ฮอร์โมน

เป๊ะปังเว่อร์! ต้าเหนิง ฮอร์โมน ในโซล
ต้าเหนิง กัญญาวีร์ สองเมือง /  ต้าเหนิง ฮอร์โมน

เป๊ะปังเว่อร์! ต้าเหนิง ฮอร์โมน ในโซล  หรือ เจน จากซีรีส์ ฮอร์โมน 3 The final season งานนี้ขอบอกว่า ต้าเหนิง สวยเท่ไม่ผิดหวังอีกแล้ว ยิ่งถ่ายภาพยิ่งฟีลนางแบบมากๆ ไม่เชื่อเราไปชมภาพของเธอกันเลยว่าดีงามขนาดไหน สาวต้าเหนิง กัญญาวีร์ สองเมือง เกิดวันที่  21 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ที่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสต และมีผลงานล่าสุดกับ ซีรีส์เรื่อง รุ่นพี่ Secret Love ตอน My Lil Boy รับบทเป็น แบลล์ เครดิตภาพจาก @thanaerngnin

สายคลีนหลบไป ! สตรองของจริงกับ 10 นักเพาะกายหน้าสวย
fitness /  กล้าม / 

ถ้าหากถามถึงผู้หญิงส่วนมากที่ไม่กล้าเล่นบอดี้เวทกัน เหตุผลของพวกเธอก็คงจะเหมือนกันนั่นก็คือ "ไม่อยากกล้ามขึ้น" ซึ่งคุณผู้หญิงเหล่านั้นเข้าใจผิด เพราะฮอร์โมนที่สร้างกล้ามเนื้อของผู้หญิงนั้นน้อยกว่าผู้ชายหลายเท่านัก แต่ก็จะมีผู้หญิงบางกลุ่มที่ไปไกลกว่าการเข้าฟิตเนสอาทิตย์ละ 3 วันพร้อมกับทานอาหารคลีน ผู้หญิงเหล่านี้ที่คลั่งไคล้ความสวยงามของกล้ามเนื้อและออกกำลังกายตลอดเวลาเพื่อที่จะให้ได้หุ่นที่สวยงามนี้มา วันนี้เรามี 10 นักเพาะกายที่ร่างกายนั้นอุดมไปด้วยกล้ามแต่ก็มีใบหน้าที่หน้าสวยเทียบเท่ากับนางแบบได้เลยค่ะ 1. Amanda Latona อแมนด้าเป็นแชมป์ 9 สมัยจากรายการ IFBB Pro Bikini Champion หรือการแข่งขันเพาะกายระดับสากลและยังเป็นนางแบบให้กับแม็กกาซีนสปอร์ตชื่อดังอีกหลายเล่ม อาทิเช่น Muscle and Fitness, FLEX และ Oxygen เธออาจจะไม่ได้โด่งดังมากในหมู่คนทั่วไปแต่ถึงอย่างไรเธอมีบอดี้ที่ฮอตสุดๆ ไปเลยค่ะ ! 2. Adriana Kuhl ทั้งความงามบนใบหน้าและความงามบนร่างกายคงเป็นเครื่องการันตีได้อย่างดีว่าเธอเป็น  Bodybuilder ที่ประสบความสำเร็จมากแค่ไหน ถึงเธอจะดูหนาไปหน่อย แต่หุ่นที่เธอมีก็เป็นแรงบันดาลใจให้สาวๆ หลายๆ คนหันมาเล่นฟิตเนสกันค่ะ 3. Noemi Olah  คงไม่ต้องสืบเลยค่ะว่าเธอคนนี้เป็นผู้หญิงที่หุ่นเด็ดสะระตี่ที่สุดในลิสต์ของเรา ส่วนมากเธอเป็นนางแบบให้กับชุดบิกินี่และเธอยังเป็นแชมป์ 4 สมัยของการประกวดนางแบบบิกินี่ชื่อดัง "Bikini Olympian" ด้วยค่ะ 4. Erica Cordie Bodybuilder หน้าสวยคนนี้เป็นเจ้าของร้านโดนัทและร้านไอศครีมโยเกิร์ต ได้ยินไม่ผิดแน่คะ ! แต่เธอก็ควบคุมและดูแลรักษาร่างกายเป็นอย่างดีจนกลายมาเป็นนักเพาะกายอย่างทุกวันนี้ จนเธอเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะหน้าท้องที่มีกล้ามสวยงาม หยุดมองไม่ได้จริงๆ ค่ะ 5. Sarah Backman นักกล้ามหน้าสวยคนนี้เคยเป็นนักงัดข้อที่เก่งกาจและเป็นแชมป์ 8 สมัยของรายการแข่งงัดข้อระดับโลกอย่าง World Arm Wrestling Champion อีกทั้งเธอยังเคยเข้าร่วมรายการ American Gladiators ที่ประเทศสวีเดนซื้อลิขสิทธิ์เอาไปทำ และที่พีคที่สุดคือเธอเข้าร่วมการแข่งขันมวยปล้ำภายใต้สังกัด WWE ในนาม Shara และลงเอยกับหนุ่มนักมวยปล้ำชื่อว่า Bo Dallas อีกด้วย สวยพิฆาตสุดๆ ! 6. Moorea Wolfe หากอ้างอิงจากเฟซบุ๊กของเธอแล้ว เธอเคยทำอาชีพหลายต่อหลายอาชีพที่เวกัสมาก่อน ดังนั้นเธอจึงมีความสามารถมากมาย ทั้ง Bodybuilder นักอะโครแบท นางแบบ และแดนเซอร์ เพอร์เฟ็คขนาดนี้ ไม่ติดตามไม่ได้แล้วค่ะ ! 7. Kizzy Vaines  เธอคนนี้คือคำนิยามของคำว่าเพอร์เฟ็คค่ะ เพราะว่ารูปร่างของเธอนั้นมันฮอตเกินจะบรรยาย เธอเป็นทั้งนักเพาะกายและเทรนเนอร์ที่สามารถให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมของเธอได้ด้วย จนตอนนี้เธอเดินทางทั่วโลกเพื่อไปให้ความรู้และเทรนให้กับเหล่าคนที่รักสุขภาพทั้งหลายด้วยค่ะ 8. Juliana Malacarne ถ้าดูเผินๆ อาจจะคิดว่าเธอมีร่างกายที่ดูมีกล้ามเยอะจนเกินพอดี แต่ดูอีกที นี่แหละค่ะคือความสวยงามของกล้ามเนื้อ ก่อนหน้านี้เธอก็เคยเป็นนักมวยปล้ำมือโปรก่อนที่จะลงแข่งรายการประกวดต่างๆ ของนักเพาะกาย จนปัจจุบันเธอมีอาชีพเทรนเพื่อสร้างกล้ามเนื้อและโด่งดังมากค่ะ 9. Cory Everson คอรี่อาจจะมีอายุที่มากกว่าสาวๆ นักเพาะกล้ามทั่วไปแต่ถ้าเทียบกันในวัยของเธอแล้ว เธอก็ยังคงมีหุ่นที่จัดว่าดีมากๆ เธอชนะรายการประกวด Ms. Olympia Bodybuilding Contest ถึง 6 ปีรวด และถือเป็นตำนานสำหรับวงการเพาะกายเลยก็ว่าได้ค่ะ 10. Jennifer Rish  เจนนิเฟอร์เป็นตัวอย่างของสาวหน้าสวยที่สามารถคว่ำผู้ชายได้อย่างไม่ยากเย็น เธอมีหน้าตาที่สะสวยและยิ้มที่น่าหลงใหล แต่ก็มีแขนที่สามารถหักแขนคุณได้ง่ายๆ เธอเคยเป็นนักมวยและนักยิมนาสติกมาก่อน แต่เธอก็ทำงานเป็นนางพยาบาลเช่นกัน เรียกว่าเป็นนักเพาะกายมีประสบการณ์ที่หลากหลายมากค่ะ เรื่องรูปร่างของผู้หญิงนั้นขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน บางคนชอบหุ่นแบบผอมๆ บางคนชอบหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มแบบมีกล้าม ถ้ารูปร่างแบบไหนที่ทำให้คุณมั่นใจได้ก็พยายามเข้าค่ะ หุ่นดีอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม !   ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.therichest.com/expensive-lifestyle/entertainment/15-female-bodybuilders-who-are-actually-attractive/

ปรับการกิน แค่ลดเค็ม ก็ลด โรคไต
กินเค็ม /  ฉี่บ่อย / 

ทุกวันพฤหัสบดี สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมีนาคมของทุกๆ ปี ได้ถูกกำหนดให้เป็นวัน ไตโลก (world kidney day) ซึ่งในปีนี้ ทางสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการจัดกิจกรรมและรณรงค์ ภายใต้คำขวัญที่ว่า “โรคไตเป็นได้ตั้งแต่เด็ก รู้แต่เล็กป้องกันได้” โดยมุ่งเน้นโรคไตในเด็กเป็นสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันเริ่มมีผู้ป่วยไตซึ่งอายุน้อยลงไปเรื่อยๆ สาเหตุอาจเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนไป คนส่วนใหญ่ไม่มีเวลา ต้องทานอาหารนอกบ้าน อาหารสำเร็จรูป อาหารจานด่วน ต่างๆ ซึ่งมีการปรุงแต่งโดยคำนึงถึงรสชาติมากกว่าสุขภาพของผู้บริโภค สำนักโภชนาการ กรมอนามัย สำรวจพบว่าคนไทยมีการบริโภคเกลือหรือโซเดียมสูงเกินปริมาณแนะนำถึง 2 เท่า ซึ่งทำให้มีผลกระทบต่อไตตามมาได้ หน้าที่สำคัญของไต คือ การขับของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย ควบคุมความสมดุลย์ของเกลือแร่และน้ำในร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติ นอกจากนี้ไตยังมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของฮอร์โมนต่างๆ ด้วย เช่น การสร้างวิตามินดี (vitamin D) เพื่อช่วยควบคุมระดับแคลเซียมในร่างกาย รวมถึงการสร้างฮอร์โมนอีริโทรพอยอิทิน (erythropoietin) เพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง และการหลั่งเอนไซม์เรนิน (renin) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมความดันโลหิต ส่วนอาการของโรคไต เริ่มจากตั้งแต่ไม่มีอาการผิดปกติอะไรเลย บางคนมีอาการบวม ปัสสาวะผิดปกติ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน โลหิตจาง อ่อนเพลีย จนกระทั่งมีการคั่งของของเสียมาก ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เกิดภาวะชัก และหากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและเสียชีวิตตามมาได้ จากสถิติของคนไข้ โรคไต ในผู้ใหญ่ เราพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไตอักเสบ นอกจากนั้น สาเหตุอื่นๆ ที่พบได้แก่ นิ่วที่ไต เก๊าท์ หรือยาที่มีผลกระทบต่อไต เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ที่เราเรียกว่า NSAID และกลุ่มยาสมุนไพรที่ไม่ทราบสรรพคุณที่ชัดเจน สำหรับการรักษาโรคไตนั้น ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ควรหมั่นพบแพทย์ให้สม่ำเสมอเพื่อปรับยาเพื่อช่วยชะลอความเสื่อมของไต และควรควบคุมเบาหวาน และความดัน ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนคนทั่วไปที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง แนะนำให้ตรวจสุขภาพร่างกายประจำปี ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงยาที่ไม่จำเป็น ดื่มน้ำให้เพียงพอ ประมาณ 1.5 - 2 ลิตรต่อวัน ลดอาหารเค็มเพราะทำให้ไตทำงานหนัก และทำให้บวมและมีความดันโลหิตสูง สำหรับคำแนะนำทั่วไปในการเลือกรับประทานนั้น คุณหมอแนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงอาหารเค็มหรือลดปริมาณการใช้สารปรุงรสในอาหาร เช่น เกลือ ผงชูรส น้ำปลา ซีอิ๋วหรือซอสต่างๆ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทผลไม้แช่อิ่ม อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป บางครั้งอาหารบางอย่างไม่มีรสชาติเค็มแต่มีส่วนประกอบของโซเดียมอยู่ด้วยก็ควรระมัดระวัง เช่น ขนมที่ใช้ผงฟู เค้ก คุ๊กกี้ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าอาหารนั้นมีผลกระทบต่อโรคไต ดังนั้นจึงควรช่วยกันรณรงค์ปลูกฝังให้เด็กยุคใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพ ออกกำลังกาย ไม่อ้วน ไม่กินหวาน ไม่กินเค็ม เพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง และมีสุขภาพไตที่ดีต่อไปในอนาคต บทความโดย โดย นพ.สุรวัฒน์ อดิเรกเกียรติ / อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลปิยะเวท

10 ข้าว ไม่ขัดสี กินดีมีประโยชน์
ข้าว /  ข้าวกล้อง / 

ใครที่ชอบจับจ่ายซื้อของในตลาด หรือซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อเข้าครัว คงจะเคยได้เห็น ข้าว หลากหลายสี หลากหลายพันธุ์เต็มชั้นวางไปหมด แต่ทว่า ข้าว ที่คนนิยมทานกันส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นข้าวขาว ที่ผ่านการขัดสีแล้ว อยู่ดี ซึ่งหารู้ไม่ว่า ข้าวขัดสีเหล่านี้ คือ ข้าว ที่หมดประโยชน์สำคัญๆ มากมาย ทุกวันนี้บ้านเราจึงมีพันธุ์ ข้าว ใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ถ้าหากคุณห่วงใยในสุขภาพของคุณเองและคนในครอบครัว ก็อาจจะต้องมองไปถึง ข้าว พันธุ์ใหม่ๆ ที่ไม่ผ่านการจัดสีเสียบ้าง ซึ่งข้าวมีสีเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็น ข้าว พันธุ์พื้นเมืองที่ล้วนมีความสำคัญในตัวของมันเอง และ ข้าว สายพันธุ์ที่มีสีเข้ม แดงบ้าง ดำบ้างนั้น ล้วนเป็นแหล่งสะสมสารอาหารและยาป้องกันรักษาโรคชั้นเยี่ยมที่มีมากกว่า ข้าว ขาวราว 2-3 เท่า สายพันธุ์ที่พบเห็นได้บ่อยคือ ข้าวกล้องข้าวมันปู ซึ่งมีสีแดง และ ข้าวดำ ข้าวก่ำ เป็นข้าวเหนียวสีดำที่นิยมนำไปทำขนมหวานพวกเปียกข้าว หรือข้าวเหนียวมูล รวมทั้ง ข้าวหอมนิล ข้าวเหนียวกัญญา ต่อมาภาครัฐและเอกชนที่ให้ความจริงจังต่อการพัฒนาพันธุ์ข้าวมีสีทั้งหลาย กลายเป็นพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ขึ้นมา โดยปรับปรุงพันธุ์ ข้าว ให้มีโภชนาการสูง เพื่อให้ ข้าว นั้นมีคุณค่าในการบำบัดและป้องกันโรคไปพร้อมเลย คราวนี้เรามาดูกันว่า บรรดา ข้าว มีสีทั้งหลายแหล่ที่มีขายอยู่ในปัจจุบันนี้ แต่ละชนิดมีคุณประโยชน์ที่น่าสนใจ อย่างไรกันบ้าง 1. ข้าวขาวสายพันธุ์สินเหล็ก เป็น ข้าว ที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ จากศูนย์วิทยาศาสตร์ ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรคาสตร์กำแพงแสน ข้าวขาวสินเหล็ก โดดเด่นในเรื่องของธาตุเหล็ก มีธาตุเหล็กสูง และมีสารขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กน้อยจึงทำให้ร่างกายสามารถสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่า ข้าว อื่น ๆ และยังมีน้ำตาลต่ำ และยังเป็นสายพันธุ์ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน 2. ข้าวสีดำพันธุ์ไรซ์เบอรี่ เป็นพันธุ์ ข้าว มีสีที่เกิดจากสาร แอนโธไซยานิน ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ช่วยในการหมุนเวียนของกระแสโลหิต และชะลอความเสื่อมของเซลล์ร่างกาย คือมีกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระไปทำลายเซลล์ ช่วยยับยั้งไม่ให้เลือดจับกันเป็นก้อน จึงช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ เส้นเลือดอุดตันในสมอง นอก จากนี้ยังมีกลุ่มสารแกมม่า โอไรซานอล ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนในร่างกายทำให้ร่างกายเจริญเติบโต สร้างภูมิต้านทานและบำบัดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้ อาทิ โรคความจำเสื่อม มะเร็ง เบาหวาน หัวใจ อัมพฤกษ์ ความดันโลหิตสูง รวมถึงโรคในระบบประสาทต่าง ๆ ช่วยให้จิตสงบและนอนหลับ นอก จากนี้ ข้าว สีดำ ยังอุดมด้วยสารอาหาร ธาตุเหล็ก โปรตีน วิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายรวมถึงชนิดที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ข้าวสีดำทุกสายพันธุ์มีธาตุเหล็กในปริมาณที่สูงมาก เมื่อนำข้าวสีดำ ไปใช้บำรุงสุขภาพของเส้นผมและหนังศีรษะ จะช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผม ลดการแตกหักของเส้นผม ช่วยให้ผมดำเงางาม รากผมแข็งแรง กระตุ้นการไหลเวียนเลือดได้ดี จึงเป็นการช่วยกระตุ้นให้ผมงอกได้เร็วขึ้น 3. ข้าวหอมนิล ข้าว พันธุ์ตั้งต้นของสายพันธุ์สินเหล็ก และไรซ์เบอรี่ มีคุณค่าโภชนาการสูง รวมสารวิตามินบีครบ วิตามินอี โปรตีน เหล็กและสารอาหารอื่น ๆ สูง ธาตุเหล็กที่มีอยู่ใน ข้าว หอมนิลนี้ ทานเข้าไปในร่างกายสามารถดูดซึมได้เลย ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการบำรุงโลหิตได้ทันทีและยังช่วยในเรื่องของการทำงานของระบบประสาท และระบบผิวหนัง ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน ป้องกันโรคโลหิตจาง ป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว อีกทั้งยังมีเส้นใย ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก ป้องกันมะเร็งลำไส้ ซับไขมัน ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลป้องกันโรคไขมัน สะสมในเส้นเลือด และสำหรับข้าวหอมนิลนี้ จัดว่าเป็น ข้าว ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระป้องกันโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้ดีกว่าผลไม้ตระกูลเบอรี่ถึง 3 เท่า 4. ข้าวกล้องงอกสีนิล ข้าวกล้องงอกแบบนี้มีสาร GABA ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ปริมาณมากกว่า ข้าว กล้องงอกแบบอื่นหลายเท่า แถมยังมี วิตามิน B1 ป้องกันเหน็บชา และช่วยการทำงานของระบบประสาท มีวิตามิน B2 ป้องกันโรคปากนกกระจอก และ ช่วยเผาผลาญอาหาร และมีวิตามินบีรวม ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการอ่อนเพลีย แขน ขาไม่มีแรง ปวดกล้ามเนื้อโรคผิวหนังบางชนิดบำรุงสมอง ทำให้เจริญอาหาร 5. ข้าวเหนียวดำ มีคุณสมบัติในการยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งปอด สารสกัดของ ข้าว เหนียวดำช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงในลำไส้เล็ก เพื่อช่วยในการดูดซึมอาหารได้ดียิ่งขึ้น 6. ข้าวเหนียวกัญญา ปรากฏชื่อในตำรายาไทย กล่าวว่า ข้าว เหนียวกัญญามีใบสีดำ เมล็ดสั้นมีสีดำ รสออกมันขม ใช้เป็นยาบำรุงโลหิต มีคนเคยบอกว่า ข้าว สายพันธุ์นี้หายาก สำหรับข้าวเหนียวกัญญานั้น มีชื่อเสียงเรื่องของบำรุงเลือด เนื่องจากธาตุเหล็กสูงและมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด และต้านโลหิตจางได้ 7. ข้าวแดง มีหลายสายพันธุ์ เช่น ข้าวมันปู ข้าวประดู่แดง ข้าวสังข์หยด ข้าวจิ๊บ ข้าวดอกมะขาม ข้าวหอมมะลิแดง เป็นสายพันธุ์ที่มีสาร GABA สูง มีสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็กในปริมาณที่สูงและยังมี แร่ธาตุต่างๆ เช่น ทองแดง วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี เป็นต้น มีประโยชน์ต่อระบบประสาทและสมอง มีสารแคโรทีนที่จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอสูงกว่า ข้าว ขัดสี ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานปกติ รักษาอาการมือเท้าบวมหรือผื่นขึ้น และป้องกันโรคนอนไม่หลับ 8. ข้าวกล้อง ข้าวมีสีน้ำตาลอ่อน เป็น ข้าว ที่สีเอาเปลือกออกโดยที่ยังมีจมูกข้าวและ เยื่อหุ้มเมล็ดข้าวอยู่ ซึ่งมีคุณค่าอาหารที่มีประโยชน์มาก เนื่องจากข้าวกล้องมีใยอาหารเหลืออยู่มากกว่าข้าวขัดสี 3 เท่า การกินข้าวกล้องทุกวันจะช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น นอกจากนี้ ข้าว กล้องยังอุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลากชนิด เช่น วิตามินบี1 ป้องกันโรคเหน็บชา, ฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน, แคลเซียม ทำให้กระดูกแข็งแรง ป้องกันอาการตะคริว, ธาตุเหล็ก ป้องกันโรคโลหิตจาง เป็นต้น 9. ข้าวก่ำลืมผัว จัดเป็นข้าวเหนียวที่มีสีม่วงดำทั้งเยื้อหุ้มเมล็ดและเนื้อเมล็ด รวงมีสีดำ เมื่อหุงสุกแล้วจะมี กลิ่นหอม ผิวมัน รสชาติอร่อย เมื่อเคี้ยวจะรู้สึกมันและนุ่มแบบหนุบๆ กรุบกรอบ ถ้าบริโภคเป็นแบบ ข้าว กล้องจะยิ่งอร่อยและยังเป็นผลดีต่อระบบการขับถ่ายแต่จะลำบากในการเคี้ยวสำหรับผู้สูงอายุซักหน่อย ที่สำคัญ คือ ข้าวก่ำลืมผัวยังมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระเช่นเดียวกับวิตามินอี แต่คุณสมบัติดีกว่า เนื่องจากโครงสร้างของสารสำคัญมีขาจับมากกว่าในวิตามินอี ทำให้การยึดเกาะพิ้นผิวมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยในเรื่องต้อกระจก และยังใช้เป็นยารักษาโรคตามภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งอาการตกเลือดหลังคลอด โรคท้องร่วง และโรคผิวหนังและมะเร็งได้ด้วย 10. ข้าวสังข์หยด หรือที่คนสงขลา เรียกว่า ข้าวเหนียวแดง มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่า ข้าว พันธุ์อื่นๆ คือ มีกากใยอาหารสูง จึงมีประโยชน์ในการชะลอความแก่ นอกจากนี้มีโปรตีน ธาตุเหล็ก และฟอสฟอรัสสูงกว่า ข้าว พันธุ์อื่นๆ ซึ่งมีประโยชน์ในการบำรุงโลหิต บำรุงร่างกายให้แข็งแรง และป้องกันโรคความจำเสื่อม นอกจานี้ยังมีสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ พวก oryzanol และมี Gamma Amino Butyric Acid (GABA) ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเป็นมะเร็ง จึงนับได้ว่า ข้าวพันธุ์สังหยด เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมากๆ ชนิดหนึ่ง เห็นถึงคุณค่า คุณประโยชน์ของข้าวมีสีกันแล้วใช่ไหมล่ะ ถ้าใครได้ลิ้มลองเป็นต้องติดใจ และบอกเลยว่า แม้สีจะดูไม่คุ้นตา คุ้นปาก แต่ด้วยรสชาตและคุณค่าทางสารอาหารที่ อร่อยเลิศเป็นต้องติดใจทุกคนไป ทานข้าวมีสี ข้าว พันธุ์พื้นเมืองแบบนี้ นอกจากจะช่วยให้สุขภาพเราดีแล้ว ยังได้ช่วยเหลือพี่น้องชาวเกษตรกรบ้านเราอีกด้วยนะ ขอบคุณที่มาจาก : www.emaginfo.com

รักจัดแค้นจริง! เก้า สุภัสสรา เปิดตัวตน “บุปผา” คนใหม่ในบุปผาอาริกาโตะ
ต้อม ยุทธเลิศ สิปปภาค /  ต้อม-ยุทธเลิศ / 

อีกหนึ่งก้าวของดาราสาวน้องใหม่อย่าง เก้า สุภัสสรา ธนชาต ที่หลังจากประสบความสำเร็จในซีรีส์ชื่อดัง “ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น” และภาพยนตร์เรื่อง “ฝากไว้ในกายเธอ” ล่าสุดกับการได้เข้ามาร่วมงานการแสดงครั้งแรกกับ ต้อม ยุทธเลิศ สิปปภาค ผู้กำกับภาพยนตร์มากฝีมือที่คนไทยทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีในภาพยนตร์เรื่อง “บุปผาอาริกาโตะ” จากบทสัมภาษณ์ครั้งก่อนของ ต้อม ยุทธเลิศ ที่บอกว่า บุปผาอาริกาโตะ นั้นต่างจากบุปผาราตรีเก่า ๆ แต่ไฮไลต์ของเรื่องยังคงเป็น “บุปผา” ที่เป็นตัวหลักของเรื่อง ซึ่งเก้าจะต้องรับบทสำคัญในการแสดงครั้งนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วบุปผาในเรื่องใหม่นี้เป็นอย่างไร จะเหมือนกับบุปผาคนเก่าในเรื่องบุปผาราตรีหรือไม่ เก้าจึงได้บอกเล่าถึงคาแรกเตอร์ของบุปผาในเรื่องนี้ว่า “รับบทเป็นผู้หญิงที่ชื่อ บุปผา เป็นสาวยุคใหม่ มีเสน่ห์ดึงดูดอยู่ในตัวสูง โดยเฉพาะต่อเพศตรงข้าม มั่นใจในตัวเองสูง กล้าคิด กล้าทำ อะไรที่ผู้หญิงธรรมดาทั่ว ๆ ไปอาจไม่กล้าแม้แต่จะคิด สื่อสารความรู้สึกผ่านดวงตาเป็นหลัก เป็นคนนิ่ง ๆ พูดน้อย แต่ลึก ๆ แล้วเป็นผู้หญิงที่เซนส์ซิทีฟและจริงจังกับเรื่องความรักมาก ๆ หลังจากที่จับได้ว่าคนรักนอกใจจากความรักก็เปลี่ยนเป็นความแค้น และหนีไปพักใจจนได้พบกับแน็กและเพื่อน ๆ ที่นิเซโกะ จากภายนอกอาจคิดว่าบุปผาคือผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่บอบบาง แต่จริง ๆ รักจัดแค้นจริง อยู่ได้ด้วยความรักและก็พร้อมที่จะตายเพราะความรักได้เหมือนกัน บุปผาคือหญิงสาวที่มาพร้อมประโยค ทิ้งกูมึงตาย และไม่ได้เกิดมาเพื่อให้ใครมาล้อเล่นในเรื่องความรัก ในบุปผาอาริกาโตะ นอกจากเราจะได้เห็นแรงอาฆาตแค้นของตัวบุปผาในเรื่องความรักแล้ว ยังจะได้เห็นการเผชิญหน้ากับเรื่องราวที่ทั้งหลอนและน่ากลัวยิ่งกว่าทุกสิ่งที่เคยผ่านเข้ามา และทำให้ชีวิตของบุปผาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เป็นตัวละครที่ซับซ้อนเหมือนมี 2 บุคลิก สำหรับเก้าถือว่าท้าทายมากกว่าทุกเรื่อง และดูซับซ้อนกว่าปกติ ยากมากค่ะ เป็นอีกประสบการณ์ใหม่ ๆ ทางการแสดงของเก้าที่อยากให้ทุกคนได้ลองติดตามชม”

น่ารักสดใส พลอยชมพูสวมชุดคอกระเช้า เล่นน้ำสงกรานต์
Net idol /  กิจกรรมวัยรุ่น / 

เป็นอีกปีนึงแล้ว ที่สาวลูกครึ่งไทย-เยอรมัน เน็ตไอดอลคนสวย "พลอยชมพู ญานนีน ภารวี ไวเกล" หรือ "สาวน้อยร้อยล้านวิว" ขอสวมชุดสไตล์ไทยๆ เล่นน้ำสงกรานต์ โดยในปีนี้เธอเลือกสวมชุดคอกระเช้า นุ่งผ้าถุง และมัดผมจุก ดูน่ารักสดใสมากๆ งั้นอย่ารอช้ามาชมภาพน้องพลอยชมพูส่งท้ายสงกรานต์ปี 2559 นี้กันเลย น่ารักสดใส พลอยชมพูสวมชุดคอกระเช้า เล่นน้ำสงกรานต์ นอกจากเป็นเน็ตไอดอลและนักร้องสาวเสียงคุณภาพแล้ว เธอยังเป็นตัวอย่างของวัยรุ่นที่หันมาสวมใส่ชุดไทยในวันสงกรานต์ ประเพณีอันสำคัญของไทยเราตั้งแต่ปีที่แล้วอีกด้วย แต่ปีนี้ดูจะมีสีสันเพิ่มมากขึ้น เพราะวัยรุ่นหลายคนหันมาสวมใส่ชุดไทยเล่นสงกรานต์แล้วเช่นกัน มองดูแล้วคิดถึงบรรยากาศแบบไทยๆ ได้เป็นอย่างดีเลย อัพเดทผลงานล่าสุด ของสาวพลอยชมพู เธอเพิ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 25 ประจำปี 2558 สาขา เพลงนำภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (เพลง เธอเดินเข้ามา) จากภาพยนตร์ รุ่นพี่ และกำลังมีซิงเกิลเพลงฮิตอย่าง ปลิว (Away) ที่เล่นคู่กับ ต่อ ฮอร์โมน เครดิตภาพจาก Jannine Weigel

จะมีสักกี่คนที่จะเจอ “จุดเปลี่ยน” ในชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างเช่นชีวิตโก๊ะตี๋
ควบคุมน้ำหนัก /  จุดเปลี่ยน / 

ใครๆ อาจจะเข้าใจว่า...ชีวิตจริงของดาราตลกผู้สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้คนทั่วประเทศนั้น จะต้องตลกลั้ลลาอยู่ตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริง กว่าเส้นทางชีวิตของโก๊ะตี๋ จะมาถึงจุดที่ยืนอยู่ในวงการบันเทิงได้อย่างแข็งแกร่งอย่างทุกวันนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ชายคนนี้ผ่านเรื่องราวในชีวิตมามากมายหลายจุดเปลี่ยน มีทั้งรอยยิ้ม และคราบน้ำตา จากเด็กชายเกเร หนีออกจากบ้าน ออกจากโรงเรียน กลายเป็นเด็กสู้ชีวิตปากกัดตีนถีบ หนักเอาเบาสู้ ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ ร้องลิเกเข็นผักขาย เพื่อเรียกลูกค้าหารายได้เลี้ยงปากท้องตั้งแต่อายุยังน้อย สู่ดาราตลกเงินล้าน ที่ใครๆ ก็ต้องการตัว… จนกระทั่ง ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง ชีวิตของโก๊ะตี๋เริ่มเข้าสู่อีกหนึ่งจุดเปลี่ยน มีงาน มีเงินทองถาโถมเข้ามาให้โก๊ะตี๋อย่างไม่ทันตั้งตัว ชีวิตก็ เหมือนว่าวลอยสูงลิบลิ่ว ทำให้ตลกชายชื่อดังคนนี้หลงระเริงกับชื่อเสียงเงินทองที่ประดังประเดเข้ามา คิดว่าตนเองเก่งอยู่เหนือคนอื่นพาให้ชีวิตโก๊ะตี๋ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนอีกครั้งซึ่งเป็นจุดตกต่ำของชีวิต งานจ้างหดหาย การเงินร่วงวูบ จนเกือบต้องหันหลังให้กับวงการบันเทิงไปเมื่อหลายปีก่อน และตัดสินใจก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ ตั้งใจบวชตลอดชีวิต แต่การบวชและศึกษาพระธรรมทำให้โก๊ะตี๋ได้สติสามารถพลิกชีวิตผ่านจุดเปลี่ยนมาได้สามารถกลับมายืนหยัดในวงการอีกครั้งได้แข็งแกร่ง แต่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย คือน้ำหนักตัวของโก๊ะตี๋ เพราะมีปัญหาเรื่องฮอร์โมน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เขาลดน้ำหนักได้ยาก จนกลายเป็นโรคอ้วน แต่วันนี้ โก๊ะตี๋ กำลังจะก้าวเข้าสู่อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนในชีวิต เมื่อเขาฮึดสู้ ลดน้ำหนักด้วยโปรแกรมควบคุมน้ำหนักบอดี้คีย์ บาย นิวทริไลท์ ตัวช่วยสำคัญของโก๊ะตี๋ในครั้งนี้ ที่จะทำให้ชีวิตเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป! มาร่วมติดตาม "จุดเปลี่ยน" ในชีวิตครั้งสำคัญของ โก๊ะตี๋ ได้ที่ https://www.facebook.com/nutrilitethailand  และ  https://www.instagram.com/kootee และเตรียมพบกับวิดีโอเรื่องที่สองกับผลลัพธ์น้ำหนักโก๊ะตี๋ล่าสุด ลดไปแล้ว 18 กิโลกรัมในวันที่ 9 มิถุนายนนี้

เบลล์ นันทิตา เผยป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหนัก จนคิดฆ่าตัวตาย!
Belle Nuntita /  เบลล์ นันทิตา

หายหน้าไปจากวงการบันเทิง สำหรับนักร้องสาวประเภท 2 มากความสามารถ เบลล์ นันทิตา ฆัมภิรานนท์ หรือนักร้องสองเสียง เบลล์ ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ ที่ล่าสุดเปิดใจผ่านรายการ ตัวจริง เสียงจริง ทางช่อง 8 ว่า เธอไปผ่าตัดศัลยกรรมแปลงเพศ แถมยังต้องต่อสู้กับผลข้างเคียง ที่ทำให้เป็นเธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้ารุนแรง ถึงขั้นเคยคิดจะฆ่าตัวตาย! "ถามว่าเรื่องอารมณ์ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปไหมหลังแปลงเพศมันก็ต้องเปลี่ยนอยู่แล้วค่ะ เพราะกลไกการทำงานของร่างกาย เราเป็นผู้ชายมาตลอด เหมือนกับว่าเคยมีฮอร์โมนตัวนี้มาพอวันหนึ่งไม่มีฮอร์โมนตัวนี้มาแล้ว พอไม่มีมันก็เลยต้องมีการดึงฮอร์โมนจากตรงไหนมาใช้เพื่อที่ให้มันเกิดความสมดุลในร่างกาย และตรงนี้แหละที่ร่างกายมันปรับอยู่มันก็ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ผลข้างเคียงร้ายแรงอย่างคาดไม่ถึง จนทำให้ เบลล์ เป็นโรคซึมเศร้ารุนแรงเลยทีเดียว "รู้สึกว่าตัวเองหงุดหงิดง่าย ใครพูดอะไรมาก็จะแบบเหมือนความอดทนมันน้อยลง เซ็นซิทีฟมากขึ้น มันกลายเป็นว่าเราเป็นคนที่ขี้น้อยใจมากกว่าเดิมมากๆ หนักที่สุดก็ถึงขั้นที่แบบคิดว่าไม่อยากจะอยู่แล้ว ทำไมเราอยู่แล้วเหมือนไม่มีคุณค่า อยู่ไปแล้วทำไมต้องทำให้แม่เสียใจ หรือทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อน เราคิดไปถึงขนาดนี้เลยนะคะ ทำไมอารมณ์เราถึงได้แปรปรวนขนาดนี้ แต่สุดท้ายพอมานั่งมองดูจริงๆ แล้วคนที่เขาอยากจะมาอยู่ตรงจุดนี้อย่างเรา มันก็มีเยอะแยะทำไมเราไม่ทำให้มันดีที่สุด ก็เลยบอกตัวเองแบบนี้" "ถามว่าการที่เราซึมเศร้ามันน่าจะเกี่ยวกับการที่เราแปลงเพศไหม เบลล์คิดว่ามันก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งด้วย แล้วมันก็บวกกับที่ช่วงจังหวะตอนนั้นพอเราทำมาแล้วเราก็อาจจะยังไม่ทราบว่าจะต้องรับฮอร์โมนยังไง แล้วก็เรื่องอารมณ์ว่ามันจะต้องแปรปรวนแค่ไหน อันนี้ไม่ทราบมาก่อนเลย จริงๆ ตรงนี้คุณหมอก็บอกว่าให้เราดูแลตัวเองแล้วก็รับฮอร์โมนอย่างสม่ำเสมอ... ตอนนี้อาการโรคซึมเศร้า น้อยใจก็ยังมีบ้าง จะบอกว่าไม่มีเลยมันเป็นไปไม่ได้ แต่หลังจากที่เราเริ่มฟังธรรมะเราก็เริ่มรู้วิธีที่จะรับมือกับมัน พยายามเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาใช้ พยายามมองให้มันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมชาติ ทุกคนเจอแบบนี้อยู่แล้วที่สำคัญไม่ยึดว่าเป็นเรา เป็นเขา ให้มองแค่ว่ามันเป็นสภาพของธรรมอย่างหนึ่งที่มันเพิ่งเกิดและดับไป ไม่มีอะไรเที่ยงค่ะ" เปิดใจ เบลล์ นันทิตา หลังแปลงเพศ ซึมเศร้าหนัก! เกือบคิดฆ่าตัวตาย![Full] l ตัวจริงเสียงจริง ช่อง8 youtube channel : ThaiCh8 ข้อมูลจาก รายการ ตัวจริง เสียงจริง ทางช่อง 8 มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

แค่ “กอด” ก็ เปลี่ยนชีวิต ผู้ติดเชื้อ HIV
HIV /  กอด / 

เพราะการ “กอด” เป็นการถ่ายทอดความรัก ความอบอุ่น และกำลังใจไปสู่คนที่เรารักและห่วงใย อีกทั้งยังมีผลการวิจัยในต่างประเทศพบว่าการสัมผัสด้วยการ “กอด” สามารถเยียวยาและรักษาผู้ป่วยได้ จึงเป็นที่มาของโครงการ “The Giver Project by RE-LIVE” กิจกรรมช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีกำลังใจเข้มแข็ง ในโปรเจกท์ “กอด” ซึ่งได้ 8 จิตอาสาคนดัง นำโดย ศิรนุช โรจนเสถียร, ดร.รัฐศาสตร์ กรรณสูต, ดร.ภูวนาท คุนผลิน, ดีเจพี่อ้อย-นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล, เอิร์ธ-ศัลย์ อิทธิสุขนันท์, วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล, ปูไข่-พงศ์สิรี บรรลือวงศ์, ดีเจพัฟ-สุธิดา พลาวงศ์ มาร่วมสานต่อแคมเปญเพื่อสังคมเป็นปีที่ 2 ในงาน Live Healthier Live Longer ที่โรงละครเคแบงค์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน เปิดโปรเจกท์สร้างสรรค์สังคมทั้งที งานนี้นอกจาก 8 จิตอาสาคนดังยังมีเซเลบริตี้ใจบุญ อาทิ จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา, เมลนีย์ ศิรจินดาภิรมย์, ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา ฯลฯ ตบเท้าร่วมงานโดยมีแม่งานคนสำคัญ เกรซ ล้อบุณยารักษ์ กรรมการ บริษัท แมคโคร ไบโอติกส์ จำกัด ให้การต้อนรับ พร้อมเผยว่า “เดอะ กิฟเวอร์ โปรเจกท์ เป็นแคมเปญเพื่อสังคมที่เราจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกคนตระหนักและเข้าใจในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งในปีแรกเราได้รณรงค์ให้ผู้ใจบุญร่วมบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวีเนื่องในวันเอดส์โลก พร้อมร่วมสมทบทุนมอบเงินบริจาคให้กับวัดพระบาทน้ำพุอีกเป็นจำนวนเงิน 1 ล้านบาท วันนี้เราจึงเดินหน้าสานต่อโครงการด้วยการเชิญ 8 คนดัง มาถ่ายทอดอารมณ์ผ่านวิดีโอคลิป “กอด” เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี และยังเป็นที่มาให้เราคิดต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพลูคาวสกัด ที่ทำหน้าที่เสริมความแข็งแรงของภูมิคุ้มกัน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อเอชไอวีด้วยค่ะ” ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.เสรี วงษ์มณฑา มาให้แง่คิดเกี่ยวกับ HIV ในสังคมปัจจุบันว่า “เราต้อง เรียนให้รู้ คือต้องศึกษาและทำความรู้จักตัวโรคและความแตกต่างระหว่างโรคเอดส์และการติดเชื้อเอชไอวี รู้ว่าโรคนี้มีวิธีการติดต่ออย่างไร อยู่ให้เป็น คืออยู่อย่างไรไม่ให้ติดเชื้อ เมื่อติดแล้วต้องอยู่อย่างไร และการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เว้นนิสัย คือเลิกนิสัยสำส่อนทางเพศ และสุดท้าย ใจเมตตา คือการช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวีให้มีกำลัง เช่น การกอดตามแบบโครงการเดอะ กิฟเวอร์ โปรเจกท์ ที่ถือเป็นโครงการช่วยเหลือสังคมที่ดีมาก หรืออาจจะเป็นการให้กำลังใจรูปแบบใด ก็ตาม” ด้านแพทย์ฉุกเฉินโรงพยาบาลรามาธิบดี หมอเจี๊ยบ-แพทย์หญิงลลนา ก้องธรนินทร์ เผยว่า “กว่า 30 ปีที่คนไทยรู้จักโรคเอดส์ ซึ่งเรามักถูกปลูกฝังว่าถ้าเป็นแล้วก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอวันตาย ทำให้ผู้ติดเชื้อหดหู่และไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในปัจจุบันพบสถิติมีผู้ติดเชื้อในไทยสูงถึง 1,526,028 คน ซึ่งเฉพาะในปี 2558 มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 6,759 คน และมียอดผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ 16,054 คน หรือคิดเป็นจำนวนผู้เสียชีวิต 40 คน ภายใน 1 วัน เราจึงควรมีความรู้ความเข้าใจก่อนว่าโรคเอดส์สามารถติดต่อกันผ่านทางเพศสัมพันธ์, เลือด และเข็มฉีดยา เท่านั้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า HIV ไปทำลายภูมิคุ้มกัน และไม่ได้รับการรักษาและดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ทำให้ซีดีโฟร์หรือปริมาณเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 200 ส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ วัณโรค ฯลฯ ซึ่งแตกต่างจากผู้ที่ติดเชื้อ HIV คือมีเชื้ออยู่ในร่างกาย แต่ไม่มีอาการของโรคใดๆ ถ้าได้รับการดูแลสุขภาพและร่างกายให้ดี พบแพทย์ตามนัด กินยาตรงเวลา ก็จะมีอายุยืนยาวเช่นคนปกติ ดังนั้นหากมีคนที่คุณรู้จักติดเชื้อ HIV เราจึงสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้และอย่าลืมกอดให้กำลังใจ เพราะในการกอดแต่ละครั้งจะช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนออกซิทอกซินที่ช่วยให้ผู้ถูกกอดอบอุ่นและเป็นสุข ลดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ซิซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดความเครียด”

ขยี้ตากันทั้งห้าง อยากถาม ต่อ ฮอร์โมน มากับใคร? หวานใจชื่อ มีน หายไปไหน?
ต่อ ธนภพ /  ต่อ ธนภพ-มีน / 

แม้จะประกาศตัวตั้งแต่โด่งดังใหม่ๆ จากซีรีส์วัยรุ่นสุดปัง ฮอร์โมน...วัยว้าวุ่น ว่าผมมีแฟนแล้วชื่อ มีน แต่เรตติ้งความฮอตของพระเอกหนุ่มคนนี้ ก็ไม่เคยลดลงสำหรับ ต่อ ธนภพ หรือ ต่อ ฮอร์โมน ที่สาวแท้สาวเทียม หลายๆ คนยังมโนเพ้อพก อยากจะได้หนุ่มต่อมาเป็นแฟน & สามี แต่งานนี้ฝันของทุกๆ มโนจิตก็ต้องแหลกสลายไปในพริบตา เพราะปาปารัซซี่ของเราชอบสอยภาพหนุ่มต่อกับสาวมีนในโมเม้นต์สวีทหวานมาได้อยู่หลายครั้ง จนทุกวันนี้มีแต่คนแอบหมั่นไส้สาวมีน ที่ใช้อภิสิทธิ์ความเป็นแฟน ควงแขนอี๊อ๋อหนุ่มต่อทุกๆ ครั้ง ไม่ว่าจะไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่ล่าสุดทางเราก็ไม่รับประกันว่าบ้านจะแตก หรืองานจะเข้าหนุ่มต่อหรือเปล่า เพราะปาปารัซซี่ของเราก็เผือกตาไว สอยหลักฐานเด็ดชิ้นโบแดงมาได้ ขณะที่หนุ่มต่อกำลังเดินกลางห้างกับผู้หญิงนางหนึ่ง ที่ขยี้ตาเป็นร้อยๆ ครั้ง ดูยังไง้...ยังไง ก็ไม่ใช่สาวมีนอย่างแน่นอน เอาเป็นว่าสาวคนนี้เธอคือใคร เพื่อน คนดูแล แฟนใหม่ หรืออะไรยังไงก็แล้วแต่ แต่ยังไงเรื่องนี้คงต้องให้หนุ่มต่อรีบออกมาเคลียร์ให้ชัดเจน ว่าเธอคนนี้เป็นใคร แล้วหวานใจอย่างสาวมีนหายตัวไปไหน??? ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ - มีน ต่อ ธนภพ

รีวิวภาพยนตร์ มิโซะซุปของฮานะจัง : หนึ่งในผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก
Emina Akamatsu /  Hana's Miso Soup / 

ทันทีที่ผมได้ดูตัวอย่างภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง はなちゃんのみそ汁 (Hana’s Miso Soup) หรือในชื่อภาษาไทยว่า “มิโซะซุปของฮานะจัง” ครั้งแรก ดวงตาก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นและน้ำตาก็รื้นออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว ผมตัดสินใจกากบาทปฏิทินข้างโต๊ะของผมทันทีเพื่อบอกกับตัวเองว่าในวันนี้จะมีนัดสำคัญสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ ตัวอย่างที่ได้ชมนั้นเปิดเผยเรื่องราวคร่าว ๆ ให้ทราบแล้ว แต่กลับยิ่งกระตุ้นให้ผมอยากรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ เสมือนรู้วัตถุดิบหลักของอาหารแล้ว ก็ยิ่งอยากลิ้มลองรสชาติที่จะถูกรังสรรค์ขึ้นมาว่าจะมีรสอร่อยเพียงใด Hana’s Miso Soup มิโซะซุปของฮานะจัง ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริง ว่าด้วยเรื่องราวของ “จิเอะ” รับบทโดย เรียวโกะ ฮิโรสึเอะ (Ryoko Hirosue) ที่ทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง แต่คนรักอย่าง “ชิงโงะ” รับบทโดย เคนอิจิ ทาคิโตะ (Kenichi Takito) ก็ไม่ลังเลที่จะขอจิเอะแต่งงาน แม้จะรู้ว่าเธออยู่ได้อีกไม่นานก็ตาม ทั้งสองได้ให้กำเนิดลูกสาวสุดน่ารักอย่าง “ฮานะ” รับบทโดย เอมินะ อกามัตสึ (Emina Akamatsu) เธอได้เขียนบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ทิ้งไว้เพื่อให้ฮานะเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กผู้หญิงที่เข้มแข็ง และหลังจากที่เธอรู้ว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ได้อีก 1 ปี จึงเริ่มสอนให้ฮานะทำซุปมิโสะ เมนูโปรด และเป็นเมนูที่ฮานะพูดเสมอว่าวันหนึ่งจะทำซุปมิโสะให้เหมือนของแม่ และให้แม่ได้ชิมเป็นคนแรก ภาพยนตร์ให้ผู้ชมได้ทำความรู้จักกับตัวละครหลักอย่าง “จิเอะ” และ “ชิงโงะ” โดยเล่าเรื่องย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นในช่วงเวลาที่ทั้งสองได้พบกันเป็นครั้งแรก ซึ่งตัวละครในเรื่องนี้มีไม่กี่คน ซึ่งง่ายต่อการจดจำและไม่สับสน ทำให้ผมสามารถโฟกัสไปที่เนื้อเรื่องของภาพยนตร์ได้ไม่ยาก แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นภาพยนตร์ดราม่าเรียกน้ำตา แต่ไม่ได้เค้นอารมณ์บีบน้ำตาสักเท่าไร ตัวละครอย่าง “ชิงโงะ” ซึ่งมีคาแรกเตอร์เป็นหนุ่มที่ค่อนข้างตรง ๆ และแสดงออกอย่างชัดเจน แม้ในบางครั้งอาจจะดูเปิ่น ๆ ไปสักหน่อย ก็ช่วยเรียกเสียงฮาให้ผ่อนคลายได้เป็นระยะ ๆ นักแสดงทั้งสองท่านถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้อย่างซื่อตรง นอกจากนี้ความน่ารักสดใสของเด็กวัย 4 ขวบ อย่าง “ฮานะจัง” ช่วยให้เรื่องราวไม่ดูมืดหม่น แต่เต็มไปด้วยความหวังที่น่าประทับใจ “เสี่ยงชีวิต เพื่อสร้างชีวิต” คือหนึ่งในความหมายอันงดงามที่สื่อสารออกมาในภาพยนตร์เรื่องนี้ สำหรับชีวิตของลูกผู้หญิงที่เป็น “แม่” แล้ว การตั้งครรภ์คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และไม่ง่ายเลยที่จะต้องดูแลสิ่งที่พระเจ้ามอบให้ตลอด 9 เดือน โดยเฉพาะจิเอะจังที่รู้ตัวว่าเป็นโรคร้ายอยู่ด้วยนั้นการตั้งครรภ์ครั้งนี้มีความหมายกับเธอเหลือเกิน ระดับฮอร์โมนที่ถูกกระตุ้นอาจส่งผลให้มะเร็งแข็งแกร่งขึ้นและลุกลามได้ แต่เมื่อได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของชีวิตน้อย ๆ รูปร่างที่เห็นผ่านการอัลตราซาวนด์ และเสียงหัวใจที่เต้นเชื่อมโยงระหว่างจิตวิญญาณ คือความกล้าหาญที่จิเอะเลือกที่จะเสี่ยงชีวิตของตัวเอง เพื่อสร้างชีวิตใหม่ที่งดงามขึ้นมาบนโลกใบนี้ ทำมิโสะซุป กินของดี ๆ และปรุงแต่ของดี ๆ ชีวิตของ “ฮานะ” จะได้ไม่ลำบาก และไม่ต้องเผชิญโรคร้ายอย่างที่เธอเป็น นี่คือสิ่งที่จิเอะปรารถนาอยากให้ฮานะจังเข้าใจ จิเอะจึงพยายามสอนฮานะให้ทำมิโสะซุป เมนูที่ทำได้ไม่ยาก และอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย พร้อมกับเมนูอาหารและขนมอื่น ๆ เธอได้จดลงในบันทึกของเธอและส่งต่อให้ฮานะ เพื่อให้มีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็งในวันที่เธอมองไม่เห็นฮานะจัง เสาหลักของครอบครัวอย่างชิงโงะ คือความแข็งแกร่งที่ค้ำยันให้ครอบครัวเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีความสุข แม้ภายนอกจะดูเป็นคนซื่อ ๆ ชอบทำอะไรเปิ่น ๆ ก็ตาม แต่กลับเป็นที่พึ่งพาให้กับจิเอะและฮานะจังได้เป็นอย่างดี แม้จะรู้ว่าแฟนตัวเองป่วยเป็นโรคร้าย แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนความรู้สึกที่เขามีต่อจิเอะจังได้ การยืนยันเสียงแข็งขอแต่งงานกับจิเอะจังต่อหน้าพ่อของจิเอะ นับเป็นอีกหนึ่งฉากสำคัญที่บ่งบอกความเป็นลูกผู้ชายที่เตรียมพร้อมจะฝ่าฟันทุกอุปสรรคบนเส้นทางของเขานับจากนี้ ในขณะที่เพื่อนของชิงโงะยอมรับในความเป็นลูกผู้ชายของชิงโงะ และไม่เคยปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือเลยแม้แต่น้อย การปรากฏตัวบนเวทีในงานแสดงคอนเสิร์ตของจิเอะจังคือไฮไลต์สำคัญที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่รู้ว่าชีวิตจะอยู่ได้นานสักเท่าไร โดยเฉพาะจิเอะจังที่รู้ตัวว่าเวลาเหลือไม่มากแล้ว เธอได้เปล่งประกายอย่างงดงามบนเวทีซึ่งครั้งหนึ่งคือเส้นทางชีวิตที่เธอได้เลือกไว้ การได้กลับมายืนอยู่ตรงนี้มันสำคัญกับเธอเหลือเกิน และเป็นความสุขในชีวิตที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งที่เธอจะได้ร้องเพลงด้วยน้ำเสียงของเธอให้ฮานะจังได้ฟัง ความรู้สึกของครอบครัวและผองเพื่อนผู้ปรารถนาดีได้ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงามที่สุด แสดงให้เห็นว่าทุกคนพร้อมที่จะก้าวเดินบนเส้นทางแห่งชีวิตร่วมกับจิเอะจังจวบจนลมหายใจสุดท้าย คะแนน 4.5/5 ความตั้งใจของเด็กวัย 4 ขวบที่ทำซุปมิโสะได้สำเร็จ มันช่างหอมหวลและอร่อยจนไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้  บทความโดย ธ.เชิดวรพงศ์ น้ำตาซึม! เรียวโกะ ฮิโรสึเอะ เล่าความรู้สึกของความเป็นแม่ใน มิโซะซุปของฮานะจัง ทุกครั้งที่ดูภาพยนตร์เสมือนการสนทนากับตัวเอง ภาพยนตร์เรื่องนี้สนทนากับคุณอย่างไร แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ

น่ารัก นินน่า ญาณิน นางเอกมิวสิค ไม่เดียงสา
International Community School /  นางเอกเอ็มวี / 

สาวร่างเล็ก มั่นใจ และมีรอยยิ้มเสน่ห์เฉพาะตัว จนใครๆ ก็รักเธอ นินน่า-ญาณิน โอภาสสถาวร อายุ 14 ปี น้องใหม่และน้องเล็กสุดจากสังกัด MBO ที่มีเสียงร้องดีมากหากใครได้ติดตามการออดิชั่น และกำลังเป็นที่สนใจจากเอ็มวีเพลง ไม่เดียงสา ของ BIG ASS ประกบคู่กับหนุ่มฮอต สกาย หรือ พละ ฮอร์โมน หลังจากทั้งคู่สามารถแสดงออกได้น่ารักมาก จนหลายคนอยู่รู้จักว่าน้องนินน่าเธอเป็นใคร วันนี้เราจะไปทำความรู้จักและชมภาพน่ารักๆ ของสาวมากความสามารถคนนี้กันค่ะ น่ารัก นินน่า ญาณิน นางเอกมิวสิค ไม่เดียงสา  ชื่อ : ญาณิน โอภาสสถาวร ชื่อเล่น : นินน่า เกิดวันที่ : 7 ธันวาคม การศึกษา : International Community School ถ้าทำงานในวงการบันเทิงจนทำให้การเรียนตกจะทำอย่างไร? - ตอนนี้น่าทำงานด้วยเรียนไปด้วย ก็รู้สึกกังวลเหมือนกันค่ะ เพราะการเรียนเป็นสิ่งสำคัญ น่าจึงต้องแบ่งเวลาให้ทั้งสองอย่างดีๆ และก็มีเพื่อนๆ ช่วยตามงานให้ด้วย ผลงาน :  - น้องใหม่จากสังกัด MBO - นางเอก MV เพลงไม่เดียงสา รับบท นิน (ตอนวัยรุ่น) ความใฝ่ฝัน  : อยากเป็น นักแสดง นักร้อง IG : @ninna_mbo ข้อมูลจาก Ninna_mbo

แย่แล้ว ! 9 สิ่งที่ผิวฟ้องว่าสุขภาพของคุณกำลังแย่
ดูแลผิว /  ดูแลสุขภาพ / 

แม้ว่าผิวจะไม่มีเสียง แต่ผิวคือกระบอกเสียงชั้นดีที่สามารถบอกได้ว่าตัวของเรากำลังมีปัญหาสุขภาพอะไร บางครั้งผิวของเราจะแสดงอาการออกมาโดยที่เราไม่ต้องไปตรวจสุขภาพเลยด้วยซ้ำ 9 สิ่งต่อไปนี้คือสิ่งที่ผิวของคุณอยากจะบอกว่า 'เฮ้ ฉันกำลังมีปัญหาอยู่นะ !' มาลองเช็คกันค่ะว่าคุณมีปัญหาผิวแบบนี้รึเปล่า 1. ผิวแห้ง ผิวที่ไม่ชุ่มชื้น หมายถึงว่าคุณอาจกำลังขาดโอเมก้า 3 อยู่ หากขาดโอเมก้า 3 ก็จะทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วชะลอการหลุดลอก ทำให้ผิวดูแห้งกร้าน ต้องรีบบำรุงด้วยโดยด่วน อาหารที่แนะนำคือปลาทะเล ถั่วต่างๆ เมล็ด flax และถั่วเหลือง 2. สิวที่มาพร้อมกับความเครียด ผิวกับสมองถูกสร้างมาจากเซลล์ต้นกำเนิดเดียวกันตั้งแต่พัฒนาการการเป็นทารกอยู่ในมดลูก ดังนั้น 2 สิ่งนี้จึงมีความสัมพันธ์กันเรื่อยมา ดังนั้นเมื่อคนเราเครียด สิวจึงตามมาเป็นเงาตามตัวเราค่ะ 3. ตีนกาที่กำลังมา อาจหมายถึงว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องตัดแว่นสายตา การหยีตาเพื่อเพ่งมองให้ชัดขึ้นหรือการไม่ใส่แว่นตากันแดดแล้วต้องเดินตากแดด ขับรถไปหรี่ตามองทางไป ทำให้เกิดริ้วรอยรอบดวงตาที่ไม่พึงประสงค์ค่ะ 4. ผิวซีดๆ ร่างกายกำลังบอกว่าเลือดจางเม็ดเลือดแดงต่ำ ต้องรีบสรรหาอาหารที่มีธาตุเหล็ก เนื้อสัตว์ ผักใบเขียว ถั่วต่างๆมากินเพื่อบำรุงโลหิตของเรา ก่อนจะป่วยซีดไม่สบายนะคะ 5. สิวตรงขากรรไกร มาจากระบบรังไข่กำลังมีปัญหา รังไข่มีถุงน้ำ หรือเมนส์กำลังจะมาหรือเพิ่งจะหมดไปในแต่ละรอบเดือน คนที่มีปัญหาเรื่องรังไข่มักจะมีสิวอุดตันอยู่ใต้ชั้นผิวค่ะ 6. ผิวดูเหลืองๆ ส้มๆ อาจเป็นเพราะต่อมไทรอยด์อาจกำลังมีปัญหา ถ้าหากเป็นไฮเปอร์ไทรอยด์ คือการที่ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนออกมามากเกินไป ผิวอาจกลายเป็นสีเหลืองได้เนื่องจากร่างกายไม่สามารถย่อยสารต้านอนุมูลอิสระ ถ้ายิ่งเหนื่อย เฉื่อยชาด้วยละก็ ควรปรึกษาแพทย์โดยด่วนค่ะ 7. ผิวแห้ง คัน มาจากแพ้กลูเต็น นอกจากผิวขาดความชุ่มชื้นจากน้ำแล้ว คนที่แพ้อาหารที่มีกลูเต็นผสมอยู่ก็ทำให้ผิวแห้งและคันอย่างไม่น่าเชื่อได้ ซึ่งมักพบว่าเกิดกับผิวบริเวณ ข้อศอก เข่า ข้อเท้า และใบหน้า 8. ผิวแตก หมายถึงว่าผิวขาดน้ำแบบสุดๆ คนเราควรดื่มน้ำให้ได้วันละประมาณ 8 แก้วนะคะ แต่ไม่ต้องดื่มทีเดียวก็ได้ การจิบน้ำไปเรื่อยๆ ทั้งวันก็ช่วยได้มากแล้วค่ะ 9. ผิวเกิดฝ้า กระ เป็นเพราะตากแดดมากเกินไป โดยเฉพาะใบหน้าและแถวบริเวณลำคอ ไหปลาร้า หมั่นทาครีมที่มีสาร SPF เวลาออกแดด หากกระดูเปลี่ยนไป นั่นอาจหมายถึงมะเร็งผิวหนัง ควรไปพบแพทย์นะคะ เริ่มจากการดูแลตัวเองจากภายใน ไม่ต้องรอให้ผิวแสดงอาการออกมาก่อนจึงจะค่อยเริ่มดูแลนะคะ 

12 สิ่งที่สาวๆอยากบอก...ผู้ชายที่กำลังจะแต่งงาน ให้จำให้ขึ้นใจ!
ครอบครัว /  ความสัมพันธ์ / 

          เมื่อความสัมพันธ์ได้ดำเนินมาถึงจุดที่พร้อมจะ แต่งงานกัน แต่..ชีวิตแต่งงานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมาพร้อมทั้งความรับผิดชอบ ความอดทนต่างๆ ถ้าคุณหนุ่มๆคิดว่าพร้อมแล้วล่ะก็ มาตรวจกันอีกสักครั้งดีกว่า ว่าคุณพร้อมจริงๆที่จะเจอสิ่งเหล่านี้หรือเปล่า!  1.การแต่งงานไม่ใช่จุดสุดท้ายของความสัมพันธ์ อย่าหยุดที่จะพาเธอไปเดท จงให้ความสนใจกับเธอเหมือนเดิม เรียนรู้ และ แบ่งปันความรู้สึกกับคนข้างๆอยู่เสมอ ดูแลตัวเองอย่างไรก็ขอให้ดูแลผู้หญิงข้างๆกายอย่างนั้นเช่นกัน อย่าทำร้ายกันด้วยคำพูดหรือการกระทำ หมั่นทบทวนตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นอยู่เสมอ  ที่สำคัญคือ การรู้จักฟังอย่างตั้งใจ ไม่ว่าจะตอนไหนๆ อย่าคิดว่าคำพูดของอีกฝ่ายเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วผ่านไป เพราะบางเรื่องคุณอาจจะต้องแก้เดี๋ยวนั้่น  2.การทะเลาะกันบางทีก็ไม่คุ้มค่า จงเลือกเรื่องในการทะเลาะกัน อย่าให้ทุกเรื่องที่เจอเป็นเรื่องที่ต้องเอามาพูดให้ จนเกิดการโต้เถียงกันขึ้น เรื่องไหนที่คิดว่าพูดแล้ว คุณแฟนต้องโวยวาย จงเก็บไว้  3.หัวเราะให้มีความสุข มีความสุขกับทุกวัน และจงมีอารมณ์ขันอยู่เสมอ ชีวิตคุณควรจะมีความสุขไม่ใช่ความทุกข์นะ  4.ชีวิตคุณเป็นยังไง? ภรรยาคุณเป็นยังไง? คนละคำถาม แต่แท้จริงแล้ว คล้ายๆกันนั่นล่ะ ถ้าภรรยาคุณมีความสุข คุณก็จะมีความสุข แต่ถ้า คุณไม่มีความสุข ก็อย่าคิดว่าคุณภรรยาของคุณมีความสุข  5.คุณคาดเดาอะไรกับชีวิตคู่ไม่ได้หรอก คุณไม่มีทางรู้เลยว่า พรุ่งนี้จะเป็นยังไง บางวันอาจจะสุขสันต์ บางวันเสียน้ำตา เพราฉะนั้นเตรียมรับมือมันไว้ให้ได้ 6.อย่าเปรียบเทียบชีวิตคู่ตัวเองกับคู่อื่นๆ การเปรียบเทียบจะนำไปสู่หายนะได้ เพราะคุณจะมีเรื่องมาทะเลาะกันได้ไม่เว้นวัน ชีวิตความเป็นอยู่ เซ็กซ์ การเอาใจใส่ อย่าเอาไปเปรียบเทียบกับใครเด็ดขาด จงอยู่กับชีวิตของตัวเองไว้ และจงทำชีวิตคู่ของเราให้ดีที่สุด 7.บางครั้งคุณก็ต้องทำตามคุณภรรยา  แม้จะมีคำถามอยู่ในใจว่า ทำไมถึงทำแบบนี้ แต่ถ้าอีกฝ่ายมีจุดยืนเสมอว่า สิ่งที่ตัวเองตัดสินใจไม่เคยผิด คุณควรจะทำตามเธอไปก่อน ให้เรื่องตรงนั้นเบาบางก่อน แล้วค่อยถามเธอภายหลังว่า ทำไมต้องทำแบบนั้นด้วย (บางครั้ง การมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอม อาจทำให้ชีวิตคู่ดำเนินต่อไปได้) 8. หมั่นหาเรื่องตื่นเต้นๆให้ชีวิตคู่เสมอๆ ขึ้นชือว่าผู้หญิง วันนี้กับพรุ่งนี้เธออาจจะเป็นมนุษย์ที่นิสัยคนละคนเลยก็ได้ จงทำสิ่งใหม่ๆ หรือ หาเรื่องราวสนุกๆทำด้วยกัน อย่าหยุดที่จะสร้างความประทับใจให้กับเธอ คุณอาจจะเหม็นขี้หน้าเธอที่ต้องอยู่ด้วยกันทั้งวัน แต่ถ้าคุณเลือกเธอแล้ว คุณจะมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไม่ได้นะ  9.แต่งงานกันแล้ว  เซ็กซ์ต้องไม่ห่วยลง  ตอนแรกมาแบบไหน ชีวิตแต่งงานต้องไม่ทำให้เซ็กซ์ของคุณป่วย หมั่นสร้างความเร้าใจ ความเร่าร้อนให้กับภรรยา ถ้าไม่รู้จะทำยังไง เรามีวิธีแนะนำค่ะ ห่างกันสักหลายๆวัน เห็นหน้ากันแต่ห้ามจับต้องร่างกายกัน เชื่อเถอะว่าวันนั้นจะต้องเร่าร้อนเป็นไฟ! 10.การอยู่กับคนรัก คุณต้องฝึกความอดทน ไม่ใช่แค่เฉพาะกับคนรัก แต่คุรต้องหัดอดทนกับความรู้สึกของตัวเองด้วย ซึ่งมันไม่สามารถทำได้ในวันสองวันหรอกค่ะ คุณหนุ่มๆต้องฝึกความอดทนให้เคยชิน คนสองคนที่ต่างกันทั้ง บุคลิก ภาษา ฮอร์โมน การเลี้ยงดู มุมมองชีวิต การรักษาความสะอาด การจัดเก็บข้าวของ แล้วต้องมาอยู่ด้วยกันในบ้านหลังหนึ่ง จะเป็นไปได้หรือถ้าไม่ทะเลาะกันเลย เพราะฉะนั้นความอดทนจึงสำคัญเอามากๆ 11.ภรรยาของคุณต้องมาเป็นที่ 1 ไม่ใช่เรื่องงาน ไม่ใช่เรื่องเพื่อน  ถ้าคุณยังเห็นครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ คุณต้องให้ความสำคัญกับคนรักเป็นอันดับหนึ่ง เชื่อเถอะว่าชีวิตครอบครัวของคุณจะมีความสุขแน่ๆ 12.ใจคุณต้องหนักแน่นพอ หากจิตใจของคุณไม่ได้แน่นหนักกับความสัมพันธ์ที่จริงจัง ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่ความสัมพันธ์ครั้งนี้จะไปตลอดรอดฝั่งหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นต้องมั่นใจเสมอว่าคุณเลือกเธอแล้ว  ที่มา lifehack เรียบเรียงโดย Women Mthai Team

สยบโรคนอนไม่หลับ ภัยเงียบใกล้ตัวคุณ ด้วย Melatonin 123
Melatonin 123 /  นอนไม่หลับ / 

สยบโรคนอนไม่หลับ ภัยเงียบใกล้ตัวคุณ ด้วย Melatonin 123 เพื่อการหลับสมบูรณ์และตื่นสดใสในทุกวัน โรคนอนไม่หลับ เป็นปัญหาใกล้ตัวที่ทุกคนมักมองข้าม ภัยเงียบที่แฝงมากับโรคนี้ก็คือ ความเครียด โรคซึมเศร้า โรคหลอดเลือดหัวใจ และอาจถึงขั้นกลายเป็นมะเร็ง โรคนอนไม่หลับมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และมักจะเกิดกับผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป จะหลับๆตื่นๆ ส่งผลให้มีคุณภาพการนอนที่ไม่ดี ซึ่งเราสามารถสังเกตอาการของโรคนอนไม่หลับได้ง่ายๆ คือ มักหลับยาก ตื่นบ่อยแล้วหลับต่อยาก ตื่นเช้าแล้วไม่สดชื่น แม้ว่าจะนอนนาน 7-8 ชั่วโมง ซึ่งหลายอาชีพมีความเสี่ยงที่จะมีปัญหานอนไม่หลับ อย่างคนทำงานไม่เป็นเวลา เช่น ฟรีแลนซ์ หมอ พยาบาล และคนที่ต้องเดินทางต่างประเทศบ่อยๆ เช่น นักบิน แอร์โฮสเตส นักธุรกิจ แต่ในเบื้องต้น เราสามารถแก้อาการนอนไม่หลับได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเอง อย่างเช่น เมื่อใกล้เวลานอน อย่าทานอาหารจนอิ่มแน่นจนเกินไปเพราะจะทำให้อึดอัดจนนอนไม่หลับ ควรหาเวลาออกกำลังอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้หลับสบายขึ้น และ ห้ามวางโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัวเป็นเวลานานเพราะจะรบกวนการทำงานของคลื่นสมอง แต่บางครั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองอาจจะเป็นเรื่องยากเกินไป เพราะเป็นสิ่งที่เราทำมาตลอดชีวิตจนกลายเป็นความเคยชิน อาจใช้เวลานานกว่าจะปรับตัวได้ และปัจจัยการใช้ชีวิตในประจำวันของแต่ละคนอาจจะทำไม่ได้ เพราะเวลาและความรีบเร่งต่างๆ ฉะนั้นเราจึงต้องหาตัวช่วยเพื่อแก้ไขได้ถูกจุดและรวดเร็วขึ้น โดยธรรมชาติร่างกายของคนเราจะผลิตสารชนิดหนึ่งที่ช่วยให้นอนหลับสบายและหลับสนิทมากขึ้น นั่นก็คือ เมลาโทนิน ฮอร์โมนเมลาโทนินในร่างกาย เปรียบเสมือนเป็น Darkness hormone จะมีการผลิตออกมาเมื่อมีความมืด หลั่งออกมาในช่วงเวลา 21.00-07.30 น. โดยความมืดจะไปกระตุ้นที่ดวงตา (Retina) ทำให้รับรู้ว่าเป็นเวลากลางคืนแล้ว หลังจากนั้นจะส่งสัญญาต่อไปที่ ต่อมไพเนียล ให้ผลิตและหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินออกมา กระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกง่วงนอน และเตรียมพร้อมเข้าสู่การนอนหลับ ซึ่งปัจจุบันเมลาโทนินได้ถูกสกัดและพัฒนาออกมาในรูปแบบของอาหารเสริม ที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติ ฉะนั้นเมลาโทนินจึงถือได้ว่าเป็นตัวช่วยในการแก้ไขปัญหาของคนที่นอนไม่หลับได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยที่สุด ข้อมูลจาก : Dubocovich,2010 แต่คนส่วนใหญ่เมื่อมีปัญหานอนไม่หลับ ก็มักจะนึกถึงตัวช่วยอย่างยานอนหลับ ซึ่งยานอนหลับแบบทั่วไปจะออกฤทธิ์กดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางซึ่งอันตรายมีผลกระทบต่อร่างกาย เช่น โมโหร้าย หงุดหงิดง่าย ฉุนเฉียว ภายหลังจากตื่นนอนจะไม่รู้สึกสดชื่น มีอาการเซื่องซึม และบางคนถ้าทานมากๆอาจถึงขั้นติดยาได้ ดังนั้นวิธีที่ถูกต้อง คือการเลือกทานเมลาโทนินที่จะช่วยเสริมให้ร่างกายนอนหลับได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังไม่มีผลข้างเคียงหรืออาการติดยาตามมา ทำให้นอนหลับได้ครบทุกระยะ โดยปกติ การนอนหลับของคนเราจะมีระยะของการนอน หากนอนได้ครบทุกระยะจะถือว่าเป็นการนอนหลับอย่างสมบูรณ์ เมื่อตื่นขึ้นมาจะรู้สึกสดใส เนื่องจากร่างกายได้พักผ่อนอย่างแท้จริง เรามาทำความรู้จักกับการนอนหลับที่มีคุณภาพ 5 Stage of Sleep กลไกการนอนหลับทั้ง 5 ระยะ ดังนี้ Stage 1 ระยะหลับตื้นที่สุด จะถูกปลุกได้ง่าย สังเกตได้ว่าบางคนมีอาการสะดุ้งตื่นหรือรู้สึกกระตุก Stage 2 ระยะแรกที่มีการหลับอย่างแท้จริง แต่ยังไม่มีการฝัน ในระยะนี้ผู้ที่หลับจะสามารถถูกปลุกให้ตื่นได้ง่าย Stage 3-4 ระยะหลับลึกที่สุด ปลุกให้ตื่นได้ยากเปรียบเสมือนการชาร์ตแบตเตอรี่ ในเด็กเล็ก ถ้ามีฝันร้าย ละเมอ หรือปัสสาวะรดที่นอนจะเกิดขึ้นช่วงนี้ Stage 5 ระยะ REM (rapid eye movement) เมื่อนอนไป 45 นาที ก็จะเข้าสู่ระยะนี้ซึ่งจะทำให้เกิดความฝัน และเป็นช่วงเวลาที่สมองมีการทำงานหนัก จากการจัดการกับข้อมูลต่างๆ ที่เข้ามาแล้วทำการจัดระเบียบ ทำให้เกิดเป็นความทรงจำ ซึ่ง stage นี้ ถือได้ว่าเป็นช่วงที่ร่างกายของเราได้เข้าสู่การฟิ้นฟูและซ่อมแซมตัวเองอย่างแท้จริง หลังจากนั้นกลไลการนอนหลับก็จะกลับเข้าสู่วงจรแบบนี้อีก 4-5 รอบในหนึ่งคืน ซึ่งแต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 90-110 นาที ยิ่งการนอนผ่านไปนานขึ้น การหลับลึกจะยิ่งลดน้อยลง ดังนั้นการทานยานอนหลับที่มีเมลาโทนินจะช่วยให้การหลับมีคุณภาพมากขึ้น เพราะสามารถนอนหลับได้ครบทั้ง 5 ระยะ ทำให้เริ่มต้นวันใหม่อย่างสดชื่น ตื่นนอนอย่างสดใส และเพื่อให้การนอนหลับเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ควรจะเลือกทานตามสเต็ป Melatonin 123 ที่จะสามารถปรับสมดุลของการนอนหลับให้มีคุณภาพมากขึ้นตาม 3 สเต็ปดังนี้ 1.เริ่มต้นปรับนาฬิกาชีวิตให้หลับง่ายขึ้น โดยการนอนในที่แสงไม่รบกวนและพยายามเข้านอนเวลาเดิมเป็นประจำทุกวัน จะเป็นการปรับ Circadian Rhythm เรียกง่ายๆว่านาฬิกาชีวิต เป็นระบบควบคุมกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ภายใน 24 ชั่วโมงให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติ 2.หลับสนิทเพียงพอและมีคุณภาพ คือ หลับง่าย หลับลึก หลับยาว 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ไม่ใช่เพียงแค่หลับไปเฉยๆเพียงเพราะเข้านอนเร็ว 3.ตื่นนอนอย่างสดใส อารมณ์ดี ไม่เมื่อยล้า สมองจึงเรียนรู้และจดจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยสภาพร่างกายที่พร้อมจึงทำให้ดึงความสามารถออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ การนอนหลับตามสเต็ปนี้จะช่วยให้การนอนหลับมีคุณภาพดียิ่งขึ้น นอนหลับลึก หลับยาวตลอดทั้งคืน ตื่นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นแจ่มใส ไม่งัวเงีย สมองปลอดโปร่ง ระหว่างวันไม่มีอาการง่วงนอนเพราะร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ จึงทำให้มีสมาธิในการทำงาน เรียนรู้ จดจำสิ่งต่างๆได้ดีอีกด้วย ถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาการนอนไม่หลับได้อย่างตรงจุดและปลอดภัย ซึ่งสำหรับผู้ที่สนใจหรือมีปัญหาดังกล่าวสามารถปรึกษาและขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Melatonin 123 ได้ที่เภสัชกรใกล้บ้าน โดย www.melatonin123.com

กินแต่ของอร่อย ตายไว! เลือกกินดีมีประโยชน์ ช่วยต้านโรค ในแบบ โภชนบำบัด
กินดีมีประโยชน์ /  กินอาหารมีประโยชน์ / 

เชื่อว่าในปัจจุบันคนส่วนใหญ่เวลากินอาหาร จะเน้นเรื่องความอร่อยและหน้าตาเป็นหลัก โดยลืมนึกถึงเรื่องของสุขภาพจนทำให้เกิดปัญหาโรคภัยต่าง ๆ ตามมาโดยที่ไม่ทันรู้ตัว ซึ่งหากใคร ที่ตรวจพบว่าเป็นโรคแล้ว การกินแบบ โภชนบำบัด (Diet Therapy) หรือการใช้อาหารช่วยรักษาโรค ด้วยการเลือกกินอาหาร ที่เหมาะกับโรคที่เป็นอยู่ ถือเป็นอีกวิธีที่จะสามารถช่วยคุณได้ โดยการเปลี่ยนเป็น กินดีมีประโยชน์ ต้านทานโรค แทนการกินที่เน้นเพียงความอร่อย.. โรคอ้วน ควบคุมปริมาณอาหาร ผู้ที่เป็นโรคอ้วนหรือมีภาวะน้ำหนักตัวเกินนั้น เป็นสาเหตุของโรคภัยต่าง ๆ เช่น หลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ข้ออักเสบนั่นเอง สำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน การควบคุมปริมาณอาหารให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัวถือเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งในแต่ละวันต้องกินอาหารให้ครบทุกมื้อ แต่ควรลดพลังงานลงวันละ 500-1,000 แคลอรี โดยพลังงานที่ได้รับควรเน้นโปรตีนจากเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น อกไก่ลอกหนัง เนื้อปลา และธัญพืชต่าง ๆ แทนเนื้อสัตว์ที่ไขมันสูง นอกจากนี้ยังควรงดอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูง ลดปริมาณของโซเดียม และของทอด แต่เน้นกินผักผลไม้ที่มีใยอาหารสูงเพื่อให้อิ่มนานยิ่งขึ้นแทน โรคไต งดอาหารโปรตีนสูง ไตเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับของเสียจากการเผาผลาญสารอาหารต่าง ๆ รักษาสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย นอกจากนั้น ไตยังมีหน้าที่ควบคุมความดันเลือดอีกด้วย โรคเกี่ยวกับไตมีหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นไตวายฉับพลัน ไตรั่ว ฯลฯ โดยอาหารที่มีผลต่อโรคไตเป็นกลุ่มที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่แดง นม เนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ทุกชนิด ธัญพืชหรือถั่วต่าง ๆ เนื่องจากในส่วนของอาหารที่มีโปรตีนสูงมักจะมีฟอสเฟตสูงตามไปด้วย ซึ่งถือเป็นตัวเร่งให้ไตเสื่อมรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังควรงดอาหารที่มีโซเดียมสูงด้วยเช่นกัน ซึ่งมักมีอยู่ในปลาเค็ม แฮม เบคอน ไส้กรอก ของหมักดอง รวมทั้งเครื่องปรุงที่มีเกลือโซเดียมเป็นส่วนประกอบทั้งหมด โดยให้หันมาเลือกกินผักผลไม้ที่มีโพแทสเซียมต่ำ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดหอม แตงกวา ถั่วงอก สับปะรด องุ่น เป็นต้น โรคเบาหวาน ควบคุมปริมาณน้ำตาล โรคเบาหวานอย่างที่เรารู้ ๆ กันว่าเกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน ซึ่งโรคเบาหวานเกิดได้ทั้งจากผู้ที่มีสภาวะน้ำหนักเกิน พันธุกรรม และผู้ที่มีปัญหาการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน นอกจากนี้ ยังเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ ไตเสื่อม การควบคุมปริมาณอาหาร และน้ำตาล รวมถึงควบคุมน้ำหนักซึ่งส่งผลกับโรคโดยตรง โดยผู้ป่วยโรคเบาหวานควรเริ่มต้นด้วยการกินอาหารให้ตรงเวลาไม่กินจุกจิก งดอาหารที่มีส่วนประกอบน้ำตาลสูง เช่น ผลไม้ที่มีปริมาณน้ำตาลมาก ขนมหวานหรือเค้กต่าง ๆ ของทอด ของมัน รวมทั้งข้าวซึ่งมีผลต่อปริมาณน้ำตาลในเลือด โดยเน้นกินพืชผักผลไม้ที่ใยอาหารสูง ถึงแม้น้ำตาลจะอยู่ในระดับปกติแต่ก็ควรควบคุมอาหารต่อไป โรคความดันโลหิตสูง ระวังเกลือ เมื่อพูดถึงโรคที่คนไทยจำนวนไม่น้อยเป็นกันก็คือโรคความดันโลหิตสูง ถือเป็นโรคที่มีความร้ายแรง ซึ่งเป็นโรคที่ส่งผลเสียต่อร่างกายเพราะไม่แสดงอาการใด ๆ โดยจะทำให้คุณเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคไต และโรคอัมพาตแบบที่คุณไม่ทันตั้งตัวเลยเชียวล่ะ สำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเรื่องอาหารการกินก็สำคัญไม่แพ้กับการกินยา ซึ่งอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงคืออาหารที่มีเกลือเป็นส่วนผสมอยู่มาก เพราะโซเดียมในเกลือ ทำหน้าที่ควบคุมความดันของผนังเซลล์ เช่น ซอสปรุงรส ต่าง ๆ อาหารแช่แข็ง ของหมักดอง อาหารกระป๋อง รวมทั้งควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในส่วนของอาหารที่ผู้ป่วยสามารถกินได้คือ ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ข้าวโอ๊ต กล้วย ถั่ว มันฝรั่ง เป็นต้น เพราะประโยชน์ของอาหารเหล่านี้จะช่วยทำให้ความดันโลหิตของคุณลดลง โรคไขมันในเลือดสูง ควบคุมปริมาณไขมัน ภาวะไขมันในเลือดสูงนั้นถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแข็งตัว เมื่อมีไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือดจนทำให้หลอดเลือดตีบตัน โดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจด้วยแล้วอาจทำให้หัวใจขาดเลือดได้ นับเป็นโรคร้ายที่มีคนเสียชีวิตเป็นอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ หากผู้ที่ตรวจพบว่ามีไขมันในเลือดสูงควรควบคุมอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว เช่น เนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ ไข่แดง น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันปาล์ม กะทิ หอยนางรม ปลาหมึก กุ้ง เป็นต้น ซึ่งเป็นอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง โดยอาหารที่กินควรเป็นประเภท ต้ม ยำ นึ่ง หรือหากจะผัดทอดให้ใช้ไขมันจากพืช เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก และน้ำมันดอกทานตะวัน แทนการใช้ไขมันจากสัตว์ สำหรับอาหารที่เหมาะกับคนที่ภาวะไขมันในเลือดสูง เช่น นมพร่องมันเนย โยเกิร์ตไม่มีไขมัน เนื้อปลา อกไก่ลอกหนัง ถั่วต่าง ๆ และที่สำคัญเลือกกินผักผลไม้ที่มีกากใยสูงจะช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ดี นอกจากพฤติกรรมการกินและการดำเนินวิถีชีวิตที่ผิด จะส่งผลเสียต่อสุขภาพแถมยังเป็นตัวเร่งของโรคอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการกินแบบไม่คิดจนเกิดภาวะน้ำหนักเกิน การสูบบุหรี่ ขาปาร์ตี้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ออกกำลังกาย ซึ่งจากที่กล่าวมาข้างต้นคุณควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินโดยเลือกกินอาหารที่ดี ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่ดีของเราจะได้ห่างไกลจากโรคกันนะคะ เรื่องโดย : หทัยชนก เอี่ยมภูเขียว นิตยสารแม่บ้าน

5 ข้อสังเกต อาการ แพ้กลูเตน! ที่มักแฝงมากับอาหาร
Gluten-free /  กลูเตน / 

หลายคนอาจยังไม่รู้จักว่ากลูเตนคืออะไร ? แล้วทำไมจึงให้ความสำคัญขนาดนี้ เรามีคำตอบมาฝากค่ะ กลูเตน เป็นชื่อของโปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งพบมากในกลุ่มธัญพืชประเภทข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวไรย์ เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีคุณสมบัติเด่นคือทำให้อาหารมีความยืดหยุ่น โดยเฉพาะการทำให้ขนมปังเหนียวนุ่มอร่อย นอกจากเบเกอร์รี่แล้ว ยังแฝงมากับอาหารประเภทอื่นอีกมากมาย เช่น ไส้กรอก ลูกชิ้น นักเก็ต ลูกอม กล้วยทอด ไม่เว้นแม้แต่ ขนมไหว้พระจันทร์ ยังไม่หมดนะคะ เครื่องปรุงรสอีกหลายอย่างก็มีส่วนผสมของกลูเตน ไม่ว่าจะเป็น ซีอิ๊ว น้ำสลัด ผงซุปต่างๆ ที่ทำให้อาหารมีความเหนียวข้น ใกล้ตัวขนาดนี้ต้องระวังกันหน่อยแล้วล่ะ อาการสำหรับผู้ที่แพ้กลูเตน 1. ระบบทางเดินอาหารไม่ค่อยดี หลังจากกินอาหารที่มีส่วนผสมของกลูเตนเข้าไป จะมีอาการ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย ขับถ่ายผิดปกติ 2. ผิวหนังมีขนคุดขึ้นตามร่างกาย กลูเตนจะไปทำลายลำไส้ จนส่งผลให้การดูดซึมไขมันลดลง ร่างกายก็จะขาดกรดไขมันและวิตามิน A ผิวหนังก็จะแห้งกร้าน มีลักษณะเป็นตุ่มคล้ายหนังไก่ 3. ร่างกายอ่อนเพลีย ปวดหัวไมเกรน รู้สึกเหนื่อยล้า ฮอร์โมนผิดปกติ หงุดหงิดง่าย น้ำหนักขึ้น ประจำเดือนมาไม่ปกติ บางครั้งสมองตื้อจนเป็นไมเกรน หากแพ้มากๆ อาจส่งผลกับภาวะอารมณ์ซึมเศร้าได้ 4. มีอาการปวดอักเสบ บริเวณข้อต่อกระดูก คุณจะรู้สึกปวดตามข้อกระดูก ไม่ว่าจะเป็นข้อนิ้ว หัวเข่า หรือสะโพก 5. คุณมีอาการป่วยเกี่ยวกับโรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่น สะเก็ดเงิน ต่อมไทรอยด์เรื้อรัง จะต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของกลูเตน การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนนั้น เบื้องต้นคือการเลี่ยงอาหารที่ทำจากแป้งสาลี ของทอดต่างๆ รวมทั้งขนมเค้ก เบเกอร์รี่ ถ้าหากซื้อสินค้าในห้างร้าน ก็ควรตรวจเช็ครายละเอียดฉลากให้ถี่ถ้วน บางอย่างก็จะระบุไว้เลยว่า ไม่มีกลูเตน (Gluten-free) ในประเทศไทยยังโชคดีที่ข้าวที่เรากินกันอยู่นั้นเป็นแป้งข้าวเจ้า แต่ในต่างประเทศมีคนที่แพ้กลูเตนเป็นจำนวนมาก ลักษณะอาการไม่ต่างจากคนแพ้นมวัว แต่ก็ไม่ต้องตกใจกันเกินไป สำหรับคนที่ไม่แพ้ กลูเตนไม่ใช่สิ่งไม่ดี และไม่ได้ทำให้ผอมหรือสุขภาพดี แต่กลูเต็นเป็นเพียงโปรตีนชนิดหนึ่งเท่านั้น!! หากกินในสัดส่วนที่พอเหมาะก็ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ นะคะ และขอย้ำอีกครั้งว่า อาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป เป็นอาหารที่ปลอดกลูเตนโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น ผลไม้และผักสด หรือเนื้อสัตว์ต่างๆ รู้อย่างนี้แล้วก็สบายใจได้จ้า :) รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Women Mthai Team

ลองทุกทางลูกก็ยังไม่เกิด อั้ม-นัท ปลง! โหมงานเมคมันนี่
อั้ม อธิชาติ /  นัท มีเรีย

พยายามมีลูกกันมานานแต่คู่รักต่างวัย อั้ม อธิชาติ กับ นัท มีเรีย ก็ยังไม่สมหวัง ทั้งเคยทำกิ๊ฟท์ ลองทุกสูตรทุกท่วงท่า บำรุงร่างกายด้วยสมุนไพรจีน เรียกว่าอะไรที่เขาว่าดี สามี-ภรรยาคู่นี้ก็ไม่ลังเลที่จะลอง แต่ด้วยความที่สาวนัทเป็นเนื้องอกรังไข่ ทำให้ตกอยู่ในภาวะมีลูกยาก การฉีดฮอร์โมนกระตุ้นให้ไข่ออกมาเยอะๆ จึงเป็นไปไม่ได้ เพราะเท่ากับเป็นการไปกระตุ้นให้ก้อนเนื้องอกใหญ่ขึ้นตามไปด้วย เมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมาทั้งสองโหมปั๊มลูกกันทุกวิถีทางแต่ก็ไร้ผล มาปีนี้ อั้ม-นัท ตัดสินใจที่จะปล่อยเรื่องลูกไปเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ แล้วหันมาทุ่มเททำงานหนักกับโปรเจกต์ละครใหญ่ยักษ์งบประมาณ 100 ล้านอย่างซีรีส์ “เจ้าเวหา” แทน ด้วยความที่นั่งแท่นเป็นผู้จัดละครครั้งแรก นัทก็ทุ่มเทเรียกว่าแทบจะไม่ได้หลับได้นอนเพื่อให้ละครออกมาดีและถูกใจคอละครมากที่สุด ฟากสามีสุดเลิฟอย่างหนุ่มอั้ม ก็เทคิวให้ละครอย่างเต็มที่ เวลาจู๋จี๋แม้จะน้อยลงแต่ทั้งคู่ก็ดูแฮปปี้กับชีวิตดีนะเจ้าคะ อั้ม-นัท อั้ม-นัท อั้ม-นัท