เชื้อรา

กิน เห็ด อย่างไร? ให้เป็นยา
ประโยชน์ของเห็ด /  เห็ด / 

คะเนกันว่าบนโลกนี้มี เห็ด มากกว่าหนึ่งแสนชนิด แต่ที่มนุษย์รู้จักมีเพียงร้อยละสิบ และมีอยู่ 6 ชนิดที่โดดเด่นด้วยสรรพคุณทางยา จนได้รับการขนานนามว่า “เห็ดทางการแพทย์” เห็ดทางการแพทย์ หรือ Medicinal Mushrooms เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ได้เห็นและได้ยินบ่อยมากในระยะนี้ มันคืออะไร เห็ด สายพันธุ์ใหม่หรือผลิตภัณฑ์ใหม่จาก เห็ด กันแน่ หลังตกอยู่ในสภาวะคาใจได้ไม่นาน ความสงสัยก็ผลักดันให้ต้องระเห็จฝ่าน้ำท่วมไปหาข้อมูลมาฝากกันเช่นเคย เป็นที่มาของบทความในมือคุณขณะนี้นั่นเอง ไม่ใช่พืช ไม่ใช่สัตว์ หากแต่เป็น “เห็ด” เห็ด คือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่ทั้งพืชและสัตว์ แต่ประกอบไปด้วยสามทหารเสือ อันได้แก่ เห็ด รา และยีสต์ มีหน้าที่ตามธรรมชาติในการย่อยสลายสารอินทรีย์ ข้อดีที่เห็นชัดเจนคือเป็นตัวบ่งชี้ความบูดเน่าของอาหาร หรือเป็นหลักฐานแสดงความเก่าเก็บแก่ข้าวของ มนุษย์เรารู้จักประโยชน์จาก เห็ด รา และยีสต์มาเนิ่นนานแล้ว ทั้งจากการค้นพบยาเพนนิซิลลินจากเชื้อราบนขนมปัง การค้นพบชีสโดยบังเอิญของคนเลี้ยงแกะในยุโรป การใช้ยีสต์เพิ่มความนุ่มฟูแก่ขนมปัง กระทั่งภูมิปัญญาการแพทย์แผนโบราณของเราชาวโลกตะวันออก โดยเฉพาะชาวจีนและญี่ปุ่นที่มีบันทึกตำรายาว่าด้วยการใช้ประโยชน์จาก เห็ด ในฐานะยามาเนิ่นนาน ด้วยเหตุนี้เอง วงการวิทยาศาสตร์จึงเริ่มหันมาสนใจศึกษาสรรพคุณทางยาของ เห็ด กันอย่างจริงจังเมื่อราว 50 ปีที่แล้ว โดยเน้นไปที่ เห็ด ในตำรายาของชาวจีนและญี่ปุ่น เป็นที่มาของ “เห็ดทางการแพทย์” หรือ Medicinal Mushrooms อย่างไรเล่าคะ ‘เห็ดเป็นยา’ จากภูมิปัญญาสู่การรักษาโรค ในบรรดา เห็ด กินได้บนโลก หลายชนิดใช้เป็นอาหารเพียงอย่างเดียว เช่นกันกับอีกหลายชนิดที่ใช้เป็นยารักษาโรคได้ ในเมืองไทยเอง พิพิธภัณฑ์ เห็ด ที่มีฤทธิ์ทางยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่ามี เห็ด ถือกำเนิดขึ้นในบ้านเรากว่าหมื่นชนิด แต่ที่ถูกค้นพบและบันทึกในฐานข้อมูลมีเพียงหนึ่งพันชนิด โดยกว่าแปดร้อยชนิดเป็น เห็ด ที่ขึ้นแถบภาคอีสาน กว่าครึ่งนั้นเป็น เห็ด กินได้และใช้เป็นยาได้ แต่ในคราวนี้ เราจะพูดถึง เห็ด เพียง 6 ชนิด ที่มีการค้นคว้าวิจัยแล้วทั่วโลก และได้รับการยกย่องโดยถ้วนหน้าให้เป็น เห็ด ทางการแพทย์ และซูเปอร์ เห็ด ทั้ง 6 ได้แก่ เห็ดไมตาเกะ (Maitake Mushroom) ได้ชื่อว่าเป็น ‘ราชาของเห็ดทั้งปวง’ โดยพิพิธภัณฑ์ เห็ด ที่มีฤทธิ์ทางยาได้ให้ชื่อเป็นภาษาไทยว่า “เห็ดขอนช้อนซ้อน” เพราะมักพบตามขอนไม้ และมีรูปร่างคล้ายช้อนเรียงซ้อนกันอยู่ นับเป็นหนึ่งใน เห็ด ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยไมตาเกะหนึ่งนั้นดอกอาจมีขนาดเท่าลูกบาสเกตบอลได้เลย ชาวจีนและญี่ปุ่นใช้ไมตาเกะเป็นยาสมุนไพรมานานปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้เป็นยาลดความดันโลหิต ปัจจุบัน เห็ดไมตาเกะได้พิสูจน์คุณค่าผ่านการวิจัยแล้วว่าช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ จึงมีส่วนช่วยป้องกันโรคเบาหวาน ความดันโลหิต รวมทั้งมะเร็ง ทั้งยังประกอบไปด้วยสารอาหารสำคัญมากมาย ทั้งโพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม ไฟเบอร์ กรดแอมิโน และวิตามินอีกหลายชนิด อย่างไรด้วยคุณสมบัติทางการแพทย์ดังกล่าว ประกอบกับ เห็ด ที่มีน้อยในธรรมชาติ จึงทำให้เห็ดไมตาเกะมีราคาสูง และมักนำมาสกัดเป็นเม็ดเพื่อประโยชน์ทางการรักษาโรคแทน เห็ดยามาบูชิตาเกะ (Yamabushitake Mushroom) ที่บางคนเรียก ‘เห็ดหัวลิง’ หรือ ‘เห็ดปุยฝ้าย’ เป็นอีกหนึ่ง เห็ด หายากในธรรมชาติ จึงได้ฉายาว่า “Mountain Hidden Mushroom” เพื่อการใช้ประโยชน์ทางยา ทุกวันนี้จึงมีการเพาะเลี้ยงในระบบปิดเพื่อควบคุมคุณภาพและเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จากการวิจัยด้านโภชนาการทำให้พบว่า เห็ด หัวลิงนี้เป็นแหล่งโปรตีนชั้นยอด เพราะมีกรดแอมิโนเป็นส่วนประกอบมากถึง 16 ชนิด โดย 7 ชนิดนั้นเป็นกรดแอมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ทั้งยังมีสารเลนติแนน (Lentinan) และเปปไทด์ ที่มีผลต่อการเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ด้วย ในอดีต ตำราการแพทย์ของจีนระบุไว้ว่า เห็ด ชนิดนี้ใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาเพิ่มพลังวังชา และช่วยต้านมะเร็ง เห็ดหลินจือ (Reishi, Ling Chih or Ling Zhi Mushroom) เห็ด ชื่อดังของชาวจีนที่มีประวัติการใช้งานมานานตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือราว 2,000 ปีล่วงมาแล้ว โดยชาวจีนโบราณนิยมใช้เห็ดหลินจือรักษาอาการอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ กำจัดสารพิษ รักษาหอบหืด และบรรเทาอาการไอ แต่เทคโนโลยีทุกวันนี้ ทำให้เรารู้ว่าหลินจือมีประโยชน์มากกว่านั้น เพราะมีคุณสมบัติช่วยลดอาการหลอดเลือดหัวใจ บำรุงตับ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ชะลอวัย ช่วยต้านแบคทีเรีย ไวรัส และมะเร็งได้อีกด้วย นอกจากคุณสมบัติทางการแพทย์ที่แทบจะครอบจักรวาล เห็ดหลินจือในธรรมชาติยังเติบโตช้า พบได้น้อยและมักอยู่ในป่าลึก โดยเฉพาะตามขอนไม้ผุๆ หรือซากต้นไม้ในเขตชายทะเล ส่งผลให้มีราคาสูงมากตามไปด้วย และเห็ดหลินจือที่นิยมมากที่สุดทั้งในภูมิภาคเอเชียและอเมริกาเหนือนั้นเป็นสายพันธุ์สีแดง   เห็ดถั่งเฉ้า (Cordyceps) เห็ด หน้าตาประหลาดที่ชาวตะวันตกเรียกขานว่า ‘เห็ดตัวหนอน’ หรือ Caterpillar Fungus เพราะวงจรชีวิตนั้นมักอยู่บนตัวอ่อนหนอนผีเสื้อ จัดเป็น เห็ด หายากชนิดหนึ่งเนื่องจากพบได้เฉพาะตามแถบภูเขาสูงในเอเชีย เมื่อครั้งอดีตมักใช้เป็นยาสมุนไพรสำหรับชนชั้นสูง เพื่อเป็นยาโป๊ว บำรุงกำลัง บำรุงปอด ไต หัวใจ และระบบภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันนักวิชาการพบว่าเห็ดถั่งเฉ้านี้มีสารประกอบที่ดีต่อระบบทางเดินหายใจ ช่วยให้ปอดนำออกซิเจนไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมน ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดีอยู่เสมอนั่นเอง เห็ดชิตาเกะ (Shitake Mushroom) หรือในภาษาจีน ภาษาเวียดนาม และภาษาไทย มีชื่อเรียกที่แปลได้ตรงกันว่า ‘เห็ดหอม’ เห็ด ชนิดนี้ไม่ได้มีราคาเกินเอื้อม ดังจะเห็นได้บ่อยในเมนูทั่วไปที่กินกันอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะเมนูอาหารจีนนั้นแทบจะขาดเห็ดหอมไปไม่ได้เลย เช่นเดียวกันกับประวัติการแพทย์จีนที่มีชื่อ เห็ด หอมอยู่เคียงคู่มานานกว่า 6,000 ปีแล้ว คนจีนโบราณนั้นใช้ เห็ด หอมเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงเลือดลม ป้องกันมะเร็ง โรคหัวใจและโรคติดเชื้อจากไวรัส สมัยราชวงศ์หมิงเห็ดหอมยังเป็นสมุนไพรชะลอชราและช่วยเพิ่มพลังอีกด้วย ตัวเลขทางโภชนาการปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าเห็ดหอม 1 ถ้วยมีวิตามินบี 3 มากถึงร้อยละ 30 ของที่ร่างกายต้องการต่อวันเลยทีเดียว ไม่นับสารอาหารอื่นๆ อีกเพียบ ที่สำคัญคือ เห็ด หอมมีสารเลนติแนน (Lentinan) ที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้พร้อมต่อสู้เชื้อโรคอยู่เสมอ และยังช่วยลดไขมันในเลือดได้ด้วย เห็ดแครง (Schizophyllum Commune) หรือเห็ดตีนตุ๊กแก เป็น เห็ด ที่พบได้ทั่วไป ออกดอกตลอดปี และมีในเมืองไทย โดยเมนูสุดฮิตจากเห็ดแครงนั้นได้แก่ ไข่เจียว แกงกะทิ ห่อหมก และงบ นอกจากรสชาติอร่อยถูกปากแล้ว เห็ด แครงยังมีสารสำคัญ คือ Schizophyllan ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเนื้องอก โดยไปเพิ่มประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันร่างกายเช่นเดียวกับ เห็ด อื่นๆ เห็นประโยชน์นานาประการอย่างนี้แล้ว ชวนให้หิว เห็ด ขึ้นมาบ้างหรือยังคะ ว่าแต่ เห็ด บนโลกนี้มีตั้งมากมาย ทำไมเห็ดทางการแพทย์ต้องเป็นแค่ เห็ด ทั้งหกชนิดดังกล่าว หัวข้อต่อไปคือคำตอบค่ะ เรื่องไม่ลับของซูเปอร์เห็ดทั้ง 6 อ่านคุณสมบัติของซูเปอร์ เห็ด ทั้ง 6 มาจนครบถ้วนแล้ว คุณผู้อ่านหลายคนอาจจะสังเกตเห็นคุณประโยชน์ที่เป็นลักษณะร่วมกันได้บ้างแล้ว นั่นก็คือ เห็ด ทางการแพทย์ดังกล่าว มีส่วนสำคัญยิ่งในการ ‘เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน’ ซึ่งเป็นแนวรบที่ดีที่สุดของร่างกาย สำหรับรับมือกับโรคเบาๆ อย่างโรคหวัดไปจนถึงโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอดส์นั่นเลยทีเดียว แล้วอะไรที่ทำให้ เห็ด ทั้ง 6 มีคุณค่าชนะเลิศ เห็ด อีกนับแสนชนิด คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ เบต้ากลูแคน ( -glucan) หรือสารประกอบน้ำตาลโมเลกุลเชิงซ้อน (Polysaccharide) ชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำ ช่วยในการย่อยและขับถ่าย ซึ่งปัจจุบันกลายมาเป็นสารมหัศจรรย์เพราะมีคุณค่าหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ตื่นตัวพร้อมรับมือเชื้อโรคเสมอ ช่วยลดความรุนแรงจากการติดเชื้อและทำให้ร่างกายฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยเร็วขึ้น นอกจากนี้ เบต้ากลูแคนยังมีประโยชน์ด้านความงาม เพราะช่วยผลัดเซลล์ผิว ชะลอวัย และรักษาสิวได้ ดังจะเห็นได้จากผลิตภัณฑ์เพื่อความงามหลายชนิดที่ใช้เบต้ากลูแคนเป็นส่วนผสม เช่น ครีมกันแดด เซรั่มปกป้องผมจากแสงแดด ครีมรักษาสิว ครีมลดรอยแผลเป็น เป็นต้น ทุกวันนี้ เบต้ากลูแคนจาก เห็ด ทางการแพทย์ทั้ง 6 ชนิด ถูกสกัดออกมาเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สำหรับใช้เป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพ แต่สำหรับผู้ที่ไม่นิยมกระแสทางลัดสุขภาพดี ยังสามารถมีสุขภาพดีจากอาหารตามธรรมชาติได้เช่นกัน อยากได้เบต้ากลูแคน กินอะไรทดแทนดี? สำหรับคนรักสุขภาพที่ต้องการคุณค่าจากเบต้ากลูแคน สามารถค้นพบประโยชน์จากสารมหัศจรรย์นี้ได้ในอาหารจำพวก ยีสต์ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต จมูกข้าว และสาหร่าย นอกจากนี้ เห็ด กินได้ชนิดอื่นๆ ยังมีประโยชน์มากมายเช่นกัน แม้จะมีเบต้ากลูแคนน้อยกว่าซูเปอร์ เห็ด ทั้ง 6 ก็ตาม แต่สิ่งที่คุณจะได้แน่ๆ จากบรรดา เห็ด แสนอร่อยก็คือ โปรตีน ไฟเบอร์ วิตามิน และเกลือแร่ในปริมาณสูง แต่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ ยกตัวอย่างเช่น เห็ด แชมปิญอง ซึ่งมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการต่อวันสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นซีลีเนียมร้อยละ 52 ไวตามินบีร้อยละ 40 ทองแดงร้อยละ 35 วิตามินบี 3 ร้อยละ 27 ทริปโตแฟนร้อยละ 25 ฟอสฟอรัสร้อยละ 18 และโปรตีนร้อยละ 10 เป็นต้น มาถึงบรรทัดนี้คุณคงรู้แล้วว่า สิ่งสำคัญของ เห็ด ทางการแพทย์นั้นก็คือ เบต้ากลูแคน สารมหัศจรรย์จาก เห็ด ที่มีคุณค่ายิ่งต่อร่างกาย ส่วนจะเลือกคุณค่าจาก เห็ด ธรรมชาติหรือ เห็ด ที่ผ่านการสกัดเข้มข้น ในฐานะผู้บริโภคยุคใหม่ คุณเลือกได้เองอยู่แล้วละค่ะ ขอบคุณที่มาจาก : Health&Cuisine มกราคม, Issue 132

สระผมถูกวิธี ขจัดปัญหา รังแค ได้แน่นอน!
กำจัดขน /  กำจัดขนด้วยเลเซอร์ / 

ปกติหนังศีรษะคนเราจะมีเชื้อราในปริมาณที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา แต่ในสภาวะที่หนังศีรษะมี รังแค มาก ส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อราเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้หนังศีรษะอักเสบ ถ้ารุนแรง จะมีอาการแดงและมี รังแค เป็นเกร็ดใหญ่ขึ้นและเหลืองเป็นไข ซึ่งเป็นอาการของต่อมไขมันของหนังศีรษะอักเสบ และมักเกิดกับวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ วิธีดูแลหนังศีรษะให้ห่างไกลจาก รังแค นั้นไม่ยาก เริ่มต้นที่การดูแลเส้นผม ก่อนสระผม ควรล้างผมด้วยน้ำเปล่าทุกครั้ง เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ออกไปก่อน จากนั้นใช้ปลายนิ้วนวดเป็นวงกลมเบาๆ ให้ทั่วหนังศีรษะก่อน แล้วจึงชโลมแชมพูบนหนังศีรษะ นวดต่อไปจะช่วยถนอมเส้นผม หนังศีรษะ casino online และทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ว่าแต่คุณเคยทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่ ถ้าเคย ขอให้เลิกเถอะ เพื่อสุขภาพผมและหนังศีรษะที่สะดากด ไร้ รังแค 1. อย่าขยี้เส้นผมหรือเกาหนังศีรษะแรงๆ ขณะสระ เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ จนนำมาสู่ปัญหา รังแค และผมร่วงเรื้อรัง 2. ไม่ควรใช้น้ำอุ่นจัดสระผม เพราะจะทำให้น้ำมันธรรมชาติถูก ชะล้างออกมากไป หนังศีรษะแห้ง และยังทำให้เส้นผมกระด้างด้วย 3. หลังการสระผมทุกครั้ง  ควรเป่าผมให้แห้ง และไม่ใช้อุณหภูมิสูง เพื่อลดการทำร้ายหนังศีรษะและเส้นผม 4. อย่านอนหลับขณะที่ผมยังเปียกชื้น ซึ่งหากทำบ่อยเขา ความชื้นจะแพร่กระจายไปยังที่นอน หมอน และกลายเป็นเชื้อรามารังควานศีรษะในระยะยาวได้ 5. อย่าปล่อยให้เส้นผมและหนังศีรษะมัน  เพราะถ้าหนังศีรษะชื้น  จะทำให้เชื้อราเติบโตได้ดี ปัญหา รังแค ก็จะตามมา 6. หมั่นทำความสะอาดแปรงหรือหวีอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เนื่องจาก  สิ่งสกปรกและน้ำมันที่ตกค้างอยู่ตามหวีและแปรงหลังจากหวีผม เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคที่จะกลับเข้าสู่เส้นผมและหนังศีรษะได้ดี 7. และถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีความเครียด  รังแค ยังอาจรังควานคุณได้ อยากให้ไม่มีเกล็ดหิมะที่ผมหรือบ่า ควรดูแลทั้งกายและใจให้ดีนะคะ ขอบคุณที่มาจาก : ผศ.นพ.รัฐพล ตวงทอง ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยบาล

แชร์ว่อน ! เนื้อหมูแช่แข็งห้างดัง เชื้อราเกาะเพียบ
ราเกาะเนื้อหมูแช่แข็ง /  ห้างดัง / 

แชร์ว่อน ! เตือนภัยผู้บริโภค ระวังเนื้อหมูแช่แข็ง ห้างดัง ราเกาะเพียบ แนะตรวจสอบก่อนซื้อ เว็บไซต์ CM108.com รายงานว่า สมาชิกเฟซบุ๊คท่านหนึ่งได้ร้องเรียนผ่านทางหน้าแฟนเพจและโพสต์ภาพพร้อมข้อความเตือนผู้ที่นิยมซื้อเนื้อหมูแช่แข็งในห้างสรรพสินค้า โดยเผยว่าได้ซื้อเนื้อหมูแช่แข็งในห้างดังแห่งหนึ่ง พอตอนแช่แข็งมาไม่เห็นว่าลักษณะเนื้อหมูเป็นอย่างไร แต่พอน้ำแข็งละลายก็เห็นว่ามีเชื้อราเกาะอยู่เต็มแผ่นหมูเลย ซึ่งหากดูที่วันผลิตและหมดอายุอย่างเดียวก็ไม่ได้เนื่องจากวันหมดอายุคือวันที่ 18/07/2015 คือปีหน้า ซึ่งสมาชิกเฟซบุ๊คคนดังกล่าวได้ฝากเรื่องนี้ให้เป็นอุทาหรณ์ในการเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า ต้องตรวจสอบให้ดี ไม่เช่นนั้นทานเข้าไปอาจจะเกิดอันตรายได้ MThai News

เศร้า! ป้าสังเวียน เผาตัวเองหนีหนี้นอกระบบสิ้นใจแล้ว
จุดไฟเผา /  ป้าสังเวียน / 

ป้าสังเวียน ชาวนาจ.ลพบุรีเครียดปัญหาหนี้นอกระบบ ก่อเหตุใช้น้ำมันราด จุดไฟเผาตัวเองที่ทำเนียบรัฐบาล จนได้รับบาดเจ็บสาหัสเสียชีวิตแล้ว  จากกรณีเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2557 นางสังเวียน รักษาเพ็ชร์ อายุ 52 ปี อาชีพเกษตรกรในจ.ลพบุรี ที่เดินทางมาที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีร้องเรียนขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จากปัญหาหนี้สินเงินกู้นอกระบบจำนวน 1.5 ล้านบาท แต่เรื่องไม่มีความคืบหน้าจนเกิดความเครียด ก่อเหตุเทน้ำมันราดตัวก่อนจุดไฟเผาตัวเองจนบาดเจ็บสาหัส ถูกไฟไหม้ศีรษะ ใบหน้า และลำตัวช่วงบน เข้ารับการรักษาตัว ที่ รพ.วชิรพยาบาลนั้น ความคืบหน้าล่าสุด นางสังเวียน ได้เสียชีวิตลงแล้ว เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. วานนี้ (16 มี.ค.) ที่ รพ.วชิรพยาบาล หลังทำการรักษาตัวนานกว่า 5 เดือน โดยทีมแพทย์ทำการปลูกถ่ายผิวหนัง ซึ่งร่างกายบางส่วนปฏิเสธการรักษา โดยก่อนหน้านี้ น.พ.พลเลิศ พันธุ์ธนากุล รองคณะบดีฝ่ายบริการ ปฏิบัติหน้าที่ ผอ.วชิรพยาบาล เปิดเผยว่า อาการของนางสังเวียนน่าเป็นห่วง มีไข้สูงตลอดเวลา ไม่สามารถหายใจได้เอง ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ แม้ความดันโลหิตจะอยู่ในเกณฑ์ไม่ต่ำมาก แต่ชีพจรเต้นเร็วและเบา และจากการตรวจนับเม็ดเลือดทั่วไปพบว่า จำนวนเม็ดเลือดขาวลดต่ำลงมาก แสดงให้เห็นถึงความสามารถของไขกระดูกในการสร้างเม็ดเลือดขาวให้ออกมาสู้กับเชื้อโรคอ่อนล้าลง แม้ทีมแพทย์ด้านโภชนาการจะได้พยายามให้สารอาหารแก่ผู้ป่วยอย่างพอเพียง ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ ผลการเพาะเชื้อตอนต้นสัปดาห์ พบเชื้อแบคทีเรียขึ้นในปัสสาวะ เมื่อได้ให้ยาปฏิชีวนะหลายขนานเพื่อการครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว  ยังส่งผลให้เชื้อราเจริญเติบโตขึ้นมาทดแทนด้วย ขอบคุณข้อมูลจาก voicetv MThai News

15 สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ
ต่างประเทศ /  เกร็ดความรู้ / 

ทุกวันนี้ในโลกของเรานั้น มีวิวัฒนาการ สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย?ส่วนมากเกิดจากความพยายาม ของเจ้าของสิ่งประดิษฐ์ โดยทำการลองผิดลองถูกบ้าง มีทั้งที่ ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ วันนี้ teen.mthai มี 15 สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ มาฝากเพื่อนๆ กันคะ สิ่งของ-อาหารเหล่านี้?ถูกนำ มาใช้งานกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันด้วย ??^^ 15 สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ 1. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : ยาเพนิซิลลิน (Penicillin) เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2471 หรือประมาณ 80 กว่าปีมาแล้ว เนื่องจาก Alexander Fleming ไม่ได้ทำความสะอาดห้องทดลอง ก่อนจะลาไปพักผ่อน เมื่อ Fleming กลับมายังห้องทำงาน เขา สังเกตุเห็นเชื้อราแปลกๆเจริญเติบโตอยู่บนจานอาหารที่เลี้ยงเชื้อ และรอบๆเชื้อราเหล่านั้นไม่มีการเจริญของเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นๆเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเชื้อราที่ใช้ผลิตเพนิซิลลิน ?เพนิซิลลินจึงเป็นยาปฏิชีวนะชนิดแรกที่ถูกค้นพบและยังมีการใช้งานกันอย่างแพร่ หลายในปัจจุบัน 2.สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : เครื่องไฟฟ้ากระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) เครื่อง Pacemaker เป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตทางการแพทย์ อุปกรณ์ชนิดนี้เกิดจากความสะเพร่าของวิศวกรชาวอเมริกันท่านหนึ่งชื่อ Wilson Greatbatch ขณะกำลังต่อวงจรไฟฟ้าของ เครื่องบันทึกอัตราการเต้นของหัวใจ ?โดย Greatbatch ต้องการ หยิบ resistor (ตัวต้านทานกระแสไฟฟ้า) ขนาด 10,000 โอห์ม แต่เขากลับไปหยิบ resistor ขนาด 1,000,000 โอห์มมาใช้แทน โดยไม่ได้สังเกตุ ซึ่งเมื่อเขานำวงจรดังกล่าวมาใช้งาน ?ได้พบว่า มีลักษณะเหมือนจังหวะการเต้นของหัวใจที่เต้น 1.8 มิลลิวินาที แล้วหยุดเต้นอีก 1 วินาที เป็นอย่างนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ 3. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : สีสังเคราะห์สีม่วง (Mauve) เรื่องนี้ที่มีความสัมพันธ์กันอย่างแปลกๆ เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2399 โดย William Perkin นักเคมีวัย 18 ปี พยายามคิดค้น ยารักษาโรคมาลาเรีย แต่การทดลองของ Perkin แทนที่จะได้ยา รักษาโรคมาลาเรียแต่กลับได้หมอกหนาทึบสีม่วงที่สวยงามจาก ปฏิกริยาทางเคมี ซึ่งถือเป็นสีย้อมสังเคราะห์สีแรกที่ค้นพบมี คุณสมบัติดีกว่าสีที่ได้จากธรรมชาติ เนื่องจากมีความสว่าง สดใส และสีไม่จางจากการซัก การค้นพบของ Perkin ทำให้วิชาเคมี เป็นสาขาที่สร้างรายได้ขึ้นมา เขาได้สร้างแรงจูงใจให้คนในสมัยนั้นหันมาสนใจวิชาเคมีมากยิ่งขึ้น หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Perkin ก็คือ นักบัคเตรี (Bacteriologist) ชาวเยอรมันท่านหนึ่งที่ชื่อว่า Pual Ehrlich ซึ่งเป็นผู้บุกเบิก ศาสตร์ทางด้านภูมิคุ้มกันวิทยา (immunology) และเคมีบำบัด (chemotherapy) 4. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : กัมมันตภาพรังสี (Radioactivity) เมื่อปี พ.ศ. 2439 นักฟิสิกส์ชื่อ Henri Becquerel มี ความสนใจกับสิ่งสองสิ่งนั่นก็คือ การเรืองแสงตามธรรมชาติ (natural fluorescence) และความแปลกใหม่ของรังสี X-ray เขาได้ทำการ ทดลองอย่างต่อเนื่องเพื่อทดสอบว่าถ้าแร่ธาตุที่เรืองแสงตาม ธรรมชาติเมื่อถูกปล่อยทิ้งไว้ภายใต้แสงแดดจะสามารถผลิตรังสี X-rays ได้หรือไม่ Becquerel ได้ทำการทดลองในช่วงฤดูหนาว แต่มีปัญหาเกิดขึ้นคือ ในระหว่างการทดลองนั้นมีอยู่สัปดาห์หนึ่ง โดยมัดเข้าด้วยกันแล้วเก็บไว้ในลิ้นชักเพื่อรอวันที่มีแสงอาทิตย์ เพียงพอที่จะทำการทดลองต่อ หลังจากนั้นเขากลับมายังห้อง ทำงานของเขาและได้พบว่า ได้เกิดรอยพิมพ์ของก้อนหินยูเรเนียม (Uranium rock) ปรากฏอยู่บนแผ่นถ่ายภาพ (photographic plate) ที่ถูกทิ้งไว้ด้วยกันในลิ้นชักโดยที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์ มาก่อน ซึ่ง Becquerel คาดว่าน่าจะมีบางสิ่งที่พิเศษอยู่ใน หินก้อนนั้น หลังจากการทำงานร่วมกับ Marie และ Pierre Curie เขาจึงได้ค้นพบว่า สิ่งนั้นก็คือสารกัมมันตภาพรังสีนั่นเอง 5. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : พลาสติก เมื่อปี พ.ศ. 2450 มีการใช้สาร shellac เพื่อเป็นฉนวนใน เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ แต่เนื่องจากการใช้สาร shellac มีราคาแพง ทำให้ต้นทุนการผลิตเครื่องอิเล็กทรอนิกส์สูงตามไปด้วย เพราะต้องนำเข้าสาร shellac ที่ได้จากสารคัดหลั่งของแมลงครั่ง จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นจึงนักเคมีชื่อ Leo Hendrik Baekeland คิดว่าหากเขาสามารถผลิตสารทางเลือกอื่นที่มี คุณสมบัติคล้ายสาร shellac เขาจะได้กำไรมหาศาลจากสารที่ เขาค้นพบ แต่การทดลองของ Baekeland กลับได้วัสดุที่สามารถ พิมพ์ขึ้นรูปได้ และสามารถทนความร้อนได้สูงโดยไม่บิดงอ เรียกว่า BakeliteBaekeland คิดว่า Bakelite ที่คิดค้นได้นี้จะถูกนำไปใช้ในการบันทึกในเครื่องเสียง แต่ต่อมาอีกไม่นานได้มี การนำสาร Bakelite ไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆอีกมากมาย  ซึ่งพลาสติกที่ใช้กันในทุกวันนี้ก็ได้มาจากสาร Bakelite 6.สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : ยางวัลคาไนซ์ (Vulcanized Rubber) Charls Goodyear ได้ใช้ความพยายามนานนับ 10 ปี ในการค้นหาวิธีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติยางให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยคุณสมบัติยางที่ต้องการ คือ ต้องทนต่อความร้อนและความเย็น แต่เขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนคุณสมบัติของยางให้เป็นตามที่ต้องการได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง Goodyear ได้ทำส่วนผสมของยาง กำมะถัน และ ตะกั่วหกลงไปในเตาที่กำลังร้อนอยู่ ทำให้ส่วนผสมทั้งสามหลอม รวมกันและไหม้เกรียมเป็นสีดำ เมื่อ Goodyear หยิบสิ่งที่เกิดขึ้น มานั้นมาสังเกตุดูเห็นว่ามีความแข็งแรงแต่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้งานได้หลังจากการค้นพบยางวัลคาไนซ์โดยบังเอิญของ Goodyear ปัจจุบันนี้มีการนำยางชนิดนี้มาใช้อย่างแพร่หลาย เช่น ยางรถยนต์ และรองเท้า 7. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : เครื่องดื่มโค้ก ไม่มีผลิตภัณฑ์อาหารชนิดไหนประสบความสำเร็จเท่ากับ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มโค้ก เภสัชกร ชื่อ John Pemberton จากเมือง Atlanta พยายามค้นหาตัวยาที่ใช้รักษาอาการปวดหัว เขาได้ทำการ ผสมส่วนผสมต่างๆเข้าด้วยกัน (ซึ่งยังคงถูกปกปิดเป็นความลับ มาจนถึงวันนี้) ?และผลิตภัณฑ์ของเขาได้วางขายในร้านขายยา และใช้เวลาเพียงแค่ 8 ปีเท่านั้น และหลังจากนั้นยาของเขา ก็กลายเป็นเครื่องดื่มบรรจุขวดที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก 8. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : Smart Dust Jamie Link เป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิชา เคมี ที่ University of California อยู่นั้น หนึ่งในชิปซิลิกอน (Silicon chips) ได้เกิดระเบิดขึ้น จากการระเบิดครั้งนี้ Link ได้ค้นพบ ว่ามีชิ้นส่วนชิ้นเล็กๆอยู่หลายชิ้นที่ยังคงทำหน้าที่เป็นตัวเซ็นเซอร์ จากผลการค้นพบ Smart dust โดยบังเอิญของ Link ทำให้เขา ได้รับรางวัลสูงสุดจาก Collegiate Inventors Competition ในปี ค.ศ. 2003 โดยเซ็นเซอร์นี้สามารถใช้ตรวจสอบความบริสุทธิ์ ของน้ำดื่มหรือน้ำทะเล ตรวจจับสารเคมีที่เป็นอันตรายหรือสารต่างๆ ที่ส่งผลทางชีวภาพในอากาศ หรือแม้แต่การระบุตำแหน่งหรือ การทำลายเซลล์เนื้องอกภายในร่างกายได้ 9. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : สารซัคการีน (Saccharin) Saccharin เป็นสารให้ความหวานที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ สีชมพู ?การค้นพบเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2422 โดยนักเคมีชื่อ Constantin Fahlberg ความบังเอิญนี้เกิดจากการที่ Fahlberg ไม่ได้ล้างมือ หลังจากเสร็จสิ้นการทำงาน หลังจากที่เขากลับมาบ้านและ รับประทานอาหารร่วมกับภรรยาตามปกติ เขาได้ม้วนขนมปังและ รับประทานขนมปังนั้น เขารู้สึกว่าขนมปังที่เขารับประทานมี รสหวาน Fahlberg จึงสอบถามภรรยาว่าได้ใส่อะไรเข้าไปใน ขนมปังหรือเปล่า ภรรยาตอบว่าไม่ได้ใส่อะไรเข้าไปเป็นพิเศษ เขาจึงคิดว่าความหวานนั้นอาจมาจากมือของเขาที่ไม่ได้ทำความสะอาดก่อนรับประทานอาหารนั่นเอง ในวันต่อมา Fahlberg กลับมายังห้องทดลองของเขาแล้วเริ่มชิมสารต่างๆจนพบสารให้ความหวานที่เรียกว่า Saccharin ขึ้น 10. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : ไอติมแท่งหวานเย็น หวานเย็นแท่งเป็นน้ำหวานที่เอาไปแช่แข็งพอได้ที่ก็ออกมาเป็นแท่งแบบนี้ ซึ่งคนที่ประดิษฐ์คนแรกคือเด็กอายุ 11 ปี และเก็บความลับเรื่องนี้มาเป็นเวลา 18 ปีกว่าที่โลกจะรู้วิธีทำและฮิตขนาดนี้ เหตุการณ์ก็คือเขาเผลอเอาน้ำผลไม้เสียบหลอดไปไว้ที่หน้าระเบียง แล้วเผอิญว่าตอนนั้นเป็นช่วงฤดูหนาว และอากาศข้างนอกหนาวมากๆ เช้าวันต่อมา เด็กน้อยก็ไปดู พบว่า น้ำผลไม้ของเขากลายเป็นก้อนน้ำแข็งไปแล้ว และก็เอามากินแบบเดียวกับที่พวกเรากินนั่นแหละ (เก็บความลับไว้ตั้ง18ปีเลยนะนั่น) 11. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : เทฟลอน เทฟลอนเป็นสสารที่ทนความร้อนและไม่ค่อยทำปฏิกิริยากับอย่างอื่น เหมาะที่จะใช้ทำเป็นอุปกรณ์ปรุงอาหาร เริ่มแรกเป็นการค้นพบของกลุ่มพัฒนาอาวุธของทหาร ซึ่งถูกเก็บข้อมูลไว้ตั้งแต่ปี 1938 เพราะไม่รู้จะเอาไปทำอะไร (เอิ่ม!!) พอปี 1954 ก็มีช่างคนหนึ่งลองใช้เจ้าสสารชนิดนี้กับกระทะดู ซึ่งก็กลายเป็นที่นิยมกันจนถึงทุกวันนี้ 12. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : คุกกี้ ช็อคโกแลตชิป เริ่มแรกเกิดจากคุณนาย Wakefield พยายามจะทำคุกกี้ช็อคโกแลต โดยคิดว่าถ้าเอาไปอบนั้น ใส่เศษช็อคโกแลตไป มันก็จะละลายและเข้าเนื้อของคุกกี้ได้ดี แต่เธอคิดผิด ช็อคโกแลตไม่ละลาย แต่เป็นเม็ดเล็กๆอยู่ทั่วๆชิ้นคุกกี้ ซึ่งคุณนายเองก็เห็นว่าแจ่มดี ตอนหลังก็ขายสูตรการทำให้กับบริษัทเนสต์เล่ ซึ่งช็อคโกแลตชิปคุกกี้ของเนสต์เล่ยังคงมีบอกสูตรวิธีการทำคุกกี้ของคุณนาย Wakefield เพื่อเป็นการเชิดชูคนที่ทำให้คุกกี้นี้ อยู่ยงคงกระพันไปอีกนาน 13. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : มันฝรั่งทอดกรอบ เรื่องของเรื่องมันเกิดจากที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งโดนลูกค้าคนหนึ่งตำหนิว่า ชิ้นมันฝรั่งมันหนาไป และก็ชื้นๆด้วย ไม่อร่อย เจ้าของร้านก็เลยแอบเคืองอยู่เล็กน้อย หาวิธีว่าจะทำยังไงดี สุดท้ายก็ปิ๊งไอเดีย โดยฝานมันฝรั่งเป็นชิ้นบางมากๆ และเอาไปทอด ซึ่งผลที่ได้คือเป็นแผ่นแข็งๆและไม่สามารถใช้ส้อมจิ้ม (เหมือนจิ้มเฟรนช์ฟราย)ได้ แต่เป็นโชคดีของเจ้าของร้าน เพราะว่า ลูกค้าดันชอบแฮะ ซึ่งจากเรื่องนี้ทำให้เจ้าของร้านได้เมนูใหม่กินกับแกล้มชื่อ Saratoga chips และลูกค้าก็ติดใจกันงอมแงมเลยทีเดียว 14. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : ไมโครเวฟ เรื่องเกิดขึ้นที่บริษัทแห่งหนึ่งซึ่งชายคนนี้ผ่านเรดาร์ตรวจจับโลหะ ซึ่งเมื่อเขาไปถึงห้อง กำลังจะหยิบช็อคโกแลตในกระเป๋ากางเกงมากิน ก็พบว่า ทำไมช็อคโกแลตมันละลายล่ะ พอย้อนนึกคิด ก็มาถึงบางอ้อตรงที่เรดาร์นี่เอง และก็สร้างผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ขึ้นมา 15. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : ไวอากร้า เกิดจากงานวิจัยทางการแพทย์เพื่อหายาในการรักษาโรคหัวใจขาดเลือดซึ่งทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกได้ ทีนี้ เมื่อค้นคว้ายาชนิดนี้ ก็เห็นผลข้างเคียงว่า ทำให้เลือดไหลเลี้ยงตรงส่วนนั้นของผู้ชายมากขึ้น ทำให้เกิดการแข็งตัว ดังนั้น นี่จึงเป็นจุดเริ่มที่เอายาชนิดนี้มารักษาชายที่เป็นโรคนกเขาไม่ขันนั่นเอง เรียบเรียง teen.mthai ที่มา ostc.thaiembdc

8 เคล็ดลับดูแล มดลูก ให้แข็งแรง
ดูแลมดลูก /  ตรวจภายใน / 

สมัยนี้สุขภาพร่างกายของคนเรานั้นสำคัญ “ มดลูก ” ถือว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญของผู้หญิง ดังนั้น เราอย่ามองข้ามการดูแล มดลูก ให้แข็งแรง งั้นเรามารู้เคล็ดลับการดูแล มดลูก ให้แข็งแรงกันดีกว่าค่ะ 1. ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง มดลูก คืออวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย หากร่างกายแข็งแรง โลหิตจะไหลเวียนไปเลี้ยงได้เต็มที่ ทำให้ มดลูก แข็งแรง การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เช่น การดูแลน้ำหนักตัวให้ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ผอมหรืออ้วนจนเกินไป การนอนหลับให้เพียงพอ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผักและผลไม้ ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก่ว และงดการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ 2. ดูแลสุขภาพใจให้แข็งแรง ความเครียดทำให้ มดลูก ไม่ปกติ เพราะระบบฮอร์โมนผิดปกติ ประจำเดือนจึงมาไม่ปกติ การลดความเครียดมีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น รู้จักปลงตก มองโลกในแง่บวก หัวเราะทุกวัน ใช้ชีวิตพอเพียง ประหยัด พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ให้อภัยผู้อื่น มีจุดมุ่งหมายในชีวิต 3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำให้ภูมิต้านทานดี กล้ามเนื้อหัวใจและปอดแข็งแรง สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดี ช่วยป้องกัน มดลูก อักเสบและมดลูกต่ำ ควรออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ จ๊อกกิ้ง เต้นแอโรบิก โยคะ เป็นต้น อย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 วัน ครั้งและประมาณครึ่งชั่วโมง 4. ระวังการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทำให้เกิดอาการตกขาว ปวดท้องน้อย มีไข้ มดลูก อักเสบ แม้รักษาหายก็ยังมีอาการปวด มดลูก ปวดประจำเดือน มีตกขาวเรื้อรัง ไข้ทับระดู ไม่ตั้งครรภ์ หรือตั้งครรภ์นอก มดลูก การหลีกเลี่ยงการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้มดลูกดี ดังนั้นควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งกับคนที่ไม่รู้จักไม่รู้ใจหรือไม่แน่ใจ 5. ขมิบเพื่อบริหารอุ้มเชิงกรางอย่างสม่ำเสมอ การขมิบคือ การเกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (เหมือนการกลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ) วิธีการคือ ให้เกร็งค้างไว้ นับ 1 – 5 แล้วผ่อนคลาย อาจทำต่อเนื่องกันหรือแบ่งเป็นครั้งละ 20 – 30 ชุดก็ได้ จะทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานแข็งแรง และ มดลูก ไม่ต่ำ 6. ไม่ยกของหนัก การยกของหนักทำให้มดลูกต่ำ กระเพราะปัสสาวะกระทบกระเทือน หากจำเป็นต้องยกของหนักควรปัสสาวะก่อน 7. ตรวจร่างกายและตรวจภายในเป็นประจำ แม้ว่าเราจะแข็งแรง ก็ควรตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำ เพื่อค้นหาโรคในระยะเริ่มแรก โรคภัยไข้เจ็บมีผลต่อ มดลูก ไม่มากก็น้อย เช่น โรคเบาหวาน อาจทำให้ มดลูก อักเสบ ติดเชื้อ เป็นเชื้อรา และโรคเรื้อรังอื่นๆ อย่างความดันโลหิดสูง โรคไทรอยด์ โรคตับ โรคไต อาจทำให้มีการตกเลือด ประจำเดือนมามากหรือกะปริบกะปรอย รวมไปถึงการตรวจภายใน โดยตรวจวินิจฉัยและรักษาการอักเสบ ติดเชื้อในช่องคลอด ปากมดลูก จนทำให้ มดลูก ไม่ดีได้ ทั้งยังสามารถตรวจวินิจฉัยและรักษาอาการผิดปกติของ มดลูก ได้แต่เนิ่นๆ เช่น เนื้องอกธรรมดาของโพรง มดลูก เนื้องอกธรรมดาของ มดลูก และเยื่อบุโพรง มดลูก เจริญผิดที่ ก่อนลงเอยด้วยการตัด มดลูก 8. ไม่กินสมุนไพร ยาสตรี หรืออาหารเสริมที่มีฮอร์โมนเพศหญิงเป็นประจำ โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ เนื่องจาก มดลูก เป็นอวัยวะภายในสตรีที่ไวต่อฮอร์โมนมาก การกินฮอร์โมนเพศหญิง จึงเป็นการเพิ่มการอักเสบของ มดลูก ทำให้มดลูกโต เนื้องอก มดลูกขยายขนาด และเกิดโรคมะเร็งเยื่อบุโพรง มดลูก ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุของมดลูกไม่ดี อาจทำให้ไม่สามารถมีลูกได้ และอาจต้องตัด มดลูก ได้รู้เคล็ดลับดีๆไปแล้ว อย่าลืมเอาไปปฏิบัติตามกันนะคะ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของตัวคุณเอง ขอบคุณที่มาจาก : www.womanplusmagazine.com

ดอกมะลิวันแม่ ราคาพุ่ง คาดแตะลิตรละ400
ดอกมะลิ /  บอกรักแม่ / 

ราคาดอกมะลิปรับขึ้น ในช่วงวันแม่แห่งชาติ คาดจะสูงถึงลิตรละ 400 บาท ขณะที่มีผลผลิตน้อยลง สำหรับราคาดอกมะลิช่วงวันแม่แห่งชาติ ในพื้นที่ จ.นครปฐม โดยเฉพาะดอกมะลิพันธุ์เพชร เริ่มปรับราคาสูงขึ้น เนื่องจากไม่มีผลผลิต เพราะมีโรคเชื้อรารบกวน และแมลงดูดน้ำเลี้ยงมากว่า 1 อาทิตย์ นายละออง จันทร์หอม อายุ 60 ปี เกษตรกรปลูกดอกมะลิพันธุ์เพชร กล่าวว่า มีสวนมะลิ กว่า 1 ไร่ ที่ทำการปลูกมะลิพันธุ์เพชร มากว่า 4 ปี ต่างเก็บผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน วันละ 5 ถึง 8 ลิตร สาเหตุที่แปลงมะลิยังคงออกดอกได้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากมีสารชีวภาพสูตรเฉพาะที่หมักเอง และนำมาฉีดที่พุ่มต้นด้วย จึงมีผลผลิตที่ดีกว่าเกษตรกรรายอื่น ๆ ส่วนราคาในขณะนี้ พ่อค้าที่มาซื้อให้ราคาที่ลิตรละ 250 ถึง 300 บาท จึงคาดว่าในวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. 57 ดอกมะลิคงจะขยับสูงขึ้นไปที่ประมาณลิตรละ 400 บาท

12 ประโยชน์ ของ วิคส์ วาโปรับ ที่คุณควรรู้!!!
ประโยชน์ /  วิคส์ / 

    ปกติเราถ้าเรามีอาการคัดจมูกก็จะทา วิคส์ วาโปรับ จมูกก็จะโล่งทันใจ แต่วันนี้จะพาสาวๆ women mthai มารู้ประโยชน์อีกมากมายของวิคส์ ที่คุณต้องทึ่งเลยล่ะ 1.แก้คัดจมูก ใครๆต่างก็ใช้ วิคส์ วาโปรับ เมื่อเกิดอาการ คัดจมูก หายใจไม่ออก เพียงแค่ทาที่บริเวณหน้าอกและลำคอ ก็จะช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก คุณจะรู้สึกได้เลยว่าจมูกโล่ง หายใจได้สะดวกขึ้น 2.เท้าอุ่น ไม่เป็นหวัด ถ้ามีอาการไอในตอนกลางคืนจนทำให้นอนไม่หลับ ให้ทาวิคส์ที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้างให้ทั่ว แล้วสวมถุงเท้านอน  เมื่อคุณตื่นขึ้นมาในตอนเช้า อาการไอจะหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ 3.กล้ามเนื้ออักเสบ อาการกล้ามเนื้ออักเสบ เพราะทำงานหนักเกินไป แค่ทาวิคส์บริเวณที่ปวดจะช่วยระบบการไหลเวียนโลหิตได้ดีขึ้น 4.เชื้อราที่เล็บ เพียงทาวิคส์ที่เล็บมือเล็บเท้าที่คุณสงสัยว่าจะเป็นเชื้อรา ทาทิ้งไว้เพียงวันเดียว เจ้าเชื้อราก็หายเกลี้ยง!! 5.แมวจอมซน ทาสแมวทั้งหลายคงปวดหัวกับรอยขีดข่วนที่มีอยู่รอบบ้าน ถ้าอยากหยุดพฤติกรรมแมวจอมซน แค่ทาวิคส์ไว้บางๆ เจ้าเหมียวก็จะไม่มาบริเวณนั้นอีก เพราะมันไม่ชอบกลิ่น ชนิดที่ว่าไม่อยากเข้าใกล้เลยล่ะ แต่ถ้าแมวเหมียวชอบกัดข่วนแขนขาของคุณ ก็เอามาทาป้องกันได้เหมือนกันนะ 6.สัตว์เลี้ยงฉี่ไม่เป็นที่ ถ้าเจ้าหมาแมวฉี่เรี่ยราดเพื่อแสดงอาณาเขต ให้ทาวิคส์บริเวณนั้น กลิ่นจะรบกวนจนหมาแมวไม่กล้าฉี่แถวนั้นเลยล่ะ 7.ปวดหัว ถ้ามีอาการปวดหัวให้ทาวิคส์ที่บริเวณขมับและหน้าผาก จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวได้ เพราะกลิ่นเมนโทลาทั่มจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด 8.นอนหลับสนิทขึ้น รู้หรือไม่ว่า วิคส์สามารถใช้กับเครื่องทำความชื้นได้ แต่ต้องมีช่องใส่น้ำมันหอมระเหยด้วยนะ เมื่อใส่วิคส์เข้าไปเครื่องจะช่วยกระจายกลิ่นไปรอบห้องทำให้หายใจคล่องขึ้น นอนหลับสบายทั้งคืน 9.แผลติดเชื้อ ถ้าถูกบาดเป็นแผลเล็กๆ ให้ทาวิคส์ที่แผลเพียงทาเบาๆ จะช่วยป้องกันการติดเชื้อ และแผลยังหายเร็วขึ้นด้วย 10.แมลงสัตว์กัดต่อย ถ้าโดนแมลงกัด ให้ทาวิคทันที กลิ่นของวิคจะทำให้สัตว์หนีไปไม่มากัดเราอีก 11.แข่งม้า นักแข่งม้ามืออาชีพ จะใช้วิคส์ทาใต้จมูกของม้าแข่ง เพื่อให้ม้ามีสมาธิในการแข่งขันมากขึ้น เดี๋ยวได้กลิ่นม้าตัวเมียแล้วจะเสียสมาธินั่นเอง 12.ไล่ยุง ทาวิคส์ที่ผิวหรือเสื้อผ้าของคุณก็ได้ ยุงจะไม่กล้าเข้าใกล้คุณเลยล่ะ แต่ถ้าโดนยุงกัดไปแล้ว ให้ทาวิคส์บางๆเพื่อบรรเทาอาการคัน เรียบเรียงโดย women mthai team ที่มาจาก www.divinecaroline.com/self/wellness/12-surprising-uses-vicks-vaporub?ordersrc=yash101911vicksd

8 โรคร้าย! ที่มาพร้อมกับ ความอ้วน
ข้าวโพดต้ม /  ความอ้วน / 

หลายคนๆคงจะชอบผลัดวันประกันพรุ่งในการออกกำลังกาย แม้ปากจะบ่นว่า อ้วน อ้วน อ้วน แต่พฤติกรรมกลับตรงกันข้าม กินเยอะ กินของหวาน แถมยังไม่ออกกำลังกายอีกด้วย ยิ่งทำให้เริ่มอ้วนมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก แต่ ความอ้วน ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสุขภาพของเราอีกด้วย เพราะ ความอ้วน จะนำโรคร้ายต่างๆมาสู่เราได้เช่นกัน ไปดูกันดีกว่าว่า ความอ้วน จะพาโรคร้ายอะไรบ้างมาสู่เรา 1. ไขมันในเลือดสูง ซึ่งนำไปสู่ความผิดปกติของระบบอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าเม็ดไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ยิ่งหนามากขึ้นๆ ถนนของเจ้าเลือดก็เดินไม่สะดวกตามไป ก็เลือดต้องไปหล่อเลี้ยงเซลล์ทุกส่วนของร่างกาย และเราก็ขาดเลือดไม่ได้ แน่นอนจะมีปัญหาต่อสุขภาพตามมาอีกมาก ทั้งโรคหัวใจวาย ความดันโลหิตสูง เหนื่อยหอบ มึนงงบ่อยๆ เป็นลม เมื่อเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายไม่ดี เซลล์ก็เสื่อมโทรมลง อนุมูลอิสระก็เกิดเร็วขึ้น ทีนี้แหละ แก่เร็วอย่างเห็นได้ชัด 2. ความดันโลหิตสูง เมื่อไขมันเคลือบผนังหลอดเลือด บางจุดอาจตีบมาก หัวใจมีหน้าที่เหมือนปั๊มน้ำ ก็ต้องขับดันเลือดวิ่งไปให้ทั่วร่างกายทุกซอกทุกมุม เมื่อบางจุดโดนบีบให้แคบ แต่ร่างกายต้องการเลือด มันอาจออกแรงผลักดันเลือด อาจทำให้เส้นเลือดในสมองแตก ถึงแก่ชีวิต หรือพิการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ 3. โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประเทศอุตสาหกรรม รวมทั้งประเทศไทยด้วย เนื่องจากไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน หัวใจทำงานเพิ่มมากขึ้น ถ้าเป็นกับเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจก็ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด และหัวใจวาย 4. โรคเบาหวาน พบว่าคนไทยเป็นเบาหวานกันประมาณ 3 ล้านคน ลองคิดดูว่าไม่น้อย วันหน้าถ้ายังใช้ชีวิตเผอเรอ มีหวังได้เป็นเบาหวานด้วยอีกคน โรคนี้เป็นเพื่อนคู่ซี้กับโรคอ้วน ที่มักพบควบคู่กันเสมอ เบาหวานนั้นเพราะระบบควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายผิดปกติ เมื่อเป็นเบาหวานแล้ว ถ้าเกิดเป็นแผลก็มักรักษาไม่หาย กลายเป็นแผลเรื้อรัง บางทีก็เป็นแผลกดทับ ประกอบกับเสี่ยงต่อการติดเชื้อราง่ายขึ้น เพราะมีการอับชื้นของซอกแขน และซอกขามากกว่าปกติ 5. โรคข้อกระดูกเสื่อม โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อเท้า เนื่องจากต้องรับน้ำหนักตัวมากเกินพิกัด บางคนที่อ้วนมากๆ อาจจะยืนหรือเดินไม่ได้เลย เพราะข้อเท้าไม่สามารถรับน้ำหนักได้ คนอ้วนมากๆ จะเดินก็ลำบาก โยกเยกซ้ายขวา เดินไปเหนื่อยหอบไป 6. โรคระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากในคนอ้วนมักมีการเคลื่อนไหวน้อย ชอบนั่งหรือนอน ปอดจึงขยายตัวไม่เต็มที่ ทำให้เกิดการติดเชื้อของทางเดินหายใจได้มากขึ้น บางครั้งถึงกับมีภาวะการหายใจลดลง หายใจติดขัด ทำให้มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในปอด คนอ้วนมากเหนื่อยง่าย ง่วงนอนตลอดเวลา อาจพบภาวะของโรคอารมณ์เศร้าหมองร่วมไปด้วยก็กิน ซึ่งอาจจะช่วยให้อารมณ์ช่วงนั้นดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการทำร้ายตัวเองมากยิ่งขึ้น 7. โรคมะเร็งบางชนิด คนอ้วนมีอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ รวมทั้งโรคมะเร็งได้ 8. โรคนิ่วในถุงน้ำดี และไขมันแทรกในตับ เมื่อมีไขมันมาก การทำงานของตับก็ลดลง เพราะไขมันเข้าไปแทรกอยู่ จนทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี ขอบคุณที่มาจาก : www.slimtobody.com

ระวัง! สารตกค้าง ในผักผลไม้
ดูแลเท้า /  ทำความสะอาดเท้า / 

‘ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง’ หลายคนคงเคยได้ยินข้อความรณรงค์ให้คนไทยหันมากิน ผัก ผลไม้ควบคู่กับอาหารชนิดอื่นๆ กินให้ครบทุกมื้อ และให้ได้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม แต่ปัจจุบันกลับพบว่า ผักและผลไม้ที่มีคุณค่าต่อร่างกาย กลับมีสารเคมีตกค้างเกินปริมาณที่กำหนดไว้ … หากเป็นอย่างนี้แล้ว ผู้บริโภคควรทำอย่างไร? ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงาน เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN : Thailand Pesticide Alert Network) ให้ข้อมูลว่า จากการสุ่มตรวจผัก ผลไม้ 10 ชนิด คือคะน้า ถั่วฝักยาว พริกจินดา ผักชี กะเพรา ส้มไทย ส้มจีน แอปเปิล ฝรั่ง แตงโม และสตรอเบอร์รี่ ตรวจพบสารเคมี 4 กลุ่ม ตกค้างในผักผลไม้ 10 ชนิด คือมี กลุ่มคาร์บาเมท ซึ่งมีสารอันตรายร้ายแรงอย่างคาร์โบฟูแรน กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ออกาโนคลอรีน ไพรีทรอยด์ ซึ่งทั้งหมดเป็นสารเคมีกำจัดแมลง ส่วนอีกกลุ่มเป็นสารป้องกันเชื้อราและโรคพืช คือ คาร์เบนดาซิม  ซึ่งเพิ่มการตรวจเฉพาะใน ส้ม แอปเปิล และสตรอเบอร์รี่ “ก่อนการตรวจสอบคิดว่า สารคาร์เบนดาซิม อาจมีตกค้างบ้าง แต่อาจเพราะไม่เคยมีการตรวจสอบมาก่อน เมื่อได้ตรวจจริงๆ จึงพบว่าการตกค้างเยอะกว่าค่า MRLs ค่อนข้างมาก ถ้าหากมีการสะสมในระยะยาวก็เป็นอันตรายหมด เพียงแต่เป้าหมายในการก่อโรคเรื้อรังแตกต่างกัน” ปรกชล อธิบายเพิ่มเติม ค่า MRLs คืออะไร? MRLs หรือ Maximum Residue Limits  คือ ระดับปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดในอาหาร ที่ยอมรับให้มีได้ที่พบในอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ จะแสดง ค่า MRLs เป็นหน่วย มิลลิกรัม (มก.) ของสารพิษตกค้างต่อกิโลกรัม (กก.) ของผลิตภัณฑ์อาหาร โดยในประเทศไทย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จะเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดการจัดตั้งค่ามาตรฐานสารพิษตกค้างในพืชผลเกษตร ‘ผัก ผลไม้ในห้าง สารตกค้าง มากกว่า ตลาดสด’ ปรกชล บอกเล่าถึงการสุ่มตรวจผักผลไม้ว่า การสุ่มตรวจผัก ผลไม้ทั้ง 10 ชนิด จะแบ่งตรวจในห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีทั้งผักที่รับรองมาตรฐานและไม่ได้รับรองมาตรฐาน Q หรือ เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ส่วนตลาดจะมีทั้งตลาดค้าส่งและตลาดสดทั่วไป โดยจะสุ่มตรวจใน 5 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ซึ่งตรวจทั้งในห้างและตลาดสด ส่วนขอนแก่น ยโสธร และสงขลา จะตรวจในตลาดสดอย่างเดียว และผลการสุ่มตรวจส่วนใหญ่พบว่า ในห้างมีสารเคมีตกค้างเกินค่ามาตรฐานมากกว่าตลาดสด สำหรับผัก ผลไม้ที่พบว่ามีค่า MRLs ตกค้างเกินมาตรฐานสูงสุด คือ ส้มสายน้ำผึ้ง พบสารเคมีตกค้าง 100%  ฝรั่ง 69.2% แอปเปิล 58 % คะน้า 54% สตรอเบอร์รี่ ส้มจีน กะเพรา ชนิดละ 50% ถั่วฝักยาว 42.8% ผักชี 36 % แตงโม15% และพริกจินดา 8.3% เนื่องจากผัก ผลไม้ทั้ง 10 ชนิด ที่สุ่มตรวจเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ทำให้เกิดความต้องการบริโภคสูงขึ้น กระบวนการผลิตจึงต้องรวบรัดเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคนั่นเอง และจากการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่พบว่า ผักในห้างมี สารตกค้าง เยอะกว่าตลาดสด เนื่องจากเมื่อส่งผัก ผลไม้ขึ้นห้างสรรพสินค้า ความกังวลเรื่องการตลาดจะไม่มี เพราะสามารถขายได้ราคาสูง และผักที่อยู่ในห้างต้องมีลักษณะสวย ไม่มีรอยกัดกินของแมลง ทำให้การกำจัดแมลงทำได้อย่างเต็มที่ ปรกชล บอกอีกว่า หลักจากที่มีการตรวจสอบ ทางเครือข่ายฯ ได้พูดคุยกับห้างสรรพสินค้า ตลาดสด ผู้ค้าปลีก และหน่วยงานภาครัฐ เกี่ยวกับการแก้ปัญหา เนื่องจากการตกค้างของสารเคมีในผัก ผลไม้มีค่าเฉลี่ย เกินมาตรฐานมากถึง 46.6% จึงต้องได้รับการควบคุมโดยด่วน ส่วนด้านผู้ประกอบการรับทราบปัญหาและพยายามกำชับให้ตัวแทนรับส่งสินค้า หรือทางพ่อค้าคนกลางบอกต่อไปยังด้านเกษตรกร ให้ลดปริมาณการใช้สารเคมี และสร้างความร่วมมือผลักดันการกำหนดค่า MRLs ที่คุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น ‘ผู้บริโภคต้องเปลี่ยนพฤติกรรมและตื่นตัว’ ‘จริงๆ แล้วผู้บริโภคเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดสิทธิ์ หากเราสนใจแหล่งที่มาของผักและผลไม้ การให้ความสำคัญเรื่องสารเคมีตกค้าง หรือการส่งเสริมให้เกิดการผลิตผัก ผลไม้แบบปลอดภัยมากขึ้น โดยการเลือกซื้อผัก ผลไม้ที่ปลอดสารเคมี การเลือกบริโภคผักจากการเกษตรในรูปแบบอื่นๆ อย่างเกษตรอินทรีย์หรือกินผัก ผลไม้ที่ตรงตามฤดูกาล ก็เป็นการลดการผลิตนอกฤดูกาล ลดการควบคุมโรคแมลงและการใช้สารเคมีต่างๆ’ ปรกชล เสนอแนะ นอกจากนี้ ยังทิ้งท้ายไว้ว่า การทำความสะอาด ผักผลไม้ โดยการล้างด้วยน้ำสะอาด สามารถลดได้บางส่วนสำหรับสารเคมีที่ไม่ดูดซึม แต่สารเคมีที่มีการดูดซึมในเนื้อเยื่อ ก็ไม่สามารถล้างออกได้ เราจึงต้องเปลี่ยนแปลงที่ขั้นตอนการผลิต เกษตรกรต้องไม่มีการใช้สารเคมีประเภทดูดซึม หรือใช้แล้วควรเว้นระยะเก็บเกี่ยวเพื่อให้สารเคมีสลายไป ประเทศไทยมีการใช้สารเคมี 400 กว่าชนิด สารตกค้าง ที่มีสารเคมีดูดซึมในเนื้อเยื่อปนอยู่ถึง 51 % เราเองในฐานะผู้บริโภคควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ ผู้บริโภคสามารถสนับสนุนเกษตรทางเลือก การเกษตรปลอดสารพิษ รวมทั้งการรู้จักตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้บริโภค ก็จะช่วยให้สังคมตื่นตัว หันมาสนใจ และทำให้หน่วยงานภาครัฐ ผู้ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ พร้อมกับร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ขอบคุณที่มาจาก : พิมพ์ชนก ศรเพชร Team Content www.thaihealth.or.th

มะเร็ง หากตรวจพบเร็ว รักษาให้หายขาดได้
มะเร็ง /  มะเร็งรักษาได้ / 

สถาบัน มะเร็ง แห่งชาติ ระดมแพทย์ทั่วประเทศ พัฒนาศักยภาพรักษาผู้ป่วย มะเร็ง พร้อมระบุมะเร็งหลายชนิด  อาทิ มะเร็งเต้านม  มะเร็งลูกอัณฑะ  มะเร็งรังไข่ชนิดเนื้อเยื่อบุผิว หากตรวจพบในระยะเริ่มแรกสามารถรักษาหายได้ นายแพทย์ภาสกรชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการโรค มะเร็ง แห่งชาติ ครั้งที่ 12 ว่า  โรค มะเร็ง เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย จากรายงานของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2554 พบว่า ปัจจุบันคนไทยเสียชีวิต  จากโรค มะเร็ง ปีละประมาณ 60,000 รายหรือเฉลี่ย 7   รายต่อชั่วโมง และยังคงพบอัตราการเกิดโรค มะเร็ง เพิ่มขึ้นทุกปีโดย มะเร็ง ที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรกในเพศชาย คือ มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ส่วน  3  อันดับแรกในเพศหญิง คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก  มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี  ซึ่งการรักษาผู้ป่วยโรค มะเร็ง ต้องใช้ระยะเวลาต่อเนื่อง และเสียค่าใช้จ่ายสูง  จึงส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม และเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาโรค มะเร็ง  รวมทั้งเพื่อให้ผลลัพธ์จากความก้าวหน้าทางวิชาการ  มีความเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์การควบคุมโรค มะเร็ง ระดับชาติ ซึ่งจะนำไปสู่การดำเนินงานของแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข  คือ การลดอัตราการเกิด และการตายจากโรค มะเร็ง ทำให้ประชาชนชาวไทยห่างไกลจากโรค มะเร็ง ยกระดับการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งนับว่าเป็นการพัฒนาประเทศอีกทางหนึ่ง ดังนั้น สถาบันมะเร็งแห่งชาติ  จึงร่วมกับโรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค 7 แห่ง ของกรมการแพทย์ จัดประชุมวิชาการโรคมะเร็งแห่งชาติในหัวข้อ “National Strategies to Nationwide Cancer Care” โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล นักวิชาการ นักวิจัย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับโรค มะเร็ง ในหลากหลายสาขา จำนวน 800 คน จากทั่วประเทศ   มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับโรค มะเร็ง ได้ทราบถึงความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี และวิทยาการต่าง ๆ ในการป้องกัน ควบคุม และรักษาโรค มะเร็ง  รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสบการณ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำไปพัฒนาการป้องกัน ควบคุม และรักษาโรค มะเร็ง ให้มีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น นายแพทย์วีรวุฒิ  อิ่มสำราญ  ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ  กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นกลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ มากกว่าปกติ ให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง หลอดเลือดและหลอดน้ำเหลืองและในที่สุดก็จะทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะเหล่านั้นผิดปกติโดยมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ที่สำคัญ 3 ประการ คือ หนึ่ง ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม  ยารักษาโรค  รวมทั้งการได้รับรังสี เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และพยาธิบางชนิด สอง ปัจจัยจากพฤติกรรม  เช่น การสูบบุหรี่  ดื่มสุราเป็นประจำ การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงหรือเค็มจัด อาหารที่มีส่วนผสมดินประสิวและไหม้เกรียมเป็นประจำและสุดท้ายปัจจัยทางพันธุกรรม เช่น ความผิดปกติของยีน  และความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ในปัจจุบันแพทย์สามารถรักษามะเร็งหลายชนิดให้หายได้ และทำให้ผู้ป่วยมะเร็งมีอัตรารอดชีวิตที่ยาวนานมากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของมะเร็งที่พบ  เพราะมะเร็งระยะเริ่มแรกย่อมมีการตอบสนองต่อการรักษาหรือมีโอกาสหายขาดมากกว่าระยะลุกลาม หรือระยะสุดท้าย  ดังนั้น  การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรกจึงมีความสำคัญ สำหรับการป้องกันโรคมะเร็ง มีหลักการง่าย ๆ คือ  ออกกำลังกายประจำ ทำจิตแจ่มใส กินผักผลไม้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของมื้ออาหาร  กินอาหารให้หลากหลาย ไม่ซ้ำซาก จำเจ และใหม่สด สะอาด ปราศจากเชื้อรา ไม่กินอาหารที่มีไขมันสูง  อาหารปิ้งย่างหรือทอดไหม้เกรียม  อาหารหมักดองเค็ม และปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดดิบ ๆ รวมทั้งไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา  ไม่มีเซ็กซ์มั่วหรือไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย  ไม่อยู่กลางแดดนานๆ  และที่สำคัญคือตรวจร่างกายเพื่อค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก เป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง ขอบคุณที่มาจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

สังฆทาน ทำเอง ที่พระสงฆ์ใช้งานได้จริง มีอะไรบ้าง?
ถวายสังฆทาน /  ทำบุญ / 

สังฆทาน ถวายอย่างไรให้ได้บุญ ขึ้นชื่อว่าเป็นชาวพุทธ ว่างเว้นจากงานและกิจวัตรประจำวันทั่วไป หลายคนเลือกที่จะเข้าวัดทำบุญถวาย สังฆทาน ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดธรรมดา หรือวันสำคัญต่างๆของพระพุทธศาสนา ถือเป็นเรื่องที่ดีงามในสังคม แต่ทุกอย่างบนโลกนี้ย่อมมีหลายด้านเสมอ ธุรกิจร้านขายสังฆทานที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของวัดที่เราเห็นกันส่วนใหญ่นั้น ล้วนแล้วแต่เปิดเพื่อแสวงหากำไรจากความศรัทธาของมนุษย์ โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม ด้วยการนำสิ่งของที่ไร้ประโยชน์ ไม่สามารถใช้ได้จริง หรือบางทีหมดอายุแล้ว มาขายในราคาที่แพงมหาโหด พระสงฆ์ตามหลักของพระพุทธศาสนานั้นถือว่าเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนา ไม่สามารถที่จะเลือกหรือสั่งญาติโยมให้ถวายสิ่งของตามที่ใจต้องการได้ เหมือนที่เราพูดกันอยู่บ่อยครั้งว่าตักบาตรอย่าถามพระ จึงเป็นช่องว่างให้เจ้าของธุรกิจ สังฆทาน กอบโกยกำไรได้อย่างสบายๆ วันนี้แม่หมอ แห่ง Horoscope.mthai.com จะมาบอกต่อสิ่งของที่เราสามารถจัด สังฆทาน ได้เองแบบที่พระสงฆ์ใช้งานได้จริง และมีประโยชน์ จึงอยากให้ทุกคนลองหันมาจัดชุดสังฆทานด้วยตัวเอง รับรองว่าอิ่มบุญแน่นอนค่ะ 1. ผ้าสบง จีวร หรือผ้าอาบน้ำคุณภาพดี ขนาดมาตรฐาน และ ไม่บางจนเกินไป 2. รองเท้า เลือกประเภทที่ทำจากวัถตุดิบดี ไม่ขาดง่าย พื้นรองเท้าไม่บาง เลือกแบบที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ใส่ครั้งเดียวขาด หรือ โดนน้ำแล้วลื่นหัวแตก 3. มีดโกน เนื่องจากพระสงฆ์จะต้องปลงผมอยู่เรื่อยๆ ใบมีดโกนจึงมีความจำเป็นอย่างมาก แต่เลือกใบมีดเกรดดีที่คม ไม่อย่างนั้นจะทำให้เกิดเลือดออกได้ 4. แชมพู ถึงแม้พระสงฆ์จะปลงผม แต่จำเป็นต้องทำความสะอาดเพื่อป้องกันโรคผิวหนัง ควรซื้อแชมพูยาชนิดป้องกันรังแค และเชื้อราบนหนังศรีษะ 5. แปรงสีฟัน เลือกแปรงชนิดที่นุ่มๆหน่อย ไม่ใช่แปรงทีเหงือกแทบหลุด 6. โฟมล้างหน้า อากาศเมืองไทยร้อนมาก ไหนจะฝุ่นละอองเต็มไปหมด พระท่านจึงต้องใช้โฟมล้างหน้า เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกเช่นเดียวกัน อย่าคิดว่าพระจะไม่ใช้นะจ๊ะ 7. สบู่ ครีมอาบน้ำ สิ่งจำเป็น ที่ขาดไม่ได้เลยจริงๆ 8. ผงซักฟอก น้ำยาซักผ้า และ น้ำยาปรับผ้านุ่ม สำหรับซักทำความสะอาดผ้าสบง จีวร 9. กาแฟ โกโก้ หรือ น้ำผลไม้ เพื่อสุขภาพที่ดีของพระ เนื่องจากใบชาคุณภาพต่ำหรือว่าน้ำขิงไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์จริง 10. ชุดน้ำพริก อาหารแห้ง ถ้านึกอะไรไม่ออกขอให้นึกถึงกระปุกน้ำพริกไว้ก่อนเลย 11. ยากันยุง วัดในต่างจังหวัดยุงเยอะมาก หรือสำหรับพระที่ต้องออกเดินธุดงกลางป่า 12. อุปกรณ์ทำความสะอาดกุฏิและวัด เช่น ไม้กวาด ไม้ถูพื้น น้ำยาถูพื้น 13. เครื่องเขียน และ สมุด พระสมัยนี้ต้องเรียนพระปริยัติธรรม 14. ยารักษาโรค ที่มีมาตรฐานและผ่านการรับรอง ใช้สำหรับรักษาโรคพื้นฐานทั่วไป หากต้องการทำบุญให้ได้บุญอย่างแท้จริง อยู่ที่ความตั้งมั่นตั้งใจของตัวเรา สิ่งของที่นำไปถวายพระสงฆ์เป็นเพียงของนอกกาย แต่จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าหากว่าของนอกกายเหล่านี้ ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด  เรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com รูปภาพจาก : http://www.guitarthai.com

ลิ้น เปลี่ยนสี บอกได้ว่าคุณกำลัง เป็นโรค อะไร?
ผิดปกติ /  ลิ้น / 

แพทย์จีนเชื่อว่า การที่ร่างกายแสดงอาการผิดปกติ คือการส่งสัญญาณเตือนว่า ระบบภายในร่างกายกำลังมีปัญหา ดังเช่น การที่ ลิ้น มีสีหรือลักษณะที่ผิดปกติไปจากเดิม นั่นก็เป็นลักษณะที่บ่งบอกถึงความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้น และต่อไปนี้คือ อาการต่างๆ ที่อาจกำลังเกิดขึ้น เมื่อ ลิ้น มีลักษณะดังนี้ 1.ลิ้นมีสีขาดซีด บ่งบอกว่า ร่างกายกำลังประสบปัญหา โลหิตจาง หรืออาจมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารโดยไม่รู้ตัว 2. ลิ้นมีสีเขียวม่วง หมายความว่า ร่างกายกำลังขาดออกซิเจน หรือ อาจเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ หรือพบได้ในคนที่มีอาการตับวาย 3. ลิ้นเป็นฝ้าคล้ำ เกิดจากการสูบบุหรี่หนัก หรือการรับประทานยาปฎิชีวนะมากเกินไป ซึ่งไปทำลายแบคทีเรียที่ดีบนลิ้น 4. ลิ้นเป็นฝ้าขาว อาจพบในเด็กทารก คนแก่ หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดเชื้อราที่ลิ้น หรืออาจบ่งบอกว่า คุณเป็นคนที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากเรื้อรัง 5.ลิ้นแดงและมีอาการเจ็บ เกิดจากการขาดสารอาหาร พวกวิตามินบี1 จำพวก ธัญพืช ข้าวซ้อมมือ หรือ ถั่วต่างๆ 6. ลิ้นอักเสบ แดงและเจ็บ มีเลือดออกง่าย ร่วมกับบริเวณขอบลิ้นแตกร่องเป็นแผล เกิดจากการที่ขาดสารอาหารจำพวก วิตามินบี5 ที่พบให้อาหารจำพวก ถั่วลิสง งา อะโวคาโด แอปเปิ้ล 7.ทั่วลิ้นมีฝ้าขาว และมีจุดแดงๆ บนลิ้น รวมถึงมีไข้ด้วย บ่งบอกว่า คุณกำลังติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสบางชนิด และสำหรับ คนที่มีสุขภาพดี เลือดลมดี นั้น ลิ้น จะมีสีชมพู มีความชุ่มชื้นพอเหมาะ ไม่มีฝ้าขาวหรือเหลืองปะปนอยู่บนลิ้น เรียบเรียงโดย Health.mthai.com ข้อมูลจากนิตยสาร ชีวจิต

เลือก แปรงสีฟัน อย่างไร? ให้ดีต่อสุขภาพ
ทันตกรรม /  ฟัน / 

เวลาที่เราจะเลือกซื้อ แปรงสีฟัน ดีๆสักอันเรามักจะเลือกไม่ถูกใช่ไหมคะ? เพราะในโซน แปรงสีฟัน ตามห้างสรรพสินค้า มีแปรงสีฟันให้เลือกเยอะมาก ยี่สิบสามสิบแบบจนไม่รู้จะเลือกอันไหนมาใช้ดีที่เหมาะกับฟันของเรา วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับการเลือก แปรงสีฟัน ที่ดีมาฝากกันค่ะ ไปดูเลย แปรงสีฟัน ที่ผลิตและจำหน่ายในท้องตลาดจะมีรูปร่างหน้าตาของผลิตภัณฑ์แตกต่างกับความต้องการและวัตถุประสงค์ที่ใช้ในการแปรง แบ่งเป็น 4 ประเภทตามขนาด โดยใช้อายุของผู้ใช้เป็นเกณฑ์ในการแบ่ง ดังนี้ แปรงสีฟันสำหรับเด็กต่ำกว่า 3 ปี แปรงสีฟันสำหรับเด็ก 3 - 6 ปี แปรงสีฟันสำหรับเด็ก 6 - 12 ปี แปรงสีฟันสำหรับผู้ใหญ่ ขนแปรง แปรงสีฟัน ตามหลักมาตรฐานวิชาการแปรงสีฟัน กรมอนามัย แบ่งเป็น 2 ชนิด ตามความอ่อนแข็งของขนแปรง คือ ชนิดนุ่ม (soft) และ ชนิดปานกลาง ( medium) ลักษณะของ แปรงสีฟัน ที่ดี ประกอบด้วย หัวแปรง ควรมน ไม่เป็นเหลี่ยมมุม ขนาดไม่ใหญ่เกินไป สามารถเข้าไปทำความสะอาดฟันทุกซี่ในช่องปากได้ง่าย ขนแปรง ควรทำจากไนล่อน ชนิดอ่อนนุ่ม เป็นกระจุกมี 3-4 แถว เพื่อช่วยพยุงซึ่งกันและกัน เมื่อได้รับแรงกดเวลาแปรงฟัน ขนแปรงแต่ละเส้นมีการมนปลาย เพื่อไม่ให้ปลายคมขรุขระ ที่อาจทำอันตรายต่อเหงือกและฟัน ด้ามแปรงตรง หรือทำมุมเพียงเล็กน้อย จับถนัดมือ ฉลาก มีข้อมูลเพียงพอต่อการเลือกซื้อ ต้องระบุสิ่งต่อไปนี้ - ชนิดขนแปรง เช่น อ่อนนุ่ม ปานกลาง หรือ แข็ง - ลักษณะปลายขนแปรง เช่น มนกลม ปลายตัด ปลายเรียว หรืออื่น ๆ ตามที่เป็นจริง - วิธีใช้ / ข้อแนะนำ - วันเดือนปี ที่ผลิต - ผู้ผลิต / เครื่องหมายการค้า ราคา แปรงสีฟัน ที่ดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง วิธีการใช้และประโยชน์ ใช้ทำความสะอาดฟันและลิ้น ใช้ร่วมกับยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ แปรงฟันอย่างถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งโดยเฉพาะก่อนนอน การแปรงฟันไม่ควรออกแรงแปรงมากจนเกินไป เพราะจะทำให้บริเวณคอฟันสึกได้ ควรออกแรง เพียงเบา ๆ และให้นานอย่างน้อย 2 นาทีขึ้นไป ควรแปรงลิ้นทุกครั้งหลังแปรงฟัน หลังแปรงฟันและลิ้นเสร็จ ล้างแปรงสีฟันให้สะอาดจนหมดคราบยาสีฟัน ผึ่งให้แห้งโดยวางหัวแปรงตั้งขึ้นไม่จำเป็นต้องแช่หรือล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ / น้ำยาบ้วนปาก / น้ำยาล้างจาน / ลวกน้ำร้อน / ไมโครเวฟ หรือแสงอุตราไวโอเลต เพื่อฆ่าเชื้อ เพราะจะทำให้แปรงสีฟันเสื่อมสภาพเร็วอย่าเก็บแปรงสีฟันในที่เปียกชื้น หรือ อับทึบ จะทำให้เชื้อโรค เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี หากเกิดเชื้อรา จะเป็นคราบสีเหลืองหรือดำตามซอกขน ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3-4 เดือน หรือเมื่อขนแปรงบานจนทำความสะอาดฟัน ได้ไม่ดี และทิ่มตำเหงือก ที่สำคัญต้องเลือกแปรงสีฟันให้มีขนาดพอดี เหมาะกับปากของตนเอง แปรงสีฟันเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กำจัดแผ่นคราบจุลินทรีย์ แปรงฟันอย่างถูกวิธีจะสามารถป้องกันฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ และโรคปริทันต์ได้ แปรงสีฟันไฟฟ้าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้มือได้ดี เช่น คนพิการ เด็ก และผู้ที่ต้องช่วยแปรงฟันให้ผู้อื่น สำหรับคนทั่วไป สามารถใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าและแปรงสีฟันธรรมดาทำความสะอาดได้ดีเท่ากัน เมื่อใช้อย่างถูกต้อง ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็ง หรือ แบบ Hard โดยคิดว่าแปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็งน่าจะสามารถกำจัดคราบเศษอาหารได้ดีกว่าขนแปรงอ่อน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง แต่แปรงขนแข็งนี้ จะทำให้คอฟันสึกไปด้วยในขณะที่แปรงฟัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแปรงฟันผิดวิธี คือ แปรงฟันแบบถูไปมา ขนแปรงสีฟันที่แข็งจะยิ่งทำให้ฟันสึกมากขึ้นลักษณะปลายขนแปรงเป็นแบบปลายตัด ส่วนใหญ่จะมีลักษณะขรุขระ ทำอันตรายต่อเหงือกและผิวเคลือบฟัน ขอบคุณที่มาจาก : กรมอนามัย

มะขามป้อม วิตามินซีสูงพร้อมสรรพคุณทางยาอีกเพียบ!
ข้อดีของมะขามป้อม /  ประโยชน์ของมะขามป้อม / 

มะขามป้อม มีวิตามินซีสูงมากที่สุดในบรรดาพืชทุกชนิดที่มีในโลก ในผลมีสารป้องกันการเกิดออกซิไดซ์วิตามินซี ทำให้วิตามินซีคงตัวอยู่ได้นาน ผลแห้ง เก็บไว้ในที่เย็น เช่น ในตู้เย็น นาน 365 วัน จะเสียวิตามินซีไปร้อยละ 20 ผล มะขามป้อม ดองในน้ำเกลือร้อยละ 8 นาน 20 วัน ความเข้มข้นของกรดเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 0.77 เป็นร้อยละ 1.44 วิตามินซีเสียไปประมาณร้อยละ 68 ดองในน้ำเกลือร้อยละ 10 ความเข้มข้นของกรดเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 0.63 เป็นร้อยละ 1.39 วิตามินซีเสียไปประมาณร้อยละ 72 นอกจากนี้ ในการดองจะมีพวกกรดทั้งชนิดระเหยและไม่ระเหยเพิ่มขึ้น ดองในน้ำเกลือร้อยละ 8 จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ดองในน้ำเกลือร้อยละ 10 ผล มะขามป้อม ที่ดองด้วยน้ำเกลือร้อยละ 8 มีกลิ่นของมันเองลดลง และมีกลิ่นหมักดีขึ้น ส่วนที่ดองด้วยน้ำเกลือร้อยละ 10 มีกลิ่นของมันเองลดลง ผลที่ดองมีสีน้ำตาลแดง เนื้อนุ่มขึ้น ผลพองตัวมีขนาดใหญ่ขึ้น และบางผลก็แตกออก มีรสเปรี้ยวๆ เค็มๆ ผลสดถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง (29-37 องศา-เซลเซียส) นาน 365 วัน จะเสียวิตามินซีไปร้อยละ 67 เนื้อผลตากแดดให้แห้ง จะเสียวิตามินซีไปประมาณร้อยละ 60 ถ้าทำให้แห้งที่อุณหภูมิห้อง จะเสียวิตามินซีไปไม่มากนัก เนื้อผลแห้งเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องจะเสียวิตามินซีไปร้อยละ 25 ในเวลา 2 สัปดาห์ เสียวิตามินซีไปร้อยละ 50 ในเวลา 4 สัปดาห์ และเสียไปร้อยละ 60 ในเวลา 48 สัปดาห์ น้ำคั้นจากผล ใส่ขวดเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องนาน 2 สัปดาห์ จะเสียวิตามินซีไปมากกว่าร้อยละ 50 แต่ถ้าเก็บในตู้เย็นนาน 9 สัปดาห์ จะเสียวิตามินซีไปน้อย กว่าร้อยละ 50 ในน้ำคั้นจากผลที่ใส่ขวดเก็บไว้ จะมี ความเป็นกรดเพิ่มขึ้นและมีความเป็นกรดคงที่ ที่ pH2 แต่อย่างไรก็ตาม ผล มะขามป้อม ยังมีสารในกลุ่ม แทนนินชื่อว่า emblicanins A และ B ที่มีฤทธิ์เป็นเช่นเดียวกับวิตามินซี แต่มีฤทธิ์แรงกว่าและไม่สลายตัวง่ายเช่นเดียวกับวิตามินซี สารดังกล่าวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง เพิ่มภูมิคุ้มกัน กำจัดพิษโลหะหนัก รักษาโรคลักปิดลักเปิด ทั้งยังช่วยเสริมฤทธิ์วิตามินซี ดังนั้น ท่านจึงไม่ต้องกังวลว่า การกิน มะขามป้อม แปรรูปหรือ มะขามป้อม แห้งจะไม่ได้ประโยชน์ มะขามป้อม สรรพคุณตามตำรับยาไทย แก้หวัด ผล มะขามป้อม มีสรรพ-คุณแก้หวัด แก้ไอได้ดี เป็นที่รู้กันในทุกประเทศที่มี มะขามป้อม จนปัจจุบันมีสิทธิบัตรจดในประเทศสหรัฐอเมริกาของตำรับยาที่มีส่วนผสมของ มะขามป้อมอยู่ระบุสรรพคุณในการแก้หวัด แก้ไข้ ซึ่งอาจเนื่องมาจากวิตามินซีหรือสาร ในกลุ่มแทนนิน อาการเป็นหวัด ไอ เจ็บคอ ปากคอแห้ง ให้ใช้ผลสด 15-30 ผล คั้นเอาน้ำ มาจากผล หรือต้มทั้งผลแล้วดื่ม แทนน้ำเป็นครั้งคราว ไข้จากเปลี่ยนอากาศ ใช้ มะขามป้อม สดตำคั้นน้ำดื่ม จะช่วยลดไข้ได้ ดื่มวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ช้อนชา น้ำคั้น มะขามป้อม เป็นยาเย็นช่วยลดความ ร้อน และระบายความร้อนออกจากร่างกาย โดยช่วยขับปัสสาวะและระบายท้อง ไอ เจ็บคอ เสมหะติดคอ ตามตำรายาไทยเชื่อว่าของที่มีรสเปรี้ยวทุกชนิดช่วยละลายเสมหะ และหมอยา พื้นบ้านเชื่อว่ารสเปรี้ยวที่ละลายเสมหะและบำรุงเสียงได้ดีที่สุดคือ มะขามป้อม ปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าใน มะขามป้อม มีสารที่ละลายน้ำได้มีฤทธิ์ละลายเสมหะ และที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรมีการพัฒนายาแก้ไอ มะขามป้อม ขึ้นทะเบียนยาเป็นยาแผนโบราณ เป็นที่นิยมของทั้งผู้ใช้ยาและแพทย์ โดยตำรับยาทำได้ง่ายๆ เพียงแต่นำ มะขามป้อม แห้งมาต้มแล้วแต่งรส มะขามป้อม ที่จะนำมากินแก้ไอ เจ็บคอ ควรเลือกลูกที่แก่จัดจนผิวออกเหลือง เมื่อมีอาการเป็นหวัด ไอ ให้นำ มะขามป้อม สดมาเคี้ยวอมกับเกลือทุกครั้งที่มีการไอ ถ้าไม่ไอแต่ยังมีไข้อยู่ก็ควรอม มะขามป้อม เพื่อให้ชุ่มคอและขับเสมหะ เป็นการป้องกันการไอได้ด้วย ละลายเสมหะ แก้การกระหายน้ำ ใช้ผลแก่จัด มีรสขม อมเปรี้ยว อมฝาด เมื่อกินแล้วจะรู้สึกชุ่มคอ ใช้สำหรับช่วยละลายเสมหะ กระตุ้นให้เกิดน้ำลาย จึงช่วยแก้การกระหายน้ำได้ดี หรือใช้ผลแห้งประมาณ 6-10 กรัม ถ้าใช้ผลสดประมาณ 10 กรัม ต้มกับน้ำดื่ม หรือคั้นเอาน้ำสำหรับดื่มขับเสมหะ หรือช่วยระบายของเสีย ให้ใช้ผลสด 5-15 ผล ต้มหรือคั้นน้ำมาดื่ม บำรุงเสียง มะขามป้อม สดสามารถช่วยบำรุงเสียงได้ เพราะเวลาอม มะขามป้อม จะทำให้ชุ่มคอ คอไม่แห้ง เสียงจะสดใส นักร้องสมัยก่อนมักจะเฉือนลูก มะขามป้อม ชิ้นหนึ่งมาอมไว้จนร้องเสร็จเพื่อป้องกันไม่ให้เสียงแห้ง บำรุงผม ผลแห้งของ มะขามป้อม มีสรรพคุณ เป็นสารชะล้างอ่อนๆ คนอินเดียนิยมนำมา ใช้ทำเป็นแชมพูสระผม คนอินเดียเชื่อว่า มะขามป้อม บำรุงผม ช่วยทำให้ผมดกดำและป้องกันผมหงอกก่อนวัย ป้องกันผมร่วง ในอินเดียมีการนำ มะขามป้อม มาทำเป็นน้ำมันบำรุงให้ผมดกดำ ป้องกันการหงอกก่อนวัย นำลูก มะขามป้อม มาฝานเป็นแว่นเล็กๆ ตากให้แห้งในที่ร่ม นำมาทอดในน้ำมันมะพร้าว ทอดจนเนื้อ มะขามป้อม ไหม้เกรียม แล้วกรองเก็บไว้ทาผมเป็นประจำ ยาน้ำมันนี้ ถ้าได้ เนื้อลูกสมอไทยและดอกชบาแดง ใส่ลงไปทอดด้วย จะทำให้น้ำมันมีสรรพคุณดียิ่งขึ้น ซึ่งตำรับนี้โรงพยาบาลเจ้าพระยา- อภัยภูเบศรได้พัฒนามาเป็นน้ำมันหมักผม มะขามป้อม สมอไทย และได้ใส่ดอกอัญชันลงไปแทนดอกชบา ซึ่งได้รับความนิยมสูงมาก วิธีทำก็ง่ายๆ ตามที่เขียนไว้ในสูตร น้ำแช่ลูก มะขามป้อม แห้งสามารถบำรุงผมได้ ขั้นตอนก็คือ นำลูก มะขามป้อม แห้ง 1 กำมือ แช่ในน้ำ 1 ขัน แช่ไว้ตลอดคืน เมื่อเวลาสระผมเสร็จแล้ว ให้เอาน้ำแช่ มะขามป้อม นี้ล้างเป็นน้ำสุดท้าย มีการศึกษาพบว่าสารใน มะขามป้อม ช่วยกระตุ้นการงอกของผม และมีการจดสิทธิบัตรส่วนผสมที่มี มะขามป้อม ที่ใช้กับเส้นผม บำรุงร่างกายให้แข็งแรง มะขามป้อม มีรสเปรี้ยว ฝาด ขม เช่นเดียวกับสมอไทย จึงสามารถ แก้โรคต่างๆ ได้มากเช่นเดียวกับสมอไทย ตำรายาอินเดียยกย่องมะ ขามป้อมไว้มากว่า เป็นผลไม้บำรุงร่างกายที่ดีมาก ตำราบางเล่มถึงกับกล่าวว่า ถ้าคนอินเดียไม่มองข้าม มะขามป้อม คือเอา มะขามป้อม มากินเป็นประจำวันละ 1 ลูก ทุกวัน เขาเชื่อว่าคนอินเดียจะมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงกว่านี้มากนัก ทั้งนี้เพราะ มะขามป้อม บำรุงอวัยวะแทบทุกส่วนของร่างกาย คือ บำรุงผม สมอง ดวงตา คอ หลอดลม ปอด หัวใจ กระเพาะ ลำไส้ ตับ ไต ตับอ่อน ผิวหนัง แก้น้ำเหลืองเสีย ปรับประจำเดือนให้มาปกติ บำรุงเลือด บำรุงกำลัง ช่วยลดความดันเลือดสูง ปัจจุบันมีการศึกษาพบประโยชน์มากมายของ มะขามป้อม ในการลดความดัน ลดน้ำตาลและลดไขมันในเลือด การกิน มะขามป้อม ช่วยควบคุม โรคเบาหวานทางอายุรเวท พบว่าการ ดื่มน้ำ มะขามป้อม คั้นสด 1 ช้อนโต๊ะ (15 ซีซี) กับน้ำมะระขี้นกคั้นสด 1 ถ้วย ทุกวันเป็นเวลาสองเดือนสามารถกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินและลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้ การกินยาตำรับนี้ต้องมีการควบคุม อาหารอย่างเข้มงวด และยาตำรับนี้ยังลดอาการแทรกซ้อนทางตาจากโรคเบาหวาน ลักปิดลักเปิด มะขามป้อม มีวิตามินซีสูงมาก และเป็นวิตามินซีธรรมชาติ ที่มีสรรพคุณดีกว่าวิตามินซีสังเคราะห์ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ทด-ลองให้คนกินยาเม็ดวิตามินซีกับกิน มะขามป้อม เปรียบเทียบกัน พบว่า วิตามินซีจาก มะขามป้อม ถูกดูดซึมเร็วกว่าวิตามินซีเม็ด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะใน มะขามป้อม มีสารอื่นๆ ที่ช่วยพาวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็ว มะขามป้อม ที่ผ่านการต้ม หรือตากแห้ง ทำให้วิตา-มินซีลดลง แต่ก็ยังเพียงพอที่จะใช้รักษาโรคลักปิดลักเปิดได้ ถ้าเก็บไว้ไม่เกิน 1 ปี กระหายน้ำ มะขามป้อม สดๆ เมื่อรู้สึกคอแห้ง กระหายน้ำจัด ถ้าดื่มน้ำมากกะทันหันจะทำ ให้จุกเสียดไม่สบายได้ ถ้าได้อม มะขามป้อม ก่อน อาการกระหายน้ำและคอแห้งอย่างแรงจะรู้สึกดีขึ้นทันที ไม่ทำให้ ดื่มน้ำมากไป เหมาะแก่การเดินทางไกล วิ่งมาราธอน เวลาอมก็ใช้ฟันกัดลูก มะขามป้อม ให้พอมีน้ำซึมออก มา แล้วดูดลงคอไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมด ท้องผูก คนที่ท้องผูกประจำ ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม ถ้าได้กิน มะขามป้อม แล้วอาการท้องผูกจะหายไป เนื่องจาก มะขามป้อม มีรสฝาด จะทำให้กินยากไปสักหน่อย ควรปรุงรสให้อร่อย ด้วยการนำ มะขามป้อม มาผ่าแคะเม็ดออก (กินแต่เนื้อ) ประมาณ 10 ลูก ใส่พริก เกลือ น้ำตาล ตำพอแหลก กินต่างผลไม้ แต่ควรกินก่อนนอนหรือตอนตื่นนอนใหม่ๆ ในขณะที่ท้องว่าง วิธีลดความฝาดของ มะขามป้อม ก็คือแช่น้ำเกลือ มีขั้นตอนดังนี้ ล้าง มะขามป้อม ให้สะอาด ลวกด้วยน้ำร้อน และนำไปแช่ในน้ำเกลือที่เค็มจัด แช่ไว้สัก 2 วัน รสฝาดก็จะลดลง ยิ่งแช่นานรสฝาดก็ยิ่งหมดไป ไข้ทับระดู นำ มะขามป้อม แห้งจำนวนเท่ากับอายุของผู้ป่วย ลูกสมอไทยแห้งจำนวนเท่า กับอายุของผู้ป่วย ใบมะกาแห้ง 1 กำมือ เกลือนิดหน่อย ใส่น้ำท่วมยา ต้มให้เดือดนาน 15 นาที ในวันแรกที่กินให้กินเว้นระยะห่างทุก 4-6 ชั่วโมง ครั้งละ 1 แก้ว วัน ต่อมาให้กินวันละ 2 ครั้งครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น กิน 3 วันหาย หลังจากกินยาไปแล้ว 12 ชั่วโมงอาการจะดีขึ้น คืออาการปวดหัวเมื่อยตัว ปวดท้อง ทุเลาลง คันจากเชื้อรา ใช้ราก มะขามป้อม สับเป็นชิ้นเล็กๆ พอประมาณ ต้มให้เดือดนาน 15 นาที นำมาทาบริเวณที่มีเชื้อรา วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หลังจากทาแล้วประมาณ 2-3 ชั่วโมงอาการคันจะค่อยๆ ลดลง และจะค่อยๆ หายไปภายใน 7 สัปดาห์ น้ำกัดเท้า-ฮังกล้า น้ำกัดเท้า หรือที่ชาวอีสานเรียกกันว่า "ฮังกล้า" เกิดจากการถอน ต้นกล้าแล้วเอารากกล้าฟาดตีกับข้อเท้าให้ดินโคลนหลุดออกจากรากกล้า ต่อมาเท้าเกิดโรคตุ่มคันขึ้น จะมีอาการคันมาก ยิ่งเกาก็ยิ่งแตกทั่วรอบข้อเท้า ภาคอีสานเป็นกันมาก บางคนก็เรียกว่า "เกลียดน้ำ" ให้ใช้เปลือก ต้น มะขามป้อม ตำให้ละเอียด ผสมน้ำพอเปียกชะโลมให้ทั่ว รักษาได้ ถ้าเกามากจนหนังถลอก น้ำเหลืองไหล ปวดแสบปวดร้อน คือโรคเป็นหนักแล้ว ให้เอาลูก มะขามป้อม แก่ๆ สดๆ มาใส่ในโพรงเหล็กผาลไถนา ใส่น้ำให้เต็มโพรงเหล็กผาลนั้น ตั้งไฟจนมะข้ามป้อมเละ และมีสีดำเหนียว เมื่อเอามาทาแล้วยาจะแห้งเข้าจนดำหมดทั้งหลังเท้าที่แตกเป็นน้ำเหลืองไหล แผลนั้นจะค่อยๆ หายไปจนเป็นปกติ นอกจากนี้แล้วก่อนลงนาหรือหลังจากขึ้นมาจากนา ชาวนาสมัยก่อนนิยมนำเปลือกต้น มะขามป้อม มาแช่เท้าเพื่อฆ่าเชื้อโรคและความฝาดของเปลือก มะขามป้อม ยังช่วยตะกอนโปรตีนทำให้ผิวหนังของเท้าและข้อเท้าหนาขึ้น ทนทานต่อการเกิดน้ำกัดเท้ามากยิ่งขึ้น บิด ถ่ายเป็นบิด ใช้เปลือกต้น มะขามป้อม ต้มใส่ข้าวเปลือกเจ้าดื่มต่างน้ำ ตำราอินเดียบอกว่า ลูก มะขามป้อม ใช้แก้ท้องเสียและบิดได้ดี ด้วย การนำ มะขามป้อม สด 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 3-4 แก้ว ต้มให้เดือดนาน 10-20 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ทุกครั้งที่ถ่าย หรือดื่มทุก 2-4 ชั่วโมง ใบมะขามป้อมมีสรรพคุณแก้บิดและท้องเสียได้เช่นกัน นำใบตำให้ละเอียด ดื่มครั้งละ 1 ช้อนชา ทุก 2-4 ชั่วโมง ถ้าจะให้ดื่มง่ายควรผสมน้ำผึ้งเพื่อให้มีรสชาติกลมกล่อม ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย นำลูก มะขามป้อม แห้ง 3-5 ลูก แช่ในน้ำ 1 แก้ว ตลอดคืน ตื่นเช้าดื่มทั้งน้ำและกินเนื้อทุกวันจนกว่าอาการจะหาย มะขามป้อม ยังแก้กระเพาะอาหารอักเสบและโรคกระเพาะอาหาร มีกรดมากเกินไปได้ด้วย ถ้าจะใช้แก้กระเพาะอาหารอักเสบ ให้กินผงลูก มะขามป้อม  วันละ 4 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ช้อนชา ก่อนอาหารและก่อนนอน หลอดลมอักเสบ กระเพาะอาหารอักเสบ ใช้รากแห้ง 15-30 กรัมต้มกับน้ำ ดื่มแทนน้ำอย่างน้อยวันละ 3-4 ครั้ง แก้น้ำเหลืองเสีย คนที่มีน้ำเหลืองเสีย คือคน ที่เป็นแผลแล้วหายช้า แผลมีน้ำเหลืองไหลมาก หรือผิวหนังถูกอะไร นิดหน่อยก็คันแล้ว หรืออยู่ดีๆ คันทั่วตัว ในคนที่มีน้ำเหลืองเสียควรกิน มะข้ามป้อม 1 ลูก หลังอาหารเป็นประจำทุกวัน แก้ผิวหนังอักเสบ เป็นผื่นคัน ใช้ใบสด ปริมาณพอเหมาะ ต้มกับน้ำปริมาณหนึ่งเท่าตัว ใช้อาบหรือ ชะล้างส่วนที่เป็น ให้ทำบ่อยๆ อย่างต่อเนื่องก็จะช่วยให้ผิวหนังดีขึ้น ขับพยาธิ ใช้น้ำคั้นลูก มะขามป้อม 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำกะทิมะพร้าว 1 ถ้วย ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ติดต่อกัน 1 สัปดาห์ ขับพยาธิตัวตืด และพยาธิปากขอ หิด ผื่นคัน นำเมล็ดในลูก มะขามป้อม มาเผาจนเป็นถ่าน บดให้ละเอียด ผสมด้วยน้ำมันพืช พอให้ยาเหลว ข้น ทาวันละ 2-3 ครั้ง น้ำมันนี้ใช้ทาดับพิษน้ำร้อนลวก และใช้รักษาแผลได้ด้วย แก้ปวดฟัน แก้ปวดฟัน ใช้ปมกิ่งก้านต้มกับน้ำ ใช้อมและบ้วนปาก บ่อยๆ จะบรรเทาอาการปวดฟัน ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 309 มกราคม 2548 นักเขียนหมอชาวบ้าน: ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร 

10 ของใช้ใกล้ตัว น่ากลัวติดโรค
ของใช้ /  สุขภาพ / 

10 ของใช้ใกล้ตัว น่ากลัวติดโรค ........สุขภาพที่เจ็บป่วยอย่างไม่รู้สาเหตุ แท้ที่จริงไม่ต้องคิดหาคำตอบให้ยาก เพราะต้นตอกลับอยู่ที่ของใช้ใกล้ตัว ที่ผู้ใช้ขาดการรักษาความสะอาด ........ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ ผู้อ่านรักษ์สุขภาพต้องลองอ่าน 10 ของใช้ติดตัว น่ากลัวติดโรค โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า เกิดเป็นคนแม้ไม่พ้นเชื้อแต่ก็พยายามช่วยลดมันลงได้แค่เพียงไม่มองข้าม “ของติดตัว” และ “ ของใช้ ใกล้ตัว” ที่น่ากลัวได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าดังต่อไปนี้ครับ คอนแทคเลนส์ ติดตัวติดที่ตา ขออย่าใส่นอนข้ามคืนหรือแม้เป็นชนิดที่ใส่นอนได้ก็ไม่ควรอยู่ดีเพราะกระจกลูกตามีอาหารกินอยู่ทางเดียวคืออากาศ ด้วยมันปราศจากเส้นเลือดเลี้ยงจึงเป็นของที่ควรเปิดโล่งให้รับลมจะดีกว่าครับ หมวกกันน็อค กับที่คาดผม ของติดศีรษะที่นำสิวมาให้ได้ โดยเฉพาะในหมวกกันน็อค ส่วนที่คาดผมหรือที่รัดผมนั้นจะทำให้ผมร่วงง่ายกลายเป็นคนผมบางไปโดยไม่รู้ตัว ขอให้ใช้หมวกกันน็อคตากแดดบ้าง ส่วนที่รัดผมขอพักไว้เวลาวันหยุดบ้างก็ได้ครับ เหล็กดัดฟัน-ฟันปลอม ของที่ติดอยู่ในช่องปากเช่นนี้ดึงเข้าดึงออกแต่ละทีก็เหมือนเติมเชื้อใส่เข้าไป เป็นของที่มีซอกมุม ทำความสะอาดยาก หากไม่แน่ใจเสียแล้วก็จะทำให้เชื้อสะสมอยู่ที่เหงือกกลายเป็นโรคคลาสสิกอย่างรำมะนาดหรือปริทนต์ได้ สร้อยคอ สร้อยแขน ของที่แสนใกล้ตัวและราคาแพงเช่นนี้ไม่ได้การันตีความไม่ป่วย ด้วยสร้อยที่เป็นโลหะจำพวก “นิเกิล” และ “โรเดียม” มีโอกาสกระตุ้นภูมิได้ในผู้ที่ไวต่อมันกลายเป็นผื่นแดงมีอาการคัน ส่วนในท่านที่ใส่สร้อยที่เป็นเชือกหรือวัสดุธรรมชาติก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้ดีตามเส้นใยที่ว่านั้นต้องระวังเชื้อรากันด้วย กระเป๋าถือ ไม่ว่าจะสะพายไขว้หน้าราคาเรือนแสนหรือกระเป๋าสตางค์ใบจ้อยกะร่อยกะหริบก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้พอกัน อย่าลืมว่ามันเป็นส่วนที่ต้องออกไปท่องโลกกว้างพร้อมกับตัวท่านทุกวัน แต่กลับไม่ค่อยได้อาบน้ำท่าทำความสะอาดเหมือนคน เพราะไม่อย่างนั้นหนังอาจเสื่อมเร็ว ดังนั้นควรระวังเรื่องความชื้นและกระเป๋าที่มีซอกหลืบเยอะให้ดี มืออนามัย แม้จะใส่เพื่อความสะอาดแต่ก็อาจป่วยได้โดยเฉพาะถุงมือยางที่เรียกว่า “ลาเท็กซ์” ทั้งในบุคคลากรแพทย์หรืออาชีพที่ต้องใส่ถุงมือทำงาน จะมีอาการ “แพ้” ได้กลายเป็นตุ่มใสบ้างแดงบ้างแถมคันคะเยอ หรือเผลอๆเหงื่อออกก็ได้เชื้อราแถมตามง่ามนิ้ว พอถึงเวลาถอดถุงมือออกมาดูพุพองน่าสยองไป นาฬิกาข้อมือ ถือเป็นของติดตัวใส่กันตลอดทั้งในยามทำงาน,ออกกำลังกายหรือแม้ในเวลาอาบน้ำ ทำให้ซอกนาฬิกาเป็นบ้านอันผาสุกของเชื้อโรคได้ จึงอยากขอให้พักข้อมือบ้าง โดยการถอดนาฬิกาในเวลานอนและอาบน้ำเพราะนั่นคือช่วงที่เชื้อจะสะสมได้มากที่สุด รวมถึงแหวน,สร้อยและเครื่องประดับติดตัวอื่นด้วยนะครับ จะได้ทำให้เวลานอนคือเวลาพักผ่อนปลอดพันธนาการที่แท้จริง ชั้นในและกางเกงเข้ารูป รัดจนหน้าตูบแถมยังทำให้เจ็บป่วยจากโรคอย่างกรดไหลย้อนในกรณีใส่เสื้อรัด หรือกดเส้นประสาทจนหน้าขาชาอย่างกรณีใส่กางเกงขาเดฟรัดติ้วแล้วยังมีกระเป๋าสตางค์กดอีก ส่วนในกรณีที่ร้อนจัดมีเหงื่อออก เครื่องรัดกายที่แน่นตัวเช่นนี้จะเรียกทั้งเชื้อราผิวหนังแล้วยังตกขาวในสาวๆได้อีกด้วย รองเท้า เป็นแหล่งรวมดาวเชื้อโรคอย่างแท้จริงเพราะไปวิ่งไปเดินมาร้อยเอ็ดย่านน้ำแล้วพอถึงเวลากลับมาบ้านเหนื่อยก็ถอดทิ้งไว้เฉยๆรวมกันอยู่บนชั้นวาง หรืออย่างชีวิตชาวคอนโดฯที่ต้องใช้ที่ร่วมกันอย่างประหยัดก็ทำให้ชั้นวางเกือกแออัดราวกับมหกรรมย่อมๆซึ่งทำให้ชั้นวางรองเท้ากลายเป็นสวนสัตว์รวมเชื้อไปอย่างน่าตกใจ อะไหล่กายเทียม เช่น ข้อเข่าเทียม,ข้อสะโพกเทียม หรือหลอดลวดที่ไปถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ ล้วนแต่เป็นของที่มีอายุ แม้จะดูแลดีแค่ไหนก็ต้องมีวันเสื่อม ซึ่งอนัตตาแห่งอะไหล่มนุษย์เหล่านี้สั้นกว่าอวัยวะที่เป็นของออริจินัลดั้งเดิมอยู่มาก ด้วยว่าร่างกายจะสร้าง “ธาตุต้านของเทียม(Antibody)” ขึ้นมาทำให้เกิดปฏิกิริยาเสื่อมและเจ็บป่วยได้มากกว่าอวัยวะแท้ๆ .........นอกจากนั้นยังมีของใกล้ตัวที่ใช้เฉพาะกิจอีกเช่น แว่นตา,ยาดมและผ้าเช็ดหน้า ที่พาเชื้อโรคเช่นตาเจ็บ,ตาแดงและโรคหวัดมาได้ จะเห็นว่าของติดตัวและใกล้ตัวที่ว่ามานี้ถ้าใช้ดีมันก็จะเป็นส่วนส่งเสริมเราแต่ถ้าเผลอไปเมื่อไรมันก็อาจกลายเป็นพันธนาการแห่งชีวิตและเป็นพิษต่อตัวเราได้ ไม่เกี่ยวว่าเป็นของแพงของถูกแต่อย่างใดเลย ขอบคุณที่มาจาก สสส.

อีโบลาระบาด 4 ปท.ตาย 1,229 ราบ ติดเชื้อ 2,240 ราย
ข่าวอีโบลา

อีโบลาระบาด 4ปท.ตาย 1,229 ติดเชื้อ 2,240 องค์การอนามัยโลก เผยยอดผู้เสียชีวิต จากไวรัส อีโบล่า ในพื้นที่ทวีปแอฟริกา 4 ชาติ 1229ราย ติดเชื้อ 2240 ราย เว็บไซต์ องค์การอนามัยโลก WHO เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากไวรัส อีโบลาในพื้นที่ทวีปแอฟริกาตะวันตก 4 ชาติได้แก่ กินี ไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน และไนจีเรีย จนถึงวันที่ 16 ส.ค. อยู่ที่ 1,229 ราย จากจำนวนผู้ติดเชื้อราว 2,240 ราย อัตราการเสียชีวิตพุ่งอย่างรวดเร็ว 84 ศพ ภายในช่วงเวลาแค่ 3 วัน ระหว่างวันที่ 14-16 ส.ค. ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องร่วมมืออย่างเร่งด่วน กับโครงการอาหารโลก ช่วยนำส่งอาหารให้ชาวบ้านในพื้นที่กักกันโรคในประเทศเหล่านี้ จำนวนราว 1 ล้านคนซึ่งชาวบ้านเหล่านั้นออกไปไหนมาไหนไม่ได้ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี เอลเลน จอห์นสัน เซอร์ลีฟ แห่งไลบีเรีย สั่งระดมกำลังตำรวจและหน่วยสาธารณสุขติดตามจับกุมกลุ่มวัยรุ่นบุกโจมตีศูนย์กักกัน ผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในกรุงมอนโรเวีย ตั้งแต่ 16 ส.ค. และปล่อยผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลา 17 ราย ให้หลบหนีออกจากศูนย์ฯ อีกทั้ง วัยรุ่นกลุ่มดังกล่าว ก็เข้าข่ายเป็นพาหะแพร่เชื้อไวรัสไปสู่ชุมชน แต่ไม่พบตัวผู้ต้องสงสัย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอ้างว่า พบกลุ่มผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลา ทั้ง 17 ราย แล้วนำไปอยู่ที่ศูนย์กักกันอีกแห่งหนึ่ง ในขณะที่รัฐบาลแคเมอรูน ประกาศปิดพรมแดนทั่วประเทศ พร้อมสั่งระงับเที่ยวบินและการคมนาคมทุกประเภทที่มุ่งสู่ 4 ประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก รวมทั้ง ไนจีเรีย ซึ่งพบการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ราย

กินอย่างไร? เมื่อเป็นผู้ป่วยติดเชื้อ เอดส์
HIV /  ติดเชื้อเอดส์ / 

สารอาหารที่ร่างกายผู้ติดเชื้อ เอดส์ ต้องการไม่ได้แตกต่างไปจากอาหารที่คนปกติต้องการ แต่จะเป็นสารอาหารจากอาหารหลัก 5 หมู่ในชีวิตประจำวันนั่นเอง ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน แร่ธาตุ และน้ำ แต่ปริมาณสารอาหารหลายๆ ชนิดจะเพิ่มสูงขึ้นตามสภาวะของร่างกาย คนที่มีเชื้อเอชไอวีจะต้องกินมากกว่าคนปกติที่มีสุขภาพดี และอาหารจะต้องอุดมไปด้วยสารอาหารมากกว่า 40 ชนิดที่ร่างกายต้องการ แต่ถ้ายารักษาโรค เอดส์ มีผลข้างเคียงที่ทำให้เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ผู้ติดเชื้ออาจกินอาหารได้น้อยลง การกินให้มีคุณภาพก็จะยากขึ้นสำหรับคนๆนั้น ซ้ำร้ายถ้าหากเชื้อไวรัสทำให้เกิดการติดเชื้อราในช่องปาก การกินก็ยิ่งลำบากขึ้น ก็ยิ่งกินได้น้อยลงอีก แพทย์จะให้ยาช่วยกระตุ้นความอยากอาหารและยารักษาเชื้อราในช่องปากเพื่อช่วยให้กินอาหารได้ดีขึ้น การกินอาหารวันละ 5-6 มื้อจะช่วยเพิ่มพลังงานและสารอาหารที่ร่างกายจะได้รับมากขื้น อาหารมื้อว่างระหว่างมื้อจึงกลายเป็นอาหารมื้อสำคัญสำหรับคนติดเชื้อ เอดส์ ในการเพิ่มพลังงานและสารอาหาร และควรเป็นอาหารที่ให้ประโยชน์ช่วยเพิ่มสารอาหารไม่ใช่เพิ่มแต่พลังงานอย่างเดียว ปัญหาโภชนาการที่เกิดขึ้นร่วมกับโรค เอดส์ เบื่ออาหาร (anorexia) เป็นอาการที่พบเสมอๆในคนติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งอาจมีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงชีวิตส่วนตัวของผู้ติดเชื้อเองร่วมกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เนื่องจากเชื้อไวรัสจะทำลายเยื่อบุทางเดินอาหาร ทำให้การดูดซึมสารอาหารต่างๆ  รวมทั้งสังกะสีลดลงการขาดสังกะสีจะทำให้เกิดอาการเบื่ออาหารและการรับรสเปลี่ยนไป กินอะไรก็ไม่อร่อย ฉะนั้นการเสริมวิตามินแร่ธาตุที่มีสังกะสีจะทำให้อาการเบื่ออาหารดีขึ้นรับรสได้มากขึ้น ปัญหาแทรกซ้อนจาก เอดส์ ปัญหาแทรกซ้อนอื่นที่มักพบในคนเป็นโรค เอดส์ ก็คือ มีไข้ เวลาที่มีไข้ ร่างกายจะใช้พลังงานมากขึ้น ถ้ารับประทานไม่เพียงพอเนื้อเยื่อ และกล้ามเนื้อจะถูกนำมาใช้เป็นพลังงานแทนที่จะใช้พลังงานจากอาหารที่กินเอง  ยิ่งถ้ากินอาหารอยู่น้อยแล้วก็จะยิ่งเพิ่มปัญหาเหล่านั้น ฉะนั้นคนที่เป็น เอดส์ จะต้องพยายามกินให้มากที่สุดและควรจะเป็นอาหารที่ให้สารอาหารเข้มข้นเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารมากที่สุด นอกจากอาหารแล้วก็ต้องไม่ลืมที่จะดื่มน้ำหรือของเหลวให้มากๆ จะช่วยลดไข้ได้ ปัญหาระบบย่อย ในระยะแรกของการติดเชื้อ  เซลล์ในลำไส้จะเปลี่ยนแปลง การผลิตเอนไซม์ผิดปกติทำให้การดูดซึมอาหารลดลง และในระยะต่อมาลำไส้จะติดเชื้อบ่อยขึ้น ทำให้เกิดอาการท้องเสียรุนแรง และการย่อยการดูดซึมสารอาหารผิดปกติ ร่างกายจึงไม่สามารถดูดซึมสารอาหารที่รับประทานเข้าไปได้และถูกขับถ่ายออกไป ร่างกายจึงสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ ทำให้ผู้ป่วยไม่กล้ารับประทานมากเพราะกลัวว่าถ้ารับประทานแล้วมีปัญหาถ่ายบ่อยซึ่งเป็นความกลัวที่ผิด เพราะถ้ากินแล้วต้องถ่ายออกหมดก็ยิ่งต้องกินชดเชย ถ้าปัญหาท้องเสียเกิดขึ้นนานเกินไปจะทำให้เกิดปัญหาขาดสารอาหาร ไขมันรวมทั้งวิตามินที่ละลายในไขมันเช่นวิตามินเอและอี พลอยถูกดูดซึมได้น้อย ผลคือระบบภูมิคุ้มกันสั่นคลอน ในกรณีนี้แพทย์และนักโภชนาการอาจจะแนะนำอาหารเสริมทางการแพทย์ที่เหมาะสมจนกว่าอาการท้องร่วงจะหมดไป ฉะนั้นเวลาที่มีปัญหาท้องเสียควรจะเลือกอาหารที่ลดปัญหาเหล่านั้น เช่น แอปเปิ้ล มัน ข้าว กล้วย ขนมปัง แครกเกอร์ ซุปใส และเจลาติน ส่วนเครื่องดื่มควรเป็นอาหารประเภทที่ปราศจากคาเฟอีน เช่น น้ำผลไม้ น้ำเกลือแร่ หรือน้ำเพื่อชดเชยของเหลวที่สูญเสียไป สารอาหารที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีต้องการเป็นพิเศษ ผู้ติดเชื้อต้องการอาหารที่มีโปรตีนสูงเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อหรือป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างกายอาจทำให้ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเทอรอลและน้ำตาลในเลือดสูง อาหารควรมีไขมันอิ่มตัวต่ำเพื่อเพื่อป้องกันคอเลสเทอรอลสูง อาหารธัญพืชไม่ขัดสี และน้ำตาลต่ำเพื่อคุมระดับน้ำตาลและไตรกลีเซอไรด์ อาหารควรมีสารแอนติออกซิแดนท์สูง และเสริมมัลติวิตามินเป็นประจำ แหล่งอาหารโปรตีนที่ดีได้แก่เนื้อสัตว์ ถั่วต่างๆโดยเฉพาะถั่วเหลือง ไข่ ควรเลี่ยงเนื้อสัตว์ประเภท แฮม ไส้กรอก ปลาเค็มซึ่งมีเกลือสูง อาหารคาร์โบไฮเดรต จำเป็นต่อการสร้างพลังงาน เลือกผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสีเช่นข้าวซ้อมมือ ลูกเดือย ข้าวโพด ขนมปังโฮล์วีท ไขมัน ไขมันที่มีองค์ประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวสูงเช่นถั่วเปลือกแข็ง และน้ำมันปลาจากปลาทะเลและการเสริมช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบ และลดไขมันในเลือด สารแอนติออกซิแดนท์ ร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีจะผลิตสารโปรออกซิแดนท์ (สารที่เกิดจากการมีอนุมูลอิสระมากเกินควร) สารไซโตคายและออกซิเจนที่เป็นอนุมูลอิสระ ไซโตคายมีผลทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร และมีไข้  อนุมูลอิสระเพิ่มความต้องการสารแอนติออกซิแดนท์ วิตามินและแร่ธาตุ เช่นวิตามินอี และซี เบตาแคโรทีน สังกะสี และซีลีเนียม(ใช้ในการสร้างเอ็นไซม์ที่เป็นสารแอนติออกซิแดนท์) เมื่อร่างกายได้รับสารเหล่านั้นไม่เพียงพอ ร่างกายจะเกิดสภาวะเครียดทำให้เชื้อไวรัสเพิ่มจำนวนขึ้น นักวิจัยจึงให้ความสนใจต่อการเสริมวิตามินและสารแอนติออกซิแดนท์ในผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี อาหารที่มีสารแอนติออกซิแดนท์สูงได้แก่ผักใบเขียวจัด ผักและผลไม้ที่มีสีสรรต่างๆ เช่น พริกหวาน มะเขือเทศ แครอท แตงโม แคนตาลูป สับปะรด เบอรี เป็นต้น ควรกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 8 ส่วน ข้อมูลการวิจัยพบว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีระดับเบตาแคโรทีนและซีลีเนียมต่ำ และสารแอนติออกซิแดนท์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทำงานในระบบภูมิต้านทาน ยั้บยั้งไซโตคาย ยั้บยั้งการขยายตัวของเชื้อไวรัส นอกจากนี้เบตาแคโรทีนยังช่วยเพิ่มเซลล์ที่ช่วยทำลายเชื้อแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายและเพิ่มระดับ CD4 ในเลือดที่ใช้เป็นตัวชี้วัดการดำเนินของโรค ส่วนซีลีเนียมมีผลยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและอาจเร่งการดำเนินของโรค เอดส์ การเสริมซีลีเนียมจึงอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี  อาหารที่มีซีลีเนียมสูงได้แก่อาหารทะเลเช่นทูน่า เนื้อวัวบด เมล็ดดอกทานตะวัน เนื้ออกไก่และไข่ ตามลำดับ ข้อมูลการวิจัยแนะว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรเสริมวิตามิน เพราะร่างกายของคนเหล่านี้มีความต้องการวิตามินสูงกว่าปกติระหว่าง 6-25 เท่า วิตามินหลายชนิดช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน เช่นกลุ่มวิตามินบี (บี1 บี2 กรดโฟลิก) วิตามินเอ อี และซีเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ที่ผู้ติดเชื้อมักมีระดับสารเหล่านั้นในเลือดต่ำ สังกะสีช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน และช่วยการทำงานของสมอง การเสริมซีลีเนียมในผู้ติดเชื้อเอชไอวีพบว่าช่วยลดการติดเชื้อชนิดอื่นๆทั่วไปได้ถึง 30% นอกจากนี้ผู้ติดเชื้อเอชไอวียังอาจได้รับประโยชน์จากการเสริมโคเอ็นไซม์คิว 10 (Coenzyme Q10) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในคนที่ติดเชื้อเอชไอวี นอกจากการใส่ใจเรื่องอาหารแล้ว การออกกำลังกายสม่ำเสมอจะมีความสำคัญยิ่งในการเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เพิ่มกล้ามเนื้อ และป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว ขอบคุณที่มาจาก : Health&Cuisine กรกฎาคม, Issue 54