เชื้อรา

วิจารณ์แซด!! ซากปริศนาในกล่องน้ำผลไม้ดัง
ซากปริศนาในกล่องน้ำผลไม้ดัง /  น้ำผลไม่กล่อง / 

ชาวเน็ตวิจารณ์แซด!! หลังมีผู้โพสต์ภาพ ซากปริศนาในกล่องน้ำผลไม้ชื่อดัง  ล่าสุดเจ้าของผลิตภัณฑ์ออกมาชี้แจงแล้ว เมื่อวันที่ 27  ก.ค. สมาชิกเว็บไซต์พันทิปท่านหนึงได้โพสต์ภาพและข้อมูลในกระทู้ชื่อ "เตือนภัยน้ำผลไม้ยี่ห้อดัง" เกี่ยวกับสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ภายในกล่องน้ำผลไม้ที่ซื้อมาบริโภค ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก "เมื่อเช้านี้ หยิบน้ำมะเขือเทศ ยี่ห้อ...... มาเท คือกินมาจะหมดกล่องแล้ว ก็เทออกมา แล้วมันก็เทไม่ออก เลยตัดสินใจบีบกล่อง ผลที่ออกมากับน้ำในกล่อง คือช๊อคข่า กินจะหมดกล่องแล้ว เค้าโดนทำร้าย ตอนแรกคิดแง่บวก นึกว่าเป็นเปลือกผลไม้ เลยหยิบออกจากแก้วขึ้นมาดู สรุปคือมันไม่ใช่ค่ะ มันเหมือนกระดาษลื่นๆ เลยเอากล่องมาตัดออกดู ช็อคเลย ในกล่องก็มีติดอยู่" ล่าสุดกระทู้ดังกล่าวได้ลบภาพออกไป แต่มีการโพสต์ข้อความระบุว่า ทางตัวแทนได้ออกมาชี้แจงให้ฟังว่าสิ่งที่เกิดขึ้น อาจเป็นปัญหาจากการขนส่ง หรือการเก็บสต็อกของร้านค้าทำให้เกิดการบุบหรือมีช่องว่างทำให้อากาศเข้าไป อาจเกิดเป็นเชื้อราได้ ส่วนที่เป็นแผ่นอาจเป็นเพราะการเจริญเติบโตของเชื้อราที่จะมีรูปร่างแตกต่างกันไป ตามชนิดของเชื้อราทางเครื่องดื่มบอกว่ามั่นใจในกระบวนการผลิตว่าจะไม่มีสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อน และยินดีให้เข้าชมกระบวนการผลิตที่โรงงาน และเพื่อความสบายใจของลูกค้า หากกลัวจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ทางบริษัทยินดี จะพาไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล MThai News ขอบคุณ เว็บบอร์ดพันทิป 

8 โรคร้าย! ที่มาพร้อมกับ ความอ้วน
ข้าวโพดต้ม /  ความอ้วน / 

หลายคนๆคงจะชอบผลัดวันประกันพรุ่งในการออกกำลังกาย แม้ปากจะบ่นว่า อ้วน อ้วน อ้วน แต่พฤติกรรมกลับตรงกันข้าม กินเยอะ กินของหวาน แถมยังไม่ออกกำลังกายอีกด้วย ยิ่งทำให้เริ่มอ้วนมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก แต่ ความอ้วน ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสุขภาพของเราอีกด้วย เพราะ ความอ้วน จะนำโรคร้ายต่างๆมาสู่เราได้เช่นกัน ไปดูกันดีกว่าว่า ความอ้วน จะพาโรคร้ายอะไรบ้างมาสู่เรา 1. ไขมันในเลือดสูง ซึ่งนำไปสู่ความผิดปกติของระบบอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าเม็ดไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ยิ่งหนามากขึ้นๆ ถนนของเจ้าเลือดก็เดินไม่สะดวกตามไป ก็เลือดต้องไปหล่อเลี้ยงเซลล์ทุกส่วนของร่างกาย และเราก็ขาดเลือดไม่ได้ แน่นอนจะมีปัญหาต่อสุขภาพตามมาอีกมาก ทั้งโรคหัวใจวาย ความดันโลหิตสูง เหนื่อยหอบ มึนงงบ่อยๆ เป็นลม เมื่อเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายไม่ดี เซลล์ก็เสื่อมโทรมลง อนุมูลอิสระก็เกิดเร็วขึ้น ทีนี้แหละ แก่เร็วอย่างเห็นได้ชัด 2. ความดันโลหิตสูง เมื่อไขมันเคลือบผนังหลอดเลือด บางจุดอาจตีบมาก หัวใจมีหน้าที่เหมือนปั๊มน้ำ ก็ต้องขับดันเลือดวิ่งไปให้ทั่วร่างกายทุกซอกทุกมุม เมื่อบางจุดโดนบีบให้แคบ แต่ร่างกายต้องการเลือด มันอาจออกแรงผลักดันเลือด อาจทำให้เส้นเลือดในสมองแตก ถึงแก่ชีวิต หรือพิการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ 3. โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประเทศอุตสาหกรรม รวมทั้งประเทศไทยด้วย เนื่องจากไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน หัวใจทำงานเพิ่มมากขึ้น ถ้าเป็นกับเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจก็ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด และหัวใจวาย 4. โรคเบาหวาน พบว่าคนไทยเป็นเบาหวานกันประมาณ 3 ล้านคน ลองคิดดูว่าไม่น้อย วันหน้าถ้ายังใช้ชีวิตเผอเรอ มีหวังได้เป็นเบาหวานด้วยอีกคน โรคนี้เป็นเพื่อนคู่ซี้กับโรคอ้วน ที่มักพบควบคู่กันเสมอ เบาหวานนั้นเพราะระบบควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายผิดปกติ เมื่อเป็นเบาหวานแล้ว ถ้าเกิดเป็นแผลก็มักรักษาไม่หาย กลายเป็นแผลเรื้อรัง บางทีก็เป็นแผลกดทับ ประกอบกับเสี่ยงต่อการติดเชื้อราง่ายขึ้น เพราะมีการอับชื้นของซอกแขน และซอกขามากกว่าปกติ 5. โรคข้อกระดูกเสื่อม โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อเท้า เนื่องจากต้องรับน้ำหนักตัวมากเกินพิกัด บางคนที่อ้วนมากๆ อาจจะยืนหรือเดินไม่ได้เลย เพราะข้อเท้าไม่สามารถรับน้ำหนักได้ คนอ้วนมากๆ จะเดินก็ลำบาก โยกเยกซ้ายขวา เดินไปเหนื่อยหอบไป 6. โรคระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากในคนอ้วนมักมีการเคลื่อนไหวน้อย ชอบนั่งหรือนอน ปอดจึงขยายตัวไม่เต็มที่ ทำให้เกิดการติดเชื้อของทางเดินหายใจได้มากขึ้น บางครั้งถึงกับมีภาวะการหายใจลดลง หายใจติดขัด ทำให้มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในปอด คนอ้วนมากเหนื่อยง่าย ง่วงนอนตลอดเวลา อาจพบภาวะของโรคอารมณ์เศร้าหมองร่วมไปด้วยก็กิน ซึ่งอาจจะช่วยให้อารมณ์ช่วงนั้นดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการทำร้ายตัวเองมากยิ่งขึ้น 7. โรคมะเร็งบางชนิด คนอ้วนมีอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ รวมทั้งโรคมะเร็งได้ 8. โรคนิ่วในถุงน้ำดี และไขมันแทรกในตับ เมื่อมีไขมันมาก การทำงานของตับก็ลดลง เพราะไขมันเข้าไปแทรกอยู่ จนทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี ขอบคุณที่มาจาก : www.slimtobody.com

29 สิ่งเกี่ยวกับ
จุดซ่อนเร้น /  น้องสาว / 

 สาวๆจ๋า  สาวๆทุกคนต่างก็มี "น้องสาว" อยู่ที่ระหว่างขากันทุกคนใช่ไหมล่ะคะ แต่สาวๆเคยสงสัยมั้ยคะ ว่า อวัยวะนี้มันมีอะไรที่แสนจะละเอียดอ่อนมากมาย และเป็นสิ่งที่ห้ามมองข้ามเลยล่ะค่ะ เพราะเป็นอวัยวะที่สามารถรับเชื้อโรคได้ง่าย และ ยังเป็นอวัยวะที่ไว้ใช้สืบพันธ์อีกแหนะ !  วันนี้เรามี 29 ข้อ ที่สาวๆ (หรือหนุ่มๆ อิอิ ) ควรรู้เกี่ยวกับ น้องสาว หรือ จุดซ่อนเร้น หรือ ตรงนั้น หรืออะไรก็ตามแล้วแต่จะเรียก มาฝากกันจ้า       1. คริตอริส ไม่ใช่ตุ่มนะเธอ หลายคนมักคิดว่า ตุ่มคริตอริสเป็นตุ่มเล็กๆ ที่มองเห็นได้ แต่ผลวิจัยบอกว่า คริตอริสแผ่สาขากว้างใต้ผิวหนังไปตามทางปากช่องคลอดที่มีลักษณะคล้ายกระดูกรูปตัว Y โดยเจ้ากระดูกรูปตัว Y นี้สามารถถูกกระตุ้นได้จากภายนอก   2. คำว่า Vagina คืออะไรตรงไหนกันแน่นะ Vulva คือส่วนด้านนอกของช่องคลอดก็คือ ทั้งหมดทั้งมวลที่อยู่ตรงนั้นอวัยวะเพศของสาวๆน่ะล่ะจ้า ซึ่งก็คือ แคมนอก แคมใน คริตอริส ท่อปัสสาวะ และอื่นๆ ส่วน Vagina แท้จริงคือ กล้ามเนื้อที่เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างภายนอก กับ ปากมดลูกนะจ๊ะ ซึ่งก็คือรูช่องคลอดนั่นเอง   3. ช่องคลอดของผู้หญิงแต่ละคนตั้งแต่เกิด ไม่มีใครเท่ากันนะจ๊ะ   4. เมื่อถูกกระตุ้น น้องสาวสามารถขยายได้ 2 เท่าของขนาดปกติ !! ถ้าไม่ถูกกระตุ้น ขนาดเฉลี่ยของน้องสาวจะอยู่ที่ 3-4 นิ้ว แต่ขณะที่มีเซ็กส์นั้น จะสามารถขยายได้สองเท่า จากคำบอกเล่าของ Dr. Herbenick ซึ่งหลังจากสาวๆโดนกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า น้องสาวของเราจะตึงขึ้นอย่างอัศจรรย์ และมดลูกก็จะสูงขึ้น สร้างพื้นที่ในช่องคลอดให้ยาวขึ้นนั่นเอง   5. ผู้หญิงทุกคนไม่ได้เกิดมาพร้อมเยื่อพรมจรรย์นะยะ การจะดูว่าสาวคนไหน จิ้น ไม่จิ้น จะมาเช็คจากเยื่อพรมจรรย์ไม่ได้แล้วนะบอกไว้เลย เพราะผู้หญิงบางคนก็ไม่ได้เกิดมาพร้อมเยื่อพรมจรรย์ค่ะ 6. น้องสาวของสาวๆจะไม่เปลี่ยนไปนักหลังคลอด มันไม่ได้หลวม! ไม่มีสถิตินะคะ ว่า ค่าเฉลี่ยของช่องคลอดนั้นแตกต่างกัน ระหว่างผู้หญิงที่มีลูกแล้วกับที่ยังไม่มีลูก ส่วนใหญ่มีความใกล้เคียงกันจ้า   7. จีสปอร์ต อาจไม่มีจริงบนโลกนี้ ไม่มีปุ่มอะไรที่กดแล้วผู้่หญิงจะฟินได้ทันทีนะจ๊ะ มันมีความซับซ้อนมากกว่านั้นจ้า อดีตของจีสปอร์ต หลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยได้รู้ว่า มีพื้นที่ 1-2 นิ้ว อยู่ด้านในผนังช่องคลอด ซึ่งอยู่ใกล้กับสะดือ ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก จึงเป็นเหตุผลที่นิตยสารผู้ชายมักแนะนำให้ คุณหนุ่มๆใช้นิ้วเพื่อกระตุ้นนั่นเอง  แต่นี่ไม่ใช่ทั้งหมดค่ะ มันมีความซับซ้อนกว่านั้น เมื่อบทวิจัย Imaging และ การสำรวจคู่แฝด  ล้มเหลว เมื่อไม่สามารถหาอวัยวะที่สามารถตอบสนองกับอารมณ์ความ"ฟิน" ได้ในทันที ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงบางคนก็ไม่มีจีสปอร์ต บางคนก็หาไม่เจอด้วยซ้ำ   ดังนั้น ผลวิจัยล่าสุดบอกว่า เราไม่ควรชี้เฉพาะเจาะจงไปที่ จีสปอร์ต อย่างเดียวนะคะ ควรใส่ใจทั้ง คริตอริส มดลูก ท่อปัสสาวะ ที่ทั้งหมดต่างทำงานด้วยกันที่เรียกว่า clitourethrovaginal complex ซึ่งผลที่ได้ก็เรียกได้ว่า ถึงจุดสุดยอด กระตุ้นสามอย่างนี้ได้ไม่ต้องควานหาจีสปอร์ตเลยล่ะ   8. รู้สึกอยากปัสสาวะขณะมีเซ็กส์เป็นเรื่องปกติค่า  จากระบบ clitourethrovaginal complex ที่มีกระเพาะปัสสาวะร่วมอยู่ด้วย จึงเป็นเรื่องปกติหากสาวๆจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ  แต่แท้จริงแล้วเป็นแค่อาการถูกกระตุ้นเท่านั้นเอง ซึ่งอาจจะทำให้สาวๆสับสนได้   9. สาวๆครึ่งหนึ่งของอเมริกา ใช้ Vibrator โดยผลการศึกษาระดับชาติของอเมริกา บอกว่า ผู้หญิง 3,800 คน ช่วงอายุระหว่าง 18 - 60 ใช้เครื่องช่วยสั่นเพื่อช่วยสำเร็จความใคร่จ้า  20 % ใช้กับตัวเองเพียงลำพัง  1 ใน 3 ใช้ระหว่างมีเพศสัมพันธ์ และ 41% ใช้ก่อนการลงสนามรักกับคู่รัก โดย 84 % ของสาวๆใช้ภายนอกซึ่งมากกว่าการใช้ภายในที่มีเพียง 64 %   10. ยาคุมกำเนิดมีผลกับน้ำหล่อลื่นของน้องสาว!  แน่นอนว่ายาคุมกำเนิด นอกจากจะมีผลกับขนาดหน้าอกและสาวๆในวัยที่หมดประจำเดือน  เพราะความสามารถในการหล่อลื่นนั้นคู่ไปกับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ถ้าสาวๆมีระดับเอสโตรเจนสูง ก็หล่อลื่นสูงนะจ๊ะ11.การใช้เจลหล่อลื่น ทำให้เซ็กส์สนุกขึ้นจริงๆนะ 12. มีสาวๆที่ไม่เคยถึงจุดสุดยอดเลยก็มีนะ13. 30 % ของผู้หญิง มีอาการเจ็บเมื่อมีกิจกรรมกับคู่รัก เนื่องจากมีหลายสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างคาดไม่ถึง เช่น เจ้าหนูของคู่รักอาจจะคับกับช่องคลอดของสาวๆมากไป วิธีแก้คือให้เปลี่ยนท่าทางเพื่อให้สอดรับกันง่ายยิ่งขึ้น หรือมีการเล้าโลม foreplay ให้นานขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้ช่องคลอดของสาวๆพร้อมกับการมีเซ็กส์  หรืออาการแพ้ต่างๆ ไม่ต้องตกใจไปค่ะ 14. เลสเบี้ยน มักถึงจุดสุดยอดมากกว่า คู่รักหญิงชาย จากผลการศึกษาใน Journal of Sexual Medicine   15 การใช้อย่างอื่น ร่วมกับการมีเซ็กส์ จะฟินมากกว่าการสอดใส่อย่างเดียว สอดใส่อย่างเดียว เมื่อเทียบกับ การใช้มือ ปาก และ สอดใส่ แบบหลัง สาวๆจะถึงจุดสุดยอดได้มากกว่านะจ๊ะ   16. คุณแฟนจะใส่ถุงยางหรือไม่ใส่ อารมณ์ความรู้สึกไม่ต่างกันนะจ๊ะ   17. ยิ่งอายุมากเท่าไหร่  สาวๆจะใส่ใจกับขนบริเวณน้องสาวน้อยลง ในปี 2010 ผลการศึกษาผู้หญิง 2451 คน นักวิจัยพบว่า อายุเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตของจนบริเวณนั้น ยกตัวอย่างเช่น สาวๆในวัย 18-24 ปี รายงานว่าไม่อยากมีขนบริเวณนั้น 25-49 ส่วนใหญ่บอกว่า เอาออกบ้าง แต่ไม่ทั้งหมด ส่วนผู้หญิงที่อายุมากกว่า 50 ปี ไม่ทำอะไรกับจนน้องสาวบริเวณนั้นแล้วจ้า  ซึ่งผลวิจัยนี้อาจเกี่ยวข้องกับความต้องการททางเพศด้วยนั่นเอง 18. น้ำที่ออกมาจากน้องสาว อยู่ที่สิ่งแวดล้อมด้วยนะ บางคนก็มีตกขาว บางคนไม่มี บางคนไม่รู้จักตกขาว บ้างมีกลิ่น ไม่มีกลิ่น นั่นเกิดจากความชื้นและปริมาณแบคทีเรียต่างๆ เพราะฉะนั้นสาวๆจะเปรียบเทียบกับเพื่อนๆไม่ได้หรอกนะคะ  เพราะไม่มีมาตรฐานแน่ชัดแน่นอนขนาดนั้น 19. ไม่จำเป็นต้องสวนล้างน้องสาว น้องสาวของผู้หญิงนั้นมี ระบบรักษาความสะอาดตัวเองอยู่แล้วจ้า คล้ายๆกับน้ำตาในตา ที่ช่วยรักษาอาการระคายเคืองในตาเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมนั่นล่ะค่ะ  ยิ่งไปกว่านั้นการสวนล้างยัง อาจจะทำให้เกิดอาการติดเชื้อได้ และการอักเสบของเชิงกราน และอาจไปทำลายระบบสมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอดด้วย (ที่มาจาก journal Epidemiologic Reviews)   20.เมือกที่ออกมาจากน้องสาวก็บอกช่วงตกไข่ได้นะ ในช่วงตกไข่ เมือกจะมีความใส และ เหนียวหนืด ถ้าคู่ไหนอยากมีลูก ลองสังเกตอะไรง่ายๆแบบนี้ก่อนก็ได้ค่ะ 21. สังเกตอาการผิดปกติของน้องสาวไว้ ทันทีที่มีอาการคัน หรือ มีอะไรผิดปกติ ร่างกายจะทำให้เรารู้ได้โดยปริยาย เช่น กลิ่น , สี , ปริมาณ หรือประจำเดือนที่มาผิดเวลา22. ถุงยางสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้บางโรค   ใส่เถอะ ! 23. สาวๆบางคนไม่รู้ว่าตัวเองติดโรคทางเพศมาเป็นปีๆ หรือบางคนไม่เคยรู้เลยตลอดชีวิต  หมั่นตรวจเช็คกับคุณหมอบ้างนะจ๊ะ 24. ถ้าบังคับใจตัวเองไม่ไหว ห่วงคุมกำเนิดก็ปลอดภัยจากการท้องได้นะ ห่วงคุมกำเนิดอาจจะยังเป็นเรื่องที่ไม่แพร่หลายนัก โดยห่วงคุมกำเนิดมีลักษณะเป็นรุปตัว T ใส่ไว้ในมดลูก ต้องให้คุณหมอเป็นผู้ใส่เท่านั้น มีอายุราวๆ 3- 4 ปี เลย และมั่นใจว่าสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 99 % 25. ควรงดมีเซ็กซ์ 6 สัปดาห์ หลังจากคลอดลูกนะจ๊ะ ป้องกันการติดเชื้อต่างๆ และเพื่อให้ช่องคลอดกลับมาคืนสภาพก่อนนะคะหนุ่มๆ 26. ชีวิตประจำวันมีผลกับน้องสาวนะจ๊ะ อยู่ในที่อับชื้น หรือ ใส่เสื้อผ้าออกกำลังค้างคืน ไม่ยอมอาบน้ำ ดื่มแอลกอฮอลล์ กินของหวานที่มีน้ำตาลเยอะ สาวๆได้ทำลายแบคทีเรียดีๆที่อยู่ในน้องสาวไปแล้วค่ะ  และอาจเป็นการเพิ่มเชื้อราให้น้องสาวแบบไม่รู้ตัวด้วยนะ วิธีดีๆง่ายๆที่เราจะแนะนำคือ กินโยเกิร์ตจ้า สิ่งนี้ช่วยรักษาสมดุลได้ยอดเยี่ยมเชียวล่ะ 27. ช่องคลอดจะมีความเอียงขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น 28. มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปข้างในน้องสาว อย่าเอาออกเอง ไม่ใช่เรื่องแปลกค่ะ ถ้ามีอะไรติดเข้าไปในน้องสาว โดยส่วนมากของผู้หญิง จะเป็น ถุงยางอนามัย และผ้าอนามัยแบบสอด ควรไปพบแพทย์เพื่อให้เอาออกให้นะจ๊ะ   29. อย่าตกใจ ถ้าอะไรเข้าไปในน้องสาว มันไม่หลุดเข้าไปจนอันตรายถึงชีวิตแน่ๆ เพราะผนังปากมดลูกจะป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเคลื่อนเข้าสู่ร่างกาย โดยสิ่งแปลกปลอมส่วนใหญ่จะเคลื่อนตัวมาอยู่ที่ส่วนบนสุดของปากมดลูก  และสิ่งนั้นจะออกมาได้เอง   เรียบเรียงโดย Women Mthai Team ที่มา buzzfeed.com        

คัดจมูก เกิดจากอะไร?
คัดจมูก /  ภูมิแพ้ / 

อาการ คัดจมูก เป็นอาการทางจมูกที่พบได้บ่อยและไม่จำเพาะเจาะจงกับโรคใดโรคหนึ่ง จึงต้องวินิจฉัยแยกโรคจากโรคของจมูกหลายโรค อาการ คัดจมูก ในโรคบางโรค สามารถหายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยา ได้แก่ โรคหวัด หรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ที่มีอาการเล็กน้อย   อาการ คัดจมูก อย่างมาก หรือ คัดจมูก ตลอดเวลาทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่ลง และอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง หรือเกิดโรคไซนัสอักเสบตามมาได้ เนื่องจากอาการ คัดจมูก เป็นอาการที่ผู้ป่วยบอกกับแพทย์ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคที่เป็นสาเหตุของอาการ คัดจมูก จำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติ, การตรวจร่างกาย และการสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค สาเหตุของอาการ คัดจมูก โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ โรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจเกิดจากเชื้อไวรัส, เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราก็ได้ ผนังกั้นช่องจมูกคด สิ่งแปลกปลอมอยู่ในโพรงจมูก ซึ่งมักพบบ่อยในเด็ก เนื้องอกในโพรงจมูก เช่น ริดสีดวงจมูก หรือเนื้องอกชนิดร้าย โรคเยื่อบุจมูกเหี่ยวฝ่อ ภาวะเลือดคั่งในผนังกั้นช่องจมูก ภาวะกระดูกอ่อนของจมูกทางด้านข้างยุบตัว เวลาหายใจเข้า (nasal valve collapse) ภาวะกระดูกเทอร์บิเนตด้านข้างโพรงจมูกบวมโต ภาวะรูเปิดของโพรงจมูกด้านหลังตีบตัน (choanal atresia) ต่อมแอดีนอยด์หลังโพรงจมูกโต เกิดจากยาขยายหลอดเลือดบางชนิด เช่นใช้ยาหดหลอดเลือดนานเกินไป, ยาจำพวก aspirin, nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDS), beta-blocker (oral and ophthalmic), bromocriptine, estrogens, oral contraceptive, prazosin, methyldopa, phentolamine, guanethidine, reserpine และ tricyclic antidepressant การประเมินผู้ป่วยที่มีอาการ คัดจมูก ประวัติ เวลาที่เริ่มมีอาการ คัดจมูก ระยะเวลาที่มีอาการ คัดจมูก  สิ่งใดที่ทำให้อาการ คัดจมูก เป็นมากขึ้น หรือน้อยลง อาการ คัดจมูก เป็นข้างเดียวหรือสองข้าง  อาการคัดจมูกเป็นๆหายๆ หรือเป็นตลอดเวลา ลักษณะของน้ำมูกที่ไหลออกมาเป็นอย่างไร มีเลือดกำเดาไหล หรือน้ำมูกปนเลือดหรือไม่ อาการปวดจมูกสัมพันธ์กับอาการปวดตาหรือไม่ มีอาการหูอื้อหรือไม่ มีอาการไอหรือไม่ ซึ่งอาจสัมพันธ์กับโรคหอบหืด ประวัติการใช้ยา การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า อุบัติเหตุ หรือการผ่าตัดจมูก การตรวจร่างกาย เริ่มตั้งแต่ลักษณะภายนอกของจมูก แพทย์จะตรวจดูว่ามีจมูกส่วนนอกโก่งหรือยุบตัวหรือไม่  การกระแทกบริเวณกระดูกอ่อนด้านข้างส่วนบน  สามารถทำให้ผนังกั้นช่องจมูกเคลื่อน หรือคดได้  การพบเส้นแนวขวาง ที่สันจมูก อาจเกิดจากการใช้มือขยี้จมูกในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้  การเคาะหรือกดเจ็บบริเวณข้างแก้ม อาจพบได้ในผู้ป่วยไซนัสอักเสบ การตรวจภายในโพรงจมูก แพทย์จะตรวจทั้งด้านหน้าและด้านหลังของโพรงจมูก โดยไม่ใช้ยาหดหลอดเลือด ลดอาการบวมในขั้นแรก  การตรวจทางด้านหน้าโพรงจมูก แพทย์จะดูลักษณะและสีของน้ำมูก  ลักษณะผนังกั้นช่องจมูก  ลักษณะเยื่อบุจมูก  ตรวจบริเวณรูเปิดไซนัส  ถ้าพบว่ามีผนังกั้นช่องจมูกคดมาด้านใดด้านหนึ่ง อาจพบว่ามีเยื่อบุจมูกของอีกข้างหนึ่งโตกว่าปกติได้  การตรวจทางด้านหลังโพรงจมูก อาจพบต่อมแอดีนอยด์ ซึ่งเป็นต่อมน้ำเหลืองหลังโพรงจมูกโตได้  หลังการตรวจดังกล่าวแล้วแพทย์อาจพ่นยาหดหลอดเลือดลดการบวมของเยื่อบุจมูกแล้วตรวจซ้ำ  หากอาการ คัดจมูก ดีขึ้นมากหลังการพ่นยาหดหลอดเลือด แสดงว่าผู้ป่วยมีเยื่อ บุของเทอร์บิเนทอันล่างบวมโต  หากอาการ คัดจมูก ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือไม่ดีขึ้น อาจเป็นจากผู้ป่วยใช้ยาหดหลอดเลือด ลดการบวมของเยื่อบุจมูกนานเกินไปจนเกิดเยื่อจมูกอักเสบที่เรียกว่า rhinitis medicamentosa  หรือาจเป็นจากปัญหาผนังกั้นช่องจมูกคด  มีเนื้องอกหรือริดสีดวงจมูก หรือมีโครงสร้างจมูกที่ผิดปกติไป  ในกรณีที่เป็นเด็ก แพทย์อาจใช้ที่ตรวจหู  ตรวจในจมูกแทนได้ หรือในผู้ใหญ่บางรายที่ต้องการตรวจอย่างละเอียด แพทย์อาจใช้กล้องส่องตรวจภายในจมูกชนิดแข็งหรือชนิดอ่อนที่ทำจากเส้นใยไฟเบอร์ (rigid or fiberoptic nasal endoscope ) เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคได้แม่นยำมากขึ้น การวัดความกว้างของช่องจมูก แพทย์จะให้ผู้ป่วยหายใจออกบนไม้กดลิ้น แล้ววัดขนาดวงของไอน้ำบนไม้กดลิ้น โดยเปรียบเทียบกันสองข้าง  ถ้ามีปัญหาเรื่องผนังกั้นช่องจมูกคด อาจจะมีวงของไอน้ำขนาดต่างกันได้  นอกจากนี้แพทย์อาจวัดปริมาตรของจมูกโดยการใช้คลื่นเสียง (acoustic rhinometry) โดยปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงและวัดคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมา หรือวัดความดันและปริมาตรของอากาศที่ผ่านเข้าออกในช่องจมูก (rhinomanometry) การตรวจด้วยภาพถ่ายรังสี เอ็กซเรย์จมูกและไซนัสโดยใช้ฟิลม์ธรรมดา (plain film) สามารถเห็นลักษณะผนังกั้นช่องจมูกที่คด, เทอร์บิเนทอันล่างโต หรือภาวะไซนัสอักเสบ ซึ่งทำให้เกิดอาการ คัดจมูก ได้ เอ็กซเรย์กระดูกของจมูก (lateral nasal bone) ดูว่ามีการหักของกระดูกสันจมูกหรือไม่ เอ็กซเรย์จมูกและไซนัสโดยใช้เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT nose and paranasal sinus) ช่วยประเมินโครงสร้างจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกได้ดีขึ้น โดยเห็นโครงสร้างส่วนที่เป็นกระดูกได้ชัดเจน เอ็กซเรย์จมูกและไซนัสโดยใช้คลื่นแม่เหล็ก (MRI nose and paranasal sinus) สามารถบอกรายละเอียดของเยื่อบุจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกได้ดี แต่ดูโครงสร้างจมูกส่วนที่เป็นกระดูกได้ไม่ชัดเจน การรักษา  อาจทำได้โดยการรับประทานยาหรือพ่นยาในจมูก หรือการผ่าตัดแล้วแต่สาเหตุ ขอบคุณที่มาจาก : รศ. นพ. ปารยะ   อาศนะเสน  ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ปลานับหมื่นตายยกสระวัด เหตุก๊าซเน่าจากอาหาร-มูลปลา
ประจวบคีรีขันธ์ /  ปลาตาย / 

แฟนเพจ ทีวีชุมชน ข่าวสารออนไลน์ จ. เพชรบุรี และ ประจวบฯ รายงานข่าวว่า ได้เกิดเหตุปลานับหมื่นตายยกสระวัดดังจากน้ำเสีย คาดว่าอากาศร้อนทำให้มูลปลาและเศษอาหารที่ทับถมอยู่ใต้สระเกิดความร้อนทำปฎิกิริยากันจนกลายเป็นก๊าซทำให้ปลาขาดอ๊อกซิเจนน๊อคทั้งสระ ผู้สื่อข่าวรับแจ้งว่า ที่วัดสิทธิสังฆาราม หรือวัดหนองคราม หมู่ 2 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปลาที่ทางวัดเลี้ยงไว้ในสระเกิดตายเป็นจำนวนมาก จึงเดินทางไปตรวจสอบพบปลานานาชนิดขนาดใหญ่ทั้งปลาตะเพียน ปลานิลภายในสระน้ำรอบวิหารหลวงพ่อโสธรตายลอยแพส่งกลิ่นเหม็นทั่วนับหมื่นตัว ขณะที่พระลูกวัดก็ช่วยกันใช้สวิงช้อนปลาตายใส่ตะกร้าน้ำหนักรวม 3-4 ตันเพื่อนำไปกลบฝังยังหลุมที่ใช้รถแบ๊คโฮว์ขุดเตรียมไว้ จากการสอบถามพระสุชาติ สุชาโต อายุ 53 ปี พระลูกวัดที่ดูแลวิหารเล่าว่าพบเห็นปลาเริ่มทยอยตายตั้งแต่เมื่อวานที่ผ่านมาและเริ่มลอยแพขึ้นอืดเป็นจำนวนมากจึงแจ้งให้ทางพระครูสุนทรกิตติวัฒน์ เจ้าคณะตำบลหนองตาแต้ม เจ้าอาวาสวัดสิทธิสังฆาราม ทราบและสั่งการให้นำปลาที่ตายไปฝังกลบ ด้านนายบุญมี สำมณีปศุสัตว์อำเภอปราณบุรี กล่าวว่าหลังจากได้เข้ามาตรวจสอบพบว่ามีปลาตายจำนวนมากส่วนสาเหตุคาดว่าเกิดจากที่มีประชาชนนำอาหารประเภทขนมปังบูดมีเชื้อรา อาหารปลา มาโยนเลี้ยงให้ปลากิน และสะสมกับมูลปลาจนเกิดก๊าซเน่าเสียเพราะอากาศร้อน ปลาขาดอ๊อกซิเจนหายใจเกิดอาการน๊อกน้ำตายเป็นจำนวนมาก หลังจากแนะนำคงต้องสูบน้ำออกจากบ่อ ดูดเลนออกและโรยปูนขาวฆ่าเชื้อก่อนจะนำปลาชุดใหม่มาปล่อยเลี้ยงต่อไป ขณะเดียวกันประชาชนที่ทราบข่าวต่างบ่นเสียดายปลาไปตามๆกัน สำหรับวัดสิทธิสังฆาราม ได้รับคัดเลือกให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างในปี พ.ศ.2539 และเป็นวัดพัฒนาดีเด่นในปี พ.ศ.2542 ปัจจุบันมีประชาชนชอบพาลูกหลานไปให้อาหารปลาภายในสระวัดเป็นจำนวนมาก ภาพ/ข่าว/สมบัติ ลิมปจีระวงษ์

สารพัดเคล็ดลับ ด้วย ผงฟู เทคนิคสำหรับคุณแม่บ้านยุคใหม่
ดูแลบ้าน /  ทำความสะอาด / 

       เนื่องจากผงฟูมีอนุภาคเล็กเป็นรูปทรงผลึกที่อ่อนนุ่ม จึงช่วยในการขัดถู ยังมีสรรพคุณในการดูดกลิ่นเหม็น ดูดความชื่น ปรับค่าความเป็นกรดด่าง ฆ่าเชื้อโรค จึงสามาถนำมาใช้ประโยชน์ในบ้านเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามตำรับและสูตรต่างๆ ดังต่อไปนี้   1. ขจัดคราบสกปรกบนขอบและบานหน้าต่าง ด้วยฟองน้ำเปียกๆ ที่โรยด้วยผงฟูเล็กน้อยใช้ล้างด้วยฟองน้ำและเช็ดแห้ง 2. ล้างหน้าต่างบานเกล็ดด้วยน้ำอุ่นที่ผสมผงฟู3/4 ถ้วยตวงราดน้ำให้เปียกทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมง ก่อนใช้แปลงขัดออก 3. ล้างหน้าต่างอลูมิเนียมและ Door Sereens โดยใช้แปลงเปียกๆ จิ้มผงฟูขัดออกใช้ฟองน้ำหรือผ้านุ่มๆ ล้างให้สะอาดทำความสะอาดงานไม้ 4. ทำความสะอาดงานจากไม้ฝาผนังหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ โดยการผสม น้ำส้มสายชู ? ถ้วยตวง ผงฟู ? ถ้วยตวง น้ำอุ่น 4.5 ลิตร 5. ถ้าพื้นผิวผนังสกปรกมีคราบเหนียวเหนะหนะให้ใช้แอมโมเนีย 1 ถ้วยตวง นำไปเช็ดให้ทั่วฝาผนังด้วยฟองน้ำหมาดๆ อย่าใช้ผ้าขนหนูเปียก ทิ้งไว้สัก 2-3 นาที ก่อนที่จะเช็ดคราบสกปรกออก (ควรจำไว้เสมอว่าเครื่องเรือนไม้มีลักษณะแตกต่างกันดังนั้นถ้าไม่แน่ใจให้ทดลองเฉพาะพื้นที่เล้กๆ ก่อน) 6. รอยด่างเป็นวงหรือรอยจุดบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ หากเกิดความร้อนบางครั้งก็อาจขัดออกได้ด้วยการผสมยาสีฟัน และผงฟูในสัดส่วนเท่าๆ กันใช้ผ้านุ่มเช็ดออกเบาๆ ใช้ผลิตภัณฑ์ขัดเงาด้วยก็ได้หากจำเป็น 7. ขจัดคราบหยดน้ำบนพื้นไม้โดยการใช้ผงฟูกับกับผ้าขี้ริ้วหมาดๆ เช็ดออกจำไว้ว่าเครื่องเรือนที่ทำจากไม้ไม่ควรทำให้เปียก    ***** 1. ใช้ฟองน้ำเปียกๆ เช็ดผงฟูเพื่อเช้ดคราบสีเทียนที่ติดบนผนังชนิดล้างๆด้ เช็ดถูเบาๆ วิธีนี้จะช่วยทำความสะอาดคราบสกปรกส่วนใหญ่อื่นๆ รวมทั้ง คราบน้ำมัน ดินสอ และปากกา มาร์คเกอร์ได้ด้วย 2. ใช้ผงฟูผสมน้ำเปียกๆ ข้นๆ เพื่อเช็ดถูคราบสกปรกที่เกิดจากการรอยลากไปมาบนพื้นเสื่อน้ำมัน 3. ขจัดคราบหรือหยดน้ำหมึกออกจากพื้น เสื่อน้ำมันโดยการใช้ผงฟูข้นๆ ป้ายบริเวณสกปรกทิ้งไว้จนแห้งสักครู่ก่อนจะเช้ดออกและใช้ผงฟูใหม่ๆ ขัดออกอีกครั้ง   1. ซักพรมโดยใช้เครื่องโดยการเติมผงฟู ? ถ้วยตวงผสมกับน้ำอุ่น 1 แกลลอน หรือจะซักในถุงน้ำก็ได้ ถ้าคุณจะทำความสะอาดเฉพาะบริเวณที่มีคราบสกปรกโดยการแปลงด้วยมือ ให้โรยผงฟูเล็กน้อยลงบนรอยสกปรก ทิ้งไว้สักครู่ก่อนที่จะเช็ดออกด้วยฟองน้ำหรือผ้าโดยเฉพาะนั้นด้วยฟองน้ำหรือผ้าขนหนู่ (ทดลองทำก่อนเพราะระวังเรื่องสีตก) 2. ขจัดคราบไวน์หรือคราบสกปรกมันบนพรมโดยการโรยผงฟูบางๆ ทันทีที่มีรอยเปื้อนทำซ้ำหรือค่อยๆ เติมผงฟูใหม่อีกครั้งหากจำเป็น ควรทิ้งไว้สักครู่จนกว่าผงฟูจะดูดซับคราบสกปรก จากนั้นให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกให้หมด ทำความสะอาดคราบที่เกิดจากกรด (คราบสกปรกที่เป็นกรด โถชักโครกเปิดท่อระบายน้ำ (drain openers) กรดจากแบเตอรี่รวมทั้งอาจจะเกิดจากคราบอาเจียน หรือปัสสาวะ) ให้ทำความสะอาดโดยใช้น้ำเย็นซะออกแรงๆ จนท่วมโดยทันทีถ้าเป็นไปได้ จากนั้นทำให้เกิดสภาพเป็นกลางโดยใช้ผงฟู คุณอาจจะต้องยุ่งยากบ้างในการขจัดคราบของผงฟูออกจากพรมภายหลังเมื่อมันแห้งแล้ว หลังจากที่คุณได้ดูแลรักษาเบื้องต้นโดยทันทีไปเรียบร้อยแล้ว โรยผงฟูพรมเป็นประจำทุกเดือน หรือเท่าที่จำเป็นโรยทิ้งไว้ก่อนคุณเข้านอน จากนั้นทิ้งไว้ข้ามคืนคุณอาจจะใช้ไม้กวาดหรือแปลงแข็งๆ ช่วยปัดให้ผงฟูเข้าไปติดทั่วพรม ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกในวันรุ่งขึ้น ลองทำอุปกรณ์ดูดกลิ่นพรม ผงฟู    1ส่วน2  ถ้วยตวง แป้งข้าวโพด (Cornstarch) 1ส่วน2 ถ้วยตวง กลิ่นสกัดตามที่ชอบ  15 หยด ***** 1. ทำกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับครอบครัวด้วยตัวคุณเอง โดยใช้ผงฟูประมาณ 1 กล่อง ผสมกับน้ำมันกลิ่นบุหงาที่คุณชื่นชอบ หรือกลิ่นน้ำมันอบเชยสักเล็กน้อย จากนั้นโรยไปทั่วพรมแล้วดูดออกให้เกลี้ยง    ***** 1. โปรยผงฟูลงบนพรมหน้าบ้าน ซึ่งจะช่วยได้ทั้งการทำความสะอาดและดูดซับกลิ่นเหม็นอับ จากนั้นจึงค่อยดูดออก เพราะปรกติแล้วคุณใช้พรมเช็ดเท้าเพื่อดักจับฝุ่นดักความสกปรก ก็จะตกอยู่บนพรม แต่คุณมักจะไม่ค่อยได้สะบัดมันทิ้งไป 2. ขัดถูผงฟูลงบนพรมเช้ดเท้าด้านนอกด้วยไม่กวาดแข็ง จากนั้นใช้สายยางฉีดน้ำฉีดออก หรือคุณจะรอจนกระทั่งฝนตกแล้วชะมันออกไปเองก็ได้   ***** 1. ล้างผงฟูสัก 1 ถ้วยตวงลงในโถส้วมหรือท่อน้ำทิ้งเป็นประจำสัปดาห์ละครั้งจะช่วยคงสภาพความเป็นกรด-ด่าง ระบบของถังบำบัดของเสีย สภาพความเป็นกรดด่างในระดับทที่เหมาะสมจะช่วยให้แบ็คทีเรียแตกตัวทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันการอุดตันและตกค้างในแทงค์และท่อน้ำทิ้ง การใช้ผงฟูสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้แทงค์คอนกรีตหรือแทงค์ที่ทำจากโลหะผุกร่อนง่าย โดยเฉพาะบริเวณฝาแทงคีที่ต้องสัมผัสกับไอระเหยที่ทำให้ผุกร่อนง่าย 2. ผสมผงฟูกับน้ำเล็กน้อยให้เปียกๆ ข้นๆ เพื่ออุดรูตามผนังที่มีรอยปูนแตกร้าว เพื่อซ่อมแซมเป็นการชั่วคราว เมื่อมันแห้งแล้วจะดูกลมกลืนเข้ากับฝาผนังปูนพลาสเตอร์ขาว เมื่อต้องการซ่อมแซมอย่างถาวรให้ผสมมผลฟูกับกาว (ลาเท็กซ์) ซ่อมแซมสีขาวที่ใช้ตามบ้านเรือน 3. ทำความสะอาดผนังที่มีคราบดำขงอเขม่าควัน ด้วยการใช้เศษผ้าชื่นๆ และผงฟูละลายเข้มข้น 4. ทำความสะอาดอุปกรณ์ตกแต่งเครื่องเรือนโดยการโรยผงฟูให้ทั่วเครื่องตกแต่ง ทิ้งไว้สักครู่จากนั้นจึงดูดออก กลิ่นเขม่าควันจะถูกกำจัดออกจนหมอจด 5. ใช้ผงฟูทำความสะอาดเครื่องประดับลวดลายลูกไม้ประเภทต่างๆ 6. ทำความสะอาดแป้นพิมพ์ดีด ด้วยแปลงสีฟันขนอ่อนๆ ขัดโดยใช้ผงฟู 4 ชอนโต๊ะละลายกับน้ำ 1 ถ้วยตวง จากนั้นใช้กระดาษชำระเช็ดออก 7. แช่ไม้ถูพื้นหรือไม้กวาดในน้ำ 1 ถัง ละลายผงฟู 4 ช้อนชา แต่ให้แช่หลังจากที่ชำระสิ่งสกปรกออกไปแล้ว วิธีนี้จะเป็นการกำจัดกลิ่นเหม็นอับตกค้างบนไม้ถูพื้นหลังแช่ตากให้แห้ง  ***** 1. ป้องกันไม่ให้ภาชนะกระเป๋าเดินทางขิงคุณมีกลิ่นเหม็นอับเหม็นชื้นจากเชื้อรา โยดการโรยผงฟูลงบนภาชนะข้าวของเครื่องใช้ก่อนที่จะเก็บเข้าที่เข้าทางอย่างมิดชิด 2. โรยผงฟูในโถส้วม อ่างน้ำทิ้ง ใน อ่างล้างหน้า อ่างล้างจานชาม อ่างอาบน้ำ หรือโรยลงบนฟักบัวทิ้งไว้ ก่อนที่คุณจะหยุดใช้ชั่วคราว เพื่อไปพักร้อน วิธีนี้จะช่วยป้องกันกลิ่นเหม็นอับ กลิ่นเก่าเก็บตกค้าง 3. ขจัดกลิ่นเหม็นอับอกจากผ้านวม ฟ้าห่มหลังจากทที่คุณเก็บไว้นานๆ โรยผงฟูลงบนผ้านั้น ม้วนเก็บไว้สัก 2 ชั่วโมง จากนั้นสะบัดออกและตบให้ฟูหรือใช้ไดร์เป่าลมให้ฟูโดยไม่ใช้ความร้อนเป่า 4. นำผงปิดฝากล่องตั้งทิ้งไว้ในห้องที่โรงงาน เพื่อขจัดกลิ่นสี หรือกลิ่นสารระเหย หรือกลิ่นน้ำยาขัดเคลือบวัสดุต่างๆ 5. ช่วยลดกลิ่นตกค้างกันของบุหรี่ โดยการโรยผงฟูสักเล็กน้อยลงบนถาดเขี่ยบรี่ 6. ขจัดกลิ่นตกค้างบนผ้าปูโต๊ะโดยการแช่ผ้าในน้ำสารละลายผงฟู   ***** 1. วางถุงหรือซองผงฟู ไว้ในรองเท้าผ้าใบหุ้มซ้น เพื่อไม่ให้รองเท้ามีกลิ่นอับเหม็นหลังการใส่และมีกลิ่นเหม็นตกค้างอยู่ในตู้รองเท้า วิธีนี้คุณอาจจะใช้ผงฟูผสมกับแป้งหอมกลิ่นที่คุณชอบผสมรวมกันไว้ในซองตามที่ต้องการ 2. โรยผงฟูในรองเท้าผงฟูจะช่วยดูดซับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ออกไป ทิ้งไว้ข้ามคืน รุ่งขึ้นคุณแค่เคาะผงฟูออก   ขอบคุณที่มาจาก  variety.mcot.net

อีโบลาระบาด 4 ปท.ตาย 1,229 ราบ ติดเชื้อ 2,240 ราย
ข่าวอีโบลา

อีโบลาระบาด 4ปท.ตาย 1,229 ติดเชื้อ 2,240 องค์การอนามัยโลก เผยยอดผู้เสียชีวิต จากไวรัส อีโบล่า ในพื้นที่ทวีปแอฟริกา 4 ชาติ 1229ราย ติดเชื้อ 2240 ราย เว็บไซต์ องค์การอนามัยโลก WHO เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากไวรัส อีโบลาในพื้นที่ทวีปแอฟริกาตะวันตก 4 ชาติได้แก่ กินี ไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน และไนจีเรีย จนถึงวันที่ 16 ส.ค. อยู่ที่ 1,229 ราย จากจำนวนผู้ติดเชื้อราว 2,240 ราย อัตราการเสียชีวิตพุ่งอย่างรวดเร็ว 84 ศพ ภายในช่วงเวลาแค่ 3 วัน ระหว่างวันที่ 14-16 ส.ค. ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องร่วมมืออย่างเร่งด่วน กับโครงการอาหารโลก ช่วยนำส่งอาหารให้ชาวบ้านในพื้นที่กักกันโรคในประเทศเหล่านี้ จำนวนราว 1 ล้านคนซึ่งชาวบ้านเหล่านั้นออกไปไหนมาไหนไม่ได้ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี เอลเลน จอห์นสัน เซอร์ลีฟ แห่งไลบีเรีย สั่งระดมกำลังตำรวจและหน่วยสาธารณสุขติดตามจับกุมกลุ่มวัยรุ่นบุกโจมตีศูนย์กักกัน ผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในกรุงมอนโรเวีย ตั้งแต่ 16 ส.ค. และปล่อยผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลา 17 ราย ให้หลบหนีออกจากศูนย์ฯ อีกทั้ง วัยรุ่นกลุ่มดังกล่าว ก็เข้าข่ายเป็นพาหะแพร่เชื้อไวรัสไปสู่ชุมชน แต่ไม่พบตัวผู้ต้องสงสัย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอ้างว่า พบกลุ่มผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลา ทั้ง 17 ราย แล้วนำไปอยู่ที่ศูนย์กักกันอีกแห่งหนึ่ง ในขณะที่รัฐบาลแคเมอรูน ประกาศปิดพรมแดนทั่วประเทศ พร้อมสั่งระงับเที่ยวบินและการคมนาคมทุกประเภทที่มุ่งสู่ 4 ประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก รวมทั้ง ไนจีเรีย ซึ่งพบการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ราย

กิน เห็ด อย่างไร? ให้เป็นยา
ประโยชน์ของเห็ด /  เห็ด / 

คะเนกันว่าบนโลกนี้มี เห็ด มากกว่าหนึ่งแสนชนิด แต่ที่มนุษย์รู้จักมีเพียงร้อยละสิบ และมีอยู่ 6 ชนิดที่โดดเด่นด้วยสรรพคุณทางยา จนได้รับการขนานนามว่า “เห็ดทางการแพทย์” เห็ดทางการแพทย์ หรือ Medicinal Mushrooms เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ได้เห็นและได้ยินบ่อยมากในระยะนี้ มันคืออะไร เห็ด สายพันธุ์ใหม่หรือผลิตภัณฑ์ใหม่จาก เห็ด กันแน่ หลังตกอยู่ในสภาวะคาใจได้ไม่นาน ความสงสัยก็ผลักดันให้ต้องระเห็จฝ่าน้ำท่วมไปหาข้อมูลมาฝากกันเช่นเคย เป็นที่มาของบทความในมือคุณขณะนี้นั่นเอง ไม่ใช่พืช ไม่ใช่สัตว์ หากแต่เป็น “เห็ด” เห็ด คือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่ทั้งพืชและสัตว์ แต่ประกอบไปด้วยสามทหารเสือ อันได้แก่ เห็ด รา และยีสต์ มีหน้าที่ตามธรรมชาติในการย่อยสลายสารอินทรีย์ ข้อดีที่เห็นชัดเจนคือเป็นตัวบ่งชี้ความบูดเน่าของอาหาร หรือเป็นหลักฐานแสดงความเก่าเก็บแก่ข้าวของ มนุษย์เรารู้จักประโยชน์จาก เห็ด รา และยีสต์มาเนิ่นนานแล้ว ทั้งจากการค้นพบยาเพนนิซิลลินจากเชื้อราบนขนมปัง การค้นพบชีสโดยบังเอิญของคนเลี้ยงแกะในยุโรป การใช้ยีสต์เพิ่มความนุ่มฟูแก่ขนมปัง กระทั่งภูมิปัญญาการแพทย์แผนโบราณของเราชาวโลกตะวันออก โดยเฉพาะชาวจีนและญี่ปุ่นที่มีบันทึกตำรายาว่าด้วยการใช้ประโยชน์จาก เห็ด ในฐานะยามาเนิ่นนาน ด้วยเหตุนี้เอง วงการวิทยาศาสตร์จึงเริ่มหันมาสนใจศึกษาสรรพคุณทางยาของ เห็ด กันอย่างจริงจังเมื่อราว 50 ปีที่แล้ว โดยเน้นไปที่ เห็ด ในตำรายาของชาวจีนและญี่ปุ่น เป็นที่มาของ “เห็ดทางการแพทย์” หรือ Medicinal Mushrooms อย่างไรเล่าคะ ‘เห็ดเป็นยา’ จากภูมิปัญญาสู่การรักษาโรค ในบรรดา เห็ด กินได้บนโลก หลายชนิดใช้เป็นอาหารเพียงอย่างเดียว เช่นกันกับอีกหลายชนิดที่ใช้เป็นยารักษาโรคได้ ในเมืองไทยเอง พิพิธภัณฑ์ เห็ด ที่มีฤทธิ์ทางยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่ามี เห็ด ถือกำเนิดขึ้นในบ้านเรากว่าหมื่นชนิด แต่ที่ถูกค้นพบและบันทึกในฐานข้อมูลมีเพียงหนึ่งพันชนิด โดยกว่าแปดร้อยชนิดเป็น เห็ด ที่ขึ้นแถบภาคอีสาน กว่าครึ่งนั้นเป็น เห็ด กินได้และใช้เป็นยาได้ แต่ในคราวนี้ เราจะพูดถึง เห็ด เพียง 6 ชนิด ที่มีการค้นคว้าวิจัยแล้วทั่วโลก และได้รับการยกย่องโดยถ้วนหน้าให้เป็น เห็ด ทางการแพทย์ และซูเปอร์ เห็ด ทั้ง 6 ได้แก่ เห็ดไมตาเกะ (Maitake Mushroom) ได้ชื่อว่าเป็น ‘ราชาของเห็ดทั้งปวง’ โดยพิพิธภัณฑ์ เห็ด ที่มีฤทธิ์ทางยาได้ให้ชื่อเป็นภาษาไทยว่า “เห็ดขอนช้อนซ้อน” เพราะมักพบตามขอนไม้ และมีรูปร่างคล้ายช้อนเรียงซ้อนกันอยู่ นับเป็นหนึ่งใน เห็ด ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยไมตาเกะหนึ่งนั้นดอกอาจมีขนาดเท่าลูกบาสเกตบอลได้เลย ชาวจีนและญี่ปุ่นใช้ไมตาเกะเป็นยาสมุนไพรมานานปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้เป็นยาลดความดันโลหิต ปัจจุบัน เห็ดไมตาเกะได้พิสูจน์คุณค่าผ่านการวิจัยแล้วว่าช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ จึงมีส่วนช่วยป้องกันโรคเบาหวาน ความดันโลหิต รวมทั้งมะเร็ง ทั้งยังประกอบไปด้วยสารอาหารสำคัญมากมาย ทั้งโพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม ไฟเบอร์ กรดแอมิโน และวิตามินอีกหลายชนิด อย่างไรด้วยคุณสมบัติทางการแพทย์ดังกล่าว ประกอบกับ เห็ด ที่มีน้อยในธรรมชาติ จึงทำให้เห็ดไมตาเกะมีราคาสูง และมักนำมาสกัดเป็นเม็ดเพื่อประโยชน์ทางการรักษาโรคแทน เห็ดยามาบูชิตาเกะ (Yamabushitake Mushroom) ที่บางคนเรียก ‘เห็ดหัวลิง’ หรือ ‘เห็ดปุยฝ้าย’ เป็นอีกหนึ่ง เห็ด หายากในธรรมชาติ จึงได้ฉายาว่า “Mountain Hidden Mushroom” เพื่อการใช้ประโยชน์ทางยา ทุกวันนี้จึงมีการเพาะเลี้ยงในระบบปิดเพื่อควบคุมคุณภาพและเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จากการวิจัยด้านโภชนาการทำให้พบว่า เห็ด หัวลิงนี้เป็นแหล่งโปรตีนชั้นยอด เพราะมีกรดแอมิโนเป็นส่วนประกอบมากถึง 16 ชนิด โดย 7 ชนิดนั้นเป็นกรดแอมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ทั้งยังมีสารเลนติแนน (Lentinan) และเปปไทด์ ที่มีผลต่อการเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ด้วย ในอดีต ตำราการแพทย์ของจีนระบุไว้ว่า เห็ด ชนิดนี้ใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาเพิ่มพลังวังชา และช่วยต้านมะเร็ง เห็ดหลินจือ (Reishi, Ling Chih or Ling Zhi Mushroom) เห็ด ชื่อดังของชาวจีนที่มีประวัติการใช้งานมานานตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือราว 2,000 ปีล่วงมาแล้ว โดยชาวจีนโบราณนิยมใช้เห็ดหลินจือรักษาอาการอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ กำจัดสารพิษ รักษาหอบหืด และบรรเทาอาการไอ แต่เทคโนโลยีทุกวันนี้ ทำให้เรารู้ว่าหลินจือมีประโยชน์มากกว่านั้น เพราะมีคุณสมบัติช่วยลดอาการหลอดเลือดหัวใจ บำรุงตับ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ชะลอวัย ช่วยต้านแบคทีเรีย ไวรัส และมะเร็งได้อีกด้วย นอกจากคุณสมบัติทางการแพทย์ที่แทบจะครอบจักรวาล เห็ดหลินจือในธรรมชาติยังเติบโตช้า พบได้น้อยและมักอยู่ในป่าลึก โดยเฉพาะตามขอนไม้ผุๆ หรือซากต้นไม้ในเขตชายทะเล ส่งผลให้มีราคาสูงมากตามไปด้วย และเห็ดหลินจือที่นิยมมากที่สุดทั้งในภูมิภาคเอเชียและอเมริกาเหนือนั้นเป็นสายพันธุ์สีแดง   เห็ดถั่งเฉ้า (Cordyceps) เห็ด หน้าตาประหลาดที่ชาวตะวันตกเรียกขานว่า ‘เห็ดตัวหนอน’ หรือ Caterpillar Fungus เพราะวงจรชีวิตนั้นมักอยู่บนตัวอ่อนหนอนผีเสื้อ จัดเป็น เห็ด หายากชนิดหนึ่งเนื่องจากพบได้เฉพาะตามแถบภูเขาสูงในเอเชีย เมื่อครั้งอดีตมักใช้เป็นยาสมุนไพรสำหรับชนชั้นสูง เพื่อเป็นยาโป๊ว บำรุงกำลัง บำรุงปอด ไต หัวใจ และระบบภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันนักวิชาการพบว่าเห็ดถั่งเฉ้านี้มีสารประกอบที่ดีต่อระบบทางเดินหายใจ ช่วยให้ปอดนำออกซิเจนไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมน ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดีอยู่เสมอนั่นเอง เห็ดชิตาเกะ (Shitake Mushroom) หรือในภาษาจีน ภาษาเวียดนาม และภาษาไทย มีชื่อเรียกที่แปลได้ตรงกันว่า ‘เห็ดหอม’ เห็ด ชนิดนี้ไม่ได้มีราคาเกินเอื้อม ดังจะเห็นได้บ่อยในเมนูทั่วไปที่กินกันอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะเมนูอาหารจีนนั้นแทบจะขาดเห็ดหอมไปไม่ได้เลย เช่นเดียวกันกับประวัติการแพทย์จีนที่มีชื่อ เห็ด หอมอยู่เคียงคู่มานานกว่า 6,000 ปีแล้ว คนจีนโบราณนั้นใช้ เห็ด หอมเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงเลือดลม ป้องกันมะเร็ง โรคหัวใจและโรคติดเชื้อจากไวรัส สมัยราชวงศ์หมิงเห็ดหอมยังเป็นสมุนไพรชะลอชราและช่วยเพิ่มพลังอีกด้วย ตัวเลขทางโภชนาการปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าเห็ดหอม 1 ถ้วยมีวิตามินบี 3 มากถึงร้อยละ 30 ของที่ร่างกายต้องการต่อวันเลยทีเดียว ไม่นับสารอาหารอื่นๆ อีกเพียบ ที่สำคัญคือ เห็ด หอมมีสารเลนติแนน (Lentinan) ที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้พร้อมต่อสู้เชื้อโรคอยู่เสมอ และยังช่วยลดไขมันในเลือดได้ด้วย เห็ดแครง (Schizophyllum Commune) หรือเห็ดตีนตุ๊กแก เป็น เห็ด ที่พบได้ทั่วไป ออกดอกตลอดปี และมีในเมืองไทย โดยเมนูสุดฮิตจากเห็ดแครงนั้นได้แก่ ไข่เจียว แกงกะทิ ห่อหมก และงบ นอกจากรสชาติอร่อยถูกปากแล้ว เห็ด แครงยังมีสารสำคัญ คือ Schizophyllan ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเนื้องอก โดยไปเพิ่มประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันร่างกายเช่นเดียวกับ เห็ด อื่นๆ เห็นประโยชน์นานาประการอย่างนี้แล้ว ชวนให้หิว เห็ด ขึ้นมาบ้างหรือยังคะ ว่าแต่ เห็ด บนโลกนี้มีตั้งมากมาย ทำไมเห็ดทางการแพทย์ต้องเป็นแค่ เห็ด ทั้งหกชนิดดังกล่าว หัวข้อต่อไปคือคำตอบค่ะ เรื่องไม่ลับของซูเปอร์เห็ดทั้ง 6 อ่านคุณสมบัติของซูเปอร์ เห็ด ทั้ง 6 มาจนครบถ้วนแล้ว คุณผู้อ่านหลายคนอาจจะสังเกตเห็นคุณประโยชน์ที่เป็นลักษณะร่วมกันได้บ้างแล้ว นั่นก็คือ เห็ด ทางการแพทย์ดังกล่าว มีส่วนสำคัญยิ่งในการ ‘เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน’ ซึ่งเป็นแนวรบที่ดีที่สุดของร่างกาย สำหรับรับมือกับโรคเบาๆ อย่างโรคหวัดไปจนถึงโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอดส์นั่นเลยทีเดียว แล้วอะไรที่ทำให้ เห็ด ทั้ง 6 มีคุณค่าชนะเลิศ เห็ด อีกนับแสนชนิด คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ เบต้ากลูแคน ( -glucan) หรือสารประกอบน้ำตาลโมเลกุลเชิงซ้อน (Polysaccharide) ชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำ ช่วยในการย่อยและขับถ่าย ซึ่งปัจจุบันกลายมาเป็นสารมหัศจรรย์เพราะมีคุณค่าหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ตื่นตัวพร้อมรับมือเชื้อโรคเสมอ ช่วยลดความรุนแรงจากการติดเชื้อและทำให้ร่างกายฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยเร็วขึ้น นอกจากนี้ เบต้ากลูแคนยังมีประโยชน์ด้านความงาม เพราะช่วยผลัดเซลล์ผิว ชะลอวัย และรักษาสิวได้ ดังจะเห็นได้จากผลิตภัณฑ์เพื่อความงามหลายชนิดที่ใช้เบต้ากลูแคนเป็นส่วนผสม เช่น ครีมกันแดด เซรั่มปกป้องผมจากแสงแดด ครีมรักษาสิว ครีมลดรอยแผลเป็น เป็นต้น ทุกวันนี้ เบต้ากลูแคนจาก เห็ด ทางการแพทย์ทั้ง 6 ชนิด ถูกสกัดออกมาเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สำหรับใช้เป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพ แต่สำหรับผู้ที่ไม่นิยมกระแสทางลัดสุขภาพดี ยังสามารถมีสุขภาพดีจากอาหารตามธรรมชาติได้เช่นกัน อยากได้เบต้ากลูแคน กินอะไรทดแทนดี? สำหรับคนรักสุขภาพที่ต้องการคุณค่าจากเบต้ากลูแคน สามารถค้นพบประโยชน์จากสารมหัศจรรย์นี้ได้ในอาหารจำพวก ยีสต์ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต จมูกข้าว และสาหร่าย นอกจากนี้ เห็ด กินได้ชนิดอื่นๆ ยังมีประโยชน์มากมายเช่นกัน แม้จะมีเบต้ากลูแคนน้อยกว่าซูเปอร์ เห็ด ทั้ง 6 ก็ตาม แต่สิ่งที่คุณจะได้แน่ๆ จากบรรดา เห็ด แสนอร่อยก็คือ โปรตีน ไฟเบอร์ วิตามิน และเกลือแร่ในปริมาณสูง แต่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ ยกตัวอย่างเช่น เห็ด แชมปิญอง ซึ่งมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการต่อวันสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นซีลีเนียมร้อยละ 52 ไวตามินบีร้อยละ 40 ทองแดงร้อยละ 35 วิตามินบี 3 ร้อยละ 27 ทริปโตแฟนร้อยละ 25 ฟอสฟอรัสร้อยละ 18 และโปรตีนร้อยละ 10 เป็นต้น มาถึงบรรทัดนี้คุณคงรู้แล้วว่า สิ่งสำคัญของ เห็ด ทางการแพทย์นั้นก็คือ เบต้ากลูแคน สารมหัศจรรย์จาก เห็ด ที่มีคุณค่ายิ่งต่อร่างกาย ส่วนจะเลือกคุณค่าจาก เห็ด ธรรมชาติหรือ เห็ด ที่ผ่านการสกัดเข้มข้น ในฐานะผู้บริโภคยุคใหม่ คุณเลือกได้เองอยู่แล้วละค่ะ ขอบคุณที่มาจาก : Health&Cuisine มกราคม, Issue 132

เลือกอาหารหลีกเลี่ยง ตับแข็ง
กรุ๊ปเลือด /  กรุ๊ปเอ / 

อย่างที่รู้กันแล้วว่า สุราเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรค ตับแข็ง แต่ในเมื่อหลายคนยังชอบที่จะสังสรรกันอยู่ แถมผู้สูงวัยบางท่านยังมีอาการตับแข็งเพราะรับยา ดังนั้น การใช้ของใกล้ตัวอย่าง หุงหาอาหารทานเอง ถือเป็นวิธีป้องกันและรักษา ตับแข็ง อย่างง่ายที่สุด นายแพทย์ระพีพันธุ์ กัลยาวินัย อายุรแพทย์ และ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเดินอาหารและโรคตับ เผยว่า  ผู้ป่วย ตับแข็ง อาจต้องเลี่ยงเกลือ โดยเฉพาะในรายที่บวมน้ำ ทั้งนี้ควรมีการกินอาหารให้เพียงพอ และสะอาดอีกด้วย กฎเหล็กคนเป็น ตับแข็ง ควรทานอาหารที่สุกสะอาด ไม่ทิ้งค้าง แม้ทำใหม่ก็ตาม ไม่กินของหมักดอง ไม่กินเหล้า ยาดองเหล้า อย่ากินยาที่ไม่แน่ใจว่ามีผลต่อตับหรือไม่ ขี้เหล็ก ควรทานในลักษณะแกงที่ทำสุกสะอาด ไม่ควรทานขี้เหล็กในรูปแบบอื่น เห็ดบางอย่างมีพิษ ควรทานเฉพาะเห็ดที่คนทั่วไปทาน รู้จักกันดี ไม่ควรลองอาหารแปลกๆ เพราะอาจมีพิษต่อตับ ไม่ควรทาน พริกป่น ถั่วป่น ข้าวโพดแห้งที่ทิ้งค้าง เพราะอาจมีเชื้อราอัลฟ้าท๊อกซิน ซึ่งเป็นเชื้อราที่ทำให้เกิดมะเร็งตับได้ การให้วิตามิน สารลดการทำลายตัวเอง ต้านอนุมูลอิสระ และอาหารเสริมอื่น ยังไม่เป็นที่ยอมรับ บ้างแนะนำให้วิตามินอีเสริมในผู้ป่วย ตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบซี ส่วนในกรณีเคยมีอาการทางสมอง เช่น สับสน มึนงง มือสั่น พูดเพ้อ แล้วแพทย์บอกว่ามีอาการทางสมองจากตับ ต้องมีข้อปฏิบัติตัวเพิ่มจากที่แนะนำด้านบนดังนี้ ควรทานโปรตีนที่สะอาดไม่มีพิษต่อตับโดยควรเลือกทานโปรตีนจากพืช มากกว่าจากสัตว์ เช่น ถั่ว เต้าหู้ เห็ด บางช่วงอาจต้องถึงกับงดโปรตีนทุกชนิด ขึ้นกับแพทย์แนะนำให้ทำอย่างไรครับ ควรเลี่ยงการกินเนื้อทุกชนิด ไม่ว่าเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่มาก ๆ รวมทั้งเครื่องในมาก ๆ ไม่ควรทานเลือดหมู ถ้ามีถ่ายดำ หรือ ถ่ายเป็นเลือด ให้ปรึกษาแพทย์ด่วน ระวังอย่าให้ท้องผูกควรถ่ายให้ได้วันละครั้ง บางรายอาจถึง 3-4 ครั้ง แล้วแต่แพทย์สั่ง กรณีไม่ถ่ายให้ทานยาระบายที่แพทย์สั่งให้ถ่ายทันที กรณีท้องเสีย ต้องรีบรักษา เช่นกัน งดยาที่ทำให้ง่วงนอนทุกอย่าง รวมทั้งยานอนหลับ หรือ ยากลุ่มอาการซึมเศร้า เลี่ยงการอดหลับอดนอน เลี่ยงความเครียด ห้ามขาดยา และ มาตามแพทย์นัดทุกครั้ง กรณีมีไข้ เป็นหวัด ปัสสาวะบ่อยหรือแสบขัด หอบเหนื่อย ขาบวม ตัวเหลืองตาเหลือง หรือ เริ่มมีอาการทางสมองใด ๆ แม้เพียงเล็กน้อยอาการใดอาการหนึ่งก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว ระวังอย่าป่วยติดเชื้อ ทานอาหารสะอาด ระวังไข้หวัด ล้างมือบ่อย ๆ การกินนมเปรี้ยวที่มีเชื้อ Lactobacillus อาจช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่แพ้นม หรือ แพทย์อนุญาต ทริคเพื่อการออกกำลังกาย สำหรับการออกกำลังกาย  โดยทั่วไปแล้วจะปลอดภัยในผู้ป่วยตับแข็ง แต่ในรายที่เป็นระยะท้ายอาจไม่เหมาะสม เพราะอาจทำให้เกิดเลือดออกในเส้นเลือดขอดในท้อง ซึ่งถ้าการดูแลร่างกายและรับประทานอาหารอย่างถูกวิธีแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น อาจต้องพึ่งการเปลี่ยนตับใหม่ จากผู้ป่วยที่เสียชีวิต หรือมีอาการสมองรุนแรงใกล้เสียชีวิต (ปัจจุบันเริ่มมีรายงานบริจาคตับครึ่งหนึ่งให้กันด้วย แต่ยังไม่เป็นวิธีมาตรฐาน) ผลการเปลี่ยนตับเริ่มดีขึ้นมากในต่างประเทศถึง 80 % เลยทีเดียว และอายุยืนยาวมากกว่า 5 ปีเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับโอกาสเสียชีวิตในโรคตับแข็งระยะท้าย ๆ จากติดเชื้อ โรคสมองบ่อย ๆ และการมีน้ำในท้องรักษายาก ขึ้นกับสาเหตุด้วย เช่น ไวรัสซี เหล้า อาจมีอาการต่างๆ ดีขึ้นหลังการรักษา ไม่ต้องเปลี่ยนตับก็อาจดีขึ้นได้ ขอบคุณที่มาจาก : e-magazine.info

มะเขือเทศ ประโยชน์มากกว่าแค่เพื่อผิวสวย
กดจุดดวงตา /  งูพิษ / 

สารอะไรในมะเขือเทศที่มีประโยชน์ ? “ไลโคปีน” เป็นสารสำคัญที่พบได้ในผล มะเขือเทศ จัดเป็นสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่งใน 600 ชนิด พบไลโคปีนได้ใน  มะเขือเทศ แตงโม เกรพฟรุตสีชมพู ฝรั่งสีชมพู และมะละกอ เป็นต้นพบไลโคปีนในปริมาณตั้งแต่ 0.9 –9.30 กรัม ใน 100 กรัมของมะเขือเทศสด ไลโคปีนเป็นสารประกอบที่ได้รับความสนใจเนื่องจากมีรายงานว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ ที่ชัดเจนที่สุด คือ มะเร็งต่อมลูกหมาก รองลงมา คือมะเร็งปอด กระเพาะอาหาร นอกจากนี้ก็ยังแสดงให้เห็นประโยชน์ของการได้รับไลโคปีนในการลดความเสี่ยงของมะเร็งตับอ่อน ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก คอหอย ช่องปาก เต้านม ปากเป็นต้น ทาน มะเขือเทศ แบบไหนดี ? ความเชื่อที่ว่าของสดดีกว่าของที่ปรุงแล้ว ไม่ได้เป็นจริงเสมอไป ในกรณีของ มะเขือเทศ เป็นหนึ่งในข้อยกเว้น มะเขือเทศ ที่ผ่านความร้อนจะทำให้การยึดจับของไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของ มะเขือเทศ อ่อนตัวลง ทำให้ไลโคปีนถูกร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่า นอกจากนี้ความร้อนและกระบวนการต่างๆ ในการผลิตผลิตภัณฑ์ มะเขือเทศ ยังทำให้ไลโคปีนเปลี่ยน คือ เป็นชนิดที่ละลายได้ดีขึ้นด้วย เรามาดูกันดีกว่าว่าน้ำมะเขือเทศมีประโยชน์มากมายขนาดไหน เรียกได้ว่า มีประโยชน์กับแทบจะทุกส่วนของร่างกายเลยทีเดียว ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งกร้าน มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย น้ำมะเขือเทศช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง มีวิตามินเอซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงสายตา มะเขือเทศ มีบีตาแคโรทีน และฟอสฟอรัสในปริมาณมาก มะเขือเทศช่วยในการรักษาสิว ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้า หรือฝานบางๆแล้วนำมาแปะหน้าก็ได้ ช่วยทำให้ผิวหน้าเต่งตึงสดใส ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้า หรือฝานบางๆ แล้วนำมาแปะบนหน้าก็ได้ ช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคหอบหืดได้มากถึง 45% ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด มะเขือเทศมีฤทธิ์ในการช่วยขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะเส้นเลือดตีบ การเกิดโรคหัวใจวาย สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ช่วยในระบบย่อยในกระเพาะอาหารและช่วยในการขับถ่ายอุจจาระได้สะดวก ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้ถึง 45% หากรับประทานมะเขือเทศเป็นประจำ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ ในเพศหญิง หมักผมด้วยน้ำมะเขือเทศ ด้วยการใช้มะเขือเทศหมักผมจะช่วยป้องกันการเปลี่ยนไปของสีผม อันเนื่องมาจากการว่ายในน้ำในสระที่มีคลอรีน น้ำมะเขือเทศนำมาใช้ขัดเครื่องประดับเงินชิ้นโปรดของคุณให้เงางามเหมือนเดิมได้ ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาถูแล้วล้างน้ำออก ขอบคุณที่มาจาก : www.womanplusmagazine.com

ระวัง! แมลงกระเบื้อง เป็นตัวการก่อโรคอาหารเป็นพิษ
ท้องเสีย /  ผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย / 

อธิบดีกรมควบคุมโรคชี้ แมลงกระเบื้อง ที่พบที่จันทบุรีเป็นแมลงที่นำเชื้อโรคมาสู่คนได้ โดยเฉพาะโรคอาหารเป็นพิษ โรคอุจจาระร่วง เนื่องจากแหล่งที่อยู่อาศัยของด้วงชนิดนี้มาจากแหล่งสกปรก หรืออาจเกิดโรคภูมิแพ้ได้ ย้ำเตือนหากพบอยู่ในบ้านต้องรีบกำจัดโดยใช้สารไซฟลูทรินผสมน้ำฉีดพ่น ไม่เป็นอันตรายต่อคน และควรรักษาความสะอาดบ้านเรือนให้โล่งเตียน จากกรณีที่พบ แมลงกระเบื้อง จำนวนมากอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 69 หมู่ที่ 11 ตำบลทับช้าง  อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เป็นเวลากว่า 3 เดือน นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ว่า กรมควบคุมโรคได้ให้กลุ่มกีฏวิทยาและควบคุมแมลงนำโรค สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง เข้าไปตรวจสอบในพื้นที่พร้อมทั้งทำการกำจัดแมลงดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว นายแพทย์โสภณ กล่าวต่อว่า แมลงกระเบื้อง จัดเป็นด้วงปีกแข็งขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่อยู่ในวงศ์เดียวกันกับด้วงมอดแป้ง (ด้วงหนอนนก) แต่ต่างกันที่มีความเป็นอยู่สกปรกกว่าด้วงมอดแป้ง เป็นแมลงมีลำตัวกลมรี ตลอดลำตัวมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำและเปลือกค่อนข้างแข็ง ชอบอาศัยอยู่ตามพื้นดินในที่ต่างๆ เช่น ใต้ไม้ผุๆ ใต้ก้อนหิน ตามรังมด รังปลวก อยู่ตามต้นพืชหลายชนิด หรืออยู่ตามบ้านเรือน ตามกองใบไม้ทับถม และตามที่ที่มีเชื้อราขึ้น บางทีอาจพบอยู่ตามซากสัตว์เน่าเปื่อย ตัวหนอนของด้วงชนิดนี้สามารถเดินได้เร็วและชอนไชเก่งมาก ชอบดินชื้นๆ ทั้งระยะตัวหนอนและระยะตัวแก่จะออกหาอาหารในเวลากลางคืน ส่วนด้วงตัวแก่ที่อพยพเข้ามาอาศัยมากมายภายในบ้านเรือนหากเข้าหูอาจทำให้หูอักเสบได้ อาจทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจหรือแพ้ที่ผิวหนังได้ จากกลิ่นของมัน เกล็ดและขนที่หลุดร่วง หรือแม้กระทั่งหนามที่ขา นอกจากนี้ยังสามารถนำโรคอาหารเป็นพิษ 2 ชนิด ได้แก่เชื้ออีโคไล( Escherichia coli) ซึ่งพบในอุจจาระแหล่งสกปรกและเชื้อซาลโมเนล่า (Salmonella sp.) มาสู่คนได้ เชื้อโรคจะติดมาตามขาและลำตัวของมัน หากปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำดื่มของคน จะทำให้ป่วยได้ ดังนั้นจึงขอแนะนำประชาชนหากพบจะต้องรีบกำจัดทันที นายแพทย์โสภณ กล่าวต่อไปว่า ในการป้องกันกำจัด แมลงกระเบื้อง หลักการคือลดหรือกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของด้วง โดยรักษาความสะอาดบ้านเรือน และบริเวณบ้านให้โล่งเตียน กำจัดเศษใบไม้ทับถม ส่วนเศษมูลสัตว์ที่จะทำเป็นปุ๋ยคอก ควรตากแดดให้แห้ง แล้วเก็บไว้ในถุงที่มิดชิดหรือนำไปใช้ใส่ต้นไม้ทันที หากต้องการป้องกันและกำจัดไม่ให้ด้วงเข้าไปอยู่ในบ้าน ให้ใช้แสงไฟนีออนดักล่อด้วงตัวแก่ก่อนที่จะเข้าบ้าน เนื่องจากด้วงชอบเล่นไฟนิออนตอนกลางคืน โดยให้ต่อหลอดไฟนิออนออกห่างจากตัวบ้านประมาณ 5-10 เมตร สูงจากพื้นประมาณ 2 เมตร ทำโคมสังกะสีโค้งๆ ครอบเหนือหลอดไฟไว้ แล้ววางกะละมังบรรจุน้ำครึ่งกะละมังผสมผงซักฟอก 1-2 กำมือคนให้ละลายไม่ต้องให้มีฟอง วางไว้บนพื้นใต้หลอดไฟ เมื่อมีฝูงด้วงมาเล่นไฟแล้วบินชนโคมไฟ ด้วงจะตกลงในกะละมังเมื่อปีกเปียกน้ำผสมผงซักฟอกจะไม่สามารถไต่หรือบินขึ้นมาได้และจะจมน้ำตายในที่สุด ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีการกำจัดชั่วคราวช่วยลดความรำคาญได้ สำหรับบ้านที่มีตัวด้วงบุกเข้าไปอยู่ในบ้านแล้ว ให้ใช้ไม้กวาดและที่ตักผงกวาดรวบรวมตัวด้วงนำไปใส่ในกะละมังบรรจุน้ำผสมผงซักฟอกดังกล่าวเพื่อฆ่าฝูงด้วงได้เช่นกัน “สำหรับการกำจัดด้วงชนิดนี้แบบถาวร ให้ใช้สารเคมีที่มีชื่อว่าสารไพรีทรอยด์ชนิด ไซฟลูทริน(cyfluthrin) สูตรน้ำมันละลายน้ำ (สูตร EC) โดยนำสารเคมีไปผสมกับน้ำให้ได้น้ำยาที่มีตัวสารออกฤทธิ์ 0.2 กรัมในน้ำยาที่ผสมแล้ว 50 มิลลิลิตร (หากจะใช้น้ำยาในปริมาณมากก็คำนวณเพิ่มได้) แล้วนำไปฉีดพ่นโดยใช้เครื่องพ่นแบบสูบอัดลม พ่นให้ละอองน้ำยาตกลงถูกตัวแมลงเป้าหมาย หรือพ่นบนพื้นผิวแหล่งที่อยู่อาศัยของด้วงเพื่อฆ่าระยะตัวหนอนด้วย โดยพ่นในปริมาณ 50 มิลลิลิตรต่อพื้นที่หนึ่งตารางเมตร หรือหากจะพ่นตามผนังอาคารบ้านเรือนที่ด้วงเคยมาเกาะก็สามารถทำได้แต่ต้องเลือกใช้สารไซฟลูทรินแบบสูตรผงละลายน้ำแทน (สูตร WP) เนื่องจากถ้าใช้สูตรน้ำมันพ่นบนผนังไม้ อิฐหรือปูน ผนังเหล่านี้จะดูดตัวสารออกฤทธิ์เข้าไปในเนื้อของมันเสียหมดเพราะสูตรน้ำมันจะมีอนุภาคเล็กกว่าแบบสูตรผง ฤทธิ์ของสารเคมีดังกล่าวเมื่อถูกตัวด้วงจะทำให้ด้วงตายภายใน 24 ชั่วโมงและมีฤทธิ์ตกค้างบนผนังอาคาร บ้านเรือน ประมาณ 6 เดือน ด้วงจะได้ไม่มาเกาะอีก สารเคมีดังกล่าวไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยง สามารถพ่นซ้ำได้ทุก 6 เดือน โดยหาซื้อได้ที่ร้านขายอุปกรณ์การเกษตรทั่วไป” นายแพทย์โสภณ กล่าว ขอบคุณภาพข่าวจาก : สำนักข่าว INN ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักสารนิเทศ กระทรงสาธารณสุข

ระวัง! โรคผิวหนังที่มาพร้อม น้ำท่วม
อัลมอนด์ /  เผาผลาญพลังงาน / 

แพทย์เตือนภัยโรคผิวหนังที่มากับ น้ำท่วม ส่วนใหญ่พบโรคผิวหนังจากแมลง สัตว์มีพิษกัดต่อย และโรคน้ำกัดเท้า แนะเลี่ยงการแช่เท้าในน้ำนาน ๆ หากจำเป็นให้สวมรองเท้าบู๊ท และรีบทำความสะอาดเท้าด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ เช็ดเท้าให้แห้งเมื่อเสร็จธุระนอกบ้านทันที นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายจังหวัดกำลังประสบกับปัญหา น้ำท่วม ส่งผลให้ผู้ประสบภัยต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพหลายด้าน  เพราะแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคจะปนเปื้อนมากับกระแสน้ำ ซึ่งจะพัดพาสิ่งสกปรก เชื้อโรค ของเสียต่างๆ  สารเคมีกระจายเป็นวงกว้าง ทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป  ส่งผลให้สัตว์และแมลงออกจากรังมาอาศัยอยู่บริเวณต่างๆ พาหะนำโรคต่าง ๆ เจริญเติบโตได้ดีแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว  จึงมีโอกาสเกิดโรคระบาดได้ง่าย  ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพต่างๆ ได้แก่ โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร เช่น โรคท้องร่วงจากการติดเชื้อจากอาหารเป็นพิษ โรคเล็บโตสไปโรสิส (หรือโรคฉี่หนู) และที่สำคัญคือโรคผิวหนังที่เกิดจากการประสบภัย น้ำท่วม ได้แก่ โรคผิวหนังจากการสัมผัสกับสารเคมีสิ่งสกปรกหรือติดเชื้อที่ผิวหนังไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราหรือหนอนพยาธิ โรคผิวหนังจากแมลง สัตว์มีพิษกัดต่อย  ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้รับอันตรายจากการถูกกัดต่อยแล้วในภายหลังหากได้รับเชื้อโรคเข้าไปด้วยอาจทำให้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก มาลาเรีย ไข้สมองอักเสบ หรือติดเชื้อในกระแสเลือดได้  และโรคน้ำกัดเท้า เมื่อเดินย่ำน้ำบ่อย ๆ หรือยืนแช่น้ำนาน ๆ จะทำให้เท้าเปื่อย โดยเฉพาะบริเวณซอกเท้า ซึ่งบริเวณผิวหนังที่เปื่อยนี้ เป็นจุดอ่อนทำให้เชื้อโรคที่มากับน้ำเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายมากขึ้น  นอกจากนี้ควรระมัดระวังเมื่อเดินลุยน้ำเพราะอาจถูกของมีคมทิ่ม ตำ ทำให้เกิดบาดแผลและติดเชื้อโรคต่าง ๆ รวมทั้งเชื้อบาดทะยักตามมาได้ เมื่อประสบเหตุดังกล่าวควรไปทำแผลที่หน่วยบริการสาธารณสุขทันที และถ้าไม่เคยฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันเชื้อบาดทะยักมาก่อนควรปรึกษาแพทย์ทันที อธิบดีกรมการแพทย์แนะนำการดูแลผิวหนังสำหรับผู้ประสบภัย น้ำท่วม ว่า หลีกเลี่ยงการแช่เท้าในน้ำนาน ๆ หากจำเป็นต้องลุยน้ำให้สวมรองเท้าบู๊ทกันน้ำ  เพื่อป้องกันของมีคมในน้ำทิ่ม ตำ เท้า และรีบทำความสะอาดเท้าด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ เช็ดเท้าให้แห้งเมื่อเสร็จธุระนอกบ้านทันที หากมีบาดแผลตามผิวหนังไม่ควรสัมผัสน้ำสกปรก เมื่อมีแผล ผื่นที่ผิวหนัง ให้พบแพทย์ ทายาหรือรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญหากรู้สึกไม่สบายให้รีบปรึกษาแพทย์ที่ใกล้บ้านทันที  นอกจากนี้ ในแต่ละบ้านควรมีน้ำสะอาดเพื่อใช้อุปโภคหรือบริโภค  ถ้าหาแหล่งน้ำสะอาดไม่ได้ควรต้มน้ำให้เดือดก่อนใช้อย่างน้อย 10 นาที ถ้าอาศัยอยู่ใกล้แหล่งโรงงานอุตสาหกรรมหรือแหล่งสารเคมี พึงระลึกเสมอว่าแหล่งน้ำดังกล่าวอาจปนเปื้อนสารเคมี  ซึ่งความร้อนไม่สามารถทำให้น้ำเหล่านี้สะอาดพอสำหรับการบริโภคได้  จึงควรจัดหาน้ำสะอาดไว้ใช้ในครัวเรือนให้เพียงพอเสมอ ควรล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง  รับประทานอาหารที่ปรุงสุกและปรุงเสร็จใหม่ๆ  สวมเสื้อผ้ามิดชิด  ป้องกันแมลงสัตว์กัดต่อย  นอนในมุ้งหรือที่มิดชิดและพึงระลึกเสมอว่าแมลงหรือสัตว์มีพิษก็อาจหนีน้ำมาอาศัยอยู่ในที่สูงเช่นกัน ดังนั้น ควรตรวจสอบบริเวณบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ   และผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานที่ยังเล็ก เพราะเด็กๆ จะสนุกกับการเล่นน้ำและไม่ใส่ใจเรื่องการรักษาความสะอาดและอันตรายที่แฝงมากับ น้ำท่วม ตลอดจนตรวจสอบระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านด้วยความระมัดระวัง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้มีอันตรายถึงชีวิตได้ ขอบคุณที่มาจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

รีวิว The Last of Us เกมส์ผจญภัย
The Last of Us /  The Last of Us PS3 / 

รีวิวเกมส์ The Last of Us เกมส์ผจญภัยน่าจับตามองบน PS3 และ PS4 จากทีมสร้างเกมส์ Uncharted. เกมส์ The Last of Us เป็นเกมส์ผจญภัย จากผู้สร้างเกมส์ Uncharted เกมส์ผจญภัยชื่อดัง นำเสนอหลังเมืองล่มสลาย เมื่อเชื้อรากลายเป็นชีววัตถุอันตรายที่สามารถคร่าชีวิตผู้คนนับล้าน ทำให้สิ่งมีชีวิตต้องกลายสภาพเป็นเมืองร้าง โดยผู้รอดชีวิตที่อาศัยอยู่ในเมืองที่หลบหนีไม่ทัน ต้องถูกตีตราเป็นเหล่าผู้ติดเชื้อและต้องอยู่ในพื้นที่กักกัน ผู้คนกลับกลายไม่เป็นมิตร หาวิถีทางยังชีพ เปรียบดั่ง"ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" และต้องกลายสภาพเป็นผู้ติดเชื้อหรือพวกวิกลจริตที่ต้องเอาตัวชีวิตรอดและหาทางออกจากเมืองแห่งนี้ และพื้นที่กักกังแห่งนี้ ได้ถูกควบคุมโดยกองทัพทหารอเมริกาที่ออกคำสั่งกฏอัยการศึกเพื่อตรวจสอบเหล่าผู้ติดเชื้อที่พยายามแข็งกร้าวและพร้อมกำจัดทุกเมื่อ ผู้เล่นรับบทเป็น Joel พ่อค้าตลาดเมืองที่ติดอยู่ในพื้นที่กักกัน ได้รับมอบหมายช่วยเหลือเด็กสาว Ellie หาทางรอดออกจากเมืองอันโหดร้ายแห่งนี้ให้ได้ เกมส์ The Last of Us ออกแบบการเล่นเกมส์ที่มุ่งเน้นเรื่องการลอบสังหารศัตรู (Stealth) สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่บรรยากาศต่างฝ่ายต่างกระหายเลือดและเอาเป็นเอาตายเพื่อความอยู่รอด โดยผู้เล่นห้ามเป็นจุดสนใจอย่างเด็ดขาด รวมถึงอาวุธและกระสุนปืนที่มีอยู่จำกัดและขาดแคลน ทำให้ยากต่อการรับมือกับศัตรูที่เผชิญหน้าเข้ามา วิธีการเล่นของเกมส์นี้ ผู้เล่นจะต้องหาวิถีทางไม่ให้กลายเป็นจุดสนใจและสังหารเงียบๆต่อศัตรูแต่ประเภท เพื่อเดินผ่านไปยังสถานที่ต่อไปได้ เกมส์นี้ ยังออกแบบเรื่องระบบ AI และรายละเอียดของตัวละครศัตรูที่เสมือนจริง มีวัตถุประสงค์"เอาเป็นเอาตาย" ศัตรูเกมส์นี้ส่วนใหญ่จะรับรู้ถึงเสียงแวดล้อมและสายตาที่ดีเมื่อมีใครบางคนเดินเข้ามา ในขณะเดียวกัน ผู้เล่นจะต้องคอยฟังเสียงแวดล้อมอยู่ตลอดในบริเวณที่ยืนอยู่ ทีน่าสนใจคือ เสียงของศัตรูที่อยู่ในละแวกนั้น จะมีความคล้ายเป็นมนุษย์ราวกับยังมีชีวิตอยู่ แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาได้กลายเป็นผู้ติดเชื้อขั้นต้นที่กระหายหิว โดยผู้เล่นจะต้องอาศัยสังเกตและคอยฟังเสียงแวดล้อมตลอดเวลาด้วย อย่างไรก็ดี เกมส์นี้ยังมีโหมดที่เป็นลักษณะสโลโมชั่น ภาพเกมส์กลายเป็นภาพขาว-ดำ ผู้เล่นจะเห็นตำแหน่งของศัตรูโดยรอบ และพยายามจำแนกเสียงที่ยินว่าเป็นเสียงของอะไร อย่างไรก็ตาม เกมส์ The Last of Us ไม่ใช่เกมส์ที่ยิงกันแบบโต้งๆเหมือนกับกัมเกมส์ผจญภัยทั่วๆไป แต่หากชีวิตต้องถึงฆาตโดยพลัน เพราะศัตรูที่อยู่ละแวกทั้งหมดจะเข้ามารุมกรูผู้เล่นแบบไม่ยั้ง ระหว่างการเดินทาง ผู้เล่นยังต้องสังเกตหาวัสดุที่เป็นเศษซากเพื่อนำมารวมเป็นอาวุธสำหรับโจมตีและป้องกันตัวเพื่อใช้ในยามคับขันที่สุด และวัสดุดังกล่าวค่อนข้างหายาก ผู้เล่นจะต้องใช้อย่างประหยัดและจำเป็นที่สุดด้วย อย่างไรก็ดี ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับศัตรูทุกตัวที่เผชิญหน้า ผู้เล่นสามารถเลี่ยงการต่อสู้และวิ่งหนีไปยังพื้นที่อื่นๆหรือมีหนทางช่องว่างให้หลบหนีไปได้ นอกจากจะออกแบบการเล่นเกมส์ที่ดีเยี่ยมและตั้งตาเล่นตลอดเวลาแล้วด้วยนั้น เนื้อเรื่องเกมส์ The Last of Us นำเสนอให้เป็นที่น่าสนใจติดตามและมีส่วนร่วมกับตัวละครทั้งสอง เพื่ิอฝ่าฟันอุปสรรคโหด กราฟิกเกมส์พัฒนาเรื่องความสมมจริงตามสภาพของเทคโนโลยีของเครื่องเกมส์ปัจจุบัน และบรรยากาศที่ถูกถ่ายทอดถึงความเงียบสงบบนป่ารกร้างเมืองใหญ่ที่กลายเป็นซากปรักหักพังที่มีบางอย่างแอบแฝงและเอาชีวิตของผู้เล่นได้ ทำให้ผู้เล่นรู้สึกตื่นเต้นและหวาดระแวงกับผู้ที่เข้ามาปองร้ายถึงชีวิต ! หากผู้เล่นได้สัมผัสกับเกมส์ The Last of Us เวอร์ชั่น PlayStation 4 แล้ว จะพบกับกราฟิกเกมส์ที่คมชัดและเสมือนจริงทุกองค์ประกอบ เฟรมเรตเกมส์มีความคงที่และลื่นไหลที่ 60 เฟรมต่อวินาที รวมถึงมี Director’s Commentary ที่เหล่าผู้กำกับเกมส์อธิบายถึงการพัฒนาฉากเกมส์แบบฉากต่อฉาก อีกทั้งยังเพิ่มระบบใหม่อย่าง Photo Mode ที่สามารถถ่ายภาพในเกมส์และปรุงแต่งภาพที่ถ่ายดูมีเอกลักษณ์ พร้อมนำไปแชร์บนโลกออนไลน์ และเก็บความทรงจำในการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นในครั้งนี้ ทั้งนี้ เกมส์ดังกล่าวยังบรรจุ DLC โหมดผู้เล่นคนเดียวอย่าง Left Behind , ไอเทมสำหรับมัลติเพลเยอร์ โหมดระดับความยากของเกมส์สูงสุด Grounded ที่ไม่บอกจำนวนเลือด, ไม่บอกจำนวนกระสุนที่มี, ของหายากมาก, AI ศัตรูฉลาดเป็นกรด และโจมตีแรงขึ้น 300 เปอร์เซนต ใครที่ถามหาเกมส์ผจญภัยที่ต้องการความตื่นเต้นและเร้าอารมณ์แล้ว เกมส์ The Last of Us ถือเป็นอีกหนึ่งเกมส์ที่ตรึงใจผู้เล่นและหลงใหลติดตามกับเนื้อเรื่องเกมส์ตั้งแต่ต้นจนจบ ที่สำคัญยังมอบความสนุกในการเล่นแบบเต็มเปี่ยม ไม่ควรพลาดกับเกมส์นี้นับประการ

เลือกอาหารเพื่อต้าน มะเร็ง
บทความสุขภาพ /  มะเร็ง / 

“เรื่องกินเรื่องใหญ่” วลีนี้ดูจะเป็นอมตะจริงๆ ในหมู่นักชิมและนักกิน ที่จะชอบเสาะแสวงหาของกินอร่อยๆ กันเป็นประจำเพื่อตอบสนองความต้องการของปากและท้อง แม้ร้านอาหารนั้นจะอยู่ไกลแสนไกลก็พยายามไปให้ถึง แต่จะมีสักกี่คนที่คิดว่าอาหารแสนอร่อยที่กินนั้นเกิดประโยชน์อะไรแก่ร่างกายบ้าง หรือคิดเลือกสรรหาอาหารที่มีประโยชน์มากินเพื่อให้ร่างกายสามารถต้านทานการ เกิดโรค เพราะอาหารก็นับเป็นหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเช่นกัน สำหรับ มะเร็ง เป็นโรคที่เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย และกลายเป็นโรคที่หลายคนกลัว ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค มะเร็ง มีหลายอย่าง ซึ่งอาหารก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง แต่สามารถป้องกันได้ หลายคนมักจะไม่ได้นึกถึงหรือให้ความสำคัญจึงขาดความระมัดระวังในการกิน ต่อเมื่อเกิดโรคแล้วจึงมาคิดว่าจะกินอะไรดีที่ช่วยให้โรคนั้นทุเลาลงได้ ลองพิจารณาถึงผลของอาหารที่ก่อให้เกิดโรคและอาหารที่ช่วยยับยั้งหรือป้องกัน การเกิดโรค แล้วเริ่มนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันกันดูว่ามีอะไรบ้าง อาหารก่อโรค มะเร็ง อาหารประเภทเนื้อสัตว์ เป็นอาหารที่ทำให้เกิดโรค มะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำให้สุกด้วยการปิ้ง- ย่างจนไหม้เกรียม เพราะจะมีสารพิษที่เรียกว่า พี.เอ.เอช. อยู่ แม้จะกินในปริมาณไม่มากนักก็ยังเกิดการสะสมในร่างกาย และถ้ากินร่วมกับแอลกอฮอล์ด้วย การสะสมของสาร พี.เอ.เอช. ก็จะอยู่ได้นานกว่าปกติ ทำให้มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับได้สูง บางท้องถิ่นนิยมกินเนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ ซึ่งมีพยาธิ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับได้ ถั่วต่างๆ และอาหารที่ขึ้นรา ในถั่วลิสงมักพบว่ามีเชื้อราอัลฟาทอกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะถั่วลิสงคั่วที่นิยมใช้ปรุงรสก๋วยเตี๋ยว ถ้ากินเป็นประจำโดยไม่พิจารณาเลือกให้ดี อาจได้รับเชื้อราเข้าไป ทำให้เกิดการสะสมและเกิดโรคได้ อาหารแปรรูป อาหารที่ผ่านการถนอมด้วยสารเคมี  เช่น อาหารดองเค็ม อาหารที่ถนอมด้วยเกลือไนเตรทไนไตรท์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าดินประสิว ถ้าใส่มากเกินไปหรือกินบ่อยจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหารและกระเพาะ อาหารได้ อาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมี ยาฆ่าแมลง ไม่ได้ล้างทำความสะอาดก่อนกิน หรือการกินอาหารซ้ำบ่อยๆ อาจทำให้ได้รับสารพิษและสะสมจนทำให้เกิดโรคได้ อาหารที่ช่วยยับยั้งการเกิดโรค มะเร็ง อาหารที่กินมีทั้งพืชผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ แต่ละชนิดให้สารอาหารแตกต่างกัน ให้โทษและประโยชน์แตกต่างกัน เพื่อให้ได้ประโยชน์จึงควรเรียนรู้ถึงชนิดและสารอาหารที่ช่วยป้องกันการเกิด มะเร็ง ธัญพืช ข้าว เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี อาหารจากธัญพืชเหล่านี้มีใยอาหารสูงกว่าข้าวที่ขัดสีแล้ว และใยอาหารไม่สามารถย่อยได้จึงถูกขับออกนอกร่างกาย นอกจากนี้ก่อนขับถ่ายออกมาอาจจะถูกแบคทีเรียในลำไส้เปลี่ยนเป็นกรดบิวทิริก ซึ่งมีฤทธิ์ต้าน มะเร็ง พืชผักและผลไม้ เป็นอาหารที่อุดมด้วยใยอาหารซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้ เช่นเดียวกับใยอาหารที่ได้จากธัญพืช ใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยเหล่านั้นจะเพิ่มปริมาณและน้ำหนักของอุจจาระ ทำให้มีการขับถ่ายบ่อยขึ้น ขณะเดียวกันจะขัดขวางการดูดซึมสารพิษหรือสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งและขับ ออกนอกร่างกาย ใยอาหารจึงมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ นอกจากใยอาหาร ผักและผลไม้แล้ว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านมะเร็ง โดยเฉพาะผักที่มีสีเข้มหรือสีเหลือง สีส้ม เช่น ผักโขม แครอต มะเขือเทศ บรอกโคลี ผักที่มีสีเข้มมากจะมีสารไฟโตเคมีคอล (Phytochemical) มากขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสารให้สีของพืช เรียกว่า ไบโอฟลาโวนอยด์และแคโรทีนอยด์ (Bioflavonoid & Carotenoids) ซึ่งมีหลายร้อยชนิด และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง หรือทำลายเซลล์มะเร็ง อีกทั้งช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันแก่ร่างกายด้วย เบตา-แคโรทีน เป็นแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่งที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย มีหน้าที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ในการแบ่งตัว และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย จึงช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้ พบมากในผักและผลไม้ที่มีสีเขียว สีส้ม เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ มะละกอสุก แครอต ผักโขม บรอกโคลี ผักบุ้ง การได้รับวิตามินเอมากหรือน้อยจึงมีผลต่อการเกิดโรคได้ วิตามินซี พบว่าเป็นตัวช่วยยับยั้งการเกิดไนโตรซามีนจากการเปลี่ยนแปลงไนเตรท ไนไตรท์ และอามีนในร่างกาย ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในกระเพาะอาหาร ชะเอม มีการนำมาใช้เพื่อรักษาอาการป่วย เช่น ไอ ท้องผูก มาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับการยับยั้งการเกิดโรคมะเร็ง นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Vanderbilt ประเทศอเมริกา ได้นำชะเอมมาศึกษาและพบว่า Glycyrrhizic Acid ซึ่งเป็นสารให้รสหวานของชะเอมสามารถยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิด โรคมะเร็งลำไส้ได้ โดยเอนไซม์นี้ทำงานที่ไตและลำไส้ และไม่เกิดผลข้างเคียงเมื่อนำชะเอมมาใช้ในการรักษา แต่อาจจะมีการขาดโพแทสเซียมและความดันโลหิตสูงบ้าง ผักประเภทกะหล่ำ เช่น บรอกโคลี กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก แขนงกะหล่ำ พืชเหล่านี้มีสารอินโดล (Indole) ฟีนอล (Phenol) วิตามินซี วิตามินเอ มีการทดลองที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอบกินส์ ในอเมริกา โดยให้สัตว์ได้รับอัลฟลาทอกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และให้กินอาหารที่ประกอบด้วยผักประเภทกะหล่ำ พบว่าสามารถลดการเกิดโรคมะเร็งในสัตว์ทดลองได้ถึงร้อยละ 90 ถั่วชนิดต่างๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง พบว่ามีสารโปตีเอสอินฮิบิเตอร์สูง ซึ่งสารนี้จะยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้สถาบันมะเร็งนานาชาติยังพบว่าอาหารประเภทถั่วมีสารไอโซฟลาโวน (Isoflavonr) และไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี ทั้งยังลดผลข้างเคียงของการใช้ยาและรังสีเพื่อการรักษามะเร็ง และเปลี่ยนเซลล์มะเร็งให้เป็นเซลล์ปกติได้ เครื่องเทศ อาหารไทยมีเครื่องเทศหลายชนิด แต่ละชนิดมีสารไฟโตเคมีคอลแตกต่างกัน หอมแดง กระเทียม พริกไทย พริก ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ขมิ้น อบเชย มีไบโอฟลาโวนอยด์หลายชนิด เช่น คอเคอร์ซิทิน อัลลิซิน เอสอัลลิลซิสทีอิน ซีลีเนียม ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็ง อาหารไทยจึงเป็นอาหารช่วยต้านการเกิดโรคมะเร็งและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของ ร่างกายได้ ชาเขียว มีสารคาเทชินและไฟโตเคมีคอล ซึ่งสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่นและจีน พบว่าชาเขียวสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งและเปลี่ยนเซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ปกติได้ ขอบคุณที่มาจาก :  e-magazine.info

ลูกชิ้นปลาเรืองแสง เกิดจากอะไร?
ยาแก้อักเสบ /  ลูกชิ้น / 

จากกรณีที่มีการแชร์ภาพ ลูกชิ้นปลาเรืองแสง จากเฟสบุคของคุณ Mona Red โดยมีข้อความประกอบว่า  "ลูกชิ้นปลาเยาวราชค่ะ ซื้อมาจากในห้างราคาไม่แพงมาก เข้าตู้เย็นเก็บไว้ทำสุกี้ บังเอิญห้องครัวมืดเลยเห็นเรืองแสงสีเขียวออกมาจากลูกชิ้นเต็มไปหมดค่ะ (โชคดีที่ห้องครัวตอนนั้นมืดค่ะ เพราะฝนตก ถ้าเปิดไฟสว่างไม่เห็นสารเรืองแสงแล้วกินเข้าไป ตายหมู่ทั้งบ้านมั้งคะ) พอเปิดไฟแสงสีเขียวหายไปค่ะ ลูกชิ้นยังเย็นอยู่ค่ะ มี อย. นะคะ ยังไม่หมดอายุค่ะ เห็นมีคนแชร์เยอะ เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ กรมอนามัยเค้าว่ามีการสุ่มตรวจลูกชิ้นปลาในท้องตลาด พบว่ามีลูกชิ้นเรืองแสงเยอะ แล้วนำลูกชิ้นเรืองแสงไปตรวจ พบว่าส่วนหนึ่งมีสารบอแรกซ์ และอีกส่วนหนึ่งมีแบคทีเรียชนิดเรืองแสงอยู่ค่ะ มีคุณหมอท่านนึงเพิ่มมาว่ามีเชื้อราบางชนิดเรืองแสงค่ะ ชอบอากาศเย็นในตู้เย็นค่ะ ของจริงเรืองแสงน่ากลัวมากกว่าในรูปอีกนะคะ" โดยคุณ Mona Red ได้โพสภาพลูกชิ้นที่เรืองแสงตอนดับไฟห้องครัว และลูกชิ้นในสภาพไฟปกติ ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ภาพในตอนที่ห้องมืดนั้น ลูกชิ้นมีแสงสีเขียวๆออกมา แต่เมื่อเปิดไฟ nederlandsegokken.nl ลูกชิ้นกลับมาสีขาวแบบปกติ โดยกรณี ลูกชิ้นปลาเรืองแสง เคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2553 โดยกองควบคุมอาหาร  สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า การเกิด ลูกชิ้นปลาเรืองแสง เป็นไปได้ 3 กรณี คือ กรณีที่ 1 การที่ลูกชิ้นเรืองแสงอาจเกิดจากการเจริญของจุลินทรีย์แบคทีเรียประเภท Photobacterium phosphoreum ซึ่งสามารถผลิตสารเรืองแสงได้ เช่น Pseudomonas sp., Pseudomonas fluorescens, Vibrio fischeri, Vibrio phosphoreum, Vibrio harveyi, Photobacterium luciferum เป็นแบคทีเรียเหล่านี้พบได้ตามแหล่งน้ำทะเลในธรรมชาติ จึงอาจติดมากับปลาที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการทำลูกชิ้น แต่โดยปกติในกระบวนการผลิตลูกชิ้นต้องมีการผ่านความร้อน ลวกให้ลูกชิ้นสุก ซึ่งจะสามารถทำลายแบคทีเรียเหล่านี้ได้ แต่การที่เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้เจริญเติบโตบนลูกชิ้นปลาได้อีก จนทำให้เห็นการเรืองแสงปริมาณมากในที่มืดตามที่เป็นข่าวนั้น อาจเกิดจากการปนเปื้อนในกระบวนการผลิตภายหลังจากที่ลูกชิ้นผ่านความร้อนแล้ว  ประกอบกับการเก็บผลิตภัณฑ์ไว้ในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมในระหว่างการขนส่ง (ควรเก็บลูกชิ้นไว้ในอุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส) ทำให้จุลินทรีย์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเห็น ลูกชิ้นปลาเรืองแสง ได้ กรณีที่ 2 การเปลี่ยนสภาพสิ่งแวดล้อมและอาหารของปลา เช่น สภาวะน้ำทะเลที่เปลี่ยนไปทางอุณหภูมิ ความเค็ม และพีเอชที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อแพลงก์ตอน ในกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลต  และเชื้อแบคทีเรียวิบริโอ (Vibrio spp.) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวิบริโอ ฮาวีอาย (Vibrio harveyi)  ทำให้เกิดการเรืองแสงของน้ำ โดยในตอนกลางคืนจะมีการเรืองแสงเรื่อๆ บริเวณผิวหน้าน้ำเป็นลักษณะพรายน้ำ ทำให้ปลาที่กินอาหารและอยู่ในสภาวะแวดล้อมดังกล่าวสามารถเรืองแสงได้ การเรืองแสงจากปัจจัยทั้งสองข้างต้น เป็นกลไกการเรืองแสงทางชีวภาพ โดยเกิดจากปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ภายใต้การควบคุมการทำงานของสารที่เรียกว่าเอนไซม์ลูซิเฟอเรส จะทำปฏิกิริยาเร่งการเปลี่ยนแปลงสารลูซิเฟอรินในสิ่งมีชีวิต ในสภาวะที่มีก๊าซออกซิเจนไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิกิริยาเผาไหม้ภายในเซลล์ เพื่อให้เกิดเป็นสารประกอบที่มีพลังงานสูง ATP และสารเรืองแสงซึ่งเป็นผลพลอยได้ (By product) จากปฏิกิริยาดังกล่าว FMNH2 (luciferase ) + O2 + RCHO  -------->  FMN +RCOOH + H2O + Light กรณีที่ 3 การเติมสารเคมีบางชนิด เช่น สารที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบ เช่น วัตถุเจือปนอาหารประเภทฟอสเฟต ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดความชุ่มชื้น และทำให้เกิดความนุ่มเหนียว ทำให้ผิวลูกชิ้นมันวาว ปริมาณที่อนุญาตให้ใช้ไม่เกิน 3,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สารฟอกขาว เช่น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์, โซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ ซึ่งเป็นสารห้ามใช้ในอาหาร ถ้ารับประทานลูกชิ้นที่มีสารไม่ปลอดภัย  จะเกิดอาการอย่างไร ? กรณีเกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ที่สามารถผลิตสารเรืองแสงได้ ซึ่งแสดงถึงสุขลักษณะในการผลิตและเก็บรักษา ซึ่งอาจมีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคชนิดอื่นๆด้วย การรับประทานจึงอาจมีอันตรายต่อสุขภาพ เช่น โรคระบบทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียรุนแรง ลำไส้อักเสบ เป็นต้น กรณีที่เกิดจากสารเคมีที่ใช้ในการผลิต เช่น สารฟอกขาว จะก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ หรือหากมีการเติมสารในกลุ่มฟอตเฟตเกินปริมาณที่กฎหมายกำหนด ในระดับที่สูงเกินไปจะก่อให้เกิดอาหารผิดปกติที่ไต ความปลอดภัย ถ้าประชาชนจะเลือกซื้อลูกชิ้นมารับประทาน ควรสังเกตฉลากอย่างไร ? ข้อแนะนำในการเลือกซื้อ/บริโภคลูกชิ้นปลา มีดังนี้ เลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีการจัดเก็บอย่างเหมาะสม ต้องมีการแสดงฉลากต่อผู้บริโภค ประกอบด้วย ชื่ออาหาร เลขสารบบอาหาร ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้แบ่งบรรจุ ปริมาณสุทธิ วัน เดือน และปีที่ผลิต หรือวัน เดือน และปีที่หมดอายุการบริโภค หากแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง จัดเป็นการกระทำฝ่าฝืนประกาศซึ่งออกตามมาตรา 6(10) โทษตามมาตรา 51 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท ควรเลือกซื้อลูกชิ้นปลาที่มีการบรรจุแบบในภาชะที่สะอาดไม่ฉีกขาด ลักษณะภายนอกของลูกชิ้นปลาที่ดี มีดังนี้ ไม่หยุ่นหรือกรอบจนเกินไป ไม่มีเมือกหรือจุดสี มีสีและกลิ่นตามธรรมชาติ หลังจากการซื้อควรมีการควบคุมอุณหภูมิในระหว่างการเก็บรักษาไม่เกิน 4 องศา ก่อนการรับประทาน ควรให้ความร้อนให้สุกอย่างทั่วถึง หลังจากให้ความร้อนแล้วไม่ควรทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องเกิน 2 ชั่วโมงก่อนการรับประทาน ขอบคุณข้อมูลจาก : กองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ขอบคุณภาพจาก : รายการเรื่องเล่าเช้านี้

กิจกรรม “Like & Share” ลุ้นรับรางวัลไปทำสวย กับ Dermaster ฟรี!
Dermaster /  กิจกรรม

 ประกาศรายชื่อผู้โชคดี ไปทำสวยกับ Dermaster  Tripola Cellulite Free ลดไขมัน กำจัด cellulite มูลค่า 6,500 บาท ได้แก่  Montra Viset   Aura Bright ถนอมผิว เพิ่มความกระจ่างใส มูลค่า 4,800 บาท ได้แก่  PrincessLovely Aoyjang Dersignature ฟื้นฟู บำรุงผิวใส มูลค่า 3,800 บาท ได้แก่  Moon Meiw   ผู้โชคดีกรุณายืนยันการรับรางวัล โดยการ ส่ง Email แจ้งชื่อ-นามสกุล และ เบอร์โทรศัทพ์ เพื่อทางทีมงานจะทำการรวบรวมส่งให้ผู้สนับสนุนต่อไป  ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 พฤศจิกายน เท่านั้น ที่ Email : women@mthai.com ระบุหัวเรื่องว่า ยืนยันรับรางวัล Dermaster ***************************************** ชวนสาวๆ women mthai ร่วมสนุกกับ กิจกรรม “Like & Share” ลุ้นรับรางวัลไปทำสวย กับ Dermaster ฟรี! 4 รางวัล 4 คอร์ส เท่านั้น 1. Hair Reform ( Detox Hair ) โปรแกรมรักษาผมร่วง ผมบาง  มูลค่า 4,500 บาท 1. Deep Detox โปรแกรมการทำความสะอาดหนังศีรษะและเส้นผมอย่างล้ำลึก โดยเริ่มจากการผลัดเซลล์ที่ตายแล้วในชั้น Epidermis และชั้น Dermis ช่วยขับสารเคมี ของเสียที่ตกค้างให้ออกจากรูขุมขนโดยเครื่อง Ozone Steamer 2. Deep Cleansing โดยใช้เครื่อง Spa Machine ผสาน 3 ขั้นตอน Aroma therapy สร้างกลิ่นบำบัดให้ผ่อนคลาย Anion shampoo bubbling เครื่องสร้างฟองแชมพูออกซิเจน เพื่อลดการเสียดสีของเส้นผมช่วยรักษาสมดุลของ Keratin ให้เส้นผม Scalp galvanic ion deep cleansing ช่วยให้กล้ามเนื้อหนังศีรษะคลายตัว และเพิ่มระบบการไหลเวียนเลือดให้กับกล้ามเนื้อหนังศีรษะ 3. Mesotherapy (เมโสเธอราพี) ช่วยฟื้นฟูรากผมพร้อมกระตุ้นให้เกิดการงอกใหม่อย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้ Digital Gun ส่งผ่านตัวยา และสารอาหารที่จำเป็นต่อเส้นผมการรักษาโดยวิธีนี้ได้ผลดีและรวดเร็ว ไม่เจ็บ 4. LED การฉายแสงเลเซอร์ เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราบนหนังศีรษะกระตุ้นการไหลเวียน พร้อมช่วยเสริมประสิทธิภาพของเมโสเธอราพี ในการกระตุ้นให้เกิดการเตรียมการงอกใหม่ของเส้นผมอย่างรวดเร็ว และยังลดการหลุดร่วงของเส้นผม ซึ่งได้รับการยอมรับจาก อย. สหรัฐอเมริกา 5. Cold wrap deep scalp soothing ช่วยลดรอยแดงจากการทำเมโสเธอราพี 6. Deep nutrient conditioning บำรุงเส้นผมอย่างล้ำลึก ช่วยให้เส้นผมหนานุ่มดูมีน้ำหนัก และมีสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ 7. Tonic ลดและต่อต้านการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อราบนหนังศีรษะ ช่วยให้เซลล์รากผมแข็งแรงฟื้นตัว และผลิตเส้นผมใหม่ที่แข็งแรง ช่วยชะลอการเกิดผมขาว 2. Tripola Cellulite Free ลดไขมัน กำจัด cellulite มูลค่า 6,500 บาท สลายเซลลูไลท์ ทำให้ผิวเรียบเนียนพร้อมยกกระชับด้วยคลื่นวิทยุไตรโพล่าสลายเซลล์ลูไลท์ ขจัดปัญหาผิวเปลือกส้ม เพิ่มความเนียนเรียบ ยกกระชับผิวกาย ด้วยนวัตกรรมใหม่ Tripolar Cellulite Free เป็นการนำ Technology ของ Uni-Polar และ Bi-Polar มารวมกันเป็น Tripolar Cellulite Free ด้วยคลื่นวิทยุ 3 ขั้ว ที่สามารถกระตุ้นเซลล์ผิวได้ถึง 2 ระดับ คือ Demis และ Subcutaneous ทำให้เกิดกระบวนการสร้างและเรียงตัวของคอลลาเจนใต้ผิวใหม่ โดยการฟื้นฟูสภาพผิวด้วย Radiofrequency (RF) โดยการส่งกระแสคลื่นความถี่วิทยุเข้าไปกระตุ้นเซลล์ทำให้มีการสร้างและการเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจนใต้ผิวใหม่ สามารถสลายเซลล์ลูไลท์โดยการเผาผลาญของไขมัน ทำให้ไขมันหดตัวและเล็กลง เพิ่มความกระชับผิว ทำให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นดีขึ้น ความหย่อนคล้อยที่ยากต่อการแก้ไขหมดไป 3. Aura Bright ถนอมผิว เพิ่มความกระจ่างใส มูลค่า 4,800 บาท ทรีตเม้นต์บำรุงล้ำลึกอย่างอ่อนโยนถึง 4 ขั้นตอน เพิ่มความชุ่มชื้นและวิตามิน สารอาหารให้เซลล์ผิว ลดรอยดำ กระ ฝ้า ความหมองคล้ำ และปัญหาเม็ดสีให้สีผิวเรียบเนียนกระจ่างใสเปล่งออร่า ปราศจากรอยดำหมองคล้ำได้ผลอย่างเต็มประสิทธิภาพ Enzyme Peeling คุณค่าบำรุงสกัดจากธรรมชาติช่วยให้เกิดกระบวนการผลัดเซลล์ผิวอย่างได้ผล แม้เซลล์ผิวสะสมที่ยากกำจัด ทำให้ผิวเรียบเนียน รวมทั้งรอยดำ กระ ฝ้าจางลง นอกจากยังช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ผิวใหม่ให้แข็งแรง เนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติ Electroporation ส่งคุณค่าบำรุงเข้มข้นสู่เซลล์ผิว ผ่านคลื่นไฟฟ้าโวลท์สูงช่วงสั้นๆ ทำให้เกิดช่องว่างที่เรียกว่า Aqueous pathway ที่เยื่อบุเซลล์อันประกอบไปด้วยสารจำพวกฟอสโฟไลปิดที่เกาะติดกันด้วยแรงยึดเหนี่ยวทางเคมี ทำให้เซลล์เปิดชั่วขณะ สารอาหารและวิตามินต่างๆจากภายนอกเซลล์จึงถูกผลักเข้าสู่ภายในเซลล์ Cryotherapy เป็นการใช้ระบบความเย็นเพื่อปิดเยื่อหุ้มเซลล์เพื่อล็อคสารอาหารให้อยู่ภายในเซลล์และทำให้ผิวตึงกระชับช่วยสร้างคอลลาเจน ให้ความรู้สึกผ่อนคลายขณะทำทรีตเม้นต์ Facial Brightening Mask มาสก์บำรุงผิวที่ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์จากอายุ แสงอาทิตย์ และความเครียด ด้วยการเร่งการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยเพิ่มความกระจ่างใสและสีผิวที่สม่ำเสมอ ดูสุขภาพดี 4. Dersignature ฟื้นฟู บำรุงผิวใส มูลค่า 3,800 บาท DER SIGNATURE เป็นการผลักสารบำรุงที่สำคัญต่อผิว ลงไปได้ลึกถึงชั้นผิวหนังแท้ (Deep Dermis) ซึ่งมากกว่าการทาครีมบำรุงถึง 40 เท่า โดยผลัก Growth factors ฟื้นฟูเซลล์ผิวขั้นสูง ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน , Anti-Oxidant ป้องกันการเกิดริ้วรอย สร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ และ Hyaluronic เพิ่มความชุ่มชื้นให้เซลล์ผิว กระตุ้นการฟื้นฟูของผิวหนังชั้นลึกโดยไม่ก่อให้เกิดการลอกของผิวด้านบน ช่วยกักเก็บสารบำรุงไว้ใต้ผิว ช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวใหม่ให้แข็งแรง หลุมสิวและกระขุมขนกระชับ อีกทั้งยังช่วยให้ใบหน้ายกกระชับ เพียงตอบคำถามว่า "คุณอยากทำทรีทเม้นท์ ของ Dermaster แบบไหนมากที่สุด เพราะอะไร" ใครตอบได้โดนใจ รับรางวัลไปได้เลย.... กติกาง่ายๆ 1. กด Like หน้าเพจ Dermasterthailand และ Women.mthai 2. ตอบคำถามสั้นๆ ใส่กล่องคอมเม้นต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมกดปุ่ม Also post on Facebook เพื่อโพสข้อความนี้ลงบนหน้า Facebook ของคุณ แล้วชวนเพื่อนๆ มาร่วมกิจกรรมกด Like กันเยอะๆ น๊าาาาา.... ร่วมสนุกวันนี้ถึง 20 ตุลาคม 2557 ประกาศรายชื่อผู้โชคดี ทาง http://women.mthai.com วันที่  30 ตุลาคม 2557

ดอกมะลิวันแม่ ราคาพุ่ง คาดแตะลิตรละ400
ดอกมะลิ /  บอกรักแม่ / 

ราคาดอกมะลิปรับขึ้น ในช่วงวันแม่แห่งชาติ คาดจะสูงถึงลิตรละ 400 บาท ขณะที่มีผลผลิตน้อยลง สำหรับราคาดอกมะลิช่วงวันแม่แห่งชาติ ในพื้นที่ จ.นครปฐม โดยเฉพาะดอกมะลิพันธุ์เพชร เริ่มปรับราคาสูงขึ้น เนื่องจากไม่มีผลผลิต เพราะมีโรคเชื้อรารบกวน และแมลงดูดน้ำเลี้ยงมากว่า 1 อาทิตย์ นายละออง จันทร์หอม อายุ 60 ปี เกษตรกรปลูกดอกมะลิพันธุ์เพชร กล่าวว่า มีสวนมะลิ กว่า 1 ไร่ ที่ทำการปลูกมะลิพันธุ์เพชร มากว่า 4 ปี ต่างเก็บผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน วันละ 5 ถึง 8 ลิตร สาเหตุที่แปลงมะลิยังคงออกดอกได้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากมีสารชีวภาพสูตรเฉพาะที่หมักเอง และนำมาฉีดที่พุ่มต้นด้วย จึงมีผลผลิตที่ดีกว่าเกษตรกรรายอื่น ๆ ส่วนราคาในขณะนี้ พ่อค้าที่มาซื้อให้ราคาที่ลิตรละ 250 ถึง 300 บาท จึงคาดว่าในวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. 57 ดอกมะลิคงจะขยับสูงขึ้นไปที่ประมาณลิตรละ 400 บาท

ระวัง! สารตกค้าง ในผักผลไม้
ดูแลเท้า /  ทำความสะอาดเท้า / 

‘ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง’ หลายคนคงเคยได้ยินข้อความรณรงค์ให้คนไทยหันมากิน ผัก ผลไม้ควบคู่กับอาหารชนิดอื่นๆ กินให้ครบทุกมื้อ และให้ได้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม แต่ปัจจุบันกลับพบว่า ผักและผลไม้ที่มีคุณค่าต่อร่างกาย กลับมีสารเคมีตกค้างเกินปริมาณที่กำหนดไว้ … หากเป็นอย่างนี้แล้ว ผู้บริโภคควรทำอย่างไร? ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงาน เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN : Thailand Pesticide Alert Network) ให้ข้อมูลว่า จากการสุ่มตรวจผัก ผลไม้ 10 ชนิด คือคะน้า ถั่วฝักยาว พริกจินดา ผักชี กะเพรา ส้มไทย ส้มจีน แอปเปิล ฝรั่ง แตงโม และสตรอเบอร์รี่ ตรวจพบสารเคมี 4 กลุ่ม ตกค้างในผักผลไม้ 10 ชนิด คือมี กลุ่มคาร์บาเมท ซึ่งมีสารอันตรายร้ายแรงอย่างคาร์โบฟูแรน กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ออกาโนคลอรีน ไพรีทรอยด์ ซึ่งทั้งหมดเป็นสารเคมีกำจัดแมลง ส่วนอีกกลุ่มเป็นสารป้องกันเชื้อราและโรคพืช คือ คาร์เบนดาซิม  ซึ่งเพิ่มการตรวจเฉพาะใน ส้ม แอปเปิล และสตรอเบอร์รี่ “ก่อนการตรวจสอบคิดว่า สารคาร์เบนดาซิม อาจมีตกค้างบ้าง แต่อาจเพราะไม่เคยมีการตรวจสอบมาก่อน เมื่อได้ตรวจจริงๆ จึงพบว่าการตกค้างเยอะกว่าค่า MRLs ค่อนข้างมาก ถ้าหากมีการสะสมในระยะยาวก็เป็นอันตรายหมด เพียงแต่เป้าหมายในการก่อโรคเรื้อรังแตกต่างกัน” ปรกชล อธิบายเพิ่มเติม ค่า MRLs คืออะไร? MRLs หรือ Maximum Residue Limits  คือ ระดับปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดในอาหาร ที่ยอมรับให้มีได้ที่พบในอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ จะแสดง ค่า MRLs เป็นหน่วย มิลลิกรัม (มก.) ของสารพิษตกค้างต่อกิโลกรัม (กก.) ของผลิตภัณฑ์อาหาร โดยในประเทศไทย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จะเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดการจัดตั้งค่ามาตรฐานสารพิษตกค้างในพืชผลเกษตร ‘ผัก ผลไม้ในห้าง สารตกค้าง มากกว่า ตลาดสด’ ปรกชล บอกเล่าถึงการสุ่มตรวจผักผลไม้ว่า การสุ่มตรวจผัก ผลไม้ทั้ง 10 ชนิด จะแบ่งตรวจในห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีทั้งผักที่รับรองมาตรฐานและไม่ได้รับรองมาตรฐาน Q หรือ เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ส่วนตลาดจะมีทั้งตลาดค้าส่งและตลาดสดทั่วไป โดยจะสุ่มตรวจใน 5 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ซึ่งตรวจทั้งในห้างและตลาดสด ส่วนขอนแก่น ยโสธร และสงขลา จะตรวจในตลาดสดอย่างเดียว และผลการสุ่มตรวจส่วนใหญ่พบว่า ในห้างมีสารเคมีตกค้างเกินค่ามาตรฐานมากกว่าตลาดสด สำหรับผัก ผลไม้ที่พบว่ามีค่า MRLs ตกค้างเกินมาตรฐานสูงสุด คือ ส้มสายน้ำผึ้ง พบสารเคมีตกค้าง 100%  ฝรั่ง 69.2% แอปเปิล 58 % คะน้า 54% สตรอเบอร์รี่ ส้มจีน กะเพรา ชนิดละ 50% ถั่วฝักยาว 42.8% ผักชี 36 % แตงโม15% และพริกจินดา 8.3% เนื่องจากผัก ผลไม้ทั้ง 10 ชนิด ที่สุ่มตรวจเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ทำให้เกิดความต้องการบริโภคสูงขึ้น กระบวนการผลิตจึงต้องรวบรัดเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคนั่นเอง และจากการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่พบว่า ผักในห้างมี สารตกค้าง เยอะกว่าตลาดสด เนื่องจากเมื่อส่งผัก ผลไม้ขึ้นห้างสรรพสินค้า ความกังวลเรื่องการตลาดจะไม่มี เพราะสามารถขายได้ราคาสูง และผักที่อยู่ในห้างต้องมีลักษณะสวย ไม่มีรอยกัดกินของแมลง ทำให้การกำจัดแมลงทำได้อย่างเต็มที่ ปรกชล บอกอีกว่า หลักจากที่มีการตรวจสอบ ทางเครือข่ายฯ ได้พูดคุยกับห้างสรรพสินค้า ตลาดสด ผู้ค้าปลีก และหน่วยงานภาครัฐ เกี่ยวกับการแก้ปัญหา เนื่องจากการตกค้างของสารเคมีในผัก ผลไม้มีค่าเฉลี่ย เกินมาตรฐานมากถึง 46.6% จึงต้องได้รับการควบคุมโดยด่วน ส่วนด้านผู้ประกอบการรับทราบปัญหาและพยายามกำชับให้ตัวแทนรับส่งสินค้า หรือทางพ่อค้าคนกลางบอกต่อไปยังด้านเกษตรกร ให้ลดปริมาณการใช้สารเคมี และสร้างความร่วมมือผลักดันการกำหนดค่า MRLs ที่คุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น ‘ผู้บริโภคต้องเปลี่ยนพฤติกรรมและตื่นตัว’ ‘จริงๆ แล้วผู้บริโภคเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดสิทธิ์ หากเราสนใจแหล่งที่มาของผักและผลไม้ การให้ความสำคัญเรื่องสารเคมีตกค้าง หรือการส่งเสริมให้เกิดการผลิตผัก ผลไม้แบบปลอดภัยมากขึ้น โดยการเลือกซื้อผัก ผลไม้ที่ปลอดสารเคมี การเลือกบริโภคผักจากการเกษตรในรูปแบบอื่นๆ อย่างเกษตรอินทรีย์หรือกินผัก ผลไม้ที่ตรงตามฤดูกาล ก็เป็นการลดการผลิตนอกฤดูกาล ลดการควบคุมโรคแมลงและการใช้สารเคมีต่างๆ’ ปรกชล เสนอแนะ นอกจากนี้ ยังทิ้งท้ายไว้ว่า การทำความสะอาด ผักผลไม้ โดยการล้างด้วยน้ำสะอาด สามารถลดได้บางส่วนสำหรับสารเคมีที่ไม่ดูดซึม แต่สารเคมีที่มีการดูดซึมในเนื้อเยื่อ ก็ไม่สามารถล้างออกได้ เราจึงต้องเปลี่ยนแปลงที่ขั้นตอนการผลิต เกษตรกรต้องไม่มีการใช้สารเคมีประเภทดูดซึม หรือใช้แล้วควรเว้นระยะเก็บเกี่ยวเพื่อให้สารเคมีสลายไป ประเทศไทยมีการใช้สารเคมี 400 กว่าชนิด สารตกค้าง ที่มีสารเคมีดูดซึมในเนื้อเยื่อปนอยู่ถึง 51 % เราเองในฐานะผู้บริโภคควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ ผู้บริโภคสามารถสนับสนุนเกษตรทางเลือก การเกษตรปลอดสารพิษ รวมทั้งการรู้จักตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้บริโภค ก็จะช่วยให้สังคมตื่นตัว หันมาสนใจ และทำให้หน่วยงานภาครัฐ ผู้ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ พร้อมกับร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ขอบคุณที่มาจาก : พิมพ์ชนก ศรเพชร Team Content www.thaihealth.or.th

เลือก แปรงสีฟัน อย่างไร? ให้ดีต่อสุขภาพ
ทันตกรรม /  ฟัน / 

เวลาที่เราจะเลือกซื้อ แปรงสีฟัน ดีๆสักอันเรามักจะเลือกไม่ถูกใช่ไหมคะ? เพราะในโซน แปรงสีฟัน ตามห้างสรรพสินค้า มีแปรงสีฟันให้เลือกเยอะมาก ยี่สิบสามสิบแบบจนไม่รู้จะเลือกอันไหนมาใช้ดีที่เหมาะกับฟันของเรา วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับการเลือก แปรงสีฟัน ที่ดีมาฝากกันค่ะ ไปดูเลย แปรงสีฟัน ที่ผลิตและจำหน่ายในท้องตลาดจะมีรูปร่างหน้าตาของผลิตภัณฑ์แตกต่างกับความต้องการและวัตถุประสงค์ที่ใช้ในการแปรง แบ่งเป็น 4 ประเภทตามขนาด โดยใช้อายุของผู้ใช้เป็นเกณฑ์ในการแบ่ง ดังนี้ แปรงสีฟันสำหรับเด็กต่ำกว่า 3 ปี แปรงสีฟันสำหรับเด็ก 3 - 6 ปี แปรงสีฟันสำหรับเด็ก 6 - 12 ปี แปรงสีฟันสำหรับผู้ใหญ่ ขนแปรง แปรงสีฟัน ตามหลักมาตรฐานวิชาการแปรงสีฟัน กรมอนามัย แบ่งเป็น 2 ชนิด ตามความอ่อนแข็งของขนแปรง คือ ชนิดนุ่ม (soft) และ ชนิดปานกลาง ( medium) ลักษณะของ แปรงสีฟัน ที่ดี ประกอบด้วย หัวแปรง ควรมน ไม่เป็นเหลี่ยมมุม ขนาดไม่ใหญ่เกินไป สามารถเข้าไปทำความสะอาดฟันทุกซี่ในช่องปากได้ง่าย ขนแปรง ควรทำจากไนล่อน ชนิดอ่อนนุ่ม เป็นกระจุกมี 3-4 แถว เพื่อช่วยพยุงซึ่งกันและกัน เมื่อได้รับแรงกดเวลาแปรงฟัน ขนแปรงแต่ละเส้นมีการมนปลาย เพื่อไม่ให้ปลายคมขรุขระ ที่อาจทำอันตรายต่อเหงือกและฟัน ด้ามแปรงตรง หรือทำมุมเพียงเล็กน้อย จับถนัดมือ ฉลาก มีข้อมูลเพียงพอต่อการเลือกซื้อ ต้องระบุสิ่งต่อไปนี้ - ชนิดขนแปรง เช่น อ่อนนุ่ม ปานกลาง หรือ แข็ง - ลักษณะปลายขนแปรง เช่น มนกลม ปลายตัด ปลายเรียว หรืออื่น ๆ ตามที่เป็นจริง - วิธีใช้ / ข้อแนะนำ - วันเดือนปี ที่ผลิต - ผู้ผลิต / เครื่องหมายการค้า ราคา แปรงสีฟัน ที่ดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง วิธีการใช้และประโยชน์ ใช้ทำความสะอาดฟันและลิ้น ใช้ร่วมกับยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ แปรงฟันอย่างถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งโดยเฉพาะก่อนนอน การแปรงฟันไม่ควรออกแรงแปรงมากจนเกินไป เพราะจะทำให้บริเวณคอฟันสึกได้ ควรออกแรง เพียงเบา ๆ และให้นานอย่างน้อย 2 นาทีขึ้นไป ควรแปรงลิ้นทุกครั้งหลังแปรงฟัน หลังแปรงฟันและลิ้นเสร็จ ล้างแปรงสีฟันให้สะอาดจนหมดคราบยาสีฟัน ผึ่งให้แห้งโดยวางหัวแปรงตั้งขึ้นไม่จำเป็นต้องแช่หรือล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ / น้ำยาบ้วนปาก / น้ำยาล้างจาน / ลวกน้ำร้อน / ไมโครเวฟ หรือแสงอุตราไวโอเลต เพื่อฆ่าเชื้อ เพราะจะทำให้แปรงสีฟันเสื่อมสภาพเร็วอย่าเก็บแปรงสีฟันในที่เปียกชื้น หรือ อับทึบ จะทำให้เชื้อโรค เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี หากเกิดเชื้อรา จะเป็นคราบสีเหลืองหรือดำตามซอกขน ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3-4 เดือน หรือเมื่อขนแปรงบานจนทำความสะอาดฟัน ได้ไม่ดี และทิ่มตำเหงือก ที่สำคัญต้องเลือกแปรงสีฟันให้มีขนาดพอดี เหมาะกับปากของตนเอง แปรงสีฟันเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กำจัดแผ่นคราบจุลินทรีย์ แปรงฟันอย่างถูกวิธีจะสามารถป้องกันฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ และโรคปริทันต์ได้ แปรงสีฟันไฟฟ้าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้มือได้ดี เช่น คนพิการ เด็ก และผู้ที่ต้องช่วยแปรงฟันให้ผู้อื่น สำหรับคนทั่วไป สามารถใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าและแปรงสีฟันธรรมดาทำความสะอาดได้ดีเท่ากัน เมื่อใช้อย่างถูกต้อง ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็ง หรือ แบบ Hard โดยคิดว่าแปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็งน่าจะสามารถกำจัดคราบเศษอาหารได้ดีกว่าขนแปรงอ่อน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง แต่แปรงขนแข็งนี้ จะทำให้คอฟันสึกไปด้วยในขณะที่แปรงฟัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแปรงฟันผิดวิธี คือ แปรงฟันแบบถูไปมา ขนแปรงสีฟันที่แข็งจะยิ่งทำให้ฟันสึกมากขึ้นลักษณะปลายขนแปรงเป็นแบบปลายตัด ส่วนใหญ่จะมีลักษณะขรุขระ ทำอันตรายต่อเหงือกและผิวเคลือบฟัน ขอบคุณที่มาจาก : กรมอนามัย

แก้ปัญหาผ้ามีกลิ่นอับ อย่างตรงจุด!
กลิ่นอับ /  กลิ่นอับชื้น / 

ระวัง! กลิ่นอับของเสื้อผ้า อาจทำให้คุณเสียหน้ากลางฝูงชน ต้องรีบแก้ไขอย่าได้ช้า เคยไม๊? หยิบผ้าขนหนูออกมาจากลิ้นชัก กลิ่นสาปลอยคุ้ง มึนตึ้บ หยิบเสื้อผ้าออกจากตู้มาใส่ กลิ่นเหม็นอับเตะจมูก ป๊าด…แทบสลบ แล้วจะทนใช้หรือทนใส่อย่างไรกันนี่! ขนาดตัวเองยังเหม็นเกือบตาย แล้วถ้า เดินเข้าไปในหมู่คน มิแตกกระเจิงกันหมดเลยหรือ? เอ…แต่ว่าเราก็ซักผ้าพวกนี้อย่างดีแล้วนี่นา ทำไมเสื้อถึงมีกลิ่นเหม็นอับได้ล่ะ???  ถ้าคุณสงสัยก็ติดตามดูสาเหตุต้นตอของกลิ่นอับ และวิธีการแก้ไขปัญหากลิ่นอับกวนใจกันได้เล้ยยยย แช่ผ้าค้างคืน เพราะเชื่อว่าแช่ผ้ายิ่งนานเสื้อผ้ายิ่งสะอาดหมดจด แต่หารู้ไม่ว่าการแช่ผ้าทิ้งในน้ำแบบค้างคืน กลายเป็นการหมักผ้า ทำให้แบคทีเรียสาเหตุของกลิ่นเหม็นอับเติบโตอย่างรวดเร็ว ทางที่ดีหากต้องการแช่ผ้าก่อนซัก ควรเลือกใช้ผงซักฟอกที่มั่นใจได้ว่าสามารถขจัดแบคทีเรียต้นตอของกลิ่นอับชื้นที่เกิดขึ้นได้ แบบ “ผงซักฟอก เปา ซิลเวอร์ นาโน” ที่มีพลัง “ซิลเวอร์ นาโน” ตรงเข้าขจัดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นอับได้มากถึง 99.99% ในทุกขั้นตอนซัก ... ตั้งแต่ขั้นตอน แช่ ซัก ตาก ตลอดจนการสวมใส่ ... ไม่ว่าจะซักหรือตากเวลาไหน ทั้งในตอนฝนตก ตอนกลางคืน หรือแม้แต่ต้องตากในที่ร่มใต้ชายคา ไร้แสงแดด ... ก็มั่นใจได้ว่าเสื้อผ้าจะหอมสะอาด ปราศจากกลิ่นอับกวนใจได้ เชื้อราในเครื่องซักผ้า บ่อยครั้งที่เราใช้เครื่องผ้าแบบไม่เคยใส่ใจดูแล ซักผ้าเสร็จก็ปิดฝาเครื่องแล้วเดินหนีไปอย่างไม่เหลียวแล เมื่อความเปียกชื้นยังเกาะติดอยู่ในถังซักและตามขอบยาง อาจนำมาซึ่งปัญหาเชื้อราซึ่งเป็นสาเหตุของกลิ่นอับบนผ้าได้ เราควรสอดส่องดูว่ามีเชื้อราหรือคราบสกปรกติดอยู่บริเวณถังหรือตามขอบยางหรือไม่ ถ้ามี ให้ใช้น้ำยาฟอกขาวผสมน้ำสะอาด แล้วใช้ผ้านิ่มๆหรือฟองน้ำชุบและเช็ดให้คราบเชื้อราหลุดออก จากนั้นทำการล้างเครื่องโดยตั้งโปรแกรมซักอย่างเดียว ปล่อยน้ำไหลเข้าถังและเทผสมน้ำส้มสายชูหรือเบกกิ้งโซดาในปริมาณเข้มข้นพอควร เมื่อซักเสร็จให้ปล่อยน้ำทิ้ง และทำการซักอีกครั้งด้วยผงซักฟอก แต่ไม่ใส่ผ้าลงในถัง ตั้งโปรแกรมซักและล้าง เมื่อเครื่องเสร็จสิ้นการทำงาน ให้หาผ้าแห้งเช็ดถังและขอบยางต่างๆให้แห้ง เปิดฝาเครื่องทิ้งไว้ 2 ชั่วโมงจึงปิด ตู้เสื้อผ้ามีเชื้อรา กลิ่นเก่า และกลิ่นอับชื้น เปิดตู้เสื้อผ้า ทั้งดูและทั้งดม ว่ามีคราบฝุ่นขาว ไม้ผุพัง หรือมีกลิ่นแปลกปลอมใดๆหรือไม่ ทำความสะอาดตู้กันดีกว่า... วิธีขจัดกลิ่นให้กับตู้เสื้อผ้า ทำได้โดยการวางแผ่นขนมปังขาวลงในชามเทน้ำส้มสายชูลงไป แล้วนำมาวางไว้ในตู้เสื้อผ้า ทิ้งไว้ 24 ชม. หากยังมีกลิ่นอยู่ ควรทำซ้ำอีกครั้ง นอกจากกำจัดกลิ่นอับๆ ให้หมดไปแล้ว วิธีนี้ยังช่วยกำจัดกลิ่นน้ำมันวานิชหรือแชลแล็กได้อีกด้วย จากนั้นเช็ดทำความสะอาดตู้ แล้วนำการบูรมาใส่ถุงผ้าเล็กๆ ใส่ตู้เสื้อผ้าไว้ หรือจะใช้ก้อนสบู่ที่แกะห่อแล้วมาใส่ไว้ในตู้ก็ได้ เสื้อผ้าจะปลอดกลิ่นอับ และยังช่วยไล่แมลงที่มาก่อกวนในตู้เสื้อผ้าได้อีกด้วย Facebook Fanpage : https://www.facebook.com/PaoSociety Website : http://www.paosilvernano.com