เชื้อรา

6 โรคผิวหนัง ที่พบบ่อยในฤดูร้อน
ผิวหนัง /  ฤดูร้อน / 

อธิบดีกรมการแพทย์ชี้ โรคผิวหนัง ที่มากับอากาศร้อน แนะเลี่ยงการอยู่บริเวณที่มีแสงแดดเป็นเวลานาน ควรกางร่มและใส่แว่นกันแดด ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด ถ้าอยู่ในที่ร่มไม่ควรใส่เสื้อผ้าหนาและรัดเกินไป นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนอุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาโรคต่างๆ หนึ่งในโรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม คือ โรคผิวหนัง จากข้อมูลของสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ พบว่า ในช่วงฤดูร้อน โรคผิวหนัง ที่พบบ่อย ได้แก่ 1. ผด เนื่องจากอากาศร้อนจะทำให้เหงื่อออกมาก เป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบของรูขุมขน เกิดผดเม็ดเล็กๆ แดงๆ หรือเป็นเม็ดใสๆ พบมากในเด็กเล็กโดยที่ผดมักขึ้นรอบๆ คอ  หน้าผาก ส่วนผู้ใหญ่มักเป็นที่คอ เนื่องจากใส่เสื้อคอปิด ใส่สร้อย จะทำให้อับเหงื่อจนเกิดอาการคัน 2. ผิวไหม้แดด  โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน มักนิยมไปเที่ยวสงกรานต์ ไปชายทะเล         จะตากแดดกันมาก ทำให้ผิวไหม้แดดและลอก ผิวจะดำคล้ำขึ้น 3. กลาก มักพบในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ มีอาการคัน หากมีเชื้อราเข้ามาร่วมด้วย ผื่นจะขยายเป็นวง มีขอบเขตชัดเจน มีขุย และมีอาการคันมาก 4. เกลื้อน พบมากในผู้ที่ใส่เครื่องแบบ ใส่เสื้อผ้ารัดมากๆ หรือต้องใส่เสื้อสองชั้นจะเกิดเกลื้อนซึ่งมีลักษณะเป็นวงขาวๆ วงแดงๆ หรือวงดำๆ  ซึ่งมักเกิดกับผู้เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมากแล้วไม่ได้อาบน้ำทันที ปล่อยให้ความชื้นหมักหมมมีเหงื่อขังจะเกิดเชื้อราขึ้น มักเกิดบริเวณหลัง หน้าอก ท้อง และในบริเวณร่มผ้า 5. ภูมิแพ้ผิวหนัง ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ในหน้าร้อนถ้าเหงื่อออกมากจะมีผื่นคันบริเวณคอ ข้อพับ แขน ขา ควรหลีกเลี่ยงอากาศที่ร้อน อับหรือมีฝุ่นละอองมาก เนื่องจากจะทำให้คันมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องประดับที่ทำจากสารนิกเกิลเพราะจะทำให้ผิวหนังอักเสบเกิดผื่นแพ้ได้ 6. กลิ่นตัว อากาศร้อนทำให้เหงื่อออกมาก เมื่อเหงื่อออกมากกลิ่นตัวยิ่งแรง สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่เป็น โรคผิวหนัง ในฤดูร้อน คือ เด็กเล็ก ผู้ที่ต้องทำงานตากแดดเป็นเวลานาน ผู้ที่ใส่เสื้อผ้าซ้ำๆหรือเสื้อผ้าอับชื้น นักกีฬากลางแจ้ง ผู้ที่นิยมกิจกรรมนอกสถานที่  เช่น เที่ยวทะเล อาบแดด  ตีกอล์ฟฯลฯ และผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนัง ดังนั้น ควรดูแลรักษาตนเองจากโรคผิวหนังในหน้าร้อน ด้วยการหลีกเลี่ยงการอยู่บริเวณที่มีแสงแดดเป็นเวลานานหากจำเป็นควรใส่เสื้อแขนยาว  กางร่มและใส่แว่นกันแดด ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด  ถ้าอยู่ในที่ร่มไม่ควรใส่เสื้อผ้าหนาและรัดเกินไปเพราะจะทำให้เกิดการอับชื้นเหงื่อ เกิดผดผื่นคันได้  ในหน้าร้อนควรสระผมบ่อยๆ เนื่องจากศีรษะที่อับชื้นเป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อราที่ศีรษะได้ หากต้องใส่รองเท้าที่ปกปิดมิดชิด ควรถอดออกบ้างเมื่อนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน หากเท้ามีเหงื่อออกมากให้หายาระงับไม่ให้เหงื่อออกมากเกินไป หรือโรยแป้งไว้ระหว่างนิ้วเท้าเพื่อขับเหงื่อ  ควรเปลี่ยนรองเท้าบ่อยๆ และนำไปผึ่งตากแดดเพื่อดับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรค สำหรับผู้ที่แพ้โลหะไม่ควรใส่เครื่องประดับที่ทำจากนิกเกิล เพราะเมื่อเหงื่อออกจะทำให้นิกเกิลละลายออกมา  ทำปฏิกิริยากับผิวหนัง  ทำให้ผิวหนังอักเสบหรือเกิดผื่นแพ้ หากมีเหงื่อออกมากควรอาบน้ำหรือใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด ฉะนั้น หากปฏิบัติตามคำแนะนำจะสามารถห่างไกลโรคผิวหนังที่มากับฤดูร้อนได้ ขอบคุณที่มาจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

เคล็ดลับ 10 ข้อ สำหรับการขับขี่ผ่านถนนที่มี น้ำท่วมขัง
ขับรถลุยน้ำ /  น้ำท่วม / 

เนื่องจากช่วงนี้ในหลายพื้นที่มีฝนตกหนักและในบางพื้นที่ก็มี น้ำท่วมขัง ซึ่งค่อนข้างน่าเป็นห่วงสำหรับรถอันเป็นที่ของเรามากๆ เราจึงนำเคล็ดลับดีๆจาก เชฟโรเลต ประเทศไทย มาฝาก ในกรณีที่เพื่อนๆจะต้องเจอกับน้ำท่วมขังจริงๆ ลองปฏิบัติตามคำแนะนำทั้ง 10 ข้อนี้ของทาง เชฟโรเลต ประเทศไทย ดูนะครับ 1. หากเจอกับน้ำท่วมจริงๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือควรหลีกเลี่ยงการขับขี่บนถนนที่มีน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะเมื่อระดับน้ำสูงเกินกว่าขอบทาง 2. หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรปิดแอร์และเปิดหน้าต่าง การขับขี่บนถนนที่มีน้ำท่วมขังขณะเปิดแอร์อาจทำให้เครื่องยนต์ดับ เนื่องจากพัดลมจะทำงานและทำให้น้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ ถ้าเครื่องยนต์ไม่ดับ พัดลมก็จะหมุนรับเศษขยะที่ลอยมาตามน้ำซึ่งจะทำให้พัดลมเสียหายได้ นำไปสู่ปัญหาความร้อนของเครื่องยนต์ที่สูงเกินไป 3. ควรหลีกเลี่ยงการขับรถผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขังสูงกว่ากึ่งกลางของล้อรถ สำหรับรถอเนกประสงค์และรถกระบะขนาดใหญ่อย่างเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์และโคโลราโดสามารถแล่นผ่านถนนที่มีน้ำท่วมสูงได้ ทั้งนี้ควรตรวจสอบว่ารถของคุณสามารถขับขี่ผ่านระดับน้ำได้สูงเท่าใด 4. ขอให้แน่ใจว่าคุณขับอยู่บนถนนและถนนไม่มีความเสียหายใดๆ หรือถนนขาด ขณะเดียวกันควรเพิ่มความระมัดระวังเมื่อขับขี่บนถนนที่ไม่คุ้นเคยเนื่องจากอาจมีหลุมที่ลึกเกินกว่าที่รถจะผ่านไปได้ ผู้ขับขี่อาจจอดรถก่อนถึงบริเวณที่มีน้ำท่วมขังเพื่อสังเกตรถคันอื่นว่าสามารถขับผ่านไปได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ 5. ควรขับรถบนกึ่งกลางหรือใกล้กับกึ่งกลางของถนน เนื่องจากระดับน้ำจะต่ำที่สุด ใช้เกียร์ต่ำและรอบเครื่องยนต์สูง ใช้เกียร์หนึ่งหรือเกียร์ L ขึ้นอยู่กับประเภทของเกียร์ ควรรักษาความเร็วให้คงที่และไม่เร่งอย่างรุนแรงเกินไป เนื่องจากอาจทำให้น้ำทะลักเข้าสู่เครื่องยนต์และชิ้นส่วน อิเลกทรอนิก ส่งผลให้เครื่องยนต์ดับ ขณะเดียวกัน ไม่ควรถอนคันเร่งและหลีกเลี่ยงการหยุดรถบนถนนที่มีน้ำท่วมขัง 6. ควรขับรถเข้าสู่บริเวณน้ำท่วมด้วยความเร็วไม่เกิน 3 กม./ชม. และเพิ่มความเร็วเป็น 6 กม./ชม. เมื่อต้องขับผ่านน้ำท่วม ซึ่งจะทำให้เกิดคลื่นน้ำด้านหน้าและลดระดับน้ำโดยรอบห้องเครื่องยนต์ลง ช่วยลดความเสี่ยงที่น้ำจะไหลเข้าสู่ที่กรองอากาศและสร้างความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าและชิ้นส่วนต่างๆ หากใช้ความเร็วมากกว่านี้จะทำให้น้ำไหลผ่านกระจังหน้าเข้าสู่ห้องเครื่องยนต์ได้ 7. ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าพอสมควรหรือขับรถผ่านบริเวณที่มีน้ำท่วมขังทีละคันเพื่อป้องกันการหยุดรถกลางทาง หากรถคันหน้าชะลอความเร็ว ควรระมัดระวังว่าไม่มีรถที่ขับมาจากเส้นทางอื่นเนื่องจากคลื่นของน้ำอาจท่วมรถได้โดยเฉพาะถ้ารถคันอื่นใช้ความเร็วสูงเกินไป 8. เมื่อขับรถออกจากบริเวณที่มีน้ำท่วม ควรย้ำเบรกอย่างนุ่มนวลเป็นระยะ หากผู้ขับขี่มีทักษะสามารถใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรกได้ เมื่อรู้สึกว่าเบรกจับตัวแล้วให้กลับมาขับตามปกติ 9. หลังจากขับผ่านน้ำท่วมขังมาแล้ว ควรล้างทำความสะอาดรถโดยเฉพาะใต้ท้องรถและล้อ ล้างเศษหญ้า ใบไม้ และสิ่งสกปรกออกให้หมดเนื่องจากอาจติดไฟได้ นอกจากนี้ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเนื่องจากน้ำอาจรั่วซึมเข้าสู่ระบบเครื่องยนต์ ควรล้างทำความสะอาดพรมปูพื้นเพื่อป้องกันเชื้อรา ตรวจสอบลูกปืนและทุกระบบของตัวรถ หรือนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อให้ช่างเทคนิคตรวจสอบตัวรถโดยละเอียด 10. ถ้าต้องขับรถผ่านน้ำท่วมขังบ่อยครั้ง ควรใช้รถกระบะหรือรถอเนกประสงค์ที่มีความสูงมากกว่ารถยนต์ทั่วไป นอกจากนี้ท่อไอดีและท่อไอเสียของรถกระบะและรถเอสยูวียังสามารถปรับเพิ่มความสูงได้ถ้าจำเป็นต้องขับผ่านน้ำท่วมขังที่สูง 1 เมตร ท่อไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซลสามารถทำงานขณะอยู่ใต้น้ำได้ แต่ท่อไอเสียของเครื่องยนต์เบนซินไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากมีแรงดันน้อยกว่า สุดท้ายหลังจากการขับลุยน้ำมานั้น อาจส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์และชิ้นส่วนไฟฟ้าต่างๆ เพราะฉะนั้นหลังจากขับลุยน้ำท่วมควรนำรถเข้าตรวจสอบและซ่อมแซม ให้รถอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ ขอบคุณเนื้อหาดีๆ จาก เชฟโรเลต ประเทศไทย

ยาไมเกรน ภัยร้ายใกล้ตัว ทำ ปลายมือ ปลายเท้าเน่า ต้องตัดทิ้ง แพทย์เตือนระวัง
ตัดมือ /  ตัดเท้า / 

ไมเกรน หรือโรคปวดศีรษะไมเกรน เป็นโรคที่พบได้บ่อยและรู้จักกันดีในคนทั่วไป ไมเกรนเป็นโรคปวดศีรษะที่เกิดจากสมองมีความไวมากกว่าปกติ เวลามีสิ่งกระตุ้น เช่น นอนน้อย, มีความเครียด, อากาศเปลี่ยน, เจอแสงแดด ก็จะทำให้ระบบสมองหลั่งสารเคมีบางชนิดออกมา ทำให้เกิดการอักเสบของเส้นเลือดและเส้นประสาท รวมทั้งทำให้เกิดการคลื่นไส้และอาเจียนอีกด้วย ประมาณการณ์ว่าคนไทยเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนมากถึง 8 ล้านคน ซึ่งส่วนมากมักจะซื้อ ยาไมเกรน มารับประทานเอง ยาที่นิยมรับประทาน เนื่องจากเป็นยาที่ราคาไม่แพงและสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา คือ “ยาเออโกทามีน” (Ergotamine) หรือที่เรารู้จักในชื่อการค้าว่า “คาเฟอร์กอต” (Cafergot®) เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า สารเออร์กอต (Ergot) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของตัวยาเออร์โกทามีนนั้น ถูกค้นพบครั้งแรกตั้งแต่สมัยกรีกและโรมัน โดยคนที่รับประทานธัญพืชหรือขนมปังที่มีการติดเชื้อราชนิดหนึ่งเข้าไป (Claviceps purpurea) แล้วเกิดอาการแสบร้อนและเกิดการเน่าที่ปลายมือ-ปลายเท้าจากการขาดเลือด ในปี คศ.1918 นักเคมี ชาวสวิสเซอร์แลนด์ สามารถสกัดตัวยาเออร์โกทามีนออกมาจากสารเออร์กอตได้เป็นผลสำเร็จ ในปี คศ.1925 ได้นำตัวยาเออร์โกทามีนมาใช้ในการรักษาไมเกรนได้เป็นผลดี จึงมีการใช้ยาเออร์โกทามีนมาใช้การรักษาไมเกรนอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตัวยาเออร์โกทามีน จะออกฤทธิ์ไม่จำเพาะเจาะจงในระบบประสาท โดยจะไปกระตุ้นตัวรับในสมองหลายชนิด ทำให้สารสื่อประสาทในสมอง เช่น สารซีโรโทนิน (serotonin), โดปามีน (dopamine), นอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) มีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งยังทำให้เส้นเลือดเกิดการหดตัว ประเทศไทย มีตัวยาเออร์โกทามีนจำหน่ายในท้องตลาดอยู่หลายยี่ห้อ อาทิเช่น คาเฟอร์กอต (Cafergot®), อะวาไมแกรน (Avamigran®) , เออร์โกเซีย (Ergosia®), โทฟาโก (Tofago), โพลีกอต-ซีเอฟ (Poligot-CF®), ดีแกรน (Degran®) โดยในเม็ดยานั้นจะประกอบไปด้วยตัวยาเออร์โกทามีน และคาเฟอีน เพื่อเพิ่มการดูดซึมยา ซึ่งจากผลของตัวยาเออร์โกทามีนเอง จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้-อาเจียนได้ ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้ยาชนิดนี้ในการรักษาผู้ที่มีอาการไมเกรนร่วมกับอาการคลื่นไส้-อาเจียน อาจทำให้ความดันโลหิตสูง จากฤทธิ์ที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ในกรณีที่ใช้ยามากกว่า 10 เม็ดต่อเดือน อาจทำให้อาการปวดไมเกรนเป็นมากขึ้นได้ เรียกว่า ปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด (Medication overuse headache) ผลกระทบจากยาอื่นๆ (drug interaction) เช่น ยาต้านเศร้า (Antidepressants), ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics), ยาฆ่าเชื้อรา (Antifungals), ยาต้านไวรัส HIV, ยารักษาโรคจิต (Antipsychotics) เมื่อรับประทานกลุ่มต่างๆเหล่านี้ ร่วมกับยาเออร์โกทามีน จะทำให้ระดับยาเออร์โกทามีนในร่างกายสูงขึ้นเป็นอย่างมาก จนเกิดเส้นเลือดหดตัวอย่างรุนแรง ทำให้ สมองขาดเลือด หัวใจขาดเลือด ปลายมือ - ปลายเท้าเน่า จากการขาดเลือดได้ และอาจถึงแก่ชีวิตได้ ข้อห้ามในการใช้ยาเออร์โกทามีน ห้ามใช้ในผู้ที่มีโรคเส้นเลือดตีบตัน หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อเส้นเลือดตีบตัน เช่น ผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมอง โรคเส้นเลือดหัวใจ โรคเส้นเลือดส่วนปลายผิดปกติ เนื่องจากตัวยามีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดเกิดการหดตัว ทำให้เส้นเลือดตีบตันที่เป็นอยู่เดิม เกิดการตีบตันมากขึ้น จนอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ห้ามใช้คู่กับยาแก้ปวดไมเกรน ชนิดทริปแทน (Triptans) เนื่องจากจะทำให้เส้นเลือดหดตัวอย่างรุนแรง ห้ามใช้ยาที่มีเออร์โกทามีน ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจทำให้แท้งบุตรได้ ห้ามใช้ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้ ห้ามใช้ในผู้ที่มีการทำงานของตับหรือไตผิดปกติ ในกรณีที่มี อาการปวดศีรษะไมเกรนไม่บ่อย (น้อยกว่า 2 ครั้งต่อเดือน) และไม่มีโรคประจำตัว หรือ ไม่ได้รับประทานยาชนิดอื่นๆอยู่ สามารถรับประทาน ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol), ยาลดการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs; Ibuprofen, Naproxen, Mefenamic acid, Diclofenac เป็นต้น), ยาเออร์โกทามีน, หรือ ยาในกลุ่มทริปแทนได้ การใช้ ยาเออร์โกทามีน อย่างถูกต้องนั้น แนะนำให้ใช้ “เฉพาะเวลาปวดศีรษะไมเกรน” เท่านั้น การรับประทานติดต่อกันทุกวันเป็นการใช้ยาที่ผิด ยาชนิดนี้ไม่ควรรับประทานเกิน 3 เม็ดต่อสัปดาห์ หรือทานต่อเนื่องมากกว่า 3 วัน เนื่องจากการรับประทานยาที่มากเกินไปนั้น นอกจากจะเกิดผลข้างเคียงจากตัวยาแล้วยังทำให้เกิดอาการปวดศีรษะมากขึ้น ถ้าอาการปวดศีรษะยังไม่หายหลังจากทานยา ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนจริงหรือไม่ รวมทั้งให้การรักษาอย่างเหมาะสม ในกรณีมี อาการปวดศีรษะไมเกรนบ่อย (มากกว่า 2 ครั้งต่อเดือนหรือปวดรุนแรง) ควรได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจมีความจำเป็นต้องได้รับ “ยาป้องกันไมเกรน” เพื่อควบคุมความรุนแรงของอาการปวดศีรษะไมเกรน รวมทั้งยังทำให้ตอบสนองต่อยาแก้ปวดได้ดีมากขึ้น ข้อมูลโดย เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ

5 เคล็ดลับ ทำความสะอาดห้องน้ำ แบบครบวงจร
แต่งห้องน้ำ

ห้องน้ำเป็นพื้นที่สำหรับชำระล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ของเรา หากห้องน้ำกลับกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อโรคเสียเอง แบบนี้คงไม่ดีแน่ วันนี้ decor.mthai.com มีวิธีทำความสะอาดของแต่ละพื้นที่ในห้องน้ำมาฝาก ได้แก่ อ่างล้างหน้า กระจกเงา ฝักบัว ก๊อกน้ำ และพื้นกระเบื้องค่ะ เคล็ดลับ ทำความสะอาด ห้องน้ำ กับวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม ซึ่งหาได้ง่ายจากของที่มีในบ้าน เช่น น้ำส้มสายชู ยาสีฟัน น้ำมะนาว แอลกอฮอล์ แอมโมเนีย เคล็ดลับ ทำความสะอาด ห้องน้ำ 1. อ่างล้างหน้า วิธีทำความสะอาดอ่างล้างหน้า ทำได้ด้วยการนำผ้าสะอาด ชุบกับน้ำส้มสายชูเล็กน้อย ถูให้ทั่วอ่าง แล้วล้างน้ำสบู่ซ้ำอีกครั้ง อ่างล่างหน้าก็จะสะอาดขึ้นทันตา แต่หากว่ามีคราบหินปูนเกาะหรือมีคราบสนิมรุกรานแล้ว ให้ใช้ แอมโมเนียผสมกับ น้ำมะนาวเล็กน้อย ถูบริเวณคราบ ไม่นานคราบหินปูนและสนิมก็จะหลุดออกไปจนหมด 2. กระจกเงา บีบยาสีฟันไว้บนกระจก แล้วหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดยาสีฟันให้กระจายทั่วพื้นผิว จากนั้นใช้ผ้าสะอาดเช็ดอีกครั้ง เท่านี้กระจกเงาหลอนๆ ก็จะเงาปิ๊งขึ้นมาทันที 3. ฝักบัว น้ำที่ออกมาจากฝักบัว ควรจะเป็นน้ำสะอาด ฉะนั้นเราควรทำความสะอาดฝักบัว โดยการแช่ส่วนหัวของฝักบัวลงในน้ำอุ่นผสมกับน้ำส้มสายชู ใส่หัวฝักบัวลงไปแล้วรัดปากถุงทิ้งไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้ง เท่านี้เราก็จะสบายใจได้แล้วว่า น้ำสะอาดที่ออกมานั้น จะไม่เปลี่ยนสภาพไป (ทำความสะอาดบ่อยๆ นะคะ) 4. ก๊อกน้ำ ก๊อกน้ำสเตนเลส สามารถทำความสะอาดส่วนที่เป็นโลหะด้วยผ้านุ่มหรือฟองน้ำ แต่แม้แต่หนังชามัวร์ที่คุณผู้ชายเอาไว้เช็ดรถก็ได้ค่ะ เพียงชุบน้ำส้มสายชูผสมแอลกอฮอล์หรือน้ำยาเช็ดกระจก ส่วนก๊อกน้ำชุดโครเมียม ให้ใช้ครีมขัดเงาหรือครีมขัดโลหะ ขัดแล้วใช้ผ้านุ่มๆ ถูให้เงางาม กรณีที่โครเมียมลอกหรือมีร่องรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ เราสามารถขจัดความหม่นมัวเหล่านี้ออกไปได้ง่าย เพียงใช้น้ำยาเคลือบเล็บชนิดใสแต้มไปเพื่อเพิ่มความเงา 5. พื้นกระเบื้อง สำหรับคราบสกปรกหรือคราบเชื้อราตามรอยปูนยาแนวขอบกระเบื้อง สามารถขจัดออกได้ง่ายๆ ด้วย น้ำยาซักผ้าขาว (ไฮยีน) โดยการนำสำลีชุดน้ำยาฟอกขาวให้ชุ่ม แล้วแปะไว้บนขอบกระเบื้องที่เป็นคราบ ทิ้งไว้ 1 คืน พอเช้ามาก็ผสมน้ำยาฟอกขาว 3/4 ถ้วย กับน้ำสะอาด 1 แกลลอน แล้วใช้ผ้า ฟองน้ำ แปรงสีฟัน ชุบน้ำยาดังกล่าว เช็ดรอยเปื้อน บนขอบกระเบื้อง (ควรสวมถุงมือยางและใส่เสื้อผ้าตัวเก่า เพื่อป้องกันน้ำยาฟอกขาวกระเด็นใส่) จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง. ที่มา myhome

รับมือ กลิ่นอับเสื้อผ้า ท้าสู้หน้าฝน
กลิ่นอับเสื้อผ้า /  กำจัดกลิ่น / 

แนะวิธีกำจัด กลิ่นอับเสื้อผ้า ปัญหาที่มากับฤดูฝน ต้องหันมาสนใจเรื่องเล็กๆน้อยๆกันสักหน่อยแล้วอย่าได้ปล่อยผ่านไปแบบไม่ใส่ใจ อย่างปัญหาที่มากับช่วงหน้าฝนเช่นเรื่อง กลิ่นอับเสื้อผ้า เป็นปัญหาที่หนุ่มๆหลายคนมักจะปล่อยผ่าน หากใครที่มีภรรยาหรือมีแม่บ้านดูแลเรื่องเสื้อผ้าให้ก็โชคดีไร้ปัญหาให้ปวดหัว เหลือก็แต่หนุ่มโสดทั้งหลายที่ต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องเสื้อผ้ามีกลิ่นอับกันต่อไป หนุ่มโสดส่วนใหญ่ก็รู้จักแค่ซักผ้า-ตากผ้า-เก็บเข้าตู้ จบ!! แค่นั้น เสื้อผ้าจะมีกลิ่นอับน้อยบ้างมากบ้างก็ไม่เคยจะใส่ใจ กลิ่นอับแค่นี้เราทนได้ อันนี้บอกเลยว่าผิดมหันต์เลยทีเดียว เพราะคนที่ได้กลิ่นไม่ใช่แค่เราแต่ยังมีคนอื่นรอบตัวเราที่เขาได้กลิ่น และนั่นอาจจะทำให้คุณเป็นบุคคลน่ารังเกียจจากคนรอบข้างเอาได้ง่ายๆ เสื้อผ้าที่โดนฝนสาดตอนที่ตากผ้า ต้องเอามาซักหรือล้างน้ำใหม่ให้สะอาด อย่าได้คิดว่าแค่โดนฝนสื้อผ้าไม่เปื้อนไม่สกปรกแค่ตากต่อไปให้แห้งก็พอแล้ว หากคุณยังเอาเสื้อผ้าผ่านการเปียกฝนมาใส่อันนี้ Men.MThai บอกได้เลยว่าเป็นโศกนาฎกรรมดีๆนี่เอง บางคนอาจจะรู้ถึงปัญหานี้ก็เลยเลี่ยงพื้นที่ตากผ้าที่เสี่ยงจะโดนฝนสาดมาตากในที่ร่มแทน แต่ก็ยังจะมีปัญหากลิ่นอับจากเสื้อผ้าที่ตากผ้าในที่ร่มตามมาอีก เราเลยขอแนะวิธีการขจัดกลิ่นอับของเสื้อผ้าที่ตากในที่ร่มและกลิ่นอับจากเสื้อผ้าที่หมักหมมไม่ได้ซักเป็นเวลานาน ถ้าผ้าที่มีกลิ่นเหม็นอับมากๆก่อนการซักทำความสะอาด ให้นำสารส้มมาแกว่งในน้ำแล้วนำผ้ามาแช่ก่อนนำไปซัก ถ้าไม่มีสารส้มก็สามารถใช้น้ำส้มสายชูได้เหมือนกัน นอกจากเสื้อผ้าแล้วก็ใช้วิธีนี้กับผ้าอื่นๆที่มีกลิ่นเหม็นมากๆได้อย่าง พรมเช็ดเท้า, ผ้าขี้ริ้ว หรือผ้าถูพื้น อาจมีบางคนที่นำจุลินทรีย์EM มาใช้ในการซักผ้าเพื่อขจัดกลิ่นเหม็นของผ้าเหมือนกัน เบกกิ้งโซดา (โซเดียมไบคาร์บอเนต) เป็นผงสารพัดประโยชน์ที่สามารถนำมาใช้ในงานบ้านได้หลายอย่าง ให้ลองนำเบกกิ้งโซดาผสมไปกับน้ำยาซักผ้าหรือผงซักฟอกก็จะช่วยเรื่องปัญหากลิ่นอับแต่ที่เห็นเด่นชัดเลยคือความขาวสะอาดของเสื้อผ้า การใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มเป็นวิธีพื้นฐานที่ทุกคนนิยมเลือกใช้ในการขจัดกลิ่นอับของเสื้อผ้า ควรเลือกใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มแบบเข้มข้นจะช่วยให้กลิ่นหอมติดเสื้อผ้าได้มากกว่า นอกจากนี้การเลือกใช้ผงซักฟอกและน้ำยาซักผ้าที่เป็นประเภทช่วยขจัดกลิ่นอับหรือประเภทสำหรับผ้าที่ตากในที่ร่มโดยตรงก็จะช่วยให้เสื้อผ้าหอมสะอาดขึ้นได้ หลังจากซักเสื้อผ้าแล้วการตากเสื้อผ้าก็เป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งถ้าเราตากผ้าในที่ร่มก็ไม่ควรแขวนผ้าจนแน่นชิดกันมากเกินไปควรให้มีช่องว่างของเสื้อผ้าที่แขวนบนราวตากผ้าเพื่อไม่ให้เสื้อผ้าเกิดกลิ่นอับ ควรเลือกที่ตากผ้าในที่มีลมพัดหรืออากาศระบายเข้าออกแต่ถ้าเป็นสถานที่ที่ไม่มีลมพัดก็สามารถใช้พัดลมช่วยเป่าเสื้อผ้าที่ตากแทนได้ เครื่องอบผ้าก็เป็นตัวช่วยสำหรับคนที่ต้องตากผ้าในที่ร่มได้ดีมากๆเหมือนกัน การใช้เครื่องอบผ้าก็จะทำให้เสื้อผ้าของคุณเกือบที่จะแห้งได้เลยทีเดียว กลิ่นอับเสื้อผ้าแทบจะไม่เป็นปัญหาของคนที่มีเครื่องอบผ้าเลยทีเดียว การรีดผ้าด้วยเตารีดไอน้ำก็สามารถทำให้กลิ่นอับของเสื้อผ้าลดลงได้เหมือนกัน แต่ก็มีความยุ่งยากในการรีดอยู่บ้าง เพราะปัจจัยของเรื่องความหนาของเนื้อผ้าที่ต่างกันในแต่ละชิ้น และความร้อนในการรีดที่เหมาะพอดีกับเนื้อผ้าแต่ละประเภท เชื้อราและแบคทีเรียในเครื่องซักผ้าก็เป็นสาเหตุของการซักผ้าไม่สะอาดและมีกลิ่นเหม็นอับอีกเหมือนกัน คุณควรที่จะทำความสะอาดเครื่องซักผ้าเป็นประจำทุกเดือน เครื่องซักผ้าบางรุ่นมีระบบทำความสะอาดถังซักในตัวอยู่แล้วก็สะดวกในการทำความสะอาดถังซัก บางรุ่นก็มีระบบซักด้วยน้ำร้อนก็สามารถทำความสะอาดถังด้วยน้ำร้อนก็จะทำให้มั่นใจในการทำความสะอาดมากขึ้น แต่ถ้าเครื่องซักผ้าที่ไม่มีระบบทำความสะอาดถังซักหรือระบบน้ำร้อนก็สามารถทำความสะอาดได้ด้วยใช้น้ำส้มสายชูผสมกับน้ำเปล่าลงไปแล้วเปิดเครื่องทำงานซักผ้าแบบไม่ต้องใส่เสื้อผ้าลงไป นอกจากนั้นก็จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆทั่วไป เช่น ตรวจดูแล้วว่าเสื้อผ้าแห้งสนิทดีแล้วก่อนนำเข้าเก็บในตู้เสื้อผ้า, การเปิดตัวกรองเครื่องซักผ้าออกมาทำความสะอาด, น้ำที่ใช้ในการซักผ้าเป็นน้ำประปาที่มีความสะอาดได้มาตรฐานหรือไม่ หากวิธีการซักผ้าแบบเดิมๆของคุณทำให้เสื้อผ้าเกิดกลิ่นอับ ลองปรับเปลี่ยนวิธีการซักผ้าของคุณตามที่เราได้แนะนำไปดูบ้าง เพราะถ้าเรายังสวมใส่เสื้อผ้าที่มีกลิ่นอับนอกจากจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของคนรอบข้างแล้วยังอาจมีผลต่อการทำงานของคุณอีกด้วย อย่าปล่อยให้เพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าตลอดจนคนรอบตัวต้องทนกับกลิ่นอับเสื้อผ้าของคุณอีกต่อไป บางคนอาจจะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการฉีดน้ำหอมเพื่อกลบกลิ่นอับของเสื้อผ้า แม้เสื้อผ้าของคุณจะหอมขึ้นเพราะน้ำหอมแต่ในขณะเดียวกันกลิ่นเหม็นอับก็ไม่ได้หายไป ทางที่ดีควรแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีซักผ้าและวิธีตากผ้ากันดีกว่า

เด็กน้อยตกหม้อน้ำเดือด ตายแล้วฟื้น2ครั้ง ประทังร่างด้วยผิวหนังพ่อ
กรณิกา ทัดทรงกูล /  น้ำร้อนลวก / 

อุบัติเหตุและความไม่ปลอดภัยมักอยู่รอบตัวเราเสมอ รวมถึงสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ก็กลายเป็นอันตรายได้ในพริบตา และอาจคร่าชีวิตของคนที่รักได้ โดยเฉพาะชีวิตของลูกน้อย ที่ "พ่อแม่" ต้องคอยระมัดระวังทุกย่างก้าว แต่เมื่อเกิดความพลาดพลั้ง "ความหวังและกำลังใจ" คือ ศรัทธาที่จะผลักดันให้ "ลูก" กลับมาเป็นปกติดังเดิม MThai News ขอนำเสนอเรื่องราวของครอบครัวคุณพ่อฉัตรชัย ทัดทรงกูล  อายุ 44 ปี และ คุณแม่ปรัศนีย์ สระสีสม อายุ 30 ปี ที่อยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ และต้องการกำลังใจเป็นอย่างมาก หลังเมื่อคืนวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ลูกสาวคนเล็ก น้องกรณิกา ทัดทรงกูล (มินนี่) อายุ 3 ขวบ ได้เล่นกันกับพี่สาวน้องรุ้งรัตน์ ทัดทรงกูล อายุ 6 ขวบ ภายในบ้านบ้านเลขที่ 84/5 หมู่6 ต.บางปะหัน อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา จนเกิดพลัดตกลงไปในหม้อน้ำเก๊กฮวย ที่พ่อเพิ่งต้มเสร็จ แล้วยกออกจากเตาแก๊สตั้งวางไว้บนพื้น อุณหภูมิความร้อนของน้ำได้ลวกร่างตั้งแต่หน้าอกลงไปถึงต้นขาทั้ง 2 ขา และน้ำร้อนยังกระเด็นลามเข้าใบหน้า  คาง และคอของน้องกรณิกา "ความนิ่งเงียบ" เข้ามาแทนที่ "การกรีดร้อง" น้องกรณิกาไม่ร้องไห้แสดงความเจ็บปวด เพราะอยู่ในอาการช็อก พ่อจึงรีบอุ้มน้องขึ้นมาจากหม้อน้ำเดือด โดยมีแม่ประคองร่างร้องไห้ภาวนาขอให้ลูกปลอดภัย ทั้งคู่รีบขับรถพาร่างลูกที่เต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ส่งโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ขณะถึงโรงพยาบาล พ่อแม่ได้ยินเสียงลูกร้องอีกครั้ง แต่กลับเป็นเสียงกรีดร้องทรมานเจ็บปวดบาดเเผล กระทั่งแพทย์ฉุกเฉินรีบนำตัวน้องรักษาอาการเบื้องต้น ประเมินแล้วแผลถูกลวก กว่า 70% อาการโคม่าระดับ 3 นอนโรงพยาบาลได้เพียง 2 วัน ก็ต้องส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีที่มีแพทย์ชำนาญการ และเครื่องมือครบครันในการรักษาบาดแผลสาหัสของน้องกรณิกาได้ เมื่อถึงมือแพทย์แห่งโรงพยาบาลใหญ่ ความอุ่นใจ "พ่อแม่" มีมากขึ้น เชื่อว่าอาการของลูกต้องดีขึ้นตามลำดับโดยเร็ว แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น อาการของน้องกรณิกาทรุดลง แพทย์ระบุน้องกรณิกาติดเชื้อในกระแสเลือด รักษาโดยการให้ยาฆ่าเชื้อ แต่...น้องกรณิกากลับ "หยุดหายใจ" แพทย์ใช้เวลาปั๊มหัวใจ 15 นาที น้องจึงตื่นฟื้นขึ้นมาใหม่ ไร้การพูดจา ร่างกายไม่ตอบสนองใด มีเพียงดวงตาที่ยังเบิกโพลง มองเห็นหน้าพ่อแม่ได้ จากนั้นอาการน้องกรณิกาพอดีขึ้นบ้าง แพทย์จึงใช้การทำสกินกราฟ โดยการนำผิวหนังด้านหลังศีรษะของน้องกรณิกามาปลูกถ่ายบาดแผลที่ต้นขาขวา เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ผ่านมาได้ 3 สัปดาห์ น้องกรณิกากลับติดเชื้อจากสายเจาะให้อาหารลามเข้าสู่หัวใจ และครั้งนี้....น้องกรณิกา ได้หยุดหายใจอีกครั้ง! แพทย์ใช้เวลาปั๊มหัวใจกว่า 20 นาที ก็ไม่สำเร็จ จึงได้โทรหาพ่อแม่น้องกรณิกา ให้เดินทางมาดูใจลูกครั้งสุดท้าย "ตอนรับสายหมอบอกให้เราตั้งสติตั้งใจฟัง ลูกติดเชื้อเข้าสู่หัวใจ หยุดหายใจอีกแล้ว ช่วยยื้อแล้ว แต่ไม่ได้ผล หมอพยายามแล้วจริงๆ ให้รีบมาดูใจลูกด่วน ฟังแค่นั้น ใจพ่อแม่แทบสลาย" แต่...ปาฏิหาริย์บังเกิดขึ้น เมื่อพ่อแม่ไปถึงเพื่อดูใจลูกครั้งสุดท้าย น้องกรณิกากลับฟื้นขึ้นอีกครั้ง รอยยิ้มเปื้อนน้ำตาของพ่อแม่เเปลเปลี่ยนเป็น "พลัง มีหวัง และ กำลังใจ" ต่อมาแพทย์ได้เฝ้าระวังน้องกรณิกาอย่างใกล้ชิด โดยการใช้เครื่องช่วยหายใจ พร้อมกับเจาะเลือดพบเชื้อราเกาะลิ้นหัวใจ เป็นเหตุให้ลิ้นหัวใจรั่ว ต้องกินยารักษาโรคหัวใจต่อเนื่อง และเพื่อป้องกันบาดเเผลติดเชื้อ วันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา แพทย์ได้ทำการสกินกราฟอีกครั้ง โดยนำผิวหนังรอบต้นขาซ้ายของพ่อ มาปิดบาดเเผลน้องกรณิกา เพื่อสร้างเซลล์ร่างกายให้แข็งแรงขึ้น ลดการทำแผล ลดความเจ็บปวด และเวลาให้อาหาร สารอาหารไม่รั่วไหลออกนอกตัว ซึ่งถือว่าได้ผลเป็นอย่างมาก น้องกรณิกาสุขภาพแข็งแรงขึ้นตามลำดับ แต่ผิวหนังพ่อที่นำมานั้น อยู่ได้เพียง 1 เดือนต่อการทำ 1 ครั้ง เพื่อให้น้องแข็งแรงเช่นนี้ไปตลอด พ่อต้องเสียสละผิวหนังที่เหลือทำสกินกราฟให้ทั่วร่างกายของน้องกรณิกา และหากผิวหนังไม่เพียงพอ แม่จะต้องรับช่วงต่อในการเสียสละครั้งนี้ "ตอนนี้เป็นห่วงเรื่องพัฒนาการของลูก เพราะร่างกายไม่ตอบสนอง ไม่พูดจา แค่ลืมตาและร้องไห้อย่างเดียว ทางแพทย์จึงได้ช่วยกันให้ลูกหลับตื่นเป็นเวลา และให้พ่อแม่หมั่นพูดคุยกับลูกตลอด เพื่อสร้างพัฒนาการใหม่ให้กับเขา และหวังว่าเขาจะกลับมาสื่อสารกับพ่อแม่ได้" ส่วนเรื่องการเข้าเยี่ยมน้องกรณิกานั้น ต้องผ่านมาตรการคุมเข้มของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เพราะน้องต้องอยู่ห้องพิเศษตลอด จึงเข้าเยี่ยมได้แบบจำกัดเวลา และอนุญาตเฉพาะญาติเท่านั้น แม้กระทั่งพ่อแม่ยังเข้าไปได้เพียงครั้งละคน สำหรับเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาน้องกรณิกานั้น ขณะนี้ทางครอบครัวลำบากมาก เพราะน้องได้ใช้สิทธิ์บัตรทองในการรักษาที่ผ่านมาทั้งหมด 2,660,300 บาท จึงมีส่วนต่างที่ต้องจ่ายเองอีก 320,000 บาท และขณะนี้การรักษายังไม่จบสิ้นจึงไม่รู้ว่ายอดค่ารักษาจะไปสิ้นสุดที่ตัวเลขใด รวมถึงค่ารักษาต่อเนื่องในอนาคต หากน้องได้กลับไปพักฟื้นที่บ้าน ขณะที่พ่อกับแม่ มีอาชีพค้าขายที่ตลาดนัดบางปะหัน รายได้น้อยและไม่แน่นอน ตั้งแต่น้องป่วย ก็แทบไม่มีรายได้ เพราะต้องนำเวลามาดูแลน้อง อีกทั้งยังมีภาระค่าใช้จ่ายภายในบ้านจำนวนมาก และยังต้องเลี้ยงดูลูกอีก 1 คน โชคดีที่มี "บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์" เข้ามาช่วยเหลือตั้งแต่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมบริจาคเงินให้ 25,000 บาท จึงนำไปรวมกับเงินบริจาคอีกหมื่นกว่าบาทจากชาวบ้าน และแม่ค้าในตลาดนัดที่ร่วมช่วยเหลือ นอกจากนี้ คุณแม่ปรัศนีย์ ยังฝากข้อห่วงใยถึงพ่อแม่และผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอยู่ในความดูแล หมั่นระมัดระวังทุกความเคลื่อนไหวของเด็กเล็กเป็นพิเศษ พร้อมคอยตรวจสอบความไม่ปลอดภัยใดในบ้าน และขจัดสิ่งที่อาจก่ออันตรายให้ไกลตัวพวกเขามากที่สุด เพื่อกันเหตุซ้ำเช่นเดียวกรณีลูกของตนเอง อย่างไรก็ตาม MThai News ขอเป็นกำลังใจให้น้องกรณิกา ทัดทรงกูล และครอบครัว  หากผู้ใจบุญท่านใดอยากให้ความช่วยเหลือสามารถมอบเงินช่วยเหลือผ่านบัญชี ปรัศนีย์ สระสีสม ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาอยุธยาพาร์ค เลขที่บัญชี 4 0 2-120901-3 ชัยพัฒน์ แกล้วทนงค์ รายงาน / ถ่ายภาพ ติดตามสกู๊ปข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

มาทำความรู้จัก โรคร้าย เพื่อป้องกันไม่ให้เดินทางมาหาเรากันเถอะ!!
ป้องกันโรค /  สุขภาพ / 

โรคร้าย คือสิ่งที่ทำให้ร่างกายหรือจิตใจของมนุษย์เกิดความผิดปกติหรือบกพร่อง จนทำให้เกิดความเจ็บปวด ความพิการ หรือบางครั้งอาจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และถ้าพูดถึง โรคร้าย คงไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นกับตัวเอง และผู้คนรอบข้างที่เรารักแน่นอน แต่การที่จะป้องกันตัวจากโรคร้ายได้นั้น เราต้องเริ่มจากการทำความรู้จักสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคร้ายให้ได้ซะก่อน จะได้รู้จักการวิธีการดูแลและป้องกันร่างกายได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที 1. โรคร้ายที่มีสาเหตุมาจากสารเคมีเป็นพิษ ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นสารเคมีแล้ว ก็คงเป็นสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายแน่นอน สารพิษที่เกิดจากเชื้อราอะฟลาท็อกซิน กรดไฮโดรไซยานิก ยาฆ่าแมลง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสารเคมีเป็นพิษที่ตกค้างอยู่ในอาหารที่เรากินเข้าไป ทำให้ร่างกายได้รับสารพิษจนเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคร้ายได้ 2. โรคร้ายที่มีสาเหตุจากอาหาร มีหลายคนเคยพูดเอาไว้ว่า You’re what You eat. หรือ “คนเราจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่เรากินเข้าไป” มนุษย์เราทานอาหารเกือบทุกชนิดในโลก แต่สิ่งที่เราทานไปแต่ละอย่างนั้นจะมีผลอย่างไรต่อร่างกายบ้าง หรือแม้แต่อาหารที่มีส่วนประกอบครบถ้วน แต่ถ้าได้รับมากเกินไป หรือไม่สามารถนำสารอาหารไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ ก็ถือว่าเป็นอาหารที่ขาดคุณภาพ สามารถนำพาร่างกายไปสู่โรคร้ายได้เช่นกัน 3. โรคร้ายที่มีสาเหตุมาจากเชื้อจุลินทรีย์ เชื้อจุลินทรีย์เป็นอีกหนึ่งตัวการร้ายที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ซึ่งเราสามารถแบ่งเชื้อจุลินทรีย์ได้ดังนี้ - แบคทีเรีย : เชื้อจุลินทรีย์ขนาดเล็กมาก มีรูปร่างแตกต่างกันไป แบคทีเรียเป็นจุลินทรีย์ที่ทั้งให้โทษและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะสามารถช่วยขจัดสิ่งสกปรกออจากลำไส้ได้ - โปรโตซัว : เชื้อจุลินทรีย์ลักษณะคล้ายแบคทีเรีย แต่มีขนาดเล็กกว่า มีเชื้อโปรโตซัวหลายชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคร้ายของมนุษย์ - ไวรัส : เชื้อจุลินทรีย์ขนาดเล็กที่สุดในบรรดาเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมด และมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากชนิดอื่น นั่นคือมันสามารถมีชีวิตอยู่ในเซลล์และเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนได้จากภายในเซลล์ ด้วยเหตุนี้จึงสาเหตุให้เชื้อไวรัสมีอันตรายต่อชีวิตของมนุษย์ และมีความรุนแรงมากกว่าเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ 4. โรคร้ายที่มีสาเหตุมาจากพยาธิ พยาธิที่อยู่ภายในร่างกายของคนเรา คือสิ่งที่คอยรบกวนอวัยวะต่างๆ ทั้ง กระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับ ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิ์ภาพ หรือแม้แต่พยาธิที่อยู่นอกร่างกาย ประเภท เห็บ เหา ไร แมลง ก็มีพยาธิที่สามารถนำพาเชื้อแบคทีเรียและไวรัสมาสู่ร่างกายมนุษย์ได้ดีมากๆเช่นกัน 5. โรคร้ายที่มีสาเหตุจากสิ่งที่ไม่ทราบสาเหตุแน่นอน ยังมีโรคร้ายอีกหลายโรค ที่เรายังไม่สามารถระบุ ที่มาหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคได้อย่างชัดเจน เช่น เนื้องอก เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะเป็นโรคไหนก็ล้วนแล้วแต่เกิดมาจากการใช้ชีวิตของตัวเราทั้งสิ้น ขอบคุณข้อมูลจาก คู่มือสุขภาพต้าน 13 โรคฮิต ดาวน์โหลดอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://www.mbookstore.com บทความนี้ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ได้บนเว็บไซต์ Health.mthai.com เท่านั้น

ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH)ของ จุดซ่อนเร้น สำคัญขนาดไหน..อยากรู้มะ
กรดด่าง /  ค่า ph / 

ตามธรรมชาตินั้น จุดซ่อนเร้น เป็นบริเวณที่มีแบคทีเรียชนิดดีในตระกูล Lactobacillus อาศัยอยู่ แบคทีเรียชนิดนี้ทำหน้าที่สร้างกรดแลคติก เพื่อทำให้บริเวณจุดซ่อนเร้นมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ (pH3.8-4.5) ซึ่งสภาพความกรดอ่อนๆ ดังกล่าว จะควบคุมไม่ให้เชื้อรา ยีสต์ และแบคทีเรียชนิดอันตรายที่ก่อโรค เจริญเติบโตได้ง่าย หากสภาพกรดอ่อนดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป จะทำให้กลไกการควบคุมเชื้อโรคตามธรรมชาตินั้นเสียไปด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่การระคายเคือง คัน เจ็บ เกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์จากแบคทีเรียชนิดไม่ดีที่เพิ่มจำนวนขึ้น ตลอดจนอาจเกิดการอักเสบติดเชื้อบริเวณจุดซ่อนเร้นตามมาได้ อย่างไรก็ดี สภาวะบางประการ อาจทำให้สมดุลตามธรรมชาติดังกล่าวนั้นเสียไป เช่น - การมีประจำเดือน เนื่องจากเลือดที่ออกจากร่างกายมีค่าความเป็นด่างสูงกว่าสภาพตามธรรมชาติของจุดซ่อนเร้นอย่างมาก (pH7.4) จึงไปลดสภาพความเป็นกรดของจุดซ่อนเร้น แบคทีเรียชนิดอื่นๆ จึงเพิ่มจำนวนขึ้น แล้วนำไปสู่กลิ่นที่ผิดปกติได้ - การมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากน้ำอสุจิมีความเป็นด่างเล็กน้อย (pH 7.2-8) เมื่อตกค้างอยู่ในช่องคลอด จะไปลดสภาพความเป็นกรดตามธรรมชาติของจุดซ่อนเร้นเช่นเดียวกัน - การใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน จะไปทำลายแบคทีเรียตามธรรมชาติที่อาศัยอยู่ที่บริเวณจุดซ่อนเร้น ทำให้การสร้างกรดแลคติกตามธรรมชาติลดลง - การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ส่งผลให้ความเป็นกรดของบริเวณจุดซ่อนเร้นเปลี่ยนไปด้วย โดยจะมีความเป็นด่างมากขึ้น (pH 6-7.5 ) ดังนั้น การพยายามรักษาสมดุลตามธรรมชาติที่มีสภาพเป็นกรดอ่อนของบริเวณจุดซ่อนเร้นในทุกๆวัน จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น วิธีการง่าย ๆ ที่จะช่วยรักษาและฟื้นฟูสมดุลของจุดซ้อนเร้นได้ คือ การทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนซึ่งตรงกับสภาพตามธรรมชาติของจุดซ่อนเร้นนั่นเอง หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และหากเกิดอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสมต่อไป

แจกวิธี ปลูกผักงอก กินเอง ปลอดภัยได้สุขภาพ และห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
กินผัก /  ปลูกผักงอก / 

หากคุณกำลังมองหาพื้นที่ปลูกผักไว้กินเอง และปลอดภัยจากสารพิษ ผักงอก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนเมืองที่รักสุขภาพ ในปัจจุบันคนเมืองส่วนใหญ่หันมาปลูกผักกินเองมากขึ้น และร่วมสนับสนุนนโยบายกินผัก ผลไม้ อย่างน้อยวันละ 400 กรัม เพื่อห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตามที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้แนะนำ ด้วยเหตุนี้ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมดีๆ “มาปลูกผักกัน ตอน Micro Green สารพัดผักงอก” ซึ่งจัดโดย ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. เพื่อให้ทุกคนปลูกผักได้ด้วยตัวเอง และมีสุขภาพที่ดีด้วย ซึ่งใช้พื้นที่และเวลาพียงเล็กน้อยเท่านั้น ด้าน ป้าตุ๋ย หรือ นางสาวพรพรรณ แววสิงห์งาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผัก เล่าว่า ผักในปัจจุบันตามท้องตลอดมีอยู่มากมาย แต่ก็มีหลายครัวเรือนหันมาเลือกการปลูกผักด้วยตนเองมากขึ้น เพราะผักในท้องตลาดมีสารเคมีปนเปื้อนอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้ายิ่งรับประทานเข้าไปจะโดนทำลายสุขภาพได้โดยตรง การปลูกผักกินเองทำได้ง่ายๆ เพียงแค่นำเมล็ดของผักมาเพาะ ซึ่งจะมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ดังนี้ 1.ผักงอก คือ พืชตระกูลถั่วต่างๆ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ และถั่วแดง ซึ่งถือว่าเป็นชนิดแรกที่เราเริ่มรู้จักการเพาะปลูก เมื่อเพาะเมล็ดแล้วก็จะกลายมาเป็นถั่วงอกที่ทุกคนชอบรับประทานกัน สำหรับถั่วเหลืองและถั่วลันเตาเป็นเมล็ดที่เกิดเป็นเชื้อราง่าย จึงไม่เหมาะที่จะนำมาเพาะ 2.ต้นอ่อน เช่น ทานตะวัน โต้วเหมี่ยว ไควาเระ เป็นเมล็ดที่นำมาเพาะให้เกิดเป็นต้นอ่อน ก็สามารถเก็บมากินได้แล้ว โดยไม่ต้องรอนาน แต่บางชนิดอย่างหัวใช้เถ้าไม่สามารถนำมาเพาะเป็นต้นอ่อนได้ เพราะมีพิษจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ 3. ไมโครกรีน (Micro green) คือ ผักที่มีเมล็ดที่เล็กที่สุด เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า ผักโขม ซึ่งจะเห็นมากตามท้องตลาดทั่วไป ผักชนิดนี้เพียงแตกใบจริงออกมาเพียง 2 -3 ใบ ก็ตัดนำมากินได้แล้ว และมีคุณค่าทางอาหารสูง มาดูวิธีปลูกผักงอกด้วยวิธีง่ายๆ กันค่ะ ถั่วงอก วัตถุดิบที่ต้องเตรียม ดังนี้ 1.เมล็ดถั่ว 2.ภาชนะที่จะใช้เพาะ 3.น้ำเปล่า 4.ผ้าขาว ขั้นตอนการทำ 1.ล้างถั่วให้สะอาด 2-3 ครั้ง (พร้อมกับคัดเมล็ดเสียที่ลอยขึ้นมาทิ้งไป) 2.นำถั่วมาแช่น้ำค้างคืน อย่างน้อย 6-8 ชม. 3.ตักขึ้นมาใส่ภาชนะ และล้างอีกครั้ง 4.ปิดด้วยผ้าขาวบาง 5.รดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง เพียงแค่ 2 วันก็จะได้ต้นถั่วงอกต้นขาวๆ นำไปกินกันได้แล้ว ต้นอ่อน วัตถุดิบที่ต้องเตรียม มีดังนี้ 1.ขี้เถ้าแกลบที่แห้งสนิท 2.เปลือกมะพร้าวสับ 3.เมล็ดผัก 4.ภาชนะที่จะใช้เพาะ 5.น้ำควันไม้ ขั้นตอนการทำ 1.นำเปลือกมะพร้าวสับมาร่อนด้วยตะแกรง แยกใยมะพร้าวออก (ไม่ต้องทิ้งนำมาคลุมดินต่อได้) เพราะถ้าไม่แยกออกจะทำให้การงอกของต้นไม่สม่ำเสมอ 2.นำวัตถุดิบใส่ลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ในอัตรา 2 ส่วน และใส่ขี้เถ้าแกลบตามลงไป 1 ส่วน หากไม่มีขี้เถ้าแกลบใช้ดินปลูกต้นไม้ทั่วไปแทนได้ ใส่ส่วนผสมทั้ง 2 อย่างครบแล้ว 3.รดน้ำด้วยน้ำควันไม้ ให้ชุ่มประมาณ 1 เซนติเมตร น้ำควันไม้จะช่วยลดแมลงหวี่ มด และ ป้องกันเชื้อราได้ระดับหนึ่ง หลังจากนั้นเจาะรูด้านล่างภาชนะเพื่อให้น้ำไหลออก 4.เรียงเมล็ดลงไปในดินที่เตรียมไว้ให้เต็ม โดยไม่ให้เมล็ดซ้อนกัน ถ้าซ้อนกันเสี่ยงที่จะเกิดเชื้อราได้ง่าย และนำส่วนผสมของดินมากลบบางๆ บนเมล็ดอีกครั้งหนึ่ง และรดน้ำอีกครั้ง ตั้งไว้ 2 วันต้นก็จะค่อยๆ งอกขึ้นมา สามารถตัดและกินได้เลย ผัก Micro green วัตถุดิบที่ต้องเตรียม มีดังนี้ 1.ดิน 2.มูลสัตว์ 3.ใบไม้แห้ง 4.เมล็ดผัก 5.ภาชนะที่จะใช้เพาะ 6.น้ำเปล่า ขั้นตอนการทำ 1.เตรียมดิน นำดิน มูลสัตว์ และใบไม้แห้ง (ถ้าไม่มีใบไม้แห้งใช้กากกาแฟแทน) มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน และใช้น้ำ ‘ปลูกผักงอกกินเอง’ ด้วยวิธีง่ายๆ ได้สุขภาพ thaihealthรดลงไปโดยไม่ต้องชุ่มมาก 2.นำวัตถุดิบมาผสมที่เข้ากันดีแล้วมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ 3.ใส่ถุงเอาเชือกปิดถุงไว้ วางไว้ในที่ร่ม 2-3 วัน แล้วนำมาใช้ได้ การเพาะเมล็ด นำดินที่เตรียมไว้แล้วใส่ภาชนะ และโรยเมล็ดลงไปไม่ให้ซ้อนกัน กลบดินบนเมล็ดเล็กน้อย และรดน้ำให้ชุ่ม รอเพียง 10 วันก็ได้จะต้นที่โตนำมาประกอบอาหารได้แล้ว เพียงแค่หาส่วนผสม ใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อย และปลูกด้วยขั้นตอนที่ง่ายๆ เพียงเท่านี้เราก็จะได้ผักที่ปลอดสารเคมี ประหยัดมากขึ้น และยังได้สารอาหารที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย ถ้าอยากได้สุขภาพที่ดีลองปลูกผักทานเองดีกว่าค่ะ เรื่องโดย : ปิยวรรณ นาทุ่งนุ้ย Team Content www.thaihealth.or.th

10 ความเชื่อโบราณ ห้ามทำเด็ดขาดเมื่อรู้ตัวว่าท้อง!!
กุศโลบาย /  ความเชื่อ / 

ความเชื่อโบราณ อยู่คู่กับคนไทยมานาน และยังเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันแทบทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้กระทั่งเมื่อตั้งท้อง โดยจะมีข้อห้ามต่าง ๆ มากมาย เพื่อไม่ให้หญิงสาวที่กำลังท้องต้องเป็นอันตราย บ้างก็ให้เหตุผลว่าจะคลอดยาก บ้างก็อ้างถึงภูติผีปีศาจ และถึงแม้ว่าความเชื่อเหล่านี้จะโบราณเก่าแก่มากแค่ไหนก็ตาม แต่จนถึงปัจจุบันนี้ แม่หมอยังเห็นหลายคนเชื่อและทำตามกฏข้อห้ามอยู่เลย วันนี้ Horoscope.mthai เลยขอมาแนะนำ 10 ข้อห้ามเมื่อตั้งครรภ์ ว่าที่คุณแม่ป้ายแดงพลาดได้หรอคะ :) 1. ห้ามไปงานศพ เพราะจะทำให้วิญญาณเร่ร่อนที่อยู่ในวัดตามกลับบ้านมาด้วย แต่น่าจะเป็นกุศโลบายที่ไม่ต้องการให้คนท้องไปงานที่มีบรรยากาศหดหู่ เศร้าหมอง 2. ควรกินข้าวกับปลาแห้ง เพราะหากว่าบำรุงดีเกินไปเด็ก เด็กจะตัวใหญ่และคลอดยาก ซึ่งคล้องจองกับเทคโนโลยีในอดีตที่ไม่ทันสมัยเหมือนในปัจจุบันนี้้  และอีกนัยหนึ่งเมื่อตั้งครรภ์ คุณแม่จะต้องสูญเสียแคลเซียมเป็นจำนวนมาก จึงบังคับให้กินปลาแห้งจำนวนเยอะ 3. ห้ามกินหัวปลี เพราะยางจากหัวปลีจะทำให้คลอดลูกยาก 4.  ห้ามแหงนหน้ามองพระจันทร์ เพราะจะทำให้ลูกตาเหล่ ความเชื่อโบราณ เรื่องนี้จริงๆเเล้วเป็นกุศโลบายค่ะ เพราะหากแหงนหน้าเเล้วจะทำให้หน้ามืด เป็นอันตรายได้ค่ะ 5. ห้ามอาบน้ำตอนดึก โบราณเชื่อว่าจะทำให้มีน้ำคล่ำเยอะ แต่น่าจะมาจากการกลัวเป็นอันตรายลื่นล้ม หรือจากสัตว์ร้ายที่มีพิษ เพราะในสมัยก่อนไม่มีไฟฟ้า 6. ห้ามซื้อของใช้เด็กอ่อน มาตั้งไว้ที่บ้านก่อนที่เด็กจะคลอด โดยเชื่อว่าถ้าซื้อมาแล้ว เด็กอาจจะไม่ได้เกิด เพราะมีวิญญาณที่อิจฉา จะมาพรากเด็กไปไม่ให้เด็กเกิด แต่ถ้าตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว การซื้อของมาไว้นานเกิน ถ้าหากฝุ่นจับ หรือ เกิดเชื้อรา อาจจะมีผลต่อสุขภาพเด็กได้ค่ะ 7. ติดเข็มกลัดที่เสื้อเมื่อต้องออกจากบ้านตอนเย็น  เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายที่จะเข้ามาทำร้าย ซึ่งในความเป็นจริงอาจต้องการให้เข็มกลัดสะท้อนตาผู้พบเห็นจะได้สังเกตได้ง่าย ไม่เดินชน 8.  อย่าด่าหรือสาปแช่งคนอื่น เพราะจะทำให้ลูกตัวเองได้รับผลกรรมนั้นแทน ความเชื่อนี้คงอยากให้คุณแม่มีสุขภาพจิตที่ดี ไม่อาฆาตแค้นใครมากกว่านะคะ 9. ห้ามไม่ให้เจาะ ทุบ ขุด ตัด เฟอร์นิเจอร์ในบ้าน โดยเชื่อว่าวิญญาณหรือขวัญของเด็กที่มาเกิดอาจจะสถิตอยู่ในบ้าน 10. ห้ามกินกล้วย ห้ามกินทุเรียน เด็กจะตัวสกปรก มีแป้งเกาะเต็มตัวตอนคลอด ความเชื่อโบราณ ที่แม่หมอนำมาแนะนำในครั้งนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเชื่อนับร้อยนับพันที่ได้รู้มา แต่คัดมาเท่าที่จะสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตจริงให้ได้มากที่สุด ในครั้งต่อไปแม่หมอจะมาทำนายดวงหรือพูดถึงความเชื่อเรื่องอะไรอีก ต้องติดตามจ้า แล้วอย่าลืมแบ่งปันเรื่องราวที่คุณถูกใจให้กับคนข้าง ๆ กันด้วยน๊า :) รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.Mthai.com

10 โรคป่วยหน้าหนาว วัยรุ่นระวังให้ดีนะ!
10 อันดับ /  นักศึกษา / 

อากาศเย็นๆ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เพื่อนๆ ก็อย่าเลืมดูแลสุขภาพของตัวเองนะคะ เพราะช่วงหน้าหนาวนี้เนี่ยกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาบอกว่า เพื่อนๆก็สามารถเป็นโรคต่างๆได้ง่าย โดยเชื้อโรคต่างๆจะแฝงมากับลมหนาว ทีนเอ็มไทยนำมาให้เพื่อนๆได้รู้กันไว้ก่อน จะได้ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงกันมากขึ้น ^^ 10 โรคป่วยหน้าหนาว วัยรุ่นระวังให้ดีนะ! 10 โรคป่วยหน้าหนาว วัยรุ่นระวังให้ดีนะ! 1. โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำมูก น้ำลาย สามารถติดต่อกันได้ทางการหายใจ ไอหรือ จามรดกัน เชื้อมักแพร่กระจายในสถานที่แออัดไม่มีอากาศถ่ายเท เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า ตลาดสด โดยอาการจะเริ่มต้นจากการมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บหรือแสบคอ บางคนอาจหนาวสั่น แต่ถ้าเป็นการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ก็มักจะมีอาการรุนแรงกว่าการติดหวัดธรรมดา คือ ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะมาก ปวดตามกล้ามเนื้อ ตามกระดูก คลื่นไส้ กินได้น้อยลง ร่วมกับอาจมีภาวะขาดน้ำหากมีอาการอาเจียนร่วมด้วย และควรระวังโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นตามมา เช่น ปอดบวม หลอดลมอักเสบ คออักเสบ ในเด็กเล็กและผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงมากกว่าช่วงวัยอื่น ๆ 2. โรคหลอดลมอักเสบ เป็นโรคที่อาจเกิดตามหลังไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส จะมีอาการไอและไอมากตอนกลางคืน โดยระยะแรกจะไอแห้ง ๆ มีเสียงแหบและเจ็บหน้าอกมาก เสมหะมีสีเหลืองหรือเขียว มีไข้ อ่อนเพลีย ในเด็กอาจไอมากจนอาเจียน บางรายมีอาการคล้ายหอบหืดจากภาวะหลอดลมหดเกร็งตัว โดยปกติโรคนี้สามารถหายได้เองภายใน 1-3 สัปดาห์ แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ก็อาจลุกลามถึงขั้นปอดอักเสบได้ การรักษาเบื้องต้น คือการพักผ่อนให้มาก ควรดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ เพื่อช่วยให้เสมหะระบายออกได้ง่ายขึ้น หลีกเลี่ยงดื่มน้ำเย็น งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงอยู่ในที่ ที่มีอากาศเสียหรือฝุ่นละอองมาก ๆ 3. โรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ เป็นโรคที่อาจเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดหรือติดจากเชื้อโดยตรงได้ ปอดบวมมักพบในเด็ก สามารถติดต่อได้ทางการหายใจ น้ำมูก น้ำลาย และใช้ของร่วมกัน มีระยะฟักตัวของโรค 1-3 วัน และอาจนานถึง 1 สัปดาห์ในบางราย โรคปอดบวมเป็นโรคที่ควรระวังเป็นอย่างมาก เพราะในปีที่ผ่านมาพบว่าโรคนี้เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของกลุ่มโรคติดเชื้อในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กแรกเกิดถึงขวบปีแรก อาการจะเกิดตามหลังโรคหวัดประมาณ 2-3 วัน ดังนั้นหากพบว่าสงสัยหรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับอาการโดยเฉพาะในเด็กเล็กให้ควรนำมาปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ 4. โรคหัด พบมากในเด็กอายุตั้งแต่ 1-6 ขวบ ติดต่อได้จากการไอ จามรดกัน หรือได้รับละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย เข้าไป โรคหัดมักเกิดในช่วงฤดูหนาวยาวต่อช่วงฤดูร้อน ปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับฉีดป้องกัน อาการของโรคหัดจะเริ่มจากมีไข้ น้ำมูก ไหล ไอ ตาแดง อาการจะรุนแรงมากขึ้น จนมีอาการปวดเมื่อยตัว ถ่ายเหลว ผื่นของไวรัสหัดจะขึ้นราววันที่ 4 หลังรับเชื้อ หลังจากนั้นไข้จะค่อย ๆ ลด เมื่อผื่นกระจายทั่วตัว ระหว่างนั้นต้องระวังการเสียชีวิตจากภาวะโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ อุจจาระร่วง สมองอักเสบ และภาวะทุพ โภชนาการ 5. โรคหัดเยอรมัน เชื้อไวรัสหัดเยอรมัน ทำให้มีไข้ต่ำจนถึงไข้สูง มีผื่นแดงคล้ายหัด แต่ลักษณะผื่นจะใหญ่และเป็นกลุ่ม ๆ กระจายตัวห่างกว่า ในเด็กเล็กจะมีอาการไม่รุนแรงเท่าในผู้ใหญ่ โดยเฉลี่ยจะมีอาการประมาณ 1-5 วัน มีไข้ ผื่นแดงตามตัว อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร สิ่งสำคัญคือ ต้องระมัดระวังไม่ให้ติดเชื้อในระหว่างการตั้งครรภ์ 6. โรคอีสุกอีใส พบว่ามักเกิดในเด็ก แต่พบได้น้อยในผู้ใหญ่ อาการแรกเริ่มจะมีไข้ต่ำ ๆ เหมือนไข้หวัด หลังจากนั้นจะมีผื่นแดง ตุ่มนูนขึ้น และจะเปลี่ยนเป็นตุ่มพองใสประมาณ 2-3 วันนับตั้งแต่เริ่มมีไข้ หลังจากนั้นตุ่มพองใสก็จะกลายเป็นตุ่มหนอง แล้วค่อย ๆ เริ่มแห้งตกสะเก็ด ทั้งนี้ ผื่นอาจขึ้นได้ในคอ ตา และปาก ทำให้กินอาหารได้น้อย เกิดอาการขาดน้ำ โดยทั่วไปหากได้รับการดูแลที่เหมาะสม โรคจะสามารถหายได้โดยตัวเองโดยไม่เกิดโรคแทรกซ้อน 7. โรคอุจจาระร่วง สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสหลายชนิด และมักพบผู้ป่วยได้มากในหน้าหนาว สามารถติดต่อได้จากการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไป นอกจากนี้ยังติดต่อทางน้ำลาย น้ำมูกได้เช่นกัน ลักษณะอาการจะถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเหลวบ่อยครั้ง แม้อาการไม่รุนแรง แต่อาจมีอาการขาดน้ำรุนแรงได้ในบางราย ภาวการณ์การติดเชื้อมักพบได้ในชุมชน ศูนย์ฝากเลี้ยงเด็ก หรือสถานที่ที่มีเด็กอยู่รวมกันเป็นจำนวนมากๆ ดังนั้น การออกกำลังกาย เลือกรับประทานอาหารปรุงสุก ดื่มน้ำสะอาด ก็จะเป็นการป้องกันโรคอุจจาระร่วงได้ 8. โรคตาแดงหรือเยื่อบุตาอักเสบ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในหน้าหนาวเช่นกัน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสคนละชนิดกับโรคตาแดงที่เกิดขึ้นในหน้าร้อน การสัมผัสกับเชื้อมักเกิดจากมือที่สกปรก ไปหยิบจับ หรือสัมผัสกับขี้ตา น้ำตาของผู้ที่เป็นโรคแล้วมาป้ายตา ตัวเอง โรคตาแดงหรือเยื่อบุตาอักเสบสามารถระบาดได้ง่ายโดยเฉพาะในเด็กนักเรียน ส่วนการป้องกันให้หมั่นล้างมือให้สะอาด ไม่เอามือขยี้ตา ไม่คลุกคลีกับคนเป็นโรค เมื่อเป็นโรคควรหยุดงานหรือหยุดเรียน เพื่อไม่ไห้ติดต่อไปยังผู้อื่น 9. โรคผิวหนังแห้งอักเสบ เมื่อผิวกระทบอากาศเย็น ทำให้มีความชื้นสัมพัทธ์น้อยและแห้ง การสูญเสียน้ำออกจากผิวหนังก็จะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผิวหนังเกิดปัญหาแห้งหยาบ เป็นขุย แตก ปัญหานี้ถือว่าเป็นปัญหาที่ก่อความรำคาญ เพราะเมื่อผิวแห้งมากจะรู้สึกคัน ยิ่งอากาศหนาวมาก ๆ จะยิ่งแสบร้อนและคัน หากดูแลไม่ดีอาจเกิดแผลอักเสบจากการเกาจนเลือดออก และมีสิ่งสกปรกเข้าแผลจนเกิดการติดเชื้ออักเสบขึ้นได้ การป้องกัน คือการรักษาความชุ่มชื้นจากภายในและภายนอกร่วมกัน โดยการดื่มน้ำและผลไม้ให้มากขึ้น เปลี่ยนรูปแบบและวิธีการอาบน้ำ โดยลดอุณหภูมิของน้ำลงไม่ควรอาบน้ำร้อนเกิน 34 องศาเซลเซียส ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์หลังอาบน้ำ หากมีผิวแห้งมาก ๆ แนะนำให้ใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นได้นาน และหากผิวหนังแห้งอักเสบรุนแรงหรือคันมาก ๆ ให้รีบไปพบแพทย์ 10. โรคผิวหนัง เช่น เชื้อรา กลาก เกลื้อน การแพ้ทางผิวหนัง จากเสื้อกันหนาวหรือเครื่องนุ่งห่มมือสอง ผู้ที่นิยมชมชอบเสื้อผ้ามือสองต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะแม้ว่าราคาของเสื้อมือสองจะค่อนข้างถูกกว่า แต่ไม่ทราบแน่ชัดถึงที่มา จึงมั่นใจไม่ได้ว่ามีความสะอาดหรือไม่ ทั้งยังอาจนำพาโรคมาสู่ผิวหนังได้อีกด้วย ดังนั้น จะต้องสืบหาที่มาของเสื้อผ้าเหล่านั้นเสียก่อน หรือต้องทำความสะอาดให้ถูกวิธี เช่น การซักล้าง การต้มฆ่าเชื้อ การตรวจสอบรอยด่างดำ รอยคราบสารคัดหลั่ง รวมไปถึงกลิ่นอับชื้นที่ติดอยู่ เพราะนอกจากเชื้อราแล้ว โรคตับอักเสบหรือไวรัส บางชนิด อาจส่งผลร้ายต่อผิวหนังได้ ดังนั้น ควรมีการต้มให้เดือด ซักล้างให้สะอาด ฆ่าเชื้อก่อนและนำไปตากแดดให้แห้งสนิท ก็จะช่วยสร้างความแน่ใจให้กับผิวหนัง เห็น 10 โรคที่อาจแฝงมากับหน้าหนาวแล้ว เพื่อนๆก็อย่าลืมป้องกันและดูแลรักษาสุขภาพกัยด้วยนะคะ ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่สุกและสะอาด ในสัดส่วนที่เหมาะสม ครบทั้ง 5 หมู่ หลีกเลี่ยงสัมผัสกับผู้ป่วย ที่ไม่สบาย แค่นี้คงไม่ยากเกินไปใช่ป่าว ^^ อ๊ะๆ!! แล้วอย่าลืมหมั่นพบคุณหมอ ตรวจสุขภาพด้วยนะคะ ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันก็ดีเหมือนกัน .. โรคอีสุกอีใส โรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม และไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น เกริ่นนำและเรียบเรียงโดย  teen.mthai ที่มา?seal2thai.org

เคล็ดลับง่ายๆ ดูแลผมสวยสุขภาพดี ให้เหมาะกับสภาพผม
ดูแลผม /  ผมสวย / 

        มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกภาพ นิสัยใจคอ รูปร่างหน้าตา รวมไปถึงลักษณะของเส้นผม ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของใบหน้า ที่ช่วยสร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น ได้ตั้งแต่แรกเจอ ผู้หญิงเราจึงมักให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาเส้นผมเป็นอันดับแรกๆ เริ่มตั้งแต่การคิดประดิษฐ์ ทรงผมให้เข้ากับรูปหน้า การจัดแต่งทรงผมให้สวยเก๋ในทุกมุมมอง ตลอดจนการบำรุงเส้นผมให้แลดูสวยสุขภาพดีอยู่ เสมอ แพนทีน จึงขออาสามาไขความกระจ่างพร้อมแนะนำเคล็ดลับในการดูแลและบำรุงเส้นผมที่เหมาะกับลักษณะ ของเส้นผมที่ต่างกัน ทำความรู้จักลักษณะของเส้นผม สาวๆ ควรทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสภาพเส้นผมของตนเอง เพราะการออกแบบทรงผม การจัดแต่งทรงผม ตลอด จนการดูแลรักษาเส้นผมด้วยผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต้องคำนึงถึงชนิดของเนื้อเส้นผมให้มากที่สุด - สำหรับสาวๆ ที่มีผมเส้นเล็ก มักพบกับปัญหาการจัดแต่งทรงยาก เซ็ทผมแล้วไม่ทน อาจลองไว้ผมบ๊อบสั้นสไลด์ปลาย ก็สามารถช่วยเพิ่มวอลลุ่ม ให้ทรงผมดูหนาขึ้นได้เป็นอย่างดี . - สำหรับผมที่มีลักษณะผมเส้นใหญ่ มักเข้าได้ดีกับการเซ็ทด้วยโรลม้วนผม หรือการดัด ผม เพราะจะช่วยทำให้ผมดูอยู่ทรงยิ่งขึ้น แต่เส้นผมชนิดนี้มักขาดความเงางาม จึงควรหมั่นบำรุงเส้นผมด้วยคอนดิชัน เนอร์เป็นประจำทุกวัน . - เส้นผมอีกประเภทที่ดูแลยาก และต้องการการบำรุงอยู่เสมอ คือ ผมหยักศก เพราะเป็นประเภท เส้นผมที่มีสปริงค่อนข้างมาก ทำให้เซ็ทผมได้ยากกว่าผมชนิดอื่นๆ . เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงเส้นผมส่วนใหญ่ ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันและทดลองมาเพื่อให้เหมาะกับ สภาพเส้นผมที่แตกต่างกัน จึงนับเป็นข้อดีของเรา ที่มีโอกาสได้เลือกใช้แชมพูและคอนดิชันเนอร์ที่สามารถช่วยบำรุง เส้นผมและหนังศีรษะของเราได้อย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นเส้นผมที่ผ่านการดัด ทำสี และโดนความร้อนมาอย่างโชกโชน เส้นผมแห้ง แตกปลาย ที่ต้องการเติมความชุ่มชื้น หรือแม้แต่เส้นผมเปราะบาง ขาดร่วงง่าย ที่ต้องการเสริมสร้างความ แข็งแรงจากรากสู่ปลายผม โดยหมั่นทำความสะอาดและบำรุงเส้นผมด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผมของตนเอง เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เส้นผมของเรากลับมาแข็งแรงและมีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง ดูแลรักษาเส้นผมให้ถูกต้องตามขั้นตอน การทำความสะอาดและบำรุงเส้นผม ดูเหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ที่ทุกคนคุ้ยเคยกันเป็นอย่างดี แต่หากทำ อย่างผิดวิธี ก็อาจทำให้เกิดปัญหาหนังศีรษะต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหารังแค เชื้อราบนหนังศีรษะ และผมขาด หลุดร่วง เป็นต้น เริ่มที่ขั้นตอนแรก คือ การหวีผมก่อนสระ เพื่อลดการพันกันของเส้นผม และช่วยกระตุ้น การไหลเวียนของเลือดเพื่อไปเลี้ยงเส้นผม จากนั้นจึงใช้น้ำสะอาดล้างผมก่อนสระ เพื่อชะล้างน้ำมันและสิ่งสกปรกออก แล้วจึงตามด้วยการสระผมด้วยน้ำในอุณหภูมิห้อง โดยถูแชมพูสระผมกับฝ่ามือก่อน เพื่อช่วยลดปริมาณสารเคมีของ เนื้อครีมไม่ให้สัมผัสกับหนังศีรษะโดยตรง และใช้คอนดิชันเนอร์นวดหนังศีรษะและเส้นผมทุกครั้งหลังสระผมเพื่อให้สารบำรุงสามารถซึมเข้าสู่เส้นผมได้เป็นอย่างดี เพียงวิธีง่ายๆ แค่นี้ก็จะได้เส้นผมที่มีสุขภาพดีในสไตล์ที่ใช่คุณ ขอบคุณเนื้อหาดีดี จาก  แพนทีน

ลงทุนดูแลสุขภาพแบบคุ้มค่า ห่างไกลจากสารเคมี ด้วย อาหารออ​ร์แก​นิค
ปลอดสารพิษ /  ปลอดโรค / 

คนเราทุกวันนี้มีความเสี่ยงต่อการได้รับสารเคมีต่างๆ ทั้งที่มาจากอาหาร น้ำดื่ม หรือแม้แต่อากาศที่เราหายใจ ซึ่งล้วนแต่ปนเปื้อนไปด้วยสารพิษที่มองไม่เห็น ทำให้ร่างกายของเราสะสมสารพิษ และส่งผลให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ยังสามารถป้องกันได้ เพียงเรารู้จัก “เลือก” รับแต่สิ่งที่มีประโยชน์ให้กับร่างกาย ด้วยเหตุนี้ อาหารออร์แกนิค จึงกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของคนรักสุขภาพ เพราะเป็นอาหารที่มาจากธรรมชาติอย่างแท้จริง ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักอาหารชนิดนี้กันให้มากขึ้น อาหารออร์แกนิคคืออะไร อาหารออร์แกนิค จะไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ เลย ส่วนประกอบทุกอย่างจะต้องมาจากธรรมชาติ เพราะถ้ามีการใช้สารเคมีก็จะไม่ถือว่าเป็นอาหารออร์แกนิค ซึ่งการไม่ใช้สารเคมีที่ว่านั้น หมายถึง การไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี สารกระตุ้น หรือสารเร่งการเจริญเติบโตกับสัตว์ อาหารออร์แกนิคดีอย่างไร อาหารออร์แกนิค ผลิตมาจากกระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ในความปลอดภัยจากการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย ทั้งยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง สารป้องกันเชื้อรา หรือแม้แต่ปุ๋ยเคมี เช่นเดียวกับสัตว์ที่เลี้ยงในระบบเกษตรอินทรีย์ ก็จะไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารเร่งการเจริญเติบโต แม้กระทั่งอาหารที่ใช้ในการเลี้ยงก็จะต้องเป็นอาหารสัตว์ออร์แกนิค ที่ผลิตจากกระบวนการเกษตรอินทรีย์ โดยไม่มีการใช้สารปรุงแต่ง จึงทำให้ผลผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนม ไข่ เนื้อสัตว์ จะไม่มีสารสังเคราะห์ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ ขณะที่การผลิตอาหารออร์แกนิคแปรรูป ก็จะมีข้อกำหนดห้ามใช้สารเคมีสังเคราะห์ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นสารให้สี สารกันบูด สารแต่งกลิ่นและรส รวมไปถึงกรรมวิธีการแปรรูปก็ต้องเป็นวิธีที่ปลอดภัย ห้ามใช้วิธีการที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เช่น การฉายรังสี การฟอกสีให้ขาว การหมักโดยใช้สารเร่ง เป็นต้น แล้วจะเริ่มต้นชีวิตออร์แกนิคอย่างไร หนทางการใช้ชีวิตแบบออร์แกนิคนั้น สามารถทำได้ง่ายๆ แค่ 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. เปลี่ยนตัวเอง : ใส่ใจกับการเลือกซื้อ ทั้งของกินและของใช้ ถามหาที่มา ศึกษาหาข้อมูลและเลือกสินค้าที่ดีกับทั้งคุณและโลก เปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ยั่งยืนของเรา ลดการผลิตขยะถ้าเป็นไปได้ 2. ชวนคนรอบข้าง : รวมกลุ่มในการเลือกซื้อสินค้า อาหารปลอดภัย เพื่อเพิ่มพลังการซื้อ ชวนคนรอบข้างให้เห็นถึงแนวทางที่จะบริโภคอย่างยั่งยืนมากขึ้น ด้วยการส่งข่าว หรือบทความดีๆ ให้เขาได้อ่าน 3. สร้างกระแสใหม่ : ทำความเข้าใจประเด็นใหญ่ๆ ในสังคม ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดวิถีชีวิตสีเขียวได้ ติดตามอ่านบทความ อ่านสื่อความรู้ต่างๆ และเข้าร่วมฟังการเสวนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์เพิ่มพูนความรู้ ทั้งหมดเป็นหนทางเข้าใกล้ วิถีชีวิตออร์แกนิค ที่นำเอามาฝากกัน อย่าลืมว่าอาหารออร์แกนิค เป็นอาหารที่ปลอดภัยกับร่างกาย ถ้าเลือกรับประทานได้ก็นับเป็นเรื่องดี เพราะเหมือนเป็นการลงทุนดูแลสุขภาพ ไม่ต้องมาเจ็บป่วยจากโรคภัยที่เราสามารถป้องกันได้ สำหรับผู้ที่อยากหันมาดูแลสุขภาพ ด้วยการห่างไกลจากสารเคมี ลองติดตามข่าวสารจากศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. เพื่อร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อป อาทิ โครงการสวนผักคนเมือง ซึ่งมีเคล็ดลับการปลูกผักง่ายๆ กินกันเองที่บ้านแบบปลอดสารเคมี รวมไปถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมามอบความรู้ ให้กับคนรักสุขภาพกันตลอดทั้งปี ข้อมูลจาก มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) มูลนิธิสายใยแผ่นดิน สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และรวมพลังผู้บริโภคสีเขียว เรื่องโดย : นายฉัตร์ชัย นกดี team content www.thaihealth.or.th

แค่เปลี่ยนสิ่งนี้!! ก็ช่วยสร้างบรรยากาศภายในครัวได้...
Kitchen /  กระจกใส / 

แค่เปลี่ยนสิ่งนี้!! ก็ช่วยสร้างบรรยากาศภายในครัวได้... เชื่อว่าหลายๆ ครอบครัวที่ตัดสินใจซื้อบ้Œานของโครงการหมู่‹บ้Œานจัดสรรต่‹างๆ ไม่‹ว่‹าจะขนาดใหญ่‹หรือเล็ก ส่วนใหญ่มักจะวางแผนต่‹อเติมพื้นที่หลังบ้Œานเพิ่มจากของเดิมออกไปกันทั้งนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้Œพื้นที่และมีประโยชน์ใช้Œสอยมากขึ้น สำหรับบางโครงการอาจทำเป็นไอเดียเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนไว้ที่บ้านตัวอย่างอยู่แล้ว ซึ่งลูกบ้านก็สามารถนำไปคิดต่อยอดกันได้เลยเพราะมีพื้นที่ที่เหมือนกัน แต่ถ้าใครยังคิดไม่ออกว่าจะจัดสรรพื้นที่นั้นอย่างไรดี ลองนำไอเดียที่เรานำเสนอนี้ไปพิจารณากันดู... ในกรณีที่ต้องการจะต่อเติมให้มีแค่หลังคากันแดดกันฝน อาจใช้เป็นกระเบื้องมุงหลังคาแบบใสสลับกับแบบทึบ และใช้ระแนงไม้ตกแต่งได้ ซึ้งให้ทั้งความสวยงามและยังระบายอากาศได้ แต่ถ้าต้องการกั้นเป็นฟังก์ชันเปิดขึ้นมา เช่น ทำเป็นครัวไทย ลักษณะนี้โดยส่วนใหญ่แล้วพี้นที่หลังบ้านหรือข้างบ้านจะใช้กำแพงร่วมกันกับเพื่อนบ้าน การกั้นผนังหรือหลังคาเพิ่มเติมก็จะไม่สามารถมีช่องเปิด ประตู หน้าต่างได้ (ตามกฎหมาย) และถ้าทำไม่ดีขึ้นมา เราอาจได้พื้นที่ปิดทึบแทนที่จะดูกว้างขวางมากขึ้น การทำหลังคาเฟรมกระจกใสแทนหน้าต่างจึงเป็นอีกไอเดียที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะให้แสงสว่าง เปิดมุมมอง และช่วยให้พื้นที่ดูกว้างขวางขึ้นแล้ว ยังทำให้บ้านดูมีดีไซน์ขึ้นมาได้อีกมากโข เพราะลูกเล่นของการทำหลังคาแบบเฟรมกระจกนี้สามารถเลือกออกแบบได้หลายรูปทรง ตามลักษณะของพื้นที่ได้เลย ทั้งยังช่วยในเรื่องสุขอนามัยอันเนื่องจากแสงแดดธรรมชาติที่ส่องเข้ามาได้ แถมยังลดการเกิดเชื้อรา หรือแบคทีเรียในส่วนที่เปียกชื้นได้ดีอีกด้วย ถ้าอยากเพิ่มสีเขียวในบ้านให้สดชื่นขึ้นก็สามารถปลูกไม้กระถางหรือผักสวนครัวได้ เพราะมีแสงแดดส่องเข้ามาช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ ทำให้เรามีวัตถุดิบใกล้มือที่ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหนอีกต่างหาก และถ้าบ้านไหนมีพื้นที่มากหน่อย อาจกั้นออกมาเป็น Glass Room ห้องรับประทานอาหารหรือห้องอเนกประสงค์ได้เลย ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศการใช้ชีวิตให้หลากหลายได้มากเลยทีเดียว เครดิตจาก นิตยสาร @Kitchen ฉบับเดือนพฤษภาคม 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

สร้างภูมิคุ้มกัน ลูกน้อยด้วย ‘ นมแม่ ’
นมวัว /  นมแม่ / 

“ นมแม่ ” เปรียบเสมือน ‘วัคซีนหยดแรก’ ของลูกน้อย เนื่องจากน้ำนมของแม่ในช่วงแรกหลังคลอด คือ ‘หัวน้ำนม’ที่มีสีเหลืองข้น (Colostrum) อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นสำหรับทารก มีภูมิคุ้มกันนานาชนิดที่แสนวิเศษ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย สารอาหารที่มากกว่า 200 ชนิด ที่อยู่ในนมแม่นั้น ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนและเอ็นไซม์ นับว่ามีความโดดเด่น มีคุณภาพเหมาะกับระบบทางเดินอาหาร และไตของทารกที่ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ อีกทั้งยังปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของลูกทุกระยะการเติบโต และช่วยปกป้องลูกจากการติดเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคอุจจาระร่วง โรคภูมิแพ้ โรคอ้วน ที่พบบ่อยในวัยทารก นมแม่ สร้างและเป็นเกราะปกป้องร่างกายลูก 1. สมอง : นมแม่เป็นอาหารที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสมอง และส่งเสริมพัฒนาการที่ดี ช่วยสร้างเชาว์ปัญญาได้เต็มที่ การอุ้มลูกขึ้นดูดนมแม่เป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัสทุกส่วนของลูก ทำให้สมองได้รับสัญญาณประสาทส่งเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ สมองที่ถูกกระตุ้นบ่อยๆ จะเกิดการแตกแขนงเซลล์ประสาทอย่างมากมาย เพิ่มการเชื่อมโยงของเส้นใยสมอง เส้นประสาทจะรับสัญญาณการเรียนรู้เร็วขึ้น ในกลุ่มเด็กที่ได้รับนมแม่มีการเพิ่มระดับเชาวน์ปัญญาขึ้นโดยเฉลี่ย 3.16 จุด และในกลุ่มทารกเกิดก่อนกำหนดที่ได้รับนมแม่ มีการเพิ่มระดับเชาวน์ปัญญาที่ 5.26 จุด ระยะเวลาของการให้นมแม่จะสัมพันธ์กับการเพิ่มเชาวน์ปัญญาของลูก ยิ่งได้รับนมแม่มากกว่า 6 เดือน มีระดับเชาว์ปัญญาสูงกว่าเด็กที่ได้รับนมแม่น้อยกว่า 6 เดือน 2. หู : ลดโอกาสเป็นโรคหูน้ำหนวก หรือหูอักเสบ เนื่องจากลักษณะการดูดนมของลูกต้องใช้การเคลื่อนไหวของลิ้นหรือแรงดันทางช่องปาก ทำให้มีการเคลียร์น้ำในหูของลูกน้อยออกไปด้วย 3. สายตา : พัฒนาการมองเห็น สายตาคมชัด เนื่องจากในนมแม่มีสารอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา เช่น สารดีเอชเอ กรดอะมิโน และไขมันอื่นๆ 4. ระบบทางเดินปัสสาวะ : มีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ เนื่องจากในนมแม่มีภูมิคุ้มกันต่างๆ ทำให้ไม่ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ 5. ไตแข็งแรง : ในนมแม่มีปริมาณโปรตีนที่เหมาะสม ส่งผลให้ไตทำงานอย่างสมดุล และแข็งแรง 6. ผิวพรรณ : ลดโอกาสภูมิแพ้ผิวหนัง 42 % ในช่วงที่ทารกกินนมแม่อย่างเดียว ทารกจะไม่ได้รับโปรตีนจากนมวัว ซึ่ง เป็นโปรตีนที่สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของทารก และทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ทารกที่กินนมแม่ จึงมีอัตราการเกิดโรคภูมิแพ้น้อยกว่า 7. ระบบทางเดินอาหาร : ลดโอกาสโรคท้องเสียและลำไส้อักเสบน้อยกว่า 64% ในน้ำนมแม่มีสารอาหารที่ปกป้องลูกน้อยในระบบทางเดินอาหาร ประกอบด้วย Secretory antibodies ทำหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอม Oligosaccharides และ Glycoconjugates กระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของทารก Lactoferrin สามารถกำจัดเชื้อราที่เป็นอันตราย อีกทั้งยังป้องกันโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ Anti-inflammatory effects นมแม่มีการต่อต้านการอักเสบซี่งมีประโยชน์ต่อสำไส้ของทารก Prebiotic effects ในนมแม่มีน้ำตาลที่มีคุณสมบัติเป็นอาหารสำหรับการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ใหญ่ 8. ช่องปาก: เนื่องจากลูกน้อยดูดนมแม่จากเต้า กล้ามเนื้อจึงเกิดการพัฒนา กรามล่างของลูกจึงแข็งแรง ฟันเกน้อยลงเมื่อโตขึ้น 9. ระบบทางเดินหายใจ : โอกาสติดเชื้อทางเดินหายใจ ปอดบวมน้อยกว่าทารกที่กินนมผสม 60% และป้องกันเบื้องต้นต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ ช่วยป้องกันโรคหอบหืด การส่งเสริมให้ลูกกินนมแม่เพียงอย่างเดียว 6 เดือนขึ้นไปจะส่งผลดีและส่งเสริมพัฒนาการทางด้านต่างๆ ของร่างกาย และหลังจาก 6 เดือนขึ้นไป ควรให้นมแม่คู่กับอาหารตามวัยจนกระทั่งถึง 2 ปีเป็นอย่างน้อย เนื่องจากนมแม่ยังคงเป็นอาหารหลักสำคัญสำหรับเด็กๆ ปริมาณนมแม่ที่ควรให้ลูกน้อยได้กินในแต่ละวัน คือวันละ 8 ครั้งขึ้นไป หรือทุกๆ 2-3 ชม. และหากลูกดูดนมเร็ว ดูดนมบ่อย และดูดอย่างถูกวิธี ซึ่งเป็นปัจจัยสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะส่งผลให้คุณแม่มีน้ำนมในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย และประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่... ภาพโดย :  Women MThai Team  เรื่องโดย : อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ team content www.thaihealth.or.th ขอบคุณข้อมูล จากหนังสือนมแม่ แน่ที่สุด, คู่มือแม่ทำงาน เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จากมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย

แพทย์เตือน! เชื้อราจาก ตะเกียบไม้ มีสารก่อมะเร็ง
ตะเกียบไม้ /  สารก่อมะเร็ง / 

มีหลายคนเข้าใจว่าสารก่อมะเร็ง จะปนเปื้อนอยู่ในของปิ้งย่างไหม้เกรียม หรือในถั่วลิสงบดที่มีเชื้อราเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง "สารอะฟลาทอกซิน" ที่เป็นตัวการของโรคร้าย อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อคุณใช้ตะเกียบที่ทำมาจากไม้ !! ตะเกียบที่ทำจากไม้ เช่น ไม้ไผ่ หากเราใช้ไปเป็นเวลานาน จะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราที่ผลิตอะฟลาทอกซินได้ บางครั้งสามารถมองเห็นเป็นจุดดำเล็กๆ อยู่โดยรอบ เคยมีผู้ทดลองนำตะเกียบไปวิเคราะห์หาเชื้อต่างๆ พบว่ามีเชื้อราอยู่หลายชนิด เช่น Penicillium, Aspergillus และ Alternaria ดังนั้น ควรล้างตะเกียบให้สะอาด ล้างน้ำเปล่าหลายๆครั้ง และตากให้แห้ง อย่าให้มีความชื้นสะสม นอกจากนี้ การแช่ตะเกียบในน้ำส้มสายชูก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถลดเชื้อได้ หรือหากว่าบางบ้านหรือบางร้านค้า มีความจำเป็นต้องใช้ ตะเกียบไม้ หมุนเวียน ก็ควรเปลี่ยนตะเกียบใหม่ทุกๆ 3-6 เดือน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ อ่านจบแล้วอย่าลืมแชร์ เพื่อเตือนให้คนรอบข้างได้ระวังกันด้วยนะคะ :) ที่มาจาก : ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน

EMPERADOR CIGAR CHEST เป็นทั้งนาฬิกาและกล่องเก็บซิก้าร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ
EMPERADOR CIGAR CHEST. นาฬิกา /  กล่องเก็บซิก้าร์

EMPERADOR CIGAR CHEST เป็นทั้งนาฬิกาและกล่องเก็บซิก้าร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ใครที่กำลังหาของขวัญเพื่อมอบให้คนพิเศษในช่วงปีใหม่นี้ เราขอแนะนำของขวัญสุดพิเศษและเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ มันคือ EMPERADOR CIGAR CHEST ดูภายนอกอาจเหมือนกล่องสีดำธรรมดาแต่เมื่อเปิดฝาขึ้นมาต้องทึ่งกับสิ่งที่อยู่ภายใน เพราะมันทั้งหรูหราและดูมีคุณค่ากว่าที่หลายคนคิด เริ่มจากตรงส่วนกลางของกล่องซึ่งเป็นนาฬิกา tourbillion ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนมากกว่า 300 ชิ้น โดยผู้ผลิตนาฬิกาชั้นนำจากสวิส และรายล้อมไปด้วยหลอดแก้ว 24 ใบที่มีซิก้าร์ Grand Cru พันด้วยแผ่นทองคำแท้บรรจุอยู่ภายใน ซึ่งคนที่จะหยิบขึ้นมาสูบได้ต้องใส่รหัสให้ถูกเสียก่อน บอกแล้วว่าสำหรับคนพิเศษจริงๆ EMPERADOR CIGAR CHEST เป็นทั้งนาฬิกาและกล่องเก็บซิก้าร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ มิติของตัวกล่องมีขนาด 70 x 45 x 30 ซม. ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือช่างนาฬิกามือฉมังจากสวิส ประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 2,675 ชิ้น ระบบประมวลผล 33 ตัว วัสดุของกล่องไม่ใช่ไม้อย่างที่เข้าใจ แต่เป็นแก้ว Alucobond และอะลูมิเนียมรังผึ้งแทรกเส้นใยคอมโพสิต นอกจากนี้ยังเสริมด้วยวัสดุต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา รวมถึงฉนวนกันความร้อนที่มีส่วนผสมของทองคำ, นิกเกิลแพลเลเดียมชุบโรเดียม จากนั้นเคลือบทับด้วยสีดำเงา เบื้องหลังที่ทำให้ EMPERADOR แตกต่างจากกล่องเก็บซิก้าร์ทั่วไปคือ มันมีความซับซ้อนของเรื่องจักรกลและระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนในระดับสูง เพื่อความแม่นยำในการรักษาอุณหภูมิและความชื้นให้คงที่เพื่อปกป้องซิก้าร์ให้อยู่ในสภาพอากาศที่พอเหมาะ ด้วยความหรูหราทันสมัยแบบนี้ไม่สงสัยเลยว่าราคาของมันจะอยู่ที่ 1 ล้านดอลล่าร์หรือประมาณ 35 ล้านบาท! ภาพและข้อมูลจาก luxatic.com ติดตามเพิ่มเติมได้ใน A'Lure Magazine Vol.66

อุทาหรณ์! สาวทาโลชั่นแก้เข่าดำ แต่ได้บทเรียนราคาแพง
ข้อศอกดำ /  ยาทาแก้เข่าดำ / 

อุทาหรณ์! สาวทาโลชั่นแก้เข่าดำ แต่ได้บทเรียนราคาแพง แพ้จนผิวเป็นรอยไหม้ดำอย่างรุนแรง  วันนี้(22 ก.ย.) กลายเป็นกระทู้ฮอตเตือนภัยสำหรับสาวๆ ที่รักสวยรักงามได้เป็นอย่างดี สำหรับกระทู้บทเรียนราคาแพงที่เจ้าของกระทู้นั้นโดนมากับตัว หวังเป็นอุทาหรณ์สำหรับสาวๆ ที่ชอบอ่านรีวิวครีมในอินเทอร์เน็ตแล้วไม่ได้ดูให้แน่ชัดว่าตัวยานั้นควรใช้กับผิวหนังส่วนไหน อาจทำให้เกิดอาการแพ้ยาได้ โดยสมาชิกเว็บไซต์พันทิปหมายเลข 2656799 ได้บอกเล่าบทเรียนราคาแพงที่เจอมากับตัวเอง เรื่องมีอยู่ว่า "เจ้าของกระทู้ได้เอายารักษาผิวหนังและเชื้อราชนิดหนึ่งมาทาหัวเข่าทั้ง 2 ข้างของตัวเอง หลังจากอ่านกระทู้รีวิวจากชาวเน็ตว่าใช้แล้วจะทำให้ข้อศอก ตาตุ่ม หัวเข่าที่ด้านดำหาย แต่กลับเจอปัญหาใช้แล้วผิวหนังไหม้อย่างรุนแรง ต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล และเสียค่ารักษาหลายหมื่นบาท ทุกวันนี้รักษามาแล้วกว่า 7 เดือน หัวเข่าก็ยังคงเป็นรอยไหม้ดำอย่างรุนแรง จึงได้ออกมาเตือนสาว ๆ หลายคนว่าอยากให้ลองตัดสินใจดี ๆ ก่อนจะทำอะไร ไม่งั้นอาจต้องเสียใจภายหลัง" อย่างไรก็ตาม ฝากสำหรับสาว ๆ ที่รักสวยรักงาม ยารักษาโรคบางชนิดได้มีการระบุสรรพคุณ คำเตือน ให้เห็นกันอย่างชัดเจน ควรอ่านให้ถี่ถ้วน หรือควรดูข้อมูลต่างๆ ให้มาก ก่อนเชื่อรีวิวในอินเทอร์เน็ต ขอบคุณภาพ สมาชิกพันทิปหมายเลข 2656799 ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News