เชื้อรา

มะเร็ง หากตรวจพบเร็ว รักษาให้หายขาดได้
มะเร็ง /  มะเร็งรักษาได้ / 

สถาบัน มะเร็ง แห่งชาติ ระดมแพทย์ทั่วประเทศ พัฒนาศักยภาพรักษาผู้ป่วย มะเร็ง พร้อมระบุมะเร็งหลายชนิด  อาทิ มะเร็งเต้านม  มะเร็งลูกอัณฑะ  มะเร็งรังไข่ชนิดเนื้อเยื่อบุผิว หากตรวจพบในระยะเริ่มแรกสามารถรักษาหายได้ นายแพทย์ภาสกรชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการโรค มะเร็ง แห่งชาติ ครั้งที่ 12 ว่า  โรค มะเร็ง เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย จากรายงานของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2554 พบว่า ปัจจุบันคนไทยเสียชีวิต  จากโรค มะเร็ง ปีละประมาณ 60,000 รายหรือเฉลี่ย 7   รายต่อชั่วโมง และยังคงพบอัตราการเกิดโรค มะเร็ง เพิ่มขึ้นทุกปีโดย มะเร็ง ที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรกในเพศชาย คือ มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ส่วน  3  อันดับแรกในเพศหญิง คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก  มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี  ซึ่งการรักษาผู้ป่วยโรค มะเร็ง ต้องใช้ระยะเวลาต่อเนื่อง และเสียค่าใช้จ่ายสูง  จึงส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม และเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาโรค มะเร็ง  รวมทั้งเพื่อให้ผลลัพธ์จากความก้าวหน้าทางวิชาการ  มีความเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์การควบคุมโรค มะเร็ง ระดับชาติ ซึ่งจะนำไปสู่การดำเนินงานของแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข  คือ การลดอัตราการเกิด และการตายจากโรค มะเร็ง ทำให้ประชาชนชาวไทยห่างไกลจากโรค มะเร็ง ยกระดับการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งนับว่าเป็นการพัฒนาประเทศอีกทางหนึ่ง ดังนั้น สถาบันมะเร็งแห่งชาติ  จึงร่วมกับโรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค 7 แห่ง ของกรมการแพทย์ จัดประชุมวิชาการโรคมะเร็งแห่งชาติในหัวข้อ “National Strategies to Nationwide Cancer Care” โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล นักวิชาการ นักวิจัย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับโรค มะเร็ง ในหลากหลายสาขา จำนวน 800 คน จากทั่วประเทศ   มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับโรค มะเร็ง ได้ทราบถึงความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี และวิทยาการต่าง ๆ ในการป้องกัน ควบคุม และรักษาโรค มะเร็ง  รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสบการณ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำไปพัฒนาการป้องกัน ควบคุม และรักษาโรค มะเร็ง ให้มีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น นายแพทย์วีรวุฒิ  อิ่มสำราญ  ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ  กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นกลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ มากกว่าปกติ ให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง หลอดเลือดและหลอดน้ำเหลืองและในที่สุดก็จะทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะเหล่านั้นผิดปกติโดยมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ที่สำคัญ 3 ประการ คือ หนึ่ง ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม  ยารักษาโรค  รวมทั้งการได้รับรังสี เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และพยาธิบางชนิด สอง ปัจจัยจากพฤติกรรม  เช่น การสูบบุหรี่  ดื่มสุราเป็นประจำ การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงหรือเค็มจัด อาหารที่มีส่วนผสมดินประสิวและไหม้เกรียมเป็นประจำและสุดท้ายปัจจัยทางพันธุกรรม เช่น ความผิดปกติของยีน  และความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ในปัจจุบันแพทย์สามารถรักษามะเร็งหลายชนิดให้หายได้ และทำให้ผู้ป่วยมะเร็งมีอัตรารอดชีวิตที่ยาวนานมากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของมะเร็งที่พบ  เพราะมะเร็งระยะเริ่มแรกย่อมมีการตอบสนองต่อการรักษาหรือมีโอกาสหายขาดมากกว่าระยะลุกลาม หรือระยะสุดท้าย  ดังนั้น  การตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรกจึงมีความสำคัญ สำหรับการป้องกันโรคมะเร็ง มีหลักการง่าย ๆ คือ  ออกกำลังกายประจำ ทำจิตแจ่มใส กินผักผลไม้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของมื้ออาหาร  กินอาหารให้หลากหลาย ไม่ซ้ำซาก จำเจ และใหม่สด สะอาด ปราศจากเชื้อรา ไม่กินอาหารที่มีไขมันสูง  อาหารปิ้งย่างหรือทอดไหม้เกรียม  อาหารหมักดองเค็ม และปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดดิบ ๆ รวมทั้งไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา  ไม่มีเซ็กซ์มั่วหรือไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย  ไม่อยู่กลางแดดนานๆ  และที่สำคัญคือตรวจร่างกายเพื่อค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรก เป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง ขอบคุณที่มาจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

ทำไมฉันถึง กิน ไม่หยุด ?
กิน /  กินเยอะ / 

กิน พิซซ่าร้อนๆ ตามด้วยสลัดสักจาน, ไก่ทอด, สปาเก็ตตี้ ตบท้ายด้วยไอศกรีม แต่อาหารไทยก็น่าอร่อย เลยต่อด้วยแกงเขียวหวาน, หมี่กรอบ, ข้าวเหนียวมะม่วง อืมม์อร่อยจัง แต่ เอ..ทำไม่ยังไม่อิ่มเสียทีละ ?...ถ้าคุณเป็นอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ควรรีบเก็บของ กิน ที่อยู่ในมือ แล้วหันมาใส่ใจบริโภคข้อมูลเรื่องนี้กันสักหน่อย ก่อนที่อาการกระเพาะคราก, ระบบการย่อยอาหารผิดปกติ,  อ้วน และอีกสารพัดโรคภัยจะถามหา สาเหตุจากโรคทางกาย เบาหวาน เกิดจาก ฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่นำน้ำตาลมาสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน มีปริมาณที่ไม่สมดุล หรือบางกรณีไม่มีฮอร์โมนนี้เลย ทำให้ดึงน้ำตาลมาใช้พลังงานในเซลล์ได้น้อย ทั้งที่ปริมาณน้ำตาลในเลือดมีสูง ทำให้ร่างกายรู้สึกขาดพลังงานอยู่ตลอดเวลา ผู้ป่วยจึงรู้สึกหิว การรักษา หากคุณยังตรวจไม่พบว่าเป็น เบาหวาน แต่เริ่มมีพฤติกรรมที่ส่อแวว และคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้ ควรรีบปรับพฤติกรรมการ กิน ให้น้อยลง ลดอาหารที่มีรสหวาน และควรหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ถ้าตรวจพบว่าเป็นเบาหวานแล้ว นอกจากคุณจะต้องจัดระเบียบชีวิตเหมือนข้างต้นแล้ว ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาควบคู่กันไป โรคต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ ( Graves's disease ) เชื่อว่าโรคนี้เป็นผลจากพันธุกรรม หรือเกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยเมื่อภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อเยื่อของตัวเอง แอนติบอดี้ในโลหิตจะเกิดการกระตุ้นให้ผลิตฮอร์โมนธัยรอยด์เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการเผาผลาญอาหาร และพลังงานมากขึ้นตามไปด้วย ผู้ป่วยจึงไม่ค่อยนิ่ง อยู่เฉยไม่ได้ และรู้สึกหิวบ่อย กิน เยอะ แต่กลับไม่อ้วน การรักษา การรักษาด้วยการ กิน ยาลดฮอร์โมนธัยรอยด์ การผ่าตัดต่อมธัยรอยด์ การ กิน น้ำแร่ (ไอโอดีน) กลุ่มอาการคุชชิ่ง(Cushing's Syndrome) จากความผิดปกติของร่างกาย มีสาเหตุจากฮอร์โมนสเตียรอยด์ในร่างกายถูกหลั่งออกมาผิดปกติ เนื่องจากต่อมใต้สมอง และต่อมหมวกไตชั้นนอกเกิดเนื้องอก หรือได้รับความกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ  หรือมีการทำลายเซลล์ประสาทบริเวณนั้น  ซึ่งฮอร์โมนที่หลั่งออกมาในปริมาณที่ผิดปกติจะทำให้ผู้ป่วยหิวบ่อย ผู้ป่วยโรคนี้จะมีลักษณะอ้วนกลางลำตัว แต่แขนขาลีบ และหน้ากลมเป็นพระจันทร์ การรักษา กิน ยาต้านเชื้อราชื่อ คีโตโคนาโซล ที่มีฤทธิ์ลด และทำลาย ฮอร์โมนคอติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนสเตียรอยด์ที่ต่อมทั้งสองหลั่งออกมามากเกินไป ตรวจหา และผ่าตัดเนื้องอกที่เกิดขึ้น ความผิดปกติของสมองส่วนไฮโปธาลามัส เป็นสมองส่วนที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของต่อมใต้สมอง ควบคุมความหิว อิ่ม และกระหายน้ำโดยตรง  ความผิดปกติของสมองส่วนนี้ เกิดขึ้นจากการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ หรือเป็นเนื้องอก การรักษา ทำการฉายแสง หรือผ่าตัดเนื้องอกที่เกิดขึ้น ถ้ามีสาเหตุจากการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ จะทำการรักษาไม่ได้ แต่อาจใส่ใจเรื่องการจัดสัดส่วนและประเภทอาหารที่รับประทาน และออกกำลังกายแทน โรค บูลีเมีย (Bulimia nervosa) เป็นโรค กิน ไม่หยุด โดยมีลักษณะการ กิน ที่เรียกว่า Binge eating คือ ลักษณะการ กิน อาหารต่อเนื่องในปริมาณมากๆ ในคราวเดียว เมื่อเทียบปริมาณอาหาร และเวลาที่ใช้รับประทานกับคนปกติ เป็นลักษณะอาการทางจิตอย่างหนึ่ง ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมตัวเองในเรื่อง กิน ได้  ลักษณะของคนเป็นโรคนี้จะชอบแอบไป กิน คนเดียว เพื่อไม่ให้ใครพบเห็น สมาคมจิตแพทย์อเมริกันแบ่ง ผู้ป่วยบูลีเมีย ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มผู้ป่วยที่ขับอาหารที่ กิน ออกมาหลัง กิน เสร็จ เช่น กระตุ้นให้ตัวเองอาเจียน กิน ยาถ่าย สวนอุจจาระออก พวกนี้จะไม่อ้วน บางคนกลับผอม 2.ผู้ป่วยที่หาทางออกอื่น เช่น กิน สลับกับอด หรือออกกำลังกายอย่างหักโหม ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติทั่วไป ถึงน้ำหนักจะลดบ้างแต่ก็ไม่มาก 3.กลุ่มที่ไม่ทำอะไรเลย กลุ่มนี้ค่อนข้างเป็นกันน้อย ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะไม่ทำอะไรเลย กิน อย่างเดียว กลายเป็นคนอ้วนในที่สุด สาเหตุของโรคนี้ คือ ปัจจัยทางชีวะภาพ เช่น พันธุกรรม ปัจจัยด้านจิตใจ เช่น ขาดความอบอุ่นในครอบครัว การเลี้ยงดูในวัยเด็ก ปัจจัยด้านสังคม และวัฒนธรรม เช่น ค่านิยมต่างๆ ผลกระทบต่อร่างกายของการ กิน ไม่หยุดในผู้ป่วย Bulimia กระทบต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้กระเพาะคราก และทำงานผิดปกติ ต่อมน้ำลายอักเสบ จากการล้นของกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้หัวใจเต้นช้าลง , เกิดภาวะโปแตสเซียมต่ำ (จากการอาเจียนอาหาร) , ความดันโลหิตให้ต่ำลง ถ้าเป็นนานๆ ก็อาจจะทำให้ระบบเลือดในร่างกายผิดปกติ ซีด ไขมันในเลือดผิดปกติ กล้ามเนื้ออักเสบ กระดูกจาง ผิวหนังแห้งแตก สูญเสียกรดในกระเพาะอาหารในขณะอาเจียน กรดซึ่งทะลักจากกระเพาะผ่านหลอดอาหาร ทำให้หลอดอาหารส่วนปลาย และฟันถูกกัดกร่อน เกิดฟันผุ และอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดมะเร็งหลอดอาหารได้ พวกที่ใช้ยาถ่าย ยาสวนทวาร หรือยาขับปัสสาวะ จะทำให้เสียเกลือแร่ ปอดอักเสบติดเชื้อ จากการลำลักอาหารในเวลาอาเจียน กระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง และคลื่นสมองผิดปกติ ประจำเดือนมาน้อยลง แต่ไม่ถึงกับขาดประจำเดือน กรณีผู้ป่วยที่ออกกำลังกายอย่างหักโหมก็จะทำให้ร่างกายสึกหรอ ข้อ เข่าเสื่อม การรักษา 1.ใช้วิธีจิตบำบัด ซึ่งทำได้ยากพอควรประกอบกับผู้ป่วยไม่ยอมเข้ารับการรักษา 2.ทำโดยพฤติกรรมบำบัด (CBT) เริ่มจาก บันทึกเหตุการณ์ของการ กิน ไม่หยุด ว่าอะไรคือตัวกระตุ้น และถ้าหยุดพฤติกรรมจะเกิดความไม่สบายใจอย่างไร สอนให้ผู้ป่วยรู้จักผ่อนคลาย เพื่อจัดการกับความเครียดจะได้ไม่ต้องไป กิน ไม่หยุด สอนผู้ป่วยให้เรียนรู้กับการเผชิญปัญหา ให้ต่อสู้กับปัญหาของตนเองใช้เวลาในการเก็บข้อมูลประมาณ 3 - 6 เดือน 3.อาจต้องรักษาอาการต่าง ๆ ทางร่างกาย ที่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นผลกระทบควบคู่ไปด้วย กิน ได้เยอะเพราะผลจากยา ยาที่ทำให้คุณรู้สึกหิว และกินได้จุคือ ยาคุมกำเนิด และยาสเตียรอยด์ การรักษา หยุดยาที่ กิน อยู่ ส่วนการ กิน จุบจิบในชีวิตประจำวัน หรือ กิน เพื่อคลายเครียดนั้น จิตแพทย์บอกว่า อาจเพราะคุณต้องการหาทางออกในเวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้น หรือคุณอาจขาดการฝึกวินัยให้กับตัวเองในเรื่องการ กิน อาหาร ก็เลยชอบ กิน จุบจิบ ไม่เป็นเวลา แนวทางการรักษาอาการนี้ก็คือ คุณต้องรู้จักที่จะเผชิญ และแก้ปัญหาให้ถูกจุด รวมถึงการฝึกวินัยให้กับตัวคุณเอง เพียงเท่านี้คุณก็จะละนิสัยเสียเรื่องการ กิน ได้แล้วละครับ ขอบคุณที่มาจาก : Health&Cuisine มิถุนายน, Issue 53

รู้ไว้ซะ! อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรแช่ตู้เย็น
ตู้เย็น

นิสัยคนเราเวลาจ่ายตลาดชอบซื้อของไว้เยอะๆ มาทำอาหารแล้วเหลือ คิดอะไรไม่ออกก็ยัดใส่ไว้ในตู้เย็นไว้ก่อน พอจะออกมาทำอาหารก็เน่าเสียแล้ว หรือบ้างคนแช่ลืมไว้ข้ามเดือนข้ามปี วันนี้เราจะมาเสนอ อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรแช่ตู้เย็น ต้องรู้ไว้ซ่ะอาหารปลอดภัยแถมทำให้ตู้เย็นของเราสะอาดขึ้นด้วย อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรแช่ตู้เย็น 1. โหระพา ห้ามแช่เด็ดขาด เพราะโหระพาจะคายน้ำแล้วดูดซับกลิ่นอาหารอื่นที่ไม่พึงประสงค์ทั้งหมดได้ตู้เย็นกลับเข้าไปแทน ไม่เหมาะอย่างยิ่งจะนำโหรพาที่แช่ตู้มาทำอาหาร แต่ถ้าแช่เพื่อดูดกลิ่นน่าจะเวิร์คกว่านะ 2.แตงโม เชื่อว่าหลายคนรวมถึงตัวแอดมินเองก็ทำเช่นกัน เมื่อผ่าแตงโมไว้ครึ่งหนึ่งแช่ตู้เย็นเก็บไว้ แต่ในเรื่องของประโยช์ในแตงโมเมื่อนำเข้าตู้เย็น สารอนุมูลอิสระจะหายไป แต่ข้อนี้อาจจะยกให้ เพราะเราๆ ชอบกินแตงโมเย็นๆ หวานชื่นใจ แต่อย่าแช่ลืมไว้นานนะ 3.กาแฟ ในเรื่องของการนำกาแฟไปแช่ตู้เย็นเป็นวิธีการดูดกลิ่นตู้เย็นที่ใครหลายคนก็รู้กันอยู่แล้ว แต่ถ้าแช่ทั้งใช้ไว้ชงทานและดูดกลิ่นไปในตัว ไม่แนะนำค่ะ นอกจากผงกาแฟหรือเมล็ดกาแฟจะดูดสิ่งสกปรกมาแล้วแถมให้รสชาติของกาแฟเปลี่ยนและเสียรสชาติ 4.มะเขือเทศ จากมะเขือเทศลูกสีแดงสด เมื่อเจอความเย็นของตู้เย็นไปเท่านั้นแหละ ความเต่งตึงของผิวมะเขือเทศก็จะเหี่ยวลง และรสชาติก็เปลี่ยนไปจากเดิม 5.กระเทียม เมื่อนำไปแช่ตู้เย็นจะขึ้นราและงอกเป็นต้น มีใครบ้างอยากปลูกกระเทียมไว้ในตู้เย็นแถมเชื้อราอีกต่างหาก สำหรับกระเทียมนี้ห้ามเด็ดขาดการเก็บที่ถูกต้องถ้ากระเทียมที่ซื้อมาเป็นหัวต้องแขวนไว้ในห้องครัวที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกไม่ให้โดนแสงแดด หรือ ถ้าเป็นกระเทียมที่ซื้อมาแบบกลีบ ให้ตัดหัวตัดท้ายลอกเอาเปลือกชั้นนอกออกมาบ้างส่วนแล้วเก็บไว้ในที่แห้ง ในตะกร้าที่อากาศถ่ายเท 6.ขนมปัง แน่นอนว่าความฟูและนุ่มของแป้งขนมปัง เมื่อโดนความเย็นเข้าก็จะทำให้แข็งตัว ทานกับอะไรก็หมดความอร่อยลงไปทันที 7.น้ำผึ้ง ใครเคยพลาดไปแช่ตู้เย็นบ้าง ถ้าใครเคยก็จะรู้ว่า น้ำผึ้งเวลาแช่ตู้เย็นมันจะจับตัวเป็นก้อนและตกผลึก แยกเป็น 2 เลเยอร์ เหมือนน้ำมันกับน้ำเลยค่ะ เมื่อเข้าตู้เย็นแล้วจะนำออกมาตั้งให้หายเย็นมันก็ไม่กลับมาเหมือนเดิมน้ำผึ้งแท้มันอยู่ได้ด้วยตัวมันเองไม่เสียแน่นอน เลิกพึ่งตู้เย็นไปได้เลย 8.หอมหัวใหญ่ ห้ามนำของฉุนอย่างกระเทียมและหอมหัวใหญ่โดนความเย็นเด็ดขาดจะทำให้ขึ้นราได้ง่ายๆ และยิ่งถ้าเป็นหัวหอมเนื้อบางๆ เมื่อเข้าตู้เย็นจะเละทันที 9.มันฝรั่ง เมื่อนำเข้าตู้เย็นทำให้อรรถรสในการกินมันฝรั่งลดลง เนื่องจากจะทำให้มันฝรั่งเนื้อหยาบแล้วรสชาติยังเปลี่ยนไปจากเดิมกลายเป็นไม่อร่อยและมีรสชาติตุๆ 10 เหล้า ไม่ถือว่าเป็นอาหารแต่ก็เป็นเรื่องที่ควรรู้ไว้สำหรับคนที่ชอบดื่มเป็นประจำที่บ้าน ดื่มไม่หมดก็ปิดฝาวางไว้ให้เป็นอุณภูมิของห้องนั่นแหละดีแล้ว อย่าทะลึ่งไปแช่เด็ดขาดมันจะทำให้รสชาติเหล้าเปลี่ยน เสียบรรยากาศที่สร้างไว้หมด ที่มาจาก BuzzFeedBlue เรียบเรียงโดย food MThai

ไซนัสอักเสบ รักษาได้จริงหรือ?
ธัญพืช /  โรคไซนัสอักเสบ / 

นอกจากไข้หวัดและโรคภูมิแพ้ โรคในระบบทางเดินหายใจโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในคนไทยก็คือโรค ไซนัสอักเสบ ซึ่งทั้ง 3 โรคนี้มีอาการใกล้เคียงกันมาก จนบางครั้งผู้ป่วยเกิดความสับสนและนำไปสู่การรักษาที่ผิดวิธี ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ นอกจากนั้นผู้ป่วยบางรายก็ยังมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ จนไม่แน่ใจว่าโรคนี้สามารถรักษาได้หรือไม่ รายการ “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ” ช่วงสุขภาพดีกับพรีม่าในครั้งนี้ จึงขออาสาไปค้นหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องของ ไซนัสอักเสบ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.พงศกร ตันติลีปิกร ผู้ช่วยคณะบดีฝ่ายวิจัย และอาจารย์ประจำภาควิชาโสต สอ นาสิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่จะมาช่วยไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ไซนัสอักเสบ คืออะไร? ไซนัสเป็นโพรงอากาศที่อยู่บริเวณข้าง ๆ จมูก มีอยู่ด้วยกัน 4 คู่ โดยอยู่ที่บริเวณหัวคิ้ว หว่างตา โหนกแก้ม และใต้สมอง หากมีน้ำมูกตกค้างในโพรงจมูกนั้น และมีการติดเชื้อที่เยื่อบุโพรงไซนัส ก็จะเรียกว่า ไซนัสอักเสบ โดยไซนัสอักเสบแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ไซนัสอักเสบ แบบเฉียบพลัน และ ไซนัสอักเสบ แบบเรื้อรัง สาเหตุที่ทำให้เกิด ไซนัสอักเสบ ส่วนใหญ่ ไซนัสอักเสบ มักจะเกิดจากโพรงจมูกอักเสบ แต่อาจมีบางส่วนซึ่งเป็นส่วนน้อยเกิดจากฟันผุแล้วลามไปที่ไซนัส ซึ่งฟันผุที่เป็นสาเหตุของ ไซนัสอักเสบ มักจะเป็นฟันกราม นอกจากนั้นยังพบว่าคนที่เป็นหวัดบ่อย ๆ หรือ นาน ๆ ก็อาจจะเสี่ยงต่อการเป็น ไซนัสอักเสบ ได้ด้วย โดยในผู้ที่เป็นหวัดนานกว่า 10 วัน หรือเป็นหวัดนานกว่า 5 วันแล้วอาการที่คล้ายหวัดนั้นเป็นเพิ่มขึ้น ประกอบกับมีน้ำมูกไหลลงคอ มีอาการปวดบริเวณโพรงไซนัส เช่น ปวดโหนกแก้ม ปวดหัวคิ้ว ก็อาจจะต้องคำนึงว่าไม่ได้ป่วยเป็นหวัดธรรมดา nederlandsegokken.nl แต่ได้พัฒนาจากหวัดกลายเป็นโพรง ไซนัสอักเสบ แล้ว ซึ่งผู้ป่วยก็จะมีอาการรุนแรงกว่าเป็นหวัดธรรมดา และในระยะเวลาที่นานกว่าเป็นหวัดธรรมดา อาการของ ไซนัสอักเสบ แตกต่างจากอาการของภูมิแพ้และไข้หวัดอย่างไร? ไซนัสอักเสบ ภูมิแพ้ และไข้หวัด เป็นภาวะที่มีอาการคล้ายคลึงกันมาก แต่ก็สามารถสังเกตถึงความแตกต่างได้ โดยในผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้ นอกจากจะมีอาการคัดจมูกและมีน้ำมูกแล้วก็จะมีอาการคัน จาม ร่วมด้วย และในผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้ก็มักจะพบว่ามีเคยประวัติเป็นโรคนี้มาแล้วตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากนั้นยังสามารถสังเกตได้จากลักษณะของน้ำมูก หากน้ำมูกมีลักษณะไม่ใส และไม่มีอาการคัน จาม หรือเจ็บคอร่วมด้วย ก็น่าจะสงสัยว่าเป็น ไซนัสอักเสบ มากกว่า แต่หากจะให้ชัดเจนมากขึ้นก็ควรไปพบแพทย์เพื่อส่องตรวจในโพรงจมูกว่าเป็น ไซนัสอักเสบ ภูมิแพ้ หรือไข้หวัดกันแน่ อาการปวดจาก ไซนัสอักเสบ อาการปวดเนื่องจาก ไซนัสอักเสบ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของไซนัสที่มีอาการอักเสบ หากเกิดการอักเสบของไซนัสที่บริเวณหัวคิ้ว ก็จะมีอาการปวดตรงบริเวณหน้าผาก และปวดร้าวไปที่ศีรษะเป็นอย่างมาก แต่หากเกิดการอักเสบของไซนัสที่บริเวณแก้มก็จะปวดบริเวณโหนกแก้ม เป็นต้น อันตรายของ ไซนัสอักเสบ ในกรณีที่เป็นไซนัสอักเสบ หากมีน้ำมูกไหลลงคอมาก ๆ ก็อาจจะเกิดผลแทรกซ้อนต่ออวัยวะอื่น ๆ ตามมา เช่น หูอื้อ หูชั้นกลางอักเสบ คออักเสบเรื้อรัง หรือ หลอดลมอักเสบ และหากผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่ำ เช่น เป็นเบาหวานที่ควบคุมไม่ดี หรือเป็นโรคไต ไซนัสอักเสบที่เกิดขึ้นก็อาจจะเป็นไซนัสจากเชื้อรา ซึ่งอาจแพร่กระจายไปยังที่อื่น เช่น เข้าตา หรือเข้าสมอง แต่ก็พบได้ไม่บ่อยนัก อย่างไรก็ตามหากเป็นไซนัสอักเสบก็ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงด้วย การรักษาโรค ไซนัสอักเสบ ในการรักษาโรค ไซนัสอักเสบ จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบ ในระยะเวลาที่เหมาะสม และเพียงพอ เพราะหากรับประทานยาไม่ครบ เชื้อที่ทำให้เกิด ไซนัสอักเสบ ก็จะดื้อยา นอกจากนั้นในผู้ป่วยบางรายก็อาจจะต้องใช้การล้างจมูก อบจมูกด้วยไอน้ำเดือด ใช้ยาพ่นโพรงจมูก หรือใช้เครื่องมือเข้าไปดูดหนองออกจากโพรงไซนัส และสำหรับในผู้ที่เป็น ไซนัสอักเสบ เรื้อรังร่วมกับเป็นริดสีดวงจมูกขนาดใหญ่ ก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องส่องกล้องเข้าไปในโพรงจมูกเพื่อขยายโพรงไซนัสและดูดหนองออกมา นวัตกรรมใหม่ ๆ ทางการแพทย์ในการรักษา ไซนัสอักเสบ ปัจจุบันเรามียานวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถควบคุมเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิด ไซนัสอักเสบ ได้ดีขึ้น และมียาพ่นโพรงจมูกที่สามารถลดอาการบวมของโพรงจมูกโดยที่ไม่ทำให้ผู้ป่วยติดยาพ่นนั้น นอกจากนั้นในผู้ป่วยบางรายที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด เครื่องมือและเทคโนโลยีในใหม่ ๆ ก็ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับผลแทรกซ้อนน้อยลงมาก ไซนัสอักเสบ สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่? หากเป็น ไซนัสอักเสบ ที่ไม่มีภาวะภูมิแพ้ร่วมด้วย และได้รับการรักษาที่เหมาะสม รวมทั้งใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ก็มีโอกาสที่จะหายขาดได้ แต่หากเป็น ไซนัสอักเสบ ร่วมกับภาวะภูมิแพ้ ภาวะภูมิแพ้ก็อาจจะทำให้ ไซนัสอักเสบ กลับมาเป็นซ้ำได้ นอกจากนั้นในกรณีของผู้ที่เป็น ไซนัสอักเสบ แบบเฉียบพลัน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม และไม่ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไซนัสอักเสบ แบบเฉียบพลันนั้นก็จะกลายเป็น ไซนัสอักเสบ แบบเรื้อรังในที่สุด ดูแลตนเองให้ห่างไกลจาก ไซนัสอักเสบ สำหรับผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้หรือมีจมูกอักเสบได้ง่ายควรพยายามหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีสารก่อความระคายเคืองหรือมีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น ควัน ขนสัตว์ และในผู้ที่เป็น ไซนัสอักเสบ อยู่แล้วก็ควรใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างครบถ้วนและเหมาะสม เพื่อโอกาสในการหายขาดจากโรคและป้องกันการเกิดปัญหาเชื้อดื้อต่อยา ขอบคุณที่มาจาก : รศ.นพ.พงศกร ตันติลีปิกร www.prema.or.th

แก้ปัญหาผ้ามีกลิ่นอับ อย่างตรงจุด!
กลิ่นอับ /  กลิ่นอับชื้น / 

ระวัง! กลิ่นอับของเสื้อผ้า อาจทำให้คุณเสียหน้ากลางฝูงชน ต้องรีบแก้ไขอย่าได้ช้า เคยไม๊? หยิบผ้าขนหนูออกมาจากลิ้นชัก กลิ่นสาปลอยคุ้ง มึนตึ้บ หยิบเสื้อผ้าออกจากตู้มาใส่ กลิ่นเหม็นอับเตะจมูก ป๊าด…แทบสลบ แล้วจะทนใช้หรือทนใส่อย่างไรกันนี่! ขนาดตัวเองยังเหม็นเกือบตาย แล้วถ้า เดินเข้าไปในหมู่คน มิแตกกระเจิงกันหมดเลยหรือ? เอ…แต่ว่าเราก็ซักผ้าพวกนี้อย่างดีแล้วนี่นา ทำไมเสื้อถึงมีกลิ่นเหม็นอับได้ล่ะ???  ถ้าคุณสงสัยก็ติดตามดูสาเหตุต้นตอของกลิ่นอับ และวิธีการแก้ไขปัญหากลิ่นอับกวนใจกันได้เล้ยยยย แช่ผ้าค้างคืน เพราะเชื่อว่าแช่ผ้ายิ่งนานเสื้อผ้ายิ่งสะอาดหมดจด แต่หารู้ไม่ว่าการแช่ผ้าทิ้งในน้ำแบบค้างคืน กลายเป็นการหมักผ้า ทำให้แบคทีเรียสาเหตุของกลิ่นเหม็นอับเติบโตอย่างรวดเร็ว ทางที่ดีหากต้องการแช่ผ้าก่อนซัก ควรเลือกใช้ผงซักฟอกที่มั่นใจได้ว่าสามารถขจัดแบคทีเรียต้นตอของกลิ่นอับชื้นที่เกิดขึ้นได้ แบบ “ผงซักฟอก เปา ซิลเวอร์ นาโน” ที่มีพลัง “ซิลเวอร์ นาโน” ตรงเข้าขจัดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นอับได้มากถึง 99.99% ในทุกขั้นตอนซัก ... ตั้งแต่ขั้นตอน แช่ ซัก ตาก ตลอดจนการสวมใส่ ... ไม่ว่าจะซักหรือตากเวลาไหน ทั้งในตอนฝนตก ตอนกลางคืน หรือแม้แต่ต้องตากในที่ร่มใต้ชายคา ไร้แสงแดด ... ก็มั่นใจได้ว่าเสื้อผ้าจะหอมสะอาด ปราศจากกลิ่นอับกวนใจได้ เชื้อราในเครื่องซักผ้า บ่อยครั้งที่เราใช้เครื่องผ้าแบบไม่เคยใส่ใจดูแล ซักผ้าเสร็จก็ปิดฝาเครื่องแล้วเดินหนีไปอย่างไม่เหลียวแล เมื่อความเปียกชื้นยังเกาะติดอยู่ในถังซักและตามขอบยาง อาจนำมาซึ่งปัญหาเชื้อราซึ่งเป็นสาเหตุของกลิ่นอับบนผ้าได้ เราควรสอดส่องดูว่ามีเชื้อราหรือคราบสกปรกติดอยู่บริเวณถังหรือตามขอบยางหรือไม่ ถ้ามี ให้ใช้น้ำยาฟอกขาวผสมน้ำสะอาด แล้วใช้ผ้านิ่มๆหรือฟองน้ำชุบและเช็ดให้คราบเชื้อราหลุดออก จากนั้นทำการล้างเครื่องโดยตั้งโปรแกรมซักอย่างเดียว ปล่อยน้ำไหลเข้าถังและเทผสมน้ำส้มสายชูหรือเบกกิ้งโซดาในปริมาณเข้มข้นพอควร เมื่อซักเสร็จให้ปล่อยน้ำทิ้ง และทำการซักอีกครั้งด้วยผงซักฟอก แต่ไม่ใส่ผ้าลงในถัง ตั้งโปรแกรมซักและล้าง เมื่อเครื่องเสร็จสิ้นการทำงาน ให้หาผ้าแห้งเช็ดถังและขอบยางต่างๆให้แห้ง เปิดฝาเครื่องทิ้งไว้ 2 ชั่วโมงจึงปิด ตู้เสื้อผ้ามีเชื้อรา กลิ่นเก่า และกลิ่นอับชื้น เปิดตู้เสื้อผ้า ทั้งดูและทั้งดม ว่ามีคราบฝุ่นขาว ไม้ผุพัง หรือมีกลิ่นแปลกปลอมใดๆหรือไม่ ทำความสะอาดตู้กันดีกว่า... วิธีขจัดกลิ่นให้กับตู้เสื้อผ้า ทำได้โดยการวางแผ่นขนมปังขาวลงในชามเทน้ำส้มสายชูลงไป แล้วนำมาวางไว้ในตู้เสื้อผ้า ทิ้งไว้ 24 ชม. หากยังมีกลิ่นอยู่ ควรทำซ้ำอีกครั้ง นอกจากกำจัดกลิ่นอับๆ ให้หมดไปแล้ว วิธีนี้ยังช่วยกำจัดกลิ่นน้ำมันวานิชหรือแชลแล็กได้อีกด้วย จากนั้นเช็ดทำความสะอาดตู้ แล้วนำการบูรมาใส่ถุงผ้าเล็กๆ ใส่ตู้เสื้อผ้าไว้ หรือจะใช้ก้อนสบู่ที่แกะห่อแล้วมาใส่ไว้ในตู้ก็ได้ เสื้อผ้าจะปลอดกลิ่นอับ และยังช่วยไล่แมลงที่มาก่อกวนในตู้เสื้อผ้าได้อีกด้วย Facebook Fanpage : https://www.facebook.com/PaoSociety Website : http://www.paosilvernano.com

ร้อนใน สัญญาณเตือนภัยสุขภาพ
ร้อนใน /  แผลในปาก / 

ความเจ็บร้อนภายในปากที่หากรับประทานอาหารรสจัดหรือเพียงแค่มีอุณหภูมิร้อนขึ้นมาสักหน่อยก็จะแผลงฤทธิ์ให้เจ็บปวดขึ้นมานั้น ส่วนใหญ่เราเรียกว่า “ ร้อนใน ” คำนี้มีความหมายลึกซึ้งมากในทางสุขภาพเพราะสามารถบอกโรคภัยไข้เจ็บไปจนถึงเรื่องของจิตใจและอารมณ์ของบุคคลนั้นๆ ได้แถมยังเป็นมาตรวัดสุขภาพที่รู้ได้ด้วยตัวเองดังนั้นหากเกิดอาการ ร้อนใน ขึ้นมาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรต้องทราบให้รู้แน่ ร้อนใน บอกอะไร สาเหตุของแผล ร้อนใน ที่น่ารู้และดูแล้วพบบ่อยมีหลายเรื่องที่คาดไม่ถึงครับ ส่วนใหญ่เรามักคิดถึงสาเหตุจากการเหนื่อยล้าหรือนอนดึกเท่านั้น แต่ยังมีเหตุที่น่าสนใจอีกดังต่อไปนี้ครับ ติดเชื้อในช่องปาก ทั้งจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัส หรือบางคนที่ภูมิไม่แข็งแรงอยู่แล้วอาจพ่วงเชื้อ “รา” เข้าไปด้วย มีอาการแผลกว้างและลึก มีน้ำเหลืองหรือหนองออกมาเปรอะ และที่แน่นอนคือ ต่อมน้ำเหลืองข้างคอต้องโตด้วยครับ นอกจากนั้นยังมีเชื้อแปลกบางชนิดที่ผลิตแผล ร้อนใน ได้ อาทิ เชื้อวัณโรคครับ มีสิ่งแปลกปลอมในปาก อาทิ ก้างปลา เหล็กดัดฟัน ฟันปลอมที่ไม่พอดีเหงือก เหล่านี้มีสิทธิ์เป็นผู้ร้ายทำอันตรายเยื่อเมือกอ่อนๆ (Oral Mucosa) ได้ หากมีสิ่งแปลกปลอมชั่วครั้งชั่วคราวอย่างเหล็กดัดฟัน พอเลิกใส่มันก็จะหายได้เอง แต่ถ้าเป็นของที่อยู่นานอย่างฟันปลอมก็อาจทำให้เป็นแผลเรื้อรังมีกลิ่นปากได้ครับ กินอาหารมันและหวานจัด การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำมันพืชจะมีกรด “โอเมก้า 6” สูง กระตุ้นการอักเสบในช่องปากได้ส่วนของหวานก็ทำให้เกิดการอักเสบและเรียกเชื้อแบคทีเรียมารุมกินโต๊ะด้วยได้ง่ายขึ้น ที่ว่ามาคือสาเหตุที่มักพบบ่อยครับ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มักพ่วงมากับ ร้อนใน คือ “ต่อมน้ำเหลืองโต” ซึ่งเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และเมื่อ ร้อนใน หายมันก็จะหายไปเช่นกัน เรื่องสำคัญอยู่ที่ต้องแก้ให้ถูกจุดเท่านั้นละครับ ร้อนใน อาจเป็นได้มากกว่าที่คิด การรู้จักสาเหตุของ ร้อนใน ให้ดีเป็นสิ่งที่จำเป็นครับ เพราะ ร้อนใน อาจเป็นสัญญาณที่บอกเป็นนัยถึงสิ่งไม่พึงปรารถนาอย่างการเป็น “มะเร็งในช่องปาก” นั้น จากการศึกษาพบว่า แผล ร้อนใน ไม่ใช่ความเสี่ยงหรือสาเหตุแน่ครับ แต่สำหรับผู้ที่เป็นแผลในปากก็อย่าเพิ่งวางใจว่าแผล ร้อนใน นั้นไร้พิษภัย ข้อนี้ฝากไว้ด้วยความเป็นห่วงจริงๆ ครับ เพราะสิ่งหนึ่งที่ต้องนึกถึงไว้เสมอคือแผลในช่องปากไม่ใช่แผล ร้อนใน อักเสบเสมอไป แต่อาจเป็น “แผลมะเร็ง” ได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าเป็นกันบ่อยแล้วจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดานะครับ ในกรณีของสาเหตุ ร้อนใน nederlandsegokken ที่พบได้ไม่บ่อยแต่ก็ไม่ควรประมาทมีอยู่สองอย่าง คือ มะเร็งในช่องปาก สังเกตได้ง่ายคือ ผู้ป่วยมักมีประวัติสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ และตัวแผลนั้นก็ดู “ดุ” กว่า ร้อนใน ทั่วไป เช่น แผลโตไว ดูขรุขระ ขอบไม่สวย และเป็นเรื้อรังผิดสังเกต เชื้อไวรัสเริม เชื้อเริมเติบโตได้ดีที่เยื่อบุครับ ในช่องปากเป็นบ้านที่อยู่สบายของไวรัส เพราะมีทั้งความชุ่มชื้นอบอุ่นและเป็นส่วนตัวจึงไม่น่าแปลกที่เชื้อไวรัสแผลในปากจะงอกงามดีอย่างที่เรียกว่าแพร่ลูกหลานไปเป็นแผลหลายจุดได้ ดังนั้นในคนที่เป็นแผล ร้อนใน แบบมีออปชั่นเสริมอย่างมีไข้ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บและแผลดูไม่สวย แถมเป็นๆ หายๆ ไม่ขาดสักทีอย่างนี้อย่านอนใจครับ ต้าน ร้อนใน ด้วยสูตรป้องกันแผลในปาก ประการแรก ให้ตัดบุหรี่และพิษที่เสี่ยงต่อช่องปาก เช่น ของทอดของมัน ของหวานจัด รวมถึงการกินของร้อนจัดเกินไป และการดื่มเครื่องดื่มพวกชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไปประการต่อมาคือ เรื่องของอาหาร โดยขอให้เน้นอาหารที่มี “ฤทธิ์เย็น” ซึ่งช่วยดับการอักเสบได้ มักมีรสขมซึ่งอุดมไปด้วยธาตุฝาดสมานอย่างมะระ ผักที่มีรสขมเป็นยาของแท้ ถ้าอยากแก้อาการ ร้อนใน ต้องไม่พลาดเมนูต้มมะระหรือมะระผัดไข่ ส่วนคนที่สนใจทางเลือกอาจนำมะระมารับประทานกับขนมจีนน้ำยาก็อร่อยดีครับ ส่วนสะเดาเอาใจผู้ที่ชอบสูตรน้ำปลาหวาน แต่สำหรับสูตรต้านแผลในปากไม่อยากให้รสหวานหรือเค็มเกินไป อาจรับประทานกับปลาย่างสูตรโบราณก็ได้เพราะในสะเดามีทั้งโฟเลต ธาตุเหล็ก และสังกะสีที่ช่วยแผล ร้อนใน อีกทั้งวิตามินช่วยสมานแผลที่ผิวหนังอย่างวิตามินเอและซีก็มีอยู่มากครับ นอกจากนี้ยังมีประเภทเครื่องดื่มที่เยียวยาแผล ร้อนใน ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นน้ำใบบัวบกและน้ำข้าวกล้องงอก ซึ่งมีเคมีที่ช่วยดับอักเสบอย่าง “วิตามินบี” มาก ช่วยสมานแผลที่กำลังอักเสบอยู่และปกป้องช่องปากจากแผล ร้อนใน หากต้องการเพิ่มคุณค่า เวลาดื่มน้ำข้าวกล้องงอกให้ใส่ธัญพืชเข้าไปด้วยจะยิ่งช่วยได้มากครับ สำหรับน้ำเก๊กฮวยจะดื่มแบบร้อนหรือเย็นก็เป็นของช่วยลดอาการร้อนอักเสบในร่างกายได้หรือจะเป็นน้ำเฉาก๊วยเย็นชื่นใจใส่น้ำตาลพอหวานปะแล่มๆ ช่วยให้ปากที่ ร้อนใน สบายขึ้นเหมือนติดแอร์เลยครับ ที่ว่ามาเป็นทางเลือกที่จะใช้ช่วยทุเลาอาการ ร้อนใน ได้ และในกรณีที่เป็นไม่มากก็รักษาให้หายได้เลย จะได้ไม่ต้องใช้ “ยาป้ายแก้แผล ร้อนใน ” บ่อยเกินไป เพราะยาป้ายกลุ่มนี้ถ้าเป็นครีมใสๆ ก็มักมี “สเตียรอยด์” อ่อนๆ ผสมอยู่ ถ้าทาถูไปนานๆ อาจพาเชื้ออักเสบเข้ามาแถมได้อีก เช่น เชื้อหนองและเชื้อราครับ กลายเป็นยิ่งทายิ่ง ร้อนใน แสนปวดใจเวลาอดกินของอร่อย ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสาร Health&Cuisine ตุลาคม, Issue 141 เขียนโดย: นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช drkrisda@gmail.com

8 โรคร้าย! ที่มาพร้อมกับ ความอ้วน
ข้าวโพดต้ม /  ความอ้วน / 

หลายคนๆคงจะชอบผลัดวันประกันพรุ่งในการออกกำลังกาย แม้ปากจะบ่นว่า อ้วน อ้วน อ้วน แต่พฤติกรรมกลับตรงกันข้าม กินเยอะ กินของหวาน แถมยังไม่ออกกำลังกายอีกด้วย ยิ่งทำให้เริ่มอ้วนมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก แต่ ความอ้วน ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสุขภาพของเราอีกด้วย เพราะ ความอ้วน จะนำโรคร้ายต่างๆมาสู่เราได้เช่นกัน ไปดูกันดีกว่าว่า ความอ้วน จะพาโรคร้ายอะไรบ้างมาสู่เรา 1. ไขมันในเลือดสูง ซึ่งนำไปสู่ความผิดปกติของระบบอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าเม็ดไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ยิ่งหนามากขึ้นๆ ถนนของเจ้าเลือดก็เดินไม่สะดวกตามไป ก็เลือดต้องไปหล่อเลี้ยงเซลล์ทุกส่วนของร่างกาย และเราก็ขาดเลือดไม่ได้ แน่นอนจะมีปัญหาต่อสุขภาพตามมาอีกมาก ทั้งโรคหัวใจวาย ความดันโลหิตสูง เหนื่อยหอบ มึนงงบ่อยๆ เป็นลม เมื่อเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายไม่ดี เซลล์ก็เสื่อมโทรมลง อนุมูลอิสระก็เกิดเร็วขึ้น ทีนี้แหละ แก่เร็วอย่างเห็นได้ชัด 2. ความดันโลหิตสูง เมื่อไขมันเคลือบผนังหลอดเลือด บางจุดอาจตีบมาก หัวใจมีหน้าที่เหมือนปั๊มน้ำ ก็ต้องขับดันเลือดวิ่งไปให้ทั่วร่างกายทุกซอกทุกมุม เมื่อบางจุดโดนบีบให้แคบ แต่ร่างกายต้องการเลือด มันอาจออกแรงผลักดันเลือด อาจทำให้เส้นเลือดในสมองแตก ถึงแก่ชีวิต หรือพิการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ 3. โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประเทศอุตสาหกรรม รวมทั้งประเทศไทยด้วย เนื่องจากไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน หัวใจทำงานเพิ่มมากขึ้น ถ้าเป็นกับเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจก็ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด และหัวใจวาย 4. โรคเบาหวาน พบว่าคนไทยเป็นเบาหวานกันประมาณ 3 ล้านคน ลองคิดดูว่าไม่น้อย วันหน้าถ้ายังใช้ชีวิตเผอเรอ มีหวังได้เป็นเบาหวานด้วยอีกคน โรคนี้เป็นเพื่อนคู่ซี้กับโรคอ้วน ที่มักพบควบคู่กันเสมอ เบาหวานนั้นเพราะระบบควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายผิดปกติ เมื่อเป็นเบาหวานแล้ว ถ้าเกิดเป็นแผลก็มักรักษาไม่หาย กลายเป็นแผลเรื้อรัง บางทีก็เป็นแผลกดทับ ประกอบกับเสี่ยงต่อการติดเชื้อราง่ายขึ้น เพราะมีการอับชื้นของซอกแขน และซอกขามากกว่าปกติ 5. โรคข้อกระดูกเสื่อม โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อเท้า เนื่องจากต้องรับน้ำหนักตัวมากเกินพิกัด บางคนที่อ้วนมากๆ อาจจะยืนหรือเดินไม่ได้เลย เพราะข้อเท้าไม่สามารถรับน้ำหนักได้ คนอ้วนมากๆ จะเดินก็ลำบาก โยกเยกซ้ายขวา เดินไปเหนื่อยหอบไป 6. โรคระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากในคนอ้วนมักมีการเคลื่อนไหวน้อย ชอบนั่งหรือนอน ปอดจึงขยายตัวไม่เต็มที่ ทำให้เกิดการติดเชื้อของทางเดินหายใจได้มากขึ้น บางครั้งถึงกับมีภาวะการหายใจลดลง หายใจติดขัด ทำให้มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในปอด คนอ้วนมากเหนื่อยง่าย ง่วงนอนตลอดเวลา อาจพบภาวะของโรคอารมณ์เศร้าหมองร่วมไปด้วยก็กิน ซึ่งอาจจะช่วยให้อารมณ์ช่วงนั้นดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการทำร้ายตัวเองมากยิ่งขึ้น 7. โรคมะเร็งบางชนิด คนอ้วนมีอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ รวมทั้งโรคมะเร็งได้ 8. โรคนิ่วในถุงน้ำดี และไขมันแทรกในตับ เมื่อมีไขมันมาก การทำงานของตับก็ลดลง เพราะไขมันเข้าไปแทรกอยู่ จนทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี ขอบคุณที่มาจาก : www.slimtobody.com

รีวิว The Last of Us เกมส์ผจญภัย
The Last of Us /  The Last of Us PS3 / 

รีวิวเกมส์ The Last of Us เกมส์ผจญภัยน่าจับตามองบน PS3 และ PS4 จากทีมสร้างเกมส์ Uncharted. เกมส์ The Last of Us เป็นเกมส์ผจญภัย จากผู้สร้างเกมส์ Uncharted เกมส์ผจญภัยชื่อดัง นำเสนอหลังเมืองล่มสลาย เมื่อเชื้อรากลายเป็นชีววัตถุอันตรายที่สามารถคร่าชีวิตผู้คนนับล้าน ทำให้สิ่งมีชีวิตต้องกลายสภาพเป็นเมืองร้าง โดยผู้รอดชีวิตที่อาศัยอยู่ในเมืองที่หลบหนีไม่ทัน ต้องถูกตีตราเป็นเหล่าผู้ติดเชื้อและต้องอยู่ในพื้นที่กักกัน ผู้คนกลับกลายไม่เป็นมิตร หาวิถีทางยังชีพ เปรียบดั่ง"ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" และต้องกลายสภาพเป็นผู้ติดเชื้อหรือพวกวิกลจริตที่ต้องเอาตัวชีวิตรอดและหาทางออกจากเมืองแห่งนี้ และพื้นที่กักกังแห่งนี้ ได้ถูกควบคุมโดยกองทัพทหารอเมริกาที่ออกคำสั่งกฏอัยการศึกเพื่อตรวจสอบเหล่าผู้ติดเชื้อที่พยายามแข็งกร้าวและพร้อมกำจัดทุกเมื่อ ผู้เล่นรับบทเป็น Joel พ่อค้าตลาดเมืองที่ติดอยู่ในพื้นที่กักกัน ได้รับมอบหมายช่วยเหลือเด็กสาว Ellie หาทางรอดออกจากเมืองอันโหดร้ายแห่งนี้ให้ได้ เกมส์ The Last of Us ออกแบบการเล่นเกมส์ที่มุ่งเน้นเรื่องการลอบสังหารศัตรู (Stealth) สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่บรรยากาศต่างฝ่ายต่างกระหายเลือดและเอาเป็นเอาตายเพื่อความอยู่รอด โดยผู้เล่นห้ามเป็นจุดสนใจอย่างเด็ดขาด รวมถึงอาวุธและกระสุนปืนที่มีอยู่จำกัดและขาดแคลน ทำให้ยากต่อการรับมือกับศัตรูที่เผชิญหน้าเข้ามา วิธีการเล่นของเกมส์นี้ ผู้เล่นจะต้องหาวิถีทางไม่ให้กลายเป็นจุดสนใจและสังหารเงียบๆต่อศัตรูแต่ประเภท เพื่อเดินผ่านไปยังสถานที่ต่อไปได้ เกมส์นี้ ยังออกแบบเรื่องระบบ AI และรายละเอียดของตัวละครศัตรูที่เสมือนจริง มีวัตถุประสงค์"เอาเป็นเอาตาย" ศัตรูเกมส์นี้ส่วนใหญ่จะรับรู้ถึงเสียงแวดล้อมและสายตาที่ดีเมื่อมีใครบางคนเดินเข้ามา ในขณะเดียวกัน ผู้เล่นจะต้องคอยฟังเสียงแวดล้อมอยู่ตลอดในบริเวณที่ยืนอยู่ ทีน่าสนใจคือ เสียงของศัตรูที่อยู่ในละแวกนั้น จะมีความคล้ายเป็นมนุษย์ราวกับยังมีชีวิตอยู่ แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาได้กลายเป็นผู้ติดเชื้อขั้นต้นที่กระหายหิว โดยผู้เล่นจะต้องอาศัยสังเกตและคอยฟังเสียงแวดล้อมตลอดเวลาด้วย อย่างไรก็ดี เกมส์นี้ยังมีโหมดที่เป็นลักษณะสโลโมชั่น ภาพเกมส์กลายเป็นภาพขาว-ดำ ผู้เล่นจะเห็นตำแหน่งของศัตรูโดยรอบ และพยายามจำแนกเสียงที่ยินว่าเป็นเสียงของอะไร อย่างไรก็ตาม เกมส์ The Last of Us ไม่ใช่เกมส์ที่ยิงกันแบบโต้งๆเหมือนกับกัมเกมส์ผจญภัยทั่วๆไป แต่หากชีวิตต้องถึงฆาตโดยพลัน เพราะศัตรูที่อยู่ละแวกทั้งหมดจะเข้ามารุมกรูผู้เล่นแบบไม่ยั้ง ระหว่างการเดินทาง ผู้เล่นยังต้องสังเกตหาวัสดุที่เป็นเศษซากเพื่อนำมารวมเป็นอาวุธสำหรับโจมตีและป้องกันตัวเพื่อใช้ในยามคับขันที่สุด และวัสดุดังกล่าวค่อนข้างหายาก ผู้เล่นจะต้องใช้อย่างประหยัดและจำเป็นที่สุดด้วย อย่างไรก็ดี ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับศัตรูทุกตัวที่เผชิญหน้า ผู้เล่นสามารถเลี่ยงการต่อสู้และวิ่งหนีไปยังพื้นที่อื่นๆหรือมีหนทางช่องว่างให้หลบหนีไปได้ นอกจากจะออกแบบการเล่นเกมส์ที่ดีเยี่ยมและตั้งตาเล่นตลอดเวลาแล้วด้วยนั้น เนื้อเรื่องเกมส์ The Last of Us นำเสนอให้เป็นที่น่าสนใจติดตามและมีส่วนร่วมกับตัวละครทั้งสอง เพื่ิอฝ่าฟันอุปสรรคโหด กราฟิกเกมส์พัฒนาเรื่องความสมมจริงตามสภาพของเทคโนโลยีของเครื่องเกมส์ปัจจุบัน และบรรยากาศที่ถูกถ่ายทอดถึงความเงียบสงบบนป่ารกร้างเมืองใหญ่ที่กลายเป็นซากปรักหักพังที่มีบางอย่างแอบแฝงและเอาชีวิตของผู้เล่นได้ ทำให้ผู้เล่นรู้สึกตื่นเต้นและหวาดระแวงกับผู้ที่เข้ามาปองร้ายถึงชีวิต ! หากผู้เล่นได้สัมผัสกับเกมส์ The Last of Us เวอร์ชั่น PlayStation 4 แล้ว จะพบกับกราฟิกเกมส์ที่คมชัดและเสมือนจริงทุกองค์ประกอบ เฟรมเรตเกมส์มีความคงที่และลื่นไหลที่ 60 เฟรมต่อวินาที รวมถึงมี Director’s Commentary ที่เหล่าผู้กำกับเกมส์อธิบายถึงการพัฒนาฉากเกมส์แบบฉากต่อฉาก อีกทั้งยังเพิ่มระบบใหม่อย่าง Photo Mode ที่สามารถถ่ายภาพในเกมส์และปรุงแต่งภาพที่ถ่ายดูมีเอกลักษณ์ พร้อมนำไปแชร์บนโลกออนไลน์ และเก็บความทรงจำในการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นในครั้งนี้ ทั้งนี้ เกมส์ดังกล่าวยังบรรจุ DLC โหมดผู้เล่นคนเดียวอย่าง Left Behind , ไอเทมสำหรับมัลติเพลเยอร์ โหมดระดับความยากของเกมส์สูงสุด Grounded ที่ไม่บอกจำนวนเลือด, ไม่บอกจำนวนกระสุนที่มี, ของหายากมาก, AI ศัตรูฉลาดเป็นกรด และโจมตีแรงขึ้น 300 เปอร์เซนต ใครที่ถามหาเกมส์ผจญภัยที่ต้องการความตื่นเต้นและเร้าอารมณ์แล้ว เกมส์ The Last of Us ถือเป็นอีกหนึ่งเกมส์ที่ตรึงใจผู้เล่นและหลงใหลติดตามกับเนื้อเรื่องเกมส์ตั้งแต่ต้นจนจบ ที่สำคัญยังมอบความสนุกในการเล่นแบบเต็มเปี่ยม ไม่ควรพลาดกับเกมส์นี้นับประการ

10 ของใช้ใกล้ตัว น่ากลัวติดโรค
ของใช้ /  สุขภาพ / 

10 ของใช้ใกล้ตัว น่ากลัวติดโรค ........สุขภาพที่เจ็บป่วยอย่างไม่รู้สาเหตุ แท้ที่จริงไม่ต้องคิดหาคำตอบให้ยาก เพราะต้นตอกลับอยู่ที่ของใช้ใกล้ตัว ที่ผู้ใช้ขาดการรักษาความสะอาด ........ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ ผู้อ่านรักษ์สุขภาพต้องลองอ่าน 10 ของใช้ติดตัว น่ากลัวติดโรค โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า เกิดเป็นคนแม้ไม่พ้นเชื้อแต่ก็พยายามช่วยลดมันลงได้แค่เพียงไม่มองข้าม “ของติดตัว” และ “ ของใช้ ใกล้ตัว” ที่น่ากลัวได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าดังต่อไปนี้ครับ คอนแทคเลนส์ ติดตัวติดที่ตา ขออย่าใส่นอนข้ามคืนหรือแม้เป็นชนิดที่ใส่นอนได้ก็ไม่ควรอยู่ดีเพราะกระจกลูกตามีอาหารกินอยู่ทางเดียวคืออากาศ ด้วยมันปราศจากเส้นเลือดเลี้ยงจึงเป็นของที่ควรเปิดโล่งให้รับลมจะดีกว่าครับ หมวกกันน็อค กับที่คาดผม ของติดศีรษะที่นำสิวมาให้ได้ โดยเฉพาะในหมวกกันน็อค ส่วนที่คาดผมหรือที่รัดผมนั้นจะทำให้ผมร่วงง่ายกลายเป็นคนผมบางไปโดยไม่รู้ตัว ขอให้ใช้หมวกกันน็อคตากแดดบ้าง ส่วนที่รัดผมขอพักไว้เวลาวันหยุดบ้างก็ได้ครับ เหล็กดัดฟัน-ฟันปลอม ของที่ติดอยู่ในช่องปากเช่นนี้ดึงเข้าดึงออกแต่ละทีก็เหมือนเติมเชื้อใส่เข้าไป เป็นของที่มีซอกมุม ทำความสะอาดยาก หากไม่แน่ใจเสียแล้วก็จะทำให้เชื้อสะสมอยู่ที่เหงือกกลายเป็นโรคคลาสสิกอย่างรำมะนาดหรือปริทนต์ได้ สร้อยคอ สร้อยแขน ของที่แสนใกล้ตัวและราคาแพงเช่นนี้ไม่ได้การันตีความไม่ป่วย ด้วยสร้อยที่เป็นโลหะจำพวก “นิเกิล” และ “โรเดียม” มีโอกาสกระตุ้นภูมิได้ในผู้ที่ไวต่อมันกลายเป็นผื่นแดงมีอาการคัน ส่วนในท่านที่ใส่สร้อยที่เป็นเชือกหรือวัสดุธรรมชาติก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้ดีตามเส้นใยที่ว่านั้นต้องระวังเชื้อรากันด้วย กระเป๋าถือ ไม่ว่าจะสะพายไขว้หน้าราคาเรือนแสนหรือกระเป๋าสตางค์ใบจ้อยกะร่อยกะหริบก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้พอกัน อย่าลืมว่ามันเป็นส่วนที่ต้องออกไปท่องโลกกว้างพร้อมกับตัวท่านทุกวัน แต่กลับไม่ค่อยได้อาบน้ำท่าทำความสะอาดเหมือนคน เพราะไม่อย่างนั้นหนังอาจเสื่อมเร็ว ดังนั้นควรระวังเรื่องความชื้นและกระเป๋าที่มีซอกหลืบเยอะให้ดี มืออนามัย แม้จะใส่เพื่อความสะอาดแต่ก็อาจป่วยได้โดยเฉพาะถุงมือยางที่เรียกว่า “ลาเท็กซ์” ทั้งในบุคคลากรแพทย์หรืออาชีพที่ต้องใส่ถุงมือทำงาน จะมีอาการ “แพ้” ได้กลายเป็นตุ่มใสบ้างแดงบ้างแถมคันคะเยอ หรือเผลอๆเหงื่อออกก็ได้เชื้อราแถมตามง่ามนิ้ว พอถึงเวลาถอดถุงมือออกมาดูพุพองน่าสยองไป นาฬิกาข้อมือ ถือเป็นของติดตัวใส่กันตลอดทั้งในยามทำงาน,ออกกำลังกายหรือแม้ในเวลาอาบน้ำ ทำให้ซอกนาฬิกาเป็นบ้านอันผาสุกของเชื้อโรคได้ จึงอยากขอให้พักข้อมือบ้าง โดยการถอดนาฬิกาในเวลานอนและอาบน้ำเพราะนั่นคือช่วงที่เชื้อจะสะสมได้มากที่สุด รวมถึงแหวน,สร้อยและเครื่องประดับติดตัวอื่นด้วยนะครับ จะได้ทำให้เวลานอนคือเวลาพักผ่อนปลอดพันธนาการที่แท้จริง ชั้นในและกางเกงเข้ารูป รัดจนหน้าตูบแถมยังทำให้เจ็บป่วยจากโรคอย่างกรดไหลย้อนในกรณีใส่เสื้อรัด หรือกดเส้นประสาทจนหน้าขาชาอย่างกรณีใส่กางเกงขาเดฟรัดติ้วแล้วยังมีกระเป๋าสตางค์กดอีก ส่วนในกรณีที่ร้อนจัดมีเหงื่อออก เครื่องรัดกายที่แน่นตัวเช่นนี้จะเรียกทั้งเชื้อราผิวหนังแล้วยังตกขาวในสาวๆได้อีกด้วย รองเท้า เป็นแหล่งรวมดาวเชื้อโรคอย่างแท้จริงเพราะไปวิ่งไปเดินมาร้อยเอ็ดย่านน้ำแล้วพอถึงเวลากลับมาบ้านเหนื่อยก็ถอดทิ้งไว้เฉยๆรวมกันอยู่บนชั้นวาง หรืออย่างชีวิตชาวคอนโดฯที่ต้องใช้ที่ร่วมกันอย่างประหยัดก็ทำให้ชั้นวางเกือกแออัดราวกับมหกรรมย่อมๆซึ่งทำให้ชั้นวางรองเท้ากลายเป็นสวนสัตว์รวมเชื้อไปอย่างน่าตกใจ อะไหล่กายเทียม เช่น ข้อเข่าเทียม,ข้อสะโพกเทียม หรือหลอดลวดที่ไปถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ ล้วนแต่เป็นของที่มีอายุ แม้จะดูแลดีแค่ไหนก็ต้องมีวันเสื่อม ซึ่งอนัตตาแห่งอะไหล่มนุษย์เหล่านี้สั้นกว่าอวัยวะที่เป็นของออริจินัลดั้งเดิมอยู่มาก ด้วยว่าร่างกายจะสร้าง “ธาตุต้านของเทียม(Antibody)” ขึ้นมาทำให้เกิดปฏิกิริยาเสื่อมและเจ็บป่วยได้มากกว่าอวัยวะแท้ๆ .........นอกจากนั้นยังมีของใกล้ตัวที่ใช้เฉพาะกิจอีกเช่น แว่นตา,ยาดมและผ้าเช็ดหน้า ที่พาเชื้อโรคเช่นตาเจ็บ,ตาแดงและโรคหวัดมาได้ จะเห็นว่าของติดตัวและใกล้ตัวที่ว่ามานี้ถ้าใช้ดีมันก็จะเป็นส่วนส่งเสริมเราแต่ถ้าเผลอไปเมื่อไรมันก็อาจกลายเป็นพันธนาการแห่งชีวิตและเป็นพิษต่อตัวเราได้ ไม่เกี่ยวว่าเป็นของแพงของถูกแต่อย่างใดเลย ขอบคุณที่มาจาก สสส.

ผิวแห้ง ในหน้าหนาว แก้ได้ง่ายนิดเดียว
ผิวลอก /  ผิวแตก / 

ลมหนาวเริ่มโชยมา หลายคนคงแอบอมยิ้ม เพราะถึงเวลาที่เสื้อกันหนาวสีสวยที่แอบเก็บไว้ได้ออกมาใช้งานเสียที เขาว่ากันว่าฤดูนี้เป็นฤดูแห่งความโรแมนติก อากาศเย็น ท้องฟ้าใสกระจ่างเหมาะอย่างยิ่งที่คนรักจะได้นั่งคุยกัน ทว่าลมหนาวไม่เพียงแต่นำความโรแมนติกมาเท่านั้น หากยังพกพาเอาปัญหา ผิวแห้ง แตกมาฝากให้สาวๆต้องทุกข์ใจกันอีกด้วย ผิวแห้ง ในหน้าหนาวนี้เกิดจากความชื้นของอากาศมีน้อยกว่าผิวหนัง ความชุ่มชื้นของผิวจึงระเหยออกมาและทำให้ ผิวแห้ง ซึ่งลักษณะอาการของ ผิวแห้ง นั้นมีตั้งแต่แห้งเล็กน้อย ด้านเป็นขุย แตกลอก จนไปถึงขั้นรุนแรงจนถึงบวม แดง ในผู้ที่ ผิวแห้ง มากนั้นมักจะเกิดอาการคันร่วมด้วย และหากเกามากๆ ก็อาจจะทำให้ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ซึ่งทั้งแสบทั้งคันเลยทีเดียว วิธีการเยียวยาปัญหาผิวในหน้าหนาว อยู่ที่การรักษาความชุ่มชื้นของผิวไว้ให้มากที่สุด ซึ่งทำได้หลายๆ วิธีรวมกัน เริ่มตั้งแต่การอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย การใช้ผลิตภัณฑ์ถนอมผิว ไปจนถึงการกินอาหารที่จะทำให้ผิวคุณผุดผ่องได้แม้ในภาวะที่อากาศแห้งผากอย่างนี้ 1. อาบน้ำ ในช่วงที่อากาศกำลังเปลี่ยนแปลง คุณควรใช้ครีมหรือโฟมอาบน้ำเนื้อบางเบาแทนการขัดถูด้วยสบู่ เพราะการฟอกสบู่มากเกินไปจะทำให้ผิวหนังมีสภาพเป็นด่าง ซึ่งจะทำให้มีโอกาสติดเชื้อราและแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของผิวอักเสบได้มากขึ้น และควรหลีกเลี่ยงการขัดผิวแรงๆ การอาบน้ำอุ่นจะทำให้ผิวคุณแห้งยิ่งขึ้นจึงไม่ควรแช่ตัวในน้ำอุ่นนานๆ เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วควรจะรีบเช็ดตัวให้แห้ง และทาผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เนื้อเข้มข้นทันที 2. ถนอมผิวหน้าหนาว ผลิตภัณฑ์ถนอมผิวจะสามารถป้องกันการระเหยน้ำออกของผิวได้ และจะช่วยให้กระบวนการผลัดเซลล์ผิวเป็นไปอย่างสมบูรณ์ซึ่งจะทำให้ผิวที่แห้งเหี่ยวของคุณผลัดออกไปเร็วขึ้น ว่านหางจระเข้เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถถนอมความชุ่มชื้นของผิวได้อย่างดี ต่อต้านแบคทีเรียกระตุ้นการสร้างและซ่อมแซมผิวชั้นนอก มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอก น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส รวมทั้งวิตามินเอ บี ดี และอี ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและทำให้ผิวที่สร้างขึ้นใหม่มีความยืดหยุ่นอ่อนนุ่ม เพราะวิตามินเหล่านี้เป็นส่วนประกอบของคอลลาเจน ที่สร้างเซลล์ผิวและลดการระคายเคืองที่เกิดจากการแห้งผากของผิวได้ 3. กินเพื่อผิวชุ่มและนุ่มนวล โดยปกติแล้วในร่างกายจะมีกรดไขมันที่จำเป็นซึ่งจะมีคุณสมบัติในการเก็บความชุ่มชื้นของผิว ซึ่งในภาวะที่ร่างกายสูญเสียความชุ่มชื้นเช่นนี้ เราควรหาแหล่งไขมันทดแทนจากพืชด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์และอุดมด้วย กรดไขมันธรรมชาติ เช่น อัลมอนด์ อะโวคาโด เมล็ดทานตะวัน และควรกินผักผลไม้เพื่อให้ได้สารอาหารจำพวกวิตามินและแร่ธาตุต่างๆเช่นเดียวกับที่ได้รับมอยส์เจอไรเซอร์ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ผิวไร้ปัญหาในหน้าหนาวเท่านั้น แต่ยังจะทำให้ร่างกายคุณแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคต่างๆ ที่มาพร้อมอากาศนี้ด้วย จงจำไว้อย่างหนึ่งว่า อย่าไดเอ็ทในช่วงนี้เป็นอันขาด เพราะการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจะทำให้ผิวอ่อนแอ ง่ายต่อการเกิดปัญหาทุกชนิด อย่างไรก็ตาม อย่าลืมดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะน้ำเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับความชุ่มชื้น หากคุณปฏิบัติตามที่เราแนะนำแล้ว ผิวที่แห้งยังไม่ดีขึ้น และมีอาการแห้งหนักกว่าเดิมจนถึงการแตกจนรู้สึกเจ็บแล้วละก็ ควรไปปรึกษาแพทย์นะคะ เพราะว่าคุณอาจจะเกิดการติดเชื้อหรืออักเสบขึ้น หวังว่าหนาวนี้ของคุณจะเป็นหนาวที่สดใสชวนจดจำอีกปีนะคะ ขอบคุณที่มาจาก : Health&Cuisine มกราคม, Issue 12

คัดจมูก เกิดจากอะไร?
คัดจมูก /  ภูมิแพ้ / 

อาการ คัดจมูก เป็นอาการทางจมูกที่พบได้บ่อยและไม่จำเพาะเจาะจงกับโรคใดโรคหนึ่ง จึงต้องวินิจฉัยแยกโรคจากโรคของจมูกหลายโรค อาการ คัดจมูก ในโรคบางโรค สามารถหายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยา ได้แก่ โรคหวัด หรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ที่มีอาการเล็กน้อย   อาการ คัดจมูก อย่างมาก หรือ คัดจมูก ตลอดเวลาทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่ลง และอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง หรือเกิดโรคไซนัสอักเสบตามมาได้ เนื่องจากอาการ คัดจมูก เป็นอาการที่ผู้ป่วยบอกกับแพทย์ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคที่เป็นสาเหตุของอาการ คัดจมูก จำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติ, การตรวจร่างกาย และการสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค สาเหตุของอาการ คัดจมูก โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ โรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจเกิดจากเชื้อไวรัส, เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราก็ได้ ผนังกั้นช่องจมูกคด สิ่งแปลกปลอมอยู่ในโพรงจมูก ซึ่งมักพบบ่อยในเด็ก เนื้องอกในโพรงจมูก เช่น ริดสีดวงจมูก หรือเนื้องอกชนิดร้าย โรคเยื่อบุจมูกเหี่ยวฝ่อ ภาวะเลือดคั่งในผนังกั้นช่องจมูก ภาวะกระดูกอ่อนของจมูกทางด้านข้างยุบตัว เวลาหายใจเข้า (nasal valve collapse) ภาวะกระดูกเทอร์บิเนตด้านข้างโพรงจมูกบวมโต ภาวะรูเปิดของโพรงจมูกด้านหลังตีบตัน (choanal atresia) ต่อมแอดีนอยด์หลังโพรงจมูกโต เกิดจากยาขยายหลอดเลือดบางชนิด เช่นใช้ยาหดหลอดเลือดนานเกินไป, ยาจำพวก aspirin, nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDS), beta-blocker (oral and ophthalmic), bromocriptine, estrogens, oral contraceptive, prazosin, methyldopa, phentolamine, guanethidine, reserpine และ tricyclic antidepressant การประเมินผู้ป่วยที่มีอาการ คัดจมูก ประวัติ เวลาที่เริ่มมีอาการ คัดจมูก ระยะเวลาที่มีอาการ คัดจมูก  สิ่งใดที่ทำให้อาการ คัดจมูก เป็นมากขึ้น หรือน้อยลง อาการ คัดจมูก เป็นข้างเดียวหรือสองข้าง  อาการคัดจมูกเป็นๆหายๆ หรือเป็นตลอดเวลา ลักษณะของน้ำมูกที่ไหลออกมาเป็นอย่างไร มีเลือดกำเดาไหล หรือน้ำมูกปนเลือดหรือไม่ อาการปวดจมูกสัมพันธ์กับอาการปวดตาหรือไม่ มีอาการหูอื้อหรือไม่ มีอาการไอหรือไม่ ซึ่งอาจสัมพันธ์กับโรคหอบหืด ประวัติการใช้ยา การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า อุบัติเหตุ หรือการผ่าตัดจมูก การตรวจร่างกาย เริ่มตั้งแต่ลักษณะภายนอกของจมูก แพทย์จะตรวจดูว่ามีจมูกส่วนนอกโก่งหรือยุบตัวหรือไม่  การกระแทกบริเวณกระดูกอ่อนด้านข้างส่วนบน  สามารถทำให้ผนังกั้นช่องจมูกเคลื่อน หรือคดได้  การพบเส้นแนวขวาง ที่สันจมูก อาจเกิดจากการใช้มือขยี้จมูกในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้  การเคาะหรือกดเจ็บบริเวณข้างแก้ม อาจพบได้ในผู้ป่วยไซนัสอักเสบ การตรวจภายในโพรงจมูก แพทย์จะตรวจทั้งด้านหน้าและด้านหลังของโพรงจมูก โดยไม่ใช้ยาหดหลอดเลือด ลดอาการบวมในขั้นแรก  การตรวจทางด้านหน้าโพรงจมูก แพทย์จะดูลักษณะและสีของน้ำมูก  ลักษณะผนังกั้นช่องจมูก  ลักษณะเยื่อบุจมูก  ตรวจบริเวณรูเปิดไซนัส  ถ้าพบว่ามีผนังกั้นช่องจมูกคดมาด้านใดด้านหนึ่ง อาจพบว่ามีเยื่อบุจมูกของอีกข้างหนึ่งโตกว่าปกติได้  การตรวจทางด้านหลังโพรงจมูก อาจพบต่อมแอดีนอยด์ ซึ่งเป็นต่อมน้ำเหลืองหลังโพรงจมูกโตได้  หลังการตรวจดังกล่าวแล้วแพทย์อาจพ่นยาหดหลอดเลือดลดการบวมของเยื่อบุจมูกแล้วตรวจซ้ำ  หากอาการ คัดจมูก ดีขึ้นมากหลังการพ่นยาหดหลอดเลือด แสดงว่าผู้ป่วยมีเยื่อ บุของเทอร์บิเนทอันล่างบวมโต  หากอาการ คัดจมูก ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือไม่ดีขึ้น อาจเป็นจากผู้ป่วยใช้ยาหดหลอดเลือด ลดการบวมของเยื่อบุจมูกนานเกินไปจนเกิดเยื่อจมูกอักเสบที่เรียกว่า rhinitis medicamentosa  หรือาจเป็นจากปัญหาผนังกั้นช่องจมูกคด  มีเนื้องอกหรือริดสีดวงจมูก หรือมีโครงสร้างจมูกที่ผิดปกติไป  ในกรณีที่เป็นเด็ก แพทย์อาจใช้ที่ตรวจหู  ตรวจในจมูกแทนได้ หรือในผู้ใหญ่บางรายที่ต้องการตรวจอย่างละเอียด แพทย์อาจใช้กล้องส่องตรวจภายในจมูกชนิดแข็งหรือชนิดอ่อนที่ทำจากเส้นใยไฟเบอร์ (rigid or fiberoptic nasal endoscope ) เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคได้แม่นยำมากขึ้น การวัดความกว้างของช่องจมูก แพทย์จะให้ผู้ป่วยหายใจออกบนไม้กดลิ้น แล้ววัดขนาดวงของไอน้ำบนไม้กดลิ้น โดยเปรียบเทียบกันสองข้าง  ถ้ามีปัญหาเรื่องผนังกั้นช่องจมูกคด อาจจะมีวงของไอน้ำขนาดต่างกันได้  นอกจากนี้แพทย์อาจวัดปริมาตรของจมูกโดยการใช้คลื่นเสียง (acoustic rhinometry) โดยปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงและวัดคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมา nederlandsegokken หรือวัดความดันและปริมาตรของอากาศที่ผ่านเข้าออกในช่องจมูก (rhinomanometry) การตรวจด้วยภาพถ่ายรังสี เอ็กซเรย์จมูกและไซนัสโดยใช้ฟิลม์ธรรมดา (plain film) สามารถเห็นลักษณะผนังกั้นช่องจมูกที่คด, เทอร์บิเนทอันล่างโต หรือภาวะไซนัสอักเสบ ซึ่งทำให้เกิดอาการ คัดจมูก ได้ เอ็กซเรย์กระดูกของจมูก (lateral nasal bone) ดูว่ามีการหักของกระดูกสันจมูกหรือไม่ เอ็กซเรย์จมูกและไซนัสโดยใช้เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT nose and paranasal sinus) ช่วยประเมินโครงสร้างจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกได้ดีขึ้น โดยเห็นโครงสร้างส่วนที่เป็นกระดูกได้ชัดเจน เอ็กซเรย์จมูกและไซนัสโดยใช้คลื่นแม่เหล็ก (MRI nose and paranasal sinus) สามารถบอกรายละเอียดของเยื่อบุจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกได้ดี แต่ดูโครงสร้างจมูกส่วนที่เป็นกระดูกได้ไม่ชัดเจน การรักษา  อาจทำได้โดยการรับประทานยาหรือพ่นยาในจมูก หรือการผ่าตัดแล้วแต่สาเหตุ ขอบคุณที่มาจาก : รศ. นพ. ปารยะ   อาศนะเสน  ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

จริงหรือไม่? ขนสุนัข และเห็บสุนัขเข้าไปในร่างกายคนได้
ขนสุนัขเข้าปอด /  ขนหมา / 

จากข่าวที่มีเด็กหญิงวัย 13 ปี เสียชีวิตด้วยอาการปอดติดเชื้ออย่างรุนแรง ซึ่งไม่ได้เกิดอาการโรคประจำตัวแต่อย่างใด แต่เป็นผลจากที่เด็กหญิงคนดังกล่าวได้คลุกคลีอยู่กับสุนัขและลิงมาตั้งแต่เด็ก แพทย์ตรวจสอบพบ ขนสุนัข ปะปนอยู่เต็มช่องปอดนั้น หลายคนอาจจะสงสัยว่าจริงๆแล้ว ขนสุนัข และเห็บสุนัขสามารถเข้าไปในปอดของคนเราได้หรือ? แล้วถ้าหาก ขนสุนัข และเห็บสุนัข เข้าไปสู่ร่างกายเราจะทำให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาคลายข้อสงสัยกันค่ะ ไปดูกันเลย จริงหรือไม่ ที่ ขนสุนัข จะเข้าปอดของคนได้ เรื่อง ขนสุนัข เข้าปอดคนนั้น เป็นไปได้ยากครับ เพราะอะไรก็ตามที่จะลงไปในปอดได้นั้น ต้องมีขนาดเล็กมาก ๆ และหากจะผ่านทางเดินหายใจไปถึงปอดได้ จะต้องผ่านกลไกการขับออกของร่างกาย เพราะปกติร่างกายก็จะมีการปฏิเสธสิ่งแปลกปลอมอยู่แล้ว เช่น จาม ไอ สร้างเมือก (เสมหะ) มาจับ หรือใช้ cilia (ซีเลีย) พัดโบกออกมา ขนาดของวัตถุที่จะเข้าไปในปอดได้นั้น ต้องมีขนาดเล็กกว่า 3-5 ไมครอนเท่านั้นซึ่งเล็กมากๆ จริงหรือไม่ เห็บอาศัยในโพรงจมูกของคนได้ อันที่จริงแล้วเห็บมีโฮสต์ เป็นของตัวเองครับ อย่างเห็บสุนัข เช่น Rhipicephalus sanguineus ก็ชอบอยู่กับสุนัข ถามว่าขึ้นสัตว์อื่นหรือคนได้มั้ย ตอบว่า "ได้ครับ" ซึ่งจัดเป็น accidental host หรือ โฮสต์โดยบังเอิญ และเห็บอาจดูดเลือดสัตว์หรือคนอื่นหรือไม่ดูดก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะพบอยู่ตามผิวหนังหรือในช่องหูส่วนนอก (ใบหู) มากกว่า การจะเข้าไปอาศัยถาวรในโพรงจมูกนั้นเป็นไปได้ยาก และโดยธรรมชาติแล้ว จมูกจะไวต่อการรับสัมผัส หากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไป ร่างกายก็จะปฏิเสธด้วยการจามออกมาครับ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากมาก ถ้าเห็บจะเข้าไปเจริญเติบโตในโพรงจมูกของเรา จริงหรือไม่ เห็บวางไข่ใต้ผิวหนังคนได้ ประเด็นนี้ก็ไม่น่าเป็นไปได้อีกเช่นกันครับ เพราะปกติแล้วเห็บตัวเมียเมื่อผสมพันธุ์และดูดเลือดอิ่มแล้ว จะลงจากโฮสต์มาวางไข่ตามพื้น ในที่ที่มีกำบัง เช่น ซอกพื้น แยกไม้ กำแพง ฯลฯ เหตุผลที่ดูจะใกล้เคียงที่สุด ในกรณีที่มีสิ่งมีชีวิตใต้ผิวหนังนั้น อาจจะเกิดจากการที่เห็บดูดเลือด ซึ่งเวลาที่เห็บดูดเลือดจะใช้ปากเจาะและฝังส่วน chelicera และ hypostome ฝังลงไปในผิวหนังของโฮสต์ ทำให้เกิดรอยโรคเล็ก ๆ ที่ผิวหนัง อาจเป็นไปได้ว่า บางครั้งมีแมลงบางชนิด จะเข้ามาดูดกินเลือดและวางไข่ ไข่จะฟักออกมาเป็นแมลง แล้วไชเข้าไปในแผล เรียกว่า Myiasis ครับ แต่ก็พบได้ยากมาก ๆ เช่นกันครับ รู้จัก “เห็บ” กันหน่อย จะได้ไม่โดนใครหลอก เห็บมีมากมายหลากหลายชนิด อาจจะมากกว่า 650 สปีชีส์ (species) เลยทีเดียว เห็บส่วนใหญ่มีโฮสต์เป็นของตัวเอง (host specificity) ครับ เห็บเป็นปรสิตภายนอกร่างกาย (Ectoparasite) จึงมักจะอาศัยอยู่ตามผิวหนัง ซอกนิ้ว หรือในใบหู พบน้อยมากที่จะเข้าไปอยู่ในจมูกของน้องหมา เห็บกินเลือดของโฮสต์เป็นอาหาร เมื่อเห็บกินเลือดจนอิ่มอ้วนพี  (engorged tick) แล้ว ก็จะลอกคราบ ผสมพันธุ์ หรือวางไข่ต่อไป ตามปกติแล้วเห็บมี 4 ระยะ คือ ไข่ ตัวอ่อน ตัวกลางวัย และตัวเต็มวัย ตามลำดับ ก่อนที่เห็บตัวเมียจะวางไข่ เห็บต้องดูดเลือดและผสมพันธุ์ก่อน เมื่อเห็บตัวเมียดูดเลือดจนอิ่มแล้ว ก็จะลงจากโฮสต์แล้วหาที่ซ่อนเพื่อวางไข่ ไข่เห็บจะมีขนาดเล็กสีน้ำตาล เห็บอาจจะวางไข่ชุดเดียวแล้วตาย หรือวางไข่หลายชุดแล้วตายก็ได้ในบางชนิด พิษภัยจากเห็บ โฮสต์ที่ถูกเห็บกัดและดูดเลือด อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ น้องหมาจะป่วย ซึม อ่อนแรง จนอาจเสียชีวิตได้ถ้าโลหิตจางมาก ๆ เห็บเป็นพาหะนำโรคต่าง ๆ มาสู่โฮสต์ได้ เช่น โรคพยาธิในเม็ดเลือด (คลิก) โรคอัมพาตจากเห็บ (คลิก) โรค Lyme disease หรือเกิดการอักเสบของผิวหนัง ฯลฯ การกำจัดเห็บ การกำจัดเห็บให้ได้ผลนั้นต้องกำจัดที่ตัวสัตว์และในสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป เพราะหากไม่กำจัดตามสิ่งแวดล้อมแล้ว เห็บพวกนี้ก็จะกระโดดกลับมาอาศัยอยู่บนตัวน้องหมาได้ใหม่ไม่สิ้นสุด ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สำหรับกำจัดเห็บมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ยาฉีด ยาหยอดหลัง ยาพ่น แชมพู ปลอกคอกันเห็บ ฯลฯ ให้เราได้เลือกใช้มากมาย แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องใช้อย่างระมัดระวังด้วย เพราะส่วนใหญ่จะเป็นสารเคมี ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายกับทั้งคนและน้องหมา หากใช้ไม่ถูกหรือใช้ในปริมาณที่มากเกินไปครับ ควรหรือไม่ ที่คนกับน้องหมาจะนอนร่วมเตียงเดียวกัน จริงๆ ไม่ควรและไม่แนะนำนะครับ การเลี้ยงสัตว์ควรต้องแยกเป็นสัดเป็นส่วน ไม่เพียงแต่โรคสัตว์สู่คน คนก็สามารถนำโรคสู่สัตว์ได้เช่นกัน แต่ถ้าใครที่ด้วยความรักความเอ็นดูแล้วอยากนำน้องหมามานอนด้วย ต้องเน้นย้ำให้ดูแลเรื่องความสะอาดและสุขบัญญัติเป็นอย่างดี เป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงเป็นพิเศษนะครับ (รู้ไว้ ก่อนอนุญาตให้น้องหมามานอนด้วย ..คลิก) โรคจากน้องหมาสู่คนที่ควรระวัง เพื่อน ๆ หลายคนอาจจะสงสัยว่า จริง ๆ แล้วการเลี้ยงและอยู่ใกล้ชิดกับน้องหมานั้น สามารถนำโรคต่าง  ๆ มาติดเราได้หรือไม่ ... ข้อเท็จจริง ก็คือ น้องหมาสามารถนำโรคมาสู่คนได้เหมือนกัน โรคที่ติดต่อสู่คนนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ปรสิตทั้งภายในและภายนอก ฯลฯ โดยคนรับเอาโรคนี้มาจากการสัมผัสน้ำลาย สารคัดหลั่ง อุจจาระ ปัสสาวะ การสัมผัสตัวน้องหมาโดยตรง หรือทางอ้อมผ่านทางอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ โรคที่สำคัญ ๆ ก็อย่างเช่น โรคเรบีส์ (พิษสุนัขบ้า) โรคฉี่หนู โรคเชื้อราขี้กลาก โรคกาฬโรคปอด หรือแม้แต่หนอนพยาธิในทางเดินอาหาร ฯลฯ ดังนั้นคนเลี้ยงสัตว์ต้องคอยระมัดระวัง และป้องกัน โดยการพาน้องหมาไปฉีดวัคซีน ถ่ายพยาธิ ป้องกันเห็บหมัด และพยาธิหนอนหัวใจ แล้วอย่าลืมทำความสะอาดมือหรือร่างกายทุกครั้งที่สัมผัสน้องหมา ก่อนทำกิจกรรมอื่น ๆ ต่อไปด้วยนะครับ ขอบคุณที่มาจาก : www.dogilike.com

ระวัง! สารตกค้าง ในผักผลไม้
ดูแลเท้า /  ทำความสะอาดเท้า / 

‘ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง’ หลายคนคงเคยได้ยินข้อความรณรงค์ให้คนไทยหันมากิน ผัก ผลไม้ควบคู่กับอาหารชนิดอื่นๆ กินให้ครบทุกมื้อ และให้ได้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม แต่ปัจจุบันกลับพบว่า ผักและผลไม้ที่มีคุณค่าต่อร่างกาย กลับมีสารเคมีตกค้างเกินปริมาณที่กำหนดไว้ … หากเป็นอย่างนี้แล้ว ผู้บริโภคควรทำอย่างไร? ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงาน เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN : Thailand Pesticide Alert Network) ให้ข้อมูลว่า จากการสุ่มตรวจผัก ผลไม้ 10 ชนิด คือคะน้า ถั่วฝักยาว พริกจินดา ผักชี กะเพรา ส้มไทย ส้มจีน แอปเปิล ฝรั่ง แตงโม และสตรอเบอร์รี่ ตรวจพบสารเคมี 4 กลุ่ม ตกค้างในผักผลไม้ 10 ชนิด คือมี กลุ่มคาร์บาเมท ซึ่งมีสารอันตรายร้ายแรงอย่างคาร์โบฟูแรน กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ออกาโนคลอรีน ไพรีทรอยด์ ซึ่งทั้งหมดเป็นสารเคมีกำจัดแมลง ส่วนอีกกลุ่มเป็นสารป้องกันเชื้อราและโรคพืช คือ คาร์เบนดาซิม  ซึ่งเพิ่มการตรวจเฉพาะใน ส้ม แอปเปิล และสตรอเบอร์รี่ “ก่อนการตรวจสอบคิดว่า สารคาร์เบนดาซิม อาจมีตกค้างบ้าง แต่อาจเพราะไม่เคยมีการตรวจสอบมาก่อน เมื่อได้ตรวจจริงๆ จึงพบว่าการตกค้างเยอะกว่าค่า MRLs ค่อนข้างมาก ถ้าหากมีการสะสมในระยะยาวก็เป็นอันตรายหมด เพียงแต่เป้าหมายในการก่อโรคเรื้อรังแตกต่างกัน” ปรกชล อธิบายเพิ่มเติม ค่า MRLs คืออะไร? MRLs หรือ Maximum Residue Limits  คือ ระดับปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดในอาหาร ที่ยอมรับให้มีได้ที่พบในอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ จะแสดง ค่า MRLs เป็นหน่วย มิลลิกรัม (มก.) ของสารพิษตกค้างต่อกิโลกรัม (กก.) ของผลิตภัณฑ์อาหาร โดยในประเทศไทย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จะเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดการจัดตั้งค่ามาตรฐานสารพิษตกค้างในพืชผลเกษตร ‘ผัก ผลไม้ในห้าง สารตกค้าง มากกว่า ตลาดสด’ ปรกชล บอกเล่าถึงการสุ่มตรวจผักผลไม้ว่า การสุ่มตรวจผัก ผลไม้ทั้ง 10 ชนิด จะแบ่งตรวจในห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีทั้งผักที่รับรองมาตรฐานและไม่ได้รับรองมาตรฐาน Q หรือ เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ส่วนตลาดจะมีทั้งตลาดค้าส่งและตลาดสดทั่วไป โดยจะสุ่มตรวจใน 5 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ซึ่งตรวจทั้งในห้างและตลาดสด ส่วนขอนแก่น ยโสธร และสงขลา จะตรวจในตลาดสดอย่างเดียว และผลการสุ่มตรวจส่วนใหญ่พบว่า ในห้างมีสารเคมีตกค้างเกินค่ามาตรฐานมากกว่าตลาดสด สำหรับผัก ผลไม้ที่พบว่ามีค่า MRLs ตกค้างเกินมาตรฐานสูงสุด คือ ส้มสายน้ำผึ้ง พบสารเคมีตกค้าง 100%  ฝรั่ง 69.2% แอปเปิล 58 % คะน้า 54% สตรอเบอร์รี่ ส้มจีน กะเพรา ชนิดละ 50% ถั่วฝักยาว 42.8% ผักชี 36 % แตงโม15% และพริกจินดา 8.3% เนื่องจากผัก ผลไม้ทั้ง 10 ชนิด ที่สุ่มตรวจเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ทำให้เกิดความต้องการบริโภคสูงขึ้น กระบวนการผลิตจึงต้องรวบรัดเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคนั่นเอง และจากการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่พบว่า ผักในห้างมี สารตกค้าง เยอะกว่าตลาดสด เนื่องจากเมื่อส่งผัก ผลไม้ขึ้นห้างสรรพสินค้า ความกังวลเรื่องการตลาดจะไม่มี เพราะสามารถขายได้ราคาสูง และผักที่อยู่ในห้างต้องมีลักษณะสวย ไม่มีรอยกัดกินของแมลง ทำให้การกำจัดแมลงทำได้อย่างเต็มที่ ปรกชล บอกอีกว่า หลักจากที่มีการตรวจสอบ ทางเครือข่ายฯ ได้พูดคุยกับห้างสรรพสินค้า ตลาดสด ผู้ค้าปลีก และหน่วยงานภาครัฐ เกี่ยวกับการแก้ปัญหา เนื่องจากการตกค้างของสารเคมีในผัก ผลไม้มีค่าเฉลี่ย เกินมาตรฐานมากถึง 46.6% จึงต้องได้รับการควบคุมโดยด่วน ส่วนด้านผู้ประกอบการรับทราบปัญหาและพยายามกำชับให้ตัวแทนรับส่งสินค้า หรือทางพ่อค้าคนกลางบอกต่อไปยังด้านเกษตรกร ให้ลดปริมาณการใช้สารเคมี และสร้างความร่วมมือผลักดันการกำหนดค่า MRLs ที่คุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น ‘ผู้บริโภคต้องเปลี่ยนพฤติกรรมและตื่นตัว’ ‘จริงๆ แล้วผู้บริโภคเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดสิทธิ์ หากเราสนใจแหล่งที่มาของผักและผลไม้ การให้ความสำคัญเรื่องสารเคมีตกค้าง หรือการส่งเสริมให้เกิดการผลิตผัก ผลไม้แบบปลอดภัยมากขึ้น โดยการเลือกซื้อผัก ผลไม้ที่ปลอดสารเคมี การเลือกบริโภคผักจากการเกษตรในรูปแบบอื่นๆ อย่างเกษตรอินทรีย์หรือกินผัก ผลไม้ที่ตรงตามฤดูกาล ก็เป็นการลดการผลิตนอกฤดูกาล ลดการควบคุมโรคแมลงและการใช้สารเคมีต่างๆ’ ปรกชล เสนอแนะ นอกจากนี้ ยังทิ้งท้ายไว้ว่า การทำความสะอาด ผักผลไม้ โดยการล้างด้วยน้ำสะอาด สามารถลดได้บางส่วนสำหรับสารเคมีที่ไม่ดูดซึม แต่สารเคมีที่มีการดูดซึมในเนื้อเยื่อ ก็ไม่สามารถล้างออกได้ เราจึงต้องเปลี่ยนแปลงที่ขั้นตอนการผลิต เกษตรกรต้องไม่มีการใช้สารเคมีประเภทดูดซึม หรือใช้แล้วควรเว้นระยะเก็บเกี่ยวเพื่อให้สารเคมีสลายไป ประเทศไทยมีการใช้สารเคมี 400 กว่าชนิด สารตกค้าง ที่มีสารเคมีดูดซึมในเนื้อเยื่อปนอยู่ถึง 51 % เราเองในฐานะผู้บริโภคควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ ผู้บริโภคสามารถสนับสนุนเกษตรทางเลือก การเกษตรปลอดสารพิษ รวมทั้งการรู้จักตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้บริโภค ก็จะช่วยให้สังคมตื่นตัว หันมาสนใจ และทำให้หน่วยงานภาครัฐ ผู้ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ พร้อมกับร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ขอบคุณที่มาจาก : พิมพ์ชนก ศรเพชร Team Content www.thaihealth.or.th

แชร์ว่อน ! เนื้อหมูแช่แข็งห้างดัง เชื้อราเกาะเพียบ
ราเกาะเนื้อหมูแช่แข็ง /  ห้างดัง / 

แชร์ว่อน ! เตือนภัยผู้บริโภค ระวังเนื้อหมูแช่แข็ง ห้างดัง ราเกาะเพียบ แนะตรวจสอบก่อนซื้อ เว็บไซต์ CM108.com รายงานว่า สมาชิกเฟซบุ๊คท่านหนึ่งได้ร้องเรียนผ่านทางหน้าแฟนเพจและโพสต์ภาพพร้อมข้อความเตือนผู้ที่นิยมซื้อเนื้อหมูแช่แข็งในห้างสรรพสินค้า โดยเผยว่าได้ซื้อเนื้อหมูแช่แข็งในห้างดังแห่งหนึ่ง พอตอนแช่แข็งมาไม่เห็นว่าลักษณะเนื้อหมูเป็นอย่างไร แต่พอน้ำแข็งละลายก็เห็นว่ามีเชื้อราเกาะอยู่เต็มแผ่นหมูเลย ซึ่งหากดูที่วันผลิตและหมดอายุอย่างเดียวก็ไม่ได้เนื่องจากวันหมดอายุคือวันที่ 18/07/2015 คือปีหน้า ซึ่งสมาชิกเฟซบุ๊คคนดังกล่าวได้ฝากเรื่องนี้ให้เป็นอุทาหรณ์ในการเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า ต้องตรวจสอบให้ดี ไม่เช่นนั้นทานเข้าไปอาจจะเกิดอันตรายได้ MThai News

ดอกมะลิวันแม่ ราคาพุ่ง คาดแตะลิตรละ400
ดอกมะลิ /  บอกรักแม่ / 

ราคาดอกมะลิปรับขึ้น ในช่วงวันแม่แห่งชาติ คาดจะสูงถึงลิตรละ 400 บาท ขณะที่มีผลผลิตน้อยลง สำหรับราคาดอกมะลิช่วงวันแม่แห่งชาติ ในพื้นที่ จ.นครปฐม โดยเฉพาะดอกมะลิพันธุ์เพชร เริ่มปรับราคาสูงขึ้น เนื่องจากไม่มีผลผลิต เพราะมีโรคเชื้อรารบกวน และแมลงดูดน้ำเลี้ยงมากว่า 1 อาทิตย์ นายละออง จันทร์หอม อายุ 60 ปี เกษตรกรปลูกดอกมะลิพันธุ์เพชร กล่าวว่า มีสวนมะลิ กว่า 1 ไร่ ที่ทำการปลูกมะลิพันธุ์เพชร มากว่า 4 ปี ต่างเก็บผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน วันละ 5 ถึง 8 ลิตร สาเหตุที่แปลงมะลิยังคงออกดอกได้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากมีสารชีวภาพสูตรเฉพาะที่หมักเอง และนำมาฉีดที่พุ่มต้นด้วย จึงมีผลผลิตที่ดีกว่าเกษตรกรรายอื่น ๆ ส่วนราคาในขณะนี้ พ่อค้าที่มาซื้อให้ราคาที่ลิตรละ 250 ถึง 300 บาท จึงคาดว่าในวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. 57 ดอกมะลิคงจะขยับสูงขึ้นไปที่ประมาณลิตรละ 400 บาท

ระวัง! โรคผิวหนังที่มาพร้อม น้ำท่วม
อัลมอนด์ /  เผาผลาญพลังงาน / 

แพทย์เตือนภัยโรคผิวหนังที่มากับ น้ำท่วม ส่วนใหญ่พบโรคผิวหนังจากแมลง สัตว์มีพิษกัดต่อย และโรคน้ำกัดเท้า แนะเลี่ยงการแช่เท้าในน้ำนาน ๆ หากจำเป็นให้สวมรองเท้าบู๊ท และรีบทำความสะอาดเท้าด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ เช็ดเท้าให้แห้งเมื่อเสร็จธุระนอกบ้านทันที นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายจังหวัดกำลังประสบกับปัญหา น้ำท่วม ส่งผลให้ผู้ประสบภัยต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพหลายด้าน  เพราะแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคจะปนเปื้อนมากับกระแสน้ำ ซึ่งจะพัดพาสิ่งสกปรก เชื้อโรค ของเสียต่างๆ  สารเคมีกระจายเป็นวงกว้าง ทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป  ส่งผลให้สัตว์และแมลงออกจากรังมาอาศัยอยู่บริเวณต่างๆ พาหะนำโรคต่าง ๆ เจริญเติบโตได้ดีแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว  จึงมีโอกาสเกิดโรคระบาดได้ง่าย  ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพต่างๆ ได้แก่ โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร เช่น โรคท้องร่วงจากการติดเชื้อจากอาหารเป็นพิษ โรคเล็บโตสไปโรสิส (หรือโรคฉี่หนู) และที่สำคัญคือโรคผิวหนังที่เกิดจากการประสบภัย น้ำท่วม ได้แก่ โรคผิวหนังจากการสัมผัสกับสารเคมีสิ่งสกปรกหรือติดเชื้อที่ผิวหนังไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราหรือหนอนพยาธิ โรคผิวหนังจากแมลง สัตว์มีพิษกัดต่อย  ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้รับอันตรายจากการถูกกัดต่อยแล้วในภายหลังหากได้รับเชื้อโรคเข้าไปด้วยอาจทำให้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก มาลาเรีย ไข้สมองอักเสบ หรือติดเชื้อในกระแสเลือดได้  และโรคน้ำกัดเท้า เมื่อเดินย่ำน้ำบ่อย ๆ หรือยืนแช่น้ำนาน ๆ จะทำให้เท้าเปื่อย โดยเฉพาะบริเวณซอกเท้า ซึ่งบริเวณผิวหนังที่เปื่อยนี้ เป็นจุดอ่อนทำให้เชื้อโรคที่มากับน้ำเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายมากขึ้น  นอกจากนี้ควรระมัดระวังเมื่อเดินลุยน้ำเพราะอาจถูกของมีคมทิ่ม ตำ ทำให้เกิดบาดแผลและติดเชื้อโรคต่าง ๆ รวมทั้งเชื้อบาดทะยักตามมาได้ เมื่อประสบเหตุดังกล่าวควรไปทำแผลที่หน่วยบริการสาธารณสุขทันที และถ้าไม่เคยฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันเชื้อบาดทะยักมาก่อนควรปรึกษาแพทย์ทันที อธิบดีกรมการแพทย์แนะนำการดูแลผิวหนังสำหรับผู้ประสบภัย น้ำท่วม ว่า หลีกเลี่ยงการแช่เท้าในน้ำนาน ๆ หากจำเป็นต้องลุยน้ำให้สวมรองเท้าบู๊ทกันน้ำ  เพื่อป้องกันของมีคมในน้ำทิ่ม ตำ เท้า และรีบทำความสะอาดเท้าด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ เช็ดเท้าให้แห้งเมื่อเสร็จธุระนอกบ้านทันที หากมีบาดแผลตามผิวหนังไม่ควรสัมผัสน้ำสกปรก เมื่อมีแผล ผื่นที่ผิวหนัง ให้พบแพทย์ ทายาหรือรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญหากรู้สึกไม่สบายให้รีบปรึกษาแพทย์ที่ใกล้บ้านทันที  นอกจากนี้ ในแต่ละบ้านควรมีน้ำสะอาดเพื่อใช้อุปโภคหรือบริโภค  ถ้าหาแหล่งน้ำสะอาดไม่ได้ควรต้มน้ำให้เดือดก่อนใช้อย่างน้อย 10 นาที ถ้าอาศัยอยู่ใกล้แหล่งโรงงานอุตสาหกรรมหรือแหล่งสารเคมี พึงระลึกเสมอว่าแหล่งน้ำดังกล่าวอาจปนเปื้อนสารเคมี  ซึ่งความร้อนไม่สามารถทำให้น้ำเหล่านี้สะอาดพอสำหรับการบริโภคได้  จึงควรจัดหาน้ำสะอาดไว้ใช้ในครัวเรือนให้เพียงพอเสมอ ควรล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง  รับประทานอาหารที่ปรุงสุกและปรุงเสร็จใหม่ๆ  สวมเสื้อผ้ามิดชิด  ป้องกันแมลงสัตว์กัดต่อย  นอนในมุ้งหรือที่มิดชิดและพึงระลึกเสมอว่าแมลงหรือสัตว์มีพิษก็อาจหนีน้ำมาอาศัยอยู่ในที่สูงเช่นกัน ดังนั้น ควรตรวจสอบบริเวณบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ   และผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานที่ยังเล็ก เพราะเด็กๆ จะสนุกกับการเล่นน้ำและไม่ใส่ใจเรื่องการรักษาความสะอาดและอันตรายที่แฝงมากับ น้ำท่วม ตลอดจนตรวจสอบระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านด้วยความระมัดระวัง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้มีอันตรายถึงชีวิตได้ ขอบคุณที่มาจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

นศ.ไทยเจ๋ง ทำหนังสั้น อิงเกมส์ดัง The Last of Us
The Last of Us /  หนังสั้น The Last of Us / 

นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภาควิชาภาพยนตร์กลุ่มหนึ่ง ได้จัดทำภาพยนตร์สั้น อิงจากวิดีโอเกมส์ชื่อดังอย่าง The Last of Us เกมส์แอคชั่นผจญภัยบนเครื่อง PlayStation 3 และ PlayStation 4 สำหรับคลิปดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของวิช­า Art Direction (กำกับศิลป์) ภาควิชาภาพยนตร์ ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยตัวละครหลักของเรื่องได้พยายามหาบุคคลที่เสมือนกับตัวละครเกมส์จริงๆ ซึ่งตัวละครหญิงอย่าง"เอลลี่" ก็มีความคล้ายคลึงกับตัวเอกของเกมส์มากที่สุด สอดคล้องกับบรรยากาศของเรื่องที่แสดงถึงเมืองร้างที่ถูกครอบคลุมกักบริเวณมาเป็นเวลานาน เกมส์ The Last of Us เป็นเกมส์ผจญภัย จากผู้สร้างเกมส์ Uncharted เกมส์ผจญภัยชื่อดัง นำ เสนอหลังเมืองล่มสลาย เมื่อเชื้อรากลายเป็นชีววัตถุอันตรายที่สามารถคร่าชีวิตผู้คนนับล้าน ทำให้สิ่งมีชีวิตต้องกลายสภาพเป็นเมืองร้าง โดยผู้รอดชีวิตที่อาศัยอยู่ในเมืองที่หลบหนีไม่ทัน ต้องถูกตีตราเป็นเหล่าผู้ติดเชื้อและต้องอยู่ในพื้นที่กักกัน ผู้คนกลับกลายไม่เป็นมิตร หาวิถีทางยังชีพ เปรียบดั่ง”ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” และต้องกลายสภาพเป็นผู้ติดเชื้อหรือพวกวิกลจริตที่ต้องเอาตัวชีวิตรอดและหา ทางออกจากเมืองแห่งนี้ และพื้นที่กักกังแห่งนี้ ได้ถูกควบคุมโดยกองทัพทหารอเมริกาที่ออกคำสั่งกฏอัยการศึกเพื่อตรวจสอบเหล่า ผู้ติดเชื้อที่พยายามแข็งกร้าวและพร้อมกำจัดทุกเมื่อ ผู้ เล่นรับบทเป็น Joel พ่อค้าตลาดเมืองที่ติดอยู่ในพื้นที่กักกัน ได้รับมอบหมายช่วยเหลือเด็กสาว Ellie หาทางรอดออกจากเมืองอันโหดร้ายแห่งนี้ให้ได้

ระวัง! น้องหนูสะอาดเกินไป ก็ป่วยได้เหมือนกันนะ
จิ๋ม /  น้องหนู / 

น้องหนู สะอาดเกินไปไม่ใช่เรื่องดี        การดูแลจุดสงวนของผู้หญิงอย่างเราๆ หลายคนคิดว่าเป็น เรื่องง่าย อาบน้ำยังไงก็อาบจุดนั้นได้เหมือนกัน แต่ทว่าในทาง กลับกันหากทำความสะอาดมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียได้นะคะ          นอกเหนือจากกลไกการทำความสะอาดภายในช่องคลอดตามธรรมชาติไปแล้ว คุณผู้หญิงจะยังต้องรักษาความสะอาด บริเวณภายนอกช่องคลอดอย่างถูกต้อง โดยไม่ให้เสียสมดุล เนื่องจากบริเวณช่องคลอดนั้นมีเชื้อแบคทีเรียอยู่หลายชนิด ที่เป็นประโยชน์ อาทิ แลคโตแบซิลลัส แบคทีเรียซึ่งช่วยป้องกัน การติดเชื้อ ส่งผลให้ช่องคลอดมีสภาพเป็นกรด ยับยั้งการ เจริญเติบโตของแบคทีเรียตัวร้าย การขจัดสิ่งสกปรกจึงต้อง ไม่ทำลายแบคทีเรียตัวดี ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความ สะอาดจุดซ่อนเร้นโดยเฉพาะแบบที่เป็นสบู่ผสมน้ำหอมนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องใช้บ่อยครั้ง โดยสามารถใช้น้ำสะอาดล้าง แต่ไม่ควรฉีดน้ำแรง ๆ เข้าช่องคลอด หรือล้างลึกลุกล้ำเข้าไปภายใน เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อที่อุ้งเชิงกรานได้ สำหรับขนบริเวณอวัยวะเพศ ไม่ควรโกนทิ้ง เนื่องจากช่วย กรองฝุ่นละอองไม่ให้เข้าสู่อวัยวะเพศ ขณะที่อาการคันมักเกิด เพราะความอับชื้นของเหงื่อจากการสวมกางเกงชั้นในหรือ กางเกงที่รัดแน่นเกินไป หากไม่เปลี่ยนขนาดเครื่องนุ่งห่ม นานวันไปอาจมีปัญหาเชื้อราตามมา กลิ่นจากช่องคลอด ซึ่งไม่เหม็นรุนแรงนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ โดยกลิ่นจะเป็นเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่รับประทาน สารเคมี ในร่างกาย ช่วงการมีประจำเดือน หรือจากเหงื่อที่ขับออกมา อย่างไรก็ตาม ทุก ๆ 3 เดือน คุณผู้หญิงควรใช้กระจกส่องดู อวัยวะเพศเพื่อสังเกตความผิดปกติของขนาดหรือสี หาก มีลักษณะเปลี่ยนไปควรรีบไปพบสูตินรีแพทย์โดยด่วนค่ะ ขอบคุณเนื้อหาจาก www.lauriermybrand.com

15 สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ
ต่างประเทศ /  เกร็ดความรู้ / 

ทุกวันนี้ในโลกของเรานั้น มีวิวัฒนาการ สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย?ส่วนมากเกิดจากความพยายาม ของเจ้าของสิ่งประดิษฐ์ โดยทำการลองผิดลองถูกบ้าง มีทั้งที่ ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ วันนี้ teen.mthai มี 15 สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ มาฝากเพื่อนๆ กันคะ สิ่งของ-อาหารเหล่านี้?ถูกนำ มาใช้งานกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันด้วย ??^^ 15 สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ 1. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : ยาเพนิซิลลิน (Penicillin) เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2471 หรือประมาณ 80 กว่าปีมาแล้ว เนื่องจาก Alexander Fleming ไม่ได้ทำความสะอาดห้องทดลอง ก่อนจะลาไปพักผ่อน เมื่อ Fleming กลับมายังห้องทำงาน เขา สังเกตุเห็นเชื้อราแปลกๆเจริญเติบโตอยู่บนจานอาหารที่เลี้ยงเชื้อ และรอบๆเชื้อราเหล่านั้นไม่มีการเจริญของเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นๆเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเชื้อราที่ใช้ผลิตเพนิซิลลิน ?เพนิซิลลินจึงเป็นยาปฏิชีวนะชนิดแรกที่ถูกค้นพบและยังมีการใช้งานกันอย่างแพร่ หลายในปัจจุบัน 2.สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : เครื่องไฟฟ้ากระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) เครื่อง Pacemaker เป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตทางการแพทย์ อุปกรณ์ชนิดนี้เกิดจากความสะเพร่าของวิศวกรชาวอเมริกันท่านหนึ่งชื่อ Wilson Greatbatch ขณะกำลังต่อวงจรไฟฟ้าของ เครื่องบันทึกอัตราการเต้นของหัวใจ ?โดย Greatbatch ต้องการ หยิบ resistor (ตัวต้านทานกระแสไฟฟ้า) ขนาด 10,000 โอห์ม แต่เขากลับไปหยิบ resistor ขนาด 1,000,000 โอห์มมาใช้แทน โดยไม่ได้สังเกตุ ซึ่งเมื่อเขานำวงจรดังกล่าวมาใช้งาน ?ได้พบว่า มีลักษณะเหมือนจังหวะการเต้นของหัวใจที่เต้น 1.8 มิลลิวินาที แล้วหยุดเต้นอีก 1 วินาที เป็นอย่างนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ 3. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : สีสังเคราะห์สีม่วง (Mauve) เรื่องนี้ที่มีความสัมพันธ์กันอย่างแปลกๆ เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2399 โดย William Perkin นักเคมีวัย 18 ปี พยายามคิดค้น ยารักษาโรคมาลาเรีย แต่การทดลองของ Perkin แทนที่จะได้ยา รักษาโรคมาลาเรียแต่กลับได้หมอกหนาทึบสีม่วงที่สวยงามจาก ปฏิกริยาทางเคมี ซึ่งถือเป็นสีย้อมสังเคราะห์สีแรกที่ค้นพบมี คุณสมบัติดีกว่าสีที่ได้จากธรรมชาติ เนื่องจากมีความสว่าง สดใส และสีไม่จางจากการซัก การค้นพบของ Perkin ทำให้วิชาเคมี เป็นสาขาที่สร้างรายได้ขึ้นมา เขาได้สร้างแรงจูงใจให้คนในสมัยนั้นหันมาสนใจวิชาเคมีมากยิ่งขึ้น หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Perkin ก็คือ นักบัคเตรี (Bacteriologist) ชาวเยอรมันท่านหนึ่งที่ชื่อว่า Pual Ehrlich ซึ่งเป็นผู้บุกเบิก ศาสตร์ทางด้านภูมิคุ้มกันวิทยา (immunology) และเคมีบำบัด (chemotherapy) 4. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : กัมมันตภาพรังสี (Radioactivity) เมื่อปี พ.ศ. 2439 นักฟิสิกส์ชื่อ Henri Becquerel มี ความสนใจกับสิ่งสองสิ่งนั่นก็คือ การเรืองแสงตามธรรมชาติ (natural fluorescence) และความแปลกใหม่ของรังสี X-ray เขาได้ทำการ ทดลองอย่างต่อเนื่องเพื่อทดสอบว่าถ้าแร่ธาตุที่เรืองแสงตาม ธรรมชาติเมื่อถูกปล่อยทิ้งไว้ภายใต้แสงแดดจะสามารถผลิตรังสี X-rays ได้หรือไม่ Becquerel ได้ทำการทดลองในช่วงฤดูหนาว แต่มีปัญหาเกิดขึ้นคือ ในระหว่างการทดลองนั้นมีอยู่สัปดาห์หนึ่ง โดยมัดเข้าด้วยกันแล้วเก็บไว้ในลิ้นชักเพื่อรอวันที่มีแสงอาทิตย์ เพียงพอที่จะทำการทดลองต่อ หลังจากนั้นเขากลับมายังห้อง ทำงานของเขาและได้พบว่า ได้เกิดรอยพิมพ์ของก้อนหินยูเรเนียม (Uranium rock) ปรากฏอยู่บนแผ่นถ่ายภาพ (photographic plate) ที่ถูกทิ้งไว้ด้วยกันในลิ้นชักโดยที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์ มาก่อน ซึ่ง Becquerel คาดว่าน่าจะมีบางสิ่งที่พิเศษอยู่ใน หินก้อนนั้น หลังจากการทำงานร่วมกับ Marie และ Pierre Curie เขาจึงได้ค้นพบว่า สิ่งนั้นก็คือสารกัมมันตภาพรังสีนั่นเอง 5. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : พลาสติก เมื่อปี พ.ศ. 2450 มีการใช้สาร shellac เพื่อเป็นฉนวนใน เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ แต่เนื่องจากการใช้สาร shellac มีราคาแพง ทำให้ต้นทุนการผลิตเครื่องอิเล็กทรอนิกส์สูงตามไปด้วย เพราะต้องนำเข้าสาร shellac ที่ได้จากสารคัดหลั่งของแมลงครั่ง จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นจึงนักเคมีชื่อ Leo Hendrik Baekeland คิดว่าหากเขาสามารถผลิตสารทางเลือกอื่นที่มี คุณสมบัติคล้ายสาร shellac เขาจะได้กำไรมหาศาลจากสารที่ เขาค้นพบ แต่การทดลองของ Baekeland กลับได้วัสดุที่สามารถ พิมพ์ขึ้นรูปได้ และสามารถทนความร้อนได้สูงโดยไม่บิดงอ เรียกว่า BakeliteBaekeland คิดว่า Bakelite ที่คิดค้นได้นี้จะถูกนำไปใช้ในการบันทึกในเครื่องเสียง แต่ต่อมาอีกไม่นานได้มี การนำสาร Bakelite ไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆอีกมากมาย  ซึ่งพลาสติกที่ใช้กันในทุกวันนี้ก็ได้มาจากสาร Bakelite 6.สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : ยางวัลคาไนซ์ (Vulcanized Rubber) Charls Goodyear ได้ใช้ความพยายามนานนับ 10 ปี ในการค้นหาวิธีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติยางให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยคุณสมบัติยางที่ต้องการ คือ ต้องทนต่อความร้อนและความเย็น แต่เขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนคุณสมบัติของยางให้เป็นตามที่ต้องการได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง Goodyear ได้ทำส่วนผสมของยาง กำมะถัน และ ตะกั่วหกลงไปในเตาที่กำลังร้อนอยู่ ทำให้ส่วนผสมทั้งสามหลอม รวมกันและไหม้เกรียมเป็นสีดำ เมื่อ Goodyear หยิบสิ่งที่เกิดขึ้น มานั้นมาสังเกตุดูเห็นว่ามีความแข็งแรงแต่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้งานได้หลังจากการค้นพบยางวัลคาไนซ์โดยบังเอิญของ Goodyear ปัจจุบันนี้มีการนำยางชนิดนี้มาใช้อย่างแพร่หลาย เช่น ยางรถยนต์ และรองเท้า 7. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : เครื่องดื่มโค้ก ไม่มีผลิตภัณฑ์อาหารชนิดไหนประสบความสำเร็จเท่ากับ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มโค้ก เภสัชกร ชื่อ John Pemberton จากเมือง Atlanta พยายามค้นหาตัวยาที่ใช้รักษาอาการปวดหัว เขาได้ทำการ ผสมส่วนผสมต่างๆเข้าด้วยกัน (ซึ่งยังคงถูกปกปิดเป็นความลับ มาจนถึงวันนี้) ?และผลิตภัณฑ์ของเขาได้วางขายในร้านขายยา และใช้เวลาเพียงแค่ 8 ปีเท่านั้น และหลังจากนั้นยาของเขา ก็กลายเป็นเครื่องดื่มบรรจุขวดที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก 8. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : Smart Dust Jamie Link เป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิชา เคมี ที่ University of California อยู่นั้น หนึ่งในชิปซิลิกอน (Silicon chips) ได้เกิดระเบิดขึ้น จากการระเบิดครั้งนี้ Link ได้ค้นพบ ว่ามีชิ้นส่วนชิ้นเล็กๆอยู่หลายชิ้นที่ยังคงทำหน้าที่เป็นตัวเซ็นเซอร์ จากผลการค้นพบ Smart dust โดยบังเอิญของ Link ทำให้เขา ได้รับรางวัลสูงสุดจาก Collegiate Inventors Competition ในปี ค.ศ. 2003 โดยเซ็นเซอร์นี้สามารถใช้ตรวจสอบความบริสุทธิ์ ของน้ำดื่มหรือน้ำทะเล ตรวจจับสารเคมีที่เป็นอันตรายหรือสารต่างๆ ที่ส่งผลทางชีวภาพในอากาศ หรือแม้แต่การระบุตำแหน่งหรือ การทำลายเซลล์เนื้องอกภายในร่างกายได้ 9. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : สารซัคการีน (Saccharin) Saccharin เป็นสารให้ความหวานที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ สีชมพู ?การค้นพบเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2422 โดยนักเคมีชื่อ Constantin Fahlberg ความบังเอิญนี้เกิดจากการที่ Fahlberg ไม่ได้ล้างมือ หลังจากเสร็จสิ้นการทำงาน หลังจากที่เขากลับมาบ้านและ รับประทานอาหารร่วมกับภรรยาตามปกติ เขาได้ม้วนขนมปังและ รับประทานขนมปังนั้น เขารู้สึกว่าขนมปังที่เขารับประทานมี รสหวาน Fahlberg จึงสอบถามภรรยาว่าได้ใส่อะไรเข้าไปใน ขนมปังหรือเปล่า ภรรยาตอบว่าไม่ได้ใส่อะไรเข้าไปเป็นพิเศษ เขาจึงคิดว่าความหวานนั้นอาจมาจากมือของเขาที่ไม่ได้ทำความสะอาดก่อนรับประทานอาหารนั่นเอง ในวันต่อมา Fahlberg กลับมายังห้องทดลองของเขาแล้วเริ่มชิมสารต่างๆจนพบสารให้ความหวานที่เรียกว่า Saccharin ขึ้น 10. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : ไอติมแท่งหวานเย็น หวานเย็นแท่งเป็นน้ำหวานที่เอาไปแช่แข็งพอได้ที่ก็ออกมาเป็นแท่งแบบนี้ ซึ่งคนที่ประดิษฐ์คนแรกคือเด็กอายุ 11 ปี และเก็บความลับเรื่องนี้มาเป็นเวลา 18 ปีกว่าที่โลกจะรู้วิธีทำและฮิตขนาดนี้ เหตุการณ์ก็คือเขาเผลอเอาน้ำผลไม้เสียบหลอดไปไว้ที่หน้าระเบียง แล้วเผอิญว่าตอนนั้นเป็นช่วงฤดูหนาว และอากาศข้างนอกหนาวมากๆ เช้าวันต่อมา เด็กน้อยก็ไปดู พบว่า น้ำผลไม้ของเขากลายเป็นก้อนน้ำแข็งไปแล้ว และก็เอามากินแบบเดียวกับที่พวกเรากินนั่นแหละ (เก็บความลับไว้ตั้ง18ปีเลยนะนั่น) 11. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : เทฟลอน เทฟลอนเป็นสสารที่ทนความร้อนและไม่ค่อยทำปฏิกิริยากับอย่างอื่น เหมาะที่จะใช้ทำเป็นอุปกรณ์ปรุงอาหาร เริ่มแรกเป็นการค้นพบของกลุ่มพัฒนาอาวุธของทหาร ซึ่งถูกเก็บข้อมูลไว้ตั้งแต่ปี 1938 เพราะไม่รู้จะเอาไปทำอะไร (เอิ่ม!!) พอปี 1954 ก็มีช่างคนหนึ่งลองใช้เจ้าสสารชนิดนี้กับกระทะดู ซึ่งก็กลายเป็นที่นิยมกันจนถึงทุกวันนี้ 12. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : คุกกี้ ช็อคโกแลตชิป เริ่มแรกเกิดจากคุณนาย Wakefield พยายามจะทำคุกกี้ช็อคโกแลต โดยคิดว่าถ้าเอาไปอบนั้น ใส่เศษช็อคโกแลตไป มันก็จะละลายและเข้าเนื้อของคุกกี้ได้ดี แต่เธอคิดผิด ช็อคโกแลตไม่ละลาย แต่เป็นเม็ดเล็กๆอยู่ทั่วๆชิ้นคุกกี้ ซึ่งคุณนายเองก็เห็นว่าแจ่มดี ตอนหลังก็ขายสูตรการทำให้กับบริษัทเนสต์เล่ ซึ่งช็อคโกแลตชิปคุกกี้ของเนสต์เล่ยังคงมีบอกสูตรวิธีการทำคุกกี้ของคุณนาย Wakefield เพื่อเป็นการเชิดชูคนที่ทำให้คุกกี้นี้ อยู่ยงคงกระพันไปอีกนาน 13. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : มันฝรั่งทอดกรอบ เรื่องของเรื่องมันเกิดจากที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งโดนลูกค้าคนหนึ่งตำหนิว่า ชิ้นมันฝรั่งมันหนาไป และก็ชื้นๆด้วย ไม่อร่อย เจ้าของร้านก็เลยแอบเคืองอยู่เล็กน้อย หาวิธีว่าจะทำยังไงดี สุดท้ายก็ปิ๊งไอเดีย โดยฝานมันฝรั่งเป็นชิ้นบางมากๆ และเอาไปทอด ซึ่งผลที่ได้คือเป็นแผ่นแข็งๆและไม่สามารถใช้ส้อมจิ้ม (เหมือนจิ้มเฟรนช์ฟราย)ได้ แต่เป็นโชคดีของเจ้าของร้าน เพราะว่า ลูกค้าดันชอบแฮะ ซึ่งจากเรื่องนี้ทำให้เจ้าของร้านได้เมนูใหม่กินกับแกล้มชื่อ Saratoga chips และลูกค้าก็ติดใจกันงอมแงมเลยทีเดียว 14. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : ไมโครเวฟ เรื่องเกิดขึ้นที่บริษัทแห่งหนึ่งซึ่งชายคนนี้ผ่านเรดาร์ตรวจจับโลหะ ซึ่งเมื่อเขาไปถึงห้อง กำลังจะหยิบช็อคโกแลตในกระเป๋ากางเกงมากิน ก็พบว่า ทำไมช็อคโกแลตมันละลายล่ะ พอย้อนนึกคิด ก็มาถึงบางอ้อตรงที่เรดาร์นี่เอง และก็สร้างผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ขึ้นมา 15. สิ่งประดิษฐ์และอาหารที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ : ไวอากร้า เกิดจากงานวิจัยทางการแพทย์เพื่อหายาในการรักษาโรคหัวใจขาดเลือดซึ่งทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกได้ ทีนี้ เมื่อค้นคว้ายาชนิดนี้ ก็เห็นผลข้างเคียงว่า ทำให้เลือดไหลเลี้ยงตรงส่วนนั้นของผู้ชายมากขึ้น ทำให้เกิดการแข็งตัว ดังนั้น นี่จึงเป็นจุดเริ่มที่เอายาชนิดนี้มารักษาชายที่เป็นโรคนกเขาไม่ขันนั่นเอง เรียบเรียง teen.mthai ที่มา ostc.thaiembdc