�ว�าแ�ม����ร��� �อ���

17 คำต้องห้ามใช้ตั้งชื่อลูกจากหลากหลายประเทศทั่วโลก
ชื่อต้องห้าม /  ชื่อที่ห้ามตั้งให้ลูก / 

สื่อนอกเผย 17 ชื่อต้องห้าม ในการใช้ตั้งชื่อลูกจากหลากหลายประเทศทั่วโลก หลังจากสำนักข่าวบีบีซี เปิดเผยความนิยมในชื่อภาษาอาหรับที่กำลังมาแรง และมีการนำมาตั้งชื่อเด็กเกิดใหม่ในอังกฤษ ซึ่งชื่อ 'โมฮัมเหม็ด' คว้าแชมป์อับดับ 1 ของชื่อที่พ่อแม่ใช้ตั้งให้ลูกชายในสหราชอาณาจักรของปีนี้ คะแนนนำหน้าชื่อโอลิเวอร์ ที่ตามมาเป็นอันดับสอง นอกจากนี้ยังพบว่าชื่อภาษาอาหรับกลายเป็นชื่อที่ได้รับความนิยมในวงกว้าง เช่น มาเรียม เป็นชื่อเพศหญิงที่กำลังมาแรง ติดอยู่ในกลุ่มหนึ่งในร้อย ขณะที่ชื่อ นูร์ ติดอันดับชื่อใหม่ที่มาแรงสุด ล่าสุดวานนี้ (1 ธ.ค.) สำนักข่าวเดอะมิรเรอร์ของอังกฤษ เปิดเผย 17 ชื่อต้องห้าม ที่ทางการของแต่ละประเทศทั่วโลก ประกาศว่าคู่สามีภรรยา ไม่สามารถนำมาตั้งเป็นชื่อของบุตร-ธิดาของตัวเองได้ 1.ทอม (Tom) : โปรตุเกส     กฏหมายของประเทศโปรตุเกส มีการจำกัดการตั้งชื่อบุคคล ซึ่งการบัญญัติกฏหมายเหล่านี้ขึ้น เพื่อให้ชื่อของประชาชนมีความสอดคล้องกับ ขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศ 2.เอเลน (Elaine) : ซาอุดิอาระเบีย       หนึ่งในภาษาตะวันตกที่รัฐบาลซาอุดิอาระเบียประกาศห้าม เนื่องจาก เอเลน เป็นภาษาต่างประเทศ ซึ่งทางการซาอุ ต้องการให้ประชาชนตั้งชื่อลูกด้วยภาษาอาหรับเท่านั้น 3.Facebook : เม็กซิโก     อีกหนึ่งชื่อต้องห้าม ที่พ่อแม่ไม่สามารถตั้งให้ลูกได้ใน เม็กซิโก เนื่องด้วยเหตุผลที่ว่า อาจแสดงให้เห็นความเสียหาย, การดูถูกและขาดการพินิจพิเคราะห์ 4.@ : จีน     คู่รักชาวจีนพยายามที่จะตั้งชื่อลูกของพวกเขาด้วยสัญลักษณ์ @ ซึ่งถ้าออกเสียงเป็นภาษาจีนว่า อัล-ตา ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ爱他อักษร "รักเขา" ในภาษาจีน 5.โรโบคอป (Robocop): เม็กซิโก      เม็กซิโกเป็นหนึ่งประเทศที่มีความเข้มงวดในเรื่องการตั้งชื่อลูกของประชาชนในประเทศ โดยมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า โรโบคอป เป็นหนึ่งในนั้น โดยสำนักข่าวเดลี่ เมล์ ได้มีการเปิดเผยถึงเหตุผลของข้อห้ามดังกล่าวว่า เมื่อโตขึ้น เด็กที่พ่อแม่ตั้งชื่อเช่นนี้ อาจจะถูกเพื่อนล้อ หรือกลั่นแกล้งได้ 6.ฮูลาลา : นิวซีแลนด์      คู่รักชาวนิวซีแลนด์ตัดสินใจตั้งชื่อลูกสาวของพวกเขาเพื่อเป็นการอธิบายรูปภาพรูปนี้ แต่หลังจากนั้น ศาลประเทศนิวซีแลนด์ตัดสินให้ชื่อเธอเปลี่ยนชื่อนี้เสีย 7.ทราฟฟิต(Traffic) : เม็กซิโก 8.ลินดา  : ซาอุดิอาระเบีย 9.อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ : เยอรมนี 10. อลิซ : ซาอุดิอาระเบีย     เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทางการซาอุฯ ได้ประกาศห้ามตั้งชื่อลูกด้วยภาษาต่างประเทศ ซึ่ง อลิซก็เป็นหนึ่งในนั้น นอกจากเหตุผลด้านกำแพงทางภาษาาแล้ว ยังมีปัจจัยที่อ้างว่าอาจจะเป็นการขัดต่อวัฒนธรรมหรือศาสนาของอาณาจักรอีกด้วย 11.เลดี้ ได : เม็กซิโก         เลดี้ ได เป็นหนึ่งใน 61 รายชื่อต้องห้ามในเม็กซิโก ซึ่งไม่มีข่าวสำนักไหนอธิบายถึงเหตุผล ว่าเพราะเหตุใดชื่อนี้ถึงเป็นชื่อด้องห้าม ทั้งที่ชื่อ ไดอาน่า ไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้น 12.เมทัลลิก้า (Metallica) : สวีเดน       ชื่อจากวงดนตรีเฮฟวี่เมทัล, แทรชเมทัล ซึ่งก่อตั้งวงเมื่อปี 1981 ของสหรัฐ แต่มันกลายเป็นชื่อต้องห้ามเพราะคู่สามี-ภรรยา ชาวสวีเดน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ภาษี ปฏิเสธออกหนังสื่อของราชกาลให้กับลุกสาวของพวกเขา เนื่องจากเธอมีชื่อกลางตามวงดนตรีดังกล่าว 13.Circumcision  :  เม็กซิโก  'Circuncision' ซึ่งมีความหมายในภาษาไทย คือ 'การขลิบ' เป็นหนึ่งในชื่อที่ถูกขึ้นบัญชีดำ เนื่องจากรัฐบาลเม็กซิโกประกาศห้าม ด้วยเหตุผลเดียวกันกับข้อ 5 14.Brfxxccxxmnpcccclllmmnprxvclmnckssqlbb11116 : สวีเดน      สวีเดนเป็นหนึ่งประเทศที่มีความกฏหมายการตั้งชื่อที่ค่อนข้างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ชื่อดังกล่าวดูจะแปลกประหลาดจนเกินไป และไม่น่าจะเป็นชื่อคนได้ เพราะเป็นชื่อที่คู่รักคู่หนึ่ง ตั้งขึ้น เพื่อประท้วงที่ทางการริดรอนเสรีภาพในการตั้งชื่อลูกมากเกินไปนั่นเอง 15. เจมส์บอนด์ : เม็กซิโก      ตัวละครชื่อดังของนวนิยายชื่อดังจากอังกฤษ จนถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จเป็นอันดับที่ 3 ในประวัติศาสตร์ แต่กลับถุกขึ้นบัญชีดำในเม็กซิโกซะอย่างนั้น ? 16.Sex fruit : นิวซีแลนด์     Sex fruit เป็นชื่อที่ถูกแบน ในนิวซีแลนด์ ซึ่งที่มาของการประกาศห้ามชื่อสุดแปลกประหลาดนี้ เริ่มต้นจากครอบครัวหนึ่งในประเทศ เกิดอยากจะตั้งชื่อสุดเพี้ยนนี้ให้กับลูกของพวกเขา  แต่ด้วยสาเหตุที่มันอาจจะสามารถสื่อไปในทางลามกอนาจารได้ จึงมีการประกาศห้ามในเวลาต่อมา 17. Terminator : เม็กซิโก      เดอะ เทอร์มิเนเตอร์ หรือ ฅนเหล็ก เป็นภาพยนตร์ไซไฟ ที่โด่งดังเป็นพลุแตกในยุคก่อน เริ่มออกฉายในปี พ.ศ. 2527 กำกับโดยเจมส์ คาเมรอน แต่ชื่อหนัง กลับกลายมาเป็นหนึ่งในชื่อต้องห้ามในเม็กซิโก MThai News ที่มา The Mirror

แนะนำ 10 ข้อควรรู้เมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่น
10 เรื่องน่ารู้ /  ข้อแนะนำ / 

โลกใบนี้ เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประเพณี หากจะพูดถึงประเทศที่คงความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงที่สุด หนึ่งในนั้นต้องเป็นประเทศญี่ปุ่น อย่างแน่นอน โดยเฉพาะวิถีชีวิต ที่นอกจากเต็มไปด้วยความเร่งรีบ แต่ก็แฝงไปด้วยความเอาใจใส่ ความเสียสละ มีจิตสาธารณะ ทั้งมารยาททางสังคมและสามัญสำนึก แนะนำ 10 ข้อควรรู้เมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่น เพราะฉะนั้น ก่อนที่คุณจะเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ก็ควรจะทราบเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ เพื่อที่จะได้เข้ากับบ้านเมือง ผู้คน และวัฒนธรรมของเขาได้ เมื่อเป็นอาคันตุกะที่ดี เจ้าบ้านก็ย่อมอยากต้อนรับ คล้ายดั่งสุภาษิตที่ว่า "เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม" โดยล่าสุด ทางสถานทูตไทย ณ กรุงโตเกียว จึงได้แบ่งปัน 10 ข้อควรรู้เมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่น มาให้นักท่องเที่ยวชาวไทยได้รู้กัน ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ชี้แจงว่า "ไม่ได้มีเจตนาที่จะแสดงความเห็นว่าสังคมประเทศใดดีกว่าหรือด้อยกว่าแต่อย่างใด เพียงแต่เพื่อความเข้าใจและประโยชน์ในด้านการท่องเที่ยวเท่านั้น" 1. การขึ้นลงบันไดเลื่อน ยืนให้ชิดซ้าย หากเร่งรีบให้เดินในช่องทางขวา ยกเว้นบางพื้นที่ เช่น ภูมิภาคคันไซ คนญี่ปุ่นจะยืนชิดขวาและเปิดพื้นที่ทางซ้ายสำหรับการเดินขึ้นลง รวมไปถึงการเดินบนทางเท้า คนญี่ปุ่นจะแบ่งช่องทางการเดินเท้าอย่างชัดเจน เป็นระเบียบจนคนต่างชาติสังเกตได้ทีเดียว 2. งดการพูดคุยโทรศัพท์เคลื่อนที่ ขณะโดยสารขนส่งสาธารณะ เช่น รถประจำทางและรถไฟ รวมทั้งปิดเสียงโทรศัพท์และเปิด manner mode หรือระบบสั่น 3. การเข้าคิวเป็นเรื่องปกติที่ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะต่อคิวรอรถประจำทาง เข้าห้องน้ำ หรือรอคิวร้านอาหารและซื้อของตามร้านค้า แม้กระทั่งผู้สูงอายุหรือเด็กก็รอคิว ไม่มีการแซง เพราะทุกคนถือว่าต้องให้คนมาถึงก่อนได้รับบริการก่อนตามลำดับ 4. เวลาโดยสารลิฟท์ ผู้ที่เข้าไปคนแรกควรกดเปิดประตูให้ผู้โดยสารคนอื่นๆ เข้ามาในลิฟท์ และกดให้คนอื่นๆ ออกจากลิฟท์ไปก่อน หากไปที่ชั้นเดียวกัน คนไทยอาจประหลาดใจ หากพบว่าคนกดประตูลิฟท์ให้เป็นผู้หญิง และผู้โดยสารลิฟท์คนอื่นๆ เป็นผู้ชายทั้งหมด 5. เวลาชำระเงินตามร้านค้า ควรวางเงินลงในถาดที่ร้านจัดเตรียมไว้ ข้อดีคือเป็นการป้องกันการสับสนเมื่อร้านค้ารับและทอนเงินคืน หากสังเกต เมื่อเราชำระเงินด้วยธนบัตรใหญ่ เช่น 1 หมื่นเยน พนักงานจะพูดย้ำกับลูกค้าว่ารับเงินมา 1 หมื่นเยน พร้อมกับถือธนบัตรโชว์แก่พนักงานคนอื่นๆ ว่ารับธนบัตรใหญ่มา และเมื่อทอนเงินคืน จะนับเงินให้เห็นและวางลงในถาดคืนแก่ลูกค้า 6. เมื่อต้องการได้รับบริการจากร้านค้า หากพนักงานกำลังให้บริการลูกค้าคนอื่นอยู่ก่อนหน้า ต้องรอจนกว่าจะมีพนักงานคนอื่นมาให้บริการหรือจนกว่าพนักงานจะให้บริการลูกค้าคนก่อนหน้าเสร็จก่อน ไม่ควรแทรกด้วยการถามหรือเรียกให้มาบริการตนก่อน 7. หลีกเลี่ยงการพูดคุยเสียงดังในที่สาธารณะ คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเคารพความเป็นส่วนตัวและถือว่าพื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ส่วนรวมที่คนในสังคมใช้ร่วมกัน เราจึงเห็นบรรยากาศในสถานีรถไฟญี่ปุ่นในช่วงเช้าและเลิกงานว่าไม่ค่อยมีเสียงดังจากการพูดคุยทั้งที่มีคนจำนวนมาก แต่เสียงที่ได้ยินกลับเป็นเสียงคนเดินมากกว่า 8. แยกขยะเวลาทิ้งโดยทิ้งขยะให้ถูกต้องตามประเภทของขยะ ทั้งนี้ โดยทั่วไปในญี่ปุ่น เราจะไม่พบถังขยะตามทางเท้า ยกเว้นหน้าร้านค้าสะดวกซื้อสถานีรถไฟ และภายในอาคาร 9. ขับรถโดยคำนึงถึงคนเดินเท้า โดยเฉพาะทางม้าลาย รถจะต้องหยุดให้คนข้ามถนนหมดเสียก่อนถึงขับต่อไปได้ ไม่มีการบีบแตรไล่หรือขับผ่านโดยไม่หยุดที่ทางม้าลาย 10. ไม่ใช้ตะเกียบของตนเองคีบอาหารให้คนอื่น หากจะคีบอาหารให้คนอื่น ใช้ตะเกียบคู่ใหม่หรือใช้ตะเกียบของตนและกลับด้านตะเกียบเพื่อคีบอาหาร รวมทั้งผู้รับอาหารไม่รับอาหารโดยนำตะเกียบมาคีบรับ แต่ยื่นจานของตนให้ เพียงแค่รู้เอาไว้ ถ้านำไปใช้ก็จะดีมาก แต่ก็ไม่ต้องถึงขนาดเคร่งเครียดจนเที่ยวไม่สนุกนะครับ คนญี่ปุ่นน่ารัก บางอย่างเป็นวัฒนธรรมเฉพาะตัว เราไม่รู้ ก็ไม่ผิด ไปเที่ยวต่างถิ่นก้ค่อยๆ ปรับตัวกันไปนะครับ ที่มา : matichon.co.th  ,  เรียบเรียงข้อมูลโดย : Travel MThai รูปภาพ : kaigainohannoublog.blog55.fc2.com, pantip.com/topic/31939525, galleryhip.com, theepochtimes.com, japantown.info, bloggang.com/viewdiary, blog.foreignpolicy.com, onedaycitytour.wordpress.com, loveuz.exteen.com, titipongpae.wordpress.com, localnewsplus.com.au ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง : เรื่องน่ารู้ มารยาทของคนญี่ปุ่น

พาสปอร์หาย ทำยังไงดี (หายในญี่ปุ่น)
passport /  พาสปอร์ต / 

ในกรณีที่ทำหนังสือเดินทางสูญหาย สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวภายในญี่ปุ่น ท่านสามารถเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้และเดินทางมาติดต่อที่สถานทูตโดยตรง (ข้อมูลจาก Facebook สถานเอกอัครราชทูตไทย - กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น) พาสปอร์หาย ทำยังไงดี (หายในญี่ปุ่น) สำหรับนักท่องเที่ยวที่ทำหนังสือเดินทางสูญหาย กรุณานำเอกสารดังต่อไปนี้ มาติดต่อที่สถานเอกอัครราชทูตฯ โดยตรง สำเนาเอกสารแสดงตัวบุคคลของไทย เช่น สำเนาหนังสือเดินทาง สำเนาบัตรประชาชนไทย สำเนาทะเบียนบ้านไทย ใบแจ้งความ หรือ ฟุนชิทสึโชเมโช ที่ระบุรายละเอียดการหาย ออกโดยสถานีตำรวจญี่ปุ่น (เอกสารที่ออกโดยป้อมตำรวจไม่สามารถใช้งานได้) รูปถ่ายสี ขนาด 4x4 ซ.ม. จำนวน 3 รูป หรือ หนังสือสำคัญประจำตัวหรือ C.I. หากต้องการเดินทางกลับประเทศไทยด่วน แต่หนังสือเดินทางหมดอายุ หรือหนังสือเดินทางสูญหาย สามารถยื่นคำร้องขอทำหนังสือสำคัญประจำตัวหรือซีไอ เพื่อใช้เป็นเอกสารเดินทางกลับประเทศไทยได้ ที่สถานเอกอัครราชทูตฯ โดยเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้ คำร้อง 1 ชุด สามารถดาวน์โหลดได้จากทางเว็บไซต์ หรือขอรับได้ที่สถานเอกอัครราชทูตฯ หนังสือเดินทางฉบับจริง พร้อมสำเนาหน้ารูปถ่าย และหน้าวีซ่า 1 ชุด สำเนาบัตรประชาชนไทย 1 ชุด สำเนาทะเบียนบ้านไทย 1 ชุด หากเคยเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล กรุณาเตรียมสำเนาใบเปลี่ยนชื่อ หรือใบเปลี่ยนนามสกุลมาด้วย หากเคยจดทะเบียนสมรสหรือหย่า กรุณาเตรียมสำเนาทะเบียนสมรสหรือทะเบียนหย่าไทยมาด้วย หากเป็นผู้ที่อายุไม่ถึง 20 ปี กรุณาเตรียมสำเนาสูติบัตรมาด้วย สำเนาบัตรประจำตัวคนต่างด้าว 1 ชุด หากหนังสือเดินทางสูญหาย ต้องนำใบแจ้งความหรือฟุนชิทสึโชเมโช ที่ระบุรายละเอียดการหาย ออกโดยสถานีตำรวจญี่ปุ่น มาด้วย ผู้ที่ไม่มีวีซ่า ต้องนำหนังสือรับรองการมอบตัวที่ออกโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่นมาด้วย รูปถ่ายสี ขนาด 4x4 ซ.ม. จำนวน 3 รูป ข้อมูลสำคัญ : ที่อยู่ สถานเอกอัครราชทูตไทย - กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น : 3-14-6, Kami-Osaki, Shinagawa-ku, Tokyo 141-0021 Consular Tel: 03-5789-2449, Fax : 03-5789-2439 Chancery Tel : 03-5789-2433, Fax : 03-5789-2428 Email : infosect@thaiembassy.jp ข้อมูลจาก http://www.thaiembassy.jp/ (ข้อมูลอัพเดทเมื่อ 24 มีนาคม 2557)

นายกฯ แถลงหลังเยือนมาเลเชีย
ข่าววันนี้ /  ประยุทธ์ จันทร์โอชา / 

นายกฯ ขอมาเลย์ เป็นผู้อำนวยความสะดวกพูดคุยสันติสุข เร่งส่งเสริมให้นักลงทุนเข้ามาทำธุรกิจใน 2 ประเทศมากขึ้น รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (1 ธ.ค. 57) ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงสรุปผลการเดินเยือนประเทศมาเลเชียอย่างเป็นทางการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อแนะนำตัวและหารือพูดคุยในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงในพื้นที่ 3 จัหงัดชายแดนภาคใต้ และเรื่องเศรษฐกิจ ว่า นายกรัฐมนตรีของไทยได้แสดงความพอใจถึงผลหารือกลุ่มเล็กกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งรัฐบาลไทยยืนยันที่จะเดินหน้าสานต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก และจะได้มีการหารือในรายละเอียดต่อไป เพื่อให้กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขมีความคืบหน้าอย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ทางรัฐบาลไทย ได้มอบหมายให้ พล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานที่ปรึกษากองทัพบก ในการทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมพูดคุยสันติสุข ซึ่งทางมาเลเชียพอใจมากที่ให้ พล.อ.อักษรา มาทำหน้าที่ดังกล่าว ส่วนเศรษฐกิจ ทั้ง 2 ประเทศต่างให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกัน ทั้งถนนและราง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงในพื้นที่ชายแดน ซึ่งไทยได้มีการเร่งรัดพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษสะเดา-ปาดังเบซาร์ เพื่อเพิ่มการจ้างงาน สร้างรายได้แก่ประชาชนในพื้นที่ และไทยต้องการเห็นนักลงทุนมาเลเซีย เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เช่นเดียวกันกับที่จะส่งเสริมให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในมาเลเซียด้วย ติดตามอ่านข่าวเกี่ยวกับ "ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ทั้งหมดได้ที่นี่ >>>> ภาพจาก FB@Wassana Nanuam MThai news

เมื่อลุงเนลสัน ‎เจอผีไทยครั้งแรก‬ ไม่อ่านถือว่าพลาดมาก!
เนลสัน ฮาวร์

หลังจากที่ทุกคนได้รู้จักกับ ลุงเนลสัน ครั้งแรกจากคลิปโปรโมทหนังสือ Bangkok First Time ของสำนักพิมพ์ salmonbooks ไปหลังจากนั้นก็มีคลิปเรื่องสนุกฮาๆ ของลุงเนลสันกับประเทศไทยอีกหลายเรื่องเลยทีเดียว เช่นเดียวกับเรื่องที่ทีนเอ็มไทยนำมาให้เพื่อนๆ อ่านกันในวันนี้คะ "First Time with Thai Ghost" เมื่อลุงเนลสัน ‪เจอผีไทยครั้งแรก‬ ไม่อ่านถือว่าพลาดมาก! บอกเลย >,< เมื่อลุงเนลสัน ‪เจอผีไทยครั้งแรก‬ ไม่อ่านถือว่าพลาดมาก! เบ๊น : ทำไมคุณถึงสนใจเรื่องผีสางของเมืองไทย? เนลสัน : ผมชอบเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่แล้ว พอได้เดินทางมาเมืองไทย ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเซอร์เรียล ผมเลยอยากรู้ว่าผีที่ปกติก็เซอร์เรียลอยู่แล้ว จะเซอร์ได้ถึงขนาดไหน เบ๊น : ลุงทำความรู้จักกับ "ผีไทย" จากไหนเป็นแห่งแรก? หนังผี? เนลสัน : การ์ตูนผีห้าบาทก่อนเลย ราคาถูกดี แถมอ่านแล้วติดหนึบ ผมชอบมากเพราะเป็นการ์ตูนที่มีความแอ็กชั่นสูง มีคนตายทุกตอน แล้วเหตุผลหรือโมติเวชั่นนี่ไม่ต้องเยอะ บางทีแค่ไปฉี่รดต้นไม้ ตัดมาอีกช่องนึง โดนบีบคอตายแล้ว เหนือความคาดหมายสุดๆ เซอร์เรียลยิ่งกว่าการ์ตูนของ Joan Cornella อีกอย่างที่ผมชอบคือ มันสอดแทรกเรื่องผีไทยแบบ Traditional กลับกันถ้าไปดูหนังผีไทย ส่วนใหญ่จะเป็นยุคผีในยุค Contemporary (สมัยใหม่) หมดแล้ว เบ๊น : คิดยังไงกับผีไทยแท้ดั้งเดิม? เนลสัน : ผีไทยมีความครีเอตสูงไม่ต่างจากคนไทย ผีที่บ้านไอนี่ชิดซ้ายไปเลย อย่างหมาป่าหรือแดรกคูลาน่าเบื่อมาก แค่โผล่มาก็เดาได้ทุกอย่างแล้ว แต่ผีไทยนี่โคตรเซอร์ไพรส์ ผีตัวแรกที่ผมรู้จักคือกระหัง โห! เห็นครั้งแรกก็อิมแพคทันที วิชวลดีมาก แต่งชุดไทยเดิมเรียบง่าย เปลือยท่อนบนโชว์ซิกซ์แพ็ค บินได้ด้วยอุปกรณ์ทำครัว แถมยังมีการ Challenge ตัวเองด้วยการหนีบอะไรก็ไม่รู้ที่หว่างขา ซึ่งไอยังงงอยู่เลยว่า จะเอาไปถ่วงไว้ทำไม ไม่มียังจะบินง่ายกว่า หรือเพราะแกต้องการฝึกฝนกล้ามเนื้อส่วนควอดริเซ็ปส์ (Quadriceps) อันนี้ผมกำลังหาข้อมูลเพิ่มเติม เบ๊น : โอ้ ดูคุณจะศึกษาอย่างเอาจริงมากๆ เนลสัน : เวลาผมเจออะไรที่น่าทึ่งก็มักจะลงลึกแบบนี้ ซึ่งกระหังก็พีคจริงๆ นอกจากเรื่องรูปลักษณ์ ผมยังสนใจเรื่องความสามารถในการบินด้วยอุปกรณ์ทำครัวของกระหัง เพราะถ้าว่ากันตามหลักแล้ว รูปทรงของกระด้งไม่มีคุณสมบัติเป็นแอโรฟอยล์ (Aerofoil) อย่างปีกเครื่องบินหรือปีกนก ดังนั้นกระด้งจะไม่ทำให้เกิดแรงปฏิกิริยาตามกฎข้อที่สามของนิวตัน และยังทำให้แรงยกที่เกิดขึ้นต่ำ มีแรงเสียดทานสูงเกินกว่า... เบ๊น : เอ่อ ผมว่าลุงจริงจังเกินไปแล้ว... เนลสัน : ยังไม่หมด สมมติว่าปีกกระหังมีรูปทรงเป็นแอโรฟอยล์ ผมลองนำหลักการของแบร์นูลลี (Bernoulli’s Principle) มาประยุกต์เป็นสมการแรงยกไว้ดังนี้ (ยกไวท์บอร์ดขึ้นมา) เบ๊น : ลุงครับ พอแล้ว เนลสัน : ก็ได้ เบ๊น : เรามาพูดเรื่องผีไทยตัวโปรดของคุณดีกว่า เนลสัน : ผมชอบกระสือที่สุดเลย เบ๊น : ทำไมครับ? เนลสัน : กระหังต้องการปีกเพื่อบินตามหลักของฟิสิกส์ เปรตมีปากเล็กจึงส่งเสียงร้องค่อนข้างสูง ก็ถือว่าถูกต้องแล้วตามหลักกายภาพ แต่กระสือฉีกกฎเกณฑ์ทุกอย่างของมนุษย์ กระสือ หลุดพ้นจากทุกตำรา ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ก็ไม่สามารถให้คำจำกัดความมันได้ กระสือถอดหัวและอวัยวะภายในออกมาจากตัวได้อย่างปลอดภัย ชนิดที่ว่า ศัลยแพทย์ของ MIT ควรมาศึกษาเป็น Case Study แถมไส้กระสือยังมีปฏิกิริยาเรืองแสงได้ยาวนานโดยไม่ต้องอาศัยแหล่งพลังงาน ซึ่งเทคโนโลยีแบบนี้นาซ่ายังได้แต่ฝันแต่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือกระสือบินได้โดยไม่ต้องอาศัยแรงแอโรไดนามิก หัวกับไส้ลอยได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอะไรเลย! ผมเรียกมันว่า Minimal Aviation หรือการขับเคลื่อนทางอากาศยานแบบน้อยชิ้นอาจเรียกได้ว่ากระสือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในประวัติศาสตร์การบินของมนุษย์ ถัดจากเครื่องบินของสองพี่น้องตระกูลไรต์ ยานวอสตอค 1 ของ ยูริ กาการิน (Yuri Gagarin) และกระหังได้เลย เบ๊น : ไม่นึกมาก่อนว่าผีบ้านไอจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เนลสัน : ความสุดยอดของกระสือยังไม่จบ เพราะนอกจากกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว กระสือยังอยู่เหนือหลักการทางจิตวิทยาด้วย เบ๊น : อย่างไรครับ? เนลสัน : คิดดูว่าถ้าผมมีความสามารถอย่างกระสือ เช่น บินได้ด้วยน้ำหนักเบา ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานจากการเผาไหม้ใดๆ หรือสายตาที่มองเห็นได้ในเวลากลางคืน ผมคงดีใจคุมสติไม่อยู่และเหาะเหิน ท่องเที่ยวไปทั่วผมคงบินไปดูทุ่งลาเวนเดอร์ที่ฮอกไกโด บินไปดูพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่เรคยาวิก หรือบินไปดูแสงเหนือออโรราที่แฟร์แบงก์สในอลาสก้า แต่กระสือไม่สนอะไรพวกนี้เลย กระสือสุขุมและมักน้อยมาก พอ Take Off จากร่าง เธอก็บินไปกินขี้เลย หักมุมสุดๆ! คือถ้าจะกินขี้เนี่ย เดินลงไปกินก็ได้มั้ง ไม่เห็นต้องถอดหัว หรืออาศัยพลังวิเศษอะไรเลย .. ยูเคยได้ยินที่สไปเดอร์แมนพูดว่า “Great power comes with great responsibility” ไหม? กระสือบอก “Fuck you Spiderman, I’m just gonna eat shit.” เบ๊น : ฟังคุณพูดเรื่องผีสางอย่างอินจัดมาตั้งนาน อยากถามว่าแล้วตัวคุณอยากเจอผีที่เมืองไทยสักครั้งไหม เนลสัน : ผมเคยเจอแล้ว เบ๊น : หา? จริงเหรอ เนลสัน : จริง เบ๊น : ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย เนลสัน : ปีก่อนผมไปเที่ยวเมืองไทยและเข้าพักที่โรงแรมเล็กๆ ในต่างจังหวัด อยู่ๆ กลางดึกผมก็รู้สึกตัวตื่น เหลียวมองไปที่ปลายเตียง ‘เธอ’ ก็ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว เห็นครั้งแรกผมผิดหวังมาก เบ๊น : ทำไมล่ะ? เนลสัน : เธอไม่มีอะไรเหมือนผีไทยที่ผมอุตส่าห์ศึกษามาเลย เธอมาในแบบสมัยนิยม ผมยาว เสื้อขาว ตัวซีด ผมเข้าใจแหละ ว่าคนไทยชอบตามแฟชั่นเกาหลี-ญี่ปุ่น แต่ไม่นึกว่า ผีไทยก็เอากับเขาด้วย เบ๊น : เฮ้ย ใจคอไม่คิดจะตกใจเลยเหรอ เนลสัน : ไม่เลย เอาจริงๆ ผมดีใจด้วยซ้ำจะบอกอะไรให้นะ ถ้าคุณยังหนุ่มยังแน่นคุณก็อาจจะกลัวผี แต่สำหรับคนแก่อายุแปดสิบอย่างผม การเจอผีก็เหมือนได้ดูเทรลเลอร์ของอนาคตตัวเองส่วนผี เธอเห็นท่าทางเริงใจของผมก็คงงงๆ แต่ก็พยายามคีปลุค สักพักเธอก็เริ่มพูดเสียงยานคาง น่ากลัว ประมาณว่า “ฉัน...สิง...อยู่...ที่...นี่...มา...นาน...แล้ว” เบ๊น : แล้วคุณทำยังไง? เนลสัน : ผมบอก “โอ๊ย เดี๋ยวนี้ภาษาไทยผมไม่ค่อยแข็ง พูดภาษาอังกฤษได้ไหม” เธอมีท่าทีกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ พูดว่า “I was here for so long and…” แล้วอยู่ๆ เธอก็หยุดไปสักพักและก็พูดใหม่ “I have been here for so long” ผมเลยบอกผีว่า “ยูใจเย็นๆ นะ ยูเป็นผี ไม่ต้องกังวลเรื่อง Present Perfect มากหรอก ยูจะพูดอะไรก็ได้ ผมพร้อมฟังอยู่แล้ว ยูเป็นผีนะเว้ย” จากนั้นเธอก็ยิ้มๆ และดูผ่อนคลายขึ้น เธอค่อยๆ เล่าเรื่องราวให้ผมฟังว่ามาจบชีวิตที่นี่ได้อย่างไร ผมกล่าว “Sorry to hear that” เพื่อแสดงความเสียใจกับเธอ และถามว่า มีอะไรที่ผมช่วยเหลือได้ไหม เธอขอร้องให้พรุ่งนี้ผมช่วยทำบุญกรวดน้ำให้เธอหน่อย ผมบอก โอเค สบายมาก สิ้นประโยคเธอก็ยิ้ม กล่าว “Thank you very much” และหายไป ..... เบ๊น : ความรู้สึกต่อเหตุการณ์ครั้งนั้น เนลสัน : โห! ประทับใจมาก คือถ้าไอเจอผีฝรั่งคงต้องไปเรียก Exorcist มาปราบให้วุ่นวาย แต่กับผีไทย เราสามารถรับมือกับเขาบางตนได้ด้วยตัวเอง จะทำบุญ กรวดน้ำ หรือสวดมนต์ก็ว่าไป ถือเป็นการเผชิญกับผีแบบ DIY มาก เอ้อ.. พูดถึงขอส่วนบุญ ผมอยากจะให้คำแนะนำผีไทยอย่างหนึ่งว่า ถ้าคุณเป็นผีและอยากได้ส่วนบุญจากคนแปลกหน้า คุณควรหาวิธี Approach เป้าหมายคุณเสียใหม่ คือพวกผีที่มีความแค้นส่วนตัวจะหลอกหลอนคู่กรณีของคุณก็ทำไปเถอะ แต่กับคนแปลกหน้าแบบกรณีผมเนี่ย ปรากฏตัวมาดีๆ ก็ได้ แทนที่จะหลอก ผมขอแนะนำให้ทำ Q&A แทน คือคิดให้ดีสิ คุณเป็นผี คุณเป็นพวกเหนือโลก คุณรู้อะไรที่มนุษย์ไม่รู้เยอะแยะเลย แล้วพวกเราเองก็มีคำถามอยู่ในใจเต็มไปหมด เช่น หวยงวดหน้าออกอะไร สวรรค์-นรกมีจริงไหม มนุษย์ต่างดาวอยู่ที่ไหน ใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารเจเอฟเค สถานการณ์การแทรกแซงยูเครนตะวันตกของสหรัฐฯ จะจบลงอย่างไร ฯลฯ แต่คุณต้องไม่ทำให้เขาตกใจ คุณปรากฏตัวดีๆ ง่ายๆ ก็ได้ จากนั้นคุณก็บอกอัตราแลกเปลี่ยนเลย สวดมนต์ให้หนึ่งคำถาม กรวดน้ำให้สองคำถาม ส่วนตักบาตรหรือสังฆทานนั้นต้องดูตามน้ำหนัก แค่นี้รับรองคุณได้บุญเพียบ เห็นไหม? ได้ผลกว่าการหลอกหลอนอีก คุณต้องคิดบ้าง คุณเป็นผีสมัยใหม่แล้ว ต้องทำตัวมีเหตุผล มี Logic ไม่ใช่เซอร์เรียลแบบกระสือกินขี้ เบ๊น : งั้นถ้าผมย้อนถามคุณว่า ในตอนเจอผีครั้งที่แล้ว ถ้ามีโอกาสคุณอยากจะถามอะไรกับผีสาวตนนั้น เนลสัน : ทำไมกระหังแม่งบินได้โดยไม่ต้องใช้ปีกแอโรฟอยล์… Cr: minimore.com

Exodus: Gods and Kings : เอ็กโซดัส : ก็อดส์ แอนด์ คิงส์ ลุยข้ามทะเลแล้วมาคุยกัน
Exodus /  Exodus: Gods and Kings / 

เข้าฉายกันแล้ว สำหรับหนังฟอร์มยักษ์เรื่องล่าสุดกับการกลับมาจับหนังแนวโบราณอีกครั้งของผกก. ริดลี่ย์ สก็อตต์ ใน Exodus: Gods and Kings เรื่องราวการเดินทางของ โมเสส ตามคำสอนในคัมภีร์ไบเบิ้ล ซึ่งคราวนี้จะถ่ายทอดออกมาเป็นหนังแนวแอ็คชั่น มหากาฬ ซึ่งแน่นอนว่าจะอุดมไปด้วยความเป็นดราม่า และขายฉากภัยพิบัติอลังการ Exodus: Gods and Kings เรื่องราวของบุรุษท่านหนึ่งผู้กล้าท้าทายอาณาจักรมหาอำนาจ เรื่องราวของผู้นำการต่อต้า­น โมเสส (คริสเตียน เบล) เมื่อเขาลุกขึ้นมาต่อต้านกษัตริย์ฟาโรห์ขอ­งชาวอียิปต์ผู้มีนามว่า แรเมซีส (โจเอล เอ็ดเกอร์ตัน) โดยนำทาสนับ 600,000 คนเดินทางหลบหนีจากอียิปต์และภัยพิบัติอัน­เลวร้ายที่เกิดขึ้นด้วยความกล้าหาญ ซึ่งถ้าหากใครได้เคยดูหนังแนวนี้ของผกก. ริดลี่ย์ สก็อตต์ ไม่ว่าจะเป็น Gladiator, Kingdom of Heaven หรือแม้แต่เรื่องล่าสุดอย่าง Robin Hood ก็ตาม ก็จะพบได้ว่าหนังแนวนี้ของ สก็อตต์ ฉบับที่ฉายในโรงมักจะเป็นเหมือนฉบับที่ไม่สมบูรณ์ และไม่ได้ดั่งใจผกก.เสียส่วนมาก โดยเฉพาะการที่มันมีความสั้นมากเกินไปที่จะคลุมเนื้อเรื่องได้หมด (ดูได้อย่าง Gladiator เป็นต้น ว่าหลายคนยกย่องฉบับ Director Cut ให้ดีกว่าแค่ไหน) เพราะฉะนั้นก่อนการเข้าไปดู Exodus ส่วนตัวผมก็ค่อนข้างเตรียมใจพอสมควรแล้วว่านี่คงเป็นอีกเรื่องนึงที่มาแนวนั้นแน่ๆ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะข้อเสียหลักๆของ Exodus เลย คงหนีไม่พ้นการที่มันเป็นเหมือนหนัง การเดินทางของ โมเสส ฉบับย่อ และ รวบรัด โดยหนังพยายามจะรีบดำเนินเรื่องไปให้เร็วที่สุด (ถึงแม้ขนาดฉบับโรงหนังยังยาวมาซะ 150 นาที) เพื่อที่จะขายฉากภัยพิบัติ และ แอ็คชั่น เพราะฉะนั้นจงอย่าหวังว่าหนังเรื่องนี้มันจะทำเอาเพื่อคลาสสิคเทียบเท่ากับหนัง The Ten Commandments เพราะแท้จริงแล้วมันก็เป็นหนังที่สร้างจากไบเบิ้ลเพื่อความบันเทิงอีกเรื่องเท่านั้น โดยเมื่อมองเช่นนั้นแล้ว ก็ต้องยอมรับเลยว่า Exodus สามารถทำออกมาได้สนุกมากกว่าที่คิดมากทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงของฉากภัยพิบัติ และ แอ็คชั่น ที่สามารถตอบสนองคอหนังขาจรที่ต้องการอะไรยิ่งใหญ่ และรวมถึงแฟนๆหนังของ ริดลี่ย์ สก็อตต์ ในแง่ของโปรดัคชั่นได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในช่วงการโชว์พลังของหายนะในเมือง อียิปต์ ที่จัดได้ว่าเป็นไฮไลท์ที่สามารถทำให้หนังได้โชว์ทั้งศักยภาพของ CG และรวมถึงโปรดัคชั่นอันใหญ่โตอีกด้วยครับ โดยนอกจากความบันเทิงเหล่านี้แล้ว สิ่งที่ค่อนข้างชอบในแง่ที่มันหักดิบออกจากตำนานไบเบิ้ลได้ดี คงหนีไม่พ้นการที่ตัวหนังค่อนข้างจะด่าทอ พระเจ้า อาจจะไม่ได้รุนแรงจนสุดโต่งแบบใน Noah แต่ก็จัดได้ว่ามาเป็นพิธี พอหอมปากหอมคอ ไม่ทำให้ชาวคริสต์ต้องต่อต้านหนังเรื่องนี้มากเกินไปนัก โดยเมื่อมองในแง่นี้แล้วมันก็ถือว่าเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆที่น่าชื่นชม และก็น่าจะเป็นที่ชื่นชอบมากสำหรับใครที่มีรสนิยมในการคิดต่าง ด้านการแสดงของ 2 นักแสดงนำอย่าง คริสเตียน เบล และ โจเอล เอ็ดเจอร์ตั้น ก็จัดได้ว่าเป็นอีกส่วนไฮไลท์นึงของตัวหนัง โดยเฉพาะ คริสเตียน เบล ที่ไม่ว่าเรื่องไหนก็ดูเหมือนตัวละครของแกนั่นจะค่อนข้างมีอะไรบางอย่างที่ถูกกักขังไว้ และรอการระเบิดอยู่ตลอดเวลา เช่นกันกับ โจเอล เอ็ดเจอร์ตั้น ที่มาในมาดของตัวร้าย แต่กลับมอบการแสดงและถ่ายทอดตัวละครได้น่าเห็นใจ ยิ่งเมื่อหนังไม่ได้ค่อนเอนเอียงไปที่ฝ่ายใดอย่างแน่ชัดแล้ว ซึ่งนอกจากนี้หนังยังมีนักแสดงแถวหน้าอีกเพียบทั้ง จอห์น เทอร์เทอร์โร่, ซีกอนี่ย์ วีเวอร์ และรวมถึง อาร์รอน พอล จาก Breaking Bad ที่ช่วยสร้างสีสันให้หนังได้ดีทีเดียว โดยสรุปแล้วผมคิดว่า Exodus อาจจะไม่ได้ยอดเยี่ยม หรือกลมกล่อมเท่าที่มันควรจะเป็น แต่ถ้าหากมองในแง่ของหนังที่ให้ความบันเทิง และเสียดสีเรื่องของพระเจ้า นี่ก็จัดได้ว่าเป็นอีกเรื่องนึงที่ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะใครที่ชอบฉากภัยพิบัติทำลายล้างประเภทนี้ครับ เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ

10 สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์เพราะมนุษย์ใจร้าย
10 อันดับ /  ต่างประเทศ / 

ในประวัติศาสตร์นั้นเราจะรู้กันดีกว่ามีมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่บรรพบุรุษแรกของสิ่งมีชีวิต ลิงวานร และเริ่มมีวิวัฒนาการกลายมาเป็นมนุษย์อย่างในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อเรามีการพัฒนามากขึ้น การไล่ล่า การกิน การอยู่รอด ก็ตามมาเรื่อยๆ ในยุคแรกๆ หลายพันปีนั้นมีสัตว์หลากหลายขนิดเกิดขึ้นมามากมาย และก็มีไม่น้อยที่สูญพันธ์ไปเพราะเกิดจากการไล่ล่าของมนุษย์นั่นเอง วันนี้ทีนเอ็มไทยมี 10 สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์เพราะมนุษย์ใจร้าย มาฝากเพื่อนๆ ให่อ่านเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ กันคะ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่นำมายกตัวอย่างนะคะ  .. 10 สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์เพราะมนุษย์ใจร้าย 1. นกโดโด้ : สูญพันธุ ตอนปลายของศตวรรษที่ 17 นกโดโด้หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า Raphus Cucullatus เป็นนกที่บินไม่ได้ แหล่งที่อยู่อาศัยคือ หมู่เกาะเมอริตัส เป็นนกในตระกูลเดียวกันกับนกพิราบและนกนางแอ่น สูงประมาณ 1 เมตร (3 ฟุต) กินผลไม้เป็นอาหารและมักทำรังบนพื้นดิน นกโดโด้มักจะได้เป็นสัญลักษณ์ของการสูญพันธุ์ของสัตว์ต่างๆเพราะมันเป็นสัตว์ชนิดแรกของโลกที่สูญพันธุ์ในยุคที่มนุษย์เริ่มบันทึกการหายไปของสัตว์ เพราะฉะนั้นฝรั่งจะมีสำนวนที่ว่า “as dead as dodo” แปลได้ว่า ตายหยังเขียด หรือ “to go the way of the dodo” แปลได้ว่า การสูญพันธุ์ หรือ ล้าสมัย 2. เพนกวินยักษ์ : สูญพันธุ์ในปี 1844 เพนกวินยักษ์เป็นสัตว์ตระกูลเดียวกันกับเพนกวินซึ่งบินไม่ได้ สูงประมาณ 75 เซนติเมตร หรือ 30-34 นิ้วและหนัก 5 กิโลกรัม ในสมัยก่อนพบมากในแถบหมู่เกาะนอกชาวฝั่งของแคนาดา กรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ ไอแลนส์ และอังกฤษ แต่จากการล่าโดยไม่มีการจำกัดทำให้มันสูญพันธุ์ในที่สุด 3. กวางไอริช : กวางที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูญพันธุ์ไปเมื่อ 7,700 ปีก่อน กวางไอริชหรือกวางยักษ์อาศัยในแถบยูเรเชียตั้งแต่ประเทศไอแลนด์ไปจนถึงเบงกอลในยุค Pleitocene ถึงช่วงต้นยุค Holocene  จากการศึกษาโครงกระดูกมันมีชีวิตอยู่ในช่วง 5,700 BC หรือ 7,700 ปีที่แล้ว มันสูงถึง 2.1 เมตร หรือ ราวๆ 7 ฟุต วัดจากเท้าถึงไหล่  มีการถกเถียงกันถึงสาเหตุของการสูญพันธุ์ของมันซึ่งส่วนใหญ่บอกว่าเป็นเพราะขนาดที่ใหญ่ของมันทำให้เป็นจุดเด่นสำหรับผู้ล่า 4. พะยูน สเตลล่า : สูญพันธุ์ในปี 1768 สมัยก่อนมักพบมากในเขตทะเลแบร์ลิ่ง มันถูกพบเห็นเป็นครั้งแรกในปี 1741 โดยนักธรรมชาติวิทยา George Steller พยูนนี้สามารถโตเต็มที่และยาวได้ถึง 7.9 เมตร (25.9 ฟุต)  และหนักได้ถึง 3 ตัน จากการศึกษาฟอสซิลของมันพยูนนี้เคยอาศัยอยู่ในแถบทะเลแปซิฟิคยาวไปถึงตอนใต้ของญี่ปุ่นและรัฐแคลิฟอเนีย สาเหตุหลักๆที่ทำให้มันสูญพันธุ์คือ การมาถึงของมนุษย์ในแถบชายฝั่งทะเล มีหลายคนอ้างว่ายังพบเห็นกลุ่มพยูนสเตลล่าอยู่บริเวณทะเลแบร์ลิ่งและชายฝั่งของประเทศกรีนแลนด์ ซึ่งก็อาจจะยังมีพยูนแตลล่าบางส่วนเหลือรอดมาได้แต่ก็ไม่มีหลักฐานมายืนยันแต่อย่างใด 5. ครึ่งม้าลาย ครึ่งม้า (Quagga) : สูญพันธุ์ในปี 1883 หนึ่งในสัตว์สูญพันธุ์ที่เป็นที่รู้จักในแอฟริกา Quagga เป็นสัตว์ตระกูลเดียวกับม้าลาย ซึ่งในช่วงหนึ่งพบมากในแถบแอฟริกาใต้ เหมือนสัตว์อื่นๆที่ถูกล่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร Quagga ตัวสุดท้ายถูกยิงในปี 1870 และ Quagga ในสวนสัตว์ตัวสุดท้ายของโลกตายเมื่อ 12 สิงหาคม 1883 ที่ สวนสัตว์ Artis Magistra ในกรุงอัมส์เตอร์ดัม เพราะความสับสนในการแยกแยะว่า Quagga ควรแยกเป็นสัตว์อีกพันธุ์จากม้าลายหรือไม่ มันก็สูญพันธุ์ไปซะก่อนก่อนที่มันจะถูกจัดเป็นสัตว์อีกพันธุ์นึงที่ไม่ใช่ม้าลาย  แต่จากการศึกษารูปแบบ DNA ของมันโดยศูนย์วิจัยของสมิธโซเนี่ยนพบว่า Quagga ก็คือม้าลายธรรมดานี่เองเพียงแต่มันเริ่มกลายพันธุ์โดยไม่ทราบสาเหตุ 6. วัวยักษ์ (Aurochs) : สูญพันธุ์ในปี 1627 เป็นสัตว์ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดีในยุโรป มีแหล่งกำเนิดในแถบประเทศอินเดียเมื่อกว่า 2 ล้านปีก่อนและได้อพยพไปอาศัยในแถบเอเชีย และอพยพมาอยู่ในยุโรป เมื่อราวๆ 250,000 ปีก่อน จนเมื่อศตวรรษที่ 13 จะพบมันได้เฉพาะในประเทศ โปแลนด์ ลิทูเนีย โมดาเวีย ทรานซิลเวเนีย และ ปรัสเซีย ในสมัยก่อนผู้ที่จะสามารถล่ามันได้มีเฉพาะขุนนางผู้ใหญ่และเศรษฐีเท่านั้น เมื่อการล่าเพิ่มมากขึ้นกฎหมายคุ้มครองมันก็ถูกร่างขึ้นมาแต่สำนักราชวังยังคงต้อง ทำการล่าพวกมัน เพราะเป็นส่วนหนึ่งในประเพณีของราชวงศ์ที่ต้องคงไว้แต่หากผู้อื่นใดล่ามันจะถูกประหารชีวิตทันที ในปี 1564 มีการบันทึกโดยราชวงศ์ว่ามี Aurochs เหลืออยู่เพียง 38 ตัว 7. ช้างแมมมอธ : สูญพันธ์ 10,000 ปีก่อน เป็นช้างที่อาศัยอยู่ในยุคน้ำแข็งเมื่อ 20,000 ปีก่อน แต่สูญพันธุ์ไปเพราะถูกมนุษย์ยุค หินล่า แม้ก่อนหน้านี้จะมีการสันนิษฐานสาเหตุการตายของมันว่า เกิดจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันจึงทำให้ล้มตาย แต่หลังจากมีการค้นพบสุสานช้างขนาดใหญ่ พร้อมด้วยอาวูธยุคหินจำนวนมากที่ฝังอยู่ใต้กระดูกของพวกมัน และดูเหมือนว่าทุกตัวจะกระดูกขาหักเพราะตกจากที่สูง จึงทำให้บางส่วนคิดว่าน่าจะเกี่ยวกับการล่าของมนุษย์ด้วย ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์ยุคก่อนใช้ไฟและหอกปลายแหลมไล่ล่าเจ้าแมมมอธพวกนี้ให้ตกจากหน้าผา เพื่อให้ง่ายต่อการฆ่าภายหลัง 8. นกพิราบ (Passenger Pigeon) : สูญพันธ์เมื่อปี 1914 จากนกพิราบที่เคยมีนับพันล้านตัวในทวีปอเมริกาเหนือ ดูเหมือนว่าพวกมันได้รับผลกระทบจากการตัดไม้และไล่ล่าพวกมันเพื่อนำเนื้อมากิน จนเกือบสูญพันธ์ในช่วงยุค 1890 แต่ก็ยังประสบปัญหาเดิมอยู่ในภาวะวิกฤติ ก่อนที่จะหายสาบสูญไปอบ่างสมบูรณ์ เมื่อนกตัวสุดท้ายตายลงในปี 1924 ที่สวนสัตว์ Cincinnati Zoological Garden 9. เสือดาวแซนซิบาร์ (Zanzibar leopard) : สูญพันธ์เมื่อปี 2000 สัตว์ตระกูลแมวยอดนักล่าที่สวยงามสายพันธุ์นี้ เคยอาศัยอยู่ในผืนป่าบนเกาะแซนซิบาร์ของประเทศแทนซาเนีย เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ในมหาสมทุรอินเดีย นอกชายฝั่งอาฟริกาตะวันออก เสือเหล่านี้มีเฉพาะบนเกาะแซนซิบาร์เท่านั้น ทว่ามีข้อมูลของพวกมันอยู่น้อยมาก โดยมีหนังของเสือดาวชนิดนี้ถูกเก็บไว้เพียงหกผืน การขยายตัวของชุมชนมนุษย์บนเกาะแห่งนี้ส่งผลคุกคามต่อเสือดาว และเมื่อพวกมันเข้ารบกวนสัตว์เลี้ยงและมนุษย์ พวกเสือดาวจึงถูกไล่ล่าจนลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อกลางทศวรรษที่ 1990 เสือดาวแซนซิบาร์ก็ถูกระบุว่าสูญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม มีรายงานที่ไม่แน่ชัดถึงการพบเห็นเสือดาวบนเกาะแซนซิบาร์อยู่เป็นระยะ ทว่ายังไม่มีหลักฐานอื่นที่ชัดเจนถึงการเหลืออยู่ของพวกมัน 10. เสือทัสมาเนีย (Tasmanian Tiger) : สูญพันธ์ปี 1936 หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หมาป่าทัสมาเนีย (Tasmanian Wolf) ชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า Thylacine เป็นสัตว์กินเนื้อที่หายากซึ่งนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าสูญพันธุ์หมดไปจากโลกนี้แล้ว เป็นสัตว์กินเนื้อที่ใหญ่ที่สุดที่สูญพันธุ์ในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่ที่สูญพันธุ์จะเป็นสัตว์กินพืชซะมากกว่า มีถิ่นกำเนิดในประเทศออสเตรเลียและปาปัวนิวกินีย์  มีการพบเห็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของเสือทัสมาเนียครั้งสุดท้าย ในเวสต์ออสเตเลีย บนแผ่นดินใหญ่ แต่พบเป็นฟอสซิล หรือซากศพที่ติดอยู่ในหินอายุประมาณ 3,100 ปี มีลักษณะคล้ายๆกับสุนัขในบ้านเรา แต่มีฟันหน้าที่แหลมคม นอกจากนั้นลำตัวและหางของเสือประเภทนี้มีลักษณะคล้ายๆกับจิงโจ้ บางครั้งมันยืนด้วยสองขาหลังเหมือนจิงโจ้ด้วย เสือทัสมาเนียที่ชาวออสเตเลียเคยเห็นเป็นขนปุยลายทางสีน้ำตาลอ่อน มีสีดำสลับที่สันหลังค่อนไปทางก้น สำหรับสาเหตุที่ทำให้เสือทัสมาเนียสูญพันธุ์อาจมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน ประการที่เห็นชัดๆ คือการล่าอย่างไม่มีของเขต เมื่อชาวยุโรปเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ๆนั้น เสือทัสมาเนียก็เริ่มหดหายไป เนื่องจากพวกที่เข้ามาใหม่นั้นนำแกะเข้ามาเลี้ยง  โดยบริษัท Van Diemens Land Co. ให้ค่าหัวในการล่าเสือทัสมาเนีย ต่อมารัฐบาลสั่งห้ามการล่าดังกล่าวเสีย แต่กว่าจะหยุดได้ก็ทำให้เสือดังกล่าวหายากมาก ตามบันทึกบอกว่าเสือทัสมาเนียตัวสุดท้ายของโลกตายในสวนสัตว์โฮบาร์ต ทัสมาเนีย เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2479 และในปีนี้เองรัฐบาลประกาศการสูญพันธุ์อย่างเป็นทางการของเสือชนิดนี้ และอีกหลานสาเหตุ ได้แก่การที่ผู้คนไม่ใส่ใจจะอนุรักษ์สัตว์ประเภทนี้ไว้ แต่บางรายงานก็บอกว่าเพราะการแพร่ระบาดของโรคบางชนิด เรียบเรียง teen.mthai.com ขอบคุณข้อมูล dvdgameonline.com,www.jabchai.com,http://www.komkid.com/

[รับอรุณไทยลีก] แข้งไทยลีกกับวันพ่อแห่งชาติ
รับอรุณไทยลีก /  วันพ่อ / 

รับอรุณไทยลีกในวันนี้ ต้อนรับวันพ่อแห่งชาติ ด้วยการสัมภาษณ์บรรดานักฟุตบอลไทย ที่ลงแข่งขันในศึกโตโยต้าไทยพรีเมียร์ลีก ถึงความรู้สึกในฐานะที่ตัวเองเป็นลูก และในฐานะที่บางคนก็เป็นพ่อคนแล้ว ว่าพวกเขาอยากจะบอกอะไรกับคุณพ่อ และลูกๆ กันบ้าง ความเคลื่อนไหววงการกีฬา ผลการแข่งขัน เรื่องขำขันสนุกสนานทั้งในและนอกสนาม ของซุป'ตานักกีฬาคนดัง มาติดตามพวกเราสปอร์ตรับอรุณเพิ่มเติมได้ตามช่องทางนี้ เว็บไซต์ http://www.keela360.com พูดคุยกับเรา https://www.facebook.com/sportrubaroon และ https://www.facebook.com/keela360 ทวิตเตอร์ https://twitter.com/keela360 ติดตามพวกเรา สปอร์ตรับอรุณ ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 6.30-7.30 น. ทางช่อง ทรูสปอร์ต 2

ลอฟฟีเซียล ไทยแลนด์ จัดงานฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ Saint Laurent
Embassy Diplomats Screen /  L’Officiel Thailand / 

พร้อมนิทรรศการภาพหน้าปกจากลอฟฟีเซียล ฝรั่งเศส และลอฟฟีเซียล ไทยแลนด์ กุสุมา ไชยพร บรรณาธิการบริหารและผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา นิตยสาร ลอฟฟีเซียล ไทยแลนด์ (L’Officiel Thailand) และ อาลี ซีอานี กรรมการผู้จัดการบริษัท แมส คอนเนค จำกัด ได้จับมือกับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไทยแลนด์ และค่ายหนังยักษ์ใหญ่ มงคลเมเจอร์ จัดฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์เรื่อง Saint Laurent (แซงต์ โลรองต์) ขึ้นในวันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน 2557 เวลา 18.30 น. ณ โรงภาพยนตร์ Embassy Diplomats Screen เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ลอฟฟีเซียล ไทยแลนด์ นิตยสารแฟชั่นระดับไฮเอนด์จากประเทศฝรั่งเศส ตอกยํ้าความเป็นผู้นำด้านแฟชั่นอีกครั้ง ด้วยการจัดฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์เรื่องแซงต์ โลรองต์ แฟชั่นดีไซเนอร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งปีจากประเทศฝรั่งเศสที่คนรักแฟชั่นและคอภาพยนตร์ต่างรอคอย โดยภาพยนตร์ดังกล่าวได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนจากประเทศฝรั่งเศสเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนต์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมปี 2015 และได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์ที่โดดเด่นทั้งด้านฝีมือการกำกับของ เบอร์ตรอง โบเนลโล ซึ่งเขาใช้เวลาในการเตรียมงานและเขียนบทภาพยนตร์นานถึง 5 ปี และฝีมือการแสดงของกัสปาร์ อุลลิแอล และหลุยส์ คาร์เรล ที่สำคัญภาพยนตร์แซงต์ โลรองต์ยังได้เข้าฉายในสายประกวดหลักชิงรางวัลปาล์มทองคำของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ปี 2014 โดยได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้องจากผู้เข้าชม ด้วยเหตุนี้ทางลอฟฟีเซียล ไทยแลนด์จึงไม่พลาดที่จะนำเสนอเรื่องราวอัจฉริยะของผู้ที่เป็นตำนานแห่งวงการแฟชั่นอย่าง แซงต์ โลรองต์ ให้แฟนภาพยนตร์และคนรักแฟชั่นชาวไทยได้รับชม ทางนิตยสารลอฟฟีเซียล ไทยแลนด์ นอกจากจะเชิญแขกผู้มีเกียรติร่วมชมภาพยนตร์รอบพิเศษนี้แล้ว ยังจัดมินิเอ็กซิบิชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟรวบรวมภาพหน้าปกนิตยสารลอฟฟีเซียลที่นางแบบได้สวมใส่ชุดของ แซงต์  โลรองต์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจากปกนิตยสารลอฟฟีเซียลประเทศฝรั่งเศสและประเทศไทยให้ได้ชมกัน บางภาพเป็นปกนิตยสารคอลเลกชั่นของแซงต์ โรงลองต์ในยุคต้นๆที่หาดูได้ยากเพราะบางชุดที่ปรากฎอยู่ในภาพนั้นมีอายุมากกว่า 50 ปี เพื่อเป็นการเอาใจแฟนลอฟฟีเซียลและแซงต์ โลรองต์โดยเฉพาะ และสำหรับงานนี้ทางลอฟฟีเซียล ไทยแลนด์ยังได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ตี-แยรี วีโต เอกอัครราชทูตประเทศฝรั่งเศสและภริยา รวมทั้งกลุ่มคณะ และยังมีเหล่าเซเลบริตี้ ดีไซน์เนอร์แถวหน้าของประเทศไทยมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง อาทิ คุณอรชุมา ดุรงค์เดช, คุณชุติมา ดุรงค์เดช, คุณกรกนก ยงสกุล, คุณจุฬาลักษณ์ ปิยะสมบัติกุล ฯลฯ ร่วมอัพเดตเทรนด์แฟชั่นในแง่มุมต่างๆผ่าน นิตยสารลอฟฟีเซียล ไทยแลนด์ (L’Officiel Thailand) ได้แล้ววันนี้ทุกแผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ หรือ ติดตามความเคลื่อนไหวผ่านช่องทางต่างๆ www.lofficielthailand.com, www.facebook.com/lofficielthailand และ instagram@lofficielthailand --------------------------------

9 เรื่องห้ามที่ คู่รัก ห้ามทำ ในที่สาธารณะ !!!
คู่รัก /  ที่สาธารณะ / 

สาวๆหลายคน ที่มีแฟน อาจจะเคยพบปัญหา คู่รักตามที่สาธารณะที่ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมกันใช่มั้ยละคะ หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า นี่เหมาะหรือไม่เหมาะ ทำได้หรือไม่ได้ วันนี้เรามีคำแนะนำจากเวปไซต์ดีๆ จากต่างประเทศมาฝาก ที่แม้แต่ฝรั่งมังค่า เขาก็มองว่าไม่เหมาะสมด้วยนะเธอ ลองอ่านกันดู 1. ทะเลาะกันเสียงดัง อาจมีหลายครั้งที่คุณและแฟนต่างทำอะไรไม่ถูกใจกัน และเผลอทะเลาะกันเสียงดัง ยิ่งบางทีคุณสองคน ต่างก็มีอารมณ์กันทั้งคู่ นอกจากจะทำให้คนอื่นรู้สึกรำคาญ คุณยังทำให้ตัวเองและคุณแฟนอับอายกันเองด้วย ถ้าคุณอยากตะโกนด่าท่อกัน แนะนำว่าให้เป็นที่ส่วนตัวของคุณสองคนดีกว่า ให้บอกคุณแฟนไว้ว่า ใจเย็น อย่าเสียงดัง ไว้ค่อยคุย 2. ลูบ คลำ หอม จูบ เล้าโลม ลำพังการหอมแก้ม โอบ ระยะสั้นๆมันก็พอควรล่ะค่ะ สำหรับสังคมไทยเรา แต่ถ้าคุณจะทำอย่างครบรูปแบบล่ะก็ งานนี้ไม่ดีแล้วค่ะ ลองคิดดีๆว่า ถ้าคุณเห็นคู่รักนัวเนียกันตลอดเวลา คุณจะรู้สึกอย่างไรคะ แน่นอนค่ะว่ามีเม้าท์ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากโดนเม้าท์หรือเป็นขี้ปากคนอื่นก็ เก็บไว้ทำกันในที่ลับหรือบ้านดีกว่านะ 3. ทำร้ายความรู้สึกกันซึ่งๆหน้า เช่น การเรียกชื่อที่ไม่เหมาะสม หรือ ทำให้ คู่รัก ของคุณด้อยลงไป เช่น ทำไมเธอถึงจนแบบนี้ มีเงินหรือเปล่าเนี่ย หรืออะไรก็ตามที่ถ้าคุณคิดว่า ถ้าคุณฟังแล้วคุณจะรู้สึกไม่ดี ก็อย่าพูดในที่สาธารณะเลยค่ะ ทำร้ายกันเปล่าๆนะ อีกอย่าง คุณเองก็จะถูกมองไม่ดีด้วยนะ 4. บอกเลิก ไม่มีอะไรจะกระอักกระอ่วนไปกว่า การที่คุณต้องนั่งข้างๆคู่รักที่อยู่ในสถานการณ์มาคุ และพร้อมจะระเบิดตูม มันทำให้ทุกคนอึดอัดไปโดยปริยาย คู่รักขา คุณต้องเข้าใจนะคะว่า สถานที่สาธารณะ ไม่ใช่ของคุณคนเดียว โปรดสนใจความรู้สึกของคนอื่นด้วย ยิ่งการบอกเลิก ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับชีวิตคู่ของคุณ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการทะเลาะเสียงดัง หรือ ภาวะที่คู่รักอาจจะควบคุมตัวเองไม่ได้ อย่าได้ทำเด็ดขาด 5. มุ้งมิ้งเกินควร ทำเสียงเด็กน้อย คือถ้าไปทำเสียงมุ้งมิ้งในที่ที่ไม่ควร เช่น คุยโทรศัพท์กับแฟนในลิฟท์ .. " พี่หมู เค้าคิดถึงน้า เค้าอยากกอดตัวเอง บลาๆ " คุณขาาาาา มันไม่โอเคเลยค่ะ ถ้าคุณอยู่ในสภานที่ทีกว้างใหญ่ไพศาล คุณอาจจะทำมันได้ค่ะ ดูสถานที่ด้วยนะจ๊ะ 6. คุยทะลึ่ง ( Dirty Talk ) คุยทะลึ่งนี่อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงเท่ากับการ สวนลามคุณแฟน ในที่สาธารณะเลยก็ว่าได้ ทางที่ดีเก็บไว้คุยตอนอยู่ที่บ้านเถอะจ้า ตอนเจอช่วยคุยเรื่องอื่นเถอะนะ 7. คุยกันถึงเรื่องส่วนตัวมากไป สาวๆเคยนั่งทานอาหารกับคนที่เขาคุยกันและเราไม่รู้เรื่องมั้ยคะ นั่นล่ะค่ะ มารยาทบนโต๊ะอาหาร หรือ เวลาคุณพาแฟนไปพบครอบครัว ถือว่าเป็นมารยาทเลยนะคะ คุณควรคุยเรื่องที่ครอบครัวของคุณรู้เรื่องด้วย การคุยเรื่องที่รู้กันเองสองคนนั้น "เสียมารยาท" มากนะจ๊ะ 8.อิจฉาออกนอกหน้า สาวๆเอ๋ย บางทีคุณก็อาจจะ หึงเรี่ยราดเกินไป เช่น เมื่อคุณไปซื้อของที่ร้านค้า แคชเชียร์ยิ้มให้แฟนคุณทีนึง คุณก็ออกปาก อิจฉา หรือ บ่นทันที การกระทำแบบนี้ จะทำให้ทั้งคุณและคุณแฟนมีอายแน่นอนค่ะ อย่าทำนะจ๊ะ  มีไรก็เก็บไว้ก่อน หรือ คุยกันเบาๆเป็นสัญญาณให้รู้ดีกว่า  และถ้าเกิดโมเม้นท์นี้บ่อยๆล่ะก็ รีบเปิดประเด็นคุยกันซะนะ 9.  อวดเรื่องของคนอื่น ต่อหน้าแฟน หลายครั้งที่เวลาคุณอวดเรื่องคนอื่น คนรอบข้างเขาได้ยินไงจ๊ะ ! เขาก็จะพากันตัดสินคุณทั้งคู่กันไปแล้ว ไม่ต้องอวดหรอกค่ะ การที่คุณมีแฟนอยู่เนี่ย มันก็ดีอยู่แล้วนะ อย่าเปรียบเทียบให้เสียเวลา หรือทำร้ายเขาอีกเลยนะ ที่มา allwomanstalk เรียบเรียงโดย Women Mthai Team  

งานเข้ารัฐบาล อิสราเอลท้วงหนัง ไทยนิยม ชูภาพ ฮิตเลอร์
ข่าววันนี้ /  นาซี / 

อิสราเอลแถลงท้วงติงหนัง ไทยนิยม หลังพบชูภาพ ฮิตเลอร์-นาซี เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำกรุงเทพ แถลงผ่านเฟซบุ๊ค แสดงความสลดใจ กรณีภาพยนตร์สั้นชุดค่านิยม 12 ประการ ฉายภาพเด็กนักเรียนไทยปรบมือชื่นชมภาพวาด ฮิตเลอร์ ผู้สังหารชาวยิว เพจเฟซบุ๊ค @Israel in Thailand ได้มีการเผยแพร่แถลงการณ์ของเอกอัครราชทูตอิสราเอลในประเทสไทย ไซมอน โรเด็ด ภายหลังพบว่าภาพยนตร์ไทยนิยม ที่รัฐบาลไทยได้จัดทำขึ้นมีการใช้สัญลักษณ์นาซีเข้าไปในหนังสั้นเรื่องหนึ่ง โดยเผยว่าเสียใจที่รัฐบาลสนับสนุนฮิตเลอร์กับระบอบนาซี และถือเป็นการทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรง “ผมรู้สึกสลดใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นการนำสัญลักษณ์นาซีมาใช้อย่างเห็นเป็นเรื่องเบาสมอง ฮิตเลอร์กับระบอบนาซีเป็นต้นเหตุของการสังหารประชาชน 11 ล้านคนอย่างเป็นระบบ ด้วยความโหดเหี้ยม และเหยียดเชื้อชาติ ความผิดของหญิงชายและเด็กๆ เหล่านั้นมีเพียงว่า พวกเขาแตกต่าง ผมรู้สึกประหลาดใจที่ว่า ตลอดกระบวนการกลั่นกรอง ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องผ่านการอนุมัติเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน บรรดาผู้ทรงปัญญาและมีการศึกษาสูงทั้งหลายที่ได้ตรวจดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ต่างมองไม่เห็นว่ามันเป็นปัญหา และทำร้ายจิตใจ" MThai News

ปู่สมบูรณ์ สารคดีสุดซาบซึ้งแห่งปี เตรียมฉาย 18 ธ.ค. นี้ ห้ามพลาด
Documentary Film /  IDFA / 

หลังจากที่ภาพยนตร์ ปู่สมบูรณ์ ได้รับเกียรติเป็นหนังสารคดีเรื่องแรก ให้ฉายเปิดเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา และได้รับเลือกเข้าประกวดสายหลักเรื่องแรกของไทยในเทศกาล IDFA ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเทศกาลสารคดีที่ใหญ่ที่สุด ภาพยนตร์สารคดีเล็กๆ อย่าง ปู่สมบูรณ์ ได้รับกระแสตอบรับอย่างอบอุ่นและล้นหลาม ทำให้หนังเรื่องนี้เตรียมขึ้นจอใหญ่ 18 ธ.ค. นี้ ปู่สมบูรณ์ เล่าถึงกิจวัตรประจำวันของคุณปู่สมบูรณ์ ฤกษ์กำยี ที่เฝ้าดูแลย่าละเมียด ภรรยาซึ่งป่วยเป็นโรคไตอย่างไม่ห่าง เรื่องราวได้สะท้อนให้เห็นพลังความรักที่ยิ่งใหญ่ของสามีต่อภรรยาที่เป็นยิ่งกว่าคู่รัก จนคุณไม่อาจจินตนาการได้ ซึ่งใช้เวลาถ่ายทำกว่า 4 ปี กำกับโดย กฤษฎา ทิพย์ชัยเมธา ควบคุมงานสร้างโดย ศฐาณพงศ์ ลิ้มวงษ์ทอง และปารัชชา ปวโรฬารวิทยา ซึ่งผู้กำกับ กฤษฎา ทิพย์ชัยเมธา ได้กล่าวว่า "แรงบันดาลใจเกิดจากคำว่าครอบครัว สำหรับผมแล้ว คำว่าครอบครัว มันมีอายุแค่ 16 ปีนับจากผมเกิด หลังจากที่แม่และพ่อของผมตัดสินใจแยกทางกัน ผมได้สัมผักับคำว่าครอบครัวอีกครั้ง เมื่อพบเจอเรื่องราวของสามีภรรยาคู่หนึ่ง ปู่สมบูรณ์ ฤกษ์กำยี และ ย่าละเมียด ฤกษ์กำยี คุณย่าเมียดร่างกายท่านโรยแรงจากโรคไตไม่ทำงาน ซึ่งได้คุณปู่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด จากที่สัมผัสและตามถ่ายชีวิตพวกท่านนานกว่า 4 ปี มันมีความน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ" "อย่างเช่น ระหว่างถ่ายทำกันอยู่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ประเทศไทย พ.ศ. 2554 ซึ่งบ้านของปู่ก็ท่วมด้วย หรือจะเป็นเรื่องทีท่านทั้งสองแต่งงานกัน ไม่ใช่ด้วยความรัก มันเป็นความต้องการของญาติผู้ใหญ่ แต่ทำไมในชั่วชีวิตคนคนนึง ถึงได้แสดงความรักที่มีต่อภรรยาได้มากมายนัก ความรักเกิดขึ้นตอนไหน เกิดขึ้นอย่างไร ช่างต่างจากความรักในสมัยนี้ ที่คู่รักบางคู่ไม่ทันไรก็หมดอายุกันซะแล้ว ปู่สมบูรณ์และย่าเมียดทั้งสองเป็นคนแรก คนเดียว และคนสุดท้ายของกันและกัน ถ้าใครได้รู้จักความรักของทั้งคู่ ผมเชื่อว่าจะมีความรู้สึกเหมือนผม มันเป็นความรักที่หอมสนิทใจ หอมยาวนานเป็นนิรันดร์" กฤษฎา กล่าวทิ้งท้าย ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า คุณจะทำเพื่อคนที่คุณรักได้เท่าไหร่? แล้วเตรียมพบความอบอุ่นใจกับ ปู่สมบูรณ์ หนังสารคดีแนวใหม่ที่จะทำให้คุณตกอยู่ในความรักในวันที่ 18 ธ.ค. นี้ ในโรงภาพยนตร์ เอสเอฟ เซ็นทรัลเวิร์ล, เดอะมอล์บางกะปิ, เซ็นทรัลขอนแก่น, เมญ่า เชียงใหม่ และเดชอุดมเธียเตอร์ อุบลราชธานี รอบฉาย ปู่สมบูรณ์ เริ่ม 18 ธันวาคม เป็นต้นไป -----------------------------------

เป็นประเด็น! ทูตยิวบ่จอย ภาพนาซีผุดหนังค่านิยม 12 ประการ
นาซี /  ยิว / 

เอกอัครราชทูตอิสราเอล แสดงความเสียใจ ผ่านเฟซบุ๊ก เหตุเครื่องหมายนาซี และรูปภาพ ฮิอเลอร์ ปรากฏในหนังสั้นค่านิยมไทย 12 ประการ วันนี้ (11 ธ.ค.) สำนักข่าวเดอะ กราเดียน รายงานเรื่องราวกรณีเกี่ยวกับประเด็นเรื่องภาพวาดของฮิตเลอร์กับเครื่องหมายสวัสติกะปรากฏอยู่ใน ภาพยนตร์เรื่องสั้นชุดค่าไทยนิยม 12 ประการ ซึ่งส่งผลให้ "ไซมอน โรเด็ด"เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Israel in Thailand แสดงความเสียใจต่อการนำสัญลักษณ์นาซีมาใช้อย่างผิด ๆ ทำให้หลังจากนั้นรัฐบาลไทยต้องเปลี่ยนแปลงภาพในฉากดังกล่าวออก ทั้งนี้ภาพยนตร์ไทยนิยม เรื่อง 30 ตอน "เรียนรู้ อธิปไตย ของประชา" ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย กำกับการแสดงโดย กัลป์ กัลย์จาฤก ในโครงการ "ไทยนิยม ภาพยนตร์แห่งการสร้างสรรค์ความดี ค่านิยมหลัก 12 ประการ" ทั้งนี้เนื้อหาระบุเป็นนัยว่า รู้สึกเสียใจต่อการนำสัญลักษณ์นาซีและภาพฮิตเลอร์ มาใช้ประกอบในภาพยนตร์ดังกล่าว ซึ่งฮิตเลอร์และระบอบนาซี เป็นความโหดร้ายของการเหยียดชาติพันธุ์ และนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวกว่า 11 ล้านคน เพียงเพราะความแตกต่างทางชาติพันธ์ุ MThai News

Horns : เทวดาตกสวรรค์
Horns /  คนมีเขาเงา มัจจุราช / 

ทันทีที่เห็นหน้าของ แดเนียล เรดคลิฟฟ์ ที่มีเขางอกออกมาจากกบาล บนโปสเตอร์ ก็คงเป็นเรื่องยืนยันแล้วว่า ใน Horns พ่อคุณคงมาแนวบทพิลึกพิลั่น ที่ขยันรับเอาๆ อีกแล้วสินะ (อันนี้ชม) ซึ่งพอได้ดูจนจบเรื่องแล้ว ก็พบว่า อืม...พิลึกจริงๆ ด้วย Horns บอกเล่าเรื่องราว ของ อิ๊ก เพอร์ริซ ที่เมาแอ๋ตื่นขึ้นมาพบว่า เมอร์ริน แฟนสาวสุดรักของตัวเอง ถูกฆ่าข่มขืนไปซะแล้ว ซึ่งนั่นทำให้ อิ๊ก กลายเป็นผู้ต้องหาไปเต็มๆ ทั้งที่ตัวเองก็จำอะไรไม่ได้สักอย่าง ในขณะที่ชาวเมืองต่างโจษจันว่าเขาเป็นปีศาจอำมหิต วันดีคืนดี ก็มีเขาปีศาจงอกออกมาจากหัวของอิ๊กเข้าจริงๆ แต่เขาโง้งคู่นั้นไม่ได้มาเปล่าๆ เพราะมันทำให้อิ๊ก มีพลังพิเศษ สามารถเปิดโปงความชั่วในใจมนุษย์ แบบสารภาพหมดเปลือก อิ๊ก จึงต้องใช้พลังนี้ ในการไล่เค้นความจริงชาวเมือง หาคนร้าย และพิสูจน์ให้ได้ว่า ที่แฟนสาวตายไปน่ะ ไม่ใช่ฝีมือผมนะโว้ย!! ถึงแม้ Horns จะมีทีท่าตอนแรกว่าทั้งเขย่าขวัญและเกี่ยวกันกับภูติผีปีศาจ แต่หนังกลับลำมาทางคอมเมดี้เจือปนสืบสวนซะมากกว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสไตล์ของผู้กำกับ อเล็กซานเดร อาจา ที่เคยละเลงเลือดใน Piranha 3D นั้น ได้ลงมาอยู่ใน Horns แบบเห็นได้ชัด ซึ่งนั่นส่งผลในสองทิศทาง ประการแรก หนังเกิดความไม่สมเหตุสมผล และชวนกระอักกระอ่วนมากมาย จนคล้ายจะเซอร์เรียลอยู่รอมร่อ ปฏิกิริยาของชาวเมืองที่เดี๋ยวก็เย็นชาต่อสิ่งตรงหน้า เดี๋ยวก็กระเหี้ยนกระหือตอบสนองแบบสุดจะเกินจริงจนคล้ายตัวการ์ตูน ซึ่งถ้าเราในฐานะคนดู ไม่ได้ใส่ใจความสมจริงของความเป็นมนุษย์มากนัก ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร และประการสอง เนื่องจากหนัง หนักมาทางโอเวอร์ซะขนาดนั้น ถึงแม้มันจะไม่ได้ทำให้เรามีส่วนร่วมกับตัวละครมากนัก แต่มันมอบความ "สะใจ" ตอบสนองความรั่ว วายป่วง โฉ่งฉ่าง และอึกทึกครึกโครม  ได้อย่างเต็มเหนี่ยว ซึ่งนั่นทำให้อย่าไปคาดหวังบรรยากาศมืดทึมลึกลับ ปีศาจอาฆาต อะไรทำนองนั้น เพราะมัน...แทบไม่มีครับ (อ้าว!) แต่ถึงจะโอเวอร์ขนาดนั้น Horns ก็ยังมีจุดให้ชวนติดตามอยู่ไม่น้อย ทั้งกับการที่หังค่อยๆ เปิดเผยข้อมูลความจริงออกมาทีละน้อย และให้คนดูได้เดากันสนุกๆ ว่าชาวเมืองจิตป่วย หรือนายหน้าใสซื่อ คนไหนกันแน่ที่เป็นฆาตกร (แต่ก็ไม่ได้ทำให้เอาใจช่วยพ่อแดเนียลให้จับได้หรอกนะ บางทีเป็นปีศาจไปเริ่อยๆ แบบนี้ก็เข้าท่าดี) กับความย้อนแยงที่เลือกเอาสิ่งน่าเกลียดน่ากลัว ที่เป็นสัญลักษณ์ความชั่วช้าอย่าง "ปีศาจ" มาเป็นพระเอก แต่ถึงกระนั้น ทุกๆ การกระทำไม่ว่าจะของชาวเมือง หรือพ่อหนุ่มเขางอก ก็ล้วนกระทำทุกสิ่งเพื่อความอยู่รอด รักตัวกลัวตาย และปรารถนาสิ่งที่ดีกว่าเพื่อตัวเองทั้งสิ้น เมื่อ อิ๊ก ใช้พลังเปิดเผยความจริงทุกสิ่งอันในใจของคนรอบข้างได้ เมืองทั้งเมืองจึงตกอยู่ในสภาพไม่ต่างอะไรกับแดนเถื่อน ที่ทุกคนคิดไม่ดีไม่งามตลอดเวลา โดยมี หนุ่มเขางอก เป็นผู้ป่าวประกาศความเลวทรามในใจมนุษย์นั่นเอง "ไม่มีความชั่วที่ไหน ไม่เคยมีความดีมาก่อน ซาตาน ก็ยังเป็นเทวดาตกสวรรค์เลย" คำกล่าวหนึ่งใน Horns ที่ทำการสรุปรวบยอดความเป็น อิ๊ก เพอร์ริส ในร่างปีศาจได้เป็นอย่างดี บางคนดีๆ ก็จำยอมต้องลุกขึ้นมาใช้วิธีโหดเหี้ยม หรือผิดวิสัย เพื่อทวงถามหาความถูกต้องของตน แต่กับ Horns แล้วดูเหมือนว่า เทวดาตกสวรรค์คนนี้ ไม่ได้มาในแนวอำมหิต น่าสะพรึง ประดุจซาตาน แต่ให้อารมณ์เหมือนฉากนรกฉากหนึ่งของ ทอมแอนด์เจอร์รี่ ที่ปรากฏบนโทรทัศน์ในหนังซะมากกว่า เรื่องนี้ให้ 7.5 /10 ครับ โดย Lecter ป.ล. แฟนๆ ผู้กำกับ อเล็กซานเดร อาจา ห้ามลุกไปเข้าห้องน้ำในช่วงท้ายเรื่องเด็ดขาด พลาดของมันส์ๆ แล้วจะหาว่าไม่เตือนนะเอ้อ! ---------------------------

6 ที่มาของโลโก้ค่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ
10 อันดับ /  ต่างประเทศ / 

เวลาเราชมภาพยนตร์แต่ละเรื่องก็จะมีชื่อของค่ายภาพยนตร์ปรากฏให้เราได้เห็นกันตลอด เช่น Dream works - เด็กผู้ชายนั่งบนดวงจันทร์,  Metro-Goldwyn-Mayer (MGM) - สิงโตคำราม (แหมะอย่างกับทีมฟุตบอล), Paramount -  ภูเขา 22 ดาว เป็นต้น แล้วเราเคยสงสัยกันบ้างไหมว่า ทำไมต้องเป็นรูปนี้ ที่มาสของรูปเหล่านั้นมาจากไหน วันนี้ทีนเอ็มไทยจะพาเพื่อนๆ ไปดูเกร็ดความรู้ น่าสนใจนี้กันคะ ^^ 6 ที่มาของโลโก้ค่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ 6 ที่มาของโลโก้ค่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ 1. DreamWorks  - Boy on the Moon DreamWorks SKG ในปี 1994 ที่ก่อตั้งโดยสามเจ้าพ่อแห่งฮอลลีวูด สตีเว่น สปีลเบิร์ก(teven Spielberg), เจฟฟรี่ย์ แคตเซนเบิร์ก (Jeffrey Katzenberg - ประธานของ Disney studio) และ เดวิด เกฟเฟ่น (David Geffen เจ้าของ Geffen records)  ได้ร่วมกันเปิดสตูดิโอใหม่ชื่อ DreamWorks (ใต้ชื่อ DreamWorks มีอักษรตัวแรกของชื่อทั้งสามอยู่ด้วย SKG) สตูดิโอติดอยู่ในชื่อ 100 บริษัทที่ดีที่สุดที่ทำงานด้วยของนิตยสารฟอร์จูน โดยอยู่ในอันดับ 47 โดยตอนที่คิดไอเดียโลโก้ของสตูดิโอ สปีลเบิร์กต้องการให้โลโก้มีกลิ่นอายของฮอลลีวูดยุคทอง แบบแรกที่คิดไว้คือผู้ชายตกปลาอยู่บนพระจันทร์เต็มดวง โดยใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคสร้าง แต่ เดนนิส มูเรน จาก ILM ที่ร่วมงานกับสปีลเบิร์กมานาน เห็นว่าถ้าอยากให้ดูคลาสสิค ควรจะใช้ดินสอวาดมากกว่า หน้าที่นี้จึงตกเป็นของนักวาดภาพชื่อดัง โรเบิร์ต ฮันท์ เขาได้ดัดแปลงโลโก้ดั้งเดิมเสียใหม่ ให้พระจันทร์เหลือเพียงเสี้ยวเดียว แล้วก็เปลี่ยนจากผู้ชายมาเป็นเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็น วิลเลี่ยม ฮันท์ ลูกชายของเขานั่นเอง สปีลเบิร์กชื่นชอบโลโก้ฝีมือของฮันท์มากกว่าของเดิม จึงได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของสตูดิโอดรีมเวิร์คอย่างที่เห็น DreamWorks Animation SKG, Inc. เป็นสตูดิโอแอนิเมชันสัญชาติอเมริกัน ที่ประสบความสำเร็จต่อเนื่องจากการผลิตภาพยนตร์คอมพิวเตอร์แอนิเมชัน อย่างเรื่อง Shrek, Shark Tale, Madagascar, Over the Hedge,Bee Movie, Kung Fu Panda, Monsters vs. Aliens, และ How to Train Your Dragon  2. Metro-Goldwyn-Mayer (MGM) - Leo the Lion ลีโอเดอะไลออน (Leo the Lion) เป็นตัวนำโชคของสตูดิโอภาพยนตร์ฮอลลีวูด ซึ่งมีชื่อว่า เมโทร-โกลวิน-เมเยอร์ (Metro-Goldwyn-Mayer) เป็นที่รู้จักในฐานะสัญลักษณ์ที่โดดเด่นประจำสตูดิโอ สร้างสรรค์โดยผู้กำกับฝ่ายศิลป์ประจำพาราเมาต์พิกเจอส์ซึ่งมีชื่อว่า ลีโอเนียล เอส.ไลส์ สัญลักษณ์สิงโตคำรามถูกออกแบบเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1916 โดยเป็นของบริษัท Goldwyn Pictures ต่อมาในปี 1924 ได้รวมบริษัทเข้ากับ Metro Pictures และ Mayer Pictures กลายเป็นสตูดิโอ Metro-Goldwyn-Mayer หรือ MGM และยังใช้โลโก้สิงโตคำรามเช่นเดิม สิงโตที่เป็นนายแบบในโลโก้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เคยใช้มาแล้วทั้งหมด 5 ตัว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีสิงโตทั้งหมด 5 ตัวที่รับบทเป็น "Leo The Lion" 1. สิงโตตัวแรกคือ Slats (สแลทส์) เป็นสิงโตตัวแรกที่ถูกมาใช้ในสตูดิโอโฉมใหม่ มันเกิดที่สวนสัตว์ดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ สแลทส์ได้รับเลือกมาใช้ในภาพยนตร์ขาว-ดำทุกเรื่องในช่วงระหว่างปี 1924 - 1928 เป็นสิงโตที่ไม่มีใครเคยได้ยินเสียง เพราะเป็นยุคหนังเงียบ โดยโลโก้ต้นตำรับนี้ได้รับการออกแบบโดยโฮเวิร์ด ไดเอทส์ นอกจากนี้เขายังบอกไว้ว่า เขาได้ตัดสินใจนำสิงโตมาเป็นตัวนำโชคของสตูดิโอในฐานะเป็นของบรรณาการมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งมีทีมนักกีฬาที่มีชื่อเล่นอันเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ เดอะไลออนส์ เขายังได้เพิ่มแรงบันดาลใจถึงการสร้างเสียงคำรามของสิงโตซึ่งได้มาจากเพลงปลุกใจสู้ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียที่มีชื่อว่า "Roar, Lion, Roar" 2. สิงโตตัวที่ 2 Jackie แจ๊คกี้เจ้าของเสียงคำรามแรกที่ได้ยินโดยผู้ชม ถึงแม้ว่าตัวหนังยังจะเป็นหนังเงียบก็ตาม โดยที่เสียงคำรามจะถูกเล่นผ่านแผ่นเสียงแบบ phonograph ในขณะที่โลโก้กำลังถูกแสดง นอกจากนี้ Jackie ก็เป็นสิงโตตัวแรกที่ถูกฉายผ่านหนังแบบมีสีในปี 1932 3. สิงโตตัวที่ 3  ผู้ซึ่งโด่งดังที่สุดคือ Tanner (แทนเนอร์) เป็นตัวแรกที่ใช้ในยุคหนังสี แทนเนอร์ถูกนำมาใช้เป็นโลโก้ในภาพยนตร์ของเทคนิคัลเลอร์และการ์ตูนเอ็มจีเอ็มทั้งหมด (เช่นการ์ตูนซีรีส์ทอมกับเจอร์รี่) และใช้เป็นโลโก้ของสตูดิโอมาเป็นระยะเวลา 22 ปี ส่วนลีโอถูกนำมาใช้เป็นโลโก้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957 นับเป็นระยะเวลา 53 ปี 4. สิงโตตัวที่ 4  เป็นตัวคั่นเวลา(น่าสงสาร>,<) เนื่องจากไม่มีชื่อ และใช้อยู่เพียง 2 ปี (1956 - 1958) 5.  leo  ลีโอสิงโตตัวที่ 5 มาตั้งแต่ปี 1958 จนถึงปัจจุบัน 3. 20th Century Fox (The Searchlight Logo 20th Century Fox) หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่า Fox ก่อตั้งโดย โจเซฟ เชนก์ ,เรย์มอนด์ กริฟฟิธ และ วิลเลียม โกเอตซ์ เมื่อ ค.ศ. 1935 เป็นการรวมตัวของ Twentieth Century Pictures และ Fox Film Company กลายเป็น Twentieth Century-Fox Film Corporation เดิมโลโก้นี้เป็นของ Twentieth Century Pictures  ได้ถูกสร้างขึ้นในปี 1933 โดยศิลปินผู้มีชื่อเสียง เอมิล โคซ่า (Emil Kosa) และหลังจากการยุบรวมกันของทั้ง 2 ค่าย โคซ่าก็เล่นง่ายๆ ด้วยการใส่คำว่า Fox เข้าไปแทนที่คำว่า Pictures,Inc. (ฐาน 20th Century) นอกจากนี้โคซ่า ยังโด่งดังจากการออกแบบภาพซากเทพีเสรีภาพใน Planet of the Apes ฉบับปี 1968 ส่วนที่เป็นเอกลักษณ์จริงๆ ของโลโก้นี้ก็คือดนตรีประกอบ 20th Century Fanfare โดยฝีมือของ อัลเฟรด นิวแมน คอมโพเซอร์ในตำนานของฮอลลีวูด บริษัทและสตูดิโอ ตั้งอยู่ในเซ็นจูรี่ซิตี้ ของลอสแอนเจลิส ทางตะวันตกของเบเวอร์ลี ฮิลส์ ซึ่งมีภาพยนตร์สร้างชื่อมากมาย เช่น Titanic, Star Wars, Home Alone, Die Hard,  X-Men รวมถึงภาพยนตร์ตระกูล Alien และ Predator เป็นต้น 4. Paramount (The Majestic Mountain Paramount Pictures) ถือเป็นสตูดิโออเมริกันที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และยังคงเป็นสตูดิโอหลักที่ยังมีฐานอยู่ในฮอลลีวูด พาราเมาต์เป็นสตูดิโอที่มีภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูง ๆ สตูดิโอหนึ่ง ภายใต้เจ้าของคนล่าสุด เวียคอม/ไวอาคอม (Viacom Inc. เป็นบริษัทสื่อมวลชนสัญชาติอเมริกัน ดำเนินงานส่วนใหญ่เกี่ยวกับ ภาพยนตร์และเคเบิลโทรทัศน์ และอื่น ๆ ถือเป็นเครือบริษัทประเภทสื่อที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากเดอะวอลต์ดิสนีย์ไทม์วอร์เนอร์ และนิวส์คอร์ปอเรชัน) Paramount Pictures Corporation ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1912 โดย Adolph Zukor และสองพี่น้อง Frohman ( Daniel และ Charles ) ซึ่งชื่อ “พาราเมาท์” นั้นได้มาจากชื่ออพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่งในฮอลลีวูด ส่วนภาพโลโก้เทือกเขานี้ถูกร่างขึ้นครั้งแรกโดย W.W. Hodkinson (วิลเลี่ยม วอดสเวิร์ธ ฮอดกินสัน )โดยมีภูเขาเบน โลมอนด์ ในรัฐยูท่าห์เป็นต้นแบบ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา โลโก้ของพาราเมาท์เคยเปลี่ยนมาแล้วถึง 7 เวอร์ชั่น นับเป็นโลโก้ที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาสตูดิโอที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน (ใน Hollywood ) สำหรับเวอร์ชั่นปัจจุบันนั้นเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2002 โดยเปลี่ยนภูเขาต้นแบบเป็นภูเขาอาร์เตซอนราจู ในประเทศเปรูแทน โลโก้นี้เป็นโลโก้ที่มีอายุยาวนานที่สุดของ Hollywood 5.  Warner Bros. (The WB Shield Warner Bros.) สตูดิโอวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ก่อตั้งโดยสี่พี่น้องชาวยิวตระกูล วอนสโกลาเซอร์ ได้แก่ แฮร์รี่, อัลเบิร์ต, แซม และ แจ็ค ก่อนจะเปลี่ยนนามสกุลเป็น วอร์เนอร์ สำหรับวอร์เนอร์ บราเธอร์สนั้นเป็นสตูดิโอแรกๆ ที่เริ่มสร้างหนังมีเสียง (หนึ่งในนั้นคือ The Jazz Singer) ทั้งที่แฮร์รี่พี่ใหญ่ของตระกูลเคยพูดไว้ว่า “ใครจะไปอยากฟังเสียงนักแสดงพูดกันล่ะ” เอกลักษณ์ของโลโก้วอร์เนอร์ก็คือสัญลักษณ์รูปโล่ และมีตัวอักษร WB อยู่ข้างในมาตั้งแต่แรก แต่มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้วถึง 11 เวอร์ชั่น โดยเวอร์ชั่นปัจจุบันนั้นเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 1993 เป็นการย้อนกลับไปใช้รูปแบบโลโก้ที่สตูดิโอเคยใช้ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่มีการพัฒนากราฟฟิคให้ทันสมัยขึ้น 6. Columbia Pictures - The Torch Lady Columbia Pictures สตูดิโอโคลัมเบีย นั้นถือกำเนิดครั้งแรกตั้งแต่ปี 1919 โดยพี่น้อง แฮร์รี่ และ แจ็ค คอห์น ภายใต้ชื่อ Cohn-Brandt-Cohn เป็นบริษัทที่สร้างแต่หนังทุนต่ำ จากนั้นก็พัฒนาเป็นโคลัมเบีย พิคเจอร์ในปี 1924 พร้อมเปลี่ยนโลโก้ใหม่เป็น “เทพีคบเพลิง” โดยมีต้นแบบมาจาก เซเรเน่ เทพีแห่งดวงจันทร์ในเทพนิยายกรีก เหมือนกับต้นแบบของเทพีเสรีภาพ จากนั้นโลโก้เทพีคบเพลิงก็มีการพัฒนามาเรื่อยๆ โดยมีหญิงสาวที่เป็นต้นแบบมาแล้วหลายคน จนกระทั่งในเวอร์ชั่นปัจจุบันที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 1993 นั้นออกแบบโดย ไมเคิล เจ.ดิแอส ครั้งแรกที่โลโก้ถูกใช้ในหนัง มีข่าวลือว่าต้นแบบคือ แอนเน็ต เบนนิ่ง เพราะหน้าตาคล้ายกันเหลือเกิน แต่ความจริงแล้วต้นแบบคือ เจนนี่ โจเซฟ สาวแม่บ้านธรรมดาคนหนึ่งที่ดิแอสเลือกมา เรียบเรียงโดย teen.mthai.com ขอบคุณข้อมูล http://th.wikipedia.org,http://www.thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=42683.0;wap

TKFF 2014 สานสัมพันธ์ไทย-เกาหลี สุดยิ่งใหญ่! ต้อนรับอาเซียน
G-Twenty /  J-min / 

Thailand-Korea Friendship Festival 2014: Together with ASIAN กิจกรรมสานสัมพันธ์ไทย-เกาหลี สุดยิ่งใหญ่ พร้อมต้อนรับอาเซียน ขนโชว์จากศิลปินไทย-เกาหลี และการแสดงวัฒนธรรมตระการตา เมื่อวันที่ 28-30 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย (Embassy of the Republic of Korea) ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม (Ministry of Culture, Thailand) จัดงาน Thailand-Korea Friendship Festival 2014: Together with ASIAN หรือ TKFF 2014 ณ ลานด้านหน้า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมี บริษัท เค.ที.ซี.ซี จำกัด เป็นผู้ดำเนินการจัดงาน โดยปีนี้มุ่งเน้นความสำคัญในการก่อตั้งประชาคมอาเซียน และเฉลิมฉลองครบรอบความสัมพันธ์ 25 ปี ระหว่างอาเซียนและเกาหลีอีกด้วย ภายในงาน ฯพณฯท่าน จอนแจมัน เอกอัครราชทูตเกาหลีประจำประเทศไทยและ ดร. ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรมให้เกียรติเป็นประธานในการเปิดงาน เริ่มต้นด้วยการแถลงข่าวสัมภาษณ์พูดคุยของเหล่าศิลปินและทีมการแสดง นำโดย LUNAFLY (ลูน่าฟลาย), TINY-G M (ไทนี่-จี เอ็ม) และ นัททิว ซึ่งต่างก็รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงาน ซึ่งนอกเหนือจากการแสดงของศิลปินไทยและเกาหลีแล้ว ยังมีกิจกรรมในงานมากมาย อาทิ กิจกรรมประกวดวาดภาพโปสเตอร์ในหัวข้ออาเซียนและอาเซียนเกาหลี ชิงรางวัลตั๋วเครื่องบินจากสายการบินโคเรียนแอร์, ซุ้มสตรอว์เบอร์รี่เกาหลี จาก aT Center, โชว์การแสดงชุด ASEAN, การแสดงพื้นบ้านของไทยในชุดรับขวัญข้าว, การแสดงพื้นบ้านของเกาหลีทีม Flying Bird Performing Arts Association และทีมชอนวู, นันทาโชว์, HISPOP, โชว์ทำอาหารเกาหลีจากเชฟชื่อดัง ลีซังฮัก รวมทั้งโชว์โคฟเวอร์แดนซ์ระดับประเทศ รวมทั้งศิลปิน วง จีทเวนตี้ (G-Twenty) และ เชอรีน-หรเวชกุล งานในปีนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษเพื่อสังคมโดยในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2557 กำหนดจัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารกลางวันและบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ให้แก่เด็กๆ และชุมชนมูลนิธิดวงประธีป โดยมี ลีซอบิน รองอันดับหนึ่ง Miss Korea ปี 2557 นักศึกษาเอกภาษาไทยเดินทางมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้อีกด้วย และในวันเดียวกันยังมีกิจกรรมแฟนมีตติ้งการกุศล Lunafly Super Hero Charity in Bangkok 2014 ที่โรงการแสดงนันทา อาร์ซีเอ พลาซ่า โดยรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายจะนำมอบให้มูลนิธิฯ ด้วยเช่นกัน ข่าวนี้เผยแพร่โดยมิวสิคเอ็มไทย --- http://music.mthai.com --- หากนำข่าวไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วย  มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social ติดตามความเคลื่อนไหว ได้ทาง facebook MThaimusic - Twitter @mthaimusic - Youtube musicmthaitube - Instagram : @musicmthai ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com 

สยอง! รถไฟไทรโยคทับ ผช.ฑูตกรีซ ร่างแหลก
กาญจนบุรี /  รถไฟทับทูตกรีซ / 

เกิดเหตุ สยอง! รถไฟท่องเที่ยวสายไทรโยค ขยี้ร่างสาว ผช.ทูตกรีซ ประจำไทย ดับอนาถ ที่ไทรโยค ส่ง ร.พ. ตรวจพิสูจน์แล้ว พ.ต.อ. บัณฑิต ม่วงสุขำ ผกก.สภ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ได้เกิดเหตุรถไฟชนคนเสียชีวิต เบื้องต้นเหตุเกิดที่ กม.173/16 หน้าสถานีรถไฟสวนไทรโยค หมู่ 10 อ.ไทรโยค โดยผู้ตายคือ น.ส.เลียยาปริ เป็นผู้ช่วยทูต ที่สถานเอกอัครราชทูตกรีซ ประจำประเทศไทย อายุ 50 ปีเศษ สอบสวนได้ความว่า ผู้ตายมาเที่ยวกับขบวนรถไฟสายไทรโยคน้ำตก ซึ่งเป็นขบวนรถท่องเที่ยวระหว่างที่กำลังลงจากรถไฟ ขณะที่รถไฟยังไม่จอดสนิท ผู้ตายจึงถูกแรงเฉื่อยของรถไฟดูดเข้าใต้ท้องรถ และทับเสียชีวิตดังกล่าว ล่าสุดนำศพส่งตรวจที่โรงพยาบาลไทรโยคแล้ว

เสียวแว้บ! ลูกสาวท่านปธ.นอน เซลฟี่ ในสนามหลังราซิ่งคว้าแชมป์
กีฬา /  คว้าแชมป์ / 

ราซิ่ง คลับ ทีมดังแดนฟ้าขาว คว้าแชมป์ลีกสูงสุดอาร์เจนติน่าครั้งแรกในรอบ 13 ปี แต่ที่ฮือฮากว่าคือสองลูกสาวของประธานสโมสร บาร์บาร่า กับ เมร์เซเดซ บลานโก้ ลงไปนอนโชว์หุ่นเชฟบ๊ะ ถ่าย เซลฟี่ เก็บภาพบรรยากาศการคว้าแชมป์ในสนามชนิดที่แฟนบอลและกองเชียร์บอกว่าแจ่มไปเลย

คลิปหนุ่มใจพระ ผ่าลูกฉลามออกจากท้องแม่เกยตื้นช่วยชีวิต (ชมคลิป)
ฉลาม /  ช่วยชีวิตลุกฉลามเกยตื้น / 

แห่ชื่นชม หนุ่มในบุญตัดสินใจช่วยลูกฉลามในท้องแม่ฉลามที่ลอยมาเกยตื้นตาม บริเวณชายหาดในแอฟริกาใต้ วันนี้ (4ธ.ค.) สำนักข่าวเดอะมิรเรอร์รายงานข่าว คลิปวิดีโอเหตุการณ์สุดประทับใจ เมื่อชายหนุ่มคนหนึ่งตัดสินใจผ่าท้องแม่ฉลามที่เกยตื้นตายบนชายฝั่ง เพื่อช่วยลูกฉลามที่อยู่ในท้องก่อนที่มันจะตายในท้องของแม่ฉลามจนรอดชีวิต และทำการปล่อยลงสู่ทะเล เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ชายฝั่งแห่งหนึ่งในเมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อชายหนุ่มคนหนึ่ง ได้รีบใช้มีดกรีดท้องฉลามเพศเมียท้องแก่ตัวหนึ่งที่เกยตื่นตาย หลังพบว่ามันมีลูกอยู่ในท้อง ก่อนที่ลูกฉลาม 3 ตัวที่ยังคงมีชีวิตอยู่ จะผุดออกมาจากท้องของแม่ฉลาม โดยทุกตัวมีสภาพแข็งแรง ก่อนจะนำมันลงทะเลเพื่อช่วยให้มันมีชีวิตรอด ท่ามกลางความตื่นเต้นของผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ได้บันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ ขณะที่คลิปดังกล่าวถูกโพสต์ผ่านเว็บไซต์ยูทูป พร้อมบรรยายข้อความว่า นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการยอมรับสิ่งมีชีวิตทุกรูปแบบ แม้คุณจะช่วยมันไม่ได้ แต่เชื่อว่าคุณจะชื่นชมนักเที่ยวหนุ่มคนนี้ที่จะช่วยลูกฉลามให้มีชีวิตรอดกลับคืนสู่ท้องทะเล MThai News

เรื่องจริง 17 นิสัยคอมเม้นของคนไทยบนเฟสบุ๊ค
10 อันดับ /  เรื่องจริง / 

เดี๋ยวนี้ข่าวบนโลกโซเชียลนั้นมาไวกว่าจรวดซะอีก มีทั้งเรื่องดีงามและเรื่องแย่ๆ ปะปนกันไป ซึ่งในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นกระแสข่าวอะไร ผู้คนก็มักจะนำเรื่องนั้นๆ มโพสต์แชร์ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ และแน่นอนว่านิสัยคนไทยก็ชอบที่จะคอมเม้นกันอยู่เป็นประจำ และเพื่อนๆ รุ้ไหมว่าคนบ้านเรานั้นชอบเม้นกันแบบไหนบ่อยที่สุด ถ้านึกไม่ออก ตามทีนเอ็มไทยมาดู เรื่องจริง 17 นิสัยคอมเม้นของคนไทยบนเฟสบุ๊ค ! กันคะ (ขำขำละกันโน๊ะ >,<) เรื่องจริง 17 นิสัยคอมเม้นของคนไทยบนเฟสบุ๊ค  1. เม้นแรก เม้นสอง :  พวกนี้เป็นพวกที่วันๆ อยู่แต่หน้าจอคอมพร้อมกับนิ้วที่สัมผัสปุ่ม F5 ตลอดเวลา การได้เม้นแรกของพวกเขาจึงมีความสำคัญกว่าการสอบได้ที่ 1 เสียอีก 2. เม้นสี เม้นผี เม้นตะขาบ : พวกนี้มักขาดความอบอุ่น ชอบเรียกร้องความสนใจ อยากมีคนฟอลโล่เยอะๆ ก็เลยมักไปสิงตามพวกเพจที่มีคนเยอะๆ แล้วก็เม้นสีให้คนมาด่าพ่อด่าแม่เล่น 3. เม้นภาพ ไม่เน้นพูด เน้นภาพ : ไม่มีคำพูด มีแค่คำพูดในรูป เช่น มึงไปเล่นตรงนู้น กูกลัว ผมนี่ยืนขึ้นเลย ในคอมของพวกเค้าจะมีแต่รูปไอ้พวกนี้อยู่เต็มไปหมด พร้อมเอามาใช้ในทุกสถานการณ์ 4. เม้นเรื่องตลก : เหมือนกับพวกเม้นภาพ แต่พวกนี้มักก๊อปเรื่องตลกๆ มาเก็บไว้เป็นคลังส่วนตัวแทน พวกนี้มักจะได้ท็อปเม้นบ่อยๆ เพราะคนไทยชอบอะไรฮาเฮอยู่แล้ว 5. วันนี้วันสำคัญผม (เพื่อ!?) : “วันนี้วัน … ไลค์หน่อยครับ” พวกนี้มักเก็บความดีใจไว้กับตัวไม่อยู่ อยากแชร์ให้สังคมได้รับรู้ เช่น วันนี้วันเกิดผม วันเกิดลูกผม ผมเพิ่งได้ลูกชาย แม่ผมถูกหวย กด LIKE หน่อยครับ 6. เน็ตน้อย :  “เปลืองเน็ตตูอิ๊บอ๋าย” “เอาเน็ตตูคืนมา !!” พวกนี้มักใช้แพ็คเกจเน็ตราคาต่ำ หรือเน้นซื้อชั่วโมงเน็ต เพราะฉะนั้นเน็ตแต่ละกิโลไบท์ของพวกเค้าจึงมีค่ามาก หากพวกเค้าโดนดักมักจะสบถวลีติดปากออกมา 7. ด่าอย่างเดียว : พวกนี้ยังไงก็ด่า ขอให้ได้ด่า ตัวอย่างเช่น เจอคลิปตบกันก็ด่า พอเค้าตบปลอมๆ เป็นคลิปรณรงค์ก็ด่า ขอให้ได้ด่าเป็นพอ ด่าแล้วสบายใจ 8. บ้าอ่านเม้น : “ดีนะ กูอ่านเม้นก่อน” พวกนี้บางทีคลิปไม่ดู เอะอะอ่านเม้นก่อนๆ บางทีก็อ่านเพลินจนลืมดูคลิป ข้อดีของพวกนี้คือ ไม่โดนหลอกเวลาเจอคลิปผี 9. ถอดจิต : “วิธีถอดจิตออกจากร่าง” พวกนี้มักชอบเป็นจุดเด่น กะเม้นให้ได้ท็อปเม้น แต่หารู้ไม่ว่า ถอดจิตแม่งเชยแล้ว กากสิ้นดี 10. พวกดูหลายรอบ : “ใครดูเกิน 2 รอบ Like” พวกนี้เป็นคนละเอียด ชอบเก็บรายละเอียดในสิ่งที่เห็น แต่ไม่เก่งบรรยาย สุดท้ายก็เม้นได้แค่ว่า “ใครดูเกิน 2 รอบ Like เลย” แต่บางทีก็มี 3 4 5 รอบ แล้วแต่ความน่าสนใจ 11. พวกสมาธิสั้น  : “ใครดูไม่จบเหมือนกูบ้าง” พวกนี้ส่วนมากสมาธิจะสั้น ดูอะไรไม่ค่อยจบ หรือไม่ก็เป็นพวกขี้เกียจ พวกนี้มักจะชอบแอบเล่นเฟสบุ๊ค แชท Line เวลาเรียนหรือเวลางาน 12. ก๊อปคำพูดในคลิป : พวกนี้ไม่มีอะไรมาก ไม่ต้องคิดอะไร แค่หาประโยคเด็ดๆ ในคลิปที่ดู แล้วพิมพ์ลงไปแบบนั้นตรงๆ นี่แหละ วิธีง่ายโง่แบบนี้ ได้ท็อปเม้นกันมานักต่อนักแล้ว 13. ปลุกกระแสดราม่า : “ใครเกลียดอีนี่บ้าง” พวกนี้มักนำรูปภาพคนที่พูดจาไม่ดีมาแชร์ต่อ ให้คนอื่นร่วมด่ารุมประนามเจ้าของภาพกันอย่างเมามันส์ บางทีก็ไม่รู้หรอกตัวจริงตัวปลอมโพสต์ ขอให้ได้ก๊อปมาให้ชาวบ้านเค้าด่าก่อนเป็นพอ 14. พวกสร้างเงื่อนไข : “ถ้าได้ … ไลค์ จะทำ …” ถือว่าเป็นพวกบ้าไลค์จนยอมทำได้ทุกอย่าง ชอบสร้างเงื่อนไขอุบาทว์ๆ เช่น “ถ้าได้ 1,000 ไลค์ จะเลียไข่หมา” แต่พอไลค์ถึงแล้วมักหายหัวไปกันหมด ก็คนไทยลืมง่ายนินา 15. หื่น : “ขอ Youporn หน่อย” พวกนี้มักโผล่มาดึกๆ ยิ่งหลัง 4 ทุ่มจะเยอะมาก โผล่มาแล้วก็โพสต์ภาพโป๊ๆ โชว์นม ตามด้วยขอ Youporn ซึ่งเอาจริงๆ แล้วมึงไป Search หาในกูเกิ้ลจะเร็วกว่าเยอะเลย ให้ดิ้นตาย 16. เวลามีค่า : “เอาเวลา … ตูคืนมา” ถือว่าเวลาของคนพวกนี้มีค่ามาก เพราะหากเสพเนื้อหาที่ไม่ใช่สาระเข้าไปแล้วจะรู้สึกกระอักกระอ่วน ตรอมใจ เสียดายเวลาที่ใช้ไป ดังนั้นพวกเขามักจะเรียกร้องเวลาอันมีค่าของพวกเขาคืนเสมอ 17. โลกสวย : “ตูไม่ได้โลกสวยนะ แต่” ต้องบอกก่อนว่าการเป็นคนโลกสวยไม่ใช่คนดีจนน่าหมั่นไส้ แต่แค่ตอนนี้เราไม่มีเส้นแบ่งว่าขนาดไหนคือโลกสวย โลกดีๆ โลกเสื่อม แต่ละคนมักเอาความคิดตัวเองเป็นที่ตั้งหมด สุดท้ายก็ดราม่า 555+ ขอบคุณที่มา พี่หมี เพชรมายา petmaya.com