เชื้อรา

ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH)ของ จุดซ่อนเร้น สำคัญขนาดไหน..อยากรู้มะ
กรดด่าง /  ค่า ph / 

ตามธรรมชาตินั้น จุดซ่อนเร้น เป็นบริเวณที่มีแบคทีเรียชนิดดีในตระกูล Lactobacillus อาศัยอยู่ แบคทีเรียชนิดนี้ทำหน้าที่สร้างกรดแลคติก เพื่อทำให้บริเวณจุดซ่อนเร้นมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ (pH3.8-4.5) ซึ่งสภาพความกรดอ่อนๆ ดังกล่าว จะควบคุมไม่ให้เชื้อรา ยีสต์ และแบคทีเรียชนิดอันตรายที่ก่อโรค เจริญเติบโตได้ง่าย หากสภาพกรดอ่อนดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป จะทำให้กลไกการควบคุมเชื้อโรคตามธรรมชาตินั้นเสียไปด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่การระคายเคือง คัน เจ็บ เกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์จากแบคทีเรียชนิดไม่ดีที่เพิ่มจำนวนขึ้น ตลอดจนอาจเกิดการอักเสบติดเชื้อบริเวณจุดซ่อนเร้นตามมาได้ อย่างไรก็ดี สภาวะบางประการ อาจทำให้สมดุลตามธรรมชาติดังกล่าวนั้นเสียไป เช่น - การมีประจำเดือน เนื่องจากเลือดที่ออกจากร่างกายมีค่าความเป็นด่างสูงกว่าสภาพตามธรรมชาติของจุดซ่อนเร้นอย่างมาก (pH7.4) จึงไปลดสภาพความเป็นกรดของจุดซ่อนเร้น แบคทีเรียชนิดอื่นๆ จึงเพิ่มจำนวนขึ้น แล้วนำไปสู่กลิ่นที่ผิดปกติได้ - การมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากน้ำอสุจิมีความเป็นด่างเล็กน้อย (pH 7.2-8) เมื่อตกค้างอยู่ในช่องคลอด จะไปลดสภาพความเป็นกรดตามธรรมชาติของจุดซ่อนเร้นเช่นเดียวกัน - การใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน จะไปทำลายแบคทีเรียตามธรรมชาติที่อาศัยอยู่ที่บริเวณจุดซ่อนเร้น ทำให้การสร้างกรดแลคติกตามธรรมชาติลดลง - การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ส่งผลให้ความเป็นกรดของบริเวณจุดซ่อนเร้นเปลี่ยนไปด้วย โดยจะมีความเป็นด่างมากขึ้น (pH 6-7.5 ) ดังนั้น การพยายามรักษาสมดุลตามธรรมชาติที่มีสภาพเป็นกรดอ่อนของบริเวณจุดซ่อนเร้นในทุกๆวัน จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น วิธีการง่าย ๆ ที่จะช่วยรักษาและฟื้นฟูสมดุลของจุดซ้อนเร้นได้ คือ การทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนซึ่งตรงกับสภาพตามธรรมชาติของจุดซ่อนเร้นนั่นเอง หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และหากเกิดอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสมต่อไป

เผยเคล็ดลับ วิธีกำจัด แมงมุม ให้หมดไปจากบ้าน
Scoop /  วิธีกำจัดแมงมุม

ถ้าพูดถึงแมงมุมเพื่อนๆ หลายคนคงมองว่าแมงมุมเป็นแค่สัตว์ตัวเล็กๆ ตัวนึงไม่ได้มีพิษอะไรร้ายแรง จริงๆ ก็ใช่ค่ะ แมงมุมเป็นสัตว์ไม่มีพิษ แต่ใยของแมงมุมสร้างความรำคาญ และความสกปรกให้บ้านของเราไม่ใช่น้อยเลยนะคะ  ถ้าเราเฉยไม่กำจัดเขาออกจากบ้าน เขาก็จะยิ่งสร้างใยไปเลือยๆ ทำให้บ้านเราแลดูสกปรกมาก วันนี้ Decor.MThai จึงได้นำ วิธีกำจัด แมงมุม ให้หมดไปจากบ้าน แบบง่ายๆ มาฝากเพื่อนๆ กันคะ เผยเคล็ดลับ วิธีกำจัด แมงมุม ให้หมดไปจากบ้าน 1. เปปเปอร์มินต์  : ใช้เป็นส่วนผสมเครื่องสำอาง มีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อรา เชื้อแก้อาการคันจากรังแคบนหนังศีรษะ, บรรเทาพิษแมลงกัดต่อยช่วยลดอาการผิวไหม้จากแดดได้ดี และยังสามารถใช้ขจัดแมงมุม และใยแมงมุมได้อีกด้วยนะคะ เพียงแค่คุณนำเปปเปอร์มินต์ผสมกับน้ำ หรือน้ำตะไคร้ก็ได้ และนำมาฉีดรอบๆ บ้าน หรือบริเวณที่คุณพบเห็นใยแมงมุมบ่อยๆ แค่นี้แมงมุมก็จะไม่ชักใยภายในบ้านของคุณอีกคะ เพราะแมงมุมไม่ชอบกลิ่นของเปปเปอร์มินต์ค่ะ 2. สเปรย์น้ำส้มสายชู : ถ้าหากเพื่อนๆ หาเปปเปอร์มินต์ไม่ได้ หรือลำบากในการหา น้ำส้มสายชูก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีนะคะ วิธีการก็คล้ายๆ กับการใช้เปปเปอร์มินต์ เพียงนำน้ำส้มสายชูมาผสมกับน้ำ และนำไปฉีดบริเวณที่แมงมุมทำใย แมงมุมก็จะหายไปจากบ้านเขาเองค่ะ 3. เกลือ : ใสเกลือลงในถ้วยแล้ววางไว้บริเวณที่มีใยแมงมุม หรือบริเวณที่พบแมงมุมบ่อยๆ เพราะเกลือจะระเหยความชื้นทำให้แมงมุมสร้างใยไม่ได้ ถึงสร้างได้ก็สร้างไม่เสร็จ จากนั้นแมงมุมก็จะหนีหายไปเองค่ะ 4. เปลือกส้ม : แมงมุมเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบกินของเปลือกผลไม้อย่างส้มมากๆ ถ้าเรานำเปลือกส้มไปวางไว้ตามขอบประตู ขอบหน้าต่างแค่นี้แมงมุมก็จะไม่เข้ามาก่อความวุ่นวายในบ้านของเราอีกค่ะ แมงมุมส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะเป็นสัตว์ตัวเล็กที่ไม่พิษร้ายแรง แต่สามารถก่อความรำคาญให้เราได้ด้วยใยของมัน ฉนั้นทางที่ดีเราความกำจัดพวกเขาออกจากบ้านของเราไปเป็นเรื่องที่ดีที่สุดค่ะ และถ้าบ้านเพื่อนๆ กำลังประสบกับปัญหาเรื่องของแมงมุมอยู่ ก็ลองนำไอเดียตัวอย่างเราไปใช้ป้องกันแมงมุมไม่ให้เข้ามาวุ่นวายในบ้านของเพื่อนกันดูนะคะ

นักสืบพันทิป กดดันจนแฟนบอลสาวสุพรรณรับโกหกลูกป่วยตุ๋นเงิน
ชาริล ชัปปุยส์ /  ตูน บอดี้แสลม / 

ความลับไม่มีในโลก นักสืบพันทิป ตั้งข้อสงสัย พร้อมแฉแฟนบอลสาว สุพรรณบุรี เอฟซี โกหกว่าลูกสาวป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดแดง หลอกตุ๋นเงินบริจาค ชาริล ชัปปุยส์ และตูน บอดี้สแลม ก็ตกเป็นเหยื่อ กลายเป็นเรื่องให้พูดถึงในเว็บบอร์ดดัง pantip.com หลังแฟนเว็บบอร์ดได้ตั้งข้อสงสัยกรณีที่มีแฟนบอลสาว สุพรรณบุรี เอฟซี ท่านหนึ่ง อ้างว่าป่วยเป็นโรคเชื้อราที่ไขกระดูก แถมลูกสาว น้องกอหญ้า วัย 7 ขวบ ก็ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดแดง ซึ่งต้องใช้เงินค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก ทำให้แฟนบอล สุพรรณบุรี เอฟซี รวมถึงแฟนบอลสโมสรอื่นๆ ร่วมบริจาคเงินให้จำนวนมาก รวมแล้วกว่า 3 แสนบาท ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี ชาริล ชัปปุยส์ ดาวเตะล้านเมีย และตูน บอดี้สแลม นักร้องชื่อดัง ที่ก็ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือด้วย เมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว โดยเมื่อวันที่ 22 ก.ค.58 ได้มีบุคคลท่านหนึ่ง ได้ไปตั้งกระทู้สงสัยในพฤติกรรมการของแฟนบอลสาวรายนี้ในพันทิป (http://pantip.com/topic/33955262) เพราะที่ผ่านมาปีกว่า ยังไม่เคยเห็นหลักฐานการรักษาพยาบาลสำหรับลูกสาว น้องกอหญ้า เลย โดยสงสัยว่าน่าจะเป็นการหลอกลวง เพื่อต้มตุ๋นเอาเงินบริจาคเสียมากกว่า ทำให้ล่าสุด หญิงสาวคนดังกล่าว ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ตะวันฉาย ในม่านเมฆ โดยยอมรับสารภาพว่า ลูกสาวไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้าย โดยเป็นแค่ภาวะเสี่ยงเท่านั้น โดยข้อความมีดังนี้ นี้คือความจริงที่จะออกมาขอโทษพี่ๆ น้องๆ ทุกคนว่า กอหญ้า เปงแค่พาวะเสี่ยงเฉยๆ คะยังไม่แน่ชัดว่าเปงไหมเมื่อช่วง3-4ที่ผ่านมากอหญ้าป่วยบ่อยเข้าโรงบาลบ่อยถึงไม่เสียค่ายาแต่ค่ากินอยู่หลายบาทอยู่คะฉายเลยไปกู้รายวันบ้างเงินด่วนบ้างแชร์ทองเอาทุกอย่างเลยกลายเปงนี้หลักแสนจนฉายต้องหลบค่าหนี้ประกอบเริ่มไปดูบอลแร้วเล่นเฟสเลยทำให้รู้จักพี่ที่เชียร์บอลเข้าก้อเขามาถามว่าเปงอาไรเข้าโรงบาลบ่อยก้อเลยบอกไปว่าเปงมะเร็งเม็ดเลือด ก้อเริ่มเขามามีคนเอาเงินมาช่วยเหลือกอหญ้าเริ่มมีอาการประมูลขึ้นเริ่มได้เงินเยอะฉายก้อปล่อยตามเลยคะเงินที่ได้ประมาณทุกๆช่องทางการช่วยเหลือ300,000บาทคะภายในหนึ่งปีที่ได้150,000แรกฉายเอาไปส่งรายวันส่งเงินด่วนแชร์ทองประมาณ6-7เจ้าคนนี้10000 คนนั้น15000คะเอาชื่อตัวเองมั้งเอาชื่อน้ากู้มั้งคะแร้วอีก70,000ฉายเอาไปใช่หนี้ที่ฉายกู้มาตอนกอหญ้าเริ่มคลอดคะเพราะพ่อมันไม่ค่อยส่งเงินมาให้เพราะมันติดผู้หญิงฉายก้อเลี้ยงกอหญ้ามาตลอดแร้วที่เหลือฉายก้อใช้จ่ายทั่วไปคะฉายกราบขอโทษในความผิดพลาดที่เกินให้อภัยครั้งนี้......ที่เอากอหญ้ามาเกี่ยวข้องฉายขอรับผิดในครั้งนี้ขอให้สังคมให้โอกาสสักครั้งหนึ่งคะที่พูดทั้งหมดคือความจริงทุกอย่างคะฉายรู้สึกผิดคะในครั้งนี้คะมากๆคะ ตอนนี้ฉายได้รับผลกรรมที่ทำไว้แร้วคะ ฉายกราบขอโทษทุกๆท่านที่เคยเมตตาต่อน้องกอหญ้าแต่ฉายผิดเองคะที่เอาน้องมายุ่งด้วยคะแร้วที่กอหญ้าน้องโรงบาลครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องในครั้งนี้น้องมีอาการอาเจียนอยู่แร้วคะ ไม่ใช้เอาน้องมาบังหน้าคะเพราะพวกคุนๆโพสด่าตั้งแต่4-5ทุ่มเมื่อคืนแต่กอหญ้าเขาตอนนี่ตี5คืออาเจียนเลือดคะก้อเลยพามาคะ ทั้งนี้แฟนบอลที่เคยช่วยบริจาคเงิน เตรียมที่จะดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น ได้มีการโพสเฟซบุ๊คต่อว่าอย่างหนัก ขอบคุณกระทู้ : pantip.com/topic/33955262

5 สิ่งห้ามใช้กับ สะดือเด็กแรกเกิด
ทารก /  มหาหิงค์ / 

สะดือเด็กแรกเกิด จะแห้ง และหลุดไปหลังจากคลอดแล้วประมาณ 7 - 10 วัน คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มักจะกังวลว่าการทำความสะอาดสะดือเด็กแรกเกิดจะทำให้ลูกได้รับความเจ็บปวด ซึ่งการเช็ดทำความสะอาดสะดือทารกแรกเกิดไม่ได้ทำให้เจ็บปวดแต่อย่างใด แต่ถ้าเช็ดสะดือให้ลูกไม่สะอาด อาจทำให้สะดือติดเชื้อเกิดการอักเสบขึ้นได้นะคะ ห้ามทา มหาหิงค์ บนสะดือเด็กแรกเกิด สำหรับเด็กแรกเกิดนั้นบางครั้งอาจมีอาการแน่นอึดอัดท้อง คุณแม่จึงมักไล่ลมในท้องลูกด้วยมหาหิงค์ ซึ่งข้อควรระวังคือห้ามทาลงบนสะดือเด็ก เพราะจะทำให้บริเวณสะดือเกิดความชื้น อักเสบขึ้นได้ ห้ามโรยแป้งบนสะดือเด็กแรกเกิด แป้งคือสิ่งที่ห้ามใช้กับสะดือเด็กแรกเกิด เพราะแป้งจะไปอุดตันในสะดือเด็กแรก จนเกิดการอักเสบขึ้นได้ โดยเฉพาะในทารกบางรายเมื่อสะดือแห้งใกล้จะหลุดอาจมีน้ำเหลืองซึมๆ ออกมา ซึ่งไม่ควรโรยแป้งลงบนสะดือเด็ดขาด เพราะแป้งที่โรยปนไปกับน้ำเหลืองอาจเป็นตัวกระตุ้นให้สะดือเกิดการอักเสบอย่างรุนแรงขึ้นได้ ห้ามใส่ผ้าอ้อมปิดสะดือเด็กแรกเกิด เมื่อใส่ผ้าอ้อมให้เด็กแรกเกิด ควรใส่ให้ขอบบนของผ้าอ้อมอยู่ต่ำกว่าตอสายสะดือ เพื่อป้องกันการถูกกดทับเป็นเวลานานจากผ้าอ้อมจนทำให้เกิดการอับชื้นขึ้นได้ ห้ามทาโลชั่นบนสะดือเด็กแรกเกิด ในเด็กแรกเกิดนั้นสามารถทาโลชั่นเพื่อบำรุงผิวได้ แต่ห้ามทาโลชั่นลงบนสะดือเด็กแรกเกิด เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้นเกิดเชื้อราขึ้นได้ ห้ามแคะ หรือแกะสะดือเด็กแรกเกิด หลังจากผ่านไปได้ 7-10 วัน สะดือลูกจะค่อยๆ แห้ง ซึ่งควรปล่อยให้สะดือหลุดออกเองตามธรรมชาติ ห้ามใช้คอตตอนบัดแคะ หรือแกะสะดือเด็กแรกเกิดเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เลือดไหลออกมา เกิดการอักเสบขึ้นได้ เช็ดสะดือด้วยแอลกอฮอล์เท่านั้น หลังจากอาบน้ำให้เด็กแรกเกิดเสร็จแล้ว ให้เช็ดสะดือด้วยแอลกอฮอล์ 70% ตามที่โรงพยาบาลจัดให้ใช้เท่านั้น โดยให้ดึงสายสะดือขึ้นเช็ดวนจากด้านในออกด้านนอกเพียงรอบเดียว แต่ถ้าสะดือทารกยังไม่สะอาดให้เช็ดด้วยสำลี หรือคอตตอนบัดอันใหม่อีกครั้ง ที่มาจาก th.theasianparent ภาพประกอบโดย Women MThai Team

รับมือ กลิ่นอับเสื้อผ้า ท้าสู้หน้าฝน
กลิ่นอับเสื้อผ้า /  กำจัดกลิ่น / 

แนะวิธีกำจัด กลิ่นอับเสื้อผ้า ปัญหาที่มากับฤดูฝน ต้องหันมาสนใจเรื่องเล็กๆน้อยๆกันสักหน่อยแล้วอย่าได้ปล่อยผ่านไปแบบไม่ใส่ใจ อย่างปัญหาที่มากับช่วงหน้าฝนเช่นเรื่อง กลิ่นอับเสื้อผ้า เป็นปัญหาที่หนุ่มๆหลายคนมักจะปล่อยผ่าน หากใครที่มีภรรยาหรือมีแม่บ้านดูแลเรื่องเสื้อผ้าให้ก็โชคดีไร้ปัญหาให้ปวดหัว เหลือก็แต่หนุ่มโสดทั้งหลายที่ต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องเสื้อผ้ามีกลิ่นอับกันต่อไป หนุ่มโสดส่วนใหญ่ก็รู้จักแค่ซักผ้า-ตากผ้า-เก็บเข้าตู้ จบ!! แค่นั้น เสื้อผ้าจะมีกลิ่นอับน้อยบ้างมากบ้างก็ไม่เคยจะใส่ใจ กลิ่นอับแค่นี้เราทนได้ อันนี้บอกเลยว่าผิดมหันต์เลยทีเดียว เพราะคนที่ได้กลิ่นไม่ใช่แค่เราแต่ยังมีคนอื่นรอบตัวเราที่เขาได้กลิ่น และนั่นอาจจะทำให้คุณเป็นบุคคลน่ารังเกียจจากคนรอบข้างเอาได้ง่ายๆ เสื้อผ้าที่โดนฝนสาดตอนที่ตากผ้า ต้องเอามาซักหรือล้างน้ำใหม่ให้สะอาด อย่าได้คิดว่าแค่โดนฝนสื้อผ้าไม่เปื้อนไม่สกปรกแค่ตากต่อไปให้แห้งก็พอแล้ว หากคุณยังเอาเสื้อผ้าผ่านการเปียกฝนมาใส่อันนี้ Men.MThai บอกได้เลยว่าเป็นโศกนาฎกรรมดีๆนี่เอง บางคนอาจจะรู้ถึงปัญหานี้ก็เลยเลี่ยงพื้นที่ตากผ้าที่เสี่ยงจะโดนฝนสาดมาตากในที่ร่มแทน แต่ก็ยังจะมีปัญหากลิ่นอับจากเสื้อผ้าที่ตากผ้าในที่ร่มตามมาอีก เราเลยขอแนะวิธีการขจัดกลิ่นอับของเสื้อผ้าที่ตากในที่ร่มและกลิ่นอับจากเสื้อผ้าที่หมักหมมไม่ได้ซักเป็นเวลานาน ถ้าผ้าที่มีกลิ่นเหม็นอับมากๆก่อนการซักทำความสะอาด ให้นำสารส้มมาแกว่งในน้ำแล้วนำผ้ามาแช่ก่อนนำไปซัก ถ้าไม่มีสารส้มก็สามารถใช้น้ำส้มสายชูได้เหมือนกัน นอกจากเสื้อผ้าแล้วก็ใช้วิธีนี้กับผ้าอื่นๆที่มีกลิ่นเหม็นมากๆได้อย่าง พรมเช็ดเท้า, ผ้าขี้ริ้ว หรือผ้าถูพื้น อาจมีบางคนที่นำจุลินทรีย์EM มาใช้ในการซักผ้าเพื่อขจัดกลิ่นเหม็นของผ้าเหมือนกัน เบกกิ้งโซดา (โซเดียมไบคาร์บอเนต) เป็นผงสารพัดประโยชน์ที่สามารถนำมาใช้ในงานบ้านได้หลายอย่าง ให้ลองนำเบกกิ้งโซดาผสมไปกับน้ำยาซักผ้าหรือผงซักฟอกก็จะช่วยเรื่องปัญหากลิ่นอับแต่ที่เห็นเด่นชัดเลยคือความขาวสะอาดของเสื้อผ้า การใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มเป็นวิธีพื้นฐานที่ทุกคนนิยมเลือกใช้ในการขจัดกลิ่นอับของเสื้อผ้า ควรเลือกใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มแบบเข้มข้นจะช่วยให้กลิ่นหอมติดเสื้อผ้าได้มากกว่า นอกจากนี้การเลือกใช้ผงซักฟอกและน้ำยาซักผ้าที่เป็นประเภทช่วยขจัดกลิ่นอับหรือประเภทสำหรับผ้าที่ตากในที่ร่มโดยตรงก็จะช่วยให้เสื้อผ้าหอมสะอาดขึ้นได้ หลังจากซักเสื้อผ้าแล้วการตากเสื้อผ้าก็เป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งถ้าเราตากผ้าในที่ร่มก็ไม่ควรแขวนผ้าจนแน่นชิดกันมากเกินไปควรให้มีช่องว่างของเสื้อผ้าที่แขวนบนราวตากผ้าเพื่อไม่ให้เสื้อผ้าเกิดกลิ่นอับ ควรเลือกที่ตากผ้าในที่มีลมพัดหรืออากาศระบายเข้าออกแต่ถ้าเป็นสถานที่ที่ไม่มีลมพัดก็สามารถใช้พัดลมช่วยเป่าเสื้อผ้าที่ตากแทนได้ เครื่องอบผ้าก็เป็นตัวช่วยสำหรับคนที่ต้องตากผ้าในที่ร่มได้ดีมากๆเหมือนกัน การใช้เครื่องอบผ้าก็จะทำให้เสื้อผ้าของคุณเกือบที่จะแห้งได้เลยทีเดียว กลิ่นอับเสื้อผ้าแทบจะไม่เป็นปัญหาของคนที่มีเครื่องอบผ้าเลยทีเดียว การรีดผ้าด้วยเตารีดไอน้ำก็สามารถทำให้กลิ่นอับของเสื้อผ้าลดลงได้เหมือนกัน แต่ก็มีความยุ่งยากในการรีดอยู่บ้าง เพราะปัจจัยของเรื่องความหนาของเนื้อผ้าที่ต่างกันในแต่ละชิ้น และความร้อนในการรีดที่เหมาะพอดีกับเนื้อผ้าแต่ละประเภท เชื้อราและแบคทีเรียในเครื่องซักผ้าก็เป็นสาเหตุของการซักผ้าไม่สะอาดและมีกลิ่นเหม็นอับอีกเหมือนกัน คุณควรที่จะทำความสะอาดเครื่องซักผ้าเป็นประจำทุกเดือน เครื่องซักผ้าบางรุ่นมีระบบทำความสะอาดถังซักในตัวอยู่แล้วก็สะดวกในการทำความสะอาดถังซัก บางรุ่นก็มีระบบซักด้วยน้ำร้อนก็สามารถทำความสะอาดถังด้วยน้ำร้อนก็จะทำให้มั่นใจในการทำความสะอาดมากขึ้น แต่ถ้าเครื่องซักผ้าที่ไม่มีระบบทำความสะอาดถังซักหรือระบบน้ำร้อนก็สามารถทำความสะอาดได้ด้วยใช้น้ำส้มสายชูผสมกับน้ำเปล่าลงไปแล้วเปิดเครื่องทำงานซักผ้าแบบไม่ต้องใส่เสื้อผ้าลงไป นอกจากนั้นก็จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆทั่วไป เช่น ตรวจดูแล้วว่าเสื้อผ้าแห้งสนิทดีแล้วก่อนนำเข้าเก็บในตู้เสื้อผ้า, การเปิดตัวกรองเครื่องซักผ้าออกมาทำความสะอาด, น้ำที่ใช้ในการซักผ้าเป็นน้ำประปาที่มีความสะอาดได้มาตรฐานหรือไม่ หากวิธีการซักผ้าแบบเดิมๆของคุณทำให้เสื้อผ้าเกิดกลิ่นอับ ลองปรับเปลี่ยนวิธีการซักผ้าของคุณตามที่เราได้แนะนำไปดูบ้าง เพราะถ้าเรายังสวมใส่เสื้อผ้าที่มีกลิ่นอับนอกจากจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของคนรอบข้างแล้วยังอาจมีผลต่อการทำงานของคุณอีกด้วย อย่าปล่อยให้เพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าตลอดจนคนรอบตัวต้องทนกับกลิ่นอับเสื้อผ้าของคุณอีกต่อไป บางคนอาจจะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการฉีดน้ำหอมเพื่อกลบกลิ่นอับของเสื้อผ้า แม้เสื้อผ้าของคุณจะหอมขึ้นเพราะน้ำหอมแต่ในขณะเดียวกันกลิ่นเหม็นอับก็ไม่ได้หายไป ทางที่ดีควรแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีซักผ้าและวิธีตากผ้ากันดีกว่า

10 เคล็ดลับการ ทำความสะอาดบ้าน ที่จะทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น
ทำความสะอาดบ้าน /  วิธีทำความสะอาดบ้าน

ถ้าพูดถึงเรื่องของการทำความสะอาดบ้าน เราเชื่อว่าหลายๆ บ้านคงประสบกับปัญหาเดียวกันคือ ไม่ค่อยมีเวลาที่จะทำความสะอาดบ้านเพราะด้วยเวลาที่จำกัดในแต่ละวัน ทำงานกลับบ้านมาก็ค่ำ หมดวันไปแล้ว หรือถ้าจะมาดูแลทำความสะอาดในวันหยุด ก็สุดแสนจะขี้เกียจ เพราะการทำงานบ้านในแต่ละครั้งต้องใช้เวลาเรียกว่าทั้งวันก็ว่าได้ แต่ถ้ามี เคล็ดลับการทำความสะอาดบ้าน ให้ง่ายขึ้นก็คงดี เพราะจะช่วยให้ใช้เวลาในการทำความสะอาดน้อยลงวันนี้ Decor.MThai จึงได้นำ 10 เคล็ดลับการทำความสะอาดบ้าน ที่จะทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ 1. การทำความสะอาดขอบหน้าต่าง ขอบประตู การทำความสะอาดขอบหน้าต่าง ขอบประตู : ใช้ไม้พันสำลี ชุบน้ำส้มสายชู แล้วเช็ดบริเวณที่ฝุ่นเกาะ จากนั้นก็ใช้กระดาษทิชชู่ เช็ดให้สะอาดอีกทีค่ะ น้ำส้มสายชูจะช่วยให้คราบสกปรกหลุดออกง่ายขึ้น 2. ทำความสะอาดร่องยาแนว ทำความสะอาดร่องยาแนว : น้ำยาล้างห้องน้ำ ผสมกับน้ำส้มสายชู แล้วใช้แปรงจุ่มลงไปในน้ำยาที่เราผสม จากนั้นใช้แปรงขัดบริเวณลอยต่อของกระเบื้อง หรือที่เรียกกันร่องยาแนว แล้วก็ใช้ฟองน้ำเช็ดออก (ต้องใส่ถุงมือ) แค่นี้ร่องยาแนวของคุณก็จะไม่ดำเป็นเชื้อราอีกต่อไป 3. วิธีทำความสะอาดที่นอน วิธีทำความสะอาดที่นอน : วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกเลยค่ะ แต่ถ้าต้องการทำความสะอาดฟูกนอนที่เป็นคราบ ให้ใช้สเปรย์มะนาวฉีดไปที่คราบบนที่นอน ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วใช้ผ้าซับๆ บริเวณที่เป็นรอยแค่นี้รอยก็จะจางหายไป 4. การดูแลชักโครก การดูแลชักโครก : ในส่วนของชักโครกส่วนที่ดูแลยากที่สุดก็คือส่วนด้านใต้ฝาปิด ถึงจะเป็นส่วนที่ไม่มีใครเห็นแต่ก็มีผลทำให้เกิดคราบสกปรก และนำให้สุขอนามัยไม่ดีได้นะคะ วิธีทำความสะอาดก็ง่ายๆ แค่ใช้แปรงล้างชักโครกชุบน้ำส้มสายชูถูๆ ให้รอบ แล้วใช้น้ำฉีดไปตรงบริเวณนั้น จากนั้นใช้ผ้าสะอาดเช็ดๆ คราบออกอีกทีค่ะ 5. วิธีทำความสะอาดพื้นไม้ วิธีทำความสะอาดพื้น : เทน้ำส้มสายชูลงไปในขวดสเปรย์ 1/4 ของขวดจากนั้นหยดจากนั้นหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะนาวลงไป 3-8 หยด แล้วเติมน้ำลงไป เขย่าเบาๆ ให้เข้ากัน จากนั้นก็ฉีดสเปรย์ลงไปที่พื้นแล้วใช้ผ้าเช็ดให้สะอาดค่ะ 6. วิธีการทำความสะอาดมู่ลี่ วิธีการทำความสะอาดมู่ลี่ : ใช้น้ำส้มสายชูผสมกับน้ำให้เท่าๆ กัน จากนั้นใส้ผ้าชุบลงไปแล้วเช็ดทำความสะอาดค่ะ 7. วิธีทำความสะอาดแป้นพิมพ์ วิธีทำความสะอาดแป้นพิมพ์ : วิธีง่ายที่สุดคือใช้ Post it มาใช้ทำความสะอาดก็เป็นวิธีที่ง่ายแสนง่าย ดูวิธีเพิ่มเติมที่ http://tech.mthai.com/tips-technic/43988.html 8. วิธีทำความสะอาดโคมไฟ พัดลมเพดาน วิธีทำความสะอาดโคมไฟ พัดลมเพดาน : ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดฝุ่นออก แล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดให้สะอาดอีกทีค่ะ 9. ลอยแตกของหนังโซฟา ลอยแตกของหนังโซฟา : ลอยแตกที่เกิดจากการนั่ง การน้ำ ลอยขีดขวนต่างๆ แก้ง่ายๆ โดยใช้ผ้าป้ายแว็กซี่แล้วขัดลงไปตรงลอยที่แตก แค่นี้เราก็จะได้โซฟาใหม่เอี่ยมกับมาอีกครั้งค่ะ 10. วิธีทำความสะอาดพรม วิธีทำความสะอาดพรม : ถ้าจะแค่ทำความสะอาดฝุ่นบนพรม ก็สามารถใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกได้เลยค่ะ แต่ถ้าพรมมีคราบสกปรกให้ใช้แป้งข้าวโพดโรยบนรอยเปื้อนทิ้งไว้ 10 นาที จากนั้นใช้น้ำยาล้างจานหนึ่งช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น และใช้น้ำส้มสายชูหนึ่งช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่นเช่นกัน แล้วก็ใช้ผ้าขาวชุบน้ำส้มสายชู และและน้ำยาล้างจาน ชุปให้เปี๊ยกๆ แล้ววางไว้ ใช้แปรงหรือฟองน้ำ ขัด ถู จนกระทั่งของเหลวทั้งหมดค่อยๆ แห้ง สุดท้ายใช้ฟองน้ำเช็ดออก ลอยคราบที่พรมก็จะหายไป เป็นไงคะ 10 เคล็ดลับดีๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ให้เพื่อนๆ กันได้ไม่มากก็น้อยนะคะ การทำความสะอาดแบบมีเทคนิคช่วยให้ประหยัดเวลาในการทำความสะอาดบ้านไปได้เยอะเลยจริงๆ ค่ะ

อาลัย!! 4 คนบันเทิงผู้ยิ่งใหญ่ “มิตร-พุ่มพวง-บิ๊ก-ปอ”
ปอ ทฤษฎี /  ข่าวปอ ทฤษฎี ล่าสุด / 

เป็นสัจธรรมที่ว่ามีเกิดขึ้นก็ต้องมีดับไป และการสูญเสียที่เกิดขึ้นแก่คนในวงการบันเทิงที่ผ่านมาก็มีไม่น้อย แม้ตัวจะจากไปแล้วแต่พวกเขาได้สร้างความดี ความประทับใจ เป็นคนบันเทิงผู้ยิ่งใหญ่ และยังคงอยู่ในใจเสมอ!!! ฮีโร่แห่งตำนาน “มิตร ชัยบัญชา” มิตร ชัยบัญชา เป็นตำนานที่น่าจดจำสำหรับฮีโร่วีระบุรุษชุดดำขวัญใจมหาชน ซึ่งโด่งดังในบทของ อินทรีแดง มิตร ชัยบัญชา เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงไทยช่วงปลายปี 2499 และเป็นพระเอกภาพยนตร์ไทยในช่วง พ.ศ.2500 – 2513 รวมผลงานในขณะนั้น 266 เรื่องจากทั้งสิ้น 300 กว่าเรื่อง ซึ่ง มิตร ชัยบัญชา มีผลงานการแสดงที่โดดเด่นมากและหลากหลายทุกแนว ไม่ว่าจะเป็นบทบู๊ รัก ตลก หรือ ดราม่า เขาทำได้หมด มิตร ชัยบัญชา ภาพยนตร์อินทรีแดง เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2513 มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตขณะถ่ายทำฉากโหนบันไดเชือกเฮลิคอปเตอร์ซึ่งเป็นฉากสุดท้ายจากภาพยนตร์เรื่อง อินทรีทอง ในภาพยนตร์ชุด อินทรีแดง เรื่องที่ 6 ที่ มิตร ชัยบัญชา แสดงในบท โรม ฤทธิไกร หรือ อินทรีแดง โดยเขาตกลงว่าจะแสดงฉากนี้ด้วยตัวเอง แต่ด้วยความผิดพลาดทางเทคนิคและแรงกระตุกของเครื่องบิน ทำให้เขาไม่ได้เหยียบบนบันได ต้องโหนตัวอยู่เป็นเวลานาน และได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการใช้ข้อมือซ้ายเกี่ยวพันกับบันไดลิง แต่เชือกบากข้ดมือจนเกือบขาด เขาจึงตัดสินใจแกะเชือกที่รัดข้อมือแล้วปล่อยตัวลงมา โดยตั้งใจว่าจะลงสู่บึง แต่ด้วยแรงลมทำให้เขาตกลงมากระแทกพื้นตรงจอมปลวก จากความสูง 300 ฟุต เสียชีวิตทันที มิตร ชัยบัญชา ภาพยนตร์อินทรีทอง ศพของ มิตร ชัยบัญชา ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดแคนางเลิ้ง หลังจากครบ 100 วัน มีการพระราชทานเพลิงศพโดยได้ย้ายจากวัดแคนางเลิ้งไปวัดเทพศิรินทร์ มีประชาชนหลั่งไหลไปร่วมงานกว่า 3 แสนคนมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ และได้มีการตั้งศาลบริเวณ หาดจอมเทียน พัทยาใต้ สถานที่ที่ มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิต และได้มีการปรับปรุงสร้างรูปหล่อของ มิตร ชัยบัญชา ในชุดอินทรีทอง ไว้ที่ศาลด้วย หลังจากนั้นช่วง พ.ศ.2549 – 2550 มีการรวมใจสร้างอนุสรณ์สถานมิตร ชัยบัญชา พร้อมหุ่นไฟเบอร์กลาส ที่บ้านไสค้าน จ.เพชรบุรี บ้านเดิมของ มิตร ชัยบัญชา ฮีโร่ในตำนานด้วย มิตร ชัยบัญชา มิตร ชัยบัญชา โปสเตอร์ภาพยนตร์ มิตร ชัยบัญชา ราชินีลูกทุ่ง “พุ่มพวง ดวงจันทร์” พุ่มพวง ดวงจันทร์ พุ่มพวง ดวงจันทร์ หรือ ผึ้ง นักร้องเพลงลูกทุ่ง เจ้าของฉายา ราชินีลูกทุ่ง ผู้มีน้ำเสียงไพเราะ โดดเด่น จำเนื้อเพลงได้โดยที่เธอไม่รู้หนังสือ และยังเป็นแม่แบบให้กับนักร้องรุ่นหลัง แม้จะไม่ได้เรียนและอ่านหนังสือไม่ออก แต่ความจำดีเยี่ยม เริ่มหัดร้องเพลงและเข้าประกวดตามงานต่างๆ ตั้งแต่อายุ 8 ปี โดยใช้ชื่อว่า น้ำผึ้ง ณ ไร่อ้อย พุ่มพวง ดวงจันทร์ เมื่อไวพจน์ เพชรสุพรรณ นำวงดนตรีมาแสดงที่วัดทับกระดาน และได้เห็นความสามารถของผึ้งจึงรับเป็นบุตรบุญธรรมและพาไปอยู่กรุงเทพฯ ก่อนที่จะแต่งเพลงและอัดแผ่นเสียงชุดแรกให้ ชื่อเพลง แก้วรอพี่ เพลงแต่งแก้กับเพลง แก้วจ๋า โดยใช้ชื่อในการร้องเพลงว่า น้ำผึ้ง เมืองสุพรรณ และได้แยกออกจากวงดนตรีของไวพจน์ ไปอยู่วงดนตรีอื่นๆ ในเวลาต่อมา ครูเพลงลูกทุ่งชื่อดัง มนต์ เมืองเหนือ รับเป็นลูกศิษย์ และเปลี่ยนชื่อให้เป็น "พุ่มพวง ดวงจันทร์" ได้รับบันทึกเสียง และได้ตั้งวงดนตรีเป็นของตนเองมีเพลงดังมากมาย อาทิ หนูไม่รู้, หนูไม่เอา, ตั๊กแตนผูกโบว์ ฯลฯ และมีงานภาพยนตร์หลายเรื่อง พุ่มพวง ดวงจันทร์ พุ่มพวงได้รับรางวัลพระราชทานเสาอากาศทองคำพระราชทาน จากสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ ในปี พ.ศ.2521 จากเพลง “อกสาวเหนือสะอื้น” นอกจากนี้ ยังได้เป็นผู้ร้องเพลง "ส้มตำ" พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ช่วงบั้นปลายของชีวิต พุ่มพวง ดวงจันทร์ ป่วยเป็นโรตไตขั้นรุนแรง จนต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลหลายแห่ง ขณะเดียวกันก็มีกระแสข่าวทะเลาะกับสามี ไกรสร แสงอนันท์ กระทั่ง พุ่มพวง ย้ายตัวมารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช พบว่าเธอป่วยด้วยโรคเอสแอลอี หรือ โรคแพ้ภูมิตัวเอง อาการขั้นรุนแรง ลุกลามถึงไต ในเวลาต่อมาแพทย์เจ้าของไข้ได้เปิดเผยว่าอาการของพุ่มพวงดีขึ้น แต่ทางด้านญาติของพุ่มพวงมีความเห็นว่าควรรักษาด้วยไสยศาสตร์ จึงพาพุ่มพวงไปรักษาด้วยวิธีทางไสยศาสตร์ที่ จ.พิษณุโลก หลังจากกราบไหว้พระพุทธชินราช พุ่มพวงก็เกิดอาการช็อกและหมดสติ ญาตินำส่งโรงพยาบาลพุทธชินราช กระทั่งถึงแก่กรรมอย่างสงบในวันที่ 13 มิ.ย.2535 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ได้มีการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ที่วัดทับกระดาน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2535 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธี นอกจากนี้ยังมีการสร้างหุ่นพุ่มพวง ตั้งอยู่ในศาลาริมสระน้ำ วัดทับกระดาน ซึ่งมีการจัดงานรำลึกถึงพุ่มพวงทุกปี ช่วง 13-15 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของเธอ และได้มีการนำชีวิตของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ มาสร้างเป็นละครและภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง พุ่มพวง ดวงจันทร์ หุ่นขี้ผึ้ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ “บิ๊ก ดีทูบี” บอยแบนด์ขวัญใจวัยรุ่น บิ๊ก ดีทูบี บิ๊ก อภิเชษฐ์ กิตติกรเจริญ หนึ่งหนุ่มบอยแบนด์ในสมาชิกวงดีทูบี ค่าย อาร์เอสฯ เข้าสู่วงการด้วยการประกวดร้องเพลงโครงการ Panasonic Star Challange และมีผลงานถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณาตามลำดับก่อนจะมาเป็นสมาชิกวงดีทูบี ขณะที่วงดีทูบี กำลังโด่งดังถึงขีดสุด บิ๊กเกิดประสบอุบัติเหตุขับรถยนต์ส่วนตัวตกคูน้ำย่านศรีนครินทร์ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ซึ่งบิ๊กมีอาการน้ำคำท่วมปอด แต่การรักษาเป็นไปได้ด้วยดี บิ๊กสามารถทักทายแฟนเพลงได้อีกครั้งด้วยการชูสองนิ้วสู้ตาย พร้อมการเขียนเป็นตัวอักษรบอกแฟนๆ ว่า "ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงครับเจอกันแน่นอนครับ" ก่อนที่บิ๊กจะอาการโคม่า บิ๊ก ดีทูบี แพทย์ตรวจพบเชื้อรา Scedosporium ในสมอง ซึ่งโอกาสรอดชีวิตมีเพียง 0.01% เท่านั้น และได้เปลี่ยนชื่อเป็น ปาณรวัฐ ซึ่งเป็นชื่อขอพระราชทานจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช มีความหมายว่า "ผู้มีชีวิตอยู่ตามคำขอ" เพื่อเป็นศิริมงคล บิ๊ก ดีทูบี ภายหลังการรักษาด้วยวัคซีนเฉพาะโรคและได้รับกำลังใจอย่างมากมาย บิ๊กรอดชีวิตและออกจากห้องไอซียูในเวลาต่อมา แต่กลายเป็นเจ้าชายนิทราซึ่งสร้างความเศร้าโศกแก่แฟนเพลงเป็นอย่างมาก บรรดาแฟนคลับต่างทั้งสวดมนต์ พับนกกระเรียน และทำทุกวิถีทางที่จะช่วยให้บิ๊กกลับมา แต่เบื้องหลังการดูแลบิ๊กทั้งหมดก็คือ นายอุดมและนางยุพา กิตติกรเจริญ คุณพ่อคุณแม่ของ บิ๊ก ที่อยู่เคียงข้างลูกชายเสมอ บิ๊ก ดีทูบี สุดท้าย บิ๊ก ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2550 ด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือดทางปอดที่โรงพยาบาลศิริราช หลังเป็นเจ้าชายนิทราจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ถึง 4 ปี ด้วยวัยเพียง 25 ปีเท่านั้น ในช่วงที่เขาโด่งดังถึงสุดขีด บีม - แดน - บิ๊ก วงดีทูบี บีม - แดน - บิ๊ก วงดีทูบี "ปอ ทฤษฎี" พระเอกนิสัยดีตลอดกาล ปอ ทฤษฎี ปอ ทฤษฎี สหวงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2523 เป็นชาว จ.บุรีรัมย์ เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการเป็นนายแบบโฆษณา กระทั่งได้รับรางวัลสุดยอดหนุ่มคลีโอ ปี 2004 ทางบางกอกดราม่า ค่ายละครของช่อง 3 เห็นแววจึงเรียกเข้าไปแคสงาน หลังจากผ่านการแคสติ้งได้เข้าเรียนการแสดงกับช่อง 3 และได้เล่นละครเรื่อง “ลิขสิทธิ์หัวใจ” เป็นเรื่องแรกโดยแสดงคู่กับ แพท ณปภา ตันตระกูล ในนามของ Power 3 และมีผลงานละครอย่างต่อเนื่อง 30 เรื่องด้วยกัน สำหรับละครที่โด่งดังสร้างชื่อเสียงให้กับเขาก็คือเรื่อง ผู้ใหญ่ลีกับนางมา, ทัดดาว บุษยา, ดาวเรือง, ต้มยำลำซิ่ง ซึ่งละครเรื่อง “สาวน้อยร้อยล้าน” กำลังออนแอร์ในปัจจุบัน และละคร “ท่านชายกำมะลอ” มีกำหนดออนแอร์ในปี 2559 นี้ ปอ ทฤษฎี และจากการรับบทหนุ่มบ้านๆ จากละคร ผู้ใหญ่ลีกับนางมา ปอ ทฤษฎี จึงได้รับฉายาว่า “พระเอกภูธร” และ ปอก็ยังค้นพบตัวเองหันมาใช้ชีวิตแบบพอเพียง ทำอาชีพชาวนาจริงๆ จนได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็นพระเอกติดดินใช้ชีวิตไม่ฟุ้งเฟ้อ ปอ ทฤษฎี นอกจากนี้ ปอ ทฤษฎี ยังมีผลงานอื่นๆ อีกมากมายทั้งงานร้องเพลง งานภาพยนตร์ พากษ์เสียงภาพยนตร์ ละครเวทีอิงประวัติศาสตร์เรื่อง "นางเสือง" และละครเพลงกลางแจ้ง "พระมหาชนก เดอะ ฟีนอมินอลไลฟ์โชว์" ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 87 พรรษา 5 ธันวาคม 2557 ปอ ทฤษฎี ในเดือนสิงหาคม 2558 ปอ ทฤษฎี รับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งด้วยโรคไข้เลือดออก และถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย. 2558 อาการของ ปอ ทฤษฎี ทรุดหนักเข้าขั้นวิกฤติ เกิดภาวะตับวายและไตวายเฉียบพลัน มีภาวะตกเลือดอย่างมากในโพรงเยื่อหุ้มปอดข้างซ้าย มีอาการหายใจผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ แพทย์จึงใช้เครื่องมือฟอกไต และเครื่องมือพยุงการหายใจนับตั้งแต่นั้น และได้มีการตัดขาเหนือข้อเท้าข้างซ้าย ตัดปอดซ้าย และรับการผ่าตัดเป็นระยะๆ เพื่อพยุงอาการตามลำดับ ปอ ทฤษฎี แต่ต่อมาอาการของ ปอ ทฤษฎี ก็ทรุดลงอย่างหนักเนื่องจากการติดเชื้อที่ปอดข้างขวา ลุกลาม จนสุดท้ายร่างกายไม่ตอบสนองต่อการรักษา และเสียชีวิต ณ โรงพยาบาลรามาธิบดีเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2559 เมื่อเวลา 11.50 น. ก่อนวันเกิดของ ปอ ทฤษฎี อีก 5 วันก็จะครบอายุ 36 ปีบริบูรณ์ พิธีพระราชทานเพลิงศพ ปอ ทฤษฎี ร่างของ ปอ ทฤษฎี ได้ถูกนำไปทำพิธีที่วัดกลางอารามหลวง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โดยมีประชาชนมาร่วมแสดงความไว้อาลัยอย่างหนาแน่น และมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 24 ม.ค.2559 ทั้งนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงประทานผ้าไตร - ดอกไม้จันทน์ ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ปอ ทฤษฎี ด้วย ปอ ทฤษฎี - น้องมะลิ ขณะที่รักษาตัวอยู่โรงพยาบาล โบว์ แวนดา ภรรยาสาว ได้พา น้องมะลิ พาขวัญ สหวงษ์ ซึ่งเป็นลูกสาวของ ปอ ทฤษฎี มาเยี่ยมอยู่เสมอ ซึ่ง ปอ ทฤษฎี ยังไม่เคยเปิดเผยภรรยาและลูกต่อหน้าสื่อมาก่อนสร้างความเซอร์ไพร้สให้แฟนละครไม่น้อย แต่ความน่ารักของน้องมะลิก็ทำให้เธอกลายเป็นขวัญใจมหาชนไปซะแล้ว และแม้พระเอกหนุ่มจะลาจากไปแล้ว แต่ความดีที่ ปอ ทฤษฎี ได้เคยทำไว้ ค่อยๆ หลั่งไหลพรั่งพรูให้เราได้รับรู้และถือเป็นแบบอย่างในการทำดีต่อไป... ปอ ทฤษฎี - น้องมะลิ ปอ ทฤษฎี - น้องมะลิ - โบว์ แวนดา ขอบคุณภาพจาก www.thaifilm.com, FB พุ่มพวง ดวงจันทร์, บิ๊ก ดีทูบี อภิเชษฐ์ กิตติกรเจริญ, IG portid

6 โรคผิวหนัง ที่พบบ่อยในฤดูร้อน
ผิวหนัง /  ฤดูร้อน / 

อธิบดีกรมการแพทย์ชี้ โรคผิวหนัง ที่มากับอากาศร้อน แนะเลี่ยงการอยู่บริเวณที่มีแสงแดดเป็นเวลานาน ควรกางร่มและใส่แว่นกันแดด ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด ถ้าอยู่ในที่ร่มไม่ควรใส่เสื้อผ้าหนาและรัดเกินไป นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์  เปิดเผยว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนอุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาโรคต่างๆ หนึ่งในโรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม คือ โรคผิวหนัง จากข้อมูลของสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ พบว่า ในช่วงฤดูร้อน โรคผิวหนัง ที่พบบ่อย ได้แก่ 1. ผด เนื่องจากอากาศร้อนจะทำให้เหงื่อออกมาก เป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบของรูขุมขน เกิดผดเม็ดเล็กๆ แดงๆ หรือเป็นเม็ดใสๆ พบมากในเด็กเล็กโดยที่ผดมักขึ้นรอบๆ คอ  หน้าผาก ส่วนผู้ใหญ่มักเป็นที่คอ เนื่องจากใส่เสื้อคอปิด ใส่สร้อย จะทำให้อับเหงื่อจนเกิดอาการคัน 2. ผิวไหม้แดด  โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน มักนิยมไปเที่ยวสงกรานต์ ไปชายทะเล         จะตากแดดกันมาก ทำให้ผิวไหม้แดดและลอก ผิวจะดำคล้ำขึ้น 3. กลาก มักพบในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ มีอาการคัน หากมีเชื้อราเข้ามาร่วมด้วย ผื่นจะขยายเป็นวง มีขอบเขตชัดเจน มีขุย และมีอาการคันมาก 4. เกลื้อน พบมากในผู้ที่ใส่เครื่องแบบ ใส่เสื้อผ้ารัดมากๆ หรือต้องใส่เสื้อสองชั้นจะเกิดเกลื้อนซึ่งมีลักษณะเป็นวงขาวๆ วงแดงๆ หรือวงดำๆ  ซึ่งมักเกิดกับผู้เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมากแล้วไม่ได้อาบน้ำทันที ปล่อยให้ความชื้นหมักหมมมีเหงื่อขังจะเกิดเชื้อราขึ้น มักเกิดบริเวณหลัง หน้าอก ท้อง และในบริเวณร่มผ้า 5. ภูมิแพ้ผิวหนัง ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ในหน้าร้อนถ้าเหงื่อออกมากจะมีผื่นคันบริเวณคอ ข้อพับ แขน ขา ควรหลีกเลี่ยงอากาศที่ร้อน อับหรือมีฝุ่นละอองมาก เนื่องจากจะทำให้คันมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องประดับที่ทำจากสารนิกเกิลเพราะจะทำให้ผิวหนังอักเสบเกิดผื่นแพ้ได้ 6. กลิ่นตัว อากาศร้อนทำให้เหงื่อออกมาก เมื่อเหงื่อออกมากกลิ่นตัวยิ่งแรง สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่เป็น โรคผิวหนัง ในฤดูร้อน คือ เด็กเล็ก ผู้ที่ต้องทำงานตากแดดเป็นเวลานาน ผู้ที่ใส่เสื้อผ้าซ้ำๆหรือเสื้อผ้าอับชื้น นักกีฬากลางแจ้ง ผู้ที่นิยมกิจกรรมนอกสถานที่  เช่น เที่ยวทะเล อาบแดด  ตีกอล์ฟฯลฯ และผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนัง ดังนั้น ควรดูแลรักษาตนเองจากโรคผิวหนังในหน้าร้อน ด้วยการหลีกเลี่ยงการอยู่บริเวณที่มีแสงแดดเป็นเวลานานหากจำเป็นควรใส่เสื้อแขนยาว  กางร่มและใส่แว่นกันแดด ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด  ถ้าอยู่ในที่ร่มไม่ควรใส่เสื้อผ้าหนาและรัดเกินไปเพราะจะทำให้เกิดการอับชื้นเหงื่อ เกิดผดผื่นคันได้  ในหน้าร้อนควรสระผมบ่อยๆ เนื่องจากศีรษะที่อับชื้นเป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อราที่ศีรษะได้ หากต้องใส่รองเท้าที่ปกปิดมิดชิด ควรถอดออกบ้างเมื่อนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน หากเท้ามีเหงื่อออกมากให้หายาระงับไม่ให้เหงื่อออกมากเกินไป หรือโรยแป้งไว้ระหว่างนิ้วเท้าเพื่อขับเหงื่อ  ควรเปลี่ยนรองเท้าบ่อยๆ และนำไปผึ่งตากแดดเพื่อดับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรค สำหรับผู้ที่แพ้โลหะไม่ควรใส่เครื่องประดับที่ทำจากนิกเกิล เพราะเมื่อเหงื่อออกจะทำให้นิกเกิลละลายออกมา  ทำปฏิกิริยากับผิวหนัง  ทำให้ผิวหนังอักเสบหรือเกิดผื่นแพ้ หากมีเหงื่อออกมากควรอาบน้ำหรือใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด ฉะนั้น หากปฏิบัติตามคำแนะนำจะสามารถห่างไกลโรคผิวหนังที่มากับฤดูร้อนได้ ขอบคุณที่มาจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

เคล็ดลับ ขจัดคราบสกปรก แบบทันใจง่ายๆ จากอุปกรณ์ภายในบ้าน
ขจัดคราบสกปรก /  ทำความสะอาดบ้าน / 

            เชื่อว่าหลายคน กำลังประสบปัญหาเรื่องการทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์สุดโปรด ให้ห่างไกลคราบที่เกาะตามเฟอร์นิเจอร์ บางชนิดอาจจะฝังแน่นแก้ยาก ยิ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ในบ้านต้องดูแลให้สม่ำเสมอ เพื่อความสวยงามและยืดอายุการใช้งาน งั้นลองมาดู เคล็ดลับ ขจัดคราบสกปรก เหล่านั้นง่ายๆ ด้วยตัวเองกันเถอะค่ะ ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ช่วยขจัดคราบหมองถึงชื่อมันจะดูวิทยาศาสตร์ แต่เป็นสารเคมีที่สามารถสลายตัวได้เองช่วยขจัดคราบหมองและฆ่าเชื้อโรคบนเฟอร์นิเจอร์บุนวมได้ เพียงนำไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ 1 ถ้วยตวง ผสมน้ำยาล้างจาน 1/2 ถ้วยตวง แล้วเทใส่ขวดสเปรย์ ฉีดพ่นไปที่คราบหมองเช็ดออกให้เรียบร้อย เฟอร์นิเจอร์มันเงาด้วยน้ำมันมะกอก น้ำมันมะกอกนอกจากจะช่วยบำรุงผิวหนังหรือนำไปทำอาหารได้แล้วนั้นยังช่วยบำรุงเฟอร์นิเจอร์หนังให้ดูเหมือนใหม่อีกด้วย เพียงนำน้ำมันมะกอกถูเฟอร์นิเจอร์บาง ๆ ให้ทั่ว เพราะน้ำมันมะกอกจะซึมลงไปบำรุงพวกริ้วรอยขีดข่วนให้ดูใหม่ขึ้น หรือจะใช้แปรงขัดรองเท้าปาดครีมขัดรองเท้ามาขัดถูเฟอร์นิเจอร์ก็ช่วยได้ ที่ปาดน้ำฝนช่วยกำจัดขนสัตว์บนพรม บ้านที่มีสัตว์เลี้ยงคงหนีไม่พ้นปัญหาขนสัตว์ร่วงหล่นเต็มพื้นจนไปติดอยู่บนพรมและทำความสะอาดยาก แค่เพียงนำที่ปาดน้ำฝนบนกระจก ปาดขนสัตว์บนพรม ขนสัตว์ก็จะออกมากองอยู่นอกพรมได้อย่างง่ายดายแล้ว น้ำยาล้างเล็บเช็ดรอยด่างบนพรม เวลารับประทานอาหารแล้วมีเศษอาหารหรือเครื่องดื่มหกเลอะเทอะพรมอยู่จะทำความสะอาดยากพอสมควร แต่ก็มีอุปกรณ์ที่เกือบทุกคนมีติดบ้านไว้แน่นอน คือน้ำยาล้างเล็บที่นอกจากจะช่วยทำความสะอาดเล็บด้วยแล้ว ยังสามารถนำมาเช็ดรอยด่างบนพรมได้อีกด้วย เพียงนำผ้าชุบน้ำยาล้างเล็บหมาดๆ แล้วเช็ดบริเวณคราบสกปรกบนพรม เห็นได้ชัดว่ารอยคราบค่อย ๆ จางออกไปและกลับมาสวยเหมือนใหม่อีกครั้ง กำจัดฝุ่นเฟอร์นิเจอร์ด้วยการใช้ลูกกลิ้ง  เวลาเราทำความสะอาด ปัด กวาด เช็ด ถู เครื่องใช้ต่าง ๆ ภายในบ้านฝุ่นที่เกาะตัวตามเฟอร์นิเจอร์จะฟุ้งกระจายขึ้นมา จนมีอาการไอ จาม เมื่อเป็นหนักขึ้นจะเป็นภูมิแพ้ได้ แต่เราสามารถใช้ลูกกลิ้งกาวที่เช็ดฝุ่นบนเสื้อผ้ามาใช้ด้วยการกลิ้งให้ทั่วบริเวณเฟอร์นิเจอร์ เพียงเท่านี้ก็ทำให้เฟอร์นิเจอร์กลับมาสะอาดปราศจากฝุ่นเกาะแถมไม่ฟุ้งกระจายทั่วบ้านอีกด้วย เบคกิ้งโซดาคืนความสะอาดให้ชักโครก  ชักโครกเป็นโถสุขภัณฑ์ที่พวกเราต้องใช้เป็นประจำทุกวัน เมื่อผ่านการใช้งานไปนาน ๆ อาจทำให้เกิดคราบสะสมฝังแน่นจนทำความสะอาดยากดูไม่สะอาดและไม่น่าใช้ ปัจจุบันก็มีน้ำยาทำความสะอาดคราบต่าง ๆ ภายในห้องน้ำมากมาย แต่ค่อนข้างอันตรายเพราะอาจจะสร้างความระคายเคืองผิวหนังได้ ซึ่งมีวิธีการทำความสะอาดแบบประหยัดงบและไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังอีกด้วย โดยการผสมเบคกิ้งโซดา 2 ถ้วยตวง กับดีเกลือ 1/4 ถ้วยตวง แต่ถ้าอยากมีกลิ่นหอมให้ใส่น้ำมันหอมระเหยลงไปผสมด้วยแล้วตักใส่แม่พิมพ์ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วนำไปหย่อนลงในชักโครก ปิดฝาทิ้งไว้ค้างคืนตอนเช้าก็ทำความสะอาดชักโครกได้ปกติ ทำแบบนี้เพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะทำให้ชักโครกไร้คราบฝังแน่นแน่นอน เขียงสะอาดด้วยน้ำยาขัดจากห้องครัว เขียงเป็นอุปกรณ์จำเป็นในครัว แต่ถ้าทำความสะอาดไม่ดีก็อาจจะมีเศษอาหารติดตามร่องของเขียงได้ วิธีทำความสะอาดง่าย ๆ คือถ้าเป็นเขียงพลาสติกให้ผสมน้ำยาล้างจานกับน้ำเปล่าแล้วนำเขียงแช่ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง ส่วนเขียงไม้ให้ผ่ามะนาวครึ่งลูกทาเกลือ จากนั้นถูบนหน้าเขียงกรดในน้ำมะนาวกับเม็ดเกลือจะช่วยกัดเศษอาหารให้หลุดออกอย่างง่ายดาย แล้วนำไปล้างทำความสะอาดตามปกติ และตากไว้ให้แห้งกันเชื้อราขึ้น น้ำอัดลมขจัดคราบน้ำมัน ถ้าปล่อยให้น้ำมันเครื่องไหลและซึมไปในพื้นนาน ๆ เข้า จะเกิดเป็นคราบฝังแน่นทำความสะอาดยาก วิธีง่าย ๆ ในการขจัดคราบเหล่านั้น คือนำน้ำอัดลมชนิดน้ำดำมาเทบริเวณที่มีคราบน้ำมัน ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วค่อยทำความสะอาดด้วยการใช้แปรงขัดตามปกติ เพราะในน้ำอัดลมจะมีกรดกัดกร่อนสูง ทำให้คราบน้ำมันนั้นหลุดออกไปได้อย่างง่ายดาย เรื่อง : Maythawan B. ที่มาบทความจากนิตยสาร แม่บ้าน

ชัวร์สุด! ล้างผักผลไม้ ด้วยน้ำไหลผ่าน 2 นาที ลดสารเคมีตกค้างได้ถึง 92 %
ล้างผลไม้ /  ล้างผัก / 

สธ. แนะล้างผักผลไม้ด้วยวิธี ลอกเปลือกทิ้ง แช่น้ำ 10-15 นาที และล้างด้วยน้ำไหลผ่าน 2 นาที ชี้ลดสารเคมีได้ถึง 92 เปอร์เซ็นต์ กระทรวงสาธารณสุข แนะประชาชนเลือกบริโภคผักผลไม้พื้นบ้านที่มีตามฤดูกาล ช่วยลดความเสี่ยงสารเคมีตกค้างอันตราย หากไม่มั่นใจแนะนำวิธีล้างผักผลไม้ง่ายๆ สะดวก ประหยัด ด้วยการลอกเปลือกทิ้ง แช่น้ำ 10-15 นาที และล้างด้วยน้ำไหลผ่าน 2 นาที ชี้ช่วยลดสารเคมีที่เกาะติดตามผิวผักผลไม้ได้มากที่สุดถึง 92 เปอร์เซ็นต์ ข้อแนะนำในการเลือกซื้อผักสดที่สะอาด ปลอดภัย มีดังนี้ 1.เลือกซื้อผักสดที่สะอาด ไม่มีคราบดินหรือคราบขาวของสารพิษกำจัดศัตรูพืช หรือเชื้อรา หรือกลิ่นฉุนผิดปกติ เลือกที่มีรูพรุนเป็นรอยกัดของหนอนแมลงอยู่บ้าง 2.เลือกซื้อผักสดอนามัยหรือผักกางมุ้งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือแหล่งเพาะปลูกที่เชื่อถือได้อื่นๆ และสับเปลี่ยนแหล่งซื้ออยู่เสมอ 3.เลือกกินผักตามฤดูกาล เนื่องจากผักที่ปลูกได้ตามฤดูกาลจะมีโอกาส เจริญเติบโตได้ดีกว่านอกฤดูกาล ทำให้ลดการใช้สารเคมีและปุ๋ยลง 4.เลือกกินผักพื้นบ้าน เช่น ผักแว่น ผักหวาน ผักติ้ว ผักกระโดน ใบย่านาง ใบเหลียง ใบยอ ผัก กระถิน ยอดแค หรือผักที่สามารถปลูกได้เองง่ายๆ และ 5.ไม่กินผักชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นประจำ ควรกินให้หลากหลายชนิดสับเปลี่ยนกัน เพื่อได้รับประโยชน์ทางด้านโภชนาการ และหลีกเลี่ยงการรับพิษสะสม ทั้งนี้ หากไม่แน่ใจว่าผักสดและผลไม้ที่ซื้อมาบริโภคปลอดภัยจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนอื่นๆ หรือไม่ การล้างผักสดและผลไม้ที่ถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดปริมาณการปนเปื้อนลงได้ วิธีที่ง่ายๆ สะดวก ประหยัดและเป็นวิธีการที่แนะนำได้แก่ การลอกเปลือกทิ้ง แช่น้ำ 10-15 นาที และล้างด้วยน้ำไหลผ่าน 2 นาที ซึ่งการศึกษาของกรมวิชาการเกษตร ระบุสามารถลดสารเคมีที่เกาะติดตามผิวผักผลไม้ได้มากที่สุดถึงร้อยละ 92 นอกจากนี้ ยังมีวิธีใช้สารละลายอื่นๆ ในการล้าง ได้แก่ 1.ใช้น้ำเกลือ ใช้เกลือ 2 ช้อนโต๊ะพูนต่อน้ำ 4 ลิตร 2.ใช้น้ำปูนคลอรีน โดยผสมผงปูนคลอรีน 1/2 ช้อนชาในน้ำ 1 แก้ว คนให้เข้ากันทิ้งไว้ให้ตกตะกอน รินเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำใสผสมน้ำสะอาด 20 ลิตร 3.ใช้น้ำส้มสายชู 1/2 ถ้วยต่อน้ำ 4 ลิตร 4.ใช้น้ำโซดา นำโซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร 5.ใช้น้ำยาล้างผัก ตามวิธีที่ผู้ผลิตแนะนำ แล้วจึงนำผักสดมาล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ส่วนผักที่มีลักษณะเป็นหัว ผล หรือผลไม้ที่กินทั้งเปลือก เช่น องุ่น ล้างด้วยน้ำผสมด่างทับทิม 10-20 เกล็ด ผสมน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ และหยดสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 20 หยด แช่นาน 5 นาที โดยใช้มือถูตามผิวของผล แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีก 1-2 ครั้ง ซึ่งวิธีการล้างต่างๆ เหล่านี้มีประสิทธิภาพในการลดสารเคมีกลุ่มที่ไม่ดูดซึม ได้แก่ เมทธิลพาราไธออน มาลาไธออน ได้ตั้งแต่ร้อยละ 6-92 ที่มาข่าวโดย สำนักสารนิเทศ

แตกตื่น พบเห็ดประหลาดคล้าย 'เห็ดเอเลี่ยน' ในอังกฤษ
อังกฤษ /  เห็ด / 

พบเห็ดประหลาด ลักษณะคล้ายไข่เอเลี่ยน ในอุทยานแห่งชาติ New Forest ในเมืองแฮมไชร์ ในอังกฤษ เว็บไซต์ข่าวสารออนไลน์ต่างประเทศ รายงานเรื่องราวพบเห็ดหน้าตาประหลาด ภายในอุทยานแห่งชาติ New Forest ในเมืองแฮมไชร์ ทางตอนใต้ของอังกฤษ ซึ่งมีลักษณะเหมือน "เฟซฮักเกอร์" (facehuggers) หรือตัวที่ออกมาจากไข่เอเลียน ในภาพยนตร์สยองขวัญแนวไซไฟเรื่อง "Alien" แท้จริงแล้ว เห็ดชนิดนี้ รู้จักในชื่อของ เห็ดเขาเหม็นปลาหมึกยักษ์ (Octopus Stinkhorn) หรือ เห็ดมือปีศาจ ซึ่งอยู่ในตระกูลเห็ดเชื้อรา และในขณะที่เห็ดชนิดอื่นงอกจากพื้นดิน มันกลับงอกออกมาจากโครงสร้างรูปไข่ มีต้นกำเนิดในนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ที่ปกติจะมีความสูงระหว่าง 4-6 เซ็นติเมตร และกว้าง 2.4 เซนติเมตร ดอกเห็ดที่ค่อยๆ งอกออกมา จะมีลักษณะเหมือนนิ้วมือ 4 แฉก และความยาว 10 เซนติเมตร เมื่อเจริญเติบโต เมื่อโตเต็มที่ ดอกเห็ดจะมีสีชมพูแดงส่งกลิ่นเหม็นเน่าเพื่อดึงดูดแมลงมาช่วยกระจายสปอร์ นอกจากนี้ เห็ดมือปีศาจสามารถนำมารับประทานได้ในช่วงที่อยู่ในระยะที่เห็ดยังอยู่ในรูปไข่ ซึ่งจะมีรสชาติและกลิ่นเหมือนผักกาดขาว แต่ถ้าเป็นระยะอื่นไม่สามารถรับประทานได้ เชื่อกันว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพฝรั่งเศส ใช้เป็นเสบียงของทหาร ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News ที่มา  metro

EMPERADOR CIGAR CHEST เป็นทั้งนาฬิกาและกล่องเก็บซิก้าร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ
EMPERADOR CIGAR CHEST. นาฬิกา /  กล่องเก็บซิก้าร์

EMPERADOR CIGAR CHEST เป็นทั้งนาฬิกาและกล่องเก็บซิก้าร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ใครที่กำลังหาของขวัญเพื่อมอบให้คนพิเศษในช่วงปีใหม่นี้ เราขอแนะนำของขวัญสุดพิเศษและเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ มันคือ EMPERADOR CIGAR CHEST ดูภายนอกอาจเหมือนกล่องสีดำธรรมดาแต่เมื่อเปิดฝาขึ้นมาต้องทึ่งกับสิ่งที่อยู่ภายใน เพราะมันทั้งหรูหราและดูมีคุณค่ากว่าที่หลายคนคิด เริ่มจากตรงส่วนกลางของกล่องซึ่งเป็นนาฬิกา tourbillion ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนมากกว่า 300 ชิ้น โดยผู้ผลิตนาฬิกาชั้นนำจากสวิส และรายล้อมไปด้วยหลอดแก้ว 24 ใบที่มีซิก้าร์ Grand Cru พันด้วยแผ่นทองคำแท้บรรจุอยู่ภายใน ซึ่งคนที่จะหยิบขึ้นมาสูบได้ต้องใส่รหัสให้ถูกเสียก่อน บอกแล้วว่าสำหรับคนพิเศษจริงๆ EMPERADOR CIGAR CHEST เป็นทั้งนาฬิกาและกล่องเก็บซิก้าร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ มิติของตัวกล่องมีขนาด 70 x 45 x 30 ซม. ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือช่างนาฬิกามือฉมังจากสวิส ประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 2,675 ชิ้น ระบบประมวลผล 33 ตัว วัสดุของกล่องไม่ใช่ไม้อย่างที่เข้าใจ แต่เป็นแก้ว Alucobond และอะลูมิเนียมรังผึ้งแทรกเส้นใยคอมโพสิต นอกจากนี้ยังเสริมด้วยวัสดุต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา รวมถึงฉนวนกันความร้อนที่มีส่วนผสมของทองคำ, นิกเกิลแพลเลเดียมชุบโรเดียม จากนั้นเคลือบทับด้วยสีดำเงา เบื้องหลังที่ทำให้ EMPERADOR แตกต่างจากกล่องเก็บซิก้าร์ทั่วไปคือ มันมีความซับซ้อนของเรื่องจักรกลและระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนในระดับสูง เพื่อความแม่นยำในการรักษาอุณหภูมิและความชื้นให้คงที่เพื่อปกป้องซิก้าร์ให้อยู่ในสภาพอากาศที่พอเหมาะ ด้วยความหรูหราทันสมัยแบบนี้ไม่สงสัยเลยว่าราคาของมันจะอยู่ที่ 1 ล้านดอลล่าร์หรือประมาณ 35 ล้านบาท! ภาพและข้อมูลจาก luxatic.com ติดตามเพิ่มเติมได้ใน A'Lure Magazine Vol.66

สระผมถูกวิธี ขจัดปัญหา รังแค ได้แน่นอน!
กำจัดขน /  กำจัดขนด้วยเลเซอร์ / 

ปกติหนังศีรษะคนเราจะมีเชื้อราในปริมาณที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา แต่ในสภาวะที่หนังศีรษะมี รังแค มาก ส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อราเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้หนังศีรษะอักเสบ ถ้ารุนแรง จะมีอาการแดงและมี รังแค เป็นเกร็ดใหญ่ขึ้นและเหลืองเป็นไข ซึ่งเป็นอาการของต่อมไขมันของหนังศีรษะอักเสบ และมักเกิดกับวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ วิธีดูแลหนังศีรษะให้ห่างไกลจาก รังแค นั้นไม่ยาก เริ่มต้นที่การดูแลเส้นผม ก่อนสระผม ควรล้างผมด้วยน้ำเปล่าทุกครั้ง เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ออกไปก่อน จากนั้นใช้ปลายนิ้วนวดเป็นวงกลมเบาๆ ให้ทั่วหนังศีรษะก่อน แล้วจึงชโลมแชมพูบนหนังศีรษะ นวดต่อไปจะช่วยถนอมเส้นผม หนังศีรษะ และทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ว่าแต่คุณเคยทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่ ถ้าเคย ขอให้เลิกเถอะ เพื่อสุขภาพผมและหนังศีรษะที่สะดากด ไร้ รังแค 1. อย่าขยี้เส้นผมหรือเกาหนังศีรษะแรงๆ ขณะสระ เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ จนนำมาสู่ปัญหา รังแค และผมร่วงเรื้อรัง 2. ไม่ควรใช้น้ำอุ่นจัดสระผม เพราะจะทำให้น้ำมันธรรมชาติถูก ชะล้างออกมากไป หนังศีรษะแห้ง และยังทำให้เส้นผมกระด้างด้วย 3. หลังการสระผมทุกครั้ง? ควรเป่าผมให้แห้ง และไม่ใช้อุณหภูมิสูง เพื่อลดการทำร้ายหนังศีรษะและเส้นผม 4. อย่านอนหลับขณะที่ผมยังเปียกชื้น ซึ่งหากทำบ่อยเขา ความชื้นจะแพร่กระจายไปยังที่นอน หมอน และกลายเป็นเชื้อรามารังควานศีรษะในระยะยาวได้ 5. อย่าปล่อยให้เส้นผมและหนังศีรษะมัน? เพราะถ้าหนังศีรษะชื้น? จะทำให้เชื้อราเติบโตได้ดี ปัญหา รังแค ก็จะตามมา 6. หมั่นทำความสะอาดแปรงหรือหวีอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เนื่องจาก? สิ่งสกปรกและน้ำมันที่ตกค้างอยู่ตามหวีและแปรงหลังจากหวีผม เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคที่จะกลับเข้าสู่เส้นผมและหนังศีรษะได้ดี 7. และถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีความเครียด? รังแค ยังอาจรังควานคุณได้ อยากให้ไม่มีเกล็ดหิมะที่ผมหรือบ่า ควรดูแลทั้งกายและใจให้ดีนะคะ ขอบคุณที่มาจาก : ผศ.นพ.รัฐพล ตวงทอง ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยบาล

ตำนานสยอง! Dancing Plague กว่า 400 คนถูกสาปให้เต้นรำจนตาย
ตำนานลี้ลับ /  ต่างประเทศ / 

"Dancing Plague" เรื่องราวนี้เป็นตำนานที่โด่งดังและเล่าขานกันมานานมาก เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1518 ที่สตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเกิดเรื่องราวแปลกๆ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ทำให้คนในหมู่บ้านกว่า 400 คนเต้นรำจนตายภายในเวลาเพียงไม่นาน .. ตำนานสยอง! Dancing Plague กว่า 400 คนถูกสาปให้เต้นรำจนตาย ตำนานสยอง! Dancing Plague กว่า 400 คนถูกสาปให้เต้นรำจนตาย ในประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศสได้มีบันทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์แปลกๆ "Dancing Plague" ที่เกิดในเดือนกรกฏาคม ปี ค.ศ. 1518 เมื่อจู่ๆ ก็มีหญิงสาวนางหนึ่งชือว่า Troffea เธอเริ่มออกมาเต้นบนถนนสตราสบูร์ก โดยไม่พักเป็นระยะเวลากว่า 6 วัน  6 คืน เพียง 1 สัปดาห์ก็มีผู้คนในหมู่บ้านอีก 34 คน ออกมาเต้นกัน หลังจากนั้นก็เพิ่มจากสิบเป็นร้อย และสิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ ตั้งแต่วันที่เธอเริ่มเต้นจนครบหนึ่งเดือนต่อมา ได้มีคนกว่า 400 คนออกมาเต้นโดยไม่หยุดพัก และในที่สุดก็มีคนจำนวนมากเสียชีวิตจากการเต้นไม่หยุดครั้งนี้ เนื่องจากการที่หัวใจเต้นผิดปกติ อ่อนเพลีย เหน็ดเหนื่อย ไม่ได้กิน ไม่ได้นอนร่วมเดือน แต่ "Dancing Plague" การเต้นรำจนตายที่เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศสนี้ไม่ใช่ครั้งแรก! เพราะเคยเกิดขึ้นในเมืองอาเค่น (แถบตะวันตกของประเทศเยอรมนี) มาก่อน เริ่มในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1374 คนที่เดินตามถนนนั้นก็กรีดร้องเหมือนคนประสาทหลอน อีกทั้งยังเต้นรำท่าแปลกๆ ดิ้นและบิดตัวไปมาจนกระทั่งหมดแรงไป ซึ่งโรคประหลาดนี้ยังแพร่กระจายไปถึงประเทศเนเธอร์แลนด์ ตามเส้นทางแสวงบุญต่างๆ อีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็มีผู้เชียวชาญทางประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี หลายคนออกมาให้ความคิดเห็นเช่น อาจเป็นความเชื่อในเรื่องพ่อมด แม่มด ซาตาน คิดว่าทุกคนออกมาเต้นเพื่อแก้อาถรรพ์, อาจจะเป็นเพราะคนทั้งหมู่บ้านถูกสาป เลยต้องเต้นจนตัวตาย รวมถึงเกิดข้อสันนิษฐานต่างๆ เช่น อาจะเป็นโรคประสาทประเภทโรคอุปทานหมู่ เชื่อมโยงไปความบ้าคลั่งศาสนาของคนยุโรป หรือในสมัยก่อนมีอาชีพทำฟาร์ม ปลูกข้าว อาจจะเกิดจากการกินข้าวไรที่มีเชื้อคลาวิเซพส์ เพอร์พูเรีย (Claviceps purpurea) ที่เป็นเชื้อราขนาดเล็กที่มีพิษ นั่นเป็นยาหลอนประสาทชนิดรุนแรง (อันนี้น่าเชื่อถือสุด รึเปล่า?) ซึ่งเรื่องราวแปลกประหลาดนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด >,< เรียบเรียง teen.mthai.com ขอบคุณข้อมูล en.wikipedia.org

สำรวจตัวเอง น้ำหนักไม่ลด อาจเพราะ “อุจจาระตกค้าง ”
ดีท็อกซ์ /  อุจจาระ / 

       เคยไหมคะ ? ที่ออกกำลังกายหนักหน่วง ควบคุมอาหารตามตาราง นับแคลอรี่เป๊ะๆ แต่ทำไมน้ำหนักก็ยังไม่ลดสักที แถมยังมีอาการท้องอืด ท้องผูก บางครั้งก็ลามมาปวดหลังอีกต่างหาก ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นกับหลายคนที่กำลังลดความอ้วนอยู่ น้อยคนนัก ที่จะรู้ว่าเกิดจาก อุจจาระตกค้าง!! อ่านถึงตรงนี้ คงต้องเอามือมาปิดจมูกกันสักนิดนะคะ แต่บอกได้เลยว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ       เริ่มจาก เรามาทำความรู้จักกับระบบการทำงานของลำไส้กันก่อนดีกว่าค่ะ  ลำไส้ของคนเรายาว ประมาณ 20 ฟุต เป็นลำไส้เล็ก 15 ฟุต และ อีก 5 ฟุต เป็นลำไส้ใหญ่ อาหารที่ผ่านกระบวนการย่อยแล้วจะผ่านไปที่ลำไส้เพื่อทำการดูดซึม ส่วนที่ไม่ย่อยและไม่ดูดซึมนั้นท้ายสุดแล้วก็จะออกไปในรูปแบบของอุจจาระ แต่...ก็มีหลายครั้งที่การขับถ่ายไม่สามารถนำอุจจาระออกมาได้หมดจากลำไส้ ทำให้เกิดการตกค้าง และเกาะอยู่ตามผนังลำไส้ มาลองสำรวจตัวเองกันดูนะคะ ว่าจะมีปัจจัยอะไรกันบ้าง ? 1. รีบรับประทานอาหารเกินไป ควรเคี้ยวให้ได้ 30 ครั้งต่อ 1 คำ 2. รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย 3. อันนี้น่ากลัว!! มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ 4. ระบบดูดซึมเสีย เนื่องจากมีน้ำมันเคลือบอยู่มากเกินไป ทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไปไม่มีการหมุนเวียน 5. ข้อนี้สำคัญ!! ไม่ขับถ่ายในช่วงเวลา 05.00 น. - 07.00 น.         ทำไมถึงต้อง ขับถ่ายในช่วงเวลา 05.00 น. - 07.00 น. สาเหตุมาจากช่วงเวลาหลัง 7 โมงเช้าไปแล้ว ลำไส้จะบีบให้อุจจาระขึ้นไปข้างบน จึงทำให้เราขับถ่ายอุจจาระออกมาไม่หมด อุจจาระที่ค้างไว้นี้ ก็จะเกาะที่ผนังลำไส้พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่า มันก็แซงหน้าไปก่อน แต่มันไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็งไว้ ก็เกาะติดแน่น กดทับเส้นเลือดต่าง ๆใน กระเพาะ และ กระดูกหลัง ทำให้มีอาการปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้อง ท้องอืด        อย่าคิดว่าลำไส้ที่ยาว 20 ฟุต จะมีพื้นที่น้อยนิด จนละเลยการหาทางแก้ไข เพราะเคยมีการผ่าศพพบอุจจาระที่ตกค้างอยู่กว่า 10 กิโลกรัม !! ลองคิดดูสิคะ ว่าถ้าน้ำหนักคุณลงไป 10 กิโลกรัม จะผอมขนาดไหน ? แล้ววิธีการแก้ไขล่ะ จะต้องทำอย่างไรต่อไป ถ้าบอกไปหลายคนจะต้องร้อง อ๋อออออ ....เพราะนั่นก็คือการ ดีท็อกซ์ !! นั่นเองค่ะ       สูตรการดีท็อกซ์นั้นก็มีให้ได้ลองอยู่หลายสูตรนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเม็ดแมงลัก น้ำอุ่น น้ำผึ้งมะนาว กล้วย โยเกิร์ต นิยมดื่มก่อนนอนหรือหลังตื่นนอนทันที จะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายในตอนเช้าได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ภาพประกอบและเรียบเรียงโดย Women Mthai Team

เคล็ดลับง่ายๆ ดูแลผมสวยสุขภาพดี ให้เหมาะกับสภาพผม
ดูแลผม /  ผมสวย / 

        มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกภาพ นิสัยใจคอ รูปร่างหน้าตา รวมไปถึงลักษณะของเส้นผม ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของใบหน้า ที่ช่วยสร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น ได้ตั้งแต่แรกเจอ ผู้หญิงเราจึงมักให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาเส้นผมเป็นอันดับแรกๆ เริ่มตั้งแต่การคิดประดิษฐ์ ทรงผมให้เข้ากับรูปหน้า การจัดแต่งทรงผมให้สวยเก๋ในทุกมุมมอง ตลอดจนการบำรุงเส้นผมให้แลดูสวยสุขภาพดีอยู่ เสมอ แพนทีน จึงขออาสามาไขความกระจ่างพร้อมแนะนำเคล็ดลับในการดูแลและบำรุงเส้นผมที่เหมาะกับลักษณะ ของเส้นผมที่ต่างกัน ทำความรู้จักลักษณะของเส้นผม สาวๆ ควรทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสภาพเส้นผมของตนเอง เพราะการออกแบบทรงผม การจัดแต่งทรงผม ตลอด จนการดูแลรักษาเส้นผมด้วยผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต้องคำนึงถึงชนิดของเนื้อเส้นผมให้มากที่สุด - สำหรับสาวๆ ที่มีผมเส้นเล็ก มักพบกับปัญหาการจัดแต่งทรงยาก เซ็ทผมแล้วไม่ทน อาจลองไว้ผมบ๊อบสั้นสไลด์ปลาย ก็สามารถช่วยเพิ่มวอลลุ่ม ให้ทรงผมดูหนาขึ้นได้เป็นอย่างดี . - สำหรับผมที่มีลักษณะผมเส้นใหญ่ มักเข้าได้ดีกับการเซ็ทด้วยโรลม้วนผม หรือการดัด ผม เพราะจะช่วยทำให้ผมดูอยู่ทรงยิ่งขึ้น แต่เส้นผมชนิดนี้มักขาดความเงางาม จึงควรหมั่นบำรุงเส้นผมด้วยคอนดิชัน เนอร์เป็นประจำทุกวัน . - เส้นผมอีกประเภทที่ดูแลยาก และต้องการการบำรุงอยู่เสมอ คือ ผมหยักศก เพราะเป็นประเภท เส้นผมที่มีสปริงค่อนข้างมาก ทำให้เซ็ทผมได้ยากกว่าผมชนิดอื่นๆ . เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงเส้นผมส่วนใหญ่ ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันและทดลองมาเพื่อให้เหมาะกับ สภาพเส้นผมที่แตกต่างกัน จึงนับเป็นข้อดีของเรา ที่มีโอกาสได้เลือกใช้แชมพูและคอนดิชันเนอร์ที่สามารถช่วยบำรุง เส้นผมและหนังศีรษะของเราได้อย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นเส้นผมที่ผ่านการดัด ทำสี และโดนความร้อนมาอย่างโชกโชน เส้นผมแห้ง แตกปลาย ที่ต้องการเติมความชุ่มชื้น หรือแม้แต่เส้นผมเปราะบาง ขาดร่วงง่าย ที่ต้องการเสริมสร้างความ แข็งแรงจากรากสู่ปลายผม โดยหมั่นทำความสะอาดและบำรุงเส้นผมด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผมของตนเอง เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เส้นผมของเรากลับมาแข็งแรงและมีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง ดูแลรักษาเส้นผมให้ถูกต้องตามขั้นตอน การทำความสะอาดและบำรุงเส้นผม ดูเหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ที่ทุกคนคุ้ยเคยกันเป็นอย่างดี แต่หากทำ อย่างผิดวิธี ก็อาจทำให้เกิดปัญหาหนังศีรษะต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหารังแค เชื้อราบนหนังศีรษะ และผมขาด หลุดร่วง เป็นต้น เริ่มที่ขั้นตอนแรก คือ การหวีผมก่อนสระ เพื่อลดการพันกันของเส้นผม และช่วยกระตุ้น การไหลเวียนของเลือดเพื่อไปเลี้ยงเส้นผม จากนั้นจึงใช้น้ำสะอาดล้างผมก่อนสระ เพื่อชะล้างน้ำมันและสิ่งสกปรกออก แล้วจึงตามด้วยการสระผมด้วยน้ำในอุณหภูมิห้อง โดยถูแชมพูสระผมกับฝ่ามือก่อน เพื่อช่วยลดปริมาณสารเคมีของ เนื้อครีมไม่ให้สัมผัสกับหนังศีรษะโดยตรง และใช้คอนดิชันเนอร์นวดหนังศีรษะและเส้นผมทุกครั้งหลังสระผมเพื่อให้สารบำรุงสามารถซึมเข้าสู่เส้นผมได้เป็นอย่างดี เพียงวิธีง่ายๆ แค่นี้ก็จะได้เส้นผมที่มีสุขภาพดีในสไตล์ที่ใช่คุณ ขอบคุณเนื้อหาดีดี จาก  แพนทีน

แม่บ้านต้องรู้! 5 ของใช้ใกล้ตัว ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค
ของใช้ในบ้าน /  ทำความสะอาดบ้าน / 

เป็นแม่บ้านทั้งที นอกจากงานบ้านงานเรือนจะต้องสะอาดเนี๊ยบแล้ว ยังต้องดูแลและปกป้องสุขภาพของคนในบ้านให้ดีอีกด้วย เพราะเชื้อโรคสามารถอยู่ได้ทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่ของใช้ใกล้ตัว เพราะฉะนั้น เพื่อสุขอนามัยที่ดี เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค! 1. แปรงแต่งหน้า แต่งหน้ากันอยู่บ่อยๆ บางคนไม่เคยได้ล้างแปรงปัด สะสมนานวันเข้าก็กลายเป็นดินแดนสวรรค์ของเชื้อโรค บางคนมีอาการแพ้ สิวขึ้น หรือเป็นผื่น บางทีอาจจะไม่ได้เป็นเพราะเครื่องสำอางค์ไปอุดตันรูขุมขนหรอกค่ะ แต่เป็นเพราะได้สัมผัสเชื้อโรคที่มาจากจากแปรงปัดนั่นเอง โดยเฉพาะแปรงปัดแก้ม ที่มีขนาดเป็นพุ่มใหญ่และหนา ต้องทำความสะอาดอย่างดี ไม่อย่างนั้นสิ่งสกปรกจะตกค้างได้ สำหรับการทำความสะอาดนั้นถ้าเป็นพัฟฟ์กับฟองน้ำ ให้ล้างกับน้ำอุ่นที่ผสมสบู่เหลวสูตรอ่อนโยน แล้วขยี้เบาๆ เปลี่ยนน้ำจนกว่าจะสะอาดนะคะ หรือถ้าไม่อย่างนั้นจะเปลี่ยนพัฟฟ์ใหม่ไปเลยก็ได้ค่ะ สะดวกดี ส่วนการทำความสะอาดแปรงแต่งหน้านั้น สามารถทำวิธีเดียวกันได้ แต่ควรเคาะเศษผงเครื่องสำอางค์ออกไปก่อน หรือถ้าเป็นพู่กันทาปาก ก็ใช้ทิชชู่เช็ดคราบลิปสติกออกก่อน แล้วค่อยลงไปจุ่มน้ำอุ่นนะคะ ถ้าเป็นขนแปรงสังเคราะห์ สาวๆ ควรล้างเดือนละ 3-4 ครั้ง แต่ถ้าเป็นขนแปรงธรรมชาติก็ทิ้งไว้ได้นานหน่อย ล้างเดือนละครั้งก็พอค่ะ 2. ฟองน้ำล้างจาน สุดยอดของแหล่งสะสมเชื้อโรค ยิ่งถ้าหากว่ามีการหมักหมมคราบเศษอาหารบนจานไว้ข้ามคืนยิ่งหนักเลยค่ะ ไม่อย่างนั้นเวลาที่คุณนำมาเช็ดล้างซ้ำไปซ้ำมา หวังที่จะได้จานสะอาดมากขึ้น กลับต้องเจอกับเชื้อโรคบนฟองน้ำไปแทนนะคะ แนะนำให้ล้างให้สะอาดทุกครั้งหลังจากล้างจานเสร็จ ถ้ามีเวลาว่างแนะนำให้อบด้วยไมโครเวฟอีกรอบ และควรเปลี่ยนใหม่เดือนละ 3-4 ครั้ง ถ้าจะให้ดี...ควรแยกฟองน้ำระหว่างล้างแก้วกับล้างจานนะคะ 3. ไม้กวาด ไม้ถูพื้น เป็นที่รู้กันดีว่าทั้งไม้กวาดและไม้ถูพื้นนั้น เป็นด่านหน้าของกิจกรรมการทำความสะอาดบ้านเลยก็ว่าได้ มีกันทุกบ้าน บ้านนึงมีมากกว่า 1 ด้ามอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นถ้าเก็บไม่ดี ไม่รักษาความสะอาด ก็เตรียมตัวรับเชื้อโรคร้ายกันได้เลยค่ะ แนะนำให้นำไปผึ่งแดดฆ่าเชื้อโรคดูบ้าง เคาะเศษฝุ่นให้ออกจากไม้กวาด ส่วนไม้ถูพื้นนั้น หลังจากเสร็จภารกิจควรใส่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคลงไปในน้ำแล้วบิดให้หมาด แล้วนำไปผึ่งแดดให้แห้ง ควรเปลี่ยนผ้าถูใหม่ทุกเดือนนะคะ 4. เครื่องซักผ้า ถามกันก่อนว่าคุณแม่บ้านทั้งหลาย เคยล้างเครื่องซักผ้ากันบ้างหรือเปล่า ? บางคนบ้านใช้มาเป็นสิบปียังไม่เคยล้างเลย อาจจะด้วยความไม่รู้หรืออะไรก็แล้วแต่ เราไม่ว่ากัน แต่ครั้งนี้รู้แล้วก็อย่าละเลยนะคะ เพราะเครื่องซักผ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไว้สำหรับทำความสะอาดเสื้อผ้า เพราะฉะนั้นสิ่งสกปรกตามเสื้อผ้าที่ออกไปไม่หมด ก็จะติดค้างอยู่ที่เครื่องนี่แหละค่ะ สะสมเข้ามากๆ เชื้อโรคต่างๆ ก็ปะปนมากับเสื้อผ้าที่สวมใส่กัน บางคนถึงกับเป็นผื่นแพ้ มีอาการคันกันเลยทีเดียว แนะนำให้นำน้ำส้มสายชู 2-3 ถ้วยตวง ผสมน้ำอุ่น ประมาณ 1-2 ลิตรใส่ลงไปในเครื่องซักผ้า หรือเลือกระดับน้ำสูงสุด หรือ ตั้งโปรแกรมการซักผ้าหนา (โดยไม่ต้องใส่เสื้อผ้าและผงซักฟอก) ปั่นประมาณ 3 นาทีเ พื่อให้น้ำส้มสายชูละลาย แล้วหยุดเครื่องไว้อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เสร็จแล้วให้เครื่องทำงานปกติ (ซัก ล้าง ปั่นแห้ง) เพื่อให้ราและกลิ่นน้ำส้มสายชูหมดไปจากตัวถัง จากนั้นสามารถเดินเครื่อง (ซักโดยที่ไม่มีผ้า) อีก 1-2 ครั้ง  น้ำส้มสายชูจะช่วยล้างคราบเชื้อรา และคราบฝุ่นออกจากถุงซัก และป้องกันการอุดตันได้ด้วย 5. โทรศัพท์มือถือ อันนี้ใกล้ตัวมากจริงๆ แทบจะเป็นอวัยวะที่ 33 ไปแล้วก็ได้ อยู่กับคุณไปทุกที่ ขึ้นรถลงเรือ โยนใส่กระเป๋า วางบนโต๊ะกินข้าว เจอฝุ่นเจอลม และเชื้อโรคต่างๆ โดยที่ไม่รู้ตัว บางคนหน้าเป็นสิวอยู่ข้างเดียว เพราะเวลาคุยโทรศัพท์มักจะเอาแนบไว้กับแก้ม หาทางรักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย จนลืมไปว่าต้นเหตุที่แท้จริงอยู่ที่โทรศัพท์นี่แหละค่ะ ไม่เชื่อลองแกะเคสโทรศัพท์ดูนะคะ ว่าจะเจอฝุ่นเยอะขนาดไหน ? แนะนำว่าให้เช็ดหน้าจอโทรศัพท์ด้วยแอลกอฮอร์ เพื่อฆ่าเชื้อ อาทิตย์ละประมาณ 4-5 ครั้ง หรือถ้าใครขยันจะเช็ดทุกวันก็ได้นะคะ แต่จุ่มกับสำลีหรือผ้าสะอาดบางก็พอค่ะ ไม่ต้องถึงกับเปียกชุ่ม เดี๋ยวจะได้เสียเงินซื้อเครื่องใหม่แทน :) รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Women Mthai Team

ระวัง! โรคติดต่อ จาก ร้านเสริมสวย อาจมีเชื้อราเป็นของแถม
ทำผม /  ร้านเสริมสวย / 

         ความจริงแล้ว เชื้อรา เราสามารถพบได้ทั่วไป ถ้าอุปกรณ์ทำผมชื้น แล้วไม่มีการทำความสะอาดเชื้อราก็จะสะสมได้ หลังจากที่ทำการสุ่มตรวจร้านเสริมสวยมีการพบ เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ในอุปกรณ์เสริมสวย โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่โดนความชื้น เช่น กรรไกรตัดผม แปรงม้วนผม หวี กิ๊บติดผม กรรไกรตัดหนัง ที่แคะเล็บ ตะไบเล็บ ซึ่งมีการปนเปื้อนของเชื้อรา ถึงร้อยละ 85 4 โรคติดต่อ ที่ต้องระวัง คือ 1.โรคเชื้อราผิวหนัง สามารถพบได้จากผ้าเช็ดผม อุปกรณ์ทำผมต่างๆ 2.โรคจากเชื้อไวรัส เช่น โรคหูด 3.โรคจากเชื้อแบคทีเรีย เกิดจากอุปกรณ์ทั่วไปในร้านเสริมสวย 4.โรคติดเชื้อจากปรสิต เช่น ติดเหาจากหวีแปรงต่างๆ         นอกจากนี้ยังมีอีกหลายโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสารเคมีที่ใช้ในร้านเสริมสวย ไม่ว่าจะเป็นยาย้อมผม ดัดผม ทำสี หรือสเปรย์ เบื้องต้นสาวๆ women mthai ควรสังเกตร้านเสริมสวยที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อที่ร่างกายจะได้ไม่รับสารเคมีมากจนเกินไป และควรสังเกตภายในร้านและอุปกรณ์ต่างๆ ว่ามีความสะอาดหรือไม่   เรียบเรียงโดย Women Mthai Team

แจกวิธี ปลูกผักงอก กินเอง ปลอดภัยได้สุขภาพ และห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
กินผัก /  ปลูกผักงอก / 

หากคุณกำลังมองหาพื้นที่ปลูกผักไว้กินเอง และปลอดภัยจากสารพิษ ผักงอก เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนเมืองที่รักสุขภาพ ในปัจจุบันคนเมืองส่วนใหญ่หันมาปลูกผักกินเองมากขึ้น และร่วมสนับสนุนนโยบายกินผัก ผลไม้ อย่างน้อยวันละ 400 กรัม เพื่อห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตามที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้แนะนำ ด้วยเหตุนี้ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมดีๆ “มาปลูกผักกัน ตอน Micro Green สารพัดผักงอก” ซึ่งจัดโดย ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. เพื่อให้ทุกคนปลูกผักได้ด้วยตัวเอง และมีสุขภาพที่ดีด้วย ซึ่งใช้พื้นที่และเวลาพียงเล็กน้อยเท่านั้น ด้าน ป้าตุ๋ย หรือ นางสาวพรพรรณ แววสิงห์งาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผัก เล่าว่า ผักในปัจจุบันตามท้องตลอดมีอยู่มากมาย แต่ก็มีหลายครัวเรือนหันมาเลือกการปลูกผักด้วยตนเองมากขึ้น เพราะผักในท้องตลาดมีสารเคมีปนเปื้อนอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้ายิ่งรับประทานเข้าไปจะโดนทำลายสุขภาพได้โดยตรง การปลูกผักกินเองทำได้ง่ายๆ เพียงแค่นำเมล็ดของผักมาเพาะ ซึ่งจะมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ดังนี้ 1.ผักงอก คือ พืชตระกูลถั่วต่างๆ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ และถั่วแดง ซึ่งถือว่าเป็นชนิดแรกที่เราเริ่มรู้จักการเพาะปลูก เมื่อเพาะเมล็ดแล้วก็จะกลายมาเป็นถั่วงอกที่ทุกคนชอบรับประทานกัน สำหรับถั่วเหลืองและถั่วลันเตาเป็นเมล็ดที่เกิดเป็นเชื้อราง่าย จึงไม่เหมาะที่จะนำมาเพาะ 2.ต้นอ่อน เช่น ทานตะวัน โต้วเหมี่ยว ไควาเระ เป็นเมล็ดที่นำมาเพาะให้เกิดเป็นต้นอ่อน ก็สามารถเก็บมากินได้แล้ว โดยไม่ต้องรอนาน แต่บางชนิดอย่างหัวใช้เถ้าไม่สามารถนำมาเพาะเป็นต้นอ่อนได้ เพราะมีพิษจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ 3. ไมโครกรีน (Micro green) คือ ผักที่มีเมล็ดที่เล็กที่สุด เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า ผักโขม ซึ่งจะเห็นมากตามท้องตลาดทั่วไป ผักชนิดนี้เพียงแตกใบจริงออกมาเพียง 2 -3 ใบ ก็ตัดนำมากินได้แล้ว และมีคุณค่าทางอาหารสูง มาดูวิธีปลูกผักงอกด้วยวิธีง่ายๆ กันค่ะ ถั่วงอก วัตถุดิบที่ต้องเตรียม ดังนี้ 1.เมล็ดถั่ว 2.ภาชนะที่จะใช้เพาะ 3.น้ำเปล่า 4.ผ้าขาว ขั้นตอนการทำ 1.ล้างถั่วให้สะอาด 2-3 ครั้ง (พร้อมกับคัดเมล็ดเสียที่ลอยขึ้นมาทิ้งไป) 2.นำถั่วมาแช่น้ำค้างคืน อย่างน้อย 6-8 ชม. 3.ตักขึ้นมาใส่ภาชนะ และล้างอีกครั้ง 4.ปิดด้วยผ้าขาวบาง 5.รดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง เพียงแค่ 2 วันก็จะได้ต้นถั่วงอกต้นขาวๆ นำไปกินกันได้แล้ว ต้นอ่อน วัตถุดิบที่ต้องเตรียม มีดังนี้ 1.ขี้เถ้าแกลบที่แห้งสนิท 2.เปลือกมะพร้าวสับ 3.เมล็ดผัก 4.ภาชนะที่จะใช้เพาะ 5.น้ำควันไม้ ขั้นตอนการทำ 1.นำเปลือกมะพร้าวสับมาร่อนด้วยตะแกรง แยกใยมะพร้าวออก (ไม่ต้องทิ้งนำมาคลุมดินต่อได้) เพราะถ้าไม่แยกออกจะทำให้การงอกของต้นไม่สม่ำเสมอ 2.นำวัตถุดิบใส่ลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ในอัตรา 2 ส่วน และใส่ขี้เถ้าแกลบตามลงไป 1 ส่วน หากไม่มีขี้เถ้าแกลบใช้ดินปลูกต้นไม้ทั่วไปแทนได้ ใส่ส่วนผสมทั้ง 2 อย่างครบแล้ว 3.รดน้ำด้วยน้ำควันไม้ ให้ชุ่มประมาณ 1 เซนติเมตร น้ำควันไม้จะช่วยลดแมลงหวี่ มด และ ป้องกันเชื้อราได้ระดับหนึ่ง หลังจากนั้นเจาะรูด้านล่างภาชนะเพื่อให้น้ำไหลออก 4.เรียงเมล็ดลงไปในดินที่เตรียมไว้ให้เต็ม โดยไม่ให้เมล็ดซ้อนกัน ถ้าซ้อนกันเสี่ยงที่จะเกิดเชื้อราได้ง่าย และนำส่วนผสมของดินมากลบบางๆ บนเมล็ดอีกครั้งหนึ่ง และรดน้ำอีกครั้ง ตั้งไว้ 2 วันต้นก็จะค่อยๆ งอกขึ้นมา สามารถตัดและกินได้เลย ผัก Micro green วัตถุดิบที่ต้องเตรียม มีดังนี้ 1.ดิน 2.มูลสัตว์ 3.ใบไม้แห้ง 4.เมล็ดผัก 5.ภาชนะที่จะใช้เพาะ 6.น้ำเปล่า ขั้นตอนการทำ 1.เตรียมดิน นำดิน มูลสัตว์ และใบไม้แห้ง (ถ้าไม่มีใบไม้แห้งใช้กากกาแฟแทน) มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน และใช้น้ำ ‘ปลูกผักงอกกินเอง’ ด้วยวิธีง่ายๆ ได้สุขภาพ thaihealthรดลงไปโดยไม่ต้องชุ่มมาก 2.นำวัตถุดิบมาผสมที่เข้ากันดีแล้วมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ 3.ใส่ถุงเอาเชือกปิดถุงไว้ วางไว้ในที่ร่ม 2-3 วัน แล้วนำมาใช้ได้ การเพาะเมล็ด นำดินที่เตรียมไว้แล้วใส่ภาชนะ และโรยเมล็ดลงไปไม่ให้ซ้อนกัน กลบดินบนเมล็ดเล็กน้อย และรดน้ำให้ชุ่ม รอเพียง 10 วันก็ได้จะต้นที่โตนำมาประกอบอาหารได้แล้ว เพียงแค่หาส่วนผสม ใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อย และปลูกด้วยขั้นตอนที่ง่ายๆ เพียงเท่านี้เราก็จะได้ผักที่ปลอดสารเคมี ประหยัดมากขึ้น และยังได้สารอาหารที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย ถ้าอยากได้สุขภาพที่ดีลองปลูกผักทานเองดีกว่าค่ะ เรื่องโดย : ปิยวรรณ นาทุ่งนุ้ย Team Content www.thaihealth.or.th

10 โรคป่วยหน้าหนาว วัยรุ่นระวังให้ดีนะ!
10 อันดับ /  นักศึกษา / 

อากาศเย็นๆ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เพื่อนๆ ก็อย่าเลืมดูแลสุขภาพของตัวเองนะคะ เพราะช่วงหน้าหนาวนี้เนี่ยกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาบอกว่า เพื่อนๆก็สามารถเป็นโรคต่างๆได้ง่าย โดยเชื้อโรคต่างๆจะแฝงมากับลมหนาว ทีนเอ็มไทยนำมาให้เพื่อนๆได้รู้กันไว้ก่อน จะได้ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงกันมากขึ้น ^^ 10 โรคป่วยหน้าหนาว วัยรุ่นระวังให้ดีนะ! 10 โรคป่วยหน้าหนาว วัยรุ่นระวังให้ดีนะ! 1. โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำมูก น้ำลาย สามารถติดต่อกันได้ทางการหายใจ ไอหรือ จามรดกัน เชื้อมักแพร่กระจายในสถานที่แออัดไม่มีอากาศถ่ายเท เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า ตลาดสด โดยอาการจะเริ่มต้นจากการมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บหรือแสบคอ บางคนอาจหนาวสั่น แต่ถ้าเป็นการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ก็มักจะมีอาการรุนแรงกว่าการติดหวัดธรรมดา คือ ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะมาก ปวดตามกล้ามเนื้อ ตามกระดูก คลื่นไส้ กินได้น้อยลง ร่วมกับอาจมีภาวะขาดน้ำหากมีอาการอาเจียนร่วมด้วย และควรระวังโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นตามมา เช่น ปอดบวม หลอดลมอักเสบ คออักเสบ ในเด็กเล็กและผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงมากกว่าช่วงวัยอื่น ๆ 2. โรคหลอดลมอักเสบ เป็นโรคที่อาจเกิดตามหลังไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส จะมีอาการไอและไอมากตอนกลางคืน โดยระยะแรกจะไอแห้ง ๆ มีเสียงแหบและเจ็บหน้าอกมาก เสมหะมีสีเหลืองหรือเขียว มีไข้ อ่อนเพลีย ในเด็กอาจไอมากจนอาเจียน บางรายมีอาการคล้ายหอบหืดจากภาวะหลอดลมหดเกร็งตัว โดยปกติโรคนี้สามารถหายได้เองภายใน 1-3 สัปดาห์ แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ก็อาจลุกลามถึงขั้นปอดอักเสบได้ การรักษาเบื้องต้น คือการพักผ่อนให้มาก ควรดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ เพื่อช่วยให้เสมหะระบายออกได้ง่ายขึ้น หลีกเลี่ยงดื่มน้ำเย็น งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงอยู่ในที่ ที่มีอากาศเสียหรือฝุ่นละอองมาก ๆ 3. โรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ เป็นโรคที่อาจเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดหรือติดจากเชื้อโดยตรงได้ ปอดบวมมักพบในเด็ก สามารถติดต่อได้ทางการหายใจ น้ำมูก น้ำลาย และใช้ของร่วมกัน มีระยะฟักตัวของโรค 1-3 วัน และอาจนานถึง 1 สัปดาห์ในบางราย โรคปอดบวมเป็นโรคที่ควรระวังเป็นอย่างมาก เพราะในปีที่ผ่านมาพบว่าโรคนี้เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของกลุ่มโรคติดเชื้อในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กแรกเกิดถึงขวบปีแรก อาการจะเกิดตามหลังโรคหวัดประมาณ 2-3 วัน ดังนั้นหากพบว่าสงสัยหรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับอาการโดยเฉพาะในเด็กเล็กให้ควรนำมาปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ 4. โรคหัด พบมากในเด็กอายุตั้งแต่ 1-6 ขวบ ติดต่อได้จากการไอ จามรดกัน หรือได้รับละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย เข้าไป โรคหัดมักเกิดในช่วงฤดูหนาวยาวต่อช่วงฤดูร้อน ปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับฉีดป้องกัน อาการของโรคหัดจะเริ่มจากมีไข้ น้ำมูก ไหล ไอ ตาแดง อาการจะรุนแรงมากขึ้น จนมีอาการปวดเมื่อยตัว ถ่ายเหลว ผื่นของไวรัสหัดจะขึ้นราววันที่ 4 หลังรับเชื้อ หลังจากนั้นไข้จะค่อย ๆ ลด เมื่อผื่นกระจายทั่วตัว ระหว่างนั้นต้องระวังการเสียชีวิตจากภาวะโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ อุจจาระร่วง สมองอักเสบ และภาวะทุพ โภชนาการ 5. โรคหัดเยอรมัน เชื้อไวรัสหัดเยอรมัน ทำให้มีไข้ต่ำจนถึงไข้สูง มีผื่นแดงคล้ายหัด แต่ลักษณะผื่นจะใหญ่และเป็นกลุ่ม ๆ กระจายตัวห่างกว่า ในเด็กเล็กจะมีอาการไม่รุนแรงเท่าในผู้ใหญ่ โดยเฉลี่ยจะมีอาการประมาณ 1-5 วัน มีไข้ ผื่นแดงตามตัว อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร สิ่งสำคัญคือ ต้องระมัดระวังไม่ให้ติดเชื้อในระหว่างการตั้งครรภ์ 6. โรคอีสุกอีใส พบว่ามักเกิดในเด็ก แต่พบได้น้อยในผู้ใหญ่ อาการแรกเริ่มจะมีไข้ต่ำ ๆ เหมือนไข้หวัด หลังจากนั้นจะมีผื่นแดง ตุ่มนูนขึ้น และจะเปลี่ยนเป็นตุ่มพองใสประมาณ 2-3 วันนับตั้งแต่เริ่มมีไข้ หลังจากนั้นตุ่มพองใสก็จะกลายเป็นตุ่มหนอง แล้วค่อย ๆ เริ่มแห้งตกสะเก็ด ทั้งนี้ ผื่นอาจขึ้นได้ในคอ ตา และปาก ทำให้กินอาหารได้น้อย เกิดอาการขาดน้ำ โดยทั่วไปหากได้รับการดูแลที่เหมาะสม โรคจะสามารถหายได้โดยตัวเองโดยไม่เกิดโรคแทรกซ้อน 7. โรคอุจจาระร่วง สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสหลายชนิด และมักพบผู้ป่วยได้มากในหน้าหนาว สามารถติดต่อได้จากการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไป นอกจากนี้ยังติดต่อทางน้ำลาย น้ำมูกได้เช่นกัน ลักษณะอาการจะถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเหลวบ่อยครั้ง แม้อาการไม่รุนแรง แต่อาจมีอาการขาดน้ำรุนแรงได้ในบางราย ภาวการณ์การติดเชื้อมักพบได้ในชุมชน ศูนย์ฝากเลี้ยงเด็ก หรือสถานที่ที่มีเด็กอยู่รวมกันเป็นจำนวนมากๆ ดังนั้น การออกกำลังกาย เลือกรับประทานอาหารปรุงสุก ดื่มน้ำสะอาด ก็จะเป็นการป้องกันโรคอุจจาระร่วงได้ 8. โรคตาแดงหรือเยื่อบุตาอักเสบ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในหน้าหนาวเช่นกัน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสคนละชนิดกับโรคตาแดงที่เกิดขึ้นในหน้าร้อน การสัมผัสกับเชื้อมักเกิดจากมือที่สกปรก ไปหยิบจับ หรือสัมผัสกับขี้ตา น้ำตาของผู้ที่เป็นโรคแล้วมาป้ายตา ตัวเอง โรคตาแดงหรือเยื่อบุตาอักเสบสามารถระบาดได้ง่ายโดยเฉพาะในเด็กนักเรียน ส่วนการป้องกันให้หมั่นล้างมือให้สะอาด ไม่เอามือขยี้ตา ไม่คลุกคลีกับคนเป็นโรค เมื่อเป็นโรคควรหยุดงานหรือหยุดเรียน เพื่อไม่ไห้ติดต่อไปยังผู้อื่น 9. โรคผิวหนังแห้งอักเสบ เมื่อผิวกระทบอากาศเย็น ทำให้มีความชื้นสัมพัทธ์น้อยและแห้ง การสูญเสียน้ำออกจากผิวหนังก็จะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผิวหนังเกิดปัญหาแห้งหยาบ เป็นขุย แตก ปัญหานี้ถือว่าเป็นปัญหาที่ก่อความรำคาญ เพราะเมื่อผิวแห้งมากจะรู้สึกคัน ยิ่งอากาศหนาวมาก ๆ จะยิ่งแสบร้อนและคัน หากดูแลไม่ดีอาจเกิดแผลอักเสบจากการเกาจนเลือดออก และมีสิ่งสกปรกเข้าแผลจนเกิดการติดเชื้ออักเสบขึ้นได้ การป้องกัน คือการรักษาความชุ่มชื้นจากภายในและภายนอกร่วมกัน โดยการดื่มน้ำและผลไม้ให้มากขึ้น เปลี่ยนรูปแบบและวิธีการอาบน้ำ โดยลดอุณหภูมิของน้ำลงไม่ควรอาบน้ำร้อนเกิน 34 องศาเซลเซียส ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์หลังอาบน้ำ หากมีผิวแห้งมาก ๆ แนะนำให้ใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นได้นาน และหากผิวหนังแห้งอักเสบรุนแรงหรือคันมาก ๆ ให้รีบไปพบแพทย์ 10. โรคผิวหนัง เช่น เชื้อรา กลาก เกลื้อน การแพ้ทางผิวหนัง จากเสื้อกันหนาวหรือเครื่องนุ่งห่มมือสอง ผู้ที่นิยมชมชอบเสื้อผ้ามือสองต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะแม้ว่าราคาของเสื้อมือสองจะค่อนข้างถูกกว่า แต่ไม่ทราบแน่ชัดถึงที่มา จึงมั่นใจไม่ได้ว่ามีความสะอาดหรือไม่ ทั้งยังอาจนำพาโรคมาสู่ผิวหนังได้อีกด้วย ดังนั้น จะต้องสืบหาที่มาของเสื้อผ้าเหล่านั้นเสียก่อน หรือต้องทำความสะอาดให้ถูกวิธี เช่น การซักล้าง การต้มฆ่าเชื้อ การตรวจสอบรอยด่างดำ รอยคราบสารคัดหลั่ง รวมไปถึงกลิ่นอับชื้นที่ติดอยู่ เพราะนอกจากเชื้อราแล้ว โรคตับอักเสบหรือไวรัส บางชนิด อาจส่งผลร้ายต่อผิวหนังได้ ดังนั้น ควรมีการต้มให้เดือด ซักล้างให้สะอาด ฆ่าเชื้อก่อนและนำไปตากแดดให้แห้งสนิท ก็จะช่วยสร้างความแน่ใจให้กับผิวหนัง เห็น 10 โรคที่อาจแฝงมากับหน้าหนาวแล้ว เพื่อนๆก็อย่าลืมป้องกันและดูแลรักษาสุขภาพกัยด้วยนะคะ ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่สุกและสะอาด ในสัดส่วนที่เหมาะสม ครบทั้ง 5 หมู่ หลีกเลี่ยงสัมผัสกับผู้ป่วย ที่ไม่สบาย แค่นี้คงไม่ยากเกินไปใช่ป่าว ^^ อ๊ะๆ!! แล้วอย่าลืมหมั่นพบคุณหมอ ตรวจสุขภาพด้วยนะคะ ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันก็ดีเหมือนกัน .. โรคอีสุกอีใส โรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม และไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น เกริ่นนำและเรียบเรียงโดย  teen.mthai ที่มา?seal2thai.org