ฮอร์โมน

ตั้งครรภ์ ออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ได้หรือไม่?
คนท้อง /  คุณแม่ตั้งครรภ์ / 

3 ข้อดี โยคะ การออกกำลังกาย ของ คุณแม่ตั้งครรภ์        เรื่องของสุขภาพ กับ  คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะคุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ยังมีลูกน้อยในครรภ์ที่ติดสอบห้อยตาม จะทานอาหารอะไรก็ต้องนึกถึงลูกน้อย จะวางอิริยาบถไหน ก็ต้องนึกถึงลูกน้อย ซึ่งแม้ว่ามันจะเป็นช่วงยากลำบากช่วงหนึ่งของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ แต่นี่ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจของผู้หญิงอย่างเราๆ เช่นกัน ฉะนั้นการดูแลสุขภาพ ทั้งการดูแลเรื่องอาหารการบำรุงเพื่อให้ลูกน้อยได้สารอาหารที่มีประโยชน์ และการออกกำลังกาย เพื่อให้คุณแม่มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ ถือเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ      ในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์นั้น หลายคนมีความกังวลว่าถ้าเราเดินเหิน หรือ ออกกำลังกายสักหน่อย จะทำให้ลูกน้อยกระเทือนไปด้วยไหม คำตอบคือทำได้ ไม่เป็นไร แต่ต้องรู้หลัก ตั้งครรภ์ออกกำลังกายได้หรือไม่? การวิจัยของ ดร. โรเบิร์ต วอลช์นักวิจัยชาวนอร์เวย์เปิดเผยว่า การออกกำลังกายของแม่ตั้งครรภ์ช่วยลดความเสี่ยงที่ทารกแรกคลอดจะมีน้ำหนักเกินมาตรฐานได้ถึง 28% เมื่อเทียบกับคุณแม่ที่ไม่ได้ออกกำลังกายคนอื่น ๆ ดร.โรเบิร์ตระบุอีกว่า การออกกำลังกายก็เป็นอีกสิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ในยุคนี้รับมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และไม่ควรหยุดปฏิบัติเพียงเพราะเหตุผลว่าตั้งครรภ์ เพียงแต่ว่าในระหว่างการออกกำลังกาย คุณแม่ควรมีการวัดอัตราการเต้นของหัวใจอย่างสม่ำเสมอ และไม่ควรให้เกิน 120ครั้งต่อนาที นอกจากนั้นกีฬาที่อาจเกิดการปะทะ หรือเกิดแรงกระแทก ก็ควรหลีกเลี่ยง แต่ควรหันไปออกกำลังกาย ด้วยการเต้นแอโรบิคท่าง่าย ๆ หรือการเดินช้า ๆ จะเหมาะสมกว่า และในการออกกำลังกายต้องไม่อาศัยการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่าง ๆ มากเกินไปเนื่องจากอาจทำให้คุณแม่เกิดอาการบาดเจ็บได้ โยคะ กับ การออกกำลังกาย ของ คุณแม่ตั้งครรภ์ การออกกำลังกายมีหลายหลาย แต่สิ่งที่ควรตระหนักในการเลือกการออกกำลังกายต้องดูให้เหมาะสมกับสุขภาพของคุณแม่แต่ละท่านด้วย โยคะ เป็นการออกกำลังกายอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากคุณแม่หลายท่าน อาจเพราะได้ทั้งเรื่องสุขภาพและสมาธิขณะฝึกด้วย ข้อดีของการฝึกโยคะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์คือ 1. ช่วยเรื่องสุขภาพ และ สมาธิ 2. ช่วยในเรื่องการกำหนดลมหายใจเข้าออกที่ถูกต้องเพื่อจะได้นำออกซิเจนบริสุทธิ์ส่งไปถึงทารกในครรภ์ 3. เป็นการฝึกการหายใจเพื่อเตรียมตัวในการคลอดและเกิดเป็นพลังที่นำไปใช้ในระหว่างการคลอดให้เป็นไปอย่างราบรื่น       นอกจากนี้ ในระหว่างการตั้งท้อง ร่างกายคุณแม่จะมีความยืดหยุ่นสูง จึงเหมาะกับการฝึกโยคะเพราะร่างกายคุณแม่จะผลิตฮอร์โมนชนิดหนึ่งขึ้น เรียกว่า Hormone Relaxing เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่กระดูก ข้อต่อต่างๆ ในร่างกายให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้อุ้งเชิงกรานขยับขยายเพื่อรองรับการเจริญเติบโตและการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ แต่ทั้งนี้ การฝึกสำหรับคุณแม่จะต้องไม่ฝึกในท่าที่มีความเสี่ยงและกระทบกระเทือนต่อการตั้งท้อง ไม่เช่นนั้นความยืดหยุ่นดังกล่าว อาจส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อได้ง่าย ดังนั้นหากคุณแม่ฝึกเองที่บ้าน ก็อาจจะต้องได้รับการปรับท่าฝึกให้มีความเหมาะสมและปลอดภัยต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ด้วย ขอบคุณเนื้อหาจาก www.emaginfo.com

ประสบการณ์ ป่วย โรคร้าย จาก เหล่าคนดัง แค่กำลังใจก็สู้ได้
คนดังป่วย /  ประสบการณ์ / 

ประสบการณ์ ป่วย โรคร้าย จาก เหล่าคนดัง ที่วันนี้ทีมงาน Health Mthai รวบรวมมาให้คุณผู้อ่าน ได้ลองฟังเรื่องราวเกี่ยวกับ สุขภาพ ที่เหล่าคนดังเค้าเคย ประสบพบเจอกันมา แต่ก็ผ่านมาได้อย่างดี โดยอาศัยการดูแลตัวเอง และ กำลังใจที่ดี ก็ช่วยให้ต่อสู้โรคร้าย หรือแม้แต่โรคที่ไม่ค่อยมีคนเป็นกัน เพื่อเป็นกำลังใจให้กับ ใครที่กำลังต่อสู้โรคร้ายอยู่ ว่าคุณไม่ได้โชคร้ายเพียงลำพัง ยังมีคนที่ป่วยและต่อสู้กับมันด้วยกำลังใจแล้วกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้ ลองติดตามกันดูค่ะ ก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ ป่วยเป็น โรคติดเชื้อแบคทีเรียกัดเนื้อ โรคประหลาดที่หายาก เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน บริเวณต้นเหตุคือ น่องเรียวงามข้างซ้ายของก้อยนั่นเอง ปรากฎเป็นก้อนเล็กขนาดจิ๋วเท่าเมล็ดถั่วสองสามเมล็ด ซึ่งมักสะดุดมือ เวลาลูบ ขณะอาบน้ำหรือทาครีม ก้อยทิ้งเอาไว้อีกสองสามเดือน กว่าจะตัดสินใจไปหาหมอ เบื้องต้น ได้ยามากินและทา แต่เจ้าก้อนเล็กๆ เหล่านั้นก็ไม่มีทีท่าจะยุบลงเลย สุด ท้ายจึงลงเอยที่การผ่าตัดเอาก้อนเล็กๆ นั้นออก ระหว่างนั้น ก้อยเครียดมาก เพราะแผลผ่าตัดทำให้เดินเหินลำบาก ยิ่งต้องซ้อมละครเวทีที่รับมาด้วย ชีวิตเลยยิ่งยาก เนื่องจากไปกระโดดโลด เต้นบนเวทีไม่ได้ ต้องนั่งเฉยๆ แล้วต่อเสียงพูดเข้าไป ยิ่งเป็นคนทุ่มเทกับงานมาก จึงไม่มีช่วงเวลาไหนทำให้รู้สึกแย่เท่านี้เลย คุณหมอที่ดูแลก้อย ก็เริ่มหมดความมั่นใจ เมื่อแผลที่ผ่าตัดไปแล้ว ไม่มีทีท่าจะหาย น้ำเหลืองยังไหลชุ่มผ้าก้อซปิดแผลทุกวัน ไหมเย็บแผลก็จม ไปในเนื้อ เอาออกไม่ได้ ราวกับการผ่าตัดครั้งนี้คือ การปลุกอสูรร้ายในผิวหนังให้ยิ่งลุกลามกัดกิน สุดท้ายจากผลการตรวจเชื้อในห้องแลปพบว่า ก้อยติดเชื้อโรคประหลาด ปกติ เชื้อโรคนี้จะอยู่ในดิน พื้นหญ้า และแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เราอาจติดมาเองหรือจากสัตว์ที่มีเชื้อโรคเหล่านี้ ซึ่งคุณหมอบอกว่าจะไม่ ก่ออาการผิดปกติอะไร จนกระทั่งภูมิคุ้มกันในร่างกายตกลง เจ้าอสูรร้ายจึงอาละวาด โดยอาจปรากฎเป็นก้อนเนื้อบริเวณลำคอ ใบหน้า หรือ อวัยวะอื่นๆทั่วร่างกาย ฉะนั้น เมื่อพบที่น่องอย่างของก้อย จึงนับว่าโชคดีมาก และยิ่งโชคดี ที่พบในช่วงที่ยังรักษาได้ (แค่กินยาฆ่าเชื้ออย่างต่อเนื่อง นานหกเดือนเท่านั้น) เพราะบางคนปล่อยทิ้งไว้นาน เจ้าอสูรร้ายกัด กินลงไปจนถึงกระดูก จึงต้องตัดอวัยวะนั้นทิ้ง กลายเป็นคนพิการไปในที่สุด แหวนแหวน ปวริศา เพ็ญชาติ ป่วยเป็น มะเร็งเต้านม มะเร็ง โรคร้ายที่ไม่มีใครอยากจะพานพบ แต่สำหรับ แหวนแหวน ปวริศา เพ็ญชาติ เธอกลับต้องทำความรู้จักกับเจ้ามฤตยูร้ายนี้ โดยไม่ได้ตั้งตัว ตอนที่ตรวจเจอเนื้อร้าย อายุ 20 ต้นๆเอง ตอนนั้นตกใจมาก และแปลกใจด้วยว่าเราเป็นมะเร็งเต้านมได้อย่างไร พอมานั่งทบทวนดู ก็เจอ หลายสาเหตุค่ะ ซึ่งมาจากการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันของเราทั้งสิ้น ช่วงก่อนที่จะรู้ว่าเป็นมะเร็งเต้านม ไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองเท่าไรค่ะ อาหารที่รับประทาน ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีคุณค่าทางอาหาร โดยเฉพาะอาหารปิ้ง ย่าง และอาหารที่จัดว่าเป็นอาหารขยะ (Junk Food) จะรับประทานบ่อยมาก เพราะเห็นว่าหาซื้อง่าย สะดวก แถมอร่อยด้วย นอกจากนั้น ยังไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย โดยมักใช้ข้ออ้างว่า ทำงานมาเหนื่อยแล้ว พักผ่อนดีกว่า ในขณะเดียวกัน แหวนคิดว่าเราไม่ได้เป็นคนเที่ยว ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ น่าจะตัดปัจจัยเสี่ยงการเป็นโรคร้ายไปได้ และที่สำคัญคิดตลอดว่าตัวเองอายุยังน้อย คงไม่เป็นไร ในวิกฤติ มีโอกาสซ่อนอยู่ แหวนโชคดีมากเลยค่ะ ที่ตรวจพบเนื้อร้ายตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก จึงรักษาได้ไม่ยาก หลังผ่าเอาเนื้อร้ายออก แหวนก็ตั้งใจว่าจะดูแลตัวเองมากขึ้น เริ่มด้วยเรื่องอาหาร อาหาร Junk Food ก็เลิกรับประทานไปเลย หันมารับประทานผัก ผลไม้มากๆ อาหารปิ้งๆ ย่างๆที่เคยชอบ ก็หลีกเลี่ยงค่ะ มารับประทานสลัดแทน เอ๊ะ ศศิกานต์ อภิชาติวรศิลป์ สู้มะเร็ง ด้วยความสุข โรคนี้จะทำให้ทรมานกายใจมหาศาล และพานต้องสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะการรักษามีสนนราคาแสนแพงตรงกันข้ามกับดาราสาวสวยที่มา เป็นแบบปกให้ชีวจิตปักษ์นี้คุณเอ๊ะ ศศิกานต์ อภิชาติวรศิลป์ ซึ่งกล่าวถึงโรคร้ายนี้อย่างอารมณ์ดีและไม่ใช่ด้วยทีท่าย่ามใจ แต่เป็นทีท่าของ คนที่รู้จักโรคมะเร็งลึกซึ้งเธอมีคาถาดีหรืออย่างไร ต้องติดตามค่ะ ครอบครัวมะเร็ง บ้านเอ๊ะมีกรรมพันธุ์เรื่องโรคมะเร็งอยู่แล้ว วิตามินหรืออาหารเสริมบางตัวก็อาจมีฮอร์โมนซึ่งเราไม่รู้ นี่คือเหตุผลง่ายๆ แบบของเธอ ซึ่งผู้รู้เรื่องนี้หลายคนอาจมีข้อแย้งมากมาย ที่บ้านเป็นมะเร็งกันเกือบทุกคนค่ะ(หัวเราะ) ฝั่งคุณแม่ เริ่มจากคุณยายเป็นมะเร็งเต้านม ต้องตัดหน้าอกทิ้งทั้งสองข้างแต่นี่ก็ไม่ใช่สาเหตุ ที่ทำให้เสียชีวิตนะคะท่านชราและหมดอายุขัยไปเอง ส่วนคุณแม่เอง ก็เป็นมะเร็งเต้านมเจอขณะตรวจสขุ ภาพประจำปี และเป็น ในระยะที่เพิ่งเริ่ม จึงทำการผ่าตัด และฉายแสง ซึ่งก็เอาอยู่ ผ่านมาเจ็ดแปดปีแล้วก็ยังไม่กลับมา ใบหน้าและน้ำเสียงขณะเล่าให้เราฟังนั้น ยังสดใสเจื้อยแจ้ว เหมือนไม่ได้กำลังพูดถึงโรคร้าย ส่วนคุณพ่อก็เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะสาม ก็ผ่าตัดและทำคีโม ผ่านมาสามสี่ปีแล้วค่ะ เพราะสมาชิกที่เรียกว่า เป็นบุคคลหลักๆของครอบครัวป่วยเป็นโรคมะเร็งกันทุกคน คุณเอ๊ะจึงเชื่อว่า ลักษณะเซลล์ที่สามารถกลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้ ต้องอยู่ในร่างกายเธอแน่นอน“เอ๊ะเชื่อว่า ถ้าตัวเองไม่ตายด้วยโรคเบาหวาน ก็ด้วยมะเร็งค่ะ คนในบ้านเข้มแข็งมาก เอ๊ะเองยังสะเทือนใจ เศร้ากับมันมากกว่าท่านด้วยซ้ำ คุณแม่ขับรถไปโรงพยาบาลเพื่อฉายแสงเองมีแค่ครั้งสุดท้ายนี่แหละที่เปลี่ยนลักษณะของแสงทำให้เหนื่อยมากถึงเริ่มไหว้วานลูก“ส่วนคุณพ่อ ในเดือนที่ต้องให้คีโมอยู่เรื่อยๆ ท่านก็ยังไปตีกอล์ฟ ทำทุกอย่างในชีวิตประจำวันเหมือนปกติ ทั้งที่เราก็สังเกตรู้ว่าท่านเหนื่อยมาก และรูปร่างผอมลงมาก”คุณเอ๊ะบอกว่า คุณพ่อคุณแม่ไม่มองว่า โรคมะเร็งเป็นโรคร้าย(แม้จะถูกขนานนามอย่างนั้น) จึงเชื่อว่าจะเอาชนะได้“เราไม่ได้มองว่าความเจ็บป่วยจากโรคนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้ทำอะไรไม่ได้อีกเลยในชีวิต ไม่รู้สึกว่านี่คือสุดท้ายของชีวิตค่ะ”กำลังใจจากครอบครัวเพราะตัวผู้เผชิญหน้ากับโรคมะเร็งเองเข้มแข็ง คนใน ครอบครัวอื่นๆ จึงมีกำลังใจ เพราะคุณพ่อคุณแม่ซึ่งป่วย ยังไม่เศร้าหรือเสียกำลังใจเลยเราเลยมีกำลังใจมาก และคิดว่าต้องทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้“เราจะไม่พูดถึงความเจ็บป่วยกัน ไม่ทรีต (treat หรือปฎิบัติ)ท่านเป็นคนป่วย ทรีตเป็นคนปกติธรรมดาคนหนึ่ง พูดคุยแต่เรื่องที่ทำให้มีแต่รอยยิ้มและเสียง หัวเราะ”หลังจากการรักษา ครอบครัวคุณเอ๊ะก็ไม่ย่ามใจ นอกจากการตรวจเช็คสุขภาพอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการกลับมาอาละวาดของเซลล์มะเร็ง ดาราสาวยังเล่าว่า สิ่งสำคัญในการต่อสู้กับโรคนี้คือ การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพื่อป้องกันความเครียด อันเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ก่อโรคมะเร็ง เอ๊ะคิดว่าสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับมะเร็ง ไมใช่แค่การกินอาหารออร์แกนิกแล้วจะจบ แต่อยู่ที่ใจมากกว่า ถ้าป่วยแล้วเครียดโรคจะชนะเรา ถ้าเรามีความสุข จะสามารถผ่านพ้นไปได้ง่าย เพราะวันหนึ่งทุกคนต้องตาย อาจต้องป่วยเป็นอะไรสักอย่างก่อน เคล็ดลับอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้ชีวิตมีความสุข โอ อนุชิต กับ โรคไวรัส ที่ปลายประสาทคู่ที่ 7 โอ อนุชิต เล่าว่า เริ่มแรกมีอาการเหมือนนอนตกหมอน ปวดคออยู่ประมาณ 2 วัน และลามมาปวดหัว รู้สึกปวดที่เส้นตุบๆ หลังจากนั้น สังเกตตัวเองว่า เวลายิ้มแล้วปากมันไม่ขยับตามไปด้วย หลังจากนั้น พอไปล้างหน้า จะหลับตาเอาน้ำลูปหน้า แต่สังเกตตัวเองว่าตาปิดไม่สนิท แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าเคี้ยวอาหารไม่ได้ อาการทั้งหมดที่เล่ามานั้นเกิดขึ้นพร้อมกันภายในวันเดียว จึงตัดสินใจไปหาหมอ หลังจากพอหมอแล้ว ก็วินิจฉัยว่า โอ อนุชิต ป่วยเป็นโรคไวรัส ที่ปลายประสาทคู่ที่ 7 หรือ ทางการแพทย์เรียกว่า Bell’s Palsy อาการสำคัญของโรคนี้ก็คืออยู่ๆก็หน้าเบี้ยวขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เห็นชัดเวลายิงฟันแก้มจะเบ้ไปข้างเดียว และเวลาหลับตาก็จะหลับตาลงได้ข้างเดียว ซึ่งส่องกระจกดูแล้วมักทำให้เจ้าตัวขวัญหนีดีฝ่อเลยทีเดียวว่าเฮ้ย.. นี้ตัวเราเหรอเนี่ย พอตกใจรีบโทรไปหาเพื่อนๆก็วินิจฉัยมาให้เสร็จว่าก็เป็นเพราะเธอฉีดโบทอกซ์เกินขนาดละสิ ซึ่งจริงๆแล้วไม่เกี่ยวกันเลย อาจมีอาการอื่นแถมเช่นปวดหู ปวดตา ตาแห้ง ตามัว เหงื่อแตกข้างเดียว การรับรสเปลี่ยนไป เป็นต้น วิธีรักษาก็คืออยู่เฉยๆ หมออาจจะใช้มาตรการต่างๆป้องกันไม่ให้แก้วตาแห้งและเป็นแผล แล้วรอให้โรคมันหายเอง ดังที่บอกแล้วว่าโรคนี้เป็นเองหายเอง การใช้ยาสะเตียรอยด์ก็อาจจะช่วยได้บ้าง หมอบางท่านชอบใช้ แต่บางท่านก็ไม่ชอบ การใช้ยาต้านไวรัสครั้งหนึ่งเคยเป็นวิธียอดนิยมมาแต่ในอดีตนั้น หลักฐานใหม่ๆบ่งชี้ไปทางว่ามันไม่ค่อยได้ผล โรคนี้ถ้าเป็นคนที่อายุยังไม่มากก็มีโอกาสหายเองจนดีดังเดิมถึง 85-90% ที่เหลือคือหายแต่ไม่ดีดังเดิม ยังมี “เบี้ยวเสน่ห์” เหลือให้เป็น เอกลักษณ์ให้เพื่อนฝูงล้อเลียนมากบ้างน้อยบ้าง แต่ถ้าเป็นในคนอายุมากเกิน 60 ปีขึ้นไปโอกาสจะเบี้ยวถาวรมีมากถึง 40% ในกรณีที่เป็น แล้วหายแล้ว ก็ยังมีโอกาสกลับเป็นใหม่ซ้ำได้อีกถึง 14% ดังนั้นโรคเบลหน้าเบี้ยวนี้ให้ดาราเขาเป็นกันไปเถอะ อย่าเจอกับตัวเองเป็นดีที่สุด ครับ ( ข้อมูลเกี่ยวกับโรคโดย นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ) นิว กีรติกร โรคลูคีเมีย หรือมะเร็งในเม็ดเลือดขาว ป่วยเป็นลิวคีเมีย หรือมะเร็งในเม็ดเลือดขาว มาประมาณ 2 ปีแล้ว ซึ่งโรคนี้ไม่ได้มีขั้นเหมือนมะเร็งชนิดอื่น คือถ้าเป็นแล้วก็ต้องพยายาม ดูแลตัวเองให้ดี และสามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนไขกระดูก หรือเปลี่ยนถ่ายสเต็มเซลล์ โรคนี้พูดให้เข้าใจ แบบง่าย ๆ ก็คือ ตัวที่ผลิตเม็ดเลือดขาวมันเสีย เหมือนโรงงานผลิตมันเสีย จะรักษาให้หายก็ต้องเปลี่ยนโรงงานใหม่ ตน รักษาด้วยวิธีการถ่ายเลือดที่ รพ.จุฬาฯ เป็นประจำ เมื่อมีอาการก็จะหนาว ผอม และเลือดไหลไม่หยุด วิธีการดูแลตัวเองก็ต้องพยายามพักผ่อน ให้เพียงพอ และระวังไม่ให้เลือดออก หากร่างกายเริ่มมีรอยเป็นจ้ำ ๆ ตามตัว หรือมีเลือดออกตามไรฟัน ก็ต้องรีบไปหาหมอเพื่อถ่ายเลือด ตนเพิ่งถ่ายเลือดไปล่าสุดเมื่อประมาณก่อนปีใหม่ ตอนที่ไปออกงานสุพรรณหงส์เมื่อปีที่แล้วนั้น รู้ตัวแล้วว่าเป็นโรคนี้ เพียงแต่อาการยังดีอยู่ ความจริงการเปลี่ยนถ่ายสเต็มเซลล์ใช้ไขกระดูกของพี่น้องร่วมท้องได้ แต่เนื่องจากตนเป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้อง และพ่อแม่ก็แก่มากแล้ว นำมาใช้ไม่ได้ ตอนที่รู้ว่าเป็นครั้งแรก ตนช็อกมาก เคยท้อถึงขั้นจะไม่รักษา แต่ก็มีคนที่เคยเป็นโรคนี้ให้กำลังใจมาว่า ถ้าเราดูแลตัวเอง ก็อยู่ได้ มันเป็นเพียงอุปสรรคเล็กน้อยของชีวิตเท่านั้น แรก ๆ ทำใจไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อไหร่ ไปฝึกทำสมาธิอาการก็ดีขึ้น ตอนนี้เลยเลือกที่ จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข หมอไม่ได้บอกว่าเราจะอยู่ได้นานแค่ไหน มันขึ้นอยู่กับสุขภาพของเรา ตอนแรก ๆ หมอส่ายหน้าด้วยซ้ำ เพราะน้ำหนักตัวลดลงเยอะ แต่พอเราหันมาพักผ่อนให้เพียงพอ ทำสมาธิ มันก็ดีขึ้น นิว-กีรติกร ยังกล่าวต่อว่า รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่รู้ว่าป่วย รู้ว่าเวลาของตัวเองเหลือน้อย ดีกว่าคนที่ประสบอุบัติเหตุ และจากไปอย่างไม่รู้ตัว ทำให้ตนรู้คุณค่าของความรักจากคนรอบข้าง พอเราป่วยเราก็จะรู้ว่าใครมีน้ำใจกับเรา ตนออกงานครั้งสุดท้ายก็คือ งานสุพรรณหงส์ หลังจากนั้นที่เงียบไปก็คือไปรักษาตัว แล้วเพิ่งกลับมารับงานอีกครั้งแค่ 2 ชิ้น คือ ถ่ายแบบเอฟเอชเอ็ม และเล่นมิวสิกวิดีโอเพลง ของ แอม-เสาวลักษณ์ และตอนนี้อาการดีขึ้นพอที่จะกลับมารับงานได้แล้ว เพราะอยากนำเงินไปรักษาตัว เอมี่ กลิ่นประทุม ป่วยเป็นโรค เอชพีวี โรคHPV เชื้อไวรัส Human Papillomavirus ซึ่งเป็นตัวเร่งเซลล์อันนำไป สู่ โรคมะเร็งปากมดลูก ที่สาวเอมี่ ป่วยมาถึง 7 ปีแล้วจากการตรวจพบโดยบังเอิญ ซึ่งคุณแม่ของสาวเอมี่เองก็ป่วยด้วยโรคนี้ และได้ตัดมดลูกและรังไข่ไปแล้ว สาวเอมี่ เธอมีกำลังใจและมีวินัยอย่างดีเยี่ยมที่จะ ต่อสู้กับโรคนี้มาโดยตลอด และเร็วๆ นี้เธอจะเข้ารับการผ่าตัดแล้ว เพื่อการรักษาสุขภาพของตัวเธอเอง โดยการคว้านเนื้อส่วนที่มีเชื้อเซลล์ที่ ผิดปกติออกไป โดยสาวเอมี่ จะมีลูกได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องพักรักษาตัว และ เว้นระยะห่างในการจะมีลูกให้นานขึ้นสักหน่อย เนื้อหาจาก นิตยสารชีวจิต เรียบเรียงโดย Health Mthai Team

สตรีทสไตล์ แพรวา ณิชาภัทร สาวหน้าหวานจาก ฮอร์โมนวัยว้าวุ่น
ขนมปัง ฮอร์โมน /  ดาวมหาวิทยาลัย / 

ถ้าพูดถึงสาวหน้าหมวยที่เห็นทีไรเป็นต้องอมยิ้มใน ฮอร์โมนวัยว้าวุ่น ซีซั่น 2 คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากน้อง "แพรวา - ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์" เธอพกพาความมั่นใจและรอยยิ้ม พร้อมความสามารถโชว์การรำมวย ที่ดูขัดกับความสวยของเธอ มาแสดงต่อคณะกรรมการ และได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 5 นักแสดงหน้าใหม่ที่ได้ร่วมเล่น ซีรีส์ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น ซึ่งเข้ามาจากการประกวด Hormones The Next Gen อีกทั้งตอนนี้สาวหมวยอย่าง "น้องแพรวา" ยังมีผลงานให้หนุ่มๆ ได้ติดตามกันอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น hormones the series 2, เพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน, รายการตื่นไปทํา งั้นอย่ารอช้า เราตามไปดูกันเลยว่า STYLE การแต่งตัวของสาวหมวยคนนี้จะเป็นยังไง   สตรีทสไตล์ แพรววา ณิชาภัทร สาวหน้าหวานจาก ฮอร์โมนวัยว้าวุ่น ชื่อ : ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์ ชื่อเล่น : แพรวา เกิด : วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน 2538 สูง :  159 ซม. น้ำหนัก : 43 กก. การศึกษา : มหาวิทยาลัยม.กรุงเทพปี 1 ผลงาน :  Hormones The Next Gen, hormones the series 2, เพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน, รายการตื่นไปทํา IG : @nichaphatc set 1 TOP : กําไลหิน ราคา : เพื่อนๆ ให้มาเหตุผลที่ตัดสินใจซื้อ : แพรวารู้สึกว่าเวลาที่เราพกเหรียญนําโชค หรือไม่ว่าจะเป็นกําไลหินนําโชคติดตัว เราจะรู้สึกได้เลยว่า นี่คือสิ่งที่สามารถยึดเหนี่ยวจิตใจได้ค่ะ ซึ่งเวลาพกติดตัวก็จะสบายใจขึ้นค่ะ set 2 TOP : กล้อง ราคา : 3x,xxx -. เหตุผลที่ตัดสินใจซื้อ : คือเรามีกล้องตัวนึงที่ซื้อนานมากแล้ว แต่กล้องแต่ก่อนก็จะไม่มี wifi ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ที่มี wifi เราก็รู้สึกอยากได้อ่ะ แล้วด้วยรูปทรงของกล้อง ดูน่ารักค่ะ เเล้วก็เบา เหมาะกับผู้หญิงอย่างเราค่ะ ตัดสินใจอยู่ 2 วัน ก็เลยตัดสินใจซื้อกล้องตัวนี้แหละ (ยิ้ม) แบรนด์โปรด : แพรวาไม่ค่อยเน้นแบรนด์ค่ะ คือเวลาถูกใจของ หรือเสื้อผ้าอะไร ส่วนใหญ่จะซื้อได้หมดค่ะ แล้วแต่ว่าตอนนั้นอยากได้อะไรมากกว่า ส่วนใหญ่ไป Shopping กับใคร : ส่วนใหญ่ไป Shopping ที่ CentralPlaza Grand Rama 9 ค่ะ ปกติจะไป Siam น๊า แต่เดี๋ยวนี้รถติดมาก เลยไม่ค่อยได้ไปค่ะ เทคนิคการแต่งตัว : เรารู้สึกว่าถ้าเลี่ยงการใส่เสื้อแขนกุดได้ นี่คือ "รอด" ค่ะ เพราะชอบมีคนแซวตลอดว่าแขนใหญ่ (หัวเราะ) ส่วนเรื่องรองเท้า ก็คงเป็น รองเท้าผ้าใบค่ะ ไม่ว่าจะไปไหนก็ไปได้ค่ะ ไม่ต้องมาคอยกังวลค่ะ สไตล์การแต่งตัว : ส่วนใหญ่แพรวาชอบใส่กางเกงขาสั้นนะ จะทําอะไรก็ดูสะดวกดีค่ะ แต่จริงๆ แล้วกางเกงขายาวเราก็ใส่ได้นะ แต่แค่ว่าใส่แล้วเราจะดูตัวไม่สูงเท่าไหร่ ไม่ค่อยโอเคค่ะ (หัวเราะ) ส่วนเรื่องของโทนสีของเสื้อผ้า จะชอบอยู่ไม่กี่สีค่ะ ขาว, ดํา เพราะรู้สึกว่า mix and match ง่ายดีค่ะ แฟชั่นขออินตามกระแส : จริงๆ ก็ตามแฟชั่นนะคะ แต่ก็จะดูว่าแฟชั่นแนวไหนเข้ากับเรามากสุด ซึ่งส่วนใหญ่แพรวาจะชอบแฟชั่นเรื่อง "กระเป๋า" ค่ะ แล้วก็เพิ่งมารู้สึกตอนหลังๆ ด้วยค่ะ ว่าตัวเองมีกระเป๋าเยอะมาก ยิ่งช่วงไหนที่กระเป๋าแบรนด์โน้น แบรนด์นี้ดังๆ จะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอยากได้ (ยิ้ม) เรียบเรียงโดย นิตยสาร Candy รูปจาก IG : @nichaphatc

ญี่ปุ่นคนดัง ติง แก๊งฮอร์โมนเต้นบนรถไฟฟ้า-GTH จ่อแถลง
รถไฟฟ้าญี่ปุ่น /  เต้นบนรถไฟฟ้า / 

เป็นเรื่อง! หนุ่มญี่ปุ่นคนดัง โพสต์เฟซบุ๊ก ติง ปมแก๊งฮอร์โมนเต้นบนรถไฟฟ้า ขณะ GTH ไม่รอช้า จ่อแถลงแสดงความเสียใจ จากกรณี สมาชิกพันทิปตั้งกระทู้เรื่อง “แก๊ง_ไปเต้นแร้งเต้นกาในรถไฟฟ้าที่ญี่ปุ่น” ภายในกระทู้เผยให้เห็นดาราวัยรุ่น จากซีรี่ย์ดัง ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น บางคน กำลังเปิดเพลงร้องเต้นโชว์บนรถไฟฟ้าที่ประเทศญี่ปุ่น จนกลายเป็นกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและไม่มีมารยาท ขณะที่ คุณอากิฮิโระ โทมิคาว่า นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นเจ้าของเฟซบุ๊ก "Koki aki" ที่เคยโพสต์ตำหนิแท็กซี่สุวรรณภูมิจนกลายเป็นประเด็นร้อน ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นต่อการกระทำของกลุ่มนักแสดงดังกล่าว ระบุว่า ด้าน GTH ไม่นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า MThai News

ตากแดด ช่วยรักษา โรคซึมเศร้า - อัลไซเมอร์
ตากแดด /  โรคซึมเศร้า

เชื่อไหมว่า ในขณะที่เราพยามยามหลบแดด (อันแรงจัด) ของบ้านเรา นอกเหนือจากความร้อนของรังสียูวี นั้นยังมีประโยชน์ซ่อนอยู่ ที่ทำให้เราต้องหันมารับแดดกันบ้างแล้วล่ะ รู้หรือไม่ว่า ร่างกายคนเรา สามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้เมื่อได้รับแสงแดดที่มีรังสีอัลตร้าไวโอเลต และ วิตามินดี ที่ว่านี้ ก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยลดปัญหาด้านกระดูก เสริมความแข็งแรงให้กระดูก ลดความเสี่ยงในการเป็นเบาหวาน นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่า การมีระดับวิตามินดีต่ำ ยังส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลของเซลล์ และทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ลดความเสี่ยงความดันโลหิตสูง รวมถึง ลดการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ และที่สำคัญ การได้รับแดด หรือ การทำกิจกรรมกลางแจ้ง ยังช่วยลดการเกิด โรคซึมเศร้า และ อัลไซเมอร์ โดยเมื่อร่างกายได้รับ แสงแดดอ่อนๆ จะช่วยลดการสร้างฮอร์โมนเมลาโตนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ ถ้าหากเก็บตัวอยู่แต่ในที่มืด จะทำให้ฮอร์โมนตัวนี้สูงขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดการง่วง เหงา ซึมเซา ได้ รายงานโดย Health Mthai Team

ความเชื่อโบราณ เรื่องจริงหรือแค่ กุศโลบาย
กุศโลบาย /  ข้อห้าม / 

ความเชื่อโบราณ ในสมัยก่อนหรือแม้แต่ในปัจจุบัน เชื่อว่าหลายคนคงเคยถูก ปู่ ย่า ตา ยาย หรือ พ่อ แม่ สั่งสอนห้ามทำโน่นทำนี่ ด้วยเหตุผลที่อธิบายได้ยาก และบางครั้งดูราวไร้เหตุผล แต่เราลูกๆหลานๆ ก็มักยอมปฏิบัติตาม แม้ในใจอาจะคัดค้านหรือนึกสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็น่าแปลกที่ว่าสิ่งที่คนโบราณบอกต่อกันมาเพื่อดูแล ตักเตือน และสั่งสอนลูกๆหลานๆด้วยห่วงใย เหล่านี้ หลายสิ่งหลายอย่างก็ช่วยให้เกิดความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างไม่น่าเชื่อ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เหตุผลก็คือ สิ่งที่ห้ามเหล่านี้ล้วนเป็น “โบราณอุบาย” อันหมายถึงวิธีอันแยบยลที่มีมาช้านาน ในการตักเตือนหรือขู่ให้กลัว กับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหรืออันตรายกับบุคคล ซึ่งมักขึ้นด้วยคำว่า “ห้าม” หรือ “อย่า” โดยมีเจตนาหรือจุดมุ่งหมายแฝงอยู่ในข้อห้ามนั้น ๆ ในปัจจุบันก็ยังมักได้ยินปู่ ย่า ตา ยาย เล่าถึงอยู่  ลองมาอ่านกันดูนะคะ ห้ามตากผ้าข้ามคืน กระสือจะเช็ดปาก เด็กๆ ไม่ว่าในยุคไหนสมัยไหน ก็มักจะชอบฟัง นิทาน เรื่องเล่า ด้วยเหตุนี้นิทานหรือเรื่องเล่าต่างๆ จึงมักจะแฝงข้อคิดที่ผู้ใหญ่ต้องการสอนเด็กไว้ในเรื่องด้วยเสมอ ไม่ยกเว้นแม้แต่นิทานที่เกี่ยวกับผีที่หลายๆคนชอบ แม้จะกลัว แต่ก็อยากฟัง สำหรับเรื่องผีที่คนฟังกี่ครั้งก็ไม่เบื่อน่าจะได้แก่เรื่อง ผีกระสือ คนโบราณออกอุบายโดยอาศัยความกลัวผีกระสือของเด็กๆ เพื่อไม่ให้ลืมเก็บผ้าที่ตนตากไว้ เพราะผ้าที่ใช้ในสมัยก่อนส่วนใหญ่จะเป็นผ้าที่ทอมาจากฝ้ายแทบทั้งสิ้น กว่าจะทอและตัดเย็บเสร็จแต่ละผืนก็ให้เวลานาน ดังนั้น การตากผ้าทิ้งไว้ข้ามคืน ก็จะทำให้ผ้าเปียกฝนหรือน้ำค้าง ส่งผลให้ผ้าเก่าเร็ว ชำรุดเปื่อยง่าย นอกจากนี้อาจสูญหายจากการถูกขโมย หรืออาจมีสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ มาแอบหลบอาศัยอยู่ และจะเป็นอันตรายเมื่อนำไปสวมใส่ ที่สำคัญคือยังแสดงถึงความเกียจคร้านของเจ้าของผ้า ไม่รู้จักเก็บรักษาทรัพย์สิน ความเชื่อโบราณ เรื่องนี้จึงเป็นการสอนให้ลูกผู้หญิงรู้จักเป็นแม่บ้านแม่เรือน คอยดูแลรักษาสิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน นั่นเอง ห้ามตัดเล็บกลางคืน วิญญาณบรรพบุรุษจะอยู่ไม่เป็นสุข การดำรงชีวิตประจำวันของคนในสมัยก่อนจะยังไม่มีค่อยใส่ใจในด้านการดูแล รักษา สุขภาพ อนามัยของตัวเองอย่างเช่นในปัจจุบัน โดยเฉพาะเด็กๆ มักจะเล่นปั้นดินเหนียว  รองเท้าก็ไม่ใส่ เล็บมือเล็บเท้าจึงดำมีแต่ขี้ดินขี้โคลนแทรกอยู่ พอกลางคืนก็จะนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้จะต้องไปโรงเรียน และครูก็จะมาตรวจความสะอาด จึงต้องรีบตัดเล็บ บางคนจึงต้องใช้วิธีการใช้ปากกัดเล็บทีละเล็กละน้อยจนสั้น แต่ก็จะดูไม่เรียบสวยเท่ากับใช้มีดตัด ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช้มีดเหลาดินสอก็มักจะใช้มีดเจียนหมากของ ย่า ยายตัดเล็บ ทำให้ตัดเล็บได้ไม่สะดวกและไม่ปลอดภัยเท่ากรรไกรตัดเล็บในปัจจุบัน คนโบราณจึงห้ามตัดเล็บเวลากลางคืน โดยอ้างเป็นอุบายว่าวิญญาณบรรพบุรุษจะอยู่ไม่เป็นสุข เพราะการตัดเล็บกลางคืนจะทำให้มีดบาดนิ้วได้ เนื่องจากในสมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ มีแต่ตะเกียงน้ำมันวับๆแวมๆ ซึ่งให้แสงสว่างไม่เพียงพอ ถ้าตัดเล็บกลางคืนก็จะบังคับมีดได้ยาก อีกทั้งไฟที่สว่างแบบวูบวาบทำให้เกิดแสงและเงา อาจจะตัดเอาเนื้อแทนที่จะตัดเล็บก็ได้ จึงห้ามตัดเล็บกลางคืน ข้อห้ามข้อนี้ตรงกับข้อห้ามของชาวภาคใต้ โดยใช้อุบายว่า “ห้ามตัดเล็บกลางคืนอายุจะสั้น” จุดมุ่งหมายสำคัญ เพื่อป้องกันอันตรายจากการถูกมีดหรือของมีคมที่ใช้เจียนเล็บบาดนิ้ว จะก้าวขึ้นหรือลงบันได ให้ก้าวทีละขั้น อย่าก้าวทีเดียวสามขั้น จะทำมาหากินไม่ได้ ประเทศไทยเป็นชุมชนเกษตรกรรมมาแต่โบราณ ดังนั้น บ้านเรือนส่วนใหญ่จึงสะท้อนถึงความผูกพันระหว่างผู้คนกับธรรมชาติ สภาพแวดล้อม และวิถีความเป็นอยู่ได้อย่างเด่นชัด บ้านเรือนไทยในแทบทุกภาคจะนิยมยกพื้นสูงเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับฤดูน้ำหลาก หากเป็นฤดูอื่นก็จะใช้ใต้ถุนบ้านเป็นที่สำหรับเก็บอุปกรณ์การเกษตร หรือให้เด็กๆได้วิ่งเล่น และเป็นที่พักผ่อนเย็นสบายในช่วงกลางวัน  บันไดบ้านในสมัยก่อนจะอยู่นอกบ้าน นิยมใช้ไม้แผ่นทำเป็นขั้นสำหรับขึ้นลง โดยส่วนใหญ่มีลักษณะด้านล่างโปร่งโล่ง และมีราวจับเพียงด้านเดียว หรืออาจไม่มีเลย เพราะฉะนั้นจึงค่อนข้างต้องใช้ความระมัดระวังในการขึ้นลง และหากมีอายุการใช้งานมานาน ไม้ก็อาจจะถูกเดินจนเรียบและลื่น หรือมีบางส่วนผุไปตามกาลเวลาได้ ดังนั้น การที่ คนโบราณสอนไว้ว่า การก้าวขึ้นหรือลงบันได้นั้น ควรขึ้นลงทีละขั้น อย่าก้าวทีเดียวสามขั้น จะทำมาหากินไม่ดี ก็เพื่อป้องกันอันตราย  มิฉะนั้นอาจพลัดตกขาแข้งหัก หรือหัวแตกเกิดอันตรายกับตนเอง และที่สำคัญเป็นการสอนให้รู้จักคิดรู้จักไตร่ตรองว่า การทำอะไรควรทำเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ควรทำอะไรข้ามขั้นตอน อย่าปลูกกอไผ่ไว้ริมที่ ลูกหลานจะทะเลาะกัน สภาพสังคมในอดีต การมีที่ดินเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นเรือกสวนไร่นายังไม่มีการปักหลักเขตหรือล้อมรั้วเพื่อแสดงกรรมสิทธิ์อย่างชัดเจนแต่อย่างใด แต่จะใช้ลักษณะทางธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง แนวต้นไม้ใหญ่ ฯลฯ เป็นสิ่งแสดงเขตที่ดินแทนหลักเขต ด้วยเหตุข้างต้น จึงมีภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดต่อกันมา ว่า “ อย่าปลูกกอไผ่ไว้ริมที่ ลูกหลานจะทะเลาะกัน ” ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่าอธิบายให้ฟังว่า ที่ห้ามไม่ให้ปลูกกอไผ่ไว้ริมที่ก็เพราะว่า กอไผ่แรกปลูกก็จะเป็นเพียงแค่ต้น สองต้น อยู่ริมพื้นที่เท่านั้น แต่เมื่อต้นไผ่เติบโตงอกงามมีหน่อขึ้นมาเรื่อย ๆ ก็จะขยายกอใหญ่โตออกไป ทำให้รุกล้ำไปในที่ของคนอื่นเกิดปัญหาโต้แย้งกันเรื่องแนวเขตที่ดิน ดังนั้น คนสมัยก่อนจึงได้ออกโบราณอุบาย “ อย่าปลูกกอไผ่ไว้ริมที่ ลูกหลานจะทะเลาะกัน ” เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจคนรุ่นหลังไว้ โดยพูดเป็นอุบายทำให้คนในสังคมเกิดความกลัว และตระหนัก เพื่อที่จะสอนให้ละเว้นไม่ประพฤติปฏิบัติ ในสิ่งที่จะก่อให้เกิดปัญหาขัดแย้งทั้งในครอบครัวตนเอง และเพื่อนบ้าน และมีผลให้สังคมสงบเรียบร้อย ห้ามหญิงท้องไปดูเขาออกลูก จะออกลูกยาก การคลอดลูกในสมัยโบราณกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก การทำคลอดในอดีตจะต้องอาศัยหมอตำแยเป็นผู้ทำคลอดที่บ้าน ไม่ได้คลอดในห้องคลอดอย่างโรงพยาบาลปัจจุบัน ซึ่งห้ามมิให้ผู้อื่นเข้าไปนอกจากหมอและพยาบาล หรืออาจจะมีพ่อเด็กด้วยในบางแห่ง บางคนคลอดยาก ส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความปวดท้องอย่างทรมานอยู่นาน อีกทั้งอาการคลอดก็น่ากลัว ดังนั้น หากหญิงมีครรภ์ไปดูคนอื่นคลอดลูกแล้วได้ยินเสียงหรือได้เห็นภาพอาการเจ็บปวดของการคลอดอาจจะทำให้กลัวและเกิดอาการเสียขวัญ จึงมีอุบายหลอกไม่ให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งท้องไปดูการคลอดลูก จะออกลูกยาก นอกจากนี้ยัง “ห้ามคนมีท้องหน้าบึ้ง ลูกเกิดมาจะไม่สวย” โดยปกติผู้หญิงที่มีครรภ์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสรีระและระดับฮอร์โมน ทำให้ บางคนหงุดหงิด ขี้โมโห ฉุนเฉียว  ทำให้ลูกเป็นเด็กที่มีอารมณ์แปรปรวนได้ หญิงมีครรภ์จึงควรทำจิตใจให้สงบ อารมณ์แจ่มใส ใบหน้ายิ้มแย้มไม่บึ้งตึง ลูกในครรภ์จะสุขภาพจิตดี หน้าตาสวยงาม ที่มาจาก : https://www.gotoknow.org/posts/396000

รักเธอเหลือเกิน เพลงเศร้าเคล้าน้ำตา จาก Bedroom Audio
Bedroom Audio /  Entertainment Now / 

<ดูมิวสิควีดีโอ รักเธอเหลือเกิน> แจ้งเกิดจากเพลงประกอบซีรี่ส์สุดพุ่งพล่าน “ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น” นั่นคือ ก้าวแรก ที่ทำให้เราได้รู้จักเพลง ไม่บอกเธอ เพลงสร้างชื่อให้กับ Bedroom Audio วงอินดี้ร็อคที่เปิดอิสระการนำเสนอทั้งรูปแบบทางดนตรีและความคิด หนักแน่นด้วยความตั้งใจในรายละเอียดของการบันทึกเสียงในแบบพิเศษที่ส่งตรงมาจากห้องนอนอันอบอุ่นและสบายของทั้ง 5 หนุ่มและล่าสุด พวกเขา กลับมาพร้อมกับบ้านหลังใหม่ บีอีซี-เทโร มิวสิค ประเดิมด้วยซิงเกิ้ลสุดเศร้าเคล้าน้ำตาอย่าง รักเธอเหลือเกิน แม่น นักร้องนำวง Bedroom Audio สำหรับที่มาของเพลง รักเธอเหลือเกิน แม่น (นักร้องนำ) เผยว่า เขียนออกมาจากเรื่องจริงของเขา “หลังจากทำงานและร่วมทุกร่วมสุขกันมาเกือบสี่ปี ทุกวันนี้ผมสบายใจมากเวลาแต่งเพลง ตัวผมเองไม่ได้เป็นนักดนตรีที่เก่งกาจอะไร แต่ผมเชื่อมั่นว่าเพลงที่ผมแต่งขึ้นมา หลังจากผ่านมือโปรดิวเซอร์และทุกๆ ในวง มันจะหาทางเติบโตของมันไปเองได้ เพลงนี้ก็เช่นกัน ส่วนเนื้อหาของเพลง หยิบยกมาจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต มันมาจากประสบการณ์ของผม มันมาจากชีวิตรักของผม มันมาจากหนึ่งในความทรงจำที่งดงามที่สุดของผม ที่ลงเอยด้วยความเจ็บปวดที่สุด” ไปติดตามฟังเพลง รักเธอเหลือเกิน พร้อมพูดคุยกับวง Bedroom Audio กันเลย ติดอยู่กับโลกเทาๆ ใบเดิม เวลายังคอยซ้ำเติมหนึ่งความทรงจำ ใจยังคงคอยคิดถึงคนที่จากไกล และก็ไม่รู้ว่าต้องนานถึงเพียงใด เวลาไม่เคยเยียวยาพาเธอให้หายไป ตลอดเวลายังคิดถึงคน ที่จากไกล รัก เธอเหลือเกิน ไม่อาจจะมีใครมาเพิ่มเติม ยังคงเดินบนทางที่ผ่านไป ค่ำ คืนยังฝันไกล ยังอยากให้เรากลับมาเริ่มใหม่ กลับมาอยู่ตรงนี้ที่เดิมได้ไหม กลับมาอยู่ตรงนี้ที่เธอได้จากไป รู้ดีวันนี้สายไป แต่ฉันยังทำใจลืมไม่ได้ ใจยังคงคอยคิดถึงคนที่จากไป อ้อนวอนเธอด้วยใจทั้งใจ ขอวิงวอนให้เธอกลับมารักใหม่ ตลอดเวลายังคิดถึงคนที่จากไป รัก เธอเหลือเกิน ไม่อาจจะมีใครมาเพิ่มเติม ยังคงเดินบนทางที่ผ่านไป ค่ำ คืนยังฝันไกล ยังอยากให้เรากลับมาเริ่มใหม่ กลับมาอยู่ตรงนี้ที่เดิมได้ไหม รักเธอเหลือเกิน ไม่อาจจะมีใครมาเพิ่มเติม ยังคงเดินบนทางที่ผ่านไป ค่ำคืนยังฝันไกล ยังอยากให้เรากลับมาเริ่มใหม่ กลับมาอยู่ตรงนี้ที่เดิมได้ไหม แม้ไกลห่าง รักไม่จาง กลับมาอยู่ตรงนี้ที่เดิม รัก เธอเหลือเกิน ถ้าหมุนเวลาให้เดินย้อนได้ กลับมายืนตรงนี้ที่เดิม อัพเดททุกเรื่องราวในวงการบันเทิง กับรายการ Entertainment Now สดทุกเช้า จันทร์-ศุกร์ 8.00-9.00 น. ทางช่อง MONO 29 (กล่องดิจิทัลทีวี ช่อง 29 / เคเบิ้ลทีวี และ ดาวเทียม ช่อง 39) ดูสดออนไลน์ทาง mono29.com และแอปพลิเคชั่น MONO29

น้องกาญ กาญจนา สาวหน้าใสแฝดคล้ายเก้า ฮอร์โมนมากๆ
Candy /  น้องกาญ กาญจนา แพทยกุล / 

ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่หนุ่มสาววัยมัธยมทั้งหลายก็ได้เวลาลั้นลา เพราะเป็นช่วง “ปิดเทอมใหญ่” แต่หัวใจจะว้าวุ่นรึเปล่าน้า อันนี้ก็เป็นอีกเรื่อง ยกตัวอย่างสาวหมวยแอคติ้งเริ่ดคนนี้ “น้องกาญ – กาญจนา แพทยกุล” สาวหน้าใสที่มีใบหน้าละม้ายคล้าย เก้า ฮอร์โมนเอามากๆ และเธอเพิ่งจะสอบปลายภาคชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 จากรั้วโรงเรียนสตรีวิทยามาไม่นาน เธอบอกว่าตอนนี้หัวใจของเธอว้าวุ่นมากๆ แต่จะเป็นเพราะอะไร ไปเจาะลึกสาวน้อยคนนี้ เผยชีวิตในรั้วโรงเรียนดังแห่งนี้กันเลยจ้า.. น้องกาญ กาญจนา สาวหน้าใสแฝดคล้ายเก้า ฮอร์โมนมากๆ น้องกาญ กาญจนา สาวหน้าใสแฝดคล้ายเก้า ฮอร์โมนมากๆ โรงเรียนสตรีวิทยา ชั้น ม.6.13 อยู่โรงเรียนสตรีวิทยามาตั้งแต่ชั้น ม.1 เลยค่ะ แรกๆ ก็คือ คุณพ่ออยากให้อยู่ที่นี่ เพราะว่า เป็นโรงเรียนหญิงล้วน ใกล้บ้าน แถวครอบครัวของกาญ พี่สาว 2 คนก็เรียนที่นี่ทุกคนเลยค่ะ ตอนนี้อยู่มา 6 ปีละค่า...เพิ่งจะสอบเสร็จมาได้ไม่นานจ้า^^ ครูตาล คุณครูคนโปรด ความจริงถ้าจะให้พูดถึงอาจารย์โปรดก็มีอยู่หลายคนนะคะ แต่ที่สนิทสุดๆ ก็น่าจะเป็น อาจารย์สอนภาษาจีนค่ะ ท่านชื่อ ศรัณยา ฟองเพ็ชร์ หรือ ครูตาล สนิทกับท่านมากๆ เลยค่ะ แบบอาจารย์เค้าเวลาให้คำปรึกษาหรือพูดคุยกับนักเรียนเสมือนเป็นพี่สาวหนึ่งคนเลยค่ะ สนิทกันถึงขนาดอาจารย์มายืมชุดกาญใส่ไปงานก็มีนะคะ 555+ มุมโปรดในโรงเรียน กาญกับเพื่อนๆ จะมักมานั่งรวมตัวกันตรง “หน้าห้องเอกจิตร” เพราะเหมือนสถานที่ที่เพื่อนต่างห้องที่สนิทก็จะมารวมอยู่ด้วยกัน นั่งกันแบบทั้งตอนเช้า กลางวันตอนพัก หรือแม้กระทั่งตอนเลิกเรียน นั่งเม้าท์ นั่งชิล... Lovely มุมนี้มาก Samur ชื่อแก๊งสวยยกก๊วน ถ้าเป็นเพื่อนสนิทในห้องด้วยกัน แก๊งเราจะมีอยู่ 4 คนค่ะ สมาชิกแก๊งคือ “กาญ โรส แก้ว หมี” ส่วนชื่อแก๊งเราชื่อ “Samur” หรือชื่อภาษาไทยคือคำว่า “เสมอ” นั่งเองค่ะ สำหรับที่มาหนูไม่ขอเปิดเผยนะคะ เพราะมันฮาเกิ้น...อิอิ >///< คู่ดูโอ้ เพราะเราคือเพื่อนสนิท เพื่อน “โรส” เป็นเพื่อนที่กาญสามารถจะเม้าท์มอยได้ทุกๆ เรื่องเลยค่ะ โรสเป็นสาวร่างอ้วน ที่เป็นคนตลกๆ แถมปล่อยมุกได้ตลอดเวลา และที่สำคัญเธอเป็นคนที่ปลอบใจคนเก่งเป็นเลิศค่ะ รักเธอ^O^ เมนูสุดล้ำ กินเกือนทุกวัน กาญเป็นคนชอบทานอะไรก็มักจะทานซ้ำๆ เป็นประจำๆ แล้วก็เป็นคนชอบทานข้าวมันไก่มาก พอมาเรียนที่นี่ก็เดินหาร้านข้าวมันไก่ก่อนเลย เมนูที่ปลื้มสุดๆ เลยเป็นข้าวมันไก่ทอด ป้าที่ร้านก็จำได้เลย พอเห็นหน้าปุ๊ปรู้ปั๊ปว่าสั่งอะไร อนาคตของสาวหมวย ตอนนี้สอบตรงติดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะศิลปศาสตร์ สาขานวัตกรรม ดีใจมากๆ เลยค่ะ เพราะตอนจบคิดว่า เราอยากอยู่ม.ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์มากๆ เพราะใกล้บ้านสุดๆ แถมเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้วย ฮุฮุ พอปิดเทอมก็รู้สึกเหงานิดๆ ค่ะ คิดถึงเพื่อนมาก ทั้งเพื่อนสนิทเพื่อนในห้อง รวมไปถึงอาจารย์ด้วย อยากบอกเพื่อนที่ยังสอบตรงไม่ติด ขอให้อย่าเครียดกันมากน้า ขอให้เพื่อนๆ สอบติด มหาวิทยาลัยที่ชอบ แถมขอให้ติดในกรุงเทพฯ ด้วย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะได้เจอกันง่ายขึ้น บ่อยๆ ขึ้นด้วย...รักและเป็นกำลังใจให้ทุกๆ คนนะจ๊ะ เปิดตัวคอลัมน์ใหม่จ้า เอาใจหนุ่มสาววัยกระเตาะทั้งหลายกับ Hi! High school เพราะคอลัมน์นี้ นูน่าจะพาทุกคนไปร่วมเปิดรั้วโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศ โรงเรียนไหนที่ว่า HOT! โรงเรียนไหนที่ว่าดีมีของ ใครอยากโชว์อยากอวดความเก๋าของโรงเรียนตัวเอง สามารถส่งรูปภาพของตัวเองในรั้วโรงเรียนพร้อมแนบประวัติตัวเอง in box มาที่ FB : CANDYMAGTHAILAND หรือ Email : candy.mag@hotmail.com Thank you pic : satriwit.ac.th ภาพและเนื้อหาโดย Candy Magazine/Teen Mthai.com หากนำไปใช้กรุณาให้เครดิตและลิ้งกลับมาด้วยค่ะ

พวกมันจะฉีกคุณเป็นชิ้น! หฤโหดกับตัวอย่างหนังสั้น ดงผีป่า จากผู้กำกับร่วม ฮอร์โมน
THE SANCTUARY /  ชานน สันตินธรกุล / 

นอกจากผ่านผลงานกำกับทั้งมิวสิควีดีโอ โฆษณา รวมไปถึงรับหน้าที่กำกับร่วมซีรีส์ Hormones Season 2 แล้ว ครั้งนี้ เสือ พิชย จรัสบุญประชา ขอเบรกจากงานยักษ์ มาจัดหนักความสยอง ด้วยการพาวัยรุ่นเข้าป่า ที่อาจกลับมาในสภาพถูกฉีกเป็นชิ้นๆ กับหนังสั้น ดงผีป่า The Sanctuary โดยวันนี้ ขอเชิญทุกท่านอุ่นเครื่องความสะพรึงด้วยตัวอย่างฉบับเต็มกันก่อนได้เลย ธัญญะ ธีระขจรกิจ และ ชานน สันตินธรกุล หนังสั้น ดงผีป่า ถ่ายทอดเรื่องราวของ  "พี" และ "ปืน" สองเพื่อนซี้ที่เดินทางมาปลดปล่อยชีวิตวัยรุ่นในป่าแห่งหนึ่ง ระหว่างค่ำคืนแห่งความสนุกสนาน ในคืนนั้นเอง พวกเขากลับได้เจอกับความสยองแบบไม่คาดคิด เมื่อพบว่า "พวกมัน" อยากให้พวกเขาตาย รู้ตัวอีกที พีและปืน ก็ตกอยู่ในดินแดนมืดมิด หนาวเย็นราวกับขุมนรก ทุกอย่างรอบตัวพร้อมจะฉีกพวกเขาออกเป็นชิ้นๆ พวกมันเฝ้ามองดูและทรมานพวกเขาราวกับเป็นเกมส์อันแสนหฤโหด ในหนึ่งคืนบนผืนป่าที่เรียกกันว่า ดงผีป่า ดงผีป่า ได้นักแสดงวัยรุ่นมากความสามารถ มารับหน้าที่ถ่ายทอดความสยองกันแบบถึงกึ๋น ไม่ว่าจะเป็น เมโกะ ชนนิกานต์ เนตรจุ้ย โดยผู้กำกับ เสือ พิชย ได้เผยถึงที่มาของโปรเจ็คสุดสะพรึงนี้ว่า "ผมโตมากับหนังสยองขวัญเกรดบี เคยฝันว่าวันนึงถ้ามีโอกาสทำหนังจะทำหนังสยองขวัญวัยรุ่น แล้ววันนึงในช่วงที่สบโอกาสจบจากงานฮอโมนส์ 2 จังหวะนั้นพอดีได้เปิดโปรดักชั่นเฮ้าส์รับงานต่างๆ เราเริ่มรู้สึกว่า เราน่าจะทำได้แล้ว อยากทำหนังแบบเอาสนุก ได้เข้าป่า ได้เที่ยว และอยากให้เป็นผลงานเปิดตัวของโปรดักชั่นเฮ้าส์ตัวเองด้วย" "เลยลงมือทำด้วยการชักชวนแกมบังคับรุ่นพี่รุ่นน้องที่รังสิตมาช่วยๆกันแบบเอามันส์ มาสนุกกันแบบหนังทุนต่ำ เราเริ่มคิดพลอตตั้งต้นจากหนังสยองขวัญฆาตรกรโรคจิต ที่มีวัยรุ่นเข้าป่า แล้วค่อยๆพัฒนาต่อจากความรู้สึกส่วนตัวว่าอยากผสมความเป็นหนังดราม่าวัยรุ่นลงไปด้วยในแบบครึ่งต่อครึ่ง ก็เลยทดลองหยิบมาผสมกัน แล้วเขย่าๆให้ได้รสชาดใหม่ๆ (ผมว่านะ) ซึ่งไม่รู้ว่าจะออกมาเวิร์คมั๊ย แต่อยากให้ลองดูกันครับ" เสือ พิชย กล่าวทิ้งท้าย คอหนังสยองจงเตรียมตัวให้พร้อม แต่ไม่ต้องออกไปถึงโรง เพราะหนังสั้น ดงผีป่า The Sanctuary  มีกำหนดฉายออนไลน์ในวันที่ 25 พ.ค. นี้ เวลา 22.00 น. ทางเฟสบุ๊ค secretweaponfilm เหล่าผู้หอมกลิ่นคาวเลือดทุกท่าน ห้ามพลาด -------------------------------

17 ผลลัพธ์โคตรอันตรายที่เกิดจากการนอนดึก!
เกร็ดความรู้

เคยลองสังเกตตัวเองกันบ้างไหมว่า? ทำไมช่วงนี้เราขี้หงุดหงิด ขี้หลงขี้ลืม หรือมีอาการเฉื่อยชา บ้างรึเปล่า? ถ้ามีลองเช็คตัวเองอีกทีซิว่า ช่วงนั้นเรานอนดึกไหม อาการที่เกิดขึ้นนั้นส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการพักผ่อนน้อย นอนดึกก็เป็นได้ แล้วเพื่อนๆ รู้ไหมว่า "การนอนดึก" เนี่นแฝงไปด้วยอันตรายที่เราไม่ทันรู้ตัวเลย แล้วจะมีอะไรบ้าง ลองไปดูกันค่ะ .. 17 ผลลัพธ์โคตรอันตรายที่เกิดจากการนอนดึก! 17 ผลลัพธ์โคตรอันตรายที่เกิดจากการนอนดึก! 1. อารมณ์ไม่ดี อารมณ์แปรปรวน จากผลการวิจัย เผยว่า คนที่มีค่าเฉลี่ยการนอนหลับเพียง 4.5 ชั่วโมงต่อคืน เป็นเวลาต่อเนื่อง 1 สัปดาห์นั้น มีแนวโน้มจะเป็นคนที่มีอารมณ์แปรปรวน มากกว่าคนที่มีเวลานอนประมาณ 7 ชั่วโมงต่อคืน ทั้งนี้สภาพอารมณ์แปรปรวนที่เกิดขึ้น เหล่านั้นจะหมายความรวมถึงอารมณ์ และความรู้สึกเครียด เศร้า โมโห หงุดหงิด ท้อแท้ ถึงแม้ว่านี่จะเป็นเรื่องปกติที่คนธรรมดาทุกคน อย่างเราต้องเผชิญอยู่ทุกวี่วัน ก็มีแน้วโน้มว่า คนนอนน้อย นอนไม่พอ จะควบคุมอารมณ์ได้น้อยความคนที่นอนอย่างเพียงพอนั่นเอง 2. สมองไม่รับรู้ เรียนรู้อะไรได้ช้าลง การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ สามารถส่งผลให้สมองของเรา มีการรับรู้และเรียนรู้ช้าลงได้จริง จากผลสำรวจในโรงเรียนมัธยมปลายแห่งหนึ่ง ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้มีการทดลองเลื่อนเวลาเข้าเรียนจาก 7.30 น. เป็น 8.30 น. พบว่า ผลคะแนนของวิชาเลข และวิชาการอ่านของนักเรียนเพิ่มสูงขึ้นประมาณร้อยละ 2 และร้อยละ 1 ตามลำดับ และนี่จึงเป็นการอธิบายได้ว่า ถ้าเราเพิ่มระยะเวลาในการนอนหลับ ก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ในการเรียนรู้และจดจำของสมองให้มากขึ้นได้ 3. มีอาการปวดหัวไม่สบาย อย่างที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินกัน ว่าการนอนน้อย นอนไม่พอนั้น จะทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ จึงเป็นสาเหตุของอาการปวดหัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับคนที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคปวดไมเกรนนั้น ยิ่งมีโอกาสที่อาการจะกำเริบมากกว่าคนที่ไม่เป็นด้วย นอกจากนี้ ก็ยังมีคนส่วนใหญ่ที่นอนน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีอาการปวดหัวในตอนเช้า ในขณะที่อีกร้อยละ 36-58 มีอาการนอนไม่หลับในช่วงตอนกลางคืน พอตื่นเช้าขึ้นมา ก็มีอาการปวดหัวเล็กน้อย 4. อ้วน น้ำหนักขึ้น คนที่นอนไม่พอ มีแนวโน้มว่าจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ง่ายกว่าคนที่นอนหลับอย่างเพียงพอ เนื่องจากการที่ร่างกายของเรา หลังจากที่ไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอจะเกิดอาการอยากอาหาร หรือว่าหิวง่ายขึ้น หลังจากนั้นสมองก็จะเริ่มสั่งการให้เรามีความรู้สึกอยากกินอาหารแคลอรี่สูง และนี่เองคือสาเหตุสำคัญของการที่น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น คนที่ไม่อยากอ้วน ต้องนอนให้เต็มอิ่มจะได้ไม่เกิดปัญหาที่ว่านี้ 5. โรคหัวใจ จากการทดลองในกลุ่มอาสาสมัคร ที่ไม่มีการนอนพักผ่อนเลยเป็นเวลา 88 ชั่วโมง ผลที่ได้ก็คือ พวกเขาเหล่านั้นมีระดับความดันเลือดที่สูงมาก ในขณะเดียวกันเมื่อเปลี่ยนมาให้กลุ่มอาสาสมัครได้นอนเป็นเวลานาน 4 ชั่วโมงใน 1 คืน ผลปรากฎว่า อัตราการเต้นของหัวใจกลับอยู่ในระดับซึ่งมีความใกล้เคียงกับคนที่นอนเป็นระยะเวลานานปกติ และอีกหนึ่งสิ่งที่ส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจก็คือ สารโปรตีน ที่มาสะสมตัวมากขึ้นในช่วงที่เราตื่น และจะถูกขับออกจากร่างกายโดยธรรมชาติเมื่อเราหลับ เพราะฉะนั้นเวลาที่นอนไม่พอ หรือนอนน้อยติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จึงมีความเสี่ยง ที่จะเป็นโรคหัวใจได้ 6. ระบบภูมิคุ้มกันต่ำลง เมื่อเรานอนน้อยจะทำให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกาย ทำงานอย่างไม่มีทำให้การฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ที่สึกหรอผิดแปลกไปจากปกติ ผลที่เกิดขึ้นคือ แผลหายช้า รวมถึงร่างกายจะติดเชื้อง่ายขึ้น 7. รู้สึกช้า เฉื่อยชา สำหรับการพิสูจน์ข้อสันนิษฐานนี้นักวิจัย ได้ทำการแบ่งกลุ่มอาสาสมัครออกเป็นสองกลุ่มด้วยกัน โดยจัดให้กลุ่มหนึ่งห้ามนอน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งได้นอนตามปกติ จากนั้นให้อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มทำแบบทดสอบทั้งหมด 2 ครั้ง ผลที่ได้ปรากฏว่า กลุ่มอาสาสมัครฝั่งที่ได้นอนพักผ่อน อย่างเพียงพอนั้นมีการตอบโต้ และทำการตัดสินใจได้รวดเร็วมากกว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้นอนหลับพักผ่อน ด้วยเหตุนี้จึงสามารถสรุปได้ว่า การนอนไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ร่างกายมีการตอบสนองได้ช้าลง และทำให้มีอาการเฉื่อยชา 8. สายตาพร่ามัวหนังตากระตุก นอนน้อยทำให้การมองเห็นมีประสิทธิภาพแย่ลง การนอนไม่พอมีผลทำให้สายตาของเราพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด ที่เข้าใจว่าหลายคนน่าจะเคยมีอาการแบบนี้กันบ้าง และถ้าหากนอนไม่พอติดต่อกันไปเรื่อยๆ เป็นระยะเวลาหลายคืน ก็อาจมีอาการเห็นภาพหลอนร่วมด้วย มีคนที่นอนน้อยก็อาจจะเกิดอาการกล้ามเนื้อตากระตุก หรือตาเขม่น หรือที่หลายคนชอบพูดว่าหนังตากระตุก ที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า หนังตากระตุกขวาร้าย ซ้ายดี ทั้งที่ความจริงแล้ว อาการกล้ามเนื้อตากระตุก หนังตาเขม่น มองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเป็นภาพซ้อน เบลอ มองไม่ชัด ก็มาจากที่เซลล์กล้ามเนื้อบริเวณดวงตาที่ไม่ได้รับการซ่อมแซมตัวเองอย่างสมบูรณ์เพราะนอนน้อยนั่นเอง 9. ปัสสาวะบ่อย ผู้ใหญ่ที่มีอาการฉี่รดที่นอน และชอบตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำในช่วงตอนกลางคืนบ่อยๆ ก็เป็นสัญญาณเตือนอย่างหนึ่ง ว่าร่างกายของเรากำลังได้รับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ เนื่องจากระบบขับปัสสาวะภายในร่างกายของเราจะทำงานตามนาฬิกาชีวิตเหมือนทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนของกล้ามเนื้อหูรูดในท่อปัสสาวะจะไม่ทำงานในตอนกลางคืน อีกทั้งมีนยังมีความแข็งแรงมากพอที่จะกลั้นปัสสาวะของเรา ไม่ให้เกิดอาการฉี่รดที่นอนในขณะที่เราหลับ เมื่อคนเรานอนไม่พอติดต่อกันเป็นประจำนั้น ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้กล้ามเนื้อหูรูดในท่อปัสสาวะอ่อนแอลงได้ จนกลายเป็นปัญหาฉี่รดที่นอนในผู้ใหญ่ 10. ทำให้การตัดสินใจผิดพลาด เพราะอะไร คืนก่อนวันสำคัญ ควรเข้านอนแต่เช้า? ถ้าเป็นสาวๆ ก็น่าจะห่วงในเรื่องของความสวยความงาม นอนไม่พอหน้าโทรม ดูไม่สดชื่น ซึ่งในความเป้นจริงมีเหตุผลมากกว่านั้นซ่อนอยู่ คือ การนอนไม่พอนั้น จะส่งผลทำให้สมองประมวลความคิดช้าลง และก่อให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาดได้ 11. ไม่มีสมาธิ ความอ่อนเพลีย จากการนอนน้อย ทำให้สมาธิแย่ลง ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ทั้งการทำงาน เล่นกีฬา การเรียน หรือแม้กระทั่งการขับ เนื่องจากสมองไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ร่างกายอยู่ภาวะมึนงงไม่สามารถตั้งใจจดจ่อกับอะไรได้ 12. พูดจาไม่รู้เรื่อง จากการทดลองในเรื่องนี้ ในกลุ่มอาสาสมัครที่ไม่นอนเลยเป็นเวลา 36 ชั่วโมงนั้น ผลปรากฏว่า อาสาสมัครกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มเป็นคนพูดจาไม่รู้เรื่อง พูดติดขัด และพูดได้ช้าลง ที่สำคัญก็คือ พวกเขาไม่สามารถพูดในสิ่งที่คิดออกมาได้ เพราะสมองประมวลความคิดต่างๆ ช้าลงนั่นเอง 13. เจ็บป่วยง่าย นอนน้อย นอนไม่พอทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคต่ำลง จากผลการวิจัยส่วนใหญ่ เผยว่า คนที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง มีโอกาสป่วยได้มากกว่าคนที่นอนเกิน 8 ชั่วโมงถึงสามเท่า และคนที่ใช้เวลานานกว่าจะนอนหลับนั้น ก็มีโอกาสป่วยง่ายกว่าคนที่หัวถึงหมอนแล้วหลับเลยถึง 5.5 เท่าเลยทีเดียว 14. มีความเสี่ยงที่จะประสบอุบัติเหตุ คิดว่าเป็นอาการที่หลายคนเคยเจอมากับตัวเองอยู่แล้ว สำหรับการนั่งหลับ รู้สึกง่วง ถ้าเป็นที่ทำงานในบริษัทก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นอาชีพที่ต้องใช้สมาธิอยู่ตลอดเวลา อย่างการขับยานพาหนะ คนเหล่านี้จะให้ความสำคัญกับการนอนมากเป็นพิเศษ เช่น นักบิน คนขับรถ คนขับรถบรรทุกส่งของ เป็นต้น สาเหตุเป็นเพราะการนอนไม่พอสามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่า อย่างที่เห็นกันในหัวข้อข่าวเป็นประจำ ปัญหาส่วนหนึ่งที่ว่านี้ เกิดจากจากความเหนื่อยล้าของร่างกาย เมื่อเผลอหลับในเพียงระยะเวลาเพียงเสี้ยววินาที ก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้แล้ว 15. สมรรถภาพทางเพศเสื่อมลง ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่าการนอนหลับมีผลต่อเรื่องสมรรถภาพทางเพศด้วย ว่ากันว่าการนอนหลับไม่ไม่เพียงพอ จะมีผลต่อกระบวนการสร้างฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนให้ต่ำลงได้ ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการทางเพศลดต่ำลง ซึ่งภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศนั้น จะพบเห็นได้มากในผู้ป่วยที่เป็นโรคนอนไม่หลับ 16. ขี้หลงขี้ลืม ผลการวิจัยในปี 1924 เปิดเผยว่า ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมนอนน้อย เมื่อเทียบกับคนปกติ และส่งผลให้เกิดการสะสมตัวของโปรตีนแอมีลอยด์ บีตา (Amyloid beta) ในเซลล์ประสาทมีความหนาขึ้นเป็นชั้น ทำให้สมองเสื่อม นอกจากนี้ยังส่งผลต่อโครงสร้างของรูปสมองให้เปลี่ยนไป และนี่จึงเป็นสาเหตุที่สมองจดจำอะไรไม่ได้นาน 17. อายุสั้นลง การที่อายุขัยของเราสั้นลงนั้น เป็นปัญหาโดยรวมที่เกิดขึ้นเมื่อเรานอนพักผ่อนไม่เพียงพอ จากหลายๆ โรคที่เกิดขึ่นอย่างที่เราได้กล่าวกันไปแล้วเมื่อข้างต้น เมื่อผลกระทบเหล่านั้นถูกสะสมมาเป็นระยะเวลานาน ร่างกานของเราก็อ่อนแอลง ซึ่งทำให้ชีวิตของเราสั้นลงตามมาด้วย จากผลการวิจัยเผยว่า การนอนในตอนกลางคืนโดยเฉลี่ย 7-8 ชั่วโมงนั้นเป็นช่วงเวลาที่กำลังดีและเหมาะสมที่สุด ซึ่งจะสามารถยืดอายุขัยของเราให้นานขึ้นได้ด้วย ขอบคุณข้อมูล http://www.jc-richer.com

GTH ร่อนแถลง สั่งพักงานแก๊งฮอร์โมน ปมป่วนญี่ปุ่น
GTH /  ดาราวัยรุ่น / 

GTH สั่งพักงานแก๊งฮอร์โมน เผยจะมีการจัดทำคลิปวีดีโอประชาสัมพันธ์ถึงข้อห้าม และมารยาทต่างๆในการใช้พื้นที่สาธารณะในประเทศญี่ปุ่น วันนี้(8เม.ย.) จากรณีที่นักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง จากซีรีย์ฮอร์โมน ได้ไปเปิดเพลงร้องเต้นโชว์บนรถไฟฟ้าที่ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีการจับกิ่งซากุระถ่ายรูป เรื่องดังกล่าวกลายเป็นกระแสวิจารณ์อย่างหนัก ผู้คนจึงมีการเรียกร้องให้ทางต้นสังกัดหาบทลงโทษที่เหมาะสมแก่นักแสดงดังกล่าว เนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของคนไทย ล่าสุดทางGTHได้มีการโพสต์ข้อความผ่านทางแฟนเพจ เพื่อชี้แจงว่าขณะนี้ทางต้นสังกัดได้มีการลงโทษนักแสดงที่ตกประเด็นวิพากษ์วิจารณ์แล้ว ระบุข้อความไว้ดังนี้ จากการกระทำที่คึกคะนองขาดการยั้งคิดของน้องๆ ซึ่งอาจจะสร้างความเสียหายแก่ภาพพจน์ของประเทศไทย ถึงแม้น้องๆจะสำนึกผิด และ ออกมากล่าวขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่ผู้ปกครองของนักแสดงทุกคนได้เข้ามาหารือร่วมกับบริษัทฯ ถึงบทลงโทษที่ควรจะมีกับน้องๆทั้ง 5 คนเพื่อจะได้ไม่เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีแก่เยาวชนทั่วไป และเพื่อให้ทุกคนได้กลับไปคิดทบทวนและปรับปรุงสิ่งที่ได้กระทำลงไป ที่ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกันทุกฝ่ายดังต่อไปนี้ ตั้ว - เสฎฐวุฒิ อนุสิทธิ์, เจมส์ - ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิณโญ ,เกศ-ผกามาศ กาญจนบุรางกูร พักการรับงานจากบริษัทฯ และ งดใช้สื่อ social media ทุกชนิดเป็นเวลา 3 เดือน สำหรับ ท๊อป- ณภัทร โชคจินดาชัย และ ปันปัน-สุทัตตา อุดมศิลป์ ในฐานะที่เป็นนักแสดงรุ่นพี่ที่ทำงานในวงการบันเทิงมาก่อน จึงควรเรียนรู้ในการแสดงออกอย่างเหมาะสมในที่สาธารณะ และไม่แนะนำหรือตักเตือนรุ่นน้องให้เหมาะสม จึงถูกพักการรับงานจากบริษัทฯ และ งดใช้สื่อ social media ทุกชนิดเป็นเวลา 6 เดือน ท้ายที่สุด เพื่อให้นักท่องเที่ยวไทยที่เตรียมตัวไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรม และข้อควรปฏิบัติในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น ทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม ไท หับ จำกัด และ บริษัท นาดาว บางกอก จำกัด จึงเตรียมจัดทำคลิปวีดีโอประชาสัมพันธ์ถึงข้อห้าม และมารยาทต่างๆในการใช้พื้นที่สาธารณะในประเทศญี่ปุ่น เพื่อเผยแพร่ต่อไป อ่านข้อความฉบับเต็มได้ที่ >>>GTH MThai News เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง จ่อแถลง!! ดราม่าแก๊งฮอร์โมน ป่วนญี่ปุ่น!

When Marnie Was There : ยินดีที่ได้พบเธอ
When Marnie Was There /  การ์ตูน / 

คงไม่ได้กล่าวเกินจริงนัก หากมองผลิตผลของสตูดิโอจิบลิ เป็นมากกว่าความบันเทิงอันจับต้องเนื้อหาสาระไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้มักจะสอดแทรกแนวคิด รวมถึงเสียดสีสังคมบางประเด็นอยู่เสมอ จะหนักจะเบาก็ตามแต่เรื่องไป และในโอกาสที่ When Marnie Was There เป็นผ้าใบผืนสุดท้าย ที่จิบลิได้สร้างสรรค์ภาพฝันขึ้นมา ก่อนจะพักงานอย่างไม่มีกำหนด การ์ตูนเรื่องนี้จึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง When Marnie Was There ถ่ายทอดเรื่องราวของ อันนา เด็กหญิงชาวเมืองผู้เปลี่ยวเหงา เข้ากับเพื่อนไม่ได้ แถมยังเป็นโรคหอบหืด (โถ...) จึงต้องย้ายมาอยู่กับญาติที่จังหวัดเล็กๆ อากาศบริสุทธ์ ซึ่งทำให้เธอรู้จักกับ มาร์นี เด็กหญิงปริศนา ที่อาศัยอยู่ที่บ้านใหญ่ริมน้ำ จนความสัมพันธ์ค่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และนำไปสู่การค้นพบความจริงของชีวิตทั้งสอง (และเพื่ออรรธรสของผู้ชม เราจะไม่เปิดเผยสถานะของมาร์นี ในบทวิจารณ์นี้) ผลงานเรื่องนี้ค่อยข้างแตกต่างจากแนวทางของจิบลิเรื่องก่อนๆ กล่าวคือ มันแฝงความลึกลับ ขมุกขมัวชวนหาคำตอบ และใช้ความคลุมเครือในการปกปิดตัวตนของเด็กหญิงปริศนา มาร์นี ที่หนังสามารถถ่ายทอดได้อย่างยอดเยี่ยมนับตั้งแต่เธอปรากฏตัวขึ้นบนจอเป็นครั้งแรก โดยการค่อยๆเผยข้อมูลทีละนิด ทั้งจากฝั่ง มาร์นี เอง และฝั่ง อันนา ที่เหมือนจะมีบางสิ่งเกี่ยวพันกับหญิงปริศนาคนนี้โดยตรง และผู้ชมสามารถค่อยๆ รวบรวมข้อมูล ประมวลผล คิดเป็นตุเป็นตะล่วงหน้าไปหลายตลบ ในภาวะจริงก็ไม่ใช่ ฝันก็ไม่เชิง ในท่วงทำนองคล้ายหนังสืบสวนและทริลเลอร์ชั้นดี เพียงแต่มันถูกเล่าอย่างท่าทีเบาๆ ละมุนละไม และเป็นมิตรกับเด็กมากกว่า หมอกบางๆ ที่คลุมตัวตนของมาร์นีอยู่เกือบตลอดเรื่องนี้ ยังคลุมไปถึงระยะความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหญิงทั้งสองอีกด้วย หากมอง อันนา ในฐานะวัยเด็กก่อนฮอร์โมนว้าวุ่น ที่ชีวิตช่างแสนจะเดียวดาย มองไปทางไหนก็ไม่เห็นมีใคร การมีเพื่อนที่คุยถูกคอสักคน ย่อมเกิดความสนิทสนมอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความสัมพันธ์เจ้ากรรมที่เธอมีต่อมาร์นี ดูจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการตอบสนองจากฝั่งมาร์นีเอง ส่งผลให้หลายๆ ฉากชวนคิด ชวนจิ้น เตลิดเปิดเปิงไปไกลอยู่มิใช่เล่นๆ และทำให้เราเองก็ไม่แน่ใจนักว่า ตัวละครกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ จนอดจะหวาดเสียวไม่ได้ถึงตอนจบของหนังเรื่องนี้ ว่าจะเอนเอียงมาทางดาร์คไซด์หนักหน่วงรึเปล่า แต่ก็อย่างว่าครับ นอกจากผู้ใหญ่อย่างเราๆ แล้ว จิบลิต้องการให้เด็กดูได้อย่างไม่มีพิษแสลงคอด้วย เพราะฉะนั้นความคลุมเครือทั้งหมด จึงนำไปสู่บทสรุปที่เข้าใจได้ง่ายๆ ไม่ต้องการตีความให้หนักสมองมากมายนัก และเน้นย้ำให้ทุกวัยเข้าใจตรงกันในเชิงบวกอย่างไม่ต้องสงสัย นัยหนึ่งเราอาจมองว่ามันง่ายไปสักนิด แบบเสียดายการปูเชิงลึกลับชั้นดีมาทั้งเรื่อง แต่ถ้าคิดถึงความเข้าใจของคุณผู้ชมรุ่นเยาว์ทั้งหลาย ที่ไม่ได้เห็นโลกมามากมายเท่าเราแล้ว ก็พอจะให้อภัยกันได้นะครับ แถมยังแอบทิ้งเชื้อบางอย่างเหลือไว้ ให้เราเอาไปตีความเชื่อมโยงกันต่อตามสบายอีกด้วย . อันนา และ มาร์นี คือจิ๊กซอว์ มันจะถูกต่อสมบูรณ์ได้ เมื่อมีชิ้นสุดท้ายที่มอบให้จากอีกฝ่าย . นอกจากความเพลิดเพลินแล้ว สองตัวละครหลักของ When Marnie Was There ยังเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน หากชีวิตของ อันนา และ มาร์นี คือจิ๊กซอว์ มันก็ถูกต่อสมบูรณ์ได้เมื่อมีชิ้นสุดท้ายที่มอบให้จากอีกฝ่าย สิ่งที่คนหนึ่งขาด อีกคนหนึ่งจะมีเสมอ ดังประโยคสั้นๆ ที่สรุปความหมายของบทสนนายาวยืด ในฉากความลับส่วนตั๊วส่วนตัว ทำนองว่า "ฉันอยากเป็นเธอจัง" ในเจตนาที่แตกต่างกัน และทั้งสองฝั่งก็ทำให้มันเป็นจริงได้ในที่สุด อีกทั้งยังสะท้อนภาพครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ วิถีชีวิต และสำรวจสภาพจิตใจของ คนเว้าแหว่งที่ต้องการส่วนเติมเต็มได้เป็นอย่างดี เท่าที่การ์ตูนเรื่องหนึ่งจะพอทำได้ ว่ากันตามตรง หนังเรื่องนี้อาจยังไม่ได้สมบูรณ์พร้อม และยังมีรอยโหว่ ไปจนถึงรกรุงรังอยู่มิใช่น้อยๆ อีกทั้งยังไม่ได้มุ่งเน้นวิพากย์สังคมชัดเจนเท่าใดนัก (ดังที่ Spirited Away เคยทำไว้) แต่ก็ดังที่ อันนา ตะโกนกู่ร้อง และพยายามทุกวิถีทางจะได้พบหน้าเด็กลึกลับ มาร์นี นั่นแหละครับ ถึงจะเป็นห้วงสั้นๆ ชั่วระยะบำบัดหอบหืด เหมือนการดูหนังแค่ชั่วโมงกว่าๆ แม้สุดท้ายจะต้องจากลาแล้วกลับสู่ความเป็นจริง แต่เราก็อยากบอกความรู้สึกที่มีต่อหนังเรื่องนี้ พอๆกับที่ อันนา อยากบอก มาร์นี ว่า... ยินดีที่ได้พบเธอนะ When Marnie Was There เรื่องนี้ให้ 8.5 / 10 ครับ Lecter. ----------------------------------------

ต่อ-มีน ยังหวาน ขยันควงทำบุญ เสริมดวง เสริมโปรรัก แน่นแฟ้น
ต่อ ธนภพ /  ข่าวบันเทิงวันนี้ / 

ความรักยังหวานชื่นอยู่ สำหรับหนุ่มหล่อหน้าใสเลือดฮอร์โมนอย่าง ต่อ ธนภพ กับ มีน แฟนสาวนอกวงการที่คบหาดูใจกันมานานหลายปี แหม...มันน่าอิจฉาในความรักของคู่นี้จริงๆ แต่เห็นรักกันดีอย่างนี้ ก็ยังไม่วายโดนพวกปากหอยปากปูคอยสร้างความร้าวฉานอยู่ตลอดว่ายังไงก็คงไปด้วยกันไม่รอด เพราะหนุ่มต่อเองก็ทั้งหล่อ ทั้งฮอต พวกชะนีสาวๆ ก็ต่างหมายปองจ้องตาเป็นมันกันค่อนประเทศ เรียกว่าถ้าสาวมีน She เผลอเมื่อไหร่ หนุ่มต่อโดนงาบไปรับประทานแน่นอน แต่ดูเหมือนว่าเสียงนกเสียงกาจะไม่มีผลต่อความรักของทั้งคู่ เพราะยิ่งนานวัน คู่นี้ก็ยิ่งหวานขึ้น จุดนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอานิสงส์ของการทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขันกันหรือเปล่า เพราะทางเราทราบมาว่าทั้งคู่ชอบชวนไปทำบุญเข้าวัดเข้าวากันบ่อยๆ อร๊าย...นี่มันคู่รักนักบุญชัดๆ เอ๊ะๆๆ แต่ถ้าใครไม่เชื่อคงต้องให้หนุ่มต่อยืนยันเองเลยดีกว่า “ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ เราก็จะชวนกันไปทำบุญตลอด คือจริงๆ ผมเป็นคนชอบทำบุญ วันไหนว่างๆ ก็จะขับรถไปทำบุญกัน แต่ไปเช้ากลับเย็นนะครับ ก็ไปตามวัดต่างๆ เจอวัดไหนก็แวะไหว้พระ อะไรแบบนี้ ผมเป็นคนที่ทำบุญ แต่ไม่ได้ไปกำหนดว่าจะต้องไปที่วัดนี้ หรือว่าต้องมีจุดมุ่งหมายเสมอไป คือบางครั้งเราเจอวัดที่ไหน เราก็แวะทำบุญได้ตลอดครับ” แหม...ชวนกันเข้าวัดทำบุญแบบนี้ ขอปรบมือให้รัวๆ เลยค่า...นางมารหน้าไหน ที่จะเข้ามาผจญจงหลบไป ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ-มีน ต่อ ธนภพ-มีน ต่อ ธนภพ-มีน

หึ่ง! เด็กนักเรียนฮอร์โมน  ชิ่งหนี โรงเรียนจีทีเอช
พีช พชร /  ซีรีส์ ฮอร์โมน...วัยว้าวุ่น / 

เม้าท์สนั่น!!! แถวๆ ซอยสุขุมวิท 31 พิกัดโรงเรียนจีทีเอช ที่ปลุกปั้นดารานักแสดงจนโด่งดังจากภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ มาแล้วไม่รู้กี่คน แต่มาปีนี้มีกระแสเสียงเม้าท์เผาขนได้ยินเข้าหูมาว่า มีดารานักแสดงดังๆ หลายคนที่เคยอยู่ในสังกัด ขอโบกมือล่าชิ่งหนีโรงเรียนจีทีเอช ว่ากันว่าเด็กส่วนใหญ่ที่ชิ่งหนีเป็นเด็กนักเรียนที่แจ้งเกิดจาก ซีรีส์ ฮอร์โมน...วัยว้าวุ่น อย่างล่าสุดนักเรียนแสบตัวพ่อแกนนำในซีรีส์ พีช พชร ก็มาจรดปลายปากกาเซ็นสัญญาอยู่กับทางช่อง 3 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนนักเรียนคนอื่นๆ จะไปสมัครเซ็นสัญญาอยู่กับค่ายไหน สังกัดไหน ถ้าทราบเรื่องแล้ว ทาง Gossip Star จะรีบนำมารายงานหน้าชั้นเรียนเป็นการด่วน พีช พชร พีช พชร

ภัย อดอาหาร! 6 เรื่องน่ากลัวหากใครลดความอ้วนแบบนี้ ผิดมหันต์
ลดความอ้วน /  ลดความอ้วนแบบผิดๆ / 

ไม่เข้าใจเหมือนกันนะสาวๆ สมัยนี้ไปเอาความคิดเรื่องอดอาหารมาจากไหน เพราะมันน่ากลัวกว่าที่คิดนะเธอ มันส่งผลต่อสุขภาพอย่างโหดร้าย ว่าแต่โหดร้ายอย่างไร?  ลองดูเรื่องเหล่านี้แล้วคุณจะอยากเปลี่ยนใจมาทานอาหารให้ครบทุกมื้อเลยล่ะ 6 เรื่องน่ากลัวหากคุณ อดอาหาร ใครลดความอ้วนแบบนี้ ผิดมหันต์ !! 1.สมองเบลอ ถ้าเมื่อคืนกินมาหนักมากกกกกก และคุณจะใช้มันเป็นข้ออ้างในการไม่กินข้าวกลางวันล่ะก็ เป็น“ความคิดนี่แย่มาก” นะคะ เพราะหากคุณขาดอาหารไปมื้อเดียวเท่านั้น ร่างกายของคุณจะเริ่มมีปฏิกิริยา ลดระดับน้ำตาลในเลือดจะทะยานลดอย่างรวดเร็ว ทำให้ความสามารถในการคิดหรือสร้างสรรค์ต่ำลง เนื่องจากสมองของคุณทำงานเบื้องต้นด้วยกลูโคส  เมื่อมีน้ำตาลไม่เพียงพอในกระแสเลือด จะทำให้คุณไร้ประสิทธิภาพในการโฟกัสการทำงาน เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากให้งานพัง “กินให้ครบมื้อ” 2.อารมณ์เสียง่าย เคยอารมณ์เสีย หงุดหงิดเวลาหิวมากๆมั้ยค่ะ นั่นเป็นเพราะร่างกายไม่ได้รับการตอบสนองที่เหมาะสม ทำให้ร่างกายมีความต้องการ เหมือนสัตว์ที่เราต้องเป็นผู้ล่านั่นล่ะค่ะ คุณจะเริ่มรู้สึกกังวล หงุดหงิดใจเพราะความหิว ซึ่งฮอร์โมนความเครียดนี้จะกลายเป็นความรู้สึกหดหู่อย่างรุนแรง เหมือนอาการที่คุณดูหนังเศร้า หรือ ตอนผิดหวังมากๆ นั่นเอง 3.กินดุขึ้น มากขึ้น เคยได้ยินกันมาบ้างเนอะว่า ถ้าไม่กินแล้วจะกลายเป็นคนกินเก่งกว่าเดิม อันนี้จริงนะเธอ เพราะ เมื่อคุณไม่ได้กิน เมื่อได้กินคุณจะรู้สึกว่ามันยังไม่เติมเต็มเพียงพอนัก ก็อัดให้หนักกว่าเดิม ซึ่งสอดคล้องกับผลวิจัยที่ว่า หากกินโปรตีนตั้งแต่ช่วงเช้าวันนั้นทั้งวัน คุณจะกินน้อยลง! 4.น้ำหนักเพิ่มขึ้น เมื่อเรากินมากขึ้น แน่นอนว่าน้ำหนักก็ต้องเพิ่มขึ้นสิคะ แถมยังไปลดระบบ metabolism ระบบเผาผลาญในร่างกายอีกด้วย 5.ร่างกายเหี่ยว ผิวแห้ง ผมหยาบกระด้าง ร่างกายสุขภาพไม่ดี อิดโรย ไม่แข็งแรง การทีคุณลดมื้ออาหารนั่นหมายความว่าคุณก็ลดสารอาหารที่ร่างกายคุณควรจะได้รับไปด้วย ถึงแม้จะกินวิตามินเม็ดเพิ่มเติมแต่มันก็ไม่ช่วยอะไรหรอกค่ะ เพราะ คุณขาดโปรตีนและสารอาหารอื่นๆที่มีอยู่ในอาหารเท่านั้น เพราะฉะนั้น เลือกที่จะกินดีกว่าที่จะอดนะเธอ 6.ท้องผูก แน่นอนว่าเมื่อคุณกินไม่เป็นเวลา อดบ้างกินบ้าง ก็ต้องส่งผลกับการเอาออกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าอยากทำให้เป็นระบบ ก็จงรับประทานอาหารอย่างเป็นระบบนะจ๊ะ ที่มา seventeen เรียบเรียงโดย Women Mthai Team

10 พฤติกรรมควรเลี่ยงก่อนเข้านอน
ออกกำลังกาย /  สุขภาพ / 

นำคุณผู้ชมไปกดไลค์ถึงความสำคัญของการนอนหลับพักผ่อน ซึ่งถือเป็นอีกวิธีหนึ่งในการดูแลสุขภาพ ไปดูกันว่า 10 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงก่อนการเข้านอน เพื่อนำมาซึ่งสุขภาพที่ดี มีอะไรบ้าง ผ่านข้อมูลจากศูนย์ศึกษาพฤติกรรมการนอนหลับ มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา ความเคลื่อนไหววงการกีฬา ผลการแข่งขัน เรื่องขำขันสนุกสนานทั้งในและนอกสนาม ของซุป'ตานักกีฬาคนดัง มาติดตามพวกเราสปอร์ตรับอรุณเพิ่มเติมได้ตามช่องทางนี้ เว็บไซต์ http://www.keela360.com พูดคุยกับเรา https://www.facebook.com/sportrubaroon ทวิตเตอร์ https://twitter.com/keela360 ติดตามพวกเรา สปอร์ตรับอรุณ ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 6.30-7.30 น. ทางช่อง ทรูสปอร์ต 2

GAMEVIL ไทย เปิดตัวเกมส์ Dragon Blaze ส่ง
Dragon Blaze /  เกมส์มือถือ

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2558 - GAMEVIL ประเทศไทย แถลงข่าวเปิดตัวเกมส์มือถือ Dragon Blaze (facebook.com/DragonBlazeTH) เกมส์แนวแอคชั่นเรียลไทม์ RPG พร้อมเปิดตัวแขกพิเศษ น้องฝน ศนันธฉัตร หรือ "ดาว ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น" มาร่วมเปิดตัวครั้งนี้ ผู้เล่นสามารถดาวน์โหลดเกมส์ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นบน Android ปัจจุบันบริษัท GAMEVIL เล็งเห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดเกมมือถือในประเทศไทยและคาดว่าจะกลายเป็นตลาดที่ใหญ่แนวหน้าในระดับ Southeast Asia ในไม่ช้า ซึ่งทาง GAMEVIL นั้นต้องการที่จะเป็นแนวหน้าในการให้บริการเกมส์คุณภาพดีบนมือถือ เพื่อสนองความต้องการชาวเกมเมอร์ไทยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และสำหรับเกมส์ Dragon Blaze ถือว่าเป็นเกมส์ตัวแรกที่เปิดให้บริการภายในภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย อีกทั้งมีกิจกรรมมากมายให้ร่วมสนุกอีกด้วย จุดเด่นเกมส์ Dragon Blaze อยู่ที่กราฟิกและระบบการเล่นที่แปลกใหม่ โดยระบบต่อสู้จะเป็น Real-Time RPG โดยที่ผู้เล่นนั้นไม่จำเป็นต้องรอเทิร์นในการโจมตีหรือปล่อยสกิล ผู้เล่นจะต้องสร้างทีมฮีโร่เป็นของตัวเองซึ่งจะมี 1 ตัวละครหลัก กับ 4 ตัวละครเสริม ตัวละครทุกตัวสามารถอัพเกรดเพิ่มค่าสถานะได้ตามทิศทางที่ผู้เล่นต้องการ โหมดสุดฮิตอย่าง PvP ที่ผู้เล่นจะต่อสู้กับผู้เล่นคนอื่นๆ ตามด้วยโหมด กิลด์ เพื่อสร้างความเหนียวแน่นระหว่างผู้เล่น โหมดผจญภัย ที่เต็มไปด้วยเนื้อเรื่องสุดเข้มข้นชวนติดตาม ปิดท้ายด้วยโหมดสุดเจ๋งอย่าง Boss raid ที่ผู้เล่นสามารถเข้าร่วมกันปราบ Boss ได้ในเวลาเดียวกันเป็นจำนวน 4 คน ไฮไลท์สำคัญของงานนี้ ได้เปิดตัวแขกรับเชิญพิเศษ น้องฝน ศนันธฉัตร หรือ "ดาว ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น" มาแชร์ความรู้สึกเกี่ยวกับเกมส์ตัวใหม่ของ GAMEVIL เธอเล่าว่าเธอรู้สึกชื่นชอบเกมส์ Dragon Blaze มากเนื่องจากเป็นเกมส์ที่มีตัวละครน่ารักมากๆ ผู้หญิงก็สามารถเล่นได้อย่างสนุก ภาพและกราฟิกนั้นสวยงามมาก และที่สำคัญ ตัวเกมส์มีระบบ auto ที่ทำให้เราเล่นได้ทุกที่ไม่ว่าจะเดินทาง หรือ ทำงาน ฝนมักจะแอบชวนเพื่อนๆพี่ๆในกองถ่ายมาเล่นกัน หากเกมเปิดเมื่อไรจะชวนเพื่อนๆในกองมาเล่นด้วยกันแน่นอน ดาวน์โหลดเกมส์ Dragon Blaze บน Android ได้ที่นี่

6 กฎเหล็ก หากอย่าง ลดน้ำหนัก ให้ได้ผลชัวร์ๆ
คุมน้ำหนัก /  ลดความอ้วน / 

หลายคนประสบปัญหาเรื่องน้ำหนักและไขมันส่วนเกินของร่างกาย ซึ่งอาจกำลังวางแผน ลดน้ำหนัก ด้วยการพยายามคุมอาหาร แต่ยังสับสนปนไม่แน่ใจว่า…จะบาลานซ์การควบคุมอาหารแบบไหนให้พอเหมาะ พอดีกับความต้องการของร่างกาย เพราะถ้าควบคุมอาหารมากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ หรือถ้าน้อยเกินไปอาจจกลายเป็นว่าน้ำหนักลดช้าหรืออาจไม่ลดเลยหรือเปล่า เราจะมาแนะนำกฏของการ ลดน้ำหนัก ทั้ง 6 ข้อ เพื่อให้การควบคุมอาหารและลดน้ำหนักของคุณประสบความสำเร็จตรงตามความต้องการ 1. รู้ปริมาณอาหารที่พอเหมาะ ปัญหาหลักของการควบคุมปริมาณอาหารนั้น เราส่วนใหญ่มักจะไม่รู้ว่าปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายคือแค่ไหน? ครั้นจะให้พกเครื่องชั่งน้ำหนักติดตัวไปชั่งก่อนกินอาหารทุกมื้อก็ดูชีวิตจะยุ่งยากเกินไป เราขอเสนอทริคง่ายๆ ของการกะปริมาณอาหารที่เหมาะสมกับร่างกายด้วย “มือ” …ใช่แล้วล่ะ! มือเนี้ยละอ่านไม่ผิดหรอก…มือสองข้างของเรานี้เอง ที่จะเป็นตัวช่วยในการจัดการเรื่องปริมาณอาหารที่เหมาะสม วิธีการก็ไม่ยุ่งยากเลย - ฝ่ามือ = หนึ่งส่วนของเนื้อแดง, เนื้อปลา และสัตว์ปีก - กำปั้น = หนึ่งส่วนของข้าว, พาสต้า, ผลไม้ และผัก - หนึ่งกำมือ = ลูกเกด ถั่ว สำหรับกินเป็นของว่าง - สองกำมือ = ซุป สลัด หรือซีเรียล - นิ้วหัวแม่มือ = เนยถั่วขนาด 1 เสิร์ฟ, ชีส 1 แผ่น, เนย, น้ำมัน หรือน้ำตาล 2. ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน การชั่งน้ำหนักสำหรับผู้ที่น้ำหนักเกินค่อนข้างจะเป็นเรื่องยาก เพราะไม่อยากเห็นตัวเลขที่ขึ้นเอาๆ แล้วพาลจะทำให้ปวดใจจิตตกเปล่าๆ แต่การลดน้ำหนักให้ได้ผลนั้น เราจะต้องคอยติดตามความคืบหน้าของการลดน้ำหนักผ่านการชั่งน้ำหนักและจดบันทึกว่าเริ่มต้นวันไหน ออกกำลังกายอย่างไร ขนาดสัดส่วนต่างๆ ของร่างกายเท่าไร เพื่อที่จะสามารถติดตามผลได้ ว่าการคุมอาหารและการออกกำลังกายนั้นได้ผลหรือไม่ ถ้าไม่จะได้ปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้การลดน้ำหนักสำเร็จต่อไป 3. ห้ามอดอาหารโดยเด็ดขาด สำหรับสิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่นึกถึงเมื่อต้องการจะลดน้ำหนักนั้นคือการพยายามอดอาหารให้ได้มากที่สุดนั้นเอง หรือในบางรายอาจถึงขั้นใช้ยาลดความอ้วนกันเลยทีเดียว แต่อยากจะบอกข้อเท็จจริงอะไรบางอย่างไว้ก่อนว่า การอดอาหารและการใช้ยาลดน้ำหนักนั้น ในระยะยาวไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณเลย และในท้ายที่สุดคุณก็จะกลับมาอ้วนแบบโย่โย่อย่างแน่นอน ทั้งนี้ เพราะการอดอาหารจะทำให้ร่างกายของคุณเริ่มเข้าสู่ระบบเก็บสะสมไขมัน ซึ่งร่างกายเรียนรู้ว่าต้องกักตุนพลังงานสำรองไว้ใช้ก่อน เนื่องจากภาวะร่างกายได้พลังงานน้อยกว่าปกตินั้นเอง แล้วทีนี้จะทำให้ร่างกายเบิร์นไขมันออกยากกว่าปกติ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อภาะวะระบบเผาผลาญเสียหายอีกด้วย 4. ต้องพักผ่อนอย่างเพียงพอ การพักผ่อนที่น้อยเกินไป และอดนอนจะทำให้ร่างกายปรับเปลี่ยนระดับฮอร์โมน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความหิวอาหาร เป็นสาเหตุให้เกิดความอยากอาหารมากกว่าปกติ การนอนนั้นมีความสำคัญมากพอๆ กับการออกกำลังกายเลยทีเดียว การทำงานของสองระบบนี้ต้องทำงานอย่างสมดุลและประสานกัน ดังนั้นอย่าอดหลับอดนอนเชียวนะ อย่างน้อยควรพักผ่อนหลับอย่างต่อเนื่อง 6 ชั่วโมงขึ้นไป 5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก ต่อเนื่องมาจากการอดนอนและพักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลถึงความอยากอาหารที่มากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการหิวขึ้นมาช่วงดึก และถ้าหากเรารับประทานอาหารที่มากเกินไปในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายไม่ค่อยได้ใช้พลังงานในการทำกิจกรรมอะไรมากมายนัก จะทำให้อาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้นสะสมในรูปแบบของไขมันอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะโรคอ้วนในอนาคตได้ 6. ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ร่างกายของคนเราประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อและไขมัน ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกันไป ซึ่งหลักๆ คือ กล้ามเนื้อจะใช้พลังงานในการคงอยู่ตลอดเวลา แต่ไขมันจะเป็นรูปแบบของพลังงานสำรอง ซึ่งมีไว้ก็ไม่ได้ทำให้ร่างกายใช้พลังงานแต่อย่างใด ซึ่งหมายความว่าหากเราต้องการให้ระบบเผาผลาญในร่างกายเรามากขึ้น จะต้องสร้างกล้ามเนื้อทดแทนไขมันที่สะสมไว้ ซึ่งการที่จะสร้างกล้ามเนื้อได้นั้นต้องมาจากการออกกำลังกายเท่านั้น ดังนั้นเราจึงควรออกกำลังกายด้วย Weight Training เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ควบคู่กับการ Fat Burn เพื่อลดไขมันเป็นประจำอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์และควบคุมการประทานอาหารให้เหมาะสม ก็จะทำให้เรามีรูปร่างที่ดีขึ้นและช่วยให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ห่างไกลโรคต่างๆ อีกด้วย เห็นไหมว่า การลดความอ้วนไม่ใช่เรื่องยากเลย ใครๆ ก็ทำได้ เพียงแค่คุณจำกฎทั้ง 6 ข้อนี้ไว้ และจะเอาไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของคุณก็ได้ ซึ่งหากคุณทำได้อย่างต่อเนื่อง เรารับรองว่าคุณจะสามารถควบคุมน้ำหนักและได้รูปร่างที่ดีอย่างที่คุณต้องการแน่นอน ที่มาบทความจาก http://www.emaginfo.com  ได้รับอนุญาติให้เผยแพร่บน http://health.mthai.com/

ผลวิจัยชี้ คู่รักยิ่งชอบเที่ยว เซ็กซ์ ยิ่งเริ่ด! เที่ยวด้วยกันยิ่งเยอะ เซ็กซ์ดีขึ้น
คู่รัก /  คู่รักชอบเที่ยว / 

ชีวิตคนเราก็เจอแต่ความวุ่นวาย เรื่องราวเครียดปวดหัวกันมาทุกวันๆ ใช่มั้ยล่ะคะ ไหนจะงาน ไหนจะเรื่องปวดหัวของชาวบ้าน เพราะฉะนั้น การได้ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ เช่น ธรรมชาติ ป่าเขา ลำเนาไพร มีข้อดีมากมาย ยิ่งไปกว่านั้นการไปเที่ยวกับคนรักก็ดีมากด้วยเช่นกัน เพราะผลวิจัยแสดงออกมาว่า การท่องเที่ยวสามารถช่วยให้สุขภาพจิตและสุขภาพกายดีขึ้น ที่สำคัญสุดๆ ยังทำให้ เซ็กซ์ดีขึ้น อีกด้วย!!!! Dailymail ได้รายงานผลสำรวจจากบริษัท OLPRO ว่า " คู่รักที่มักไปเที่ยวแคมป์ปิ้งด้วยกัน หรือไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันบ่อยๆ จะสามารถเพิ่มความใคร่ (Passion) หรือความรู้สึกต้องการกันและกันมากยิ่งขึ้น" ผู้สำรวจได้ถามคู่รักกว่า 500 คู่ ช่วงอายุระหว่าง 25 - 50 ปี  หลังจากที่พวกเขาได้ไปเที่ยวแคมป์ปิ้งด้วยกัน พบว่า 90% บอกว่าเขามีเซ็กซ์มากกว่านอนด้วยกันกว่าช่วงเวลาปกติซะอีก กว่าครึ่งราวๆ 45% บอกว่า เขาเชื่อว่ามันสามารถเพิ่มพลังความรักเพราะมีความรู้สึกผ่อนคลายจากสิ่งต่างๆ รอบตัว 30% บอกว่าพอมาแคมป์ทำให้เขาไม่มีความเครียดใดๆ ทำให้ช่วยให้มีอารมณ์ในการมี เซ็กซ์ มากยิ่งขึ้น ยิ่งไป กว่านั้นผู้ได้รับการสำรวจยังบอกอีกว่า เมื่อเขาหรือเธอได้นอนอยู่ในเต้นท์ร่วมกัน มันทำให้เกิดความใกล้ชิด และทำให้รู้สึกต้องการกันและกัน อย่างน้อย อากาศภายนอกก็หนาวเหน็บ จะทำอะไร นอกจาก นอนกอดกัน และการกอดกันก็เป็นเรื่องสำคัญไม่ใช่หรือ ข้อดีต่อมา การได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติจะสามารถลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลลงได้ ทำให้หัวใจเต้นช้าลง ความดันเลือดก็ลดลงด้วย  แต่เมื่อเราอยู่ในภาวะเครียด จะส่งผลร้ายต่อการมี เซ็กซ์ อย่างชัดเจน เพราะความเครียดจะไปลดความต้องการทางเพศลง เช่นเดียวกับ ตอนที่คุณรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองเท่าไร คุณก็จะไม่อยากมีเซ็กซ์มากเท่านั้น ถ้าคุณกับแฟนช่วงนี้มีปัญหาระหองระแหง หรือรู้สึกน้อยอกน้อยใจ แฟนไม่ค่อยทำการบ้านหรือเหงาๆ ช่วงนี้ ลองเอ่ยปากชวนเขาไปเที่ยวมั้ยล่ะคะ ธรรมชาติช่วยเราได้มากกว่าที่เราคิดนะ (ลองดูป่ะล้าาา) ที่มา elitedaily เรียบเรียงโดย Women Mthai Team  

ดื่มนม เยอะไป เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ..เฮ้ยจริงดิ่?
กินนม /  ดื่มนม / 

เป็นที่ทราบกันดีว่า นมเป็นแหล่งของสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด เช่น แคลเซียม วิตามินบี ๒ วิตามินดี อีกทั้งเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพดี จึงทำให้นมนั้นเป็นอาหารที่ถูกคัดเลือกให้บรรจุอยู่โภชนบัญญัติและธงโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุขแนะนำคนไทย ดื่มนม ให้เหมาะสมตามวัย โดยเด็กที่กำลังเจริญเติบโตและวัยรุ่น ปริมาณที่พอเหมาะคือ ดื่มวันละ ๒-๓ แก้ว ส่วนผู้ใหญ่ดื่มวันละ ๑-๒ แก้ว และควรเป็นนมพร่องมันเนย ข้อดีของนมและผลิตภัณฑ์นมนั้น นอกเหนือจากให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายแล้ว สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด ทำให้สะดวกต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะในสังคมเมืองทุกวันนี้ที่มีแต่ความเร่งรีบ อีกทั้งราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับอาหารประเภทอื่นในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้มีการกล่าวอ้างจากกลุ่มคนที่ต่อต้านการ ดื่มนม ว่านมเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ หลายชนิด เช่น โรคมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจและภูมิแพ้ โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น ซึ่งสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภค จนทำให้บางคนมีความคิดว่า จะเลิกดื่มนมกันไปเลย ดังนั้น เรามาตามล่าหาความจริงกันว่า “Is milk bad for you?” “นม” ไม่ดีต่อสุขภาพของคุณจริงหรือ นมกับโรคมะเร็ง มีการกล่าวอ้างว่านมทำให้เกิดมะเร็งในกลุ่มคนทางตะวันตก เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก เนื่องจากมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งทำการศึกษาพบว่าผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากมีความสัมพันธ์กับการดื่มนม อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่ากลุ่มผู้ป่วยมะเร็งมีการกินอาหารที่มีไขมันปริมาณ สูงรวมถึงผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์อื่นๆ ที่ติดมัน และตอนท้ายของรายงานนี้ยังสรุปอีกด้วยว่า ไม่ยืนยันว่านมทำให้เกิดมะเร็งต่อผู้บริโภคจำเป็นต้องศึกษาวิจัยเพิ่มเติมหลังจากนั้นมีงานวิจัยใหม่ออกมาหลายฉบับ ได้ข้อสรุปคือปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยัน ทั้งงานวิจัยทางด้านระบาดวิทยา และงานวิจัยในห้องปฏิบัติการ ว่านมเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่างๆ หากแต่ในทางตรงกันข้ามพบว่านมมีผลต่อการลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยสารอาหารที่เป็นพระเอกในการป้องกันคือ แคลเซียม นอกจากนี้ เคซีน (casein) เวย์โปรตีน (whey) และโบไวน์ แล็กโทเฟอร์ริน (bovine lactoferrin) ก็มีส่วนช่วยป้องกันมะเร็ง โดยโบไวน์ แล็กโทเฟอร์ริน มีฤทธิ์กระตุ้นเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน (Natural killer cell) ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น และสามารถกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเกิดการตายแบบ Apoptosis ในเซลล์มะเร็งเต้านม เซลล์มะเร็งลำไส้ และเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร โดยแล็กโทเฟอร์รินสามารถควบคุมการแสดงออกของยีนที่ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ มีรายงานวิจัยเพิ่มเติมจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่นว่าแล็กโทเฟอร์รินสามารถกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ Caspase-1 และ สาร interleukin-18 (IL-18) ส่งผลสำคัญในการยับยั้งการเกิดโรคมะเร็ง และแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ มีรายงานวิจัยพบว่าการใส่นมลงไปในชา สามารถช่วยเพิ่มฤทธิ์ยับยั้งการเกิดมะเร็งลำไส้และมะเร็งเต้านมในหนู นมกับโรคหัวใจและหลอดเลือด มีการกล่าวอ้างว่าการดื่มนมมีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และส่งผลทำให้เกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ ข้อเท็จจริงคือ ปัจจุบันยังไม่มีรายงานวิจัยทางระบาดวิทยาใดๆ ที่ยืนยันว่านมทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นจนผิดปกติและทำให้เกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ ในทางตรงกันข้ามกลับมีรายงานว่า นมและผลิตภัณฑ์นม ประเภทนมเปรี้ยวชนิดครีมและนมเปรี้ยวพร้อมดื่ม สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งส่งผลให้ลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบตันได้ นอกจากนี้ นมยังมีไขมันชนิดหนึ่งที่พบมากในเยื่อหุ้มเซลล์ ชื่อ Sphingomyelin รายงานว่าสารนี้สามารถช่วยเพิ่มระดับของคอเลสเตอรอลชนิดดีหรือเอชดีแอลคอเลสเตอรอล (HDL cholesterol) ได้แล้วช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลวหรือแอลดีแอลคอเลสเตอรอล (LDL cholesterol) ลงได้ ยังมีหลักฐานยืนยันอีกว่าหากให้อาสาสมัครที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ดื่มผงโกโก้ร่วมกับนม ทำให้ค่าลิพิดโพรไฟล์ของอาสาสมัครดีขึ้น โดยมีค่าเอชดีแอลที่สูงขึ้น และแอลดีแอลต่ำลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเครื่องดื่มผงโกโก้เพียงอย่างเดียว นอกจากสารดังกล่าวแล้ว สารอาหารพระเอกที่พบมากอย่างแคลเซียมจากผลิตภัณฑ์นม ยังส่งผลดีมากในเรื่องของการลดน้ำหนักและการลดปริมาณไขมันในร่างกายได้เช่นกัน ซึ่งจะต่างจากแคลเซียมที่อยู่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นมกับโรคภูมิแพ้ มีการกล่าวอ้างที่ว่านมเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ หอบหืด ลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล ท้องเสียเรื้อรัง ข้อเท็จจริงคือ นมเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพ้ แต่อาการแพ้นมเกิดจาก อาการแพ้น้ำตาลแล็กโทสที่อยู่ในนม เนื่องจากร้อยละ ๘๐ ของคนเอเชียขาดเอนไซม์แล็กเทสที่ย่อยน้ำตาลแล็กโทส เมื่อดื่มนมเข้าไป จุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้จะนำน้ำตาลแล็กโทสไปใช้ เกิดการสร้างกรดและแก๊ส ทำให้เกิดอาการปวดท้อง เสียดท้อง แน่นท้อง และท้องเสียหลังจากดื่มนม ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับโรคภูมิแพ้ เนื่องจากการเกิดโรคภูมิแพ้เกี่ยวข้องกับเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพ้นม คือ โปรตีนที่อยู่ในนม มักพบเด็กทารกเนื่องจากทารกมีน้ำย่อยที่ยังไม่สมบูรณ์ อาจทำให้โปรตีนโมเลกุลใหญ่ของนมถูกดูดซึมไปได้ ก่อให้เกิดอาการ แพ้โปรตีนของนม เช่น เป็นผื่นคัน ท้องเดิน อาเจียน หรือหอบ จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเด็กทารกควรดื่มนมแม่ดีที่สุด อาการแพ้โปรตีน จะเกิดขึ้นในเด็กทารกช่วง ๑-๒ ปีแรก เมื่อเด็กโตขึ้น ระบบน้ำย่อย จะเข้าสู่ภาวะสมบูรณ์ อาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อเข้าสู่วัยเรียนและไม่ค่อยพบในวัยผู้ใหญ่ ส่วนคำกล่าวอ้างที่ว่าการดื่มนมทำให้เกิดการสร้างเมือก (Mucus) มากขึ้นที่ลำไส้และทางเดินหายใจ ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันในคนปกติ สำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืด มีรายงานวิจัยกล่าวว่า ถ้าดื่มนมอาจจะทำให้เกิดการสร้างเมือกมากขึ้นได้ และมีรายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ขัดแย้งกันเป็นจำนวนมาก จนยังหาข้อสรุปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สภาโรคหอบหืดแห่งชาติของออสเตรเลียรายงานว่า ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันได้ว่าเมื่อผู้ป่วยโรคหอบหืดงดดื่มนมจะช่วยลดอาการหอบได้ อีกทั้งยืนยันว่านมไม่ได้ทำให้เกิดเมือกในระบบหายใจเพิ่มขึ้น สำหรับสาเหตุที่ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มเชื่อว่านมทำให้มีการผลิตเยื่อเมือกมากขึ้น National Dairy Council กล่าวว่าเกิดจากความรู้สึก (Sensory perceptions) ของผู้บริโภค คือเมื่อดื่มนมเข้าไปแล้วจะรู้สึกลื่น เหมือนมีอะไรมาเคลือบที่ลิ้น เพราะหลังจากดื่มนมเข้าไปแล้ว milk emulsion จะเข้าไปเคลือบลิ้นและภายในลำคอของเราชั่วคราวเท่านั้น เพียงแค่ดื่มน้ำเปล่าตามความรู้สึกนี้ก็จะหายไป ซึ่งพบว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับปริมาณการสร้างเยื่อเมือกในร่างกายแต่อย่างใด นอกจากโรคที่กล่าวมาแล้วยังมีการกล่าวอ้างที่ว่านมทำให้เกิดโรคอื่นๆ อีกเช่น โรคกระดูกพรุน สิวอักเสบ สมาธิสั้น กระตุ้นให้เด็กสาวเข้าสู่ภาวะวัยรุ่นเร็วขึ้น เนื่องจากได้รับฮอร์โมนที่อยู่ในนมวัวมากเกินไป ทั้งนี้เมื่อสืบหาข้อมูลจากงานวิจัยที่น่าเชือถือได้ ล้วนได้ข้อสรุปที่ว่าขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันคำกล่าวอ้างดังกล่าว ทั้งนี้ การเกิดโรคในคน อาหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็จริง แต่มีปัจจัยอื่นที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ได้แก่ พันธุกรรม เพศ อายุ สิ่งแวดล้อม รูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล ซึ่งการกล่าวหาว่านมเพียงอย่างเดียวเป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ผู้เขียนขอแนะนำว่า การดื่มนมปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายของคนไทย ตามที่ในธงโภชนาการระบุไว้ จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อร่างกาย และไม่ควรดื่มมากเกินไป ควรมีการกินอาหารให้หลากหลายด้วย และถ้าจะให้ดีนั้นขอแนะนำให้เลือกชนิดของนมที่ดื่มด้วย สำหรับผู้ที่ต้องควบคุมไขมันในร่างกายนั้นควรจะเลือกนมพร่องมันเนย (Low fat milk) หรือนมขาดมันเนย (Skim milk) ส่วนคนปกติหากดื่มปริมาณที่ไม่มากเกินไปและมีการออกกำลังกายที่เหมาะสม สามารถเลือกดื่มชนิดใดก็ได้ กรณีของคนที่เพิ่งจะเริ่มหันมา ดื่มนม ให้สบายท้องคือ ขอให้ดื่มทีละน้อยก่อน แล้วค่อยเพิ่มปริมาณ ควรดื่มนมหลังอาหาร ที่สำคัญคือไม่ควรดื่มนมขณะท้องว่าง แต่ให้ดื่มหลังอาหาร หรือพร้อมกับอาหาร เช่น อาจกินขนมปังตอนเช้า พร้อมกับนม ๑ กล่อง โดยแบ่งดื่มทีละครึ่งกล่องก็ได้ เมื่อทำอย่างนี้บ่อยๆ ร่างกายจะเริ่มปรับตัวได้ สามารถลดอาการไม่สบายท้อง แน่นท้อง และท้องเสียได้ ถ้าทดลองวิธีนี้ข้างต้นแล้วยังมีอาการไม่สบายท้องอยู่ อาจเปลี่ยนไปกินนมเปรี้ยวชนิดครีม หรือนมเปรี้ยวพร้อมดื่มแทนได้ เพราะเชื้อจุลินทรีย์ที่ใส่ลงไป ทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลแล็กโทส ที่อยู่ในนมแล้ว ผู้ที่ปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือแพ้นมจริงๆ สามารถเลือกผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ เช่น นมถั่วเหลือง ผักใบเขียว และปลาตัวเล็ก เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดแคลเซียม สุดท้ายนี้อยากฝากถึงผู้บริโภคว่า ปัจจุบันเป็นยุคของโลกออนไลน์ ข้อมูลทุกอย่างสามารถสืบค้นได้จากอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าเราอยากรู้เรื่องอะไรเพียงแค่พิมพ์แล้วกดปุ่ม Enter ก็จะมีข้อมูลทุกอย่างขึ้นมาให้เลือกอ่านได้อย่างสบายใจ แต่ข้อเสียของโลกออนไลน์ก็คือ ข้อมูลที่ได้มีทั้งจริงและไม่จริง อีกทั้งยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ปัญหาเกี่ยวกับการหลอกหลวงผู้บริโภคหรือนำเสนอข้อมูลให้ผู้บริโภคเข้าใจแบบผิดๆ ยังมีให้เห็นกันอยู่มาก ผู้บริโภคจึงต้องระวังและมีการไตร่ตรองข้อมูลที่รับมา โดยพิจารณาให้รอบคอบ ทั้งนี้อาจนำหลักคำสอนของพระพุทธองค์ ใน “กาลามสูตร” ที่ท่านสอนไม่ให้เชื่อสิ่งต่างๆ อย่างงมงาย ๑๐ ประการ ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ดีมากและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน ดังคำกล่าวที่ว่า ศรัทธาต้องมาคู่กับปัญญาเสมอ โดยผู้เขียนขอยกความดีให้กับ รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ ซึ่งเป็นอาจารย์ของผู้เขียนเอง ที่ท่านมีส่วนช่วยให้เข้าใจหลักธรรมข้อนี้มากขึ้น ดังนั้น หากผู้บริโภคจะเชื่อข้อมูลข่าวสารด้านอาหารและโภชนาการ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบที่ต้นตอของที่มาว่าน่าเชื่อถือได้เพียงไร หรือถ้าไม่แน่ใจก็ให้ถามไปที่นักโภชนาการ หรือนักวิชาการ ถ้าต้องการสืบค้นของมูลในเว็บไซต์ ขอแนะนำให้หาข้อมูลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือได้ เช่น - สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข - สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา - สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล - สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ - เว็บไซต์ของต่างประเทศ ได้แก่ U.S. Food and Drug Administration, Food and Nutrition Service และ National Dairy Council เอกสารอ้างอิง 1. รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล. ดื่มนมตอนท้องว่าง. หมอชาวบ้าน. เล่มที่ ๒๒๕ เดือน/ปี ๑๒/๒๕๔๐. 2. PARODI, P. W. 2012. Impact of cows’ milk estrogen on cancer risk. International Dairy Journal, 22, 3-14. 3. TSUDA, H., SEKINE, K., USHIDA, Y., KUHARA, T., TAKASUKA, N., IIGO, M., HAN, B. S. & MOORE, M. A. 2000. Milk and dairy products in cancer prevention: focus on bovine lactoferrin. Mutation Research/Reviews in Mutation Research, 462, 227-233. 4. WEISBURGER, J. H., RIVENSON, A., GARR, K. & ALIAGA, C. 1997. Tea, or tea and milk, inhibit mammary gland and colon carcinogenesis in rats. Cancer Letters, 114, 323-327. ที่มาเนื้อหาจาก http://www.doctor.or.th/article/detail/15548