เจ็บปวดที่งดงาม

ใส่ร้ายกันสุดฤทธิ์! เมื่อชีวิตหมาต้องเจอคู่กัดในตัวอย่างล่าสุดของ The Secret Life of Pets
Eric Stonestreet /  Kevin Hart / 

ความสนุกสนานของภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ว่าด้วยเรื่องสัตว์ชนิดต่าง ๆ ใน Zootopia ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม กอบโกยรายได้จากทั่วโลกจนทำเงินสูงสุดในช่วงไตรมาสแรกกันไปแล้ว มาดูกันว่าภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่เกี่ยวกับสัตว์อีกหนึ่งเรื่องจะประสบความสำเร็จหรือไม่กับ The Secret Life of Pets ล่าสุดก็ปล่อยตัวอย่างออกมาให้ชมกันแล้ว กับไอเดียสุดแจ่มที่ชวนให้คิดว่า หากเจ้าของสัตว์เลี้ยงไม่อยู่บ้านแล้ว เหล่าบรรดาสัตว์เลี้ยงจะมีพฤติกรรมอย่างไร ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ได้ดารานักแสดงฮอลลีวูดมาให้เสียงพากย์มากมาย อาทิ หลุยส์ ซี.เค. (Louis C.K.) ให้เสียงเป็นสุนัขตัวเอกของเรื่องที่ชื่อ “แมกซ์” เอริค สโตนสตรีท (Eric Stonestreet) ให้เสียงเป็นสุนัขคู่กัดที่ชื่อ “ดุ๊ก” และ เควิน ฮาร์ท (Kevin Hart) ให้เสียง “สโนว์บอล” เป็นต้น ขอบคุณข้อมูลจาก www.comingsoon.net

ละครมือปราบสายเดี่ยว , เรื่องย่อมือปราบสายเดี่ยว
ละครมือปราบสายเดี่ยว ตอนแรก /  ละครมือปราบสายเดี่ยว ตอนจบ / 

มือปราบสายเดี่ยวบทละครโดย: ภูริตราอำนวยการผลิตโดย: บริษัท ควิซ แอนด์ เควส จำกัดกำกับการแสดงโดย: ชูศักดิ์ สุธีรธรรมออกอากาศ: ทุกวันจันทร์ - พฤหัสบดี เวลา 19.05 น. วันศุกร์ เวลา 18.45 น. เรื่องย่อละครเรื่องมือปราบสายเดี่ยว ในงานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาจากเมืองนอกของ ภูวัช ลูกชายสุดรักสุดหวงของ สุรวิชญ์ เจ้าพ่อคลับ ผับ และคอมเพล็กเอ็นเตอร์เทนเม้นคนดัง มีนางแบบ ดารา ไฮโซ จำนวนมากมาร่วมงาน ท่ามกลางนักข่าวหลายสิบคน จิดาภา ลูกสาวบุญธรรมของสุรวิชญ์ สวมเพชรเม็ดใหญ่ราคานับสิบล้านบาทเดินแฟชั่นโชว์อวดความร่ำรวยของเจ้าของงาน ระหว่างนั้น ไฟก็ดับพรึบลง คนร้ายฉวยโอกาสเข้ามาปล้นเพชร ทันใดนั้น หญิงสาวในชุดราตรีสีแดงโดดเด่นก็ติดตามไปชิงเพชรจากคนร้าย พริม หรือ พริมาคือผู้หญิงในชุดแดงที่ขโมยเพชรเพื่อสืบหาคนที่ลักตัวน้องนุชน้องสาวไป แต่ในที่สุดก็ถูก ร.ต.อ. ชนิน นายตำรวจหนุ่มฝีมือดี แห่งสำนักงานป้องกันและปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรี ตามไปอย่างกระชั้นชิด ทั้งคู่เกิดการต่อสู้กัน ต่างก็ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะในที่สุดพริม ก็สู้แรงผู้ชายไม่ได้ เธออาศัยจังหวะกรีดร้องลั่นบอกว่าชนินจะข่มขืนเธอ พอชนินเผลอ เธอก็เตะผ่าหมากและวิ่งหายไปในความมืด แต่สุดท้ายชนินก็ตามไปรวบตัวเธอไว้จนได้ชนินเห็นความสามารถในการต่อสู้ของพริมจึงเสนอเงื่อนไขให้พริมเข้ามาอยู่ในหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรี หรือ "มือปราบสายเดี่ยว" แลกกับการไม่จับตัวเธอเข้าคุก พริมเลี่ยงไม่ได้จึงต้องยอมรับเงื่อนไข เพื่อใช้ความเป็นมือปราบ "สายเดี่ยว" ตามหาหนึ่งนุชน้องสาวที่หายตัวไป ละครมือปราบสายเดี่ยว อารตี - สาวสวยรวยเสน่ห์ เย่อหยิ่ง ดูถูกคน ไม่เป็นโล้ เป็นพาย เอาแต่เที่ยวเตร่และช๊อบปิ้ง ลูกสาวคนเดียวของ ยรรยง ผู้บังคับการสำนักงานป้องกันและปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรี เดินทางกลับมาจากเมืองนอก แต่ถูกสมุน กลุ่มมังกรห้าเล็บ มาดักอุ้มตัวไปจากสนามบิน ยรรยง ออกคำสั่งให้ชนินนำกำลังซึ่งประกอบไปด้วย หมวดดอน นายตำรวจหนุ่มไฟแรง ที่เพิ่งจบมาจากโรงเรียนนายร้อย จ่าเข้ม และ จ่าดำ สองจ่าคู่หูตามไปช่วยได้ทันเวลาอารตีปลอดภัยกลับมา เธออาละวาดด่าว่าตำรวจเสียๆหายๆ ที่ปล่อยให้ลูกสาวระดับผู้บังคับการสำนักงานป้องกันและปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรีอย่างเธอถูกจับได้ ยรรยง หนักใจกับพฤติกรรมของลูกสาว จึงสั่งให้อารตีทำงานทำการเสียที จะได้ไม่หลักลอยอีกต่อไป.... แม้ว่า คุณสิรี แม่เลี้ยงของอารตีจะพยายามห้ามสามี เพราะสงสารลูกเลี้ยง แต่ยรรยงตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว อารตีประท้วงไม่ยอมกินข้าว ขู่จะฆ่าตัวตาย ยรรยง ก็ไม่ยอมใจอ่อน ในที่สุดอารตี ก็ถูกส่งเข้าไปอยู่ในแก๊ง มือปราบสายเดี่ยว วันแรกที่ถูกส่งเข้าไปอยู่ในหน่วยเฉพาะกิจ อารตีก็มีเรื่องกับพริม เพราะความเรื่องเยอะ ดูถูกคน เวอร์ ทั้งสองชกต่อยกันจนหมดแรง ท่ามกลางกลุ่มตำรวจ ที่เดิมพันกันอย่างเมามันว่าใครจะชนะก่อนจะมีใครพลาดพลั้ง ชนิน ก็เข้ามาสั่งห้าม และให้ทั้งสองจับมือกัน เพราะจะต้องเข้ามาอยู่ในทีมเดียวกันแล้วพริมและอารตีจับมือกันอย่างเสียไม่ได้ ชนิน แนะนำเพื่อนร่วมทีมอีกสองคนคือ ศิริพร สาวเปิ่นเจ้าเสน่ห์ แต่เรื่องแฮกข้อมูลไม่มีใครเก่งเกิน ศิริพรถูกจับได้เพราะแฮกเงินจากธนาคารที่ทำงานอยู่เพื่อเอาไปให้แฟนหนุ่มถึง 20 ล้าน แต่เมื่อแฟนได้เงินก็เชิดหนีไปปล่อยให้ศิริพรถูกจับคนเดียว เนย มือปืนทีมชาติที่มีนิสัย มุทะลุ ดุดัน เนยเคยถูกพ่อเลี้ยงข่มขืนตั้งแต่เล็กจริงไม่ใว้ใจผู้ชาย แต่เมื่อแฟนหนุ่มคนเดียวทำทีเป็นรักและดูแลอย่างดี เนยจึงทุ่มเทความรักให้ และเมื่อรู้ว่าผู้ชายคนนั้นเจ้าชู้เพมือนพ่อเลี้ยงเธอจึงยิงแฟนตายเพราะความแค้น ทั้งหมดจะต้องมารวมตัวกันอยู่ในแก๊งมือปราบสายเดี่ยว ทำหน้าที่ปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรี ภายใต้การควบคุม และดูแลของ ร.ต.อ. ชนิน , ร.ต.ต. ดอน จ่าเข้ม และ จ่าดำ สองตำรวจคู่หู และสดใสครูฝึกสุดโหดการฝึกซ้อมการต่อสู้ และช่วยเหลือตนเองแบบทหารและตำรวจเต็มรูปแบบเต็มไปด้วยความทุลักทุเลเพราะทั้ง 4 สาวมีบุคลิกต่างกันสุดขั้ว แต่ต้องมาอยู่รวมกัน ปัญหาเลยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ให้ชนินปวดหัวต้องแก้ไขแทบทุกวันปัญหาหลักๆมักจะมาจากอารตี ที่รักความสะดวกสบาย ชอบเอาเปรียบเพื่อน เพราะคิดว่าตัวเองเป็นถึงลูกสาวของผู้บังคับการสำนักงานฯ ขณะที่พริมก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้ เนยและ ศิริพรต้องคอยห้ามทัพอยู่เสมอ ละครมือปราบสายเดี่ยว ในขณะเดียวกัน พริมและอารตีต่างก็แข่งขันว่าใครจะได้ครอบครองหัวใจ ชนิน ผู้กองหนุ่มรูปหล่อ แต่ทั้งสองสาวก็ต้องอกหักดังเป๊าะเมื่อ จิดาภา นางแบบเพชรยอดมงกุฎ ประกาศตัวเป็นคนรักของชนินขณะที่ หมวดดอน นายตำรวจหนุ่มรูปหล่อ กลับแสดงความสนใจ ศิริพรสาวเปิ่นประจำหน่วย ทำให้เนยซึ่งแอบหลงรักหมวดดอนอยู่ลึกๆ กลายเป็นคนอกหัก ในช่วงนั้นเองก็มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น เมื่อเด็กสาววัยรุ่น ถูกลักพาตัวบ่อยครั้งหนังสือ พิมพ์ และโทรทัศน์ได้นำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง ชนินสงสัยว่า สุรวิชญ์ เจ้าพ่ออาบอบนวดคนดังจะอยู่เบื้องหลังการหายตัวของเด็กสาวๆ เขาจึงพยายามจับตามองสุรวิชญ์อย่างใกล้ชิด คืนหนึ่ง ภูวัช ลูกชายสุรวิชญ์ ถูกลอบทำร้าย โชคดีที่อารตีผ่านมาเจอเข้าเลยช่วยไว้ทัน ภูวัชสลบเหมือด อารตีพาเขาไปทำแผลที่บ้าน ภูวัชฟื้นขึ้นมา คิดว่าอารตีเป็นคนทำ ก็โวยวายใหญ่ อารตีใช้ศิลปะป้องกันตัวทุ่มเขาลงไปนอนจุก ก่อนที่เธอจะทำอะไรมากกว่านั้น ยรรยงก็เข้ามาห้าม ทำให้ภูวัชรู้ว่า อารตีเป็นลูกสาวของ ผู้บังคับการสำนักงานป้องกันและปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรี ... .เขาสนใจเธอตั้งแต่แรกเห็น พยายามตามจีบแต่อารตีกลับมองเขาอย่างดูถูก ซ้ำยังเหยียดหยามหาว่าเขาเป็นลูกเจ้าพ่ออาบอบนวด กระจอกเกินไปสำหรับเธอ แต่เหตุผลที่แท้จริงก็คือ เธอหลงรักชนิน เข้าเต็มเปาอยู่แล้ว ภารกิจปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรีเริ่มขึ้นสี่สาวได้รับคำสั่งให้บุกเข้าไปช่วยเด็กที่ถูกลักพาตัว ชนินมอบหมายให้ พริม เป็นหัวหน้าทีม สร้างความไม่พอใจให้อารตี เป็นอย่างมาก เพราะฝีไม้ลายมือของเธอก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพริมเลยแม้แต่น้อยเมื่อถึงเวลาปฏิบัติภารกิจ อารตีไม่ยอมทำตามแผนที่วางไว้ ทำให้ทุกคนตกอยู่ในอันตราย เด็กหญิงวิ่งไปเป็นลมหน้าภูวัช เขารับร่างเด็กหญิงไว้ อารตีวิ่งมาเจอเข้า ก็ตรงเข้าจับตัวภูวัช เขาพยายามชี้แจงว่าเขาไม่ใช่คนร้าย แต่อารตีไม่เชื่อพาภูวัชไปที่หน่วยแต่ด้วยอำนาจ และบารมีของเจ้าพ่อสุรวิชย์ ผู้เป็นพ่อ ภูวัชถูกปล่อยตัวโดยไม่มีการไต่สวน อารตีโวยวายและให้สัญญากับตัวเองสักวันเธอจะฉีกหน้ากากผู้อยู่เบื้องหลังให้ได้ อารตีรู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อนๆตกอยู่ในอันตรายและ ทำให้ศิริพรได้รับบาดเจ็บ จึงขอถอนตัวออกจากแก๊งมือปราบสายเดี่ยว ก่อนที่เหตุการณ์จะเลวร้าย พริมคู่ปรับที่ไม่ค่อยลงรอยกับ อารตี ขัดขวางไม่ยอมให้อารตีออกไปจากทีม หากอารตีก้าวไปอีกก้าวเดียวเธอจะถือว่า อารตีเป็นฝ่ายแพ้ คำพูดของพริม ทำให้อารตีฮึดสู้ ประกาศก้องว่าเธอไม่มีวันที่เธอจะยอมแพ้พริมเด็ดขาด ทุกคนในหน่วยเฉพาะกิจต่างขบขันกับพฤติกรรมของสองสาว ชนินเปิดเผยว่า นี่เป็นแผนที่จะพิสูจน์ความเป็น น้ำหนึ่งใจเดียวกัน ของทีม หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ทั้งสี่สาวเริ่มผนวกใจเป็นหนึ่งเดียว ร่วมทุกข์ร่วมสุขและเห็นอกเห็นใจกันจนได้ ปฏิบัติการโค่นเจ้าพ่อจึงเริ่มขึ้น นั่นหมายความว่า ทั้งสี่สาวจะต้องหาหลักฐานมัดตัวสุรวิชญ์ และหาทางช่วยเด็กอีกจำนวนมากที่ถูกพาตัวไปส่งขายยังต่างประเทศชนินรู้ว่าภูวัชชอบอารตีก็สั่งให้อารตีเข้าไปเป็นคู่ควงของภูวัช เพื่อล้วงความลับและหาหลักฐานมัดตัวภูวัชว่ามีส่วนรู้เห็นในขบวนการค้าหญิงข้ามชาติ อารตีพยายามใช้เสน่ห์เล่ห์กลร้อยแปดเพื่อหลอกล่อให้ภูวัชสนใจ ความใกล้ชิด การเอาอกเอาใจและคารมของภูวัช ทำให้หัวใจของอารตีเริ่มอ่อนไหว พริม เนย ศิริพร ต้องปลอมตัวเป็นนักร้องวงทรแองเจิ้ลเข้าไปทำงานในบาร์ของเดี่ยวคนสนิทของสุรวิชจ่าดำตามไปเป็นผู้จัดการให้สาวๆเพื่อเข้าไปสืบว่าจริงๆแล้วสุรวิชหรือเดี่ยวกันแน่ที่เป็นเจ้าพ่อของแก๊งค้ามนุษย์ จิดาภา น้องสาวบุญธรรมของภูวัช ไม่พอใจที่ภูวัชควงอารตี ก็หาทางกลั่นแกล้งให้อารตี กระเด็นไปจากภวัศ ยิ่งจิดาภาพยายามขัดขวางมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้อารตีและภูวัชสนิทสนมกันมากขึ้น แต่อารตีก็พยายามปฏิเสธใจตัวเอง เพราะเธอมีชนินเป็นฮีโร่อยู่ในใจอยู่แล้ว ละครมือปราบสายเดี่ยว ทางด้าน พริมเนย และ ศิริพรที่กลายเป็นนักร้อง ด้วยความสวยของพริม เนยและศิริพร สามสาวโดดเด่นในบรรดานักร้องทั้งหมด ทำให้บรรดานักร้องประจำเริ่มไม่พอใจหาทางกลั่นแกล้ง แต่พริม เนย และศิริพรก็สวนกลับอย่างไม่มีใครยอมใคร จนในที่สุดนักร้องรุ่นเก่าต้องรวมตัวกันขอร้องให้สุรวิชญ์ไล่พริมเนยและศิริพรออกไป แต่เมื่อสุรวิชญ์ได้พบหน้าพริม เขาก็หลงใหลในรูปร่างหน้าตาของเธอ จึงเสนอรถสปอร์ตสุดหรู แลกกับการเป็นคู่ควง พริมได้โอกาสงัดกลเม็ดมารยาหญิงหลบเลี่ยงสารพัด ยิ่งพริมเล่นตัวเท่าไหร่ สุรวิชญ์ยิ่งอยากเป็นเจ้าของพริมมากขึ้นเท่านั้นศิริพรหาโอกาสพยายามเข้าไปแฮกข้อมูลโน๊ตบุ๊คของเดี่ยว โดยให้พริมเป็นตัวล่อ ศิริพรตกอยู่ในวงล้อมของสมุนเดี่ยว หมวดดอน และจ่าเข้มบุกเข้ามาช่วยสถานการณ์เริ่มไม่น่าไว้วางใจ ชนินปลอมตัวเป็นคนขับแท็กซี่คอยรับส่งพริม เพื่อคุ้มครองเธอให้ปลอดภัย ระหว่างปฏิบัติงาน ขณะที่หมวดดอนปลอมตัวเป็นมอเตอร์ไซด์วินมาคอยรับส่งศิริพร ส่วนจ่าเข้ม ปลอมตัวเป็นตำรวจที่รับสินบน เพื่อช่วยกันหาหลักฐานมัดตัวเจ้าพ่อและนายเดี่ยวลูกน้องคนสำคัญ พริม และ ชนินต้องใกล้ชิดกันด้วยหน้าที่การงาน แต่ทั้งคู่ต้องซ่อนความรู้สึกในใจไว้ภายใต้ท่าทีที่เย็นชา และการทะเลาะเบาะแว้ง ต่างไม่มีใครยอมใคร.... แก๊งค้าหญิงข้ามชาติถูกขัดขวางโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจบ่อยครั้ง สุรวิชญ์จึงได้ให้จิดาภา ลูกสาวบุญธรรมของเขาเข้าไปเป็นนางนกต่อ หาทางใกล้ชิดสนิทสนมกับชนินเช่นเดียวกัน จิดาภาพยายามใช้ความสวยยั่วยวนชนินเพื่อรู้ความลับของคู่ต่อสู้ ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษบางครั้งชนินก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพชนินไปไหนมาไหนสองต่อสองกับจิดาภาทำให้พริมไม่พอใจและพาลไม่ชอบขี้หน้าจิดาภา เจอหน้ากันแต่ละครั้งทั้งสองสาวต่างก็ปะทะคารมกันอยู่เสมอขณะที่อารตีเริ่มสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่าง ชนินและพริม สองสาวออกกำลังกันงัดข้อกันจนเหนื่อยแทบขาดใจ ต่างก็ระบายความในใจออกมา อารตีจึงรู้ว่าพริมรักชนินมาก และในขณะที่อารตีกำลังจะต้องหมั้นกับเขา ตามความต้องการของผู้ใหญ่ แต่หัวใจของเธอ กำลังหวั่นไหวกับภูวัชลูกชายเจ้าพ่อใหญ่ทั้ง 2 คู่จึงกลายเป็นความสับสนอลหม่านที่ยากจะลงตัวง่ายๆ สายสืบส่งข่าว จะมีการส่งเด็กและผู้หญิงล็อตใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เมื่อรู้วันเวลาแน่นอน ชนินเข้าไปตรวจค้น สุรวิชญ์ เดี่ยวและลูกน้อง ยิ้มต้อนรับและพร้อมให้พิสูจน์กับความบริสุทธิ์ของตัวเอง ชนินและลูกทีมคว้าน้ำเหลว หน้าแตกยับเยิน ยรรยงเชื่อว่าจะต้องมีหนอนบ่อนไส้ ให้ชนินสืบหาด่วน พริมโดนเพ่งเล็งมากกว่าใคร เพราะประวัติพื้นเพของเธอไม่สามารถชี้ชัดได้ พริมกลับไปถึงห้อง ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าข้าวของส่วนตัวของเธอถูกรื้อค้น รวมทั้งโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีข้อความที่สุรวิชญ์ส่งถึงพริม ยิ่งทำให้ชนินสงสัยเธอมากกว่าเดิม อารตี เนย และศิริพรต่างก็กล่าวหาว่าพริมหักหลัง พริมขอเวลา 1 อาทิตย์เพื่อพิสูจน์ว่าเธอบริสุทธิ์ของตัวเอง เธอตามสืบหาน้อง แต่กลับติดไปกับกลุ่มเด็กสาวทีกำลังจะถูกส่งตัวไปขายต่อมาเลเซีย โชคดีที่ ชนิน หมวดดอน จ่าเข้ม และจ่าดำ ตามไปช่วยไว้ได้และช่วยผู้หญิงต่างชาติที่กำลังจะถูกส่งขายไปเมืองนอกได้จนกลายเป็นข่าวโด่งดังผ่านไปหลายวัน พริมก็ไม่สามารถหาหลักฐานได้ ในที่สุดพริมตัดสินใจยอมเป็นคู่ควงกับสุรวิชญ์ เพราะเริ่มสงสัยว่าสุรวิชต่างหากที่เป็นตัวการสำคัญไม่ใช่เดี่ยว จนสุรวิชญ์ไว้ใจให้เธอเข้านอกออกในได้ทุกซอกทุกมุม จนพริมรู้ช่องทางลับที่สุรวิชญ์ แอบพาเด็กสาวหลบหนี พริมพบว่ามีเด็กสาวกำลังถูกขังอยู่ในห้องใต้ดินนับสิบคน เธอสงสัยว่าอาจจะมีน้องนุช น้องสาวของเธอรวมอยู่ด้วย ถึงเวลาประชุมลับ พริมเสนอและขอร้องให้ชนินเข้าไปช่วยเหลือ แต่ชนินกลับปฏิเสธโดยบอกว่า ถ้าไปตรวจค้นแล้วคว้าน้ำเหลวเหมือนคราวที่แล้ว สำนักงานฯจะต้องหน้าแตก .... ทั้งคู่โต้เถียงกันอย่างรุนแรง ละครมือปราบสายเดี่ยว พริม เสียใจที่หน่วยปราบสายเดี่ยวไม่เชื่อถือ ตัดสินใจสวมหน้ากากเป็นสาวแก้มแดง บุกเดี่ยวเข้าไปช่วยเหลือเด็กสาวเหล่านั้น จนกลายเป็นข่าวโด่งดัง กล้องวงจรปิดกลายเป็นหลักฐานชี้ชัดว่าพริมกำลังทำนอกเหนือคำสั่ง ชนินสั่งลงโทษพริมโดยสั่งขังเดี่ยว 3 วัน ทั้งที่เขาเองก็เจ็บปวดที่ต้องลงโทษผู้หญิงที่เขารัก ขณะที่พริมเดินหน้าเข้าห้องขังเดี่ยว แก๊งมือปราบสายเดี่ยวถูกสั่งให้ออกปฏิบัติการ หาหักฐานมัดตัว เอาผิด สุรวิชญ์ สุรวิชญ์ไหวตัวทันหลบหนีไปได้ ทั้งสี่สาวตกอยู่ในอันตราย ชนิน หมวดดอน จ่าเข้ม และจ่าดำมาช่วยไว้ทันเวลาพอดี ปฏิบัติการล้มเหลว มีผู้หญิง หลบหนีออกมาจากแก๊งค์ค้ามนุษย์ และถูกฆ่าตาย พริมได้พบสร้อยข้อมือที่เธอซื้อให้น้อง ด้วยความแค้น พริม ตัดสินใจสวมหน้ากากสาวแก้มแดงอีกครั้ง บุกเข้าไปเพื่อหวังจะช่วยน้องนุช ชนิน สงสัยในพฤติกรรมของ พริม จึงติดตามไปอย่างไม่ลดละ ขณะที่พริมพยายามหลีกเลี่ยงเพราะไม่อยากให้ความลับเปิดเผย ก่อนที่พริมจะเสียทีถูกกระชากหน้ากาก ภูวัชก็เข้ามา พริมจับตัวภูวัชเป็นตัวประกัน ให้พาเธอหลบหนีออกไปอารตีเป็นห่วงภูวัชตามไปอย่างไม่ลดล่ะ และพบว่าภูวัชถูกแก้ผ้าล่อนจ้อนอยู่ข้างทาง เธอช่วยเหลือเขา ระหว่างนั้นมีมือปืนตามฆ่าภูวัช อารตีช่วยพาเขาหนีไปก่อนที่ทั้งคู่จะเสียที พริมในชุดหน้ากากก็มาช่วยไว้ได้ทัน ชนินจับตัวพริมในชุดหน้ากากนางสิงห์แก้มแดงไว้ได้ พริมจนมุมหมดทางต่อสู้ ตัดสินใจจูบชนิน เมื่อชนินเคลิบเคลิ้ม พริมฉวยโอกาสหลบหนี ภูวัชเริ่มสงสัยว่า เขาเป็นเป้าหมายสำคัญที่กลุ่มเหล่าร้ายต้องการเก็บอารตีบอกว่าอาจจะมีคนไม่หวังดีกับเขาหรืออยากฮุบสมบัติไว้คนเดียว ภูวัชสงวัยว่าจะเป็นจิดาภาซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของพ่อ .. ซึ่งจะเป็นผู้รับมรดกทั้งหมด หากเขาเป็นอะไรไป อารตี บอกให้ภูวัชจับตามองจิดาภาอย่างเงียบๆอย่าให้รู้ตัวภูวัชไม่เชื่อเพราะรักจิดาภาเหมือนน้องสาวแท้ๆพริมได้พบน้องนุชน้องสาวจนได้ เธอเข้าไปช่วยน้องสาวออกมาได้ทันเวลา แต่พลาดท่าถูกคนของสุรวิชญ์ยิงได้รับบาดเจ็บ ภูวัชโผล่มาช่วยเธอได้ทันเวลา และยังพาพริมไปรักษาตัว เขารู้ความจริงว่า พ่อของเขาเป็นหัวหน้าแก๊งค้าผู้หญิงข้ามชาติ ภูวัช พยายามขอร้องให้สุรวิชญ์ยุติเรื่องทั้งหมด แต่สุรวิชญ์กลับปฏิเสธ บอกว่าเขามาไกลเกินจะคิดกลับตัว และบอกว่าที่ทำทุกอย่างเพื่ออนาคตของภูวัช ภูวัชระเบิดอารมณ์บอกว่าพ่อทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง ถ้ารักลูกจริงจะต้องเลิกเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายการชิงไหวพริบระหว่างชนินกับสุรวิชญ์เริ่มต้นขึ้น แต่ชนินก็พลาดกับข่าวลวงที่เป็นกับดักลวงมาฆ่า ภูวัชมาช่วยได้ทันก่อนที่ชนินและลูกทีมจะเอาตัวไม่รอดพริมย้อนกลับไปโกดังเพื่อหานาฬิกาที่ชนินซื้อให้ในวันเกิด จู่ๆคานโกดังดันหล่นมา ชนินใช้ตัวป้องกันพริม จนตัวเองได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ต่างก็กอดกันด้วยความรัก อารตีเจ็บปวดเมื่อรู้ว่าชนินรักพริม อารตีเดินหนีมา เห็นสุรวิชญ์ถูกยิงเข้าพอดี ภูวัชหันไปเห็นอารตียืนถือปืนอยู่ เขาเข้าใจว่าอารตีฆ่าพ่อของเขา เขาโกรธจัดตรงเข้าไปกระชากแขนอารตีวิ่งหนีไปด้วยความแค้น แม้อารตีจะพยายามปฏิเสธอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ ภูวัชพาอารตีขึ้นรถหนีรถตำรวจไล่ตามมาติดๆ เมื่อเจอด่านตรวจอยู่ข้างหน้า ภูวัชจึงหักรถเข้าป่า อารตีพยายามหนี ภูวัชจึงเอาเชือกมัดมือเธอและลากเข้าป่า เมื่ออารตีพยายามหาทางหนีอยู่เสมอจึงถูกภูวัชข่มขู่และทำร้ายต่างๆนานา ขณะเดียวกัน ทั้งคู่ก็ถูกมือปืนตามเก็บอย่างกระชั้นชิด ชนินรู้ว่าอารตีและภูวัชตกอยู่ในอันตรายจึงตามไปช่วย พริมขอตามไปด้วยความเป็นห่วงเพื่อนร่วมแก๊ง หมวดดอน ศิริพร เนย จ่าดำ และจ่าเข้มนำกำลังไปสมทบขณะที่อารตีและภูวัชค้างคืนอยู่ในป่าด้วยกันอารตีถูกงูกัด ภูวัชเข้ามาช่วย อารตีอาศัยจังหวะแย่งปืนไปได้แต่ภูวัชไม่สนใจกลับดูดพิษงูออกด้วยความห่วงใย อารตีใจอ่อน ไม่สามารถยิงเขาได้ เธอคืนปืนให้เขา ภูวัชมั่นใจว่าอารตีจะไม่หนีไปไหนจึงแกะเชือกออก ทั้งสองหาทางออกจากป่าอย่างยากลำบาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งคู่ต่างก็เห็นอกเห็นใจกันและรักกันคนของจิดาภาตามมาเจอเกิดการปะทะกันอย่างดุเดือด หมวดดอน ตกอยู่ในอันตราย เนยพุ่งเข้าไปบังกระสุนแต่กลายเป็นศิริพรที่เข้าไปกอดบังเนยอีกทีและศิริพร เสียชิวิตในอ้อมกอดของหมวดดอนและเนยผู้ชายที่เธอรัก และเพื่อนรัก ทั้งหมดร้องไห้ด้วยความเสียใจ จิดาภาดักยิงภูวัชจนบาดเจ็บ แต่ชายหนุ่มก็รวบรวมกำลังหนีไปได้ อารตีช่วยทำแผลให้ จิดาภายังไม่หยุด หลังจากฆ่าสุรวิชญ์แล้ว ยังมีภูวัชเป็นเสี้ยนหนามขัดขวางหนทางที่จะได้มรดกทั้งหมด เธอจึงสั่งให้เดี่ยว คนสนิทของสุรวิชตามเก็บภูวัชให้ได้ ขณะที่ภูวัชและอารตีกำลังจะเสียที ชนินและพริมก็ตามมาช่วยไว้ได้ ละครมือปราบสายเดี่ยว จิดาภาถูกยิงตาย....ก่อนตายเธอได้สารภาพความจริงทั้งหมด ว่าพ่อของเธอถูกสุรวิชญ์ฆ่าตายและรับเธอมาเลี้ยงเพราะสงสาร แต่ใช้เธอเป็นนางนกต่อและด่าว่าเธอตลอด เธอแอบได้ยินสุรวิชญ์บอกภูวัชว่าไม่เคยรักเธอเหมือนลูกแต่เลี้ยงเอาไว้ใช้ เธอจึงคิดแก้แค้นแทนพ่อ และก่อนสิ้นใจตายเธอมอบตั๊มไดรว์ เปิดโปงขบวนการค้าหญิงข้ามชาติทั้งหมดให้ชนิน ... และขอให้ชนินกอดเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เธอจะสิ้นใจในอ้อมกอดของชนิน หลังจากเหตุการณ์ร้ายๆผ่านไป คุณสิรีขอให้ยรรยงบังคับให้ชนินแต่งงานกับอารตี สองคนตกใจไม่คิดว่าจะโดนมัดมือชก อารตีวางแผนหลอกคุณสิรีเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าวเป็นภูวัช กว่าจะรู้คุณสิรีก็ต้องเลยตามเลย พริม เสียใจเพราะชนินผิดสัญญากับเธอ จึงหลบหนีไปทำใจ ชนินพยายามตามหาพริมจนเจอ เขาสารภาพรักพริมและขอให้เธอให้โอกาสเขา พริมบอกว่าเธอทำร้ายอารตีไม่ได้หรอก เพราะรู้ว่าอารตีก็รักชนิน อารตีเดินมากับภูวัชบอกว่าเธอเปลี่ยนใจแล้ว คนที่เธอรักคือภูวัชต่างหาก ขณะที่หมวดดอน สมหวังกับเนย พริม อารตี เนยไปที่หลุมฝังศพของศิริพร มือถือของสามสาวดังขึ้นพร้อมกับภารกิจใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น .. นักแสดงนำ ละครมือปราบสายเดี่ยว เอกพงษ์ จงเกษกรณ์ รับบท ภูวัชณฐณพ ชื่นหิรัญ รับบท ชนินตฤณญา มอร์สัน รับบท พริมชาเคอลีน มิ๊นซ์ รับบท อารตีเบญจวรรณ อาร์ดเน่อร์ รับบท เนยพราวฟ้า การัญชิดา รับบท ศิริพรกิตติธัช ประดับ รับบท หมวดดอนเจสสิก้า ภาสะพันธุ์ รับบท จิดาภาจักรกฤษณ์ อำมรัตน์ รับบท สุรวิชญ์

10 ที่เที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี ชมวิถีเมืองเก่า ป่าเขางดงาม
เที่ยวสุพรรณบุรี /  แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว

สุพรรณบุรี ถือเป็นอีกจังหวัดที่สำคัญในด้านการท่องเที่ยวของภาคกลาง เพราะเป็นทั้งเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีศาสนสถาน และสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจมากมาย travel.mthai.com ขอแนะนำ 10 ที่เที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี ให้คุณมาสัมผัสวิถีเมืองเก่า ชมความงามของธรรมชาติ และบ้านเมืองที่สะอาดเรียบร้อย 10 ที่เที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี ชมวิถีเมืองเก่า ป่าเขางดงาม 1. บึงฉวาก เฉลิมพระเกียรติ บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ เป็นบึงน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,700 ไร่ อยู่ห่างจากตัวเมืองสุพรรณบุรีประมาณ 64 กิโลเมตร บึงฉวากมีพื้นที่ติดต่อกับอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาทและอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนที่อยู่ในเขตอำเภอเดิมบางนางบวชมีพื้นที่ประมาณ 1,700 ไร่ บึงฉวากได้รับประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2526 และในปี พ.ศ. 2541 ได้รับการจัดให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ สถานที่ท่องเที่ยวในบึงฉวาก มีทั้งโซนสวนสัตว์ อุทยานผักพื้นบ้าน อุโมงค์ปลาน้ำจืด บ่อจระเข้น้ำจืด เหมาะสำหรับพาครอบครัวไปท่องเที่ยว ที่สำคัญภายในบึงฉวากยังมี่ที่พักคอยให้บริการอีกด้วย 2. วัดป่าเลไลยก์ ว่ากันว่า ถ้ามาเมืองสุพรรณ แล้วไม่ได้แวะมากราบไหว้หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ ก็เหมือนมาไม่ถึงเมืองสุพรรณ ด้วยที่วัดป่าเลไลยก์เป็นวัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสุพรรณบุรีมาช้านาน และยังเป็นสถานที่หนึ่งในวรรณคดีเรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผน อีกด้วย วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ตั้งอยู่ที่ ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี หรือท่าจีน ห่างจากฝั่งประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เนื้อที่กว้าง 82 ไร่ 1 งาน มีโบราณสถานอันเป็นประธานของวัด คือ พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ซึ่งเรียกกันว่า “ หลวงพ่อโตวัดป่าไลไลยก์” 3. ตลาดสามชุก ตลาดเก่าแก่อายุนับร้อยปี ที่สร้างด้วยไม้เรียงติดกัน อยู่ริมฝังตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน ภาพวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน สถาปัตยกรรมโบราณ เชิงชายไม้แกะสลัก อาคารพิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงค์ จีนารักษ์ ร้านขายยาจีน ร้านกาแฟโบราณ ร้านถ่ายรูปโบราณ ฯลฯ ยังคงมีสภาพและรูปแบบดั้งเดิม เหมาะแก่การอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู ด้วยความร่วมมือกันของชุมชน ทำให้ตลาดสามชุก เป็นตลาดโบราณที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และเป็นต้นแบบให้กับอีกหลายๆ ตลาดที่มีอายุเก่าแก่ ได้กลับมาค้าขายกันเช่นอดีต โดยปรับปรุงดูแล และยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมเมื่อนับร้อยปี จนกระทั้งปี พ.ศ. 2552 ชุมชนสามชุกตลาดร้อยปี ได้รับรางวัลมรดกโลก ประเภทอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม แห่งเอเชียแปซิฟิก จากองค์การยูเนสโก 4. สวนหินธรรมชาติ พุหางนาค มรดกทางธรรมชาติชิ้นเอกของเมืองสุพรรณ ที่ควรค่าแก่การปกปักษ์รักษาไว้ ความงดงามของสวนหินธรรมชาติดึกดำบรรพ์อายุนับหมื่นล้านปี สวนป่าไม้โบราณอายุนับ 1000 ปี และปริศนาแห่งศาสนสถาน เมืองโบราณอู่ทอง เป็นสถานที่ที่น่าสนใจแห่งใหม่ของจังหวัดสุพรรณบุรี ที่เต็มไปด้วยความงดงามทางธรรมชาติ สวนหินที่งดงามตามจินตนาการ ด้วยรูปทรงที่หลากหลาย ดั่งผลงานชิ้นยอดของศิลปินชั้นเยี่ยม ความงามที่แฝงไว้ซึ่งปริศนา ให้ผู้ที่สนใจเรื่องราวของอารยธรรมโบราณ ร่องรอยที่ปรากฏเป็นปริศนาให้เราต้องค้นหากันต่อไป ปัจจุบัน สวนหินธรรมชาติ พุหางนาค ได้เปิดให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อยู่ภายใต้การดูแลของวนอุทยานพุม่วงโดยความร่วมมือกับชาวชุมชนในพื้นที่ จัดเส้นทางพาชมความงดงาม และเรียนรู้ธรรมชาติของสวนหินแห่งนี้ เพื่อเป็นเกราะป้องกันการบุกทำลายและหาประโยชน์ จากทรัพยากรณ์อันทรงคุณค่า โดยหวังให้นักเดินทางท่องเที่ยวที่มีจิตสำนึกในธรรมชาติ จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องป่าแห่งนี้ 5. หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย บ้านควาย...คือสถานที่ที่รวบรวมเรื่องราว และรูปแบบวิถีชีวิตของคนในชนบท รูปแบบที่กำลังจะเลือนหายไป เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาด หากมีโอกาสได้เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองสุพรรณ ด้วยสุพรรณ เป็นจังหวัดที่มีอาชีพหลักคือการเกษตรกรรม และ "ควาย" ก็เป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อการใข้งาน ที่มีวิถีชีวิตเคียงคู่กับคนสุพรรณโดยตลอดมา นอกจากนี้ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย ยังมีกิจกรรมหลากหลายให้นักเรียนนักศึกษา และนักท่องเที่ยว ได้ร่วมสนุกและได้ความรู้ เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวนาไทย และการแสดงความสามารถของควายแสนรู้ 6. อุทยานมังกรสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร อุทยานมังกรสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และหมู่บ้านมังกรสวรรค์ คือสถานที่ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน อลังการงานสร้าง ด้วยแรงเงิน และแรงศัทธา สถานที่รวบรวมเรื่องราวที่มากคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ห้องเรียนที่น่าตื่นตาตื่นใจ และสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่อาจผ่านเลย ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สถานที่เคารพของชาวไทยเชื้อสายจีน เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ผู้คนต้องแวะเวียนมากราบไหว้ขอพร ที่ซึ่งหลายคนเชื่อว่า หากได้มากราบไหว้แล้ว จะนำมาซึ่งโชคลาภ ความร่ำรวย ความสำเร็จ และความสุข พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร จัดแสดงประวัติศาสตร์ของจีน จัดตกแต่งสวยงาม มีรูปปั้น ระฆังยักษ์ และน้ำตกขนาดใหญ่ แบ่งเป็นห้อง 18 ห้อง รูปแบบแปลกตาด้วยภาพ แสงสีเสียง และเทคนิกพิเศษ น่าชมเป็นอย่างยิ่ง หมู่บ้านมังกรสวรรค์ หมู่บ้านซึ่งได้จำลองรูปแบบ "เมืองลีเจียง" ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่โบราณอายุนับพันปี ที่มีรูปแบบที่สวยงามจนได้รับแต่งตั้งให้เป็นเมืองมรดกโลก 7. อุทยานแห่งชาติพุเตย ดินแดนแห่งขุนเขา ป่าหนึ่งเดียวที่สมบูรณ์ที่สุดของเมืองสุพรรณ เป็นชายป่าผืนสุดท้ายของป่าห้วยขาแข้ง เป็นสถานที่ที่เหมาะกับนักเดินทางทีหลงใหลในธรรมชาติ ความสงบเงียบ ป่าเขา น้ำตก ความงดงามงามของดวงอาทิตย์ยามเช้า ไอหมอก ความหนาวเย็น และวิถีชีวิตของชนชาวกระเหรี่ยง เหมาะแก่การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย เป็นดินแดนแห่งความหนาวเย็น ในหน้าหนาวอุณหภูมิจะลดลง 5-6 ํC ทีี่ยอดเขาเทวดา ที่มีความสูงกว่า 1000 เมตร ในวันที่อากาศเหมาะสม นักท่องเที่ยวอาจจะได้ชมทะเลหมอกที่สวยงาม และไปยืนจุดที่เป็น ดินแดนรอยต่อของสามจังหวัด สุพรรณบุรี-อุทัยธานี-กาญจนบุรี การเดินทาง หน้าฝนควรเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่วนหน้าแล้งรถยนต์นั่งธรรมดาก็สามารถไปได้ แต่ควรเป็นรถกระบะ 8. สวนสวรรค์สุพรรณบุรี ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี หรือสวนสวรรค์สุพรรณบุรี ตั้งอยู่บนเนื้อที่หลายร้อยไร่ ประกอบไปด้วยพืชพันธุ์มากมายหลายชนิด ที่นำมาจัดแสดงให้ชมในแต่ละช่วงเวลา ตลอดทั้งปี ทั้งไม้ดอกของไทย และต่างประเทศ สีสันสดสวยงามตระการตา และไม้ใบ ไม้ผล ที่ผ่านการค้นคว้าและทำการขยายพันธุ์ จนได้พันธุ์ที่เหมาะสมมีคุณภาพดีที่สุด เพื่อจำหน่ายจ่ายแจกให้เกษตรกรได้นำไป ทำการเพาะปลูกต่อไป โดยช่วงเวลาตลอดปี จะมีการแสงพันธุ์ดอกไม้ อาทิ ดอกทิวลิปบานรับปีใหม่ , กุมภาสัญญารัก ดอกกุหลาบ , เทศกาลดอกไม้งามฤดูร้อน , ทุ่งดอกกระเจียวสื่อรักวันแม่ , งานเบญจมาศบาน , ทุ่งทานตะวัน วันพ่อ และเทศกาลดอกไม้เมืองหนาว 9. รอยพระพุทธบาท วัดเขาดีสลัก บนเทือกเขาในเขตอำเภออู่ทอง มีวัดวัดหนึ่งเป็นวัดที่สวยงามสงบเงียบ  และรายล้อมด้วยธรรมชาติ เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่น่าเยี่ยมชม ในความเป็นธรรมชาติ มีสิ่งก่อสร้างในความเชื่อทางศาสนา ที่มีอายุนับพันปี ที่งดงามทั้งรูปแบบ มากด้วยคุณค่ามีเรื่องราวที่น่าศึกษาค้นคว้าความเป็นมา ของประวัติศาสตร์ที่ยังคงปริศนา พระพุทธบาทวัดเขาดีสลัก เป็นรอยพระพุทธบาทจำลองสร้างด้วยหินทรายแดง มีลักษณะแตกต่างจากรอยพระพุทธบาทที่พบตามที่อื่นๆ คือ เป็นรอยพระพุทธบาทนูนต่ำ ขนาดกว้างประมาณ 65.5 ซม. ยาว 141.5 ซม. นักโบราณคดีให้ความเห็นแตกต่างกันไป บางท่านว่าเป็น ศิลปะสมัยทวาราวดี อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-16 บางท่านว่า แม้รูปแบบลวดลายจะคล้ายกับศิลปะสมัยทวาราวดี แต่ก็มีรูปแบบอื่นเข้ามาปะปน ซึ่งอาจเป็นผลงานที่สร้างในสมัยอยุธยา ราวพุทธศวรรษที่ 19-23 ก็เป็นได้ 10. เขื่อนกระเสียว เขื่อนกระเสียว เป็นหนึ่งในสถานที่ที่สามารถชมความงดงาม ยามพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุด ของจังหวัดสุพรรณบุรี ยิ่งในช่วงหน้าหนาว แสงสีที่ค่อยๆเปลี่ยนไป ภาพดวงอาทิตย์สีแดงกลมโต ที่ค่อยๆเลื่อนลงเหนือยอดเขา และแสงเงาที่กระทบลงผืนน้ำ อากาศที่หนาวเย็น นับเป็นช่วงเวลาที่มีความหมาย เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริง เขื่อนกระเสียว สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2523 เป็นเขื่อนดินกักเก็บน้ำสร้างกั้นลำห้วยกระเสียว ยาว 4,250 เมตร สูง 32.5 เมตร พื้นที่กักเก็บน้ำ 28,750 ไร่ ปริมาณ น้ำที่สามารถกักเก็บน้ำได้สูงสุด 240 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นเขื่อนดินที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย และเป็นแหล่ง เพราะพันธุ์ปลาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทิวทัศน์สวยงาม กลางวันอากาศค่อนข้างร้อน ช่วงเย็นอากาศดีมาก โดยเฉพาะจุดตั้งแค้มป์ริมเขื่อนเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากที่มา : www.suphan.biz ภาพจาก : www.suphan.biz  ,  เรียบเรียงโดย : Travel MThai

ละครพิรุณพร่ำรัก , เรื่องย่อพิรุณพร่ำรัก
พิรุณพร่ำรัก /  พิรุณพร่ำรัก เรื่องย่อ / 

บทประพันธ์ กลิ่นเอื้องบทโทรทัศน์ วิลักษณาผู้กำกับการแสดงชูชัย องอาจชัยออกอากาศ วันศุกร์ เวลา 20.00 น. และวันเสาร์ ถึง อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางช่อง 3 และช่อง 33 ชามินต์ (อมีนา กูล) เป็นเด็กกำพร้าและได้รับการอุปการะทุนการศึกษานักเรียนแพทย์จากตระกูลชานซึ่งเป็นหนึ่งในสิบตระกูลใหญ่แห่งเกาะฮ่องกง หลังจากเรียนจบชามินต์ก็เข้าทำงานเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลของตระกูลชาน ทุกๆ วันหลังเลิกงาน ชามินต์จะเดินจากโรงพยาบาลเพื่อกลับแมนชั่นที่พักซึ่งอยู่ไม่ไกลนักและวันนี้ก็เป็นเช่นทุกวัน แต่มีบางสิ่งที่ไม่เหมือนเดิม ... ชามินต์ได้พบกับชายหนุ่มแปลกหน้าคน นึงนอนสลบเนื้อตัวเปียกปอนอยู่ในตรอกข้างทางและเธอได้ตัดสินใจพาเขากลับไปที่แมนชั่นของเธอ เมื่อตรวจดูอาการชามินต์พบว่าตามร่างกายของเขามีรอยฟกช้ำจากการถูกทำร้ายและ เขามีอาการไข้ขึ้นสูง เธอจึงให้การดูแลจนเขาหายไข้และเมื่อฟื้นขึ้นมาจึงพบว่าเขาจำอะไรไม่ ได้เลยแม้แต่เรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง ชามินต์ตั้งชื่อให้เขาว่า โลแกน (ธนิน มนูญศิลป์) เมื่ออยู่ในที่พักโลแกนเป็นชายหนุ่มที่ร่าเริงสดใส ขี้เล่นซึ่งแตกต่างกับชามินต์สิ้นเชิง ชามินต์ พยายามซักถามถึงที่มาของโลแกนเพื่อหาทางพาเขากลับไปส่งบ้าน แต่โลแกนก็จำอะไรไม่ได้สักอย่าง มีเพียงอย่างเดียวที่เขารู้สึกก็คือเขาไม่ชอบโรงพยาบาลโดยไม่รู้เหตุผลว่าทำไม ดังนั้นเมื่อชามินต์ต้องการให้เขาไปตรวจที่โรงพยาบาลโลแกนจึงปฏิเสธหัวชนฝาจนชามินต์ยอมแพ้ และให้เขาพักอยู่กับเธอในช่วงแรกไปก่อนจนกว่าจะจำอะไรได้ แม้ชามินต์จะเป็นคนไว้ตัวและดูเย็นชาแต่ความเอาใจใส่ที่เธอมีต่อโลแกนทำให้เขาประทับใจ โลแกนจึงพยายามที่จะตอบแทนเธอด้วยการทำอาหารเช้าและเย็นให้ คอยปลุกเธอให้ตื่นไปทำงาน ทำตัวเป็นหมาหงอยในยามที่เธอหงุดหงิดและอารมณ์เสีย แถมวันไหนอุตุนิยมพยากรณ์ว่าจะมีฝนตก โลแกนก็จะกางร่มเดินไปรอรับเธอที่หน้าโรงพยาบาลทุกครั้ง ขณะที่ชามนต์เองแม้จะตั้งกำแพงไม่สนใจผู้ชายคนไหน มีเพียงเดนนิส (วฤษฎิ์ ศิริสันธนะ) หมอหนุ่มลูกชายเจ้าของโรงพยาบาลที่เธอทำงานเท่านั้นที่ชามินต์แอบสนใจโดยที่เดนนิสไม่รู้ตัว แต่ชามินต์ก็รู้ดีว่าคนอย่างเธอต่ำต้อยเกินกว่าที่หนุ่มหล่อพ่อรวยอย่างเขาจะหันมามอง เมื่อโลแกนก้าวเข้ามาในชีวิตของชามินต์ เธอจึงรู้สึกเหมือนได้รับการเติมเต็มในช่องว่างที่ขาดหายไป ชามินต์พบว่าชีวิตเธอเริ่มมีความหมายและมีความสำคัญกับใครบางคน ... ทุกๆ วันที่มีโลแกนอยู่ข้างๆ เป็นทุกวันที่เธอมีความสุขและสดชื่น ตาบ๊องสมองเสื่อมคอยทำให้เธอหวั่นไหว ใจสั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เช่นเดียวกับโลแกนที่ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าได้รักเธอ ... หลายครั้งที่ชามินต์ พยายามหักห้ามใจตัวเองไม่ให้สนใจเขามากไปกว่าที่ควรจะเป็นเพราะกลัวว่าสักวันเมื่อเขาจำอะไรได้ ... เขาจะจากเธอไป ...และแล้ววันที่ชามินต์กลัวก็มาถึง ชามินต์นัดหมายจะพาโลแกนไปดินเนอร์ที่ร้านอาหารหลังเลิกงานและโลแกนสัญญาว่าจะมารับเธอที่หน้าโรงพยาบาลเหมือนทุกครั้ง แต่ชามินต์ต้องรอเก้อเพราะอยู่ๆโลแกนก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แท้จริงแล้วโลแกน ถูกลูกน้องของเดนนิสพาตัวไป เดนนิส ชานเป็นเพื่อนรักกับโลแกน เดนนิสให้คนออกตามหาตัวโลแกนตั้งแต่วันแรกที่เขาหายตัวไปแต่ไม่มีใครพบร่องรอยหรือได้ข่าว จนกระทั่งวันนึงเดนนิสนั่งรถผ่านถนนใกล้โรงพยาบาล เขาเห็นโลแกนเดินอยู่ข้างทางจึงจอดรถและวิ่งไล่ตามแต่โลแกนก็หายตัวไป จากวันนั้นเดนนิสจึงส่งลูกน้องมาดักรอด้วยหวังว่าจะเจอโลแกนอีกครั้ง และในที่สุดลูกน้อง ก็พบตัวโลแกน ในขณะที่เขากำลังเดินเหม่อมองท้องฟ้าอยู่ริมถนน ลูกน้องจึงเข้าแสดงตัวแต่โลแกนจำใครไม่ได้และคิดจะหนี ลูกน้องจึงต้องเล่นงานเขาจนสลบและพาตัวกลับไปให้เดนนิส ชามินต์ออกตามหาโลแกนในทุกๆที่ที่คิดว่าเขาจะไปแต่ก็ไม่พบ ... ชามินต์กลับไปที่ห้องด้วยความปวดร้าว เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาและเขาจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ชามินต์เศร้าใจมาก เหม่ยหง (คัคกิ่งรักส์ คิดคิดสะระณัง) เพื่อนพยาบาลและหมอโจ (โฆษวิส ปิยะสกุลแก้ว) สอบถามยังไง เธอก็ไม่ได้เล่าเรื่องโลแกนให้ใครฟังโลแกนของชามินต์ แท้จริงก็คือ โลแกน ลู หรือ มิสเตอร์ลู เศรษฐีนักธุรกิจอันดับหนึ่งของฮ่องกง หลังจากที่บิดามารดาเสียชีวิตไป โลแกนก็ต้องดูแล ไลลา ลู(ชนิดาภา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์) น้องสาวคนเดียวที่กำลังเรียนดนตรีปีสุดท้ายในมหาวิทยาลัย แต่ด้วยภาระทางบริษัทและกิจการมากมายที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ ทำให้โลแกนต้องทำงานหนักและไม่มีเวลาเอาใจใส่เธอมากนัก ... จนกระทั่งไลลาเดินมาบอกให้เขารู้ว่าเธอตั้งท้อง แต่ไม่ยอมบอกว่าใครคือพ่อของเด็ก แม้ว่าโลแกนจะโกรธที่น้องสาวทำตัวเหลวแหลกแต่เขาก็ต้องทำใจยอมรับกับเรื่องที่เกิดขึ้น และรับเลี้ยงเด็กชายคอลินน์ ลู(ปัณณฑัต เจียมศิริกาญจน์) มาเป็นลูกของตัวเอง ... หลังจากที่คลอดคอลินน์ได้ไม่นานไลลาก็เสียชีวิตอย่างไม่รู้สาเหตุและทิ้งปริศนามากมายไว้เบื้องหลังโลแกนจึงพยายามสืบหาความจริงด้วยตัวเองและพบว่าการตายของน้องสาวเกี่ยวพันกับเหว่ยชาน (อนันต์ บุนนาค)ซึ่งเป็นบิดาของนีล่า เหว่ย (อริศรา โรเซ็นดาห์ล)คู่หมั้นของเขาและการสืบหานั้นทำให้โลแกนถูกทำร้ายจนสลบและได้รับความช่วยเหลือจากชามินต์ เมื่อโลแกนถูกพาตัวกลับมายังบ้านของตัวเอง เขาได้รับการรักษาและกลับมาจำเรื่องทุกอย่างได้อีกครั้ง แต่สิ่งที่จำไม่ได้ก็คือเรื่องราวที่ไปสืบในช่วงเวลาก่อนที่เขาจะสลบไปรวมทั้งเรื่องของเหว่ยซานและจำไม่ได้ว่าตัวเองหายไปไหนมา แน่นอนว่าเขาจำเรื่องของชามินต์ไม่ได้เช่นกันคอลินน์ ลู เป็นเด็กน้อยจอมแสบแสนซนที่สวนทางกับสุขภาพ เด็กชายวัยห้าขวบเป็นโรคภูมิ แพ้บ่อยๆ จึงจำเป็นต้องมีหมอประจำตัวมาดูแลและเนื่องจากหมอคนเก่าเพิ่งเกษียณไป เดนนิส จึงได้ขอให้ชามินต์มาช่วยดูแลคอลินน์ซึ่งเป็นลูกชายของเพื่อนรักอาทิตย์ละสองครั้ง หญิงสาวตอบรับอย่างเต็มใจและชามินต์ต้องช็อคสุดขีดเมื่อพบว่า โลแกนคือเศรษฐีตระกูลลูและเขาจำเธอไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ชามินต์ไม่คิดจะปริปากพูดหรือซักถามอะไรโลแกนถึงความสัมพันธ์ที่เธอกับเขาเคยมีต่อกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา เธอทำท่าเย่อหยิ่ง เย็นชากับเขาจนโลแกนแปลกใจในท่าทียโสของเธอและทำให้เขาไม่ค่อยชอบขี้หน้าเธอนัก แต่หนูน้อยคอลินน์กลับติดเธอแจและเรียกร้องอยากให้ชามินต์ทำหน้าที่เป็นแม่คนใหม่ ชามินต์พยายามหลีกเลี่ยงที่จะพบกับโลแกน เพราะเธอรู้ดีว่าในหัวใจเธอยังมีเขาอยู่ตลอดเวลา แต่วันนี้เขาไม่ใช่โลแกนหนุ่มสมองเสื่อมที่มีแต่รอยยิ้มและความจริงใจให้กับเธอ เขาเป็นมหาเศรษฐีผู้มีอิทธิพล พ่อหม้ายลูกติด มีคู่หมั้นสาวสวยรวยโก้เก๋ที่กำลังจะแต่งงานด้วย มีธุรกิจใหญ่โต มีชีวิตที่แตกต่างกับเธอราวฟ้ากับเหว ชามินต์ได้รู้จักกับนีลา คู่หมั้นของโลแกน นีล่าถูกชะตากับชามินต์และมักจะชวนเธอไปกินข้าวอยู่บ่อยๆ จนนีล่ากล้าเล่าความในใจเกี่ยวกับคนรักให้ชามินต์ฟัง นั่นยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดใน หัวใจเธอ ทุกๆ ครั้งที่ชามินต์มาดูแลคอลินน์ เธอจะต้องได้เจอกับโลแกนและต้องปะทะฝีปากกับเขาอยู่บ่อยๆ จนโลแกนนึกสนุกและชอบแกล้งเธอเพราะรู้สึกคุ้นเคยกับเธอเหมือนรู้จักกันมาก่อนและเริ่มให้ความสนใจเธอมากขึ้น จนกระทั่ง คลากค์ คูเกอร์(นัฐฐพนธ์ ลียะวณิชย์) มาเฟียหนุ่มหล่อท่าทางร้ายเข้ามาตีสนิทกับชามินต์ ทำให้โลแกนเริ่มรู้ตัวว่าเขาชอบเธอจริงจัง โลแกนเริ่มใกล้ชิดและแสดงตัวเป็นเจ้าของชามินต์มากขึ้น เขามักจะสั่งให้เธอไปไหนมาไหนกับเขอยู่บ่อยๆ จนชามินต์กลัวว่านีล่าจะเข้าใจผิดแต่โลแกนก็อ้างว่าทำเพื่อคอลินน์ คลากค์ คูเกอร์ เป็นมาเฟียหนุ่มที่เป็นคู่อริทางธุรกิจกับโลแกน คลากค์เข้ามาตีสนิทกับชามินต์และแสดงตัวให้รู้ว่าเขาสนใจเธอและต้องการแย่งเธอจากโลแกน การเข้ามาของคลากค์ ทำให้โลแกนไม่พอใจและบอกให้ชามินต์รู้ว่าเขาไม่ชอบขี้หน้าหมอนี่ และบอกให้เธออยู่ห่างๆ คลากค์ไว้ แต่ผู้หญิงอย่างชามินต์หรือจะเชื่อใครง่ายๆ เธอยอมรับนัดกินข้าวและไปไหนมาไหนกับคลากค์เพื่อยั่วให้โลแกนโกรธ และเหนือสิ่งอื่นใดเธอสงสัยว่าการที่คลากค์เข้ามาใกล้ชิดเธอนั้นเขามีจุดประสงค์อื่นมากกว่าความสนใจในตัวเธอ ... และเธอจะต้องรู้ให้ได้ว่ามันคือเรื่องอะไรกันแน่ ? เหว่ยซานพยายามเร่งรัดให้โลแกนกับนีล่าแต่งงานกัน แต่นีล่ารู้ดีว่าจะไม่มีการแต่งงานเกิดขึ้นเพราะโลแกนไม่ได้รักเธอ ที่เขายอมหมั้นกับเธอเพียงเพราะเป็นข้อตกลงของบรรพบุรุษทั้งสองตระกูลและตัวนีล่าเองก็ไม่ได้รักโลแกนเช่นกัน เธอมีคนที่แอบชอบอยู่แล้วนั่นคือเดนนิส คุณหมอผู้ซึ่งยิ้มและใจดีกับทุกคนยกเว้นเธอที่เดนนิสมักจะตีหน้าขรึมและทำดุใส่อยู่บ่อยๆ จน นีล่าน้อยใจ แต่แกล้งทำประชดแสดงออกในทิศทางตรงกันข้ามให้เห็นว่าเธอไม่ได้สนใจเขา นีล่าชอบเอาเรื่องของเดนนิสมาปรับทุกข์ให้ชามินต์ฟัง แต่ไม่ได้เอ่ยชื่อทำให้ชามินต์เข้าใจว่านีล่าหมายถึงโลแกน ชามินต์จึงพยายามที่จะตีตัวออกห่างจากโลแกนเพราะกลัวนีล่าจะรู้ความจริงในใจที่เธอมีต่อโลแกนและบอกให้โลแกนหันมาสนใจนีล่ามากขึ้น โลแกนไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของชามินต์เพราะเขารู้ดีว่านีล่าแอบชอบเดนนิสมาตั้งแต่สมัยเด็กที่พวกเขาสามคนเป็นเพื่อนกัน ตระกูล ‘ลู’ ในอดีต เคยเป็นตระกูลมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่และเป็นพี่ใหญ่สุดในการทำธุรกิจมืดมากับตระกูล ‘เหว่ย’และตระกูล ‘ชาน’ แต่ตระกูลลูและตระกูลชานคิดล้างมือจากธุรกิจมืดในสมัยปู่ของโลแกนและหลังจากนั้นมาทั้งสองตระกูลก็เดินหน้าทำแต่ธุรกิจที่ขาวสะอาดและตรวจ สอบได้ ทำให้เหลือเพียงตระกูลเหว่ยตระกูลเดียวที่ยังพัวพันกับธุรกิจนอกกฎหมาย แม้จะเดินคนล่ะเส้นทางแต่ทั้งสามตระกูลก็ยังเป็นเพื่อนกันต่อมาในรุ่นลูกและหลาน และมีพันธะสัญญาจากรุ่นบรรพบุรุษว่าคนในตระกูลลูและตระกูลเหว่ยจะต้องแต่งงานกัน เหว่ยซานสั่งให้ลูกน้องคอยจับตาความเคลื่อนไหวของโลแกนและลูกน้องรายงานให้รู้ว่าโลแกนให้ความสนิทสนมกับชามินต์เกินเหตุ เหว่ยซานจึงไม่พอใจเพราะกลัวว่าโลแกนจะไม่แต่งงานกับนีล่า ... เพราะหากเป็นเช่นนั้น ธุรกิจมาเฟียของเขาอาจจะต้องปิดฉากลง ... เหว่ยซานต้องการอิทธิพลของตระกูลลูเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมธุรกิจมาเฟียของตน เพราะแม้ว่าตระกูลลูจะแสดงตัวว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับขบวนการมาเฟียแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตระกูลลูยังมีอำนาจและอิทธิพลสูงในฮ่องกง เหว่ยซานจึงเป็นคนวางแผนฆ่าพ่อแม่ของโลแกนเพราะพ่อของโลแกนไม่ต้องการให้ตระกูลลูหวนกลับคืนสู่วงการมาเฟีย และสั่งฆ่าไลลาน้องสาวของโลแกนเพราะเธอบังเอิญรู้แผนที่เขาวางไว้ ... ที่เหว่ยซานต้องทำทุกอย่างเช่นนี้ก็เพราะเขากลัวว่าหากวันนึงข้างหน้าเมื่อเขาตายไป นีล่าซึ่งเป็นทายาทเพียงคนเดียวจะพาธุรกิจไปไม่รอด เขาจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกสาวได้แต่งงานกับเจ้าพ่อตระกูลลู เหว่ยซานจึงส่งคนให้ไปตามเก็บชามินต์ เพื่อเขี่ยเธอออกไปจากชีวิตของโลแกน แต่ลูกน้องกลับทำพลาด ชามินต์ถูกยิงแค่บาดเจ็บเล็กน้อย โลแกนตกใจและรีบมาดูเธอที่โรงพยาบาลทั้งๆ ที่เขาเกลียดสถานที่แห่งนี้เพราะเขากลัวว่าจะได้รับข่าวร้าย เหมือนครั้งที่เขาต้องสูญเสียน้องสาวไป ความห่วงใยของโลแกนที่มีต่อชามินต์ตกอยู่ในสายตาของเดนนิสและนีล่า ทั้งสองรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้โลแกนมีชามินต์อยู่ในหัวใจแล้ว เดนนิสตามมาปลอบใจนีล่า เพราะคิดว่าเธอคงเสียใจเรื่องโลแกน แต่นีล่ากลับบอกว่าเธอดีใจและบอกให้รู้ว่าเธอชอบเดนนิสไม่ใช่โลแกนอย่างที่ทุกคนคิด หลังจากเกิดเรื่องกับชามินต์ โลแกนแสดงความเป็นห่วงและคอยดูแลเธอไม่ให้คลาดสายตาเขาเปิดใจให้เธอรู้ว่าเขาชอบเธอไม่ใช่นีล่าและเล่าเรื่องความเป็นมาของตระกูลมาเฟียให้เธอฟัง รวมถึงเรื่องของไลลาผู้เป็นน้องสาวและปริศนาการตายของไลลาและพ่อแม่ ชามินต์ได้เจอกับคลากค์และเริ่มสงสัยในตัวคลากค์จนกระทั่งสืบจนรู้ว่าแท้จริงแล้วคลากค์คือผู้ชายที่ทำให้ไลลาท้องและเขาคือพ่อของคอลินน์ แต่เธอไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้ใครรู้แม้กระทั่งโลแกนคลากค์เล่าให้ชามินต์ฟังถึงความสัมพันธ์ของเขากับไลลา เขาไม่เคยรู้ว่าไลลาเป็นน้องสาวของ โลแกน เขากับเธอรักกันโดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่าครอบครัวของทั้งสองคือใครจนกระทั่งไลลารู้ว่าเขาเป็นลูกมาเฟียตระกูลคูเกอร์ เธอโกรธมากที่เขาไม่บอกความจริง ไลลาจึงหลบหน้าและพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพบเขาเพราะเธอรู้ดีว่าโลแกนไม่ต้องการให้ครอบครัวพัวพันกับพวกมาเฟียอีกต่อไป คลากค์พยายามตามหาไลลาแต่ไม่พบและรู้ข่าวอีกครั้งเมื่อเธอเสียชีวิตลง และเขาไม่รู้ว่าเธอท้องจนกะทั่งมีข่าวว่าโลแกนมีลูกชายเขาจึงได้แต่แอบสงสัยว่าคอลินน์อาจจะเป็นลูกชายของเขาที่เกิดกับไลลา จึงพยายามมาสนิทด้วย ทุกครั้งที่โลแกนหลับเขามักจะฝันถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองเคยอยู่กับชามินต์ที่แมนชั่นแต่ในความฝันเขาไม่รู้ว่าเธอคือใคร เมื่อโลแกนมาหาชามินต์บ่อย ๆ เขาสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยที่เขามีต่อเธอและพบว่าเขามีกุญแจห้องสำรองของห้องพักเธอ ... โลแกนเก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจและเริ่มลอบสังเกตพฤติกรรมของชามินต์ที่มีต่อเขา จนกระทั่งวันนึงที่ชามินต์ไม่สบายหนักและเขานั่งเฝ้าไข้ ชามินต์เพ้อตัดพ้อพูดถึงสัญญาที่เขาให้ไว้กับเธอว่าจะมารับเธอในวันฝนตกแต่เขาไม่กลับมา ... โลแกนจึงได้รู้ว่าความทรงจำที่ขาดหายไปนั้นอยู่ที่ชามินต์นั่นเอง และแล้วเรื่องราวในความทรงจำที่หายไปก็พรั่งพรูไหลออกมา ในที่สุดโลแกนก็จำได้ว่าในคืนนั้นก่อนที่เขาจะได้รับบาดเจ็บเขาได้ติดตามสืบเรื่องเกี่ยวกับการตายของพ่อแม่และน้องสาวไปจนรู้ความจริงว่าเหว่ยซานคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด เหว่ยซานเริ่มไหวตัวทันและมั่นใจว่าโลแกนจะไม่แต่งงานกับนีล่าแน่ เขาจึงตัดสินใจสั่งฆ่าโลแกน แต่บังเอิญที่นีล่าได้ยินแผนของพ่อนีล่าตกใจจึงรีบไปบอกโลแกนให้ระวังตัว โลแกนจึงคิดซ้อนแผนหาทางจัดการกับเหว่ยซาน แต่เขาไม่ต้องการฆ่าใคร เขาจึงวางแผนที่จะจับเหว่ยซานโดยให้เดนนิสขอชามินต์แต่งงานท่ามกลางสายตาคนมากมายเพื่อทำให้เหว่ยซานเชื่อ ... นีล่า ช็อคเพราะความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเดนนิสกำลังไปได้สวย เธอไม่คิดว่าเขาและชามินต์จะหักหลังเธอ แต่คุณหนูลูกสาวมาเฟียอย่างเธอไม่ใช่ผู้หญิงคร่ำครวญ เธอจึงเชิดหน้ามางานแต่งของทั้งสอง ภายใต้ความเจ็บปวดที่ถูกซ่อนไว้ในใจ พิธีแต่งงานถูกจัดอย่างอลังการในโบสถ์ โลแกนยืนขึ้นคัดค้านงานแต่งเพื่อให้ตัวเองตกเป็นเป้าอย่างจงใจ เหว่ยซานไม่ได้ตระครุบโอกาสนั้นไว้ เป้าหมายของเขาไม่ได้มีแค่โลแกน แต่ยังมีคอลินน์ผู้เป็นทายาทอีกคน เหว่ยซานตั้งใจที่จะฆ่าทั้งโลแกนและคอลินน์เแต่นีล่าเอาตัวเองเข้ามาปกป้องขวางทางปืนเพื่อช่วยชีวิตคอลินน์ ทำให้นีล่าได้รับบาดเจ็บและคลาก์คูเกอร์ได้ตามเข้ามาในงานพร้อมกับตำรวจอย่างทันเวลา เหว่ยซานยอมมอบตัวแต่โดยดีและสำนึกผิดในสิ่งที่ทำ โชคดีที่นีล่าปลอดภัย เหว่ยซานยอมสารภาพและรับผิดในทุกสิ่งที่ทำลงไป และฝากนีล่าให้เดนนิสช่วยดูแล คลากค์ยอมรับสารภาพกับโลแกนว่าเขาคือพ่อของคอลินน์ โลแกนทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าต่อยหน้าคลากค์ไปสามหมัดเพื่อระบายความแค้นในใจ ส่วนคอลินน์ก็ยอมรับคลากค์เป็นพ่อเพิ่มอีกหนึ่งคนนอกเหนือจากโลแกน โลแกนขอชามินต์แต่งงานต่อหน้าหลุมศพของพ่อแม่และสัญญาว่าจะรักและดูแลเธอตลอดไป ... ชามินต์ขอบคุณที่เขาทำให้โลกของเธอเปลี่ยนสี และอดีตอันเจ็บปวดถูกลบเลือน เธอมั่นใจว่าจากนี้ไปชีวิตเธอจะไม่โดดเดี่ยวและอ้างว้างตลอดกาล

Beyoncé ทุบสถิติ! ส่งทุกเพลงจากอัลบั้มใหม่ยึดพื้นที่ชาร์ต Billboard
Beyonce /  Beyonce Knowles / 

บียอนเซ่ (Beyoncé) ทุบสถิติอีกครั้ง หลังจากส่งอัลบั้มใหม่ Lemonade ขึ้นอันดับ 1 ชาร์ต Billboard Top 200 ไปเรียบร้อยแล้ว ล่าสุดเธอยังสร้างสถิติใหม่ด้วยการเป็นศิลปินหญิงที่มีเพลงติดชาร์ต Billboard Hot 100 ในสัปดาห์แรกมากที่สุดถึง 12 เพลง หรือพูดได้ว่า เปิดตัวเพียงสัปดาห์เดียว Beyoncé ก็ส่งทุกเพลงครบทั้งอัลบั้ม Lemonade ทะยานยึดพื้นที่บนชาร์ต Billboard Hot 100 ไปอย่างงดงาม! ทำลายสถิติเดิมของ Taylor Swift ที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ด้วยสถิติ 11 เพลงจากอัลบั้ม 1989 อันดับเพลงจากอัลบั้ม Lemonade บนชาร์ต Billboard Hot 100 No. 10 Formation No. 11 Sorry No. 13 Hold Up No. 18 6 Inch featuring The Weeknd No. 28 Don't Hurt Yourself featuring Jack White No. 35 Freedom featuring Kendrick Lamar No. 37 Pray You Catch Me No. 38 All Night No. 41 Daddy Lessons No. 43 Sandcastles No. 47 Love Drought No. 63 Forward featuring James Blake สำหรับแฟนเพลงชาวไทย เตรียมเป็นเจ้าของอัลบั้ม LEMONADE the Visual Album [CD+DVD] ของ บียอนเซ่ (Beyoncé) กันได้ เริ่มวางจำหน่ายในเมืองไทย 27 พฤษภาคมนี้ มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

เที่ยว Kawaguchiko ชมฟูจิ, เจดีย์แดง, กระเช้า kachi kachi Rope way และอื่นๆ ใน 2 วัน
ทะเลสาปคาวากูชิโกะ /  ฟุจิ / 

เพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่น หลังจากที่ใช้เวลาไปเที่ยวช่วงสงกรานต์ 2559 ที่ผ่านมา ในระยะเวลา 9 วัน ซึ่งเป็นทริปญี่ปุ่นครั้งที่ 2 แล้ว คราวก่อนไปไม่เห็นฟูจิเลย คราวนี้เลยแก้ตัว และก็ไม่พลาดที่จะมารีวิว แผนการเดินทาง ตั้งแต่เริ่มเดินทาง จากสนามบินนาริตะ ไปจนถึง Kawaguchiko เลยครับ เอาแบบว่า เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ไม่ต้องกลัวหลง พร้อมแนะนำ โรงแรม ที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยว ที่ไปทะเลสาปคาวาแล้ว ไม่ควรพลาดครับ ติดตามได้เลย ซึ่งคราวนี้ จะพาไปชมทั้ง ทะเลสาป Kawaguchiko, เจดีย์แดง 5 ชั้น (Chureito Pagoda), กระเช้าคาชิคาชิ (Kachi Kachi Ropeway), สถานีรถไฟ Kawaguchiko และอื่นๆ ตามสมควรครับ เริ่มต้นเดินทางจากสนามบิน นาริตะ - ชินจูกุ (Narita Airport --> Shunjuku) (วันแรก เราจะเดินทางจากนาริตะไปลงชินจูกุ แล้วต่อรถบัสจากชินจูกุ ไปลงคาวากูชิโกะ) วันที่ 1 (8/4/2559) ในทริปนี้ เราเดินทางเข้าเมืองโดย Airport Limousine Bus ซึ่งจะบอกว่า สะดวก สบายดีเป็นอย่างมาก สำหรับคนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นหลายๆ คน มีคนแก่และเด็ก ที่สำคัญ ถ้ามีกระเป๋าใบใหญ่หรือหลายใบ  เพราะการขึ้นรถไฟ ไม่ว่าจะเป็น NEX (Narita Express) หรือ จะสายอื่นๆ อย่าง Keisei Skyliner, Limited Express เราก็ต้องลากกระเป๋าขึ้นรถไฟเอง ส่วน Airport Limousine Bus เราแค่ไปรอขึ้นรถ กระเป๋าเดินทาง จะมีคนยกขึ้นยกลงให้เอง สบายๆ ครับ ไม่ต้องลากกระเป๋าเองให้เมื่่อยครับ (ราคา 3,100 เยน/คน ถ้าซื้อแบบ Package คู่กับ Subway เพื่อใช้กับรถไฟใต้ดิน ราคาอยู่ที่ 3,400 เยน คุ้มมากๆ ครับ) สำหรับการซื้อตั๋ว ก็ไม่ยาก หลังจากผ่าน ตม. เดินออกมาก็จะเจอ เคาเตอร์ Airport Limousine Bus แล้วครับ Limousine & Subway Pass ราคา 3400 เยน ซื้อที่เคาเตอร์ทางออกจากสนามบิน นาริตะ บัตร Subway เก็บไว้ใช้ได้ในโตเกียวทุกเส้นทางครับในเวลา 24 ชม. เริ่มคิดเมื่อใช้ครั้งแรก ที่ช่องเสียบตั๋วทางเข้า Subway เลย สะดวกดีมากๆ เวลาซื้อตั๋ว Limousine จะได้มาพร้อมกัน เก็บไว้ใช้ได้เลย คุ้มมากครับ ทั้ง Oeido Line, Ginza Line, Shibuya Line ได้หมดเลย ขึ้นลงกี่ครั้งก็ได้ ภายในรถบัส เที่ยว 9.xx น.  (ผมนั่ง AirAsia Flight 23.45 น. ถึงญี่ปุ่น ราวๆ 8.xx น. ครับ) คนไม่มาก นั่งหลับเข้าชินจูกุแบบสบายๆ ใช้เวลา ราว 70 นาที ถึงสถานีชินจูกุ West Exit รับกระเป๋า แล้ว เราจะลากกระเป๋า ไปต่อรถที่สถานีรถบัสไป Kawaguchiko แห่งใหม่ ซึ่งปัจจุบันนี้ ได้ย้ายไปที่ฝั่งตรงข้าม South Exit ของสถานทีชินจูกุแล้วครับ   ทางขวามือ คือตึก Highway Bus Terminal แห่งใหม่ สถานีรถบัส (Highway Bus Terminal) แห่งใหม่ จะอยู่ตรงข้ามประตู South Exit หรือทาง Lumine 2 ที่เห็นในภาพนี้ทางขวามือ โดยจะอยู่ชั้น 4 (สังเกต NEWoMAN) ขึ้นลิฟท์ หรือ บันไดเลื่อนแล้วเดินไปทางที่เป็นตึกสูงๆ นั่นแหละ จะเป็น Ticket Office ของ Highway Bus ถือว่าเป็นท่ารถบัสของทุกๆ คันเลยนะครับ เคาเตอร์จำหน่ายบัตร ใน Ticket Office ของ Highway Bus Terminal แห่งใหม่ หลัง จากเข้าไปในสถานีแล้ว ก็ไปซื้อตั๋วที่นี่เลยครับ หรือถ้าใครจองออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์มาก่อน ก็เอาใบที่เราปริ้นท์จากเว็บ ไปยื่นจ่ายเงินที่นี่ได้เช่นกัน (ปกติจะเป็นเคาท์เตอร์ 4-8 นะครับ แต่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้) สำหรับใครที่ต้องการจองออนไลน์ก่อน เข้าไปจองได้ที่นี่ >> Highway bus to Kawaguchiko ภาพภายในสถานีรถบัสแห่งใหม่ (Highway Bus Terminal) ภาพภายในบัสที่ไป คาวากุชิโกะ ครับ จาก นั้นก็ออกเดินทางจากสถานีชินจูกุ (Shinjuku Station) เพื่อไป คาวากูชิโกะ (Kawaguchiko) เป้าหมายของเรา บนรถบัส สามารถซื้ออาหารมาทานได้นะครับ แต่ห้ามคุยโทรศัพท์, ห้ามเสียงดังรบกวนคนอื่น ภาพภายในบริเวณสวนสนุก ฟูจิคิว (Fuji Q Highland) หลังจากรถบัสวิ่งมาได้ราวๆ 1 ชั่วโมง จุดแรกที่จอดใน Kawaguchiko ก็คือ Fuji Q Highland หรือสวนสนุก ฟูจิคิว ไฮแลนด์นั่นเอง แต่ทริปนี้ผมไม่ได้เล่นนะครับ มันเสียววว ฮ่าๆ ภาพสถานี Kawaguchiko Station ในวันที่มองเห็นภูเขาไฟฟูจิเต็มๆ ตา (ภาพนี้ผมถ่ายวันที่ 2 นะครับ วันแรกที่ไป ฟ้าครึ้มมองไม่เห็นฟูจิเลย) และสถานีปลายทางคือ Kawaguchiko Station ครับ พอลงจากรถบัส สิ่งแรกที่ทำก็คือ ติดต่อ Tourist Information เพื่อให้เขาติดต่อไปที่โรงแรม ให้รถของโรงแรมมารับครับ ง่ายๆ เพียงแค่จดเบอร์ให้เขา บอกว่าโรงแรมอะไร เราชื่ออะไร แล้วเขาก็จะบอกว่าให้ออกไปรอรถได้เลย ทางขวาของสถานี (เป็นจุดที่รถโรงแรมทุกที่จะมาจอดรับบริเวณนี้ ขึ้นให้ถูกคันก็ไปถึงโรงแรมแน่นอนครับ) หน้า โรงแรม Hotel New Century ในวันที่ฟ้าครึ้มๆ พักที่นี่ถ้าเป็นได้ ควรจองตึก B นะครับ จะใหม่กว่า และที่สำคัญ ระเบียงจะไม่มีผนังกั้น นอนมองฟูจิได้เต็มๆ ตากว่าตึก A ถึงแล้วโรงแรมที่เราจะพัก เป็นเวลา 2 คืน ที่นี่ Hotel New Century เป็นโรงแรมที่บรรยากาศใช้ได้ และที่สำคัญ มีต้นซากุระอยู่หน้าโรงแรม เพียงต้นเดียวที่กำลังบานในตอนนี้ (หลายๆ ต้นในละแวกนี้ ยังตูมๆ) ดังนั้น ต้นซากุระต้นนี้ถือว่าเป็นจุด Land mark ให้คนมาถ่ายรูปคู่กับภูเขาไฟฟูจิกันมากมาย (ไว้จะรีวิวโรงแรมอีกรอบนะครับ) เรามาถึงโรงแรมราวๆ บ่าย 3 โมงกว่าๆ และจอง Deluxe Dinner เอาไว้ 6.00 น. หลังจากเช็คอินแล้ว ก็มีเวลาเดินเล่นรอบๆ ทะเลสาปอีก ราวๆ 2 ชั่วโมงกว่า จุดนี้ มองจากหน้าต่าง ระเบียง ชั้น 2 ของโรงแรมโฮเทลนีวเซ็นจูรี่ จริงๆ แล้ว ต้องเห็นภูเขาไฟฟูจิแล้วนะครับ แต่วันนี้อากาศไม่ดี มีเมฆมาบัง มองไม่เห็น (ฝากไว้ก่อน พรุ่งนี้เช้าเจอกันแน่คุณฟูจิ) เดิน ชมทะเลสาป แบบฟ้าครึ้มๆ ตลอด แต่แปลกดี ฝนไม่ตกเลย อากาศเย็นสบาย เราก็เลยออกเดินไปเรื่อยๆ ย้อนไปทางที่รถมาส่งเรา มองๆ ดูก็ไม่ไกลมาก ก็เลยลองเดินดูวิว บรรยากาศแบบครึ้มๆ ไปเรื่อยๆ เดิน ลัดเลาะทะเลสาปไปเรื่อยๆ ห๊ะ นี่มันกระเช้านี่หว่า ก็แสดงว่า ตรงนี้ ถึงป้ายที่ 10 - 11 แล้วนี่หว่า ตรงนี้แหละ ที่เป็นจุดชมวิว นั่งกระเช้า Kachi Kachi Ropeway สรุปแล้ว จากโรงแรมซึ่งอยู่ป้าย 14 เดินมาที่กระเช้าก็ไม่ได้ไกลมากเดินเล่นสบายๆ แต่ใครไม่อยากเดิน ก็นั่ง Retro Bus กันได้เลยครับ แต่วันนี้เรายังไม่ขึ้น เพราะขึ้นไปก็ไม่เห็นฟูจิอยู่ดี ไว้พรุ่งนี้เราจะมาขึ้นกระเช้ากันครับ. เลยจุดป้ายรถบัสป้ายที่ 10 มานิดหนึ่ง จะมีร้าน Lawson หาซื้อของกินกักตุนกันได้เลย แล้วตรงนี้จะมีป้ายบอกชื่อทะเลสาป Lake Kawaguchiko ถือว่าเป็นจุด Land mark ของนักท่องเที่ยวเลย สามารถชมวิว ล่องเรือ หรือจะเช่าเรือถีบ เรือยนต์ ก็มีนะครับ นอก จากนี้ในบริเวณนี้ยังมีร้านขายของฝาก ไอศครีม, cake ให้เลือกซื้อกันได้ด้วยนะ แต่ร้านอาหารอาจจะหายากไปหน่อยครับ นอกจากซื้อของกินใน Lawson ที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อกัน หลังจากนั้น เราก็เดินกลับโรงแรม เพื่ออาบน้ำ และพักผ่อน ก่อนที่จะไปทานข้าวมื้อเย็นมื้อแรกของ โรงแรม Hotel New Century ครับ (สรุป แล้ว ตอนแรกกะว่าจะซื้อ R Coupon ซึ่งเป็นบัตรขึ้นรถ Kawaguchiko Sight Seeing ก็ไม่ได้ซื้อแล้ว เพราะคิดว่าไม่ได้เที่ยวป้ายอื่นๆ เลย ส่วนที่จะไปก็เดินเอาไม่ไกลมากครับ) Dinner เปิดเวลา 18.00 - 19.30 น. เท่านั้น และ แล้วก็ได้เวลาดินเนอร์ ในสไตล์ญี่ปุ่น ที่เราจองเอาไว้ อาหารของที่นี่ถือว่าใช้ได้ สำหรับคนที่ชอบอาหารญี่ปุ่น มีทั้งซูชิ ซาซิมิทุกมื้อ แต่จะคละสลับกัน เพื่อไม่ให้แขกเบื่อ และในแต่ละมื้อ แขกสามารถเลือก Main Dish ได้ครับ แต่ละคนจะเลือกเหมือนกัน หรือแยกกันก็ได้ หลักๆ ก็จะเป็น Lobster, ขาปู นอกนั้นก็จะเป็น สุกี้, ชาบู, สเต็กเนื้อ แล้วแต่เราจะเลือกครับ แต่ละอย่างก็อย่างละนิดละหน่อย กระจุ๋มกระจิ๋ม แต่มีหลายอย่าง อิ่มแปร้กันเลยทีเดียว หลังจาก Dinner เสร็จแล้ว ก็กลับห้องพัก ซึ่งที่นี่เราจองเป็นแบบ Japanese Style หรือแบบเรียวกังครับ คือไม่มีเตียง ปูที่นอนบนพื้นนอน ใส่ชุดยูกาตะ หมอน ผ้าห่ม แค่นั้น แต่ก็อบอุ่นใช้ได้เลย สำหรับโรงแรมนี้จะมีออนเซ็นด้วยนะ เพียงแต่เป็นแบบรวม แยกชาย-หญิง และจะมีเวลาให้ใช้ไม่ตรงกัน ก็เลือกไปใช้บริการกันได้ ส่วนผม ยังไม่ด้านพอครับ เลยยังไม่กล้าลงออนเซ็น (ฮ่าๆ) และแล้วก็ได้เวลาพักผ่อน เพื่อเที่ยวเต็มๆ ในวันรุ่งขึ้น ฝากไว้ก่อนฟูจิ พรุ่งนี้ เจอกัน.... ติดตาม ต่อได้ในสัปดาห์หน้าครับ เที่ยวญีปุ่นด้วยตัวเอง วันที่ 2 (ชมซากุระที่เจดีย์แดง, ขึ้นกระเช้าคาชิคาชิ, เดินตลาด Hand made ในงาน Cherry Blossom Festival) ก่อนจากกัน สำหรับบทความแรก ฝากไว้ก่อน 1 รูป ฟูจิมาทักทายตั้งแต่ ตี 4 ริมหน้าต่าง เบ้อเริ่มจนตะลึง มิน่า ใครๆ ก็อยากมาเห็น ฟูจิซัง ฉันรักเธอ วันที่ 2 (9/4/2559) หลัง จากเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง และเดินชมวิวรอบทะเลสาป ทานข้าวเย็นแล้ว กลางคืนอากาศเย็น เราไม่ได้ไปเดินไหนต่อเลยเข้านอนแต่หัวค่ำ (ราวๆ 3 ทุ่ม) ปกติเวลานี้ หลายๆ คนอาจจะรอไปออนเซ็นกัน เพราะยิ่งดึกๆ คนน้อย ความกล้าในการลงบ่อออนเซ็นก็มีจะมากขึ้น พอตื่นตอนตอนเช้า เรียกว่าก่อนไก่โห่เลยก็ว่าได้ เพราะตอนนั้นเป็นเวลา ตี 4 หลังจากลุกจากที่นอนมองไปนอกหน้าต่าง สิ่งที่เราเฝ้ารอก็ปรากฏโฉม สุดประทับใจ ใหญ่เบ้อเริ่ม สวยมากๆ ไม่ใช่ใคร เขาคือ "ฟูจิ" สิ่งที่นักท่องเที่ยวที่มา Kawaguchiko ต้องการพบเจอมากที่สุดกว่าใครเพื่อน ความประทับใจนี้ เรียกว่า หาอะไรมาเทียบไม่ได้เลยครับ ฟูจิเต็มๆ ตา ที่มองออกมาจากห้องนอน งดงามยิ่งนัก  เมื่อสว่างแล้ว จุดนี้ก็เป็นที่ๆ นักท่องเที่ยวหลายๆ คนต่างมาถ่ายภาพคู่กับต้นซากุระ ที่มีฟูจิเป็นฉากหลังอันงดงาม หลัง จากนั้น ก็ได้เวลา Breakfast อีกแล้ว ซึ่ง Package ที่ผมจาก เป็นแบบ Dinner Deluxe และมีอาหารเช้าเหมือนกัน แต่เป็น Set คล้ายกับช่วง Dinner มื้อ เช้าของที่นี่ (เปิดเวลา 7.00 น.) จะเห็นว่าคล้ายๆ กันกับมื้อเย็น แต่อาหารเปลี่ยนไป ของจะดูน้อยกว่า แต่ก็เติมข้าวต้ม, ซุป ได้ตลอด เมื่ออิ่มแล้ว ราวๆ 8.30 จะมีรถจากโรงแรม (มีส่งทุกๆ 30 นาที) ไปส่งที่สถานี Kawaguchiko Station เพื่อเดินทางไปเที่ยวจุดอื่นๆ กันต่อไป ซึ่งทริปของวันนี้ เรามี Plan เที่ยว 3 ที่หลักๆ ครับ คือ เจดีย์แดง 5 ชั้น (Chureito Pagoda) ต้องนั่งรถไฟจาก Kawaguchiko Station ไปลงที่สถานี Shimoyoshida Station (ราคา 300 เยน/คน) (ควรมาช่วงเช้า เวลาถ่ายรูปจะไม่ย้อนแสง) ป้ายที่ 17-18 เพื่อดูเทศกาล Cherry Blossom Festival (จัดเฉพาะช่วงวันที่ 9-17 เมษายน เท่านั้น อาจจะเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาของซากุระบาน) ที่นี่จะมี Music Forest, Art Museum เป็นจุดไฮไลท์นะครับ ถ้ามานอกเทศกาลซากุระ กระเช้าคาชิคาชิ (Kachi Kachi Rope way) จุดที่หลายๆ คนชอบมาถ่ายคู่กับกระต่ายและตัวทานูกิ ที่มีฉากหลังเป็น ฟูจิ (ค่าขึ้นกระเช้า 800 เยน) / หรือใครชอบล่องเรือจุดนี้ก็สามารถซื้อตั๋วแบบคู่ผสม ขึ้นกระเช้า+ล่องเรือได้ในราคาประหยัดกว่า แต่เราไม่ล่องเรือครับ เลยนั่งกระเช้าอย่างเดียว เมื่อถึงสถานี Kawaguchiko Station แล้ว ที่นี่มีอีกจุดที่ต้องถ่ายรูปก็คือรถไฟเก่าๆ ที่จอดหน้าสถานี โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิครับ ว่าแล้วก็จัดสักหน่อย สถานีคาวากูชิโกะ สเตชั่น (Kawaguchiko Station) เป็นอีกหนึ่งที่ๆ คนนิยมถ่ายรูปที่มีฉากหลังเป็นฟูจิ หลัง จากเดินชมวิว ถ่ายรูปอีกนิดหน่อย เราก็ไปซื้อตั๋วรถไฟเพื่อเดินทางจากสถานีคาวากูจิโกะ (Kawaguchiko Station) เพื่อไปลงสถานีชิโมโยชิดะ (Shimoyoshida Station) ซื้อ มาเรียบร้อย ค่าตั๋วคนละ 300 เยน เก็บตั๋วไว้ด้วยนะครับ ไปเช้าๆ ดีตรงที่ไม่ค่อยมีคนนี่แหละครับ ในตั๋วนี้เราขึ้นเวลาราวๆ 8.40 น. ของวันที่ 9/4/2016 รถไฟจะวิ่งราวๆ 15 นาทีจาก สถานีคาวากูชิโกะ เพื่อไปลงสถานทีชิโมโยชิดะ โดยจะผ่าน Fuji Q และจอดสถานทีต่างๆ เช่น สถานี Fuji Station แล้ววิ่งย้อนกลับไปทาง Shimoyoshida อีกทีนะครับ ตรงสถานที Fuji Station ถ้าโชคดีจะเจอรถไฟที่เป็นรูปฟูจิตัวการ์ตูนน่ารักๆ ให้ถ่ายรูปด้วยนะ ไม่ ได้ขึ้น ได้ถ่ายรูปก็ยังดีนะครับ (สายนี้จะเป็นสาย Fuji ไปลง Otsuki นะครับ ซึ่งถ้าเช็คเวลาดีๆ บางทีอาจจะได้ขึ้นขบวนที่เป็นลายโทมัส ก็ได้นะ) นั่งแป็บเดียว ก็ถึงสถานี Shimoyoshida Station แล้ว พอออกจากสถานี ทางที่จะเดินไปเจดีย์แดง จะอยู่ทางขวามือนะครับ เดินไปตามธงที่ปักไว้ตลอดทางไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มเห็นทางที่เดินไปสู่เจดีย์แดง 5 ชั้นแล้ว เดินไปตามธงสีชมพูแดงนี่ไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นทางขึ้นเจดีย์แดง 5 ชั้นแล้วครับ ระยะทางไม่ไกลมาก น่าจะราวๆ 700 เมตร จากสถานีรถไฟ ถึงแล้วจุดแรก ที่เป็นทางขึ้นไปเจดีย์แดง ซากุระที่นี่เริ่มบานแล้ว บางต้น (ณ 9/4/2559) เดินขึ้นไปอีกหน่อย ก็จะเจอเสาโทริอิ ที่แสดงให้รูว่า ที่นี่คือศาลเจ้า หรือเป็นเขตศาลเจ้านั่นเอง เลย เสาโทริอิ ไปนิดหนึ่งจะเป็นลาน ขายของทั้งไอศกรีม, เกี๊ยวซ่า, น้ำดื่ม อื่นๆ หลายอย่าง ส่วนทางซ้ายจะมีศาลเจ้าให้ไปไหว้ เคาะระฆัง ได้ตามศรัทธาครับ   จาก นั้นก็ได้เวลาฝึกความอดทนกันละครับ เดินขึ้นบันไดเพื่อไปสู่ชมเจดีย์แดง 5 ชั้น ด้านบน เขาบอกว่า ราวๆ 400 ขั้นนะ (เห็นว่ามีป้ายบอก 300 กว่าๆ แต่ลืมถ่ายรูปมา) ถึง แล้วเจดีย์แดง 5 ชั้น (Chureito Pagoda) แต่จุดนี้ ยังไม่ใช่จุดที่คนนิยมถ่ายรูปนะครับ ต้องเดินขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง ซึ่งอยู่ด้านหลังเจดีย์นี้ครับ และแล้ว ก็ถึงจุดที่ใครๆ ก็ต้องมาถ่ายรูป เจดีย์แดงที่มีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิ ภาพนี้มีเมฆบังนิดหน่อย แต่ก็ถือว่าดีมากครับที่มีฟูจิให้เห็น หลายๆ คนจะเคยเห็นภาพนี้บ่อยๆ จากโฆษณาต่างๆ แค่นี้ก็เป็นบุญตาแล้ว ก่อน กลับเราแวะไปไหว้ศาลเจ้า Arakura Sengen ที่ลานที่เราผ่านช่วงแรก โดยทางซ้ายมือจะมีบ่อน้ำให้เราล้างมือบ้วนปากก่อนเข้าศาลเจ้า สามารถทำบุญใส่ตู้บริจาคแล้วเคาะระฆังได้ หรือจะไปไหว้เฉยๆ ก็ได้ครับ ลงมาจากเจีย์แดงแล้ว เราก็เดินกลับมาที่สถานีรถไฟ Shimoyoshida เพื่อนั่งรถไฟกลับไปที่ สถานี Kawaguchiko แต่ ระหว่างทางเราเดินชมบ้านเมืองเขา ไปซื้อของในร้านขายผัก ผลไม้ ที่อยู่ในหมู่บ้าน แล้วค่อยเดินไปสถานี ซึ่งเดินๆ ดูแบบนี้ ก็ดีเหมือนกัน เห็นวิถีชีวิตคนญี่ปุ่นที่อยู่นอกเมือง ก็ดูดี คล้ายๆ บ้านเราเหมือนกันครับ ดีไปอีกแบบนะ เรา กลับมาถึงสถานี Kawaguchiko Station ราวๆ เที่ยง เริ่มหิวแล้ว ก็เลยเดินหาของกินแถวๆ นั้น หาร้านนั่งกินยากเหมือนกัน ส่วนใหญ่จะเป็นตึกต้องขึ้นไปกินชั้นบน ไม่ก็หาซื้อของกินในสถานี (มีร้านอาหารเหมือนกัน) แต่เราจะลองเดินหาร้านนอกสถานีกิน ก็ไปเจอร้าน Tempura Restaurant ลองแวะไปชิมดูก็ใช้ได้ เข้าไปเจอคนไทยหลายโต๊ะเลย (ทริปสงกรานต์ ไปทางไหนก็มักจะเจอคนไทย) ร้าน Tempura Restaurant อยู่ทางซ้ายของสถานี Kawaguchiko พอออกจากสถานี ให้เดินทางไปทางซ้าย ตามถนนไปเรื่อยๆ ผ่าน Lawson อีกนิดหน่อย ก็ถึงแล้วครับ เป้าหมายต่อไป เราจะเดินทางไปช้อปปิ้ง ที่ Cherry Blossom Festival เพราะเห็นเขาบอกว่า เทศกาลนี้จะมีเฉพาะช่วงซากุระบาน ริมทะเลสาปคาวากูชิโกะ ที่นี่จะมีของแฮนด์เมด, แฮนด์คราฟท์, สินค้าชาวบ้านมาวางขาย ขนมนมเนย, ของกินก็มีเหมือนกัน งานจะจัดขึ้นที่ป้าย 17 - 18 (แนะนำว่าลงสถานี 18 เลยจะใกล้กว่า แต่ลงสถานี 17 เดินนิดหน่อยก็ถึงนะ แถมด้วยวิวสวยๆ ริมทะเลสาปคาวาฯ ถ่ายรูปกับซากุระริมทะเลสาปสวยๆ ได้อีกเยอะแยะ) เริ่มต้นที่สถานี Kawaguchiko Station ด้วยรถบัส รถบัสที่นี่จะมีสองสายนะครับ คือ Red Line กับ Green Line และรถจะมี 2 แบบคือ Retro Bus กับ Evergreen Shuttle จริงๆ ก็ขึ้นได้ทั้งสอง แต่คนไทยนิยมขึ้น Retro Bus เพราะมันเก๋ไก๋สวยดีนะ ที่ต้องเลือกให้ดีก็คือ Red Line หรือ Green Line เพราะจะวิ่งไม่เหมือนกัน โดย Red Line จะวิ่ง Kawaguchiko Lake ส่วน Green Line จะวิ่ง Saiko Lake นะครับ ต้องดูดีๆ ปกติถ้าขึ้นที่สถานี ที่พื้นจะเขียนบอกว่าเป็น Red Line หรือ Green Line นะ (ถ้าขึ้นลงบ่อยๆ แนะนำให้ซื้อ Pass ดีกว่ามีพ่วงล่องเรือ+ขึ้นกระเช้าด้วย คุ้มกว่าครับ) รถบัสที่ Kawaguchiko Station ภาพบน Retro Bus ภาพล่าง Evergreen Shuttle และยังมีคันรูปแบบอื่นอีกนะ เพียงแต่ต้องดูว่า เป็น Red Line หรือ Green Line ให้ถูกก็พอ ส่วนใหญ่เราเที่ยวรอบ Kawaguchiko ก็จะนั่ง Red Line ครับ นั่งไปลงที่ป้าย 17 ซึ่งที่นี่จะมีที่เที่ยวหลักๆ คือ Music Forest ค่าเข้าแพงเราเลยไม่ได้เข้า และเราไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ที่เราสนตอนนี้คือ ช้อปปิ้ง ริมทะเลสาป ริมทะเลสาป จะมีต้นซากุระ ที่มีดอกย้อยลงมาให้ถ่ายรูปเป็นระยะๆ ครับ เสียดายเรารีบๆ เดินไปช้อปปิ้ง เลยไม่ค่อยได้เก็บภาพริมทะเลกันสักเท่าไหร่ ได้มาแบบมุมไม่ค่อยดี ภาพดูมืดๆ ไปหน่อย และแล้วก็มาถึงจุดที่จัดงาน Cherry Blossom Festival พอดีเรามาวันแรกของงาน และของยังมาวางไม่หมด เลยยังไม่ค่อยมีร้านน่าสนใจเท่าไหร่ครับ ของส่วนใหญ่เป็นของพื้นเมืองชาวแถวๆ นั้น ทำมือ แต่ก็ดูดี มีสไตล์ และเป็นสินค้าไอเดีย แบบชาวญี่ปุ่นพื้นเมืองแท้ๆ บางร้านมีเขียนภาษาไทยด้วย และบางร้าน เจ้าของเป็นฝรั่ง แต่พูดภาษาญี่ปุ่นปร๋อเลย เดินสักครึ่งชั่วโมงก็หมดแล้วครับ ไม่รู้จะดูอะไรต่อ ข้าวก็กินมาแล้ว จริงๆ แถวนี้มีร้านที่คนมาออกบูธขายอยู่นะ เสียดายที่เรากินเท็มปูระ มาซะอิ่มเลย เลยไม่ได้อุดหนุนร้านอาหารแถวนี้ เดินไปอีกนิดนึงก็เจอ Art Museum และ ละครลิงทางขวา ไม่ใช่แนวเรา ก็เลยตัดสินใจนั่ง Retro Bus เพื่อไปลงป้ายที่ 10 เพื่อไปขึ้นกระเช้า Kachi Kachi Rope way กันต่อดีกว่า นั่ง Retro Bus สุดประทับใจ โดยเฉพาะคนขับผู้หญิง พูดได้หลายภาษาทั้ง จีน, ญี่ปุ่น, อังกฤษ และที่สำคัญพูดเสียงดังมาก และพูดมากทีเดียว แหะๆ และแล้วก็ถึงทางขึ้นกระเช้า Kachi Kachi Rope way เดินขึ้นไปซื้อตั๋วชั้นบน ช่วงเวลา 4 โมงเย็น คนเยอะแล้ว เสียเวลาต่อแถวซื้อนิดหน่อย ถ้าใครมี Pass น่าจะขึ้นได้เลยนะครับ  ทางขึ้นไปซื้อตั๋ว ช่วงเย็นๆ คนเยอะเหมือนกันครับ แต่อย่าลืมว่า กระเช้าจะปิดบริการเวลา 17.30 น. นะครับ ถ้าจะขึ้นกระเช้าควรมาก่อนเวลาสักหน่อย ยิ่งเย็นคนก็เยอะด้วย ถึงยอดเขาข้างบนแล้ว ต้องไปถ่ายรูปคู่กับกระต่ายและตัวทานูกิ ในตำนานครับ กว่าจะว่างให้ถ่ายรูปก็รอนานเลยช่วงคนเยอะๆ อีกจุดหนึ่งที่คนนิยมถ่ายรูป ใครอ่านตำนานกระต่ายกับตัวทานูกิมา จะรู้ว่าทำไมกระต่ายต้องทำร้ายตัวทานูกิ ไว้ว่างๆ จะหามาให้อ่านนะครับ เป็นตำนานของญี่ปุ่นเกี่ยวกับเขา Kach Kachi เลยนะ เลยไปนิดหนึ่ง มีทางเดินสำหรับคนต้องการปีนเขานะ แต่เขาเตือนไว้แล้วว่า ระวังกันเอาเอง และควรกลับมาก่อนกระเช้าจะปิดบริการนะครับ ไม่งั้นได้เดินลงเขาเองแน่ อีกจุดหนึ่งที่เป็นไฮไลท์ คนถ่ายรูปเยอะๆ ก็คือรูปกระต่ายคู่กับฟูจิ แต่มุมนี้ เสียดายมีจานดาวเทียมมาบังนะ แต่ถ้าเดินถ่ายหามุมดีๆ ก็น่าจะได้สวยๆ กว่านี้ แต่วันนี้คนเยอะครับ เลยขี้เกียจรอ ได้มาแบบนี้ก็โอเคล่ะ อีกมุมหนึ่งของร้านขายของที่ระลึก ร้านดังโหงะ อร่อยๆ (หรือเปล่า) ก็มีระฆังและรูปหัวใจให้ถ่ายมุมทะลุไปทางฟูจิได้ แต่คนเยอะ เลยถ่ายอีกมุมหนึ่งแทน ใครมีเวลาก็ไปถ่ายจุดนี้กันได้ครับ เย็นแล้ว ตอนนี้เวลาประมาณ 17.xx น. เราก็ลงมาแล้ว เก็บภาพบรรยากาศมุมสูงของ Lake Kawaguchiko กันแบบย้อนแสงมาฝาก ลงไปด้านล่าง เราก็แวะซื้อของกินที่ร้าน Lawson แล้วก็เดินกลับโรงแรม Hotel New Century อีกเช่นเคย เก็บภาพสวยๆ ริมทะเลสาป และต้นซากุระ ไปเรื่อยๆ กลับโรงแรมให้ทันเวลา Dinner แล้วก็พักผ่อน เตรียมตัวเดินทางกลับชินจูกุ เพื่อเที่ยวในแผนต่อไปคือ Gala Yuzawa, Nikko, Kamakura และ Yokohama โดยใช้ JR Tokyo Wide Pass ให้คุ้มค่ากัน รอติดตามชมรีวิวกันต่อนะครับ ขอบคุณครับ ปล. มีอะไรสงสัย คอมเม้นท์ถามได้นะครับ ยินดีตอบคำถามสำหรับคนที่ต้องการไปเที่ยวฟูจิ ตามทริปนี้ครับ

เกินคำบรรยาย!! คล็อปป์ โค้งคำนับ จะไม่มีวันลืมค่ำคืนมหัศจรรย์ใน แอนฟิลด์
ดอร์ทมุนด์ /  ยูโรป้า ลีก / 

เจอร์เกน คล็อปป์ กุนซือจอมแอคชั่นของ ลิเวอร์พูล ออกมาเปิดใจหลังจบเกม ยูโรป้า ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่เพิ่งพา "หงส์แดง" โกงความตายเฉือนเอาชนะอดีตต้นสังกัดเก่าอย่าง ดอร์ทมุนด์ ไปอย่างสุดเร้าใจ 4-3 โดย JK ยอมรับว่าค่ำคืนใน แอนฟิลด์ เป็นอะไรที่วิเศษมากๆ และจะไม่มีวันลืมประสบการณ์ดีๆแบบนี้แน่นอน เทรนเนอร์เมืองเบียร์ ให้สัมภาษณ์หลังจบเกมว่า "ค่ำคืนนี้มันเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ, โดดเด่น, ยอดเยี่ยม, เต็มไปด้วยอารมณ์, ทุกอย่างเลย! ผมจะไม่มีวันแน่นอน มันวิเศษมากๆ" "บอกตามตรง ผมยังคิดว่าเราจะอยู่ในเกมตั้งแต่นาทีแรก จนกระทั่งนาที 9 พวกเราโดนนำไปก่อน 2-0 ซึ่งหลายคนคิดว่าทุกอย่างคงจบ, แต่ไม่ใช่ที่นี่ ไม่ใช่กับทีม ลิเวอร์พูล. ช่วงครึ่งหลัง บรรยากาศใน แอนฟิลด์ มันช่างงดงาม ผมพอใจกับเกมของลูกทีม ไม่ใช่เพราะประตูที่ทำได้นะ แต่ด้วยรูปแบบการเล่นทั้งหมด" "ผมบอกนักเตะรุ่นใหญ่ในทีม 2-3 คนว่าให้ออกไปเล่นเหมือนนัดชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก(ปี2005) ตอนที่ ลิเวอร์พูล ตามอยู่ 3-0 คือทำเพื่อแฟนๆที่เข้ามาเปล่งเสียงเชียร์แบบไม่ขาดสาย. ดังนั้นเมื่อทุกอย่างเหมือนจะสิ้นหวัง, แต่มันเป็นไปได้เสมอ และเราต้องพยายามทำมันทำให้ได้"

ให้ทาย! อะไรบ้างที่หมอ เคย ลืมไว้ในท้องคนไข้ โทรศัพท์ กรรไกร คีม?
ผ่าตัด /  ลืมไว้ในท้องคนไข้ / 

วันนี้ Health Mthai ขอรวบรวมเรื่องสุดช็อคที่เคยเกิดขึ้นจริง ของเหล่าคนไข้ที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล แล้วได้ของแถมกลับมาบ้านแบบไม่รู้ตัว เมื่อเหล่า หมอ หรือ แพทย์ ที่ทำการผ่าตัดรักษา กลับชุ่ย ทิ้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการผ่าตัด ลืมไว้ในท้องคนไข้ อย่างไม่น่าเชื่อว่าลืมได้ไง และที่สำคัญ ของบางอย่าง มันสามารถอยู่ในตัวเราได้ยังไงนานเป็นปีๆ วันนี้รวมมาให้ดูการรักษาของแพทย์สุดเฟล ที่ให้ของฝากกลับมาบ้าน อย่างไม่น่าให้อภัย ลืมโทรศัพท์ไว้ในท้อง ! 1. เกิดขึ้นล่าสุด เมื่อ สูตินรีแพทย์ จากประเทศจอร์แดน ต้องสงสัยว่า ลืมโทรศัพท์มือถือไว้ในท้องคนไข้ หลังจากที่เข้ารับการผ่าตัดคลอดเมื่อช่วงปลายเดือน เมษายน 2558 และเมื่อเธอกลับมาพักฟื้นที่บ้าน กลับรู้สึกว่า ในท้องสั่นได้เองอยู่บ่อยๆ และยังมีอาการเจ็บปวดที่แผลอีกด้วย และเมื่อกลับไปพบแพทย์จึงได้รู้ว่ามีโทรศัพท์อยู่ในท้องนั่นเอง ซึ่งจากรายงานระบุว่า โทรศัพท์มือถือนั้นเลื่อนตกลงไปในท้อง ขณะที่กำลังทำการผ่าตัดโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ลืมกรรไกรไว้ในท้อง ! 2. หมอลืมกรรไกรไว้ในท้องคนไข้ นาน 12 ปี สำนักข่าวมิเรอร์ เคยรายงานว่า หนุ่มชาวคาซัคสถาน เกิดอาการปวดท้องอย่างหนัก เบื่ออาหารและน้ำหนักลดอย่างผิดปกติ จึงตัดสินใจไปตรวจ และพบว่า มีกรรไกรขนาด 20 ซม. อยู่ในท้องของเขา ที่เคยได้รับการผ่าตัดเมื่อ 12 ปีที่แล้ว โดยแพทย์ที่ทำการผ่าตัดในครั้งนั้นได้เกษียณและเสียชีวิตไปแล้ว ลืมผ้าก๊อซ ไว้ในท้อง ! 3. ลืมผ้าก๊อซไว้ในท้องคนไข้ นานเกือบปี หลังจากเข้ารับการผ่าตัดมดลูก คนไข้เข้ารับการผ่าตัดจากอาการปวดท้องรุนแรง และประจำเดืนมามากผิดปกติ แพทย์จึงวินิจฉัยให้ทำการตัดมดลูกทิ้ง โดยคนไข้เข้ารับการผ่าตัดในช่วงปลายปี 2549 หลังจากผ่าตัดเสร็จ เกิดผลข้างเคียงคือ ปวดท้องเป็นประจำ และปวดหนักขึ้น บวกกับมีไข้ตลอดเวลา จึงเข้ารับการรักษาใหม่ และนำไปสู่การเอ็กซ์เรย์ จนพบก้อนกลมๆในช่องท้อง จึงเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้ง แต่เมื่อผ่าตัดเจอหนองไหลออกมาเป็นจำนวนมาก จนพบผ้าก๊อซทำแผลที่ค้างอยู่ในช่องท้อง จึงสรุปได้ว่าสาเหตุของอาการน่าจะมาจากสิ่งของที่ปะปนอยู่ในร่างกายนั่นเอง ลืมเหล็ก 1 ฟุต ไว้ในท้อง ! 4.ลืมเหล็กยาว 1 ฟุต ไว้ในท้องคนไข้ คนไข้สาวมีอาการปวดท้องรุนแรง และทนทุกทรมานอยู่นาน 5 ปี จนกระทั่งตัดสินใจเข้ารับการรักษา และเมื่อแพทย์ได้เอ็กซ์เรย์ดูจึงพบว่า มีแผ่นโลหะกันลำไส้ หรือ เหล็กที่ใช้สำหรับถ่างระหว่างการผ่าตัด ที่มีขนาดยาวเกือบ 1 ฟุต อยู่ในท้องของคนไข้ หลังจากที่เคยเข้ารับการผ่าตัดมดลูกไปแล้ว 5.ลืมคีม ขนาด 8 นิ้ว ไว้ในท้องขนไข้ สำนักข่าวเดลิเมล์รายงานว่า คนไข้ที่เคยเข้ารับการผ่าตัดใส้ติ่ง แล้วกลับมาตรวจอาการหลังจากทำการผ่าตัดได้เพียง1อาทิตย์ ถูกหามเข้าห้องฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน เพราะเมื่อกลับมาตรวจและทำการเอ็กซ์เรย์ สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า มีคีมที่ใช้ในการผ่าตัด ยาว 8 นิ้ว ตกค้างอยู่ในช่องท้องของเขา โดยที่เขาเองยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ และถึงแม้พยาบาลจะออกมาบอกว่า เรื่องพวกนี้ไม่น่าเกิดขึ้นเลย มันเป็นไปได้น้อยมาก แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วล่ะ หลังจากนี้ ใครเข้ารับการผ่าตัด ก็อย่าลืมตรวจเช็คร่างกายกันก่อนออกจากโรงพยาบาลด้วยนะจ๊ะ ว่ามีกรรไกรติดอยู่ในท้องหรือไม่ จะได้ไม่ต้องเอากลับบ้านเป็นของแถมไปแบบฟรีๆโน๊ะ เนื้อหานี้ เขียนขึ้นโดยทีมงาน Health.mthai.com หากนำไปใช้ กรุณาให้เครดิตด้วยค่ะ

ละครผักบุ้งกับกุ้งนาง , เรื่องย่อผักบุ้งกับกุ้งนาง
ละคร ผักบุ้งกับกุ้งนาง /  เรื่องย่อ ละครผักบุ้งกับกุ้งนาง / 

เรื่องย่อละคร ผักบุ้งกับกุ้งนาง บทประพันธ์โดย : โสภี พรรณรายบทโทรทัศนโดย : เบญจมาศ ดาลหิรัญรัตน์ควบคุมการผลิตโดย : วีรภาพ สุภาพไพบูลย์ และ ศิริพิชญ์ วิมลโนออกอากาศทุกวัน เวลา 18.20 น. ทางช่อง 7 สี เรื่องย่อผักบุ้งกับกุ้งนาง ผักบุ้ง (ซอนญ่า สิงหะ) สาวแสนสวย เก่งและแก่น อาศัยอยู่กับยายและครอบครัวของน้าสาว ในชุมชนแออัดแห่งหนึ่ง นางนวล มารดาของเธอถูกรถชนเสียชีวิตหลายปีมาแล้ว ตั้งแต่ผักบุ้งยังเด็กอยู่ในครอบครัวเล็ก ๆ นี้ โดยมี อรสา (วชิรา เพิ่มสุริยา) น้าสาวที่รัก และเอ็นดูเธออย่างจริงใจรับภาระในการเลี้ยงดูเธอทุกอย่าง ทั้งที่อรสาเองก็มีลูกสาวเหมือนกันชื่อ มณี (ปราณวรินทร์ ปามี) ผักบุ้งกับกุ้งนาง มณีนั้นอายุน้อยกว่าผักบุ้งเพียงไม่กี่เดือน ทั้งคู่โตมาด้วยกันแต่นิสัยต่างกันมาก ขณะที่ผักบุ้งขยัน เรียนเก่ง แต่มณีขี้เกียจ ดีแต่ฟุ้งเฟ้อ ยิ่งไปกว่านั้น นางพวง (น้อย โพธิ์งาม) ผู้เป็นยายเองก็ลำเอียงรักมณีมากกว่าผักบุ้ง วันชัย (นึกคิด บุญทอง) น้าเขยก็เป็นกรรมกรมีเพียงค่าแรงรายวัน แต่ติดเหล้าเหมือนกันซ้ำร้ายยังชวนยายพวงกินเหล้าจนติดด้วยกันทั้งคู่ คนที่รับภาระหนักในการหาเงินเข้าบ้านก็คืออรสา ทุกวันอรสาจะเข็นรถเข็นขายส้มตำไก่ย่างไปขายที่หน้าโรงงานแห่งหนึ่งไม่ไกลจากบ้านนัก ซึ่งผักบุ้งช่วยอรสาทำงานตั้งแต่เด็ก จึงรู้ว่าเงินนั้นหายากและรู้ว่าอรสาเหนื่อยเพียงใดกว่าจะได้เงินสักบาท แต่มณีกลับใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยทั้งที่ไม่เคยช่วยอรสาทำงานเลย เมื่อเรียนจบมัธยมปลายผักบุ้งไม่ต้องการทำตัวเป็นภาระให้กับน้าสาวอีก เธอจึงไม่ยอมเรียนต่อทั้งที่เรียนดี ผักบุ้งเริ่มทำงานหาเงินใช้เอง ตอนเช้าถึงเที่ยง เธอจะช่วยอรสาขายของ ฝีมือตำส้มตำของเธอมีลูกค้าติดกันมากมาย พอบ่ายจัด ๆ เมื่อลูกค้าซาลง ผักบุ้งจะไปสำเพ็งหรือประตูน้ำ เธอไปซื้อเครื่องประดับเก๋ ๆ กับเสื้อผ้าสไตล์วัยรุ่นเพื่อเอามาขาย ผักบุ้งกับกุ้งนาง ผักบุ้งเลือกของเก่ง เธอจึงมักจะมีของสวย ๆ แปลก ๆ มาขายอยู่เสมอ ประกอบกับตัวผักบุ้งเองชอบค้าขาย และเธอฝันอยากเป็นนักธุรกิจมีกิจการอะไรสักอย่างเป็นของตัวเอง ผักบุ้งจึงขยันทำงานมาก เธอเก็บออมกำไรจากการขายของเข้าธนาคารไว้ แต่ผักบุ้งต้องเก็บสมุดบัญชีซ่อนไว้จนมิดชิด และเรื่องเงินฝากนี้ผักบุ้งไม่บอกใครเลย เพราะรู้ดีว่าทุกคนในบ้านยกเว้นอรสาหิวเงินทั้งสิ้น โดยเฉพาะมณีจะแอบจิ๊กเงินจากตระกร้าเก็บเงินขายของของอรสาวันละหลายร้อย เพื่อไปเที่ยวช็อปปิ้ง และสถานที่ที่มณีชอบไปคือสยาม ละคร ผักบุ้งกับกุ้งนาง ละคร ผักบุ้งกับกุ้งนาง ซึ่งผักบุ้งรู้ว่าของกินที่นั่นแพงจนจับไม่ลง เมื่อมณีแอบมาจิ๊กเงินทีไร ถ้าผักบุ้งยังอยู่เธอจะไม่ยอมให้มณีได้เงินไปง่าย ๆ ทั้งคู่จึงมีปากเสียงกันเสมอ อรสาต้องเข้ามาห้าม แล้วก็จบลงที่มณีได้เงินไปตามเคย จนผักบุ้งน้อยใจและเจ็บใจ เธอช่วยอรสาขายของเหนื่อยแทบตายก็เพื่อหวังให้อรสาไม่เหนื่อยมากนัก เป็นการทดแทนบุญคุณ แต่อรสากลับยอมให้มณีใช้เงินได้อย่างตามสบาย ด้วยเหตุนี้ผักบุ้งจึงมุมานะทำงานมากขึ้น ช่วงไหนที่ไม่ได้ขายของเพราะฝนตกหรือไม่มีของดี ๆ สวย ๆ ผักบุ้งก็จะไปรับงานพิเศษเป็นพนักงานเสิร์ฟเครื่องดื่มในห้องอาหารของโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อมีงานเลี้ยงใหญ่ ๆ มักจะมีพนักงานไม่พอเสมอ ผักบุ้งจึงได้ทำงานในแบบพาร์ทไทม์อยู่เรื่อย ๆ เช้าวันนั้นผักบุ้งตื่นขึ้นแต่เช้าเหมือนทุกวัน เธอกอดตุ๊กตาหมีตัวโตในอ้อมแขนแรง ๆ อีกครั้งเหมือนต้องการความอบอุ่นและกำลังใจ ก่อนจะวางบนฟูกบาง ๆ อย่างถนอม เพราะมันคือของขวัญชิ้นสุดท้ายที่นวลมารดาของเธอซื้อมาให้ ผักบุ้งรู้ดีว่านวลรักเธอมาก นวลจะซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ และขนมมาฝากเสมอเมื่อกลับจากที่ทำงาน ตุ๊กตาตัวนี้ก็เช่นกัน เมื่อรู้ว่าผักบุ้งอยากได้ นวลเก็บเงินอยู่หลายวันกว่าจะได้มาพอซื้อให้ลูกสาว ผักบุ้งกับกุ้งนาง เป็นของขวัญวันเกิด ผักบุ้งยังจำได้ว่าเธอดีใจมากแค่ไหน เมื่อนวลส่งตุ๊กตาหมีตัวโตมาให้ แต่แล้ววันรุ่งขึ้นผักบุ้งก็ต้องเสียใจที่สุดเมื่อนวลถูกรถชนตาย ผักบุ้งจึงรักและหวงตุ๊กตาตัวนี้นัก เพราะมันเปรียบเสมือนตัวแทนของนวล เธอชอบกอดและซบมันเสมอเวลาที่เหนื่อยและทุกข์ใจ ราวกับรอรับความอบอุ่นและกำลังใจจากแม่ของเธอ และผักบุ้งก็จะรู้สึกดีขึ้นทุกครั้งเช่นกัน ผักบุ้งอาบน้ำและแต่งตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อออกไปช่วยอรสา แต่พอเธอก้าวออกจากห้อง ยายพวงก็ทำให้ผักบุ้งหงุดหงิดจนได้ เมื่อใช้ให้เธอไปซื้อเหล้าแต่เช้า ขณะที่มณีเดินนวยนาดออกมาใส่ชุดเสื้อสายเดี่ยวตัวสั้น กางเกงเอวต่ำอวดผิวเนียนอย่างไม่อาย เมื่อผักบุ้งเตือนว่ามณีแต่งตัวโป๊เกินไปจนน่าเป็นห่วง มณีกลับหัวเราะเยาะแล้วว่าผักบุ้งแรง ๆ ว่าอิจฉาเพราะไม่มีปัญญาจะซื้อมาใส่ ซ้ำร้ายยายพวงยังเข้าข้างมณี นางด่าผักบุ้งซ้ำอีก ผักบุ้งน้อยใจจึงผลุนผลันลงจากบ้าน เธอเดินไปหลังชุมชนบริเวณที่ติดกับวัด เธอไปบ้านของลุงสมาน (ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล) อดีตนักมวยทีมชาติ สมานเป็นครูสอนวิชาป้องกันตัวให้ผักบุ้ง ซึ่งผักบุ้งทำได้ดีเสียด้วย เธอปราบ ไอ้โต (อรุชา โตสวัสดิ์) นักเลงใหญ่จนไม่กล้าหือ นอกจากปากเปราะ เจ๊าะแจ๊ะจีบเธอไปเรื่อย โตนั้นชอบผักบุ้งเพราะสวย แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรมากไปกว่าพูดจีบ แซวเล่นเพราะรู้ฤทธิ์มือและเท้าของผักบุ้งดีว่าหนักแค่ไหน ผักบุ้งเข้าบ้านสมานอย่างคุ้นเคย เธอชอบคุยกับสมาน เพราะสมานสอนเธอหลายอย่าง นอกจากหมัดมวยสมานจะเล่าอดีตของตัวเองให้ฟัง และให้ดูเป็นตัวอย่างว่า เมื่อครั้งที่รุ่งโรจน์มีชื่อเสียง ไม่รู้จักใช้เงินและเก็บออม เมื่อไม่สามารถชกมวยได้ในวันนี้จึงแทบไม่เหลืออะไร สมานจะสอนให้เธออดทนขยันและทำมาหากิน ที่สำคัญผักบุ้งรู้ว่าสมานรักและเอ็นดูเธออย่างจริงใจ แต่วันนี้เธอเข้าเขตบ้านสมานและเห็นว่าสมานอยู่กับ ร.ต.อ.เผด็จ (ลิขิต บุตรพรม) ผักบุ้งก็หันหลังกลับทันที จนสมานต้องเรียกตัวไว้ ผักบุ้งจึงยอมกลับมา ทั้งนี้เพราะเธอโกรธที่เผด็จห้ามไม่ให้เธอชกปากไอ้โตเมื่อวันก่อน ในฐานะที่มันปากเปราะแถมยังทำท่าจะลวนลามเธออีก ผักบุ้งไม่ยอมเข้าใจว่า ถ้าเธอทำร้ายไอ้โตเธอน่ะแหละจะเป็นคนเดือดร้อน ถ้าไอ้โตแจ้งตำรวจจับเธอในข้อหาทำร้ายร่างกาย และเผด็จอยากช่วยเธอต่างหาก ละคร ผักบุ้งกับกุ้งนาง ส่วนเผด็จนั้นสนใจผักบุ้งเพราะความเฮี๊ยบ ผักบุ้งกับกุ้งนาง และรู้มาว่าเป็นคนขยันนอกจากความสวย ยิ่งไปกว่านั้นเผด็จเองก็เป็นลูกศิษย์ของสมานเช่นกัน เขาจึงเอ็นดูผักบุ้งอย่างน้องสาวจอมแก่นมากกว่าจะรักอย่างชู้สาว แม้ในระยะแรกเขาเคยนึกอยากจีบอยู่บ้างเพราะผักบุ้งสวยมาก แต่เมื่อรู้นิสัยใจคอ รู้ฤทธิ์ความแก่นของเธอแล้ว เผด็จก็เปลี่ยนใจ เขาชอบผู้หญิงน่ารัก อ่อนหวานมากกว่าสวยเก่ง และแก่นขนาดชกปากนักเลงตัวโต ๆ ได้อย่างผักบุ้ง จะอย่างไรก็ตามเผด็จก็เต็มใจที่จะดูผักบุ้งในฐานะน้องสาวและลูกศิษย์อาจารย์เดียวกันเสมอ อีกประการหนึ่ง สมานเองก็ฝากให้เข้าดูแลผักบุ้งด้วยเช่นกัน เมื่อเผด็จเห็นว่าผักบุ้งอารมณ์เสียจริงก็ยอมเป็นฝ่ายกลับไป โดยปล่อยให้ผักบุ้งได้คุยกับสมานตามสบาย สักพักผักบุ้งก็อารมณ์ดี สมานจึงสอนวิชาหมัดมวยให้ต่อไป ละคร ผักบุ้งกับกุ้งนาง คืนวันนั้นผักบุ้งมีงานที่โรงแรมหรู เธอต้องไปเสิร์ฟเครื่องดื่มในงานค๊อกเทลเปิดตัวสินค้าของบริษัทแห่งหนึ่ง ระหว่างที่ทำงานผักบุ้งรู้สึกว่าเธอถูกชนจนเซไปปะทะหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งเป็นแขกผู้มาร่วมงาน ต่างคนต่างขอโทษกันในทันที แต่เมื่อผักบุ้งเงยหน้าขึ้นมองคู่กรณี ผักบุ้งก็อึ้งพูดไม่ออกเมื่อพบว่าสาวผู้นั้นหน้าตาคล้ายเธอมาก ผิดกันแต่ว่าผักบุ้งอยู่ในเครื่องแบบของพนักงานเสิร์ฟ แต่สาวสวยคนนั้นแต่งกายเรียบหรู สง่างาม อีกทั้งเครื่องประดับราคาแพงก็บอกฐานะของเธอได้เป็นอย่างดี ตัวของสาวไฮโซเองก็ตกใจที่พบกับคู่แฝดคนละฝาอย่างบังเอิญเช่นนี้ อย่างไรก็ตามสาวสวยไฮโซ หรือกุ้งนาง (ซอนญ่า สิงหะ) ก็รีบคว้ามือผักบุ้งให้เลี่ยงไปคุยที่มุมห้อง เธออยากรู้จักคู่แฝดว่าเป็นใครแต่โอกาสไม่อำนวย กุ้งนางจึงได้รู้ว่าคู่แฝดเพื่อนใหม่ชื่อผักบุ้งเท่านั้น กุ้งนางหรือ รัสมา เป็นทายาทคนเดียวของตระกูล ดิเรกณรงค์ ซึ่งทำธุรกิจระหว่างประเทศมีทรัพย์สินเป็นพันล้านบาท กุ้งนางรู้แต่ว่าพ่อและแม่เธอประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกขณะเดินทางไปติดต่อธุรกิจที่ต่างประเทศ ตั้งแต่เธอยังจำความไม่ได้ ทองแข (ดวงใจ หทัยกาญจน์) ผู้เป็นย่าเป็นผู้ที่ดูแลเธอมาจนโตเป็นสาว โดยมี ศิริพรรณ (สโรชา วาทิตตพันธ์) อาสะใภ้ช่วยดูแลอีกคน ส่วนธุรกิจต่าง ๆ สุธี (เพ็ญเพชร เพ็ญกุล) ผู้เป็นอาเป็นผู้ดูแลดำเนินกิจการจนเจริญรุ่งเรือง ผักบุ้งกับกุ้งนาง และขณะนี้มี กร (พาทิศ พิสิฐกุล) หลานชายของศิริพรรณมาช่วยทำงานอีกคนหนึ่ง กรนั้นเรียนจบจากต่างประเทศ เก่งและซื่อสัตย์มากเขาเป็นกำลังสำคัญของสุธี กรมีคู่หมั้นแล้วชื่อ ดวงรัตน์ (กชกร ส่งแสงเติม) ซึ่งพบกันที่ต่างประเทศ กุ้งนางรักและนับถือกรเหมือนพี่ชาย เช่นเดียวกับที่กรที่เอ็นดูรักกุ้งนางเหมือนน้องสาว เขารู้สึกว่ากุ้งนางอ่อนแอ บอบบางเหมือนเด็กเล็ก ๆ ที่ต้องมีคนดูแลตลอดเวลา กรจึงทำตัวเป็นพี่ชายที่ดีของกุ้งนางเสมอมา สิ่งที่กุ้งนางเศรษฐีสาวน้อยเบื่อที่สุดคือ การที่ต้องถูกบังคับให้เรียนรู้การดำเนินธุรกิจอย่างคร่ำเคร่ง ไหนจะต้องเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศอีก กุ้งนางถูกสุธีบังคับ และเตรียมเธอให้พร้อมสำหรับดำเนินธุรกิจต่อจากเขามาตั้งแต่เธอเริ่มเป็นสาว กุ้งนางถูกสอนให้แต่งตัววางตัวในสังคม และต้องไปงานเลี้ยงเปิดตัวสินค้า จนกุ้งนางเบื่อยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ไม่มีใครรู้ว่าสุธีทำลงไปก็เพื่อหวังบีบคั้นให้กุ้งนางเบื่อมาก ๆ ซึ่งขนาดขายบริษัทให้เขาก็ยิ่งดี หรือบ้าไปเลยสุธีก็จะยิ่งพอใจมาก เขาทำตัวเป็นญาติผู้ใหญ่ที่หวังดี แต่ความจริงแล้วสุธีโลภมาก เขาบริหารบริษัทมานานจนคิดว่าเป็นของตัวเอง และไม่ยอมที่จะให้เป็นของกุ้งนางอีกต่อไป ขณะที่เขาสอนกุ้งนางอย่างเคร่งครัด เขาก็แอบยักยอกรายได้ต่าง ๆ เข้ากระเป๋าตัวเองอย่างสม่ำเสมอ สุธีรู้ดีว่ากุ้งนางไม่มีทางรู้ เพราะกุ้งนางไว้ใจเขามากที่สุด ที่สำคัญสุธีสบประมาทว่ากุ้งนางโง่อยู่เสมอมา ละคร ผักบุ้งกับกุ้งนาง ส่วนกุ้งนางนั้นนอกจากเบื่อเรื่องธุรกิจแล้ว เธอเหงามากไม่มีเพื่อนสนิทสักคน เมื่อกรกลับมาใหม่ ๆ กุ้งนางก็มีกรเป็นเพื่อน ต่อมาเมื่อกรหมั้นกับดวงรัตน์ เธอก็มีดวงรัตน์เป็นเพื่อนอีกคน แต่แล้วดวงรัตน์ก็ทำให้กุ้งนางรู้ว่าสังคมมีแต่ใส่หน้ากากเข้าหากัน เธอได้ยินดวงรัตน์นินทาเธอลับหลังว่าดีแต่สวยปัญญาไม่มีเป็นสาวรวยแต่ปัญญาอ่อน ดวงรัตน์เม้าท์จนลืมตัวเผลอนินทากุ้งนางในห้องน้ำที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ขณะที่มางานเลี้ยงด้วยกัน ดวงรัตน์ไม่รู้ว่ากุ้งนางอยู่ในห้องน้ำด้วย กุ้งนางจึงได้รับรู้ความจริงอย่างเสียใจ เพราะต่อหน้าเธอแล้วดวงรัตน์จะอ่อนหวาน พูดเพราะเอาใจเธอทุกอย่าง แต่ลับหลังแล้วดวงรัตน์ร้ายกาจกับเธอที่สุด ซ้ำร้ายดวงรัตน์ยังพยายามชักนำให้ วิรัตน์ (ณัฐวัฒน์ เปล่งศิริวัธน์) ผู้เป็นพี่ชายเข้ามาจีบเธออีกด้วย ถึงจะดูนิ่ง ๆ เรียบร้อย แต่กุ้งนางก็ไม่ได้โง่เสียจนดูไม่ออกว่า 2 พี่น้องไม่จริงใจกับเธอเลย กุ้งนางจึงไม่ยอมเปิดโอกาสให้วิรัตน์ได้ใกล้ชิดกับเธอสักครั้ง ถึงกระนั้นเมื่อกลับจากงานเลี้ยง กุ้งนางคิดถึงผักบุ้งตลอดเวลา เธอเบื่อที่จะอยู่กับคนที่ไม่จริงใจ เธออยากเป็นอิสระบ้างถึงแม้ว่ากรจะเข้าใจ และคอยช่วยเหลือเธอบ้างในเรื่องธุรกิจ แต่กุ้งนางก็บอกเรื่องดวงรัตน์ไม่ได้ ยิ่งเห็นดวงรัตน์ในคืนนี้กุ้งนางก็อยากจะหนีไปไหนให้พ้นสักพัก ซึ่งเธอก็รู้ว่าคงรอดตาของกรหรือสุธีได้ยากเต็มที แต่แล้วกุ้งนางก็คิดออก เธอจะตามหาผักบุ้งและสลับตัวกันถึงแม้ชั่วคราวก็ยังดี ถึงแม้จะพบกันเพียงครั้งเดียว แต่กุ้งนางก็รู้สึกว่าผักบุ้งเป็นคนดี คืนวันต่อมากุ้งนางจะออกไปตามหาผักบุ้งที่โรงแรมนั้น กรมาพบเข้าพอดีจึงอาสาขับรถให้ เมื่อไปถึงโรงแรมกุ้งนางก็ผิดหวังเพราะผักบุ้งเป็นพนักงานชั่วคราว ตลอดเวลาที่เดินทางมากุ้งนางบอกกรเพียงว่าเธอจะมาหาเพื่อนชื่อผักบุ้ง กุ้งนางให้กรพามาที่นี่อีกหลายครั้งแต่ก็ไม่พบ เรื่องการออกไปข้างนอกกับกรในเวลากลางคืนของเธอรู้ถึงหูดวงรัตน์ ดวงรัตน์ซึ่งอิจฉากุ้งนางอยู่แล้วจึงออกอาการหึงอาละวาดกุ้งนางจนน่าเกลียด และกลับไปยุวิวัฒน์ให้จีบกุ้งนางยิ่งขึ้น จนวันหนึ่งกุ้งนางทนไม่ไหวจึงหนีวิรัตน์ออกจากบ้านไป เธอขึ้นแท๊กซี่ให้พาไปที่โรงแรมที่พบผักบุ้งอีก คราวนี้โชคดีเพราะผักบุ้งมาทำงานพิเศษ และกำลังจะกลับบ้าน ทั้งคู่จึงพบกันที่หน้าโรงแรมนั่นเอง การหายไปของกุ้งนางทำให้กรเป็นห่วงมาก เขารีบขับรถออกตามหาเธอ ซึ่งเขาเดาว่ากุ้งนางต้องมาโรงแรมนี้ วันนี้กุ้งนางมีโอกาสคุยกับผักบุ้งเรื่องขอสลับตัวเพียงครู่เดียว เธอก็เห็นรถของกร กุ้งนางพยายามให้ผักบุ้งรับปาก แต่ผักบุ้งไม่ยอม เธอให้กุ้งนางกลับไปคิด 1 คืน แล้วค่อยมาพบกันอีกครั้งพรุ่งนี้ที่หน้าโบสถ์ในวัดใกล้ ๆ นี้เอง ก่อนจะแยกจากกันไป ผักบุ้งกับกุ้งนาง เมื่อกรเดินมาหาจึงเห็นกุ้งนางยืนอยู่คนเดียวอย่างอารมณ์ดี ละคร ผักบุ้งกับกุ้งนาง วันรุ่งขึ้นกุ้งนางไปตัดผมสั้นดูทะมัดทะแมง เธอตั้งใจตัดผมให้คล้ายผักบุ้งที่สุด คืนนั้นกรไปส่งกุ้งนางที่โรงแรมตามเคย โดยกุ้งนางขอเวลา 2 ชั่วโมงก่อนให้เขากลับมารับอีกครั้ง กุ้งนางเดินไป ที่จุดนัดพบอย่างตื่นเต้น ระหว่างนั่งคอยผักบุ้งเธอก็ต้องตกใจเมื่อเผด็จเดินเข้ามาทักว่าเป็นผักบุ้ง ใจหนึ่งเธอก็ดีใจที่ตบตาคนอื่นได้ กุ้งนางจึงรับสมอ้างเป็นผักบุ้งคุยกับเผด็จอย่างเรียบร้อย อ่อนหวานตามนิสัย จนเผด็จแปลกใจที่ผักบุ้งน่ารักผิดปกติ ทั้งคู่คุยกันอยู่นาน โดยที่กุ้งนางเป็นฝ่ายรับคำเออ ๆ ค่ะ ๆ ไปตามเรื่อง จนถึงเวลาที่นัดกรมารับ กุ้งนางจึงต้องรีบหาทางเลี่ยงไป เธอแปลกใจที่ผักบุ้งไม่มาตามนัด จะอย่างไรก็ตามคืนวันต่อมากุ้งนางก็มารออีกครั้งและก็พบเผด็จอีกจนได้ เผด็จไม่ยอมให้กุ้งนางหรือผักบุ้งในความเข้าใจของเขาอยู่ตามลำพัง เพราะสาวสวยอย่างเธออยู่ในที่เปลี่ยวดูจะไม่ปลอดภัย เป็นอันว่าคืนนั้นกุ้งนางก็ไม่ได้พบผักบุ้งอีกจนได้ ส่วนผักบุ้งไม่ใช่ว่าลืมนัดกับกุ้งนางแต่เหมือนถูกแกล้งทั้งยายพวงและวันชัยต่างก็ใช้เธอทำงานจนเลยเวลานัดทุกที ผักบุ้งคิดหนักมากขึ้นไม่อยากให้กุ้งนางมาลำบาก ยิ่งระยะหลัง ๆ วันชัยชอบมองเธอแปลก ๆ แล้วหาโอกาสแตะเนื้อต้องตัวเธออยู่เรื่อย ๆ แต่คนอย่างผักบุ้งหรือจะยอมง่าย ๆ วันชัยจึงถูกแม่ไม้มวยไทยของผักบุ้งจนเจ็บตัวบ่อย ๆ แต่ก็ไม่กล้าโวยวาย ไหนจะเรื่องไอ้โตอีก ทว่าในที่สุดสองสาวคู่เหมือนก็พบกันจนได้ กุ้งนางขอร้องจนผักบุ้งยอม ยิ่งรู้เรื่องดวงรัตน์และวิรัตน์ที่วุ่นวายกับกุ้งนาง ผักบุ้งรู้สึกโกรธแทนอย่างบอกไม่ถูก เธอรู้สึกผูกพันกับเพื่อนใหม่ไฮโซคนนี้มาก ทั้งผูกพันและห่วงใยจนน่าแปลกใจ ซึ่งกุ้งนางเองก็เช่นกันทั้งคู่นัดพบกันอีกหลายครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนตัวของกันและกันอย่างละเอียดก่อนจะสลับตัวกัน ทั้งนี้ผักบุ้งย้ำกับกุ้งนางเสมอว่าถ้าจะกลับมาสู่ชีวิตเดิมเมื่อไร เธอก็พร้อมทันที ละคร ผักบุ้งกับกุ้งนาง แล้วก็ถึงวันที่ทั้งคู่รอคอยคือวันที่จะสลับชีวิตกัน กุ้งนางบอกกรว่าอยากจะเป็นคนใหม่ถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงก็อย่าโกรธเธอ ให้ปฏิบัติต่อเธอเหมือนน้องสาวเหมือนเดิม กรรับปากแม้จะแปลกใจอยู่บ้าง เช่นเดียวกับผักบุ้งเธอเป็นฝ่ายไปหาเผด็จแถมยังบอกอีกว่า พักนี้ไอ้โตมากวนใจวอแวเธอบ่อยเหลือเกิน ถ้าไม่อยากให้เธอต้องทำร้ายมันละก้อให้หมั่นไปตระเวนแถว ๆ ร้านส้มตำอรสาบ้าง ซึ่งเผด็จรับปากแต่โดยดี คืนนั้นทั้งคู่เปลี่ยนเสื้อผ้ากันที่ห้างสรรพสินค้าเล็ก ๆ ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตใหม่อย่างที่ตกลงกัน ผักบุ้งขึ้นรถของกรอย่างระมัดระวังเธอพูดน้อยจนกรรู้สึก แถมเมื่อถึงบ้านยังป้ำ ๆ เป๋อ ๆ เดินผิดห้องอีกแต่ก็รอดตัวไปจนได้ ตรงกันข้ามกับกุ้งนางซึ่งคืนแรกก็เจอดีเข้าแล้ว เมื่อพบกับไอ้โตก่อนจะเข้าบ้าน ไอ้โตพูดจาแทะโลมก่อนตามนิสัย แต่เมื่อกุ้งนางตอบอย่างเงอะงะแถมมีทีท่าหวาดกลัวมันก็เริ่มได้ใจ ไอ้โตเตรียมเข้ามาลวนลามเธอตามถนัด เผด็จก็ผ่านมาพอดี ไอ้โตเผ่นหนีอย่างไม่มีฟอร์ม ภาพของกุ้งนางที่อ่อนแอเป็นผู้ยิ้งผู้หญิง ทำให้เผด็จประหลาดใจว่าผักบุ้งสาวห้าวทำไมถึงดูบอบบางน่ารักนัก แถมเมื่อเขาบอกว่าจะเดินไปส่งที่บ้านเธอก็ยอมโดยดี ระหว่างเดินไปด้วยกันทางเดินแคบทำให้ต้องเดินใกล้ชิดกันมาก ด้วยความไม่ชินทางและความเขินอายทำให้กุ้งนางเดินสะดุดบ่อย ๆ จนเผด็จต้องคอยจับแขนหรือประคองเธอไว้ตลอดทาง กุ้งนางพยายามทำตัวเข้มแข็งแต่ก็ไม่สำเร็จ เธอไม่รู้ว่าเผด็จเองเริ่มประทับใจกับผักบุ้งคนนี้เข้าให้แล้ว ผักบุ้งกุ้งนางทำให้คนรอบข้างผิดสังเกตกันมากมาย สาวห้าวกลับเป็นสาวเรียบร้อย อ่อนไหว มีน้ำใจ ขณะที่สาวนุ่มนิ่มอ่อนหวานอย่างกุ้งนางกลับเฮี้ยวและห้าว แถมยังขยันทำงานอีกด้วย ที่สำคัญฉลาดเรียนรู้ธุรกิจได้เร็วจนกรหลงเสน่ห์ความเก่งอย่างไม่รู้ตัว ความใกล้ชิดของกรและกุ้งนาง (ผักบุ้ง) ทำให้ดวงรัตน์หึงขนาดหนักถึงขนาดตามมาอาละวาดถึงบ้าน ผักบุ้งหรือจะยอมง่าย ๆ ดวงรัตน์จึงถูกย้อนอย่างเจ็บปวดพอกัน เรื่องยุ่งมากขึ้นเมื่อดวงรัตน์ยุให้วิรัตน์ปล้ำกุ้งนาง (ผักบุ้ง) เพื่อรวบรัด โดยแน่ใจว่าสาวตุ๋มติ๋มอย่างกุ้งนางต้องยอมตกกระไดพลอยโจนแต่งงานแก้หน้าแน่นอน แต่ทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อวิรัตน์เริ่มอาการเจ้าชู้ยักษ์กับกุ้งนาง (ผักบุ้ง) ในวันหนึ่งเมื่อเห็นว่าเธออยู่คนเดียว วิรัตน์จึงโดนกุ้งนาง (ผักบุ้ง) ใช้วิชาอัดลงไปนอนกองกับพื้น กรกลับมาพอดีเขาโกรธมาก และยิ่งโกรธมากขึ้นเมื่อรู้ว่าดวงรัตน์เป็นผู้สนับสนุนพี่ชาย กรขอถอนหมั้นกับดวงรัตน์ทันที ยิ่งเวลาผ่านไปกรก็ยิ่งจับพิรุธได้ว่ากุ้งนางคนนี้ไม่ใช่กุ้งนางคนเก่า จะอย่างไรก็ตามกรยอมรับกับตัวเองว่าเขารักกุ้งนางคนนี้เขาให้แล้ว ละคร ผักบุ้งกับกุ้งนาง ส่วนดวงรัตน์ยังตามตื้อกรอีก ผักบุ้งกับกุ้งนาง เธอโวยวายว่ากุ้งนางแย้งกรไป กุ้งนาง (ผักบุ้ง) สวมรอยทันที เธอหวานกับกรอย่างน่ารัก ผักบุ้งไม่รู้ตัวว่าเธอทำอะไรลงไปเพราะใจเธอต้องการเช่นนั้นเหมือนกัน ส่วนกรรับสมอ้างต่อทันทีเหมือนกัน ดวงรัตน์จึงยิ่งคลั่ง ส่วนสุธีเริ่มหงุดหงิดเมื่อกุ้งนาง (ผักบุ้ง) ไม่ยอมเซ็นอนุมัติโครงการต่าง ๆ ง่าย ๆ เหมือนเดิม แถมยังมีการเอาบัญชีรายรับรายจ่ายเก่า ๆ ของบริษัทมาดูเสียอีก สุธีไม่รู้ว่าผักบุ้งจับได้แล้วว่าเขาโกงบริษัท ส่วนกุ้งนางต้องผจญความวุ่นวายอย่างน่าสงสารจากคุณหนูไฮโซต้องมาตำส้มตำ ยิ่งไปกว่านั้นเทพบุตรในดวงใจคือเผด็จก็มาโดนมณีมาทำท่าเป็นเจ้าเข้าเข้าของจนเธอเสียใจ แต่เผด็จก็รีบมาบอกความจริงเสียก่อน กุ้งนางจึงมีกำลังใจอยู่ต่อไปได้ คนที่จับพิรุธได้ก่อนว่าสาวน้อยคนนี้ไม่ใช่ผักบุ้งก็คืออรสา เธอเลี้ยงผักบุ้งมานานจนรู้นิสัยใจคอ อยู่ด้วยกันเพียง 2 วันอรสาก็รู้แล้วว่าคนนี้ไม่ใช่หลานสาวคนเดิม เธอพากุ้งนางไปที่โบสถ์ และถามความจริงต่อหน้าพระประธาน กุ้งนางจึงต่อสารภาพความจริง อรสานิ่งไปเมื่อรู้ว่าสาวน้อยคนนี้เป็นใครยิ่งประหลาดใจ เมื่อรู้ว่ากุ้งนางเกิดวันเดียวเดือนเดียวกับผักบุ้ง ความน่าจะเป็นที่ทั้งคู่เป็นคู่แฝดกันมีสูงมาก คนที่จะตอบได้ดีคือนวลซึ่งก็ตายไปแล้ว นับจากวันนั้นอรสาจะคอยปกป้องดูแลกุ้งนางมากขึ้น อีกคนที่จับพิรุธได้ก็คือลุงสมาน แกทำให้กุ้งนางต้องสารภาพความจริงอีกคน สมานดูออกว่าเผด็จนั้นรักผักบุ้ง (กุ้งนาง) คนนี้จึงบอกเป็นนัย ๆ ว่าไม่ใช่ผักบุ้งคนเดิม ละคร ผักบุ้งกับกุ้งนาง ละคร ผักบุ้งกับกุ้งนาง แล้ววันหนึ่งก็เกิดเรื่องเมื่อวันชัยเข้ามาปล้ำกุ้งนางแต่อรสามาช่วยไว้ทัน กุ้งนางกลัวมากวันชัยยังอาละวาดไม่หยุด จนอรสาทำท่าจะขวางไม่ได้ เหตุการณ์กำลังคับขันเผด็จซึ่งเป็นห่วงอยู่แล้วก็เข้ามาพอดี กุ้งนางโผเข้ากอดอย่างดีใจ เผด็จโอบเธอไว้พลางบอกทุกคนอย่างชัดเจนว่าผักบุ้ง (กุ้งนาง) เป็นแฟนเขา และเขาจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเธอเด็ดขาด เหตุการณ์วันนั้นทำให้เผด็จและกุ้งนางเข้าใจกัน แต่มณีกลับแค้น เธอไปยุให้โตฉุดผักบุ้ง (กุ้งนาง) ไอ้โตหลวมตัวเชื่อมณีจึงวางแผนฉุดในค่ำวันหนึ่ง ระหว่างที่กุ้งนางกลับหลังจากเยี่ยมสมานซึ่งป่วยหนัก กุ้งนางดิ้นรนสุดชีวิตเธอดีใจที่เห็นมณีแต่กลับเป็นว่ามณีมาช่วยโตฉุดเธอให้ไปทางบ้านของโต เผด็จซึ่งไปเยี่ยมสมานเช่นกันแต่ไปทีหลังเมื่อกุ้งนางกลับมาแล้ว สมานเป็นห่วงกุ้งนางจึงให้เผด็จรีบตามมา ซึ่งก็ทันเวลาพอดีก่อนที่เขาจะเป็นบ้าเพราะห่วงเธอ ส่วนกรเมื่อจับพิรุธผักบุ้งได้มากขึ้น เขาก็ขู่เธอให้บอกความจริง ผักบุ้งปากแข็งจนกรแกล้งขู่จะส่งตำรวจผักบุ้งจึงบอกความจริง กรทำเป็นไม่เชื่อแกล้งว่าผักบุ้งต่าง ๆ นา ๆ ว่าหวังสมบัติของกุ้งนางจนผักบุ้งน้อยใจและเสียใจ เธอผิดหวังที่กรผู้ชายที่เธอรักไม่เข้าใจเธอเลย ผักบุ้งจึงต่อโทรศัพท์มือถือของกุ้งนางให้พูดกันเอง จนกรเข้าใจว่าผักบุ้ง (กุ้งนาง) ตกลงจะกลับสู่ชีวิตเดิมของตัวเอง เพราะสงสารคนรอบข้าง เมื่อวางหูจากกุ้งนาง ผักบุ้งเสียใจที่กรใจร้ายกับเธอมากจนไม่ยอมพูดด้วย เธอประชดกรด้วยฤทธิ์งอนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ผักบุ้งไม่รู้ตัวว่ายามที่เธอมีกิริยาอย่างผู้หญิงนั้นน่ารักหนักหนาจนกรอดใจไม่ได้ต้องสารภาพรักกับเธอ ก่อนวันนัดที่สลับตัวกัน สุธีก็ทำเรื่องยุ่งเสียก่อน เมื่อความโลภเข้าครอบงำ เขาหลอกผักบุ้งไปขังไว้ในโกดังร้างกลางทุ่ง สุธีสร้างเรื่องแนบเนียนมากจนไม่มีใครเดาได้ กรทนไม่ไหวจึงได้ติดต่อกุ้งนางกับเผด็จ ทั้งคู่จึงซ้อนแผนโดยให้กุ้งนางกลับไปหาสุธี แล้วต่อว่าสุธีทำร้ายเธอ เมื่อพบกันสุธีตกใจเมื่อเข้าใจว่ากุ้งนาง (ผักบุ้ง) รอดมาได้ เขาหลุดปากโวยวายออกมาเรื่องโกดังจนกรเดาได้ ละคร ผักบุ้งกับกุ้งนาง กรรีบไปช่วยผักบุ้งทันที เขาพบผักบุ้งอยู่ในสภาพที่หมดแรงเพราะขาดทั้งอาหารและน้ำ ผักบุ้งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อช่วยชีวิตทันที สุธีถูกจับส่วนผักบุ้งปลอดภัย กุ้งนางรู้สึกผูกพันกับผักบุ้งมาก จึงเตรียมที่จะพาผักบุ้งมาอยู่ด้วย เธอตั้งใจจะไปขออนุญาตกับทองแข แต่ทองแขกลับทำให้ทุกอย่างลงเอยอย่างง่ายดาย เมื่อเธอมาหาสาวน้อยทั้งคู่แล้วบอกว่าทั้งผักบุ้งแล้วกุ้งนางต่างก็เป็นหลานของเธอ ทั้งคู่เป็นแฝดกันแต่ผักบุ้งซึ่งเป็นแฝดพี่นั้นถูกนวลผู้เป็นแม่อุ้มจากไปตั้งแต่แบเบาะ เพราะปู่ของผักบุ้งและกุ้งนางไม่ยอมรับสะใภ้ ทองแขพยายามตามหานวลและผักบุ้งเพื่อที่จะรับกลับมาทั้งคู่แต่ก็ไม่พบ เพราะว่านวลนั้นตายก่อนที่ปู่ของทั้งคู่จะตาย จนกระทั่งผ่านมาจนถึงวันนี้ทุกอย่างจึงลงเอยด้วยดี ติดตามชมความสนุกสนานของ ละคร ผักบุ้งกับกุ้งนาง ได้ทุกวัน เวลา 18.20 น. ทางช่อง 7 สี ละคร ผักบุ้งกับกุ้งนาง เริ่มตอนแรกวันพุธที่ 6 เมษายน 2559 รายชื่อนักแสดงนำใน ละครผักบุ้งกับกุ้งนาง กฤตฤทธิ์ บุตรพรม รับบท ผู้กองเผด็จพาทิศ พิสิฐกุล รับบท กร นักแสดงละครผักบุ้งกับกุ้งนางซอนญ่า สิงหะ รับบท ผักบุ้ง/กุ้งนาง นักแสดงละครผักบุ้งกับกุ้งนางณัฐวัฒน์ เปล่งศิริวัธน์ รับบท วิรัตน์ นักแสดงละครผักบุ้งกับกุ้งนางสโรชา วาทิตตพันธ์ รับบท ศิริพรรณ นักแสดงละครผักบุ้งกับกุ้งนางกชกร ส่งแสงเติม รับบท ดวงรัตน์ นักแสดงละครผักบุ้งกับกุ้งนางอรุชา โตสวัสดิ์ รับบท โต นักแสดงละครผักบุ้งกับกุ้งนางปราณวรินทร์ ปามี รับบท มณี นักแสดงละครผักบุ้งกับกุ้งนางเพ็ญเพ็ชร เพ็ญกุล รับบท สุธี นักแสดงละครผักบุ้งกับกุ้งนางนึกคิด บุญทอง รับบท วันชัย นักแสดงละครผักบุ้งกับกุ้งนางปริยะ วิมลโนช รับบท ชัยวัฒน์ นักแสดงละครผักบุ้งกับกุ้งนางขจรศักดิ์ รัตนนิสสัย รับบท เสี่ยสิงโต นักแสดงละครผักบุ้งกับกุ้งนางเสาวนิตย์ ณัฐวรวโรตม์ รับบท กุ๊ก นักแสดงละครผักบุ้งกับกุ้งนาง

ดาร์บี้แมตช์เมืองมาดริด!! เบล ซัดแฉลบพา ชุดขาว เชือด เรือใบ เข้าชิงUCLฟัด ตราหมี
ซานติอาโก้ เบร์นาเบว /  ผลบอล / 

ผลบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ (นัดสอง) วันพุธที่ 4 พฤษภาคม 2559 เรอัล มาดริด 1-0 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผู้ทำประตู : 1-0 แกเร็ธ เบล น.20 เวลา : 1.45 น. สนาม : ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ถ่ายทอดสด : BeIN Sport 1 ศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ (นัดสอง) เรอัล มาดริด เปิดสนาม ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ต้อนรับการมาเยือนของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยเกมแรกในบ้าน "เรือใบสีฟ้า" ทั้งสองทีมเสมอกันมาที่สกอร์ 0-0 ครึ่งแรก รูปเกมเป็นทางฝั่ง "ราชันชุดขาว" ที่เอาบอลมาครองพร้อมกับเดินหน้าบุกใส่แผงหลังผู้มาเยือนชนิดที่เกือบได้ประตูขึ้นนำอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งมาได้ประตูที่ต้องการในนาที 20 จากจังหวะที่ แกเร็ธ เบล หลุดเข้ามาในกรอบเขตโทษฝั่งขวา พร้อมกับซัดเน้นๆด้วยเท้าข้างไม่ถนัด บอลไปแฉลบขา แฟร์นันโด เล็กน้อยทำให้น้ำหนักบอลลอยโด่งข้ามหัว โจ ฮาร์ท เข้าไปเสียบสามเหลี่ยมอย่างสวยสดงดงาม ช่วงเวลาที่เหลือยังคงเป็น เรอัล มาดริด ที่ทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจน แถมยังมีโอกาสได้ประตูที่สองมากกว่าจะเป็นประตูตีเสมอของ "เรือใบสีฟ้า" แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีฝั่งไหนบวกสกอร์ได้เพิ่มทำให้จบ 45 นาทีแรก เจ้าบ้านยังคงเป็นฝ่ายนำอยู่ที่ 1-0 ช่วยครึ่งหลัง รูปเกมยังคงเป็น "ราชันชุดขาว" ที่เป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบไม่ว่าจะเป็นการครองบอล และจังหวะจบสกอร์ก็ทำได้ดีกว่า "เรือใบสีฟ้า" อย่างชัดเจนเหมือนในครึ่งเวลาแรก แม้ว่า มานูเอล เปเยกรินี่ จะพยายามเปลี่ยนตัวสำรองลงมาแก้เกมแต่ก็ยังทำอันตรายแผงหลังเจ้าบ้านได้ค่อนข้างน้อยมากๆ ทำให้ช่วงเวลาใน 45 นาทีหลังก็ยังคงไม่มีฝั่งไหนบวกสกอร์กันได้เพิ่ม สุดท้ายเป็นทาง เรอัล มาดริด ที่สามารถรักษาสกอร์นำ 1-0 จนจบ 90 นาที ผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศกับสโมสรเพื่อนบ้านอย่าง แอตเลติโก้ มาดริด ที่สนาม ซานซิโร่ ในเมือง มิลาน ประเทศ อิตาลี ได้สำเร็จ รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม เรอัล มาดริด : เคย์เลอร์ นาบาส(GK), ดาเนี่ยล การ์บาฆัล, เปเป้, เซร์กิโอ รามอส, มาร์เชโล่, ลูก้า โมดริช, โทนี่ โครส, อิสโก้, เฆเซ่, แกเร็ธ เบล, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ : โจ ฮาร์ท(GK), บาการี่ ซาญ่า, แว็งซ็องต์ ก็องปานี, นิโคลัส โอตาเมนดี้, กาแอล กลิชี่, แฟร์นันโด, แฟร์นันดินโญ่, เฆซุส นาบาส, ยาย่า ตูเร่, เควิน เดอ บรอยน์, เซร์คิโอ อเกวโร่

โอะฮะโย! เที่ยวเมืองคุมะโมะโตะ พร้อมทำความรู้จัก 'คุมะมง' เจ้าหมีตัวดำสุดทะเล้น
ที่เที่ยวญี่ปุ่น /  ประเทศญี่ปุ่น / 

เพื่อนๆ รู้ไหมว่า .. เมืองคุมะโมะโตะ ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น นั้นมีแหล่งท่องเที่ยว ธรรมชาติ น่าสนใจหลายที่เลยล่ะค่ะ มีอาหารท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อนั้นก็คือ เนื้อม้า อีกด้วย รวมถึงถ้าใครมาที่เมืองนี้แล้วไม่รู้จักเจ้าหมีตัวดำสุดทะเล้น ไม่ได้เด็ดขาด! เพราะเป็นมาสคอตประจำเมืองนี้นี่เอง .. โอะฮะโย! เที่ยวเมืองคุมะโมะโตะ พร้อมทำความรู้จัก 'คุมะมง' เจ้าหมีตัวดำสุดทะเล้น ก่อนอื่น! อย่างที่เราทราบกันดีว่าไม่กี่วันมานี้ ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวที่เมืองคุมาโมโตะ ภูมิภาคคิวชู ประเทศญี่ปุ่น อย่างรุนแรง ขนาด 7.3 แมกนิจูดเลยทีเดียว ซึ่งทำให้บ้านเรือนพังเสียหายและมีผู้เสียชีวิตหลายราย ทาง Travel.mthai ก็ขอแสดงความเสียใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านเหุตการณ์นี้ไปได้โดยเร็วนะคะ .. ทำความรุ้จัก "คุมะโมะโตะ" เมืองคุมะโมะโตะ อยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองต้นกำเนิดของหมี (ชื่อคุมาโมโตะแปลว่า “ต้นกำเนิดของหมี”) อีกทั้งยังเป็นประตูที่จะพาไปสัมผัสความงดงามทางธรรมชาติในแบบคิวชู คุมาโมโตะ เมืองแห่งปราสาท เป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดและที่อยู่อาศัยของประชากรถึง 720,000 คน แต่เสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่หลงใหลก็คือความหลากหลายทางธรรมชาติในแบบคิวชู เพียงชั่วโมงเศษๆ ด้วยการขับรถก็สามารถเดินทางจากชายหาดกึ่งร้อนในอะมะกุซะ (Amakusa) ไปยังยอดภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นใน อะโสะ (Aso) นอกจากนี้ ในเมืองก็ยังเต็มไปด้วยธรรมชาติอันรื่นรมย์อย่าง แม่น้ำชิราคาวา (Shirakawa River) ที่แยกออกหลายสายและไหลไปยังตัวเมือง รวมทั้งพื้นที่สีเขียวรอบๆ อันกว้างใหญ่ ที่ทำให้ที่นี่ถูกกล่าวขานว่าเป็น แดนแห่งป่าสวยและน้ำใสบริสุทธิ์ (City of Woods and Fresh Water) และแน่นอนแม้จะไม่ได้เห็นหมีเดินเพ่นพ่านอยู่ตามถนน แต่มัสคอตยอดนิยมอย่าง คุมะมง (Kumamon) ก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป สภาพภูมิกาศ คุมาโมโตะ มีสภาพภูมิกาศแบบกึ่งร้อนชื้น และอาจจะได้พบกับฝนตกในระหว่างการท่องเที่ยว ในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม อากาศในฤดูร้อนจะปลอดโปร่งโดยมีอุณหภูมิประมาณ 30 องศาเซลเซียส ส่วนฤดูหนาวจะเย็นกว่ามาก โดยมีอุณหภูมิต่ำสุดใกล้กับจุดเยือกแข็ง ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงอากาศจะอบอุ่นขึ้นเมื่อมีความชื้น งานเทศกาลต่างๆ ในเดือนตุลาคม ก็จะมีการจัดงานเทศกาลคันทรี่โกลด์ (Country Gold Festival) อันน่าตื่นตาตื่นใจด้วยวัฒนธรรมโคบาลแบบญี่ปุ่น อีกทั้งเทศกาลโคมไฟไม้ไผ่มิซูอาคาริ (Mizuakari Festival) ที่พร้อมมอบประสบการณ์ในแบบดั้งเดิม ส่วนเดือนกันยายนจะมีการจัดเทศกาลฟูจิซากิ ฮาชิมันกู (Fujisaki Hachimangu Festival) หรือที่เรียกว่าเทศกาลม้า (Horse Festival) ซึ่งจะจัดเป็นเวลา 5 วัน โดยมีการตกแต่งและกวดม้าไปตามถนนท้องถนนในตัวเมือง การเดินทางมายังเมือง คุมาโมโตะ จากสนามบิน การเดินทางสู่ใจกลางเมือง 20 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลา 35 นาที แท็กซี่ ราคาประมาณ 5,000-7,000 เยน รถบัส ราคาประมาณ 730-800 เยน ใช้ระยะเวลาเดินทาง 50 นาที โดยรถบัสส่วนใหญ่จะออกทุกๆ ชั่วโมงระหว่าง 8 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม นอกจากนี้ยังมีรถบัสอีกหลากหลายสายที่ให้บริการไปสู่อะโสะ (Aso) เมืองแห่งบ่อน้ำพุร้อน คุโรคาว่า (Kurokawa) และเมืองอัศจรรย์แห่งน้ำตก ทาคาชิโฮะ (Takachiho) การเดินทางเที่ยวในเมือง คุมาโมโตะ นอกเหนือไปจากบริการรถบัส ที่นี่ยังมีรถรางสองสายที่วิ่งทั่วเมืองคุมาโมโตะ ซึ่งทั้งสองสายจะวิ่งผ่านย่านใจกลางเมือง โดยสาย A จะวิ่งไปสู่สถานีคุมาโมโตะทางด้านทิศใต้ของเมือง และสาย B จะวิ่งไปทางทิศเหนือสู่สถานีคามิ-คุมาโมโตะ ด้วยราคา 150 เยน ตลอดสาย ไม่ว่าระยทางจะใกล้หรือไกลก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีบัตรโดยสารแบบหนึ่งวัน (All-day Pass) ในราคา 500 เยน ที่สามารถใช้ได้ทั้งรถบัสและรถราง พร้อมส่วนลดสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกด้วย ที่นี่ยังมีรถ Kumamoto Loop Bus ที่เชื่อมต่อไปยังจุดต่างๆ ที่น่าสนใจของเมือง ด้วยราคาหนึ่งเที่ยว 150 เยน หรือตั๋วที่ใช้ได้อย่างไม่จำกัดในราคา 400 เยน ที่มีส่วนลดค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวให้มาด้วย สิ่งที่ต้องทำเมื่อมาที่ "คุมาโมโตะ" 1. ชมภูเขาไฟอะโสะ (Mount Aso) และปล่องภูเขาไฟ ภูเขาไฟอะโสะ (Mount Aso) ตั้งอยู่ใจกลางของอุทยานแห่งชาติอะโสะ-คูจู (Aso-Kuju National Park) อันกว้างใหญ่ โดยมีปากปล่องภูเขาไฟซึ่งนับเป็นหนึ่งในโลกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ด้วยเส้นผ่าศูนย์กลาง 25 กิโลเมตร ซึ่งใหญ่เท่ากับเมืองถึง 3 เมืองเลยทีเดียว นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีระบบรถไฟ การทำกสิกรรม และทุ่งเลี้ยงสัตว์ อีกทั้งภูเขาเล็กๆ 5 ลูก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับหมอด ทั้งหมดนี้ล้วนตั้งอยู่ริมขอบของปากปล่องภูเขาไฟดังกล่าว ที่ไม่ควรพลาดไปเที่ยวชม 2. ตามล่าหาหมี ตัวมัสคอตของคุมาโมโตะคือ หมีสีดำเพศผู้แสนน่ารักที่ชื่อว่า คุมะมง (Kumamon) และความน่ารักนี้ก็ทำให้เจ้าหมีมัสคอตตัวนี้โด่งดังไปทั่วโลกและสามารถสร้างรายได้ถึง 293 ล้านเยนในปีที่ผ่านมา อีกทั้งได้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสัมพันธ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่นหรือแม้แต่การเป็นผู้บรรยายที่ฮาร์วาร์ด นักท่องเที่ยวที่มาเยือนคุมาโมโตะจะพบเห็นหน้าของเจ้าหมีตัวนี้ทุกหนทุกแห่ง แต่หากอยากพบตัวจริงแบบตัวเป็นๆ ก็ต้องที่ จัตุรัสคุมะมง (Kumamon Square) คุมะมง สร้างโดยรัฐบาลท้องถิ่นของจังหวัดคุมะโมะโตะ ในปี พ.ศ. 2553 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกับการเปิดเส้นทางการเดินรถไฟชิงกันเซ็งสายคิวชู ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาค จากนั้นไม่นานคุมะมงก็ได้รับความนิยมไปทั่วประเทศญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว ในปลายปีเดียวกันคุมะมงได้รับการโหวตจากชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศจนได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดตุ๊กตาสัญลักษณ์จากจำนวน 350 ตัวที่แต่ละท้องถิ่นส่งเข้าประกวด 3. ปราสาทดั้งเดิม ญี่ปุ่นนั้นเต็มไปด้วยปราสาทมากมาย แต่ ปราสาทคุมาโมโตะ-โจ นั้นนับเป็นหนึ่งในปราสาทที่ยิ่งใหญ่และน่าประทับใจเป็นที่สุด ซึ่งตัวปราสาทส่วนใหญ่นั้นได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ตามแบบฉบับของยุคศตวรรษที่ 17 ด้วยฝีมือที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพระราชวังฮอนมารุ โกเทน (Honmaru Goten Palace) บ้านพักที่หรูหราของไดเมียว อีกทั้งต้นซากุระที่เรียงรายเป็นร้อยต้นบนสนาม ที่ทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการชมดอกซากุระบาน 4. ความสุของคนกินเนื้อ หากกล้าพอที่จะลิ้มลอง หนึ่งในเมนูจานพิเศษที่มีชื่อเสียงที่สุดในคุมาโมโตะก็คือ บะซาชิ (Basashi) หรือเนื้อม้าดิบ แต่ถ้าคิดว่าหรูหราเกินไป เนื้อคุโรกิว (Kurogyu เนื้อดำ) หรืออะคากิว (Akagyu เนื้อแดง) ก็เป็นตัวเลือกระดับไฮเอนด์ของท้องถิ่นที่น่าลิ้มลองเช่นกัน สำหรับผู้รับประทานมังสวิรัติต้องหลงรัก คะระชิ เร็นคอน (Karashi Renkon) ซึ่งเป็นรากบัวยัดไส้ด้วยพริกคะระชิสุดเผ็ด และอีกหลากหลายเมนูที่ชื่นชอบก็มีพร้อมบริการที่ร้าน Umasakura 5. รถไฟ A-Train อะมะกุซะ (Amakusa) หมู่เกาะทั้ง 120 เกาะที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของคุมาโมโตะ นั้นพร้อมมอบความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวด้วยวิวชายฝั่งที่เต็มไปด้วยผาหินขรุขระ ชายหาดยาวทรายขาวละเอียด สุดยอดการดำน้ำ การชมปลาโลมาตลอดปี หรือแม้กระทั่งไดโนเสาร์ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการเดินทางมาท่องเที่ยวที่นี่ คือ การนั่งรถไฟ A-Train โดย A นั้นย่อมาจากคำว่า Adult (ผู้ใหญ่) แต่อย่าจินตนาการถึงอะไรที่เซ็กซี่ เพราะมีเพียงแค่โบกี้บาร์เครื่องดื่มพ่วงไปด้วยเท่านั้น A-Train พร้อมให้บริการในวันสุดสัปดาห์และวันหยุดพักผ่อนในช่วงฤดูกาลการท่องเที่ยว ขอบคุณข้อมูลจาก www.jetstar.com

ผลบอล : ขาด วาร์ดี้ ไม่มีผล!! จิ้งจอกสยาม ท็อปฟอร์มถลกหนัง หงส์ขาว ทิ้งไก่8แต้ม
คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม /  จิ้งจอกสยาม / 

ผลบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2559 เลสเตอร์ ซิตี้ 4-0 สวอนซี รายชื่อคนทำประตู : 1-0 ริย้าด มาห์เรซ น.10, 2-0 เลโอนาร์โด้ อูยัว น.30, 3-0 เลโอนาร์โด้ อูยัว น.60, 4-0 มาร์ค อัลไบรท์ตัน น.85 เวลา 22.15 น. สนาม : คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ถ่ายทอดสด : CTH Stadium 2 ศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จ่าฝูง เลสเตอร์ ซิตี้ มีคิวเปิดรัง คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ต้อนรับการมาเยือนของ "หงส์ขาว" สวอนซี [เริ่มเกม] 5 นาทีแรก เปิดฉากมาถือว่าเป็นทาง "หงส์ขาว" ที่เอาบอลมาครองพร้อมกับเดินหน้าทดสอบแผงหลังเจ้าถิ่นอยู่พักใหญ่ แต่แนวรับ เลสเตอร์ ซิตี้ ยังทำหน้าที่กันได้เยี่ยมสกัดลูกอันตรายออกไปได้ทุกจังหวะ GOAL! นาทีที่ 10 "จิ้งจอกสยาม" มาได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะ แอชลี่ย์ วิลเลี่ยมส์ เตะบอลไปติด ริย้าด มาห์เรซ บริเวณหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนจะโดน มาห์เรซ ฉกบอลเข้าไปกระหน่ำด้วยซ้ายไปทางเสาแรก บอลผ่านมือ ลูคัส ฟาเบียนสกี้ เข้าไปสัมผัสกับก้นตาข่ายอย่างง่ายดาย ผ่าน 20 นาทีแรก รูปเกมกลับมาเป็นทาง เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เอาบอลมาครองพร้อมกับเดินเครื่องลุยใส่แผงหลัง "หงส์ขาว" ได้แบบต่อเนื่อง แต่จังหวะจบสกอร์ถือว่ายังเฉี่ยวไปเฉี่ยวมา และไม่เฉียบขาดเท่าที่ควร GOAL! นาที 30 เลสเตอร์ มาได้ประตูทิ้งห่าง "หงส์ขาว" เป็น 2-0 จากจังหวะฟรีคิกบริเวณฝั่งซ้ายของสนาม ดาเนี่ยล ดริ๊งค์วอเตอร์ เปิดโด่งเข้ามาถึง เลโอนาร์โด้ อูยัว เทคตัวขึ้นโขกเต็มศรีษะ บอลพุ่งไปเสียบมุมขวาของปากประตูอย่างสวยสดงดงาม นาที 42 "หงส์ขาว" เกือบจะได้ประตูตีไข่แตกจากลูกฟรีคิก กิลฟี่ ซิเกิร์ดส์สัน รับหน้าที่สังหารแต่บอลไม่ผ่านเซฟ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล พุ่งปัดออกหลังไปได้อย่างหวุดหวิด ช่วงเวลาที่เหลือ สวอนซี พยายามเดินหน้าลุยแหลกเพื่อเจาะประตูตีไข่แตกแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถฝ่าด่านแผงหลัง "จิ้งจอกสยาม" ได้สำเร็จ สุดท้ายจบ 45 นาทีแรก เลสเตอร์ ซิตี้ ยังคงขึ้นนำอยู่ที่ 2-0 [ครึ่งหลัง] สวอนซี แก้เกมด้วยการส่ง อัลแบร์โต้ ปาลอสคี่ และเจฟเฟอร์สัน มอนเตโร่ ลงมาทำหน้าที่แทน เลรอย เฟอร์ และเวย์น เราท์เล็ดจ์ GOAL! นาที 60 "จิ้งจอกสยาม" มาได้ประตูทิ้งห่างเป็น 3-0 จากจังหวะหลุดของ เจฟฟรีย์ ชลุปป์ ที่ตอนแรกดูเหมือนจะขาดๆเกินๆ แต่สุดท้ายยังสามารถไหลบอลไปให้ เลโอนาร์โด้ อูยัว พุ่งมาชาร์จจ่อๆเข้าไปไม่มีพลาด ช่วงเวลาที่เหลือดูเหมือน สวอนซี จะเริ่มถอดใจจนกระทั่งมาโดนตัวสำรองอย่าง มาร์ค อัลไบรท์ตัน มาปิดฉากประตูสุดท้ายในนาที 85 ช่วยให้ "จิ้งจอกสยาม" เปิดมหกรรมยำใหญ่ใส่ "หงส์ขาว" ไปแบบเละเทะถึง 4-0 ทำให้ตอนนี้ เลสเตอร์ ซิตี้ ทำแต้มทิ้งห่าง สเปอร์ ไปไกลถึง 8 คะแนน รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้งสองทีม เลสเตอร์ ซิตี้ : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล(GK), แดนนี่ ซิมป์สัน, เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, คริสเตียน ฟุคส์, ริย้าด มาห์เรซ, ดาเนี่ยล ดริ๊งค์วอเตอร์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เจฟฟรีย์ ชลุปป์, ชินจิ โอกาซากิ, เลโอนาร์โด้ อูยัว สวอนซี ซิตี้ : ลูคัส ฟาเบียนสกี้(GK), อังเกล รังเกล, เฟเดริโก้ เฟร์นันเดซ, แอชลี่ย์ วิลเลี่ยมส์, นีล เทย์เลอร์, เลรอย เฟอร์, แจ็ค คอร์ค, ลีออน บริตตัน, กิลฟี่ ซิเกิร์ดส์สัน, เวย์น เราท์เล็ดจ์, จอร์แดน อายิว

สร้างพื้นที่ว่างให้ผ่อนคลายด้วย Pool Design Ideas
Design /  Pool / 

ใครหลายคนต่างก็ฝันอยากจะมีสระว่ายน้ำไว้ในบ้านของตัวเอง เพราะนอกจากจะเป็นพื้นที่ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมร่วมกันกับคนในครอบครัวแล้ว ยังช่วยเพิ่มบรรยากาศให้งานสถาปัตยกรรมดูมีชีวิตชีวาน่ามองขึ้นด้วย เชื่อว่าใครก็ตามที่เคยเดินทางไปพักผ่อนตามรีสอร์ตต่างๆ คงจะเกิดความประทับใจกับ “สระว่ายน้ำ” จนอยากดึงบรรยากาศเหล่านั้นเข้ามาไว้ในบ้าน เราจึงไม่พลาดที่จะรวบรวมสระว่ายน้ำสวยๆ จากรีสอร์ตหลายๆ แห่งที่มีบรรยากาศชวนฝันมาให้ชมกัน เพื่อเป็นไอเดียสำหรับนำมาสร้างไว้ใช้ในพื้นที่ส่วนตัวของคุณ RIVER KWAI RESORT   ด้วยผลงานสุดสร้างสรรค์ จึงเกิดเป็นรีสอร์ตที่มีความโดดเด่นในเรื่องของงานสถาปัตยกรรมที่มีกลิ่นอายงานอุตสาหกรรม ต่อเนื่องมาถึงสระว่ายน้ำด้วยงานดีไซน์ในแบบ Infinity Riverfront Pool กับงานออกแบบที่ผสมผสานระหว่างรูปทรงเลขาคณิตและรูปทรงอิสระทำให้รู้สึกเชื่อมต่อกับแม่น้ำผืนกว้าง ขณะเดียวกันยังมีใช้ระบบ Over Flow (ระบบน้ำล้น) ซึ่งจะให้น้ำล้นออกมาขอบสระแล้วผ่านรางรอบๆ โดยมีหินขนาดใหญ่ปิดตัวท่อระบายน้ำให้เกิดความสวยงาม ซึ่งระบบนี้เป็นการนำน้ำในสระไปบำบัดฆ่าเชื้อโรค โดยน้ำที่ล้นออกมาจะไปรวมที่ Surge Tank หรือที่เรียกกันว่าบ่อกรอง ก่อนจะกลับมาสู่สระอีกครั้ง BORIBOT POOL RESORT   บริบท เขาใหญ่ รีสอร์ต เต็มไปด้วยเรื่องราวชวนติดตามภายใต้คอนเซ็ปต์ “ซา บา ชิค” โดยสระว่ายน้ำกลางแจ้งได้ออกแบบมาในรูปทรงฟรีฟอร์ม ด้วยเส้นสายที่โค้งมนกว้างกว่า 10 เมตรในรูปแบบ Infinity Pool หันหน้าออกสู่ขุนเขาเบื้องหน้า จึงทำให้รู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติ พื้นที่ภายในและภายนอกสระปูด้วยกระเบื้องโมเสกสีฟ้าสลับกับสีดำ ทำให้สระว่ายน้ำดูมีมิติขึ้นเมื่อส่องประกายกับแสงแดด ทั้งนี้ยังได้เว้นสเปซรอบสระ ทำให้สามารถมองเห็นรางน้ำล้นที่คล้ายกับท่อระบายน้ำ ซึ่งจะเห็นว่าผิวน้ำดูเรียบสวยตลอดเวลาเพราะอยู่ในระดับเดียวกับพื้นที่รอบสระ พร้อมกันนี้ยังได้มีการนำศาสตร์ที่เกี่ยวกับสายน้ำด้วยวารีบำบัด เป็นการนวดด้วยสายน้ำโดยใช้แรงดันและการไหลเวียนของน้ำเพื่อนวดบำบัดร่างกาย SALA AYUTTHAYA   สำหรับรีสอร์ตแห่งนี้ มีแนวคิดการออกแบบให้เป็นสถาปัตยกรรมไทยในยุคปัจจุบัน โดยหยิบเทคนิค สัญลักษณ์และรูปแบบไทยโบราณมาจัดวางใหม่ ตัวอาคารห้องพักรวมออกแบบมาจากบ้าน 2 ชั้น ในรูปทรงที่เรียบง่ายหลายหลังเรียงต่อกัน คอนเซ็ปต์การออกแบบของสระว่ายน้ำจึงมีลักษณะเป็นการย่อมุมคลับคล้ายเจดีย์ ซึ่งเป็นเทคนิคการก่อของสถาปัตยกรรมไทยโบราณ จุดเด่นที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Stepwell ประเทศอินเดีย คือดีไซน์ขั้นบันไดจากทั้ง 4 ด้านลดหลั่นลงไปจากที่นั่งริมสระจนถึงใต้สระว่ายน้ำ และยังเลือกใช้ระบบเกลือที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังด้วย KOH MADSUM   รีสอร์ตสไตล์โมเดิร์นยูโทเปีย มีความงดงามด้วยการนำวัสดุที่มีคุณภาพสูงมาใช้ในการออกแบบ อาทิ ไม้สัก ไม้ไผ่ หินแกรนิต และหินอ่อน เน้นเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ขึ้นจากไม้ไม่ต่างจากดินแดนยูโทเปีย ต่อเนื่องไปยังสระว่ายน้ำส่วนตัวภายใน Pool Villas ที่ตกแต่งด้วยรูปทรงเลขาคณิตหกเหลี่ยม เพื่อให้เข้ากับรูปทรงของอาคารลักษณะ Lap Pool เป็นสระทรงแคบ เหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่แคบ ทั้งนี้ได้มีการเว้นสเปซให้ห่างจากตัวอาคารเพื่อให้มีพื้นที่นั่งเล่น วัสดุปูพื้นและผนังรอบสระด้วยการใช้หินธรรมชาติสีดำที่มีคุณสมบัติเนื้อละเอียด และปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงา สระว่ายน้ำเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาให้เจ้าของ ฉะนั้นรูปทรงของสระจะต้องส่งเสริมและดูกลมกลืนไปกับสไตล์ของบ้านด้วย การเลือกรูปทรงของสระว่ายน้ำก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวอะไร ขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ ลักษณะการใช้งาน และความชอบของแต่ละบุคคล สำหรับใครที่กำลังมองหาสระว่ายน้ำส่วนตัว รับรองว่าสระว่ายน้ำภายในรีสอร์ตแต่ละแห่งที่เราคัดสรรมานั้น คงจะช่วยจุดประกายไอเดียของคุณได้ไม่น้อย... เครดิตจาก นิตยสาร Life and Home ฉบับเดือนเมษายน 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

จางฮุ่ยเม่ย รวมพลังชาวสีรุ้งร้อนระอุ! ในคอนเสิร์ตที่เมืองไทย
A-MEI /  A-MEI | Amit UTOPIA 2016 World Tour / 

จางฮุ่ยเม่ย ดีว่าสาวแห่งเกาะไต้หวันโชว์พลังเสียงเต็มอิ่มกว่า 34 เพลง รวมพลัง 'ชาวสีรุ้ง' ร้อนระอุ! ร้อง-เต้น-แดนซ์กระจาย!!! พร้อมแขกรับเชิญสุดหล่อ หวงจิ่งอวี๋ พระเอกหนุ่มจากซีรี่ส์ Addicted & Heroin เปิดฉากลงอย่างสวยงามสำหรับงานคอนเสิร์ต จางฮุ่ยเม่ย A-MEI | Amit UTOPIA 2016 World Tour ของซุป’ตาร์ดีว่าสาวแห่งเกาะไต้หวัน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อค่ำคืนวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน ในบรรยากาศส่งท้ายวันสงกรานต์... เพื่อให้สมกับการมาเปิดการแสดงครั้งแรกในเมืองไทย งานนี้ อาเม่ย เจ้าของฉายา 'มาดอนน่าแห่งเกาะไต้หวัน' เลยขนเพลงฮิตทั้งเก่าใหม่แถมเพลงพิเศษที่โชว์เฉพาะในคอนเสิร์ตที่เมืองไทยมาเอาใจแฟนๆ ด้วยการร้องสดถึง 34 เพลง! พร้อมยังมีเซอร์ไพรส์ด้วยแขกรับเชิญสุดหล่อ หวงจิ่งอวี๋ จากเว็บซีรี่ส์ Addicted & Heroin ซึ่งถูกใจทั้งแฟนชาวไทย-ชาวจีน ทำเอานั่งไม่ติดเก้าอี้ทั้งเต้นทั้งกระโดดจนฮอลล์สะเทือน ร้อนระอุตลอด 3 ชั่วโมง!!! อาเม่ย เปิดตัวคอนเสิร์ตในมาดของ Amit ร็อคเกอร์สาวกับเพลงร็อคหนักๆ จ้านจือจี้(Fighting Ceremony) จากอัลบั้มใหม่ล่าสุด Amit 2015 ต่อด้วยเพลง ไคเหมินเจี้ยนซาน(Straightforward) และเพลงรักเจ็บๆ เอาคืนแบบตาต่อตา-ฟันต่อฟัน อย่างเพลง เฮยชือเฮย(Double Cross) ทั้งสองเพลงจากอัลบั้ม Amit 2009 ซึ่งก็ทำให้ผู้ชมที่งานนี้มีทั้งชายจริงหญิงแท้ และชาวสีรุ้งซึ่งมาร่วมชมมากกว่า 70% เครื่องร้อนกันขึ้นมาภายในพริบตา ทั้งร้องเต้นกันอย่างสุดเหวี่ยง ทำเอา อาเม่ย นักร้องเสียงดีคนนี้เอ่ยปากว่า "เพิ่งเริ่มคอนเสิร์ต แต่พวกคุณก็ High กันได้ขนาดนี้ พวกคุณนี่เกินไปจริงๆ นะ" เรียกเสียงฮาครืนเลยทีเดียว จากนั้น อาเม่ย ก็กล่าวทักทายกับผู้ชมครั้งแรกด้วยภาษาไทยว่า "สวัสดีค่ะ ฉันคืออาเม่ย... คอนเสิร์ตรอบนี้เป็นรอบที่ 40 ของ A-MEI | Amit UTOPIA 2016 World Tour ซึ่งที่ผ่านมาหลายคนอาจจะเคยได้เห็นการแสดงจากที่อื่นๆ มาแล้ว แต่ทุกท่านคะ วันนี้เราอยู่ที่กรุงเทพฯ กันเชียวนะ!!!" อาเม่ย กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ซึ่งเธอเคยเปิดใจก่อนมาแสดงคอนเสิร์ตว่า เธอชอบเมืองไทยมากเลยมาเที่ยวอยู่บ่อยครั้ง และใฝ่ฝันว่าอยากมาเปิดการแสดงที่กรุงเทพฯ แต่กระนั้นเธอก็อดสงสัยไม่ได้ถึงกับเอ่ยปากถามว่า "ฉันได้ยินมาว่ามีหลายคนมาจากต่างประเทศ เลยอยากรู้ว่าในนี้มีคนไทยบ้างไหมคะ? หรือคนจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยบ้างไหมคะ" ปรากฏว่าก็มีคนยกมือกันไม่น้อยทีเดียว เธอก็ยังถามย้ำต่อว่า "แน่ใจนะ จริงๆ นะ ขอบคุณมากๆเลย" อาเม่ย ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์ ด้วยเหตุนี้ทุกครั้งของการแสดงเธอจึงบอกให้ผู้ชมทุกคนปลดปล่อยกันให้เต็มเหนี่ยวไม่ต้องเหนียมอาย "ฉันอยากให้คิดว่านี่เป็นคอนเสิร์ตของทุกคน เป็นปาร์ตี้ที่ทุกคนมาสังสรรค์กัน" แถมย้ำตลอดการแสดงว่า "คอนเสิร์ตเพิ่งเริ่มเองและยังมีอีกยาวมาก ทุกคนไหวกันหรือเปล่า?" ไม่ว่าจะร้องจะเต้นกี่เพลงก็ดูเหมือนคอนเสิร์ตจะเพิ่งเริ่มอยู่อย่างนั้น เพราะทุกคนทั้งร้องเต้นปล่อยของอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ด้าน อาเม่ย ก็คุยเล่นเฮฮากับแฟนๆ เหมือนกับรู้จักกันมาแสนนาน ด้วยความน่ารักและเป็นกันเองที่เป็นนิสัยส่วนตัวของเธอจนทำให้เธอลืมตัวบ่อยๆ "ซักเดี๋ยวพออาเม่ยออกมาค่อยมาคุยกับทุกคนอีกเยอะๆ นะ พวกคุณก็รู้ฉันเป็นคนหยุดคุยไม่ได้(หัวเราะขำ) แต่ตอนนี้ฉันต้องมาในมาด Amit ซึ่งจะต้องเข้มๆ หน่อย ถึงแม้ว่าอยากจะคุยกับทุกคน แต่กลัวว่าจะไปทำให้ทุกคนไปต่อที่อื่นกันไม่ได้ก็ขอเบรกโชว์ต่อนะ" หลังจากนั้นทั้งมาดดีว่าสาว 'อาเม่ย' และร็อกเกอร์มาดเข้ม 'Amit' ก็ผลัดกันออกมาสร้างความสนุกให้กับแฟนๆ ทั้งในเพลงรักซึ้ง เพลงเต้นมันๆ และเพลงร็อกหนักๆ ตั้งแต่ หนี่เสี่ยงก้านเสินเมอ(What D’ya Want?) ที่มีเสียงแฟนๆ ร้องรับส่งกันกับอาเม่ยตลอดเพลง ตามด้วยเพลง Jamaican Betel Nut ที่ทำให้แฟนลุกขึ้นมากระโดดด้วยท่อนฮุคมันๆ ว่า "Get up! stand up! Get up! stand up!" ตามติดด้วยเพลง เสี่ยซิงอ้ายฉิงกู้ซื่อ(A bloody love story) เพลงที่เปรียบเทียบความรักที่เจ็บปวดราวกับว่าคนรักได้กินเลือดกินเนื้อจากร่างกายที่บอบช้ำและเดียวดาย เธอเลยขอให้ได้เขียนนิยายสยองขวัญให้กับเขาบ้าง แล้วตามด้วยเพลงจังหวะสนุกๆ มันๆ อีกหลายเพลง อาทิ เที่ยวจิ้นหลาย(Jump in), หนี่ไจ้ค่านหว่อมะ(Are you watching me), A จี๋-อวี๋เล่อ(First class entertainment) และ Victoria's Secret ก่อนมาพักเบรคกับบทเพลงรักซึ้งๆ เพียนจื๋อเมี้ยน(Faces of Paranoia) ต่อด้วยเพลง เตี๊ยวเลอ(Disappear) เพลงรักเศร้าๆ จากอัลบั้มชุด Amit ซึ่งในเพลงนี้แฟนๆ ช่วยกันร้องตามกันดังสนั่นฮอลล์ เช่นเดียวกับเพลง หว่อจุ้ยชินอ้ายเตอ(My dearest) เพลงซึ้งๆ จังหวะช้าๆ ก็ร้องตามได้กระหึ่มไม่น้อยหน้าเช่นกัน แล้วก็มาถึงเพลงเมดเล่ย์ ที่ช่วงนี้ อาเม่ย จะนำบทเพลงที่สร้างชื่อและเพลงฮิตตั้งแต่เธอเข้าวงการมาจนถึงปัจจุบันมาร้อง "ต่อไปเราจะมาร้องเพลงที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว และถ้ากล้องไปจับที่ใครให้ทุกคนอ้าปากร้องกว้างๆ นะคะ ต่อให้ร้องไม่ได้ก็ให้อ้าปากร้องกว้างๆ เอาไว้ก่อน แต่ถ้าบังเอิญถ่ายแล้วไม่อ้าปากกันก็ต้องหันหน้าหลบนะคะ... เอาล่ะค่ะ ฉันไม่พูดแล้ว ไม่งั้นจะพูดไม่จบซักที ฉันไม่บอกว่าเพลงอะไรนะคะ ลองร้องตามกันดูนะคะ" เริ่มต้นด้วยเพลงซึ้งๆ หว่อเขออี่เป้าหนี่มะ(Could I hold you), เจี่ยนอ้าย(Cut love), ทิงไห่(Listen to the sea), เจี่ยทัว(Relief), หรูกั๋วหนี่เหย่ทิงซัว(Have you heard lately?), จี้เต๋อ(Remember), ฟาซาว(Fever), หย่งหย่วนเตอไคว้เลอ(Forever happiness), เพลงสนุกๆ ภาษาฮกเกี้ยน อย่าง ห่าวต่านหนี่จิ้วหลาย (Bold for my love), Bad boy เพลงแดนซ์มันๆ ชื่อเดียวกับอัลบั้มชุดที่สองในชีวิตของเธอที่เคยสร้างยอดขายทะลุ 1 ล้านก๊อบปี้เป็นปีที่สอง ก่อนจะเพิ่มอุณหภูมิความร้อนด้วยแดนเซอร์สาวในชุดบิกินี่สีชมพูสะท้อนแสงสุดเซ็กซี่ที่มาพร้อมกับเพลง ซานเทียนซานเย่(Three days, three nights) บทเพลงที่เคยถูกห้ามร้องในคอนเสิร์ตที่ไต้หวันเพราะเกรงว่าคนดูจะกระโดดกันแรงมากเกินไปจนเกิดแรงสั่นสะเทือน แต่มีหรือเมืองไทยจะกลัวเมื่อเสียงเพลงดังขึ้นทุกคนก็ทั้งรัองและกระโดดกันอย่างสุดเหวี่ยงทั้งฮออล์จนรู้สึกพื้นไหวสะเทือน แล้ว อาเม่ย และแดนเซอร์ก็ช่วยดับร้อนด้วยการเอาปืนฉีดน้ำมาฉีดใส่ผู้ชมถือเป็นการเล่นสงกรานต์ไปด้วยในตัว อีกช่วงหนึ่งที่เรียกเสียงฮือฮา เมื่อมีเซอร์ไพรส์พิเศษจากแขกรับเชิญ หวงจิ่งอวี๋ พระเอกหนุ่มหล่อจากซีรี่ส์จีนเรื่อง Addicted & Heroin ที่ขึ้นมาร้องคู่กับเจ้าของคอนเสิร์ตในเพลง หว่อจื่อไจ้หูหนี่(It’s you I only care about) เพลงซึ้งอมตะของนักร้องสาวชื่อก้องชาวไต้หวัน เติ้งลี่จวิน โดยอาเม่ยบอกว่านอกจากที่ไต้หวันแล้วก็มีที่เมืองไทยเป็นแห่งที่สองที่เขามาเป็นแขกรับเชิญในคอนเสิร์ตให้ หลังจากร้องเพลงจบ หวงจิ่งอวี๋ ก็ทักทายกับแฟนๆ เป็นภาษาจีนว่า "สวัสดีครับแฟนๆ ชาวไทย ผมหวงจิ่งอวี๋ครับ และสวัสดีท่านผู้ชมชาวจีนด้วยนะครับ" เรียกเสียงกรี๊ดจากผู้ชมไปอย่างล้นหลาม เขาสารภาพว่าซ้อมแค่ครั้งเดียวเลยรู้สึกตื่นเต้นมาก อาเม่ยจึงปลอบใจว่าไม่มีปัญหานี่เพราะเธอก็เคยได้ยินเขาร้องเพลงมาแล้วและรู้ดีว่าเขาร้องได้ไม่เลวเลยจริงๆ แหมก็ทำเอาหนุ่มหล่อเรายิ้มโชว์เขี้ยวจนผู้ชมใจหวั่นไหวไปตามๆ กัน การได้พระเอกหนุ่มหล่อที่กำลังเป็นขวัญใจของสาววายและชาวสีรุ้งมาร่วมแจมในคอนเสิร์ต อาเม่ยก็เลยทำหน้าที่แทนแฟนๆ พูดคุยหยอกล้อเรียกเสียงฮาครืน "อุ๊ยท่าทางเขาตื่นเต้นจัง ไม่ต้องตื่นเต้นหรอกนะ นี่ เดี๋ยวฉันจับเขาแทนพวกคุณ(แฟนๆ) นะ บึ่กมากๆ เลย" ฝ่าย หวงจิ่งอวี๋ ก็ยังย้ำเสมอว่าเขาตื่นเต้นมากๆ เพราะนานทีปีหนจึงจะได้มายืนข้างเจ้าแม่แห่งวงการเพลงจีน ระหว่างนั้นก็มีเสียงจากแฟนคลับผู้ชายตะโกนขึ้นมาว่า "ถอดเลยๆๆๆๆ" ทำเอา อาเม่ย ที่ได้ยินก็ตอบกลับไปว่า "ที่รักจ๊ะ เธอเห็นคอนเสิร์ตฉันเป็นที่แบบไหนกัน เอาล่ะ คุณถอดเลยเถอะ (หัวเราะเสียงดัง)" ทำเอาหนุ่มหล่อออกอาการเขิน ส่วนผู้ชมพออกพอใจส่งเสียงกรี๊ดดังลั่น อาเม่ย จึงถามว่าเขาร้องเพลงของเธอได้บ้างไหม หวงจิ่งอวี๋ บอกว่า "เลือกมาได้เลยครับ" แล้วเพลงซึ้งๆ อย่าง หว่อย้าวไคว่เลอ( Desire for happiness) ก็ดังขึ้น ซึ่งพระเอกหนุ่มร้องได้เพราะมากเสียด้วย ทำเอา อาเม่ย อดไม่ไหวต้องร้องคลอไปด้วย จึงเป็นที่มาของเพลงดูโอไพเราะน่าฟังจากความน่ารักมุ้งมิ้งของหนุ่มหล่อทำเอาผู้ชมกรี๊ดไม่หยุด จน อาเม่ย ถึงกับแซวว่า "แหม มีหนุ่มหล่อมาสายตาของทุกคนดูไม่เหมือนเดิมเลยนะคะ แววตาดูเหมือนมีอะไรพิเศษออกมา ฉันไม่อยากให้เขายืนอยู่ตรงนี้นานๆ เพราะฉันเริ่มอิจฉาเขาแล้ว เอาเป็นว่าให้เขากลับเข้าไปก่อนไว้ขึ้นมาใหม่ดีกว่ามั้ย ถ้าขึ้นมาอีกทีให้เขาถอดเสื้อด้วยนะ" มาถึงเพลงสำคัญอีกเพลง ไฉ่หง(Rainbow) เพลงรักที่มอบให้แก่ 'กลุ่มรักร่วมเพศ' ทั้งหลาย ซึ่ง อาเม่ย บอกว่าถ้าหากกล้องจับไปที่ใคร คนคนนั้นจะต้องแสดงความรักต่อคนข้างๆ ด้วยการ 'จูบ' แต่เอาคนที่รู้จักเท่านั้นเว้นแต่เขาจะอนุญาต ซึ่งก็เป็นดังนั้นจริงๆ เมื่อกล้องจับไปที่ใครไม่ว่าจะเป็นคู่ชายชายหรือชายหญิงก็จูบกันไปทุกคู่ แล้วกลุ่มชาวสีรุ้งก็พากันชูธงสีรุ้งกันทั่วฮอลล์ แสดงให้เห็นชัดว่า อาเม่ย เป็นขวัญใจของชาวสีรุ้งอย่างแท้จริง ช่วงพิเศษอีกช่วงที่ อาเม่ย บอกว่าเพลงต่อไปนี้เธอเพิ่งจะเพิ่มเข้าไปเพื่อคอนเสิร์ตรอบนี้โดยเฉพาะ นั่นก็คือเพลง ตานเยี่ยนผี หรือที่คนไทยรู้จักกันในเพลง หมวยนี่คะ เพลงฮิตติดหูของไชน่าดอลล์ในเวอร์ชั่นภาษาจีนกลางนั่นเอง ตามมาด้วยเพลง Club Broken Heart หรือเพลง คู่กัด ในเวอร์ชั่นภาษาจีนกลาง ซึ่งก็ถูกอกถูกใจทั้งแฟนเพลงชาวไทยและชาวจีนกันมากๆ ทีเดียว และมาถึงช่วงสุดท้ายของคอนเสิร์ต อาเม่ย กล่าวขอบคุณผู้จัด บริษัท วัน ซีสเท็มส์ โปรดักชั่น, ทีมงาน และแฟนๆ ทุกคน จากนั้นก็ทิ้งท้ายคอนเสิร์ตด้วยท่อนเพลงฮิตตลอดกาลของเธอ อย่าง หยวนไหลนี่เสินเมอโตวปู้เสี่ยงย้าว "So You Actually Don't Want Anything At All" แล้ว อาเม่ย ก็กลับเข้าไปหลังเวที แต่ผู้ชมก็พร้อมใจตะโกน "แองโค่ๆๆๆๆ" กันดังลั่น จนในที่สุดไฟบนเวทีก็กลับมาสว่างอีกครั้ง อาเม่ย บอกว่าเธอจะไม่ร้องเพลงนี้ไม่ได้เพราะเป็นเพลงที่มีความสำคัญกับเธอมากๆ นั่นก็คือเพลง เจี่ยเม่ย(Sisters) เพลงชื่อเดียวกับอัลบั้มแรกในชีวิตของเธอและเป็นเพลงที่ทำให้ทุกคนได้เริ่มรู้จักเธอนั่นเอง แม้จะเป็นเพลงสุดท้ายจริงๆ แต่แฟนๆ ทุกคนก็เหมือนกับยังแรงไม่ตก พากันร้องเสียงดังกันจนจบเพลง เป็นการปิดฉากคอนสิร์ตในไทยของนักร้องสาวจีนคนดัง จางฮุ่ยเม่ย อย่างสวยงาม และร้อนแรงที่สุดส่งท้ายสงกรานต์. มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

รีวิวภาพยนตร์ Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน : ความทรงจำที่ต้องกล้าเผชิญ
Take me Home /  ปีเตอร์-นพชัย / 

การกลับมาของก้องเกียรติ โขมศิริ คืออีกหนึ่งความน่าสนใจที่ทำให้ผมอยากเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ความหลอนอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้กับภาพยนตร์เรื่องลองของ ความน่าตื่นตาตื่นใจของเรื่องราวที่เข้มข้น ความสยองขวัญ และฉากเลือดตกยางออกที่ทำออกมาได้เหมือนจริงสุด ๆ สร้างความเหนือชั้นให้กับบรรดาภาพยนตร์สยองขวัญในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี และการรีเทิร์นในครั้งนี้กับภาพยนตร์เรื่อง Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน ที่ได้นักแสดงแถวหน้าของเมืองไทยมารับบทนำ อาทิ มาริโอ้ เมาเร่อ และ วิว วรรณรท สนธิไชย ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดให้แฟนคลับเข้าไปติดตามผลงานกันได้ไม่ยาก Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน ว่าด้วยเรื่องราวของ “แทน” รับบทโดย มาริโอ้ เมาเร่อ บุรุษพยาบาลผู้สูญเสียความทรงจำหลังจากเกิดอุบัติเหตุรุนแรง และจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร เขาทำงานในโรงพยาบาลและพยายามค้นหาว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน กระทั่งเขาได้พบเรื่องราวของตัวเองผ่านหน้าหนังสือพิมพ์เก่า เขาจึงไม่ลังเลที่จะรีบเดินทางกลับไปยังบ้านที่เขาจากมา ทันทีที่เดินทางกลับมาถึง เขาได้พบกับ “ทับทิม” รับบทโดย วิว วรรณรท พี่สาวของแทน เรื่องราวที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ในบ้านหลังนี้กลับมีเรื่องราวที่ไม่ชอบมาพากล เรื่องราวที่ดูแปลกจนน่าประหลาดใจ นำไปสู่เรื่องสยองขวัญอันแสนเจ็บปวดที่ยากจะยอมรับ ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวผ่านตัวเอกของเรื่องที่ชื่อว่า "แทน" ซึ่งเป็นตัวละครที่สูญเสียความทรงจำ แทนพยายามค้นหาว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน และเขาต้องพบเจอเรื่องราวอะไรบ้าง ผู้ชมจะได้รู้เรื่องราวไปพร้อมกัน เนื้อเรื่องค่อนข้างรวบรัดในช่วงแรกเพื่อเข้าไปสู่ช่วงหลัก เมื่อตัวเอกได้กลับไปยังบ้านเพื่อรู้ความจริง มีการตัดฉากสลับไปมาระหว่างอดีตและปัจจุบัน ซึ่งบางครั้งก็สร้างความสับสนไม่น้อย แต่ในช่วงหลังตัวภาพยนตร์ก็จะค่อย ๆ เฉลยปมเหล่านั้นให้กระจ่างขึ้นเรื่อย ๆ เอาอยู่จริง ๆ กับนักแสดงหนุ่ม มาริโอ้ เมาเร่อ ที่เสมือนเป็นเสาหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้ ความสามารถทางการแสดงที่สั่งสมมาถูกนำมาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี สามารถดึงอารมณ์คนดูให้อยู่กับตัวละครได้ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ที่สำคัญแฟนคลับของมาริโอ้คงตื่นเต้นกับฉากเซอร์วิสโชว์หัวนมอมชมพูก็น่าจะทำให้แฟนคลับรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจไปตาม ๆ กัน อีกหนึ่งนักแสดงอย่าง วิว วรรณรท ที่ถึงแม้จะแสดงได้ดีไม่แพ้กัน แต่บทพูดในบางฉากอาจยังดูไม่ค่อยหนักแน่นสักเท่าไร แต่โดยรวมก็ไม่ได้ทำให้เสียอรรถรส ปีเตอร์ นพชัย และ นภาดา สุขกิจ ด้วยฝีมือการแสดงที่มีชั่วโมงบินมานานก็ทำให้บ้านหลังนี้ดูมีมิติและหลอนขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ และนักแสดงเด็กอีกสองคนก็ไม่ได้ทำให้เสียบรรยากาศจากการเป็นนักแสดงเด็ก โดยเฉพาะน้อง กรณิศ เล้าสุบินทร์ประเสริฐ สามารถดึงอารมณ์สร้างความหลอนให้กับตัวภาพยนตร์ได้ไม่น้อยเลย แน่นอนว่าภาพยนตร์แนวนี้ ทุกคนต้องให้ความสนใจถึงความน่ากลัวและความหลอนของผีที่จะปรากฏขึ้นมาในเรื่อง แต่สิ่งที่เหนือกว่านั้นคือการเพิ่มความหลอนด้วยการเล่าเรื่องแบบเดียวกันซ้ำ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วการสร้างความหลอนด้วยวิธีนี้น่ากลัวกว่าการปรากฏตัวแบบตุ้งแช่ของผีในเรื่องเสียอีก การชมภาพยนตร์เรื่องนี้ควรจดจ่ออยู่กับเนื้อเรื่องให้ดี เพราะการตัดสลับไปมาระหว่างอดีตและปัจจุบันบวกกับการซ้ำของภาพเหตุการณ์อาจทำให้ผู้ชมเกิดความสับสนได้ง่าย ๆ เราทุกคนล้วนแล้วแต่มีอดีตที่ดีและไม่ดี หลายครั้งอดีตที่ไม่ดีตามมาหลอกหลอนให้เกิดความกลัว และเราเลือกที่จะโทษ โกรธเกลียด อยากจะวิ่งหนี อยากจะลืม แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้ เมื่อสบโอกาสเมื่อไรก็จะตามมาหลอกหลอนให้เกิดความกลัวอย่างนี้เรื่อยไป ในวันนี้วันที่เรามาถึงจุดที่เราเข้มแข็งจุดที่เรากล้าแกร่ง ลองกลับไปเผชิญหน้ากับมัน เลือกที่จะยืนอยู่ในช่วงเวลาที่เราหวาดกลัวที่สุด แล้วบอกตัวเองว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเปลี่ยนใจของเราให้ยอมรับและเข้าใจ เรายังมีวันนี้ยังมีชีวิตมีลมหายใจ ยังมีแรงที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้กับตัวเองและคนอื่นอีกมากมาย อดีตอันเลวร้ายก็จะทำไม่สามารถทำอะไรเราได้อีกต่อไป คะแนน 3.5/5 การเดินทางกลับไปเรียนรู้เรื่องราวที่ไม่ว่าจะเลวร้ายแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ยอมรับมันด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง บทความโดย ธ.เชิดวรพงศ์ ทุกครั้งที่ดูภาพยนตร์เสมือนการสนทนากับตัวเอง ภาพยนตร์เรื่องนี้สนทนากับคุณอย่างไร แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ