เจ็บปวดที่งดงาม

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร กราบไหว้ศาลหลักเมือง จ.เชียงใหม่
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร /  วัดเชียงใหม่ / 

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร หรือ วัดโชติการาม เป็นสถานที่ประดิษฐานเจดีย์ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ และเป็นพระอารามหลวงเก่าแก่ของเชียงใหม่ ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ที่ถนนพระปกเกล้า มีบริเวณกว้างขวาง ที่สำคัญเพราะวัดนี้เป็นวัดที่ชาวเชียงใหม่ศรัทธากันมากๆ และเป็นที่ตั้งศาลหลักเมืองของเชียงใหม่ หรือเรียกกันว่า หออินทขิล อยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ และมีความสำคัญต่อชาวเชียงใหม่เป็นอย่างมาก วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร วัดเก่าแก่แห่งเมืองเชียงใหม่ ส่วนด้านหน้าประตูทางเข้าวิหาร มีบันไดนาคเลื้อยใช้หางเกี่ยวตวัดขึ้นไปเป็นซุ้มประตูวิหารดูงดงามยิ่ง นาคคู่นี้เป็นฝีมือเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่เดิม ได้ชื่อว่าเป็นนาคที่สวยที่สุดของภาคเหนือ จากประตูหน้าไจะเห็นซุ้มประตูที่สวยงามที่เพิ่งปรับปรุงใหม่ เมื่อเดินเข้ามาในวัด จะเห็นศาลหลักเมืองอยู่ทางซ้ายมือ ภายในศาลหลักเมืองมี เสาอินทขิล สวยงามตั้งอยู่ใจกลาง รายล้อมด้วยภาพเขียนฝาผนังสวย ที่ยังใหม่อยู่เลย เพราะเพิ่งสร้างเสร็จและทำการเปิดให้เข้าไปชม เสาอินทขิล หรือ เสาหลักเมือง สร้างขึ้นเมื่อครั้งพ่อขุนเม็งรายมหาราชสร้างเมืองเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 1839 ประดิษฐานอยู่ในวิหารจตุรมุขทรงไทยหลังเล็กๆ เสาอินทขิลนี้สร้างด้วยไม้ซุงต้นใหญ่ ฝังอยู่ใต้ดิน ทุกปีในวันแรม 12 ค่ำเดือน 8 (เหนือ) หรือประมาณเดือนพฤษภาคมจะมีงาน “เข้าอินทขิล” เพื่อฉลองหลักเมืองนั่นเอง คำบูชาเสาอินทขิล "อินทะขีลัง สิทธิชัยยะ อินทะขีลัง สิทธิชัยยะ อินทะขีลัง มังคะลัตถิ อินทะขีลัง โสตถิมังคะลัง" ออกมาจากศาลหลักเมือง ก็เป็นวิหารของวัดเจดีย์หลวง ทางเข้าเป็นบันไดนาคที่หางของสองตัวนั้นพาดไปเกลียวกันเป็นซุ้มประตูสวยงาม ก่อนเข้าไปต้องเช็คเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย มิดชิด ถ้าไม่แล้ว ทางวัดก็มีเสื้อคลุมให้ใส่แต่งกายให้เรียบร้อยด้วย เมื่อเข้าไปแล้ว จะเห็นวิหารสวยงาม กว้างและสูง มีภาพเขียนและลวดลายสวยงาม มีการตกแต่งด้วยโคมและตุงแบบล้านนา ได้บรรยากาศของวัดเมืองเหนือ มีพระประธานเป็น พระพุทธอัฏฐารส ด้านหน้าจะมีดอกไม้ธูปเทียนให้บูชา รวมถึงตุงประจำปีเกิด ซื้อแขวนเป็นสิริมงคลพระพุทธอัฏฐารส พร้อมทั้งนั่งชมความสวยงามในวิหารอยู่อีกสักพัก มีนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยแวะเวียนกันเข้ามาเรื่อยๆ มากราบสักการะ ออกจากวิหารแล้ว เดินเข้ามาด้านหลัง ก็จะเจอกับพระเอกของเรา ที่มาของชื่อ วัดเจดีย์หลวง คือ เจดีย์หลวง ที่เก่าแก่นั่นเอง เป็นเจดีย์ที่ใหญ่และสวยงามมาก สามารถมองแล้วจินตนาการถึงตอนที่เจดีย์ยังสวยงามครบสมบูรณ์นั้น จะต้องเป็นเจดีย์ที่งดงาม มีเอกลักษณ์ ตรึงตาผู้ที่ได้พบเป็นอย่างมากแน่นอน เจดีย์จะแบ่งออกเป็นสี่ด้าน แต่ละด้านจะมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ รอบๆฐานเจดีย์มีช้างเผือก และพญานาคที่บันไดทางขึ้นแต่ละด้าน ซึ่งถูกกาลเวลากัดกร่อนไปมากแล้ว แต่ยังเหลือเค้าให้ได้เห็นความสวยงามแต่ครั้งโบราณอยุ่ ด้านหลังของเจดีย์หลวงเป็น แบบจำลองพระธาตุประจำปีเกิดต่างๆ ที่เค้ามีความเชื่อกันว่า พระธาตุนี้เป็นพระธาตุประจำวันเกิดที่นี่ จังหวัดนี้ เช่นคนเกิดปีขาล ต้องไปไหว้พระธาตุช่อแฮ ที่จังหวัดแพร่ แต่ที่มีของทุกปีเกิด ไม่ต้องไปไหนไกล ไหว้และทำบุญกันได้ทั้งครอบครัวเลย นอกจากนี้ด้านหลังยังมีศาลาธรรม ศาลาวัดพระนอน ให้ได้กราบสักการะอีกด้วย ในวัดยังมีพระเจ้าทันใจ ซึ่งเป็นพระที่มีความศักดิ์สิทธิ์เรื่องการอธิษฐานขอสิ่งที่ปรารถนา ให้สำเร็จรวดเร็วทันใจ ซึ่งที่เชียงใหม่นี้ แทบทุกวัดจะมีพระเจ้าทันใจตั้งอยู่ แต่ที่เป็นที่นิยมเลื่องลือสุดจะเป็นพระเจ้าทันใจที่พระธาตุดอยคำ นอกจากสิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว รอบบริเวณวัดยังมีสิ่งที่น่าสนใจรอให้ผู้มาเยี่ยมเยือนได้ชม ทั้งวิหารบูรพาจารย์  วิหารพระอาจารย์มั่น ศาลารายประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ หอธรรมและพิพิธภัณฑ์  และศาลยักกุมภัณฑ์  หากใครได้มาเที่ยวเชียงใหม่ ก็ไม่ควรพลาดการมาสักการะพระชมวัดสำคัญคู่เมือง เช่นวัดเจดีย์หลวงวิหารแห่งนี้ ที่ตั้ง : 103 ถ. พระปกเกล้า ต. พระสิงห์ อ.เมือง จ. เชียงใหม่ ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก ททท, gonorththailand และ Facebook เจดีย์หลวงวรวิหาร

แหล่งไหว้พระเสริมศิริมงคล รับเทศกาล ตรุษจีน 2559
ตรุษจีน /  ศาลเจ้า / 

เทศกาล ตรุษจีน 2559 วนมาถึงอีกครั้ง ทางทีมงาน travel mthai ขอแนะนำสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญมาให้เหล่าสมาชิกผู้อ่านทุกท่านได้ไปเสริมศิริมงคลต้อนรับปีใหม่จีนกัน จะมีที่ไหนบ้าง? ลองมาติดตามกัน แหล่งไหว้พระเสริมศิริมงคล รับเทศกาล ตรุษจีน 2559 วัดเล่งเน่ยยี่ เยาวราช วัดมังกรกมลวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ ที่เยาวราชแห่งนี้ ต้องขอยกให้เป็นสถานที่ๆ ชาวจีน และคนไทยเชื้อสายจีนทุกคนต่างมุ่งหน้ามาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กันที่นี่ เพราะวัดเล่งเน่ยยี่เลื่องชื่อด้านการสะเดาะเคราะห์แก้ชง ตรุษจีนของทุกปีทางวัดก็จะจัดพิธีสะเดาะเคราะห์แก้ชงให้กับผู้เกิดปีชงกันทุกปี ส่วนหนึ่งของพิธีการสะเดาะเคราะห์ คือการนำชุดไหว้ไปไหว้ เทพไท้ส่วยเอี๊ย เทพเจ้าแห่งดวงชะตา ให้ปราศจากอันตราย พร้อมทั้งลงชื่อสวดเสริมสิริมงคล นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองแก่ชีวิต วัดเล่งเน่ยยี่ 2 จ.นนทบุรี หากไม่สะดวกไปวัดเล่งเน่ยยี่ เยาวราช ก็สามารถไป วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ 2 ย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี ได้ ความงดงามและภูมิทัศน์ของวัดนี้กินขาด จะหาวัดจีนที่งดงามกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว แม้จะเพิ่งสร้างเสร็จไม่นานมานี้แต่ผู้คนไปกันเนืองแน่นแทบทุกวัน มีผู้แนะนำว่า ใครกำลังเดินผ่านซุ้มประตูวัดขนาดใหญ่ 3 บาน ให้ตั้งจิตอธิษฐานในสิ่งที่ดีงาม เนื่องจากชาวจีนเชื่อว่าประตู 3 บานเป็นประตูมงคลที่จะดลบันดาลอำนาจ วาสนา บารมีให้ผู้ลอด เมื่อเข้าไปแล้วไหว้พระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ และเทพเจ้าตามความเชื่อต่างๆ ให้เรียบร้อย อย่าลืมไหว้ เทพเจ้าไท้ซ่วยเอี๊ย ผู้คุ้มครองดวงชะตาของเรา บูชาด้วยกระดาษแดง เขียนวันเดือนปีเกิดฝากไว้กับวัดเพื่อให้ท่านคุ้มครอง ศาลเจ้าพ่อเสือ ถนนตะนาว ศาจเจ้าพ่อเสือ ได้ชื่อว่าเป็นศาลเจ้าในกรุงเทพฯ ที่ผู้คนให้ความศรัทธาอย่างมาก ทุกวันจะมีคนไปไหว้คับคั่ง ผู้ที่มาไหว้ล้วนมีความเชื่อว่า จะช่วยเสริมสร้างอำนาจบารมีให้กับตัวเอง เป็นที่ครั่นคร้ามเกรงขามของคนอื่น ความศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งที่ลือชื่อของ เจ้าพ่อเสือ คือหากใครได้ขอพรกับท่านแล้วมักสำเร็จสมความประสงค์ทุกประการ ศาลเจ้าพ่อเสือ ตั้งอยู่เลขที่ ๔๖๘ ถนนตะนาว ใกล้เสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นศาลเจ้าจีนแต้จิ๋วที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่ง คนจีนเรียกกันว่า ตั่วเล่าเอี้ย เป็นศาลเจ้าที่ประดิษฐาน เฮี้ยงเทียนเซียงตี่, รูปเจ้าพ่อเสือ, เจ้าพ่อกวนอู และ เจ้าแม่ทับทิม เป็นที่เคารพนับถือของทั้งชาวไทย และจีนเป็นอย่างมาก ศาลเจ้าปุงเถ่ากง จ.เชียงใหม่ เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่สุดในเชียงใหม่ สร้างขึ้นจากแรงศรัทธาของเหล่าบรรพชนชาวจีนโพ้นทะเล อาคารหลังเดิมสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ต่อมามีการปรับปรุงใหม่ เชื่อกันว่าศาลเจ้าแห่งนี้ใครมาไหว้จะให้แต่ความโชคดีเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับครอบครัว ภายในศาลเจ้าจะมีรูปปั้นของ “ปุงเถ่ากง” ซึ่งเป็นเสมือน “อาก๋ง” และรูปปั้นของ “ปุงเถ่าม่า” หรือ “อาม่า” เชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษของชาวไทยเชื้อสายจีน ชาวจีนนิยมมาขอพร เพื่อให้สอบได้ ขอให้หายป่วย ร่ำรวย หรือค้าขายดี เฮง เฮง เฮง นอกจากนั้นภายในศาลยังมีรูปเทพเจ้าตามผนังกำแพง อีก 8 แห่ง ที่จะเป็นจุดที่สักการะ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณ จ.สุพรรณบุรี เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสุพรรณบุรี ควรไปไหว้ให้ตรงกับช่วงจัดงาน “อภินิหารมังกรสวรรค์ ตรุษจีนสุพรรณบุรี” ไปขอพรจากองค์ “เง็กเซียนฮ่องเต้” เพื่อให้มีวาสนา บารมี ในบริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ยังมี “อาคารทรงมังกร” ซึ่งเป็นอาคารที่มีรูปปั้นมังกรขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ด้านบนอาคาร ที่มีความยาวถึง 135 เมตร สูง 35 เมตร นอกจากนี้ทางเข้าของศาลเจ้าพ่อหลักเมืองยังมีมังกรพันเสาสูง 22 เมตร สวยงามเด่นตระการตาอยู่หน้าทางเข้าศาล ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ จ.ชลบุรี ตั้งอยู่ที่ตำบลอ่างศิลา มีเนื้อที่ 4 ไร่ มีตึก 4 ชั้น ภายในโอ่โถงตระการตาด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีน เป็นศาลเจ้าที่ชาวจีนจากทั่วสารทิศให้ความศรัทธา เพราะเป็นที่สถิตของเทพเจ้าจีนหลายองค์ เช่น เจ้าแม่กวนอิมพันมือโดยเฉพาะเทพเจ้าแห่งความสำเร็จในพรทุกประการอย่าง ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ หรือ วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม เป็นศาลเจ้าที่สวยงามอลังการ ประดับประดาด้วยสีสันลวดลายมังกร ทั้งสีทอง สีแดง สีเขียว เวลาต้องแสงอาทิตย์แล้วงดงามเกินบรรยาย ยิ่งเดินขึ้นไปชั้นบนของตึกสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ชายทะเลอ่างศิลา มาไหว้พระที่นี่ได้บริสุทธิ์ใจและกายไปพร้อมๆกัน ศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ ตรุษจีนทุกปีผู้คนจะหลั่งไหลไปเมืองปากน้ำโพเพื่อไหว้ขอพรเจ้าพ่อเจ้าแม่ ซึ่งทำสืบเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 จะมีขบวนแห่มังกรและสิงโตที่ยิ่งใหญ่ ชาวจีนมีความเชื่อมาแต่โบราณว่า มังกรเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งที่บันดาล ประโยชน์อย่างมากแก่มนุษย์ เช่น ทำให้เกิดฝน ลม ไฟ และฤดูกาลต่างๆ จึงควรแห่แหนเพื่อแสดงความกตัญญู ส่วนสิงโตนั้นเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญมั่นคงและสูงศักดิ์ ดังนั้น เพื่อความเป็นสิริมงคลจึงแห่สิงโตขับไล่สิ่งชั่วร้ายและนำมาซึ่งโชคลาภ จึงมีการอัญเชิญเจ้าซึ่งเป็นรูปเคารพประจำศาลเจ้าต่างๆ ในชุมชนออกแห่แหนให้ประชาชนได้สักการบูชา ศาลเจ้าวัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา หากจะออกต่างจังหวัดไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แนะนำให้ไปไหว้ “พระพุทธไตรรัตนนายก” วัดพนัญเชิงวรวิหาร หรือที่ชาวบ้านเรียก หลวงพ่อโต หลวงพ่อซำปอกง และหลวงพ่อพนัญเชิง พระศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองกรุงเก่า ทางวัดมีการจัดงานช่วงตรุษจีนทุกปีวันที่ 12 ก.พ. ทางวัดจะเปิดวิหารหลวงพ่อโตให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชาพรกันแบบเต็มอิ่ม เรื่องความเชื่อความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อพนัญเชิงได้รับการกล่าวขานกันมานาน ใครไปไหว้ขอพร เชื่อว่าจะดลบันดาลให้ชีวิตของผู้นั้นแคล้วคลาดปลอดภัยทุกเมื่อโดยเฉพาะในการเดินทางใกล้ไกล และขอพรอะไรก็มักสมหวัง ที่มา : http://www.xn--l3cjf8d8bveb.com/   ,   รวบรวมโดย : Travel MThai

รู้ไว้ไม่มีพลาด! คาดการณ์ช่วงเวลาดอกซากุระผลิบานในญี่ปุ่น 2016
ซากุระญี่ปุ่น /  ซากุระบาน / 

ประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก เที่ยวได้ตลอดทั้งปี การได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นของหลายๆ นอกจากจะได้เห็นวัฒนธรรม สังคม แฟชั่น และธรรมชาติ ถ้าพูดถึงธรรมชาตินอกจากภูเขาไฟฟูจิที่เป็น singnature แล้ว อีกหนึ่งสิ่งก็คือการได้ชมดอกซากุระ สัญญาณของธรรมชาติที่บอกว่า ฤดูใบไม้ผลิได้มาถึงแล้ว! วันนี้ Travel.mthai นำ ตารางเทศกาลชมดอกซากุระที่ญี่ปุ่น 2016 มาฝากกัน พร้อมกับแนะนำ 7 สถานที่ชมดอกซากุระ ให้เพื่อนๆ เลือกเที่ยวได้ตามเมืองต่างๆ ด้วย เช็คตาราง! เทศกาลชมดอกซากุระที่ญี่ปุ่น 2016 เทศกาลชมดอกไม้ หรือในภาษาญี่ปุ่น คือ ฮานามิ (Hanami) เป็นเทศกาลที่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวหรือคนญี่ปุ่นเองตั้งตารอคอย เพื่อที่จะมาชื่นชมความงามของดอกซากุระสีชมพูที่ผลิบานเต็มต้น ดอกซากุระในประเทศญี่ปุ่น มีสายพันธุ์กว่า 300 ชนิด! ซึ่งมีความแตกต่างกันไปตั้งแต่ ฟอร์มของลำต้น สี และจำนวนกลีบดอก รวมถึงช่วงเวลาในการบานที่ไม่พร้อมกัน อีกทั้งข้อจำกัดในเรื่องของเวลา ที่ดอกซากุระจะคงความงดงามอยู่บนต้น ที่ส่วนใหญ่หลังจากที่มีการผลิบานเต็มที่ จะคงอยู่บนต้นเพียง 6 - 8 วันก็ร่วงโรยไป (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ หากมีฝนตกมาก จะทำให้ซากุระร่วงเร็วขึ้น) จึงเป็นเสน่ห์ของธรรมขาติ ที่ถูกส่งต่อเป็นวัฒนธรรมยาวนานกว่า 1,000 ปี ตารางประมาณการ เทศกาลชมดอกซากุระที่ญี่ปุ่น 2016 ภูมิภาค : Hokkaido and Tohoku  *วันที่เริ่มบาน - วันที่ผลิบานเต็มที่ (full bloom) เมือง Sapporo : 29 เมษายน - 3 พฤษภาคม เมือง Muroran : 2 พฤษภาคม - 7 พฤษภาคม เมือง Hakodate : 26 เมษายน - 1 พฤษภาคม เมือง Aomori : 19 เมษายน - 23 เมษายน เมือง Morioka : 13 เมษายน - 20 เมษายน เมือง Sendai : 6 เมษายน - 11 เมษายน เมือง Akita : 14 เมษายน - 18 เมษายน เมือง Yamagata : 10 เมษายน - 14 เมษายน เมือง Fukushima : 4 เมษายน - 8 เมษายน ภูมิภาค : Kanto and Koshin *วันที่เริ่มบาน - วันที่ผลิบานเต็มที่ (full bloom) เมือง Tokyo 22 มีนาคม - 29 มีนาคม เมือง Mito 29 มีนาคม - 5 เมษายน เมือง Utsunomiya 28 มีนาคม - 4 เมษายน เมือง Maebashi 27 มีนาคม - 3 เมษายน เมือง Kumagai 26 มีนาคม - 1 เมษายน เมือง Choshi 1 เมษายน - 8 เมษายน เมือง Yokohama 25 มีนาคม - 1 เมษายน เมือง Kofu 22 มีนาคม - 29 มีนาคม เมือง Nagano 4 เมษายน - 10 เมษายน ภูมิภาค : Tokai and Hokuriku *วันที่เริ่มบาน - วันที่ผลิบานเต็มที่ (full bloom) เมือง Nagoya 22 มีนาคม - 31 มีนาคม เมือง Niigata 6 มีนาคม - 11 เมษายน เมือง Toyama 2 เมษายน - 7 เมษายน เมือง Kanazawa 3 เมษายน - 9 เมษายน เมือง Fukui 2 เมษายน - 7 เมษายน เมือง Gifu 23 มีนาคม - 30 มีนาคม เมือง Shizuoka 25 มีนาคม - 2 เมษายน เมือง Tsu 28 มีนาคม - 1 เมษายน ภูมิภาค : Kansai *วันที่เริ่มบาน - วันที่ผลิบานเต็มที่ (full bloom) เมือง Osaka 28 มีนาคม - 4 เมษายน เมือง Hikone 1 เมษายน - 8 เมษายน เมือง Kyoto 26 มีนาคม - 3 เมษายน เมือง Kobe 28 มีนาคม - 5 เมษายน เมือง Nara 26 มีนาคม - 1 เมษายน เมือง Wakayama 27 มีนาคม - 3 เมษายน ภูมิภาค : Chugoku and Shikoku *วันที่เริ่มบาน - วันที่ผลิบานเต็มที่ (full bloom) เมือง Hiroshima 26 มีนาคม - 4 เมษายน เมือง Tottori 28 มีนาคม - 5 เมษายน เมือง Matsue 29 มีนาคม - 5 เมษายน เมือง Okayama 28 มีนาคม - 4 เมษายน เมือง Shimonoseki 26 มีนาคม - 4 เมษายน เมือง Tokushima 29 มีนาคม - 5 เมษายน เมือง Takamatsu 28 มีนาคม - 5 เมษายน เมือง Matsuyama 25 มีนาคม - 4 เมษายน เมือง Kochi 24 มีนาคม - 31 มีนาคม ภูมิภาค : Kyushu *วันที่เริ่มบาน - วันที่ผลิบานเต็มที่ (full bloom) เมือง Fukuoka 23 มีนาคม - 31 มีนาคม เมือง Saga 26 มีนาคม - 3 เมษายน เมือง Nagasaki 24 มีนาคม - 2 เมษายน เมือง Kumamoto 24 มีนาคม - 1 เมษายน เมือง Oita 25 มีนาคม - 4 เมษายน เมือง Miyazaki 29 มีนาคม - 6 เมษายน เมือง Kagoshima 5 เมษายน - 14 เมษายน แนะนำ 7 สถานที่ชมดอกซากุระที่ญี่ปุ่น 2016 1. เมืองโตเกียว (Tokyo) : สวนสาธารณะอุเอะโนะ (Ueno Park), สวนสาธารณะชินจูกุเกียวเอน (Shinjuku Gyoen), ชิโดริกาฟุจิ(Chidorigafuchi), สวนสาธารณะสุมิดะ (Sumida Park), สุสานโอยามะ (Aoyama Cemetery), สวนพฤกษศาสตร์โคอิชิคาวะ(Koishikawa Botanical Garden), สวนสาธารณะอิโนคาชิระ (Inokashira Park) 2. เมืองโยโกฮาม่า (Yokohama) : สวนสาธารณะคามอนยาม่า (Kamonyama Park), สวนซังเคเอ็น (SAnkeien) 3. เมืองคามาคุระ (Kamakura) : ดันคาสุระ(Dankazura) 4. เมืองนาโงย่า (Nagoya) : ปราสาทนาโงย่า (Nagoya Castle) 5. เมืองเกียวโต (Kyoto) : สวนสาธารณะมารุยาม่า (Maruyama Park), เส้นทางนักปราชญ์ (Philosopher’s Trail), ศาลเจ้าเฮอัน (Heian Shrine), อาราชิยาม่า (Arashiyama), ริมแม่น้ำกาโม่ (Kamogawa), วัดไดโกจิ (Daigoji), ศาลเจ้าฮิราโน่ (Hirano Shrine), คลองโอคาซากิ (Okazaki Canal) 6. เมืองฮิเมจิ (Himeji) : ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) 7. เมืองอาโอโมริ (Aomori) : ปราสาทฮิโรซากิ (Hirosaki Castle) ขอบคุณข้อมูลจาก www.otenki.jp, http://www.his-bkk.com/

ชม 2 คลิปเบื้องหลัง The Revenant ที่จะสะท้อนความยากลำบากที่ ฮิวจ์ กลาส ต้องเผชิญ
Babel /  Birdman / 

ผู้กำกับรางวัลออสการ์ อเลฮานโดร จี อินาร์ริตู นำตำนานของฮิวจ์ กลาสมาสู่จอภาพยนตร์ใน The Revenant เรื่องราวการผจญภัยอันยิ่งใหญ่ในพรมแดนอเมริกันที่ยังไม่ได้รับการสำรวจในยุคศตวรรษที่ 19 ภาพยนตร์เรื่องนี้จะนำผู้ชมไปสัมผัสความงามอันยากจะเปรียบได้ ความลึกลับ และความอันตรายของการใช้ชีวิตในอเมริกายุคปี 1823 โดยสำรวจการเปลี่ยนแปลงของชายคนหนึ่งในภารกิจเพื่อการอยู่รอด การถ่ายทำหนังเรื่องนี้ในที่รกร้างสะท้อนความยากลำบากซึ่งกลาสและคณะเดินทางต้องเผชิญในยุคศตวรรษ 1800 อินาร์ริตูรวมถึงนักแสดงและทีมงานทั้งหมดเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น รวมถึงความท้าทายของการถ่ายทำในแคนาดาและอาร์เจนตินาซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้และมีธรรมชาติที่ไม่เคยมีใครได้สัมผัสมาก่อน ทั้งนี้เพื่อจะได้เข้าใจประสบการณ์ของนักวางกับดักช่วงต้นยุคศตวรรษที่ 19 อินาร์ริตูร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับนักแสดงผู้ชนะรางวัลลูกโลกทองคำและผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ในบทบาทสุดพิเศษที่ต้องใช้ร่างกายอย่างหนักหน่วงและเน้นความดิบเถื่อนทางอารมณ์ ด้วยการทำงานกับนักแสดงผู้ชนะรางวัล BAFTA ทอม ฮาร์ดี้ และนักแสดงผู้ได้รับการยกย่องอย่าง ดอมนัลล์ กลีสัน และ วิล โพลเตอร์ อินาร์ริตูนำทีมนักแสดงจากหลายประเทศรวมถึงนักแสดงชาวอเมริกันพื้นเมืองไปสู่อดีตที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน เขากลับมาร่วมงานกับผู้กำกับภาพรางวัลออสการ์ เอมมานูเอล “ชิโว” ลูเบซกี เพื่อนำเอาสไตล์การถ่ายทำอันเป็นเอกลักษณ์ออกไปยังพื้นที่กลางแจ้ง ด้วยกล้องที่ลอยไปทั่วพื้นที่และบางครั้งก็เข้าใกล้มากจนเห็นลมหายใจของตัวละครได้ และอินาร์ริตูยังได้ขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาทางประวัติศาสตร์อย่างใกล้ชิดเพื่อความถูกต้องสมจริงในการสำรวจสงครามแย่งชิงดินแดนกับชนพื้นเมืองซึ่งจะกลายเป็นตำนานเล่าขานในเวลาต่อมา ตำนานของกลาสเริ่มต้นขึ้นในปี 1823 เมื่อเขาอยู่ในกลุ่มคนนับพันๆ ที่เข้าร่วมในอุตสาหกรรมขนสัตว์อันเป็นพลังขับเคลื่อนใหม่ในเศรษฐกิจสหรัฐ ในเวลานั้นหลายคนมองว่าโลกธรรมชาติเป็นสิ่งไร้ความคิดจิตใจซึ่งจำเป็นต้องถูกพิชิตและกำราบโดยมนุษย์ผู้เข้มแข็ง คนเหล่านี้จึงไหลบ่าเข้าไปสู่ดินแดนใหม่ ล่องไปตามแม่น้ำที่ไม่อยู่ในแผนที่ หายตัวไปในป่ารกชัน ค้นหาความตื่นเต้นและการผจญภัยรวมถึงผลกำไรด้วย โดยบ่อยครั้งต้องห้ำหั่นกับชนพื้นเมืองซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้มาเป็นเวลานาน คนเหล่านี้จำนวนมากต้องมาตายโดยไม่มีใครรู้ชื่อ แต่กลาสกลับเป็นส่วนหนึ่งของตำนานพื้นบ้านอเมริกันด้วยการยืนกรานที่จะไม่ยอมตาย ตำนานเริ่มต้นขึ้นหลังจากเขาได้เผชิญหน้ากับภัยอันตรายที่น่าเกรงขามที่สุดในแดนตะวันตก นั่นคือหมี กริซลีที่กำลังตื่น เหตุการณ์นี้น่าจะเป็นจุดจบแม้กระทั่งกับนักบุกเบิกที่ผ่านการทดสอบมาแล้วมากมาย แต่ไม่ใช่กับกลาส ในเรื่องที่อินาร์ริตูเล่า กลาสผู้ถูกหมีขย้ำดิ้นรนเอาชีวิตรอด จากนั้นก็มาถูกเพื่อนมนุษย์หักหลังซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาไปต่อไม่ว่าจะสูญเสียอะไรไปก็ตาม แม้เผชิญความสูญเสียอย่างหนักหน่วง กลาสก็รวบรวมกำลังลุกขึ้นมาจากหลุม กระเสือกกระสนฝ่าอันตรายที่ไม่รู้จักและวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคยในการเดินทางซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการปิดบัญชีแค้นแต่เป็นการไถ่ถอนบาปด้วย ขณะที่กลาสเดินทางผ่านเขตพรมแดนที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เขาก็เริ่มปฏิเสธแรงกระตุ้นในการทำลายล้างที่เคยผลักดันเขา เขาได้กลายเป็น “เรเวแนนท์” หรือผู้ฟื้นคืนชีพจากความตาย ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอเสริมว่า “The Revenant เป็นการเดินทางที่น่าเหลือเชื่อผ่านสภาพอากาศอันโหดร้ายในดินแดนอเมริกาที่ยังไม่ได้รับการสำรวจ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพลังใจของมนุษย์ เรื่องของฮิวจ์ กลาสเป็นตำนานที่มักเล่ากันในการชุมนุมรอบกองไฟ แต่อเลฮานโดรใช้ตำนานพื้นบ้านนี้ในการสำรวจว่าการที่โชคชะตาไม่เข้าข้างนั้นเป็นอย่างไร จิตใจของมนุษย์จะทนรับอะไรได้แค่ไหน และเมื่ออดทนแล้วจะเกิดอะไรขึ้น”  “โครงการนี้เป็นความฝันของผมมากว่าห้าปีแล้วครับ” อินาร์ริตูกล่าว “เป็นเรื่องราวที่เข้มข้นหนักหน่วงในฉากยิ่งใหญ่งดงามซึ่งสำรวจชีวิตของนักวางกับดักที่เติบโตทางจิตวิญญาณขณะที่ต้องทุกข์ทรมานทางกายอย่างหนัก แม้ว่าเรื่องราวของกลาสส่วนใหญ่เป็นเพียงเรื่องเล่าขาน แต่เราก็พยายามนำเสนอภาพให้ตรงตามสิ่งที่คนเหล่านี้ต้องเผชิญในดินแดนที่ไร้ความเจริญนี้ เราฝ่าฟันความยากลำบากทั้งในเชิงกายภาพและเชิงเทคนิคเพื่อเค้นความรู้สึกที่แท้จริงทั้งหมดออกมาจากการผจญภัยอันน่าทึ่งนี้” อินาร์ริตูหลงใหลแนวคิดที่ว่าภัยอันตรายช่วยเผยแก่นแท้ของเราและให้เราได้เห็นว่าอะไรที่หล่อเลี้ยงเราไว้ มันช่วยขุดเอาสิ่งซึ่งอาจยังหลบซ่อนอยู่ถ้าประตูสู่ความตายยังไม่เปิดออก นักปีนเขา เรนโฮลด์ เมสเนอร์ เคยกล่าวถึงการเผชิญหน้ากับอันตรายตามธรรมชาติเอาไว้ว่า “เราไม่ได้เรียนรู้ว่าเรายิ่งใหญ่แค่ไหน แต่ได้เรียนรู้ว่าเราเปราะบาง อ่อนแอ และหวาดกลัวได้มากแค่ไหน คุณจะเข้าใจก็ต่อเมื่อได้เผชิญอันตรายอันใหญ่หลวงเท่านั้น” นักออกแบบเครื่องแต่งกาย แจกเกอลีน เวสต์ เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้โดยกล่าวว่า “กลาสเป็นตัวละครที่ได้สัมผัสความตายของตัวเอง ซึ่งนับเป็นสิ่งที่ทรงพลัง” ติดตามเรื่องราวของ ฮิวจ์ กลาส ได้ใน The Revenant – ต้องรอด 4 กุมภาพันธ์นี้ในโรงภาพยนตร์

๑๒ เมนู
กระเช้าสีดา /  กลีบลำดวน / 

ว่าด้วยเรื่อง "ขนมไทย" มีอยู่มากมายหลายอย่าง วันนี้ลองมาทำความรู้จักกับขนมไทย แต่ละชนิดเรียกว่าหาทานได้ยาก ลักษณะเด่นๆของขนมไทยนั้น จะมีรสชาติ หวาน มัน เนื่องจากน้ำตาลมักใช้น้ำตาลมะพร้าวที่มีกลิ่นหอม ส่วนความมันมักใช้กะทิคั้นสด เน้นเอาหัวๆ เมื่อผสม คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้ว จึงเป็นขนมไทยนานาชนิด ที่มีเอกลักษณ์ของความหวาน มัน ประกอบกับการตั้งชื่อขนมแต่ละชนิด จะเน้นชื่อที่เป็นมงคลในแบบฉบับของไทย เมนู "ขนมไทย" ที่หาทานได้ยาก ๑. ขนมบุหลันดั้นเมฆ “บุหลันดั้นเมฆ”  เป็นขนมที่มีที่มาจากในวัง ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลง “บุหลันลอยเลื่อน” อันเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒  รูปลักษณ์จะคล้ายคลึงกับขนมน้ำดอกไม้ หากแต่สีสันจะเลียนแบบดวงจันทร์ที่ลองอยู่ท่าม กลางท้องฟ้า ตามเพลงพระราชนิพนธ์  ส่วนประกอบด้านนอกจะประกอบไปด้วยแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำตาลทราย และได้สีจากน้ำดอกอัญชัน  ในส่วนไส้ตรงกลางจะใช้ไข่ กะทิ น้ำตาลมะพร้าวเป็นส่วนประกอบ สามารถให้เป็นของฝากผู้ใหญ่ หรือคนในครอบครัว นับว่าเป็นเมนูขนมไทยแสนประณีตอีกหนึ่งชนิด ---------------------------------------- ๒. ขนมชั้น “ขนมชั้น” มีรสชาติหวานละมุนลิ้น และมีกลิ่นหอมใบเตย  จัดเป็นขนมมงคลที่นิยมใช้ตามงานมงคลต่างๆ คนโบราณมีความเชื่อว่า หากสามารถทำได้ถึง ๙ ชั้น จะทำให้มีสิริมงคลก้าวหน้าและเจริญรุ่งเรืองในตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าภาพผู้จัดงาน หรืองานมงคลสมรสบ่าวสาว ปัจจุบันมีการนำมาดัดแปลงประดิษฐ์เป็นช่อดอกกุหลาบ หรือช่อดอกไม้ต่างๆตามสมัยนิยมและมีความสวยงามไม่แพ้ขนมชนิดอื่นเลย ---------------------------------------- ๓. ขนมจ่ามงกุฎ (ดาราทอง หรือ ทองเอกกระจัง) "จ่ามงกุฏ" จัดเป็นขนมในราชสำนัก ใช้สำหรับเครื่องเสวยถวายพระเจ้าแผ่นดินในอดีต มีมาตั้งแต่ร.๒ มีความหมายที่ดี หมายถึงหัวหน้าผู้เป็นใหญ่ จึงนิยมมอบให้กับผู้ที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง เนื่องจากมีวิธีทำที่ค่อนข้างยาก ประณีตและต้องอาศัยศิลปะในการทำสูงกว่าขนมชนิดอื่น แต่เดิมสูตรไทยโบราณจะไม่มีส่วนผสมของไข่ มีเพียงแป้ง กะทิและน้ำตาล ปัจจุบันหาทานได้ยากมาก จะมีขายเพียงรุ่นที่สืบทอดกันมา (ย่านตลาดน้ำอัมพวา) รูปลักษณ์จะเป็นสีเขียว มีโรยแป้งทอด ต่อมาได้รับวัฒนธรรมตะวันตก ประกวดในงานฉลองปีใหม่ในสมัยจอมพล แปลก พิบูลสงคราม คนทั่วไปรู้จักในชื่อว่า "ดาราทอง" หรือ "ทองเอกกระจัง" (ตัวขนมใช้สูตรเดียวกับขนมทองเอก) ขนมชนิดนี้มีส่วนผสมของไข่และเมล็ดแตงโม รวมถึงแผ่นทองคำเปลวประดับตกแต่งเข้ามา คล้ายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เป็นรูปดาว ดังรูปลักษณ์คล้ายมงกุฏสีทองดั่งที่เราเห็นในปัจจุบันนั้น มีความคล้ายคลึงกับมงกุฏของฝรั่ง ทำให้รู้จักกันในนามของขนม "จ่ามงกุฏ" ค่อนข้างมากกว่าดาราทอง หรือ ทองเอกกระจัง หรือเรียกได้ว่าเป็นจ่ามงกุฏยุคปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นชนิดเดียวกับ "มงกุฏเพชร" นะจ๊ะกลีบฐานจะเป็นหยักไม่เรียบคล้ายกับขนมจ่ามงกุฏหรือดาราทองในปัจจุบันนั่นเอง  ---------------------------------------- ๔. ขนมไทย: ทอง ๙ มงคล ขนมไทยมงคลตระกูลทอง หรือขนมทอง ๙ มงคล จะประกอบไปด้วย ๑.ทองหยิบ            ๒.ทองหยอด               ๓.ทองพลุ ๔.ทองเอก             ๕.ทองนพคุณ              ๖.ทองชมพูนุช ๗.ทองม้วน            ๘.ทองทัต                   ๙.ทองอัฐ เหมาะสำหรับจัดเป็นกระเช้าอวยพรปีใหม่ หรือใช้ในเทศกาลงานมงคลต่างๆ ซึ่งขนมทองมงคลแต่ละชนิดนั้น จะมีความหมายแตกต่างกันไป เช่น ทองหยิบ - หยิบจับอะไรก็จะเป็นทอง, ทองหยอด - หยอดเก็บเงินทองก็จะกองเต็มบ้าน, ทองพลุ- เจริญรุ่งเรือง รุ่งโรจน์ หรือทองชมพูนุช หมายถึง เสน่ห่า และเป็นที่รัก  ซึ่งเป็นขนมไทยที่รูปทรงงดงามตามแบบศิลปะไทย ความหมายก็มีความเป็นสิริมงคลมากๆ ---------------------------------------- ๕. ขนมเสน่ห์จันทร์ ความหมายของขนมชนิดนี้นั้น จะทำให้เป็นคนมีเสน่ห์ มีแต่คนนิยมรักใคร่ รูปทรงคล้ายผลของลูกจันทน์ ซึ่งก็มีส่วนผสมของผงลูกจันทน์อยู่ในแป้งขนมด้วยนั่นเอง รสชาติของขนมจะหวานแต่จะไม่มาก หอมละมุนคล้ายกลิ่นผลจันทน์ผสมกับกลิ่นอบควันเทียน และมีความนุ่มๆ ---------------------------------------- ๖. ขนมวุ้นลูกชุบ วุ้นลูกชุบมาจากขนม ๒ ชนิดซึ่งก็ได้แก่ วุ้นและลูกชุบ ซึ่งการประดิษฐ์ประดอยเปลี่ยนไปตามสมัยนิยมทำให้มีความสวยงามมากยิ่งขึ้น บางเจ้าถึงกับนำมาดัดแปลงแทนเค้กฝรั่ง จัดเรียงวุ้นเป็นชั้นสีแล้วประดับลูกชุบ  หรือตกแต่งเสิร์ฟเป็นถ้วยเล็กๆคล้ายคอกเทลก็น่ารักไปอีกแบบและสามารถนำมาจัดเลี้ยงเป็นของว่างทานคู่กับชาร้อนได้อีกด้วยคะ ปัจจุบันจะเห็นการออกไอเดียต่างๆ เช่น นำลูกชุบมาจัดช่อเป็นต้นไม้, หรือการดัดแปลงเป็นวุ้นเป็ดยอดฮิตในสมัยนี้ แต่จะเป็นแบบไหนนั้นรสชาติก็อร่อยไม่แพ้กันเลย ---------------------------------------- ๗. ขนมกลีบลำดวน ขนมกลีบลำดวน เป็นขนมไทยอีกชนิดหนึ่งที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง กล่าวคือรูปทรงที่คล้ายกับกลีบของดอกลำดวน ที่สำคัญรสชาติที่หวานหอมเทียนอบเป็นอย่างมาก จึงถูกปากคนทุกยุคสมัย  โดยคนโบราณมีความเชื่อว่าดอกลำดวนเป็นดอกไม้ที่มีเสน่ห์ยามค่ำคืน จะส่งกลิ่นหอมรัญจวนใจเฉพาะตัวเปรียบกับความหมายของขนมกลีบลำดวน ที่ช่วยทำให้มีชื่อเสียงขจรขจายและยังมีสร้างความงดงามให้กับคู่ชีวิต จึงนิยมใช้ในงานมงคล ---------------------------------------- ๘. ขนมกระเช้าสีดา ชื่อขนมชนิดนี้มีที่มาจากต้นกระเช้าสีดาในวรรณคดีรามเกียรติ์  มีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว โดยตัวขนมจะทำมาจากแป้งสวยงามรูปทรงคล้ายกับกระเช้า และส่วนที่เป็นไส้ขนม กระเช้าสีดาเป็นขนมที่หารับประทานได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากต้องใช้ความประณีตและละเอียดอ่อนในการทำขนม หากคนทำไม่มีฝืมือจริงๆกระเช้าอาจจะเบี้ยวไม่สวยงามได้ว่าแล้วก็ต้องหามาลองทานสักหน่อย ---------------------------------------- ๙. ขนมสัมปันนี ขนมชนิดนี้มีการบันทึกว่ามาจากท้าวทองกีบม้า หรือท่านผู้หญิงของฟอลคอน ในปี ๒๖๖๒ เวลานั้นท่านได้รับเกียรติเป็นต้นห้องเครื่องหวานของพระเจ้าแผ่นดิน และสอนชาวสยามจึงได้รับอิทธิพลมาจากโปรตุเกส มีประวัติมาช้านานตั้งแต่รัชสมัยของพระนารายณ์ รูปร่างคล้ายดอกไม้มีสีสันสวยงาม ปัจจุบันมีสัมปันนี ๒ สูตรคือสูตรกรอบอร่อย และสูตรนุ่มละมุนลิ้นแบบไม่ต้องอบ ---------------------------------------- ๑๐. ขนมน้ำดอกไม้ ขนมน้ำดอกไม้นั้นมีชื่อเรื่องอีกอย่างว่าขนมชักหน้า ขนมชนิดนี้จะหวานหอมน้ำลอยดอกมะลิ บอกเลยว่าจะต้องหลงเสน่ห์ขนมไทยอย่างแน่นอน สีสันสดใสน่าตาน่าทานหวานฉ่ำรับทุกเทศกาล  เนื้อสัมผัสจะหนุบหนับ เหนียวนุ่ม รสชาติหวานกำลังดี ---------------------------------------- ๑๑. ช่อม่วงอัญชัน ขนมไทยโบราณที่มีความประณีตอ่อนช้อยแบบฉบับชาววัง ด้านนอกเป็นแป้งมีสีม่วงจากดอกอัญชัญตกแต่งจัดช่อสวยงามเฉกเช่นดอกไม้จึงเรียกว่าช่อม่วง ด้านในมีทั้งไส้ที่ทำจากหมูและกุ้ง หรือปลา,ไก่ได้ตามใจชอบ ซึ่งหารับประทานได้ค่อนข้างยากแล้ว ---------------------------------------- ๑๒. ขนมลืมกลืน มาถึงขนมชนิดสุดท้ายกันแล้วนะคะ กับขนมลืมกลืน เป็นขนมที่ทำมาจากแป้งถั่วเขียวหรือแป้งสลิ่ม ผสมน้ำลอยดอกไม้และน้ำตาล จากนั้นนำไปกวนจนใส หยอดหน้าด้วยกะทิ ทำให้ได้รสชาติที่หวานหอม มันๆเค็มๆ เข้ากันได้เป็นอย่างดี ---------------------------------------- แนะนำร้านขายขนมไทย ในกรุงเทพ ๑.ขนมไทยเก้าพี่น้อง ที่อยู่ : ตลาด อ.ต.ก. ตรงข้าม สวนจตุจักร  กรุงเทพฯ เบอร์ติดต่อ: ๐๒-๒๗๐-๐๒๙๓ เว็บไซต์ : www.kaopeenong.com ๒.บ้านขนมสวย ที่อยู่ : ๕๗ ซอยพัฒนาการ ๖๕ แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพฯ เบอร์ติดต่อ : ๐๘๕-๘๓๖-๗๙๘๐ เว็บไซต์ : http://www.baankanomsuay.com/ ๓. ร้านขนมบ้านขวัญ ที่อยู่ : ๓  ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ เบอร์ติดต่อ : ๐๒-๒๓๔-๕๘๔๑ เว็บไซต์ :  http://www.kanombaankwan.com/ ๔. บ้านขนมไทยรวมโชค (เชลล์ชวนชิม) ที่อยู่ : ๙ โชคชัย ๔ ซอย ๖๖ แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ เบอร์ติดต่อ : ๐๒-๕๑๔-๒๑๖๘ เว็บไซต์ :http://www.bannkanomthairuamchoke.com/ ๕. ร้านหวานดำรงค์ (แม่ บุญช่วย) ที่อยู่ : ๕๗๓/๑๑๕ ซอยรามคำแหง ๓๙ (ซอยย่อย ๒๗) ตัดกับถนนประดิษฐ์มนูธรรม เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ เบอร์ติดต่อ : ๐๒-๕๕๙-๐๖๗๗ เว็บไซต์ : http://www.wandamrong.com/

ละครคู่วุ่นลุ้นแผนรัก , เรื่องย่อคู่วุ่นลุ้นแผนรัก
ละคร คู่วุ่นลุ้นแผนรัก /  เรื่องย่อ ละครคู่วุ่นลุ้นแผนรัก / 

ละคร คู่วุ่นลุ้นแผนรัก บทประพันธ์โดย : เล่าเต็งกำกับการแสดงโดย : ตรัยยุทธ กิ่งภากรณ์ผลิตโดย : บริษัท ปรากฎการณ์ดี จำกัดออกอากาศเร็ว ๆ นี้ ทางช่อง 7 สี เรื่องย่อ คู่วุ่นลุ้นแผนรัก เมื่อรักแรกในวัยเด็กของเธอ คือฝันร้ายเวลาผ่านไปจากเด็กหญิงขี้เหร่กลายเป็นสาวงามที่ทุกคนใฝ่ปอง เธอจะเลือกใครระหว่างชายในฝันผู้เป็นรักแรกของเธอ หรือเขา ผู้ที่จะเป็นรักสุดท้ายมิอาจลืม ขอจันทร์...เด็กหญิงวัยสิบสามปีที่มักจะถูกเพื่อน ๆ เรียกว่า ยายดอกหน้าวัว เป็นเพราะปานดำที่กินพื้นที่เกือบครึ่งใบหน้าของเธอนั่น เอง ขอจันทร์ถูกล้อและถูกแกล้งมาตั้งแต่เด็กจึงทำให้เธอเป็นคนเก็บตัว พูดน้อยแต่ก็ใช่ว่าหัวใจเธอจะไม่มีรัก เมื่อเธอไปหลงรัก เด็กชาย นที ลูกชายคนรองของตระกูลเชตวัตร ที่มีเค้าความหล่อและความเจ้าชู้ตั้งแต่เด็ก ขอจันทร์รวบรวมความกล้าที่สุดในชีวิตตัดสินใจสารภาพความในใจให้กับนทีรู้ ก่อนที่เธอจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาในฐานะนักเรียนทุน นทีถึงกับอึ้งไปเมื่อรู้ว่าขอจันทร์ชอบเขา แต่ยังไม่ทันที่นทีจะตอบอะไร กลุ่มเพื่อนนทีก็เข้ามาพร้อมกับล้อนทีว่ามีแฟนเป็นดอกหน้าวัว ด้วยความอายทำให้นทีผลักขอจันทร์ล้มลง นทีบอกกับขอจันทร์ว่ายายดอกหน้าวัวอย่างเธออย่าคิดแม้แต่จะสบตามองเทพบุตรอย่างเขา ขอจันทร์โกรธและบอกกับตัวเองไว้ว่าเธอจะกลับมาแก้แค้นและทำให้นทีรักเธอให้ได้!!! ขอจันทร์แอบมาร้องไห้อยู่บนดาดฟ้าซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอมักจะมาที่นี่อยู่บ่อย ๆ เพื่อแอบมองนที จังหวะที่ขอจันทร์ร้องไห้จนหน้ามืดจนเกือบพลัดตกลงไป ทันใดนั้นมือของชายคนหนึ่งได้เข้ามาช่วยเธอเอาไว้ก่อนที่ร่างของเธอจะตกลงไปเบื้องล่าง แต่ยังไม่ทันที่เธอจะรู้ว่าใครเป็นคนที่ช่วยเธอไว้ สติของเธอก็ดับวูบไปพร้อมกับความจำอันเลือนลางที่เหลือไว้เพียงความอบอุ่นจากมือคู่นั้นเท่าที่เธอจำได้ และเจ้าของมือคู่นั้นที่ช่วยเธอเอาไว้ก็คือ ศิลา พี่ชายคนโตของตระกูลเชตวัตรนั่นเอง สิบปีผ่านไป ทุกคนลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนนั้นกับขอจันทร์อย่างสิ้นเชิง ยกเว้น ศิลา บุตรชายคนโตและเป็นหัวเรือใหญ่ในการดูแลธุรกิจด้านอาหาร อันเป็นธุรกิจหลักของตระกูลเชตวัตร ด้วยความที่เป็นความหวังของครอบครัวและเป็นบุตรชายคนโตทำให้ศิลาเป็นคนพูดน้อย และคิดทุกอย่างเป็นเม็ดเงินและผล ตอบแทนทุกลมหายใจ หรือจะเรียกว่าเป็นพวกบูชาเงินและความสำเร็จก็ย่อมได้ แตกต่างกับนที น้องชายคนรองของตระกูล ผู้มีความกะล่อนและลีลาแพรวพราวในการจีบสาวที่ลื่นไหลเหมือนชื่อของเขา คนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับนทีก็คือ เดือนวารี น้องสาวคนสุดท้องที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ความน่ารักของเธอทำให้หนุ่ม ๆ ทั้งหลายต่างรุมตอม แต่เดือนวารีก็ไม่เคยมีใจให้กับใครเพราะเธอคิดว่าผู้ชายเหล่านั้นก็เหมือนกับนทีพี่ชายของเธอ ที่เห็นผู้หญิงเป็นของเล่นชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่คนที่ซวยที่สุดเห็นจะเป็น ตะวันฉาย น้องชายของขอจันทร์ ผู้อาศัยอยู่ในตระกูลของเชตวัตร นั่นก็เพราะพ่อของเขา นายสาโรจน์ เป็นคนสวนเก่าแก่รุ่นบุกเบิกมาตั้งแต่ตอนที่ตระกูลเชตวัตรเริ่มตั้งตัวใหม่ ๆ จนกระทั่งมาถึงรุ่นลูก ตะวันฉายจึงได้รับช่วงต่อให้เป็นคนสวนไปโดยปริยาย เดือนวารีมักจะคอยกลั่นแกล้งตะวันฉายเพื่อระบายกับสิ่งที่เธอมีอคติกับผู้ชาย เพราะตะวันฉายเป็นคนเงียบ ๆ ไม่เคยมีปากมีเสียงกับเดือนวารีสักครั้ง ทำให้เดือนวารีได้ใจและคอยแกล้งตะวันฉายอยู่ตลอดเวลา ตะวันฉายจึงกลายเป็นคนเก็บกดและคิดจะแก้แค้นเดือนวารีกลับบ้าง ศิลาตั้งใจให้ตะวันฉายคอยดูแลเดือนวารีแทนเขา จึงออกทุนให้ตะวันฉายได้เรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกันกับเดือนวารี โดยทั้งคู่ก็มีกลุ่มของตัวเองและกลุ่มของทั้งสองคนก็ไม่ถูกกันอย่างแรง ทำให้ทั้งเดือนวารีกับตะวันฉายนอกจากเปิดศึกที่บ้านยังไม่พอยังลามมาถึงในมหาวิทยาลัยอีกต่างหาก แล้วก็เกิดความผิดพลาดขึ้นเมื่อธุรกิจของตระกูลเชตวัตรประสบกับปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน ทั้งหมดเกิดจากแผนการของ ครรชิต คู่แข่งทางธุรกิจของตระกูลเชตวัตร ครรชิตแอบติดต่อกับผู้ลงทุนในเชตวัตรฟู้ดเพื่อกล่อมให้ผู้ลงทุนเหล่านั้นเปลี่ยนมาอยู่ฝ่ายตน ท่ามกลางความคัดค้านของ ณิชรันย์ น้องสาวผู้เพียบพร้อมและแตก ต่างกับครรชิต ณิชรันย์ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ครรชิตทำ แต่ครรชิตกลับคิดว่าเป็นเพราะณิชรันย์รักศิลาจึงไม่เห็นด้วยกับเขา เมื่อผู้ถือหุ้นถอนหุ้นออกจากเชตวัตรฟู้ด ทำให้ศิลาผู้รับผิดชอบทุกอย่างในตระกูลจะต้องหาทางพลิกฟื้นและประคองให้ทุกอย่างผ่านไปให้ได้ ศิลาปรึกษากับ น้าทิพย์ ผู้เป็นแม่ซึ่งก็เป็นจังหวะที่นํ้าทิพย์ได้เจอกับ รสริน ผู้เป็นทั้งศัตรูและมหามิตร แล้วยังเป็นภรรยาของ พล.อ.ประภพ...ผู้มีศักดิ์เป็นพี่เขยของรัฐมนตรี ผู้มีอิทธิพลเป็นที่กว้างขวางทั้งในวงทหารด้วยกันและรวมถึงในรัฐบาลตอนนี้ สมองของศิลาก็ปริ้นท์แผนงานในการทำให้บริษัทของเขาอยู่รอดออกมาทันที นั่นคือการวางแผนที่จะให้นทีแต่งงานกับ ลีนา ลูกสาวของรสรินและ พล.อ.ประภพ โดยหวังเอาหน้าตาและเส้นสายของ พล.อ.ประภพ เป็นใบเบิกทางเพื่อให้ตระกูลเชตวัตรผ่านพ้นมรสุมชีวิตนี้ไปได้ นทีกำลังเริงร่าและดื่มดํ่ากับบรรยากาศแห่งท้องทะเลกับสาวคู่ควงคนใหม่ แต่แล้วโลกของเขาได้เปลี่ยนไปทันทีเมื่อนทีได้พบกับ ขอจันทร์ ยายดอกหน้าวัวที่เขาเคยรังเกียจ แต่บัดนี้ขอจันทร์กลาย เป็นสาวงามที่ชายหนุ่มทุกคนใฝ่ปอง แต่ทั้งสองกลับจำกันไม่ได้และปิ๊งกันทันทีตั้งแต่แรกเห็น ขอจันทร์กลับมาถึงกรุงเทพฯ เร่งเปิดธุรกิจการนวดเพื่อบำบัดตามความสามารถที่เธอได้เรียนมา ด้วยความช่วยเหลือของ เอริค ช่างแต่งหน้าเอฟเฟคที่รู้จักกันที่อเมริกา เอริคแนะนำดาราและเซเลบหลายคนมารับการบำบัดด้วย Therapeutic Massage กับขอจันทร์ จนกระทั่งวันนึงขอจันทร์ได้พบกับศิลาจากการพามาของณิชรันย์ เพียงแค่แวบแรกที่ขอจันทร์เห็นศิลาเธอก็จำเขาได้ทันที แต่ศิลากลับจำขอจันทร์ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ขณะที่ทางด้านตะวันฉายได้พบกับ เชน...เสือผู้หญิงในคราบหนุ่มหล่อที่เรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน เชนต้องการให้ตะวันฉายเป็นพ่อสื่อระหว่างเขากับเดือนวารี แล้วทันใดนั้นแผนการเอาคืนเดือนวารีก็ผุดขึ้นในหัวของตะวันฉายทันที นั่นคือเขาต้องการให้เชนเอาชนะใจเดือนวารี เพื่อให้ทั้งสองเป็นแฟนกัน เพราะตะวันฉายรู้ว่าคนอย่างไอ้เชนนั่นจะไม่ยอมเป็นแฟนกับใครได้เกินสามเดือน และนี่ก็คือแผนการแก้แค้นที่จะทำให้คนอย่างเดือนวารีได้เจ็บบ้าง เมื่อนทีกลับมาที่กรุงเทพฯ ก็ได้รู้เรื่องข่าวการจัดงานหมั้นระหว่างเขากับลีนา คู่หมั้นที่ศิลาและนํ้าทิพย์เลือกให้ ขอจันทร์ได้ปรากฏตัวขึ้นในงานหมั้น นทีหัวใจพองโต เมื่อคิด(ไปเอง) ว่าขอจันทร์ตามหาเขาจนรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ขณะที่ขอจันทร์เองก็ตกใจเช่นกันเมื่อได้รู้ว่า ชายหนุ่มรูปงามคนนั้นคือ เด็กชายนที...ลูกชายคนรองของตระกูลเชตวัตรนั่นเอง และทันใดนั้นแผนการแก้แค้นของเธอก็เริ่มต้นขึ้น คือการให้นทียกเลิกงานหมั้นระหว่างเขากับลีน่านั่นเอง นั่นทำให้จากงานหมั้นเลยกลายเป็นงานหมันไปในทันที ทุกคนถึงกับอ้าปากค้างเมื่อนทีประกาศยกเลิกงานหมั้น ขอจันทร์ตั้งสติได้ก่อนจะโกหกทุกคนว่าเธอชื่อ แองจี้ ลีนากลับไปด้วยความโกรธเพราะเสียหน้า ใครก็รู้ว่าลูกทหารอย่างเธอเรื่องศักดิ์ศรีเป็นเรื่องสำคัญที่สุด รสรินและประภพพ่อของลีนาเป็นเดือดเป็นแค้นแทนลูกสาวถึงกับประกาศจะไม่ยุ่งเกี่ยวใดใดกับครอบครัวของศิลาอีก ถ้าชาตินี้ไม่เจอกันได้ก็ดี เดือดร้อนถึงศิลาผู้วางแผนทั้งหมดจำเป็นจะต้องไปขอโทษและให้คำมั่นกับครอบครัวของลีนาว่าจะให้นทีกลับมาแต่งงานกับลีนาให้ได้ แผนการแก้แค้นของขอจันทร์ดำเนินไปอย่างแนบเนียนโดยที่นทีไม่รู้เลยว่าเขากำลังจะถูกขอจันทร์หักอกในไม่ช้า แต่แล้วขอจันทร์ก็ได้เปลี่ยนใจเมื่อรู้ว่าศิลาได้ให้ครอบครัวเธอทั้งหมดย้ายไปอยู่ที่อื่นพร้อมกับให้ทุนส่วนหนึ่งไปในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทำให้ขอจันทร์เปลี่ยนความคิด เป็นความแค้นและคิดจะแต่งงานกับนทีจริงเพื่อต้องการให้ครอบครัวของศิลาและคุณหญิงเจ็บใจแต่ความลับไม่มีในโลก ศิลาจับได้ว่าที่แท้ขอจันทร์กับแองจี้ก็คือคนคนเดียวกัน ทุกคนตกใจและไม่เชื่อว่าจากยายดอกหน้าวัวจะกลายเป็นนางฟ้าได้ถึงเพียงนี้ ศิลาได้รู้ความต้องการของขอจันทร์ผ่านทางตะวันฉายผู้ที่เปรียบเสมือนน้องชายของเขาเช่นกัน ว่าขอจันทร์ต้องการจะแก้แค้นนทีในสิ่งที่เขาทำไว้กับเธอในตอนเด็ก ศิลาคิดหาทางที่จะต้องยับยั้งแผนการของขอจันทร์และต้องทำให้นทีแต่งงานกับลีน่าได้เร็วที่สุด ขอจันทร์ตกใจเมื่อจู่ ๆ ได้รู้ว่าสาโรจน์เป็นมะเร็งปอด ซึ่งจะต้องใช้เงินรักษา ศิลายื่นข้อเสนอที่ขอจันทร์ไม่อาจปฏิเสธได้นั่น ก็คือ ศิลาจะเป็นผู้ออกค่ารักษาพยาบาลให้กับสาโรจน์ทั้งหมด รวมถึงการส่งเสียให้ตะวันฉายเรียนจนจบการ ศึกษา ขอจันทร์รู้ว่าที่ศิลาต้องการแต่งงานกับเธอนั่นก็เพราะศิลาหวังว่าจะให้ขอจันทร์ออกไปจากชีวิตของนที นทีถึงกับช็อกเมื่อรู้ว่าถูกพี่ชายแท้ ๆ ของเขาแทงข้างหลัง เรื่องนี้ถึงกับที่นทีจะตัดพี่ตัดน้องกับศิลาแต่ยังดีที่ณิชรันย์พยายามพูดจาไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่าย นทีและณิชรันย์ต่างรู้สึกแปลก ๆ กับคู่แต่งงานใหม่อย่างศิลากับขอจันทร์ที่ดูยังไงก็เหมือนคู่แค้นมากกว่าคู่รัก จนกระทั่งนทีได้รู้ความจริงที่ว่าที่ศิลาแต่งงานกับขอจันทร์ก็เพื่อต้องการแยกเธอออกจากเขา และต้องการให้นทีแต่งงานกับลีน่านั่นเอง นทีกับณิชรันย์ต่างดีใจที่ทั้งคู่ไม่ได้รักกันจริง ๆ ทั้งหมดเป็นเพียงการเล่นละครเท่านั้น นทีสารภาพรักกับขอจันทร์ก่อนจะขอโทษในสิ่งที่เขาเคยทำกับเธอไว้ในอดีต นทีประกาศก้องต่อหน้าทุกคนว่าจะแย่งขอจันทร์จากศิลาให้มารักกับเขาให้ได้ ศิลาพูดอะไรไม่ออกเมื่อความจริงถูกเปิดเผย ทำให้ต้องคิดหาทางที่จะเอาขอจันทร์ออกไปจากชีวิตของเขาโดยเร็วที่สุด แล้วเวลาแห่งการแก้แค้นก็มาถึงเมื่อขอจันทร์สั่งให้มีการพักผ่อนโดยจะนำพนักงานทุกคนไปเที่ยวทะเล ศิลาจึงเริ่มต้นวางแผนและคิดจะใช้โอกาสนี้ทำให้ขอจันทร์ต้องเป็นฝ่ายเสียใจบ้าง แล้วทริปแห่งความปั่นป่วนก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อขอจันทร์กับศิลาต้องมีอันไปติดเกาะด้วยกัน พายุเข้า เรือไม่มีจะกลับฝั่ง ด้วยความยากลำบากทำให้ศิลาและขอจันทร์เริ่มจะพูดจาดี ๆ ต่อกัน จนขอจันทร์ได้รู้ว่าศิลาเป็นเจ้าของมืออันอบอุ่นที่ได้ช่วยเธอเอาไว้เมื่อสมัยเด็กตอนที่เธอเกือบจะพลัดตกจากดาดฟ้า ขอจันทร์ถึงกับอึ้งไปอีกเมื่อรู้ว่าศิลาเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่เคยล้อเธอเรื่องดอกหน้าวัวและพยายามห้ามนทีและเดือนวารีทุกครั้งที่รังแกเธอกับตะวันฉายสองพี่น้อง และศิลายังจำทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเธอได้ ทำไมเธอไม่รู้มาก่อนและการที่เธอเป็นที่จดจำของใครบางคนนั่นก็ทำให้ขอจันทร์ได้เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นกับศิลา เช่นเดียวกับศิลาเมื่อได้อยู่กับขอจันทร์เพียงลำพังเขาจึงได้เห็นบางมุมของขอจันทร์ที่เธอไม่ใช่ยายตัวร้ายจอมวางแผนอย่างที่เขาเห็นมาก่อน สถานการณ์ยากลำบากต่าง ๆ ยิ่งทำให้ทั้งสองเริ่มเกิดความอบอุ่นในใจขึ้นอย่างประหลาด ณิชรันย์กับนทีร่วมมือกันออกตามหาทั้งสอง โดยไม่รู้เลยว่าระหว่างวันและเวลาที่นทีและณิชรันย์ได้อยู่ด้วยกัน ทั้งสองต่างก็รู้สึกดีและแปลกใจที่ต่างเข้าใจกันและกัน จนทำให้ทั้งสองเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้น ฝ่ายเดือนวารีก็ได้เป็นแฟนกับเชนตามแผนของตะวันฉาย และแล้วก็ถึงเวลาเดือนวารีจะได้รับความเจ็บปวดกลับบ้าง แต่ระหว่างนั้นสาโรจน์ผู้เป็นพ่อได้เข้ามาพูดเตือนสติกับตะวันฉาย และยังบอกถึงคำพูดของศิลาที่ต้องการให้ตะวันฉายดูแลเดือนวารี ตะวันฉายจึงต้องถามใจตัวเองอีกครั้ง ในที่สุดตะวันฉายก็ไปขอร้องให้เชนเลิกคบกับเดือนวารี แต่เชนกลับปฏิเสธเพราะว่าคืนนี้เขากำลังจะจัดการยัดเยียดความเป็นภรรยาให้กับเดือนวารี เมื่อตะวันฉายรู้จึงได้ออกตามหาทั้งคู่จนมาพบ ตะวันฉายก็ได้เข้ามาช่วยเดือนวารีให้รอดพ้นเงื้อมมือของเชนไปได้ และจากเหตุการณ์นี้ ทำให้ทั้งสองเริ่มเกิดความรู้สึกบางอย่างต่อกัน ศิลาและขอจันทร์ได้กลับมาถึงกรุงเทพโดยฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ นานา และมันยิ่งเพิ่มความรู้สึกอันอบอุ่นของทั้งคู่ นทีเมื่อเห็นขอจันทร์ก็ดีใจและตัดสินใจจะจัดงานแต่งงานขึ้นกับขอจันทร์ให้เร็วที่สุด แต่ขอจันทร์ปฏิเสธ ก่อนที่ขอจันทร์จะบอกกับนทีว่าตอนแรกที่เธอแต่งงานกับศิลาก็เพราะถูกบังคับ แต่ตอนนี้หัวใจของเธอได้รักศิลาจริง ๆ ซะแล้ว ทุกอย่างเหมือนทำท่าจะลงเอยด้วยดี ขอจันทร์กำลังดีใจที่จะได้สมหวังความรักกับศิลาแต่แล้วศิลากลับบอกว่าทั้งหมดเป็นเพียงแผนของศิลา ก็เพื่อจะทำให้ขอจันทร์หลงรักเขา เพื่อจะได้ให้เธอออกจากชีวิตของน้องชายเขาเสียที ไม่ว่าจะเป็นแผนการตั้งแต่เริ่มเดินทาง หรือการอยู่บนเกาะที่ขอจันทร์คิดว่าเป็นเกาะร้าง แต่ที่ไหนได้มันเป็นเพียงเกาะส่วนตัวเพียงเกาะหนึ่งที่มหาเศรษฐีอย่างศิลาซื้อเอาไว้ รวมถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ศิลาได้จ้างมืออาชีพมาเพื่อสร้างสถานการณ์ให้ขอจันทร์หลงรักเขา หัวใจของขอจันทร์แตกสลายอีกครั้ง ขอจันทร์ไม่สามารถจะอยู่ที่บ้านเชตวัตรได้อีกต่อไป เธอและครอบครัวจึงได้หายไปจากบ้านเชตวัตรและศิลาก็กลับมาดูแลธุรกิจเหมือนเดิมอีกครั้ง เพียงแต่ว่าหัวใจของเขานั้นก็เจ็บปวดไม่แพ้ขอจันทร์ นทีเมื่อรู้เหตุการณ์ทั้งหมดก็ถึงกับฟิวส์ขาดจนชกศิลาด้วยความโกรธที่ศิลาทำทุกอย่างเพื่อธุรกิจ โดยไม่คิดเลยว่าขอจันทร์เป็นผู้หญิงที่ตัวเองรัก ถึงแม้เขาจะเป็นเพลย์บอยไม่เอาการเอางานนั่นก็เพราะเขาชอบความรัก และเขาเกลียดที่สุดก็คือคนที่มีรักแล้วไม่รู้จักรักษามันไว้ เช่นเดียวกับเดือนวารีเมื่อรู้เรื่องว่าตะวันฉายย้ายออกจากบ้านไปก็โกรธศิลาที่ทำอย่างนั้น ศิลาคิดหนักว่าสิ่งที่เขาทำลงไปนั้นถูกต้องแล้วเหรอ รวมถึงพนักงานในบริษัทที่พอรู้ข่าวว่าขอจันทร์ลาออกก็ได้รวมตัวกันประท้วงเพื่อต้องการให้ขอจันทร์กลับเข้ามาทำงานเหมือนเดิม ศิลาถึงกับอึ้งเมื่อรู้ว่ามีคนที่รักขอจันทร์มากถึงขนาดนี้ แล้วตัวเขาละ เขารักเธอหรือเปล่า นทีบอกให้ศิลาทำตามหัวใจตัวเองเพราะเขาจะรับผิดชอบทุกอย่างจากที่ไม่เคยเหลียวแลหรือแม้แต่มาบริษัทด้วยซํ้า ความวัวยังไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรก เมื่อจู่ ๆ ศิลารู้ว่าตอนนี้มีคนไล่ทยอยซื้อหุ้นของเชตวัตรฟู้ด ก่อนที่ศิลาจะรู้ความจริงว่าคนนั้นก็คือครรชิตที่หวังจะฮุบเชตวัตรกรุ๊ปของศิลา ทางเดียวที่ศิลาจะรักษาบริษัทนี้เอาไว้ได้ก็คือ ต้องได้หุ้นอีกยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ที่เหลือจากมิสเตอร์ที ผู้ถือหุ้นนิรนามที่อยู่ต่างประเทศ แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไม่มีปาฏิหาริย์ เมื่อถึงวันที่ผู้ถือหุ้นต้องเลือกระหว่างศิลาหรือครรชิต ใครจะเป็นผู้บริหารเชตวัตรฟู้ดคนต่อไป ระหว่างที่ศิลากำลังจะพ่ายแพ้ให้กับครรชิต จู่ ๆ ขอจันทร์ก็ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับบอกว่าเธอจะขายหุ้นอีกยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ที่เหลือให้กับศิลา ศิลาถึงกับอึ้งไปเมื่อรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วขอจันทร์คือลูกสาวเพียงคนเดียวของมิสเตอร์ที ผู้ถือหุ้นนิรนามที่อยู่ต่างประเทศคนนั้น ขอจันทร์เล่าความจริงให้ศิลาฟังว่า พ่อแท้ ๆ ของเธอคือ ยองแทฮี พันธมิตรและผู้ร่วมก่อตั้งเชตวัตรฟู้ดขึ้นมาพร้อมกับบิดาของศิลา ระหว่างที่แทฮีเข้ามาคุยเรื่องธุรกิจที่เมืองไทย บ่อย ๆ ก็ได้พบรักกับ จันทร์ดี แม่ของขอจันทร์นั่นเอง แต่โชคร้ายที่ทั้งคู่ได้ประสบอุบัติเหตุขณะที่กำลังจะเดินทางไปเกาหลี และสาโรจน์เองก็คือชายผู้หลงรักจันทร์ดีได้เก็บขอจันทร์มาเลี้ยง เพื่อยืนยันในรักแท้ของเขาที่มีให้ต่อจันทร์ดี ศิลาถึงกับอึ้งไปและไม่เข้าใจว่าทำไมขอจันทร์ต้องกลับมาช่วยคนที่ทำให้เธอเสียใจมากขนาดนี้ จนนทีกับณิชรันย์ได้บอกว่านั่นก็เพราะขอจันทร์ยังรักศิลานั่นเอง ศิลาตัดสินใจทิ้งทุกอย่างและออกตามหาขอจันทร์เพื่อบอกความรู้สึกของเขาให้เธอได้รับรู้ จนกระทั่งศิลาได้พบกับขอจันทร์ในที่สุด แต่ว่าหัวใจของขอจันทร์ได้บอบชํ้าจนยากเกินจะกลับไป แล้วศิลาจะทำยังไงในเมื่อตอนนี้เขารู้แล้วว่าเขาได้ทำร้ายหัวใจตัวเอง ศิลาและขอจันทร์จะกลับมารักกันได้อีกหรือไม่ ทั้งสองคนจะได้รู้หัวใจตัวเองหรือเปล่า ความรู้สึกห่วงใยที่แอบก่อตัวขึ้นระหว่างนทีและณิชรันย์จะพัฒนาต่อไปได้แค่ไหนแล้วเรื่องราวรุ่นเล็กระหว่างเดือนวารีกับตะวันฉายจะลงเอยกันเช่นไร โปรดลุ้นและเอาใจช่วยไปกับคู่กัดคู่ใหม่ได้ใน ละคร คู่วุ่นลุ้นแผนรัก ที่เตรียมออกอากาศเร็ว ๆ นี้ ทางช่อง 7 สี รายชื่อนักแสดงนำใน ละคร คู่วุ่นลุ้นแผนรัก ธาวิน เยาวพลกุล รับบท ศิลา อุษามณี ไวทยานนท์ รับบท ขอจันทร์ อาทิตย์ ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ รับบท นที ริญญารัตน์ วัชรโรจน์สิริ รับบท ณิชรันย์ ชยพล บุนนาค รับบท ตะวันฉาย อังคณา วรรัตนาชัย รับบท เดือนวารี ณัฐวัฒน์ เปล่งศิริวัธน์ รับบท ครรชิต คีตภัทร อันติมานนท์ รับบท ลีน่า พชรพล ศุขอร่าม รับบท รุจน์พงษธัช รัตนเศรณี รับบท เชนชนัญญา พงษ์นาค รับบท น้ำหนึ่งแจ๊ค ไรเดอร์ รับบท เอริค

10 อันดับเมืองที่น่าไปเรียนต่อที่สุดในโลก ปี 2016
10 อันดับ /  เมืองน่าเรียน / 

ตอนนี้มีเพื่อนๆ คนไหนกำลังวางแผนเรียนต่อต่างประเทศกันอยู่บ้าง ถ้างั้นเราขอแนะนำ 10 อันดับเมืองที่น่าไปเรียนต่อที่สุดในโลก ปี 2016 มาฝากกันค่ะ จัดอันดับโดย Quacquarelli Symonds หรือ QS สำนักที่จัดอันดับมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศอังกฤษ ซึ่งมีเกณฑ์การคัดเลือกและตัดสินจาก 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก, ความหลากหลายทางเชื้อชาติของนักศึกษา, อัตราการจ้างงาน, คุณภาพชีวิตของนักศึกษา และค่าครองชีพ เอาล่ะจะมีประเทศในดวงใจของเพื่อนๆ ไหมลองไปติดตามกันเลย ^^ 10 อันดับเมืองที่น่าไปเรียนต่อที่สุดในโลก ปี 2016 อันดับ 1 : ปารีส ประเทศฝรั่งเศส “นครปารีส” ยังคงครองแชมป์ถึง 4 สมัย ในการเป็นอันดับหนึ่งของเมืองที่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษา โดยมีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก (QS World University Rankings) มากถึง 18 แห่ง ถึงแม้ปารีสจะเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูง แต่เมื่อเทียบค่าธรรมเนียมการศึกษาที่ค่อนข้างถูกแล้ว จึงทำให้นักศึกษาสามารถวางแผนงบประมาณและค่าใช้จ่ายในการเรียนที่นี่ได้ไม่ยาก ทั้งยังเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดอันดับที่ 29 ของโลก (Global Livability Ranking) ประจำปี 2015 สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงของปารีสคือ “Ecole Normale Supérieure” หรือเรียกย่อกันว่า “ENS Paris” ถือเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของยุโรปที่ผลิตนักศึกษาคุณภาพที่ประสบความสำเร็จเป็นจำนวนมาก รวมถึงติดอันดับที่ 23 ของ QS World University Rankings 2015 อีกด้วย อันดับ 2 : เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย อดีตเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศออสเตรเลียรองจากนครซิดนีย์ ยังคงอยู่ในอันดับที่สองเช่นเดียวกับปี 2015 ได้คะแนนสูงในด้าน ความหลากหลายทางเชื้อชาติของนักศึกษา อัตราการจ้างงานและคุณภาพชีวิต เมลเบิร์นขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะวัฒนธรรมและการศึกษา มีชายหาดอันสวยงามให้ไปอาบแดดชิล ๆ กันในหน้าร้อน ส่วนใครที่ชอบท่องราตรี ขอบอกว่าสีสันยามค่ำคืนของที่นี่ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน การันตีด้วยดีกรีแชมป์อันดับ 1 เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ในส่วนของสถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ Australian National University ติดอันดับที่ 19 ของโลกและสถาบันยอดนิยมอย่าง University of Melbourne ติดอันดับที่ 42 ของโลกประจำปี 2015 อันดับ 3 : โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โตเกียวไต่ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 3 จากอันดับที่ 7 ในปีที่แล้ว เป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่นที่มีความหนาแน่นของประชากรค่อนข้างสูง แต่ก็เป็นมหานครที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและบรรยากาศเมืองอันคึกคักที่ดึงดูดให้ผู้คนทั่วโลกเดินทางไปสัมผัส โตเกียวมีมหาวิทยาลัยนานาชาติจำนวนมากถึง 13 แห่งที่ติดอันดับใน QS World University Rankings อันดับ 4 : ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย นับเป็นเมืองที่สองของประเทศออสเตรเลียที่ติดอันดับ โดยออสเตรเลียนั้นได้อันดับที่ 3 ของประเทศยอดฮิตที่นักศึกษานิยมไปเรียนต่อมากที่สุดในโลก รองจากอเมริกาและอังกฤษ ซิดนีย์ได้คะแนนน้อยกว่าเมลเบิร์นเนื่องจากมีค่าครองชีพและค่าธรรมเนียมการศึกษาที่สูงกว่า แต่นั่นก็ไม่ทำให้นักศึกษาย่อท้อต่อการมาเรียนต่อที่นี่  ด้วยความที่เมืองซิดนีย์มีทัศนียภาพที่งดงาม ได้แก่ ท่าเรือ ซิดนีย์โอเปร่าเฮ้าส์ และมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่อยู่ใจกลางเมือง รวมทั้งมีชายหาดอันสวยงามให้นักศึกษาได้ไปชิลเอ้าท์กันอย่างสนุกสนาน มีมหาวิทยาลัย 5 แห่งที่ติดอันดับ QS World University Rankings นำโดย University of Sydney ซึ่งติดอันดับที่ 45 ของโลก อันดับ 5 : ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ลอนดอนตกลงมาจากอันดับที่ 3 ในปี 2015 มาเป็นอันดับที่ 5 ในปีนี้ ลอนดอนถือเป็นเมืองศูนย์กลางการศึกษาชั้นนำระดับโลกอย่างแท้จริง เพราะมีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลกจำนวนมากที่สุดถึง 19 แห่ง นำโดย UCL (University College London) และ Imperial College London ติดอันดับที่ 7 และอันดับที่ 8 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก ตามลำดับ นอกจากความโดดเด่นด้านการศึกษาแล้วยังเป็นเมืองศูนย์กลางด้านการเงินและอุตสาหกรรมที่สำคัญของโลก และสิ่งที่ทำให้ลอนดอนเป็นเมืองในฝันของนักศึกษาทั่วโลก คงเพราะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยศิลปะวัฒนธรรมที่งดงาม ตึกรวมบ้านช่องเก่าแก่ที่สวยงามน่าหลงใหล ส่วนข้อเสียของการมาเรียนต่อที่นี่คือค่าครองชีพและค่าธรรมเนียมการศึกษาที่ค่อนข้างแพง แต่รับรองว่าทุกบาททุกสตางค์ของคุณจะถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่คุณจะได้รับกลับไปจากการมาเรียนต่อที่เมืองที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งนี้ อันดับ 6 : ประเทศสิงคโปร์ หนึ่งในประเทศกลุ่มอาเซียนที่ถึงแม้จะเป็นประเทศเล็กๆ แต่คุณภาพคับแก้ว สิงคโปร์ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศศูนย์กลางด้านการศึกษาที่ดีเยี่ยม บัณฑิตชาวสิงคโปร์เป็นที่ต้องการของบริษัทต่างชาติโดยเฉพาะในทวีปเอเชีย มหาวิทยาลัยของสิงคโปร์ที่ติดอันดับโลกได้แก่ National University of Singapore (NUS) และ Nunyang Technological University (NTU) อยู่อันดับที่ 12 และ 13 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง มีอัตราการก่ออาชญากรรมและอัตราการว่างงานต่ำ รวมถึงเป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก จัดอันดับโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International Score) ส่วนข้อเสียคือค่าครองชีพแพงมาก ๆ เป็นอันดับ 4 ของโลกเลยทีเดียว (อ้างอิงจาก Mercer cost of living rank) อันดับ 7 : มอนทรีออล ประเทศแคนาดา มอนทรีออลเมืองหลวงของประเทศแคนาดา หนึ่งในเมืองที่น่าอยู่มากที่สุดในโลกเป็นอันดับที่ 14 ประจำปี 2016 โดยไต่อันดับเมืองที่น่าไปเรียนต่อมากที่สุดจากอันดับที่ 8 ของปี 2015 มาเป็นอันดับที่ 7 ในปีนี้ มหาวิทยาลัยชื่อดังคือ McGill University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศแคนาดาและติดอันดับที่ 24 ของโลก คะแนนด้านที่โดดเด่นของมอนทรีออลคือความหลากหลายทางเชื้อชาติจากการอพยพเข้ามาของผู้คนจากทั่วโลก ส่งผลทำให้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่มีประชากรพูดภาษาฝรั่งเศสมากที่สุดในโลกรองจากปารีส สำหรับใครที่มาเรียนต่อที่นี่ไม่ควรพลาดเทศกาลชิคๆของมอนทรีออล เช่น “Montreal International Jazz Festival” และ “Just for Laughs” เทศกาลตลกที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันดับ 8 : ฮ่องกง ฮ่องกงเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นศูนย์กลางทางด้านการเงินชั้นนำของโลก เป็นเมืองแห่งการศึกษาระดับแนวหน้าของเอเชียและยังเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดเมืองหนึ่ง แต่ฮ่องกงกลับมีความปลอดภัยสูงมากเป็นอันดับ 21 ของโลก เพราะประชาชนส่วนใหญ่เคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย มีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับใน QS World University Rankings ทั้งหมด 7 แห่ง นำโดย Hong Kong University of Science and Technology (HKUST) ติดอันดับที่ 28 ของโลก ถึงแม้ฮ่องกงจะเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่เมื่อเทียบค่าธรรมเนียมการศึกษาถือว่าอยู่ในระดับกลาง อีกทั้งเป็นประเทศที่อยู่ใกล้เมืองไทย มีวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก ซึ่งจะทำให้นักศึกษาคนไทยสามารถปรับตัวได้ไม่ยากนัก อันดับ 9 : เบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี กรุงเบอร์ลินเมืองหลวงของประเทศเยอรมนี เป็นหนึ่งในเมืองที่มีความคูลระดับแนวหน้าของโลกในด้านศิลปะวัฒนธรรม ผู้นำแฟชั่น ดีไซน์และดนตรี ถือเป็นคู่แข่งที่สูสีมากเทียบกับนครนิวยอร์กและกรุงลอนดอน อีกทั้งเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดอันดับที่ 20 ของโลก รวมทั้งมีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดติดอันดับที่ 12 ของโลก นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เบอร์ลินเป็นเมืองแห่งการศึกษาคือมหาวิทยาลัยรัฐโดยส่วนใหญ่ไม่เก็บค่าเล่าเรียนหรือค่าธรรมเนียมการศึกษา ทั้งกับนักศึกษาท้องถิ่นและนักศึกษาต่างชาติ (อาจมีข้อยกเว้นสำหรับหลักสูตรปริญญาโทบางสาขา) แถมยังมีค่าครองชีพที่ไม่แพงอีกด้วย อันดับ 10 : โซล ประเทศเกาหลีใต้ อีกหนึ่งเมืองจากทวีปเอเชียที่ติดอันดับเมืองที่น่าไปเรียนต่อมากที่สุดในโลก “กรุงโซล” เมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้ เป็นอีกหนึ่งเมืองในฝันของการมาเรียนต่อของนักศึกษาไทย เพราะเป็นเมืองที่ถือเป็นผู้นำด้านแฟชั่นแถวหน้าของเอเชีย บรรยากาศดีและเต็มไปด้วยแสงสีเสียงที่ทันสมัย ส่วนในด้านการศึกษานั้น โซลมีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลกมากถึง 16 แห่ง นำโดย Seoul National University อยู่อันดับที่ 36 ของโลก นอกจากนี้ยังได้คะแนนสูงในด้านคุณภาพชีวิตของนักศึกษาอีกด้วย ขอบคุณข้อมูลจาก Ashinee P. www.hotcourses.in.th, Quacquarelli Symonds (QS)

แฟนผียุคนี้ต้องอดทน! เปิดสถิติสุดห่วยของผีแดงภายใต้ปรัชญาของ หลุยส์ ฟานกัล ตอนที่ 1
ผลบอล /  พรีเมียร์ลีก / 

เกิดเป็นแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุค ปรัชญาของ หลุยส์ ฟานกัล ต้องทำใจจริงๆ และนี่คือ 10 สถิติสุดห่วยที่ทีมได้สร้างเอาไว้ให้ทีมอื่นได้ล้อขำๆ ทั้ง 10 สถิติ วันนี้ทีมงานขอนำเสนอ ตอนแรกจัดไปเบาๆ 5 สถิติก่อน 1.เก็บได้ 37 คะแนน จาก 23 นัดต่ำที่สุดตั้งแต่เล่นพรีเมียร์ลีกมา ผ่านไป 23 นัด ลูกทีมของ หลุยส์ ฟานกัล เก็บได้แค่ 37 คะแนน มาจากชัยชนะ 10 นัด เสมอ 7 และแพ้ไปถึง 6 นัดด้วยกัน ซึ่งน้อยกว่าที่ เดวิด มอยส์ เคยทำเอาไว้ในจำนวนนัดเท่ากัน กุนซือชาวสก็อตต์ ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยังเก็บได้ 40 แต้ม ก่อนจะโดนไล่ออกในนัดที่ 34 2.ยิงประตูคู่แข่งในการลงเล่นที่โอลด์แทรฟฟอร์ดในครึ่งแรกไม่ได้ถึง 13 นัด การลงเล่นในโรงละครแห่งความฝัน กลายเป็นฝันร้ายของแฟนๆ เมื่อทีมผีแดงยิงประตูใส่คู่แข่งไม่ได้ในครึ่งเวลาแรกถึง 13 นัดในทุกรายการ ไล่ตั้งแต่การพบกับ นิวคาลเซิล, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, มิดเดิลสโบรห์, เวสต์บรอมวิช, พีเอสวี, เวสต์แฮม, นอริช, เชลซี, สอวนซี, เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และ เซาแธมป์ตัน 3.นักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดยิงประตูคู่แข่งในบ้านได้แค่คนเดียวในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ เมมฟิส เดปาย คือนักเตะของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพียงคนเดียวที่ยิงประตูให้ทีมได้ตั้งแต่ครึ่งแรก ในฤดูกาลนี้ในเกมส์กับ ซันเดอร์แลนด์ ในท้ายครึ่งแรกนาที 45 ส่วนอีกประตูในครึ่งแรกที่ทำได้ มาจากการสกัดเข้าประตูตัวเองของ ไคล์ วอลเกอร์ แบ็กขวาสเปอร์สในนัดเปิดสนาม 4.ยิงประตูเฉลี่ย 1.22 ประตูต่อ 1 นัดต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยิงประตูเฉลี่ยได้แค่ 1.22 ประตูต่อเกมส์ ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดตั้งแต่ทีมเล่นในพรีเมียร์ลีกมา ถือเป็นเรื่องเจ็บปวดเพราะอย่างเช่นในปี 1999 ทีไ่ด้ทนิปเบิ้ลแชมป์พวกเขาทำประตูเฉลี่ยต่อเกมส์ได้มากถึง 2.55 ประตูต่อนัด 5.ยิงตรงกรอบแค่ 35 ครั้งในการเล่นในบ้าน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในลีก ไม่ใช่แค่ในพรีเมียร์ลีก เท่านั้น หากแต่ทุกลีก ขอย้ำว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยิงตรงกรอบในบ้านน้อยที่สุดจากทุกลีก

อยากจะขอคำปรึกษา ช่วยให้ คำปรึกษา หน่อยนะ
คำปรึกษา /  รักในวัยเรียน / 

สวัสดีคะ คือว่ามีหรื่องหนักใจจะมาปรึกษาค่ะ  คือว่า ตอนนั้นหนูนอนหลับอยู่แล้วคนที่หนูแอบชอบ เขาโทรมาตอน ตี4 ค่ะ ไม่รู้เขามีเบอร์หนูได้ยังไง?? เขาเอามาจากไหน เขาไม่ยอมบอก หนูไม่คิดด้วยว่าเขาจะโทรมา เขาจะมีเบอร์หนู แต่เขาก็รู้ว่าหนูชอบเขา แต่ประเด็นคือ หนูรักเขามาก มาหลายเดือนคะ ลืมไม่ได้สักที ตอนนี้หนูอยู่ ม.6 เขาอยู่ ม.5 หนูชอบเขาตั้งแต่เทอม 1 แล้วค่ะ แต่ก็ไม่กล้าคุยๆ กันสักที แต่หนูก็ทักเขาอยู่นะคะ พอปิดเทอมหนูก็ไม่อะไรกับเขามาก ไม่สนใจคะ แล้วอยู่ๆ คือหนูตกใจมากอยู่ๆ หนูไปส่องเฟซเขา แล้วเขามีแฟน <<< มันทำให้หนูเสียใจร้องไห้มาหลายครั้งเจ็บปวดไม่มีความสุขเลย หนูมีความสุขเวลาอยู่กับพ่อแม่ ได้อยู่กับเพื่อน กับญาติหลายๆ คน ทำให้มีความสุข<< แต่พอมาอยู่คนเดียว คิดถึงเขา ความทุกข์มาเลยค่ะ เศร้า ((( เขาทำหนูเจ็บมาก พอเปิดเทอมมาหนูก็เฉยๆ กับพยายามจะตัดใจ พยายามจะปล่อยแล้ว พอวันนึงมา หนูนอนอยู่ตอน ตี4 เขาโทรมา หนูคิดว่าหนูฝันไปแต่ก็ไม่ได้ฝันนะ เพราะพยายามตบหน้าตัวเองก็ไม่ได้ฝัน หนูก็คุยกับเขามาเรื่อยๆ ตอนแรกหนูไม่คิดว่าจะเป็นคนที่หนูชอบ<< เขาเลยให้ทาย แล้วหนูก็ทายเป็นคนนั้น มันก็ใช่ แล้วก็คุยไปเรื่อยๆ ได้สัก 20 นาทีมั่งคะ หนูเลยบอกแค่นี้<>> เพราะหนูอยากนอนต่อ เพราะต้องเดินทางเลยต้องพักผ่อน << (หนูก็ถามเขานะคะ ว่าไม่คุยกับแฟนหรอ << เขาบอกไม่มี <<, มันคืออะไรคะ ?? ทั้งๆที่มีแฟนแล้วในเฟซ ยังโพสแท็กไปหาแฟนแล้วทำเป็นเหมือนสนใจหนู แล้วเขากับแฟนก็อยู่ห้องเดียวกันค่ะ ประเด็นอะค่ะ <<< เห้อออ ทรมานนะคะ แล้วพอถึงพรุ่งนี้เช้าแล้วหนูรักเขามากอะคะ รักหมดใจไปแล้ว เศร้า จะลืมทำไม่ได้ เศร้า((( หนูเลยโทรหาเขา <<<<แล้วคือโทรหาไม่ติด มันขึ้นว่า ไม่มีสัญญาญต่อหมายเลขท่านเลย <<<เห้อ คุยกันได้ 1 วันค่ะ แล้วก็มาเจอกันอยู่ ร.ร.ค่ะ เขาก็มองหนู หนูก็มองเขา ตั้งแต่วันนั้นมาไม่ได้คุยเลยคะ แล้วมันเจ็บมากหนูรักเขา ท้อมากอยากถอยแต่ทำไม่ได้ แล้วในเฟซเขาก็แท็กหาแฟน หนูไม่รู้ทำเพื่ออะไร ทำเป็นสนใจหนู แต่ทั้งๆ ที่มีแฟน?????? มันเจ็บนะรู้มั้ย เหมือนให้ความหวังกันแต่ลับหลัง อะไรกับแฟนไม่รู้ หนูรักเขาก่อนที่เขาจะมาคบกับแฟนคนนั้นคนที่ห้องเดียวกันอีกคะ มันเหนือยมากทรมานไปทุกวัน เหม่อลอยถึงเขา ความรักมันมีอิทธิพลกับหนูขนาดนั้นเลย เศร้า(( เแต่ทำไม่ได้สักที แล้วหนูก็จะจบม.6 ไปต่อที่อื่น หนูอยากจะรักเขาไปตลอดชีวิต หนูไม่เคยรักใครได้เท่านี้อยากจะรักเขาตลอดไป ไม่อยากรักใครอีก ต่อให้มีใครมาหนูก็ไม่อยากจะรักหนูจะพยายามรักเขา เขาคือความสขของหนู ต่อให้ย้อนเวลากลับไปก็ยังจะรักเขาอยู่ดี จุ๊บๆ((((((((( ให้ คำปรึกษา หน่อยนะคะ ขอขอบคุณอย่างมากเลยคะ คนที่อ่านของหนูจนจบ ชวนเพื่อนช่วยไขคำถาม : เราเชื่อว่า “ทุกคนคือกูรูด้านความรัก” ทุกคนย่อมมีประสบการณ์ความรักที่แตกต่าง อย่าเก็บมันไว้เพียงลำพัง เพราะขณะนี้มีเพื่อนๆของเรากำลังประสบกับปัญหาหัวใจที่ยากจะแก้ไขด้วยตนเอง “เรา” จึงอยากชวนเพื่อนๆ ชาว Women MThai มาช่วยกันไขปัญหารัก ให้กับเพื่อนสมาชิกของพวกเรา เพราะในหลายๆ คำถาม “มาดามรัก” อาจเข้าช่วยเหลือได้ไม่ทันท่วงที หวังใจว่ากำลังใจหรือประสบการณ์จากเพื่อนๆ จะช่วยเยียวยาและเป็นแรงใจส่งต่อให้เพื่อนๆ ของเราได้ บุญรักษา จากใจ มาดามรัก 

คนทำดีต้องชื่นชม! คุณหมอไร้ขา อุทิศตน รักษาตามบ้าน ในหุบเขามากกว่าครึ่งชีวิต
คุณหมอไร้ขา /  พิการ / 

สื่อจีนเผยแพร่ภาพการทำงานของคุณหมอผู้ไร้ขาทั้ง 2 ข้าง ออกทำงานดูแลชาวบ้านตามหมู่บ้านในหุบเขามากกว่า 1,000 ชีวิต ในเมืองฉงชิ่งของจีนมากกว่า 15 ปี จำชื่อ คุณหมอท่านนี้เอาไว้ให้ดี เธอมีชื่อว่า หลี่ จูหง ปัจจุบัน อายุ 37 ปี เธอออกไปรักษาคนไข้ด้วยการใช้แขนยัน เก้าอี้ไม้ต่างเท้าในการเคลื่อนไหวร่างกายมากว่า 6,000 ครั้งตลอด 15 ปีที่ผ่านมา คุณหมอหลี่ ไม่ได้พิการแต่กำเนิด แต่เพราะเหตุการณ์ในเย็นวันหนึ่งของเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1983 ขณะที่หนูน้อยหลี่ จูหง ในวัย 4 ขวบ กำลังเดินทางไปโรงเรียนเนิร์สเซอรี่ เธอถูกรถบรรทุกพุ่งชนและทับร่างของเธอไว้ จากอุบัติเหตุครั้งนั้น ทำให้เธอต้องพิการ ถูกตัดขาทั้ง 2 ข้าง โดยเหลือต้นขาซ้ายยาวเพียงแค่ 3 เซนติเมตรเท่านั้น แต่ชีวิตยังต้องเดินหน้าต่อไป ในวัย 8 ขวบ เธอเรียนรู้ที่จะหัดเดินด้วยแขนของเธอ โดยการใช้ตั่งเก้าอี้ไม้เตี้ยๆ ค้ำยันต่างเท้า ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การหัดเดินครั้งนั้นมอบประสบการณ์ที่แสนเจ็บปวดให้กับเธอ ทำให้ หลี่ จูหง ตัดสินใจที่จะอุทิศตนเป็นหมอเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น นับแต่นั้นเป็นต้นมา ในปีค.ศ. 2000 หลังจากหลี่ จูหง ได้จบการศึกษาแพทย์วิชาชีพ และได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์ เธอจึงเริ่มทำงานในคลินิกในหมู่บ้าน หว๋าเตี๋ยน ในปีถัดมา ในช่วงของการเป็นหมอประจำหมู่บ้านในปีที่ 2 คุณหมอหลี่ จูหง ได้พบกับ นายหลิว ชิงหยาง จนทั้งคู่ตกหลุมรักซึ่งกันและกัน จนตกลงปลงใจเข้าพิธีวิวาห์ อยู่กินฉันท์สามีภรรยา ร่วมกัน นับแต่นั้นเป็นต้นมานายหลิว ชิงหยาง ได้ลาออกจากงาน เพื่อมาเป็นพ่อบ้าน ทำงานบ้าน คอยดูแล ภรรยา เป็นอย่างดี เขาแบกเธอขึ้นหลังไปทำงานที่คลินิก ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของพวกเขา 500 เมตร ซึ่งหากให้คุณหมอเดินทางด้วยตัวเองจะต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว ! ตลอดเวลา 15 ปี ที่ผ่านมา คุณหมอหลี่ จูหง ได้รักษาคนไข้มากกว่า 1,000 รายจาก 300 หลังคาเรือนใน หมู่บ้านหว๋าเตี๋ยน ซึ่ง 1ใน 5 ของประชากรในหมู่บ้านมีอายุมากกว่า 60 เข้าไปแล้ว ทำให้เธอจำเป็นต้องเดินทางไปรักษาคนไข้สูงอายุตามบ้านถึงแม้สถาพถนนบนเขาจะเป็นอุปสรรคในการเดินทางของเธอก็ตาม แต่เธอก็ยังคงทำหน้าที่ของหมอนี้เรื่อยมา และจะยังคงทำต่อไป นี่สิ คนแบบนี้ถึงจะมีหัวใจของคนเป็นหมออย่างแท้จริง ที่มาจาก en.people.cn ภาพจาก chinacqsb.com เรียบเรียงเนื้อหาโดย Women MThai Team

นักเกรียนเทพศิรินทร์ ชี้แจงหลังโดนศิษย์เก่ารุมด่า จุดชนวนดราม่าผอ.กราบ นักเรียน
กราบนักเรียน /  นักเกรียนเทพศิรินทร์ / 

นักเกรียนเทพศิรินทร์ ชี้แจงหลังโดนศิษย์เก่ารุมด่า จุดชนวนดราม่า ผอ.กราบ นักเรียน จากกรณีที่ชาวสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นที่ ผอ.กราบนักเรียน ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ โดยดราม่าดังกล่าวต้นเรื่องมาจากแฟนเพจ นักเกรียนเทพศิรินทร์ได้โพสต์ภาพและมีสื่อยักษ์ใหญ่ไปขยายต่อ ทำให้ขณะนี้โรงเรียนตกเป็นประเด็นของสังคมทั้งตัวนักเรียนและตัวผู้อำนวยการเอง ล่าสุดแฟนเพจต้นเรื่องได้มีการโพสต์ข้อความชี้แจงหลังจากโดนศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันกดดันอย่างหนัก โดยระบุว่า ทุกคำด่าคำติคำชม หรืออะไรก็ตาม ทีมงานเพจขอรับไว้หมดครับ แต่จะชี้แจงไว้ทีเดียวเรื่องรูปที่ลง ทางทีมงานผิดเอง ที่เอามาลงแค่รูปไม่ได้เอาเสียงและภาพเคลื่อนไหวมาด้วย 1 ภาพตีความได้หลายความหมาย แค่จะชี้แจงอีกครั้งว่า "ไม่ได้มีนักเรียนคนไหน ขอให้ท่านผู้อำนวยการยกมือขึ้นมาไหว้เด็ก" เพียงแค่พูด "ขอโทษ" ก็เกินพอแล้ว คำถามคือขอโทษเรื่องอะไร? เมื่อมีคำถามออกมาว่า "ใครมีอะไรจะถามมั้ย" (ต่อเนื่องจากเรื่องที่ท่านพูด) มีนักเรียนคนที่หนึ่งบอกว่าเข้าใจเรื่องที่ท่านพูดแล้ว เป็นอันจบไป อีกคนลุกขึ้นมาบอกประมาณว่า "เลยเวลาเรียนแล้ว" จึงเกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องที่เป็นภาพออกมาสิ่งสำคัญมากต่อสังคมแม้เป็นเรื่องเล็กน้อย คือ การตรงต่อเวลา หลายๆคนก็ได้รับการสั่งสอนมาแบบนี้ใช่ เรื่องนี้จะไม่กล่าวต่อแล้วให้คิดกันเอง "ส่วนเรื่องข่าวที่ออกไปนั้น ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงได้ขึ้นหน้า 1 พาดหัวข่าวใหญ่ แถมพาดหัวได้ดีสมกับจรรณยาบรรณขอบคุณ และซาบซึ้งมาก ไม่แน่ใจว่าคนเขียน หรือบรรณาธิการมีผมหงอกให้เด็กถอนไหมครับ? อย่าให้เกียรติยศมาล้มทับความถูกต้อง และยุติธรรมในสังคม เป็นเด็กจึงเจ็บปวดหรือ ส่วนคำชี้แจงและคำติ รวมถึงคำด่า ของรุ่นพี่ ผู้ปกครองทุกท่าน ทีมงานรับฟังหมด พื้นที่นี้รับฟังความเห็นทุกคน ที่เห็นด้วย และเห็นต่าง ใจกว้างพอ" ที่มา  นักเกรียน เทพศิรินทร์ MThai News

ยิปมัน 3 : ความอ่อนโยนที่กล้าแกร่ง
4DX /  Ip man 3 / 

หลังจากที่ผมได้เห็นตัวอย่างของ IP MAN 3 หรือ ยิปมัน 3 แล้ว ก็รู้สึกได้ว่าภาคนี้คงเป็นภาคที่จัดหนักจัดเต็มในเรื่องการต่อสู้ด้วยวิชาศิลปะป้องกันตัวที่เรียกกันว่า “หย่งชุน” โดยเฉพาะตัวละครใหม่ที่มาสร้างสีสันในภาคนี้อย่าง ไมค์ ไทสัน (Mike Tyson) ที่น่าจะกลายเป็นจุดขายการต่อสู้ระหว่างมวยต่างชาติกับมวยหย่งชุนเหมือนในภาคที่แล้ว และการดูยิปมัน 3 ในระบบ 4DX ที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ หากดูแล้วไม่มันส์ ทางโรงภาพยนตร์ก็ยินดีคืนเงินภายใน 30 นาทีแรก เรียกได้ว่าการันตีความมันส์ก่อนเข้าโรงภาพยนตร์กันเลยทีเดียว หากไม่ดูก็คงเสียใจภายหลังเป็นแน่แท้ IP MAN 3 หรือ ยิปมัน 3 เป็นเรื่องราวต่อจากในภาคยิปมัน 2 หลังจากที่ “ยิปมัน” (ดอนนี่ เยน) มีครอบครัวที่สมบูรณ์และ ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แต่ฮ่องกงในช่วงเวลานั้นเริ่มมีนายทุนเข้ามามากขึ้น “แฟรงค์” (ไมค์ ไทสัน) คือหนึ่งในนายทุนชาวต่างชาติผู้เชี่ยวชาญการชกมวยได้เข้ามามีอิทธิพลและพยายามยึดครองชุมชนที่ยิปมันอาศัยอยู่ โดยเฉพาะต้องการซื้อที่ดินที่เป็นโรงเรียนของชุมชนแห่งนั้น เมื่อปากไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ก็ต้องใช้มือและเท้าแย่งชิงมา จึงเป็นหน้าที่ของยิปมันและลูกศิษย์ในการปกป้องชุมชนอีกครั้ง และความทะเยอทะยานของอาจารย์สอนมวยหน้าใหม่ (จาง จิน) ที่อยากจะเป็นปรมาจารย์มวยหย่งชุนให้ได้ ร้อนถึงยิปมันที่จะต้องมาประลองฝีมือ โครงสร้างของภาพยนตร์ในภาคนี้ดูเหมือนว่าจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เริ่มจากตัวละครใหม่อย่าง ไมค์ ไทสัน ที่รับบท "แฟรงค์" นายทุนจากต่างชาติที่เข้ามาเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ยิปมันต้องบู๊ในช่วงแรก แต่ดูเหมือนว่าการต่อสู้โดยใช้ศิลปะป้องกันตัวระหว่างมวยต่างชาติกับมวยหย่งชุนกลับไม่ใช่ไฮไลต์สำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้สักเท่าไร กลายเป็นการต่อสู้ระหว่างมวยหย่งชุนด้วยกันเองในช่วงท้ายเรื่องที่น่าสนใจกว่า ถึงอย่างนั้นอรรถรสการต่อสู้ในเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งเรื่องนั้นไม่ได้ลดน้อยถอยลงกว่าภาคที่แล้ว ยังคงออกท่าและแสดงลีลามวยได้อย่างสนุกสนานเช่นเดิม “ชัยชนะมันสำคัญมากนักหรือ ถ้าเทียบกับการได้กลับไปกินข้าวกับครอบครัว” คำกล่าวของยิปมันในภาคที่ 2 ที่ทำให้เห็นว่ายิปมันให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่าการต่อสู้ ซึ่งภาคนี้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัด โดยเฉพาะช่วงที่ภรรยาเกิดอาการป่วย ยิปมันดูแลภรรยาอย่างใกล้ชิดและทำดีที่สุดเท่าที่เขาสามารถทำได้ เป็นความน่ารักและน่าประทับใจจริง จนแอบคิดไม่ได้ว่าจะมีผู้ชายสักกี่คนบนโลกที่รักและดูแลเอาใจใส่ภรรยาได้เท่านี้ เรียกได้ว่าเป็นช่วงโรแมนติกที่แทบจะไม่ได้เห็นในภาพยนตร์การต่อสู้เรื่องอื่น ๆ ตัวภาพยนตร์ได้เล่าช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตอีกช่วงหนึ่งเลยก็ว่าได้ และส่วนนี้เป็นส่วนที่เสริมให้ตัวภาพยนตร์ครบเครื่องมากยิ่งขึ้น ตลอดเวลา 105 นาที ภาพยนตร์ได้ทำให้รู้จักมวยหย่งชุน มวยที่เป็นศิลปะป้องกันตัว มวยที่ช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่า ไม่ใช่มวยที่ฝึกเพื่อไประรานใคร แม้วันหนึ่งจะมีชื่อเสียงเป็นที่นับหน้าถือตา แต่ความถ่อมตนต้องมาก่อน ให้เกียรติผู้อื่น ไม่ชูหางอวดอ้างฤทธี และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ขณะเดียวกันในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่มีภรรยาและลูก ก็ต้องสร้างครอบครัวให้อบอุ่น คนในครอบครัวนั้นสำคัญมาเป็นที่หนึ่ง เมื่อภรรยาเจ็บป่วยก็เป็นหน้าที่ที่สามีต้องดูแลอย่างใกล้ชิด วางเรื่องทุกอย่างลง รักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ให้นานที่สุด แม้วันใดที่จากกันไปก็ไม่รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ดูแล ทั้งหมดทั้งมวลนี่คือความประทับใจที่อ่านผ่านตาแล้วมันก็ผ่านไป แต่ทั้งหลายเหล่านี้ต้องใช้หัวใจเข้าไปสัมผัสกับหนึ่งด้านชีวิตของปรมาจารย์มวยหย่งชุนที่เรียกน้ำตาและเสียงปรบมือดังกึกก้องเมื่อเอนด์เครดิตขึ้น คะแนน 9/10 ที่ทำให้รู้ว่าวันเวลาที่ได้อยู่กับคนที่เรารักมีค่ามากแค่ไหน เพราะไม่รู้ว่าวันที่จากกันจะมาถึงเมื่อไร ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ mypaper.sg และเว็บไซต์ metalbridges.com

10 คาถาที่แฟน ๆ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ทั่วโลกชื่นชอบที่สุด
Bloomsbury /  Harry Potter / 

หลายคนคงเคยอ่านนวนิยายชื่อดังอย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์ (Harry Potter) หรือได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องยาวที่มีความต่อเนื่องถึง 8 ภาค (จากหนังสือ 7 เล่ม) และถ้าไม่โกหกใส่กันแล้วล่ะก็เชื่อว่าแต่ละคนต้องเคยแอบถือไม้อะไรสักอย่างทำท่าโบกนิดสะบัดหน่อยร่ายคาถาอยู่หน้ากระจกอย่างแน่นอน และแอบหวังเล็ก ๆ ในใจให้มันมีแสงอะไรบางอย่างพุ่งออกมาจากปลายไม้ใช่ไหมล่ะ จากคาถาต่าง ๆ มากมายที่ปรากฏในเรื่อง ทาง Bloomsbury Children’s Books จึงได้ทำแบบสำรวจจัดอันดับ 10 คาถาที่แฟน ๆ ทั่วโลกชื่นชอบ มาดูกันว่าคาถาที่เราชื่นชอบนั้นจะอยู่ในลิสต์นี้หรือไม่ 10. ริดดิคูลัส (Riddikulus) เปลี่ยนเจ้าบ็อกการ์ดที่แสนน่ากลัวให้กลายเป็นอะไรบางอย่างที่ดูปัญญาอ่อน 9. ออบลิวิอาเต้ (Obliviate) คาถาที่ทำให้กิลเดอรอย ล็อกฮาร์ต สูญเสียความทรงจำส่วนใหญ่ไป 8. เซ็กตัมเซ็มปร้า (Sectumsempra) คาถาคำสาปที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยเซเวอร์รัส สเนป มีผลให้ผู้โดนทำร้ายเจ็บปวดราวกับถูกฟันด้วยดาบ 7. อะวาดา เคดาฟรา (Avada Kedavra) เราต่างรู้กันดีว่าคาถานี้มีผลอย่างไร และแน่นอนว่ามันต้องอยู่ใน 10 อันดับนี้อย่างแน่นอน 6. อะโลโฮโมร่า (Alohomora) คาถาที่เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ ใช้ปลดล็อคแทบจะทุกอย่างที่ขวางหน้าในหนังสือเล่มแรก 5. ลูมอส (Lumos) คาถาที่เหมือนกับไฟฉายอันเล็ก ๆ บนไอโฟน 4. เอกซ์เปลล์ลิอาร์มัส (Expelliarmus) คาถาปลดอาวุธที่แฮร์รี่ พอตเตอร์ ใช้ทุกครั้งเมื่อจะต้องดวลกับพ่อมดคนอื่น ๆ 3. วิงการ์เดียม เลวีโอซ่า (Wingadium Leviosa) ทำให้สิ่งของลอยได้ น่าสนุกดีนะ 2. แอคซิโอ (Accio) คาถาสำหรับคนขี้เกียจที่ไม่สามารถนำพาตัวเองไปหยิบรีโมตทีวีได้ 1. เอกซ์เปกโตร พาโตรนุม (Expecto Patronum) ไล่ผู้คุมวิญญาณด้วยการเรียกผู้พิทักษ์สุดแข็งแกร่งออกมา ดูบทความต้นฉบับ : Accio, wand! The 10 most popular 'Harry Potter' spells revealed

ใหม่! อัศจรรย์ธรรมชาติ รับมือ 8 สัญญาณผิวร่วงโรย
origins /  ครีม / 

SEE SKIN BLOOM With Three Part Harmony™ for renewal, repair and radiance อัศจรรย์ธรรมชาติ รับมือ 8 สัญญาณผิวร่วงโรย      ยกระดับพลังธรรมชาติ ดูแลผิวมีอายุอย่างตรงจุด NEW!! Three Part Harmony™ Nourishing Cream และ Oil-Infused Serum รับมือ 8 สัญญาณความร่วงโรย ด้วยพลังธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ใน Tazetta Lily Bulb ครบถ้วนทั้งฟื้นบำรุง ลดเลือนริ้วรอย ร่องลึก บอกลาผิวหย่อนคล้อย เสริมความกระชับ เรียบเนียน กระจ่างใส เติมเต็มความชุ่มชื้น ปกป้องจากการถูกทำลาย พร้อม เปล่งประกายอวดผิวใหม่ ดูอ่อนเยาว์ ภายใน 4 สัปดาห์*        เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นผิวก็มีอายุเพิ่มมาก ประสิทธิภาพในการฟื้นบำรุงตัวเองก็ลดลงตามไปด้วย จึงเข้าสู่ภาวะผิวมีอายุ (Senescence) ก่อให้เกิดข้อกังวลผิวนานัปการ อาทิ ผิวแห้งกร้านขาดความชุ่มชื้น มีริ้วรอย ผิวไม่กระชับและหย่อนคล้อย ดูสูงอายุก่อนวัย เมื่อผิวที่ร่วงโรยตามวัยจะส่งผลกระทบต่อเซลล์ที่อยู่ใกล้เคียง รวมทั้งการผลิตลิพิดหรือไขมัน (Lipid) และ คอลลาเจน (Collagen) ในชั้นผิวลดน้อยลง ทำให้ประสิทธิภาพของผิวในการกักเก็บความชุ่มชื้นใต้ผิวลดลง ฉะนั้นผิวจึงต้องการตัวช่วยในการฟื้นบำรุง และดูแลผิวที่ร่วงโรยได้อย่างมีประสิทธิภาพ           ออริจินส์ จึงคัดสรรส่วนผสมธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการฟื้นบำรุงผิว เพื่อผิวที่ ดูอ่อนเยาว์จากทั่วทุกมุมโลก จนค้นพบ Tazetta Lily Bulb พืชประสิทธิภาพสูงอันเป็นส่วนผสมหลักของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ ความอัศจรรย์ของธรรมชาติที่ซ่อนตัวอยู่ในส่วนหัวของพืชชนิดนี้ โดดเด่นด้วยคุณสมบัติในการฟื้นบำรุงผิวเพื่อผิวที่ดูอ่อนเยาว์ พบได้ใน ผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ในแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก และเผยความงดงามทุกครั้งที่ ผลิบานปีแล้วปีเล่า ฤดูแล้วฤดูเล่า เสมือนการเกิดใหม่ที่พบเห็นได้ในธรรมชาติอย่างแท้จริง          นอกจากนี้สารสกัดจาก นอตวีด (Knotweed) พืชที่มีความเชื่อมโยงถึงความอยู่ยงคงกระพัน อุดมไปด้วยเอนโซม์ เรสเวอราทอลและสารต้านอนุมูลอิสระที่พบได้ในไวน์แดง และไวท์เมอร์เทิล (White Myrtle) มีต้นกำเนิดในยุคกรีก         โบราณ มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวแน่นกระชับ และลดเลือนริ้วรอย ผสานวิตามินซีที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงาน และสารสกัดจาก Licorice leaf ที่สามารถรับมือกับข้อกังวลผิวอันเป็นสัญญาณของปัญหาผิวร่วงโรยตามวัย ลดเลือนริ้วรอยให้ดูจางลง เสริมความชุ่มชื้นให้ผิวดูอิ่มเอิบ และแก้ปัญหาผิวที่ไม่กระชับ พร้อมด้วยสารสกัดจาก Scutellaria root และ Apple ช่วยปลุกผิวให้ดูสดใสมีชีวิตชีวา เสริมสร้างความรู้สึกผ่อนคลายด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเอสเซนเชียล ออยล์ จากพืชตระกูลซิตรัสผสานกับกลิ่นหอมเย้ายวนของ Rose violet และ Jasmine            Three Part Harmony™ Nourishing Cream เนื้อครีมเข้มข้นเนียนนุ่มประดุจแพรไหม เบาสบายผิว ไม่เหนียวเหนอะหนะและ Oil-Infused Serum เนื้อเซรั่มเป็นเนื้อครีมนุ่มผสมน้ำมันบำรุงผิวอย่างล้ำลึกมาจากการผสมผสานอย่างลงตัวของคุณประโยชน์ 3 ประการ ในการต่อสู้ 8 สัญญาณผิวร่วงโรย • มอบผิวที่ดูอ่อนเยาว์ (Renewal) จากพลังธรรมชาติที่ซ่อนตัวอยู่ในส่วนหัวของ Tazetta Lily โดดเด่น ด้วยคุณสมบัติในการมอบผิวที่ดูอ่อนเยาว์ให้กับผิวที่ร่วงโรยตามวัย ผิวเนียนนุ่มขึ้น เสริมสร้างปราการปกป้องผิว จึงสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของผิว • ฟื้นบำรุงผิวที่ร่วงโรย (Repair) อันเกิดจากข้อกังวลผิวนานัปการ อาทิ ริ้วรอยร่องลึกอันเกิดจากอายุที่มากขึ้น ผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ หมองคล้ำ และขาดความชุ่มชื้น Three Part Harmony™ จึงช่วยเสริมปราการปกป้องผิว และรับมือกับข้อกังวลผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อผลลัพธ์ของผิวดูกระชับ เรียบเนียน ริ้วรอย ดูจางลง แลดูสุขภาพดี • คืนความสดใสให้ผิวดูเปล่งประกาย (Radiance) จากผิวหมองคล้ำแลดูอ่อนล้ากลับแลดูสดใสมีชีวิตชีวา สีผิวสม่ำเสมอ ผิวดูสว่างกระจ่างจับตาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ละครวิมานเมขลา  , เรื่องย่อวิมานเมขลา
ละครวิมานเมขลา /  เรื่องย่อละครวิมานเมขลา / 

บทประพันธ์ : กันยา กุมารีบทโทรทัศน์ : เอื้องอรุณ สมิตสุวรรณ /เทิดโชค เกียรติสุขเกษม / วิริยาภรณ์ จุนหะวิทยะกำกับการแสดง : แชมป์-อินทนนท์ รัตนากาญจน์ออกอากาศ : ศุกร์ เวลา 20.00 น. เสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทาง ช่อง 3 และ 3HD เมขลา (เบลล่า-ราณี) นางเอกละครโทรทัศน์ชื่อดัง เล่นนอกคิวแบบแม่ไม้มวยไทยกับ จ๊ะเอ๋(ออย-มิรา) นางร้ายจอมเซ็กซี่ เพราะเมขลาจับได้ว่าจ๊ะเอ๋ทำตีสนิท คิดจับ แจ๊ค (เบิร์ด-กิตติธัช) แฟนหนุ่มของเธอ นิสัยวีนแตกของเมขลาคราวนี้เป็นข่าวใหญ่ เธอถูกสังคมประณามถึงความอารมณ์ร้าย เอาแต่ใจ แต่เมขลาก็ไม่แคร์ เชิดใส่ทุกคน เป็นสาวมั่นที่คิดว่าตัวเองสวย และผู้จัดละครทุกคนต้องเอาใจ แต่เรื่องคราวนี้กลับทำให้เธอกลายเป็นนางฟ้าตกกระป๋อง เพราะทั้งทางสถานีและผู้จัดต่างๆ พากันยกเลิกงานทั้งหมด เพื่อดัดนิสัยขี้วีนแตกของเมขลาสักที ละครเรื่องล่าสุด เมขลาต้องสวมบทบาทเป็น ลาล่า นักฆ่าสาว เมขลาทุ่มเทหัดคิวบู๊จนคล่องเคล่ว เพื่อให้ตัวเองอินกับบทบาท แต่เมื่อต้องถูกปลดกลางอากาศ ทำให้เธอทั้งเสียใจและนึกอายมาก แต่ก็ยังเชิดใส่สื่อ ทำเป็นไม่แคร์ เมขลาเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย ระดับมหาเศรษฐี แต่พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก ทำให้เมขลาอยู่ในความดูแลของ ไข่มุก (แก้ว-อภิรดี) น้าสาว ไข่มุกช่วยผลาญเงินของหลานอย่างสนุกสนาน เธอเลี้ยงเมขลามาอย่างผิดๆ ตามใจจนเสียนิสัย ขณะเดียวกันไข่มุกก็หาทางถ่ายเงินของเมขลามาเป็นของเธอและ มาการีน (โจอี้-อรวิภา) ลูกสาว ด้วยนิสัยใช้เงินอย่างมือเติบของสามสาว ทำให้ฐานะการเงินของเมขลามีปัญหา จนเมื่อรู้ตัวอีกที เธอก็กลายเป็นลูกหนี้ของพวกกู้เงินนอกระบบไปร่วมๆ ห้าล้านบาท เมขลาถูกแก๊งทวงหนี้ตามรังควาน เธอใช้เล่ห์เหลี่ยมสารพัด เอาตัวรอดไปได้ เมขลาได้พบ เสี่ยส่ง(แจ๊ค-เกริก) ที่มาติดต่อด้วยตัวเอง เพื่อเสนอซื้อ ป่าสวนน้ำผึ้ง ป่าไม้สักที่สวยที่สุด ที่ ตระกล (สมภพ เบญจาธิกุล) ยกให้เธอเป็นมรดก ในราคาห้าล้านบาท ตระกลเป็นลุง ที่ไม่เคยติดต่อกับเมขลาเลย เธอแปลกใจมากที่ลุงยังคิดถึง เมขลาดูออกว่าเสี่ยส่งอยากได้ที่ดินผืนนี้มาก เลยทำเล่นตัว หวังโก่งราคา เมขลาแอบเดินทางไปป่าสวนน้ำผึ้ง โดยไม่บอกไข่มุกระหว่างทางเธอได้พบกับ ครูปริม (เตย-อรัชมน) ที่กำลังเดินทางจะไปสอนหนังสือที่ป่าสวนน้ำผึ้ง ครูปริมเป็นแฟนพันธ์แท้ของเมขลา ปลื้มและชื่นชม ในขณะที่เมขลาแสนจะเบื่อหน่ายในความเชย สุดเรียบร้อยของเธอ เมขลาเห็นครูปริมชอบแหวนเพชรที่แจ๊คซื้อให้ ก็เอ่ยปากยกให้ โดยแลกกับสร้อยจี้เพชรเก่าแก่ของครูปริม ครูปริมดีใจมากรีบแลกด้วย เมขลาได้แต่แอบยิ้มในความซื่อจนโง่ของปริม เพราะแหวนของแจ๊คเป็นของเก๊ แต่เพชรของครูปริม เป็นของแท้ พญา (แอนดริว เกร้กสัน) มารับครูปริมที่สถานีรถไฟ เมขลาที่แสนเย่อหยิ่ง คิดว่าพญาเป็นแค่ลูกจ้าง ก็วางมาดเป็นเจ้าของป่าคนใหม่ทันที พญาเกลียดความปากร้ายของเธอแทบจะทันทีที่ได้คุยกัน เมขลาวางท่าข่มพญาทุกทาง เผลอคุยว่าจะขายป่าให้เสี่ยส่ง พญาพยายามบอกถึงความสำคัญของป่าสวนน้ำผึ้ง ที่เป็นป่าต้นน้ำ เสี่ยส่งเคยเป็นเจ้าของที่มาก่อน แต่ตัดป่าจนหมด ปีนั้นน้ำท่วมใหญ่ทั้งจังหวัด ทำให้มีคนตายจำนวนมาก ถ้าขายให้เสี่ยส่งอีก ก็จะต้องเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ แบบที่เคยเป็น เมขลาบอกไม่แคร์ สนใจแต่เงินที่จะได้ และยังยืนยันจะขายป่าให้เสี่ยส่ง ระหว่างการเดินทางสู่ป่าสายน้ำผึ้งนั้นเอง ฝนเกิดตกหนัก ฟ้าผ่าสะพานขาด รถจิ๊ปตกลงไปในเหวทุกคนในรถกลิ้งกระจายกระแทกหมุนตลับ พญารู้สึกตัวว่าลอยจากรถหล่นลงมาในน้ำ จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบไป เมื่อพญาฟื้นขึ้นมา อรัญ (ตุ้ย-เกียรติกมล) บอกว่าเมขลาตายเสียแล้ว กระดูกทุกส่วนแหลกเหลวและถูกเผาไปพร้อมกับรถจิ๊ป ส่วนครูปริมสิ้นสติถูกพัดไปติดที่โขดหินน้ำตกแสงอุษา พญานึกสงสัยแอบไปดูศพผู้ตาย เขารู้ทันทีว่าเกิดการเข้าใจผิดขึ้นแล้ว เนื่องมาจากเสื้อผ้าที่สลับกันของคนทั้งสอง ที่ยังไม่เคยมีใครเคยเห็นหน้าและรู้จักมาก่อน คนที่ตายคือครูปริมและคนที่รอดคือเมขลา เรื่องวุ่นๆ ยิ่งวุ่นหนักเมื่อเมขลาฟื้นคืนสติขึ้นมา ความจำของเธอเกิดเลอะเลือนไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครอยู่ที่ไหน พญาจึงเกิดแผนร้ายวูบขึ้นมาในสมองทันที ถ้าเขาไม่บอกความจริงเรื่องนี้แก่ใคร เมขลาผู้ความจำเสื่อมก็จะกลายเป็นครูปริม ต้องใช้ชีวิตสอนหนังสือในป่า โดยไม่มีทางรู้เลยว่าตนคือทายาทมรดกร้อยล้าน ป่าสายน้ำผึ้งจะไม่ต้องถูกขาย ชาวบ้านจะได้รับความสงบสุขอย่างเดิม ที่พญาปกป้องป่าสายน้ำผึ้งยิ่งกว่าชีวิต เพราะน้ำท่วมคราวนั้น ทำให้พ่อของเขาต้องเสียชีวิต เมื่อโตขึ้นพญา จึงเลือกเรียนวิชาวนศาสตร์ และเมื่อจบแล้วก็มุ่งหน้าออกสู่ชนบท เพื่อเสนอโครงการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมให้กับนายทุนป่าไม้ทางภาคเหนือ แต่ก็ไม่มีใครฟังเขา ทุกคนหาว่าพญาบ้าทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จนกระทั่งพญามาเจอ ลุงตระกล ชายชราผู้ซื้อที่ดินเสื่อมโทรมมาในราคาถูก ตั้งใจจะอยู่อย่างเงียบสงบในบั้นปลายชีวิตตระกลเกิดถูกชะตากับพญาและทุ่มเงินก้อนสุดท้ายให้พญาใช้ในการฟื้นชีวิตผืนป่าชื่อป่าสายน้ำผึ้ง โดยไม่ได้คิดจะหวังผลทางธุรกิจ ห้าปีต่อมาพญาทำได้สำเร็จ ที่ดินร้อยไร่กลายเป็นป่าสักทองที่เติบโตงดงาม และตัวพญาเอง เขามีที่ดินของครอบครัว อยู่ตรงเชิงเขา พญาจึงทำกิจการไร่ของตนเอง เพาะกล้าไม้ ทำสวนดอกไม้สวยงาม เพื่อให้คนท้องถิ่นได้มีงานทำ โดยเขาได้ช่วยเหลือ อุดหนุนผลผลิตของป่าสวนน้ำผึ้งมาตลอด ไข่มุกกับแจ๊ค ถูกตามมาให้ดูศพเมขลา แต่ทั้งคู่กลัวผีมาก ไม่กล้ามองศพ แจ๊คเห็นแค่แหวนในมือก็นึกว่าเป็นศพเมขลาจริง เลยรีบจัดการเผาอย่างรีบร้อนโดยไม่กล้าดูศพและไม่ใส่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างดูจะเป็นใจให้พญาอย่างยิ่ง เขาพาเมขลาเดินทางกลับป่าสายน้ำผึ้งทันที ในนามของครูปริม แม้จะจำอดีตของตัวเองไม่ได้ แต่เมขลาก็ยังมีนิสัยรักสวยงามติดหรูหราเหมือนเดิม จึงต้องทนทุกข์ทรมานกับสภาพบ้านป่าที่ปราศจากความสะดวกสบาย แถมยังถูกพญาแกล้งให้ได้รับความลำบากสารพัดเมขลาต้องเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างเธอและพวกคนงานที่หมั่นไส้ความเว่อร์ของเธอ ต้องเผชิญกับการกลั่นแกล้งของลูกศิษย์ทโมนอย่างน้ำตาล (ด.ญ.วาสิตา) และเพื่อนๆ จนเธอทนไม่ไหวขอลาออก แต่พญาไม่ยอมให้ออก โดยกล่าวหาว่าเมขลาในนามครูปริม ได้รับเงินเดือนล่วงหน้าไปแล้วหนึ่งปี และเธอต้องทำงานชดใช้ให้จนกว่าจะครบกำหนด ถึงจะลาออกได้เมขลาเริ่มดิ้นรนที่จะมีชีวิตอยู่ให้ได้ เธอเริ่มเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าหาคนอื่น เหมือนต้นไม้ที่เปลี่ยนสีในฤดูแล้งเพื่อความอยู่รอด การปรับตัวของเมขลาไม่เพียงทำให้เมขลาได้เรียนรู้ชีวิตแท้จริง ที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน แต่มันยังได้เริ่มบ่มเพราะความคิดดีงามใหม่ๆ ลงในจิตใจของเมขลาทีละน้อย ในที่สุดเมขลาเอาชนะหัวใจเด็กๆ ที่เกลียดชังเธอได้ด้วยวิธีการของเธอเอง และยังได้ช่วยพัฒนาหญิงสาวในหมู่บ้าน ด้วยการส่งเสริมให้ผู้หญิงหารายได้จากการทอผ้า เป็นหัวหอกปลุกปั่นหญิงสาวชาวบ้านให้ลุกขึ้นมามีบทบาทในครอบครัวทัดเทียมสามีพญาติดต่อขอซื้อป่าสายน้ำผึ้งจากไข่มุก แต่มาการีนเห็นพญาก็ปิ๊งมาก ไข่มุกคิดมีลูกเขยรวย เลยยังยักท่าไม่ยอมขายง่ายๆ พามาการีนมาที่ป่าสายน้ำผึ้ง เพื่อจะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับพญา ไข่มุกกับมาการีนหาอุบายไปพักที่ไร่ของพญา ทำให้ได้พบกับเมขลาในนามของครูปริม ไข่มุกกับมาการีนนึกว่าผีหลอกไข่มุกนึกว่าเมขลาสร้างเรื่อง ทำเป็นความจำเสื่อม เพื่อจะหนีหนี้และจับพญา แต่หลังจากทดสอบหลายครั้ง จนแน่ใจว่าเมขลาความจำเสื่อมจริง ไข่มุกก็คิดแผนชั่ว ไม่ยอมบอกความจริง เพราะนึกว่าพญาไม่รู้เรื่องนี้ไข่มุกคิดให้เมขลาเป็นครูจนๆ แบบนี้ตลอดไป แล้วเธอจะกับลูกสาว จะได้ครอบครองป่าสายน้ำผึ้งและพญา แต่ไข่มุกต้องเจออุปสรรคสำคัญ แอนนี่ (เมจิ-รัศม์ประภา) ก็หวังในตัวพญา แถมเธอยังเหนือกว่าทุกคนตรงที่ พญาเองแอบหลงรักแอนนี่มาตลอด ไข่มุกกับมาการีนจึงต้องชิงไหวชิงพริบกับแอนนี่อย่างดุเดือด โดยมี แม่เพ็ญ(จิ๊ก-เนาวรัตน์) คอยจับตา เพราะเพ็ญเอง ก็ไม่ถูกชะตากับไข่มุกอย่างแรง มีเรื่องปะทะกันตลอด เสี่ยส่งทำมาตีสนิทจีบไข่มุก หวังได้ทั้งตัวเธอ และป่าสายน้ำผึ้งฟรีๆ แต่กลับเจอความร้ายกาจของไข่มุก ที่ไม่เสียทีใครง่ายๆ ไข่มุกกลับคิดว่า จะต้องได้ทั้งตัวเสี่ยส่งและทรัพย์สินของเขาทั้งหมด ความจำของเมขลาเริ่มกลับมาบางส่วน เธอเห็นตัวเองฝึกการต่อสู้ เป็นนักฆ่า เมขลาไม่รู้ว่านั่นคือบทในละครเรื่องใหม่ เธอกลับคิดว่าตัวเองเป็นนักฆ่าจริงๆ แจ๊คติดหนี้การพนัน จนเสี่ยส่งคิดเล่นงานแจ๊คได้เจอกับเมขลาโดยบังเอิญ เมขลาเข้าใจผิด คิดว่าแจ๊คเป็นคนที่สอนเธอต่อสู้ ส่งสวมรอยเป็นหัวหน้าลาล่า สั่งเมขลาว่าเธอมีงานสำคัญต้องทำ เล่นงานพญาเมขลารู้ตัวว่าเธอแอบหลงรักพญาเข้าให้แล้ว ในขณะที่พญานั้นกลับพยายามบอกตัวเองว่าเมขลาคือตัวมารของเขา มารของป่าสายน้ำผึ้ง เขารักเธอไม่ได้และจะไม่มีวันเผลอใจเป็น อันขาด เมขลาถึงหนักใจมาก ที่นักฆ่าสาวอย่างเธอ ต้องมาจัดการคนที่รัก เมขลาพยายามหาทางเล่นงานพญา แต่เธอไม่ได้มีฝีมือต่อสู้เก่งกาจจริง เคยแต่ฝึกตามคิวเท่านั้น ทำให้การกำจัดพญาผิดพลาดทุกครั้งไป พญาชักสงสัย จนได้รู้ว่าเมขลาเข้าใจผิด คิดว่าตัวเองเป็นนักฆ่า เขาได้แต่นึกขำ และแกล้งเธอกลับ จนเมขลากลับเป็นฝ่ายเสียท่าตลอด แจ๊คอยากบอกความจริงกับเมขลา แต่โดนแอนนี่ขู่ แจ๊คได้เห็นถึงความเหี้ยมโหดของแอนนี่ ศนิ (เกล-เวธกา) เดินทางมาป่าสายน้ำผึ้ง เพื่อมาตรวจคุณภาพของศูนย์เด็กเล็ก ศนิมาถึงก็ตกตะลึง เมื่อพบว่าคนที่ใครๆ เข้าใจว่าเป็นครูปริม ที่แท้คือเมขลาศนิทำแกล้งจำเมขลาไม่ได้ เพื่อไข่มุกกับมาการีนจะได้ไม่สงสัย ศนิพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวและสงสัยว่าพญาวางแผนทั้งหมดเพื่อผลประโยชน์ โดยมีไข่มุกกับมาการีนร่วมด้วย แต่เมื่อเธอบอกความจริงแก่เมขลา เมขลากลับไม่เชื่อศนิ เรื่องยิ่งขมวดเกลียวหนักขึ้น เมื่อเสี่ยส่งวิ่งเต้นให้ทางราชการออกนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอำเภอสายน้ำผึ้ง พญาและเมขลาไม่เห็นด้วยกับการเอาป่าไปพัฒนาอย่างไม่คำนึกถึงทรัพยากรและชาวบ้านในท้องถิ่น จึงนำชาวบ้านลุกขึ้นประท้วง ปรากฏว่าการประท้วงมีผลทำให้นโยบายถูกยับยั้ง เสี่ยส่งโกรธพญาและเมขลามาก ถึงกับส่งคนมาทำร้าย เมขลาที่ถูกสั่งมาให้กำจัดพญา ก็มาร่วมด้วย แต่เมขลากลับทำร้ายพญาไม่ลง และหันไปเล่นงานลูกน้องเสี่ยส่งแทน แอนนี่ผลักเมขลาตกไปในน้ำ ทำให้หัวเธอกระแทกหินอย่างแรง ความจำของเมขลากลับคืนมาเมขลาจำเหตุการณ์ทั้งหมดได้ ก็เสียใจมากที่พญาหลอกลวงเธอและพลอยเข้าใจผิดว่าพญานั่นเองที่คิดจะกำจัดเธอ เมขลาจึงประกาศที่จะขายที่ดินให้เสี่ยส่ง และกลับกรุงเทพฯฯ ไปใช้ชีวิตอย่างเดิม สถานีป้อนงานละครให้เมขลาหลายเรื่อง แฟนคลับดีใจมากที่เธอกลับมา เธอกลายเป็นเจ้าหญิงแห่งวงการอีกครั้ง ชื่อเสียงและเงินทองไหลมาเทมา ไข่มุกกับมาการีนที่โดนเสี่ยส่งไล่มา เพราะไร้ประโยชน์แล้ว ทั้งคู่ของ้อให้เมขลายกโทษให้ เมขลาให้เงินไข่มุกไปจำนวนหนึ่ง ตอบแทนที่มีบุญคุณ แต่ต่อไปเธอกับมาการีนต้องหางานทำ ช่วยตัวเอง เพราะไข่มุกจะไม่ช่วยอะไรอีกแล้วไข่มุกออกทีวีรายการสด มีการเปิดให้แฟนๆ ที่เข้ามาดูรายการ ซักถามเมขลา พญาปรากฏตัว ถามว่าเธอจะยกโทษให้เขาได้มั้ย พร้อมเอ่ยปากขอโทษ ให้คนทั้งประเทศได้เห็น แต่เมขลาว่าสายเกินไปแล้วเสี่ยส่งประกาศขายที่ดินล่วงหน้าเก็บเงินมัดจำอย่างเอิกเกริก เมขลาเดินทางกลับมาป่าสายน้ำผึ้งอีกครั้งในมาดดาราสาวผู้เย่อหยิ่ง เพื่อจัดการเซ็นสัญญาขายป่าเมขลากำลังจะลงชื่อในสัญญาขายที่ดินตามที่ลั่นปากไว้ แต่แล้วความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความรับผิดชอบที่มีผืนป่าที่ถูกปลูกฝังมาตลอดระยะเวลาหลายเดือน รวมทั้งหลักฐานสำคัญที่ทำให้เธอรู้ความจริงว่าพญาไม่ใช่คนที่ทำร้ายเธอ ก็เอาชนะความรู้สึกโกรธแค้นส่วนตัวของเธอลงได้ ในที่สุดเมขลาตัดสินใจที่จะไม่ขายที่ดินป่าสายน้ำผึ้ง เธอตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ป่าสายน้ำผึ้งอย่างถาวรและร่วมกับพญาปกป้องดูแลป่ารวมทั้งเป็นปากเสียงแทนชาวอำเภอสายน้ำผึ้งต่อไป… รายชื่อนักแสดง แอนดริว เกร้กสัน รับบท พญา ชายหนุ่ม หน้าตาดี แข็งแรง บึกบึน เป็นคนมุ่งมั่น อดทน ทำงานหนัก ไม่สนใจแสงสี เป็นผู้บุกเบิกป่าสายน้ำผึ้งที่ถูกทำลายให้กลับสมบูรณ์ขึ้นมาด้วยสองมือแต่อารมณ์โกรธชั่ววูบทำให้สร้างเรื่องหลอกลวงวุ่นวายใหญ่โตขึ้นมา ราณี แคมเปน (เบลล่า) รับบท เมขลาสาวสวย สวยจัด รูปร่างนางแบบ เป็นดาราสาวสวยมีชื่อเสียงโด่งดัง รวยจัดเพราะใครๆ ก็ต้องการตัวไปเล่นหนัง มีสองบุคลิก ก่อนประสพอุบัติเหตุเป็นสาวเว่อร์สุดขีดหัวสูงไม่ติดดิน ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่สนใจสังคม กรีดกรายเอาแต่ใจ ขี้โวยวาย ทำอะไรไม่เป็นพอประสบอุบัติเหตุความจำเสื่อม กลายเป็นคุณครูสาวผู้สงบเสงี่ยมตามรูปแบบที่คิดเอาเองว่าตนควรจะเป็น เหมือนเกิดใหม่กลายเป็นคนง่ายๆ ติดดิน ได้สัมผัสและเรียนรู้ที่จะรักธรรมชาติ รักชาวบ้าน รักเด็ก เกียรติกมล ล่าทา (ตุ้ย) รับบท อรัญหนุ่มใหญ่ นายอำเภอ รูปหล่อ นิสัยอ่อนโยน ใจเย็น หลงรักเมขลา เวธกา ศิริวัฒนา (เกล) รับบท ศนิ เพื่อนเมขลา อาจารย์หญิง โสด แฟนพันธ์แท้ของวงการมายา รู้จักดาราทุก คนดีกว่าเมขลาอีก นิสัยสอดรู้สอดเห็น ชอบทำตัวเป็นนักสืบพันทิป รัศม์ประภา วิสุมา (เมจิ) รับบท แอนนี่สาวสวยมาดดี ทำอ่อนหวาน แต่ที่แท้ร้ายลึก ร้ายเงียบ แอนนี่ใช้ความรักความหวังดีของพญาที่มีต่อเธอ หาประโยชน์จากเขาทุกทาง กิตติธัช ประดับ (เบิร์ด)รับบท แจ๊คกี้ ชายหนุ่ม มาจากครอบครัวรวย ชอบทำตัวเป็นคุณหนู สำรวย หยิบโหย่ง งานไม่ทำ ดีแต่ทำเท่ห์คอยตามจีบดารา อภิรดี ภวภูตานนท์ (แก้ว)รับบท ไข่มุกน้าเมขลา งก เห็นแก่เงินและเห็นแก่ตัว นิสัยเจ้าเล่ห์เพทุบายสารพัด

ตำนานความรัก 'กำไลมาศ' เรื่องจริงในสมัยรัชกาลที่ 5
กำไลมาศ /  ประวัติศาสตร์ไทย / 

ตอนนี้ละครเรื่อง "กำไลมาศ" กำลังเข้มข้นสนุกเลยทีเดียว ซึ่งละครเรื่องนี้สร้างมาจากนิยายของพงศกร นักเขียนนิยายชื่อดัง และเพื่อนๆ รู้หรือไม่ว่า? "กำไลมาศ" คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ สมัยรัชกาลที่ 5 กำไลชิ้นนี้เป็นของเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ เจ้าจอมพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงโปรดและรักมาก และเป็นเจ้าจอมคนสุดท้ายของราชวงศ์จักรีที่ยังดำรงชีพและถึงแก่อนิจกรรมในรัชกาลปัจจุบัน ไปติดตามตำนานความรักอันแสนเศร้านี้พร้อมๆ กันเลยดีกว่าค่ะ ตำนานความรัก 'กำไลมาศ' เรื่องจริงในสมัยรัชกาลที่ 5 ตำนานความรัก 'กำไลมาศ' เรื่องจริงในสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นจริงของ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาท่านขึ้นเป็นเจ้าจอมพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นคนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดและรักมาก นั่นทำให้ท่านเป็นที่ริษยาของเจ้าจอมคนอื่นๆ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2433 เป็นธิดาในหม่อมเจ้าเพิ่ม ลดาวัลย์ กับหม่อมช้อย ลดาวัลย์ ณ อยุธยา (สกุลเดิม นครานนท์) เมื่ออายุได้ 11 ปี ได้เข้าถวายตัวเป็นข้าหลวง เมื่อท่านมีอายุได้ 11 ปี หม่อมยายได้พาท่านไปถวายตัวเป็นข้าหลวงในตำหนักพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ซึ่งพระองค์ได้ทรงอบรมเลี้ยงดูหม่อมราชวงศ์สดับในฐานะพระญาติ และยังโปรดให้เรียนหนังสือทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ รวมทั้งหัดงานฝีมือ ตลอดจนการอาหารคาวหวานจนเชี่ยวชาญ นอกจากความอัจฉริยภาพและความงามแล้ว เสียงอันไพเราะของท่าน ยังเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นอีกด้วย เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ ได้รับพระราชทาน "กำไลมาศ" เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2449 หม่อมราชวงศ์สดับได้เข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วันนี้ท่านได้รับพระราชทาน "กำไลมาศ" จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กำไลมาศ เป็นกำไลทองคำแท้จากบางสะพาน หนักสี่บาท ทำเป็นรูปตาปูโบราณสองดอกไขว้กัน ปลายตาปูเป็นดอกเดียวกัน ถ้ามองตรงๆ เป็นอักษร S (มาจากชื่อย่อของเจ้าจอมสดับ) หากพลิกข้อมือเพียงเล็กน้อยมองอีกด้านหนึ่งจะกลับเป็นอักษร C (จุฬาลงกรณ์) สิ่งที่ทำให้กำไลทองวงนี้มีชื่อมากที่สุดในบรรดาเครื่องประดับสูงค่าของรัตนโกสินทร์ไม่ใช่ราคา หรือการออกแบบ แต่เป็นตัวอักษรซึ่งเป็นบทกลอนพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสลักไว้บริเวณด้านบนของกำไลว่า กำไลมาศชาตินพคุณแท้ ไม่ปรวนแปรเป็นอื่นยั่งยืนสี เหมือนใจตรงคงคำร่ำพาที จะร้ายดีขอให้เห็นเช่นเสี่ยงทาย ตาปูทองสองดอกตอกสลัก ตรึงความรักรัดไว้อย่าให้หาย แม้รักร่วมสวมใส่ไว้ติดกาย เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย คราวที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่นี้ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับได้บันทึกไว้ว่า "ในวันเฉลิมพระที่นั่งนี้ทรงพระมหากรุณาสวมกำไลทองรูปตาปูพระราชทานข้าพเจ้า ทรงสวมโดยไม่มีเครื่องมือ บีบด้วยพระหัตถ์ รุ่งขึ้นจึงต้องรับสั่งให้กรมหลวงสรรพศาสตร์พาช่างทองแกรเลิตฝรั่งชาติเยอรมันนำเครื่องมือมาบีบให้เรียบร้อย" วันที่สุขที่สุด! วันที่ท่านได้รับพระราชทาน "กำไลมาศ" ถือว่าเป็นวันที่ท่านมีความสุขมากที่สุด และทั้งตลอดชีวิตของท่าน เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับมิได้ถอดออกจากข้อมือเลย จวบจนชีวิตท่านหาไม่แล้ว หม่อมหลวงพูนแสง สูตะบุตร ผู้เป็นหลานสาวจึงเป็นผู้ที่ถอดออกให้ และได้ถวาย "กำไลมาศ" แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในงานพระราชทานเพลิงศพของเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับนั้นเอง ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เก็บไว้ที่พระที่นั่งวิมานเมฆ สถานที่ที่เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับได้เคยถวายการรับใช้เบื้องพระยุคลบาท เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ได้รับพระราชทานเครื่องยศ ประกอบด้วย หีบหมากทองคำลงยาราชาวดี พานทอง เป็นพานหมากมีเครื่องในทองคำกับกระโถนทองคำ และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฝ่ายใน ชั้น ทุติยจุลจอมเกล้าฝ่ายใน ซึ่งเป็นเครื่องยศและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นพระสนมเอก ท่านจึงเป็น พระสนมเอก ท่านสุดท้ายในรัชกาล วันที่ทุกข์ที่สุด!  วันที่หม่อมราชวงศ์ได้เล่าว่าเป็นวันที่ทุกข์ที่สุดก็คือ วันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสยุโรป เมื่อปี พ.ศ. 2450 เนื่องจากก่อนรัชกาลที่ 5 จะเสด็จพระราชดำเนินนั้น มีพระราชดำริที่จะให้เจ้าจอมสดับตามเสด็จไปยุโรปด้วย ในฐานะข้าหลวงในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตตินารี ถึงกับสอนภาษาอังกฤษพระราชทานเองก่อนเสวยพระกระยาหารทุกคืน แต่มีเหตุขัดข้อง จึงมิอาจเป็นไปตามพระราชดำรินั้นได้ แม้กระนั้น พระองค์ก็มิได้ทรงเพิกเฉย เมื่อเสด็จออกนอกอ่าวไทยจนไปถึงในหลายๆ ประเทศ ทรงมีพระราชนิพนธ์กลอนด้วยลายพระหัตถ์รำพึงถึงความในพระราชหฤทัยมาถึงเจ้าจอมสดับทุกสัปดาห์ เมื่อได้รับลายพระราชหัตถเลขาแล้ว ท่านก็แสดงอาการดีใจออกมาทุกครั้ง แต่อาการนั้นทำให้เกิดความรู้สึกริษยาจากคนรอบข้างโดยที่ท่านไม่รู้ตัว ทำให้พระวิมาดาเธอฯ ในฐานะผู้ปกครองจึงทรงต้องเข้มงวดกวดขันกิริยาอาการ ตลอดไปถึงข้อความในจดหมาย ด้วยเกรงว่าจะเขียนกราบทูลในเรื่องไม่สมควรไป ความรัก บ่อเกิดแห่งความริษยา ครั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับถึงพระนคร ก็ทรงซื้อเครื่องเพชรมาพระราชทาน โปรดให้แต่งเครื่องเพชรแล้วให้ช่างถ่ายรูปชาวต่างชาติมาถ่ายรูป โดยทรงพระกรุณาจัดท่าพระราชทาน และโปรดพระราชทานตู้ที่ระลึก ยังทรงจัดของตั้งแต่งในตู้นั้นอีกด้วย อีกทั้งยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาท่านขึ้นเป็นพระสนมเอก อันเป็นตำแหน่งที่แม้เจ้าจอมมารดาบางท่านรับราชการมาช้านานยังไม่ได้รับพระราชทาน แต่ท่านซึ่งเป็นเพียงเด็กสาวรุ่น และเพิ่งเข้ามารับราชการไม่นานนักกลับได้รับพระเมตตาไว้ในตำแหน่งที่สูงถึงเพียงนี้ ยิ่งก่อให้เกิดความริษยาจากคนรอบข้าง ด้วยวัยเพียง 17 ปี ท่านจึงได้เล่าถึงความรู้สึกครั้งนั้นว่า "เหลียวไปพบแต่ศัตรู คุณจอมนั้นส่อเสียดว่าอย่างนั้น คุณจอมนี้ว่าอย่างนี้ ตรองดูทีหรือข้าพเจ้าจะย่อยยับแค่ไหน" ด้วยความอายุยังน้อย ขาดความยั้งคิด ท่านจึงตัดสินใจทำลายชีวิตตนเองด้วยการดื่ม น้ำยาล้างรูป! แต่ว่าแพทย์ประจำพระองค์ช่วยชีวิตไว้ทัน เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ คนสุดท้ายที่ได้ร้องเพลง 'นางร้องไห้' ครั้นเมื่อท่านมีอายุได้ 20 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ท่านมีความทุกข์ และเศร้าโศกอย่างยิ่ง และนี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เจ้าจอมสดับได้มีโอกาสสนองพระเดชพระคุณคือ การเป็นต้นเสียงนางร้องไห้ หน้าพระบรมศพ ท่านได้กล่าวไว้ว่า "ใจคิดจะเสียสละได้ทุกอย่าง จะอวัยวะหรือเลือดเนื้อ หรือชีวิตถ้าเสด็จกลับคืนมาได้ ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นใจที่คิดแน่วแน่ว่าตายแทนได้ไม่ใช่แค่พูดเพราะๆ คุณจอมเชื้อเอาผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมาให้ข้าพเจ้า บอกว่าท่านได้ประทานไว้ซับพระบาท ข้าพเจ้าจึงเอาผ้าที่ซับพระบาทนั้นแล้วพันมวยผมไว้ แล้วก็นั่งร้องไห้กันต่อไปอีก ..." 'ความรักยิ่งใหญ่กว่าสิ่งอื่นใด' ในปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตนั้น เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับมีอายุเพียง 20 ปี ทำให้ท่านเป็นที่จับตามองจากคนรอบข้างว่าจะสามารถครองตัวครองใจเป็นหม้ายได้ต่อไปตลอดหรือไม่ แต่นับตั้งแต่ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ท่านยังจงรักภักดีครองตัวรักษาพระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรงสถานะพระสนมเอกอย่างงดงาม เจ้าจอมท่านยังคงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณลูบคลำกำไลทองแห่งความรักที่สวมใส่ไม่เคยถอดวาง ตามคำกลอน พระราชนิพนธ์ที่พระราชทานกำชับไว้ตราบจนวันสุดท้ายแห่งชีวิต หลังจากนั้นอีกไม่นาน ท่านได้ถวายคืนเครื่องเพชรทั้งหลายที่ได้รับพระราชทานมาแด่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จนหมดสิ้น เหลือเพียงกำไลมาศซึ่งเจ้าจอมสดับได้สวมติดข้อมือตั้งแต่วันแรกที่ทรงสวม สมเด็จฯ ก็ได้ทรงรับไว้แล้วโปรดเกล้าฯ ให้นำไปขายที่ยุโรป แล้วนำเงินมาสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทั้งสิ้น นอกจากนั้นท่านยังหันไปยึดมั่นในพระพุทธศาสนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลอีกด้วย ท่านเจ้าจอมในวัยชรา จนเมื่อท่านเจ้าจอมนั้นมีวัยชราแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ให้ท่านกลับเข้ามาอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ในช่วงเวลานี้นี่เอง ที่ท่านได้มีโอกาสทำคุณประโยชน์อีกครั้ง โดยการถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ให้แก่ชนรุ่นหลัง เช่น วิธีถักตาชุนหรือ ถักสไบ ที่เรียกกันว่า กรองทอง วิธีทำน้ำอบ น้ำปรุง ยาดมส้มโอมือ ฯลฯ ตลอดจนถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆในพระราชสำนักเมื่อครั้งกระนั้น ให้ชนรุ่นหลังได้ฟังและจดบันทึกไว้ นับเป็นประโยชน์มาก เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2526 สิริรวมอายุได้ 93 ปี ขอบคุณข้อมูล th.wikipedia.org, www.bloggang.com ขอบคุณรูปภาพประกอบ topicstock.pantip.com

เปิดตัว Huawei Mate 8 และ GR5 สองรุ่น สองสไตล์ เกรดพรีเมี่ยม
huawei /  Huawei Mate 8 / 

เปิดประสบการณ์และสัมผัสประสิทธิภาพเหนือชั้นกับ Huawei Mate 8 นำเสนอเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนที่ล้ำหน้าที่สุดของโลกพร้อมเปิดตัวสมาร์ทโฟนแฟล็กชิป 2 รุ่นเจาะกลุ่มนักธุรกิจและวัยรุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ปเปิดตัวสมาร์ทโฟนแฟล็กชิป 2 รุ่นล่าสุด Huawei Mate 8 และ Huawei GR5 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ห้องรอยัลพารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ โดยมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานมากกว่า 500 คนจาก 11 ประเทศ และบรรดาสื่อมวลชนอีกคับคั่งผู้เข้าร่วมงานยังได้พบกับแบรนด์แอมบาสเดอร์ของหัวเว่ย ได้แก่ อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ นักแสดงชายดาวรุ่งของเมืองไทยและ วุต หม่อน ชเว ยี่ ดาราสาวชื่อดังของเมียนมาร์ ร่วมด้วย อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม ซึ่งมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การใช้เทคโนโลยีสุดล้ำระดับโลกจากสมาร์ทโฟนหัวเว่ยรุ่นล่าสุดเพื่อตอบรับกิจกรรมไลฟ์สไตล์และเสริมคล่องตัวธุรกิจสไตส์ใหม่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น หัวเว่ยเติบโตอย่างรวดเร็วและครองตำแหน่งแบรนด์สมาร์ทโฟนที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มร.โทมัส หลิว ประธานบริษัท หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ในปี 2015 ที่ผ่านมา หัวเว่ยทุบสถิติด้วยอัตราการเติบโตทางธุรกิจที่สูงถึง 70% และพร้อมรุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในปี 2015 เรามีรายรับถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์และจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนได้มากกว่า 108 ล้านเครื่องทั่วโลก ทำให้หัวเว่ยก้าวสู่สถานะแบรนด์ชั้นนำอันดับ 3 ในตลาดสมาร์ทโฟนระดับโลกอย่างภาคภูมิ” จากการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้หัวเว่ยสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพที่มีความโดดเด่นและถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของตลาดสมาร์ทโฟนทุกกลุ่มและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคระดับพรีเมี่ยมได้อย่างตรงจุด โดยHuawei Mate 8 ถือเป็นมาตรฐานใหม่ของสมาร์ทโฟนชั้นยอดที่มีการทำงานได้อย่างดีเยี่ยมพร้อมแบตเตอรี่ที่ยาวนาน ตอบสนองการทำงานแบบ “ธุรกิจแนวใหม่ (The New Style of Business)” ของนักธุรกิจมืออาชีพในปัจจุบันได้อย่างดี ส่วนHuawei GR5 ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูลG series ที่มาพร้อมเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือ กล้องความคมชัดสูง และจอแสดงผลที่ดีเยี่ยมซึ่งออกแบบมาเพื่อผู้ใช้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Huawei Mate 8 สุดยอดแห่งการออกแบบเพื่อการทำงานและประสิทธิภาพระดับพรีเมี่ยม เทคโนโลยีฮาร์ดแวร์อันทรงพลังHuawei Mate 8เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ใช้ชิปรุ่นKirin 950 ซึ่งเป็นชิปประมวลผลเพื่อเสริมศักยภาพการทำงานของสมาร์ทโฟนได้เร็วที่สุดในโลก โดยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลให้ทำงานได้เต็ม 100% และหน่วยประมวลผลกราฟฟิกได้ถึง 125% รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้มากถึง 70% เมื่อเปรียบเทียบกับชิปรุ่น Kirin 925 ซึ่ง Huawei Mate 8ใช้แกนประมวลผลแบบ 8แกน (Octacore)แบ่งเป็น A72 2.3 GHz processors 4 แกน และ A53 1.8 GHz processors อีก 4 แกน โดยแยกการทำงานของหน่วยประมวลผลแต่ละชุดอย่างสมดุลและสอดคล้องกับการใช้งาน ด้วยแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงความจุถึง 4,000 มิลลิแอมป์ ทำให้ Huawei Mate 8สามารถใช้งานได้นานถึง 2 วันเมื่อใช้งานตามปกติ พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีการชาร์จไฟความเร็วสูง ทำให้ชาร์จไฟเพียง 30 นาทีก็ใช้งานสมาร์ทโฟนได้นานถึง 1 วัน และโดยปกติผู้ใช้งานHuawei Mate 8 สามารถใช้งานได้นานถึง 2.36 วัน และได้นาน 1.65 วัน เมื่อใช้งานอย่างหนักหน่วง ส่วนในเรื่องของความร้อนตัวเครื่อง Huawei Mate 8มีกลไกจัดการกับความร้อนถึง 6 ระดับ ทำให้สามารถกระจายความร้อนระหว่างการใช้งานได้ดีกว่า ผู้ใช้งานจึงมีประสบการณ์การใช้สมาร์ทโฟนที่เปี่ยมประสิทธิภาพและสะดวกสบาย โดยใช้พลังงานแบตเตอรี่น้อยกว่าที่เคย ดีไซน์หรูหราสวยสมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียด Huawei Mate 8 มอบดีไซน์ที่สวยงามหรูหราในทุกมุมมอง พร้อมจอแสดงผลขนาด 6 นิ้ว ด้วยอัตราส่วนขนาดจอแสดงผลต่อขนาดตัวเครื่องที่83% ทำให้เป็นสมาร์ทโฟนทีดูทันสมัยและพกพาง่ายโดยยังคงมีพื้นที่แสดงผลขนาดใหญ่แบบเต็มประสิทธิภาพ ตัวเครื่องประกอบด้วยวัสดุกระจกตัดขอบแบบ Diamond Cut 2.5D และอลูมิเนียมเกรดเดียวกับยานอวกาศ เพื่อผสานความงดงามแบบไร้ที่ติเข้ากับสัมผัสการใช้งานที่คล่องตัว ยกระดับประสบการณ์การใช้งานระดับพรีเมี่ยมได้ตามต้องการ Huawei Mate 8 นำเสนอเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือรุ่นใหม่และระบบปกป้องข้อมูลสำคัญที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยเซ็นเซอร์รุ่นใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการระบุลักษณะบนพื้นที่สแกนมากกว่าเดิม 10% นอกจากนี้ การแมตช์แรงเสียดทานจากลายนิ้วมือยังทำงานบนระบบรักษาความปลอดภัยถึง 3 ชั้น ผู้ใช้จึงมั่นใจในการรักษาข้อมูลได้มากกว่า อีกทั้งเซ็นเซอร์ยังสามารถปลดล็อคสำหรับผู้ใช้งานได้เร็วขึ้นถึง 100% ด้วยการทำงานบนอินเตอร์เฟซของหัวเว่ยรุ่น EMUI 4.0 บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ Marshmallow 6.0 ทำให้ผู้ใช้งาน Huawei Mate 8สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานและสัมผัสได้ถึงประสิทธิภาพการใช้งานที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงระบบจัดเรียงข้อมูลอัตโนมัติที่มาพร้อมกับตัวเครื่อง ช่วยให้ระบบทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง Huawei Mate 8รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในช่องความถี่ที่มากกว่าสมาร์ทโฟนแบบสองซิมรุ่นอื่นๆ โดยรองรับคลื่นความถี่แบบ 2G 4 ช่วง คลื่นความถี่แบบ 3G 9 ช่วง และ คลื่นความถี่แบบ 4G 18 ช่วง ใน 217 ประเทศทั่วโลก โดยตั้งค่าผู้ให้บริการเครือข่ายได้ถึง 1,334 แบบ ทำให้ Huawei Mate 8 เป็นสมาร์ทโฟนที่เหมาะสำหรับนักธุรกิจที่ต้องเดินทางไปทั่วโลกอย่างแท้จริง Huawei GR5 สมาร์ทโฟนแฟล็กชิพสำหรับคนรุ่นใหม่ Huawei GR5 นำเสนอเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือรุ่นที่ 2 เพื่อการปลดล็อคที่รวดเร็วและควบคุมการทำงานขั้นสูงได้อย่างฉับไว ชาญฉลาด และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยสามารถสแกนได้ทั้งในขณะที่มือแห้งและเปียก ด้วยระบบการระบุลักษณะแบบ 360 องศา ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงทุกฟังก์ชั่นของสมาร์ทโฟนได้อย่างสะดวกรวดเร็วและง่ายดายในทุกสถานการณ์ Huawei GR5 สมาร์ทโฟนแฟล็กชิพรุ่นใหม่สำหรับวัยรุ่น หัวเว่ยปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์สู่การเป็นแบรนด์ด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีระดับพรีเมี่ยม และแบ่งกลุ่มเป้าหมายของสมาร์ทโฟนแฟล็กชิพที่แตกต่างกัน โดย Huawei Mate 8 คือสมาร์ทโฟนเพื่อเสริมความคล่องตัวสำหรับการทำงานตามแนวคิด “ธุรกิจแนวใหม่ (The New Style of Business)” ส่วน Huawei GR5 เป็นโมเดลแฟล็กชิพรุ่นใหม่สำหรับวัยรุ่นผู้หลงใหลในเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน ในการดำเนินงานตามกลยุทธ์การเลือกแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น (ซึ่งผู้บริโภคมีการรับรู้ถึงแบรนด์หัวเว่ยมากขึ้น 28% ในปี 2015) หัวเว่ยจึงยินดีต้อนรับ อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม เข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกหัวเว่ยประเทศไทยในฐานะ โปรดักท์แอมบาสเดอร์ Huawei Mate 8โดยจะทำงานร่วมกับ อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ ต่อไป หัวเว่ยมอบหมายดาราหนุ่ม อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม นำเสนอสมาร์ทโฟน Huawei Mate 8 ผ่านการใช้งานตามแนวคิด “ธุรกิจแนวใหม่ (The New Style of Business)” ในประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพรอบด้านของสมาร์ทโฟน พร้อมเปิดตัว Huawei Mate 8เป็นสมาร์ทโฟนแฟล็กชิปพรีเมี่ยมรุ่นแรกของปี 2016 สำหรับตลาดเมืองไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในครั้งนี้

นายกฯ ชี้ โทษประหารคดีข่มขืน ต้องรอบคอบ ปัดป้องคนผิด
ข่มขืนต้องประหาร /  คดีข่มขืน / 

พล.ต.สรรเสริญ เผย นายกรัฐมนตรี ปัดเข้าข้างคนผิด ปมประหารชีวิตจากการข่มขืน ขอทุกฝ่ายร่วมกันคิดรอบด้าน แก้ปัญหาให้ตรงจุด พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงการรณรงค์ให้ผู้กระทำผิดจากการข่มขืนได้รับโทษประหารชีวิตว่า คำว่า “สุดโต่ง” ที่นายกรัฐมนตรี กล่าวนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะปกป้องหรือเข้าข้างผู้กระทำผิด แต่ต้องการให้สังคมร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบว่า ที่จริงต้นเหตุของปัญหาคืออะไร การใช้กฎหมายรุนแรงบังคับแต่เพียงอย่างเดียว จะแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ จะต้องดูหลายมิติ ทั้งเรื่องกฎหมาย การสร้างจิตสำนึกที่ดี การสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและสังคม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนในประเทศและป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีก ขณะเดียวกัน พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี เข้าใจหัวอกของพ่อ แม่ และญาติพี่น้องของผู้เสียหาย และรู้สึกเจ็บปวด ไม่พอใจผู้กระทำผิดเช่นเดียวกับคนทั่วไป แต่ก็ต้องมองปัญหาในฐานะที่เป็นรัฐบาล ซึ่งจะต้องพิจารณาในภาพรวมอย่างรอบคอบและเป็นสากล ซึ่งหากใช้ยาแรงหรือบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรงที่สุด อาจยิ่งส่งเสริมให้ผู้กระทำผิดทำร้ายเหยื่อจนถึงแก่ชีวิต เพราะคิดว่าจะได้ไม่เหลือหลักฐานสำหรับการเอาผิดตนเอง ซึ่งจะมีผลถึงการรับโทษขั้นรุนแรง อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมหาทางออกในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้เกิดการยอมรับตามหลักสากล และขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันคิดอย่างรอบด้าน เน้นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เกิดความยั่งยืน ปลูกฝังให้คนทำความดีและเกรงกลัวที่จะทำความชั่วควบคู่กันไปด้วย ที่มา inn

10 สถานที่ชมดอกนางพญาเสือโคร่ง รับลมหนาว
10 สถานที่ /  ซากุระเมืองไทย / 

หลายท่านคงจะเคยได้ยิน "ดอกนางพญาเสือโคร่ง" กันมาบ้างแล้ว หรืออีกชื่อที่รู้จักกันก็คือ "ซากุระเมืองไทย" นั่นเอง ดอกนางพญาเสือโคร่ง มีสีชมพูสด เมื่อบานสะพรั่งเต็มต้น จะเป็นภาพที่สวยงามอย่างมาก และในประเทศไทยก็มีอยู่หลายที่ ความงดงามก็จะแตกต่างกันไป Travel.mthai.com จึงขอรวบรวม 10 สถานที่ชมดอกนางพญาเสือโคร่ง รับลมหนาว มาให้ทุกท่านได้ชม เผื่อถูกใจที่ไหน จะได้เป็นหนึ่งในตัวเลือกการไปท่องเที่ยวหน้าหนาวกันครับ นักท่องเที่ยวแห่ชม ดอกนางพญาเสือโคร่ง จาก MONO29 10 สถานที่ชมดอกนางพญาเสือโคร่ง รับลมหนาว 1. ขุนช่างเคี่ยน จ.เชียงใหม่  ขุนช่างเคี่ยน หรือสถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน เป็นสถานที่เที่ยวชมดอกนางพญาเสือโคร่งยอดฮิตของภาคเหนือ โดยจะบานสะพรั่งในช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค. ตั้งอยู่บนเส้นทางเดียวกับทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ และดอยปุย ที่นี่มีที่พักคอยให้บริการ แต่ควรสอบถามล่วงหน้าก่อน ที่สถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน โทร 053-944053 หรือ 053-222014 2. ขุนแม่ยะ จ.แม่ฮ่องสอน ขุนแม่ยะ หรือเป็นที่รู้จักในนาม "หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ" อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่เลา-แม่แสะ อยู่ในเส้นทางหลวง 1095 แม่มาลัย-ปาย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง โทร. 053-248491, 053-819349 หรือ ททท. เชียงใหม่ โทร. 053-2761640 3. สถานีเกษตรหลวงขุนวาง จ.เชียงใหม่ เป็นโครงการหลวงที่มีความสำคัญแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ การเดินทางให้ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1009 ราวหลักกิโลเมตรที่ 31 มีสามแยกตรงหมู่บ้านขุนกลาง จากนั้นเลี้ยวขวาไป 18 กิโลเมตร ก็จะถึงสถานีเกษตรหลวงขุนวาง ชมดอกซากุระให้เต็มอิ่ม หากต้องการที่พัก ที่นี่ก็มีบริการให้นักท่องเที่ยว สามารถติดต่อได้ที่ ติดต่อได้ที่ 053 114 133 , 081 960 2033 4. สถานีวิจัยต้นน้ำขุนสถาน จ.น่าน ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อ.นาน้อย จ.น่าน เลยจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติขุนสถาน ประมาณ 2 กิโลเมตร ภายในถูกห้อมล้อมไปด้วยต้นนางพญาเสือโคร่ง ที่ชมพูสะพรั่งเต็มไปหมด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สถานีวิจัยต้นน้ำขุนสถาน โทร. 081-6023199, 088-8055928, 090-0501049 5. ดอยช้าง-ดอยวาวี จ.เชียงราย ตั้งอยู่ใน อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาผีปันน้ำด้านตะวันตก มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี มีการจัดภูมิทัศน์อย่างดีเยี่ยม พร้อมที่พัก ลานกางเต้นท์ และไฮไลท์สำคัญที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือ กาแฟพันธุ์อาราบิก้า ที่โด่งดังในแบรนด์ "กาแฟดอยช้าง" ที่เราเห็นกัน โดยที่แห่งนี้ ยังขึ้นชื่ออีกว่าเป็นแหล่งปลูกต้นนางพยาเสือโคร่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อบต.วาวี โทร. 0 5360 5950 หรือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงราย โทร. 0 5360 5941 , 0 5360 5955 6. ดอยแม่ตะมาน จ.เชียงใหม่ ที่แห่งนี้ อาจไม่มีซากุระมากมายเหมือนที่อื่น แต่ด้วยพื้นหลังคือดอยหลวงเชียงดาว ทำให้ดอกไม้สีชมพูดูโดดเด่น และมีทัศนียภาพที่ชวนหลงใหลเป็นอย่างมาก นักเดินทางทั้งหลายไม่ควรพลาด ที่นี่มีจุดให้กางเต้นท์ แต่ต้องเตรียมทุกอย่างมาเอง ไม่มีให้เช่า สนใจติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมที่สูง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทร. 053 222 014 7. ดอยแม่สลอง จ.เชียงราย ดอยแม่สลอง นอกจากจะเป้นแหล่งปลุกชาจีนที่ขึ้นชื่อในภาคเหนือแล้ว ยังมีดอกนางพญาเสือโคร่ง พันธุ์ที่เล็กที่สุด มีสีชมพูอมขาว บานสะพรั่งตลอดทางขึ้นดอย เป็นไม้ป่าที่หาชมได้ยากในเมืองไทย อยู่ในระหว่างช่วงเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์ เท่านั้น สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อบต.แม่สลองนอก 0-5376-5129 หรือที่ ททท.สำนักงานเชียงราย โทร. 0-5371-7433, 0-5370-0051-2 8. ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ ดอยอ่างขางมีลักษณะเป็นแอ่งที่ราบในหุบเขา ทำให้ดูเหมือนท้องกะทะหรืออ่างนั่นเอง แหล่งสำคัญของการมาเที่ยวดอยอ่างขาง นั่นคือการเข้าชมดอกไม้เมืองหนาวในโครงการหลวง พร้อมทั้งมีโรงเรือนไม้ในร่ม โรงเรือนกุหลาบ ป่าซากุระ ป่าเมเปิ้ล สวนบอนไซ ฯลฯ มาที่เดียว เที่ยวเต็มอิ่มแน่นอน ที่สำคัญมีที่พักให้บริการด้วย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง โทร. 053 450 107-9 ต่อ 114 9. ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อยู่บนเส้นทางเดียวกันกับขุนวาง ศูนย์แห่งนี้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตื์ พระบรมราชินีนาถ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยและเพาะพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี เนื่องจากใกล้จะสูญพันธุ์เต็มที นอกจากนี้ยังมีต้นนางพญาเสือโคร่ง บานชมพูสะพรั่งริมทะเลสาป เป็นภาพที่หาดูได้ยากจริงๆ เพราะมันสวยงามมาก สอบถามเพิ่มเติม โทร. 053-286728 , 053-286729 10. ภูลมโล จ.เลย ภูลมโล ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.ด่านซ้าย จ.เลย เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ เลย เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก ดอกพญาเสือโคร่งจะบานสะพรั่งในช่วงมกราคม หรือในบางปีที่ลมหนาวมาเยือนเร็ว ก็จะมีให้เห็นตั้งแต่ปลายปีเลยทีเดียว จองสถานที่กางเต็นท์ และสอบถามการเดินทางได้ที่ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า 0 5535 6607 , ททท. จังหวัดเลย โทร. 0 4281 2812 ขอบคุณที่มา : chillpainai.com  เรียบเรียงโดย : Travel MThai รูปภาพจาก : siamtravel.in.th, chillpainai.com, klongdigital.com, skyscanner.co.th,holidaythai.com,  toptenthailand.com, gonorththailand.com, tourismthailand.org, creditonhand.com

เมื่อ ข้อเท้าแพลง เจ็บไปไหนที่หายเอง แบบไหนที่ต้องไปหาหมอ
ข้อเท้าแพลง /  บวม / 

อุบัติเหตุมักเกิดโดยไม่คาดคิดอย่างเช่น ข้อเท้าแพลง จะทำอย่างไรดี! ไม่ต้องตกใจ เรามีวิธีช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นมาฝากกัน ข้อเท้าแพลง คือ การที่เส้นเอ็นข้อเท้าด้านนอกมีการเคล็ดหรือฉีกขาดจากการหมุน หรือบิดของข้อเท้า มักเกิดจากอุบัติเหตุที่ทำให้ข้อเท้าเคลื่อนไหวผิดท่าทาง เช่น เดินพลาดตกหลุม เดินบนพื้นที่ขรุขระ เหยียบก้อนหิน หรือหกล้ม อาการโดยทั่วไปที่พบ ข้อเท้าจะปวด บวม และเคลื่อนไหวไม่ถนัด ซึ่งความรุนแรงนั้นมีอยู่ 3 ระดับ คือ ระดับ 1 ข้อเท้ามีอาการปวดเล็กน้อยเวลากด หรือขณะเคลื่อนไหวข้อ แต่ไม่มีอาการบวม สามารถเดินลงน้ำหนักได้ตามปกติ ข้อเท้าแพลงแบบนี้จะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายได้เองภายใน 2 สัปดาห์ ระดับ 2 ข้อเท้าจะมีอาการบวมและฟกช้ำร่วมด้วย เนื่องจากเส้นเลือดเล็กๆมีการฉีกขาด ทำให้เลือดออกใต้ผิวหนัง เวลาที่ลงน้ำหนักจะรู้สึกปวดมาก อาการแบบนี้หายได้ภายใน 4-6 สัปดาห์ ระดับ 3 เส้นเอ็นยึดข้อเท้ามีฉีกขาดออกจากกัน ข้อจะบวมและฟกช้ำมาก ไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อหรือลงน้ำหนักได้ ระดับความรุนแรงนี้ ต้องใช้เวลาในการรักษานานประมาณ 8-12 สัปดาห์ จึงจะหาย สำหรับแนวทางการรักษาเบื้องต้น ในช่วง 24 - 48 ชั่วโมงแรกควรใช้ความเย็นประคบบริเวณที่บาดเจ็บ เนื่องจากความเย็นจะช่วยให้เส้นเลือดหดตัว ลดความเจ็บปวดและลดอาการบวมได้ ที่ สำคัญ ห้ามใช้ยาหม่องหรือครีมต่าง ๆ นวด เพราะจะทำให้เส้นเลือดขยายตัว มีเลือดออกมาก และข้อเท้าจะบวมขึ้นอีก นอกจากนี้พยายามเคลื่อนไหวข้อเท้าให้น้อยที่สุด ควรยกเท้าไว้ในระดับที่สูงขณะนั่งหรือนอนจะช่วยให้อาการบวมลดลง ไม่ควรยืนหรือนั่งห้อยขานานๆ เพราะจะทำให้ข้อเท้าบวมและปวดมากขึ้น อาจใช้ผ้ายืดพันหรือใช้ไม้เท้าช่วยพยุงขณะเดิน ถ้ามีอาการบวมมากหรือยังไม่ดีขึ้นหลังดูแลในเบื้องต้นแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเดินลงน้ำหนักแล้วปวดข้อเท้ามาก อาจเกิดจากมีกระดูกข้อเท้าแตกหักร่วมด้วย ควรต้องมาพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษานะครับ ขอขอบคุณที่มาจาก : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล