เชื้อรา

อย.เตือน ยาผงสมุนไพรคล้ายขมิ้น สรรพคุณครอบจักรวาล หลอกลวง อันตรายถึงตาย!
ถึงตาย /  ยาผงสมุนไพรคล้ายขมิ้น / 

อย. เตือนผู้บริโภค อย่าหลงเชื่อซื้อ ยาผงสมุนไพรคล้ายขมิ้น ที่ไม่มีเลขทะเบียนยา และ อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ว่าเป็นสมุนไพรแก้ปวดที่สามารถรักษาโรคครอบจักรวาล กำลังระบาดหนัก ทางภาคเหนือ ตรวจพบมีส่วนผสมของ สารสเตียรอยด์ มีผลข้างเคียงสูงต่อร่างกาย ทำให้เกิดอาการ บวมน้ำ กระดูกผุ เยื่อบุกระเพาะอาหารบางลงอาจถึงขั้นกระเพาะทะลุ กล้ามเนื้อลีบ ภูมิต้านทานโรคต่ำ ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ได้ง่าย บางรายถึงขั้นไตวาย เป็นอันตรายถึงชีวิต นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่ มีผู้บริโภคแจ้งเรื่องร้องเรียนมาทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เกี่ยวกับยาสมุนไพร ที่มีลักษณะเป็นผงสีเหลืองคล้ายขมิ้น บรรจุอยู่ในซองพลาสติกใส โดยมีฉลากระบุว่า “สมุนไพรไทย เพื่อสุขภาพ แก้เลือดลม 12 จำพวก ปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือเหน็บชา กินข้าวไม่ได้ นอนไม่หลับ บรรเทาอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต หญิงชายผอมแห้ง กินแล้วราศีดีขึ้น” ระบุวันที่ผลิต 9 ธ.ค. 57 วันหมดอายุ 9 ธ.ค. 60 ทะเบียน G/ วางจำหน่ายจำนวนมากทางภาคเหนือ ซึ่งยาดังกล่าวไม่มีทะเบียนยา และมีการอวดอ้างสรรพคุณว่าเป็นสมุนไพรแก้ปวดที่สามารถรักษาโรคครอบจักรวาล โดยยาสมุนไพร ดังกล่าวนี้ มีชาวบ้านที่มีอาการเป็นแผลที่เท้า ซื้อไปกินเพื่อรักษาอาการปวดที่แผล เมื่อกินแล้ว หายปวดทันที แต่แผลที่เท้าบวมขึ้น จึงไปหาหมอเพื่อเจาะเอาหนองออก จนเกือบต้องตัดขาทิ้ง เมื่อนำยาไปตรวจสอบ พบมีส่วนผสมของสาร สเตียรอยด์ ยาสมุนไพรที่ตรวจพบส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ ถือว่ามี ความผิด เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เนื่องจากยากลุ่มสเตียรอยด์จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องใช้ภายใต้ การดูแลของแพทย์เท่านั้น เป็นยาที่มีผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายแทบทุกระบบ มีผลข้างเคียงสูง เช่น มีอาการบวมน้ำ กระดูกผุ เยื่อบุกระเพาะอาหารบางลงอาจถึงขั้นกระเพาะทะลุ กล้ามเนื้อลีบ ภูมิต้านทานโรคต่ำ ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ได้ง่าย บางรายถึงขั้น ไตวาย เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อย. มีความห่วงใยผู้บริโภค จึงขอเตือน ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาและซื้อยาดังกล่าวมารับประทาน และหากผู้ประกอบการซื้อยาชนิดนี้ มาจำหน่าย ถือว่ามีความผิดข้อหาขายยาโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รายงานโดย Health Mthai Team ที่มาข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 

เคล็ดไม่ลับ!! ทำความสะอาดห้องน้ำ ให้สวยฟรุ้งฟริ้ง
ทำความสะอาด /  ห้องน้ำ

วันนี้ Decor.Mthai จะพาเพื่อนๆ ไปพบกับ เคล็ดไม่ลับ!! ทำความสะอาดห้องน้ำ ให้สวยฟรุ้งฟริ้ง กันค่ะ ห้องน้ำมีความสำคัญ เป็นหน้าเป็นตาให้แก่เจ้าของบ้านอย่างมากเลยนะ เพราะแขกไปใครมาก็จะหนี้ไม่พ้นการขอเราเข้าห้องน้ำ ถ้าเรา ทำความสะอาดห้องน้ำ ให้ห้องน้ำสวยอยู่ตลอดเวลาเราก็ไม่ต้องกลัวใครมาว่ามานินทาเราลับหลังได้ว่าเราเป็นคนไม่สะอาดได้นะคะ เคล็ดไม่ลับ!! ทำความสะอาดห้องน้ำ ให้สวยฟรุ้งฟริ้ง ขอบคุณภาพ : decoist.com กำจัดเชื้อราในห้องน้ำให้หมดไป : สังเกตุจะเห็นเป็นจุดสีดำๆ ที่ฝังอยู่ตามซอกตามมุมของอ่างอาบน้ำ อ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ หรือม่านอาบน้ำ สามารถทำได้ง่ายๆ โดยนำน้ำยาซักผ้าขาวมาใส่ขวดสเปรย์แล้วฉีดพ่นไปทั่วบริเวณที่มีเชื้อรา ซึงน้ำยาซักผ้าขาวนี้มีส่วนประกอบของสารที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราได้ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วกลับมาล้างคราบเชื้อราออกไป เช็ดทำความสะอาดผนังห้องน้ำ : ถ้าผนังห้องน้ำปูด้วยกระเบื้อง การทำความสะอาดง่ายมาก เพียงใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำผสมน้ำยาทำความสะอาดพื้น หรือน้ำยาดับกลิ่นฆ่าเชื้อ เช็ดผนังห้องน้ำให้ทั่ว โดยไม่จำเป็นต้องล้างน้ำออก แต่ถ้ามีคราบสกปรกมาก หรือฝังแน่น ให้ใช้ผ้าชุบน้ำผสมน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบ(ที่มีส่วนผสมของกรด)เช็ด แล้วใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดซ้ำ หรือล้างน้ำออก ระวังอย่าใช้กับผนังหรือพื้นที่เป็นหินอ่อนเพราะจะทำลายพื้นผิวได้ค่ะ จากนั้นจึงใช้ผ้าแห้งสะอาดเช็ดอีกรอบ ขอบคุณภาพ : decoist.com ทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์ : เทน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบลงในโถ ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วใช้แปรงขัดถูภายในโถสุขภัณฑ์ จากนั้นกดชักโครกเพื่อทำความสะอาด ส่วนด้านนอกก็ใช้แปรงขัดอีกอัน แล้วเช็ดออกด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด หรือล้างด้วยน้ำ แล้วเช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาด ทำความสะอาดอ่างล้างหน้า : ใช้แปรงสีฟันขัดบริเวณรอบก๊อกน้ำ และตามซอกที่มีเชื้อราหรือคราบสกปรก ถ้าคราบสกปรกฝังแน่นมาก ก็ใช้น้ำผสมน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบ คราบสกปรกและคราบตะกรันก็จะหลุดออกอย่างง่ายดาย เช็ดออกด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด หรือล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วเช็ดให้แห้ง จากนั้นเช็ดกระจกด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์กับน้ำยาเช็ดกระจกจนกระจกใสเงางาม ทำความสะอาดอ่างอาบน้ำและฝักบัว : ผสมน้ำกับน้ำยาล้างห้องน้ำ ใช้แปรงขัดทำความสะอาด อ่างอาบน้ำ หรือ กรอบประตูกระจก ถ้ามีคราบสกปรกฝังแน่นหรือตะกรันมาก ให้ใช้น้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบแทน ล้างน้ำออกให้สะอาด ถ้ามีผ้าม่านอาบน้ำ ควรถอดออกมาซักด้วยน้ำอุ่นผสมผงซักฟอกเล็กน้อย ขั้นตอนสุดท้ายทำความสะอาดพื้น ขอบคุณภาพ : decoist.com ถ้าพื้นไม่สกปรกมาก : ถูพื้นโดยใช้น้ำผสมน้ำยาถูพื้น หรือน้ำยาดับกลิ่นฆ่าเชื้อ ถ้าพื้นมีคราบสกปรกมาก ให้ล้างพื้นด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรขจัดคราบ โดยผสมน้ำยาตามสัดส่วนที่แนะนำ แล้วราดบนพื้นห้องน้ำ ทิ้งไว้ 5-10 นาที จากนั้นใช้แปรงขัดออก แล้วรีบล้างด้วยน้ำสะอาด เพื่อไม่ให้น้ำยากัดพื้นหรือยาแนวกระเบื้อง เช็ดพื้นให้แห้งด้วยม็อบรีดน้ำ หรือเป่าด้วยพัดลม เพื่อระบายอากาศและความชื้น ขอบคุณ : pp-infinite.com

วิธีซักชุดชั้นใน ไม่ให้เสียทรง
ชุดชั้นใน /  ซัก / 

   วิธีทำความสะอาดชุดชั้นใน ไม่ให้เสียทรง วิธีทำความสะอาดชุดชั้นใน ก่อนการซัก ควรแยก ชุดชั้นในออกจากชุดชั้นนอก และแยกสีเข้ม , สีอ่อน ควรซัก ด้วยน้ำยาซักผ้า หรือผงซักฟอกละลายในน้ำธรรมดา ไม่ควรใช้สารฟอกขาวทุกชนิดทำความสะอาดชุดชั้นในโดยเด็ดขาด ไม่ควร ขยี้หรือใช้แปรงขัดชุดชั้นในแรง ๆ ( โดยเฉพาะยกทรง ) เพราะจะทำให้เสียรูปทรงได้ง่าย ในบริเวณที่มีคราบสกปรกให้ใช้แปรงขนนุ่ม ๆ ถูเบา ๆ ให้สะอาด จากนั้นให้ล้างชุดชั้นในด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง ไม่ควร บิดยกทรงโดยเฉพาะแบบมีโครงควรบีบเบา ๆ เพื่อให้น้ำออก การตาก ควรตาก ในที่ร่ม มีลมโกรก ไม่ควร ตากชุดชั้นในทุกชนิดให้ถูกแสงแดดโดยตรง เพราะจะทำให้เนื้อผ้าและ สีเสื่อมสภาพเร็ว หมายเหตุ : กรณีที่ทำความสะอาดด้วย เครื่องซักผ้า ให้ใส่ชุดชั้นในลงในถุงตาข่ายแยกซัก เพื่อช่วยถนอมและยืดอายุการใช้งานของชุดชั้นใน วิธีการตากชุดชั้นใน วิธีถนอมเต้าปั๊ม ( SEAMLESS ) ควรซัก ยกทรงโดยให้น้ำไหลผ่าน เพื่อชะล้างผงซักฟอกออกจากเต้าฟองน้ำ หรือแกว่งในน้ำสะอาดให้หมดฟอง แล้วนำขึ้นตากด้วย วิธีดังรูป ข้อควรระวัง ห้ามบีบหรือบิดเต้าฟองน้ำโดยเด็ดขาด วิธีถนอม PAD ( MAGIC BRA ) ควรแยกซัก PAD จากตัวเสื้อ เพื่อชะล้างผงซักฟอกหรือแกว่งในน้ำสะอาดให้หมดฟอง แล้วนำขึ้นตากด้วยวิธีดังรูป   วิธีพับเก็บรักษาชุดชั้นใน  1. ควรตาก ชุดชั้นในให้แห้งสนิทก่อนการเก็บทุกครั้ง  2. แยกเก็บ ชุดชั้นในออกจากชุดชั้นนอก  3. พับเก็บ ชุดชั้นในอย่างถูกวิธี  4. ไม่ควร เก็บชุดชั้นในไว้ในที่ชื้น หรือที่มีกลิ่นอับเพราะอาจทำให้เกิดเชื้อราบนชุดชั้นใน                     วิธีพับเก็บยกทรงแบบธรรมดา  วิธีพับเก็บยกทรงแบบเต้าปั๊ม เนื้อหาดีดีจาก wacoal

12 ประโยชน์ ของ วิคส์ วาโปรับ ที่คุณควรรู้!!!
ประโยชน์ /  วิคส์ / 

    ปกติเราถ้าเรามีอาการคัดจมูกก็จะทา วิคส์ วาโปรับ จมูกก็จะโล่งทันใจ แต่วันนี้จะพาสาวๆ women mthai มารู้ประโยชน์อีกมากมายของวิคส์ ที่คุณต้องทึ่งเลยล่ะ 1.แก้คัดจมูก ใครๆต่างก็ใช้ วิคส์ วาโปรับ เมื่อเกิดอาการ คัดจมูก หายใจไม่ออก เพียงแค่ทาที่บริเวณหน้าอกและลำคอ ก็จะช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก คุณจะรู้สึกได้เลยว่าจมูกโล่ง หายใจได้สะดวกขึ้น 2.เท้าอุ่น ไม่เป็นหวัด ถ้ามีอาการไอในตอนกลางคืนจนทำให้นอนไม่หลับ ให้ทาวิคส์ที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้างให้ทั่ว แล้วสวมถุงเท้านอน  เมื่อคุณตื่นขึ้นมาในตอนเช้า อาการไอจะหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ 3.กล้ามเนื้ออักเสบ อาการกล้ามเนื้ออักเสบ เพราะทำงานหนักเกินไป แค่ทาวิคส์บริเวณที่ปวดจะช่วยระบบการไหลเวียนโลหิตได้ดีขึ้น 4.เชื้อราที่เล็บ เพียงทาวิคส์ที่เล็บมือเล็บเท้าที่คุณสงสัยว่าจะเป็นเชื้อรา ทาทิ้งไว้เพียงวันเดียว เจ้าเชื้อราก็หายเกลี้ยง!! 5.แมวจอมซน ทาสแมวทั้งหลายคงปวดหัวกับรอยขีดข่วนที่มีอยู่รอบบ้าน ถ้าอยากหยุดพฤติกรรมแมวจอมซน แค่ทาวิคส์ไว้บางๆ เจ้าเหมียวก็จะไม่มาบริเวณนั้นอีก เพราะมันไม่ชอบกลิ่น ชนิดที่ว่าไม่อยากเข้าใกล้เลยล่ะ แต่ถ้าแมวเหมียวชอบกัดข่วนแขนขาของคุณ ก็เอามาทาป้องกันได้เหมือนกันนะ 6.สัตว์เลี้ยงฉี่ไม่เป็นที่ ถ้าเจ้าหมาแมวฉี่เรี่ยราดเพื่อแสดงอาณาเขต ให้ทาวิคส์บริเวณนั้น กลิ่นจะรบกวนจนหมาแมวไม่กล้าฉี่แถวนั้นเลยล่ะ 7.ปวดหัว ถ้ามีอาการปวดหัวให้ทาวิคส์ที่บริเวณขมับและหน้าผาก จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวได้ เพราะกลิ่นเมนโทลาทั่มจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด 8.นอนหลับสนิทขึ้น รู้หรือไม่ว่า วิคส์สามารถใช้กับเครื่องทำความชื้นได้ แต่ต้องมีช่องใส่น้ำมันหอมระเหยด้วยนะ เมื่อใส่วิคส์เข้าไปเครื่องจะช่วยกระจายกลิ่นไปรอบห้องทำให้หายใจคล่องขึ้น นอนหลับสบายทั้งคืน 9.แผลติดเชื้อ ถ้าถูกบาดเป็นแผลเล็กๆ ให้ทาวิคส์ที่แผลเพียงทาเบาๆ จะช่วยป้องกันการติดเชื้อ และแผลยังหายเร็วขึ้นด้วย 10.แมลงสัตว์กัดต่อย ถ้าโดนแมลงกัด ให้ทาวิคทันที กลิ่นของวิคจะทำให้สัตว์หนีไปไม่มากัดเราอีก 11.แข่งม้า นักแข่งม้ามืออาชีพ จะใช้วิคส์ทาใต้จมูกของม้าแข่ง เพื่อให้ม้ามีสมาธิในการแข่งขันมากขึ้น เดี๋ยวได้กลิ่นม้าตัวเมียแล้วจะเสียสมาธินั่นเอง 12.ไล่ยุง ทาวิคส์ที่ผิวหรือเสื้อผ้าของคุณก็ได้ ยุงจะไม่กล้าเข้าใกล้คุณเลยล่ะ แต่ถ้าโดนยุงกัดไปแล้ว ให้ทาวิคส์บางๆเพื่อบรรเทาอาการคัน เรียบเรียงโดย women mthai team ที่มาจาก www.divinecaroline.com/self/wellness/12-surprising-uses-vicks-vaporub?ordersrc=yash101911vicksd

กินอย่างไร? เมื่อเป็นผู้ป่วยติดเชื้อ เอดส์
HIV /  ติดเชื้อเอดส์ / 

สารอาหารที่ร่างกายผู้ติดเชื้อ เอดส์ ต้องการไม่ได้แตกต่างไปจากอาหารที่คนปกติต้องการ แต่จะเป็นสารอาหารจากอาหารหลัก 5 หมู่ในชีวิตประจำวันนั่นเอง ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน แร่ธาตุ และน้ำ แต่ปริมาณสารอาหารหลายๆ ชนิดจะเพิ่มสูงขึ้นตามสภาวะของร่างกาย คนที่มีเชื้อเอชไอวีจะต้องกินมากกว่าคนปกติที่มีสุขภาพดี และอาหารจะต้องอุดมไปด้วยสารอาหารมากกว่า 40 ชนิดที่ร่างกายต้องการ แต่ถ้ายารักษาโรค เอดส์ มีผลข้างเคียงที่ทำให้เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ผู้ติดเชื้ออาจกินอาหารได้น้อยลง การกินให้มีคุณภาพก็จะยากขึ้นสำหรับคนๆนั้น ซ้ำร้ายถ้าหากเชื้อไวรัสทำให้เกิดการติดเชื้อราในช่องปาก การกินก็ยิ่งลำบากขึ้น ก็ยิ่งกินได้น้อยลงอีก แพทย์จะให้ยาช่วยกระตุ้นความอยากอาหารและยารักษาเชื้อราในช่องปากเพื่อช่วยให้กินอาหารได้ดีขึ้น การกินอาหารวันละ 5-6 มื้อจะช่วยเพิ่มพลังงานและสารอาหารที่ร่างกายจะได้รับมากขื้น อาหารมื้อว่างระหว่างมื้อจึงกลายเป็นอาหารมื้อสำคัญสำหรับคนติดเชื้อ เอดส์ ในการเพิ่มพลังงานและสารอาหาร และควรเป็นอาหารที่ให้ประโยชน์ช่วยเพิ่มสารอาหารไม่ใช่เพิ่มแต่พลังงานอย่างเดียว ปัญหาโภชนาการที่เกิดขึ้นร่วมกับโรค เอดส์ เบื่ออาหาร (anorexia) เป็นอาการที่พบเสมอๆในคนติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งอาจมีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงชีวิตส่วนตัวของผู้ติดเชื้อเองร่วมกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เนื่องจากเชื้อไวรัสจะทำลายเยื่อบุทางเดินอาหาร ทำให้การดูดซึมสารอาหารต่างๆ  รวมทั้งสังกะสีลดลงการขาดสังกะสีจะทำให้เกิดอาการเบื่ออาหารและการรับรสเปลี่ยนไป กินอะไรก็ไม่อร่อย ฉะนั้นการเสริมวิตามินแร่ธาตุที่มีสังกะสีจะทำให้อาการเบื่ออาหารดีขึ้นรับรสได้มากขึ้น ปัญหาแทรกซ้อนจาก เอดส์ ปัญหาแทรกซ้อนอื่นที่มักพบในคนเป็นโรค เอดส์ ก็คือ มีไข้ เวลาที่มีไข้ ร่างกายจะใช้พลังงานมากขึ้น ถ้ารับประทานไม่เพียงพอเนื้อเยื่อ และกล้ามเนื้อจะถูกนำมาใช้เป็นพลังงานแทนที่จะใช้พลังงานจากอาหารที่กินเอง  ยิ่งถ้ากินอาหารอยู่น้อยแล้วก็จะยิ่งเพิ่มปัญหาเหล่านั้น ฉะนั้นคนที่เป็น เอดส์ จะต้องพยายามกินให้มากที่สุดและควรจะเป็นอาหารที่ให้สารอาหารเข้มข้นเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารมากที่สุด นอกจากอาหารแล้วก็ต้องไม่ลืมที่จะดื่มน้ำหรือของเหลวให้มากๆ จะช่วยลดไข้ได้ ปัญหาระบบย่อย ในระยะแรกของการติดเชื้อ  เซลล์ในลำไส้จะเปลี่ยนแปลง การผลิตเอนไซม์ผิดปกติทำให้การดูดซึมอาหารลดลง และในระยะต่อมาลำไส้จะติดเชื้อบ่อยขึ้น ทำให้เกิดอาการท้องเสียรุนแรง และการย่อยการดูดซึมสารอาหารผิดปกติ ร่างกายจึงไม่สามารถดูดซึมสารอาหารที่รับประทานเข้าไปได้และถูกขับถ่ายออกไป ร่างกายจึงสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ ทำให้ผู้ป่วยไม่กล้ารับประทานมากเพราะกลัวว่าถ้ารับประทานแล้วมีปัญหาถ่ายบ่อยซึ่งเป็นความกลัวที่ผิด เพราะถ้ากินแล้วต้องถ่ายออกหมดก็ยิ่งต้องกินชดเชย ถ้าปัญหาท้องเสียเกิดขึ้นนานเกินไปจะทำให้เกิดปัญหาขาดสารอาหาร ไขมันรวมทั้งวิตามินที่ละลายในไขมันเช่นวิตามินเอและอี พลอยถูกดูดซึมได้น้อย ผลคือระบบภูมิคุ้มกันสั่นคลอน ในกรณีนี้แพทย์และนักโภชนาการอาจจะแนะนำอาหารเสริมทางการแพทย์ที่เหมาะสมจนกว่าอาการท้องร่วงจะหมดไป ฉะนั้นเวลาที่มีปัญหาท้องเสียควรจะเลือกอาหารที่ลดปัญหาเหล่านั้น เช่น แอปเปิ้ล มัน ข้าว กล้วย ขนมปัง แครกเกอร์ ซุปใส และเจลาติน ส่วนเครื่องดื่มควรเป็นอาหารประเภทที่ปราศจากคาเฟอีน เช่น น้ำผลไม้ น้ำเกลือแร่ หรือน้ำเพื่อชดเชยของเหลวที่สูญเสียไป สารอาหารที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีต้องการเป็นพิเศษ ผู้ติดเชื้อต้องการอาหารที่มีโปรตีนสูงเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อหรือป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างกายอาจทำให้ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเทอรอลและน้ำตาลในเลือดสูง อาหารควรมีไขมันอิ่มตัวต่ำเพื่อเพื่อป้องกันคอเลสเทอรอลสูง อาหารธัญพืชไม่ขัดสี และน้ำตาลต่ำเพื่อคุมระดับน้ำตาลและไตรกลีเซอไรด์ อาหารควรมีสารแอนติออกซิแดนท์สูง และเสริมมัลติวิตามินเป็นประจำ แหล่งอาหารโปรตีนที่ดีได้แก่เนื้อสัตว์ ถั่วต่างๆโดยเฉพาะถั่วเหลือง ไข่ ควรเลี่ยงเนื้อสัตว์ประเภท แฮม ไส้กรอก ปลาเค็มซึ่งมีเกลือสูง อาหารคาร์โบไฮเดรต จำเป็นต่อการสร้างพลังงาน เลือกผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสีเช่นข้าวซ้อมมือ ลูกเดือย ข้าวโพด ขนมปังโฮล์วีท ไขมัน ไขมันที่มีองค์ประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวสูงเช่นถั่วเปลือกแข็ง และน้ำมันปลาจากปลาทะเลและการเสริมช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบ และลดไขมันในเลือด สารแอนติออกซิแดนท์ ร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีจะผลิตสารโปรออกซิแดนท์ (สารที่เกิดจากการมีอนุมูลอิสระมากเกินควร) สารไซโตคายและออกซิเจนที่เป็นอนุมูลอิสระ ไซโตคายมีผลทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร และมีไข้  อนุมูลอิสระเพิ่มความต้องการสารแอนติออกซิแดนท์ วิตามินและแร่ธาตุ เช่นวิตามินอี และซี เบตาแคโรทีน สังกะสี และซีลีเนียม(ใช้ในการสร้างเอ็นไซม์ที่เป็นสารแอนติออกซิแดนท์) เมื่อร่างกายได้รับสารเหล่านั้นไม่เพียงพอ ร่างกายจะเกิดสภาวะเครียดทำให้เชื้อไวรัสเพิ่มจำนวนขึ้น นักวิจัยจึงให้ความสนใจต่อการเสริมวิตามินและสารแอนติออกซิแดนท์ในผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี อาหารที่มีสารแอนติออกซิแดนท์สูงได้แก่ผักใบเขียวจัด ผักและผลไม้ที่มีสีสรรต่างๆ เช่น พริกหวาน มะเขือเทศ แครอท แตงโม แคนตาลูป สับปะรด เบอรี เป็นต้น ควรกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 8 ส่วน ข้อมูลการวิจัยพบว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีระดับเบตาแคโรทีนและซีลีเนียมต่ำ และสารแอนติออกซิแดนท์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทำงานในระบบภูมิต้านทาน ยั้บยั้งไซโตคาย ยั้บยั้งการขยายตัวของเชื้อไวรัส นอกจากนี้เบตาแคโรทีนยังช่วยเพิ่มเซลล์ที่ช่วยทำลายเชื้อแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายและเพิ่มระดับ CD4 ในเลือดที่ใช้เป็นตัวชี้วัดการดำเนินของโรค ส่วนซีลีเนียมมีผลยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและอาจเร่งการดำเนินของโรค เอดส์ การเสริมซีลีเนียมจึงอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี  อาหารที่มีซีลีเนียมสูงได้แก่อาหารทะเลเช่นทูน่า เนื้อวัวบด เมล็ดดอกทานตะวัน เนื้ออกไก่และไข่ ตามลำดับ ข้อมูลการวิจัยแนะว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรเสริมวิตามิน เพราะร่างกายของคนเหล่านี้มีความต้องการวิตามินสูงกว่าปกติระหว่าง 6-25 เท่า วิตามินหลายชนิดช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน เช่นกลุ่มวิตามินบี (บี1 บี2 กรดโฟลิก) วิตามินเอ อี และซีเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ที่ผู้ติดเชื้อมักมีระดับสารเหล่านั้นในเลือดต่ำ สังกะสีช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน และช่วยการทำงานของสมอง การเสริมซีลีเนียมในผู้ติดเชื้อเอชไอวีพบว่าช่วยลดการติดเชื้อชนิดอื่นๆทั่วไปได้ถึง 30% นอกจากนี้ผู้ติดเชื้อเอชไอวียังอาจได้รับประโยชน์จากการเสริมโคเอ็นไซม์คิว 10 (Coenzyme Q10) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในคนที่ติดเชื้อเอชไอวี นอกจากการใส่ใจเรื่องอาหารแล้ว การออกกำลังกายสม่ำเสมอจะมีความสำคัญยิ่งในการเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เพิ่มกล้ามเนื้อ และป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว ขอบคุณที่มาจาก : Health&Cuisine กรกฎาคม, Issue 54

35 เคล็ดลับ ที่รู้แล้ว ชีวิตคุณจะง๊าย..ง่าย ขึ้นอีกเย๊อะ
ชีวิตง่าย /  ชีวิตดี / 

วันนี้เรามี เคล็ดลับ น่ารู้มานำเสนอแก่สาวๆกันจ้า บอกเลยว่ามีประโยชน์ต่อชีวิตและทรัพย์สินเราทั้งนั้น และขอรับรองว่า ถ้าคุณรู้ เคล็ดลับ เหล่านี้แล้ว ชีวิตคุณจะง่ายขึ้นอีกเยอะ ไม่เชื่อก็ลองดู เพราะเรื่องรอบๆตัวเรานั้น แค่รู้ก็ได้ประโยชน์สุดๆแล้ว 1. เคยเป็นไหม แพคเกจพลาสติกเปิดย๊ากยาก ลองใช้ที่เปิดกระป๋องก็ช่วยได้นะ แถมยังช่วยรักษาแพคเกจนั้นให้สามารถเก็บไว้ได้อีก 2. มาสคาร่าแห้งแล้ว ลองเต็มน้ำเกลือ หรือ น้ำยาล้างคอนแทค ลงไปนิดหน่อย ยืดอายุการใช้งานได้อีกนิด ภาพจาก ModaMob 3. กระดาษรองนั่งในห้องน้ำ นำมาใช้ซับหน้าที่มันได้ (เพราะคุณสมบัติของมันเหมือนกระดาษซับมัน) 4. จุกไวน์ นำมาประดิษฐ์เป็นสวนจิ๋ว เล็กๆน่ารักๆได้ ภาพจาก everafterblueprint.com 5. ฟังเพลงจากไอโฟน แล้วอยากให้ได้เสียงดังขึ้น แค่วางไว้ในถ้วย เสียงก็จะดังกังวาลขึ้น ภาพจาก realsimple.com 6. ใช้สติกเกอร์ตาไก่ ช่วยให้คุณเพ้นท์เล็บลาย Half-moon ได้ง๊ายง่ายด้วยตัวเองแถมสนุก ภาพจาก s3.amazonaws.com 7. แผ่นดีวีดีตกล่องเวลาเล่น เอากล้วยทา ช่วยให้ลื่นไหลไม่มีสะดุด 8. ลืมพกลิปสติกมา ใช้ลูกอมสตอเบอรี่สีแดงๆ แทนได้ แค่นำมาบดๆใส่น้ำจิ๊ดนึงแล้วก็นำมาทาปากได้เลย ภาพจาก pics.livejournal.com 9. ผสมน้ำกับน้ำยาปรับผ้านุ่ม ให้กลายเป็นครีมนวดผมสำหรับผมบาร์บี้ตัวโปรด ภาพจาก dizzysplayhouse.com 10. กระเป๋าสาวๆทั้งรก ทั้งของเยอะ รักษาความสะอาดโดยที่ไม่ต้องรื้อกระเป๋าออมา ด้วยลูกกลิ้งดูดขน ง่ายป่ะล๊ะ ภาพจาก realsimple.com 11. ใช้สเปรย์ฉีดด้านในแก้ว เวลานำมาจุดเทียน เพื่อไม่ให้แก้วใบสวยเลอะน้ำตาเทียนและมีรอยไหม้ ภาพจาก realsimple.com 12. กินมาร์ชเมลโลว์ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ ภาพจาก 7thhouseontheleft.com 13. ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ ห่อสิ่งของที่มีกลิ่นก่อนนำเข้าตู้เย็น จะช่วยดูดกลิ่นได้ ภาพจาก realsimple.com 14. โดนคลอรีนกัดผมจนผมเป็นสีเขียว ใช้ยาแอสไพรินช่วยรักษาให้ผมกลับมาดำได้ ด้วยการ นำแอสไพริน 8เม็ดละลายในน้ำอุ่นนิดหน่อยแล้วนำมาหมักผมทิ้งไว้ 10-15นาทีแล้วล้างออก ภาพจาก www2.pictures.zimbio.com 15. ถุงเท้าเก่า นำ มามวยผมบัน ได้เหมือนกันนะจ๊ะ น่ารักด้วย 16. ขวดสูญญากาศเปิดยาก ใช้ช้อนช่วยเปิดง่ายนิดเดียว ภาพจาก images.teamsugar.com 17. ใช้หนังยางช่วยเพ้นท์เล็บให้สนุกได้อีก 18. ที่เปิดกระป๋องน้ำอัดลม นำมาใช้แขวนรูปภาพแทนตะขอได้ ภาพจาก blog.makezine.com 19. วิควาโปรับ รักษาเชื้อราที่เล็บเท้าได้ 20. มายองเนส ทำให้รอยคราบบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ หายไปได้ แค่เอามาทาบริเวณที่เปื้อนแล้วเช็ดออก ภาพจาก charlesandhudson.com 21. ผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำในขวดสเปร์ยแล้วนำมาฉีดที่ผ้านิดหน่อย ช่วยให้คลายยับได้ 22. ทัพเพอร์แวร์ หรือ กล่องพลาสติกที่ใช้ในครัว นำมาใช้เป็นถังขยะในรถได้เช่นกัน ภาพจาก imgur.com 23. หยดวอดก้านิดหน่อย กับ น้ำตาล 1ช้อนโต๊ะ ลงในน้ำที่ใส่ดอกไม้ในแจกัน ทำให้ดอกไม้บานสวยนานขี้น ภาพจาก thedailygreen.com 24. ใช้ยาลดกรดในกระเพาะ (แบบเม็ดฟู่) 2เม็ด โยนใส่ชักโครก ทิ้งไว้ 20 นาที แค่นี้ก็สะอาดแล้ว ภาพจาก blogcdn.com 25. เจลทำความสะอาดมือ ใช้ทำความสะอาดรอยเปื้อนจากหมึกได้ ภาพจาก onegoodthingbyjillee.com 26. ไหมขัดฟัน ใช้ตัดชีส แอปเปิ้ล หรือ เค้กได้นะ รู้ป่ะ ภาพจาก hecooksshewines.com 27. ใช้หมวกคลุมอาบน้ำ มาห่อรองเท้าเวลาแพคกระเป๋าเดินทาง สะดวกดีนักแล ภาพจาก realsimple.com 28. ใช้เส้นสปาเก็ตตี้ดิบ มาจุดเทียน ในกรณีที่ใส้เทียนไขจุดยาก หรือมือเข้าไม่ถึง ภาพจาก realsimple.com 29. ใช้ถุงชาประคบ ผิวที่โดนแดดไหม้ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บแสบได้ ภาพจาก instructables.com 30. มัสตาร์ด ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด จากการโดนไฟลวกได้ ภาพจาก instructables.com 31. ชีสที่ขึ้นรา แค่ตัดส่วนที่ขึ้นราทิ้ง หรือ ถูบริเวณที่เป็นราออก ก็ยังเก็บไว้กินได้อีก ภาพจาก instructables.com 32. โดนยุงหรือแมลงกัด ใช้สก็อตเทป หรือ ยาทาเล็บ ทาบริเวณที่ถูกกัด ช่วยลดอาการคันได้ เพราะปิดอากาศไม่ให้โดนจุดที่โดนกัดจะยับยั้งอาการคันได้ชงัดเชียวล่ะ ภาพจาก thaimedicalnews.com 33. ใช้ไดร์เป่าผม เป่ากระจกหลังจากอาบน้ำอุ่นแล้วไอน้ำเกาะเป็นคราบที่กระจก กระจกจะใสปิ๊งโดยไม่ต้องเช็ด 34. หากไฟลุกขยะที่กำลังทำอาหาร โยนเบคกิ้งโซดาใส่ไปในเปลวไฟ จะช่วยให้มันดับลงและไม่ขยายวงกว้างออกไป 35. รองเท้าใช้เปิดขวดไวน์ได้นะ ดูวิธีได้จากคลิปเลย แล้วก็อย่าลืมแบ่งปันเรื่องดีๆ กับเพื่อนๆกันด้วยล่ะ แชร์เลยจ้า เรื่องโดย Women Mthai Team ที่มาจาก buzzfeed

ทำไมฉันถึง กิน ไม่หยุด ?
กิน /  กินเยอะ / 

กิน พิซซ่าร้อนๆ ตามด้วยสลัดสักจาน, ไก่ทอด, สปาเก็ตตี้ ตบท้ายด้วยไอศกรีม แต่อาหารไทยก็น่าอร่อย เลยต่อด้วยแกงเขียวหวาน, หมี่กรอบ, ข้าวเหนียวมะม่วง อืมม์อร่อยจัง แต่ เอ..ทำไม่ยังไม่อิ่มเสียทีละ ?...ถ้าคุณเป็นอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ควรรีบเก็บของ กิน ที่อยู่ในมือ แล้วหันมาใส่ใจบริโภคข้อมูลเรื่องนี้กันสักหน่อย ก่อนที่อาการกระเพาะคราก, ระบบการย่อยอาหารผิดปกติ,  อ้วน และอีกสารพัดโรคภัยจะถามหา สาเหตุจากโรคทางกาย เบาหวาน เกิดจาก ฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่นำน้ำตาลมาสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน มีปริมาณที่ไม่สมดุล หรือบางกรณีไม่มีฮอร์โมนนี้เลย ทำให้ดึงน้ำตาลมาใช้พลังงานในเซลล์ได้น้อย ทั้งที่ปริมาณน้ำตาลในเลือดมีสูง ทำให้ร่างกายรู้สึกขาดพลังงานอยู่ตลอดเวลา ผู้ป่วยจึงรู้สึกหิว การรักษา หากคุณยังตรวจไม่พบว่าเป็น เบาหวาน แต่เริ่มมีพฤติกรรมที่ส่อแวว และคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้ ควรรีบปรับพฤติกรรมการ กิน ให้น้อยลง ลดอาหารที่มีรสหวาน และควรหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ถ้าตรวจพบว่าเป็นเบาหวานแล้ว นอกจากคุณจะต้องจัดระเบียบชีวิตเหมือนข้างต้นแล้ว ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาควบคู่กันไป โรคต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ ( Graves's disease ) เชื่อว่าโรคนี้เป็นผลจากพันธุกรรม หรือเกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยเมื่อภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อเยื่อของตัวเอง แอนติบอดี้ในโลหิตจะเกิดการกระตุ้นให้ผลิตฮอร์โมนธัยรอยด์เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการเผาผลาญอาหาร และพลังงานมากขึ้นตามไปด้วย ผู้ป่วยจึงไม่ค่อยนิ่ง อยู่เฉยไม่ได้ และรู้สึกหิวบ่อย กิน เยอะ แต่กลับไม่อ้วน การรักษา การรักษาด้วยการ กิน ยาลดฮอร์โมนธัยรอยด์ การผ่าตัดต่อมธัยรอยด์ การ กิน น้ำแร่ (ไอโอดีน) กลุ่มอาการคุชชิ่ง(Cushing's Syndrome) จากความผิดปกติของร่างกาย มีสาเหตุจากฮอร์โมนสเตียรอยด์ในร่างกายถูกหลั่งออกมาผิดปกติ เนื่องจากต่อมใต้สมอง และต่อมหมวกไตชั้นนอกเกิดเนื้องอก หรือได้รับความกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ  หรือมีการทำลายเซลล์ประสาทบริเวณนั้น  ซึ่งฮอร์โมนที่หลั่งออกมาในปริมาณที่ผิดปกติจะทำให้ผู้ป่วยหิวบ่อย ผู้ป่วยโรคนี้จะมีลักษณะอ้วนกลางลำตัว แต่แขนขาลีบ และหน้ากลมเป็นพระจันทร์ การรักษา กิน ยาต้านเชื้อราชื่อ คีโตโคนาโซล ที่มีฤทธิ์ลด และทำลาย ฮอร์โมนคอติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนสเตียรอยด์ที่ต่อมทั้งสองหลั่งออกมามากเกินไป ตรวจหา และผ่าตัดเนื้องอกที่เกิดขึ้น ความผิดปกติของสมองส่วนไฮโปธาลามัส เป็นสมองส่วนที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของต่อมใต้สมอง ควบคุมความหิว อิ่ม และกระหายน้ำโดยตรง  ความผิดปกติของสมองส่วนนี้ เกิดขึ้นจากการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ หรือเป็นเนื้องอก การรักษา ทำการฉายแสง หรือผ่าตัดเนื้องอกที่เกิดขึ้น ถ้ามีสาเหตุจากการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ จะทำการรักษาไม่ได้ แต่อาจใส่ใจเรื่องการจัดสัดส่วนและประเภทอาหารที่รับประทาน และออกกำลังกายแทน โรค บูลีเมีย (Bulimia nervosa) เป็นโรค กิน ไม่หยุด โดยมีลักษณะการ กิน ที่เรียกว่า Binge eating คือ ลักษณะการ กิน อาหารต่อเนื่องในปริมาณมากๆ ในคราวเดียว เมื่อเทียบปริมาณอาหาร และเวลาที่ใช้รับประทานกับคนปกติ เป็นลักษณะอาการทางจิตอย่างหนึ่ง ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมตัวเองในเรื่อง กิน ได้  ลักษณะของคนเป็นโรคนี้จะชอบแอบไป กิน คนเดียว เพื่อไม่ให้ใครพบเห็น สมาคมจิตแพทย์อเมริกันแบ่ง ผู้ป่วยบูลีเมีย ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มผู้ป่วยที่ขับอาหารที่ กิน ออกมาหลัง กิน เสร็จ เช่น กระตุ้นให้ตัวเองอาเจียน กิน ยาถ่าย สวนอุจจาระออก พวกนี้จะไม่อ้วน บางคนกลับผอม 2.ผู้ป่วยที่หาทางออกอื่น เช่น กิน สลับกับอด หรือออกกำลังกายอย่างหักโหม ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติทั่วไป ถึงน้ำหนักจะลดบ้างแต่ก็ไม่มาก 3.กลุ่มที่ไม่ทำอะไรเลย กลุ่มนี้ค่อนข้างเป็นกันน้อย ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะไม่ทำอะไรเลย กิน อย่างเดียว กลายเป็นคนอ้วนในที่สุด สาเหตุของโรคนี้ คือ ปัจจัยทางชีวะภาพ เช่น พันธุกรรม ปัจจัยด้านจิตใจ เช่น ขาดความอบอุ่นในครอบครัว การเลี้ยงดูในวัยเด็ก ปัจจัยด้านสังคม และวัฒนธรรม เช่น ค่านิยมต่างๆ ผลกระทบต่อร่างกายของการ กิน ไม่หยุดในผู้ป่วย Bulimia กระทบต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้กระเพาะคราก และทำงานผิดปกติ ต่อมน้ำลายอักเสบ จากการล้นของกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้หัวใจเต้นช้าลง , เกิดภาวะโปแตสเซียมต่ำ (จากการอาเจียนอาหาร) , ความดันโลหิตให้ต่ำลง ถ้าเป็นนานๆ ก็อาจจะทำให้ระบบเลือดในร่างกายผิดปกติ ซีด ไขมันในเลือดผิดปกติ กล้ามเนื้ออักเสบ กระดูกจาง ผิวหนังแห้งแตก สูญเสียกรดในกระเพาะอาหารในขณะอาเจียน กรดซึ่งทะลักจากกระเพาะผ่านหลอดอาหาร ทำให้หลอดอาหารส่วนปลาย และฟันถูกกัดกร่อน เกิดฟันผุ และอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดมะเร็งหลอดอาหารได้ พวกที่ใช้ยาถ่าย ยาสวนทวาร หรือยาขับปัสสาวะ จะทำให้เสียเกลือแร่ ปอดอักเสบติดเชื้อ จากการลำลักอาหารในเวลาอาเจียน กระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง และคลื่นสมองผิดปกติ ประจำเดือนมาน้อยลง แต่ไม่ถึงกับขาดประจำเดือน กรณีผู้ป่วยที่ออกกำลังกายอย่างหักโหมก็จะทำให้ร่างกายสึกหรอ ข้อ เข่าเสื่อม การรักษา 1.ใช้วิธีจิตบำบัด ซึ่งทำได้ยากพอควรประกอบกับผู้ป่วยไม่ยอมเข้ารับการรักษา 2.ทำโดยพฤติกรรมบำบัด (CBT) เริ่มจาก บันทึกเหตุการณ์ของการ กิน ไม่หยุด ว่าอะไรคือตัวกระตุ้น และถ้าหยุดพฤติกรรมจะเกิดความไม่สบายใจอย่างไร สอนให้ผู้ป่วยรู้จักผ่อนคลาย เพื่อจัดการกับความเครียดจะได้ไม่ต้องไป กิน ไม่หยุด สอนผู้ป่วยให้เรียนรู้กับการเผชิญปัญหา ให้ต่อสู้กับปัญหาของตนเองใช้เวลาในการเก็บข้อมูลประมาณ 3 - 6 เดือน 3.อาจต้องรักษาอาการต่าง ๆ ทางร่างกาย ที่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นผลกระทบควบคู่ไปด้วย กิน ได้เยอะเพราะผลจากยา ยาที่ทำให้คุณรู้สึกหิว และกินได้จุคือ ยาคุมกำเนิด และยาสเตียรอยด์ การรักษา หยุดยาที่ กิน อยู่ ส่วนการ กิน จุบจิบในชีวิตประจำวัน หรือ กิน เพื่อคลายเครียดนั้น จิตแพทย์บอกว่า อาจเพราะคุณต้องการหาทางออกในเวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้น หรือคุณอาจขาดการฝึกวินัยให้กับตัวเองในเรื่องการ กิน อาหาร ก็เลยชอบ กิน จุบจิบ ไม่เป็นเวลา แนวทางการรักษาอาการนี้ก็คือ คุณต้องรู้จักที่จะเผชิญ และแก้ปัญหาให้ถูกจุด รวมถึงการฝึกวินัยให้กับตัวคุณเอง เพียงเท่านี้คุณก็จะละนิสัยเสียเรื่องการ กิน ได้แล้วละครับ ขอบคุณที่มาจาก : Health&Cuisine มิถุนายน, Issue 53

29 สิ่งเกี่ยวกับ
จุดซ่อนเร้น /  น้องสาว / 

 สาวๆจ๋า  สาวๆทุกคนต่างก็มี "น้องสาว" อยู่ที่ระหว่างขากันทุกคนใช่ไหมล่ะคะ แต่สาวๆเคยสงสัยมั้ยคะ ว่า อวัยวะนี้มันมีอะไรที่แสนจะละเอียดอ่อนมากมาย และเป็นสิ่งที่ห้ามมองข้ามเลยล่ะค่ะ เพราะเป็นอวัยวะที่สามารถรับเชื้อโรคได้ง่าย และ ยังเป็นอวัยวะที่ไว้ใช้สืบพันธ์อีกแหนะ !  วันนี้เรามี 29 ข้อ ที่สาวๆ (หรือหนุ่มๆ อิอิ ) ควรรู้เกี่ยวกับ น้องสาว หรือ จุดซ่อนเร้น หรือ ตรงนั้น หรืออะไรก็ตามแล้วแต่จะเรียก มาฝากกันจ้า       1. คริตอริส ไม่ใช่ตุ่มนะเธอ หลายคนมักคิดว่า ตุ่มคริตอริสเป็นตุ่มเล็กๆ ที่มองเห็นได้ แต่ผลวิจัยบอกว่า คริตอริสแผ่สาขากว้างใต้ผิวหนังไปตามทางปากช่องคลอดที่มีลักษณะคล้ายกระดูกรูปตัว Y โดยเจ้ากระดูกรูปตัว Y นี้สามารถถูกกระตุ้นได้จากภายนอก   2. คำว่า Vagina คืออะไรตรงไหนกันแน่นะ Vulva คือส่วนด้านนอกของช่องคลอดก็คือ ทั้งหมดทั้งมวลที่อยู่ตรงนั้นอวัยวะเพศของสาวๆน่ะล่ะจ้า ซึ่งก็คือ แคมนอก แคมใน คริตอริส ท่อปัสสาวะ และอื่นๆ ส่วน Vagina แท้จริงคือ กล้ามเนื้อที่เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างภายนอก กับ ปากมดลูกนะจ๊ะ ซึ่งก็คือรูช่องคลอดนั่นเอง   3. ช่องคลอดของผู้หญิงแต่ละคนตั้งแต่เกิด ไม่มีใครเท่ากันนะจ๊ะ   4. เมื่อถูกกระตุ้น น้องสาวสามารถขยายได้ 2 เท่าของขนาดปกติ !! ถ้าไม่ถูกกระตุ้น ขนาดเฉลี่ยของน้องสาวจะอยู่ที่ 3-4 นิ้ว แต่ขณะที่มีเซ็กส์นั้น จะสามารถขยายได้สองเท่า จากคำบอกเล่าของ Dr. Herbenick ซึ่งหลังจากสาวๆโดนกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า น้องสาวของเราจะตึงขึ้นอย่างอัศจรรย์ และมดลูกก็จะสูงขึ้น สร้างพื้นที่ในช่องคลอดให้ยาวขึ้นนั่นเอง   5. ผู้หญิงทุกคนไม่ได้เกิดมาพร้อมเยื่อพรมจรรย์นะยะ การจะดูว่าสาวคนไหน จิ้น ไม่จิ้น จะมาเช็คจากเยื่อพรมจรรย์ไม่ได้แล้วนะบอกไว้เลย เพราะผู้หญิงบางคนก็ไม่ได้เกิดมาพร้อมเยื่อพรมจรรย์ค่ะ 6. น้องสาวของสาวๆจะไม่เปลี่ยนไปนักหลังคลอด มันไม่ได้หลวม! ไม่มีสถิตินะคะ ว่า ค่าเฉลี่ยของช่องคลอดนั้นแตกต่างกัน ระหว่างผู้หญิงที่มีลูกแล้วกับที่ยังไม่มีลูก ส่วนใหญ่มีความใกล้เคียงกันจ้า   7. จีสปอร์ต อาจไม่มีจริงบนโลกนี้ ไม่มีปุ่มอะไรที่กดแล้วผู้่หญิงจะฟินได้ทันทีนะจ๊ะ มันมีความซับซ้อนมากกว่านั้นจ้า อดีตของจีสปอร์ต หลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยได้รู้ว่า มีพื้นที่ 1-2 นิ้ว อยู่ด้านในผนังช่องคลอด ซึ่งอยู่ใกล้กับสะดือ ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก จึงเป็นเหตุผลที่นิตยสารผู้ชายมักแนะนำให้ คุณหนุ่มๆใช้นิ้วเพื่อกระตุ้นนั่นเอง  แต่นี่ไม่ใช่ทั้งหมดค่ะ มันมีความซับซ้อนกว่านั้น เมื่อบทวิจัย Imaging และ การสำรวจคู่แฝด  ล้มเหลว เมื่อไม่สามารถหาอวัยวะที่สามารถตอบสนองกับอารมณ์ความ"ฟิน" ได้ในทันที ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงบางคนก็ไม่มีจีสปอร์ต บางคนก็หาไม่เจอด้วยซ้ำ   ดังนั้น ผลวิจัยล่าสุดบอกว่า เราไม่ควรชี้เฉพาะเจาะจงไปที่ จีสปอร์ต อย่างเดียวนะคะ ควรใส่ใจทั้ง คริตอริส มดลูก ท่อปัสสาวะ ที่ทั้งหมดต่างทำงานด้วยกันที่เรียกว่า clitourethrovaginal complex ซึ่งผลที่ได้ก็เรียกได้ว่า ถึงจุดสุดยอด กระตุ้นสามอย่างนี้ได้ไม่ต้องควานหาจีสปอร์ตเลยล่ะ   8. รู้สึกอยากปัสสาวะขณะมีเซ็กส์เป็นเรื่องปกติค่า  จากระบบ clitourethrovaginal complex ที่มีกระเพาะปัสสาวะร่วมอยู่ด้วย จึงเป็นเรื่องปกติหากสาวๆจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ  แต่แท้จริงแล้วเป็นแค่อาการถูกกระตุ้นเท่านั้นเอง ซึ่งอาจจะทำให้สาวๆสับสนได้   9. สาวๆครึ่งหนึ่งของอเมริกา ใช้ Vibrator โดยผลการศึกษาระดับชาติของอเมริกา บอกว่า ผู้หญิง 3,800 คน ช่วงอายุระหว่าง 18 - 60 ใช้เครื่องช่วยสั่นเพื่อช่วยสำเร็จความใคร่จ้า  20 % ใช้กับตัวเองเพียงลำพัง  1 ใน 3 ใช้ระหว่างมีเพศสัมพันธ์ และ 41% ใช้ก่อนการลงสนามรักกับคู่รัก โดย 84 % ของสาวๆใช้ภายนอกซึ่งมากกว่าการใช้ภายในที่มีเพียง 64 %   10. ยาคุมกำเนิดมีผลกับน้ำหล่อลื่นของน้องสาว!  แน่นอนว่ายาคุมกำเนิด นอกจากจะมีผลกับขนาดหน้าอกและสาวๆในวัยที่หมดประจำเดือน  เพราะความสามารถในการหล่อลื่นนั้นคู่ไปกับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ถ้าสาวๆมีระดับเอสโตรเจนสูง ก็หล่อลื่นสูงนะจ๊ะ11.การใช้เจลหล่อลื่น ทำให้เซ็กส์สนุกขึ้นจริงๆนะ 12. มีสาวๆที่ไม่เคยถึงจุดสุดยอดเลยก็มีนะ13. 30 % ของผู้หญิง มีอาการเจ็บเมื่อมีกิจกรรมกับคู่รัก เนื่องจากมีหลายสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างคาดไม่ถึง เช่น เจ้าหนูของคู่รักอาจจะคับกับช่องคลอดของสาวๆมากไป วิธีแก้คือให้เปลี่ยนท่าทางเพื่อให้สอดรับกันง่ายยิ่งขึ้น หรือมีการเล้าโลม foreplay ให้นานขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้ช่องคลอดของสาวๆพร้อมกับการมีเซ็กส์  หรืออาการแพ้ต่างๆ ไม่ต้องตกใจไปค่ะ 14. เลสเบี้ยน มักถึงจุดสุดยอดมากกว่า คู่รักหญิงชาย จากผลการศึกษาใน Journal of Sexual Medicine   15 การใช้อย่างอื่น ร่วมกับการมีเซ็กส์ จะฟินมากกว่าการสอดใส่อย่างเดียว สอดใส่อย่างเดียว เมื่อเทียบกับ การใช้มือ ปาก และ สอดใส่ แบบหลัง สาวๆจะถึงจุดสุดยอดได้มากกว่านะจ๊ะ   16. คุณแฟนจะใส่ถุงยางหรือไม่ใส่ อารมณ์ความรู้สึกไม่ต่างกันนะจ๊ะ   17. ยิ่งอายุมากเท่าไหร่  สาวๆจะใส่ใจกับขนบริเวณน้องสาวน้อยลง ในปี 2010 ผลการศึกษาผู้หญิง 2451 คน นักวิจัยพบว่า อายุเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตของจนบริเวณนั้น ยกตัวอย่างเช่น สาวๆในวัย 18-24 ปี รายงานว่าไม่อยากมีขนบริเวณนั้น 25-49 ส่วนใหญ่บอกว่า เอาออกบ้าง แต่ไม่ทั้งหมด ส่วนผู้หญิงที่อายุมากกว่า 50 ปี ไม่ทำอะไรกับจนน้องสาวบริเวณนั้นแล้วจ้า  ซึ่งผลวิจัยนี้อาจเกี่ยวข้องกับความต้องการททางเพศด้วยนั่นเอง 18. น้ำที่ออกมาจากน้องสาว อยู่ที่สิ่งแวดล้อมด้วยนะ บางคนก็มีตกขาว บางคนไม่มี บางคนไม่รู้จักตกขาว บ้างมีกลิ่น ไม่มีกลิ่น นั่นเกิดจากความชื้นและปริมาณแบคทีเรียต่างๆ เพราะฉะนั้นสาวๆจะเปรียบเทียบกับเพื่อนๆไม่ได้หรอกนะคะ  เพราะไม่มีมาตรฐานแน่ชัดแน่นอนขนาดนั้น 19. ไม่จำเป็นต้องสวนล้างน้องสาว น้องสาวของผู้หญิงนั้นมี ระบบรักษาความสะอาดตัวเองอยู่แล้วจ้า คล้ายๆกับน้ำตาในตา ที่ช่วยรักษาอาการระคายเคืองในตาเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมนั่นล่ะค่ะ  ยิ่งไปกว่านั้นการสวนล้างยัง อาจจะทำให้เกิดอาการติดเชื้อได้ และการอักเสบของเชิงกราน และอาจไปทำลายระบบสมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอดด้วย (ที่มาจาก journal Epidemiologic Reviews)   20.เมือกที่ออกมาจากน้องสาวก็บอกช่วงตกไข่ได้นะ ในช่วงตกไข่ เมือกจะมีความใส และ เหนียวหนืด ถ้าคู่ไหนอยากมีลูก ลองสังเกตอะไรง่ายๆแบบนี้ก่อนก็ได้ค่ะ 21. สังเกตอาการผิดปกติของน้องสาวไว้ ทันทีที่มีอาการคัน หรือ มีอะไรผิดปกติ ร่างกายจะทำให้เรารู้ได้โดยปริยาย เช่น กลิ่น , สี , ปริมาณ หรือประจำเดือนที่มาผิดเวลา22. ถุงยางสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้บางโรค   ใส่เถอะ ! 23. สาวๆบางคนไม่รู้ว่าตัวเองติดโรคทางเพศมาเป็นปีๆ หรือบางคนไม่เคยรู้เลยตลอดชีวิต  หมั่นตรวจเช็คกับคุณหมอบ้างนะจ๊ะ 24. ถ้าบังคับใจตัวเองไม่ไหว ห่วงคุมกำเนิดก็ปลอดภัยจากการท้องได้นะ ห่วงคุมกำเนิดอาจจะยังเป็นเรื่องที่ไม่แพร่หลายนัก โดยห่วงคุมกำเนิดมีลักษณะเป็นรุปตัว T ใส่ไว้ในมดลูก ต้องให้คุณหมอเป็นผู้ใส่เท่านั้น มีอายุราวๆ 3- 4 ปี เลย และมั่นใจว่าสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 99 % 25. ควรงดมีเซ็กซ์ 6 สัปดาห์ หลังจากคลอดลูกนะจ๊ะ ป้องกันการติดเชื้อต่างๆ และเพื่อให้ช่องคลอดกลับมาคืนสภาพก่อนนะคะหนุ่มๆ 26. ชีวิตประจำวันมีผลกับน้องสาวนะจ๊ะ อยู่ในที่อับชื้น หรือ ใส่เสื้อผ้าออกกำลังค้างคืน ไม่ยอมอาบน้ำ ดื่มแอลกอฮอลล์ กินของหวานที่มีน้ำตาลเยอะ สาวๆได้ทำลายแบคทีเรียดีๆที่อยู่ในน้องสาวไปแล้วค่ะ  และอาจเป็นการเพิ่มเชื้อราให้น้องสาวแบบไม่รู้ตัวด้วยนะ วิธีดีๆง่ายๆที่เราจะแนะนำคือ กินโยเกิร์ตจ้า สิ่งนี้ช่วยรักษาสมดุลได้ยอดเยี่ยมเชียวล่ะ 27. ช่องคลอดจะมีความเอียงขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น 28. มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปข้างในน้องสาว อย่าเอาออกเอง ไม่ใช่เรื่องแปลกค่ะ ถ้ามีอะไรติดเข้าไปในน้องสาว โดยส่วนมากของผู้หญิง จะเป็น ถุงยางอนามัย และผ้าอนามัยแบบสอด ควรไปพบแพทย์เพื่อให้เอาออกให้นะจ๊ะ   29. อย่าตกใจ ถ้าอะไรเข้าไปในน้องสาว มันไม่หลุดเข้าไปจนอันตรายถึงชีวิตแน่ๆ เพราะผนังปากมดลูกจะป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเคลื่อนเข้าสู่ร่างกาย โดยสิ่งแปลกปลอมส่วนใหญ่จะเคลื่อนตัวมาอยู่ที่ส่วนบนสุดของปากมดลูก  และสิ่งนั้นจะออกมาได้เอง   เรียบเรียงโดย Women Mthai Team ที่มา buzzfeed.com        

ปกป้อง สุขภาพผิว รับมือ หน้าฝน
ผิวหนัง /  ฤดูฝน / 

ความชุ่มฉ่ำที่มาพร้อมกับสายฝนคงคลายร้อน และสร้างความสดชื่นให้กับใครหลายคนได้ไม่น้อย แต่สิ่งที่มาคู่กับ หน้าฝน ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เชื้อราที่แฝงตัวมากับความอับชื้นจากสายฝนนั่นเอง พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (หมอผิง) ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และเวชศาสตร์วัยยุวัฒน์ เครือข่ายคนไทยไร้พุง ให้ความรู้ว่า โรคที่พบบ่อยในฤดูฝนนอกจากไข้หวัดแล้วยังมีโรคน้ำกัดเท้า ที่เกิดจากผิวหนังบริเวณเท้าติดเชื้อรา ซึ่งเชื้อราจะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น หากตามซอกเล็บมีช่องเปิดที่สามารถทำให้เชื้อราเข้าไปได้ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราที่เล็บได้ รวมถึงบาดแผลที่อาจเกิดขึ้นจากการเหยียบเศษกระเบื้อง หรือเศษไม้ต่างๆ ในที่มีน้ำท่วมขัง หากไม่ได้รับการดูแลที่ดีก็อาจติดเชื้อแบคทีเรียได้เช่นเดียวกัน “หลังจากที่เราต้องเปียกฝน หรือย่ำน้ำสกปรกในพื้นที่ท่วมขัง ควรล้างเท้าด้วยสบู่ เน้นฟอกบริเวณซอกนิ้ว หรือซอกเล็บเป็นพิเศษและเช็ดเท้าให้แห้ง ส่วนรองเท้าหากเป็นรองเท้าผ้าใบควรนำไปตากให้แห้งก่อนนำมาสวมใส่ซ้ำอีกครั้ง และหากเกิดบาดแผลบริเวณเท้าควรหมั่นดูแล ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมออีกทั้งเสื้อผ้าที่อับชื้นก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพึงระวัง เพราะการสวมเสื้อผ้าที่อับชื้นจะทำให้เกิดเชื้อราบริเวณอื่นร่วมด้วย เช่น บริเวณขาหนีบ และรักแร้ได้” พญ.ธิดากานต์ แนะนำเมื่อต้องเผชิญหน้ากับฤดูฝนปกป้องสุขภาพผิว รับมือหน้าฝน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ยังบอกอีกว่า การดูแลศีรษะและใบหน้าก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะน้ำฝนมีโอกาสที่จะชะล้างมลพิษและสิ่งปนเปื้อนต่างๆ สู่ร่างกายเราได้ โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมือง หากจำเป็นต้องเปียกฝนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรสระผมและล้างหน้าให้สะอาด เพราะไม่เช่นนั้นมลพิษต่างๆ จะทำให้เกิดการระคายผิว และทำร้ายผิวเราได้ รวมถึงการทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวพรรณจากแสงยูวีช่วงหน้าฝนก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยดูแลผิวให้สุขภาพดีได้ พญ.ธิดากานต์ บอกเพิ่มเติมว่า นอกจากช่วงที่มีอากาศแปรปรวน โรคผิวหนังบางโรคที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อ อย่างเช่น โรคเซ็บเดิร์ม หรือโรคผิวหนังอักเสบ (Seborrheic dermatitis) จะแสดงอาการกำเริบ โดยจะเกิดขึ้นบริเวณหัวคิ้ว ข้างจมูก และหนังศีรษะ มีลักษณะลอกเป็นแผ่น เป็นขุย และมีอาการคัน ซึ่งผู้ที่เป็นโรคดังกล่าวควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนน้อยหรือมีความเครียดสูง ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรคกำเริบมากขึ้นด้วย ส่วนผู้ที่เป็นโรคเบาหวานยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะนับว่าเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง และมีภูมิคุ้มกันต่อสู้กับเชื้อราต่ำ เนื่องจากความเปียกชื้นของน้ำฝนจะทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย เพราะหากเกิดบาดแผลจะมีโอกาสติดเชื้อและรุกลามมากกว่าคนปกติ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหน้าฝน และสภาพภูมิอากาศที่เปียกชื้นเช่นนี้ ควรดูแลร่างกายให้อบอุ่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และกินอาหารให้ครบห้าหมู่ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมีภูมิต้านทานที่ดีนะคะ ขอบคุณที่มาข่าวจาก thaihealth

ดูกันชัดๆ! นี่คือสิ่งที่อยู่บนมือเด็ก 8 ขวบ หลังจากที่ออกไปเล่นนอกบ้าน
ต่างประเทศ /  วิทยาศาสตร์ / 

เชื้อโรค แบคทีเรีย แน่นอนว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะมันอยู่ทุกที่รอบตัวเรา แค่เราจับลูกบิดประตู เปิดประตูรถ จับมือถือ เงิน ล้วนแต่มีเชื่อโรคสิ่งสกปรกทั้งนั้น! วันนี้ทีนเอ็มไทยจะพาเพื่อนๆ ไปชม "ดูกันชัดๆ! นี่คือสิ่งที่อยู่บนมือเด็ก 8 ขวบ หลังจากที่ออกไปเล่นนอกบ้าน" ที่นักวิจัยได้ทำการทดลองขึ้นค่ะ แล้วมันจะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้น ไปติดตามกันเลย >,< ดูกันชัดๆ! นี่คือสิ่งที่อยู่บนมือเด็ก 8 ขวบ หลังจากที่ออกไปเล่นนอกบ้าน Tasha Sturm เจ้าหน้าที่เทคนิคประจำห้องแล็บ ของวิทยาลัย Cabrillo, รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาได้สร้างสิ่งที่น่าสนใจชิ้นนี้ขึ้นเพื่ออยากให้หลายๆ คนได้รู้ว่า จุลินทรีย์ที่มีอยู่บนโลกนั้นมีหลากหลายชนิดที่อาศัยอยู่บนผิวหนังของมนุษย์อย่างเราๆ และสีสันของสิ่งที่เพื่อนๆ เห็นอยู่ในจานเพาะเชื้อ (petri dish) นี้ก็คือ แบคทีเรีย, ยีสต์ และเชื้อรา ที่ได้จากฝ่ามือของเด็กชายวัย 8 ขวบคนหนึ่ง หลังจากที่เสร็จจากการออกไปเล่นนอกบ้านมา ดูสิได้อะไรติดมือกลับมาเยอะแยะเลย >,< Tasha Sturm ได้อธิบายให้ฟังว่า เธอนำ Trypticase soy agar (TSA) หรือ อาหารเลี้ยงเชื้อแบคทีเรีย ในรูปแบบเจล ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการที่สมบูรณ์ในการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย มาใช้ในการทดลอง เธอนำมือของเด็กชายวัย 8 ขวบมากดลงเบาๆ บริเวณเจล TSA หลังจากนั้นเธอก็ปล่อยให้แบคทีเรียเจริญเติบโต .. และแล้วผลก็ออกมาดั่งภาพที่เพื่อนๆ เห็นกันนี่แหละค่ะ เมื่อส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะเห็นแบคทีเรียหลากหลายชนิด เห็นโครงสร้าง, ลักษณะของพวกมัน คือไม่มีเยื่อหุ้มป้องกัน, ไม่มีแฟลเจลลัม (flagella) เส้นใยขนาดยาว ที่ยืดยาวออกมาจากเซลล์ มีลักษณะการเคลื่อนที่คล้ายแส้ ช่วยให้เซลล์เคลื่อนที่ไปข้างหน้า นอกจากนี้แต่ละตัวก็จะสร้างอาณาเขตของตัวเอง มีขนาดและพื้นผิวที่แตกต่างกัน และถึงแม้การทดลองนี้จะแสดงให้เห็นว่า เหมือนเจ้าพวกแบคทีเรียมันอันตราย! แต่ก็อย่าลืมว่ามันก็เป็นเรื่องปกติที่มันจะอาศัยอยู่บนมือหรือผิวหนังของเพื่อนๆ เพราะในชีวิตประจำวันของเราทุกคนต้องจับสิ่งของร่วมกันหลายชิ้นหลายสิ่ง แน่นอนว่าทุกที่ล้วนสกปรก มีเชื้อโรคทั้งนั้น แต่เราสิ่งที่เราทำได้คือการรักษาความสะอาด หมั่นล้างมือ เช็ดทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้เป็นประจำ แค่นี่ก็โอเคแล้ว >,< โดย teen.mthai.com (ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยค่ะ) source : www.boredpanda.com

เลือก แปรงสีฟัน อย่างไร? ให้ดีต่อสุขภาพ
ทันตกรรม /  ฟัน / 

เวลาที่เราจะเลือกซื้อ แปรงสีฟัน ดีๆสักอันเรามักจะเลือกไม่ถูกใช่ไหมคะ? เพราะในโซน แปรงสีฟัน ตามห้างสรรพสินค้า มีแปรงสีฟันให้เลือกเยอะมาก ยี่สิบสามสิบแบบจนไม่รู้จะเลือกอันไหนมาใช้ดีที่เหมาะกับฟันของเรา วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับการเลือก แปรงสีฟัน ที่ดีมาฝากกันค่ะ ไปดูเลย แปรงสีฟัน ที่ผลิตและจำหน่ายในท้องตลาดจะมีรูปร่างหน้าตาของผลิตภัณฑ์แตกต่างกับความต้องการและวัตถุประสงค์ที่ใช้ในการแปรง แบ่งเป็น 4 ประเภทตามขนาด โดยใช้อายุของผู้ใช้เป็นเกณฑ์ในการแบ่ง ดังนี้ แปรงสีฟันสำหรับเด็กต่ำกว่า 3 ปี แปรงสีฟันสำหรับเด็ก 3 - 6 ปี แปรงสีฟันสำหรับเด็ก 6 - 12 ปี แปรงสีฟันสำหรับผู้ใหญ่ ขนแปรง แปรงสีฟัน ตามหลักมาตรฐานวิชาการแปรงสีฟัน กรมอนามัย แบ่งเป็น 2 ชนิด ตามความอ่อนแข็งของขนแปรง คือ ชนิดนุ่ม (soft) และ ชนิดปานกลาง ( medium) ลักษณะของ แปรงสีฟัน ที่ดี ประกอบด้วย หัวแปรง ควรมน ไม่เป็นเหลี่ยมมุม ขนาดไม่ใหญ่เกินไป สามารถเข้าไปทำความสะอาดฟันทุกซี่ในช่องปากได้ง่าย ขนแปรง ควรทำจากไนล่อน ชนิดอ่อนนุ่ม เป็นกระจุกมี 3-4 แถว เพื่อช่วยพยุงซึ่งกันและกัน เมื่อได้รับแรงกดเวลาแปรงฟัน ขนแปรงแต่ละเส้นมีการมนปลาย เพื่อไม่ให้ปลายคมขรุขระ ที่อาจทำอันตรายต่อเหงือกและฟัน ด้ามแปรงตรง หรือทำมุมเพียงเล็กน้อย จับถนัดมือ ฉลาก มีข้อมูลเพียงพอต่อการเลือกซื้อ ต้องระบุสิ่งต่อไปนี้ - ชนิดขนแปรง เช่น อ่อนนุ่ม ปานกลาง หรือ แข็ง - ลักษณะปลายขนแปรง เช่น มนกลม ปลายตัด ปลายเรียว หรืออื่น ๆ ตามที่เป็นจริง - วิธีใช้ / ข้อแนะนำ - วันเดือนปี ที่ผลิต - ผู้ผลิต / เครื่องหมายการค้า ราคา แปรงสีฟัน ที่ดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง วิธีการใช้และประโยชน์ ใช้ทำความสะอาดฟันและลิ้น ใช้ร่วมกับยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ แปรงฟันอย่างถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งโดยเฉพาะก่อนนอน การแปรงฟันไม่ควรออกแรงแปรงมากจนเกินไป เพราะจะทำให้บริเวณคอฟันสึกได้ ควรออกแรง เพียงเบา ๆ และให้นานอย่างน้อย 2 นาทีขึ้นไป ควรแปรงลิ้นทุกครั้งหลังแปรงฟัน หลังแปรงฟันและลิ้นเสร็จ ล้างแปรงสีฟันให้สะอาดจนหมดคราบยาสีฟัน ผึ่งให้แห้งโดยวางหัวแปรงตั้งขึ้นไม่จำเป็นต้องแช่หรือล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ / น้ำยาบ้วนปาก / น้ำยาล้างจาน / ลวกน้ำร้อน / ไมโครเวฟ หรือแสงอุตราไวโอเลต เพื่อฆ่าเชื้อ เพราะจะทำให้แปรงสีฟันเสื่อมสภาพเร็วอย่าเก็บแปรงสีฟันในที่เปียกชื้น หรือ อับทึบ จะทำให้เชื้อโรค เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี หากเกิดเชื้อรา จะเป็นคราบสีเหลืองหรือดำตามซอกขน ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3-4 เดือน หรือเมื่อขนแปรงบานจนทำความสะอาดฟัน ได้ไม่ดี และทิ่มตำเหงือก ที่สำคัญต้องเลือกแปรงสีฟันให้มีขนาดพอดี เหมาะกับปากของตนเอง แปรงสีฟันเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กำจัดแผ่นคราบจุลินทรีย์ แปรงฟันอย่างถูกวิธีจะสามารถป้องกันฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ และโรคปริทันต์ได้ แปรงสีฟันไฟฟ้าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้มือได้ดี เช่น คนพิการ เด็ก และผู้ที่ต้องช่วยแปรงฟันให้ผู้อื่น สำหรับคนทั่วไป สามารถใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าและแปรงสีฟันธรรมดาทำความสะอาดได้ดีเท่ากัน เมื่อใช้อย่างถูกต้อง ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็ง หรือ แบบ Hard โดยคิดว่าแปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็งน่าจะสามารถกำจัดคราบเศษอาหารได้ดีกว่าขนแปรงอ่อน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง แต่แปรงขนแข็งนี้ จะทำให้คอฟันสึกไปด้วยในขณะที่แปรงฟัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแปรงฟันผิดวิธี คือ แปรงฟันแบบถูไปมา ขนแปรงสีฟันที่แข็งจะยิ่งทำให้ฟันสึกมากขึ้นลักษณะปลายขนแปรงเป็นแบบปลายตัด ส่วนใหญ่จะมีลักษณะขรุขระ ทำอันตรายต่อเหงือกและผิวเคลือบฟัน ขอบคุณที่มาจาก : กรมอนามัย

5 อาการ สัญญาณเตือนภัย ในผู้หญิง ที่ไม่ควรมองข้าม
ประจำเดือน /  มะเร็งปากมดลูก / 

     ผู้หญิงเป็นเพศที่มีอวัยวะภายในที่ซับซ้อน จึงควรหมั่นสังเกตตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกายหรือไม่ แม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่ควรมองข้าม เพราะสิ่งปกติเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่โรคที่เป็นอันตรายได้ในอนาคต เช่น เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ หรือช็อกโกแลตซีสต์ โรคเชื้อราในช่องคลอด โรคเนื้องอกในมดลูก โรคปีกมดลูกอักเสบเรื้อรัง โรคมะเร็งปากมดลูก ฯลฯ แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่เมื่อมีอาการผิดปกติก็มักจะละเลยไม่ไปพบแพทย์ ด้วยเหตุผลว่าอายแพทย์หรือเห็นว่าเป็นเรื่องไม่ร้ายแรง ไม่อันตราย ซึ่ง ผศ.นพ.อภิชัย วสุรัตน์ จากศูนย์การแพทย์นวบุตรสตรีและเด็ก ได้มาให้ข้อแนะนำ 5 อาการสัญญาณเตือนภัยที่มักจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายกับผู้หญิงทั่วไป เมื่อเป็นแล้วมีโอกาสเสี่ยงทำให้เป็นโรคได้ในอนาคต 1. ประจำเดือนมามากผิดปกติ สาเหตุที่เป็นไปได้คือ เนื้องอกของกล้ามเนื้อมดลูก 2. ปวดท้องน้อยเวลามีรอบเดือน อาการปวดท้องขณะมีรอบเดือนพบได้บ่อยในผู้หญิงทุกคน แต่ถ้าปวดท้องน้อยขณะมีรอบเดือนมากขึ้นเรื่อยๆ โรคที่อาจเป็นไปได้ก็คือ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งคนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ ถุงน้ำช็อกโกแลต หรือ ช็อกโกแลตซีสต์ 3. ตกขาวผิดปกติ อาจจะเป็นช่องคลอดอักเสบ หรือมะเร็งปากมดลูกได้ 4. มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดซึ่งไม่ตรงกับรอบเดือน อาจจะเป็นมะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งโพรงมดลูกได้ 5. ปัสสาวะบ่อย สาเหตุที่พบได้บ่อยคือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ นอกจากนี้ที่อาจจะทำให้เกิดอาการปัสสาวะบ่อยได้ ก็เช่น เบาหวาน มีก้อนในอุ้งเชิงกรานไปกดกระเพาะปัสสาวะ      ดังนั้นเมื่อคุณผู้หญิงที่มีอาการเหล่านี้อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงโดยด่วน รู้ทันโรคก็สามารถป้องกันโรคที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตนะคะ...... ที่มาเนื้อหาจาก : ไลฟ์เซ็นเตอร์ ไลฟ์สไตล์มอลล์เพื่อสุขภาพและความงาม

ลิ้น เปลี่ยนสี บอกได้ว่าคุณกำลัง เป็นโรค อะไร?
ผิดปกติ /  ลิ้น / 

แพทย์จีนเชื่อว่า การที่ร่างกายแสดงอาการผิดปกติ คือการส่งสัญญาณเตือนว่า ระบบภายในร่างกายกำลังมีปัญหา ดังเช่น การที่ ลิ้น มีสีหรือลักษณะที่ผิดปกติไปจากเดิม นั่นก็เป็นลักษณะที่บ่งบอกถึงความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้น และต่อไปนี้คือ อาการต่างๆ ที่อาจกำลังเกิดขึ้น เมื่อ ลิ้น มีลักษณะดังนี้ 1.ลิ้นมีสีขาดซีด บ่งบอกว่า ร่างกายกำลังประสบปัญหา โลหิตจาง หรืออาจมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารโดยไม่รู้ตัว 2. ลิ้นมีสีเขียวม่วง หมายความว่า ร่างกายกำลังขาดออกซิเจน หรือ อาจเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ หรือพบได้ในคนที่มีอาการตับวาย 3. ลิ้นเป็นฝ้าคล้ำ เกิดจากการสูบบุหรี่หนัก หรือการรับประทานยาปฎิชีวนะมากเกินไป ซึ่งไปทำลายแบคทีเรียที่ดีบนลิ้น 4. ลิ้นเป็นฝ้าขาว อาจพบในเด็กทารก คนแก่ หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดเชื้อราที่ลิ้น หรืออาจบ่งบอกว่า คุณเป็นคนที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากเรื้อรัง 5.ลิ้นแดงและมีอาการเจ็บ เกิดจากการขาดสารอาหาร พวกวิตามินบี1 จำพวก ธัญพืช ข้าวซ้อมมือ หรือ ถั่วต่างๆ 6. ลิ้นอักเสบ แดงและเจ็บ มีเลือดออกง่าย ร่วมกับบริเวณขอบลิ้นแตกร่องเป็นแผล เกิดจากการที่ขาดสารอาหารจำพวก วิตามินบี5 ที่พบให้อาหารจำพวก ถั่วลิสง งา อะโวคาโด แอปเปิ้ล 7.ทั่วลิ้นมีฝ้าขาว และมีจุดแดงๆ บนลิ้น รวมถึงมีไข้ด้วย บ่งบอกว่า คุณกำลังติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสบางชนิด และสำหรับ คนที่มีสุขภาพดี เลือดลมดี นั้น ลิ้น จะมีสีชมพู มีความชุ่มชื้นพอเหมาะ ไม่มีฝ้าขาวหรือเหลืองปะปนอยู่บนลิ้น เรียบเรียงโดย Health.mthai.com ข้อมูลจากนิตยสาร ชีวจิต

มะขามป้อม วิตามินซีสูงพร้อมสรรพคุณทางยาอีกเพียบ!
ข้อดีของมะขามป้อม /  ประโยชน์ของมะขามป้อม / 

มะขามป้อม มีวิตามินซีสูงมากที่สุดในบรรดาพืชทุกชนิดที่มีในโลก ในผลมีสารป้องกันการเกิดออกซิไดซ์วิตามินซี ทำให้วิตามินซีคงตัวอยู่ได้นาน ผลแห้ง เก็บไว้ในที่เย็น เช่น ในตู้เย็น นาน 365 วัน จะเสียวิตามินซีไปร้อยละ 20 ผล มะขามป้อม ดองในน้ำเกลือร้อยละ 8 นาน 20 วัน ความเข้มข้นของกรดเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 0.77 เป็นร้อยละ 1.44 วิตามินซีเสียไปประมาณร้อยละ 68 ดองในน้ำเกลือร้อยละ 10 ความเข้มข้นของกรดเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 0.63 เป็นร้อยละ 1.39 วิตามินซีเสียไปประมาณร้อยละ 72 นอกจากนี้ ในการดองจะมีพวกกรดทั้งชนิดระเหยและไม่ระเหยเพิ่มขึ้น ดองในน้ำเกลือร้อยละ 8 จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ดองในน้ำเกลือร้อยละ 10 ผล มะขามป้อม ที่ดองด้วยน้ำเกลือร้อยละ 8 มีกลิ่นของมันเองลดลง และมีกลิ่นหมักดีขึ้น ส่วนที่ดองด้วยน้ำเกลือร้อยละ 10 มีกลิ่นของมันเองลดลง ผลที่ดองมีสีน้ำตาลแดง เนื้อนุ่มขึ้น ผลพองตัวมีขนาดใหญ่ขึ้น และบางผลก็แตกออก มีรสเปรี้ยวๆ เค็มๆ ผลสดถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง (29-37 องศา-เซลเซียส) นาน 365 วัน จะเสียวิตามินซีไปร้อยละ 67 เนื้อผลตากแดดให้แห้ง จะเสียวิตามินซีไปประมาณร้อยละ 60 ถ้าทำให้แห้งที่อุณหภูมิห้อง จะเสียวิตามินซีไปไม่มากนัก เนื้อผลแห้งเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องจะเสียวิตามินซีไปร้อยละ 25 ในเวลา 2 สัปดาห์ เสียวิตามินซีไปร้อยละ 50 ในเวลา 4 สัปดาห์ และเสียไปร้อยละ 60 ในเวลา 48 สัปดาห์ น้ำคั้นจากผล ใส่ขวดเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องนาน 2 สัปดาห์ จะเสียวิตามินซีไปมากกว่าร้อยละ 50 แต่ถ้าเก็บในตู้เย็นนาน 9 สัปดาห์ จะเสียวิตามินซีไปน้อย กว่าร้อยละ 50 ในน้ำคั้นจากผลที่ใส่ขวดเก็บไว้ จะมี ความเป็นกรดเพิ่มขึ้นและมีความเป็นกรดคงที่ ที่ pH2 แต่อย่างไรก็ตาม ผล มะขามป้อม ยังมีสารในกลุ่ม แทนนินชื่อว่า emblicanins A และ B ที่มีฤทธิ์เป็นเช่นเดียวกับวิตามินซี แต่มีฤทธิ์แรงกว่าและไม่สลายตัวง่ายเช่นเดียวกับวิตามินซี สารดังกล่าวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง เพิ่มภูมิคุ้มกัน กำจัดพิษโลหะหนัก รักษาโรคลักปิดลักเปิด ทั้งยังช่วยเสริมฤทธิ์วิตามินซี ดังนั้น ท่านจึงไม่ต้องกังวลว่า การกิน มะขามป้อม แปรรูปหรือ มะขามป้อม แห้งจะไม่ได้ประโยชน์ มะขามป้อม สรรพคุณตามตำรับยาไทย แก้หวัด ผล มะขามป้อม มีสรรพ-คุณแก้หวัด แก้ไอได้ดี เป็นที่รู้กันในทุกประเทศที่มี มะขามป้อม จนปัจจุบันมีสิทธิบัตรจดในประเทศสหรัฐอเมริกาของตำรับยาที่มีส่วนผสมของ มะขามป้อมอยู่ระบุสรรพคุณในการแก้หวัด แก้ไข้ ซึ่งอาจเนื่องมาจากวิตามินซีหรือสาร ในกลุ่มแทนนิน อาการเป็นหวัด ไอ เจ็บคอ ปากคอแห้ง ให้ใช้ผลสด 15-30 ผล คั้นเอาน้ำ มาจากผล หรือต้มทั้งผลแล้วดื่ม แทนน้ำเป็นครั้งคราว ไข้จากเปลี่ยนอากาศ ใช้ มะขามป้อม สดตำคั้นน้ำดื่ม จะช่วยลดไข้ได้ ดื่มวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ช้อนชา น้ำคั้น มะขามป้อม เป็นยาเย็นช่วยลดความ ร้อน และระบายความร้อนออกจากร่างกาย โดยช่วยขับปัสสาวะและระบายท้อง ไอ เจ็บคอ เสมหะติดคอ ตามตำรายาไทยเชื่อว่าของที่มีรสเปรี้ยวทุกชนิดช่วยละลายเสมหะ และหมอยา พื้นบ้านเชื่อว่ารสเปรี้ยวที่ละลายเสมหะและบำรุงเสียงได้ดีที่สุดคือ มะขามป้อม ปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าใน มะขามป้อม มีสารที่ละลายน้ำได้มีฤทธิ์ละลายเสมหะ และที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรมีการพัฒนายาแก้ไอ มะขามป้อม ขึ้นทะเบียนยาเป็นยาแผนโบราณ เป็นที่นิยมของทั้งผู้ใช้ยาและแพทย์ โดยตำรับยาทำได้ง่ายๆ เพียงแต่นำ มะขามป้อม แห้งมาต้มแล้วแต่งรส มะขามป้อม ที่จะนำมากินแก้ไอ เจ็บคอ ควรเลือกลูกที่แก่จัดจนผิวออกเหลือง เมื่อมีอาการเป็นหวัด ไอ ให้นำ มะขามป้อม สดมาเคี้ยวอมกับเกลือทุกครั้งที่มีการไอ ถ้าไม่ไอแต่ยังมีไข้อยู่ก็ควรอม มะขามป้อม เพื่อให้ชุ่มคอและขับเสมหะ เป็นการป้องกันการไอได้ด้วย ละลายเสมหะ แก้การกระหายน้ำ ใช้ผลแก่จัด มีรสขม อมเปรี้ยว อมฝาด เมื่อกินแล้วจะรู้สึกชุ่มคอ ใช้สำหรับช่วยละลายเสมหะ กระตุ้นให้เกิดน้ำลาย จึงช่วยแก้การกระหายน้ำได้ดี หรือใช้ผลแห้งประมาณ 6-10 กรัม ถ้าใช้ผลสดประมาณ 10 กรัม ต้มกับน้ำดื่ม หรือคั้นเอาน้ำสำหรับดื่มขับเสมหะ หรือช่วยระบายของเสีย ให้ใช้ผลสด 5-15 ผล ต้มหรือคั้นน้ำมาดื่ม บำรุงเสียง มะขามป้อม สดสามารถช่วยบำรุงเสียงได้ เพราะเวลาอม มะขามป้อม จะทำให้ชุ่มคอ คอไม่แห้ง เสียงจะสดใส นักร้องสมัยก่อนมักจะเฉือนลูก มะขามป้อม ชิ้นหนึ่งมาอมไว้จนร้องเสร็จเพื่อป้องกันไม่ให้เสียงแห้ง บำรุงผม ผลแห้งของ มะขามป้อม มีสรรพคุณ เป็นสารชะล้างอ่อนๆ คนอินเดียนิยมนำมา ใช้ทำเป็นแชมพูสระผม คนอินเดียเชื่อว่า มะขามป้อม บำรุงผม ช่วยทำให้ผมดกดำและป้องกันผมหงอกก่อนวัย ป้องกันผมร่วง ในอินเดียมีการนำ มะขามป้อม มาทำเป็นน้ำมันบำรุงให้ผมดกดำ ป้องกันการหงอกก่อนวัย นำลูก มะขามป้อม มาฝานเป็นแว่นเล็กๆ ตากให้แห้งในที่ร่ม นำมาทอดในน้ำมันมะพร้าว ทอดจนเนื้อ มะขามป้อม ไหม้เกรียม แล้วกรองเก็บไว้ทาผมเป็นประจำ ยาน้ำมันนี้ ถ้าได้ เนื้อลูกสมอไทยและดอกชบาแดง ใส่ลงไปทอดด้วย จะทำให้น้ำมันมีสรรพคุณดียิ่งขึ้น ซึ่งตำรับนี้โรงพยาบาลเจ้าพระยา- อภัยภูเบศรได้พัฒนามาเป็นน้ำมันหมักผม มะขามป้อม สมอไทย และได้ใส่ดอกอัญชันลงไปแทนดอกชบา ซึ่งได้รับความนิยมสูงมาก วิธีทำก็ง่ายๆ ตามที่เขียนไว้ในสูตร น้ำแช่ลูก มะขามป้อม แห้งสามารถบำรุงผมได้ ขั้นตอนก็คือ นำลูก มะขามป้อม แห้ง 1 กำมือ แช่ในน้ำ 1 ขัน แช่ไว้ตลอดคืน เมื่อเวลาสระผมเสร็จแล้ว ให้เอาน้ำแช่ มะขามป้อม นี้ล้างเป็นน้ำสุดท้าย มีการศึกษาพบว่าสารใน มะขามป้อม ช่วยกระตุ้นการงอกของผม และมีการจดสิทธิบัตรส่วนผสมที่มี มะขามป้อม ที่ใช้กับเส้นผม บำรุงร่างกายให้แข็งแรง มะขามป้อม มีรสเปรี้ยว ฝาด ขม เช่นเดียวกับสมอไทย จึงสามารถ แก้โรคต่างๆ ได้มากเช่นเดียวกับสมอไทย ตำรายาอินเดียยกย่องมะ ขามป้อมไว้มากว่า เป็นผลไม้บำรุงร่างกายที่ดีมาก ตำราบางเล่มถึงกับกล่าวว่า ถ้าคนอินเดียไม่มองข้าม มะขามป้อม คือเอา มะขามป้อม มากินเป็นประจำวันละ 1 ลูก ทุกวัน เขาเชื่อว่าคนอินเดียจะมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงกว่านี้มากนัก ทั้งนี้เพราะ มะขามป้อม บำรุงอวัยวะแทบทุกส่วนของร่างกาย คือ บำรุงผม สมอง ดวงตา คอ หลอดลม ปอด หัวใจ กระเพาะ ลำไส้ ตับ ไต ตับอ่อน ผิวหนัง แก้น้ำเหลืองเสีย ปรับประจำเดือนให้มาปกติ บำรุงเลือด บำรุงกำลัง ช่วยลดความดันเลือดสูง ปัจจุบันมีการศึกษาพบประโยชน์มากมายของ มะขามป้อม ในการลดความดัน ลดน้ำตาลและลดไขมันในเลือด การกิน มะขามป้อม ช่วยควบคุม โรคเบาหวานทางอายุรเวท พบว่าการ ดื่มน้ำ มะขามป้อม คั้นสด 1 ช้อนโต๊ะ (15 ซีซี) กับน้ำมะระขี้นกคั้นสด 1 ถ้วย ทุกวันเป็นเวลาสองเดือนสามารถกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินและลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้ การกินยาตำรับนี้ต้องมีการควบคุม อาหารอย่างเข้มงวด และยาตำรับนี้ยังลดอาการแทรกซ้อนทางตาจากโรคเบาหวาน ลักปิดลักเปิด มะขามป้อม มีวิตามินซีสูงมาก และเป็นวิตามินซีธรรมชาติ ที่มีสรรพคุณดีกว่าวิตามินซีสังเคราะห์ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ทด-ลองให้คนกินยาเม็ดวิตามินซีกับกิน มะขามป้อม เปรียบเทียบกัน พบว่า วิตามินซีจาก มะขามป้อม ถูกดูดซึมเร็วกว่าวิตามินซีเม็ด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะใน มะขามป้อม มีสารอื่นๆ ที่ช่วยพาวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็ว มะขามป้อม ที่ผ่านการต้ม หรือตากแห้ง ทำให้วิตา-มินซีลดลง แต่ก็ยังเพียงพอที่จะใช้รักษาโรคลักปิดลักเปิดได้ ถ้าเก็บไว้ไม่เกิน 1 ปี กระหายน้ำ มะขามป้อม สดๆ เมื่อรู้สึกคอแห้ง กระหายน้ำจัด ถ้าดื่มน้ำมากกะทันหันจะทำ ให้จุกเสียดไม่สบายได้ ถ้าได้อม มะขามป้อม ก่อน อาการกระหายน้ำและคอแห้งอย่างแรงจะรู้สึกดีขึ้นทันที ไม่ทำให้ ดื่มน้ำมากไป เหมาะแก่การเดินทางไกล วิ่งมาราธอน เวลาอมก็ใช้ฟันกัดลูก มะขามป้อม ให้พอมีน้ำซึมออก มา แล้วดูดลงคอไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมด ท้องผูก คนที่ท้องผูกประจำ ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม ถ้าได้กิน มะขามป้อม แล้วอาการท้องผูกจะหายไป เนื่องจาก มะขามป้อม มีรสฝาด จะทำให้กินยากไปสักหน่อย ควรปรุงรสให้อร่อย ด้วยการนำ มะขามป้อม มาผ่าแคะเม็ดออก (กินแต่เนื้อ) ประมาณ 10 ลูก ใส่พริก เกลือ น้ำตาล ตำพอแหลก กินต่างผลไม้ แต่ควรกินก่อนนอนหรือตอนตื่นนอนใหม่ๆ ในขณะที่ท้องว่าง วิธีลดความฝาดของ มะขามป้อม ก็คือแช่น้ำเกลือ มีขั้นตอนดังนี้ ล้าง มะขามป้อม ให้สะอาด ลวกด้วยน้ำร้อน และนำไปแช่ในน้ำเกลือที่เค็มจัด แช่ไว้สัก 2 วัน รสฝาดก็จะลดลง ยิ่งแช่นานรสฝาดก็ยิ่งหมดไป ไข้ทับระดู นำ มะขามป้อม แห้งจำนวนเท่ากับอายุของผู้ป่วย ลูกสมอไทยแห้งจำนวนเท่า กับอายุของผู้ป่วย ใบมะกาแห้ง 1 กำมือ เกลือนิดหน่อย ใส่น้ำท่วมยา ต้มให้เดือดนาน 15 นาที ในวันแรกที่กินให้กินเว้นระยะห่างทุก 4-6 ชั่วโมง ครั้งละ 1 แก้ว วัน ต่อมาให้กินวันละ 2 ครั้งครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น กิน 3 วันหาย หลังจากกินยาไปแล้ว 12 ชั่วโมงอาการจะดีขึ้น คืออาการปวดหัวเมื่อยตัว ปวดท้อง ทุเลาลง คันจากเชื้อรา ใช้ราก มะขามป้อม สับเป็นชิ้นเล็กๆ พอประมาณ ต้มให้เดือดนาน 15 นาที นำมาทาบริเวณที่มีเชื้อรา วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หลังจากทาแล้วประมาณ 2-3 ชั่วโมงอาการคันจะค่อยๆ ลดลง และจะค่อยๆ หายไปภายใน 7 สัปดาห์ น้ำกัดเท้า-ฮังกล้า น้ำกัดเท้า หรือที่ชาวอีสานเรียกกันว่า "ฮังกล้า" เกิดจากการถอน ต้นกล้าแล้วเอารากกล้าฟาดตีกับข้อเท้าให้ดินโคลนหลุดออกจากรากกล้า ต่อมาเท้าเกิดโรคตุ่มคันขึ้น จะมีอาการคันมาก ยิ่งเกาก็ยิ่งแตกทั่วรอบข้อเท้า ภาคอีสานเป็นกันมาก บางคนก็เรียกว่า "เกลียดน้ำ" ให้ใช้เปลือก ต้น มะขามป้อม ตำให้ละเอียด ผสมน้ำพอเปียกชะโลมให้ทั่ว รักษาได้ ถ้าเกามากจนหนังถลอก น้ำเหลืองไหล ปวดแสบปวดร้อน คือโรคเป็นหนักแล้ว ให้เอาลูก มะขามป้อม แก่ๆ สดๆ มาใส่ในโพรงเหล็กผาลไถนา ใส่น้ำให้เต็มโพรงเหล็กผาลนั้น ตั้งไฟจนมะข้ามป้อมเละ และมีสีดำเหนียว เมื่อเอามาทาแล้วยาจะแห้งเข้าจนดำหมดทั้งหลังเท้าที่แตกเป็นน้ำเหลืองไหล แผลนั้นจะค่อยๆ หายไปจนเป็นปกติ นอกจากนี้แล้วก่อนลงนาหรือหลังจากขึ้นมาจากนา ชาวนาสมัยก่อนนิยมนำเปลือกต้น มะขามป้อม มาแช่เท้าเพื่อฆ่าเชื้อโรคและความฝาดของเปลือก มะขามป้อม ยังช่วยตะกอนโปรตีนทำให้ผิวหนังของเท้าและข้อเท้าหนาขึ้น ทนทานต่อการเกิดน้ำกัดเท้ามากยิ่งขึ้น บิด ถ่ายเป็นบิด ใช้เปลือกต้น มะขามป้อม ต้มใส่ข้าวเปลือกเจ้าดื่มต่างน้ำ ตำราอินเดียบอกว่า ลูก มะขามป้อม ใช้แก้ท้องเสียและบิดได้ดี ด้วย การนำ มะขามป้อม สด 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 3-4 แก้ว ต้มให้เดือดนาน 10-20 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ทุกครั้งที่ถ่าย หรือดื่มทุก 2-4 ชั่วโมง ใบมะขามป้อมมีสรรพคุณแก้บิดและท้องเสียได้เช่นกัน นำใบตำให้ละเอียด ดื่มครั้งละ 1 ช้อนชา ทุก 2-4 ชั่วโมง ถ้าจะให้ดื่มง่ายควรผสมน้ำผึ้งเพื่อให้มีรสชาติกลมกล่อม ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย นำลูก มะขามป้อม แห้ง 3-5 ลูก แช่ในน้ำ 1 แก้ว ตลอดคืน ตื่นเช้าดื่มทั้งน้ำและกินเนื้อทุกวันจนกว่าอาการจะหาย มะขามป้อม ยังแก้กระเพาะอาหารอักเสบและโรคกระเพาะอาหาร มีกรดมากเกินไปได้ด้วย ถ้าจะใช้แก้กระเพาะอาหารอักเสบ ให้กินผงลูก มะขามป้อม  วันละ 4 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ช้อนชา ก่อนอาหารและก่อนนอน หลอดลมอักเสบ กระเพาะอาหารอักเสบ ใช้รากแห้ง 15-30 กรัมต้มกับน้ำ ดื่มแทนน้ำอย่างน้อยวันละ 3-4 ครั้ง แก้น้ำเหลืองเสีย คนที่มีน้ำเหลืองเสีย คือคน ที่เป็นแผลแล้วหายช้า แผลมีน้ำเหลืองไหลมาก หรือผิวหนังถูกอะไร นิดหน่อยก็คันแล้ว หรืออยู่ดีๆ คันทั่วตัว ในคนที่มีน้ำเหลืองเสียควรกิน มะข้ามป้อม 1 ลูก หลังอาหารเป็นประจำทุกวัน แก้ผิวหนังอักเสบ เป็นผื่นคัน ใช้ใบสด ปริมาณพอเหมาะ ต้มกับน้ำปริมาณหนึ่งเท่าตัว ใช้อาบหรือ ชะล้างส่วนที่เป็น ให้ทำบ่อยๆ อย่างต่อเนื่องก็จะช่วยให้ผิวหนังดีขึ้น ขับพยาธิ ใช้น้ำคั้นลูก มะขามป้อม 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำกะทิมะพร้าว 1 ถ้วย ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ติดต่อกัน 1 สัปดาห์ ขับพยาธิตัวตืด และพยาธิปากขอ หิด ผื่นคัน นำเมล็ดในลูก มะขามป้อม มาเผาจนเป็นถ่าน บดให้ละเอียด ผสมด้วยน้ำมันพืช พอให้ยาเหลว ข้น ทาวันละ 2-3 ครั้ง น้ำมันนี้ใช้ทาดับพิษน้ำร้อนลวก และใช้รักษาแผลได้ด้วย แก้ปวดฟัน แก้ปวดฟัน ใช้ปมกิ่งก้านต้มกับน้ำ ใช้อมและบ้วนปาก บ่อยๆ จะบรรเทาอาการปวดฟัน ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 309 มกราคม 2548 นักเขียนหมอชาวบ้าน: ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร 

แพ้ ยาแก้อักเสบ ทำให้เมาได้จริงหรือ?
ชาดำ /  สารตกค้าง / 

จากข่าวบันเทิงที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นข่าวของดาราชาย โฬม พัชฏะ ที่ไปออกงานอีเว้นท์งานหนึ่ง โดยระหว่างที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ หนุ่มโฬมก็มีอาการแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด อาทิ พูดเสียงสูง, พูดกระดกลิ้นรัว, ตาปรือ, หน้าซีด, ยืนไม่นิ่ง และมีท่าทางประกอบการพูดที่ผิดกับปกติไปมาก คล้ายคนที่มีอาการมึนเมา ทั้งนี้ทางผู้จัดการส่วนตัวของหนุ่ม โฬม พัชฏะ เผยเป็นอาการจากการเบลอและแพ้ยาแก้อักเสบที่กินเข้าไปก่อนที่จะมาร่วมงานดังกล่าว ซึ่งทำให้หลายคนสงสัยว่า การแพ้ ยาแก้อักเสบ จะทำให้เกิดอาการเบลอ มึนเมา ได้เช่นนี้หรือ? วันนี้เราเลยนำความรู้เกี่ยวกับ ยาแก้อักเสบ มาฝากกันค่ะ ไปดูกันเลยดีกว่า อย่างแรกเลยเราต้องทำความเข้าใจกันใหม่เสียก่อน เนื่องจากคนไทยมักชอบเรียกชื่อยาแบบผิดๆ ซึ่งมักเรียกยาปฏิชีวนะว่า "ยาแก้อักเสบ" ซึ่งเป็นการเรียกที่ไม่ถูกต้อง โดยยาปฏิชีวนะ และ ยาแก้อักเสบ แตกต่างกัน และใช้รักษาอาการป่วยที่ต่างกันด้วย โดยสรุปได้ง่ายๆดังนี้ ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin Antibiotics) อะมอกซิซิลลิน (Amoxycillin) เตตราไซคลีน (Tetracyclines) ซึ่งไม่มีฤทธิ์แก้ปวด หรือลดการอักเสบ ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส ใช้รักษาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น! เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นหนอง ยาแก้อักเสบ (NSAIDs ย่อมาจาก Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs) เป็นยาที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ แก้ปวด ลดไข้ เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน ซึ่งไม่มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียและไวรัส ใช้บรรเทาอาการปวด อาการอักเสบ เช่น ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ อาการเคล็ดขัดยอก เส้นเอ็นอักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ หากแพ้ยาปฏิชีวนะ และ ยาแก้อักเสบ จะมีอาการอย่างไร? อาการของคนแพ้ ยาปฏิชีวนะ พบบ่อย : อึดอัดในท้อง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ลำไส้ใหญ่อักเสบ มีอาการท้องเป็นตะคริวและท้องเดินอย่างรุนแรง ท้องเดินไม่หยุดจนกระทั่งอาจถ่ายเป็นเลือด ปากระบม ลิ้นเป็นฝ้า โลหิตจาง เลือดออกง่ายผิดปกติ จำนวนเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวลดต่ำ ติดเชื้อราในช่องปากและทวารหนัก พบได้น้อย : ระคายช่องคลอด เบื่ออาหาร คันนัยน์ตา และรู้สึกร้อนวูบวาบ พบได้น้อยมาก : ผิวหนังหรือตาขาวเป็นสีเหลือง อาการของคนแพ้ ยาแก้อักเสบ อาการแพ้แบบอันตราย ควรหยุดยาทันทีและปรึกษาแพทย์ในกรณีที่พบอาการดังต่อไปนี้ มีอาการแน่หน้าอก อ่อนแรง หายใจเหนื่อยหอบ อาการเตือนของสมองขาดเลือด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจาระดำ ไอเสมหะมีเลือดปน อาเจียนดำเหมือนน้ำโค๊ก บวมเท้า หรือน้ำหนักขึ้นมาก ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ คลื่นไส้อาเจียน แน่นชายโครง เบื่ออาหาร ปัสสาวะเข้ม อุจาระซีด ตัวเหลืองตาเหลือง มีผื่น เลือดออกง่ายกล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดอาการแพ้ชนิดรุนแรงได้แก่ ไข้ เจ็บคอ บวมใบหน้าหนังตา ผื่นลอกตามผิวหนัง ได้ Steven Johnson's syndrome,Erythema multiforme  ผลข้างเคียงจากยาที่พบโดยทั่วไป ระคายต่อกระเพาะ หากรับประทานขนาดยาไม่สูงและรับช่วงสั้นๆอาจจะมีอาการแน่นท้อง เสียดท้อง หากรับประทานยาในขนาดสูงและติดต่อกันเป็นเวลานานก็อาจจะทำให้เกิดโรคกระเพาะ และมีเลือดออกได้ ตับอักเสบ หากรับประทานยากลุ่มนี้ในขนาดสูงเป็นระยะเวลานาน ไต การใช้ยากลุ่มนี้แม้ว่าในระยะสั้นก็อาจจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และมีปัญหากับไต ดังนั้นคงต้องติดตามความดันและการทำงานของไต หูอื้อ พบมากในผู้ที่รับประทานยาในขนาดสูง มึนงง เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล เจ็บคอ ผื่นคันเล็กน้อย ได้รู้จักยาปฏิชีวนะและ ยาแก้อักเสบ รวมถึงอาการแพ้ยากันไปแล้วนะคะ ส่วนในกรณีของหนุ่ม โฬม พัชฏะ เอง เราก็ไม่ทราบว่าได้รับประทานยาตัวไหนไปเข้าไป และแพ้ยาตัวไหน เพราะผู้จัดการได้ออกมาบอกแค่ว่า ยาแก้อักเสบ เอาเป็นว่าหากเราป่วย ก็ควรพักผ่อน หาหมอและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีของตัวเองนะคะ แล้วอย่าลืมสังเกตตัวเองด้วยว่า แพ้ยาตัวไหนหรือเปล่า? ขอบคุณข้อมูลจาก : www.siamhealth.net www.vcharkarn.com Rational Drug Use (Facebook) เรียบเรียงโดย : health.mthai.com สปิริต โฬม เบลอยาแก้อักเสบ ยังไม่ทิ้งงาน ------------------------------------------------------------------------------------------------------

รู้ไว้ซะ! อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรแช่ตู้เย็น
ตู้เย็น

นิสัยคนเราเวลาจ่ายตลาดชอบซื้อของไว้เยอะๆ มาทำอาหารแล้วเหลือ คิดอะไรไม่ออกก็ยัดใส่ไว้ในตู้เย็นไว้ก่อน พอจะออกมาทำอาหารก็เน่าเสียแล้ว หรือบ้างคนแช่ลืมไว้ข้ามเดือนข้ามปี วันนี้เราจะมาเสนอ อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรแช่ตู้เย็น ต้องรู้ไว้ซ่ะอาหารปลอดภัยแถมทำให้ตู้เย็นของเราสะอาดขึ้นด้วย อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรแช่ตู้เย็น 1. โหระพา ห้ามแช่เด็ดขาด เพราะโหระพาจะคายน้ำแล้วดูดซับกลิ่นอาหารอื่นที่ไม่พึงประสงค์ทั้งหมดได้ตู้เย็นกลับเข้าไปแทน ไม่เหมาะอย่างยิ่งจะนำโหรพาที่แช่ตู้มาทำอาหาร แต่ถ้าแช่เพื่อดูดกลิ่นน่าจะเวิร์คกว่านะ 2.แตงโม เชื่อว่าหลายคนรวมถึงตัวแอดมินเองก็ทำเช่นกัน เมื่อผ่าแตงโมไว้ครึ่งหนึ่งแช่ตู้เย็นเก็บไว้ แต่ในเรื่องของประโยช์ในแตงโมเมื่อนำเข้าตู้เย็น สารอนุมูลอิสระจะหายไป แต่ข้อนี้อาจจะยกให้ เพราะเราๆ ชอบกินแตงโมเย็นๆ หวานชื่นใจ แต่อย่าแช่ลืมไว้นานนะ 3.กาแฟ ในเรื่องของการนำกาแฟไปแช่ตู้เย็นเป็นวิธีการดูดกลิ่นตู้เย็นที่ใครหลายคนก็รู้กันอยู่แล้ว แต่ถ้าแช่ทั้งใช้ไว้ชงทานและดูดกลิ่นไปในตัว ไม่แนะนำค่ะ นอกจากผงกาแฟหรือเมล็ดกาแฟจะดูดสิ่งสกปรกมาแล้วแถมให้รสชาติของกาแฟเปลี่ยนและเสียรสชาติ 4.มะเขือเทศ จากมะเขือเทศลูกสีแดงสด เมื่อเจอความเย็นของตู้เย็นไปเท่านั้นแหละ ความเต่งตึงของผิวมะเขือเทศก็จะเหี่ยวลง และรสชาติก็เปลี่ยนไปจากเดิม 5.กระเทียม เมื่อนำไปแช่ตู้เย็นจะขึ้นราและงอกเป็นต้น มีใครบ้างอยากปลูกกระเทียมไว้ในตู้เย็นแถมเชื้อราอีกต่างหาก สำหรับกระเทียมนี้ห้ามเด็ดขาดการเก็บที่ถูกต้องถ้ากระเทียมที่ซื้อมาเป็นหัวต้องแขวนไว้ในห้องครัวที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกไม่ให้โดนแสงแดด หรือ ถ้าเป็นกระเทียมที่ซื้อมาแบบกลีบ ให้ตัดหัวตัดท้ายลอกเอาเปลือกชั้นนอกออกมาบ้างส่วนแล้วเก็บไว้ในที่แห้ง ในตะกร้าที่อากาศถ่ายเท 6.ขนมปัง แน่นอนว่าความฟูและนุ่มของแป้งขนมปัง เมื่อโดนความเย็นเข้าก็จะทำให้แข็งตัว ทานกับอะไรก็หมดความอร่อยลงไปทันที 7.น้ำผึ้ง ใครเคยพลาดไปแช่ตู้เย็นบ้าง ถ้าใครเคยก็จะรู้ว่า น้ำผึ้งเวลาแช่ตู้เย็นมันจะจับตัวเป็นก้อนและตกผลึก แยกเป็น 2 เลเยอร์ เหมือนน้ำมันกับน้ำเลยค่ะ เมื่อเข้าตู้เย็นแล้วจะนำออกมาตั้งให้หายเย็นมันก็ไม่กลับมาเหมือนเดิมน้ำผึ้งแท้มันอยู่ได้ด้วยตัวมันเองไม่เสียแน่นอน เลิกพึ่งตู้เย็นไปได้เลย 8.หอมหัวใหญ่ ห้ามนำของฉุนอย่างกระเทียมและหอมหัวใหญ่โดนความเย็นเด็ดขาดจะทำให้ขึ้นราได้ง่ายๆ และยิ่งถ้าเป็นหัวหอมเนื้อบางๆ เมื่อเข้าตู้เย็นจะเละทันที 9.มันฝรั่ง เมื่อนำเข้าตู้เย็นทำให้อรรถรสในการกินมันฝรั่งลดลง เนื่องจากจะทำให้มันฝรั่งเนื้อหยาบแล้วรสชาติยังเปลี่ยนไปจากเดิมกลายเป็นไม่อร่อยและมีรสชาติตุๆ 10 เหล้า ไม่ถือว่าเป็นอาหารแต่ก็เป็นเรื่องที่ควรรู้ไว้สำหรับคนที่ชอบดื่มเป็นประจำที่บ้าน ดื่มไม่หมดก็ปิดฝาวางไว้ให้เป็นอุณภูมิของห้องนั่นแหละดีแล้ว อย่าทะลึ่งไปแช่เด็ดขาดมันจะทำให้รสชาติเหล้าเปลี่ยน เสียบรรยากาศที่สร้างไว้หมด ที่มาจาก BuzzFeedBlue เรียบเรียงโดย food MThai

ระวัง! สารตกค้าง ในผักผลไม้
ดูแลเท้า /  ทำความสะอาดเท้า / 

‘ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง’ หลายคนคงเคยได้ยินข้อความรณรงค์ให้คนไทยหันมากิน ผัก ผลไม้ควบคู่กับอาหารชนิดอื่นๆ กินให้ครบทุกมื้อ และให้ได้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม แต่ปัจจุบันกลับพบว่า ผักและผลไม้ที่มีคุณค่าต่อร่างกาย กลับมีสารเคมีตกค้างเกินปริมาณที่กำหนดไว้ … หากเป็นอย่างนี้แล้ว ผู้บริโภคควรทำอย่างไร? ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงาน เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN : Thailand Pesticide Alert Network) ให้ข้อมูลว่า จากการสุ่มตรวจผัก ผลไม้ 10 ชนิด คือคะน้า ถั่วฝักยาว พริกจินดา ผักชี กะเพรา ส้มไทย ส้มจีน แอปเปิล ฝรั่ง แตงโม และสตรอเบอร์รี่ ตรวจพบสารเคมี 4 กลุ่ม ตกค้างในผักผลไม้ 10 ชนิด คือมี กลุ่มคาร์บาเมท ซึ่งมีสารอันตรายร้ายแรงอย่างคาร์โบฟูแรน กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ออกาโนคลอรีน ไพรีทรอยด์ ซึ่งทั้งหมดเป็นสารเคมีกำจัดแมลง ส่วนอีกกลุ่มเป็นสารป้องกันเชื้อราและโรคพืช คือ คาร์เบนดาซิม  ซึ่งเพิ่มการตรวจเฉพาะใน ส้ม แอปเปิล และสตรอเบอร์รี่ “ก่อนการตรวจสอบคิดว่า สารคาร์เบนดาซิม อาจมีตกค้างบ้าง แต่อาจเพราะไม่เคยมีการตรวจสอบมาก่อน เมื่อได้ตรวจจริงๆ จึงพบว่าการตกค้างเยอะกว่าค่า MRLs ค่อนข้างมาก ถ้าหากมีการสะสมในระยะยาวก็เป็นอันตรายหมด เพียงแต่เป้าหมายในการก่อโรคเรื้อรังแตกต่างกัน” ปรกชล อธิบายเพิ่มเติม ค่า MRLs คืออะไร? MRLs หรือ Maximum Residue Limits  คือ ระดับปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดในอาหาร ที่ยอมรับให้มีได้ที่พบในอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ จะแสดง ค่า MRLs เป็นหน่วย มิลลิกรัม (มก.) ของสารพิษตกค้างต่อกิโลกรัม (กก.) ของผลิตภัณฑ์อาหาร โดยในประเทศไทย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จะเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดการจัดตั้งค่ามาตรฐานสารพิษตกค้างในพืชผลเกษตร ‘ผัก ผลไม้ในห้าง สารตกค้าง มากกว่า ตลาดสด’ ปรกชล บอกเล่าถึงการสุ่มตรวจผักผลไม้ว่า การสุ่มตรวจผัก ผลไม้ทั้ง 10 ชนิด จะแบ่งตรวจในห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีทั้งผักที่รับรองมาตรฐานและไม่ได้รับรองมาตรฐาน Q หรือ เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ส่วนตลาดจะมีทั้งตลาดค้าส่งและตลาดสดทั่วไป โดยจะสุ่มตรวจใน 5 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ซึ่งตรวจทั้งในห้างและตลาดสด ส่วนขอนแก่น ยโสธร และสงขลา จะตรวจในตลาดสดอย่างเดียว และผลการสุ่มตรวจส่วนใหญ่พบว่า ในห้างมีสารเคมีตกค้างเกินค่ามาตรฐานมากกว่าตลาดสด สำหรับผัก ผลไม้ที่พบว่ามีค่า MRLs ตกค้างเกินมาตรฐานสูงสุด คือ ส้มสายน้ำผึ้ง พบสารเคมีตกค้าง 100%  ฝรั่ง 69.2% แอปเปิล 58 % คะน้า 54% สตรอเบอร์รี่ ส้มจีน กะเพรา ชนิดละ 50% ถั่วฝักยาว 42.8% ผักชี 36 % แตงโม15% และพริกจินดา 8.3% เนื่องจากผัก ผลไม้ทั้ง 10 ชนิด ที่สุ่มตรวจเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ทำให้เกิดความต้องการบริโภคสูงขึ้น กระบวนการผลิตจึงต้องรวบรัดเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคนั่นเอง และจากการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่พบว่า ผักในห้างมี สารตกค้าง เยอะกว่าตลาดสด เนื่องจากเมื่อส่งผัก ผลไม้ขึ้นห้างสรรพสินค้า ความกังวลเรื่องการตลาดจะไม่มี เพราะสามารถขายได้ราคาสูง และผักที่อยู่ในห้างต้องมีลักษณะสวย ไม่มีรอยกัดกินของแมลง ทำให้การกำจัดแมลงทำได้อย่างเต็มที่ ปรกชล บอกอีกว่า หลักจากที่มีการตรวจสอบ ทางเครือข่ายฯ ได้พูดคุยกับห้างสรรพสินค้า ตลาดสด ผู้ค้าปลีก และหน่วยงานภาครัฐ เกี่ยวกับการแก้ปัญหา เนื่องจากการตกค้างของสารเคมีในผัก ผลไม้มีค่าเฉลี่ย เกินมาตรฐานมากถึง 46.6% จึงต้องได้รับการควบคุมโดยด่วน ส่วนด้านผู้ประกอบการรับทราบปัญหาและพยายามกำชับให้ตัวแทนรับส่งสินค้า หรือทางพ่อค้าคนกลางบอกต่อไปยังด้านเกษตรกร ให้ลดปริมาณการใช้สารเคมี และสร้างความร่วมมือผลักดันการกำหนดค่า MRLs ที่คุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น ‘ผู้บริโภคต้องเปลี่ยนพฤติกรรมและตื่นตัว’ ‘จริงๆ แล้วผู้บริโภคเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดสิทธิ์ หากเราสนใจแหล่งที่มาของผักและผลไม้ การให้ความสำคัญเรื่องสารเคมีตกค้าง หรือการส่งเสริมให้เกิดการผลิตผัก ผลไม้แบบปลอดภัยมากขึ้น โดยการเลือกซื้อผัก ผลไม้ที่ปลอดสารเคมี การเลือกบริโภคผักจากการเกษตรในรูปแบบอื่นๆ อย่างเกษตรอินทรีย์หรือกินผัก ผลไม้ที่ตรงตามฤดูกาล ก็เป็นการลดการผลิตนอกฤดูกาล ลดการควบคุมโรคแมลงและการใช้สารเคมีต่างๆ’ ปรกชล เสนอแนะ นอกจากนี้ ยังทิ้งท้ายไว้ว่า การทำความสะอาด ผักผลไม้ โดยการล้างด้วยน้ำสะอาด สามารถลดได้บางส่วนสำหรับสารเคมีที่ไม่ดูดซึม แต่สารเคมีที่มีการดูดซึมในเนื้อเยื่อ ก็ไม่สามารถล้างออกได้ เราจึงต้องเปลี่ยนแปลงที่ขั้นตอนการผลิต เกษตรกรต้องไม่มีการใช้สารเคมีประเภทดูดซึม หรือใช้แล้วควรเว้นระยะเก็บเกี่ยวเพื่อให้สารเคมีสลายไป ประเทศไทยมีการใช้สารเคมี 400 กว่าชนิด สารตกค้าง ที่มีสารเคมีดูดซึมในเนื้อเยื่อปนอยู่ถึง 51 % เราเองในฐานะผู้บริโภคควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ ผู้บริโภคสามารถสนับสนุนเกษตรทางเลือก การเกษตรปลอดสารพิษ รวมทั้งการรู้จักตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้บริโภค ก็จะช่วยให้สังคมตื่นตัว หันมาสนใจ และทำให้หน่วยงานภาครัฐ ผู้ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ พร้อมกับร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ขอบคุณที่มาจาก : พิมพ์ชนก ศรเพชร Team Content www.thaihealth.or.th

10 เคล็ดลับการทำความสะอาด ที่จะทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น
วิธีทำความสะอาดบ้าน

ถ้าพูดถึงเรื่องของการทำความสะอาดบ้าน เราเชื่อว่าหลายๆ บ้านคงประสบกับปัญหาเดียวกันคือ ไม่ค่อยมีเวลาที่จะทำความสะอาดบ้านเพราะด้วยเวลาที่จำกัดในแต่ละวัน ทำงานกลับบ้านมาก็ค่ำ หมดวันไปแล้ว หรือถ้าจะมาดูแลทำความสะอาดในวันหยุด ก็สุดแสนจะขี้เกียจ เพราะการทำงานบ้านในแต่ละครั้งต้องใช้เวลาเรียกว่าทั้งวันก็ว่าได้ แต่ถ้ามี เคล็ดลับการทำความสะอาดบ้าน ให้ง่ายขึ้นก็คงดี เพราะจะช่วยให้ใช้เวลาในการทำความสะอาดน้อยลงวันนี้ Decor.MThai จึงได้นำ 10 เคล็ดลับการทำความสะอาดบ้าน ที่จะทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ 10 เคล็ดลับการทำความสะอาดบ้าน ที่จะทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น 1. การทำความสะอาดขอบหน้าต่าง ขอบประตู การทำความสะอาดขอบหน้าต่าง ขอบประตู : ใช้ไม้พันสำลี ชุบน้ำส้มสายชู แล้วเช็ดบริเวณที่ฝุ่นเกาะ จากนั้นก็ใช้กระดาษทิชชู่ เช็ดให้สะอาดอีกทีค่ะ น้ำส้มสายชูจะช่วยให้คราบสกปรกหลุดออกง่ายขึ้น 2. ทำความสะอาดร่องยาแนว ทำความสะอาดร่องยาแนว : น้ำยาล้างห้องน้ำ ผสมกับน้ำส้มสายชู แล้วใช้แปรงจุ่มลงไปในน้ำยาที่เราผสม จากนั้นใช้แปรงขัดบริเวณลอยต่อของกระเบื้อง หรือที่เรียกกันร่องยาแนว แล้วก็ใช้ฟองน้ำเช็ดออก (ต้องใส่ถุงมือ) แค่นี้ร่องยาแนวของคุณก็จะไม่ดำเป็นเชื้อราอีกต่อไป 3. วิธีทำความสะอาดที่นอน วิธีทำความสะอาดที่นอน : วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกเลยค่ะ แต่ถ้าต้องการทำความสะอาดฟูกนอนที่เป็นคราบ ให้ใช้สเปรย์มะนาวฉีดไปที่คราบบนที่นอน ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วใช้ผ้าซับๆ บริเวณที่เป็นรอยแค่นี้รอยก็จะจางหายไป 4. การดูแลชักโครก การดูแลชักโครก : ในส่วนของชักโครกส่วนที่ดูแลยากที่สุดก็คือส่วนด้านใต้ฝาปิด ถึงจะเป็นส่วนที่ไม่มีใครเห็นแต่ก็มีผลทำให้เกิดคราบสกปรก และนำให้สุขอนามัยไม่ดีได้นะคะ วิธีทำความสะอาดก็ง่ายๆ แค่ใช้แปรงล้างชักโครกชุบน้ำส้มสายชูถูๆ ให้รอบ แล้วใช้น้ำฉีดไปตรงบริเวณนั้น จากนั้นใช้ผ้าสะอาดเช็ดๆ คราบออกอีกทีค่ะ 5. วิธีทำความสะอาดพื้นไม้ วิธีทำความสะอาดพื้น : เทน้ำส้มสายชูลงไปในขวดสเปรย์ 1/4 ของขวดจากนั้นหยดจากนั้นหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะนาวลงไป 3-8 หยด แล้วเติมน้ำลงไป เขย่าเบาๆ ให้เข้ากัน จากนั้นก็ฉีดสเปรย์ลงไปที่พื้นแล้วใช้ผ้าเช็ดให้สะอาดค่ะ 6. วิธีการทำความสะอาดมู่ลี่ วิธีการทำความสะอาดมู่ลี่ : ใช้น้ำส้มสายชูผสมกับน้ำให้เท่าๆ กัน จากนั้นใส้ผ้าชุบลงไปแล้วเช็ดทำความสะอาดค่ะ 7. วิธีทำความสะอาดแป้นพิมพ์ วิธีทำความสะอาดแป้นพิมพ์ : วิธีง่ายที่สุดคือใช้ Post it มาใช้ทำความสะอาดก็เป็นวิธีที่ง่ายแสนง่าย ดูวิธีเพิ่มเติมที่ http://tech.mthai.com/tips-technic/43988.html 8. วิธีทำความสะอาดโคมไฟ พัดลมเพดาน วิธีทำความสะอาดโคมไฟ พัดลมเพดาน : ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดฝุ่นออก แล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดให้สะอาดอีกทีค่ะ 9. ลอยแตกของหนังโซฟา ลอยแตกของหนังโซฟา : ลอยแตกที่เกิดจากการนั่ง การน้ำ ลอยขีดขวนต่างๆ แก้ง่ายๆ โดยใช้ผ้าป้ายแว็กซี่แล้วขัดลงไปตรงลอยที่แตก แค่นี้เราก็จะได้โซฟาใหม่เอี่ยมกับมาอีกครั้งค่ะ 10. วิธีทำความสะอาดพรม วิธีทำความสะอาดพรม : ถ้าจะแค่ทำความสะอาดฝุ่นบนพรม ก็สามารถใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกได้เลยค่ะ แต่ถ้าพรมมีคราบสกปรกให้ใช้แป้งข้าวโพดโรยบนรอยเปื้อนทิ้งไว้ 10 นาที จากนั้นใช้น้ำยาล้างจานหนึ่งช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น และใช้น้ำส้มสายชูหนึ่งช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่นเช่นกัน แล้วก็ใช้ผ้าขาวชุบน้ำส้มสายชู และและน้ำยาล้างจาน ชุปให้เปี๊ยกๆ แล้ววางไว้ ใช้แปรงหรือฟองน้ำ ขัด ถู จนกระทั่งของเหลวทั้งหมดค่อยๆ แห้ง สุดท้ายใช้ฟองน้ำเช็ดออก ลอยคราบที่พรมก็จะหายไป เป็นไงคะ 10 เคล็ดลับดีๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ให้เพื่อนๆ กันได้ไม่มากก็น้อยนะคะ การทำความสะอาดแบบมีเทคนิคช่วยให้ประหยัดเวลาในการทำความสะอาดบ้านไปได้เยอะเลยจริงๆ ค่ะ