตัวไหนไปเข้าไป และแพ้ยาตัวไหน เพราะผู้จัดการได้ออกมาบอกแค่ว่า ยาแก้อักเสบ เอาเป็นว่าหากเราป่วย ก็ควรพักผ่อน หาหมอและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีของตัวเองนะคะ แล้วอย่าลืมสังเกตตัวเองด้วยว่า แพ้ยาตัวไหนหรือเปล่า? ขอบคุณข้อมูลจาก : www.siamhealth.net www.vcharkarn.com Rational Drug Use (Facebook) เรียบเรียงโดย : health.mthai.com สปิริต โฬม เบลอยาแก้อักเสบ ยังไม่ทิ้งงาน ------------------------------------------------------------------------------------------------------

ระวัง! น้องหนูสะอาดเกินไป ก็ป่วยได้เหมือนกันนะ
จิ๋ม /  น้องหนู / 

น้องหนู สะอาดเกินไปไม่ใช่เรื่องดี        การดูแลจุดสงวนของผู้หญิงอย่างเราๆ หลายคนคิดว่าเป็น เรื่องง่าย อาบน้ำยังไงก็อาบจุดนั้นได้เหมือนกัน แต่ทว่าในทาง กลับกันหากทำความสะอาดมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียได้นะคะ          นอกเหนือจากกลไกการทำความสะอาดภายในช่องคลอดตามธรรมชาติไปแล้ว คุณผู้หญิงจะยังต้องรักษาความสะอาด บริเวณภายนอกช่องคลอดอย่างถูกต้อง โดยไม่ให้เสียสมดุล เนื่องจากบริเวณช่องคลอดนั้นมีเชื้อแบคทีเรียอยู่หลายชนิด ที่เป็นประโยชน์ อาทิ แลคโตแบซิลลัส แบคทีเรียซึ่งช่วยป้องกัน การติดเชื้อ ส่งผลให้ช่องคลอดมีสภาพเป็นกรด ยับยั้งการ เจริญเติบโตของแบคทีเรียตัวร้าย การขจัดสิ่งสกปรกจึงต้อง ไม่ทำลายแบคทีเรียตัวดี ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความ สะอาดจุดซ่อนเร้นโดยเฉพาะแบบที่เป็นสบู่ผสมน้ำหอมนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องใช้บ่อยครั้ง โดยสามารถใช้น้ำสะอาดล้าง แต่ไม่ควรฉีดน้ำแรง ๆ เข้าช่องคลอด หรือล้างลึกลุกล้ำเข้าไปภายใน เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อที่อุ้งเชิงกรานได้ สำหรับขนบริเวณอวัยวะเพศ ไม่ควรโกนทิ้ง เนื่องจากช่วย กรองฝุ่นละอองไม่ให้เข้าสู่อวัยวะเพศ ขณะที่อาการคันมักเกิด เพราะความอับชื้นของเหงื่อจากการสวมกางเกงชั้นในหรือ กางเกงที่รัดแน่นเกินไป หากไม่เปลี่ยนขนาดเครื่องนุ่งห่ม นานวันไปอาจมีปัญหาเชื้อราตามมา กลิ่นจากช่องคลอด ซึ่งไม่เหม็นรุนแรงนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ โดยกลิ่นจะเป็นเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่รับประทาน สารเคมี ในร่างกาย ช่วงการมีประจำเดือน หรือจากเหงื่อที่ขับออกมา อย่างไรก็ตาม ทุก ๆ 3 เดือน คุณผู้หญิงควรใช้กระจกส่องดู อวัยวะเพศเพื่อสังเกตความผิดปกติของขนาดหรือสี หาก มีลักษณะเปลี่ยนไปควรรีบไปพบสูตินรีแพทย์โดยด่วนค่ะ ขอบคุณเนื้อหาจาก www.lauriermybrand.com

35 เคล็ดลับ ที่รู้แล้ว ชีวิตคุณจะง๊าย..ง่าย ขึ้นอีกเย๊อะ
ชีวิตง่าย /  ชีวิตดี / 

วันนี้เรามี เคล็ดลับ น่ารู้มานำเสนอแก่สาวๆกันจ้า บอกเลยว่ามีประโยชน์ต่อชีวิตและทรัพย์สินเราทั้งนั้น และขอรับรองว่า ถ้าคุณรู้ เคล็ดลับ เหล่านี้แล้ว ชีวิตคุณจะง่ายขึ้นอีกเยอะ ไม่เชื่อก็ลองดู เพราะเรื่องรอบๆตัวเรานั้น แค่รู้ก็ได้ประโยชน์สุดๆแล้ว 1. เคยเป็นไหม แพคเกจพลาสติกเปิดย๊ากยาก ลองใช้ที่เปิดกระป๋องก็ช่วยได้นะ แถมยังช่วยรักษาแพคเกจนั้นให้สามารถเก็บไว้ได้อีก 2. มาสคาร่าแห้งแล้ว ลองเต็มน้ำเกลือ หรือ น้ำยาล้างคอนแทค ลงไปนิดหน่อย ยืดอายุการใช้งานได้อีกนิด ภาพจาก ModaMob 3. กระดาษรองนั่งในห้องน้ำ นำมาใช้ซับหน้าที่มันได้ (เพราะคุณสมบัติของมันเหมือนกระดาษซับมัน) 4. จุกไวน์ นำมาประดิษฐ์เป็นสวนจิ๋ว เล็กๆน่ารักๆได้ ภาพจาก everafterblueprint.com 5. ฟังเพลงจากไอโฟน แล้วอยากให้ได้เสียงดังขึ้น แค่วางไว้ในถ้วย เสียงก็จะดังกังวาลขึ้น ภาพจาก realsimple.com 6. ใช้สติกเกอร์ตาไก่ ช่วยให้คุณเพ้นท์เล็บลาย Half-moon ได้ง๊ายง่ายด้วยตัวเองแถมสนุก ภาพจาก s3.amazonaws.com 7. แผ่นดีวีดีตกล่องเวลาเล่น เอากล้วยทา ช่วยให้ลื่นไหลไม่มีสะดุด 8. ลืมพกลิปสติกมา ใช้ลูกอมสตอเบอรี่สีแดงๆ แทนได้ แค่นำมาบดๆใส่น้ำจิ๊ดนึงแล้วก็นำมาทาปากได้เลย ภาพจาก pics.livejournal.com 9. ผสมน้ำกับน้ำยาปรับผ้านุ่ม ให้กลายเป็นครีมนวดผมสำหรับผมบาร์บี้ตัวโปรด ภาพจาก dizzysplayhouse.com 10. กระเป๋าสาวๆทั้งรก ทั้งของเยอะ รักษาความสะอาดโดยที่ไม่ต้องรื้อกระเป๋าออมา ด้วยลูกกลิ้งดูดขน ง่ายป่ะล๊ะ ภาพจาก realsimple.com 11. ใช้สเปรย์ฉีดด้านในแก้ว เวลานำมาจุดเทียน เพื่อไม่ให้แก้วใบสวยเลอะน้ำตาเทียนและมีรอยไหม้ ภาพจาก realsimple.com 12. กินมาร์ชเมลโลว์ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ ภาพจาก 7thhouseontheleft.com 13. ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ ห่อสิ่งของที่มีกลิ่นก่อนนำเข้าตู้เย็น จะช่วยดูดกลิ่นได้ ภาพจาก realsimple.com 14. โดนคลอรีนกัดผมจนผมเป็นสีเขียว ใช้ยาแอสไพรินช่วยรักษาให้ผมกลับมาดำได้ ด้วยการ นำแอสไพริน 8เม็ดละลายในน้ำอุ่นนิดหน่อยแล้วนำมาหมักผมทิ้งไว้ 10-15นาทีแล้วล้างออก ภาพจาก www2.pictures.zimbio.com 15. ถุงเท้าเก่า นำ มามวยผมบัน ได้เหมือนกันนะจ๊ะ น่ารักด้วย 16. ขวดสูญญากาศเปิดยาก ใช้ช้อนช่วยเปิดง่ายนิดเดียว ภาพจาก images.teamsugar.com 17. ใช้หนังยางช่วยเพ้นท์เล็บให้สนุกได้อีก 18. ที่เปิดกระป๋องน้ำอัดลม นำมาใช้แขวนรูปภาพแทนตะขอได้ ภาพจาก blog.makezine.com 19. วิควาโปรับ รักษาเชื้อราที่เล็บเท้าได้ 20. มายองเนส ทำให้รอยคราบบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ หายไปได้ แค่เอามาทาบริเวณที่เปื้อนแล้วเช็ดออก ภาพจาก charlesandhudson.com 21. ผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำในขวดสเปร์ยแล้วนำมาฉีดที่ผ้านิดหน่อย ช่วยให้คลายยับได้ 22. ทัพเพอร์แวร์ หรือ กล่องพลาสติกที่ใช้ในครัว นำมาใช้เป็นถังขยะในรถได้เช่นกัน ภาพจาก imgur.com 23. หยดวอดก้านิดหน่อย กับ น้ำตาล 1ช้อนโต๊ะ ลงในน้ำที่ใส่ดอกไม้ในแจกัน ทำให้ดอกไม้บานสวยนานขี้น ภาพจาก thedailygreen.com 24. ใช้ยาลดกรดในกระเพาะ (แบบเม็ดฟู่) 2เม็ด โยนใส่ชักโครก ทิ้งไว้ 20 นาที แค่นี้ก็สะอาดแล้ว ภาพจาก blogcdn.com 25. เจลทำความสะอาดมือ ใช้ทำความสะอาดรอยเปื้อนจากหมึกได้ ภาพจาก onegoodthingbyjillee.com 26. ไหมขัดฟัน ใช้ตัดชีส แอปเปิ้ล หรือ เค้กได้นะ รู้ป่ะ ภาพจาก hecooksshewines.com 27. ใช้หมวกคลุมอาบน้ำ มาห่อรองเท้าเวลาแพคกระเป๋าเดินทาง สะดวกดีนักแล ภาพจาก realsimple.com 28. ใช้เส้นสปาเก็ตตี้ดิบ มาจุดเทียน ในกรณีที่ใส้เทียนไขจุดยาก หรือมือเข้าไม่ถึง ภาพจาก realsimple.com 29. ใช้ถุงชาประคบ ผิวที่โดนแดดไหม้ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บแสบได้ ภาพจาก instructables.com 30. มัสตาร์ด ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด จากการโดนไฟลวกได้ ภาพจาก instructables.com 31. ชีสที่ขึ้นรา แค่ตัดส่วนที่ขึ้นราทิ้ง หรือ ถูบริเวณที่เป็นราออก ก็ยังเก็บไว้กินได้อีก ภาพจาก instructables.com 32. โดนยุงหรือแมลงกัด ใช้สก็อตเทป หรือ ยาทาเล็บ ทาบริเวณที่ถูกกัด ช่วยลดอาการคันได้ เพราะปิดอากาศไม่ให้โดนจุดที่โดนกัดจะยับยั้งอาการคันได้ชงัดเชียวล่ะ ภาพจาก thaimedicalnews.com 33. ใช้ไดร์เป่าผม เป่ากระจกหลังจากอาบน้ำอุ่นแล้วไอน้ำเกาะเป็นคราบที่กระจก กระจกจะใสปิ๊งโดยไม่ต้องเช็ด 34. หากไฟลุกขยะที่กำลังทำอาหาร โยนเบคกิ้งโซดาใส่ไปในเปลวไฟ จะช่วยให้มันดับลงและไม่ขยายวงกว้างออกไป 35. รองเท้าใช้เปิดขวดไวน์ได้นะ ดูวิธีได้จากคลิปเลย แล้วก็อย่าลืมแบ่งปันเรื่องดีๆ กับเพื่อนๆกันด้วยล่ะ แชร์เลยจ้า เรื่องโดย Women Mthai Team ที่มาจาก buzzfeed

อีโบลา คือ อะไร อันตรายที่กำลังระบาดไปทั่วโลก
อีโบลา /  อีโบลา คือ / 

อีโบลา คือ อะไร อันตรายที่กำลังระบาดไปทั่วโลก ถึงโลกเราจะมีการพัฒนาการไปไกล จนมีเครื่องมีการแพทย์ที่ครบครันและทันสมัยก็ตาม แต่ก็มีบางโรคที่วงการแพทย์ยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้ อย่างเช่นโรค อีโบลา ที่ล่าสุดได้มีการรบาดแถบแอฟริกาตะวันตก ประเทศกินี ไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน ซึ่งเริ่มแพร่ระบาดมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่าน และองค์การอนามัยโลกได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า จำนวนผู้ที่เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสอีโบลานั้นพุ่งไปอยู่ที่ 672 คนเลยทีเดียว ทาง Men.MThai เราก็เลยอยากจะนำเสนอ ความเป็นมาของโรค อีโบลา คือ อะไร เพื่อที่เพื่อนๆ จะได้รู้จักและป้องกันตัวได้ทันครับ อีโบลา คือ อะไร โรคไวรัส อีโบลา หรือ ไข้เลือดออกอีโบลา เป็นโรคของมนุษย์ที่เกิดจากไวรัสอีโบลา เริ่มมีอาการสองวันถึงสามสัปดาห์หลังสัมผัสกับไวรัส โดยมีไข้ เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อและปวดศีรษะ จากนั้นมีคลื่นไส้ อาเจียนและท้องร่วงร่วมกับการทำหน้าที่ของตับและไตลดลง เมื่อถึงจุดนี้ บางคนเริ่มมีปัญหาเลือดออก ประชากรรับโรคนี้ครั้งแรกเมื่อผู้ป่วยสัมผัสกับเลือดหรือของเหลวร่างกายจากสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น ลิงหรือค้างคาวผลไม้ เชื่อว่าค้างคาวผลไม้เป็นตัวพาและแพร่โรคโดยไม่ได้รับผลกระทบจากไวรัส เมื่อติดเชื้อแล้ว โรคอาจแพร่จากคนสู่คนได้ ผู้ที่รอดชีวิตอาจสามารถส่งผ่านโรคได้ทางเพศสัมพันธ์เป็นเวลาเกือบสองเดือน ในการวินิจฉัย ต้องแยกโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกันออก เช่น มาลาเรีย อหิวาตกโรคและไข้เลือดออกจากไวรัสอื่น ๆ จากนั้น อาจทดสอบเลือดหาแอนติบอดีต่อไวรัส ดีเอ็นเอของไวรัส หรือตัวไวรัสเองเพื่อยืนยันการวินิจฉัยการป้องกันรวมถึงการลดการระบาดของโรคจากลิงและหมูที่ติดเชื้อสู่คน ซึ่งอาจทำได้โดยการตรวจสอบหาการติดเชื้อในสัตว์เหล่านี้ และฆ่าและจัดการกับซากอย่างเหมาะสมหากพบโรค การปรุงเนื้อสัตว์และสวมเสื้อผ้าป้องกันอย่างเหมาะสมเมื่อจัดการกับเนื้อสัตว์อาจช่วยได้ เช่นเดียวกับสวมเสื้อผ้าป้องกันและล้างมือเมื่ออยู่ใกล้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคดังกล่าว ตัวอย่างจากผู้ป่วยควรจัดการด้วยความระมัดระวังเพิ่มขึ้น ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการรักษาไวรัสอย่างจำเพาะโดยความพยายามช่วยเหลือผู้ป่วยมีการบำบัดคืนน้ำ (rehydration therapy) ทางปากหรือหลอดเลือดดำ โรคนี้มีอัตราตายสูง โดยอาจถึง 90% ตรงแบบเกิดในการระบาดในเขตร้อนแอฟริกาใต้สะฮารา ระหว่างปี 2519 ซึ่งมีการระบุโรคครั้งแรก และปี 2555 มีผู้ติดเชื้อน้อยกว่า 1,000 คนต่อปี มีการระบุโรคนี้ครั้งแรกในประเทศซูดานและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แม้จะมีความพยายามพัฒนาวัคซีนอยู่ แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีวัคซีน อาการโรคและการติดโรค อีโบลา คือ อะไร อาการของโรคมีความผันแปรและมักเกิดฉับพลัน อาการแรกเริ่มได้แก่การมีไข้สูง (อย่างต่ำ 38.8°C หรือ 102°F) ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ ข้อและช่องท้องรุนแรง อ่อนเพลียอย่างหนักและวิงเวียนศีรษะ ในช่วงแรกๆ ที่เกิดการระบาดและยังไม่เป็นที่รู้จักมากมักวินิจฉัยว่าเป็นไข้มาลาเรีย ไข้ไทฟอยด์ ท้องร่วง ไข้หวัดใหญ่ รวมทั้งโรคอื่นๆ ที่เกิดจากแบคทีเรียซึ่งมีอาการคล้ายกันแต่ไม่รุนแรงถึงชีวิต อาการอาจร้ายแรงขึ้น เช่นท้องร่วงอย่างแรง อุจจาระกลายเป็นสีดำหรือแดงจัด อาเจียนเป็นโลหิต ตาแดงจัด ความดันโลหิตลดต่ำกว่า 90/60 ไต ม้ามและตับได้รับความเสียหาย อัตราการตายสูงมากถึงระหว่าง 50% - 90% สาเหตุที่ตายเกิดจากขาดเลือด หรืออวัยวะวาย การรักษา อีโบลา คือ อะไร ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาจำเพาะสำหรับโรคไวรัสอีโบลา มีแต่เพียงการรักษาประคับประคอง ได้แก่ทำหัตถการแบบรุกล้ำให้น้อยที่สุด รักษาสมดุลอิเล็กโตรไลต์และสารน้ำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ให้สารต้านการแข็งตัวของเลือดในระยะแรกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดแบบแพร่กระจาย (DIC) ให้สารช่วยการแข็งตัวของเลือดในระยะท้ายเพื่อควบคุมไม่ให้มีเลือดออก รักษาระดับออกซิเจน บรรเทาอาการปวด และใช้ยาต้านเชื่อแบคทีเรียหรือยาต้านเชื้อราเพื่อรักษาการติดเชื้อซำซ้อน (ถ้ามี)

ดูแลปัญหา ผมร่วง ได้ง่ายๆ ด้วยสมุนไพรใกล้ตัว
ปัญหาผมร่วง /  ผมน้อย / 

ผมนุ่มสวย ใครๆ ก็ชอบ แต่หากวันใดอยู่ดีๆ เส้นผมแสนรักพากันหลุดร่วง โบกมือลาหนังศีรษะไปกับหวีบ้างพื้นห้องบ้าง เก็บได้ครั้งละเป็นกำ ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆ แม้ว่าตามวงจรอายุของ เส้นผม โดยเฉลี่ยคนเราจะสามารถมี ผมร่วง ได้ถึง 50 - 100 เส้น จากเส้นผมทั้งศีรษะทั้งหมดประมาณ 100,000 เส้น แต่ปริมาณผมที่ร่วงมากๆ จนหนังศีรษะบางเป็นผลต่อบุคลิกภาพและความงาม ทำให้สูญเสียความมั่นใจได้ง่ายๆ เรื่องของ ผมร่วง จึงเป็นปัญหาโลกแตกที่มีคนหลายต่อหลายคนเป็นทุกข์อยู่ขณะนี้ ก่อนจะเสียเงินทองมากมายไปกับสถานเสริมความงามคลินิกศัลยกรรมต่างๆ ที่โฆษณาว่ารักษาได้คุณควรดูสภาพปัญหาของตัวเองก่อนว่าผมคุณร่วงจนถึงขั้นเรียกว่าปัญหาหรือเปล่า และเป็นปัญหาแบบใด โดยทั่วไปแล้ว ผมร่วง แบ่งออกเป็น 4 ลักษณะใหญ่ๆ ที่มีสภาพปัญหาและสาเหตุต่างกัน คือ 1. ผมร่วง เป็นหย่อมเป็นวง บางคนอาจขยายวงใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ เกิดจากหลายสาเหตุทั้งการแพ้ยา โรคภูมิแพ้ ภาวะเครียดผิดปกติแพ้สารเคมีบางอย่าง ซึ่งควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะอาจเป็นอาการเตือนถึงปัญหาสุขภาพที่คุณอาจคาดไม่ถึง และจะได้แก้ปัญหาอย่างถูกวิธี 2. ผมร่วง ที่เกิดจากการดึงรั้งเส้นผม การรัดผมตึงแน่นเป็นเวลานาน หรือการดึงผมเล่นบ่อยๆ ทำให้รากผมอ่อนแอและหลุดร่วงได้ ผมร่วง เพราะสาเหตุนี้ สังเกตได้จากผมจะเริ่มบางเป็นแนวตามแสกกลางศีรษะ 3. ผมบางอันเนื่องมาจากฮอร์โมน ซึ่งสาเหตุมาจากอายุและกรรมพันธ์ุ เนื่องจาก เส้นผม ที่เคยแข็งแรงจะเปลี่ยนขนาดเล็กลงผมใหม่ไม่ขึ้นอีกหรือขึ้นน้อย ผมร่วง ลักษณะนี้ไม่สามารถรักษาได้ นอกจากการทำใจยอมรับสภาพ แต่บางรายอาจจำเป็นต้องพึ่งศัลยกรรมมักพบในชายอายุตั้งแต่ 30 - 40 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนก็อาจประสบกับปัญหานี้ด้วยเช่นกัน 4. ผมร่วง อันเนื่องมาจากเชื้อรา จะมีลักษณะเป็นวงหรือหย่อม เอาเล็บขูดดูจะเป็นขุยสีขาวๆ คล้ายรังแค มีอาการคัน สามารถรักษาได้ด้วยตัวเอง โดยการสระผมด้วยแชมพูที่มีส่วนผสมของคีโตโคนาซอล 2 เปอร์เซ็นต์ และรักษาหนังศีรษะให้แห้งและสะอาดอยู่เสมอ นอกจากนี้ ผมร่วง ยังอาจเกิดจากความเครียดทางร่างกาย เช่น รถชน ร่างกายถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง และด้านจิตใจเช่น การสูญเสียคนรัก กังวลเรื่องงาน ภาวะวิตกกังวล การตกใจ อดนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ และโรคเรื้อรังอย่างต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ รวมไปถึงคนที่รับประทานโปรตีนไม่เพียงพอ การรับประทานโปรตีนจากถั่วและไข่จะช่วยบำรุงให้ผมแข็งแรงได้ ข้อควรระวังเพื่อป้องกัน ผมร่วง ไม่ควรใช้แชมพูที่มีฟองมากหรือมีความเป็นด่างมากเกินไป สังเกตได้หลังสระผม เอามือถูเส้นผมแล้วมีความหนืด แสดงว่าแชมพูนั้นมีความเป็นด่างมากเกินไปสำหรับผมเรา หลังสระผมทุกครั้ง ควรหวีและเป่าให้ผมแห้ง ไม่ควรปล่อยให้ผมแห้งเอง หรือนอนหลับไปทั้งที่ผมยังไม่แห้ง เพราะเสี่ยงอย่างยิ่งต่อเชื้อรา หลังการใช้สเปรย์ มูส ตกแต่งทรงผมทุกครั้ง ควรสระผมให้สะอาด ไม่ควรรัดผมหรือเกล้าผมตึงเกินไป ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ระหว่างลดความอ้วนควรรับประทานเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองบ้าง เพื่อป้องกันการขาดโปรตีน หาก ผมร่วง มากผิดปกติโดยหาสาเหตุไม่ได้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรซื้อยาใช้เอง หรือเชื่อคำโฆษณาของสถานเสริมความงาม เพราะ ผมร่วง มีหลายแบบ ต้องรักษาที่สาเหตุ สมุนไพรรักษา ผมร่วง ของในครัวใกล้ๆ มือเหล่านี้อาจช่วยคลายทุกข์ให้คุณได้ สูตรที่ 1 นำไข่แดงผสมกับว่านหางจระเข้ที่ปอกเปลือกแล้วในปริมาณเท่าๆ กันผสมน้ำมันมะกอก 5 ซี.ซี. ปั่นให้เข้ากันนำมาหมักผมทิ้งไว้ 30 นาที ทำอาทิตย์ละครั้ง สูตรที่ 2 นำมะกรูด 4 ผล ต้มให้นิ่มคั้นน้ำเอามานวดคลึงหนังศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เหมาะสำหรับ ผมร่วง ที่เกิดจากแชมพูเป็นด่างมากเกินไป สูตรที่ 3 เอาขิงแก่มาตำให้ละเอียด ทำเป็นลูกประคบไว้ปากหม้อน้ำเดือดจนลูกประคบร้อนแล้วจึงนำไปประคบบริเวณที่ ผมร่วง พอเย็นแล้วกลับไปวางใหม่ ทำซ้ำติดต่อกันประมาณ 30 นาที เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ผมจะหยุดร่วง สูตรที่ 4 นำผักบุ้งหรือใบบัวบกมาคั้นเอาแต่น้ำหมักผมครั้งละประมาณ 20 นาที จะช่วยกระตุ้นผมที่งอกขึ้นมาใหม่ ขอบคุณที่มาจาก : Health&Cuisine มิถุนายน, Issue 5

ทำไมฉันถึง กิน ไม่หยุด ?
กิน /  กินเยอะ / 

กิน พิซซ่าร้อนๆ ตามด้วยสลัดสักจาน, ไก่ทอด, สปาเก็ตตี้ ตบท้ายด้วยไอศกรีม แต่อาหารไทยก็น่าอร่อย เลยต่อด้วยแกงเขียวหวาน, หมี่กรอบ, ข้าวเหนียวมะม่วง อืมม์อร่อยจัง แต่ เอ..ทำไม่ยังไม่อิ่มเสียทีละ ?...ถ้าคุณเป็นอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ควรรีบเก็บของ กิน ที่อยู่ในมือ แล้วหันมาใส่ใจบริโภคข้อมูลเรื่องนี้กันสักหน่อย ก่อนที่อาการกระเพาะคราก, ระบบการย่อยอาหารผิดปกติ,  อ้วน และอีกสารพัดโรคภัยจะถามหา สาเหตุจากโรคทางกาย เบาหวาน เกิดจาก ฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่นำน้ำตาลมาสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน มีปริมาณที่ไม่สมดุล หรือบางกรณีไม่มีฮอร์โมนนี้เลย ทำให้ดึงน้ำตาลมาใช้พลังงานในเซลล์ได้น้อย ทั้งที่ปริมาณน้ำตาลในเลือดมีสูง ทำให้ร่างกายรู้สึกขาดพลังงานอยู่ตลอดเวลา ผู้ป่วยจึงรู้สึกหิว การรักษา หากคุณยังตรวจไม่พบว่าเป็น เบาหวาน แต่เริ่มมีพฤติกรรมที่ส่อแวว และคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้ ควรรีบปรับพฤติกรรมการ กิน ให้น้อยลง ลดอาหารที่มีรสหวาน และควรหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ถ้าตรวจพบว่าเป็นเบาหวานแล้ว นอกจากคุณจะต้องจัดระเบียบชีวิตเหมือนข้างต้นแล้ว ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาควบคู่กันไป โรคต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ ( Graves's disease ) เชื่อว่าโรคนี้เป็นผลจากพันธุกรรม หรือเกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยเมื่อภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อเยื่อของตัวเอง แอนติบอดี้ในโลหิตจะเกิดการกระตุ้นให้ผลิตฮอร์โมนธัยรอยด์เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการเผาผลาญอาหาร และพลังงานมากขึ้นตามไปด้วย ผู้ป่วยจึงไม่ค่อยนิ่ง อยู่เฉยไม่ได้ และรู้สึกหิวบ่อย กิน เยอะ แต่กลับไม่อ้วน การรักษา การรักษาด้วยการ กิน ยาลดฮอร์โมนธัยรอยด์ การผ่าตัดต่อมธัยรอยด์ การ กิน น้ำแร่ (ไอโอดีน) กลุ่มอาการคุชชิ่ง(Cushing's Syndrome) จากความผิดปกติของร่างกาย มีสาเหตุจากฮอร์โมนสเตียรอยด์ในร่างกายถูกหลั่งออกมาผิดปกติ เนื่องจากต่อมใต้สมอง และต่อมหมวกไตชั้นนอกเกิดเนื้องอก หรือได้รับความกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ  หรือมีการทำลายเซลล์ประสาทบริเวณนั้น  ซึ่งฮอร์โมนที่หลั่งออกมาในปริมาณที่ผิดปกติจะทำให้ผู้ป่วยหิวบ่อย ผู้ป่วยโรคนี้จะมีลักษณะอ้วนกลางลำตัว แต่แขนขาลีบ และหน้ากลมเป็นพระจันทร์ การรักษา กิน ยาต้านเชื้อราชื่อ คีโตโคนาโซล ที่มีฤทธิ์ลด และทำลาย ฮอร์โมนคอติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนสเตียรอยด์ที่ต่อมทั้งสองหลั่งออกมามากเกินไป ตรวจหา และผ่าตัดเนื้องอกที่เกิดขึ้น ความผิดปกติของสมองส่วนไฮโปธาลามัส เป็นสมองส่วนที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของต่อมใต้สมอง ควบคุมความหิว อิ่ม และกระหายน้ำโดยตรง  ความผิดปกติของสมองส่วนนี้ เกิดขึ้นจากการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ หรือเป็นเนื้องอก การรักษา ทำการฉายแสง หรือผ่าตัดเนื้องอกที่เกิดขึ้น ถ้ามีสาเหตุจากการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ จะทำการรักษาไม่ได้ แต่อาจใส่ใจเรื่องการจัดสัดส่วนและประเภทอาหารที่รับประทาน และออกกำลังกายแทน โรค บูลีเมีย (Bulimia nervosa) เป็นโรค กิน ไม่หยุด โดยมีลักษณะการ กิน ที่เรียกว่า Binge eating คือ ลักษณะการ กิน อาหารต่อเนื่องในปริมาณมากๆ ในคราวเดียว เมื่อเทียบปริมาณอาหาร และเวลาที่ใช้รับประทานกับคนปกติ เป็นลักษณะอาการทางจิตอย่างหนึ่ง ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมตัวเองในเรื่อง กิน ได้  ลักษณะของคนเป็นโรคนี้จะชอบแอบไป กิน คนเดียว เพื่อไม่ให้ใครพบเห็น สมาคมจิตแพทย์อเมริกันแบ่ง ผู้ป่วยบูลีเมีย ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มผู้ป่วยที่ขับอาหารที่ กิน ออกมาหลัง กิน เสร็จ เช่น กระตุ้นให้ตัวเองอาเจียน กิน ยาถ่าย สวนอุจจาระออก พวกนี้จะไม่อ้วน บางคนกลับผอม 2.ผู้ป่วยที่หาทางออกอื่น เช่น กิน สลับกับอด หรือออกกำลังกายอย่างหักโหม ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติทั่วไป ถึงน้ำหนักจะลดบ้างแต่ก็ไม่มาก 3.กลุ่มที่ไม่ทำอะไรเลย กลุ่มนี้ค่อนข้างเป็นกันน้อย ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะไม่ทำอะไรเลย กิน อย่างเดียว กลายเป็นคนอ้วนในที่สุด สาเหตุของโรคนี้ คือ ปัจจัยทางชีวะภาพ เช่น พันธุกรรม ปัจจัยด้านจิตใจ เช่น ขาดความอบอุ่นในครอบครัว การเลี้ยงดูในวัยเด็ก ปัจจัยด้านสังคม และวัฒนธรรม เช่น ค่านิยมต่างๆ ผลกระทบต่อร่างกายของการ กิน ไม่หยุดในผู้ป่วย Bulimia กระทบต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้กระเพาะคราก และทำงานผิดปกติ ต่อมน้ำลายอักเสบ จากการล้นของกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้หัวใจเต้นช้าลง , เกิดภาวะโปแตสเซียมต่ำ (จากการอาเจียนอาหาร) , ความดันโลหิตให้ต่ำลง ถ้าเป็นนานๆ ก็อาจจะทำให้ระบบเลือดในร่างกายผิดปกติ ซีด ไขมันในเลือดผิดปกติ กล้ามเนื้ออักเสบ กระดูกจาง ผิวหนังแห้งแตก สูญเสียกรดในกระเพาะอาหารในขณะอาเจียน กรดซึ่งทะลักจากกระเพาะผ่านหลอดอาหาร ทำให้หลอดอาหารส่วนปลาย และฟันถูกกัดกร่อน เกิดฟันผุ และอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดมะเร็งหลอดอาหารได้ พวกที่ใช้ยาถ่าย ยาสวนทวาร หรือยาขับปัสสาวะ จะทำให้เสียเกลือแร่ ปอดอักเสบติดเชื้อ จากการลำลักอาหารในเวลาอาเจียน กระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง และคลื่นสมองผิดปกติ ประจำเดือนมาน้อยลง แต่ไม่ถึงกับขาดประจำเดือน กรณีผู้ป่วยที่ออกกำลังกายอย่างหักโหมก็จะทำให้ร่างกายสึกหรอ ข้อ เข่าเสื่อม การรักษา 1.ใช้วิธีจิตบำบัด ซึ่งทำได้ยากพอควรประกอบกับผู้ป่วยไม่ยอมเข้ารับการรักษา 2.ทำโดยพฤติกรรมบำบัด (CBT) เริ่มจาก บันทึกเหตุการณ์ของการ กิน ไม่หยุด ว่าอะไรคือตัวกระตุ้น และถ้าหยุดพฤติกรรมจะเกิดความไม่สบายใจอย่างไร สอนให้ผู้ป่วยรู้จักผ่อนคลาย เพื่อจัดการกับความเครียดจะได้ไม่ต้องไป กิน ไม่หยุด สอนผู้ป่วยให้เรียนรู้กับการเผชิญปัญหา ให้ต่อสู้กับปัญหาของตนเองใช้เวลาในการเก็บข้อมูลประมาณ 3 - 6 เดือน 3.อาจต้องรักษาอาการต่าง ๆ ทางร่างกาย ที่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นผลกระทบควบคู่ไปด้วย กิน ได้เยอะเพราะผลจากยา ยาที่ทำให้คุณรู้สึกหิว และกินได้จุคือ ยาคุมกำเนิด และยาสเตียรอยด์ การรักษา หยุดยาที่ กิน อยู่ ส่วนการ กิน จุบจิบในชีวิตประจำวัน หรือ กิน เพื่อคลายเครียดนั้น จิตแพทย์บอกว่า อาจเพราะคุณต้องการหาทางออกในเวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้น หรือคุณอาจขาดการฝึกวินัยให้กับตัวเองในเรื่องการ กิน อาหาร ก็เลยชอบ กิน จุบจิบ ไม่เป็นเวลา แนวทางการรักษาอาการนี้ก็คือ คุณต้องรู้จักที่จะเผชิญ และแก้ปัญหาให้ถูกจุด รวมถึงการฝึกวินัยให้กับตัวคุณเอง เพียงเท่านี้คุณก็จะละนิสัยเสียเรื่องการ กิน ได้แล้วละครับ ขอบคุณที่มาจาก : Health&Cuisine มิถุนายน, Issue 53

10 ของใช้ใกล้ตัว น่ากลัวติดโรค
ของใช้ /  สุขภาพ / 

10 ของใช้ใกล้ตัว น่ากลัวติดโรค ........สุขภาพที่เจ็บป่วยอย่างไม่รู้สาเหตุ แท้ที่จริงไม่ต้องคิดหาคำตอบให้ยาก เพราะต้นตอกลับอยู่ที่ของใช้ใกล้ตัว ที่ผู้ใช้ขาดการรักษาความสะอาด ........ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ ผู้อ่านรักษ์สุขภาพต้องลองอ่าน 10 ของใช้ติดตัว น่ากลัวติดโรค โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า เกิดเป็นคนแม้ไม่พ้นเชื้อแต่ก็พยายามช่วยลดมันลงได้แค่เพียงไม่มองข้าม “ของติดตัว” และ “ ของใช้ ใกล้ตัว” ที่น่ากลัวได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าดังต่อไปนี้ครับ คอนแทคเลนส์ ติดตัวติดที่ตา ขออย่าใส่นอนข้ามคืนหรือแม้เป็นชนิดที่ใส่นอนได้ก็ไม่ควรอยู่ดีเพราะกระจกลูกตามีอาหารกินอยู่ทางเดียวคืออากาศ ด้วยมันปราศจากเส้นเลือดเลี้ยงจึงเป็นของที่ควรเปิดโล่งให้รับลมจะดีกว่าครับ หมวกกันน็อค กับที่คาดผม ของติดศีรษะที่นำสิวมาให้ได้ โดยเฉพาะในหมวกกันน็อค ส่วนที่คาดผมหรือที่รัดผมนั้นจะทำให้ผมร่วงง่ายกลายเป็นคนผมบางไปโดยไม่รู้ตัว ขอให้ใช้หมวกกันน็อคตากแดดบ้าง ส่วนที่รัดผมขอพักไว้เวลาวันหยุดบ้างก็ได้ครับ เหล็กดัดฟัน-ฟันปลอม ของที่ติดอยู่ในช่องปากเช่นนี้ดึงเข้าดึงออกแต่ละทีก็เหมือนเติมเชื้อใส่เข้าไป เป็นของที่มีซอกมุม ทำความสะอาดยาก หากไม่แน่ใจเสียแล้วก็จะทำให้เชื้อสะสมอยู่ที่เหงือกกลายเป็นโรคคลาสสิกอย่างรำมะนาดหรือปริทนต์ได้ สร้อยคอ สร้อยแขน ของที่แสนใกล้ตัวและราคาแพงเช่นนี้ไม่ได้การันตีความไม่ป่วย ด้วยสร้อยที่เป็นโลหะจำพวก “นิเกิล” และ “โรเดียม” มีโอกาสกระตุ้นภูมิได้ในผู้ที่ไวต่อมันกลายเป็นผื่นแดงมีอาการคัน ส่วนในท่านที่ใส่สร้อยที่เป็นเชือกหรือวัสดุธรรมชาติก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้ดีตามเส้นใยที่ว่านั้นต้องระวังเชื้อรากันด้วย กระเป๋าถือ ไม่ว่าจะสะพายไขว้หน้าราคาเรือนแสนหรือกระเป๋าสตางค์ใบจ้อยกะร่อยกะหริบก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้พอกัน อย่าลืมว่ามันเป็นส่วนที่ต้องออกไปท่องโลกกว้างพร้อมกับตัวท่านทุกวัน แต่กลับไม่ค่อยได้อาบน้ำท่าทำความสะอาดเหมือนคน เพราะไม่อย่างนั้นหนังอาจเสื่อมเร็ว ดังนั้นควรระวังเรื่องความชื้นและกระเป๋าที่มีซอกหลืบเยอะให้ดี มืออนามัย แม้จะใส่เพื่อความสะอาดแต่ก็อาจป่วยได้โดยเฉพาะถุงมือยางที่เรียกว่า “ลาเท็กซ์” ทั้งในบุคคลากรแพทย์หรืออาชีพที่ต้องใส่ถุงมือทำงาน จะมีอาการ “แพ้” ได้กลายเป็นตุ่มใสบ้างแดงบ้างแถมคันคะเยอ หรือเผลอๆเหงื่อออกก็ได้เชื้อราแถมตามง่ามนิ้ว พอถึงเวลาถอดถุงมือออกมาดูพุพองน่าสยองไป นาฬิกาข้อมือ ถือเป็นของติดตัวใส่กันตลอดทั้งในยามทำงาน,ออกกำลังกายหรือแม้ในเวลาอาบน้ำ ทำให้ซอกนาฬิกาเป็นบ้านอันผาสุกของเชื้อโรคได้ จึงอยากขอให้พักข้อมือบ้าง โดยการถอดนาฬิกาในเวลานอนและอาบน้ำเพราะนั่นคือช่วงที่เชื้อจะสะสมได้มากที่สุด รวมถึงแหวน,สร้อยและเครื่องประดับติดตัวอื่นด้วยนะครับ จะได้ทำให้เวลานอนคือเวลาพักผ่อนปลอดพันธนาการที่แท้จริง ชั้นในและกางเกงเข้ารูป รัดจนหน้าตูบแถมยังทำให้เจ็บป่วยจากโรคอย่างกรดไหลย้อนในกรณีใส่เสื้อรัด หรือกดเส้นประสาทจนหน้าขาชาอย่างกรณีใส่กางเกงขาเดฟรัดติ้วแล้วยังมีกระเป๋าสตางค์กดอีก ส่วนในกรณีที่ร้อนจัดมีเหงื่อออก เครื่องรัดกายที่แน่นตัวเช่นนี้จะเรียกทั้งเชื้อราผิวหนังแล้วยังตกขาวในสาวๆได้อีกด้วย รองเท้า เป็นแหล่งรวมดาวเชื้อโรคอย่างแท้จริงเพราะไปวิ่งไปเดินมาร้อยเอ็ดย่านน้ำแล้วพอถึงเวลากลับมาบ้านเหนื่อยก็ถอดทิ้งไว้เฉยๆรวมกันอยู่บนชั้นวาง หรืออย่างชีวิตชาวคอนโดฯที่ต้องใช้ที่ร่วมกันอย่างประหยัดก็ทำให้ชั้นวางเกือกแออัดราวกับมหกรรมย่อมๆซึ่งทำให้ชั้นวางรองเท้ากลายเป็นสวนสัตว์รวมเชื้อไปอย่างน่าตกใจ อะไหล่กายเทียม เช่น ข้อเข่าเทียม,ข้อสะโพกเทียม หรือหลอดลวดที่ไปถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ ล้วนแต่เป็นของที่มีอายุ แม้จะดูแลดีแค่ไหนก็ต้องมีวันเสื่อม ซึ่งอนัตตาแห่งอะไหล่มนุษย์เหล่านี้สั้นกว่าอวัยวะที่เป็นของออริจินัลดั้งเดิมอยู่มาก ด้วยว่าร่างกายจะสร้าง “ธาตุต้านของเทียม(Antibody)” ขึ้นมาทำให้เกิดปฏิกิริยาเสื่อมและเจ็บป่วยได้มากกว่าอวัยวะแท้ๆ .........นอกจากนั้นยังมีของใกล้ตัวที่ใช้เฉพาะกิจอีกเช่น แว่นตา,ยาดมและผ้าเช็ดหน้า ที่พาเชื้อโรคเช่นตาเจ็บ,ตาแดงและโรคหวัดมาได้ จะเห็นว่าของติดตัวและใกล้ตัวที่ว่ามานี้ถ้าใช้ดีมันก็จะเป็นส่วนส่งเสริมเราแต่ถ้าเผลอไปเมื่อไรมันก็อาจกลายเป็นพันธนาการแห่งชีวิตและเป็นพิษต่อตัวเราได้ ไม่เกี่ยวว่าเป็นของแพงของถูกแต่อย่างใดเลย ขอบคุณที่มาจาก สสส.

รู้ไว้ซะ! อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรแช่ตู้เย็น
ตู้เย็น

นิสัยคนเราเวลาจ่ายตลาดชอบซื้อของไว้เยอะๆ มาทำอาหารแล้วเหลือ คิดอะไรไม่ออกก็ยัดใส่ไว้ในตู้เย็นไว้ก่อน พอจะออกมาทำอาหารก็เน่าเสียแล้ว หรือบ้างคนแช่ลืมไว้ข้ามเดือนข้ามปี วันนี้เราจะมาเสนอ อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรแช่ตู้เย็น ต้องรู้ไว้ซ่ะอาหารปลอดภัยแถมทำให้ตู้เย็นของเราสะอาดขึ้นด้วย อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรแช่ตู้เย็น 1. โหระพา ห้ามแช่เด็ดขาด เพราะโหระพาจะคายน้ำแล้วดูดซับกลิ่นอาหารอื่นที่ไม่พึงประสงค์ทั้งหมดได้ตู้เย็นกลับเข้าไปแทน ไม่เหมาะอย่างยิ่งจะนำโหรพาที่แช่ตู้มาทำอาหาร แต่ถ้าแช่เพื่อดูดกลิ่นน่าจะเวิร์คกว่านะ 2.แตงโม เชื่อว่าหลายคนรวมถึงตัวแอดมินเองก็ทำเช่นกัน เมื่อผ่าแตงโมไว้ครึ่งหนึ่งแช่ตู้เย็นเก็บไว้ แต่ในเรื่องของประโยช์ในแตงโมเมื่อนำเข้าตู้เย็น สารอนุมูลอิสระจะหายไป แต่ข้อนี้อาจจะยกให้ เพราะเราๆ ชอบกินแตงโมเย็นๆ หวานชื่นใจ แต่อย่าแช่ลืมไว้นานนะ 3.กาแฟ ในเรื่องของการนำกาแฟไปแช่ตู้เย็นเป็นวิธีการดูดกลิ่นตู้เย็นที่ใครหลายคนก็รู้กันอยู่แล้ว แต่ถ้าแช่ทั้งใช้ไว้ชงทานและดูดกลิ่นไปในตัว ไม่แนะนำค่ะ นอกจากผงกาแฟหรือเมล็ดกาแฟจะดูดสิ่งสกปรกมาแล้วแถมให้รสชาติของกาแฟเปลี่ยนและเสียรสชาติ 4.มะเขือเทศ จากมะเขือเทศลูกสีแดงสด เมื่อเจอความเย็นของตู้เย็นไปเท่านั้นแหละ ความเต่งตึงของผิวมะเขือเทศก็จะเหี่ยวลง และรสชาติก็เปลี่ยนไปจากเดิม 5.กระเทียม เมื่อนำไปแช่ตู้เย็นจะขึ้นราและงอกเป็นต้น มีใครบ้างอยากปลูกกระเทียมไว้ในตู้เย็นแถมเชื้อราอีกต่างหาก สำหรับกระเทียมนี้ห้ามเด็ดขาดการเก็บที่ถูกต้องถ้ากระเทียมที่ซื้อมาเป็นหัวต้องแขวนไว้ในห้องครัวที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกไม่ให้โดนแสงแดด หรือ ถ้าเป็นกระเทียมที่ซื้อมาแบบกลีบ ให้ตัดหัวตัดท้ายลอกเอาเปลือกชั้นนอกออกมาบ้างส่วนแล้วเก็บไว้ในที่แห้ง ในตะกร้าที่อากาศถ่ายเท 6.ขนมปัง แน่นอนว่าความฟูและนุ่มของแป้งขนมปัง เมื่อโดนความเย็นเข้าก็จะทำให้แข็งตัว ทานกับอะไรก็หมดความอร่อยลงไปทันที 7.น้ำผึ้ง ใครเคยพลาดไปแช่ตู้เย็นบ้าง ถ้าใครเคยก็จะรู้ว่า น้ำผึ้งเวลาแช่ตู้เย็นมันจะจับตัวเป็นก้อนและตกผลึก แยกเป็น 2 เลเยอร์ เหมือนน้ำมันกับน้ำเลยค่ะ เมื่อเข้าตู้เย็นแล้วจะนำออกมาตั้งให้หายเย็นมันก็ไม่กลับมาเหมือนเดิมน้ำผึ้งแท้มันอยู่ได้ด้วยตัวมันเองไม่เสียแน่นอน เลิกพึ่งตู้เย็นไปได้เลย 8.หอมหัวใหญ่ ห้ามนำของฉุนอย่างกระเทียมและหอมหัวใหญ่โดนความเย็นเด็ดขาดจะทำให้ขึ้นราได้ง่ายๆ และยิ่งถ้าเป็นหัวหอมเนื้อบางๆ เมื่อเข้าตู้เย็นจะเละทันที 9.มันฝรั่ง เมื่อนำเข้าตู้เย็นทำให้อรรถรสในการกินมันฝรั่งลดลง เนื่องจากจะทำให้มันฝรั่งเนื้อหยาบแล้วรสชาติยังเปลี่ยนไปจากเดิมกลายเป็นไม่อร่อยและมีรสชาติตุๆ 10 เหล้า ไม่ถือว่าเป็นอาหารแต่ก็เป็นเรื่องที่ควรรู้ไว้สำหรับคนที่ชอบดื่มเป็นประจำที่บ้าน ดื่มไม่หมดก็ปิดฝาวางไว้ให้เป็นอุณภูมิของห้องนั่นแหละดีแล้ว อย่าทะลึ่งไปแช่เด็ดขาดมันจะทำให้รสชาติเหล้าเปลี่ยน เสียบรรยากาศที่สร้างไว้หมด ที่มาจาก BuzzFeedBlue เรียบเรียงโดย food MThai

8 โรคร้าย! ที่มาพร้อมกับ ความอ้วน
ข้าวโพดต้ม /  ความอ้วน / 

หลายคนๆคงจะชอบผลัดวันประกันพรุ่งในการออกกำลังกาย แม้ปากจะบ่นว่า อ้วน อ้วน อ้วน แต่พฤติกรรมกลับตรงกันข้าม กินเยอะ กินของหวาน แถมยังไม่ออกกำลังกายอีกด้วย ยิ่งทำให้เริ่มอ้วนมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก แต่ ความอ้วน ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสุขภาพของเราอีกด้วย เพราะ ความอ้วน จะนำโรคร้ายต่างๆมาสู่เราได้เช่นกัน ไปดูกันดีกว่าว่า ความอ้วน จะพาโรคร้ายอะไรบ้างมาสู่เรา 1. ไขมันในเลือดสูง ซึ่งนำไปสู่ความผิดปกติของระบบอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าเม็ดไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ยิ่งหนามากขึ้นๆ ถนนของเจ้าเลือดก็เดินไม่สะดวกตามไป ก็เลือดต้องไปหล่อเลี้ยงเซลล์ทุกส่วนของร่างกาย และเราก็ขาดเลือดไม่ได้ แน่นอนจะมีปัญหาต่อสุขภาพตามมาอีกมาก ทั้งโรคหัวใจวาย ความดันโลหิตสูง เหนื่อยหอบ มึนงงบ่อยๆ เป็นลม เมื่อเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายไม่ดี เซลล์ก็เสื่อมโทรมลง อนุมูลอิสระก็เกิดเร็วขึ้น ทีนี้แหละ แก่เร็วอย่างเห็นได้ชัด 2. ความดันโลหิตสูง เมื่อไขมันเคลือบผนังหลอดเลือด บางจุดอาจตีบมาก หัวใจมีหน้าที่เหมือนปั๊มน้ำ ก็ต้องขับดันเลือดวิ่งไปให้ทั่วร่างกายทุกซอกทุกมุม เมื่อบางจุดโดนบีบให้แคบ แต่ร่างกายต้องการเลือด มันอาจออกแรงผลักดันเลือด อาจทำให้เส้นเลือดในสมองแตก ถึงแก่ชีวิต หรือพิการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ 3. โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประเทศอุตสาหกรรม รวมทั้งประเทศไทยด้วย เนื่องจากไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน หัวใจทำงานเพิ่มมากขึ้น ถ้าเป็นกับเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจก็ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด และหัวใจวาย 4. โรคเบาหวาน พบว่าคนไทยเป็นเบาหวานกันประมาณ 3 ล้านคน ลองคิดดูว่าไม่น้อย วันหน้าถ้ายังใช้ชีวิตเผอเรอ มีหวังได้เป็นเบาหวานด้วยอีกคน โรคนี้เป็นเพื่อนคู่ซี้กับโรคอ้วน ที่มักพบควบคู่กันเสมอ เบาหวานนั้นเพราะระบบควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายผิดปกติ เมื่อเป็นเบาหวานแล้ว ถ้าเกิดเป็นแผลก็มักรักษาไม่หาย กลายเป็นแผลเรื้อรัง บางทีก็เป็นแผลกดทับ ประกอบกับเสี่ยงต่อการติดเชื้อราง่ายขึ้น เพราะมีการอับชื้นของซอกแขน และซอกขามากกว่าปกติ 5. โรคข้อกระดูกเสื่อม โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อเท้า เนื่องจากต้องรับน้ำหนักตัวมากเกินพิกัด บางคนที่อ้วนมากๆ อาจจะยืนหรือเดินไม่ได้เลย เพราะข้อเท้าไม่สามารถรับน้ำหนักได้ คนอ้วนมากๆ จะเดินก็ลำบาก โยกเยกซ้ายขวา เดินไปเหนื่อยหอบไป 6. โรคระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากในคนอ้วนมักมีการเคลื่อนไหวน้อย ชอบนั่งหรือนอน ปอดจึงขยายตัวไม่เต็มที่ ทำให้เกิดการติดเชื้อของทางเดินหายใจได้มากขึ้น บางครั้งถึงกับมีภาวะการหายใจลดลง หายใจติดขัด ทำให้มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในปอด คนอ้วนมากเหนื่อยง่าย ง่วงนอนตลอดเวลา อาจพบภาวะของโรคอารมณ์เศร้าหมองร่วมไปด้วยก็กิน ซึ่งอาจจะช่วยให้อารมณ์ช่วงนั้นดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการทำร้ายตัวเองมากยิ่งขึ้น 7. โรคมะเร็งบางชนิด คนอ้วนมีอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ รวมทั้งโรคมะเร็งได้ 8. โรคนิ่วในถุงน้ำดี และไขมันแทรกในตับ เมื่อมีไขมันมาก การทำงานของตับก็ลดลง เพราะไขมันเข้าไปแทรกอยู่ จนทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี ขอบคุณที่มาจาก : www.slimtobody.com

29 สิ่งเกี่ยวกับ
จุดซ่อนเร้น /  น้องสาว / 

 สาวๆจ๋า  สาวๆทุกคนต่างก็มี "น้องสาว" อยู่ที่ระหว่างขากันทุกคนใช่ไหมล่ะคะ แต่สาวๆเคยสงสัยมั้ยคะ ว่า อวัยวะนี้มันมีอะไรที่แสนจะละเอียดอ่อนมากมาย และเป็นสิ่งที่ห้ามมองข้ามเลยล่ะค่ะ เพราะเป็นอวัยวะที่สามารถรับเชื้อโรคได้ง่าย และ ยังเป็นอวัยวะที่ไว้ใช้สืบพันธ์อีกแหนะ !  วันนี้เรามี 29 ข้อ ที่สาวๆ (หรือหนุ่มๆ อิอิ ) ควรรู้เกี่ยวกับ น้องสาว หรือ จุดซ่อนเร้น หรือ ตรงนั้น หรืออะไรก็ตามแล้วแต่จะเรียก มาฝากกันจ้า       1. คริตอริส ไม่ใช่ตุ่มนะเธอ หลายคนมักคิดว่า ตุ่มคริตอริสเป็นตุ่มเล็กๆ ที่มองเห็นได้ แต่ผลวิจัยบอกว่า คริตอริสแผ่สาขากว้างใต้ผิวหนังไปตามทางปากช่องคลอดที่มีลักษณะคล้ายกระดูกรูปตัว Y โดยเจ้ากระดูกรูปตัว Y นี้สามารถถูกกระตุ้นได้จากภายนอก   2. คำว่า Vagina คืออะไรตรงไหนกันแน่นะ Vulva คือส่วนด้านนอกของช่องคลอดก็คือ ทั้งหมดทั้งมวลที่อยู่ตรงนั้นอวัยวะเพศของสาวๆน่ะล่ะจ้า ซึ่งก็คือ แคมนอก แคมใน คริตอริส ท่อปัสสาวะ และอื่นๆ ส่วน Vagina แท้จริงคือ กล้ามเนื้อที่เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างภายนอก กับ ปากมดลูกนะจ๊ะ ซึ่งก็คือรูช่องคลอดนั่นเอง   3. ช่องคลอดของผู้หญิงแต่ละคนตั้งแต่เกิด ไม่มีใครเท่ากันนะจ๊ะ   4. เมื่อถูกกระตุ้น น้องสาวสามารถขยายได้ 2 เท่าของขนาดปกติ !! ถ้าไม่ถูกกระตุ้น ขนาดเฉลี่ยของน้องสาวจะอยู่ที่ 3-4 นิ้ว แต่ขณะที่มีเซ็กส์นั้น จะสามารถขยายได้สองเท่า จากคำบอกเล่าของ Dr. Herbenick ซึ่งหลังจากสาวๆโดนกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า น้องสาวของเราจะตึงขึ้นอย่างอัศจรรย์ และมดลูกก็จะสูงขึ้น สร้างพื้นที่ในช่องคลอดให้ยาวขึ้นนั่นเอง   5. ผู้หญิงทุกคนไม่ได้เกิดมาพร้อมเยื่อพรมจรรย์นะยะ การจะดูว่าสาวคนไหน จิ้น ไม่จิ้น จะมาเช็คจากเยื่อพรมจรรย์ไม่ได้แล้วนะบอกไว้เลย เพราะผู้หญิงบางคนก็ไม่ได้เกิดมาพร้อมเยื่อพรมจรรย์ค่ะ 6. น้องสาวของสาวๆจะไม่เปลี่ยนไปนักหลังคลอด มันไม่ได้หลวม! ไม่มีสถิตินะคะ ว่า ค่าเฉลี่ยของช่องคลอดนั้นแตกต่างกัน ระหว่างผู้หญิงที่มีลูกแล้วกับที่ยังไม่มีลูก ส่วนใหญ่มีความใกล้เคียงกันจ้า   7. จีสปอร์ต อาจไม่มีจริงบนโลกนี้ ไม่มีปุ่มอะไรที่กดแล้วผู้่หญิงจะฟินได้ทันทีนะจ๊ะ มันมีความซับซ้อนมากกว่านั้นจ้า อดีตของจีสปอร์ต หลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยได้รู้ว่า มีพื้นที่ 1-2 นิ้ว อยู่ด้านในผนังช่องคลอด ซึ่งอยู่ใกล้กับสะดือ ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก จึงเป็นเหตุผลที่นิตยสารผู้ชายมักแนะนำให้ คุณหนุ่มๆใช้นิ้วเพื่อกระตุ้นนั่นเอง  แต่นี่ไม่ใช่ทั้งหมดค่ะ มันมีความซับซ้อนกว่านั้น เมื่อบทวิจัย Imaging และ การสำรวจคู่แฝด  ล้มเหลว เมื่อไม่สามารถหาอวัยวะที่สามารถตอบสนองกับอารมณ์ความ"ฟิน" ได้ในทันที ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงบางคนก็ไม่มีจีสปอร์ต บางคนก็หาไม่เจอด้วยซ้ำ   ดังนั้น ผลวิจัยล่าสุดบอกว่า เราไม่ควรชี้เฉพาะเจาะจงไปที่ จีสปอร์ต อย่างเดียวนะคะ ควรใส่ใจทั้ง คริตอริส มดลูก ท่อปัสสาวะ ที่ทั้งหมดต่างทำงานด้วยกันที่เรียกว่า clitourethrovaginal complex ซึ่งผลที่ได้ก็เรียกได้ว่า ถึงจุดสุดยอด กระตุ้นสามอย่างนี้ได้ไม่ต้องควานหาจีสปอร์ตเลยล่ะ   8. รู้สึกอยากปัสสาวะขณะมีเซ็กส์เป็นเรื่องปกติค่า  จากระบบ clitourethrovaginal complex ที่มีกระเพาะปัสสาวะร่วมอยู่ด้วย จึงเป็นเรื่องปกติหากสาวๆจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ  แต่แท้จริงแล้วเป็นแค่อาการถูกกระตุ้นเท่านั้นเอง ซึ่งอาจจะทำให้สาวๆสับสนได้   9. สาวๆครึ่งหนึ่งของอเมริกา ใช้ Vibrator โดยผลการศึกษาระดับชาติของอเมริกา บอกว่า ผู้หญิง 3,800 คน ช่วงอายุระหว่าง 18 - 60 ใช้เครื่องช่วยสั่นเพื่อช่วยสำเร็จความใคร่จ้า  20 % ใช้กับตัวเองเพียงลำพัง  1 ใน 3 ใช้ระหว่างมีเพศสัมพันธ์ และ 41% ใช้ก่อนการลงสนามรักกับคู่รัก โดย 84 % ของสาวๆใช้ภายนอกซึ่งมากกว่าการใช้ภายในที่มีเพียง 64 %   10. ยาคุมกำเนิดมีผลกับน้ำหล่อลื่นของน้องสาว!  แน่นอนว่ายาคุมกำเนิด นอกจากจะมีผลกับขนาดหน้าอกและสาวๆในวัยที่หมดประจำเดือน  เพราะความสามารถในการหล่อลื่นนั้นคู่ไปกับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ถ้าสาวๆมีระดับเอสโตรเจนสูง ก็หล่อลื่นสูงนะจ๊ะ11.การใช้เจลหล่อลื่น ทำให้เซ็กส์สนุกขึ้นจริงๆนะ 12. มีสาวๆที่ไม่เคยถึงจุดสุดยอดเลยก็มีนะ13. 30 % ของผู้หญิง มีอาการเจ็บเมื่อมีกิจกรรมกับคู่รัก เนื่องจากมีหลายสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างคาดไม่ถึง เช่น เจ้าหนูของคู่รักอาจจะคับกับช่องคลอดของสาวๆมากไป วิธีแก้คือให้เปลี่ยนท่าทางเพื่อให้สอดรับกันง่ายยิ่งขึ้น หรือมีการเล้าโลม foreplay ให้นานขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้ช่องคลอดของสาวๆพร้อมกับการมีเซ็กส์  หรืออาการแพ้ต่างๆ ไม่ต้องตกใจไปค่ะ 14. เลสเบี้ยน มักถึงจุดสุดยอดมากกว่า คู่รักหญิงชาย จากผลการศึกษาใน Journal of Sexual Medicine   15 การใช้อย่างอื่น ร่วมกับการมีเซ็กส์ จะฟินมากกว่าการสอดใส่อย่างเดียว สอดใส่อย่างเดียว เมื่อเทียบกับ การใช้มือ ปาก และ สอดใส่ แบบหลัง สาวๆจะถึงจุดสุดยอดได้มากกว่านะจ๊ะ   16. คุณแฟนจะใส่ถุงยางหรือไม่ใส่ อารมณ์ความรู้สึกไม่ต่างกันนะจ๊ะ   17. ยิ่งอายุมากเท่าไหร่  สาวๆจะใส่ใจกับขนบริเวณน้องสาวน้อยลง ในปี 2010 ผลการศึกษาผู้หญิง 2451 คน นักวิจัยพบว่า อายุเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตของจนบริเวณนั้น ยกตัวอย่างเช่น สาวๆในวัย 18-24 ปี รายงานว่าไม่อยากมีขนบริเวณนั้น 25-49 ส่วนใหญ่บอกว่า เอาออกบ้าง แต่ไม่ทั้งหมด ส่วนผู้หญิงที่อายุมากกว่า 50 ปี ไม่ทำอะไรกับจนน้องสาวบริเวณนั้นแล้วจ้า  ซึ่งผลวิจัยนี้อาจเกี่ยวข้องกับความต้องการททางเพศด้วยนั่นเอง 18. น้ำที่ออกมาจากน้องสาว อยู่ที่สิ่งแวดล้อมด้วยนะ บางคนก็มีตกขาว บางคนไม่มี บางคนไม่รู้จักตกขาว บ้างมีกลิ่น ไม่มีกลิ่น นั่นเกิดจากความชื้นและปริมาณแบคทีเรียต่างๆ เพราะฉะนั้นสาวๆจะเปรียบเทียบกับเพื่อนๆไม่ได้หรอกนะคะ  เพราะไม่มีมาตรฐานแน่ชัดแน่นอนขนาดนั้น 19. ไม่จำเป็นต้องสวนล้างน้องสาว น้องสาวของผู้หญิงนั้นมี ระบบรักษาความสะอาดตัวเองอยู่แล้วจ้า คล้ายๆกับน้ำตาในตา ที่ช่วยรักษาอาการระคายเคืองในตาเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมนั่นล่ะค่ะ  ยิ่งไปกว่านั้นการสวนล้างยัง อาจจะทำให้เกิดอาการติดเชื้อได้ และการอักเสบของเชิงกราน และอาจไปทำลายระบบสมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอดด้วย (ที่มาจาก journal Epidemiologic Reviews)   20.เมือกที่ออกมาจากน้องสาวก็บอกช่วงตกไข่ได้นะ ในช่วงตกไข่ เมือกจะมีความใส และ เหนียวหนืด ถ้าคู่ไหนอยากมีลูก ลองสังเกตอะไรง่ายๆแบบนี้ก่อนก็ได้ค่ะ 21. สังเกตอาการผิดปกติของน้องสาวไว้ ทันทีที่มีอาการคัน หรือ มีอะไรผิดปกติ ร่างกายจะทำให้เรารู้ได้โดยปริยาย เช่น กลิ่น , สี , ปริมาณ หรือประจำเดือนที่มาผิดเวลา22. ถุงยางสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้บางโรค   ใส่เถอะ ! 23. สาวๆบางคนไม่รู้ว่าตัวเองติดโรคทางเพศมาเป็นปีๆ หรือบางคนไม่เคยรู้เลยตลอดชีวิต  หมั่นตรวจเช็คกับคุณหมอบ้างนะจ๊ะ 24. ถ้าบังคับใจตัวเองไม่ไหว ห่วงคุมกำเนิดก็ปลอดภัยจากการท้องได้นะ ห่วงคุมกำเนิดอาจจะยังเป็นเรื่องที่ไม่แพร่หลายนัก โดยห่วงคุมกำเนิดมีลักษณะเป็นรุปตัว T ใส่ไว้ในมดลูก ต้องให้คุณหมอเป็นผู้ใส่เท่านั้น มีอายุราวๆ 3- 4 ปี เลย และมั่นใจว่าสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 99 % 25. ควรงดมีเซ็กซ์ 6 สัปดาห์ หลังจากคลอดลูกนะจ๊ะ ป้องกันการติดเชื้อต่างๆ และเพื่อให้ช่องคลอดกลับมาคืนสภาพก่อนนะคะหนุ่มๆ 26. ชีวิตประจำวันมีผลกับน้องสาวนะจ๊ะ อยู่ในที่อับชื้น หรือ ใส่เสื้อผ้าออกกำลังค้างคืน ไม่ยอมอาบน้ำ ดื่มแอลกอฮอลล์ กินของหวานที่มีน้ำตาลเยอะ สาวๆได้ทำลายแบคทีเรียดีๆที่อยู่ในน้องสาวไปแล้วค่ะ  และอาจเป็นการเพิ่มเชื้อราให้น้องสาวแบบไม่รู้ตัวด้วยนะ วิธีดีๆง่ายๆที่เราจะแนะนำคือ กินโยเกิร์ตจ้า สิ่งนี้ช่วยรักษาสมดุลได้ยอดเยี่ยมเชียวล่ะ 27. ช่องคลอดจะมีความเอียงขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น 28. มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปข้างในน้องสาว อย่าเอาออกเอง ไม่ใช่เรื่องแปลกค่ะ ถ้ามีอะไรติดเข้าไปในน้องสาว โดยส่วนมากของผู้หญิง จะเป็น ถุงยางอนามัย และผ้าอนามัยแบบสอด ควรไปพบแพทย์เพื่อให้เอาออกให้นะจ๊ะ   29. อย่าตกใจ ถ้าอะไรเข้าไปในน้องสาว มันไม่หลุดเข้าไปจนอันตรายถึงชีวิตแน่ๆ เพราะผนังปากมดลูกจะป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเคลื่อนเข้าสู่ร่างกาย โดยสิ่งแปลกปลอมส่วนใหญ่จะเคลื่อนตัวมาอยู่ที่ส่วนบนสุดของปากมดลูก  และสิ่งนั้นจะออกมาได้เอง   เรียบเรียงโดย Women Mthai Team ที่มา buzzfeed.com        

UKหวั่นอีโบลาเข้าปท.หลังพบเครื่องแสกนตรวจได้ไม่ครบ
สหราชอาณาจักร /  อีโบลา / 

ทีมผู้เชี่ยวชาญโรคติดต่อมั่นใจ เครื่องแสกนอีโบลาตรวจสอบผู้ติดเชื้อได้ไม่หมด สื่อต่างประเทศรายงาน ทีมผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันโรคติดต่อและสุขภาพระดับโลก ของมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ใช้แบบจำลองการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ประเมินโอกาสของคนที่ติดเชื้อไวรัสที่อาจจะสามารถผ่านด่านตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อไข้หวัดอีโบลาเข้าประเทศได้ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า แม้มีการสกรีนตรวจหาเชื้ออีโบลาจากผู้เดินทางที่สนามบินเพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสเข้าสู่อังกฤษแล้ว แต่ทั้งนี้ การฟักตัวในระยะยาวก็ไม่ปรากฏให้ตรวจสอบได้ การวิจัยดังกล่าว พบว่า ผู้ติดเชื้อราว 29 ราย ที่พยายามออกจากแอฟริกาตะวันตกในช่วงสิ้นปีนี้ มีเพียง 10 รายที่แสดงสัญญาณของการติดเชื้อให้เครื่องแสกนสามารถตรวจสอบได้ ส่วนอีก 19 ราย พบว่ามี 1 หรือ 2 ราย ที่อาจเดินทางไปยังอังกฤษ แต่ทั้งนี้ คาดว่าผู้โดยสาร 1 ราย จะมีการแสดงอาการของเชื้อไวรัสดังกล่าวในช่วงที่เดินทางไปถึงอังกฤษหรือสหรัฐฯ แล้ว ข่าวที่เกี่ยวข้อง รู้ก่อน ดีกว่า ภัย 'อีโบลา' ไม่ไกลตัวอย่างที่คิด !! 12 คำถาม เจาะลึกวิกฤติอีโบลา กับ ผอ.ศูนย์ควบคุมป้องกันโรคสหรัฐ

กินอย่างไร? เมื่อเป็นผู้ป่วยติดเชื้อ เอดส์
HIV /  ติดเชื้อเอดส์ / 

สารอาหารที่ร่างกายผู้ติดเชื้อ เอดส์ ต้องการไม่ได้แตกต่างไปจากอาหารที่คนปกติต้องการ แต่จะเป็นสารอาหารจากอาหารหลัก 5 หมู่ในชีวิตประจำวันนั่นเอง ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน แร่ธาตุ และน้ำ แต่ปริมาณสารอาหารหลายๆ ชนิดจะเพิ่มสูงขึ้นตามสภาวะของร่างกาย คนที่มีเชื้อเอชไอวีจะต้องกินมากกว่าคนปกติที่มีสุขภาพดี และอาหารจะต้องอุดมไปด้วยสารอาหารมากกว่า 40 ชนิดที่ร่างกายต้องการ แต่ถ้ายารักษาโรค เอดส์ มีผลข้างเคียงที่ทำให้เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ผู้ติดเชื้ออาจกินอาหารได้น้อยลง การกินให้มีคุณภาพก็จะยากขึ้นสำหรับคนๆนั้น ซ้ำร้ายถ้าหากเชื้อไวรัสทำให้เกิดการติดเชื้อราในช่องปาก การกินก็ยิ่งลำบากขึ้น ก็ยิ่งกินได้น้อยลงอีก แพทย์จะให้ยาช่วยกระตุ้นความอยากอาหารและยารักษาเชื้อราในช่องปากเพื่อช่วยให้กินอาหารได้ดีขึ้น การกินอาหารวันละ 5-6 มื้อจะช่วยเพิ่มพลังงานและสารอาหารที่ร่างกายจะได้รับมากขื้น อาหารมื้อว่างระหว่างมื้อจึงกลายเป็นอาหารมื้อสำคัญสำหรับคนติดเชื้อ เอดส์ ในการเพิ่มพลังงานและสารอาหาร และควรเป็นอาหารที่ให้ประโยชน์ช่วยเพิ่มสารอาหารไม่ใช่เพิ่มแต่พลังงานอย่างเดียว ปัญหาโภชนาการที่เกิดขึ้นร่วมกับโรค เอดส์ เบื่ออาหาร (anorexia) เป็นอาการที่พบเสมอๆในคนติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งอาจมีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงชีวิตส่วนตัวของผู้ติดเชื้อเองร่วมกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เนื่องจากเชื้อไวรัสจะทำลายเยื่อบุทางเดินอาหาร ทำให้การดูดซึมสารอาหารต่างๆ  รวมทั้งสังกะสีลดลงการขาดสังกะสีจะทำให้เกิดอาการเบื่ออาหารและการรับรสเปลี่ยนไป กินอะไรก็ไม่อร่อย ฉะนั้นการเสริมวิตามินแร่ธาตุที่มีสังกะสีจะทำให้อาการเบื่ออาหารดีขึ้นรับรสได้มากขึ้น ปัญหาแทรกซ้อนจาก เอดส์ ปัญหาแทรกซ้อนอื่นที่มักพบในคนเป็นโรค เอดส์ ก็คือ มีไข้ เวลาที่มีไข้ ร่างกายจะใช้พลังงานมากขึ้น ถ้ารับประทานไม่เพียงพอเนื้อเยื่อ และกล้ามเนื้อจะถูกนำมาใช้เป็นพลังงานแทนที่จะใช้พลังงานจากอาหารที่กินเอง  ยิ่งถ้ากินอาหารอยู่น้อยแล้วก็จะยิ่งเพิ่มปัญหาเหล่านั้น ฉะนั้นคนที่เป็น เอดส์ จะต้องพยายามกินให้มากที่สุดและควรจะเป็นอาหารที่ให้สารอาหารเข้มข้นเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารมากที่สุด นอกจากอาหารแล้วก็ต้องไม่ลืมที่จะดื่มน้ำหรือของเหลวให้มากๆ จะช่วยลดไข้ได้ ปัญหาระบบย่อย ในระยะแรกของการติดเชื้อ  เซลล์ในลำไส้จะเปลี่ยนแปลง การผลิตเอนไซม์ผิดปกติทำให้การดูดซึมอาหารลดลง และในระยะต่อมาลำไส้จะติดเชื้อบ่อยขึ้น ทำให้เกิดอาการท้องเสียรุนแรง และการย่อยการดูดซึมสารอาหารผิดปกติ ร่างกายจึงไม่สามารถดูดซึมสารอาหารที่รับประทานเข้าไปได้และถูกขับถ่ายออกไป ร่างกายจึงสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ ทำให้ผู้ป่วยไม่กล้ารับประทานมากเพราะกลัวว่าถ้ารับประทานแล้วมีปัญหาถ่ายบ่อยซึ่งเป็นความกลัวที่ผิด เพราะถ้ากินแล้วต้องถ่ายออกหมดก็ยิ่งต้องกินชดเชย ถ้าปัญหาท้องเสียเกิดขึ้นนานเกินไปจะทำให้เกิดปัญหาขาดสารอาหาร ไขมันรวมทั้งวิตามินที่ละลายในไขมันเช่นวิตามินเอและอี พลอยถูกดูดซึมได้น้อย ผลคือระบบภูมิคุ้มกันสั่นคลอน ในกรณีนี้แพทย์และนักโภชนาการอาจจะแนะนำอาหารเสริมทางการแพทย์ที่เหมาะสมจนกว่าอาการท้องร่วงจะหมดไป ฉะนั้นเวลาที่มีปัญหาท้องเสียควรจะเลือกอาหารที่ลดปัญหาเหล่านั้น เช่น แอปเปิ้ล มัน ข้าว กล้วย ขนมปัง แครกเกอร์ ซุปใส และเจลาติน ส่วนเครื่องดื่มควรเป็นอาหารประเภทที่ปราศจากคาเฟอีน เช่น น้ำผลไม้ น้ำเกลือแร่ หรือน้ำเพื่อชดเชยของเหลวที่สูญเสียไป สารอาหารที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีต้องการเป็นพิเศษ ผู้ติดเชื้อต้องการอาหารที่มีโปรตีนสูงเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อหรือป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างกายอาจทำให้ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเทอรอลและน้ำตาลในเลือดสูง อาหารควรมีไขมันอิ่มตัวต่ำเพื่อเพื่อป้องกันคอเลสเทอรอลสูง อาหารธัญพืชไม่ขัดสี และน้ำตาลต่ำเพื่อคุมระดับน้ำตาลและไตรกลีเซอไรด์ อาหารควรมีสารแอนติออกซิแดนท์สูง และเสริมมัลติวิตามินเป็นประจำ แหล่งอาหารโปรตีนที่ดีได้แก่เนื้อสัตว์ ถั่วต่างๆโดยเฉพาะถั่วเหลือง ไข่ ควรเลี่ยงเนื้อสัตว์ประเภท แฮม ไส้กรอก ปลาเค็มซึ่งมีเกลือสูง อาหารคาร์โบไฮเดรต จำเป็นต่อการสร้างพลังงาน เลือกผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสีเช่นข้าวซ้อมมือ ลูกเดือย ข้าวโพด ขนมปังโฮล์วีท ไขมัน ไขมันที่มีองค์ประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวสูงเช่นถั่วเปลือกแข็ง และน้ำมันปลาจากปลาทะเลและการเสริมช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบ และลดไขมันในเลือด สารแอนติออกซิแดนท์ ร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีจะผลิตสารโปรออกซิแดนท์ (สารที่เกิดจากการมีอนุมูลอิสระมากเกินควร) สารไซโตคายและออกซิเจนที่เป็นอนุมูลอิสระ ไซโตคายมีผลทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร และมีไข้  อนุมูลอิสระเพิ่มความต้องการสารแอนติออกซิแดนท์ วิตามินและแร่ธาตุ เช่นวิตามินอี และซี เบตาแคโรทีน สังกะสี และซีลีเนียม(ใช้ในการสร้างเอ็นไซม์ที่เป็นสารแอนติออกซิแดนท์) เมื่อร่างกายได้รับสารเหล่านั้นไม่เพียงพอ ร่างกายจะเกิดสภาวะเครียดทำให้เชื้อไวรัสเพิ่มจำนวนขึ้น นักวิจัยจึงให้ความสนใจต่อการเสริมวิตามินและสารแอนติออกซิแดนท์ในผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี อาหารที่มีสารแอนติออกซิแดนท์สูงได้แก่ผักใบเขียวจัด ผักและผลไม้ที่มีสีสรรต่างๆ เช่น พริกหวาน มะเขือเทศ แครอท แตงโม แคนตาลูป สับปะรด เบอรี เป็นต้น ควรกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 8 ส่วน ข้อมูลการวิจัยพบว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีระดับเบตาแคโรทีนและซีลีเนียมต่ำ และสารแอนติออกซิแดนท์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทำงานในระบบภูมิต้านทาน ยั้บยั้งไซโตคาย ยั้บยั้งการขยายตัวของเชื้อไวรัส นอกจากนี้เบตาแคโรทีนยังช่วยเพิ่มเซลล์ที่ช่วยทำลายเชื้อแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายและเพิ่มระดับ CD4 ในเลือดที่ใช้เป็นตัวชี้วัดการดำเนินของโรค ส่วนซีลีเนียมมีผลยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและอาจเร่งการดำเนินของโรค เอดส์ การเสริมซีลีเนียมจึงอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี  อาหารที่มีซีลีเนียมสูงได้แก่อาหารทะเลเช่นทูน่า เนื้อวัวบด เมล็ดดอกทานตะวัน เนื้ออกไก่และไข่ ตามลำดับ ข้อมูลการวิจัยแนะว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรเสริมวิตามิน เพราะร่างกายของคนเหล่านี้มีความต้องการวิตามินสูงกว่าปกติระหว่าง 6-25 เท่า วิตามินหลายชนิดช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน เช่นกลุ่มวิตามินบี (บี1 บี2 กรดโฟลิก) วิตามินเอ อี และซีเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ที่ผู้ติดเชื้อมักมีระดับสารเหล่านั้นในเลือดต่ำ สังกะสีช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน และช่วยการทำงานของสมอง การเสริมซีลีเนียมในผู้ติดเชื้อเอชไอวีพบว่าช่วยลดการติดเชื้อชนิดอื่นๆทั่วไปได้ถึง 30% นอกจากนี้ผู้ติดเชื้อเอชไอวียังอาจได้รับประโยชน์จากการเสริมโคเอ็นไซม์คิว 10 (Coenzyme Q10) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในคนที่ติดเชื้อเอชไอวี นอกจากการใส่ใจเรื่องอาหารแล้ว การออกกำลังกายสม่ำเสมอจะมีความสำคัญยิ่งในการเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เพิ่มกล้ามเนื้อ และป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว ขอบคุณที่มาจาก : Health&Cuisine กรกฎาคม, Issue 54

อีโบลาระบาด 4 ปท.ตาย 1,229 ราบ ติดเชื้อ 2,240 ราย
ข่าวอีโบลา

อีโบลาระบาด 4ปท.ตาย 1,229 ติดเชื้อ 2,240 องค์การอนามัยโลก เผยยอดผู้เสียชีวิต จากไวรัส อีโบล่า ในพื้นที่ทวีปแอฟริกา 4 ชาติ 1229ราย ติดเชื้อ 2240 ราย เว็บไซต์ องค์การอนามัยโลก WHO เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากไวรัส อีโบลาในพื้นที่ทวีปแอฟริกาตะวันตก 4 ชาติได้แก่ กินี ไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน และไนจีเรีย จนถึงวันที่ 16 ส.ค. อยู่ที่ 1,229 ราย จากจำนวนผู้ติดเชื้อราว 2,240 ราย อัตราการเสียชีวิตพุ่งอย่างรวดเร็ว 84 ศพ ภายในช่วงเวลาแค่ 3 วัน ระหว่างวันที่ 14-16 ส.ค. ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องร่วมมืออย่างเร่งด่วน กับโครงการอาหารโลก ช่วยนำส่งอาหารให้ชาวบ้านในพื้นที่กักกันโรคในประเทศเหล่านี้ จำนวนราว 1 ล้านคนซึ่งชาวบ้านเหล่านั้นออกไปไหนมาไหนไม่ได้ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี เอลเลน จอห์นสัน เซอร์ลีฟ แห่งไลบีเรีย สั่งระดมกำลังตำรวจและหน่วยสาธารณสุขติดตามจับกุมกลุ่มวัยรุ่นบุกโจมตีศูนย์กักกัน ผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในกรุงมอนโรเวีย ตั้งแต่ 16 ส.ค. และปล่อยผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลา 17 ราย ให้หลบหนีออกจากศูนย์ฯ อีกทั้ง วัยรุ่นกลุ่มดังกล่าว ก็เข้าข่ายเป็นพาหะแพร่เชื้อไวรัสไปสู่ชุมชน แต่ไม่พบตัวผู้ต้องสงสัย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอ้างว่า พบกลุ่มผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลา ทั้ง 17 ราย แล้วนำไปอยู่ที่ศูนย์กักกันอีกแห่งหนึ่ง ในขณะที่รัฐบาลแคเมอรูน ประกาศปิดพรมแดนทั่วประเทศ พร้อมสั่งระงับเที่ยวบินและการคมนาคมทุกประเภทที่มุ่งสู่ 4 ประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก รวมทั้ง ไนจีเรีย ซึ่งพบการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ราย

แชร์ว่อน ! เนื้อหมูแช่แข็งห้างดัง เชื้อราเกาะเพียบ
ราเกาะเนื้อหมูแช่แข็ง /  ห้างดัง / 

แชร์ว่อน ! เตือนภัยผู้บริโภค ระวังเนื้อหมูแช่แข็ง ห้างดัง ราเกาะเพียบ แนะตรวจสอบก่อนซื้อ เว็บไซต์ CM108.com รายงานว่า สมาชิกเฟซบุ๊คท่านหนึ่งได้ร้องเรียนผ่านทางหน้าแฟนเพจและโพสต์ภาพพร้อมข้อความเตือนผู้ที่นิยมซื้อเนื้อหมูแช่แข็งในห้างสรรพสินค้า โดยเผยว่าได้ซื้อเนื้อหมูแช่แข็งในห้างดังแห่งหนึ่ง พอตอนแช่แข็งมาไม่เห็นว่าลักษณะเนื้อหมูเป็นอย่างไร แต่พอน้ำแข็งละลายก็เห็นว่ามีเชื้อราเกาะอยู่เต็มแผ่นหมูเลย ซึ่งหากดูที่วันผลิตและหมดอายุอย่างเดียวก็ไม่ได้เนื่องจากวันหมดอายุคือวันที่ 18/07/2015 คือปีหน้า ซึ่งสมาชิกเฟซบุ๊คคนดังกล่าวได้ฝากเรื่องนี้ให้เป็นอุทาหรณ์ในการเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า ต้องตรวจสอบให้ดี ไม่เช่นนั้นทานเข้าไปอาจจะเกิดอันตรายได้ MThai News

เคล็ดไม่ลับ!! ทำความสะอาดห้องน้ำ ให้สวยฟรุ้งฟริ้ง
ทำความสะอาด /  ห้องน้ำ

วันนี้ Decor.Mthai จะพาเพื่อนๆ ไปพบกับ เคล็ดไม่ลับ!! ทำความสะอาดห้องน้ำ ให้สวยฟรุ้งฟริ้ง กันค่ะ ห้องน้ำมีความสำคัญ เป็นหน้าเป็นตาให้แก่เจ้าของบ้านอย่างมากเลยนะ เพราะแขกไปใครมาก็จะหนี้ไม่พ้นการขอเราเข้าห้องน้ำ ถ้าเรา ทำความสะอาดห้องน้ำ ให้ห้องน้ำสวยอยู่ตลอดเวลาเราก็ไม่ต้องกลัวใครมาว่ามานินทาเราลับหลังได้ว่าเราเป็นคนไม่สะอาดได้นะคะ เคล็ดไม่ลับ!! ทำความสะอาดห้องน้ำ ให้สวยฟรุ้งฟริ้ง ขอบคุณภาพ : decoist.com กำจัดเชื้อราในห้องน้ำให้หมดไป : สังเกตุจะเห็นเป็นจุดสีดำๆ ที่ฝังอยู่ตามซอกตามมุมของอ่างอาบน้ำ อ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ หรือม่านอาบน้ำ สามารถทำได้ง่ายๆ โดยนำน้ำยาซักผ้าขาวมาใส่ขวดสเปรย์แล้วฉีดพ่นไปทั่วบริเวณที่มีเชื้อรา ซึงน้ำยาซักผ้าขาวนี้มีส่วนประกอบของสารที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราได้ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วกลับมาล้างคราบเชื้อราออกไป เช็ดทำความสะอาดผนังห้องน้ำ : ถ้าผนังห้องน้ำปูด้วยกระเบื้อง การทำความสะอาดง่ายมาก เพียงใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำผสมน้ำยาทำความสะอาดพื้น หรือน้ำยาดับกลิ่นฆ่าเชื้อ เช็ดผนังห้องน้ำให้ทั่ว โดยไม่จำเป็นต้องล้างน้ำออก แต่ถ้ามีคราบสกปรกมาก หรือฝังแน่น ให้ใช้ผ้าชุบน้ำผสมน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบ(ที่มีส่วนผสมของกรด)เช็ด แล้วใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดซ้ำ หรือล้างน้ำออก ระวังอย่าใช้กับผนังหรือพื้นที่เป็นหินอ่อนเพราะจะทำลายพื้นผิวได้ค่ะ จากนั้นจึงใช้ผ้าแห้งสะอาดเช็ดอีกรอบ ขอบคุณภาพ : decoist.com ทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์ : เทน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบลงในโถ ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วใช้แปรงขัดถูภายในโถสุขภัณฑ์ จากนั้นกดชักโครกเพื่อทำความสะอาด ส่วนด้านนอกก็ใช้แปรงขัดอีกอัน แล้วเช็ดออกด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด หรือล้างด้วยน้ำ แล้วเช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาด ทำความสะอาดอ่างล้างหน้า : ใช้แปรงสีฟันขัดบริเวณรอบก๊อกน้ำ และตามซอกที่มีเชื้อราหรือคราบสกปรก ถ้าคราบสกปรกฝังแน่นมาก ก็ใช้น้ำผสมน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบ คราบสกปรกและคราบตะกรันก็จะหลุดออกอย่างง่ายดาย เช็ดออกด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด หรือล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วเช็ดให้แห้ง จากนั้นเช็ดกระจกด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์กับน้ำยาเช็ดกระจกจนกระจกใสเงางาม ทำความสะอาดอ่างอาบน้ำและฝักบัว : ผสมน้ำกับน้ำยาล้างห้องน้ำ ใช้แปรงขัดทำความสะอาด อ่างอาบน้ำ หรือ กรอบประตูกระจก ถ้ามีคราบสกปรกฝังแน่นหรือตะกรันมาก ให้ใช้น้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบแทน ล้างน้ำออกให้สะอาด ถ้ามีผ้าม่านอาบน้ำ ควรถอดออกมาซักด้วยน้ำอุ่นผสมผงซักฟอกเล็กน้อย ขั้นตอนสุดท้ายทำความสะอาดพื้น ขอบคุณภาพ : decoist.com ถ้าพื้นไม่สกปรกมาก : ถูพื้นโดยใช้น้ำผสมน้ำยาถูพื้น หรือน้ำยาดับกลิ่นฆ่าเชื้อ ถ้าพื้นมีคราบสกปรกมาก ให้ล้างพื้นด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบ โดยผสมน้ำยาตามสัดส่วนที่แนะนำ แล้วราดบนพื้นห้องน้ำ ทิ้งไว้ 5-10 นาที จากนั้นใช้แปรงขัดออก แล้วรีบล้างด้วยน้ำสะอาด เพื่อไม่ให้น้ำยากัดพื้นหรือยาแนวกระเบื้อง เช็ดพื้นให้แห้งด้วยม็อบรีดน้ำ หรือเป่าด้วยพัดลม เพื่อระบายอากาศและความชื้น ขอบคุณ : pp-infinite.com

ระวัง! เครื่องซักผ้า แหล่งรวมเชื้อโรค!
กินเร็ว /  กินเร็วแล้วอ้วน / 

"คลอเดียร์"ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องใช้ไฟฟ้า เผย เครื่องซักผ้า เป็นแหล่งสะสม และดึงดูดเชื้อโรคชั้นดี คลอเดียร์ โอเบอร์ราสเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องใช้ไฟฟ้า กล่าวว่า ภายหลังจากที่ซักผ้าเสร็จ ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะปิดฝาเครื่อง และฝาใส่ผงซักฟอกให้สนิท ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นการกระทำที่ผิด เพราะหลังจากที่ซักผ้าเสร็จจะมีน้ำตกค้างอยู่ในเครื่อง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เชื้อโรค และแบคทีเรียเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง คลาวเดียร์จึงแนะนำว่าเวลาที่ใช้ เครื่องซักผ้า เสร็จแล้วควรจะเปิดฝา เครื่องซักผ้า และช่องที่ใส่ผงซักฟอกทิ้งเอาไว้เพื่อให้ปราศจากความชื้น และไม่กลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และแบคทีเรียต่าง ๆ อีกต่อไป ขณะที่ เบิร์น แกลซซี่ ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมทำความสะอาดเครื่องใช้ในบ้านและผลิตภันฑ์ความงามของเยอรมัน หรือ "ไอเคดับเบิลยู" เสริมว่าควรจะดึงช่องใส่ผงซักฟอกออกมาจากตัวเครื่องบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อตรวจสอบดูว่าผงซักฟอกตกค้างอยู่ข้างในหรือไม่ ถ้าพบก็ให้ทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า เพราะผงซักฟอกเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของแบคทีเรีย และเชื้อราเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า เครื่องซักผ้า รุ่นใหม่ ๆ จะมีที่กรอง และรวบรวมเศษขยะที่ออกมาระหว่างซักผ้าเพื่อไม่ให้ไปตันในระบบน้ำของ เครื่องซักผ้า อยู่แล้ว แต่เศษขยะเหล่านี้อาจจะหลุดรอดที่กรองออกมา nederlandsegokken.nl และไปค้างอยู่ข้างหลังประตูเล็กๆบริเวณใต้ เครื่องซักผ้า ทางด้านซ้ายหรือขวา ซึ่งเราสามารถเปิดประตูเหล่านั้นและทำความสะอาดได้เพื่อไม่ให้กลายเป็นสวรรค์ของเชื้อโรคและแบคทีเรีย ขอบคุณที่มาจาก : เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ

เลือก แปรงสีฟัน อย่างไร? ให้ดีต่อสุขภาพ
ทันตกรรม /  ฟัน / 

เวลาที่เราจะเลือกซื้อ แปรงสีฟัน ดีๆสักอันเรามักจะเลือกไม่ถูกใช่ไหมคะ? เพราะในโซน แปรงสีฟัน ตามห้างสรรพสินค้า มีแปรงสีฟันให้เลือกเยอะมาก ยี่สิบสามสิบแบบจนไม่รู้จะเลือกอันไหนมาใช้ดีที่เหมาะกับฟันของเรา วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับการเลือก แปรงสีฟัน ที่ดีมาฝากกันค่ะ ไปดูเลย แปรงสีฟัน ที่ผลิตและจำหน่ายในท้องตลาดจะมีรูปร่างหน้าตาของผลิตภัณฑ์แตกต่างกับความต้องการและวัตถุประสงค์ที่ใช้ในการแปรง แบ่งเป็น 4 ประเภทตามขนาด โดยใช้อายุของผู้ใช้เป็นเกณฑ์ในการแบ่ง ดังนี้ แปรงสีฟันสำหรับเด็กต่ำกว่า 3 ปี แปรงสีฟันสำหรับเด็ก 3 - 6 ปี แปรงสีฟันสำหรับเด็ก 6 - 12 ปี แปรงสีฟันสำหรับผู้ใหญ่ ขนแปรง แปรงสีฟัน ตามหลักมาตรฐานวิชาการแปรงสีฟัน กรมอนามัย แบ่งเป็น 2 ชนิด ตามความอ่อนแข็งของขนแปรง คือ ชนิดนุ่ม (soft) และ ชนิดปานกลาง ( medium) ลักษณะของ แปรงสีฟัน ที่ดี ประกอบด้วย หัวแปรง ควรมน ไม่เป็นเหลี่ยมมุม ขนาดไม่ใหญ่เกินไป สามารถเข้าไปทำความสะอาดฟันทุกซี่ในช่องปากได้ง่าย ขนแปรง ควรทำจากไนล่อน ชนิดอ่อนนุ่ม เป็นกระจุกมี 3-4 แถว เพื่อช่วยพยุงซึ่งกันและกัน เมื่อได้รับแรงกดเวลาแปรงฟัน ขนแปรงแต่ละเส้นมีการมนปลาย เพื่อไม่ให้ปลายคมขรุขระ ที่อาจทำอันตรายต่อเหงือกและฟัน ด้ามแปรงตรง หรือทำมุมเพียงเล็กน้อย จับถนัดมือ ฉลาก มีข้อมูลเพียงพอต่อการเลือกซื้อ ต้องระบุสิ่งต่อไปนี้ - ชนิดขนแปรง เช่น อ่อนนุ่ม ปานกลาง หรือ แข็ง - ลักษณะปลายขนแปรง เช่น มนกลม ปลายตัด ปลายเรียว หรืออื่น ๆ ตามที่เป็นจริง - วิธีใช้ / ข้อแนะนำ - วันเดือนปี ที่ผลิต - ผู้ผลิต / เครื่องหมายการค้า ราคา แปรงสีฟัน ที่ดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง วิธีการใช้และประโยชน์ ใช้ทำความสะอาดฟันและลิ้น ใช้ร่วมกับยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ แปรงฟันอย่างถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งโดยเฉพาะก่อนนอน การแปรงฟันไม่ควรออกแรงแปรงมากจนเกินไป เพราะจะทำให้บริเวณคอฟันสึกได้ ควรออกแรง เพียงเบา ๆ และให้นานอย่างน้อย 2 นาทีขึ้นไป ควรแปรงลิ้นทุกครั้งหลังแปรงฟัน หลังแปรงฟันและลิ้นเสร็จ ล้างแปรงสีฟันให้สะอาดจนหมดคราบยาสีฟัน ผึ่งให้แห้งโดยวางหัวแปรงตั้งขึ้นไม่จำเป็นต้องแช่หรือล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ / น้ำยาบ้วนปาก / น้ำยาล้างจาน / ลวกน้ำร้อน / ไมโครเวฟ หรือแสงอุตราไวโอเลต เพื่อฆ่าเชื้อ เพราะจะทำให้แปรงสีฟันเสื่อมสภาพเร็วอย่าเก็บแปรงสีฟันในที่เปียกชื้น หรือ อับทึบ จะทำให้เชื้อโรค เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี หากเกิดเชื้อรา จะเป็นคราบสีเหลืองหรือดำตามซอกขน ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3-4 เดือน หรือเมื่อขนแปรงบานจนทำความสะอาดฟัน ได้ไม่ดี และทิ่มตำเหงือก ที่สำคัญต้องเลือกแปรงสีฟันให้มีขนาดพอดี เหมาะกับปากของตนเอง แปรงสีฟันเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กำจัดแผ่นคราบจุลินทรีย์ แปรงฟันอย่างถูกวิธีจะสามารถป้องกันฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ และโรคปริทันต์ได้ แปรงสีฟันไฟฟ้าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้มือได้ดี เช่น คนพิการ เด็ก และผู้ที่ต้องช่วยแปรงฟันให้ผู้อื่น สำหรับคนทั่วไป สามารถใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าและแปรงสีฟันธรรมดาทำความสะอาดได้ดีเท่ากัน เมื่อใช้อย่างถูกต้อง ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็ง หรือ แบบ Hard โดยคิดว่าแปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็งน่าจะสามารถกำจัดคราบเศษอาหารได้ดีกว่าขนแปรงอ่อน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง แต่แปรงขนแข็งนี้ จะทำให้คอฟันสึกไปด้วยในขณะที่แปรงฟัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแปรงฟันผิดวิธี คือ แปรงฟันแบบถูไปมา ขนแปรงสีฟันที่แข็งจะยิ่งทำให้ฟันสึกมากขึ้นลักษณะปลายขนแปรงเป็นแบบปลายตัด ส่วนใหญ่จะมีลักษณะขรุขระ ทำอันตรายต่อเหงือกและผิวเคลือบฟัน ขอบคุณที่มาจาก : กรมอนามัย