เชื้อรา

เลือกอาหารหลีกเลี่ยง ตับแข็ง
กรุ๊ปเลือด /  กรุ๊ปเอ / 

อย่างที่รู้กันแล้วว่า สุราเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรค ตับแข็ง แต่ในเมื่อหลายคนยังชอบที่จะสังสรรกันอยู่ แถมผู้สูงวัยบางท่านยังมีอาการตับแข็งเพราะรับยา ดังนั้น การใช้ของใกล้ตัวอย่าง หุงหาอาหารทานเอง ถือเป็นวิธีป้องกันและรักษา ตับแข็ง อย่างง่ายที่สุด นายแพทย์ระพีพันธุ์ กัลยาวินัย อายุรแพทย์ และ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเดินอาหารและโรคตับ เผยว่า  ผู้ป่วย ตับแข็ง อาจต้องเลี่ยงเกลือ โดยเฉพาะในรายที่บวมน้ำ ทั้งนี้ควรมีการกินอาหารให้เพียงพอ และสะอาดอีกด้วย กฎเหล็กคนเป็น ตับแข็ง ควรทานอาหารที่สุกสะอาด ไม่ทิ้งค้าง แม้ทำใหม่ก็ตาม ไม่กินของหมักดอง ไม่กินเหล้า ยาดองเหล้า อย่ากินยาที่ไม่แน่ใจว่ามีผลต่อตับหรือไม่ ขี้เหล็ก ควรทานในลักษณะแกงที่ทำสุกสะอาด ไม่ควรทานขี้เหล็กในรูปแบบอื่น เห็ดบางอย่างมีพิษ ควรทานเฉพาะเห็ดที่คนทั่วไปทาน รู้จักกันดี ไม่ควรลองอาหารแปลกๆ เพราะอาจมีพิษต่อตับ ไม่ควรทาน พริกป่น ถั่วป่น ข้าวโพดแห้งที่ทิ้งค้าง เพราะอาจมีเชื้อราอัลฟ้าท๊อกซิน ซึ่งเป็นเชื้อราที่ทำให้เกิดมะเร็งตับได้ การให้วิตามิน สารลดการทำลายตัวเอง ต้านอนุมูลอิสระ และอาหารเสริมอื่น ยังไม่เป็นที่ยอมรับ บ้างแนะนำให้วิตามินอีเสริมในผู้ป่วย ตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบซี ส่วนในกรณีเคยมีอาการทางสมอง เช่น สับสน มึนงง มือสั่น พูดเพ้อ แล้วแพทย์บอกว่ามีอาการทางสมองจากตับ ต้องมีข้อปฏิบัติตัวเพิ่มจากที่แนะนำด้านบนดังนี้ ควรทานโปรตีนที่สะอาดไม่มีพิษต่อตับโดยควรเลือกทานโปรตีนจากพืช มากกว่าจากสัตว์ เช่น ถั่ว เต้าหู้ เห็ด บางช่วงอาจต้องถึงกับงดโปรตีนทุกชนิด ขึ้นกับแพทย์แนะนำให้ทำอย่างไรครับ ควรเลี่ยงการกินเนื้อทุกชนิด ไม่ว่าเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่มาก ๆ รวมทั้งเครื่องในมาก ๆ ไม่ควรทานเลือดหมู ถ้ามีถ่ายดำ หรือ ถ่ายเป็นเลือด ให้ปรึกษาแพทย์ด่วน ระวังอย่าให้ท้องผูกควรถ่ายให้ได้วันละครั้ง บางรายอาจถึง 3-4 ครั้ง แล้วแต่แพทย์สั่ง กรณีไม่ถ่ายให้ทานยาระบายที่แพทย์สั่งให้ถ่ายทันที กรณีท้องเสีย ต้องรีบรักษา เช่นกัน งดยาที่ทำให้ง่วงนอนทุกอย่าง รวมทั้งยานอนหลับ หรือ ยากลุ่มอาการซึมเศร้า เลี่ยงการอดหลับอดนอน เลี่ยงความเครียด ห้ามขาดยา และ มาตามแพทย์นัดทุกครั้ง กรณีมีไข้ เป็นหวัด ปัสสาวะบ่อยหรือแสบขัด หอบเหนื่อย ขาบวม ตัวเหลืองตาเหลือง หรือ เริ่มมีอาการทางสมองใด ๆ แม้เพียงเล็กน้อยอาการใดอาการหนึ่งก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว ระวังอย่าป่วยติดเชื้อ ทานอาหารสะอาด ระวังไข้หวัด ล้างมือบ่อย ๆ การกินนมเปรี้ยวที่มีเชื้อ Lactobacillus อาจช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่แพ้นม หรือ แพทย์อนุญาต ทริคเพื่อการออกกำลังกาย สำหรับการออกกำลังกาย  โดยทั่วไปแล้วจะปลอดภัยในผู้ป่วยตับแข็ง แต่ในรายที่เป็นระยะท้ายอาจไม่เหมาะสม เพราะอาจทำให้เกิดเลือดออกในเส้นเลือดขอดในท้อง ซึ่งถ้าการดูแลร่างกายและรับประทานอาหารอย่างถูกวิธีแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น อาจต้องพึ่งการเปลี่ยนตับใหม่ จากผู้ป่วยที่เสียชีวิต หรือมีอาการสมองรุนแรงใกล้เสียชีวิต (ปัจจุบันเริ่มมีรายงานบริจาคตับครึ่งหนึ่งให้กันด้วย แต่ยังไม่เป็นวิธีมาตรฐาน) ผลการเปลี่ยนตับเริ่มดีขึ้นมากในต่างประเทศถึง 80 % เลยทีเดียว และอายุยืนยาวมากกว่า 5 ปีเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับโอกาสเสียชีวิตในโรคตับแข็งระยะท้าย ๆ จากติดเชื้อ โรคสมองบ่อย ๆ และการมีน้ำในท้องรักษายาก ขึ้นกับสาเหตุด้วย เช่น ไวรัสซี เหล้า อาจมีอาการต่างๆ ดีขึ้นหลังการรักษา ไม่ต้องเปลี่ยนตับก็อาจดีขึ้นได้ ขอบคุณที่มาจาก : e-magazine.info

เทคนิคจัดการ นมแม่ ให้ลูกอิ่มหนำสำราญ
ทารก /  นมจากแม่ / 

“ นมแม่ ” สุดยอดอาหารจากอกแม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก สำหรับคุณแม่มือใหม่หลายคนที่ยังกังวลเกี่ยวกับการให้นมบุตร บางคนกลัวน้ำนมน้อยไม่พอให้ลูกดื่มกิน บางคนไม่รู้วิธีการกระตุ้นน้ำนม บางคนเจอเหตุการณ์ลูกปฏิเสธเต้านม และอีกหลายเหตุการณ์ที่ทำให้คุณแม่มือใหม่หมดกำลังใจในการให้นมลูก คอลัมน์หน้าต่างบานเล็กฉบับนี้ จึงได้รับเกียรติจากคุณหมอมาช่วยแนะนำเนคนิคดีๆ เกี่ยวกับการจัดการน้ำ นมแม่ ให้ลูกน้อยได้ดื่มกินอย่างอิ่มหนำสำราญมาฝากกัน น้ำนมน้อย กระตุ้นอย่างไรดี การผลิตน้ำนมของแม่เป็นกระบวนการอุปสงค์อุปทาน ถ้าลูกดูดเยอะ ดูดบ่อย น้ำนมก็จะผลิตเยอะ แต่ถ้าลูกดูดน้อย น้ำนมก็ผลิตน้อย ทำให้คุณแม่อาจเข้าใจผิดคิดว่าที่น้ำนมไม่ค่อยออกเพราะมีน้ำนมน้อย พอน้ำนมน้อยก็ไม่ยอมให้ลูกดูด แล้วน้ำนมก็จะแห้งไปในที่สุด เมื่อไม่มีการดูดกระตุ้น น้ำนมก็ไม่ผลิต ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติ โดยวิธีการกระตุ้นน้ำนมที่ดีที่สุด คือการใช้เทคนิค ดูดเร็ว ดูดบ่อย ดูดนาน ดังนี้ ดูดเร็ว คือเมื่อลูกคลอดออกมาภายใน 15-30 นาที ควรให้ลูกดูดนมเลย เพื่อกระตุ้นน้ำนมครั้งแรก ดูดบ่อย คือให้ลูกดูดนมบ่อยๆ วันละ 8-12 ครั้ง หรือตามที่ลูกต้องการ ถ้าลูกร้องงอแง หรือหิวก็ให้ดูดทันที ดูดนาน คือในแต่ละครั้งที่ลูกดูดนมให้ดูดนานๆ ประมาณข้างละ 15 นาที หรือดูดจนกว่าลูกจะเลิกดูดไปเอง วิธีดังกล่าวจะทำให้น้ำนมผลิตมาอย่างสม่ำเสมอ มีน้ำนมออกมาเต็มที่ โดยในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอด ลูกอาจจะดูดน้อย ธรรมชาติสร้างให้แม่กับลูกคู่กัน จึงไม่ต้องกังวลว่าน้ำนมจะไม่พอ ถ้ากระตุ้นด้วยการดูดเร็ว ดูดบ่อย ดูดนาน รับรองว่าจะมีน้ำนมเพียงพอต่อความต้องการของลูกแน่นอน รู้ได้อย่างไร...น้ำนมเพียงพอต่อความต้องการของลูก คุณแม่อาจกังวลว่าลูกต้องการกินนมมากเท่าไหร่ กินอิ่มหรือยัง จึงให้นมตลอดเวลาแม้ลูกอิ่มแล้ว พอถึงเวลาให้นมก็ปลุกขึ้นมาดูด ซึ่งทำให้ลูกอารมณ์หงุดหงิด ร้องไห้งอแง คุณแม่สามารถสังเกตว่าลูกอิ่มแล้วได้โดย ลูกจะนอนหลับง่าย หลับสบาย ไม่ร้องกวนงอแง อึบ่อย ฉี่บ่อย น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ ก่อนให้ลูกดูดนมจะมีอาการคัดเต้านม แต่พอลูกดูดเสร็จเต้านมจะนิ่ม ขณะที่ลูกดูดนม เต้านมอีกข้างหนึ่งจะมีน้ำนมไหลซึมออกมา ถือเป็นกลไกที่บอกว่าเรามีน้ำนมเพียงพอให้ลูก มาบีบน้ำนมด้วยมือกันเถอะ หากบางครั้งน้ำนมน้อย ไม่ค่อยไหล การบีบน้ำนมด้วยมือจะช่วยกระตุ้นให้น้ำนมไหลได้ ล้างมือให้สะอาด ต้องอยู่ในภาวะที่สบาย อย่าเครียด ผ่อนคลาย และจัดท่านั่งให้อยู่ในท่าที่สบาย อยู่ในห้องที่เป็นส่วนตัว มิดชิด ไม่มีคนพลุกผล่าน จะช่วยให้คุณแม่ไม่รู้สึกอายที่จะบีบ ถ้ามีลูกอยู่ด้วยจะยิ่งดีเพราะการที่แม่ได้โอบกอดลูก เป็นการกระตุ้นให้คุณแม่มีความสุข ซึ่งมีผลให้น้ำนมไหลได้ดีขึ้น ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้กดลงไปบริเวณลานหัวนม ให้ห่างจากหัวนมประมาณ 3 เซนติเมตร ให้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้อยู่ตรงกันข้ามกัน แล้วกดเข้าหาตัวเบาๆ กดแล้วบีบให้เป็นจังหวะ เหมือนเป็นการรีดน้ำนมจากบริเวณท่อน้ำนมให้ไหลออกมาตรงปลายสุด อีกมือหนึ่งใช้ประคองเต้าไว้ด้านล่าง เพราะเต้านมมีขนาดขยายใหญ่ มีน้ำหนัก ต้องช่วยประคองไว้ เมื่อบีบจนรู้สึกว่ามุมนี้ไม่มีน้ำนมออกแล้ว ให้ขยับเปลี่ยนมุม โดยหมุนนิ้วชี้และนิ้วโป้งไปยังมุมอื่นๆ ตามขอบลานหัวนม จนไม่มีน้ำนมออกมาแล้วก็ให้พอ ควรใช้เวลาบีบน้ำนมไม่เกิน 30 นาที เพื่อลดอาการเมื่อยล้า ไม่ควรบีบแรงจนเกินไป หรือบางคนใจร้อนเห็นว่าน้ำนมยังไม่ออกก็ขย้ำเต้านม ซึ่งการทำแบบนี้อาจทำให้เต้านมเกิดการช้ำได้ นวดเต้านม ช่วยให้น้ำนมไหลดี คุณแม่ที่มีน้ำนมน้อย การนวดเต้านมอาจช่วยให้น้ำนมไหลดีขึ้นได้ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบทิ้งไว้ 3-5 นาที ใช้นิ้วมือ 3 นิ้ว ค่อยๆ คลึงเบาๆ ที่เต้านม โดยคลึงเป็นวงกลมจากบริเวณฐานเต้านมไปถึงตรงปลายใกล้หัวนม นวดคลึงเบาๆ จะช่วยให้น้ำนมไหลออกมาได้ง่ายขึ้น ส่วนคุณแม่ที่มีน้ำนมเยอะ อาจคัดตึงเต้านมได้ ดังนั้น ก่อนให้นมควรใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบไว้ 3-5 นาที แล้วนวดคลึงเบาๆ ก่อนบีบน้ำนมออก จะช่วยให้รู้สึกสบาย น้ำนมไหลกระจายดี บีบออกมาได้เยอะขึ้น เต้านมคัด ทำอย่างไรดี อาการคัดเต้านม เกิดขึ้นได้บ่อย ซึ่งมีสาเหตุมาจาก ลูกดูดนมไม่ถูกวิธี เช่น ลูกอ้าปากไม่กว้าง งับไม่ถึงลานนม ทำให้น้ำนมไม่ออก พอน้ำนมไม่ออก เมื่อมีการผลิตออกมาใหม่ แต่ของเดิมยังคงมีอยู่ก็ทำให้คัดตึงเต้านมได้ คุณแม่บางคนเคร่งคัดต่อการกำหนดเวลาในการให้นมมากเกินไป เช่น ต้องให้ลูกกินเป็นเวลาทุก 3 ชั่วโมง แม้ลูกจะหิวแต่ถ้ายังไม่ถึงเวลาก็ไม่ให้ ซึ่งอาจเป็นเวลาที่น้ำนมมีการผลิต พอไม่ได้มีการดูดออก จึงเกิดคัดตึงเต้านมขึ้น เพราะฉะนั้น การให้นมต้องให้ตามความต้องการของลูก ลูกอยากกินตอนไหนก็ให้ตอนนั้น การปล่อยให้ลูกหิวจัดอาจทำให้ลูกไม่มีแรงดูด พอจะให้ดูดกลายเป็นว่าลูกไม่ยอมดูด เกิดการปฏิเสธเต้า ไม่ยอมดูดนมได้ ในช่วงแรกเกิดถึง 6 เดือน ควรให้ลูกกินนมตามที่ลูกต้องการ อย่ากังวลเรื่องวินัยในการกิน ควรฝึกเรื่องนี้หลัง 6 เดือนไปแล้ว หรือเมื่อลูกเริ่มกินอาหารเสริม น้ำนมเยอะ ทำให้ลูกสำลักได้ไหม คุณแม่ที่น้ำนมเยอะอาจทำให้เวลาที่ลูกดูดแล้วกลืนไม่ทัน หรือน้ำนมพุ่งลงไปที่คอหอย ทำให้เกิดการสำลักได้ สัญญาณบอกว่าคุณแม่มีน้ำนมเยอะ ดูได้จากการดูดนมของลูก ว่าลูกดูดนมทันหรือไม่ ดังนี้ ดิ้นทุรนทุรายระหว่างดูดนม เพราะอาจจะดูดและกลืนไม่ทัน เกิดการสำลักได้ หลังจากลูกดูดนมเสร็จแล้ว ให้สังเกตที่หัวนม ถ้ามีสีซีดขาว หัวนมเป็นรอยพับ แสดงว่าน้ำนมเยอะ ทำให้ลูกเอาลิ้นดันไว้ เพราะกลืนไม่ทัน ดังนั้นถ้าน้ำนมเยอะคุณแม่ควรบีบเก็บเป็นสต็อกไว้ หรือปั๊มนมเก็บไว้ให้ลูกกิน เพื่อให้น้ำนมเหลืออยู่ในเต้าไม่เยอะเกินไป ป้องกันการสำลักนมแม่ได้ หัวนมแตก เกิดได้อย่างไร หัวนมแตก สาเหตุเกิดจากลูกดูดผิดท่า งับหัวนมไม่ถึงลานนม งับไม่ลึกพอ เกิดการเสียดสี ทำให้หัวนมแห้ง ถลอกและแตกได้ง่าย วิธีรักษาหัวนมแตกที่ดีที่สุด คือเอาน้ำนมของคุณแม่ทาบริเวณหัวนม เพราะน้ำนมเป็นทั้งสารหล่อลื่น และเป็นทั้งสารฆ่าเชื้อ ทาทิ้งไว้รอจนแห้ง แล้วค่อยใส่เสื้อชั้นใน เพราะถ้ายังไม่แห้งแล้วใส่เสื้อชั้นในเลยจะทำให้เกิดการอับชื้น เป็นเชื้อราได้ หรืออีกวิธีลองเปลี่ยนท่าให้นมบ่อยๆ ซึ่งจะช่วยให้ตำแหน่งที่ลูกงับไม่ตรงกับตำแหน่งเดิม จะช่วยลดอาการเจ็บได้ เพราะส่วนใหญ่ที่เจ็บหัวนมเป็นเพราะลูกงับอยู่ตำแหน่งเดิมตลอด ลูกปฏิเสธเต้านม ทำอย่างไรดี การปฏิเสธเต้านมต้องดูว่าปฏิเสธตั้งแต้ต้น หรือดูดนมมาตลอด แล้วอยู่ดีๆ เกิดปฏิเสธขึ้นมา กรณีที่ปฏิเสธตั้งแต่แรก คือหลังคลอดไม่ยอมดูดนมจากเต้า อาจเป็นเพราะน้ำนมแม่ยังผลิตไม่พอ พอลูกดูดน้ำนมไม่ออกเลยทำให้หงุดหงิด ไม่ยอมกินต่อ ก็ต้องพยายามช่วยลูกให้ดูดนมจากเต้ามากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้น้ำนมออกมาเพียงพอ อย่ารีบใช้ขวดนม เพราะคุณแม่บางคนเห็นว่านมยังไม่ออกก็ให้ลูกดูดขวดแทน พอจะกลับมาให้ดูดเต้าอีกครั้งกลายเป็นเรื่องยาก เพราะการใช้ขวดนม หรือจุกหลอกจะทำให้ลูกสับสน ที่สำคัญการดูดจากขวดนั้นดูดง่ายกว่า จะทำให้กลับไปดูดนมแม่ยาก เต้านมคัด หัวนมแข็ง ทำให้ดูดไม่สะดวก ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกไม่ยอมดูดได้ ฉะนั้น ในช่วงแรกที่ลูกไม่ยอมดูด พยายามหาสาเหตุ แล้วให้ลูกดูดบ่อยๆ ดูดให้ถูกวิธี จัดท่าดูดให้ถูก ถ้าเต้านมคัดก็บีบออกให้เต้านมนิ่มก่อน และเมื่อลูกเริ่มชินกับเต้านมก็จะดูดเป็นปกติ ส่วนกรณีที่ดูดปกติ แล้วอยู่ๆ ปฏิเสธ มักเกิดจาก ถึงวัยที่มีฟันขึ้น เจ็บเหงือกก็อาจจะไม่ยอมดูด ร้องกวนหงุดหงิด อาจมีสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจมากกว่า เบี่ยงเบนความสนใจ ห่วงเล่น ทำให้ไม่ยอมกิน อาจมีภาวะเครียดบางอย่าง หรือมีอาการเจ็บป่วย เช่น เป็นหูอักเสบ เวลาดูดแล้วทำให้เจ็บหู ลูกก็จะไม่ยอมดูด คออักเสบ เป็นหวัด คัดจมูก ดูดนมไม่ได้ เพราะเวลาดูดลูกต้องอาศัยการหายใจทางจมูก ถ้าคัดจมูกก็จะทำให้ดูดไม่สะดวก เลยไม่ยอมดูด ดูดไป ร้องไป งอแงไป หากลูกปฏิเสธจากสาเหตุใด แล้วรีบแก้ไขให้ถูกต้องและตรงจุด ลูกก็จะกลับมาดูดนมจากเต้าได้เหมือนเดิม ขอบคุณที่มาจาก : พญ.วิมล เสกธีระ ศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเวชธานี

คันหู ทำอย่างไรดี
คันหู /  หู / 

อาการ คันหู เป็นอาการที่พบได้บ่อย และเป็นที่น่ารำคาญแก่ผู้ที่มีอาการดังกล่าว อาการ คันหู เกิดจากหลายสาเหตุ  ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักใช้ไม้พันสำลีปั่นหูชั้นนอก หรือใช้นิ้วแคะ, ขยี้ หรือปั่นรูหูเพื่อบรรเทาอาการคัน ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังของหูชั้นนอกอักเสบมากขึ้น เกิดอาการคันมากขึ้น หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนกลายเป็นหูชั้นนอกอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเกิดฝีของหูชั้นนอกตามมา สาเหตุของอาการ คันหู 1.  การอักเสบเรื้อรังของหูชั้นนอก (chronic otitis externa) เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด มักเกิดจากผู้ป่วยใช้ไม้พันสำลีปั่นช่องหูชั้นนอกเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังอาบน้ำ แล้วน้ำเข้าหู ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของผิวหนังของหูชั้นนอก ทำให้เกิดอาการคันหูเรื้อรัง หรือเป็นๆ หายๆ 2.  การติดเชื้อราของช่องหูชั้นนอก (otomycosis) ทำให้มีอาการคันหูได้ 3.  หูชั้นกลางอักเสบ แล้วเยื่อบุแก้วหูทะลุ มีหนองไหลออกมา ทำให้เกิดการอักเสบของหูชั้นนอกตามมา (secondary otitis externa) ซึ่งทำให้เกิดอาการคันหูได้ 4.  โรคทางกายบางชนิดที่ทำให้มีอาการคันของหูชั้นนอกได้ เช่น โรคตับ  (เช่นโรคตับอักเสบ), เบาหวาน, โรคเลือด, มะเร็ง, มะเร็งต่อมน้ำเหลือง, โรคไตวายเรื้อรัง 5.  โรคของผิวหนังเองที่มีการอักเสบของช่องหูชั้นนอก หรือใบหูร่วมด้วย ได้แก่ โรคสะเก็ดเงิน (psoriasis), โรคต่อมไขมันอักเสบ (seborrheic dermatitis), โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ การวินิจฉัยอาการ คันหู สามารถทำได้โดยซักประวัติ โดยอาจซักถามอาการอื่นๆ ที่อาจเกิดร่วมด้วย เช่น หูอื้อ, เสียงดังในหู, มีหนองไหลจากหู  และตรวจหู อาจเห็นผิวหนังของช่องหูแห้ง  แดง  หนา  เป็นขุย หรือเป็นแผล  พบรอยถลอก หรือลักษณะของผิวหนังอักเสบได้ การรักษาอาการ คันหู รับประทานยาแก้แพ้ (antihistamine) ให้หายคัน อาจใช้ยาสเตียรอยด์ ทาหรือหยอดหู เพื่อลดอาการอักเสบ และอาการคัน รักษาตามสาเหตุของอาการคัน แนะนำให้ผู้ป่วยเลิกใช้ไม้พันสำลี หรือนิ้วในการปั่นช่องหู ถ้าคันมาก แนะนำให้การรักษาโดยข้อ 1 และ ข้อ 2  อาจขยี้ตรงช่องหูเบาๆ ได้ แนะนำให้ผู้ป่วยระวังไม่ให้น้ำเข้าหู เนื่องจากผู้ป่วยมักใช้ไม้พันสำลีซับน้ำในช่องหูหลังอาบน้ำ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวหนังช่องหูเรื้อรัง ทำให้เกิดการอักเสบ และอาการคันขึ้นอีก  อาจใส่หมวกเวลาอาบน้ำ หรือใช้สำลี หรือที่อุดหูสำหรับนักดำน้ำซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์กีฬา อุดหูระหว่างอาบน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำเข้าหู ขอบคุณที่มาจาก : รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

รังแค /  อัพเดทราคาสินค้า / 

"รังแค" เรื่องน่าคาญใจจากขุยขาวๆ ที่หลุดลอกออกจากหนังศีรษะ และร่วงลงมาเกาะบนเสื้อผ้า จนทำให้ใครที่มีปัญหาเกิดความไม่มั่นใจและเสียบุคลิกภาพ  แต่สมัยนี้ก็มีตัวช่วยสำคัญ คือ "แชมพูขจัดรังแค" หลากหลายยี่ห้อที่ออกมาเพื่อรักษาอาการคัน และรังแคที่ร่วงหล่น จนเรารู้สึกรำคาญ วันนี้ MThai News ขออัพเดทราคาสินค้า และข้อมูลสินค้าประเภท  "แชมพูขจัดรังแค" เพื่อเอาใจผู้มีปัญหาเรื่องหนังศีรษะไว้เป็นข้อมูลนะครับ คลิปจาก MONO TV ช่อง  29 ข้อมูลจาก MONO TV ช่อง  29 แชมพูขจัดรังแค "ยี่ห้อโดฟ" ขนาด 680 มิลลิลิตร ราคาขวดละ 199 บาท แชมพูขจัดรังแค "ยี่ห้อโเฮด แอนด์ โชลเดอร์" ขนาด 165 มิลลิลิตร ราคาขวดละ 165 บาท แชมพูขจัดรังแค "ยี่ห้อรีจอยส์"ขนาด 320 มิลลิลิตร ราคาขวดละ 99 บาท แชมพูขจัดรังแค "ยี่ห้อคิว ลีน"ขนาด 300 มิลลิลิตร ราคาขวดละ 79 บาท แชมพูขจัดรังแค "ยี่ห้อเคลียร์" ขนาด 70 มิลลิลิตร ราคาขวดละ 30 บาท "รังแค" คือ ขุยขาวที่หลุดลอกออกมาจากหนังศีรษะ รังแคเกิดจากความผิดปกติในการแบ่งตัวและหลุดลอกของเซลล์ชั้นหนังกำพร้าของหนังศีรษะซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อราแบบกลากที่หนังศีรษะ การเป็นโรคสะเก็ดเงินหรือที่เรียกว่า โซไรสิส (Psoriasis) การแพ้สารเคมีที่สัมผัสหนังศีรษะ เช่น แพ้น้ำยาย้อมผมน้ำยาดัดผม เป็นต้น แต่สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด คือ การเป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังหรือผิวหนังอักเสบที่ศีรษะแบบที่เรียกว่า เซ็บเบอริก เดอมาไตติส แชมพูขจัดรังแคในท้องตลาดมีหลายชนิด ซึ่งมีสรรพคุณแตกต่างกันออกไปบางชนิดมีสารที่ลดการแบ่งตัวของเซลล์หนังศีรษะ เช่น แชมพูน้ำมันดิน(Tar Shampoo) ซึ่งมีกลิ่นออกฉุนๆ แชมพูที่มีสารเซเลเนียมซัลไฟด์ซึ่งมีอยู่หลายยี่ห้อในท้องตลาดชมพูบางอย่างมีสารที่ลดจำนวนยีสต์บนหนังศีรษะ ซึ่งมีวัตถุออกฤทธิ์เป็นสารพวกซิงค์ ไพริไทออน หรือคีโตโคนาโซน (ketoconazole)ซึ่งอาจได้ผลดีในรายที่มีเชื้อราเข้ามามีส่วนทำให้เพิ่มความรุนแรงของโรคผิวหนังอักเสบ วันนี้คุณมีแชมพูขจัดรังแคที่ใช้ได้ผลหรือยังครับ MThai News ธัญพืชอาหารหลักจับใส่กระป๋องขายเพิ่มมูลค่าและรสชาติ วันพุธที่ 25 มิถุนายน 2557  อัลมอนด์ ถั่วลิสงและถั่วต่างๆ อุดมคุณค่าด้วยโปรตีน “โจ๊ก” รอบดึกหรือรอบเช้าก็อิ่มสะดวก ซื้อแบบถ้วยติดบ้านก็อร่อยได้เมื่อหิว วันอังคารที่ 24 มิถุนายน 2557  จะโจ๊กรอบเช้า หรือโจ๊กรอบดึกก็อร่อยได้ 1 อิ่ม ราคาผักในท้องตลาดเริ่มถูกลง มาอัพเดทข้อมูลกันเถอะ วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน 2557  ช่วงหน้าฝนราคาผักหลายอย่างถูกลง เลือกซื้อครีมทารอบดวงตายี่ห้อไหนดี มาลบรอยดำหมีแพนด้าเพราะนอนดึก วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2557  ใช้ตัวช่วยคุณภาพก็ต้องลงทุนกันหน่อย อาหารเสริมจำเป็นหรือ มาอัพเดทราคาพร้อมข้อเท็จจริงกันเถอะ วันพฤหัสที่ 19 มิถุนายน 2557  สิ่งจำเป็นที่เรายังไม่มีข้อมูลเพียงพอ

นศ.ไทยเจ๋ง ทำหนังสั้น อิงเกมส์ดัง The Last of Us
The Last of Us /  หนังสั้น The Last of Us / 

นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภาควิชาภาพยนตร์กลุ่มหนึ่ง ได้จัดทำภาพยนตร์สั้น อิงจากวิดีโอเกมส์ชื่อดังอย่าง The Last of Us เกมส์แอคชั่นผจญภัยบนเครื่อง PlayStation 3 และ PlayStation 4 สำหรับคลิปดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของวิช­า Art Direction (กำกับศิลป์) ภาควิชาภาพยนตร์ ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยตัวละครหลักของเรื่องได้พยายามหาบุคคลที่เสมือนกับตัวละครเกมส์จริงๆ ซึ่งตัวละครหญิงอย่าง"เอลลี่" ก็มีความคล้ายคลึงกับตัวเอกของเกมส์มากที่สุด สอดคล้องกับบรรยากาศของเรื่องที่แสดงถึงเมืองร้างที่ถูกครอบคลุมกักบริเวณมาเป็นเวลานาน เกมส์ The Last of Us เป็นเกมส์ผจญภัย จากผู้สร้างเกมส์ Uncharted เกมส์ผจญภัยชื่อดัง นำ เสนอหลังเมืองล่มสลาย เมื่อเชื้อรากลายเป็นชีววัตถุอันตรายที่สามารถคร่าชีวิตผู้คนนับล้าน ทำให้สิ่งมีชีวิตต้องกลายสภาพเป็นเมืองร้าง โดยผู้รอดชีวิตที่อาศัยอยู่ในเมืองที่หลบหนีไม่ทัน ต้องถูกตีตราเป็นเหล่าผู้ติดเชื้อและต้องอยู่ในพื้นที่กักกัน ผู้คนกลับกลายไม่เป็นมิตร หาวิถีทางยังชีพ เปรียบดั่ง”ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” และต้องกลายสภาพเป็นผู้ติดเชื้อหรือพวกวิกลจริตที่ต้องเอาตัวชีวิตรอดและหา ทางออกจากเมืองแห่งนี้ และพื้นที่กักกังแห่งนี้ ได้ถูกควบคุมโดยกองทัพทหารอเมริกาที่ออกคำสั่งกฏอัยการศึกเพื่อตรวจสอบเหล่า ผู้ติดเชื้อที่พยายามแข็งกร้าวและพร้อมกำจัดทุกเมื่อ ผู้ เล่นรับบทเป็น Joel พ่อค้าตลาดเมืองที่ติดอยู่ในพื้นที่กักกัน ได้รับมอบหมายช่วยเหลือเด็กสาว Ellie หาทางรอดออกจากเมืองอันโหดร้ายแห่งนี้ให้ได้

10 อันดับเรือผีสิงในตำนาน
10 อันดับ /  ตำนานลี้ลับ / 

10 อันดับเรือผีสิงในตำนาน นี้เป็นตำนานเก่าแก่ที่ถูกเล่าต่อๆ กันมาถึงความน่ากลัว พิศวง และความลึกลับของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรือ ในท้องทะเล ถ้าเพื่อนๆ ชอบเรื่องเร้นลับ ลี้ลับ แล้วละก็ พลาดไม่ได้กับ 10 อันดับเรือผีสิงในตำนาน นี่ซะแล้ว .. 10 อันดับเรือผีสิงในตำนาน 1. Flying Dutchman คงไม่มีเรือผีที่ไหนแล้วที่ยิ่งใหญ่ไปกว่า "เรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมน" ที่ออกหลอกหลอนคนในน่านน้ำทั่วโลกและได้เป็นแรงบันดาลใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด นิยายสยองขวัญ ภาพยนตร์ รวมทั้งเป็นชื่อเรือโจรสลัดภาพยนตร์ ไพเรทส์ ออฟ เดอะ แคริบเบียน และแม้กระทั้งโอเปร่าโดยเรือลำนี้ถูกกล่าวถึงครั้งแรกปลายปี 1700 ในหนังสือ "Voyage" และได้รับความนิยมในยุคนั้นและจากนั้นเป็นต้นมาตำนานนี้ก็แพร่หลายไปทั่วโลก โดยตำนานมีอยู่ว่ากัปตันชาวดัตช์คนหนึ่งชื่อ แวน แดร์ เดคเคน (Van Der Decken) ได้นำเรือไปพบสภาพอากาศที่เลวร้ายในแหลมกู๊ด โฮป ประเทศแอฟริกาใต้ เขาพยายามนำเรือผ่าพายุนี้แต่ไม่เป็นผลจนเรือใกล้อัปปาง ซึ่งเขาโกรธมากเขาเลยสาบานแก่ฟ้าว่า "ข้าจะวนเวียนอยู่บริเวณแหลมนี้ ตราบฟ้าดินสลาย" และ แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เขาและเรือได้กลายเป็นปีศาจที่ต้องคำสาปให้เดินทางในมหาสมุทรชั่วกัลปาวสาน ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ ตราบโลกนี้สิ้นสลาย ฟลายอิ้ง ดัตช์แมนได้รับการบันทึกเป็นเอกสารมาตั้งแต่คริสต์สตวรรษที่ 17 และมีรายงานการพบเห็นเป็นครั้งคราวมาจนถึงคริสต์สตวรรษที่ 20 เรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมนมักปรากฏตัวในคืนที่มีหมอกหนาทึบ บางครั้งพบเห็นเป็นแสงประหลาดในเวลากลางคืน ในรูปของเรือสำเภาสามใบเสา และกัปตันผู้ซึ่งยังแต่งกายในแบบศตวรรษเก่าใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว กรีดเสียงหัวเราะบ้าคลั่งชวนขนลุก หลายคนเริ่มมีความเชื่อว่าหายนะมักจะตามมาหากใครที่ได้เห็นเรือลำนี้ เช่น ในปี ค.ศ.1881 คนประจำเรือของพระเจ้าจอร์จที่ 5 ได้เห็นเรือลำใหญ่ลึกลับปรากฏขึ้นทางด้านหัวเรือเมื่อเวลา 4.00น. และหลังจากนั้นไม่กี่วัน คนประจำเรือคนนั้นก็พลัดตกเสากระโดงเรือตายคาที่ ทุกวันนี้ก็ยังมีคนกล่าวอ้างอยู่เสมอว่าเห็นเรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมนยังคงรอนแรมอยู่เดียวดายกลางทะเลด้วยรูปลักษณ์อันเศร้าโศกและสยด สยองอยู่ ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ได้คำอธิบายปรากฏการณ์ฟลายอิงดัตช์แมน ว่าเป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นมิราจหรือฟาตา มอร์กานา ที่เกิดจากการหักเห และการสะท้อน ที่พบเห็นในทะเล 2. Mary Celeste ปริศนาเรือแมรี่ เซเลสต์ ยังเป็นปริศนาที่มีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบัน โดยเรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1872 เมื่อเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติอังกฤษชื่อ เดอี กราเซีย เห็นเรือแมรี่ เซเลสต์ เรือใบสองเสาขนาด 100 ฟุต ลำหนึ่งที่ร้างคนและลอยอย่างไม่มีจุดมุ่งหมายกลางทะเลมหาสมุทรแอตแลนติก ตอนเหนือ ระหว่างประเทศโปตุเกสกับหมู่เกาะอะซอเรส ซึ่งเรือดังกล่าวแล่นจากนิวยอร์คสู่เจนัวในวันที่ 7 พฤศจิกายน โดยสมาชิกเรือประกอบด้วยกัปตันบริกก์ ภรรยาซาราห์ ลูกสาวโซเฟีย และลูกเรือ รวมเป็น 11 คน ในเวลาต่อมาก็มีการสำรวจเรือแมรี่ เซเลเลสต์ ก็พบว่าไม่มีร่องรอยคนอยู่บนเรืออยู่เลย อีกทั้งสภาพในเรือก็น่าพิศวงเพราะทุกอย่างบนเรืออยู่ในสภาพที่ราวกับว่า เพิ่งมีคนอยู่ที่นั่น จนถึงเมื่อครู่ ที่โต๊ะอาหารว่างของกัปตันยังพบร่องรอยไข่ลวกกระเทาะเปลือกทิ้งไว้โดยไม่ตัก รับปะทาน ขนมปังและจานซุปยังวางอยู่บนโต๊ะ ไปป์ถูกวางไว้รอจุดไฟ รองเท้าบู้ธถูกวางทิ้งทั้งๆที่ยังขัดค้างไว้อยู่ สมุดโน้ตภรรยาเปิดคาเหมือนยังเล่นค้างอยู่ รูปการบ่งบอกชัดเจนว่าสละเรือเป็นไปอย่างเร่งรีบโดยไม่มีการเตรียมตัวมาก่อ นอกจากนั้นสภาพห้องของเรือส่วนใหญ่ถูกรื้อกระจุยกระจาย ของหลายชิ้นตกแตกเต็มพื้นเหมือนมีเหตุต่อสู้กันบนเรือ แต่กระนั้นสินค้าที่เป็นสุรายังอยู่ปกติ(ปริมาณกว่า 1,500 บาร์เรล) บันทึกเดินเรือถูกฉีกขาดไปหลายหน้า แต่ก็ไม่มีร่องรอยอย่างอื่นว่าคนทั้ง 10 หายไปไหนและหายไปได้อย่างไรกัน และที่น่าตกใจก็คือวันสุดท้ายที่มีการบันทึกคือวันที่ 25 พฤศจิกายน หรือประมาณ 10 วันมาแล้ว หากตำแหน่งเรือปัจจุบันจะพบว่าเรือแมรี่ เซเลสต์ กางใบแล่นมาโดยปราศจากคนบังคับเกือบ 100 ไมล์ มีหลายทฤษฏีที่อธิบายเรื่องลึกลับที่เกิดขึ้นกับเรือแมรี่ เซเลสต์ คนบนเรือถูกฆ่าโดยโจรสลัด หรือได้รับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อราจนประสาทหลอนและเสียสติ หรือเกิดจากผีและสัตว์จากจากทะเล หรือมนุษย์ต่างดาวลักพาตัว แต่ทฤษฏีที่หลายคนยอมรับมากที่สุดคือเรือแมรี่ เซเลสต์เผชิญกับพายุหรือคลื่นลมแรง ทุกคนเลยสละเรือและต่อมาก็เสียชีวิตในทะเลทั้งหมด แต่ข้อสันนิษฐานนี้ก็ไม่สามารถไขปริศนาของมันได้จนเรือถูกขายต่อไป และท้ายที่สุด มันก็ถูกจมทิ้งเพื่อหวังเงินประกันใกล้ๆ เกาะเฮติ ในปี 1884 จนกลายเป็นปริศนาที่ไขไม่ออกจนถึงปัจจุบัน 3. The Lady Lovibond ในประเทศอังกฤษ มีตำนานอันยาวนานเกี่ยวกับเรือผี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เรือเลดี้ โลวี่บันด์ ซึ่งเป็นเรือใบสกูเนอร์ ผีที่มีชื่อเสียงมากที่สุด โดยเรื่องราวของเรือนี้เริ่มขึ้นในเดือน 13 กุมภาพันธ์ 1748 กัปตันเรือเลดี้ โลวี่บันด์ ชื่อไซม่อน พีล (Simon Peel) ได้ตัดสินใจเอาเรือออกมาเฉลิมฉลองงานแต่งงานของเขาที่นอกชายฝั่งอังกฤษ โดยความเชื่อดั้งเดิมนั้นหากเรานำผู้หญิงขึ้นเรือไปด้วยจะนำความหายนะสู่เรือนั้นๆ และปรากฏว่าเป็นเช่นนี้จริง เมื่อต้นหนประจำเรือคนหนึ่งเกิดไปหลงรักภรรยาของกัปตันเรือไซม่อนเข้า ทำให้เขาเกิดความริษยา ความโกรธและความหึงหวง และในวันนั้นเองในขณะที่กัปตันหนุ่มและแขกกำลังฉลองการแต่งงานที่ด่านฟ้า ต้นหนเรือได้บังคับเรือเลดี้ โลวี่บันด์ให้เป็นเรือมฤตยู ผลสุดท้ายเรือก็เกิดอุบัติเหตุที่แหลมกู๊ดวินด์ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียง เหนือของอังกฤษ ทุกคนบนเรือตายเกลี้ยง หลังจากนั้นเป็นต้นมาในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ เมื่อเวลาผ่านไปทุกสิบห้าปี เรือเลดี้ โลวี่บันด์จะปรากฏตัวในฐานะเรือผี ครั้งแรกปรากฏในปี 1798 ต่อมา 1848, 1898, 1948 ในลักษณะแตกต่างกันออกไป เช่นเรือในรูปซากปรักหักพังหรือแสงสีเขียวประหลาด อย่างไรก็ตามในมันไม่ได้ปรากฏครั้งล่าสุดในปี 1998 แต่กระนั้นมันก็ยังเป็นตำนานที่มีชื่อเสียงของเรือผียุโรปอยู่ดี 4. Octavius ตำนานออคตาเวียค นั้นไม่สามารถยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ หากแต่เรื่องราวของเรือดังกล่าวได้เล่าขานจนมีชื่อเสียงไม่แพ้เรือผีทุก เรื่องในเรื่องโชคชะตากรรมที่น่าสยดสยองของลูกเรือในลำดังกล่าว ที่เต็มไปด้วยเรื่องลี้ลับเป็นอย่างยิ่ง โดยตำนานนี้ได้อ้างว่าในปี 1775 เรือล่าวาฬลำหนึ่งชื่อเฮราลด์ ได้สะดุดพบเรือออคตาเวียสเข้าโดยบังเอิญนอกชายฝั่งกรีนแลนด์ในสภาพจับตัว เป็นน้ำแข็งไม่สามารถไปไหนได้ โดยเรือลำนี้เป็นเรือที่ออกจากประเทศอังกฤษเมื่อปี 1761 และหายสาบสูญไปถึง 13 ปี แต่ตอนนี้มันปรากฏขึ้นมาอีกครั้งต่อหน้าลูกเรือเฮราลด์ ซึ่งกัปตันและลูกเรือเฮราลด์ได้ไปสำรวจเรือดังกล่าวก็พบร่างของลูกเรือนอน ตายอยู่ที่นอนคลุมร่างกายไว้ด้วยผ้าห่มหนา ร่างกายถูกแช่แข็งเหมือนอยู่ในสภาพที่เย็นจัด นอกจากนี้ยังพบเด็กผู้หญิงที่ตายคลุมด้วยผ้าห่มเหมือนลูกเรือเช่นกัน ส่วนกัปตันเรือตายในลักษณะนั่งคว่ำหน้าทับสมุดบันทึกเดินเรืออยู่ ในมือถือปากกาเหมือนจะเขียนอะไรบางอย่าง มีกองไม้ที่ถูกเหลาไว้แสดงให้เห็นถึงความพยายามเป็นครั้งสุดท้ายที่จะจุดไฟ แต่ก็หมดหวัง เมื่อพวกเขาอ่านบันทึกเรือก็ตกใจมากเพราะว่าบันทึกดังกล่าวบอกว่าเรือนั้น เริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งในขณะที่เรืออยู่ตอนเหนือของอลาสก้า เมื่อเดือน พฤศจิกายน ค.ศ.1762 แสดงให้เห็นว่าเรือนี้หายสาปสูญและเดินทางอย่างไม่มีจุดมุ่งหมายมานานถึง 13 ปี มันสามารถแล่นเรือได้อย่างไรในเมื่อลูกเรือทั้งลำตายหมดแล้วนอกเสียจากลูก เรือกับกัปตันเป็นผี ก่อนที่เรือจะหยุดลงเพราะติดน้ำแข็งที่เกาะกรีนแลนด์ดังกล่าว และทุกวันนี้ไม่มีใครรู้เส้นทางเดินเรือที่แท้จริงของเรือที่เผชิญโศก นาฏกรรมดังกล่าวเลย 5. The Joyita เป็นชื่อเรือ ยอชท์ ยาวกว่า 21 เมตร ถูกสร้างในปี 1931 และผ่านมือมาหลายคน จนกระทั้งถูกทำให้กลายเป็นเรือประมง เช่าเหมาลำในที่สุด และเรื่องราวลึกลับก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 3 ตุลาคม ในปี 1955 เมื่อเรือบรรทุกผู้โดยสารกว่า 25 ชีวิต บนเรือนี้ได้หายไปอย่างลึกลับในแปซิฟิกใต้ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 5.00น. เรือได้ออกเดินทางจากท่าเรือไปยังหมู่เกาะโตเกลา(ระยะห่างกว่า 430 เมตร) บนเรือประกอบด้วยเจ้าของเรือ พร้อมลูกเรือ 16 คนและผู้โดยสาร 9 คน(หนึ่งในนั้นมีศัลยแพทย์ชื่อดังชื่อ อัลเฟรด "แอนดี้" เดนิส พาร์สัน รวมอยู่ด้วย) ต่อมา 6 ตุลาคมเรือก็ถูกระบุว่าค้างหนี้ชำระ แต่กระนั้นมันก็ได้หายไปโดยไม่มีการติดต่ออีกเลย ทำให้มีการค้นหาทางอากาศครั้งใหญ่ครอบคลุมพื้นที่น่าจะเป็นไปได้ถึง 260,000 ตารางกิโลเมตรในมหาสมุทร แต่ไม่พบเรือดังกล่าวเลย จนกระทั้งห้าสัปดาห์ต่อมา(10 พฤศจิกายน) เรือก็ถูกพบแถวเส้นทางเดินเรือจากซูวาไปฟูนะฟูตี ในสภาพจมเป็นบางส่วนและเครื่องยนต์หลายเครื่องเกิดความเสียหาย และไม่มีร่องรอยเกี่ยวกับผู้โดยสารหรือลูกเรือ สินค้าหนักกว่าสี่ตันได้หายไป ส่วนหลักฐานที่น่าสนใจบนเรือก็มีนาฬิกาบอกเวลาที่หยุดเมื่อ 10.25น. แสดงให้เห็นว่าเป็นเวลาที่เกิดเหตุและน่าจะเป็นตอนกลางคืน วิทยุเรือถูกปรับเพื่อขอความช่วยเหลือสากล และมีการพบกระเป๋าแพทย์บนด่านฟ้าข้างในมีผ้าพันแผลและมีดผ่าตัดที่เปื้อน เลือด เรื่องราวของเรือลำนี้ยังคงความลึกลับถึงปัจจุบัน โดยทฤษฏีที่นิยมมากที่สุดคือโจรสลัดฆ่าและร่างกายของพวกลูกเรือถูกโยนลงน้ำ หรือไม่ก็ถูกลักพาตัว หรือโกงเงินประกันภัย 6. The Baychimo หนึ่งในกรณีที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเกี่ยวกับเรือผีของจริง ก็คือกรณีเรือสินค้าเดินสมุทรลำหนึ่งชื่อ "เบย์ชิโม่" ที่ถูกทิ้งจนเป็นเรือร้าง แต่มันสามารถลอยทะเล ท่องมหาสมุทรแถวอลาสก้ากว่า 38 ปีโดยไม่มีกัปตันและลูกเรือขับมันเลยแม้แต่คนเดียว โดยเรือลำดังกล่าวเป็นของบริษัทฮัดสันส์เบย์ สร้างขึ้นใน 1914 เรือขนส่งสินค้าบนเส้นทางระหว่างแคนาดาและอลาสกา ดังนั้นเรือนี้จึงออกแบบแข็งแกร่งเป็นพิเศษเพื่อทนต่อสภาพอากาศและสภาพท้องทะเลแถบขั้วโลกเหนือที่เต็มไปด้วยก้อนน้ำแข็ง จนกระทั้งในปี 1931 เรือเบย์ชิโม่ก็ถูกขังอยู่ในก้อนน้ำแข็งใกล้อลาสก้าและหลังจากพยายามและหา วิธีมากมายในการแก้ปัญหานี้ แต่ปรากฏว่าล้มเหลว กัปตันและลูกเรือจึงต้องออกจากพื้นที่ ที่เรืออยู่เพื่อความปลอดภัยหลังจากเกิดพายุหิมะ จากนั้นเวลาต่อมาเรือก็ถูกทิ้ง และเมื่อคนของบริษัทกลับมาดูอีกทีก็พบว่ามันหายไป คาดว่ามันคงจมสู่ก้นทะเลไปแล้ว หากแต่ว่ามันกลับเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องลึกลับในเวลาต่อมา เมื่อมีคนเห็นเรือเบย์ชิโม่ลอยไปมารอบๆ อลาสก้าหลายครั้งและหายไปทุกครั้งอย่างไร้ร่องรอยเมื่อทีมกู้เรือมาถึง และหลายครั้งที่หลายคนเห็นมันติดผืนน้ำแข็งก่อนที่จะหายไปเมื่อละสายตา จนมันถูกเรียกขานว่า "เรือปีศาจแห่งอาร์กติก" และครั้งสุดท้ายที่มันปรากฏคือปี 1969 ในสภาพที่มันกำลังหลุดออกจากผืนน้ำแข็งอลาสก้า และมันหายไปตลอดกาล จวบจนปัจจุบันไม่มีใครรู้ว่าเรือเบย์ชิโม่หายไปไหน หลายฝ่ายเชื่อว่ามันคงจมอยู่ใต้ท้องทะเลเพราะหมดสภาพ หรือมันยังคงล่องลอยอยู่ในทะเลน้ำแข็งแถบขั้วโลกเหนืออยู่ไม่ได้ไปไหน 7. Carroll A.Deering เป็นชื่อเรือของเรือใบซคูเนอร์ ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นเรือพาณิชย์ และถูกพบเกย์ตื้นในแหลม Hatteras ทางทิศเหนือของคาโรไรน่า เมื่อปี 1921หลังจากที่เดินทางขนส่งถ่านหินไปทวีปอเมริกาใต้ที่รีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิลเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 1920 ก่อนที่จะหายไปและปรากฏตัวเมื่อ 31 มกราคม 1921 ที่แหลมดังกล่าว จากการตรวจสอบพบว่าลูกเรือบนเรือหายตัวไปอย่างลึกลับไร้ร่องรอย อุปกรณ์หลายชิ้นบนเรือยังใช้ได้ แต่อุปกรณ์นำทางและสมุดจดรายการต่างๆ หายไป ในห้องครัวของเรือปรากฏว่าอาหารบางอย่างได้ถูกเตรียมไว้สำหรับมื้ออาหารใน วัน ถัดไปแต่ถูกยกเลิกกลางคันเสียก่อน สุดท้ายเรือลำนี้ก็ถูกปลดและถูกทำลายโดยระเบิดเพื่อป้องกันในการนำมันมาใช้ งานอีกครั้ง แต่ปริศนาคนหายในเรือนี้ยังถูกกล่าวขานต่อไปหลายคนเชื่อว่าและลูกเรือลำนี้ เป็นเหยื่อของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เมื่อวันที่ 11 เมษายน 1921 มีคนชื่อเกรย์ได้อ้างว่าพบข้อความในขวดลอยน้ำที่ข้อความที่เชื่อว่าเป็นข้อ ความที่จะไขปริศนาเรือนี้ได้ โดยข้อความนี้เป็นอักษรสีเทาที่เขียนว่า "DEERING CAPTURED BY OIL BURNING BOAT SOMETHING LIKE CHASER. TAKING OFF EVERYTHING HANDCUFFING CREW. CREW HIDING ALL OVER SHIP NO CHANCE TO MAKE ESCAPE. FINDER PLEASE NOTIFY HEADQUARTERS DEERING." 8. Medan Ourang เรื่องราวได้เริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 1948 เมื่อเรืออเมริกันได้รับข้อความแปลกประหลาดจากเรือบรรทุกสินค้าของชาวดัตช์ Ourang Medan ในขณะไปช่องแคบมะละกา นอกชายฝั่งของประเทศมาเลเซีย - ที่อินโดนีเซีย โดยข้อความระบุว่าสมาชิกทั้งหมดบนเรือกำลังจะตาย ก่อนปิดท้ายด้วยคำว่า "ฉันตาย" และเมื่อคนในเรืออเมริกันได้รับข้อความนี้ต่างแล่นเรืออย่างรวดเร็วเพื่อ ช่วยเหลือหากแต่สิ่งที่พวกเขาเจอในเรือดังกล่าวก็ คือ ลูก เรือทั้งหมดและกัปตันเรือดังกล่าวตายหมดแล้วตาของพวกเขาเปิดโพลงใบหน้ามอง แขนยื่นไปยังดวงอาทิตย์(บางคน เอามือชี้ไปยังสิ่งที่มองไม่เห็น)และใบหน้าของเขาแสดงสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด แม้แต่สุนัขบนเรือก็ตายโดยสภาพเหมือนกับว่ามองเห็นศัตรูที่มองไม่เห็นบางอย่าง ระหว่างเรืออเมริกันกำลังลากเรือลำนี้นั้นก็ได้เกิดไฟลึกลับ ทำให้ต้องตัดลวดที่ล่ามกับเรือนี้ออก และเรือเจ้าปัญหาก็เกิดระเบิดขึ้นและจมหายไปในท้องทะเลในที่สุด ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ยังเป็นปริศนาที่หาข้อสรุปไม่ได้ บางคนบอกว่าเรืออาจถูกโจมตีโดยยูเอฟโอหรือพื้นที่สามเหลี่ยมอาถรรพณ์ แต่คนไม่เชื่อก็บอกว่าอาจเกิดพิษคาร์บอนมอนอกไซด์ หรือเรืออาจบรรทุกสินค้าวัสดุอันตรายต้องห้ามที่ผิดกฎหมายจำพวกพิษที่ทำให้ หายใจไม่ออกและเกิดรั่วขึ้น แต่จนถึงทุกวันนี้เรื่องที่เกิดขึ้นบนเรือ และลูกเรือทั้งหมดของเรือยังคงลึกลับ 9. The SS Valencia SS วาเลนเซีย เป็นเรือกลไฟที่ประสบภัยจนเรือจมอยู่นอกชายฝั่งแวนคูเวอร์, บริติชโคลัมเบียในปี ค.ศ. 1906 เรือได้เผชิญสภาพอากาศที่เลวร้ายใกล้แหลมเมนโดซิโน ทำให้เรือสูญเสียการบังคับแล้วไปชนกับแนวหินปะการังจนน้ำเข้าเรือ จนเรือแตก ลูกเรือและผู้โดยสารได้พยายามสละเรือแล้วหนีโดยใช้แพชูชีพลงน้ำ ซึ่งมีผู้โดยสารในแพชูชีพแตกหายไปในช่วงนั้น ส่งผลให้ผู้โดยสารกว่า 136 คนเสียชีวิตซึ่งส่วนมากเป็นเด็กและผู้หญิง เหลือรอดเพียง 37 คนเท่านั้น ห้าเดือนต่อมาชาวประมงอ้างว่าพวกเขาได้พบโครงกระตูก 8 โครงบนเรือชูชีพอยู่ในบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุเรือจม แต่แล้วเมื่อมีการค้นหาก็ไม่ได้พบอะไร นอกจากนี้ชาวเรือยังพบเรือกลไฟวาเลนเซียล่องลอยอยู่แนวปะการังใน Pachena Point ใกล้เกาะแวนคูเวอร์ไป 12 กิโลเมตร และ 27 ปีต่อมาก็ยังมีการพบเรือและแพผีในบริเวณนั้นอยู่เป็นระยะ 10. The Caleuche เป็นตำนานเรือผีที่หลายคนรู้จักดี เป็นเรือผีที่มักปรากฏตัวที่หมู่เกาะชิโลเอ้ ทางตอนใต้ของประเทศชิลี ตามตำนานของคนท้องถิ่นเล่าว่าเรือผีนี้กำเนิดขึ้นจากดวงวิญญาณของคนจมน้ำในทะเล โดยสาเหตุมาจากสามพี่น้องเงือก ที่หลอกล่อเรือให้อัปปาง จนวิญญาณดังกล่าวไม่ผุดไม่เกิดรวมตัวจนกลายเป็นเรือผีซึ่งมักปรากฏขึ้นทุกคืน (บางตำนานเล่าว่าเป็นเรือผีที่เกิดจากเวทมนต์หมอผีที่มักลักพาตัวชาว ประมงและชาวเรือให้กลายสัตว์เป็นประหลาดเพื่อให้เป็นทาสทำงานเป็นลูกเรือ ชั่วกาล นาน) โดยมันมักปรากฏเป็นเรือใบโบราณขนาดใหญ่อลังการและสวยงาม เต็มไปด้วยดวงไฟพร้อมกับเสียงดนตรีและเสียงคนหัวเราะจำนวนมากมาย และหลังจากมันปรากฏตัวแล้วเรือจะหายไปหรือจมดิ่งไปใต้ทะเล ขอบคุณข้อมูล http://atcloud.com/, http://factstasy.blogspot.com/

ไม่ล้างแอร์นานๆรับเชื้อแบคทีเรีย เสี่ยง! ปอดอักเสบ
ปอดอักเสบ /  ล้างแอร์ / 

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยแอร์มีความชื้น ทั้งตัวแอร์และท่อของแอร์ที่ก่อให้เกิด  การเจริญเติบโตของเชื้อโรค แนะควรล้างแอร์เป็นประจำ เพราะหากได้รับเชื้อสะสมเป็นเวลานานอาจเสี่ยงเกิดโรค ปอดอักเสบ ดร.นพ.พรเทพ  ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า แอร์ที่ใช้กันเพื่อคลายร้อนในเวลากลางวันและกลางคืน อาทิ ที่ทำงาน ที่บ้าน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น  อาจแฝงไปด้วยภัยร้าย เพราะในแอร์มีความชื้น ทั้งตัวแอร์และท่อของแอร์ที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสหรือเชื้อรา โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียลิจิโอเนลลานิวโมฟิวลา ซึ่งหากหายใจเอาฝอยละอองน้ำที่มีเชื้อนี้ปนเปื้อนเข้าไปจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ โดยลักษณะอาการมี 2 แบบคือ แบบปอดอักเสบรุนแรง  มีไข้สูง ไอ  หนาวสั่น เรียกว่าโรคลิเจียนแนร์ และแบบที่มีลักษณะคล้ายไข้หวัดใหญ่ เรียกไข้ปอน ตีแอกหรือปอนเตียก ดร.นพ.พรเทพ กล่าวต่อไปว่า สำหรับแอร์แบบระบบรวมควรเปิดน้ำทิ้งจากหอหล่อเย็นให้แห้งเมื่อไม่ได้ใช้  ทำความสะอาดขัดถูคราบไคลตะกอน เติมน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อฆ่าเชื้อรา และทำความสะอาดหอหล่อเย็นอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อเดือน  ไม่ให้มีตะไคร่เกาะ ทำลายเชื้อโดยใส่คลอรีนให้มีความเข้มข้น 10 ppm  (10 ส่วนในล้านส่วน) เข้าท่อที่ไปหอผึ่งเย็นให้ทั่วถึง ทั้งระบบไม่น้อยกว่า 3-6 ชั่วโมง หลังจากนั้นรักษาระดับคลอรีนให้ความเข้มข้นไม่น้อยกว่า 0.2 ppm  (0.2 ส่วนในล้านส่วน) และแอร์ในห้องพัก ต้องทำความสะอาดถาดรอง น้ำที่หยดจากท่อคอยส์เย็นทุก 1-2 สัปดาห์ ไม่ให้มีตะไคร่เกาะหรือใส่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคน ตามมาตรฐานประกาศกรมอนามัย เรื่อง ข้อปฏิบัติการควบคุมเชื้อลิจิโอเนลลาในหอผึ่งของอาคารในประเทศไทย และสำหรับแอร์ที่ใช้ตามบ้านเรือน เมื่อเปิดแอร์ควรสังเกตว่าอากาศที่ออกมาจากแอร์มีกลิ่นเหม็นหรือมีกลิ่นอับหรือไม่ หากมีกลิ่นในเบื้องต้น ควรล้างทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศที่อยู่ในแอร์ด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค หากล้างทำความสะอาดแล้วกลิ่นไม่หาย ควรเรียกช่างเพื่อทำความสะอาดแบบเต็มระบบ “ทั้งนี้ การล้างทำความสะอาดแอร์ควรทำเป็นประจำ โดยดูตามความเหมาะสมจากสภาพแวดล้อมและการใช้งาน หากเป็นแผ่นกรองอากาศควรล้างด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคแล้วใช้น้ำฉีดแรง ๆ ที่ด้านหลัง ด้านที่ไม่ได้รับฝุ่นให้ฝุ่นและ  สิ่งสกปรกหลุดออกอย่างน้อยเดือนละครั้ง และควรล้างแอร์แบบเต็มระบบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเช่นเดียวกัน แต่หากใช้เป็นประจำทุกวัน ควรล้างทำความสะอาดประมาณ 6 เดือนต่อครั้ง เพราะนอกจากจะช่วยลดเชื้อโรคที่อาจสะสมอยู่ในแอร์แล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้อีกด้วย” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด ขอบคุณที่มาจาก : สำนักสื่อสารและตอบโต้ความเสี่ยง / กรมอนามัย

ร้อนใน สัญญาณเตือนภัยสุขภาพ
ร้อนใน /  แผลในปาก / 

ความเจ็บร้อนภายในปากที่หากรับประทานอาหารรสจัดหรือเพียงแค่มีอุณหภูมิร้อนขึ้นมาสักหน่อยก็จะแผลงฤทธิ์ให้เจ็บปวดขึ้นมานั้น ส่วนใหญ่เราเรียกว่า “ ร้อนใน ” คำนี้มีความหมายลึกซึ้งมากในทางสุขภาพเพราะสามารถบอกโรคภัยไข้เจ็บไปจนถึงเรื่องของจิตใจและอารมณ์ของบุคคลนั้นๆ ได้แถมยังเป็นมาตรวัดสุขภาพที่รู้ได้ด้วยตัวเองดังนั้นหากเกิดอาการ ร้อนใน ขึ้นมาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรต้องทราบให้รู้แน่ ร้อนใน บอกอะไร สาเหตุของแผล ร้อนใน ที่น่ารู้และดูแล้วพบบ่อยมีหลายเรื่องที่คาดไม่ถึงครับ ส่วนใหญ่เรามักคิดถึงสาเหตุจากการเหนื่อยล้าหรือนอนดึกเท่านั้น แต่ยังมีเหตุที่น่าสนใจอีกดังต่อไปนี้ครับ ติดเชื้อในช่องปาก ทั้งจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัส หรือบางคนที่ภูมิไม่แข็งแรงอยู่แล้วอาจพ่วงเชื้อ “รา” เข้าไปด้วย มีอาการแผลกว้างและลึก มีน้ำเหลืองหรือหนองออกมาเปรอะ และที่แน่นอนคือ ต่อมน้ำเหลืองข้างคอต้องโตด้วยครับ นอกจากนั้นยังมีเชื้อแปลกบางชนิดที่ผลิตแผล ร้อนใน ได้ อาทิ เชื้อวัณโรคครับ มีสิ่งแปลกปลอมในปาก อาทิ ก้างปลา เหล็กดัดฟัน ฟันปลอมที่ไม่พอดีเหงือก เหล่านี้มีสิทธิ์เป็นผู้ร้ายทำอันตรายเยื่อเมือกอ่อนๆ (Oral Mucosa) ได้ หากมีสิ่งแปลกปลอมชั่วครั้งชั่วคราวอย่างเหล็กดัดฟัน พอเลิกใส่มันก็จะหายได้เอง แต่ถ้าเป็นของที่อยู่นานอย่างฟันปลอมก็อาจทำให้เป็นแผลเรื้อรังมีกลิ่นปากได้ครับ กินอาหารมันและหวานจัด การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำมันพืชจะมีกรด “โอเมก้า 6” สูง กระตุ้นการอักเสบในช่องปากได้ส่วนของหวานก็ทำให้เกิดการอักเสบและเรียกเชื้อแบคทีเรียมารุมกินโต๊ะด้วยได้ง่ายขึ้น ที่ว่ามาคือสาเหตุที่มักพบบ่อยครับ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มักพ่วงมากับ ร้อนใน คือ “ต่อมน้ำเหลืองโต” ซึ่งเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และเมื่อ ร้อนใน หายมันก็จะหายไปเช่นกัน เรื่องสำคัญอยู่ที่ต้องแก้ให้ถูกจุดเท่านั้นละครับ ร้อนใน อาจเป็นได้มากกว่าที่คิด การรู้จักสาเหตุของ ร้อนใน ให้ดีเป็นสิ่งที่จำเป็นครับ เพราะ ร้อนใน อาจเป็นสัญญาณที่บอกเป็นนัยถึงสิ่งไม่พึงปรารถนาอย่างการเป็น “มะเร็งในช่องปาก” นั้น จากการศึกษาพบว่า แผล ร้อนใน ไม่ใช่ความเสี่ยงหรือสาเหตุแน่ครับ แต่สำหรับผู้ที่เป็นแผลในปากก็อย่าเพิ่งวางใจว่าแผล ร้อนใน นั้นไร้พิษภัย ข้อนี้ฝากไว้ด้วยความเป็นห่วงจริงๆ ครับ เพราะสิ่งหนึ่งที่ต้องนึกถึงไว้เสมอคือแผลในช่องปากไม่ใช่แผล ร้อนใน อักเสบเสมอไป แต่อาจเป็น “แผลมะเร็ง” ได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าเป็นกันบ่อยแล้วจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดานะครับ ในกรณีของสาเหตุ ร้อนใน nederlandsegokken ที่พบได้ไม่บ่อยแต่ก็ไม่ควรประมาทมีอยู่สองอย่าง คือ มะเร็งในช่องปาก สังเกตได้ง่ายคือ ผู้ป่วยมักมีประวัติสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ และตัวแผลนั้นก็ดู “ดุ” กว่า ร้อนใน ทั่วไป เช่น แผลโตไว ดูขรุขระ ขอบไม่สวย และเป็นเรื้อรังผิดสังเกต เชื้อไวรัสเริม เชื้อเริมเติบโตได้ดีที่เยื่อบุครับ ในช่องปากเป็นบ้านที่อยู่สบายของไวรัส เพราะมีทั้งความชุ่มชื้นอบอุ่นและเป็นส่วนตัวจึงไม่น่าแปลกที่เชื้อไวรัสแผลในปากจะงอกงามดีอย่างที่เรียกว่าแพร่ลูกหลานไปเป็นแผลหลายจุดได้ ดังนั้นในคนที่เป็นแผล ร้อนใน แบบมีออปชั่นเสริมอย่างมีไข้ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บและแผลดูไม่สวย แถมเป็นๆ หายๆ ไม่ขาดสักทีอย่างนี้อย่านอนใจครับ ต้าน ร้อนใน ด้วยสูตรป้องกันแผลในปาก ประการแรก ให้ตัดบุหรี่และพิษที่เสี่ยงต่อช่องปาก เช่น ของทอดของมัน ของหวานจัด รวมถึงการกินของร้อนจัดเกินไป และการดื่มเครื่องดื่มพวกชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไปประการต่อมาคือ เรื่องของอาหาร โดยขอให้เน้นอาหารที่มี “ฤทธิ์เย็น” ซึ่งช่วยดับการอักเสบได้ มักมีรสขมซึ่งอุดมไปด้วยธาตุฝาดสมานอย่างมะระ ผักที่มีรสขมเป็นยาของแท้ ถ้าอยากแก้อาการ ร้อนใน ต้องไม่พลาดเมนูต้มมะระหรือมะระผัดไข่ ส่วนคนที่สนใจทางเลือกอาจนำมะระมารับประทานกับขนมจีนน้ำยาก็อร่อยดีครับ ส่วนสะเดาเอาใจผู้ที่ชอบสูตรน้ำปลาหวาน แต่สำหรับสูตรต้านแผลในปากไม่อยากให้รสหวานหรือเค็มเกินไป อาจรับประทานกับปลาย่างสูตรโบราณก็ได้เพราะในสะเดามีทั้งโฟเลต ธาตุเหล็ก และสังกะสีที่ช่วยแผล ร้อนใน อีกทั้งวิตามินช่วยสมานแผลที่ผิวหนังอย่างวิตามินเอและซีก็มีอยู่มากครับ นอกจากนี้ยังมีประเภทเครื่องดื่มที่เยียวยาแผล ร้อนใน ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นน้ำใบบัวบกและน้ำข้าวกล้องงอก ซึ่งมีเคมีที่ช่วยดับอักเสบอย่าง “วิตามินบี” มาก ช่วยสมานแผลที่กำลังอักเสบอยู่และปกป้องช่องปากจากแผล ร้อนใน หากต้องการเพิ่มคุณค่า เวลาดื่มน้ำข้าวกล้องงอกให้ใส่ธัญพืชเข้าไปด้วยจะยิ่งช่วยได้มากครับ สำหรับน้ำเก๊กฮวยจะดื่มแบบร้อนหรือเย็นก็เป็นของช่วยลดอาการร้อนอักเสบในร่างกายได้หรือจะเป็นน้ำเฉาก๊วยเย็นชื่นใจใส่น้ำตาลพอหวานปะแล่มๆ ช่วยให้ปากที่ ร้อนใน สบายขึ้นเหมือนติดแอร์เลยครับ ที่ว่ามาเป็นทางเลือกที่จะใช้ช่วยทุเลาอาการ ร้อนใน ได้ และในกรณีที่เป็นไม่มากก็รักษาให้หายได้เลย จะได้ไม่ต้องใช้ “ยาป้ายแก้แผล ร้อนใน ” บ่อยเกินไป เพราะยาป้ายกลุ่มนี้ถ้าเป็นครีมใสๆ ก็มักมี “สเตียรอยด์” อ่อนๆ ผสมอยู่ ถ้าทาถูไปนานๆ อาจพาเชื้ออักเสบเข้ามาแถมได้อีก เช่น เชื้อหนองและเชื้อราครับ กลายเป็นยิ่งทายิ่ง ร้อนใน แสนปวดใจเวลาอดกินของอร่อย ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสาร Health&Cuisine ตุลาคม, Issue 141 เขียนโดย: นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช drkrisda@gmail.com

8 วิธีง่ายๆ ดูแล สุขภาพเท้า ในช่วงหน้าฝน
สุขภาพเท้า /  หน้าฝน / 

   เท้าเหม็น (Pitted Karatolysis)  เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่น อาการสำคัญของโรคนี้ที่พบบ่อยสุดถึงร้อยละ 90 คือ เท้ามีกลิ่นเหม็น ส่วนอาการรองลงมาที่พบร้อยละ 70 คือ เวลาถอดถุงเท้าจะรู้สึกว่าถุงเท้าติดกับฝ่าเท้า ส่วนอาการคันนั้นพบได้น้อยคือ ร้อยละ 8    เชื้อราที่เท้า (Tinea Pedis) คำว่า Tinea Pedis หรือชาวบ้านรู้จักกันดีในชื่อ โรคน้ำกัดเท้าหรือฮ่องกงฟุต เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถก่อโรคที่ผิวหนังได้ โดยเฉพาะที่เท้า ซอกนิ้วเท้า และเล็บเท้า แม้บางครั้งโรคผิวหนังที่ว่าอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเชื้อราอย่างเดียว แต่เพราะมีเชื้อแบคทีเรียมาร่วมด้วย 8 วิธีง่ายๆ ดูแล สุขภาพเท้า ด้วยตัวเอง        คุณหมอสุมนัสให้คำแนะนำง่ายๆ ในการดูแล สุขภาพเท้า ด้วยตัวเอง และย้ำว่าควรเริ่มปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วันนี้ ดังนี้ 1. ล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ ประมาณ 10 นาที เวลาอาบน้ำ ทุกๆ วัน ซึ่งจะทำให้ผิวหนังนุ่ม แต่อย่าขัดหรือถู หรือแช่น้ำเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้ง 2. เช็ดเท้าให้แห้งสนิททุกครั้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้าต้องให้แห้งจริงๆ 3. สำหรับผู้มีกลิ่นเท้า หลังจากล้างเท้าสะอาดและเช็ดให้แห้งแล้ว ควรจะโรยแป้งทาตัวให้ทั่วเท้าและซอกเท้า รวมถึงอย่าใส่รองเท้าคับเกินไป ควรเลือกรองเท้าที่ใส่สบายและระบายอากาศได้ ถุงเท้าควรเป็นถุงเท้าผ้าฝ้ายจะดีกว่าถุงเท้าไนลอน 4. ถ้าผิวแห้ง ทาครีมที่ไม่มีน้ำหอมฉุน เพื่อให้ความชุ่มชื้น โดยทาบางๆ ให้ทั่วทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้า ห้ามทาครีมบริเวณซอกนิ้วเท้า เพราะอาจเกิดการหมักหมมของเชื้อราได้ 5.ถ้าเล็บยาวต้องตัดเล็บเท้าอย่างถูกวิธี โดยตัดตรงตามแนวขอบเล็บเท่านั้น ไม่ตัดเล็บเซาะเข้าไปด้านข้างหรือจมูกเล็บ และไม่ควรตัดเล็บให้สั้นเกินไป 6. ใส่รองเท้าให้เหมาะกับโรค ควรใส่รองเท้าที่เหมาะสมและถูกสุขลักษณะ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานควรใส่รองเท้าที่ทำจากวัสดุที่มีลักษณะนิ่มและมีแผ่นรองรับแรงกระแทกที่ฝ่าเท้า ไม่ควรใส่รองเท้าแตะชนิดที่มีสายรัดง่ามนิ้วเท้า 7. หมั่นตรวจเท้าด้วยตนเองเป็นประจำ สังเกตสีผิว กลิ่นเท้า อุณหภูมิของเท้า และอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น ปวดเท้า มีอาการชา บวม มีเม็ดพอง หรือคัน เป็นต้น โดยตรวจให้ทั่วทั้งฝ่าเท้า ส้นเท้า ซอกนิ้วเท้า และบริเวณเล็บเท้า หากพบความผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ 8. ออกกำลังกายเท้า เพื่อบริหารข้อเท้าและกล้ามเนื้อเท้าอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและ ที่มาจาก ชีวจิต  

วิจารณ์แซด!! ซากปริศนาในกล่องน้ำผลไม้ดัง
ซากปริศนาในกล่องน้ำผลไม้ดัง /  น้ำผลไม่กล่อง / 

ชาวเน็ตวิจารณ์แซด!! หลังมีผู้โพสต์ภาพ ซากปริศนาในกล่องน้ำผลไม้ชื่อดัง  ล่าสุดเจ้าของผลิตภัณฑ์ออกมาชี้แจงแล้ว เมื่อวันที่ 27  ก.ค. สมาชิกเว็บไซต์พันทิปท่านหนึงได้โพสต์ภาพและข้อมูลในกระทู้ชื่อ "เตือนภัยน้ำผลไม้ยี่ห้อดัง" เกี่ยวกับสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ภายในกล่องน้ำผลไม้ที่ซื้อมาบริโภค ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก "เมื่อเช้านี้ หยิบน้ำมะเขือเทศ ยี่ห้อ...... มาเท คือกินมาจะหมดกล่องแล้ว ก็เทออกมา แล้วมันก็เทไม่ออก เลยตัดสินใจบีบกล่อง ผลที่ออกมากับน้ำในกล่อง คือช๊อคข่า กินจะหมดกล่องแล้ว เค้าโดนทำร้าย ตอนแรกคิดแง่บวก นึกว่าเป็นเปลือกผลไม้ เลยหยิบออกจากแก้วขึ้นมาดู สรุปคือมันไม่ใช่ค่ะ มันเหมือนกระดาษลื่นๆ เลยเอากล่องมาตัดออกดู ช็อคเลย ในกล่องก็มีติดอยู่" ล่าสุดกระทู้ดังกล่าวได้ลบภาพออกไป แต่มีการโพสต์ข้อความระบุว่า ทางตัวแทนได้ออกมาชี้แจงให้ฟังว่าสิ่งที่เกิดขึ้น อาจเป็นปัญหาจากการขนส่ง หรือการเก็บสต็อกของร้านค้าทำให้เกิดการบุบหรือมีช่องว่างทำให้อากาศเข้าไป อาจเกิดเป็นเชื้อราได้ ส่วนที่เป็นแผ่นอาจเป็นเพราะการเจริญเติบโตของเชื้อราที่จะมีรูปร่างแตกต่างกันไป ตามชนิดของเชื้อราทางเครื่องดื่มบอกว่ามั่นใจในกระบวนการผลิตว่าจะไม่มีสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อน และยินดีให้เข้าชมกระบวนการผลิตที่โรงงาน และเพื่อความสบายใจของลูกค้า หากกลัวจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ทางบริษัทยินดี จะพาไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล MThai News ขอบคุณ เว็บบอร์ดพันทิป 

ฉลาดเลือกนวัตกรรม เพื่อชีวิตในบ้านที่ดีกว่า
Hom-Bot Square /  LG ARTCOOL Inverter V Voice Mate / 

ในยุคที่ชีวิตการทำงานเต็มไปด้วยความเร่งรีบและการแข่งขัน หลายคนอาจมุ่งความสนใจไปที่เทคโนโลยีที่ช่วยให้ชีวิตนอกบ้านสะดวกสบายมากขึ้น จนอาจมองข้ามความสำคัญของชีวิตในบ้านที่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญไป วันนี้แอลจี มีเคล็ดลับในการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ที่จะช่วยให้คุณเพลิดเพลินกับชีวิตในบ้านได้อย่างเต็มที่ เครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐานที่ไม่สามารถขาดได้ในหลายๆ บ้านคงหนีไม่พ้นทีวีเพราะช่วยให้ความบันเทิง พร้อมทั้งติดตามข่าวสารต่างๆ ในเวลาเดียวกัน สิ่งแรกที่ควรมองหาในทีวี คือความคมชัดของภาพ และสีสันที่สมจริง เช่น LG CURVED OLED TV ที่มีเทคโนโลยีโอเลต (OLED) และ WRGB ที่มีแม่สีถึงสี่สีพิกเซล ช่วยเพิ่มซับพิกเซลสีขาวให้ทำงานร่วมกับพิกเซลมาตรฐานอีกสามสี (แดง เขียว น้ำเงิน) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ จึงให้ค่าของเฉดสีที่สวยและแม่นยำที่สุด องศาการรับชมก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ หากไม่ได้องศาการรับชมที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดเงาสะท้อน ภาพไม่คมชัด หรือได้สีที่ผิดเพี้ยนไปจากความจริง ซึ่งสามารถแก้ปัญหาข้อนี้ได้ด้วยการเลือกซื้อโทรทัศน์จอโค้งที่สอดรับกับหลักสรีรศาสตร์ของมนุษย์ จากการศึกษาของแอลจีพบว่า รูปทรงที่สอดคล้องกับธรรมชาติการรับชมของมนุษย์มากที่สุดคือรูปทรงโค้ง ที่ช่วยให้สายตามองไปยังทุกจุดบนหน้าจอในระยะที่เท่ากัน นอกจากนี้ ลำโพงคุณภาพสูง ที่ให้เสียงที่คมชัดในทุกช่วงเสียง ก็สามารถช่วยเพิ่มอรรถรสในการชมภาพยนตร์ในบ้านโดยไม่ต้องออกไปสู้อากาศร้อนๆ หรือรถติดนอกบ้านให้หงุดหงิดใจ อีกหนึ่งเครื่องไฟฟ้าในบ้านที่ทุกคนมีติดบ้านคือตู้เย็น โดยปัญหาที่หลายคนพบคือค่าไฟที่เพิ่มขึ้นเมื่อต้องเปิดตู้เย็นบ่อยๆ เพื่อหยิบของเล็กๆ น้อยๆ เช่น น้ำดื่ม หรือผลไม้ ลองหันมามองหาตู้เย็นที่มีบานประตูพิเศษ เช่น รุ่น “เมจิค ดอร์” (Magic Door) ของแอลจี ที่ออกแบบให้มีบานประตูพิเศษขนาดใหญ่ที่ติดตั้งบนประตูตู้เย็นภายนอก เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเปิดหยิบสิ่งของต่างๆ จากตู้เย็นได้อย่างสะดวกสบาย ทั้งชั้นวางขนม ชั้นวางขวดน้ำดื่มขนาดเล็กและขนาดใหญ่ รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างครบถ้วน ที่สำคัญ ช่วยรักษาความเย็นไม่ให้รั่วไหลและช่วยประหยัดพลังงานได้ดีกว่าตู้เย็นไซด์บายไซด์แบบทั่วไป และเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ลองมองหาตู้เย็นที่มีเทคโนโลยี ลิเนียร์ คอมเพรสเซอร์ (Linear Compressor) ซึ่งมีแกนคอมเพรสเซอร์เคลื่อนที่เป็นแนวนอน ช่วยลดการเคลื่อนที่และการเสียดสีภายในคอมเพรสเซอร์ให้เหลือเพียงแค่จุดเดียว ทำงานเงียบและประหยัดพลังงานสูงถึง 41% ยิ่งหากมีระบบกำจัดเชื้อโรคด้วยแผ่นกรองที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ ก็จะช่วยลดเชื้อรา แบคทีเรีย รวมถึงเชื้อโรคต่างๆ และกลิ่นอับจากตู้เย็นของคุณได้และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วย ในส่วนของการรักษาความสะอาดภายในบ้านที่อาจเป็นปัญหาหนักใจของคนทำงานที่หาเวลาว่างได้ยาก ลองมองหาเครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะที่สามารถตั้งเวลาทำความสะอาดได้ และมีโปรแกรมทำความสะอาดที่หลากหลาย เช่น Hom-Bot Square ของแอลจี ซึ่งมีรูปทรงสี่เหลี่ยม สามารถเข้าถึงและทำความสะอาดซอกมุมต่างๆ ได้ดีกว่าเครื่องดูดฝุ่นทรงกลมทั่วไป และหากบ้านของคุณมีพื้นที่ต่างระดับหรือลักษณะพื้นที่แตกต่างกัน เซ็นเซอร์อัจฉริยะที่มากับรุ่นนี้ยังช่วยจับพื้นต่างระดับ สิ่งกีดขวาง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาดได้อย่างมาก เท่านี้ คุณก็สามารถออกไปทำงานได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการทำความสะอาดอีกต่อไป ปิดท้ายด้วยสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับอากาศร้อนๆ ของประเทศไทย นั่นก็คือเครื่องปรับอากาศ ยิ่งหากเป็นคนขี้ร้อนด้วยแล้ว ควรมองหาเครื่องปรับอากาศที่มีระบบอินเวอร์เตอร์ที่สามารถทำความเย็นได้เร็วขึ้น 1.5 เท่า ปรับเปลี่ยนรอบการทำงานของคอมเพรสเซอร์ตามการใช้งานจริง ช่วยประหยัดไฟกว่าเครื่องปรับอากาศทั่วไปถึง 60% นอกจากนี้ หากมีเทคโนโลยีการสั่งงานด้วยเสียงอย่างเครื่องปรับอากาศ แอลจี อาร์ต คูล อินเวอร์เตอร์ วี วอยซ์ เมท (LG ARTCOOL Inverter V Voice Mate) แล้ว ก็จะทำให้การพักผ่อนในบ้านสะดวกสบายขึ้นโดยไม่ต้องกังวลกับการตามหารีโมทอีกต่อไป นอกจากมองหาเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในบ้านแล้ว อย่าลืมดูดีไซน์ให้เข้ากับการตกแต่งของบ้าน ยิ่งถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้ามีดีไซน์ที่เรียบ เก๋ แล้ว ก็จะทำหน้าที่เหมือนเฟอร์นิเจอร์ที่ทำให้บ้านของคุณดูดี สบายตายิ่งขึ้นไปด้วย เท่านี้ คุณก็สามารถเอนจอยกับชีวิตในบ้าน ที่พร้อมให้คุณเติมพลังออกไปสู้กับโลกภายนอกได้อย่างเต็มที่แล้ว

กล้วยผงแก้ ท้องเสีย
ท้องเสีย /  ปวดท้อง / 

นำกล้วยมาปอกเปลือก (กรุณาใส่ผ้ากันเปื้อนขณะทำ เพราะอาจเลอะเสื้อได้ และถ้าใครผิวบางให้ใส่ถุงมือกันยางกล้วยกัดให้คัน) จากนั้นฝานเป็นแว่นบางๆ ตามขวาง เรียงใส่กระด้งตากจนแห้งสนิท ถ้าใครมีเตาอบให้นำกล้วยไปอบด้วยไฟ 50 องศาเซลเซียสนาน 4 ชั่วโมงจนแห้งสนิท นำไปปั่นให้ละเอียด แล้วนำไปร่อนด้วยแร่งเบอร์ 100 เก็บใส่ภาชนะมีฝาปิดสนิทหรือสุญญากาศยิ่งดี จะเก็บไว้ใช้งานได้ราว 3 เดือน ซึ่งวิธีสังเกตว่ากล้วยผงยังไม่หมดอายุก็คือ เวลาตักใช้ผงกล้วยยังแห้งร่วน หากเริ่มสัมผัสได้ถึงความชื้นก็ไม่ควรนำไปใช้ เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ วิธีใช้ เมื่อมีอาการ ท้องเสีย หรือปวดท้องโรคกระเพาะ ให้ชงผงกล้วย 1 - 2 ช้อนโต๊ะกับน้ำร้อนแล้วดื่มเมื่อมีอาการ เท่านี้อาการ ท้องเสีย ก็เป็นเรื่องกล้วยๆ แล้ว ทว่าบางครั้งผงกล้วยอาจทำให้ท้องอืดได้ แนะให้แก้ไขโดยดื่มน้ำขิงเพื่อแก้อาการดังกล่าว ที่กล้วยผงสามารถเยียวยาอาการดังกล่าวได้นั้น ก็เพราะในกล้วยมีสารรสฝาดชื่อว่า “แทนนิน” ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อโรคอันเป็นสาเหตุที่ทำให้ท้องเสีย ทั้งยังมีสารเพ็กตินสามารถช่วยเคลือบกระเพาะจึงช่วยป้องกันโรคกระเพาะได้ Tips 1. ผู้ที่ไม่มีเตาอบ ควรทำกล้วยผงไว้ใช้แต่น้อย เพื่อป้องกันตัวยาใช้ไม่หมดแล้วขึ้นรา โดยอาจเริ่มทำจากกล้วย 1 หวี ถือว่ายังสามารถเก็บไว้ใช้ได้ 2. หากอบกล้วยผงจนแห้งสนิทและมีกระบวนการบดและร่อนที่สะอาดแล้ว แนะนำให้กรอกใส่แคปซูลแล้วเก็บไว้ในกระปุกที่มีฝาปิดสนิท จะช่วยให้เก็บไว้ใช้ได้นาน 6 เดือน ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสาร Health&Cuisine มีนาคม, Issue 134

ระวัง! สารตกค้าง ในผักผลไม้
ดูแลเท้า /  ทำความสะอาดเท้า / 

‘ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง’ หลายคนคงเคยได้ยินข้อความรณรงค์ให้คนไทยหันมากิน ผัก ผลไม้ควบคู่กับอาหารชนิดอื่นๆ กินให้ครบทุกมื้อ และให้ได้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม แต่ปัจจุบันกลับพบว่า ผักและผลไม้ที่มีคุณค่าต่อร่างกาย กลับมีสารเคมีตกค้างเกินปริมาณที่กำหนดไว้ … หากเป็นอย่างนี้แล้ว ผู้บริโภคควรทำอย่างไร? ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงาน เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN : Thailand Pesticide Alert Network) ให้ข้อมูลว่า จากการสุ่มตรวจผัก ผลไม้ 10 ชนิด คือคะน้า ถั่วฝักยาว พริกจินดา ผักชี กะเพรา ส้มไทย ส้มจีน แอปเปิล ฝรั่ง แตงโม และสตรอเบอร์รี่ ตรวจพบสารเคมี 4 กลุ่ม ตกค้างในผักผลไม้ 10 ชนิด คือมี กลุ่มคาร์บาเมท ซึ่งมีสารอันตรายร้ายแรงอย่างคาร์โบฟูแรน กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ออกาโนคลอรีน ไพรีทรอยด์ ซึ่งทั้งหมดเป็นสารเคมีกำจัดแมลง ส่วนอีกกลุ่มเป็นสารป้องกันเชื้อราและโรคพืช คือ คาร์เบนดาซิม  ซึ่งเพิ่มการตรวจเฉพาะใน ส้ม แอปเปิล และสตรอเบอร์รี่ “ก่อนการตรวจสอบคิดว่า สารคาร์เบนดาซิม อาจมีตกค้างบ้าง แต่อาจเพราะไม่เคยมีการตรวจสอบมาก่อน เมื่อได้ตรวจจริงๆ จึงพบว่าการตกค้างเยอะกว่าค่า MRLs ค่อนข้างมาก ถ้าหากมีการสะสมในระยะยาวก็เป็นอันตรายหมด เพียงแต่เป้าหมายในการก่อโรคเรื้อรังแตกต่างกัน” ปรกชล อธิบายเพิ่มเติม ค่า MRLs คืออะไร? MRLs หรือ Maximum Residue Limits  คือ ระดับปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดในอาหาร ที่ยอมรับให้มีได้ที่พบในอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ จะแสดง ค่า MRLs เป็นหน่วย มิลลิกรัม (มก.) ของสารพิษตกค้างต่อกิโลกรัม (กก.) ของผลิตภัณฑ์อาหาร โดยในประเทศไทย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จะเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดการจัดตั้งค่ามาตรฐานสารพิษตกค้างในพืชผลเกษตร ‘ผัก ผลไม้ในห้าง สารตกค้าง มากกว่า ตลาดสด’ ปรกชล บอกเล่าถึงการสุ่มตรวจผักผลไม้ว่า การสุ่มตรวจผัก ผลไม้ทั้ง 10 ชนิด จะแบ่งตรวจในห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีทั้งผักที่รับรองมาตรฐานและไม่ได้รับรองมาตรฐาน Q หรือ เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ส่วนตลาดจะมีทั้งตลาดค้าส่งและตลาดสดทั่วไป โดยจะสุ่มตรวจใน 5 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ซึ่งตรวจทั้งในห้างและตลาดสด ส่วนขอนแก่น ยโสธร และสงขลา จะตรวจในตลาดสดอย่างเดียว และผลการสุ่มตรวจส่วนใหญ่พบว่า ในห้างมีสารเคมีตกค้างเกินค่ามาตรฐานมากกว่าตลาดสด สำหรับผัก ผลไม้ที่พบว่ามีค่า MRLs ตกค้างเกินมาตรฐานสูงสุด คือ ส้มสายน้ำผึ้ง พบสารเคมีตกค้าง 100%  ฝรั่ง 69.2% แอปเปิล 58 % คะน้า 54% สตรอเบอร์รี่ ส้มจีน กะเพรา ชนิดละ 50% ถั่วฝักยาว 42.8% ผักชี 36 % แตงโม15% และพริกจินดา 8.3% เนื่องจากผัก ผลไม้ทั้ง 10 ชนิด ที่สุ่มตรวจเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ทำให้เกิดความต้องการบริโภคสูงขึ้น กระบวนการผลิตจึงต้องรวบรัดเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคนั่นเอง และจากการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่พบว่า ผักในห้างมี สารตกค้าง เยอะกว่าตลาดสด เนื่องจากเมื่อส่งผัก ผลไม้ขึ้นห้างสรรพสินค้า ความกังวลเรื่องการตลาดจะไม่มี เพราะสามารถขายได้ราคาสูง และผักที่อยู่ในห้างต้องมีลักษณะสวย ไม่มีรอยกัดกินของแมลง ทำให้การกำจัดแมลงทำได้อย่างเต็มที่ ปรกชล บอกอีกว่า หลักจากที่มีการตรวจสอบ ทางเครือข่ายฯ ได้พูดคุยกับห้างสรรพสินค้า ตลาดสด ผู้ค้าปลีก และหน่วยงานภาครัฐ เกี่ยวกับการแก้ปัญหา เนื่องจากการตกค้างของสารเคมีในผัก ผลไม้มีค่าเฉลี่ย เกินมาตรฐานมากถึง 46.6% จึงต้องได้รับการควบคุมโดยด่วน ส่วนด้านผู้ประกอบการรับทราบปัญหาและพยายามกำชับให้ตัวแทนรับส่งสินค้า หรือทางพ่อค้าคนกลางบอกต่อไปยังด้านเกษตรกร ให้ลดปริมาณการใช้สารเคมี และสร้างความร่วมมือผลักดันการกำหนดค่า MRLs ที่คุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น ‘ผู้บริโภคต้องเปลี่ยนพฤติกรรมและตื่นตัว’ ‘จริงๆ แล้วผู้บริโภคเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดสิทธิ์ หากเราสนใจแหล่งที่มาของผักและผลไม้ การให้ความสำคัญเรื่องสารเคมีตกค้าง หรือการส่งเสริมให้เกิดการผลิตผัก ผลไม้แบบปลอดภัยมากขึ้น โดยการเลือกซื้อผัก ผลไม้ที่ปลอดสารเคมี การเลือกบริโภคผักจากการเกษตรในรูปแบบอื่นๆ อย่างเกษตรอินทรีย์หรือกินผัก ผลไม้ที่ตรงตามฤดูกาล ก็เป็นการลดการผลิตนอกฤดูกาล ลดการควบคุมโรคแมลงและการใช้สารเคมีต่างๆ’ ปรกชล เสนอแนะ นอกจากนี้ ยังทิ้งท้ายไว้ว่า การทำความสะอาด ผักผลไม้ โดยการล้างด้วยน้ำสะอาด สามารถลดได้บางส่วนสำหรับสารเคมีที่ไม่ดูดซึม แต่สารเคมีที่มีการดูดซึมในเนื้อเยื่อ ก็ไม่สามารถล้างออกได้ เราจึงต้องเปลี่ยนแปลงที่ขั้นตอนการผลิต เกษตรกรต้องไม่มีการใช้สารเคมีประเภทดูดซึม หรือใช้แล้วควรเว้นระยะเก็บเกี่ยวเพื่อให้สารเคมีสลายไป ประเทศไทยมีการใช้สารเคมี 400 กว่าชนิด สารตกค้าง ที่มีสารเคมีดูดซึมในเนื้อเยื่อปนอยู่ถึง 51 % เราเองในฐานะผู้บริโภคควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ ผู้บริโภคสามารถสนับสนุนเกษตรทางเลือก การเกษตรปลอดสารพิษ รวมทั้งการรู้จักตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้บริโภค ก็จะช่วยให้สังคมตื่นตัว หันมาสนใจ และทำให้หน่วยงานภาครัฐ ผู้ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ พร้อมกับร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ขอบคุณที่มาจาก : พิมพ์ชนก ศรเพชร Team Content www.thaihealth.or.th

แก้ปัญหาผ้ามีกลิ่นอับ อย่างตรงจุด!
กลิ่นอับ /  กลิ่นอับชื้น / 

ระวัง! กลิ่นอับของเสื้อผ้า อาจทำให้คุณเสียหน้ากลางฝูงชน ต้องรีบแก้ไขอย่าได้ช้า เคยไม๊? หยิบผ้าขนหนูออกมาจากลิ้นชัก กลิ่นสาปลอยคุ้ง มึนตึ้บ หยิบเสื้อผ้าออกจากตู้มาใส่ กลิ่นเหม็นอับเตะจมูก ป๊าด…แทบสลบ แล้วจะทนใช้หรือทนใส่อย่างไรกันนี่! ขนาดตัวเองยังเหม็นเกือบตาย แล้วถ้า เดินเข้าไปในหมู่คน มิแตกกระเจิงกันหมดเลยหรือ? เอ…แต่ว่าเราก็ซักผ้าพวกนี้อย่างดีแล้วนี่นา ทำไมเสื้อถึงมีกลิ่นเหม็นอับได้ล่ะ???  ถ้าคุณสงสัยก็ติดตามดูสาเหตุต้นตอของกลิ่นอับ และวิธีการแก้ไขปัญหากลิ่นอับกวนใจกันได้เล้ยยยย แช่ผ้าค้างคืน เพราะเชื่อว่าแช่ผ้ายิ่งนานเสื้อผ้ายิ่งสะอาดหมดจด แต่หารู้ไม่ว่าการแช่ผ้าทิ้งในน้ำแบบค้างคืน กลายเป็นการหมักผ้า ทำให้แบคทีเรียสาเหตุของกลิ่นเหม็นอับเติบโตอย่างรวดเร็ว ทางที่ดีหากต้องการแช่ผ้าก่อนซัก ควรเลือกใช้ผงซักฟอกที่มั่นใจได้ว่าสามารถขจัดแบคทีเรียต้นตอของกลิ่นอับชื้นที่เกิดขึ้นได้ แบบ “ผงซักฟอก เปา ซิลเวอร์ นาโน” ที่มีพลัง “ซิลเวอร์ นาโน” ตรงเข้าขจัดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นอับได้มากถึง 99.99% ในทุกขั้นตอนซัก ... ตั้งแต่ขั้นตอน แช่ ซัก ตาก ตลอดจนการสวมใส่ ... ไม่ว่าจะซักหรือตากเวลาไหน ทั้งในตอนฝนตก ตอนกลางคืน หรือแม้แต่ต้องตากในที่ร่มใต้ชายคา ไร้แสงแดด ... ก็มั่นใจได้ว่าเสื้อผ้าจะหอมสะอาด ปราศจากกลิ่นอับกวนใจได้ เชื้อราในเครื่องซักผ้า บ่อยครั้งที่เราใช้เครื่องผ้าแบบไม่เคยใส่ใจดูแล ซักผ้าเสร็จก็ปิดฝาเครื่องแล้วเดินหนีไปอย่างไม่เหลียวแล เมื่อความเปียกชื้นยังเกาะติดอยู่ในถังซักและตามขอบยาง อาจนำมาซึ่งปัญหาเชื้อราซึ่งเป็นสาเหตุของกลิ่นอับบนผ้าได้ เราควรสอดส่องดูว่ามีเชื้อราหรือคราบสกปรกติดอยู่บริเวณถังหรือตามขอบยางหรือไม่ ถ้ามี ให้ใช้น้ำยาฟอกขาวผสมน้ำสะอาด แล้วใช้ผ้านิ่มๆหรือฟองน้ำชุบและเช็ดให้คราบเชื้อราหลุดออก จากนั้นทำการล้างเครื่องโดยตั้งโปรแกรมซักอย่างเดียว ปล่อยน้ำไหลเข้าถังและเทผสมน้ำส้มสายชูหรือเบกกิ้งโซดาในปริมาณเข้มข้นพอควร เมื่อซักเสร็จให้ปล่อยน้ำทิ้ง และทำการซักอีกครั้งด้วยผงซักฟอก แต่ไม่ใส่ผ้าลงในถัง ตั้งโปรแกรมซักและล้าง เมื่อเครื่องเสร็จสิ้นการทำงาน ให้หาผ้าแห้งเช็ดถังและขอบยางต่างๆให้แห้ง เปิดฝาเครื่องทิ้งไว้ 2 ชั่วโมงจึงปิด ตู้เสื้อผ้ามีเชื้อรา กลิ่นเก่า และกลิ่นอับชื้น เปิดตู้เสื้อผ้า ทั้งดูและทั้งดม ว่ามีคราบฝุ่นขาว ไม้ผุพัง หรือมีกลิ่นแปลกปลอมใดๆหรือไม่ ทำความสะอาดตู้กันดีกว่า... วิธีขจัดกลิ่นให้กับตู้เสื้อผ้า ทำได้โดยการวางแผ่นขนมปังขาวลงในชามเทน้ำส้มสายชูลงไป แล้วนำมาวางไว้ในตู้เสื้อผ้า ทิ้งไว้ 24 ชม. หากยังมีกลิ่นอยู่ ควรทำซ้ำอีกครั้ง นอกจากกำจัดกลิ่นอับๆ ให้หมดไปแล้ว วิธีนี้ยังช่วยกำจัดกลิ่นน้ำมันวานิชหรือแชลแล็กได้อีกด้วย จากนั้นเช็ดทำความสะอาดตู้ แล้วนำการบูรมาใส่ถุงผ้าเล็กๆ ใส่ตู้เสื้อผ้าไว้ หรือจะใช้ก้อนสบู่ที่แกะห่อแล้วมาใส่ไว้ในตู้ก็ได้ เสื้อผ้าจะปลอดกลิ่นอับ และยังช่วยไล่แมลงที่มาก่อกวนในตู้เสื้อผ้าได้อีกด้วย Facebook Fanpage : https://www.facebook.com/PaoSociety Website : http://www.paosilvernano.com

ระวัง! แมลงกระเบื้อง เป็นตัวการก่อโรคอาหารเป็นพิษ
ท้องเสีย /  ผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย / 

อธิบดีกรมควบคุมโรคชี้ แมลงกระเบื้อง ที่พบที่จันทบุรีเป็นแมลงที่นำเชื้อโรคมาสู่คนได้ โดยเฉพาะโรคอาหารเป็นพิษ โรคอุจจาระร่วง เนื่องจากแหล่งที่อยู่อาศัยของด้วงชนิดนี้มาจากแหล่งสกปรก หรืออาจเกิดโรคภูมิแพ้ได้ ย้ำเตือนหากพบอยู่ในบ้านต้องรีบกำจัดโดยใช้สารไซฟลูทรินผสมน้ำฉีดพ่น ไม่เป็นอันตรายต่อคน และควรรักษาความสะอาดบ้านเรือนให้โล่งเตียน จากกรณีที่พบ แมลงกระเบื้อง จำนวนมากอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 69 หมู่ที่ 11 ตำบลทับช้าง  อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เป็นเวลากว่า 3 เดือน นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ว่า กรมควบคุมโรคได้ให้กลุ่มกีฏวิทยาและควบคุมแมลงนำโรค สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง เข้าไปตรวจสอบในพื้นที่พร้อมทั้งทำการกำจัดแมลงดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว นายแพทย์โสภณ กล่าวต่อว่า แมลงกระเบื้อง จัดเป็นด้วงปีกแข็งขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่อยู่ในวงศ์เดียวกันกับด้วงมอดแป้ง (ด้วงหนอนนก) แต่ต่างกันที่มีความเป็นอยู่สกปรกกว่าด้วงมอดแป้ง เป็นแมลงมีลำตัวกลมรี ตลอดลำตัวมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำและเปลือกค่อนข้างแข็ง ชอบอาศัยอยู่ตามพื้นดินในที่ต่างๆ เช่น ใต้ไม้ผุๆ ใต้ก้อนหิน ตามรังมด รังปลวก อยู่ตามต้นพืชหลายชนิด หรืออยู่ตามบ้านเรือน ตามกองใบไม้ทับถม และตามที่ที่มีเชื้อราขึ้น บางทีอาจพบอยู่ตามซากสัตว์เน่าเปื่อย ตัวหนอนของด้วงชนิดนี้สามารถเดินได้เร็วและชอนไชเก่งมาก ชอบดินชื้นๆ ทั้งระยะตัวหนอนและระยะตัวแก่จะออกหาอาหารในเวลากลางคืน ส่วนด้วงตัวแก่ที่อพยพเข้ามาอาศัยมากมายภายในบ้านเรือนหากเข้าหูอาจทำให้หูอักเสบได้ อาจทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจหรือแพ้ที่ผิวหนังได้ จากกลิ่นของมัน เกล็ดและขนที่หลุดร่วง หรือแม้กระทั่งหนามที่ขา นอกจากนี้ยังสามารถนำโรคอาหารเป็นพิษ 2 ชนิด ได้แก่เชื้ออีโคไล( Escherichia coli) ซึ่งพบในอุจจาระแหล่งสกปรกและเชื้อซาลโมเนล่า (Salmonella sp.) มาสู่คนได้ เชื้อโรคจะติดมาตามขาและลำตัวของมัน หากปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำดื่มของคน จะทำให้ป่วยได้ ดังนั้นจึงขอแนะนำประชาชนหากพบจะต้องรีบกำจัดทันที นายแพทย์โสภณ กล่าวต่อไปว่า ในการป้องกันกำจัด แมลงกระเบื้อง หลักการคือลดหรือกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของด้วง โดยรักษาความสะอาดบ้านเรือน และบริเวณบ้านให้โล่งเตียน กำจัดเศษใบไม้ทับถม ส่วนเศษมูลสัตว์ที่จะทำเป็นปุ๋ยคอก ควรตากแดดให้แห้ง แล้วเก็บไว้ในถุงที่มิดชิดหรือนำไปใช้ใส่ต้นไม้ทันที หากต้องการป้องกันและกำจัดไม่ให้ด้วงเข้าไปอยู่ในบ้าน ให้ใช้แสงไฟนีออนดักล่อด้วงตัวแก่ก่อนที่จะเข้าบ้าน เนื่องจากด้วงชอบเล่นไฟนิออนตอนกลางคืน โดยให้ต่อหลอดไฟนิออนออกห่างจากตัวบ้านประมาณ 5-10 เมตร สูงจากพื้นประมาณ 2 เมตร ทำโคมสังกะสีโค้งๆ ครอบเหนือหลอดไฟไว้ แล้ววางกะละมังบรรจุน้ำครึ่งกะละมังผสมผงซักฟอก 1-2 กำมือคนให้ละลายไม่ต้องให้มีฟอง วางไว้บนพื้นใต้หลอดไฟ เมื่อมีฝูงด้วงมาเล่นไฟแล้วบินชนโคมไฟ ด้วงจะตกลงในกะละมังเมื่อปีกเปียกน้ำผสมผงซักฟอกจะไม่สามารถไต่หรือบินขึ้นมาได้และจะจมน้ำตายในที่สุด ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีการกำจัดชั่วคราวช่วยลดความรำคาญได้ สำหรับบ้านที่มีตัวด้วงบุกเข้าไปอยู่ในบ้านแล้ว ให้ใช้ไม้กวาดและที่ตักผงกวาดรวบรวมตัวด้วงนำไปใส่ในกะละมังบรรจุน้ำผสมผงซักฟอกดังกล่าวเพื่อฆ่าฝูงด้วงได้เช่นกัน “สำหรับการกำจัดด้วงชนิดนี้แบบถาวร ให้ใช้สารเคมีที่มีชื่อว่าสารไพรีทรอยด์ชนิด ไซฟลูทริน(cyfluthrin) สูตรน้ำมันละลายน้ำ (สูตร EC) โดยนำสารเคมีไปผสมกับน้ำให้ได้น้ำยาที่มีตัวสารออกฤทธิ์ 0.2 กรัมในน้ำยาที่ผสมแล้ว 50 มิลลิลิตร (หากจะใช้น้ำยาในปริมาณมากก็คำนวณเพิ่มได้) แล้วนำไปฉีดพ่นโดยใช้เครื่องพ่นแบบสูบอัดลม พ่นให้ละอองน้ำยาตกลงถูกตัวแมลงเป้าหมาย หรือพ่นบนพื้นผิวแหล่งที่อยู่อาศัยของด้วงเพื่อฆ่าระยะตัวหนอนด้วย โดยพ่นในปริมาณ 50 มิลลิลิตรต่อพื้นที่หนึ่งตารางเมตร หรือหากจะพ่นตามผนังอาคารบ้านเรือนที่ด้วงเคยมาเกาะก็สามารถทำได้แต่ต้องเลือกใช้สารไซฟลูทรินแบบสูตรผงละลายน้ำแทน (สูตร WP) เนื่องจากถ้าใช้สูตรน้ำมันพ่นบนผนังไม้ อิฐหรือปูน ผนังเหล่านี้จะดูดตัวสารออกฤทธิ์เข้าไปในเนื้อของมันเสียหมดเพราะสูตรน้ำมันจะมีอนุภาคเล็กกว่าแบบสูตรผง ฤทธิ์ของสารเคมีดังกล่าวเมื่อถูกตัวด้วงจะทำให้ด้วงตายภายใน 24 ชั่วโมงและมีฤทธิ์ตกค้างบนผนังอาคาร บ้านเรือน ประมาณ 6 เดือน ด้วงจะได้ไม่มาเกาะอีก สารเคมีดังกล่าวไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยง สามารถพ่นซ้ำได้ทุก 6 เดือน โดยหาซื้อได้ที่ร้านขายอุปกรณ์การเกษตรทั่วไป” นายแพทย์โสภณ กล่าว ขอบคุณภาพข่าวจาก : สำนักข่าว INN ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักสารนิเทศ กระทรงสาธารณสุข

คัดจมูก เกิดจากอะไร?
คัดจมูก /  ภูมิแพ้ / 

อาการ คัดจมูก เป็นอาการทางจมูกที่พบได้บ่อยและไม่จำเพาะเจาะจงกับโรคใดโรคหนึ่ง จึงต้องวินิจฉัยแยกโรคจากโรคของจมูกหลายโรค อาการ คัดจมูก ในโรคบางโรค สามารถหายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยา ได้แก่ โรคหวัด หรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ที่มีอาการเล็กน้อย   อาการ คัดจมูก อย่างมาก หรือ คัดจมูก ตลอดเวลาทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่ลง และอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง หรือเกิดโรคไซนัสอักเสบตามมาได้ เนื่องจากอาการ คัดจมูก เป็นอาการที่ผู้ป่วยบอกกับแพทย์ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคที่เป็นสาเหตุของอาการ คัดจมูก จำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติ, การตรวจร่างกาย และการสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค สาเหตุของอาการ คัดจมูก โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ โรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจเกิดจากเชื้อไวรัส, เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราก็ได้ ผนังกั้นช่องจมูกคด สิ่งแปลกปลอมอยู่ในโพรงจมูก ซึ่งมักพบบ่อยในเด็ก เนื้องอกในโพรงจมูก เช่น ริดสีดวงจมูก หรือเนื้องอกชนิดร้าย โรคเยื่อบุจมูกเหี่ยวฝ่อ ภาวะเลือดคั่งในผนังกั้นช่องจมูก ภาวะกระดูกอ่อนของจมูกทางด้านข้างยุบตัว เวลาหายใจเข้า (nasal valve collapse) ภาวะกระดูกเทอร์บิเนตด้านข้างโพรงจมูกบวมโต ภาวะรูเปิดของโพรงจมูกด้านหลังตีบตัน (choanal atresia) ต่อมแอดีนอยด์หลังโพรงจมูกโต เกิดจากยาขยายหลอดเลือดบางชนิด เช่นใช้ยาหดหลอดเลือดนานเกินไป, ยาจำพวก aspirin, nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDS), beta-blocker (oral and ophthalmic), bromocriptine, estrogens, oral contraceptive, prazosin, methyldopa, phentolamine, guanethidine, reserpine และ tricyclic antidepressant การประเมินผู้ป่วยที่มีอาการ คัดจมูก ประวัติ เวลาที่เริ่มมีอาการ คัดจมูก ระยะเวลาที่มีอาการ คัดจมูก  สิ่งใดที่ทำให้อาการ คัดจมูก เป็นมากขึ้น หรือน้อยลง อาการ คัดจมูก เป็นข้างเดียวหรือสองข้าง  อาการคัดจมูกเป็นๆหายๆ หรือเป็นตลอดเวลา ลักษณะของน้ำมูกที่ไหลออกมาเป็นอย่างไร มีเลือดกำเดาไหล หรือน้ำมูกปนเลือดหรือไม่ อาการปวดจมูกสัมพันธ์กับอาการปวดตาหรือไม่ มีอาการหูอื้อหรือไม่ มีอาการไอหรือไม่ ซึ่งอาจสัมพันธ์กับโรคหอบหืด ประวัติการใช้ยา การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า อุบัติเหตุ หรือการผ่าตัดจมูก การตรวจร่างกาย เริ่มตั้งแต่ลักษณะภายนอกของจมูก แพทย์จะตรวจดูว่ามีจมูกส่วนนอกโก่งหรือยุบตัวหรือไม่  การกระแทกบริเวณกระดูกอ่อนด้านข้างส่วนบน  สามารถทำให้ผนังกั้นช่องจมูกเคลื่อน หรือคดได้  การพบเส้นแนวขวาง ที่สันจมูก อาจเกิดจากการใช้มือขยี้จมูกในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้  การเคาะหรือกดเจ็บบริเวณข้างแก้ม อาจพบได้ในผู้ป่วยไซนัสอักเสบ การตรวจภายในโพรงจมูก แพทย์จะตรวจทั้งด้านหน้าและด้านหลังของโพรงจมูก โดยไม่ใช้ยาหดหลอดเลือด ลดอาการบวมในขั้นแรก  การตรวจทางด้านหน้าโพรงจมูก แพทย์จะดูลักษณะและสีของน้ำมูก  ลักษณะผนังกั้นช่องจมูก  ลักษณะเยื่อบุจมูก  ตรวจบริเวณรูเปิดไซนัส  ถ้าพบว่ามีผนังกั้นช่องจมูกคดมาด้านใดด้านหนึ่ง อาจพบว่ามีเยื่อบุจมูกของอีกข้างหนึ่งโตกว่าปกติได้  การตรวจทางด้านหลังโพรงจมูก อาจพบต่อมแอดีนอยด์ ซึ่งเป็นต่อมน้ำเหลืองหลังโพรงจมูกโตได้  หลังการตรวจดังกล่าวแล้วแพทย์อาจพ่นยาหดหลอดเลือดลดการบวมของเยื่อบุจมูกแล้วตรวจซ้ำ  หากอาการ คัดจมูก ดีขึ้นมากหลังการพ่นยาหดหลอดเลือด แสดงว่าผู้ป่วยมีเยื่อ บุของเทอร์บิเนทอันล่างบวมโต  หากอาการ คัดจมูก ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือไม่ดีขึ้น อาจเป็นจากผู้ป่วยใช้ยาหดหลอดเลือด ลดการบวมของเยื่อบุจมูกนานเกินไปจนเกิดเยื่อจมูกอักเสบที่เรียกว่า rhinitis medicamentosa  หรือาจเป็นจากปัญหาผนังกั้นช่องจมูกคด  มีเนื้องอกหรือริดสีดวงจมูก หรือมีโครงสร้างจมูกที่ผิดปกติไป  ในกรณีที่เป็นเด็ก แพทย์อาจใช้ที่ตรวจหู  ตรวจในจมูกแทนได้ หรือในผู้ใหญ่บางรายที่ต้องการตรวจอย่างละเอียด แพทย์อาจใช้กล้องส่องตรวจภายในจมูกชนิดแข็งหรือชนิดอ่อนที่ทำจากเส้นใยไฟเบอร์ (rigid or fiberoptic nasal endoscope ) เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคได้แม่นยำมากขึ้น การวัดความกว้างของช่องจมูก แพทย์จะให้ผู้ป่วยหายใจออกบนไม้กดลิ้น แล้ววัดขนาดวงของไอน้ำบนไม้กดลิ้น โดยเปรียบเทียบกันสองข้าง  ถ้ามีปัญหาเรื่องผนังกั้นช่องจมูกคด อาจจะมีวงของไอน้ำขนาดต่างกันได้  นอกจากนี้แพทย์อาจวัดปริมาตรของจมูกโดยการใช้คลื่นเสียง (acoustic rhinometry) โดยปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงและวัดคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมา หรือวัดความดันและปริมาตรของอากาศที่ผ่านเข้าออกในช่องจมูก (rhinomanometry) การตรวจด้วยภาพถ่ายรังสี เอ็กซเรย์จมูกและไซนัสโดยใช้ฟิลม์ธรรมดา (plain film) สามารถเห็นลักษณะผนังกั้นช่องจมูกที่คด, เทอร์บิเนทอันล่างโต หรือภาวะไซนัสอักเสบ ซึ่งทำให้เกิดอาการ คัดจมูก ได้ เอ็กซเรย์กระดูกของจมูก (lateral nasal bone) ดูว่ามีการหักของกระดูกสันจมูกหรือไม่ เอ็กซเรย์จมูกและไซนัสโดยใช้เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT nose and paranasal sinus) ช่วยประเมินโครงสร้างจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกได้ดีขึ้น โดยเห็นโครงสร้างส่วนที่เป็นกระดูกได้ชัดเจน เอ็กซเรย์จมูกและไซนัสโดยใช้คลื่นแม่เหล็ก (MRI nose and paranasal sinus) สามารถบอกรายละเอียดของเยื่อบุจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกได้ดี แต่ดูโครงสร้างจมูกส่วนที่เป็นกระดูกได้ไม่ชัดเจน การรักษา  อาจทำได้โดยการรับประทานยาหรือพ่นยาในจมูก หรือการผ่าตัดแล้วแต่สาเหตุ ขอบคุณที่มาจาก : รศ. นพ. ปารยะ   อาศนะเสน  ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

สารพัดประโยชน์จาก ข่า รักษาโรคผิวหนัง
ข่า /  ท้องอืด / 

ข่า สมุนไพรที่เรามักจะเจอในอาหารไทยต่างๆ ทั้งต้มยำ ต้มข่าไก่ ผัดเผ็ด แต่น้อยคนนักที่จะรับประทาน ข่า ที่อยู่ในอาหาร แต่รู้หรือไม่ว่า ข่า มีประโยชน์ ช่วยรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แล้วยังช่วยรักษาโรคผิวหนังต่างๆด้วย วันนี้เรามีสูตรวิธีการใช้ ข่า nederlandsegokken.nl รักษาอาการต่างๆที่กล่าวมาด้วยค่ะ ไปดูกันเลย สรรพคุณ เป็นยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม แก้อาหารเป็นพิษ เป็นยาแก้ลมพิษ เป็นยารักษากลากเกลื้อน โรคผิวหนัง ติดเขื้อแบคทีเรีย เชื้อรา     วิธีและปริมาณที่ใช้ รักษาท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม แก้ท้องเดิน (ที่เรียกโรคป่วง) แก้บิด อาเจียน ปวดท้อง ใช้เหง้าข่าแก่สด ยาวประมาณ 1-1 ½ นิ้วฟุต (หรือประมาณ 2 องคุลี) ตำให้ละเอียด เติมน้ำปูนใส ใช้น้ำยาดื่ม ครั้งละ ½ ถ้วยแก้ว วันละ 3 เวลา หลังอาหาร รักษาลมพิษ ใช้เหง้าข่าแก่ๆ ที่สด 1 แง่ง ตำให้ละเอียด เติมเหล้าโรงพอให้แฉะๆ ใช้ทั้งเนื้อและน้ำ ทาบริเวณที่เป็นลมพิษบ่อยๆ จนกว่าจะดีขึ้น รักษากลากเกลื้อน โรคผิวหนัง ใช้เหง้าข่าแก่ เท่าหัวแม่มือ ตำให้ละเอียดผสมเหล้าโรง ทาที่เป็นโรคผิวหนัง หลายๆ ครั้งจนกว่าจะหาย ขอบคุณที่มาจาก : โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

อีโบลาระบาด 4 ปท.ตาย 1,229 ราบ ติดเชื้อ 2,240 ราย
อีโบลา /  อีโบลาระบาด / 

อีโบลาระบาด 4ปท.ตาย 1,229 ติดเชื้อ 2,240 องค์การอนามัยโลก เผยยอดผู้เสียชีวิต จากไวรัส อีโบล่า ในพื้นที่ทวีปแอฟริกา 4 ชาติ 1229ราย ติดเชื้อ 2240 ราย เว็บไซต์ องค์การอนามัยโลก WHO เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากไวรัส อีโบลาในพื้นที่ทวีปแอฟริกาตะวันตก 4 ชาติได้แก่ กินี ไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน และไนจีเรีย จนถึงวันที่ 16 ส.ค. อยู่ที่ 1,229 ราย จากจำนวนผู้ติดเชื้อราว 2,240 ราย อัตราการเสียชีวิตพุ่งอย่างรวดเร็ว 84 ศพ ภายในช่วงเวลาแค่ 3 วัน ระหว่างวันที่ 14-16 ส.ค. ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องร่วมมืออย่างเร่งด่วน กับโครงการอาหารโลก ช่วยนำส่งอาหารให้ชาวบ้านในพื้นที่กักกันโรคในประเทศเหล่านี้ จำนวนราว 1 ล้านคนซึ่งชาวบ้านเหล่านั้นออกไปไหนมาไหนไม่ได้ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี เอลเลน จอห์นสัน เซอร์ลีฟ แห่งไลบีเรีย สั่งระดมกำลังตำรวจและหน่วยสาธารณสุขติดตามจับกุมกลุ่มวัยรุ่นบุกโจมตีศูนย์กักกัน ผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในกรุงมอนโรเวีย ตั้งแต่ 16 ส.ค. และปล่อยผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลา 17 ราย ให้หลบหนีออกจากศูนย์ฯ อีกทั้ง วัยรุ่นกลุ่มดังกล่าว ก็เข้าข่ายเป็นพาหะแพร่เชื้อไวรัสไปสู่ชุมชน แต่ไม่พบตัวผู้ต้องสงสัย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอ้างว่า พบกลุ่มผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลา ทั้ง 17 ราย แล้วนำไปอยู่ที่ศูนย์กักกันอีกแห่งหนึ่ง ในขณะที่รัฐบาลแคเมอรูน ประกาศปิดพรมแดนทั่วประเทศ พร้อมสั่งระงับเที่ยวบินและการคมนาคมทุกประเภทที่มุ่งสู่ 4 ประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก รวมทั้ง ไนจีเรีย ซึ่งพบการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ราย

8 เคล็ดลับดูแล มดลูก ให้แข็งแรง
ดูแลมดลูก /  ตรวจภายใน / 

สมัยนี้สุขภาพร่างกายของคนเรานั้นสำคัญ “ มดลูก ” ถือว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญของผู้หญิง ดังนั้น เราอย่ามองข้ามการดูแล มดลูก ให้แข็งแรง งั้นเรามารู้เคล็ดลับการดูแล มดลูก ให้แข็งแรงกันดีกว่าค่ะ 1. ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง มดลูก คืออวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย หากร่างกายแข็งแรง โลหิตจะไหลเวียนไปเลี้ยงได้เต็มที่ ทำให้ มดลูก แข็งแรง การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เช่น การดูแลน้ำหนักตัวให้ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ผอมหรืออ้วนจนเกินไป การนอนหลับให้เพียงพอ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผักและผลไม้ ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก่ว และงดการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ 2. ดูแลสุขภาพใจให้แข็งแรง ความเครียดทำให้ มดลูก ไม่ปกติ เพราะระบบฮอร์โมนผิดปกติ ประจำเดือนจึงมาไม่ปกติ การลดความเครียดมีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น รู้จักปลงตก มองโลกในแง่บวก หัวเราะทุกวัน ใช้ชีวิตพอเพียง ประหยัด พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ให้อภัยผู้อื่น มีจุดมุ่งหมายในชีวิต 3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำให้ภูมิต้านทานดี กล้ามเนื้อหัวใจและปอดแข็งแรง สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดี ช่วยป้องกัน มดลูก อักเสบและมดลูกต่ำ ควรออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ จ๊อกกิ้ง เต้นแอโรบิก โยคะ เป็นต้น อย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 วัน ครั้งและประมาณครึ่งชั่วโมง 4. ระวังการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทำให้เกิดอาการตกขาว ปวดท้องน้อย มีไข้ มดลูก อักเสบ แม้รักษาหายก็ยังมีอาการปวด มดลูก ปวดประจำเดือน มีตกขาวเรื้อรัง ไข้ทับระดู ไม่ตั้งครรภ์ หรือตั้งครรภ์นอก มดลูก การหลีกเลี่ยงการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้มดลูกดี ดังนั้นควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งกับคนที่ไม่รู้จักไม่รู้ใจหรือไม่แน่ใจ 5. ขมิบเพื่อบริหารอุ้มเชิงกรางอย่างสม่ำเสมอ การขมิบคือ การเกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (เหมือนการกลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ) วิธีการคือ ให้เกร็งค้างไว้ นับ 1 – 5 แล้วผ่อนคลาย อาจทำต่อเนื่องกันหรือแบ่งเป็นครั้งละ 20 – 30 ชุดก็ได้ จะทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานแข็งแรง และ มดลูก ไม่ต่ำ 6. ไม่ยกของหนัก การยกของหนักทำให้มดลูกต่ำ กระเพราะปัสสาวะกระทบกระเทือน หากจำเป็นต้องยกของหนักควรปัสสาวะก่อน 7. ตรวจร่างกายและตรวจภายในเป็นประจำ แม้ว่าเราจะแข็งแรง ก็ควรตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำ เพื่อค้นหาโรคในระยะเริ่มแรก โรคภัยไข้เจ็บมีผลต่อ มดลูก ไม่มากก็น้อย เช่น โรคเบาหวาน อาจทำให้ มดลูก อักเสบ ติดเชื้อ เป็นเชื้อรา และโรคเรื้อรังอื่นๆ อย่างความดันโลหิดสูง โรคไทรอยด์ โรคตับ โรคไต อาจทำให้มีการตกเลือด ประจำเดือนมามากหรือกะปริบกะปรอย รวมไปถึงการตรวจภายใน โดยตรวจวินิจฉัยและรักษาการอักเสบ ติดเชื้อในช่องคลอด ปากมดลูก จนทำให้ มดลูก ไม่ดีได้ ทั้งยังสามารถตรวจวินิจฉัยและรักษาอาการผิดปกติของ มดลูก ได้แต่เนิ่นๆ เช่น เนื้องอกธรรมดาของโพรง มดลูก เนื้องอกธรรมดาของ มดลูก และเยื่อบุโพรง มดลูก เจริญผิดที่ ก่อนลงเอยด้วยการตัด มดลูก 8. ไม่กินสมุนไพร ยาสตรี หรืออาหารเสริมที่มีฮอร์โมนเพศหญิงเป็นประจำ โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ เนื่องจาก มดลูก เป็นอวัยวะภายในสตรีที่ไวต่อฮอร์โมนมาก การกินฮอร์โมนเพศหญิง จึงเป็นการเพิ่มการอักเสบของ มดลูก ทำให้มดลูกโต เนื้องอก มดลูกขยายขนาด และเกิดโรคมะเร็งเยื่อบุโพรง มดลูก ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุของมดลูกไม่ดี อาจทำให้ไม่สามารถมีลูกได้ และอาจต้องตัด มดลูก ได้รู้เคล็ดลับดีๆไปแล้ว อย่าลืมเอาไปปฏิบัติตามกันนะคะ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของตัวคุณเอง ขอบคุณที่มาจาก : www.womanplusmagazine.com

โทษของ แสงแดด ในหน้าร้อน
ฤดูร้อน /  หน้าร้อน / 

ปีใหม่เหมือนเพิ่งผ่านพ้นไป เผลอนิดเดียวย่างเข้าหน้าร้อนกันอีกครั้ง ใครที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งเป็นชีวิตจิตใจก็ขอให้ระมัดระวัง แสงแดด จัดกันสักนิด เพราะอาจเป็นอันตรายต่อผิวของคุณได้ เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมานี้อุณหภูมิของอากาศดูจะสูงขึ้นมากกว่าปกติ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อนที่ประเทศต่างๆ กำลังหันมาให้ความสนใจกันอย่างมาก การที่ชั้นบรรยากาศของโลกถูกทำลาย ทำให้มีปริมาณความร้อน และรังสีต่างๆ ส่งมาถึงบนผิวโลกมากขึ้น โดยเฉพาะวายร้ายอันดับหนึ่ง รังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสี UV อากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลให้ผิวหนังของเราซึ่งคอยปกป้องร่างกายภายในต้องรับภาระหนักขึ้นกว่าเดิม ในคนที่ไม่ค่อยได้ดูแลผิว ผิวปรับสภาพไม่ทัน ผิวจะอ่อนแอลงและทำงานผิดปกติได้ เรามาดูปัญหาที่พบบ่อยและวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องกันเถอะ ผดผื่น อากาศร้อนๆ แบบนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องผดผื่น ลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ ใสๆ หรือถ้าเป็นมากจะเห็นเป็นตุ่มสีแดงๆ มักเกิดตามบริเวณใบหน้า คอ หน้าอก ลำตัว ซอกแขน ข้อพับและหลัง สาเหตุเกิดจากการที่ร่างกายพยายามขับความร้อนในรูปของเหงื่อ เมื่อต่อมเหงื่อทำงานหนัก ผลิตเหงื่อจำนวนมากขึ้นแต่ระบายออกได้ไม่ทัน ผลคือเกิดการอุดตันในท่อของต่อมเหงื่อ เห็นเป็นตุ่มเม็ดเล็กๆ เมื่อมองจากภายนอก ในบางคนอาจจะมีอาการคัน เกาจนเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนขึ้นเป็นตุ่มหนองตามมา วิธีป้องกัน คือ อาบน้ำ ทาแป้งฝุ่นและสวมใส่เสื้อผ้าบางๆ เช่น ผ้าฝ้าย และพยายามอยู่ในบริเวณที่อากาศเย็นและถ่ายเทได้ดี หรืออาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวบริเวณที่มีอาการคัน เพื่อลดความร้อนบริเวณนั้นๆ ลง กลิ่นตัว บริเวณข้อพับเช่น รักแร้และขาหนีบ จะมีต่อมเหงื่อชนิดหนึ่ง เรียกว่า ต่อมอโปคราย ( apocrine gland ) ซึ่งต่อมเหล่านี้จะผลิตสารที่มีลักษณะพิเศษ ขุ่นข้นคล้ายน้ำนม สารที่ว่านี้เมื่ออยู่สัมผัสกับผิวหนัง จะถูกแบคทีเรียบนผิวเปลี่ยนไปเป็นสารประกอบซึ่งมีกลิ่นแรง อันเป็นสาเหตุของกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ได้ วิธีป้องกัน คือ อาบน้ำชำระร่างกาย ฟอกสบู่ให้สะอาด เพื่อลดจำนวนเชื้อแบคทีเรียบนผิว นอกจานี้ ควรลดกิจกรรมที่กระตุ้นให้เหงื่อออก อาจใช้โรลออนหรือน้ำหอมเพื่อปกปิดกลิ่น ในรายที่เป็นมากอาจต้องใช้สารระงับเหงื่อเพื่อช่วยลดปริมาณของเหงื่อที่ออกมา นอกจากนี้ควรงด อาหาร ยา ผลไม้บางชนิด ซึ่งมีกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม สะตอ ทุเรียน พริกป่น เนย เป็นต้น โรคผิวหนังจากเชื้อรา เหงื่อที่ออกมากในช่วงหน้าร้อน นอกจากจะกระตุ้นให้เกิดผดผื่นแล้ว หากปล่อยให้อับชื้นนานๆ ตามบริเวณข้อพับ รักแร้ ขาหนีบ โดยเฉพาะในคนที่น้ำหนักตัวมาก ซึ่งเนื้อค่อนข้างจะชิดกันจนทำให้อากาศถ่ายเทได้ไม่ค่อยดี อาจเกิดการหมักหมมและเจริญเติบโตของเชื้อรา เช่น กลาก เกลื้อน หรือยีสต์บางชนิด ในที่สุดทำให้เกิดโรคตามมา โดยเริ่มจากอาการคัน ต่อมากลายเป็นผื่นแดง แล้วค่อยๆ ลามเป็นวง กว้างออกไปเรื่อยๆ และอาจมีขุยร่วมด้วย วิธีป้องกัน อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายสม่ำเสมอ วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง และ พยายามรักษาผิวให้แห้งอยู่ตลอดเวลา หลังเล่นกีฬาเสร็จควรผึ่งให้แห้งหรือรีบอาบน้ำชำระล้างร่างกายเพื่อไม่ให้ร่างกายอับชื้นซึ่งเป็นสภาวะที่เชื้อราเติบโตได้ดี ถ้าผิวหนังเสียดสีมากๆ เช่นในคนที่น้ำหนักเกิน อาจทาแป้งฝุ่นบางๆ เพื่อลดการเสียดสีของเนื้อเยื่อบริเวณข้อพับได้ ผิวไหม้ผิวเกรียม หน้าร้อนมาเยือน ทำให้อากาศอบอ้าว หลายคนคงถือโอกาสไปพักผ่อนตากอากาศตามชายทะเล ในคนที่ผิวขาวมากๆ อาจกลับมาด้วยอาการแดงหรือปวดแสบปวดร้อนที่ผิว บางคนผิวลอกเป็นแผ่นๆ บางคนคล้ำขึ้นและคงอยู่นานกว่าจะจางลง แถมในคนที่มีปัญหากระหรือฝ้า จะสังเกตเห็นว่ารอยโรคที่มีดูเข้มขึ้นและปริมาณเพิ่มขึ้น ตัวการหลักคือการได้รับปริมาณรังสี UV ที่มากกว่าปกติ เนื่องจากรังสีดังกล่าวสะท้อนกับน้ำและผิวทราย ถ้าอยู่ท่ามกลางแสงแดดนานๆ โดยไม่ป้องกันให้ดีผิวหนังก็ได้รับอันตราย ไหม้ได้ง่ายๆ วิธีป้องกัน รังสี UV ที่สำคัญ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ UV ชนิด A และ B ซึ่งทำให้เกิดปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่น และการไหม้ของผิวตามลำดับ ครีมกันแดดที่ดีจะมีคุณสมบัติป้องกันรังสี UV ได้ครอบคลุมทั้งสองชนิดดังที่กล่าวไป เวลาไปเที่ยวทะเลควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่ากันแดดสูงเพราะบริเวณชายทะเลมีปริมาณของรังสีมากกว่าปกติ นอกจากนี้เหงื่อ และน้ำทะเลจะคอยชะล้างทำให้ประสิทธิภาพของครีมกันแดดที่ทาลดลง ถ้าเล่นน้ำนาน ควรทากันแดดเพิ่มทุกๆ 1 ชั่วโมง และถ้าเป็นไปได้ ควรเล่นน้ำก่อน 9 โมงเช้าหรือหลังแดดร่มลมตก เพราะปริมาณรังสี UV ได้ลดลงแล้วซึ่งจะปลอดภัยกว่า แต่ถ้าป้องกันไม่ทันผิวไหม้ไปแล้ว ควรอาบน้ำเย็น และทาครีมหรือโลชั่นหลังอาบน้ำบ่อยๆ เพื่อลดความตึงของผิวหนังและช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับผิว ขอบคุณที่มาจาก : โรงพยาบาลเวชธานี