เชื้อรา

แดน-บีม สุดคิดถึง! ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี
แดน วรเวช /  บีม กวี / 

ทุกวันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันที่แฟนๆ D2B ยังคงจดจำได้ดี เพราะเป็นวันจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ บิ๊ก ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ หรือ บิ๊ก D2B ที่เสียชีวิตด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือด หลังประสบอุบัติขับรถตกคูน้ำ ส่งผลให้มีอาการโคม่า น้ำท่วมปอดและเชื้อราในสมอง เป็นเจ้าชายนิทรามานานหลายปี ล่าสุดวานนี้ (9 ธ.ค.) สองเพื่อนรักอย่าง แดน วรเวช และ บีม กวี ได้เดินทางมาร่วมทำบุญพร้อม คุณพ่อ คุณแม่ และครอบครัวของ หนุ่มบิ๊ก รวมทั้งแฟนคลับ ณ วัดหนามแดง จ.สมุทรปราการ เนื่องในวันครบรอบการจากไป 8 ปีเต็ม ท่ามกลางความคิดถึงของแฟนๆ บิ๊ก D2B อย่างท่วมท้น ขอบคุณภาพจาก IG @danworrawech, beamkawee, mook_ladyofthakrit, nging_maneerat, thanyazz ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี ทำบุญ บิ๊ก D2B จากไปครบ 8 ปี บิ๊ก-แดน-บีม D2B

ระวัง! โรคติดต่อ จาก ร้านเสริมสวย อาจมีเชื้อราเป็นของแถม
ทำผม /  ร้านเสริมสวย / 

         ความจริงแล้ว เชื้อรา เราสามารถพบได้ทั่วไป ถ้าอุปกรณ์ทำผมชื้น แล้วไม่มีการทำความสะอาดเชื้อราก็จะสะสมได้ หลังจากที่ทำการสุ่มตรวจร้านเสริมสวยมีการพบ เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ในอุปกรณ์เสริมสวย โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่โดนความชื้น เช่น กรรไกรตัดผม แปรงม้วนผม หวี กิ๊บติดผม กรรไกรตัดหนัง ที่แคะเล็บ ตะไบเล็บ ซึ่งมีการปนเปื้อนของเชื้อรา ถึงร้อยละ 85 4 โรคติดต่อ ที่ต้องระวัง คือ 1.โรคเชื้อราผิวหนัง สามารถพบได้จากผ้าเช็ดผม อุปกรณ์ทำผมต่างๆ 2.โรคจากเชื้อไวรัส เช่น โรคหูด 3.โรคจากเชื้อแบคทีเรีย เกิดจากอุปกรณ์ทั่วไปในร้านเสริมสวย 4.โรคติดเชื้อจากปรสิต เช่น ติดเหาจากหวีแปรงต่างๆ         นอกจากนี้ยังมีอีกหลายโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสารเคมีที่ใช้ในร้านเสริมสวย ไม่ว่าจะเป็นยาย้อมผม ดัดผม ทำสี หรือสเปรย์ เบื้องต้นสาวๆ women mthai ควรสังเกตร้านเสริมสวยที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อที่ร่างกายจะได้ไม่รับสารเคมีมากจนเกินไป และควรสังเกตภายในร้านและอุปกรณ์ต่างๆ ว่ามีความสะอาดหรือไม่   เรียบเรียงโดย Women Mthai Team

อาลัย!! 4 คนบันเทิงผู้ยิ่งใหญ่ “มิตร-พุ่มพวง-บิ๊ก-ปอ”
ปอ ทฤษฎี /  ข่าวปอ ทฤษฎี ล่าสุด / 

เป็นสัจธรรมที่ว่ามีเกิดขึ้นก็ต้องมีดับไป และการสูญเสียที่เกิดขึ้นแก่คนในวงการบันเทิงที่ผ่านมาก็มีไม่น้อย แม้ตัวจะจากไปแล้วแต่พวกเขาได้สร้างความดี ความประทับใจ เป็นคนบันเทิงผู้ยิ่งใหญ่ และยังคงอยู่ในใจเสมอ!!! ฮีโร่แห่งตำนาน “มิตร ชัยบัญชา” มิตร ชัยบัญชา เป็นตำนานที่น่าจดจำสำหรับฮีโร่วีระบุรุษชุดดำขวัญใจมหาชน ซึ่งโด่งดังในบทของ อินทรีแดง มิตร ชัยบัญชา เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงไทยช่วงปลายปี 2499 และเป็นพระเอกภาพยนตร์ไทยในช่วง พ.ศ.2500 – 2513 รวมผลงานในขณะนั้น 266 เรื่องจากทั้งสิ้น 300 กว่าเรื่อง ซึ่ง มิตร ชัยบัญชา มีผลงานการแสดงที่โดดเด่นมากและหลากหลายทุกแนว ไม่ว่าจะเป็นบทบู๊ รัก ตลก หรือ ดราม่า เขาทำได้หมด มิตร ชัยบัญชา ภาพยนตร์อินทรีแดง เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2513 มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตขณะถ่ายทำฉากโหนบันไดเชือกเฮลิคอปเตอร์ซึ่งเป็นฉากสุดท้ายจากภาพยนตร์เรื่อง อินทรีทอง ในภาพยนตร์ชุด อินทรีแดง เรื่องที่ 6 ที่ มิตร ชัยบัญชา แสดงในบท โรม ฤทธิไกร หรือ อินทรีแดง โดยเขาตกลงว่าจะแสดงฉากนี้ด้วยตัวเอง แต่ด้วยความผิดพลาดทางเทคนิคและแรงกระตุกของเครื่องบิน ทำให้เขาไม่ได้เหยียบบนบันได ต้องโหนตัวอยู่เป็นเวลานาน และได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการใช้ข้อมือซ้ายเกี่ยวพันกับบันไดลิง แต่เชือกบากข้ดมือจนเกือบขาด เขาจึงตัดสินใจแกะเชือกที่รัดข้อมือแล้วปล่อยตัวลงมา โดยตั้งใจว่าจะลงสู่บึง แต่ด้วยแรงลมทำให้เขาตกลงมากระแทกพื้นตรงจอมปลวก จากความสูง 300 ฟุต เสียชีวิตทันที มิตร ชัยบัญชา ภาพยนตร์อินทรีทอง ศพของ มิตร ชัยบัญชา ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดแคนางเลิ้ง หลังจากครบ 100 วัน มีการพระราชทานเพลิงศพโดยได้ย้ายจากวัดแคนางเลิ้งไปวัดเทพศิรินทร์ มีประชาชนหลั่งไหลไปร่วมงานกว่า 3 แสนคนมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ และได้มีการตั้งศาลบริเวณ หาดจอมเทียน พัทยาใต้ สถานที่ที่ มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิต และได้มีการปรับปรุงสร้างรูปหล่อของ มิตร ชัยบัญชา ในชุดอินทรีทอง ไว้ที่ศาลด้วย หลังจากนั้นช่วง พ.ศ.2549 – 2550 มีการรวมใจสร้างอนุสรณ์สถานมิตร ชัยบัญชา พร้อมหุ่นไฟเบอร์กลาส ที่บ้านไสค้าน จ.เพชรบุรี บ้านเดิมของ มิตร ชัยบัญชา ฮีโร่ในตำนานด้วย มิตร ชัยบัญชา มิตร ชัยบัญชา โปสเตอร์ภาพยนตร์ มิตร ชัยบัญชา ราชินีลูกทุ่ง “พุ่มพวง ดวงจันทร์” พุ่มพวง ดวงจันทร์ พุ่มพวง ดวงจันทร์ หรือ ผึ้ง นักร้องเพลงลูกทุ่ง เจ้าของฉายา ราชินีลูกทุ่ง ผู้มีน้ำเสียงไพเราะ โดดเด่น จำเนื้อเพลงได้โดยที่เธอไม่รู้หนังสือ และยังเป็นแม่แบบให้กับนักร้องรุ่นหลัง แม้จะไม่ได้เรียนและอ่านหนังสือไม่ออก แต่ความจำดีเยี่ยม เริ่มหัดร้องเพลงและเข้าประกวดตามงานต่างๆ ตั้งแต่อายุ 8 ปี โดยใช้ชื่อว่า น้ำผึ้ง ณ ไร่อ้อย พุ่มพวง ดวงจันทร์ เมื่อไวพจน์ เพชรสุพรรณ นำวงดนตรีมาแสดงที่วัดทับกระดาน และได้เห็นความสามารถของผึ้งจึงรับเป็นบุตรบุญธรรมและพาไปอยู่กรุงเทพฯ ก่อนที่จะแต่งเพลงและอัดแผ่นเสียงชุดแรกให้ ชื่อเพลง แก้วรอพี่ เพลงแต่งแก้กับเพลง แก้วจ๋า โดยใช้ชื่อในการร้องเพลงว่า น้ำผึ้ง เมืองสุพรรณ และได้แยกออกจากวงดนตรีของไวพจน์ ไปอยู่วงดนตรีอื่นๆ ในเวลาต่อมา ครูเพลงลูกทุ่งชื่อดัง มนต์ เมืองเหนือ รับเป็นลูกศิษย์ และเปลี่ยนชื่อให้เป็น "พุ่มพวง ดวงจันทร์" ได้รับบันทึกเสียง และได้ตั้งวงดนตรีเป็นของตนเองมีเพลงดังมากมาย อาทิ หนูไม่รู้, หนูไม่เอา, ตั๊กแตนผูกโบว์ ฯลฯ และมีงานภาพยนตร์หลายเรื่อง พุ่มพวง ดวงจันทร์ พุ่มพวงได้รับรางวัลพระราชทานเสาอากาศทองคำพระราชทาน จากสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ ในปี พ.ศ.2521 จากเพลง “อกสาวเหนือสะอื้น” นอกจากนี้ ยังได้เป็นผู้ร้องเพลง "ส้มตำ" พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ช่วงบั้นปลายของชีวิต พุ่มพวง ดวงจันทร์ ป่วยเป็นโรตไตขั้นรุนแรง จนต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลหลายแห่ง ขณะเดียวกันก็มีกระแสข่าวทะเลาะกับสามี ไกรสร แสงอนันท์ กระทั่ง พุ่มพวง ย้ายตัวมารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช พบว่าเธอป่วยด้วยโรคเอสแอลอี หรือ โรคแพ้ภูมิตัวเอง อาการขั้นรุนแรง ลุกลามถึงไต ในเวลาต่อมาแพทย์เจ้าของไข้ได้เปิดเผยว่าอาการของพุ่มพวงดีขึ้น แต่ทางด้านญาติของพุ่มพวงมีความเห็นว่าควรรักษาด้วยไสยศาสตร์ จึงพาพุ่มพวงไปรักษาด้วยวิธีทางไสยศาสตร์ที่ จ.พิษณุโลก หลังจากกราบไหว้พระพุทธชินราช พุ่มพวงก็เกิดอาการช็อกและหมดสติ ญาตินำส่งโรงพยาบาลพุทธชินราช กระทั่งถึงแก่กรรมอย่างสงบในวันที่ 13 มิ.ย.2535 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ได้มีการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ที่วัดทับกระดาน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2535 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธี นอกจากนี้ยังมีการสร้างหุ่นพุ่มพวง ตั้งอยู่ในศาลาริมสระน้ำ วัดทับกระดาน ซึ่งมีการจัดงานรำลึกถึงพุ่มพวงทุกปี ช่วง 13-15 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของเธอ และได้มีการนำชีวิตของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ มาสร้างเป็นละครและภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง พุ่มพวง ดวงจันทร์ หุ่นขี้ผึ้ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ “บิ๊ก ดีทูบี” บอยแบนด์ขวัญใจวัยรุ่น บิ๊ก ดีทูบี บิ๊ก อภิเชษฐ์ กิตติกรเจริญ หนึ่งหนุ่มบอยแบนด์ในสมาชิกวงดีทูบี ค่าย อาร์เอสฯ เข้าสู่วงการด้วยการประกวดร้องเพลงโครงการ Panasonic Star Challange และมีผลงานถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณาตามลำดับก่อนจะมาเป็นสมาชิกวงดีทูบี ขณะที่วงดีทูบี กำลังโด่งดังถึงขีดสุด บิ๊กเกิดประสบอุบัติเหตุขับรถยนต์ส่วนตัวตกคูน้ำย่านศรีนครินทร์ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ซึ่งบิ๊กมีอาการน้ำคำท่วมปอด แต่การรักษาเป็นไปได้ด้วยดี บิ๊กสามารถทักทายแฟนเพลงได้อีกครั้งด้วยการชูสองนิ้วสู้ตาย พร้อมการเขียนเป็นตัวอักษรบอกแฟนๆ ว่า "ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงครับเจอกันแน่นอนครับ" ก่อนที่บิ๊กจะอาการโคม่า บิ๊ก ดีทูบี แพทย์ตรวจพบเชื้อรา Scedosporium ในสมอง ซึ่งโอกาสรอดชีวิตมีเพียง 0.01% เท่านั้น และได้เปลี่ยนชื่อเป็น ปาณรวัฐ ซึ่งเป็นชื่อขอพระราชทานจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช มีความหมายว่า "ผู้มีชีวิตอยู่ตามคำขอ" เพื่อเป็นศิริมงคล บิ๊ก ดีทูบี ภายหลังการรักษาด้วยวัคซีนเฉพาะโรคและได้รับกำลังใจอย่างมากมาย บิ๊กรอดชีวิตและออกจากห้องไอซียูในเวลาต่อมา แต่กลายเป็นเจ้าชายนิทราซึ่งสร้างความเศร้าโศกแก่แฟนเพลงเป็นอย่างมาก บรรดาแฟนคลับต่างทั้งสวดมนต์ พับนกกระเรียน และทำทุกวิถีทางที่จะช่วยให้บิ๊กกลับมา แต่เบื้องหลังการดูแลบิ๊กทั้งหมดก็คือ นายอุดมและนางยุพา กิตติกรเจริญ คุณพ่อคุณแม่ของ บิ๊ก ที่อยู่เคียงข้างลูกชายเสมอ บิ๊ก ดีทูบี สุดท้าย บิ๊ก ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2550 ด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือดทางปอดที่โรงพยาบาลศิริราช หลังเป็นเจ้าชายนิทราจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ถึง 4 ปี ด้วยวัยเพียง 25 ปีเท่านั้น ในช่วงที่เขาโด่งดังถึงสุดขีด บีม - แดน - บิ๊ก วงดีทูบี บีม - แดน - บิ๊ก วงดีทูบี "ปอ ทฤษฎี" พระเอกนิสัยดีตลอดกาล ปอ ทฤษฎี ปอ ทฤษฎี สหวงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2523 เป็นชาว จ.บุรีรัมย์ เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการเป็นนายแบบโฆษณา กระทั่งได้รับรางวัลสุดยอดหนุ่มคลีโอ ปี 2004 ทางบางกอกดราม่า ค่ายละครของช่อง 3 เห็นแววจึงเรียกเข้าไปแคสงาน หลังจากผ่านการแคสติ้งได้เข้าเรียนการแสดงกับช่อง 3 และได้เล่นละครเรื่อง “ลิขสิทธิ์หัวใจ” เป็นเรื่องแรกโดยแสดงคู่กับ แพท ณปภา ตันตระกูล ในนามของ Power 3 และมีผลงานละครอย่างต่อเนื่อง 30 เรื่องด้วยกัน สำหรับละครที่โด่งดังสร้างชื่อเสียงให้กับเขาก็คือเรื่อง ผู้ใหญ่ลีกับนางมา, ทัดดาว บุษยา, ดาวเรือง, ต้มยำลำซิ่ง ซึ่งละครเรื่อง “สาวน้อยร้อยล้าน” กำลังออนแอร์ในปัจจุบัน และละคร “ท่านชายกำมะลอ” มีกำหนดออนแอร์ในปี 2559 นี้ ปอ ทฤษฎี และจากการรับบทหนุ่มบ้านๆ จากละคร ผู้ใหญ่ลีกับนางมา ปอ ทฤษฎี จึงได้รับฉายาว่า “พระเอกภูธร” และ ปอก็ยังค้นพบตัวเองหันมาใช้ชีวิตแบบพอเพียง ทำอาชีพชาวนาจริงๆ จนได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็นพระเอกติดดินใช้ชีวิตไม่ฟุ้งเฟ้อ ปอ ทฤษฎี นอกจากนี้ ปอ ทฤษฎี ยังมีผลงานอื่นๆ อีกมากมายทั้งงานร้องเพลง งานภาพยนตร์ พากษ์เสียงภาพยนตร์ ละครเวทีอิงประวัติศาสตร์เรื่อง "นางเสือง" และละครเพลงกลางแจ้ง "พระมหาชนก เดอะ ฟีนอมินอลไลฟ์โชว์" ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 87 พรรษา 5 ธันวาคม 2557 ปอ ทฤษฎี ในเดือนสิงหาคม 2558 ปอ ทฤษฎี รับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งด้วยโรคไข้เลือดออก และถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย. 2558 อาการของ ปอ ทฤษฎี ทรุดหนักเข้าขั้นวิกฤติ เกิดภาวะตับวายและไตวายเฉียบพลัน มีภาวะตกเลือดอย่างมากในโพรงเยื่อหุ้มปอดข้างซ้าย มีอาการหายใจผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ แพทย์จึงใช้เครื่องมือฟอกไต และเครื่องมือพยุงการหายใจนับตั้งแต่นั้น และได้มีการตัดขาเหนือข้อเท้าข้างซ้าย ตัดปอดซ้าย และรับการผ่าตัดเป็นระยะๆ เพื่อพยุงอาการตามลำดับ ปอ ทฤษฎี แต่ต่อมาอาการของ ปอ ทฤษฎี ก็ทรุดลงอย่างหนักเนื่องจากการติดเชื้อที่ปอดข้างขวา ลุกลาม จนสุดท้ายร่างกายไม่ตอบสนองต่อการรักษา และเสียชีวิต ณ โรงพยาบาลรามาธิบดีเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2559 เมื่อเวลา 11.50 น. ก่อนวันเกิดของ ปอ ทฤษฎี อีก 5 วันก็จะครบอายุ 36 ปีบริบูรณ์ พิธีพระราชทานเพลิงศพ ปอ ทฤษฎี ร่างของ ปอ ทฤษฎี ได้ถูกนำไปทำพิธีที่วัดกลางอารามหลวง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โดยมีประชาชนมาร่วมแสดงความไว้อาลัยอย่างหนาแน่น และมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 24 ม.ค.2559 ทั้งนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงประทานผ้าไตร - ดอกไม้จันทน์ ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ปอ ทฤษฎี ด้วย ปอ ทฤษฎี - น้องมะลิ ขณะที่รักษาตัวอยู่โรงพยาบาล โบว์ แวนดา ภรรยาสาว ได้พา น้องมะลิ พาขวัญ สหวงษ์ ซึ่งเป็นลูกสาวของ ปอ ทฤษฎี มาเยี่ยมอยู่เสมอ ซึ่ง ปอ ทฤษฎี ยังไม่เคยเปิดเผยภรรยาและลูกต่อหน้าสื่อมาก่อนสร้างความเซอร์ไพร้สให้แฟนละครไม่น้อย แต่ความน่ารักของน้องมะลิก็ทำให้เธอกลายเป็นขวัญใจมหาชนไปซะแล้ว และแม้พระเอกหนุ่มจะลาจากไปแล้ว แต่ความดีที่ ปอ ทฤษฎี ได้เคยทำไว้ ค่อยๆ หลั่งไหลพรั่งพรูให้เราได้รับรู้และถือเป็นแบบอย่างในการทำดีต่อไป... ปอ ทฤษฎี - น้องมะลิ ปอ ทฤษฎี - น้องมะลิ - โบว์ แวนดา ขอบคุณภาพจาก www.thaifilm.com, FB พุ่มพวง ดวงจันทร์, บิ๊ก ดีทูบี อภิเชษฐ์ กิตติกรเจริญ, IG portid

ยาไมเกรน ภัยร้ายใกล้ตัว ทำ ปลายมือ ปลายเท้าเน่า ต้องตัดทิ้ง แพทย์เตือนระวัง
ตัดมือ /  ตัดเท้า / 

ไมเกรน หรือโรคปวดศีรษะไมเกรน เป็นโรคที่พบได้บ่อยและรู้จักกันดีในคนทั่วไป ไมเกรนเป็นโรคปวดศีรษะที่เกิดจากสมองมีความไวมากกว่าปกติ เวลามีสิ่งกระตุ้น เช่น นอนน้อย, มีความเครียด, อากาศเปลี่ยน, เจอแสงแดด ก็จะทำให้ระบบสมองหลั่งสารเคมีบางชนิดออกมา ทำให้เกิดการอักเสบของเส้นเลือดและเส้นประสาท รวมทั้งทำให้เกิดการคลื่นไส้และอาเจียนอีกด้วย ประมาณการณ์ว่าคนไทยเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนมากถึง 8 ล้านคน ซึ่งส่วนมากมักจะซื้อ ยาไมเกรน มารับประทานเอง ยาที่นิยมรับประทาน เนื่องจากเป็นยาที่ราคาไม่แพงและสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา คือ “ยาเออโกทามีน” (Ergotamine) หรือที่เรารู้จักในชื่อการค้าว่า “คาเฟอร์กอต” (Cafergot®) เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า สารเออร์กอต (Ergot) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของตัวยาเออร์โกทามีนนั้น ถูกค้นพบครั้งแรกตั้งแต่สมัยกรีกและโรมัน โดยคนที่รับประทานธัญพืชหรือขนมปังที่มีการติดเชื้อราชนิดหนึ่งเข้าไป (Claviceps purpurea) แล้วเกิดอาการแสบร้อนและเกิดการเน่าที่ปลายมือ-ปลายเท้าจากการขาดเลือด ในปี คศ.1918 นักเคมี ชาวสวิสเซอร์แลนด์ สามารถสกัดตัวยาเออร์โกทามีนออกมาจากสารเออร์กอตได้เป็นผลสำเร็จ ในปี คศ.1925 ได้นำตัวยาเออร์โกทามีนมาใช้ในการรักษาไมเกรนได้เป็นผลดี จึงมีการใช้ยาเออร์โกทามีนมาใช้การรักษาไมเกรนอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตัวยาเออร์โกทามีน จะออกฤทธิ์ไม่จำเพาะเจาะจงในระบบประสาท โดยจะไปกระตุ้นตัวรับในสมองหลายชนิด ทำให้สารสื่อประสาทในสมอง เช่น สารซีโรโทนิน (serotonin), โดปามีน (dopamine), นอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) มีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งยังทำให้เส้นเลือดเกิดการหดตัว ประเทศไทย มีตัวยาเออร์โกทามีนจำหน่ายในท้องตลาดอยู่หลายยี่ห้อ อาทิเช่น คาเฟอร์กอต (Cafergot®), อะวาไมแกรน (Avamigran®) , เออร์โกเซีย (Ergosia®), โทฟาโก (Tofago), โพลีกอต-ซีเอฟ (Poligot-CF®), ดีแกรน (Degran®) โดยในเม็ดยานั้นจะประกอบไปด้วยตัวยาเออร์โกทามีน และคาเฟอีน เพื่อเพิ่มการดูดซึมยา ซึ่งจากผลของตัวยาเออร์โกทามีนเอง จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้-อาเจียนได้ ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้ยาชนิดนี้ในการรักษาผู้ที่มีอาการไมเกรนร่วมกับอาการคลื่นไส้-อาเจียน อาจทำให้ความดันโลหิตสูง จากฤทธิ์ที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ในกรณีที่ใช้ยามากกว่า 10 เม็ดต่อเดือน อาจทำให้อาการปวดไมเกรนเป็นมากขึ้นได้ เรียกว่า ปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด (Medication overuse headache) ผลกระทบจากยาอื่นๆ (drug interaction) เช่น ยาต้านเศร้า (Antidepressants), ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics), ยาฆ่าเชื้อรา (Antifungals), ยาต้านไวรัส HIV, ยารักษาโรคจิต (Antipsychotics) เมื่อรับประทานกลุ่มต่างๆเหล่านี้ ร่วมกับยาเออร์โกทามีน จะทำให้ระดับยาเออร์โกทามีนในร่างกายสูงขึ้นเป็นอย่างมาก จนเกิดเส้นเลือดหดตัวอย่างรุนแรง ทำให้ สมองขาดเลือด หัวใจขาดเลือด ปลายมือ - ปลายเท้าเน่า จากการขาดเลือดได้ และอาจถึงแก่ชีวิตได้ ข้อห้ามในการใช้ยาเออร์โกทามีน ห้ามใช้ในผู้ที่มีโรคเส้นเลือดตีบตัน หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อเส้นเลือดตีบตัน เช่น ผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมอง โรคเส้นเลือดหัวใจ โรคเส้นเลือดส่วนปลายผิดปกติ เนื่องจากตัวยามีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดเกิดการหดตัว ทำให้เส้นเลือดตีบตันที่เป็นอยู่เดิม เกิดการตีบตันมากขึ้น จนอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ห้ามใช้คู่กับยาแก้ปวดไมเกรน ชนิดทริปแทน (Triptans) เนื่องจากจะทำให้เส้นเลือดหดตัวอย่างรุนแรง ห้ามใช้ยาที่มีเออร์โกทามีน ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจทำให้แท้งบุตรได้ ห้ามใช้ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้ ห้ามใช้ในผู้ที่มีการทำงานของตับหรือไตผิดปกติ ในกรณีที่มี อาการปวดศีรษะไมเกรนไม่บ่อย (น้อยกว่า 2 ครั้งต่อเดือน) และไม่มีโรคประจำตัว หรือ ไม่ได้รับประทานยาชนิดอื่นๆอยู่ สามารถรับประทาน ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol), ยาลดการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs; Ibuprofen, Naproxen, Mefenamic acid, Diclofenac เป็นต้น), ยาเออร์โกทามีน, หรือ ยาในกลุ่มทริปแทนได้ การใช้ ยาเออร์โกทามีน อย่างถูกต้องนั้น แนะนำให้ใช้ “เฉพาะเวลาปวดศีรษะไมเกรน” เท่านั้น การรับประทานติดต่อกันทุกวันเป็นการใช้ยาที่ผิด ยาชนิดนี้ไม่ควรรับประทานเกิน 3 เม็ดต่อสัปดาห์ หรือทานต่อเนื่องมากกว่า 3 วัน เนื่องจากการรับประทานยาที่มากเกินไปนั้น นอกจากจะเกิดผลข้างเคียงจากตัวยาแล้วยังทำให้เกิดอาการปวดศีรษะมากขึ้น ถ้าอาการปวดศีรษะยังไม่หายหลังจากทานยา ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนจริงหรือไม่ รวมทั้งให้การรักษาอย่างเหมาะสม ในกรณีมี อาการปวดศีรษะไมเกรนบ่อย (มากกว่า 2 ครั้งต่อเดือนหรือปวดรุนแรง) ควรได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจมีความจำเป็นต้องได้รับ “ยาป้องกันไมเกรน” เพื่อควบคุมความรุนแรงของอาการปวดศีรษะไมเกรน รวมทั้งยังทำให้ตอบสนองต่อยาแก้ปวดได้ดีมากขึ้น ข้อมูลโดย เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ

แจกวิธี ปลูกผักงอก กินเอง ปลอดภัยได้สุขภาพ และห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
กินผัก /  ปลูกผักงอก / 

หากคุณกำลังมองหาพื้นที่ปลูกผักไว้กินเอง และปลอดภัยจากสารพิษ ผักงอก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนเมืองที่รักสุขภาพ ในปัจจุบันคนเมืองส่วนใหญ่หันมาปลูกผักกินเองมากขึ้น และร่วมสนับสนุนนโยบายกินผัก ผลไม้ อย่างน้อยวันละ 400 กรัม เพื่อห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตามที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้แนะนำ ด้วยเหตุนี้ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมดีๆ “มาปลูกผักกัน ตอน Micro Green สารพัดผักงอก” ซึ่งจัดโดย ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. เพื่อให้ทุกคนปลูกผักได้ด้วยตัวเอง และมีสุขภาพที่ดีด้วย ซึ่งใช้พื้นที่และเวลาพียงเล็กน้อยเท่านั้น ด้าน ป้าตุ๋ย หรือ นางสาวพรพรรณ แววสิงห์งาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผัก เล่าว่า ผักในปัจจุบันตามท้องตลอดมีอยู่มากมาย แต่ก็มีหลายครัวเรือนหันมาเลือกการปลูกผักด้วยตนเองมากขึ้น เพราะผักในท้องตลาดมีสารเคมีปนเปื้อนอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้ายิ่งรับประทานเข้าไปจะโดนทำลายสุขภาพได้โดยตรง การปลูกผักกินเองทำได้ง่ายๆ เพียงแค่นำเมล็ดของผักมาเพาะ ซึ่งจะมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ดังนี้ 1.ผักงอก คือ พืชตระกูลถั่วต่างๆ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ และถั่วแดง ซึ่งถือว่าเป็นชนิดแรกที่เราเริ่มรู้จักการเพาะปลูก เมื่อเพาะเมล็ดแล้วก็จะกลายมาเป็นถั่วงอกที่ทุกคนชอบรับประทานกัน สำหรับถั่วเหลืองและถั่วลันเตาเป็นเมล็ดที่เกิดเป็นเชื้อราง่าย จึงไม่เหมาะที่จะนำมาเพาะ 2.ต้นอ่อน เช่น ทานตะวัน โต้วเหมี่ยว ไควาเระ เป็นเมล็ดที่นำมาเพาะให้เกิดเป็นต้นอ่อน ก็สามารถเก็บมากินได้แล้ว โดยไม่ต้องรอนาน แต่บางชนิดอย่างหัวใช้เถ้าไม่สามารถนำมาเพาะเป็นต้นอ่อนได้ เพราะมีพิษจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ 3. ไมโครกรีน (Micro green) คือ ผักที่มีเมล็ดที่เล็กที่สุด เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า ผักโขม ซึ่งจะเห็นมากตามท้องตลาดทั่วไป ผักชนิดนี้เพียงแตกใบจริงออกมาเพียง 2 -3 ใบ ก็ตัดนำมากินได้แล้ว และมีคุณค่าทางอาหารสูง มาดูวิธีปลูกผักงอกด้วยวิธีง่ายๆ กันค่ะ ถั่วงอก วัตถุดิบที่ต้องเตรียม ดังนี้ 1.เมล็ดถั่ว 2.ภาชนะที่จะใช้เพาะ 3.น้ำเปล่า 4.ผ้าขาว ขั้นตอนการทำ 1.ล้างถั่วให้สะอาด 2-3 ครั้ง (พร้อมกับคัดเมล็ดเสียที่ลอยขึ้นมาทิ้งไป) 2.นำถั่วมาแช่น้ำค้างคืน อย่างน้อย 6-8 ชม. 3.ตักขึ้นมาใส่ภาชนะ และล้างอีกครั้ง 4.ปิดด้วยผ้าขาวบาง 5.รดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง เพียงแค่ 2 วันก็จะได้ต้นถั่วงอกต้นขาวๆ นำไปกินกันได้แล้ว ต้นอ่อน วัตถุดิบที่ต้องเตรียม มีดังนี้ 1.ขี้เถ้าแกลบที่แห้งสนิท 2.เปลือกมะพร้าวสับ 3.เมล็ดผัก 4.ภาชนะที่จะใช้เพาะ 5.น้ำควันไม้ ขั้นตอนการทำ 1.นำเปลือกมะพร้าวสับมาร่อนด้วยตะแกรง แยกใยมะพร้าวออก (ไม่ต้องทิ้งนำมาคลุมดินต่อได้) เพราะถ้าไม่แยกออกจะทำให้การงอกของต้นไม่สม่ำเสมอ 2.นำวัตถุดิบใส่ลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ในอัตรา 2 ส่วน และใส่ขี้เถ้าแกลบตามลงไป 1 ส่วน หากไม่มีขี้เถ้าแกลบใช้ดินปลูกต้นไม้ทั่วไปแทนได้ ใส่ส่วนผสมทั้ง 2 อย่างครบแล้ว 3.รดน้ำด้วยน้ำควันไม้ ให้ชุ่มประมาณ 1 เซนติเมตร น้ำควันไม้จะช่วยลดแมลงหวี่ มด และ ป้องกันเชื้อราได้ระดับหนึ่ง หลังจากนั้นเจาะรูด้านล่างภาชนะเพื่อให้น้ำไหลออก 4.เรียงเมล็ดลงไปในดินที่เตรียมไว้ให้เต็ม โดยไม่ให้เมล็ดซ้อนกัน ถ้าซ้อนกันเสี่ยงที่จะเกิดเชื้อราได้ง่าย และนำส่วนผสมของดินมากลบบางๆ บนเมล็ดอีกครั้งหนึ่ง และรดน้ำอีกครั้ง ตั้งไว้ 2 วันต้นก็จะค่อยๆ งอกขึ้นมา สามารถตัดและกินได้เลย ผัก Micro green วัตถุดิบที่ต้องเตรียม มีดังนี้ 1.ดิน 2.มูลสัตว์ 3.ใบไม้แห้ง 4.เมล็ดผัก 5.ภาชนะที่จะใช้เพาะ 6.น้ำเปล่า ขั้นตอนการทำ 1.เตรียมดิน นำดิน มูลสัตว์ และใบไม้แห้ง (ถ้าไม่มีใบไม้แห้งใช้กากกาแฟแทน) มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน และใช้น้ำ ‘ปลูกผักงอกกินเอง’ ด้วยวิธีง่ายๆ ได้สุขภาพ thaihealthรดลงไปโดยไม่ต้องชุ่มมาก 2.นำวัตถุดิบมาผสมที่เข้ากันดีแล้วมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ 3.ใส่ถุงเอาเชือกปิดถุงไว้ วางไว้ในที่ร่ม 2-3 วัน แล้วนำมาใช้ได้ การเพาะเมล็ด นำดินที่เตรียมไว้แล้วใส่ภาชนะ และโรยเมล็ดลงไปไม่ให้ซ้อนกัน กลบดินบนเมล็ดเล็กน้อย และรดน้ำให้ชุ่ม รอเพียง 10 วันก็ได้จะต้นที่โตนำมาประกอบอาหารได้แล้ว เพียงแค่หาส่วนผสม ใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อย และปลูกด้วยขั้นตอนที่ง่ายๆ เพียงเท่านี้เราก็จะได้ผักที่ปลอดสารเคมี ประหยัดมากขึ้น และยังได้สารอาหารที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย ถ้าอยากได้สุขภาพที่ดีลองปลูกผักทานเองดีกว่าค่ะ เรื่องโดย : ปิยวรรณ นาทุ่งนุ้ย Team Content www.thaihealth.or.th

10 เคล็ดลับการ ทำความสะอาดบ้าน ที่จะทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น
ทำความสะอาดบ้าน /  วิธีทำความสะอาดบ้าน

ถ้าพูดถึงเรื่องของการทำความสะอาดบ้าน เราเชื่อว่าหลายๆ บ้านคงประสบกับปัญหาเดียวกันคือ ไม่ค่อยมีเวลาที่จะทำความสะอาดบ้านเพราะด้วยเวลาที่จำกัดในแต่ละวัน ทำงานกลับบ้านมาก็ค่ำ หมดวันไปแล้ว หรือถ้าจะมาดูแลทำความสะอาดในวันหยุด ก็สุดแสนจะขี้เกียจ เพราะการทำงานบ้านในแต่ละครั้งต้องใช้เวลาเรียกว่าทั้งวันก็ว่าได้ แต่ถ้ามี เคล็ดลับการทำความสะอาดบ้าน ให้ง่ายขึ้นก็คงดี เพราะจะช่วยให้ใช้เวลาในการทำความสะอาดน้อยลงวันนี้ Decor.MThai จึงได้นำ 10 เคล็ดลับการทำความสะอาดบ้าน ที่จะทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ 1. การทำความสะอาดขอบหน้าต่าง ขอบประตู การทำความสะอาดขอบหน้าต่าง ขอบประตู : ใช้ไม้พันสำลี ชุบน้ำส้มสายชู แล้วเช็ดบริเวณที่ฝุ่นเกาะ จากนั้นก็ใช้กระดาษทิชชู่ เช็ดให้สะอาดอีกทีค่ะ น้ำส้มสายชูจะช่วยให้คราบสกปรกหลุดออกง่ายขึ้น 2. ทำความสะอาดร่องยาแนว ทำความสะอาดร่องยาแนว : น้ำยาล้างห้องน้ำ ผสมกับน้ำส้มสายชู แล้วใช้แปรงจุ่มลงไปในน้ำยาที่เราผสม จากนั้นใช้แปรงขัดบริเวณลอยต่อของกระเบื้อง หรือที่เรียกกันร่องยาแนว แล้วก็ใช้ฟองน้ำเช็ดออก (ต้องใส่ถุงมือ) แค่นี้ร่องยาแนวของคุณก็จะไม่ดำเป็นเชื้อราอีกต่อไป 3. วิธีทำความสะอาดที่นอน วิธีทำความสะอาดที่นอน : วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกเลยค่ะ แต่ถ้าต้องการทำความสะอาดฟูกนอนที่เป็นคราบ ให้ใช้สเปรย์มะนาวฉีดไปที่คราบบนที่นอน ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วใช้ผ้าซับๆ บริเวณที่เป็นรอยแค่นี้รอยก็จะจางหายไป 4. การดูแลชักโครก การดูแลชักโครก : ในส่วนของชักโครกส่วนที่ดูแลยากที่สุดก็คือส่วนด้านใต้ฝาปิด ถึงจะเป็นส่วนที่ไม่มีใครเห็นแต่ก็มีผลทำให้เกิดคราบสกปรก และนำให้สุขอนามัยไม่ดีได้นะคะ วิธีทำความสะอาดก็ง่ายๆ แค่ใช้แปรงล้างชักโครกชุบน้ำส้มสายชูถูๆ ให้รอบ แล้วใช้น้ำฉีดไปตรงบริเวณนั้น จากนั้นใช้ผ้าสะอาดเช็ดๆ คราบออกอีกทีค่ะ 5. วิธีทำความสะอาดพื้นไม้ วิธีทำความสะอาดพื้น : เทน้ำส้มสายชูลงไปในขวดสเปรย์ 1/4 ของขวดจากนั้นหยดจากนั้นหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะนาวลงไป 3-8 หยด แล้วเติมน้ำลงไป เขย่าเบาๆ ให้เข้ากัน จากนั้นก็ฉีดสเปรย์ลงไปที่พื้นแล้วใช้ผ้าเช็ดให้สะอาดค่ะ 6. วิธีการทำความสะอาดมู่ลี่ วิธีการทำความสะอาดมู่ลี่ : ใช้น้ำส้มสายชูผสมกับน้ำให้เท่าๆ กัน จากนั้นใส้ผ้าชุบลงไปแล้วเช็ดทำความสะอาดค่ะ 7. วิธีทำความสะอาดแป้นพิมพ์ วิธีทำความสะอาดแป้นพิมพ์ : วิธีง่ายที่สุดคือใช้ Post it มาใช้ทำความสะอาดก็เป็นวิธีที่ง่ายแสนง่าย ดูวิธีเพิ่มเติมที่ http://tech.mthai.com/tips-technic/43988.html 8. วิธีทำความสะอาดโคมไฟ พัดลมเพดาน วิธีทำความสะอาดโคมไฟ พัดลมเพดาน : ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดฝุ่นออก แล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดให้สะอาดอีกทีค่ะ 9. ลอยแตกของหนังโซฟา ลอยแตกของหนังโซฟา : ลอยแตกที่เกิดจากการนั่ง การน้ำ ลอยขีดขวนต่างๆ แก้ง่ายๆ โดยใช้ผ้าป้ายแว็กซี่แล้วขัดลงไปตรงลอยที่แตก แค่นี้เราก็จะได้โซฟาใหม่เอี่ยมกับมาอีกครั้งค่ะ 10. วิธีทำความสะอาดพรม วิธีทำความสะอาดพรม : ถ้าจะแค่ทำความสะอาดฝุ่นบนพรม ก็สามารถใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกได้เลยค่ะ แต่ถ้าพรมมีคราบสกปรกให้ใช้แป้งข้าวโพดโรยบนรอยเปื้อนทิ้งไว้ 10 นาที จากนั้นใช้น้ำยาล้างจานหนึ่งช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น และใช้น้ำส้มสายชูหนึ่งช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่นเช่นกัน แล้วก็ใช้ผ้าขาวชุบน้ำส้มสายชู และและน้ำยาล้างจาน ชุปให้เปี๊ยกๆ แล้ววางไว้ ใช้แปรงหรือฟองน้ำ ขัด ถู จนกระทั่งของเหลวทั้งหมดค่อยๆ แห้ง สุดท้ายใช้ฟองน้ำเช็ดออก ลอยคราบที่พรมก็จะหายไป เป็นไงคะ 10 เคล็ดลับดีๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ให้เพื่อนๆ กันได้ไม่มากก็น้อยนะคะ การทำความสะอาดแบบมีเทคนิคช่วยให้ประหยัดเวลาในการทำความสะอาดบ้านไปได้เยอะเลยจริงๆ ค่ะ

8 วิธีง่ายๆ ดูแล สุขภาพเท้า ในช่วงหน้าฝน
สุขภาพเท้า /  หน้าฝน / 

   เท้าเหม็น (Pitted Karatolysis)  เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่น อาการสำคัญของโรคนี้ที่พบบ่อยสุดถึงร้อยละ 90 คือ เท้ามีกลิ่นเหม็น ส่วนอาการรองลงมาที่พบร้อยละ 70 คือ เวลาถอดถุงเท้าจะรู้สึกว่าถุงเท้าติดกับฝ่าเท้า ส่วนอาการคันนั้นพบได้น้อยคือ ร้อยละ 8    เชื้อราที่เท้า (Tinea Pedis) คำว่า Tinea Pedis หรือชาวบ้านรู้จักกันดีในชื่อ โรคน้ำกัดเท้าหรือฮ่องกงฟุต เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถก่อโรคที่ผิวหนังได้ โดยเฉพาะที่เท้า ซอกนิ้วเท้า และเล็บเท้า แม้บางครั้งโรคผิวหนังที่ว่าอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเชื้อราอย่างเดียว แต่เพราะมีเชื้อแบคทีเรียมาร่วมด้วย 8 วิธีง่ายๆ ดูแล สุขภาพเท้า ด้วยตัวเอง        คุณหมอสุมนัสให้คำแนะนำง่ายๆ ในการดูแล สุขภาพเท้า ด้วยตัวเอง และย้ำว่าควรเริ่มปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วันนี้ ดังนี้ 1. ล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ ประมาณ 10 นาที เวลาอาบน้ำ ทุกๆ วัน ซึ่งจะทำให้ผิวหนังนุ่ม แต่อย่าขัดหรือถู หรือแช่น้ำเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้ง 2. เช็ดเท้าให้แห้งสนิททุกครั้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้าต้องให้แห้งจริงๆ 3. สำหรับผู้มีกลิ่นเท้า หลังจากล้างเท้าสะอาดและเช็ดให้แห้งแล้ว ควรจะโรยแป้งทาตัวให้ทั่วเท้าและซอกเท้า รวมถึงอย่าใส่รองเท้าคับเกินไป ควรเลือกรองเท้าที่ใส่สบายและระบายอากาศได้ ถุงเท้าควรเป็นถุงเท้าผ้าฝ้ายจะดีกว่าถุงเท้าไนลอน 4. ถ้าผิวแห้ง ทาครีมที่ไม่มีน้ำหอมฉุน เพื่อให้ความชุ่มชื้น โดยทาบางๆ ให้ทั่วทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้า ห้ามทาครีมบริเวณซอกนิ้วเท้า เพราะอาจเกิดการหมักหมมของเชื้อราได้ 5.ถ้าเล็บยาวต้องตัดเล็บเท้าอย่างถูกวิธี โดยตัดตรงตามแนวขอบเล็บเท่านั้น ไม่ตัดเล็บเซาะเข้าไปด้านข้างหรือจมูกเล็บ และไม่ควรตัดเล็บให้สั้นเกินไป 6. ใส่รองเท้าให้เหมาะกับโรค ควรใส่รองเท้าที่เหมาะสมและถูกสุขลักษณะ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานควรใส่รองเท้าที่ทำจากวัสดุที่มีลักษณะนิ่มและมีแผ่นรองรับแรงกระแทกที่ฝ่าเท้า ไม่ควรใส่รองเท้าแตะชนิดที่มีสายรัดง่ามนิ้วเท้า 7. หมั่นตรวจเท้าด้วยตนเองเป็นประจำ สังเกตสีผิว กลิ่นเท้า อุณหภูมิของเท้า และอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น ปวดเท้า มีอาการชา บวม มีเม็ดพอง หรือคัน เป็นต้น โดยตรวจให้ทั่วทั้งฝ่าเท้า ส้นเท้า ซอกนิ้วเท้า และบริเวณเล็บเท้า หากพบความผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ 8. ออกกำลังกายเท้า เพื่อบริหารข้อเท้าและกล้ามเนื้อเท้าอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและ ที่มาจาก ชีวจิต

10 ของใช้ใกล้ตัว น่ากลัวติดโรค
ของใช้ /  สุขภาพ / 

         สุขภาพที่เจ็บป่วยอย่างไม่รู้สาเหตุ แท้ที่จริงไม่ต้องคิดหาคำตอบให้ยาก เพราะต้นตอกลับอยู่ที่ของใช้ใกล้ตัว ที่ผู้ใช้ขาดการรักษาความสะอาด         ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ ผู้อ่านรักษ์สุขภาพต้องลองอ่าน 10 ของใช้ติดตัว น่ากลัวติดโรค โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า เกิดเป็นคนแม้ไม่พ้นเชื้อแต่ก็พยายามช่วยลดมันลงได้แค่เพียงไม่มองข้าม “ของติดตัว” และ “ ของใช้ ใกล้ตัว” ที่น่ากลัวได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าดังต่อไปนี้ครับ 1. คอนแทคเลนส์ ติดตัวติดที่ตา ขออย่าใส่นอนข้ามคืนหรือแม้เป็นชนิดที่ใส่นอนได้ก็ไม่ควรอยู่ดีเพราะกระจกลูกตามีอาหารกินอยู่ทางเดียวคืออากาศ ปราศจากเส้นเลือดเลี้ยงจึงเป็นของที่ควรเปิดโล่งให้รับลมจะดีกว่าครับ 2. หมวกกันน็อค กับที่คาดผม ของติดศีรษะที่นำสิวมาให้ได้ โดยเฉพาะในหมวกกันน็อค ส่วนที่คาดผมหรือที่รัดผมนั้นจะทำให้ผมร่วงง่ายกลายเป็นคนผมบางไปโดยไม่รู้ตัว ขอให้ใช้หมวกกันน็อคตากแดดบ้าง ส่วนที่รัดผมขอพักไว้เวลาวันหยุดบ้างก็ได้ครับ 3. เหล็กดัดฟัน-ฟันปลอม ของที่ติดอยู่ในช่องปากเช่นนี้ดึงเข้าดึงออกแต่ละทีก็เหมือนเติมเชื้อใส่เข้าไป เป็นของที่มีซอกมุม ทำความสะอาดยาก หากไม่แน่ใจเสียแล้วก็จะทำให้เชื้อสะสมอยู่ที่เหงือกกลายเป็นโรคคลาสสิกอย่างรำมะนาดหรือปริทนต์ได้ 4. สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ของที่แสนใกล้ตัวและราคาแพงเช่นนี้ไม่ได้การันตีความไม่ป่วย ด้วยสร้อยที่เป็นโลหะจำพวก “นิเกิล” และ “โรเดียม” มีโอกาสกระตุ้นภูมิได้ในผู้ที่ไวต่อมันกลายเป็นผื่นแดงมีอาการคัน ส่วนในท่านที่ใส่สร้อยที่เป็นเชือกหรือวัสดุธรรมชาติก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้ดีตามเส้นใยที่ว่านั้นต้องระวังเชื้อรากันด้วย 5. กระเป๋าถือ ไม่ว่าจะสะพายไขว้หน้าราคาเรือนแสนหรือกระเป๋าสตางค์ใบจ้อยกะร่อยกะหริบก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อได้พอกัน อย่าลืมว่ามันเป็นส่วนที่ต้องออกไปท่องโลกกว้างพร้อมกับตัวท่านทุกวัน แต่กลับไม่ค่อยได้อาบน้ำท่าทำความสะอาดเหมือนคน เพราะไม่อย่างนั้นหนังอาจเสื่อมเร็ว ดังนั้นควรระวังเรื่องความชื้นและกระเป๋าที่มีซอกหลืบเยอะให้ดี 6. มืออนามัย แม้จะใส่เพื่อความสะอาดแต่ก็อาจป่วยได้โดยเฉพาะถุงมือยางที่เรียกว่า “ลาเท็กซ์” ทั้งในบุคคลากรแพทย์หรืออาชีพที่ต้องใส่ถุงมือทำงาน จะมีอาการ “แพ้” ได้กลายเป็นตุ่มใสบ้างแดงบ้างแถมคันคะเยอ หรือเผลอๆเหงื่อออกก็ได้เชื้อราแถมตามง่ามนิ้ว พอถึงเวลาถอดถุงมือออกมาดูพุพองน่าสยองไป 7. นาฬิกาข้อมือ ถือเป็นของติดตัวใส่กันตลอดทั้งในยามทำงาน,ออกกำลังกายหรือแม้ในเวลาอาบน้ำ ทำให้ซอกนาฬิกาเป็นบ้านอันผาสุกของเชื้อโรคได้ จึงอยากขอให้พักข้อมือบ้าง โดยการถอดนาฬิกาในเวลานอนและอาบน้ำเพราะนั่นคือช่วงที่เชื้อจะสะสมได้มากที่สุด รวมถึงแหวน,สร้อยและเครื่องประดับติดตัวอื่นด้วยนะครับ จะได้ทำให้เวลานอนคือเวลาพักผ่อนปลอดพันธนาการที่แท้จริง 8. ชั้นในและกางเกงเข้ารูป รัดจนหน้าตูบแถมยังทำให้เจ็บป่วยจากโรคอย่างกรดไหลย้อนในกรณีใส่เสื้อรัด หรือกดเส้นประสาทจนหน้าขาชาอย่างกรณีใส่กางเกงขาเดฟรัดติ้วแล้วยังมีกระเป๋าสตางค์กดอีก ส่วนในกรณีที่ร้อนจัดมีเหงื่อออก เครื่องรัดกายที่แน่นตัวเช่นนี้จะเรียกทั้งเชื้อราผิวหนังแล้วยังตกขาวในสาวๆได้อีกด้วย 9. รองเท้า เป็นแหล่งรวมดาวเชื้อโรคอย่างแท้จริงเพราะไปวิ่งไปเดินมาร้อยเอ็ดย่านน้ำแล้วพอถึงเวลากลับมาบ้านเหนื่อยก็ถอดทิ้งไว้เฉยๆรวมกันอยู่บนชั้นวาง หรืออย่างชีวิตชาวคอนโดฯที่ต้องใช้ที่ร่วมกันอย่างประหยัดก็ทำให้ชั้นวางเกือกแออัดราวกับมหกรรมย่อมๆซึ่งทำให้ชั้นวางรองเท้ากลายเป็นสวนสัตว์รวมเชื้อไปอย่างน่าตกใจ 10. อะไหล่กายเทียม เช่น ข้อเข่าเทียม,ข้อสะโพกเทียม หรือหลอดลวดที่ไปถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ ล้วนแต่เป็นของที่มีอายุ แม้จะดูแลดีแค่ไหนก็ต้องมีวันเสื่อม ซึ่งอนัตตาแห่งอะไหล่มนุษย์เหล่านี้สั้นกว่าอวัยวะที่เป็นของออริจินัลดั้งเดิมอยู่มาก ด้วยว่าร่างกายจะสร้าง “ธาตุต้านของเทียม(Antibody)” ขึ้นมาทำให้เกิดปฏิกิริยาเสื่อมและเจ็บป่วยได้มากกว่าอวัยวะแท้ๆ .........นอกจากนั้นยังมีของใกล้ตัวที่ใช้เฉพาะกิจอีกเช่น แว่นตา,ยาดม และ ผ้าเช็ดหน้า ที่พาเชื้อโรคเช่นตาเจ็บ,ตาแดงและโรคหวัดมาได้ จะเห็นว่าของติดตัวและใกล้ตัวที่ว่ามานี้ถ้าใช้ดีมันก็จะเป็นส่วนส่งเสริมเราแต่ถ้าเผลอไปเมื่อไรมันก็อาจกลายเป็นพันธนาการแห่งชีวิตและเป็นพิษต่อตัวเราได้ ไม่เกี่ยวว่าเป็นของแพงของถูกแต่อย่างใดเลย ขอบคุณที่มาจาก สสส.

เคล็ดลับอัพลุคให้ห้องโปรด เทคนิคแต่งผนังแบบ DIY ด้วยสีซีเมนต์
ตกแต่งผนัง /  ปูนดิบ / 

ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาให้ความสนใจในการแต่งห้องที่สะท้อนตัวตนมากยิ่งขึ้น จึงทำให้การ DIY (Do It Yourself) หรือการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ด้วยตนเอง เข้ามามีบทบาทสำคัญในแวดวงการตกแต่งภายในมากกว่าเดิม ซึ่งหนึ่งในการ DIY ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ การ DIY ผนัง เพราะผนังเป็นส่วนสำคัญส่วนนึงที่มีผลโดยตรงต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้อยู่อาศัย และยังช่วยประหยัดงบประมาณการสร้างสรรค์ดีไซน์เก๋ๆ ให้กับห้องได้อีกด้วย เคล็ดลับอัพลุคให้ห้องโปรด เทคนิคแต่งผนังแบบ DIY ด้วยสีซีเมนต์ อย่างไรก็ตามการ DIY ผนังมีเทคนิคที่น่าสนใจให้เลือกใช้มากมายหลายแบบ ซึ่งการนำสีซีเมนต์มาทาตกแต่งโดยตรงก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่ได้รับความน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยคุณสมบัติที่ต่างจากสีทาบ้านทั่วไป เพียงผสมน้ำก็ใช้งานได้ทันที สามารถนำมาใช้ได้กับหลากหลายวัสดุ ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่ต้องทาน้ำยารองพื้น และเข้าถึงความเป็นธรรมชาติของปูนซีเมนต์ได้ดี ดังนั้น เสือ เดคอร์ ในฐานะผู้ผลิตและผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมปูนซีเมนต์ จึงขอแนะนำเทคนิคการ DIY ผนังด้วยสีซีเมนต์ เพื่อเป็นอีกหนึ่งไอเดียให้กับเจ้าของบ้านได้นำมาใช้ตกแต่งได้ตามจินตนาการ ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการตกแต่งผนังให้มีสีสันรับกับไลฟ์สไตล์ และความชื่นชอบของตนเองมากขึ้น โดยมองว่าผนังบ้านเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ห้องมีความน่าสนใจ และสามารถให้อารมณ์ที่หลากหลายได้ ทำให้เทรนด์การ DIY ได้รับความนิยมมาก ดังนั้น เสือ เดคอร์ จึงแนะนำเคล็ดลับการ DIY ด้วยสีซีเมนต์ ที่ช่วยเพิ่มความโดดเด่นและสร้างสรรค์บรรยากาศใหม่ๆ ให้กับบ้าน ดังนี้ เทคนิคแรก คือ “จับคู่สี เพิ่มความสดใสให้กับห้อง” สีมีความสำคัญอย่างมากต่อการตกแต่งผนังห้อง เพราะนอกจากการใช้สีจะมีผลโดยตรงต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยแล้ว ยังสามารถสื่อให้เห็นถึงบุคลิก สไตล์และลักษณะของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการเลือกใช้สีให้เหมาะกับแต่ละห้องจึงมีส่วนทำให้บ้านน่าอยู่ มากขึ้น ในปัจจุบันมีสีซีเมนต์ให้เลือกอย่างหลากหลาย จึงสามารถจับคู่สีได้มากมายหลายแบบ ทั้งการทาผนังให้ตัดกันและการกั้นแถบผนังให้มีสีต่างกันเพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับห้อง โดยการเลือกจับคู่สีสามารถแบ่งได้เป็น 2 วิธี ได้แก่ การจับคู่สีแบบตัดกัน (Contrast) คือ การนำสองสีที่ตัดกันมาทาสลับกันหรือทำให้เกิดลวดลาย เพื่อเพิ่ม ความทันสมัยและเป็นเอกลักษณ์ให้กับผนังมากขึ้น ซึ่งวิธีนี้ต้องคำนึงถึงการเลือกใช้สีเป็นอย่างมาก เนื่องจากการใช้สีที่ตัดกันมากในปริมาณที่เท่ากันจะทำให้ห้องดูแคบและเล็กลง ดังนั้น จึงควรเลือกใช้สีในสัดส่วน 70:30 เพื่อทำให้ห้องดูสวยงามและลงตัวมากขึ้น สำหรับอีกหนึ่งวิธี คือการจับคู่สีแบบใกล้เคียงกัน (Monotone) เป็นการนำสองสีที่ใกล้เคียงกันหรืออยู่ในโทนสีเดียวกันมาใช้ในการ DIY ผนัง เพื่อให้ห้องดูกว้างขวางและสบายตามากขึ้น เช่น การนำสีเหลืองแก่และสีเหลืองอ่อนมาทาคู่กัน หรืออาจใช้วิธีทาสีห้องเป็นสีเดียว แต่เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์หรือสีพื้นที่มีสีสันตัดกันทดแทนได้ ทั้งนี้หากต้องการเพิ่มมิติให้ห้องดูลึกขึ้น ก็สามารถทำเส้นสายลายเส้นต่างๆ เช่น เส้นตรง เส้นเฉียง หรือซิกแซกได้ตามใจชอบ เทคนิคที่สอง คือ “สร้างลวดลายผ่านลายฉลุ” (Stencil) หนึ่งในเทคนิคการ DIY ผนังที่เจ้าของบ้านสามารถทำได้ด้วยตนเอง เนื่องจากเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายเหมือนการวาดภาพและสามารถสะท้อนตัวตนของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี โดยขั้นตอนแรกต้องเริ่มต้นจากการค้นหาแบบลายฉลุที่ชื่นชอบ ซึ่งปัจจุบันตามร้านค้าและในเว็บไซต์มีให้เลือกมากมายหลายแบบตามสไตล์ของแต่ละคน หลังจากนั้นให้นำแบบลายฉลุที่เลือกมาแปะบนผนังแล้วทาทับด้วยสีซีเมนต์ โดยใช้เฉดสีที่ต่างจากสีพื้นเดิมของผนัง การใช้สีซีเมนต์จะช่วยทำให้ภาพมีความคมชัดและสวยงามมากกว่าการใช้สีทั่วไป อย่างไรก็ตามข้อควรระวัง คือ การสร้างลวดลายโดยใช้ลายฉลุนั้นจำเป็นต้องมีการวางแผนให้ดีว่าจะให้ลายฉลุไหน อยู่ตรงส่วนใดของผนัง ตลอดจนลำดับการทาสีทับ เพื่อให้งานที่ออกมาตรงกับความต้องการมากที่สุด ไม่ต้องมีการแก้ไขในภายหลัง อีกหนึ่งเทคนิคที่ได้รับความนิยมในการ DIY ผนัง คือ “เพิ่มผิวสัมผัส สร้างความน่าสนใจให้ผนังห้อง” ผนังห้องที่สวยไม่จำเป็นต้องมีแค่สีพื้นเรียบเนียนอย่างเดียวเท่านั้น แต่การสร้างผิวสัมผัสให้กับผนังยังเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่ทำให้ผนัง ดูน่าสนใจเพิ่มมากขึ้นด้วย โดยการสร้างผิวสัมผัสในปัจจุบันสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้แปรงทาสีซีเมนต์ เพื่อให้เกิดเป็นผิวสัมผัสตามความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคน โดยผ่านการสร้างลวดลายจากการสะบัดแปรงไปในทิศทางเดียวกันหรือทิศทางตรงกันข้าม หรืออาจจะเป็นการใช้ลูกกลิ้งและเกรียงทาที่ผนัง โดยเน้นทาให้มีร่องรอยของการฉาบหรือมีพื้นผิวที่ไม่เรียบเท่ากันทั้งผืน เพื่อสร้างมิติให้กับผนังดูเท่และมีลูกเล่นมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการสร้างลวดลาย ด้วยวิธีนี้จำเป็นที่จะต้องใช้ความชำนาญเฉพาะทางของช่างหรือผู้เชี่ยวชาญในการทำ เพื่อให้งานออกมาสวยสมใจ นอกจากการ DIY ผนังให้สวยงามและโดดเด่นแล้ว การดูแลรักษาผนังให้สวยคงทนยาวนานก็ยังเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการตกแต่งผนังมีหลากหลายประเภท ดังนั้น วิธีการดูแลรักษาจึงแตกต่างกันออกไป เช่น - สำหรับผนังแบบเงา การเคลือบพื้นผิวผนังด้วยน้ำยาเคลือบเงาหลังจาก DIY เสร็จจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากจะทำให้ผนังมีสีสันสดใสมากขึ้นแล้ว ยังสามารถทำให้พื้นผนังคงทนมากขึ้นด้วย - หรือ หากเป็นผนังในลุคปูนดิบ การเคลือบผิวงานฉาบแบบด้านด้วยน้ำยาที่มีคุณสมบัติต้านการซึมผ่านของน้ำ (Water Repellent) หลังจาก DIY เสร็จ ก็สามารถช่วยป้องกันการเกิดเชื้อราตะไคร่ และยังช่วยรักษาเนื้อของสีซีเมนต์ให้มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วย สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์ เทรนด์สีที่มาแรงในปีนี้ คือ “สีไวน์แดง” หรือ “Marsala” ซึ่งเป็นสีที่แสดงถึงความแข็งแกร่งเป็นธรรมชาติแต่แฝงไว้ด้วยความงดงามน่าหลงใหล โดยการเลือกทาสีไวน์แดงในห้องนั้นจะต้องคำนึงถึงปริมาณการใช้เป็นหลัก เนื่องจากสีไวน์แดงเป็นสีเข้ม การตัดด้วยสีที่ฉูดฉาดหรือใช้ในบริเวณที่กว้างจนเกินไปอาจทำให้ห้องดูทึบไม่สดใส ดังนั้นจึงเหมาะแก่การทาแค่บางส่วนของห้องเพื่อสร้างความสวยงามและทันสมัยให้แก่ห้อง อย่างไรก็ตามสีไวน์แดงสามารถนำไปใช้ได้กับทุกสไตล์ห้องภายในบ้าน อีกทั้งยังเข้าได้กับเฟอร์นิเจอร์ทุกประเภท ทั้งเฟอร์นิเจอร์ไม้ เฟอร์นิเจอร์หนัง และเฟอร์นิเจอร์เหล็ก ที่มาช่วยสร้างความน่าสนใจผ่านการผสมผสานความดิบที่เรียบง่ายกับเสน่ห์ของสีน้ำตาลอมแดง ตอบโจทย์ความชื่นชอบให้กับเจ้าของบ้านตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น การทาตกแต่งผนังด้วยสีซีเมนต์สามารถทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก และสามารถเลือกใช้เทคนิคการ DIY ได้หลายวิธี และยังช่วยเสริมอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันไปในแต่ละห้องของบ้านให้มีความหลากหลายและ น่าอยู่มากขึ้นด้วย เปรียบเสมือนการเติมเสน่ห์ให้กับทุกๆ ห้องที่จะคงอยู่กับบ้านไปอีกนานแสนนาน เพิ่มมิติให้ห้องดูลึกขึ้น ด้วยการทำเส้นสายลายเส้นต่างๆ เช่น เส้นตรง เส้นเฉียง หรือซิกแซก โดยใช้สีตัดกัน ห้องที่ตกแต่งด้วยเทคนิคลายฉลุ    ภาพตัวอย่างสีซีเมนต์ และการผสมน้ำเพื่อใช้งาน ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก     ข้อมูลจาก คุณกมลวรรณ ชื่นอังกูล ผู้จัดการเดคอร์เรทีฟ โปรดักส์ บริษัท สยามมอร์ตาร์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมปูนซีเมนต์ “เสือ เดคอร์” ข้อมูลดีๆ เพิ่มเติมที่ www.tigerbrandth.com www.facebook.com/TigerBrandTH

แตกตื่น พบเห็ดประหลาดคล้าย 'เห็ดเอเลี่ยน' ในอังกฤษ
อังกฤษ /  เห็ด / 

พบเห็ดประหลาด ลักษณะคล้ายไข่เอเลี่ยน ในอุทยานแห่งชาติ New Forest ในเมืองแฮมไชร์ ในอังกฤษ เว็บไซต์ข่าวสารออนไลน์ต่างประเทศ รายงานเรื่องราวพบเห็ดหน้าตาประหลาด ภายในอุทยานแห่งชาติ New Forest ในเมืองแฮมไชร์ ทางตอนใต้ของอังกฤษ ซึ่งมีลักษณะเหมือน "เฟซฮักเกอร์" (facehuggers) หรือตัวที่ออกมาจากไข่เอเลียน ในภาพยนตร์สยองขวัญแนวไซไฟเรื่อง "Alien" แท้จริงแล้ว เห็ดชนิดนี้ รู้จักในชื่อของ เห็ดเขาเหม็นปลาหมึกยักษ์ (Octopus Stinkhorn) หรือ เห็ดมือปีศาจ ซึ่งอยู่ในตระกูลเห็ดเชื้อรา และในขณะที่เห็ดชนิดอื่นงอกจากพื้นดิน มันกลับงอกออกมาจากโครงสร้างรูปไข่ มีต้นกำเนิดในนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ที่ปกติจะมีความสูงระหว่าง 4-6 เซ็นติเมตร และกว้าง 2.4 เซนติเมตร ดอกเห็ดที่ค่อยๆ งอกออกมา จะมีลักษณะเหมือนนิ้วมือ 4 แฉก และความยาว 10 เซนติเมตร เมื่อเจริญเติบโต เมื่อโตเต็มที่ ดอกเห็ดจะมีสีชมพูแดงส่งกลิ่นเหม็นเน่าเพื่อดึงดูดแมลงมาช่วยกระจายสปอร์ นอกจากนี้ เห็ดมือปีศาจสามารถนำมารับประทานได้ในช่วงที่อยู่ในระยะที่เห็ดยังอยู่ในรูปไข่ ซึ่งจะมีรสชาติและกลิ่นเหมือนผักกาดขาว แต่ถ้าเป็นระยะอื่นไม่สามารถรับประทานได้ เชื่อกันว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพฝรั่งเศส ใช้เป็นเสบียงของทหาร ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News ที่มา  metro

มา ดูแลผิวลูกน้อย ช่วงหน้าฝนกันเถอะ
ดูแลผิวลูกน้อย /  ผดผื่น

ภัยผื่นผิวลูก ที่แฝงมาช่วงหน้าฝน      ในช่วงหน้าฝนจะมีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงกว่าปกติ ทำให้ผิวของลูกขับเหงื่อออกมามากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นความชื้นที่เกิดขึ้นจะเป็นแหล่งเพาะความสกปรก เชื้อราและเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี เป็นช่องทางที่เชื้อโรคเหล่านี้จะแฝงตัวเข้ามาสู่ผิวอันบอบบางของลูกน้อยได้ง่ายกว่าปกติ โดยจะมีอาการให้เห็นเป็นผื่นแดง ซึ่งบางชนิดนั้นก็มีอันตรายที่แฝงอยู่ด้วยค่ะ ดังน้ันวันนี้เรามีวิธี ดูแลผิวลูกน้อย จากผื่นช่วงหน้าฝนมาฝากคุณแม่กันค่ะ 1. ผื่นผ้าอ้อมที่ผิวลูก ผื่นชนิดนี้จะเกิดขึ้นมากกับผิวเด็กในช่วงหน้าฝน โดยเฉพาะกับเด็กวัยที่ยังใส่ผ้าอ้อมอยู่ เพราะสาเหตุหลักเกิดจาก “ความอับชื้น” ที่เกิดจากเหงื่อ หรือความชื้นที่มีมากในอากาศช่วงหน้าฝนก็เป็นปัจจัยสำคัญ ทำให้ผิวหนังเกิดความหนืดจนเกิดการเสียดสีกับผ้าอ้อมได้ง่าย จนเกิดเป็นแผลที่ผิวหนังของลูก เปิดโอกาสให้แบคทีเรียและความสกปรกที่อยู่ในอุจจาระและปัสาวะแทรกซึมเข้าไปทางแผล ทำให้เกิดการระคายเคือง เกิดเป็นผื่นแดงบริเวณก้นและขาหนีบ 2. โรค มือ เท้า ปาก เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่มีชื่อว่าเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) พบได้บ่อยในกลุ่มเด็กทารก และเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งเป็นกันมากในช่วงหน้าฝน เพราะอากาศเย็นและชื้นทำให้เชื้อไวรัสมีการเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้เกิดผื่นแดง ตุ่มใสๆ หรือตุ่มแดงเล็กๆ ขึ้นกระจัดกระจายในบริเวณมือ เท้า ทั้งหน้ามือ และหลังมือ และสร้างความรำคาญใจให้กับลูกน้อยได้เช่นกัน 3. โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบในเด็ก เหงื่อหรือน้ำฝนที่สะสมตามจุดอับของลูกน้อย เช่น รักแร้ ขาหนีบ แล้วไม่ล้างทำความสะอาดให้แห้ง อาจเกิดผื่นแดงขึ้นตามบริเวณจุดอับดังกล่าว ร่วมกับมีอาการคันมากๆ และอาจลามไปยังบริเวณมือ เท้า แขน ขา ลำตัว หนังศีรษะ หน้า ใบหู โดยอาจมี “สารระคายเคือง” เป็นตัวการให้ผื่นลุกลามใหญ่โต ได้แก่ ผ้าขนสัตว์ ผ้าเนื้อหยาบ ผงซักฟอก ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม สิ่งต่างๆ ที่มีกลิ่นหอม สี สารคลอรีนในน้ำ หรือสระว่ายน้ำ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว อาหารบางชนิด ควันบุหรี่ เป็นต้น ปกป้องผิวลูกจากผื่นช่วงหน้าฝน วิธีที่ดีที่สุด ที่จะช่วยปกป้องผิวลูกในช่วงหน้าฝนก็คือการรักษาความสะอาดและทำให้ผิวลูกแห้งอยู่เสมอค่ะ 1. รักษาความสะอาดของลูกน้อย หลังกลับมาบ้านให้อาบน้ำ สระผม ทำความสะอาดร่างกายลูกทุกครั้งที่โดนฝน โดยเฉพาะจุดอับและตามซอกนิ้ว ทุกครั้งที่เปลี่ยนผ้าอ้อม ให้ทำความสะอาดก้นลูกอย่างเบามือ และเช็ดด้วยน้ำอุ่นที่หยดเบบี้ออยล์ลงไปด้วยเล็กน้อย แล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดออกเบาๆ เพื่อป้องกันการเสียดสีจากผ้าอ้อม ถ้ากลัวว่าการเช็ดจะทำให้ลูกเจ็บเกินไป ให้ล้างก้นลูกในอ่างน้ำอุ่นหรือสบู่อาบน้ำเด็กที่อ่อนละมุน ไม่มีน้ำหอมฉุน ไม่เหนียวเหนอะหนะ และไม่ระคายเคืองต่อผิวเด็ก เหมาะสำหรับทำความสะอาดผิวของลูกน้อย . 2. ให้ผิวลูกแห้งอยู่เสมอ ใช้วิธีซับผิวลูกให้แห้งหลังการอาบน้ำด้วยผ้าขนหนู ถ้าผิวของลูกแสบมากจนไม่สามารถใช้ผ้าขนหนูซับได้ ให้ใช้พัดลมเป่าโดยปรับให้ห่างจากผิวของลูก จนแห้ง หมั่นโรยแป้งที่มีที่มีฮาย-ขมิ้น ซึ่งจะช่วยปกป้องและลดผดผื่นจากความเปียกชื้นได้อย่างเหนือชั้น . 3. ระวังเครื่องใช้ของลูก หลีกเลี่ยงอุปกรณ์สำหรับเด็กที่มีสารเคมีและน้ำหอมฉุน ซึ่งเป็นตัวการการเกิดผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบในเด็ก ควรเลือกใช้ผ้าอ้อมที่ระบายอากาศได้ดี เช่น ผ้าอ้อมที่ทำจากผ้าฝ้าย และเมื่อลูกปัสสาวะก็ควรรีบเปลี่ยนผ้าอ้อมทันที ถ้าใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ควรเลือกซื้อชนิดที่ซึมซับได้มากเป็นพิเศษ และหมั่นเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยๆ อย่าใส่ผ้าอ้อมให้รัดแน่นเกินไป เพราะจะทำให้อากาศไม่ถ่ายเทและกดทับผิวลูกจนเกิดการระคายเคือง แป้งเด็กบางชนิดมีส่วนผสมที่ทำให้เกิดผื่นได้ ควรเลือกแป้งที่มีฮาย-ขมิ้น ช่วยปกป้องและลดผดผื่นจากความเปียกชื้นได้อย่างเหนือชั้น ช่วยให้ลูกสบายตัวและมีความสุขได้ตลอดทั้งวัน หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นฉุน ควรเลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์เพื่อทำความสะอาดและบำรุงผิวสูตรอ่อนโยนที่ผ่านการทดสอบ ไฮโป-อัลเลอร์เจนิคจากสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ไม่ระคายเคืองจึงปลอดภัยต่อผิวของคุณและลูกน้อย ข้อสำคัญในช่วงหน้าฝน ต้องอย่าลืมตรวจดูว่าผิวลูกติดเชื้อราหรือไม่ เพราะผ้าอ้อมแฉะๆ เป็นแหล่งเพาะเชื้อราอย่างดี ถ้าผื่นมีสีแดงเข้มและมีจุดกลมแดงอยู่ภายใน นั่นอาจเกิดการติดเชื้อรา ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาในทันทีค่ะ ที่มา..www.care.co.th

อุทาหรณ์! สาวทาโลชั่นแก้เข่าดำ แต่ได้บทเรียนราคาแพง
ข้อศอกดำ /  ยาทาแก้เข่าดำ / 

อุทาหรณ์! สาวทาโลชั่นแก้เข่าดำ แต่ได้บทเรียนราคาแพง แพ้จนผิวเป็นรอยไหม้ดำอย่างรุนแรง  วันนี้(22 ก.ย.) กลายเป็นกระทู้ฮอตเตือนภัยสำหรับสาวๆ ที่รักสวยรักงามได้เป็นอย่างดี สำหรับกระทู้บทเรียนราคาแพงที่เจ้าของกระทู้นั้นโดนมากับตัว หวังเป็นอุทาหรณ์สำหรับสาวๆ ที่ชอบอ่านรีวิวครีมในอินเทอร์เน็ตแล้วไม่ได้ดูให้แน่ชัดว่าตัวยานั้นควรใช้กับผิวหนังส่วนไหน อาจทำให้เกิดอาการแพ้ยาได้ โดยสมาชิกเว็บไซต์พันทิปหมายเลข 2656799 ได้บอกเล่าบทเรียนราคาแพงที่เจอมากับตัวเอง เรื่องมีอยู่ว่า "เจ้าของกระทู้ได้เอายารักษาผิวหนังและเชื้อราชนิดหนึ่งมาทาหัวเข่าทั้ง 2 ข้างของตัวเอง หลังจากอ่านกระทู้รีวิวจากชาวเน็ตว่าใช้แล้วจะทำให้ข้อศอก ตาตุ่ม หัวเข่าที่ด้านดำหาย แต่กลับเจอปัญหาใช้แล้วผิวหนังไหม้อย่างรุนแรง ต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล และเสียค่ารักษาหลายหมื่นบาท ทุกวันนี้รักษามาแล้วกว่า 7 เดือน หัวเข่าก็ยังคงเป็นรอยไหม้ดำอย่างรุนแรง จึงได้ออกมาเตือนสาว ๆ หลายคนว่าอยากให้ลองตัดสินใจดี ๆ ก่อนจะทำอะไร ไม่งั้นอาจต้องเสียใจภายหลัง" อย่างไรก็ตาม ฝากสำหรับสาว ๆ ที่รักสวยรักงาม ยารักษาโรคบางชนิดได้มีการระบุสรรพคุณ คำเตือน ให้เห็นกันอย่างชัดเจน ควรอ่านให้ถี่ถ้วน หรือควรดูข้อมูลต่างๆ ให้มาก ก่อนเชื่อรีวิวในอินเทอร์เน็ต ขอบคุณภาพ สมาชิกพันทิปหมายเลข 2656799 ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

การดูแลรักษา และเลือกใช้ หินแกลบ ในสวน
สวนหน้าบ้าน

วันนี้ Decor.MThai ได้หยิบเรื่องราวจากหนังสือ Life and Home เป็นเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับการดูแลรักษา และเลือกใช้ หินแกลบ ในสวน มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ การดูแลรักษา และเลือกใช้หินแกลบในสวน เป็นบทความของคุณพิมพ์ชนก เกตุนวม และภาพประกอบสวยๆ จากทีมงาน Life and Home เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมเราจะต้องโรยหินแกลบไว้ในสวนที่มีลานกว้างๆ โรยตามทางเดิน และมุมเล็กๆ ที่อยู่นอกสายตา เมื่อเราเลือกใช้หินแกลบแล้ว เราจะมีวิธีการดูแลอย่างไร วันนี้ Decor.MThai มีคำตอบมาให้เพื่อนๆ กันค่ะ การดูแลรักษา และเลือกใช้ หินแกลบ ในสวน  หลักการเลือกใช้หินแกลบ กำหนดขอบเขตให้แน่นอน : ก่อนที่เราจะทำการโรยหินแกลบ เพื่อจะได้รองแผ่นตาข่าย ข้อดีของการรองแผ่นตาข่าย คือช่วยยึดหน้าดินอีกทั้งยังง่ายต่อการรื้อถอนป้องกันวัชพืชยังไม่ให้เกิดขึ้นตามมาอีกด้วย ไม่ควรใช้กับสวนที่มีพื้นที่ขนดใหญ่ : จุดประสงค์หลักๆ ของการใช้หินแกลบคือสร้างความรู้สึกให้สวนดูกว้างขึ้น จึงไม่ควรที่จะใช้กับสวนที่มีพื้นที่กว้างอยู่แล้ว เพราะอาจจะทำให้สวนขาดน้ำหนักอย่างที่ควรจะเป็น เพิ่มมิติ : การใช้หินแกลบควรคละขนาดกรวดหลายขนาด คละสีสักเล็กน้อยเพื่อเพิ่มมิติให้ไม่ดูเรียบจนเกินไป อีกทั้งยังให้ความรู้สึกไม่น่าเบื่อดูมีลูกเล่นอีกด้วย การดูแลรักษา เก็บกวาดสิ่งสกปรกและเพิ่มเติมหินบ้าง : หากจะให้สวนดูสวยงาม ควรดูแลเก็บกวาดใบไม้ในสวนบ้างเพราะจะทำให้สวนดูรก และไม่น่ามอง ทั้งนี้ขนาดของกรวดที่มีขนาดเล็กย่อมกระจัดกระจายได้ง่ายยากแก่การดูแล ดังนั้นควรต้องทำการเก็บกวาดหินกรวด และควรเติมหินแกลบบ้างบางครั้งคราว เพื่อให้พื้นสวนดูเต็มและอัดแน่นขึ้นอีกด้วย ใช้น้ำชะล้างบ้างเป็นครั้งคราว : การใช้น้ำแรงดันสูงในการทำความสะอาดบ้างเป็นครั้งคราวจะทำให้เศษไม้ใบแห้งติดอยู่หายไป อีกทั้งยังช่วยให้ตะไคร่น้ำที่ติดอยู่หลุดออกไปซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยอีกด้วย ใช้น้ำยากันตะไคร่น้ำ : การใช้น้ำยากันตะไคร่น้ำ ถือเป็นวิธีที่กันก่อนแก้ เพราะจะทำให้เราไม่มีเจ้าตะกอนคราบสีเขียวๆ มาก่อกวนใจ และยังลดการหมักหมมของเชื้อรา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิดโรครากเน่าของต้นไม้อีกด้วย ติดตามอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมในหนังสือ Life and Home ฉบับเดือน Octaber 2015 จาก Mbookstore คลิ๊ก

มาทำความรู้จัก โรคร้าย เพื่อป้องกันไม่ให้เดินทางมาหาเรากันเถอะ!!
ป้องกันโรค /  สุขภาพ / 

โรคร้าย คือสิ่งที่ทำให้ร่างกายหรือจิตใจของมนุษย์เกิดความผิดปกติหรือบกพร่อง จนทำให้เกิดความเจ็บปวด ความพิการ หรือบางครั้งอาจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และถ้าพูดถึง โรคร้าย คงไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นกับตัวเอง และผู้คนรอบข้างที่เรารักแน่นอน แต่การที่จะป้องกันตัวจากโรคร้ายได้นั้น เราต้องเริ่มจากการทำความรู้จักสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคร้ายให้ได้ซะก่อน จะได้รู้จักการวิธีการดูแลและป้องกันร่างกายได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที 1. โรคร้ายที่มีสาเหตุมาจากสารเคมีเป็นพิษ ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นสารเคมีแล้ว ก็คงเป็นสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายแน่นอน สารพิษที่เกิดจากเชื้อราอะฟลาท็อกซิน กรดไฮโดรไซยานิก ยาฆ่าแมลง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสารเคมีเป็นพิษที่ตกค้างอยู่ในอาหารที่เรากินเข้าไป ทำให้ร่างกายได้รับสารพิษจนเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคร้ายได้ 2. โรคร้ายที่มีสาเหตุจากอาหาร มีหลายคนเคยพูดเอาไว้ว่า You’re what You eat. หรือ “คนเราจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่เรากินเข้าไป” มนุษย์เราทานอาหารเกือบทุกชนิดในโลก แต่สิ่งที่เราทานไปแต่ละอย่างนั้นจะมีผลอย่างไรต่อร่างกายบ้าง หรือแม้แต่อาหารที่มีส่วนประกอบครบถ้วน แต่ถ้าได้รับมากเกินไป หรือไม่สามารถนำสารอาหารไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ ก็ถือว่าเป็นอาหารที่ขาดคุณภาพ สามารถนำพาร่างกายไปสู่โรคร้ายได้เช่นกัน 3. โรคร้ายที่มีสาเหตุมาจากเชื้อจุลินทรีย์ เชื้อจุลินทรีย์เป็นอีกหนึ่งตัวการร้ายที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ซึ่งเราสามารถแบ่งเชื้อจุลินทรีย์ได้ดังนี้ - แบคทีเรีย : เชื้อจุลินทรีย์ขนาดเล็กมาก มีรูปร่างแตกต่างกันไป แบคทีเรียเป็นจุลินทรีย์ที่ทั้งให้โทษและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะสามารถช่วยขจัดสิ่งสกปรกออจากลำไส้ได้ - โปรโตซัว : เชื้อจุลินทรีย์ลักษณะคล้ายแบคทีเรีย แต่มีขนาดเล็กกว่า มีเชื้อโปรโตซัวหลายชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคร้ายของมนุษย์ - ไวรัส : เชื้อจุลินทรีย์ขนาดเล็กที่สุดในบรรดาเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมด และมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากชนิดอื่น นั่นคือมันสามารถมีชีวิตอยู่ในเซลล์และเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนได้จากภายในเซลล์ ด้วยเหตุนี้จึงสาเหตุให้เชื้อไวรัสมีอันตรายต่อชีวิตของมนุษย์ และมีความรุนแรงมากกว่าเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ 4. โรคร้ายที่มีสาเหตุมาจากพยาธิ พยาธิที่อยู่ภายในร่างกายของคนเรา คือสิ่งที่คอยรบกวนอวัยวะต่างๆ ทั้ง กระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับ ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิ์ภาพ หรือแม้แต่พยาธิที่อยู่นอกร่างกาย ประเภท เห็บ เหา ไร แมลง ก็มีพยาธิที่สามารถนำพาเชื้อแบคทีเรียและไวรัสมาสู่ร่างกายมนุษย์ได้ดีมากๆเช่นกัน 5. โรคร้ายที่มีสาเหตุจากสิ่งที่ไม่ทราบสาเหตุแน่นอน ยังมีโรคร้ายอีกหลายโรค ที่เรายังไม่สามารถระบุ ที่มาหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคได้อย่างชัดเจน เช่น เนื้องอก เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะเป็นโรคไหนก็ล้วนแล้วแต่เกิดมาจากการใช้ชีวิตของตัวเราทั้งสิ้น ขอบคุณข้อมูลจาก คู่มือสุขภาพต้าน 13 โรคฮิต ดาวน์โหลดอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://www.mbookstore.com บทความนี้ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ได้บนเว็บไซต์ Health.mthai.com เท่านั้น

แพทย์เตือน! เชื้อราจาก ตะเกียบไม้ มีสารก่อมะเร็ง
ตะเกียบไม้ /  สารก่อมะเร็ง / 

มีหลายคนเข้าใจว่าสารก่อมะเร็ง จะปนเปื้อนอยู่ในของปิ้งย่างไหม้เกรียม หรือในถั่วลิสงบดที่มีเชื้อราเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง "สารอะฟลาทอกซิน" ที่เป็นตัวการของโรคร้าย อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อคุณใช้ตะเกียบที่ทำมาจากไม้ !! ตะเกียบที่ทำจากไม้ เช่น ไม้ไผ่ หากเราใช้ไปเป็นเวลานาน จะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราที่ผลิตอะฟลาทอกซินได้ บางครั้งสามารถมองเห็นเป็นจุดดำเล็กๆ อยู่โดยรอบ เคยมีผู้ทดลองนำตะเกียบไปวิเคราะห์หาเชื้อต่างๆ พบว่ามีเชื้อราอยู่หลายชนิด เช่น Penicillium, Aspergillus และ Alternaria ดังนั้น ควรล้างตะเกียบให้สะอาด ล้างน้ำเปล่าหลายๆครั้ง และตากให้แห้ง อย่าให้มีความชื้นสะสม นอกจากนี้ การแช่ตะเกียบในน้ำส้มสายชูก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถลดเชื้อได้ หรือหากว่าบางบ้านหรือบางร้านค้า มีความจำเป็นต้องใช้ ตะเกียบไม้ หมุนเวียน ก็ควรเปลี่ยนตะเกียบใหม่ทุกๆ 3-6 เดือน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ อ่านจบแล้วอย่าลืมแชร์ เพื่อเตือนให้คนรอบข้างได้ระวังกันด้วยนะคะ :) ที่มาจาก : ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน

แต่งห้องน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย
แต่งห้องน้ำ

วันนี้ Decor.MThai ได้นำเรื่องราวจากหนังสือ Life and Home เป็นเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับ แต่งห้องน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ บทความการแต่งห้องน้ำอย่างไรให้ปลอดภัยนี้เป็นบทความของคุณสุคนธา ฉ่ำมิ่งขวัญ และภาพประกอบสวยๆ จากทีมงานไลฟ์แอนด์โฮมค่ะ ว่าแล้วเราไปดูการแต่งห้องน้ำให้ปลอดภัยกันเลยดีกว่าค่ะ แต่งห้องน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย นอกเหนือฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวกสบาย มีความสวยงามตรงตามใจผู้เป็นเจ้าของแล้ว ความปลอดภัยก็เป็นอีกเรื่องสำคัญในห้องน้ำที่ไม่ควรมองข้างเพราะบ่อยครั้งที่อุบัติเหตุภายในบ้านเกิดขึ้นขณะใช้งานในห้องน้ำ ทั้งที่ความจริงแล้วเราสามารถป้องกันได้  ตั้งแต่เรื่องของการออกแบบไปจนถึงวัสดุที่มีความเหมาะสม Bath Decor ในฉบับนี้ จึงมีวิธีการตกแต่งห้องน้ำให้ปลอดภัยมาแนะนำค่ะ 1. การออกแบบห้องน้ำ การออกแบบห้องน้ำ : ควรมีการระบายอากาศที่ดี เพราะเป็นพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับความชื้นอยู่ตลอดเวลา ตำแหน่งที่เหมาะสมคือทิศตะวันตก ใช้ความร้อนของแสงแดดในช่วงบ่ายมาขับไล่ความชื้น อันเป็นสาเหตุของเชื้อราและเชื้อโรคต่างๆ ติดตั้งหน้าต่างหรือหลังคา Skylight ก็เป็นอีกทางที่ช่วยทั้งระบายอากาศ และรับแสงแดดเพิ่มเติมส่วนการออกแบบพื้นห้องน้ำไม่ควรมีความสูงในระดับที่ต่างกันเพื่อป้องกันการสะดุดล้ม 2. วัสดุ วัสดุ : แน่นอนว่าวัสดุที่นำมาปูพื้นมีหลากหลายประเภทเช่น กระเบื้อง หินสังเคราะห์ หินอ่อน ไม้สังเคราะห์ ซึ่งเราสามารถใช้ได้หมด แต่ที่ควรคำนึงคือผิวสัมผัสของวัสดุนั้น ต้องมีผิวสัมผัสแบบด้านเพื่อป้องกันการลื่นล้มขณะเท้าเปียกน้ำ ต่อมาคือการเลือกใข้กระจก หากเป็นกระจกใสสำหรับกั้นพื้นที่หรือเป็นประตูห้องควรเลือกกระจกที่มีความหนาเป็นพิเศษ เช่นกระจกเทมเปอร์ กระจกลามิเนต ซึ่งเมื่อเกิดการแตกหัก ก็จะไม่มีเหลี่ยมคมมาทำอันตรายส่วนกระจกเงาไม่ควรติดไว้ใกล้กับส่วนเปียก อย่างส่วนชาวเวอร์ เพราะมีโอกาศลื่นล้มได้ง่ายกว่าส่วนอื่นๆ 3. อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับไฟฟ้า อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับไฟฟ้า : เริ่มกันตั้งแต่แสงไฟที่ควรมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดทึบจนเกินไปในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณกระจกเงาส่องหน้า ส่วนปลั๊กหรือเต้าเสียบต่างๆ ควรเลือกรุ่นที่มีฝาปิด สำหรับป้องกันความชื้นและน้ำกระเด็นใส่จนเกิดการลัดวงจร ส่วนตำแหน่งที่ติดตั้งควรอยู่ในส่วนแห้ง สูงเหนือกว่าก๊อกน้ำ และอ่างล้างหน้า ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า อย่างเครื่องทำน้ำอุ่น ห้ามลืมติดตั้งสายดินเด็ดขาดเพื่อป้องกันไฟรั่ว 4. การเลือกใช้สุขภัณฑ์ การเลือกใช้สุขภัณฑ์ : ควรเลือกใช้สุขภัณฑ์ที่ไม่มีเหลี่ยมมุมแหลมคม ในกรณีที่ครอบครัวมีเด็กเล็กและผู้สูงอายุใช้ร่วมกัน โดยปัจจุบันมีสุขภัณฑ์สำหรับเด็กและผู้สูงอายุโดยเฉพาะซึ่งจะมีความสูงที่เหมาะสมมากกว่า พยายามหลีกเลี่ยงสุขภัณฑ์ที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน เพราะจะแตกหักง่าย หรือใช้วัสดุสมัยใหม่อื่นๆ มาทดแทนเช่นหินสังเคราะห์เป็นต้น หากห้องน้ำมีการใช้ร่วมกันทุกช่วงวัยควรคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยเล็กๆ น้อยๆ ด้วย เช่นการติดตั้งราวจับไว้ใกล้กับโถสุขภัณฑ์เพื่อช่วยผู้สูงอายุพยุงตัว เลือกใช้พรมยางกันลื่นแทนพรมเช็ดเท้าทั่วๆ ไป ราวแขวนผ้าที่ควรติดตั้งให้อยู่เหนือศีรษะเป็นต้น ติดตามอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมในหนังสือ Life and Home ฉบับเดือน Jan 2014 จาก Mbookstore คลิ๊ก

พบการติดเชื้อโรคระบาดในยุควิคตอเรียนศตวรรษที่ 19 อีกครั้ง!
วัณโรค /  อังกฤษ / 

พบโรคลักปิดลักเปิด วัณโรค และไข้หัด ที่เคยระบาดหนักในยุควิคตอเรียน ศตวรรษที่ 19 อีกครั้งในอังกฤษ โรคลักปิดลัก วัณโรค และไข้หัด อาจทำให้เรานึกถึงนิทานเรื่องชาร์ลส์ ดิกเคนส์ แต่โรคระบาดที่เคยระบาดในยุควิคตอเรียนนี้ได้กลับมาพบการติดเชื้ออีกครั้งที่อังกฤษ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก โจซี่ การ์เรตต์ วัย 24 ปี กำลังจะหายจากวัณโรคหลังเข้ารับการรักษาอย่างเข้มข้น การ์เรตต์คือนักศึกษาปริญญาโท แต่เมื่อปีที่แล้ว เธอต้องแยกตัวออกมารักษาตัวที่โรงพยาบาล การ์เรตต์ ผู้ป่วยวัณโรคบอกว่า เธอติดเชื้อวัณโรคมาจากแฟนหนุ่มของเธอ ซึ่งเขาติดเชื้อมาจากเพื่อนของเขาที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน เพื่อนของแฟนเธอติดเชื้อมาจากพ่อของเขา ซึ่งเป็นผู้ป่วยวัณโรครายแรกในช่วงทศวรรษที่ 1990 หลังจากที่เขาเดินทางไปอินเดีย และนี่ทำให้ต้องมีการคิดค้นยาที่จะนำมาใช้รักษาโรค การ์เรตต์บอกว่า จนถึงตอนนี้เธอก็ไม่สามารถที่จะออกไปทำงานหรือพบปะผู้คนได้ เธอไม่สามารถใช้ชีวิตในแบบปกติได้ วัณโรคคือหนึ่งในโรคระบาดที่มักพบในกลุ่มคนยากจน ซึ่งโรคนี้เป็นโรคร้ายแรง ด้านเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเตือนให้ค้นหาเชื้อนี้ในทุกพื้นที่ในกรุงลอนดอน เนื่องจากมันอาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดได้ในอนาคต ดร. ออนการ์ ซาร์โฮทา จากสภากรุงลอนดอน บอกว่า แบคทีเรียในวัณโรคสามารถแพร่เชื้อได้และสามารถมีชีวิตอยู่ในร่างกายเราในระยะเวลานาน และอาจกลับมาออกฤทธิ์และแสดงอาการอีกครั้งได้ ซึ่งมันจะส่งผลต่อระดับภูมิคุ้มกันของร่างกาย แมกซ์ ฟอสเตอร์ จากลอนดอน บอกว่า วัณโรคเป็นหนึ่งในโรคระบาดรุนแรงที่คร่าชีวิตคนได้ในยุคปัจจุบัน โดยทำให้ผู้ติดเชื้อเสียชีวิตได้ 1 ใน 4 คน ผู้ป่วยที่เสียชีวิตหลายพันคนถูกนำมาฝังที่สุสานแห่งนี้ แม้ว่าสถานการณ์โดยรอบตอนนี้จะยังไม่ย่ำแย่ แต่ขณะนี้ในบางพื้นที่ของกรุงลอนดอนก็มีอัตราการติดเชื้อวัณโรคสูงกว่าในรวันดา หรืออิรัก ผลการศึกษาล่าสุดของศูนย์บริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษพบว่า มีโรคระบาดที่เคยระบาดในช่วงศตวรรษที่ 19 กำลังกลับมาระบาดอีกครั้งในลอนดอน ดร. นูเรีย มาร์ติเนซ-อเลียร์ จากโรงพยาบาลกายส์และเซนต์โธมัสในกรุงลอนดอน บอกว่า ขณะนี้ปรากฎการระบาดของโรคไข้หัด โดยเมื่อปีที่แล้วมีผู้ติดเชื้อราว 1 หมื่น 4 พันราย ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 เช่นเดียวกันกับจำนวนผู้ติดเชื้อวัณโรค โรคไอกรน และโรคหัด ที่จำนวนผู้ติดเชื้อในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก 10 ปีก่อน จากสถิติช่วง 5 ปีหลังของอังกฤษ ระบุว่า ผู้ป่วยโรคไข้หัดเพิ่มจำนวนขึ้นร้อยละ 136 โรคลักปิดลักเปิดเพิ่มขึ้นร้อยละ 38 และโรคอหิวาตกโรคเพิ่มขึ้นร้อยละ 300 แต่ผู้ป่วยลักปิดลักเปิดและอหิวาตกโรคยังคงมีจำนวนน้อย อะไรคือสาเหตุที่ทำให้โรคเหล่านี้กลับมาระบาด ดร. นูเรีย มาร์ติเนซ บอกว่า การลดปริมาณการให้วัคซีน เช่น สำหรับโรคหัด การลดลงของระดับภูมิคุ้มกันซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไอกรน การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรยากจน เช่นเดียวกับการทะลักเข้ามาของผู้อพยพและผู้ที่เป็นโรคขาดสารอาหาร 200 ปีผ่านไป แต่ก็ยังคงพบปัญหาการขาดสารอาหาร ความยากจน และการไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุข ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้โรคระบาดในยุควิคตอเรียนกลับมาอีกครั้ง MThai News

สำรวจตัวเอง น้ำหนักไม่ลด อาจเพราะ “อุจจาระตกค้าง ”
ดีท็อกซ์ /  อุจจาระ / 

       เคยไหมคะ ? ที่ออกกำลังกายหนักหน่วง ควบคุมอาหารตามตาราง นับแคลอรี่เป๊ะๆ แต่ทำไมน้ำหนักก็ยังไม่ลดสักที แถมยังมีอาการท้องอืด ท้องผูก บางครั้งก็ลามมาปวดหลังอีกต่างหาก ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นกับหลายคนที่กำลังลดความอ้วนอยู่ น้อยคนนัก ที่จะรู้ว่าเกิดจาก อุจจาระตกค้าง!! อ่านถึงตรงนี้ คงต้องเอามือมาปิดจมูกกันสักนิดนะคะ แต่บอกได้เลยว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ       เริ่มจาก เรามาทำความรู้จักกับระบบการทำงานของลำไส้กันก่อนดีกว่าค่ะ  ลำไส้ของคนเรายาว ประมาณ 20 ฟุต เป็นลำไส้เล็ก 15 ฟุต และ อีก 5 ฟุต เป็นลำไส้ใหญ่ อาหารที่ผ่านกระบวนการย่อยแล้วจะผ่านไปที่ลำไส้เพื่อทำการดูดซึม ส่วนที่ไม่ย่อยและไม่ดูดซึมนั้นท้ายสุดแล้วก็จะออกไปในรูปแบบของอุจจาระ แต่...ก็มีหลายครั้งที่การขับถ่ายไม่สามารถนำอุจจาระออกมาได้หมดจากลำไส้ ทำให้เกิดการตกค้าง และเกาะอยู่ตามผนังลำไส้ มาลองสำรวจตัวเองกันดูนะคะ ว่าจะมีปัจจัยอะไรกันบ้าง ? 1. รีบรับประทานอาหารเกินไป ควรเคี้ยวให้ได้ 30 ครั้งต่อ 1 คำ 2. รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย 3. อันนี้น่ากลัว!! มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ 4. ระบบดูดซึมเสีย เนื่องจากมีน้ำมันเคลือบอยู่มากเกินไป ทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไปไม่มีการหมุนเวียน 5. ข้อนี้สำคัญ!! ไม่ขับถ่ายในช่วงเวลา 05.00 น. - 07.00 น.         ทำไมถึงต้อง ขับถ่ายในช่วงเวลา 05.00 น. - 07.00 น. สาเหตุมาจากช่วงเวลาหลัง 7 โมงเช้าไปแล้ว ลำไส้จะบีบให้อุจจาระขึ้นไปข้างบน จึงทำให้เราขับถ่ายอุจจาระออกมาไม่หมด อุจจาระที่ค้างไว้นี้ ก็จะเกาะที่ผนังลำไส้พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่า มันก็แซงหน้าไปก่อน แต่มันไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็งไว้ ก็เกาะติดแน่น กดทับเส้นเลือดต่าง ๆใน กระเพาะ และ กระดูกหลัง ทำให้มีอาการปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้อง ท้องอืด        อย่าคิดว่าลำไส้ที่ยาว 20 ฟุต จะมีพื้นที่น้อยนิด จนละเลยการหาทางแก้ไข เพราะเคยมีการผ่าศพพบอุจจาระที่ตกค้างอยู่กว่า 10 กิโลกรัม !! ลองคิดดูสิคะ ว่าถ้าน้ำหนักคุณลงไป 10 กิโลกรัม จะผอมขนาดไหน ? แล้ววิธีการแก้ไขล่ะ จะต้องทำอย่างไรต่อไป ถ้าบอกไปหลายคนจะต้องร้อง อ๋อออออ ....เพราะนั่นก็คือการ ดีท็อกซ์ !! นั่นเองค่ะ       สูตรการดีท็อกซ์นั้นก็มีให้ได้ลองอยู่หลายสูตรนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเม็ดแมงลัก น้ำอุ่น น้ำผึ้งมะนาว กล้วย โยเกิร์ต นิยมดื่มก่อนนอนหรือหลังตื่นนอนทันที จะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายในตอนเช้าได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ภาพประกอบและเรียบเรียงโดย Women Mthai Team

สร้างภูมิคุ้มกัน ลูกน้อยด้วย ‘ นมแม่ ’
นมวัว /  นมแม่ / 

“ นมแม่ ” เปรียบเสมือน ‘วัคซีนหยดแรก’ ของลูกน้อย เนื่องจากน้ำนมของแม่ในช่วงแรกหลังคลอด คือ ‘หัวน้ำนม’ที่มีสีเหลืองข้น (Colostrum) อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นสำหรับทารก มีภูมิคุ้มกันนานาชนิดที่แสนวิเศษ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย สารอาหารที่มากกว่า 200 ชนิด ที่อยู่ในนมแม่นั้น ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนและเอ็นไซม์ นับว่ามีความโดดเด่น มีคุณภาพเหมาะกับระบบทางเดินอาหาร และไตของทารกที่ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ อีกทั้งยังปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของลูกทุกระยะการเติบโต และช่วยปกป้องลูกจากการติดเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคอุจจาระร่วง โรคภูมิแพ้ โรคอ้วน ที่พบบ่อยในวัยทารก นมแม่ สร้างและเป็นเกราะปกป้องร่างกายลูก 1. สมอง : นมแม่เป็นอาหารที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสมอง และส่งเสริมพัฒนาการที่ดี ช่วยสร้างเชาว์ปัญญาได้เต็มที่ การอุ้มลูกขึ้นดูดนมแม่เป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัสทุกส่วนของลูก ทำให้สมองได้รับสัญญาณประสาทส่งเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ สมองที่ถูกกระตุ้นบ่อยๆ จะเกิดการแตกแขนงเซลล์ประสาทอย่างมากมาย เพิ่มการเชื่อมโยงของเส้นใยสมอง เส้นประสาทจะรับสัญญาณการเรียนรู้เร็วขึ้น ในกลุ่มเด็กที่ได้รับนมแม่มีการเพิ่มระดับเชาวน์ปัญญาขึ้นโดยเฉลี่ย 3.16 จุด และในกลุ่มทารกเกิดก่อนกำหนดที่ได้รับนมแม่ มีการเพิ่มระดับเชาวน์ปัญญาที่ 5.26 จุด ระยะเวลาของการให้นมแม่จะสัมพันธ์กับการเพิ่มเชาวน์ปัญญาของลูก ยิ่งได้รับนมแม่มากกว่า 6 เดือน มีระดับเชาว์ปัญญาสูงกว่าเด็กที่ได้รับนมแม่น้อยกว่า 6 เดือน 2. หู : ลดโอกาสเป็นโรคหูน้ำหนวก หรือหูอักเสบ เนื่องจากลักษณะการดูดนมของลูกต้องใช้การเคลื่อนไหวของลิ้นหรือแรงดันทางช่องปาก ทำให้มีการเคลียร์น้ำในหูของลูกน้อยออกไปด้วย 3. สายตา : พัฒนาการมองเห็น สายตาคมชัด เนื่องจากในนมแม่มีสารอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา เช่น สารดีเอชเอ กรดอะมิโน และไขมันอื่นๆ 4. ระบบทางเดินปัสสาวะ : มีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ เนื่องจากในนมแม่มีภูมิคุ้มกันต่างๆ ทำให้ไม่ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ 5. ไตแข็งแรง : ในนมแม่มีปริมาณโปรตีนที่เหมาะสม ส่งผลให้ไตทำงานอย่างสมดุล และแข็งแรง 6. ผิวพรรณ : ลดโอกาสภูมิแพ้ผิวหนัง 42 % ในช่วงที่ทารกกินนมแม่อย่างเดียว ทารกจะไม่ได้รับโปรตีนจากนมวัว ซึ่ง เป็นโปรตีนที่สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของทารก และทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ทารกที่กินนมแม่ จึงมีอัตราการเกิดโรคภูมิแพ้น้อยกว่า 7. ระบบทางเดินอาหาร : ลดโอกาสโรคท้องเสียและลำไส้อักเสบน้อยกว่า 64% ในน้ำนมแม่มีสารอาหารที่ปกป้องลูกน้อยในระบบทางเดินอาหาร ประกอบด้วย Secretory antibodies ทำหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอม Oligosaccharides และ Glycoconjugates กระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของทารก Lactoferrin สามารถกำจัดเชื้อราที่เป็นอันตราย อีกทั้งยังป้องกันโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ Anti-inflammatory effects นมแม่มีการต่อต้านการอักเสบซี่งมีประโยชน์ต่อสำไส้ของทารก Prebiotic effects ในนมแม่มีน้ำตาลที่มีคุณสมบัติเป็นอาหารสำหรับการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ใหญ่ 8. ช่องปาก: เนื่องจากลูกน้อยดูดนมแม่จากเต้า กล้ามเนื้อจึงเกิดการพัฒนา กรามล่างของลูกจึงแข็งแรง ฟันเกน้อยลงเมื่อโตขึ้น 9. ระบบทางเดินหายใจ : โอกาสติดเชื้อทางเดินหายใจ ปอดบวมน้อยกว่าทารกที่กินนมผสม 60% และป้องกันเบื้องต้นต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ ช่วยป้องกันโรคหอบหืด การส่งเสริมให้ลูกกินนมแม่เพียงอย่างเดียว 6 เดือนขึ้นไปจะส่งผลดีและส่งเสริมพัฒนาการทางด้านต่างๆ ของร่างกาย และหลังจาก 6 เดือนขึ้นไป ควรให้นมแม่คู่กับอาหารตามวัยจนกระทั่งถึง 2 ปีเป็นอย่างน้อย เนื่องจากนมแม่ยังคงเป็นอาหารหลักสำคัญสำหรับเด็กๆ ปริมาณนมแม่ที่ควรให้ลูกน้อยได้กินในแต่ละวัน คือวันละ 8 ครั้งขึ้นไป หรือทุกๆ 2-3 ชม. และหากลูกดูดนมเร็ว ดูดนมบ่อย และดูดอย่างถูกวิธี ซึ่งเป็นปัจจัยสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะส่งผลให้คุณแม่มีน้ำนมในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย และประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่... ภาพโดย :  Women MThai Team  เรื่องโดย : อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ team content www.thaihealth.or.th ขอบคุณข้อมูล จากหนังสือนมแม่ แน่ที่สุด, คู่มือแม่ทำงาน เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จากมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย