เจ็บปวดที่งดงาม

เอมมี่ แม็กซิม เศร้า! พ่อเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง
เอมมี่ แม็กซิม /  เอมมี่

    ดาราสาว เอมมี่ แม็กซิม สุดเศร้า! หลังคุณพ่อของเธอเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย เจ้าตัวโพสต์ซึ้งเกิดชาติหน้าขอได้รับใช้พ่ออีก โดยเธอก็อยู่ดูแลคุณพ่อจนวินาทีสุดท้าย ดังนี้    "#นี่คือการสูญเสียครั้งแรกในชีวิตของผมฮะ ชาติหน้ามีจิง... ไม่ว่าพบชาติใดๆ ต่อให้หนูต้องเกิดเป็นหมารับใช้พ่อ ลูกคนนี้ก้ยอม #พ่อไม่เคยตี #พ่อไม่เคยด่า คำพูดมันดังก้องอยู่ในหู #พ่อรักน้องต้อมนะคะ แล้วจากนี้ไปใครจะบอกรักแบบนี้ พ่อจ๋า #พ่อหนูดีที่สุดในโลก สิ่งที่พ่อซีเรียสมากที่สุด และพ่อพูดตลอด #ไม่ว่าจะยังไงน้องต้อมห้ามทิ้งงาน #ห้ามทำให้ผู้จ้างเสียหาย วันนี้น้องต้อมจะไปทำงาน ตามที่ได้รับมอบหมาย #พ่อจะได้ไม่กังวลนะคะ #เจ็บปวด #ล้มทั้งยืน พ่ออยากกลับบ้าน วันนี้ทุกคนจะพาพ่อกลับบ้านนะคะ ขอบพระคุณ #อามวน ที่อยู่กับพ่อ #จนวินาทีสุดท้าย"    ทีมข่าว Gossipstar.mthai.com ต้องขอแสดงความเสียใจกับทางสาวเอมมี่ และครอบครัว มา ณ โอกาสนี้ขอขอบคุณ ภาพและข้อมูลจากไอจี @mmyamalawan เอมมี่ แม็กซิม - คุณพ่อ   เอมมี่ แม็กซิม - คุณพ่อ   เอมมี่ แม็กซิม - คุณพ่อ   เอมมี่ แม็กซิม - คุณพ่อ   เอมมี่ แม็กซิม - คุณพ่อ   เอมมี่ แม็กซิม - คุณพ่อ   เอมมี่ แม็กซิม - คุณพ่อ  

เจาะใจ
Jackie /  นาตาลี พอร์ตแมน / 

Jackie ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ในช่วงเวลา 4 วันหลังจากการลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคเนดี้ ภรรยาสาวของเขา แจ๊กเกอลีน เคนเนดี้ (รับบทโดย นาตาลี พอร์ตแมน) ต้องฟันฝ่าความรู้สึกเจ็บปวดนานาประการ ซึ่งกว่าที่นาตาลี พอร์ตแมน จะก้าวเข้ามารับบทบาทสำคัญนี้ มาดูกันว่าเธอต้องทำการบ้านอย่างไรบ้าง จากบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ Q : การได้มาเล่นเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ คุณมีความรู้สึกอย่างไร A : ฉันประหม่านิดหน่อยค่ะ เพราะทุกคนรู้จักแจ๊คกี้เป็นอย่างดี ว่าหน้าตา การพูดจาของเธอเป็นอย่างไร ซึ่งพูดกันตรง ๆ หน้าตาของฉันก็ไม่เหมือนเธอสักเท่าไหร่ด้วย แล้วฉันก็ไม่ใช่นักแสดงที่ถนัดในการเลียนแบบบุคคลจริง ๆ ก็เลยออกจะกลัว ๆ ค่ะ Q : คุณต้องทำอะไรก่อนครับ ระหว่างเลียนเสียงวิธีพูด หรือว่าปรับบุคลิกหน้าตาให้เหมือน A : น่าจะทำทั้งสองอย่างไปพร้อม ๆ กันค่ะ และต้องทำอย่างเร่งด่วนโดยไม่ทันได้วางแผนเลยค่ะ ฉันต้องลองใส่เสื้อผ้า ลองแต่งหน้าปรับทรงผมให้ดูเหมือนเธอ ในขณะเดียวกันก็ต้องไปฝึกสำเนียงการพูด ฉันอ่านและดูทุกอย่างที่ฉันจะหาได้เกี่ยวกับตัวเธอ Q : มีเทปสัมภาษณ์และคลิปเกี่ยวกับแจ๊คกี้ เคนเนดี้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลิปรายการ “ทัวร์ทำเนียบขาว” (ออกอากาศในวันวาเลนไทน์ ปี 1962) ซึ่งเป็นคลิปที่สำคัญมาก ๆ คลิปนี้ช่วยอะไรคุณได้บ้าง A : มีอยู่ประโยคนึงในคลิปทัวร์ทำเนียบขาว ซึ่งฉันและครูฝึกสอนสำเนียงการพูด มักจะฟังแล้วหัวเราะทุกครั้ง คือประโยค I rather love this hall (ฉันออกจะชอบห้องนี้) เธอใช้คำว่า rather เหมือนเป็นคนอังกฤษเลย แต่ในขณะที่เธอออกเสียงคำว่า hall ด้วยสำเนียงอเมริกันแบบลองไอส์แลนด์มาก ๆ ซึ่งเป็นสำเนียงบ้านเกิดฉันเลย มันผสมกันแล้วตลกดีค่ะ Q : มีหนังหลายเรื่อง หนังสือหลายเล่ม ที่พูดถึงแจ๊คเกอลีน เคนเนดี้ ด้วยความที่เธออยู่ในความสนใจของผู้คนมาโดยตลอด แต่ว่าหนังเรื่องนี้จะโฟกัสเวลาแค่ 7 วันในชีวิตของเธอเท่านั้น เป็นช่วงเวลาหลังการสอบสังหารเจเอฟเค แล้วตลอดทั้งเรื่อง เราจะเห็นคุณใส่เสื้อผ้าชุดนั้น ชุดที่ใส่ในวันลอบสังหารที่ดัลลัส ซึ่งมีรอยเลือดเปื้อนอยู่ ในฐานะนักแสดงที่ต้องสวมบทบาทตัวละคร คุณมองตัวละครนี้ในภาวะนี้อย่างไร A : อย่างแรก ฉันว่าโนอาห์ ออพเพ่นไฮเมอร์ คนเขียนบทฉลาดมากที่เลือกเวลาเพียงแค่ไม่กี่วันหลังการลอบสังหาร เพราะมันคือการเข้าไปสำรวจจักรวาลในชีวิตของเธออย่างละเอียด ทุกสิ่งมันสะท้อนออกมาว่าเธอเป็นคนอย่างไร และคิดอย่างไร สามีเธอนอนตายตรงหน้าตักของเธอ และเธอทั้งกลัวทั้งตกใจ แต่เธอก็รู้ว่า เธอตกเป็นเป้าสายตาของคนทั่วโลก เพราะฉะนั้นเธอต้องคุมอาการตัวเองให้ได้ เธอเลือกใส่ชุดตัวนั้น ทั้งๆ ที่คนอื่นๆ บอกให้เธอถอดมันออก เพราะเธอต้องการให้โลกเห็นว่า คนพวกนั้นทำอะไรกับชีวิตของเธอและสามีของเธอ Q : ผมได้คุยกับ “โนอาห์ ออพเพ่นไฮเมอร์” ผมเองเข้าใจว่าภาพลักษณ์ของ “ความเป็นคาเมล็อต” (Camelot – อาณาจักรหนึ่งในอังกฤษ มีอยู่ในเรื่องแต่งสมัยยุคกลาง ปกครองโดยกษัตริย์อาร์เธอร์และเหล่าอัศวินโต๊ะกลม สื่อและประชาชนเรียกยุคสมัยที่เจเอฟเค เป็นประธานาธิบดีว่า เป็นยุค “อเมริกันคาเมล็อต” กล่าวคือ มีผู้นำและภริยาที่มีเสน่ห์ มีความยิ่งใหญ่ รวมถึงเป็นความหวังของประเทศ) นั้นมีมาก่อนการลอบสังหาร แต่ทว่าจริง ๆ แล้วแจ๊คกี้ เคนเนดี้ เป็นคนที่ทำให้ภาพลักษณ์แบบนี้ชัดเจนแข็งแรงมากขึ้น ในช่วง 7 วันหลังการลอบสังหาร A : เธอไม่ใช่แค่ทำให้ภาพลักษณ์มันแข็งแรงขึ้นอย่างเดียวนะคะ เธอเป็นคนพูดมันออกมาเองเลยทีเดียว ซึ่งฉันว่ามันค่อนข้างแรงเอาการอยู่เหมือนกัน ที่จะพูดถึงสถาปนาตัวเองเป็นราชินีและกษัตริย์ของประเทศนี้ เพราะเราไม่มีราชวงศ์ หรือปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ เธอเป็นคนพูดเรื่องคาเมล็อตขึ้นมาเลย แล้วมันก็ติดอยู่ในการรับรู้ของผู้คน โดยหนังเรื่องนี้แก่นมันอยู่ตรงนั้นเอง ชีวิตของเธอเหมือนเป็นเทพนิยาย Q : หลังจากทุกคนได้เห็นการแสดงของคุณ ก็มีข่าวลือเรื่องที่ว่า นี่อาจเป็นการคว้าออสการ์ครั้งที่ 2 ของคุณ คุณเคยได้รับรางวัลมาแล้ว และเคยรับมือกับความคาดหวังเหล่านี้มาแล้ว คุณพยายามตั้งสติไม่ให้คิดไปไกลอย่างไร A : ฉันเป็นปลื้มมาก ๆ นะคะ ที่คนดูรู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับหนังมาก แล้วก็แสดงความเห็นหรือความรู้สึกใด ๆ ออกมา ฉันมองแค่นั้น Q : ตอนนี้คุณกำลังตั้งท้องอีกแล้ว (คราวก่อนที่พอร์ตแมนได้ออสการ์ เธอก็กำลังตั้งครรภ์) A : ใช่ค่ะ กำหนดคลอดตอนฤดูใบไม้ผลิ (ราวปลายเดือนมีนาคม) Jackie มีกำหนดเข้าฉาย 19 มกราคม 2560 ในโรงภาพยนตร์

จุดพลุปังๆ กอล์ฟ-ขวัญ ยิ้มแก้มปริ!! จบดราม่าแม่ไม่ปลื้ม!!
ขวัญ อุษามณี /  ข่าว ขวัญ อุษามณี / 

  น่าชื่นชมมากๆ สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างนางเอกสาว ขวัญ อุษามณี กับ กอล์ฟ พิชญะ ที่หลังจากมาคบกันอีกครั้งก็ดูเหมือนว่าจะมีอุปสรรคขวากหนามไม่น้อย โดยเฉพาะอาการคุณแม่ไม่ปลื้ม แต่ล่าสุด กอล์ฟ พิชญะ ก็ทุ่มสุดตัวเทสุดหัวใจเพื่อเป็นส่วนสำคัญที่ทำความฝันเรื่องธุรกิจของ ขวัญ อุษามณี เป็นจริงขึ้นมาได้อย่างสวยสดงดงามและสมบูรณ์แบบ จนคุณแม่ปราณี เอ่ยปากชมว่าเก่ง ซึ่งวันนี้ 19ม.ค.60 ขวัญ อุษามณี ถือฤกษ์งามยามดีเปิดตัวธุรกิจใหม่ที่ตั้งใจทำมายาวนานถึง 2 ปีด้วยน้ำพักน้ำแรงของเธอเองกับธุรกิจ UZI COSMETIC ณ บริเวณชั้น M (Crystal Court) สยามพารากอน พร้อมกับเปิดใจภูมิใจในตัว หนุ่มกอล์ฟ มาก รู้สึกโชคดีที่มีผู้ชายที่จริงใจกับตนรองจากคุณพ่อ แพลนอนาคตเป็นเรื่องที่ไม่สามารถกำหนดได้ แต่ทุกวันนี้เป็นความสุขที่เต็มเติมให้กันและกันมาตลอดหลังจากห่างหายมานาน 10 ปี และไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้หายไป ขวัญ : "ดีใจที่วันนี้ได้สิ้นสุดสักที เพราะขวัญก็ตั้งใจทำยูซี่ คอสเมติกของขวัญมาก ประมาณเกือบสองปี ทุกสิ่งทุกอย่างก็คือสิ่งที่ดีที่สุดที่ออกมาเป็นแบรนด์ของขวัญ มีส่วนผสมจากต่างประเทศและได้ใบรับรองจากสวิสเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส มีพี่กอล์ฟคอยช่วย เพราะเขาจะรู้เรื่องธุรกิจเยอะ พี่กอล์ฟก็จะเป็นคนดีลเรื่องงาน ก็จะได้ปะป๊า มาม้าของพี่กอล์ฟประสานงานให้ เพราะว่าธุรกิจในประเทศไทยก็ค่อนข้างจะยากอยู่แล้ว และอันนี้เป็นการอิมพอร์ท การชิปปิ้งซึ่งขวัญไม่ค่อยมีความรู้เลย ก็ได้พี่กอล์ฟคอยสอนงาน" เป็นธุรกิจที่ทำด้วยกันหรือเปล่ากอล์ฟ : "เป็นธุรกิจของน้องคนเดียวครับ แต่ตัวซีจีที่เห็นกอล์ฟเพิ่งตัดเสร็จเลย เพราะงานเปิดตัวเลื่อนเข้ามาทำให้ไทม์มิ่งการตัดซีจีมันลดลงไป"ขวัญ : "ใช้แรงงานพี่กอล์ฟค่ะ ตั้งแต่สตอรีบอร์ด ใช้ทุกอย่าง เมื่อกี๊ตอนบ่ายโมงก็ยังใช้อยู่เลยค่ะ ส่วนนึงที่ขวัญประสบความสำเร็จก็เพราะว่าส่วนนึงมาจากครอบครัว มาจากคุณแม่ที่ไว้วางใจเราให้ดูแลธุรกิจตรงนี้ด้วยตัวเราเอง ขวัญก็คงไม่สามารถไปปรึกษาใครหลายๆ คนได้ แต่พี่กอล์ฟเป็นหนึ่งในนั้น คอยซัพพอร์ทขวัญในทุกๆ เรื่อง คอยเคียงข้างขวัญตลอดไม่ว่าจะเจอปัญหาไหน จะมีอุปสรรคอะไร ก็ยังอยู่หาทางออกให้ขวัญเสมอ" เต็มใจทำให้ทุกอย่างกอล์ฟ : "เต็มใจครับ ความฝันของขวัญก็เหมือนความฝันของกอล์ฟครับ ถ้าเขาทำแล้วประสบความสำเร็จ มีความสุข เราก็ดีใจ เราอยากทำให้ เราตั้งใจทำ มันเป็นความฝัยของเขาทำมาปีกว่าๆ แล้ว เราทำอะไรได้เราก็ช่วยเต็มที่" กอล์ฟพิสูจน์ตัวเองได้ดีขนาดนี้ ขวัญภูมิใจขนาดไหนขวัญ : "ขวัญภูมิใจในตัวพี่กอล์ฟมากค่ะ ขวัญโชคดีที่มีผู้ชายคนนึงที่จริงใจกับขวัญ หวังดีกับขวัญ รองจากคุณพ่อขวัญก็คือพี่กอล์ฟนี่แหละค่ะ" ลงทุนเยอะขนาดไหนขวัญ : "เยอะมากค่ะ แต่อันนี้เป็นทุนส่วนตัวของขวัญเอง แบ่งมาจากครอบครัวขวัญด้วย เป็นเงินที่ขวัญตั้งต้นใหม่ ซึ่งขวัญทำงานหนักมากในการพยายามให้มีคอสเมติกตรงนี้ เพราะว่ามันมีการอิมพอร์ทมีการชิปปิ้งมีโพรเซสต่างๆ ที่ทำให้เราค่อนข้างที่จะต้องลงทุน แต่เราก็พยายามผลักดันตัวเองว่าต้องมีวันนี้ ถ้าเราทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วสิ่งดีๆ มันจะอยู่รอบตัวเรา" เห็นว่าชอบสี GK ที่สุด ขวัญ : "สีจีเคเป็นสีที่ใช้ระยะเวลานานมากกว่าจะเป็นสีนี้ค่ะ ทำยังไงก็ไม่ได้สักที สีเพี้ยนไปหมด จนกระทั่งพี่กอล์ฟกลับมาขวัญก็ขอความช่วยเหลือ พี่กอล์ฟลองผสมใช้ระยะเวลาไม่ถึงสองนาทีได้แล้ว แต่หนูทำสีนี้มาเป็น 5-6 เดือนไม่ได้อะ ก็ขอปรบมือ (ชื่อสีมาจากชื่อกอล์ฟ-ขวัญ) ขวัญเป็นคนตั้งเองว่าเป็นสีกอล์ฟ-ขวัญ" กอล์ฟช่วยดูแลหมดเลย เรียกว่าวาดความฝันของขวัญให้ออกมาเป็นความจริงกอล์ฟ : "จริงๆ ธุรกิจมันก็ยาก ตอนนี้ใครๆ ก็ทำคอสเมติก ขวัญก็คิดว่าจะทำยังไงให้ออกมาแล้วทุกคนว้าว แล้วรู้สึกว่าแตกต่างจากตลาด กอล์ฟก็รู้สึกว่าอยากทำให้มันสุด และต้องเป็นสิ่งที่เขาชอบด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพลง ซาวด์ กำกับ เราจะคุยกันก่อนทุกอย่าง คือดึงไอเดียของน้องมาเยอะ ก็ต้องมาตบๆ แล้วน้องก็เชื่อ" ขวัญ : "พี่กอล์ฟจะพยายามสอนค่ะ อย่างบางที่เขาบอกว่าเป็นคนรักกันจะทำงานกันไม่ได้ มันไม่จริงเลยนะ ยิ่งเรารู้จักนิสัยใจคอกัน พี่กอล์ฟก็จะรู้ใจเราค่ะ"กอล์ฟ : "แรกๆ ก็อาจจะมีตีกันบ้าง ไม่ชอบเสียงนี้เลย เสียงเพลงแบบนี้ไม่ชอบ พอใส่หูฟังให้ฟังก็อ่อ พอดีละๆ" วันนี้ก็อบอุ่นเลยคุณแม่มีโอบเอวกอล์ฟด้วย แม่มีกระชิบอะไรเราบนเวทีไหมกอล์ฟ : "ก็ไม่ได้พูดอะไร ก็มีบอกว่าเก่ง"ขวัญ : "คุณแม่บอกว่าเก่ง คือเราก็มีความสุขกันแล้วค่ะ ขวัญก็รักปาป๊า หม่าม้า รักน้องหญิง รักพี่ๆ พี่กอล์ฟหมดทุกคน คุณแม่ขวัญก็รักพี่กอล์ฟเหมือนกัน คุณแม่ก็พาพี่กอล์ฟไปทำบุญด้วยกันครอบครัว เพราะคุณแม่ก็รู้ว่าพี่กอล์ฟลำบาก คอยดูแลคุณแม่ ก็ต้องขอบคุณคุณแม่ด้วยที่ให้โอกาสพี่กอล์ฟ ให้ทางเดินที่เราจะมีความสุขกัน" ถือว่าวันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ยิ้มได้ทั้งคู่เลยกอล์ฟ : "ก็ดีครับ ตอนแรกก็ตื่นเต้นแทน กว่าจะถึงวันนี้ วันนี้กอล์ฟรู้สึกว่ากอล์ฟลนมาก ทำอะไรไม่ถูก ปกติจะมานั่งงานชิวๆ เป็นแขก แต่อันนี้ต้องมานั่งดูเองทุกอย่าง ก็ตื่นเต้นแทน แต่เห็นน้องแล้วก็รู้สึกดีครับ" วางแผนอนาคตหรือยัง ขวัญบอกว่าอยากแต่งแล้วนะกอล์ฟ : "กอล์ฟก็อยากแต่ง(ยิ้ม) แต่บางครั้งในเรื่องการแต่งงาน มันเป็นเรื่องของอะไรหลายๆ อย่างที่อาจจะแบบมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องสร้างความพร้อมให้เราก่อน ก็พยายามจะทำให้พร้อมให้เร็วที่สุด ผมก็เลือกคนนี้แล้วล่ะ ถามว่าอีกกี่ปีก็...เดี๋ยวค่อยว่ากัน" กอล์ฟพูดแบบนี้แล้วเราว่าไงขวัญ : "ก็คืออนาคตเราไม่รู้นะว่าเป็นยังไง เราจะอยู่ด้วยกันหรือเปล่า แต่ว่าทุกวันนี้ที่เรามีกันและกัน เป็นความสุขที่เติมเต็มกันและกันมาตลอด ถ้าเกิดใครมาเป็นเหมือนเราที่เคยหายไป 10 ปี ก็คงไม่มีใครอยากให้สิ่งนี้หายไปไหนอีกแล้ว"กอล์ฟ : "ก็ช่วยกันสร้างไปครับ เติบโตไปด้วยกัน เรียนรู้ไปด้วยกัน แบบนี้มีความสุขกว่า" รูปในไอจีที่กอล์ฟเข้ามาหึงขวัญ : "ตอบเลยค่ะ ! (เน้นเสียง)กอล์ฟ : "ทำไมต้องดุด้วยเนี่ย(หัวเราะ) ก็บางทีน้องทำงานเราก็เข้าใจ ก็เข้าใจ บางทีก็เกลื่อนกลาดไปหน่อย นี่ดีนะวันนี้ให้ตัดชุดนี้อะ ก็หวงครับ เป็นใคร ใครก็หวงครับ"ขวัญ : "หนูจะใส่โจงกระเบนแล้วค่ะ คือพี่กอล์ฟเขาเป็นคนขี้เล่นค่ะ เล่นจนเลอะเทอะไปหมด(หัวเราะ) ถามว่าเรายอมตามไหมพี่เขาไม่ชอบให้เซ็กซี่ เราก็ตามบ้าง เพราะเราก็ต้องให้เกียรติ แต่เราก็ไม่ได้เรียบร้อยผ้าพับไว้ ก็มีนอกลู่นอกทางไปบ้าง แต่ไม่นอกใจนะ(ยิ้ม)" ขวัญ กอล์ฟ ขวัญ กอล์ฟ ขวัญ กอล์ฟ และครอบครัว กอล์ฟ แม่ขวัญ กอล์ฟ แม่ขวัญ กอล์ฟ แม่ขวัญ กอล์ฟ แม่ขวัญ

ก่อนชม 'ดาวคะนอง' ย้อนดู ‘เจ้านกกระจอก’ บทบันทึกเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทยของ ใหม่-อโนชา
ดาวคะนอง /  อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล / 

ในวาระที่ 'ดาวคะนอง' ผลงานหนังยาวเรื่องที่สองของผู้กำกับ ใหม่-อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ จะเข้าฉายในบ้านเราอย่างเป็นทางการวันแรก (8 ธ.ค. 2559) ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน อโนชานำหนังเรื่องแรกของเธอเข้าฉายในบ้านเรา และ ‘เจ้านกกระจอก’ ก็กลายเป็นหนังไทยที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ในแง่ของการใช้สัญลักษณ์เพื่อเล่าเรื่อง ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่อโนชานำใช้ในหนังเรื่องล่าสุดของเธอเช่นกัน เราจึงขอหยิบเอาบทความจากคอลัมน์คลาสสิคในนิตยสาร BIOSCOPE "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" ที่ ไกรวุฒิ จุลพงศธร ได้เขียนถึง ‘เจ้านกกระจอก’ ถึงการเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารกับผู้ชม ก่อนที่จะไปชมผลงานล่าสุดของเธอกันในสัปดาห์นี้ **เช็ครอบฉายและข่าวสารของหนัง 'ดาวคะนอง' ได้ที่ www.facebook.com/daokhanongmovie ‘เจ้านกกระจอก’ กับขบวนการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทย (แบบไม่ได้นัดหมาย) โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร **ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 105 / สิงหาคม 2553 ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาช่างแตกต่างราวกับฟ้าและเหวกับช่วงที่ผมเริ่มต้นเขียนคอลัมน์นี้ เมื่อ 8 ปีก่อนผมเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบโฆษณาแต่ดันชื่นชอบการตีความสัญลักษณ์ใน หนังที่เรียนรู้จากพ็อคเกตบุ๊ครวมบทวิจารณ์ของ สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์, มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ และ ประชา สุวีรานนท์ ซึ่งได้กลายเป็นครูอย่างไม่เป็นทางการของผม ในโลกของผม ณ ช่วงเวลาดังกล่าว "สัญลักษณ์มีแต่ในหนังเท่านั้น" (แน่นอนครับว่ามันมีที่อื่นๆ ด้วย แต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจมันเอง) 8 ปีผ่านไปมีอะไรเกิดขึ้นมากมายกับชีวิต และสัญลักษณ์ไม่ได้อยู่แค่ในหนังอีกต่อไป แต่สัญลักษณ์อยู่กลางถนน และมิใช่ผม คนเดียวที่ตระหนัก เพราะดูเหมือนสังคม ‘ทุกฝ่าย’ ค่อยๆ เรียนรู้ว่าการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เป็นการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดในวินาทีนี้ (ดูอย่างกรณีที่คนเสื้อแดงพยายามจะไปพันผ้าสีแดงที่ป้ายถนนราชประสงค์, ต่อมาก็มีกำลังตำรวจจำนวนมากมาเฝ้าป้ายดังกล่าว, และหนักข้อขึ้นไปอีกเมื่อป้ายดังกล่าวได้ถูกเจ้าหน้าที่ถอดทิ้งไปเลย, ลงท้ายด้วยเอาป้ายมาติดตั้งใหม่พร้อมคำอธิบายว่านำป้ายไปทำความสะอาดเนื่องจากมีคนมาฉีดสีพ่นทับตัวอักษร) สังคมค่อยๆ เรียนรู้ (ผมหวังอย่างนั้น) ว่าการต่อสู้ด้วยพละกำลังหรือการต่อสู้แบบ ถอนรากถอนโคนซึ่งมักมากับกระบวนทัศน์ ‘สงครามครั้งสุดท้าย’ นั้นไม่มีอยู่จริง สงครามไม่มีวันจบลงง่ายๆ ยุทธศาสตร์ต่อไปคือการต่อสู้อย่างต่อเนื่องและยืดยาว การช่วงชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์จึงกลายเป็นสมรภูมิอย่าง ไม่เป็นทางการ นักสัญศาสตร์จึงกลายเป็นบุคคลสำคัญของสังคม เพราะพวกเขามีหน้าที่คุ้ยเขี่ย กัดเซาะ สร้าง และตีความสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อ ‘ทำลาย’ หรือ ‘ตอกย้ำ’ วาทกรรมที่แต่ละฝ่ายผลิตขึ้นมา คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ สิ่งที่พัวพันกับการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้ก็คือการช่วงชิง ‘พื้นที่’ ‘เวลา’ และ ‘ความทรงจำ’ ดูตัวอย่างจากการพันผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ แม้จะเป็นพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร แต่ก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์สุดทรงพลัง เพราะมันเป็นการแย่งชิงพื้นที่ ความทรงจำและการรับรู้ของสังคม ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งพยายามจะ ‘ลบเลือน’ ความทรงจำนี้ทิ้งไป อีกฝ่ายก็พยายามจะ ‘ย้ำเตือน’ มิให้ความทรงจำจางหาย แน่นอนว่าการต่อสู้นี้ขึ้นอยู่กับบริบทเวลา หากมิได้ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายความทรงจำดังกล่าวก็จะบิดเบือน และหลุดหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และกลายเป็น "ความทรงจำส่วนบุคคล" หรือของคนกลุ่มย่อยๆ ไปแทน นอกจาก พื้นที่ เวลา และความทรงจำ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้แล้ว มันยังเป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของศิลปะภาพยนตร์อีกด้วย หากเมื่อ 8 ปีก่อนผมตื่นเต้นกับงานของคนทำหนังอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, นนทรีย์ นิมิบุตร และ เป็นเอก รัตนเรือง ที่ทำให้เกิดการบูมของหนังไทยร่วมสมัยในช่วงเวลานี้ผมก็ตื่นเต้นกับกลุ่มคนทำหนังบนดินและใต้ดิน –ไม่ว่าจะมีแนวคิดทางการเมืองแบบใดก็ตาม- แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาพยายามโต้ตอบกับสังคมด้วยการสร้างงานที่เล่นกับพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำ ผ่านระบบสัญลักษณ์ที่งัดข้อก่อกวนกับวาทกรรมหลัก ผมกำลังหมายถึงหนังอิสระอย่าง ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ‘บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน’ และ ‘จุติ’ ของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล, ‘เจ้านกกระจอก’ ของ อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ ไปจนถึงหนังสั้นของ ปราปต์ บุนปาน, เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง หรืองานในอนาคต (แน่นอนว่าผมยังไม่ได้ดู แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเล่นกับการเปรียบเปรยเชิงการเมือง) ทั้ง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ของ สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์, ‘The Dog ชิงหมาเกิด’ ของ พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง และ ‘14’ ของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล แน่นอนว่าคนเหล่านี้ไม่ได้นัดกัน และไม่ได้มีอุดมการณ์ การเมืองเดียวกัน แต่การปรากฏของผลงานเหล่านี้ใน ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก็เป็นขบวนการหนังสัญลักษณ์ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง (**อัพเดต จนถึงปัจจุบัน ‘14’ ยังไม่ได้ถูกผลิตขึ้น ส่วนอย่างที่ทราบกันคือ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ กลายเป็นหนังที่โดนแบนในบ้านเราไป) หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ คนทำหนังรุ่น เพิ่มพล เชยอรุณ หรืองานยุครุ่งเรืองของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล มุ่งสะท้อนสังคมด้วยการตีแผ่อย่างตรงไปตรงมาหรือมีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นเห็นชัด แต่ขบวนการหนังบนดินและใต้ดินยุคปัจจุบัน (แบบไม่ได้นัดหมาย) มิได้เดินบนเส้นทางนั้น หากไม่นับงานของพงษ์พัฒน์และชูเกียรติ (ซึ่งผมยังไม่ได้ดู) คนทำหนังที่เหลือซึ่งเป็น คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ นำเสนอผ่านสุนทรียะเฉพาะตัวและระบบสัญลักษณ์ที่แนบเนียนและแพรวพราวเกินกว่ายุคของเพิ่มพลไปแล้ว ซึ่งต้องอาศัยพื้นฐานความ เข้าใจและการสั่งสมสุนทรียะของภาพยนตร์โลกร่วมสมัยในระดับหนึ่ง มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่คนทำหนังกลุ่มนี้จะถูกป้ายข้อหาจากคนดูว่า “ดูไม่รู้เรื่อง” หรือ “เข้าใจยาก” แต่ขณะเดียวกัน ภายใต้สังคมไทยอันแสนเคร่งครัดในยุคสมัยของการจำกัดจำเขี่ยทางความคิดเห็น การ ‘ดูไม่รู้เรื่อง’ และ ‘เข้าใจยาก’ ก็กลับกลายเป็นเกราะป้องกันตัวผู้สร้างเอง พวกเขาจึงสามารถสร้างงานที่ ‘เตะเฉียด’ ประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ผ่านเนื้องานและสัญลักษณ์ที่แนบเนียนหรือแปลกพิศวงได้ เช่น หากอภิชาติพงศ์สร้างหนังเกี่ยวกับวันเสียงปืนแตกโดยตรงก็คงโดนแบน แต่การสร้างโดยผสมสุนทรียะของหนังส่วนตัวและเนื้อหาการเมืองเชิงสัญลักษณ์แยบยลก็ทำให้หนังออกสู่สังคมได้ (ในกรณีของอภิชาติพงศ์และอโนชานั้น ความพิศวงของสัญลักษณ์ยังกลายเป็น ‘ปริศนา’ และ ‘ความลึกลับ’ ที่ทำให้คอหนังศิลปะในต่างชาติอ่านงานของพวกเขาในความหมายอื่นๆ ได้อีกด้วย) กลายเป็นว่าในพื้นที่เล็กๆ อย่างหนังอิสระ กลับมีระดับเพดานการแสดงความคิดเห็นที่สูงกว่าปกติ ทว่าพื้นที่ดังกล่าวก็เล็ก เล็กมาก หรือเล็กที่สุดจนแทบจะไม่มีเสียงเล็ดรอดออกไปให้เกิดการพูดคุยในวงกว้าง นักวิจารณ์และนักดูภาพยนตร์ (cinephile) คือฟันเฟืองที่เข้ามามีบทบาทในจุดนี้ แต่ลำพังนักวิจารณ์เองก็ทำงานได้ไม่มีประสิทธิผล ตั้งแต่ติดอยู่ในระบบ มีพื้นความรู้ที่ทำให้อ่านงานเหล่านี้ไม่ขาดพอ รวมถึงต่อให้อ่านได้แต่จะเขียนได้ชัดเจนมากขนาดไหน หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นตัวอย่างชั้นดีของสิ่งที่ผมได้พูดไป อโนชาและ ลี ชาตะเมธีกุล (มือตัดต่อ) จงใจก่อกวนพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำด้วยการเล่าหนังโดยไม่เรียงลำดับเวลา (เหมือนหนังเรื่อง 21 Grams) เมื่อผนวกกับชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ (Mundane History) ก็คลับคล้ายท่วงท่าปรัชญาแบบพังค์ๆ ที่โจมตีประวัติศาสตร์ทางการที่เล่าเรื่องแบบเรียงตามลำดับเวลา (หรืออำนาจแนวดิ่ง) และให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่มาในรูปแบบของความทรงจำที่ย่อมวูบวาบ ไม่เรียงลำดับก่อนหลัง (หรืออำนาจแนวระนาบ) ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วย เมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย เราอ่านหนังได้อย่างน้อยสองระดับ ระดับแรกคือเชื่อไปตามเรื่องว่ามันเป็นเรื่องของบุรุษพยาบาลที่ต้องเข้ามาดูแลเด็กหนุ่มพิการ ลูกผู้ดีเก่าที่ไม่ลงรอยกับพ่อผู้แสนดี เขาถูกแวดล้อมไปด้วยแม่บ้านและคนใช้ แล้วความสัมพันธ์ของบุรุษพยาบาลและเด็กหนุ่มจากที่ตึงเครียด ก็ค่อยๆ อ่อนลงและกลายเป็นความอ่อนโยนระหว่างสองมนุษย์ ระดับที่สองคือการตั้งคำถามว่า ทั้งหมดนี้คืออุปลักษณ์ (metaphor) ของสังคมไทยในยุคพ.ศ.นี้ นี่คือสังคมไทยที่ในอดีตเคยรุ่งเรืองและงามงด (จากสภาพบ้านที่เป็นผู้ดีเก่า, คำอธิบายว่าคุณพ่อเป็นคนแสนดี) แต่ปัจจุบันกลับเป็นสังคมที่รุนแรง เปลี่ยนแปลง และไร้อนาคต (เด็กหนุ่มพิการ, เอาแต่ใจ, อารมณ์เกรี้ยวกราด, รักษาไปก็เปล่าประโยชน์, ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้) และมันก็ยังเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยชนชั้น (มีการแบ่งการกินข้าวอย่างชัดเจน เจ้านายกินชั้นบน บ่าวไพร่กินชั้นล่าง แถมยังมีบ่าวไพร่ที่ทำตัวประหนึ่งเจ้านาย หรืออาจมีอะไรกับเจ้านายด้วยซ้ำ) ผมไม่ได้บอกว่าสังคมไทยไร้ความหวัง หรือคนทำหนังเรื่องนี้จะบอกว่า สังคมไทยสิ้นหวัง แต่หนังเรื่องนี้เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้ อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วยเมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย หนังพูด ถึงอารยธรรมในฉากเดินดูรูปจำลองของอารยธรรมต่างๆ (ซึ่งรุ่งโรจน์และ มอดม้วยไปแล้ว) ในท้องฟ้าจำลอง และยังพูดถึงพุทธธรรมผ่านตัวคนใช้ที่สบถขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ในแง่วิทยาศาสตร์มีการอธิบายเรื่องจุดจบของดาว อโนชาลากให้ทุกอย่างมารวมกัน เหมือนกับภาพโปสเตอร์หนังที่เหมือนรูปปริศนา มันเป็นทั้งดวงตา ของเด็กหนุ่มผู้พิการไร้ความหวัง เป็นทั้งดาวฤกษ์สุกสว่างที่กำลังจะแตกดับ และเป็นทั้งดวงตาของคนทำหนังที่จับจ้องความล่มสลายของยุคสมัย อารยธรรมมีวันสิ้นสุด เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องสามัญ และหากดาวอันใหญ่ยักษ์ยังมีวันดับได้ นับประสาอะไรกับอารยธรรม, ประเทศชาติ, คนรุ่นหนึ่ง, มนุษย์ที่ยิ่งใหญ่หรือต่ำต้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งเซลล์อณูหนึ่ง ก็ต้องมีวันดับสิ้นไปทั้งนั้น แต่เมื่อมีวันดับสิ้น ก็มีวันกำเนิดใหม่ และหลังจากประวัติศาสตร์ของโลก / อารยธรรม / ประเทศ / ครอบครัว ที่ผ่านมาถูกเดินหน้าด้วยบุรุษเพศ ผู้กำกับเพศหญิงที่เล่าสงครามระหว่างเพศชายมาเกือบ 80 นาทีได้แย้มนัยว่า บทใหม่ของประวัติศาสตร์จะเริ่มด้วยสตรีเพศเสียที ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ละครริษยา  , เรื่องย่อริษยา
ละครริษยา /  เรื่องย่อละครละครริษยา / 

ริษยา บทประพันธ์โดย : จุลลดา ภักดีภูมินทร์บทโทรทัศน์โดย : ณ.ภัทรพรกำกับการแสดงโดย : ธีระศักดิ์ พรหมเงินออกอากาศเร็ว ๆ นี้ ทางช่อง 7 สี เรื่องย่อละครริษยา ริษยา คือ เรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีชีวิตจมอยู่กับความหลังที่ขมขื่น จิตใจจึงมีแต่ความริษยาอาฆาต จนความริษยานั้นหวนกลับมาทำร้ายตนเองจนถึงแก่ชีวิตในที่สุด หม่อมชุลี (ชไมพร จตุรภุช) มีมารดาเป็นหม่อมเจ้าหญิง บิดาเป็นเจ้าพระยามีน้องสาวชื่อ ชวนชื่น(อังศณา บุรานันท์) ซึ่งมีนิสัยตรงกันข้ามกับหม่อมโดยสิ้นเชิง คุณชวนชื่นเป็นคนใจดีมีเมตตา และอ่อนโยน หม่อมชุลีมีลูกชายคนเดียว คือ หม่อมราชวงศ์หริพันธ์(ชนะพล สัตยา) ท่านพ่อของคุณชายหริพันธ์สิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่คุณชายยังเด็ก ด้วยการผูกพระศอตนเอง เพราะทนความดุดัน และการวางอำนาจของหม่อมไม่ไหว ท่านทรงมีธิดาน้อยอีกหนึ่งคนเกิดจาก แวว ต้นห้องของหม่อมชุลี ละครริษยา ต่อมาแววทนความทารุณของหม่อมไม่ได้ จึงหนีออกจากวังไปทิ้ง หม่อมราชวงศ์วรรศิกา (อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์) ลูกสาวให้หม่อมชุลีเลี้ยงดูมาจนโต วรรศิกาเติบโตมาด้วยความกดดันจนมีกิริยาท่าทางเหมือนเป็นคนโรคประสาท ในวัง อโยธยายังมี อบสวาท (ธัญยกันต์ ธนกิตติ์ธนานนท์) สตรีสาวใหญ่หลานสาวห่าง ๆ ของหม่อมชุลีอีกคนหนึ่ง เป็นสตรีที่ร้ายลึกอยู่ในทีท่าที่ปรุงแต่งให้ดูสงบเสงี่ยม อบสวาทแอบได้เสียกับคุณหริพันธ์ก่อนที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศนานถึง 10 ปี เมื่อคุณชายกลับมาก็ยังคงมีความสัมพันธ์กับอบสวาทเช่นเดิม หม่อมชุลีรู้เรื่องนี้แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ละครริษยา คุณชวนชื่นนั้นได้หนีตามผู้ชายที่ยากจนคนหนึ่งชื่อ นพ (ดิลก ทองวัฒนา) หม่อมชุลีโกรธจัดตัดขาดว่าไม่รักศักดิ์ศรีความเป็นลูกเจ้าพระยา และแม่เป็นหม่อมเจ้า แต่กลับเป็นว่าคุณชวนชื่นเจริญก้าวหน้า คุณนพผู้สามีทำธุรกิจมั่งคั่งร่ำรวย เธอมีบุตรชายหนึ่ง และบุตรีหนึ่ง เป็นหนุ่มสาวสมัยใหม่ สะสวยงดงามทั้งคู่ ชื่อ ชนก (ธันวา สุริยจักร) กับ ชนนี (ฮาน่า ลีวิส) ชนก พี่ชายเรียนหนังสือที่อเมริกาเพิ่งกลับมา ส่วนชนนีเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัย คุณชายหริพันธ์ ซึ่งเพิ่งจบการศึกษากลับจากประเทศอังกฤษเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยที่ชนนีเรียนอยู่ นักเรียนสาว ๆ รวมทั้งชนนีซึ่งไม่รู้ว่าหริพันธ์มีความเกี่ยวดองกันต่างชื่นชมว่าอาจารย์หล่อ สมาร์ท ขรึม ตามประสาเด็กสาว ๆ ซึ่งมักจะนิยมชอบในตัวอาจารย์ ละครริษยา ครั้งหนึ่งหม่อมชุลีให้อบสวาทไปเชิญท่านหญิงนวล (ดวงดาว จารุจินดา) ผู้เป็นพี่สาวของ ท่านหญิงนิ่ม มารดาของหม่อมชุลีมางานเลี้ยงต้อนรับหริพันธ์กลับจากต่างประเทศ ท่านหญิงนวลมาชวนชนก และชนนีไปด้วย เมื่อหม่อมชุลีเห็นชนนีก็เกิดแผนการร้ายขึ้นในใจ หม่อมชุลีให้ท่านหญิงนวลไปสู่ขอชนนีให้หริพันธ์ และท่ามกลางความประหลาดใจของทุก ๆ คน ชนนีก็ตอบรับยอมแต่งงานกับหริพันธ์ ไม่มีใครรู้ใจชนนีว่านิยมในตัวหริพันธ์เพียงใด แต่นั่นคือ การเริ่มต้นของความทุกข์อันยิ่งใหญ่ในชีวิตของชนนี ขณะที่เจตน์ (พูลพัฒน์ อัตถปัญญาพล) เพื่อนของชนกซึ่งแอบหลงรักชนนีอยู่ได้แต่เศร้าที่ชนนีแต่งงาน แต่แล้วในวันส่งตัวชนนีก็เห็นคุณชายหริพันธ์กับอบสวาทในภาพที่ไม่ต้องบรรยายความใด ๆ ชนนีเสียใจมาก ผู้ที่ลอบยินดีคือหม่อมชุลีผู้รู้ทุกอย่าง หม่อมต้องการให้ลูกสาวของชวนชื่นมีความทุกข์ พ่อแม่จะได้ทุกข์ด้วย สะใจหม่อมชุลียิ่งนัก ละครริษยา หริพันธุ์ต้องไปราชการทางภาคเหนือ หม่อมชุลีก็ให้อบสวาทตามไปด้วย นอกจากนี้ยังยุยงให้ อบสวาททำทุกอย่างที่จะทำให้ชนนีชอกช้ำใจยิ่งขึ้น แต่ชนนีก็ทนเพราะความรักอันบริสุทธิ์ในจิตใจของเด็กสาวผู้อ่อนต่อโลก ต่อมาความใกล้ชิดกันระหว่างหริพันธ์กับชนนี ทำให้ทั้งสองได้เสียกันโดยความไม่เต็มใจของหริพันธ์ ชนนีแม้จะเศร้าแต่ก็ยินยอมทุกอย่าง เพราะได้ชื่อว่าเป็นภรรยา ในวังอโยธยามีเพียงวรรศิกาที่เห็นใจชนนีทั้งสองเป็นเพื่อน และพูดคุยปรับทุกข์กันอยู่เสมอ แม้วรรศิกาจะถูกห้ามจากหม่อมชุลีไม่ให้มาใกล้ชิดชนนีก็ตาม วรรศิกานั้นด้วยความที่ไม่เคยพบบุรุษใด ๆ มาก่อนในชีวิตของเธอ จึงมีความผูกพันทางจิตใจกับชนก ผู้ซึ่งเห็นวรรศิกาเป็นสตรีที่ไม่น่าสนใจ ไม่สวย ไม่น่าพูดคุยเจรจาด้วย วรรศิการู้ดีว่าชนกไม่สนใจตน แต่ก็ยังมีใจพันผูกอยู่กับชนกไม่เสื่อมคลาย ชนนีถูกทารุณจิตใจต่าง ๆ นานา จนล้มเจ็บหนัก หม่อมชุลีสั่งห้ามไม่ให้ใครมาดูแลชนนี โดยเฉพาะคุณชายหริพันธ์ วรรศิกาทนไม่ได้จึงแอบหนีไปบอกให้ชนกมารับชนนี ชนกมาอาละวาดกับหม่อมชุลี และอุ้มชนนีผู้เกือบจะสิ้นสติเพราะพิษไข้ออกไปจากวังอโยธยา หม่อมชุลีประกาศลั่นว่าไอ้อีคนไหนที่ออกไปจากวังแล้วอย่าได้กลับมาอีกเป็นอันขาด และครั้งนี้ชวนชื่นจะต้องได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจ และขมขื่นเหมือนที่หม่อมชุลีเคยได้รับ ชนนีกลับถึงบ้าน หมอตรวจพบว่าชนนีแท้งลูก หม่อมชุลียินดีเป็นที่สุดเมื่อรู้ข่าว หม่อมสั่งห้ามไม่ให้หริพันธ์ไปเยี่ยมชนนี แต่คุณชายแอบไป ปรากฏว่าทั้งพ่อ และชนกไม่ต้อนรับไม่ให้เข้าบ้าน หริพันธ์จึงกลับไปโดยที่ชนนีไม่รู้ว่าสามีมาเยี่ยม จนต่อมาคุณชายเดินทางไปทำงานต่างประเทศ จึงไม่มีโอกาสได้พบชนนีอีกเลย ชนนีเสียใจมากตระหนักดีว่าหริพันธ์ไม่เคยสนใจใยดีตน ขณะเดียวกันหริพันธ์ก็เสียใจกับการกระทำของตนเอง พร้อมทั้งตั้งใจไว้ว่าเมื่อกลับประเทศไทยจะต้องพูดกับอบสวาทให้เข้าใจ และควรจะเป็นตัวของตัวเอง ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของหม่อมแม่อีกต่อไป ละครริษยา วรรศิกาผู้น่าสงสารถูกหม่อมชุลีลงโทษอย่างรุนแรง ฐานที่หนีไปตามชนกมารับชนนี วรรศิกาทนไม่ไหวจนตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่สุดในชีวิตหนีออกมาหาชนนี ชนนีชวนให้อยู่ที่บ้านด้วยกัน และพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของวรรศิกา ให้แต่งตัวให้รู้จักเข้าสมาคม ในระยะแรกชนกรังเกียจวรรศิกาหาว่าหยิ่ง หน้าตาเหมือนผี ไม่รู้จักยิ้มแย้ม เหมือนครึ่งบ้าครึ่งดี ชนกมีคู่รักอยู่แล้ว ชื่อยอดธิดา (อมีนา พินิจ) เป็นผู้หญิงสวยทันสมัย เปรี้ยว สมาคมเก่ง ทั้งสองควงกันไปไหนต่อไหนตลอดเวลา วรรศิกาทนดูด้วยความเจ็บปวดตลอดเวลา ชนกนั้นไม่รู้ตัวเลยว่า วรรศิกาแอบรักยังคงพูดจาเยาะเย้ยวรรศิกาอยู่ทุกครั้งที่มีโอกาส คุณชายหริพันธ์กลับจากต่างประเทศ แต่ไม่ยอมเข้าวังอโยธยาไปเช่าโรงแรมอยู่ หม่อมชุลีคั่งแค้น รู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าคุณชายลูกรักคนเดียวกำลังจะไปจากหม่อมเหมือนท่านพ่อของคุณชาย หม่อมไม่มีอำนาจเหนือหริพันธ์อีกต่อไป คุณชายใช้เวลาพักใหญ่ตัดสินใจเข้าไปในบ้านชนนีโดยความช่วยเหลือของชนก หลังจากปรับความเข้าใจกันแล้ว คุณชายก็แจ้งว่าจะไปทำงานที่อเมริกา และจะพาวรรศิกาไปด้วย หม่อมชุลีแค้นจนนิ่งงันไปเมื่อหริพันธ์มาลาไปต่างประเทศ เมื่อหริพันธ์พ้นห้องไปหม่อมก็กดกริ่งเรียกอบสวาท อบสวาทเข้ามาเห็นหม่อมชุลีกำลังเขียนพินัยกรรมยกสมบัติทั้งหมดให้ตน หลังจากนั้นหม่อมก็สิ้นใจ คำพูดสุดท้ายคือไม่ยอมอภัยให้กับทุก ๆ คนที่หม่อมคิดว่าเป็นผู้ผิด ทั้งลูกทั้งหลาน หม่อมสิ้นใจทั้งที่ความริษยาอาฆาตยังเต็มหัวใจ ชนนีเตรียมตัวไปอเมริกากับหริพันธ์ วรรศิกาไม่อยากไปเพราะอะไรทุกคนรู้อยู่เต็มอก เว้นแต่ชนกเท่านั้น คืนก่อนที่จะเดินทางชนกพบวรรศิกา เขาพูดกับเธอด้วยกิริยาท่าทีอย่างเดิม วรรศิกาไม่รู้ตัวว่าอะไรทำให้เธอเถียง ต่อปากต่อคำกับชนก และในที่สุดเธอก็บอกว่ารักชนก รักมานาน ชนกตะลึงคิดไม่ถึง แต่วรรศิกาจากไปก่อนที่ชนกจะพูดอะไร วันเดินทางที่สนามบิน ชนนี และหริพันธ์ล่ำลาญาติพี่น้อง ทั้งสองคนเข้าใจกันดีและมีความสุข วรรศิกาไม่มีใครเลย ด้วยความหมองเศร้าในใจ วรรศิกาเดินหลีกทุกคนออกมาและพบชนก ชนกผู้เฝ้ามองวรรศิกาอยู่ตลอดเวลา เขาผู้ใช้เวลาเพียงพริบตาเดียวในขณะนั้นตัดสินใจ แล้วเขาก็บอกความในใจกับวรรศิกาก่อนสัญญาว่าจะตามไปหาเธอที่ต่างประเทศ ติดตามชม ละครริษยา ได้เร็ว ๆ นี้ ทางช่อง 7 สี รายชื่อนักแสดง ละคร ริษยาธันวา สุริยจักร รับบท ชนกชนะพล สัตยา รับบท ม.ร.ว. หริพันธ์อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ รับบท ม.ร.ว. หญิงวรรศิกาฮาน่า ลีวิส รับบท ชนนีชไมพร จตุรภุช รับบท หม่อมชุลีธัญยกันต์ ธนกิตติ์ธนานนท์ รับบท อบสวาทอมีนา พินิจ รับบท ยอดธิดาพูลพัฒน์ อัตถปัญญาพล รับบท เจตน์ดวงดาว จารุจินดา รับบท ท่านหญิงนวลอังศนา บุรานันท์ รับบท ชวนชื่นดิลก ทองวัฒนา รับบท นพวิวัฒน์ ผสมทรัพย์ รับบท ย้งอัมรินทร์ สิมะโรจ รับบท ทาเคชิประกาศิต โบสุวรรณ รับบท เสี่ย ละครริษยา ละครริษยา ละครริษยา ละครริษยา ละครริษยา ละครริษยา ละครริษยา

ละครเกิดเป็นกา (ละครเย็น) , เรื่องย่อเกิดเป็นกา (ละครเย็น)
ละคร เกิดเป็นกา /  ละคร เกิดเป็นกา ช่อง7 / 

เกิดเป็นกา ผู้ประพันธ์: นันทนา วีระชนบทโทรทัศน์: ปลายปากกาผู้ผลิต: บริษัท ดาราวิดีโอ จำกัดออกอากาศทุกวัน เวลา 18.50 น. ทางช่อง7 เรื่องย่อ ละครเกิดเป็นกา บุญเพ็ญ (หลิน นุศรา )เป็นคนรับใช้คนสนิทของ คุณหญิงภูรี (จิ๋ม ปนัดดา) แอบลักลอบได้เสียกับชายชล (หนุ่ม สุรวุฑ ) คุณหญิงภูรีจับได้เลยจับให้ชายชลรีบแต่งงานกับ กานดา (เอ๋ รชยา ) หลังจากคืนแต่งงานทั้งสองได้เดินทางไปฮันนีมูนที่ต่างประเทศ คุณหญิงภูรีจึงไล่บุญเพ็ญออกจากบ้าน บุญเพ็ญโซซัดโซเซเดินไปตามทางเปลี่ยวแล้วเจอกับ หวัง(อ๋อง กษาปณ์) ที่กำลังเมามาย หวังพยายามข่มขืนบุญเพ็ญ บุญเพ็ญต่อสู้แต่สุดท้ายก็สู้ไม่ไหวตกเป็นเมียหวัง บุญเพ็ญไปอาศัยอยู่กับ บุญพา (เดียร์ ปริษา )น้องสาวของตัวเองในสลัม โดยบุญเพ็ญไม่รู้มาก่อนว่าหวังเป็นสามีของน้องสาว บุญเพ็ญจำหวังได้แต่ไม่อยากพูดถึงเรื่องในอดีต ละครเกิดเป็นกา ตลอดเวลาบุญเพ็ญคอยติดตามความเคลื่อนไหวของชายชลและกานดา บุญเพ็ญตั้งท้อง ส่วนกานดาก็ตั้งท้องเช่นเดียวกัน วันที่กานดาเจ็บท้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล บุญเพ็ญที่กำลังท้องแก่ก็พยายามทุบท้องตัวเองเพื่อให้ลูกคลอดออกมาในคืนเดียวกับลูกของกานดา และเมื่อคลอดแล้วก็ลักลอบเปลี่ยนป้ายชื่อของเด็กทั้งสอง ทำให้ชายชลและกานดานำลูกของบุญเพ็ญไปเลี้ยง ส่วนบุญเพ็ญก็ทิ้งลูกของกานดาไว้ที่โรงพยาบาล แต่บุญพากลับไปรับมาเลี้ยงด้วยความสงสาร และตั้งชื่อให้หลานสาวว่ากระแต (พาย รมิดา) บุญเพ็ญเกลียดชังและทุบตีกระแตมาโดยตลอด กระแตโตมาในชุมชนสลัมโดยไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะบุญเพ็ญไม่ให้เรียน แต่ให้กระแตไปขายหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ยังเด็ก โชคดีที่ยังมีทม (ปาแปง กุมภ์ ) เป็นเพื่อนสนิทกับกระแตมาตั้งแต่เด็กๆ คอยหาหนังสือที่ไม่ได้ใช้แล้วมาให้กระแตอ่าน หาหนทางเพื่อให้กระแตได้เรียนหนังสือ ทมแอบหลงรักกระแตแต่ไม่กล้าบอกเพราะกลัวว่าจะเสียเพื่อน วันหนึ่งบุญเพ็ญเล่นไพ่แล้วถูกตำรวจจับ ทำให้กระแตต้องหาเงินมาจ่ายค่าประกันตัว กระแตเลยใช้วิธีกระโดดตัดหน้ารถของ พงษ์วัฒน์ (บอส โตนนท์) เพื่อเรียกค่าทำขวัญ พงษ์วัฒน์เป็นหลานชายของกานดาและกานดาก็หมายมั่นจะให้แต่งงานกับเต็มดาว (กุ๊กกิ๊ก กชกร ) เต็มดาวมีนิสัยก้าวร้าว เย่อยิ่ง เพราะถูกชาดา (ครูอ้วน มณีนุช )พี่สาวของชายชลตามใจมาตั้งแต่เด็กๆ กระแตบอกกับบุญเพ็ญว่าจะไปสมัครเป็นพนักงานเสิร์ฟในโรงแรม แต่บุญเพ็ญบอกว่าหางานเอาไว้ให้แล้ว จึงส่งกระแตไปสมัครเป็นสาวใช้ที่บ้านของชายชล บุญเพ็ญใช้ถ่านทาที่ใบหน้าและเนื้อตัวของกระแตให้ดำดูสกปรก ละครเกิดเป็นกา กระแตเข้าไปทำงานในบ้านของกานดาและชายชล ทั้งคู่รักและเมตตากระแตมาก กระแตเองก็เกิดความผูกพันต่อทั้งสองอยางแปลกประหลาด พงษ์วัฒน์สงสารกระแตเลยหางานในบริษัทให้ แต่กระแตปฏิเสธเพราะคิดว่าจะอยู่ตอบแทนกานดาที่อนุญาตให้กระแตไปเรียนหลังทำงานเสร็จได้ พงษ์วัฒน์จึงให้ความเมตตากระแต เลยทำให้เต็มดาวเกิดความริษยา หาทางกลั่นแกล้งกระแตอยู่แสมอ วันหนึ่งเต็มดาวตัดน้ำประปาที่บ้าน กระแตจึงไปตักน้ำที่บ่อน้ำหลังบ้าน เต็มดาวแอบเดินมาข้างหลังแล้วผลักกระแตตกลงไปในบ่อ พงษ์วัฒน์ช่วยกระแตออกมาได้ จึงพบว่าแท้จริงกระแตคือเด็กสาวที่พงษ์วัฒน์เคยช่วยเหลือไว้ และเป็นเด็กสาวที่มีใบหน้าสวยงามผุดผ่อง เพราะน้ำในบ่อล้างคราบถ่านดำที่ใบหน้าและเนื้อตัวของกระแต ทั้งสองเกิดความรักความผูกพัน พงษ์พัฒน์ออกหน้าปกป้องกระแต ยิ่งทำให้เต็มดาวเกลียดชังกระแตมากขึ้น เต็มดาวหลอกให้กระแตไปในที่เปลี่ยวเพื่อให้เชิดศักดิ์ (เขต-ธาราเขต เพ็ชร์สุกใส) หนุ่มเพลย์บอยจัดการกับกระแต แต่กระแตหนีรอดออกมาได้ เต็มดาวกลับโดนเชิดศักดิ์รังแกเสียเอง เชิดศักดิ์บีบให้เต็มดาวเป็นหนอนบ่อนไส้ บอกที่ซ่อนและรหัสเปิดเซฟบรรจุเครื่องเพชร แล้วสร้างหลักฐานว่ากระแตเป็นคนร้าย หวังเข้าร่วมมือกับเชิดศักดิ์แล้วได้รับส่วนแบ่งเป็นกำไลเพชร หวังเมากลับมาพบบุญเพ็ญกลางสะพานข้ามแม่น้ำ บุญเพ็ญผลักหวังตกสะพานแล้วช่วงชิงกำไลเพชร เมื่อตำรวจเข้ามาค้นบ้านของบุญเพ็ญและบุญพา บุญเพ็ญเลยแกล้งสารภาพว่ากระแตเป็นคนร้ายขโมยเครื่องเพชรมาให้ กระแตถูกตำรวจจับและส่งฟ้องศาล พงษ์วัฒน์พยายามหาวิธีช่วยกระแตเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เต็มดาวเกิดอาการแพ้ท้องโดยไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อ เชิดศักดิ์เลยขู่เต็มดาวเพื่อที่จะให้เต็มดาวรับตนเป็นสามี เชิดศักดิ์จะได้เข้ามาครอบครองทรัพย์สมบัติในฐานะเขย คุณหญิงภูรีปฏิเสธก็ถูกเชิดศักดิ์ข่มขู่จนหัวใจวายตาย ละครเกิดเป็นกา บุญเพ็ญลวงเชิดศักดิ์ไปฆ่าเพราะต้องการช่วยลูก บุญเพ็ญสารภาพกับเต็มดาวว่าตัวเองเป็นแม่ ทำให้เต็มดาวโกรธมากและไม่ยอมรับบุญเพ็ญเป็นแม่ พงษ์วัฒน์หาทนายมาประกันตัวกระแตออกมา กระแตกลับมาอยู่ในสลัมคอยดูแลบุญเพ็ญที่เริ่มมีอาการเจ็บปวด โรคภัยประดังเข้ามา เพราะตรอมใจที่เต็มดาวไม่ยอมรับเป็นแม่ กระแตนำบุญเพ็ญส่งโรงพยาบาล และคอยเฝ้าดูแล บุญเพ็ญขอให้กระแตพาเต็มดาวมาพบ กระแตจึงไปอ้อนวอนเต็มดาวให้มาเยี่ยมบุญเพ็ญ แต่เต็มดาวมีข้อแลกเปลี่ยนไม่ให้กระแตพบกับพงษ์วัฒน์อีก กระแตยินยอม เต็มดาวจึงต้องจำใจมาโรงพยาบาล บุญเพ็ญขอจับมือเต็มดาว แต่เต็มดาวปฏิเสธด้วยความรังเกียจ ถึงแม้จะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตบุญเพ็ญก็ตาม ชายชลและกานดาตามมาที่โรงพยาบาลจึงรู้ความจริงทั้งหมดจากปากของบุญเพ็ญ แล้วเรื่องราวบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป โปรดติดตามชมในละครเรื่อง “เกิดเป็นกา” นักแสดงละคร เกิดเป็นกา โตนนท์ วงบุญ แสดงเป็น พงษ์วัฒน์รมิดา ธีรพัฒน์ แสดงเป็น กระแตกชกร ส่งแสงเติม แสดงเป็น เต็มดาวธาราเขต เพ็ชร์สุกใส แสดงเป็น เชิดศักดิ์ปริตา ไชยรักษ์ แสดงเป็น เมย์กุมภ์ ทองพุทธรักษ์ แสดงเป็น ทมนุศรา ประวันณา แสดงเป็น บุญเพ็ญสุรวุฑ ไหมกัน แสดงเป็น ชายชลรชยา รักกสิกรณ์ สดงเป็น กานดามณีนุช เสมรสุต แสดงเป็น ชาดาปริษา ทนาวิวัฒน์ แสดงเป็น บุญพากษาปณ์ จำปาดิบ แสดงเป็น หวัง ละครเกิดเป็นกา ละครเกิดเป็นกา ละครเกิดเป็นกา ละครเกิดเป็นกา ละครเกิดเป็นกา ละครเกิดเป็นกา ขอบคุณภาพจากIG:#เกิดเป็นกา

แม่โบว์ - น้องมะลิ สวยสง่าในชุดไทยจิตรลดา เผยเป็นชุดที่ ปอ ทฤษฎี อยากให้ใส่ (มีคลิป)
ปอ ทฤษฎี /  น้องมะลิ พาขวัญ / 

ครบรอบ 1 ปีเต็มแล้วสำหรับการจากไปของพระเอกหนุ่มขวัญใจประชาชน ปอ ทฤษฎี ที่วันนี้ (18 มกราคม 2560) ทาง ครอบครัวสหวงษ์ ได้จัดงานครบรอบ 1 ปีแห่งการจากไปให้กับอดีตพระเอกหนุ่ม ที่วัดธรรมธีราราม อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งงานนี้ แม่โบว์ แวนดา และ น้องมะลิ พาขวัญ ได้สวมชุดไทยจิตรลดาสีขาวมาร่วมพิธีทางศาสนา ซึ่งแม่โบว์ ได้เผยถึงบรรยากาศงานทำบุญครบรอบการจากไปของปอ ทฤษฎี ว่า....   "บรรยากาศวันนี้ก็เต็มไปด้วยญาติพี่น้องและแฟนคลับทุกท่านที่เดินทางมาจากทั่วประเทศเลย ทุกคนก็ตั้งใจเดินทางมาเพื่อร่วมทำบุญให้กับพี่ปอ ซึ่งตัวโบว์เองก็รู้สึกดีและก็ขอบคุณทุกๆ ท่านมากๆ เลยค่ะ อย่างแฟนคลับที่มาในวันนี้เขาก็ให้ความช่วยเหลือเราหลายๆ อย่าง น่ารักมาก คอยถามไถ่อยู่ตลอดว่าจะมีอะไรให้พวกเขาช่วยอีกไหม และเมื่อวานนี้ที่ไร่นาป่าสงวนก็เต็มไปด้วยดอกมะลิ"   "สำหรับบรรยากาศการปลูกต้นมะลิเมื่อวานนี้ โบว์ต้องขอเล่าก่อนว่า ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาก็จะมีแฟนคลับแวะเวียนไปเยี่ยมเราอยู่ตลอด และก็มีการนำดอกไม้ต่างๆ ไปลงไว้ที่ไร่ เนื่องจากเขาทราบดีว่าพี่ปอเป็นคนที่ชอบดอกไม้ รวมถึงดอกแวนด้า ซึ่งก็คือดอกไม้ที่เป็นชื่อโบว์ และล่าสุดก็มีดอกมะลิ คือทุกครั้งที่เข้าไปในบ้านไร่โบว์ก็จะเห็นความเขียวขจีกับสีสันที่งดงาม ต้องขอบคุณมากๆ เลยค่ะ" ก่อนที่เราจะมางานในวันนี้ได้บอกพี่ปอก่อนไหมว่าเราจะจัดงานให้เขา ?  "โบว์บอกตลอดค่ะ จริงๆ แล้วทุกครั้งที่โบว์จะต้องออกจากบ้านโบว์ก็จะบอกพี่เขาตลอด บอกให้เขาไปกับโบว์ บอกให้เขาไปส่งลูกด้วยกัน และอย่างวันนี้โบว์ก็บอกเขาว่าให้เขากลับบ้านด้วยกันนะ คือพูดถึงเขาตลอด พูดถึงเขาทุกๆ เช้า" อย่างเหตุการณ์ที่เหมือนว่าน้องมะลิเขาสัมผัสถึงพ่อได้และก็เรียก พ่อปอ พ่อปอ อันนี้คือยังไง ?  "ปกติเวลาน้องเขาเห็นรูปพี่ปอเขาก็จะเรียกชื่ออยู่แล้วค่ะว่า พ่อปอ พ่อปอ แต่ถ้าเกิดว่าอยู่ๆ เขามองไปไกลๆ แล้วเรียกตะโกนว่า พ่อปอ พ่อปอ มาด้วยๆ ทฤษฎี สหวงษ์ คือตอนนี้เขาเรียกชื่อเต็มๆ ของโบว์ ของปอ ของตัวเขาเองได้แล้ว อย่างเมื่อสักครู่นี้เขาก็ยังพูดว่า พ่อปอ ทฤษฎี สหวงษ์ น่ารัก" เห็นว่าชุดที่พี่โบว์และน้องมะลิใส่มาร่วมงานครั้งนี้ก็เป็นชุดที่ตั้งใจตัดขึ้นมาโดยเฉพาะด้วย ?  "ใช่ค่ะ จริงๆ ชุดนี้เสร็จนานแล้วนะคะ แต่ก็ลุ้นอยู่ตลอดว่ามะลิจะใส่ไหม (ยิ้ม) เพราะปกติเวลาเขาใส่ชุดยาวๆ รัดๆ เขาจะอึดอัด แต่วันนี้ต้องขอบคุณเขามากที่ใส่ให้แม่วันนี้ (หัวเราะ) ก็ด้วยความที่ชุดนี้ตัวพี่ปอเองเขาก็อยากให้เราใส่ เพราะเขาเป็นคนที่ชอบอะไรไทยๆ เขาอยากเห็นมะลิใส่ชุดไทย อยากให้ลูกสาวรำไทย ซึ่งเรื่องนี้โบว์ก็ตั้งใจว่าจะพยายามให้น้องเขาลองเรียนดู" ตั้งใจจะใส่ชุดนี้ให้บ่อยขึ้นไหมในเวลาที่เราต้องทำบุญ ?  "เอ่อ...ที่ผ่านมาเวลาที่โบว์ไปวัดโบว์ก็จะคิดอยู่เสมอนะคะว่าอยากใส่ชุดไทยจังเลย แต่ก็แอบคิดอีกเหมือนกันว่าเวลาคนอื่นที่เขาเห็นเขาจะคิดว่าเราเยอะไปหรือเปล่า ซึ่งใจจริงโบว์ โบว์ชอบชุดไทยอยู่แล้วนะคะ โบว์อยากใส่ผ้าถุงไปวัด และเมื่อก่อนพี่ปอเขาก็จะบอกเสมอว่าใส่สิไม่เห็นต้องแคร์คนอื่นเลย เพราะเขาเองก็ชอบเขาอยากเห็นโบว์ใส่ชุดไทย แต่ด้วยความที่ตอนนั้นโบว์ไม่มีโอกาสได้ใส่ วันนี้โบว์ก็เลยตั้งใจใส่มา ถึงแม้จะไม่สามารถถามเขาได้ว่าเขาชอบไหม แต่โบว์ก็คิดว่าเขาน่าจะยิ้มอยู่ค่ะ (ยิ้ม)" วันเวลาผ่านมาจนครบ 1 ปีแล้ว ตัวเราเองเข้มแข็งขึ้นมากขนาดไหน ?  "เข้มแข็งในระดับหนึ่งค่ะ แต่ความอ่อนแอมันก็อยู่ในตัวเราทุกวันเนอะ ซึ่งเราก็ต้องพยายามบอกตัวเองว่าไม่ให้ร้อง แต่พอขึ้นห้องนอนไปปุ๊บ โบว์ก็ยังคงเว้นที่ให้เขานอนอยู่ ของที่เขารักทุกอย่างก็ยังคงวางอยู่ข้างๆ ยังคงคิดเสมอว่าถ้าหากหันไปแล้วจะยังเห็นเขา แต่ทุกคืนที่ผ่านมาก็ไม่เคยเจอเขาเลย ก็ไม่เป็นไรค่ะ ถึงแม้จะไม่สามารถเห็นเขาได้ แต่ก็ยังรู้ว่าเขาอยู่ในใจเราเสมอค่ะ" ถึงแม้พี่ปอจะไม่ได้อยู่ข้างๆ แล้ว แต่เขาเป็นพลังให้เราดำเนินชีวิตยังไงบ้าง ?  "พี่ปอเป็นคนที่เข้ามาเปลี่ยนโบว์ทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่สมัยที่อยู่ด้วยกัน พี่ปอเขาสอนโบว์เสมอว่าให้เรารักกันทุกวัน ให้หอมกันกอดกันทุกครั้งที่ออกจากบ้าน หรือเวลากลับถึงบ้านหลังจากที่เขาทำงานเสร็จโบว์ก็ต้องกอดเขาหอมเขาเสมอ หากวันไหนไม่กอดไม่หอมเขาก็จะงอน (ยิ้ม) เขาบอกว่าทุกครั้งที่เรากอดกันหอมกันแบบนี้ เป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าวันหนึ่งเขาจะได้กลับมาหรือเปล่า ดังนั้นเราจึงต้องมีความรักให้กันทุกวัน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เขาทิ้งให้โบว์ ทำให้โบว์เข้าใจว่าเราต้องให้ความสำคัญกับความรักต่อคนในครอบครัว และคนทั่วไปที่เราเจอ การให้อภัยเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ รวมถึงการขอบคุณและการขอโทษ" บรรยากาศที่คนมารวมตัวกันในวันนี้หากพี่ปอรับรู้ได้พี่โบว์คิดว่าเขาจะรู้สึกยังไง ?  "โบว์ต้องขอบคุณมากๆ ค่ะ คือพี่ปอเขาเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบพูดเท่าไหร่ ดังนั้นสิ่งที่โบว์พูดได้ก็คือคำว่าขอบคุณค่ะ ขอบคุณแฟนคลับพี่ปอทุกท่าน ญาติพี่น้องทุกๆ ท่าน รวมถึงทุกคนที่มาที่นี่และทุกคนที่ส่งกำลังใจมา โบว์ต้องขอขอบพระคุณทุกคนมากๆ ที่ไม่เคยลืมกันตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ขอบคุณจากหัวใจจริงๆ ค่ะ" แม่โบว์ - น้องมะลิ แม่โบว์ - น้องมะลิ

ชีวิตที่ถูกบันทึกไว้ในโลกภาพยนตร์ของ ฟิเดล คาสโตร
ฟิเดล คาสโตร

หากเอ่ยชื่อของ ฟิเดล คาสโตร (1926 - 2016) ตลอดช่วงชีวิตในฐานะผู้นำของสาธารณรัฐคิวบา ซึ่งคาสโตรได้นำแนวคิดสังคมนิยมมาใช้ปฏิรูปประเทศ ได้สร้างขอถกเถียงให้เกิดขึ้นมากมาย ทั้งในมุมยกย่องคาสโตรผู้มั่นคงในการต่อต้านระบอบทุนนิยมและจักรวรรดินิยมอย่างเข็มแข็งตลอดชีวิตในการปกครองคิวบา (ก่อนจะส่งไม้ต่อให้น้องชาย ราอูล คาสโตร ขึ้นมาปกครองประเทศเมื่อ พ.ศ. 2551) หากในอีกมุมหนึ่งภายใต้การปกครองประเทศด้วยระบบสังคมนิยมของคาสโตรเอง ก็ถูกโจมตีถึงการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนและถูกตราหน้า (จากฝ่ายตรงข้าม) ว่าเป็นผู้นำเผด็จการแสนโหดเหี้ยม - ชีวิตของคาสโตรถูกถ่ายทอดไว้พอสมควรในรูปแบบของภาพยนตร์ เพื่อร่วมระลึกถึงการเสียชีวิตของ ฟิเดล คาสโตร ในวัย 90 ปี เราจึงขอพาย้อนไปชมหลากมุมมองชีวิตในโลกของภาพยนตร์ของ ฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำผู้อื้อฉาวและเต็มไปด้วยสีสันผู้นี้ หนังสารคดี ชีวิตของ ฟิเดล คาสโตร ถูกเล่าในรูปแบบหนังสารคดีมากมาย โดยรูปแบบส่วนใหญ่คือการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญที่อยู่ในห่วงเวลานั้น ผสมผสานกับฟุตเตจฟิล์มส่วนตัวของคาสโตรที่บันทึกไว้ในวาระต่างๆ ตัวอย่างเช่น Fidel (2001) ของผู้กำกับ เอสเตลา บราโว ,The Fidel Castro Tapes (2014) สารคดี 56 นาทีของ ผกก. ทอม เจนกินส์ ที่เน้นโชว์ฟุตเตจหายากซึ่งได้มาจากหอภาพยนตร์คิวบา, Name ID : Fidel Castro (2004) สารคดีซีรีส์ยาว 7 ตอนของ ผกก. อเล็กซ์ ราโมเน็ต ที่ทำขึ้นในวาระครบรอบ 50 ปี ของเหตุการณ์โจมตีที่มอนคาดา อันเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิวัติในคิวบาของคาสโตร แต่ถ้าจะพูดถึงสารคดีที้ได้คาสโตรเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง คงต้องยกให้สารคดีไตรภาคของ โอลิเวอร์ สโตน ทั้ง Comandante (2003), ที่ตัวสโตนได้เดินทางไปคิวบาเพื่อทำสารคดีเกี่ยวกับตัวคาสโตรเอง ซึ่งตัวหนังได้บันทึกช่วงเวลาที่สโตนติดตามคาสโตรไปยังที่ต่างๆ ไปจนถึงฟุตเตจใกล้ชิดชนิดจับเข่าคุยของทั้งสองในการสนทนา โดยที่หนังเปิดตัวในเทศกาลหนังซันแดนซ์ แต่ก็ถูกออกจากโปรแกรมฉายทางช่อง HBO ไปในนาทีสุดท้าย โดยสโตนยังคงสานต่อการเล่าถึงต้วคาสโตร ทั้ง Looking for Fidel (2004) ที่สโตนเล่าถึงเหตุการณืเมืองในคิวบาที่ล้อไปกับเหตุชายชาวคิวบา 3 คนจี้เครื่องบินเพื่อขอเดินไปอเมริกา และ Castro in Winter (2012) ที่สโตนเดินทางกลับไปคิวบาอีกครั้งในปี 2009 ณ ช่วงเวลาที่คาสโตรลงจากตำแหน่งทางการเมือง โดยนอกจากนี้ยังสารคดีอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวคาสโตรแบบอ้อมๆ เช่น I Am Cuba (1964, มิคคาอิล คาลาโตซอฟ) หนังสารคดีรัซเซีย-คิวบาที่ถูกลืม ก่อนถูกค้นพบและเผยแพร่โดยคนทำหนังอเมริกาในอีก 30 ปีต่อมา โดยมันคือสารคดีบันทึกสภาพของสังคมคิวบาในช่วงก่อนถูกปฏิวัตโดยคาสโตร ซึ่งตัวหนังถูกยกย่องในแง่การถ่ายทำและการตัดต่ออย่างสูง, Waiting for Fidel (1974, ไมเคิล รับโบ) ที่บันทึกภารกิจ(อันล้มเหลว)ในการตะลุยคิวบาเพื่อไปสัมภาษณ์ตัวคาสโตรของนักข่าวจากแคนาดา, Buena Vista Social Club (1999, วิม เวนเดอร์) ไร คูเดอร์ นักดนตรีแจ๊สชื่อดังที่ลาวงการไปแล้ว หากแต่การเดินทางไปเที่ยงกรุงฮาวานาของเขา กลับทำให้พบกลุ่มนักดนตรีแจ๊สสูงวัยมากพรสวรรค์ของคิวบา, I am Cuba, the Siberian Mammoth (2005, วินเซ็นต์ เฟอร์ราซ) ,Maradona by Kusturica (2008, อีเมียร์ คุสตูริกา) สารคดีอัตชีวประวัติของยอดนักฟุตบอลผู้อื้อฉาว โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวมาราโดน่ากับคาสโตรด้วย และ Will the Real Terrorist Please Stand Up (2010, ซาอูล ลันเดา) บันทึกความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกาและคิวบา ผ่านประวัติของกลุ่มสายลับ "the Cuba five" ในไมอามี เป็นต้น ซีเควนต์เปิดเรื่องสุดงดงามของ I Am Cuba (1964, มิคคาอิล คาลาโตซอฟ) https://www.youtube.com/watch?v=eOLVm_9UcRw ภาพยนตร์ น่าแปลกที่กลับไม่ค่อยมีหนังที่เล่าชีวิตของฟิเดล คาสโตร โดยตรงนัก เช่น Fidel (2002, เดวิด แอ็ตต์วูด) หนังอัตชีวประวัติของคาสโตรที่ยาวถึง 200 นาที (โดยยังได้ กาแอล กาเซีย เบอร์นัล มารับ เช กูวารา ที่คนดูสามารถอ้างอิงไปถึงหนังที่เขาแสดงนำอย่าง The Motorcycle Diaries) แต่ที่เหลือนั้นเรื่องราวของคาสโตรมักปรากฏในหนังอื่นเป็นบทสมทบ หรือไปก็เป็นเพียงฉากหลังถูกอ้างถึงในเรื่องเท่านั้น เช่นในหนังอัตชีวประวัติของ เช กูวารา หลายๆ เรื่อง อย่าง Che ฉบับ 1969 ของ ริชาร์ด เฟรเชอร์ และฉบับ 2008 ของ สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก รวมไปถึง The Motorcycle Diaries ผลงานปี 2004 ของ วอลเตอร์ ซัลเลส เป็นต้น และนี่คือหนังบางส่วนซึ่งนำเรื่องราวของคาสโตร ไปจนถึงประเทศคิวบาในช่วงเวลาที่เขาปกครองมาเล่าในรูปแบบภาพยนตร์ Cuba libre (2005, เรย์ การ์เซีย) หนังตลกร้ายว่าด้วยกลุ่มผู้ประท้วงที่บุกสถานฑูตคิวบาในกรุงมาดริด, ประเทศสเปน อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่คิวบามีการเลือกตั้งครั้งแรก The Lost City (2005, แอนดี การ์เซีย) ผลงานกำกับของนักแสดงฮอลลีวูดเชื้อสายคิวบาผู้นี้ จับช่วงเวลาในการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลภายใต้การปกครองของฟุลเคนเซียว บาติสตา สู่การเปลี่ยนแปลงปฏิวัติประเทศของคาสโตร ผ่านเรื่องราวของเจ้าของผับสุดหรูในกรุงฮาวาน่า I Love Miami (2006, อเลฆันโดร กอนซาเลส ปาดิลลา) หนังเม็กซิโกที่ว่าด้วยเหตุการณ์เดินทางมาเยือนไมอามีของคาสโตร (เหตุการณ์สมมติ) โดยหนังเล่าถึงหลากผู้คนชาวคิวบาในพื้นที่ซึ่งมีปฏิกิริยาต่อการมาเยื่อนของคาสโตรแตกต่างกัน Memorias del desarrollo (2010, มิเกล โคยูลา) ภาวะไร้สุขในโลกศิวิไลว์ของเหล่าศิลปินชาวคิวบาที่หลบหนีออกจากประเทศซึ่งยังคงทีในรูปแบบระบอบสังคมนิยม กลายเป็นหนังสุดเซอร์ที่ฉายภาพอันไม่ปะติดต่อที่แสดงให้เห็นความสับสนของพวกเขา (ชมตัวอย่าง) Company Man (2000, ปีเตอร์ แอสกิน และ ดักลาส์ แม็คกราธ) หนังฮอลลีวูดตลกร้าย ว่าด้วยครูหนุ่มสุดเนิร์ดผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนแกรมม่า ที่ตกกระไดพลอยโจนกลายมาเป็นสายลับ CIA ไปที่คิวบา คาสโตร..ในฐานะนักแสดง! แต่สิ่งที่สนใจคือ ในช่วงชีวิตหนึ่งของคาสโตร ตัวเขายังเคยเข้ามาในวงการฮอลลีวูดในฐานะนักแสดงประกอบของหนังถึงสองเรื่องในปี 1946 ได้แก่ Holiday in Mexico ผลงานกำกับของ จอร์จ ซินนีย์ โดยคาสโตรรับบทเป็นนักเต้นรุมบ้า (นักเต้นรุมบ้า คนที่สองจากซ้ายมือ ในตัวอย่างภาพยนตร์ นาทีที่ 2.10) และ Easy to Wed ของผู้กำกับ เอ็ดเวิร์ด บัซเซลล์ ในบทหนึ่งในชายหนุ่มที่นั่งอยู่ริมสระน้ำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine