เชื้อรา

กล้วยผงแก้ ท้องเสีย
ท้องเสีย /  ปวดท้อง / 

นำกล้วยมาปอกเปลือก (กรุณาใส่ผ้ากันเปื้อนขณะทำ เพราะอาจเลอะเสื้อได้ และถ้าใครผิวบางให้ใส่ถุงมือกันยางกล้วยกัดให้คัน) จากนั้นฝานเป็นแว่นบางๆ ตามขวาง เรียงใส่กระด้งตากจนแห้งสนิท ถ้าใครมีเตาอบให้นำกล้วยไปอบด้วยไฟ 50 องศาเซลเซียสนาน 4 ชั่วโมงจนแห้งสนิท นำไปปั่นให้ละเอียด แล้วนำไปร่อนด้วยแร่งเบอร์ 100 เก็บใส่ภาชนะมีฝาปิดสนิทหรือสุญญากาศยิ่งดี จะเก็บไว้ใช้งานได้ราว 3 เดือน ซึ่งวิธีสังเกตว่ากล้วยผงยังไม่หมดอายุก็คือ เวลาตักใช้ผงกล้วยยังแห้งร่วน หากเริ่มสัมผัสได้ถึงความชื้นก็ไม่ควรนำไปใช้ เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ วิธีใช้ เมื่อมีอาการ ท้องเสีย หรือปวดท้องโรคกระเพาะ ให้ชงผงกล้วย 1 - 2 ช้อนโต๊ะกับน้ำร้อนแล้วดื่มเมื่อมีอาการ เท่านี้อาการ ท้องเสีย ก็เป็นเรื่องกล้วยๆ แล้ว ทว่าบางครั้งผงกล้วยอาจทำให้ท้องอืดได้ แนะให้แก้ไขโดยดื่มน้ำขิงเพื่อแก้อาการดังกล่าว ที่กล้วยผงสามารถเยียวยาอาการดังกล่าวได้นั้น ก็เพราะในกล้วยมีสารรสฝาดชื่อว่า “แทนนิน” ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อโรคอันเป็นสาเหตุที่ทำให้ท้องเสีย ทั้งยังมีสารเพ็กตินสามารถช่วยเคลือบกระเพาะจึงช่วยป้องกันโรคกระเพาะได้ Tips 1. ผู้ที่ไม่มีเตาอบ ควรทำกล้วยผงไว้ใช้แต่น้อย เพื่อป้องกันตัวยาใช้ไม่หมดแล้วขึ้นรา โดยอาจเริ่มทำจากกล้วย 1 หวี ถือว่ายังสามารถเก็บไว้ใช้ได้ 2. หากอบกล้วยผงจนแห้งสนิทและมีกระบวนการบดและร่อนที่สะอาดแล้ว แนะนำให้กรอกใส่แคปซูลแล้วเก็บไว้ในกระปุกที่มีฝาปิดสนิท จะช่วยให้เก็บไว้ใช้ได้นาน 6 เดือน ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสาร Health&Cuisine มีนาคม, Issue 134

ไซนัสอักเสบ รักษาได้จริงหรือ?
ธัญพืช /  โรคไซนัสอักเสบ / 

นอกจากไข้หวัดและโรคภูมิแพ้ โรคในระบบทางเดินหายใจโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในคนไทยก็คือโรค ไซนัสอักเสบ ซึ่งทั้ง 3 โรคนี้มีอาการใกล้เคียงกันมาก จนบางครั้งผู้ป่วยเกิดความสับสนและนำไปสู่การรักษาที่ผิดวิธี ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ นอกจากนั้นผู้ป่วยบางรายก็ยังมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ จนไม่แน่ใจว่าโรคนี้สามารถรักษาได้หรือไม่ รายการ “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ” ช่วงสุขภาพดีกับพรีม่าในครั้งนี้ จึงขออาสาไปค้นหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องของ ไซนัสอักเสบ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.พงศกร ตันติลีปิกร ผู้ช่วยคณะบดีฝ่ายวิจัย และอาจารย์ประจำภาควิชาโสต สอ นาสิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่จะมาช่วยไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ไซนัสอักเสบ คืออะไร? ไซนัสเป็นโพรงอากาศที่อยู่บริเวณข้าง ๆ จมูก มีอยู่ด้วยกัน 4 คู่ โดยอยู่ที่บริเวณหัวคิ้ว หว่างตา โหนกแก้ม และใต้สมอง หากมีน้ำมูกตกค้างในโพรงจมูกนั้น และมีการติดเชื้อที่เยื่อบุโพรงไซนัส ก็จะเรียกว่า ไซนัสอักเสบ โดยไซนัสอักเสบแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ไซนัสอักเสบ แบบเฉียบพลัน และ ไซนัสอักเสบ แบบเรื้อรัง สาเหตุที่ทำให้เกิด ไซนัสอักเสบ ส่วนใหญ่ ไซนัสอักเสบ มักจะเกิดจากโพรงจมูกอักเสบ แต่อาจมีบางส่วนซึ่งเป็นส่วนน้อยเกิดจากฟันผุแล้วลามไปที่ไซนัส ซึ่งฟันผุที่เป็นสาเหตุของ ไซนัสอักเสบ มักจะเป็นฟันกราม นอกจากนั้นยังพบว่าคนที่เป็นหวัดบ่อย ๆ หรือ นาน ๆ ก็อาจจะเสี่ยงต่อการเป็น ไซนัสอักเสบ ได้ด้วย โดยในผู้ที่เป็นหวัดนานกว่า 10 วัน หรือเป็นหวัดนานกว่า 5 วันแล้วอาการที่คล้ายหวัดนั้นเป็นเพิ่มขึ้น ประกอบกับมีน้ำมูกไหลลงคอ มีอาการปวดบริเวณโพรงไซนัส เช่น ปวดโหนกแก้ม ปวดหัวคิ้ว ก็อาจจะต้องคำนึงว่าไม่ได้ป่วยเป็นหวัดธรรมดา nederlandsegokken.nl แต่ได้พัฒนาจากหวัดกลายเป็นโพรง ไซนัสอักเสบ แล้ว ซึ่งผู้ป่วยก็จะมีอาการรุนแรงกว่าเป็นหวัดธรรมดา และในระยะเวลาที่นานกว่าเป็นหวัดธรรมดา อาการของ ไซนัสอักเสบ แตกต่างจากอาการของภูมิแพ้และไข้หวัดอย่างไร? ไซนัสอักเสบ ภูมิแพ้ และไข้หวัด เป็นภาวะที่มีอาการคล้ายคลึงกันมาก แต่ก็สามารถสังเกตถึงความแตกต่างได้ โดยในผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้ นอกจากจะมีอาการคัดจมูกและมีน้ำมูกแล้วก็จะมีอาการคัน จาม ร่วมด้วย และในผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้ก็มักจะพบว่ามีเคยประวัติเป็นโรคนี้มาแล้วตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากนั้นยังสามารถสังเกตได้จากลักษณะของน้ำมูก หากน้ำมูกมีลักษณะไม่ใส และไม่มีอาการคัน จาม หรือเจ็บคอร่วมด้วย ก็น่าจะสงสัยว่าเป็น ไซนัสอักเสบ มากกว่า แต่หากจะให้ชัดเจนมากขึ้นก็ควรไปพบแพทย์เพื่อส่องตรวจในโพรงจมูกว่าเป็น ไซนัสอักเสบ ภูมิแพ้ หรือไข้หวัดกันแน่ อาการปวดจาก ไซนัสอักเสบ อาการปวดเนื่องจาก ไซนัสอักเสบ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของไซนัสที่มีอาการอักเสบ หากเกิดการอักเสบของไซนัสที่บริเวณหัวคิ้ว ก็จะมีอาการปวดตรงบริเวณหน้าผาก และปวดร้าวไปที่ศีรษะเป็นอย่างมาก แต่หากเกิดการอักเสบของไซนัสที่บริเวณแก้มก็จะปวดบริเวณโหนกแก้ม เป็นต้น อันตรายของ ไซนัสอักเสบ ในกรณีที่เป็นไซนัสอักเสบ หากมีน้ำมูกไหลลงคอมาก ๆ ก็อาจจะเกิดผลแทรกซ้อนต่ออวัยวะอื่น ๆ ตามมา เช่น หูอื้อ หูชั้นกลางอักเสบ คออักเสบเรื้อรัง หรือ หลอดลมอักเสบ และหากผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่ำ เช่น เป็นเบาหวานที่ควบคุมไม่ดี หรือเป็นโรคไต ไซนัสอักเสบที่เกิดขึ้นก็อาจจะเป็นไซนัสจากเชื้อรา ซึ่งอาจแพร่กระจายไปยังที่อื่น เช่น เข้าตา หรือเข้าสมอง แต่ก็พบได้ไม่บ่อยนัก อย่างไรก็ตามหากเป็นไซนัสอักเสบก็ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงด้วย การรักษาโรค ไซนัสอักเสบ ในการรักษาโรค ไซนัสอักเสบ จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบ ในระยะเวลาที่เหมาะสม และเพียงพอ เพราะหากรับประทานยาไม่ครบ เชื้อที่ทำให้เกิด ไซนัสอักเสบ ก็จะดื้อยา นอกจากนั้นในผู้ป่วยบางรายก็อาจจะต้องใช้การล้างจมูก อบจมูกด้วยไอน้ำเดือด ใช้ยาพ่นโพรงจมูก หรือใช้เครื่องมือเข้าไปดูดหนองออกจากโพรงไซนัส และสำหรับในผู้ที่เป็น ไซนัสอักเสบ เรื้อรังร่วมกับเป็นริดสีดวงจมูกขนาดใหญ่ ก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องส่องกล้องเข้าไปในโพรงจมูกเพื่อขยายโพรงไซนัสและดูดหนองออกมา นวัตกรรมใหม่ ๆ ทางการแพทย์ในการรักษา ไซนัสอักเสบ ปัจจุบันเรามียานวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถควบคุมเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิด ไซนัสอักเสบ ได้ดีขึ้น และมียาพ่นโพรงจมูกที่สามารถลดอาการบวมของโพรงจมูกโดยที่ไม่ทำให้ผู้ป่วยติดยาพ่นนั้น นอกจากนั้นในผู้ป่วยบางรายที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด เครื่องมือและเทคโนโลยีในใหม่ ๆ ก็ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับผลแทรกซ้อนน้อยลงมาก ไซนัสอักเสบ สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่? หากเป็น ไซนัสอักเสบ ที่ไม่มีภาวะภูมิแพ้ร่วมด้วย และได้รับการรักษาที่เหมาะสม รวมทั้งใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ก็มีโอกาสที่จะหายขาดได้ แต่หากเป็น ไซนัสอักเสบ ร่วมกับภาวะภูมิแพ้ ภาวะภูมิแพ้ก็อาจจะทำให้ ไซนัสอักเสบ กลับมาเป็นซ้ำได้ นอกจากนั้นในกรณีของผู้ที่เป็น ไซนัสอักเสบ แบบเฉียบพลัน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม และไม่ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไซนัสอักเสบ แบบเฉียบพลันนั้นก็จะกลายเป็น ไซนัสอักเสบ แบบเรื้อรังในที่สุด ดูแลตนเองให้ห่างไกลจาก ไซนัสอักเสบ สำหรับผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้หรือมีจมูกอักเสบได้ง่ายควรพยายามหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีสารก่อความระคายเคืองหรือมีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น ควัน ขนสัตว์ และในผู้ที่เป็น ไซนัสอักเสบ อยู่แล้วก็ควรใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างครบถ้วนและเหมาะสม เพื่อโอกาสในการหายขาดจากโรคและป้องกันการเกิดปัญหาเชื้อดื้อต่อยา ขอบคุณที่มาจาก : รศ.นพ.พงศกร ตันติลีปิกร www.prema.or.th

วิธีป้องกันกล้องถ่ายรูปเปียกน้ำวันสงกรานต์
วิธีป้องกันกล้องถ่ายรูปเปียกน้ำ /  วิธีป้องกันมือถือเปียกน้ำวันสงกรานต์ / 

วิธีป้องกันกล้องถ่ายรูปเปียกน้ำวันสงกรานต์ ภาพจดจำของประเพณี "สงกรานต์" ในทุกปี คงหนีไม่พ้นภาพประทับใจอันชุ่มไปด้วยสายน้ำจากกระบอกปืน ขัน สายยาง นานากลเม็ดแห่งการสาด ที่ผู้คนงัดออกมาสู้กันเพื่อสร้างรอยยิ้ม แต่หลายคนอาจจะยิ้มไม่ออก ถ้าแชะภาพอยู่ดีๆ พี่น้ำกระหน่ำมาใส่กล้อง ดับอนาถเครื่องมือทำมาหากินคามือ บางตัวราคาแพงกว่ามือถือหลายเท่า อยากรู้หนทางกันเศร้า เห็นทีต้องจัดไป "วิธีป้องกันกล้องถ่ายรูปเปียกน้ำวันสงกรานต์" สำหรับกล้องตัวเล็กๆ กะทัดรัด "วิธีป้องกันกล้องถ่ายรูปเปียกน้ำ" ไม่ต่างจาก "วิธีป้องกันมือถือเปียกน้ำวันสงกรานต์" เพราะสามารถใช้ "ถุงพลาสติกผูกหนังสติ๊ก" หรือ "ซองใส" "ซองพลาสติก" แบบเดียวกันได้ หาง่าย เพราะกระแสเค้ามา เค้าฮิต!! หรือจะกันกล้องเปียกน้ำด้วยวิถีเฉพาะ ด้วย "เคสกล้องกันน้ำ" ที่ได้มาตรฐานสามารถกันน้ำเข้าได้เป็นอย่างดี "เคสกล้องกันน้ำ" หากสัมภาระเยอะ ควรกันพลาดเสริมไว้อีกหนึ่งชั้น ด้วย "ถุงกันน้ำ" เป็น "วิธีป้องกันกล้องถ่ายรูปเปียกน้ำ" และอุปกรณ์ต่างๆ ขณะกำลังสาดกันอย่างเพลิดเพลิน ก่อนซื้อควรดูให้ละเอียด เลือกกระเป๋าที่ประกอบด้วยซิปกันน้ำ และมีถุงกันน้ำสำหรับสวมทับอีกที "วิธีป้องกันกล้องถ่ายรูปเปียกน้ำ" แบบอุตริคิด แต่อาจได้ผลสะกิดใจใครต่อใคร "ถุงยางอนามัย" นั่นไง ใครช่างสร้างสรรค์?? (โปรดใช้วิจารณญาณในการพก!!) หลังจากผ่านศึกสายน้ำมาหมาดๆ ปลอดภัยด้วย "วิธีป้องกันกล้องถ่ายรูปเปียกน้ำ" แล้ว ควรทำความสะอาดหลังใช้งานกล้องทุกครั้ง ทั้งตัวกล้องและเลนส์ อย่าให้มีหยดน้ำ ละอองน้ำ หรือแม้แต่ฝุ่นเกาะ นำกล้องไว้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ย้ำว่าอย่าเพิ่งเก็บกล้องลงกระเป๋า!! เพราะเจ้ากระเป๋ากล้องนี่แหละเป็นแหล่งอับชื้น ที่คอยยื่นมือพาเชื้อราเข้าบ้าน!! ............................................................................... วิธีป้องกันกล้องถ่ายรูปเปียกน้ำวันสงกรานต์ สงกรานต์เที่ยวไหนดี? เรามีคำตอบ! ประเพณีสงกรานต์ สืบสานตำนานไทย

สารพัดเคล็ดลับ ด้วย ผงฟู เทคนิคสำหรับคุณแม่บ้านยุคใหม่
ดูแลบ้าน /  ทำความสะอาด / 

       เนื่องจากผงฟูมีอนุภาคเล็กเป็นรูปทรงผลึกที่อ่อนนุ่ม จึงช่วยในการขัดถู ยังมีสรรพคุณในการดูดกลิ่นเหม็น ดูดความชื่น ปรับค่าความเป็นกรดด่าง ฆ่าเชื้อโรค จึงสามาถนำมาใช้ประโยชน์ในบ้านเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามตำรับและสูตรต่างๆ ดังต่อไปนี้   1. ขจัดคราบสกปรกบนขอบและบานหน้าต่าง ด้วยฟองน้ำเปียกๆ ที่โรยด้วยผงฟูเล็กน้อยใช้ล้างด้วยฟองน้ำและเช็ดแห้ง 2. ล้างหน้าต่างบานเกล็ดด้วยน้ำอุ่นที่ผสมผงฟู3/4 ถ้วยตวงราดน้ำให้เปียกทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมง ก่อนใช้แปลงขัดออก 3. ล้างหน้าต่างอลูมิเนียมและ Door Sereens โดยใช้แปลงเปียกๆ จิ้มผงฟูขัดออกใช้ฟองน้ำหรือผ้านุ่มๆ ล้างให้สะอาดทำความสะอาดงานไม้ 4. ทำความสะอาดงานจากไม้ฝาผนังหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ โดยการผสม น้ำส้มสายชู ? ถ้วยตวง ผงฟู ? ถ้วยตวง น้ำอุ่น 4.5 ลิตร 5. ถ้าพื้นผิวผนังสกปรกมีคราบเหนียวเหนะหนะให้ใช้แอมโมเนีย 1 ถ้วยตวง นำไปเช็ดให้ทั่วฝาผนังด้วยฟองน้ำหมาดๆ อย่าใช้ผ้าขนหนูเปียก ทิ้งไว้สัก 2-3 นาที ก่อนที่จะเช็ดคราบสกปรกออก (ควรจำไว้เสมอว่าเครื่องเรือนไม้มีลักษณะแตกต่างกันดังนั้นถ้าไม่แน่ใจให้ทดลองเฉพาะพื้นที่เล้กๆ ก่อน) 6. รอยด่างเป็นวงหรือรอยจุดบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ หากเกิดความร้อนบางครั้งก็อาจขัดออกได้ด้วยการผสมยาสีฟัน และผงฟูในสัดส่วนเท่าๆ กันใช้ผ้านุ่มเช็ดออกเบาๆ ใช้ผลิตภัณฑ์ขัดเงาด้วยก็ได้หากจำเป็น 7. ขจัดคราบหยดน้ำบนพื้นไม้โดยการใช้ผงฟูกับกับผ้าขี้ริ้วหมาดๆ เช็ดออกจำไว้ว่าเครื่องเรือนที่ทำจากไม้ไม่ควรทำให้เปียก    ***** 1. ใช้ฟองน้ำเปียกๆ เช็ดผงฟูเพื่อเช้ดคราบสีเทียนที่ติดบนผนังชนิดล้างๆด้ เช็ดถูเบาๆ วิธีนี้จะช่วยทำความสะอาดคราบสกปรกส่วนใหญ่อื่นๆ รวมทั้ง คราบน้ำมัน ดินสอ และปากกา มาร์คเกอร์ได้ด้วย 2. ใช้ผงฟูผสมน้ำเปียกๆ ข้นๆ เพื่อเช็ดถูคราบสกปรกที่เกิดจากการรอยลากไปมาบนพื้นเสื่อน้ำมัน 3. ขจัดคราบหรือหยดน้ำหมึกออกจากพื้น เสื่อน้ำมันโดยการใช้ผงฟูข้นๆ ป้ายบริเวณสกปรกทิ้งไว้จนแห้งสักครู่ก่อนจะเช้ดออกและใช้ผงฟูใหม่ๆ ขัดออกอีกครั้ง   1. ซักพรมโดยใช้เครื่องโดยการเติมผงฟู ? ถ้วยตวงผสมกับน้ำอุ่น 1 แกลลอน หรือจะซักในถุงน้ำก็ได้ ถ้าคุณจะทำความสะอาดเฉพาะบริเวณที่มีคราบสกปรกโดยการแปลงด้วยมือ ให้โรยผงฟูเล็กน้อยลงบนรอยสกปรก ทิ้งไว้สักครู่ก่อนที่จะเช็ดออกด้วยฟองน้ำหรือผ้าโดยเฉพาะนั้นด้วยฟองน้ำหรือผ้าขนหนู่ (ทดลองทำก่อนเพราะระวังเรื่องสีตก) 2. ขจัดคราบไวน์หรือคราบสกปรกมันบนพรมโดยการโรยผงฟูบางๆ ทันทีที่มีรอยเปื้อนทำซ้ำหรือค่อยๆ เติมผงฟูใหม่อีกครั้งหากจำเป็น ควรทิ้งไว้สักครู่จนกว่าผงฟูจะดูดซับคราบสกปรก จากนั้นให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกให้หมด ทำความสะอาดคราบที่เกิดจากกรด (คราบสกปรกที่เป็นกรด โถชักโครกเปิดท่อระบายน้ำ (drain openers) กรดจากแบเตอรี่รวมทั้งอาจจะเกิดจากคราบอาเจียน หรือปัสสาวะ) ให้ทำความสะอาดโดยใช้น้ำเย็นซะออกแรงๆ จนท่วมโดยทันทีถ้าเป็นไปได้ จากนั้นทำให้เกิดสภาพเป็นกลางโดยใช้ผงฟู คุณอาจจะต้องยุ่งยากบ้างในการขจัดคราบของผงฟูออกจากพรมภายหลังเมื่อมันแห้งแล้ว หลังจากที่คุณได้ดูแลรักษาเบื้องต้นโดยทันทีไปเรียบร้อยแล้ว โรยผงฟูพรมเป็นประจำทุกเดือน หรือเท่าที่จำเป็นโรยทิ้งไว้ก่อนคุณเข้านอน จากนั้นทิ้งไว้ข้ามคืนคุณอาจจะใช้ไม้กวาดหรือแปลงแข็งๆ ช่วยปัดให้ผงฟูเข้าไปติดทั่วพรม ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกในวันรุ่งขึ้น ลองทำอุปกรณ์ดูดกลิ่นพรม ผงฟู    1ส่วน2  ถ้วยตวง แป้งข้าวโพด (Cornstarch) 1ส่วน2 ถ้วยตวง กลิ่นสกัดตามที่ชอบ  15 หยด ***** 1. ทำกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับครอบครัวด้วยตัวคุณเอง โดยใช้ผงฟูประมาณ 1 กล่อง ผสมกับน้ำมันกลิ่นบุหงาที่คุณชื่นชอบ หรือกลิ่นน้ำมันอบเชยสักเล็กน้อย จากนั้นโรยไปทั่วพรมแล้วดูดออกให้เกลี้ยง    ***** 1. โปรยผงฟูลงบนพรมหน้าบ้าน ซึ่งจะช่วยได้ทั้งการทำความสะอาดและดูดซับกลิ่นเหม็นอับ จากนั้นจึงค่อยดูดออก เพราะปรกติแล้วคุณใช้พรมเช็ดเท้าเพื่อดักจับฝุ่นดักความสกปรก ก็จะตกอยู่บนพรม แต่คุณมักจะไม่ค่อยได้สะบัดมันทิ้งไป 2. ขัดถูผงฟูลงบนพรมเช้ดเท้าด้านนอกด้วยไม่กวาดแข็ง จากนั้นใช้สายยางฉีดน้ำฉีดออก หรือคุณจะรอจนกระทั่งฝนตกแล้วชะมันออกไปเองก็ได้   ***** 1. ล้างผงฟูสัก 1 ถ้วยตวงลงในโถส้วมหรือท่อน้ำทิ้งเป็นประจำสัปดาห์ละครั้งจะช่วยคงสภาพความเป็นกรด-ด่าง ระบบของถังบำบัดของเสีย สภาพความเป็นกรดด่างในระดับทที่เหมาะสมจะช่วยให้แบ็คทีเรียแตกตัวทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันการอุดตันและตกค้างในแทงค์และท่อน้ำทิ้ง การใช้ผงฟูสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้แทงค์คอนกรีตหรือแทงค์ที่ทำจากโลหะผุกร่อนง่าย โดยเฉพาะบริเวณฝาแทงคีที่ต้องสัมผัสกับไอระเหยที่ทำให้ผุกร่อนง่าย 2. ผสมผงฟูกับน้ำเล็กน้อยให้เปียกๆ ข้นๆ เพื่ออุดรูตามผนังที่มีรอยปูนแตกร้าว เพื่อซ่อมแซมเป็นการชั่วคราว เมื่อมันแห้งแล้วจะดูกลมกลืนเข้ากับฝาผนังปูนพลาสเตอร์ขาว เมื่อต้องการซ่อมแซมอย่างถาวรให้ผสมมผลฟูกับกาว (ลาเท็กซ์) ซ่อมแซมสีขาวที่ใช้ตามบ้านเรือน 3. ทำความสะอาดผนังที่มีคราบดำขงอเขม่าควัน ด้วยการใช้เศษผ้าชื่นๆ และผงฟูละลายเข้มข้น 4. ทำความสะอาดอุปกรณ์ตกแต่งเครื่องเรือนโดยการโรยผงฟูให้ทั่วเครื่องตกแต่ง ทิ้งไว้สักครู่จากนั้นจึงดูดออก กลิ่นเขม่าควันจะถูกกำจัดออกจนหมอจด 5. ใช้ผงฟูทำความสะอาดเครื่องประดับลวดลายลูกไม้ประเภทต่างๆ 6. ทำความสะอาดแป้นพิมพ์ดีด ด้วยแปลงสีฟันขนอ่อนๆ ขัดโดยใช้ผงฟู 4 ชอนโต๊ะละลายกับน้ำ 1 ถ้วยตวง จากนั้นใช้กระดาษชำระเช็ดออก 7. แช่ไม้ถูพื้นหรือไม้กวาดในน้ำ 1 ถัง ละลายผงฟู 4 ช้อนชา แต่ให้แช่หลังจากที่ชำระสิ่งสกปรกออกไปแล้ว วิธีนี้จะเป็นการกำจัดกลิ่นเหม็นอับตกค้างบนไม้ถูพื้นหลังแช่ตากให้แห้ง  ***** 1. ป้องกันไม่ให้ภาชนะกระเป๋าเดินทางขิงคุณมีกลิ่นเหม็นอับเหม็นชื้นจากเชื้อรา โยดการโรยผงฟูลงบนภาชนะข้าวของเครื่องใช้ก่อนที่จะเก็บเข้าที่เข้าทางอย่างมิดชิด 2. โรยผงฟูในโถส้วม อ่างน้ำทิ้ง ใน อ่างล้างหน้า อ่างล้างจานชาม อ่างอาบน้ำ หรือโรยลงบนฟักบัวทิ้งไว้ ก่อนที่คุณจะหยุดใช้ชั่วคราว เพื่อไปพักร้อน วิธีนี้จะช่วยป้องกันกลิ่นเหม็นอับ กลิ่นเก่าเก็บตกค้าง 3. ขจัดกลิ่นเหม็นอับอกจากผ้านวม ฟ้าห่มหลังจากทที่คุณเก็บไว้นานๆ โรยผงฟูลงบนผ้านั้น ม้วนเก็บไว้สัก 2 ชั่วโมง จากนั้นสะบัดออกและตบให้ฟูหรือใช้ไดร์เป่าลมให้ฟูโดยไม่ใช้ความร้อนเป่า 4. นำผงปิดฝากล่องตั้งทิ้งไว้ในห้องที่โรงงาน เพื่อขจัดกลิ่นสี หรือกลิ่นสารระเหย หรือกลิ่นน้ำยาขัดเคลือบวัสดุต่างๆ 5. ช่วยลดกลิ่นตกค้างกันของบุหรี่ โดยการโรยผงฟูสักเล็กน้อยลงบนถาดเขี่ยบรี่ 6. ขจัดกลิ่นตกค้างบนผ้าปูโต๊ะโดยการแช่ผ้าในน้ำสารละลายผงฟู   ***** 1. วางถุงหรือซองผงฟู ไว้ในรองเท้าผ้าใบหุ้มซ้น เพื่อไม่ให้รองเท้ามีกลิ่นอับเหม็นหลังการใส่และมีกลิ่นเหม็นตกค้างอยู่ในตู้รองเท้า วิธีนี้คุณอาจจะใช้ผงฟูผสมกับแป้งหอมกลิ่นที่คุณชอบผสมรวมกันไว้ในซองตามที่ต้องการ 2. โรยผงฟูในรองเท้าผงฟูจะช่วยดูดซับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ออกไป ทิ้งไว้ข้ามคืน รุ่งขึ้นคุณแค่เคาะผงฟูออก   ขอบคุณที่มาจาก  variety.mcot.net

10 อันดับเรือผีสิงในตำนาน
10 อันดับ /  ตำนานลี้ลับ / 

10 อันดับเรือผีสิงในตำนาน นี้เป็นตำนานเก่าแก่ที่ถูกเล่าต่อๆ กันมาถึงความน่ากลัว พิศวง และความลึกลับของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรือ ในท้องทะเล ถ้าเพื่อนๆ ชอบเรื่องเร้นลับ ลี้ลับ แล้วละก็ พลาดไม่ได้กับ 10 อันดับเรือผีสิงในตำนาน นี่ซะแล้ว .. 10 อันดับเรือผีสิงในตำนาน 1. Flying Dutchman คงไม่มีเรือผีที่ไหนแล้วที่ยิ่งใหญ่ไปกว่า "เรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมน" ที่ออกหลอกหลอนคนในน่านน้ำทั่วโลกและได้เป็นแรงบันดาลใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด นิยายสยองขวัญ ภาพยนตร์ รวมทั้งเป็นชื่อเรือโจรสลัดภาพยนตร์ ไพเรทส์ ออฟ เดอะ แคริบเบียน และแม้กระทั้งโอเปร่าโดยเรือลำนี้ถูกกล่าวถึงครั้งแรกปลายปี 1700 ในหนังสือ "Voyage" และได้รับความนิยมในยุคนั้นและจากนั้นเป็นต้นมาตำนานนี้ก็แพร่หลายไปทั่วโลก โดยตำนานมีอยู่ว่ากัปตันชาวดัตช์คนหนึ่งชื่อ แวน แดร์ เดคเคน (Van Der Decken) ได้นำเรือไปพบสภาพอากาศที่เลวร้ายในแหลมกู๊ด โฮป ประเทศแอฟริกาใต้ เขาพยายามนำเรือผ่าพายุนี้แต่ไม่เป็นผลจนเรือใกล้อัปปาง ซึ่งเขาโกรธมากเขาเลยสาบานแก่ฟ้าว่า "ข้าจะวนเวียนอยู่บริเวณแหลมนี้ ตราบฟ้าดินสลาย" และ แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เขาและเรือได้กลายเป็นปีศาจที่ต้องคำสาปให้เดินทางในมหาสมุทรชั่วกัลปาวสาน ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ ตราบโลกนี้สิ้นสลาย ฟลายอิ้ง ดัตช์แมนได้รับการบันทึกเป็นเอกสารมาตั้งแต่คริสต์สตวรรษที่ 17 และมีรายงานการพบเห็นเป็นครั้งคราวมาจนถึงคริสต์สตวรรษที่ 20 เรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมนมักปรากฏตัวในคืนที่มีหมอกหนาทึบ บางครั้งพบเห็นเป็นแสงประหลาดในเวลากลางคืน ในรูปของเรือสำเภาสามใบเสา และกัปตันผู้ซึ่งยังแต่งกายในแบบศตวรรษเก่าใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว กรีดเสียงหัวเราะบ้าคลั่งชวนขนลุก หลายคนเริ่มมีความเชื่อว่าหายนะมักจะตามมาหากใครที่ได้เห็นเรือลำนี้ เช่น ในปี ค.ศ.1881 คนประจำเรือของพระเจ้าจอร์จที่ 5 ได้เห็นเรือลำใหญ่ลึกลับปรากฏขึ้นทางด้านหัวเรือเมื่อเวลา 4.00น. และหลังจากนั้นไม่กี่วัน คนประจำเรือคนนั้นก็พลัดตกเสากระโดงเรือตายคาที่ ทุกวันนี้ก็ยังมีคนกล่าวอ้างอยู่เสมอว่าเห็นเรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมนยังคงรอนแรมอยู่เดียวดายกลางทะเลด้วยรูปลักษณ์อันเศร้าโศกและสยด สยองอยู่ ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ได้คำอธิบายปรากฏการณ์ฟลายอิงดัตช์แมน ว่าเป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นมิราจหรือฟาตา มอร์กานา ที่เกิดจากการหักเห และการสะท้อน ที่พบเห็นในทะเล 2. Mary Celeste ปริศนาเรือแมรี่ เซเลสต์ ยังเป็นปริศนาที่มีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบัน โดยเรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1872 เมื่อเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติอังกฤษชื่อ เดอี กราเซีย เห็นเรือแมรี่ เซเลสต์ เรือใบสองเสาขนาด 100 ฟุต ลำหนึ่งที่ร้างคนและลอยอย่างไม่มีจุดมุ่งหมายกลางทะเลมหาสมุทรแอตแลนติก ตอนเหนือ ระหว่างประเทศโปตุเกสกับหมู่เกาะอะซอเรส ซึ่งเรือดังกล่าวแล่นจากนิวยอร์คสู่เจนัวในวันที่ 7 พฤศจิกายน โดยสมาชิกเรือประกอบด้วยกัปตันบริกก์ ภรรยาซาราห์ ลูกสาวโซเฟีย และลูกเรือ รวมเป็น 11 คน ในเวลาต่อมาก็มีการสำรวจเรือแมรี่ เซเลเลสต์ ก็พบว่าไม่มีร่องรอยคนอยู่บนเรืออยู่เลย อีกทั้งสภาพในเรือก็น่าพิศวงเพราะทุกอย่างบนเรืออยู่ในสภาพที่ราวกับว่า เพิ่งมีคนอยู่ที่นั่น จนถึงเมื่อครู่ ที่โต๊ะอาหารว่างของกัปตันยังพบร่องรอยไข่ลวกกระเทาะเปลือกทิ้งไว้โดยไม่ตัก รับปะทาน ขนมปังและจานซุปยังวางอยู่บนโต๊ะ ไปป์ถูกวางไว้รอจุดไฟ รองเท้าบู้ธถูกวางทิ้งทั้งๆที่ยังขัดค้างไว้อยู่ สมุดโน้ตภรรยาเปิดคาเหมือนยังเล่นค้างอยู่ รูปการบ่งบอกชัดเจนว่าสละเรือเป็นไปอย่างเร่งรีบโดยไม่มีการเตรียมตัวมาก่อ นอกจากนั้นสภาพห้องของเรือส่วนใหญ่ถูกรื้อกระจุยกระจาย ของหลายชิ้นตกแตกเต็มพื้นเหมือนมีเหตุต่อสู้กันบนเรือ แต่กระนั้นสินค้าที่เป็นสุรายังอยู่ปกติ(ปริมาณกว่า 1,500 บาร์เรล) บันทึกเดินเรือถูกฉีกขาดไปหลายหน้า แต่ก็ไม่มีร่องรอยอย่างอื่นว่าคนทั้ง 10 หายไปไหนและหายไปได้อย่างไรกัน และที่น่าตกใจก็คือวันสุดท้ายที่มีการบันทึกคือวันที่ 25 พฤศจิกายน หรือประมาณ 10 วันมาแล้ว หากตำแหน่งเรือปัจจุบันจะพบว่าเรือแมรี่ เซเลสต์ กางใบแล่นมาโดยปราศจากคนบังคับเกือบ 100 ไมล์ มีหลายทฤษฏีที่อธิบายเรื่องลึกลับที่เกิดขึ้นกับเรือแมรี่ เซเลสต์ คนบนเรือถูกฆ่าโดยโจรสลัด หรือได้รับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อราจนประสาทหลอนและเสียสติ หรือเกิดจากผีและสัตว์จากจากทะเล หรือมนุษย์ต่างดาวลักพาตัว แต่ทฤษฏีที่หลายคนยอมรับมากที่สุดคือเรือแมรี่ เซเลสต์เผชิญกับพายุหรือคลื่นลมแรง ทุกคนเลยสละเรือและต่อมาก็เสียชีวิตในทะเลทั้งหมด แต่ข้อสันนิษฐานนี้ก็ไม่สามารถไขปริศนาของมันได้จนเรือถูกขายต่อไป และท้ายที่สุด มันก็ถูกจมทิ้งเพื่อหวังเงินประกันใกล้ๆ เกาะเฮติ ในปี 1884 จนกลายเป็นปริศนาที่ไขไม่ออกจนถึงปัจจุบัน 3. The Lady Lovibond ในประเทศอังกฤษ มีตำนานอันยาวนานเกี่ยวกับเรือผี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เรือเลดี้ โลวี่บันด์ ซึ่งเป็นเรือใบสกูเนอร์ ผีที่มีชื่อเสียงมากที่สุด โดยเรื่องราวของเรือนี้เริ่มขึ้นในเดือน 13 กุมภาพันธ์ 1748 กัปตันเรือเลดี้ โลวี่บันด์ ชื่อไซม่อน พีล (Simon Peel) ได้ตัดสินใจเอาเรือออกมาเฉลิมฉลองงานแต่งงานของเขาที่นอกชายฝั่งอังกฤษ โดยความเชื่อดั้งเดิมนั้นหากเรานำผู้หญิงขึ้นเรือไปด้วยจะนำความหายนะสู่เรือนั้นๆ และปรากฏว่าเป็นเช่นนี้จริง เมื่อต้นหนประจำเรือคนหนึ่งเกิดไปหลงรักภรรยาของกัปตันเรือไซม่อนเข้า ทำให้เขาเกิดความริษยา ความโกรธและความหึงหวง และในวันนั้นเองในขณะที่กัปตันหนุ่มและแขกกำลังฉลองการแต่งงานที่ด่านฟ้า ต้นหนเรือได้บังคับเรือเลดี้ โลวี่บันด์ให้เป็นเรือมฤตยู ผลสุดท้ายเรือก็เกิดอุบัติเหตุที่แหลมกู๊ดวินด์ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียง เหนือของอังกฤษ ทุกคนบนเรือตายเกลี้ยง หลังจากนั้นเป็นต้นมาในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ เมื่อเวลาผ่านไปทุกสิบห้าปี เรือเลดี้ โลวี่บันด์จะปรากฏตัวในฐานะเรือผี ครั้งแรกปรากฏในปี 1798 ต่อมา 1848, 1898, 1948 ในลักษณะแตกต่างกันออกไป เช่นเรือในรูปซากปรักหักพังหรือแสงสีเขียวประหลาด อย่างไรก็ตามในมันไม่ได้ปรากฏครั้งล่าสุดในปี 1998 แต่กระนั้นมันก็ยังเป็นตำนานที่มีชื่อเสียงของเรือผียุโรปอยู่ดี 4. Octavius ตำนานออคตาเวียค นั้นไม่สามารถยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ หากแต่เรื่องราวของเรือดังกล่าวได้เล่าขานจนมีชื่อเสียงไม่แพ้เรือผีทุก เรื่องในเรื่องโชคชะตากรรมที่น่าสยดสยองของลูกเรือในลำดังกล่าว ที่เต็มไปด้วยเรื่องลี้ลับเป็นอย่างยิ่ง โดยตำนานนี้ได้อ้างว่าในปี 1775 เรือล่าวาฬลำหนึ่งชื่อเฮราลด์ ได้สะดุดพบเรือออคตาเวียสเข้าโดยบังเอิญนอกชายฝั่งกรีนแลนด์ในสภาพจับตัว เป็นน้ำแข็งไม่สามารถไปไหนได้ โดยเรือลำนี้เป็นเรือที่ออกจากประเทศอังกฤษเมื่อปี 1761 และหายสาบสูญไปถึง 13 ปี แต่ตอนนี้มันปรากฏขึ้นมาอีกครั้งต่อหน้าลูกเรือเฮราลด์ ซึ่งกัปตันและลูกเรือเฮราลด์ได้ไปสำรวจเรือดังกล่าวก็พบร่างของลูกเรือนอน ตายอยู่ที่นอนคลุมร่างกายไว้ด้วยผ้าห่มหนา ร่างกายถูกแช่แข็งเหมือนอยู่ในสภาพที่เย็นจัด นอกจากนี้ยังพบเด็กผู้หญิงที่ตายคลุมด้วยผ้าห่มเหมือนลูกเรือเช่นกัน ส่วนกัปตันเรือตายในลักษณะนั่งคว่ำหน้าทับสมุดบันทึกเดินเรืออยู่ ในมือถือปากกาเหมือนจะเขียนอะไรบางอย่าง มีกองไม้ที่ถูกเหลาไว้แสดงให้เห็นถึงความพยายามเป็นครั้งสุดท้ายที่จะจุดไฟ แต่ก็หมดหวัง เมื่อพวกเขาอ่านบันทึกเรือก็ตกใจมากเพราะว่าบันทึกดังกล่าวบอกว่าเรือนั้น เริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งในขณะที่เรืออยู่ตอนเหนือของอลาสก้า เมื่อเดือน พฤศจิกายน ค.ศ.1762 แสดงให้เห็นว่าเรือนี้หายสาปสูญและเดินทางอย่างไม่มีจุดมุ่งหมายมานานถึง 13 ปี มันสามารถแล่นเรือได้อย่างไรในเมื่อลูกเรือทั้งลำตายหมดแล้วนอกเสียจากลูก เรือกับกัปตันเป็นผี ก่อนที่เรือจะหยุดลงเพราะติดน้ำแข็งที่เกาะกรีนแลนด์ดังกล่าว และทุกวันนี้ไม่มีใครรู้เส้นทางเดินเรือที่แท้จริงของเรือที่เผชิญโศก นาฏกรรมดังกล่าวเลย 5. The Joyita เป็นชื่อเรือ ยอชท์ ยาวกว่า 21 เมตร ถูกสร้างในปี 1931 และผ่านมือมาหลายคน จนกระทั้งถูกทำให้กลายเป็นเรือประมง เช่าเหมาลำในที่สุด และเรื่องราวลึกลับก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 3 ตุลาคม ในปี 1955 เมื่อเรือบรรทุกผู้โดยสารกว่า 25 ชีวิต บนเรือนี้ได้หายไปอย่างลึกลับในแปซิฟิกใต้ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 5.00น. เรือได้ออกเดินทางจากท่าเรือไปยังหมู่เกาะโตเกลา(ระยะห่างกว่า 430 เมตร) บนเรือประกอบด้วยเจ้าของเรือ พร้อมลูกเรือ 16 คนและผู้โดยสาร 9 คน(หนึ่งในนั้นมีศัลยแพทย์ชื่อดังชื่อ อัลเฟรด "แอนดี้" เดนิส พาร์สัน รวมอยู่ด้วย) ต่อมา 6 ตุลาคมเรือก็ถูกระบุว่าค้างหนี้ชำระ แต่กระนั้นมันก็ได้หายไปโดยไม่มีการติดต่ออีกเลย ทำให้มีการค้นหาทางอากาศครั้งใหญ่ครอบคลุมพื้นที่น่าจะเป็นไปได้ถึง 260,000 ตารางกิโลเมตรในมหาสมุทร แต่ไม่พบเรือดังกล่าวเลย จนกระทั้งห้าสัปดาห์ต่อมา(10 พฤศจิกายน) เรือก็ถูกพบแถวเส้นทางเดินเรือจากซูวาไปฟูนะฟูตี ในสภาพจมเป็นบางส่วนและเครื่องยนต์หลายเครื่องเกิดความเสียหาย และไม่มีร่องรอยเกี่ยวกับผู้โดยสารหรือลูกเรือ สินค้าหนักกว่าสี่ตันได้หายไป ส่วนหลักฐานที่น่าสนใจบนเรือก็มีนาฬิกาบอกเวลาที่หยุดเมื่อ 10.25น. แสดงให้เห็นว่าเป็นเวลาที่เกิดเหตุและน่าจะเป็นตอนกลางคืน วิทยุเรือถูกปรับเพื่อขอความช่วยเหลือสากล และมีการพบกระเป๋าแพทย์บนด่านฟ้าข้างในมีผ้าพันแผลและมีดผ่าตัดที่เปื้อน เลือด เรื่องราวของเรือลำนี้ยังคงความลึกลับถึงปัจจุบัน โดยทฤษฏีที่นิยมมากที่สุดคือโจรสลัดฆ่าและร่างกายของพวกลูกเรือถูกโยนลงน้ำ หรือไม่ก็ถูกลักพาตัว หรือโกงเงินประกันภัย 6. The Baychimo หนึ่งในกรณีที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเกี่ยวกับเรือผีของจริง ก็คือกรณีเรือสินค้าเดินสมุทรลำหนึ่งชื่อ "เบย์ชิโม่" ที่ถูกทิ้งจนเป็นเรือร้าง แต่มันสามารถลอยทะเล ท่องมหาสมุทรแถวอลาสก้ากว่า 38 ปีโดยไม่มีกัปตันและลูกเรือขับมันเลยแม้แต่คนเดียว โดยเรือลำดังกล่าวเป็นของบริษัทฮัดสันส์เบย์ สร้างขึ้นใน 1914 เรือขนส่งสินค้าบนเส้นทางระหว่างแคนาดาและอลาสกา ดังนั้นเรือนี้จึงออกแบบแข็งแกร่งเป็นพิเศษเพื่อทนต่อสภาพอากาศและสภาพท้องทะเลแถบขั้วโลกเหนือที่เต็มไปด้วยก้อนน้ำแข็ง จนกระทั้งในปี 1931 เรือเบย์ชิโม่ก็ถูกขังอยู่ในก้อนน้ำแข็งใกล้อลาสก้าและหลังจากพยายามและหา วิธีมากมายในการแก้ปัญหานี้ แต่ปรากฏว่าล้มเหลว กัปตันและลูกเรือจึงต้องออกจากพื้นที่ ที่เรืออยู่เพื่อความปลอดภัยหลังจากเกิดพายุหิมะ จากนั้นเวลาต่อมาเรือก็ถูกทิ้ง และเมื่อคนของบริษัทกลับมาดูอีกทีก็พบว่ามันหายไป คาดว่ามันคงจมสู่ก้นทะเลไปแล้ว หากแต่ว่ามันกลับเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องลึกลับในเวลาต่อมา เมื่อมีคนเห็นเรือเบย์ชิโม่ลอยไปมารอบๆ อลาสก้าหลายครั้งและหายไปทุกครั้งอย่างไร้ร่องรอยเมื่อทีมกู้เรือมาถึง และหลายครั้งที่หลายคนเห็นมันติดผืนน้ำแข็งก่อนที่จะหายไปเมื่อละสายตา จนมันถูกเรียกขานว่า "เรือปีศาจแห่งอาร์กติก" และครั้งสุดท้ายที่มันปรากฏคือปี 1969 ในสภาพที่มันกำลังหลุดออกจากผืนน้ำแข็งอลาสก้า และมันหายไปตลอดกาล จวบจนปัจจุบันไม่มีใครรู้ว่าเรือเบย์ชิโม่หายไปไหน หลายฝ่ายเชื่อว่ามันคงจมอยู่ใต้ท้องทะเลเพราะหมดสภาพ หรือมันยังคงล่องลอยอยู่ในทะเลน้ำแข็งแถบขั้วโลกเหนืออยู่ไม่ได้ไปไหน 7. Carroll A.Deering เป็นชื่อเรือของเรือใบซคูเนอร์ ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นเรือพาณิชย์ และถูกพบเกย์ตื้นในแหลม Hatteras ทางทิศเหนือของคาโรไรน่า เมื่อปี 1921หลังจากที่เดินทางขนส่งถ่านหินไปทวีปอเมริกาใต้ที่รีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิลเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 1920 ก่อนที่จะหายไปและปรากฏตัวเมื่อ 31 มกราคม 1921 ที่แหลมดังกล่าว จากการตรวจสอบพบว่าลูกเรือบนเรือหายตัวไปอย่างลึกลับไร้ร่องรอย อุปกรณ์หลายชิ้นบนเรือยังใช้ได้ แต่อุปกรณ์นำทางและสมุดจดรายการต่างๆ หายไป ในห้องครัวของเรือปรากฏว่าอาหารบางอย่างได้ถูกเตรียมไว้สำหรับมื้ออาหารใน วัน ถัดไปแต่ถูกยกเลิกกลางคันเสียก่อน สุดท้ายเรือลำนี้ก็ถูกปลดและถูกทำลายโดยระเบิดเพื่อป้องกันในการนำมันมาใช้ งานอีกครั้ง แต่ปริศนาคนหายในเรือนี้ยังถูกกล่าวขานต่อไปหลายคนเชื่อว่าและลูกเรือลำนี้ เป็นเหยื่อของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เมื่อวันที่ 11 เมษายน 1921 มีคนชื่อเกรย์ได้อ้างว่าพบข้อความในขวดลอยน้ำที่ข้อความที่เชื่อว่าเป็นข้อ ความที่จะไขปริศนาเรือนี้ได้ โดยข้อความนี้เป็นอักษรสีเทาที่เขียนว่า "DEERING CAPTURED BY OIL BURNING BOAT SOMETHING LIKE CHASER. TAKING OFF EVERYTHING HANDCUFFING CREW. CREW HIDING ALL OVER SHIP NO CHANCE TO MAKE ESCAPE. FINDER PLEASE NOTIFY HEADQUARTERS DEERING." 8. Medan Ourang เรื่องราวได้เริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 1948 เมื่อเรืออเมริกันได้รับข้อความแปลกประหลาดจากเรือบรรทุกสินค้าของชาวดัตช์ Ourang Medan ในขณะไปช่องแคบมะละกา นอกชายฝั่งของประเทศมาเลเซีย - ที่อินโดนีเซีย โดยข้อความระบุว่าสมาชิกทั้งหมดบนเรือกำลังจะตาย ก่อนปิดท้ายด้วยคำว่า "ฉันตาย" และเมื่อคนในเรืออเมริกันได้รับข้อความนี้ต่างแล่นเรืออย่างรวดเร็วเพื่อ ช่วยเหลือหากแต่สิ่งที่พวกเขาเจอในเรือดังกล่าวก็ คือ ลูก เรือทั้งหมดและกัปตันเรือดังกล่าวตายหมดแล้วตาของพวกเขาเปิดโพลงใบหน้ามอง แขนยื่นไปยังดวงอาทิตย์(บางคน เอามือชี้ไปยังสิ่งที่มองไม่เห็น)และใบหน้าของเขาแสดงสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด แม้แต่สุนัขบนเรือก็ตายโดยสภาพเหมือนกับว่ามองเห็นศัตรูที่มองไม่เห็นบางอย่าง ระหว่างเรืออเมริกันกำลังลากเรือลำนี้นั้นก็ได้เกิดไฟลึกลับ ทำให้ต้องตัดลวดที่ล่ามกับเรือนี้ออก และเรือเจ้าปัญหาก็เกิดระเบิดขึ้นและจมหายไปในท้องทะเลในที่สุด ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ยังเป็นปริศนาที่หาข้อสรุปไม่ได้ บางคนบอกว่าเรืออาจถูกโจมตีโดยยูเอฟโอหรือพื้นที่สามเหลี่ยมอาถรรพณ์ แต่คนไม่เชื่อก็บอกว่าอาจเกิดพิษคาร์บอนมอนอกไซด์ หรือเรืออาจบรรทุกสินค้าวัสดุอันตรายต้องห้ามที่ผิดกฎหมายจำพวกพิษที่ทำให้ หายใจไม่ออกและเกิดรั่วขึ้น แต่จนถึงทุกวันนี้เรื่องที่เกิดขึ้นบนเรือ และลูกเรือทั้งหมดของเรือยังคงลึกลับ 9. The SS Valencia SS วาเลนเซีย เป็นเรือกลไฟที่ประสบภัยจนเรือจมอยู่นอกชายฝั่งแวนคูเวอร์, บริติชโคลัมเบียในปี ค.ศ. 1906 เรือได้เผชิญสภาพอากาศที่เลวร้ายใกล้แหลมเมนโดซิโน ทำให้เรือสูญเสียการบังคับแล้วไปชนกับแนวหินปะการังจนน้ำเข้าเรือ จนเรือแตก ลูกเรือและผู้โดยสารได้พยายามสละเรือแล้วหนีโดยใช้แพชูชีพลงน้ำ ซึ่งมีผู้โดยสารในแพชูชีพแตกหายไปในช่วงนั้น ส่งผลให้ผู้โดยสารกว่า 136 คนเสียชีวิตซึ่งส่วนมากเป็นเด็กและผู้หญิง เหลือรอดเพียง 37 คนเท่านั้น ห้าเดือนต่อมาชาวประมงอ้างว่าพวกเขาได้พบโครงกระตูก 8 โครงบนเรือชูชีพอยู่ในบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุเรือจม แต่แล้วเมื่อมีการค้นหาก็ไม่ได้พบอะไร นอกจากนี้ชาวเรือยังพบเรือกลไฟวาเลนเซียล่องลอยอยู่แนวปะการังใน Pachena Point ใกล้เกาะแวนคูเวอร์ไป 12 กิโลเมตร และ 27 ปีต่อมาก็ยังมีการพบเรือและแพผีในบริเวณนั้นอยู่เป็นระยะ 10. The Caleuche เป็นตำนานเรือผีที่หลายคนรู้จักดี เป็นเรือผีที่มักปรากฏตัวที่หมู่เกาะชิโลเอ้ ทางตอนใต้ของประเทศชิลี ตามตำนานของคนท้องถิ่นเล่าว่าเรือผีนี้กำเนิดขึ้นจากดวงวิญญาณของคนจมน้ำในทะเล โดยสาเหตุมาจากสามพี่น้องเงือก ที่หลอกล่อเรือให้อัปปาง จนวิญญาณดังกล่าวไม่ผุดไม่เกิดรวมตัวจนกลายเป็นเรือผีซึ่งมักปรากฏขึ้นทุกคืน (บางตำนานเล่าว่าเป็นเรือผีที่เกิดจากเวทมนต์หมอผีที่มักลักพาตัวชาว ประมงและชาวเรือให้กลายสัตว์เป็นประหลาดเพื่อให้เป็นทาสทำงานเป็นลูกเรือ ชั่วกาล นาน) โดยมันมักปรากฏเป็นเรือใบโบราณขนาดใหญ่อลังการและสวยงาม เต็มไปด้วยดวงไฟพร้อมกับเสียงดนตรีและเสียงคนหัวเราะจำนวนมากมาย และหลังจากมันปรากฏตัวแล้วเรือจะหายไปหรือจมดิ่งไปใต้ทะเล ขอบคุณข้อมูล http://atcloud.com/, http://factstasy.blogspot.com/

10 ของใช้ใกล้ตัว น่ากลัวติดโรค
ของใช้ /  สุขภาพ / 

10 ของใช้ใกล้ตัว น่ากลัวติดโรค ........สุขภาพที่เจ็บป่วยอย่างไม่รู้สาเหตุ แท้ที่จริงไม่ต้องคิดหาคำตอบให้ยาก เพราะต้นตอกลับอยู่ที่ของใช้ใกล้ตัว ที่ผู้ใช้ขาดการรักษาความสะอาด ........ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ ผู้อ่านรักษ์สุขภาพต้องลองอ่าน 10 ของใช้ติดตัว น่ากลัวติดโรค โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า เกิดเป็นคนแม้ไม่พ้นเชื้อแต่ก็พยายามช่วยลดมันลงได้แค่เพียงไม่มองข้าม “ของติดตัว” และ “ ของใช้ ใกล้ตัว” ที่น่ากลัวได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าดังต่อไปนี้ครับ คอนแทคเลนส์ ติดตัวติดที่ตา ขออย่าใส่นอนข้ามคืนหรือแม้เป็นชนิดที่ใส่นอนได้ก็ไม่ควรอยู่ดีเพราะกระจกลูกตามีอาหารกินอยู่ทางเดียวคืออากาศ ด้วยมันปราศจากเส้นเลือดเลี้ยงจึงเป็นของที่ควรเปิดโล่งให้รับลมจะดีกว่าครับ หมวกกันน็อค กับที่คาดผม ของติดศีรษะที่นำสิวมาให้ได้ โดยเฉพาะในหมวกกันน็อค ส่วนที่คาดผมหรือที่รัดผมนั้นจะทำให้ผมร่วงง่ายกลายเป็นคนผมบางไปโดยไม่รู้ตัว ขอให้ใช้หมวกกันน็อคตากแดดบ้าง ส่วนที่รัดผมขอพักไว้เวลาวันหยุดบ้างก็ได้ครับ เหล็กดัดฟัน-ฟันปลอม ของที่ติดอยู่ในช่องปากเช่นนี้ดึงเข้าดึงออกแต่ละทีก็เหมือนเติมเชื้อใส่เข้าไป เป็นของที่มีซอกมุม ทำความสะอาดยาก หากไม่แน่ใจเสียแล้วก็จะทำให้เชื้อสะสมอยู่ที่เหงือกกลายเป็นโรคคลาสสิกอย่างรำมะนาดหรือปริทนต์ได้ สร้อยคอ สร้อยแขน ของที่แสนใกล้ตัวและราคาแพงเช่นนี้ไม่ได้การันตีความไม่ป่วย ด้วยสร้อยที่เป็นโลหะจำพวก “นิเกิล” และ “โรเดียม” มีโอกาสกระตุ้นภูมิได้ในผู้ที่ไวต่อมันกลายเป็นผื่นแดงมีอาการคัน ส่วนในท่านที่ใส่สร้อยที่เป็นเชือกหรือวัสดุธรรมชาติก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้ดีตามเส้นใยที่ว่านั้นต้องระวังเชื้อรากันด้วย กระเป๋าถือ ไม่ว่าจะสะพายไขว้หน้าราคาเรือนแสนหรือกระเป๋าสตางค์ใบจ้อยกะร่อยกะหริบก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้พอกัน อย่าลืมว่ามันเป็นส่วนที่ต้องออกไปท่องโลกกว้างพร้อมกับตัวท่านทุกวัน แต่กลับไม่ค่อยได้อาบน้ำท่าทำความสะอาดเหมือนคน เพราะไม่อย่างนั้นหนังอาจเสื่อมเร็ว ดังนั้นควรระวังเรื่องความชื้นและกระเป๋าที่มีซอกหลืบเยอะให้ดี มืออนามัย แม้จะใส่เพื่อความสะอาดแต่ก็อาจป่วยได้โดยเฉพาะถุงมือยางที่เรียกว่า “ลาเท็กซ์” ทั้งในบุคคลากรแพทย์หรืออาชีพที่ต้องใส่ถุงมือทำงาน จะมีอาการ “แพ้” ได้กลายเป็นตุ่มใสบ้างแดงบ้างแถมคันคะเยอ หรือเผลอๆเหงื่อออกก็ได้เชื้อราแถมตามง่ามนิ้ว พอถึงเวลาถอดถุงมือออกมาดูพุพองน่าสยองไป นาฬิกาข้อมือ ถือเป็นของติดตัวใส่กันตลอดทั้งในยามทำงาน,ออกกำลังกายหรือแม้ในเวลาอาบน้ำ ทำให้ซอกนาฬิกาเป็นบ้านอันผาสุกของเชื้อโรคได้ จึงอยากขอให้พักข้อมือบ้าง โดยการถอดนาฬิกาในเวลานอนและอาบน้ำเพราะนั่นคือช่วงที่เชื้อจะสะสมได้มากที่สุด รวมถึงแหวน,สร้อยและเครื่องประดับติดตัวอื่นด้วยนะครับ จะได้ทำให้เวลานอนคือเวลาพักผ่อนปลอดพันธนาการที่แท้จริง ชั้นในและกางเกงเข้ารูป รัดจนหน้าตูบแถมยังทำให้เจ็บป่วยจากโรคอย่างกรดไหลย้อนในกรณีใส่เสื้อรัด หรือกดเส้นประสาทจนหน้าขาชาอย่างกรณีใส่กางเกงขาเดฟรัดติ้วแล้วยังมีกระเป๋าสตางค์กดอีก ส่วนในกรณีที่ร้อนจัดมีเหงื่อออก เครื่องรัดกายที่แน่นตัวเช่นนี้จะเรียกทั้งเชื้อราผิวหนังแล้วยังตกขาวในสาวๆได้อีกด้วย รองเท้า เป็นแหล่งรวมดาวเชื้อโรคอย่างแท้จริงเพราะไปวิ่งไปเดินมาร้อยเอ็ดย่านน้ำแล้วพอถึงเวลากลับมาบ้านเหนื่อยก็ถอดทิ้งไว้เฉยๆรวมกันอยู่บนชั้นวาง หรืออย่างชีวิตชาวคอนโดฯที่ต้องใช้ที่ร่วมกันอย่างประหยัดก็ทำให้ชั้นวางเกือกแออัดราวกับมหกรรมย่อมๆซึ่งทำให้ชั้นวางรองเท้ากลายเป็นสวนสัตว์รวมเชื้อไปอย่างน่าตกใจ อะไหล่กายเทียม เช่น ข้อเข่าเทียม,ข้อสะโพกเทียม หรือหลอดลวดที่ไปถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ ล้วนแต่เป็นของที่มีอายุ แม้จะดูแลดีแค่ไหนก็ต้องมีวันเสื่อม ซึ่งอนัตตาแห่งอะไหล่มนุษย์เหล่านี้สั้นกว่าอวัยวะที่เป็นของออริจินัลดั้งเดิมอยู่มาก ด้วยว่าร่างกายจะสร้าง “ธาตุต้านของเทียม(Antibody)” ขึ้นมาทำให้เกิดปฏิกิริยาเสื่อมและเจ็บป่วยได้มากกว่าอวัยวะแท้ๆ .........นอกจากนั้นยังมีของใกล้ตัวที่ใช้เฉพาะกิจอีกเช่น แว่นตา,ยาดมและผ้าเช็ดหน้า ที่พาเชื้อโรคเช่นตาเจ็บ,ตาแดงและโรคหวัดมาได้ จะเห็นว่าของติดตัวและใกล้ตัวที่ว่ามานี้ถ้าใช้ดีมันก็จะเป็นส่วนส่งเสริมเราแต่ถ้าเผลอไปเมื่อไรมันก็อาจกลายเป็นพันธนาการแห่งชีวิตและเป็นพิษต่อตัวเราได้ ไม่เกี่ยวว่าเป็นของแพงของถูกแต่อย่างใดเลย ขอบคุณที่มาจาก สสส.

ไม่ล้างแอร์นานๆรับเชื้อแบคทีเรีย เสี่ยง! ปอดอักเสบ
ปอดอักเสบ /  ล้างแอร์ / 

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยแอร์มีความชื้น ทั้งตัวแอร์และท่อของแอร์ที่ก่อให้เกิด  การเจริญเติบโตของเชื้อโรค แนะควรล้างแอร์เป็นประจำ เพราะหากได้รับเชื้อสะสมเป็นเวลานานอาจเสี่ยงเกิดโรค ปอดอักเสบ ดร.นพ.พรเทพ  ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า แอร์ที่ใช้กันเพื่อคลายร้อนในเวลากลางวันและกลางคืน อาทิ ที่ทำงาน ที่บ้าน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น  อาจแฝงไปด้วยภัยร้าย เพราะในแอร์มีความชื้น ทั้งตัวแอร์และท่อของแอร์ที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสหรือเชื้อรา โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียลิจิโอเนลลานิวโมฟิวลา ซึ่งหากหายใจเอาฝอยละอองน้ำที่มีเชื้อนี้ปนเปื้อนเข้าไปจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ โดยลักษณะอาการมี 2 แบบคือ แบบปอดอักเสบรุนแรง  มีไข้สูง ไอ  หนาวสั่น เรียกว่าโรคลิเจียนแนร์ และแบบที่มีลักษณะคล้ายไข้หวัดใหญ่ เรียกไข้ปอน ตีแอกหรือปอนเตียก ดร.นพ.พรเทพ กล่าวต่อไปว่า สำหรับแอร์แบบระบบรวมควรเปิดน้ำทิ้งจากหอหล่อเย็นให้แห้งเมื่อไม่ได้ใช้  ทำความสะอาดขัดถูคราบไคลตะกอน เติมน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อฆ่าเชื้อรา และทำความสะอาดหอหล่อเย็นอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อเดือน  ไม่ให้มีตะไคร่เกาะ ทำลายเชื้อโดยใส่คลอรีนให้มีความเข้มข้น 10 ppm  (10 ส่วนในล้านส่วน) เข้าท่อที่ไปหอผึ่งเย็นให้ทั่วถึง ทั้งระบบไม่น้อยกว่า 3-6 ชั่วโมง หลังจากนั้นรักษาระดับคลอรีนให้ความเข้มข้นไม่น้อยกว่า 0.2 ppm  (0.2 ส่วนในล้านส่วน) และแอร์ในห้องพัก ต้องทำความสะอาดถาดรอง น้ำที่หยดจากท่อคอยส์เย็นทุก 1-2 สัปดาห์ ไม่ให้มีตะไคร่เกาะหรือใส่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคน ตามมาตรฐานประกาศกรมอนามัย เรื่อง ข้อปฏิบัติการควบคุมเชื้อลิจิโอเนลลาในหอผึ่งของอาคารในประเทศไทย และสำหรับแอร์ที่ใช้ตามบ้านเรือน เมื่อเปิดแอร์ควรสังเกตว่าอากาศที่ออกมาจากแอร์มีกลิ่นเหม็นหรือมีกลิ่นอับหรือไม่ หากมีกลิ่นในเบื้องต้น ควรล้างทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศที่อยู่ในแอร์ด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค หากล้างทำความสะอาดแล้วกลิ่นไม่หาย ควรเรียกช่างเพื่อทำความสะอาดแบบเต็มระบบ “ทั้งนี้ การล้างทำความสะอาดแอร์ควรทำเป็นประจำ โดยดูตามความเหมาะสมจากสภาพแวดล้อมและการใช้งาน หากเป็นแผ่นกรองอากาศควรล้างด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคแล้วใช้น้ำฉีดแรง ๆ ที่ด้านหลัง ด้านที่ไม่ได้รับฝุ่นให้ฝุ่นและ  สิ่งสกปรกหลุดออกอย่างน้อยเดือนละครั้ง และควรล้างแอร์แบบเต็มระบบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเช่นเดียวกัน แต่หากใช้เป็นประจำทุกวัน ควรล้างทำความสะอาดประมาณ 6 เดือนต่อครั้ง เพราะนอกจากจะช่วยลดเชื้อโรคที่อาจสะสมอยู่ในแอร์แล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้อีกด้วย” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด ขอบคุณที่มาจาก : สำนักสื่อสารและตอบโต้ความเสี่ยง / กรมอนามัย

การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง Allergy Skin Testing
skintest /  การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง / 

การวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้นั้น  นอกจากการซักประวัติและตรวจร่างกายแล้ว  ยังควรทำการทดสอบภูมิแพ้  เพื่อให้ทราบว่าผู้ป่วยแพ้สารชนิดใดด้วย  ซึ่งอาจทำได้โดยการตรวจเลือด  การทดสอบทางจมูก  (ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้)  หรือการทดสอบทางผิวหนัง  โดยทั่วไปแล้วนิยมวิธีการทดสอบทางผิวหนัง  เพราะทำได้ง่ายรวดเร็ว  ให้ผลทันทีและสิ้นเปลืองน้อยกว่า ประโยชน์ของ การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง หลักการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้นั้น  สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากการใช้ยา  คือ  การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้  แต่เนื่องจากรอบตัวคนเรานั้น มีสารก่อภูมิแพ้อยู่มากมาย  การที่จะหลีกเลี่ยงให้หมดทุกอย่าง  คงทำได้ยาก  แต่ถ้าเราทราบว่าเราแพ้สารใดแล้วหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นๆโดยตรง ก็จะทำให้ผลการรักษาโรคดีขึ้น   นอกจากนั้นในผู้ป่วยที่ต้องทำการรักษาโดยการฉีดวัคซีนภูมิ แพ้ทุกราย  จำเป็นต้องได้รับการทดสอบภูมิแพ้ก่อนว่าแพ้สารใดเพื่อจะได้รักษาด้วยน้ำยาที่ตรงกับสารที่ผู้ป่วยแพ้ด้วย ทดสอบได้ตั้งแต่อายุเท่าไร โดยทั่วไปสามารถทดสอบได้ทุกเพศทุกวัย  แต่ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนและในผู้สูงอายุ  อาจให้ผลลบลวง  ได้เพราะความไวของผิวหนังน้อย การเตรียมตัวก่อน การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง งดยาแก้แพ้ก่อนมารับการทดสอบ 7 วัน ยาบางชนิดอาจมีส่วนผสมของยาแก้แพ้  เช่น  ยาแก้หวัด  ยาลดน้ำมูก  ยาแก้คัน  ต้องงดก่อนมาทดสอบประมาณ  7 วัน ผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจ  โรคความดันโลหิตสูง  ต้องแจ้งชื่อยาที่รับประทานอยู่ให้แพทย์ที่จะทำการทดสอบทราบด้วย  เพราะยาบางชนิดต้องงดก่อนทำการทดสอบ ยาสเตียรอยด์ชนิดทาผิวหนัง  ก็มีผลกดปฏิกิริยาการทดสอบ  ควรงดก่อนเช่นกัน ไม่ต้องงดน้ำงดอาหารก่อนมาทดสอบ น้ำยาที่ใช้ในการทดสอบ การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง เป็นสารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้มาทำให้บริสุทธิ์  ซึ่งมีหลายชนิด  ตัวอย่างเช่น  สารสกัดจากไรฝุ่น  ขนและรังแคของสัตว์  เช่น  สุนัข   แมว  ม้า  กระต่าย  เป็ด  ไก่  ห่าน  นก  เศษซากของแมลงที่อยู่ในบ้าน  เช่น  แมลงสาบ  แมลงวัน  เชื้อราชนิดต่างๆ  เกสรพืช  เช่น  วัชพืช  เฟิร์น  ไม้ยืนต้น หญ้าต่างๆ  อาหาร  เช่น  นมวัว  ไข่  ถั่ว  เนื้อสัตว์  อาหารทะเล  ผักและผลไม้บางชนิด โดยต้องเป็นน้ำยาที่มีขั้นตอนการผลิตที่ได้มาตรฐาน แยกแต่ละสารออกจากกันเป็นขวดๆ  จึงจะให้ผลในการทดสอบที่เชื่อถือได้ ซึ่งในการทดสอบนั้นไม่จำเป็นต้องทดสอบการแพ้ต่อทุกๆสาร  แพทย์อาจใช้ชนิดของน้ำยามากน้อยต่างกัน  แล้วแต่อายุและประวัติอาการของผู้ป่วยแต่ละรายด้วย วิธีทดสอบมี  2 วิธี  คือ 1. วิธีสะกิด (Skin prick test.SPT) ทดสอบโดยการหยดน้ำยาที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ลงบน ผิวหนังของผู้ป่วยใช้เข็มสะกิดเบาๆ  ผ่านหยดสารและให้อยู่ในชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น  โดยไม่ให้มีเลือดออก  หลังจากนั้นจึงเช็ดน้ำยาออก  รออ่านผล 15 นาที  ถ้าผู้ป่วยแพ้สารใดก็จะเกิดปฎิกิริยาเป็นตุ่มนูนแดงที่ผิวหนังตรงตำแหน่งที่ทดสอบต่อสารนั้นๆ  ในปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่นำมาใช้แทนการใช้เข็มสะกิดเป็นแท่งพลาสติกปลายแหลม (Duotip)  ปลายเป็นง่ามคล้ายส้อม  ใช้จุ่มน้ำยาที่จะทดสอบแล้วนำมาสะกิดที่ผิวหนังของผู้ป่วย โดยไม่ต้องหยดน้ำยาลงบนผิวหนังก่อน  ทำให้สะดวกในการทดสอบ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยเด็กเพราะเด็กจะให้ความร่วมมือมากกว่า  การใช้เข็มจริงวิธีสะกิด (SPT)   นี้  เป็นวิธีการทดสอบทางผิวหนังที่เป็นที่ยอมรับและแนะนำให้ใช้เป็นวิธีแรกที่ในการตรวจวินิจฉัยโรคภูมิแพ้โดยทั่วไป  เนื่องจากเป็นวิธีที่ปลอดภัย  มีโอกาสเกิดปฏิกิริยาการแพ้ที่รุนแรงน้อย  ทำได้ง่าย  ใช้เวลาน้อย  น้ำยาที่ใช้ไม่ต้องนำมาเจือจางก่อน    จึงทำให้น้ำยามีความคงทนดีกว่า  และมีความสัมพันธ์กับอาการทางคลินิกมากกว่าการตรวจด้วยวิธีฉีดเข้าชั้นผิวหนัง (Intradermal skin test) 2. วิธีฉีดเข้าชั้นผิวหนัง (Intradermal skin test)  ทดสอบโดยการฉีดน้ำยาที่เป็นสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ชั้นผิวหนัง  รออ่านผล  15  นาที  ข้อเสียของวิธีนี้  คือ  ผู้ป่วยโดยเฉพาะเด็ก  ให้ความร่วมมือในการทดสอบน้อย  เพราะเจ็บกว่าวิธีสะกิด  นอกจากนั้นอาจเกิดปฎิกิริยาการแพ้ที่รุนแรงได้บ่อยกว่า  โดยเฉพระถ้าฉีดสารหลายๆอย่างเข้าไปพร้อมๆกัน ผลข้างเคียงของการทดสอบ  อาจเกิดอาการแพ้รุนแรงได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่กำลังได้รับยาบางชนิดอยู่  แต่โดยทั่วไปพบน้อยมาก( < 1%) อย่างไรก็ตามไม่ควรทำการทดสอบในผู้ป่วยที่กำลังมีอาการอยู่มากๆ  เช่น มีอาการหอบหืดรุนแรง  ส่วนอาการคันตรงบริเวณที่ทดสอบเกิดขึ้นได้บ่อยซึ่งอาจหายเอง  หรือใช้ยาแก้แพ้ก็ได้ ขอบคุณที่มาจาก : โรงพยาบาลวิภาวดี ขอบคุณภาพจาก : วิกิพีเดีย

ระวัง! แมลงกระเบื้อง เป็นตัวการก่อโรคอาหารเป็นพิษ
ท้องเสีย /  ผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย / 

อธิบดีกรมควบคุมโรคชี้ แมลงกระเบื้อง ที่พบที่จันทบุรีเป็นแมลงที่นำเชื้อโรคมาสู่คนได้ โดยเฉพาะโรคอาหารเป็นพิษ โรคอุจจาระร่วง เนื่องจากแหล่งที่อยู่อาศัยของด้วงชนิดนี้มาจากแหล่งสกปรก หรืออาจเกิดโรคภูมิแพ้ได้ ย้ำเตือนหากพบอยู่ในบ้านต้องรีบกำจัดโดยใช้สารไซฟลูทรินผสมน้ำฉีดพ่น ไม่เป็นอันตรายต่อคน และควรรักษาความสะอาดบ้านเรือนให้โล่งเตียน จากกรณีที่พบ แมลงกระเบื้อง จำนวนมากอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 69 หมู่ที่ 11 ตำบลทับช้าง  อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เป็นเวลากว่า 3 เดือน นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ว่า กรมควบคุมโรคได้ให้กลุ่มกีฏวิทยาและควบคุมแมลงนำโรค สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง เข้าไปตรวจสอบในพื้นที่พร้อมทั้งทำการกำจัดแมลงดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว นายแพทย์โสภณ กล่าวต่อว่า แมลงกระเบื้อง จัดเป็นด้วงปีกแข็งขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่อยู่ในวงศ์เดียวกันกับด้วงมอดแป้ง (ด้วงหนอนนก) แต่ต่างกันที่มีความเป็นอยู่สกปรกกว่าด้วงมอดแป้ง เป็นแมลงมีลำตัวกลมรี ตลอดลำตัวมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำและเปลือกค่อนข้างแข็ง ชอบอาศัยอยู่ตามพื้นดินในที่ต่างๆ เช่น ใต้ไม้ผุๆ ใต้ก้อนหิน ตามรังมด รังปลวก อยู่ตามต้นพืชหลายชนิด หรืออยู่ตามบ้านเรือน ตามกองใบไม้ทับถม และตามที่ที่มีเชื้อราขึ้น บางทีอาจพบอยู่ตามซากสัตว์เน่าเปื่อย ตัวหนอนของด้วงชนิดนี้สามารถเดินได้เร็วและชอนไชเก่งมาก ชอบดินชื้นๆ ทั้งระยะตัวหนอนและระยะตัวแก่จะออกหาอาหารในเวลากลางคืน ส่วนด้วงตัวแก่ที่อพยพเข้ามาอาศัยมากมายภายในบ้านเรือนหากเข้าหูอาจทำให้หูอักเสบได้ อาจทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจหรือแพ้ที่ผิวหนังได้ จากกลิ่นของมัน เกล็ดและขนที่หลุดร่วง หรือแม้กระทั่งหนามที่ขา นอกจากนี้ยังสามารถนำโรคอาหารเป็นพิษ 2 ชนิด ได้แก่เชื้ออีโคไล( Escherichia coli) ซึ่งพบในอุจจาระแหล่งสกปรกและเชื้อซาลโมเนล่า (Salmonella sp.) มาสู่คนได้ เชื้อโรคจะติดมาตามขาและลำตัวของมัน หากปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำดื่มของคน จะทำให้ป่วยได้ ดังนั้นจึงขอแนะนำประชาชนหากพบจะต้องรีบกำจัดทันที นายแพทย์โสภณ กล่าวต่อไปว่า ในการป้องกันกำจัด แมลงกระเบื้อง หลักการคือลดหรือกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของด้วง โดยรักษาความสะอาดบ้านเรือน และบริเวณบ้านให้โล่งเตียน กำจัดเศษใบไม้ทับถม ส่วนเศษมูลสัตว์ที่จะทำเป็นปุ๋ยคอก ควรตากแดดให้แห้ง แล้วเก็บไว้ในถุงที่มิดชิดหรือนำไปใช้ใส่ต้นไม้ทันที หากต้องการป้องกันและกำจัดไม่ให้ด้วงเข้าไปอยู่ในบ้าน ให้ใช้แสงไฟนีออนดักล่อด้วงตัวแก่ก่อนที่จะเข้าบ้าน เนื่องจากด้วงชอบเล่นไฟนิออนตอนกลางคืน โดยให้ต่อหลอดไฟนิออนออกห่างจากตัวบ้านประมาณ 5-10 เมตร สูงจากพื้นประมาณ 2 เมตร ทำโคมสังกะสีโค้งๆ ครอบเหนือหลอดไฟไว้ แล้ววางกะละมังบรรจุน้ำครึ่งกะละมังผสมผงซักฟอก 1-2 กำมือคนให้ละลายไม่ต้องให้มีฟอง วางไว้บนพื้นใต้หลอดไฟ เมื่อมีฝูงด้วงมาเล่นไฟแล้วบินชนโคมไฟ ด้วงจะตกลงในกะละมังเมื่อปีกเปียกน้ำผสมผงซักฟอกจะไม่สามารถไต่หรือบินขึ้นมาได้และจะจมน้ำตายในที่สุด ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีการกำจัดชั่วคราวช่วยลดความรำคาญได้ สำหรับบ้านที่มีตัวด้วงบุกเข้าไปอยู่ในบ้านแล้ว ให้ใช้ไม้กวาดและที่ตักผงกวาดรวบรวมตัวด้วงนำไปใส่ในกะละมังบรรจุน้ำผสมผงซักฟอกดังกล่าวเพื่อฆ่าฝูงด้วงได้เช่นกัน “สำหรับการกำจัดด้วงชนิดนี้แบบถาวร ให้ใช้สารเคมีที่มีชื่อว่าสารไพรีทรอยด์ชนิด ไซฟลูทริน(cyfluthrin) สูตรน้ำมันละลายน้ำ (สูตร EC) โดยนำสารเคมีไปผสมกับน้ำให้ได้น้ำยาที่มีตัวสารออกฤทธิ์ 0.2 กรัมในน้ำยาที่ผสมแล้ว 50 มิลลิลิตร (หากจะใช้น้ำยาในปริมาณมากก็คำนวณเพิ่มได้) แล้วนำไปฉีดพ่นโดยใช้เครื่องพ่นแบบสูบอัดลม พ่นให้ละอองน้ำยาตกลงถูกตัวแมลงเป้าหมาย หรือพ่นบนพื้นผิวแหล่งที่อยู่อาศัยของด้วงเพื่อฆ่าระยะตัวหนอนด้วย โดยพ่นในปริมาณ 50 มิลลิลิตรต่อพื้นที่หนึ่งตารางเมตร หรือหากจะพ่นตามผนังอาคารบ้านเรือนที่ด้วงเคยมาเกาะก็สามารถทำได้แต่ต้องเลือกใช้สารไซฟลูทรินแบบสูตรผงละลายน้ำแทน (สูตร WP) เนื่องจากถ้าใช้สูตรน้ำมันพ่นบนผนังไม้ อิฐหรือปูน ผนังเหล่านี้จะดูดตัวสารออกฤทธิ์เข้าไปในเนื้อของมันเสียหมดเพราะสูตรน้ำมันจะมีอนุภาคเล็กกว่าแบบสูตรผง ฤทธิ์ของสารเคมีดังกล่าวเมื่อถูกตัวด้วงจะทำให้ด้วงตายภายใน 24 ชั่วโมงและมีฤทธิ์ตกค้างบนผนังอาคาร บ้านเรือน ประมาณ 6 เดือน ด้วงจะได้ไม่มาเกาะอีก สารเคมีดังกล่าวไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยง สามารถพ่นซ้ำได้ทุก 6 เดือน โดยหาซื้อได้ที่ร้านขายอุปกรณ์การเกษตรทั่วไป” นายแพทย์โสภณ กล่าว ขอบคุณภาพข่าวจาก : สำนักข่าว INN ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักสารนิเทศ กระทรงสาธารณสุข

ดอกมะลิวันแม่ ราคาพุ่ง คาดแตะลิตรละ400
ดอกมะลิ /  บอกรักแม่ / 

ราคาดอกมะลิปรับขึ้น ในช่วงวันแม่แห่งชาติ คาดจะสูงถึงลิตรละ 400 บาท ขณะที่มีผลผลิตน้อยลง สำหรับราคาดอกมะลิช่วงวันแม่แห่งชาติ ในพื้นที่ จ.นครปฐม โดยเฉพาะดอกมะลิพันธุ์เพชร เริ่มปรับราคาสูงขึ้น เนื่องจากไม่มีผลผลิต เพราะมีโรคเชื้อรารบกวน และแมลงดูดน้ำเลี้ยงมากว่า 1 อาทิตย์ นายละออง จันทร์หอม อายุ 60 ปี เกษตรกรปลูกดอกมะลิพันธุ์เพชร กล่าวว่า มีสวนมะลิ กว่า 1 ไร่ ที่ทำการปลูกมะลิพันธุ์เพชร มากว่า 4 ปี ต่างเก็บผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน วันละ 5 ถึง 8 ลิตร สาเหตุที่แปลงมะลิยังคงออกดอกได้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากมีสารชีวภาพสูตรเฉพาะที่หมักเอง และนำมาฉีดที่พุ่มต้นด้วย จึงมีผลผลิตที่ดีกว่าเกษตรกรรายอื่น ๆ ส่วนราคาในขณะนี้ พ่อค้าที่มาซื้อให้ราคาที่ลิตรละ 250 ถึง 300 บาท จึงคาดว่าในวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. 57 ดอกมะลิคงจะขยับสูงขึ้นไปที่ประมาณลิตรละ 400 บาท

เลือก แปรงสีฟัน อย่างไร? ให้ดีต่อสุขภาพ
ทันตกรรม /  ฟัน / 

เวลาที่เราจะเลือกซื้อ แปรงสีฟัน ดีๆสักอันเรามักจะเลือกไม่ถูกใช่ไหมคะ? เพราะในโซน แปรงสีฟัน ตามห้างสรรพสินค้า มีแปรงสีฟันให้เลือกเยอะมาก ยี่สิบสามสิบแบบจนไม่รู้จะเลือกอันไหนมาใช้ดีที่เหมาะกับฟันของเรา วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับการเลือก แปรงสีฟัน ที่ดีมาฝากกันค่ะ ไปดูเลย แปรงสีฟัน ที่ผลิตและจำหน่ายในท้องตลาดจะมีรูปร่างหน้าตาของผลิตภัณฑ์แตกต่างกับความต้องการและวัตถุประสงค์ที่ใช้ในการแปรง แบ่งเป็น 4 ประเภทตามขนาด โดยใช้อายุของผู้ใช้เป็นเกณฑ์ในการแบ่ง ดังนี้ แปรงสีฟันสำหรับเด็กต่ำกว่า 3 ปี แปรงสีฟันสำหรับเด็ก 3 - 6 ปี แปรงสีฟันสำหรับเด็ก 6 - 12 ปี แปรงสีฟันสำหรับผู้ใหญ่ ขนแปรง แปรงสีฟัน ตามหลักมาตรฐานวิชาการแปรงสีฟัน กรมอนามัย แบ่งเป็น 2 ชนิด ตามความอ่อนแข็งของขนแปรง คือ ชนิดนุ่ม (soft) และ ชนิดปานกลาง ( medium) ลักษณะของ แปรงสีฟัน ที่ดี ประกอบด้วย หัวแปรง ควรมน ไม่เป็นเหลี่ยมมุม ขนาดไม่ใหญ่เกินไป สามารถเข้าไปทำความสะอาดฟันทุกซี่ในช่องปากได้ง่าย ขนแปรง ควรทำจากไนล่อน ชนิดอ่อนนุ่ม เป็นกระจุกมี 3-4 แถว เพื่อช่วยพยุงซึ่งกันและกัน เมื่อได้รับแรงกดเวลาแปรงฟัน ขนแปรงแต่ละเส้นมีการมนปลาย เพื่อไม่ให้ปลายคมขรุขระ ที่อาจทำอันตรายต่อเหงือกและฟัน ด้ามแปรงตรง หรือทำมุมเพียงเล็กน้อย จับถนัดมือ ฉลาก มีข้อมูลเพียงพอต่อการเลือกซื้อ ต้องระบุสิ่งต่อไปนี้ - ชนิดขนแปรง เช่น อ่อนนุ่ม ปานกลาง หรือ แข็ง - ลักษณะปลายขนแปรง เช่น มนกลม ปลายตัด ปลายเรียว หรืออื่น ๆ ตามที่เป็นจริง - วิธีใช้ / ข้อแนะนำ - วันเดือนปี ที่ผลิต - ผู้ผลิต / เครื่องหมายการค้า ราคา แปรงสีฟัน ที่ดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง วิธีการใช้และประโยชน์ ใช้ทำความสะอาดฟันและลิ้น ใช้ร่วมกับยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ แปรงฟันอย่างถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งโดยเฉพาะก่อนนอน การแปรงฟันไม่ควรออกแรงแปรงมากจนเกินไป เพราะจะทำให้บริเวณคอฟันสึกได้ ควรออกแรง เพียงเบา ๆ และให้นานอย่างน้อย 2 นาทีขึ้นไป ควรแปรงลิ้นทุกครั้งหลังแปรงฟัน หลังแปรงฟันและลิ้นเสร็จ ล้างแปรงสีฟันให้สะอาดจนหมดคราบยาสีฟัน ผึ่งให้แห้งโดยวางหัวแปรงตั้งขึ้นไม่จำเป็นต้องแช่หรือล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ / น้ำยาบ้วนปาก / น้ำยาล้างจาน / ลวกน้ำร้อน / ไมโครเวฟ หรือแสงอุตราไวโอเลต เพื่อฆ่าเชื้อ เพราะจะทำให้แปรงสีฟันเสื่อมสภาพเร็วอย่าเก็บแปรงสีฟันในที่เปียกชื้น หรือ อับทึบ จะทำให้เชื้อโรค เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี หากเกิดเชื้อรา จะเป็นคราบสีเหลืองหรือดำตามซอกขน ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3-4 เดือน หรือเมื่อขนแปรงบานจนทำความสะอาดฟัน ได้ไม่ดี และทิ่มตำเหงือก ที่สำคัญต้องเลือกแปรงสีฟันให้มีขนาดพอดี เหมาะกับปากของตนเอง แปรงสีฟันเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กำจัดแผ่นคราบจุลินทรีย์ แปรงฟันอย่างถูกวิธีจะสามารถป้องกันฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ และโรคปริทันต์ได้ แปรงสีฟันไฟฟ้าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้มือได้ดี เช่น คนพิการ เด็ก และผู้ที่ต้องช่วยแปรงฟันให้ผู้อื่น สำหรับคนทั่วไป สามารถใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าและแปรงสีฟันธรรมดาทำความสะอาดได้ดีเท่ากัน เมื่อใช้อย่างถูกต้อง ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็ง หรือ แบบ Hard โดยคิดว่าแปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็งน่าจะสามารถกำจัดคราบเศษอาหารได้ดีกว่าขนแปรงอ่อน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง แต่แปรงขนแข็งนี้ จะทำให้คอฟันสึกไปด้วยในขณะที่แปรงฟัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแปรงฟันผิดวิธี คือ แปรงฟันแบบถูไปมา ขนแปรงสีฟันที่แข็งจะยิ่งทำให้ฟันสึกมากขึ้นลักษณะปลายขนแปรงเป็นแบบปลายตัด ส่วนใหญ่จะมีลักษณะขรุขระ ทำอันตรายต่อเหงือกและผิวเคลือบฟัน ขอบคุณที่มาจาก : กรมอนามัย

เลือกอาหารเพื่อต้าน มะเร็ง
บทความสุขภาพ /  มะเร็ง / 

“เรื่องกินเรื่องใหญ่” วลีนี้ดูจะเป็นอมตะจริงๆ ในหมู่นักชิมและนักกิน ที่จะชอบเสาะแสวงหาของกินอร่อยๆ กันเป็นประจำเพื่อตอบสนองความต้องการของปากและท้อง แม้ร้านอาหารนั้นจะอยู่ไกลแสนไกลก็พยายามไปให้ถึง แต่จะมีสักกี่คนที่คิดว่าอาหารแสนอร่อยที่กินนั้นเกิดประโยชน์อะไรแก่ร่างกายบ้าง หรือคิดเลือกสรรหาอาหารที่มีประโยชน์มากินเพื่อให้ร่างกายสามารถต้านทานการ เกิดโรค เพราะอาหารก็นับเป็นหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเช่นกัน สำหรับ มะเร็ง เป็นโรคที่เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย และกลายเป็นโรคที่หลายคนกลัว ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค มะเร็ง มีหลายอย่าง ซึ่งอาหารก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง แต่สามารถป้องกันได้ หลายคนมักจะไม่ได้นึกถึงหรือให้ความสำคัญจึงขาดความระมัดระวังในการกิน ต่อเมื่อเกิดโรคแล้วจึงมาคิดว่าจะกินอะไรดีที่ช่วยให้โรคนั้นทุเลาลงได้ ลองพิจารณาถึงผลของอาหารที่ก่อให้เกิดโรคและอาหารที่ช่วยยับยั้งหรือป้องกัน การเกิดโรค แล้วเริ่มนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันกันดูว่ามีอะไรบ้าง อาหารก่อโรค มะเร็ง อาหารประเภทเนื้อสัตว์ เป็นอาหารที่ทำให้เกิดโรค มะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำให้สุกด้วยการปิ้ง- ย่างจนไหม้เกรียม เพราะจะมีสารพิษที่เรียกว่า พี.เอ.เอช. อยู่ แม้จะกินในปริมาณไม่มากนักก็ยังเกิดการสะสมในร่างกาย และถ้ากินร่วมกับแอลกอฮอล์ด้วย การสะสมของสาร พี.เอ.เอช. ก็จะอยู่ได้นานกว่าปกติ ทำให้มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับได้สูง บางท้องถิ่นนิยมกินเนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ ซึ่งมีพยาธิ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับได้ ถั่วต่างๆ และอาหารที่ขึ้นรา ในถั่วลิสงมักพบว่ามีเชื้อราอัลฟาทอกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะถั่วลิสงคั่วที่นิยมใช้ปรุงรสก๋วยเตี๋ยว ถ้ากินเป็นประจำโดยไม่พิจารณาเลือกให้ดี อาจได้รับเชื้อราเข้าไป ทำให้เกิดการสะสมและเกิดโรคได้ อาหารแปรรูป อาหารที่ผ่านการถนอมด้วยสารเคมี  เช่น อาหารดองเค็ม อาหารที่ถนอมด้วยเกลือไนเตรทไนไตรท์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าดินประสิว ถ้าใส่มากเกินไปหรือกินบ่อยจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหารและกระเพาะ อาหารได้ อาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมี ยาฆ่าแมลง ไม่ได้ล้างทำความสะอาดก่อนกิน หรือการกินอาหารซ้ำบ่อยๆ อาจทำให้ได้รับสารพิษและสะสมจนทำให้เกิดโรคได้ อาหารที่ช่วยยับยั้งการเกิดโรค มะเร็ง อาหารที่กินมีทั้งพืชผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ แต่ละชนิดให้สารอาหารแตกต่างกัน ให้โทษและประโยชน์แตกต่างกัน เพื่อให้ได้ประโยชน์จึงควรเรียนรู้ถึงชนิดและสารอาหารที่ช่วยป้องกันการเกิด มะเร็ง ธัญพืช ข้าว เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี อาหารจากธัญพืชเหล่านี้มีใยอาหารสูงกว่าข้าวที่ขัดสีแล้ว และใยอาหารไม่สามารถย่อยได้จึงถูกขับออกนอกร่างกาย นอกจากนี้ก่อนขับถ่ายออกมาอาจจะถูกแบคทีเรียในลำไส้เปลี่ยนเป็นกรดบิวทิริก ซึ่งมีฤทธิ์ต้าน มะเร็ง พืชผักและผลไม้ เป็นอาหารที่อุดมด้วยใยอาหารซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้ เช่นเดียวกับใยอาหารที่ได้จากธัญพืช ใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยเหล่านั้นจะเพิ่มปริมาณและน้ำหนักของอุจจาระ ทำให้มีการขับถ่ายบ่อยขึ้น ขณะเดียวกันจะขัดขวางการดูดซึมสารพิษหรือสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งและขับ ออกนอกร่างกาย ใยอาหารจึงมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ นอกจากใยอาหาร ผักและผลไม้แล้ว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านมะเร็ง โดยเฉพาะผักที่มีสีเข้มหรือสีเหลือง สีส้ม เช่น ผักโขม แครอต มะเขือเทศ บรอกโคลี ผักที่มีสีเข้มมากจะมีสารไฟโตเคมีคอล (Phytochemical) มากขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสารให้สีของพืช เรียกว่า ไบโอฟลาโวนอยด์และแคโรทีนอยด์ (Bioflavonoid & Carotenoids) ซึ่งมีหลายร้อยชนิด และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง หรือทำลายเซลล์มะเร็ง อีกทั้งช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันแก่ร่างกายด้วย เบตา-แคโรทีน เป็นแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่งที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย มีหน้าที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ในการแบ่งตัว และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย จึงช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้ พบมากในผักและผลไม้ที่มีสีเขียว สีส้ม เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ มะละกอสุก แครอต ผักโขม บรอกโคลี ผักบุ้ง การได้รับวิตามินเอมากหรือน้อยจึงมีผลต่อการเกิดโรคได้ วิตามินซี พบว่าเป็นตัวช่วยยับยั้งการเกิดไนโตรซามีนจากการเปลี่ยนแปลงไนเตรท ไนไตรท์ และอามีนในร่างกาย ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในกระเพาะอาหาร ชะเอม มีการนำมาใช้เพื่อรักษาอาการป่วย เช่น ไอ ท้องผูก มาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับการยับยั้งการเกิดโรคมะเร็ง นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Vanderbilt ประเทศอเมริกา ได้นำชะเอมมาศึกษาและพบว่า Glycyrrhizic Acid ซึ่งเป็นสารให้รสหวานของชะเอมสามารถยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิด โรคมะเร็งลำไส้ได้ โดยเอนไซม์นี้ทำงานที่ไตและลำไส้ และไม่เกิดผลข้างเคียงเมื่อนำชะเอมมาใช้ในการรักษา แต่อาจจะมีการขาดโพแทสเซียมและความดันโลหิตสูงบ้าง ผักประเภทกะหล่ำ เช่น บรอกโคลี กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก แขนงกะหล่ำ พืชเหล่านี้มีสารอินโดล (Indole) ฟีนอล (Phenol) วิตามินซี วิตามินเอ มีการทดลองที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอบกินส์ ในอเมริกา โดยให้สัตว์ได้รับอัลฟลาทอกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และให้กินอาหารที่ประกอบด้วยผักประเภทกะหล่ำ พบว่าสามารถลดการเกิดโรคมะเร็งในสัตว์ทดลองได้ถึงร้อยละ 90 ถั่วชนิดต่างๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง พบว่ามีสารโปตีเอสอินฮิบิเตอร์สูง ซึ่งสารนี้จะยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้สถาบันมะเร็งนานาชาติยังพบว่าอาหารประเภทถั่วมีสารไอโซฟลาโวน (Isoflavonr) และไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี ทั้งยังลดผลข้างเคียงของการใช้ยาและรังสีเพื่อการรักษามะเร็ง และเปลี่ยนเซลล์มะเร็งให้เป็นเซลล์ปกติได้ เครื่องเทศ อาหารไทยมีเครื่องเทศหลายชนิด แต่ละชนิดมีสารไฟโตเคมีคอลแตกต่างกัน หอมแดง กระเทียม พริกไทย พริก ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ขมิ้น อบเชย มีไบโอฟลาโวนอยด์หลายชนิด เช่น คอเคอร์ซิทิน อัลลิซิน เอสอัลลิลซิสทีอิน ซีลีเนียม ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็ง อาหารไทยจึงเป็นอาหารช่วยต้านการเกิดโรคมะเร็งและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของ ร่างกายได้ ชาเขียว มีสารคาเทชินและไฟโตเคมีคอล ซึ่งสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่นและจีน พบว่าชาเขียวสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งและเปลี่ยนเซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ปกติได้ ขอบคุณที่มาจาก :  e-magazine.info

8 วิธีง่ายๆ ดูแล สุขภาพเท้า ในช่วงหน้าฝน
สุขภาพเท้า /  หน้าฝน / 

   เท้าเหม็น (Pitted Karatolysis)  เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่น อาการสำคัญของโรคนี้ที่พบบ่อยสุดถึงร้อยละ 90 คือ เท้ามีกลิ่นเหม็น ส่วนอาการรองลงมาที่พบร้อยละ 70 คือ เวลาถอดถุงเท้าจะรู้สึกว่าถุงเท้าติดกับฝ่าเท้า ส่วนอาการคันนั้นพบได้น้อยคือ ร้อยละ 8    เชื้อราที่เท้า (Tinea Pedis) คำว่า Tinea Pedis หรือชาวบ้านรู้จักกันดีในชื่อ โรคน้ำกัดเท้าหรือฮ่องกงฟุต เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถก่อโรคที่ผิวหนังได้ โดยเฉพาะที่เท้า ซอกนิ้วเท้า และเล็บเท้า แม้บางครั้งโรคผิวหนังที่ว่าอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเชื้อราอย่างเดียว แต่เพราะมีเชื้อแบคทีเรียมาร่วมด้วย 8 วิธีง่ายๆ ดูแล สุขภาพเท้า ด้วยตัวเอง        คุณหมอสุมนัสให้คำแนะนำง่ายๆ ในการดูแล สุขภาพเท้า ด้วยตัวเอง และย้ำว่าควรเริ่มปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วันนี้ ดังนี้ 1. ล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ ประมาณ 10 นาที เวลาอาบน้ำ ทุกๆ วัน ซึ่งจะทำให้ผิวหนังนุ่ม แต่อย่าขัดหรือถู หรือแช่น้ำเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้ง 2. เช็ดเท้าให้แห้งสนิททุกครั้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้าต้องให้แห้งจริงๆ 3. สำหรับผู้มีกลิ่นเท้า หลังจากล้างเท้าสะอาดและเช็ดให้แห้งแล้ว ควรจะโรยแป้งทาตัวให้ทั่วเท้าและซอกเท้า รวมถึงอย่าใส่รองเท้าคับเกินไป ควรเลือกรองเท้าที่ใส่สบายและระบายอากาศได้ ถุงเท้าควรเป็นถุงเท้าผ้าฝ้ายจะดีกว่าถุงเท้าไนลอน 4. ถ้าผิวแห้ง ทาครีมที่ไม่มีน้ำหอมฉุน เพื่อให้ความชุ่มชื้น โดยทาบางๆ ให้ทั่วทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้า ห้ามทาครีมบริเวณซอกนิ้วเท้า เพราะอาจเกิดการหมักหมมของเชื้อราได้ 5.ถ้าเล็บยาวต้องตัดเล็บเท้าอย่างถูกวิธี โดยตัดตรงตามแนวขอบเล็บเท่านั้น ไม่ตัดเล็บเซาะเข้าไปด้านข้างหรือจมูกเล็บ และไม่ควรตัดเล็บให้สั้นเกินไป 6. ใส่รองเท้าให้เหมาะกับโรค ควรใส่รองเท้าที่เหมาะสมและถูกสุขลักษณะ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานควรใส่รองเท้าที่ทำจากวัสดุที่มีลักษณะนิ่มและมีแผ่นรองรับแรงกระแทกที่ฝ่าเท้า ไม่ควรใส่รองเท้าแตะชนิดที่มีสายรัดง่ามนิ้วเท้า 7. หมั่นตรวจเท้าด้วยตนเองเป็นประจำ สังเกตสีผิว กลิ่นเท้า อุณหภูมิของเท้า และอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น ปวดเท้า มีอาการชา บวม มีเม็ดพอง หรือคัน เป็นต้น โดยตรวจให้ทั่วทั้งฝ่าเท้า ส้นเท้า ซอกนิ้วเท้า และบริเวณเล็บเท้า หากพบความผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ 8. ออกกำลังกายเท้า เพื่อบริหารข้อเท้าและกล้ามเนื้อเท้าอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและ ที่มาจาก ชีวจิต  

เทคนิคจัดการ นมแม่ ให้ลูกอิ่มหนำสำราญ
ทารก /  นมจากแม่ / 

“ นมแม่ ” สุดยอดอาหารจากอกแม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก สำหรับคุณแม่มือใหม่หลายคนที่ยังกังวลเกี่ยวกับการให้นมบุตร บางคนกลัวน้ำนมน้อยไม่พอให้ลูกดื่มกิน บางคนไม่รู้วิธีการกระตุ้นน้ำนม บางคนเจอเหตุการณ์ลูกปฏิเสธเต้านม และอีกหลายเหตุการณ์ที่ทำให้คุณแม่มือใหม่หมดกำลังใจในการให้นมลูก คอลัมน์หน้าต่างบานเล็กฉบับนี้ จึงได้รับเกียรติจากคุณหมอมาช่วยแนะนำเนคนิคดีๆ เกี่ยวกับการจัดการน้ำ นมแม่ ให้ลูกน้อยได้ดื่มกินอย่างอิ่มหนำสำราญมาฝากกัน น้ำนมน้อย กระตุ้นอย่างไรดี การผลิตน้ำนมของแม่เป็นกระบวนการอุปสงค์อุปทาน ถ้าลูกดูดเยอะ ดูดบ่อย น้ำนมก็จะผลิตเยอะ แต่ถ้าลูกดูดน้อย น้ำนมก็ผลิตน้อย ทำให้คุณแม่อาจเข้าใจผิดคิดว่าที่น้ำนมไม่ค่อยออกเพราะมีน้ำนมน้อย พอน้ำนมน้อยก็ไม่ยอมให้ลูกดูด แล้วน้ำนมก็จะแห้งไปในที่สุด เมื่อไม่มีการดูดกระตุ้น น้ำนมก็ไม่ผลิต ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติ โดยวิธีการกระตุ้นน้ำนมที่ดีที่สุด คือการใช้เทคนิค ดูดเร็ว ดูดบ่อย ดูดนาน ดังนี้ ดูดเร็ว คือเมื่อลูกคลอดออกมาภายใน 15-30 นาที ควรให้ลูกดูดนมเลย เพื่อกระตุ้นน้ำนมครั้งแรก ดูดบ่อย คือให้ลูกดูดนมบ่อยๆ วันละ 8-12 ครั้ง หรือตามที่ลูกต้องการ ถ้าลูกร้องงอแง หรือหิวก็ให้ดูดทันที ดูดนาน คือในแต่ละครั้งที่ลูกดูดนมให้ดูดนานๆ ประมาณข้างละ 15 นาที หรือดูดจนกว่าลูกจะเลิกดูดไปเอง วิธีดังกล่าวจะทำให้น้ำนมผลิตมาอย่างสม่ำเสมอ มีน้ำนมออกมาเต็มที่ โดยในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอด ลูกอาจจะดูดน้อย ธรรมชาติสร้างให้แม่กับลูกคู่กัน จึงไม่ต้องกังวลว่าน้ำนมจะไม่พอ ถ้ากระตุ้นด้วยการดูดเร็ว ดูดบ่อย ดูดนาน รับรองว่าจะมีน้ำนมเพียงพอต่อความต้องการของลูกแน่นอน รู้ได้อย่างไร...น้ำนมเพียงพอต่อความต้องการของลูก คุณแม่อาจกังวลว่าลูกต้องการกินนมมากเท่าไหร่ กินอิ่มหรือยัง จึงให้นมตลอดเวลาแม้ลูกอิ่มแล้ว พอถึงเวลาให้นมก็ปลุกขึ้นมาดูด ซึ่งทำให้ลูกอารมณ์หงุดหงิด ร้องไห้งอแง คุณแม่สามารถสังเกตว่าลูกอิ่มแล้วได้โดย ลูกจะนอนหลับง่าย หลับสบาย ไม่ร้องกวนงอแง อึบ่อย ฉี่บ่อย น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ ก่อนให้ลูกดูดนมจะมีอาการคัดเต้านม แต่พอลูกดูดเสร็จเต้านมจะนิ่ม ขณะที่ลูกดูดนม เต้านมอีกข้างหนึ่งจะมีน้ำนมไหลซึมออกมา ถือเป็นกลไกที่บอกว่าเรามีน้ำนมเพียงพอให้ลูก มาบีบน้ำนมด้วยมือกันเถอะ หากบางครั้งน้ำนมน้อย ไม่ค่อยไหล การบีบน้ำนมด้วยมือจะช่วยกระตุ้นให้น้ำนมไหลได้ ล้างมือให้สะอาด ต้องอยู่ในภาวะที่สบาย อย่าเครียด ผ่อนคลาย และจัดท่านั่งให้อยู่ในท่าที่สบาย อยู่ในห้องที่เป็นส่วนตัว มิดชิด ไม่มีคนพลุกผล่าน จะช่วยให้คุณแม่ไม่รู้สึกอายที่จะบีบ ถ้ามีลูกอยู่ด้วยจะยิ่งดีเพราะการที่แม่ได้โอบกอดลูก เป็นการกระตุ้นให้คุณแม่มีความสุข ซึ่งมีผลให้น้ำนมไหลได้ดีขึ้น ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้กดลงไปบริเวณลานหัวนม ให้ห่างจากหัวนมประมาณ 3 เซนติเมตร ให้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้อยู่ตรงกันข้ามกัน แล้วกดเข้าหาตัวเบาๆ กดแล้วบีบให้เป็นจังหวะ เหมือนเป็นการรีดน้ำนมจากบริเวณท่อน้ำนมให้ไหลออกมาตรงปลายสุด อีกมือหนึ่งใช้ประคองเต้าไว้ด้านล่าง เพราะเต้านมมีขนาดขยายใหญ่ มีน้ำหนัก ต้องช่วยประคองไว้ เมื่อบีบจนรู้สึกว่ามุมนี้ไม่มีน้ำนมออกแล้ว ให้ขยับเปลี่ยนมุม โดยหมุนนิ้วชี้และนิ้วโป้งไปยังมุมอื่นๆ ตามขอบลานหัวนม จนไม่มีน้ำนมออกมาแล้วก็ให้พอ ควรใช้เวลาบีบน้ำนมไม่เกิน 30 นาที เพื่อลดอาการเมื่อยล้า ไม่ควรบีบแรงจนเกินไป หรือบางคนใจร้อนเห็นว่าน้ำนมยังไม่ออกก็ขย้ำเต้านม ซึ่งการทำแบบนี้อาจทำให้เต้านมเกิดการช้ำได้ นวดเต้านม ช่วยให้น้ำนมไหลดี คุณแม่ที่มีน้ำนมน้อย การนวดเต้านมอาจช่วยให้น้ำนมไหลดีขึ้นได้ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบทิ้งไว้ 3-5 นาที ใช้นิ้วมือ 3 นิ้ว ค่อยๆ คลึงเบาๆ ที่เต้านม โดยคลึงเป็นวงกลมจากบริเวณฐานเต้านมไปถึงตรงปลายใกล้หัวนม นวดคลึงเบาๆ จะช่วยให้น้ำนมไหลออกมาได้ง่ายขึ้น ส่วนคุณแม่ที่มีน้ำนมเยอะ อาจคัดตึงเต้านมได้ ดังนั้น ก่อนให้นมควรใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบไว้ 3-5 นาที แล้วนวดคลึงเบาๆ ก่อนบีบน้ำนมออก จะช่วยให้รู้สึกสบาย น้ำนมไหลกระจายดี บีบออกมาได้เยอะขึ้น เต้านมคัด ทำอย่างไรดี อาการคัดเต้านม เกิดขึ้นได้บ่อย ซึ่งมีสาเหตุมาจาก ลูกดูดนมไม่ถูกวิธี เช่น ลูกอ้าปากไม่กว้าง งับไม่ถึงลานนม ทำให้น้ำนมไม่ออก พอน้ำนมไม่ออก เมื่อมีการผลิตออกมาใหม่ แต่ของเดิมยังคงมีอยู่ก็ทำให้คัดตึงเต้านมได้ คุณแม่บางคนเคร่งคัดต่อการกำหนดเวลาในการให้นมมากเกินไป เช่น ต้องให้ลูกกินเป็นเวลาทุก 3 ชั่วโมง แม้ลูกจะหิวแต่ถ้ายังไม่ถึงเวลาก็ไม่ให้ ซึ่งอาจเป็นเวลาที่น้ำนมมีการผลิต พอไม่ได้มีการดูดออก จึงเกิดคัดตึงเต้านมขึ้น เพราะฉะนั้น การให้นมต้องให้ตามความต้องการของลูก ลูกอยากกินตอนไหนก็ให้ตอนนั้น การปล่อยให้ลูกหิวจัดอาจทำให้ลูกไม่มีแรงดูด พอจะให้ดูดกลายเป็นว่าลูกไม่ยอมดูด เกิดการปฏิเสธเต้า ไม่ยอมดูดนมได้ ในช่วงแรกเกิดถึง 6 เดือน ควรให้ลูกกินนมตามที่ลูกต้องการ อย่ากังวลเรื่องวินัยในการกิน ควรฝึกเรื่องนี้หลัง 6 เดือนไปแล้ว หรือเมื่อลูกเริ่มกินอาหารเสริม น้ำนมเยอะ ทำให้ลูกสำลักได้ไหม คุณแม่ที่น้ำนมเยอะอาจทำให้เวลาที่ลูกดูดแล้วกลืนไม่ทัน หรือน้ำนมพุ่งลงไปที่คอหอย ทำให้เกิดการสำลักได้ สัญญาณบอกว่าคุณแม่มีน้ำนมเยอะ ดูได้จากการดูดนมของลูก ว่าลูกดูดนมทันหรือไม่ ดังนี้ ดิ้นทุรนทุรายระหว่างดูดนม เพราะอาจจะดูดและกลืนไม่ทัน เกิดการสำลักได้ หลังจากลูกดูดนมเสร็จแล้ว ให้สังเกตที่หัวนม ถ้ามีสีซีดขาว หัวนมเป็นรอยพับ แสดงว่าน้ำนมเยอะ ทำให้ลูกเอาลิ้นดันไว้ เพราะกลืนไม่ทัน ดังนั้นถ้าน้ำนมเยอะคุณแม่ควรบีบเก็บเป็นสต็อกไว้ หรือปั๊มนมเก็บไว้ให้ลูกกิน เพื่อให้น้ำนมเหลืออยู่ในเต้าไม่เยอะเกินไป ป้องกันการสำลักนมแม่ได้ หัวนมแตก เกิดได้อย่างไร หัวนมแตก สาเหตุเกิดจากลูกดูดผิดท่า งับหัวนมไม่ถึงลานนม งับไม่ลึกพอ เกิดการเสียดสี ทำให้หัวนมแห้ง ถลอกและแตกได้ง่าย วิธีรักษาหัวนมแตกที่ดีที่สุด คือเอาน้ำนมของคุณแม่ทาบริเวณหัวนม เพราะน้ำนมเป็นทั้งสารหล่อลื่น และเป็นทั้งสารฆ่าเชื้อ ทาทิ้งไว้รอจนแห้ง แล้วค่อยใส่เสื้อชั้นใน เพราะถ้ายังไม่แห้งแล้วใส่เสื้อชั้นในเลยจะทำให้เกิดการอับชื้น เป็นเชื้อราได้ หรืออีกวิธีลองเปลี่ยนท่าให้นมบ่อยๆ ซึ่งจะช่วยให้ตำแหน่งที่ลูกงับไม่ตรงกับตำแหน่งเดิม จะช่วยลดอาการเจ็บได้ เพราะส่วนใหญ่ที่เจ็บหัวนมเป็นเพราะลูกงับอยู่ตำแหน่งเดิมตลอด ลูกปฏิเสธเต้านม ทำอย่างไรดี การปฏิเสธเต้านมต้องดูว่าปฏิเสธตั้งแต้ต้น หรือดูดนมมาตลอด แล้วอยู่ดีๆ เกิดปฏิเสธขึ้นมา กรณีที่ปฏิเสธตั้งแต่แรก คือหลังคลอดไม่ยอมดูดนมจากเต้า อาจเป็นเพราะน้ำนมแม่ยังผลิตไม่พอ พอลูกดูดน้ำนมไม่ออกเลยทำให้หงุดหงิด ไม่ยอมกินต่อ ก็ต้องพยายามช่วยลูกให้ดูดนมจากเต้ามากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้น้ำนมออกมาเพียงพอ อย่ารีบใช้ขวดนม เพราะคุณแม่บางคนเห็นว่านมยังไม่ออกก็ให้ลูกดูดขวดแทน พอจะกลับมาให้ดูดเต้าอีกครั้งกลายเป็นเรื่องยาก เพราะการใช้ขวดนม หรือจุกหลอกจะทำให้ลูกสับสน ที่สำคัญการดูดจากขวดนั้นดูดง่ายกว่า จะทำให้กลับไปดูดนมแม่ยาก เต้านมคัด หัวนมแข็ง ทำให้ดูดไม่สะดวก ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกไม่ยอมดูดได้ ฉะนั้น ในช่วงแรกที่ลูกไม่ยอมดูด พยายามหาสาเหตุ แล้วให้ลูกดูดบ่อยๆ ดูดให้ถูกวิธี จัดท่าดูดให้ถูก ถ้าเต้านมคัดก็บีบออกให้เต้านมนิ่มก่อน และเมื่อลูกเริ่มชินกับเต้านมก็จะดูดเป็นปกติ ส่วนกรณีที่ดูดปกติ แล้วอยู่ๆ ปฏิเสธ มักเกิดจาก ถึงวัยที่มีฟันขึ้น เจ็บเหงือกก็อาจจะไม่ยอมดูด ร้องกวนหงุดหงิด อาจมีสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจมากกว่า เบี่ยงเบนความสนใจ ห่วงเล่น ทำให้ไม่ยอมกิน อาจมีภาวะเครียดบางอย่าง หรือมีอาการเจ็บป่วย เช่น เป็นหูอักเสบ เวลาดูดแล้วทำให้เจ็บหู ลูกก็จะไม่ยอมดูด คออักเสบ เป็นหวัด คัดจมูก ดูดนมไม่ได้ เพราะเวลาดูดลูกต้องอาศัยการหายใจทางจมูก ถ้าคัดจมูกก็จะทำให้ดูดไม่สะดวก เลยไม่ยอมดูด ดูดไป ร้องไป งอแงไป หากลูกปฏิเสธจากสาเหตุใด แล้วรีบแก้ไขให้ถูกต้องและตรงจุด ลูกก็จะกลับมาดูดนมจากเต้าได้เหมือนเดิม ขอบคุณที่มาจาก : พญ.วิมล เสกธีระ ศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเวชธานี

ระวัง! โรคผิวหนังที่มาพร้อม น้ำท่วม
อัลมอนด์ /  เผาผลาญพลังงาน / 

แพทย์เตือนภัยโรคผิวหนังที่มากับ น้ำท่วม ส่วนใหญ่พบโรคผิวหนังจากแมลง สัตว์มีพิษกัดต่อย และโรคน้ำกัดเท้า แนะเลี่ยงการแช่เท้าในน้ำนาน ๆ หากจำเป็นให้สวมรองเท้าบู๊ท และรีบทำความสะอาดเท้าด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ เช็ดเท้าให้แห้งเมื่อเสร็จธุระนอกบ้านทันที นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายจังหวัดกำลังประสบกับปัญหา น้ำท่วม ส่งผลให้ผู้ประสบภัยต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพหลายด้าน  เพราะแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคจะปนเปื้อนมากับกระแสน้ำ ซึ่งจะพัดพาสิ่งสกปรก เชื้อโรค ของเสียต่างๆ  สารเคมีกระจายเป็นวงกว้าง ทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป  ส่งผลให้สัตว์และแมลงออกจากรังมาอาศัยอยู่บริเวณต่างๆ พาหะนำโรคต่าง ๆ เจริญเติบโตได้ดีแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว  จึงมีโอกาสเกิดโรคระบาดได้ง่าย  ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพต่างๆ ได้แก่ โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร เช่น โรคท้องร่วงจากการติดเชื้อจากอาหารเป็นพิษ โรคเล็บโตสไปโรสิส (หรือโรคฉี่หนู) และที่สำคัญคือโรคผิวหนังที่เกิดจากการประสบภัย น้ำท่วม ได้แก่ โรคผิวหนังจากการสัมผัสกับสารเคมีสิ่งสกปรกหรือติดเชื้อที่ผิวหนังไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราหรือหนอนพยาธิ โรคผิวหนังจากแมลง สัตว์มีพิษกัดต่อย  ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้รับอันตรายจากการถูกกัดต่อยแล้วในภายหลังหากได้รับเชื้อโรคเข้าไปด้วยอาจทำให้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก มาลาเรีย ไข้สมองอักเสบ หรือติดเชื้อในกระแสเลือดได้  และโรคน้ำกัดเท้า เมื่อเดินย่ำน้ำบ่อย ๆ หรือยืนแช่น้ำนาน ๆ จะทำให้เท้าเปื่อย โดยเฉพาะบริเวณซอกเท้า ซึ่งบริเวณผิวหนังที่เปื่อยนี้ เป็นจุดอ่อนทำให้เชื้อโรคที่มากับน้ำเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายมากขึ้น  นอกจากนี้ควรระมัดระวังเมื่อเดินลุยน้ำเพราะอาจถูกของมีคมทิ่ม ตำ ทำให้เกิดบาดแผลและติดเชื้อโรคต่าง ๆ รวมทั้งเชื้อบาดทะยักตามมาได้ เมื่อประสบเหตุดังกล่าวควรไปทำแผลที่หน่วยบริการสาธารณสุขทันที และถ้าไม่เคยฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันเชื้อบาดทะยักมาก่อนควรปรึกษาแพทย์ทันที อธิบดีกรมการแพทย์แนะนำการดูแลผิวหนังสำหรับผู้ประสบภัย น้ำท่วม ว่า หลีกเลี่ยงการแช่เท้าในน้ำนาน ๆ หากจำเป็นต้องลุยน้ำให้สวมรองเท้าบู๊ทกันน้ำ  เพื่อป้องกันของมีคมในน้ำทิ่ม ตำ เท้า และรีบทำความสะอาดเท้าด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ เช็ดเท้าให้แห้งเมื่อเสร็จธุระนอกบ้านทันที หากมีบาดแผลตามผิวหนังไม่ควรสัมผัสน้ำสกปรก เมื่อมีแผล ผื่นที่ผิวหนัง ให้พบแพทย์ ทายาหรือรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญหากรู้สึกไม่สบายให้รีบปรึกษาแพทย์ที่ใกล้บ้านทันที  นอกจากนี้ ในแต่ละบ้านควรมีน้ำสะอาดเพื่อใช้อุปโภคหรือบริโภค  ถ้าหาแหล่งน้ำสะอาดไม่ได้ควรต้มน้ำให้เดือดก่อนใช้อย่างน้อย 10 นาที ถ้าอาศัยอยู่ใกล้แหล่งโรงงานอุตสาหกรรมหรือแหล่งสารเคมี พึงระลึกเสมอว่าแหล่งน้ำดังกล่าวอาจปนเปื้อนสารเคมี  ซึ่งความร้อนไม่สามารถทำให้น้ำเหล่านี้สะอาดพอสำหรับการบริโภคได้  จึงควรจัดหาน้ำสะอาดไว้ใช้ในครัวเรือนให้เพียงพอเสมอ ควรล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง  รับประทานอาหารที่ปรุงสุกและปรุงเสร็จใหม่ๆ  สวมเสื้อผ้ามิดชิด  ป้องกันแมลงสัตว์กัดต่อย  นอนในมุ้งหรือที่มิดชิดและพึงระลึกเสมอว่าแมลงหรือสัตว์มีพิษก็อาจหนีน้ำมาอาศัยอยู่ในที่สูงเช่นกัน ดังนั้น ควรตรวจสอบบริเวณบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ   และผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานที่ยังเล็ก เพราะเด็กๆ จะสนุกกับการเล่นน้ำและไม่ใส่ใจเรื่องการรักษาความสะอาดและอันตรายที่แฝงมากับ น้ำท่วม ตลอดจนตรวจสอบระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านด้วยความระมัดระวัง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้มีอันตรายถึงชีวิตได้ ขอบคุณที่มาจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

มะเขือเทศ ประโยชน์มากกว่าแค่เพื่อผิวสวย
กดจุดดวงตา /  งูพิษ / 

สารอะไรในมะเขือเทศที่มีประโยชน์ ? “ไลโคปีน” เป็นสารสำคัญที่พบได้ในผล มะเขือเทศ จัดเป็นสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่งใน 600 ชนิด พบไลโคปีนได้ใน  มะเขือเทศ แตงโม เกรพฟรุตสีชมพู ฝรั่งสีชมพู และมะละกอ เป็นต้นพบไลโคปีนในปริมาณตั้งแต่ 0.9 –9.30 กรัม ใน 100 กรัมของมะเขือเทศสด ไลโคปีนเป็นสารประกอบที่ได้รับความสนใจเนื่องจากมีรายงานว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ ที่ชัดเจนที่สุด คือ มะเร็งต่อมลูกหมาก รองลงมา คือมะเร็งปอด กระเพาะอาหาร นอกจากนี้ก็ยังแสดงให้เห็นประโยชน์ของการได้รับไลโคปีนในการลดความเสี่ยงของมะเร็งตับอ่อน ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก คอหอย ช่องปาก เต้านม ปากเป็นต้น ทาน มะเขือเทศ แบบไหนดี ? ความเชื่อที่ว่าของสดดีกว่าของที่ปรุงแล้ว ไม่ได้เป็นจริงเสมอไป ในกรณีของ มะเขือเทศ เป็นหนึ่งในข้อยกเว้น มะเขือเทศ ที่ผ่านความร้อนจะทำให้การยึดจับของไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของ มะเขือเทศ อ่อนตัวลง ทำให้ไลโคปีนถูกร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่า นอกจากนี้ความร้อนและกระบวนการต่างๆ ในการผลิตผลิตภัณฑ์ มะเขือเทศ ยังทำให้ไลโคปีนเปลี่ยน คือ เป็นชนิดที่ละลายได้ดีขึ้นด้วย เรามาดูกันดีกว่าว่าน้ำมะเขือเทศมีประโยชน์มากมายขนาดไหน เรียกได้ว่า มีประโยชน์กับแทบจะทุกส่วนของร่างกายเลยทีเดียว ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งกร้าน มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย น้ำมะเขือเทศช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง มีวิตามินเอซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงสายตา มะเขือเทศ มีบีตาแคโรทีน และฟอสฟอรัสในปริมาณมาก มะเขือเทศช่วยในการรักษาสิว ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้า หรือฝานบางๆแล้วนำมาแปะหน้าก็ได้ ช่วยทำให้ผิวหน้าเต่งตึงสดใส ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้า หรือฝานบางๆ แล้วนำมาแปะบนหน้าก็ได้ ช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคหอบหืดได้มากถึง 45% ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด มะเขือเทศมีฤทธิ์ในการช่วยขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะเส้นเลือดตีบ การเกิดโรคหัวใจวาย สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ช่วยในระบบย่อยในกระเพาะอาหารและช่วยในการขับถ่ายอุจจาระได้สะดวก ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้ถึง 45% หากรับประทานมะเขือเทศเป็นประจำ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ ในเพศหญิง หมักผมด้วยน้ำมะเขือเทศ ด้วยการใช้มะเขือเทศหมักผมจะช่วยป้องกันการเปลี่ยนไปของสีผม อันเนื่องมาจากการว่ายในน้ำในสระที่มีคลอรีน น้ำมะเขือเทศนำมาใช้ขัดเครื่องประดับเงินชิ้นโปรดของคุณให้เงางามเหมือนเดิมได้ ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาถูแล้วล้างน้ำออก ขอบคุณที่มาจาก : www.womanplusmagazine.com

สระผมถูกวิธี ขจัดปัญหา รังแค ได้แน่นอน!
กำจัดขน /  ปัญหารังแค / 

ปกติหนังศีรษะคนเราจะมีเชื้อราในปริมาณที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา แต่ในสภาวะที่หนังศีรษะมี รังแค มาก ส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อราเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้หนังศีรษะอักเสบ ถ้ารุนแรง จะมีอาการแดงและมี รังแค เป็นเกร็ดใหญ่ขึ้นและเหลืองเป็นไข ซึ่งเป็นอาการของต่อมไขมันของหนังศีรษะอักเสบ และมักเกิดกับวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ วิธีดูแลหนังศีรษะให้ห่างไกลจาก รังแค นั้นไม่ยาก เริ่มต้นที่การดูแลเส้นผม ก่อนสระผม ควรล้างผมด้วยน้ำเปล่าทุกครั้ง เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ออกไปก่อน จากนั้นใช้ปลายนิ้วนวดเป็นวงกลมเบาๆ ให้ทั่วหนังศีรษะก่อน แล้วจึงชโลมแชมพูบนหนังศีรษะ นวดต่อไปจะช่วยถนอมเส้นผม หนังศีรษะ และทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ว่าแต่คุณเคยทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่ ถ้าเคย ขอให้เลิกเถอะ เพื่อสุขภาพผมและหนังศีรษะที่สะดากด ไร้ รังแค 1. อย่าขยี้เส้นผมหรือเกาหนังศีรษะแรงๆ ขณะสระ เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ จนนำมาสู่ปัญหา รังแค และผมร่วงเรื้อรัง 2. ไม่ควรใช้น้ำอุ่นจัดสระผม เพราะจะทำให้น้ำมันธรรมชาติถูก ชะล้างออกมากไป หนังศีรษะแห้ง และยังทำให้เส้นผมกระด้างด้วย 3. หลังการสระผมทุกครั้ง  ควรเป่าผมให้แห้ง และไม่ใช้อุณหภูมิสูง เพื่อลดการทำร้ายหนังศีรษะและเส้นผม 4. อย่านอนหลับขณะที่ผมยังเปียกชื้น ซึ่งหากทำบ่อยเขา ความชื้นจะแพร่กระจายไปยังที่นอน หมอน และกลายเป็นเชื้อรามารังควานศีรษะในระยะยาวได้ 5. อย่าปล่อยให้เส้นผมและหนังศีรษะมัน  เพราะถ้าหนังศีรษะชื้น  จะทำให้เชื้อราเติบโตได้ดี ปัญหา รังแค ก็จะตามมา 6. หมั่นทำความสะอาดแปรงหรือหวีอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เนื่องจาก  สิ่งสกปรกและน้ำมันที่ตกค้างอยู่ตามหวีและแปรงหลังจากหวีผม เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคที่จะกลับเข้าสู่เส้นผมและหนังศีรษะได้ดี 7. และถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีความเครียด  รังแค ยังอาจรังควานคุณได้ อยากให้ไม่มีเกล็ดหิมะที่ผมหรือบ่า ควรดูแลทั้งกายและใจให้ดีนะคะ ขอบคุณที่มาจาก : ผศ.นพ.รัฐพล ตวงทอง ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยบาล

แชร์ว่อน ! เนื้อหมูแช่แข็งห้างดัง เชื้อราเกาะเพียบ
ราเกาะเนื้อหมูแช่แข็ง /  ห้างดัง / 

แชร์ว่อน ! เตือนภัยผู้บริโภค ระวังเนื้อหมูแช่แข็ง ห้างดัง ราเกาะเพียบ แนะตรวจสอบก่อนซื้อ เว็บไซต์ CM108.com รายงานว่า สมาชิกเฟซบุ๊คท่านหนึ่งได้ร้องเรียนผ่านทางหน้าแฟนเพจและโพสต์ภาพพร้อมข้อความเตือนผู้ที่นิยมซื้อเนื้อหมูแช่แข็งในห้างสรรพสินค้า โดยเผยว่าได้ซื้อเนื้อหมูแช่แข็งในห้างดังแห่งหนึ่ง พอตอนแช่แข็งมาไม่เห็นว่าลักษณะเนื้อหมูเป็นอย่างไร แต่พอน้ำแข็งละลายก็เห็นว่ามีเชื้อราเกาะอยู่เต็มแผ่นหมูเลย ซึ่งหากดูที่วันผลิตและหมดอายุอย่างเดียวก็ไม่ได้เนื่องจากวันหมดอายุคือวันที่ 18/07/2015 คือปีหน้า ซึ่งสมาชิกเฟซบุ๊คคนดังกล่าวได้ฝากเรื่องนี้ให้เป็นอุทาหรณ์ในการเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า ต้องตรวจสอบให้ดี ไม่เช่นนั้นทานเข้าไปอาจจะเกิดอันตรายได้ MThai News

โทษของ แสงแดด ในหน้าร้อน
ฤดูร้อน /  หน้าร้อน / 

ปีใหม่เหมือนเพิ่งผ่านพ้นไป เผลอนิดเดียวย่างเข้าหน้าร้อนกันอีกครั้ง ใครที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งเป็นชีวิตจิตใจก็ขอให้ระมัดระวัง แสงแดด จัดกันสักนิด เพราะอาจเป็นอันตรายต่อผิวของคุณได้ เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมานี้อุณหภูมิของอากาศดูจะสูงขึ้นมากกว่าปกติ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อนที่ประเทศต่างๆ กำลังหันมาให้ความสนใจกันอย่างมาก การที่ชั้นบรรยากาศของโลกถูกทำลาย ทำให้มีปริมาณความร้อน และรังสีต่างๆ ส่งมาถึงบนผิวโลกมากขึ้น โดยเฉพาะวายร้ายอันดับหนึ่ง รังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสี UV อากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลให้ผิวหนังของเราซึ่งคอยปกป้องร่างกายภายในต้องรับภาระหนักขึ้นกว่าเดิม ในคนที่ไม่ค่อยได้ดูแลผิว ผิวปรับสภาพไม่ทัน ผิวจะอ่อนแอลงและทำงานผิดปกติได้ เรามาดูปัญหาที่พบบ่อยและวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องกันเถอะ ผดผื่น อากาศร้อนๆ แบบนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องผดผื่น ลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ ใสๆ หรือถ้าเป็นมากจะเห็นเป็นตุ่มสีแดงๆ มักเกิดตามบริเวณใบหน้า คอ หน้าอก ลำตัว ซอกแขน ข้อพับและหลัง สาเหตุเกิดจากการที่ร่างกายพยายามขับความร้อนในรูปของเหงื่อ เมื่อต่อมเหงื่อทำงานหนัก ผลิตเหงื่อจำนวนมากขึ้นแต่ระบายออกได้ไม่ทัน ผลคือเกิดการอุดตันในท่อของต่อมเหงื่อ เห็นเป็นตุ่มเม็ดเล็กๆ เมื่อมองจากภายนอก ในบางคนอาจจะมีอาการคัน เกาจนเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนขึ้นเป็นตุ่มหนองตามมา วิธีป้องกัน คือ อาบน้ำ ทาแป้งฝุ่นและสวมใส่เสื้อผ้าบางๆ เช่น ผ้าฝ้าย และพยายามอยู่ในบริเวณที่อากาศเย็นและถ่ายเทได้ดี หรืออาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวบริเวณที่มีอาการคัน เพื่อลดความร้อนบริเวณนั้นๆ ลง กลิ่นตัว บริเวณข้อพับเช่น รักแร้และขาหนีบ จะมีต่อมเหงื่อชนิดหนึ่ง เรียกว่า ต่อมอโปคราย ( apocrine gland ) ซึ่งต่อมเหล่านี้จะผลิตสารที่มีลักษณะพิเศษ ขุ่นข้นคล้ายน้ำนม สารที่ว่านี้เมื่ออยู่สัมผัสกับผิวหนัง จะถูกแบคทีเรียบนผิวเปลี่ยนไปเป็นสารประกอบซึ่งมีกลิ่นแรง อันเป็นสาเหตุของกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ได้ วิธีป้องกัน คือ อาบน้ำชำระร่างกาย ฟอกสบู่ให้สะอาด เพื่อลดจำนวนเชื้อแบคทีเรียบนผิว นอกจานี้ ควรลดกิจกรรมที่กระตุ้นให้เหงื่อออก อาจใช้โรลออนหรือน้ำหอมเพื่อปกปิดกลิ่น ในรายที่เป็นมากอาจต้องใช้สารระงับเหงื่อเพื่อช่วยลดปริมาณของเหงื่อที่ออกมา นอกจากนี้ควรงด อาหาร ยา ผลไม้บางชนิด ซึ่งมีกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม สะตอ ทุเรียน พริกป่น เนย เป็นต้น โรคผิวหนังจากเชื้อรา เหงื่อที่ออกมากในช่วงหน้าร้อน นอกจากจะกระตุ้นให้เกิดผดผื่นแล้ว หากปล่อยให้อับชื้นนานๆ ตามบริเวณข้อพับ รักแร้ ขาหนีบ โดยเฉพาะในคนที่น้ำหนักตัวมาก ซึ่งเนื้อค่อนข้างจะชิดกันจนทำให้อากาศถ่ายเทได้ไม่ค่อยดี อาจเกิดการหมักหมมและเจริญเติบโตของเชื้อรา เช่น กลาก เกลื้อน หรือยีสต์บางชนิด ในที่สุดทำให้เกิดโรคตามมา โดยเริ่มจากอาการคัน ต่อมากลายเป็นผื่นแดง แล้วค่อยๆ ลามเป็นวง กว้างออกไปเรื่อยๆ และอาจมีขุยร่วมด้วย วิธีป้องกัน อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายสม่ำเสมอ วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง และ พยายามรักษาผิวให้แห้งอยู่ตลอดเวลา หลังเล่นกีฬาเสร็จควรผึ่งให้แห้งหรือรีบอาบน้ำชำระล้างร่างกายเพื่อไม่ให้ร่างกายอับชื้นซึ่งเป็นสภาวะที่เชื้อราเติบโตได้ดี ถ้าผิวหนังเสียดสีมากๆ เช่นในคนที่น้ำหนักเกิน อาจทาแป้งฝุ่นบางๆ เพื่อลดการเสียดสีของเนื้อเยื่อบริเวณข้อพับได้ ผิวไหม้ผิวเกรียม หน้าร้อนมาเยือน ทำให้อากาศอบอ้าว หลายคนคงถือโอกาสไปพักผ่อนตากอากาศตามชายทะเล ในคนที่ผิวขาวมากๆ อาจกลับมาด้วยอาการแดงหรือปวดแสบปวดร้อนที่ผิว บางคนผิวลอกเป็นแผ่นๆ บางคนคล้ำขึ้นและคงอยู่นานกว่าจะจางลง แถมในคนที่มีปัญหากระหรือฝ้า จะสังเกตเห็นว่ารอยโรคที่มีดูเข้มขึ้นและปริมาณเพิ่มขึ้น ตัวการหลักคือการได้รับปริมาณรังสี UV ที่มากกว่าปกติ เนื่องจากรังสีดังกล่าวสะท้อนกับน้ำและผิวทราย ถ้าอยู่ท่ามกลางแสงแดดนานๆ โดยไม่ป้องกันให้ดีผิวหนังก็ได้รับอันตราย ไหม้ได้ง่ายๆ วิธีป้องกัน รังสี UV ที่สำคัญ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ UV ชนิด A และ B ซึ่งทำให้เกิดปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่น และการไหม้ของผิวตามลำดับ ครีมกันแดดที่ดีจะมีคุณสมบัติป้องกันรังสี UV ได้ครอบคลุมทั้งสองชนิดดังที่กล่าวไป เวลาไปเที่ยวทะเลควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่ากันแดดสูงเพราะบริเวณชายทะเลมีปริมาณของรังสีมากกว่าปกติ นอกจากนี้เหงื่อ และน้ำทะเลจะคอยชะล้างทำให้ประสิทธิภาพของครีมกันแดดที่ทาลดลง ถ้าเล่นน้ำนาน ควรทากันแดดเพิ่มทุกๆ 1 ชั่วโมง และถ้าเป็นไปได้ ควรเล่นน้ำก่อน 9 โมงเช้าหรือหลังแดดร่มลมตก เพราะปริมาณรังสี UV ได้ลดลงแล้วซึ่งจะปลอดภัยกว่า แต่ถ้าป้องกันไม่ทันผิวไหม้ไปแล้ว ควรอาบน้ำเย็น และทาครีมหรือโลชั่นหลังอาบน้ำบ่อยๆ เพื่อลดความตึงของผิวหนังและช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับผิว ขอบคุณที่มาจาก : โรงพยาบาลเวชธานี