เชื้อรา

แพทย์เตือน! เชื้อราจาก ตะเกียบไม้ มีสารก่อมะเร็ง
ตะเกียบไม้ /  สารก่อมะเร็ง / 

มีหลายคนเข้าใจว่าสารก่อมะเร็ง จะปนเปื้อนอยู่ในของปิ้งย่างไหม้เกรียม หรือในถั่วลิสงบดที่มีเชื้อราเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง "สารอะฟลาทอกซิน" ที่เป็นตัวการของโรคร้าย อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อคุณใช้ตะเกียบที่ทำมาจากไม้ !! ตะเกียบที่ทำจากไม้ เช่น ไม้ไผ่ หากเราใช้ไปเป็นเวลานาน จะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราที่ผลิตอะฟลาทอกซินได้ บางครั้งสามารถมองเห็นเป็นจุดดำเล็กๆ อยู่โดยรอบ เคยมีผู้ทดลองนำตะเกียบไปวิเคราะห์หาเชื้อต่างๆ พบว่ามีเชื้อราอยู่หลายชนิด เช่น Penicillium, Aspergillus และ Alternaria ดังนั้น ควรล้างตะเกียบให้สะอาด ล้างน้ำเปล่าหลายๆครั้ง และตากให้แห้ง อย่าให้มีความชื้นสะสม นอกจากนี้ การแช่ตะเกียบในน้ำส้มสายชูก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถลดเชื้อได้ หรือหากว่าบางบ้านหรือบางร้านค้า มีความจำเป็นต้องใช้ ตะเกียบไม้ หมุนเวียน ก็ควรเปลี่ยนตะเกียบใหม่ทุกๆ 3-6 เดือน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ อ่านจบแล้วอย่าลืมแชร์ เพื่อเตือนให้คนรอบข้างได้ระวังกันด้วยนะคะ :) ที่มาจาก : ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน

แดน-บีม สุดคิดถึง! ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี
แดน วรเวช /  บีม กวี / 

ทุกวันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันที่แฟนๆ D2B ยังคงจดจำได้ดี เพราะเป็นวันจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ บิ๊ก ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ หรือ บิ๊ก D2B ที่เสียชีวิตด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือด หลังประสบอุบัติขับรถตกคูน้ำ ส่งผลให้มีอาการโคม่า น้ำท่วมปอดและเชื้อราในสมอง เป็นเจ้าชายนิทรามานานหลายปี ล่าสุดวานนี้ (9 ธ.ค.) สองเพื่อนรักอย่าง แดน วรเวช และ บีม กวี ได้เดินทางมาร่วมทำบุญพร้อม คุณพ่อ คุณแม่ และครอบครัวของ หนุ่มบิ๊ก รวมทั้งแฟนคลับ ณ วัดหนามแดง จ.สมุทรปราการ เนื่องในวันครบรอบการจากไป 8 ปีเต็ม ท่ามกลางความคิดถึงของแฟนๆ บิ๊ก D2B อย่างท่วมท้น ขอบคุณภาพจาก IG @danworrawech, beamkawee, mook_ladyofthakrit, nging_maneerat, thanyazz ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี บิ๊ก-แดน-บีม D2B

เคล็ดลับ ขจัดคราบสกปรก แบบทันใจง่ายๆ จากอุปกรณ์ภายในบ้าน
ขจัดคราบสกปรก /  ทำความสะอาดบ้าน / 

            เชื่อว่าหลายคน กำลังประสบปัญหาเรื่องการทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์สุดโปรด ให้ห่างไกลคราบที่เกาะตามเฟอร์นิเจอร์ บางชนิดอาจจะฝังแน่นแก้ยาก ยิ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ในบ้านต้องดูแลให้สม่ำเสมอ เพื่อความสวยงามและยืดอายุการใช้งาน งั้นลองมาดู เคล็ดลับ ขจัดคราบสกปรก เหล่านั้นง่ายๆ ด้วยตัวเองกันเถอะค่ะ ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ช่วยขจัดคราบหมองถึงชื่อมันจะดูวิทยาศาสตร์ แต่เป็นสารเคมีที่สามารถสลายตัวได้เองช่วยขจัดคราบหมองและฆ่าเชื้อโรคบนเฟอร์นิเจอร์บุนวมได้ เพียงนำไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ 1 ถ้วยตวง ผสมน้ำยาล้างจาน 1/2 ถ้วยตวง แล้วเทใส่ขวดสเปรย์ ฉีดพ่นไปที่คราบหมองเช็ดออกให้เรียบร้อย เฟอร์นิเจอร์มันเงาด้วยน้ำมันมะกอก น้ำมันมะกอกนอกจากจะช่วยบำรุงผิวหนังหรือนำไปทำอาหารได้แล้วนั้นยังช่วยบำรุงเฟอร์นิเจอร์หนังให้ดูเหมือนใหม่อีกด้วย เพียงนำน้ำมันมะกอกถูเฟอร์นิเจอร์บาง ๆ ให้ทั่ว เพราะน้ำมันมะกอกจะซึมลงไปบำรุงพวกริ้วรอยขีดข่วนให้ดูใหม่ขึ้น หรือจะใช้แปรงขัดรองเท้าปาดครีมขัดรองเท้ามาขัดถูเฟอร์นิเจอร์ก็ช่วยได้ ที่ปาดน้ำฝนช่วยกำจัดขนสัตว์บนพรม บ้านที่มีสัตว์เลี้ยงคงหนีไม่พ้นปัญหาขนสัตว์ร่วงหล่นเต็มพื้นจนไปติดอยู่บนพรมและทำความสะอาดยาก แค่เพียงนำที่ปาดน้ำฝนบนกระจก ปาดขนสัตว์บนพรม ขนสัตว์ก็จะออกมากองอยู่นอกพรมได้อย่างง่ายดายแล้ว น้ำยาล้างเล็บเช็ดรอยด่างบนพรม เวลารับประทานอาหารแล้วมีเศษอาหารหรือเครื่องดื่มหกเลอะเทอะพรมอยู่จะทำความสะอาดยากพอสมควร แต่ก็มีอุปกรณ์ที่เกือบทุกคนมีติดบ้านไว้แน่นอน คือน้ำยาล้างเล็บที่นอกจากจะช่วยทำความสะอาดเล็บด้วยแล้ว ยังสามารถนำมาเช็ดรอยด่างบนพรมได้อีกด้วย เพียงนำผ้าชุบน้ำยาล้างเล็บหมาดๆ แล้วเช็ดบริเวณคราบสกปรกบนพรม เห็นได้ชัดว่ารอยคราบค่อย ๆ จางออกไปและกลับมาสวยเหมือนใหม่อีกครั้ง กำจัดฝุ่นเฟอร์นิเจอร์ด้วยการใช้ลูกกลิ้ง  เวลาเราทำความสะอาด ปัด กวาด เช็ด ถู เครื่องใช้ต่าง ๆ ภายในบ้านฝุ่นที่เกาะตัวตามเฟอร์นิเจอร์จะฟุ้งกระจายขึ้นมา จนมีอาการไอ จาม เมื่อเป็นหนักขึ้นจะเป็นภูมิแพ้ได้ แต่เราสามารถใช้ลูกกลิ้งกาวที่เช็ดฝุ่นบนเสื้อผ้ามาใช้ด้วยการกลิ้งให้ทั่วบริเวณเฟอร์นิเจอร์ เพียงเท่านี้ก็ทำให้เฟอร์นิเจอร์กลับมาสะอาดปราศจากฝุ่นเกาะแถมไม่ฟุ้งกระจายทั่วบ้านอีกด้วย เบคกิ้งโซดาคืนความสะอาดให้ชักโครก  ชักโครกเป็นโถสุขภัณฑ์ที่พวกเราต้องใช้เป็นประจำทุกวัน เมื่อผ่านการใช้งานไปนาน ๆ อาจทำให้เกิดคราบสะสมฝังแน่นจนทำความสะอาดยากดูไม่สะอาดและไม่น่าใช้ ปัจจุบันก็มีน้ำยาทำความสะอาดคราบต่าง ๆ ภายในห้องน้ำมากมาย แต่ค่อนข้างอันตรายเพราะอาจจะสร้างความระคายเคืองผิวหนังได้ ซึ่งมีวิธีการทำความสะอาดแบบประหยัดงบและไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังอีกด้วย โดยการผสมเบคกิ้งโซดา 2 ถ้วยตวง กับดีเกลือ 1/4 ถ้วยตวง แต่ถ้าอยากมีกลิ่นหอมให้ใส่น้ำมันหอมระเหยลงไปผสมด้วยแล้วตักใส่แม่พิมพ์ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วนำไปหย่อนลงในชักโครก ปิดฝาทิ้งไว้ค้างคืนตอนเช้าก็ทำความสะอาดชักโครกได้ปกติ ทำแบบนี้เพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะทำให้ชักโครกไร้คราบฝังแน่นแน่นอน เขียงสะอาดด้วยน้ำยาขัดจากห้องครัว เขียงเป็นอุปกรณ์จำเป็นในครัว แต่ถ้าทำความสะอาดไม่ดีก็อาจจะมีเศษอาหารติดตามร่องของเขียงได้ วิธีทำความสะอาดง่าย ๆ คือถ้าเป็นเขียงพลาสติกให้ผสมน้ำยาล้างจานกับน้ำเปล่าแล้วนำเขียงแช่ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง ส่วนเขียงไม้ให้ผ่ามะนาวครึ่งลูกทาเกลือ จากนั้นถูบนหน้าเขียงกรดในน้ำมะนาวกับเม็ดเกลือจะช่วยกัดเศษอาหารให้หลุดออกอย่างง่ายดาย แล้วนำไปล้างทำความสะอาดตามปกติ และตากไว้ให้แห้งกันเชื้อราขึ้น น้ำอัดลมขจัดคราบน้ำมัน ถ้าปล่อยให้น้ำมันเครื่องไหลและซึมไปในพื้นนาน ๆ เข้า จะเกิดเป็นคราบฝังแน่นทำความสะอาดยาก วิธีง่าย ๆ ในการขจัดคราบเหล่านั้น คือนำน้ำอัดลมชนิดน้ำดำมาเทบริเวณที่มีคราบน้ำมัน ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วค่อยทำความสะอาดด้วยการใช้แปรงขัดตามปกติ เพราะในน้ำอัดลมจะมีกรดกัดกร่อนสูง ทำให้คราบน้ำมันนั้นหลุดออกไปได้อย่างง่ายดาย เรื่อง : Maythawan B. ที่มาบทความจากนิตยสาร แม่บ้าน

10 เคล็ดลับการ ทำความสะอาดบ้าน ที่จะทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น
ทำความสะอาดบ้าน /  วิธีทำความสะอาดบ้าน

ถ้าพูดถึงเรื่องของการทำความสะอาดบ้าน เราเชื่อว่าหลายๆ บ้านคงประสบกับปัญหาเดียวกันคือ ไม่ค่อยมีเวลาที่จะทำความสะอาดบ้านเพราะด้วยเวลาที่จำกัดในแต่ละวัน ทำงานกลับบ้านมาก็ค่ำ หมดวันไปแล้ว หรือถ้าจะมาดูแลทำความสะอาดในวันหยุด ก็สุดแสนจะขี้เกียจ เพราะการทำงานบ้านในแต่ละครั้งต้องใช้เวลาเรียกว่าทั้งวันก็ว่าได้ แต่ถ้ามี เคล็ดลับการทำความสะอาดบ้าน ให้ง่ายขึ้นก็คงดี เพราะจะช่วยให้ใช้เวลาในการทำความสะอาดน้อยลงวันนี้ Decor.MThai จึงได้นำ 10 เคล็ดลับการทำความสะอาดบ้าน ที่จะทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ 1. การทำความสะอาดขอบหน้าต่าง ขอบประตู การทำความสะอาดขอบหน้าต่าง ขอบประตู : ใช้ไม้พันสำลี ชุบน้ำส้มสายชู แล้วเช็ดบริเวณที่ฝุ่นเกาะ จากนั้นก็ใช้กระดาษทิชชู่ เช็ดให้สะอาดอีกทีค่ะ น้ำส้มสายชูจะช่วยให้คราบสกปรกหลุดออกง่ายขึ้น 2. ทำความสะอาดร่องยาแนว ทำความสะอาดร่องยาแนว : น้ำยาล้างห้องน้ำ ผสมกับน้ำส้มสายชู แล้วใช้แปรงจุ่มลงไปในน้ำยาที่เราผสม จากนั้นใช้แปรงขัดบริเวณลอยต่อของกระเบื้อง หรือที่เรียกกันร่องยาแนว แล้วก็ใช้ฟองน้ำเช็ดออก (ต้องใส่ถุงมือ) แค่นี้ร่องยาแนวของคุณก็จะไม่ดำเป็นเชื้อราอีกต่อไป 3. วิธีทำความสะอาดที่นอน วิธีทำความสะอาดที่นอน : วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกเลยค่ะ แต่ถ้าต้องการทำความสะอาดฟูกนอนที่เป็นคราบ ให้ใช้สเปรย์มะนาวฉีดไปที่คราบบนที่นอน ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วใช้ผ้าซับๆ บริเวณที่เป็นรอยแค่นี้รอยก็จะจางหายไป 4. การดูแลชักโครก การดูแลชักโครก : ในส่วนของชักโครกส่วนที่ดูแลยากที่สุดก็คือส่วนด้านใต้ฝาปิด ถึงจะเป็นส่วนที่ไม่มีใครเห็นแต่ก็มีผลทำให้เกิดคราบสกปรก และนำให้สุขอนามัยไม่ดีได้นะคะ วิธีทำความสะอาดก็ง่ายๆ แค่ใช้แปรงล้างชักโครกชุบน้ำส้มสายชูถูๆ ให้รอบ แล้วใช้น้ำฉีดไปตรงบริเวณนั้น จากนั้นใช้ผ้าสะอาดเช็ดๆ คราบออกอีกทีค่ะ 5. วิธีทำความสะอาดพื้นไม้ วิธีทำความสะอาดพื้น : เทน้ำส้มสายชูลงไปในขวดสเปรย์ 1/4 ของขวดจากนั้นหยดจากนั้นหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะนาวลงไป 3-8 หยด แล้วเติมน้ำลงไป เขย่าเบาๆ ให้เข้ากัน จากนั้นก็ฉีดสเปรย์ลงไปที่พื้นแล้วใช้ผ้าเช็ดให้สะอาดค่ะ 6. วิธีการทำความสะอาดมู่ลี่ วิธีการทำความสะอาดมู่ลี่ : ใช้น้ำส้มสายชูผสมกับน้ำให้เท่าๆ กัน จากนั้นใส้ผ้าชุบลงไปแล้วเช็ดทำความสะอาดค่ะ 7. วิธีทำความสะอาดแป้นพิมพ์ วิธีทำความสะอาดแป้นพิมพ์ : วิธีง่ายที่สุดคือใช้ Post it มาใช้ทำความสะอาดก็เป็นวิธีที่ง่ายแสนง่าย ดูวิธีเพิ่มเติมที่ http://tech.mthai.com/tips-technic/43988.html 8. วิธีทำความสะอาดโคมไฟ พัดลมเพดาน วิธีทำความสะอาดโคมไฟ พัดลมเพดาน : ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดฝุ่นออก แล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดให้สะอาดอีกทีค่ะ 9. ลอยแตกของหนังโซฟา ลอยแตกของหนังโซฟา : ลอยแตกที่เกิดจากการนั่ง การน้ำ ลอยขีดขวนต่างๆ แก้ง่ายๆ โดยใช้ผ้าป้ายแว็กซี่แล้วขัดลงไปตรงลอยที่แตก แค่นี้เราก็จะได้โซฟาใหม่เอี่ยมกับมาอีกครั้งค่ะ 10. วิธีทำความสะอาดพรม วิธีทำความสะอาดพรม : ถ้าจะแค่ทำความสะอาดฝุ่นบนพรม ก็สามารถใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกได้เลยค่ะ แต่ถ้าพรมมีคราบสกปรกให้ใช้แป้งข้าวโพดโรยบนรอยเปื้อนทิ้งไว้ 10 นาที จากนั้นใช้น้ำยาล้างจานหนึ่งช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น และใช้น้ำส้มสายชูหนึ่งช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่นเช่นกัน แล้วก็ใช้ผ้าขาวชุบน้ำส้มสายชู และและน้ำยาล้างจาน ชุปให้เปี๊ยกๆ แล้ววางไว้ ใช้แปรงหรือฟองน้ำ ขัด ถู จนกระทั่งของเหลวทั้งหมดค่อยๆ แห้ง สุดท้ายใช้ฟองน้ำเช็ดออก ลอยคราบที่พรมก็จะหายไป เป็นไงคะ 10 เคล็ดลับดีๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ให้เพื่อนๆ กันได้ไม่มากก็น้อยนะคะ การทำความสะอาดแบบมีเทคนิคช่วยให้ประหยัดเวลาในการทำความสะอาดบ้านไปได้เยอะเลยจริงๆ ค่ะ

สร้างภูมิคุ้มกัน ลูกน้อยด้วย ‘ นมแม่ ’
นมวัว /  นมแม่ / 

“ นมแม่ ” เปรียบเสมือน ‘วัคซีนหยดแรก’ ของลูกน้อย เนื่องจากน้ำนมของแม่ในช่วงแรกหลังคลอด คือ ‘หัวน้ำนม’ที่มีสีเหลืองข้น (Colostrum) อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นสำหรับทารก มีภูมิคุ้มกันนานาชนิดที่แสนวิเศษ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย สารอาหารที่มากกว่า 200 ชนิด ที่อยู่ในนมแม่นั้น ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนและเอ็นไซม์ นับว่ามีความโดดเด่น มีคุณภาพเหมาะกับระบบทางเดินอาหาร และไตของทารกที่ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ อีกทั้งยังปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของลูกทุกระยะการเติบโต และช่วยปกป้องลูกจากการติดเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคอุจจาระร่วง โรคภูมิแพ้ โรคอ้วน ที่พบบ่อยในวัยทารก นมแม่ สร้างและเป็นเกราะปกป้องร่างกายลูก 1. สมอง : นมแม่เป็นอาหารที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสมอง และส่งเสริมพัฒนาการที่ดี ช่วยสร้างเชาว์ปัญญาได้เต็มที่ การอุ้มลูกขึ้นดูดนมแม่เป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัสทุกส่วนของลูก ทำให้สมองได้รับสัญญาณประสาทส่งเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ สมองที่ถูกกระตุ้นบ่อยๆ จะเกิดการแตกแขนงเซลล์ประสาทอย่างมากมาย เพิ่มการเชื่อมโยงของเส้นใยสมอง เส้นประสาทจะรับสัญญาณการเรียนรู้เร็วขึ้น ในกลุ่มเด็กที่ได้รับนมแม่มีการเพิ่มระดับเชาวน์ปัญญาขึ้นโดยเฉลี่ย 3.16 จุด และในกลุ่มทารกเกิดก่อนกำหนดที่ได้รับนมแม่ มีการเพิ่มระดับเชาวน์ปัญญาที่ 5.26 จุด ระยะเวลาของการให้นมแม่จะสัมพันธ์กับการเพิ่มเชาวน์ปัญญาของลูก ยิ่งได้รับนมแม่มากกว่า 6 เดือน มีระดับเชาว์ปัญญาสูงกว่าเด็กที่ได้รับนมแม่น้อยกว่า 6 เดือน 2. หู : ลดโอกาสเป็นโรคหูน้ำหนวก หรือหูอักเสบ เนื่องจากลักษณะการดูดนมของลูกต้องใช้การเคลื่อนไหวของลิ้นหรือแรงดันทางช่องปาก ทำให้มีการเคลียร์น้ำในหูของลูกน้อยออกไปด้วย 3. สายตา : พัฒนาการมองเห็น สายตาคมชัด เนื่องจากในนมแม่มีสารอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา เช่น สารดีเอชเอ กรดอะมิโน และไขมันอื่นๆ 4. ระบบทางเดินปัสสาวะ : มีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ เนื่องจากในนมแม่มีภูมิคุ้มกันต่างๆ ทำให้ไม่ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ 5. ไตแข็งแรง : ในนมแม่มีปริมาณโปรตีนที่เหมาะสม ส่งผลให้ไตทำงานอย่างสมดุล และแข็งแรง 6. ผิวพรรณ : ลดโอกาสภูมิแพ้ผิวหนัง 42 % ในช่วงที่ทารกกินนมแม่อย่างเดียว ทารกจะไม่ได้รับโปรตีนจากนมวัว ซึ่ง เป็นโปรตีนที่สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของทารก และทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ทารกที่กินนมแม่ จึงมีอัตราการเกิดโรคภูมิแพ้น้อยกว่า 7. ระบบทางเดินอาหาร : ลดโอกาสโรคท้องเสียและลำไส้อักเสบน้อยกว่า 64% ในน้ำนมแม่มีสารอาหารที่ปกป้องลูกน้อยในระบบทางเดินอาหาร ประกอบด้วย Secretory antibodies ทำหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอม Oligosaccharides และ Glycoconjugates กระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของทารก Lactoferrin สามารถกำจัดเชื้อราที่เป็นอันตราย อีกทั้งยังป้องกันโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ Anti-inflammatory effects นมแม่มีการต่อต้านการอักเสบซี่งมีประโยชน์ต่อสำไส้ของทารก Prebiotic effects ในนมแม่มีน้ำตาลที่มีคุณสมบัติเป็นอาหารสำหรับการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ใหญ่ 8. ช่องปาก: เนื่องจากลูกน้อยดูดนมแม่จากเต้า กล้ามเนื้อจึงเกิดการพัฒนา กรามล่างของลูกจึงแข็งแรง ฟันเกน้อยลงเมื่อโตขึ้น 9. ระบบทางเดินหายใจ : โอกาสติดเชื้อทางเดินหายใจ ปอดบวมน้อยกว่าทารกที่กินนมผสม 60% และป้องกันเบื้องต้นต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ ช่วยป้องกันโรคหอบหืด การส่งเสริมให้ลูกกินนมแม่เพียงอย่างเดียว 6 เดือนขึ้นไปจะส่งผลดีและส่งเสริมพัฒนาการทางด้านต่างๆ ของร่างกาย และหลังจาก 6 เดือนขึ้นไป ควรให้นมแม่คู่กับอาหารตามวัยจนกระทั่งถึง 2 ปีเป็นอย่างน้อย เนื่องจากนมแม่ยังคงเป็นอาหารหลักสำคัญสำหรับเด็กๆ ปริมาณนมแม่ที่ควรให้ลูกน้อยได้กินในแต่ละวัน คือวันละ 8 ครั้งขึ้นไป หรือทุกๆ 2-3 ชม. และหากลูกดูดนมเร็ว ดูดนมบ่อย และดูดอย่างถูกวิธี ซึ่งเป็นปัจจัยสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะส่งผลให้คุณแม่มีน้ำนมในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย และประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่... ภาพโดย :  Women MThai Team  เรื่องโดย : อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ team content www.thaihealth.or.th ขอบคุณข้อมูล จากหนังสือนมแม่ แน่ที่สุด, คู่มือแม่ทำงาน เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จากมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย

ระวัง! โรคติดต่อ จาก ร้านเสริมสวย อาจมีเชื้อราเป็นของแถม
ทำผม /  ร้านเสริมสวย / 

         ความจริงแล้ว เชื้อรา เราสามารถพบได้ทั่วไป ถ้าอุปกรณ์ทำผมชื้น แล้วไม่มีการทำความสะอาดเชื้อราก็จะสะสมได้ หลังจากที่ทำการสุ่มตรวจร้านเสริมสวยมีการพบ เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ในอุปกรณ์เสริมสวย โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่โดนความชื้น เช่น กรรไกรตัดผม แปรงม้วนผม หวี กิ๊บติดผม กรรไกรตัดหนัง ที่แคะเล็บ ตะไบเล็บ ซึ่งมีการปนเปื้อนของเชื้อรา ถึงร้อยละ 85 4 โรคติดต่อ ที่ต้องระวัง คือ 1.โรคเชื้อราผิวหนัง สามารถพบได้จากผ้าเช็ดผม อุปกรณ์ทำผมต่างๆ 2.โรคจากเชื้อไวรัส เช่น โรคหูด 3.โรคจากเชื้อแบคทีเรีย เกิดจากอุปกรณ์ทั่วไปในร้านเสริมสวย 4.โรคติดเชื้อจากปรสิต เช่น ติดเหาจากหวีแปรงต่างๆ         นอกจากนี้ยังมีอีกหลายโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสารเคมีที่ใช้ในร้านเสริมสวย ไม่ว่าจะเป็นยาย้อมผม ดัดผม ทำสี หรือสเปรย์ เบื้องต้นสาวๆ women mthai ควรสังเกตร้านเสริมสวยที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อที่ร่างกายจะได้ไม่รับสารเคมีมากจนเกินไป และควรสังเกตภายในร้านและอุปกรณ์ต่างๆ ว่ามีความสะอาดหรือไม่   เรียบเรียงโดย Women Mthai Team

นักสืบพันทิป กดดันจนแฟนบอลสาวสุพรรณรับโกหกลูกป่วยตุ๋นเงิน
ชาริล ชัปปุยส์ /  ตูน บอดี้แสลม / 

ความลับไม่มีในโลก นักสืบพันทิป ตั้งข้อสงสัย พร้อมแฉแฟนบอลสาว สุพรรณบุรี เอฟซี โกหกว่าลูกสาวป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดแดง หลอกตุ๋นเงินบริจาค ชาริล ชัปปุยส์ และตูน บอดี้สแลม ก็ตกเป็นเหยื่อ กลายเป็นเรื่องให้พูดถึงในเว็บบอร์ดดัง pantip.com หลังแฟนเว็บบอร์ดได้ตั้งข้อสงสัยกรณีที่มีแฟนบอลสาว สุพรรณบุรี เอฟซี ท่านหนึ่ง อ้างว่าป่วยเป็นโรคเชื้อราที่ไขกระดูก แถมลูกสาว น้องกอหญ้า วัย 7 ขวบ ก็ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดแดง ซึ่งต้องใช้เงินค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก ทำให้แฟนบอล สุพรรณบุรี เอฟซี รวมถึงแฟนบอลสโมสรอื่นๆ ร่วมบริจาคเงินให้จำนวนมาก รวมแล้วกว่า 3 แสนบาท ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี ชาริล ชัปปุยส์ ดาวเตะล้านเมีย และตูน บอดี้สแลม นักร้องชื่อดัง ที่ก็ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือด้วย เมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว โดยเมื่อวันที่ 22 ก.ค.58 ได้มีบุคคลท่านหนึ่ง ได้ไปตั้งกระทู้สงสัยในพฤติกรรมการของแฟนบอลสาวรายนี้ในพันทิป (http://pantip.com/topic/33955262) เพราะที่ผ่านมาปีกว่า ยังไม่เคยเห็นหลักฐานการรักษาพยาบาลสำหรับลูกสาว น้องกอหญ้า เลย โดยสงสัยว่าน่าจะเป็นการหลอกลวง เพื่อต้มตุ๋นเอาเงินบริจาคเสียมากกว่า ทำให้ล่าสุด หญิงสาวคนดังกล่าว ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ตะวันฉาย ในม่านเมฆ โดยยอมรับสารภาพว่า ลูกสาวไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้าย โดยเป็นแค่ภาวะเสี่ยงเท่านั้น โดยข้อความมีดังนี้ นี้คือความจริงที่จะออกมาขอโทษพี่ๆ น้องๆ ทุกคนว่า กอหญ้า เปงแค่พาวะเสี่ยงเฉยๆ คะยังไม่แน่ชัดว่าเปงไหมเมื่อช่วง3-4ที่ผ่านมากอหญ้าป่วยบ่อยเข้าโรงบาลบ่อยถึงไม่เสียค่ายาแต่ค่ากินอยู่หลายบาทอยู่คะฉายเลยไปกู้รายวันบ้างเงินด่วนบ้างแชร์ทองเอาทุกอย่างเลยกลายเปงนี้หลักแสนจนฉายต้องหลบค่าหนี้ประกอบเริ่มไปดูบอลแร้วเล่นเฟสเลยทำให้รู้จักพี่ที่เชียร์บอลเข้าก้อเขามาถามว่าเปงอาไรเข้าโรงบาลบ่อยก้อเลยบอกไปว่าเปงมะเร็งเม็ดเลือด ก้อเริ่มเขามามีคนเอาเงินมาช่วยเหลือกอหญ้าเริ่มมีอาการประมูลขึ้นเริ่มได้เงินเยอะฉายก้อปล่อยตามเลยคะเงินที่ได้ประมาณทุกๆช่องทางการช่วยเหลือ300,000บาทคะภายในหนึ่งปีที่ได้150,000แรกฉายเอาไปส่งรายวันส่งเงินด่วนแชร์ทองประมาณ6-7เจ้าคนนี้10000 คนนั้น15000คะเอาชื่อตัวเองมั้งเอาชื่อน้ากู้มั้งคะแร้วอีก70,000ฉายเอาไปใช่หนี้ที่ฉายกู้มาตอนกอหญ้าเริ่มคลอดคะเพราะพ่อมันไม่ค่อยส่งเงินมาให้เพราะมันติดผู้หญิงฉายก้อเลี้ยงกอหญ้ามาตลอดแร้วที่เหลือฉายก้อใช้จ่ายทั่วไปคะฉายกราบขอโทษในความผิดพลาดที่เกินให้อภัยครั้งนี้......ที่เอากอหญ้ามาเกี่ยวข้องฉายขอรับผิดในครั้งนี้ขอให้สังคมให้โอกาสสักครั้งหนึ่งคะที่พูดทั้งหมดคือความจริงทุกอย่างคะฉายรู้สึกผิดคะในครั้งนี้คะมากๆคะ ตอนนี้ฉายได้รับผลกรรมที่ทำไว้แร้วคะ ฉายกราบขอโทษทุกๆท่านที่เคยเมตตาต่อน้องกอหญ้าแต่ฉายผิดเองคะที่เอาน้องมายุ่งด้วยคะแร้วที่กอหญ้าน้องโรงบาลครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องในครั้งนี้น้องมีอาการอาเจียนอยู่แร้วคะ ไม่ใช้เอาน้องมาบังหน้าคะเพราะพวกคุนๆโพสด่าตั้งแต่4-5ทุ่มเมื่อคืนแต่กอหญ้าเขาตอนนี่ตี5คืออาเจียนเลือดคะก้อเลยพามาคะ ทั้งนี้แฟนบอลที่เคยช่วยบริจาคเงิน เตรียมที่จะดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น ได้มีการโพสเฟซบุ๊คต่อว่าอย่างหนัก ขอบคุณกระทู้ : pantip.com/topic/33955262

เผยเคล็ดลับ วิธีกำจัด แมงมุม ให้หมดไปจากบ้าน
Scoop /  วิธีกำจัดแมงมุม

ถ้าพูดถึงแมงมุมเพื่อนๆ หลายคนคงมองว่าแมงมุมเป็นแค่สัตว์ตัวเล็กๆ ตัวนึงไม่ได้มีพิษอะไรร้ายแรง จริงๆ ก็ใช่ค่ะ แมงมุมเป็นสัตว์ไม่มีพิษ แต่ใยของแมงมุมสร้างความรำคาญ และความสกปรกให้บ้านของเราไม่ใช่น้อยเลยนะคะ  ถ้าเราเฉยไม่กำจัดเขาออกจากบ้าน เขาก็จะยิ่งสร้างใยไปเลือยๆ ทำให้บ้านเราแลดูสกปรกมาก วันนี้ Decor.MThai จึงได้นำ วิธีกำจัด แมงมุม ให้หมดไปจากบ้าน แบบง่ายๆ มาฝากเพื่อนๆ กันคะ เผยเคล็ดลับ วิธีกำจัด แมงมุม ให้หมดไปจากบ้าน 1. เปปเปอร์มินต์  : ใช้เป็นส่วนผสมเครื่องสำอาง มีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อรา เชื้อแก้อาการคันจากรังแคบนหนังศีรษะ, บรรเทาพิษแมลงกัดต่อยช่วยลดอาการผิวไหม้จากแดดได้ดี และยังสามารถใช้ขจัดแมงมุม และใยแมงมุมได้อีกด้วยนะคะ เพียงแค่คุณนำเปปเปอร์มินต์ผสมกับน้ำ หรือน้ำตะไคร้ก็ได้ และนำมาฉีดรอบๆ บ้าน หรือบริเวณที่คุณพบเห็นใยแมงมุมบ่อยๆ แค่นี้แมงมุมก็จะไม่ชักใยภายในบ้านของคุณอีกคะ เพราะแมงมุมไม่ชอบกลิ่นของเปปเปอร์มินต์ค่ะ 2. สเปรย์น้ำส้มสายชู : ถ้าหากเพื่อนๆ หาเปปเปอร์มินต์ไม่ได้ หรือลำบากในการหา น้ำส้มสายชูก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีนะคะ วิธีการก็คล้ายๆ กับการใช้เปปเปอร์มินต์ เพียงนำน้ำส้มสายชูมาผสมกับน้ำ และนำไปฉีดบริเวณที่แมงมุมทำใย แมงมุมก็จะหายไปจากบ้านเขาเองค่ะ 3. เกลือ : ใสเกลือลงในถ้วยแล้ววางไว้บริเวณที่มีใยแมงมุม หรือบริเวณที่พบแมงมุมบ่อยๆ เพราะเกลือจะระเหยความชื้นทำให้แมงมุมสร้างใยไม่ได้ ถึงสร้างได้ก็สร้างไม่เสร็จ จากนั้นแมงมุมก็จะหนีหายไปเองค่ะ 4. เปลือกส้ม : แมงมุมเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบกินของเปลือกผลไม้อย่างส้มมากๆ ถ้าเรานำเปลือกส้มไปวางไว้ตามขอบประตู ขอบหน้าต่างแค่นี้แมงมุมก็จะไม่เข้ามาก่อความวุ่นวายในบ้านของเราอีกค่ะ แมงมุมส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะเป็นสัตว์ตัวเล็กที่ไม่พิษร้ายแรง แต่สามารถก่อความรำคาญให้เราได้ด้วยใยของมัน ฉนั้นทางที่ดีเราความกำจัดพวกเขาออกจากบ้านของเราไปเป็นเรื่องที่ดีที่สุดค่ะ และถ้าบ้านเพื่อนๆ กำลังประสบกับปัญหาเรื่องของแมงมุมอยู่ ก็ลองนำไอเดียตัวอย่างเราไปใช้ป้องกันแมงมุมไม่ให้เข้ามาวุ่นวายในบ้านของเพื่อนกันดูนะคะ

น้ำมูก ของคุณเป็นสีอะไร
infographic /  ติดเชื้อ / 

น้ำมูก ทำหน้าที่จับกับสิ่งต่างๆ ที่ปนมากับลมหายใจ เช่น สารก่อภูมิแพ้ และเชื้อโรค นอกจากนี้ในน้ำมูกยังมีสารต่อต้านเชื้อโรคอีกด้วย คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกับน้ำมูกหรือเสมหะมากนัก แต่เชื่อหรือไม่ว่าสีของน้ำมูกหรือเสมหะสามารถบ่งบอกถึงปัญหาเกี่ยวกับจมูกได้ ตัวอย่างเช่น น้ำมูกสีใสอาจหมายถึงเยื่อบุจมูกอักเสบ น้ำมูก สีเหลืองอาจหมายถึงการติดเชื้อแบคทีเรียในโพรงจมูกหรือไซนัส  น้ำมูกสีเทาอาจบ่งชี้ว่าในจมูกของคุณมีริดสีดวงจมูก เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามการสังเกตสีของน้ำมูกหรือเสมหะ เพราะสีของน้ำมูกอาจบ่งบอกถึงโรคหรือพยาธิสภาพที่ซ่อนอยู่ในโพรงจมูกหรือไซนัสของคุณได้ แต่ถ้าจะให้แน่ใจควรไปปรึกษาแพทย์ น้ำมูก มาจากไหน ทางเดินหายใจและทางเดินอาหารของมนุษย์เรามีเยื่อบุทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร ซึ่งมีต่อมสร้างน้ำมูก เมือก หรือเสมหะ ไม่ว่าจะเป็นจมูก ไซนัส โพรงหลังจมูก ช่องปาก ช่องคอ กล่องเสียง หลอดลม ซึ่งน้ำมูก เมือก หรือเสมหะ ทำหน้าที่ป้องกันอวัยวะภายใต้เยื่อบุจากสารพิษหรือสารระคายเคืองต่างๆ ทำให้อวัยวะดังกล่าวชื้นตลอดเวลา ถ้าเยื่อบุที่คลุมอวัยวะดังกล่าวแห้งจะทำให้อัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงขึ้น นอกจากนี้ ในน้ำมูกหรือเมือกยังมีสารต่อต้านเชื้อโรคด้วย เช่น แอนติบอดี เอนไซม์ เป็นต้น ทราบหรือไม่ว่าร่างกายมนุษย์เราสามารถผลิต น้ำมูกหรือเมือกได้มากถึง 2 ลิตรต่อวัน ส่วนใหญ่เราไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกับน้ำมูกมากนักจนกระทั่งเรามีปัญหาเรื่องน้ำมูกไหลมาจากจมูกหรือไหลลงคอ ซึ่งเราอาจจะสั่งน้ำมูกออกมา หรือสูดลงคอแล้วขากออกเป็นเสมหะแล้วบ้วนทิ้ง หรือไม่มีที่ให้บ้วนอาจต้องจำใจกลืนลงไป แล้วคุณเคยสังเกตสีน้ำมูกหรือเสมหะที่บ้วนออกมาหรือไม่ว่ามีสีอะไร ซึ่งสีของน้ำมูกหรือเสมหะอาจบ่งบอกถึงปัญหาเกี่ยวกับจมูกของคุณได้ สีใส น้ำมูกหรือเสมหะที่ใสมักประกอบด้วยน้ำ แอนติบอดีที่ต่อต้านเชื้อโรค เกลือ และโปรตีน ส่วนใหญ่มักจะไหลลงคอ และเรามักจะกลืนลงไปในกระเพาะอาหาร ซึ่งสาเหตุเกิดจากหวัด (เยื่อบุจมูกอักเสบ) หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ หรืออาจเกิดจากโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ไวรัสมากระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุจมูก ทำให้มีน้ำมูกใสๆ ไหลออกมาหรือไหลลงคอได้ สารก่อภูมิแพ้ก็เช่นเดียวกัน สามารถกระตุ้นเยื่อบุจมูกของผู้ป่วยที่เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ทำให้มีการหลั่งของฮิสทามีน (Histamine) ออกมา ซึ่งฮิสทามีนสามารถกระตุ้นต่อมสร้างน้ำมูกในเยื่อบุจมูกให้ผลิตน้ำมูกใสๆ ออกมาได้ การให้ยาต้านฮิสทามีนและการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือสามารถบรรเทาอาการน้ำมูกที่ไหลออกมาหรือไหลลงคอได้ สีขาว การที่น้ำมูกไหลออกมามีลักษณะหนา เหนียว และขาวขุ่น อาจเนื่องมาจากการที่น้ำมูกถูกขังอยู่ในโพรงจมูกเป็นระยะเวลานานจากเยื่อบุจมูกที่บวม นอกจากนั้นการที่เรารับประทานผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับนมมากเกินไปอาจทำให้น้ำมูกที่ออกมาหรือไหลลงคอมีสีขาวขุ่นได้เนื่องจากไขมันในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมสามารถทำให้น้ำมูกสูญเสียความชุ่มชื้น ทำให้น้ำมูกหรือเสมหะมีลักษณะหนา เหนียว และมีสีขาวขุ่นตามมาได้ สีเหลือง ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรียในโพรงจมูกหรือไซนัส ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราจะส่งเซลล์ที่ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย เช่น เซลล์เม็ดเลือดขาว ออกมาทำลายเชื้อแบคทีเรีย ทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาวและเชื้อแบคทีเรียที่ ตายแล้ว รวมทั้งเมือกและหนองต่างๆ จะรวมตัวกัน ทำให้น้ำมูกมีสีเหลืองได้ นอกจากนั้นการที่น้ำมูกค้างอยู่ในโพรงจมูกเป็นระยะเวลานานมากๆ เช่น ทั้งช่วงกลางคืน อาจทำให้น้ำมูกมีสีเหลืองได้เวลาตื่นมาตอนเช้าโดยที่ไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่ในกรณีนี้น้ำมูกมักจะมีสีเหลืองเวลาตื่นนอนตอนเช้า แต่ในช่วงเวลาอื่นๆของวัน น้ำมูกจะมีสีใส สีเทา น้ำมูกที่มีสีเทาอาจบ่งบอกว่าในจมูกของคุณมีริดสีดวงจมูก (Nasal polyp) ริดสีดวงจมูกเกิดจากเยื่อบุจมูกหรือไซนัสที่บวมออกมาเป็นก้อนในโพรงจมูก หรือไซนัส ซึ่งไม่ใช่เนื้องอกร้ายแต่อย่างใด มักเกิดจากการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุจมูก ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้  โรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง โรคหืด หรือภาวะแพ้ยาแอสไพริน โรคไซนัสอักเสบจากเชื้อราสามารถทำให้น้ำมูกหรือเสมหะมีสีเทาได้ ซึ่งมักเกิดจากสปอร์ของเชื้อรามาเกาะที่ผิว เยื่อบุจมูกและเจริญเติบโตมากขึ้น มักมีสาเหตุมาจากการบาดเจ็บของเยื่อบุจมูกเรื้อรัง หรือภูมิต้านทานของร่างกายลดน้อยลง สีเขียว แสดงถึงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกำลังทำงานต่อต้านเชื้อแบคทีเรียเหมือนกับการที่น้ำมูกมีสีเหลือง สีเขียวเกิดจากเอนไซม์ ซึ่งสร้างโดยเม็ดเลือดขาว น้ำมูกที่มีสีเขียวมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียภายในโพรงจมูกหรือไซนัส (ไซนัสอักเสบ) สีแดง มักเกิดจากมีเส้นเลือดในโพรงจมูกแตกแล้วปนมา กับน้ำมูก ซึ่งเส้นเลือดที่แตกอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การระคายเคือง หรือบาดเจ็บบริเวณจมูก การอักเสบในโพรงจมูก เนื้องอก โรคของหลอดเลือดชนิดต่างๆ หรือแม้แต่การที่เยื่อบุจมูกแห้ง ทำให้เส้นเลือดในเยื่อบุโพรงจมูกอยู่ชิดกับผิวมากขึ้น มีการแตกของเส้นเลือดได้ง่าย ในกรณีที่น้ำมูกมีสีแดงโดยเฉพาะออกจากจมูกเพียงข้างใดข้างหนึ่งควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด สาเหตุของจมูกแห้ง ได้แก่ ดื่มน้ำน้อย อยู่ในห้องแอร์ ซึ่งมักจะทำให้เราต้องสัมผัสกับอากาศที่เย็นและแห้งเป็นประจำ หรือเปิดพัดลมเป่าจ่อที่หน้าหรือจมูกเป็นระยะเวลานาน หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีอากาศเย็นหรือหนาวจัด อาจต้องพ่น น้ำเกลือเข้าในโพรงจมูกบ่อยๆ หรือใช้เครื่องปรับอากาศให้อุ่นและชื้นขึ้น (Humidifier) สีดำ การที่น้ำมูกมีสีดำมักพบในผู้ที่สูบบุหรี่หรือสูดยานัตถุ์ ใช้ยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย หรือผู้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะทางอากาศมาก หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อราของโพรงจมูกหรือไซนัส ดังนั้นครั้งหน้าที่คุณสั่งน้ำมูกหรือขากเสมหะ อย่าลืมดูสีของน้ำมูกหรือเสมหะด้วยนะครับ เพราะสีของน้ำมูกอาจบ่งบอกถึงโรค หรือพยาธิสภาพที่ซ่อนอยู่ในโพรงจมูกหรือไซนัสคุณได้ แต่ถ้าจะให้แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องครับ ที่มาบทความจาก : รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน http://www.healthtoday.net

5 เคล็ดลับ ทำความสะอาดห้องน้ำ แบบครบวงจร
แต่งห้องน้ำ

ห้องน้ำเป็นพื้นที่สำหรับชำระล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ของเรา หากห้องน้ำกลับกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อโรคเสียเอง แบบนี้คงไม่ดีแน่ วันนี้ decor.mthai.com มีวิธีทำความสะอาดของแต่ละพื้นที่ในห้องน้ำมาฝาก ได้แก่ อ่างล้างหน้า กระจกเงา ฝักบัว ก๊อกน้ำ และพื้นกระเบื้องค่ะ เคล็ดลับ ทำความสะอาด ห้องน้ำ กับวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม ซึ่งหาได้ง่ายจากของที่มีในบ้าน เช่น น้ำส้มสายชู ยาสีฟัน น้ำมะนาว แอลกอฮอล์ แอมโมเนีย เคล็ดลับ ทำความสะอาด ห้องน้ำ 1. อ่างล้างหน้า วิธีทำความสะอาดอ่างล้างหน้า ทำได้ด้วยการนำผ้าสะอาด ชุบกับน้ำส้มสายชูเล็กน้อย ถูให้ทั่วอ่าง แล้วล้างน้ำสบู่ซ้ำอีกครั้ง อ่างล่างหน้าก็จะสะอาดขึ้นทันตา แต่หากว่ามีคราบหินปูนเกาะหรือมีคราบสนิมรุกรานแล้ว ให้ใช้ แอมโมเนียผสมกับ น้ำมะนาวเล็กน้อย ถูบริเวณคราบ ไม่นานคราบหินปูนและสนิมก็จะหลุดออกไปจนหมด 2. กระจกเงา บีบยาสีฟันไว้บนกระจก แล้วหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดยาสีฟันให้กระจายทั่วพื้นผิว จากนั้นใช้ผ้าสะอาดเช็ดอีกครั้ง เท่านี้กระจกเงาหลอนๆ ก็จะเงาปิ๊งขึ้นมาทันที 3. ฝักบัว น้ำที่ออกมาจากฝักบัว ควรจะเป็นน้ำสะอาด ฉะนั้นเราควรทำความสะอาดฝักบัว โดยการแช่ส่วนหัวของฝักบัวลงในน้ำอุ่นผสมกับน้ำส้มสายชู ใส่หัวฝักบัวลงไปแล้วรัดปากถุงทิ้งไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้ง เท่านี้เราก็จะสบายใจได้แล้วว่า น้ำสะอาดที่ออกมานั้น จะไม่เปลี่ยนสภาพไป (ทำความสะอาดบ่อยๆ นะคะ) 4. ก๊อกน้ำ ก๊อกน้ำสเตนเลส สามารถทำความสะอาดส่วนที่เป็นโลหะด้วยผ้านุ่มหรือฟองน้ำ แต่แม้แต่หนังชามัวร์ที่คุณผู้ชายเอาไว้เช็ดรถก็ได้ค่ะ เพียงชุบน้ำส้มสายชูผสมแอลกอฮอล์หรือน้ำยาเช็ดกระจก ส่วนก๊อกน้ำชุดโครเมียม ให้ใช้ครีมขัดเงาหรือครีมขัดโลหะ ขัดแล้วใช้ผ้านุ่มๆ ถูให้เงางาม กรณีที่โครเมียมลอกหรือมีร่องรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ เราสามารถขจัดความหม่นมัวเหล่านี้ออกไปได้ง่าย เพียงใช้น้ำยาเคลือบเล็บชนิดใสแต้มไปเพื่อเพิ่มความเงา 5. พื้นกระเบื้อง สำหรับคราบสกปรกหรือคราบเชื้อราตามรอยปูนยาแนวขอบกระเบื้อง สามารถขจัดออกได้ง่ายๆ ด้วย น้ำยาซักผ้าขาว (ไฮยีน) โดยการนำสำลีชุดน้ำยาฟอกขาวให้ชุ่ม แล้วแปะไว้บนขอบกระเบื้องที่เป็นคราบ ทิ้งไว้ 1 คืน พอเช้ามาก็ผสมน้ำยาฟอกขาว 3/4 ถ้วย กับน้ำสะอาด 1 แกลลอน แล้วใช้ผ้า ฟองน้ำ แปรงสีฟัน ชุบน้ำยาดังกล่าว เช็ดรอยเปื้อน บนขอบกระเบื้อง (ควรสวมถุงมือยางและใส่เสื้อผ้าตัวเก่า เพื่อป้องกันน้ำยาฟอกขาวกระเด็นใส่) จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง. ที่มา myhome

เคล็ดลับง่ายๆ ดูแลผมสวยสุขภาพดี ให้เหมาะกับสภาพผม
ดูแลผม /  ผมสวย / 

        มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกภาพ นิสัยใจคอ รูปร่างหน้าตา รวมไปถึงลักษณะของเส้นผม ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของใบหน้า ที่ช่วยสร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น ได้ตั้งแต่แรกเจอ ผู้หญิงเราจึงมักให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาเส้นผมเป็นอันดับแรกๆ เริ่มตั้งแต่การคิดประดิษฐ์ ทรงผมให้เข้ากับรูปหน้า การจัดแต่งทรงผมให้สวยเก๋ในทุกมุมมอง ตลอดจนการบำรุงเส้นผมให้แลดูสวยสุขภาพดีอยู่ เสมอ แพนทีน จึงขออาสามาไขความกระจ่างพร้อมแนะนำเคล็ดลับในการดูแลและบำรุงเส้นผมที่เหมาะกับลักษณะ ของเส้นผมที่ต่างกัน ทำความรู้จักลักษณะของเส้นผม สาวๆ ควรทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสภาพเส้นผมของตนเอง เพราะการออกแบบทรงผม การจัดแต่งทรงผม ตลอด จนการดูแลรักษาเส้นผมด้วยผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต้องคำนึงถึงชนิดของเนื้อเส้นผมให้มากที่สุด - สำหรับสาวๆ ที่มีผมเส้นเล็ก มักพบกับปัญหาการจัดแต่งทรงยาก เซ็ทผมแล้วไม่ทน อาจลองไว้ผมบ๊อบสั้นสไลด์ปลาย ก็สามารถช่วยเพิ่มวอลลุ่ม ให้ทรงผมดูหนาขึ้นได้เป็นอย่างดี . - สำหรับผมที่มีลักษณะผมเส้นใหญ่ มักเข้าได้ดีกับการเซ็ทด้วยโรลม้วนผม หรือการดัด ผม เพราะจะช่วยทำให้ผมดูอยู่ทรงยิ่งขึ้น แต่เส้นผมชนิดนี้มักขาดความเงางาม จึงควรหมั่นบำรุงเส้นผมด้วยคอนดิชัน เนอร์เป็นประจำทุกวัน . - เส้นผมอีกประเภทที่ดูแลยาก และต้องการการบำรุงอยู่เสมอ คือ ผมหยักศก เพราะเป็นประเภท เส้นผมที่มีสปริงค่อนข้างมาก ทำให้เซ็ทผมได้ยากกว่าผมชนิดอื่นๆ . เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงเส้นผมส่วนใหญ่ ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันและทดลองมาเพื่อให้เหมาะกับ สภาพเส้นผมที่แตกต่างกัน จึงนับเป็นข้อดีของเรา ที่มีโอกาสได้เลือกใช้แชมพูและคอนดิชันเนอร์ที่สามารถช่วยบำรุง เส้นผมและหนังศีรษะของเราได้อย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นเส้นผมที่ผ่านการดัด ทำสี และโดนความร้อนมาอย่างโชกโชน เส้นผมแห้ง แตกปลาย ที่ต้องการเติมความชุ่มชื้น หรือแม้แต่เส้นผมเปราะบาง ขาดร่วงง่าย ที่ต้องการเสริมสร้างความ แข็งแรงจากรากสู่ปลายผม โดยหมั่นทำความสะอาดและบำรุงเส้นผมด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผมของตนเอง เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เส้นผมของเรากลับมาแข็งแรงและมีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง ดูแลรักษาเส้นผมให้ถูกต้องตามขั้นตอน การทำความสะอาดและบำรุงเส้นผม ดูเหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ที่ทุกคนคุ้ยเคยกันเป็นอย่างดี แต่หากทำ อย่างผิดวิธี ก็อาจทำให้เกิดปัญหาหนังศีรษะต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหารังแค เชื้อราบนหนังศีรษะ และผมขาด หลุดร่วง เป็นต้น เริ่มที่ขั้นตอนแรก คือ การหวีผมก่อนสระ เพื่อลดการพันกันของเส้นผม และช่วยกระตุ้น การไหลเวียนของเลือดเพื่อไปเลี้ยงเส้นผม จากนั้นจึงใช้น้ำสะอาดล้างผมก่อนสระ เพื่อชะล้างน้ำมันและสิ่งสกปรกออก แล้วจึงตามด้วยการสระผมด้วยน้ำในอุณหภูมิห้อง โดยถูแชมพูสระผมกับฝ่ามือก่อน เพื่อช่วยลดปริมาณสารเคมีของ เนื้อครีมไม่ให้สัมผัสกับหนังศีรษะโดยตรง และใช้คอนดิชันเนอร์นวดหนังศีรษะและเส้นผมทุกครั้งหลังสระผมเพื่อให้สารบำรุงสามารถซึมเข้าสู่เส้นผมได้เป็นอย่างดี เพียงวิธีง่ายๆ แค่นี้ก็จะได้เส้นผมที่มีสุขภาพดีในสไตล์ที่ใช่คุณ ขอบคุณเนื้อหาดีดี จาก  แพนทีน

สำรวจตัวเอง น้ำหนักไม่ลด อาจเพราะ “อุจจาระตกค้าง ”
ดีท็อกซ์ /  อุจจาระ / 

       เคยไหมคะ ? ที่ออกกำลังกายหนักหน่วง ควบคุมอาหารตามตาราง นับแคลอรี่เป๊ะๆ แต่ทำไมน้ำหนักก็ยังไม่ลดสักที แถมยังมีอาการท้องอืด ท้องผูก บางครั้งก็ลามมาปวดหลังอีกต่างหาก ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นกับหลายคนที่กำลังลดความอ้วนอยู่ น้อยคนนัก ที่จะรู้ว่าเกิดจาก อุจจาระตกค้าง!! อ่านถึงตรงนี้ คงต้องเอามือมาปิดจมูกกันสักนิดนะคะ แต่บอกได้เลยว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ       เริ่มจาก เรามาทำความรู้จักกับระบบการทำงานของลำไส้กันก่อนดีกว่าค่ะ  ลำไส้ของคนเรายาว ประมาณ 20 ฟุต เป็นลำไส้เล็ก 15 ฟุต และ อีก 5 ฟุต เป็นลำไส้ใหญ่ อาหารที่ผ่านกระบวนการย่อยแล้วจะผ่านไปที่ลำไส้เพื่อทำการดูดซึม ส่วนที่ไม่ย่อยและไม่ดูดซึมนั้นท้ายสุดแล้วก็จะออกไปในรูปแบบของอุจจาระ แต่...ก็มีหลายครั้งที่การขับถ่ายไม่สามารถนำอุจจาระออกมาได้หมดจากลำไส้ ทำให้เกิดการตกค้าง และเกาะอยู่ตามผนังลำไส้ มาลองสำรวจตัวเองกันดูนะคะ ว่าจะมีปัจจัยอะไรกันบ้าง ? 1. รีบรับประทานอาหารเกินไป ควรเคี้ยวให้ได้ 30 ครั้งต่อ 1 คำ 2. รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย 3. อันนี้น่ากลัว!! มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ 4. ระบบดูดซึมเสีย เนื่องจากมีน้ำมันเคลือบอยู่มากเกินไป ทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไปไม่มีการหมุนเวียน 5. ข้อนี้สำคัญ!! ไม่ขับถ่ายในช่วงเวลา 05.00 น. - 07.00 น.         ทำไมถึงต้อง ขับถ่ายในช่วงเวลา 05.00 น. - 07.00 น. สาเหตุมาจากช่วงเวลาหลัง 7 โมงเช้าไปแล้ว ลำไส้จะบีบให้อุจจาระขึ้นไปข้างบน จึงทำให้เราขับถ่ายอุจจาระออกมาไม่หมด อุจจาระที่ค้างไว้นี้ ก็จะเกาะที่ผนังลำไส้พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่า มันก็แซงหน้าไปก่อน แต่มันไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็งไว้ ก็เกาะติดแน่น กดทับเส้นเลือดต่าง ๆใน กระเพาะ และ กระดูกหลัง ทำให้มีอาการปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้อง ท้องอืด        อย่าคิดว่าลำไส้ที่ยาว 20 ฟุต จะมีพื้นที่น้อยนิด จนละเลยการหาทางแก้ไข เพราะเคยมีการผ่าศพพบอุจจาระที่ตกค้างอยู่กว่า 10 กิโลกรัม !! ลองคิดดูสิคะ ว่าถ้าน้ำหนักคุณลงไป 10 กิโลกรัม จะผอมขนาดไหน ? แล้ววิธีการแก้ไขล่ะ จะต้องทำอย่างไรต่อไป ถ้าบอกไปหลายคนจะต้องร้อง อ๋อออออ ....เพราะนั่นก็คือการ ดีท็อกซ์ !! นั่นเองค่ะ       สูตรการดีท็อกซ์นั้นก็มีให้ได้ลองอยู่หลายสูตรนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเม็ดแมงลัก น้ำอุ่น น้ำผึ้งมะนาว กล้วย โยเกิร์ต นิยมดื่มก่อนนอนหรือหลังตื่นนอนทันที จะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายในตอนเช้าได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ภาพประกอบและเรียบเรียงโดย Women Mthai Team

แต่งห้องน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย
แต่งห้องน้ำ

วันนี้ Decor.MThai ได้นำเรื่องราวจากหนังสือ Life and Home เป็นเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับ แต่งห้องน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ บทความการแต่งห้องน้ำอย่างไรให้ปลอดภัยนี้เป็นบทความของคุณสุคนธา ฉ่ำมิ่งขวัญ และภาพประกอบสวยๆ จากทีมงานไลฟ์แอนด์โฮมค่ะ ว่าแล้วเราไปดูการแต่งห้องน้ำให้ปลอดภัยกันเลยดีกว่าค่ะ แต่งห้องน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย นอกเหนือฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวกสบาย มีความสวยงามตรงตามใจผู้เป็นเจ้าของแล้ว ความปลอดภัยก็เป็นอีกเรื่องสำคัญในห้องน้ำที่ไม่ควรมองข้างเพราะบ่อยครั้งที่อุบัติเหตุภายในบ้านเกิดขึ้นขณะใช้งานในห้องน้ำ ทั้งที่ความจริงแล้วเราสามารถป้องกันได้  ตั้งแต่เรื่องของการออกแบบไปจนถึงวัสดุที่มีความเหมาะสม Bath Decor ในฉบับนี้ จึงมีวิธีการตกแต่งห้องน้ำให้ปลอดภัยมาแนะนำค่ะ 1. การออกแบบห้องน้ำ การออกแบบห้องน้ำ : ควรมีการระบายอากาศที่ดี เพราะเป็นพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับความชื้นอยู่ตลอดเวลา ตำแหน่งที่เหมาะสมคือทิศตะวันตก ใช้ความร้อนของแสงแดดในช่วงบ่ายมาขับไล่ความชื้น อันเป็นสาเหตุของเชื้อราและเชื้อโรคต่างๆ ติดตั้งหน้าต่างหรือหลังคา Skylight ก็เป็นอีกทางที่ช่วยทั้งระบายอากาศ และรับแสงแดดเพิ่มเติมส่วนการออกแบบพื้นห้องน้ำไม่ควรมีความสูงในระดับที่ต่างกันเพื่อป้องกันการสะดุดล้ม 2. วัสดุ วัสดุ : แน่นอนว่าวัสดุที่นำมาปูพื้นมีหลากหลายประเภทเช่น กระเบื้อง หินสังเคราะห์ หินอ่อน ไม้สังเคราะห์ ซึ่งเราสามารถใช้ได้หมด แต่ที่ควรคำนึงคือผิวสัมผัสของวัสดุนั้น ต้องมีผิวสัมผัสแบบด้านเพื่อป้องกันการลื่นล้มขณะเท้าเปียกน้ำ ต่อมาคือการเลือกใข้กระจก หากเป็นกระจกใสสำหรับกั้นพื้นที่หรือเป็นประตูห้องควรเลือกกระจกที่มีความหนาเป็นพิเศษ เช่นกระจกเทมเปอร์ กระจกลามิเนต ซึ่งเมื่อเกิดการแตกหัก ก็จะไม่มีเหลี่ยมคมมาทำอันตรายส่วนกระจกเงาไม่ควรติดไว้ใกล้กับส่วนเปียก อย่างส่วนชาวเวอร์ เพราะมีโอกาศลื่นล้มได้ง่ายกว่าส่วนอื่นๆ 3. อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับไฟฟ้า อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับไฟฟ้า : เริ่มกันตั้งแต่แสงไฟที่ควรมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดทึบจนเกินไปในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณกระจกเงาส่องหน้า ส่วนปลั๊กหรือเต้าเสียบต่างๆ ควรเลือกรุ่นที่มีฝาปิด สำหรับป้องกันความชื้นและน้ำกระเด็นใส่จนเกิดการลัดวงจร ส่วนตำแหน่งที่ติดตั้งควรอยู่ในส่วนแห้ง สูงเหนือกว่าก๊อกน้ำ และอ่างล้างหน้า ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า อย่างเครื่องทำน้ำอุ่น ห้ามลืมติดตั้งสายดินเด็ดขาดเพื่อป้องกันไฟรั่ว 4. การเลือกใช้สุขภัณฑ์ การเลือกใช้สุขภัณฑ์ : ควรเลือกใช้สุขภัณฑ์ที่ไม่มีเหลี่ยมมุมแหลมคม ในกรณีที่ครอบครัวมีเด็กเล็กและผู้สูงอายุใช้ร่วมกัน โดยปัจจุบันมีสุขภัณฑ์สำหรับเด็กและผู้สูงอายุโดยเฉพาะซึ่งจะมีความสูงที่เหมาะสมมากกว่า พยายามหลีกเลี่ยงสุขภัณฑ์ที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน เพราะจะแตกหักง่าย หรือใช้วัสดุสมัยใหม่อื่นๆ มาทดแทนเช่นหินสังเคราะห์เป็นต้น หากห้องน้ำมีการใช้ร่วมกันทุกช่วงวัยควรคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยเล็กๆ น้อยๆ ด้วย เช่นการติดตั้งราวจับไว้ใกล้กับโถสุขภัณฑ์เพื่อช่วยผู้สูงอายุพยุงตัว เลือกใช้พรมยางกันลื่นแทนพรมเช็ดเท้าทั่วๆ ไป ราวแขวนผ้าที่ควรติดตั้งให้อยู่เหนือศีรษะเป็นต้น ติดตามอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมในหนังสือ Life and Home ฉบับเดือน Jan 2014 จาก Mbookstore คลิ๊ก

5 สิ่งห้ามใช้กับ สะดือเด็กแรกเกิด
ทารก /  มหาหิงค์ / 

สะดือเด็กแรกเกิด จะแห้ง และหลุดไปหลังจากคลอดแล้วประมาณ 7 - 10 วัน คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มักจะกังวลว่าการทำความสะอาดสะดือเด็กแรกเกิดจะทำให้ลูกได้รับความเจ็บปวด ซึ่งการเช็ดทำความสะอาดสะดือทารกแรกเกิดไม่ได้ทำให้เจ็บปวดแต่อย่างใด แต่ถ้าเช็ดสะดือให้ลูกไม่สะอาด อาจทำให้สะดือติดเชื้อเกิดการอักเสบขึ้นได้นะคะ ห้ามทา มหาหิงค์ บนสะดือเด็กแรกเกิด สำหรับเด็กแรกเกิดนั้นบางครั้งอาจมีอาการแน่นอึดอัดท้อง คุณแม่จึงมักไล่ลมในท้องลูกด้วยมหาหิงค์ ซึ่งข้อควรระวังคือห้ามทาลงบนสะดือเด็ก เพราะจะทำให้บริเวณสะดือเกิดความชื้น อักเสบขึ้นได้ ห้ามโรยแป้งบนสะดือเด็กแรกเกิด แป้งคือสิ่งที่ห้ามใช้กับสะดือเด็กแรกเกิด เพราะแป้งจะไปอุดตันในสะดือเด็กแรก จนเกิดการอักเสบขึ้นได้ โดยเฉพาะในทารกบางรายเมื่อสะดือแห้งใกล้จะหลุดอาจมีน้ำเหลืองซึมๆ ออกมา ซึ่งไม่ควรโรยแป้งลงบนสะดือเด็ดขาด เพราะแป้งที่โรยปนไปกับน้ำเหลืองอาจเป็นตัวกระตุ้นให้สะดือเกิดการอักเสบอย่างรุนแรงขึ้นได้ ห้ามใส่ผ้าอ้อมปิดสะดือเด็กแรกเกิด เมื่อใส่ผ้าอ้อมให้เด็กแรกเกิด ควรใส่ให้ขอบบนของผ้าอ้อมอยู่ต่ำกว่าตอสายสะดือ เพื่อป้องกันการถูกกดทับเป็นเวลานานจากผ้าอ้อมจนทำให้เกิดการอับชื้นขึ้นได้ ห้ามทาโลชั่นบนสะดือเด็กแรกเกิด ในเด็กแรกเกิดนั้นสามารถทาโลชั่นเพื่อบำรุงผิวได้ แต่ห้ามทาโลชั่นลงบนสะดือเด็กแรกเกิด เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้นเกิดเชื้อราขึ้นได้ ห้ามแคะ หรือแกะสะดือเด็กแรกเกิด หลังจากผ่านไปได้ 7-10 วัน สะดือลูกจะค่อยๆ แห้ง ซึ่งควรปล่อยให้สะดือหลุดออกเองตามธรรมชาติ ห้ามใช้คอตตอนบัดแคะ หรือแกะสะดือเด็กแรกเกิดเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เลือดไหลออกมา เกิดการอักเสบขึ้นได้ เช็ดสะดือด้วยแอลกอฮอล์เท่านั้น หลังจากอาบน้ำให้เด็กแรกเกิดเสร็จแล้ว ให้เช็ดสะดือด้วยแอลกอฮอล์ 70% ตามที่โรงพยาบาลจัดให้ใช้เท่านั้น โดยให้ดึงสายสะดือขึ้นเช็ดวนจากด้านในออกด้านนอกเพียงรอบเดียว แต่ถ้าสะดือทารกยังไม่สะอาดให้เช็ดด้วยสำลี หรือคอตตอนบัดอันใหม่อีกครั้ง ที่มาจาก th.theasianparent ภาพประกอบโดย Women MThai Team

เคล็ดลับอัพลุคให้ห้องโปรด เทคนิคแต่งผนังแบบ DIY ด้วยสีซีเมนต์
ตกแต่งผนัง /  ปูนดิบ / 

ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาให้ความสนใจในการแต่งห้องที่สะท้อนตัวตนมากยิ่งขึ้น จึงทำให้การ DIY (Do It Yourself) หรือการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ด้วยตนเอง เข้ามามีบทบาทสำคัญในแวดวงการตกแต่งภายในมากกว่าเดิม ซึ่งหนึ่งในการ DIY ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ การ DIY ผนัง เพราะผนังเป็นส่วนสำคัญส่วนนึงที่มีผลโดยตรงต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้อยู่อาศัย และยังช่วยประหยัดงบประมาณการสร้างสรรค์ดีไซน์เก๋ๆ ให้กับห้องได้อีกด้วย เคล็ดลับอัพลุคให้ห้องโปรด เทคนิคแต่งผนังแบบ DIY ด้วยสีซีเมนต์ อย่างไรก็ตามการ DIY ผนังมีเทคนิคที่น่าสนใจให้เลือกใช้มากมายหลายแบบ ซึ่งการนำสีซีเมนต์มาทาตกแต่งโดยตรงก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่ได้รับความน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยคุณสมบัติที่ต่างจากสีทาบ้านทั่วไป เพียงผสมน้ำก็ใช้งานได้ทันที สามารถนำมาใช้ได้กับหลากหลายวัสดุ ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่ต้องทาน้ำยารองพื้น และเข้าถึงความเป็นธรรมชาติของปูนซีเมนต์ได้ดี ดังนั้น เสือ เดคอร์ ในฐานะผู้ผลิตและผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมปูนซีเมนต์ จึงขอแนะนำเทคนิคการ DIY ผนังด้วยสีซีเมนต์ เพื่อเป็นอีกหนึ่งไอเดียให้กับเจ้าของบ้านได้นำมาใช้ตกแต่งได้ตามจินตนาการ ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการตกแต่งผนังให้มีสีสันรับกับไลฟ์สไตล์ และความชื่นชอบของตนเองมากขึ้น โดยมองว่าผนังบ้านเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ห้องมีความน่าสนใจ และสามารถให้อารมณ์ที่หลากหลายได้ ทำให้เทรนด์การ DIY ได้รับความนิยมมาก ดังนั้น เสือ เดคอร์ จึงแนะนำเคล็ดลับการ DIY ด้วยสีซีเมนต์ ที่ช่วยเพิ่มความโดดเด่นและสร้างสรรค์บรรยากาศใหม่ๆ ให้กับบ้าน ดังนี้ เทคนิคแรก คือ “จับคู่สี เพิ่มความสดใสให้กับห้อง” สีมีความสำคัญอย่างมากต่อการตกแต่งผนังห้อง เพราะนอกจากการใช้สีจะมีผลโดยตรงต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยแล้ว ยังสามารถสื่อให้เห็นถึงบุคลิก สไตล์และลักษณะของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการเลือกใช้สีให้เหมาะกับแต่ละห้องจึงมีส่วนทำให้บ้านน่าอยู่ มากขึ้น ในปัจจุบันมีสีซีเมนต์ให้เลือกอย่างหลากหลาย จึงสามารถจับคู่สีได้มากมายหลายแบบ ทั้งการทาผนังให้ตัดกันและการกั้นแถบผนังให้มีสีต่างกันเพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับห้อง โดยการเลือกจับคู่สีสามารถแบ่งได้เป็น 2 วิธี ได้แก่ การจับคู่สีแบบตัดกัน (Contrast) คือ การนำสองสีที่ตัดกันมาทาสลับกันหรือทำให้เกิดลวดลาย เพื่อเพิ่ม ความทันสมัยและเป็นเอกลักษณ์ให้กับผนังมากขึ้น ซึ่งวิธีนี้ต้องคำนึงถึงการเลือกใช้สีเป็นอย่างมาก เนื่องจากการใช้สีที่ตัดกันมากในปริมาณที่เท่ากันจะทำให้ห้องดูแคบและเล็กลง ดังนั้น จึงควรเลือกใช้สีในสัดส่วน 70:30 เพื่อทำให้ห้องดูสวยงามและลงตัวมากขึ้น สำหรับอีกหนึ่งวิธี คือการจับคู่สีแบบใกล้เคียงกัน (Monotone) เป็นการนำสองสีที่ใกล้เคียงกันหรืออยู่ในโทนสีเดียวกันมาใช้ในการ DIY ผนัง เพื่อให้ห้องดูกว้างขวางและสบายตามากขึ้น เช่น การนำสีเหลืองแก่และสีเหลืองอ่อนมาทาคู่กัน หรืออาจใช้วิธีทาสีห้องเป็นสีเดียว แต่เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์หรือสีพื้นที่มีสีสันตัดกันทดแทนได้ ทั้งนี้หากต้องการเพิ่มมิติให้ห้องดูลึกขึ้น ก็สามารถทำเส้นสายลายเส้นต่างๆ เช่น เส้นตรง เส้นเฉียง หรือซิกแซกได้ตามใจชอบ เทคนิคที่สอง คือ “สร้างลวดลายผ่านลายฉลุ” (Stencil) หนึ่งในเทคนิคการ DIY ผนังที่เจ้าของบ้านสามารถทำได้ด้วยตนเอง เนื่องจากเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายเหมือนการวาดภาพและสามารถสะท้อนตัวตนของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี โดยขั้นตอนแรกต้องเริ่มต้นจากการค้นหาแบบลายฉลุที่ชื่นชอบ ซึ่งปัจจุบันตามร้านค้าและในเว็บไซต์มีให้เลือกมากมายหลายแบบตามสไตล์ของแต่ละคน หลังจากนั้นให้นำแบบลายฉลุที่เลือกมาแปะบนผนังแล้วทาทับด้วยสีซีเมนต์ โดยใช้เฉดสีที่ต่างจากสีพื้นเดิมของผนัง การใช้สีซีเมนต์จะช่วยทำให้ภาพมีความคมชัดและสวยงามมากกว่าการใช้สีทั่วไป อย่างไรก็ตามข้อควรระวัง คือ การสร้างลวดลายโดยใช้ลายฉลุนั้นจำเป็นต้องมีการวางแผนให้ดีว่าจะให้ลายฉลุไหน อยู่ตรงส่วนใดของผนัง ตลอดจนลำดับการทาสีทับ เพื่อให้งานที่ออกมาตรงกับความต้องการมากที่สุด ไม่ต้องมีการแก้ไขในภายหลัง อีกหนึ่งเทคนิคที่ได้รับความนิยมในการ DIY ผนัง คือ “เพิ่มผิวสัมผัส สร้างความน่าสนใจให้ผนังห้อง” ผนังห้องที่สวยไม่จำเป็นต้องมีแค่สีพื้นเรียบเนียนอย่างเดียวเท่านั้น แต่การสร้างผิวสัมผัสให้กับผนังยังเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่ทำให้ผนัง ดูน่าสนใจเพิ่มมากขึ้นด้วย โดยการสร้างผิวสัมผัสในปัจจุบันสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้แปรงทาสีซีเมนต์ เพื่อให้เกิดเป็นผิวสัมผัสตามความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคน โดยผ่านการสร้างลวดลายจากการสะบัดแปรงไปในทิศทางเดียวกันหรือทิศทางตรงกันข้าม หรืออาจจะเป็นการใช้ลูกกลิ้งและเกรียงทาที่ผนัง โดยเน้นทาให้มีร่องรอยของการฉาบหรือมีพื้นผิวที่ไม่เรียบเท่ากันทั้งผืน เพื่อสร้างมิติให้กับผนังดูเท่และมีลูกเล่นมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการสร้างลวดลาย ด้วยวิธีนี้จำเป็นที่จะต้องใช้ความชำนาญเฉพาะทางของช่างหรือผู้เชี่ยวชาญในการทำ เพื่อให้งานออกมาสวยสมใจ นอกจากการ DIY ผนังให้สวยงามและโดดเด่นแล้ว การดูแลรักษาผนังให้สวยคงทนยาวนานก็ยังเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการตกแต่งผนังมีหลากหลายประเภท ดังนั้น วิธีการดูแลรักษาจึงแตกต่างกันออกไป เช่น - สำหรับผนังแบบเงา การเคลือบพื้นผิวผนังด้วยน้ำยาเคลือบเงาหลังจาก DIY เสร็จจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากจะทำให้ผนังมีสีสันสดใสมากขึ้นแล้ว ยังสามารถทำให้พื้นผนังคงทนมากขึ้นด้วย - หรือ หากเป็นผนังในลุคปูนดิบ การเคลือบผิวงานฉาบแบบด้านด้วยน้ำยาที่มีคุณสมบัติต้านการซึมผ่านของน้ำ (Water Repellent) หลังจาก DIY เสร็จ ก็สามารถช่วยป้องกันการเกิดเชื้อราตะไคร่ และยังช่วยรักษาเนื้อของสีซีเมนต์ให้มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วย สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์ เทรนด์สีที่มาแรงในปีนี้ คือ “สีไวน์แดง” หรือ “Marsala” ซึ่งเป็นสีที่แสดงถึงความแข็งแกร่งเป็นธรรมชาติแต่แฝงไว้ด้วยความงดงามน่าหลงใหล โดยการเลือกทาสีไวน์แดงในห้องนั้นจะต้องคำนึงถึงปริมาณการใช้เป็นหลัก เนื่องจากสีไวน์แดงเป็นสีเข้ม การตัดด้วยสีที่ฉูดฉาดหรือใช้ในบริเวณที่กว้างจนเกินไปอาจทำให้ห้องดูทึบไม่สดใส ดังนั้นจึงเหมาะแก่การทาแค่บางส่วนของห้องเพื่อสร้างความสวยงามและทันสมัยให้แก่ห้อง อย่างไรก็ตามสีไวน์แดงสามารถนำไปใช้ได้กับทุกสไตล์ห้องภายในบ้าน อีกทั้งยังเข้าได้กับเฟอร์นิเจอร์ทุกประเภท ทั้งเฟอร์นิเจอร์ไม้ เฟอร์นิเจอร์หนัง และเฟอร์นิเจอร์เหล็ก ที่มาช่วยสร้างความน่าสนใจผ่านการผสมผสานความดิบที่เรียบง่ายกับเสน่ห์ของสีน้ำตาลอมแดง ตอบโจทย์ความชื่นชอบให้กับเจ้าของบ้านตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น การทาตกแต่งผนังด้วยสีซีเมนต์สามารถทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก และสามารถเลือกใช้เทคนิคการ DIY ได้หลายวิธี และยังช่วยเสริมอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันไปในแต่ละห้องของบ้านให้มีความหลากหลายและ น่าอยู่มากขึ้นด้วย เปรียบเสมือนการเติมเสน่ห์ให้กับทุกๆ ห้องที่จะคงอยู่กับบ้านไปอีกนานแสนนาน เพิ่มมิติให้ห้องดูลึกขึ้น ด้วยการทำเส้นสายลายเส้นต่างๆ เช่น เส้นตรง เส้นเฉียง หรือซิกแซก โดยใช้สีตัดกัน ห้องที่ตกแต่งด้วยเทคนิคลายฉลุ    ภาพตัวอย่างสีซีเมนต์ และการผสมน้ำเพื่อใช้งาน ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก     ข้อมูลจาก คุณกมลวรรณ ชื่นอังกูล ผู้จัดการเดคอร์เรทีฟ โปรดักส์ บริษัท สยามมอร์ตาร์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมปูนซีเมนต์ “เสือ เดคอร์” ข้อมูลดีๆ เพิ่มเติมที่ www.tigerbrandth.com www.facebook.com/TigerBrandTH

10 ของใช้ใกล้ตัว น่ากลัวติดโรค
ของใช้ /  สุขภาพ / 

         สุขภาพที่เจ็บป่วยอย่างไม่รู้สาเหตุ แท้ที่จริงไม่ต้องคิดหาคำตอบให้ยาก เพราะต้นตอกลับอยู่ที่ของใช้ใกล้ตัว ที่ผู้ใช้ขาดการรักษาความสะอาด         ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ ผู้อ่านรักษ์สุขภาพต้องลองอ่าน 10 ของใช้ติดตัว น่ากลัวติดโรค โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า เกิดเป็นคนแม้ไม่พ้นเชื้อแต่ก็พยายามช่วยลดมันลงได้แค่เพียงไม่มองข้าม “ของติดตัว” และ “ ของใช้ ใกล้ตัว” ที่น่ากลัวได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าดังต่อไปนี้ครับ 1. คอนแทคเลนส์ ติดตัวติดที่ตา ขออย่าใส่นอนข้ามคืนหรือแม้เป็นชนิดที่ใส่นอนได้ก็ไม่ควรอยู่ดีเพราะกระจกลูกตามีอาหารกินอยู่ทางเดียวคืออากาศ ปราศจากเส้นเลือดเลี้ยงจึงเป็นของที่ควรเปิดโล่งให้รับลมจะดีกว่าครับ 2. หมวกกันน็อค กับที่คาดผม ของติดศีรษะที่นำสิวมาให้ได้ โดยเฉพาะในหมวกกันน็อค ส่วนที่คาดผมหรือที่รัดผมนั้นจะทำให้ผมร่วงง่ายกลายเป็นคนผมบางไปโดยไม่รู้ตัว ขอให้ใช้หมวกกันน็อคตากแดดบ้าง ส่วนที่รัดผมขอพักไว้เวลาวันหยุดบ้างก็ได้ครับ 3. เหล็กดัดฟัน-ฟันปลอม ของที่ติดอยู่ในช่องปากเช่นนี้ดึงเข้าดึงออกแต่ละทีก็เหมือนเติมเชื้อใส่เข้าไป เป็นของที่มีซอกมุม ทำความสะอาดยาก หากไม่แน่ใจเสียแล้วก็จะทำให้เชื้อสะสมอยู่ที่เหงือกกลายเป็นโรคคลาสสิกอย่างรำมะนาดหรือปริทนต์ได้ 4. สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ของที่แสนใกล้ตัวและราคาแพงเช่นนี้ไม่ได้การันตีความไม่ป่วย ด้วยสร้อยที่เป็นโลหะจำพวก “นิเกิล” และ “โรเดียม” มีโอกาสกระตุ้นภูมิได้ในผู้ที่ไวต่อมันกลายเป็นผื่นแดงมีอาการคัน ส่วนในท่านที่ใส่สร้อยที่เป็นเชือกหรือวัสดุธรรมชาติก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้ดีตามเส้นใยที่ว่านั้นต้องระวังเชื้อรากันด้วย 5. กระเป๋าถือ ไม่ว่าจะสะพายไขว้หน้าราคาเรือนแสนหรือกระเป๋าสตางค์ใบจ้อยกะร่อยกะหริบก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้พอกัน อย่าลืมว่ามันเป็นส่วนที่ต้องออกไปท่องโลกกว้างพร้อมกับตัวท่านทุกวัน แต่กลับไม่ค่อยได้อาบน้ำท่าทำความสะอาดเหมือนคน เพราะไม่อย่างนั้นหนังอาจเสื่อมเร็ว ดังนั้นควรระวังเรื่องความชื้นและกระเป๋าที่มีซอกหลืบเยอะให้ดี 6. มืออนามัย แม้จะใส่เพื่อความสะอาดแต่ก็อาจป่วยได้โดยเฉพาะถุงมือยางที่เรียกว่า “ลาเท็กซ์” ทั้งในบุคคลากรแพทย์หรืออาชีพที่ต้องใส่ถุงมือทำงาน จะมีอาการ “แพ้” ได้กลายเป็นตุ่มใสบ้างแดงบ้างแถมคันคะเยอ หรือเผลอๆเหงื่อออกก็ได้เชื้อราแถมตามง่ามนิ้ว พอถึงเวลาถอดถุงมือออกมาดูพุพองน่าสยองไป 7. นาฬิกาข้อมือ ถือเป็นของติดตัวใส่กันตลอดทั้งในยามทำงาน,ออกกำลังกายหรือแม้ในเวลาอาบน้ำ ทำให้ซอกนาฬิกาเป็นบ้านอันผาสุกของเชื้อโรคได้ จึงอยากขอให้พักข้อมือบ้าง โดยการถอดนาฬิกาในเวลานอนและอาบน้ำเพราะนั่นคือช่วงที่เชื้อจะสะสมได้มากที่สุด รวมถึงแหวน,สร้อยและเครื่องประดับติดตัวอื่นด้วยนะครับ จะได้ทำให้เวลานอนคือเวลาพักผ่อนปลอดพันธนาการที่แท้จริง 8. ชั้นในและกางเกงเข้ารูป รัดจนหน้าตูบแถมยังทำให้เจ็บป่วยจากโรคอย่างกรดไหลย้อนในกรณีใส่เสื้อรัด หรือกดเส้นประสาทจนหน้าขาชาอย่างกรณีใส่กางเกงขาเดฟรัดติ้วแล้วยังมีกระเป๋าสตางค์กดอีก ส่วนในกรณีที่ร้อนจัดมีเหงื่อออก เครื่องรัดกายที่แน่นตัวเช่นนี้จะเรียกทั้งเชื้อราผิวหนังแล้วยังตกขาวในสาวๆได้อีกด้วย 9. รองเท้า เป็นแหล่งรวมดาวเชื้อโรคอย่างแท้จริงเพราะไปวิ่งไปเดินมาร้อยเอ็ดย่านน้ำแล้วพอถึงเวลากลับมาบ้านเหนื่อยก็ถอดทิ้งไว้เฉยๆรวมกันอยู่บนชั้นวาง หรืออย่างชีวิตชาวคอนโดฯที่ต้องใช้ที่ร่วมกันอย่างประหยัดก็ทำให้ชั้นวางเกือกแออัดราวกับมหกรรมย่อมๆซึ่งทำให้ชั้นวางรองเท้ากลายเป็นสวนสัตว์รวมเชื้อไปอย่างน่าตกใจ 10. อะไหล่กายเทียม เช่น ข้อเข่าเทียม,ข้อสะโพกเทียม หรือหลอดลวดที่ไปถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ ล้วนแต่เป็นของที่มีอายุ แม้จะดูแลดีแค่ไหนก็ต้องมีวันเสื่อม ซึ่งอนัตตาแห่งอะไหล่มนุษย์เหล่านี้สั้นกว่าอวัยวะที่เป็นของออริจินัลดั้งเดิมอยู่มาก ด้วยว่าร่างกายจะสร้าง “ธาตุต้านของเทียม(Antibody)” ขึ้นมาทำให้เกิดปฏิกิริยาเสื่อมและเจ็บป่วยได้มากกว่าอวัยวะแท้ๆ .........นอกจากนั้นยังมีของใกล้ตัวที่ใช้เฉพาะกิจอีกเช่น แว่นตา,ยาดม และ ผ้าเช็ดหน้า ที่พาเชื้อโรคเช่นตาเจ็บ,ตาแดงและโรคหวัดมาได้ จะเห็นว่าของติดตัวและใกล้ตัวที่ว่ามานี้ถ้าใช้ดีมันก็จะเป็นส่วนส่งเสริมเราแต่ถ้าเผลอไปเมื่อไรมันก็อาจกลายเป็นพันธนาการแห่งชีวิตและเป็นพิษต่อตัวเราได้ ไม่เกี่ยวว่าเป็นของแพงของถูกแต่อย่างใดเลย ขอบคุณที่มาจาก สสส.

เล็บ ใครเป็นแบบนี้บ้าง อยากรู้ไหมว่าเกิดจากอะไร...ตามมา
สุขภาพเล็บ /  เล็บ / 

เล็บมือของคนเราสามารถบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับตัวตนผู้เป็นเจ้าของได้หลายอย่าง เช่น ดูเล็บมือก็อาจรู้ว่าคุณทำงานลักษณะไหน รายได้เป็นอย่างไร หรือแม้แต่งานอดิเรกของคุณน่าจะเป็นอะไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่เล็บจะบ่งชี้ได้ก็คือสุขภาพร่างกายของคุณ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณควรดูแลเอาใจใส่เล็บของคุณอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยปละละเลยจนอาจก่อให้เกิดปัญหา เพราะนอกจากสำคัญกับเรื่องสุขภาพแล้ว เล็บยังทำให้คุณดูมีบุคลิกภาพดีอีกด้วย วิธีการดูแลก็ง่ายๆ เพื่อความสะอาดของเล็บมือ คุณควรตัดเล็บสัปดาห์ละครั้ง และที่สำคัญควรคำนึงถึงผิวหนังบริเวณรอบๆเล็บของคุณด้วย ไม่ควรตัดสั้นเกินไปจนถึงผิวหนัง ปลายนิ้วหรือขอบข้างเล็บ เวลาตะไบแต่งปลายเล็บ ให้ถูตะไบไปทางเดียวกัน อย่าถูย้อนไปย้อนมา และถ้าเป็นไปได้ คุณควรตัดเล็บหลังจากที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ เพราะหลังจากโดนน้ำ เล็บและผิวหนังรอบเล็บของคุณจะอ่อนตัว ง่ายแก่การตัดทำความสะอาด จากนั้นก็ล้างมือและเช็ดให้แห้ง แต่หากเล็บของคุณมีลักษณะบางอย่างชวนให้สงสัยว่าจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ เช่น มีสีคล้ำ สีซีดขาว เป็นจุดกระเกล็ดปลา หรือดูเหมือนจะเสียรูปเพราะการติดเชื้อใดๆ เรามีข้อแนะนำเพิ่มเติมโดย ดร.ซิลเวีย ไบรซ์ และ ดร.พอล เคชิจิอัน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง ได้ชี้ให้เห็นถึงลักษณะเล็บเสียที่แสดงว่ามีปัญหาเรื่องสุขภาพ และจะมีลักษณะแตกต่างกันไป ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ควรแก้ไขอย่างไร ดังนี้ 1. เล็บหนา ผิวเล็บร่อนเปราะ อาจมีสาเหตุมาจากเชื้อราซึ่งเกิดเพราะความอับชื้น แล้วคุณไม่ได้รักษาความสะอาดดีพอ ปัญหานี้มักจะเกิดกับนักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ หากปล่อยทิ้งไว้ เล็บคุณอาจหักกร่อนและเสียมากขึ้น จนถึงขั้นไม่มีการงอกใหม่ คุณควรไปพบแพทย์โรคผิวหนัง ซึ่งสามารถแนะนำและรักษาได้อย่างถูกวิธี 2. เล็บมีสีดำคล้ำผิดไปจากสีเล็บปกติ อาจเกิดจากการที่เล็บของคุณไปกระทบกระแทกกับสิ่งใดแรงๆ และหากบริเวณปลายนิ้วมีอาการบวมเป่งด้วย อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบไปพบแพทย์โรคผิวหนัง และที่สำคัญอย่าแคะเขี่ยเพื่อให้อาการบวมเป่งนั้นยุบแฟบ เพราะหากนิ้วและเล็บคุณเป็นแผล อาจเกิดการติดเชื้อลุกลามได้ 3. เล็บเปลี่ยนเป็นสีต่างจากสีเล็บปกติ ไม่ว่าจะเป็นสีแดง น้ำเงิน เหลือง น้ำตาล หรือสีอื่นใดที่ผิดจากสีเล็บปกติโดยที่ไม่ได้เกิดจากการกระทบกระแทกหรือเสียดสีใดๆ ให้คิดก่อนว่านั่นอาจหมายถึงเล็บของคุณเกิดการติดเชื้อ ควรไปพบแพทย์โรคผิวหนังเพื่อรับการตรวจรักษา 4. เกิดร่องระหว่างเล็บกับผิวหนังและเล็บมีเส้นสีขาว อาการลักษณะนี้มักจะเกิดในแนวขวางหรือแนวนอนของเล็บ สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นผลจากอาการเจ็บป่วยอื่นๆของร่างกาย หรือเป็นผลที่เกิดหลังจากการผ่าตัด ลักษณะดังกล่าวนี้ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด 5. เล็บเป็นจุดกระขาวๆ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า เล็บลักษณะนี้ไม่มีอันตรายใดๆกับสุขภาพ สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการเสียดสีหรือกระทบกระแทกกับสิ่งใดๆ สามารถหายได้เองในไม่ช้า 6. มีเส้นสีน้ำตาลหรือเส้นสีแดงบนเล็บ โดยส่วนใหญ่แล้วไม่เป็นอันตราย สาเหตุมักจะเกิดจากการเสียดสีหรือกระทบกระแทก ซึ่งจะหายไปในไม่ช้า แต่หากไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้น ลักษณะนี้อาจบ่งชี้ว่าเล็บของคุณเกิดการติดเชื้อได้เหมือนกัน (เหมือนข้อ ๓) ควรไปพบแพทย์โรคผิวหนังเป็นดีที่สุด 7. มีเส้นหรือแนวสีเข้มบนเล็บ ซึ่งไม่ได้มีสาเหตุมาจากการกระทบกระแทกหรือบาดเจ็บใดๆ และไม่มีทีท่าว่าจะจางหายไปสักที นั่นอาจเป็นสัญญาณอันตรายบอก ถึงอาการมะเร็งผิวหนังได้ คุณควรไปพบแพทย์โรคผิวหนังเพื่อทำการตรวจให้แน่ใจ อย่าปล่อยทิ้งไว้เพราะอาจสายเกินแก้ 8. มีจุดสีเหลืองหรือจุดเล็กๆบนเล็บ อาจเป็นอาการของโรคสะเก็ดเงิน ซึ่งทำให้ผิวหนังลอกร่อน โดยปกติจะเกิดบริเวณข้อศอก หัวเข่า หรือบน หนังศีรษะ แต่ก็มีพบว่าเกิดกับเล็บได้เหมือนกัน ทางที่ดีคุณควรไปพบแพทย์โรคผิวหนังเพื่อรับการตรวจและรักษาให้หาย 9. เล็บขบ ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับผิวหนังบริเวณขอบเล็บด้านข้าง หากไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ ก็ให้คุณใช้ที่ตัดเล็บคมๆ ตัดขอบเล็บที่งอกเกินและหนังแข็งที่หุ้มเล็บนั้นทิ้ง แต่หากมีอาการเจ็บปวดให้ไปพบแพทย์โรคผิวหนังทันที เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ อาจมีอาการเจ็บปวดเพิ่มมากขึ้น และอาจเกิดปัญหาอื่นตามมา เช่น นิ้วบวม หรือเกิดการติดเชื้อ 10. ขอบเล็บงอกผิดปกติ อาจมีลักษณะคร่อมผิวหนังบริเวณโคนเล็บ หรืองอกเข้าไปในเนื้อบริเวณขอบเล็บ โดยเฉพาะขอบเล็บด้านข้าง สาเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดจากอาการบาดเจ็บของเล็บ หรือเกิดจากที่คุณตัดเล็บไม่ถูกวิธี หากไม่มีอาการเจ็บปวด ให้คุณใช้ที่ตัดเล็บคมๆ ตัดแต่งขอบเล็บใหม่ ตัดเล็มหนังแข็งที่เกิดเพราะเหตุนี้ทิ้งไป และอาจใช้ครีมทาผิวหนังนวดผิวหนังบริเวณนั้นบ่อยๆ เพื่อให้ผิวรอบๆขอบเล็บอ่อนตัวลง เมื่อเล็บงอกใหม่จะได้เป็นปกติ ดูแลตัดแต่งทำความสะอาดเล็บของคุณสัปดาห์ละครั้งอย่างสม่ำเสมอ ระวังอย่าให้กระทบกระแทกหรือเสียดสีกับสิ่งใดๆ เพียงแค่นี้ คุณก็จะเป็นเจ้าของเล็บที่ดูสวย ดูดีมีสุขภาพ แถมเสริมบุคลิกภาพให้คุณดูดีอีกด้วย ที่มาเนื้อหาจาก https://www.doctor.or.th/article/detail/2394

ผ้าขนหนู ก็ต้องเลือกนะคุณ!  พร้อมแชร์เทคนิคการดูแลรักษาให้น่าใช้งาน
ซักผ้าขนหนู /  ผ้าขนหนู / 

“ผ้าขนหนู” อาจเป็นไอเท็มที่ใครหลายคนมองข้าม และคิดว่าไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันในการเลือกซื้อ และดูแลรักษาความสะอาดมากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ผ้าขนหนู” ถือเป็นไอเท็มชิ้นสำคัญที่ทุกคนควรให้ความใส่ใจ เพราะเป็นสิ่งที่สัมผัสกับผิวหน้า และผิวกายของเราตลอดเวลา การเลือกใช้ผ้าขนหนูที่ไม่มีคุณภาพ หรือมีการดูแลรักษาที่ผิดวิธี อาจนำไปสู่สาเหตุของโรคผิวหนังได้อย่างไม่รู้ตัว คอตตอน ยูเอสเอ (COTTON USA) จึงร่วมกับ แคนนอน (Cannon) แบรนด์ผ้าขนหนู และชุดเครื่องนอนชั้นนำที่ผู้บริโภคไว้วางใจ มาแนะเคล็ดลับดีๆ ในการเลือกซื้อ รวมถึงวิธีง่ายๆ สำหรับดูแลรักษาผ้าขนหนูให้ดูใหม่ และน่าใช้งานอยู่เสมอ คุณไกรภพ แพ่งสภา ตัวแทนคอตตอน ยูเอสเอ ภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “ ผ้าขนหนู ถือเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่จำเป็นสำหรับสมาชิกทุกคนภายในบ้าน เพราะเป็นสิ่งที่สัมผัสกับผิวหน้า และผิวกายของเราโดยตรงในทุกๆ วัน ดังนั้น เพื่อสุขอนามัยที่ดีเราจึงควรเลือกใช้ผ้าขนหนูที่มีคุณภาพ ผลิตจากเส้นใยฝ้ายธรรมชาติแท้ 100% จากสหรัฐอเมริกา เพราะจะช่วยมอบสัมผัสอันอ่อนนุ่ม ไม่ระคายเคืองต่อผิวผู้ใช้ อีกทั้งยังสามารถดูดซับน้ำได้ดี ไม่เกิดกลิ่นอับชื้นหลังการใช้งาน และง่ายต่อการดูแลรักษาอีกด้วย ในโอกาสนี้ คอตตอน ยูเอสเอ จึงเชิญคุณจินดา ตั้งมั่นอนันตกุล ผู้บริหารบริษัท ดับเบิ้ลสตาร์อินดัสตรี้ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผ้าขนหนู และชุดเครื่องนอนแบรนด์แคนนอน จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ผู้บริโภคไว้วางใจ มาแนะนำวิธีการเลือกซื้อ รวมถึงเคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งานให้ผ้าขนหนูดูใหม่อยู่เสมอ” เลือกผ้าขนหนูเพื่อการใช้งานให้ถูกประเภท หลักการง่ายๆ สำหรับการเลือกซื้อผ้าขนหนูที่นอกจากจะต้องมีผิวสัมผัสนุ่ม ซับน้ำได้ดี แห้งไวแล้ว ควรคำนึงถึงน้ำหนักของผ้าขนหนูให้เหมาะกับผู้ใช้งาน และควรผสมสารป้องกันแบคทีเรีย เพื่อลดกลิ่นอับชื้นอีกด้วย และสำหรับใครที่เคยคิดว่า ผ้าขนหนู 1 ผืน สามารถใช้ได้กับทุกๆ กิจกรรม คงต้องสลัดความคิดแบบเดิมทิ้งไป เมื่อแท้จริงแล้วผ้าขนหนูนั้นมีด้วยกันหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป สำหรับผ้าขนหนู หรือผ้าเช็ดตัวที่ใช้ซับตัวหลังการอาบน้ำ ควรเตรียมไว้อย่างน้อย 2 ผืน คือ ผ้าขนหนูผืนเล็ก (Hand) ใช้สำหรับเช็ดศีรษะ และผ้าขนหนูผืนใหญ่ (Bath) ใช้สำหรับเช็ดตัว ซึ่งเนื้อผ้าควรมีโครงสร้างการถักทอที่แข็งแรง ทนทาน ซึมซับน้ำได้ดี แห้งไว ซักทำความสะอาดได้ง่าย และสีไม่ซีดจางเร็ว แต่ถ้าหากเป็นคนที่ชื่นชอบการเล่นกีฬา ควรเลือกผ้าขนหนูที่มีขนาดเหมาะสม เช่น กีฬาทางน้ำอาจต้องใช้ผ้าขนหนูที่มีขนาดใหญ่กว่ากีฬาอื่นๆทั่วไป เพื่อช่วยดูดซับน้ำได้รวดเร็ว นอกจากนี้ผ้าขนหนูควรผสารสารป้องกันเชื้อแบคทีเรียเป็นพิเศษเพื่อลดกลิ่นอับชื้นจากเหงื่อขณะเล่นกีฬาอีกด้วย ดูแลรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อเพิ่มสัมผัสที่น่าใช้งานในแต่ละวัน นอกเหนือจากการเลือกใช้ผ้าขนหนูที่ถูกต้องแล้ว การดูแลรักษาความสะอาดผ้าขนหนูให้ดูน่าใช้งาน และมีสัมผัสนุ่มสบายอยู่เสมอก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทุกคนควรใส่ใจ โดยก่อนการใช้งานในครั้งแรกควรซักผ้าขนหนูด้วยน้ำอุ่น เพื่อขจัดสารเคมีที่อาจตกค้างอยู่บนเนื้อผ้า อีกทั้งยังช่วยป้องกันการระคายเคืองที่อาจเกิดบนผิวหนังของเราได้ ในส่วนของการทำความสะอาดผ้าขนหนูนั้นควรแยกซักผ้าขนหนูไม่ปนกับเสื้อทั่วไป และควรตากผ้าขนหนูบนราวตากผ้าที่เตรียมไว้ ห้ามพาดไว้บนตะกร้าเสื้อผ้า หรือบริเวณเก้าอี้ เพราะนอกจากจะทำให้เกิดกลิ่นอับแล้ว ยังอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อราและแบคทีเรียอีกด้วย นอกจากนี้ควรซักผ้าขนหนูอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์เพื่อรักษาความสะอาด และหลีกเลี่ยงการซักโดยใช้น้ำยาซักผ้าขาว ให้ลองผสมเบกกิ้งโซดา ประมาณ ½ ถ้วย เข้ากับผงซักฟอกปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อขจัดคราบสกปรกที่ฝังแน่นบนเนื้อผ้าให้หลุดออก อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความขาวสะอาดให้แก่ผ้าขนหนูอีกด้วย และสำหรับปัญหาที่ใครหลายคนเป็นกังวลเกี่ยวกับกลิ่นเหม็นอับ รวมถึงสัมผัสที่แข็งกระด้างของผ้าขนหนูที่อาจเกิดขึ้นเมื่อผ่านการใช้งานไปสักระยะ ให้ลองใช้น้ำส้มสายชูแทนน้ำยาปรับผ้านุ่ม เนื่องจากน้ำส้มสายชูถือเป็นตัวช่วยที่ดีในการขจัดกลิ่นเหม็น อีกทั้งยังช่วยขจัดสารตกค้างจากผงซักฟอกที่เป็นสาเหตุให้เนื้อผ้าแข็งกระด้างหลุดออกจากผ้า ทำให้เนื้อสัมผัสของผ้าขนหนูกลับมานุ่ม และพองฟู น่าใช้งานอีกครั้ง เพียงแค่เคล็ดลับง่ายๆ ที่คอตตอน ยูเอสเอ และแคนนอน นำมาฝากกันในครั้งนี้ สามารถมั่นใจได้เลยว่าคุณจะมีผ้าขนหนูเนื้อนุ่มน่าสัมผัสให้พร้อมใช้งานในทุกวันอย่างแน่นอน