เชื้อรา

แผลในปาก ไม่ยากแก่การรักษา
ปาก /  ร้อนใน / 

การได้ลิ้มรสชาติอาหารอร่อยๆ เต็มปากเต็มคำ นับเป็นความสุขอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ สุขภาพปากและฟันที่ดี ไม่เพียงแต่จะสร้างความสุขทางใจจากการได้รับประทานอาหารอร่อยได้ทุกประเภท แต่ยังเป็นหนทางสำคัญต่อการสร้างสุขภาพทางกายให้สมบูรณ์แข็งแรงได้อีกด้วย ดังนั้น การปล่อยปะละเลยสุขภาพในช่องปาก จนทำให้เกิดเป็น “ แผลในปาก ” นอกจากจะทำให้เกิดอาการเจ็บแล้ว ยังรบกวนความสามารถในการรับประทานอาหาร การกลืน หรือแม้กระทั่งการพูดไปอย่างน่าเสียดาย... แผล ในความหมายทางการแพทย์คือ มีการหลุดลอกไปของเนื้อเยื่อผิวหนังชั้นบน ที่มีปลายประสาทและหลอดเลือดขนาดเล็กอยู่ ทำให้เกิดความเจ็บปวดและมีเลือดออก สำหรับแผลในช่องปากนั้น ส่วนใหญ่เรามักจะจำกันไม่ได้ว่าเกิดแผลในปากขึ้นได้อย่างไร แต่ถ้าเราทราบสาเหตุ ก็จะสามารถรักษาและป้องกันการเกิดเป็นซ้ำได้ แผลในปากมีหลายลักษณะ ขึ้นกับอาการและสาเหตุ อาทิ แผลที่เป็นแล้วหายได้เอง ภายใน 1-2 สัปดาห์ และมักกลับเป็นซ้ำอีก คือ แผลร้อนในขนาดเล็ก (Minor Aphthous ulcer) ซึ่งเป็นกันมาก ทั้งหญิงชาย เด็กและผู้ใหญ่ เป็นแผลที่ไม่มีความอันตรายในระยะยาว แผลมักเกิดตามข้างกระพุ้งแก้ม ใต้ลิ้น ริมฝีปากด้านใน การทายาจำพวกสเตียรอยด์เฉพาะที่วันละ 2-3 ครั้ง จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนแผลบริเวณนั้น เช่น สลับไปเคี้ยวอาหารอีกข้างหนึ่งจะทำให้ลดโอกาสการเกิดเป็นแผลเรื้อรังขนาดใหญ่ขึ้นได้ การเป็นแผลร้อนในซ้ำบ่อย ๆ อาจเกิดจากการขาดสารอาหารจำพวกวิตามินบีและกรดโฟลิก การรับประทานวิตามินเสริมเหล่านี้จะช่วยลดการเกิดแผลได้ อาจเกิดจากการแพ้ยาหรือสารบางอย่าง หรือการติดเชื้อโรค เช่น ไวรัส เชื้อรา แบคทีเรีย หรืออาจเป็นอาการแสดงของโรคระบบผิวหนัง โรคระบบทางเดินอาหาร ระบบเลือด รวมถึงการเป็นโรคมะเร็งในช่องปากด้วย เมื่อใดที่เกิด แผลในปาก ลองถามคำถามเหล่านี้กับตนเอง อาจพบสาเหตุที่ทำให้เกิด แผลในปาก ได้ ท่านเป็น แผลในปาก บ่อยหรือไม่ เป็นนานเพียงใด ทำอย่างไรจึงหาย เป็นไปได้หรือไม่ว่าช่วงก่อนที่เกิดเป็นแผลท่านได้รับความกระทบกระเทือนใด ๆ ในปาก เช่น แปรงฟันผิดจังหวะไปกระแทกโดนเนื้อเยื่อหรือเหงือก การกัดแก้มหรือกัดลิ้นระหว่างเคี้ยวอาหาร การใส่เครื่องมือจัดฟัน ฟันปลอม ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านี้ การรับประทานอาหารร้อนจัด ๆ ทำให้พุพอง การใช้สารบางอย่าง เช่น น้ำยาบ้วนปาก หรือสมุนไพรแล้วเกิดการระคายเคือง อาจทำให้เกิดแผลในปากได้ ลองหลีกเลี่ยงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ดู แล้วสังเกตว่าแผลหายภายในกี่วันและกลับเป็นซ้ำเมื่อทำสิ่งเหล่านี้อีกหรือไม่ แผลนี้เกิดร่วมกับการมีไข้หรือไม่ แผลอาจเกิดจากการติดเชื้อ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ควรไปพบแพทย์ถ้ามีไข้ร่วมกับการเป็นแผลในช่องปาก ตรวจร่างกายอย่างละเอียดครั้งสุดท้ายเมื่อใด มีโรคประจำตัวหรือไม่ หากมีการรับประทานยาใหม่ๆ เป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจแพ้ยานั้น มีแผลอื่น ๆ ตามร่างกาย หรือมีโรคทางระบบทางเดินอาหารใด ๆหรือไม่ เคยมีประวัติความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหรือไม่ เช่น มีใครในครอบครัวเป็นมะเร็ง เคยสูบบุหรี่หรือดื่มสุราจัดหรือไม่ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ หากเป็นแผลในปากแล้ว ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เจ็บหรือไม่ แต่เป็น นานเกิน 2 สัปดาห์ ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรไปรับการตรวจแผลกับทันตแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับการวินิจฉัยแผลที่ถูกต้อง นอกจากจะได้รับการรักษาที่เหมาะสมแล้ว ท่านจะได้เรียนรู้วิธีป้องกันการเกิดแผลในภายหน้า เพื่อป้องกันการลุกลามของโรคทางระบบ รวมทั้งโรคมะเร็งในช่องปากได้อย่างทันท่วงที ขอบคุณที่มาจาก : โรงพยาบาลเวชธานี

มะเขือเทศ ประโยชน์มากกว่าแค่เพื่อผิวสวย
กดจุดดวงตา /  งูพิษ / 

สารอะไรในมะเขือเทศที่มีประโยชน์ ? “ไลโคปีน” เป็นสารสำคัญที่พบได้ในผล มะเขือเทศ จัดเป็นสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่งใน 600 ชนิด พบไลโคปีนได้ใน  มะเขือเทศ แตงโม เกรพฟรุตสีชมพู ฝรั่งสีชมพู และมะละกอ เป็นต้นพบไลโคปีนในปริมาณตั้งแต่ 0.9 –9.30 กรัม ใน 100 กรัมของมะเขือเทศสด ไลโคปีนเป็นสารประกอบที่ได้รับความสนใจเนื่องจากมีรายงานว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ ที่ชัดเจนที่สุด คือ มะเร็งต่อมลูกหมาก รองลงมา คือมะเร็งปอด กระเพาะอาหาร นอกจากนี้ก็ยังแสดงให้เห็นประโยชน์ของการได้รับไลโคปีนในการลดความเสี่ยงของมะเร็งตับอ่อน ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก คอหอย ช่องปาก เต้านม ปากเป็นต้น ทาน มะเขือเทศ แบบไหนดี ? ความเชื่อที่ว่าของสดดีกว่าของที่ปรุงแล้ว ไม่ได้เป็นจริงเสมอไป ในกรณีของ มะเขือเทศ เป็นหนึ่งในข้อยกเว้น มะเขือเทศ ที่ผ่านความร้อนจะทำให้การยึดจับของไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของ มะเขือเทศ อ่อนตัวลง ทำให้ไลโคปีนถูกร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่า นอกจากนี้ความร้อนและกระบวนการต่างๆ ในการผลิตผลิตภัณฑ์ มะเขือเทศ ยังทำให้ไลโคปีนเปลี่ยน คือ เป็นชนิดที่ละลายได้ดีขึ้นด้วย เรามาดูกันดีกว่าว่าน้ำมะเขือเทศมีประโยชน์มากมายขนาดไหน เรียกได้ว่า มีประโยชน์กับแทบจะทุกส่วนของร่างกายเลยทีเดียว ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งกร้าน มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย น้ำมะเขือเทศช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง มีวิตามินเอซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงสายตา มะเขือเทศ มีบีตาแคโรทีน และฟอสฟอรัสในปริมาณมาก มะเขือเทศช่วยในการรักษาสิว ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้า หรือฝานบางๆแล้วนำมาแปะหน้าก็ได้ ช่วยทำให้ผิวหน้าเต่งตึงสดใส ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้า หรือฝานบางๆ แล้วนำมาแปะบนหน้าก็ได้ ช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคหอบหืดได้มากถึง 45% ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด มะเขือเทศมีฤทธิ์ในการช่วยขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะเส้นเลือดตีบ การเกิดโรคหัวใจวาย สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ช่วยในระบบย่อยในกระเพาะอาหารและช่วยในการขับถ่ายอุจจาระได้สะดวก ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้ถึง 45% หากรับประทานมะเขือเทศเป็นประจำ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ ในเพศหญิง หมักผมด้วยน้ำมะเขือเทศ ด้วยการใช้มะเขือเทศหมักผมจะช่วยป้องกันการเปลี่ยนไปของสีผม อันเนื่องมาจากการว่ายในน้ำในสระที่มีคลอรีน น้ำมะเขือเทศนำมาใช้ขัดเครื่องประดับเงินชิ้นโปรดของคุณให้เงางามเหมือนเดิมได้ ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาถูแล้วล้างน้ำออก ขอบคุณที่มาจาก : www.womanplusmagazine.com

โทษของ แสงแดด ในหน้าร้อน
ฤดูร้อน /  หน้าร้อน / 

ปีใหม่เหมือนเพิ่งผ่านพ้นไป เผลอนิดเดียวย่างเข้าหน้าร้อนกันอีกครั้ง ใครที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งเป็นชีวิตจิตใจก็ขอให้ระมัดระวัง แสงแดด จัดกันสักนิด เพราะอาจเป็นอันตรายต่อผิวของคุณได้ เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมานี้อุณหภูมิของอากาศดูจะสูงขึ้นมากกว่าปกติ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อนที่ประเทศต่างๆ กำลังหันมาให้ความสนใจกันอย่างมาก การที่ชั้นบรรยากาศของโลกถูกทำลาย ทำให้มีปริมาณความร้อน และรังสีต่างๆ ส่งมาถึงบนผิวโลกมากขึ้น โดยเฉพาะวายร้ายอันดับหนึ่ง รังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสี UV อากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลให้ผิวหนังของเราซึ่งคอยปกป้องร่างกายภายในต้องรับภาระหนักขึ้นกว่าเดิม ในคนที่ไม่ค่อยได้ดูแลผิว ผิวปรับสภาพไม่ทัน ผิวจะอ่อนแอลงและทำงานผิดปกติได้ เรามาดูปัญหาที่พบบ่อยและวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องกันเถอะ ผดผื่น อากาศร้อนๆ แบบนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องผดผื่น ลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ ใสๆ หรือถ้าเป็นมากจะเห็นเป็นตุ่มสีแดงๆ มักเกิดตามบริเวณใบหน้า คอ หน้าอก ลำตัว ซอกแขน ข้อพับและหลัง สาเหตุเกิดจากการที่ร่างกายพยายามขับความร้อนในรูปของเหงื่อ เมื่อต่อมเหงื่อทำงานหนัก ผลิตเหงื่อจำนวนมากขึ้นแต่ระบายออกได้ไม่ทัน ผลคือเกิดการอุดตันในท่อของต่อมเหงื่อ เห็นเป็นตุ่มเม็ดเล็กๆ เมื่อมองจากภายนอก ในบางคนอาจจะมีอาการคัน เกาจนเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนขึ้นเป็นตุ่มหนองตามมา วิธีป้องกัน คือ อาบน้ำ ทาแป้งฝุ่นและสวมใส่เสื้อผ้าบางๆ เช่น ผ้าฝ้าย และพยายามอยู่ในบริเวณที่อากาศเย็นและถ่ายเทได้ดี หรืออาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวบริเวณที่มีอาการคัน เพื่อลดความร้อนบริเวณนั้นๆ ลง กลิ่นตัว บริเวณข้อพับเช่น รักแร้และขาหนีบ จะมีต่อมเหงื่อชนิดหนึ่ง เรียกว่า ต่อมอโปคราย ( apocrine gland ) ซึ่งต่อมเหล่านี้จะผลิตสารที่มีลักษณะพิเศษ ขุ่นข้นคล้ายน้ำนม สารที่ว่านี้เมื่ออยู่สัมผัสกับผิวหนัง จะถูกแบคทีเรียบนผิวเปลี่ยนไปเป็นสารประกอบซึ่งมีกลิ่นแรง อันเป็นสาเหตุของกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ได้ วิธีป้องกัน คือ อาบน้ำชำระร่างกาย ฟอกสบู่ให้สะอาด เพื่อลดจำนวนเชื้อแบคทีเรียบนผิว นอกจานี้ ควรลดกิจกรรมที่กระตุ้นให้เหงื่อออก อาจใช้โรลออนหรือน้ำหอมเพื่อปกปิดกลิ่น ในรายที่เป็นมากอาจต้องใช้สารระงับเหงื่อเพื่อช่วยลดปริมาณของเหงื่อที่ออกมา นอกจากนี้ควรงด อาหาร ยา ผลไม้บางชนิด ซึ่งมีกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม สะตอ ทุเรียน พริกป่น เนย เป็นต้น โรคผิวหนังจากเชื้อรา เหงื่อที่ออกมากในช่วงหน้าร้อน นอกจากจะกระตุ้นให้เกิดผดผื่นแล้ว หากปล่อยให้อับชื้นนานๆ ตามบริเวณข้อพับ รักแร้ ขาหนีบ โดยเฉพาะในคนที่น้ำหนักตัวมาก ซึ่งเนื้อค่อนข้างจะชิดกันจนทำให้อากาศถ่ายเทได้ไม่ค่อยดี อาจเกิดการหมักหมมและเจริญเติบโตของเชื้อรา เช่น กลาก เกลื้อน หรือยีสต์บางชนิด ในที่สุดทำให้เกิดโรคตามมา โดยเริ่มจากอาการคัน ต่อมากลายเป็นผื่นแดง แล้วค่อยๆ ลามเป็นวง กว้างออกไปเรื่อยๆ และอาจมีขุยร่วมด้วย วิธีป้องกัน อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายสม่ำเสมอ วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง และ พยายามรักษาผิวให้แห้งอยู่ตลอดเวลา หลังเล่นกีฬาเสร็จควรผึ่งให้แห้งหรือรีบอาบน้ำชำระล้างร่างกายเพื่อไม่ให้ร่างกายอับชื้นซึ่งเป็นสภาวะที่เชื้อราเติบโตได้ดี ถ้าผิวหนังเสียดสีมากๆ เช่นในคนที่น้ำหนักเกิน อาจทาแป้งฝุ่นบางๆ เพื่อลดการเสียดสีของเนื้อเยื่อบริเวณข้อพับได้ ผิวไหม้ผิวเกรียม หน้าร้อนมาเยือน ทำให้อากาศอบอ้าว หลายคนคงถือโอกาสไปพักผ่อนตากอากาศตามชายทะเล ในคนที่ผิวขาวมากๆ อาจกลับมาด้วยอาการแดงหรือปวดแสบปวดร้อนที่ผิว บางคนผิวลอกเป็นแผ่นๆ บางคนคล้ำขึ้นและคงอยู่นานกว่าจะจางลง แถมในคนที่มีปัญหากระหรือฝ้า จะสังเกตเห็นว่ารอยโรคที่มีดูเข้มขึ้นและปริมาณเพิ่มขึ้น ตัวการหลักคือการได้รับปริมาณรังสี UV ที่มากกว่าปกติ เนื่องจากรังสีดังกล่าวสะท้อนกับน้ำและผิวทราย ถ้าอยู่ท่ามกลางแสงแดดนานๆ โดยไม่ป้องกันให้ดีผิวหนังก็ได้รับอันตราย ไหม้ได้ง่ายๆ วิธีป้องกัน รังสี UV ที่สำคัญ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ UV ชนิด A และ B ซึ่งทำให้เกิดปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่น และการไหม้ของผิวตามลำดับ ครีมกันแดดที่ดีจะมีคุณสมบัติป้องกันรังสี UV ได้ครอบคลุมทั้งสองชนิดดังที่กล่าวไป เวลาไปเที่ยวทะเลควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่ากันแดดสูงเพราะบริเวณชายทะเลมีปริมาณของรังสีมากกว่าปกติ นอกจากนี้เหงื่อ และน้ำทะเลจะคอยชะล้างทำให้ประสิทธิภาพของครีมกันแดดที่ทาลดลง ถ้าเล่นน้ำนาน ควรทากันแดดเพิ่มทุกๆ 1 ชั่วโมง และถ้าเป็นไปได้ ควรเล่นน้ำก่อน 9 โมงเช้าหรือหลังแดดร่มลมตก เพราะปริมาณรังสี UV ได้ลดลงแล้วซึ่งจะปลอดภัยกว่า แต่ถ้าป้องกันไม่ทันผิวไหม้ไปแล้ว ควรอาบน้ำเย็น และทาครีมหรือโลชั่นหลังอาบน้ำบ่อยๆ เพื่อลดความตึงของผิวหนังและช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับผิว ขอบคุณที่มาจาก : โรงพยาบาลเวชธานี

เทคนิคจัดการ นมแม่ ให้ลูกอิ่มหนำสำราญ
ทารก /  นมจากแม่ / 

“ นมแม่ ” สุดยอดอาหารจากอกแม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก สำหรับคุณแม่มือใหม่หลายคนที่ยังกังวลเกี่ยวกับการให้นมบุตร บางคนกลัวน้ำนมน้อยไม่พอให้ลูกดื่มกิน บางคนไม่รู้วิธีการกระตุ้นน้ำนม บางคนเจอเหตุการณ์ลูกปฏิเสธเต้านม และอีกหลายเหตุการณ์ที่ทำให้คุณแม่มือใหม่หมดกำลังใจในการให้นมลูก คอลัมน์หน้าต่างบานเล็กฉบับนี้ จึงได้รับเกียรติจากคุณหมอมาช่วยแนะนำเนคนิคดีๆ เกี่ยวกับการจัดการน้ำ นมแม่ ให้ลูกน้อยได้ดื่มกินอย่างอิ่มหนำสำราญมาฝากกัน น้ำนมน้อย กระตุ้นอย่างไรดี การผลิตน้ำนมของแม่เป็นกระบวนการอุปสงค์อุปทาน ถ้าลูกดูดเยอะ ดูดบ่อย น้ำนมก็จะผลิตเยอะ แต่ถ้าลูกดูดน้อย น้ำนมก็ผลิตน้อย ทำให้คุณแม่อาจเข้าใจผิดคิดว่าที่น้ำนมไม่ค่อยออกเพราะมีน้ำนมน้อย พอน้ำนมน้อยก็ไม่ยอมให้ลูกดูด แล้วน้ำนมก็จะแห้งไปในที่สุด เมื่อไม่มีการดูดกระตุ้น น้ำนมก็ไม่ผลิต ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติ โดยวิธีการกระตุ้นน้ำนมที่ดีที่สุด คือการใช้เทคนิค ดูดเร็ว ดูดบ่อย ดูดนาน ดังนี้ ดูดเร็ว คือเมื่อลูกคลอดออกมาภายใน 15-30 นาที ควรให้ลูกดูดนมเลย เพื่อกระตุ้นน้ำนมครั้งแรก ดูดบ่อย คือให้ลูกดูดนมบ่อยๆ วันละ 8-12 ครั้ง หรือตามที่ลูกต้องการ ถ้าลูกร้องงอแง หรือหิวก็ให้ดูดทันที ดูดนาน คือในแต่ละครั้งที่ลูกดูดนมให้ดูดนานๆ ประมาณข้างละ 15 นาที หรือดูดจนกว่าลูกจะเลิกดูดไปเอง วิธีดังกล่าวจะทำให้น้ำนมผลิตมาอย่างสม่ำเสมอ มีน้ำนมออกมาเต็มที่ โดยในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอด ลูกอาจจะดูดน้อย ธรรมชาติสร้างให้แม่กับลูกคู่กัน จึงไม่ต้องกังวลว่าน้ำนมจะไม่พอ ถ้ากระตุ้นด้วยการดูดเร็ว ดูดบ่อย ดูดนาน รับรองว่าจะมีน้ำนมเพียงพอต่อความต้องการของลูกแน่นอน รู้ได้อย่างไร...น้ำนมเพียงพอต่อความต้องการของลูก คุณแม่อาจกังวลว่าลูกต้องการกินนมมากเท่าไหร่ กินอิ่มหรือยัง จึงให้นมตลอดเวลาแม้ลูกอิ่มแล้ว พอถึงเวลาให้นมก็ปลุกขึ้นมาดูด ซึ่งทำให้ลูกอารมณ์หงุดหงิด ร้องไห้งอแง คุณแม่สามารถสังเกตว่าลูกอิ่มแล้วได้โดย ลูกจะนอนหลับง่าย หลับสบาย ไม่ร้องกวนงอแง อึบ่อย ฉี่บ่อย น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ ก่อนให้ลูกดูดนมจะมีอาการคัดเต้านม แต่พอลูกดูดเสร็จเต้านมจะนิ่ม ขณะที่ลูกดูดนม เต้านมอีกข้างหนึ่งจะมีน้ำนมไหลซึมออกมา ถือเป็นกลไกที่บอกว่าเรามีน้ำนมเพียงพอให้ลูก มาบีบน้ำนมด้วยมือกันเถอะ หากบางครั้งน้ำนมน้อย ไม่ค่อยไหล การบีบน้ำนมด้วยมือจะช่วยกระตุ้นให้น้ำนมไหลได้ ล้างมือให้สะอาด ต้องอยู่ในภาวะที่สบาย อย่าเครียด ผ่อนคลาย และจัดท่านั่งให้อยู่ในท่าที่สบาย อยู่ในห้องที่เป็นส่วนตัว มิดชิด ไม่มีคนพลุกผล่าน จะช่วยให้คุณแม่ไม่รู้สึกอายที่จะบีบ ถ้ามีลูกอยู่ด้วยจะยิ่งดีเพราะการที่แม่ได้โอบกอดลูก เป็นการกระตุ้นให้คุณแม่มีความสุข ซึ่งมีผลให้น้ำนมไหลได้ดีขึ้น ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้กดลงไปบริเวณลานหัวนม ให้ห่างจากหัวนมประมาณ 3 เซนติเมตร ให้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้อยู่ตรงกันข้ามกัน แล้วกดเข้าหาตัวเบาๆ กดแล้วบีบให้เป็นจังหวะ เหมือนเป็นการรีดน้ำนมจากบริเวณท่อน้ำนมให้ไหลออกมาตรงปลายสุด อีกมือหนึ่งใช้ประคองเต้าไว้ด้านล่าง เพราะเต้านมมีขนาดขยายใหญ่ มีน้ำหนัก ต้องช่วยประคองไว้ เมื่อบีบจนรู้สึกว่ามุมนี้ไม่มีน้ำนมออกแล้ว ให้ขยับเปลี่ยนมุม โดยหมุนนิ้วชี้และนิ้วโป้งไปยังมุมอื่นๆ ตามขอบลานหัวนม จนไม่มีน้ำนมออกมาแล้วก็ให้พอ ควรใช้เวลาบีบน้ำนมไม่เกิน 30 นาที เพื่อลดอาการเมื่อยล้า ไม่ควรบีบแรงจนเกินไป หรือบางคนใจร้อนเห็นว่าน้ำนมยังไม่ออกก็ขย้ำเต้านม ซึ่งการทำแบบนี้อาจทำให้เต้านมเกิดการช้ำได้ นวดเต้านม ช่วยให้น้ำนมไหลดี คุณแม่ที่มีน้ำนมน้อย การนวดเต้านมอาจช่วยให้น้ำนมไหลดีขึ้นได้ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบทิ้งไว้ 3-5 นาที ใช้นิ้วมือ 3 นิ้ว ค่อยๆ คลึงเบาๆ ที่เต้านม โดยคลึงเป็นวงกลมจากบริเวณฐานเต้านมไปถึงตรงปลายใกล้หัวนม นวดคลึงเบาๆ จะช่วยให้น้ำนมไหลออกมาได้ง่ายขึ้น ส่วนคุณแม่ที่มีน้ำนมเยอะ อาจคัดตึงเต้านมได้ ดังนั้น ก่อนให้นมควรใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบไว้ 3-5 นาที แล้วนวดคลึงเบาๆ ก่อนบีบน้ำนมออก จะช่วยให้รู้สึกสบาย น้ำนมไหลกระจายดี บีบออกมาได้เยอะขึ้น เต้านมคัด ทำอย่างไรดี อาการคัดเต้านม เกิดขึ้นได้บ่อย ซึ่งมีสาเหตุมาจาก ลูกดูดนมไม่ถูกวิธี เช่น ลูกอ้าปากไม่กว้าง งับไม่ถึงลานนม ทำให้น้ำนมไม่ออก พอน้ำนมไม่ออก เมื่อมีการผลิตออกมาใหม่ แต่ของเดิมยังคงมีอยู่ก็ทำให้คัดตึงเต้านมได้ คุณแม่บางคนเคร่งคัดต่อการกำหนดเวลาในการให้นมมากเกินไป เช่น ต้องให้ลูกกินเป็นเวลาทุก 3 ชั่วโมง แม้ลูกจะหิวแต่ถ้ายังไม่ถึงเวลาก็ไม่ให้ ซึ่งอาจเป็นเวลาที่น้ำนมมีการผลิต พอไม่ได้มีการดูดออก จึงเกิดคัดตึงเต้านมขึ้น เพราะฉะนั้น การให้นมต้องให้ตามความต้องการของลูก ลูกอยากกินตอนไหนก็ให้ตอนนั้น การปล่อยให้ลูกหิวจัดอาจทำให้ลูกไม่มีแรงดูด พอจะให้ดูดกลายเป็นว่าลูกไม่ยอมดูด เกิดการปฏิเสธเต้า ไม่ยอมดูดนมได้ ในช่วงแรกเกิดถึง 6 เดือน ควรให้ลูกกินนมตามที่ลูกต้องการ อย่ากังวลเรื่องวินัยในการกิน ควรฝึกเรื่องนี้หลัง 6 เดือนไปแล้ว หรือเมื่อลูกเริ่มกินอาหารเสริม น้ำนมเยอะ ทำให้ลูกสำลักได้ไหม คุณแม่ที่น้ำนมเยอะอาจทำให้เวลาที่ลูกดูดแล้วกลืนไม่ทัน หรือน้ำนมพุ่งลงไปที่คอหอย ทำให้เกิดการสำลักได้ สัญญาณบอกว่าคุณแม่มีน้ำนมเยอะ ดูได้จากการดูดนมของลูก ว่าลูกดูดนมทันหรือไม่ ดังนี้ ดิ้นทุรนทุรายระหว่างดูดนม เพราะอาจจะดูดและกลืนไม่ทัน เกิดการสำลักได้ หลังจากลูกดูดนมเสร็จแล้ว ให้สังเกตที่หัวนม ถ้ามีสีซีดขาว หัวนมเป็นรอยพับ แสดงว่าน้ำนมเยอะ ทำให้ลูกเอาลิ้นดันไว้ เพราะกลืนไม่ทัน ดังนั้นถ้าน้ำนมเยอะคุณแม่ควรบีบเก็บเป็นสต็อกไว้ หรือปั๊มนมเก็บไว้ให้ลูกกิน เพื่อให้น้ำนมเหลืออยู่ในเต้าไม่เยอะเกินไป ป้องกันการสำลักนมแม่ได้ หัวนมแตก เกิดได้อย่างไร หัวนมแตก สาเหตุเกิดจากลูกดูดผิดท่า งับหัวนมไม่ถึงลานนม งับไม่ลึกพอ เกิดการเสียดสี ทำให้หัวนมแห้ง ถลอกและแตกได้ง่าย วิธีรักษาหัวนมแตกที่ดีที่สุด คือเอาน้ำนมของคุณแม่ทาบริเวณหัวนม เพราะน้ำนมเป็นทั้งสารหล่อลื่น และเป็นทั้งสารฆ่าเชื้อ ทาทิ้งไว้รอจนแห้ง แล้วค่อยใส่เสื้อชั้นใน เพราะถ้ายังไม่แห้งแล้วใส่เสื้อชั้นในเลยจะทำให้เกิดการอับชื้น เป็นเชื้อราได้ หรืออีกวิธีลองเปลี่ยนท่าให้นมบ่อยๆ ซึ่งจะช่วยให้ตำแหน่งที่ลูกงับไม่ตรงกับตำแหน่งเดิม จะช่วยลดอาการเจ็บได้ เพราะส่วนใหญ่ที่เจ็บหัวนมเป็นเพราะลูกงับอยู่ตำแหน่งเดิมตลอด ลูกปฏิเสธเต้านม ทำอย่างไรดี การปฏิเสธเต้านมต้องดูว่าปฏิเสธตั้งแต้ต้น หรือดูดนมมาตลอด แล้วอยู่ดีๆ เกิดปฏิเสธขึ้นมา กรณีที่ปฏิเสธตั้งแต่แรก คือหลังคลอดไม่ยอมดูดนมจากเต้า อาจเป็นเพราะน้ำนมแม่ยังผลิตไม่พอ พอลูกดูดน้ำนมไม่ออกเลยทำให้หงุดหงิด ไม่ยอมกินต่อ ก็ต้องพยายามช่วยลูกให้ดูดนมจากเต้ามากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้น้ำนมออกมาเพียงพอ อย่ารีบใช้ขวดนม เพราะคุณแม่บางคนเห็นว่านมยังไม่ออกก็ให้ลูกดูดขวดแทน พอจะกลับมาให้ดูดเต้าอีกครั้งกลายเป็นเรื่องยาก เพราะการใช้ขวดนม หรือจุกหลอกจะทำให้ลูกสับสน ที่สำคัญการดูดจากขวดนั้นดูดง่ายกว่า จะทำให้กลับไปดูดนมแม่ยาก เต้านมคัด หัวนมแข็ง ทำให้ดูดไม่สะดวก ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกไม่ยอมดูดได้ ฉะนั้น ในช่วงแรกที่ลูกไม่ยอมดูด พยายามหาสาเหตุ แล้วให้ลูกดูดบ่อยๆ ดูดให้ถูกวิธี จัดท่าดูดให้ถูก ถ้าเต้านมคัดก็บีบออกให้เต้านมนิ่มก่อน และเมื่อลูกเริ่มชินกับเต้านมก็จะดูดเป็นปกติ ส่วนกรณีที่ดูดปกติ แล้วอยู่ๆ ปฏิเสธ มักเกิดจาก ถึงวัยที่มีฟันขึ้น เจ็บเหงือกก็อาจจะไม่ยอมดูด ร้องกวนหงุดหงิด อาจมีสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจมากกว่า เบี่ยงเบนความสนใจ ห่วงเล่น ทำให้ไม่ยอมกิน อาจมีภาวะเครียดบางอย่าง หรือมีอาการเจ็บป่วย เช่น เป็นหูอักเสบ เวลาดูดแล้วทำให้เจ็บหู ลูกก็จะไม่ยอมดูด คออักเสบ เป็นหวัด คัดจมูก ดูดนมไม่ได้ เพราะเวลาดูดลูกต้องอาศัยการหายใจทางจมูก ถ้าคัดจมูกก็จะทำให้ดูดไม่สะดวก เลยไม่ยอมดูด ดูดไป ร้องไป งอแงไป หากลูกปฏิเสธจากสาเหตุใด แล้วรีบแก้ไขให้ถูกต้องและตรงจุด ลูกก็จะกลับมาดูดนมจากเต้าได้เหมือนเดิม ขอบคุณที่มาจาก : พญ.วิมล เสกธีระ ศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเวชธานี

ภัยจากชุดชั้นใน ที่ผู้หญิงไม่เคยรู้!
ชุดชั้นใน /  ปวดหลัง / 

       คุณผู้หญิงทั้งหลายที่ต้องระวังกับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่มากมายให้คุณผู้หญิงอย่างเราๆ นั้นต้องระวัง เรื่องที่ใกล้ตัวที่สุดที่ต้องเห็นและต้องเจอกันอยู่ทุกวัน อาจนำพาให้โรคต่างๆ นั้นเกิดขึ้นมาได้ วันนี้เราได้นำภัยจาก ชุดชั้นใน ที่ผู้หญิงควรทราบมาฝากกันค่ะ ซึ่งเป็นภัยใกล้ตัวของคุณผู้หญิงมากๆ งั้นเราไปทราบถึงภัยใกล้ตัวที่เราว่ากันเลยดีกว่าค่ะ  1. สายบราที่รัดตึงเกินไปจะทำให้ปวดศีรษะ ปวดไหล่ หลัง คอ และเป็นจุดเริ่มต้นของการปวดหัวเรื้อรัง หรือไมเกรน เนื่องจากกล้ามเนื้อช่วงไหล่ถูกดึงรั้ง จนเลือดบริเวณนั้นไหลเวียนไม่สะดวก 2.บราไซส์เล็กเกินไป ทำให้เกิดภาวะเครียดต่อระบบกล้ามเนื้อระบบหายใจ และระบบไหลเวียนเลือด ทำให้เหนื่อยง่าย บางรายมีอาการเจ็บหน้าอกเรื้อรัง จากการศึกษาเรื่อง Bra and Breast Cancer Study ที่สหรัฐอเมริกา พบว่าการใส่บราที่รัดแน่นต่อเนื่องเป็นเวลานาน เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม เพราะแรงกดทำให้เกิดการคั่งของเลือดและน้ำเหลือง และเกิดเป็นก้อนเนื้อที่บริเวณหน้าอก ซึ่งอาจกลายเป็นเนื้อร้ายในเวลาต่อมา 3.ควรเลือกขนาดของบราให้เหมาะสมกับบรากาวที่เสริมเข้าไป ก่อนใช้ควรทำความสะอาดผิวบริเวณที่สวมใส่ให้แห้ง และไม่ควรทาโลชั่น น้ำหอม แป้ง หรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวใด ๆ ถึงแม้ศูนย์ Women’s Health Boutique สหรัฐอเมริกา เชื่อว่าการใช้บรากาวปลอดภัยและไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ แต่ถ้าเกิดการระคายเคืองหรือคันบริเวณเต้านม ควรให้เลิกใช้ทันที หลังใช้ควรทำความสะอาดบราด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ หรือน้ำอุ่น ใช้ผ้าซับน้ำ ด้านที่เป็นกาว นำไปผึ่งในที่ร่มจนแห้งสนิท แล้วจึงเก็บไว้ในอุณหภูมิปกติ 4.การใส่จีสตริงที่มีขนาดเล็ก หรือสายรัดตึงเกินไป ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อบริเวณง่ามก้น หรือเกิดการเสียดสีจนอาจเป็นแผลผิวหนังถลอก หรืออักเสบที่บริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนักได้หากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ สายของจีสตริงจะเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียบริเวณรอบทวารหนักชื่อ Gardinerella Vaginalis เป็นเหตุให้แบคทีเรียดังกล่าวแพร่เข้าสู่ช่องคลอดเกิดปัญหาการติดเชื้อ มีอาการตกขาว กลิ่นเหม็น และคันที่บริเวณอวัยวะเพศ 5.การสวมสเตย์รัดหน้าท้องนาน ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อหลังไม่แข็งแรงปวดหลังเป็นประจำ หรือ ปวดหลังเรื้อรัง เวลานั่ง ยืน หรือเดินอวัยวะภายในช่องท้องทำงานได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากแรงบีบรัดของสเตย์อวัยวะที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ กระเพาะอาหาร ลำไส้ ระบบขับถ่ายที่ทำให้ท้องผูก ระบบกล้ามเนื้อ ระบบไหลเวียนเลือดอุดตัน ทำให้เกิดความเครียด ระบบย่อยอาหารที่เป็นอุปสรรคต่อการย่อย จนเกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือเป็นแผล 6. อย่าใส่ซ้ำ หรือรีบเปลี่ยน ชุดชั้นใน ที่อับชื้นทันที เพื่อป้องกันการติดเชื้อรา ที่อาจทำให้เกิดโรคผื่นคันหรือสังคัง ซึ่งเกิดได้ทั้งในผิวหนังบริเวณเร้นลับทั้งของผู้ชายและผู้หญิง สาเหตุของสังคังเกิดจากเชื้อราลุกลามเป็นวงกว้าง ในเซลล์ที่ตายแล้วบริเวณขาหนีบซึ่งเป็นมุมอับ เมื่ออากาศระบายเข้า-ออกไม่ดีทำให้เกิดการหมักหมม เมื่อรู้ตัวว่าเริ่มมีอาการคันบริเวณขาหนีบ ให้รีบไปหาหมอเพื่อทำการรักษาการป้องกัน และการรักษาที่ดีที่สุดคือ รักษาความสะอาดของร่างกายโดยอาบน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย หลังอาบน้ำเสร็จแล้วเช็ดตัวให้แห้ง อย่าให้ร่างกายมีความอับชื้นโดยเฉพาะที่ขาหนีบ 7.ควรหมั่นทำความสะอาด ชุดชั้นใน ให้ปลอดเชื้อราเสมอๆ เริ่มจากแยก ชุดชั้นใน ออกจากชุดชั้นนอกและแยกสีเข้ม สีอ่อน ซักด้วยน้ำยาซักผ้าหรือผงซักฟอกละลายในน้ำธรรมดา ไม่ควรใช้สารฟอกขาวทุกชนิด ไม่ควรขยี้หรือใช้แปรงขัดชุดชั้นในแรง ๆ (โดยเฉพาะยกทรง) เพราะจะทำให้เสียรูปทรงได้ง่าย ในบริเวณที่มีคราบสกปรกให้ใช้แปรงขนนุ่ม ๆ ถูเบาๆ ให้สะอาด จากนั้นให้ล้างชุดชั้นในด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง ไม่ควรบิดยกทรงโดยเฉพาะแบบมีโครง ควรบีบเบา ๆ เพื่อให้น้ำออก ตากในที่ร่ม มีลมโกรก ไม่ควรตากชุดชั้นในทุกชนิดให้ถูกแสงแดดโดยตรงเพราะจะทำให้เนื้อผ้าและสีเสื่อมสภาพเร็ว   ขอขอบคุณข้อมูลจาก 247 City Magazine

ระวัง! โรคผิวหนังที่มาพร้อม น้ำท่วม
อัลมอนด์ /  เผาผลาญพลังงาน / 

แพทย์เตือนภัยโรคผิวหนังที่มากับ น้ำท่วม ส่วนใหญ่พบโรคผิวหนังจากแมลง สัตว์มีพิษกัดต่อย และโรคน้ำกัดเท้า แนะเลี่ยงการแช่เท้าในน้ำนาน ๆ หากจำเป็นให้สวมรองเท้าบู๊ท และรีบทำความสะอาดเท้าด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ เช็ดเท้าให้แห้งเมื่อเสร็จธุระนอกบ้านทันที นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายจังหวัดกำลังประสบกับปัญหา น้ำท่วม ส่งผลให้ผู้ประสบภัยต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพหลายด้าน  เพราะแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคจะปนเปื้อนมากับกระแสน้ำ ซึ่งจะพัดพาสิ่งสกปรก เชื้อโรค ของเสียต่างๆ  สารเคมีกระจายเป็นวงกว้าง ทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป  ส่งผลให้สัตว์และแมลงออกจากรังมาอาศัยอยู่บริเวณต่างๆ พาหะนำโรคต่าง ๆ เจริญเติบโตได้ดีแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว  จึงมีโอกาสเกิดโรคระบาดได้ง่าย  ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพต่างๆ ได้แก่ โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร เช่น โรคท้องร่วงจากการติดเชื้อจากอาหารเป็นพิษ โรคเล็บโตสไปโรสิส (หรือโรคฉี่หนู) และที่สำคัญคือโรคผิวหนังที่เกิดจากการประสบภัย น้ำท่วม ได้แก่ โรคผิวหนังจากการสัมผัสกับสารเคมีสิ่งสกปรกหรือติดเชื้อที่ผิวหนังไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราหรือหนอนพยาธิ โรคผิวหนังจากแมลง สัตว์มีพิษกัดต่อย  ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้รับอันตรายจากการถูกกัดต่อยแล้วในภายหลังหากได้รับเชื้อโรคเข้าไปด้วยอาจทำให้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก มาลาเรีย ไข้สมองอักเสบ หรือติดเชื้อในกระแสเลือดได้  และโรคน้ำกัดเท้า เมื่อเดินย่ำน้ำบ่อย ๆ หรือยืนแช่น้ำนาน ๆ จะทำให้เท้าเปื่อย โดยเฉพาะบริเวณซอกเท้า ซึ่งบริเวณผิวหนังที่เปื่อยนี้ เป็นจุดอ่อนทำให้เชื้อโรคที่มากับน้ำเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายมากขึ้น  นอกจากนี้ควรระมัดระวังเมื่อเดินลุยน้ำเพราะอาจถูกของมีคมทิ่ม ตำ ทำให้เกิดบาดแผลและติดเชื้อโรคต่าง ๆ รวมทั้งเชื้อบาดทะยักตามมาได้ เมื่อประสบเหตุดังกล่าวควรไปทำแผลที่หน่วยบริการสาธารณสุขทันที และถ้าไม่เคยฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันเชื้อบาดทะยักมาก่อนควรปรึกษาแพทย์ทันที อธิบดีกรมการแพทย์แนะนำการดูแลผิวหนังสำหรับผู้ประสบภัย น้ำท่วม ว่า หลีกเลี่ยงการแช่เท้าในน้ำนาน ๆ หากจำเป็นต้องลุยน้ำให้สวมรองเท้าบู๊ทกันน้ำ  เพื่อป้องกันของมีคมในน้ำทิ่ม ตำ เท้า และรีบทำความสะอาดเท้าด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ เช็ดเท้าให้แห้งเมื่อเสร็จธุระนอกบ้านทันที หากมีบาดแผลตามผิวหนังไม่ควรสัมผัสน้ำสกปรก เมื่อมีแผล ผื่นที่ผิวหนัง ให้พบแพทย์ ทายาหรือรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญหากรู้สึกไม่สบายให้รีบปรึกษาแพทย์ที่ใกล้บ้านทันที  นอกจากนี้ ในแต่ละบ้านควรมีน้ำสะอาดเพื่อใช้อุปโภคหรือบริโภค  ถ้าหาแหล่งน้ำสะอาดไม่ได้ควรต้มน้ำให้เดือดก่อนใช้อย่างน้อย 10 นาที ถ้าอาศัยอยู่ใกล้แหล่งโรงงานอุตสาหกรรมหรือแหล่งสารเคมี พึงระลึกเสมอว่าแหล่งน้ำดังกล่าวอาจปนเปื้อนสารเคมี  ซึ่งความร้อนไม่สามารถทำให้น้ำเหล่านี้สะอาดพอสำหรับการบริโภคได้  จึงควรจัดหาน้ำสะอาดไว้ใช้ในครัวเรือนให้เพียงพอเสมอ ควรล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง  รับประทานอาหารที่ปรุงสุกและปรุงเสร็จใหม่ๆ  สวมเสื้อผ้ามิดชิด  ป้องกันแมลงสัตว์กัดต่อย  นอนในมุ้งหรือที่มิดชิดและพึงระลึกเสมอว่าแมลงหรือสัตว์มีพิษก็อาจหนีน้ำมาอาศัยอยู่ในที่สูงเช่นกัน ดังนั้น ควรตรวจสอบบริเวณบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ   และผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานที่ยังเล็ก เพราะเด็กๆ จะสนุกกับการเล่นน้ำและไม่ใส่ใจเรื่องการรักษาความสะอาดและอันตรายที่แฝงมากับ น้ำท่วม ตลอดจนตรวจสอบระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านด้วยความระมัดระวัง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้มีอันตรายถึงชีวิตได้ ขอบคุณที่มาจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

ปลานับหมื่นตายยกสระวัด เหตุก๊าซเน่าจากอาหาร-มูลปลา
ประจวบคีรีขันธ์ /  ปลาตาย / 

แฟนเพจ ทีวีชุมชน ข่าวสารออนไลน์ จ. เพชรบุรี และ ประจวบฯ รายงานข่าวว่า ได้เกิดเหตุปลานับหมื่นตายยกสระวัดดังจากน้ำเสีย คาดว่าอากาศร้อนทำให้มูลปลาและเศษอาหารที่ทับถมอยู่ใต้สระเกิดความร้อนทำปฎิกิริยากันจนกลายเป็นก๊าซทำให้ปลาขาดอ๊อกซิเจนน๊อคทั้งสระ ผู้สื่อข่าวรับแจ้งว่า ที่วัดสิทธิสังฆาราม หรือวัดหนองคราม หมู่ 2 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปลาที่ทางวัดเลี้ยงไว้ในสระเกิดตายเป็นจำนวนมาก จึงเดินทางไปตรวจสอบพบปลานานาชนิดขนาดใหญ่ทั้งปลาตะเพียน ปลานิลภายในสระน้ำรอบวิหารหลวงพ่อโสธรตายลอยแพส่งกลิ่นเหม็นทั่วนับหมื่นตัว ขณะที่พระลูกวัดก็ช่วยกันใช้สวิงช้อนปลาตายใส่ตะกร้าน้ำหนักรวม 3-4 ตันเพื่อนำไปกลบฝังยังหลุมที่ใช้รถแบ๊คโฮว์ขุดเตรียมไว้ จากการสอบถามพระสุชาติ สุชาโต อายุ 53 ปี พระลูกวัดที่ดูแลวิหารเล่าว่าพบเห็นปลาเริ่มทยอยตายตั้งแต่เมื่อวานที่ผ่านมาและเริ่มลอยแพขึ้นอืดเป็นจำนวนมากจึงแจ้งให้ทางพระครูสุนทรกิตติวัฒน์ เจ้าคณะตำบลหนองตาแต้ม เจ้าอาวาสวัดสิทธิสังฆาราม ทราบและสั่งการให้นำปลาที่ตายไปฝังกลบ ด้านนายบุญมี สำมณีปศุสัตว์อำเภอปราณบุรี กล่าวว่าหลังจากได้เข้ามาตรวจสอบพบว่ามีปลาตายจำนวนมากส่วนสาเหตุคาดว่าเกิดจากที่มีประชาชนนำอาหารประเภทขนมปังบูดมีเชื้อรา อาหารปลา มาโยนเลี้ยงให้ปลากิน และสะสมกับมูลปลาจนเกิดก๊าซเน่าเสียเพราะอากาศร้อน ปลาขาดอ๊อกซิเจนหายใจเกิดอาการน๊อกน้ำตายเป็นจำนวนมาก หลังจากแนะนำคงต้องสูบน้ำออกจากบ่อ ดูดเลนออกและโรยปูนขาวฆ่าเชื้อก่อนจะนำปลาชุดใหม่มาปล่อยเลี้ยงต่อไป ขณะเดียวกันประชาชนที่ทราบข่าวต่างบ่นเสียดายปลาไปตามๆกัน สำหรับวัดสิทธิสังฆาราม ได้รับคัดเลือกให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างในปี พ.ศ.2539 และเป็นวัดพัฒนาดีเด่นในปี พ.ศ.2542 ปัจจุบันมีประชาชนชอบพาลูกหลานไปให้อาหารปลาภายในสระวัดเป็นจำนวนมาก ภาพ/ข่าว/สมบัติ ลิมปจีระวงษ์

10 ของใช้ใกล้ตัว น่ากลัวติดโรค
ของใช้ /  สุขภาพ / 

10 ของใช้ใกล้ตัว น่ากลัวติดโรค ........สุขภาพที่เจ็บป่วยอย่างไม่รู้สาเหตุ แท้ที่จริงไม่ต้องคิดหาคำตอบให้ยาก เพราะต้นตอกลับอยู่ที่ของใช้ใกล้ตัว ที่ผู้ใช้ขาดการรักษาความสะอาด ........ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ ผู้อ่านรักษ์สุขภาพต้องลองอ่าน 10 ของใช้ติดตัว น่ากลัวติดโรค โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า เกิดเป็นคนแม้ไม่พ้นเชื้อแต่ก็พยายามช่วยลดมันลงได้แค่เพียงไม่มองข้าม “ของติดตัว” และ “ ของใช้ ใกล้ตัว” ที่น่ากลัวได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าดังต่อไปนี้ครับ คอนแทคเลนส์ ติดตัวติดที่ตา ขออย่าใส่นอนข้ามคืนหรือแม้เป็นชนิดที่ใส่นอนได้ก็ไม่ควรอยู่ดีเพราะกระจกลูกตามีอาหารกินอยู่ทางเดียวคืออากาศ ด้วยมันปราศจากเส้นเลือดเลี้ยงจึงเป็นของที่ควรเปิดโล่งให้รับลมจะดีกว่าครับ หมวกกันน็อค กับที่คาดผม ของติดศีรษะที่นำสิวมาให้ได้ โดยเฉพาะในหมวกกันน็อค ส่วนที่คาดผมหรือที่รัดผมนั้นจะทำให้ผมร่วงง่ายกลายเป็นคนผมบางไปโดยไม่รู้ตัว ขอให้ใช้หมวกกันน็อคตากแดดบ้าง ส่วนที่รัดผมขอพักไว้เวลาวันหยุดบ้างก็ได้ครับ เหล็กดัดฟัน-ฟันปลอม ของที่ติดอยู่ในช่องปากเช่นนี้ดึงเข้าดึงออกแต่ละทีก็เหมือนเติมเชื้อใส่เข้าไป เป็นของที่มีซอกมุม ทำความสะอาดยาก หากไม่แน่ใจเสียแล้วก็จะทำให้เชื้อสะสมอยู่ที่เหงือกกลายเป็นโรคคลาสสิกอย่างรำมะนาดหรือปริทนต์ได้ สร้อยคอ สร้อยแขน ของที่แสนใกล้ตัวและราคาแพงเช่นนี้ไม่ได้การันตีความไม่ป่วย ด้วยสร้อยที่เป็นโลหะจำพวก “นิเกิล” และ “โรเดียม” มีโอกาสกระตุ้นภูมิได้ในผู้ที่ไวต่อมันกลายเป็นผื่นแดงมีอาการคัน ส่วนในท่านที่ใส่สร้อยที่เป็นเชือกหรือวัสดุธรรมชาติก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้ดีตามเส้นใยที่ว่านั้นต้องระวังเชื้อรากันด้วย กระเป๋าถือ ไม่ว่าจะสะพายไขว้หน้าราคาเรือนแสนหรือกระเป๋าสตางค์ใบจ้อยกะร่อยกะหริบก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้พอกัน อย่าลืมว่ามันเป็นส่วนที่ต้องออกไปท่องโลกกว้างพร้อมกับตัวท่านทุกวัน แต่กลับไม่ค่อยได้อาบน้ำท่าทำความสะอาดเหมือนคน เพราะไม่อย่างนั้นหนังอาจเสื่อมเร็ว ดังนั้นควรระวังเรื่องความชื้นและกระเป๋าที่มีซอกหลืบเยอะให้ดี มืออนามัย แม้จะใส่เพื่อความสะอาดแต่ก็อาจป่วยได้โดยเฉพาะถุงมือยางที่เรียกว่า “ลาเท็กซ์” ทั้งในบุคคลากรแพทย์หรืออาชีพที่ต้องใส่ถุงมือทำงาน จะมีอาการ “แพ้” ได้กลายเป็นตุ่มใสบ้างแดงบ้างแถมคันคะเยอ หรือเผลอๆเหงื่อออกก็ได้เชื้อราแถมตามง่ามนิ้ว พอถึงเวลาถอดถุงมือออกมาดูพุพองน่าสยองไป นาฬิกาข้อมือ ถือเป็นของติดตัวใส่กันตลอดทั้งในยามทำงาน,ออกกำลังกายหรือแม้ในเวลาอาบน้ำ ทำให้ซอกนาฬิกาเป็นบ้านอันผาสุกของเชื้อโรคได้ จึงอยากขอให้พักข้อมือบ้าง โดยการถอดนาฬิกาในเวลานอนและอาบน้ำเพราะนั่นคือช่วงที่เชื้อจะสะสมได้มากที่สุด รวมถึงแหวน,สร้อยและเครื่องประดับติดตัวอื่นด้วยนะครับ จะได้ทำให้เวลานอนคือเวลาพักผ่อนปลอดพันธนาการที่แท้จริง ชั้นในและกางเกงเข้ารูป รัดจนหน้าตูบแถมยังทำให้เจ็บป่วยจากโรคอย่างกรดไหลย้อนในกรณีใส่เสื้อรัด หรือกดเส้นประสาทจนหน้าขาชาอย่างกรณีใส่กางเกงขาเดฟรัดติ้วแล้วยังมีกระเป๋าสตางค์กดอีก ส่วนในกรณีที่ร้อนจัดมีเหงื่อออก เครื่องรัดกายที่แน่นตัวเช่นนี้จะเรียกทั้งเชื้อราผิวหนังแล้วยังตกขาวในสาวๆได้อีกด้วย รองเท้า เป็นแหล่งรวมดาวเชื้อโรคอย่างแท้จริงเพราะไปวิ่งไปเดินมาร้อยเอ็ดย่านน้ำแล้วพอถึงเวลากลับมาบ้านเหนื่อยก็ถอดทิ้งไว้เฉยๆรวมกันอยู่บนชั้นวาง หรืออย่างชีวิตชาวคอนโดฯที่ต้องใช้ที่ร่วมกันอย่างประหยัดก็ทำให้ชั้นวางเกือกแออัดราวกับมหกรรมย่อมๆซึ่งทำให้ชั้นวางรองเท้ากลายเป็นสวนสัตว์รวมเชื้อไปอย่างน่าตกใจ อะไหล่กายเทียม เช่น ข้อเข่าเทียม,ข้อสะโพกเทียม หรือหลอดลวดที่ไปถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ ล้วนแต่เป็นของที่มีอายุ แม้จะดูแลดีแค่ไหนก็ต้องมีวันเสื่อม ซึ่งอนัตตาแห่งอะไหล่มนุษย์เหล่านี้สั้นกว่าอวัยวะที่เป็นของออริจินัลดั้งเดิมอยู่มาก ด้วยว่าร่างกายจะสร้าง “ธาตุต้านของเทียม(Antibody)” ขึ้นมาทำให้เกิดปฏิกิริยาเสื่อมและเจ็บป่วยได้มากกว่าอวัยวะแท้ๆ .........นอกจากนั้นยังมีของใกล้ตัวที่ใช้เฉพาะกิจอีกเช่น แว่นตา,ยาดมและผ้าเช็ดหน้า ที่พาเชื้อโรคเช่นตาเจ็บ,ตาแดงและโรคหวัดมาได้ จะเห็นว่าของติดตัวและใกล้ตัวที่ว่ามานี้ถ้าใช้ดีมันก็จะเป็นส่วนส่งเสริมเราแต่ถ้าเผลอไปเมื่อไรมันก็อาจกลายเป็นพันธนาการแห่งชีวิตและเป็นพิษต่อตัวเราได้ ไม่เกี่ยวว่าเป็นของแพงของถูกแต่อย่างใดเลย ขอบคุณที่มาจาก สสส.

8 โรคร้าย! ที่มาพร้อมกับ ความอ้วน
ข้าวโพดต้ม /  ความอ้วน / 

หลายคนๆคงจะชอบผลัดวันประกันพรุ่งในการออกกำลังกาย แม้ปากจะบ่นว่า อ้วน อ้วน อ้วน แต่พฤติกรรมกลับตรงกันข้าม กินเยอะ กินของหวาน แถมยังไม่ออกกำลังกายอีกด้วย ยิ่งทำให้เริ่มอ้วนมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก แต่ ความอ้วน ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสุขภาพของเราอีกด้วย เพราะ ความอ้วน จะนำโรคร้ายต่างๆมาสู่เราได้เช่นกัน ไปดูกันดีกว่าว่า ความอ้วน จะพาโรคร้ายอะไรบ้างมาสู่เรา 1. ไขมันในเลือดสูง ซึ่งนำไปสู่ความผิดปกติของระบบอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าเม็ดไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ยิ่งหนามากขึ้นๆ ถนนของเจ้าเลือดก็เดินไม่สะดวกตามไป ก็เลือดต้องไปหล่อเลี้ยงเซลล์ทุกส่วนของร่างกาย และเราก็ขาดเลือดไม่ได้ แน่นอนจะมีปัญหาต่อสุขภาพตามมาอีกมาก ทั้งโรคหัวใจวาย ความดันโลหิตสูง เหนื่อยหอบ มึนงงบ่อยๆ เป็นลม เมื่อเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายไม่ดี เซลล์ก็เสื่อมโทรมลง อนุมูลอิสระก็เกิดเร็วขึ้น ทีนี้แหละ แก่เร็วอย่างเห็นได้ชัด 2. ความดันโลหิตสูง เมื่อไขมันเคลือบผนังหลอดเลือด บางจุดอาจตีบมาก หัวใจมีหน้าที่เหมือนปั๊มน้ำ ก็ต้องขับดันเลือดวิ่งไปให้ทั่วร่างกายทุกซอกทุกมุม เมื่อบางจุดโดนบีบให้แคบ แต่ร่างกายต้องการเลือด มันอาจออกแรงผลักดันเลือด อาจทำให้เส้นเลือดในสมองแตก ถึงแก่ชีวิต หรือพิการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ 3. โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประเทศอุตสาหกรรม รวมทั้งประเทศไทยด้วย เนื่องจากไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน หัวใจทำงานเพิ่มมากขึ้น ถ้าเป็นกับเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจก็ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด และหัวใจวาย 4. โรคเบาหวาน พบว่าคนไทยเป็นเบาหวานกันประมาณ 3 ล้านคน ลองคิดดูว่าไม่น้อย วันหน้าถ้ายังใช้ชีวิตเผอเรอ มีหวังได้เป็นเบาหวานด้วยอีกคน โรคนี้เป็นเพื่อนคู่ซี้กับโรคอ้วน ที่มักพบควบคู่กันเสมอ เบาหวานนั้นเพราะระบบควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายผิดปกติ เมื่อเป็นเบาหวานแล้ว ถ้าเกิดเป็นแผลก็มักรักษาไม่หาย กลายเป็นแผลเรื้อรัง บางทีก็เป็นแผลกดทับ ประกอบกับเสี่ยงต่อการติดเชื้อราง่ายขึ้น เพราะมีการอับชื้นของซอกแขน และซอกขามากกว่าปกติ 5. โรคข้อกระดูกเสื่อม โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อเท้า เนื่องจากต้องรับน้ำหนักตัวมากเกินพิกัด บางคนที่อ้วนมากๆ อาจจะยืนหรือเดินไม่ได้เลย เพราะข้อเท้าไม่สามารถรับน้ำหนักได้ คนอ้วนมากๆ จะเดินก็ลำบาก โยกเยกซ้ายขวา เดินไปเหนื่อยหอบไป 6. โรคระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากในคนอ้วนมักมีการเคลื่อนไหวน้อย ชอบนั่งหรือนอน ปอดจึงขยายตัวไม่เต็มที่ ทำให้เกิดการติดเชื้อของทางเดินหายใจได้มากขึ้น บางครั้งถึงกับมีภาวะการหายใจลดลง หายใจติดขัด ทำให้มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในปอด คนอ้วนมากเหนื่อยง่าย ง่วงนอนตลอดเวลา อาจพบภาวะของโรคอารมณ์เศร้าหมองร่วมไปด้วยก็กิน ซึ่งอาจจะช่วยให้อารมณ์ช่วงนั้นดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการทำร้ายตัวเองมากยิ่งขึ้น 7. โรคมะเร็งบางชนิด คนอ้วนมีอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ รวมทั้งโรคมะเร็งได้ 8. โรคนิ่วในถุงน้ำดี และไขมันแทรกในตับ เมื่อมีไขมันมาก การทำงานของตับก็ลดลง เพราะไขมันเข้าไปแทรกอยู่ จนทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี ขอบคุณที่มาจาก : www.slimtobody.com

10 อันดับเรือผีสิงในตำนาน
10 อันดับ /  ตำนานลี้ลับ / 

10 อันดับเรือผีสิงในตำนาน นี้เป็นตำนานเก่าแก่ที่ถูกเล่าต่อๆ กันมาถึงความน่ากลัว พิศวง และความลึกลับของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรือ ในท้องทะเล ถ้าเพื่อนๆ ชอบเรื่องเร้นลับ ลี้ลับ แล้วละก็ พลาดไม่ได้กับ 10 อันดับเรือผีสิงในตำนาน นี่ซะแล้ว .. 10 อันดับเรือผีสิงในตำนาน 1. Flying Dutchman คงไม่มีเรือผีที่ไหนแล้วที่ยิ่งใหญ่ไปกว่า "เรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมน" ที่ออกหลอกหลอนคนในน่านน้ำทั่วโลกและได้เป็นแรงบันดาลใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด นิยายสยองขวัญ ภาพยนตร์ รวมทั้งเป็นชื่อเรือโจรสลัดภาพยนตร์ ไพเรทส์ ออฟ เดอะ แคริบเบียน และแม้กระทั้งโอเปร่าโดยเรือลำนี้ถูกกล่าวถึงครั้งแรกปลายปี 1700 ในหนังสือ "Voyage" และได้รับความนิยมในยุคนั้นและจากนั้นเป็นต้นมาตำนานนี้ก็แพร่หลายไปทั่วโลก โดยตำนานมีอยู่ว่ากัปตันชาวดัตช์คนหนึ่งชื่อ แวน แดร์ เดคเคน (Van Der Decken) ได้นำเรือไปพบสภาพอากาศที่เลวร้ายในแหลมกู๊ด โฮป ประเทศแอฟริกาใต้ เขาพยายามนำเรือผ่าพายุนี้แต่ไม่เป็นผลจนเรือใกล้อัปปาง ซึ่งเขาโกรธมากเขาเลยสาบานแก่ฟ้าว่า "ข้าจะวนเวียนอยู่บริเวณแหลมนี้ ตราบฟ้าดินสลาย" และ แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เขาและเรือได้กลายเป็นปีศาจที่ต้องคำสาปให้เดินทางในมหาสมุทรชั่วกัลปาวสาน ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ ตราบโลกนี้สิ้นสลาย ฟลายอิ้ง ดัตช์แมนได้รับการบันทึกเป็นเอกสารมาตั้งแต่คริสต์สตวรรษที่ 17 และมีรายงานการพบเห็นเป็นครั้งคราวมาจนถึงคริสต์สตวรรษที่ 20 เรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมนมักปรากฏตัวในคืนที่มีหมอกหนาทึบ บางครั้งพบเห็นเป็นแสงประหลาดในเวลากลางคืน ในรูปของเรือสำเภาสามใบเสา และกัปตันผู้ซึ่งยังแต่งกายในแบบศตวรรษเก่าใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว กรีดเสียงหัวเราะบ้าคลั่งชวนขนลุก หลายคนเริ่มมีความเชื่อว่าหายนะมักจะตามมาหากใครที่ได้เห็นเรือลำนี้ เช่น ในปี ค.ศ.1881 คนประจำเรือของพระเจ้าจอร์จที่ 5 ได้เห็นเรือลำใหญ่ลึกลับปรากฏขึ้นทางด้านหัวเรือเมื่อเวลา 4.00น. และหลังจากนั้นไม่กี่วัน คนประจำเรือคนนั้นก็พลัดตกเสากระโดงเรือตายคาที่ ทุกวันนี้ก็ยังมีคนกล่าวอ้างอยู่เสมอว่าเห็นเรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมนยังคงรอนแรมอยู่เดียวดายกลางทะเลด้วยรูปลักษณ์อันเศร้าโศกและสยด สยองอยู่ ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ได้คำอธิบายปรากฏการณ์ฟลายอิงดัตช์แมน ว่าเป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นมิราจหรือฟาตา มอร์กานา ที่เกิดจากการหักเห และการสะท้อน ที่พบเห็นในทะเล 2. Mary Celeste ปริศนาเรือแมรี่ เซเลสต์ ยังเป็นปริศนาที่มีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบัน โดยเรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1872 เมื่อเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติอังกฤษชื่อ เดอี กราเซีย เห็นเรือแมรี่ เซเลสต์ เรือใบสองเสาขนาด 100 ฟุต ลำหนึ่งที่ร้างคนและลอยอย่างไม่มีจุดมุ่งหมายกลางทะเลมหาสมุทรแอตแลนติก ตอนเหนือ ระหว่างประเทศโปตุเกสกับหมู่เกาะอะซอเรส ซึ่งเรือดังกล่าวแล่นจากนิวยอร์คสู่เจนัวในวันที่ 7 พฤศจิกายน โดยสมาชิกเรือประกอบด้วยกัปตันบริกก์ ภรรยาซาราห์ ลูกสาวโซเฟีย และลูกเรือ รวมเป็น 11 คน ในเวลาต่อมาก็มีการสำรวจเรือแมรี่ เซเลเลสต์ ก็พบว่าไม่มีร่องรอยคนอยู่บนเรืออยู่เลย อีกทั้งสภาพในเรือก็น่าพิศวงเพราะทุกอย่างบนเรืออยู่ในสภาพที่ราวกับว่า เพิ่งมีคนอยู่ที่นั่น จนถึงเมื่อครู่ ที่โต๊ะอาหารว่างของกัปตันยังพบร่องรอยไข่ลวกกระเทาะเปลือกทิ้งไว้โดยไม่ตัก รับปะทาน ขนมปังและจานซุปยังวางอยู่บนโต๊ะ ไปป์ถูกวางไว้รอจุดไฟ รองเท้าบู้ธถูกวางทิ้งทั้งๆที่ยังขัดค้างไว้อยู่ สมุดโน้ตภรรยาเปิดคาเหมือนยังเล่นค้างอยู่ รูปการบ่งบอกชัดเจนว่าสละเรือเป็นไปอย่างเร่งรีบโดยไม่มีการเตรียมตัวมาก่อ นอกจากนั้นสภาพห้องของเรือส่วนใหญ่ถูกรื้อกระจุยกระจาย ของหลายชิ้นตกแตกเต็มพื้นเหมือนมีเหตุต่อสู้กันบนเรือ แต่กระนั้นสินค้าที่เป็นสุรายังอยู่ปกติ(ปริมาณกว่า 1,500 บาร์เรล) บันทึกเดินเรือถูกฉีกขาดไปหลายหน้า แต่ก็ไม่มีร่องรอยอย่างอื่นว่าคนทั้ง 10 หายไปไหนและหายไปได้อย่างไรกัน และที่น่าตกใจก็คือวันสุดท้ายที่มีการบันทึกคือวันที่ 25 พฤศจิกายน หรือประมาณ 10 วันมาแล้ว หากตำแหน่งเรือปัจจุบันจะพบว่าเรือแมรี่ เซเลสต์ กางใบแล่นมาโดยปราศจากคนบังคับเกือบ 100 ไมล์ มีหลายทฤษฏีที่อธิบายเรื่องลึกลับที่เกิดขึ้นกับเรือแมรี่ เซเลสต์ คนบนเรือถูกฆ่าโดยโจรสลัด หรือได้รับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อราจนประสาทหลอนและเสียสติ หรือเกิดจากผีและสัตว์จากจากทะเล หรือมนุษย์ต่างดาวลักพาตัว แต่ทฤษฏีที่หลายคนยอมรับมากที่สุดคือเรือแมรี่ เซเลสต์เผชิญกับพายุหรือคลื่นลมแรง ทุกคนเลยสละเรือและต่อมาก็เสียชีวิตในทะเลทั้งหมด แต่ข้อสันนิษฐานนี้ก็ไม่สามารถไขปริศนาของมันได้จนเรือถูกขายต่อไป และท้ายที่สุด มันก็ถูกจมทิ้งเพื่อหวังเงินประกันใกล้ๆ เกาะเฮติ ในปี 1884 จนกลายเป็นปริศนาที่ไขไม่ออกจนถึงปัจจุบัน 3. The Lady Lovibond ในประเทศอังกฤษ มีตำนานอันยาวนานเกี่ยวกับเรือผี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เรือเลดี้ โลวี่บันด์ ซึ่งเป็นเรือใบสกูเนอร์ ผีที่มีชื่อเสียงมากที่สุด โดยเรื่องราวของเรือนี้เริ่มขึ้นในเดือน 13 กุมภาพันธ์ 1748 กัปตันเรือเลดี้ โลวี่บันด์ ชื่อไซม่อน พีล (Simon Peel) ได้ตัดสินใจเอาเรือออกมาเฉลิมฉลองงานแต่งงานของเขาที่นอกชายฝั่งอังกฤษ โดยความเชื่อดั้งเดิมนั้นหากเรานำผู้หญิงขึ้นเรือไปด้วยจะนำความหายนะสู่เรือนั้นๆ และปรากฏว่าเป็นเช่นนี้จริง เมื่อต้นหนประจำเรือคนหนึ่งเกิดไปหลงรักภรรยาของกัปตันเรือไซม่อนเข้า ทำให้เขาเกิดความริษยา ความโกรธและความหึงหวง และในวันนั้นเองในขณะที่กัปตันหนุ่มและแขกกำลังฉลองการแต่งงานที่ด่านฟ้า ต้นหนเรือได้บังคับเรือเลดี้ โลวี่บันด์ให้เป็นเรือมฤตยู ผลสุดท้ายเรือก็เกิดอุบัติเหตุที่แหลมกู๊ดวินด์ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียง เหนือของอังกฤษ ทุกคนบนเรือตายเกลี้ยง หลังจากนั้นเป็นต้นมาในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ เมื่อเวลาผ่านไปทุกสิบห้าปี เรือเลดี้ โลวี่บันด์จะปรากฏตัวในฐานะเรือผี ครั้งแรกปรากฏในปี 1798 ต่อมา 1848, 1898, 1948 ในลักษณะแตกต่างกันออกไป เช่นเรือในรูปซากปรักหักพังหรือแสงสีเขียวประหลาด อย่างไรก็ตามในมันไม่ได้ปรากฏครั้งล่าสุดในปี 1998 แต่กระนั้นมันก็ยังเป็นตำนานที่มีชื่อเสียงของเรือผียุโรปอยู่ดี 4. Octavius ตำนานออคตาเวียค นั้นไม่สามารถยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ หากแต่เรื่องราวของเรือดังกล่าวได้เล่าขานจนมีชื่อเสียงไม่แพ้เรือผีทุก เรื่องในเรื่องโชคชะตากรรมที่น่าสยดสยองของลูกเรือในลำดังกล่าว ที่เต็มไปด้วยเรื่องลี้ลับเป็นอย่างยิ่ง โดยตำนานนี้ได้อ้างว่าในปี 1775 เรือล่าวาฬลำหนึ่งชื่อเฮราลด์ ได้สะดุดพบเรือออคตาเวียสเข้าโดยบังเอิญนอกชายฝั่งกรีนแลนด์ในสภาพจับตัว เป็นน้ำแข็งไม่สามารถไปไหนได้ โดยเรือลำนี้เป็นเรือที่ออกจากประเทศอังกฤษเมื่อปี 1761 และหายสาบสูญไปถึง 13 ปี แต่ตอนนี้มันปรากฏขึ้นมาอีกครั้งต่อหน้าลูกเรือเฮราลด์ ซึ่งกัปตันและลูกเรือเฮราลด์ได้ไปสำรวจเรือดังกล่าวก็พบร่างของลูกเรือนอน ตายอยู่ที่นอนคลุมร่างกายไว้ด้วยผ้าห่มหนา ร่างกายถูกแช่แข็งเหมือนอยู่ในสภาพที่เย็นจัด นอกจากนี้ยังพบเด็กผู้หญิงที่ตายคลุมด้วยผ้าห่มเหมือนลูกเรือเช่นกัน ส่วนกัปตันเรือตายในลักษณะนั่งคว่ำหน้าทับสมุดบันทึกเดินเรืออยู่ ในมือถือปากกาเหมือนจะเขียนอะไรบางอย่าง มีกองไม้ที่ถูกเหลาไว้แสดงให้เห็นถึงความพยายามเป็นครั้งสุดท้ายที่จะจุดไฟ แต่ก็หมดหวัง เมื่อพวกเขาอ่านบันทึกเรือก็ตกใจมากเพราะว่าบันทึกดังกล่าวบอกว่าเรือนั้น เริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งในขณะที่เรืออยู่ตอนเหนือของอลาสก้า เมื่อเดือน พฤศจิกายน ค.ศ.1762 แสดงให้เห็นว่าเรือนี้หายสาปสูญและเดินทางอย่างไม่มีจุดมุ่งหมายมานานถึง 13 ปี มันสามารถแล่นเรือได้อย่างไรในเมื่อลูกเรือทั้งลำตายหมดแล้วนอกเสียจากลูก เรือกับกัปตันเป็นผี ก่อนที่เรือจะหยุดลงเพราะติดน้ำแข็งที่เกาะกรีนแลนด์ดังกล่าว และทุกวันนี้ไม่มีใครรู้เส้นทางเดินเรือที่แท้จริงของเรือที่เผชิญโศก นาฏกรรมดังกล่าวเลย 5. The Joyita เป็นชื่อเรือ ยอชท์ ยาวกว่า 21 เมตร ถูกสร้างในปี 1931 และผ่านมือมาหลายคน จนกระทั้งถูกทำให้กลายเป็นเรือประมง เช่าเหมาลำในที่สุด และเรื่องราวลึกลับก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 3 ตุลาคม ในปี 1955 เมื่อเรือบรรทุกผู้โดยสารกว่า 25 ชีวิต บนเรือนี้ได้หายไปอย่างลึกลับในแปซิฟิกใต้ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 5.00น. เรือได้ออกเดินทางจากท่าเรือไปยังหมู่เกาะโตเกลา(ระยะห่างกว่า 430 เมตร) บนเรือประกอบด้วยเจ้าของเรือ พร้อมลูกเรือ 16 คนและผู้โดยสาร 9 คน(หนึ่งในนั้นมีศัลยแพทย์ชื่อดังชื่อ อัลเฟรด "แอนดี้" เดนิส พาร์สัน รวมอยู่ด้วย) ต่อมา 6 ตุลาคมเรือก็ถูกระบุว่าค้างหนี้ชำระ แต่กระนั้นมันก็ได้หายไปโดยไม่มีการติดต่ออีกเลย ทำให้มีการค้นหาทางอากาศครั้งใหญ่ครอบคลุมพื้นที่น่าจะเป็นไปได้ถึง 260,000 ตารางกิโลเมตรในมหาสมุทร แต่ไม่พบเรือดังกล่าวเลย จนกระทั้งห้าสัปดาห์ต่อมา(10 พฤศจิกายน) เรือก็ถูกพบแถวเส้นทางเดินเรือจากซูวาไปฟูนะฟูตี ในสภาพจมเป็นบางส่วนและเครื่องยนต์หลายเครื่องเกิดความเสียหาย และไม่มีร่องรอยเกี่ยวกับผู้โดยสารหรือลูกเรือ สินค้าหนักกว่าสี่ตันได้หายไป ส่วนหลักฐานที่น่าสนใจบนเรือก็มีนาฬิกาบอกเวลาที่หยุดเมื่อ 10.25น. แสดงให้เห็นว่าเป็นเวลาที่เกิดเหตุและน่าจะเป็นตอนกลางคืน วิทยุเรือถูกปรับเพื่อขอความช่วยเหลือสากล และมีการพบกระเป๋าแพทย์บนด่านฟ้าข้างในมีผ้าพันแผลและมีดผ่าตัดที่เปื้อน เลือด เรื่องราวของเรือลำนี้ยังคงความลึกลับถึงปัจจุบัน โดยทฤษฏีที่นิยมมากที่สุดคือโจรสลัดฆ่าและร่างกายของพวกลูกเรือถูกโยนลงน้ำ หรือไม่ก็ถูกลักพาตัว หรือโกงเงินประกันภัย 6. The Baychimo หนึ่งในกรณีที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเกี่ยวกับเรือผีของจริง ก็คือกรณีเรือสินค้าเดินสมุทรลำหนึ่งชื่อ "เบย์ชิโม่" ที่ถูกทิ้งจนเป็นเรือร้าง แต่มันสามารถลอยทะเล ท่องมหาสมุทรแถวอลาสก้ากว่า 38 ปีโดยไม่มีกัปตันและลูกเรือขับมันเลยแม้แต่คนเดียว โดยเรือลำดังกล่าวเป็นของบริษัทฮัดสันส์เบย์ สร้างขึ้นใน 1914 เรือขนส่งสินค้าบนเส้นทางระหว่างแคนาดาและอลาสกา ดังนั้นเรือนี้จึงออกแบบแข็งแกร่งเป็นพิเศษเพื่อทนต่อสภาพอากาศและสภาพท้องทะเลแถบขั้วโลกเหนือที่เต็มไปด้วยก้อนน้ำแข็ง จนกระทั้งในปี 1931 เรือเบย์ชิโม่ก็ถูกขังอยู่ในก้อนน้ำแข็งใกล้อลาสก้าและหลังจากพยายามและหา วิธีมากมายในการแก้ปัญหานี้ แต่ปรากฏว่าล้มเหลว กัปตันและลูกเรือจึงต้องออกจากพื้นที่ ที่เรืออยู่เพื่อความปลอดภัยหลังจากเกิดพายุหิมะ จากนั้นเวลาต่อมาเรือก็ถูกทิ้ง และเมื่อคนของบริษัทกลับมาดูอีกทีก็พบว่ามันหายไป คาดว่ามันคงจมสู่ก้นทะเลไปแล้ว หากแต่ว่ามันกลับเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องลึกลับในเวลาต่อมา เมื่อมีคนเห็นเรือเบย์ชิโม่ลอยไปมารอบๆ อลาสก้าหลายครั้งและหายไปทุกครั้งอย่างไร้ร่องรอยเมื่อทีมกู้เรือมาถึง และหลายครั้งที่หลายคนเห็นมันติดผืนน้ำแข็งก่อนที่จะหายไปเมื่อละสายตา จนมันถูกเรียกขานว่า "เรือปีศาจแห่งอาร์กติก" และครั้งสุดท้ายที่มันปรากฏคือปี 1969 ในสภาพที่มันกำลังหลุดออกจากผืนน้ำแข็งอลาสก้า และมันหายไปตลอดกาล จวบจนปัจจุบันไม่มีใครรู้ว่าเรือเบย์ชิโม่หายไปไหน หลายฝ่ายเชื่อว่ามันคงจมอยู่ใต้ท้องทะเลเพราะหมดสภาพ หรือมันยังคงล่องลอยอยู่ในทะเลน้ำแข็งแถบขั้วโลกเหนืออยู่ไม่ได้ไปไหน 7. Carroll A.Deering เป็นชื่อเรือของเรือใบซคูเนอร์ ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นเรือพาณิชย์ และถูกพบเกย์ตื้นในแหลม Hatteras ทางทิศเหนือของคาโรไรน่า เมื่อปี 1921หลังจากที่เดินทางขนส่งถ่านหินไปทวีปอเมริกาใต้ที่รีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิลเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 1920 ก่อนที่จะหายไปและปรากฏตัวเมื่อ 31 มกราคม 1921 ที่แหลมดังกล่าว จากการตรวจสอบพบว่าลูกเรือบนเรือหายตัวไปอย่างลึกลับไร้ร่องรอย อุปกรณ์หลายชิ้นบนเรือยังใช้ได้ แต่อุปกรณ์นำทางและสมุดจดรายการต่างๆ หายไป ในห้องครัวของเรือปรากฏว่าอาหารบางอย่างได้ถูกเตรียมไว้สำหรับมื้ออาหารใน วัน ถัดไปแต่ถูกยกเลิกกลางคันเสียก่อน สุดท้ายเรือลำนี้ก็ถูกปลดและถูกทำลายโดยระเบิดเพื่อป้องกันในการนำมันมาใช้ งานอีกครั้ง แต่ปริศนาคนหายในเรือนี้ยังถูกกล่าวขานต่อไปหลายคนเชื่อว่าและลูกเรือลำนี้ เป็นเหยื่อของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เมื่อวันที่ 11 เมษายน 1921 มีคนชื่อเกรย์ได้อ้างว่าพบข้อความในขวดลอยน้ำที่ข้อความที่เชื่อว่าเป็นข้อ ความที่จะไขปริศนาเรือนี้ได้ โดยข้อความนี้เป็นอักษรสีเทาที่เขียนว่า "DEERING CAPTURED BY OIL BURNING BOAT SOMETHING LIKE CHASER. TAKING OFF EVERYTHING HANDCUFFING CREW. CREW HIDING ALL OVER SHIP NO CHANCE TO MAKE ESCAPE. FINDER PLEASE NOTIFY HEADQUARTERS DEERING." 8. Medan Ourang เรื่องราวได้เริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 1948 เมื่อเรืออเมริกันได้รับข้อความแปลกประหลาดจากเรือบรรทุกสินค้าของชาวดัตช์ Ourang Medan ในขณะไปช่องแคบมะละกา นอกชายฝั่งของประเทศมาเลเซีย - ที่อินโดนีเซีย โดยข้อความระบุว่าสมาชิกทั้งหมดบนเรือกำลังจะตาย ก่อนปิดท้ายด้วยคำว่า "ฉันตาย" และเมื่อคนในเรืออเมริกันได้รับข้อความนี้ต่างแล่นเรืออย่างรวดเร็วเพื่อ ช่วยเหลือหากแต่สิ่งที่พวกเขาเจอในเรือดังกล่าวก็ คือ ลูก เรือทั้งหมดและกัปตันเรือดังกล่าวตายหมดแล้วตาของพวกเขาเปิดโพลงใบหน้ามอง แขนยื่นไปยังดวงอาทิตย์(บางคน เอามือชี้ไปยังสิ่งที่มองไม่เห็น)และใบหน้าของเขาแสดงสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด แม้แต่สุนัขบนเรือก็ตายโดยสภาพเหมือนกับว่ามองเห็นศัตรูที่มองไม่เห็นบางอย่าง ระหว่างเรืออเมริกันกำลังลากเรือลำนี้นั้นก็ได้เกิดไฟลึกลับ ทำให้ต้องตัดลวดที่ล่ามกับเรือนี้ออก และเรือเจ้าปัญหาก็เกิดระเบิดขึ้นและจมหายไปในท้องทะเลในที่สุด ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ยังเป็นปริศนาที่หาข้อสรุปไม่ได้ บางคนบอกว่าเรืออาจถูกโจมตีโดยยูเอฟโอหรือพื้นที่สามเหลี่ยมอาถรรพณ์ แต่คนไม่เชื่อก็บอกว่าอาจเกิดพิษคาร์บอนมอนอกไซด์ หรือเรืออาจบรรทุกสินค้าวัสดุอันตรายต้องห้ามที่ผิดกฎหมายจำพวกพิษที่ทำให้ หายใจไม่ออกและเกิดรั่วขึ้น แต่จนถึงทุกวันนี้เรื่องที่เกิดขึ้นบนเรือ และลูกเรือทั้งหมดของเรือยังคงลึกลับ 9. The SS Valencia SS วาเลนเซีย เป็นเรือกลไฟที่ประสบภัยจนเรือจมอยู่นอกชายฝั่งแวนคูเวอร์, บริติชโคลัมเบียในปี ค.ศ. 1906 เรือได้เผชิญสภาพอากาศที่เลวร้ายใกล้แหลมเมนโดซิโน ทำให้เรือสูญเสียการบังคับแล้วไปชนกับแนวหินปะการังจนน้ำเข้าเรือ จนเรือแตก ลูกเรือและผู้โดยสารได้พยายามสละเรือแล้วหนีโดยใช้แพชูชีพลงน้ำ ซึ่งมีผู้โดยสารในแพชูชีพแตกหายไปในช่วงนั้น ส่งผลให้ผู้โดยสารกว่า 136 คนเสียชีวิตซึ่งส่วนมากเป็นเด็กและผู้หญิง เหลือรอดเพียง 37 คนเท่านั้น ห้าเดือนต่อมาชาวประมงอ้างว่าพวกเขาได้พบโครงกระตูก 8 โครงบนเรือชูชีพอยู่ในบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุเรือจม แต่แล้วเมื่อมีการค้นหาก็ไม่ได้พบอะไร นอกจากนี้ชาวเรือยังพบเรือกลไฟวาเลนเซียล่องลอยอยู่แนวปะการังใน Pachena Point ใกล้เกาะแวนคูเวอร์ไป 12 กิโลเมตร และ 27 ปีต่อมาก็ยังมีการพบเรือและแพผีในบริเวณนั้นอยู่เป็นระยะ 10. The Caleuche เป็นตำนานเรือผีที่หลายคนรู้จักดี เป็นเรือผีที่มักปรากฏตัวที่หมู่เกาะชิโลเอ้ ทางตอนใต้ของประเทศชิลี ตามตำนานของคนท้องถิ่นเล่าว่าเรือผีนี้กำเนิดขึ้นจากดวงวิญญาณของคนจมน้ำในทะเล โดยสาเหตุมาจากสามพี่น้องเงือก ที่หลอกล่อเรือให้อัปปาง จนวิญญาณดังกล่าวไม่ผุดไม่เกิดรวมตัวจนกลายเป็นเรือผีซึ่งมักปรากฏขึ้นทุกคืน (บางตำนานเล่าว่าเป็นเรือผีที่เกิดจากเวทมนต์หมอผีที่มักลักพาตัวชาว ประมงและชาวเรือให้กลายสัตว์เป็นประหลาดเพื่อให้เป็นทาสทำงานเป็นลูกเรือ ชั่วกาล นาน) โดยมันมักปรากฏเป็นเรือใบโบราณขนาดใหญ่อลังการและสวยงาม เต็มไปด้วยดวงไฟพร้อมกับเสียงดนตรีและเสียงคนหัวเราะจำนวนมากมาย และหลังจากมันปรากฏตัวแล้วเรือจะหายไปหรือจมดิ่งไปใต้ทะเล ขอบคุณข้อมูล http://atcloud.com/, http://factstasy.blogspot.com/

วิจารณ์แซด!! ซากปริศนาในกล่องน้ำผลไม้ดัง
ซากปริศนาในกล่องน้ำผลไม้ดัง /  น้ำผลไม่กล่อง / 

ชาวเน็ตวิจารณ์แซด!! หลังมีผู้โพสต์ภาพ ซากปริศนาในกล่องน้ำผลไม้ชื่อดัง  ล่าสุดเจ้าของผลิตภัณฑ์ออกมาชี้แจงแล้ว เมื่อวันที่ 27  ก.ค. สมาชิกเว็บไซต์พันทิปท่านหนึงได้โพสต์ภาพและข้อมูลในกระทู้ชื่อ "เตือนภัยน้ำผลไม้ยี่ห้อดัง" เกี่ยวกับสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ภายในกล่องน้ำผลไม้ที่ซื้อมาบริโภค ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก "เมื่อเช้านี้ หยิบน้ำมะเขือเทศ ยี่ห้อ...... มาเท คือกินมาจะหมดกล่องแล้ว ก็เทออกมา แล้วมันก็เทไม่ออก เลยตัดสินใจบีบกล่อง ผลที่ออกมากับน้ำในกล่อง คือช๊อคข่า กินจะหมดกล่องแล้ว เค้าโดนทำร้าย ตอนแรกคิดแง่บวก นึกว่าเป็นเปลือกผลไม้ เลยหยิบออกจากแก้วขึ้นมาดู สรุปคือมันไม่ใช่ค่ะ มันเหมือนกระดาษลื่นๆ เลยเอากล่องมาตัดออกดู ช็อคเลย ในกล่องก็มีติดอยู่" ล่าสุดกระทู้ดังกล่าวได้ลบภาพออกไป แต่มีการโพสต์ข้อความระบุว่า ทางตัวแทนได้ออกมาชี้แจงให้ฟังว่าสิ่งที่เกิดขึ้น อาจเป็นปัญหาจากการขนส่ง หรือการเก็บสต็อกของร้านค้าทำให้เกิดการบุบหรือมีช่องว่างทำให้อากาศเข้าไป อาจเกิดเป็นเชื้อราได้ ส่วนที่เป็นแผ่นอาจเป็นเพราะการเจริญเติบโตของเชื้อราที่จะมีรูปร่างแตกต่างกันไป ตามชนิดของเชื้อราทางเครื่องดื่มบอกว่ามั่นใจในกระบวนการผลิตว่าจะไม่มีสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อน และยินดีให้เข้าชมกระบวนการผลิตที่โรงงาน และเพื่อความสบายใจของลูกค้า หากกลัวจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ทางบริษัทยินดี จะพาไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล MThai News ขอบคุณ เว็บบอร์ดพันทิป 

รังแค /  อัพเดทราคาสินค้า / 

"รังแค" เรื่องน่าคาญใจจากขุยขาวๆ ที่หลุดลอกออกจากหนังศีรษะ และร่วงลงมาเกาะบนเสื้อผ้า จนทำให้ใครที่มีปัญหาเกิดความไม่มั่นใจและเสียบุคลิกภาพ  แต่สมัยนี้ก็มีตัวช่วยสำคัญ คือ "แชมพูขจัดรังแค" หลากหลายยี่ห้อที่ออกมาเพื่อรักษาอาการคัน และรังแคที่ร่วงหล่น จนเรารู้สึกรำคาญ วันนี้ MThai News ขออัพเดทราคาสินค้า และข้อมูลสินค้าประเภท  "แชมพูขจัดรังแค" เพื่อเอาใจผู้มีปัญหาเรื่องหนังศีรษะไว้เป็นข้อมูลนะครับ คลิปจาก MONO TV ช่อง  29 ข้อมูลจาก MONO TV ช่อง  29 แชมพูขจัดรังแค "ยี่ห้อโดฟ" ขนาด 680 มิลลิลิตร ราคาขวดละ 199 บาท แชมพูขจัดรังแค "ยี่ห้อโเฮด แอนด์ โชลเดอร์" ขนาด 165 มิลลิลิตร ราคาขวดละ 165 บาท แชมพูขจัดรังแค "ยี่ห้อรีจอยส์"ขนาด 320 มิลลิลิตร ราคาขวดละ 99 บาท แชมพูขจัดรังแค "ยี่ห้อคิว ลีน"ขนาด 300 มิลลิลิตร ราคาขวดละ 79 บาท แชมพูขจัดรังแค "ยี่ห้อเคลียร์" ขนาด 70 มิลลิลิตร ราคาขวดละ 30 บาท "รังแค" คือ ขุยขาวที่หลุดลอกออกมาจากหนังศีรษะ รังแคเกิดจากความผิดปกติในการแบ่งตัวและหลุดลอกของเซลล์ชั้นหนังกำพร้าของหนังศีรษะซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อราแบบกลากที่หนังศีรษะ การเป็นโรคสะเก็ดเงินหรือที่เรียกว่า โซไรสิส (Psoriasis) การแพ้สารเคมีที่สัมผัสหนังศีรษะ เช่น แพ้น้ำยาย้อมผมน้ำยาดัดผม เป็นต้น แต่สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด คือ การเป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังหรือผิวหนังอักเสบที่ศีรษะแบบที่เรียกว่า เซ็บเบอริก เดอมาไตติส แชมพูขจัดรังแคในท้องตลาดมีหลายชนิด ซึ่งมีสรรพคุณแตกต่างกันออกไปบางชนิดมีสารที่ลดการแบ่งตัวของเซลล์หนังศีรษะ เช่น แชมพูน้ำมันดิน(Tar Shampoo) ซึ่งมีกลิ่นออกฉุนๆ แชมพูที่มีสารเซเลเนียมซัลไฟด์ซึ่งมีอยู่หลายยี่ห้อในท้องตลาดชมพูบางอย่างมีสารที่ลดจำนวนยีสต์บนหนังศีรษะ ซึ่งมีวัตถุออกฤทธิ์เป็นสารพวกซิงค์ ไพริไทออน หรือคีโตโคนาโซน (ketoconazole)ซึ่งอาจได้ผลดีในรายที่มีเชื้อราเข้ามามีส่วนทำให้เพิ่มความรุนแรงของโรคผิวหนังอักเสบ วันนี้คุณมีแชมพูขจัดรังแคที่ใช้ได้ผลหรือยังครับ MThai News ธัญพืชอาหารหลักจับใส่กระป๋องขายเพิ่มมูลค่าและรสชาติ วันพุธที่ 25 มิถุนายน 2557  อัลมอนด์ ถั่วลิสงและถั่วต่างๆ อุดมคุณค่าด้วยโปรตีน “โจ๊ก” รอบดึกหรือรอบเช้าก็อิ่มสะดวก ซื้อแบบถ้วยติดบ้านก็อร่อยได้เมื่อหิว วันอังคารที่ 24 มิถุนายน 2557  จะโจ๊กรอบเช้า หรือโจ๊กรอบดึกก็อร่อยได้ 1 อิ่ม ราคาผักในท้องตลาดเริ่มถูกลง มาอัพเดทข้อมูลกันเถอะ วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน 2557  ช่วงหน้าฝนราคาผักหลายอย่างถูกลง เลือกซื้อครีมทารอบดวงตายี่ห้อไหนดี มาลบรอยดำหมีแพนด้าเพราะนอนดึก วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2557  ใช้ตัวช่วยคุณภาพก็ต้องลงทุนกันหน่อย อาหารเสริมจำเป็นหรือ มาอัพเดทราคาพร้อมข้อเท็จจริงกันเถอะ วันพฤหัสที่ 19 มิถุนายน 2557  สิ่งจำเป็นที่เรายังไม่มีข้อมูลเพียงพอ

แพ้ ยาแก้อักเสบ ทำให้เมาได้จริงหรือ?
ชาดำ /  สารตกค้าง / 

จากข่าวบันเทิงที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นข่าวของดาราชาย โฬม พัชฏะ ที่ไปออกงานอีเว้นท์งานหนึ่ง โดยระหว่างที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ หนุ่มโฬมก็มีอาการแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด อาทิ พูดเสียงสูง, พูดกระดกลิ้นรัว, ตาปรือ, หน้าซีด, ยืนไม่นิ่ง และมีท่าทางประกอบการพูดที่ผิดกับปกติไปมาก คล้ายคนที่มีอาการมึนเมา ทั้งนี้ทางผู้จัดการส่วนตัวของหนุ่ม โฬม พัชฏะ เผยเป็นอาการจากการเบลอและแพ้ยาแก้อักเสบที่กินเข้าไปก่อนที่จะมาร่วมงานดังกล่าว ซึ่งทำให้หลายคนสงสัยว่า การแพ้ ยาแก้อักเสบ จะทำให้เกิดอาการเบลอ มึนเมา ได้เช่นนี้หรือ? วันนี้เราเลยนำความรู้เกี่ยวกับ ยาแก้อักเสบ มาฝากกันค่ะ ไปดูกันเลยดีกว่า อย่างแรกเลยเราต้องทำความเข้าใจกันใหม่เสียก่อน เนื่องจากคนไทยมักชอบเรียกชื่อยาแบบผิดๆ ซึ่งมักเรียกยาปฏิชีวนะว่า "ยาแก้อักเสบ" ซึ่งเป็นการเรียกที่ไม่ถูกต้อง โดยยาปฏิชีวนะ และ ยาแก้อักเสบ แตกต่างกัน และใช้รักษาอาการป่วยที่ต่างกันด้วย โดยสรุปได้ง่ายๆดังนี้ ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin Antibiotics) อะมอกซิซิลลิน (Amoxycillin) เตตราไซคลีน (Tetracyclines) ซึ่งไม่มีฤทธิ์แก้ปวด หรือลดการอักเสบ ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส ใช้รักษาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น! เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นหนอง ยาแก้อักเสบ (NSAIDs ย่อมาจาก Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs) เป็นยาที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ แก้ปวด ลดไข้ เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน ซึ่งไม่มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียและไวรัส ใช้บรรเทาอาการปวด อาการอักเสบ เช่น ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ อาการเคล็ดขัดยอก เส้นเอ็นอักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ หากแพ้ยาปฏิชีวนะ และ ยาแก้อักเสบ จะมีอาการอย่างไร? อาการของคนแพ้ ยาปฏิชีวนะ พบบ่อย : อึดอัดในท้อง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ลำไส้ใหญ่อักเสบ มีอาการท้องเป็นตะคริวและท้องเดินอย่างรุนแรง ท้องเดินไม่หยุดจนกระทั่งอาจถ่ายเป็นเลือด ปากระบม ลิ้นเป็นฝ้า โลหิตจาง เลือดออกง่ายผิดปกติ จำนวนเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวลดต่ำ ติดเชื้อราในช่องปากและทวารหนัก พบได้น้อย : ระคายช่องคลอด เบื่ออาหาร คันนัยน์ตา และรู้สึกร้อนวูบวาบ พบได้น้อยมาก : ผิวหนังหรือตาขาวเป็นสีเหลือง อาการของคนแพ้ ยาแก้อักเสบ อาการแพ้แบบอันตราย ควรหยุดยาทันทีและปรึกษาแพทย์ในกรณีที่พบอาการดังต่อไปนี้ มีอาการแน่หน้าอก อ่อนแรง หายใจเหนื่อยหอบ อาการเตือนของสมองขาดเลือด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจาระดำ ไอเสมหะมีเลือดปน อาเจียนดำเหมือนน้ำโค๊ก บวมเท้า หรือน้ำหนักขึ้นมาก ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ คลื่นไส้อาเจียน แน่นชายโครง เบื่ออาหาร ปัสสาวะเข้ม อุจาระซีด ตัวเหลืองตาเหลือง มีผื่น เลือดออกง่ายกล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดอาการแพ้ชนิดรุนแรงได้แก่ ไข้ เจ็บคอ บวมใบหน้าหนังตา ผื่นลอกตามผิวหนัง ได้ Steven Johnson's syndrome,Erythema multiforme  ผลข้างเคียงจากยาที่พบโดยทั่วไป ระคายต่อกระเพาะ หากรับประทานขนาดยาไม่สูงและรับช่วงสั้นๆอาจจะมีอาการแน่นท้อง เสียดท้อง หากรับประทานยาในขนาดสูงและติดต่อกันเป็นเวลานานก็อาจจะทำให้เกิดโรคกระเพาะ และมีเลือดออกได้ ตับอักเสบ หากรับประทานยากลุ่มนี้ในขนาดสูงเป็นระยะเวลานาน ไต การใช้ยากลุ่มนี้แม้ว่าในระยะสั้นก็อาจจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และมีปัญหากับไต ดังนั้นคงต้องติดตามความดันและการทำงานของไต หูอื้อ พบมากในผู้ที่รับประทานยาในขนาดสูง มึนงง เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล เจ็บคอ ผื่นคันเล็กน้อย ได้รู้จักยาปฏิชีวนะและ ยาแก้อักเสบ รวมถึงอาการแพ้ยากันไปแล้วนะคะ ส่วนในกรณีของหนุ่ม โฬม พัชฏะ เอง เราก็ไม่ทราบว่าได้รับประทานยาตัวไหนไปเข้าไป และแพ้ยาตัวไหน เพราะผู้จัดการได้ออกมาบอกแค่ว่า ยาแก้อักเสบ เอาเป็นว่าหากเราป่วย ก็ควรพักผ่อน หาหมอและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีของตัวเองนะคะ แล้วอย่าลืมสังเกตตัวเองด้วยว่า แพ้ยาตัวไหนหรือเปล่า? ขอบคุณข้อมูลจาก : www.siamhealth.net www.vcharkarn.com Rational Drug Use (Facebook) เรียบเรียงโดย : health.mthai.com สปิริต โฬม เบลอยาแก้อักเสบ ยังไม่ทิ้งงาน ------------------------------------------------------------------------------------------------------

ไซนัสอักเสบ รักษาได้จริงหรือ?
ธัญพืช /  โรคไซนัสอักเสบ / 

นอกจากไข้หวัดและโรคภูมิแพ้ โรคในระบบทางเดินหายใจโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในคนไทยก็คือโรค ไซนัสอักเสบ ซึ่งทั้ง 3 โรคนี้มีอาการใกล้เคียงกันมาก จนบางครั้งผู้ป่วยเกิดความสับสนและนำไปสู่การรักษาที่ผิดวิธี ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ นอกจากนั้นผู้ป่วยบางรายก็ยังมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ จนไม่แน่ใจว่าโรคนี้สามารถรักษาได้หรือไม่ รายการ “ล้ำยุคเรื่องสุขภาพ” ช่วงสุขภาพดีกับพรีม่าในครั้งนี้ จึงขออาสาไปค้นหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องของ ไซนัสอักเสบ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.พงศกร ตันติลีปิกร ผู้ช่วยคณะบดีฝ่ายวิจัย และอาจารย์ประจำภาควิชาโสต สอ นาสิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่จะมาช่วยไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ไซนัสอักเสบ คืออะไร? ไซนัสเป็นโพรงอากาศที่อยู่บริเวณข้าง ๆ จมูก มีอยู่ด้วยกัน 4 คู่ โดยอยู่ที่บริเวณหัวคิ้ว หว่างตา โหนกแก้ม และใต้สมอง หากมีน้ำมูกตกค้างในโพรงจมูกนั้น และมีการติดเชื้อที่เยื่อบุโพรงไซนัส ก็จะเรียกว่า ไซนัสอักเสบ โดยไซนัสอักเสบแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ไซนัสอักเสบ แบบเฉียบพลัน และ ไซนัสอักเสบ แบบเรื้อรัง สาเหตุที่ทำให้เกิด ไซนัสอักเสบ ส่วนใหญ่ ไซนัสอักเสบ มักจะเกิดจากโพรงจมูกอักเสบ แต่อาจมีบางส่วนซึ่งเป็นส่วนน้อยเกิดจากฟันผุแล้วลามไปที่ไซนัส ซึ่งฟันผุที่เป็นสาเหตุของ ไซนัสอักเสบ มักจะเป็นฟันกราม นอกจากนั้นยังพบว่าคนที่เป็นหวัดบ่อย ๆ หรือ นาน ๆ ก็อาจจะเสี่ยงต่อการเป็น ไซนัสอักเสบ ได้ด้วย โดยในผู้ที่เป็นหวัดนานกว่า 10 วัน หรือเป็นหวัดนานกว่า 5 วันแล้วอาการที่คล้ายหวัดนั้นเป็นเพิ่มขึ้น ประกอบกับมีน้ำมูกไหลลงคอ มีอาการปวดบริเวณโพรงไซนัส เช่น ปวดโหนกแก้ม ปวดหัวคิ้ว ก็อาจจะต้องคำนึงว่าไม่ได้ป่วยเป็นหวัดธรรมดา nederlandsegokken.nl แต่ได้พัฒนาจากหวัดกลายเป็นโพรง ไซนัสอักเสบ แล้ว ซึ่งผู้ป่วยก็จะมีอาการรุนแรงกว่าเป็นหวัดธรรมดา และในระยะเวลาที่นานกว่าเป็นหวัดธรรมดา อาการของ ไซนัสอักเสบ แตกต่างจากอาการของภูมิแพ้และไข้หวัดอย่างไร? ไซนัสอักเสบ ภูมิแพ้ และไข้หวัด เป็นภาวะที่มีอาการคล้ายคลึงกันมาก แต่ก็สามารถสังเกตถึงความแตกต่างได้ โดยในผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้ นอกจากจะมีอาการคัดจมูกและมีน้ำมูกแล้วก็จะมีอาการคัน จาม ร่วมด้วย และในผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้ก็มักจะพบว่ามีเคยประวัติเป็นโรคนี้มาแล้วตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากนั้นยังสามารถสังเกตได้จากลักษณะของน้ำมูก หากน้ำมูกมีลักษณะไม่ใส และไม่มีอาการคัน จาม หรือเจ็บคอร่วมด้วย ก็น่าจะสงสัยว่าเป็น ไซนัสอักเสบ มากกว่า แต่หากจะให้ชัดเจนมากขึ้นก็ควรไปพบแพทย์เพื่อส่องตรวจในโพรงจมูกว่าเป็น ไซนัสอักเสบ ภูมิแพ้ หรือไข้หวัดกันแน่ อาการปวดจาก ไซนัสอักเสบ อาการปวดเนื่องจาก ไซนัสอักเสบ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของไซนัสที่มีอาการอักเสบ หากเกิดการอักเสบของไซนัสที่บริเวณหัวคิ้ว ก็จะมีอาการปวดตรงบริเวณหน้าผาก และปวดร้าวไปที่ศีรษะเป็นอย่างมาก แต่หากเกิดการอักเสบของไซนัสที่บริเวณแก้มก็จะปวดบริเวณโหนกแก้ม เป็นต้น อันตรายของ ไซนัสอักเสบ ในกรณีที่เป็นไซนัสอักเสบ หากมีน้ำมูกไหลลงคอมาก ๆ ก็อาจจะเกิดผลแทรกซ้อนต่ออวัยวะอื่น ๆ ตามมา เช่น หูอื้อ หูชั้นกลางอักเสบ คออักเสบเรื้อรัง หรือ หลอดลมอักเสบ และหากผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่ำ เช่น เป็นเบาหวานที่ควบคุมไม่ดี หรือเป็นโรคไต ไซนัสอักเสบที่เกิดขึ้นก็อาจจะเป็นไซนัสจากเชื้อรา ซึ่งอาจแพร่กระจายไปยังที่อื่น เช่น เข้าตา หรือเข้าสมอง แต่ก็พบได้ไม่บ่อยนัก อย่างไรก็ตามหากเป็นไซนัสอักเสบก็ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงด้วย การรักษาโรค ไซนัสอักเสบ ในการรักษาโรค ไซนัสอักเสบ จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบ ในระยะเวลาที่เหมาะสม และเพียงพอ เพราะหากรับประทานยาไม่ครบ เชื้อที่ทำให้เกิด ไซนัสอักเสบ ก็จะดื้อยา นอกจากนั้นในผู้ป่วยบางรายก็อาจจะต้องใช้การล้างจมูก อบจมูกด้วยไอน้ำเดือด ใช้ยาพ่นโพรงจมูก หรือใช้เครื่องมือเข้าไปดูดหนองออกจากโพรงไซนัส และสำหรับในผู้ที่เป็น ไซนัสอักเสบ เรื้อรังร่วมกับเป็นริดสีดวงจมูกขนาดใหญ่ ก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องส่องกล้องเข้าไปในโพรงจมูกเพื่อขยายโพรงไซนัสและดูดหนองออกมา นวัตกรรมใหม่ ๆ ทางการแพทย์ในการรักษา ไซนัสอักเสบ ปัจจุบันเรามียานวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถควบคุมเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิด ไซนัสอักเสบ ได้ดีขึ้น และมียาพ่นโพรงจมูกที่สามารถลดอาการบวมของโพรงจมูกโดยที่ไม่ทำให้ผู้ป่วยติดยาพ่นนั้น นอกจากนั้นในผู้ป่วยบางรายที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด เครื่องมือและเทคโนโลยีในใหม่ ๆ ก็ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับผลแทรกซ้อนน้อยลงมาก ไซนัสอักเสบ สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่? หากเป็น ไซนัสอักเสบ ที่ไม่มีภาวะภูมิแพ้ร่วมด้วย และได้รับการรักษาที่เหมาะสม รวมทั้งใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ก็มีโอกาสที่จะหายขาดได้ แต่หากเป็น ไซนัสอักเสบ ร่วมกับภาวะภูมิแพ้ ภาวะภูมิแพ้ก็อาจจะทำให้ ไซนัสอักเสบ กลับมาเป็นซ้ำได้ นอกจากนั้นในกรณีของผู้ที่เป็น ไซนัสอักเสบ แบบเฉียบพลัน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม และไม่ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไซนัสอักเสบ แบบเฉียบพลันนั้นก็จะกลายเป็น ไซนัสอักเสบ แบบเรื้อรังในที่สุด ดูแลตนเองให้ห่างไกลจาก ไซนัสอักเสบ สำหรับผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้หรือมีจมูกอักเสบได้ง่ายควรพยายามหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีสารก่อความระคายเคืองหรือมีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น ควัน ขนสัตว์ และในผู้ที่เป็น ไซนัสอักเสบ อยู่แล้วก็ควรใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างครบถ้วนและเหมาะสม เพื่อโอกาสในการหายขาดจากโรคและป้องกันการเกิดปัญหาเชื้อดื้อต่อยา ขอบคุณที่มาจาก : รศ.นพ.พงศกร ตันติลีปิกร www.prema.or.th

ดอกมะลิวันแม่ ราคาพุ่ง คาดแตะลิตรละ400
ดอกมะลิ /  บอกรักแม่ / 

ราคาดอกมะลิปรับขึ้น ในช่วงวันแม่แห่งชาติ คาดจะสูงถึงลิตรละ 400 บาท ขณะที่มีผลผลิตน้อยลง สำหรับราคาดอกมะลิช่วงวันแม่แห่งชาติ ในพื้นที่ จ.นครปฐม โดยเฉพาะดอกมะลิพันธุ์เพชร เริ่มปรับราคาสูงขึ้น เนื่องจากไม่มีผลผลิต เพราะมีโรคเชื้อรารบกวน และแมลงดูดน้ำเลี้ยงมากว่า 1 อาทิตย์ นายละออง จันทร์หอม อายุ 60 ปี เกษตรกรปลูกดอกมะลิพันธุ์เพชร กล่าวว่า มีสวนมะลิ กว่า 1 ไร่ ที่ทำการปลูกมะลิพันธุ์เพชร มากว่า 4 ปี ต่างเก็บผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน วันละ 5 ถึง 8 ลิตร สาเหตุที่แปลงมะลิยังคงออกดอกได้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากมีสารชีวภาพสูตรเฉพาะที่หมักเอง และนำมาฉีดที่พุ่มต้นด้วย จึงมีผลผลิตที่ดีกว่าเกษตรกรรายอื่น ๆ ส่วนราคาในขณะนี้ พ่อค้าที่มาซื้อให้ราคาที่ลิตรละ 250 ถึง 300 บาท จึงคาดว่าในวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. 57 ดอกมะลิคงจะขยับสูงขึ้นไปที่ประมาณลิตรละ 400 บาท

วิธีป้องกันกล้องถ่ายรูปเปียกน้ำวันสงกรานต์
วิธีป้องกันกล้องถ่ายรูปเปียกน้ำ /  วิธีป้องกันมือถือเปียกน้ำวันสงกรานต์ / 

วิธีป้องกันกล้องถ่ายรูปเปียกน้ำวันสงกรานต์ ภาพจดจำของประเพณี "สงกรานต์" ในทุกปี คงหนีไม่พ้นภาพประทับใจอันชุ่มไปด้วยสายน้ำจากกระบอกปืน ขัน สายยาง นานากลเม็ดแห่งการสาด ที่ผู้คนงัดออกมาสู้กันเพื่อสร้างรอยยิ้ม แต่หลายคนอาจจะยิ้มไม่ออก ถ้าแชะภาพอยู่ดีๆ พี่น้ำกระหน่ำมาใส่กล้อง ดับอนาถเครื่องมือทำมาหากินคามือ บางตัวราคาแพงกว่ามือถือหลายเท่า อยากรู้หนทางกันเศร้า เห็นทีต้องจัดไป "วิธีป้องกันกล้องถ่ายรูปเปียกน้ำวันสงกรานต์" สำหรับกล้องตัวเล็กๆ กะทัดรัด "วิธีป้องกันกล้องถ่ายรูปเปียกน้ำ" ไม่ต่างจาก "วิธีป้องกันมือถือเปียกน้ำวันสงกรานต์" เพราะสามารถใช้ "ถุงพลาสติกผูกหนังสติ๊ก" หรือ "ซองใส" "ซองพลาสติก" แบบเดียวกันได้ หาง่าย เพราะกระแสเค้ามา เค้าฮิต!! หรือจะกันกล้องเปียกน้ำด้วยวิถีเฉพาะ ด้วย "เคสกล้องกันน้ำ" ที่ได้มาตรฐานสามารถกันน้ำเข้าได้เป็นอย่างดี "เคสกล้องกันน้ำ" หากสัมภาระเยอะ ควรกันพลาดเสริมไว้อีกหนึ่งชั้น ด้วย "ถุงกันน้ำ" เป็น "วิธีป้องกันกล้องถ่ายรูปเปียกน้ำ" และอุปกรณ์ต่างๆ ขณะกำลังสาดกันอย่างเพลิดเพลิน ก่อนซื้อควรดูให้ละเอียด เลือกกระเป๋าที่ประกอบด้วยซิปกันน้ำ และมีถุงกันน้ำสำหรับสวมทับอีกที "วิธีป้องกันกล้องถ่ายรูปเปียกน้ำ" แบบอุตริคิด แต่อาจได้ผลสะกิดใจใครต่อใคร "ถุงยางอนามัย" นั่นไง ใครช่างสร้างสรรค์?? (โปรดใช้วิจารณญาณในการพก!!) หลังจากผ่านศึกสายน้ำมาหมาดๆ ปลอดภัยด้วย "วิธีป้องกันกล้องถ่ายรูปเปียกน้ำ" แล้ว ควรทำความสะอาดหลังใช้งานกล้องทุกครั้ง ทั้งตัวกล้องและเลนส์ อย่าให้มีหยดน้ำ ละอองน้ำ หรือแม้แต่ฝุ่นเกาะ นำกล้องไว้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ย้ำว่าอย่าเพิ่งเก็บกล้องลงกระเป๋า!! เพราะเจ้ากระเป๋ากล้องนี่แหละเป็นแหล่งอับชื้น ที่คอยยื่นมือพาเชื้อราเข้าบ้าน!! ............................................................................... วิธีป้องกันกล้องถ่ายรูปเปียกน้ำวันสงกรานต์ สงกรานต์เที่ยวไหนดี? เรามีคำตอบ! ประเพณีสงกรานต์ สืบสานตำนานไทย

นศ.ไทยเจ๋ง ทำหนังสั้น อิงเกมส์ดัง The Last of Us
The Last of Us /  หนังสั้น The Last of Us / 

นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภาควิชาภาพยนตร์กลุ่มหนึ่ง ได้จัดทำภาพยนตร์สั้น อิงจากวิดีโอเกมส์ชื่อดังอย่าง The Last of Us เกมส์แอคชั่นผจญภัยบนเครื่อง PlayStation 3 และ PlayStation 4 สำหรับคลิปดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของวิช­า Art Direction (กำกับศิลป์) ภาควิชาภาพยนตร์ ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยตัวละครหลักของเรื่องได้พยายามหาบุคคลที่เสมือนกับตัวละครเกมส์จริงๆ ซึ่งตัวละครหญิงอย่าง"เอลลี่" ก็มีความคล้ายคลึงกับตัวเอกของเกมส์มากที่สุด สอดคล้องกับบรรยากาศของเรื่องที่แสดงถึงเมืองร้างที่ถูกครอบคลุมกักบริเวณมาเป็นเวลานาน เกมส์ The Last of Us เป็นเกมส์ผจญภัย จากผู้สร้างเกมส์ Uncharted เกมส์ผจญภัยชื่อดัง นำ เสนอหลังเมืองล่มสลาย เมื่อเชื้อรากลายเป็นชีววัตถุอันตรายที่สามารถคร่าชีวิตผู้คนนับล้าน ทำให้สิ่งมีชีวิตต้องกลายสภาพเป็นเมืองร้าง โดยผู้รอดชีวิตที่อาศัยอยู่ในเมืองที่หลบหนีไม่ทัน ต้องถูกตีตราเป็นเหล่าผู้ติดเชื้อและต้องอยู่ในพื้นที่กักกัน ผู้คนกลับกลายไม่เป็นมิตร หาวิถีทางยังชีพ เปรียบดั่ง”ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” และต้องกลายสภาพเป็นผู้ติดเชื้อหรือพวกวิกลจริตที่ต้องเอาตัวชีวิตรอดและหา ทางออกจากเมืองแห่งนี้ และพื้นที่กักกังแห่งนี้ ได้ถูกควบคุมโดยกองทัพทหารอเมริกาที่ออกคำสั่งกฏอัยการศึกเพื่อตรวจสอบเหล่า ผู้ติดเชื้อที่พยายามแข็งกร้าวและพร้อมกำจัดทุกเมื่อ ผู้ เล่นรับบทเป็น Joel พ่อค้าตลาดเมืองที่ติดอยู่ในพื้นที่กักกัน ได้รับมอบหมายช่วยเหลือเด็กสาว Ellie หาทางรอดออกจากเมืองอันโหดร้ายแห่งนี้ให้ได้

คันหู ทำอย่างไรดี
คันหู /  หู / 

อาการ คันหู เป็นอาการที่พบได้บ่อย และเป็นที่น่ารำคาญแก่ผู้ที่มีอาการดังกล่าว อาการ คันหู เกิดจากหลายสาเหตุ  ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักใช้ไม้พันสำลีปั่นหูชั้นนอก หรือใช้นิ้วแคะ, ขยี้ หรือปั่นรูหูเพื่อบรรเทาอาการคัน ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังของหูชั้นนอกอักเสบมากขึ้น เกิดอาการคันมากขึ้น หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนกลายเป็นหูชั้นนอกอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเกิดฝีของหูชั้นนอกตามมา สาเหตุของอาการ คันหู 1.  การอักเสบเรื้อรังของหูชั้นนอก (chronic otitis externa) เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด มักเกิดจากผู้ป่วยใช้ไม้พันสำลีปั่นช่องหูชั้นนอกเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังอาบน้ำ แล้วน้ำเข้าหู ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของผิวหนังของหูชั้นนอก ทำให้เกิดอาการคันหูเรื้อรัง หรือเป็นๆ หายๆ 2.  การติดเชื้อราของช่องหูชั้นนอก (otomycosis) ทำให้มีอาการคันหูได้ 3.  หูชั้นกลางอักเสบ แล้วเยื่อบุแก้วหูทะลุ มีหนองไหลออกมา ทำให้เกิดการอักเสบของหูชั้นนอกตามมา (secondary otitis externa) ซึ่งทำให้เกิดอาการคันหูได้ 4.  โรคทางกายบางชนิดที่ทำให้มีอาการคันของหูชั้นนอกได้ เช่น โรคตับ  (เช่นโรคตับอักเสบ), เบาหวาน, โรคเลือด, มะเร็ง, มะเร็งต่อมน้ำเหลือง, โรคไตวายเรื้อรัง 5.  โรคของผิวหนังเองที่มีการอักเสบของช่องหูชั้นนอก หรือใบหูร่วมด้วย ได้แก่ โรคสะเก็ดเงิน (psoriasis), โรคต่อมไขมันอักเสบ (seborrheic dermatitis), โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ การวินิจฉัยอาการ คันหู สามารถทำได้โดยซักประวัติ โดยอาจซักถามอาการอื่นๆ ที่อาจเกิดร่วมด้วย เช่น หูอื้อ, เสียงดังในหู, มีหนองไหลจากหู  และตรวจหู อาจเห็นผิวหนังของช่องหูแห้ง  แดง  หนา  เป็นขุย หรือเป็นแผล  พบรอยถลอก หรือลักษณะของผิวหนังอักเสบได้ การรักษาอาการ คันหู รับประทานยาแก้แพ้ (antihistamine) ให้หายคัน อาจใช้ยาสเตียรอยด์ ทาหรือหยอดหู เพื่อลดอาการอักเสบ และอาการคัน รักษาตามสาเหตุของอาการคัน แนะนำให้ผู้ป่วยเลิกใช้ไม้พันสำลี หรือนิ้วในการปั่นช่องหู ถ้าคันมาก แนะนำให้การรักษาโดยข้อ 1 และ ข้อ 2  อาจขยี้ตรงช่องหูเบาๆ ได้ แนะนำให้ผู้ป่วยระวังไม่ให้น้ำเข้าหู เนื่องจากผู้ป่วยมักใช้ไม้พันสำลีซับน้ำในช่องหูหลังอาบน้ำ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวหนังช่องหูเรื้อรัง ทำให้เกิดการอักเสบ และอาการคันขึ้นอีก  อาจใส่หมวกเวลาอาบน้ำ หรือใช้สำลี หรือที่อุดหูสำหรับนักดำน้ำซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์กีฬา อุดหูระหว่างอาบน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำเข้าหู ขอบคุณที่มาจาก : รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ไม่ล้างแอร์นานๆรับเชื้อแบคทีเรีย เสี่ยง! ปอดอักเสบ
ปอดอักเสบ /  ล้างแอร์ / 

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยแอร์มีความชื้น ทั้งตัวแอร์และท่อของแอร์ที่ก่อให้เกิด  การเจริญเติบโตของเชื้อโรค แนะควรล้างแอร์เป็นประจำ เพราะหากได้รับเชื้อสะสมเป็นเวลานานอาจเสี่ยงเกิดโรค ปอดอักเสบ ดร.นพ.พรเทพ  ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า แอร์ที่ใช้กันเพื่อคลายร้อนในเวลากลางวันและกลางคืน อาทิ ที่ทำงาน ที่บ้าน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น  อาจแฝงไปด้วยภัยร้าย เพราะในแอร์มีความชื้น ทั้งตัวแอร์และท่อของแอร์ที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสหรือเชื้อรา โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียลิจิโอเนลลานิวโมฟิวลา ซึ่งหากหายใจเอาฝอยละอองน้ำที่มีเชื้อนี้ปนเปื้อนเข้าไปจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ โดยลักษณะอาการมี 2 แบบคือ แบบปอดอักเสบรุนแรง  มีไข้สูง ไอ  หนาวสั่น เรียกว่าโรคลิเจียนแนร์ และแบบที่มีลักษณะคล้ายไข้หวัดใหญ่ เรียกไข้ปอน ตีแอกหรือปอนเตียก ดร.นพ.พรเทพ กล่าวต่อไปว่า สำหรับแอร์แบบระบบรวมควรเปิดน้ำทิ้งจากหอหล่อเย็นให้แห้งเมื่อไม่ได้ใช้  ทำความสะอาดขัดถูคราบไคลตะกอน เติมน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อฆ่าเชื้อรา และทำความสะอาดหอหล่อเย็นอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อเดือน  ไม่ให้มีตะไคร่เกาะ ทำลายเชื้อโดยใส่คลอรีนให้มีความเข้มข้น 10 ppm  (10 ส่วนในล้านส่วน) เข้าท่อที่ไปหอผึ่งเย็นให้ทั่วถึง ทั้งระบบไม่น้อยกว่า 3-6 ชั่วโมง หลังจากนั้นรักษาระดับคลอรีนให้ความเข้มข้นไม่น้อยกว่า 0.2 ppm  (0.2 ส่วนในล้านส่วน) และแอร์ในห้องพัก ต้องทำความสะอาดถาดรอง น้ำที่หยดจากท่อคอยส์เย็นทุก 1-2 สัปดาห์ ไม่ให้มีตะไคร่เกาะหรือใส่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคน ตามมาตรฐานประกาศกรมอนามัย เรื่อง ข้อปฏิบัติการควบคุมเชื้อลิจิโอเนลลาในหอผึ่งของอาคารในประเทศไทย และสำหรับแอร์ที่ใช้ตามบ้านเรือน เมื่อเปิดแอร์ควรสังเกตว่าอากาศที่ออกมาจากแอร์มีกลิ่นเหม็นหรือมีกลิ่นอับหรือไม่ หากมีกลิ่นในเบื้องต้น ควรล้างทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศที่อยู่ในแอร์ด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค หากล้างทำความสะอาดแล้วกลิ่นไม่หาย ควรเรียกช่างเพื่อทำความสะอาดแบบเต็มระบบ “ทั้งนี้ การล้างทำความสะอาดแอร์ควรทำเป็นประจำ โดยดูตามความเหมาะสมจากสภาพแวดล้อมและการใช้งาน หากเป็นแผ่นกรองอากาศควรล้างด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคแล้วใช้น้ำฉีดแรง ๆ ที่ด้านหลัง ด้านที่ไม่ได้รับฝุ่นให้ฝุ่นและ  สิ่งสกปรกหลุดออกอย่างน้อยเดือนละครั้ง และควรล้างแอร์แบบเต็มระบบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเช่นเดียวกัน แต่หากใช้เป็นประจำทุกวัน ควรล้างทำความสะอาดประมาณ 6 เดือนต่อครั้ง เพราะนอกจากจะช่วยลดเชื้อโรคที่อาจสะสมอยู่ในแอร์แล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้อีกด้วย” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด ขอบคุณที่มาจาก : สำนักสื่อสารและตอบโต้ความเสี่ยง / กรมอนามัย