เชื้อรา

ดูแลปัญหา ผมร่วง ได้ง่ายๆ ด้วยสมุนไพรใกล้ตัว
ปัญหาผมร่วง /  ผมน้อย / 

ผมนุ่มสวย ใครๆ ก็ชอบ แต่หากวันใดอยู่ดีๆ เส้นผมแสนรักพากันหลุดร่วง โบกมือลาหนังศีรษะไปกับหวีบ้างพื้นห้องบ้าง เก็บได้ครั้งละเป็นกำ ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆ แม้ว่าตามวงจรอายุของ เส้นผม โดยเฉลี่ยคนเราจะสามารถมี ผมร่วง ได้ถึง 50 - 100 เส้น จากเส้นผมทั้งศีรษะทั้งหมดประมาณ 100,000 เส้น แต่ปริมาณผมที่ร่วงมากๆ จนหนังศีรษะบางเป็นผลต่อบุคลิกภาพและความงาม ทำให้สูญเสียความมั่นใจได้ง่ายๆ เรื่องของ ผมร่วง จึงเป็นปัญหาโลกแตกที่มีคนหลายต่อหลายคนเป็นทุกข์อยู่ขณะนี้ ก่อนจะเสียเงินทองมากมายไปกับสถานเสริมความงามคลินิกศัลยกรรมต่างๆ ที่โฆษณาว่ารักษาได้คุณควรดูสภาพปัญหาของตัวเองก่อนว่าผมคุณร่วงจนถึงขั้นเรียกว่าปัญหาหรือเปล่า และเป็นปัญหาแบบใด โดยทั่วไปแล้ว ผมร่วง แบ่งออกเป็น 4 ลักษณะใหญ่ๆ ที่มีสภาพปัญหาและสาเหตุต่างกัน คือ 1. ผมร่วง เป็นหย่อมเป็นวง บางคนอาจขยายวงใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ เกิดจากหลายสาเหตุทั้งการแพ้ยา โรคภูมิแพ้ ภาวะเครียดผิดปกติแพ้สารเคมีบางอย่าง ซึ่งควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะอาจเป็นอาการเตือนถึงปัญหาสุขภาพที่คุณอาจคาดไม่ถึง และจะได้แก้ปัญหาอย่างถูกวิธี 2. ผมร่วง ที่เกิดจากการดึงรั้งเส้นผม การรัดผมตึงแน่นเป็นเวลานาน หรือการดึงผมเล่นบ่อยๆ ทำให้รากผมอ่อนแอและหลุดร่วงได้ ผมร่วง เพราะสาเหตุนี้ สังเกตได้จากผมจะเริ่มบางเป็นแนวตามแสกกลางศีรษะ 3. ผมบางอันเนื่องมาจากฮอร์โมน ซึ่งสาเหตุมาจากอายุและกรรมพันธ์ุ เนื่องจาก เส้นผม ที่เคยแข็งแรงจะเปลี่ยนขนาดเล็กลงผมใหม่ไม่ขึ้นอีกหรือขึ้นน้อย ผมร่วง ลักษณะนี้ไม่สามารถรักษาได้ นอกจากการทำใจยอมรับสภาพ แต่บางรายอาจจำเป็นต้องพึ่งศัลยกรรมมักพบในชายอายุตั้งแต่ 30 - 40 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนก็อาจประสบกับปัญหานี้ด้วยเช่นกัน 4. ผมร่วง อันเนื่องมาจากเชื้อรา จะมีลักษณะเป็นวงหรือหย่อม เอาเล็บขูดดูจะเป็นขุยสีขาวๆ คล้ายรังแค มีอาการคัน สามารถรักษาได้ด้วยตัวเอง โดยการสระผมด้วยแชมพูที่มีส่วนผสมของคีโตโคนาซอล 2 เปอร์เซ็นต์ และรักษาหนังศีรษะให้แห้งและสะอาดอยู่เสมอ นอกจากนี้ ผมร่วง ยังอาจเกิดจากความเครียดทางร่างกาย เช่น รถชน ร่างกายถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง และด้านจิตใจเช่น การสูญเสียคนรัก กังวลเรื่องงาน ภาวะวิตกกังวล การตกใจ อดนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ และโรคเรื้อรังอย่างต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ รวมไปถึงคนที่รับประทานโปรตีนไม่เพียงพอ การรับประทานโปรตีนจากถั่วและไข่จะช่วยบำรุงให้ผมแข็งแรงได้ ข้อควรระวังเพื่อป้องกัน ผมร่วง ไม่ควรใช้แชมพูที่มีฟองมากหรือมีความเป็นด่างมากเกินไป สังเกตได้หลังสระผม เอามือถูเส้นผมแล้วมีความหนืด แสดงว่าแชมพูนั้นมีความเป็นด่างมากเกินไปสำหรับผมเรา หลังสระผมทุกครั้ง ควรหวีและเป่าให้ผมแห้ง ไม่ควรปล่อยให้ผมแห้งเอง หรือนอนหลับไปทั้งที่ผมยังไม่แห้ง เพราะเสี่ยงอย่างยิ่งต่อเชื้อรา หลังการใช้สเปรย์ มูส ตกแต่งทรงผมทุกครั้ง ควรสระผมให้สะอาด ไม่ควรรัดผมหรือเกล้าผมตึงเกินไป ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ระหว่างลดความอ้วนควรรับประทานเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองบ้าง เพื่อป้องกันการขาดโปรตีน หาก ผมร่วง มากผิดปกติโดยหาสาเหตุไม่ได้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรซื้อยาใช้เอง หรือเชื่อคำโฆษณาของสถานเสริมความงาม เพราะ ผมร่วง มีหลายแบบ ต้องรักษาที่สาเหตุ สมุนไพรรักษา ผมร่วง ของในครัวใกล้ๆ มือเหล่านี้อาจช่วยคลายทุกข์ให้คุณได้ สูตรที่ 1 นำไข่แดงผสมกับว่านหางจระเข้ที่ปอกเปลือกแล้วในปริมาณเท่าๆ กันผสมน้ำมันมะกอก 5 ซี.ซี. ปั่นให้เข้ากันนำมาหมักผมทิ้งไว้ 30 นาที ทำอาทิตย์ละครั้ง สูตรที่ 2 นำมะกรูด 4 ผล ต้มให้นิ่มคั้นน้ำเอามานวดคลึงหนังศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เหมาะสำหรับ ผมร่วง ที่เกิดจากแชมพูเป็นด่างมากเกินไป สูตรที่ 3 เอาขิงแก่มาตำให้ละเอียด ทำเป็นลูกประคบไว้ปากหม้อน้ำเดือดจนลูกประคบร้อนแล้วจึงนำไปประคบบริเวณที่ ผมร่วง พอเย็นแล้วกลับไปวางใหม่ ทำซ้ำติดต่อกันประมาณ 30 นาที เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ผมจะหยุดร่วง สูตรที่ 4 นำผักบุ้งหรือใบบัวบกมาคั้นเอาแต่น้ำหมักผมครั้งละประมาณ 20 นาที จะช่วยกระตุ้นผมที่งอกขึ้นมาใหม่ ขอบคุณที่มาจาก : Health&Cuisine มิถุนายน, Issue 5

มา ดูแลผิวลูกน้อย ช่วงหน้าฝนกันเถอะ
ดูแลผิวลูกน้อย /  ผดผื่น

ภัยผื่นผิวลูก ที่แฝงมาช่วงหน้าฝน      ในช่วงหน้าฝนจะมีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงกว่าปกติ ทำให้ผิวของลูกขับเหงื่อออกมามากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นความชื้นที่เกิดขึ้นจะเป็นแหล่งเพาะความสกปรก เชื้อราและเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี เป็นช่องทางที่เชื้อโรคเหล่านี้จะแฝงตัวเข้ามาสู่ผิวอันบอบบางของลูกน้อยได้ง่ายกว่าปกติ โดยจะมีอาการให้เห็นเป็นผื่นแดง ซึ่งบางชนิดนั้นก็มีอันตรายที่แฝงอยู่ด้วยค่ะ ดังน้ันวันนี้เรามีวิธี ดูแลผิวลูกน้อย จากผื่นช่วงหน้าฝนมาฝากคุณแม่กันค่ะ 1. ผื่นผ้าอ้อมที่ผิวลูก ผื่นชนิดนี้จะเกิดขึ้นมากกับผิวเด็กในช่วงหน้าฝน โดยเฉพาะกับเด็กวัยที่ยังใส่ผ้าอ้อมอยู่ เพราะสาเหตุหลักเกิดจาก “ความอับชื้น” ที่เกิดจากเหงื่อ หรือความชื้นที่มีมากในอากาศช่วงหน้าฝนก็เป็นปัจจัยสำคัญ ทำให้ผิวหนังเกิดความหนืดจนเกิดการเสียดสีกับผ้าอ้อมได้ง่าย จนเกิดเป็นแผลที่ผิวหนังของลูก เปิดโอกาสให้แบคทีเรียและความสกปรกที่อยู่ในอุจจาระและปัสาวะแทรกซึมเข้าไปทางแผล ทำให้เกิดการระคายเคือง เกิดเป็นผื่นแดงบริเวณก้นและขาหนีบ 2. โรค มือ เท้า ปาก เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่มีชื่อว่าเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) พบได้บ่อยในกลุ่มเด็กทารก และเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งเป็นกันมากในช่วงหน้าฝน เพราะอากาศเย็นและชื้นทำให้เชื้อไวรัสมีการเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้เกิดผื่นแดง ตุ่มใสๆ หรือตุ่มแดงเล็กๆ ขึ้นกระจัดกระจายในบริเวณมือ เท้า ทั้งหน้ามือ และหลังมือ และสร้างความรำคาญใจให้กับลูกน้อยได้เช่นกัน 3. โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบในเด็ก เหงื่อหรือน้ำฝนที่สะสมตามจุดอับของลูกน้อย เช่น รักแร้ ขาหนีบ แล้วไม่ล้างทำความสะอาดให้แห้ง อาจเกิดผื่นแดงขึ้นตามบริเวณจุดอับดังกล่าว ร่วมกับมีอาการคันมากๆ และอาจลามไปยังบริเวณมือ เท้า แขน ขา ลำตัว หนังศีรษะ หน้า ใบหู โดยอาจมี “สารระคายเคือง” เป็นตัวการให้ผื่นลุกลามใหญ่โต ได้แก่ ผ้าขนสัตว์ ผ้าเนื้อหยาบ ผงซักฟอก ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม สิ่งต่างๆ ที่มีกลิ่นหอม สี สารคลอรีนในน้ำ หรือสระว่ายน้ำ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว อาหารบางชนิด ควันบุหรี่ เป็นต้น ปกป้องผิวลูกจากผื่นช่วงหน้าฝน วิธีที่ดีที่สุด ที่จะช่วยปกป้องผิวลูกในช่วงหน้าฝนก็คือการรักษาความสะอาดและทำให้ผิวลูกแห้งอยู่เสมอค่ะ 1. รักษาความสะอาดของลูกน้อย หลังกลับมาบ้านให้อาบน้ำ สระผม ทำความสะอาดร่างกายลูกทุกครั้งที่โดนฝน โดยเฉพาะจุดอับและตามซอกนิ้ว ทุกครั้งที่เปลี่ยนผ้าอ้อม ให้ทำความสะอาดก้นลูกอย่างเบามือ และเช็ดด้วยน้ำอุ่นที่หยดเบบี้ออยล์ลงไปด้วยเล็กน้อย แล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดออกเบาๆ เพื่อป้องกันการเสียดสีจากผ้าอ้อม ถ้ากลัวว่าการเช็ดจะทำให้ลูกเจ็บเกินไป ให้ล้างก้นลูกในอ่างน้ำอุ่นหรือสบู่อาบน้ำเด็กที่อ่อนละมุน ไม่มีน้ำหอมฉุน ไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่ระคายเคืองต่อผิวเด็ก เหมาะสำหรับทำความสะอาดผิวของลูกน้อย . 2. ให้ผิวลูกแห้งอยู่เสมอ ใช้วิธีซับผิวลูกให้แห้งหลังการอาบน้ำด้วยผ้าขนหนู ถ้าผิวของลูกแสบมากจนไม่สามารถใช้ผ้าขนหนูซับได้ ให้ใช้พัดลมเป่าโดยปรับให้ห่างจากผิวของลูก จนแห้ง หมั่นโรยแป้งที่มีที่มีฮาย-ขมิ้น ซึ่งจะช่วยปกป้องและลดผดผื่นจากความเปียกชื้นได้อย่างเหนือชั้น . 3. ระวังเครื่องใช้ของลูก หลีกเลี่ยงอุปกรณ์สำหรับเด็กที่มีสารเคมีและน้ำหอมฉุน ซึ่งเป็นตัวการการเกิดผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบในเด็ก ควรเลือกใช้ผ้าอ้อมที่ระบายอากาศได้ดี เช่น ผ้าอ้อมที่ทำจากผ้าฝ้าย และเมื่อลูกปัสสาวะก็ควรรีบเปลี่ยนผ้าอ้อมทันที ถ้าใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ควรเลือกซื้อชนิดที่ซึมซับได้มากเป็นพิเศษ และหมั่นเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยๆ อย่าใส่ผ้าอ้อมให้รัดแน่นเกินไป เพราะจะทำให้อากาศไม่ถ่ายเทและกดทับผิวลูกจนเกิดการระคายเคือง แป้งเด็กบางชนิดมีส่วนผสมที่ทำให้เกิดผื่นได้ ควรเลือกแป้งที่มีฮาย-ขมิ้น ช่วยปกป้องและลดผดผื่นจากความเปียกชื้นได้อย่างเหนือชั้น ช่วยให้ลูกสบายตัวและมีความสุขได้ตลอดทั้งวัน หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นฉุน ควรเลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์เพื่อทำความสะอาดและบำรุงผิวสูตรอ่อนโยนที่ผ่านการทดสอบ ไฮโป-อัลเลอร์เจนิคจากสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ไม่ระคายเคืองจึงปลอดภัยต่อผิวของคุณและลูกน้อย ข้อสำคัญในช่วงหน้าฝน ต้องอย่าลืมตรวจดูว่าผิวลูกติดเชื้อราหรือไม่ เพราะผ้าอ้อมแฉะๆ เป็นแหล่งเพาะเชื้อราอย่างดี ถ้าผื่นมีสีแดงเข้มและมีจุดกลมแดงอยู่ภายใน นั่นอาจเกิดการติดเชื้อรา ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาในทันทีค่ะ ที่มา..www.care.co.th

แต่งห้องน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย
แต่งห้องน้ำ

วันนี้ Decor.MThai ได้นำเรื่องราวจากหนังสือ Life and Home เป็นเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับ แต่งห้องน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ บทความการแต่งห้องน้ำอย่างไรให้ปลอดภัยนี้เป็นบทความของคุณสุคนธา ฉ่ำมิ่งขวัญ และภาพประกอบสวยๆ จากทีมงานไลฟ์แอนด์โฮมค่ะ ว่าแล้วเราไปดูการแต่งห้องน้ำให้ปลอดภัยกันเลยดีกว่าค่ะ แต่งห้องน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย นอกเหนือฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวกสบาย มีความสวยงามตรงตามใจผู้เป็นเจ้าของแล้ว ความปลอดภัยก็เป็นอีกเรื่องสำคัญในห้องน้ำที่ไม่ควรมองข้างเพราะบ่อยครั้งที่อุบัติเหตุภายในบ้านเกิดขึ้นขณะใช้งานในห้องน้ำ ทั้งที่ความจริงแล้วเราสามารถป้องกันได้  ตั้งแต่เรื่องของการออกแบบไปจนถึงวัสดุที่มีความเหมาะสม Bath Decor ในฉบับนี้ จึงมีวิธีการตกแต่งห้องน้ำให้ปลอดภัยมาแนะนำค่ะ 1. การออกแบบห้องน้ำ การออกแบบห้องน้ำ : ควรมีการระบายอากาศที่ดี เพราะเป็นพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับความชื้นอยู่ตลอดเวลา ตำแหน่งที่เหมาะสมคือทิศตะวันตก ใช้ความร้อนของแสงแดดในช่วงบ่ายมาขับไล่ความชื้น อันเป็นสาเหตุของเชื้อราและเชื้อโรคต่างๆ ติดตั้งหน้าต่างหรือหลังคา Skylight ก็เป็นอีกทางที่ช่วยทั้งระบายอากาศ และรับแสงแดดเพิ่มเติมส่วนการออกแบบพื้นห้องน้ำไม่ควรมีความสูงในระดับที่ต่างกันเพื่อป้องกันการสะดุดล้ม 2. วัสดุ วัสดุ : แน่นอนว่าวัสดุที่นำมาปูพื้นมีหลากหลายประเภทเช่น กระเบื้อง หินสังเคราะห์ หินอ่อน ไม้สังเคราะห์ ซึ่งเราสามารถใช้ได้หมด แต่ที่ควรคำนึงคือผิวสัมผัสของวัสดุนั้น ต้องมีผิวสัมผัสแบบด้านเพื่อป้องกันการลื่นล้มขณะเท้าเปียกน้ำ ต่อมาคือการเลือกใข้กระจก หากเป็นกระจกใสสำหรับกั้นพื้นที่หรือเป็นประตูห้องควรเลือกกระจกที่มีความหนาเป็นพิเศษ เช่นกระจกเทมเปอร์ กระจกลามิเนต ซึ่งเมื่อเกิดการแตกหัก ก็จะไม่มีเหลี่ยมคมมาทำอันตรายส่วนกระจกเงาไม่ควรติดไว้ใกล้กับส่วนเปียก อย่างส่วนชาวเวอร์ เพราะมีโอกาศลื่นล้มได้ง่ายกว่าส่วนอื่นๆ 3. อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับไฟฟ้า อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับไฟฟ้า : เริ่มกันตั้งแต่แสงไฟที่ควรมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดทึบจนเกินไปในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณกระจกเงาส่องหน้า ส่วนปลั๊กหรือเต้าเสียบต่างๆ ควรเลือกรุ่นที่มีฝาปิด สำหรับป้องกันความชื้นและน้ำกระเด็นใส่จนเกิดการลัดวงจร ส่วนตำแหน่งที่ติดตั้งควรอยู่ในส่วนแห้ง สูงเหนือกว่าก๊อกน้ำ และอ่างล้างหน้า ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า อย่างเครื่องทำน้ำอุ่น ห้ามลืมติดตั้งสายดินเด็ดขาดเพื่อป้องกันไฟรั่ว 4. การเลือกใช้สุขภัณฑ์ การเลือกใช้สุขภัณฑ์ : ควรเลือกใช้สุขภัณฑ์ที่ไม่มีเหลี่ยมมุมแหลมคม ในกรณีที่ครอบครัวมีเด็กเล็กและผู้สูงอายุใช้ร่วมกัน โดยปัจจุบันมีสุขภัณฑ์สำหรับเด็กและผู้สูงอายุโดยเฉพาะซึ่งจะมีความสูงที่เหมาะสมมากกว่า พยายามหลีกเลี่ยงสุขภัณฑ์ที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน เพราะจะแตกหักง่าย หรือใช้วัสดุสมัยใหม่อื่นๆ มาทดแทนเช่นหินสังเคราะห์เป็นต้น หากห้องน้ำมีการใช้ร่วมกันทุกช่วงวัยควรคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยเล็กๆ น้อยๆ ด้วย เช่นการติดตั้งราวจับไว้ใกล้กับโถสุขภัณฑ์เพื่อช่วยผู้สูงอายุพยุงตัว เลือกใช้พรมยางกันลื่นแทนพรมเช็ดเท้าทั่วๆ ไป ราวแขวนผ้าที่ควรติดตั้งให้อยู่เหนือศีรษะเป็นต้น ติดตามอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมในหนังสือ Life and Home ฉบับเดือน Jan 2014 จาก Mbookstore คลิ๊ก

อย. จับอีก 7 ผลิตภัณฑ์ความงามผิดกฎหมาย เช็คด่วนคุณใช้อยู่หรือไม่??
ผลิตภัณฑ์ความงาม /  ผิดกฎหมาย / 

อย. สนองนโยบายรัฐ เดินหน้าจับผู้กระทำผิดกฎหมาย ลุยร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ. บุกจับแหล่งขายยาสมุนไพร พบขายเกลื่อนทางโซเชียลมีเดีย อ้างสรรพคุณครอบจักรวาล โดยเฉพาะแก้ปวด บรรเทาอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต ฯลฯ เตือนผู้บริโภคให้ระวัง อย่าซื้อยาผ่านทางเว็บไซต์และหลงเชื่อโฆษณาสรรพคุณเกินจริงเด็ดขาด เพราะสมุนไพร บางรายการเคยตรวจพบมีส่วนผสมของยาสเตียรอยด์ อันตรายต่อผู้บริโภค รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทรงโปรด สิริสุขะ ผกก.4 บก.ปคบ. และ น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ประธานอนุกรรมการเพื่อดำเนินการสืบสวนจังกุมปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายทางอินเตอร์เน็ต แถลงข่าวการจับกุม การจำหน่ายยาและผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย พร้อมทั้งปิดเว็บไซต์และสื่อโซเชียลมีเดีย จำนวน 35 เว็บไซต์ โดย พบข้อมูลโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณว่าเป็น “ยาสมุนไพรไทย (ฉลากเขียว) ชนิดแคปซูล G2540 G2553 G2554 หรือ G/2540 G/2553 G/2554” “ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดเมื่อยตามร่างกาย เหน็บชา กินข้าวไม่ได้ นอนไม่หลับ บรรเทาอาการ อัมพาต อัมพฤกษ์ หญิงชายผอมแห้งกินสมุนไพรนี้แล้ว ราศีก็สวยขึ้น และแก้ลม 12 จำพวก แต่เมื่อตรวจสอบเลขทะเบียนยาดังกล่าว ไม่พบข้อมูลการได้รับขึ้นทะเบียนตำรับยา และจากการขยายผลสืบสวนต่อถึงแหล่งผู้ขาย พบว่าเป็นแหล่งเดียวกันทั้งหมด ซึ่งจับกุมและตรวจค้นสถานที่ 2 แห่ง ได้แก่ ร้านน้ำหอมฟุ้ง จ.ชลบุรี และสถานที่ขายของ The bazaar จ.ชลบุรี นพ.บุญชัย กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าร้านดังกล่าวเป็นผู้ค้ารายใหญ่ ที่เปิดขายผ่านเว็บไซต์ ทำให้สินค้ากระจายไปเกือบทั่วประเทศ โดยเฉพาะแถบภาคเหนือ โดยพบว่า มีสินค้าผิดกฎหมายจำนวนมาก ได้แก่ 1.ยาสมุนไพร ฉลากระบุ “ยาสมุนไพรไทย ชนิดผงและชนิดแคปซูล G/2554” 2.กาแฟปรุงสำเร็จรูปลดน้ำหนัก Raspberry ketones slim Coffe (ราสเบอรี่ คีโตน สลิม คอฟฟี่) 3.กาแฟปรุงสำเร็จชนิดผง สำหรับลดน้ำหนัก Slim Express Coffee สูตรสำหรับคนดื้อยา ผอมขั้นเทพ 4.สบู่ IVORY PERFECT GLUTA WHITE SOAP (ไอเวอรี่ เพอร์เฟค กลูต้า ไวท์ โซป) 5.ชุดครีมบำรุงผิวหน้า หมอยันฮี สูตรองุ่นผสมกลูต้า 100,000 6.ครีมเมโกะ รักษาสิว สิวอักเสบ ลบรอยแผลเป็น  และ 7.สบู่ก้อน ไม่มีฉลาก และสำหรับ เว็บไซต์ที่ขายผิดกฎหมาย ได้แก่ http://www.thaitopbuysale.com ,http://smoonpraithabytoey.weebly.com , http://สมุนไพรไทยweebly.com , http://herbg.blogspot.com , http://yasamunprai.blogspot.com , http://haveherballife.blogspot.com  เจ้าหน้าที่จึงยึดของกลางทั้งหมดมูลค่ากว่า 500,000 บาท เพื่อดำเนินคดีต่อไป ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่จับได้ส่วนใหญ่จะลักลอบผสมสเตียรอยด์ลงไป ซึ่งอาจจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เกิดอันตราย มีผลข้างเคียงสูง เช่น มีอาการบวมน้ำ กระดูกผุ เยื่อบุกระเพาะอาหารบางลงจนอาจถึงขั้นกระเพาะทะลุ กล้ามเนื้อลีบ ภูมิต้านทานโรคต่ำ ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ได้ง่าย บางรายถึงขั้นไตวายและเสียชีวิตได้ ด้านพ.ต.อ.ทรงโปรด สิริสุขะ ผกก.4 บก.ปคบ. กล่าวว่า สำหรับการดำเนินคดีเบื้องต้นได้แจ้งข้อหา 6 ข้อหา ดังนี้ 1.ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 1หมื่นบาท 2.ขายยาโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 3.ขายยาแผนโบราณ โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 5,000 บาท 4.โฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 1แสนบาท 5.ขายอาหารที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง มีโทษปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท และ 6.ขายเครื่องสำอางโดยไม่มีฉลาก หรือมีฉลากแต่ฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ครบถ้วน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รายงานโดย Health Mthai Team ที่มาจาก สำนักคณะกรรมการอาหารและยา

ระวัง! สารตกค้าง ในผักผลไม้
ดูแลเท้า /  ทำความสะอาดเท้า / 

‘ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง’ หลายคนคงเคยได้ยินข้อความรณรงค์ให้คนไทยหันมากิน ผัก ผลไม้ควบคู่กับอาหารชนิดอื่นๆ กินให้ครบทุกมื้อ และให้ได้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม แต่ปัจจุบันกลับพบว่า ผักและผลไม้ที่มีคุณค่าต่อร่างกาย กลับมีสารเคมีตกค้างเกินปริมาณที่กำหนดไว้ … หากเป็นอย่างนี้แล้ว ผู้บริโภคควรทำอย่างไร? ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงาน เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN : Thailand Pesticide Alert Network) ให้ข้อมูลว่า จากการสุ่มตรวจผัก ผลไม้ 10 ชนิด คือคะน้า ถั่วฝักยาว พริกจินดา ผักชี กะเพรา ส้มไทย ส้มจีน แอปเปิล ฝรั่ง แตงโม และสตรอเบอร์รี่ ตรวจพบสารเคมี 4 กลุ่ม ตกค้างในผักผลไม้ 10 ชนิด คือมี กลุ่มคาร์บาเมท ซึ่งมีสารอันตรายร้ายแรงอย่างคาร์โบฟูแรน กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ออกาโนคลอรีน ไพรีทรอยด์ ซึ่งทั้งหมดเป็นสารเคมีกำจัดแมลง ส่วนอีกกลุ่มเป็นสารป้องกันเชื้อราและโรคพืช คือ คาร์เบนดาซิม  ซึ่งเพิ่มการตรวจเฉพาะใน ส้ม แอปเปิล และสตรอเบอร์รี่ “ก่อนการตรวจสอบคิดว่า สารคาร์เบนดาซิม อาจมีตกค้างบ้าง แต่อาจเพราะไม่เคยมีการตรวจสอบมาก่อน เมื่อได้ตรวจจริงๆ จึงพบว่าการตกค้างเยอะกว่าค่า MRLs ค่อนข้างมาก ถ้าหากมีการสะสมในระยะยาวก็เป็นอันตรายหมด เพียงแต่เป้าหมายในการก่อโรคเรื้อรังแตกต่างกัน” ปรกชล อธิบายเพิ่มเติม ค่า MRLs คืออะไร? MRLs หรือ Maximum Residue Limits  คือ ระดับปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดในอาหาร ที่ยอมรับให้มีได้ที่พบในอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ จะแสดง ค่า MRLs เป็นหน่วย มิลลิกรัม (มก.) ของสารพิษตกค้างต่อกิโลกรัม (กก.) ของผลิตภัณฑ์อาหาร โดยในประเทศไทย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จะเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดการจัดตั้งค่ามาตรฐานสารพิษตกค้างในพืชผลเกษตร ‘ผัก ผลไม้ในห้าง สารตกค้าง มากกว่า ตลาดสด’ ปรกชล บอกเล่าถึงการสุ่มตรวจผักผลไม้ว่า การสุ่มตรวจผัก ผลไม้ทั้ง 10 ชนิด จะแบ่งตรวจในห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีทั้งผักที่รับรองมาตรฐานและไม่ได้รับรองมาตรฐาน Q หรือ เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ส่วนตลาดจะมีทั้งตลาดค้าส่งและตลาดสดทั่วไป โดยจะสุ่มตรวจใน 5 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ซึ่งตรวจทั้งในห้างและตลาดสด ส่วนขอนแก่น ยโสธร และสงขลา จะตรวจในตลาดสดอย่างเดียว และผลการสุ่มตรวจส่วนใหญ่พบว่า ในห้างมีสารเคมีตกค้างเกินค่ามาตรฐานมากกว่าตลาดสด สำหรับผัก ผลไม้ที่พบว่ามีค่า MRLs ตกค้างเกินมาตรฐานสูงสุด คือ ส้มสายน้ำผึ้ง พบสารเคมีตกค้าง 100%  ฝรั่ง 69.2% แอปเปิล 58 % คะน้า 54% สตรอเบอร์รี่ ส้มจีน กะเพรา ชนิดละ 50% ถั่วฝักยาว 42.8% ผักชี 36 % แตงโม15% และพริกจินดา 8.3% เนื่องจากผัก ผลไม้ทั้ง 10 ชนิด ที่สุ่มตรวจเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ทำให้เกิดความต้องการบริโภคสูงขึ้น กระบวนการผลิตจึงต้องรวบรัดเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคนั่นเอง และจากการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่พบว่า ผักในห้างมี สารตกค้าง เยอะกว่าตลาดสด เนื่องจากเมื่อส่งผัก ผลไม้ขึ้นห้างสรรพสินค้า ความกังวลเรื่องการตลาดจะไม่มี เพราะสามารถขายได้ราคาสูง และผักที่อยู่ในห้างต้องมีลักษณะสวย ไม่มีรอยกัดกินของแมลง ทำให้การกำจัดแมลงทำได้อย่างเต็มที่ ปรกชล บอกอีกว่า หลักจากที่มีการตรวจสอบ ทางเครือข่ายฯ ได้พูดคุยกับห้างสรรพสินค้า ตลาดสด ผู้ค้าปลีก และหน่วยงานภาครัฐ เกี่ยวกับการแก้ปัญหา เนื่องจากการตกค้างของสารเคมีในผัก ผลไม้มีค่าเฉลี่ย เกินมาตรฐานมากถึง 46.6% จึงต้องได้รับการควบคุมโดยด่วน ส่วนด้านผู้ประกอบการรับทราบปัญหาและพยายามกำชับให้ตัวแทนรับส่งสินค้า หรือทางพ่อค้าคนกลางบอกต่อไปยังด้านเกษตรกร ให้ลดปริมาณการใช้สารเคมี และสร้างความร่วมมือผลักดันการกำหนดค่า MRLs ที่คุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น ‘ผู้บริโภคต้องเปลี่ยนพฤติกรรมและตื่นตัว’ ‘จริงๆ แล้วผู้บริโภคเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดสิทธิ์ หากเราสนใจแหล่งที่มาของผักและผลไม้ การให้ความสำคัญเรื่องสารเคมีตกค้าง หรือการส่งเสริมให้เกิดการผลิตผัก ผลไม้แบบปลอดภัยมากขึ้น โดยการเลือกซื้อผัก ผลไม้ที่ปลอดสารเคมี การเลือกบริโภคผักจากการเกษตรในรูปแบบอื่นๆ อย่างเกษตรอินทรีย์หรือกินผัก ผลไม้ที่ตรงตามฤดูกาล ก็เป็นการลดการผลิตนอกฤดูกาล ลดการควบคุมโรคแมลงและการใช้สารเคมีต่างๆ’ ปรกชล เสนอแนะ นอกจากนี้ ยังทิ้งท้ายไว้ว่า การทำความสะอาด ผักผลไม้ โดยการล้างด้วยน้ำสะอาด สามารถลดได้บางส่วนสำหรับสารเคมีที่ไม่ดูดซึม แต่สารเคมีที่มีการดูดซึมในเนื้อเยื่อ ก็ไม่สามารถล้างออกได้ เราจึงต้องเปลี่ยนแปลงที่ขั้นตอนการผลิต เกษตรกรต้องไม่มีการใช้สารเคมีประเภทดูดซึม หรือใช้แล้วควรเว้นระยะเก็บเกี่ยวเพื่อให้สารเคมีสลายไป ประเทศไทยมีการใช้สารเคมี 400 กว่าชนิด สารตกค้าง ที่มีสารเคมีดูดซึมในเนื้อเยื่อปนอยู่ถึง 51 % เราเองในฐานะผู้บริโภคควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ ผู้บริโภคสามารถสนับสนุนเกษตรทางเลือก การเกษตรปลอดสารพิษ รวมทั้งการรู้จักตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้บริโภค ก็จะช่วยให้สังคมตื่นตัว หันมาสนใจ และทำให้หน่วยงานภาครัฐ ผู้ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ พร้อมกับร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ขอบคุณที่มาจาก : พิมพ์ชนก ศรเพชร Team Content www.thaihealth.or.th

5 สิ่งห้ามใช้กับ สะดือเด็กแรกเกิด
ทารก /  มหาหิงค์ / 

สะดือเด็กแรกเกิด จะแห้ง และหลุดไปหลังจากคลอดแล้วประมาณ 7 - 10 วัน คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มักจะกังวลว่าการทำความสะอาดสะดือเด็กแรกเกิดจะทำให้ลูกได้รับความเจ็บปวด ซึ่งการเช็ดทำความสะอาดสะดือทารกแรกเกิดไม่ได้ทำให้เจ็บปวดแต่อย่างใด แต่ถ้าเช็ดสะดือให้ลูกไม่สะอาด อาจทำให้สะดือติดเชื้อเกิดการอักเสบขึ้นได้นะคะ ห้ามทา มหาหิงค์ บนสะดือเด็กแรกเกิด สำหรับเด็กแรกเกิดนั้นบางครั้งอาจมีอาการแน่นอึดอัดท้อง คุณแม่จึงมักไล่ลมในท้องลูกด้วยมหาหิงค์ ซึ่งข้อควรระวังคือห้ามทาลงบนสะดือเด็ก เพราะจะทำให้บริเวณสะดือเกิดความชื้น อักเสบขึ้นได้ ห้ามโรยแป้งบนสะดือเด็กแรกเกิด แป้งคือสิ่งที่ห้ามใช้กับสะดือเด็กแรกเกิด เพราะแป้งจะไปอุดตันในสะดือเด็กแรก จนเกิดการอักเสบขึ้นได้ โดยเฉพาะในทารกบางรายเมื่อสะดือแห้งใกล้จะหลุดอาจมีน้ำเหลืองซึมๆ ออกมา ซึ่งไม่ควรโรยแป้งลงบนสะดือเด็ดขาด เพราะแป้งที่โรยปนไปกับน้ำเหลืองอาจเป็นตัวกระตุ้นให้สะดือเกิดการอักเสบอย่างรุนแรงขึ้นได้ ห้ามใส่ผ้าอ้อมปิดสะดือเด็กแรกเกิด เมื่อใส่ผ้าอ้อมให้เด็กแรกเกิด ควรใส่ให้ขอบบนของผ้าอ้อมอยู่ต่ำกว่าตอสายสะดือ เพื่อป้องกันการถูกกดทับเป็นเวลานานจากผ้าอ้อมจนทำให้เกิดการอับชื้นขึ้นได้ ห้ามทาโลชั่นบนสะดือเด็กแรกเกิด ในเด็กแรกเกิดนั้นสามารถทาโลชั่นเพื่อบำรุงผิวได้ แต่ห้ามทาโลชั่นลงบนสะดือเด็กแรกเกิด เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้นเกิดเชื้อราขึ้นได้ ห้ามแคะ หรือแกะสะดือเด็กแรกเกิด หลังจากผ่านไปได้ 7-10 วัน สะดือลูกจะค่อยๆ แห้ง ซึ่งควรปล่อยให้สะดือหลุดออกเองตามธรรมชาติ ห้ามใช้คอตตอนบัดแคะ หรือแกะสะดือเด็กแรกเกิดเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เลือดไหลออกมา เกิดการอักเสบขึ้นได้ เช็ดสะดือด้วยแอลกอฮอล์เท่านั้น หลังจากอาบน้ำให้เด็กแรกเกิดเสร็จแล้ว ให้เช็ดสะดือด้วยแอลกอฮอล์ 70% ตามที่โรงพยาบาลจัดให้ใช้เท่านั้น โดยให้ดึงสายสะดือขึ้นเช็ดวนจากด้านในออกด้านนอกเพียงรอบเดียว แต่ถ้าสะดือทารกยังไม่สะอาดให้เช็ดด้วยสำลี หรือคอตตอนบัดอันใหม่อีกครั้ง ที่มาจาก th.theasianparent ภาพประกอบโดย Women MThai Team

นักสืบพันทิป กดดันจนแฟนบอลสาวสุพรรณรับโกหกลูกป่วยตุ๋นเงิน
ชาริล ชัปปุยส์ /  ตูน บอดี้แสลม / 

ความลับไม่มีในโลก นักสืบพันทิป ตั้งข้อสงสัย พร้อมแฉแฟนบอลสาว สุพรรณบุรี เอฟซี โกหกว่าลูกสาวป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดแดง หลอกตุ๋นเงินบริจาค ชาริล ชัปปุยส์ และตูน บอดี้สแลม ก็ตกเป็นเหยื่อ กลายเป็นเรื่องให้พูดถึงในเว็บบอร์ดดัง pantip.com หลังแฟนเว็บบอร์ดได้ตั้งข้อสงสัยกรณีที่มีแฟนบอลสาว สุพรรณบุรี เอฟซี ท่านหนึ่ง อ้างว่าป่วยเป็นโรคเชื้อราที่ไขกระดูก แถมลูกสาว น้องกอหญ้า วัย 7 ขวบ ก็ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดแดง ซึ่งต้องใช้เงินค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก ทำให้แฟนบอล สุพรรณบุรี เอฟซี รวมถึงแฟนบอลสโมสรอื่นๆ ร่วมบริจาคเงินให้จำนวนมาก รวมแล้วกว่า 3 แสนบาท ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี ชาริล ชัปปุยส์ ดาวเตะล้านเมีย และตูน บอดี้สแลม นักร้องชื่อดัง ที่ก็ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือด้วย เมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว โดยเมื่อวันที่ 22 ก.ค.58 ได้มีบุคคลท่านหนึ่ง ได้ไปตั้งกระทู้สงสัยในพฤติกรรมการของแฟนบอลสาวรายนี้ในพันทิป (http://pantip.com/topic/33955262) เพราะที่ผ่านมาปีกว่า ยังไม่เคยเห็นหลักฐานการรักษาพยาบาลสำหรับลูกสาว น้องกอหญ้า เลย โดยสงสัยว่าน่าจะเป็นการหลอกลวง เพื่อต้มตุ๋นเอาเงินบริจาคเสียมากกว่า ทำให้ล่าสุด หญิงสาวคนดังกล่าว ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ตะวันฉาย ในม่านเมฆ โดยยอมรับสารภาพว่า ลูกสาวไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้าย โดยเป็นแค่ภาวะเสี่ยงเท่านั้น โดยข้อความมีดังนี้ นี้คือความจริงที่จะออกมาขอโทษพี่ๆ น้องๆ ทุกคนว่า กอหญ้า เปงแค่พาวะเสี่ยงเฉยๆ คะยังไม่แน่ชัดว่าเปงไหมเมื่อช่วง3-4ที่ผ่านมากอหญ้าป่วยบ่อยเข้าโรงบาลบ่อยถึงไม่เสียค่ายาแต่ค่ากินอยู่หลายบาทอยู่คะฉายเลยไปกู้รายวันบ้างเงินด่วนบ้างแชร์ทองเอาทุกอย่างเลยกลายเปงนี้หลักแสนจนฉายต้องหลบค่าหนี้ประกอบเริ่มไปดูบอลแร้วเล่นเฟสเลยทำให้รู้จักพี่ที่เชียร์บอลเข้าก้อเขามาถามว่าเปงอาไรเข้าโรงบาลบ่อยก้อเลยบอกไปว่าเปงมะเร็งเม็ดเลือด ก้อเริ่มเขามามีคนเอาเงินมาช่วยเหลือกอหญ้าเริ่มมีอาการประมูลขึ้นเริ่มได้เงินเยอะฉายก้อปล่อยตามเลยคะเงินที่ได้ประมาณทุกๆช่องทางการช่วยเหลือ300,000บาทคะภายในหนึ่งปีที่ได้150,000แรกฉายเอาไปส่งรายวันส่งเงินด่วนแชร์ทองประมาณ6-7เจ้าคนนี้10000 คนนั้น15000คะเอาชื่อตัวเองมั้งเอาชื่อน้ากู้มั้งคะแร้วอีก70,000ฉายเอาไปใช่หนี้ที่ฉายกู้มาตอนกอหญ้าเริ่มคลอดคะเพราะพ่อมันไม่ค่อยส่งเงินมาให้เพราะมันติดผู้หญิงฉายก้อเลี้ยงกอหญ้ามาตลอดแร้วที่เหลือฉายก้อใช้จ่ายทั่วไปคะฉายกราบขอโทษในความผิดพลาดที่เกินให้อภัยครั้งนี้......ที่เอากอหญ้ามาเกี่ยวข้องฉายขอรับผิดในครั้งนี้ขอให้สังคมให้โอกาสสักครั้งหนึ่งคะที่พูดทั้งหมดคือความจริงทุกอย่างคะฉายรู้สึกผิดคะในครั้งนี้คะมากๆคะ ตอนนี้ฉายได้รับผลกรรมที่ทำไว้แร้วคะ ฉายกราบขอโทษทุกๆท่านที่เคยเมตตาต่อน้องกอหญ้าแต่ฉายผิดเองคะที่เอาน้องมายุ่งด้วยคะแร้วที่กอหญ้าน้องโรงบาลครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องในครั้งนี้น้องมีอาการอาเจียนอยู่แร้วคะ ไม่ใช้เอาน้องมาบังหน้าคะเพราะพวกคุนๆโพสด่าตั้งแต่4-5ทุ่มเมื่อคืนแต่กอหญ้าเขาตอนนี่ตี5คืออาเจียนเลือดคะก้อเลยพามาคะ ทั้งนี้แฟนบอลที่เคยช่วยบริจาคเงิน เตรียมที่จะดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น ได้มีการโพสเฟซบุ๊คต่อว่าอย่างหนัก ขอบคุณกระทู้ : pantip.com/topic/33955262

10 เคล็ดลับการทำความสะอาด ที่จะทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น
วิธีทำความสะอาดบ้าน

ถ้าพูดถึงเรื่องของการทำความสะอาดบ้าน เราเชื่อว่าหลายๆ บ้านคงประสบกับปัญหาเดียวกันคือ ไม่ค่อยมีเวลาที่จะทำความสะอาดบ้านเพราะด้วยเวลาที่จำกัดในแต่ละวัน ทำงานกลับบ้านมาก็ค่ำ หมดวันไปแล้ว หรือถ้าจะมาดูแลทำความสะอาดในวันหยุด ก็สุดแสนจะขี้เกียจ เพราะการทำงานบ้านในแต่ละครั้งต้องใช้เวลาเรียกว่าทั้งวันก็ว่าได้ แต่ถ้ามี เคล็ดลับการทำความสะอาดบ้าน ให้ง่ายขึ้นก็คงดี เพราะจะช่วยให้ใช้เวลาในการทำความสะอาดน้อยลงวันนี้ Decor.MThai จึงได้นำ 10 เคล็ดลับการทำความสะอาดบ้าน ที่จะทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ 10 เคล็ดลับการทำความสะอาดบ้าน ที่จะทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น 1. การทำความสะอาดขอบหน้าต่าง ขอบประตู การทำความสะอาดขอบหน้าต่าง ขอบประตู : ใช้ไม้พันสำลี ชุบน้ำส้มสายชู แล้วเช็ดบริเวณที่ฝุ่นเกาะ จากนั้นก็ใช้กระดาษทิชชู่ เช็ดให้สะอาดอีกทีค่ะ น้ำส้มสายชูจะช่วยให้คราบสกปรกหลุดออกง่ายขึ้น 2. ทำความสะอาดร่องยาแนว ทำความสะอาดร่องยาแนว : น้ำยาล้างห้องน้ำ ผสมกับน้ำส้มสายชู แล้วใช้แปรงจุ่มลงไปในน้ำยาที่เราผสม จากนั้นใช้แปรงขัดบริเวณลอยต่อของกระเบื้อง หรือที่เรียกกันร่องยาแนว แล้วก็ใช้ฟองน้ำเช็ดออก (ต้องใส่ถุงมือ) แค่นี้ร่องยาแนวของคุณก็จะไม่ดำเป็นเชื้อราอีกต่อไป 3. วิธีทำความสะอาดที่นอน วิธีทำความสะอาดที่นอน : วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกเลยค่ะ แต่ถ้าต้องการทำความสะอาดฟูกนอนที่เป็นคราบ ให้ใช้สเปรย์มะนาวฉีดไปที่คราบบนที่นอน ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วใช้ผ้าซับๆ บริเวณที่เป็นรอยแค่นี้รอยก็จะจางหายไป 4. การดูแลชักโครก การดูแลชักโครก : ในส่วนของชักโครกส่วนที่ดูแลยากที่สุดก็คือส่วนด้านใต้ฝาปิด ถึงจะเป็นส่วนที่ไม่มีใครเห็นแต่ก็มีผลทำให้เกิดคราบสกปรก และนำให้สุขอนามัยไม่ดีได้นะคะ วิธีทำความสะอาดก็ง่ายๆ แค่ใช้แปรงล้างชักโครกชุบน้ำส้มสายชูถูๆ ให้รอบ แล้วใช้น้ำฉีดไปตรงบริเวณนั้น จากนั้นใช้ผ้าสะอาดเช็ดๆ คราบออกอีกทีค่ะ 5. วิธีทำความสะอาดพื้นไม้ วิธีทำความสะอาดพื้น : เทน้ำส้มสายชูลงไปในขวดสเปรย์ 1/4 ของขวดจากนั้นหยดจากนั้นหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะนาวลงไป 3-8 หยด แล้วเติมน้ำลงไป เขย่าเบาๆ ให้เข้ากัน จากนั้นก็ฉีดสเปรย์ลงไปที่พื้นแล้วใช้ผ้าเช็ดให้สะอาดค่ะ 6. วิธีการทำความสะอาดมู่ลี่ วิธีการทำความสะอาดมู่ลี่ : ใช้น้ำส้มสายชูผสมกับน้ำให้เท่าๆ กัน จากนั้นใส้ผ้าชุบลงไปแล้วเช็ดทำความสะอาดค่ะ 7. วิธีทำความสะอาดแป้นพิมพ์ วิธีทำความสะอาดแป้นพิมพ์ : วิธีง่ายที่สุดคือใช้ Post it มาใช้ทำความสะอาดก็เป็นวิธีที่ง่ายแสนง่าย ดูวิธีเพิ่มเติมที่ http://tech.mthai.com/tips-technic/43988.html 8. วิธีทำความสะอาดโคมไฟ พัดลมเพดาน วิธีทำความสะอาดโคมไฟ พัดลมเพดาน : ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดฝุ่นออก แล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดให้สะอาดอีกทีค่ะ 9. ลอยแตกของหนังโซฟา ลอยแตกของหนังโซฟา : ลอยแตกที่เกิดจากการนั่ง การน้ำ ลอยขีดขวนต่างๆ แก้ง่ายๆ โดยใช้ผ้าป้ายแว็กซี่แล้วขัดลงไปตรงลอยที่แตก แค่นี้เราก็จะได้โซฟาใหม่เอี่ยมกับมาอีกครั้งค่ะ 10. วิธีทำความสะอาดพรม วิธีทำความสะอาดพรม : ถ้าจะแค่ทำความสะอาดฝุ่นบนพรม ก็สามารถใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกได้เลยค่ะ แต่ถ้าพรมมีคราบสกปรกให้ใช้แป้งข้าวโพดโรยบนรอยเปื้อนทิ้งไว้ 10 นาที จากนั้นใช้น้ำยาล้างจานหนึ่งช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น และใช้น้ำส้มสายชูหนึ่งช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่นเช่นกัน แล้วก็ใช้ผ้าขาวชุบน้ำส้มสายชู และและน้ำยาล้างจาน ชุปให้เปี๊ยกๆ แล้ววางไว้ ใช้แปรงหรือฟองน้ำ ขัด ถู จนกระทั่งของเหลวทั้งหมดค่อยๆ แห้ง สุดท้ายใช้ฟองน้ำเช็ดออก ลอยคราบที่พรมก็จะหายไป เป็นไงคะ 10 เคล็ดลับดีๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ให้เพื่อนๆ กันได้ไม่มากก็น้อยนะคะ การทำความสะอาดแบบมีเทคนิคช่วยให้ประหยัดเวลาในการทำความสะอาดบ้านไปได้เยอะเลยจริงๆ ค่ะ

35 เคล็ดลับ ที่รู้แล้ว ชีวิตคุณจะง๊าย..ง่าย ขึ้นอีกเย๊อะ
ชีวิตง่าย /  ชีวิตดี / 

วันนี้เรามี เคล็ดลับ น่ารู้มานำเสนอแก่สาวๆกันจ้า บอกเลยว่ามีประโยชน์ต่อชีวิตและทรัพย์สินเราทั้งนั้น และขอรับรองว่า ถ้าคุณรู้ เคล็ดลับ เหล่านี้แล้ว ชีวิตคุณจะง่ายขึ้นอีกเยอะ ไม่เชื่อก็ลองดู เพราะเรื่องรอบๆตัวเรานั้น แค่รู้ก็ได้ประโยชน์สุดๆแล้ว 1. เคยเป็นไหม แพคเกจพลาสติกเปิดย๊ากยาก ลองใช้ที่เปิดกระป๋องก็ช่วยได้นะ แถมยังช่วยรักษาแพคเกจนั้นให้สามารถเก็บไว้ได้อีก 2. มาสคาร่าแห้งแล้ว ลองเต็มน้ำเกลือ หรือ น้ำยาล้างคอนแทค ลงไปนิดหน่อย ยืดอายุการใช้งานได้อีกนิด ภาพจาก ModaMob 3. กระดาษรองนั่งในห้องน้ำ นำมาใช้ซับหน้าที่มันได้ (เพราะคุณสมบัติของมันเหมือนกระดาษซับมัน) 4. จุกไวน์ นำมาประดิษฐ์เป็นสวนจิ๋ว เล็กๆน่ารักๆได้ ภาพจาก everafterblueprint.com 5. ฟังเพลงจากไอโฟน แล้วอยากให้ได้เสียงดังขึ้น แค่วางไว้ในถ้วย เสียงก็จะดังกังวาลขึ้น ภาพจาก realsimple.com 6. ใช้สติกเกอร์ตาไก่ ช่วยให้คุณเพ้นท์เล็บลาย Half-moon ได้ง๊ายง่ายด้วยตัวเองแถมสนุก ภาพจาก s3.amazonaws.com 7. แผ่นดีวีดีตกล่องเวลาเล่น เอากล้วยทา ช่วยให้ลื่นไหลไม่มีสะดุด 8. ลืมพกลิปสติกมา ใช้ลูกอมสตอเบอรี่สีแดงๆ แทนได้ แค่นำมาบดๆใส่น้ำจิ๊ดนึงแล้วก็นำมาทาปากได้เลย ภาพจาก pics.livejournal.com 9. ผสมน้ำกับน้ำยาปรับผ้านุ่ม ให้กลายเป็นครีมนวดผมสำหรับผมบาร์บี้ตัวโปรด ภาพจาก dizzysplayhouse.com 10. กระเป๋าสาวๆทั้งรก ทั้งของเยอะ รักษาความสะอาดโดยที่ไม่ต้องรื้อกระเป๋าออมา ด้วยลูกกลิ้งดูดขน ง่ายป่ะล๊ะ ภาพจาก realsimple.com 11. ใช้สเปรย์ฉีดด้านในแก้ว เวลานำมาจุดเทียน เพื่อไม่ให้แก้วใบสวยเลอะน้ำตาเทียนและมีรอยไหม้ ภาพจาก realsimple.com 12. กินมาร์ชเมลโลว์ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ ภาพจาก 7thhouseontheleft.com 13. ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ ห่อสิ่งของที่มีกลิ่นก่อนนำเข้าตู้เย็น จะช่วยดูดกลิ่นได้ ภาพจาก realsimple.com 14. โดนคลอรีนกัดผมจนผมเป็นสีเขียว ใช้ยาแอสไพรินช่วยรักษาให้ผมกลับมาดำได้ ด้วยการ นำแอสไพริน 8เม็ดละลายในน้ำอุ่นนิดหน่อยแล้วนำมาหมักผมทิ้งไว้ 10-15นาทีแล้วล้างออก ภาพจาก www2.pictures.zimbio.com 15. ถุงเท้าเก่า นำ มามวยผมบัน ได้เหมือนกันนะจ๊ะ น่ารักด้วย 16. ขวดสูญญากาศเปิดยาก ใช้ช้อนช่วยเปิดง่ายนิดเดียว ภาพจาก images.teamsugar.com 17. ใช้หนังยางช่วยเพ้นท์เล็บให้สนุกได้อีก 18. ที่เปิดกระป๋องน้ำอัดลม นำมาใช้แขวนรูปภาพแทนตะขอได้ ภาพจาก blog.makezine.com 19. วิควาโปรับ รักษาเชื้อราที่เล็บเท้าได้ 20. มายองเนส ทำให้รอยคราบบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ หายไปได้ แค่เอามาทาบริเวณที่เปื้อนแล้วเช็ดออก ภาพจาก charlesandhudson.com 21. ผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำในขวดสเปร์ยแล้วนำมาฉีดที่ผ้านิดหน่อย ช่วยให้คลายยับได้ 22. ทัพเพอร์แวร์ หรือ กล่องพลาสติกที่ใช้ในครัว นำมาใช้เป็นถังขยะในรถได้เช่นกัน ภาพจาก imgur.com 23. หยดวอดก้านิดหน่อย กับ น้ำตาล 1ช้อนโต๊ะ ลงในน้ำที่ใส่ดอกไม้ในแจกัน ทำให้ดอกไม้บานสวยนานขี้น ภาพจาก thedailygreen.com 24. ใช้ยาลดกรดในกระเพาะ (แบบเม็ดฟู่) 2เม็ด โยนใส่ชักโครก ทิ้งไว้ 20 นาที แค่นี้ก็สะอาดแล้ว ภาพจาก blogcdn.com 25. เจลทำความสะอาดมือ ใช้ทำความสะอาดรอยเปื้อนจากหมึกได้ ภาพจาก onegoodthingbyjillee.com 26. ไหมขัดฟัน ใช้ตัดชีส แอปเปิ้ล หรือ เค้กได้นะ รู้ป่ะ ภาพจาก hecooksshewines.com 27. ใช้หมวกคลุมอาบน้ำ มาห่อรองเท้าเวลาแพคกระเป๋าเดินทาง สะดวกดีนักแล ภาพจาก realsimple.com 28. ใช้เส้นสปาเก็ตตี้ดิบ มาจุดเทียน ในกรณีที่ใส้เทียนไขจุดยาก หรือมือเข้าไม่ถึง ภาพจาก realsimple.com 29. ใช้ถุงชาประคบ ผิวที่โดนแดดไหม้ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บแสบได้ ภาพจาก instructables.com 30. มัสตาร์ด ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด จากการโดนไฟลวกได้ ภาพจาก instructables.com 31. ชีสที่ขึ้นรา แค่ตัดส่วนที่ขึ้นราทิ้ง หรือ ถูบริเวณที่เป็นราออก ก็ยังเก็บไว้กินได้อีก ภาพจาก instructables.com 32. โดนยุงหรือแมลงกัด ใช้สก็อตเทป หรือ ยาทาเล็บ ทาบริเวณที่ถูกกัด ช่วยลดอาการคันได้ เพราะปิดอากาศไม่ให้โดนจุดที่โดนกัดจะยับยั้งอาการคันได้ชงัดเชียวล่ะ ภาพจาก thaimedicalnews.com 33. ใช้ไดร์เป่าผม เป่ากระจกหลังจากอาบน้ำอุ่นแล้วไอน้ำเกาะเป็นคราบที่กระจก กระจกจะใสปิ๊งโดยไม่ต้องเช็ด 34. หากไฟลุกขยะที่กำลังทำอาหาร โยนเบคกิ้งโซดาใส่ไปในเปลวไฟ จะช่วยให้มันดับลงและไม่ขยายวงกว้างออกไป 35. รองเท้าใช้เปิดขวดไวน์ได้นะ ดูวิธีได้จากคลิปเลย แล้วก็อย่าลืมแบ่งปันเรื่องดีๆ กับเพื่อนๆกันด้วยล่ะ แชร์เลยจ้า เรื่องโดย Women Mthai Team ที่มาจาก buzzfeed

10 ของใช้ใกล้ตัว น่ากลัวติดโรค
ของใช้ /  สุขภาพ / 

         สุขภาพที่เจ็บป่วยอย่างไม่รู้สาเหตุ แท้ที่จริงไม่ต้องคิดหาคำตอบให้ยาก เพราะต้นตอกลับอยู่ที่ของใช้ใกล้ตัว ที่ผู้ใช้ขาดการรักษาความสะอาด         ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ ผู้อ่านรักษ์สุขภาพต้องลองอ่าน 10 ของใช้ติดตัว น่ากลัวติดโรค โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า เกิดเป็นคนแม้ไม่พ้นเชื้อแต่ก็พยายามช่วยลดมันลงได้แค่เพียงไม่มองข้าม “ของติดตัว” และ “ ของใช้ ใกล้ตัว” ที่น่ากลัวได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าดังต่อไปนี้ครับ 1. คอนแทคเลนส์ ติดตัวติดที่ตา ขออย่าใส่นอนข้ามคืนหรือแม้เป็นชนิดที่ใส่นอนได้ก็ไม่ควรอยู่ดีเพราะกระจกลูกตามีอาหารกินอยู่ทางเดียวคืออากาศ ปราศจากเส้นเลือดเลี้ยงจึงเป็นของที่ควรเปิดโล่งให้รับลมจะดีกว่าครับ 2. หมวกกันน็อค กับที่คาดผม ของติดศีรษะที่นำสิวมาให้ได้ โดยเฉพาะในหมวกกันน็อค ส่วนที่คาดผมหรือที่รัดผมนั้นจะทำให้ผมร่วงง่ายกลายเป็นคนผมบางไปโดยไม่รู้ตัว ขอให้ใช้หมวกกันน็อคตากแดดบ้าง ส่วนที่รัดผมขอพักไว้เวลาวันหยุดบ้างก็ได้ครับ 3. เหล็กดัดฟัน-ฟันปลอม ของที่ติดอยู่ในช่องปากเช่นนี้ดึงเข้าดึงออกแต่ละทีก็เหมือนเติมเชื้อใส่เข้าไป เป็นของที่มีซอกมุม ทำความสะอาดยาก หากไม่แน่ใจเสียแล้วก็จะทำให้เชื้อสะสมอยู่ที่เหงือกกลายเป็นโรคคลาสสิกอย่างรำมะนาดหรือปริทนต์ได้ 4. สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ของที่แสนใกล้ตัวและราคาแพงเช่นนี้ไม่ได้การันตีความไม่ป่วย ด้วยสร้อยที่เป็นโลหะจำพวก “นิเกิล” และ “โรเดียม” มีโอกาสกระตุ้นภูมิได้ในผู้ที่ไวต่อมันกลายเป็นผื่นแดงมีอาการคัน ส่วนในท่านที่ใส่สร้อยที่เป็นเชือกหรือวัสดุธรรมชาติก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้ดีตามเส้นใยที่ว่านั้นต้องระวังเชื้อรากันด้วย 5. กระเป๋าถือ ไม่ว่าจะสะพายไขว้หน้าราคาเรือนแสนหรือกระเป๋าสตางค์ใบจ้อยกะร่อยกะหริบก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้พอกัน อย่าลืมว่ามันเป็นส่วนที่ต้องออกไปท่องโลกกว้างพร้อมกับตัวท่านทุกวัน แต่กลับไม่ค่อยได้อาบน้ำท่าทำความสะอาดเหมือนคน เพราะไม่อย่างนั้นหนังอาจเสื่อมเร็ว ดังนั้นควรระวังเรื่องความชื้นและกระเป๋าที่มีซอกหลืบเยอะให้ดี 6. มืออนามัย แม้จะใส่เพื่อความสะอาดแต่ก็อาจป่วยได้โดยเฉพาะถุงมือยางที่เรียกว่า “ลาเท็กซ์” ทั้งในบุคคลากรแพทย์หรืออาชีพที่ต้องใส่ถุงมือทำงาน จะมีอาการ “แพ้” ได้กลายเป็นตุ่มใสบ้างแดงบ้างแถมคันคะเยอ หรือเผลอๆเหงื่อออกก็ได้เชื้อราแถมตามง่ามนิ้ว พอถึงเวลาถอดถุงมือออกมาดูพุพองน่าสยองไป 7. นาฬิกาข้อมือ ถือเป็นของติดตัวใส่กันตลอดทั้งในยามทำงาน,ออกกำลังกายหรือแม้ในเวลาอาบน้ำ ทำให้ซอกนาฬิกาเป็นบ้านอันผาสุกของเชื้อโรคได้ จึงอยากขอให้พักข้อมือบ้าง โดยการถอดนาฬิกาในเวลานอนและอาบน้ำเพราะนั่นคือช่วงที่เชื้อจะสะสมได้มากที่สุด รวมถึงแหวน,สร้อยและเครื่องประดับติดตัวอื่นด้วยนะครับ จะได้ทำให้เวลานอนคือเวลาพักผ่อนปลอดพันธนาการที่แท้จริง 8. ชั้นในและกางเกงเข้ารูป รัดจนหน้าตูบแถมยังทำให้เจ็บป่วยจากโรคอย่างกรดไหลย้อนในกรณีใส่เสื้อรัด หรือกดเส้นประสาทจนหน้าขาชาอย่างกรณีใส่กางเกงขาเดฟรัดติ้วแล้วยังมีกระเป๋าสตางค์กดอีก ส่วนในกรณีที่ร้อนจัดมีเหงื่อออก เครื่องรัดกายที่แน่นตัวเช่นนี้จะเรียกทั้งเชื้อราผิวหนังแล้วยังตกขาวในสาวๆได้อีกด้วย 9. รองเท้า เป็นแหล่งรวมดาวเชื้อโรคอย่างแท้จริงเพราะไปวิ่งไปเดินมาร้อยเอ็ดย่านน้ำแล้วพอถึงเวลากลับมาบ้านเหนื่อยก็ถอดทิ้งไว้เฉยๆรวมกันอยู่บนชั้นวาง หรืออย่างชีวิตชาวคอนโดฯที่ต้องใช้ที่ร่วมกันอย่างประหยัดก็ทำให้ชั้นวางเกือกแออัดราวกับมหกรรมย่อมๆซึ่งทำให้ชั้นวางรองเท้ากลายเป็นสวนสัตว์รวมเชื้อไปอย่างน่าตกใจ 10. อะไหล่กายเทียม เช่น ข้อเข่าเทียม,ข้อสะโพกเทียม หรือหลอดลวดที่ไปถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ ล้วนแต่เป็นของที่มีอายุ แม้จะดูแลดีแค่ไหนก็ต้องมีวันเสื่อม ซึ่งอนัตตาแห่งอะไหล่มนุษย์เหล่านี้สั้นกว่าอวัยวะที่เป็นของออริจินัลดั้งเดิมอยู่มาก ด้วยว่าร่างกายจะสร้าง “ธาตุต้านของเทียม(Antibody)” ขึ้นมาทำให้เกิดปฏิกิริยาเสื่อมและเจ็บป่วยได้มากกว่าอวัยวะแท้ๆ .........นอกจากนั้นยังมีของใกล้ตัวที่ใช้เฉพาะกิจอีกเช่น แว่นตา,ยาดม และ ผ้าเช็ดหน้า ที่พาเชื้อโรคเช่นตาเจ็บ,ตาแดงและโรคหวัดมาได้ จะเห็นว่าของติดตัวและใกล้ตัวที่ว่ามานี้ถ้าใช้ดีมันก็จะเป็นส่วนส่งเสริมเราแต่ถ้าเผลอไปเมื่อไรมันก็อาจกลายเป็นพันธนาการแห่งชีวิตและเป็นพิษต่อตัวเราได้ ไม่เกี่ยวว่าเป็นของแพงของถูกแต่อย่างใดเลย ขอบคุณที่มาจาก สสส.

ลิ้น เปลี่ยนสี บอกได้ว่าคุณกำลัง เป็นโรค อะไร?
ผิดปกติ /  ลิ้น / 

แพทย์จีนเชื่อว่า การที่ร่างกายแสดงอาการผิดปกติ คือการส่งสัญญาณเตือนว่า ระบบภายในร่างกายกำลังมีปัญหา ดังเช่น การที่ ลิ้น มีสีหรือลักษณะที่ผิดปกติไปจากเดิม นั่นก็เป็นลักษณะที่บ่งบอกถึงความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้น และต่อไปนี้คือ อาการต่างๆ ที่อาจกำลังเกิดขึ้น เมื่อ ลิ้น มีลักษณะดังนี้ 1.ลิ้นมีสีขาดซีด บ่งบอกว่า ร่างกายกำลังประสบปัญหา โลหิตจาง หรืออาจมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารโดยไม่รู้ตัว 2. ลิ้นมีสีเขียวม่วง หมายความว่า ร่างกายกำลังขาดออกซิเจน หรือ อาจเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ หรือพบได้ในคนที่มีอาการตับวาย 3. ลิ้นเป็นฝ้าคล้ำ เกิดจากการสูบบุหรี่หนัก หรือการรับประทานยาปฎิชีวนะมากเกินไป ซึ่งไปทำลายแบคทีเรียที่ดีบนลิ้น 4. ลิ้นเป็นฝ้าขาว อาจพบในเด็กทารก คนแก่ หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดเชื้อราที่ลิ้น หรืออาจบ่งบอกว่า คุณเป็นคนที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากเรื้อรัง 5.ลิ้นแดงและมีอาการเจ็บ เกิดจากการขาดสารอาหาร พวกวิตามินบี1 จำพวก ธัญพืช ข้าวซ้อมมือ หรือ ถั่วต่างๆ 6. ลิ้นอักเสบ แดงและเจ็บ มีเลือดออกง่าย ร่วมกับบริเวณขอบลิ้นแตกร่องเป็นแผล เกิดจากการที่ขาดสารอาหารจำพวก วิตามินบี5 ที่พบให้อาหารจำพวก ถั่วลิสง งา อะโวคาโด แอปเปิ้ล 7.ทั่วลิ้นมีฝ้าขาว และมีจุดแดงๆ บนลิ้น รวมถึงมีไข้ด้วย บ่งบอกว่า คุณกำลังติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสบางชนิด และสำหรับ คนที่มีสุขภาพดี เลือดลมดี นั้น ลิ้น จะมีสีชมพู มีความชุ่มชื้นพอเหมาะ ไม่มีฝ้าขาวหรือเหลืองปะปนอยู่บนลิ้น เรียบเรียงโดย Health.mthai.com ข้อมูลจากนิตยสาร ชีวจิต

แฉจะๆ อาหารเพื่อสุขภาพ 10  อย่างที่กำลังหลอกคุณว่าเฮลตี้ !!!
fat-free /  ลดน้ำหนัก / 

การตัดสินว่า อาหารจานไหนเป็น อาหารเพื่อสุขภาพ จริงๆ เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หากไม่มีการศึกษาข้อมูลให้ดีเสียก่อน บ่อยครั้งที่ฉลากข้างกล่องบอกว่า นี่คือ "อาหารสำหรับลดน้ำหนัก ", " Fat - Free", "ปราศจากน้ำตาล" และ "มีโปรตีนสูง" ก็มักจะมีการหลอกให้คิดว่าเหล่านี้เป็นอาหารเฮลตี้ เป็นอีกทางเลือกใหม่ๆ เพื่อการมีสุขภาพดี เมื่อในความเป็นจริง อาหารเหล่านั้นไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง และเต็มไปด้วย สารเคมีสังเคราะห์ปรุงแต่งที่ซ่อนอยู่ 1. โยเกิร์ต ความเข้าใจผิด : อย่าเชื่อ เรื่อง โปรไบโอติกส์ และ แบคทีเรียชนิดดี ในโยเกิร์ต เพราะโดยส่วนมากมักเติมน้ำตาล และ ฟรุกโตสไซรัปที่ให้ความหวานสูง ใช่แค่โยเกิร์ตแบบถ้วยเท่านั้น แม้แต่ โยเกิร์ตแช่แข็ง เช่นเดียวกัน ถึงมันอาจจะดูเหมือนว่าให้พลังงานและไขมันต่ำ แต่น้ำตาลจะเปลี่ยนเป็นไขมัน เข้าสู่กระแสเลือดอยู่ดี ทางเลือกเพื่อสุขภาพดีกว่า : อาจจะหาซื้อยากสักหน่อยในบ้านเรา แต่ กรีกโยเกิร์ตเป็นทางเลือกที่ดี สำหรับสุขภาพ เพราะให้โปรตีนสูงและควรเลือกรสธรรมชาติ แล้วมาใส่ผลไม้สดเอง โรยถั่วและ ธัญพืชเล็กน้อย เติมความหวานอีกนิดด้วยน้ำผึ้ง ... นี่ล่ะเมนูเพื่อสุขภาพของจริง 2. ไซรัปให้ความหวานที่สกัดจากเกสรดอกไม้ ความเข้าใจผิด : ถึงแม้หลายๆ ร้านอาหารเพื่อสุขภาพจะวางขายไซรัปให้ความหวานที่สกัดจากเกสรดอกไม้นี้ก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่านี่คือ อาหารเพื่อสุขภาพ รู้แล้วอย่าตกใจนะ ถ้าเราจะบอกว่า ในนั้นมีน้ำตาลฟรุกโตสเข้มข้นมากถึง 70 - 80 % ซึ่งมากกว่าฟรุกโตสไซรัปจากข้าวโพดซะอีกน่ะ แถมยังไม่ให้คุณค่าทางโภชนาการใดใดอีกด้วย ทางเลือกเพื่อสุขภาพดีกว่า : เลือกน้ำผึ้งบริสุทธิ์ 100 % หรือ เมเปิ้ลไซรัป ,ลูกพรุน หรือ หญ้าหวาน มาให้ความหวานแทนน้ำตาลได้นะจ๊ะคุณ 3. ซีเรียล / ข้าวโอ๊ตกึ่งสำเร็จรูป ความเข้าใจผิด : น่าเสียใจที่สุดเมื่อใน ซีเรียล ที่เราทานเป็นอาหารเช้าซึ่งเป็นมื้อสำคัญที่สุดของวันกันนั้น ประกอบด้วย สารปรุงแต่งอย่าง สีผสมอาหาร,น้ำตาล และ การตัดแต่งพันธุกรรม เช่นเดียวกับ ข้าวโอ๊ตกึ่งสำเร็จรูป ที่เติมน้ำตาล ถูกปรุงให้สุกเพียงบางส่วนก่อนทำให้แห้ง เพื่อให้พร้อมนำไปประกอบอาหารต่ออย่างง่ายๆ แต่วิธีการเหล่านี้ล่ะที่บั่นทอนคุณค่าทางโภชนาการ ลดกากใยที่เราควรจะได้รับ แถมยังไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดอีกต่างหาก ทางเลือกเพื่อสุขภาพดีกว่า : สำหรับคนที่ขาดซีเรียลไม่ได้ ลองหาธัญพืชมาผสมกับซีเรียลในปริมาณเล็กๆ น้อยๆ ดูค่ะ เพื่อลดปริมาณน้ำตาลที่จากเดิมเราจะได้รับเต็มๆ จาก ซีเรียลพูนถ้วย ก็ ผสมให้ปริมาณน้อยลงไปทั้งนี้ควรจำกัดให้ไม่เกิน 200 แคลอรี่ต่อถ้วย ส่วนข้าวโอ๊ต ก็เปลี่ยนมาทานข้าวโอ๊ตที่ยังไม่ผ่านกระบวนการปรุงแทน แน่นอนว่าต้องใช้เวลาปรุงนานกว่า และไม่สะดวก แต่คุณจะได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่แบบเน้นๆ 4.สแน็คบาร์/ โปรตีน บาร์ ความเข้าใจผิด : ไม่ต่างจาก ซีเรียลเลยจ้า ฉลากข้างกล่อง อาจระบุส่วนผสมเล็กๆ น้อยๆ จากหลากหลายชนิดที่ดูเหมือนจะเฮลตี้ การทำเป็นแท่งสแน็ค มันสะดวกต่อการพกพา ทานง่าย แต่จริงๆ แล้วมันผ่านกระบวนการปรุงแต่งเหมือนขนมหวานทั่วๆ ไปนั่นแหละ ทางเลือกเพื่อสุขภาพดีกว่า : หาแท่งสแน็คที่ต่ำกว่า 200 แคลอรี่ ใส่น้ำตาลน้อยกว่า 5 กรัม ถ้าไม่งั้นต้องเป็นน้ำตาลจากธรรมชาติอย่างลูกพรุน,หญ้าหวาน ฯลฯ ) และต้องมีไฟเบอร์และโปรตีนสูง มากกว่า 5 กรัม หาบาร์ที่ทำจากข้าวโอ๊ต ถั่ว และผลไม้อบแห้งที่มีส่วนผสมไม่เกิน 5 ชนิดดูน๊า อยากจะแนะนำอีกอย่างว่า ถ้าอยากสุขภาพดีจริง การทานผัก ผลไม้สด และ ถั่ว ย่อมให้ประโยชน์มากกว่าแท่งสแน็คแบบพกพาอย่างแน่นอน 5.นมพร่องมันเนย ความเข้าใจผิด : นมพร่องมันเนย จะถูกเติมวิตามินสังเคราะห์เพื่อทดแทนส่วนที่หายไปจากการกำจัดไขมันในนมเพื่อทดแทนโปรตีนและแคลเซียมที่หายไป คุณคิดว่า ถ้าคุณดื่มเข้าไปคุณจะได้อะไรบ้างล่ะ นมพร่องมันเนย 1 แก้วจะให้พลังงาน 90 แคลอรี่ และมีน้ำตาลมากถึง 12 กรัม คุณคิดว่ามันจะยังให้พลังงานเพียงแค่ 90 แคลอรี่ไหม ? ทางเลือกเพื่อสุขภาพดีกว่า : การทานนมที่ไม่ผ่านการกำจัดมันเนยออก , ทานเม็ดอัลมอนด์ที่ไม่เคลือบหวาน หรือทานมะพร้าวแทน จะให้แคลอรี่เพียงครึ่งๆ โดยปราศจากน้ำตาลที่จะเก็บไปเป็นไขมันได้ ขอเพียง 3 เมนูไม่ผ่านการปรุงแต่งสารสังเคราะห์ก็พอ 6.ขนมปังโฮลวีท และ ขนมปังมัลติเกรน ความเข้าใจผิด : ถ้าคุณชอบทาน ขนมปังโฮลวีท เป็นชีวิตจิตใจ เข่าคุณอาจจะแทบทรุด กับความจริงข้อนี้ เราเชื่อว่าคุณพยายามเลือกอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ ขนมปังโฮลวีท ก็คือ ขนมปังขาวที่แต่งตัวใหม่แล้วนั่นเอง เพราะยังมีส่วนผสมของขนมปังขาว และแป้งวีทเล็กน้อย เพื่อให้หน้าตาดูเหมือน มัลติเกรน และ ดู "มีสุขภาพดี" ขนมปังมัลติเกรน ก็ไม่ได้ดีกว่าสักเท่าไหร่นัก เพราะเปี่ยมไปด้วยแป้งและผงฟู เช่นเดียวกับขนมปังขาว ซึ่งจะไปขัดขวางช่องทางการเดนทางของน้ำตาลในเลือด โดยที่คุณไม่ได้รับสารอาหารใดใด ที่สำคัญยิ่งไปกระตุ้นให้คุณหิวบ่อยขึ้น ขนมปังโดยมาก มักมีส่วนผสมของ ไฮโดรจิเนทเทด ออยล์, สารปรุงแต่งให้ความหวาน ,ฟรุกโตสไซรัปจากข้าวโพด,และ วัตถุกันเสีย ทางเลือกเพื่อสุขภาพดีกว่า : มองหาขนมปังเมล็ดข้าวกล้องงอก ทานแทน จะได้รับประโยชน์มากกว่า 7. เนยถั่ว ความเข้าใจผิด : เนยถั่วกระปุกที่วางขายตามร้านค้า จะผ่านกรรมวิธีการปรุงแต่งหลากหลายขั้นตอน แถมยังเติมน้ำตาลเข้าไปอีก ผ่านกระบวนการดัดแปลงไขมัน ทั้งยังปนเปื้อนสารกำจัดศัตรูพืช หรือแม้กระทั่งเนยถั่วตามธรรมชาติก็ไม่ได้ดีกว่าสักเท่าไหร่ เพราะในถั่วจะมีเชื้อราที่เป็นพิษการนำไปหมักจะยิ่งเพาะให้เชื้อราเหล่านั้นเจริญเติบโต นอกจากนี้ยังมีสารออกซาเลตที่จะตกผลึกในร่างกาย นำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่จะตามมา ...แหม่ อร่อยปาก ลำบากกายจริงๆ ทางเลือกเพื่อสุขภาพดีกว่า : เลือกทานเนยถั่วจากเมล็ดทานตะวัน, เม็ดอัลมอนด์ หรือ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ธรรมชาติที่ไม่เติมน้ำตาล และไม่ใส่ไขมันเพิ่ม แทน เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า 8.ถั่วปรุงรส ความเข้าใจผิด : ถั่วปรุงรส จะเต็มไปด้วยการเติมน้ำมัน น้ำตาล และสีสังเคราะห์ มันคือ ของว่างเพื่อสุขภาพที่ให้แคลอรี่สูง ล้นทั้งไขมันและน้ำตาล ที่มากับถั่ว ทั้งน้ำมัน และโซเดียม ผลไม้แห้งที่เติมน้ำตาลและช็อคโกแลตเข้าไปอีก โอ๊ย ...เฮลตี้อ่ะเธอ ทางเลือกเพื่อสุขภาพดีกว่า : ทำถั่วปรุงรสเองเลยสิคะ นำถั่วทั่วไป มาใส่มะพร้าวแห้ง ผลไม้อบแห้งที่ไม่เคลือบน้ำตาล โรยเกล็ดช็อคโกแลตนิดหน่อย หรือจะเติมเกลืออีกนิดก็ยังได้ 9. อาหารไดเอทแบบแช่แข็ง ความเข้าใจผิด : อาหารไดเอทแบบแช่แข็ง ผ่านกระบวนการปรุงและเก็บรักษาด้วยสารกันบูด และสารเคมีอื่นๆ ที่มาพร้อมโซเดียมสูง อีกต่างหาก การตลาดบอกเราว่า นี่คือ อาหารขยะในเวอร์ชั่นเพื่อสุขภาพ ที่อาจจะลดปริมาณแคลอรี่และไขมันแล้วก็จริง แต่ไม่ได้ช่วยให้เรามีไลฟ์สไตล์ของคนรักสุขภาพเท่าไหร่นะ ทางเลือกเพื่อสุขภาพดีกว่า : อาหารไดเอทสำเร็จรูป เป็นที่นิยมเนื่องจากมันสะดวก และจำกัดปริมาณมาให้คุณแล้วก็จริง แต่คุณจะประหลาดใจมากกว่าหลายเท่าตัวเมื่อเลือกทานอาหารทำเอง ว่ามันก็ปรุงง่ายนี่นา คุณจะควบคุมได้ว่าใส่อะไร ไม่ใส่อะไร จำกัดปริมาณและวัตถุดิบได้ด้วย ที่แน่ๆ ไม่มีสารเคมีจำพวกสารกันบูดต่างๆ แน่นอนล่ะ 10. อาหารจำพวก Fat - Free ความเข้าใจผิด : Fat - Free คือ ตัวบอกปริมาณ ของสารเคมี และ น้ำตาลในอาหาร เมื่อไขมันถูกกำจัดออกไป ผู้ผลิตก็จะใส่น้ำตาลเพื่อให้มีรสชาติ ซึ่งสุดท้ายน้ำตาลก็จะแปลงเป็นไขมันในกระแสเลือดอีกครั้งอยู่ดี อีกทั้งการกำจัดไขมันออกไปจะทำลายคุณค่าสารอาหารของวัตถุดิบไปด้วย เราทานอาหารเพื่อได้รับประโยชน์จากการสารอาหาร ไม่ใช่แค่เพื่ออิ่มท้องแต่เพียงอย่างเดียว แล้วเราจะทานอาหาร Fat - Free ไปเพื่อ? ไขมันไม่ได้ทำให้ใครอ้วน แต่น้ำตาลต่างหากที่ทำให้อ้วน !!! ทางเลือกเพื่อสุขภาพดีกว่า : ไขมันเหรอ ? อย่าไปกลัว!!! คุณแค่ต้องฉลาดเลือก ไขมันดีๆ ก็มีมากมาย อย่าง อโวคาโด ,น้ำมันมะกอก, ถั่ว,ธัญพืช,มะพร้าว, ปลาแซลมอน และ มะกอก รู้อย่างนี้แล้ว ก็ปรับพฤติกรรมการทานได้แล้วนะคะสาวๆ  เราเป็นคนเลือกนะว่าจะใช้ชีวิตตัวเองแบบไหน อยู่แบบไหน ทานแบบไหน เมื่อไหร่ที่สุขภาพทรุดแล้ว มันก็ย้อนคืนได้ยาก เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ แล้วสุขภาพจะอยู่กับเราไปอีกนานนะเคอะ ^ ^ ที่มาจาก Fitlife เรียบเรียงโดย Women MThai Team

เคล็ดไม่ลับ!! ทำความสะอาดห้องน้ำ ให้สวยฟรุ้งฟริ้ง
ทำความสะอาด /  ห้องน้ำ

วันนี้ Decor.Mthai จะพาเพื่อนๆ ไปพบกับ เคล็ดไม่ลับ!! ทำความสะอาดห้องน้ำ ให้สวยฟรุ้งฟริ้ง กันค่ะ ห้องน้ำมีความสำคัญ เป็นหน้าเป็นตาให้แก่เจ้าของบ้านอย่างมากเลยนะ เพราะแขกไปใครมาก็จะหนี้ไม่พ้นการขอเราเข้าห้องน้ำ ถ้าเรา ทำความสะอาดห้องน้ำ ให้ห้องน้ำสวยอยู่ตลอดเวลาเราก็ไม่ต้องกลัวใครมาว่ามานินทาเราลับหลังได้ว่าเราเป็นคนไม่สะอาดได้นะคะ เคล็ดไม่ลับ!! ทำความสะอาดห้องน้ำ ให้สวยฟรุ้งฟริ้ง ขอบคุณภาพ : decoist.com กำจัดเชื้อราในห้องน้ำให้หมดไป : สังเกตุจะเห็นเป็นจุดสีดำๆ ที่ฝังอยู่ตามซอกตามมุมของอ่างอาบน้ำ อ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ หรือม่านอาบน้ำ สามารถทำได้ง่ายๆ โดยนำน้ำยาซักผ้าขาวมาใส่ขวดสเปรย์แล้วฉีดพ่นไปทั่วบริเวณที่มีเชื้อรา ซึงน้ำยาซักผ้าขาวนี้มีส่วนประกอบของสารที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราได้ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วกลับมาล้างคราบเชื้อราออกไป เช็ดทำความสะอาดผนังห้องน้ำ : ถ้าผนังห้องน้ำปูด้วยกระเบื้อง การทำความสะอาดง่ายมาก เพียงใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำผสมน้ำยาทำความสะอาดพื้น หรือน้ำยาดับกลิ่นฆ่าเชื้อ เช็ดผนังห้องน้ำให้ทั่ว โดยไม่จำเป็นต้องล้างน้ำออก แต่ถ้ามีคราบสกปรกมาก หรือฝังแน่น ให้ใช้ผ้าชุบน้ำผสมน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบ(ที่มีส่วนผสมของกรด)เช็ด แล้วใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดซ้ำ หรือล้างน้ำออก ระวังอย่าใช้กับผนังหรือพื้นที่เป็นหินอ่อนเพราะจะทำลายพื้นผิวได้ค่ะ จากนั้นจึงใช้ผ้าแห้งสะอาดเช็ดอีกรอบ ขอบคุณภาพ : decoist.com ทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์ : เทน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบลงในโถ ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วใช้แปรงขัดถูภายในโถสุขภัณฑ์ จากนั้นกดชักโครกเพื่อทำความสะอาด ส่วนด้านนอกก็ใช้แปรงขัดอีกอัน แล้วเช็ดออกด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด หรือล้างด้วยน้ำ แล้วเช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาด ทำความสะอาดอ่างล้างหน้า : ใช้แปรงสีฟันขัดบริเวณรอบก๊อกน้ำ และตามซอกที่มีเชื้อราหรือคราบสกปรก ถ้าคราบสกปรกฝังแน่นมาก ก็ใช้น้ำผสมน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบ คราบสกปรกและคราบตะกรันก็จะหลุดออกอย่างง่ายดาย เช็ดออกด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด หรือล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วเช็ดให้แห้ง จากนั้นเช็ดกระจกด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์กับน้ำยาเช็ดกระจกจนกระจกใสเงางาม ทำความสะอาดอ่างอาบน้ำและฝักบัว : ผสมน้ำกับน้ำยาล้างห้องน้ำ ใช้แปรงขัดทำความสะอาด อ่างอาบน้ำ หรือ กรอบประตูกระจก ถ้ามีคราบสกปรกฝังแน่นหรือตะกรันมาก ให้ใช้น้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบแทน ล้างน้ำออกให้สะอาด ถ้ามีผ้าม่านอาบน้ำ ควรถอดออกมาซักด้วยน้ำอุ่นผสมผงซักฟอกเล็กน้อย ขั้นตอนสุดท้ายทำความสะอาดพื้น ขอบคุณภาพ : decoist.com ถ้าพื้นไม่สกปรกมาก : ถูพื้นโดยใช้น้ำผสมน้ำยาถูพื้น หรือน้ำยาดับกลิ่นฆ่าเชื้อ ถ้าพื้นมีคราบสกปรกมาก ให้ล้างพื้นด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบ โดยผสมน้ำยาตามสัดส่วนที่แนะนำ แล้วราดบนพื้นห้องน้ำ ทิ้งไว้ 5-10 นาที จากนั้นใช้แปรงขัดออก แล้วรีบล้างด้วยน้ำสะอาด เพื่อไม่ให้น้ำยากัดพื้นหรือยาแนวกระเบื้อง เช็ดพื้นให้แห้งด้วยม็อบรีดน้ำ หรือเป่าด้วยพัดลม เพื่อระบายอากาศและความชื้น ขอบคุณ : pp-infinite.com

อย.เตือน ยาผงสมุนไพรคล้ายขมิ้น สรรพคุณครอบจักรวาล หลอกลวง อันตรายถึงตาย!
ถึงตาย /  ยาผงสมุนไพรคล้ายขมิ้น / 

อย. เตือนผู้บริโภค อย่าหลงเชื่อซื้อ ยาผงสมุนไพรคล้ายขมิ้น ที่ไม่มีเลขทะเบียนยา และ อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ว่าเป็นสมุนไพรแก้ปวดที่สามารถรักษาโรคครอบจักรวาล กำลังระบาดหนัก ทางภาคเหนือ ตรวจพบมีส่วนผสมของ สารสเตียรอยด์ มีผลข้างเคียงสูงต่อร่างกาย ทำให้เกิดอาการ บวมน้ำ กระดูกผุ เยื่อบุกระเพาะอาหารบางลงอาจถึงขั้นกระเพาะทะลุ กล้ามเนื้อลีบ ภูมิต้านทานโรคต่ำ ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ได้ง่าย บางรายถึงขั้นไตวาย เป็นอันตรายถึงชีวิต นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่ มีผู้บริโภคแจ้งเรื่องร้องเรียนมาทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เกี่ยวกับยาสมุนไพร ที่มีลักษณะเป็นผงสีเหลืองคล้ายขมิ้น บรรจุอยู่ในซองพลาสติกใส โดยมีฉลากระบุว่า “สมุนไพรไทย เพื่อสุขภาพ แก้เลือดลม 12 จำพวก ปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือเหน็บชา กินข้าวไม่ได้ นอนไม่หลับ บรรเทาอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต หญิงชายผอมแห้ง กินแล้วราศีดีขึ้น” ระบุวันที่ผลิต 9 ธ.ค. 57 วันหมดอายุ 9 ธ.ค. 60 ทะเบียน G/ วางจำหน่ายจำนวนมากทางภาคเหนือ ซึ่งยาดังกล่าวไม่มีทะเบียนยา และมีการอวดอ้างสรรพคุณว่าเป็นสมุนไพรแก้ปวดที่สามารถรักษาโรคครอบจักรวาล โดยยาสมุนไพร ดังกล่าวนี้ มีชาวบ้านที่มีอาการเป็นแผลที่เท้า ซื้อไปกินเพื่อรักษาอาการปวดที่แผล เมื่อกินแล้ว หายปวดทันที แต่แผลที่เท้าบวมขึ้น จึงไปหาหมอเพื่อเจาะเอาหนองออก จนเกือบต้องตัดขาทิ้ง เมื่อนำยาไปตรวจสอบ พบมีส่วนผสมของสาร สเตียรอยด์ ยาสมุนไพรที่ตรวจพบส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ ถือว่ามี ความผิด เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เนื่องจากยากลุ่มสเตียรอยด์จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องใช้ภายใต้ การดูแลของแพทย์เท่านั้น เป็นยาที่มีผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายแทบทุกระบบ มีผลข้างเคียงสูง เช่น มีอาการบวมน้ำ กระดูกผุ เยื่อบุกระเพาะอาหารบางลงอาจถึงขั้นกระเพาะทะลุ กล้ามเนื้อลีบ ภูมิต้านทานโรคต่ำ ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ได้ง่าย บางรายถึงขั้น ไตวาย เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อย. มีความห่วงใยผู้บริโภค จึงขอเตือน ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาและซื้อยาดังกล่าวมารับประทาน และหากผู้ประกอบการซื้อยาชนิดนี้ มาจำหน่าย ถือว่ามีความผิดข้อหาขายยาโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รายงานโดย Health Mthai Team ที่มาข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 

12 ประโยชน์ ของ วิคส์ วาโปรับ ที่คุณควรรู้!!!
ประโยชน์ /  วิคส์ / 

    ปกติเราถ้าเรามีอาการคัดจมูกก็จะทา วิคส์ วาโปรับ จมูกก็จะโล่งทันใจ แต่วันนี้จะพาสาวๆ women mthai มารู้ประโยชน์อีกมากมายของวิคส์ ที่คุณต้องทึ่งเลยล่ะ 1.แก้คัดจมูก ใครๆต่างก็ใช้ วิคส์ วาโปรับ เมื่อเกิดอาการ คัดจมูก หายใจไม่ออก เพียงแค่ทาที่บริเวณหน้าอกและลำคอ ก็จะช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก คุณจะรู้สึกได้เลยว่าจมูกโล่ง หายใจได้สะดวกขึ้น 2.เท้าอุ่น ไม่เป็นหวัด ถ้ามีอาการไอในตอนกลางคืนจนทำให้นอนไม่หลับ ให้ทาวิคส์ที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้างให้ทั่ว แล้วสวมถุงเท้านอน  เมื่อคุณตื่นขึ้นมาในตอนเช้า อาการไอจะหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ 3.กล้ามเนื้ออักเสบ อาการกล้ามเนื้ออักเสบ เพราะทำงานหนักเกินไป แค่ทาวิคส์บริเวณที่ปวดจะช่วยระบบการไหลเวียนโลหิตได้ดีขึ้น 4.เชื้อราที่เล็บ เพียงทาวิคส์ที่เล็บมือเล็บเท้าที่คุณสงสัยว่าจะเป็นเชื้อรา ทาทิ้งไว้เพียงวันเดียว เจ้าเชื้อราก็หายเกลี้ยง!! 5.แมวจอมซน ทาสแมวทั้งหลายคงปวดหัวกับรอยขีดข่วนที่มีอยู่รอบบ้าน ถ้าอยากหยุดพฤติกรรมแมวจอมซน แค่ทาวิคส์ไว้บางๆ เจ้าเหมียวก็จะไม่มาบริเวณนั้นอีก เพราะมันไม่ชอบกลิ่น ชนิดที่ว่าไม่อยากเข้าใกล้เลยล่ะ แต่ถ้าแมวเหมียวชอบกัดข่วนแขนขาของคุณ ก็เอามาทาป้องกันได้เหมือนกันนะ 6.สัตว์เลี้ยงฉี่ไม่เป็นที่ ถ้าเจ้าหมาแมวฉี่เรี่ยราดเพื่อแสดงอาณาเขต ให้ทาวิคส์บริเวณนั้น กลิ่นจะรบกวนจนหมาแมวไม่กล้าฉี่แถวนั้นเลยล่ะ 7.ปวดหัว ถ้ามีอาการปวดหัวให้ทาวิคส์ที่บริเวณขมับและหน้าผาก จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวได้ เพราะกลิ่นเมนโทลาทั่มจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด 8.นอนหลับสนิทขึ้น รู้หรือไม่ว่า วิคส์สามารถใช้กับเครื่องทำความชื้นได้ แต่ต้องมีช่องใส่น้ำมันหอมระเหยด้วยนะ เมื่อใส่วิคส์เข้าไปเครื่องจะช่วยกระจายกลิ่นไปรอบห้องทำให้หายใจคล่องขึ้น นอนหลับสบายทั้งคืน 9.แผลติดเชื้อ ถ้าถูกบาดเป็นแผลเล็กๆ ให้ทาวิคส์ที่แผลเพียงทาเบาๆ จะช่วยป้องกันการติดเชื้อ และแผลยังหายเร็วขึ้นด้วย 10.แมลงสัตว์กัดต่อย ถ้าโดนแมลงกัด ให้ทาวิคทันที กลิ่นของวิคจะทำให้สัตว์หนีไปไม่มากัดเราอีก 11.แข่งม้า นักแข่งม้ามืออาชีพ จะใช้วิคส์ทาใต้จมูกของม้าแข่ง เพื่อให้ม้ามีสมาธิในการแข่งขันมากขึ้น เดี๋ยวได้กลิ่นม้าตัวเมียแล้วจะเสียสมาธินั่นเอง 12.ไล่ยุง ทาวิคส์ที่ผิวหรือเสื้อผ้าของคุณก็ได้ ยุงจะไม่กล้าเข้าใกล้คุณเลยล่ะ แต่ถ้าโดนยุงกัดไปแล้ว ให้ทาวิคส์บางๆเพื่อบรรเทาอาการคัน เรียบเรียงโดย women mthai team ที่มาจาก www.divinecaroline.com/self/wellness/12-surprising-uses-vicks-vaporub?ordersrc=yash101911vicksd

เศร้า! ป้าสังเวียน เผาตัวเองหนีหนี้นอกระบบสิ้นใจแล้ว
จุดไฟเผา /  ป้าสังเวียน / 

ป้าสังเวียน ชาวนาจ.ลพบุรีเครียดปัญหาหนี้นอกระบบ ก่อเหตุใช้น้ำมันราด จุดไฟเผาตัวเองที่ทำเนียบรัฐบาล จนได้รับบาดเจ็บสาหัสเสียชีวิตแล้ว  จากกรณีเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2557 นางสังเวียน รักษาเพ็ชร์ อายุ 52 ปี อาชีพเกษตรกรในจ.ลพบุรี ที่เดินทางมาที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีร้องเรียนขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จากปัญหาหนี้สินเงินกู้นอกระบบจำนวน 1.5 ล้านบาท แต่เรื่องไม่มีความคืบหน้าจนเกิดความเครียด ก่อเหตุเทน้ำมันราดตัวก่อนจุดไฟเผาตัวเองจนบาดเจ็บสาหัส ถูกไฟไหม้ศีรษะ ใบหน้า และลำตัวช่วงบน เข้ารับการรักษาตัว ที่ รพ.วชิรพยาบาลนั้น ความคืบหน้าล่าสุด นางสังเวียน ได้เสียชีวิตลงแล้ว เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. วานนี้ (16 มี.ค.) ที่ รพ.วชิรพยาบาล หลังทำการรักษาตัวนานกว่า 5 เดือน โดยทีมแพทย์ทำการปลูกถ่ายผิวหนัง ซึ่งร่างกายบางส่วนปฏิเสธการรักษา โดยก่อนหน้านี้ น.พ.พลเลิศ พันธุ์ธนากุล รองคณะบดีฝ่ายบริการ ปฏิบัติหน้าที่ ผอ.วชิรพยาบาล เปิดเผยว่า อาการของนางสังเวียนน่าเป็นห่วง มีไข้สูงตลอดเวลา ไม่สามารถหายใจได้เอง ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ แม้ความดันโลหิตจะอยู่ในเกณฑ์ไม่ต่ำมาก แต่ชีพจรเต้นเร็วและเบา และจากการตรวจนับเม็ดเลือดทั่วไปพบว่า จำนวนเม็ดเลือดขาวลดต่ำลงมาก แสดงให้เห็นถึงความสามารถของไขกระดูกในการสร้างเม็ดเลือดขาวให้ออกมาสู้กับเชื้อโรคอ่อนล้าลง แม้ทีมแพทย์ด้านโภชนาการจะได้พยายามให้สารอาหารแก่ผู้ป่วยอย่างพอเพียง ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ ผลการเพาะเชื้อตอนต้นสัปดาห์ พบเชื้อแบคทีเรียขึ้นในปัสสาวะ เมื่อได้ให้ยาปฏิชีวนะหลายขนานเพื่อการครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว  ยังส่งผลให้เชื้อราเจริญเติบโตขึ้นมาทดแทนด้วย ขอบคุณข้อมูลจาก voicetv MThai News

29 สิ่งเกี่ยวกับ
จุดซ่อนเร้น /  น้องสาว / 

 สาวๆจ๋า  สาวๆทุกคนต่างก็มี "น้องสาว" อยู่ที่ระหว่างขากันทุกคนใช่ไหมล่ะคะ แต่สาวๆเคยสงสัยมั้ยคะ ว่า อวัยวะนี้มันมีอะไรที่แสนจะละเอียดอ่อนมากมาย และเป็นสิ่งที่ห้ามมองข้ามเลยล่ะค่ะ เพราะเป็นอวัยวะที่สามารถรับเชื้อโรคได้ง่าย และ ยังเป็นอวัยวะที่ไว้ใช้สืบพันธ์อีกแหนะ !  วันนี้เรามี 29 ข้อ ที่สาวๆ (หรือหนุ่มๆ อิอิ ) ควรรู้เกี่ยวกับ น้องสาว หรือ จุดซ่อนเร้น หรือ ตรงนั้น หรืออะไรก็ตามแล้วแต่จะเรียก มาฝากกันจ้า       1. คริตอริส ไม่ใช่ตุ่มนะเธอ หลายคนมักคิดว่า ตุ่มคริตอริสเป็นตุ่มเล็กๆ ที่มองเห็นได้ แต่ผลวิจัยบอกว่า คริตอริสแผ่สาขากว้างใต้ผิวหนังไปตามทางปากช่องคลอดที่มีลักษณะคล้ายกระดูกรูปตัว Y โดยเจ้ากระดูกรูปตัว Y นี้สามารถถูกกระตุ้นได้จากภายนอก   2. คำว่า Vagina คืออะไรตรงไหนกันแน่นะ Vulva คือส่วนด้านนอกของช่องคลอดก็คือ ทั้งหมดทั้งมวลที่อยู่ตรงนั้นอวัยวะเพศของสาวๆน่ะล่ะจ้า ซึ่งก็คือ แคมนอก แคมใน คริตอริส ท่อปัสสาวะ และอื่นๆ ส่วน Vagina แท้จริงคือ กล้ามเนื้อที่เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างภายนอก กับ ปากมดลูกนะจ๊ะ ซึ่งก็คือรูช่องคลอดนั่นเอง   3. ช่องคลอดของผู้หญิงแต่ละคนตั้งแต่เกิด ไม่มีใครเท่ากันนะจ๊ะ   4. เมื่อถูกกระตุ้น น้องสาวสามารถขยายได้ 2 เท่าของขนาดปกติ !! ถ้าไม่ถูกกระตุ้น ขนาดเฉลี่ยของน้องสาวจะอยู่ที่ 3-4 นิ้ว แต่ขณะที่มีเซ็กส์นั้น จะสามารถขยายได้สองเท่า จากคำบอกเล่าของ Dr. Herbenick ซึ่งหลังจากสาวๆโดนกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า น้องสาวของเราจะตึงขึ้นอย่างอัศจรรย์ และมดลูกก็จะสูงขึ้น สร้างพื้นที่ในช่องคลอดให้ยาวขึ้นนั่นเอง   5. ผู้หญิงทุกคนไม่ได้เกิดมาพร้อมเยื่อพรมจรรย์นะยะ การจะดูว่าสาวคนไหน จิ้น ไม่จิ้น จะมาเช็คจากเยื่อพรมจรรย์ไม่ได้แล้วนะบอกไว้เลย เพราะผู้หญิงบางคนก็ไม่ได้เกิดมาพร้อมเยื่อพรมจรรย์ค่ะ 6. น้องสาวของสาวๆจะไม่เปลี่ยนไปนักหลังคลอด มันไม่ได้หลวม! ไม่มีสถิตินะคะ ว่า ค่าเฉลี่ยของช่องคลอดนั้นแตกต่างกัน ระหว่างผู้หญิงที่มีลูกแล้วกับที่ยังไม่มีลูก ส่วนใหญ่มีความใกล้เคียงกันจ้า   7. จีสปอร์ต อาจไม่มีจริงบนโลกนี้ ไม่มีปุ่มอะไรที่กดแล้วผู้่หญิงจะฟินได้ทันทีนะจ๊ะ มันมีความซับซ้อนมากกว่านั้นจ้า อดีตของจีสปอร์ต หลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยได้รู้ว่า มีพื้นที่ 1-2 นิ้ว อยู่ด้านในผนังช่องคลอด ซึ่งอยู่ใกล้กับสะดือ ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก จึงเป็นเหตุผลที่นิตยสารผู้ชายมักแนะนำให้ คุณหนุ่มๆใช้นิ้วเพื่อกระตุ้นนั่นเอง  แต่นี่ไม่ใช่ทั้งหมดค่ะ มันมีความซับซ้อนกว่านั้น เมื่อบทวิจัย Imaging และ การสำรวจคู่แฝด  ล้มเหลว เมื่อไม่สามารถหาอวัยวะที่สามารถตอบสนองกับอารมณ์ความ"ฟิน" ได้ในทันที ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงบางคนก็ไม่มีจีสปอร์ต บางคนก็หาไม่เจอด้วยซ้ำ   ดังนั้น ผลวิจัยล่าสุดบอกว่า เราไม่ควรชี้เฉพาะเจาะจงไปที่ จีสปอร์ต อย่างเดียวนะคะ ควรใส่ใจทั้ง คริตอริส มดลูก ท่อปัสสาวะ ที่ทั้งหมดต่างทำงานด้วยกันที่เรียกว่า clitourethrovaginal complex ซึ่งผลที่ได้ก็เรียกได้ว่า ถึงจุดสุดยอด กระตุ้นสามอย่างนี้ได้ไม่ต้องควานหาจีสปอร์ตเลยล่ะ   8. รู้สึกอยากปัสสาวะขณะมีเซ็กส์เป็นเรื่องปกติค่า  จากระบบ clitourethrovaginal complex ที่มีกระเพาะปัสสาวะร่วมอยู่ด้วย จึงเป็นเรื่องปกติหากสาวๆจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ  แต่แท้จริงแล้วเป็นแค่อาการถูกกระตุ้นเท่านั้นเอง ซึ่งอาจจะทำให้สาวๆสับสนได้   9. สาวๆครึ่งหนึ่งของอเมริกา ใช้ Vibrator โดยผลการศึกษาระดับชาติของอเมริกา บอกว่า ผู้หญิง 3,800 คน ช่วงอายุระหว่าง 18 - 60 ใช้เครื่องช่วยสั่นเพื่อช่วยสำเร็จความใคร่จ้า  20 % ใช้กับตัวเองเพียงลำพัง  1 ใน 3 ใช้ระหว่างมีเพศสัมพันธ์ และ 41% ใช้ก่อนการลงสนามรักกับคู่รัก โดย 84 % ของสาวๆใช้ภายนอกซึ่งมากกว่าการใช้ภายในที่มีเพียง 64 %   10. ยาคุมกำเนิดมีผลกับน้ำหล่อลื่นของน้องสาว!  แน่นอนว่ายาคุมกำเนิด นอกจากจะมีผลกับขนาดหน้าอกและสาวๆในวัยที่หมดประจำเดือน  เพราะความสามารถในการหล่อลื่นนั้นคู่ไปกับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ถ้าสาวๆมีระดับเอสโตรเจนสูง ก็หล่อลื่นสูงนะจ๊ะ11.การใช้เจลหล่อลื่น ทำให้เซ็กส์สนุกขึ้นจริงๆนะ 12. มีสาวๆที่ไม่เคยถึงจุดสุดยอดเลยก็มีนะ13. 30 % ของผู้หญิง มีอาการเจ็บเมื่อมีกิจกรรมกับคู่รัก เนื่องจากมีหลายสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างคาดไม่ถึง เช่น เจ้าหนูของคู่รักอาจจะคับกับช่องคลอดของสาวๆมากไป วิธีแก้คือให้เปลี่ยนท่าทางเพื่อให้สอดรับกันง่ายยิ่งขึ้น หรือมีการเล้าโลม foreplay ให้นานขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้ช่องคลอดของสาวๆพร้อมกับการมีเซ็กส์  หรืออาการแพ้ต่างๆ ไม่ต้องตกใจไปค่ะ 14. เลสเบี้ยน มักถึงจุดสุดยอดมากกว่า คู่รักหญิงชาย จากผลการศึกษาใน Journal of Sexual Medicine   15 การใช้อย่างอื่น ร่วมกับการมีเซ็กส์ จะฟินมากกว่าการสอดใส่อย่างเดียว สอดใส่อย่างเดียว เมื่อเทียบกับ การใช้มือ ปาก และ สอดใส่ แบบหลัง สาวๆจะถึงจุดสุดยอดได้มากกว่านะจ๊ะ   16. คุณแฟนจะใส่ถุงยางหรือไม่ใส่ อารมณ์ความรู้สึกไม่ต่างกันนะจ๊ะ   17. ยิ่งอายุมากเท่าไหร่  สาวๆจะใส่ใจกับขนบริเวณน้องสาวน้อยลง ในปี 2010 ผลการศึกษาผู้หญิง 2451 คน นักวิจัยพบว่า อายุเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตของจนบริเวณนั้น ยกตัวอย่างเช่น สาวๆในวัย 18-24 ปี รายงานว่าไม่อยากมีขนบริเวณนั้น 25-49 ส่วนใหญ่บอกว่า เอาออกบ้าง แต่ไม่ทั้งหมด ส่วนผู้หญิงที่อายุมากกว่า 50 ปี ไม่ทำอะไรกับจนน้องสาวบริเวณนั้นแล้วจ้า  ซึ่งผลวิจัยนี้อาจเกี่ยวข้องกับความต้องการททางเพศด้วยนั่นเอง 18. น้ำที่ออกมาจากน้องสาว อยู่ที่สิ่งแวดล้อมด้วยนะ บางคนก็มีตกขาว บางคนไม่มี บางคนไม่รู้จักตกขาว บ้างมีกลิ่น ไม่มีกลิ่น นั่นเกิดจากความชื้นและปริมาณแบคทีเรียต่างๆ เพราะฉะนั้นสาวๆจะเปรียบเทียบกับเพื่อนๆไม่ได้หรอกนะคะ  เพราะไม่มีมาตรฐานแน่ชัดแน่นอนขนาดนั้น 19. ไม่จำเป็นต้องสวนล้างน้องสาว น้องสาวของผู้หญิงนั้นมี ระบบรักษาความสะอาดตัวเองอยู่แล้วจ้า คล้ายๆกับน้ำตาในตา ที่ช่วยรักษาอาการระคายเคืองในตาเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมนั่นล่ะค่ะ  ยิ่งไปกว่านั้นการสวนล้างยัง อาจจะทำให้เกิดอาการติดเชื้อได้ และการอักเสบของเชิงกราน และอาจไปทำลายระบบสมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอดด้วย (ที่มาจาก journal Epidemiologic Reviews)   20.เมือกที่ออกมาจากน้องสาวก็บอกช่วงตกไข่ได้นะ ในช่วงตกไข่ เมือกจะมีความใส และ เหนียวหนืด ถ้าคู่ไหนอยากมีลูก ลองสังเกตอะไรง่ายๆแบบนี้ก่อนก็ได้ค่ะ 21. สังเกตอาการผิดปกติของน้องสาวไว้ ทันทีที่มีอาการคัน หรือ มีอะไรผิดปกติ ร่างกายจะทำให้เรารู้ได้โดยปริยาย เช่น กลิ่น , สี , ปริมาณ หรือประจำเดือนที่มาผิดเวลา22. ถุงยางสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้บางโรค   ใส่เถอะ ! 23. สาวๆบางคนไม่รู้ว่าตัวเองติดโรคทางเพศมาเป็นปีๆ หรือบางคนไม่เคยรู้เลยตลอดชีวิต  หมั่นตรวจเช็คกับคุณหมอบ้างนะจ๊ะ 24. ถ้าบังคับใจตัวเองไม่ไหว ห่วงคุมกำเนิดก็ปลอดภัยจากการท้องได้นะ ห่วงคุมกำเนิดอาจจะยังเป็นเรื่องที่ไม่แพร่หลายนัก โดยห่วงคุมกำเนิดมีลักษณะเป็นรุปตัว T ใส่ไว้ในมดลูก ต้องให้คุณหมอเป็นผู้ใส่เท่านั้น มีอายุราวๆ 3- 4 ปี เลย และมั่นใจว่าสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 99 % 25. ควรงดมีเซ็กซ์ 6 สัปดาห์ หลังจากคลอดลูกนะจ๊ะ ป้องกันการติดเชื้อต่างๆ และเพื่อให้ช่องคลอดกลับมาคืนสภาพก่อนนะคะหนุ่มๆ 26. ชีวิตประจำวันมีผลกับน้องสาวนะจ๊ะ อยู่ในที่อับชื้น หรือ ใส่เสื้อผ้าออกกำลังค้างคืน ไม่ยอมอาบน้ำ ดื่มแอลกอฮอลล์ กินของหวานที่มีน้ำตาลเยอะ สาวๆได้ทำลายแบคทีเรียดีๆที่อยู่ในน้องสาวไปแล้วค่ะ  และอาจเป็นการเพิ่มเชื้อราให้น้องสาวแบบไม่รู้ตัวด้วยนะ วิธีดีๆง่ายๆที่เราจะแนะนำคือ กินโยเกิร์ตจ้า สิ่งนี้ช่วยรักษาสมดุลได้ยอดเยี่ยมเชียวล่ะ 27. ช่องคลอดจะมีความเอียงขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น 28. มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปข้างในน้องสาว อย่าเอาออกเอง ไม่ใช่เรื่องแปลกค่ะ ถ้ามีอะไรติดเข้าไปในน้องสาว โดยส่วนมากของผู้หญิง จะเป็น ถุงยางอนามัย และผ้าอนามัยแบบสอด ควรไปพบแพทย์เพื่อให้เอาออกให้นะจ๊ะ   29. อย่าตกใจ ถ้าอะไรเข้าไปในน้องสาว มันไม่หลุดเข้าไปจนอันตรายถึงชีวิตแน่ๆ เพราะผนังปากมดลูกจะป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเคลื่อนเข้าสู่ร่างกาย โดยสิ่งแปลกปลอมส่วนใหญ่จะเคลื่อนตัวมาอยู่ที่ส่วนบนสุดของปากมดลูก  และสิ่งนั้นจะออกมาได้เอง   เรียบเรียงโดย Women Mthai Team ที่มา buzzfeed.com        

ปกป้อง สุขภาพผิว รับมือ หน้าฝน
ผิวหนัง /  ฤดูฝน / 

ความชุ่มฉ่ำที่มาพร้อมกับสายฝนคงคลายร้อน และสร้างความสดชื่นให้กับใครหลายคนได้ไม่น้อย แต่สิ่งที่มาคู่กับ หน้าฝน ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เชื้อราที่แฝงตัวมากับความอับชื้นจากสายฝนนั่นเอง พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (หมอผิง) ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และเวชศาสตร์วัยยุวัฒน์ เครือข่ายคนไทยไร้พุง ให้ความรู้ว่า โรคที่พบบ่อยในฤดูฝนนอกจากไข้หวัดแล้วยังมีโรคน้ำกัดเท้า ที่เกิดจากผิวหนังบริเวณเท้าติดเชื้อรา ซึ่งเชื้อราจะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น หากตามซอกเล็บมีช่องเปิดที่สามารถทำให้เชื้อราเข้าไปได้ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราที่เล็บได้ รวมถึงบาดแผลที่อาจเกิดขึ้นจากการเหยียบเศษกระเบื้อง หรือเศษไม้ต่างๆ ในที่มีน้ำท่วมขัง หากไม่ได้รับการดูแลที่ดีก็อาจติดเชื้อแบคทีเรียได้เช่นเดียวกัน “หลังจากที่เราต้องเปียกฝน หรือย่ำน้ำสกปรกในพื้นที่ท่วมขัง ควรล้างเท้าด้วยสบู่ เน้นฟอกบริเวณซอกนิ้ว หรือซอกเล็บเป็นพิเศษและเช็ดเท้าให้แห้ง ส่วนรองเท้าหากเป็นรองเท้าผ้าใบควรนำไปตากให้แห้งก่อนนำมาสวมใส่ซ้ำอีกครั้ง และหากเกิดบาดแผลบริเวณเท้าควรหมั่นดูแล ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมออีกทั้งเสื้อผ้าที่อับชื้นก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพึงระวัง เพราะการสวมเสื้อผ้าที่อับชื้นจะทำให้เกิดเชื้อราบริเวณอื่นร่วมด้วย เช่น บริเวณขาหนีบ และรักแร้ได้” พญ.ธิดากานต์ แนะนำเมื่อต้องเผชิญหน้ากับฤดูฝนปกป้องสุขภาพผิว รับมือหน้าฝน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ยังบอกอีกว่า การดูแลศีรษะและใบหน้าก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะน้ำฝนมีโอกาสที่จะชะล้างมลพิษและสิ่งปนเปื้อนต่างๆ สู่ร่างกายเราได้ โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมือง หากจำเป็นต้องเปียกฝนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรสระผมและล้างหน้าให้สะอาด เพราะไม่เช่นนั้นมลพิษต่างๆ จะทำให้เกิดการระคายผิว และทำร้ายผิวเราได้ รวมถึงการทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวพรรณจากแสงยูวีช่วงหน้าฝนก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยดูแลผิวให้สุขภาพดีได้ พญ.ธิดากานต์ บอกเพิ่มเติมว่า นอกจากช่วงที่มีอากาศแปรปรวน โรคผิวหนังบางโรคที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อ อย่างเช่น โรคเซ็บเดิร์ม หรือโรคผิวหนังอักเสบ (Seborrheic dermatitis) จะแสดงอาการกำเริบ โดยจะเกิดขึ้นบริเวณหัวคิ้ว ข้างจมูก และหนังศีรษะ มีลักษณะลอกเป็นแผ่น เป็นขุย และมีอาการคัน ซึ่งผู้ที่เป็นโรคดังกล่าวควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนน้อยหรือมีความเครียดสูง ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรคกำเริบมากขึ้นด้วย ส่วนผู้ที่เป็นโรคเบาหวานยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะนับว่าเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง และมีภูมิคุ้มกันต่อสู้กับเชื้อราต่ำ เนื่องจากความเปียกชื้นของน้ำฝนจะทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย เพราะหากเกิดบาดแผลจะมีโอกาสติดเชื้อและรุกลามมากกว่าคนปกติ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหน้าฝน และสภาพภูมิอากาศที่เปียกชื้นเช่นนี้ ควรดูแลร่างกายให้อบอุ่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และกินอาหารให้ครบห้าหมู่ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมีภูมิต้านทานที่ดีนะคะ ขอบคุณที่มาข่าวจาก thaihealth

ใส่คอนแทคเลนส์ เล่นน้ำสงกรานต์ เสี่ยง ตาบอด รู้ไหมวัยรุ่น!!
คอนแทคเลนส์ /  ตาบอด / 

ใกล้ถึงเทศกาลสงกรานต์ หลายๆ คนก็คงจะรอให้ถึงเทศกาลนี้กันอย่างใจจดใจจ่อ เพราะเป็นเทศกาลแห่งความสุขของทุกคนในครอบครัว คนที่ออกมาทำงานต่างถิ่นก็จะได้เดินทางกลับบ้านเกิดในช่วงนี้ หลายคนมีโปรแกรมไปเที่ยวพักผ่อน และอีกหลายคนก็ตั้งหน้าตั้งตาที่จะเล่นน้ำสงกรานต์เพื่อคลายร้อนในช่วงอากาศร้อนๆ แบบนี้ แต่ถึงแม้จะเป็นประเพณีที่สนุกสนานของคนไทย แต่เราก็ไม่ควรจะสนุกกันเพลิน จนลืมใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะดวงตา ที่เป็นอวัยวะที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายจากน้ำที่ไม่สะอาดที่ใช้เล่นกันในช่วงสงกรานต์ รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบการสวม ใส่คอนแทคเลนส์ แฟชั่นไปเล่นน้ำสงกรานต์ ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังอีกเป็นเท่าตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสี่ยงติดเชื้อจนถึงขั้นตาบอดได้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปีจะมีคนไข้มาพบแพทย์ด้วยปัญหาโรคตามากขึ้น ส่วนใหญ่จะมีอาการ ตาแดง ตาอักเสบ เนื่องจากในปัจจุบันมีการเล่นน้ำสงกรานต์กันค่อนข้างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็น การเล่นปืนฉีดน้ำแรงดันสูง การผสมสีลงในน้ำ การเล่นแป้งแล้วเอามาป้ายหน้าป้ายตากันเพื่อความสนุกสนาน หรือ ใช้น้ำที่ไม่สะอาด เป็นต้น ล้วนเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตราย เพราะหากในน้ำที่นำมาใช้ เล่นสงกรานต์นั้นมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคต่างๆ เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา หรือแม้กระทั่ง โปรโตซัว หากเข้าตาจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา ตาแดง ตาอักเสบ และกระจกตาอักเสบเป็นแผลติดเชื้อได้ ซึ่งบางคนติดเชื้อรุนแรงถึงขั้นตาบอด และยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในผู้ที่สวม ใส่คอนแทคเลนส์ ทั้งที่สวมใส่เพื่อแก้ไขสายตาผิดปกติและคอนแทคเลนส์แฟชั่นที่สวมใส่เพื่อความสวยงาม ควรถอดออกก่อนเล่นน้ำ และสำหรับผู้มีปัญหาสายตาแนะนำให้สวมแว่นสายตาจะปลอดภัยกว่าการ ใส่คอนแทคเลนส์ นอกจากนี้ หากน้ำไม่สะอาดเข้าตา หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา ควรรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที และหลังเล่นน้ำสงกรานต์สังเกตุตัวเองว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับดวงตาหรือไม่ หากมีอาการผิดปกติ อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบมาปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจรักษาต่อไป” เทศกาลสงกรานต์ยังคงเป็นประเพณีที่ดีงามของคนไทยที่สืบทอดต่อกันมา เราควรอนุรักษ์เอาไว้และเล่นกันอยู่ในขอบเขตที่ปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น ไม่ใช้อุปกรณ์ในการสาดหรือฉีดน้ำที่มีแรงดันสูง ใช้น้ำสะอาด ไม่ผสมสารเคมีหรือสิ่งแปลกปลอมลงในน้ำและงดการเล่นแป้ง เพื่อความปลอดภัยของทั้งตัวเองและคนที่คุณรัก เพียงเท่านี้เทศกาลสงกรานต์ ก็จะเป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่สร้างความสุขให้กับทุกคนในครอบครัวได้แบบไม่ต้องกลัวอันตราย บทความสุขภาพ โดย พญ.ชลธิชา จารุมาลัย / จักษุแพทย์ โรงพยาบาลปิยะเวท รายงานโดย Health Mthai Team