เจมส์ จิรายุ

ซอกแซกเป้ใบโปรด!! สกาย วงศ์รวี ฮอตขนาดนี้ มีความลับอ๊ะเปล่า??
เปิดกระเป๋า /  กระเป๋าดารา / 

เข้มข้นถึงใจเด็ดกระชากไส้เหล่าเก้งกวางมากๆ สำหรับบทบาทของหนุ่มหน้าใส สกาย วงศ์รวี ในซีรีส์ I Hate You, I Love You ที่เวลานี้ยังค้างเติ่งรอวันกลับมาแซบกันอีกครั้ง ต้องเรียกว่าฮอตต่อเนื่องสำหรับหนุ่มน้อยมาแรงอย่างสกาย เพราะหลังจากสร้างเรทติ้งในซีรีส์ ฮอร์โมน ซีซั่น 3 จนฮอตกระฉูดแล้ว บทผู้ชายขายตัวในซีรีส์เรื่องล่าสุดยังเด็ดโดนใจคนดูอีกต่างหาก วันก่อนมีโอกาสเจอะเจอเจ้าตัวเลยอดไม่ได้ที่จะตรงไปทักทายถามไถ่ถึงความฮอตนี้ และเมื่อเห็นพ่อเจ้าประคุณมาพร้อมกระเป๋าเป้ใบโต๊...โต จึงไม่วายขอซอกแซกล้วงความลับกันสักหน่อย เอ้า!! เป็นหนุ่มฮอตเฟร่อขนาดนี้ พกอะไรไว้ข้างในบ้างหน๊อออ บอกที่มาที่ไปของกระเป๋าใบนี้หน่อย? "เป็นกระเป๋าที่ได้มาจากการทำงานครับ ถูกใจมากเพราะว่ามันเป็นเป้ที่ค่อนข้างทะมัดทะแมง ส่วนใหญ่ผมจะมีแต่เป้ใบใหญ่ๆ กับเป้ใบเล็กๆ แต่สำหรับใบนี้มันเป็นเป้ขนาดกลางๆ กำลังพอดีเลย"ปกติเป็นคนพกกระเป๋าตลอดหรือเปล่า? "ก็ไม่ค่อยนะครับ แล้วแต่วันมากกว่า ถ้าบางวันอยากสะดวกอยากชิล ไม่อยากพกอะไรเยอะให้มันน่ารำคาญ ก็ไม่เอาไปครับ ตัวเปล่าๆ ก็ชิลดี แต่ส่วนใหญ่จะใช้ตลอดนะ เพราะผมไปเรียนมันต้องมีของโน่นนี่นั่นเยอะอยู่แล้ว"เป็นคนที่ชอบใช้กระเป๋าแนวไหน? "ส่วนใหญ่จะเป็นกระเป๋าผ้ากับกระเป๋าเป้ครับ ใช้แล้วมันรู้สึกโอเคเพราะใส่ของได้เยอะ ถุงผ้านี่ก็ประหยัดช่วยลดโลกร้อนด้วย"ติดแบรนด์ไหม? "ไม่นะครับ เห็นอะไรที่ชอบที่ถูกใจก็ใช้ได้หมด"มีกระเป๋าใบโปรดหรือเปล่า? "ใบโปรดหรอ...คงเป็นกระเป๋าโรงเรียนสมัยเรียนมัธยมมั้งครับ (ยิ้ม) เพราะใช้บ่อยสุด มันเก็บของได้เยอะ สารพัดประโยชน์มากๆ มีช่องเล็กช่องน้อยเต็มไปหมด"อะไรในกระเป๋าที่ขาดไม่ได้? "คงเป็นโทรศัพท์ พาวเวอร์แบงค์ อะไรพวกนี้แหละครับ อ่อ!! ยาหม่องด้วย สำคัญมากเลย เวลาไปไหนบางครั้งเจอกลิ่นที่มันไม่พึงประสงค์ผมมักจะหายใจไม่ค่อยออก ปวดหัว เคยมีครั้งหนึ่งทนไม่ไหว เหมือนเขาขุดคลองหรืออะไรสักอย่าง ถ้าไม่ได้ยาหม่องช่วยไว้คงไม่ไหว ผมเลือกยาหมองเพราะกลิ่นมันหอมมากกว่ายาดมครับ มันเป็นไทยๆ หอมดี"มีความเชื่อเกี่ยวกับกระเป๋าบ้างไหม? "เรื่องกระเป๋าไม่ค่อยมีนะครับ แต่ถ้าเป็นของในกระเป๋าอาจจะมีบ้าง อย่างเช่นกล่องดินสอ ถ้าเอากล่องสีนี้เข้าห้องสอบ จะสอบได้ดี (หัวเราะ) อะไรแบบนี้มากกว่าครับ"เปลี่ยนกระเป๋าบ่อยแค่ไหน? "อืมมม...ส่วนใหญ่ผมจะใช้สลับกันครับ อย่างวันนี้อยากใช้ใบนี้ก็เอาใบนี้มา อีกวันอยากใช้อีกแบบก็เอาอีกแบบไปใช้ครับ"เลือกซื้อกระเป๋าเองหรือเปล่า? "ส่วนใหญ่คุณแม่จะช่วยดูให้ครับ บางทีเขาซื้อมาแล้วมันไม่ถูกใจก็ใช้ๆ ไปเถอะ (หัวเราะ) ไม่ซีเรียสเลย เพราะส่วนใหญ่ที่ซื้อมาให้มันก็เป็นสีเบสิกใช้ได้กับทุกโอกาส เข้าได้กับเสื้อผ้าทุกแนวอยู่แล้วครับ"คิดว่ากระเป๋ากับผู้ชายมีความสำคัญต่อกันมากน้อยแค่ไหน? "ไม่ว่าจะหญิงหรือชายผมว่ากระเป๋าก็จำเป็นนะครับ อย่างน้อยๆ มันช่วยให้เรามีที่เก็บของ มีอะไรก็ยัดใส่กระเป๋าไว้ก่อน ผู้หญิงอาจจะจำเป็นมากหน่อยเพราะมีของจุกจิกเยอะ แต่ผู้ชายก็พกได้ไม่แปลกครับ ผู้ชายมีกระเป๋าเป้ใบเท่ๆ เยอะแยะไป (ยิ้ม)" สกาย วงศ์รวี สกาย วงศ์รวี สกาย วงศ์รวี สกาย วงศ์รวี ขอบคุณสถานที่ : ร้านอาหารสวนบัว โรงแรมเซนทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว

ศิตา คนนี้เหรอว่าที่แฟนใหม่กัน นภัทร สวยแจ่มไม่แพ้ใคร!!
กัน นภัทร /  กันเดอะสตาร์ / 

   เรียกว่าจบกันด้วยดีไม่มีอะไรค้างคาใจจริงๆ  สำหรับความสัมพันธ์ของหนุ่ม กัน นภัทร หรือ กัน The Star กับนางเอกขาวโอโม่อย่าง ฐิสา วริฏฐิสาถึงแม้ก่อนหน้านี้ทั้งคู่จะรีเทิร์นกลับมาคบกันอีกครั้งแต่ในที่สุด ก็ถึงทางตันไปกันไม่รอดจริงๆ แต่ทุกวันนี้ทั้งคู่ก็ยังคุยกันได้ฉันท์เพื่อนไม่ได้มีปัญหาเหมือนคู่รักคู่อื่น ที่พอเลิกรากันไปแล้วก็ไม่อยากจะมองหน้ากันเลย     ก็ไม่รู้ว่าที่เป็นอย่างนี้ เพราะตอนนี้ทั้ง สาวฐิสาและ หนุ่มกัน นั้นกำลังซุ่มเงียบคบใครอยู่หรือเปล่า เพราะมีคนแอบเม้าท์ว่าตอนนี้ หนุ่มกัน ซุ่มปลูกต้นรักอยู่กับดาราสาวน้องใหม่ ศิตา ชุติภาวรกานต์ สาวสวยรวยความสามารถ เก่งรอบด้านทั้ง ร้องเพลง เต้น เล่นกีต้าร์ แถมแว่วว่านักร้องหนุ่มพาเปิดตัวกับพ่อแม่เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย เอ้า!! ต่อไปก็เหลือแต่เปิดตัวต่อหน้าสาธารณะชนเท่านั้นแหละค้า ศิตา ชุติภาวรกานต์   ศิตา ชุติภาวรกานต์   กัน นภัทร   กัน นภัทร  

ถอดพ่อมาเป๊ะ! น้องปีใหม่ กับท่านั่งที่ แม่แอฟ ต้องยอม
แอฟ ทักษอร /  สงกรานต์ เตชะณรงค์ / 

    เฟี้ยวไปอีกกกสำหรับ น้องปีใหม่ ลูกสาวตัวน้อยของ แม่แอฟ และ พ่อสงกรานต์ ที่ขึ้นชื่อเรี่องความฮาและความทะเล้น ล่าสุดก็ทำเอาแม่แอฟถึงกับต้องกุมขมับ กับท่านั่งดูการ์ตูนพร้อมกระดิกขาเบาๆ ที่เห็นแล้วไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคุณปีถอดแบบจากใครมา โดยแม่แอฟได้โพสต์คลิปผ่าน IG พร้อมแคปชั่น "พามาอยู่กับพ่อแค่สองวัน "ลูกสาว" กลายเป็นแบบนี้แม่จิเป็นลม" แบบนี้เค้าเรียกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น จริงมั้ยคะ แม่แอฟ-พ่อสงกรานต์ IG @aff_taksaorn พามาอยู่กับพ่อแค่สองวัน "ลูกสาว" กลายเป็นแบบนี้แม่จิเป็นลม #peamaitae #1year11months #กรุณางดฝากร้านค่ะ พามาอยู่กับพ่อแค่สองวัน "ลูกสาว" กลายเป็นแบบนี้แม่จิเป็นลม #peamaitae #1year11months #กรุณางดฝากร้านค่ะ น้องปีใหม่ น้องปีใหม่ น้องปีใหม่

ก่อนชม 'ดาวคะนอง' ย้อนดู ‘เจ้านกกระจอก’ บทบันทึกเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทยของ ใหม่-อโนชา
ดาวคะนอง /  อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล / 

ในวาระที่ 'ดาวคะนอง' ผลงานหนังยาวเรื่องที่สองของผู้กำกับ ใหม่-อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ จะเข้าฉายในบ้านเราอย่างเป็นทางการวันแรก (8 ธ.ค. 2559) ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน อโนชานำหนังเรื่องแรกของเธอเข้าฉายในบ้านเรา และ ‘เจ้านกกระจอก’ ก็กลายเป็นหนังไทยที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ในแง่ของการใช้สัญลักษณ์เพื่อเล่าเรื่อง ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่อโนชานำใช้ในหนังเรื่องล่าสุดของเธอเช่นกัน เราจึงขอหยิบเอาบทความจากคอลัมน์คลาสสิคในนิตยสาร BIOSCOPE "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" ที่ ไกรวุฒิ จุลพงศธร ได้เขียนถึง ‘เจ้านกกระจอก’ ถึงการเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารกับผู้ชม ก่อนที่จะไปชมผลงานล่าสุดของเธอกันในสัปดาห์นี้ **เช็ครอบฉายและข่าวสารของหนัง 'ดาวคะนอง' ได้ที่ www.facebook.com/daokhanongmovie ‘เจ้านกกระจอก’ กับขบวนการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทย (แบบไม่ได้นัดหมาย) โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร **ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 105 / สิงหาคม 2553 ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาช่างแตกต่างราวกับฟ้าและเหวกับช่วงที่ผมเริ่มต้นเขียนคอลัมน์นี้ เมื่อ 8 ปีก่อนผมเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบโฆษณาแต่ดันชื่นชอบการตีความสัญลักษณ์ใน หนังที่เรียนรู้จากพ็อคเกตบุ๊ครวมบทวิจารณ์ของ สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์, มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ และ ประชา สุวีรานนท์ ซึ่งได้กลายเป็นครูอย่างไม่เป็นทางการของผม ในโลกของผม ณ ช่วงเวลาดังกล่าว "สัญลักษณ์มีแต่ในหนังเท่านั้น" (แน่นอนครับว่ามันมีที่อื่นๆ ด้วย แต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจมันเอง) 8 ปีผ่านไปมีอะไรเกิดขึ้นมากมายกับชีวิต และสัญลักษณ์ไม่ได้อยู่แค่ในหนังอีกต่อไป แต่สัญลักษณ์อยู่กลางถนน และมิใช่ผม คนเดียวที่ตระหนัก เพราะดูเหมือนสังคม ‘ทุกฝ่าย’ ค่อยๆ เรียนรู้ว่าการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เป็นการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดในวินาทีนี้ (ดูอย่างกรณีที่คนเสื้อแดงพยายามจะไปพันผ้าสีแดงที่ป้ายถนนราชประสงค์, ต่อมาก็มีกำลังตำรวจจำนวนมากมาเฝ้าป้ายดังกล่าว, และหนักข้อขึ้นไปอีกเมื่อป้ายดังกล่าวได้ถูกเจ้าหน้าที่ถอดทิ้งไปเลย, ลงท้ายด้วยเอาป้ายมาติดตั้งใหม่พร้อมคำอธิบายว่านำป้ายไปทำความสะอาดเนื่องจากมีคนมาฉีดสีพ่นทับตัวอักษร) สังคมค่อยๆ เรียนรู้ (ผมหวังอย่างนั้น) ว่าการต่อสู้ด้วยพละกำลังหรือการต่อสู้แบบ ถอนรากถอนโคนซึ่งมักมากับกระบวนทัศน์ ‘สงครามครั้งสุดท้าย’ นั้นไม่มีอยู่จริง สงครามไม่มีวันจบลงง่ายๆ ยุทธศาสตร์ต่อไปคือการต่อสู้อย่างต่อเนื่องและยืดยาว การช่วงชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์จึงกลายเป็นสมรภูมิอย่าง ไม่เป็นทางการ นักสัญศาสตร์จึงกลายเป็นบุคคลสำคัญของสังคม เพราะพวกเขามีหน้าที่คุ้ยเขี่ย กัดเซาะ สร้าง และตีความสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อ ‘ทำลาย’ หรือ ‘ตอกย้ำ’ วาทกรรมที่แต่ละฝ่ายผลิตขึ้นมา คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ สิ่งที่พัวพันกับการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้ก็คือการช่วงชิง ‘พื้นที่’ ‘เวลา’ และ ‘ความทรงจำ’ ดูตัวอย่างจากการพันผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ แม้จะเป็นพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร แต่ก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์สุดทรงพลัง เพราะมันเป็นการแย่งชิงพื้นที่ ความทรงจำและการรับรู้ของสังคม ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งพยายามจะ ‘ลบเลือน’ ความทรงจำนี้ทิ้งไป อีกฝ่ายก็พยายามจะ ‘ย้ำเตือน’ มิให้ความทรงจำจางหาย แน่นอนว่าการต่อสู้นี้ขึ้นอยู่กับบริบทเวลา หากมิได้ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายความทรงจำดังกล่าวก็จะบิดเบือน และหลุดหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และกลายเป็น "ความทรงจำส่วนบุคคล" หรือของคนกลุ่มย่อยๆ ไปแทน นอกจาก พื้นที่ เวลา และความทรงจำ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้แล้ว มันยังเป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของศิลปะภาพยนตร์อีกด้วย หากเมื่อ 8 ปีก่อนผมตื่นเต้นกับงานของคนทำหนังอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, นนทรีย์ นิมิบุตร และ เป็นเอก รัตนเรือง ที่ทำให้เกิดการบูมของหนังไทยร่วมสมัยในช่วงเวลานี้ผมก็ตื่นเต้นกับกลุ่มคนทำหนังบนดินและใต้ดิน –ไม่ว่าจะมีแนวคิดทางการเมืองแบบใดก็ตาม- แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาพยายามโต้ตอบกับสังคมด้วยการสร้างงานที่เล่นกับพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำ ผ่านระบบสัญลักษณ์ที่งัดข้อก่อกวนกับวาทกรรมหลัก ผมกำลังหมายถึงหนังอิสระอย่าง ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ‘บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน’ และ ‘จุติ’ ของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล, ‘เจ้านกกระจอก’ ของ อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ ไปจนถึงหนังสั้นของ ปราปต์ บุนปาน, เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง หรืองานในอนาคต (แน่นอนว่าผมยังไม่ได้ดู แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเล่นกับการเปรียบเปรยเชิงการเมือง) ทั้ง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ของ สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์, ‘The Dog ชิงหมาเกิด’ ของ พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง และ ‘14’ ของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล แน่นอนว่าคนเหล่านี้ไม่ได้นัดกัน และไม่ได้มีอุดมการณ์ การเมืองเดียวกัน แต่การปรากฏของผลงานเหล่านี้ใน ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก็เป็นขบวนการหนังสัญลักษณ์ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง (**อัพเดต จนถึงปัจจุบัน ‘14’ ยังไม่ได้ถูกผลิตขึ้น ส่วนอย่างที่ทราบกันคือ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ กลายเป็นหนังที่โดนแบนในบ้านเราไป) หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ คนทำหนังรุ่น เพิ่มพล เชยอรุณ หรืองานยุครุ่งเรืองของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล มุ่งสะท้อนสังคมด้วยการตีแผ่อย่างตรงไปตรงมาหรือมีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นเห็นชัด แต่ขบวนการหนังบนดินและใต้ดินยุคปัจจุบัน (แบบไม่ได้นัดหมาย) มิได้เดินบนเส้นทางนั้น หากไม่นับงานของพงษ์พัฒน์และชูเกียรติ (ซึ่งผมยังไม่ได้ดู) คนทำหนังที่เหลือซึ่งเป็น คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ นำเสนอผ่านสุนทรียะเฉพาะตัวและระบบสัญลักษณ์ที่แนบเนียนและแพรวพราวเกินกว่ายุคของเพิ่มพลไปแล้ว ซึ่งต้องอาศัยพื้นฐานความ เข้าใจและการสั่งสมสุนทรียะของภาพยนตร์โลกร่วมสมัยในระดับหนึ่ง มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่คนทำหนังกลุ่มนี้จะถูกป้ายข้อหาจากคนดูว่า “ดูไม่รู้เรื่อง” หรือ “เข้าใจยาก” แต่ขณะเดียวกัน ภายใต้สังคมไทยอันแสนเคร่งครัดในยุคสมัยของการจำกัดจำเขี่ยทางความคิดเห็น การ ‘ดูไม่รู้เรื่อง’ และ ‘เข้าใจยาก’ ก็กลับกลายเป็นเกราะป้องกันตัวผู้สร้างเอง พวกเขาจึงสามารถสร้างงานที่ ‘เตะเฉียด’ ประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ผ่านเนื้องานและสัญลักษณ์ที่แนบเนียนหรือแปลกพิศวงได้ เช่น หากอภิชาติพงศ์สร้างหนังเกี่ยวกับวันเสียงปืนแตกโดยตรงก็คงโดนแบน แต่การสร้างโดยผสมสุนทรียะของหนังส่วนตัวและเนื้อหาการเมืองเชิงสัญลักษณ์แยบยลก็ทำให้หนังออกสู่สังคมได้ (ในกรณีของอภิชาติพงศ์และอโนชานั้น ความพิศวงของสัญลักษณ์ยังกลายเป็น ‘ปริศนา’ และ ‘ความลึกลับ’ ที่ทำให้คอหนังศิลปะในต่างชาติอ่านงานของพวกเขาในความหมายอื่นๆ ได้อีกด้วย) กลายเป็นว่าในพื้นที่เล็กๆ อย่างหนังอิสระ กลับมีระดับเพดานการแสดงความคิดเห็นที่สูงกว่าปกติ ทว่าพื้นที่ดังกล่าวก็เล็ก เล็กมาก หรือเล็กที่สุดจนแทบจะไม่มีเสียงเล็ดรอดออกไปให้เกิดการพูดคุยในวงกว้าง นักวิจารณ์และนักดูภาพยนตร์ (cinephile) คือฟันเฟืองที่เข้ามามีบทบาทในจุดนี้ แต่ลำพังนักวิจารณ์เองก็ทำงานได้ไม่มีประสิทธิผล ตั้งแต่ติดอยู่ในระบบ มีพื้นความรู้ที่ทำให้อ่านงานเหล่านี้ไม่ขาดพอ รวมถึงต่อให้อ่านได้แต่จะเขียนได้ชัดเจนมากขนาดไหน หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นตัวอย่างชั้นดีของสิ่งที่ผมได้พูดไป อโนชาและ ลี ชาตะเมธีกุล (มือตัดต่อ) จงใจก่อกวนพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำด้วยการเล่าหนังโดยไม่เรียงลำดับเวลา (เหมือนหนังเรื่อง 21 Grams) เมื่อผนวกกับชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ (Mundane History) ก็คลับคล้ายท่วงท่าปรัชญาแบบพังค์ๆ ที่โจมตีประวัติศาสตร์ทางการที่เล่าเรื่องแบบเรียงตามลำดับเวลา (หรืออำนาจแนวดิ่ง) และให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่มาในรูปแบบของความทรงจำที่ย่อมวูบวาบ ไม่เรียงลำดับก่อนหลัง (หรืออำนาจแนวระนาบ) ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วย เมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย เราอ่านหนังได้อย่างน้อยสองระดับ ระดับแรกคือเชื่อไปตามเรื่องว่ามันเป็นเรื่องของบุรุษพยาบาลที่ต้องเข้ามาดูแลเด็กหนุ่มพิการ ลูกผู้ดีเก่าที่ไม่ลงรอยกับพ่อผู้แสนดี เขาถูกแวดล้อมไปด้วยแม่บ้านและคนใช้ แล้วความสัมพันธ์ของบุรุษพยาบาลและเด็กหนุ่มจากที่ตึงเครียด ก็ค่อยๆ อ่อนลงและกลายเป็นความอ่อนโยนระหว่างสองมนุษย์ ระดับที่สองคือการตั้งคำถามว่า ทั้งหมดนี้คืออุปลักษณ์ (metaphor) ของสังคมไทยในยุคพ.ศ.นี้ นี่คือสังคมไทยที่ในอดีตเคยรุ่งเรืองและงามงด (จากสภาพบ้านที่เป็นผู้ดีเก่า, คำอธิบายว่าคุณพ่อเป็นคนแสนดี) แต่ปัจจุบันกลับเป็นสังคมที่รุนแรง เปลี่ยนแปลง และไร้อนาคต (เด็กหนุ่มพิการ, เอาแต่ใจ, อารมณ์เกรี้ยวกราด, รักษาไปก็เปล่าประโยชน์, ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้) และมันก็ยังเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยชนชั้น (มีการแบ่งการกินข้าวอย่างชัดเจน เจ้านายกินชั้นบน บ่าวไพร่กินชั้นล่าง แถมยังมีบ่าวไพร่ที่ทำตัวประหนึ่งเจ้านาย หรืออาจมีอะไรกับเจ้านายด้วยซ้ำ) ผมไม่ได้บอกว่าสังคมไทยไร้ความหวัง หรือคนทำหนังเรื่องนี้จะบอกว่า สังคมไทยสิ้นหวัง แต่หนังเรื่องนี้เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้ อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วยเมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย หนังพูด ถึงอารยธรรมในฉากเดินดูรูปจำลองของอารยธรรมต่างๆ (ซึ่งรุ่งโรจน์และ มอดม้วยไปแล้ว) ในท้องฟ้าจำลอง และยังพูดถึงพุทธธรรมผ่านตัวคนใช้ที่สบถขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ในแง่วิทยาศาสตร์มีการอธิบายเรื่องจุดจบของดาว อโนชาลากให้ทุกอย่างมารวมกัน เหมือนกับภาพโปสเตอร์หนังที่เหมือนรูปปริศนา มันเป็นทั้งดวงตา ของเด็กหนุ่มผู้พิการไร้ความหวัง เป็นทั้งดาวฤกษ์สุกสว่างที่กำลังจะแตกดับ และเป็นทั้งดวงตาของคนทำหนังที่จับจ้องความล่มสลายของยุคสมัย อารยธรรมมีวันสิ้นสุด เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องสามัญ และหากดาวอันใหญ่ยักษ์ยังมีวันดับได้ นับประสาอะไรกับอารยธรรม, ประเทศชาติ, คนรุ่นหนึ่ง, มนุษย์ที่ยิ่งใหญ่หรือต่ำต้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งเซลล์อณูหนึ่ง ก็ต้องมีวันดับสิ้นไปทั้งนั้น แต่เมื่อมีวันดับสิ้น ก็มีวันกำเนิดใหม่ และหลังจากประวัติศาสตร์ของโลก / อารยธรรม / ประเทศ / ครอบครัว ที่ผ่านมาถูกเดินหน้าด้วยบุรุษเพศ ผู้กำกับเพศหญิงที่เล่าสงครามระหว่างเพศชายมาเกือบ 80 นาทีได้แย้มนัยว่า บทใหม่ของประวัติศาสตร์จะเริ่มด้วยสตรีเพศเสียที ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

แฟนคลับกรี๊ดให้ดังๆเลย โป๊ป-มิว มีละครด้วยกันแล้ว ใน
พ่อยุ่งลุงไม่ว่าง /  โป๊ป ธนวรรธน์ / 

   เรียกว่าสมใจบรรดาแฟนคลับของหนุ่มโป๊ป ธนวรรธน์ กับ นางเอกสุดฮอตอย่างสาวมิว นิษฐา แล้วล่ะค๊า หลังจากที่รอคอยมานาน ว่าเมื่อไหร่คู่นี้จะมีละครคู่กันอีก เพราะก่อนหน้านี้สาวมิวเองก็หันไปรับงานหนังกับค่าย GDH ถึง2 เรื่องด้วยกัน แถมยังติดถ่ายละคร "รากนครา" ของค่ายแอคอาร์ต ของผู้จัดมากฝีมืออย่างออฟ พงษ์พัฒน์อีก    งานนี้ทางค่ายทีวีซีนของเจ๊ปิ่นเลยไม่รอช้าขอลัดคิวจัดแพคคู่ให้หนุ่มโป๊ป และสาวมิว โคจรมาปะกันทันทีในละครแนวคอมเมดี้ เรื่อง "พ่อยุ่งลุงไม่ว่าง" แต่เชื่อว่าละครเรื่องนี้ให้ลืมภาพของคุณหญิงคุณชายไปได้เลยนะจ๊ะ อ้าว !! แฟนคลับของโป๊ป-มิวรอชมกันปีหน้าได้เลยจ้า โป๊ป-มิว   โป๊ป-มิว   โป๊ป-มิว   โป๊ป-มิว  

ช็อก!! แอน อังคณา ป่วยหนัก - เฮเลน เผยอาการป่วยเพื่อนสาวครั้งแรก
อังคณา ทิมดี /  แอน อังคณา

ช็อกวงการ!!! ไปตามๆ กัน เมื่อมีภาพของอดีตเซ็กซี่สตาร์ แอน - อังคณา ทิมดี ซูบผอมอย่างผิดหูผิดตา และมีกระแสข่าวตามมาว่าเธอล้มป่วยหนักเข้าออกโรงพยาบาลถี่ แถมก่อนหน้านั้นมีข่าวลือว่าเจ้าตัวตกอับ หายหน้าหายตาไปจากวงการบันเทิงพักใหญ่ๆ แต่จากภาพที่เห็นดูเหมือนจะเป็นเพราะปัญหาเรื่องสุขภาพมากกว่า เพราะอดีตเซ็กซี่สตาร์มีอาการมือเท้าบวม เวลาพูดมักจะเหนื่อยและอ่อนแรง ซึ่งสาวแอนเองก็เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลรักษาตัวมาตลอด ล่าสุดตามกระแสข่าวแจ้งว่าเธอแอดมิดโรงพยาบาลเมื่อประมาณวันที่ 30 พ.ย. ที่ผ่านมา โดย เฮเลน ปวรา เพื่อนสนิทเปิดเผยว่าหากแอนอาการดีขึ้นจะออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยตัวเอง ล่าสุด เช้าวันนี้ (ุ6 ธันวาคม 2559) ทีมข่าว gossipstar.mthai.com ได้ต่อสายตรงไปหา เฮเลน ปวรา เพื่อสอบถามถึงอาการป่วยของอดีตซุปตาร์ แอน อังคณา ซึ่งก็ได้รายละเอียดเพิ่มเติมมาคร่าวๆ ดังนี้ "เรื่องอาการป่วย ตอนนี้ก็ยังไม่ทราบว่าป่วยเป็นโรคอะไรหรือเกิดจากอะไรแน่ เพราะพี่ได้ไปเยี่ยมพี่แอนเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง พี่ก็ไม่สามารถให้คำตอบได้จริงๆ ควรรอคำแถลงอาการจากคุณหมอดีกว่า คาดว่าน่าจะเร็วๆ นี้ ส่วนเรื่องข่าวตกอับนั้น มันเป็นเรื่องส่วนตัวของพี่แอนเขา ซึ่งพี่ไม่ขอพูดดีกว่าค่ะ" เฮเลนกล่าว โอกาสนี้ ทีมข่าว gossipstar.mthai.com ขอร่วมส่งกำลังใจให้ แอน อังคณา ทิมดี หายป่วยเร็วๆ และกลับมาสร้างสีสันให้กับวงการบันเทิงอีกครั้งค่ะ     ขอบคุณภาพประกอบบางส่วน จาก IG : @helenpavara401                                     แอน-อังคณา ทิมดี แอน-อังคณา ทิมดี แอน-อังคณา ทิมดี

Warner Bros. ประกาศวันฉายอย่างเป็นทางการของ Aquaman
Aquaman /  James Wan / 

Warner Bros. ได้ประกาศวันฉายอย่างเป็นทางการของภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่จากค่ายดีซีคอมมิคส์ Aquaman โดยมีกำหนดฉายใน วันที่ 5 ตุลาคม 2018 จากเดิมที่ก่อนหน้านี้เว็บไซต์ IMDb ได้ระบุวันฉายของภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้วันที่ 27 กรกฎาคม 2018 ตรงกับวันที่ภาพยนตร์เรื่อง Mission Impossible 6 เข้าฉาย Aquaman กำกับภาพยนตร์โดย เจมส์ วาน (James Wan) ว่าด้วยเรื่องราวของ อาเธอร์ เคอร์รี รับบทโดย เจสัน โมโมอา (Jason Momoa) ที่รู้ว่าตัวเองมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรใต้น้ำที่เรียกว่าอาณาจักรแอตแลนติส เขาจะกลายเป็นผู้นำของคนเหล่านั้น เพื่อเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของโลกใบนี้

โสดสวยแซบ!! อั้ม พัชราภา จัดปาร์ตี้วันเกิดครบรอบ 38 กะรัต
อั้ม พัชราภา

               เวียนมาบรรจบครบรอบอีกครั้งหนึ่งแล้ว สำหรับวันคล้ายวันเกิดของนางเอกสาวสุดฮอต อั้ม พัชราภา ซึ่งในวันนี้ 5 ธันวาคม ของทุกปี เหล่าแฟนคลับมักจะได้เห็นปาร์ตี้วันเกิดเริ่ดๆ ของสาวเจ้าเสมอๆ ปีนี้ก็เช่นกันแม้จะไม่ได้แซบจี๊ดจ๊าดเหมือนปีที่ผ่านมา แต่ความหรูหราดูดีมีระดับยังคงมีอยู่ให้เห็น เรียกว่าเป็นซุปตาร์ตัวแม่ปาร์ ตี้ธรรมดาๆ คงไม่ได้ ถึงไม่จี๊ดไม่แซบโดนใจใครก็ต้องขอไฮไว้ก่อน เพื่อนซี๊เพื่อนสนิทและมิตรสหายไฮโซร่วมอวยพรเพียบ จะแปลกและพิเศษกว่าปีก่อนๆ ก็ตรงไม่มีหวานใจร่วมปาร์ตี้นี่แหละ โสด สวย แซบ ฉลองอายุครบ 38 ปีไปแบบสตรอง เอ้า!! 38 ยังแจ๋วขนาดนี้จะไปซีเรื่องผู้ชายทำไมล่ะเน้ออออ...   อั้ม พัชราภา อั้ม พัชราภา อั้ม พัชราภา อั้ม พัชราภา อั้ม พัชราภา อั้ม พัชราภา   ขอบคุณรูปภาพจาก IG : @aum_patchrapa @yui_papa @pakkaramai

อดีตของ
Dakota Johnson /  Entertainment / 

ตัวอย่างใหม่ล่าสุดจากภาพยนตร์ที่จะสร้างความเร่าร้อนให้กับทุกคนในช่วงวาเลนไทน์นี้ Fifty Shades Darker โดยตัวอย่างนี้อาจจะยังไม่เห็นอะไรใหม่ ๆ เพิ่มเติมมากนัก แต่ยังคงอารมณ์ความเร่าร้อนระหว่าง แอนัสเตเซีย สตีล และ คริสเตียน เกรย์ ไว้ได้ถึงใจถึงอารมณ์เช่นเคย Fifty Shades Darker ว่าด้วยเรื่องราวต่อจากภาคแรก คริสเตียน เกรย์ รับบทโดย เจมีย์ ดอร์แนน (Jamie Dornan) ผู้บอบช้ำจากความรัก พยายามตามง้อ แอนัสเตเชีย สตีล รับบทโดย ดาโกตา จอห์นสัน (Dakota Johnson) ให้กลับมาคืนดีกับเขา ก่อนที่เธอจะให้โอกาสเขาอีกครั้ง แอนัสเตเชียก็ยื่นข้อตกลงใหม่ให้กับเขา จากนั้นทั้งคู่เริ่มสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความมั่นคงในชีวิต แต่ก็ต้องเผชิญกับอดีตของคริสเตียน เกรย์ ที่ตามมาทำลายความหวังที่จะสร้างอนาคตร่วมกัน ดูบทความต้นฉบับ : Can love survive the 'Fifty Shades Darker' trailer? Can any of us?

เอ็มมา วัตสัน เป็นสาวไอที ในตัวอย่างล่าสุด The Circle
Dave Eggers /  David Eggers / 

จากนวนิยายขายดีในปี 2013 เรื่อง The Circle ของ เดฟ เอ็กเกอร์ส (Dave Eggers) สู่ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ เจมส์ พอนโซลด์ต (James Ponsoldt) ในชื่อเดียวกัน The Circle ได้นักแสดงแม่เหล็กสองคนอย่าง ทอม แฮงค์ส (Tom Hanks) และ เอ็มมา วัตสัน (Emma Watson) มารับบทนำ The Circle ว่าด้วยเรื่องราวของ เมย์ ฮอลแลนด์ รับบทโดย เอ็มมา วัตสัน สาวผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้รับการว่าจ้างให้มาทำงานที่ The Circle ซึ่งเธอจะได้ร่วมงานกับ คัลเดน รับบทโดย จอห์น โบเอกา (John Boyega) และ แอนนีย์ รับบทโดย คาเรน กิลแลน (Karen Gillan) รวมไปถึงบอสอย่าง ไบลีย์ รับบทโดย ทอม แฮงค์ส ตัวอย่างเผยให้เห็นการเข้ามาทำงานในบริษัทที่เรียกว่า The Circle ซึ่งสาวเอ็มมาดูจะใหม่สำหรับที่นี่ไม่น้อย ดูเหมือนว่าระบบที่เธอเข้ามาทำงานจะมีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ แต่นั่นอาจจะเป็นเพียงเปลือกนอกหรือไม่อย่างไร ในช่วงท้ายคลิปเผยเหมือนจะเผยให้เห็นอีกด้านหนึ่งระบบนี้ได้สร้างผลกระทบไว้ พร้อมกับเสียงเพลงประกอบที่ดังคลอตลอดเวลาว่า “พวกเรากำลังดูคุณอยู่” EuropaCorp ได้เปิดเว็บไซต์ The Circle เพื่อโปรโมตภาพยนตร์ โดยเข้าไปที่ http://wearethecircle.com/ Image: the circle หลังจากที่คลิกคำว่า Join แล้ว เว็บไซต์จะรันข้อมูลเกี่ยวกับ ข้อตกลงและสัญญา ต่าง ๆ ให้อ่านอย่างเร็วจี๋ไปรษณีย์จ๋า อย่าลืมที่จะอ่านมันนะ Image: giphy ทันทีที่ตอบตกลง ระบบจะเข้าไปตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวของคุณ Image: giphy ท้ายที่สุด เพลงที่ร้องว่า “พวกเรากำลังมองคุณอยู่” จะดังขึ้นมา The Circle เปิดประตูรับพนักงานใหม่ในสหรัฐฯ วันที่ 28 เมษายน 2017 ดูบทความต้นฉบับ : The trailer for 'The Circle' is here — and so is a creepy promotional website

รีวิว ปั๊ม-น้ำ-มัน : รอแล้วรอเล่า เฝ้าแต่รอ
review /  ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ / 

นับเป็นอีกหนึ่งผลงานภาพยนตร์ไทยช่วงส่งท้ายปลายที่น่าจับตามองทีเดียว สำหรับ ปั๊ม-น้ำ-มัน ผลงานกำกับเรื่องล่าสุดของดอกไม้เหล็กเมืองไทย กอล์ฟ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ที่ได้ไปฉายรอบพรีเมียร์ไกลถึงเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลี พร้อมหอบกระแสตอบรับดี ๆ จากนักวิจารณ์กลับมาเตรียมเข้าโรงฉายในเมืองไทย ปั๊ม-น้ำ-มัน คือเรื่องราวของ มั่น (รับบทโดย ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย) ชายหนุ่มเจ้าของปั๊มน้ำมันกลางดินแดนชนบทห่างไกล เขาใช้ชีวิตไปวัน ๆ เพื่อรอคอยการกลับมาของ นก (รับบทโดย หนูจ๋า อาชิรญาณ์ แก้วกัญญา) เมียรักที่ทอดทิ้งเขาไป โดยที่มีสาวรุ่นใหญ่อย่าง เจ๊มัท (รับบทโดย ต่าย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล) และสาวรุ่นเล็กอย่าง ฝน (รับบทโดย แม็กกี้ อาภา ภาวิไล) แวะเวียนมาคอยขายขนมจีบให้มั่นอยู่เนือง ๆ แต่ถึงกระนั้นมั่นก็ยังมีใจที่มั่นคงสมชื่อ เพราะเขาไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหน แม้เวลาจะผ่านเลยไปสักกี่สิบปีก็ตาม พี่กอล์ฟ ผู้กำกับของเรื่องได้เล่าว่าที่มาที่ไปของคำว่า ปั๊ม-น้ำ-มัน ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายแฝงเกี่ยวกับการรอคอย คนเราจะนึกถึงปั๊มน้ำมันก็ต่อเมื่อน้ำมันหมด เมื่อแวะมาเติมน้ำมันจนเต็มถังแล้วก็จากไป โดยไม่รู้ว่าจะกลับมาใช้บริการอีกหรือไม่ แต่ปั๊มน้ำมันก็ยังอยู่ที่เดิม รอคอยลูกค้าที่จะแวะเวียนมา เช่นเดียวกับพระเอกของเรื่องที่เฝ้ารอคนรักของตัวเองอยู่ที่ปั๊มน้ำมันโดยไม่คิดจะออกไปตามหา เพราะวันใดที่คนรักของเขาหวนกลับมา พวกเขาจะได้ไม่ต้องคลาดคลากันอีก พล็อตเรื่องโดยรวมกล่าวได้ว่าเป็นภาพยนตร์รักสี่เส้า มีตัวละครหลัก ๆ ที่ดำเนินเรื่องเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น โดยแต่ละตัวละครมีปมเกี่ยวกับการรอคอย อีกทั้งยังมีเส้นเรื่องของตัวเองที่ชัดเจน ทำให้ผู้ชมเข้าใจที่มีถึงสาเหตุการกระทำของทุก ๆ ตัวละคร อย่างไรก็ตาม...ตัวหนังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลให้ผู้ชมรับรู้ไปตามลำดับเวลา หากแต่ท้าทายผู้ชมด้วยการเล่าเหตุการณ์ในปัจจุบันกับเหตุการณ์ในอดีตสลับไปมา เพื่อค่อย ๆ คลี่คลายให้เข้าใจตัวละครอย่างช้า ๆ และมีความหมายอย่างที่สุด และแม้จะจั่วหัวว่าเป็นหนังดราม่าเคล้าน้ำตา ทว่าตัวหนังจริง ๆ มีกราฟขึ้นลงในลักษณะแฟนตาซีและคอมเมดี้อยู่ประปราย ซึ่งมีข้อดีคือเรื่องราวจะไม่ดูราบเรียบชวนหลับจนเกินไป แต่กลายเป็นดาบสองคมที่ส่งผลให้บางฉากไม่สามารถถ่ายทอดความดราม่าได้จนสุดท้าย (ถูกเบรกด้วยมุกตลกเสียก่อน) ต่าย เพ็ญพักตร์ และ แม็กกี้ อาภา คือสองตัวละครที่น่าจับตามองมาก ๆ สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ด้วยความสามารถทางการแสดงที่มีพลังดึงให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วม ตลอดจนสปิริตทางการแสดงที่ไม่หวั่นแม้คอสตูมจะหลุดโลกและแฟนตาซีเพียงใดก็ตาม (มีคนลงทุนนับด้วยว่า แม็กกี้ อาภา เปลี่ยนชุดถึง 12 ชุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ จริงเท็จประการใดลองไปนับกันเอาเอง) โดยรวมแล้วภาพยนตร์ตั้งคำถามกับการรอคอยว่า...ในยามที่เวลาพัดผ่านไป สิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” จะยังคงอยู่หรือแปรเปลี่ยนไป คน ๆ หนึ่งจะรอคอยได้นานเพียงใด และในการรอคอยนั้นสิ่งที่เขาได้ตอบแทนกลับมาจะคุ้มค่าหรือไม่ ทั้งหมดหาคำตอบได้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ปั๊ม-น้ำ-มัน อีกหนึ่งภาพยนตร์ไทยสไตล์วินเทจที่แฝงด้วยสัญลักษณ์ต่าง ๆ ขอให้คะแนนไว้ที่ 3.5 / 5 ครับ บทความโดย NuTTi3 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ