ฮอร์โมน

ภัยเงียบ จาก กล่องโฟม กินสบายตายเร็ว
กล่องโฟม /  ภัยเงียบ / 

นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความรู้ว่า กล่อง โฟมที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไป (Styrofoam) เป็นของเสียเหลือทิ้งสีดำ ๆ จากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ประกอบด้วยสารสไตรีน (Styrene) มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิง อาหารตามสั่งที่บรรจุกล่องโฟม จึงเป็นแหล่งสะสมสารสไตรีน ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์ทำให้สมองมึนงง สมองเสื่อมง่ายหงุดหงิดง่าย มีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ และเป็นสารก่อมะเร็งอีก 3 ชนิด ถ้าเป็นผู้ชายรับประทานเข้าไปมาก ๆ มีโอกาสเสี่ยงเป็น โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ขณะที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็น มะเร็งเต้านม และทั้งสองเพศมีโอกาสสูงต่อการเป็น มะเร็งตับ แม้จะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำก็ตาม สำหรับสไตรีน ถือเป็นสารอันตรายที่สหรัฐฯ เพิ่งประกาศขึ้นบัญชีสารก่อมะเร็ง หญิงมีครรภ์ที่รับประทานอาหารบรรจุในกล่องโฟม ลูกมีโอกาสสมองเสื่อมเป็นเอ๋อ อวัยวะบางส่วนพิการ ส่วนคนทั่วไปถ้ารับประทานอาหารกล่องโฟมทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 มื้อ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า ทั้งนี้ ผู้บริโภคมีโอกาสได้รับสารสไตรีนในกล่องโฟมได้ง่ายถึง 5 ปัจจัยได้แก่ 1. อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นหรือเย็นลง ทำให้สไตรีนซึมเข้าสู่อาหารได้สูง 2. ถ้าปรุงอาหารโดยใส่น้ำมัน น้ำส้มสายชูแอลกอฮอล์ จะดูดสารสไตรีนจากกล่องโฟมได้มากกว่าปกติ 3. ถ้าซื้ออาหารใส่กล่องทิ้งไว้นาน ๆ ไม่ได้รับประทาน อาหารจะดูดสารสไตรีนได้มาก 4. ถ้านำอาหารที่บรรจุโฟมเข้าไมโครเวฟ สไตรีนจะไหลออกมาในปริมาณมาก 5. ถ้าอาหารสัมผัสพื้นที่ผิวกล่องโฟมมาก ๆ รวมถึงร้านไหนตัดถุงพลาสติกใสรองอาหาร ขอบอกว่าได้รับสารก่อมะเร็ง 2 เด้ง ทั้งสไตรีนและไดออกซินจากถุงพลาสติกเลยทีเดียว นพ.วีรฉัตร กล่าวเตือนด้วยว่า อาหาร ตามสั่งหรือข้าวราดแกงกับไข่ดาวหรือไข่เจียวร้อน ๆ อาจจะไปละลายผนังกล่องโฟม เสมือนรับประทานอาหารคลุกสไตรีนไปด้วย ถึงกระนั้น ไข่ดิบที่วางขายในแผงไข่พลาสติก สารสไตรีนมีโอกาสวิ่งเข้าในเปลือกไข่ได้เช่นกัน ถ้าเลือกไข่ดิบควรเลือกซื้อจากแผงไข่กระดาษจะปลอดภัยที่สุด

โรคกระดูกพรุน ภัยเงียบที่ค่อยๆเป็น แต่ไม่ค่อยรู้ตัว
กระดูกพรุน /  กระดูกหัก / 

องค์การอนามัยโรค (WHO) รายงานว่า โรคกระดูกพรุน เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่มีความสำคัญ ต่อประชากรผู้สูงอายุมากที่สุด โดยเพศหญิง จะมีโอกาสกระดูกหักจากโรคนี้มากถึง 30-40% แต่ในขณะ เดียวกันเพศชายจะมีโอกาสเพียงแค่ 13% เท่านั้น โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่มีลักษณะมวลกระดูกต่ำ นำไปสู่การสึกกร่อนโครงสร้างระดับจุลภาคของเนื้อเยื่อของกระดูก ที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกเปราะและหักง่ายจากอุบัติเหตุแค่เพียงเบาๆ โรคนี้พบมากที่สุดในผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 60-80 ปี และ 2 ใน 3 ที่มีอายุมากกว่า 80 ปี โดยภาวะกระดูกพรุนในระยะแรกมักจะไม่แสดงอาการใดๆออกมาให้เห็น แต่จะมีเพียงแค่ความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้ง่ายเท่านั้น ส่วนที่พบการหักได้บ่อย คือ แขน สะโพก ไหล่ กระดูกสันหลัง และข้อมือ การหักของกระดูกสันหลังอาจไม่มีอาการปวดในระยะแรก แต่อาจทำให้ความสูงลดลง และมีอาการปวดตามมา รวมถึงเกิดภาวะทุพพลภาพได้ ผลกระทบจากกระดูกสะโพกหัก ผู้ป่วยจะไม่สามารถเดินได้ ต้องนอนบนเตียงเป็นเวลานาน ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ รวมไปถึงผู้ป่วยจะต้องได้รับการดูแลในระยะยาวและมีแนวโน้มในการเสียชีวิต  โรคกระดูกพรุน เป็น ภัยมฤตยูเงียบ ที่มีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวินาทีจะมีการทำลายกระดูก ช่วงวัยหนุ่มสาวนั้นการสร้างกับการทำลายจะเท่าๆ กัน แต่เมื่ออายุมากขึ้นตัวทำลายก็จะมีมากกว่าตัวสร้าง ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน จะทำให้กระดูกสันหลังค่อมและหัก ร่างกายจะเตี้ยลง และเมื่อเกิดอุบัติเหตุกระดูกก็จะหักได้ง่าย ที่สำคัญคือจะมีอาการปวดหลังอย่างมาก ปัจจัยเสี่ยง ที่จะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนอย่างแรกเลย คือ เชื้อชาติ เราพบว่าคนผิวขาวเป็นมากกว่าคนในแถบเอเชีย แต่คนเอเชียจะพบได้มากกว่าคนผิวดำ ส่วนใหญ่คนผิวดำจะไม่ค่อยมีโรคกระดูกพรุนให้เห็น ส่วนเรื่องพันธุกรรมนั้นจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ตัวอย่าง เมื่อแม่เป็น ลูกเป็น แม่เคยกระดูกหัก ลูกก็จะกระดูกหัก ในเรื่องของอายุนั้นมีผลเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอนเมื่ออายุ 65 ปีจะก้าวเข้าสู่ภาวะกระดูกพรุน หรือผู้หญิงหลังจากหมดประจำเดือนไปแล้ว 5 ปี ผู้หญิงมักเป็นโรคกระดูกพรุน ได้มากกว่าผู้ชาย พบในคนผอมเป็นมากกว่าคนอ้วน เพราะว่าไขมันมีเอสโตเจนช่วยซ่อมแซมกระดูกพรุน เช่นเดียวกับ ผู้หญิงที่ตัดมดลูกรังไข่ เมื่อถูกตัดก็ไม่มีเอสโตรเจนหรือเป็นโรคต่อมไทรอยด์ เป็นโรคพุ่มพวง หรือพวกโรคไตเรื้อรัง นอกจากนี้ยาก็มีผลต่อโรคกระดูกพรุนได้เช่นกัน ยาสเตอรอยด์ (steroid) ทุกชนิด ยาขับปัสสาวะ ยากันชัก เป็นต้น วิธีการป้องกันโรคกระดูกพรุน คือ การเร่งสร้างและสะสมมวลกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่วัยเด็ก ให้คำแนะนำในการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ได้รับปริมาณที่เหมาะสมโดยเฉพาะ กลุ่มผักใบเขียว กินแคลเซียมและวิตามินดี เช่น นมเป็นสารอาหารที่ให้แคลเซียม เด็กๆควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว (500ซีซี) จนถึงวัยหนุ่มสาว เพื่อเพิ่มมวลกระดูกให้สะสมมาก ควรออกกำลังกายเพียงพอและสม่ำเสมอ หยุดสูบบุหรี่ ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และปรึกษาหาคำแนะนำเพิ่มเติมในการป้องกันจากแพทย์ ผู้ใหญ่ควรได้รับแคลเซียม วันละ 800 – 1,000 มก. หากเป็นหญิงวัยหมดประจำเดือนควรได้รับแคลเซียม วันละ 1,500 – 2,000 มก. และสำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรได้รับแคลเซียมวันละ 800 – 1,000 มก. นั่นหมายถึงวัยผู้ใหญ่กินนมประมาณ 500 มิลลิลิตรต่อวัน หากกลัวอ้วน อาจเปลี่ยนเป็นนมพร่องมันเนยหรือเนย แต่หากแพ้นมวัวสามารถใช้นมถั่วเหลืองแทนได้ โดยรับประทานในปริมาณที่มากขึ้นเพราะนมถั่วเหลืองมีแคลเซียมน้อยกว่านมวัว สำหรับกรณีที่ไม่สามารถรับประทานได้ ควรเลือกกินอาหารที่มีแคลเซียมมาก เช่น ปลาตัวเล็ก กุ้งแห้ง ผักใบเขียว นอกจากดื่มนมแล้ว แพทย์ยังแนะนำให้ออกกำลังกายเพื่อช่วยให้กระดูกแข็งแรงอีกทางเลือกหนึ่ง การออกกำลังกาย ถือเป็นปัจจัยในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก ยิ่งเราออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้สม่ำเสมอมากเท่าไหร่ กล้ามเนื้อจะเป็นตัวช่วยอย่างดีในการกระชับข้อต่อและกระดูกต่างๆ ให้แข็งแรง แพทย์ย้ำอีกว่า ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเน้นเรื่องออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่เหมาะสม อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที ทำให้ได้วันเว้นวัน หรือ อาทิตย์ละ 3 วัน โดยมีวันพักระหว่างช่วง 3 วันที่ออกกำลังกาย ผู้สูงอายุผู้ที่มีกระดูกบางหรือแม้กระทั่งผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนก็สามารถออกกำลังกายได้เช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ ควรรับวิตามินดี ให้พอเพียง เพราะวิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและนำแคลเซียมไปสร้างกระดูก ร่างกายควรได้รับแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น ประมาณ 10 – 15 นาที เพราะผิวหนังก็สามารถสร้างวิตามินดีจากแสงแดดได้เช่นกัน ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ได้แก่ การสูบบุหรี่และการดื่มสุรา งดซื้อยาทานเอง เช่น ยาลูกกลอนที่มีสเตอรอยด์ผสมอยู่ สำหรับขั้นตอนในการรักษาอาการโรคกระดูกพรุนในปัจจุบัน คือ การหยุดยั้งการสูญเสียมวลกระดูกและรักษาอาการกระดูกหัก วิธีที่ดีที่สุด คือ การรับประทานแคลเซียม 1,200 – 1,500 มก. ต่อวัน ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควรเสริมวิตามิน D ให้ร่างกายได้รับ 800 – 1,200 หน่วยสากลต่อวัน หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดิน วิ่ง หรือ ปั่นจักรยาน หลีกเลี่ยงการรับประทานยาที่ทำให้ง่วงนอน ควรอาศัยอยู่ในบ้านที่มีแสงสว่างเพียงพอเพื่อป้องกันเกิดอุบัติเหตุ เช่าการหกล้ม เป็นต้น แม้ว่าในปัจจุบันจะมียาหลายชนิดที่ใช้ในการรักษาโรคกระดูกพรุน ยารับประทานบางชนิดเป็นยาเสริมสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน เมื่อใช้แล้วจะมีภาวะเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมและมะเร็งเยื่อบุมดลูกมากขึ้น หรือยาบางชนิดถูกสังเคราะห์ขึ้นมาลดการทำลายมวลกระดูก ได้แก่ Antirespontive drugs เช่น Bisphosphonate (oral and injection), Strontium Ranelate และ Denusumab โดยมีคุณสมบัติสามารถลดการสูญเสียมวลกระดูกและลดอุบัติการณ์ของกระดูกเปราะหักได้ ยาอีกประเภทหนึ่งซึ่งเพิ่มมวลกระดูก คือ ยา Anabolic Hormone ได้แก่ PTH ซึ่งต้องบริหารด้วยการฉีดทุกวัน อย่างไรก็ดียาเหล่านี้ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ที่มาเนื้อหาจาก นายแพทย์วรัท ทรรศนะวิภาส แพทย์ด้านโรคข้อและกระดูก โรงพยาบาลพระรามเก้า

อีกมุมของ ปันปัน เป็นครูอาสา! สอนหนังสือให้สามเณร
ข่าว ปันปัน สุทัตตา /  ปันปัน สอนหนังสือ / 

มาดูอีกมุมหนึ่งของนักแสดงสาววัยฮอร์โมน ปันปัน สุทัตตา กันบ้าง อะไรบ้าง... หลังเจ้าตัวใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ด้วยการอาสาไปสอนหนังสือวิชาภาษาอังกฤษให้กับสามเณร ที่ วัดธรรมมงคลเถาบุญญนนท์วิหาร สุขุมวิท 101 ซึ่งก็ถือเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ และกำลังเป็นที่ชื่นชมกันอยู่ในโซเชียล งานนี้ขอปรบมือดังๆ ให้กับสาวปันปัน มีเรื่องราวดีๆ แบบนี้ก็ต้องสนันสนุนกันจ่ะขอบคุณภาพจากอินสตาแกรม @punpun_sutatta ปันปัน สอนหนังสือสามเณร ปันปัน สอนหนังสือสามเณร ปันปัน สุทัตตา ปันปัน สุทัตตา ปันปัน สุทัตตา

โรคหัวใจ ไม่น่ากลัว แค่เปลี่ยนพฤติกรรม ก็ลดความเสี่ยงได้
ความเสี่ยงโรค /  ป้องกันโรคหัวใจ / 

ในปัจจุบันมนุษย์เราทุกคนทราบกันดีว่ามีโรคชนิดต่างๆ เกิดขึ้นหลายโรค และสาเหตุส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นผลมาจากพฤติกรรมการหรือการกระทำของตัวเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตในสังคม การทำงานหนักจนเกิดความเครียด การเลือกที่จะรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารเร่งด่วน อาหารไม่ครบทุกหมวดหมู่ อาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเพื่อชดเชยกับความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนัก สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีผลที่จะก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะในกลุ่มของโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ เช่น เบาหวาน โรคอ้วน โรคไขมันสูง ความดันโลหิตสูง เป็นต้น โรคหัวใจ เป็นโรคที่มีความหมายกว้างมาก และอาการเจ็บป่วยของโรคหัวใจนั้น ก็จะอาจจะเกิดจากการเจ็บป่วยของโรคอื่นก็เป็นได้ ซึ่งโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น หมายถึงกลุ่มโรคที่มีผลต่อระบบหัวใจ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคกล้ามเนื้อหัวใจ หัวใจล้มเหลว โรคหัวใจอักเสบ โคนลิ้นหัวใจรั่ว โรคหัวใจรูมาติก เป็นต้น โรคหัวใจ เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่พบมากและเป็นอันตรายที่สุดคือ อาการหลอดเลือดหัวใจตีบ ที่นำไปสู่อาการหัวใจวาย (Heart Attack) ซึ่งแต่เดิมการแพทย์เชื่อว่า เกิดจากการสะสมของไขมันผนังหลอดเลือดจนเกิดการอุดตัน แต่ในปัจจุบัน (Heart Attack) ที่พบบ่อยมักเกิดจากผนังหลอดเลือดด้านในแตกจนเกิดการสะสมของลิ่มเลือดและนำไปสู่การอุดตันของเส้นเลือดแบบเฉียบพลัน ซึ่งการแตกของผนังหลอดเลือดด้านในนี้ เกิดจากภาวะ การอักเสบ (Inflammation) ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งจากอารมณ์แปรปรวน อาหาร อนุมูลอิสระ ตลอดจนถึง ภาวะความร้อนภายในร่างกาย การทำงานของฮอร์โมน การทำงานของประสาทอัตโนมัติ การวินิจฉัยว่าเป็น โรคหัวใจหรือไม่นั้นควรเป็นหน้าที่ของแพทย์ แต่ตัวเราเองก็สามารถสังเกตอาการบางอย่างเพื่อสันนิษฐานเบื้องต้นได้เช่นกัน คือ เป็นโรคอ้วน เครียดมากจนเกินไป มีอาการใจร้อน อารมณ์ร้อน รวมถึงภาวะอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันสูง ไขมันสูง สูบบุหรี่ เป็นต้น ส่วนระยะเวลาของการแสงอาการนั้น จะแสดงออกในระหว่างการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น วิ่ง เดินขึ้นบันได หรือเมื่อโกรธ จะรู้สึกเจ็บบริเวณหน้าอก อาการเจ็บหน้าอกของโรคหัวใจขาดเลือด จะแตกต่างจากการเจ็บแบบอื่น โดยจะเจ็บแน่นๆ บริเวณหน้าอกด้านซ้ายหรือสองด้าน บางรายจะเจ็บร้าวไปที่แขนซ้าย หรือมีอาการปวดไปถึงกรามคล้ายเจ็บฟัน แม้จะหยุดออกกำลังกายแล้วก็จะยังเจ็บอยู่ นอกจากนี้ยังมีอาการหอบ เหนื่อยง่ายผิดปกติ ใจสั่น ขาบวม อาจจะเป็นลม หรือมีอาการวูบร่วมด้วย การดูแลป้องกัน ไม่ให้เป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด นั้นป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น อาหาร อารมณ์ การออกกำลังกาย เป็นต้น ความจริงการรับประทานเป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นกลไกตามธรรมชาติ เป็นพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์ ถ้าทุกคนดูแลรักษาตนอย่างดี ควบคุมอารมณ์ไม่ให้เครียดจนเกินไป ทานอาหารแต่พอควร เลือกอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอและพอดี โอกาสที่จะเกิดโรคหัวใจและโรคกลุ่มนี้ก็จะน้อยลง วิธีนี้เป็นการป้องกันตนเองก่อนที่จะเกิดโรค แต่ถ้าหากเกิดโรคขึ้นมาแล้วการรับประทานยาเป็นประจำ การผ่าตัด การทำบอลลูนขยายเส้นเลือดที่ตีบ นั้นเป็นแค่การรักษาตามอาการเท่านั้นไม่ได้ทำให้หายขาดจากโรคนี้ได้เลย การแก้ไขดังกล่าวเป็นการแก้ไขแค่เพียงส่วนเล็กน้อยตรงบริเวณที่เส้นเลือดผิดปกติที่ยาวเพียงไม่กี่มิลลิเมตรเท่านั้นไม่ได้แก้ไขส่วนอื่นของเส้นเลือดที่ยาวมากมายที่มีอยู่ทั่วตัวเรา ถ้ามนุษย์เรายังคงดำเนินหรือมีพฤติกรรมการการดำรงชีวิตเหมือนเดิมก็อาจจะเสี่ยงต่อการเกิดโรค เมื่อเกิดภาวะบ่งชี้ของการเกิดโรค เช่น เจ็บหน้าอก หอบ เหนื่อยง่าย เหงื่อออกมาก ใจสั่น ขาบวม ให้สันนิษฐานว่า อาจจะเป็นโรคหัวใจ และพาคนป่วยพบแพทย์ทันที ยิ่งถึงมือแพทย์เร็วเท่าไร โอกาสที่แพทย์จะแก้ไขเส้นเลือดอุดตันให้เลือดไหลเวียนก็จะทำให้ได้อย่างเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่ก่อนเราเชื่อว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจทำอะไรไม่ได้อีก แต่ปัจจุบันความเชื่อนั้นเปลี่ยนไป คนผ่าตัดหัวใจแล้ว ยังสามารถทำงานได้ตามปกติ สามารถออกกำลังกายได้ไม่แพ้คนปกติ บางคนแข็งแรงสามารถเล่นกีฬาได้เหมือนนักกีฬาอาชีพ แต่การในการฟื้นฟูร่างกายนั้น คนไข้ควรจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ด้วยโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจ ซึ่งจะทำให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิตให้ถูกต้องทานยาอย่างประจำสม่ำเสมอ การควบคุมน้ำหนัก รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ ทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็นกิจวัตรประจำวัน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ผู้ป่วยนั้นต้องกระทำต่อเนื่องและตลอดไป หลังจากการเกิดโรคและได้รับการรักษาแก้ไขเพื่อป้องกันการเกิดโรคซ้ำขึ้นอีก ขบวนการนี้โดยรวมคือการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจโดยเริ่มจากการชะลอความเสื่อม การดูแลก่อนการเกิดโรคหรือการป้องกันการเกิดโรค การดูแลขณะเป็นโรคพร้อมช่วยแก้ไขสมรรถภาพร่างกายที่ผิดปกติขณะเป็นโรคให้กลับสู่สภาพเดิม การดำรงพฤติกรรมการดำรงชีวิตที่ดีต่อเนื่องเป็นประจำหลังการรักษาหายจากโรค เพื่อป้องกันการกลับมาของโรคเดิม ดังนั้นทุกคนต้องเริ่มดูแลสุขภาพฟื้นฟูร่างกายชะลอความเสื่อมของหัวใจป้องกันการเกิดโรคหัวใจและกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (คงสภาพความหนุ่มสาว) กันตั้งแต่วันนี้ ที่มาบทความสุขภาพจาก โรงพยาบาลพระรามเก้า

จะเลือกกินอาหารอย่างไรดี เมื่อรู้ว่าตัวเอง โคเลสเตอรอลสูง
หลอดเลือดสมองตีบ /  หัวใจขาดเลือด / 

ภัยเงียบ ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจขาดเลือด หลอดเลือดสมองตีบ มาทำความรู้จักกับโคเลสเตอรอล (Cholesterol) กันดีกว่า โคเลสเตอรอล เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่พบในเลือด แม้ไม่สามารถให้พลังงานแก่ร่างกายได้ แต่ก็มีประโยชน์ในการสร้างกรดน้ำดีซึ่งช่วยในการย่อยอาหาร สร้างฮอร์โมนบางชนิด และวิตามินดี รวมทั้งเป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ ซึ่งโคเลสเตอรอลในร่างกายจะได้จาก 2 แหล่ง คือ สร้างขึ้นมาเอง และได้รับจากอาหาร ซึ่งปริมาณโคเลสเตอรอลในอาหารจะมากน้อยแล้วแต่ชนิดของอาหาร ดังตัวอย่างในตารางนี้ ปริมาณโคเลสเตอรอล (มิลลิกรัม/100กรัมของอาหาร) ระดับโคเลสเตอรอลที่เหมาะสม ค่าโคเลสเตอรอลรวมที่ได้จากการตรวจเลือด ควรมีค่าน้อยกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร สำหรับโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-cholesterol) ควรมีค่าต่ำกว่า 100-130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร โดยขึ้นกับ ความเสี่ยง สำหรับโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-cholesterol) ในผู้หญิงควรมีค่าสูงกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในผู้ชายควรมีค่าสูงกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ทำไมโคเลสเตอรอลสูงนะ เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง และการรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมากเกินไป เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม และถ่ายทอดในครอบครัว เกิดจากโรคบางอย่าง เช่น เบาหวาน โรคอ้วน ไตวาย หรือภาวะบางอย่าง หรือยาบางชนิด กินได้เท่าไร ? คนปกติไม่ควรได้รับโคเลสเตอรอลจากอาหารเกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ถ้ามีโคเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol) ในเลือดสูงเกิน 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร แล้ว ปริมาณโคเลสเตอรอลจากอาหารก็ต้องลดลงให้น้อยที่สุด (ควรน้อยกว่า 200 มิลลิกรัม/วัน)โดยไม่ต้องกลัวขาดโคเลสเตอรอลเพราะร่างกายสร้างได้เองประมาณ 2 ใน 3 ของที่ต้องใช้ในแต่ละวัน ปฏิบัติตัวอย่างไร ? เลือกรับประทานอาหารที่มีปริมาณโคเลสเตอรอลไม่เกิน 300 มิลลิกรัม/วัน หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น ไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ เนื้อสัตว์ติดมัน กะทิ เนย ครีม เลือกรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเลอิก(โอเมก้า 9) เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยให้มากขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวซ้อมมือ ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ที่มาบทความสุขภาพจาก โรงพยาบาลรามคำแหง

เป็น โรคหัวใจ ไม่ต้องกลัว
ตายคาอก /  มีเซ็กซ์ / 

ใกล้เทศกาลแห่งความรักเข้ามาทุกที หลายๆ ท่านคงมีการเตรียมของขวัญ หรือหาวิธีแสดงความรักให้กับหวานใจของคุณในหลายรูปแบบ “การมีเซ็กซ์” ก็นับเป็นการแสดงความรักในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่หลาย ๆ ครั้งที่เราเคยได้ยินข่าวการเสียชีวิตในขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือที่ได้ยินคำว่า “ตายคาอก” ด้วยหลาย ๆ สาเหตุ และหนึ่งในนั้นบางคนเชื่อว่า เกิดจาก โรคหัวใจ และหลอดเลือด เป็นสาเหตุสำคัญ โดยหลายคนอาจเคยสงสัยว่าแล้วผู้ที่เป็นโรคหัวใจจะยังสามารถมีกิจกรรมบนเตียงได้หรือไม่ วันนี้มีคำตอบมาฝาก นพ.ระพินทร์ กุกเรยา หัวหน้าอายุรแพทย์หัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ไขข้อข้องใจในสิ่งที่ได้ยินกันมานาน เรื่องที่ผู้ป่วยโรคหัวใจไม่สามารถมีเซ็กซ์ได้นั้น กล่าวว่า ‘ตราบใดที่ คุณยังสามารถเดินขึ้นสะพานลอย 3 ชั้นได้อย่างสบาย ไม่เหนื่อยหอบ คุณก็สามารถมีปฏิบัติภารกิจรักของคุณได้เช่นกัน’ จริงอยู่ที่เมื่อเวลามีเพศสัมพันธ์นั้น อัตราการเต้นของหัวใจจะเต้นถี่และแรงมากถึง 120 ครั้ง/นาที แค่เพียง 1 นาที เท่านั้น ในตอนใกล้จะเสร็จกิจ ก็สามารถทำได้โดยปลอดภัย ปฏิบัติตัวให้ถูกวิธีและระมัดระวัง หากไม่มั่นใจปรึกษาแพทย์ถึงระดับการออกกำลังกายของคุณ เพื่อป้องกันอาการผิดปกติที่อาจก่อให้เกิดอันตราย สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังมีอาการ เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ที่สามารถสังเกตได้ง่ายๆ เช่น, ใจสั่น, หายใจเร็วหรือหายใจลำบาก จนเหนื่อยหอบ, มีอาการเจ็บแน่นกลางอกรุนแรง, อ่อนเพลียมาก, เวียนหัวจะเป็นลม และเหงื่อออกมาก อย่างไรก็ตาม หากเกิดอาการผิดปกติขณะร่วมเพศขึ้นมา คุณหมอแนะนำว่าผู้ป่วยควรนอนพักอยู่กับเตียงนิ่ง ๆ อย่าเพิ่งรีบลุกเดิน หากจำเป็นต้องเคลื่อนไหวให้ทำอย่างช้า ๆ และขอความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เป็นโรคหัวใจควรหลีกเลี่ยงการใช้สารกระตุ้นทุกชนิด รวมถึงยาบางประเภท เช่น ไวอากร้า, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, หลีกเลี่ยงท่วงท่าร่วมเพศที่พิสดาร และหากเป็นผู้ป่วยที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดหัวใจ ควรขอปรึกษาแพทย์ถึงระดับการออกกำลังอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ปลอดภัยทั้งกายและสุขภาพหัวใจ เพิ่มเติมความฟิตให้ร่างกาย เคล็ดลับมาแบ่งปัน เพิ่มกำลังใจ ด้วย 4 วิธีใส่ใจเพื่อบำรุงหัวใจให้กระชุมกระชวยทำได้ง่ายๆ ดังนี้ 1. ใส่ใจการกิน: เลือกและลดอาหารที่มีปริมาณโซเดียมมาก หรือกล่าวง่ายๆ คือ ลดเกลือในอาหาร “ให้ลดการรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม ลดการเติมเกลือในอาหารจานโปรด” ร่างกายจะต่อต้านโซเดียมหรือความเค็ม ด้วยการดูดซึมน้ำเข้ากระแสเลือดมากขึ้น เมื่อปริมาณเลือดในร่างกายเพิ่มขึ้น หัวใจก็ต้องทำงานหนักไปด้วย 2.ใส่ใจร่างกาย: ขณะออกกำลังกาย กล้ามเนื้อหัวใจจะทำงานหนักกว่ากล้ามเนื้อแขนขาถึง 2 เท่า การออกกำลังกายแบบเบา ๆ เช่น การเดิน หรือขี่จักรยาน ก็ถือว่าเหมาะสมและสามารถทำได้ 3. ใส่ใจการนอน: พักผ่อนให้เพียงพอ ปัจจุบันพบว่ามีหนุ่มสาวในช่วงอายุ 24-32 ปี เกือบ 20% เป็นโรคความดันโลหิตสูง แม้อาการกำเริบไม่บ่อย แต่ก็มีโอกาสทำให้หัวใจล้มเหลวได้ทุกเมื่อ ดังนั้น ควรแบ่งเวลานอนให้ได้ 6-8 ชั่วโมง เพราะการอดนอนบ่อยๆ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อหัวใจ 4. ใส่ใจจิตใจ: ทำจิตใจให้สงบ ช่วยลดความเครียดได้ เพราะหากเครียดบ่อยๆ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมามาก หัวใจจะเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูงขึ้น ฮอร์โมนตัวนี้จะเป็นศัตรูตัวฉกาจของหลอดเลือดแดง ทำให้เลือดจึงลำเลียงสารอาหารไปยังอวัยวะในร่างกายยากขึ้น ฝึกนั่งสมาธิทุกวัน หรือเล่นโยคะทุกสัปดาห์เป็นเวลา 3 เดือน จะช่วยให้ฮอร์โมนความเครียดลดลงและช่วยการไหลเวียนโลหิตได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่ผู้ป่วยโรคหัวใจ คู่รักของผู้ป่วยโรคหัวใจก็สามารถร่วมดูแล พูดคุยตลอดจนช่วยสังเกตอาการให้แก่กันและกันอีกด้วย เพียงแค่ระมัดระวังในการใช้กำลัง และรู้วิธีดูแลตนเอง ก็สามารถปฏิบัติภารกิจรักของคุณและคนรักได้อย่างเป็นปกติและมีความสุข เป็นการช่วยเติมความรักให้แก่กันในวันแห่งความรักได้แล้วครับ คุณหมอกล่าวทิ้งท้าย

ซอกแซกเป้ใบโปรด!! สกาย วงศ์รวี ฮอตขนาดนี้ มีความลับอ๊ะเปล่า??
เปิดกระเป๋า /  กระเป๋าดารา / 

เข้มข้นถึงใจเด็ดกระชากไส้เหล่าเก้งกวางมากๆ สำหรับบทบาทของหนุ่มหน้าใส สกาย วงศ์รวี ในซีรีส์ I Hate You, I Love You ที่เวลานี้ยังค้างเติ่งรอวันกลับมาแซบกันอีกครั้ง ต้องเรียกว่าฮอตต่อเนื่องสำหรับหนุ่มน้อยมาแรงอย่างสกาย เพราะหลังจากสร้างเรทติ้งในซีรีส์ ฮอร์โมน ซีซั่น 3 จนฮอตกระฉูดแล้ว บทผู้ชายขายตัวในซีรีส์เรื่องล่าสุดยังเด็ดโดนใจคนดูอีกต่างหาก วันก่อนมีโอกาสเจอะเจอเจ้าตัวเลยอดไม่ได้ที่จะตรงไปทักทายถามไถ่ถึงความฮอตนี้ และเมื่อเห็นพ่อเจ้าประคุณมาพร้อมกระเป๋าเป้ใบโต๊...โต จึงไม่วายขอซอกแซกล้วงความลับกันสักหน่อย เอ้า!! เป็นหนุ่มฮอตเฟร่อขนาดนี้ พกอะไรไว้ข้างในบ้างหน๊อออ บอกที่มาที่ไปของกระเป๋าใบนี้หน่อย? "เป็นกระเป๋าที่ได้มาจากการทำงานครับ ถูกใจมากเพราะว่ามันเป็นเป้ที่ค่อนข้างทะมัดทะแมง ส่วนใหญ่ผมจะมีแต่เป้ใบใหญ่ๆ กับเป้ใบเล็กๆ แต่สำหรับใบนี้มันเป็นเป้ขนาดกลางๆ กำลังพอดีเลย"ปกติเป็นคนพกกระเป๋าตลอดหรือเปล่า? "ก็ไม่ค่อยนะครับ แล้วแต่วันมากกว่า ถ้าบางวันอยากสะดวกอยากชิล ไม่อยากพกอะไรเยอะให้มันน่ารำคาญ ก็ไม่เอาไปครับ ตัวเปล่าๆ ก็ชิลดี แต่ส่วนใหญ่จะใช้ตลอดนะ เพราะผมไปเรียนมันต้องมีของโน่นนี่นั่นเยอะอยู่แล้ว"เป็นคนที่ชอบใช้กระเป๋าแนวไหน? "ส่วนใหญ่จะเป็นกระเป๋าผ้ากับกระเป๋าเป้ครับ ใช้แล้วมันรู้สึกโอเคเพราะใส่ของได้เยอะ ถุงผ้านี่ก็ประหยัดช่วยลดโลกร้อนด้วย"ติดแบรนด์ไหม? "ไม่นะครับ เห็นอะไรที่ชอบที่ถูกใจก็ใช้ได้หมด"มีกระเป๋าใบโปรดหรือเปล่า? "ใบโปรดหรอ...คงเป็นกระเป๋าโรงเรียนสมัยเรียนมัธยมมั้งครับ (ยิ้ม) เพราะใช้บ่อยสุด มันเก็บของได้เยอะ สารพัดประโยชน์มากๆ มีช่องเล็กช่องน้อยเต็มไปหมด"อะไรในกระเป๋าที่ขาดไม่ได้? "คงเป็นโทรศัพท์ พาวเวอร์แบงค์ อะไรพวกนี้แหละครับ อ่อ!! ยาหม่องด้วย สำคัญมากเลย เวลาไปไหนบางครั้งเจอกลิ่นที่มันไม่พึงประสงค์ผมมักจะหายใจไม่ค่อยออก ปวดหัว เคยมีครั้งหนึ่งทนไม่ไหว เหมือนเขาขุดคลองหรืออะไรสักอย่าง ถ้าไม่ได้ยาหม่องช่วยไว้คงไม่ไหว ผมเลือกยาหมองเพราะกลิ่นมันหอมมากกว่ายาดมครับ มันเป็นไทยๆ หอมดี"มีความเชื่อเกี่ยวกับกระเป๋าบ้างไหม? "เรื่องกระเป๋าไม่ค่อยมีนะครับ แต่ถ้าเป็นของในกระเป๋าอาจจะมีบ้าง อย่างเช่นกล่องดินสอ ถ้าเอากล่องสีนี้เข้าห้องสอบ จะสอบได้ดี (หัวเราะ) อะไรแบบนี้มากกว่าครับ"เปลี่ยนกระเป๋าบ่อยแค่ไหน? "อืมมม...ส่วนใหญ่ผมจะใช้สลับกันครับ อย่างวันนี้อยากใช้ใบนี้ก็เอาใบนี้มา อีกวันอยากใช้อีกแบบก็เอาอีกแบบไปใช้ครับ"เลือกซื้อกระเป๋าเองหรือเปล่า? "ส่วนใหญ่คุณแม่จะช่วยดูให้ครับ บางทีเขาซื้อมาแล้วมันไม่ถูกใจก็ใช้ๆ ไปเถอะ (หัวเราะ) ไม่ซีเรียสเลย เพราะส่วนใหญ่ที่ซื้อมาให้มันก็เป็นสีเบสิกใช้ได้กับทุกโอกาส เข้าได้กับเสื้อผ้าทุกแนวอยู่แล้วครับ"คิดว่ากระเป๋ากับผู้ชายมีความสำคัญต่อกันมากน้อยแค่ไหน? "ไม่ว่าจะหญิงหรือชายผมว่ากระเป๋าก็จำเป็นนะครับ อย่างน้อยๆ มันช่วยให้เรามีที่เก็บของ มีอะไรก็ยัดใส่กระเป๋าไว้ก่อน ผู้หญิงอาจจะจำเป็นมากหน่อยเพราะมีของจุกจิกเยอะ แต่ผู้ชายก็พกได้ไม่แปลกครับ ผู้ชายมีกระเป๋าเป้ใบเท่ๆ เยอะแยะไป (ยิ้ม)" สกาย วงศ์รวี สกาย วงศ์รวี สกาย วงศ์รวี สกาย วงศ์รวี ขอบคุณสถานที่ : ร้านอาหารสวนบัว โรงแรมเซนทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว

ความคืบหน้าเป็นศูนย์ แอน ยังไร้ฤกษ์แต่ง เอ ปีนี้ไม่พร้อม-ปีหน้าไม่ชัวร์!!
แอน ทองประสม /  เอ ทินพันธ์ / 

หลังควงกันออกมาประกาศข่าวดีในงานเปิดตัวแอนเพลสเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วว่า มีแพลนเข้าประตูวิวาห์ปลายปี 2560 ก็ทำเอาแฟนๆ หลายคนร่วมแสดงความยินดีกันยกใหญ่รอคอยชมงานแต่งสุดอลังของเจ้าหญิงวงการบันเทิง แอน ทองประสม กับแฟนหนุ่มที่คบหาดูใจกันมานานถึง 15 ปีอย่าง เอ ทินพันธ์ ล่าสุดมีโอกาสเจอ สาวแอน มาร่วมงาน "สยามพารากอน ลักส์ชัวรี่ พร็อพเพอร์ตี้ โชว์เคส 2017" จึงได้สอบถามถึงงานแต่งงาน ซึ่ง สาวแอน เผยว่าความคืบหน้าตอนนี้ยังเป็น 0% ยังไม่ได้เริ่มหาฤกษ์หรือเตรียมการใดๆ และปีนี้ยังไม่พร้อมแน่นอน เพราะทั้งคู่มีภาระงานที่ต้องจัดการอีกเยอะ ซึ่งแพลนไว้ว่าจะเป็นปี 2561 แต่ก็ยังไม่ระบุว่าเป็นช่วงเวลาไหน และไม่ซีเรียสหากงานแต่งต้องเลื่อนออกไปอีก "อัปเดตเรื่องแต่งงานยังเลยค่ะ โดนหลอกแล้ววันนั้น (หัวเราะ) ยังค่ะยัง หมายถึงปีนี้จะเป็นปีที่ยุ่งมาก ทีวีดิจิตอลเปลี่ยนค่อนข้างเยอะ เราต้องปรับตัวตลอดเวลาก็เลยอาจจะยังไม่มีเวลาโฟกัสเรื่องส่วนตัว อาจจะขอพ้นปีนี้ไปอีกนิดนึง ที่พี่เอบอกไว้ก็ไม่ใช่ปีนี้อยู่แล้ว อาจจะเป็นปีหน้า ซึ่งต้นปี กลางปี หรือปลายปีก็ยังไม่รู้ ถ้าไม่มีอะไรพัวพันไปถึงปีหน้าค่อยว่ากัน ยังไม่ได้สรุปแบบปักธง แค่ประมาณว่าเป็นช่วงนั้น พี่เอเองเค้ายุ่งกว่าแอนอีกค่ะ ไม่ได้เจอกันเลย สวนกันตลอด ก็เข้าใจว่าปีนี้เรายังไม่ควรทำอะไรโฉงฉาง แอนว่ารอให้ผ่านปีนี้ไปก่อนค่ะ ปีนี้ยังค่ะ ก็อยากให้เป็นปีหน้า แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะมีอะไรติดหรือเปล่า คือแอนเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบพูดไว้ก่อน พอพูดแล้วมันจะไม่ได้ รอแบบไม่คิดอะไรเลย อยู่ๆ มันก็พร้อมขึ้นมาอย่างนั้นก็ได้" "ถ้าเลื่อนไปอีกก็ไม่เป็นไร เพราะเราก็เรื่อยๆ สบายๆ ไม่ได้เร่งอะไรค่ะ คบกันปีนี้ปีที่ 15 แล้วค่ะ จริงๆ การแต่งงานมันก็เป็นเรื่องที่สำคัญแหละ เราแก่ไปก็ต้องมีเพื่อน มีคู่ของเรา ช่วยกันพยุง ช่วยกันดูแล ไม่ใช่ว่าเราต้องการความรักอย่างเดียว แต่เราต้องการเพื่อนไปด้วยกันมันก็ควรต้องมีแหละ เราอยู่คนเดียวก็คงจะเหงาค่ะ ส่วนตัวแอนพร้อมไม่มีปัญหา มันแค่ยุ่งเรื่องงานอย่างเดียว ถามว่าเรื่องวัยวุฒิความต้องการเราพร้อมอยู่แล้ว ไม่ได้อุบฤกษ์ถือเคล็ดอะไรเลยค่ะ ถ้ามีก็บอก แต่ว่ามันยังไม่มี อย่างที่บอกว่าปีนี้ตัดไปเลย ปีนี้ยังไม่ควร ปีหน้าก็ยังไม่ฟันธงว่าช่วงเวลาไหน ยังไม่ได้ดูฤกษ์ ดูสถานที่ ยังไม่ได้คิดธีมคิดอะไรเลย ไม่มีความคืบหน้าเลย เป็นศูนย์เลยค่ะ" "ที่เคยบอกว่าอยากฝากไข่ก็ยังคิดๆ อยู่ แต่ช่วงนี้พอออกกำลังกายแล้วกลัวอ้วน กลัวฉีดฮอร์โมนแล้วตัวบวม ก็ยังหวงรูปร่าง ห่วงสวย ยังไม่ได้ไปปรึกษาคุณหมอเลยค่ะ ก็ดูแลร่างกายปกติไปก่อนค่ะ เรื่องการมีน้องไม่ซีเรียสเลยค่ะ สบายๆ แอนเป็นคนเชื่อว่า อะไรมันจะเป็นของเรา มันก็เป็นของเรา เรามีมันก็ดี ถ้าไม่มีชีวิตมันก็เป็นอีกแบบนึง ยังไงก็ได้ แพลนฝากไข่ตอนนี้ยัง แค่ศึกษาเบาๆ ไม่ได้หนักหน่วงอะไร บางทีแอนนั่งเฉยๆ ข้อมูลฝากไข่ก็ผ่านหูเพราะเพื่อนรอบตัวเราทำกันหมดเลย บางคนเก็บไว้ก่อนแล้วถ้าพร้อมค่อยว่ากัน มันเป็นเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ไปแล้วที่ต้องใช้วิธีนี้ เราก็ได้ความรู้ไปด้วย แต่แอนยังค่ะ เพราะยังยุ่งอยู่ แอนว่ามันต้องเตรียมพร้อม ต้องกินฮอร์โมน ต้องหลายอย่าง เราต้องเบากว่านี้ ตอนนี้แอนออกกองลิขิตรักเหมือนออกไปรบทุกวัน มันไม่มีเวลามานั่งประคบประหงมตัวเองหรอก" "อย่างที่บอกว่าปีที่แล้วแอนทำงานอย่างบ้าคลั่งแล้วแอนป่วยหนัก แอนก็ไปเที่ยวที่เวียนนา เสียเงินมานอนอยู่ในห้องกินยาเพื่อให้ตัวเองหายไข้ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ พอกลับกรุงเทพก็มารักษาไข้หวัดใหญ่ จากนั้นแอนเริ่มออกกำลังกายแล้วชีวิตดีขึ้นเลยก็เลยทำมาตลอด เป็นไข้หวัดใหญ่มันแรง มันทรมาน มันเหนื่อยมาก เราก็เลยรู้สึกว่าเวลาเราไม่แข็งแรงเวลาไปไหนก็ไปรับเชื้ออะไรมาก็ไม่รู้ก็เลยปรับใหม่ การออกกำลังกายช่วยได้มาก" แอน กล่าว แอน ทองประสม แอน ทองประสม แอน ทองประสม แอน ทองประสม แอน ทองประสม แอน ทองประสม เอ-แอน แอน-เอ

รวมเรื่องฉาวซ้ำซาก!! ปันปัน สุทัตตา ก่อนลาออกจากนาดาว
ข่าว ปันปัน สุทัตตา

      ย้อนดูความผิดซ้ำซากของดาราสาววัยรุ่นชื่อดังวัย 19 ปี ปันปัน สุทัตตา กับวีรกรรมฉาวโฉ่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา เริ่มจากเมื่อเดือน ก.ค. ปี 56 มีภาพหลุดว่อนโซเชียลของสาวปันปันกำลังทำท่าทางคล้ายเสพยา ในเวลาต่อมาทางคุณพ่อของเธอก็ได้ออกมาแถลงยอมรับว่าลูกสาวเคยทดลองใช้ยาไอซ์จริง จึงต้องพักงานไปพักใหญ่   ข่าวฉาว ปันปัน   ข่าวฉาว ปันปัน        ถัดมาในเดือน เม.ย. ปี 58 สาวปันปันได้โพสต์คลิปแก๊งฮอร์โมนแดนซ์กระจายบนรถไฟฟ้าที่ประเทศญี่ปุ่นลงในไอจี ซึ่งเป็นประเทศที่ค่อนข้างเข้มงวดเรื่องมารยาทในการใช้รถไฟฟ้า ไม่พ้นโดนกระแสโจมตีจากสังคมออนไลน์ และเจ้าตัวโพสต์โต้ตอบมาว่า "ดึงสติกันหน่อย" จนกลายเป็นวลีฮิต สำหรับเคสนี้สาวปันปันถูกต้นสังกัดสั่งพักงานและงดเล่นโซเชียลเป็นเวลา 6 เดือน ข่าวฉาว ปันปัน      และล่าสุดกันการโพสต์ด่าแรง *เสียงสูง* นักแสดงรุ่นพี่ น้ำชา ชีรณัฐ ลงในไอจี ที่เจ้าตัวบอกว่าทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ โดยคราวนี้ขอเป็นคนลงโทษตัวเองก้วยการขอลาออก! จากสังกัดนาวดาว โดยมีผลตั้งแต่วานนี้(31 ก.ค.) ส่วนจากนี้เส้นทางในวงการบันเทิงของสาวปันปันจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น คงต้องติดตามกัน...   ข่าวฉาว ปันปัน   ปันปัน สุทัตตา   ปันปัน สุทัตตา          

อาบน้ำเย็น กันเถอะ! 9 สิ่งที่บอกว่า น้ำเย็น ช่วยให้ร่างกายคุณดีแล้วดีอีก
ความเครียด /  นอนหลับ / 

การอาบน้ำเย็น อาจจะทำให้คุณรำคาญใจเพราะตอนอาบก็ทำให้รู้สึกหนาวเย็น ไม่สบายตัวเหมือนอาบน้ำอุ่น แต่คุณรู้หรือไม่ว่า น้ำเย็นนั้นดีกับร่างกายไม่แพ้น้ำอุ่นเลย มาดูดีกว่าว่า การ อาบน้ำเย็น มีคุณประโยชน์อะไรให้กับร่างกายบ้าง 1.อาการช็อคด้วยน้ำเย็น ช่วยเพิ่มอะดรีนาลีนให้ร่างกาย เคยมััยคะที่หน้าหนาวทีไร ต้องทำใจแข็งก่อนอาบน้ำ แต่พออาบไปแล้ว กลับสบายตัวขึ้นมาได้ซะอย่างนั้น นั่นก็เพราะก่อนอาบน้ำเย็น ร่างกายจะสร้างอะดรีนาลีนธรรมชาติ ที่จะช่วยบูสพลังงานให้กับคุณไปทั้งวัน 2.กำจัดความหดหู่ของชีวิตได้ดี หากกำลังอยู่ในโหมดเศร้าแฟนไม่รัก ทะเลาะกับเพื่อน เครียดกับงานล่ะก็ ขอให้ตักน้ำเย็นมาขันหนึ่งเต็มๆแล้วสาดโครมเข้ากับตัวซะ เพราะอุณหภูมิเย็นๆของน้ำจะช่วยให้ฮอร์โมน นอร์เอพิเนฟริน หลังมากขึ้นที่จะทำให้คุณรู้สึกสบายตัว จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการว่ายน้ำในทะเล จึงทำให้คุณมีสุขภาพที่ดี 3.ทำให้ผมของคุณสลวยสวยเก๋ แม้ว่าการอาบน้ำอุ่นจะทำให้คุณสบายตัวม๊ากมาก แต่รู้หรือไม่ว่า ไม่ดีกับเส้นผมคุณเลยแม้แต่น้อย แต่น้ำเย็นนั้นจะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นของเส้นผมและลดผมแตกปลายได้อีกด้วย 4. ดีต่อหัวใจ ดังนั้นจึงดีต่อร่างกายทุกส่วน ร่างกายของเราจะสามารถตอบสนองกับน้ำเย็นได้ทันที เลือดในร่างกายจะถูกปั๊มผ้านทางหลอดเลือดแดง ซึ่งช่วยให้หัวใจเต้นอย่างมีประสิทธิภาพและทำให้ส่วนต่างๆของร่างกายได้รับปริมาณออกซิเจนที่เพียงพอ เพราะฉะนั้นอาบน้ำเย็นนั้นดีกับร่างกายทุกส่วนเลยล่ะ 5.ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี เมื่อเราโดนน้ำเย็น ร่างกายจะกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดียิ่งขึ้น 6.ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น เพราะน้ำเย็นจะช่วยกระชับรูขุมขนของคุณ และยังกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีอีกด้วย 7.ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การอาบน้ำเย็นหลังการออกกำลังกายนั้นนอกจากจะสดชื่น ชื่นใจแล้ว ยังช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและเป็นการรักษากล้ามเนื้อที่ปวดเมื่อยได้อีกด้วย 8.ลดอาการเครียด เนื่องจากน้ำเย็นจะช่วยลดระดับกรดยูริคในร่างกาย ซึ่งเจ้ากรดยูริคนี่ล่ะที่เป็นต้นเหตุของความเครียดเป็นซะส่วนใหญ่ 9.นอนหลับฝันดี ใครบอกว่าอาบน้ำอุ่นแล้วจะหลับสบายอย่างเดียว อาบน้ำเย็นก็ช่วยให้คุณหลับสบายและฝันดีได้เช่นเดียวกันนะ ที่มา brightside.me

โกง! นางเอกฮอร์โมนพล่าน ลอกข้อสอบ โดนสั่งพักการเรียน
นางเอกฮอร์โมนพล่าน

  งานเข้าแล้วเจ้าค่ะ เจ๊หว่าง เพิ่งจะวางสายจากเพื่อนสนิทคนในวงการ เม้าท์มอยแบบมีน้ำหนักว่า นางเอกฮอร์โมนพล่าน ซวยสุดๆ เพราะทำนิสัยขี้โกง!!! เรื่องแบบนี้ รู้หน้า แต่ไม่รู้นิสัยจริงๆ แต่หนังหน้าจริงๆ ที่ก่อนเข้าวงการ หน้าตาชีเข้าขั้นขี้ริ้วขี้เหร่ ตาไปทาง จมูกไปทาง แต่พอไปเจอหมอศัลยกรรมมือดีใช้มีดเก่ง หน้าตาชีก็เริ่มสวยขึ้นอย่างไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ แต่งานนีชีก็ไม่แคร์ เพราะมั่นหน้า มั่นโหนก จนถีบตัวเองเข้าวงการฯ มาได้ พอเข้าวงการก็คิดว่าตัวเองดังมาก เล่นหนัง เล่นละคร ไม่กี่เรื่อง ก็โดนวิญญาณผีหยิ่ง ผียโสเข้าสิง ใครทัก ใครเรียกชื่อ ไม่มีหันไปทักทาย สวัสดี เดินเชิดๆ เลิศๆ โชว์สันจมูกปลอมๆ กับคางซิลิโคลนอันใหม่ จนแฟนคลับที่เคยหลงรักชี จากซีรีย์เด็กนักเรียนวัยวุ่นวาย เริ่มไม่ค่อยแฮปปี้กับพฤติกรรมของนางเอกฮอร์โมนพล่าน เพราะคนอะไรเข้าถึงยาก เข้าถึงเย็น ผิดกับนักแสดงคนอื่นๆ ที่แจ้งเกิดจากซีรีย์เรื่องนี้ เขาเฟรนลี่ น่ารัก มีงาน มีการทำ ให้เห็นอย่างต่อเนื่อง   ล่าสุดมีสายรายงานมาว่า มีเรื่องเม้าท์มอยที่เป็นประเด็นร้อนไปทั่วมหาวิทยาลัย เมื่อนางเอกฮอร์โมนพล่าน โดนสั่งให้พักการเรียนชั่วคราว ไม่ใช่ว่าเรียนไม่ทันเพื่อน ต้องถ่ายละคร ทำงานนั้นโน้นนี่ แต่ที่ชีโดนพักการเรียน เพราะดันไปทุจริตลอกข้อสอบเพื่อน งานนี้ถึงจะเป็นดารา มีชื่อเสียง เรียนไม่รู้เรื่อง เรียนไม่ทันเพื่อนยังไง ก็ไม่มีอำนาจอภิสิทธิ์ใดๆ ช่วยได้ นอกจากพักการเรียนไปก่อนนะจ๊ะ ถ้าพ้นมลทินเมื่อไหร่ ค่อยกลับมาลงทะเบียนเรียนใหม่ งานนี้เลยเห็นว่าช่วงนี้ นางเอกฮอร์โมนพล่าน วิ่งรอกออกงานอีเว้นท์อยู่บ่อยๆ ยิ่งไม่มีสัญญากับสังกัดไหนแล้ว ก็วิ่งมาราธอนรับงานทั่วราชาอาณาจักร แถมแฟนหนุ่มที่เลิกรากันไปสักพักใหญ่ๆ เขาก็เปิดตัวแฟนคนใหม่เป็นที่เรียบร้อย แม้ชีจะออกมายอมรับว่า ถึงเลิกกันไปแล้ว แต่เราก็เป็นเพื่อนกันได้ อ้าว...เฮ้ย! นี่หล่อนไม่รู้เลยหรอ??? ว่าแฟนใหม่ของผู้เก่าหล่อน เขาไม่ชอบขี้หน้าปลอมๆ ของหล่อน เขาไม่แฮปปี้ด้วย ณ จุดๆ นี้ ที่หล่อนออกมาให้สัมภาษณ์แบบนี้ แต่ชีก็เป็นคนไม่ค่อยแคร์อะไรอยู่แล้ว ถ้ามีตบ ก็คงนัดตบกันจะได้จบๆ แล้วได้ข่าวมาอีกว่า มีหนุ่มๆ ในวงการ นอกวงการ ไฮโซลูกท่านหลานเธอมาจีบ ยาวเป็นหางว่าว ว่าแต่ใครนะ จะโชคดีได้ นางเอกฮอร์โมนพล่าน นิสัยขี้โกงไปครอบครองนะ อีกไม่นานคงได้รู้กัน อิอิอิ!!!

10 วิธีลดขนมหวาน ต้านความชรา ถ้าไม่อยากแก่ก่อนวัย
ขับถ่ายยาก /  ติดน้ำตาล / 

เมื่อเข้าช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าวหลายคนก็จะคิดถึงเครื่องดื่ม หวาน ๆ เย็นๆ ไม่ว่าจะน้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้ปั่น ไอศกรีม ผลไม้ลอยแก้ว น้ำแข็งใส ขนมหวาน ขนมเค้กและอื่นๆ เพื่อช่วยดับกระหายคลายร้อย อาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ช่วยทำให้ความรู้สึกร้อนดีขึ้น สดชื่น กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในทันที และคนส่วนมากก็มักจะติดอยู่กับความรู้สึกนี้ เรียกว่า “ภาวะติดน้ำตาล” คือกินหรือดื่มอาหารต้องมีน้ำตาลหรือความ หวาน เป็นส่วนประกอบ เมื่อติดแล้วหากไม่ได้กินน้ำตาลก็จะรู้สึกไม่สดใส ไม่มีแรง หรือบางครั้งก็หงุดหงิด อารมณ์เสีย กลไกเมื่อน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายจะถูกแปรรูปให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ให้เป็นพลังงาน การที่เราได้รับน้ำตาลในปริมาณสูงจะทำให้มีระดับของน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และฮอร์โมนตัวหนึ่งที่สร้างมาจากตับอ่อนที่ชื่อว่าอินซูลินก็จะถูกสร้างมากขึ้นด้วยเพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ แต่การที่ตับอ่อนต้องทำงานหนักเป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้ตับอ่อนล้า หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ และผลที่ตามมาก็คือการเกิดโรคเบาหวาน และเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลในปริมาณมากเกินความต้องการ น้ำตาลเหล่านั้นก็จะแปรรูปเป็นไขมันสะสมไปทั่วร่างกาย ผลที่ตามมาก็คือการเกิดโรคอ้วน จะส่งผลให้ร่างกายทำงานหนักมากเกินไปร่างกายก็จะเสื่อมโทรมและชราเร็วกว่าที่ควรเป็นอีกทั้งยังเพิ่มอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดอีกด้วย 1. เลือกดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำ หวาน เน้นการดื่มน้ำเปล่า เครื่องดื่มชาหรือสมุนไพรที่ไม่เติมน้ำตาล ร่างกายต้องการน้ำวันละ 8 แก้วขึ้นไป น้ำช่วยขจัดของเสีย ขนส่งสารอาหารและออกซิเจนไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงให้ความชุ่มชื้นแก่เซลล์ การดื่มน้ำน้อยนอกจากจะทำให้ผิวไม่สดใสยังส่งผลให้อวัยวะภายในของร่างกายต้องทำงานหนักเป็นที่มาของความเสื่อมโทรม 2. รับประทานผลไม้สดแทนขนม หวาน ทานผลไม้ที่ไม่ผ่านการแปรรูป เพราะผลไม้สดนั้นให้วิตามิน เกลือแร่และใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย แถมยังได้รส หวาน จากน้ำตาลฟรักโทส กลูโคสจากที่ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น อาจนำผลไม้มาปั่นทำเป็นไอศกรีมแท่ง หรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แช่แข็งแล้วใส่ในน้ำดื่มแทนน้ำแข็งก็จะได้น้ำดื่มกลิ่นผลไม้ แต่ไม่ได้น้ำตาลส่วนเกิน 3. เลือกชนิดของขนม หวาน ที่จะรับประทาน หากอยากจะกินขนม หวาน น้ำแข็งใสก็ควรกินกับธัญพืชที่ให้ใยอาหารสูง เช่น ลูกเดือย ถั่วแดง ถั่วเขียว ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด หรือผลไม้รสไม่ หวาน เช่นฝรั่ง มะม่วงมันดิบ ลูกพรุน เนื่องจากใยอาหารจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายและช่วยลดปริมาณความต้องการอินซูลินของร่างกาย ร่างกายก็จะไม่ทำงานหนักทำให้ร่างกายมีเวลาเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง นอกจากนี้ใยอาหารยังช่วยให้อิ่มท้องได้นาน ลดความหิวของ หวาน ลดความอ้วนได้ 4. หลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณการเติมนํ้าตาลลงในอาหารและเครื่องดื่ม ในที่นี้หมายถึงน้ำตาลทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาลทราย น้ำตาลทรายแดง น้ำผึ้ง ไซรัป และไฮฟรักโทสคอร์นไซรัปหรือน้ำตาลที่สกัดจากข้าวโพด เป็นต้น เพราะเมื่อเข้าสู่ร่างกายสุดท้ายจะเปลี่ยนไปเป็นกลูโคสดังนั้นจึงควรลดปริมาณการใช้น้ำตาลเหล่านี้ในอาหารและเครื่องดื่ม 5. ชิมรสชาติอาหารก่อนปรุงทุกครั้ง ในบางครั้งเรามักจะติดการปรุงอาหารโดยการใส่น้ำตาลก่อนเสมอทำให้ได้รับน้ำตาลมากเกินไปจนเกิดโทษ และหากสั่งอาหารก็ควรเน้นว่าไม่ หวาน เนื่องจากหากรสชาติไม่ หวาน เราสามารถเพิ่มเติมเองที่ละน้อยได้ 6. บ้วนปากทุกครั้งหลังรับประทานของ หวาน บ้วนปากด้วยน้ำเปล่าธรรมดาหลังจากกินขนม หวาน หรือน้ำหวาน เนื่องจากความรู้สึกที่สัมผัสได้ถึงความหวานจากต่อมรับรสชาติภายในช่องปากจะส่งผลให้เกิดความอยากอาหาร และยังเป็นสาเหตุหลักที่ทําให้ฟันผุ เพราะแบคทีเรียที่ยังคงหลงเหลืออยู่หลังจากรับประทานอาหารจะมีโอกาสทำลายฟัน หรือหาโอกาสแปรงฟันหลังจากรับประทานอาหารหรือของว่างทุกครั้ง 7. อ่านฉลากโภชนาการข้างบรรจุภัณฑ์ ควรอ่านฉลากโภชนาการที่บอกถึงปริมาณน้ำตาลที่ข้างกล่องว่า มีน้ำตาลซูโครส แล็กโทส ฟรักโทส กลูโคส มอลโทส น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง ไฮฟรักโทสคอร์นซีรัป คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์หรือเป็นกี่กรัมหากมีมากกว่า 15 กรัมหรือประมาณ 3 ช้อนชาก็ควรจะหลีกเลี่ยง 8. ให้เวลาร่างกายในการปรับตัว ร่างกายเราจะใช้เวลาประมาณ 10 วันในการปรับสภาพลิ้นที่ติดรสชาติอาหาร หวาน ในช่วงแรกอาจทำให้รู้สึกว่าอาหารหรือเครื่องดื่มขาดรสหวานและรสชาติไม่เหมือนเดิม แต่หากให้เวลาสักพักร่างกายจะสามารถปรับและลิ้นจะมีความชินกับชาติอาหารที่ไม่ หวาน และต่อไปก็จะต้องการน้ำตาลลดลง 9. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็ก ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กโดย ไม่ให้ขนมหวาน ทอฟฟี่ ช็อคโกแลต และไม่ควรแสดงความรักให้รางวัลปลอบใจเด็กหรือฉลองเทศกาลต่างๆ ด้วยอาหารที่มีน้ำตาลสูง 10. ใช้สารให้ความ หวาน บางตัวที่มีประโยชน์ ในช่วงที่ลดน้ำตาลอาจมีการใช้สารให้ความ หวาน บางตัวที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่น หญ้าหวานหรือ Stevia ใบของหญ้าหวานนี้จะให้ความ หวาน มากกว่าน้ำตาลทรายขาวปกติถึง 30 เท่าจึงใช้เพียงปริมาณที่เล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่าการศึกษาจะระบุถึงความปลอดภัยของหญ้าหวาน ไม่มีอันตรายในคน และไม่เกิดพิษสะสมได้ แต่กระนั้นก็ตามการใช้หญ้าหวานก็ควรที่จะระมัดระวัง เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงเล็กน้อยเช่น ในบางรายอาจเกิดแก๊สในระบบทางเดินอาหารได้ ถึงแม้ว่าการได้รับน้ำตาลมากเกินไปจะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคเรื้อรังและเร่งความชรา การได้รับน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมคือไม่เกินกว่า 5 ช้อนชาในหนึ่งวันก็ไม่ถือว่าอันตรายเนื่องมาจากน้ำตาลมีหน้าที่คือให้พลังงาน เพื่อใช้ในการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น การหายใจ การย่อยอาหาร การทำงานของต่อมมีท่อและไร้ท่อต่างๆ และที่สำคัญคือน้ำตาลเป็นอาหารของสมอง ร่างกายจะใช้พลังงานจากน้ำตาลก่อนสารอาหารประเภทไขมันหรือโปรตีน ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานก็ควรพกน้ำตาลติดไว้หากมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำก็ควรดื่มน้ำหวานหรือลูกอมน้ำตาล และในผู้ที่สูญเสียเหงื่อหรือมีอาการท้องเสียการได้รับน้ำตาลก็จะทำให้รู้สึกดีขึ้น ไม่อ่อนแรง เพราะฉะนั้นหากเราเลือกรับประทานนํ้าตาลในปริมาณที่เหมาะสมให้ถูกต้องตามปัจจัย แวดล้อมของแต่ละบุคคลอันประกอบไปด้วยอายุ เพศ นํ้าหนัก ส่วนสูง และกิจกรรมระหว่างวันก็จะทําให้ร่างกายไม่ขาดสมดุลและไม่ก่อให้เกิดความชราก่อนวัยอันควร ขอบคุณที่มาจาก : www.womanplusmagazine.com

ตกใจ!! ต่อ ธนภพ เลือดกำเดาไหลเรื้อรังวันละ 5 รอบ ไม่ยอมหาหมอ-คาดไม่ร้ายแรง
ต่อ ธนภพ /  เก้า สุภัสสรา / 

        ทำเอาตกอกตกใจไปตามๆ กันเมื่อนักแสดงหนุ่ม ต่อ ธนภพ เผยอาการผิดปกติของร่างกายที่มีเลือดกำเดาไหลเรื้อรังวันละ 5 รอบ และแต่ละครั้งนานถึง 15 นาที แถมยังเป็นลิ่มเลือดก้อนใหญ่จนน่ากลัว ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่ามีผลกระทบกับงาน แต่ยังไม่ได้ไปหาหมอ เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นอะไรร้ายแรง คาดว่าสาเหตุเกิดจากความเครียด ทั้งเรื่องงานและเรื่องเรียนที่กำลังเตรียมสอบ ตอนนี้ก็พยายามดูแลตัวเองและพักผ่อนให้มากขึ้น หากมีเวลาก็จะไปหาหมอตรวจสุขภาพอย่างละเอียด               "หลังเลือดกำเดาไหลก็ยังไม่ได้ไปเช็คสุขภาพเลยครับ แต่ล่าสุดมีเวลาพักผ่อนเยอะขึ้น ในช่วงที่อ่านหนังสือสอบเราก็ได้พักด้วย อย่างอาการที่มีเลือดกำเดาไหลตลอดเวลา มันเริ่มหายไปแล้วครับ อาจเป็นเพราะเครียดเรื่องงานและเตรียมตัวสอบด้วยครับ จริงๆ คุณแม่บุญธรรมที่เป็นหมอท่านบอกว่าอยู่ที่เราใช้ร่างกายของตัวเองด้วย คือมันไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้นแต่มันก็เป็นไปตามสภาพร่างกายที่เราใช้ ก็ไม่กลัวครับ เพราะเดี๋ยวเวลาพักก็จะได้ไปเช็คร่างกายกับคุณหมออย่างจริงจัง ผมตรวจสุขภาพบ่อยไหมยังจำไม่ได้ (ยิ้ม) แต่ก็มีตรวจบ้าง คอยบริจาคเลือดบ้าง"             "คุณพ่อคุณแม่ท่านก็เป็นห่วงครับ ยิ่งช่วงนี้ซีรี่ส์โปรเจ็กต์เอสกำลังเริ่มถ่าย ก็หนักหน่วงมาก แต่ถามว่าผมกลัวมั้ยถ้าไม่มีเวลาพักผ่อนแล้วร่างกายจะทรุด คือไม่กลัวครับ ผมกลัวไม่ได้ทำงานมากกว่า มั่นใจว่าไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง เพราะผมก็ยังดูแลตัวเองดีอยู่และไม่ได้ปล่อยปะละเลยขนาดนั้น ซึ่งถ้าพูดจริงๆ ตอนนี้ก็ต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น ต้องใส่ใจตัวเองมากขึ้น ผมก็นิสัยผู้ชายครับ มองข้ามหลายๆ เรื่องที่อาจจะละเอียดอ่อนเกินไป"             "ถ้าไหลมันก็กระทบงานครับเพราะมันจะถ่ายทำไม่ได้ คือมันไหลตลอดเวลา แต่ตอนนี้มันหายไปประมาณ 2 อาทิตย์แล้วครับ ก็ยังไม่มีเอฟเฟ็กต์อะไรกับร่างกาย จะมีก็แค่เหนื่อยง่าย ส่วนปวดหัวผมปวดมากเลยครับเพราะช่วงนี้อ่านหนังสือสอบเยอะมากเลยครับ (หัวเราะ) จริงๆ เป็นบ่อยถึงขั้นควรรีบไปหาหมอเลยครับ เพราะวันนึงไหลประมาณ 5 รอบ และไหลรอบนึงประมาณ 15 นาที คือเวลาไหลมันไหลเป็นลิ่มเลือดใหญ่ๆ ที่ออกมาเยอะมาก ตอนแรกก็กลัวเรื้อรังครับ แต่พอมันหายไปก็ไม่กลัว"              "ช่วงนี้ถ่ายละครกับซีรี่ส์ครับ ส่วนเก้าก็คงถ่ายละครอยู่ ข่าวที่ว่ามีนางเอกฮอร์โมนลอกข้อสอบจนโดนพักการเรียนคิดมากเปล่า อันนี้ผมไม่รู้เลยครับ กับเก้าช่วงนี้เราไม่ค่อยได้คุยกันครับเพราะเราทำงานเยอะ อีกอย่างผมก็ยังไม่ทราบข่าวเลย เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เวลามีปัญหาอะไรก็ช่วยเหลือกันครับ ถึงจะอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ในมหาวิทยาลัยผมก็อยู่ของผมครับ ไม่ค่อยได้คุยกับใคร ส่วนใหญ่อยู่แต่ที่คณะ เด็กในมหาวิทยาลัยมีการพูดถึงเรื่องนี้มั้ยเหรอ เดี๋ยวผมไปสืบให้ก่อนนะครับ (หัวเราะ) แต่ผมว่าไม่ใช่หรอก เพราะจริงๆ เก้าเป็นคนเรียนเก่งนะ" ต่อ กล่าว        ต่อ ธนภพ   ต่อ ธนภพ   ต่อ ธนภพ   ต่อ ธนภพ  

“Shin Godzilla” เปิดตัวยิ่งใหญ่ ศิลปิน-นักแสดงร่วมชมภาพยนตร์พร้อมให้คอมเมนท์สุดประทับใจ
Shin-Godzilla /  คนึงพิมพ์ พรมกร / 

“Shin Godzilla” เปิดตัวยิ่งใหญ่ ศิลปิน-นักแสดงร่วมชมภาพยนตร์พร้อมให้คอมเมนท์สุดประทับใจ ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังเป็นที่ฮือฮากับยอดรายได้ถล่มทลาย ในการกลับมาทวงบัลลังก์ราชันแห่งอภิมหาสัตว์ประหลาดตลอดกาลของ ก็อดซิลล่า จากภาพยนตร์ Shin Godzilla หลังเดินหน้าออกอาละวาดถล่มเกาะญี่ปุ่นเข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 พร้อมรายได้ทะลุ 6 พันล้านเยน ขึ้นแท่นภาพยนตร์ Live Action ของญี่ปุ่นที่ทำรายได้สูงสุดประจำปี 2016 ภาพยนตร์เฟรนด์ชายน์ชุดก็อดซิลล่ากลายเป็นภาพยนตร์ในแนว LIVE ACTION ที่มียอดจำนวนผู้ชมทะลุ 100 ล้านคนไปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา มงคลภาพยนตร์ นำ Shin Godzilla ฉบับปี 2016 จากสตูดิโอโตโฮมาเปิดฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ให้ สื่อมวลชนพร้อมนักร้อง นักแสดงวัยรุ่น มาร่วมสัมผัสพลานุภาพการทำลายล้างขั้นสูงสุด กับการปฎิวัติโฉมหน้าของก็อดซิลล่าอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน โดยงานนี้ได้รับความสนใจ และเสียงตอบรับจากเหล่าผู้ชมทั้งที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของก็อดซิลล่า รวมไปถึงนักแสดงวัยรุ่นสุดฮอต อาทิ คลอดีน อทิตยา เครก, เจมส์ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ, แดน พฤกษ์พยุง (ฮอร์โมนเดอะซีรีส์), ปังปอนด์ อัครวุฒิ มังคลสุต, กิต ณัฐกิตติ์ นันทพานิช, ไมค์ สิทธิเดช จอมจันทร์ยอง (GMM), สิงโต ปราชญา เรืองโรจน์ (โซตัส เดอะซีรีส์) , เชา ชวลิต ชิตตนันท์, อั๋น วริศ เลิศจารุวงศ์ (หนุ่มคลีโอ), คอปเตอร์ ภานุวัฒน์ เกิดทองทวี (The Star 10), เปรี้ยว อนุสรา วันทองทักษ์ (AF2), หนิม คนึงพิมพ์ พรมกร (AF5), เมย์ นภัสนันท์ ศรีสุทธิสรรค์, แม๊กซ์ อภิสร สุขวัฒนาศัย, แพรว รัฐพร สุขพันธ์, โบ๊ท สิริโรจน์ ปริญญานันท์ (AF12), เปอติ๊ด ญาดา โกเมศ (เดอะวอยซ์ 4) รวมทั้งดีเจจากคลื่นต่าง ๆ ดีเจปาล์ม, ดีเจก้อ, ดีเจกัญ (รังรอง), ดีเจคิว, วรวุฒิ สัจจะปรเมษฐ (นักเขียนฉายาหนุ่มโรงงานน้ำตา) และผู้คร่ำหวอดในวงการสายแฟชั่นและสตรีท โฟโตกราฟเฟอร์อย่าง ฟาน พิชญะ ภู่ไพบูลย์ ซึ่งพร้อมใจกันมาร่วมเป็นผู้ชมกลุ่มแรก ๆ ของเมืองไทยอย่างเป็นทางการที่จะได้เผชิญหน้า ตื่นตากับก็อดซิลล่าที่มาพร้อมกับมหึมาความสูงยิ่งใหญ่ที่สุดถึง 118.5 เมตร ที่ยังคงเอกลัษณ์สุดคลาสสิคในความเป็นออริจินัล ผสมผสานกับการนำเอาเทคโนโลยีในการผลิตภาพยนตร์ที่พัฒนาถึงขีดสุดของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเอา CGI มาสร้างสรรค์ก็อดซิลล่าอย่างเต็มรูปแบบ และที่พิเศษและเติมความฟินให้กับผู้ชมคือฉากการทำลายล้างที่ยิ่งใหญ่ของก็อดซิลล่า การบุกอาละวาดถล่มกรุงโตเกียว ที่มาพร้อมกับอาวุธสังหารอย่างลมหายใจปรมาณูที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญเพียงแต่ครั้งนี้มาพร้อมกับเซอร์ไพรส์ยิ่งกว่าที่ผ่านมา สมกับความเป็นที่สุดแห่งภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ยิ่งใหญ่ และทุ่มทุนสร้างอย่างสูงสุดในประวัติศาสตร์ก็อดซิลล่าเลยทีเดียว โดยมีเสียงตอบรับมากมาย อาทิ วิวัฒนาการเร็วมาก มีลุ้นตลอดทั้งเรื่อง -----  แม็กซ์ (AF 12) สนุก ครบรส มีทั้งความสะเทือนใจ ความสามัคคี ----- เมย์ (AF 12) สุดยอดเลยครับ ผมชอบตอนควัน มันดูได้ฟิล เหมือนเราไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นเลย ---- เจมส์ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ (ฮอร์โมน เดอะซีรีส์) เป็นก็อดซิลล่าตัวใหม่ที่ไม่เห็นมาก่อน เท่มาก โหดมาก ----- คลอดีน อทิตยา เครก (ฮอร์โมน เดอะซีรีส์) ตื่นเต้น มีพลังที่ไม่เคยเห็นในภาคก่อน ๆ เด็ด ----- แดน พฤกษ์พยุง (ฮอร์โมน เดอะซีรีส์) ภาคนี้รู้สึกสมจริงมาก ตึกรามบ้านช่องมันไม่ใช่กระดาษอีกต่อไปมันเรียลมาก มันส์มากต้องมาดู ----- เปอติ๊ด (The Voice 4) สนุก ไม่เหมือนใคร ----- กิต ณัฐกิตติ์ นันทพานิช (GMM) พลังของก็อดซิลล่า เอฟเฟต์การทำลายล้างเรียกได้ว่าอัพเกรด เท่มาก ----- ดีเจ คิว (คลื่น Seed) ตัวอย่างตอบอะไรไม่ได้เลยครับ หนังมันยิ่งใหญ่กว่ามาก ----- เกิดมาเพื่อดูหนัง คัตติ้ง ภาพ มุมกล้องทุกอย่าง เป็นออริจินอลญี่ปุ่นเลยครับ ----- ฟาน พิชญะ จะคาดเดาอะไรมันไม่ได้เลยว่ามันกำลังจะทำอะไรอยู่ ----- Godzilla Thailand Fanclub แม้เราจะเห็นก็อดซิลล่าของฝรั่ง เราจะติดว่านั้นอลังการพอแล้ว คุณคิดผิดครับ นี่เป็นสิ่งที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อนในหนังสัตว์ประหลาดทุกเรื่อง ----- Justดูit ในตัวงานยังได้นำเอาชินก็อดซิลล่าขนาด 2.50 เมตร มาให้ผู้ชมได้แชะแอนด์แชร์รูปภาพกับ อภิมหาสัตว์ประหลาดสุดยิ่งใหญ่อีกด้วย พร้อมกันนี้ยังได้จัดแสดงโชว์ฟิคเกอร์โมเดล ก็อดซิลล่า งานเอ็กซ์พลัส ไจแกนติค ลิมิเตดอีดีทชั่น ขนาดยักษ์ ที่รวมมูลค่ากว่า 2 แสนบาทในงานอีกด้วย ผู้ชมสามารถชม Shin Godzilla ในรูปแบบซาวน์แทรคเสียงญี่ปุ่นได้ที่โรงภายนตร์ HOUSE RAMA RCA, SF WORLD CINEMA CentralWorld (ในระบบปกติ และ MX4D), SF CINEMA CITY Terminal 21, SFX CINEMA The Crystal Ekamai Ramindra, Emprive Cineclub, SFX CINEMA Central Plaza Grand Rama 9, SFX CINEMA Maya Chiangmai, Paragon Cineplex, Quartier CineArt, Embassy Diplomat Screens, Esplanade Cineplex Ratchadapisek, Major Cineplex Ratchayothin (เฉพาะในระบบ 4DX), Major Cineplex CentralFestival Chiangmai (เฉพาะในระบบ 4DX) และ Hatyai Cineplex (เฉพาะในระบบ 4DX) เรียกได้ว่าการคืนชีพครั้งนี้ทางต้นฉบับพร้อมจัดเต็มให้กับแฟน ๆ เลือกสัมผัสความยิ่งใหญ่ของก็อดซิลล่า ได้ทั้งระบบปกติและ 4 มิติตั้งแต่ 8 กันยายนนี้เป็นต้นไป

พีช พชร รู้ซึ้งถึงความรัก!! มีแฟนอยู่แล้วแฟนดันไปชอบคนอื่น มันสามารถเกิดขึ้นได้
พีช พชร

               ผลงานมีมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง สำหรับหนุ่มหล่อมาดติสต์ พีช พชร ล่าสุดร่อนภาพยนตร์เรื่อง รักของเรา The Moment มาให้คอหนังได้ชื่นชมกัน เรียกว่าส่งผลงานมากี่เรื่องโดนใจแฟนคลับตลอดๆ แต่ไม่รู้ว่าผลงานเรื่องไหนที่โดนอกโดนใจหนุ่มเจ้าที่สุด วันก่อนเจอะเจอตัวเป็นๆ เลยตรงเข้าไปถามไถ่ซะหน่อย ซึ่งหนุ่มพีชก็ตอบมาว่า...ผลงานการแสดงเรื่องไหนโดนใจพีชที่สุด?               "ล่าสุดเลยครับ 'รักของเรา The Moment' แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ อยู่นะ คือมันก็เป็นหนังรักแหละ แต่มันไม่ได้เหมือนหนังรักทั่วไป มันมีความเป็นเรื่องจริงมากขึ้น ไม่ได้แฟนตาซี หนังรักส่วนใหญ่มันจะมีเหตุการณ์ให้รักกัน แต่เรื่องนี้ทุกอย่างมันเป็นเรื่องจริงหมด สามารถเกิดเรื่องรักแบบนี้ได้ในความเป็นจริง ผมเลยรู้สึกว่ามันต่างจากหนังรักเรื่องอื่นๆ ต่าง...แต่ไม่ได้ยากไปกว่ากัน ผมมองว่าสุดท้ายแล้วความรักมันก็เข้าใจได้ทุกคน เข้าใจง่ายเพราะว่ามันไม่แฟนตาซีเลย ทุกคนสามารถเจอได้ เราสามารถมีความรู้สึกแบบนี้ได้"รับบทเป็นใครในเรื่อง?              "ในเรื่องผมรับบทเป็นคนไทยที่ทำงานแล้วเดินทางไปหาแฟนที่เรียนอยู่เมืองนอก แล้วไปรับรู้ว่าแฟนตัวเองมีชู้ จากนั้นก็ได้เจอกับ เก้า สุภัสรา ซึ่งแฟนเขาก็ดันเป็นชู้กับแฟนเรา เรื่องมันเลยเริ่มต้นขึ้น ต้องช่วยกันตามหาแฟน คือแฟนเราหายตัวกันไปทั้งคู่ ออกตามหาว่าเรื่องราวมันคืออะไร คือทุกคนมาจากเมืองไทยแล้วไม่มีใครรู้อะไรเลย สุดท้ายพอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ คนเราไปอยู่เมืองนอกมันก็อยู่คนเดียวไง คนที่เราเจอเป็นแค่คนไทยคนเดียวที่เรารู้จักที่โน่น ทุกอย่างมันเลยทำให้เกิดคำถามที่ว่า จริงๆ แล้วเราอยู่ด้วยกันนี่คือเราชอบกันหรือเปล่า มันมีเหตุการณ์เยอะอยู่ครับ"ชีวิตจริงเคยเหตุการณ์แบบในหนังไหม?               "เคยนะครับ บางทีเราอยู่ด้วยกันมากๆ ผ่านเวลามาด้วยกันเยอะ มันจะรู้สึกได้เองโดยธรรมชาติ แต่เรื่องแฟนมีชู้อันนี้ยังไม่เคยเจอ (ยิ้ม)"ประทับใจอะไรในหนังเรื่องนี้?               "ผมชอบในตัวเรื่องของหนัง ผมคิดว่ามันมีความเป็นไปได้ สุดท้ายแล้วความรักมันไม่เลือกอะไรเลย มันจะเกิดขึ้นเวลาไหนก็ได้ เกิดกับใครก็ได้ สามารถเกิดขึ้นแม้กระทั่งตอนที่เรามีแฟนก็ได้ ทุกอย่างมันเกิดได้หมด เราสามารถไปชอบคนอื่นได้ มันเป็นเรื่องของใจมนุษย์ ผมเลยรู้สึกว่า เฮ้ย!!! มันจริงว่ะ สมมุติว่าเรามีแฟนอยู่ แล้วแฟนดันไปชอบคนอื่น มันก็สามารถเกิดขึ้นได้ เกิดกับใครก็ได้ ผมรู้สึกว่าผมอินกับเรื่องนี้"ได้ร่วมงานกับ เก้า สุภัสรา อีกแล้ว?                "คือทำงานด้วยกันมา 3 ปีแล้วกับเก้า ในซีรีส์ ฮอร์โมน เราไม่ได้โคจรมาเจอกันมากขนาดนี้ เก้าจะไปอยู่กับ ต่อ ธนภพ ซะเยอะ ซีนที่เกี่ยวข้องกันมันก็จะน้อยมาก เลยไม่ค่อยได้ทำงานในซีนเดียวกัน เรื่องนี้พอมาเล่นด้วยกันมันก็ต้องเวิร์กช็อปด้วยกันเยอะ ตอนฮอร์โมนเวิร์กช็อปกันเป็น 10 คน แล้วแยกตามคู่ตัวเอง ซึ่งผมจะอยู่กับ แพทตี้ อังศุมาลิน ซะเยอะ ไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมร่วมกับเก้าแบบเป็นจริงเป็นจัง เรื่องนี้มาทำร่วมกันเลยรู้สึกว่าเจ๋งดี เก้าเป็นนักแสดงที่ดีมาก ผมไม่เคยเห็นเขาเล่นหนังมาก่อน คือหมายถึงในแง่มุมตอนถ่ายทำ เขาโตขึ้นกว่าตอนที่เราเล่นซีนแรกด้วยกันในฮอร์โมนเยอะ (ตอนที่เขาเป็นสไปรท์ในห้องน้ำ) จากวันนั้นเก้าเก่งขึ้นเยอะ เขาพาผมไปในที่ที่ผมไปไม่ถึง เวลาผมแสดงบางทีผมจะมีนิสัยเสียคือชอบคิดภาพล่วงหน้า พอผมได้เล่นกับเก้ามันรู้สึกว่าซีนนี้สามารถไปได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ มันดราม่ากันได้ขนาดนี้เลยนะ เก้าเป็นนักแสดงที่ผมค่อนข้างแฮปปี้ที่สุดเท่าที่เคยร่วมงานกับใครมาเลยครับ"มีซีนไหนที่ประทับใจไหม?               "มีครับ ผมชอบช่วงถ่ายทำที่ไทม์สแควร์ นิวยอร์ก ผมเป็นคนที่ดวงดีมากนะ ทำงานกี่เรื่องก็ไปลงนิวยอร์กทุกเรื่อง (ยิ้ม) ชอบครับ มันถ่ายยากมาก ยากที่สุดเท่าที่ผมเคยทำงานมา ยากตรงที่มันเป็นกล้องที่ตามเราไปเรื่อยๆ คนแถวนั้นถ้าเขาหันมองกล้องปุ๊บ คือทุกอย่างพังหมดต้องเริ่มใหม่ แล้วซีนนั้นมันประมาณ 15 นาที ต้องเดินแหวกผู้คนอยู่ในไทม์สแควร์ กล้องก็ต้องเหวี่ยงมารับหลังเรา แล้วก็เหวี่ยงมารับหน้าเรา ทุกอย่างไม่มีการเซฟโดยการคัท มันไม่มีจังหวะคัทช่วยเราเลย เพราะฉะนั้นเราต้องแบกตัวเองให้ได้ทั้งหมด 15 นาที แล้วซีนนี้อารมณ์ต้องเยอะมาก ผมชอบเพราะเวลาที่ผมทำได้ แล้วผมหันไปมองทีมงานทุกคนมันจะแฮปปี้มาก คือทุกคนเหนื่อย พอทำได้มันจะแฮปปี้ เราไม่สามารถขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวจำนวน 400-500 คน ในเวลาเดียวกันได้ โอเคว่าถ้าโปรดักชั่นเราใหญ่เหมือนฮอลลีวู้ด เราเซตเอ็กซ์ตร้าได้สบายๆ แต่นี่มันไม่ใช่ จะบอกว่าเราเจ๋งกว่าฮอลลีวู้ดก็คงไม่ใช่อีก เพราะมันยากคนละแบบ อันนี้ก็แค่ต้องอาศัยหลายเทคหน่อย มีการวัดดวงด้วย (ยิ้ม) ประทับใจครับ"ย้อนไปตอนที่ถ่ายทำเสร็จ คาดหวังถึงกระแสตอนหนังเข้าโรงไหม?               "ตั้งแต่ทำงานมา ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องกระแสเลยนะ คืองานมันทำออกไปแล้ว เราจะมาหวังอะไรแบบนี้ก็ไม่ได้ ได้แต่คิดว่าทำให้มันออกมาดีที่สุดก็พอ คือคนดูแฮปปี้ที่สุด คนที่เขาเสียเงินเข้าไปนั่งดู ออกมาแล้วเขาแฮปปี้เหมือนกับตอนที่ผมถ่ายทำก็โอเคแล้ว"ถ้าเลือกบทได้อยากเล่นแบบไหน?               "ได้หมดครับ อยู่ที่ว่าอ่านบทแล้วชอบหรือเปล่า"ขอบคุณรูปภาพประกอบบางส่วนจากภาพยนตร์เรื่อง รักของเรา The Moment  พีช พชร   พีช - เก้า   เก้า - พีช   พีช - เก้า   พีช พชร   พีช - เก้า