เชื้อรา

สร้างภูมิคุ้มกัน ลูกน้อยด้วย ‘ นมแม่ ’
นมวัว /  นมแม่ / 

“ นมแม่ ” เปรียบเสมือน ‘วัคซีนหยดแรก’ ของลูกน้อย เนื่องจากน้ำนมของแม่ในช่วงแรกหลังคลอด คือ ‘หัวน้ำนม’ที่มีสีเหลืองข้น (Colostrum) อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นสำหรับทารก มีภูมิคุ้มกันนานาชนิดที่แสนวิเศษ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย สารอาหารที่มากกว่า 200 ชนิด ที่อยู่ในนมแม่นั้น ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนและเอ็นไซม์ นับว่ามีความโดดเด่น มีคุณภาพเหมาะกับระบบทางเดินอาหาร และไตของทารกที่ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ อีกทั้งยังปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของลูกทุกระยะการเติบโต และช่วยปกป้องลูกจากการติดเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคอุจจาระร่วง โรคภูมิแพ้ โรคอ้วน ที่พบบ่อยในวัยทารก นมแม่ สร้างและเป็นเกราะปกป้องร่างกายลูก 1. สมอง : นมแม่เป็นอาหารที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสมอง และส่งเสริมพัฒนาการที่ดี ช่วยสร้างเชาว์ปัญญาได้เต็มที่ การอุ้มลูกขึ้นดูดนมแม่เป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัสทุกส่วนของลูก ทำให้สมองได้รับสัญญาณประสาทส่งเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ สมองที่ถูกกระตุ้นบ่อยๆ จะเกิดการแตกแขนงเซลล์ประสาทอย่างมากมาย เพิ่มการเชื่อมโยงของเส้นใยสมอง เส้นประสาทจะรับสัญญาณการเรียนรู้เร็วขึ้น ในกลุ่มเด็กที่ได้รับนมแม่มีการเพิ่มระดับเชาวน์ปัญญาขึ้นโดยเฉลี่ย 3.16 จุด และในกลุ่มทารกเกิดก่อนกำหนดที่ได้รับนมแม่ มีการเพิ่มระดับเชาวน์ปัญญาที่ 5.26 จุด ระยะเวลาของการให้นมแม่จะสัมพันธ์กับการเพิ่มเชาวน์ปัญญาของลูก ยิ่งได้รับนมแม่มากกว่า 6 เดือน มีระดับเชาว์ปัญญาสูงกว่าเด็กที่ได้รับนมแม่น้อยกว่า 6 เดือน 2. หู : ลดโอกาสเป็นโรคหูน้ำหนวก หรือหูอักเสบ เนื่องจากลักษณะการดูดนมของลูกต้องใช้การเคลื่อนไหวของลิ้นหรือแรงดันทางช่องปาก ทำให้มีการเคลียร์น้ำในหูของลูกน้อยออกไปด้วย 3. สายตา : พัฒนาการมองเห็น สายตาคมชัด เนื่องจากในนมแม่มีสารอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา เช่น สารดีเอชเอ กรดอะมิโน และไขมันอื่นๆ 4. ระบบทางเดินปัสสาวะ : มีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ เนื่องจากในนมแม่มีภูมิคุ้มกันต่างๆ ทำให้ไม่ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ 5. ไตแข็งแรง : ในนมแม่มีปริมาณโปรตีนที่เหมาะสม ส่งผลให้ไตทำงานอย่างสมดุล และแข็งแรง 6. ผิวพรรณ : ลดโอกาสภูมิแพ้ผิวหนัง 42 % ในช่วงที่ทารกกินนมแม่อย่างเดียว ทารกจะไม่ได้รับโปรตีนจากนมวัว ซึ่ง เป็นโปรตีนที่สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของทารก และทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ทารกที่กินนมแม่ จึงมีอัตราการเกิดโรคภูมิแพ้น้อยกว่า 7. ระบบทางเดินอาหาร : ลดโอกาสโรคท้องเสียและลำไส้อักเสบน้อยกว่า 64% ในน้ำนมแม่มีสารอาหารที่ปกป้องลูกน้อยในระบบทางเดินอาหาร ประกอบด้วย Secretory antibodies ทำหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอม Oligosaccharides และ Glycoconjugates กระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของทารก Lactoferrin สามารถกำจัดเชื้อราที่เป็นอันตราย อีกทั้งยังป้องกันโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ Anti-inflammatory effects นมแม่มีการต่อต้านการอักเสบซี่งมีประโยชน์ต่อสำไส้ของทารก Prebiotic effects ในนมแม่มีน้ำตาลที่มีคุณสมบัติเป็นอาหารสำหรับการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ใหญ่ 8. ช่องปาก: เนื่องจากลูกน้อยดูดนมแม่จากเต้า กล้ามเนื้อจึงเกิดการพัฒนา กรามล่างของลูกจึงแข็งแรง ฟันเกน้อยลงเมื่อโตขึ้น 9. ระบบทางเดินหายใจ : โอกาสติดเชื้อทางเดินหายใจ ปอดบวมน้อยกว่าทารกที่กินนมผสม 60% และป้องกันเบื้องต้นต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ ช่วยป้องกันโรคหอบหืด การส่งเสริมให้ลูกกินนมแม่เพียงอย่างเดียว 6 เดือนขึ้นไปจะส่งผลดีและส่งเสริมพัฒนาการทางด้านต่างๆ ของร่างกาย และหลังจาก 6 เดือนขึ้นไป ควรให้นมแม่คู่กับอาหารตามวัยจนกระทั่งถึง 2 ปีเป็นอย่างน้อย เนื่องจากนมแม่ยังคงเป็นอาหารหลักสำคัญสำหรับเด็กๆ ปริมาณนมแม่ที่ควรให้ลูกน้อยได้กินในแต่ละวัน คือวันละ 8 ครั้งขึ้นไป หรือทุกๆ 2-3 ชม. และหากลูกดูดนมเร็ว ดูดนมบ่อย และดูดอย่างถูกวิธี ซึ่งเป็นปัจจัยสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะส่งผลให้คุณแม่มีน้ำนมในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย และประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่... ภาพโดย :  Women MThai Team  เรื่องโดย : อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ team content www.thaihealth.or.th ขอบคุณข้อมูล จากหนังสือนมแม่ แน่ที่สุด, คู่มือแม่ทำงาน เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จากมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย

การดูแลรักษา และเลือกใช้ หินแกลบ ในสวน
สวนหน้าบ้าน

วันนี้ Decor.MThai ได้หยิบเรื่องราวจากหนังสือ Life and Home เป็นเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับการดูแลรักษา และเลือกใช้ หินแกลบ ในสวน มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ การดูแลรักษา และเลือกใช้หินแกลบในสวน เป็นบทความของคุณพิมพ์ชนก เกตุนวม และภาพประกอบสวยๆ จากทีมงาน Life and Home เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมเราจะต้องโรยหินแกลบไว้ในสวนที่มีลานกว้างๆ โรยตามทางเดิน และมุมเล็กๆ ที่อยู่นอกสายตา เมื่อเราเลือกใช้หินแกลบแล้ว เราจะมีวิธีการดูแลอย่างไร วันนี้ Decor.MThai มีคำตอบมาให้เพื่อนๆ กันค่ะ การดูแลรักษา และเลือกใช้ หินแกลบ ในสวน  หลักการเลือกใช้หินแกลบ กำหนดขอบเขตให้แน่นอน : ก่อนที่เราจะทำการโรยหินแกลบ เพื่อจะได้รองแผ่นตาข่าย ข้อดีของการรองแผ่นตาข่าย คือช่วยยึดหน้าดินอีกทั้งยังง่ายต่อการรื้อถอนป้องกันวัชพืชยังไม่ให้เกิดขึ้นตามมาอีกด้วย ไม่ควรใช้กับสวนที่มีพื้นที่ขนดใหญ่ : จุดประสงค์หลักๆ ของการใช้หินแกลบคือสร้างความรู้สึกให้สวนดูกว้างขึ้น จึงไม่ควรที่จะใช้กับสวนที่มีพื้นที่กว้างอยู่แล้ว เพราะอาจจะทำให้สวนขาดน้ำหนักอย่างที่ควรจะเป็น เพิ่มมิติ : การใช้หินแกลบควรคละขนาดกรวดหลายขนาด คละสีสักเล็กน้อยเพื่อเพิ่มมิติให้ไม่ดูเรียบจนเกินไป อีกทั้งยังให้ความรู้สึกไม่น่าเบื่อดูมีลูกเล่นอีกด้วย การดูแลรักษา เก็บกวาดสิ่งสกปรกและเพิ่มเติมหินบ้าง : หากจะให้สวนดูสวยงาม ควรดูแลเก็บกวาดใบไม้ในสวนบ้างเพราะจะทำให้สวนดูรก และไม่น่ามอง ทั้งนี้ขนาดของกรวดที่มีขนาดเล็กย่อมกระจัดกระจายได้ง่ายยากแก่การดูแล ดังนั้นควรต้องทำการเก็บกวาดหินกรวด และควรเติมหินแกลบบ้างบางครั้งคราว เพื่อให้พื้นสวนดูเต็มและอัดแน่นขึ้นอีกด้วย ใช้น้ำชะล้างบ้างเป็นครั้งคราว : การใช้น้ำแรงดันสูงในการทำความสะอาดบ้างเป็นครั้งคราวจะทำให้เศษไม้ใบแห้งติดอยู่หายไป อีกทั้งยังช่วยให้ตะไคร่น้ำที่ติดอยู่หลุดออกไปซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยอีกด้วย ใช้น้ำยากันตะไคร่น้ำ : การใช้น้ำยากันตะไคร่น้ำ ถือเป็นวิธีที่กันก่อนแก้ เพราะจะทำให้เราไม่มีเจ้าตะกอนคราบสีเขียวๆ มาก่อกวนใจ และยังลดการหมักหมมของเชื้อรา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิดโรครากเน่าของต้นไม้อีกด้วย ติดตามอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมในหนังสือ Life and Home ฉบับเดือน Octaber 2015 จาก Mbookstore คลิ๊ก

ผ้าขนหนู ก็ต้องเลือกนะคุณ!  พร้อมแชร์เทคนิคการดูแลรักษาให้น่าใช้งาน
ซักผ้าขนหนู /  ผ้าขนหนู / 

“ผ้าขนหนู” อาจเป็นไอเท็มที่ใครหลายคนมองข้าม และคิดว่าไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันในการเลือกซื้อ และดูแลรักษาความสะอาดมากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ผ้าขนหนู” ถือเป็นไอเท็มชิ้นสำคัญที่ทุกคนควรให้ความใส่ใจ เพราะเป็นสิ่งที่สัมผัสกับผิวหน้า และผิวกายของเราตลอดเวลา การเลือกใช้ผ้าขนหนูที่ไม่มีคุณภาพ หรือมีการดูแลรักษาที่ผิดวิธี อาจนำไปสู่สาเหตุของโรคผิวหนังได้อย่างไม่รู้ตัว คอตตอน ยูเอสเอ (COTTON USA) จึงร่วมกับ แคนนอน (Cannon) แบรนด์ผ้าขนหนู และชุดเครื่องนอนชั้นนำที่ผู้บริโภคไว้วางใจ มาแนะเคล็ดลับดีๆ ในการเลือกซื้อ รวมถึงวิธีง่ายๆ สำหรับดูแลรักษาผ้าขนหนูให้ดูใหม่ และน่าใช้งานอยู่เสมอ คุณไกรภพ แพ่งสภา ตัวแทนคอตตอน ยูเอสเอ ภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “ ผ้าขนหนู ถือเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่จำเป็นสำหรับสมาชิกทุกคนภายในบ้าน เพราะเป็นสิ่งที่สัมผัสกับผิวหน้า และผิวกายของเราโดยตรงในทุกๆ วัน ดังนั้น เพื่อสุขอนามัยที่ดีเราจึงควรเลือกใช้ผ้าขนหนูที่มีคุณภาพ ผลิตจากเส้นใยฝ้ายธรรมชาติแท้ 100% จากสหรัฐอเมริกา เพราะจะช่วยมอบสัมผัสอันอ่อนนุ่ม ไม่ระคายเคืองต่อผิวผู้ใช้ อีกทั้งยังสามารถดูดซับน้ำได้ดี ไม่เกิดกลิ่นอับชื้นหลังการใช้งาน และง่ายต่อการดูแลรักษาอีกด้วย ในโอกาสนี้ คอตตอน ยูเอสเอ จึงเชิญคุณจินดา ตั้งมั่นอนันตกุล ผู้บริหารบริษัท ดับเบิ้ลสตาร์อินดัสตรี้ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผ้าขนหนู และชุดเครื่องนอนแบรนด์แคนนอน จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ผู้บริโภคไว้วางใจ มาแนะนำวิธีการเลือกซื้อ รวมถึงเคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งานให้ผ้าขนหนูดูใหม่อยู่เสมอ” เลือกผ้าขนหนูเพื่อการใช้งานให้ถูกประเภท หลักการง่ายๆ สำหรับการเลือกซื้อผ้าขนหนูที่นอกจากจะต้องมีผิวสัมผัสนุ่ม ซับน้ำได้ดี แห้งไวแล้ว ควรคำนึงถึงน้ำหนักของผ้าขนหนูให้เหมาะกับผู้ใช้งาน และควรผสมสารป้องกันแบคทีเรีย เพื่อลดกลิ่นอับชื้นอีกด้วย และสำหรับใครที่เคยคิดว่า ผ้าขนหนู 1 ผืน สามารถใช้ได้กับทุกๆ กิจกรรม คงต้องสลัดความคิดแบบเดิมทิ้งไป เมื่อแท้จริงแล้วผ้าขนหนูนั้นมีด้วยกันหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป สำหรับผ้าขนหนู หรือผ้าเช็ดตัวที่ใช้ซับตัวหลังการอาบน้ำ ควรเตรียมไว้อย่างน้อย 2 ผืน คือ ผ้าขนหนูผืนเล็ก (Hand) ใช้สำหรับเช็ดศีรษะ และผ้าขนหนูผืนใหญ่ (Bath) ใช้สำหรับเช็ดตัว ซึ่งเนื้อผ้าควรมีโครงสร้างการถักทอที่แข็งแรง ทนทาน ซึมซับน้ำได้ดี แห้งไว ซักทำความสะอาดได้ง่าย และสีไม่ซีดจางเร็ว แต่ถ้าหากเป็นคนที่ชื่นชอบการเล่นกีฬา ควรเลือกผ้าขนหนูที่มีขนาดเหมาะสม เช่น กีฬาทางน้ำอาจต้องใช้ผ้าขนหนูที่มีขนาดใหญ่กว่ากีฬาอื่นๆทั่วไป เพื่อช่วยดูดซับน้ำได้รวดเร็ว นอกจากนี้ผ้าขนหนูควรผสารสารป้องกันเชื้อแบคทีเรียเป็นพิเศษเพื่อลดกลิ่นอับชื้นจากเหงื่อขณะเล่นกีฬาอีกด้วย ดูแลรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อเพิ่มสัมผัสที่น่าใช้งานในแต่ละวัน นอกเหนือจากการเลือกใช้ผ้าขนหนูที่ถูกต้องแล้ว การดูแลรักษาความสะอาดผ้าขนหนูให้ดูน่าใช้งาน และมีสัมผัสนุ่มสบายอยู่เสมอก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทุกคนควรใส่ใจ โดยก่อนการใช้งานในครั้งแรกควรซักผ้าขนหนูด้วยน้ำอุ่น เพื่อขจัดสารเคมีที่อาจตกค้างอยู่บนเนื้อผ้า อีกทั้งยังช่วยป้องกันการระคายเคืองที่อาจเกิดบนผิวหนังของเราได้ ในส่วนของการทำความสะอาดผ้าขนหนูนั้นควรแยกซักผ้าขนหนูไม่ปนกับเสื้อทั่วไป และควรตากผ้าขนหนูบนราวตากผ้าที่เตรียมไว้ ห้ามพาดไว้บนตะกร้าเสื้อผ้า หรือบริเวณเก้าอี้ เพราะนอกจากจะทำให้เกิดกลิ่นอับแล้ว ยังอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อราและแบคทีเรียอีกด้วย นอกจากนี้ควรซักผ้าขนหนูอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์เพื่อรักษาความสะอาด และหลีกเลี่ยงการซักโดยใช้น้ำยาซักผ้าขาว ให้ลองผสมเบกกิ้งโซดา ประมาณ ½ ถ้วย เข้ากับผงซักฟอกปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อขจัดคราบสกปรกที่ฝังแน่นบนเนื้อผ้าให้หลุดออก อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความขาวสะอาดให้แก่ผ้าขนหนูอีกด้วย และสำหรับปัญหาที่ใครหลายคนเป็นกังวลเกี่ยวกับกลิ่นเหม็นอับ รวมถึงสัมผัสที่แข็งกระด้างของผ้าขนหนูที่อาจเกิดขึ้นเมื่อผ่านการใช้งานไปสักระยะ ให้ลองใช้น้ำส้มสายชูแทนน้ำยาปรับผ้านุ่ม เนื่องจากน้ำส้มสายชูถือเป็นตัวช่วยที่ดีในการขจัดกลิ่นเหม็น อีกทั้งยังช่วยขจัดสารตกค้างจากผงซักฟอกที่เป็นสาเหตุให้เนื้อผ้าแข็งกระด้างหลุดออกจากผ้า ทำให้เนื้อสัมผัสของผ้าขนหนูกลับมานุ่ม และพองฟู น่าใช้งานอีกครั้ง เพียงแค่เคล็ดลับง่ายๆ ที่คอตตอน ยูเอสเอ และแคนนอน นำมาฝากกันในครั้งนี้ สามารถมั่นใจได้เลยว่าคุณจะมีผ้าขนหนูเนื้อนุ่มน่าสัมผัสให้พร้อมใช้งานในทุกวันอย่างแน่นอน

ระวัง! โรคติดต่อ จาก ร้านเสริมสวย อาจมีเชื้อราเป็นของแถม
ทำผม /  ร้านเสริมสวย / 

         ความจริงแล้ว เชื้อรา เราสามารถพบได้ทั่วไป ถ้าอุปกรณ์ทำผมชื้น แล้วไม่มีการทำความสะอาดเชื้อราก็จะสะสมได้ หลังจากที่ทำการสุ่มตรวจร้านเสริมสวยมีการพบ เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ในอุปกรณ์เสริมสวย โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่โดนความชื้น เช่น กรรไกรตัดผม แปรงม้วนผม หวี กิ๊บติดผม กรรไกรตัดหนัง ที่แคะเล็บ ตะไบเล็บ ซึ่งมีการปนเปื้อนของเชื้อรา ถึงร้อยละ 85 4 โรคติดต่อ ที่ต้องระวัง คือ 1.โรคเชื้อราผิวหนัง สามารถพบได้จากผ้าเช็ดผม อุปกรณ์ทำผมต่างๆ 2.โรคจากเชื้อไวรัส เช่น โรคหูด 3.โรคจากเชื้อแบคทีเรีย เกิดจากอุปกรณ์ทั่วไปในร้านเสริมสวย 4.โรคติดเชื้อจากปรสิต เช่น ติดเหาจากหวีแปรงต่างๆ         นอกจากนี้ยังมีอีกหลายโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสารเคมีที่ใช้ในร้านเสริมสวย ไม่ว่าจะเป็นยาย้อมผม ดัดผม ทำสี หรือสเปรย์ เบื้องต้นสาวๆ women mthai ควรสังเกตร้านเสริมสวยที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อที่ร่างกายจะได้ไม่รับสารเคมีมากจนเกินไป และควรสังเกตภายในร้านและอุปกรณ์ต่างๆ ว่ามีความสะอาดหรือไม่   เรียบเรียงโดย Women Mthai Team

พบการติดเชื้อโรคระบาดในยุควิคตอเรียนศตวรรษที่ 19 อีกครั้ง!
วัณโรค /  อังกฤษ / 

พบโรคลักปิดลักเปิด วัณโรค และไข้หัด ที่เคยระบาดหนักในยุควิคตอเรียน ศตวรรษที่ 19 อีกครั้งในอังกฤษ โรคลักปิดลัก วัณโรค และไข้หัด อาจทำให้เรานึกถึงนิทานเรื่องชาร์ลส์ ดิกเคนส์ แต่โรคระบาดที่เคยระบาดในยุควิคตอเรียนนี้ได้กลับมาพบการติดเชื้ออีกครั้งที่อังกฤษ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก โจซี่ การ์เรตต์ วัย 24 ปี กำลังจะหายจากวัณโรคหลังเข้ารับการรักษาอย่างเข้มข้น การ์เรตต์คือนักศึกษาปริญญาโท แต่เมื่อปีที่แล้ว เธอต้องแยกตัวออกมารักษาตัวที่โรงพยาบาล การ์เรตต์ ผู้ป่วยวัณโรคบอกว่า เธอติดเชื้อวัณโรคมาจากแฟนหนุ่มของเธอ ซึ่งเขาติดเชื้อมาจากเพื่อนของเขาที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน เพื่อนของแฟนเธอติดเชื้อมาจากพ่อของเขา ซึ่งเป็นผู้ป่วยวัณโรครายแรกในช่วงทศวรรษที่ 1990 หลังจากที่เขาเดินทางไปอินเดีย และนี่ทำให้ต้องมีการคิดค้นยาที่จะนำมาใช้รักษาโรค การ์เรตต์บอกว่า จนถึงตอนนี้เธอก็ไม่สามารถที่จะออกไปทำงานหรือพบปะผู้คนได้ เธอไม่สามารถใช้ชีวิตในแบบปกติได้ วัณโรคคือหนึ่งในโรคระบาดที่มักพบในกลุ่มคนยากจน ซึ่งโรคนี้เป็นโรคร้ายแรง ด้านเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเตือนให้ค้นหาเชื้อนี้ในทุกพื้นที่ในกรุงลอนดอน เนื่องจากมันอาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดได้ในอนาคต ดร. ออนการ์ ซาร์โฮทา จากสภากรุงลอนดอน บอกว่า แบคทีเรียในวัณโรคสามารถแพร่เชื้อได้และสามารถมีชีวิตอยู่ในร่างกายเราในระยะเวลานาน และอาจกลับมาออกฤทธิ์และแสดงอาการอีกครั้งได้ ซึ่งมันจะส่งผลต่อระดับภูมิคุ้มกันของร่างกาย แมกซ์ ฟอสเตอร์ จากลอนดอน บอกว่า วัณโรคเป็นหนึ่งในโรคระบาดรุนแรงที่คร่าชีวิตคนได้ในยุคปัจจุบัน โดยทำให้ผู้ติดเชื้อเสียชีวิตได้ 1 ใน 4 คน ผู้ป่วยที่เสียชีวิตหลายพันคนถูกนำมาฝังที่สุสานแห่งนี้ แม้ว่าสถานการณ์โดยรอบตอนนี้จะยังไม่ย่ำแย่ แต่ขณะนี้ในบางพื้นที่ของกรุงลอนดอนก็มีอัตราการติดเชื้อวัณโรคสูงกว่าในรวันดา หรืออิรัก ผลการศึกษาล่าสุดของศูนย์บริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษพบว่า มีโรคระบาดที่เคยระบาดในช่วงศตวรรษที่ 19 กำลังกลับมาระบาดอีกครั้งในลอนดอน ดร. นูเรีย มาร์ติเนซ-อเลียร์ จากโรงพยาบาลกายส์และเซนต์โธมัสในกรุงลอนดอน บอกว่า ขณะนี้ปรากฎการระบาดของโรคไข้หัด โดยเมื่อปีที่แล้วมีผู้ติดเชื้อราว 1 หมื่น 4 พันราย ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 เช่นเดียวกันกับจำนวนผู้ติดเชื้อวัณโรค โรคไอกรน และโรคหัด ที่จำนวนผู้ติดเชื้อในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก 10 ปีก่อน จากสถิติช่วง 5 ปีหลังของอังกฤษ ระบุว่า ผู้ป่วยโรคไข้หัดเพิ่มจำนวนขึ้นร้อยละ 136 โรคลักปิดลักเปิดเพิ่มขึ้นร้อยละ 38 และโรคอหิวาตกโรคเพิ่มขึ้นร้อยละ 300 แต่ผู้ป่วยลักปิดลักเปิดและอหิวาตกโรคยังคงมีจำนวนน้อย อะไรคือสาเหตุที่ทำให้โรคเหล่านี้กลับมาระบาด ดร. นูเรีย มาร์ติเนซ บอกว่า การลดปริมาณการให้วัคซีน เช่น สำหรับโรคหัด การลดลงของระดับภูมิคุ้มกันซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไอกรน การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรยากจน เช่นเดียวกับการทะลักเข้ามาของผู้อพยพและผู้ที่เป็นโรคขาดสารอาหาร 200 ปีผ่านไป แต่ก็ยังคงพบปัญหาการขาดสารอาหาร ความยากจน และการไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุข ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้โรคระบาดในยุควิคตอเรียนกลับมาอีกครั้ง MThai News

ปกป้อง สุขภาพผิว รับมือ หน้าฝน
ผิวหนัง /  ฤดูฝน / 

ความชุ่มฉ่ำที่มาพร้อมกับสายฝนคงคลายร้อน และสร้างความสดชื่นให้กับใครหลายคนได้ไม่น้อย แต่สิ่งที่มาคู่กับ หน้าฝน ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เชื้อราที่แฝงตัวมากับความอับชื้นจากสายฝนนั่นเอง พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (หมอผิง) ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และเวชศาสตร์วัยยุวัฒน์ เครือข่ายคนไทยไร้พุง ให้ความรู้ว่า โรคที่พบบ่อยในฤดูฝนนอกจากไข้หวัดแล้วยังมีโรคน้ำกัดเท้า ที่เกิดจากผิวหนังบริเวณเท้าติดเชื้อรา ซึ่งเชื้อราจะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น หากตามซอกเล็บมีช่องเปิดที่สามารถทำให้เชื้อราเข้าไปได้ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราที่เล็บได้ รวมถึงบาดแผลที่อาจเกิดขึ้นจากการเหยียบเศษกระเบื้อง หรือเศษไม้ต่างๆ ในที่มีน้ำท่วมขัง หากไม่ได้รับการดูแลที่ดีก็อาจติดเชื้อแบคทีเรียได้เช่นเดียวกัน “หลังจากที่เราต้องเปียกฝน หรือย่ำน้ำสกปรกในพื้นที่ท่วมขัง ควรล้างเท้าด้วยสบู่ เน้นฟอกบริเวณซอกนิ้ว หรือซอกเล็บเป็นพิเศษและเช็ดเท้าให้แห้ง ส่วนรองเท้าหากเป็นรองเท้าผ้าใบควรนำไปตากให้แห้งก่อนนำมาสวมใส่ซ้ำอีกครั้ง และหากเกิดบาดแผลบริเวณเท้าควรหมั่นดูแล ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมออีกทั้งเสื้อผ้าที่อับชื้นก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพึงระวัง เพราะการสวมเสื้อผ้าที่อับชื้นจะทำให้เกิดเชื้อราบริเวณอื่นร่วมด้วย เช่น บริเวณขาหนีบ และรักแร้ได้” พญ.ธิดากานต์ แนะนำเมื่อต้องเผชิญหน้ากับฤดูฝนปกป้องสุขภาพผิว รับมือหน้าฝน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ยังบอกอีกว่า การดูแลศีรษะและใบหน้าก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะน้ำฝนมีโอกาสที่จะชะล้างมลพิษและสิ่งปนเปื้อนต่างๆ สู่ร่างกายเราได้ โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมือง หากจำเป็นต้องเปียกฝนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรสระผมและล้างหน้าให้สะอาด เพราะไม่เช่นนั้นมลพิษต่างๆ จะทำให้เกิดการระคายผิว และทำร้ายผิวเราได้ รวมถึงการทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวพรรณจากแสงยูวีช่วงหน้าฝนก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยดูแลผิวให้สุขภาพดีได้ พญ.ธิดากานต์ บอกเพิ่มเติมว่า นอกจากช่วงที่มีอากาศแปรปรวน โรคผิวหนังบางโรคที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อ อย่างเช่น โรคเซ็บเดิร์ม หรือโรคผิวหนังอักเสบ (Seborrheic dermatitis) จะแสดงอาการกำเริบ โดยจะเกิดขึ้นบริเวณหัวคิ้ว ข้างจมูก และหนังศีรษะ มีลักษณะลอกเป็นแผ่น เป็นขุย และมีอาการคัน ซึ่งผู้ที่เป็นโรคดังกล่าวควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนน้อยหรือมีความเครียดสูง ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรคกำเริบมากขึ้นด้วย ส่วนผู้ที่เป็นโรคเบาหวานยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะนับว่าเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง และมีภูมิคุ้มกันต่อสู้กับเชื้อราต่ำ เนื่องจากความเปียกชื้นของน้ำฝนจะทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย เพราะหากเกิดบาดแผลจะมีโอกาสติดเชื้อและรุกลามมากกว่าคนปกติ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหน้าฝน และสภาพภูมิอากาศที่เปียกชื้นเช่นนี้ ควรดูแลร่างกายให้อบอุ่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และกินอาหารให้ครบห้าหมู่ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมีภูมิต้านทานที่ดีนะคะ ขอบคุณที่มาข่าวจาก thaihealth

แค่เปลี่ยนสิ่งนี้!! ก็ช่วยสร้างบรรยากาศภายในครัวได้...
Kitchen /  กระจกใส / 

แค่เปลี่ยนสิ่งนี้!! ก็ช่วยสร้างบรรยากาศภายในครัวได้... เชื่อว่าหลายๆ ครอบครัวที่ตัดสินใจซื้อบ้Œานของโครงการหมู่‹บ้Œานจัดสรรต่‹างๆ ไม่‹ว่‹าจะขนาดใหญ่‹หรือเล็ก ส่วนใหญ่มักจะวางแผนต่‹อเติมพื้นที่หลังบ้Œานเพิ่มจากของเดิมออกไปกันทั้งนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้Œพื้นที่และมีประโยชน์ใช้Œสอยมากขึ้น สำหรับบางโครงการอาจทำเป็นไอเดียเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนไว้ที่บ้านตัวอย่างอยู่แล้ว ซึ่งลูกบ้านก็สามารถนำไปคิดต่อยอดกันได้เลยเพราะมีพื้นที่ที่เหมือนกัน แต่ถ้าใครยังคิดไม่ออกว่าจะจัดสรรพื้นที่นั้นอย่างไรดี ลองนำไอเดียที่เรานำเสนอนี้ไปพิจารณากันดู... ในกรณีที่ต้องการจะต่อเติมให้มีแค่หลังคากันแดดกันฝน อาจใช้เป็นกระเบื้องมุงหลังคาแบบใสสลับกับแบบทึบ และใช้ระแนงไม้ตกแต่งได้ ซึ้งให้ทั้งความสวยงามและยังระบายอากาศได้ แต่ถ้าต้องการกั้นเป็นฟังก์ชันเปิดขึ้นมา เช่น ทำเป็นครัวไทย ลักษณะนี้โดยส่วนใหญ่แล้วพี้นที่หลังบ้านหรือข้างบ้านจะใช้กำแพงร่วมกันกับเพื่อนบ้าน การกั้นผนังหรือหลังคาเพิ่มเติมก็จะไม่สามารถมีช่องเปิด ประตู หน้าต่างได้ (ตามกฎหมาย) และถ้าทำไม่ดีขึ้นมา เราอาจได้พื้นที่ปิดทึบแทนที่จะดูกว้างขวางมากขึ้น การทำหลังคาเฟรมกระจกใสแทนหน้าต่างจึงเป็นอีกไอเดียที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะให้แสงสว่าง เปิดมุมมอง และช่วยให้พื้นที่ดูกว้างขวางขึ้นแล้ว ยังทำให้บ้านดูมีดีไซน์ขึ้นมาได้อีกมากโข เพราะลูกเล่นของการทำหลังคาแบบเฟรมกระจกนี้สามารถเลือกออกแบบได้หลายรูปทรง ตามลักษณะของพื้นที่ได้เลย ทั้งยังช่วยในเรื่องสุขอนามัยอันเนื่องจากแสงแดดธรรมชาติที่ส่องเข้ามาได้ แถมยังลดการเกิดเชื้อรา หรือแบคทีเรียในส่วนที่เปียกชื้นได้ดีอีกด้วย ถ้าอยากเพิ่มสีเขียวในบ้านให้สดชื่นขึ้นก็สามารถปลูกไม้กระถางหรือผักสวนครัวได้ เพราะมีแสงแดดส่องเข้ามาช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ ทำให้เรามีวัตถุดิบใกล้มือที่ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหนอีกต่างหาก และถ้าบ้านไหนมีพื้นที่มากหน่อย อาจกั้นออกมาเป็น Glass Room ห้องรับประทานอาหารหรือห้องอเนกประสงค์ได้เลย ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศการใช้ชีวิตให้หลากหลายได้มากเลยทีเดียว เครดิตจาก นิตยสาร @Kitchen ฉบับเดือนพฤษภาคม 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

6 โรคผิวหนัง ที่พบบ่อยในฤดูร้อน
ผิวหนัง /  ฤดูร้อน / 

อธิบดีกรมการแพทย์ชี้ โรคผิวหนัง ที่มากับอากาศร้อน แนะเลี่ยงการอยู่บริเวณที่มีแสงแดดเป็นเวลานาน ควรกางร่มและใส่แว่นกันแดด ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด ถ้าอยู่ในที่ร่มไม่ควรใส่เสื้อผ้าหนาและรัดเกินไป นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนอุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาโรคต่างๆ หนึ่งในโรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม คือ โรคผิวหนัง จากข้อมูลของสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ พบว่า ในช่วงฤดูร้อน โรคผิวหนัง ที่พบบ่อย ได้แก่ 1. ผด เนื่องจากอากาศร้อนจะทำให้เหงื่อออกมาก เป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบของรูขุมขน เกิดผดเม็ดเล็กๆ แดงๆ หรือเป็นเม็ดใสๆ พบมากในเด็กเล็กโดยที่ผดมักขึ้นรอบๆ คอ  หน้าผาก ส่วนผู้ใหญ่มักเป็นที่คอ เนื่องจากใส่เสื้อคอปิด ใส่สร้อย จะทำให้อับเหงื่อจนเกิดอาการคัน 2. ผิวไหม้แดด  โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน มักนิยมไปเที่ยวสงกรานต์ ไปชายทะเล         จะตากแดดกันมาก ทำให้ผิวไหม้แดดและลอก ผิวจะดำคล้ำขึ้น 3. กลาก มักพบในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ มีอาการคัน หากมีเชื้อราเข้ามาร่วมด้วย ผื่นจะขยายเป็นวง มีขอบเขตชัดเจน มีขุย และมีอาการคันมาก 4. เกลื้อน พบมากในผู้ที่ใส่เครื่องแบบ ใส่เสื้อผ้ารัดมากๆ หรือต้องใส่เสื้อสองชั้นจะเกิดเกลื้อนซึ่งมีลักษณะเป็นวงขาวๆ วงแดงๆ หรือวงดำๆ  ซึ่งมักเกิดกับผู้เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมากแล้วไม่ได้อาบน้ำทันที ปล่อยให้ความชื้นหมักหมมมีเหงื่อขังจะเกิดเชื้อราขึ้น มักเกิดบริเวณหลัง หน้าอก ท้อง และในบริเวณร่มผ้า 5. ภูมิแพ้ผิวหนัง ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ในหน้าร้อนถ้าเหงื่อออกมากจะมีผื่นคันบริเวณคอ ข้อพับ แขน ขา ควรหลีกเลี่ยงอากาศที่ร้อน อับหรือมีฝุ่นละอองมาก เนื่องจากจะทำให้คันมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องประดับที่ทำจากสารนิกเกิลเพราะจะทำให้ผิวหนังอักเสบเกิดผื่นแพ้ได้ 6. กลิ่นตัว อากาศร้อนทำให้เหงื่อออกมาก เมื่อเหงื่อออกมากกลิ่นตัวยิ่งแรง สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่เป็น โรคผิวหนัง ในฤดูร้อน คือ เด็กเล็ก ผู้ที่ต้องทำงานตากแดดเป็นเวลานาน ผู้ที่ใส่เสื้อผ้าซ้ำๆหรือเสื้อผ้าอับชื้น นักกีฬากลางแจ้ง ผู้ที่นิยมกิจกรรมนอกสถานที่  เช่น เที่ยวทะเล อาบแดด  ตีกอล์ฟฯลฯ และผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนัง ดังนั้น ควรดูแลรักษาตนเองจากโรคผิวหนังในหน้าร้อน ด้วยการหลีกเลี่ยงการอยู่บริเวณที่มีแสงแดดเป็นเวลานานหากจำเป็นควรใส่เสื้อแขนยาว  กางร่มและใส่แว่นกันแดด ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด  ถ้าอยู่ในที่ร่มไม่ควรใส่เสื้อผ้าหนาและรัดเกินไปเพราะจะทำให้เกิดการอับชื้นเหงื่อ เกิดผดผื่นคันได้  ในหน้าร้อนควรสระผมบ่อยๆ เนื่องจากศีรษะที่อับชื้นเป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อราที่ศีรษะได้ หากต้องใส่รองเท้าที่ปกปิดมิดชิด ควรถอดออกบ้างเมื่อนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน หากเท้ามีเหงื่อออกมากให้หายาระงับไม่ให้เหงื่อออกมากเกินไป หรือโรยแป้งไว้ระหว่างนิ้วเท้าเพื่อขับเหงื่อ  ควรเปลี่ยนรองเท้าบ่อยๆ และนำไปผึ่งตากแดดเพื่อดับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรค สำหรับผู้ที่แพ้โลหะไม่ควรใส่เครื่องประดับที่ทำจากนิกเกิล เพราะเมื่อเหงื่อออกจะทำให้นิกเกิลละลายออกมา  ทำปฏิกิริยากับผิวหนัง  ทำให้ผิวหนังอักเสบหรือเกิดผื่นแพ้ หากมีเหงื่อออกมากควรอาบน้ำหรือใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด ฉะนั้น หากปฏิบัติตามคำแนะนำจะสามารถห่างไกลโรคผิวหนังที่มากับฤดูร้อนได้ ขอบคุณที่มาจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

5 เคล็ดลับ ทำความสะอาดห้องน้ำ แบบครบวงจร
แต่งห้องน้ำ

ห้องน้ำเป็นพื้นที่สำหรับชำระล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ของเรา หากห้องน้ำกลับกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อโรคเสียเอง แบบนี้คงไม่ดีแน่ วันนี้ decor.mthai.com มีวิธีทำความสะอาดของแต่ละพื้นที่ในห้องน้ำมาฝาก ได้แก่ อ่างล้างหน้า กระจกเงา ฝักบัว ก๊อกน้ำ และพื้นกระเบื้องค่ะ เคล็ดลับ ทำความสะอาด ห้องน้ำ กับวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม ซึ่งหาได้ง่ายจากของที่มีในบ้าน เช่น น้ำส้มสายชู ยาสีฟัน น้ำมะนาว แอลกอฮอล์ แอมโมเนีย เคล็ดลับ ทำความสะอาด ห้องน้ำ 1. อ่างล้างหน้า วิธีทำความสะอาดอ่างล้างหน้า ทำได้ด้วยการนำผ้าสะอาด ชุบกับน้ำส้มสายชูเล็กน้อย ถูให้ทั่วอ่าง แล้วล้างน้ำสบู่ซ้ำอีกครั้ง อ่างล่างหน้าก็จะสะอาดขึ้นทันตา แต่หากว่ามีคราบหินปูนเกาะหรือมีคราบสนิมรุกรานแล้ว ให้ใช้ แอมโมเนียผสมกับ น้ำมะนาวเล็กน้อย ถูบริเวณคราบ ไม่นานคราบหินปูนและสนิมก็จะหลุดออกไปจนหมด 2. กระจกเงา บีบยาสีฟันไว้บนกระจก แล้วหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดยาสีฟันให้กระจายทั่วพื้นผิว จากนั้นใช้ผ้าสะอาดเช็ดอีกครั้ง เท่านี้กระจกเงาหลอนๆ ก็จะเงาปิ๊งขึ้นมาทันที 3. ฝักบัว น้ำที่ออกมาจากฝักบัว ควรจะเป็นน้ำสะอาด ฉะนั้นเราควรทำความสะอาดฝักบัว โดยการแช่ส่วนหัวของฝักบัวลงในน้ำอุ่นผสมกับน้ำส้มสายชู ใส่หัวฝักบัวลงไปแล้วรัดปากถุงทิ้งไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้ง เท่านี้เราก็จะสบายใจได้แล้วว่า น้ำสะอาดที่ออกมานั้น จะไม่เปลี่ยนสภาพไป (ทำความสะอาดบ่อยๆ นะคะ) 4. ก๊อกน้ำ ก๊อกน้ำสเตนเลส สามารถทำความสะอาดส่วนที่เป็นโลหะด้วยผ้านุ่มหรือฟองน้ำ แต่แม้แต่หนังชามัวร์ที่คุณผู้ชายเอาไว้เช็ดรถก็ได้ค่ะ เพียงชุบน้ำส้มสายชูผสมแอลกอฮอล์หรือน้ำยาเช็ดกระจก ส่วนก๊อกน้ำชุดโครเมียม ให้ใช้ครีมขัดเงาหรือครีมขัดโลหะ ขัดแล้วใช้ผ้านุ่มๆ ถูให้เงางาม กรณีที่โครเมียมลอกหรือมีร่องรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ เราสามารถขจัดความหม่นมัวเหล่านี้ออกไปได้ง่าย เพียงใช้น้ำยาเคลือบเล็บชนิดใสแต้มไปเพื่อเพิ่มความเงา 5. พื้นกระเบื้อง สำหรับคราบสกปรกหรือคราบเชื้อราตามรอยปูนยาแนวขอบกระเบื้อง สามารถขจัดออกได้ง่ายๆ ด้วย น้ำยาซักผ้าขาว (ไฮยีน) โดยการนำสำลีชุดน้ำยาฟอกขาวให้ชุ่ม แล้วแปะไว้บนขอบกระเบื้องที่เป็นคราบ ทิ้งไว้ 1 คืน พอเช้ามาก็ผสมน้ำยาฟอกขาว 3/4 ถ้วย กับน้ำสะอาด 1 แกลลอน แล้วใช้ผ้า ฟองน้ำ แปรงสีฟัน ชุบน้ำยาดังกล่าว เช็ดรอยเปื้อน บนขอบกระเบื้อง (ควรสวมถุงมือยางและใส่เสื้อผ้าตัวเก่า เพื่อป้องกันน้ำยาฟอกขาวกระเด็นใส่) จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง. ที่มา myhome

8 วิธีง่ายๆ ดูแล สุขภาพเท้า ในช่วงหน้าฝน
สุขภาพเท้า /  หน้าฝน / 

   เท้าเหม็น (Pitted Karatolysis)  เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่น อาการสำคัญของโรคนี้ที่พบบ่อยสุดถึงร้อยละ 90 คือ เท้ามีกลิ่นเหม็น ส่วนอาการรองลงมาที่พบร้อยละ 70 คือ เวลาถอดถุงเท้าจะรู้สึกว่าถุงเท้าติดกับฝ่าเท้า ส่วนอาการคันนั้นพบได้น้อยคือ ร้อยละ 8    เชื้อราที่เท้า (Tinea Pedis) คำว่า Tinea Pedis หรือชาวบ้านรู้จักกันดีในชื่อ โรคน้ำกัดเท้าหรือฮ่องกงฟุต เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถก่อโรคที่ผิวหนังได้ โดยเฉพาะที่เท้า ซอกนิ้วเท้า และเล็บเท้า แม้บางครั้งโรคผิวหนังที่ว่าอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเชื้อราอย่างเดียว แต่เพราะมีเชื้อแบคทีเรียมาร่วมด้วย 8 วิธีง่ายๆ ดูแล สุขภาพเท้า ด้วยตัวเอง        คุณหมอสุมนัสให้คำแนะนำง่ายๆ ในการดูแล สุขภาพเท้า ด้วยตัวเอง และย้ำว่าควรเริ่มปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วันนี้ ดังนี้ 1. ล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ ประมาณ 10 นาที เวลาอาบน้ำ ทุกๆ วัน ซึ่งจะทำให้ผิวหนังนุ่ม แต่อย่าขัดหรือถู หรือแช่น้ำเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้ง 2. เช็ดเท้าให้แห้งสนิททุกครั้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้าต้องให้แห้งจริงๆ 3. สำหรับผู้มีกลิ่นเท้า หลังจากล้างเท้าสะอาดและเช็ดให้แห้งแล้ว ควรจะโรยแป้งทาตัวให้ทั่วเท้าและซอกเท้า รวมถึงอย่าใส่รองเท้าคับเกินไป ควรเลือกรองเท้าที่ใส่สบายและระบายอากาศได้ ถุงเท้าควรเป็นถุงเท้าผ้าฝ้ายจะดีกว่าถุงเท้าไนลอน 4. ถ้าผิวแห้ง ทาครีมที่ไม่มีน้ำหอมฉุน เพื่อให้ความชุ่มชื้น โดยทาบางๆ ให้ทั่วทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้า ห้ามทาครีมบริเวณซอกนิ้วเท้า เพราะอาจเกิดการหมักหมมของเชื้อราได้ 5.ถ้าเล็บยาวต้องตัดเล็บเท้าอย่างถูกวิธี โดยตัดตรงตามแนวขอบเล็บเท่านั้น ไม่ตัดเล็บเซาะเข้าไปด้านข้างหรือจมูกเล็บ และไม่ควรตัดเล็บให้สั้นเกินไป 6. ใส่รองเท้าให้เหมาะกับโรค ควรใส่รองเท้าที่เหมาะสมและถูกสุขลักษณะ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานควรใส่รองเท้าที่ทำจากวัสดุที่มีลักษณะนิ่มและมีแผ่นรองรับแรงกระแทกที่ฝ่าเท้า ไม่ควรใส่รองเท้าแตะชนิดที่มีสายรัดง่ามนิ้วเท้า 7. หมั่นตรวจเท้าด้วยตนเองเป็นประจำ สังเกตสีผิว กลิ่นเท้า อุณหภูมิของเท้า และอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น ปวดเท้า มีอาการชา บวม มีเม็ดพอง หรือคัน เป็นต้น โดยตรวจให้ทั่วทั้งฝ่าเท้า ส้นเท้า ซอกนิ้วเท้า และบริเวณเล็บเท้า หากพบความผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ 8. ออกกำลังกายเท้า เพื่อบริหารข้อเท้าและกล้ามเนื้อเท้าอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและ ที่มาจาก ชีวจิต

รู้ทัน โรคภูมิแพ้ เรื้อรัง โรคฮิตคนเมือง
Skin Test /  ฉีดวัคซีน / 

อาการคันตา คันจมูก น้ำมูกไหล ไปจนถึงหอบรุนแรง สาเหตุจาก โรคภูมิแพ้ ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตที่พบได้ทุกเพศ ทุกวัย จากสถิติแล้วมักพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยโรคภูมิแพ้หลักๆ ที่พบมีอยู่ 6 ประเภท คือ 1. ภูมิแพ้ทางระบบทางเดินหายใจ ซึ่งรวมถึง ภูมิแพ้ทางจมูก, ภูมิแพ้ทางตา, โรคหอบหืด, 2. ภูมิแพ้ทางผิวหนัง ได้แก่ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคผื่นแพ้สัมผัส โรคลมพิษ , 3. ภูมิแพ้อาหาร 4.ภูมิแพ้แมลงกัดต่อย 5. ภูมิแพ้ยา และ 6. การแพ้ชนิดรุนแรง ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โรงพยาบาลกรุงเทพ จึงได้จัดงาน “พิชิตโรคภูมิแพ้เรื้อรัง โรคฮิตของคนเมือง” เพื่อแนะวิธีปรับพฤติกรรม สร้างความเข้าใจ ตลอดจนการป้องกันและแนวทางรักษาโดยการฉีดวัคซีนโรคภูมิแพ้ที่แก้ถึงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แพทย์หญิงแพทย์หญิง เอวริน ลีเชวงวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้ ศูนย์ภูมิแพ้และหอบหืดกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ เปิดเผยว่า โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบมากขึ้นทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย โดยในปัจจุบันคาดการณ์ว่ามีคนไทยมากกว่า 18 ล้านคนเป็นโรคภูมิแพ้ ซึ่งในจำนวนนี้ กว่า 10 ล้านคนเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก โดย 20% พบในผู้ใหญ่ และ 40% พบในเด็ก ส่วนอีกกว่า 5 ล้านคนเป็นโรคหืด โดยโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้บางอย่าง และภูมิต้านทานผู้นั้นตอบสนองผิดไปจากคนทั่วไป ทำให้เกิดโรคและอาการต่าง ๆ ขึ้น เช่น คนทั่วไปที่สูดฝุ่นละอองภายในบ้าน ซึ่งมีไรฝุ่นจะไม่เกิดอาการผิดปกติ แต่ถ้าผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ไรฝุ่น สูดเอาฝุ่นละอองเข้าไปจะเกิดอาการน้ำมูกไหล คันจมูก คันตา หรือมีอาการหอบเกิดขึ้น ซึ่งการที่พบโรคภูมิแพ้ของระบบการหายใจเพิ่มขึ้นในประเทศไทยก็เพราะวิถีของคนไทยเปลี่ยนไป จากการอยู่อาศัยตามไร่นา พบปะกับเชื้อโรคในดิน คอกสัตว์ ทำให้ภูมิต้านทานแข็งแรงเปลี่ยนไปเป็นแบบตะวันตกมากขึ้น อยู่ในเมือง มีสุขอนามัยที่ดีทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ เพดานเตี้ย ใช้พรมซึ่งเป็นแหล่งสะสมไรฝุ่น เลี้ยงสุนัข แมวในบ้าน ทำให้พบปะกับสารก่อภูมิแพ้มากขึ้น ปัจจัยอื่นมาร่วมด้วย เช่น มลพิษในอากาศ ฝุ่นละอองตามถนน ควันจากท่อรถยนต์ และจากโรงงานอุตสาหกรรม และควันบุหรี่ ล้วนเป็นปัจจัยทำให้อุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้ในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น โรคภูมิแพ้มีสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ กรรมพันธุ์ ซึ่ง โรคภูมิแพ้ หลายโรคจะเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้ามีพันธุกรรม เช่น โรคหืด โรคแพ้อากาศ และผื่นภูมิแพ้ในเด็ก ยิ่งถ้ามีประวัติว่าทั้งพ่อและแม่เป็น จะยิ่งมีโอกาสมากกว่าพ่อหรือแม่เป็นฝ่ายเดียว โรคภูมิแพ้บางอย่าง สาเหตุจากพันธุกรรมไม่ค่อยเป็นปัจจัยสำคัญมากนัก เช่น ลมพิษ แพ้อาหาร แพ้ยา หรือแพ้จากการสัมผัส เช่น แพ้เครื่องประดับ แพ้เครื่องสำอาง เป็นต้น ปัจจัยที่ 2 คือ สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมาก เพราะสารก่อภูมิแพ้ที่จะเข้าร่างกายเราเกิดจากสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น ไม่ว่าสารก่อภูมิแพ้ที่เข้าร่างกายโดยการหายใจ หรือจากการรับประทาน หรือจากการสัมผัส สารก่อภูมิแพ้บางอย่างสังเกตได้ง่าย เช่น อาหาร หลังจากการรับประทานอาหารทะเล อาจเป็นลมพิษภายในเวลาครึ่งชั่วโมง หรือกินยาแล้วมีผื่นขึ้น ผู้ป่วยกวาดบ้าน เล่นกับแมว หรือสุนัขแล้วเกิดอาการจาม คัดจมูกหรือหอบ สารก่อภูมิแพ้บางอย่างสังเกตได้ยาก เพราะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น เกสรหรือเชื้อราในอากาศ หรือไรฝุ่นในบ้าน ซึ่งมีมากตามที่นอน หมอน โซฟา ห้องรับแขก พรม ฯลฯ นอกจากนี้สารระคายเคืองยังมีปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้นหรือมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น อากาศหนาว อากาศเปลี่ยน มลพิษในอากาศจากควันรถ ควันโรงงานอุตสาหกรรม ฝุ่นละอองตามท้องถนน ภายในบ้านหรือในสำนักงาน ก็มีควันบุหรี่ กลิ่นฉุนจากน้ำหอม สเปรย์ฉีดผม หรือน้ำยาทำความสะอาดเป็นตัวการสำคัญ แพทย์ชี้ว่า สารก่อภูมิแพ้ 5 อย่างที่พบบ่อย ได้แก่ ไรฝุ่น, แมลงสาบ เศษโปรตีนจากไรฝุ่นและแมลงสาบที่หลุดจากเปลือกหุ้มรอบตัว ลำตัว ขา น้ำลาย และอุจจาระ ล้วนเป็นสารก่อภูมิแพ้ เมื่อได้รับโปรตีนเหล่านี้เข้าไปจะทำให้อาการกำเริบได้ เกสรหญ้า เนื่องจากละอองเกสรมีขนาดเล็กมากจึงปลิวไปตามลมได้หลายกิโลเมตร และพบว่ามีทั่วไปในอากาศ เชื้อรา ซึ่งชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่เรียกว่า สปอร์ แพร่กระจายในอากาศ และเข้ามาในเยื่อบุทางเดินหายใจของผู้ที่แพ้ อาจทำให้เกิดโรคแพ้อากาศ หรือโรคหืดได้ และสัตว์เลี้ยงเช่น สุนัข แมว ซึ่งกระตุ้นจากการสัมผัส การสูดหายใจเอาขน หรือรังแคของสัตว์เหล่านี้เข้าไป หากมีอาการบ่งชี้ 3 ข้อคือ เป็นหวัด คัดจมูกเรื้อรัง นานกว่า 1เดือน ไอ หอบ หรือหายใจมีเสียง เรื้อรังนานกว่า 1เดือน หรือเป็นผื่นคันเรื้อรังนานกว่า 1เดือน ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย โดยแพทย์จะทำการทดสอบสารก่อภูมิแพ้ แบบ Skin Test ซึ่งเป็นการทดสอบทางผิวหนัง ว่ามีปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ตัวใด อันเป็นสาเหตุให้เกิดอาการแพ้ต่าง ๆ ซึ่งจะทดสอบตัวใดบ้างนั้นขึ้นอยู่กับแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามประวัติความเจ็บป่วย เพื่อให้ทราบว่า แพ้สารก่อภูมิแพ้ตัวไหน จะได้หลีกเลี่ยงและจัดการกับสิ่งแวดล้อม อันเป็นต้นเหตุของโรคภูมิแพ้และหอบหืดได้อย่างถูกต้อง ควบคู่ไปกับการรักษาทางยา การทดสอบสารก่อภูมิแพ้ แบบ Skin Test เป็นการทดสอบโดยแพทย์จะทำการหยดน้ำยาที่ต้องการจะทดสอบประมาณ 10-20 จุด ลงบนแขนด้านใน แล้วใช้ปลายเข็มสะกิดเพื่อให้น้ำยาซึมผ่านลงใต้ชั้นผิวหนัง ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที การสะกิดนั้นจะไม่มีบาดแผลใด ๆ หากมีการแพ้เกิดขึ้น บริเวณที่สะกิดจะบวมนูน-แดง-คัน คล้ายตุ่มยุงกัด จะมีโอกาสแพ้มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของตุ่มที่บวม เมื่อทราบสาเหตุของภูมิแพ้ แพทย์จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการให้ยากิน การปรับพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นภูมิแพ้ หรืออาจใช้วิธีการรักษาใหม่ ด้วยวัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้ รูปแบบการรักษาโรคภูมิแพ้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการภูมิแพ้ที่เป็น โดยขั้นต้นวินิจฉัยว่าถ้าผู้ป่วยมีอาการเป็นนานๆ ครั้ง ไม่รบกวนชีวิตประจำวัน สามารถรักษาได้โดยการกินยาแก้แพ้ ยาลดอาการคัดจมูกเฉพาะเวลาที่มีอาการ ขั้นที่ 2 มีอาการบ่อยขึ้นหรือเกือบทุกวัน ต้องกินยาบ่อยมาก จะให้รักษาโดยการใช้ยาพ่นจมูกที่มีสเตียรอยด์ร่วมด้วย หรือใช้น้ำเกลือล้างจมูกเสริม สามารถหยุดการใช้ยาเป็นช่วงๆ ได้ ขั้นที่ 3 คือมีอาการแบบไม่สามารถหยุดใช้ยาได้ ต้องใช้ยาเพื่อระงับอาการอยู่ตลอด ในคนไข้กลุ่มนี้ แพทย์จะพิจารณาการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ให้กับผู้ป่วย ซึ่งวัคซีนภูมิแพ้นั้น เป็นวิธีการรักษาโดยการฉีดสารที่ก่อภูมิแพ้เข้าใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการทนต่อสิ่งที่แพ้ได้ดีขึ้น โดยการเริ่มจากปริมาณวัคซีนขนาดน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยเพิ่มปริมาณวัคซีนทีละน้อย ซึ่งวิธีนี้ผู้ป่วยจะสามารถทนต่อสิ่งที่แพ้ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้เคียงคนปกติมากที่สุด ซึ่งโรคภูมิแพ้ที่เหมาะกับการฉีดวัคซีน เช่น เยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ มีอาการคันตา เคืองตา น้ำตาไหล ตาสู้แสงไม่ได้ โรคหอบหืดที่มีสาเหตุจากภูมิแพ้ที่สามารถควบคุมอาการของโรคได้ดีแล้ว โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง ฯลฯ โดยสารภูมิแพ้ที่ใช้ฉีดบ่อยๆ เช่น ไรฝุ่น, แมลงสาบ, เกสรหญ้า, ขนแมวและเชื้อรา การรักษาด้วยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ สามารถฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 4 ขวบขึ้นไป แพทย์ต้องทำ skin test เพื่อตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ในผู้ป่วยรายนั้นๆ และดูความรุนแรงของการแพ้ก่อน แล้วจึงฉีดสารก่อภูมิแพ้ที่ตรวจพบในผู้ป่วยรายนั้นๆ เข้าใต้ผิวหนัง บริเวณต้นแขน ในระยะ 6 เดือนแรก จะฉีดสัปดาห์ละครั้งโดยประมาณ สามารถฉีดคลาดเคลื่อนได้เล็กน้อย และจะปรับปริมาณวัคซีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และฉีดห่างขึ้นเป็น 2 สัปดาห์/ครั้ง, 3 สัปดาห์/ครั้ง และ 4 สัปดาห์/ครั้ง โดยแพทย์จะเพิ่มปริมาณวัคซีนมากขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยทนต่อสิ่งที่แพ้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ อาการภูมิแพ้ที่เคยเป็นจึงมีลดลง หรืออาจไม่แสดงอาการเลย ระยะเวลาที่ฉีดโดยประมาณ 3-5 ปี เพื่อให้ผลของการทนต่อสารภูมิแพ้ของผู้ป่วยอยู่ยาวนานต่อไปอีกหลายๆ ปี หลังจากหยุดฉีดวัคซีน ประสิทธิภาพของวัคซีนนั้น จะช่วยให้ผู้ป่วยทนต่อสารก่อภูมิแพ้ในสภาพแวดล้อมได้ดีมาก จนอาจไม่แสดงอาการเลย ไม่ต้องใช้ยา ซึ่งให้ผลลัพธ์สูงถึง 80-90% ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละราย นอกจากบางภาวะที่ร่างกายอ่อนเพลีย อดนอน หรือเจอกับสารก่อภูมิแพ้ที่มากกว่าในภาวะปกติ เช่น ในรายที่แพ้ไรฝุ่น แล้วทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ อาจเกิดอาการแพ้ขึ้นมาในช่วงสั้นๆ ก็ใช้ยาแก้แพ้ช่วยในช่วงระยะนั้น อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนภูมิแพ้มีโอกาสเกิดการแพ้ชนิดรุนแรงได้ ซึ่งอาการจะคล้ายกับคนที่แพ้อาหารหรือแพ้ยาฉีดชนิดรุนแรง มีอาการเช่น ผื่นคันลมพิษ คันคอ ไอ หายใจอึดอัด หอบ คันตา อาเจียน ปวดท้อง ซึ่งมักเกิดขึ้นภายใน ครึ่งถึง 1 ชั่วโมงหลังฉีดยา ดังนั้นหลังฉีดยา ผู้ป่วยควรนั่งพักรอดูอาการก่อน เพื่อให้แพทย์ทำการรักษาได้ถ้าเกิดอาการแพ้ขึ้น ถ้าผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำจะมีโอกาสของการเกิดแพ้ยาชนิดรุนแรงน้อยมาก และไม่ควรฉีดวัคซีนในขณะที่ร่างกายอ่อนเพลีย ป่วยหรืออดนอน หลังฉีดวัคซีน 2 ชั่วโมง ไม่ควรไปออกกำลังกายหนักๆ ในระหว่างที่ฉีดวัคซีนภูมิแพ้ ผู้ป่วยควรต้องจัดสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้มีสารก่อภูมิแพ้ให้น้อยลงเท่าที่จะทำได้ ใช้ผ้าปูที่นอนกันไรฝุ่น ดูแลทำความสะอาดอยู่เสมอ และควรออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แพทย์หญิงแพทย์หญิง เอวริน ลีเชวงวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรคภูมิแพ้ ศูนย์ภูมิแพ้และหอบหืดกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ

ยาไมเกรน ภัยร้ายใกล้ตัว ทำ ปลายมือ ปลายเท้าเน่า ต้องตัดทิ้ง แพทย์เตือนระวัง
ตัดมือ /  ตัดเท้า / 

ไมเกรน หรือโรคปวดศีรษะไมเกรน เป็นโรคที่พบได้บ่อยและรู้จักกันดีในคนทั่วไป ไมเกรนเป็นโรคปวดศีรษะที่เกิดจากสมองมีความไวมากกว่าปกติ เวลามีสิ่งกระตุ้น เช่น นอนน้อย, มีความเครียด, อากาศเปลี่ยน, เจอแสงแดด ก็จะทำให้ระบบสมองหลั่งสารเคมีบางชนิดออกมา ทำให้เกิดการอักเสบของเส้นเลือดและเส้นประสาท รวมทั้งทำให้เกิดการคลื่นไส้และอาเจียนอีกด้วย ประมาณการณ์ว่าคนไทยเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนมากถึง 8 ล้านคน ซึ่งส่วนมากมักจะซื้อ ยาไมเกรน มารับประทานเอง ยาที่นิยมรับประทาน เนื่องจากเป็นยาที่ราคาไม่แพงและสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา คือ “ยาเออโกทามีน” (Ergotamine) หรือที่เรารู้จักในชื่อการค้าว่า “คาเฟอร์กอต” (Cafergot®) เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า สารเออร์กอต (Ergot) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของตัวยาเออร์โกทามีนนั้น ถูกค้นพบครั้งแรกตั้งแต่สมัยกรีกและโรมัน โดยคนที่รับประทานธัญพืชหรือขนมปังที่มีการติดเชื้อราชนิดหนึ่งเข้าไป (Claviceps purpurea) แล้วเกิดอาการแสบร้อนและเกิดการเน่าที่ปลายมือ-ปลายเท้าจากการขาดเลือด ในปี คศ.1918 นักเคมี ชาวสวิสเซอร์แลนด์ สามารถสกัดตัวยาเออร์โกทามีนออกมาจากสารเออร์กอตได้เป็นผลสำเร็จ ในปี คศ.1925 ได้นำตัวยาเออร์โกทามีนมาใช้ในการรักษาไมเกรนได้เป็นผลดี จึงมีการใช้ยาเออร์โกทามีนมาใช้การรักษาไมเกรนอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตัวยาเออร์โกทามีน จะออกฤทธิ์ไม่จำเพาะเจาะจงในระบบประสาท โดยจะไปกระตุ้นตัวรับในสมองหลายชนิด ทำให้สารสื่อประสาทในสมอง เช่น สารซีโรโทนิน (serotonin), โดปามีน (dopamine), นอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) มีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งยังทำให้เส้นเลือดเกิดการหดตัว ประเทศไทย มีตัวยาเออร์โกทามีนจำหน่ายในท้องตลาดอยู่หลายยี่ห้อ อาทิเช่น คาเฟอร์กอต (Cafergot®), อะวาไมแกรน (Avamigran®) , เออร์โกเซีย (Ergosia®), โทฟาโก (Tofago), โพลีกอต-ซีเอฟ (Poligot-CF®), ดีแกรน (Degran®) โดยในเม็ดยานั้นจะประกอบไปด้วยตัวยาเออร์โกทามีน และคาเฟอีน เพื่อเพิ่มการดูดซึมยา ซึ่งจากผลของตัวยาเออร์โกทามีนเอง จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้-อาเจียนได้ ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้ยาชนิดนี้ในการรักษาผู้ที่มีอาการไมเกรนร่วมกับอาการคลื่นไส้-อาเจียน อาจทำให้ความดันโลหิตสูง จากฤทธิ์ที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ในกรณีที่ใช้ยามากกว่า 10 เม็ดต่อเดือน อาจทำให้อาการปวดไมเกรนเป็นมากขึ้นได้ เรียกว่า ปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด (Medication overuse headache) ผลกระทบจากยาอื่นๆ (drug interaction) เช่น ยาต้านเศร้า (Antidepressants), ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics), ยาฆ่าเชื้อรา (Antifungals), ยาต้านไวรัส HIV, ยารักษาโรคจิต (Antipsychotics) เมื่อรับประทานกลุ่มต่างๆเหล่านี้ ร่วมกับยาเออร์โกทามีน จะทำให้ระดับยาเออร์โกทามีนในร่างกายสูงขึ้นเป็นอย่างมาก จนเกิดเส้นเลือดหดตัวอย่างรุนแรง ทำให้ สมองขาดเลือด หัวใจขาดเลือด ปลายมือ - ปลายเท้าเน่า จากการขาดเลือดได้ และอาจถึงแก่ชีวิตได้ ข้อห้ามในการใช้ยาเออร์โกทามีน ห้ามใช้ในผู้ที่มีโรคเส้นเลือดตีบตัน หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อเส้นเลือดตีบตัน เช่น ผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมอง โรคเส้นเลือดหัวใจ โรคเส้นเลือดส่วนปลายผิดปกติ เนื่องจากตัวยามีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดเกิดการหดตัว ทำให้เส้นเลือดตีบตันที่เป็นอยู่เดิม เกิดการตีบตันมากขึ้น จนอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ห้ามใช้คู่กับยาแก้ปวดไมเกรน ชนิดทริปแทน (Triptans) เนื่องจากจะทำให้เส้นเลือดหดตัวอย่างรุนแรง ห้ามใช้ยาที่มีเออร์โกทามีน ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจทำให้แท้งบุตรได้ ห้ามใช้ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้ ห้ามใช้ในผู้ที่มีการทำงานของตับหรือไตผิดปกติ ในกรณีที่มี อาการปวดศีรษะไมเกรนไม่บ่อย (น้อยกว่า 2 ครั้งต่อเดือน) และไม่มีโรคประจำตัว หรือ ไม่ได้รับประทานยาชนิดอื่นๆอยู่ สามารถรับประทาน ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol), ยาลดการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs; Ibuprofen, Naproxen, Mefenamic acid, Diclofenac เป็นต้น), ยาเออร์โกทามีน, หรือ ยาในกลุ่มทริปแทนได้ การใช้ ยาเออร์โกทามีน อย่างถูกต้องนั้น แนะนำให้ใช้ “เฉพาะเวลาปวดศีรษะไมเกรน” เท่านั้น การรับประทานติดต่อกันทุกวันเป็นการใช้ยาที่ผิด ยาชนิดนี้ไม่ควรรับประทานเกิน 3 เม็ดต่อสัปดาห์ หรือทานต่อเนื่องมากกว่า 3 วัน เนื่องจากการรับประทานยาที่มากเกินไปนั้น นอกจากจะเกิดผลข้างเคียงจากตัวยาแล้วยังทำให้เกิดอาการปวดศีรษะมากขึ้น ถ้าอาการปวดศีรษะยังไม่หายหลังจากทานยา ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนจริงหรือไม่ รวมทั้งให้การรักษาอย่างเหมาะสม ในกรณีมี อาการปวดศีรษะไมเกรนบ่อย (มากกว่า 2 ครั้งต่อเดือนหรือปวดรุนแรง) ควรได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจมีความจำเป็นต้องได้รับ “ยาป้องกันไมเกรน” เพื่อควบคุมความรุนแรงของอาการปวดศีรษะไมเกรน รวมทั้งยังทำให้ตอบสนองต่อยาแก้ปวดได้ดีมากขึ้น ข้อมูลโดย เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ

มาทำความรู้จัก โรคร้าย เพื่อป้องกันไม่ให้เดินทางมาหาเรากันเถอะ!!
ป้องกันโรค /  สุขภาพ / 

โรคร้าย คือสิ่งที่ทำให้ร่างกายหรือจิตใจของมนุษย์เกิดความผิดปกติหรือบกพร่อง จนทำให้เกิดความเจ็บปวด ความพิการ หรือบางครั้งอาจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และถ้าพูดถึง โรคร้าย คงไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นกับตัวเอง และผู้คนรอบข้างที่เรารักแน่นอน แต่การที่จะป้องกันตัวจากโรคร้ายได้นั้น เราต้องเริ่มจากการทำความรู้จักสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคร้ายให้ได้ซะก่อน จะได้รู้จักการวิธีการดูแลและป้องกันร่างกายได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที 1. โรคร้ายที่มีสาเหตุมาจากสารเคมีเป็นพิษ ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นสารเคมีแล้ว ก็คงเป็นสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายแน่นอน สารพิษที่เกิดจากเชื้อราอะฟลาท็อกซิน กรดไฮโดรไซยานิก ยาฆ่าแมลง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสารเคมีเป็นพิษที่ตกค้างอยู่ในอาหารที่เรากินเข้าไป ทำให้ร่างกายได้รับสารพิษจนเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคร้ายได้ 2. โรคร้ายที่มีสาเหตุจากอาหาร มีหลายคนเคยพูดเอาไว้ว่า You’re what You eat. หรือ “คนเราจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่เรากินเข้าไป” มนุษย์เราทานอาหารเกือบทุกชนิดในโลก แต่สิ่งที่เราทานไปแต่ละอย่างนั้นจะมีผลอย่างไรต่อร่างกายบ้าง หรือแม้แต่อาหารที่มีส่วนประกอบครบถ้วน แต่ถ้าได้รับมากเกินไป หรือไม่สามารถนำสารอาหารไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ ก็ถือว่าเป็นอาหารที่ขาดคุณภาพ สามารถนำพาร่างกายไปสู่โรคร้ายได้เช่นกัน 3. โรคร้ายที่มีสาเหตุมาจากเชื้อจุลินทรีย์ เชื้อจุลินทรีย์เป็นอีกหนึ่งตัวการร้ายที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ซึ่งเราสามารถแบ่งเชื้อจุลินทรีย์ได้ดังนี้ - แบคทีเรีย : เชื้อจุลินทรีย์ขนาดเล็กมาก มีรูปร่างแตกต่างกันไป แบคทีเรียเป็นจุลินทรีย์ที่ทั้งให้โทษและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะสามารถช่วยขจัดสิ่งสกปรกออจากลำไส้ได้ - โปรโตซัว : เชื้อจุลินทรีย์ลักษณะคล้ายแบคทีเรีย แต่มีขนาดเล็กกว่า มีเชื้อโปรโตซัวหลายชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคร้ายของมนุษย์ - ไวรัส : เชื้อจุลินทรีย์ขนาดเล็กที่สุดในบรรดาเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมด และมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากชนิดอื่น นั่นคือมันสามารถมีชีวิตอยู่ในเซลล์และเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนได้จากภายในเซลล์ ด้วยเหตุนี้จึงสาเหตุให้เชื้อไวรัสมีอันตรายต่อชีวิตของมนุษย์ และมีความรุนแรงมากกว่าเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ 4. โรคร้ายที่มีสาเหตุมาจากพยาธิ พยาธิที่อยู่ภายในร่างกายของคนเรา คือสิ่งที่คอยรบกวนอวัยวะต่างๆ ทั้ง กระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับ ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิ์ภาพ หรือแม้แต่พยาธิที่อยู่นอกร่างกาย ประเภท เห็บ เหา ไร แมลง ก็มีพยาธิที่สามารถนำพาเชื้อแบคทีเรียและไวรัสมาสู่ร่างกายมนุษย์ได้ดีมากๆเช่นกัน 5. โรคร้ายที่มีสาเหตุจากสิ่งที่ไม่ทราบสาเหตุแน่นอน ยังมีโรคร้ายอีกหลายโรค ที่เรายังไม่สามารถระบุ ที่มาหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคได้อย่างชัดเจน เช่น เนื้องอก เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะเป็นโรคไหนก็ล้วนแล้วแต่เกิดมาจากการใช้ชีวิตของตัวเราทั้งสิ้น ขอบคุณข้อมูลจาก คู่มือสุขภาพต้าน 13 โรคฮิต ดาวน์โหลดอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://www.mbookstore.com บทความนี้ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ได้บนเว็บไซต์ Health.mthai.com เท่านั้น

ชัวร์สุด! ล้างผักผลไม้ ด้วยน้ำไหลผ่าน 2 นาที ลดสารเคมีตกค้างได้ถึง 92 %
ล้างผลไม้ /  ล้างผัก / 

สธ. แนะล้างผักผลไม้ด้วยวิธี ลอกเปลือกทิ้ง แช่น้ำ 10-15 นาที และล้างด้วยน้ำไหลผ่าน 2 นาที ชี้ลดสารเคมีได้ถึง 92 เปอร์เซ็นต์ กระทรวงสาธารณสุข แนะประชาชนเลือกบริโภคผักผลไม้พื้นบ้านที่มีตามฤดูกาล ช่วยลดความเสี่ยงสารเคมีตกค้างอันตราย หากไม่มั่นใจแนะนำวิธีล้างผักผลไม้ง่ายๆ สะดวก ประหยัด ด้วยการลอกเปลือกทิ้ง แช่น้ำ 10-15 นาที และล้างด้วยน้ำไหลผ่าน 2 นาที ชี้ช่วยลดสารเคมีที่เกาะติดตามผิวผักผลไม้ได้มากที่สุดถึง 92 เปอร์เซ็นต์ ข้อแนะนำในการเลือกซื้อผักสดที่สะอาด ปลอดภัย มีดังนี้ 1.เลือกซื้อผักสดที่สะอาด ไม่มีคราบดินหรือคราบขาวของสารพิษกำจัดศัตรูพืช หรือเชื้อรา หรือกลิ่นฉุนผิดปกติ เลือกที่มีรูพรุนเป็นรอยกัดของหนอนแมลงอยู่บ้าง 2.เลือกซื้อผักสดอนามัยหรือผักกางมุ้งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือแหล่งเพาะปลูกที่เชื่อถือได้อื่นๆ และสับเปลี่ยนแหล่งซื้ออยู่เสมอ 3.เลือกกินผักตามฤดูกาล เนื่องจากผักที่ปลูกได้ตามฤดูกาลจะมีโอกาส เจริญเติบโตได้ดีกว่านอกฤดูกาล ทำให้ลดการใช้สารเคมีและปุ๋ยลง 4.เลือกกินผักพื้นบ้าน เช่น ผักแว่น ผักหวาน ผักติ้ว ผักกระโดน ใบย่านาง ใบเหลียง ใบยอ ผัก กระถิน ยอดแค หรือผักที่สามารถปลูกได้เองง่ายๆ และ 5.ไม่กินผักชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นประจำ ควรกินให้หลากหลายชนิดสับเปลี่ยนกัน เพื่อได้รับประโยชน์ทางด้านโภชนาการ และหลีกเลี่ยงการรับพิษสะสม ทั้งนี้ หากไม่แน่ใจว่าผักสดและผลไม้ที่ซื้อมาบริโภคปลอดภัยจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนอื่นๆ หรือไม่ การล้างผักสดและผลไม้ที่ถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดปริมาณการปนเปื้อนลงได้ วิธีที่ง่ายๆ สะดวก ประหยัดและเป็นวิธีการที่แนะนำได้แก่ การลอกเปลือกทิ้ง แช่น้ำ 10-15 นาที และล้างด้วยน้ำไหลผ่าน 2 นาที ซึ่งการศึกษาของกรมวิชาการเกษตร ระบุสามารถลดสารเคมีที่เกาะติดตามผิวผักผลไม้ได้มากที่สุดถึงร้อยละ 92 นอกจากนี้ ยังมีวิธีใช้สารละลายอื่นๆ ในการล้าง ได้แก่ 1.ใช้น้ำเกลือ ใช้เกลือ 2 ช้อนโต๊ะพูนต่อน้ำ 4 ลิตร 2.ใช้น้ำปูนคลอรีน โดยผสมผงปูนคลอรีน 1/2 ช้อนชาในน้ำ 1 แก้ว คนให้เข้ากันทิ้งไว้ให้ตกตะกอน รินเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำใสผสมน้ำสะอาด 20 ลิตร 3.ใช้น้ำส้มสายชู 1/2 ถ้วยต่อน้ำ 4 ลิตร 4.ใช้น้ำโซดา นำโซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร 5.ใช้น้ำยาล้างผัก ตามวิธีที่ผู้ผลิตแนะนำ แล้วจึงนำผักสดมาล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ส่วนผักที่มีลักษณะเป็นหัว ผล หรือผลไม้ที่กินทั้งเปลือก เช่น องุ่น ล้างด้วยน้ำผสมด่างทับทิม 10-20 เกล็ด ผสมน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ และหยดสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 20 หยด แช่นาน 5 นาที โดยใช้มือถูตามผิวของผล แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีก 1-2 ครั้ง ซึ่งวิธีการล้างต่างๆ เหล่านี้มีประสิทธิภาพในการลดสารเคมีกลุ่มที่ไม่ดูดซึม ได้แก่ เมทธิลพาราไธออน มาลาไธออน ได้ตั้งแต่ร้อยละ 6-92 ที่มาข่าวโดย สำนักสารนิเทศ

น้ำมูก ของคุณเป็นสีอะไร
infographic /  ติดเชื้อ / 

น้ำมูก ทำหน้าที่จับกับสิ่งต่างๆ ที่ปนมากับลมหายใจ เช่น สารก่อภูมิแพ้ และเชื้อโรค นอกจากนี้ในน้ำมูกยังมีสารต่อต้านเชื้อโรคอีกด้วย คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกับน้ำมูกหรือเสมหะมากนัก แต่เชื่อหรือไม่ว่าสีของน้ำมูกหรือเสมหะสามารถบ่งบอกถึงปัญหาเกี่ยวกับจมูกได้ ตัวอย่างเช่น น้ำมูกสีใสอาจหมายถึงเยื่อบุจมูกอักเสบ น้ำมูก สีเหลืองอาจหมายถึงการติดเชื้อแบคทีเรียในโพรงจมูกหรือไซนัส  น้ำมูกสีเทาอาจบ่งชี้ว่าในจมูกของคุณมีริดสีดวงจมูก เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามการสังเกตสีของน้ำมูกหรือเสมหะ เพราะสีของน้ำมูกอาจบ่งบอกถึงโรคหรือพยาธิสภาพที่ซ่อนอยู่ในโพรงจมูกหรือไซนัสของคุณได้ แต่ถ้าจะให้แน่ใจควรไปปรึกษาแพทย์ น้ำมูก มาจากไหน ทางเดินหายใจและทางเดินอาหารของมนุษย์เรามีเยื่อบุทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร ซึ่งมีต่อมสร้างน้ำมูก เมือก หรือเสมหะ ไม่ว่าจะเป็นจมูก ไซนัส โพรงหลังจมูก ช่องปาก ช่องคอ กล่องเสียง หลอดลม ซึ่งน้ำมูก เมือก หรือเสมหะ ทำหน้าที่ป้องกันอวัยวะภายใต้เยื่อบุจากสารพิษหรือสารระคายเคืองต่างๆ ทำให้อวัยวะดังกล่าวชื้นตลอดเวลา ถ้าเยื่อบุที่คลุมอวัยวะดังกล่าวแห้งจะทำให้อัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงขึ้น นอกจากนี้ ในน้ำมูกหรือเมือกยังมีสารต่อต้านเชื้อโรคด้วย เช่น แอนติบอดี เอนไซม์ เป็นต้น ทราบหรือไม่ว่าร่างกายมนุษย์เราสามารถผลิต น้ำมูกหรือเมือกได้มากถึง 2 ลิตรต่อวัน ส่วนใหญ่เราไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกับน้ำมูกมากนักจนกระทั่งเรามีปัญหาเรื่องน้ำมูกไหลมาจากจมูกหรือไหลลงคอ ซึ่งเราอาจจะสั่งน้ำมูกออกมา หรือสูดลงคอแล้วขากออกเป็นเสมหะแล้วบ้วนทิ้ง หรือไม่มีที่ให้บ้วนอาจต้องจำใจกลืนลงไป แล้วคุณเคยสังเกตสีน้ำมูกหรือเสมหะที่บ้วนออกมาหรือไม่ว่ามีสีอะไร ซึ่งสีของน้ำมูกหรือเสมหะอาจบ่งบอกถึงปัญหาเกี่ยวกับจมูกของคุณได้ สีใส น้ำมูกหรือเสมหะที่ใสมักประกอบด้วยน้ำ แอนติบอดีที่ต่อต้านเชื้อโรค เกลือ และโปรตีน ส่วนใหญ่มักจะไหลลงคอ และเรามักจะกลืนลงไปในกระเพาะอาหาร ซึ่งสาเหตุเกิดจากหวัด (เยื่อบุจมูกอักเสบ) หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ หรืออาจเกิดจากโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ไวรัสมากระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุจมูก ทำให้มีน้ำมูกใสๆ ไหลออกมาหรือไหลลงคอได้ สารก่อภูมิแพ้ก็เช่นเดียวกัน สามารถกระตุ้นเยื่อบุจมูกของผู้ป่วยที่เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ทำให้มีการหลั่งของฮิสทามีน (Histamine) ออกมา ซึ่งฮิสทามีนสามารถกระตุ้นต่อมสร้างน้ำมูกในเยื่อบุจมูกให้ผลิตน้ำมูกใสๆ ออกมาได้ การให้ยาต้านฮิสทามีนและการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือสามารถบรรเทาอาการน้ำมูกที่ไหลออกมาหรือไหลลงคอได้ สีขาว การที่น้ำมูกไหลออกมามีลักษณะหนา เหนียว และขาวขุ่น อาจเนื่องมาจากการที่น้ำมูกถูกขังอยู่ในโพรงจมูกเป็นระยะเวลานานจากเยื่อบุจมูกที่บวม นอกจากนั้นการที่เรารับประทานผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับนมมากเกินไปอาจทำให้น้ำมูกที่ออกมาหรือไหลลงคอมีสีขาวขุ่นได้เนื่องจากไขมันในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมสามารถทำให้น้ำมูกสูญเสียความชุ่มชื้น ทำให้น้ำมูกหรือเสมหะมีลักษณะหนา เหนียว และมีสีขาวขุ่นตามมาได้ สีเหลือง ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรียในโพรงจมูกหรือไซนัส ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราจะส่งเซลล์ที่ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย เช่น เซลล์เม็ดเลือดขาว ออกมาทำลายเชื้อแบคทีเรีย ทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาวและเชื้อแบคทีเรียที่ ตายแล้ว รวมทั้งเมือกและหนองต่างๆ จะรวมตัวกัน ทำให้น้ำมูกมีสีเหลืองได้ นอกจากนั้นการที่น้ำมูกค้างอยู่ในโพรงจมูกเป็นระยะเวลานานมากๆ เช่น ทั้งช่วงกลางคืน อาจทำให้น้ำมูกมีสีเหลืองได้เวลาตื่นมาตอนเช้าโดยที่ไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่ในกรณีนี้น้ำมูกมักจะมีสีเหลืองเวลาตื่นนอนตอนเช้า แต่ในช่วงเวลาอื่นๆของวัน น้ำมูกจะมีสีใส สีเทา น้ำมูกที่มีสีเทาอาจบ่งบอกว่าในจมูกของคุณมีริดสีดวงจมูก (Nasal polyp) ริดสีดวงจมูกเกิดจากเยื่อบุจมูกหรือไซนัสที่บวมออกมาเป็นก้อนในโพรงจมูก หรือไซนัส ซึ่งไม่ใช่เนื้องอกร้ายแต่อย่างใด มักเกิดจากการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุจมูก ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้  โรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง โรคหืด หรือภาวะแพ้ยาแอสไพริน โรคไซนัสอักเสบจากเชื้อราสามารถทำให้น้ำมูกหรือเสมหะมีสีเทาได้ ซึ่งมักเกิดจากสปอร์ของเชื้อรามาเกาะที่ผิว เยื่อบุจมูกและเจริญเติบโตมากขึ้น มักมีสาเหตุมาจากการบาดเจ็บของเยื่อบุจมูกเรื้อรัง หรือภูมิต้านทานของร่างกายลดน้อยลง สีเขียว แสดงถึงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกำลังทำงานต่อต้านเชื้อแบคทีเรียเหมือนกับการที่น้ำมูกมีสีเหลือง สีเขียวเกิดจากเอนไซม์ ซึ่งสร้างโดยเม็ดเลือดขาว น้ำมูกที่มีสีเขียวมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียภายในโพรงจมูกหรือไซนัส (ไซนัสอักเสบ) สีแดง มักเกิดจากมีเส้นเลือดในโพรงจมูกแตกแล้วปนมา กับน้ำมูก ซึ่งเส้นเลือดที่แตกอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การระคายเคือง หรือบาดเจ็บบริเวณจมูก การอักเสบในโพรงจมูก เนื้องอก โรคของหลอดเลือดชนิดต่างๆ หรือแม้แต่การที่เยื่อบุจมูกแห้ง ทำให้เส้นเลือดในเยื่อบุโพรงจมูกอยู่ชิดกับผิวมากขึ้น มีการแตกของเส้นเลือดได้ง่าย ในกรณีที่น้ำมูกมีสีแดงโดยเฉพาะออกจากจมูกเพียงข้างใดข้างหนึ่งควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด สาเหตุของจมูกแห้ง ได้แก่ ดื่มน้ำน้อย อยู่ในห้องแอร์ ซึ่งมักจะทำให้เราต้องสัมผัสกับอากาศที่เย็นและแห้งเป็นประจำ หรือเปิดพัดลมเป่าจ่อที่หน้าหรือจมูกเป็นระยะเวลานาน หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีอากาศเย็นหรือหนาวจัด อาจต้องพ่น น้ำเกลือเข้าในโพรงจมูกบ่อยๆ หรือใช้เครื่องปรับอากาศให้อุ่นและชื้นขึ้น (Humidifier) สีดำ การที่น้ำมูกมีสีดำมักพบในผู้ที่สูบบุหรี่หรือสูดยานัตถุ์ ใช้ยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย หรือผู้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะทางอากาศมาก หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อราของโพรงจมูกหรือไซนัส ดังนั้นครั้งหน้าที่คุณสั่งน้ำมูกหรือขากเสมหะ อย่าลืมดูสีของน้ำมูกหรือเสมหะด้วยนะครับ เพราะสีของน้ำมูกอาจบ่งบอกถึงโรค หรือพยาธิสภาพที่ซ่อนอยู่ในโพรงจมูกหรือไซนัสคุณได้ แต่ถ้าจะให้แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องครับ ที่มาบทความจาก : รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน http://www.healthtoday.net

อาลัย!! 4 คนบันเทิงผู้ยิ่งใหญ่ “มิตร-พุ่มพวง-บิ๊ก-ปอ”
ปอ ทฤษฎี /  ข่าวปอ ทฤษฎี ล่าสุด / 

เป็นสัจธรรมที่ว่ามีเกิดขึ้นก็ต้องมีดับไป และการสูญเสียที่เกิดขึ้นแก่คนในวงการบันเทิงที่ผ่านมาก็มีไม่น้อย แม้ตัวจะจากไปแล้วแต่พวกเขาได้สร้างความดี ความประทับใจ เป็นคนบันเทิงผู้ยิ่งใหญ่ และยังคงอยู่ในใจเสมอ!!! ฮีโร่แห่งตำนาน “มิตร ชัยบัญชา” มิตร ชัยบัญชา เป็นตำนานที่น่าจดจำสำหรับฮีโร่วีระบุรุษชุดดำขวัญใจมหาชน ซึ่งโด่งดังในบทของ อินทรีแดง มิตร ชัยบัญชา เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงไทยช่วงปลายปี 2499 และเป็นพระเอกภาพยนตร์ไทยในช่วง พ.ศ.2500 – 2513 รวมผลงานในขณะนั้น 266 เรื่องจากทั้งสิ้น 300 กว่าเรื่อง ซึ่ง มิตร ชัยบัญชา มีผลงานการแสดงที่โดดเด่นมากและหลากหลายทุกแนว ไม่ว่าจะเป็นบทบู๊ รัก ตลก หรือ ดราม่า เขาทำได้หมด มิตร ชัยบัญชา ภาพยนตร์อินทรีแดง เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2513 มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตขณะถ่ายทำฉากโหนบันไดเชือกเฮลิคอปเตอร์ซึ่งเป็นฉากสุดท้ายจากภาพยนตร์เรื่อง อินทรีทอง ในภาพยนตร์ชุด อินทรีแดง เรื่องที่ 6 ที่ มิตร ชัยบัญชา แสดงในบท โรม ฤทธิไกร หรือ อินทรีแดง โดยเขาตกลงว่าจะแสดงฉากนี้ด้วยตัวเอง แต่ด้วยความผิดพลาดทางเทคนิคและแรงกระตุกของเครื่องบิน ทำให้เขาไม่ได้เหยียบบนบันได ต้องโหนตัวอยู่เป็นเวลานาน และได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการใช้ข้อมือซ้ายเกี่ยวพันกับบันไดลิง แต่เชือกบากข้ดมือจนเกือบขาด เขาจึงตัดสินใจแกะเชือกที่รัดข้อมือแล้วปล่อยตัวลงมา โดยตั้งใจว่าจะลงสู่บึง แต่ด้วยแรงลมทำให้เขาตกลงมากระแทกพื้นตรงจอมปลวก จากความสูง 300 ฟุต เสียชีวิตทันที มิตร ชัยบัญชา ภาพยนตร์อินทรีทอง ศพของ มิตร ชัยบัญชา ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดแคนางเลิ้ง หลังจากครบ 100 วัน มีการพระราชทานเพลิงศพโดยได้ย้ายจากวัดแคนางเลิ้งไปวัดเทพศิรินทร์ มีประชาชนหลั่งไหลไปร่วมงานกว่า 3 แสนคนมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ และได้มีการตั้งศาลบริเวณ หาดจอมเทียน พัทยาใต้ สถานที่ที่ มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิต และได้มีการปรับปรุงสร้างรูปหล่อของ มิตร ชัยบัญชา ในชุดอินทรีทอง ไว้ที่ศาลด้วย หลังจากนั้นช่วง พ.ศ.2549 – 2550 มีการรวมใจสร้างอนุสรณ์สถานมิตร ชัยบัญชา พร้อมหุ่นไฟเบอร์กลาส ที่บ้านไสค้าน จ.เพชรบุรี บ้านเดิมของ มิตร ชัยบัญชา ฮีโร่ในตำนานด้วย มิตร ชัยบัญชา มิตร ชัยบัญชา โปสเตอร์ภาพยนตร์ มิตร ชัยบัญชา ราชินีลูกทุ่ง “พุ่มพวง ดวงจันทร์” พุ่มพวง ดวงจันทร์ พุ่มพวง ดวงจันทร์ หรือ ผึ้ง นักร้องเพลงลูกทุ่ง เจ้าของฉายา ราชินีลูกทุ่ง ผู้มีน้ำเสียงไพเราะ โดดเด่น จำเนื้อเพลงได้โดยที่เธอไม่รู้หนังสือ และยังเป็นแม่แบบให้กับนักร้องรุ่นหลัง แม้จะไม่ได้เรียนและอ่านหนังสือไม่ออก แต่ความจำดีเยี่ยม เริ่มหัดร้องเพลงและเข้าประกวดตามงานต่างๆ ตั้งแต่อายุ 8 ปี โดยใช้ชื่อว่า น้ำผึ้ง ณ ไร่อ้อย พุ่มพวง ดวงจันทร์ เมื่อไวพจน์ เพชรสุพรรณ นำวงดนตรีมาแสดงที่วัดทับกระดาน และได้เห็นความสามารถของผึ้งจึงรับเป็นบุตรบุญธรรมและพาไปอยู่กรุงเทพฯ ก่อนที่จะแต่งเพลงและอัดแผ่นเสียงชุดแรกให้ ชื่อเพลง แก้วรอพี่ เพลงแต่งแก้กับเพลง แก้วจ๋า โดยใช้ชื่อในการร้องเพลงว่า น้ำผึ้ง เมืองสุพรรณ และได้แยกออกจากวงดนตรีของไวพจน์ ไปอยู่วงดนตรีอื่นๆ ในเวลาต่อมา ครูเพลงลูกทุ่งชื่อดัง มนต์ เมืองเหนือ รับเป็นลูกศิษย์ และเปลี่ยนชื่อให้เป็น "พุ่มพวง ดวงจันทร์" ได้รับบันทึกเสียง และได้ตั้งวงดนตรีเป็นของตนเองมีเพลงดังมากมาย อาทิ หนูไม่รู้, หนูไม่เอา, ตั๊กแตนผูกโบว์ ฯลฯ และมีงานภาพยนตร์หลายเรื่อง พุ่มพวง ดวงจันทร์ พุ่มพวงได้รับรางวัลพระราชทานเสาอากาศทองคำพระราชทาน จากสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ ในปี พ.ศ.2521 จากเพลง “อกสาวเหนือสะอื้น” นอกจากนี้ ยังได้เป็นผู้ร้องเพลง "ส้มตำ" พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ช่วงบั้นปลายของชีวิต พุ่มพวง ดวงจันทร์ ป่วยเป็นโรตไตขั้นรุนแรง จนต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลหลายแห่ง ขณะเดียวกันก็มีกระแสข่าวทะเลาะกับสามี ไกรสร แสงอนันท์ กระทั่ง พุ่มพวง ย้ายตัวมารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช พบว่าเธอป่วยด้วยโรคเอสแอลอี หรือ โรคแพ้ภูมิตัวเอง อาการขั้นรุนแรง ลุกลามถึงไต ในเวลาต่อมาแพทย์เจ้าของไข้ได้เปิดเผยว่าอาการของพุ่มพวงดีขึ้น แต่ทางด้านญาติของพุ่มพวงมีความเห็นว่าควรรักษาด้วยไสยศาสตร์ จึงพาพุ่มพวงไปรักษาด้วยวิธีทางไสยศาสตร์ที่ จ.พิษณุโลก หลังจากกราบไหว้พระพุทธชินราช พุ่มพวงก็เกิดอาการช็อกและหมดสติ ญาตินำส่งโรงพยาบาลพุทธชินราช กระทั่งถึงแก่กรรมอย่างสงบในวันที่ 13 มิ.ย.2535 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ได้มีการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ที่วัดทับกระดาน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2535 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธี นอกจากนี้ยังมีการสร้างหุ่นพุ่มพวง ตั้งอยู่ในศาลาริมสระน้ำ วัดทับกระดาน ซึ่งมีการจัดงานรำลึกถึงพุ่มพวงทุกปี ช่วง 13-15 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของเธอ และได้มีการนำชีวิตของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ มาสร้างเป็นละครและภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง พุ่มพวง ดวงจันทร์ หุ่นขี้ผึ้ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ “บิ๊ก ดีทูบี” บอยแบนด์ขวัญใจวัยรุ่น บิ๊ก ดีทูบี บิ๊ก อภิเชษฐ์ กิตติกรเจริญ หนึ่งหนุ่มบอยแบนด์ในสมาชิกวงดีทูบี ค่าย อาร์เอสฯ เข้าสู่วงการด้วยการประกวดร้องเพลงโครงการ Panasonic Star Challange และมีผลงานถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณาตามลำดับก่อนจะมาเป็นสมาชิกวงดีทูบี ขณะที่วงดีทูบี กำลังโด่งดังถึงขีดสุด บิ๊กเกิดประสบอุบัติเหตุขับรถยนต์ส่วนตัวตกคูน้ำย่านศรีนครินทร์ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ซึ่งบิ๊กมีอาการน้ำคำท่วมปอด แต่การรักษาเป็นไปได้ด้วยดี บิ๊กสามารถทักทายแฟนเพลงได้อีกครั้งด้วยการชูสองนิ้วสู้ตาย พร้อมการเขียนเป็นตัวอักษรบอกแฟนๆ ว่า "ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงครับเจอกันแน่นอนครับ" ก่อนที่บิ๊กจะอาการโคม่า บิ๊ก ดีทูบี แพทย์ตรวจพบเชื้อรา Scedosporium ในสมอง ซึ่งโอกาสรอดชีวิตมีเพียง 0.01% เท่านั้น และได้เปลี่ยนชื่อเป็น ปาณรวัฐ ซึ่งเป็นชื่อขอพระราชทานจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช มีความหมายว่า "ผู้มีชีวิตอยู่ตามคำขอ" เพื่อเป็นศิริมงคล บิ๊ก ดีทูบี ภายหลังการรักษาด้วยวัคซีนเฉพาะโรคและได้รับกำลังใจอย่างมากมาย บิ๊กรอดชีวิตและออกจากห้องไอซียูในเวลาต่อมา แต่กลายเป็นเจ้าชายนิทราซึ่งสร้างความเศร้าโศกแก่แฟนเพลงเป็นอย่างมาก บรรดาแฟนคลับต่างทั้งสวดมนต์ พับนกกระเรียน และทำทุกวิถีทางที่จะช่วยให้บิ๊กกลับมา แต่เบื้องหลังการดูแลบิ๊กทั้งหมดก็คือ นายอุดมและนางยุพา กิตติกรเจริญ คุณพ่อคุณแม่ของ บิ๊ก ที่อยู่เคียงข้างลูกชายเสมอ บิ๊ก ดีทูบี สุดท้าย บิ๊ก ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2550 ด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือดทางปอดที่โรงพยาบาลศิริราช หลังเป็นเจ้าชายนิทราจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ถึง 4 ปี ด้วยวัยเพียง 25 ปีเท่านั้น ในช่วงที่เขาโด่งดังถึงสุดขีด บีม - แดน - บิ๊ก วงดีทูบี บีม - แดน - บิ๊ก วงดีทูบี "ปอ ทฤษฎี" พระเอกนิสัยดีตลอดกาล ปอ ทฤษฎี ปอ ทฤษฎี สหวงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2523 เป็นชาว จ.บุรีรัมย์ เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการเป็นนายแบบโฆษณา กระทั่งได้รับรางวัลสุดยอดหนุ่มคลีโอ ปี 2004 ทางบางกอกดราม่า ค่ายละครของช่อง 3 เห็นแววจึงเรียกเข้าไปแคสงาน หลังจากผ่านการแคสติ้งได้เข้าเรียนการแสดงกับช่อง 3 และได้เล่นละครเรื่อง “ลิขสิทธิ์หัวใจ” เป็นเรื่องแรกโดยแสดงคู่กับ แพท ณปภา ตันตระกูล ในนามของ Power 3 และมีผลงานละครอย่างต่อเนื่อง 30 เรื่องด้วยกัน สำหรับละครที่โด่งดังสร้างชื่อเสียงให้กับเขาก็คือเรื่อง ผู้ใหญ่ลีกับนางมา, ทัดดาว บุษยา, ดาวเรือง, ต้มยำลำซิ่ง ซึ่งละครเรื่อง “สาวน้อยร้อยล้าน” กำลังออนแอร์ในปัจจุบัน และละคร “ท่านชายกำมะลอ” มีกำหนดออนแอร์ในปี 2559 นี้ ปอ ทฤษฎี และจากการรับบทหนุ่มบ้านๆ จากละคร ผู้ใหญ่ลีกับนางมา ปอ ทฤษฎี จึงได้รับฉายาว่า “พระเอกภูธร” และ ปอก็ยังค้นพบตัวเองหันมาใช้ชีวิตแบบพอเพียง ทำอาชีพชาวนาจริงๆ จนได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็นพระเอกติดดินใช้ชีวิตไม่ฟุ้งเฟ้อ ปอ ทฤษฎี นอกจากนี้ ปอ ทฤษฎี ยังมีผลงานอื่นๆ อีกมากมายทั้งงานร้องเพลง งานภาพยนตร์ พากษ์เสียงภาพยนตร์ ละครเวทีอิงประวัติศาสตร์เรื่อง "นางเสือง" และละครเพลงกลางแจ้ง "พระมหาชนก เดอะ ฟีนอมินอลไลฟ์โชว์" ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 87 พรรษา 5 ธันวาคม 2557 ปอ ทฤษฎี ในเดือนสิงหาคม 2558 ปอ ทฤษฎี รับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งด้วยโรคไข้เลือดออก และถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย. 2558 อาการของ ปอ ทฤษฎี ทรุดหนักเข้าขั้นวิกฤติ เกิดภาวะตับวายและไตวายเฉียบพลัน มีภาวะตกเลือดอย่างมากในโพรงเยื่อหุ้มปอดข้างซ้าย มีอาการหายใจผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ แพทย์จึงใช้เครื่องมือฟอกไต และเครื่องมือพยุงการหายใจนับตั้งแต่นั้น และได้มีการตัดขาเหนือข้อเท้าข้างซ้าย ตัดปอดซ้าย และรับการผ่าตัดเป็นระยะๆ เพื่อพยุงอาการตามลำดับ ปอ ทฤษฎี แต่ต่อมาอาการของ ปอ ทฤษฎี ก็ทรุดลงอย่างหนักเนื่องจากการติดเชื้อที่ปอดข้างขวา ลุกลาม จนสุดท้ายร่างกายไม่ตอบสนองต่อการรักษา และเสียชีวิต ณ โรงพยาบาลรามาธิบดีเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2559 เมื่อเวลา 11.50 น. ก่อนวันเกิดของ ปอ ทฤษฎี อีก 5 วันก็จะครบอายุ 36 ปีบริบูรณ์ พิธีพระราชทานเพลิงศพ ปอ ทฤษฎี ร่างของ ปอ ทฤษฎี ได้ถูกนำไปทำพิธีที่วัดกลางอารามหลวง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โดยมีประชาชนมาร่วมแสดงความไว้อาลัยอย่างหนาแน่น และมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 24 ม.ค.2559 ทั้งนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงประทานผ้าไตร - ดอกไม้จันทน์ ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ปอ ทฤษฎี ด้วย ปอ ทฤษฎี - น้องมะลิ ขณะที่รักษาตัวอยู่โรงพยาบาล โบว์ แวนดา ภรรยาสาว ได้พา น้องมะลิ พาขวัญ สหวงษ์ ซึ่งเป็นลูกสาวของ ปอ ทฤษฎี มาเยี่ยมอยู่เสมอ ซึ่ง ปอ ทฤษฎี ยังไม่เคยเปิดเผยภรรยาและลูกต่อหน้าสื่อมาก่อนสร้างความเซอร์ไพร้สให้แฟนละครไม่น้อย แต่ความน่ารักของน้องมะลิก็ทำให้เธอกลายเป็นขวัญใจมหาชนไปซะแล้ว และแม้พระเอกหนุ่มจะลาจากไปแล้ว แต่ความดีที่ ปอ ทฤษฎี ได้เคยทำไว้ ค่อยๆ หลั่งไหลพรั่งพรูให้เราได้รับรู้และถือเป็นแบบอย่างในการทำดีต่อไป... ปอ ทฤษฎี - น้องมะลิ ปอ ทฤษฎี - น้องมะลิ - โบว์ แวนดา ขอบคุณภาพจาก www.thaifilm.com, FB พุ่มพวง ดวงจันทร์, บิ๊ก ดีทูบี อภิเชษฐ์ กิตติกรเจริญ, IG portid

สระผมถูกวิธี ขจัดปัญหา รังแค ได้แน่นอน!
กำจัดขน /  กำจัดขนด้วยเลเซอร์ / 

ปกติหนังศีรษะคนเราจะมีเชื้อราในปริมาณที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา แต่ในสภาวะที่หนังศีรษะมี รังแค มาก ส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อราเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้หนังศีรษะอักเสบ ถ้ารุนแรง จะมีอาการแดงและมี รังแค เป็นเกร็ดใหญ่ขึ้นและเหลืองเป็นไข ซึ่งเป็นอาการของต่อมไขมันของหนังศีรษะอักเสบ และมักเกิดกับวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ วิธีดูแลหนังศีรษะให้ห่างไกลจาก รังแค นั้นไม่ยาก เริ่มต้นที่การดูแลเส้นผม ก่อนสระผม ควรล้างผมด้วยน้ำเปล่าทุกครั้ง เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ออกไปก่อน จากนั้นใช้ปลายนิ้วนวดเป็นวงกลมเบาๆ ให้ทั่วหนังศีรษะก่อน แล้วจึงชโลมแชมพูบนหนังศีรษะ นวดต่อไปจะช่วยถนอมเส้นผม หนังศีรษะ และทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ว่าแต่คุณเคยทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่ ถ้าเคย ขอให้เลิกเถอะ เพื่อสุขภาพผมและหนังศีรษะที่สะดากด ไร้ รังแค 1. อย่าขยี้เส้นผมหรือเกาหนังศีรษะแรงๆ ขณะสระ เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ จนนำมาสู่ปัญหา รังแค และผมร่วงเรื้อรัง 2. ไม่ควรใช้น้ำอุ่นจัดสระผม เพราะจะทำให้น้ำมันธรรมชาติถูก ชะล้างออกมากไป หนังศีรษะแห้ง และยังทำให้เส้นผมกระด้างด้วย 3. หลังการสระผมทุกครั้ง? ควรเป่าผมให้แห้ง และไม่ใช้อุณหภูมิสูง เพื่อลดการทำร้ายหนังศีรษะและเส้นผม 4. อย่านอนหลับขณะที่ผมยังเปียกชื้น ซึ่งหากทำบ่อยเขา ความชื้นจะแพร่กระจายไปยังที่นอน หมอน และกลายเป็นเชื้อรามารังควานศีรษะในระยะยาวได้ 5. อย่าปล่อยให้เส้นผมและหนังศีรษะมัน? เพราะถ้าหนังศีรษะชื้น? จะทำให้เชื้อราเติบโตได้ดี ปัญหา รังแค ก็จะตามมา 6. หมั่นทำความสะอาดแปรงหรือหวีอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เนื่องจาก? สิ่งสกปรกและน้ำมันที่ตกค้างอยู่ตามหวีและแปรงหลังจากหวีผม เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคที่จะกลับเข้าสู่เส้นผมและหนังศีรษะได้ดี 7. และถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีความเครียด? รังแค ยังอาจรังควานคุณได้ อยากให้ไม่มีเกล็ดหิมะที่ผมหรือบ่า ควรดูแลทั้งกายและใจให้ดีนะคะ ขอบคุณที่มาจาก : ผศ.นพ.รัฐพล ตวงทอง ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยบาล

รับมือ กลิ่นอับเสื้อผ้า ท้าสู้หน้าฝน
กลิ่นอับเสื้อผ้า /  กำจัดกลิ่น / 

แนะวิธีกำจัด กลิ่นอับเสื้อผ้า ปัญหาที่มากับฤดูฝน ต้องหันมาสนใจเรื่องเล็กๆน้อยๆกันสักหน่อยแล้วอย่าได้ปล่อยผ่านไปแบบไม่ใส่ใจ อย่างปัญหาที่มากับช่วงหน้าฝนเช่นเรื่อง กลิ่นอับเสื้อผ้า เป็นปัญหาที่หนุ่มๆหลายคนมักจะปล่อยผ่าน หากใครที่มีภรรยาหรือมีแม่บ้านดูแลเรื่องเสื้อผ้าให้ก็โชคดีไร้ปัญหาให้ปวดหัว เหลือก็แต่หนุ่มโสดทั้งหลายที่ต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องเสื้อผ้ามีกลิ่นอับกันต่อไป หนุ่มโสดส่วนใหญ่ก็รู้จักแค่ซักผ้า-ตากผ้า-เก็บเข้าตู้ จบ!! แค่นั้น เสื้อผ้าจะมีกลิ่นอับน้อยบ้างมากบ้างก็ไม่เคยจะใส่ใจ กลิ่นอับแค่นี้เราทนได้ อันนี้บอกเลยว่าผิดมหันต์เลยทีเดียว เพราะคนที่ได้กลิ่นไม่ใช่แค่เราแต่ยังมีคนอื่นรอบตัวเราที่เขาได้กลิ่น และนั่นอาจจะทำให้คุณเป็นบุคคลน่ารังเกียจจากคนรอบข้างเอาได้ง่ายๆ เสื้อผ้าที่โดนฝนสาดตอนที่ตากผ้า ต้องเอามาซักหรือล้างน้ำใหม่ให้สะอาด อย่าได้คิดว่าแค่โดนฝนสื้อผ้าไม่เปื้อนไม่สกปรกแค่ตากต่อไปให้แห้งก็พอแล้ว หากคุณยังเอาเสื้อผ้าผ่านการเปียกฝนมาใส่อันนี้ Men.MThai บอกได้เลยว่าเป็นโศกนาฎกรรมดีๆนี่เอง บางคนอาจจะรู้ถึงปัญหานี้ก็เลยเลี่ยงพื้นที่ตากผ้าที่เสี่ยงจะโดนฝนสาดมาตากในที่ร่มแทน แต่ก็ยังจะมีปัญหากลิ่นอับจากเสื้อผ้าที่ตากผ้าในที่ร่มตามมาอีก เราเลยขอแนะวิธีการขจัดกลิ่นอับของเสื้อผ้าที่ตากในที่ร่มและกลิ่นอับจากเสื้อผ้าที่หมักหมมไม่ได้ซักเป็นเวลานาน ถ้าผ้าที่มีกลิ่นเหม็นอับมากๆก่อนการซักทำความสะอาด ให้นำสารส้มมาแกว่งในน้ำแล้วนำผ้ามาแช่ก่อนนำไปซัก ถ้าไม่มีสารส้มก็สามารถใช้น้ำส้มสายชูได้เหมือนกัน นอกจากเสื้อผ้าแล้วก็ใช้วิธีนี้กับผ้าอื่นๆที่มีกลิ่นเหม็นมากๆได้อย่าง พรมเช็ดเท้า, ผ้าขี้ริ้ว หรือผ้าถูพื้น อาจมีบางคนที่นำจุลินทรีย์EM มาใช้ในการซักผ้าเพื่อขจัดกลิ่นเหม็นของผ้าเหมือนกัน เบกกิ้งโซดา (โซเดียมไบคาร์บอเนต) เป็นผงสารพัดประโยชน์ที่สามารถนำมาใช้ในงานบ้านได้หลายอย่าง ให้ลองนำเบกกิ้งโซดาผสมไปกับน้ำยาซักผ้าหรือผงซักฟอกก็จะช่วยเรื่องปัญหากลิ่นอับแต่ที่เห็นเด่นชัดเลยคือความขาวสะอาดของเสื้อผ้า การใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มเป็นวิธีพื้นฐานที่ทุกคนนิยมเลือกใช้ในการขจัดกลิ่นอับของเสื้อผ้า ควรเลือกใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มแบบเข้มข้นจะช่วยให้กลิ่นหอมติดเสื้อผ้าได้มากกว่า นอกจากนี้การเลือกใช้ผงซักฟอกและน้ำยาซักผ้าที่เป็นประเภทช่วยขจัดกลิ่นอับหรือประเภทสำหรับผ้าที่ตากในที่ร่มโดยตรงก็จะช่วยให้เสื้อผ้าหอมสะอาดขึ้นได้ หลังจากซักเสื้อผ้าแล้วการตากเสื้อผ้าก็เป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งถ้าเราตากผ้าในที่ร่มก็ไม่ควรแขวนผ้าจนแน่นชิดกันมากเกินไปควรให้มีช่องว่างของเสื้อผ้าที่แขวนบนราวตากผ้าเพื่อไม่ให้เสื้อผ้าเกิดกลิ่นอับ ควรเลือกที่ตากผ้าในที่มีลมพัดหรืออากาศระบายเข้าออกแต่ถ้าเป็นสถานที่ที่ไม่มีลมพัดก็สามารถใช้พัดลมช่วยเป่าเสื้อผ้าที่ตากแทนได้ เครื่องอบผ้าก็เป็นตัวช่วยสำหรับคนที่ต้องตากผ้าในที่ร่มได้ดีมากๆเหมือนกัน การใช้เครื่องอบผ้าก็จะทำให้เสื้อผ้าของคุณเกือบที่จะแห้งได้เลยทีเดียว กลิ่นอับเสื้อผ้าแทบจะไม่เป็นปัญหาของคนที่มีเครื่องอบผ้าเลยทีเดียว การรีดผ้าด้วยเตารีดไอน้ำก็สามารถทำให้กลิ่นอับของเสื้อผ้าลดลงได้เหมือนกัน แต่ก็มีความยุ่งยากในการรีดอยู่บ้าง เพราะปัจจัยของเรื่องความหนาของเนื้อผ้าที่ต่างกันในแต่ละชิ้น และความร้อนในการรีดที่เหมาะพอดีกับเนื้อผ้าแต่ละประเภท เชื้อราและแบคทีเรียในเครื่องซักผ้าก็เป็นสาเหตุของการซักผ้าไม่สะอาดและมีกลิ่นเหม็นอับอีกเหมือนกัน คุณควรที่จะทำความสะอาดเครื่องซักผ้าเป็นประจำทุกเดือน เครื่องซักผ้าบางรุ่นมีระบบทำความสะอาดถังซักในตัวอยู่แล้วก็สะดวกในการทำความสะอาดถังซัก บางรุ่นก็มีระบบซักด้วยน้ำร้อนก็สามารถทำความสะอาดถังด้วยน้ำร้อนก็จะทำให้มั่นใจในการทำความสะอาดมากขึ้น แต่ถ้าเครื่องซักผ้าที่ไม่มีระบบทำความสะอาดถังซักหรือระบบน้ำร้อนก็สามารถทำความสะอาดได้ด้วยใช้น้ำส้มสายชูผสมกับน้ำเปล่าลงไปแล้วเปิดเครื่องทำงานซักผ้าแบบไม่ต้องใส่เสื้อผ้าลงไป นอกจากนั้นก็จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆทั่วไป เช่น ตรวจดูแล้วว่าเสื้อผ้าแห้งสนิทดีแล้วก่อนนำเข้าเก็บในตู้เสื้อผ้า, การเปิดตัวกรองเครื่องซักผ้าออกมาทำความสะอาด, น้ำที่ใช้ในการซักผ้าเป็นน้ำประปาที่มีความสะอาดได้มาตรฐานหรือไม่ หากวิธีการซักผ้าแบบเดิมๆของคุณทำให้เสื้อผ้าเกิดกลิ่นอับ ลองปรับเปลี่ยนวิธีการซักผ้าของคุณตามที่เราได้แนะนำไปดูบ้าง เพราะถ้าเรายังสวมใส่เสื้อผ้าที่มีกลิ่นอับนอกจากจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของคนรอบข้างแล้วยังอาจมีผลต่อการทำงานของคุณอีกด้วย อย่าปล่อยให้เพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าตลอดจนคนรอบตัวต้องทนกับกลิ่นอับเสื้อผ้าของคุณอีกต่อไป บางคนอาจจะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการฉีดน้ำหอมเพื่อกลบกลิ่นอับของเสื้อผ้า แม้เสื้อผ้าของคุณจะหอมขึ้นเพราะน้ำหอมแต่ในขณะเดียวกันกลิ่นเหม็นอับก็ไม่ได้หายไป ทางที่ดีควรแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีซักผ้าและวิธีตากผ้ากันดีกว่า

5 สิ่งห้ามใช้กับ สะดือเด็กแรกเกิด
ทารก /  มหาหิงค์ / 

สะดือเด็กแรกเกิด จะแห้ง และหลุดไปหลังจากคลอดแล้วประมาณ 7 - 10 วัน คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มักจะกังวลว่าการทำความสะอาดสะดือเด็กแรกเกิดจะทำให้ลูกได้รับความเจ็บปวด ซึ่งการเช็ดทำความสะอาดสะดือทารกแรกเกิดไม่ได้ทำให้เจ็บปวดแต่อย่างใด แต่ถ้าเช็ดสะดือให้ลูกไม่สะอาด อาจทำให้สะดือติดเชื้อเกิดการอักเสบขึ้นได้นะคะ ห้ามทา มหาหิงค์ บนสะดือเด็กแรกเกิด สำหรับเด็กแรกเกิดนั้นบางครั้งอาจมีอาการแน่นอึดอัดท้อง คุณแม่จึงมักไล่ลมในท้องลูกด้วยมหาหิงค์ ซึ่งข้อควรระวังคือห้ามทาลงบนสะดือเด็ก เพราะจะทำให้บริเวณสะดือเกิดความชื้น อักเสบขึ้นได้ ห้ามโรยแป้งบนสะดือเด็กแรกเกิด แป้งคือสิ่งที่ห้ามใช้กับสะดือเด็กแรกเกิด เพราะแป้งจะไปอุดตันในสะดือเด็กแรก จนเกิดการอักเสบขึ้นได้ โดยเฉพาะในทารกบางรายเมื่อสะดือแห้งใกล้จะหลุดอาจมีน้ำเหลืองซึมๆ ออกมา ซึ่งไม่ควรโรยแป้งลงบนสะดือเด็ดขาด เพราะแป้งที่โรยปนไปกับน้ำเหลืองอาจเป็นตัวกระตุ้นให้สะดือเกิดการอักเสบอย่างรุนแรงขึ้นได้ ห้ามใส่ผ้าอ้อมปิดสะดือเด็กแรกเกิด เมื่อใส่ผ้าอ้อมให้เด็กแรกเกิด ควรใส่ให้ขอบบนของผ้าอ้อมอยู่ต่ำกว่าตอสายสะดือ เพื่อป้องกันการถูกกดทับเป็นเวลานานจากผ้าอ้อมจนทำให้เกิดการอับชื้นขึ้นได้ ห้ามทาโลชั่นบนสะดือเด็กแรกเกิด ในเด็กแรกเกิดนั้นสามารถทาโลชั่นเพื่อบำรุงผิวได้ แต่ห้ามทาโลชั่นลงบนสะดือเด็กแรกเกิด เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้นเกิดเชื้อราขึ้นได้ ห้ามแคะ หรือแกะสะดือเด็กแรกเกิด หลังจากผ่านไปได้ 7-10 วัน สะดือลูกจะค่อยๆ แห้ง ซึ่งควรปล่อยให้สะดือหลุดออกเองตามธรรมชาติ ห้ามใช้คอตตอนบัดแคะ หรือแกะสะดือเด็กแรกเกิดเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เลือดไหลออกมา เกิดการอักเสบขึ้นได้ เช็ดสะดือด้วยแอลกอฮอล์เท่านั้น หลังจากอาบน้ำให้เด็กแรกเกิดเสร็จแล้ว ให้เช็ดสะดือด้วยแอลกอฮอล์ 70% ตามที่โรงพยาบาลจัดให้ใช้เท่านั้น โดยให้ดึงสายสะดือขึ้นเช็ดวนจากด้านในออกด้านนอกเพียงรอบเดียว แต่ถ้าสะดือทารกยังไม่สะอาดให้เช็ดด้วยสำลี หรือคอตตอนบัดอันใหม่อีกครั้ง ที่มาจาก th.theasianparent ภาพประกอบโดย Women MThai Team