เชื้อรา

การดูแลรักษา และเลือกใช้ หินแกลบ ในสวน
สวนหน้าบ้าน

วันนี้ Decor.MThai ได้หยิบเรื่องราวจากหนังสือ Life and Home เป็นเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับการดูแลรักษา และเลือกใช้ หินแกลบ ในสวน มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ การดูแลรักษา และเลือกใช้หินแกลบในสวน เป็นบทความของคุณพิมพ์ชนก เกตุนวม และภาพประกอบสวยๆ จากทีมงาน Life and Home เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมเราจะต้องโรยหินแกลบไว้ในสวนที่มีลานกว้างๆ โรยตามทางเดิน และมุมเล็กๆ ที่อยู่นอกสายตา เมื่อเราเลือกใช้หินแกลบแล้ว เราจะมีวิธีการดูแลอย่างไร วันนี้ Decor.MThai มีคำตอบมาให้เพื่อนๆ กันค่ะ การดูแลรักษา และเลือกใช้ หินแกลบ ในสวน  หลักการเลือกใช้หินแกลบ กำหนดขอบเขตให้แน่นอน : ก่อนที่เราจะทำการโรยหินแกลบ เพื่อจะได้รองแผ่นตาข่าย ข้อดีของการรองแผ่นตาข่าย คือช่วยยึดหน้าดินอีกทั้งยังง่ายต่อการรื้อถอนป้องกันวัชพืชยังไม่ให้เกิดขึ้นตามมาอีกด้วย ไม่ควรใช้กับสวนที่มีพื้นที่ขนดใหญ่ : จุดประสงค์หลักๆ ของการใช้หินแกลบคือสร้างความรู้สึกให้สวนดูกว้างขึ้น จึงไม่ควรที่จะใช้กับสวนที่มีพื้นที่กว้างอยู่แล้ว เพราะอาจจะทำให้สวนขาดน้ำหนักอย่างที่ควรจะเป็น เพิ่มมิติ : การใช้หินแกลบควรคละขนาดกรวดหลายขนาด คละสีสักเล็กน้อยเพื่อเพิ่มมิติให้ไม่ดูเรียบจนเกินไป อีกทั้งยังให้ความรู้สึกไม่น่าเบื่อดูมีลูกเล่นอีกด้วย การดูแลรักษา เก็บกวาดสิ่งสกปรกและเพิ่มเติมหินบ้าง : หากจะให้สวนดูสวยงาม ควรดูแลเก็บกวาดใบไม้ในสวนบ้างเพราะจะทำให้สวนดูรก และไม่น่ามอง ทั้งนี้ขนาดของกรวดที่มีขนาดเล็กย่อมกระจัดกระจายได้ง่ายยากแก่การดูแล ดังนั้นควรต้องทำการเก็บกวาดหินกรวด และควรเติมหินแกลบบ้างบางครั้งคราว เพื่อให้พื้นสวนดูเต็มและอัดแน่นขึ้นอีกด้วย ใช้น้ำชะล้างบ้างเป็นครั้งคราว : การใช้น้ำแรงดันสูงในการทำความสะอาดบ้างเป็นครั้งคราวจะทำให้เศษไม้ใบแห้งติดอยู่หายไป อีกทั้งยังช่วยให้ตะไคร่น้ำที่ติดอยู่หลุดออกไปซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยอีกด้วย ใช้น้ำยากันตะไคร่น้ำ : การใช้น้ำยากันตะไคร่น้ำ ถือเป็นวิธีที่กันก่อนแก้ เพราะจะทำให้เราไม่มีเจ้าตะกอนคราบสีเขียวๆ มาก่อกวนใจ และยังลดการหมักหมมของเชื้อรา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิดโรครากเน่าของต้นไม้อีกด้วย ติดตามอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมในหนังสือ Life and Home ฉบับเดือน Octaber 2015 จาก Mbookstore คลิ๊ก

อุทาหรณ์! สาวทาโลชั่นแก้เข่าดำ แต่ได้บทเรียนราคาแพง
ข้อศอกดำ /  ยาทาแก้เข่าดำ / 

อุทาหรณ์! สาวทาโลชั่นแก้เข่าดำ แต่ได้บทเรียนราคาแพง แพ้จนผิวเป็นรอยไหม้ดำอย่างรุนแรง  วันนี้(22 ก.ย.) กลายเป็นกระทู้ฮอตเตือนภัยสำหรับสาวๆ ที่รักสวยรักงามได้เป็นอย่างดี สำหรับกระทู้บทเรียนราคาแพงที่เจ้าของกระทู้นั้นโดนมากับตัว หวังเป็นอุทาหรณ์สำหรับสาวๆ ที่ชอบอ่านรีวิวครีมในอินเทอร์เน็ตแล้วไม่ได้ดูให้แน่ชัดว่าตัวยานั้นควรใช้กับผิวหนังส่วนไหน อาจทำให้เกิดอาการแพ้ยาได้ โดยสมาชิกเว็บไซต์พันทิปหมายเลข 2656799 ได้บอกเล่าบทเรียนราคาแพงที่เจอมากับตัวเอง เรื่องมีอยู่ว่า "เจ้าของกระทู้ได้เอายารักษาผิวหนังและเชื้อราชนิดหนึ่งมาทาหัวเข่าทั้ง 2 ข้างของตัวเอง หลังจากอ่านกระทู้รีวิวจากชาวเน็ตว่าใช้แล้วจะทำให้ข้อศอก ตาตุ่ม หัวเข่าที่ด้านดำหาย แต่กลับเจอปัญหาใช้แล้วผิวหนังไหม้อย่างรุนแรง ต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล และเสียค่ารักษาหลายหมื่นบาท ทุกวันนี้รักษามาแล้วกว่า 7 เดือน หัวเข่าก็ยังคงเป็นรอยไหม้ดำอย่างรุนแรง จึงได้ออกมาเตือนสาว ๆ หลายคนว่าอยากให้ลองตัดสินใจดี ๆ ก่อนจะทำอะไร ไม่งั้นอาจต้องเสียใจภายหลัง" อย่างไรก็ตาม ฝากสำหรับสาว ๆ ที่รักสวยรักงาม ยารักษาโรคบางชนิดได้มีการระบุสรรพคุณ คำเตือน ให้เห็นกันอย่างชัดเจน ควรอ่านให้ถี่ถ้วน หรือควรดูข้อมูลต่างๆ ให้มาก ก่อนเชื่อรีวิวในอินเทอร์เน็ต ขอบคุณภาพ สมาชิกพันทิปหมายเลข 2656799 ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

กรมควบคุมโรคเตือน!! ระวังโรคที่มากับภัยน้ำท่วม
กรมควบคุมโรค /  ฝนตกน้ำท่วม / 

กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนดูแลสุขภาพ ระมัดระวังโรคและภัยอันตรายที่มาพร้อมน้ำท่วมขัง วันที่ 17 ก.ย. นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงนี้ยังคงมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ และสิ่งที่มักตามมาคือโรคและภัยสุขภาพที่มากับน้ำท่วม เช่น โรคติดเชื้อ โรคน้ำกัดเท้า ไฟฟ้าดูด และแมลงมีพิษกัดต่อย ซึ่งโรคติดเชื้อที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ โรคอุจจาระร่วงและโรคตาแดง ที่มีสาเหตุมาจากการดื่มน้ำหรือกินอาหารที่ไม่สะอาด สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขอนามัยของตนเอง ยึดหลัก "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ" ส่วนโรคตาแดงเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุตา ติดต่อโดยการสัมผัสคลุกคลีกับผู้ป่วยโรคตาแดง หรือน้ำสกปรกเข้าตา จะเป็นอยู่ประมาณ 5-14 วัน การป้องกันโรคนี้ ควรล้างมือด้วยน้ำและสบู่ ไม่คลุกคลีใกล้ชิดหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย นอกจากนี้ ยังมีโรคน้ำกัดเท้าที่เกิดจากเชื้อรา การเดินลุยน้ำหรือแช่น้ำนานๆ โดยเชื้อราจะทำให้ผิวหนังซอกนิ้วเท้าแดง ขอบนูนเป็นวงกลมและคัน หากเกาแผลจะแตกและมีน้ำเหลืองเยิ้มออกมา คำแนะนำเพื่อป้องกันคือ หลีกเลี่ยงการเดินในที่ที่มีน้ำท่วมขัง หรือสวมรองเท้าบูท และเช็ดเท้าให้แห้งทุกครั้งหลังขึ้นจากน้ำ และหากผิวหนังเริ่มเปื่อย เกิดตุ่มคัน ให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อรักษาอาการดังกล่าวก่อนที่จะลุกลามจนทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน สำหรับภัยสุขภาพที่สำคัญอื่นๆ ในช่วงน้ำท่วมคือ ไฟฟ้าดูด และแมลงมีพิษกัดต่อย ซึ่งการถูกไฟฟ้าดูด อาจทำให้บาดเจ็บรุนแรง ขอให้ประชาชนป้องกันตนเองโดยก่อนน้ำท่วม ควรขนย้ายอุปกรณ์ไฟฟ้าและสิ่งของจำเป็นไว้ที่สูง รวมถึงห้ามเปิดปิดสวิทซ์ไฟขณะตัวเปียก ส่วนอันตรายที่เกิดจากแมลงมีพิษกัดต่อย เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ที่หนีน้ำท่วม การป้องกันง่ายๆ คือ ดูแลรักษาความสะอาดในบ้าน ไม่วางของกองทิ้งใกล้บ้าน ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 ขอบคุณภาพจาก จส.100 MThai News

มาทำความรู้จัก โรคร้าย เพื่อป้องกันไม่ให้เดินทางมาหาเรากันเถอะ!!
ป้องกันโรค /  สุขภาพ / 

โรคร้าย คือสิ่งที่ทำให้ร่างกายหรือจิตใจของมนุษย์เกิดความผิดปกติหรือบกพร่อง จนทำให้เกิดความเจ็บปวด ความพิการ หรือบางครั้งอาจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และถ้าพูดถึง โรคร้าย คงไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นกับตัวเอง และผู้คนรอบข้างที่เรารักแน่นอน แต่การที่จะป้องกันตัวจากโรคร้ายได้นั้น เราต้องเริ่มจากการทำความรู้จักสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคร้ายให้ได้ซะก่อน จะได้รู้จักการวิธีการดูแลและป้องกันร่างกายได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที 1. โรคร้ายที่มีสาเหตุมาจากสารเคมีเป็นพิษ ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นสารเคมีแล้ว ก็คงเป็นสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายแน่นอน สารพิษที่เกิดจากเชื้อราอะฟลาท็อกซิน กรดไฮโดรไซยานิก ยาฆ่าแมลง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสารเคมีเป็นพิษที่ตกค้างอยู่ในอาหารที่เรากินเข้าไป ทำให้ร่างกายได้รับสารพิษจนเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคร้ายได้ 2. โรคร้ายที่มีสาเหตุจากอาหาร มีหลายคนเคยพูดเอาไว้ว่า You’re what You eat. หรือ “คนเราจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่เรากินเข้าไป” มนุษย์เราทานอาหารเกือบทุกชนิดในโลก แต่สิ่งที่เราทานไปแต่ละอย่างนั้นจะมีผลอย่างไรต่อร่างกายบ้าง หรือแม้แต่อาหารที่มีส่วนประกอบครบถ้วน แต่ถ้าได้รับมากเกินไป หรือไม่สามารถนำสารอาหารไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ ก็ถือว่าเป็นอาหารที่ขาดคุณภาพ สามารถนำพาร่างกายไปสู่โรคร้ายได้เช่นกัน 3. โรคร้ายที่มีสาเหตุมาจากเชื้อจุลินทรีย์ เชื้อจุลินทรีย์เป็นอีกหนึ่งตัวการร้ายที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ซึ่งเราสามารถแบ่งเชื้อจุลินทรีย์ได้ดังนี้ - แบคทีเรีย : เชื้อจุลินทรีย์ขนาดเล็กมาก มีรูปร่างแตกต่างกันไป แบคทีเรียเป็นจุลินทรีย์ที่ทั้งให้โทษและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะสามารถช่วยขจัดสิ่งสกปรกออจากลำไส้ได้ - โปรโตซัว : เชื้อจุลินทรีย์ลักษณะคล้ายแบคทีเรีย แต่มีขนาดเล็กกว่า มีเชื้อโปรโตซัวหลายชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคร้ายของมนุษย์ - ไวรัส : เชื้อจุลินทรีย์ขนาดเล็กที่สุดในบรรดาเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมด และมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากชนิดอื่น นั่นคือมันสามารถมีชีวิตอยู่ในเซลล์และเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนได้จากภายในเซลล์ ด้วยเหตุนี้จึงสาเหตุให้เชื้อไวรัสมีอันตรายต่อชีวิตของมนุษย์ และมีความรุนแรงมากกว่าเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ 4. โรคร้ายที่มีสาเหตุมาจากพยาธิ พยาธิที่อยู่ภายในร่างกายของคนเรา คือสิ่งที่คอยรบกวนอวัยวะต่างๆ ทั้ง กระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับ ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิ์ภาพ หรือแม้แต่พยาธิที่อยู่นอกร่างกาย ประเภท เห็บ เหา ไร แมลง ก็มีพยาธิที่สามารถนำพาเชื้อแบคทีเรียและไวรัสมาสู่ร่างกายมนุษย์ได้ดีมากๆเช่นกัน 5. โรคร้ายที่มีสาเหตุจากสิ่งที่ไม่ทราบสาเหตุแน่นอน ยังมีโรคร้ายอีกหลายโรค ที่เรายังไม่สามารถระบุ ที่มาหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคได้อย่างชัดเจน เช่น เนื้องอก เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะเป็นโรคไหนก็ล้วนแล้วแต่เกิดมาจากการใช้ชีวิตของตัวเราทั้งสิ้น ขอบคุณข้อมูลจาก คู่มือสุขภาพต้าน 13 โรคฮิต ดาวน์โหลดอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://www.mbookstore.com บทความนี้ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ได้บนเว็บไซต์ Health.mthai.com เท่านั้น

ยาไมเกรน ภัยร้ายใกล้ตัว ทำ ปลายมือ ปลายเท้าเน่า ต้องตัดทิ้ง แพทย์เตือนระวัง
ตัดมือ /  ตัดเท้า / 

ไมเกรน หรือโรคปวดศีรษะไมเกรน เป็นโรคที่พบได้บ่อยและรู้จักกันดีในคนทั่วไป ไมเกรนเป็นโรคปวดศีรษะที่เกิดจากสมองมีความไวมากกว่าปกติ เวลามีสิ่งกระตุ้น เช่น นอนน้อย, มีความเครียด, อากาศเปลี่ยน, เจอแสงแดด ก็จะทำให้ระบบสมองหลั่งสารเคมีบางชนิดออกมา ทำให้เกิดการอักเสบของเส้นเลือดและเส้นประสาท รวมทั้งทำให้เกิดการคลื่นไส้และอาเจียนอีกด้วย ประมาณการณ์ว่าคนไทยเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนมากถึง 8 ล้านคน ซึ่งส่วนมากมักจะซื้อ ยาไมเกรน มารับประทานเอง ยาที่นิยมรับประทาน เนื่องจากเป็นยาที่ราคาไม่แพงและสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา คือ “ยาเออโกทามีน” (Ergotamine) หรือที่เรารู้จักในชื่อการค้าว่า “คาเฟอร์กอต” (Cafergot®) เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า สารเออร์กอต (Ergot) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของตัวยาเออร์โกทามีนนั้น ถูกค้นพบครั้งแรกตั้งแต่สมัยกรีกและโรมัน โดยคนที่รับประทานธัญพืชหรือขนมปังที่มีการติดเชื้อราชนิดหนึ่งเข้าไป (Claviceps purpurea) แล้วเกิดอาการแสบร้อนและเกิดการเน่าที่ปลายมือ-ปลายเท้าจากการขาดเลือด ในปี คศ.1918 นักเคมี ชาวสวิสเซอร์แลนด์ สามารถสกัดตัวยาเออร์โกทามีนออกมาจากสารเออร์กอตได้เป็นผลสำเร็จ ในปี คศ.1925 ได้นำตัวยาเออร์โกทามีนมาใช้ในการรักษาไมเกรนได้เป็นผลดี จึงมีการใช้ยาเออร์โกทามีนมาใช้การรักษาไมเกรนอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตัวยาเออร์โกทามีน จะออกฤทธิ์ไม่จำเพาะเจาะจงในระบบประสาท โดยจะไปกระตุ้นตัวรับในสมองหลายชนิด ทำให้สารสื่อประสาทในสมอง เช่น สารซีโรโทนิน (serotonin), โดปามีน (dopamine), นอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) มีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งยังทำให้เส้นเลือดเกิดการหดตัว ประเทศไทย มีตัวยาเออร์โกทามีนจำหน่ายในท้องตลาดอยู่หลายยี่ห้อ อาทิเช่น คาเฟอร์กอต (Cafergot®), อะวาไมแกรน (Avamigran®) , เออร์โกเซีย (Ergosia®), โทฟาโก (Tofago), โพลีกอต-ซีเอฟ (Poligot-CF®), ดีแกรน (Degran®) โดยในเม็ดยานั้นจะประกอบไปด้วยตัวยาเออร์โกทามีน และคาเฟอีน เพื่อเพิ่มการดูดซึมยา ซึ่งจากผลของตัวยาเออร์โกทามีนเอง จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้-อาเจียนได้ ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้ยาชนิดนี้ในการรักษาผู้ที่มีอาการไมเกรนร่วมกับอาการคลื่นไส้-อาเจียน อาจทำให้ความดันโลหิตสูง จากฤทธิ์ที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ในกรณีที่ใช้ยามากกว่า 10 เม็ดต่อเดือน อาจทำให้อาการปวดไมเกรนเป็นมากขึ้นได้ เรียกว่า ปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด (Medication overuse headache) ผลกระทบจากยาอื่นๆ (drug interaction) เช่น ยาต้านเศร้า (Antidepressants), ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics), ยาฆ่าเชื้อรา (Antifungals), ยาต้านไวรัส HIV, ยารักษาโรคจิต (Antipsychotics) เมื่อรับประทานกลุ่มต่างๆเหล่านี้ ร่วมกับยาเออร์โกทามีน จะทำให้ระดับยาเออร์โกทามีนในร่างกายสูงขึ้นเป็นอย่างมาก จนเกิดเส้นเลือดหดตัวอย่างรุนแรง ทำให้ สมองขาดเลือด หัวใจขาดเลือด ปลายมือ - ปลายเท้าเน่า จากการขาดเลือดได้ และอาจถึงแก่ชีวิตได้ ข้อห้ามในการใช้ยาเออร์โกทามีน ห้ามใช้ในผู้ที่มีโรคเส้นเลือดตีบตัน หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อเส้นเลือดตีบตัน เช่น ผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมอง โรคเส้นเลือดหัวใจ โรคเส้นเลือดส่วนปลายผิดปกติ เนื่องจากตัวยามีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดเกิดการหดตัว ทำให้เส้นเลือดตีบตันที่เป็นอยู่เดิม เกิดการตีบตันมากขึ้น จนอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ห้ามใช้คู่กับยาแก้ปวดไมเกรน ชนิดทริปแทน (Triptans) เนื่องจากจะทำให้เส้นเลือดหดตัวอย่างรุนแรง ห้ามใช้ยาที่มีเออร์โกทามีน ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจทำให้แท้งบุตรได้ ห้ามใช้ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้ ห้ามใช้ในผู้ที่มีการทำงานของตับหรือไตผิดปกติ ในกรณีที่มี อาการปวดศีรษะไมเกรนไม่บ่อย (น้อยกว่า 2 ครั้งต่อเดือน) และไม่มีโรคประจำตัว หรือ ไม่ได้รับประทานยาชนิดอื่นๆอยู่ สามารถรับประทาน ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol), ยาลดการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs; Ibuprofen, Naproxen, Mefenamic acid, Diclofenac เป็นต้น), ยาเออร์โกทามีน, หรือ ยาในกลุ่มทริปแทนได้ การใช้ ยาเออร์โกทามีน อย่างถูกต้องนั้น แนะนำให้ใช้ “เฉพาะเวลาปวดศีรษะไมเกรน” เท่านั้น การรับประทานติดต่อกันทุกวันเป็นการใช้ยาที่ผิด ยาชนิดนี้ไม่ควรรับประทานเกิน 3 เม็ดต่อสัปดาห์ หรือทานต่อเนื่องมากกว่า 3 วัน เนื่องจากการรับประทานยาที่มากเกินไปนั้น นอกจากจะเกิดผลข้างเคียงจากตัวยาแล้วยังทำให้เกิดอาการปวดศีรษะมากขึ้น ถ้าอาการปวดศีรษะยังไม่หายหลังจากทานยา ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนจริงหรือไม่ รวมทั้งให้การรักษาอย่างเหมาะสม ในกรณีมี อาการปวดศีรษะไมเกรนบ่อย (มากกว่า 2 ครั้งต่อเดือนหรือปวดรุนแรง) ควรได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจมีความจำเป็นต้องได้รับ “ยาป้องกันไมเกรน” เพื่อควบคุมความรุนแรงของอาการปวดศีรษะไมเกรน รวมทั้งยังทำให้ตอบสนองต่อยาแก้ปวดได้ดีมากขึ้น ข้อมูลโดย เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ

5 เคล็ดลับ ทำความสะอาดห้องน้ำ แบบครบวงจร
แต่งห้องน้ำ

ห้องน้ำเป็นพื้นที่สำหรับชำระล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ของเรา หากห้องน้ำกลับกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อโรคเสียเอง แบบนี้คงไม่ดีแน่ วันนี้ decor.mthai.com มีวิธีทำความสะอาดของแต่ละพื้นที่ในห้องน้ำมาฝาก ได้แก่ อ่างล้างหน้า กระจกเงา ฝักบัว ก๊อกน้ำ และพื้นกระเบื้องค่ะ เคล็ดลับ ทำความสะอาด ห้องน้ำ กับวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม ซึ่งหาได้ง่ายจากของที่มีในบ้าน เช่น น้ำส้มสายชู ยาสีฟัน น้ำมะนาว แอลกอฮอล์ แอมโมเนีย เคล็ดลับ ทำความสะอาด ห้องน้ำ 1. อ่างล้างหน้า วิธีทำความสะอาดอ่างล้างหน้า ทำได้ด้วยการนำผ้าสะอาด ชุบกับน้ำส้มสายชูเล็กน้อย ถูให้ทั่วอ่าง แล้วล้างน้ำสบู่ซ้ำอีกครั้ง อ่างล่างหน้าก็จะสะอาดขึ้นทันตา แต่หากว่ามีคราบหินปูนเกาะหรือมีคราบสนิมรุกรานแล้ว ให้ใช้ แอมโมเนียผสมกับ น้ำมะนาวเล็กน้อย ถูบริเวณคราบ ไม่นานคราบหินปูนและสนิมก็จะหลุดออกไปจนหมด 2. กระจกเงา บีบยาสีฟันไว้บนกระจก แล้วหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดยาสีฟันให้กระจายทั่วพื้นผิว จากนั้นใช้ผ้าสะอาดเช็ดอีกครั้ง เท่านี้กระจกเงาหลอนๆ ก็จะเงาปิ๊งขึ้นมาทันที 3. ฝักบัว น้ำที่ออกมาจากฝักบัว ควรจะเป็นน้ำสะอาด ฉะนั้นเราควรทำความสะอาดฝักบัว โดยการแช่ส่วนหัวของฝักบัวลงในน้ำอุ่นผสมกับน้ำส้มสายชู ใส่หัวฝักบัวลงไปแล้วรัดปากถุงทิ้งไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้ง เท่านี้เราก็จะสบายใจได้แล้วว่า น้ำสะอาดที่ออกมานั้น จะไม่เปลี่ยนสภาพไป (ทำความสะอาดบ่อยๆ นะคะ) 4. ก๊อกน้ำ ก๊อกน้ำสเตนเลส สามารถทำความสะอาดส่วนที่เป็นโลหะด้วยผ้านุ่มหรือฟองน้ำ แต่แม้แต่หนังชามัวร์ที่คุณผู้ชายเอาไว้เช็ดรถก็ได้ค่ะ เพียงชุบน้ำส้มสายชูผสมแอลกอฮอล์หรือน้ำยาเช็ดกระจก ส่วนก๊อกน้ำชุดโครเมียม ให้ใช้ครีมขัดเงาหรือครีมขัดโลหะ ขัดแล้วใช้ผ้านุ่มๆ ถูให้เงางาม กรณีที่โครเมียมลอกหรือมีร่องรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ เราสามารถขจัดความหม่นมัวเหล่านี้ออกไปได้ง่าย เพียงใช้น้ำยาเคลือบเล็บชนิดใสแต้มไปเพื่อเพิ่มความเงา 5. พื้นกระเบื้อง สำหรับคราบสกปรกหรือคราบเชื้อราตามรอยปูนยาแนวขอบกระเบื้อง สามารถขจัดออกได้ง่ายๆ ด้วย น้ำยาซักผ้าขาว (ไฮยีน) โดยการนำสำลีชุดน้ำยาฟอกขาวให้ชุ่ม แล้วแปะไว้บนขอบกระเบื้องที่เป็นคราบ ทิ้งไว้ 1 คืน พอเช้ามาก็ผสมน้ำยาฟอกขาว 3/4 ถ้วย กับน้ำสะอาด 1 แกลลอน แล้วใช้ผ้า ฟองน้ำ แปรงสีฟัน ชุบน้ำยาดังกล่าว เช็ดรอยเปื้อน บนขอบกระเบื้อง (ควรสวมถุงมือยางและใส่เสื้อผ้าตัวเก่า เพื่อป้องกันน้ำยาฟอกขาวกระเด็นใส่) จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง. ที่มา myhome

วิธีกำจัดเชื้อราในตู้เสื้อผ้า ไม่ให้มาทำลายชุดเก่งของคุณ
ตู้เสื้อผ้า /  เชื้อรา

ในหน้าฝน บ้านยิ่งจะอับชื้นได้ง่าย สาวๆ ที่มีเสื้อผ้าเยอะๆ ต้องระมัดระวังให้ดี ว่าเสื้อผ้าสวยๆ ที่เราก็บไว้นั้นจะมีเชื้อราซุกซ่อนอยู่ได้ง่ายๆ เรามาดูกันว่า วิธีกำจัดเชื้อราในตู้เสื้อผ้า จะทำยังไงได้บ้างค่ะ วิธีกำจัดเชื้อราในตู้เสื้อผ้า ก่อนอื่นเราต้องกำจัดที่ต้นเหตุก่อนเลย คือ ความอับชื้นในห้อง พยายามอย่าให้ห้องอับตลอดเวลา เปิดโอกาสให้ห้องได้รับแดดบ้าง ให้อากาศถ่ายเทบ้าง ... ปัญหาความอับชื้นในห้อง บางทีก็มาจากปัญหาเส้นผมบังภูเขา คือ เราถูพื้นเปียก ใช้ม็อบถูพื้นที่เปียกมากไป วิธีแก้ง่ายๆ คือ อย่าถูพื้นเปียกมากเกินไป หรือ หลังถูน้ำครั้งแรกแล้วหาม็อบแห้งมาเช็ดพื้นให้แห้งอีกครั้งก็ช่วยเรื่องอับชื้นในห้องได้เยอะนะคะ เมื่อกำจัดต้นเหตุความอับชื้นแล้ว คราวนี้เราก็มาจัดการกับเชื้อราที่เราไม่ได้เชิญได้เลย ก่อนอื่นเราต้องทำความสะอาดตู้เสื้อผ้าก่อนนะคะ แล้วเอาน้ำเปล่าผสมน้ำยาล้างจานเข้มข้น แล้วเอาแปรง แปรงบริเวณที่มีเชื้อราออกให้หมด เช็ดความสะอาดอีกครั้ง วิธีนี้คนใช้ได้ผลมาเยอะแล้ว อีกวิธีเด็ดขาดกว่า ทำความสะอาดตู้เสื้อผ้าเหมือนเดิมค่ะ แล้วใช้น้ำส้มสายชูยี่ห้อไหนก็ได้ค่ะ ผสมน้ำเปล่าใส่ Foggy ฉีดเลยค่ะ เชื้อรามันจะตายในน้ำส้มสายชูนะคะ สักพักเชื้อราก็ตายหายไปเองค่ะ บางคนกลัวฉีดน้ำส้มแล้วเฟอร์นิเจอร์หมดสวย เลยลงแว็กให้เงางาม ข้อนี้ต้องห้ามทำอย่างเด็ดขาด เพราะแว็กนะอาหารโปรดของเชื้อราเธอนะคะ เดี๋ยวเธอนึกว่าคุณชวนมาปาร์ตี้ ที่เมืองนอก บางทีเค้าใช้เครื่องผลิตโอโซนค่ะ เห็นว่าได้ผลมาก แต่ราคาก็สูงพอสมควร หันมาใช้ของดีใกล้ตัวของเราก็น่าจะดีกว่าเนอะ แหล่งที่มา : howtobypapahome.blogspot.com, homedecorthai.com/ ภาพจาก apartmenttherapy.com

10 ความเชื่อโบราณ ห้ามทำเด็ดขาดเมื่อรู้ตัวว่าท้อง!!
กุศโลบาย /  ความเชื่อ / 

ความเชื่อโบราณ อยู่คู่กับคนไทยมานาน และยังเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันแทบทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้กระทั่งเมื่อตั้งท้อง โดยจะมีข้อห้ามต่าง ๆ มากมาย เพื่อไม่ให้หญิงสาวที่กำลังท้องต้องเป็นอันตราย บ้างก็ให้เหตุผลว่าจะคลอดยาก บ้างก็อ้างถึงภูติผีปีศาจ และถึงแม้ว่าความเชื่อเหล่านี้จะโบราณเก่าแก่มากแค่ไหนก็ตาม แต่จนถึงปัจจุบันนี้ แม่หมอยังเห็นหลายคนเชื่อและทำตามกฏข้อห้ามอยู่เลย วันนี้ Horoscope.mthai เลยขอมาแนะนำ 10 ข้อห้ามเมื่อตั้งครรภ์ ว่าที่คุณแม่ป้ายแดงพลาดได้หรอคะ :) 1. ห้ามไปงานศพ เพราะจะทำให้วิญญาณเร่ร่อนที่อยู่ในวัดตามกลับบ้านมาด้วย แต่น่าจะเป็นกุศโลบายที่ไม่ต้องการให้คนท้องไปงานที่มีบรรยากาศหดหู่ เศร้าหมอง 2. ควรกินข้าวกับปลาแห้ง เพราะหากว่าบำรุงดีเกินไปเด็ก เด็กจะตัวใหญ่และคลอดยาก ซึ่งคล้องจองกับเทคโนโลยีในอดีตที่ไม่ทันสมัยเหมือนในปัจจุบันนี้้  และอีกนัยหนึ่งเมื่อตั้งครรภ์ คุณแม่จะต้องสูญเสียแคลเซียมเป็นจำนวนมาก จึงบังคับให้กินปลาแห้งจำนวนเยอะ 3. ห้ามกินหัวปลี เพราะยางจากหัวปลีจะทำให้คลอดลูกยาก 4.  ห้ามแหงนหน้ามองพระจันทร์ เพราะจะทำให้ลูกตาเหล่ ความเชื่อโบราณ เรื่องนี้จริงๆเเล้วเป็นกุศโลบายค่ะ เพราะหากแหงนหน้าเเล้วจะทำให้หน้ามืด เป็นอันตรายได้ค่ะ 5. ห้ามอาบน้ำตอนดึก โบราณเชื่อว่าจะทำให้มีน้ำคล่ำเยอะ แต่น่าจะมาจากการกลัวเป็นอันตรายลื่นล้ม หรือจากสัตว์ร้ายที่มีพิษ เพราะในสมัยก่อนไม่มีไฟฟ้า 6. ห้ามซื้อของใช้เด็กอ่อน มาตั้งไว้ที่บ้านก่อนที่เด็กจะคลอด โดยเชื่อว่าถ้าซื้อมาแล้ว เด็กอาจจะไม่ได้เกิด เพราะมีวิญญาณที่อิจฉา จะมาพรากเด็กไปไม่ให้เด็กเกิด แต่ถ้าตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว การซื้อของมาไว้นานเกิน ถ้าหากฝุ่นจับ หรือ เกิดเชื้อรา อาจจะมีผลต่อสุขภาพเด็กได้ค่ะ 7. ติดเข็มกลัดที่เสื้อเมื่อต้องออกจากบ้านตอนเย็น  เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายที่จะเข้ามาทำร้าย ซึ่งในความเป็นจริงอาจต้องการให้เข็มกลัดสะท้อนตาผู้พบเห็นจะได้สังเกตได้ง่าย ไม่เดินชน 8.  อย่าด่าหรือสาปแช่งคนอื่น เพราะจะทำให้ลูกตัวเองได้รับผลกรรมนั้นแทน ความเชื่อนี้คงอยากให้คุณแม่มีสุขภาพจิตที่ดี ไม่อาฆาตแค้นใครมากกว่านะคะ 9. ห้ามไม่ให้เจาะ ทุบ ขุด ตัด เฟอร์นิเจอร์ในบ้าน โดยเชื่อว่าวิญญาณหรือขวัญของเด็กที่มาเกิดอาจจะสถิตอยู่ในบ้าน 10. ห้ามกินกล้วย ห้ามกินทุเรียน เด็กจะตัวสกปรก มีแป้งเกาะเต็มตัวตอนคลอด ความเชื่อโบราณ ที่แม่หมอนำมาแนะนำในครั้งนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเชื่อนับร้อยนับพันที่ได้รู้มา แต่คัดมาเท่าที่จะสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตจริงให้ได้มากที่สุด ในครั้งต่อไปแม่หมอจะมาทำนายดวงหรือพูดถึงความเชื่อเรื่องอะไรอีก ต้องติดตามจ้า แล้วอย่าลืมแบ่งปันเรื่องราวที่คุณถูกใจให้กับคนข้าง ๆ กันด้วยน๊า :) รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.Mthai.com

แตกตื่น พบเห็ดประหลาดคล้าย 'เห็ดเอเลี่ยน' ในอังกฤษ
อังกฤษ /  เห็ด / 

พบเห็ดประหลาด ลักษณะคล้ายไข่เอเลี่ยน ในอุทยานแห่งชาติ New Forest ในเมืองแฮมไชร์ ในอังกฤษ เว็บไซต์ข่าวสารออนไลน์ต่างประเทศ รายงานเรื่องราวพบเห็ดหน้าตาประหลาด ภายในอุทยานแห่งชาติ New Forest ในเมืองแฮมไชร์ ทางตอนใต้ของอังกฤษ ซึ่งมีลักษณะเหมือน "เฟซฮักเกอร์" (facehuggers) หรือตัวที่ออกมาจากไข่เอเลียน ในภาพยนตร์สยองขวัญแนวไซไฟเรื่อง "Alien" แท้จริงแล้ว เห็ดชนิดนี้ รู้จักในชื่อของ เห็ดเขาเหม็นปลาหมึกยักษ์ (Octopus Stinkhorn) หรือ เห็ดมือปีศาจ ซึ่งอยู่ในตระกูลเห็ดเชื้อรา และในขณะที่เห็ดชนิดอื่นงอกจากพื้นดิน มันกลับงอกออกมาจากโครงสร้างรูปไข่ มีต้นกำเนิดในนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ที่ปกติจะมีความสูงระหว่าง 4-6 เซ็นติเมตร และกว้าง 2.4 เซนติเมตร ดอกเห็ดที่ค่อยๆ งอกออกมา จะมีลักษณะเหมือนนิ้วมือ 4 แฉก และความยาว 10 เซนติเมตร เมื่อเจริญเติบโต เมื่อโตเต็มที่ ดอกเห็ดจะมีสีชมพูแดงส่งกลิ่นเหม็นเน่าเพื่อดึงดูดแมลงมาช่วยกระจายสปอร์ นอกจากนี้ เห็ดมือปีศาจสามารถนำมารับประทานได้ในช่วงที่อยู่ในระยะที่เห็ดยังอยู่ในรูปไข่ ซึ่งจะมีรสชาติและกลิ่นเหมือนผักกาดขาว แต่ถ้าเป็นระยะอื่นไม่สามารถรับประทานได้ เชื่อกันว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพฝรั่งเศส ใช้เป็นเสบียงของทหาร ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News ที่มา  metro

แดน-บีม สุดคิดถึง! ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี
แดน วรเวช /  บีม กวี / 

ทุกวันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันที่แฟนๆ D2B ยังคงจดจำได้ดี เพราะเป็นวันจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ บิ๊ก ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ หรือ บิ๊ก D2B ที่เสียชีวิตด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือด หลังประสบอุบัติขับรถตกคูน้ำ ส่งผลให้มีอาการโคม่า น้ำท่วมปอดและเชื้อราในสมอง เป็นเจ้าชายนิทรามานานหลายปี ล่าสุดวานนี้ (9 ธ.ค.) สองเพื่อนรักอย่าง แดน วรเวช และ บีม กวี ได้เดินทางมาร่วมทำบุญพร้อม คุณพ่อ คุณแม่ และครอบครัวของ หนุ่มบิ๊ก รวมทั้งแฟนคลับ ณ วัดหนามแดง จ.สมุทรปราการ เนื่องในวันครบรอบการจากไป 8 ปีเต็ม ท่ามกลางความคิดถึงของแฟนๆ บิ๊ก D2B อย่างท่วมท้น ขอบคุณภาพจาก IG @danworrawech, beamkawee, mook_ladyofthakrit, nging_maneerat, thanyazz ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี บิ๊ก-แดน-บีม D2B

เคล็ดลับ ขจัดคราบสกปรก แบบทันใจง่ายๆ จากอุปกรณ์ภายในบ้าน
ขจัดคราบสกปรก /  ทำความสะอาดบ้าน / 

            เชื่อว่าหลายคน กำลังประสบปัญหาเรื่องการทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์สุดโปรด ให้ห่างไกลคราบที่เกาะตามเฟอร์นิเจอร์ บางชนิดอาจจะฝังแน่นแก้ยาก ยิ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ในบ้านต้องดูแลให้สม่ำเสมอ เพื่อความสวยงามและยืดอายุการใช้งาน งั้นลองมาดู เคล็ดลับ ขจัดคราบสกปรก เหล่านั้นง่ายๆ ด้วยตัวเองกันเถอะค่ะ ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ช่วยขจัดคราบหมองถึงชื่อมันจะดูวิทยาศาสตร์ แต่เป็นสารเคมีที่สามารถสลายตัวได้เองช่วยขจัดคราบหมองและฆ่าเชื้อโรคบนเฟอร์นิเจอร์บุนวมได้ เพียงนำไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ 1 ถ้วยตวง ผสมน้ำยาล้างจาน 1/2 ถ้วยตวง แล้วเทใส่ขวดสเปรย์ ฉีดพ่นไปที่คราบหมองเช็ดออกให้เรียบร้อย เฟอร์นิเจอร์มันเงาด้วยน้ำมันมะกอก น้ำมันมะกอกนอกจากจะช่วยบำรุงผิวหนังหรือนำไปทำอาหารได้แล้วนั้นยังช่วยบำรุงเฟอร์นิเจอร์หนังให้ดูเหมือนใหม่อีกด้วย เพียงนำน้ำมันมะกอกถูเฟอร์นิเจอร์บาง ๆ ให้ทั่ว เพราะน้ำมันมะกอกจะซึมลงไปบำรุงพวกริ้วรอยขีดข่วนให้ดูใหม่ขึ้น หรือจะใช้แปรงขัดรองเท้าปาดครีมขัดรองเท้ามาขัดถูเฟอร์นิเจอร์ก็ช่วยได้ ที่ปาดน้ำฝนช่วยกำจัดขนสัตว์บนพรม บ้านที่มีสัตว์เลี้ยงคงหนีไม่พ้นปัญหาขนสัตว์ร่วงหล่นเต็มพื้นจนไปติดอยู่บนพรมและทำความสะอาดยาก แค่เพียงนำที่ปาดน้ำฝนบนกระจก ปาดขนสัตว์บนพรม ขนสัตว์ก็จะออกมากองอยู่นอกพรมได้อย่างง่ายดายแล้ว น้ำยาล้างเล็บเช็ดรอยด่างบนพรม เวลารับประทานอาหารแล้วมีเศษอาหารหรือเครื่องดื่มหกเลอะเทอะพรมอยู่จะทำความสะอาดยากพอสมควร แต่ก็มีอุปกรณ์ที่เกือบทุกคนมีติดบ้านไว้แน่นอน คือน้ำยาล้างเล็บที่นอกจากจะช่วยทำความสะอาดเล็บด้วยแล้ว ยังสามารถนำมาเช็ดรอยด่างบนพรมได้อีกด้วย เพียงนำผ้าชุบน้ำยาล้างเล็บหมาดๆ แล้วเช็ดบริเวณคราบสกปรกบนพรม เห็นได้ชัดว่ารอยคราบค่อย ๆ จางออกไปและกลับมาสวยเหมือนใหม่อีกครั้ง กำจัดฝุ่นเฟอร์นิเจอร์ด้วยการใช้ลูกกลิ้ง  เวลาเราทำความสะอาด ปัด กวาด เช็ด ถู เครื่องใช้ต่าง ๆ ภายในบ้านฝุ่นที่เกาะตัวตามเฟอร์นิเจอร์จะฟุ้งกระจายขึ้นมา จนมีอาการไอ จาม เมื่อเป็นหนักขึ้นจะเป็นภูมิแพ้ได้ แต่เราสามารถใช้ลูกกลิ้งกาวที่เช็ดฝุ่นบนเสื้อผ้ามาใช้ด้วยการกลิ้งให้ทั่วบริเวณเฟอร์นิเจอร์ เพียงเท่านี้ก็ทำให้เฟอร์นิเจอร์กลับมาสะอาดปราศจากฝุ่นเกาะแถมไม่ฟุ้งกระจายทั่วบ้านอีกด้วย เบคกิ้งโซดาคืนความสะอาดให้ชักโครก  ชักโครกเป็นโถสุขภัณฑ์ที่พวกเราต้องใช้เป็นประจำทุกวัน เมื่อผ่านการใช้งานไปนาน ๆ อาจทำให้เกิดคราบสะสมฝังแน่นจนทำความสะอาดยากดูไม่สะอาดและไม่น่าใช้ ปัจจุบันก็มีน้ำยาทำความสะอาดคราบต่าง ๆ ภายในห้องน้ำมากมาย แต่ค่อนข้างอันตรายเพราะอาจจะสร้างความระคายเคืองผิวหนังได้ ซึ่งมีวิธีการทำความสะอาดแบบประหยัดงบและไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังอีกด้วย โดยการผสมเบคกิ้งโซดา 2 ถ้วยตวง กับดีเกลือ 1/4 ถ้วยตวง แต่ถ้าอยากมีกลิ่นหอมให้ใส่น้ำมันหอมระเหยลงไปผสมด้วยแล้วตักใส่แม่พิมพ์ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วนำไปหย่อนลงในชักโครก ปิดฝาทิ้งไว้ค้างคืนตอนเช้าก็ทำความสะอาดชักโครกได้ปกติ ทำแบบนี้เพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะทำให้ชักโครกไร้คราบฝังแน่นแน่นอน เขียงสะอาดด้วยน้ำยาขัดจากห้องครัว เขียงเป็นอุปกรณ์จำเป็นในครัว แต่ถ้าทำความสะอาดไม่ดีก็อาจจะมีเศษอาหารติดตามร่องของเขียงได้ วิธีทำความสะอาดง่าย ๆ คือถ้าเป็นเขียงพลาสติกให้ผสมน้ำยาล้างจานกับน้ำเปล่าแล้วนำเขียงแช่ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง ส่วนเขียงไม้ให้ผ่ามะนาวครึ่งลูกทาเกลือ จากนั้นถูบนหน้าเขียงกรดในน้ำมะนาวกับเม็ดเกลือจะช่วยกัดเศษอาหารให้หลุดออกอย่างง่ายดาย แล้วนำไปล้างทำความสะอาดตามปกติ และตากไว้ให้แห้งกันเชื้อราขึ้น น้ำอัดลมขจัดคราบน้ำมัน ถ้าปล่อยให้น้ำมันเครื่องไหลและซึมไปในพื้นนาน ๆ เข้า จะเกิดเป็นคราบฝังแน่นทำความสะอาดยาก วิธีง่าย ๆ ในการขจัดคราบเหล่านั้น คือนำน้ำอัดลมชนิดน้ำดำมาเทบริเวณที่มีคราบน้ำมัน ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วค่อยทำความสะอาดด้วยการใช้แปรงขัดตามปกติ เพราะในน้ำอัดลมจะมีกรดกัดกร่อนสูง ทำให้คราบน้ำมันนั้นหลุดออกไปได้อย่างง่ายดาย เรื่อง : Maythawan B. ที่มาบทความจากนิตยสาร แม่บ้าน

8 วิธีง่ายๆ ดูแล สุขภาพเท้า ในช่วงหน้าฝน
สุขภาพเท้า /  หน้าฝน / 

   เท้าเหม็น (Pitted Karatolysis)  เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่น อาการสำคัญของโรคนี้ที่พบบ่อยสุดถึงร้อยละ 90 คือ เท้ามีกลิ่นเหม็น ส่วนอาการรองลงมาที่พบร้อยละ 70 คือ เวลาถอดถุงเท้าจะรู้สึกว่าถุงเท้าติดกับฝ่าเท้า ส่วนอาการคันนั้นพบได้น้อยคือ ร้อยละ 8    เชื้อราที่เท้า (Tinea Pedis) คำว่า Tinea Pedis หรือชาวบ้านรู้จักกันดีในชื่อ โรคน้ำกัดเท้าหรือฮ่องกงฟุต เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถก่อโรคที่ผิวหนังได้ โดยเฉพาะที่เท้า ซอกนิ้วเท้า และเล็บเท้า แม้บางครั้งโรคผิวหนังที่ว่าอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเชื้อราอย่างเดียว แต่เพราะมีเชื้อแบคทีเรียมาร่วมด้วย 8 วิธีง่ายๆ ดูแล สุขภาพเท้า ด้วยตัวเอง        คุณหมอสุมนัสให้คำแนะนำง่ายๆ ในการดูแล สุขภาพเท้า ด้วยตัวเอง และย้ำว่าควรเริ่มปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วันนี้ ดังนี้ 1. ล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ ประมาณ 10 นาที เวลาอาบน้ำ ทุกๆ วัน ซึ่งจะทำให้ผิวหนังนุ่ม แต่อย่าขัดหรือถู หรือแช่น้ำเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้ง 2. เช็ดเท้าให้แห้งสนิททุกครั้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้าต้องให้แห้งจริงๆ 3. สำหรับผู้มีกลิ่นเท้า หลังจากล้างเท้าสะอาดและเช็ดให้แห้งแล้ว ควรจะโรยแป้งทาตัวให้ทั่วเท้าและซอกเท้า รวมถึงอย่าใส่รองเท้าคับเกินไป ควรเลือกรองเท้าที่ใส่สบายและระบายอากาศได้ ถุงเท้าควรเป็นถุงเท้าผ้าฝ้ายจะดีกว่าถุงเท้าไนลอน 4. ถ้าผิวแห้ง ทาครีมที่ไม่มีน้ำหอมฉุน เพื่อให้ความชุ่มชื้น โดยทาบางๆ ให้ทั่วทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้า ห้ามทาครีมบริเวณซอกนิ้วเท้า เพราะอาจเกิดการหมักหมมของเชื้อราได้ 5.ถ้าเล็บยาวต้องตัดเล็บเท้าอย่างถูกวิธี โดยตัดตรงตามแนวขอบเล็บเท่านั้น ไม่ตัดเล็บเซาะเข้าไปด้านข้างหรือจมูกเล็บ และไม่ควรตัดเล็บให้สั้นเกินไป 6. ใส่รองเท้าให้เหมาะกับโรค ควรใส่รองเท้าที่เหมาะสมและถูกสุขลักษณะ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานควรใส่รองเท้าที่ทำจากวัสดุที่มีลักษณะนิ่มและมีแผ่นรองรับแรงกระแทกที่ฝ่าเท้า ไม่ควรใส่รองเท้าแตะชนิดที่มีสายรัดง่ามนิ้วเท้า 7. หมั่นตรวจเท้าด้วยตนเองเป็นประจำ สังเกตสีผิว กลิ่นเท้า อุณหภูมิของเท้า และอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น ปวดเท้า มีอาการชา บวม มีเม็ดพอง หรือคัน เป็นต้น โดยตรวจให้ทั่วทั้งฝ่าเท้า ส้นเท้า ซอกนิ้วเท้า และบริเวณเล็บเท้า หากพบความผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ 8. ออกกำลังกายเท้า เพื่อบริหารข้อเท้าและกล้ามเนื้อเท้าอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและ ที่มาจาก ชีวจิต

EMPERADOR CIGAR CHEST เป็นทั้งนาฬิกาและกล่องเก็บซิก้าร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ
EMPERADOR CIGAR CHEST. นาฬิกา /  กล่องเก็บซิก้าร์

EMPERADOR CIGAR CHEST เป็นทั้งนาฬิกาและกล่องเก็บซิก้าร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ใครที่กำลังหาของขวัญเพื่อมอบให้คนพิเศษในช่วงปีใหม่นี้ เราขอแนะนำของขวัญสุดพิเศษและเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ มันคือ EMPERADOR CIGAR CHEST ดูภายนอกอาจเหมือนกล่องสีดำธรรมดาแต่เมื่อเปิดฝาขึ้นมาต้องทึ่งกับสิ่งที่อยู่ภายใน เพราะมันทั้งหรูหราและดูมีคุณค่ากว่าที่หลายคนคิด เริ่มจากตรงส่วนกลางของกล่องซึ่งเป็นนาฬิกา tourbillion ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนมากกว่า 300 ชิ้น โดยผู้ผลิตนาฬิกาชั้นนำจากสวิส และรายล้อมไปด้วยหลอดแก้ว 24 ใบที่มีซิก้าร์ Grand Cru พันด้วยแผ่นทองคำแท้บรรจุอยู่ภายใน ซึ่งคนที่จะหยิบขึ้นมาสูบได้ต้องใส่รหัสให้ถูกเสียก่อน บอกแล้วว่าสำหรับคนพิเศษจริงๆ EMPERADOR CIGAR CHEST เป็นทั้งนาฬิกาและกล่องเก็บซิก้าร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ มิติของตัวกล่องมีขนาด 70 x 45 x 30 ซม. ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือช่างนาฬิกามือฉมังจากสวิส ประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 2,675 ชิ้น ระบบประมวลผล 33 ตัว วัสดุของกล่องไม่ใช่ไม้อย่างที่เข้าใจ แต่เป็นแก้ว Alucobond และอะลูมิเนียมรังผึ้งแทรกเส้นใยคอมโพสิต นอกจากนี้ยังเสริมด้วยวัสดุต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา รวมถึงฉนวนกันความร้อนที่มีส่วนผสมของทองคำ, นิกเกิลแพลเลเดียมชุบโรเดียม จากนั้นเคลือบทับด้วยสีดำเงา เบื้องหลังที่ทำให้ EMPERADOR แตกต่างจากกล่องเก็บซิก้าร์ทั่วไปคือ มันมีความซับซ้อนของเรื่องจักรกลและระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนในระดับสูง เพื่อความแม่นยำในการรักษาอุณหภูมิและความชื้นให้คงที่เพื่อปกป้องซิก้าร์ให้อยู่ในสภาพอากาศที่พอเหมาะ ด้วยความหรูหราทันสมัยแบบนี้ไม่สงสัยเลยว่าราคาของมันจะอยู่ที่ 1 ล้านดอลล่าร์หรือประมาณ 35 ล้านบาท! ภาพและข้อมูลจาก luxatic.com ติดตามเพิ่มเติมได้ใน A'Lure Magazine Vol.66

สำรวจตัวเอง น้ำหนักไม่ลด อาจเพราะ “อุจจาระตกค้าง ”
ดีท็อกซ์ /  อุจจาระ / 

       เคยไหมคะ ? ที่ออกกำลังกายหนักหน่วง ควบคุมอาหารตามตาราง นับแคลอรี่เป๊ะๆ แต่ทำไมน้ำหนักก็ยังไม่ลดสักที แถมยังมีอาการท้องอืด ท้องผูก บางครั้งก็ลามมาปวดหลังอีกต่างหาก ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นกับหลายคนที่กำลังลดความอ้วนอยู่ น้อยคนนัก ที่จะรู้ว่าเกิดจาก อุจจาระตกค้าง!! อ่านถึงตรงนี้ คงต้องเอามือมาปิดจมูกกันสักนิดนะคะ แต่บอกได้เลยว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ       เริ่มจาก เรามาทำความรู้จักกับระบบการทำงานของลำไส้กันก่อนดีกว่าค่ะ  ลำไส้ของคนเรายาว ประมาณ 20 ฟุต เป็นลำไส้เล็ก 15 ฟุต และ อีก 5 ฟุต เป็นลำไส้ใหญ่ อาหารที่ผ่านกระบวนการย่อยแล้วจะผ่านไปที่ลำไส้เพื่อทำการดูดซึม ส่วนที่ไม่ย่อยและไม่ดูดซึมนั้นท้ายสุดแล้วก็จะออกไปในรูปแบบของอุจจาระ แต่...ก็มีหลายครั้งที่การขับถ่ายไม่สามารถนำอุจจาระออกมาได้หมดจากลำไส้ ทำให้เกิดการตกค้าง และเกาะอยู่ตามผนังลำไส้ มาลองสำรวจตัวเองกันดูนะคะ ว่าจะมีปัจจัยอะไรกันบ้าง ? 1. รีบรับประทานอาหารเกินไป ควรเคี้ยวให้ได้ 30 ครั้งต่อ 1 คำ 2. รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย 3. อันนี้น่ากลัว!! มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ 4. ระบบดูดซึมเสีย เนื่องจากมีน้ำมันเคลือบอยู่มากเกินไป ทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไปไม่มีการหมุนเวียน 5. ข้อนี้สำคัญ!! ไม่ขับถ่ายในช่วงเวลา 05.00 น. - 07.00 น.         ทำไมถึงต้อง ขับถ่ายในช่วงเวลา 05.00 น. - 07.00 น. สาเหตุมาจากช่วงเวลาหลัง 7 โมงเช้าไปแล้ว ลำไส้จะบีบให้อุจจาระขึ้นไปข้างบน จึงทำให้เราขับถ่ายอุจจาระออกมาไม่หมด อุจจาระที่ค้างไว้นี้ ก็จะเกาะที่ผนังลำไส้พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่า มันก็แซงหน้าไปก่อน แต่มันไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็งไว้ ก็เกาะติดแน่น กดทับเส้นเลือดต่าง ๆใน กระเพาะ และ กระดูกหลัง ทำให้มีอาการปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้อง ท้องอืด        อย่าคิดว่าลำไส้ที่ยาว 20 ฟุต จะมีพื้นที่น้อยนิด จนละเลยการหาทางแก้ไข เพราะเคยมีการผ่าศพพบอุจจาระที่ตกค้างอยู่กว่า 10 กิโลกรัม !! ลองคิดดูสิคะ ว่าถ้าน้ำหนักคุณลงไป 10 กิโลกรัม จะผอมขนาดไหน ? แล้ววิธีการแก้ไขล่ะ จะต้องทำอย่างไรต่อไป ถ้าบอกไปหลายคนจะต้องร้อง อ๋อออออ ....เพราะนั่นก็คือการ ดีท็อกซ์ !! นั่นเองค่ะ       สูตรการดีท็อกซ์นั้นก็มีให้ได้ลองอยู่หลายสูตรนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเม็ดแมงลัก น้ำอุ่น น้ำผึ้งมะนาว กล้วย โยเกิร์ต นิยมดื่มก่อนนอนหรือหลังตื่นนอนทันที จะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายในตอนเช้าได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ภาพประกอบและเรียบเรียงโดย Women Mthai Team

5 สิ่งห้ามใช้กับ สะดือเด็กแรกเกิด
ทารก /  มหาหิงค์ / 

สะดือเด็กแรกเกิด จะแห้ง และหลุดไปหลังจากคลอดแล้วประมาณ 7 - 10 วัน คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มักจะกังวลว่าการทำความสะอาดสะดือเด็กแรกเกิดจะทำให้ลูกได้รับความเจ็บปวด ซึ่งการเช็ดทำความสะอาดสะดือทารกแรกเกิดไม่ได้ทำให้เจ็บปวดแต่อย่างใด แต่ถ้าเช็ดสะดือให้ลูกไม่สะอาด อาจทำให้สะดือติดเชื้อเกิดการอักเสบขึ้นได้นะคะ ห้ามทา มหาหิงค์ บนสะดือเด็กแรกเกิด สำหรับเด็กแรกเกิดนั้นบางครั้งอาจมีอาการแน่นอึดอัดท้อง คุณแม่จึงมักไล่ลมในท้องลูกด้วยมหาหิงค์ ซึ่งข้อควรระวังคือห้ามทาลงบนสะดือเด็ก เพราะจะทำให้บริเวณสะดือเกิดความชื้น อักเสบขึ้นได้ ห้ามโรยแป้งบนสะดือเด็กแรกเกิด แป้งคือสิ่งที่ห้ามใช้กับสะดือเด็กแรกเกิด เพราะแป้งจะไปอุดตันในสะดือเด็กแรก จนเกิดการอักเสบขึ้นได้ โดยเฉพาะในทารกบางรายเมื่อสะดือแห้งใกล้จะหลุดอาจมีน้ำเหลืองซึมๆ ออกมา ซึ่งไม่ควรโรยแป้งลงบนสะดือเด็ดขาด เพราะแป้งที่โรยปนไปกับน้ำเหลืองอาจเป็นตัวกระตุ้นให้สะดือเกิดการอักเสบอย่างรุนแรงขึ้นได้ ห้ามใส่ผ้าอ้อมปิดสะดือเด็กแรกเกิด เมื่อใส่ผ้าอ้อมให้เด็กแรกเกิด ควรใส่ให้ขอบบนของผ้าอ้อมอยู่ต่ำกว่าตอสายสะดือ เพื่อป้องกันการถูกกดทับเป็นเวลานานจากผ้าอ้อมจนทำให้เกิดการอับชื้นขึ้นได้ ห้ามทาโลชั่นบนสะดือเด็กแรกเกิด ในเด็กแรกเกิดนั้นสามารถทาโลชั่นเพื่อบำรุงผิวได้ แต่ห้ามทาโลชั่นลงบนสะดือเด็กแรกเกิด เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้นเกิดเชื้อราขึ้นได้ ห้ามแคะ หรือแกะสะดือเด็กแรกเกิด หลังจากผ่านไปได้ 7-10 วัน สะดือลูกจะค่อยๆ แห้ง ซึ่งควรปล่อยให้สะดือหลุดออกเองตามธรรมชาติ ห้ามใช้คอตตอนบัดแคะ หรือแกะสะดือเด็กแรกเกิดเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เลือดไหลออกมา เกิดการอักเสบขึ้นได้ เช็ดสะดือด้วยแอลกอฮอล์เท่านั้น หลังจากอาบน้ำให้เด็กแรกเกิดเสร็จแล้ว ให้เช็ดสะดือด้วยแอลกอฮอล์ 70% ตามที่โรงพยาบาลจัดให้ใช้เท่านั้น โดยให้ดึงสายสะดือขึ้นเช็ดวนจากด้านในออกด้านนอกเพียงรอบเดียว แต่ถ้าสะดือทารกยังไม่สะอาดให้เช็ดด้วยสำลี หรือคอตตอนบัดอันใหม่อีกครั้ง ที่มาจาก th.theasianparent ภาพประกอบโดย Women MThai Team

ตำนานสยอง! Dancing Plague กว่า 400 คนถูกสาปให้เต้นรำจนตาย
ตำนานลี้ลับ /  ต่างประเทศ / 

"Dancing Plague" เรื่องราวนี้เป็นตำนานที่โด่งดังและเล่าขานกันมานานมาก เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1518 ที่สตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเกิดเรื่องราวแปลกๆ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ทำให้คนในหมู่บ้านกว่า 400 คนเต้นรำจนตายภายในเวลาเพียงไม่นาน .. ตำนานสยอง! Dancing Plague กว่า 400 คนถูกสาปให้เต้นรำจนตาย ตำนานสยอง! Dancing Plague กว่า 400 คนถูกสาปให้เต้นรำจนตาย ในประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศสได้มีบันทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์แปลกๆ "Dancing Plague" ที่เกิดในเดือนกรกฏาคม ปี ค.ศ. 1518 เมื่อจู่ๆ ก็มีหญิงสาวนางหนึ่งชือว่า Troffea เธอเริ่มออกมาเต้นบนถนนสตราสบูร์ก โดยไม่พักเป็นระยะเวลากว่า 6 วัน  6 คืน เพียง 1 สัปดาห์ก็มีผู้คนในหมู่บ้านอีก 34 คน ออกมาเต้นกัน หลังจากนั้นก็เพิ่มจากสิบเป็นร้อย และสิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ ตั้งแต่วันที่เธอเริ่มเต้นจนครบหนึ่งเดือนต่อมา ได้มีคนกว่า 400 คนออกมาเต้นโดยไม่หยุดพัก และในที่สุดก็มีคนจำนวนมากเสียชีวิตจากการเต้นไม่หยุดครั้งนี้ เนื่องจากการที่หัวใจเต้นผิดปกติ อ่อนเพลีย เหน็ดเหนื่อย ไม่ได้กิน ไม่ได้นอนร่วมเดือน แต่ "Dancing Plague" การเต้นรำจนตายที่เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศสนี้ไม่ใช่ครั้งแรก! เพราะเคยเกิดขึ้นในเมืองอาเค่น (แถบตะวันตกของประเทศเยอรมนี) มาก่อน เริ่มในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1374 คนที่เดินตามถนนนั้นก็กรีดร้องเหมือนคนประสาทหลอน อีกทั้งยังเต้นรำท่าแปลกๆ ดิ้นและบิดตัวไปมาจนกระทั่งหมดแรงไป ซึ่งโรคประหลาดนี้ยังแพร่กระจายไปถึงประเทศเนเธอร์แลนด์ ตามเส้นทางแสวงบุญต่างๆ อีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็มีผู้เชียวชาญทางประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี หลายคนออกมาให้ความคิดเห็นเช่น อาจเป็นความเชื่อในเรื่องพ่อมด แม่มด ซาตาน คิดว่าทุกคนออกมาเต้นเพื่อแก้อาถรรพ์, อาจจะเป็นเพราะคนทั้งหมู่บ้านถูกสาป เลยต้องเต้นจนตัวตาย รวมถึงเกิดข้อสันนิษฐานต่างๆ เช่น อาจะเป็นโรคประสาทประเภทโรคอุปทานหมู่ เชื่อมโยงไปความบ้าคลั่งศาสนาของคนยุโรป หรือในสมัยก่อนมีอาชีพทำฟาร์ม ปลูกข้าว อาจจะเกิดจากการกินข้าวไรที่มีเชื้อคลาวิเซพส์ เพอร์พูเรีย (Claviceps purpurea) ที่เป็นเชื้อราขนาดเล็กที่มีพิษ นั่นเป็นยาหลอนประสาทชนิดรุนแรง (อันนี้น่าเชื่อถือสุด รึเปล่า?) ซึ่งเรื่องราวแปลกประหลาดนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด >,< เรียบเรียง teen.mthai.com ขอบคุณข้อมูล en.wikipedia.org

แต่งห้องน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย
แต่งห้องน้ำ

วันนี้ Decor.MThai ได้นำเรื่องราวจากหนังสือ Life and Home เป็นเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับ แต่งห้องน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ บทความการแต่งห้องน้ำอย่างไรให้ปลอดภัยนี้เป็นบทความของคุณสุคนธา ฉ่ำมิ่งขวัญ และภาพประกอบสวยๆ จากทีมงานไลฟ์แอนด์โฮมค่ะ ว่าแล้วเราไปดูการแต่งห้องน้ำให้ปลอดภัยกันเลยดีกว่าค่ะ แต่งห้องน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย นอกเหนือฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวกสบาย มีความสวยงามตรงตามใจผู้เป็นเจ้าของแล้ว ความปลอดภัยก็เป็นอีกเรื่องสำคัญในห้องน้ำที่ไม่ควรมองข้างเพราะบ่อยครั้งที่อุบัติเหตุภายในบ้านเกิดขึ้นขณะใช้งานในห้องน้ำ ทั้งที่ความจริงแล้วเราสามารถป้องกันได้  ตั้งแต่เรื่องของการออกแบบไปจนถึงวัสดุที่มีความเหมาะสม Bath Decor ในฉบับนี้ จึงมีวิธีการตกแต่งห้องน้ำให้ปลอดภัยมาแนะนำค่ะ 1. การออกแบบห้องน้ำ การออกแบบห้องน้ำ : ควรมีการระบายอากาศที่ดี เพราะเป็นพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับความชื้นอยู่ตลอดเวลา ตำแหน่งที่เหมาะสมคือทิศตะวันตก ใช้ความร้อนของแสงแดดในช่วงบ่ายมาขับไล่ความชื้น อันเป็นสาเหตุของเชื้อราและเชื้อโรคต่างๆ ติดตั้งหน้าต่างหรือหลังคา Skylight ก็เป็นอีกทางที่ช่วยทั้งระบายอากาศ และรับแสงแดดเพิ่มเติมส่วนการออกแบบพื้นห้องน้ำไม่ควรมีความสูงในระดับที่ต่างกันเพื่อป้องกันการสะดุดล้ม 2. วัสดุ วัสดุ : แน่นอนว่าวัสดุที่นำมาปูพื้นมีหลากหลายประเภทเช่น กระเบื้อง หินสังเคราะห์ หินอ่อน ไม้สังเคราะห์ ซึ่งเราสามารถใช้ได้หมด แต่ที่ควรคำนึงคือผิวสัมผัสของวัสดุนั้น ต้องมีผิวสัมผัสแบบด้านเพื่อป้องกันการลื่นล้มขณะเท้าเปียกน้ำ ต่อมาคือการเลือกใข้กระจก หากเป็นกระจกใสสำหรับกั้นพื้นที่หรือเป็นประตูห้องควรเลือกกระจกที่มีความหนาเป็นพิเศษ เช่นกระจกเทมเปอร์ กระจกลามิเนต ซึ่งเมื่อเกิดการแตกหัก ก็จะไม่มีเหลี่ยมคมมาทำอันตรายส่วนกระจกเงาไม่ควรติดไว้ใกล้กับส่วนเปียก อย่างส่วนชาวเวอร์ เพราะมีโอกาศลื่นล้มได้ง่ายกว่าส่วนอื่นๆ 3. อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับไฟฟ้า อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับไฟฟ้า : เริ่มกันตั้งแต่แสงไฟที่ควรมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดทึบจนเกินไปในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณกระจกเงาส่องหน้า ส่วนปลั๊กหรือเต้าเสียบต่างๆ ควรเลือกรุ่นที่มีฝาปิด สำหรับป้องกันความชื้นและน้ำกระเด็นใส่จนเกิดการลัดวงจร ส่วนตำแหน่งที่ติดตั้งควรอยู่ในส่วนแห้ง สูงเหนือกว่าก๊อกน้ำ และอ่างล้างหน้า ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า อย่างเครื่องทำน้ำอุ่น ห้ามลืมติดตั้งสายดินเด็ดขาดเพื่อป้องกันไฟรั่ว 4. การเลือกใช้สุขภัณฑ์ การเลือกใช้สุขภัณฑ์ : ควรเลือกใช้สุขภัณฑ์ที่ไม่มีเหลี่ยมมุมแหลมคม ในกรณีที่ครอบครัวมีเด็กเล็กและผู้สูงอายุใช้ร่วมกัน โดยปัจจุบันมีสุขภัณฑ์สำหรับเด็กและผู้สูงอายุโดยเฉพาะซึ่งจะมีความสูงที่เหมาะสมมากกว่า พยายามหลีกเลี่ยงสุขภัณฑ์ที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน เพราะจะแตกหักง่าย หรือใช้วัสดุสมัยใหม่อื่นๆ มาทดแทนเช่นหินสังเคราะห์เป็นต้น หากห้องน้ำมีการใช้ร่วมกันทุกช่วงวัยควรคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยเล็กๆ น้อยๆ ด้วย เช่นการติดตั้งราวจับไว้ใกล้กับโถสุขภัณฑ์เพื่อช่วยผู้สูงอายุพยุงตัว เลือกใช้พรมยางกันลื่นแทนพรมเช็ดเท้าทั่วๆ ไป ราวแขวนผ้าที่ควรติดตั้งให้อยู่เหนือศีรษะเป็นต้น ติดตามอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมในหนังสือ Life and Home ฉบับเดือน Jan 2014 จาก Mbookstore คลิ๊ก

นักสืบพันทิป กดดันจนแฟนบอลสาวสุพรรณรับโกหกลูกป่วยตุ๋นเงิน
ชาริล ชัปปุยส์ /  ตูน บอดี้แสลม / 

ความลับไม่มีในโลก นักสืบพันทิป ตั้งข้อสงสัย พร้อมแฉแฟนบอลสาว สุพรรณบุรี เอฟซี โกหกว่าลูกสาวป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดแดง หลอกตุ๋นเงินบริจาค ชาริล ชัปปุยส์ และตูน บอดี้สแลม ก็ตกเป็นเหยื่อ กลายเป็นเรื่องให้พูดถึงในเว็บบอร์ดดัง pantip.com หลังแฟนเว็บบอร์ดได้ตั้งข้อสงสัยกรณีที่มีแฟนบอลสาว สุพรรณบุรี เอฟซี ท่านหนึ่ง อ้างว่าป่วยเป็นโรคเชื้อราที่ไขกระดูก แถมลูกสาว น้องกอหญ้า วัย 7 ขวบ ก็ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดแดง ซึ่งต้องใช้เงินค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก ทำให้แฟนบอล สุพรรณบุรี เอฟซี รวมถึงแฟนบอลสโมสรอื่นๆ ร่วมบริจาคเงินให้จำนวนมาก รวมแล้วกว่า 3 แสนบาท ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี ชาริล ชัปปุยส์ ดาวเตะล้านเมีย และตูน บอดี้สแลม นักร้องชื่อดัง ที่ก็ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือด้วย เมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว โดยเมื่อวันที่ 22 ก.ค.58 ได้มีบุคคลท่านหนึ่ง ได้ไปตั้งกระทู้สงสัยในพฤติกรรมการของแฟนบอลสาวรายนี้ในพันทิป (http://pantip.com/topic/33955262) เพราะที่ผ่านมาปีกว่า ยังไม่เคยเห็นหลักฐานการรักษาพยาบาลสำหรับลูกสาว น้องกอหญ้า เลย โดยสงสัยว่าน่าจะเป็นการหลอกลวง เพื่อต้มตุ๋นเอาเงินบริจาคเสียมากกว่า ทำให้ล่าสุด หญิงสาวคนดังกล่าว ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ตะวันฉาย ในม่านเมฆ โดยยอมรับสารภาพว่า ลูกสาวไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้าย โดยเป็นแค่ภาวะเสี่ยงเท่านั้น โดยข้อความมีดังนี้ นี้คือความจริงที่จะออกมาขอโทษพี่ๆ น้องๆ ทุกคนว่า กอหญ้า เปงแค่พาวะเสี่ยงเฉยๆ คะยังไม่แน่ชัดว่าเปงไหมเมื่อช่วง3-4ที่ผ่านมากอหญ้าป่วยบ่อยเข้าโรงบาลบ่อยถึงไม่เสียค่ายาแต่ค่ากินอยู่หลายบาทอยู่คะฉายเลยไปกู้รายวันบ้างเงินด่วนบ้างแชร์ทองเอาทุกอย่างเลยกลายเปงนี้หลักแสนจนฉายต้องหลบค่าหนี้ประกอบเริ่มไปดูบอลแร้วเล่นเฟสเลยทำให้รู้จักพี่ที่เชียร์บอลเข้าก้อเขามาถามว่าเปงอาไรเข้าโรงบาลบ่อยก้อเลยบอกไปว่าเปงมะเร็งเม็ดเลือด ก้อเริ่มเขามามีคนเอาเงินมาช่วยเหลือกอหญ้าเริ่มมีอาการประมูลขึ้นเริ่มได้เงินเยอะฉายก้อปล่อยตามเลยคะเงินที่ได้ประมาณทุกๆช่องทางการช่วยเหลือ300,000บาทคะภายในหนึ่งปีที่ได้150,000แรกฉายเอาไปส่งรายวันส่งเงินด่วนแชร์ทองประมาณ6-7เจ้าคนนี้10000 คนนั้น15000คะเอาชื่อตัวเองมั้งเอาชื่อน้ากู้มั้งคะแร้วอีก70,000ฉายเอาไปใช่หนี้ที่ฉายกู้มาตอนกอหญ้าเริ่มคลอดคะเพราะพ่อมันไม่ค่อยส่งเงินมาให้เพราะมันติดผู้หญิงฉายก้อเลี้ยงกอหญ้ามาตลอดแร้วที่เหลือฉายก้อใช้จ่ายทั่วไปคะฉายกราบขอโทษในความผิดพลาดที่เกินให้อภัยครั้งนี้......ที่เอากอหญ้ามาเกี่ยวข้องฉายขอรับผิดในครั้งนี้ขอให้สังคมให้โอกาสสักครั้งหนึ่งคะที่พูดทั้งหมดคือความจริงทุกอย่างคะฉายรู้สึกผิดคะในครั้งนี้คะมากๆคะ ตอนนี้ฉายได้รับผลกรรมที่ทำไว้แร้วคะ ฉายกราบขอโทษทุกๆท่านที่เคยเมตตาต่อน้องกอหญ้าแต่ฉายผิดเองคะที่เอาน้องมายุ่งด้วยคะแร้วที่กอหญ้าน้องโรงบาลครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องในครั้งนี้น้องมีอาการอาเจียนอยู่แร้วคะ ไม่ใช้เอาน้องมาบังหน้าคะเพราะพวกคุนๆโพสด่าตั้งแต่4-5ทุ่มเมื่อคืนแต่กอหญ้าเขาตอนนี่ตี5คืออาเจียนเลือดคะก้อเลยพามาคะ ทั้งนี้แฟนบอลที่เคยช่วยบริจาคเงิน เตรียมที่จะดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น ได้มีการโพสเฟซบุ๊คต่อว่าอย่างหนัก ขอบคุณกระทู้ : pantip.com/topic/33955262

แพทย์เตือน! เชื้อราจาก ตะเกียบไม้ มีสารก่อมะเร็ง
ตะเกียบไม้ /  สารก่อมะเร็ง / 

มีหลายคนเข้าใจว่าสารก่อมะเร็ง จะปนเปื้อนอยู่ในของปิ้งย่างไหม้เกรียม หรือในถั่วลิสงบดที่มีเชื้อราเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง "สารอะฟลาทอกซิน" ที่เป็นตัวการของโรคร้าย อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อคุณใช้ตะเกียบที่ทำมาจากไม้ !! ตะเกียบที่ทำจากไม้ เช่น ไม้ไผ่ หากเราใช้ไปเป็นเวลานาน จะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราที่ผลิตอะฟลาทอกซินได้ บางครั้งสามารถมองเห็นเป็นจุดดำเล็กๆ อยู่โดยรอบ เคยมีผู้ทดลองนำตะเกียบไปวิเคราะห์หาเชื้อต่างๆ พบว่ามีเชื้อราอยู่หลายชนิด เช่น Penicillium, Aspergillus และ Alternaria ดังนั้น ควรล้างตะเกียบให้สะอาด ล้างน้ำเปล่าหลายๆครั้ง และตากให้แห้ง อย่าให้มีความชื้นสะสม นอกจากนี้ การแช่ตะเกียบในน้ำส้มสายชูก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถลดเชื้อได้ หรือหากว่าบางบ้านหรือบางร้านค้า มีความจำเป็นต้องใช้ ตะเกียบไม้ หมุนเวียน ก็ควรเปลี่ยนตะเกียบใหม่ทุกๆ 3-6 เดือน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ อ่านจบแล้วอย่าลืมแชร์ เพื่อเตือนให้คนรอบข้างได้ระวังกันด้วยนะคะ :) ที่มาจาก : ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน