เชื้อรา

ร้อนใน สัญญาณเตือนภัยสุขภาพ
ร้อนใน /  แผลในปาก / 

ความเจ็บร้อนภายในปากที่หากรับประทานอาหารรสจัดหรือเพียงแค่มีอุณหภูมิร้อนขึ้นมาสักหน่อยก็จะแผลงฤทธิ์ให้เจ็บปวดขึ้นมานั้น ส่วนใหญ่เราเรียกว่า “ ร้อนใน ” คำนี้มีความหมายลึกซึ้งมากในทางสุขภาพเพราะสามารถบอกโรคภัยไข้เจ็บไปจนถึงเรื่องของจิตใจและอารมณ์ของบุคคลนั้นๆ ได้แถมยังเป็นมาตรวัดสุขภาพที่รู้ได้ด้วยตัวเองดังนั้นหากเกิดอาการ ร้อนใน ขึ้นมาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรต้องทราบให้รู้แน่ ร้อนใน บอกอะไร สาเหตุของแผล ร้อนใน ที่น่ารู้และดูแล้วพบบ่อยมีหลายเรื่องที่คาดไม่ถึงครับ ส่วนใหญ่เรามักคิดถึงสาเหตุจากการเหนื่อยล้าหรือนอนดึกเท่านั้น แต่ยังมีเหตุที่น่าสนใจอีกดังต่อไปนี้ครับ ติดเชื้อในช่องปาก ทั้งจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัส หรือบางคนที่ภูมิไม่แข็งแรงอยู่แล้วอาจพ่วงเชื้อ “รา” เข้าไปด้วย มีอาการแผลกว้างและลึก มีน้ำเหลืองหรือหนองออกมาเปรอะ และที่แน่นอนคือ ต่อมน้ำเหลืองข้างคอต้องโตด้วยครับ นอกจากนั้นยังมีเชื้อแปลกบางชนิดที่ผลิตแผล ร้อนใน ได้ อาทิ เชื้อวัณโรคครับ มีสิ่งแปลกปลอมในปาก อาทิ ก้างปลา เหล็กดัดฟัน ฟันปลอมที่ไม่พอดีเหงือก เหล่านี้มีสิทธิ์เป็นผู้ร้ายทำอันตรายเยื่อเมือกอ่อนๆ (Oral Mucosa) ได้ หากมีสิ่งแปลกปลอมชั่วครั้งชั่วคราวอย่างเหล็กดัดฟัน พอเลิกใส่มันก็จะหายได้เอง แต่ถ้าเป็นของที่อยู่นานอย่างฟันปลอมก็อาจทำให้เป็นแผลเรื้อรังมีกลิ่นปากได้ครับ กินอาหารมันและหวานจัด การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำมันพืชจะมีกรด “โอเมก้า 6” สูง กระตุ้นการอักเสบในช่องปากได้ส่วนของหวานก็ทำให้เกิดการอักเสบและเรียกเชื้อแบคทีเรียมารุมกินโต๊ะด้วยได้ง่ายขึ้น ที่ว่ามาคือสาเหตุที่มักพบบ่อยครับ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มักพ่วงมากับ ร้อนใน คือ “ต่อมน้ำเหลืองโต” ซึ่งเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และเมื่อ ร้อนใน หายมันก็จะหายไปเช่นกัน เรื่องสำคัญอยู่ที่ต้องแก้ให้ถูกจุดเท่านั้นละครับ ร้อนใน อาจเป็นได้มากกว่าที่คิด การรู้จักสาเหตุของ ร้อนใน ให้ดีเป็นสิ่งที่จำเป็นครับ เพราะ ร้อนใน อาจเป็นสัญญาณที่บอกเป็นนัยถึงสิ่งไม่พึงปรารถนาอย่างการเป็น “มะเร็งในช่องปาก” นั้น จากการศึกษาพบว่า แผล ร้อนใน ไม่ใช่ความเสี่ยงหรือสาเหตุแน่ครับ แต่สำหรับผู้ที่เป็นแผลในปากก็อย่าเพิ่งวางใจว่าแผล ร้อนใน นั้นไร้พิษภัย ข้อนี้ฝากไว้ด้วยความเป็นห่วงจริงๆ ครับ เพราะสิ่งหนึ่งที่ต้องนึกถึงไว้เสมอคือแผลในช่องปากไม่ใช่แผล ร้อนใน อักเสบเสมอไป แต่อาจเป็น “แผลมะเร็ง” ได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าเป็นกันบ่อยแล้วจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดานะครับ ในกรณีของสาเหตุ ร้อนใน ที่พบได้ไม่บ่อยแต่ก็ไม่ควรประมาทมีอยู่สองอย่าง คือ มะเร็งในช่องปาก สังเกตได้ง่ายคือ ผู้ป่วยมักมีประวัติสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ และตัวแผลนั้นก็ดู “ดุ” กว่า ร้อนใน ทั่วไป เช่น แผลโตไว ดูขรุขระ ขอบไม่สวย และเป็นเรื้อรังผิดสังเกต เชื้อไวรัสเริม เชื้อเริมเติบโตได้ดีที่เยื่อบุครับ ในช่องปากเป็นบ้านที่อยู่สบายของไวรัส เพราะมีทั้งความชุ่มชื้นอบอุ่นและเป็นส่วนตัวจึงไม่น่าแปลกที่เชื้อไวรัสแผลในปากจะงอกงามดีอย่างที่เรียกว่าแพร่ลูกหลานไปเป็นแผลหลายจุดได้ ดังนั้นในคนที่เป็นแผล ร้อนใน แบบมีออปชั่นเสริมอย่างมีไข้ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บและแผลดูไม่สวย แถมเป็นๆ หายๆ ไม่ขาดสักทีอย่างนี้อย่านอนใจครับ ต้าน ร้อนใน ด้วยสูตรป้องกันแผลในปาก ประการแรก ให้ตัดบุหรี่และพิษที่เสี่ยงต่อช่องปาก เช่น ของทอดของมัน ของหวานจัด รวมถึงการกินของร้อนจัดเกินไป และการดื่มเครื่องดื่มพวกชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไปประการต่อมาคือ เรื่องของอาหาร โดยขอให้เน้นอาหารที่มี “ฤทธิ์เย็น” ซึ่งช่วยดับการอักเสบได้ มักมีรสขมซึ่งอุดมไปด้วยธาตุฝาดสมานอย่างมะระ ผักที่มีรสขมเป็นยาของแท้ ถ้าอยากแก้อาการ ร้อนใน ต้องไม่พลาดเมนูต้มมะระหรือมะระผัดไข่ ส่วนคนที่สนใจทางเลือกอาจนำมะระมารับประทานกับขนมจีนน้ำยาก็อร่อยดีครับ ส่วนสะเดาเอาใจผู้ที่ชอบสูตรน้ำปลาหวาน แต่สำหรับสูตรต้านแผลในปากไม่อยากให้รสหวานหรือเค็มเกินไป อาจรับประทานกับปลาย่างสูตรโบราณก็ได้เพราะในสะเดามีทั้งโฟเลต ธาตุเหล็ก และสังกะสีที่ช่วยแผล ร้อนใน อีกทั้งวิตามินช่วยสมานแผลที่ผิวหนังอย่างวิตามินเอและซีก็มีอยู่มากครับ นอกจากนี้ยังมีประเภทเครื่องดื่มที่เยียวยาแผล ร้อนใน ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นน้ำใบบัวบกและน้ำข้าวกล้องงอก ซึ่งมีเคมีที่ช่วยดับอักเสบอย่าง “วิตามินบี” มาก ช่วยสมานแผลที่กำลังอักเสบอยู่และปกป้องช่องปากจากแผล ร้อนใน หากต้องการเพิ่มคุณค่า เวลาดื่มน้ำข้าวกล้องงอกให้ใส่ธัญพืชเข้าไปด้วยจะยิ่งช่วยได้มากครับ สำหรับน้ำเก๊กฮวยจะดื่มแบบร้อนหรือเย็นก็เป็นของช่วยลดอาการร้อนอักเสบในร่างกายได้หรือจะเป็นน้ำเฉาก๊วยเย็นชื่นใจใส่น้ำตาลพอหวานปะแล่มๆ ช่วยให้ปากที่ ร้อนใน สบายขึ้นเหมือนติดแอร์เลยครับ ที่ว่ามาเป็นทางเลือกที่จะใช้ช่วยทุเลาอาการ ร้อนใน ได้ และในกรณีที่เป็นไม่มากก็รักษาให้หายได้เลย จะได้ไม่ต้องใช้ “ยาป้ายแก้แผล ร้อนใน ” บ่อยเกินไป เพราะยาป้ายกลุ่มนี้ถ้าเป็นครีมใสๆ ก็มักมี “สเตียรอยด์” อ่อนๆ ผสมอยู่ ถ้าทาถูไปนานๆ อาจพาเชื้ออักเสบเข้ามาแถมได้อีก เช่น เชื้อหนองและเชื้อราครับ กลายเป็นยิ่งทายิ่ง ร้อนใน แสนปวดใจเวลาอดกินของอร่อย ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสาร Health&Cuisine ตุลาคม, Issue 141 เขียนโดย: นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช drkrisda@gmail.com

ดอกมะลิวันแม่ ราคาพุ่ง คาดแตะลิตรละ400
ดอกมะลิ /  บอกรักแม่ / 

ราคาดอกมะลิปรับขึ้น ในช่วงวันแม่แห่งชาติ คาดจะสูงถึงลิตรละ 400 บาท ขณะที่มีผลผลิตน้อยลง สำหรับราคาดอกมะลิช่วงวันแม่แห่งชาติ ในพื้นที่ จ.นครปฐม โดยเฉพาะดอกมะลิพันธุ์เพชร เริ่มปรับราคาสูงขึ้น เนื่องจากไม่มีผลผลิต เพราะมีโรคเชื้อรารบกวน และแมลงดูดน้ำเลี้ยงมากว่า 1 อาทิตย์ นายละออง จันทร์หอม อายุ 60 ปี เกษตรกรปลูกดอกมะลิพันธุ์เพชร กล่าวว่า มีสวนมะลิ กว่า 1 ไร่ ที่ทำการปลูกมะลิพันธุ์เพชร มากว่า 4 ปี ต่างเก็บผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน วันละ 5 ถึง 8 ลิตร สาเหตุที่แปลงมะลิยังคงออกดอกได้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากมีสารชีวภาพสูตรเฉพาะที่หมักเอง และนำมาฉีดที่พุ่มต้นด้วย จึงมีผลผลิตที่ดีกว่าเกษตรกรรายอื่น ๆ ส่วนราคาในขณะนี้ พ่อค้าที่มาซื้อให้ราคาที่ลิตรละ 250 ถึง 300 บาท จึงคาดว่าในวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. 57 ดอกมะลิคงจะขยับสูงขึ้นไปที่ประมาณลิตรละ 400 บาท

ฮือฮา! ชาวบ้านได้เลขเด็ดจากองค์พระวัดดัง
พระประธานวัดดังมีเส้นใยคล้ายเส้นผม /  วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร / 

ฮือฮา พระประธานวัดดังมีเส้นใยคล้ายเส้นผม โผล่ออกมาบริเวณหัวเข่า ชาวบ้านแห่ตีเลขเด็ด 42 142 942 มาแรง ประชาชนจำนวนมากต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อช่างที่จะทำการบูรณะ ฯ พระประธานองค์หนึ่ง ของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช ที่มีรอยปูนแตกที่บริเวณหัวเข่า แต่หลังจากทำการกะเทาะปูนออกเพื่อบูรณะ ฯ ช่างได้พบเส้นขนคล้ายเส้นผมมนุษย์งอกออกมาจำนวนมาก โผล่ออกมาบริเวณหัวเข่าองค์พระประธาน จากการตรวจตรวจข้อเท็จจริง พบพระวริทธิ อิทธิเตโช ที่มาช่วยบูรณะพระประธาน พบว่าบริเวณหน้าตัก จนถึงหัวเข่าซ้ายของพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว มีรอยปูนแตกและมีเส้นขน คล้ายเส้นผมสีดำงอกขึ้นมาปกคลุมบริเวณดังกล่าวเป็นเส้นสั้นบ้างยาวบ้างจำนวนมาก หลังจากเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไปก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าเส้นใยดังกล่าวเกิดจากอะไร แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นว่า อาจจะเป็นรากฝอยของต้นไม้ หรือเชื้อราชนิดหนึ่ง อย่างไรก็ตามชาวบ้านส่วนใหญ่ระบุว่าเส้นขนหรือเส้นผมที่งอกนั้นเกิดจากปาฏิหาริย์ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระ ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้เก็บเส้นขนที่งอกเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์หาข้อเท็จจริงแล้ว อย่างไรก็ตามชาวบ้านบริเวณนั้นได้นำความมหัศจรรย์ครั้งนี้มาตีความเป็นเลขเด็ด โดยเลขเด็ดที่มาแรงคือ 42 142 942 ซึ่งที่เป็นเลขประจำองค์ขององค์พระ Mthai News

ไซนัสอักเสบ รักษาได้จริงหรือ?
ธัญพืช /  โรคไซนัสอักเสบ / 

นอกจากไข้หวัดและโรคภูมิแพ้ โรคในระบบทางเดินหายใจโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในคนไทยก็คือโรค ไซนัสอักเสบ ซึ่งทั้ง 3 โรคนี้มีอาการใกล้เคียงกันมาก จนบางครั้งผู้ป่วยเกิดความสับสนและนำไปสู่การรักษาที่ผิดวิธี ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ นอกจากนั้นผู้ป่วยบางรายก็ยังมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ จนไม่แน่ใจว่าโรคนี้สามารถรักษาได้หรือไม่ รายการ “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ” ช่วงสุขภาพดีกับพรีม่าในครั้งนี้ จึงขออาสาไปค้นหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องของ ไซนัสอักเสบ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.พงศกร ตันติลีปิกร ผู้ช่วยคณะบดีฝ่ายวิจัย และอาจารย์ประจำภาควิชาโสต สอ นาสิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่จะมาช่วยไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ไซนัสอักเสบ คืออะไร? ไซนัสเป็นโพรงอากาศที่อยู่บริเวณข้าง ๆ จมูก มีอยู่ด้วยกัน 4 คู่ โดยอยู่ที่บริเวณหัวคิ้ว หว่างตา โหนกแก้ม และใต้สมอง หากมีน้ำมูกตกค้างในโพรงจมูกนั้น และมีการติดเชื้อที่เยื่อบุโพรงไซนัส ก็จะเรียกว่า ไซนัสอักเสบ โดยไซนัสอักเสบแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ไซนัสอักเสบ แบบเฉียบพลัน และ ไซนัสอักเสบ แบบเรื้อรัง สาเหตุที่ทำให้เกิด ไซนัสอักเสบ ส่วนใหญ่ ไซนัสอักเสบ มักจะเกิดจากโพรงจมูกอักเสบ แต่อาจมีบางส่วนซึ่งเป็นส่วนน้อยเกิดจากฟันผุแล้วลามไปที่ไซนัส ซึ่งฟันผุที่เป็นสาเหตุของ ไซนัสอักเสบ มักจะเป็นฟันกราม นอกจากนั้นยังพบว่าคนที่เป็นหวัดบ่อย ๆ หรือ นาน ๆ ก็อาจจะเสี่ยงต่อการเป็น ไซนัสอักเสบ ได้ด้วย โดยในผู้ที่เป็นหวัดนานกว่า 10 วัน หรือเป็นหวัดนานกว่า 5 วันแล้วอาการที่คล้ายหวัดนั้นเป็นเพิ่มขึ้น ประกอบกับมีน้ำมูกไหลลงคอ มีอาการปวดบริเวณโพรงไซนัส เช่น ปวดโหนกแก้ม ปวดหัวคิ้ว ก็อาจจะต้องคำนึงว่าไม่ได้ป่วยเป็นหวัดธรรมดา แต่ได้พัฒนาจากหวัดกลายเป็นโพรง ไซนัสอักเสบ แล้ว ซึ่งผู้ป่วยก็จะมีอาการรุนแรงกว่าเป็นหวัดธรรมดา และในระยะเวลาที่นานกว่าเป็นหวัดธรรมดา อาการของ ไซนัสอักเสบ แตกต่างจากอาการของภูมิแพ้และไข้หวัดอย่างไร? ไซนัสอักเสบ ภูมิแพ้ และไข้หวัด เป็นภาวะที่มีอาการคล้ายคลึงกันมาก แต่ก็สามารถสังเกตถึงความแตกต่างได้ โดยในผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้ นอกจากจะมีอาการคัดจมูกและมีน้ำมูกแล้วก็จะมีอาการคัน จาม ร่วมด้วย และในผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้ก็มักจะพบว่ามีเคยประวัติเป็นโรคนี้มาแล้วตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากนั้นยังสามารถสังเกตได้จากลักษณะของน้ำมูก หากน้ำมูกมีลักษณะไม่ใส และไม่มีอาการคัน จาม หรือเจ็บคอร่วมด้วย ก็น่าจะสงสัยว่าเป็น ไซนัสอักเสบ มากกว่า แต่หากจะให้ชัดเจนมากขึ้นก็ควรไปพบแพทย์เพื่อส่องตรวจในโพรงจมูกว่าเป็น ไซนัสอักเสบ ภูมิแพ้ หรือไข้หวัดกันแน่ อาการปวดจาก ไซนัสอักเสบ อาการปวดเนื่องจาก ไซนัสอักเสบ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของไซนัสที่มีอาการอักเสบ หากเกิดการอักเสบของไซนัสที่บริเวณหัวคิ้ว ก็จะมีอาการปวดตรงบริเวณหน้าผาก และปวดร้าวไปที่ศีรษะเป็นอย่างมาก แต่หากเกิดการอักเสบของไซนัสที่บริเวณแก้มก็จะปวดบริเวณโหนกแก้ม เป็นต้น อันตรายของ ไซนัสอักเสบ ในกรณีที่เป็นไซนัสอักเสบ หากมีน้ำมูกไหลลงคอมาก ๆ ก็อาจจะเกิดผลแทรกซ้อนต่ออวัยวะอื่น ๆ ตามมา เช่น หูอื้อ หูชั้นกลางอักเสบ คออักเสบเรื้อรัง หรือ หลอดลมอักเสบ และหากผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่ำ เช่น เป็นเบาหวานที่ควบคุมไม่ดี หรือเป็นโรคไต ไซนัสอักเสบที่เกิดขึ้นก็อาจจะเป็นไซนัสจากเชื้อรา ซึ่งอาจแพร่กระจายไปยังที่อื่น เช่น เข้าตา หรือเข้าสมอง แต่ก็พบได้ไม่บ่อยนัก อย่างไรก็ตามหากเป็นไซนัสอักเสบก็ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงด้วย การรักษาโรค ไซนัสอักเสบ ในการรักษาโรค ไซนัสอักเสบ จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบ ในระยะเวลาที่เหมาะสม และเพียงพอ เพราะหากรับประทานยาไม่ครบ เชื้อที่ทำให้เกิด ไซนัสอักเสบ ก็จะดื้อยา นอกจากนั้นในผู้ป่วยบางรายก็อาจจะต้องใช้การล้างจมูก อบจมูกด้วยไอน้ำเดือด ใช้ยาพ่นโพรงจมูก หรือใช้เครื่องมือเข้าไปดูดหนองออกจากโพรงไซนัส และสำหรับในผู้ที่เป็น ไซนัสอักเสบ เรื้อรังร่วมกับเป็นริดสีดวงจมูกขนาดใหญ่ ก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องส่องกล้องเข้าไปในโพรงจมูกเพื่อขยายโพรงไซนัสและดูดหนองออกมา นวัตกรรมใหม่ ๆ ทางการแพทย์ในการรักษา ไซนัสอักเสบ ปัจจุบันเรามียานวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถควบคุมเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิด ไซนัสอักเสบ ได้ดีขึ้น และมียาพ่นโพรงจมูกที่สามารถลดอาการบวมของโพรงจมูกโดยที่ไม่ทำให้ผู้ป่วยติดยาพ่นนั้น นอกจากนั้นในผู้ป่วยบางรายที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด เครื่องมือและเทคโนโลยีในใหม่ ๆ ก็ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับผลแทรกซ้อนน้อยลงมาก ไซนัสอักเสบ สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่? หากเป็น ไซนัสอักเสบ ที่ไม่มีภาวะภูมิแพ้ร่วมด้วย และได้รับการรักษาที่เหมาะสม รวมทั้งใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ก็มีโอกาสที่จะหายขาดได้ แต่หากเป็น ไซนัสอักเสบ ร่วมกับภาวะภูมิแพ้ ภาวะภูมิแพ้ก็อาจจะทำให้ ไซนัสอักเสบ กลับมาเป็นซ้ำได้ นอกจากนั้นในกรณีของผู้ที่เป็น ไซนัสอักเสบ แบบเฉียบพลัน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม และไม่ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไซนัสอักเสบ แบบเฉียบพลันนั้นก็จะกลายเป็น ไซนัสอักเสบ แบบเรื้อรังในที่สุด ดูแลตนเองให้ห่างไกลจาก ไซนัสอักเสบ สำหรับผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้หรือมีจมูกอักเสบได้ง่ายควรพยายามหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีสารก่อความระคายเคืองหรือมีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น ควัน ขนสัตว์ และในผู้ที่เป็น ไซนัสอักเสบ อยู่แล้วก็ควรใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างครบถ้วนและเหมาะสม เพื่อโอกาสในการหายขาดจากโรคและป้องกันการเกิดปัญหาเชื้อดื้อต่อยา ขอบคุณที่มาจาก : รศ.นพ.พงศกร ตันติลีปิกร www.prema.or.th

กล้วยผงแก้ ท้องเสีย
ท้องเสีย /  ปวดท้อง / 

นำกล้วยมาปอกเปลือก (กรุณาใส่ผ้ากันเปื้อนขณะทำ เพราะอาจเลอะเสื้อได้ และถ้าใครผิวบางให้ใส่ถุงมือกันยางกล้วยกัดให้คัน) จากนั้นฝานเป็นแว่นบางๆ ตามขวาง เรียงใส่กระด้งตากจนแห้งสนิท ถ้าใครมีเตาอบให้นำกล้วยไปอบด้วยไฟ 50 องศาเซลเซียสนาน 4 ชั่วโมงจนแห้งสนิท นำไปปั่นให้ละเอียด แล้วนำไปร่อนด้วยแร่งเบอร์ 100 เก็บใส่ภาชนะมีฝาปิดสนิทหรือสุญญากาศยิ่งดี จะเก็บไว้ใช้งานได้ราว 3 เดือน ซึ่งวิธีสังเกตว่ากล้วยผงยังไม่หมดอายุก็คือ เวลาตักใช้ผงกล้วยยังแห้งร่วน หากเริ่มสัมผัสได้ถึงความชื้นก็ไม่ควรนำไปใช้ เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ วิธีใช้ เมื่อมีอาการ ท้องเสีย หรือปวดท้องโรคกระเพาะ ให้ชงผงกล้วย 1 - 2 ช้อนโต๊ะกับน้ำร้อนแล้วดื่มเมื่อมีอาการ เท่านี้อาการ ท้องเสีย ก็เป็นเรื่องกล้วยๆ แล้ว ทว่าบางครั้งผงกล้วยอาจทำให้ท้องอืดได้ แนะให้แก้ไขโดยดื่มน้ำขิงเพื่อแก้อาการดังกล่าว ที่กล้วยผงสามารถเยียวยาอาการดังกล่าวได้นั้น ก็เพราะในกล้วยมีสารรสฝาดชื่อว่า “แทนนิน” ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อโรคอันเป็นสาเหตุที่ทำให้ท้องเสีย ทั้งยังมีสารเพ็กตินสามารถช่วยเคลือบกระเพาะจึงช่วยป้องกันโรคกระเพาะได้ Tips 1. ผู้ที่ไม่มีเตาอบ ควรทำกล้วยผงไว้ใช้แต่น้อย เพื่อป้องกันตัวยาใช้ไม่หมดแล้วขึ้นรา โดยอาจเริ่มทำจากกล้วย 1 หวี ถือว่ายังสามารถเก็บไว้ใช้ได้ 2. หากอบกล้วยผงจนแห้งสนิทและมีกระบวนการบดและร่อนที่สะอาดแล้ว แนะนำให้กรอกใส่แคปซูลแล้วเก็บไว้ในกระปุกที่มีฝาปิดสนิท จะช่วยให้เก็บไว้ใช้ได้นาน 6 เดือน ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสาร Health&Cuisine มีนาคม, Issue 134

เลือกอาหารเพื่อต้าน มะเร็ง
บทความสุขภาพ /  มะเร็ง / 

“เรื่องกินเรื่องใหญ่” วลีนี้ดูจะเป็นอมตะจริงๆ ในหมู่นักชิมและนักกิน ที่จะชอบเสาะแสวงหาของกินอร่อยๆ กันเป็นประจำเพื่อตอบสนองความต้องการของปากและท้อง แม้ร้านอาหารนั้นจะอยู่ไกลแสนไกลก็พยายามไปให้ถึง แต่จะมีสักกี่คนที่คิดว่าอาหารแสนอร่อยที่กินนั้นเกิดประโยชน์อะไรแก่ร่างกายบ้าง หรือคิดเลือกสรรหาอาหารที่มีประโยชน์มากินเพื่อให้ร่างกายสามารถต้านทานการ เกิดโรค เพราะอาหารก็นับเป็นหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเช่นกัน สำหรับ มะเร็ง เป็นโรคที่เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย และกลายเป็นโรคที่หลายคนกลัว ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค มะเร็ง มีหลายอย่าง ซึ่งอาหารก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง แต่สามารถป้องกันได้ หลายคนมักจะไม่ได้นึกถึงหรือให้ความสำคัญจึงขาดความระมัดระวังในการกิน ต่อเมื่อเกิดโรคแล้วจึงมาคิดว่าจะกินอะไรดีที่ช่วยให้โรคนั้นทุเลาลงได้ ลองพิจารณาถึงผลของอาหารที่ก่อให้เกิดโรคและอาหารที่ช่วยยับยั้งหรือป้องกัน การเกิดโรค แล้วเริ่มนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันกันดูว่ามีอะไรบ้าง อาหารก่อโรค มะเร็ง อาหารประเภทเนื้อสัตว์ เป็นอาหารที่ทำให้เกิดโรค มะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำให้สุกด้วยการปิ้ง- ย่างจนไหม้เกรียม เพราะจะมีสารพิษที่เรียกว่า พี.เอ.เอช. อยู่ แม้จะกินในปริมาณไม่มากนักก็ยังเกิดการสะสมในร่างกาย และถ้ากินร่วมกับแอลกอฮอล์ด้วย การสะสมของสาร พี.เอ.เอช. ก็จะอยู่ได้นานกว่าปกติ ทำให้มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับได้สูง บางท้องถิ่นนิยมกินเนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ ซึ่งมีพยาธิ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับได้ ถั่วต่างๆ และอาหารที่ขึ้นรา ในถั่วลิสงมักพบว่ามีเชื้อราอัลฟาทอกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะถั่วลิสงคั่วที่นิยมใช้ปรุงรสก๋วยเตี๋ยว ถ้ากินเป็นประจำโดยไม่พิจารณาเลือกให้ดี อาจได้รับเชื้อราเข้าไป ทำให้เกิดการสะสมและเกิดโรคได้ อาหารแปรรูป อาหารที่ผ่านการถนอมด้วยสารเคมี  เช่น อาหารดองเค็ม อาหารที่ถนอมด้วยเกลือไนเตรทไนไตรท์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าดินประสิว ถ้าใส่มากเกินไปหรือกินบ่อยจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหารและกระเพาะ อาหารได้ อาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมี ยาฆ่าแมลง ไม่ได้ล้างทำความสะอาดก่อนกิน หรือการกินอาหารซ้ำบ่อยๆ อาจทำให้ได้รับสารพิษและสะสมจนทำให้เกิดโรคได้ อาหารที่ช่วยยับยั้งการเกิดโรค มะเร็ง อาหารที่กินมีทั้งพืชผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ แต่ละชนิดให้สารอาหารแตกต่างกัน ให้โทษและประโยชน์แตกต่างกัน เพื่อให้ได้ประโยชน์จึงควรเรียนรู้ถึงชนิดและสารอาหารที่ช่วยป้องกันการเกิด มะเร็ง ธัญพืช ข้าว เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี อาหารจากธัญพืชเหล่านี้มีใยอาหารสูงกว่าข้าวที่ขัดสีแล้ว และใยอาหารไม่สามารถย่อยได้จึงถูกขับออกนอกร่างกาย นอกจากนี้ก่อนขับถ่ายออกมาอาจจะถูกแบคทีเรียในลำไส้เปลี่ยนเป็นกรดบิวทิริก ซึ่งมีฤทธิ์ต้าน มะเร็ง พืชผักและผลไม้ เป็นอาหารที่อุดมด้วยใยอาหารซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้ เช่นเดียวกับใยอาหารที่ได้จากธัญพืช ใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยเหล่านั้นจะเพิ่มปริมาณและน้ำหนักของอุจจาระ ทำให้มีการขับถ่ายบ่อยขึ้น ขณะเดียวกันจะขัดขวางการดูดซึมสารพิษหรือสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งและขับ ออกนอกร่างกาย ใยอาหารจึงมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ นอกจากใยอาหาร ผักและผลไม้แล้ว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านมะเร็ง โดยเฉพาะผักที่มีสีเข้มหรือสีเหลือง สีส้ม เช่น ผักโขม แครอต มะเขือเทศ บรอกโคลี ผักที่มีสีเข้มมากจะมีสารไฟโตเคมีคอล (Phytochemical) มากขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสารให้สีของพืช เรียกว่า ไบโอฟลาโวนอยด์และแคโรทีนอยด์ (Bioflavonoid & Carotenoids) ซึ่งมีหลายร้อยชนิด และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง หรือทำลายเซลล์มะเร็ง อีกทั้งช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันแก่ร่างกายด้วย เบตา-แคโรทีน เป็นแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่งที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย มีหน้าที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ในการแบ่งตัว และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย จึงช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้ พบมากในผักและผลไม้ที่มีสีเขียว สีส้ม เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ มะละกอสุก แครอต ผักโขม บรอกโคลี ผักบุ้ง การได้รับวิตามินเอมากหรือน้อยจึงมีผลต่อการเกิดโรคได้ วิตามินซี พบว่าเป็นตัวช่วยยับยั้งการเกิดไนโตรซามีนจากการเปลี่ยนแปลงไนเตรท ไนไตรท์ และอามีนในร่างกาย ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในกระเพาะอาหาร ชะเอม มีการนำมาใช้เพื่อรักษาอาการป่วย เช่น ไอ ท้องผูก มาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับการยับยั้งการเกิดโรคมะเร็ง นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Vanderbilt ประเทศอเมริกา ได้นำชะเอมมาศึกษาและพบว่า Glycyrrhizic Acid ซึ่งเป็นสารให้รสหวานของชะเอมสามารถยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิด โรคมะเร็งลำไส้ได้ โดยเอนไซม์นี้ทำงานที่ไตและลำไส้ และไม่เกิดผลข้างเคียงเมื่อนำชะเอมมาใช้ในการรักษา แต่อาจจะมีการขาดโพแทสเซียมและความดันโลหิตสูงบ้าง ผักประเภทกะหล่ำ เช่น บรอกโคลี กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก แขนงกะหล่ำ พืชเหล่านี้มีสารอินโดล (Indole) ฟีนอล (Phenol) วิตามินซี วิตามินเอ มีการทดลองที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอบกินส์ ในอเมริกา โดยให้สัตว์ได้รับอัลฟลาทอกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และให้กินอาหารที่ประกอบด้วยผักประเภทกะหล่ำ พบว่าสามารถลดการเกิดโรคมะเร็งในสัตว์ทดลองได้ถึงร้อยละ 90 ถั่วชนิดต่างๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง พบว่ามีสารโปตีเอสอินฮิบิเตอร์สูง ซึ่งสารนี้จะยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้สถาบันมะเร็งนานาชาติยังพบว่าอาหารประเภทถั่วมีสารไอโซฟลาโวน (Isoflavonr) และไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี ทั้งยังลดผลข้างเคียงของการใช้ยาและรังสีเพื่อการรักษามะเร็ง และเปลี่ยนเซลล์มะเร็งให้เป็นเซลล์ปกติได้ เครื่องเทศ อาหารไทยมีเครื่องเทศหลายชนิด แต่ละชนิดมีสารไฟโตเคมีคอลแตกต่างกัน หอมแดง กระเทียม พริกไทย พริก ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ขมิ้น อบเชย มีไบโอฟลาโวนอยด์หลายชนิด เช่น คอเคอร์ซิทิน อัลลิซิน เอสอัลลิลซิสทีอิน ซีลีเนียม ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็ง อาหารไทยจึงเป็นอาหารช่วยต้านการเกิดโรคมะเร็งและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของ ร่างกายได้ ชาเขียว มีสารคาเทชินและไฟโตเคมีคอล ซึ่งสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่นและจีน พบว่าชาเขียวสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งและเปลี่ยนเซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ปกติได้ ขอบคุณที่มาจาก :  e-magazine.info

คัดจมูก เกิดจากอะไร?
คัดจมูก /  ภูมิแพ้ / 

อาการ คัดจมูก เป็นอาการทางจมูกที่พบได้บ่อยและไม่จำเพาะเจาะจงกับโรคใดโรคหนึ่ง จึงต้องวินิจฉัยแยกโรคจากโรคของจมูกหลายโรค อาการ คัดจมูก ในโรคบางโรค สามารถหายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยา ได้แก่ โรคหวัด หรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ที่มีอาการเล็กน้อย   อาการ คัดจมูก อย่างมาก หรือ คัดจมูก ตลอดเวลาทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่ลง และอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง หรือเกิดโรคไซนัสอักเสบตามมาได้ เนื่องจากอาการ คัดจมูก เป็นอาการที่ผู้ป่วยบอกกับแพทย์ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคที่เป็นสาเหตุของอาการ คัดจมูก จำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติ, การตรวจร่างกาย และการสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค สาเหตุของอาการ คัดจมูก โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ โรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจเกิดจากเชื้อไวรัส, เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราก็ได้ ผนังกั้นช่องจมูกคด สิ่งแปลกปลอมอยู่ในโพรงจมูก ซึ่งมักพบบ่อยในเด็ก เนื้องอกในโพรงจมูก เช่น ริดสีดวงจมูก หรือเนื้องอกชนิดร้าย โรคเยื่อบุจมูกเหี่ยวฝ่อ ภาวะเลือดคั่งในผนังกั้นช่องจมูก ภาวะกระดูกอ่อนของจมูกทางด้านข้างยุบตัว เวลาหายใจเข้า (nasal valve collapse) ภาวะกระดูกเทอร์บิเนตด้านข้างโพรงจมูกบวมโต ภาวะรูเปิดของโพรงจมูกด้านหลังตีบตัน (choanal atresia) ต่อมแอดีนอยด์หลังโพรงจมูกโต เกิดจากยาขยายหลอดเลือดบางชนิด เช่นใช้ยาหดหลอดเลือดนานเกินไป, ยาจำพวก aspirin, nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDS), beta-blocker (oral and ophthalmic), bromocriptine, estrogens, oral contraceptive, prazosin, methyldopa, phentolamine, guanethidine, reserpine และ tricyclic antidepressant การประเมินผู้ป่วยที่มีอาการ คัดจมูก ประวัติ เวลาที่เริ่มมีอาการ คัดจมูก ระยะเวลาที่มีอาการ คัดจมูก  สิ่งใดที่ทำให้อาการ คัดจมูก เป็นมากขึ้น หรือน้อยลง อาการ คัดจมูก เป็นข้างเดียวหรือสองข้าง  อาการคัดจมูกเป็นๆหายๆ หรือเป็นตลอดเวลา ลักษณะของน้ำมูกที่ไหลออกมาเป็นอย่างไร มีเลือดกำเดาไหล หรือน้ำมูกปนเลือดหรือไม่ อาการปวดจมูกสัมพันธ์กับอาการปวดตาหรือไม่ มีอาการหูอื้อหรือไม่ มีอาการไอหรือไม่ ซึ่งอาจสัมพันธ์กับโรคหอบหืด ประวัติการใช้ยา การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า อุบัติเหตุ หรือการผ่าตัดจมูก การตรวจร่างกาย เริ่มตั้งแต่ลักษณะภายนอกของจมูก แพทย์จะตรวจดูว่ามีจมูกส่วนนอกโก่งหรือยุบตัวหรือไม่  การกระแทกบริเวณกระดูกอ่อนด้านข้างส่วนบน  สามารถทำให้ผนังกั้นช่องจมูกเคลื่อน หรือคดได้  การพบเส้นแนวขวาง ที่สันจมูก อาจเกิดจากการใช้มือขยี้จมูกในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้  การเคาะหรือกดเจ็บบริเวณข้างแก้ม อาจพบได้ในผู้ป่วยไซนัสอักเสบ การตรวจภายในโพรงจมูก แพทย์จะตรวจทั้งด้านหน้าและด้านหลังของโพรงจมูก โดยไม่ใช้ยาหดหลอดเลือด ลดอาการบวมในขั้นแรก  การตรวจทางด้านหน้าโพรงจมูก แพทย์จะดูลักษณะและสีของน้ำมูก  ลักษณะผนังกั้นช่องจมูก  ลักษณะเยื่อบุจมูก  ตรวจบริเวณรูเปิดไซนัส  ถ้าพบว่ามีผนังกั้นช่องจมูกคดมาด้านใดด้านหนึ่ง อาจพบว่ามีเยื่อบุจมูกของอีกข้างหนึ่งโตกว่าปกติได้  การตรวจทางด้านหลังโพรงจมูก อาจพบต่อมแอดีนอยด์ ซึ่งเป็นต่อมน้ำเหลืองหลังโพรงจมูกโตได้  หลังการตรวจดังกล่าวแล้วแพทย์อาจพ่นยาหดหลอดเลือดลดการบวมของเยื่อบุจมูกแล้วตรวจซ้ำ  หากอาการ คัดจมูก ดีขึ้นมากหลังการพ่นยาหดหลอดเลือด แสดงว่าผู้ป่วยมีเยื่อ บุของเทอร์บิเนทอันล่างบวมโต  หากอาการ คัดจมูก ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือไม่ดีขึ้น อาจเป็นจากผู้ป่วยใช้ยาหดหลอดเลือด ลดการบวมของเยื่อบุจมูกนานเกินไปจนเกิดเยื่อจมูกอักเสบที่เรียกว่า rhinitis medicamentosa  หรือาจเป็นจากปัญหาผนังกั้นช่องจมูกคด  มีเนื้องอกหรือริดสีดวงจมูก หรือมีโครงสร้างจมูกที่ผิดปกติไป  ในกรณีที่เป็นเด็ก แพทย์อาจใช้ที่ตรวจหู  ตรวจในจมูกแทนได้ หรือในผู้ใหญ่บางรายที่ต้องการตรวจอย่างละเอียด แพทย์อาจใช้กล้องส่องตรวจภายในจมูกชนิดแข็งหรือชนิดอ่อนที่ทำจากเส้นใยไฟเบอร์ (rigid or fiberoptic nasal endoscope ) เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคได้แม่นยำมากขึ้น การวัดความกว้างของช่องจมูก แพทย์จะให้ผู้ป่วยหายใจออกบนไม้กดลิ้น แล้ววัดขนาดวงของไอน้ำบนไม้กดลิ้น โดยเปรียบเทียบกันสองข้าง  ถ้ามีปัญหาเรื่องผนังกั้นช่องจมูกคด อาจจะมีวงของไอน้ำขนาดต่างกันได้  นอกจากนี้แพทย์อาจวัดปริมาตรของจมูกโดยการใช้คลื่นเสียง (acoustic rhinometry) โดยปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงและวัดคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมา หรือวัดความดันและปริมาตรของอากาศที่ผ่านเข้าออกในช่องจมูก (rhinomanometry) การตรวจด้วยภาพถ่ายรังสี เอ็กซเรย์จมูกและไซนัสโดยใช้ฟิลม์ธรรมดา (plain film) สามารถเห็นลักษณะผนังกั้นช่องจมูกที่คด, เทอร์บิเนทอันล่างโต หรือภาวะไซนัสอักเสบ ซึ่งทำให้เกิดอาการ คัดจมูก ได้ เอ็กซเรย์กระดูกของจมูก (lateral nasal bone) ดูว่ามีการหักของกระดูกสันจมูกหรือไม่ เอ็กซเรย์จมูกและไซนัสโดยใช้เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT nose and paranasal sinus) ช่วยประเมินโครงสร้างจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกได้ดีขึ้น โดยเห็นโครงสร้างส่วนที่เป็นกระดูกได้ชัดเจน เอ็กซเรย์จมูกและไซนัสโดยใช้คลื่นแม่เหล็ก (MRI nose and paranasal sinus) สามารถบอกรายละเอียดของเยื่อบุจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกได้ดี แต่ดูโครงสร้างจมูกส่วนที่เป็นกระดูกได้ไม่ชัดเจน การรักษา  อาจทำได้โดยการรับประทานยาหรือพ่นยาในจมูก หรือการผ่าตัดแล้วแต่สาเหตุ ขอบคุณที่มาจาก : รศ. นพ. ปารยะ   อาศนะเสน  ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

มะเขือเทศ ประโยชน์มากกว่าแค่เพื่อผิวสวย
กดจุดดวงตา /  งูพิษ / 

สารอะไรในมะเขือเทศที่มีประโยชน์ ? “ไลโคปีน” เป็นสารสำคัญที่พบได้ในผล มะเขือเทศ จัดเป็นสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่งใน 600 ชนิด พบไลโคปีนได้ใน  มะเขือเทศ แตงโม เกรพฟรุตสีชมพู ฝรั่งสีชมพู และมะละกอ เป็นต้นพบไลโคปีนในปริมาณตั้งแต่ 0.9 –9.30 กรัม ใน 100 กรัมของมะเขือเทศสด ไลโคปีนเป็นสารประกอบที่ได้รับความสนใจเนื่องจากมีรายงานว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ ที่ชัดเจนที่สุด คือ มะเร็งต่อมลูกหมาก รองลงมา คือมะเร็งปอด กระเพาะอาหาร นอกจากนี้ก็ยังแสดงให้เห็นประโยชน์ของการได้รับไลโคปีนในการลดความเสี่ยงของมะเร็งตับอ่อน ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก คอหอย ช่องปาก เต้านม ปากเป็นต้น ทาน มะเขือเทศ แบบไหนดี ? ความเชื่อที่ว่าของสดดีกว่าของที่ปรุงแล้ว ไม่ได้เป็นจริงเสมอไป ในกรณีของ มะเขือเทศ เป็นหนึ่งในข้อยกเว้น มะเขือเทศ ที่ผ่านความร้อนจะทำให้การยึดจับของไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของ มะเขือเทศ อ่อนตัวลง ทำให้ไลโคปีนถูกร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่า นอกจากนี้ความร้อนและกระบวนการต่างๆ ในการผลิตผลิตภัณฑ์ มะเขือเทศ ยังทำให้ไลโคปีนเปลี่ยน คือ เป็นชนิดที่ละลายได้ดีขึ้นด้วย เรามาดูกันดีกว่าว่าน้ำมะเขือเทศมีประโยชน์มากมายขนาดไหน เรียกได้ว่า มีประโยชน์กับแทบจะทุกส่วนของร่างกายเลยทีเดียว ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งกร้าน มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย น้ำมะเขือเทศช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง มีวิตามินเอซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงสายตา มะเขือเทศ มีบีตาแคโรทีน และฟอสฟอรัสในปริมาณมาก มะเขือเทศช่วยในการรักษาสิว ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้า หรือฝานบางๆแล้วนำมาแปะหน้าก็ได้ ช่วยทำให้ผิวหน้าเต่งตึงสดใส ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้า หรือฝานบางๆ แล้วนำมาแปะบนหน้าก็ได้ ช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคหอบหืดได้มากถึง 45% ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด มะเขือเทศมีฤทธิ์ในการช่วยขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะเส้นเลือดตีบ การเกิดโรคหัวใจวาย สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ช่วยในระบบย่อยในกระเพาะอาหารและช่วยในการขับถ่ายอุจจาระได้สะดวก ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้ถึง 45% หากรับประทานมะเขือเทศเป็นประจำ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ ในเพศหญิง หมักผมด้วยน้ำมะเขือเทศ ด้วยการใช้มะเขือเทศหมักผมจะช่วยป้องกันการเปลี่ยนไปของสีผม อันเนื่องมาจากการว่ายในน้ำในสระที่มีคลอรีน น้ำมะเขือเทศนำมาใช้ขัดเครื่องประดับเงินชิ้นโปรดของคุณให้เงางามเหมือนเดิมได้ ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาถูแล้วล้างน้ำออก ขอบคุณที่มาจาก : www.womanplusmagazine.com

10 อันดับเรือผีสิงในตำนาน
10 อันดับ /  ตำนานลี้ลับ / 

10 อันดับเรือผีสิงในตำนาน นี้เป็นตำนานเก่าแก่ที่ถูกเล่าต่อๆ กันมาถึงความน่ากลัว พิศวง และความลึกลับของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรือ ในท้องทะเล ถ้าเพื่อนๆ ชอบเรื่องเร้นลับ ลี้ลับ แล้วละก็ พลาดไม่ได้กับ 10 อันดับเรือผีสิงในตำนาน นี่ซะแล้ว .. 10 อันดับเรือผีสิงในตำนาน 1. Flying Dutchman คงไม่มีเรือผีที่ไหนแล้วที่ยิ่งใหญ่ไปกว่า "เรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมน" ที่ออกหลอกหลอนคนในน่านน้ำทั่วโลกและได้เป็นแรงบันดาลใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด นิยายสยองขวัญ ภาพยนตร์ รวมทั้งเป็นชื่อเรือโจรสลัดภาพยนตร์ ไพเรทส์ ออฟ เดอะ แคริบเบียน และแม้กระทั้งโอเปร่าโดยเรือลำนี้ถูกกล่าวถึงครั้งแรกปลายปี 1700 ในหนังสือ "Voyage" และได้รับความนิยมในยุคนั้นและจากนั้นเป็นต้นมาตำนานนี้ก็แพร่หลายไปทั่วโลก โดยตำนานมีอยู่ว่ากัปตันชาวดัตช์คนหนึ่งชื่อ แวน แดร์ เดคเคน (Van Der Decken) ได้นำเรือไปพบสภาพอากาศที่เลวร้ายในแหลมกู๊ด โฮป ประเทศแอฟริกาใต้ เขาพยายามนำเรือผ่าพายุนี้แต่ไม่เป็นผลจนเรือใกล้อัปปาง ซึ่งเขาโกรธมากเขาเลยสาบานแก่ฟ้าว่า "ข้าจะวนเวียนอยู่บริเวณแหลมนี้ ตราบฟ้าดินสลาย" และ แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เขาและเรือได้กลายเป็นปีศาจที่ต้องคำสาปให้เดินทางในมหาสมุทรชั่วกัลปาวสาน ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ ตราบโลกนี้สิ้นสลาย ฟลายอิ้ง ดัตช์แมนได้รับการบันทึกเป็นเอกสารมาตั้งแต่คริสต์สตวรรษที่ 17 และมีรายงานการพบเห็นเป็นครั้งคราวมาจนถึงคริสต์สตวรรษที่ 20 เรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมนมักปรากฏตัวในคืนที่มีหมอกหนาทึบ บางครั้งพบเห็นเป็นแสงประหลาดในเวลากลางคืน ในรูปของเรือสำเภาสามใบเสา และกัปตันผู้ซึ่งยังแต่งกายในแบบศตวรรษเก่าใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว กรีดเสียงหัวเราะบ้าคลั่งชวนขนลุก หลายคนเริ่มมีความเชื่อว่าหายนะมักจะตามมาหากใครที่ได้เห็นเรือลำนี้ เช่น ในปี ค.ศ.1881 คนประจำเรือของพระเจ้าจอร์จที่ 5 ได้เห็นเรือลำใหญ่ลึกลับปรากฏขึ้นทางด้านหัวเรือเมื่อเวลา 4.00น. และหลังจากนั้นไม่กี่วัน คนประจำเรือคนนั้นก็พลัดตกเสากระโดงเรือตายคาที่ ทุกวันนี้ก็ยังมีคนกล่าวอ้างอยู่เสมอว่าเห็นเรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมนยังคงรอนแรมอยู่เดียวดายกลางทะเลด้วยรูปลักษณ์อันเศร้าโศกและสยด สยองอยู่ ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ได้คำอธิบายปรากฏการณ์ฟลายอิงดัตช์แมน ว่าเป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นมิราจหรือฟาตา มอร์กานา ที่เกิดจากการหักเห และการสะท้อน ที่พบเห็นในทะเล 2. Mary Celeste ปริศนาเรือแมรี่ เซเลสต์ ยังเป็นปริศนาที่มีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบัน โดยเรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1872 เมื่อเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติอังกฤษชื่อ เดอี กราเซีย เห็นเรือแมรี่ เซเลสต์ เรือใบสองเสาขนาด 100 ฟุต ลำหนึ่งที่ร้างคนและลอยอย่างไม่มีจุดมุ่งหมายกลางทะเลมหาสมุทรแอตแลนติก ตอนเหนือ ระหว่างประเทศโปตุเกสกับหมู่เกาะอะซอเรส ซึ่งเรือดังกล่าวแล่นจากนิวยอร์คสู่เจนัวในวันที่ 7 พฤศจิกายน โดยสมาชิกเรือประกอบด้วยกัปตันบริกก์ ภรรยาซาราห์ ลูกสาวโซเฟีย และลูกเรือ รวมเป็น 11 คน ในเวลาต่อมาก็มีการสำรวจเรือแมรี่ เซเลเลสต์ ก็พบว่าไม่มีร่องรอยคนอยู่บนเรืออยู่เลย อีกทั้งสภาพในเรือก็น่าพิศวงเพราะทุกอย่างบนเรืออยู่ในสภาพที่ราวกับว่า เพิ่งมีคนอยู่ที่นั่น จนถึงเมื่อครู่ ที่โต๊ะอาหารว่างของกัปตันยังพบร่องรอยไข่ลวกกระเทาะเปลือกทิ้งไว้โดยไม่ตัก รับปะทาน ขนมปังและจานซุปยังวางอยู่บนโต๊ะ ไปป์ถูกวางไว้รอจุดไฟ รองเท้าบู้ธถูกวางทิ้งทั้งๆที่ยังขัดค้างไว้อยู่ สมุดโน้ตภรรยาเปิดคาเหมือนยังเล่นค้างอยู่ รูปการบ่งบอกชัดเจนว่าสละเรือเป็นไปอย่างเร่งรีบโดยไม่มีการเตรียมตัวมาก่อ นอกจากนั้นสภาพห้องของเรือส่วนใหญ่ถูกรื้อกระจุยกระจาย ของหลายชิ้นตกแตกเต็มพื้นเหมือนมีเหตุต่อสู้กันบนเรือ แต่กระนั้นสินค้าที่เป็นสุรายังอยู่ปกติ(ปริมาณกว่า 1,500 บาร์เรล) บันทึกเดินเรือถูกฉีกขาดไปหลายหน้า แต่ก็ไม่มีร่องรอยอย่างอื่นว่าคนทั้ง 10 หายไปไหนและหายไปได้อย่างไรกัน และที่น่าตกใจก็คือวันสุดท้ายที่มีการบันทึกคือวันที่ 25 พฤศจิกายน หรือประมาณ 10 วันมาแล้ว หากตำแหน่งเรือปัจจุบันจะพบว่าเรือแมรี่ เซเลสต์ กางใบแล่นมาโดยปราศจากคนบังคับเกือบ 100 ไมล์ มีหลายทฤษฏีที่อธิบายเรื่องลึกลับที่เกิดขึ้นกับเรือแมรี่ เซเลสต์ คนบนเรือถูกฆ่าโดยโจรสลัด หรือได้รับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อราจนประสาทหลอนและเสียสติ หรือเกิดจากผีและสัตว์จากจากทะเล หรือมนุษย์ต่างดาวลักพาตัว แต่ทฤษฏีที่หลายคนยอมรับมากที่สุดคือเรือแมรี่ เซเลสต์เผชิญกับพายุหรือคลื่นลมแรง ทุกคนเลยสละเรือและต่อมาก็เสียชีวิตในทะเลทั้งหมด แต่ข้อสันนิษฐานนี้ก็ไม่สามารถไขปริศนาของมันได้จนเรือถูกขายต่อไป และท้ายที่สุด มันก็ถูกจมทิ้งเพื่อหวังเงินประกันใกล้ๆ เกาะเฮติ ในปี 1884 จนกลายเป็นปริศนาที่ไขไม่ออกจนถึงปัจจุบัน 3. The Lady Lovibond ในประเทศอังกฤษ มีตำนานอันยาวนานเกี่ยวกับเรือผี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เรือเลดี้ โลวี่บันด์ ซึ่งเป็นเรือใบสกูเนอร์ ผีที่มีชื่อเสียงมากที่สุด โดยเรื่องราวของเรือนี้เริ่มขึ้นในเดือน 13 กุมภาพันธ์ 1748 กัปตันเรือเลดี้ โลวี่บันด์ ชื่อไซม่อน พีล (Simon Peel) ได้ตัดสินใจเอาเรือออกมาเฉลิมฉลองงานแต่งงานของเขาที่นอกชายฝั่งอังกฤษ โดยความเชื่อดั้งเดิมนั้นหากเรานำผู้หญิงขึ้นเรือไปด้วยจะนำความหายนะสู่เรือนั้นๆ และปรากฏว่าเป็นเช่นนี้จริง เมื่อต้นหนประจำเรือคนหนึ่งเกิดไปหลงรักภรรยาของกัปตันเรือไซม่อนเข้า ทำให้เขาเกิดความริษยา ความโกรธและความหึงหวง และในวันนั้นเองในขณะที่กัปตันหนุ่มและแขกกำลังฉลองการแต่งงานที่ด่านฟ้า ต้นหนเรือได้บังคับเรือเลดี้ โลวี่บันด์ให้เป็นเรือมฤตยู ผลสุดท้ายเรือก็เกิดอุบัติเหตุที่แหลมกู๊ดวินด์ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียง เหนือของอังกฤษ ทุกคนบนเรือตายเกลี้ยง หลังจากนั้นเป็นต้นมาในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ เมื่อเวลาผ่านไปทุกสิบห้าปี เรือเลดี้ โลวี่บันด์จะปรากฏตัวในฐานะเรือผี ครั้งแรกปรากฏในปี 1798 ต่อมา 1848, 1898, 1948 ในลักษณะแตกต่างกันออกไป เช่นเรือในรูปซากปรักหักพังหรือแสงสีเขียวประหลาด อย่างไรก็ตามในมันไม่ได้ปรากฏครั้งล่าสุดในปี 1998 แต่กระนั้นมันก็ยังเป็นตำนานที่มีชื่อเสียงของเรือผียุโรปอยู่ดี 4. Octavius ตำนานออคตาเวียค นั้นไม่สามารถยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ หากแต่เรื่องราวของเรือดังกล่าวได้เล่าขานจนมีชื่อเสียงไม่แพ้เรือผีทุก เรื่องในเรื่องโชคชะตากรรมที่น่าสยดสยองของลูกเรือในลำดังกล่าว ที่เต็มไปด้วยเรื่องลี้ลับเป็นอย่างยิ่ง โดยตำนานนี้ได้อ้างว่าในปี 1775 เรือล่าวาฬลำหนึ่งชื่อเฮราลด์ ได้สะดุดพบเรือออคตาเวียสเข้าโดยบังเอิญนอกชายฝั่งกรีนแลนด์ในสภาพจับตัว เป็นน้ำแข็งไม่สามารถไปไหนได้ โดยเรือลำนี้เป็นเรือที่ออกจากประเทศอังกฤษเมื่อปี 1761 และหายสาบสูญไปถึง 13 ปี แต่ตอนนี้มันปรากฏขึ้นมาอีกครั้งต่อหน้าลูกเรือเฮราลด์ ซึ่งกัปตันและลูกเรือเฮราลด์ได้ไปสำรวจเรือดังกล่าวก็พบร่างของลูกเรือนอน ตายอยู่ที่นอนคลุมร่างกายไว้ด้วยผ้าห่มหนา ร่างกายถูกแช่แข็งเหมือนอยู่ในสภาพที่เย็นจัด นอกจากนี้ยังพบเด็กผู้หญิงที่ตายคลุมด้วยผ้าห่มเหมือนลูกเรือเช่นกัน ส่วนกัปตันเรือตายในลักษณะนั่งคว่ำหน้าทับสมุดบันทึกเดินเรืออยู่ ในมือถือปากกาเหมือนจะเขียนอะไรบางอย่าง มีกองไม้ที่ถูกเหลาไว้แสดงให้เห็นถึงความพยายามเป็นครั้งสุดท้ายที่จะจุดไฟ แต่ก็หมดหวัง เมื่อพวกเขาอ่านบันทึกเรือก็ตกใจมากเพราะว่าบันทึกดังกล่าวบอกว่าเรือนั้น เริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งในขณะที่เรืออยู่ตอนเหนือของอลาสก้า เมื่อเดือน พฤศจิกายน ค.ศ.1762 แสดงให้เห็นว่าเรือนี้หายสาปสูญและเดินทางอย่างไม่มีจุดมุ่งหมายมานานถึง 13 ปี มันสามารถแล่นเรือได้อย่างไรในเมื่อลูกเรือทั้งลำตายหมดแล้วนอกเสียจากลูก เรือกับกัปตันเป็นผี ก่อนที่เรือจะหยุดลงเพราะติดน้ำแข็งที่เกาะกรีนแลนด์ดังกล่าว และทุกวันนี้ไม่มีใครรู้เส้นทางเดินเรือที่แท้จริงของเรือที่เผชิญโศก นาฏกรรมดังกล่าวเลย 5. The Joyita เป็นชื่อเรือ ยอชท์ ยาวกว่า 21 เมตร ถูกสร้างในปี 1931 และผ่านมือมาหลายคน จนกระทั้งถูกทำให้กลายเป็นเรือประมง เช่าเหมาลำในที่สุด และเรื่องราวลึกลับก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 3 ตุลาคม ในปี 1955 เมื่อเรือบรรทุกผู้โดยสารกว่า 25 ชีวิต บนเรือนี้ได้หายไปอย่างลึกลับในแปซิฟิกใต้ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 5.00น. เรือได้ออกเดินทางจากท่าเรือไปยังหมู่เกาะโตเกลา(ระยะห่างกว่า 430 เมตร) บนเรือประกอบด้วยเจ้าของเรือ พร้อมลูกเรือ 16 คนและผู้โดยสาร 9 คน(หนึ่งในนั้นมีศัลยแพทย์ชื่อดังชื่อ อัลเฟรด "แอนดี้" เดนิส พาร์สัน รวมอยู่ด้วย) ต่อมา 6 ตุลาคมเรือก็ถูกระบุว่าค้างหนี้ชำระ แต่กระนั้นมันก็ได้หายไปโดยไม่มีการติดต่ออีกเลย ทำให้มีการค้นหาทางอากาศครั้งใหญ่ครอบคลุมพื้นที่น่าจะเป็นไปได้ถึง 260,000 ตารางกิโลเมตรในมหาสมุทร แต่ไม่พบเรือดังกล่าวเลย จนกระทั้งห้าสัปดาห์ต่อมา(10 พฤศจิกายน) เรือก็ถูกพบแถวเส้นทางเดินเรือจากซูวาไปฟูนะฟูตี ในสภาพจมเป็นบางส่วนและเครื่องยนต์หลายเครื่องเกิดความเสียหาย และไม่มีร่องรอยเกี่ยวกับผู้โดยสารหรือลูกเรือ สินค้าหนักกว่าสี่ตันได้หายไป ส่วนหลักฐานที่น่าสนใจบนเรือก็มีนาฬิกาบอกเวลาที่หยุดเมื่อ 10.25น. แสดงให้เห็นว่าเป็นเวลาที่เกิดเหตุและน่าจะเป็นตอนกลางคืน วิทยุเรือถูกปรับเพื่อขอความช่วยเหลือสากล และมีการพบกระเป๋าแพทย์บนด่านฟ้าข้างในมีผ้าพันแผลและมีดผ่าตัดที่เปื้อน เลือด เรื่องราวของเรือลำนี้ยังคงความลึกลับถึงปัจจุบัน โดยทฤษฏีที่นิยมมากที่สุดคือโจรสลัดฆ่าและร่างกายของพวกลูกเรือถูกโยนลงน้ำ หรือไม่ก็ถูกลักพาตัว หรือโกงเงินประกันภัย 6. The Baychimo หนึ่งในกรณีที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเกี่ยวกับเรือผีของจริง ก็คือกรณีเรือสินค้าเดินสมุทรลำหนึ่งชื่อ "เบย์ชิโม่" ที่ถูกทิ้งจนเป็นเรือร้าง แต่มันสามารถลอยทะเล ท่องมหาสมุทรแถวอลาสก้ากว่า 38 ปีโดยไม่มีกัปตันและลูกเรือขับมันเลยแม้แต่คนเดียว โดยเรือลำดังกล่าวเป็นของบริษัทฮัดสันส์เบย์ สร้างขึ้นใน 1914 เรือขนส่งสินค้าบนเส้นทางระหว่างแคนาดาและอลาสกา ดังนั้นเรือนี้จึงออกแบบแข็งแกร่งเป็นพิเศษเพื่อทนต่อสภาพอากาศและสภาพท้องทะเลแถบขั้วโลกเหนือที่เต็มไปด้วยก้อนน้ำแข็ง จนกระทั้งในปี 1931 เรือเบย์ชิโม่ก็ถูกขังอยู่ในก้อนน้ำแข็งใกล้อลาสก้าและหลังจากพยายามและหา วิธีมากมายในการแก้ปัญหานี้ แต่ปรากฏว่าล้มเหลว กัปตันและลูกเรือจึงต้องออกจากพื้นที่ ที่เรืออยู่เพื่อความปลอดภัยหลังจากเกิดพายุหิมะ จากนั้นเวลาต่อมาเรือก็ถูกทิ้ง และเมื่อคนของบริษัทกลับมาดูอีกทีก็พบว่ามันหายไป คาดว่ามันคงจมสู่ก้นทะเลไปแล้ว หากแต่ว่ามันกลับเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องลึกลับในเวลาต่อมา เมื่อมีคนเห็นเรือเบย์ชิโม่ลอยไปมารอบๆ อลาสก้าหลายครั้งและหายไปทุกครั้งอย่างไร้ร่องรอยเมื่อทีมกู้เรือมาถึง และหลายครั้งที่หลายคนเห็นมันติดผืนน้ำแข็งก่อนที่จะหายไปเมื่อละสายตา จนมันถูกเรียกขานว่า "เรือปีศาจแห่งอาร์กติก" และครั้งสุดท้ายที่มันปรากฏคือปี 1969 ในสภาพที่มันกำลังหลุดออกจากผืนน้ำแข็งอลาสก้า และมันหายไปตลอดกาล จวบจนปัจจุบันไม่มีใครรู้ว่าเรือเบย์ชิโม่หายไปไหน หลายฝ่ายเชื่อว่ามันคงจมอยู่ใต้ท้องทะเลเพราะหมดสภาพ หรือมันยังคงล่องลอยอยู่ในทะเลน้ำแข็งแถบขั้วโลกเหนืออยู่ไม่ได้ไปไหน 7. Carroll A.Deering เป็นชื่อเรือของเรือใบซคูเนอร์ ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นเรือพาณิชย์ และถูกพบเกย์ตื้นในแหลม Hatteras ทางทิศเหนือของคาโรไรน่า เมื่อปี 1921หลังจากที่เดินทางขนส่งถ่านหินไปทวีปอเมริกาใต้ที่รีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิลเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 1920 ก่อนที่จะหายไปและปรากฏตัวเมื่อ 31 มกราคม 1921 ที่แหลมดังกล่าว จากการตรวจสอบพบว่าลูกเรือบนเรือหายตัวไปอย่างลึกลับไร้ร่องรอย อุปกรณ์หลายชิ้นบนเรือยังใช้ได้ แต่อุปกรณ์นำทางและสมุดจดรายการต่างๆ หายไป ในห้องครัวของเรือปรากฏว่าอาหารบางอย่างได้ถูกเตรียมไว้สำหรับมื้ออาหารใน วัน ถัดไปแต่ถูกยกเลิกกลางคันเสียก่อน สุดท้ายเรือลำนี้ก็ถูกปลดและถูกทำลายโดยระเบิดเพื่อป้องกันในการนำมันมาใช้ งานอีกครั้ง แต่ปริศนาคนหายในเรือนี้ยังถูกกล่าวขานต่อไปหลายคนเชื่อว่าและลูกเรือลำนี้ เป็นเหยื่อของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เมื่อวันที่ 11 เมษายน 1921 มีคนชื่อเกรย์ได้อ้างว่าพบข้อความในขวดลอยน้ำที่ข้อความที่เชื่อว่าเป็นข้อ ความที่จะไขปริศนาเรือนี้ได้ โดยข้อความนี้เป็นอักษรสีเทาที่เขียนว่า "DEERING CAPTURED BY OIL BURNING BOAT SOMETHING LIKE CHASER. TAKING OFF EVERYTHING HANDCUFFING CREW. CREW HIDING ALL OVER SHIP NO CHANCE TO MAKE ESCAPE. FINDER PLEASE NOTIFY HEADQUARTERS DEERING." 8. Medan Ourang เรื่องราวได้เริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 1948 เมื่อเรืออเมริกันได้รับข้อความแปลกประหลาดจากเรือบรรทุกสินค้าของชาวดัตช์ Ourang Medan ในขณะไปช่องแคบมะละกา นอกชายฝั่งของประเทศมาเลเซีย - ที่อินโดนีเซีย โดยข้อความระบุว่าสมาชิกทั้งหมดบนเรือกำลังจะตาย ก่อนปิดท้ายด้วยคำว่า "ฉันตาย" และเมื่อคนในเรืออเมริกันได้รับข้อความนี้ต่างแล่นเรืออย่างรวดเร็วเพื่อ ช่วยเหลือหากแต่สิ่งที่พวกเขาเจอในเรือดังกล่าวก็ คือ ลูก เรือทั้งหมดและกัปตันเรือดังกล่าวตายหมดแล้วตาของพวกเขาเปิดโพลงใบหน้ามอง แขนยื่นไปยังดวงอาทิตย์(บางคน เอามือชี้ไปยังสิ่งที่มองไม่เห็น)และใบหน้าของเขาแสดงสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด แม้แต่สุนัขบนเรือก็ตายโดยสภาพเหมือนกับว่ามองเห็นศัตรูที่มองไม่เห็นบางอย่าง ระหว่างเรืออเมริกันกำลังลากเรือลำนี้นั้นก็ได้เกิดไฟลึกลับ ทำให้ต้องตัดลวดที่ล่ามกับเรือนี้ออก และเรือเจ้าปัญหาก็เกิดระเบิดขึ้นและจมหายไปในท้องทะเลในที่สุด ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ยังเป็นปริศนาที่หาข้อสรุปไม่ได้ บางคนบอกว่าเรืออาจถูกโจมตีโดยยูเอฟโอหรือพื้นที่สามเหลี่ยมอาถรรพณ์ แต่คนไม่เชื่อก็บอกว่าอาจเกิดพิษคาร์บอนมอนอกไซด์ หรือเรืออาจบรรทุกสินค้าวัสดุอันตรายต้องห้ามที่ผิดกฎหมายจำพวกพิษที่ทำให้ หายใจไม่ออกและเกิดรั่วขึ้น แต่จนถึงทุกวันนี้เรื่องที่เกิดขึ้นบนเรือ และลูกเรือทั้งหมดของเรือยังคงลึกลับ 9. The SS Valencia SS วาเลนเซีย เป็นเรือกลไฟที่ประสบภัยจนเรือจมอยู่นอกชายฝั่งแวนคูเวอร์, บริติชโคลัมเบียในปี ค.ศ. 1906 เรือได้เผชิญสภาพอากาศที่เลวร้ายใกล้แหลมเมนโดซิโน ทำให้เรือสูญเสียการบังคับแล้วไปชนกับแนวหินปะการังจนน้ำเข้าเรือ จนเรือแตก ลูกเรือและผู้โดยสารได้พยายามสละเรือแล้วหนีโดยใช้แพชูชีพลงน้ำ ซึ่งมีผู้โดยสารในแพชูชีพแตกหายไปในช่วงนั้น ส่งผลให้ผู้โดยสารกว่า 136 คนเสียชีวิตซึ่งส่วนมากเป็นเด็กและผู้หญิง เหลือรอดเพียง 37 คนเท่านั้น ห้าเดือนต่อมาชาวประมงอ้างว่าพวกเขาได้พบโครงกระตูก 8 โครงบนเรือชูชีพอยู่ในบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุเรือจม แต่แล้วเมื่อมีการค้นหาก็ไม่ได้พบอะไร นอกจากนี้ชาวเรือยังพบเรือกลไฟวาเลนเซียล่องลอยอยู่แนวปะการังใน Pachena Point ใกล้เกาะแวนคูเวอร์ไป 12 กิโลเมตร และ 27 ปีต่อมาก็ยังมีการพบเรือและแพผีในบริเวณนั้นอยู่เป็นระยะ 10. The Caleuche เป็นตำนานเรือผีที่หลายคนรู้จักดี เป็นเรือผีที่มักปรากฏตัวที่หมู่เกาะชิโลเอ้ ทางตอนใต้ของประเทศชิลี ตามตำนานของคนท้องถิ่นเล่าว่าเรือผีนี้กำเนิดขึ้นจากดวงวิญญาณของคนจมน้ำในทะเล โดยสาเหตุมาจากสามพี่น้องเงือก ที่หลอกล่อเรือให้อัปปาง จนวิญญาณดังกล่าวไม่ผุดไม่เกิดรวมตัวจนกลายเป็นเรือผีซึ่งมักปรากฏขึ้นทุกคืน (บางตำนานเล่าว่าเป็นเรือผีที่เกิดจากเวทมนต์หมอผีที่มักลักพาตัวชาว ประมงและชาวเรือให้กลายสัตว์เป็นประหลาดเพื่อให้เป็นทาสทำงานเป็นลูกเรือ ชั่วกาล นาน) โดยมันมักปรากฏเป็นเรือใบโบราณขนาดใหญ่อลังการและสวยงาม เต็มไปด้วยดวงไฟพร้อมกับเสียงดนตรีและเสียงคนหัวเราะจำนวนมากมาย และหลังจากมันปรากฏตัวแล้วเรือจะหายไปหรือจมดิ่งไปใต้ทะเล ขอบคุณข้อมูล http://atcloud.com/, http://factstasy.blogspot.com/

ภัยร้ายแฝงมากับความอร่อย 7 อย่าง ห่างไกล มะเร็ง
ก่อมะเร็ง

อาหารที่กินกันอย่างอร่อยนั่น ใครจะรู้ว่ามันแฝงภัยร้ายมากับความอร่อย การกินอาหารที่ซ่ำๆติดต่อกัน เป็นเวลานานๆ มันอาจจะไม่ดีกับร่างกายได้ อาจมีผลก่อให้เกิดมะเร็ง เหมือนภัยเงียบที่สังคมสมัยนี้ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก อาจอันตรายต่อสุขภาพและชวิตของคุณ       1. อาหารที่ปรุงด้วยความร้อนสูง สารก่อมะเร็งที่พบในอาหารประเภทปิ้ง ย่าง และรมควันนั้น มีชื่อว่าสารพีเอเอช (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon - PAH) ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ของไขมันในเนื้อสัตว์ ที่หยดลงไปโดนถ่านไฟ จนทำให้เกิดเป็นควันที่มีพิษเป็นสารก่อมะเร็งและลอยกลับขึ้นมาจับที่เนื้อสัตว์บนเตา หากรับประทานเข้าไปในปริมาณมากก็จะเกิดการสะสมในร่างกาย จนเป็น สาเหตุของโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหารได้ - ทั้งนี้ ควรนำเนื้อสัตว์มาหั่นส่วนที่เป็นไขมันออกเสียก่อน - จากนั้น จึงนำไปต้มหรืออบให้สุกพอประมาณ แล้วจึงนำไปปิ้งหรือย่าง - โดยนำกระดาษฟอยล์มารองหรือห่อหุ้มเนื้อเอาไว้ เพื่อช่วยลดปริมาณไขมันที่อาจหยดลงไปในเตา พร้อมกับใช้ไฟเพียงอ่อน ๆ หรือเลือกใช้เตาไฟฟ้าไร้ควันซึ่งจะควบคุมระดับความร้อนได้ดีกว่าการใช้เตาถ่าน - จากนั้นก็ควรตัดส่วนที่ไหม้เกรียมออกก่อนนำมารับประทาน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ นอกจากนี้ สำนักงานอาหารแห่งประเทศสวีเดนยังทำการวิจัยพบว่า อาหารที่ถูกทอดหรืออบด้วยความร้อนสูง เช่น มันฝรั่งทอด ขนมปังกรอบและบิสกิตนั้นมีสารอะคริลาไมด์ (Acrylamide) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งประกอบอยู่ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่ทอดในน้ำมันที่ถูกใช้ปรุงอาหารเกินสองครั้งนั้นพบว่า มีสารก่อมะเร็งที่เกิดจากการแตกตัวของน้ำมันที่เสื่อมสภาพ ซึ่งหากบริโภคติดต่อกันก็อาจเข้าไปสะสมในร่างกายและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ขณะที่ผู้ปรุงอาหารซึ่งสูดดมไอของน้ำมันเข้าไปก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นเช่นกัน 2. อาหารไขมันสูง ไขมันที่พบมากในสัตว์เนื้อสีแดง เช่น เนื้อวัว หรือเนื้อหมูนั้นเป็นไขมันอิ่มตัว ที่ยังพบมากในไข่แดง นม และผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนย ชีส และโยเกิร์ต เป็นต้น รวมถึงน้ำมันที่ได้จากพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว น้ำมันแปรรูป เช่น มาการีน เนยขาว ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างกายผลิตคลอเรสเตอรอลมากขึ้น จนเป็นสาเหตุของภาวะหลอดเลือดตีบแล้ว ไขมันประเภทนี้ยังมีส่วนเชื่อมโยงต่อการก่อตัวของมะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย โดยเฉพาะเมื่ออาหารประเภทนี้ถูกนำไปปรุงในอุณหภูมิที่ร้อนจัดก็จะก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งที่มีชื่อว่าเอชซีเอ (Heterocyclic Amine - HCA) 3. อาหารแปรรูป และอาหารปรุงแต่ง โดยทั่วไปแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อเค็ม กุนเชียง ไส้กรอก เบคอน มักจะมี "ดินประสิว" ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า "โปตัสเซียมไนเตรต" เป็นส่วนประกอบในอาหาร เพราะสารดังกล่าวนี้จะช่วยคงสภาพให้เนื้อสัตว์มีสีแดงดูน่ารับประทานได้นานกว่าปกติ และมีคุณสมบัติเป็นสารกันบูดเช่นเดียวกับสารกันบูดประเภทไนไตรต์ และโซเดียมไนเตรต ซึ่งจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่มักเกิดในอาหารที่ได้รับการบรรจุอยู่ในภาชนะที่ปิดสนิท เช่น อาหารกระป๋อง แม้จะมีประโยชน์ในการช่วยถนอมอาหาร แต่สารเหล่านี้ก็จัดเป็นสารก่อ มะเร็ง ซึ่งหากร่างกายได้รับอาหารที่มีสารกันบูดเหล่านี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในกรณีอาหารที่ได้รับการใส่สารกันบูดในปริมาณเกินกำหนดด้วยนั้น ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่ และมะเร็งเม็ดเลือดขาวมากขึ้นตามไปด้วย 4. อาหารปนเปื้อนสารเคมีที่เป็นอันตราย ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ได้รับการแต่งสี กลิ่น รส ที่อาจเป็นอันตราย เช่น การใช้สีที่ไม่ใช่สีผสมอาหาร อย่างสีย้อมผ้า หรือแม้กระทั่งการใช้สีผสมอาหารในปริมาณที่มากเกินไป รวมถึงอาหารที่อาจปนเปื้อนสารฆ่าแมลงและสารเคมีแปลกปลอมอื่น ๆ ซึ่งจะสังเกตได้จากลักษณะของอาหารที่ผิดจากธรรมชาติไปมาก เช่น มีสีฉูดฉาดจัดจ้านผิดปกติ หรือพืชผักผลไม้ที่ไม่มีร่องรอยการกัดกินจากแมลงเลย เป็นต้น 5. อาหารที่มีเกลือโซเดียมสูง แม้ว่าสารโซเดียมคลอไรด์ หรือที่เรารู้จักกันดีในรูปแบบของเกลือที่นิยมนำมาประกอบอาหารนั้นจะให้ไอโอดีน ซึ่งช่วยป้องกันโรคคอพอก ได้ก็ตาม แต่การบริโภคอาหารที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบในปริมาณสูงเกินไป ซึ่งรวมถึงอาหารหมักดองด้วยเกลือ และอาหารที่ใส่ผงชูรส (โมโนโซเดียมกลูตาเมต) ก็อาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร และหลอดอาหารได้ เพราะเมื่อร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป ก็จะส่งผลให้ปริมาณเกลือโพแทสเซียมลดลง ซึ่งจะทำให้ ภูมิต้านทานในร่างกายลดลงตามไปด้วย 6. อาหารที่มีเชื้อรา เชื้อราที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารชนิดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากที่สุดคือ เชื้อราที่ผลิตสารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในอาหารที่เป็นผลผลิตทางการเกษตร เช่น เมล็ดธัญพืช อย่างถั่ว หรือข้าวโพด รวมถึงพริกแห้ง หอม กระเทียม และอาหารจำพวกนมและขนมปัง ที่ถูกเก็บไว้นานจนเกินไป โดยเฉพาะในที่ที่อากาศร้อนและมีความชื้นสูง หากรับประทานเข้าไปจะก่อให้เกิดการสะสมของสารอะฟลาท็อกซินที่ตับ และอาจพัฒนาเป็นมะเร็งตับในที่สุด 7.เครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ สารเอทานอล ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น เมื่อถูกย่อยสลายในร่างกายแล้ว จะกลายเป็นสารที่มีชื่อว่า อะเซทแอลดีไฮด์ ซึ่งมีผลทำให้เซลล์ในร่างกายอ่อนแอลง สำหรับผู้สูบบุหรี่เป็นประจำก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็น มะเร็ง เช่น มะเร็งช่องปาก มะเร็งตับ และมะเร็งกระเพาะอาหารมากขึ้นตามไปด้วย นอกจากหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งแล้ว ก็ควรที่จะดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจให้เกิดความสมดุลในแบบองค์รวม ควบคู่กันไปด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผักผลไม้ที่มีวิตามินเอและวิตามินอีสูง หมั่นออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียด ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดเพื่อป้องกันมะเร็งผิวหนัง และให้ความสำคัญกับตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้คำว่า "มะเร็ง" ก็จะห่างไกลจากชีวิตคุณแน่นอน ที่มา : thaiza.com

6 โรคผิวหนัง ที่พบบ่อยในฤดูร้อน
ผิวหนัง /  ฤดูร้อน / 

อธิบดีกรมการแพทย์ชี้ โรคผิวหนัง ที่มากับอากาศร้อน แนะเลี่ยงการอยู่บริเวณที่มีแสงแดดเป็นเวลานาน ควรกางร่มและใส่แว่นกันแดด ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด ถ้าอยู่ในที่ร่มไม่ควรใส่เสื้อผ้าหนาและรัดเกินไป นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนอุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาโรคต่างๆ หนึ่งในโรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม คือ โรคผิวหนัง จากข้อมูลของสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ พบว่า ในช่วงฤดูร้อน โรคผิวหนัง ที่พบบ่อย ได้แก่ 1. ผด เนื่องจากอากาศร้อนจะทำให้เหงื่อออกมาก เป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบของรูขุมขน เกิดผดเม็ดเล็กๆ แดงๆ หรือเป็นเม็ดใสๆ พบมากในเด็กเล็กโดยที่ผดมักขึ้นรอบๆ คอ  หน้าผาก ส่วนผู้ใหญ่มักเป็นที่คอ เนื่องจากใส่เสื้อคอปิด ใส่สร้อย จะทำให้อับเหงื่อจนเกิดอาการคัน 2. ผิวไหม้แดด  โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน มักนิยมไปเที่ยวสงกรานต์ ไปชายทะเล         จะตากแดดกันมาก ทำให้ผิวไหม้แดดและลอก ผิวจะดำคล้ำขึ้น 3. กลาก มักพบในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ มีอาการคัน หากมีเชื้อราเข้ามาร่วมด้วย ผื่นจะขยายเป็นวง มีขอบเขตชัดเจน มีขุย และมีอาการคันมาก 4. เกลื้อน พบมากในผู้ที่ใส่เครื่องแบบ ใส่เสื้อผ้ารัดมากๆ หรือต้องใส่เสื้อสองชั้นจะเกิดเกลื้อนซึ่งมีลักษณะเป็นวงขาวๆ วงแดงๆ หรือวงดำๆ  ซึ่งมักเกิดกับผู้เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมากแล้วไม่ได้อาบน้ำทันที ปล่อยให้ความชื้นหมักหมมมีเหงื่อขังจะเกิดเชื้อราขึ้น มักเกิดบริเวณหลัง หน้าอก ท้อง และในบริเวณร่มผ้า 5. ภูมิแพ้ผิวหนัง ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ในหน้าร้อนถ้าเหงื่อออกมากจะมีผื่นคันบริเวณคอ ข้อพับ แขน ขา ควรหลีกเลี่ยงอากาศที่ร้อน อับหรือมีฝุ่นละอองมาก เนื่องจากจะทำให้คันมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องประดับที่ทำจากสารนิกเกิลเพราะจะทำให้ผิวหนังอักเสบเกิดผื่นแพ้ได้ 6. กลิ่นตัว อากาศร้อนทำให้เหงื่อออกมาก เมื่อเหงื่อออกมากกลิ่นตัวยิ่งแรง สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่เป็น โรคผิวหนัง ในฤดูร้อน คือ เด็กเล็ก ผู้ที่ต้องทำงานตากแดดเป็นเวลานาน ผู้ที่ใส่เสื้อผ้าซ้ำๆหรือเสื้อผ้าอับชื้น นักกีฬากลางแจ้ง ผู้ที่นิยมกิจกรรมนอกสถานที่  เช่น เที่ยวทะเล อาบแดด  ตีกอล์ฟฯลฯ และผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนัง ดังนั้น ควรดูแลรักษาตนเองจากโรคผิวหนังในหน้าร้อน ด้วยการหลีกเลี่ยงการอยู่บริเวณที่มีแสงแดดเป็นเวลานานหากจำเป็นควรใส่เสื้อแขนยาว  กางร่มและใส่แว่นกันแดด ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด  ถ้าอยู่ในที่ร่มไม่ควรใส่เสื้อผ้าหนาและรัดเกินไปเพราะจะทำให้เกิดการอับชื้นเหงื่อ เกิดผดผื่นคันได้  ในหน้าร้อนควรสระผมบ่อยๆ เนื่องจากศีรษะที่อับชื้นเป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อราที่ศีรษะได้ หากต้องใส่รองเท้าที่ปกปิดมิดชิด ควรถอดออกบ้างเมื่อนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน หากเท้ามีเหงื่อออกมากให้หายาระงับไม่ให้เหงื่อออกมากเกินไป หรือโรยแป้งไว้ระหว่างนิ้วเท้าเพื่อขับเหงื่อ  ควรเปลี่ยนรองเท้าบ่อยๆ และนำไปผึ่งตากแดดเพื่อดับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรค สำหรับผู้ที่แพ้โลหะไม่ควรใส่เครื่องประดับที่ทำจากนิกเกิล เพราะเมื่อเหงื่อออกจะทำให้นิกเกิลละลายออกมา  ทำปฏิกิริยากับผิวหนัง  ทำให้ผิวหนังอักเสบหรือเกิดผื่นแพ้ หากมีเหงื่อออกมากควรอาบน้ำหรือใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด ฉะนั้น หากปฏิบัติตามคำแนะนำจะสามารถห่างไกลโรคผิวหนังที่มากับฤดูร้อนได้ ขอบคุณที่มาจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

10 ของใช้ใกล้ตัว น่ากลัวติดโรค
ของใช้ /  สุขภาพ / 

10 ของใช้ใกล้ตัว น่ากลัวติดโรค ........สุขภาพที่เจ็บป่วยอย่างไม่รู้สาเหตุ แท้ที่จริงไม่ต้องคิดหาคำตอบให้ยาก เพราะต้นตอกลับอยู่ที่ของใช้ใกล้ตัว ที่ผู้ใช้ขาดการรักษาความสะอาด ........ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ ผู้อ่านรักษ์สุขภาพต้องลองอ่าน 10 ของใช้ติดตัว น่ากลัวติดโรค โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า เกิดเป็นคนแม้ไม่พ้นเชื้อแต่ก็พยายามช่วยลดมันลงได้แค่เพียงไม่มองข้าม “ของติดตัว” และ “ ของใช้ ใกล้ตัว” ที่น่ากลัวได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าดังต่อไปนี้ครับ คอนแทคเลนส์ ติดตัวติดที่ตา ขออย่าใส่นอนข้ามคืนหรือแม้เป็นชนิดที่ใส่นอนได้ก็ไม่ควรอยู่ดีเพราะกระจกลูกตามีอาหารกินอยู่ทางเดียวคืออากาศ ด้วยมันปราศจากเส้นเลือดเลี้ยงจึงเป็นของที่ควรเปิดโล่งให้รับลมจะดีกว่าครับ หมวกกันน็อค กับที่คาดผม ของติดศีรษะที่นำสิวมาให้ได้ โดยเฉพาะในหมวกกันน็อค ส่วนที่คาดผมหรือที่รัดผมนั้นจะทำให้ผมร่วงง่ายกลายเป็นคนผมบางไปโดยไม่รู้ตัว ขอให้ใช้หมวกกันน็อคตากแดดบ้าง ส่วนที่รัดผมขอพักไว้เวลาวันหยุดบ้างก็ได้ครับ เหล็กดัดฟัน-ฟันปลอม ของที่ติดอยู่ในช่องปากเช่นนี้ดึงเข้าดึงออกแต่ละทีก็เหมือนเติมเชื้อใส่เข้าไป เป็นของที่มีซอกมุม ทำความสะอาดยาก หากไม่แน่ใจเสียแล้วก็จะทำให้เชื้อสะสมอยู่ที่เหงือกกลายเป็นโรคคลาสสิกอย่างรำมะนาดหรือปริทนต์ได้ สร้อยคอ สร้อยแขน ของที่แสนใกล้ตัวและราคาแพงเช่นนี้ไม่ได้การันตีความไม่ป่วย ด้วยสร้อยที่เป็นโลหะจำพวก “นิเกิล” และ “โรเดียม” มีโอกาสกระตุ้นภูมิได้ในผู้ที่ไวต่อมันกลายเป็นผื่นแดงมีอาการคัน ส่วนในท่านที่ใส่สร้อยที่เป็นเชือกหรือวัสดุธรรมชาติก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้ดีตามเส้นใยที่ว่านั้นต้องระวังเชื้อรากันด้วย กระเป๋าถือ ไม่ว่าจะสะพายไขว้หน้าราคาเรือนแสนหรือกระเป๋าสตางค์ใบจ้อยกะร่อยกะหริบก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้พอกัน อย่าลืมว่ามันเป็นส่วนที่ต้องออกไปท่องโลกกว้างพร้อมกับตัวท่านทุกวัน แต่กลับไม่ค่อยได้อาบน้ำท่าทำความสะอาดเหมือนคน เพราะไม่อย่างนั้นหนังอาจเสื่อมเร็ว ดังนั้นควรระวังเรื่องความชื้นและกระเป๋าที่มีซอกหลืบเยอะให้ดี มืออนามัย แม้จะใส่เพื่อความสะอาดแต่ก็อาจป่วยได้โดยเฉพาะถุงมือยางที่เรียกว่า “ลาเท็กซ์” ทั้งในบุคคลากรแพทย์หรืออาชีพที่ต้องใส่ถุงมือทำงาน จะมีอาการ “แพ้” ได้กลายเป็นตุ่มใสบ้างแดงบ้างแถมคันคะเยอ หรือเผลอๆเหงื่อออกก็ได้เชื้อราแถมตามง่ามนิ้ว พอถึงเวลาถอดถุงมือออกมาดูพุพองน่าสยองไป นาฬิกาข้อมือ ถือเป็นของติดตัวใส่กันตลอดทั้งในยามทำงาน,ออกกำลังกายหรือแม้ในเวลาอาบน้ำ ทำให้ซอกนาฬิกาเป็นบ้านอันผาสุกของเชื้อโรคได้ จึงอยากขอให้พักข้อมือบ้าง โดยการถอดนาฬิกาในเวลานอนและอาบน้ำเพราะนั่นคือช่วงที่เชื้อจะสะสมได้มากที่สุด รวมถึงแหวน,สร้อยและเครื่องประดับติดตัวอื่นด้วยนะครับ จะได้ทำให้เวลานอนคือเวลาพักผ่อนปลอดพันธนาการที่แท้จริง ชั้นในและกางเกงเข้ารูป รัดจนหน้าตูบแถมยังทำให้เจ็บป่วยจากโรคอย่างกรดไหลย้อนในกรณีใส่เสื้อรัด หรือกดเส้นประสาทจนหน้าขาชาอย่างกรณีใส่กางเกงขาเดฟรัดติ้วแล้วยังมีกระเป๋าสตางค์กดอีก ส่วนในกรณีที่ร้อนจัดมีเหงื่อออก เครื่องรัดกายที่แน่นตัวเช่นนี้จะเรียกทั้งเชื้อราผิวหนังแล้วยังตกขาวในสาวๆได้อีกด้วย รองเท้า เป็นแหล่งรวมดาวเชื้อโรคอย่างแท้จริงเพราะไปวิ่งไปเดินมาร้อยเอ็ดย่านน้ำแล้วพอถึงเวลากลับมาบ้านเหนื่อยก็ถอดทิ้งไว้เฉยๆรวมกันอยู่บนชั้นวาง หรืออย่างชีวิตชาวคอนโดฯที่ต้องใช้ที่ร่วมกันอย่างประหยัดก็ทำให้ชั้นวางเกือกแออัดราวกับมหกรรมย่อมๆซึ่งทำให้ชั้นวางรองเท้ากลายเป็นสวนสัตว์รวมเชื้อไปอย่างน่าตกใจ อะไหล่กายเทียม เช่น ข้อเข่าเทียม,ข้อสะโพกเทียม หรือหลอดลวดที่ไปถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ ล้วนแต่เป็นของที่มีอายุ แม้จะดูแลดีแค่ไหนก็ต้องมีวันเสื่อม ซึ่งอนัตตาแห่งอะไหล่มนุษย์เหล่านี้สั้นกว่าอวัยวะที่เป็นของออริจินัลดั้งเดิมอยู่มาก ด้วยว่าร่างกายจะสร้าง “ธาตุต้านของเทียม(Antibody)” ขึ้นมาทำให้เกิดปฏิกิริยาเสื่อมและเจ็บป่วยได้มากกว่าอวัยวะแท้ๆ .........นอกจากนั้นยังมีของใกล้ตัวที่ใช้เฉพาะกิจอีกเช่น แว่นตา,ยาดมและผ้าเช็ดหน้า ที่พาเชื้อโรคเช่นตาเจ็บ,ตาแดงและโรคหวัดมาได้ จะเห็นว่าของติดตัวและใกล้ตัวที่ว่ามานี้ถ้าใช้ดีมันก็จะเป็นส่วนส่งเสริมเราแต่ถ้าเผลอไปเมื่อไรมันก็อาจกลายเป็นพันธนาการแห่งชีวิตและเป็นพิษต่อตัวเราได้ ไม่เกี่ยวว่าเป็นของแพงของถูกแต่อย่างใดเลย ขอบคุณที่มาจาก สสส.

จริงหรือไม่? ขนสุนัข และเห็บสุนัขเข้าไปในร่างกายคนได้
ขนสุนัขเข้าปอด /  ขนหมา / 

จากข่าวที่มีเด็กหญิงวัย 13 ปี เสียชีวิตด้วยอาการปอดติดเชื้ออย่างรุนแรง ซึ่งไม่ได้เกิดอาการโรคประจำตัวแต่อย่างใด แต่เป็นผลจากที่เด็กหญิงคนดังกล่าวได้คลุกคลีอยู่กับสุนัขและลิงมาตั้งแต่เด็ก แพทย์ตรวจสอบพบ ขนสุนัข ปะปนอยู่เต็มช่องปอดนั้น หลายคนอาจจะสงสัยว่าจริงๆแล้ว ขนสุนัข และเห็บสุนัขสามารถเข้าไปในปอดของคนเราได้หรือ? แล้วถ้าหาก ขนสุนัข และเห็บสุนัข เข้าไปสู่ร่างกายเราจะทำให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาคลายข้อสงสัยกันค่ะ ไปดูกันเลย จริงหรือไม่ ที่ ขนสุนัข จะเข้าปอดของคนได้ เรื่อง ขนสุนัข เข้าปอดคนนั้น เป็นไปได้ยากครับ เพราะอะไรก็ตามที่จะลงไปในปอดได้นั้น ต้องมีขนาดเล็กมาก ๆ และหากจะผ่านทางเดินหายใจไปถึงปอดได้ จะต้องผ่านกลไกการขับออกของร่างกาย เพราะปกติร่างกายก็จะมีการปฏิเสธสิ่งแปลกปลอมอยู่แล้ว เช่น จาม ไอ สร้างเมือก (เสมหะ) มาจับ หรือใช้ cilia (ซีเลีย) พัดโบกออกมา ขนาดของวัตถุที่จะเข้าไปในปอดได้นั้น ต้องมีขนาดเล็กกว่า 3-5 ไมครอนเท่านั้นซึ่งเล็กมากๆ จริงหรือไม่ เห็บอาศัยในโพรงจมูกของคนได้ อันที่จริงแล้วเห็บมีโฮสต์ เป็นของตัวเองครับ อย่างเห็บสุนัข เช่น Rhipicephalus sanguineus ก็ชอบอยู่กับสุนัข ถามว่าขึ้นสัตว์อื่นหรือคนได้มั้ย ตอบว่า "ได้ครับ" ซึ่งจัดเป็น accidental host หรือ โฮสต์โดยบังเอิญ และเห็บอาจดูดเลือดสัตว์หรือคนอื่นหรือไม่ดูดก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะพบอยู่ตามผิวหนังหรือในช่องหูส่วนนอก (ใบหู) มากกว่า การจะเข้าไปอาศัยถาวรในโพรงจมูกนั้นเป็นไปได้ยาก และโดยธรรมชาติแล้ว จมูกจะไวต่อการรับสัมผัส หากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไป ร่างกายก็จะปฏิเสธด้วยการจามออกมาครับ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากมาก ถ้าเห็บจะเข้าไปเจริญเติบโตในโพรงจมูกของเรา จริงหรือไม่ เห็บวางไข่ใต้ผิวหนังคนได้ ประเด็นนี้ก็ไม่น่าเป็นไปได้อีกเช่นกันครับ เพราะปกติแล้วเห็บตัวเมียเมื่อผสมพันธุ์และดูดเลือดอิ่มแล้ว จะลงจากโฮสต์มาวางไข่ตามพื้น ในที่ที่มีกำบัง เช่น ซอกพื้น แยกไม้ กำแพง ฯลฯ เหตุผลที่ดูจะใกล้เคียงที่สุด ในกรณีที่มีสิ่งมีชีวิตใต้ผิวหนังนั้น อาจจะเกิดจากการที่เห็บดูดเลือด ซึ่งเวลาที่เห็บดูดเลือดจะใช้ปากเจาะและฝังส่วน chelicera และ hypostome ฝังลงไปในผิวหนังของโฮสต์ ทำให้เกิดรอยโรคเล็ก ๆ ที่ผิวหนัง อาจเป็นไปได้ว่า บางครั้งมีแมลงบางชนิด จะเข้ามาดูดกินเลือดและวางไข่ ไข่จะฟักออกมาเป็นแมลง แล้วไชเข้าไปในแผล เรียกว่า Myiasis ครับ แต่ก็พบได้ยากมาก ๆ เช่นกันครับ รู้จัก “เห็บ” กันหน่อย จะได้ไม่โดนใครหลอก เห็บมีมากมายหลากหลายชนิด อาจจะมากกว่า 650 สปีชีส์ (species) เลยทีเดียว เห็บส่วนใหญ่มีโฮสต์เป็นของตัวเอง (host specificity) ครับ เห็บเป็นปรสิตภายนอกร่างกาย (Ectoparasite) จึงมักจะอาศัยอยู่ตามผิวหนัง ซอกนิ้ว หรือในใบหู พบน้อยมากที่จะเข้าไปอยู่ในจมูกของน้องหมา เห็บกินเลือดของโฮสต์เป็นอาหาร เมื่อเห็บกินเลือดจนอิ่มอ้วนพี  (engorged tick) แล้ว ก็จะลอกคราบ ผสมพันธุ์ หรือวางไข่ต่อไป ตามปกติแล้วเห็บมี 4 ระยะ คือ ไข่ ตัวอ่อน ตัวกลางวัย และตัวเต็มวัย ตามลำดับ ก่อนที่เห็บตัวเมียจะวางไข่ เห็บต้องดูดเลือดและผสมพันธุ์ก่อน เมื่อเห็บตัวเมียดูดเลือดจนอิ่มแล้ว ก็จะลงจากโฮสต์แล้วหาที่ซ่อนเพื่อวางไข่ ไข่เห็บจะมีขนาดเล็กสีน้ำตาล เห็บอาจจะวางไข่ชุดเดียวแล้วตาย หรือวางไข่หลายชุดแล้วตายก็ได้ในบางชนิด พิษภัยจากเห็บ โฮสต์ที่ถูกเห็บกัดและดูดเลือด อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ น้องหมาจะป่วย ซึม อ่อนแรง จนอาจเสียชีวิตได้ถ้าโลหิตจางมาก ๆ เห็บเป็นพาหะนำโรคต่าง ๆ มาสู่โฮสต์ได้ เช่น โรคพยาธิในเม็ดเลือด (คลิก) โรคอัมพาตจากเห็บ (คลิก) โรค Lyme disease หรือเกิดการอักเสบของผิวหนัง ฯลฯ การกำจัดเห็บ การกำจัดเห็บให้ได้ผลนั้นต้องกำจัดที่ตัวสัตว์และในสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป เพราะหากไม่กำจัดตามสิ่งแวดล้อมแล้ว เห็บพวกนี้ก็จะกระโดดกลับมาอาศัยอยู่บนตัวน้องหมาได้ใหม่ไม่สิ้นสุด ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สำหรับกำจัดเห็บมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ยาฉีด ยาหยอดหลัง ยาพ่น แชมพู ปลอกคอกันเห็บ ฯลฯ ให้เราได้เลือกใช้มากมาย แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องใช้อย่างระมัดระวังด้วย เพราะส่วนใหญ่จะเป็นสารเคมี ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายกับทั้งคนและน้องหมา หากใช้ไม่ถูกหรือใช้ในปริมาณที่มากเกินไปครับ ควรหรือไม่ ที่คนกับน้องหมาจะนอนร่วมเตียงเดียวกัน จริงๆ ไม่ควรและไม่แนะนำนะครับ การเลี้ยงสัตว์ควรต้องแยกเป็นสัดเป็นส่วน ไม่เพียงแต่โรคสัตว์สู่คน คนก็สามารถนำโรคสู่สัตว์ได้เช่นกัน แต่ถ้าใครที่ด้วยความรักความเอ็นดูแล้วอยากนำน้องหมามานอนด้วย ต้องเน้นย้ำให้ดูแลเรื่องความสะอาดและสุขบัญญัติเป็นอย่างดี เป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงเป็นพิเศษนะครับ (รู้ไว้ ก่อนอนุญาตให้น้องหมามานอนด้วย ..คลิก) โรคจากน้องหมาสู่คนที่ควรระวัง เพื่อน ๆ หลายคนอาจจะสงสัยว่า จริง ๆ แล้วการเลี้ยงและอยู่ใกล้ชิดกับน้องหมานั้น สามารถนำโรคต่าง  ๆ มาติดเราได้หรือไม่ ... ข้อเท็จจริง ก็คือ น้องหมาสามารถนำโรคมาสู่คนได้เหมือนกัน โรคที่ติดต่อสู่คนนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ปรสิตทั้งภายในและภายนอก ฯลฯ โดยคนรับเอาโรคนี้มาจากการสัมผัสน้ำลาย สารคัดหลั่ง อุจจาระ ปัสสาวะ การสัมผัสตัวน้องหมาโดยตรง หรือทางอ้อมผ่านทางอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ โรคที่สำคัญ ๆ ก็อย่างเช่น โรคเรบีส์ (พิษสุนัขบ้า) โรคฉี่หนู โรคเชื้อราขี้กลาก โรคกาฬโรคปอด หรือแม้แต่หนอนพยาธิในทางเดินอาหาร ฯลฯ ดังนั้นคนเลี้ยงสัตว์ต้องคอยระมัดระวัง และป้องกัน โดยการพาน้องหมาไปฉีดวัคซีน ถ่ายพยาธิ ป้องกันเห็บหมัด และพยาธิหนอนหัวใจ แล้วอย่าลืมทำความสะอาดมือหรือร่างกายทุกครั้งที่สัมผัสน้องหมา ก่อนทำกิจกรรมอื่น ๆ ต่อไปด้วยนะครับ ขอบคุณที่มาจาก : www.dogilike.com

คันหู ทำอย่างไรดี
คันหู /  หู / 

อาการ คันหู เป็นอาการที่พบได้บ่อย และเป็นที่น่ารำคาญแก่ผู้ที่มีอาการดังกล่าว อาการ คันหู เกิดจากหลายสาเหตุ  ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักใช้ไม้พันสำลีปั่นหูชั้นนอก หรือใช้นิ้วแคะ, ขยี้ หรือปั่นรูหูเพื่อบรรเทาอาการคัน ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังของหูชั้นนอกอักเสบมากขึ้น เกิดอาการคันมากขึ้น หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนกลายเป็นหูชั้นนอกอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเกิดฝีของหูชั้นนอกตามมา สาเหตุของอาการ คันหู 1.  การอักเสบเรื้อรังของหูชั้นนอก (chronic otitis externa) เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด มักเกิดจากผู้ป่วยใช้ไม้พันสำลีปั่นช่องหูชั้นนอกเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังอาบน้ำ แล้วน้ำเข้าหู ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของผิวหนังของหูชั้นนอก ทำให้เกิดอาการคันหูเรื้อรัง หรือเป็นๆ หายๆ 2.  การติดเชื้อราของช่องหูชั้นนอก (otomycosis) ทำให้มีอาการคันหูได้ 3.  หูชั้นกลางอักเสบ แล้วเยื่อบุแก้วหูทะลุ มีหนองไหลออกมา ทำให้เกิดการอักเสบของหูชั้นนอกตามมา (secondary otitis externa) ซึ่งทำให้เกิดอาการคันหูได้ 4.  โรคทางกายบางชนิดที่ทำให้มีอาการคันของหูชั้นนอกได้ เช่น โรคตับ  (เช่นโรคตับอักเสบ), เบาหวาน, โรคเลือด, มะเร็ง, มะเร็งต่อมน้ำเหลือง, โรคไตวายเรื้อรัง 5.  โรคของผิวหนังเองที่มีการอักเสบของช่องหูชั้นนอก หรือใบหูร่วมด้วย ได้แก่ โรคสะเก็ดเงิน (psoriasis), โรคต่อมไขมันอักเสบ (seborrheic dermatitis), โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ การวินิจฉัยอาการ คันหู สามารถทำได้โดยซักประวัติ โดยอาจซักถามอาการอื่นๆ ที่อาจเกิดร่วมด้วย เช่น หูอื้อ, เสียงดังในหู, มีหนองไหลจากหู  และตรวจหู อาจเห็นผิวหนังของช่องหูแห้ง  แดง  หนา  เป็นขุย หรือเป็นแผล  พบรอยถลอก หรือลักษณะของผิวหนังอักเสบได้ การรักษาอาการ คันหู รับประทานยาแก้แพ้ (antihistamine) ให้หายคัน อาจใช้ยาสเตียรอยด์ ทาหรือหยอดหู เพื่อลดอาการอักเสบ และอาการคัน รักษาตามสาเหตุของอาการคัน แนะนำให้ผู้ป่วยเลิกใช้ไม้พันสำลี หรือนิ้วในการปั่นช่องหู ถ้าคันมาก แนะนำให้การรักษาโดยข้อ 1 และ ข้อ 2  อาจขยี้ตรงช่องหูเบาๆ ได้ แนะนำให้ผู้ป่วยระวังไม่ให้น้ำเข้าหู เนื่องจากผู้ป่วยมักใช้ไม้พันสำลีซับน้ำในช่องหูหลังอาบน้ำ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวหนังช่องหูเรื้อรัง ทำให้เกิดการอักเสบ และอาการคันขึ้นอีก  อาจใส่หมวกเวลาอาบน้ำ หรือใช้สำลี หรือที่อุดหูสำหรับนักดำน้ำซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์กีฬา อุดหูระหว่างอาบน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำเข้าหู ขอบคุณที่มาจาก : รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

โทษของ แสงแดด ในหน้าร้อน
ฤดูร้อน /  หน้าร้อน / 

ปีใหม่เหมือนเพิ่งผ่านพ้นไป เผลอนิดเดียวย่างเข้าหน้าร้อนกันอีกครั้ง ใครที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งเป็นชีวิตจิตใจก็ขอให้ระมัดระวัง แสงแดด จัดกันสักนิด เพราะอาจเป็นอันตรายต่อผิวของคุณได้ เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมานี้อุณหภูมิของอากาศดูจะสูงขึ้นมากกว่าปกติ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อนที่ประเทศต่างๆ กำลังหันมาให้ความสนใจกันอย่างมาก การที่ชั้นบรรยากาศของโลกถูกทำลาย ทำให้มีปริมาณความร้อน และรังสีต่างๆ ส่งมาถึงบนผิวโลกมากขึ้น โดยเฉพาะวายร้ายอันดับหนึ่ง รังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสี UV อากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลให้ผิวหนังของเราซึ่งคอยปกป้องร่างกายภายในต้องรับภาระหนักขึ้นกว่าเดิม ในคนที่ไม่ค่อยได้ดูแลผิว ผิวปรับสภาพไม่ทัน ผิวจะอ่อนแอลงและทำงานผิดปกติได้ เรามาดูปัญหาที่พบบ่อยและวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องกันเถอะ ผดผื่น อากาศร้อนๆ แบบนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องผดผื่น ลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ ใสๆ หรือถ้าเป็นมากจะเห็นเป็นตุ่มสีแดงๆ มักเกิดตามบริเวณใบหน้า คอ หน้าอก ลำตัว ซอกแขน ข้อพับและหลัง สาเหตุเกิดจากการที่ร่างกายพยายามขับความร้อนในรูปของเหงื่อ เมื่อต่อมเหงื่อทำงานหนัก ผลิตเหงื่อจำนวนมากขึ้นแต่ระบายออกได้ไม่ทัน ผลคือเกิดการอุดตันในท่อของต่อมเหงื่อ เห็นเป็นตุ่มเม็ดเล็กๆ เมื่อมองจากภายนอก ในบางคนอาจจะมีอาการคัน เกาจนเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนขึ้นเป็นตุ่มหนองตามมา วิธีป้องกัน คือ อาบน้ำ ทาแป้งฝุ่นและสวมใส่เสื้อผ้าบางๆ เช่น ผ้าฝ้าย และพยายามอยู่ในบริเวณที่อากาศเย็นและถ่ายเทได้ดี หรืออาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวบริเวณที่มีอาการคัน เพื่อลดความร้อนบริเวณนั้นๆ ลง กลิ่นตัว บริเวณข้อพับเช่น รักแร้และขาหนีบ จะมีต่อมเหงื่อชนิดหนึ่ง เรียกว่า ต่อมอโปคราย ( apocrine gland ) ซึ่งต่อมเหล่านี้จะผลิตสารที่มีลักษณะพิเศษ ขุ่นข้นคล้ายน้ำนม สารที่ว่านี้เมื่ออยู่สัมผัสกับผิวหนัง จะถูกแบคทีเรียบนผิวเปลี่ยนไปเป็นสารประกอบซึ่งมีกลิ่นแรง อันเป็นสาเหตุของกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ได้ วิธีป้องกัน คือ อาบน้ำชำระร่างกาย ฟอกสบู่ให้สะอาด เพื่อลดจำนวนเชื้อแบคทีเรียบนผิว นอกจานี้ ควรลดกิจกรรมที่กระตุ้นให้เหงื่อออก อาจใช้โรลออนหรือน้ำหอมเพื่อปกปิดกลิ่น ในรายที่เป็นมากอาจต้องใช้สารระงับเหงื่อเพื่อช่วยลดปริมาณของเหงื่อที่ออกมา นอกจากนี้ควรงด อาหาร ยา ผลไม้บางชนิด ซึ่งมีกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม สะตอ ทุเรียน พริกป่น เนย เป็นต้น โรคผิวหนังจากเชื้อรา เหงื่อที่ออกมากในช่วงหน้าร้อน นอกจากจะกระตุ้นให้เกิดผดผื่นแล้ว หากปล่อยให้อับชื้นนานๆ ตามบริเวณข้อพับ รักแร้ ขาหนีบ โดยเฉพาะในคนที่น้ำหนักตัวมาก ซึ่งเนื้อค่อนข้างจะชิดกันจนทำให้อากาศถ่ายเทได้ไม่ค่อยดี อาจเกิดการหมักหมมและเจริญเติบโตของเชื้อรา เช่น กลาก เกลื้อน หรือยีสต์บางชนิด ในที่สุดทำให้เกิดโรคตามมา โดยเริ่มจากอาการคัน ต่อมากลายเป็นผื่นแดง แล้วค่อยๆ ลามเป็นวง กว้างออกไปเรื่อยๆ และอาจมีขุยร่วมด้วย วิธีป้องกัน อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายสม่ำเสมอ วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง และ พยายามรักษาผิวให้แห้งอยู่ตลอดเวลา หลังเล่นกีฬาเสร็จควรผึ่งให้แห้งหรือรีบอาบน้ำชำระล้างร่างกายเพื่อไม่ให้ร่างกายอับชื้นซึ่งเป็นสภาวะที่เชื้อราเติบโตได้ดี ถ้าผิวหนังเสียดสีมากๆ เช่นในคนที่น้ำหนักเกิน อาจทาแป้งฝุ่นบางๆ เพื่อลดการเสียดสีของเนื้อเยื่อบริเวณข้อพับได้ ผิวไหม้ผิวเกรียม หน้าร้อนมาเยือน ทำให้อากาศอบอ้าว หลายคนคงถือโอกาสไปพักผ่อนตากอากาศตามชายทะเล ในคนที่ผิวขาวมากๆ อาจกลับมาด้วยอาการแดงหรือปวดแสบปวดร้อนที่ผิว บางคนผิวลอกเป็นแผ่นๆ บางคนคล้ำขึ้นและคงอยู่นานกว่าจะจางลง แถมในคนที่มีปัญหากระหรือฝ้า จะสังเกตเห็นว่ารอยโรคที่มีดูเข้มขึ้นและปริมาณเพิ่มขึ้น ตัวการหลักคือการได้รับปริมาณรังสี UV ที่มากกว่าปกติ เนื่องจากรังสีดังกล่าวสะท้อนกับน้ำและผิวทราย ถ้าอยู่ท่ามกลางแสงแดดนานๆ โดยไม่ป้องกันให้ดีผิวหนังก็ได้รับอันตราย ไหม้ได้ง่ายๆ วิธีป้องกัน รังสี UV ที่สำคัญ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ UV ชนิด A และ B ซึ่งทำให้เกิดปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่น และการไหม้ของผิวตามลำดับ ครีมกันแดดที่ดีจะมีคุณสมบัติป้องกันรังสี UV ได้ครอบคลุมทั้งสองชนิดดังที่กล่าวไป เวลาไปเที่ยวทะเลควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่ากันแดดสูงเพราะบริเวณชายทะเลมีปริมาณของรังสีมากกว่าปกติ นอกจากนี้เหงื่อ และน้ำทะเลจะคอยชะล้างทำให้ประสิทธิภาพของครีมกันแดดที่ทาลดลง ถ้าเล่นน้ำนาน ควรทากันแดดเพิ่มทุกๆ 1 ชั่วโมง และถ้าเป็นไปได้ ควรเล่นน้ำก่อน 9 โมงเช้าหรือหลังแดดร่มลมตก เพราะปริมาณรังสี UV ได้ลดลงแล้วซึ่งจะปลอดภัยกว่า แต่ถ้าป้องกันไม่ทันผิวไหม้ไปแล้ว ควรอาบน้ำเย็น และทาครีมหรือโลชั่นหลังอาบน้ำบ่อยๆ เพื่อลดความตึงของผิวหนังและช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับผิว ขอบคุณที่มาจาก : โรงพยาบาลเวชธานี

ปลานับหมื่นตายยกสระวัด เหตุก๊าซเน่าจากอาหาร-มูลปลา
ประจวบคีรีขันธ์ /  ปลาตาย / 

แฟนเพจ ทีวีชุมชน ข่าวสารออนไลน์ จ. เพชรบุรี และ ประจวบฯ รายงานข่าวว่า ได้เกิดเหตุปลานับหมื่นตายยกสระวัดดังจากน้ำเสีย คาดว่าอากาศร้อนทำให้มูลปลาและเศษอาหารที่ทับถมอยู่ใต้สระเกิดความร้อนทำปฎิกิริยากันจนกลายเป็นก๊าซทำให้ปลาขาดอ๊อกซิเจนน๊อคทั้งสระ ผู้สื่อข่าวรับแจ้งว่า ที่วัดสิทธิสังฆาราม หรือวัดหนองคราม หมู่ 2 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปลาที่ทางวัดเลี้ยงไว้ในสระเกิดตายเป็นจำนวนมาก จึงเดินทางไปตรวจสอบพบปลานานาชนิดขนาดใหญ่ทั้งปลาตะเพียน ปลานิลภายในสระน้ำรอบวิหารหลวงพ่อโสธรตายลอยแพส่งกลิ่นเหม็นทั่วนับหมื่นตัว ขณะที่พระลูกวัดก็ช่วยกันใช้สวิงช้อนปลาตายใส่ตะกร้าน้ำหนักรวม 3-4 ตันเพื่อนำไปกลบฝังยังหลุมที่ใช้รถแบ๊คโฮว์ขุดเตรียมไว้ จากการสอบถามพระสุชาติ สุชาโต อายุ 53 ปี พระลูกวัดที่ดูแลวิหารเล่าว่าพบเห็นปลาเริ่มทยอยตายตั้งแต่เมื่อวานที่ผ่านมาและเริ่มลอยแพขึ้นอืดเป็นจำนวนมากจึงแจ้งให้ทางพระครูสุนทรกิตติวัฒน์ เจ้าคณะตำบลหนองตาแต้ม เจ้าอาวาสวัดสิทธิสังฆาราม ทราบและสั่งการให้นำปลาที่ตายไปฝังกลบ ด้านนายบุญมี สำมณีปศุสัตว์อำเภอปราณบุรี กล่าวว่าหลังจากได้เข้ามาตรวจสอบพบว่ามีปลาตายจำนวนมากส่วนสาเหตุคาดว่าเกิดจากที่มีประชาชนนำอาหารประเภทขนมปังบูดมีเชื้อรา อาหารปลา มาโยนเลี้ยงให้ปลากิน และสะสมกับมูลปลาจนเกิดก๊าซเน่าเสียเพราะอากาศร้อน ปลาขาดอ๊อกซิเจนหายใจเกิดอาการน๊อกน้ำตายเป็นจำนวนมาก หลังจากแนะนำคงต้องสูบน้ำออกจากบ่อ ดูดเลนออกและโรยปูนขาวฆ่าเชื้อก่อนจะนำปลาชุดใหม่มาปล่อยเลี้ยงต่อไป ขณะเดียวกันประชาชนที่ทราบข่าวต่างบ่นเสียดายปลาไปตามๆกัน สำหรับวัดสิทธิสังฆาราม ได้รับคัดเลือกให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างในปี พ.ศ.2539 และเป็นวัดพัฒนาดีเด่นในปี พ.ศ.2542 ปัจจุบันมีประชาชนชอบพาลูกหลานไปให้อาหารปลาภายในสระวัดเป็นจำนวนมาก ภาพ/ข่าว/สมบัติ ลิมปจีระวงษ์

อีโบลา คือ อะไร อันตรายที่กำลังระบาดไปทั่วโลก
อีโบลา /  อีโบลา คือ / 

อีโบลา คือ อะไร อันตรายที่กำลังระบาดไปทั่วโลก ถึงโลกเราจะมีการพัฒนาการไปไกล จนมีเครื่องมีการแพทย์ที่ครบครันและทันสมัยก็ตาม แต่ก็มีบางโรคที่วงการแพทย์ยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้ อย่างเช่นโรค อีโบลา ที่ล่าสุดได้มีการรบาดแถบแอฟริกาตะวันตก ประเทศกินี ไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน ซึ่งเริ่มแพร่ระบาดมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่าน และองค์การอนามัยโลกได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า จำนวนผู้ที่เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสอีโบลานั้นพุ่งไปอยู่ที่ 672 คนเลยทีเดียว ทาง Men.MThai เราก็เลยอยากจะนำเสนอ ความเป็นมาของโรค อีโบลา คือ อะไร เพื่อที่เพื่อนๆ จะได้รู้จักและป้องกันตัวได้ทันครับ อีโบลา คือ อะไร โรคไวรัส อีโบลา หรือ ไข้เลือดออกอีโบลา เป็นโรคของมนุษย์ที่เกิดจากไวรัสอีโบลา เริ่มมีอาการสองวันถึงสามสัปดาห์หลังสัมผัสกับไวรัส โดยมีไข้ เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อและปวดศีรษะ จากนั้นมีคลื่นไส้ อาเจียนและท้องร่วงร่วมกับการทำหน้าที่ของตับและไตลดลง เมื่อถึงจุดนี้ บางคนเริ่มมีปัญหาเลือดออก ประชากรรับโรคนี้ครั้งแรกเมื่อผู้ป่วยสัมผัสกับเลือดหรือของเหลวร่างกายจากสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น ลิงหรือค้างคาวผลไม้ เชื่อว่าค้างคาวผลไม้เป็นตัวพาและแพร่โรคโดยไม่ได้รับผลกระทบจากไวรัส เมื่อติดเชื้อแล้ว โรคอาจแพร่จากคนสู่คนได้ ผู้ที่รอดชีวิตอาจสามารถส่งผ่านโรคได้ทางเพศสัมพันธ์เป็นเวลาเกือบสองเดือน ในการวินิจฉัย ต้องแยกโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกันออก เช่น มาลาเรีย อหิวาตกโรคและไข้เลือดออกจากไวรัสอื่น ๆ จากนั้น อาจทดสอบเลือดหาแอนติบอดีต่อไวรัส ดีเอ็นเอของไวรัส หรือตัวไวรัสเองเพื่อยืนยันการวินิจฉัยการป้องกันรวมถึงการลดการระบาดของโรคจากลิงและหมูที่ติดเชื้อสู่คน ซึ่งอาจทำได้โดยการตรวจสอบหาการติดเชื้อในสัตว์เหล่านี้ และฆ่าและจัดการกับซากอย่างเหมาะสมหากพบโรค การปรุงเนื้อสัตว์และสวมเสื้อผ้าป้องกันอย่างเหมาะสมเมื่อจัดการกับเนื้อสัตว์อาจช่วยได้ เช่นเดียวกับสวมเสื้อผ้าป้องกันและล้างมือเมื่ออยู่ใกล้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคดังกล่าว ตัวอย่างจากผู้ป่วยควรจัดการด้วยความระมัดระวังเพิ่มขึ้น ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการรักษาไวรัสอย่างจำเพาะโดยความพยายามช่วยเหลือผู้ป่วยมีการบำบัดคืนน้ำ (rehydration therapy) ทางปากหรือหลอดเลือดดำ โรคนี้มีอัตราตายสูง โดยอาจถึง 90% ตรงแบบเกิดในการระบาดในเขตร้อนแอฟริกาใต้สะฮารา ระหว่างปี 2519 ซึ่งมีการระบุโรคครั้งแรก และปี 2555 มีผู้ติดเชื้อน้อยกว่า 1,000 คนต่อปี มีการระบุโรคนี้ครั้งแรกในประเทศซูดานและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แม้จะมีความพยายามพัฒนาวัคซีนอยู่ แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีวัคซีน อาการโรคและการติดโรค อีโบลา คือ อะไร อาการของโรคมีความผันแปรและมักเกิดฉับพลัน อาการแรกเริ่มได้แก่การมีไข้สูง (อย่างต่ำ 38.8°C หรือ 102°F) ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ ข้อและช่องท้องรุนแรง อ่อนเพลียอย่างหนักและวิงเวียนศีรษะ ในช่วงแรกๆ ที่เกิดการระบาดและยังไม่เป็นที่รู้จักมากมักวินิจฉัยว่าเป็นไข้มาลาเรีย ไข้ไทฟอยด์ ท้องร่วง ไข้หวัดใหญ่ รวมทั้งโรคอื่นๆ ที่เกิดจากแบคทีเรียซึ่งมีอาการคล้ายกันแต่ไม่รุนแรงถึงชีวิต อาการอาจร้ายแรงขึ้น เช่นท้องร่วงอย่างแรง อุจจาระกลายเป็นสีดำหรือแดงจัด อาเจียนเป็นโลหิต ตาแดงจัด ความดันโลหิตลดต่ำกว่า 90/60 ไต ม้ามและตับได้รับความเสียหาย อัตราการตายสูงมากถึงระหว่าง 50% - 90% สาเหตุที่ตายเกิดจากขาดเลือด หรืออวัยวะวาย การรักษา อีโบลา คือ อะไร ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาจำเพาะสำหรับโรคไวรัสอีโบลา มีแต่เพียงการรักษาประคับประคอง ได้แก่ทำหัตถการแบบรุกล้ำให้น้อยที่สุด รักษาสมดุลอิเล็กโตรไลต์และสารน้ำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ให้สารต้านการแข็งตัวของเลือดในระยะแรกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดแบบแพร่กระจาย (DIC) ให้สารช่วยการแข็งตัวของเลือดในระยะท้ายเพื่อควบคุมไม่ให้มีเลือดออก รักษาระดับออกซิเจน บรรเทาอาการปวด และใช้ยาต้านเชื่อแบคทีเรียหรือยาต้านเชื้อราเพื่อรักษาการติดเชื้อซำซ้อน (ถ้ามี)

แผลในปาก ไม่ยากแก่การรักษา
ปาก /  ร้อนใน / 

การได้ลิ้มรสชาติอาหารอร่อยๆ เต็มปากเต็มคำ นับเป็นความสุขอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ สุขภาพปากและฟันที่ดี ไม่เพียงแต่จะสร้างความสุขทางใจจากการได้รับประทานอาหารอร่อยได้ทุกประเภท แต่ยังเป็นหนทางสำคัญต่อการสร้างสุขภาพทางกายให้สมบูรณ์แข็งแรงได้อีกด้วย ดังนั้น การปล่อยปะละเลยสุขภาพในช่องปาก จนทำให้เกิดเป็น “ แผลในปาก ” นอกจากจะทำให้เกิดอาการเจ็บแล้ว ยังรบกวนความสามารถในการรับประทานอาหาร การกลืน หรือแม้กระทั่งการพูดไปอย่างน่าเสียดาย... แผล ในความหมายทางการแพทย์คือ มีการหลุดลอกไปของเนื้อเยื่อผิวหนังชั้นบน ที่มีปลายประสาทและหลอดเลือดขนาดเล็กอยู่ ทำให้เกิดความเจ็บปวดและมีเลือดออก สำหรับแผลในช่องปากนั้น ส่วนใหญ่เรามักจะจำกันไม่ได้ว่าเกิดแผลในปากขึ้นได้อย่างไร แต่ถ้าเราทราบสาเหตุ ก็จะสามารถรักษาและป้องกันการเกิดเป็นซ้ำได้ แผลในปากมีหลายลักษณะ ขึ้นกับอาการและสาเหตุ อาทิ แผลที่เป็นแล้วหายได้เอง ภายใน 1-2 สัปดาห์ และมักกลับเป็นซ้ำอีก คือ แผลร้อนในขนาดเล็ก (Minor Aphthous ulcer) ซึ่งเป็นกันมาก ทั้งหญิงชาย เด็กและผู้ใหญ่ เป็นแผลที่ไม่มีความอันตรายในระยะยาว แผลมักเกิดตามข้างกระพุ้งแก้ม ใต้ลิ้น ริมฝีปากด้านใน การทายาจำพวกสเตียรอยด์เฉพาะที่วันละ 2-3 ครั้ง จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนแผลบริเวณนั้น เช่น สลับไปเคี้ยวอาหารอีกข้างหนึ่งจะทำให้ลดโอกาสการเกิดเป็นแผลเรื้อรังขนาดใหญ่ขึ้นได้ การเป็นแผลร้อนในซ้ำบ่อย ๆ อาจเกิดจากการขาดสารอาหารจำพวกวิตามินบีและกรดโฟลิก การรับประทานวิตามินเสริมเหล่านี้จะช่วยลดการเกิดแผลได้ อาจเกิดจากการแพ้ยาหรือสารบางอย่าง หรือการติดเชื้อโรค เช่น ไวรัส เชื้อรา แบคทีเรีย หรืออาจเป็นอาการแสดงของโรคระบบผิวหนัง โรคระบบทางเดินอาหาร ระบบเลือด รวมถึงการเป็นโรคมะเร็งในช่องปากด้วย เมื่อใดที่เกิด แผลในปาก ลองถามคำถามเหล่านี้กับตนเอง อาจพบสาเหตุที่ทำให้เกิด แผลในปาก ได้ ท่านเป็น แผลในปาก บ่อยหรือไม่ เป็นนานเพียงใด ทำอย่างไรจึงหาย เป็นไปได้หรือไม่ว่าช่วงก่อนที่เกิดเป็นแผลท่านได้รับความกระทบกระเทือนใด ๆ ในปาก เช่น แปรงฟันผิดจังหวะไปกระแทกโดนเนื้อเยื่อหรือเหงือก การกัดแก้มหรือกัดลิ้นระหว่างเคี้ยวอาหาร การใส่เครื่องมือจัดฟัน ฟันปลอม ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านี้ การรับประทานอาหารร้อนจัด ๆ ทำให้พุพอง การใช้สารบางอย่าง เช่น น้ำยาบ้วนปาก หรือสมุนไพรแล้วเกิดการระคายเคือง อาจทำให้เกิดแผลในปากได้ ลองหลีกเลี่ยงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ดู แล้วสังเกตว่าแผลหายภายในกี่วันและกลับเป็นซ้ำเมื่อทำสิ่งเหล่านี้อีกหรือไม่ แผลนี้เกิดร่วมกับการมีไข้หรือไม่ แผลอาจเกิดจากการติดเชื้อ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ควรไปพบแพทย์ถ้ามีไข้ร่วมกับการเป็นแผลในช่องปาก ตรวจร่างกายอย่างละเอียดครั้งสุดท้ายเมื่อใด มีโรคประจำตัวหรือไม่ หากมีการรับประทานยาใหม่ๆ เป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจแพ้ยานั้น มีแผลอื่น ๆ ตามร่างกาย หรือมีโรคทางระบบทางเดินอาหารใด ๆหรือไม่ เคยมีประวัติความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหรือไม่ เช่น มีใครในครอบครัวเป็นมะเร็ง เคยสูบบุหรี่หรือดื่มสุราจัดหรือไม่ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ หากเป็นแผลในปากแล้ว ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เจ็บหรือไม่ แต่เป็น นานเกิน 2 สัปดาห์ ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรไปรับการตรวจแผลกับทันตแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับการวินิจฉัยแผลที่ถูกต้อง นอกจากจะได้รับการรักษาที่เหมาะสมแล้ว ท่านจะได้เรียนรู้วิธีป้องกันการเกิดแผลในภายหน้า เพื่อป้องกันการลุกลามของโรคทางระบบ รวมทั้งโรคมะเร็งในช่องปากได้อย่างทันท่วงที ขอบคุณที่มาจาก : โรงพยาบาลเวชธานี

แชร์ว่อน ! เนื้อหมูแช่แข็งห้างดัง เชื้อราเกาะเพียบ
ราเกาะเนื้อหมูแช่แข็ง /  ห้างดัง / 

แชร์ว่อน ! เตือนภัยผู้บริโภค ระวังเนื้อหมูแช่แข็ง ห้างดัง ราเกาะเพียบ แนะตรวจสอบก่อนซื้อ เว็บไซต์ CM108.com รายงานว่า สมาชิกเฟซบุ๊คท่านหนึ่งได้ร้องเรียนผ่านทางหน้าแฟนเพจและโพสต์ภาพพร้อมข้อความเตือนผู้ที่นิยมซื้อเนื้อหมูแช่แข็งในห้างสรรพสินค้า โดยเผยว่าได้ซื้อเนื้อหมูแช่แข็งในห้างดังแห่งหนึ่ง พอตอนแช่แข็งมาไม่เห็นว่าลักษณะเนื้อหมูเป็นอย่างไร แต่พอน้ำแข็งละลายก็เห็นว่ามีเชื้อราเกาะอยู่เต็มแผ่นหมูเลย ซึ่งหากดูที่วันผลิตและหมดอายุอย่างเดียวก็ไม่ได้เนื่องจากวันหมดอายุคือวันที่ 18/07/2015 คือปีหน้า ซึ่งสมาชิกเฟซบุ๊คคนดังกล่าวได้ฝากเรื่องนี้ให้เป็นอุทาหรณ์ในการเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า ต้องตรวจสอบให้ดี ไม่เช่นนั้นทานเข้าไปอาจจะเกิดอันตรายได้ MThai News

8 วิธีง่ายๆ ดูแล สุขภาพเท้า ในช่วงหน้าฝน
สุขภาพเท้า /  หน้าฝน / 

   เท้าเหม็น (Pitted Karatolysis)  เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่น อาการสำคัญของโรคนี้ที่พบบ่อยสุดถึงร้อยละ 90 คือ เท้ามีกลิ่นเหม็น ส่วนอาการรองลงมาที่พบร้อยละ 70 คือ เวลาถอดถุงเท้าจะรู้สึกว่าถุงเท้าติดกับฝ่าเท้า ส่วนอาการคันนั้นพบได้น้อยคือ ร้อยละ 8    เชื้อราที่เท้า (Tinea Pedis) คำว่า Tinea Pedis หรือชาวบ้านรู้จักกันดีในชื่อ โรคน้ำกัดเท้าหรือฮ่องกงฟุต เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถก่อโรคที่ผิวหนังได้ โดยเฉพาะที่เท้า ซอกนิ้วเท้า และเล็บเท้า แม้บางครั้งโรคผิวหนังที่ว่าอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเชื้อราอย่างเดียว แต่เพราะมีเชื้อแบคทีเรียมาร่วมด้วย 8 วิธีง่ายๆ ดูแล สุขภาพเท้า ด้วยตัวเอง        คุณหมอสุมนัสให้คำแนะนำง่ายๆ ในการดูแล สุขภาพเท้า ด้วยตัวเอง และย้ำว่าควรเริ่มปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วันนี้ ดังนี้ 1. ล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ ประมาณ 10 นาที เวลาอาบน้ำ ทุกๆ วัน ซึ่งจะทำให้ผิวหนังนุ่ม แต่อย่าขัดหรือถู หรือแช่น้ำเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้ง 2. เช็ดเท้าให้แห้งสนิททุกครั้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้าต้องให้แห้งจริงๆ 3. สำหรับผู้มีกลิ่นเท้า หลังจากล้างเท้าสะอาดและเช็ดให้แห้งแล้ว ควรจะโรยแป้งทาตัวให้ทั่วเท้าและซอกเท้า รวมถึงอย่าใส่รองเท้าคับเกินไป ควรเลือกรองเท้าที่ใส่สบายและระบายอากาศได้ ถุงเท้าควรเป็นถุงเท้าผ้าฝ้ายจะดีกว่าถุงเท้าไนลอน 4. ถ้าผิวแห้ง ทาครีมที่ไม่มีน้ำหอมฉุน เพื่อให้ความชุ่มชื้น โดยทาบางๆ ให้ทั่วทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้า ห้ามทาครีมบริเวณซอกนิ้วเท้า เพราะอาจเกิดการหมักหมมของเชื้อราได้ 5.ถ้าเล็บยาวต้องตัดเล็บเท้าอย่างถูกวิธี โดยตัดตรงตามแนวขอบเล็บเท่านั้น ไม่ตัดเล็บเซาะเข้าไปด้านข้างหรือจมูกเล็บ และไม่ควรตัดเล็บให้สั้นเกินไป 6. ใส่รองเท้าให้เหมาะกับโรค ควรใส่รองเท้าที่เหมาะสมและถูกสุขลักษณะ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานควรใส่รองเท้าที่ทำจากวัสดุที่มีลักษณะนิ่มและมีแผ่นรองรับแรงกระแทกที่ฝ่าเท้า ไม่ควรใส่รองเท้าแตะชนิดที่มีสายรัดง่ามนิ้วเท้า 7. หมั่นตรวจเท้าด้วยตนเองเป็นประจำ สังเกตสีผิว กลิ่นเท้า อุณหภูมิของเท้า และอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น ปวดเท้า มีอาการชา บวม มีเม็ดพอง หรือคัน เป็นต้น โดยตรวจให้ทั่วทั้งฝ่าเท้า ส้นเท้า ซอกนิ้วเท้า และบริเวณเล็บเท้า หากพบความผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ 8. ออกกำลังกายเท้า เพื่อบริหารข้อเท้าและกล้ามเนื้อเท้าอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและ ที่มาจาก ชีวจิต