ฮอร์โมน

วิธีดูแลตัวเอง สำหรับผู้ป่วย โรคเบาหวาน กินอยู่ยังไงให้ชีวิตเป็นสุข
คุมน้ำตาล /  น้ำตาล / 

โรคเบาหวาน เป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติจนทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อหลอดเลือดต่างๆทั่วร่างกาย เช่น “โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตวายเรื้อรัง ตาบอด ระบบประสาทส่วนปลายเสื่อมนำไปสู่การตัดเท้าหรือขา” เป็นต้น ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน นอกจากพันธุกรรมแล้ว ปัจจัยสิ่งแวดล้อมและวิธีการดำเนินชีวิต เช่น การเลือกรับประทานอาหาร น้ำหนักตัวเกิน ไม่ออกกำลังกาย หรือมีภาวะความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง ก็สุ่มเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานเช่นกัน สาเหตุของระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิดจากตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ลดลง ร่วมกับการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนอินซูลินที่เซลล์กล้ามเนื้อ ตับ และเซลล์ไขมันลดลง ซึ่งฮอร์โมนอินซูลินมีหน้าที่ควบคุมการใช้พลังงานของร่างกายให้ใช้น้ำตาลเป็นพลังงานหลัก เมื่อร่างกายขาดพลังงานจึงรู้สึกเพลีย อยากกินอาหารหวาน และน้ำตาลสูงในเลือดที่สูงเกินจะถูกขับออกทางปัสสาวะ จึงมีอาการปัสสาวะบ่อย คอแห้ง หิวน้ำ และน้ำหนักลด ผู้ป่วยเบาหวานควรมีความรู้ในการดูแลตัวเอง ได้แก่ การเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม หมั่นออกกำลังกายตามความแข็งแรง ควบคุมน้ำหนักตัว รับประทานยาหรือฉีดยาตามคำแนะนำแพทย์และมาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ หนึ่งในการดูแลตนเองที่ผู้ป่วยเบาหวานควรรู้ คือ การดูแลตนเองเมื่อมีภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลัน เช่น การติดเชื้อ การผ่าตัด อุบัติเหตุ หรือได้รับยาบางชนิดที่มีผลต่อน้ำตาลในเลือด ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนต่างๆ เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคกับอาการเจ็บป่วยนั้นๆ มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นหรือลดลงผิดปกติ รวมทั้งอาการเจ็บป่วยมีผลต่อปริมาณอาหารที่รับประทานทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่ง นอกจากคนไข้จะเจ็บป่วยจากโรคนั้นๆแล้ว อาจมีภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันจากระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่ 1. Diabetic ketoacidosis คือ ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงร่วมกับเลือดเป็นกรด มักตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 250 มก./ดล. อาการ ได้แก่ กระหายน้ำ คอแห้ง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หอบเหนื่อย ลมหายใจมีกลิ่นผลไม้ จนถึงซึม หมดสติได้ 2. Hyperglycemia hyperosmolar nonketotic syndrome (HHNS) ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงร่วมกับภาวะ osmolarity (ความเข้มข้นเลือด) สูง มักพบในผู้สูงอายุที่คุมเบาหวานได้ไม่ดี มีภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลัน ร่วมกับภาวะขาดน้ำรุนแรง ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 600 มก./ดล. บางรายที่เป็นมาก อาจมีความดันโลหิตต่ำ ความรู้สึกตัวจะค่อยๆลดลง จนโคม่าได้ 3.Severe hypoglycemia ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำรุนแรง จนผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น มีอาการสับสน เป็นลม หมดสติ ชักเกร็ง กระตุก จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่น และอาการดีขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลปกติ มักพบเมื่อระดับน้ำตาลในเลือด 50 มก./ดล. หรือต่ำกว่า ข้อควรปฏิบัติยามเจ็บป่วยสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน (Sick- day rules) สำหรับผู้ป่วยเบาหวานเมื่อเกิดภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลัน สิ่งที่ต้องหมั่นทำ คือ ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ชั่วโมงละครึ่งถึงหนึ่งแก้ว (ถ้าไม่มีข้อห้าม เช่น โรคหัวใจ โรคไต) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยขับน้ำตาลส่วนเกินและคีโตนไปทางปัสสาวะ ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่ปลายนิ้วบ่อยขึ้น (ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่หนึ่งควรจะตรวจทุกๆ 4 ชั่วโมงและตรวจคีโตนในปัสสาวะ สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สอง ควรตรวจอย่างน้อย 3 เวลาก่อนอาหารและก่อนนอน) กินอาหารคาร์โบไฮเดรตให้เพียงพอ หากไม่สามารถรับประทานอาหารปกติได้ แนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำข้าวผสมเกลือเล็กน้อย แครกเกอร์ ขนมปัง โยเกริต นมหรือน้ำเต้าหู้ อย่าหยุดยาด้วยตนเอง ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความต้องการซื้อยาจากภายนอกโรงพยาบาล ควรแจ้งประวัติโรคประจำตัวและรายชื่อยาที่ใช้อยู่แก่เภสัชกรหรือแพทย์ทุกครั้ง เนื่องจากยาปฏิชีวนะบางชนิดทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ควรงดออกกำลังกายพักผ่อนให้เพียงพอ อาการที่ควรมาโรงพยาบาล ได้แก่ มีไข้ 2 วันแล้วยังไม่ทุเลา หรือมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง รับประทานอาหารไม่ได้เลยนานกว่า 6 ชั่วโมง ตรวจพบคีโตนในปัสสาวะ (ระดับปานกลางหรือตั้งแต่ 2+ ขึ้นไป) ระดับน้ำตาลจากเลือดปลายนิ้วก่อนอาหารมากกว่า 240 มก./ดล. แม้ปรับยากินหรือยาฉีดอินซูลินแล้ว มีอาการของภาวะขาดน้ำ เช่น ริมฝีปากแห้งแตก หรืออาการรุนแรง เช่น หอบเหนื่อย แน่นหน้าอก หายใจมีกลิ่นผลไม้ และสิ่งที่ผู้ป่วยต้องเตรียมข้อมูลเมื่อมาพบแพทย์ คือ รายชื่อยา อาการเจ็บป่วย ปริมาณอาหารที่กินได้ น้ำหนักตัวปกติ และระดับน้ำตาลในเลือดช่วงเจ็บป่วยมาด้วยเพื่อให้แพทย์วินิจฉัย ข้อมูลโดยแพทย์หญิงพญ.ณัฐกานต์ มยุระสาคร แพทย์ด้านต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม โรงพยาบาลพระรามเก้า

จะเลือกกินอาหารอย่างไรดี เมื่อรู้ว่าตัวเอง โคเลสเตอรอลสูง
หลอดเลือดสมองตีบ /  หัวใจขาดเลือด / 

ภัยเงียบ ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจขาดเลือด หลอดเลือดสมองตีบ มาทำความรู้จักกับโคเลสเตอรอล (Cholesterol) กันดีกว่า โคเลสเตอรอล เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่พบในเลือด แม้ไม่สามารถให้พลังงานแก่ร่างกายได้ แต่ก็มีประโยชน์ในการสร้างกรดน้ำดีซึ่งช่วยในการย่อยอาหาร สร้างฮอร์โมนบางชนิด และวิตามินดี รวมทั้งเป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ ซึ่งโคเลสเตอรอลในร่างกายจะได้จาก 2 แหล่ง คือ สร้างขึ้นมาเอง และได้รับจากอาหาร ซึ่งปริมาณโคเลสเตอรอลในอาหารจะมากน้อยแล้วแต่ชนิดของอาหาร ดังตัวอย่างในตารางนี้ ปริมาณโคเลสเตอรอล (มิลลิกรัม/100กรัมของอาหาร) ระดับโคเลสเตอรอลที่เหมาะสม ค่าโคเลสเตอรอลรวมที่ได้จากการตรวจเลือด ควรมีค่าน้อยกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร สำหรับโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-cholesterol) ควรมีค่าต่ำกว่า 100-130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร โดยขึ้นกับ ความเสี่ยง สำหรับโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-cholesterol) ในผู้หญิงควรมีค่าสูงกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในผู้ชายควรมีค่าสูงกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ทำไมโคเลสเตอรอลสูงนะ เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง และการรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมากเกินไป เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม และถ่ายทอดในครอบครัว เกิดจากโรคบางอย่าง เช่น เบาหวาน โรคอ้วน ไตวาย หรือภาวะบางอย่าง หรือยาบางชนิด กินได้เท่าไร ? คนปกติไม่ควรได้รับโคเลสเตอรอลจากอาหารเกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ถ้ามีโคเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol) ในเลือดสูงเกิน 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร แล้ว ปริมาณโคเลสเตอรอลจากอาหารก็ต้องลดลงให้น้อยที่สุด (ควรน้อยกว่า 200 มิลลิกรัม/วัน)โดยไม่ต้องกลัวขาดโคเลสเตอรอลเพราะร่างกายสร้างได้เองประมาณ 2 ใน 3 ของที่ต้องใช้ในแต่ละวัน ปฏิบัติตัวอย่างไร ? เลือกรับประทานอาหารที่มีปริมาณโคเลสเตอรอลไม่เกิน 300 มิลลิกรัม/วัน หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น ไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ เนื้อสัตว์ติดมัน กะทิ เนย ครีม เลือกรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเลอิก(โอเมก้า 9) เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยให้มากขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวซ้อมมือ ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ที่มาบทความสุขภาพจาก โรงพยาบาลรามคำแหง

SCHOOL TALES /  ธนเศรษฐ์ สุริยะพรชัยกุล / 

"ตั้ว เสฏฐวุฒิ" เป็นปลื้ม ! ได้เป็นลูกผู้ชายเต็มตัวใน "School Tales เรื่องผีมีอยู่ว่า.." หลังจากเป็นที่รู้จักและชื่นชมมาจากบทชายรักชายในซีรี่ส์สุดฮิต ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น มาแล้ว ตั้ว เสฏฐวุฒิ อนุสิทธิ์ กลับมาอีกครั้งในรูปแบบผู้ชายเต็มตัวกับภาพยนตร์วัยรุ่น-รัก-หลอน School Tales เรื่องผีมีอยู่ว่า.. ของค่ายไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น ประกบคู่ พรีม รณิดา เตชสิทธิ์ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า มันทำให้รู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น “เรื่องนี้ก็เป็นผู้ชายแมน ๆ เต็มตัวเลย เป็นเรื่องแรกที่ทำงานแล้วมีนางเอกกับเขาด้วย มันก็เหมือนเป็นการพลิกคาแร็กเตอร์นะ จากชายรักชาย มาเป็นรักผู้หญิง  ทั้งตื่นเต้น และดีใจ เพราะรู้สึกถึงความแตกต่างบางอย่าง เช่น ในฮอร์โมนอารมณ์ที่เราใช้ในการแสดงคือผู้ชายคนหนึ่งที่เราไม่ได้มองแค่เรื่องเพศ แต่มันเป็นความเข้าใจว่าทำไมผู้ชายกับผู้ชายต้องรักกันได้ ทำไมผู้หญิงกับผู้หญิงรักกันได้ แต่เรื่องนี้มันเป็นสิ่งที่เรารู้สึกในปัจจุบันจริง ๆ ว่าตัวเราชอบผู้หญิงอยู่แล้ว ชอบผู้หญิงมาตั้งแต่เกิดแล้ว ผมว่าความรู้สึกที่ใช้มันเร็วขึ้น แล้วมันส่งง่ายกว่า...สำหรับในเรื่อง School Tales เรื่องผีมีอยู่ว่า.. ผมเล่นเป็นโอมนะครับ เป็นรุ่นพี่ ม.6 หัวหน้าวงโยธวทิต เป็นผู้ชายที่ นิ่ง ๆ ครับค่อนข้างขี้อายนิดหน่อยแล้วก็จะเป็นคนที่ไม่ค่อยน่าเกรงขามเท่าไร ไม่ค่อยเป็นที่เคารพ แต่ตัวโอมก็จะมีคนที่ค่อยให้กำลังใจอยู่ด้วย ก็คือปัน ซึ่งนำแสดงโดย พรีม รณิดาครับ” ท้าทายจินตนาการที่ไม่อาจควบคุมได้พร้อมกันทั่วประเทศ 12 มกราคมนี้กับภาพยนตร์เรื่อง School Tales เรื่องผีมีอยู่ว่า.. นำแสดงโดย ตั้ว เสฏฐวุฒิ อนุสิทธิ์, พรีม รณิดา เตชสิทธิ์, พิม ลัทธ์กมล ปิ่นโรจน์กีรติ, บอส นวไพบูลย์ สุขวุฒินานนท์, ข้าวปั้น ธีธัช รัตนศรีทัย, โทรุ โทรึ ทากิซาว่า, จิ๊บ วริษฐา วชิรวงศ์ และ ยูโร ธนเศรษฐ์ สุริยะพรชัยกุล กำกับภาพยนตร์โดย ภาส พัฒนกำจร คุณ ! จินตนการความกลัวสุดขั้วไว้แค่ไหน ?

ภัยเงียบ จาก กล่องโฟม กินสบายตายเร็ว
กล่องโฟม /  ภัยเงียบ / 

นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความรู้ว่า กล่อง โฟมที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไป (Styrofoam) เป็นของเสียเหลือทิ้งสีดำ ๆ จากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ประกอบด้วยสารสไตรีน (Styrene) มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิง อาหารตามสั่งที่บรรจุกล่องโฟม จึงเป็นแหล่งสะสมสารสไตรีน ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์ทำให้สมองมึนงง สมองเสื่อมง่ายหงุดหงิดง่าย มีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ และเป็นสารก่อมะเร็งอีก 3 ชนิด ถ้าเป็นผู้ชายรับประทานเข้าไปมาก ๆ มีโอกาสเสี่ยงเป็น โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ขณะที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็น มะเร็งเต้านม และทั้งสองเพศมีโอกาสสูงต่อการเป็น มะเร็งตับ แม้จะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำก็ตาม สำหรับสไตรีน ถือเป็นสารอันตรายที่สหรัฐฯ เพิ่งประกาศขึ้นบัญชีสารก่อมะเร็ง หญิงมีครรภ์ที่รับประทานอาหารบรรจุในกล่องโฟม ลูกมีโอกาสสมองเสื่อมเป็นเอ๋อ อวัยวะบางส่วนพิการ ส่วนคนทั่วไปถ้ารับประทานอาหารกล่องโฟมทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 มื้อ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า ทั้งนี้ ผู้บริโภคมีโอกาสได้รับสารสไตรีนในกล่องโฟมได้ง่ายถึง 5 ปัจจัยได้แก่ 1. อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นหรือเย็นลง ทำให้สไตรีนซึมเข้าสู่อาหารได้สูง 2. ถ้าปรุงอาหารโดยใส่น้ำมัน น้ำส้มสายชูแอลกอฮอล์ จะดูดสารสไตรีนจากกล่องโฟมได้มากกว่าปกติ 3. ถ้าซื้ออาหารใส่กล่องทิ้งไว้นาน ๆ ไม่ได้รับประทาน อาหารจะดูดสารสไตรีนได้มาก 4. ถ้านำอาหารที่บรรจุโฟมเข้าไมโครเวฟ สไตรีนจะไหลออกมาในปริมาณมาก 5. ถ้าอาหารสัมผัสพื้นที่ผิวกล่องโฟมมาก ๆ รวมถึงร้านไหนตัดถุงพลาสติกใสรองอาหาร ขอบอกว่าได้รับสารก่อมะเร็ง 2 เด้ง ทั้งสไตรีนและไดออกซินจากถุงพลาสติกเลยทีเดียว นพ.วีรฉัตร กล่าวเตือนด้วยว่า อาหาร ตามสั่งหรือข้าวราดแกงกับไข่ดาวหรือไข่เจียวร้อน ๆ อาจจะไปละลายผนังกล่องโฟม เสมือนรับประทานอาหารคลุกสไตรีนไปด้วย ถึงกระนั้น ไข่ดิบที่วางขายในแผงไข่พลาสติก สารสไตรีนมีโอกาสวิ่งเข้าในเปลือกไข่ได้เช่นกัน ถ้าเลือกไข่ดิบควรเลือกซื้อจากแผงไข่กระดาษจะปลอดภัยที่สุด

ช็อก!! แซมมี่ ผอมมว้ากก เครียดมีเนื้องอกเต้านม เผยน้ำหนักเคยสวิงพุ่งขึ้น 10 กก.
แซมมี่ เคาวเวลล์ /  แซมมี่ / 

  เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ สำหรับนางเอกสาวยอดกตัญญูอย่างสาว แซมมี่ เคาวเวลล์ ที่คอยดูแลคุณพ่อวัย 80 ปีป่วยด้วยโรคหัวใจ และโรคมะเร็งตับในระยะที่ 1-2 อย่างใกล้ชิด ล่าสุดคุณพ่ออาการดีขึ้น ตัวเองก็มาตรวจพบเนื้องอกที่เต้านมด้านขวาอีก ซ้ำยังเคยอ้วนขนาดที่น้ำหนักพุ่งไปเกือบ 10 กิโล เหตุเพราะความเครียด แต่ยังไงก็หายห่วง เพราะล่าสุดเจ้าตัวออกมาอัพเดทอาการให้ได้ทราบกันแล้วว่าใกล้หายเป็นปกติแล้ว แต่ก็ยังต้องกินยาและไปหาหมอดูอาการเป็นระยะ แถมน้ำหนักยังลดลงจนดูผอมมากๆ   "คุณพ่อโอเคค่ะ วันนี้ก็พาคุณพ่อมาด้วย เพิ่งกลับมาจากพัทยา ก็ไปพักผ่อนของเขา คือเดือนที่ผ่านมาหนูไม่ค่อยได้อยู่บ้าน เขาก็เลยขอไปอยู่กับเพื่อนละกัน ถ้าเขาอยู่กรุงเทพก็จะอยู่คนเดียว อาการตอนนี้ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนะ ก็โอเคค่ะ ล่าสุดที่ไปอัพเดทอาการมาเมื่อกลางเดือนที่แล้ว คุณหมอบอกว่าทุกอย่างค่อนข้างโอเค ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง หลังจากที่ได้รับการรักษามา ทุกอย่างก็ปกติค่ะ แต่หลังๆ มาคุณพ่อมีเจ็บ เพราะคุณพ่อเคยผ่าตัดไส้เลื่อนมา แต่ว่าหลายปีแล้ว น่าจะเป็น 10 ปีแล้วค่ะ แล้วตอนนี้หลังๆ เริ่มกลับมาเจ็บแล้ว แต่ก็เจ็บแบบพักๆ เวลาท่านเดินเยอะๆ ก็เลยไม่ค่อยจะให้เดินมากเท่าไหร่ ก็คุยกันตลอด ต่อให้เขาอยู่พัทยาเราก็คุย มาทำงานเราก็ส่งรูปให้เขา บางทีแม่ก็จะอัดวิดีโอเวลาเราทำอะไรให้เขาดูตลอด ก็ดีที่เวลาเขาไปอยู่ที่โน้นเขาไม่ได้อยู่คนเดียว เราก็ค่อนข้างหายห่วง ไม่ได้เป็นห่วงมาก"   "(เรื่องเนื้องอก) จริงๆ เราต้องไปตรวจตั้งแต่ช่วงเดือนมีนา แต่ยังไม่มีเวลาไปเลยค่ะ ถ้าเกิดว่าไปจะรีบมาอัพเดทเลยค่ะ อีกอย่างต้องไปเช็กผลเลือดฮอร์โมน ต้องไปเจาะเลือดอีก หลังจากที่เจาะมาแล้ว 6 เดือน เพราะว่าฮอร์โมนหนูมีความผิดปกติในเรื่องของความเครียด แล้วก็ฮอร์โมนไทรอยด์อะไรพวกนี้ค่ะ ตอนนี้ก็ทานวิตามิน การรักษามา 6 ดือน จริงๆ แล้วต้องไปเจาะเลือดพร้อมๆ กัน จริงๆ คุณหมอบอกว่ายังไม่ได้เป็นโรคด้วยซ้ำ กำลังจะเป็น ซึ่งไม่ได้เป็นโรคหนูก็ขึ้นมา 10 กิโลได้ แต่ว่าตอนนี้น้ำหนักลงมาเท่าเดิมแล้ว คุณหมอก็บอกว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้สำหรับฮอร์โมนตัวนี้ จากอ้วนเรามีโอกาสสวิงไปผอมเลยก็ได้ก็ต้องไปตรวจ เดี๋ยวก็ต้องไปเจาะเลือดและดูฮอร์โมนร่างกายทั้งหมดเลยว่าตัวนี้โอเคไหม หรือมีตัวอื่นอะไรที่มันไม่ดีหรือเปล่า"   "ก่อนหน้านี้ที่ทุกคนเห็นหนูอ้วน เพราะหนูเครียดด้วยนะ แล้วก็ออกกำลังเยอะมาก แต่มันไม่ลง แล้วก็สะสมความเครียดแล้วบวกกับละครดราม่าที่เราเล่น หลังๆ มีแต่ดราม่า หลายๆ อย่างรวมกัน แต่ว่าตอนนี้ที่ผอมลงไม่ได้เครียดค่ะ ลงประมาณ 8-9 กิโลได้ค่ะ จริงๆ กลับมาเท่าเดิมก่อนเดินนะ แล้วเราไม่ได้งดอาหารด้วย กินปกติ คือหนูกินค่อนข้างปล่อยตัวเลยด้วยซ้ำ แป้ง น้ำตาล เราก็กินให้แบบมีบ้าง ไม่ใช่หายหรืองดไปเลย แต่คุณแม่ก็จะเตือนกลัวว่ามันจะโทรม หนูพยายามออกกำลังกาย"   "ถ้าแฟนคลับจะเจอกันเรื่อยๆ จะอัพเดทกันตลอด ไม่ได้ห่วงอะไรมาก เราก็จะบอกไม่ต้องเป็นห่วง เราโอเค ทำงานไหว บางที่ถ่ายรูปดูมุมด้วยนะ อะไรอย่างนี้มากกว่า แต่พอผอมเขาก็บอกโอเคแล้ว ก่อนหน้านี้ถ้าพีคสุดน้ำหนัก62 ค่ะ ตอนนี้ลงมา 52 บวกลบก็แล้วแต่อาหารการกินในแต่ละวัน ถามว่าตั้งใจลดน้ำหนักไหม ตั้งใจ เราอยากได้ให้เท่าเดิม แต่ว่าวิธีการลดเราไม่ได้กินยาลดความอ้วนแน่นอน แล้วเราก็ไม่ได้แบบหายไม่กินอะไรเลย กินแต่น้ำเปล่า อันนี้ไม่ได้ ก็เป็นการลดแบบถูกวิธี อย่างที่บอก เวลาเราไปเจาะเลือดรักษา เรารู้ว่าอะไรมันผิดตรงไหน คุณหมอก็ให้ตัวยารักษา ให้วิตามินที่สกัดมาจากธรรมชาติ คุณหมอจะไม่ให้สารเคมี ก็ให้มากินแบบถูกจุด มันได้ผลจริงๆ ซึ่งหนูรักษามา 5-6 เดือนเอง"   "ก่อนหน้านี้ประมาณ 4 เดือนแรกจะไปค่อนข้างบ่อย 2 อาทิตย์ไปครั้ง ด้วยความที่อาชีพเรามันไม่สามารถที่จะใช้เวลาในการลดน้ำหนักได้นานมาก มันก็จะมีทั้งกินทั้งฉีด ก่อนหน้านี้หนูจะมีฉีดวิตามินที่กินเข้าไปทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละครั้ง ก็ต้องเอาทุกทาง ผู้จัดการหนูก็จะไปพบคุณหมอด้วย บอกคุณหมอว่าอะไรที่มันเป็นสารเคมีหรือยาลดความอ้วนไม่เอา เพราะเราไม่ต้องการเอฟเฟ็คหลังจากที่มันผอมแล้ว คือมันผอมไวก็จริง แต่หลังจากนั้นเราก็ต้องมานั่งรักษาใหม่ มันก็จะลำบาก เพราะฉะนั้นเอาที่ปลอดภัยแล้วก็มีเวลาให้นิดหน่อย แต่ก็ไม่นานมาก ตอนนี้ก็ค่อนข้างแฮปปี้กับน้ำหนักแล้ว หลายคนบอกว่าพอแล้ว จริงๆ แล้วตอนนี้หนูกินได้ปกตินะ กินได้ตามใจมาก แต่ก็รู้ลิมิต เราก็ไม่ได้ตั้งใจลดแล้วนะ เราก็ยังมีทานยาต่อเนื่องอยู่ค่ะ แต่หลังจากที่เราเจาะเลือดฟังผล ก็ต้องดูว่าเราจะต้องกินยาต่อไหมหรือจะต้องปรับยาหรือยังไง"   "เห็นออกอีเว้นท์บ่อย ใช่ค่ะ อาจจะเป็นช่วงเดือนนี้มั้งคะ ช่วงต้นปี ไม่ใช่แค่หนู ก็เห็นหลายๆ คนไปกันเยอะ จริงๆ แล้วหนูถ่ายละครอยู่ตลอดนะ ตอนนี้ก็ถ่ายวิหคหลงลมอยู่ มันมีกระแสข่าวละครเรื่องเสน่หามายา จะออนแอร์แต่ก็ยังไม่ได้ออน ไม่แน่ใจว่าจะล็อตหน้าหรือเปล่า ที่จะออนแน่ๆ คือ เสน่หามายาก่อน แล้วต่อด้วยวิหคหลงลม แล้ววีคนี้ก็จะเปิดกล้องราชนาวีที่รัก จริงๆ แฟนคลับก็จะรู้ หนูก็จะอัพเดทลงอินสตราแกรมว่าถ่ายละครนะวันนี้ อีเว้นท์ต่างจังหวัดค่าตัวดีกว่า ไม่นะ เรายึดหลักที่ว่าอะไรคอนเฟิร์มก่อนเราก็ไปให้อันนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับค่าตัวหรืออะไร ส่วนมากมันด้วยความที่ละครช่อง 7 มั้ง ก็จะไปที่ต่างจังหวัดมากกว่า" แซมมี่ กล่าว อ่านข่าว ใต้ความน่ารัก!! แซมมี่ นางเอกยอดกตัญญูดูแลคุณพ่อป่วยมะเร็งตับ!! ใต้ความน่ารัก!! แซมมี่ นางเอกยอดกตัญญูดูแลคุณพ่อป่วยมะเร็งตับ!! อ่านต่อ : http://gossipstar.mthai.com/gossip-content/5992 แซมมี่ เคาวเวลล์   แซมมี่ เคาวเวลล์   แซมมี่ เคาวเวลล์   แซมมี่ เคาวเวลล์   แซมมี่ เคาวเวลล์  

แม่ก็คือแม่!! ชมพู่ อารยา เปิดใจครั้งแรก ตั้งใจอุ้มท้องลูกแฝดเดินพรมแดงเมืองคานส์!!
ชมพู่ อารยา /  ข่าว ชมพู่ อารยา / 

  หลังอัพข่าวดีให้แฟนๆ ได้เฮกันมาแล้วในอินสตาแกรม สำหรับทายาทซุปตาร์ของ ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ที่กำลังตั้งครรภ์ลูกชายฝาแฝดได้ 4 เดือนแล้ว ล่าสุด สาวชมพู่ ได้อุ้มท้องลูกชายฝาแฝดอายุครรภ์ 4 เดือน มาร่วมงานเปิดตัวแคมเปญ "L'Oreal Paris Canniversary" (ลอรีอัล ปารีส คานส์นิเวอร์ซารี่) @แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน พร้อมกับเปิดใจเป็นครั้งแรกว่าปีนี้เธอยังคงทำหน้าที่แบรนด์แอมบาสเดอร์ ลอรีอัล ปารีส ไปพรมแดงเมืองคานส์เช่นเคย แต่สิ่งที่วิเศษสำหรับเธอก็คือได้อุ้มลูกชายฝาแฝดเดินพรมแดงด้วย โดยมีคุณสามี น็อต วิศรุต ตามไปดูแลอย่างใกล้ชิดด้วย   "ออกงานวันนี้ตื่นเต้นค่ะ เพราะว่าปีนี้เรายังไม่ได้เจอกันเลย เป็นครั้งแรก ไม่ได้ออกอีเว้นท์นานมาก เราเองก็มีความคาดหวังเหมือนกันค่ะ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย เราก็อยากจะทำให้มันดีขึ้นๆ ทุกปี ก็เป็นความตั้งใจของชมอยู่แล้ว ทุกๆ ปีที่มีโอกาสได้ไปก็จะเห็นคนดังคนอื่นกระเตงลูกไป บางคนก็อุ้มท้องไป หรือบางคนอายุ 70 กว่าก็ยังเดินอยู่ เลยรู้สึกว่าถ้าเราได้ผ่านช่วงเวลานั้นของชีวิตแล้วยังได้ทำหน้าที่ตรงนี้ด้วยคงมีโมเม้นท์นึงสักปีที่ได้ทำในเวอร์ชั่นนี้ และปีนี้ก็ตั้งใจทั้งช่วงเวลาและการวางแผนน่าจะเหมาะเจาะทุกอย่าง"   "ชมวางแผนมาพอสมควร เพราะปีที่แล้วก็เคลียร์งานไปได้ค่อนข้างเยอะ และช่วงที่ผ่านมาเราก็ค่อนข้างจะรับงานเบาๆ หมดเลย เล็งไว้แล้วว่าถ้าไปเมืองคานส์ อายุครรภ์ก็คง 5 เดือนพอดี เป็นช่วงที่ไม่แพ้แล้ว เดินทางได้ คล่องตัว ความอึนในตอนแรกมันหมดไปแล้ว และก็ยังไม่ใช่เคลื่อนไหวลำบากถึงขั้นโค้งสุดท้าย พอพ้น 3 เดือนแล้ว เราก็รู้สึกว่าช่วง 4-7 เดือนเป็นช่วงที่เราชิลล์ เดือนที่ 8-9 ก็จะไม่ชิลล์แล้ว จะเป็นฮิปโปแล้ว"   "คุณสามีไปด้วยค่ะปีนี้ แต่อย่างที่ทราบกันปีนี้เรามีพาร์ทเนอร์ค่อนข้างเยอะ ทุกๆ ทีมรู้ว่าเราท้อง ซึ่งจริงๆ เขาก็รับมือกับพรีเซ็นเตอร์ที่ท้องทุกๆ ปีอยู่แล้ว เขารู้อยู่แล้วว่าต้องรับมือยังไง ปีนี้เรามีลอฟฟิเซียลกับโชว์พราวที่เข้ามาดูแลและทำให้ชมเบาใจในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นดีเทลเรื่องชุดรายละเอียดปลีกย่อย ฉะนั้นชมก็ทำใจสบายๆ ไป รักษาร่างกายให้แข็งแรง"   "จริงๆ ทางลอฟฟิเซียลก็มีส่วนช่วยชมตั้งแต่ปีที่แล้วใน 4 ลุคที่ทุกคนเห็นกัน ปีนี้ก็น่าจะชัดเจนขึ้น เราก็มีการทำการบ้านไปบ้างแล้ว แต่ปีนี้เรามีข้อจำกัดเรื่องสรีระเราไม่เหมือนเดิม ก็อาจจะมีการคร่าวๆ ไว้ แต่ยังไม่ได้เจาะจง และคงต้องเดินทางไปล่วงหน้าเพื่อฟิตติ้งชุด เพราะบางชุดอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับ"   "เรื่องโฟกัสชมตั้งใจมาก ชมอยากให้เห็นมาก แต่เท่าที่คุยกับทีมงานฝรั่ง เขาบอกว่าเราไม่ได้ดูท้องเลย คือถ้าเทียบกับคนยุโรปมันจะดูก้ำกึ่งด้วยซ้ำว่าเหมือนคนมีพุง (หัวเราะ) แต่ชมก็ยังมีเวลาอีก 2 อาทิตย์มันอาจจะชัดขึ้นหรือเปล่า บางชุดมันก็มีข้อจำกัด ถ้ามันไม่สบายตรงช่วงท้องก็อาจจะต้องข้ามและเว้นไป เพราะแต่ละช่วงของเดือน แต่ละสัปดาห์ ตำแหน่งของท้องมันก็อยู่สูงต่ำไม่เท่ากัน ก็ต้องหาช้อยส์ไว้ค่อนข้างเยอะพอสมควร ต้องบินล่วงหน้าหลายวัน แต่ทุกอย่างยังไม่ได้ไฟนอล"   "พี่น็อตเขาไม่ค่อยจุกจิกอะไรกับชมมาก เขารู้แค่นั้นว่าปีนี้เขาต้องไป คือจริงๆ ทางลอรีอัลพอทราบว่าเราท้อง เขาก็ถามความสมัครใจเราว่าโอเคไหม เขาไม่ฝืนนะ แต่ชมบอกว่ามันเป็นความตั้งใจของชม แพลนไว้แล้วว่าอยากจะมีน้องปีนี้ ตั้งใจไว้แล้วว่าอยากทำเวอร์ชั่นนี้เพราะมันเป็นโมเม้นท์ที่วิเศษมาก ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งเราอยากจะเฉลิมฉลองช่วงเวลานี้ และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ที่ดูอยู่ว่าความเป็นแม่มันสวยงามนะ เราไม่จำเป็นต้องหยุดกับคำว่าแม่ ในคำจำกัดความแบบเดิมๆ ชมเชื่อว่ามีผู้หญิงอีกหลายคน พอมีภาระคำว่าแม่ เราต้องดร็อปอะไรหลายๆ อย่างของตัวเอง เพราะคำว่าแม่ภาระมันยิ่งใหญ่ รวมถึงหลายคนสูญเสียความเป็นตัวเอง แต่ชมอยากจะใช้โอกาสตรงนี้ทำให้ทุกคนฮึดขึ้นมา"   "(ได้มีบอกลูกไหมว่าปีนี้แม่จะพาไปเดินนะลูก?) ก็มีบอกบ้าง มีบอกนะ แต่ตอนนี้เขายังไม่มีหู จะได้ยินตอนประมาณ 24 สัปดาห์"   "(สรุปว่าเป็นลูกชายฝาแฝด?) ใช่ค่ะ ที่ทราบเพศชายเพราะเดี๋ยวนี้เขารู้เร็ว สักประมาณ 11-12 สัปดาห์ก็ตรวจเลือดได้แล้ว DNA เขาจะหลุดมาในกระแสเลือดเรา ถึงแม้อวัยวะยังไม่โผล่แต่เราก็จะทราบ"   "ทุกคนก็ว่าอย่างนั้น แต่ชมยังไม่เคยท้องเดี่ยวเลยไม่รู้จะเปรียบเทียบยังไง คือคนที่เขาเคยท้องแค่คนเดียวเขาก็ว่าแล้ว เขาก็เลยจินตนาการว่าสองคนอาจจะหนักกว่าหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ชมคอนเฟิร์มได้เลยว่าฮอร์โมน HCG สูงมาก จะแพ้แน่นอน"   "(ตั้งใจจะมีแฝดเลยใช่ไหม?) มีปรึกษาคุณหมอบ้าง อย่างที่บอกชมอยากได้ช่วงเวลานี้ ปีที่ผ่านมาเลยฟิตร่างกายมาตลอด และมาตัดสินใจช่วง พ.ย.-ธ.ค. คุยกับพี่ในกองว่ารอปิดหล้องก่อนดีไหม แต่ทุกคนก็ยุว่าให้ลุยเลย และด้วยความที่เราดูแลตัวเองดีมาตลอด ปรึกษาคุณหมอด้วยก็เลยได้ตามเวลาที่เราต้องการ"   "จริงๆ ทางบ้านพี่น็อตก็มีแฝดค่ะ พี่สาวพี่น็อตก็มีลูกแฝด ส่วนอันนี้ชมเพิ่งทราบนะเพราะชมเพิ่งไปอังกฤษครั้งล่าสุด ชมก็ไปเยี่ยมคุณอาซึ่งเป็นน้องของพ่อ เราก็บอกข่าวดีกับเขา เขาก็เลยบอกว่า รู้ไหมว่าปู่ของเราก็เกิดมาพร้อมกับน้องชายฝาแฝดแต่เขาเสียไปตอนคลอด ที่ได้ลูกแฝดถ้าบอกว่าเราไม่ได้หาหมอเลยก็จะบอกว่าโกหก ก็มีวิทยาศาสตร์ช่วยบ้าง"   "พี่น็อตก็ดูแลปกตินะคะ ไม่ได้อะไรพิเศษมาก เพราะเขาก็ดูแลเราเป็นปกติอยู่แล้ว คือถ้ารู้ว่าเราต้องการอะไรเขาก็จะพยายามหามาให้ คืออย่างที่บอกช่วงแรกแพ้หนักมากเพราะระดับฮอร์โมนมันสูง คนปกติที่เขาไปตรวจฮอร์โมน HCG 500-600 เขาก็ว่าสูงแล้ว แต่วันแรกที่ชมไปตรวจ ชมได้ 2600"   "ตอนนี้เหลือแต่ย่ากับยาย ท่านก็คงตื่นเต้นกัน ช่วงนี้คุณแม่ชมก็มาหาบ่อย ถ้าช่วงไหนคุณน็อตไปทำงานต่างประเทศ คุณแม่ก็จะมานอนด้วย อย่างตอนที่ชมแพ้ท้อง ชมก็อยากจะทานแต่กับข้าวที่คุณแม่ทำ คือชมใช้สิทธิ์คนท้องตั้งแต่บอกว่าชมจะปล่อยท้องแล้วนะ (หัวเราะ)"   "ไม่มีอาการวิงเวียน อาหารก็รับรู้รสชาติทุกอย่าง คือทานอาหารอร่อยแล้ว แต่อ่อนเพลียจะมีบ้าง เหนื่อยง่าย ถ้าทำอะไรแบบไม่ได้ตั้งสติ ลุกปุปปัป ก็จะมีแบบหอบบ้าง คือจะทำอะไรช้าลงนิดนึง อย่างรูปที่ลงไอจีออกกำลังกาย ท้อง 4 เดือนคนก็มองว่าท้องดูไม่ใหญ่เลย?ที่เห็นก็คือลูกชม มันไม่มีพุง ข้างในก็คือลูกล้วนๆ คือชมก็ตั้งใจจะออกกำลังกายไปเรื่อยๆ คุณหมอก็ไม่ได้ห้ามอะไร ให้ขยับได้บ้าง คนที่คอยดูแลเราเขาก็มืออาชีพ   "ตอนนี้น้องตัวโตค่ะ หลายคนบอกว่าชมต้องทานบ้างนะคะ อย่าห่วงสวยมากเดี๋ยวลูกตัวเล็ก คือชมจะบอกว่าลูกตัวโตค่ะ ชมซาวด์ครั้งล่าสุดตอน 16 สัปดาห์ แต่ไซส์ลูกคือนำไป 18 สัปดาห์แล้วทั้งสองคน น่าจะตัวใหญ่เหมือนกันค่ะ"   "มันช้าลงแบบไม่น่าเชื่อ ก็งงๆ นี่ฉันเป็นแม่ชีหรือว่าเป็นแม่ (หัวเราะ) คือมันนิ่งมาก เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อะไรที่เราเคยใส่ใจ เราก็ไม่ใส่ใจ เพราะเรารู้ว่ามันมีอะไรที่สำคัญกว่ามากๆ ในชีวิต เรื่องไร้สาระบางเรื่องที่เราเคยตัดไม่ได้ มันก็ตัดไปได้เลย"   "(รองเท้าลูกพี่น็อตเห่อหรือว่าอะไร?) ก็นิดนึง เรื่องของเรื่องคือชมได้มาก่อนคู่นึง มีคนให้มา แต่คือเขาให้มาคู่เดียว (หัวเราะ) พี่น็อตเขาก็เลยไปหาอีกคู่นึงมา"   "คลอดธรรมชาติคงไม่ไหวค่ะ"   "หลังกลับจากเมืองคานส์ ก็คงทำรายการ แต่ชมก็ยังมีคิวถ่ายโฆษณา คือยังทำงานอยู่ อย่างละครก็เหลือวันพุธ ถ้าจบละครแล้วทุกอย่างก็เบา เป็นคนท้องมันดีเนอะ ทุกคนจะเข้าใจความรู้สึกเลย ไม่นัดเราเช้ามาก จะปล่อยเราเร็ว ไม่ให้เรายืนนาน เราก็ชิลล์ๆ แต่คือเดี๋ยวยังมีอีเว้นท์อยู่นะ" ชมพู่ กล่าว อ่านข่าว คุณแม่ชมพู่ ฟิน! ท้องลูกแฝด 4 เดือน ได้ชายคู่ สมใจคุณพ่อน็อต ชมพู่ อารยา ชมพู่ อารยา ชมพู่ อารยา ชมพู่ อารยา ชมพู่ อารยา ชมพู่ อารยา ชมพู่ อารยา

36ยังแซบ! ซุปตาร์ค่อนวงการร่วมเบิร์ธเดย์ วุ้นเส้น ไร้เงาผู้!
วุ้นเส้น ฉลองวันเกิด /  วีเจวุ้นเส้น

  กระดิกตัวทำอะไร ชีก็เป็นประเด็นไปหมด สำหรับแม่ม่ายสุดแซบ วีเจวุ้นเส้น วิริฒิพา ที่ยังคงเป็นขวัญใจของเหล่าเซเลบไฮโซ แม้ว่าชีจะโสดไม่สนิท แต่ก็มีหนุ่มหล่อบ้านรวย โทรจีบ ไลน์ตื้อเพียบ ล่าสุดเมื่อคืนชีก็จัดปาร์ตี้แฮปปี้เบิร์ดเดย์ 1 เมษายน ฉลองวันเกิดวัย 36 ปี งานนี้มีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในวงการตัวแซบๆ มาร่วมงานเพียบ อาทิ เมย์ พิชญ์นาฏ ที่ควงมากับผู้ เจ ชนาธิป, หมวยเสียงสูง ปันปัน สุทัตตา, นางเอกฮอร์โมน เก้า สุภัสสรา, ว่าที่สะใภ้เล็กโบนันซ่า มิ้นท์ ชาลิดา, หนุ่มเจ้าสำราญ ก้อง กรุณ, เมนเทอร์ บี น้ำทิพย์ & คริส หอวัง, แม่ลูกแฝด นานา ไรบีนา ฯลฯ ส่วนอดีตสามีอย่าง ชาคริต แย้มนาม ก็ไม่ได้มางานนี้ และยังนิ่งเงียบไม่เบิร์ธเดย์อวยพรอดีตศรีภรรยาผ่านโซเชียลฯ และผู้ใหม่ที่ตกเป็นข่าวกับชีอย่าง ไฮโซหลวง ก็ไม่รู้ว่าไปร่วมงานนี้ด้วยหรือเปล่า เพราะยังไม่มีเงาปรากฏออกมาให้เห็น เอ๊ะ! หรือเขาจะแอบไปเดทกันสองต่อสองหลังจบปาร์ตี้นะ อิอิอิ!!!

จำได้มั้ย?
เจสซี่ รินทร์ดนัย /  นิด อรพรรณ / 

  อุแม่เจ้า!! หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2545 คงไม่มีใครไม่รู้จักซีรีส์วัยรุ่นสุดฮอต "กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้" ที่รวบรวมบรรดาหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวแถมยังแรงเวอร์ไม่แพ้ซีรีส์ดังในยุคนี้อย่าง "ฮอร์โมนฯ" กันเลยทีเดียว โดยเฉพาะเหล่าหนุ่มน้อยนักแสดงนำประจำแก๊ง "หินกลิ้ง" อย่างหนุ่มลูกครึ่งหน้าเป๊ะ เจสซี่ รินทร์ดนัย ที่เรียกได้ว่าขึ้นแท่นลูกรักบอสสาวคนเก่งอย่าง คุณนิด อรพรรณ จนกลายเป็นเด็กปั้นโพลีพลัสกันมาแล้ว   แต่ล่าสุดหลังจากห่างหายงานละครไปเกือบ 5 ปี ณ บัดนาว หนุ่มเจสซี่ ยังคงความหล่อล่ำนำเทรนด์ ด้วยการนั่งแท่นบริหารธุรกิจความงามครบวงจร รับผลิตอาหารเสริมใหญ่โตระดับประเทศจนกลายเป็นหนุ่มนักธุรกิจร้อยล้านไปซะแล้ว แว่วๆ มาว่าเร็วๆ นี้ หนุ่มเจสซี่ ยังเตรียมโปรเจ็คท์ใหม่ประกาศตัวเป็น "เจ้าพ่อบุญทุ่ม" อาสาโมดิฟายชาวลูกเป็ดขี้เหร่ทั้งหญิงและชายให้มีชีวิตใหม่สดใสกว่าเก่าไม่ต้องอายใครกันแบบฟรีๆ อีกด้วย ว้าวๆๆ เริ่ดอะไรขนาดนี้ ไม่หล่อไม่รวยทำไม่ได้นะจ๊ะ!! ขอบคุณภาพจาก IG jessiehyper, FB Linndanai Jessie              

หันมาเน้นกิน อาหารพืช ลดเสี่ยงเป็นโรค แถมยังผอม หุ่นดีได้อีกด้วย
ลดความเสี่ยง /  อาหาร / 

Whole foods, plant-based diet คือ การรับประทาน อาหารพืช เป็นหลักในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติ เป็นหนึ่งในแนวทางการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในรอบปีที่ผ่านมา และยังคงอยู่ในกระแสความนิยมจากผู้คนจำนวนมากต่างจากแนวทางอื่นๆ เนื่องจากมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นคุณประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้รับประทานอาหารในแนวทางนี้ อาทิเช่น ผลงานการศึกษาของ ดร.ดีน ออร์นิช และ ดร.แมคดูกัล ที่ระบุว่าอาหารพืชเป็นหลักในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาตินั้นสามารถป้องกันและจัดการกับโรคเรื้อรังชนิดต่างๆ ได้ นอกจากจะช่วยในการรักษารูปร่างแล้ว งานวิจัยทางการแพทย์ในหลายสาขายังชี้ให้เห็นว่าการรับประทานอาหารพืชเป็นหลักในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาตินี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง ได้อีกด้วย วิทยาลัยสาธารณสุขแห่งฮาร์วาร์ด (Harvard School of Public Health) แนะนำว่าอาหารที่มีผักและผลไม้เป็นส่วนประกอบหลักนั้นจะช่วยลดค่าความดันโลหิตได้ นักวิจัยจากฮาวาร์ดยังพบว่าผู้ที่รับประทานผักและผลไม้มากกว่าคนทั่วไปเป็นระยะเวลากว่า 14 ปีนั้นมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดน้อยลงอีกด้วย การรับประทาน อาหารพืช เป็นหลักในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติทุกวัน แตกต่างจากแนวทางในการรับประทานแบบอื่นๆ เพราะสามารถทำได้ง่ายและคุ้มค่า ซึ่งแนวทางนี้จะเน้นการรับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลักโดยไม่มีการสกัด ไม่มีการขัดสี ไม่มีการแปรรูปใดๆ และลดการรับประทานเนื้อสัตว์กับอาหารแปรรูปให้น้อยลง อาหารธรรมชาติเหล่านี้จะช่วยนำสารอาหารหลักที่ให้พลังงานทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันที่ดีเข้าสู่ร่างกาย โดยไม่ได้เน้นแค่สารอาหารเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการผสมผสานของสารอาหารที่หลากหลายที่เหมาะสมกับร่างกายของคนเรามาก นอกจากคุณประโยชน์ที่มากมายแล้ว ยังเริ่มต้นได้ง่ายๆ จากพืชผักผลไม้ใกล้ตัว ที่สามารถหาได้ทั่วไปในประเทศไทย มะพร้าว – ผลไม้ท้องถิ่นมากคุณประโยชน์ นอกจากความชื่นใจดับกระหายแล้ว น้ำมะพร้าวยังประกอบด้วยสารไซโตไคนินเป็นจำนวนมาก ไซโตไคนินเป็นกลุ่มฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมการเจริญเติบโต พัฒนาการ และความแก่ของร่างกายมนุษย์ การดื่มน้ำมะพร้าวจึงอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีส่วนช่วยรักษาความหนุ่มสาวไว้ได้ ฟักทองและมะละกอ – ขุมทรัพย์ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ ผลการศึกษาของสถาบันมะเร็งแห่งชาติในสหรัฐอเมริการะบุว่า ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองและส้ม เช่น ฟักทอง มะละกอ และแครอทนั้นอุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณสมบัติในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ผักผลไม้เหล่านี้ยังมีคุณประโยชน์อื่นๆ ต่อร่างกายอีกมากมายหลายประการ ฟักทอง จัดว่าเป็นผลไม้ประเภทหนึ่งซึ่งนิยมนำมารับประทานกันทั่วไป โดยใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารคาวหวานหลายชนิด เราสามารถเลือกอิ่มกับเมนูง่ายๆ อย่างเช่น ผัดฟักทองรับประทานกับข้าวกล้อง นอกจากฟักทองจะประกอบไปด้วยวิตามินเอและแคโรทีนอยด์ ซึ่งช่วยบำรุงสายตาและทำให้การมองเห็นในที่ที่มีแสงน้อยดีขึ้นแล้ว ฟักทองยังอุดมไปด้วยใยอาหารในปริมาณสูง ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น จึงเหมาะสำหรับคนที่กำลังควบคุมแคลอรี แคโรทีนอยด์ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ ช่วยลดริ้วรอย ทำให้ผิวตึงกระชับ การรับประทานฟักทองและมะละกอจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี นอกจากเนื้อฟักทองแล้ว เมล็ดฟักทองก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพและร่างกายด้วยเช่นกัน ในเมล็ดฟักทองอุดมไปด้วยกรดอะมิโนทริปโตเฟนซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการช่วยสร้างเซโรโทนิน ซึ่งเป็นหนึ่งในสารที่ทำให้รู้สึกสดชื่นและมีอารมณ์ดี ลองทานเมล็ดฟักทองเป็นอาหารว่าง รับรองว่าคุณต้องรู้สึกมีความสุขมากขึ้นแน่นอน ผักใบเขียว – อาหารพื้นฐานที่ไม่ควรมองข้าม สำหรับชีวิตในเมืองอันแสนวุ่นวายและเร่งรีบ การหาผักและผลไม้รับประทานในแต่ละมื้ออาจดูเป็นเรื่องยาก แต่อันที่จริงแล้วสารพัดพืชผักผลไม้ที่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นผักบุ้ง ผักโขม หรือผักคะน้านั้น สามารถหาซื้อได้ง่ายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือในสลัดบาร์ทั่วไป การปรุงอาหารที่บ้านยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดหากคุณต้องการควบคุมปริมาณน้ำมัน เกลือ และน้ำตาลด้วยตนเอง การทำอาหารจากผักสักจานที่บ้านนั้นยังใช้เวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น ลองเมนูง่ายๆ อย่างผักบุ้งหรือผักโขมลวกแล้วโรยหน้าด้วยอัลมอนด์บดกับพริกซอย รับประทานพร้อมข้าวกล้องหุงร้อนๆ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้สารอาหารที่เต็มเปี่ยม ผักใบเขียว ยังประกอบไปด้วยใยอาหารในปริมาณสูง และช่วยรักษาระบบการย่อยอาหาร เช่น การทำความสะอาด และลดการอักเสบ นอกจากนี้ผักใบเขียวยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งและโรคเรื้อรังอื่นๆ ช่วยในการลดน้ำหนักและการรักษาน้ำหนักให้คงที่ ผักสีเขียวเข้ม เช่น พืชในตระกูลผักโขมอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก จากผลการศึกษาของกรมวิชาการเกษตรของสหรัฐอเมริกา พบว่าผักโขมที่ปรุงแล้วขนาด 1 ถ้วยตวงมีธาตุเหล็ก 1 มิลลิกรัมซึ่งมากกว่าตับวัวปริมาณ 85 กรัมเสียอีก อย่างไรก็ตาม ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการรับประทาน อาหารพืช เป็นหลักในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติแนวทางนี้ ว่าเป็นการทานผักประเภทใบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งความจริงเรายังจำเป็นต้องเพิ่มพืชผักผลไม้ที่ให้แป้ง เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง ข้าวโพด ฟักทอง และข้าวกล้อง ไปในมื้ออาหารด้วย หากทานอาหารในหมวดหมู่นี้ให้ครบทุกชนิด นอกจากจะได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนแล้ว คุณจะสนุก และมีความสุขกับการรับประทานมากขึ้นอีกด้วย

เราท้าให้คุณทำ! อาบน้ำเย็น วันละ 5 นาที เป็นเวลา 30 วัน แล้วจะสุขภาพดี
น้ำอุ่น /  น้ำเย็น / 

นักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า การอาบน้ำเย็น สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการกู้คืนพลังงานที่เหนื่อยล้าของเหล่านักกีฬามืออาชีพมามากมาย และการทำเช่นนี้ก็ยังสามารถนำมาใช้ได้กับคนทุกเพศทุกวัย มาดูประโยชน์ที่เราจะได้รับ หากลอง อาบน้ำเย็น  ทุกวันเป็นเวลา 30 วัน ใช้เวลา 5 นาทีในการอาบน้ำเย็นในตอนเช้า ตลอดทั้งเดือน โดยเลือกการอาบน้ำในตอนเช้าในการทำเช่นนี้จะส่งผลดีที่สุด การอาบน้ำเย็น ช่วยบรรเทาจากอาการของภาวะซึมเศร้าและช่วยคลายความเครียด ดีต่อสุขภาพผิวและผม โดยน้ำเย็นจะช่วยปิดรูขุมขนและเมื่อรูขุมขนปิดจะช่วยให้ผิวของคุณมีสุขภาพดีและเรียบเนียน น้ำเย็นยังจะช่วยทำให้ผมของคุณเงางามกว่าน้ำอุ่นอีกด้วย เพิ่มฮอร์โมนเพศชาย หนึ่งการศึกษาโดยสถาบันวิจัย Thrombosis Research Institute ในอังกฤษได้แสดงให้เห็นว่า น้ำเย็นช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเพศชายและความอุดมสมบูรณ์ให้ฮอร์โมนได้ดี ระบบน้ำเหลืองเคลื่อนไหวในร่างกายได้ดีขึ้น โดยปกติร่างกายจะมีระบบน้ำเหลืองที่มีหน้าที่กรองเลือด สร้างเม็ดเลือด ช่วยป้องกันโรค และคืนโปรตีนกลับสู่หลอดเลือด การอาบน้ำเย็นจะทำให้ร่างกายของคุณทั้งหมดหดตัว และบังคับให้ระบบน้ำเหลืองของคุณผลักดันของเหลวเหลืองทั่วร่างกายของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ การไหลเวียนเลือดดีขึ้น การอาบน้ำด้วยน้ำเย็น ทำให้ร่างกายได้สัมผัสกับความหนาวเย็นเป็นช่วงเวลาที่จะ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกาย ค่อยๆ ไหลเวียนเลือดของคุณไปยังอวัยวะสำคัญต่างๆของร่างกาย ได้ดียิ่งขึ้น การนอนหลับดีขึ้น อุณหภูมิของร่างกายที่ลดลงจะทำให้การนอนหลับดีขึ้น หลับง่ายและสบายมากขึ้น ที่มาจาก www.womendailymagazine.com

น้ำยาออกฤทธิ์!! เจมส์ เห่อเมียตั้งท้อง 6 สัปดาห์ ฟุ้งอยากมีลูก 4 คน!!
เจมส์ เรืองศักดิ์ /  ข่าว เจมส์ เรืองศักดิ์ / 

  กลายเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่สมใจแล้ว สำหรับ หนุ่มเจมส์ เรืองศักดิ์ และ ครูก้อย นัชชา ที่หลังจากจูงมือเข้าประตูวิวาห์ไปเมื่อปลายปี 59 ที่ผ่านมา และแล้วก็ได้ข่าวดีมีเบบี้อย่างที่รอคอย โดยวันนี้ (7เม.ย.60) ได้เจอตัวทั้งคู่ในงานบวงสรวงองค์พระมหาบูรพกษัตราธิราชเจ้า แห่งราชอาณาจักรอยุธยา เพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้รังสรรค์ภาพยนตร์ซีรีส์อิงประวัติศาสตร์เทิดพระเกียรติ เรื่องศรีอโยธยา ซึ่งทั้งคู่ก็เผยว่าดีใจที่สุดในชีวิต ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์ ทางครอบครัวทั้งสองฝั่งก็ยินดีมาก อีกทั้ง หนุ่มเจมส์ ยังฟุ้งอีกว่าอยากจะมีลูกถึง 4 คนด้วยกัน มีหวังงานนี้ ครูก้อย ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมตลอดเวซะแล้ว ยังไงก็ยินดีด้วยนะจ๊ะ เจมส์ "เป็นความรู้สึกที่ดีใจที่สุดในชีวิต ครั้งแรกที่ได้รับรู้ว่าครูก้อยท้องแล้ว จำได้ว่าที่ครูก้อยมาบอกวันแรกน้ำตามันไหลออกมาเอง รู้สึกดีใจมากมันก็เหมือนเป็นอีกก้าวหนึ่งของชีวิต ตอนนี้ก็ประมาณ 6 สัปดาห์ เกือบสองเดือนแล้ว"ก้อย "ตอนนี้มีแต่อยากทาน แล้วก็มีเพลียๆ นิดหน่อย ยังไม่ง่วงหรือยังไม่แพ้อะไรขนาดนั้น ความรู้สึกก็ดีใจมาก จริงๆ เราอยากมีลูกอยู่แล้ว ก็ไปหาคุณหมอวางแผนครอบครัวมาก่อนหน้านั้น 2 เดือน แล้วเราก็สมใจเดือนที่ 3" เจมส์ "ไปผลิตกันที่ยุโรป (หัวเราะ)"ก้อย "ก้อยก็รอทุกวัน พอประจำเดือนขาดก็ซื้อตัวเทสมาเทสต์ทุกวันเลยค่ะ จนกระทั่งมันขึ้นขีดจางๆ ก็เลยคิดว่าน่าจะใช่ พี่เจมส์ก็เลยพาไปหาหมอ" เจมส์ "ตอนนี้ก็เตรียมตัวพยายามศึกษาเรื่องจิตวิทยาของคนท้อง เพราะว่า ในเรื่องฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปเรื่องของอารมณ์ต่างๆ อาหารการกินเราก็ต้องปรับตัวในมุมของเรา หน้าที่สำคัญมากๆ ก็คือเวลาที่เขาเดินเหินไปไหนจะระวังมากเป็นพิเศษเลย กลัวเขาหกล้มกลัวลื่นกลัวอะไรต่างๆ ค่อนข้างจะเป็นห่วงมากกว่าปกติครับ จะว่าเห่อก็ได้นะครับเพราะเป็นลูกคนแรก ก็รู้สึกว่าเขารับหน้าที่ 9 เดือนเพราะฉะนั้นเราจะต้องเป็นหน่วยสนับสนุนให้เขาปลอดภัยที่สุดใน 9 เดือน" เจมส์ "จริงๆ แล้วหญิงก็ได้ชายก็ได้"ก้อย "เขาอยากได้ลูกสาวค่ะ ก้อยได้หมด" เจมส์ "ตั้งใจไว้ว่า 4 คน คือต้องต่อเนื่องเลยเดี๋ยวพอคลอดปุ๊บ อะไรเสร็จสรรพก็ต่อเนื่องเลย"ก้อย "เคยตั้งใจว่าถ้าครบเพศเมื่อไหร่จะพอแล้ว ชายคนหญิงคน แต่ถ้าไม่ครบก็จะเอาจนครบ เราก็ไปหาหมอตั้งแต่ 5 วีค ฝากท้องไว้ก่อนค่ะ หมอก็แนะนำมีเอกสารอะไรมาให้อ่าน ตอนนี้ก็ฝากท้องเรียบร้อยที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ" เจมส์ "เรื่องทำงานก่อนหน้านี้ก้อยก็หยุดอยู่แล้วเพียงแต่ว่าเรื่องทำงานบ้านก็น้อยลงส่วนใหญ่ไปเน้นหนัดเรื่องทำกับข้าว เขาทำครูก้อยเข้าครัวอ่อนแอทางไอจี เขาก็จะทำกับข้าวทุกวันเปลี่ยนเมนูไปเรื่อย"ก้อย "เราก็เลือกเมนูที่มีประโยชน์สำหรับคุณแม่ มีโฟเลตสูง มีแคลเซียม เราก็ศึกษาแล้วก็ทำเอง" เจมส์ "เวลาผมออกไปทำงานตอนนี้อย่างเดียวคืออยากกลับบ้าน อยากรีบกลับมาดูแลภรรยา เขาเป็นยังไงบ้าง ระหว่างวันเราก็โทรเช็กบ้าง ไลน์เช็กบ้าง" ก้อย "ฝั่งบ้านก้อยที่สุดยอดเลยค่ะ คุณพ่อนี่ตามขึ้นไปส่งบนห้องนอนเลยค่ะ เราขึ้นบันไดคุณพ่อจะถือน้ำถือนมไปให้ กลัวสะดุดบันได"เจมส์ "ฝั่งคุณแม่ผมก็จะเป็นเรื่องของความเชื่อต่างๆ เค้าบอกคนท้องห้ามตอกไข่เอง"ก้อย "ห้ามตอกไข่สด ห้ามทำอาหารสดอะไรอย่างนี้ค่ะเจมส์ "ไม่ฆ่าสัตว ์ก็จะแนะนำอะไรแนวนั้น แล้วก็เรื่องอาหารที่กินได้กินไม่ได้ ก็เชื่อไว้ก็ไม่เสียหาย"ก้อย "ถ้าเรื่องอาหารนี่ถ้าคุณหมอไม่ห้ามก้อยก็ทานนะคะ แต่ตามความเชื่อเขาบอกห้ามดื่มน้ำมะพร้าว"เจมส์ "ตอนนี้เราเน้นทำตามแพทย์ครับ หมอที่วิชัยยุทธเขาก็ดูแลอย่างใกล้ชิดก็ไม่มีอะไรที่พิสดาร" เจมส์ "จริงๆ ก็กะว่าจะตรวจโครโมโซม เพื่อเช็คในเรื่องของความผิดปกติต่างๆ ซึ่งในการตรวจโครโมโซมก็จะทําให้รู้ว่าได้ทราบเรื่องเพศด้วย ฉันจะชัดเจนกว่าการตรวจอัลตร้าซาวด์ด้วยซ้ำไป คิดว่าเดือนสองเดือนก็น่าจะทราบแล้ว"ครูก้อย "ถ้าเกิดโครโมโซมที่ 10 สัปดาห์ก็ตรวจได้แล้ว ว่าถ้าตรวจเพศก็ประมาณ 4 เดือน" เจมส์ เรืองศักดิ์ ครูก้อย เจมส์ เรืองศักดิ์ ครูก้อย เจมส์ เรืองศักดิ์ ครูก้อย เจมส์ เรืองศักดิ์ ครูก้อย

ตกใจ!! ต่อ ธนภพ เลือดกำเดาไหลเรื้อรังวันละ 5 รอบ ไม่ยอมหาหมอ-คาดไม่ร้ายแรง
ต่อ ธนภพ /  เก้า สุภัสสรา / 

        ทำเอาตกอกตกใจไปตามๆ กันเมื่อนักแสดงหนุ่ม ต่อ ธนภพ เผยอาการผิดปกติของร่างกายที่มีเลือดกำเดาไหลเรื้อรังวันละ 5 รอบ และแต่ละครั้งนานถึง 15 นาที แถมยังเป็นลิ่มเลือดก้อนใหญ่จนน่ากลัว ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่ามีผลกระทบกับงาน แต่ยังไม่ได้ไปหาหมอ เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นอะไรร้ายแรง คาดว่าสาเหตุเกิดจากความเครียด ทั้งเรื่องงานและเรื่องเรียนที่กำลังเตรียมสอบ ตอนนี้ก็พยายามดูแลตัวเองและพักผ่อนให้มากขึ้น หากมีเวลาก็จะไปหาหมอตรวจสุขภาพอย่างละเอียด               "หลังเลือดกำเดาไหลก็ยังไม่ได้ไปเช็คสุขภาพเลยครับ แต่ล่าสุดมีเวลาพักผ่อนเยอะขึ้น ในช่วงที่อ่านหนังสือสอบเราก็ได้พักด้วย อย่างอาการที่มีเลือดกำเดาไหลตลอดเวลา มันเริ่มหายไปแล้วครับ อาจเป็นเพราะเครียดเรื่องงานและเตรียมตัวสอบด้วยครับ จริงๆ คุณแม่บุญธรรมที่เป็นหมอท่านบอกว่าอยู่ที่เราใช้ร่างกายของตัวเองด้วย คือมันไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้นแต่มันก็เป็นไปตามสภาพร่างกายที่เราใช้ ก็ไม่กลัวครับ เพราะเดี๋ยวเวลาพักก็จะได้ไปเช็คร่างกายกับคุณหมออย่างจริงจัง ผมตรวจสุขภาพบ่อยไหมยังจำไม่ได้ (ยิ้ม) แต่ก็มีตรวจบ้าง คอยบริจาคเลือดบ้าง"             "คุณพ่อคุณแม่ท่านก็เป็นห่วงครับ ยิ่งช่วงนี้ซีรี่ส์โปรเจ็กต์เอสกำลังเริ่มถ่าย ก็หนักหน่วงมาก แต่ถามว่าผมกลัวมั้ยถ้าไม่มีเวลาพักผ่อนแล้วร่างกายจะทรุด คือไม่กลัวครับ ผมกลัวไม่ได้ทำงานมากกว่า มั่นใจว่าไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง เพราะผมก็ยังดูแลตัวเองดีอยู่และไม่ได้ปล่อยปะละเลยขนาดนั้น ซึ่งถ้าพูดจริงๆ ตอนนี้ก็ต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น ต้องใส่ใจตัวเองมากขึ้น ผมก็นิสัยผู้ชายครับ มองข้ามหลายๆ เรื่องที่อาจจะละเอียดอ่อนเกินไป"             "ถ้าไหลมันก็กระทบงานครับเพราะมันจะถ่ายทำไม่ได้ คือมันไหลตลอดเวลา แต่ตอนนี้มันหายไปประมาณ 2 อาทิตย์แล้วครับ ก็ยังไม่มีเอฟเฟ็กต์อะไรกับร่างกาย จะมีก็แค่เหนื่อยง่าย ส่วนปวดหัวผมปวดมากเลยครับเพราะช่วงนี้อ่านหนังสือสอบเยอะมากเลยครับ (หัวเราะ) จริงๆ เป็นบ่อยถึงขั้นควรรีบไปหาหมอเลยครับ เพราะวันนึงไหลประมาณ 5 รอบ และไหลรอบนึงประมาณ 15 นาที คือเวลาไหลมันไหลเป็นลิ่มเลือดใหญ่ๆ ที่ออกมาเยอะมาก ตอนแรกก็กลัวเรื้อรังครับ แต่พอมันหายไปก็ไม่กลัว"              "ช่วงนี้ถ่ายละครกับซีรี่ส์ครับ ส่วนเก้าก็คงถ่ายละครอยู่ ข่าวที่ว่ามีนางเอกฮอร์โมนลอกข้อสอบจนโดนพักการเรียนคิดมากเปล่า อันนี้ผมไม่รู้เลยครับ กับเก้าช่วงนี้เราไม่ค่อยได้คุยกันครับเพราะเราทำงานเยอะ อีกอย่างผมก็ยังไม่ทราบข่าวเลย เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เวลามีปัญหาอะไรก็ช่วยเหลือกันครับ ถึงจะอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ในมหาวิทยาลัยผมก็อยู่ของผมครับ ไม่ค่อยได้คุยกับใคร ส่วนใหญ่อยู่แต่ที่คณะ เด็กในมหาวิทยาลัยมีการพูดถึงเรื่องนี้มั้ยเหรอ เดี๋ยวผมไปสืบให้ก่อนนะครับ (หัวเราะ) แต่ผมว่าไม่ใช่หรอก เพราะจริงๆ เก้าเป็นคนเรียนเก่งนะ" ต่อ กล่าว        ต่อ ธนภพ   ต่อ ธนภพ   ต่อ ธนภพ   ต่อ ธนภพ  

พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหา ตั้งครรภ์ในวัยรุ่น บังคับใช้แล้ว วัยรุ่นมีสิทธิ์เลือก โนเซ็กส์ เซฟเซ็กส์
คุมกำเนิด /  ตั้งครรภ์ / 

รู้ไว้ใช่ว่า เรื่องใหญ่ที่วัยรุ่นไทยต้องรู้ในวันคุมกำเนิดโลก เกี่ยวกับพ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหา การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น วันคุมกำเนิดโรค ปีนี้ น่าจะเป็นอีกหนึ่งปีที่ประเทศไทยตื่นตัวมากขึ้นกว่าเดิม สืบเนื่องมาจากพ.ร.บ. การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ที่มีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อช่วยลดปัญหาการตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อมในวัยรุ่น ซึ่งมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย จากสถิติล่าสุดพบว่า ในแต่ละปีกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15 ปี จนถึงก่อน 20 ปี มีอัตราการตั้งครรภ์และมีการคลอดบุตรอยู่ที่ 44 ต่อ 1,000 คน ของสตรีวัยรุ่นในช่วงอายุเดียวกัน หากเปรียบเทียบกับข้อมูลอัตราการตั้งครรภ์ทั้งหมดปีละ 7 แสนคน จะพบว่าการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นที่อายุต่ำว่า 20 ปี มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 15.3หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 1 แสนคนต่อปี ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ นอกจากนั้นในจำนวนนี้ยังมีถึงประมาณ 3,000 คน ที่เป็นการตั้งครรภ์และคลอดบุตรโดยมารดาที่อายุยังไม่ถึง 15 ปี นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า “การผลักดันพ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นนี้ ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนนำโดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงมหาดไทย พร้อมทั้ง 3 กระทรวงทีคอยให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี คือกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรวมถึงกระทรวงยุติธรรม โดยเนื้อหาใน พ.ร.บ.ได้มุ่งให้วัยรุ่นไทยตระหนักรู้ในสิทธิและหน้าที่ของตัวเอง ตามมาตรา 5 อันเป็นหัวใจหลักของ พ.ร.บ.นี้คือ คือ วัยรุ่นมีสิทธิในการตัดสินใจด้วยตัวเอง หรือสิทธิในการได้รับข้อมูลข่าวสารและความรู้ ด้านการบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ โรงเรียนต้องมีหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาเพศศึกษา โดยบุคลากรที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี สิทธิในการได้รับการรักษาความลับและความเป็นส่วนตัว และสิทธิในการได้รับการจัด สวัสดิการสังคม อย่างเสมอภาคและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ เช่นเมื่อวัยรุ่นเกิดการตั้งครรภ์ต้องมีโอกาสได้รับการศึกษาต่อตามความประสงค์ หรือการฝึกอาชีพตามความสนใจและความถนัดเพื่อเอื้อประโยชน์ในการหางานได้ตามความต้องการ ซึ่งหากวัยรุ่นได้รับสิทธิและความรู้ความเข้าใจใน พ.ร.บ.นี้อย่างชัดเจนจะส่งผลให้สถิติการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นลดลงได้ ภายในระยะเวลา 10 ปี” นอกจากนี้ทางกรมอนามัย ยังจัดให้มีโครงการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการคุมกำเนิดอย่างถูกวิธี เช่นการริเริ่มโครงการ Young Love และ Be sure ขึ้น เพื่อให้วัยรุ่นไทย มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการคุมกำเนิดอย่างถูกวิธี โดยโครงการ “Young Love รักเป็น ปลอดภัย” คือโครงการที่ให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาที่ถูกต้อง แก่วัยรุ่น หรือกลุ่มนักศึกษาตามมหาวิทยาลัย ซึ่งได้ดำเนินการติดต่อกันมาเป็นปีที่ 5 สำหรับโครงการ “ปรึกษาได้ มั่นใจชัวร์: “Be sure" คือโครงการที่รณรงค์ให้เห็นถึงความสำคัญของการคุมกำเนิดโดยเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญผ่านร้านขายยาทั่วประเทศไทย ซึ่งทั้งสองโครงการต่างได้รับเสียงตอบรับจากกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาเป็นอย่างดี ซึ่งทั้งสองโครงการนี้ได้รับความร่วมจาก บริษัท ไบเออร์ ไทย จำกัด ตลอดระยะเวลาของโครงการ นอกจาก พ.ร.บ.ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จะเข้ามาช่วยลดจำนวน “คุณแม่วัยใส” ให้ลดลงแล้ว การเลือกวิธีการคุมกำเนิดอย่างเหมาะสมก็ยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นถุงยางอนามัย ห่วงอนามัย การฝังยาคุมกำเนิดที่ออกฤทธิ์ได้นานตั้งแต่ 3 – 5ปี การเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม หรือยาฉีดคุมกำเนิด DMPA ซึ่งทั้ง 5 ทางเลือกต่างสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรในกลุ่มวัยรุ่นได้ หากได้รับคำแนะนำหรือคำปรึกษาที่ดีและใกล้ชิด จะโนเซ็กส์ หรือ เซฟเซ็กส์ ก็เป็นสิทธิ์ที่วัยรุ่นไทยเลือกได้ เพื่อป้องกันปัญหาการตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อม

ตั้งครรภ์ ก็ออกกำลังกายได้ มาดู กีฬาที่แนะนำ สำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์
คนท้องออกกำลังกาย /  คุณแม่ตั้งครรภ์ / 

นอกจากการส่งเสริมให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน และให้ลูกกินนมแม่ควบคู่อาหารตามวัยต่อเนื่องถึง 2 ปีแล้วนั้น สสส. มูลนิธิหมอชาวบ้าน มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย และภาคีที่เกี่ยวข้อง ยังสนับสนุนให้คุณแม่มีสุขภาพแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายด้วยความหนักที่เหมาะสม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พญ. อรพร ดำรงวงศ์ศิริ กุมารแพทย์ด้านโภชนาการ คณะกรรมการโครงการจัดการเรียนการสอนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถาบันผลิตแพทย์ มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย สสส. อีกทั้งยังเป็นนักวิ่งหญิงแกร่งของวงการวิ่งประเทศไทย ให้คำแนะนำว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ ไม่ใช่ผู้ป่วย แต่กลับเป็นช่วงที่คุณแม่ควรมีร่างกายแข็งแรงที่สุดในชีวิต เพราะร่างกายคุณแม่ต้องดูแลถึง 2 ชีวิตในเวลาเดียวกัน และกำลังเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการคลอด การออกกำลังกายจะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดไปสู่ทารกในครรภ์ดีขึ้น ทารกในครรภ์จะได้รับสารอาหารและเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้เมื่อคุณแม่ออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้คุณแม่มีภาวะทางอารมณ์ที่ดี ซึ่งมีส่วนให้ทารกแข็งแรงและอารมณ์ดีแจ่มใส คุณหมอนักวิ่ง แนะนำเพิ่มเติมว่า คุณแม่ที่ออกกำลังกายต้องพิจารณาภาวะทางสุขภาพและพื้นฐานความแข็งแรงของร่างกายเป็นอันดับแรก ว่าก่อนตั้งครรภ์เคยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ออกกำลังกายหนักเท่าไหร่ เมื่อตั้งครรภ์แล้วยังสามารถออกกำลังกายต่อเนื่องได้ ในระยะเวลาและความหนักของการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อสภาพร่างกายและภาวะการตั้งครรภ์ในช่วงอายุครรภ์ต่างๆ รวมทั้งต้องหมั่นสังเกตอาการที่เกิดขึ้นทั้งในขณะออกกำลังกายหรือหลังออกกำลังกาย เช่น หากมีอาการเหนื่อย เพลีย แสดงว่าคุณแม่ออกกำลังกายมากเกินไป คุณแม่ที่สนใจออกกำลังกายแต่ร่างกายมีภาวะแทรกซ้อนก็สามารถปรึกษากับคุณหมอสูตินรีแพทย์ได้ นอกจากนี้ หนังสือ ‘อยากสุขภาพดี ต้องมี 3 อ. : สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร’ โดย มูลนิธิหมอชาวบ้าน และ สำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำว่า ประโยชน์ของการออกกำลังกายของคุณแม่ตั้งครรภ์เพิ่มเติมว่า ยังสามารถช่วยลดโอกาสที่ทำให้คุณแม่เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าทั้งก่อนและหลังคลอดลูก เนื่องจากร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความสุขและช่วยให้ร่างกายกลับเข้าสู่สภาพเดิมได้เร็วขึ้น ข้อจำกัด – ข้อควรระวัง ในการออกกำลังกายของแม่ตั้งครรภ์ 1. เริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายแบบเบาๆ เมื่อร่างกายคุ้นเคยแล้วถึงสามารถเพิ่มระดับความยาก 2. คุณแม่ที่อายุครรภ์ยังไม่ถึง 3 เดือน ไม่ควรออกกำลังกายในที่อากาศร้อนและชื้น 3. หลีกเลี่ยงการแช่น้ำที่มีอุณหภูมิอุ่นเกินพอดี 4. หลีกเลี่ยงท่าที่ยึดเกร็ง ดึงรั้ง ท่าที่เสี่ยงได้รับการกระทบกระเทือนกับท้อง หรือท่าที่คุณแม่ต้องออกแรงมากๆ 5. ไม่ควรหักโหมจนร่างกายรู้สึกเหนื่อย เพลีย 6. ทุกครั้งที่ออกกำลังกายควรดื่มน้ำสะอาดเพื่อทดแทนเหงื่อที่สูญเสียไป 7. หากรู้สึกหายใจไม่ทัน เจ็บหน้าอก หน้ามืด เป็นลม มีเลือดหรือของเหลวออกจากช่องคลอด หรือมีอาการปวดเนื่องจากมดลูกหดตัว (มากกว่า 6-8 ครั้ง/ชม.) ควรหยุดออกกำลังกายในทันที และรีบเข้าพบสูตินรีแพทย์เพื่อความปลอดภัย กีฬาที่แนะนำ สำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์ 1. ว่ายน้ำ - ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสบายตัว กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายแข็งแรง 2. การฝึกโยคะ - ช่วยให้สามารถควบคุมลมหายใจ กล้ามเนื้อแข็งแรงผ่อนคลาย มีสติและสมาธิในระหว่างการคลอด 3. แอโรบิก กายบริหาร - ช่วยบริหารกล้ามเนื้อเกือบทุกส่วนในร่างกาย ทำให้ผ่อนคลาย ตัวอย่าง ท่าออกกำลังกาย 1) ท่ากระดกข้อเท้า : นอนหงาย ขาเหยียดตรง วางแขนข้างลำตัว สลับกระดกข้อเท้าขึ้น-ลง ค้างและพักข้างละ 3 วินาที จนครบ 10 ครั้ง ท่านี้ช่วยลดอาการข้อเท้าพลิกและน่องบวม 2) ท่านอนตะแคงยกขา : นอนตะแคงข้าง ใช้มือยันศีรษะ และยกขาขึ้น ค้างสลับกับพัก 3 วินาที 10 ครั้งแล้วเปลี่ยนข้าง ท่านี้ช่วยให้คุณแม่มีสะโพกและกล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรง 3) ท่าแมวขู่ : คุกเข่าในท่าคลาน วางขาให้มั่นคง วางฝ่ามือเหยียดตึง ท่านี้เริ่มที่คุณแม่แขม่วท้องโก่งตัว ค้าง และสลับพัก 3 วินาที 10 ครั้ง ท่านี้ช่วยให้มีกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องที่แข็งแรง ทั้งนี้ คุณแม่สามารถออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอทุกวันหรือวันเว้นวัน อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที ตามพื้นฐานการออกกำลังกายของคุณแม่ เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

รู้กันไหมว่า? อุณหภูมิร่างกายเท่าไหร่ถือว่า มีไข้ พร้อมวิธีดูแลเมื่อคุณเป็นไข้
มีไข้ /  ลดไข้ / 

ไข้เป็นสิ่งบ่งบอกว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกาย ซึ่งอาจไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องรุนแรงเสมอไป อุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 37.5 – 38 องศาเซลเซียสขึ้นไปจะถือว่าเด็กเป็นไข้ ไข้เกิดขึ้นได้จากสาเหตุมากมาย ส่วนใหญ่เกิดจากไข้หวัด เด็กมักมีอาการน้ำมูกไหล ไอ หรือเจ็บคอร่วมด้วย ไข้ในเด็กอาจทำให้เด็กงอแง ที่สำคัญอาจมีอาการชักตามมา การดูแลไม่ให้ไข้สูงเกินขีดอันตรายก็สามารถทำได้ โดยการให้เด็กรับประทานยาลดไข้ ร่วมกับการเช็ดตัว ผู้ปกครองเด็กควรใช้ปรอทวัดไข้เพื่อวัดอุณหภูมิร่างกาย ซึ่งเป็นการประเมินประสิทธิภาพของยาลดไข้ และการเช็ดตัว กรณีเด็กที่มีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูงมาก เป็นไข้อยู่หลายวัน มีอาการซึม กระหม่อมตึง หอบ เหนื่อย หรือเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี หากมีไข้ผู้ปกครองควรพาเด็กไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุของไข้ที่แท้จริงต่อไป ไข้ (fever) หมายถึง การที่อุณหภูมิของร่างกายสูงเกินปกติ ซึ่งร่างกายคนปกติจะมีอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส เมื่อวัดทางปาก ร่างกายของคนเราจำเป็นต้องมีการปรับอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม และไม่เปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของอากาศภายนอก ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานของร่างกายเป็นไปได้อย่างปกติ ค่าอุณหภูมิที่บอกว่าผู้ป่วยมีไข้ที่เหมาะสมที่สุด คือ การวัดในตอนเช้าตรู่ได้อุณหภูมิเท่ากับ 37.2 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า หรืออุณหภูมิเท่ากับ 37.8 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า เมื่อวัดเวลาใดๆ ของวัน อุณหภูมิร่างกายปกติ 1. อุณหภูมิร่างกายปกติไม่ได้คงที่ตลอดเวลา จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในแต่ละช่วงของวัน โดยเฉพาะในช่วง 15.00 - 17.00 น. อุณหภูมิมักจะสูงสุด และจะค่อยๆ ลดลงจนต่ำสุดในเวลา 23.00 - 01.00 น. และจะเพิ่มสูงขึ้นอีกเช่นนี้ทุกวัน การเปลี่ยนแปลงของ อุณหภูมิร่างกายเช่นนี้สังเกตเห็นได้ชัดในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ 2. เวลาเช้าอุณหภูมิของร่างกายจะต่ำกว่าอุณหภูมิตอนบ่ายหรือเย็น 3. อุณหภูมิร่างกายยังขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ หรือการออกกำลังกาย และขึ้นกับระดับฮอร์โมนในร่างกายด้วย 4. ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิร่างกายอยู่ที่สมองส่วนฮัยโปธาลามัส มีหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิรับสัญญาณจากบริเวณต่างๆ ของร่างกาย และคอยควบคุมให้ร่างกายเก็บความร้อน สร้างความร้อน เพิ่มหรือลดความร้อน โดยถ่ายเทความออกไปมากขึ้น 5. peo-optic region เป็นตำแหน่งหนึ่งในสมองส่วนฮัยโปธาลามัส ที่มีบทบาทเป็นแกนกลางของการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย จากการศึกษามากมายที่ทำต่อเนื่องกันนานกว่า 60 ปี ทำให้มีหลักฐานแน่ชัดว่าเซลล์ประสาทในบริเวณนี้ ไวต่ออุณหภูมิ และเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิทั้งทางสรีรวิทยาและพฤติกรรม 6. สารที่ทำให้เกิดไข้ อาจมาจากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย หรือเกิดขึ้นภายในร่างกายเอง โดยจะเกิดปฏิกิริยาภายในและเกิดสารที่ออก ฤทธิ์บริเวณสมองส่วนที่ควบคุมอุณหภูมิ และส่งสัญญาณมาทางระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้หลอดเลือดบริเวณผิวหนังหดตัว ส่ง ผลต่อเนื่องให้การระบายความร้อนในร่างกายออกทางผิวหนังลดลง 7. เวลามีไข้ มือ เท้าจะเย็น แต่ศีรษะจะร้อน บาครั้งมือเท้าซีดและเขียว เนื่องจากผิวหนังขาดออกซิเจน ถ้าอุณหภูมิที่ผิวหนังต่ำมาก ก็ จะเกิดการสั่นของกล้ามเนื้อ ดังที่เห็นว่าเวลามีไข้แล้วหนาวสั่น การสั่นของกล้ามเนื้อทำให้มีการสร้างความร้อนมากขึ้น ถ้าความ ร้อนในร่างกายถูกสร้างขึ้นมาก อุณหภูมิในร่างกายก็จะสูงขึ้นมาก อาจจะทำให้ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิเสียการทำงานไปและไม่ตอบ สนองต่อยาลดไข้ การวัดไข้ 1. โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า เทอร์โมมิเตอร์ จะช่วยจำแนกความหนักเบาของไข้ได้ง่ายขึ้น ถ้าไม่มีอุปกรณ์ให้ใช้หลังมือสัมผัสหน้าผาก ลำตัว หรือบริเวณอื่นก็พอรู้สึกได้คร่าวๆ 2. การวัดอุณหภูมิทางทวารหนักเป็นการวัดอุณหภูมิของแกนร่างกายที่แม่นยำมากที่สุด อุณหภูมิที่ได้จากการวัดทางทวารหนักสูงกว่าตำแหน่งอื่นๆ เนื่องจากมีการสร้างความร้อนขึ้นโดยแบคทีเรียในอุจจาระ 3. การวัดอุณหภูมิทางปากเป็นวิธีที่ง่าย มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วสอดคล้องตามอุณหภูมิของแกนร่างกาย แต่การวัดอุณหภูมิทางปากต้องการความร่วมมือของผู้ถูกตรวจ จึงใช้ไม่ได้กับผู้ป่วยทุกราย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ที่ไม่ร่วมมือ และผู้ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจอยู่ 4. การวัดอุณหภูมิทางแก้วหูโดยใช้รังสีอินฟราเรด เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก ปัจจุบันนิยมใช้กันมากในหอผู้ป่วยหนักและคลินิกต่างๆ แก้วหูเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการวัดอุณหภูมิของแกนร่างกาย เนื่องจากถูกหล่อเลี้ยงด้วยแขนงของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย 5. การวัดอุณหภูมิทางรักแร้เป็นวิธีที่เหมาะสม และแม่นยำในทารกแรกเกิด แต่ไม่ดีในเด็กโต และผู้ใหญ่ 6. ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิที่วัดทางทวารหนักสูงกว่าค่าที่วัดทางปากในเวลาเดียวกัน 0.4 องศาเซลเซียส และสูงกว่าค่าที่วัดทางแก้วหู 0.8 องศาเซลเซียส ลักษณะของไข้ 1. ไข้สูงลอยอยู่ตลอด คือ อุณหภูมิจะสูงอยู่ระดับหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงบ้างก็เพียงเล็กน้อย ไม่ลดถึงระดับปกติ 2. ไข้ขึ้นๆ ลงๆ ระหว่างอุณหภูมิสูงกับอุณหภูมิระดับปกติ 3. ไข้ขึ้นๆ ลงๆ แต่ไม่ลงถึงระดับปกติ 4. ไข้ขึ้นหลายๆ วัน แล้วลดเป็นวัน แล้วกลับขึ้นอีก 5. ไข้ต่ำๆ ตลอด ไม่ลดลงระดับปกติ 6. ไข้อาจจำแนกตามระดับอุณหภูมิได้เป็น 3 ระดับ คือ ไข้ต่ำ อุณหภูมิร่างกายอยู่ระหว่าง 37.0 ํc - 38.9 ํc ไข้ปานกลาง อุณหภูมิร่างกายอยู่ระหว่าง 38.9 ํc - 39.5 ํc และไข้สูง อุณหภูมิร่างกายอยู่ระหว่าง 39.5 ํc - 40.0 ํc สาเหตุของไข้ 1. การติดเชื้อที่มีการอักเสบเฉพาะที่ เช่น คออักเสบ ลำไส้อักเสบ ข้ออักเสบ การติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และโปรโตซัว เช่น ไข้หวัด ไข้มาลาเรีย ไข้จากแผล ฝีหนอง 2. การติดเชื้อซึ่งไม่มีอาการเฉพาะที่ เช่น ไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ ไข้ไทฟอยด์ เป็นต้น โรคติดเชื้อบางชนิด อาจไม่มีไข้ เช่น โรคเรื้อน กลากเกลื้อน พุพองตามผิวหนัง เป็นต้น โรคติดเชื้อจาก แบคทีเรีย รา ไวรัส ยีสต์ โปรโตซัว เป็นต้น 3. การกระตุ้นจากเหตุผิดปกติบางอย่างในร่างกายที่ไม่ใช่การติดเชื้อ เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งจะมีไข้ร่วมกับอาการอื่น เช่น ต่อมน้ำเหลืองโต เกิดจากการอักเสบ เนื้องอกหรือมะเร็ง 4. ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิได้รับการกระทบกระเทือนจากความผิดปกติในสมองโดยตรง เช่น เนื้องอกในสมอง เส้นเลือดในสมองแตก การผ่าตัด เป็นต้น 5. การแพ้ยาหรือเซรุ่ม ปฏิกิริยาภายหลังการได้รับเลือด 6. สาเหตุอื่นๆ เช่น การออกกำลังกายกลางแดด ยาบางชนิด เนื้อเยื่อถูกทำลาย ความผิดปกติของ การเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ภาวะขาดน้ำ การรักษา 1. รักษาต้นเหตุของการเกิดไข้ หากอาการไข้ มีสาเหตุมาจากโรคร้ายแรง ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดไข้ การลดไข้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการรักษาเท่านั้น 2. การใช้ยาลดไข้ อาจเป็นพวกแอสไพริน พาราเซตามอล 3. การเช็ดตัวลดไข้ การเช็ดตัวลดไข้ 1. การใช้น้ำอุ่นเช็ดตัว เพราะจะช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายได้มาก วิธีทางกายภาพสำหรับการลดไข้เพิ่มการสูญเสียความร้อนโดยการนำ การพา และการระเหย การระเหยเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้ผู้ป่วยที่มีไข้สูญเสียความร้อน โดยไม่ทำให้เกิดอาการหนาวสั่น 2. ไม่ควรใช้น้ำเย็น หรือน้ำแข็งเช็ดตัว เพราะทำให้หลอดเลือดหดตัว ระบายความร้อนออกยากและยังทำให้เกิดอาการหนาวสั่น ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นได้ 3. ควรเช็ดที่ศีรษะ และลำตัวส่วนที่ร้อน 4. ไม่ควรเช็ดส่วนมือและเท้าที่เย็น 5. ผู้ป่วยที่กำลังมีไข้ ไม่ควรสวมเสื้อผ้าหนา เพราะจะทำให้ความร้อนระบายออกได้ยาก แต่ถ้าผู้ป่วยหนาวสั่น ควรใส่เสื้อผ้า เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเพียงพอ แต่ต้องไม่หนาจนเกินไป 6. ผู้ป่วยเด็กที่มีไข้จากภาวะขาดน้ำควรแก้โดยการให้ดื่มน้ำมากๆ หรือให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ยาลดไข้ 1. ยาลดไข้เป็นเพียงยาบรรเทา ไม่ใช่ยารักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดไข้ เมื่อกินยาหนึ่งครั้ง ยาจะออกฤทธิ์ลดไข้อยู่ได้นาน 4-6 ชั่วโมง หากสาเหตุที่ทำให้เกิดไข้ยังไม่หาย เมื่อยาหมดฤทธิ์แล้วไข้ก็จะปรากฏใหม่ 2. ยาที่นิยมใช้ได้แก่ แอสไพริน พาราเซตามอล ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ 3. ยาออกฤทธิ์ที่สมอง โดยยับยั้งการเปลี่ยนกรดอะแรคชิโดนิกไปเป็นสารพรอสตาแกลนดิน ฤทธิ์นี้สำคัญมากในการลดไข้ เนื่องจากการสร้างพรอสตาแกลนดิน E2 ที่สมองส่วนฮัยโปธาลามัส เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในกระบวนการที่ทำให้เกิดไข้ พาราเซตามอลมีฤทธิ์น้อยมากต่อการยับยั้งเอนไซม์ซัยโคลออกซิเจนเนสในเนื้อเยื่อส่วนปลาย จึงไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ 4. แอสไพรินในขนาดปกติ ไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามหากกินมากเกินขนาด อาจทำให้มีไข้สูง ซึม ชัก และถึงกับเสียชีวิตได้ แอสไพรินอาจระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหาร จึงควรรับประทานทานหลังอาหารทันที 5. พาราเซตามอลในขนาดปกติ ไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด แต่ในขนาดสูง จะทำให้ตับถูกทำลาย และตับวายได้ ในผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 2 เม็ดทันทีที่รู้สึกมีอาการไข้ หลังจากรับประทานยาแล้ว 4 ชั่วโมงสามารถทานยาซ้ำได้ ถ้ายังมีอาการไข้ แต่ไม่ควรรับประทานยาติดต่อกันมากกว่า 3 วันโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องจากแพทย์ 6. ควรให้ยาลดไข้เมื่อไข้สูงเท่านั้น และให้ในขนาดที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัว ห้ามให้ถี่กว่า 4 ชั่วโมง หากให้ยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลด ควรให้เด็กดื่มนำมากๆ ร่วมกับการเช็ดตัวลดไข้ ถ้าภายใน 2-3 วันอาการไข้ยังไม่ทุเลา ควรพาไปพบแพทย์ อาการแทรกซ้อน 1. อาการแทรกซ้อนของไข้ที่ต้องระวัง คือ อาการชักจากไข้สูง ซึ่งพบในผู้ป่วยเด็กช่วงอายุ 6 เดือน ถึง 6 ปี 2. เด็กที่เคยชักเวลามีไข้สูงหรือพ่อ แม่ พี่ๆ มีประวัติชักเมื่อไข้สูง ต้องระวังการมีไข้เป็นพิเศษ โดยเช็ดตัวและให้ยาลดไข้เพื่อป้องกันไม่ให้ไข้สูง 3. ถ้าเด็กมีไข้สูงมาก การให้ยาลดไข้จะไม่ค่อยได้ผล ควรเช็ดตัวให้ไข้ลดเสียก่อน สมุนไพรลดไข้ สมุนไพรลดไข้ส่วนใหญ่ จะมีฤทธิ์ลดไข้อย่างเดียว ไม่มีฤทธิ์แก้ปวดควบคู่เหมือนยาแผนปัจจุบัน และพบว่าสมุนไพรจำพวกนี้มักจะมีรสขมรับประทานยาก ทั้งวิธีใช้ส่วนใหญ่เป็นวิธีต้ม ไม่มีการกลบกลิ่น รส อาจพิจารณานำมาใช้กับอาการไข้ปานกลางหรือต่ำ เป็นไข้ที่ไม่นานเกิน 7 วัน และไม่มีอาการร่วมกับไข้ที่รุนแรง เช่น หนาวสั่นมาก ปวดศีรษะรุนแรง เจ็บหน้าอก หรือปวดท้องรุนแรง 1. บอระเพ็ด ใช้เถาสดครั้งละ 2 คืบครึ่ง หรือ 30-40 กรัม ตำคั้นเฉพาะน้ำหรือต้มกับน้ำ 3 ส่วนเคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มจนหมด วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าและเย็น หรือดื่มเมื่อมีอาการ รูปที่ 669 2. ชิงช้าชาลี ใช้เถาสดยาว 2 นิ้วต่อครั้ง ต้มน้ำ 3 ส่วน เคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มก่อนอาหาร วันละ 1-2 ครั้ง หรือเมื่อมีอาการ 3. ย่านาง ใช้รากแห้งครั้งละ 1 กำมือ หรือ 15 กรัม ต้มน้ำดื่มก่อนอาหาร วันละ 3 ครั้ง 4. ลักกะจั่น ใช้แก่นที่มีสีแดงหรือที่เรียกว่า จันทน์แดง ประมาณ 5-10 ชิ้น แต่ละชิ้นกว้างยาวประมาณ 2x3 นิ้ว สับให้มีขนาดเล็กพอ ประมาณ ต้มกับน้ำ 6 ถ้วย เคี่ยวให้เหลือ 4 ถ้วย แบ่งดื่มครั้งละครึ่งถ้วยเมื่อมีไข้ หรือใช้ยาประสะจันทน์แดงชนิดผง ละลายน้ำสุก ครั้งละ 1 ช้อนกาแฟ ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ