เชื้อรา

8 โรคร้าย! ที่มาพร้อมกับ ความอ้วน
ข้าวโพดต้ม /  ความอ้วน / 

หลายคนๆคงจะชอบผลัดวันประกันพรุ่งในการออกกำลังกาย แม้ปากจะบ่นว่า อ้วน อ้วน อ้วน แต่พฤติกรรมกลับตรงกันข้าม กินเยอะ กินของหวาน แถมยังไม่ออกกำลังกายอีกด้วย ยิ่งทำให้เริ่มอ้วนมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก แต่ ความอ้วน ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสุขภาพของเราอีกด้วย เพราะ ความอ้วน จะนำโรคร้ายต่างๆมาสู่เราได้เช่นกัน ไปดูกันดีกว่าว่า ความอ้วน จะพาโรคร้ายอะไรบ้างมาสู่เรา 1. ไขมันในเลือดสูง ซึ่งนำไปสู่ความผิดปกติของระบบอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าเม็ดไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ยิ่งหนามากขึ้นๆ ถนนของเจ้าเลือดก็เดินไม่สะดวกตามไป ก็เลือดต้องไปหล่อเลี้ยงเซลล์ทุกส่วนของร่างกาย และเราก็ขาดเลือดไม่ได้ แน่นอนจะมีปัญหาต่อสุขภาพตามมาอีกมาก ทั้งโรคหัวใจวาย ความดันโลหิตสูง เหนื่อยหอบ มึนงงบ่อยๆ เป็นลม เมื่อเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายไม่ดี เซลล์ก็เสื่อมโทรมลง อนุมูลอิสระก็เกิดเร็วขึ้น ทีนี้แหละ แก่เร็วอย่างเห็นได้ชัด 2. ความดันโลหิตสูง เมื่อไขมันเคลือบผนังหลอดเลือด บางจุดอาจตีบมาก หัวใจมีหน้าที่เหมือนปั๊มน้ำ ก็ต้องขับดันเลือดวิ่งไปให้ทั่วร่างกายทุกซอกทุกมุม เมื่อบางจุดโดนบีบให้แคบ แต่ร่างกายต้องการเลือด มันอาจออกแรงผลักดันเลือด อาจทำให้เส้นเลือดในสมองแตก ถึงแก่ชีวิต หรือพิการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ 3. โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประเทศอุตสาหกรรม รวมทั้งประเทศไทยด้วย เนื่องจากไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน หัวใจทำงานเพิ่มมากขึ้น ถ้าเป็นกับเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจก็ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด และหัวใจวาย 4. โรคเบาหวาน พบว่าคนไทยเป็นเบาหวานกันประมาณ 3 ล้านคน ลองคิดดูว่าไม่น้อย วันหน้าถ้ายังใช้ชีวิตเผอเรอ มีหวังได้เป็นเบาหวานด้วยอีกคน โรคนี้เป็นเพื่อนคู่ซี้กับโรคอ้วน ที่มักพบควบคู่กันเสมอ เบาหวานนั้นเพราะระบบควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายผิดปกติ เมื่อเป็นเบาหวานแล้ว ถ้าเกิดเป็นแผลก็มักรักษาไม่หาย กลายเป็นแผลเรื้อรัง บางทีก็เป็นแผลกดทับ ประกอบกับเสี่ยงต่อการติดเชื้อราง่ายขึ้น เพราะมีการอับชื้นของซอกแขน และซอกขามากกว่าปกติ 5. โรคข้อกระดูกเสื่อม โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อเท้า เนื่องจากต้องรับน้ำหนักตัวมากเกินพิกัด บางคนที่อ้วนมากๆ อาจจะยืนหรือเดินไม่ได้เลย เพราะข้อเท้าไม่สามารถรับน้ำหนักได้ คนอ้วนมากๆ จะเดินก็ลำบาก โยกเยกซ้ายขวา เดินไปเหนื่อยหอบไป 6. โรคระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากในคนอ้วนมักมีการเคลื่อนไหวน้อย ชอบนั่งหรือนอน ปอดจึงขยายตัวไม่เต็มที่ ทำให้เกิดการติดเชื้อของทางเดินหายใจได้มากขึ้น บางครั้งถึงกับมีภาวะการหายใจลดลง หายใจติดขัด ทำให้มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในปอด คนอ้วนมากเหนื่อยง่าย ง่วงนอนตลอดเวลา อาจพบภาวะของโรคอารมณ์เศร้าหมองร่วมไปด้วยก็กิน ซึ่งอาจจะช่วยให้อารมณ์ช่วงนั้นดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการทำร้ายตัวเองมากยิ่งขึ้น 7. โรคมะเร็งบางชนิด คนอ้วนมีอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ รวมทั้งโรคมะเร็งได้ 8. โรคนิ่วในถุงน้ำดี และไขมันแทรกในตับ เมื่อมีไขมันมาก การทำงานของตับก็ลดลง เพราะไขมันเข้าไปแทรกอยู่ จนทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี ขอบคุณที่มาจาก : www.slimtobody.com

เลือก แปรงสีฟัน อย่างไร? ให้ดีต่อสุขภาพ
ทันตกรรม /  ฟัน / 

เวลาที่เราจะเลือกซื้อ แปรงสีฟัน ดีๆสักอันเรามักจะเลือกไม่ถูกใช่ไหมคะ? เพราะในโซน แปรงสีฟัน ตามห้างสรรพสินค้า มีแปรงสีฟันให้เลือกเยอะมาก ยี่สิบสามสิบแบบจนไม่รู้จะเลือกอันไหนมาใช้ดีที่เหมาะกับฟันของเรา วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับการเลือก แปรงสีฟัน ที่ดีมาฝากกันค่ะ ไปดูเลย แปรงสีฟัน ที่ผลิตและจำหน่ายในท้องตลาดจะมีรูปร่างหน้าตาของผลิตภัณฑ์แตกต่างกับความต้องการและวัตถุประสงค์ที่ใช้ในการแปรง แบ่งเป็น 4 ประเภทตามขนาด โดยใช้อายุของผู้ใช้เป็นเกณฑ์ในการแบ่ง ดังนี้ แปรงสีฟันสำหรับเด็กต่ำกว่า 3 ปี แปรงสีฟันสำหรับเด็ก 3 - 6 ปี แปรงสีฟันสำหรับเด็ก 6 - 12 ปี แปรงสีฟันสำหรับผู้ใหญ่ ขนแปรง แปรงสีฟัน ตามหลักมาตรฐานวิชาการแปรงสีฟัน กรมอนามัย แบ่งเป็น 2 ชนิด ตามความอ่อนแข็งของขนแปรง คือ ชนิดนุ่ม (soft) และ ชนิดปานกลาง ( medium) ลักษณะของ แปรงสีฟัน ที่ดี ประกอบด้วย หัวแปรง ควรมน ไม่เป็นเหลี่ยมมุม ขนาดไม่ใหญ่เกินไป สามารถเข้าไปทำความสะอาดฟันทุกซี่ในช่องปากได้ง่าย ขนแปรง ควรทำจากไนล่อน ชนิดอ่อนนุ่ม เป็นกระจุกมี 3-4 แถว เพื่อช่วยพยุงซึ่งกันและกัน เมื่อได้รับแรงกดเวลาแปรงฟัน ขนแปรงแต่ละเส้นมีการมนปลาย เพื่อไม่ให้ปลายคมขรุขระ ที่อาจทำอันตรายต่อเหงือกและฟัน ด้ามแปรงตรง หรือทำมุมเพียงเล็กน้อย จับถนัดมือ ฉลาก มีข้อมูลเพียงพอต่อการเลือกซื้อ ต้องระบุสิ่งต่อไปนี้ - ชนิดขนแปรง เช่น อ่อนนุ่ม ปานกลาง หรือ แข็ง - ลักษณะปลายขนแปรง เช่น มนกลม ปลายตัด ปลายเรียว หรืออื่น ๆ ตามที่เป็นจริง - วิธีใช้ / ข้อแนะนำ - วันเดือนปี ที่ผลิต - ผู้ผลิต / เครื่องหมายการค้า ราคา แปรงสีฟัน ที่ดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง วิธีการใช้และประโยชน์ ใช้ทำความสะอาดฟันและลิ้น ใช้ร่วมกับยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ แปรงฟันอย่างถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งโดยเฉพาะก่อนนอน การแปรงฟันไม่ควรออกแรงแปรงมากจนเกินไป เพราะจะทำให้บริเวณคอฟันสึกได้ ควรออกแรง เพียงเบา ๆ และให้นานอย่างน้อย 2 นาทีขึ้นไป ควรแปรงลิ้นทุกครั้งหลังแปรงฟัน หลังแปรงฟันและลิ้นเสร็จ ล้างแปรงสีฟันให้สะอาดจนหมดคราบยาสีฟัน ผึ่งให้แห้งโดยวางหัวแปรงตั้งขึ้นไม่จำเป็นต้องแช่หรือล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ / น้ำยาบ้วนปาก / น้ำยาล้างจาน / ลวกน้ำร้อน / ไมโครเวฟ หรือแสงอุตราไวโอเลต เพื่อฆ่าเชื้อ เพราะจะทำให้แปรงสีฟันเสื่อมสภาพเร็วอย่าเก็บแปรงสีฟันในที่เปียกชื้น หรือ อับทึบ จะทำให้เชื้อโรค เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี หากเกิดเชื้อรา จะเป็นคราบสีเหลืองหรือดำตามซอกขน ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3-4 เดือน หรือเมื่อขนแปรงบานจนทำความสะอาดฟัน ได้ไม่ดี และทิ่มตำเหงือก ที่สำคัญต้องเลือกแปรงสีฟันให้มีขนาดพอดี เหมาะกับปากของตนเอง แปรงสีฟันเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กำจัดแผ่นคราบจุลินทรีย์ แปรงฟันอย่างถูกวิธีจะสามารถป้องกันฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ และโรคปริทันต์ได้ แปรงสีฟันไฟฟ้าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้มือได้ดี เช่น คนพิการ เด็ก และผู้ที่ต้องช่วยแปรงฟันให้ผู้อื่น สำหรับคนทั่วไป สามารถใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าและแปรงสีฟันธรรมดาทำความสะอาดได้ดีเท่ากัน เมื่อใช้อย่างถูกต้อง ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็ง หรือ แบบ Hard โดยคิดว่าแปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็งน่าจะสามารถกำจัดคราบเศษอาหารได้ดีกว่าขนแปรงอ่อน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง แต่แปรงขนแข็งนี้ จะทำให้คอฟันสึกไปด้วยในขณะที่แปรงฟัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแปรงฟันผิดวิธี คือ แปรงฟันแบบถูไปมา ขนแปรงสีฟันที่แข็งจะยิ่งทำให้ฟันสึกมากขึ้นลักษณะปลายขนแปรงเป็นแบบปลายตัด ส่วนใหญ่จะมีลักษณะขรุขระ ทำอันตรายต่อเหงือกและผิวเคลือบฟัน ขอบคุณที่มาจาก : กรมอนามัย

15 สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ
ต่างประเทศ /  เกร็ดความรู้ / 

ทุกวันนี้ในโลกของเรานั้น มีวิวัฒนาการ สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย?ส่วนมากเกิดจากความพยายาม ของเจ้าของสิ่งประดิษฐ์ โดยทำการลองผิดลองถูกบ้าง มีทั้งที่ ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ วันนี้ teen.mthai มี 15 สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ มาฝากเพื่อนๆ กันคะ สิ่งของ-อาหารเหล่านี้?ถูกนำ มาใช้งานกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันด้วย ??^^ 15 สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ 1. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : ยาเพนิซิลลิน (Penicillin) เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2471 หรือประมาณ 80 กว่าปีมาแล้ว เนื่องจาก Alexander Fleming ไม่ได้ทำความสะอาดห้องทดลอง ก่อนจะลาไปพักผ่อน เมื่อ Fleming กลับมายังห้องทำงาน เขา สังเกตุเห็นเชื้อราแปลกๆเจริญเติบโตอยู่บนจานอาหารที่เลี้ยงเชื้อ และรอบๆเชื้อราเหล่านั้นไม่มีการเจริญของเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นๆเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเชื้อราที่ใช้ผลิตเพนิซิลลิน ?เพนิซิลลินจึงเป็นยาปฏิชีวนะชนิดแรกที่ถูกค้นพบและยังมีการใช้งานกันอย่างแพร่ หลายในปัจจุบัน 2.สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : เครื่องไฟฟ้ากระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) เครื่อง Pacemaker เป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตทางการแพทย์ อุปกรณ์ชนิดนี้เกิดจากความสะเพร่าของวิศวกรชาวอเมริกันท่านหนึ่งชื่อ Wilson Greatbatch ขณะกำลังต่อวงจรไฟฟ้าของ เครื่องบันทึกอัตราการเต้นของหัวใจ ?โดย Greatbatch ต้องการ หยิบ resistor (ตัวต้านทานกระแสไฟฟ้า) ขนาด 10,000 โอห์ม แต่เขากลับไปหยิบ resistor ขนาด 1,000,000 โอห์มมาใช้แทน โดยไม่ได้สังเกตุ ซึ่งเมื่อเขานำวงจรดังกล่าวมาใช้งาน ?ได้พบว่า มีลักษณะเหมือนจังหวะการเต้นของหัวใจที่เต้น 1.8 มิลลิวินาที แล้วหยุดเต้นอีก 1 วินาที เป็นอย่างนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ 3. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : สีสังเคราะห์สีม่วง (Mauve) เรื่องนี้ที่มีความสัมพันธ์กันอย่างแปลกๆ เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2399 โดย William Perkin นักเคมีวัย 18 ปี พยายามคิดค้น ยารักษาโรคมาลาเรีย แต่การทดลองของ Perkin แทนที่จะได้ยา รักษาโรคมาลาเรียแต่กลับได้หมอกหนาทึบสีม่วงที่สวยงามจาก ปฏิกริยาทางเคมี ซึ่งถือเป็นสีย้อมสังเคราะห์สีแรกที่ค้นพบมี คุณสมบัติดีกว่าสีที่ได้จากธรรมชาติ เนื่องจากมีความสว่าง สดใส และสีไม่จางจากการซัก การค้นพบของ Perkin ทำให้วิชาเคมี เป็นสาขาที่สร้างรายได้ขึ้นมา เขาได้สร้างแรงจูงใจให้คนในสมัยนั้นหันมาสนใจวิชาเคมีมากยิ่งขึ้น หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Perkin ก็คือ นักบัคเตรี (Bacteriologist) ชาวเยอรมันท่านหนึ่งที่ชื่อว่า Pual Ehrlich ซึ่งเป็นผู้บุกเบิก ศาสตร์ทางด้านภูมิคุ้มกันวิทยา (immunology) และเคมีบำบัด (chemotherapy) 4. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : กัมมันตภาพรังสี (Radioactivity) เมื่อปี พ.ศ. 2439 นักฟิสิกส์ชื่อ Henri Becquerel มี ความสนใจกับสิ่งสองสิ่งนั่นก็คือ การเรืองแสงตามธรรมชาติ (natural fluorescence) และความแปลกใหม่ของรังสี X-ray เขาได้ทำการ ทดลองอย่างต่อเนื่องเพื่อทดสอบว่าถ้าแร่ธาตุที่เรืองแสงตาม ธรรมชาติเมื่อถูกปล่อยทิ้งไว้ภายใต้แสงแดดจะสามารถผลิตรังสี X-rays ได้หรือไม่ Becquerel ได้ทำการทดลองในช่วงฤดูหนาว แต่มีปัญหาเกิดขึ้นคือ ในระหว่างการทดลองนั้นมีอยู่สัปดาห์หนึ่ง โดยมัดเข้าด้วยกันแล้วเก็บไว้ในลิ้นชักเพื่อรอวันที่มีแสงอาทิตย์ เพียงพอที่จะทำการทดลองต่อ หลังจากนั้นเขากลับมายังห้อง ทำงานของเขาและได้พบว่า ได้เกิดรอยพิมพ์ของก้อนหินยูเรเนียม (Uranium rock) ปรากฏอยู่บนแผ่นถ่ายภาพ (photographic plate) ที่ถูกทิ้งไว้ด้วยกันในลิ้นชักโดยที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์ มาก่อน ซึ่ง Becquerel คาดว่าน่าจะมีบางสิ่งที่พิเศษอยู่ใน หินก้อนนั้น หลังจากการทำงานร่วมกับ Marie และ Pierre Curie เขาจึงได้ค้นพบว่า สิ่งนั้นก็คือสารกัมมันตภาพรังสีนั่นเอง 5. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : พลาสติก เมื่อปี พ.ศ. 2450 มีการใช้สาร shellac เพื่อเป็นฉนวนใน เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ แต่เนื่องจากการใช้สาร shellac มีราคาแพง ทำให้ต้นทุนการผลิตเครื่องอิเล็กทรอนิกส์สูงตามไปด้วย เพราะต้องนำเข้าสาร shellac ที่ได้จากสารคัดหลั่งของแมลงครั่ง จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นจึงนักเคมีชื่อ Leo Hendrik Baekeland คิดว่าหากเขาสามารถผลิตสารทางเลือกอื่นที่มี คุณสมบัติคล้ายสาร shellac เขาจะได้กำไรมหาศาลจากสารที่ เขาค้นพบ แต่การทดลองของ Baekeland กลับได้วัสดุที่สามารถ พิมพ์ขึ้นรูปได้ และสามารถทนความร้อนได้สูงโดยไม่บิดงอ เรียกว่า BakeliteBaekeland คิดว่า Bakelite ที่คิดค้นได้นี้จะถูกนำไปใช้ในการบันทึกในเครื่องเสียง แต่ต่อมาอีกไม่นานได้มี การนำสาร Bakelite ไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆอีกมากมาย  ซึ่งพลาสติกที่ใช้กันในทุกวันนี้ก็ได้มาจากสาร Bakelite 6.สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : ยางวัลคาไนซ์ (Vulcanized Rubber) Charls Goodyear ได้ใช้ความพยายามนานนับ 10 ปี ในการค้นหาวิธีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติยางให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยคุณสมบัติยางที่ต้องการ คือ ต้องทนต่อความร้อนและความเย็น แต่เขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนคุณสมบัติของยางให้เป็นตามที่ต้องการได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง Goodyear ได้ทำส่วนผสมของยาง กำมะถัน และ ตะกั่วหกลงไปในเตาที่กำลังร้อนอยู่ ทำให้ส่วนผสมทั้งสามหลอม รวมกันและไหม้เกรียมเป็นสีดำ เมื่อ Goodyear หยิบสิ่งที่เกิดขึ้น มานั้นมาสังเกตุดูเห็นว่ามีความแข็งแรงแต่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้งานได้หลังจากการค้นพบยางวัลคาไนซ์โดยบังเอิญของ Goodyear ปัจจุบันนี้มีการนำยางชนิดนี้มาใช้อย่างแพร่หลาย เช่น ยางรถยนต์ และรองเท้า 7. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : เครื่องดื่มโค้ก ไม่มีผลิตภัณฑ์อาหารชนิดไหนประสบความสำเร็จเท่ากับ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มโค้ก เภสัชกร ชื่อ John Pemberton จากเมือง Atlanta พยายามค้นหาตัวยาที่ใช้รักษาอาการปวดหัว เขาได้ทำการ ผสมส่วนผสมต่างๆเข้าด้วยกัน (ซึ่งยังคงถูกปกปิดเป็นความลับ มาจนถึงวันนี้) ?และผลิตภัณฑ์ของเขาได้วางขายในร้านขายยา และใช้เวลาเพียงแค่ 8 ปีเท่านั้น และหลังจากนั้นยาของเขา ก็กลายเป็นเครื่องดื่มบรรจุขวดที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก 8. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : Smart Dust Jamie Link เป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิชา เคมี ที่ University of California อยู่นั้น หนึ่งในชิปซิลิกอน (Silicon chips) ได้เกิดระเบิดขึ้น จากการระเบิดครั้งนี้ Link ได้ค้นพบ ว่ามีชิ้นส่วนชิ้นเล็กๆอยู่หลายชิ้นที่ยังคงทำหน้าที่เป็นตัวเซ็นเซอร์ จากผลการค้นพบ Smart dust โดยบังเอิญของ Link ทำให้เขา ได้รับรางวัลสูงสุดจาก Collegiate Inventors Competition ในปี ค.ศ. 2003 โดยเซ็นเซอร์นี้สามารถใช้ตรวจสอบความบริสุทธิ์ ของน้ำดื่มหรือน้ำทะเล ตรวจจับสารเคมีที่เป็นอันตรายหรือสารต่างๆ ที่ส่งผลทางชีวภาพในอากาศ หรือแม้แต่การระบุตำแหน่งหรือ การทำลายเซลล์เนื้องอกภายในร่างกายได้ 9. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : สารซัคการีน (Saccharin) Saccharin เป็นสารให้ความหวานที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ สีชมพู ?การค้นพบเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2422 โดยนักเคมีชื่อ Constantin Fahlberg ความบังเอิญนี้เกิดจากการที่ Fahlberg ไม่ได้ล้างมือ หลังจากเสร็จสิ้นการทำงาน หลังจากที่เขากลับมาบ้านและ รับประทานอาหารร่วมกับภรรยาตามปกติ เขาได้ม้วนขนมปังและ รับประทานขนมปังนั้น เขารู้สึกว่าขนมปังที่เขารับประทานมี รสหวาน Fahlberg จึงสอบถามภรรยาว่าได้ใส่อะไรเข้าไปใน ขนมปังหรือเปล่า ภรรยาตอบว่าไม่ได้ใส่อะไรเข้าไปเป็นพิเศษ เขาจึงคิดว่าความหวานนั้นอาจมาจากมือของเขาที่ไม่ได้ทำความสะอาดก่อนรับประทานอาหารนั่นเอง ในวันต่อมา Fahlberg กลับมายังห้องทดลองของเขาแล้วเริ่มชิมสารต่างๆจนพบสารให้ความหวานที่เรียกว่า Saccharin ขึ้น 10. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : ไอติมแท่งหวานเย็น หวานเย็นแท่งเป็นน้ำหวานที่เอาไปแช่แข็งพอได้ที่ก็ออกมาเป็นแท่งแบบนี้ ซึ่งคนที่ประดิษฐ์คนแรกคือเด็กอายุ 11 ปี และเก็บความลับเรื่องนี้มาเป็นเวลา 18 ปีกว่าที่โลกจะรู้วิธีทำและฮิตขนาดนี้ เหตุการณ์ก็คือเขาเผลอเอาน้ำผลไม้เสียบหลอดไปไว้ที่หน้าระเบียง แล้วเผอิญว่าตอนนั้นเป็นช่วงฤดูหนาว และอากาศข้างนอกหนาวมากๆ เช้าวันต่อมา เด็กน้อยก็ไปดู พบว่า น้ำผลไม้ของเขากลายเป็นก้อนน้ำแข็งไปแล้ว และก็เอามากินแบบเดียวกับที่พวกเรากินนั่นแหละ (เก็บความลับไว้ตั้ง18ปีเลยนะนั่น) 11. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : เทฟลอน เทฟลอนเป็นสสารที่ทนความร้อนและไม่ค่อยทำปฏิกิริยากับอย่างอื่น เหมาะที่จะใช้ทำเป็นอุปกรณ์ปรุงอาหาร เริ่มแรกเป็นการค้นพบของกลุ่มพัฒนาอาวุธของทหาร ซึ่งถูกเก็บข้อมูลไว้ตั้งแต่ปี 1938 เพราะไม่รู้จะเอาไปทำอะไร (เอิ่ม!!) พอปี 1954 ก็มีช่างคนหนึ่งลองใช้เจ้าสสารชนิดนี้กับกระทะดู ซึ่งก็กลายเป็นที่นิยมกันจนถึงทุกวันนี้ 12. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : คุกกี้ ช็อคโกแลตชิป เริ่มแรกเกิดจากคุณนาย Wakefield พยายามจะทำคุกกี้ช็อคโกแลต โดยคิดว่าถ้าเอาไปอบนั้น ใส่เศษช็อคโกแลตไป มันก็จะละลายและเข้าเนื้อของคุกกี้ได้ดี แต่เธอคิดผิด ช็อคโกแลตไม่ละลาย แต่เป็นเม็ดเล็กๆอยู่ทั่วๆชิ้นคุกกี้ ซึ่งคุณนายเองก็เห็นว่าแจ่มดี ตอนหลังก็ขายสูตรการทำให้กับบริษัทเนสต์เล่ ซึ่งช็อคโกแลตชิปคุกกี้ของเนสต์เล่ยังคงมีบอกสูตรวิธีการทำคุกกี้ของคุณนาย Wakefield เพื่อเป็นการเชิดชูคนที่ทำให้คุกกี้นี้ อยู่ยงคงกระพันไปอีกนาน 13. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : มันฝรั่งทอดกรอบ เรื่องของเรื่องมันเกิดจากที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งโดนลูกค้าคนหนึ่งตำหนิว่า ชิ้นมันฝรั่งมันหนาไป และก็ชื้นๆด้วย ไม่อร่อย เจ้าของร้านก็เลยแอบเคืองอยู่เล็กน้อย หาวิธีว่าจะทำยังไงดี สุดท้ายก็ปิ๊งไอเดีย โดยฝานมันฝรั่งเป็นชิ้นบางมากๆ และเอาไปทอด ซึ่งผลที่ได้คือเป็นแผ่นแข็งๆและไม่สามารถใช้ส้อมจิ้ม (เหมือนจิ้มเฟรนช์ฟราย)ได้ แต่เป็นโชคดีของเจ้าของร้าน เพราะว่า ลูกค้าดันชอบแฮะ ซึ่งจากเรื่องนี้ทำให้เจ้าของร้านได้เมนูใหม่กินกับแกล้มชื่อ Saratoga chips และลูกค้าก็ติดใจกันงอมแงมเลยทีเดียว 14. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : ไมโครเวฟ เรื่องเกิดขึ้นที่บริษัทแห่งหนึ่งซึ่งชายคนนี้ผ่านเรดาร์ตรวจจับโลหะ ซึ่งเมื่อเขาไปถึงห้อง กำลังจะหยิบช็อคโกแลตในกระเป๋ากางเกงมากิน ก็พบว่า ทำไมช็อคโกแลตมันละลายล่ะ พอย้อนนึกคิด ก็มาถึงบางอ้อตรงที่เรดาร์นี่เอง และก็สร้างผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ขึ้นมา 15. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : ไวอากร้า เกิดจากงานวิจัยทางการแพทย์เพื่อหายาในการรักษาโรคหัวใจขาดเลือดซึ่งทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกได้ ทีนี้ เมื่อค้นคว้ายาชนิดนี้ ก็เห็นผลข้างเคียงว่า ทำให้เลือดไหลเลี้ยงตรงส่วนนั้นของผู้ชายมากขึ้น ทำให้เกิดการแข็งตัว ดังนั้น นี่จึงเป็นจุดเริ่มที่เอายาชนิดนี้มารักษาชายที่เป็นโรคนกเขาไม่ขันนั่นเอง เรียบเรียง teen.mthai ที่มา ostc.thaiembdc

29 สิ่งเกี่ยวกับ
จุดซ่อนเร้น /  น้องสาว / 

 สาวๆจ๋า  สาวๆทุกคนต่างก็มี "น้องสาว" อยู่ที่ระหว่างขากันทุกคนใช่ไหมล่ะคะ แต่สาวๆเคยสงสัยมั้ยคะ ว่า อวัยวะนี้มันมีอะไรที่แสนจะละเอียดอ่อนมากมาย และเป็นสิ่งที่ห้ามมองข้ามเลยล่ะค่ะ เพราะเป็นอวัยวะที่สามารถรับเชื้อโรคได้ง่าย และ ยังเป็นอวัยวะที่ไว้ใช้สืบพันธ์อีกแหนะ !  วันนี้เรามี 29 ข้อ ที่สาวๆ (หรือหนุ่มๆ อิอิ ) ควรรู้เกี่ยวกับ น้องสาว หรือ จุดซ่อนเร้น หรือ ตรงนั้น หรืออะไรก็ตามแล้วแต่จะเรียก มาฝากกันจ้า       1. คริตอริส ไม่ใช่ตุ่มนะเธอ หลายคนมักคิดว่า ตุ่มคริตอริสเป็นตุ่มเล็กๆ ที่มองเห็นได้ แต่ผลวิจัยบอกว่า คริตอริสแผ่สาขากว้างใต้ผิวหนังไปตามทางปากช่องคลอดที่มีลักษณะคล้ายกระดูกรูปตัว Y โดยเจ้ากระดูกรูปตัว Y นี้สามารถถูกกระตุ้นได้จากภายนอก   2. คำว่า Vagina คืออะไรตรงไหนกันแน่นะ Vulva คือส่วนด้านนอกของช่องคลอดก็คือ ทั้งหมดทั้งมวลที่อยู่ตรงนั้นอวัยวะเพศของสาวๆน่ะล่ะจ้า ซึ่งก็คือ แคมนอก แคมใน คริตอริส ท่อปัสสาวะ และอื่นๆ ส่วน Vagina แท้จริงคือ กล้ามเนื้อที่เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างภายนอก กับ ปากมดลูกนะจ๊ะ ซึ่งก็คือรูช่องคลอดนั่นเอง   3. ช่องคลอดของผู้หญิงแต่ละคนตั้งแต่เกิด ไม่มีใครเท่ากันนะจ๊ะ   4. เมื่อถูกกระตุ้น น้องสาวสามารถขยายได้ 2 เท่าของขนาดปกติ !! ถ้าไม่ถูกกระตุ้น ขนาดเฉลี่ยของน้องสาวจะอยู่ที่ 3-4 นิ้ว แต่ขณะที่มีเซ็กส์นั้น จะสามารถขยายได้สองเท่า จากคำบอกเล่าของ Dr. Herbenick ซึ่งหลังจากสาวๆโดนกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า น้องสาวของเราจะตึงขึ้นอย่างอัศจรรย์ และมดลูกก็จะสูงขึ้น สร้างพื้นที่ในช่องคลอดให้ยาวขึ้นนั่นเอง   5. ผู้หญิงทุกคนไม่ได้เกิดมาพร้อมเยื่อพรมจรรย์นะยะ การจะดูว่าสาวคนไหน จิ้น ไม่จิ้น จะมาเช็คจากเยื่อพรมจรรย์ไม่ได้แล้วนะบอกไว้เลย เพราะผู้หญิงบางคนก็ไม่ได้เกิดมาพร้อมเยื่อพรมจรรย์ค่ะ 6. น้องสาวของสาวๆจะไม่เปลี่ยนไปนักหลังคลอด มันไม่ได้หลวม! ไม่มีสถิตินะคะ ว่า ค่าเฉลี่ยของช่องคลอดนั้นแตกต่างกัน ระหว่างผู้หญิงที่มีลูกแล้วกับที่ยังไม่มีลูก ส่วนใหญ่มีความใกล้เคียงกันจ้า   7. จีสปอร์ต อาจไม่มีจริงบนโลกนี้ ไม่มีปุ่มอะไรที่กดแล้วผู้่หญิงจะฟินได้ทันทีนะจ๊ะ มันมีความซับซ้อนมากกว่านั้นจ้า อดีตของจีสปอร์ต หลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยได้รู้ว่า มีพื้นที่ 1-2 นิ้ว อยู่ด้านในผนังช่องคลอด ซึ่งอยู่ใกล้กับสะดือ ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก จึงเป็นเหตุผลที่นิตยสารผู้ชายมักแนะนำให้ คุณหนุ่มๆใช้นิ้วเพื่อกระตุ้นนั่นเอง  แต่นี่ไม่ใช่ทั้งหมดค่ะ มันมีความซับซ้อนกว่านั้น เมื่อบทวิจัย Imaging และ การสำรวจคู่แฝด  ล้มเหลว เมื่อไม่สามารถหาอวัยวะที่สามารถตอบสนองกับอารมณ์ความ"ฟิน" ได้ในทันที ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงบางคนก็ไม่มีจีสปอร์ต บางคนก็หาไม่เจอด้วยซ้ำ   ดังนั้น ผลวิจัยล่าสุดบอกว่า เราไม่ควรชี้เฉพาะเจาะจงไปที่ จีสปอร์ต อย่างเดียวนะคะ ควรใส่ใจทั้ง คริตอริส มดลูก ท่อปัสสาวะ ที่ทั้งหมดต่างทำงานด้วยกันที่เรียกว่า clitourethrovaginal complex ซึ่งผลที่ได้ก็เรียกได้ว่า ถึงจุดสุดยอด กระตุ้นสามอย่างนี้ได้ไม่ต้องควานหาจีสปอร์ตเลยล่ะ   8. รู้สึกอยากปัสสาวะขณะมีเซ็กส์เป็นเรื่องปกติค่า  จากระบบ clitourethrovaginal complex ที่มีกระเพาะปัสสาวะร่วมอยู่ด้วย จึงเป็นเรื่องปกติหากสาวๆจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ  แต่แท้จริงแล้วเป็นแค่อาการถูกกระตุ้นเท่านั้นเอง ซึ่งอาจจะทำให้สาวๆสับสนได้   9. สาวๆครึ่งหนึ่งของอเมริกา ใช้ Vibrator โดยผลการศึกษาระดับชาติของอเมริกา บอกว่า ผู้หญิง 3,800 คน ช่วงอายุระหว่าง 18 - 60 ใช้เครื่องช่วยสั่นเพื่อช่วยสำเร็จความใคร่จ้า  20 % ใช้กับตัวเองเพียงลำพัง  1 ใน 3 ใช้ระหว่างมีเพศสัมพันธ์ และ 41% ใช้ก่อนการลงสนามรักกับคู่รัก โดย 84 % ของสาวๆใช้ภายนอกซึ่งมากกว่าการใช้ภายในที่มีเพียง 64 %   10. ยาคุมกำเนิดมีผลกับน้ำหล่อลื่นของน้องสาว!  แน่นอนว่ายาคุมกำเนิด นอกจากจะมีผลกับขนาดหน้าอกและสาวๆในวัยที่หมดประจำเดือน  เพราะความสามารถในการหล่อลื่นนั้นคู่ไปกับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ถ้าสาวๆมีระดับเอสโตรเจนสูง ก็หล่อลื่นสูงนะจ๊ะ11.การใช้เจลหล่อลื่น ทำให้เซ็กส์สนุกขึ้นจริงๆนะ 12. มีสาวๆที่ไม่เคยถึงจุดสุดยอดเลยก็มีนะ13. 30 % ของผู้หญิง มีอาการเจ็บเมื่อมีกิจกรรมกับคู่รัก เนื่องจากมีหลายสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างคาดไม่ถึง เช่น เจ้าหนูของคู่รักอาจจะคับกับช่องคลอดของสาวๆมากไป วิธีแก้คือให้เปลี่ยนท่าทางเพื่อให้สอดรับกันง่ายยิ่งขึ้น หรือมีการเล้าโลม foreplay ให้นานขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้ช่องคลอดของสาวๆพร้อมกับการมีเซ็กส์  หรืออาการแพ้ต่างๆ ไม่ต้องตกใจไปค่ะ 14. เลสเบี้ยน มักถึงจุดสุดยอดมากกว่า คู่รักหญิงชาย จากผลการศึกษาใน Journal of Sexual Medicine   15 การใช้อย่างอื่น ร่วมกับการมีเซ็กส์ จะฟินมากกว่าการสอดใส่อย่างเดียว สอดใส่อย่างเดียว เมื่อเทียบกับ การใช้มือ ปาก และ สอดใส่ แบบหลัง สาวๆจะถึงจุดสุดยอดได้มากกว่านะจ๊ะ   16. คุณแฟนจะใส่ถุงยางหรือไม่ใส่ อารมณ์ความรู้สึกไม่ต่างกันนะจ๊ะ   17. ยิ่งอายุมากเท่าไหร่  สาวๆจะใส่ใจกับขนบริเวณน้องสาวน้อยลง ในปี 2010 ผลการศึกษาผู้หญิง 2451 คน นักวิจัยพบว่า อายุเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตของจนบริเวณนั้น ยกตัวอย่างเช่น สาวๆในวัย 18-24 ปี รายงานว่าไม่อยากมีขนบริเวณนั้น 25-49 ส่วนใหญ่บอกว่า เอาออกบ้าง แต่ไม่ทั้งหมด ส่วนผู้หญิงที่อายุมากกว่า 50 ปี ไม่ทำอะไรกับจนน้องสาวบริเวณนั้นแล้วจ้า  ซึ่งผลวิจัยนี้อาจเกี่ยวข้องกับความต้องการททางเพศด้วยนั่นเอง 18. น้ำที่ออกมาจากน้องสาว อยู่ที่สิ่งแวดล้อมด้วยนะ บางคนก็มีตกขาว บางคนไม่มี บางคนไม่รู้จักตกขาว บ้างมีกลิ่น ไม่มีกลิ่น นั่นเกิดจากความชื้นและปริมาณแบคทีเรียต่างๆ เพราะฉะนั้นสาวๆจะเปรียบเทียบกับเพื่อนๆไม่ได้หรอกนะคะ  เพราะไม่มีมาตรฐานแน่ชัดแน่นอนขนาดนั้น 19. ไม่จำเป็นต้องสวนล้างน้องสาว น้องสาวของผู้หญิงนั้นมี ระบบรักษาความสะอาดตัวเองอยู่แล้วจ้า คล้ายๆกับน้ำตาในตา ที่ช่วยรักษาอาการระคายเคืองในตาเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมนั่นล่ะค่ะ  ยิ่งไปกว่านั้นการสวนล้างยัง อาจจะทำให้เกิดอาการติดเชื้อได้ และการอักเสบของเชิงกราน และอาจไปทำลายระบบสมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอดด้วย (ที่มาจาก journal Epidemiologic Reviews)   20.เมือกที่ออกมาจากน้องสาวก็บอกช่วงตกไข่ได้นะ ในช่วงตกไข่ เมือกจะมีความใส และ เหนียวหนืด ถ้าคู่ไหนอยากมีลูก ลองสังเกตอะไรง่ายๆแบบนี้ก่อนก็ได้ค่ะ 21. สังเกตอาการผิดปกติของน้องสาวไว้ ทันทีที่มีอาการคัน หรือ มีอะไรผิดปกติ ร่างกายจะทำให้เรารู้ได้โดยปริยาย เช่น กลิ่น , สี , ปริมาณ หรือประจำเดือนที่มาผิดเวลา22. ถุงยางสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้บางโรค   ใส่เถอะ ! 23. สาวๆบางคนไม่รู้ว่าตัวเองติดโรคทางเพศมาเป็นปีๆ หรือบางคนไม่เคยรู้เลยตลอดชีวิต  หมั่นตรวจเช็คกับคุณหมอบ้างนะจ๊ะ 24. ถ้าบังคับใจตัวเองไม่ไหว ห่วงคุมกำเนิดก็ปลอดภัยจากการท้องได้นะ ห่วงคุมกำเนิดอาจจะยังเป็นเรื่องที่ไม่แพร่หลายนัก โดยห่วงคุมกำเนิดมีลักษณะเป็นรุปตัว T ใส่ไว้ในมดลูก ต้องให้คุณหมอเป็นผู้ใส่เท่านั้น มีอายุราวๆ 3- 4 ปี เลย และมั่นใจว่าสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 99 % 25. ควรงดมีเซ็กซ์ 6 สัปดาห์ หลังจากคลอดลูกนะจ๊ะ ป้องกันการติดเชื้อต่างๆ และเพื่อให้ช่องคลอดกลับมาคืนสภาพก่อนนะคะหนุ่มๆ 26. ชีวิตประจำวันมีผลกับน้องสาวนะจ๊ะ อยู่ในที่อับชื้น หรือ ใส่เสื้อผ้าออกกำลังค้างคืน ไม่ยอมอาบน้ำ ดื่มแอลกอฮอลล์ กินของหวานที่มีน้ำตาลเยอะ สาวๆได้ทำลายแบคทีเรียดีๆที่อยู่ในน้องสาวไปแล้วค่ะ  และอาจเป็นการเพิ่มเชื้อราให้น้องสาวแบบไม่รู้ตัวด้วยนะ วิธีดีๆง่ายๆที่เราจะแนะนำคือ กินโยเกิร์ตจ้า สิ่งนี้ช่วยรักษาสมดุลได้ยอดเยี่ยมเชียวล่ะ 27. ช่องคลอดจะมีความเอียงขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น 28. มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปข้างในน้องสาว อย่าเอาออกเอง ไม่ใช่เรื่องแปลกค่ะ ถ้ามีอะไรติดเข้าไปในน้องสาว โดยส่วนมากของผู้หญิง จะเป็น ถุงยางอนามัย และผ้าอนามัยแบบสอด ควรไปพบแพทย์เพื่อให้เอาออกให้นะจ๊ะ   29. อย่าตกใจ ถ้าอะไรเข้าไปในน้องสาว มันไม่หลุดเข้าไปจนอันตรายถึงชีวิตแน่ๆ เพราะผนังปากมดลูกจะป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเคลื่อนเข้าสู่ร่างกาย โดยสิ่งแปลกปลอมส่วนใหญ่จะเคลื่อนตัวมาอยู่ที่ส่วนบนสุดของปากมดลูก  และสิ่งนั้นจะออกมาได้เอง   เรียบเรียงโดย Women Mthai Team ที่มา buzzfeed.com        

สารพัดประโยชน์จาก ข่า รักษาโรคผิวหนัง
ข่า /  ท้องอืด / 

ข่า สมุนไพรที่เรามักจะเจอในอาหารไทยต่างๆ ทั้งต้มยำ ต้มข่าไก่ ผัดเผ็ด แต่น้อยคนนักที่จะรับประทาน ข่า ที่อยู่ในอาหาร แต่รู้หรือไม่ว่า ข่า มีประโยชน์ ช่วยรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แล้วยังช่วยรักษาโรคผิวหนังต่างๆด้วย วันนี้เรามีสูตรวิธีการใช้ ข่า nederlandsegokken.nl รักษาอาการต่างๆที่กล่าวมาด้วยค่ะ ไปดูกันเลย สรรพคุณ เป็นยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม แก้อาหารเป็นพิษ เป็นยาแก้ลมพิษ เป็นยารักษากลากเกลื้อน โรคผิวหนัง ติดเขื้อแบคทีเรีย เชื้อรา     วิธีและปริมาณที่ใช้ รักษาท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม แก้ท้องเดิน (ที่เรียกโรคป่วง) แก้บิด อาเจียน ปวดท้อง ใช้เหง้าข่าแก่สด ยาวประมาณ 1-1 ½ นิ้วฟุต (หรือประมาณ 2 องคุลี) ตำให้ละเอียด เติมน้ำปูนใส ใช้น้ำยาดื่ม ครั้งละ ½ ถ้วยแก้ว วันละ 3 เวลา หลังอาหาร รักษาลมพิษ ใช้เหง้าข่าแก่ๆ ที่สด 1 แง่ง ตำให้ละเอียด เติมเหล้าโรงพอให้แฉะๆ ใช้ทั้งเนื้อและน้ำ ทาบริเวณที่เป็นลมพิษบ่อยๆ จนกว่าจะดีขึ้น รักษากลากเกลื้อน โรคผิวหนัง ใช้เหง้าข่าแก่ เท่าหัวแม่มือ ตำให้ละเอียดผสมเหล้าโรง ทาที่เป็นโรคผิวหนัง หลายๆ ครั้งจนกว่าจะหาย ขอบคุณที่มาจาก : โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ทำไมฉันถึง กิน ไม่หยุด ?
กิน /  กินเยอะ / 

กิน พิซซ่าร้อนๆ ตามด้วยสลัดสักจาน, ไก่ทอด, สปาเก็ตตี้ ตบท้ายด้วยไอศกรีม แต่อาหารไทยก็น่าอร่อย เลยต่อด้วยแกงเขียวหวาน, หมี่กรอบ, ข้าวเหนียวมะม่วง อืมม์อร่อยจัง แต่ เอ..ทำไม่ยังไม่อิ่มเสียทีละ ?...ถ้าคุณเป็นอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ควรรีบเก็บของ กิน ที่อยู่ในมือ แล้วหันมาใส่ใจบริโภคข้อมูลเรื่องนี้กันสักหน่อย ก่อนที่อาการกระเพาะคราก, ระบบการย่อยอาหารผิดปกติ,  อ้วน และอีกสารพัดโรคภัยจะถามหา สาเหตุจากโรคทางกาย เบาหวาน เกิดจาก ฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่นำน้ำตาลมาสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน มีปริมาณที่ไม่สมดุล หรือบางกรณีไม่มีฮอร์โมนนี้เลย ทำให้ดึงน้ำตาลมาใช้พลังงานในเซลล์ได้น้อย ทั้งที่ปริมาณน้ำตาลในเลือดมีสูง ทำให้ร่างกายรู้สึกขาดพลังงานอยู่ตลอดเวลา ผู้ป่วยจึงรู้สึกหิว การรักษา หากคุณยังตรวจไม่พบว่าเป็น เบาหวาน แต่เริ่มมีพฤติกรรมที่ส่อแวว และคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้ ควรรีบปรับพฤติกรรมการ กิน ให้น้อยลง ลดอาหารที่มีรสหวาน และควรหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ถ้าตรวจพบว่าเป็นเบาหวานแล้ว นอกจากคุณจะต้องจัดระเบียบชีวิตเหมือนข้างต้นแล้ว ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาควบคู่กันไป โรคต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ ( Graves's disease ) เชื่อว่าโรคนี้เป็นผลจากพันธุกรรม หรือเกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยเมื่อภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อเยื่อของตัวเอง แอนติบอดี้ในโลหิตจะเกิดการกระตุ้นให้ผลิตฮอร์โมนธัยรอยด์เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการเผาผลาญอาหาร และพลังงานมากขึ้นตามไปด้วย ผู้ป่วยจึงไม่ค่อยนิ่ง อยู่เฉยไม่ได้ และรู้สึกหิวบ่อย กิน เยอะ แต่กลับไม่อ้วน การรักษา การรักษาด้วยการ กิน ยาลดฮอร์โมนธัยรอยด์ การผ่าตัดต่อมธัยรอยด์ การ กิน น้ำแร่ (ไอโอดีน) กลุ่มอาการคุชชิ่ง(Cushing's Syndrome) จากความผิดปกติของร่างกาย มีสาเหตุจากฮอร์โมนสเตียรอยด์ในร่างกายถูกหลั่งออกมาผิดปกติ เนื่องจากต่อมใต้สมอง และต่อมหมวกไตชั้นนอกเกิดเนื้องอก หรือได้รับความกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ  หรือมีการทำลายเซลล์ประสาทบริเวณนั้น  ซึ่งฮอร์โมนที่หลั่งออกมาในปริมาณที่ผิดปกติจะทำให้ผู้ป่วยหิวบ่อย ผู้ป่วยโรคนี้จะมีลักษณะอ้วนกลางลำตัว แต่แขนขาลีบ และหน้ากลมเป็นพระจันทร์ การรักษา กิน ยาต้านเชื้อราชื่อ คีโตโคนาโซล ที่มีฤทธิ์ลด และทำลาย ฮอร์โมนคอติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนสเตียรอยด์ที่ต่อมทั้งสองหลั่งออกมามากเกินไป ตรวจหา และผ่าตัดเนื้องอกที่เกิดขึ้น ความผิดปกติของสมองส่วนไฮโปธาลามัส เป็นสมองส่วนที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของต่อมใต้สมอง ควบคุมความหิว อิ่ม และกระหายน้ำโดยตรง  ความผิดปกติของสมองส่วนนี้ เกิดขึ้นจากการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ หรือเป็นเนื้องอก การรักษา ทำการฉายแสง หรือผ่าตัดเนื้องอกที่เกิดขึ้น ถ้ามีสาเหตุจากการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ จะทำการรักษาไม่ได้ แต่อาจใส่ใจเรื่องการจัดสัดส่วนและประเภทอาหารที่รับประทาน และออกกำลังกายแทน โรค บูลีเมีย (Bulimia nervosa) เป็นโรค กิน ไม่หยุด โดยมีลักษณะการ กิน ที่เรียกว่า Binge eating คือ ลักษณะการ กิน อาหารต่อเนื่องในปริมาณมากๆ ในคราวเดียว เมื่อเทียบปริมาณอาหาร และเวลาที่ใช้รับประทานกับคนปกติ เป็นลักษณะอาการทางจิตอย่างหนึ่ง ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมตัวเองในเรื่อง กิน ได้  ลักษณะของคนเป็นโรคนี้จะชอบแอบไป กิน คนเดียว เพื่อไม่ให้ใครพบเห็น สมาคมจิตแพทย์อเมริกันแบ่ง ผู้ป่วยบูลีเมีย ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มผู้ป่วยที่ขับอาหารที่ กิน ออกมาหลัง กิน เสร็จ เช่น กระตุ้นให้ตัวเองอาเจียน กิน ยาถ่าย สวนอุจจาระออก พวกนี้จะไม่อ้วน บางคนกลับผอม 2.ผู้ป่วยที่หาทางออกอื่น เช่น กิน สลับกับอด หรือออกกำลังกายอย่างหักโหม ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติทั่วไป ถึงน้ำหนักจะลดบ้างแต่ก็ไม่มาก 3.กลุ่มที่ไม่ทำอะไรเลย กลุ่มนี้ค่อนข้างเป็นกันน้อย ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะไม่ทำอะไรเลย กิน อย่างเดียว กลายเป็นคนอ้วนในที่สุด สาเหตุของโรคนี้ คือ ปัจจัยทางชีวะภาพ เช่น พันธุกรรม ปัจจัยด้านจิตใจ เช่น ขาดความอบอุ่นในครอบครัว การเลี้ยงดูในวัยเด็ก ปัจจัยด้านสังคม และวัฒนธรรม เช่น ค่านิยมต่างๆ ผลกระทบต่อร่างกายของการ กิน ไม่หยุดในผู้ป่วย Bulimia กระทบต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้กระเพาะคราก และทำงานผิดปกติ ต่อมน้ำลายอักเสบ จากการล้นของกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้หัวใจเต้นช้าลง , เกิดภาวะโปแตสเซียมต่ำ (จากการอาเจียนอาหาร) , ความดันโลหิตให้ต่ำลง ถ้าเป็นนานๆ ก็อาจจะทำให้ระบบเลือดในร่างกายผิดปกติ ซีด ไขมันในเลือดผิดปกติ กล้ามเนื้ออักเสบ กระดูกจาง ผิวหนังแห้งแตก สูญเสียกรดในกระเพาะอาหารในขณะอาเจียน กรดซึ่งทะลักจากกระเพาะผ่านหลอดอาหาร ทำให้หลอดอาหารส่วนปลาย และฟันถูกกัดกร่อน เกิดฟันผุ และอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดมะเร็งหลอดอาหารได้ พวกที่ใช้ยาถ่าย ยาสวนทวาร หรือยาขับปัสสาวะ จะทำให้เสียเกลือแร่ ปอดอักเสบติดเชื้อ จากการลำลักอาหารในเวลาอาเจียน กระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง และคลื่นสมองผิดปกติ ประจำเดือนมาน้อยลง แต่ไม่ถึงกับขาดประจำเดือน กรณีผู้ป่วยที่ออกกำลังกายอย่างหักโหมก็จะทำให้ร่างกายสึกหรอ ข้อ เข่าเสื่อม การรักษา 1.ใช้วิธีจิตบำบัด ซึ่งทำได้ยากพอควรประกอบกับผู้ป่วยไม่ยอมเข้ารับการรักษา 2.ทำโดยพฤติกรรมบำบัด (CBT) เริ่มจาก บันทึกเหตุการณ์ของการ กิน ไม่หยุด ว่าอะไรคือตัวกระตุ้น และถ้าหยุดพฤติกรรมจะเกิดความไม่สบายใจอย่างไร สอนให้ผู้ป่วยรู้จักผ่อนคลาย เพื่อจัดการกับความเครียดจะได้ไม่ต้องไป กิน ไม่หยุด สอนผู้ป่วยให้เรียนรู้กับการเผชิญปัญหา ให้ต่อสู้กับปัญหาของตนเองใช้เวลาในการเก็บข้อมูลประมาณ 3 - 6 เดือน 3.อาจต้องรักษาอาการต่าง ๆ ทางร่างกาย ที่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นผลกระทบควบคู่ไปด้วย กิน ได้เยอะเพราะผลจากยา ยาที่ทำให้คุณรู้สึกหิว และกินได้จุคือ ยาคุมกำเนิด และยาสเตียรอยด์ การรักษา หยุดยาที่ กิน อยู่ ส่วนการ กิน จุบจิบในชีวิตประจำวัน หรือ กิน เพื่อคลายเครียดนั้น จิตแพทย์บอกว่า อาจเพราะคุณต้องการหาทางออกในเวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้น หรือคุณอาจขาดการฝึกวินัยให้กับตัวเองในเรื่องการ กิน อาหาร ก็เลยชอบ กิน จุบจิบ ไม่เป็นเวลา แนวทางการรักษาอาการนี้ก็คือ คุณต้องรู้จักที่จะเผชิญ และแก้ปัญหาให้ถูกจุด รวมถึงการฝึกวินัยให้กับตัวคุณเอง เพียงเท่านี้คุณก็จะละนิสัยเสียเรื่องการ กิน ได้แล้วละครับ ขอบคุณที่มาจาก : Health&Cuisine มิถุนายน, Issue 53

ดอกมะลิวันแม่ ราคาพุ่ง คาดแตะลิตรละ400
ดอกมะลิ /  บอกรักแม่ / 

ราคาดอกมะลิปรับขึ้น ในช่วงวันแม่แห่งชาติ คาดจะสูงถึงลิตรละ 400 บาท ขณะที่มีผลผลิตน้อยลง สำหรับราคาดอกมะลิช่วงวันแม่แห่งชาติ ในพื้นที่ จ.นครปฐม โดยเฉพาะดอกมะลิพันธุ์เพชร เริ่มปรับราคาสูงขึ้น เนื่องจากไม่มีผลผลิต เพราะมีโรคเชื้อรารบกวน และแมลงดูดน้ำเลี้ยงมากว่า 1 อาทิตย์ นายละออง จันทร์หอม อายุ 60 ปี เกษตรกรปลูกดอกมะลิพันธุ์เพชร กล่าวว่า มีสวนมะลิ กว่า 1 ไร่ ที่ทำการปลูกมะลิพันธุ์เพชร มากว่า 4 ปี ต่างเก็บผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน วันละ 5 ถึง 8 ลิตร สาเหตุที่แปลงมะลิยังคงออกดอกได้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากมีสารชีวภาพสูตรเฉพาะที่หมักเอง และนำมาฉีดที่พุ่มต้นด้วย จึงมีผลผลิตที่ดีกว่าเกษตรกรรายอื่น ๆ ส่วนราคาในขณะนี้ พ่อค้าที่มาซื้อให้ราคาที่ลิตรละ 250 ถึง 300 บาท จึงคาดว่าในวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. 57 ดอกมะลิคงจะขยับสูงขึ้นไปที่ประมาณลิตรละ 400 บาท

วิจารณ์แซด!! ซากปริศนาในกล่องน้ำผลไม้ดัง
ซากปริศนาในกล่องน้ำผลไม้ดัง /  น้ำผลไม่กล่อง / 

ชาวเน็ตวิจารณ์แซด!! หลังมีผู้โพสต์ภาพ ซากปริศนาในกล่องน้ำผลไม้ชื่อดัง  ล่าสุดเจ้าของผลิตภัณฑ์ออกมาชี้แจงแล้ว เมื่อวันที่ 27  ก.ค. สมาชิกเว็บไซต์พันทิปท่านหนึงได้โพสต์ภาพและข้อมูลในกระทู้ชื่อ "เตือนภัยน้ำผลไม้ยี่ห้อดัง" เกี่ยวกับสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ภายในกล่องน้ำผลไม้ที่ซื้อมาบริโภค ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก "เมื่อเช้านี้ หยิบน้ำมะเขือเทศ ยี่ห้อ...... มาเท คือกินมาจะหมดกล่องแล้ว ก็เทออกมา แล้วมันก็เทไม่ออก เลยตัดสินใจบีบกล่อง ผลที่ออกมากับน้ำในกล่อง คือช๊อคข่า กินจะหมดกล่องแล้ว เค้าโดนทำร้าย ตอนแรกคิดแง่บวก นึกว่าเป็นเปลือกผลไม้ เลยหยิบออกจากแก้วขึ้นมาดู สรุปคือมันไม่ใช่ค่ะ มันเหมือนกระดาษลื่นๆ เลยเอากล่องมาตัดออกดู ช็อคเลย ในกล่องก็มีติดอยู่" ล่าสุดกระทู้ดังกล่าวได้ลบภาพออกไป แต่มีการโพสต์ข้อความระบุว่า ทางตัวแทนได้ออกมาชี้แจงให้ฟังว่าสิ่งที่เกิดขึ้น อาจเป็นปัญหาจากการขนส่ง หรือการเก็บสต็อกของร้านค้าทำให้เกิดการบุบหรือมีช่องว่างทำให้อากาศเข้าไป อาจเกิดเป็นเชื้อราได้ ส่วนที่เป็นแผ่นอาจเป็นเพราะการเจริญเติบโตของเชื้อราที่จะมีรูปร่างแตกต่างกันไป ตามชนิดของเชื้อราทางเครื่องดื่มบอกว่ามั่นใจในกระบวนการผลิตว่าจะไม่มีสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อน และยินดีให้เข้าชมกระบวนการผลิตที่โรงงาน และเพื่อความสบายใจของลูกค้า หากกลัวจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ทางบริษัทยินดี จะพาไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล MThai News ขอบคุณ เว็บบอร์ดพันทิป 

จริงหรือไม่? ขนสุนัข และเห็บสุนัขเข้าไปในร่างกายคนได้
ขนสุนัขเข้าปอด /  ขนหมา / 

จากข่าวที่มีเด็กหญิงวัย 13 ปี เสียชีวิตด้วยอาการปอดติดเชื้ออย่างรุนแรง ซึ่งไม่ได้เกิดอาการโรคประจำตัวแต่อย่างใด แต่เป็นผลจากที่เด็กหญิงคนดังกล่าวได้คลุกคลีอยู่กับสุนัขและลิงมาตั้งแต่เด็ก แพทย์ตรวจสอบพบ ขนสุนัข ปะปนอยู่เต็มช่องปอดนั้น หลายคนอาจจะสงสัยว่าจริงๆแล้ว ขนสุนัข และเห็บสุนัขสามารถเข้าไปในปอดของคนเราได้หรือ? แล้วถ้าหาก ขนสุนัข และเห็บสุนัข เข้าไปสู่ร่างกายเราจะทำให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาคลายข้อสงสัยกันค่ะ ไปดูกันเลย จริงหรือไม่ ที่ ขนสุนัข จะเข้าปอดของคนได้ เรื่อง ขนสุนัข เข้าปอดคนนั้น เป็นไปได้ยากครับ เพราะอะไรก็ตามที่จะลงไปในปอดได้นั้น ต้องมีขนาดเล็กมาก ๆ และหากจะผ่านทางเดินหายใจไปถึงปอดได้ จะต้องผ่านกลไกการขับออกของร่างกาย เพราะปกติร่างกายก็จะมีการปฏิเสธสิ่งแปลกปลอมอยู่แล้ว เช่น จาม ไอ สร้างเมือก (เสมหะ) มาจับ หรือใช้ cilia (ซีเลีย) พัดโบกออกมา ขนาดของวัตถุที่จะเข้าไปในปอดได้นั้น ต้องมีขนาดเล็กกว่า 3-5 ไมครอนเท่านั้นซึ่งเล็กมากๆ จริงหรือไม่ เห็บอาศัยในโพรงจมูกของคนได้ อันที่จริงแล้วเห็บมีโฮสต์ เป็นของตัวเองครับ อย่างเห็บสุนัข เช่น Rhipicephalus sanguineus ก็ชอบอยู่กับสุนัข ถามว่าขึ้นสัตว์อื่นหรือคนได้มั้ย ตอบว่า "ได้ครับ" ซึ่งจัดเป็น accidental host หรือ โฮสต์โดยบังเอิญ และเห็บอาจดูดเลือดสัตว์หรือคนอื่นหรือไม่ดูดก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะพบอยู่ตามผิวหนังหรือในช่องหูส่วนนอก (ใบหู) มากกว่า การจะเข้าไปอาศัยถาวรในโพรงจมูกนั้นเป็นไปได้ยาก และโดยธรรมชาติแล้ว จมูกจะไวต่อการรับสัมผัส หากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไป ร่างกายก็จะปฏิเสธด้วยการจามออกมาครับ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากมาก ถ้าเห็บจะเข้าไปเจริญเติบโตในโพรงจมูกของเรา จริงหรือไม่ เห็บวางไข่ใต้ผิวหนังคนได้ ประเด็นนี้ก็ไม่น่าเป็นไปได้อีกเช่นกันครับ เพราะปกติแล้วเห็บตัวเมียเมื่อผสมพันธุ์และดูดเลือดอิ่มแล้ว จะลงจากโฮสต์มาวางไข่ตามพื้น ในที่ที่มีกำบัง เช่น ซอกพื้น แยกไม้ กำแพง ฯลฯ เหตุผลที่ดูจะใกล้เคียงที่สุด ในกรณีที่มีสิ่งมีชีวิตใต้ผิวหนังนั้น อาจจะเกิดจากการที่เห็บดูดเลือด ซึ่งเวลาที่เห็บดูดเลือดจะใช้ปากเจาะและฝังส่วน chelicera และ hypostome ฝังลงไปในผิวหนังของโฮสต์ ทำให้เกิดรอยโรคเล็ก ๆ ที่ผิวหนัง อาจเป็นไปได้ว่า บางครั้งมีแมลงบางชนิด จะเข้ามาดูดกินเลือดและวางไข่ ไข่จะฟักออกมาเป็นแมลง แล้วไชเข้าไปในแผล เรียกว่า Myiasis ครับ แต่ก็พบได้ยากมาก ๆ เช่นกันครับ รู้จัก “เห็บ” กันหน่อย จะได้ไม่โดนใครหลอก เห็บมีมากมายหลากหลายชนิด อาจจะมากกว่า 650 สปีชีส์ (species) เลยทีเดียว เห็บส่วนใหญ่มีโฮสต์เป็นของตัวเอง (host specificity) ครับ เห็บเป็นปรสิตภายนอกร่างกาย (Ectoparasite) จึงมักจะอาศัยอยู่ตามผิวหนัง ซอกนิ้ว หรือในใบหู พบน้อยมากที่จะเข้าไปอยู่ในจมูกของน้องหมา เห็บกินเลือดของโฮสต์เป็นอาหาร เมื่อเห็บกินเลือดจนอิ่มอ้วนพี  (engorged tick) แล้ว ก็จะลอกคราบ ผสมพันธุ์ หรือวางไข่ต่อไป ตามปกติแล้วเห็บมี 4 ระยะ คือ ไข่ ตัวอ่อน ตัวกลางวัย และตัวเต็มวัย ตามลำดับ ก่อนที่เห็บตัวเมียจะวางไข่ เห็บต้องดูดเลือดและผสมพันธุ์ก่อน เมื่อเห็บตัวเมียดูดเลือดจนอิ่มแล้ว ก็จะลงจากโฮสต์แล้วหาที่ซ่อนเพื่อวางไข่ ไข่เห็บจะมีขนาดเล็กสีน้ำตาล เห็บอาจจะวางไข่ชุดเดียวแล้วตาย หรือวางไข่หลายชุดแล้วตายก็ได้ในบางชนิด พิษภัยจากเห็บ โฮสต์ที่ถูกเห็บกัดและดูดเลือด อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ น้องหมาจะป่วย ซึม อ่อนแรง จนอาจเสียชีวิตได้ถ้าโลหิตจางมาก ๆ เห็บเป็นพาหะนำโรคต่าง ๆ มาสู่โฮสต์ได้ เช่น โรคพยาธิในเม็ดเลือด (คลิก) โรคอัมพาตจากเห็บ (คลิก) โรค Lyme disease หรือเกิดการอักเสบของผิวหนัง ฯลฯ การกำจัดเห็บ การกำจัดเห็บให้ได้ผลนั้นต้องกำจัดที่ตัวสัตว์และในสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป เพราะหากไม่กำจัดตามสิ่งแวดล้อมแล้ว เห็บพวกนี้ก็จะกระโดดกลับมาอาศัยอยู่บนตัวน้องหมาได้ใหม่ไม่สิ้นสุด ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สำหรับกำจัดเห็บมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ยาฉีด ยาหยอดหลัง ยาพ่น แชมพู ปลอกคอกันเห็บ ฯลฯ ให้เราได้เลือกใช้มากมาย แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องใช้อย่างระมัดระวังด้วย เพราะส่วนใหญ่จะเป็นสารเคมี ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายกับทั้งคนและน้องหมา หากใช้ไม่ถูกหรือใช้ในปริมาณที่มากเกินไปครับ ควรหรือไม่ ที่คนกับน้องหมาจะนอนร่วมเตียงเดียวกัน จริงๆ ไม่ควรและไม่แนะนำนะครับ การเลี้ยงสัตว์ควรต้องแยกเป็นสัดเป็นส่วน ไม่เพียงแต่โรคสัตว์สู่คน คนก็สามารถนำโรคสู่สัตว์ได้เช่นกัน แต่ถ้าใครที่ด้วยความรักความเอ็นดูแล้วอยากนำน้องหมามานอนด้วย ต้องเน้นย้ำให้ดูแลเรื่องความสะอาดและสุขบัญญัติเป็นอย่างดี เป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงเป็นพิเศษนะครับ (รู้ไว้ ก่อนอนุญาตให้น้องหมามานอนด้วย ..คลิก) โรคจากน้องหมาสู่คนที่ควรระวัง เพื่อน ๆ หลายคนอาจจะสงสัยว่า จริง ๆ แล้วการเลี้ยงและอยู่ใกล้ชิดกับน้องหมานั้น สามารถนำโรคต่าง  ๆ มาติดเราได้หรือไม่ ... ข้อเท็จจริง ก็คือ น้องหมาสามารถนำโรคมาสู่คนได้เหมือนกัน โรคที่ติดต่อสู่คนนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ปรสิตทั้งภายในและภายนอก ฯลฯ โดยคนรับเอาโรคนี้มาจากการสัมผัสน้ำลาย สารคัดหลั่ง อุจจาระ ปัสสาวะ การสัมผัสตัวน้องหมาโดยตรง หรือทางอ้อมผ่านทางอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ โรคที่สำคัญ ๆ ก็อย่างเช่น โรคเรบีส์ (พิษสุนัขบ้า) โรคฉี่หนู โรคเชื้อราขี้กลาก โรคกาฬโรคปอด หรือแม้แต่หนอนพยาธิในทางเดินอาหาร ฯลฯ ดังนั้นคนเลี้ยงสัตว์ต้องคอยระมัดระวัง และป้องกัน โดยการพาน้องหมาไปฉีดวัคซีน ถ่ายพยาธิ ป้องกันเห็บหมัด และพยาธิหนอนหัวใจ แล้วอย่าลืมทำความสะอาดมือหรือร่างกายทุกครั้งที่สัมผัสน้องหมา ก่อนทำกิจกรรมอื่น ๆ ต่อไปด้วยนะครับ ขอบคุณที่มาจาก : www.dogilike.com

ลูกชิ้นปลาเรืองแสง เกิดจากอะไร?
ยาแก้อักเสบ /  ลูกชิ้น / 

จากกรณีที่มีการแชร์ภาพ ลูกชิ้นปลาเรืองแสง จากเฟสบุคของคุณ Mona Red โดยมีข้อความประกอบว่า  "ลูกชิ้นปลาเยาวราชค่ะ ซื้อมาจากในห้างราคาไม่แพงมาก เข้าตู้เย็นเก็บไว้ทำสุกี้ บังเอิญห้องครัวมืดเลยเห็นเรืองแสงสีเขียวออกมาจากลูกชิ้นเต็มไปหมดค่ะ (โชคดีที่ห้องครัวตอนนั้นมืดค่ะ เพราะฝนตก ถ้าเปิดไฟสว่างไม่เห็นสารเรืองแสงแล้วกินเข้าไป ตายหมู่ทั้งบ้านมั้งคะ) พอเปิดไฟแสงสีเขียวหายไปค่ะ ลูกชิ้นยังเย็นอยู่ค่ะ มี อย. นะคะ ยังไม่หมดอายุค่ะ เห็นมีคนแชร์เยอะ เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ กรมอนามัยเค้าว่ามีการสุ่มตรวจลูกชิ้นปลาในท้องตลาด พบว่ามีลูกชิ้นเรืองแสงเยอะ แล้วนำลูกชิ้นเรืองแสงไปตรวจ พบว่าส่วนหนึ่งมีสารบอแรกซ์ และอีกส่วนหนึ่งมีแบคทีเรียชนิดเรืองแสงอยู่ค่ะ มีคุณหมอท่านนึงเพิ่มมาว่ามีเชื้อราบางชนิดเรืองแสงค่ะ ชอบอากาศเย็นในตู้เย็นค่ะ ของจริงเรืองแสงน่ากลัวมากกว่าในรูปอีกนะคะ" โดยคุณ Mona Red ได้โพสภาพลูกชิ้นที่เรืองแสงตอนดับไฟห้องครัว และลูกชิ้นในสภาพไฟปกติ ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ภาพในตอนที่ห้องมืดนั้น ลูกชิ้นมีแสงสีเขียวๆออกมา แต่เมื่อเปิดไฟ nederlandsegokken.nl ลูกชิ้นกลับมาสีขาวแบบปกติ โดยกรณี ลูกชิ้นปลาเรืองแสง เคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2553 โดยกองควบคุมอาหาร  สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า การเกิด ลูกชิ้นปลาเรืองแสง เป็นไปได้ 3 กรณี คือ กรณีที่ 1 การที่ลูกชิ้นเรืองแสงอาจเกิดจากการเจริญของจุลินทรีย์แบคทีเรียประเภท Photobacterium phosphoreum ซึ่งสามารถผลิตสารเรืองแสงได้ เช่น Pseudomonas sp., Pseudomonas fluorescens, Vibrio fischeri, Vibrio phosphoreum, Vibrio harveyi, Photobacterium luciferum เป็นแบคทีเรียเหล่านี้พบได้ตามแหล่งน้ำทะเลในธรรมชาติ จึงอาจติดมากับปลาที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการทำลูกชิ้น แต่โดยปกติในกระบวนการผลิตลูกชิ้นต้องมีการผ่านความร้อน ลวกให้ลูกชิ้นสุก ซึ่งจะสามารถทำลายแบคทีเรียเหล่านี้ได้ แต่การที่เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้เจริญเติบโตบนลูกชิ้นปลาได้อีก จนทำให้เห็นการเรืองแสงปริมาณมากในที่มืดตามที่เป็นข่าวนั้น อาจเกิดจากการปนเปื้อนในกระบวนการผลิตภายหลังจากที่ลูกชิ้นผ่านความร้อนแล้ว  ประกอบกับการเก็บผลิตภัณฑ์ไว้ในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมในระหว่างการขนส่ง (ควรเก็บลูกชิ้นไว้ในอุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส) ทำให้จุลินทรีย์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเห็น ลูกชิ้นปลาเรืองแสง ได้ กรณีที่ 2 การเปลี่ยนสภาพสิ่งแวดล้อมและอาหารของปลา เช่น สภาวะน้ำทะเลที่เปลี่ยนไปทางอุณหภูมิ ความเค็ม และพีเอชที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อแพลงก์ตอน ในกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลต  และเชื้อแบคทีเรียวิบริโอ (Vibrio spp.) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวิบริโอ ฮาวีอาย (Vibrio harveyi)  ทำให้เกิดการเรืองแสงของน้ำ โดยในตอนกลางคืนจะมีการเรืองแสงเรื่อๆ บริเวณผิวหน้าน้ำเป็นลักษณะพรายน้ำ ทำให้ปลาที่กินอาหารและอยู่ในสภาวะแวดล้อมดังกล่าวสามารถเรืองแสงได้ การเรืองแสงจากปัจจัยทั้งสองข้างต้น เป็นกลไกการเรืองแสงทางชีวภาพ โดยเกิดจากปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ภายใต้การควบคุมการทำงานของสารที่เรียกว่าเอนไซม์ลูซิเฟอเรส จะทำปฏิกิริยาเร่งการเปลี่ยนแปลงสารลูซิเฟอรินในสิ่งมีชีวิต ในสภาวะที่มีก๊าซออกซิเจนไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิกิริยาเผาไหม้ภายในเซลล์ เพื่อให้เกิดเป็นสารประกอบที่มีพลังงานสูง ATP และสารเรืองแสงซึ่งเป็นผลพลอยได้ (By product) จากปฏิกิริยาดังกล่าว FMNH2 (luciferase ) + O2 + RCHO  -------->  FMN +RCOOH + H2O + Light กรณีที่ 3 การเติมสารเคมีบางชนิด เช่น สารที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบ เช่น วัตถุเจือปนอาหารประเภทฟอสเฟต ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดความชุ่มชื้น และทำให้เกิดความนุ่มเหนียว ทำให้ผิวลูกชิ้นมันวาว ปริมาณที่อนุญาตให้ใช้ไม่เกิน 3,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สารฟอกขาว เช่น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์, โซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ ซึ่งเป็นสารห้ามใช้ในอาหาร ถ้ารับประทานลูกชิ้นที่มีสารไม่ปลอดภัย  จะเกิดอาการอย่างไร ? กรณีเกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ที่สามารถผลิตสารเรืองแสงได้ ซึ่งแสดงถึงสุขลักษณะในการผลิตและเก็บรักษา ซึ่งอาจมีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคชนิดอื่นๆด้วย การรับประทานจึงอาจมีอันตรายต่อสุขภาพ เช่น โรคระบบทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียรุนแรง ลำไส้อักเสบ เป็นต้น กรณีที่เกิดจากสารเคมีที่ใช้ในการผลิต เช่น สารฟอกขาว จะก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ หรือหากมีการเติมสารในกลุ่มฟอตเฟตเกินปริมาณที่กฎหมายกำหนด ในระดับที่สูงเกินไปจะก่อให้เกิดอาหารผิดปกติที่ไต ความปลอดภัย ถ้าประชาชนจะเลือกซื้อลูกชิ้นมารับประทาน ควรสังเกตฉลากอย่างไร ? ข้อแนะนำในการเลือกซื้อ/บริโภคลูกชิ้นปลา มีดังนี้ เลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีการจัดเก็บอย่างเหมาะสม ต้องมีการแสดงฉลากต่อผู้บริโภค ประกอบด้วย ชื่ออาหาร เลขสารบบอาหาร ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้แบ่งบรรจุ ปริมาณสุทธิ วัน เดือน และปีที่ผลิต หรือวัน เดือน และปีที่หมดอายุการบริโภค หากแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง จัดเป็นการกระทำฝ่าฝืนประกาศซึ่งออกตามมาตรา 6(10) โทษตามมาตรา 51 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท ควรเลือกซื้อลูกชิ้นปลาที่มีการบรรจุแบบในภาชะที่สะอาดไม่ฉีกขาด ลักษณะภายนอกของลูกชิ้นปลาที่ดี มีดังนี้ ไม่หยุ่นหรือกรอบจนเกินไป ไม่มีเมือกหรือจุดสี มีสีและกลิ่นตามธรรมชาติ หลังจากการซื้อควรมีการควบคุมอุณหภูมิในระหว่างการเก็บรักษาไม่เกิน 4 องศา ก่อนการรับประทาน ควรให้ความร้อนให้สุกอย่างทั่วถึง หลังจากให้ความร้อนแล้วไม่ควรทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องเกิน 2 ชั่วโมงก่อนการรับประทาน ขอบคุณข้อมูลจาก : กองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ขอบคุณภาพจาก : รายการเรื่องเล่าเช้านี้

ส้มตำ อาหารสุดแซ่บ ประโยชน์มหาศาล
กระเทียม /  ถั่วฝักยาว / 

ส้มตำ เป็นอาหารยอดนิยมประเภทหนึ่ง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันมีรสชาติอร่อยและถูกปากคนไทยหลายๆ คน ทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่จะมีใครรู้บ้างว่านอกจากความอร่อยแล้ว ส้มตำ มีประโยชน์อย่างอื่นอีกหรือไม่ ส้มตำ นั้นเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีสรรพคุณทางยา คุณค่าจากพืชสมุนไพรที่เป็นองค์ประกอบใน ส้มตำ อาทิ มะละกอ เป็นยานำบำรุงน้ำนม ขับพยาธิ แก้บิด แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ริดสีดวงทวาร ช่วยย่อยอาหาร ขับน้ำดี น้ำเหลือง มะเขือเทศ รสเปรี้ยว เป็นผักที่ใช้แต่งสีและกลิ่นอาหาร ช่วยระบาย บำรุงผิว มะกอก รสเปรี้ยว ฝาด หวาน แก้โรคธาตุพิการเพราะน้ำดีไม่ปกติแก้บิด แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน ผลสุกทำให้ชุ่มคอ แก้กระหายน้ำ พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อนช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อย กระเทียม รสเผ็ดร้อน ขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้โรคผิวหนัง น้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา แบคทีเรียและไวรัส ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือด มะนาว เปลือกผลรสขม ช่วยขับลมน้ำในลูกรสเปรี้ยวแก้เสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต ผักแกล้มต่างๆ ได้แก่ ถั่วฝักยาว รสมันหวาน ช่วยกระตุ้นการทำงานของกะเพาะลำไส้ บำรุงธาตุดิน กะหล่ำปลี รสจืดเย็น กระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้ บำรุงธาตุไฟ ผักบุ้ง รสจืดเย็น ต้มกินไข้เป็นยาระบายทำให้อาเจียน เนื่องจากพิษของฝิ่นและสารหนู กระถิน รสมัน แก้ท้องร่วง สมานแผล ห้ามเลือด ถ่ายพยาธิ ส่วนผสม ส้มตำ มะละกอดิบ 1 ลูก กระเทียม 5-6 กลีบ พริกขี้หนู 5-6 เม็ด มะเขือเทศผ่าครึ่ง 2 ลูก ถั่วฝักยาวหั่น 1 ฝัก น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว หรือ น้ำมะขามเปียก 1/4 ถ้วย น้ำตาลปีป 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ส้มตำ ปลอกมะละกอ และล้างด้วยน้ำให้สะอาด แล้วทำการเฉาะและสับ แล้วใช้มีด ฝานให้เป็นเส้นๆ หรืออาจใช้ที่ไสมะละกอก็ได้ ใส่กระเทียมและพริกขี้หนู ลงในครก แล้วตำให้พอแตก ใส่มะเขื่อเทศ, ถั่วฝักยาว, แล้วตำให้เข้ากัน ใส่มะละกอ และ เครื่องปรุงที่เหลือ แล้วตำเบาๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จ ทั้งนี้การกิน ส้มตำ ต้องคำนึงถึงความสะอาดด้วย ลองเลือกร้านที่ทำสะอาด แม่ค้าใส่ถุงมือ และไม่มีแมลงวันตอม ภาชนะสะอาด เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว จากที่เราจะได้รับประโยชน์จากการกิน nederlandsegokken.nl ส้มตำ อาจจะทำให้เราท้องเสียแทนได้ ขอบคุณที่มาจาก : www.samunpri.com

กิจกรรม “Like & Share” ลุ้นรับรางวัลไปทำสวย กับ Dermaster ฟรี!
Dermaster /  กิจกรรม

 ประกาศรายชื่อผู้โชคดี ไปทำสวยกับ Dermaster  Tripola Cellulite Free ลดไขมัน กำจัด cellulite มูลค่า 6,500 บาท ได้แก่  Montra Viset   Aura Bright ถนอมผิว เพิ่มความกระจ่างใส มูลค่า 4,800 บาท ได้แก่  PrincessLovely Aoyjang Dersignature ฟื้นฟู บำรุงผิวใส มูลค่า 3,800 บาท ได้แก่  Moon Meiw   ผู้โชคดีกรุณายืนยันการรับรางวัล โดยการ ส่ง Email แจ้งชื่อ-นามสกุล และ เบอร์โทรศัทพ์ เพื่อทางทีมงานจะทำการรวบรวมส่งให้ผู้สนับสนุนต่อไป  ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 พฤศจิกายน เท่านั้น ที่ Email : women@mthai.com ระบุหัวเรื่องว่า ยืนยันรับรางวัล Dermaster ***************************************** ชวนสาวๆ women mthai ร่วมสนุกกับ กิจกรรม “Like & Share” ลุ้นรับรางวัลไปทำสวย กับ Dermaster ฟรี! 4 รางวัล 4 คอร์ส เท่านั้น 1. Hair Reform ( Detox Hair ) โปรแกรมรักษาผมร่วง ผมบาง  มูลค่า 4,500 บาท 1. Deep Detox โปรแกรมการทำความสะอาดหนังศีรษะและเส้นผมอย่างล้ำลึก โดยเริ่มจากการผลัดเซลล์ที่ตายแล้วในชั้น Epidermis และชั้น Dermis ช่วยขับสารเคมี ของเสียที่ตกค้างให้ออกจากรูขุมขนโดยเครื่อง Ozone Steamer 2. Deep Cleansing โดยใช้เครื่อง Spa Machine ผสาน 3 ขั้นตอน Aroma therapy สร้างกลิ่นบำบัดให้ผ่อนคลาย Anion shampoo bubbling เครื่องสร้างฟองแชมพูออกซิเจน เพื่อลดการเสียดสีของเส้นผมช่วยรักษาสมดุลของ Keratin ให้เส้นผม Scalp galvanic ion deep cleansing ช่วยให้กล้ามเนื้อหนังศีรษะคลายตัว และเพิ่มระบบการไหลเวียนเลือดให้กับกล้ามเนื้อหนังศีรษะ 3. Mesotherapy (เมโสเธอราพี) ช่วยฟื้นฟูรากผมพร้อมกระตุ้นให้เกิดการงอกใหม่อย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้ Digital Gun ส่งผ่านตัวยา และสารอาหารที่จำเป็นต่อเส้นผมการรักษาโดยวิธีนี้ได้ผลดีและรวดเร็ว ไม่เจ็บ 4. LED การฉายแสงเลเซอร์ เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราบนหนังศีรษะกระตุ้นการไหลเวียน พร้อมช่วยเสริมประสิทธิภาพของเมโสเธอราพี ในการกระตุ้นให้เกิดการเตรียมการงอกใหม่ของเส้นผมอย่างรวดเร็ว และยังลดการหลุดร่วงของเส้นผม ซึ่งได้รับการยอมรับจาก อย. สหรัฐอเมริกา 5. Cold wrap deep scalp soothing ช่วยลดรอยแดงจากการทำเมโสเธอราพี 6. Deep nutrient conditioning บำรุงเส้นผมอย่างล้ำลึก ช่วยให้เส้นผมหนานุ่มดูมีน้ำหนัก และมีสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ 7. Tonic ลดและต่อต้านการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อราบนหนังศีรษะ ช่วยให้เซลล์รากผมแข็งแรงฟื้นตัว และผลิตเส้นผมใหม่ที่แข็งแรง ช่วยชะลอการเกิดผมขาว 2. Tripola Cellulite Free ลดไขมัน กำจัด cellulite มูลค่า 6,500 บาท สลายเซลลูไลท์ ทำให้ผิวเรียบเนียนพร้อมยกกระชับด้วยคลื่นวิทยุไตรโพล่าสลายเซลล์ลูไลท์ ขจัดปัญหาผิวเปลือกส้ม เพิ่มความเนียนเรียบ ยกกระชับผิวกาย ด้วยนวัตกรรมใหม่ Tripolar Cellulite Free เป็นการนำ Technology ของ Uni-Polar และ Bi-Polar มารวมกันเป็น Tripolar Cellulite Free ด้วยคลื่นวิทยุ 3 ขั้ว ที่สามารถกระตุ้นเซลล์ผิวได้ถึง 2 ระดับ คือ Demis และ Subcutaneous ทำให้เกิดกระบวนการสร้างและเรียงตัวของคอลลาเจนใต้ผิวใหม่ โดยการฟื้นฟูสภาพผิวด้วย Radiofrequency (RF) โดยการส่งกระแสคลื่นความถี่วิทยุเข้าไปกระตุ้นเซลล์ทำให้มีการสร้างและการเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจนใต้ผิวใหม่ สามารถสลายเซลล์ลูไลท์โดยการเผาผลาญของไขมัน ทำให้ไขมันหดตัวและเล็กลง เพิ่มความกระชับผิว ทำให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นดีขึ้น ความหย่อนคล้อยที่ยากต่อการแก้ไขหมดไป 3. Aura Bright ถนอมผิว เพิ่มความกระจ่างใส มูลค่า 4,800 บาท ทรีตเม้นต์บำรุงล้ำลึกอย่างอ่อนโยนถึง 4 ขั้นตอน เพิ่มความชุ่มชื้นและวิตามิน สารอาหารให้เซลล์ผิว ลดรอยดำ กระ ฝ้า ความหมองคล้ำ และปัญหาเม็ดสีให้สีผิวเรียบเนียนกระจ่างใสเปล่งออร่า ปราศจากรอยดำหมองคล้ำได้ผลอย่างเต็มประสิทธิภาพ Enzyme Peeling คุณค่าบำรุงสกัดจากธรรมชาติช่วยให้เกิดกระบวนการผลัดเซลล์ผิวอย่างได้ผล แม้เซลล์ผิวสะสมที่ยากกำจัด ทำให้ผิวเรียบเนียน รวมทั้งรอยดำ กระ ฝ้าจางลง นอกจากยังช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ผิวใหม่ให้แข็งแรง เนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติ Electroporation ส่งคุณค่าบำรุงเข้มข้นสู่เซลล์ผิว ผ่านคลื่นไฟฟ้าโวลท์สูงช่วงสั้นๆ ทำให้เกิดช่องว่างที่เรียกว่า Aqueous pathway ที่เยื่อบุเซลล์อันประกอบไปด้วยสารจำพวกฟอสโฟไลปิดที่เกาะติดกันด้วยแรงยึดเหนี่ยวทางเคมี ทำให้เซลล์เปิดชั่วขณะ สารอาหารและวิตามินต่างๆจากภายนอกเซลล์จึงถูกผลักเข้าสู่ภายในเซลล์ Cryotherapy เป็นการใช้ระบบความเย็นเพื่อปิดเยื่อหุ้มเซลล์เพื่อล็อคสารอาหารให้อยู่ภายในเซลล์และทำให้ผิวตึงกระชับช่วยสร้างคอลลาเจน ให้ความรู้สึกผ่อนคลายขณะทำทรีตเม้นต์ Facial Brightening Mask มาสก์บำรุงผิวที่ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์จากอายุ แสงอาทิตย์ และความเครียด ด้วยการเร่งการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยเพิ่มความกระจ่างใสและสีผิวที่สม่ำเสมอ ดูสุขภาพดี 4. Dersignature ฟื้นฟู บำรุงผิวใส มูลค่า 3,800 บาท DER SIGNATURE เป็นการผลักสารบำรุงที่สำคัญต่อผิว ลงไปได้ลึกถึงชั้นผิวหนังแท้ (Deep Dermis) ซึ่งมากกว่าการทาครีมบำรุงถึง 40 เท่า โดยผลัก Growth factors ฟื้นฟูเซลล์ผิวขั้นสูง ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน , Anti-Oxidant ป้องกันการเกิดริ้วรอย สร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ และ Hyaluronic เพิ่มความชุ่มชื้นให้เซลล์ผิว กระตุ้นการฟื้นฟูของผิวหนังชั้นลึกโดยไม่ก่อให้เกิดการลอกของผิวด้านบน ช่วยกักเก็บสารบำรุงไว้ใต้ผิว ช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวใหม่ให้แข็งแรง หลุมสิวและกระขุมขนกระชับ อีกทั้งยังช่วยให้ใบหน้ายกกระชับ เพียงตอบคำถามว่า "คุณอยากทำทรีทเม้นท์ ของ Dermaster แบบไหนมากที่สุด เพราะอะไร" ใครตอบได้โดนใจ รับรางวัลไปได้เลย.... กติกาง่ายๆ 1. กด Like หน้าเพจ Dermasterthailand และ Women.mthai 2. ตอบคำถามสั้นๆ ใส่กล่องคอมเม้นต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมกดปุ่ม Also post on Facebook เพื่อโพสข้อความนี้ลงบนหน้า Facebook ของคุณ แล้วชวนเพื่อนๆ มาร่วมกิจกรรมกด Like กันเยอะๆ น๊าาาาา.... ร่วมสนุกวันนี้ถึง 20 ตุลาคม 2557 ประกาศรายชื่อผู้โชคดี ทาง http://women.mthai.com วันที่  30 ตุลาคม 2557

แพ้ ยาแก้อักเสบ ทำให้เมาได้จริงหรือ?
ชาดำ /  สารตกค้าง / 

จากข่าวบันเทิงที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นข่าวของดาราชาย โฬม พัชฏะ ที่ไปออกงานอีเว้นท์งานหนึ่ง โดยระหว่างที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ หนุ่มโฬมก็มีอาการแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด อาทิ พูดเสียงสูง, พูดกระดกลิ้นรัว, ตาปรือ, หน้าซีด, ยืนไม่นิ่ง และมีท่าทางประกอบการพูดที่ผิดกับปกติไปมาก คล้ายคนที่มีอาการมึนเมา ทั้งนี้ทางผู้จัดการส่วนตัวของหนุ่ม โฬม พัชฏะ เผยเป็นอาการจากการเบลอและแพ้ยาแก้อักเสบที่กินเข้าไปก่อนที่จะมาร่วมงานดังกล่าว ซึ่งทำให้หลายคนสงสัยว่า การแพ้ ยาแก้อักเสบ จะทำให้เกิดอาการเบลอ มึนเมา ได้เช่นนี้หรือ? วันนี้เราเลยนำความรู้เกี่ยวกับ ยาแก้อักเสบ มาฝากกันค่ะ ไปดูกันเลยดีกว่า อย่างแรกเลยเราต้องทำความเข้าใจกันใหม่เสียก่อน เนื่องจากคนไทยมักชอบเรียกชื่อยาแบบผิดๆ ซึ่งมักเรียกยาปฏิชีวนะว่า "ยาแก้อักเสบ" ซึ่งเป็นการเรียกที่ไม่ถูกต้อง โดยยาปฏิชีวนะ และ ยาแก้อักเสบ แตกต่างกัน และใช้รักษาอาการป่วยที่ต่างกันด้วย โดยสรุปได้ง่ายๆดังนี้ ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin Antibiotics) อะมอกซิซิลลิน (Amoxycillin) เตตราไซคลีน (Tetracyclines) ซึ่งไม่มีฤทธิ์แก้ปวด หรือลดการอักเสบ ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส ใช้รักษาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น! เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นหนอง ยาแก้อักเสบ (NSAIDs ย่อมาจาก Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs) เป็นยาที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ แก้ปวด ลดไข้ เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน ซึ่งไม่มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียและไวรัส ใช้บรรเทาอาการปวด อาการอักเสบ เช่น ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ อาการเคล็ดขัดยอก เส้นเอ็นอักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ หากแพ้ยาปฏิชีวนะ และ ยาแก้อักเสบ จะมีอาการอย่างไร? อาการของคนแพ้ ยาปฏิชีวนะ พบบ่อย : อึดอัดในท้อง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ลำไส้ใหญ่อักเสบ มีอาการท้องเป็นตะคริวและท้องเดินอย่างรุนแรง ท้องเดินไม่หยุดจนกระทั่งอาจถ่ายเป็นเลือด ปากระบม ลิ้นเป็นฝ้า โลหิตจาง เลือดออกง่ายผิดปกติ จำนวนเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวลดต่ำ ติดเชื้อราในช่องปากและทวารหนัก พบได้น้อย : ระคายช่องคลอด เบื่ออาหาร คันนัยน์ตา และรู้สึกร้อนวูบวาบ พบได้น้อยมาก : ผิวหนังหรือตาขาวเป็นสีเหลือง อาการของคนแพ้ ยาแก้อักเสบ อาการแพ้แบบอันตราย ควรหยุดยาทันทีและปรึกษาแพทย์ในกรณีที่พบอาการดังต่อไปนี้ มีอาการแน่หน้าอก อ่อนแรง หายใจเหนื่อยหอบ อาการเตือนของสมองขาดเลือด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจาระดำ ไอเสมหะมีเลือดปน อาเจียนดำเหมือนน้ำโค๊ก บวมเท้า หรือน้ำหนักขึ้นมาก ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ คลื่นไส้อาเจียน แน่นชายโครง เบื่ออาหาร ปัสสาวะเข้ม อุจาระซีด ตัวเหลืองตาเหลือง มีผื่น เลือดออกง่ายกล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดอาการแพ้ชนิดรุนแรงได้แก่ ไข้ เจ็บคอ บวมใบหน้าหนังตา ผื่นลอกตามผิวหนัง ได้ Steven Johnson's syndrome,Erythema multiforme  ผลข้างเคียงจากยาที่พบโดยทั่วไป ระคายต่อกระเพาะ หากรับประทานขนาดยาไม่สูงและรับช่วงสั้นๆอาจจะมีอาการแน่นท้อง เสียดท้อง หากรับประทานยาในขนาดสูงและติดต่อกันเป็นเวลานานก็อาจจะทำให้เกิดโรคกระเพาะ และมีเลือดออกได้ ตับอักเสบ หากรับประทานยากลุ่มนี้ในขนาดสูงเป็นระยะเวลานาน ไต การใช้ยากลุ่มนี้แม้ว่าในระยะสั้นก็อาจจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และมีปัญหากับไต ดังนั้นคงต้องติดตามความดันและการทำงานของไต หูอื้อ พบมากในผู้ที่รับประทานยาในขนาดสูง มึนงง เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล เจ็บคอ ผื่นคันเล็กน้อย ได้รู้จักยาปฏิชีวนะและ ยาแก้อักเสบ รวมถึงอาการแพ้ยากันไปแล้วนะคะ ส่วนในกรณีของหนุ่ม โฬม พัชฏะ เอง เราก็ไม่ทราบว่าได้รับประทานยาตัวไหนไปเข้าไป และแพ้ยาตัวไหน เพราะผู้จัดการได้ออกมาบอกแค่ว่า ยาแก้อักเสบ เอาเป็นว่าหากเราป่วย ก็ควรพักผ่อน หาหมอและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีของตัวเองนะคะ แล้วอย่าลืมสังเกตตัวเองด้วยว่า แพ้ยาตัวไหนหรือเปล่า? ขอบคุณข้อมูลจาก : www.siamhealth.net www.vcharkarn.com Rational Drug Use (Facebook) เรียบเรียงโดย : health.mthai.com สปิริต โฬม เบลอยาแก้อักเสบ ยังไม่ทิ้งงาน ------------------------------------------------------------------------------------------------------

อีโบลา คือ อะไร อันตรายที่กำลังระบาดไปทั่วโลก
อีโบลา /  อีโบลา คือ / 

อีโบลา คือ อะไร อันตรายที่กำลังระบาดไปทั่วโลก ถึงโลกเราจะมีการพัฒนาการไปไกล จนมีเครื่องมีการแพทย์ที่ครบครันและทันสมัยก็ตาม แต่ก็มีบางโรคที่วงการแพทย์ยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้ อย่างเช่นโรค อีโบลา ที่ล่าสุดได้มีการรบาดแถบแอฟริกาตะวันตก ประเทศกินี ไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน ซึ่งเริ่มแพร่ระบาดมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่าน และองค์การอนามัยโลกได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า จำนวนผู้ที่เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสอีโบลานั้นพุ่งไปอยู่ที่ 672 คนเลยทีเดียว ทาง Men.MThai เราก็เลยอยากจะนำเสนอ ความเป็นมาของโรค อีโบลา คือ อะไร เพื่อที่เพื่อนๆ จะได้รู้จักและป้องกันตัวได้ทันครับ อีโบลา คือ อะไร โรคไวรัส อีโบลา หรือ ไข้เลือดออกอีโบลา เป็นโรคของมนุษย์ที่เกิดจากไวรัสอีโบลา เริ่มมีอาการสองวันถึงสามสัปดาห์หลังสัมผัสกับไวรัส โดยมีไข้ เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อและปวดศีรษะ จากนั้นมีคลื่นไส้ อาเจียนและท้องร่วงร่วมกับการทำหน้าที่ของตับและไตลดลง เมื่อถึงจุดนี้ บางคนเริ่มมีปัญหาเลือดออก ประชากรรับโรคนี้ครั้งแรกเมื่อผู้ป่วยสัมผัสกับเลือดหรือของเหลวร่างกายจากสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น ลิงหรือค้างคาวผลไม้ เชื่อว่าค้างคาวผลไม้เป็นตัวพาและแพร่โรคโดยไม่ได้รับผลกระทบจากไวรัส เมื่อติดเชื้อแล้ว โรคอาจแพร่จากคนสู่คนได้ ผู้ที่รอดชีวิตอาจสามารถส่งผ่านโรคได้ทางเพศสัมพันธ์เป็นเวลาเกือบสองเดือน ในการวินิจฉัย ต้องแยกโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกันออก เช่น มาลาเรีย อหิวาตกโรคและไข้เลือดออกจากไวรัสอื่น ๆ จากนั้น อาจทดสอบเลือดหาแอนติบอดีต่อไวรัส ดีเอ็นเอของไวรัส หรือตัวไวรัสเองเพื่อยืนยันการวินิจฉัยการป้องกันรวมถึงการลดการระบาดของโรคจากลิงและหมูที่ติดเชื้อสู่คน ซึ่งอาจทำได้โดยการตรวจสอบหาการติดเชื้อในสัตว์เหล่านี้ และฆ่าและจัดการกับซากอย่างเหมาะสมหากพบโรค การปรุงเนื้อสัตว์และสวมเสื้อผ้าป้องกันอย่างเหมาะสมเมื่อจัดการกับเนื้อสัตว์อาจช่วยได้ เช่นเดียวกับสวมเสื้อผ้าป้องกันและล้างมือเมื่ออยู่ใกล้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคดังกล่าว ตัวอย่างจากผู้ป่วยควรจัดการด้วยความระมัดระวังเพิ่มขึ้น ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการรักษาไวรัสอย่างจำเพาะโดยความพยายามช่วยเหลือผู้ป่วยมีการบำบัดคืนน้ำ (rehydration therapy) ทางปากหรือหลอดเลือดดำ โรคนี้มีอัตราตายสูง โดยอาจถึง 90% ตรงแบบเกิดในการระบาดในเขตร้อนแอฟริกาใต้สะฮารา ระหว่างปี 2519 ซึ่งมีการระบุโรคครั้งแรก และปี 2555 มีผู้ติดเชื้อน้อยกว่า 1,000 คนต่อปี มีการระบุโรคนี้ครั้งแรกในประเทศซูดานและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แม้จะมีความพยายามพัฒนาวัคซีนอยู่ แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีวัคซีน อาการโรคและการติดโรค อีโบลา คือ อะไร อาการของโรคมีความผันแปรและมักเกิดฉับพลัน อาการแรกเริ่มได้แก่การมีไข้สูง (อย่างต่ำ 38.8°C หรือ 102°F) ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ ข้อและช่องท้องรุนแรง อ่อนเพลียอย่างหนักและวิงเวียนศีรษะ ในช่วงแรกๆ ที่เกิดการระบาดและยังไม่เป็นที่รู้จักมากมักวินิจฉัยว่าเป็นไข้มาลาเรีย ไข้ไทฟอยด์ ท้องร่วง ไข้หวัดใหญ่ รวมทั้งโรคอื่นๆ ที่เกิดจากแบคทีเรียซึ่งมีอาการคล้ายกันแต่ไม่รุนแรงถึงชีวิต อาการอาจร้ายแรงขึ้น เช่นท้องร่วงอย่างแรง อุจจาระกลายเป็นสีดำหรือแดงจัด อาเจียนเป็นโลหิต ตาแดงจัด ความดันโลหิตลดต่ำกว่า 90/60 ไต ม้ามและตับได้รับความเสียหาย อัตราการตายสูงมากถึงระหว่าง 50% - 90% สาเหตุที่ตายเกิดจากขาดเลือด หรืออวัยวะวาย การรักษา อีโบลา คือ อะไร ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาจำเพาะสำหรับโรคไวรัสอีโบลา มีแต่เพียงการรักษาประคับประคอง ได้แก่ทำหัตถการแบบรุกล้ำให้น้อยที่สุด รักษาสมดุลอิเล็กโตรไลต์และสารน้ำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ให้สารต้านการแข็งตัวของเลือดในระยะแรกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดแบบแพร่กระจาย (DIC) ให้สารช่วยการแข็งตัวของเลือดในระยะท้ายเพื่อควบคุมไม่ให้มีเลือดออก รักษาระดับออกซิเจน บรรเทาอาการปวด และใช้ยาต้านเชื่อแบคทีเรียหรือยาต้านเชื้อราเพื่อรักษาการติดเชื้อซำซ้อน (ถ้ามี)

UKหวั่นอีโบลาเข้าปท.หลังพบเครื่องแสกนตรวจได้ไม่ครบ
สหราชอาณาจักร /  อีโบลา / 

ทีมผู้เชี่ยวชาญโรคติดต่อมั่นใจ เครื่องแสกนอีโบลาตรวจสอบผู้ติดเชื้อได้ไม่หมด สื่อต่างประเทศรายงาน ทีมผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันโรคติดต่อและสุขภาพระดับโลก ของมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ใช้แบบจำลองการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ประเมินโอกาสของคนที่ติดเชื้อไวรัสที่อาจจะสามารถผ่านด่านตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อไข้หวัดอีโบลาเข้าประเทศได้ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า แม้มีการสกรีนตรวจหาเชื้ออีโบลาจากผู้เดินทางที่สนามบินเพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสเข้าสู่อังกฤษแล้ว แต่ทั้งนี้ การฟักตัวในระยะยาวก็ไม่ปรากฏให้ตรวจสอบได้ การวิจัยดังกล่าว พบว่า ผู้ติดเชื้อราว 29 ราย ที่พยายามออกจากแอฟริกาตะวันตกในช่วงสิ้นปีนี้ มีเพียง 10 รายที่แสดงสัญญาณของการติดเชื้อให้เครื่องแสกนสามารถตรวจสอบได้ ส่วนอีก 19 ราย พบว่ามี 1 หรือ 2 ราย ที่อาจเดินทางไปยังอังกฤษ แต่ทั้งนี้ คาดว่าผู้โดยสาร 1 ราย จะมีการแสดงอาการของเชื้อไวรัสดังกล่าวในช่วงที่เดินทางไปถึงอังกฤษหรือสหรัฐฯ แล้ว ข่าวที่เกี่ยวข้อง รู้ก่อน ดีกว่า ภัย 'อีโบลา' ไม่ไกลตัวอย่างที่คิด !! 12 คำถาม เจาะลึกวิกฤติอีโบลา กับ ผอ.ศูนย์ควบคุมป้องกันโรคสหรัฐ

มะเร็ง หากตรวจพบเร็ว รักษาให้หายขาดได้
มะเร็ง /  มะเร็งรักษาได้ / 

สถาบัน มะเร็ง แห่งชาติ ระดมแพทย์ทั่วประเทศ พัฒนาศักยภาพรักษาผู้ป่วย มะเร็ง พร้อมระบุมะเร็งหลายชนิด  อาทิ มะเร็งเต้านม  มะเร็งลูกอัณฑะ  มะเร็งรังไข่ชนิดเนื้อเยื่อบุผิว หากตรวจพบในระยะเริ่มแรกสามารถรักษาหายได้ นายแพทย์ภาสกรชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการโรค มะเร็ง แห่งชาติ ครั้งที่ 12 ว่า  โรค มะเร็ง เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย จากรายงานของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2554 พบว่า ปัจจุบันคนไทยเสียชีวิต  จากโรค มะเร็ง ปีละประมาณ 60,000 รายหรือเฉลี่ย 7   รายต่อชั่วโมง และยังคงพบอัตราการเกิดโรค มะเร็ง เพิ่มขึ้นทุกปีโดย มะเร็ง ที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรกในเพศชาย คือ มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ส่วน  3  อันดับแรกในเพศหญิง คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก  มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี  ซึ่งการรักษาผู้ป่วยโรค มะเร็ง ต้องใช้ระยะเวลาต่อเนื่อง และเสียค่าใช้จ่ายสูง  จึงส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม และเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาโรค มะเร็ง  รวมทั้งเพื่อให้ผลลัพธ์จากความก้าวหน้าทางวิชาการ  มีความเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์การควบคุมโรค มะเร็ง ระดับชาติ ซึ่งจะนำไปสู่การดำเนินงานของแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข  คือ การลดอัตราการเกิด และการตายจากโรค มะเร็ง ทำให้ประชาชนชาวไทยห่างไกลจากโรค มะเร็ง ยกระดับการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งนับว่าเป็นการพัฒนาประเทศอีกทางหนึ่ง ดังนั้น สถาบันมะเร็งแห่งชาติ  จึงร่วมกับโรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค 7 แห่ง ของกรมการแพทย์ จัดประชุมวิชาการโรคมะเร็งแห่งชาติในหัวข้อ “National Strategies to Nationwide Cancer Care” โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล นักวิชาการ นักวิจัย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับโรค มะเร็ง ในหลากหลายสาขา จำนวน 800 คน จากทั่วประเทศ   มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับโรค มะเร็ง ได้ทราบถึงความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี และวิทยาการต่าง ๆ ในการป้องกัน ควบคุม และรักษาโรค มะเร็ง  รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสบการณ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำไปพัฒนาการป้องกัน ควบคุม และรักษาโรค มะเร็ง ให้มีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น นายแพทย์วีรวุฒิ  อิ่มสำราญ  ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ  กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นกลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ มากกว่าปกติ ให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง หลอดเลือดและหลอดน้ำเหลืองและในที่สุดก็จะทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะเหล่านั้นผิดปกติโดยมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ที่สำคัญ 3 ประการ คือ หนึ่ง ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม  ยารักษาโรค  รวมทั้งการได้รับรังสี เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และพยาธิบางชนิด สอง ปัจจัยจากพฤติกรรม  เช่น การสูบบุหรี่  ดื่มสุราเป็นประจำ การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงหรือเค็มจัด อาหารที่มีส่วนผสมดินประสิวและไหม้เกรียมเป็นประจำและสุดท้ายปัจจัยทางพันธุกรรม เช่น ความผิดปกติของยีน  และความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ในปัจจุบันแพทย์สามารถรักษามะเร็งหลายชนิดให้หายได้ และทำให้ผู้ป่วยมะเร็งมีอัตรารอดชีวิตที่ยาวนานมากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของมะเร็งที่พบ  เพราะมะเร็งระยะเริ่มแรกย่อมมีการตอบสนองต่อการรักษาหรือมีโอกาสหายขาดมากกว่าระยะลุกลาม หรือระยะสุดท้าย  ดังนั้น  การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรกจึงมีความสำคัญ สำหรับการป้องกันโรคมะเร็ง มีหลักการง่าย ๆ คือ  ออกกำลังกายประจำ ทำจิตแจ่มใส กินผักผลไม้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของมื้ออาหาร  กินอาหารให้หลากหลาย ไม่ซ้ำซาก จำเจ และใหม่สด สะอาด ปราศจากเชื้อรา ไม่กินอาหารที่มีไขมันสูง  อาหารปิ้งย่างหรือทอดไหม้เกรียม  อาหารหมักดองเค็ม และปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดดิบ ๆ รวมทั้งไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา  ไม่มีเซ็กซ์มั่วหรือไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย  ไม่อยู่กลางแดดนานๆ  และที่สำคัญคือตรวจร่างกายเพื่อค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก เป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง ขอบคุณที่มาจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

รังแค /  อัพเดทราคาสินค้า / 

"รังแค" เรื่องน่าคาญใจจากขุยขาวๆ ที่หลุดลอกออกจากหนังศีรษะ และร่วงลงมาเกาะบนเสื้อผ้า จนทำให้ใครที่มีปัญหาเกิดความไม่มั่นใจและเสียบุคลิกภาพ  แต่สมัยนี้ก็มีตัวช่วยสำคัญ คือ "แชมพูขจัดรังแค" หลากหลายยี่ห้อที่ออกมาเพื่อรักษาอาการคัน และรังแคที่ร่วงหล่น จนเรารู้สึกรำคาญ วันนี้ MThai News ขออัพเดทราคาสินค้า และข้อมูลสินค้าประเภท  "แชมพูขจัดรังแค" เพื่อเอาใจผู้มีปัญหาเรื่องหนังศีรษะไว้เป็นข้อมูลนะครับ คลิปจาก MONO TV ช่อง  29 ข้อมูลจาก MONO TV ช่อง  29 แชมพูขจัดรังแค "ยี่ห้อโดฟ" ขนาด 680 มิลลิลิตร ราคาขวดละ 199 บาท แชมพูขจัดรังแค "ยี่ห้อโเฮด แอนด์ โชลเดอร์" ขนาด 165 มิลลิลิตร ราคาขวดละ 165 บาท แชมพูขจัดรังแค "ยี่ห้อรีจอยส์"ขนาด 320 มิลลิลิตร ราคาขวดละ 99 บาท แชมพูขจัดรังแค "ยี่ห้อคิว ลีน"ขนาด 300 มิลลิลิตร ราคาขวดละ 79 บาท แชมพูขจัดรังแค "ยี่ห้อเคลียร์" ขนาด 70 มิลลิลิตร ราคาขวดละ 30 บาท "รังแค" คือ ขุยขาวที่หลุดลอกออกมาจากหนังศีรษะ รังแคเกิดจากความผิดปกติในการแบ่งตัวและหลุดลอกของเซลล์ชั้นหนังกำพร้าของหนังศีรษะซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อราแบบกลากที่หนังศีรษะ การเป็นโรคสะเก็ดเงินหรือที่เรียกว่า โซไรสิส (Psoriasis) การแพ้สารเคมีที่สัมผัสหนังศีรษะ เช่น แพ้น้ำยาย้อมผมน้ำยาดัดผม เป็นต้น แต่สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด คือ การเป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังหรือผิวหนังอักเสบที่ศีรษะแบบที่เรียกว่า เซ็บเบอริก เดอมาไตติส แชมพูขจัดรังแคในท้องตลาดมีหลายชนิด ซึ่งมีสรรพคุณแตกต่างกันออกไปบางชนิดมีสารที่ลดการแบ่งตัวของเซลล์หนังศีรษะ เช่น แชมพูน้ำมันดิน(Tar Shampoo) ซึ่งมีกลิ่นออกฉุนๆ แชมพูที่มีสารเซเลเนียมซัลไฟด์ซึ่งมีอยู่หลายยี่ห้อในท้องตลาดชมพูบางอย่างมีสารที่ลดจำนวนยีสต์บนหนังศีรษะ ซึ่งมีวัตถุออกฤทธิ์เป็นสารพวกซิงค์ ไพริไทออน หรือคีโตโคนาโซน (ketoconazole)ซึ่งอาจได้ผลดีในรายที่มีเชื้อราเข้ามามีส่วนทำให้เพิ่มความรุนแรงของโรคผิวหนังอักเสบ วันนี้คุณมีแชมพูขจัดรังแคที่ใช้ได้ผลหรือยังครับ MThai News ธัญพืชอาหารหลักจับใส่กระป๋องขายเพิ่มมูลค่าและรสชาติ วันพุธที่ 25 มิถุนายน 2557  อัลมอนด์ ถั่วลิสงและถั่วต่างๆ อุดมคุณค่าด้วยโปรตีน “โจ๊ก” รอบดึกหรือรอบเช้าก็อิ่มสะดวก ซื้อแบบถ้วยติดบ้านก็อร่อยได้เมื่อหิว วันอังคารที่ 24 มิถุนายน 2557  จะโจ๊กรอบเช้า หรือโจ๊กรอบดึกก็อร่อยได้ 1 อิ่ม ราคาผักในท้องตลาดเริ่มถูกลง มาอัพเดทข้อมูลกันเถอะ วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน 2557  ช่วงหน้าฝนราคาผักหลายอย่างถูกลง เลือกซื้อครีมทารอบดวงตายี่ห้อไหนดี มาลบรอยดำหมีแพนด้าเพราะนอนดึก วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2557  ใช้ตัวช่วยคุณภาพก็ต้องลงทุนกันหน่อย อาหารเสริมจำเป็นหรือ มาอัพเดทราคาพร้อมข้อเท็จจริงกันเถอะ วันพฤหัสที่ 19 มิถุนายน 2557  สิ่งจำเป็นที่เรายังไม่มีข้อมูลเพียงพอ

10 ของใช้ใกล้ตัว น่ากลัวติดโรค
ของใช้ /  สุขภาพ / 

10 ของใช้ใกล้ตัว น่ากลัวติดโรค ........สุขภาพที่เจ็บป่วยอย่างไม่รู้สาเหตุ แท้ที่จริงไม่ต้องคิดหาคำตอบให้ยาก เพราะต้นตอกลับอยู่ที่ของใช้ใกล้ตัว ที่ผู้ใช้ขาดการรักษาความสะอาด ........ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ ผู้อ่านรักษ์สุขภาพต้องลองอ่าน 10 ของใช้ติดตัว น่ากลัวติดโรค โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า เกิดเป็นคนแม้ไม่พ้นเชื้อแต่ก็พยายามช่วยลดมันลงได้แค่เพียงไม่มองข้าม “ของติดตัว” และ “ ของใช้ ใกล้ตัว” ที่น่ากลัวได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าดังต่อไปนี้ครับ คอนแทคเลนส์ ติดตัวติดที่ตา ขออย่าใส่นอนข้ามคืนหรือแม้เป็นชนิดที่ใส่นอนได้ก็ไม่ควรอยู่ดีเพราะกระจกลูกตามีอาหารกินอยู่ทางเดียวคืออากาศ ด้วยมันปราศจากเส้นเลือดเลี้ยงจึงเป็นของที่ควรเปิดโล่งให้รับลมจะดีกว่าครับ หมวกกันน็อค กับที่คาดผม ของติดศีรษะที่นำสิวมาให้ได้ โดยเฉพาะในหมวกกันน็อค ส่วนที่คาดผมหรือที่รัดผมนั้นจะทำให้ผมร่วงง่ายกลายเป็นคนผมบางไปโดยไม่รู้ตัว ขอให้ใช้หมวกกันน็อคตากแดดบ้าง ส่วนที่รัดผมขอพักไว้เวลาวันหยุดบ้างก็ได้ครับ เหล็กดัดฟัน-ฟันปลอม ของที่ติดอยู่ในช่องปากเช่นนี้ดึงเข้าดึงออกแต่ละทีก็เหมือนเติมเชื้อใส่เข้าไป เป็นของที่มีซอกมุม ทำความสะอาดยาก หากไม่แน่ใจเสียแล้วก็จะทำให้เชื้อสะสมอยู่ที่เหงือกกลายเป็นโรคคลาสสิกอย่างรำมะนาดหรือปริทนต์ได้ สร้อยคอ สร้อยแขน ของที่แสนใกล้ตัวและราคาแพงเช่นนี้ไม่ได้การันตีความไม่ป่วย ด้วยสร้อยที่เป็นโลหะจำพวก “นิเกิล” และ “โรเดียม” มีโอกาสกระตุ้นภูมิได้ในผู้ที่ไวต่อมันกลายเป็นผื่นแดงมีอาการคัน ส่วนในท่านที่ใส่สร้อยที่เป็นเชือกหรือวัสดุธรรมชาติก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้ดีตามเส้นใยที่ว่านั้นต้องระวังเชื้อรากันด้วย กระเป๋าถือ ไม่ว่าจะสะพายไขว้หน้าราคาเรือนแสนหรือกระเป๋าสตางค์ใบจ้อยกะร่อยกะหริบก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้พอกัน อย่าลืมว่ามันเป็นส่วนที่ต้องออกไปท่องโลกกว้างพร้อมกับตัวท่านทุกวัน แต่กลับไม่ค่อยได้อาบน้ำท่าทำความสะอาดเหมือนคน เพราะไม่อย่างนั้นหนังอาจเสื่อมเร็ว ดังนั้นควรระวังเรื่องความชื้นและกระเป๋าที่มีซอกหลืบเยอะให้ดี มืออนามัย แม้จะใส่เพื่อความสะอาดแต่ก็อาจป่วยได้โดยเฉพาะถุงมือยางที่เรียกว่า “ลาเท็กซ์” ทั้งในบุคคลากรแพทย์หรืออาชีพที่ต้องใส่ถุงมือทำงาน จะมีอาการ “แพ้” ได้กลายเป็นตุ่มใสบ้างแดงบ้างแถมคันคะเยอ หรือเผลอๆเหงื่อออกก็ได้เชื้อราแถมตามง่ามนิ้ว พอถึงเวลาถอดถุงมือออกมาดูพุพองน่าสยองไป นาฬิกาข้อมือ ถือเป็นของติดตัวใส่กันตลอดทั้งในยามทำงาน,ออกกำลังกายหรือแม้ในเวลาอาบน้ำ ทำให้ซอกนาฬิกาเป็นบ้านอันผาสุกของเชื้อโรคได้ จึงอยากขอให้พักข้อมือบ้าง โดยการถอดนาฬิกาในเวลานอนและอาบน้ำเพราะนั่นคือช่วงที่เชื้อจะสะสมได้มากที่สุด รวมถึงแหวน,สร้อยและเครื่องประดับติดตัวอื่นด้วยนะครับ จะได้ทำให้เวลานอนคือเวลาพักผ่อนปลอดพันธนาการที่แท้จริง ชั้นในและกางเกงเข้ารูป รัดจนหน้าตูบแถมยังทำให้เจ็บป่วยจากโรคอย่างกรดไหลย้อนในกรณีใส่เสื้อรัด หรือกดเส้นประสาทจนหน้าขาชาอย่างกรณีใส่กางเกงขาเดฟรัดติ้วแล้วยังมีกระเป๋าสตางค์กดอีก ส่วนในกรณีที่ร้อนจัดมีเหงื่อออก เครื่องรัดกายที่แน่นตัวเช่นนี้จะเรียกทั้งเชื้อราผิวหนังแล้วยังตกขาวในสาวๆได้อีกด้วย รองเท้า เป็นแหล่งรวมดาวเชื้อโรคอย่างแท้จริงเพราะไปวิ่งไปเดินมาร้อยเอ็ดย่านน้ำแล้วพอถึงเวลากลับมาบ้านเหนื่อยก็ถอดทิ้งไว้เฉยๆรวมกันอยู่บนชั้นวาง หรืออย่างชีวิตชาวคอนโดฯที่ต้องใช้ที่ร่วมกันอย่างประหยัดก็ทำให้ชั้นวางเกือกแออัดราวกับมหกรรมย่อมๆซึ่งทำให้ชั้นวางรองเท้ากลายเป็นสวนสัตว์รวมเชื้อไปอย่างน่าตกใจ อะไหล่กายเทียม เช่น ข้อเข่าเทียม,ข้อสะโพกเทียม หรือหลอดลวดที่ไปถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ ล้วนแต่เป็นของที่มีอายุ แม้จะดูแลดีแค่ไหนก็ต้องมีวันเสื่อม ซึ่งอนัตตาแห่งอะไหล่มนุษย์เหล่านี้สั้นกว่าอวัยวะที่เป็นของออริจินัลดั้งเดิมอยู่มาก ด้วยว่าร่างกายจะสร้าง “ธาตุต้านของเทียม(Antibody)” ขึ้นมาทำให้เกิดปฏิกิริยาเสื่อมและเจ็บป่วยได้มากกว่าอวัยวะแท้ๆ .........นอกจากนั้นยังมีของใกล้ตัวที่ใช้เฉพาะกิจอีกเช่น แว่นตา,ยาดมและผ้าเช็ดหน้า ที่พาเชื้อโรคเช่นตาเจ็บ,ตาแดงและโรคหวัดมาได้ จะเห็นว่าของติดตัวและใกล้ตัวที่ว่ามานี้ถ้าใช้ดีมันก็จะเป็นส่วนส่งเสริมเราแต่ถ้าเผลอไปเมื่อไรมันก็อาจกลายเป็นพันธนาการแห่งชีวิตและเป็นพิษต่อตัวเราได้ ไม่เกี่ยวว่าเป็นของแพงของถูกแต่อย่างใดเลย ขอบคุณที่มาจาก สสส.