เจ็บปวดที่งดงาม

เพลงของพ่อจะก้องกังวานอีกครั้ง! คีตราชัน เตรียมเปิดให้ชมและฟังฟรี ธันวาคมนี้
House RCA /  คีตราชัน / 

เพลงของพ่อจะก้องกังวานอีกครั้ง! คีตราชัน เตรียมเปิดให้ชมและฟังฟรี ธันวาคมนี้ ถึงพ่อจะจากไกล แต่เสียงดนตรีในใจ...ยังคงอยู่ โรงภาพยนตร์ House Rca ร่วมกับ หอภาพยนตร์ ชวนทุกท่านร่วมรำลึกถึงความทรงจำ ถึงพ่อ ร่วมชมภาพยนตร์สารคดี คีตราชัน ซึ่งจะจัดฉายด้วยฟิล์มภาพยนตร์ 35 มิลลิเมตร ฉบับเดียวกับที่เคยออกฉายในปี 2539 ความยาว 70 นาที ให้ข้อมูลครอบคลุมถึงความรักและพระปรีชาสามารถในการทรงดนตรีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสารคดีเรื่องนี้ยกกองไปถ่ายทำทั่วประเทศ รวมทั้งในสหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และฝรั่งเศส มีการนำภาพยนตร์ 16 มิลลิเมตร ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงบันทึกไว้นำมาประกอบด้วย อันจะทำให้มองเห็นพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ พร้อมร่วมได้สัมผัสถึงความทรงจำที่งดงามและสดับฟังบทเพลงที่ขับกล่อมประเทศไทยให้ร่มเย็นมานานถึง 7 ทศวรรษ...เพื่อน้อมรำลึกถึงอัครศิลปินของชาวไทยทุกคน 4-5 ธันวาคมนี้ ชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย วันละ 1 รอบเวลา 18:45 น. ที่โรงภาพยนตร์ House Rca

The Light Between Oceans /  คาเรน เมอร์ฟี่ / 

"เดเรค เซียนฟรานซ์" ตะลุยเกาะทาสมาเนีย ถ่ายทำภาพยนตร์ "The Light Between Oceans" ถือเป็นภาพยนตร์ที่ใช้เวลาถ่ายทำนานที่สุดเรื่องหนึ่งเพราะยกกองถ่ายไปใน 2 ประเทศ และต้องพิถีพิถันในการเลือกโลเกชั่นเพื่อให้ภาพออกมาสวยสมจริงมากที่สุด สำหรับ The Light Between Oceans ภาพยนตร์ที่ใช้เวลาถ่ายทำ 45 วัน ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2014 ทีมงานยกกองไปถ่ายทำกันที่เมืองมัลโบโรห์ กับโอเทกอน ประเทศนิวซีแลนด์ และเกาะทาสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย หนึ่งในภารกิจสำคัญของการทำหนังเรื่องนี้คือการหาโลเคชั่นที่จะกลายเป็นเกาะเจนัสร็อค ที่ตั้งของประภาคารซึ่งเป็นฉากหลังที่มีความสำคัญของเรื่อง ทีมงานตามหาประภาคารกลังที่ใช่อยู่นานไม่ต่ำกว่า 300 แห่งทั่วออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ในที่สุดพวกเขาก็เจอได้ประภาคารที่แหลมแคมป์เบล (Cape Campbell Lighthouse) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณช่องแคบคุก (Cook Strait) ประเทศนิวซีแลนด์ ประภาคารสูง 72 ฟุตแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1870 แถมบรรยากาศโดยรอบก็ยังเตะตาทีมงานด้วยเช่นกัน ฝ่ายตามหาโลเคชั่น จาเร็ด คอนนอน เปิดเผยว่า “ตอนที่ เดเรค ยืนอยู่ข้างในประภาคารแล้วหันหน้าออกมามองสายน้ำแล้วเห็นโขดหินอยู่เบื้องล่าง เราก็รู้ในทันทีว่าเราเจอเกาะของเราแล้ว เดเรคชอบวิวของมันมาก เพราะมันดูเหมือนจุดที่มหาสมุทร 2 แห่งมาบรรจบกันพอดีเลย  เกาะเจนัส เป็นเกาะที่มีส่วนผสมของแสงสว่างกับความมืด ความรักและความเกลียดชัง ความจริงกับความลวง มันเป็นสถานที่แห่งความสุขและความเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน เป็นที่ที่มีทั้งชีวิตและการแตกดับ ผมตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้สร้างเกาะอันเป็นตำนานขึ้นมาให้ทุกคนได้เห็น          แม้แหลมแคมป์เบลจะไม่ใช่เกาะ แต่มันก็ให้ความรู้สึกหมือนถูกตัดขาดจากสังคมในเมือง ทางเดียวที่จะเข้ามาได้คือทางถนนซึ่งมีหนทางสลับซับซ้อน ทั้งบรรยากาศและสภาพแวดล้อมโดยรวม มันไม่เหมือนสถานที่ถ่ายทำหนังที่เราเจอมาก่อนเลยครับ”  ด้านฝ่ายออกแบบงานสร้างของ คาเรน เมอร์ฟี่ ที่ต้องรับหน้าที่ตกแต่งภายในประภาคารให้ดูมีชีวิตชีวาและสวยงาม เธอเคยออกแบบในหนังเรื่อง The Great Gatsby มาก่อน “ฉันคิดว่าเราต้องตกแต่งภายในประภาคารให้ออกมาดูพิเศษ และเป็นเอกลักษณ์ เราจะตกแต่งมันให้กลายเป็นบ้านที่น่าอยู่ค่ะ นอกจากนี้เมืองสแตนลี่ย์มีถนนสายหลักซึ่งค่อนข้างเงียบ เราสามารถใช้ที่แห่งนี้มาดัดแปลงเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังได้ และมันก็อยู่ติดเนินเขาพอดี กลายเป็นฉากหลังที่สวยงามทีเดียว” นอกจากนั้น เซียนฟรานซ์ ยังทาบทาม อดัม อาร์คาพอว์ ผู้กำกับภาพมือดีที่เคยได้รางวัลเอมมี่ (Emmy) 2 สมัย ให้มารับหน้าที่อันทรงเกัยรติ เขายังได้ 2 มือตัดต่อชั้นดี รอน พาเทน และ จิม เฮลตัน ที่เคยร่วมงานกันมาใน The Place Beyond the Pines และ Blue Valentine มาช่วยลำดับภาพให้ และ อเล็กซานเดอร์ เดสปลาต์ เจ้าของรางวัลออสการ์จาก The Grand Budapest Hotel ก็ตกลงมาทำดนตรีประกอบให้ด้วย “สิ่งที่ทำให้เราทำงานกับ เดเรค ได้อย่างลุล่วง คือการที่เขาเข้าใจและเข้าถึงนิยายของ เอ็มแอล สเตดแมนเป็นอย่างดี สำหรับ เดเรค นี่ไม่ใช่การทำหนังธรรมดา เพรามันเป็นหนังที่เข้าตั้งมั่นไว้ว่าจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ แม้จะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ผมหวังว่าพวกเขาจะได้พบกับประสบการณ์แห่งความรักที่น่าจดจำ และหวังว่า คนดูจะถกเถียงกันถึงหนังเรื่องนี้ว่าพวผกเขาเห็นตัวเองในตัวละครตัวไหน ใครทำถูก และทำไมพวกเขาถึงคิดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกด้วย”  The Light Between Oceans มีกำหนดเฉาย 8 ธันวาคมนี้ในโรงภาพยนตร์

ทิลดา สวินตัน ให้เหตุผลว่าทำไมถึงไม่ชอบหนัง Harry Potter
Doctor Strange /  films / 

ภาพยนตร์แฟรนไชส์ Harry Potter ที่มีออกมาให้ชมถึง 8 ภาค แน่นอนว่าด้วยรายได้ที่กอบโกยไปในแต่ละภาคก็แสดงให้เห็นว่ามีผู้คนจากทั่วโลกที่ชื่นชอบภาพยนตร์เรื่องนี้มากแค่ไหน เมื่อมีคนชอบก็มีคนที่ไม่ชอบเช่นกัน และหนึ่งในนั้นก็คือ ทิลดา สวินตัน (Tilda Swinton) ที่รับบทเป็น Ancient One จากภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่อง Doctor Strange ทิลดา สวินตัน นักแสดงสาวชาวอังกฤษได้ให้สัมภาษณ์กับทาง The Scots Magazine โดยพูดถึงประสบการณ์ในวัยเรียนของตัวเอง ว่าตัวเธอเคยเรียนที่ London’s West Health Boarding School ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในลอนดอน เธออธิบายว่า “มันเป็นช่วงเวลาที่โดดเดี่ยวและอ้างว้างเหลือเกิน” “ซึ่งนั่นทำให้ฉันไม่ชอบภาพยนตร์แนวแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่ทำให้เห็นว่ามันเป็นสถานที่ที่น่าหลงใหล ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดที่จะต้องเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนั้น และฉันไม่เห็นว่าเด็กจะได้อะไรจากระบบการศึกษาแบบนี้ เด็ก ๆ ต้องการพ่อแม่นะ” ดูบทความต้นฉบับ : Tilda Swinton reveals why she doesn't like the 'Harry Potter' films

ละครแม่อายสะอื้น , เรื่องย่อแม่อายสะอื้น
ละครแม่อายสะอื้น /  เรื่องย่อละครแม่อายสะอื้น / 

แม่อายสะอื้น บทประพันธ์ อนัญจนาบทโทรทัศน์ สาวิตาออกอากาศทางช่อง 7 เร็วๆ นี้ เรื่องย่อ ละครแม่อายสะอื้น ดาวนิล หญิงสาวที่สวยที่สุดของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอแม่อาย เป็นลูกสาว คำปัน ซึ่งเป็นครูด้านการแสดงศิลปะล้านนา ดาวนิลเป็นคนที่มีฝีมือในการรำดาบได้สวยไม่แพ้ใคร ทุกครั้งที่เธอฝึกซ้อมที่ลานกลางหมู่บ้าน จะมีชาวบ้านมานั่งดูและชื่นชมในฝีมือรำดาบของเธอเสมอ คำปันภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มาก ผิดกับ ช่อเอื้อง ลูกสาวคนเล็กที่พ่อหัดให้ตีกลองสะบัดชัย แต่ฝีมือการตีไม่เคยได้ดั่งใจผู้เป็นพ่อ ช่อเอื้องมักถูกตำหนิเสมอถึงเรื่องการไม่ตั้งใจฝึกซ้อม คณะละครของคำปันมีคณะละครคู่แข่งคือคณะของ หนานเมือง แต่เพราะคณะของหนานเมืองไม่มีนักแสดงที่เก่งอย่างดาวนิล ทำให้คณะละครของหนานเมืองมีงานน้อยกว่าคณะของคำปันมาก ทำให้หนานเมืองไม่ค่อยพอใจในตัวคำปันและหาทางแกล้งคณะของคำปันเสมอ หนานเมืองมีลูกสาวชื่อ รินคำ เป็นเด็กสาวที่รักสวยรักงามและไม่ชอบศิลปะการแสดงเลย รินคำมักมีเรื่องทะเลาะกับช่อเอื้องเสมอเวลาที่ทั้งสองคณะต้องมาเจอหน้ากัน ทอน ลูกชายผู้ใหญ่บ้านที่แอบชอบดาวนิลอยู่แล้วมาชวนดาวนิลให้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ทใหม่ในตัวเมือง ดาวนิลดีใจที่คณะของพ่อจะได้งาน รินคำที่แอบมาได้ยินเห็นดาวนิลทำท่าดีใจและเห็นสายตาทอนที่มองดาวนิลก็ยิ่งไม่พอใจ ในคืนที่ดาวนิลได้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ท รินคำกับหนานเมืองตามไปแกล้งคณะของคำปันจนถึงงาน รินคำหลอกดาวนิลไปขังไว้ในห้องเก็บของ โชคดีที่ ทรงพล ผ่านมาพอดีเลยช่วยเอาไว้ได้ ดาวนิลยังไม่ทันได้ขอบคุณ ทรงพลก็เดินออกไปก่อน ดาวนิลได้พบทรงพลอีกทีเมื่อเริ่มการแสดง เธอได้รู้ว่าที่แท้เขาคือนักธุรกิจที่มาจากกรุงเทพ ดาวนิลทำการแสดงได้ประทับใจจนแขกในงานต่างปรบมือให้ แต่สิ่งที่ดาวนิลดีใจที่สุดคือคำชมของทรงพลที่ฝากเพื่อนมาชม ด้วยความที่ถูกกลั่นแกล้งบ่อยๆจากหนานเมืองและรินคำ ทำให้งานแสดงของคณะคำปันเริ่มน้อยลงจนดาวนิลพยายามหางานเพิ่ม แต่สุดท้ายก็โดน อ้ายศักดิ์ นายหน้าหางานฉวยโอกาสจะปลุกปล้ำ ดาวนิลไม่ยอมและทำร้ายอ้ายศักดิ์เพื่อป้องกันตัว หนานเมืองจึงฉวยโอกาสรวมหัวกับอ้ายศักดิ์ จนคณะคำปันไม่มีงานแสดงอีก เมือไม่มีงานแสดง ฐานะของบ้านและคณะละครของคำปันก็ย่ำแย่หนักยิ่งกว่าเดิม หนำซ้ำดวงตาของคำปันยังเริ่มมองเห็นได้เลือนลาง ดาวนิลกลุ้มใจและเป็นห่วงพ่อ วิไลที่กลับมาเยี่ยมป้าบัว ผู้เป็นแม่ รู้เรื่องดาวนิลต้องการเงิน ก็ชวนดาวนิลเข้าไปทำงานกับตนที่กรุงเทพ แม้ว่าตอนแรกดาวนิลจะปฏิเสธเพราะห่วงพ่อ แต่เมื่อวิไลหลอกว่ามีงานให้ดาวนิลไปแสดงที่กรุงเทพ ดาวนิลจึงตัดสินใจไป แม้ว่าคำปันกับช่อเอื้องจะไม่เห็นด้วย แต่ดาวนิลสัญญาว่าจะรีบทำงานเก็บเงินแล้วจะรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด ทรงพลคบหาดูใจอยู่กับ จิดาภา สาวไฮโซที่เอาแต่ใจตัวเอง ทรงพลขอจิดาภาแต่งงาน แต่ทั้งคู่มีปากเสียงกันเรื่องการจัดงานแต่งจนจิดาภาบอกเลิกทรงพล แม้ว่า เทวัญ พี่ชายทรงพลกับ ทรงวุฒิ น้องชาย พยายามช่วยให้ทั้งคู่คืนดีกันแต่ก็ไม่เป็นผล สาวน้อย แม่นมเก่าแก่ที่ไม่เคยชอบจิดาภาขัดขวางความรักของทรงพลทุกทาง เมื่อดาวนิลมาถึงกรุงเทพก็พบว่าสิ่งที่วิไลบอกไม่มีอะไรเป็นความจริง เธอถูกหลอกให้มาทำงานขายบริการ ดาวนิลถูกบังคับให้บริการแขกที่ใช้กำลังข่มขืนเธอ คนในร้านคนหนึ่งสงสารเธอ และพยายามช่วยโดยโน้มน้าวให้เฮียเจ้าของร้านยอมขายดาวนิลให้กับร้านใหม่ที่เป็นแค่สถานที่เที่ยวสำหรับผู้ชาย แม้ว่าที่ใหม่ดาวนิลจะไม่ต้องขายบริการ แต่ก็โดนบังคับให้มานั่งกินเหล้ากับแขก ดาวนิลต้องจำใจทำงานที่นี่เพื่อชดใช้ค่าตัวที่วิไลขายเธอให้กับเฮียเจ้าของร้าน ทรงพลเห็นข่าวสังคมลงข่าวเรื่องจิดาภามีข่าวกับผู้ชายคนใหม่ก็เสียใจมาก ทรงวุฒิพาพี่ชายไปเที่ยวปลอบใจ ดาวนิลได้เจอทรงพลอีกครั้ง ดาวนิลแม้จะดีใจ แต่ก็อายในสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ ผู้จัดการร้านสั่งให้ดาวนิลมาดูแลทรงพล ทรงพลเมามายและจำดาวนิลไม่ได้ คืนนั้นดาวนิลยอมเป็นของทรงพลด้วยความเต็มใจ ตื่นเช้ามาทรงพลออกไปโดยไม่แม้แต่จะพูดอะไรกับดาวนิล เขาทิ้งเงินไว้ก้อนใหญ่ด้วยความรู้สึกไม่ดี ดาวนิลได้แต่เก็บเงินไว้และสัญญากับตัวเองว่าถ้าเธอได้เจอทรงพลอีก เธอต้องอยู่ในฐานะที่ดีกว่านี้ ไม่ยอมให้เขามาดูถูกเธอได้ คำปันนึกถึงแต่ดาวนิลว่าเมื่อไหร่จะกลับ หลังๆดาวนิลไม่ค่อยรับโทรศัพท์ เพราะอายและต้องปิดบังความจริงเรื่องงานที่ทำอยู่ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ดูจะคิดถึงแต่พี่และห่วงเรื่องพี่ลำบาก จนไม่มีกระจิตกระใจจะไปหาหมอรักษาตาทอนเองสืบรู้มาว่าดาวนิลไปทำงานขายบริการที่กรุงเทพ ก็เข้าใจผิดคิดว่าดาวนิลเต็มใจ ประกอบกับรับไม่ได้ที่หญิงสาวที่ตนรักเป็นแบบนี้ เลยจงใจหลบหน้าครอบครัวดาวนิล ทำให้ทอนไม่ได้พาคำปันไปหาหมออีกดาวนิลยอมทำงานจนสามารถใช้คืนค่าตัวได้ครบ เธอวางแผนจะกลับบ้านแต่เกิดแพ้ท้อง วิไลพาดาวนิลไปทำแท้ง ดาวนิลไม่ยอมเพราะรู้ว่าลูกที่เกิดน่าจะเป็นลูกของทรงพล แต่วิไลก็ให้คนพาดาวนิลไปจนได้ ตำรวจทลายคลีนิคเถื่อนขณะที่ดาวนิลเพิ่งถูกบังคับไปที่นั่นพอดี ดาวนิลถูกพาส่งโรงพยาบาล หมอเทวัญช่วยชีวิตและเตือนสติดาวนิล ดาวนิลพรั่งพรูว่าไม่ต้องการทำลายชีวิตลูกที่เกิดจากความรัก เทวัญเห็นใจดาวนิล จึงพามาอาศัยอยู่กับ คุณนายติ๊ด เจ้าของร้านเสื้อผู้มีนิสัยเค็มจนขม คุณนายติ๊ดคิดว่า ดาวนิลอาจจะเป็นเมียลับของเทวัญ จึงรับไว้ทำงาน หวังเอาหน้าแต่พอรู้ความจริงว่าดาวนิลเป็นแค่คนที่เทวัญช่วยไว้ ก็ร่วมมือกับ ผึ้ง ลูกน้องในร้าน ใช้ดาวนิลให้ทำงานมากมาย ดาวนิลที่โดนใช้ให้ทำงานหนักจนทำให้คลอดลูกก่อนกำหนด และเด็กออกมาพิการ ดาวนิลโทษว่าเป็นความผิดตัวเองที่กินเหล้าตอนทำงานในช่วงที่ตั้งท้อง และเคยโดนหลอกให้กินยาทำแท้ง ทำให้ลูกออกมาพิการ แต่เทวัญก็ปลอบว่าดาวนิลสามารถเลี้ยงลูกให้มีความสุขได้ ดาวนิลพาลูกมาอยู่ที่ร้าน สร้างความไม่พอใจให้คุณนายติ๊ดที่ยื่นคำขาดให้ดาวนิลเอาลูกไปเลี้ยงที่อื่น ดาวนิลถูกคุณนายติ๊ดยึดเงินบางส่วนไว้บอกเป็นค่าทำให้ร้านเสียหายรายได้ตกเพราะดาวนิลมัวเอาแต่เวลาไปเลี้ยงลูก ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง จึงตัดสินใจพาลูกกลับบ้าน ดาวนิลกลับมาแม่อายท่ามกลางความประหลาดใจและเสียงซุบซิบนินทาของทุกคนที่มีเด็กมาด้วย ช่อเอื้องเถียงแทนทันทีว่าไม่ใช่ลูกดาวนิล ดาวนิลกดดันมากที่พ่อถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม จึงตัดสินใจโกหกทุกคนว่าเป็นลูกของเพื่อนที่ตายไป คำปันดีใจที่ลูกกลับบ้าน ช่อเอื้องไม่อยากให้พี่กลับไปกรุงเทพอีก เทวัญกลับมาเยี่ยมดาวนิลที่ร้านแต่พบว่าดาวนิลไม่อยู่ที่นี่แล้ว คุณนายติ๊ดโกหกว่าดาวนิลกลับไปเยี่ยมบ้าน แต่ด้วยความกลัวว่าเทวัญจะรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายไล่ดาวนิลไป เลยพยายามติดต่อดาวนิลและพูดจาหว่านล้อมให้ดาวนิลกลับมาทำงาน คำปันไม่อยากให้ดาวนิลกลับไปทำงานกรุงเทพอีก แต่ดาวนิลรู้สึกผิดหวังที่ทอนมองเธอเปลี่ยนไปเมื่อรู้ความจริงว่าเธอไปทำอะไรที่กรุงเทพ เมื่อคุณนายติ๊ดเสนอให้เงินเพิ่ม ดาวนิลจึงตัดสินใจกลับกรุงเทพ ดาวนิลยืนยันกับคำปันว่าที่กรุงเทพเธอมีลู่ทางเรื่องงาน ดาวนิลเอาเงินที่คุณนายติ๊ดโอนมาให้ช่อเอื้องไว้ แล้วฝาก กลอง ลูกชายไว้ที่แม่อาย ดาวนิลสัญญาว่าทำงานใช้หนี้ครบและเก็บเงินได้ซักก้อนเมื่อไหร่จะรีบกลับมาแม่อายและมาหาพ่อไปหาหมอด้วยตัวเองดาวนิลก้มหน้าก้มตาทำงาน ความสวยของดาวนิลสะดุดตา หลิวหลิว สไตลิสท์ จนชักนำไปถ่ายแบบและเล่นหนัง โดยมีหลิวหลิวเป็นผู้จัดการส่วนตัว หลิวหลิวสร้างประวัติของดาวนิลขึ้นมาใหม่และเริ่มปั้นดาวนิลจนเริ่มมีงานมากขึ้น ดาวนิลอดทนและตั้งใจทำงาน และได้งานถ่ายแบบสปาของโรงแรมทรงพลที่กระบี่ ดาวนิลดีใจที่ได้เจอทรงพลในฐานะใหม่ ทรงพลประทับใจความขยันและความอ่อนโยนของดาวนิล จนเกิดเป็นความรัก จิดาภาพอรู้ว่าทรงพลมีข่าวมาคบกับดาวนิลก็พยายามจะกลับมาหาเขา ดาวนิลทำทุกทางเพื่อไม่ให้ทั้งคู่กลับมาคบกันอีก ด้วยความช่วยเหลือของหลิวหลิว ดาวนิลเริ่มมีงานในวงการมากขึ้นเรื่อยๆพร้อมประวัติใหม่ที่ไม่มีใครสงสัย ดาวนิลหลงในความสุขสบาย และความรักที่มีกับทรงพล จนลืมอีกสามชีวิตที่แม่อาย คำปันเฝ้ารอคอยลูกด้วยความหวัง แต่สุดท้ายลูกสาวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกครั้ง ตาของคำปันเริ่มมืดลง คำปันไม่ยอมผ่าตัด เฝ้าแต่รอคอยดาวนิลมาพาไปหาหมอตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ห่วงแต่พี่สาวจนลืมห่วงตัวเอง แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ดิ้นรนดูแลพ่อทุกทาง ช่อเอื้องพยายามติดต่อพี่สาวทุกทางแต่ก็ติดต่อไม่ได้ เธอได้แต่เลี้ยงดูกลองและพ่อที่สายตาไม่ดี เธอจำใจขายของที่มีอยู่และปิดคณะการแสดงเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทรงพลพาดาวนิลไปที่บ้านเพื่อรู้จักกับสาวน้อย แต่คนที่ดาวนิลได้เจอก่อนกลับเป็นเทวัญ เทวัญทำเป็นไม่รู้จักดาวนิลทั้งที่เสียใจว่าผู้หญิงที่ตัวเองแอบรักกลายมาเป็นแฟนของน้องชาย ช่อเอื้องที่วันๆเห็นพ่อที่เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ บ่นเป็นห่วงลูกสาวคนโตที่หายไปเพราะไม่เชื่อว่าดาวนิลจะลืมตัว แต่คงเพราะมีเรื่องเดือดร้อนเลยไม่สามารถติดต่อกลับมาได้ ทอนที่เห็นดาวนิลในทีวีแอบมาบอกช่อเอื้อง ช่อเอื้องยังไม่มั่นใจว่านั่นคือพี่สาวของตัวเอง ช่อเอื้องไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อแล้วตัดสินใจมาตามดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องมาถึงกรุงเทพ ด้วยความที่ไม่รู้อะไรเลย ช่อเอื้องมาดักรอพบดาวนิลที่สถานีโทรทัศน์ เพราะมีนักข่าวมากมาย แม้จะเห็นช่อเอื้องแต่ดาวนิลก็ทำเป็นไม่รู้จักและรีบขึ้นรถขับออกไป ช่อเอื้องมองตามรถพี่ไปอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เธอทั้งผิดหวังและเสียใจ เพราะถึงดาวนิลจะดูสวยผิดตาไปมาก แต่เธอแน่ใจแล้วว่าใช่พี่ดาวนิลของเธอแน่ๆ เธอเดินข้ามถนนอย่างไม่ระวังและถูกรถของเทวัญชนเข้า ที่โรงพยาบาลช่อเอื้องรู้ว่าดาวนิลเป็นคนรักของทรงพลน้องชายเทวัญ ช่อเอื้องตัดสินใจกลับแม่อายและไม่บอกความจริงกับพ่อ ช่อเอื้องโกหกพ่อว่าพบดาวนิลแล้วและเธอสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง ที่ไม่ติดต่อมาเพราะงานยุ่งมาก คำปันฟังแล้วค่อยคลายกังวล ช่อเอื้องได้แต่เก็บความช้ำใจไว้คนเดียว คำปันที่ตอนนี้ตาแทบจะบอดสนิทบังคับช่อเอื้องให้พาไปหาดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องไม่ยอมทำตามคำสั่งพ่อ คำปันเลยแอบไปกับกลอง โดยนัดให้คนรู้จักที่กรุงเทพให้มารับที่ท่ารถ แต่ด้วยความที่ติดต่อผิดพลาดทำให้คลาดกันที่สถานีขนส่ง คำปันที่ไม่มีเงินและติดต่อใครไม่ได้ต้องพาหลานไปนอนรอที่ศาลาริมทาง ช่อเอื้องตามคำปันมาและตามหาจนเจอ นักเลงติดยาแถวนั้นพยายามมาหาเรื่องและรีดเอาเงิน ระหว่างนั้นเอง วรรณา ที่เป็นคนแถวนั้นเข้ามาช่วยช่อเอื้องไว้ได้ เธอพาช่อเอื้อง คำปันและหลานไปอยู่ที่บ้านของเธอที่ชุมชนแออัดแถวนั้น คำปันเล่าให้วรรณาฟังเรื่องมาตามหาลูกสาวชื่อดาวนิล ช่อเอื้องแอบเล่าความจริงให้วรรณาฟัง วรรณาบอกช่อเอื้องว่าจะหาทางพาช่อเอื้องไปพบกับดาวนิลให้ได้ ช่อเอื้องตามไปเจอพี่สาวที่งานแถลงข่าวสินค้างานหนึ่ง แต่เหมือนเดิมที่ดาวนิลไม่คิดจะฟังเรื่องพ่อเพราะกลัวว่าทรงพลที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะได้ยิน ช่อเอื้องผิดหวังมากที่พี่สาวพูดแบบนี้ ช่อเอื้องตัดสินใจโทรหาเทวัญดาวนิลตกใจมากที่เห็นช่อเอื้องที่บ้าน เทวัญบอกว่าช่อเอื้องขอมาอาศัยอยู่ด้วย ช่อเอื้องบอกดาวนิลว่าเธอจะอยู่ที่นี่จนกว่าดาวนิลจะยอมรับกับทุกคนว่า เธอคือน้องที่มาจากแม่อาย ดาวนิลกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อสาวน้อยเอ็นดูช่อเอื้องที่เป็นเพียงคนงานในบ้าน สาวน้อยเห็นความผิดปกติของดาวนิลกับช่อเอื้อง แต่สองพี่น้องก็ไม่ยอมพูด ในที่สุดช่อเอื้องตัดสินใจบอกความจริงกับเทวัญ เทวัญปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมด เทวัญเตือนให้ดาวนิลบอกความจริง แต่ดาวนิลกลัวจะเสียทรงพลไป สาวน้อยจับผิดว่าดาวนิลกับเทวัญดูมีความสนิทสนมกัน จึงบอกกับทรงพล ทรงพลเริ่มระแวง ช่อเอื้องเมื่ออยู่ไปเริ่มรู้สึกว่าดาวนิลเปลี่ยนไปมาก ยิ่งคุยกับวรรณาแล้วรู้ว่าพ่อเองก็เริ่มอยู่ที่กรุงเทพไม่ไหว เธอจึงเริ่มคิดจะยอมแพ้และกลับบ้าน สาวน้อยสงสารจึงแอบให้ไปรับพ่อกับหลานมาอยู่ด้วย ดาวนิลยิ่งเครียดหนักเมื่อ เจอพ่อที่ตาบอดและลูกชายที่ขาพิการพร้อมหน้า ดาวนิลทุกข์ทรมานกับความผิดที่ทิ้งพ่อกับลูกจนตัดสินใจฆ่าตัวตาย หลิวหลิวมาช่วยดาวนิลไว้ได้ทัน ดาวนิลไม่ยอมบอกทรงพลว่าอยากตายเพราะเรื่องอะไร เทวัญโกรธที่ดาวนิลไม่ยอมรับความจริง ทรงพลมองความผิดปกติของพี่ชายกับคนรักด้วยความสงสัยมากขึ้นทุกที คำปันได้ยินทุกคนเรียกชื่อ ดาวนิล ก็ดีใจว่าอาจจะเป็นลูกสาวของตัว แต่ช่อเอื้องกลัวพ่อเสียใจ ก็จำต้องโกหกพ่อไปว่า ไม่ใช่พี่ดาวนิลของเรา ทรงวุฒิสนใจช่อเอื้อง แต่ช่อเอื้องไม่เล่นด้วย ทรงวุฒิจึงออกอุบายจะพาช่อเอื้องลงไปโรงแรมที่กระบี่ ทรงพลตามลงไปเรื่องงานและพาดาวนิลไปด้วย โดยไม่รู้ว่าเทวัญพักผ่อนอยู่ที่นั่นแล้วในงานเลี้ยงของโรงแรม ช่อเอื้องขึ้นรำฟ้อนผางเพื่อให้กระทบใจดาวนิลที่เคยรำชุดนี้ด้วยกัน ดาวนิลกดดันอย่างหนัก วิ่งลงทะเลหวังให้จมน้ำตาย แต่เทวัญมาช่วยไว้ ทรงพลขอดาวนิลหมั้นคืนนั้น ดาวนิลที่กำลังจะพูดความจริงเรื่องพ่อ ก็ต้องเงียบไปอีกพอหนังสือพิมพ์ลงข่าว คุณนายติ๊ดริษยาดาวนิลจึงหาทางติดต่อจิดาภาและบอกว่าทรงพลกำลังโดนดาวนิลหลอก คุณนายติ๊ดมาแฉความจริงเรื่องดาวนิลมีลูกโดยอ้างถึงเทวัญ เทวัญปฏิเสธเพื่อช่วยดาวนิล คุณนายติ๊ดกับจิดาภาต้องถอยกลับไปตั้งหลัก สาวน้อยพยายามเตือนให้ทรงพลฟังหูไว้หู แต่ทรงพลตัดปัญหาด้วยการประกาศจะแต่งงานกับดาวนิลช่อเอื้องเสียใจมากที่ดาวนิลปิดบังความจริงเรื่องลูกอีกเรื่อง ดาวนิลอับจนหนทาง เมื่อเรื่องมัดตัวแน่นขึ้นและทางออกตีบตัน จึงทำได้แค่แอบมาหาพ่อบ่อยๆ คำปันพูดคุย ปลอบโยนดาวนิล โดยไม่รู้เลยว่าเป็นลูกสาวที่ตัวเองเฝ้ารอคอย ช่อเอื้องแม้จะโกรธพี่แต่ใจก็สงสารพี่และพ่อ ช่อเอื้องแอบมาคุบกับดาวนิลทำให้จิดาภาเริ่มเอะใจในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จิดาภาให้คุณนายติ๊ดไปสืบเรื่องนี้ คุณนายติ๊ดหาหลักฐานมาจนรู้ว่าดาวนิลเป็นพี่น้องกับช่อเอื้อง จิดาภานำเรื่องนี้ไปบอกต่อหน้าทรงพลและทุกคน ดาวนิลคิดว่าทุกอย่างคงจบสิ้น แต่ช่อเอื้องปฏิเสธต่อหน้าทุกคนว่าผู้หญิงสกปรกอย่างดาวนิลไม่ใช่พี่ดาวนิลผู้งดงามของเธอ ดาวนิลปวดร้าวที่น้องพูดแบบนั้นแต่ก็พูดอะไรไม่ได้ ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง อยากจะบอกความจริงกับพ่อแต่ก็กลัวว่าจะเสียทรงพลไป ช่อเอื้องพยายามชวนพ่อและหลานกลับบ้าน แต่คำปันกลับดื้อไม่ยอมกลับเพราะยังอยากตามหาดาวนิลให้เจอ ทรงพลที่เริ่มไม่เชื่อใจดาวนิลหาทางคาดคั้นประวัติดาวนิลจากหลิวหลิว หลิวหลิวที่เห็นแก่เงินและเริ่มรู้สึกว่าหลังๆดาวนิลมีปัญหาชีวิตมากมายจนงานก็เริ่มน้อยลงเลยตัดสินใจบอกว่าประวัติดาวนิลทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก ช่อเอื้องเจอกับวิไลด้วยความบังเอิญ วิไลบอกความจริงเรื่องสุดท้ายว่ากลองเป็นลูกที่เกิดจากการขายตัวของดาวนิล ช่อเอื้องแทบล้ม ดาวนิลร้องไห้ ขอร้องน้องว่าอย่าบอกพ่อเพราะกลัวพ่อจะเสียใจ วิไลถูกซื้อตัวจากคุณนายติ๊ด เพื่อแฉดาวนิล แต่วิไลกลับตัวในนาทีสุดท้าย ดาวนิลจึงรอดพ้นจากการถูกประจานกลางกองถ่าย แต่ทรงพลได้ยินที่วิไลคุยกับช่อเอื้องเรื่องลูก ก็เข้าใจว่าดาวนิลเคยท้องกับพี่ชายตัวเองมาก่อน ทรงพลเริ่มเชื่อมโยงเรื่องราวกับสิ่งที่หลิวหลิวพูด ยังไม่ทันที่ดาวนิลที่ตั้งใจมาบอกความจริงจะได้พูดอะไร ทรงพลก็พูดทุกอย่างขึ้นมา และต่อว่าดาวนิลว่าเป็นผู้หญิงใจแตกที่ปิดบังว่าตัวเองมีลูก ดาวนิลเสียใจมากที่ถูกทรงพลพูดจาดูถูก จึงบอกความจริงทั้งน้ำตาว่า กลองคือลูกของทรงพล ทุกคนตกตะลึง ทรงพลรับไม่ได้ หนีไปทันที สาวน้อยเป็นลม ช่อเอื้องทั้งสงสารทั้งเกลียดชังพี่ตัวเองที่ปิดบังทุกอย่าง ดาวนิลบอกว่าการเป็นแค่ดาวนิล ลูกพ่อครูคำปันในคณะรำไม่มีค่า มีความหมายสำหรับชีวิตที่นี่เพราะเธอโดนดูถูก โดนเหยียดหยามมาตลอด สองพี่น้องโต้เถียงกันโดยไม่รู้เลยว่า คำปันแอบได้ยินทุกคำพูดด้วยหัวใจที่แตกสลาย เมื่อรู้ว่าลูกสาวทั้งสองคนโกหกตนมาตลอดเวลา คำปันหนีออกไปกับกลองด้วยใจที่เจ็บช้ำ ดาวนิลช็อคนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ที่โรงพยาบาล ช่อเอื้องกับทรงวุฒิพยายามตามหาคำปัน แต่ไม่พบ เทวัญมาเตือนสติทรงพล คำปันถูกพากลับมาแม่อายในสภาพจิตใจบอบช้ำ และเพ้อถึงดาวนิล จนตายในอ้อมกอดช่อเอื้อง ดาวนิลฟื้นขึ้นมาเจอทรงพล แต่ทรงพลยังทำใจให้อภัยกับความผิดของดาวนิลไม่ได้ เขาบอกดาวนิลว่า ความรักของเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวยจน แต่ผู้หญิงที่ขาดคุณธรรมทำลายพ่อทำลายครอบครัวของตัวเองเช่นนี้ เขารับไม่ได้ ดาวนิลเสียใจมาก ที่อดทนมาทุกอย่าง แต่ทรงพลกลับไม่ยอมรับ ดาวนิลหมดสติไปอีกครั้ง ดาวนิลฟื้นมาในวันสวดศพพ่อวันสุดท้าย หลิวหลิวตัดสินใจบอกเรื่องคำปัน ดาวนิลไม่เชื่อว่าพ่อจะตาย แต่พอมาถึงแม่อาย ภาพโลงศพของพ่อทำให้ดาวนิลร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดดาวนิลแหวกฝูงชนเข้าไปรถขนศพ ทุกคนรังเกียจ พากันสาปแช่งขบวนแห่ศพเคลื่อนไปโดยไม่มีใครสนใจ ปล่อยให้ดาวนิลทรุดลงสะอื้นอยู่ตามลำพังจนกลองที่บวชเป็นเณรเป็นคนเดินพาแม่เข้าไปที่งาน ที่หน้าเมรุ ช่อเอื้องตั้งใจตีกลองสะบัดชัยอย่างสุดฝีมือต่อหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ดาวนิลเดินมาพร้อมดาบสิบสองเล่มในมือ ดาวนิลกราบหน้ารูปพ่อ ขอให้พ่ออภัย ก่อนจะฟ้อนดาบอย่างงดงามชดช้อยที่สุดหาใครเหมือน ทรงพลมองดาวนิลแล้วหยิบแหวนหมั้นออกมามอง คิดให้อภัยและหวังจะสร้างครอบครัวกับดาวนิล ดาวนิลรำมาจนถึงท่าสีไคล ก่อนจะใช้ดาบปาดคอตัวเองตายลงต่อหน้ารูปพ่อ ทุกคนตกตะลึง ช่อเอื้องร้องไห้ กอดพี่ว่าอย่าทิ้งเธอไปอีก ดาวนิลสิ้นใจตายในอ้อมกอดของน้อง สามเณรกลองน้ำตาไหล บอกกับทรงพลว่า โยมพ่อช่วยปิดตาโยมแม่ด้วย ทรงพลเอื้อมมือไปปิดตาดาวนิลอย่างสุดสะเทือนใจ นักแสดงนำ ละครแม่อายสะอื้น ฝนทิพย์ วัชรตระกูล รับบท ดาวนิลอรรคพันธ์ นะมาตร์ รับบท ทรงพลพรชดา เครือคช รับบท ช่อเอื้องสรพงษ์ ชาตรี รับบท ตำคำปันพีรวัศ กุลนันท์วัฒน์ รับบท เทวัญฌาน์รัชต์ มณฑากูล รับบท ทรงวุฒิดช.ปราการ จันรัมย์ รับบท กลอง

หนึ่งในตัวเต็งออสการ์!? สื่อต่างชาติชื่นชอบ La La Land นครดารา
Damien Chazelle /  Emma Stone / 

กลายเป็นผลงานน่าจับตามองทันทีตั้งแต่เริ่มต้นขั้นตอนประกาศงานสร้างเปิดโปรเจกต์ สำหรับภาพยนตร์โรแมนติกมิวสิคัล La La Land นครดารา เพราะด้วยชื่อของสองดารานำสวยหล่อฝีมือเหนือชั้นแห่งวงการอย่าง ไรอัน กอสลิ่ง (Ryan Gosling) และ เอ็มมา สโตน (Emma Stone) พร้อมด้วยชื่อของ เดเมียน แชเซลล์ (Damien Chazelle) ผู้กำกับหนุ่มไฟแรงผู้เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์และรางวัลบาฟต้ามาแล้วจาก Whiplash โดยก่อนหน้านี้ La La Land นครดารา ได้เคยเดินหน้าเปิดตัวฉายในเทศกาลภาพยนตร์ชื่อดังระดับโลกเพื่อให้นักวิจารณ์ชั้นนำได้พิสูจน์และคว้ารางวัลการันตีความเยี่ยมมาแล้วมากมาย อาทิ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส (Venice Film Festival) ที่สามารถคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม, เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต (Toronto International Film Festival - TIFF) และ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแฮมป์ตัน (Hamptons International Film Festival) ที่สามารถคว้ารางวัลรางวัลขวัญใจมหาชน, เทศกาลสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน (AFI Fest) รวมไปถึงรางวัลผู้กำกับภาพแห่งปีจากเวที ฮอลลิวูด ฟิล์ม อวอร์ดส์ (Hollywood Film Awards) ซึ่งจากทุกเทศกาลที่ได้ไปเยือน กระแสของภาพยนตร์ล้วนไต่ระดับความฮือฮามากขึ้น ๆ จนนักวิจารณ์จากสื่อชั้นนำต่างชื่นชมยกย่องกันอย่างเป็นเอกฉันท์ พร้อมกับได้รับการยกให้ La La Land นครดารา ขึ้นแท่นกลายเป็นตัวเต็งหนึ่งบนเวทีการประกาศผลรางวัลออสการ์ที่กำลังจะมาถึงในหลากหลายสาขาใหญ่ และนี่คือบางส่วนของเสียงวิจารณ์การันตีคุณภาพ “ประสบการณ์ดูหนังที่ตื่นตาที่สุดปีนี้” – Entertainment Weekly “ไม่อาจละสายตา ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง” – The Playlist “เอ็มมา และ ไรอัน เปล่งประกายราวต้องมนตร์” – The Guardian “ผู้กำกับพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ฝีมือของเขาน่าทึ่งแค่ไหน” – The Hollywood Reporter “เหนือชั้นและตระการตา” – Vanity Fair “เป็นภาพยนตร์ที่พร้อมจะทำให้ทุกคนตกหลุมรัก” – TIME Magazine “แสนงดงามและโรแมนติก นี่คือหนึ่งในภาพยนตร์แห่งยุคสมัย” - Deadline Hollywood Daily “ตราตรึง, สวยสดงดงาม เป็นผลงานมิวสิคัลที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ร่วมสมัย” - The Film Stage La La Land นครดารา เข้าฉายในไทยวันที่ 12 มกราคม 2017 (เปิดรอบพิเศษตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคมนี้ เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป)

ท่องทะเลเจดีย์เมืองพุกาม เก็บภาพสวยสู่หนัง
From Bangkok To Mandalay /  ชาติชาย เกษนัส / 

ท่องทะเลเจดีย์เมืองพุกาม เก็บภาพสวยสู่หนัง "ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay" นับเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายทำสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศเมียนมาอย่างเป็นทางการ สำหรับภาพยนตร์ไทยเรื่อง ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandala ภาพยนตร์สานสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเมียนมา แถมยังคว้าตัวซุปเปอร์สตาร์ชื่อดังของเมียนมา นำโดย Sai Sai Kham Leng (ไซ ไซ คำ แลง : ป๊อบสตาร์อันดับ 1 ของพม่า) , Wutt Hmone Shwe Yi (วุด มน ชเว ยี : นักแสดงนำหญิงอันดับ1 ของเมียนมา) , Nay Toe (เน โท : นักแสดงนำชายอันดับ 1 ของเมียนมา) มาร่วมประชันบทบาทกับนักแสดงไทย นำโดย น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู, อั๊ต อัษฎา พานิชกุล จากผลงานการกำกับของ ชาติชาย เกษนัส และในวันนี้ผู้กำกับคนเก่งอย่าง ชาติชาย เกษนัส ได้นำทีมนักแสดงและทีมงานกว่า 30 ชีวิต มุ่งหน้าสู่ทะเลเจดีย์เมืองพุกาม เพื่อเก็บภาพบรรยากาศการเดินทางของสองพระนางอย่าง ไซ ไซ คำ แลง และ น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู เมื่อปิ่น (รับบทโดย น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู) มาขอร้องให้โมนาย (รับบทโดย ไซ ไซ คำ แลง) ช่วยพาเธอเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในจดหมายที่คุณย่า (รับบทโดย เดือนเต็ม สาลิตุล) เขียนไว้  และหนึ่งในสถานที่นั้นคือทะเลเจดีย์เมืองพุกาม ที่ทั้งสองต้องเดินทางมาเปิดจดหมายอ่านที่นี่ บรรยากาศการถ่ายทำเต็มไปด้วยความลุ้นระทึกมาก เพราะช่วงก่อนถ่ายทำเกิดมีพายุฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้การเดินทางไปนั้นค่อนข้างยากลำบาก และไซ ไซ ที่เดินทางมาด้วยเครื่องบินต้องบินวนอยู่หลายรอบกว่าจะลงจอดได้สำเร็จ แต่ในความโชคร้ายที่ฝนกระหน่ำเทลงมานั้นก็ยังมีความโชคดีซ่อนอยู่ คือ เพราะฝนที่ตกอย่างหนักทำให้นักท่องเที่ยวทั้งหลายหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้ จึงทำให้กองถ่ายทำได้เก็บภาพที่ทะเลเจดีย์เมืองพุกามไว้ได้อย่างงดงามที่สุด ทั้งไซ ไซ และน้ำหวาน อดใจไม่ไหวเลยต้องคว้ามือถือมาเซลฟี่เก็บภาพบรรยากาศไว้เป็นที่ระลึก หลังจากเดินทางมาถึงศูนย์กลางทะเลเจดีย์ ผู้กำกับก็เรียกสองนักแสดง มาเตรียมซักซ้อมและบล็อกช็อตสำหรับการถ่ายทำ โดยมีทะเลเจดีย์ที่สวยงามตระการตาเป็นวิวประกอบในฉาก เมื่อถึงเวลาถ่ายทำจริงทั้งไซไซ และน้ำหวาน ก็สามารถเล่นรับส่งบทกันได้อย่างลื่นไหล จนสมใจผู้กำกับถึงได้สั่งคัต แล้วสาวน้ำหวานก็ไม่รอช้ารีบคว้ามือถือมาถ่ายเก็บภาพบรรยากาศอย่างรัว ๆ หนุ่ม ไซ ไซ ถึงกับออกปากแซวว่า “ระวังเมมเต็มนะน้ำหวาน” สร้างเสียงฮาให้กับทุกคนในกอง ลองมาฟังหนุ่ม ไซ ไซ คำ แลง เล่าถึงบรรยากาศการถ่ายทำครั้งนี้ให้ฟังกันว่า... “วันนี้ทีมงานเดินทางมาถ่ายทำกันที่ทะเลเจดีย์เมืองพุกาม ที่นี่เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ผมชอบมาก ๆ ครับ  สำหรับการทำงานวันนี้ถึงแม้จะอุปสรรคในการเดินทางอยู่มากมาย เพราะจังหวะที่เราเดินทางมาเราเจอพายุฝนกระหน่ำทำให้ต้องหยุดพักกองเพื่อรอให้ฝนหยุดก่อน และไม่น่าเชื่อครับว่าหลังจากฝนหยุดตกสิ่งที่ผมเห็นอยู่เบื้องหน้า ทะเลเจดีย์ที่กว้างใหญ่สวยสง่าและงดงามมาก ๆ ส่วนการทำงานกับน้ำหวานเธอเป็นผู้หญิงที่อึดมากครับ ไม่บ่นสักคำ แถมยังคอยสร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกคนในทีมอีก อยากฝากให้ทุกคนติดตามภาพยนตร์เรื่อง ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay ด้วยนะครับ”   ฟากด้านนางเอกสาว น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู ก็กล่าวเสริมว่า... “วันนี้ถือเป็นการทำงานที่สนุกอีกวันหนึ่งของน้ำหวานค่ะ ได้มีโอกาสเดินทางมาที่ทะเลเจดีย์ครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้น ตื่นตามาก ๆ ค่ะ ไม่น่าเชื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะมหัศจรรย์ขนาดนี้ บ่งบอกได้ถึงวัฒนธรรมที่เข้มแข็งของคนเมียนมาจริง ๆ เลยคะ จนหวานเองอดใจไม่ไหวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปรัว ๆ จนโดน ไซ ไซ แซว (ยิ้ม) ฉากนี้เป็นอีกฉากที่หวานชอบมากอีกฉากหนึ่ง เวลาที่หวานนั่งแล้วมองออกไปเห็นทะเจดีย์สุดลูกหูลูกตา แล้วรู้สึกว่ามันเป็นภาพที่สวยมากค่ะ รู้สึกประทับใจมาก ๆ คะ ที่หวานได้เจอสถานที่อันซีนแบบนี้ อยากฝากให้แฟน ๆ ลองติดตามชมกันนะคะ รับรองว่าดูภาพยนตร์เรื่อง ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay เรื่องเดียวเหมือนได้ไปเที่ยวเมียนมาอย่างจุใจค่ะ อย่าลืมนะคะ 10 พฤศจิกายนนี้ในโรงภาพยนตร์ค่ะ” ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok To Mandalay เข้าโรงฉาย 10 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ นำแสดงโดย ไซ ไซ คำ แลง, วุด มน ชเว ยี, เน โท, น้ำหวาน พิไลพร สุปินชุมภู, อั๊ต อัษฎา พานิชกุล ฯลฯ จากผลงานการกำกับของ ชาติชาย เกษนัส อำนวยการสร้างโดย มาเจนตา ฟิล์ม สตูดิโอ

นาตาลี พอร์ตแมน อาจจะได้ออสการ์เป็นครั้งที่สองจากหนังเรื่อง Jackie
Billy Crudup /  Fox Searchlight / 

นาตาลี พอร์ตแมน อาจจะได้ออสการ์เป็นครั้งที่สองจากหนังเรื่อง Jackie Fox Searchlight ได้ปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์อัตชีวประวัติดราม่าเรื่อง Jackie ออกมาให้ชมกันแล้ว โดยตัวอย่างเผยให้เห็นเรื่องราวของ แจ็คเกอลีน เคเนดี รับบทโดย นาตาลี พอร์ตแมน (Natalie Portman) ที่อยู่เคียงข้างสามีของเธอขณะที่ถูกสังหาร และโศกเศร้าเสียใจจนไม่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบทบาทการแสดงที่ทุ่มเทสุดใจทีเดียว Jackie ว่าด้วยเรื่องราวของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy) ถูกสังหาร สตรีหมายเลขหนึ่งในเวลานั้น แจ็คเกอลีน เคนเนดี รับบทโดย นาตาลี พอร์ตแมน (Natalie Portman) จะต้องต่อสู้กับความรู้สึกที่เศร้าเสียใจและความเจ็บปวดอย่างสุดซึ้งเพื่อให้กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง เพื่อดูแลลูก ๆ และเพื่อบอกเล่าเกียรติประวัติอันน่ายกย่องของสามี ดูบทความต้นฉบับ : Natalie Portman shines in powerful new trailer for Oscar contender 'Jackie'

In the Room ส่องห้องรัก
Daniel Jenkins /  Eric Khoo / 

In the Room ส่องห้องรัก In the Room ส่องห้องรัก ภาพยนตร์รักอีโรติกที่ฉากหลังของเรื่องเป็นโรงแรมสมมติแห่งหนึ่งชื่อว่า Hotel Singapura อันเป็นโรงแรมขนาดใหญ่โอ่โถงงดงาม และยืนยงอยู่คู่ประเทศสิงคโปร์มานานหลายยุคหลายสมัย จนกระทั่งผุกร่อนและต้องปิดตัวไปในปัจจุบัน ภาพยนตร์จะพาผู้ชมย้อนกลับไปเยี่ยมชมประวัติศาสตร์ของมัน ผ่านเหตุการณ์ 6 เหตุการณ์ 6 เรื่องรักของคน 6 สัญชาติ สิงคโปร์, ไทย, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ฮ่องกง และอังกฤษ ในห้องพักหมายเลข 27 ซึ่งเกิดขึ้นต่างยุคต่างสมัยกัน แต่เหตุการณ์เหล่านั้น มันกลับสะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมของสิงคโปร์ได้อย่างแหลมคม ตัวละครที่ปรากฏอยู่ใน In the Room ส่องห้องรัก นั้นเป็นคนหลายชาติหลายภาษา แต่จุดร่วมหนึ่งเดียวของพวกเขาก็คือ พวกเขาเข้ามาพักที่ Hotel Singapura เพื่อ “ร่วมรัก” มันเป็นทั้งการร่วมรักที่เร่าร้อน, เร้นลับ, หฤหรรษ์ และเศร้าสร้อย เป็นภาพบันทึกของความผิดหวัง และความทรงจำที่ขาดห้วง แม้ภายนอก In the Room ส่องห้องรัก จะเป็นภาพยนตร์ที่ขายความอีโรติก แต่เนื้อในของมันนั้นพูดถึงรักที่ไม่สมหวัง และพูดถึงประวัติศาสตร์ร่วมของคนหลายเชื้อชาติต่อประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์