ฮอร์โมน

โคตรจริงใจ!! มดดำ อวยพรวันเกิด หนุ่ม กรรชัย แรงส์ซะขนาดนี้..หลอกด่ารึป่าว!!
มดดำ /  มดดำ คชาภา / 

  คงต้องยอมรับชะตากรรมซะแล้ว!! สำหรับ มดดำ คชาภา ไม่รู้เป็นเจ้ากรรมนายเวรกันมาแต่ชาติไหนกับ หนุ่ม กรรชัย หรือเปล่า? หลังจากที่ร่วมงานกันมาหลายงาน ก็เห็นทั้งคู่จิกกัดกันมาตลอดเช่นกัน แถมวันดีคืนดีก็ยังมีเรื่องให้สาดใส่กันแรงๆ ได้ตลอดๆ ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 18ก.ค.ที่ผ่านมาตรงกับวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 47 ปีของ หนุ่ม กรรชัย ด้านเพื่อนซี้อย่าง มดดำ ก็ขออวยพรวันเกิดร่ายยาวเป็นหางว่าวให้ หนุ่ม กรรชัย ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวไว้อย่างสุดซึ้ง แถมยังแอบจิกกัดแรงๆ ตามสไตล์ถึง my เจ้ากรรมนายเวรว่า   “Happy birthday น้องแว้ง เผลอไม่ได้แว้งกัดตลอด หรือจะ Happy Birthday to my เจ้ากรรมนายเวร ที่จะบอกว่ารักที่สุด เกลียดที่สุด โกรธจนพูดไม่ออกที่สุด หรือที่ระบายที่ดีที่สุด ที่ปรึกษาที่ดีที่สุดหรือปรึกษาแล้วเลวร้ายที่สุด อย่าอยู่ด้วยที่สุดหรืออยากจะหนีให้ไกลที่สุด หรืออยากจะอยู่ใกล้ที่สุดละอุ่นใจ อาจจะหาคำจำกัดความไม่ได้กับคนที่ชื่อ.... กรรชัย กำเนิดพลอย @kanchai ......อายุมากขึ้นความเป็นตุ๊ดความเป็นกระเทยก็เยอะขึ้น ยิ่งมีลูกสาวยิ่งไปกันใหญ่ อีก2ปี เรามาดูกัน แค่อยากจะบอกพี่ว่าพี่คือคนโชคดีมีแต่คนรักพี่ เพราะพี่ชอบยุ่งกับและเอาเรื่องทุกคนมาใส่หัว ระวังมีเจ้ากรรมนายเวรเพิ่มนะ. วันเกิดปีนี้ขอบคุณสำหรับทุกๆๆอย่างที่พี่ให้ด้วยความรักที่พี่มีให้ รักพี่เสมอเหมือนกัน วันเกิดละแก่ลงเลิกนอยด์แดกได้ละพี่อะ มีแต่คนรักคนรอบตัวก็รัก ขอให้สุขภาพแข็งแรง.......มันจะดีขึ้นก็ต่อเมื่อเลิกนอยด์ละหลอนตัวเองว่าตัวเองป่วยเป็นโน่นเป็นนี้วันดีคืนดีน้ำในหูไม่หูไม่เท่ากัน อีกหน่อยระวังน้ำเชื้อหมดจากตัวนะ รอเด็กมายูโตก่อนแล้วค่อยคิดป้อกๆๆ...... ขอให้มีทั้งความสุขทางกายและใจ แต่จะสุขมากขึ้นถ้าไม่ต้องไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเยอะ...........ขอให้ร่ำรวยเงินทอง.......เงินเยอะละ ใช้เท่าไรก็ไม่หมดหรอก ........และที่สำคัญแก่ลงขอให้ฮอร์โมนพี่แข็งแรงและอย่าตกกว่านี้เพราะพี่จะกลายเป็นตุ๊ด. แล้วอีก2ปีห้ามตุ๊ดแตกสาวแตกกว่านี้เพราะ คุณนายเม @mayfuang จะได้เพื่อนสาว มีความสุขมากๆๆนะพี่รักพี่ ศรัทธาพี่ ชื่นชมในตัวพี่เสมอ พี่เป็นต้นแบบในการทำงานหนูพี่รู้ไหม จะเรียกว่าพี่คือต้นแบบของอาชีพพิธีกรเลยก็ได้ปลื้มมาตั้งแต่มีรายการ5นาทีจนวันนี้มีรายการของตัวเองพี่คือต้นแบบของหนู ขอให้พี่ทำงานในวงการให้สำเร็จสูงสุดและเป็นต้นแบบให้คนอื่นๆๆตลอดไปนะพี่”   นอกจากนี้ มดดำ ก็ยังขุดภาพที่ตกเป็นกระแสข่าวระหว่างตนกับ หนุ่ม กรรชัย ว่าหลอกด่ากันใน IG ออกมาแฉอีกรอบ หลังจากต้องการหาภาพอวยพรวันเกิดแต่กับเจอภาพนี้ พร้อมระบุแคปชั่นด้วยความแรง จริงใจ แต่แฝงด้วยความฮาที่ทั้งคู่สนิทสนมกันว่า   “นี้คือที่มาของน้องแว้ง@kanchai วันนี้วันเกิดนางอย่าไปหาเรื่องนาง เพราะนี้แค่ตัวอย่างการแว้ง นะคะหลอกด่ากันในIG วิธีทันสมัยไว้หลอกด่ากันสำหรับดารานำเทรนโดนกรรชัย แต่แค้นนี้ต้องชำระนะคะตอนแรกลืมไปละกดหารูปมาอวยพรวันเกิดเสือกเจอ ฝากไว้ก่อนนะคะน้องแว้ง กรรชัยฮอร์โมนตกเด๋วหาทางก่อน”   แหม...ช่างเป็นมวยถูกคู่และยังเป็นคู่ที่รักกันมากจริงจริ๊งเลยนะยะ งานนี้ก็แค่หยอกกันแรงๆ เท่านั้นเองจ้า ว่าแต่เมื่อไหร่จะลงเอยกันสักทีละจ๊ะ อิอิ!! ขอบคุณภาพจาก IG moddamkachapa, kanchai มดดำ อวยพรวันเกิด หนุ่ม กรรชัย IG มดดำ คชาภา มดดำ หนุ่ม กรรชัย มดดำ หนุ่ม กรรชัย หนุ่ม กรรชัย น้องมายู

10 วิธีลดขนมหวาน ต้านความชรา ถ้าไม่อยากแก่ก่อนวัย
ขับถ่ายยาก /  ติดน้ำตาล / 

เมื่อเข้าช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าวหลายคนก็จะคิดถึงเครื่องดื่ม หวาน ๆ เย็นๆ ไม่ว่าจะน้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้ปั่น ไอศกรีม ผลไม้ลอยแก้ว น้ำแข็งใส ขนมหวาน ขนมเค้กและอื่นๆ เพื่อช่วยดับกระหายคลายร้อย อาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ช่วยทำให้ความรู้สึกร้อนดีขึ้น สดชื่น กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในทันที และคนส่วนมากก็มักจะติดอยู่กับความรู้สึกนี้ เรียกว่า “ภาวะติดน้ำตาล” คือกินหรือดื่มอาหารต้องมีน้ำตาลหรือความ หวาน เป็นส่วนประกอบ เมื่อติดแล้วหากไม่ได้กินน้ำตาลก็จะรู้สึกไม่สดใส ไม่มีแรง หรือบางครั้งก็หงุดหงิด อารมณ์เสีย กลไกเมื่อน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายจะถูกแปรรูปให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ให้เป็นพลังงาน การที่เราได้รับน้ำตาลในปริมาณสูงจะทำให้มีระดับของน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และฮอร์โมนตัวหนึ่งที่สร้างมาจากตับอ่อนที่ชื่อว่าอินซูลินก็จะถูกสร้างมากขึ้นด้วยเพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ แต่การที่ตับอ่อนต้องทำงานหนักเป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้ตับอ่อนล้า หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ และผลที่ตามมาก็คือการเกิดโรคเบาหวาน และเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลในปริมาณมากเกินความต้องการ น้ำตาลเหล่านั้นก็จะแปรรูปเป็นไขมันสะสมไปทั่วร่างกาย ผลที่ตามมาก็คือการเกิดโรคอ้วน จะส่งผลให้ร่างกายทำงานหนักมากเกินไปร่างกายก็จะเสื่อมโทรมและชราเร็วกว่าที่ควรเป็นอีกทั้งยังเพิ่มอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดอีกด้วย 1. เลือกดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำ หวาน เน้นการดื่มน้ำเปล่า เครื่องดื่มชาหรือสมุนไพรที่ไม่เติมน้ำตาล ร่างกายต้องการน้ำวันละ 8 แก้วขึ้นไป น้ำช่วยขจัดของเสีย ขนส่งสารอาหารและออกซิเจนไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงให้ความชุ่มชื้นแก่เซลล์ การดื่มน้ำน้อยนอกจากจะทำให้ผิวไม่สดใสยังส่งผลให้อวัยวะภายในของร่างกายต้องทำงานหนักเป็นที่มาของความเสื่อมโทรม 2. รับประทานผลไม้สดแทนขนม หวาน ทานผลไม้ที่ไม่ผ่านการแปรรูป เพราะผลไม้สดนั้นให้วิตามิน เกลือแร่และใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย แถมยังได้รส หวาน จากน้ำตาลฟรักโทส กลูโคสจากที่ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น อาจนำผลไม้มาปั่นทำเป็นไอศกรีมแท่ง หรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แช่แข็งแล้วใส่ในน้ำดื่มแทนน้ำแข็งก็จะได้น้ำดื่มกลิ่นผลไม้ แต่ไม่ได้น้ำตาลส่วนเกิน 3. เลือกชนิดของขนม หวาน ที่จะรับประทาน หากอยากจะกินขนม หวาน น้ำแข็งใสก็ควรกินกับธัญพืชที่ให้ใยอาหารสูง เช่น ลูกเดือย ถั่วแดง ถั่วเขียว ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด หรือผลไม้รสไม่ หวาน เช่นฝรั่ง มะม่วงมันดิบ ลูกพรุน เนื่องจากใยอาหารจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายและช่วยลดปริมาณความต้องการอินซูลินของร่างกาย ร่างกายก็จะไม่ทำงานหนักทำให้ร่างกายมีเวลาเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง นอกจากนี้ใยอาหารยังช่วยให้อิ่มท้องได้นาน ลดความหิวของ หวาน ลดความอ้วนได้ 4. หลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณการเติมนํ้าตาลลงในอาหารและเครื่องดื่ม ในที่นี้หมายถึงน้ำตาลทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาลทราย น้ำตาลทรายแดง น้ำผึ้ง ไซรัป และไฮฟรักโทสคอร์นไซรัปหรือน้ำตาลที่สกัดจากข้าวโพด เป็นต้น เพราะเมื่อเข้าสู่ร่างกายสุดท้ายจะเปลี่ยนไปเป็นกลูโคสดังนั้นจึงควรลดปริมาณการใช้น้ำตาลเหล่านี้ในอาหารและเครื่องดื่ม 5. ชิมรสชาติอาหารก่อนปรุงทุกครั้ง ในบางครั้งเรามักจะติดการปรุงอาหารโดยการใส่น้ำตาลก่อนเสมอทำให้ได้รับน้ำตาลมากเกินไปจนเกิดโทษ และหากสั่งอาหารก็ควรเน้นว่าไม่ หวาน เนื่องจากหากรสชาติไม่ หวาน เราสามารถเพิ่มเติมเองที่ละน้อยได้ 6. บ้วนปากทุกครั้งหลังรับประทานของ หวาน บ้วนปากด้วยน้ำเปล่าธรรมดาหลังจากกินขนม หวาน หรือน้ำหวาน เนื่องจากความรู้สึกที่สัมผัสได้ถึงความหวานจากต่อมรับรสชาติภายในช่องปากจะส่งผลให้เกิดความอยากอาหาร และยังเป็นสาเหตุหลักที่ทําให้ฟันผุ เพราะแบคทีเรียที่ยังคงหลงเหลืออยู่หลังจากรับประทานอาหารจะมีโอกาสทำลายฟัน หรือหาโอกาสแปรงฟันหลังจากรับประทานอาหารหรือของว่างทุกครั้ง 7. อ่านฉลากโภชนาการข้างบรรจุภัณฑ์ ควรอ่านฉลากโภชนาการที่บอกถึงปริมาณน้ำตาลที่ข้างกล่องว่า มีน้ำตาลซูโครส แล็กโทส ฟรักโทส กลูโคส มอลโทส น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง ไฮฟรักโทสคอร์นซีรัป คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์หรือเป็นกี่กรัมหากมีมากกว่า 15 กรัมหรือประมาณ 3 ช้อนชาก็ควรจะหลีกเลี่ยง 8. ให้เวลาร่างกายในการปรับตัว ร่างกายเราจะใช้เวลาประมาณ 10 วันในการปรับสภาพลิ้นที่ติดรสชาติอาหาร หวาน ในช่วงแรกอาจทำให้รู้สึกว่าอาหารหรือเครื่องดื่มขาดรสหวานและรสชาติไม่เหมือนเดิม แต่หากให้เวลาสักพักร่างกายจะสามารถปรับและลิ้นจะมีความชินกับชาติอาหารที่ไม่ หวาน และต่อไปก็จะต้องการน้ำตาลลดลง 9. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็ก ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กโดย ไม่ให้ขนมหวาน ทอฟฟี่ ช็อคโกแลต และไม่ควรแสดงความรักให้รางวัลปลอบใจเด็กหรือฉลองเทศกาลต่างๆ ด้วยอาหารที่มีน้ำตาลสูง 10. ใช้สารให้ความ หวาน บางตัวที่มีประโยชน์ ในช่วงที่ลดน้ำตาลอาจมีการใช้สารให้ความ หวาน บางตัวที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่น หญ้าหวานหรือ Stevia ใบของหญ้าหวานนี้จะให้ความ หวาน มากกว่าน้ำตาลทรายขาวปกติถึง 30 เท่าจึงใช้เพียงปริมาณที่เล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่าการศึกษาจะระบุถึงความปลอดภัยของหญ้าหวาน ไม่มีอันตรายในคน และไม่เกิดพิษสะสมได้ แต่กระนั้นก็ตามการใช้หญ้าหวานก็ควรที่จะระมัดระวัง เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงเล็กน้อยเช่น ในบางรายอาจเกิดแก๊สในระบบทางเดินอาหารได้ ถึงแม้ว่าการได้รับน้ำตาลมากเกินไปจะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคเรื้อรังและเร่งความชรา การได้รับน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมคือไม่เกินกว่า 5 ช้อนชาในหนึ่งวันก็ไม่ถือว่าอันตรายเนื่องมาจากน้ำตาลมีหน้าที่คือให้พลังงาน เพื่อใช้ในการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น การหายใจ การย่อยอาหาร การทำงานของต่อมมีท่อและไร้ท่อต่างๆ และที่สำคัญคือน้ำตาลเป็นอาหารของสมอง ร่างกายจะใช้พลังงานจากน้ำตาลก่อนสารอาหารประเภทไขมันหรือโปรตีน ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานก็ควรพกน้ำตาลติดไว้หากมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำก็ควรดื่มน้ำหวานหรือลูกอมน้ำตาล และในผู้ที่สูญเสียเหงื่อหรือมีอาการท้องเสียการได้รับน้ำตาลก็จะทำให้รู้สึกดีขึ้น ไม่อ่อนแรง เพราะฉะนั้นหากเราเลือกรับประทานนํ้าตาลในปริมาณที่เหมาะสมให้ถูกต้องตามปัจจัย แวดล้อมของแต่ละบุคคลอันประกอบไปด้วยอายุ เพศ นํ้าหนัก ส่วนสูง และกิจกรรมระหว่างวันก็จะทําให้ร่างกายไม่ขาดสมดุลและไม่ก่อให้เกิดความชราก่อนวัยอันควร ขอบคุณที่มาจาก : www.womanplusmagazine.com

วิธีดูแลตัวเอง สำหรับผู้ป่วย โรคเบาหวาน กินอยู่ยังไงให้ชีวิตเป็นสุข
คุมน้ำตาล /  น้ำตาล / 

โรคเบาหวาน เป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติจนทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อหลอดเลือดต่างๆทั่วร่างกาย เช่น “โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตวายเรื้อรัง ตาบอด ระบบประสาทส่วนปลายเสื่อมนำไปสู่การตัดเท้าหรือขา” เป็นต้น ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน นอกจากพันธุกรรมแล้ว ปัจจัยสิ่งแวดล้อมและวิธีการดำเนินชีวิต เช่น การเลือกรับประทานอาหาร น้ำหนักตัวเกิน ไม่ออกกำลังกาย หรือมีภาวะความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง ก็สุ่มเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานเช่นกัน สาเหตุของระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิดจากตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ลดลง ร่วมกับการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนอินซูลินที่เซลล์กล้ามเนื้อ ตับ และเซลล์ไขมันลดลง ซึ่งฮอร์โมนอินซูลินมีหน้าที่ควบคุมการใช้พลังงานของร่างกายให้ใช้น้ำตาลเป็นพลังงานหลัก เมื่อร่างกายขาดพลังงานจึงรู้สึกเพลีย อยากกินอาหารหวาน และน้ำตาลสูงในเลือดที่สูงเกินจะถูกขับออกทางปัสสาวะ จึงมีอาการปัสสาวะบ่อย คอแห้ง หิวน้ำ และน้ำหนักลด ผู้ป่วยเบาหวานควรมีความรู้ในการดูแลตัวเอง ได้แก่ การเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม หมั่นออกกำลังกายตามความแข็งแรง ควบคุมน้ำหนักตัว รับประทานยาหรือฉีดยาตามคำแนะนำแพทย์และมาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ หนึ่งในการดูแลตนเองที่ผู้ป่วยเบาหวานควรรู้ คือ การดูแลตนเองเมื่อมีภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลัน เช่น การติดเชื้อ การผ่าตัด อุบัติเหตุ หรือได้รับยาบางชนิดที่มีผลต่อน้ำตาลในเลือด ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนต่างๆ เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคกับอาการเจ็บป่วยนั้นๆ มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นหรือลดลงผิดปกติ รวมทั้งอาการเจ็บป่วยมีผลต่อปริมาณอาหารที่รับประทานทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่ง นอกจากคนไข้จะเจ็บป่วยจากโรคนั้นๆแล้ว อาจมีภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันจากระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่ 1. Diabetic ketoacidosis คือ ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงร่วมกับเลือดเป็นกรด มักตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 250 มก./ดล. อาการ ได้แก่ กระหายน้ำ คอแห้ง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หอบเหนื่อย ลมหายใจมีกลิ่นผลไม้ จนถึงซึม หมดสติได้ 2. Hyperglycemia hyperosmolar nonketotic syndrome (HHNS) ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงร่วมกับภาวะ osmolarity (ความเข้มข้นเลือด) สูง มักพบในผู้สูงอายุที่คุมเบาหวานได้ไม่ดี มีภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลัน ร่วมกับภาวะขาดน้ำรุนแรง ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 600 มก./ดล. บางรายที่เป็นมาก อาจมีความดันโลหิตต่ำ ความรู้สึกตัวจะค่อยๆลดลง จนโคม่าได้ 3.Severe hypoglycemia ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำรุนแรง จนผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น มีอาการสับสน เป็นลม หมดสติ ชักเกร็ง กระตุก จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่น และอาการดีขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลปกติ มักพบเมื่อระดับน้ำตาลในเลือด 50 มก./ดล. หรือต่ำกว่า ข้อควรปฏิบัติยามเจ็บป่วยสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน (Sick- day rules) สำหรับผู้ป่วยเบาหวานเมื่อเกิดภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลัน สิ่งที่ต้องหมั่นทำ คือ ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ชั่วโมงละครึ่งถึงหนึ่งแก้ว (ถ้าไม่มีข้อห้าม เช่น โรคหัวใจ โรคไต) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยขับน้ำตาลส่วนเกินและคีโตนไปทางปัสสาวะ ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่ปลายนิ้วบ่อยขึ้น (ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่หนึ่งควรจะตรวจทุกๆ 4 ชั่วโมงและตรวจคีโตนในปัสสาวะ สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สอง ควรตรวจอย่างน้อย 3 เวลาก่อนอาหารและก่อนนอน) กินอาหารคาร์โบไฮเดรตให้เพียงพอ หากไม่สามารถรับประทานอาหารปกติได้ แนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำข้าวผสมเกลือเล็กน้อย แครกเกอร์ ขนมปัง โยเกริต นมหรือน้ำเต้าหู้ อย่าหยุดยาด้วยตนเอง ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความต้องการซื้อยาจากภายนอกโรงพยาบาล ควรแจ้งประวัติโรคประจำตัวและรายชื่อยาที่ใช้อยู่แก่เภสัชกรหรือแพทย์ทุกครั้ง เนื่องจากยาปฏิชีวนะบางชนิดทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ควรงดออกกำลังกายพักผ่อนให้เพียงพอ อาการที่ควรมาโรงพยาบาล ได้แก่ มีไข้ 2 วันแล้วยังไม่ทุเลา หรือมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง รับประทานอาหารไม่ได้เลยนานกว่า 6 ชั่วโมง ตรวจพบคีโตนในปัสสาวะ (ระดับปานกลางหรือตั้งแต่ 2+ ขึ้นไป) ระดับน้ำตาลจากเลือดปลายนิ้วก่อนอาหารมากกว่า 240 มก./ดล. แม้ปรับยากินหรือยาฉีดอินซูลินแล้ว มีอาการของภาวะขาดน้ำ เช่น ริมฝีปากแห้งแตก หรืออาการรุนแรง เช่น หอบเหนื่อย แน่นหน้าอก หายใจมีกลิ่นผลไม้ และสิ่งที่ผู้ป่วยต้องเตรียมข้อมูลเมื่อมาพบแพทย์ คือ รายชื่อยา อาการเจ็บป่วย ปริมาณอาหารที่กินได้ น้ำหนักตัวปกติ และระดับน้ำตาลในเลือดช่วงเจ็บป่วยมาด้วยเพื่อให้แพทย์วินิจฉัย ข้อมูลโดยแพทย์หญิงพญ.ณัฐกานต์ มยุระสาคร แพทย์ด้านต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม โรงพยาบาลพระรามเก้า

มันดีกับใจ!! ต่อ ธนภพ ยังหล่อใส ออร่าแรงกระแทกต่อมติ่ง!!
ต่อ ธรภพ /  ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น

              ชมพูพิ้งค์ไปทั้งงานเบิกบานหัวใจแฟนคลับน่าดู สำหรับหนุ่มหล่อหน้าใส ต่อ ธรภพ ที่เมื่อวานนี้ (12 ต.ค.2559) มีโอกาสได้ไปร่วมงาน Za Brand New You ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว เรียกว่ายังคงความฮอตไว้เฉกเช่นเดิมไม่ด้อยไปกว่าเมื่อครั้งที่โด่งดังใหม่ๆ จากซีรีส์ ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น เพราะบรรดาประชาชียังหลงไหลใคร่ปลื้มหน้าใสๆ ร่างโย่งๆ ของพ่อเจ้าประคุณอยู่ตลอดๆ เรียกว่าขยับตัวนิดเสียงกรีีดก็ลั่นห้างแล้ว                ซึ่งจุดนี้ต้องบอกว่าออร่าความหล่อกับอัธยาศัยขี้เล่นของเจ้าตัวถูกอกถูกใจ กระแทกตับกระแทกไส้บรรดาติ่งซะเหลือเกิน ขนาดมีแฟนเป็นตัวเป็นตน สถานะก็ไม่ได้โสดสดซิงยังได้ใจหญิงไปซะขนาดนี้ แหมมม...โสดให้เห็นเมื่อไรคงได้ฮอตไปอีกเท่าตัวแน่ๆ เลย หุหุ   ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ

หันมาเน้นกิน อาหารพืช ลดเสี่ยงเป็นโรค แถมยังผอม หุ่นดีได้อีกด้วย
ลดความเสี่ยง /  อาหาร / 

Whole foods, plant-based diet คือ การรับประทาน อาหารพืช เป็นหลักในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติ เป็นหนึ่งในแนวทางการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในรอบปีที่ผ่านมา และยังคงอยู่ในกระแสความนิยมจากผู้คนจำนวนมากต่างจากแนวทางอื่นๆ เนื่องจากมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นคุณประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้รับประทานอาหารในแนวทางนี้ อาทิเช่น ผลงานการศึกษาของ ดร.ดีน ออร์นิช และ ดร.แมคดูกัล ที่ระบุว่าอาหารพืชเป็นหลักในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาตินั้นสามารถป้องกันและจัดการกับโรคเรื้อรังชนิดต่างๆ ได้ นอกจากจะช่วยในการรักษารูปร่างแล้ว งานวิจัยทางการแพทย์ในหลายสาขายังชี้ให้เห็นว่าการรับประทานอาหารพืชเป็นหลักในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาตินี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง ได้อีกด้วย วิทยาลัยสาธารณสุขแห่งฮาร์วาร์ด (Harvard School of Public Health) แนะนำว่าอาหารที่มีผักและผลไม้เป็นส่วนประกอบหลักนั้นจะช่วยลดค่าความดันโลหิตได้ นักวิจัยจากฮาวาร์ดยังพบว่าผู้ที่รับประทานผักและผลไม้มากกว่าคนทั่วไปเป็นระยะเวลากว่า 14 ปีนั้นมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดน้อยลงอีกด้วย การรับประทาน อาหารพืช เป็นหลักในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติทุกวัน แตกต่างจากแนวทางในการรับประทานแบบอื่นๆ เพราะสามารถทำได้ง่ายและคุ้มค่า ซึ่งแนวทางนี้จะเน้นการรับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลักโดยไม่มีการสกัด ไม่มีการขัดสี ไม่มีการแปรรูปใดๆ และลดการรับประทานเนื้อสัตว์กับอาหารแปรรูปให้น้อยลง อาหารธรรมชาติเหล่านี้จะช่วยนำสารอาหารหลักที่ให้พลังงานทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันที่ดีเข้าสู่ร่างกาย โดยไม่ได้เน้นแค่สารอาหารเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการผสมผสานของสารอาหารที่หลากหลายที่เหมาะสมกับร่างกายของคนเรามาก นอกจากคุณประโยชน์ที่มากมายแล้ว ยังเริ่มต้นได้ง่ายๆ จากพืชผักผลไม้ใกล้ตัว ที่สามารถหาได้ทั่วไปในประเทศไทย มะพร้าว – ผลไม้ท้องถิ่นมากคุณประโยชน์ นอกจากความชื่นใจดับกระหายแล้ว น้ำมะพร้าวยังประกอบด้วยสารไซโตไคนินเป็นจำนวนมาก ไซโตไคนินเป็นกลุ่มฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมการเจริญเติบโต พัฒนาการ และความแก่ของร่างกายมนุษย์ การดื่มน้ำมะพร้าวจึงอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีส่วนช่วยรักษาความหนุ่มสาวไว้ได้ ฟักทองและมะละกอ – ขุมทรัพย์ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ ผลการศึกษาของสถาบันมะเร็งแห่งชาติในสหรัฐอเมริการะบุว่า ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองและส้ม เช่น ฟักทอง มะละกอ และแครอทนั้นอุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณสมบัติในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ผักผลไม้เหล่านี้ยังมีคุณประโยชน์อื่นๆ ต่อร่างกายอีกมากมายหลายประการ ฟักทอง จัดว่าเป็นผลไม้ประเภทหนึ่งซึ่งนิยมนำมารับประทานกันทั่วไป โดยใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารคาวหวานหลายชนิด เราสามารถเลือกอิ่มกับเมนูง่ายๆ อย่างเช่น ผัดฟักทองรับประทานกับข้าวกล้อง นอกจากฟักทองจะประกอบไปด้วยวิตามินเอและแคโรทีนอยด์ ซึ่งช่วยบำรุงสายตาและทำให้การมองเห็นในที่ที่มีแสงน้อยดีขึ้นแล้ว ฟักทองยังอุดมไปด้วยใยอาหารในปริมาณสูง ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น จึงเหมาะสำหรับคนที่กำลังควบคุมแคลอรี แคโรทีนอยด์ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ ช่วยลดริ้วรอย ทำให้ผิวตึงกระชับ การรับประทานฟักทองและมะละกอจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี นอกจากเนื้อฟักทองแล้ว เมล็ดฟักทองก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพและร่างกายด้วยเช่นกัน ในเมล็ดฟักทองอุดมไปด้วยกรดอะมิโนทริปโตเฟนซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการช่วยสร้างเซโรโทนิน ซึ่งเป็นหนึ่งในสารที่ทำให้รู้สึกสดชื่นและมีอารมณ์ดี ลองทานเมล็ดฟักทองเป็นอาหารว่าง รับรองว่าคุณต้องรู้สึกมีความสุขมากขึ้นแน่นอน ผักใบเขียว – อาหารพื้นฐานที่ไม่ควรมองข้าม สำหรับชีวิตในเมืองอันแสนวุ่นวายและเร่งรีบ การหาผักและผลไม้รับประทานในแต่ละมื้ออาจดูเป็นเรื่องยาก แต่อันที่จริงแล้วสารพัดพืชผักผลไม้ที่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นผักบุ้ง ผักโขม หรือผักคะน้านั้น สามารถหาซื้อได้ง่ายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือในสลัดบาร์ทั่วไป การปรุงอาหารที่บ้านยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดหากคุณต้องการควบคุมปริมาณน้ำมัน เกลือ และน้ำตาลด้วยตนเอง การทำอาหารจากผักสักจานที่บ้านนั้นยังใช้เวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น ลองเมนูง่ายๆ อย่างผักบุ้งหรือผักโขมลวกแล้วโรยหน้าด้วยอัลมอนด์บดกับพริกซอย รับประทานพร้อมข้าวกล้องหุงร้อนๆ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้สารอาหารที่เต็มเปี่ยม ผักใบเขียว ยังประกอบไปด้วยใยอาหารในปริมาณสูง และช่วยรักษาระบบการย่อยอาหาร เช่น การทำความสะอาด และลดการอักเสบ นอกจากนี้ผักใบเขียวยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งและโรคเรื้อรังอื่นๆ ช่วยในการลดน้ำหนักและการรักษาน้ำหนักให้คงที่ ผักสีเขียวเข้ม เช่น พืชในตระกูลผักโขมอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก จากผลการศึกษาของกรมวิชาการเกษตรของสหรัฐอเมริกา พบว่าผักโขมที่ปรุงแล้วขนาด 1 ถ้วยตวงมีธาตุเหล็ก 1 มิลลิกรัมซึ่งมากกว่าตับวัวปริมาณ 85 กรัมเสียอีก อย่างไรก็ตาม ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการรับประทาน อาหารพืช เป็นหลักในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติแนวทางนี้ ว่าเป็นการทานผักประเภทใบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งความจริงเรายังจำเป็นต้องเพิ่มพืชผักผลไม้ที่ให้แป้ง เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง ข้าวโพด ฟักทอง และข้าวกล้อง ไปในมื้ออาหารด้วย หากทานอาหารในหมวดหมู่นี้ให้ครบทุกชนิด นอกจากจะได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนแล้ว คุณจะสนุก และมีความสุขกับการรับประทานมากขึ้นอีกด้วย

จะเลือกกินอาหารอย่างไรดี เมื่อรู้ว่าตัวเอง โคเลสเตอรอลสูง
หลอดเลือดสมองตีบ /  หัวใจขาดเลือด / 

ภัยเงียบ ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจขาดเลือด หลอดเลือดสมองตีบ มาทำความรู้จักกับโคเลสเตอรอล (Cholesterol) กันดีกว่า โคเลสเตอรอล เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่พบในเลือด แม้ไม่สามารถให้พลังงานแก่ร่างกายได้ แต่ก็มีประโยชน์ในการสร้างกรดน้ำดีซึ่งช่วยในการย่อยอาหาร สร้างฮอร์โมนบางชนิด และวิตามินดี รวมทั้งเป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ ซึ่งโคเลสเตอรอลในร่างกายจะได้จาก 2 แหล่ง คือ สร้างขึ้นมาเอง และได้รับจากอาหาร ซึ่งปริมาณโคเลสเตอรอลในอาหารจะมากน้อยแล้วแต่ชนิดของอาหาร ดังตัวอย่างในตารางนี้ ปริมาณโคเลสเตอรอล (มิลลิกรัม/100กรัมของอาหาร) ระดับโคเลสเตอรอลที่เหมาะสม ค่าโคเลสเตอรอลรวมที่ได้จากการตรวจเลือด ควรมีค่าน้อยกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร สำหรับโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-cholesterol) ควรมีค่าต่ำกว่า 100-130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร โดยขึ้นกับ ความเสี่ยง สำหรับโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-cholesterol) ในผู้หญิงควรมีค่าสูงกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในผู้ชายควรมีค่าสูงกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ทำไมโคเลสเตอรอลสูงนะ เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง และการรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมากเกินไป เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม และถ่ายทอดในครอบครัว เกิดจากโรคบางอย่าง เช่น เบาหวาน โรคอ้วน ไตวาย หรือภาวะบางอย่าง หรือยาบางชนิด กินได้เท่าไร ? คนปกติไม่ควรได้รับโคเลสเตอรอลจากอาหารเกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ถ้ามีโคเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol) ในเลือดสูงเกิน 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร แล้ว ปริมาณโคเลสเตอรอลจากอาหารก็ต้องลดลงให้น้อยที่สุด (ควรน้อยกว่า 200 มิลลิกรัม/วัน)โดยไม่ต้องกลัวขาดโคเลสเตอรอลเพราะร่างกายสร้างได้เองประมาณ 2 ใน 3 ของที่ต้องใช้ในแต่ละวัน ปฏิบัติตัวอย่างไร ? เลือกรับประทานอาหารที่มีปริมาณโคเลสเตอรอลไม่เกิน 300 มิลลิกรัม/วัน หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น ไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ เนื้อสัตว์ติดมัน กะทิ เนย ครีม เลือกรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเลอิก(โอเมก้า 9) เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยให้มากขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวซ้อมมือ ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ที่มาบทความสุขภาพจาก โรงพยาบาลรามคำแหง

รู้กันไหมว่า? อุณหภูมิร่างกายเท่าไหร่ถือว่า มีไข้ พร้อมวิธีดูแลเมื่อคุณเป็นไข้
มีไข้ /  ลดไข้ / 

ไข้เป็นสิ่งบ่งบอกว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกาย ซึ่งอาจไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องรุนแรงเสมอไป อุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 37.5 – 38 องศาเซลเซียสขึ้นไปจะถือว่าเด็กเป็นไข้ ไข้เกิดขึ้นได้จากสาเหตุมากมาย ส่วนใหญ่เกิดจากไข้หวัด เด็กมักมีอาการน้ำมูกไหล ไอ หรือเจ็บคอร่วมด้วย ไข้ในเด็กอาจทำให้เด็กงอแง ที่สำคัญอาจมีอาการชักตามมา การดูแลไม่ให้ไข้สูงเกินขีดอันตรายก็สามารถทำได้ โดยการให้เด็กรับประทานยาลดไข้ ร่วมกับการเช็ดตัว ผู้ปกครองเด็กควรใช้ปรอทวัดไข้เพื่อวัดอุณหภูมิร่างกาย ซึ่งเป็นการประเมินประสิทธิภาพของยาลดไข้ และการเช็ดตัว กรณีเด็กที่มีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูงมาก เป็นไข้อยู่หลายวัน มีอาการซึม กระหม่อมตึง หอบ เหนื่อย หรือเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี หากมีไข้ผู้ปกครองควรพาเด็กไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุของไข้ที่แท้จริงต่อไป ไข้ (fever) หมายถึง การที่อุณหภูมิของร่างกายสูงเกินปกติ ซึ่งร่างกายคนปกติจะมีอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส เมื่อวัดทางปาก ร่างกายของคนเราจำเป็นต้องมีการปรับอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม และไม่เปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของอากาศภายนอก ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานของร่างกายเป็นไปได้อย่างปกติ ค่าอุณหภูมิที่บอกว่าผู้ป่วยมีไข้ที่เหมาะสมที่สุด คือ การวัดในตอนเช้าตรู่ได้อุณหภูมิเท่ากับ 37.2 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า หรืออุณหภูมิเท่ากับ 37.8 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า เมื่อวัดเวลาใดๆ ของวัน อุณหภูมิร่างกายปกติ 1. อุณหภูมิร่างกายปกติไม่ได้คงที่ตลอดเวลา จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในแต่ละช่วงของวัน โดยเฉพาะในช่วง 15.00 - 17.00 น. อุณหภูมิมักจะสูงสุด และจะค่อยๆ ลดลงจนต่ำสุดในเวลา 23.00 - 01.00 น. และจะเพิ่มสูงขึ้นอีกเช่นนี้ทุกวัน การเปลี่ยนแปลงของ อุณหภูมิร่างกายเช่นนี้สังเกตเห็นได้ชัดในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ 2. เวลาเช้าอุณหภูมิของร่างกายจะต่ำกว่าอุณหภูมิตอนบ่ายหรือเย็น 3. อุณหภูมิร่างกายยังขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ หรือการออกกำลังกาย และขึ้นกับระดับฮอร์โมนในร่างกายด้วย 4. ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิร่างกายอยู่ที่สมองส่วนฮัยโปธาลามัส มีหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิรับสัญญาณจากบริเวณต่างๆ ของร่างกาย และคอยควบคุมให้ร่างกายเก็บความร้อน สร้างความร้อน เพิ่มหรือลดความร้อน โดยถ่ายเทความออกไปมากขึ้น 5. peo-optic region เป็นตำแหน่งหนึ่งในสมองส่วนฮัยโปธาลามัส ที่มีบทบาทเป็นแกนกลางของการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย จากการศึกษามากมายที่ทำต่อเนื่องกันนานกว่า 60 ปี ทำให้มีหลักฐานแน่ชัดว่าเซลล์ประสาทในบริเวณนี้ ไวต่ออุณหภูมิ และเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิทั้งทางสรีรวิทยาและพฤติกรรม 6. สารที่ทำให้เกิดไข้ อาจมาจากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย หรือเกิดขึ้นภายในร่างกายเอง โดยจะเกิดปฏิกิริยาภายในและเกิดสารที่ออก ฤทธิ์บริเวณสมองส่วนที่ควบคุมอุณหภูมิ และส่งสัญญาณมาทางระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้หลอดเลือดบริเวณผิวหนังหดตัว ส่ง ผลต่อเนื่องให้การระบายความร้อนในร่างกายออกทางผิวหนังลดลง 7. เวลามีไข้ มือ เท้าจะเย็น แต่ศีรษะจะร้อน บาครั้งมือเท้าซีดและเขียว เนื่องจากผิวหนังขาดออกซิเจน ถ้าอุณหภูมิที่ผิวหนังต่ำมาก ก็ จะเกิดการสั่นของกล้ามเนื้อ ดังที่เห็นว่าเวลามีไข้แล้วหนาวสั่น การสั่นของกล้ามเนื้อทำให้มีการสร้างความร้อนมากขึ้น ถ้าความ ร้อนในร่างกายถูกสร้างขึ้นมาก อุณหภูมิในร่างกายก็จะสูงขึ้นมาก อาจจะทำให้ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิเสียการทำงานไปและไม่ตอบ สนองต่อยาลดไข้ การวัดไข้ 1. โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า เทอร์โมมิเตอร์ จะช่วยจำแนกความหนักเบาของไข้ได้ง่ายขึ้น ถ้าไม่มีอุปกรณ์ให้ใช้หลังมือสัมผัสหน้าผาก ลำตัว หรือบริเวณอื่นก็พอรู้สึกได้คร่าวๆ 2. การวัดอุณหภูมิทางทวารหนักเป็นการวัดอุณหภูมิของแกนร่างกายที่แม่นยำมากที่สุด อุณหภูมิที่ได้จากการวัดทางทวารหนักสูงกว่าตำแหน่งอื่นๆ เนื่องจากมีการสร้างความร้อนขึ้นโดยแบคทีเรียในอุจจาระ 3. การวัดอุณหภูมิทางปากเป็นวิธีที่ง่าย มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วสอดคล้องตามอุณหภูมิของแกนร่างกาย แต่การวัดอุณหภูมิทางปากต้องการความร่วมมือของผู้ถูกตรวจ จึงใช้ไม่ได้กับผู้ป่วยทุกราย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ที่ไม่ร่วมมือ และผู้ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจอยู่ 4. การวัดอุณหภูมิทางแก้วหูโดยใช้รังสีอินฟราเรด เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก ปัจจุบันนิยมใช้กันมากในหอผู้ป่วยหนักและคลินิกต่างๆ แก้วหูเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการวัดอุณหภูมิของแกนร่างกาย เนื่องจากถูกหล่อเลี้ยงด้วยแขนงของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย 5. การวัดอุณหภูมิทางรักแร้เป็นวิธีที่เหมาะสม และแม่นยำในทารกแรกเกิด แต่ไม่ดีในเด็กโต และผู้ใหญ่ 6. ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิที่วัดทางทวารหนักสูงกว่าค่าที่วัดทางปากในเวลาเดียวกัน 0.4 องศาเซลเซียส และสูงกว่าค่าที่วัดทางแก้วหู 0.8 องศาเซลเซียส ลักษณะของไข้ 1. ไข้สูงลอยอยู่ตลอด คือ อุณหภูมิจะสูงอยู่ระดับหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงบ้างก็เพียงเล็กน้อย ไม่ลดถึงระดับปกติ 2. ไข้ขึ้นๆ ลงๆ ระหว่างอุณหภูมิสูงกับอุณหภูมิระดับปกติ 3. ไข้ขึ้นๆ ลงๆ แต่ไม่ลงถึงระดับปกติ 4. ไข้ขึ้นหลายๆ วัน แล้วลดเป็นวัน แล้วกลับขึ้นอีก 5. ไข้ต่ำๆ ตลอด ไม่ลดลงระดับปกติ 6. ไข้อาจจำแนกตามระดับอุณหภูมิได้เป็น 3 ระดับ คือ ไข้ต่ำ อุณหภูมิร่างกายอยู่ระหว่าง 37.0 ํc - 38.9 ํc ไข้ปานกลาง อุณหภูมิร่างกายอยู่ระหว่าง 38.9 ํc - 39.5 ํc และไข้สูง อุณหภูมิร่างกายอยู่ระหว่าง 39.5 ํc - 40.0 ํc สาเหตุของไข้ 1. การติดเชื้อที่มีการอักเสบเฉพาะที่ เช่น คออักเสบ ลำไส้อักเสบ ข้ออักเสบ การติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และโปรโตซัว เช่น ไข้หวัด ไข้มาลาเรีย ไข้จากแผล ฝีหนอง 2. การติดเชื้อซึ่งไม่มีอาการเฉพาะที่ เช่น ไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ ไข้ไทฟอยด์ เป็นต้น โรคติดเชื้อบางชนิด อาจไม่มีไข้ เช่น โรคเรื้อน กลากเกลื้อน พุพองตามผิวหนัง เป็นต้น โรคติดเชื้อจาก แบคทีเรีย รา ไวรัส ยีสต์ โปรโตซัว เป็นต้น 3. การกระตุ้นจากเหตุผิดปกติบางอย่างในร่างกายที่ไม่ใช่การติดเชื้อ เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งจะมีไข้ร่วมกับอาการอื่น เช่น ต่อมน้ำเหลืองโต เกิดจากการอักเสบ เนื้องอกหรือมะเร็ง 4. ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิได้รับการกระทบกระเทือนจากความผิดปกติในสมองโดยตรง เช่น เนื้องอกในสมอง เส้นเลือดในสมองแตก การผ่าตัด เป็นต้น 5. การแพ้ยาหรือเซรุ่ม ปฏิกิริยาภายหลังการได้รับเลือด 6. สาเหตุอื่นๆ เช่น การออกกำลังกายกลางแดด ยาบางชนิด เนื้อเยื่อถูกทำลาย ความผิดปกติของ การเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ภาวะขาดน้ำ การรักษา 1. รักษาต้นเหตุของการเกิดไข้ หากอาการไข้ มีสาเหตุมาจากโรคร้ายแรง ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดไข้ การลดไข้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการรักษาเท่านั้น 2. การใช้ยาลดไข้ อาจเป็นพวกแอสไพริน พาราเซตามอล 3. การเช็ดตัวลดไข้ การเช็ดตัวลดไข้ 1. การใช้น้ำอุ่นเช็ดตัว เพราะจะช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายได้มาก วิธีทางกายภาพสำหรับการลดไข้เพิ่มการสูญเสียความร้อนโดยการนำ การพา และการระเหย การระเหยเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้ผู้ป่วยที่มีไข้สูญเสียความร้อน โดยไม่ทำให้เกิดอาการหนาวสั่น 2. ไม่ควรใช้น้ำเย็น หรือน้ำแข็งเช็ดตัว เพราะทำให้หลอดเลือดหดตัว ระบายความร้อนออกยากและยังทำให้เกิดอาการหนาวสั่น ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นได้ 3. ควรเช็ดที่ศีรษะ และลำตัวส่วนที่ร้อน 4. ไม่ควรเช็ดส่วนมือและเท้าที่เย็น 5. ผู้ป่วยที่กำลังมีไข้ ไม่ควรสวมเสื้อผ้าหนา เพราะจะทำให้ความร้อนระบายออกได้ยาก แต่ถ้าผู้ป่วยหนาวสั่น ควรใส่เสื้อผ้า เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเพียงพอ แต่ต้องไม่หนาจนเกินไป 6. ผู้ป่วยเด็กที่มีไข้จากภาวะขาดน้ำควรแก้โดยการให้ดื่มน้ำมากๆ หรือให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ยาลดไข้ 1. ยาลดไข้เป็นเพียงยาบรรเทา ไม่ใช่ยารักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดไข้ เมื่อกินยาหนึ่งครั้ง ยาจะออกฤทธิ์ลดไข้อยู่ได้นาน 4-6 ชั่วโมง หากสาเหตุที่ทำให้เกิดไข้ยังไม่หาย เมื่อยาหมดฤทธิ์แล้วไข้ก็จะปรากฏใหม่ 2. ยาที่นิยมใช้ได้แก่ แอสไพริน พาราเซตามอล ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ 3. ยาออกฤทธิ์ที่สมอง โดยยับยั้งการเปลี่ยนกรดอะแรคชิโดนิกไปเป็นสารพรอสตาแกลนดิน ฤทธิ์นี้สำคัญมากในการลดไข้ เนื่องจากการสร้างพรอสตาแกลนดิน E2 ที่สมองส่วนฮัยโปธาลามัส เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในกระบวนการที่ทำให้เกิดไข้ พาราเซตามอลมีฤทธิ์น้อยมากต่อการยับยั้งเอนไซม์ซัยโคลออกซิเจนเนสในเนื้อเยื่อส่วนปลาย จึงไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ 4. แอสไพรินในขนาดปกติ ไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามหากกินมากเกินขนาด อาจทำให้มีไข้สูง ซึม ชัก และถึงกับเสียชีวิตได้ แอสไพรินอาจระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหาร จึงควรรับประทานทานหลังอาหารทันที 5. พาราเซตามอลในขนาดปกติ ไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด แต่ในขนาดสูง จะทำให้ตับถูกทำลาย และตับวายได้ ในผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 2 เม็ดทันทีที่รู้สึกมีอาการไข้ หลังจากรับประทานยาแล้ว 4 ชั่วโมงสามารถทานยาซ้ำได้ ถ้ายังมีอาการไข้ แต่ไม่ควรรับประทานยาติดต่อกันมากกว่า 3 วันโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องจากแพทย์ 6. ควรให้ยาลดไข้เมื่อไข้สูงเท่านั้น และให้ในขนาดที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัว ห้ามให้ถี่กว่า 4 ชั่วโมง หากให้ยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลด ควรให้เด็กดื่มนำมากๆ ร่วมกับการเช็ดตัวลดไข้ ถ้าภายใน 2-3 วันอาการไข้ยังไม่ทุเลา ควรพาไปพบแพทย์ อาการแทรกซ้อน 1. อาการแทรกซ้อนของไข้ที่ต้องระวัง คือ อาการชักจากไข้สูง ซึ่งพบในผู้ป่วยเด็กช่วงอายุ 6 เดือน ถึง 6 ปี 2. เด็กที่เคยชักเวลามีไข้สูงหรือพ่อ แม่ พี่ๆ มีประวัติชักเมื่อไข้สูง ต้องระวังการมีไข้เป็นพิเศษ โดยเช็ดตัวและให้ยาลดไข้เพื่อป้องกันไม่ให้ไข้สูง 3. ถ้าเด็กมีไข้สูงมาก การให้ยาลดไข้จะไม่ค่อยได้ผล ควรเช็ดตัวให้ไข้ลดเสียก่อน สมุนไพรลดไข้ สมุนไพรลดไข้ส่วนใหญ่ จะมีฤทธิ์ลดไข้อย่างเดียว ไม่มีฤทธิ์แก้ปวดควบคู่เหมือนยาแผนปัจจุบัน และพบว่าสมุนไพรจำพวกนี้มักจะมีรสขมรับประทานยาก ทั้งวิธีใช้ส่วนใหญ่เป็นวิธีต้ม ไม่มีการกลบกลิ่น รส อาจพิจารณานำมาใช้กับอาการไข้ปานกลางหรือต่ำ เป็นไข้ที่ไม่นานเกิน 7 วัน และไม่มีอาการร่วมกับไข้ที่รุนแรง เช่น หนาวสั่นมาก ปวดศีรษะรุนแรง เจ็บหน้าอก หรือปวดท้องรุนแรง 1. บอระเพ็ด ใช้เถาสดครั้งละ 2 คืบครึ่ง หรือ 30-40 กรัม ตำคั้นเฉพาะน้ำหรือต้มกับน้ำ 3 ส่วนเคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มจนหมด วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าและเย็น หรือดื่มเมื่อมีอาการ รูปที่ 669 2. ชิงช้าชาลี ใช้เถาสดยาว 2 นิ้วต่อครั้ง ต้มน้ำ 3 ส่วน เคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มก่อนอาหาร วันละ 1-2 ครั้ง หรือเมื่อมีอาการ 3. ย่านาง ใช้รากแห้งครั้งละ 1 กำมือ หรือ 15 กรัม ต้มน้ำดื่มก่อนอาหาร วันละ 3 ครั้ง 4. ลักกะจั่น ใช้แก่นที่มีสีแดงหรือที่เรียกว่า จันทน์แดง ประมาณ 5-10 ชิ้น แต่ละชิ้นกว้างยาวประมาณ 2x3 นิ้ว สับให้มีขนาดเล็กพอ ประมาณ ต้มกับน้ำ 6 ถ้วย เคี่ยวให้เหลือ 4 ถ้วย แบ่งดื่มครั้งละครึ่งถ้วยเมื่อมีไข้ หรือใช้ยาประสะจันทน์แดงชนิดผง ละลายน้ำสุก ครั้งละ 1 ช้อนกาแฟ ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

5 ความเข้าใจผิด เกี่ยวกับ มะเร็งเต้านม หญิงอกเล็กเสี่ยงกว่าหญิงอกใหญ่ จริงไหม?
ความเสี่ยง /  ตรวจมะเร็ง / 

โรคมะเร็งเต้านมจัดได้ว่ามะเร็งร้ายอันดับ1 ของผู้หญิงทั่วโลก เพราะ มะเร็งเต้านม เป็นโรคมะเร็งในผู้หญิงที่พบมากเป็นอันดับ 1 ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่ามีผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่ประมาณ 20,000 คนต่อปีหรือ 55 คนต่อวัน ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นทุกปี ในขณะที่ผู้หญิงอเมริกัน คาดการณ์ว่าเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านมราว 40,450 คนในปี 2015 ส่วนในปี 2016 พบผู้ป่วยหญิงอเมริกันรายใหม่ที่มีการแพร่เชื้อของมะเร็งเต้านมจำนวน 246,660 คน และที่ยังไม่มีการแพร่เชื้อมะเร็งประมาณ 61,000 คน แม้ว่ามะเร็งเต้านมจะเป็นโรคที่เราได้ยินมานาน ได้ฟังมาบ่อย และเป็นโรคใกล้ตัวผู้หญิง ซึ่งปัจจุบันพบเป็นมะเร็งร้ายอันดับ 1 ที่พบในผู้หญิงทั่วโลก หากแต่ยังมีความเข้าใจผิดบางประการเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมที่เราควรรู้ไว้ ไม่ว่าจะเป็นข้อสงสัยที่ว่าขนาดเต้านมเล็กอาจมีโอกาศเสี่ยงน้อยกว่าเต้านมใหญ่ มีก้อนเนื้อแต่ไม่เจ็บไม่ใช่มะเร็ง หรือการทำรังสีจากเครื่องแมมโมแกรม ยิ่งทำยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม 1.อาหารไขมันสูง ของมัน และของทอด เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม ข้อเท็จจริง อาหารไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านมโดยตรง แต่อาหารบางอย่างจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม เช่น อาหารไขมันสูง เมื่อรับประทานมากๆ จะสะสมกลายเป็นไขมันในร่างกาย และเปลี่ยนไปเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งฮอร์โมนเพศมีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม ส่วนอาหารพวกเนื้อสัตว์ก็ไม่ได้พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านมด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ การบริโภคพืชผักหรือไฟเบอร์ จะช่วยลดการเกิดมะเร็งได้ทุกชนิดรวมทั้งมะเร็งเต้านมด้วย 2.การสวมชุดชั้นในขณะนอนหลับ เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม ข้อเท็จจริง ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน แม้ในอดีตจะมีหนังสือตีพิมพ์ว่าการสวมชุดชั้นในขณะนอนหลับ อาจเกิดการบีบรัดระบบน้ำเหลือง ทำให้ระบบน้ำเหลืองไหลเวียนไม่สะดวกและมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานใดที่สามารถยืนยันได้ถึงความเกี่ยวพันดังกล่าว การสวมชุดชั้นในขณะหลับจึงไม่ได้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมแต่อย่างใด 3.หากไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม เราก็จะไม่เป็นมะเร็งเต้านม ข้อเท็จจริง เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะมะเร็งเต้านมมีความสัมพันธ์กับพันธุกรรมแค่ 10% และมะเร็งเต้านมในปัจจุบันเกิดขึ้นได้เองมากกว่าเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้นผู้หญิงทุกคนมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ 4.ผู้หญิงที่มีเต้านมเล็ก มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่าผู้หญิงเต้านมใหญ่ ข้อเท็จจริง ไม่เป็นความจริง ปัจจัยเรื่องขนาดไม่ได้มีผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม เพราะฉะนั้นผู้หญิงที่มีเต้านมเล็กและใหญ่ มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้เท่าๆ กัน 5. ทำแมมโมแกรมบ่อยๆ เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม ข้อเท็จจริง ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่มีน้ำหนักเพียงพอยืนยันถึงความเชื่อดังกล่าว อีกทั้งรังสีที่ใช้ในการตรวจแมมโมแกรมมีปริมาณน้อยนิด รวมทั้งการตรวจเช็คแมมโมแกรมเพียงปีละครั้ง ก็ไม่ได้มีอันตรายหรือเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 40-60 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี โดยให้แพทย์ตรวจเต้านมร่วมกับการทำดิจิตอลแมมโมแกรมและทำอัลตราซาวด์ ที่สามารถตรวจพบความผิดปกติได้อย่างละเอียดตั้งแต่ขนาดเล็ก(เพียง 0.5 -1 ซม.) ช่วยให้การตรวจวินิจฉัยสามารถให้ผลได้อย่างถูกต้อง ซึ่งการป้องกันให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง ก็คือหมั่นตรวจเช็คร่างกายสม่ำเสมอ อย่าละเลยการตรวจสอบสังเกตอาการด้วยตัวเอง หากพบความผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ช่วยตรวจเช็ค อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพราะถ้าตรวจพบแต่เนิ่นๆ จะได้รับรักษาได้อย่างทันท่วงที มีโอกาสรักษาโรคมะเร็งให้หายได้สูง ขอบคุณที่มาบทความจาก นพ.สาธิต ศรีมันทยามาศ ศัลยแพทย์มะเร็งเต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถ 

นอนดึก ทำให้อ้วน จริงๆหรือนี่?
mbookstore /  ทำให้อ้วน / 

เคยสังเกตกันบ้างไหมว่า ในคืนที่คุณ นอนดึก หรือ นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ เช้าวันถัดมานอกจากอาการง่วงและอ่อนเพลียแล้ว ยังแปลงร่างให้คุณเป็นคนกินเก่งขึ้น ประหนึ่งว่าเห็นช้างตัวเท่ามดอีกด้วย แต่จะเป็นเพราะอะไรนั้น ไปหาคำตอบกันเลย การนอนดึกหรือนอนหลับไม่เพียงพอ มีผลต่อความอ้วนแน่นอน เป็นเพราะร่างกายมีการหลั่งฮอร์โมน 3 ชนิดออกมาผิดปกติ คือ ฮอร์โมนคอร์ติซอลฮอร์โมนเลปตินและฮอร์โมนเกรห์ลินซึ่งฮอร์โมนทั้งหมดนั้นมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกินทั้งหมด เมื่อเรานอนดึก ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนเครียดออกมามากในวันถัดไป เราจะหิวง่ายกว่าปกติ เพราะร่างกายต้องการพลังงานปริมาณมาก โดยเฉพาะอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และเร้าต่อความต้องการน้ำตาล สังเกตว่าเราจะอยากกินของหวานๆนอกจากนี้ยังเร่งการเติบโตของเซลล์ไขมันและสั่งการให้มาสะสมบริเวณพุง ทางแก้คือให้กินผลไม้รสหวานชุ่มฉ่ำแทนขนมหวาน เช่น ส้มสับปะรด แตงโม จะช่วยบรรเทาอาการโหยของหวานได้ การนอนดึกและมีฮอร์โมนเครียดหลั่งมากๆ ยังไปกระตุ้นให้ผลิตฮอร์โมนเกรห์ลิน หรือฮอร์โมนหิว หลั่งออกมาจากเซลล์กระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น ทำให้หิวเก่งขึ้นต้องหาอะไรเข้าปากมาประทังความหิวให้ลดลง หากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ควรกินอาหารจำพวกโปรตีน เช่น ไข่ขาว ปลา ถั่ว โดยเฉพาะในมื้อเช้า จะช่วยยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนเกรห์ลินได้ และเลี่ยงอาหารไขมันสูง เพราะยิ่งทำให้หิวง่ายขึ้นนั่นเองแนวทางการดูแลคือไม่ควรกินขนมหวาน อาหารน้ำตาลสูงโดยเฉพาะน้ำอัดลมที่มีปริมาณน้ำตาลฟรุคโตสสูงและเลี่ยงไขมันอิ่มตัวในเนื้อติดมัน นมวัว เนยชีส เพราะอาหารดังกล่าวเป็นตัวการที่ทำให้เราอ้วนนั่นเอง ยิ่งนอนน้อย ก็ยิ่งกินมากขึ้น ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่เป็นผลจากภายใน ซึ่งนอกจากจะนำไปสู่โรคอ้วนแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดโรคเรื้อรังเช่น โรคเบาหวาน ความดัน และโรคหัวใจอีกด้วยรู้อย่างนี้แล้วก็ควรจะหาทางปรับเปลี่ยนการนอน เพื่อป้องกันปัญหาอื่นๆ ที่ตามมา เครดิตจาก นิตยสาร Health Channelฉบับเดือนตุลาคม 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

7 อาหารยอดแย่ ตัวการแก่เร็ว
ของทอด /  ชะลอวัย / 

มาทำความรู้จักกับ 7 อาหารยอดแย่ ตัวการแก่เร็วกันดีกว่า เคล็ดลับสำคัญของการชะลอวัยด้วยตัวเองอย่างหนึ่งคือ เรื่องของอาหาร ซึ่งนอกจากต้องกินอาหารที่ช่วยชะลอความแก่ ยังต้องเลี่ยง “อาหารที่ทำให้แก่” ด้วยนะคะ ซึ่งมีดังนี้ 1. สารพ้นอาหารทอด ไม่ว่าจะเป็นลูกชิ้นทอด ไก่ทอด หมูทอด ปลาทอด และอื่นๆ อีกมากมายและยิ่งถ้าใช้น้ำมันหรือวิธีการทอดด้วยความร้อนสูง ก็ทำให้เกิดกระบวนการออกซิเดชั่น ทำลายเซลล์ ก่อโรคสารพัน แก่เร็ว แม่ค้าบางคนใช้น้ำมันซ้ำแล้วซ้ำอีกประเภทไม่ดำไม่เปลี่ยน จนเกิดสารที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของน้ำมันที่ทอด ซึ่งเป็นสารก่อนมะเร็งและหากป่วย ความแก่ชราก็จะมาเยือนอย่างรวดเร็ว 2. อาหารผ่านการปรุงแต่งมักมีสารพวกฟอสเฟตที่ใส่เพื่อเพิ่มรสชาติ ยืดอายุของอาหาร แต่เป็นตัวทำลายสุขภาพ เร่งให้เกิดความชราทำลายระบบต่างๆ ในร่างกาย รวมทั้งไตและกระดูก นอกจากนี้ยังก่อสารพันปัญหาให้ร่างกาย ได้แก่เกิดการอักเสบ ระบบทางเดินอาหารเสียความสมดุลทำลายแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ สมองมึนงง รวบรวบ ความคิดยากทำให้ความแก่มาเยือนเร็วขึ้นค่ะ อาหารตัวการคือ ไส้กรอก อาหารรมควัน เนื้อสัตว์ผ่านกระบวนการปรุงแต่ง แหนม ของหมักดอง รวมทั้งพวกแป้งขัดขาว ข้าวขาวเส้นหมี่ขาว สปาเกตตีสีขาว เป็นต้น 3. สารสังเคราะห์ในอาหาร ไม่ว่าจะเป็นสารกันบูดสารให้ความหวานแทนน้ำตาลต่าง โมโนโซเดียมกลูตาเมต (ผงชูรส) โพแทสเซียมโบรเมต โซเดียม ไตเตรตหรือไตไตรต์ รวมทั้งสารสังเคราะห์ต่างๆที่ช่วยถนอมอาหารหรือทำให้รสชาติดีขึ้น สารเหล่านี้สัมพันธ์กับโรคต่าง รวมถึงมะเร็ง ดังนั้น ถ้าต้องการให้อ่อนเยาว์และสุขภาพแข็งแรง พยายามกินอาหารที่มาจากธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงสารสังเคราะห์ โดยสังเกตจากลากบนบรรจุภัณฑ์ก็ได้นะคะ  ทรานส์แฟต (trans fat) ทรานส์แฟต (trans fat) เป็นไขมันชนิดไม่ดี ผลิตด้วยต้นทุนต่ำ เก็บได้ทนโดยเติมไฮโดรเจนในไขมันไม่อิ่มตัวพวกน้ำมันพืช เพื่อให้เสถียร บางครั้งอาจเรียกว่า “ไฮโดรจีเนตแฟตส์” (hydrogenated fats) หรือ “พาร์เชียลไฮโดรจีเนตแฟตส์” (partial hydrogenated fats) โดยใช้เป็นส่วนผสมในอาหารหลายชนิดเช่น อาหารฟาสต์ฟู้ด ขนมขบเคี้ยว ของทอด เบเกอรี่ต่างๆ เค้ก คุกกี้ บิสกิต ถ้าเติมไฮโดรมาก จะทำให้น้ำมันเป็นก้อนแข็ง กลายเป็นมาร์การีหรือเนยเทียม ทรานส์แฟตทำให้ไขมันดีในร่างกายลดลง (HDL) และไขมันไม่ดี (LDL) เพิ่มขึ้น มีการศึกษาพบอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ ซึ่งมีทรานส์แฟตเป็นสาเหตุ ประมาณ 20,000 รายต่อปีในประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ทรานส์แฟตยังสัมพันธ์กับโรคต่างๆ อีกมาก เช่น หลอดเลือดในสมอง อัลไซเมอร์ มะเร็ง เบาหวาน อ้วน ตับ ทำงานผิดปกติ ภาวะมีบุตรยากในสตรีซึมเศร้า ส่วนผิวพรรณ ทรานส์แฟตทำให้การไหลเวียนเลือดที่มาเลี้ยงผิวหนังไม่ดี การสร้างคอลลาเจนและอีสาลตินเสียไปด้วย ทำให้เกิดปัญหามากมายขนาดนี้ ความแก่ความเร็วก็มาเยี่ยมเยือนแน่นอน ระยะหลังผู้ผลิตบางรายเริ่มตระหนักเห็นโทษ จึงเปลี่ยนหรืองดใช้เจ้าทรานส์แฟตอันตรายนี่ ท่านผู้อ่านสามารถสังเกตที่ฉลากดู จะเห็นคำว่า trans fat 0 เป็นการบอกให้รู้ว่าฉันไม่ได้ใส่นะ แต่ผู้ผลิตอีกมากมายยังใช้อยู่ เราจึงต้องเลือกให้ดี ดูชนิดอาหาร ดูฉลากว่ามีเจ้าตัวอันตรายนี่อยู่หรือเปล่า ซึ่งบางครั้งผู้ลิตก็ไม่ได้เขียนตรงๆ ว่าทรานส์แฟตนะคะ แต่อาจเป็นเนยขาว (shortening). Hydrogenated vegetable oil, vegetable oil shortening, hydrogenated margarine เป็นต้น อาหารยอดแย่ ตัวการแก่เร็วชนิดอื่นๆ 5.อาหารปนเปื้อนสารเคมีอย่างยาฆ่าแมลง รวมถึงเนื้อสัตว์ที่ผ่านการเร่งการเจริญเติมโตแบบไม่เป็นธรรมชาติ โดยใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตหรือยาปฏิชีวนะ ให้ลองคิดถึงการที่เราต้องกินอาหารพวกนี้เข้าไปสิคะ เราก็จะได้รับสิ่งเหล่านี้เข้าไปด้วย ทำให้ฮอร์โมนไม่สมดุล เกิดการอักเสบ แก่เร็ว และเกิดโรคต่างๆ ได้ 6.อาหารเค็มจัด โดยปกติร่างกายต้องการเกลือโซเดียมเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าอาหารีเกลือโซเดียมมากไป จะส่งผลทำให้ร่างกายขาดน้ำ ผิวพรรณเหี่ยว เกิดปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด หัวใจ และไต 7.น้ำที่ไม่ใช่น้ำเปล่า พวก น้ำหวาน กาแฟ น้ำอัดลม สุรา เบียร์ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งต้องห้ามในการชะลอวัย (รายละเอียดอยู่ใน ชีวจิต เล่มก่อนๆ นะคะ) ต่อไปเวลาไปจ่ายตลาดหรือซื้อของทีซูเปอร์มาร์เก็ต อย่าเผลอหย่อนอาหารยอดแย่ที่ทำให้แก่เร็วเหล่านี้ลงไปในตะกร้าซื้อของของเรานะคะ ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสารชีวจิต ฉบับมิถุนายน 2556

ตั้งครรภ์ ก็ออกกำลังกายได้ มาดู กีฬาที่แนะนำ สำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์
คนท้องออกกำลังกาย /  คุณแม่ตั้งครรภ์ / 

นอกจากการส่งเสริมให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน และให้ลูกกินนมแม่ควบคู่อาหารตามวัยต่อเนื่องถึง 2 ปีแล้วนั้น สสส. มูลนิธิหมอชาวบ้าน มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย และภาคีที่เกี่ยวข้อง ยังสนับสนุนให้คุณแม่มีสุขภาพแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายด้วยความหนักที่เหมาะสม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พญ. อรพร ดำรงวงศ์ศิริ กุมารแพทย์ด้านโภชนาการ คณะกรรมการโครงการจัดการเรียนการสอนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถาบันผลิตแพทย์ มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย สสส. อีกทั้งยังเป็นนักวิ่งหญิงแกร่งของวงการวิ่งประเทศไทย ให้คำแนะนำว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ ไม่ใช่ผู้ป่วย แต่กลับเป็นช่วงที่คุณแม่ควรมีร่างกายแข็งแรงที่สุดในชีวิต เพราะร่างกายคุณแม่ต้องดูแลถึง 2 ชีวิตในเวลาเดียวกัน และกำลังเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการคลอด การออกกำลังกายจะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดไปสู่ทารกในครรภ์ดีขึ้น ทารกในครรภ์จะได้รับสารอาหารและเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้เมื่อคุณแม่ออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้คุณแม่มีภาวะทางอารมณ์ที่ดี ซึ่งมีส่วนให้ทารกแข็งแรงและอารมณ์ดีแจ่มใส คุณหมอนักวิ่ง แนะนำเพิ่มเติมว่า คุณแม่ที่ออกกำลังกายต้องพิจารณาภาวะทางสุขภาพและพื้นฐานความแข็งแรงของร่างกายเป็นอันดับแรก ว่าก่อนตั้งครรภ์เคยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ออกกำลังกายหนักเท่าไหร่ เมื่อตั้งครรภ์แล้วยังสามารถออกกำลังกายต่อเนื่องได้ ในระยะเวลาและความหนักของการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อสภาพร่างกายและภาวะการตั้งครรภ์ในช่วงอายุครรภ์ต่างๆ รวมทั้งต้องหมั่นสังเกตอาการที่เกิดขึ้นทั้งในขณะออกกำลังกายหรือหลังออกกำลังกาย เช่น หากมีอาการเหนื่อย เพลีย แสดงว่าคุณแม่ออกกำลังกายมากเกินไป คุณแม่ที่สนใจออกกำลังกายแต่ร่างกายมีภาวะแทรกซ้อนก็สามารถปรึกษากับคุณหมอสูตินรีแพทย์ได้ นอกจากนี้ หนังสือ ‘อยากสุขภาพดี ต้องมี 3 อ. : สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร’ โดย มูลนิธิหมอชาวบ้าน และ สำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำว่า ประโยชน์ของการออกกำลังกายของคุณแม่ตั้งครรภ์เพิ่มเติมว่า ยังสามารถช่วยลดโอกาสที่ทำให้คุณแม่เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าทั้งก่อนและหลังคลอดลูก เนื่องจากร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความสุขและช่วยให้ร่างกายกลับเข้าสู่สภาพเดิมได้เร็วขึ้น ข้อจำกัด – ข้อควรระวัง ในการออกกำลังกายของแม่ตั้งครรภ์ 1. เริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายแบบเบาๆ เมื่อร่างกายคุ้นเคยแล้วถึงสามารถเพิ่มระดับความยาก 2. คุณแม่ที่อายุครรภ์ยังไม่ถึง 3 เดือน ไม่ควรออกกำลังกายในที่อากาศร้อนและชื้น 3. หลีกเลี่ยงการแช่น้ำที่มีอุณหภูมิอุ่นเกินพอดี 4. หลีกเลี่ยงท่าที่ยึดเกร็ง ดึงรั้ง ท่าที่เสี่ยงได้รับการกระทบกระเทือนกับท้อง หรือท่าที่คุณแม่ต้องออกแรงมากๆ 5. ไม่ควรหักโหมจนร่างกายรู้สึกเหนื่อย เพลีย 6. ทุกครั้งที่ออกกำลังกายควรดื่มน้ำสะอาดเพื่อทดแทนเหงื่อที่สูญเสียไป 7. หากรู้สึกหายใจไม่ทัน เจ็บหน้าอก หน้ามืด เป็นลม มีเลือดหรือของเหลวออกจากช่องคลอด หรือมีอาการปวดเนื่องจากมดลูกหดตัว (มากกว่า 6-8 ครั้ง/ชม.) ควรหยุดออกกำลังกายในทันที และรีบเข้าพบสูตินรีแพทย์เพื่อความปลอดภัย กีฬาที่แนะนำ สำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์ 1. ว่ายน้ำ - ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสบายตัว กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายแข็งแรง 2. การฝึกโยคะ - ช่วยให้สามารถควบคุมลมหายใจ กล้ามเนื้อแข็งแรงผ่อนคลาย มีสติและสมาธิในระหว่างการคลอด 3. แอโรบิก กายบริหาร - ช่วยบริหารกล้ามเนื้อเกือบทุกส่วนในร่างกาย ทำให้ผ่อนคลาย ตัวอย่าง ท่าออกกำลังกาย 1) ท่ากระดกข้อเท้า : นอนหงาย ขาเหยียดตรง วางแขนข้างลำตัว สลับกระดกข้อเท้าขึ้น-ลง ค้างและพักข้างละ 3 วินาที จนครบ 10 ครั้ง ท่านี้ช่วยลดอาการข้อเท้าพลิกและน่องบวม 2) ท่านอนตะแคงยกขา : นอนตะแคงข้าง ใช้มือยันศีรษะ และยกขาขึ้น ค้างสลับกับพัก 3 วินาที 10 ครั้งแล้วเปลี่ยนข้าง ท่านี้ช่วยให้คุณแม่มีสะโพกและกล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรง 3) ท่าแมวขู่ : คุกเข่าในท่าคลาน วางขาให้มั่นคง วางฝ่ามือเหยียดตึง ท่านี้เริ่มที่คุณแม่แขม่วท้องโก่งตัว ค้าง และสลับพัก 3 วินาที 10 ครั้ง ท่านี้ช่วยให้มีกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องที่แข็งแรง ทั้งนี้ คุณแม่สามารถออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอทุกวันหรือวันเว้นวัน อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที ตามพื้นฐานการออกกำลังกายของคุณแม่ เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

“Shin Godzilla” เปิดตัวยิ่งใหญ่ ศิลปิน-นักแสดงร่วมชมภาพยนตร์พร้อมให้คอมเมนท์สุดประทับใจ
Shin-Godzilla /  คนึงพิมพ์ พรมกร / 

“Shin Godzilla” เปิดตัวยิ่งใหญ่ ศิลปิน-นักแสดงร่วมชมภาพยนตร์พร้อมให้คอมเมนท์สุดประทับใจ ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังเป็นที่ฮือฮากับยอดรายได้ถล่มทลาย ในการกลับมาทวงบัลลังก์ราชันแห่งอภิมหาสัตว์ประหลาดตลอดกาลของ ก็อดซิลล่า จากภาพยนตร์ Shin Godzilla หลังเดินหน้าออกอาละวาดถล่มเกาะญี่ปุ่นเข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 พร้อมรายได้ทะลุ 6 พันล้านเยน ขึ้นแท่นภาพยนตร์ Live Action ของญี่ปุ่นที่ทำรายได้สูงสุดประจำปี 2016 ภาพยนตร์เฟรนด์ชายน์ชุดก็อดซิลล่ากลายเป็นภาพยนตร์ในแนว LIVE ACTION ที่มียอดจำนวนผู้ชมทะลุ 100 ล้านคนไปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา มงคลภาพยนตร์ นำ Shin Godzilla ฉบับปี 2016 จากสตูดิโอโตโฮมาเปิดฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ให้ สื่อมวลชนพร้อมนักร้อง นักแสดงวัยรุ่น มาร่วมสัมผัสพลานุภาพการทำลายล้างขั้นสูงสุด กับการปฎิวัติโฉมหน้าของก็อดซิลล่าอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน โดยงานนี้ได้รับความสนใจ และเสียงตอบรับจากเหล่าผู้ชมทั้งที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของก็อดซิลล่า รวมไปถึงนักแสดงวัยรุ่นสุดฮอต อาทิ คลอดีน อทิตยา เครก, เจมส์ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ, แดน พฤกษ์พยุง (ฮอร์โมนเดอะซีรีส์), ปังปอนด์ อัครวุฒิ มังคลสุต, กิต ณัฐกิตติ์ นันทพานิช, ไมค์ สิทธิเดช จอมจันทร์ยอง (GMM), สิงโต ปราชญา เรืองโรจน์ (โซตัส เดอะซีรีส์) , เชา ชวลิต ชิตตนันท์, อั๋น วริศ เลิศจารุวงศ์ (หนุ่มคลีโอ), คอปเตอร์ ภานุวัฒน์ เกิดทองทวี (The Star 10), เปรี้ยว อนุสรา วันทองทักษ์ (AF2), หนิม คนึงพิมพ์ พรมกร (AF5), เมย์ นภัสนันท์ ศรีสุทธิสรรค์, แม๊กซ์ อภิสร สุขวัฒนาศัย, แพรว รัฐพร สุขพันธ์, โบ๊ท สิริโรจน์ ปริญญานันท์ (AF12), เปอติ๊ด ญาดา โกเมศ (เดอะวอยซ์ 4) รวมทั้งดีเจจากคลื่นต่าง ๆ ดีเจปาล์ม, ดีเจก้อ, ดีเจกัญ (รังรอง), ดีเจคิว, วรวุฒิ สัจจะปรเมษฐ (นักเขียนฉายาหนุ่มโรงงานน้ำตา) และผู้คร่ำหวอดในวงการสายแฟชั่นและสตรีท โฟโตกราฟเฟอร์อย่าง ฟาน พิชญะ ภู่ไพบูลย์ ซึ่งพร้อมใจกันมาร่วมเป็นผู้ชมกลุ่มแรก ๆ ของเมืองไทยอย่างเป็นทางการที่จะได้เผชิญหน้า ตื่นตากับก็อดซิลล่าที่มาพร้อมกับมหึมาความสูงยิ่งใหญ่ที่สุดถึง 118.5 เมตร ที่ยังคงเอกลัษณ์สุดคลาสสิคในความเป็นออริจินัล ผสมผสานกับการนำเอาเทคโนโลยีในการผลิตภาพยนตร์ที่พัฒนาถึงขีดสุดของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเอา CGI มาสร้างสรรค์ก็อดซิลล่าอย่างเต็มรูปแบบ และที่พิเศษและเติมความฟินให้กับผู้ชมคือฉากการทำลายล้างที่ยิ่งใหญ่ของก็อดซิลล่า การบุกอาละวาดถล่มกรุงโตเกียว ที่มาพร้อมกับอาวุธสังหารอย่างลมหายใจปรมาณูที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญเพียงแต่ครั้งนี้มาพร้อมกับเซอร์ไพรส์ยิ่งกว่าที่ผ่านมา สมกับความเป็นที่สุดแห่งภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ยิ่งใหญ่ และทุ่มทุนสร้างอย่างสูงสุดในประวัติศาสตร์ก็อดซิลล่าเลยทีเดียว โดยมีเสียงตอบรับมากมาย อาทิ วิวัฒนาการเร็วมาก มีลุ้นตลอดทั้งเรื่อง -----  แม็กซ์ (AF 12) สนุก ครบรส มีทั้งความสะเทือนใจ ความสามัคคี ----- เมย์ (AF 12) สุดยอดเลยครับ ผมชอบตอนควัน มันดูได้ฟิล เหมือนเราไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นเลย ---- เจมส์ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ (ฮอร์โมน เดอะซีรีส์) เป็นก็อดซิลล่าตัวใหม่ที่ไม่เห็นมาก่อน เท่มาก โหดมาก ----- คลอดีน อทิตยา เครก (ฮอร์โมน เดอะซีรีส์) ตื่นเต้น มีพลังที่ไม่เคยเห็นในภาคก่อน ๆ เด็ด ----- แดน พฤกษ์พยุง (ฮอร์โมน เดอะซีรีส์) ภาคนี้รู้สึกสมจริงมาก ตึกรามบ้านช่องมันไม่ใช่กระดาษอีกต่อไปมันเรียลมาก มันส์มากต้องมาดู ----- เปอติ๊ด (The Voice 4) สนุก ไม่เหมือนใคร ----- กิต ณัฐกิตติ์ นันทพานิช (GMM) พลังของก็อดซิลล่า เอฟเฟต์การทำลายล้างเรียกได้ว่าอัพเกรด เท่มาก ----- ดีเจ คิว (คลื่น Seed) ตัวอย่างตอบอะไรไม่ได้เลยครับ หนังมันยิ่งใหญ่กว่ามาก ----- เกิดมาเพื่อดูหนัง คัตติ้ง ภาพ มุมกล้องทุกอย่าง เป็นออริจินอลญี่ปุ่นเลยครับ ----- ฟาน พิชญะ จะคาดเดาอะไรมันไม่ได้เลยว่ามันกำลังจะทำอะไรอยู่ ----- Godzilla Thailand Fanclub แม้เราจะเห็นก็อดซิลล่าของฝรั่ง เราจะติดว่านั้นอลังการพอแล้ว คุณคิดผิดครับ นี่เป็นสิ่งที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อนในหนังสัตว์ประหลาดทุกเรื่อง ----- Justดูit ในตัวงานยังได้นำเอาชินก็อดซิลล่าขนาด 2.50 เมตร มาให้ผู้ชมได้แชะแอนด์แชร์รูปภาพกับ อภิมหาสัตว์ประหลาดสุดยิ่งใหญ่อีกด้วย พร้อมกันนี้ยังได้จัดแสดงโชว์ฟิคเกอร์โมเดล ก็อดซิลล่า งานเอ็กซ์พลัส ไจแกนติค ลิมิเตดอีดีทชั่น ขนาดยักษ์ ที่รวมมูลค่ากว่า 2 แสนบาทในงานอีกด้วย ผู้ชมสามารถชม Shin Godzilla ในรูปแบบซาวน์แทรคเสียงญี่ปุ่นได้ที่โรงภายนตร์ HOUSE RAMA RCA, SF WORLD CINEMA CentralWorld (ในระบบปกติ และ MX4D), SF CINEMA CITY Terminal 21, SFX CINEMA The Crystal Ekamai Ramindra, Emprive Cineclub, SFX CINEMA Central Plaza Grand Rama 9, SFX CINEMA Maya Chiangmai, Paragon Cineplex, Quartier CineArt, Embassy Diplomat Screens, Esplanade Cineplex Ratchadapisek, Major Cineplex Ratchayothin (เฉพาะในระบบ 4DX), Major Cineplex CentralFestival Chiangmai (เฉพาะในระบบ 4DX) และ Hatyai Cineplex (เฉพาะในระบบ 4DX) เรียกได้ว่าการคืนชีพครั้งนี้ทางต้นฉบับพร้อมจัดเต็มให้กับแฟน ๆ เลือกสัมผัสความยิ่งใหญ่ของก็อดซิลล่า ได้ทั้งระบบปกติและ 4 มิติตั้งแต่ 8 กันยายนนี้เป็นต้นไป

เคล็ดลับ ลดน้ำหนัก 22 กิโลกรัม แบบสุขภาพดี ของ โก๊ะตี๋
ลดน้ำหนัก /  ออกกำลังกาย / 

เมื่อเอ่ยชื่อ โก๊ะตี๋ หลายคนคงจำภาพ ผู้ชายอ้วนกลม ที่แม้แต่ตัวเค้าเองไม่ค่อยอยากจะจำภาพนี้เท่าไหร่ ยิ่งเมื่อ โก๊ะตี๋ ได้ประกาศออกสื่อว่า กำลังจะมีข่าวดี เข้าพิธีแต่งงานกับแฟนสาวนอกวงการคนสวย ที่คบหาดูใจกันมา 3 ปีแล้ว เรื่องที่เค้าอยากจะทำให้ได้มากที่สุดในตอนนี้ก็คือ เป็นเจ้าบ่าวที่มีซิคแพค โอ้โห แค่นึกภาพว่า โก๊ะตี๋ ผอมเพรียวยังต้องจินตนาการกันนานใช่ไหมล่ะ แต่วันนี้ เค้าทำได้! ทำได้ไง? ตามมาดูคำตอบกัน หลายคนอาจคิดว่า การลดความอ้วนไม่เห็นจะยากตรงไหน แต่สำหรับโก๊ะตี๋แล้ว เค้ามีความยากกว่าคนอื่น นั่นเพราะตัวเองเป็นคนมีปัญหาเรื่องฮอร์โมนและการเผาผลาญ ที่ทำให้การลดน้ำหนักยากขึ้นเป็น 2เท่ากว่าคนทั่วไป แถมยังมีไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวการทำให้อ้วนอีก อย่างเช่นเมื่อก่อนเข้าใจว่าการเลือกอาหารไม่ถูกต้องและการรับประทานมากเกินไป บวกกับไม่ออกกำลังกายเท่านั้น ที่เป็นปัจจัยทำให้อ้วน แต่จริงๆ ยังมีทั้งความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ และทัศนคติ ที่ทำให้เราอ้วนได้เหมือนกัน ซึ่งไลฟ์สไตล์ทั้งหมดนั้น โก๊ะตี๋ มีเกือบครบทุกข้อที่ทำให้อ้วน จากที่ลดน้ำหนักยากอยู่แล้ว ยิ่งทำให้เป็นเรื่องยากขึ้นไปอีก เพราะไม่ว่าจะเข้ายิม เตะบอล วิ่ง ทำมาทุกทางก็ยังไม่ได้ตามเป้าที่ตัวเองต้องการสักที "คุณโก๊ะตี๋ เริ่มออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2015 ด้วยน้ำหนักเริ่มต้นที่ 93 กิโลกรัม จนถึงตอนนี้ สามารถลดน้ำหนักได้ถึง 22 กิโลกรัม โดยมี Bodykey เป็นตัวช่วย" หนูลองลดน้ำหนักมาหลายครั้งแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ จนสุดท้ายเลยตัดสินใจเข้าร่วมลดน้ำหนัก กับโปรแกรมเซเวนเดย์แพลน (7-Day Plan) ของนิวทริไลท์ ผลที่ได้น่าพอใจ แต่ก็ยังต้องการให้ลดลงอีก จึงได้เข้าร่วมแข่งขันลดน้ำหนักด้วย โปรแกรมบอดี้คีย์ ผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งกว่าเดิม จนเมื่อเดือนมกราคม 2559 แอมเวย์ได้เชิญหนูมาเป็นตัวแทนผู้ใช้ผลิตภัณฑ์จริงกับโปรแกรมควบคุมน้ำหนักบอดี้คีย์ ทำให้น้ำหนักลดไปแล้วรวม 18 กิโลกรัม และยังต้องการลดต่อไปอีก จนกระทั่งตอนนี้ น้ำหนักลดไปแล้ว 22 กิโลกรัม ที่สำคัญที่สุด ต้องการลดน้ำหนักแบบยังมีสุขภาพดี และไม่กลับไปโยโย่ ตอนนี้รู้สึกว่าใกล้บรรลุเป้าหมายสำหรับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตแล้ว โดยโปรแกรมควบคุมน้ำหนัก บอดี้คีย์ บาย นิวทริไลท์ แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนักอื่นๆ ในตลาด เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่ต้องการลดน้ำหนักได้แบบเฉพาะบุคคล เห็นผลลัพธ์จริง และไม่เกิดอาการโยโย่ เพราะโปรแกรมควบคุมน้ำหนักบอดี้คีย์ถูกคิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันสุขภาพนิวทริไลท์ ซึ่งได้ศึกษาปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความอ้วนในแต่ละบุคคลโดยซึ่งแยกตามไลฟ์สไตล์ของบุคคลนั้นๆ ร่วมกับการออกกำลังกายที่ถูกวิธี จึงช่วยให้การลดน้ำหนักขอบคุณเกิดขึ้นไปพร้อมกับมีสุขภาพที่ดีด้วย "ทุกวันนี้ หนูน้ำหนักและไขมันลดลง สุขภาพแข็งแรงขึ้น รู้สึกดีมาก ทำอะไรก็คล่องตัว คุณเองก็ทำได้ แค่อย่าท้อ หนูก็ยังต้องสู้ต่อไป เราจะสู้ไปด้วยกันนะครับ" และสำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องการลดน้ำหนัก ว่าพยายามเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จสักที เลยล้มเลิกความตั้งใจแล้วล่ะก็ อย่าเพิ่งหมดหวังค่ะ ลองดูคุณโก๊ะตี๋เป็นแรงใจเผื่อจะฮึดสู้กันใหม่อีกครั้ง อย่าลืมว่า การลดน้ำหนักนั้นไม่ใช่เพียงแค่รูปร่างที่ดีเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสุขภาพที่ดีอีกด้วย และที่สำคัญ ความตั้งใจในการดูแลตัวเองก็สำคัญนะคะ ตั้งเป้าหมายแล้วทำให้ได้ หรือถ้าใครอยากมีผู้ช่วยดีๆ ในการวางแผนรับมือกับไขมันส่วนเกิน เพื่อวางแผนการลดน้ำหนัก ลองมาทำความรู้จักกับ โปรแกรมบอดี้คีย์ บาย นิวทริไลท์™ ซึ่งโปรแกรมนี้จะประเมินผลเฉพาะบุคคลแยกตามปัจจัยหลักในการดำเนินชีวิต 6 ด้าน ได้แก่ ประเภทอาหาร กิจกรรม ทัศนคติ ความเครียด การนอน และนิสัยการรับประทานอาหาร เพื่อความสำเร็จในการควบคุมน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ http://www.bodykey.co.th