ฮอร์โมน

หนุ่มขี้โรค ฟิตหุ่น จากร่างเด็ก 11 เป็นหุ่นกัปตันอเมริกา
Fitness /  ฟิตเนส / 

หนุ่มขี้โรค ฟิตหุ่น จากร่างเด็ก 11 เป็นหุ่นกัปตันอเมริกา แดนนี่ เมย์ Danny May หนุ่มวัย 25 จากลิเวอร์พูด ประเทศอังกฤษ เคยมีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เรียกว่าโรค Kallmann Syndrome ฮอร์โมนเพศชายอย่างเทสโทสเทอโรนไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ ทำให้ร่างกายของเขายังคงเป็นเหมือนเด็ก ซึ่งเขาได้บอกว่าช่วงที่ตัวเองอายุ 20 ร่างกายของเขากลับดูเหมือนเด็กอายุ 11 ปี แต่หลังจากที่เขาไปหาแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยการฉีดฮอร์โมนเพศชาย testosterone เข้าร่างกาย และทำกายภาพบำบัดไปด้วย ในระยะเวลา 5 ปี เขาก็เปลี่ยนแปลงตัวเองจากเด็กขี้ก้างที่มีรูปร่างอย่างกะเด็กประถมกลายเป็นหนุ่มหุ่นล่ำกล้ามโตเลยทีเดียว โดยเขาเล่าให้ฟังว่าช่วงชีวิตวัยเด็กของเขามันช่างเลวร้ายมาเวลาเห็น เพื่อนๆ ที่เล่นมาด้วยกันเติดโตตัวใหญ่กันไปหมดเหลือเขาคงสภาพเดิมไว้คนเดียว เขารู้สึกแย่จนปิดกั้นตัวเองไม่สุงสิงกับใคร จนการเป็นคนเก็บตัว และรู้สึกเกลียดตัวเองที่โตมาไม่เหมือนกับคนอื่นๆ โดยวิธีที่เขารักษานั้นต้องรับการฉีดฮอร์โมนเพศชาย 250mg สองสัปดาห์ต่อหนึ่งครั้ง ต้องกินอาหารวันละ 6000 แคลลอรี่เพื่อให้ร่างกายสร้างกล้ามเนื้อ โดยเขาต้องกินอาหาร 7 มื้อ ต่อ 1 วันเลยทีเดียว ซึ่งสุดท้ายเขาก็เอาชนะมันได้ โดยเขาฟิตร่างกายด้วยการเข้ายิม 5 ครั้งภายใน 1 อาทิตย์ กินอาหารที่สร้างกล้ามเนื้อทั้งโปรตีนและฉีดรับฮอร์โมนให้กับร่างกายซึ่งทำ ให้เขาที่เคยหนักแค่ 42 กิโลกรัม พุ่งทะยานไปถึง 82.5 กิโลกรัม กลายเป็นหนุ่มหล่อกล้ามโตได้อย่างสมบูรณ์แบบ กลุ่มอาการคาลล์แมน (Kallmann Syndrome) เป็นโรคของการขาดฮอร์โมนเพศชาย หากขาดโดยสมบูรณ์ คนที่เป็นจะไม่เข้าสู่วัยหนุ่ม ตัวไม่สูง ผิวพรรณนิ่มนวลเหมือนเพศหญิง ไม่มีขนรักแร้ ไม่มีขนหัวหน่าว ลูกอัณฑะเล็กไม่ลงถุงอัณฑะ อวัยวะเพศชายขนาดเล็กเหมือนเด็กชาย เสียงไม่แตก ไม่มีสิว หน้าไม่มัน ไม่มีหนวดเครา ไม่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ไม่มีขนหน้าอก กระดูกพรุนจากการขาดฮอร์โมน ไม่มีความต้องการทางเพศ อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ซึ่งในบางรายอาจขาดฮอร์โมนเพศชายเพียงบางส่วน อาการก็จะแสดงเพียงบางอย่าง หากอาการขาดฮอร์โมนดังกล่าวพบร่วมกับจมูกไม่ได้กลิ่น ซึ่งแสดงว่าสมองส่วนรับกลิ่นเสียไปด้วย Men.MThai เรียบเรียงเนื้อหาจากต้นฉบับ http://www.dailymail.co.uk/femail/article-3079770/Scrawny-bartender-condition-left-looking-like-child-ripped-bodybuilder-thanks-hormone-jabs.html

ชาวเน็ตขอ! คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นอย่าทำแบบนี้ได้ไหม
คนไทยไปญี่ปุ่น /  ทัวร์ญี่ปุ่น / 

โลกออนไลน์กระทู้เว็บดัง เผยคลิปแฉนักท่องเที่ยวไทยไปทัวร์ญี่ปุ่น แสดงพฤติกรรมไร้มารยาท จนเกิดกระแสวิจารณ์อย่างหนัก ก่อนหน้านี้เกิดกระแสร้อนแรง กรณีที่นักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง แก๊งฮอร์โมน ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น แล้วแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทั้งเปิดเพลงร้องเต้นบนรถไฟฟ้า รวมถึงจับกิ่งซากุระถ่ายรูป จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ส่งผลให้นักแสดงเหล่านี้ถูกพักงาน ล่าสุด เกิดกระแสในโลกออนไลน์กรณีเดียวกัน เมื่อผู้ใช้งานเว็บไซต์พันทิปรายหนึ่งได้ตั้งกระทู้ชื่อว่า ขอร้องเถอะ ไปเที่ยวญี่ปุ่นทั้งที อย่าทำแบบนี้ได้ไหม!! พร้อมคลิป ระบุข้อความว่า เพื่อนส่งลิ้งค์มาให้ดูจาก YOUTUBE คนไทยบางคนไปเที่ยวญี่ปุ่น อยากให้รูปออกมาสวย แต่ต้องทำถึงขนาดนี้เลย? โดยในคลิปเผยภาพบรรยากาศสวนดอกไม้ในประเทศญี่ปุ่น จัดไว้ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปเป็นที่ระลึก มีนักท่องเที่ยวถ่ายภาพด้านข้างดอกไม้ดังกล่าว ถัดไปบริเวณใกล้เคียงพบกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย เดินเข้าไปเหยียบย่ำดอกไม้เพื่อถ่ายรูปใกล้ๆ หวังจะได้ภาพสวยๆ ส่งท้ายด้วยภาพดอกไม้ที่โดนเหยียบจนเสียหายเพราะพฤติกรรมดังกล่าว หลังจากคลิปนี้ได้ถูกเผยแพร่ ชาวโซเชียลต่างเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นจำนวนมาก ว่าไม่เหมาะสม ทั้งยังอยากให้คนไทยที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นระมัดระวังและมีจิตสำนึกสาธารณะมากกว่านี้ MThai News

ต่อ-มีน ยังหวาน ขยันควงทำบุญ เสริมดวง เสริมโปรรัก แน่นแฟ้น
ต่อ ธนภพ /  ข่าวบันเทิงวันนี้ / 

ความรักยังหวานชื่นอยู่ สำหรับหนุ่มหล่อหน้าใสเลือดฮอร์โมนอย่าง ต่อ ธนภพ กับ มีน แฟนสาวนอกวงการที่คบหาดูใจกันมานานหลายปี แหม...มันน่าอิจฉาในความรักของคู่นี้จริงๆ แต่เห็นรักกันดีอย่างนี้ ก็ยังไม่วายโดนพวกปากหอยปากปูคอยสร้างความร้าวฉานอยู่ตลอดว่ายังไงก็คงไปด้วยกันไม่รอด เพราะหนุ่มต่อเองก็ทั้งหล่อ ทั้งฮอต พวกชะนีสาวๆ ก็ต่างหมายปองจ้องตาเป็นมันกันค่อนประเทศ เรียกว่าถ้าสาวมีน She เผลอเมื่อไหร่ หนุ่มต่อโดนงาบไปรับประทานแน่นอน แต่ดูเหมือนว่าเสียงนกเสียงกาจะไม่มีผลต่อความรักของทั้งคู่ เพราะยิ่งนานวัน คู่นี้ก็ยิ่งหวานขึ้น จุดนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอานิสงส์ของการทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขันกันหรือเปล่า เพราะทางเราทราบมาว่าทั้งคู่ชอบชวนไปทำบุญเข้าวัดเข้าวากันบ่อยๆ อร๊าย...นี่มันคู่รักนักบุญชัดๆ เอ๊ะๆๆ แต่ถ้าใครไม่เชื่อคงต้องให้หนุ่มต่อยืนยันเองเลยดีกว่า “ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ เราก็จะชวนกันไปทำบุญตลอด คือจริงๆ ผมเป็นคนชอบทำบุญ วันไหนว่างๆ ก็จะขับรถไปทำบุญกัน แต่ไปเช้ากลับเย็นนะครับ ก็ไปตามวัดต่างๆ เจอวัดไหนก็แวะไหว้พระ อะไรแบบนี้ ผมเป็นคนที่ทำบุญ แต่ไม่ได้ไปกำหนดว่าจะต้องไปที่วัดนี้ หรือว่าต้องมีจุดมุ่งหมายเสมอไป คือบางครั้งเราเจอวัดที่ไหน เราก็แวะทำบุญได้ตลอดครับ” แหม...ชวนกันเข้าวัดทำบุญแบบนี้ ขอปรบมือให้รัวๆ เลยค่า...นางมารหน้าไหน ที่จะเข้ามาผจญจงหลบไป ต่อ ธนภพ ต่อ ธนภพ-มีน ต่อ ธนภพ-มีน ต่อ ธนภพ-มีน

สตรีทสไตล์ แพรวา ณิชาภัทร สาวหน้าหวานจาก ฮอร์โมนวัยว้าวุ่น
ขนมปัง ฮอร์โมน /  ดาวมหาวิทยาลัย / 

ถ้าพูดถึงสาวหน้าหมวยที่เห็นทีไรเป็นต้องอมยิ้มใน ฮอร์โมนวัยว้าวุ่น ซีซั่น 2 คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากน้อง "แพรวา - ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์" เธอพกพาความมั่นใจและรอยยิ้ม พร้อมความสามารถโชว์การรำมวย ที่ดูขัดกับความสวยของเธอ มาแสดงต่อคณะกรรมการ และได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 5 นักแสดงหน้าใหม่ที่ได้ร่วมเล่น ซีรีส์ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น ซึ่งเข้ามาจากการประกวด Hormones The Next Gen อีกทั้งตอนนี้สาวหมวยอย่าง "น้องแพรวา" ยังมีผลงานให้หนุ่มๆ ได้ติดตามกันอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น hormones the series 2, เพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน, รายการตื่นไปทํา งั้นอย่ารอช้า เราตามไปดูกันเลยว่า STYLE การแต่งตัวของสาวหมวยคนนี้จะเป็นยังไง   สตรีทสไตล์ แพรววา ณิชาภัทร สาวหน้าหวานจาก ฮอร์โมนวัยว้าวุ่น ชื่อ : ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์ ชื่อเล่น : แพรวา เกิด : วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน 2538 สูง :  159 ซม. น้ำหนัก : 43 กก. การศึกษา : มหาวิทยาลัยม.กรุงเทพปี 1 ผลงาน :  Hormones The Next Gen, hormones the series 2, เพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน, รายการตื่นไปทํา IG : @nichaphatc set 1 TOP : กําไลหิน ราคา : เพื่อนๆ ให้มาเหตุผลที่ตัดสินใจซื้อ : แพรวารู้สึกว่าเวลาที่เราพกเหรียญนําโชค หรือไม่ว่าจะเป็นกําไลหินนําโชคติดตัว เราจะรู้สึกได้เลยว่า นี่คือสิ่งที่สามารถยึดเหนี่ยวจิตใจได้ค่ะ ซึ่งเวลาพกติดตัวก็จะสบายใจขึ้นค่ะ set 2 TOP : กล้อง ราคา : 3x,xxx -. เหตุผลที่ตัดสินใจซื้อ : คือเรามีกล้องตัวนึงที่ซื้อนานมากแล้ว แต่กล้องแต่ก่อนก็จะไม่มี wifi ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ที่มี wifi เราก็รู้สึกอยากได้อ่ะ แล้วด้วยรูปทรงของกล้อง ดูน่ารักค่ะ เเล้วก็เบา เหมาะกับผู้หญิงอย่างเราค่ะ ตัดสินใจอยู่ 2 วัน ก็เลยตัดสินใจซื้อกล้องตัวนี้แหละ (ยิ้ม) แบรนด์โปรด : แพรวาไม่ค่อยเน้นแบรนด์ค่ะ คือเวลาถูกใจของ หรือเสื้อผ้าอะไร ส่วนใหญ่จะซื้อได้หมดค่ะ แล้วแต่ว่าตอนนั้นอยากได้อะไรมากกว่า ส่วนใหญ่ไป Shopping กับใคร : ส่วนใหญ่ไป Shopping ที่ CentralPlaza Grand Rama 9 ค่ะ ปกติจะไป Siam น๊า แต่เดี๋ยวนี้รถติดมาก เลยไม่ค่อยได้ไปค่ะ เทคนิคการแต่งตัว : เรารู้สึกว่าถ้าเลี่ยงการใส่เสื้อแขนกุดได้ นี่คือ "รอด" ค่ะ เพราะชอบมีคนแซวตลอดว่าแขนใหญ่ (หัวเราะ) ส่วนเรื่องรองเท้า ก็คงเป็น รองเท้าผ้าใบค่ะ ไม่ว่าจะไปไหนก็ไปได้ค่ะ ไม่ต้องมาคอยกังวลค่ะ สไตล์การแต่งตัว : ส่วนใหญ่แพรวาชอบใส่กางเกงขาสั้นนะ จะทําอะไรก็ดูสะดวกดีค่ะ แต่จริงๆ แล้วกางเกงขายาวเราก็ใส่ได้นะ แต่แค่ว่าใส่แล้วเราจะดูตัวไม่สูงเท่าไหร่ ไม่ค่อยโอเคค่ะ (หัวเราะ) ส่วนเรื่องของโทนสีของเสื้อผ้า จะชอบอยู่ไม่กี่สีค่ะ ขาว, ดํา เพราะรู้สึกว่า mix and match ง่ายดีค่ะ แฟชั่นขออินตามกระแส : จริงๆ ก็ตามแฟชั่นนะคะ แต่ก็จะดูว่าแฟชั่นแนวไหนเข้ากับเรามากสุด ซึ่งส่วนใหญ่แพรวาจะชอบแฟชั่นเรื่อง "กระเป๋า" ค่ะ แล้วก็เพิ่งมารู้สึกตอนหลังๆ ด้วยค่ะ ว่าตัวเองมีกระเป๋าเยอะมาก ยิ่งช่วงไหนที่กระเป๋าแบรนด์โน้น แบรนด์นี้ดังๆ จะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอยากได้ (ยิ้ม) เรียบเรียงโดย นิตยสาร Candy รูปจาก IG : @nichaphatc

ตั้งครรภ์ ออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ได้หรือไม่?
คนท้อง /  คุณแม่ตั้งครรภ์ / 

3 ข้อดี โยคะ การออกกำลังกาย ของ คุณแม่ตั้งครรภ์        เรื่องของสุขภาพ กับ  คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะคุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ยังมีลูกน้อยในครรภ์ที่ติดสอบห้อยตาม จะทานอาหารอะไรก็ต้องนึกถึงลูกน้อย จะวางอิริยาบถไหน ก็ต้องนึกถึงลูกน้อย ซึ่งแม้ว่ามันจะเป็นช่วงยากลำบากช่วงหนึ่งของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ แต่นี่ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจของผู้หญิงอย่างเราๆ เช่นกัน ฉะนั้นการดูแลสุขภาพ ทั้งการดูแลเรื่องอาหารการบำรุงเพื่อให้ลูกน้อยได้สารอาหารที่มีประโยชน์ และการออกกำลังกาย เพื่อให้คุณแม่มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ ถือเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ      ในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์นั้น หลายคนมีความกังวลว่าถ้าเราเดินเหิน หรือ ออกกำลังกายสักหน่อย จะทำให้ลูกน้อยกระเทือนไปด้วยไหม คำตอบคือทำได้ ไม่เป็นไร แต่ต้องรู้หลัก ตั้งครรภ์ออกกำลังกายได้หรือไม่? การวิจัยของ ดร. โรเบิร์ต วอลช์นักวิจัยชาวนอร์เวย์เปิดเผยว่า การออกกำลังกายของแม่ตั้งครรภ์ช่วยลดความเสี่ยงที่ทารกแรกคลอดจะมีน้ำหนักเกินมาตรฐานได้ถึง 28% เมื่อเทียบกับคุณแม่ที่ไม่ได้ออกกำลังกายคนอื่น ๆ ดร.โรเบิร์ตระบุอีกว่า การออกกำลังกายก็เป็นอีกสิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ในยุคนี้รับมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และไม่ควรหยุดปฏิบัติเพียงเพราะเหตุผลว่าตั้งครรภ์ เพียงแต่ว่าในระหว่างการออกกำลังกาย คุณแม่ควรมีการวัดอัตราการเต้นของหัวใจอย่างสม่ำเสมอ และไม่ควรให้เกิน 120ครั้งต่อนาที นอกจากนั้นกีฬาที่อาจเกิดการปะทะ หรือเกิดแรงกระแทก ก็ควรหลีกเลี่ยง แต่ควรหันไปออกกำลังกาย ด้วยการเต้นแอโรบิคท่าง่าย ๆ หรือการเดินช้า ๆ จะเหมาะสมกว่า และในการออกกำลังกายต้องไม่อาศัยการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่าง ๆ มากเกินไปเนื่องจากอาจทำให้คุณแม่เกิดอาการบาดเจ็บได้ โยคะ กับ การออกกำลังกาย ของ คุณแม่ตั้งครรภ์ การออกกำลังกายมีหลายหลาย แต่สิ่งที่ควรตระหนักในการเลือกการออกกำลังกายต้องดูให้เหมาะสมกับสุขภาพของคุณแม่แต่ละท่านด้วย โยคะ เป็นการออกกำลังกายอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากคุณแม่หลายท่าน อาจเพราะได้ทั้งเรื่องสุขภาพและสมาธิขณะฝึกด้วย ข้อดีของการฝึกโยคะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์คือ 1. ช่วยเรื่องสุขภาพ และ สมาธิ 2. ช่วยในเรื่องการกำหนดลมหายใจเข้าออกที่ถูกต้องเพื่อจะได้นำออกซิเจนบริสุทธิ์ส่งไปถึงทารกในครรภ์ 3. เป็นการฝึกการหายใจเพื่อเตรียมตัวในการคลอดและเกิดเป็นพลังที่นำไปใช้ในระหว่างการคลอดให้เป็นไปอย่างราบรื่น       นอกจากนี้ ในระหว่างการตั้งท้อง ร่างกายคุณแม่จะมีความยืดหยุ่นสูง จึงเหมาะกับการฝึกโยคะเพราะร่างกายคุณแม่จะผลิตฮอร์โมนชนิดหนึ่งขึ้น เรียกว่า Hormone Relaxing เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่กระดูก ข้อต่อต่างๆ ในร่างกายให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้อุ้งเชิงกรานขยับขยายเพื่อรองรับการเจริญเติบโตและการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ แต่ทั้งนี้ การฝึกสำหรับคุณแม่จะต้องไม่ฝึกในท่าที่มีความเสี่ยงและกระทบกระเทือนต่อการตั้งท้อง ไม่เช่นนั้นความยืดหยุ่นดังกล่าว อาจส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อได้ง่าย ดังนั้นหากคุณแม่ฝึกเองที่บ้าน ก็อาจจะต้องได้รับการปรับท่าฝึกให้มีความเหมาะสมและปลอดภัยต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ด้วย ขอบคุณเนื้อหาจาก www.emaginfo.com

9 ข้อ เพิ่มพลังชีวิต คูณสองด้วย รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
รอยยิ้ม /  หัวเราะ / 

ความสุขเกิดขึ้นได้ด้วย “เสียงหัวเราะและรอยยิ้ม” เพราะเวลาที่เรายิ้มและหัวเราะร่างกายจะผลิตฮอร์โมนชื่อ “เอ็นโดรฟิน” ออกมาเพื่อช่วย เพิ่มพลังชีวิต และนอกจากจะทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายผ่อนคลายแล้ว ยังทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น แถมยังช่วยบรรเทาความกังวลและความเจ็บปวดได้ เพราะเมื่อคนเราหัวเราะให้กันและกันก็จะหายจากอาการประหม่า ทำให้คนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันสามารถพูดคุยกันได้อย่างไม่เคอะเขิน ทำให้บรรยากาศความเป็นมิตรเกิดขึ้นมาให้วงสนทนาทันที วันนี้เรามาดูกันค่ะว่า เพียงแค่การยิ้มและหัวเราะให้อะไรกับเราบ้าง 1. ยิ่งยิ้ม ยิ่งดูดี การยิ้มทำให้เรามีบุคลิกที่ดูเอื้อเฟื้อและอบอุ่น มีแต่ดึงดูดคนเข้าหา 2. หน้าเด็กกว่าที่คิด เวลาที่เรายิ้มจะใช้กล้ามเนื้อหลักเพียงส่วนเดียวเท่านั้น นั่นคือกล้ามเนื้อส่วนขากรรไกร แต่ถ้าเราอยู่อารมณ์เศร้าโศกโหมดดราม่าหรือโมโห ลมออกหูนั้น เราต้องใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนเลยทีเดียว เพราะงั้นยิ่งมีอารมณ์หม่นหมองขุ่นมัวหน้าเราก็จะยิ่งแก่นะจ๊ะ!!! 3. ยิ้มแล้วสวยขึ้น 8 เท่า อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ เพราะการยิ้มช่วยให้คนเราสวยขึ้นแปดเท่า (ว้าว!) ดูดี มีเสน่ห์ เพราะคนเราถูกธรรมชาติกำหนดให้สะดุดตากันด้วยรอยยิ้ม แถมยังกระปรี้ประเปร่า และที่สำคัญดูอ่อนเยาว์หน้าเด็กอยู่เสมอด้วย 4. เห็นแต่ไกลด้วยรอยยิ้ม มีผลการวิจัยว่า (เข้าโหมดวิชาการนิดนึง) การยิ้มเห็นได้ชัดไกลตั้ง 45 เมตร ในขณะที่อารมณ์อื่นๆ ต้องเข้าใกล้ๆ ถึงจะเห็น 5. คนยุคหินก็ยิ้มกันนะจ๊ะ รู้มั้ยเอ่ย ว่ามนุษย์เรานั้นรู้จักการยิ้มมาตั้งแต่สมัยยุคหินแล้วจ้าาา 6. รอยยิ้มเป็นยาบำรุงใจชั้นดี รอยยิ้มถือเป็นยาชูกำลังชั้นดีต่อตัวเองและคนรอบข้าง เมื่อชีวิตต้องพบเจอกับเรื่องหนักหนา หรือความทุกข์ ให้ยิ้มเข้าไว้ จะทำให้มีเรี่ยวแรงฟันฝ่าอุปสรรคไปได้แน่นอน 7. ความจำดีเพราะหัวเราะ รู้หรือไม่ การหัวเราะทำให้เรามีความจำดีขึ้น! เพราะเมื่อเราหัวเราะ ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนโดพามีน ที่ช่วยสร้างเสริมสมรรถภาพทางสมองและกระตุ้นความจำนั่นเอง 8. แค่หัวเราะหัวใจก็แข็งแรง การหัวเราะยังทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและความดันเลือดลดลง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 9. เพราะรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ไม่ว่าใครก็อยากได้รอยยิ้มและอยากได้ยินเสียงหัวเราะทั้งนั้น ยิ้มให้กันบ่อยๆ หัวเราะด้วยกันทุกๆ วัน อะไรๆ มันก็มีแต่จะแฮปปี้ โลกเราจะได้ยังคงสวยงามและน่าอยู่ในทุกๆ วันนะคะ รู้อย่างนี้แล้ว รีบๆ ปล่อยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะออกมาเยอะๆ เลยนะคะ เพราะนอกจากจะเป็นผลดีต่อตัวเราเองแล้ว สิ่งเหล่านี้ยังเป็นตัวช่วยเติมเต็ม เพิ่มพลังชีวิต พลังใจที่ถูกบั่นทอนให้กับคนรอบข้างได้ เรียกว่า ได้ทั้งเรา ได้ทั้งเขา มีความสุขกันถ้วนหน้าเลยทีเดียว อ่านหนังสือ แค่ยิ้มก็ชนะแล้ว ต่อที่ http://www.mbookstore.com/

การ คลอดแบบธรรมชาติ ดีกว่า ผ่าคลอด จริงหรือไม่?
คลอดธรรมชาติ /  คลอดลูก / 

คุณคงเคยได้ยินว่าการ คลอดแบบธรรมชาติ ดีกว่าการ ผ่าคลอด แต่ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไรใช่หรือเปล่า? ลองมาอ่านคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญที่แนะให้ผู้หญิงเลือกการคลอดแบบธรรมชาติแทนการผ่าคลอดดูสิ หากเปรียบเทียบการคลอดทั้งสองแบบ คุณแม่ส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับการคลอดแบบธรรมชาติมากกว่าการผ่าคลอด อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่เปิดใจรับทั้งสองวิธี เมื่อไม่นานมานี้ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาสนับสนุนให้คุณแม่ทั้งหลายเลือกคลอดแบบธรรมชาติแทนการผ่าคลอด เรามีคำตอบว่าเหตุใดผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้คลอดแบบธรรมชาติ มีความเสี่ยงในการติดเชื้อต่ำ หากเทียบกับการคลอดผ่านช่องคลอด การผ่าคลอดทำให้คุณแม่เกิดอาการบาดเจ็บได้มากกว่าเนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเกิดแผลเป็นและการติดเชื้อรอบ ๆ แผลได้มากกว่า ถ้าไม่ดูแลรักษาแผลอย่างเหมาะสม การผ่าคลอดอาจทำให้เกิดแผลติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป้นอันตรายต่อคุณแม่ที่เพิ่งคลอดใหม่ได้ มีความเชื่อมโยงระหว่างแม่กับลูกดีกว่า การผ่าคลอดอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสายสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกแรกเกิด กระเทือนต่อความใกล้ชิดและกระบวนการให้นมลูกหลังผ่าคลอดด้วย หากเด็กคลอดตามธรรมชาติและได้รับสัมผัสแรกจากแม่ แบคทีเรียจากแม่จะถูกส่งผ่านไปยังลูก ซึ่งแบคทีเรียนี้จำเป็นสำหรับเด็กเนื่องจากเด็กจะเติบโตมากับแม่ เด็กที่เกิดจากการผ่าคลอด แบคทีเรียที่ถูกส่งผ่านไปยังเด็กจะเป็นแบคทีเรียที่มาจากพยาบาลหรือแพทย์ที่ทำคลอด ทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกันกับแบคทีเรียของแม่น้อยลงเนื่องจากมีความคุ้นชินน้อย และในระยะยาวจะทำให้เด็กป่วยง่ายเมื่อกลับมาอยู่บ้าน การขาดสัมผัสนี้ก่อให้เกิดโรคและความเจ็บป่วยขึ้นกับลูกทางอ้อมได้ในภายหน้า ความสมดุลของฮอร์โมน หากแม่คลอดแบบธรรมชาติ จะมีฮอร์โมน oxytocin หลั่งออกมาจำนวนมาก ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สำคัญในการคลอดและกระบวนการหลังคลอด ฮอร์โมนนี้รู้จักกันดีในชื่อ “love hormone” มันช่วยให้คุณตกหลุมรักลูกและก่อให้เกิดความผูกพันมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นฮอร์โมนนี้ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำนม และช่วยให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ง่ายขึ้นด้วย เด็กแรกเกิดจะได้กลิ่นน้ำนมที่หลั่งออกมา มันช่วยให้ลูกดูดนมจากอกได้ง่ายขึ้นในอนาคต และสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นกับเด็กที่คลอดด้วยการผ่า สนับสนุนให้คลอดแบบธรรมชาติ การคลอดแบบธรรมชาติเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เนื่องจากเป็นการลดการใช้ยาขณะคลอดและสมัยนี้แพทย์ผดุงครรภ์สามารถช่วยให้คุณแม่คลอดแบบธรรมชาติได้อย่างรู้สึกปลอดภัยยิ่งขึ้น แทนที่จะอยู่ในท่านอนหงายขณะคลอดลูก แม่ควรจะอยู่ในท่านั่งและออกแรงเบ่งเมื่อมดลูกหดรัดตัว เพราะหากเบ่งในขณะที่ไม่มีการหดรัดตัวของมดลูกจะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดและอาจเป็นอันตรายต่อปากมดลูกได้ การใกล้ชิดลูกน้อยหลังคลอดเป็นสิ่งสำคัญ การได้ใกล้ชิดลูกอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอด และยังเป็นสิ่งที่คุณหมอสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งให้ทั้งคุณแม่ที่ผ่าคลอดหรือคลอดเองตามธรรมชาติได้ใกล้ชิดลูกน้อย จากข้อดีทั้งทางด้านการแพทย์และด้านอารมณ์ความรู้สึกอีกทั้งประโยชน์ในระยะสั้นและระยะยาว การคลอดแบบธรรมชาตินั้นเป็นทางเลือกที่ดีกว่าของทั้งคุณแม่และบุคคลากรทางการแพทย์ทั้งหลาย อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นการคลอดแบบธรรมชาติหรือการผ่าคลอด สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งแม่และลูกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรคำนึงถึง ที่มาจาก th.theasianparent

ก่อน-หลัง หนุ่มกล้ามโต กลายเป็นกล้ามหด เหมือนละคนเลย
Fitness /  ฟิตเนส / 

หนุ่มกล้ามโต เปลี่ยนเป็นคนละคนจนจำไม่ได้ สำหรับนักเพาะกายแล้ว สิ่งแรกที่เรามักนึกถึงนั่นก็คือกีฬาที่ต้องมีการที่เปลี่ยนแปลงร่างกายของผู้เล่นเป็นอย่างมาก หรือถ้าจะพูดกันในศัพท์การแพทย์แล้วมันคือการเพิ่มปริมาณฮอร์โมนและสารจำพวกสเตียรอยด์ให้กล้ามโตขึ้น ซึ่งผู้ที่มีความสนใจในกีฬาประเภทนี้ก็จะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในภายนอกของผู้ใช้ ตามที่ถูกนำเสนอตามสื่อต่างๆ แต่เรามั่นใจว่ามีผู้คนหลายๆ คนไม่รู้ความจริงว่า นักเพาะกายมือโปรหลายๆ คนที่อยู่ในวงการ ซึ่งรวมไปถึงผู้ที่เคยชนะการประกวดเขาไม่ได้คงหุ่นที่ดูแน่นและเฟิร์มอย่างนั้นเอาไว้เสมอนะครับ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านเลยไป ไม่ทราบเป็นที่แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา บางคนนิยมที่จะใช้สารที่ใช้ในการเพิ่มกล้ามเนื้อเป็นตัวช่วย เช่น สารจำพวก สเตียรอยด์, Growth Hormone (HGH), เทสโทสเทอโรน และสารอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อที่จะสร้างกล้ามเนื้อของตัวเองให้ขยายเพิ่มขนาดขึ้นสำหรับการประกวด ซึ่ง ผลเสียสเตียรอยด์ สุดท้ายมันก็จะหดลงเรื่อยๆ หรือ บางคนก็เกิดจากการไม่ได้ดูแลตัวเองต่อ หรือสุดท้ายเป็นเพราะโรคที่เข้ามารุมเร้า จนต้องกลายเป็นหนุ่มกล้ามหด เป็นคนปกติเหมือนเรา โดยวันนี้ Men.MThai เราเลยได้รวบรวมภาพของเหล่านักเพาะกายที่เรียกว่าเปลี่ยนไปเป็นคนละคนให้ได้รับชมกันครับ Mustafa Mohammad Flex Wheeler Tom Prince Paul Dillet Günter Schlierkamp Chris Cormier Bob Paris Kevin Levrone Victor Martinez Men.Mthai เรียบเรียงเนื้อหาต้นฉบับจาก http://proteinfart.com/before-and-after-steroid-detransformations-these-guys-lost-it-all/

ภัย อดอาหาร! 6 เรื่องน่ากลัวหากใครลดความอ้วนแบบนี้ ผิดมหันต์
ลดความอ้วน /  ลดความอ้วนแบบผิดๆ / 

ไม่เข้าใจเหมือนกันนะสาวๆ สมัยนี้ไปเอาความคิดเรื่องอดอาหารมาจากไหน เพราะมันน่ากลัวกว่าที่คิดนะเธอ มันส่งผลต่อสุขภาพอย่างโหดร้าย ว่าแต่โหดร้ายอย่างไร?  ลองดูเรื่องเหล่านี้แล้วคุณจะอยากเปลี่ยนใจมาทานอาหารให้ครบทุกมื้อเลยล่ะ 6 เรื่องน่ากลัวหากคุณ อดอาหาร ใครลดความอ้วนแบบนี้ ผิดมหันต์ !! 1.สมองเบลอ ถ้าเมื่อคืนกินมาหนักมากกกกกก และคุณจะใช้มันเป็นข้ออ้างในการไม่กินข้าวกลางวันล่ะก็ เป็น“ความคิดนี่แย่มาก” นะคะ เพราะหากคุณขาดอาหารไปมื้อเดียวเท่านั้น ร่างกายของคุณจะเริ่มมีปฏิกิริยา ลดระดับน้ำตาลในเลือดจะทะยานลดอย่างรวดเร็ว ทำให้ความสามารถในการคิดหรือสร้างสรรค์ต่ำลง เนื่องจากสมองของคุณทำงานเบื้องต้นด้วยกลูโคส  เมื่อมีน้ำตาลไม่เพียงพอในกระแสเลือด จะทำให้คุณไร้ประสิทธิภาพในการโฟกัสการทำงาน เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากให้งานพัง “กินให้ครบมื้อ” 2.อารมณ์เสียง่าย เคยอารมณ์เสีย หงุดหงิดเวลาหิวมากๆมั้ยค่ะ นั่นเป็นเพราะร่างกายไม่ได้รับการตอบสนองที่เหมาะสม ทำให้ร่างกายมีความต้องการ เหมือนสัตว์ที่เราต้องเป็นผู้ล่านั่นล่ะค่ะ คุณจะเริ่มรู้สึกกังวล หงุดหงิดใจเพราะความหิว ซึ่งฮอร์โมนความเครียดนี้จะกลายเป็นความรู้สึกหดหู่อย่างรุนแรง เหมือนอาการที่คุณดูหนังเศร้า หรือ ตอนผิดหวังมากๆ นั่นเอง 3.กินดุขึ้น มากขึ้น เคยได้ยินกันมาบ้างเนอะว่า ถ้าไม่กินแล้วจะกลายเป็นคนกินเก่งกว่าเดิม อันนี้จริงนะเธอ เพราะ เมื่อคุณไม่ได้กิน เมื่อได้กินคุณจะรู้สึกว่ามันยังไม่เติมเต็มเพียงพอนัก ก็อัดให้หนักกว่าเดิม ซึ่งสอดคล้องกับผลวิจัยที่ว่า หากกินโปรตีนตั้งแต่ช่วงเช้าวันนั้นทั้งวัน คุณจะกินน้อยลง! 4.น้ำหนักเพิ่มขึ้น เมื่อเรากินมากขึ้น แน่นอนว่าน้ำหนักก็ต้องเพิ่มขึ้นสิคะ แถมยังไปลดระบบ metabolism ระบบเผาผลาญในร่างกายอีกด้วย 5.ร่างกายเหี่ยว ผิวแห้ง ผมหยาบกระด้าง ร่างกายสุขภาพไม่ดี อิดโรย ไม่แข็งแรง การทีคุณลดมื้ออาหารนั่นหมายความว่าคุณก็ลดสารอาหารที่ร่างกายคุณควรจะได้รับไปด้วย ถึงแม้จะกินวิตามินเม็ดเพิ่มเติมแต่มันก็ไม่ช่วยอะไรหรอกค่ะ เพราะ คุณขาดโปรตีนและสารอาหารอื่นๆที่มีอยู่ในอาหารเท่านั้น เพราะฉะนั้น เลือกที่จะกินดีกว่าที่จะอดนะเธอ 6.ท้องผูก แน่นอนว่าเมื่อคุณกินไม่เป็นเวลา อดบ้างกินบ้าง ก็ต้องส่งผลกับการเอาออกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าอยากทำให้เป็นระบบ ก็จงรับประทานอาหารอย่างเป็นระบบนะจ๊ะ ที่มา seventeen เรียบเรียงโดย Women Mthai Team

หมดปัญหา แพ้ยาคุม
ยาคุม /  ยาคุมกำเนิด / 

หมดปัญหา แพ้ยาคุม ด้วยยาคุมไร้เอสโตรเจน        จากสถิติการคุมกำเนิดในประเทศไทย ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ได้รับความนิยมสูงสุด ยาคุมชนิดนี้ มักเป็นยาแบบฮอร์โมนรวม คือมีทั้งเอสโตรเจนและ โปรเจนโตเจนในสัดส่วนที่เท่ากัน และถึงแม้จะมีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์สูง แต่ก็ส่งผลให้เกิดปัญหาข้างเคียง ทั้งน้ำหนักตัวเพิ่ม เป็นสิว ฝ้า ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ซึ่งเป็นผลกระทบจากฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เพราะล่าสุดมียาคุมไร้เอสโตเจนออกสู่ตลาดแล้ว ผศ.มานพชัย ธรรมคันโธ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวถึงยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดใหม่ไร้ฮอร์โมนเอสโตรเจนนี้ว่า เป็นนวัตกรรมยาเม็ดคุมกำเนิดที่พัฒนาเพื่อผู้หญิงที่แพ้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในยาเม็ดคุมกำเนิดทั่วไป โดยได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง เหมาะสำหรับผู้หญิงที่มีข้อห้ามใช้หรือมีอาการข้างเคียงจากการใช้เอสโตรเจน และยังปลอดภัยสำหรับผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวมาก สูบบุหรี่ อายุ 35 ปีขึ้นไป หรืออยู่ระหว่างการให้นมบุตรด้วย แม้จะไม่มีรายงานเรื่องอันตรายจากการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดต่อเนื่องนานหลายปี แต่ผู้ที่เลือกใช้การคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ก็ไม่ควรลืมตรวจสุขภาพเป็นประจำด้วยนะคะ และสำหรับผู้ที่สนใจยาคุมกำเนิดชนิดไร้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ลองปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรใกล้บ้านได้ค่ะ อ่านเพิ่มเติมในนิตยสาร Health & Cuisine ปีที่ : 10 ฉบับที่ : 110 เดือน : มีนาคม 2553

หนังเข้าใหม่ พฤหัสที่ 25 มิ.ย. 58 จัดเต็ม 7 เรื่องครบรส
Barely Lethal /  It Follows / 

ไหนๆ ใครกำลังรอวันนี้อยู่บ้าง ขอเชิญออกจากบ้านมาดู หนังเข้าใหม่ กันดีกว่า และในวันพฤหัสที่ 25 มิ.ย. นี้ จะมีเรื่องอะไรรอคุณผู้ชมอยู่บ้าง มาเลือกชมกันได้เลย The DUFF ชะนีซ่าส์ มั่นหน้าเกินร้อย เดอะ ดัฟฟ์ (DUFF Designated Ugly Fat Friend) คือคำนิยามของคนๆ หนึ่งที่อยู่ภายในกลุ่มเพื่อนที่มีลักษณะ ไม่สวยหรือดูดีน้อยกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ภายในกลุ่ม คนที่เป็นดัฟฟ์จึงโชคร้ายเพราะเป็นข้อเปรียบเทียบเพื่อทำให้เพื่อนคนอื่นดูดีขึ้นเท่านั้น บิอังก้า กำลังเรียนไฮสคูลปีสุดท้าย จากโลกที่สดใสกลับต้องพังทลาย เพราะเธอเพิ่งได้เรียนรู้ว่าเธอเป็นดัฟฟ์ของกลุ่มเพื่อนของเธอ เธอจึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดคำครหาเหล่านี้ พร้อมๆกับหาวิธีพิชิตใจคนที่เธอแอบชอบไปพร้อมๆกัน คลิกชมตัวอย่างภาพยนตร์ The DUFF ได้ที่นี่เลย (เฉพาะโรงในเครือ เอส เอฟ) ------------------------------------------- Lovesucks เลิฟซัค เจ (เทย่า โรเจอร์) ผู้ประกาศสาวกีฬามือหนึ่งของสถานี ต้อนรับวัย 30 ด้วยความซวยขั้นสุด โดนถอดจากสถานีเพราะรุ่นน้องวัยเอ๊าะ ยังไม่พอ สาวเจ้ายังจับได้คาตาว่า แชมป์ แฟนหนุ่มนักว่ายน้ำซุปตาร์แห่งยุคจิ๊จ๊ะอยู่กับหญิงอื่น จนตัวเองหัวหกก้นขวิด ไป One Night Stand กับ อ๊อฟ หนุ่มสุดฮอตอีกคน ร้อนถึงเพื่อนๆในกลุ่มต้องมาช่วยกันรับมือกับความวายป่วงของฮอร์โมนสาว 30 แบบเพี้ยนๆที่ทั้งบ้า ทั้งคลั่ง ความสนุก เศร้าและซึ้งจึงเริ่มขึ้น สุดท้ายเจจะเลือกใคร คนที่เธอเชื่อว่านี่แหล่ะคือรักแท้ หรือเลือกที่จะเดินไปข้างหน้า หนึ่งปีของการเรียนรู้และรักษาแผลใจที่อักเสบของเจ และใครบอกว่ารักแท้เกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียว คลิกชมตัวอย่างภาพยนตร์ Lovesucks ได้ที่นี่เลย (เฉพาะโรงในเครือ เอส เอฟ) ------------------------------------------- Maggie ซอมบี้ลูกคนเหล็ก พ่อ (อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์) ที่พบว่าลูกสาว ติดเชื้อไวรัสที่จะทำให้เธอกลายเป็นซอมบี้ เธอไม่ได้กลายเป็นซอมบี้ในทันที แต่จะค่อยๆเปลี่ยนไปทีละนิด ลูกสาวจึงต้องการใช้ชีวิตแบบมนุษย์ให้มากที่สุดก่อนจะสูญเสียมันไป ขณะที่ผู้เป็นพ่อก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะหยุดยั้งเชื้อซอมบี้ในตัวลูกสาวให้ได้ คลิกชมตัวอย่างภาพยนตร์ Maggie ได้ที่นี่เลย ------------------------------------------- Barely Lethal สายลับหัดเริ่ด เมแกน สายลับมือสังหารระดับชาติที่ดันอยากจะกลับ­เข้าไปเรียนในโรงเรียนไฮสคูลตามวัยรุ่นปกต­ิทั่วไป จนเกิดเป็นผลงานภาพยนตร์สายลับแนวใหม่ที่ค­ุณจะยังไม่เคยดูจากที่ไหนมาก่อนอย่างแน่นอ­น เพราะมันทั้งลุ้นระทึกไปกับภารกิจเสี่ยงตา­ย แต่ก็ไม่วายต้องเจอกับภารกิจกระแหนะกระแหน ขี้อิจฉา ของผู้หญิงในโรงเรียน จนทำให้เธอเริ่มไม่แน่ใจว่า เป็นสายลับ หรือเป็นวัยรุ่นไฮสคูลอันไหนมันเหนื่อยน้อ­ยกว่ากัน คลิกชมตัวอย่างภาพยนตร์ Barely Lethal ได้ที่นี่เลย ------------------------------------------- It Follows อย่าให้มันตามมา เด็กสาววัย 19 ปี เจย์ (ไมก้า มอนโร) หลงรักฮิวจ์ (เจค แวรี่) หนุ่มหล่อมากเสน่ห์จนทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งในคืนหนึ่ง แล้วค่ำคืนแห่งความสุขก็กลายเป็นความสยอง เมื่อเจย์ตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองถูกจับมัดตรึงกับเก้าอี้ เธอกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งลึกลับบางอย่างซึ่งบอกกับเจย์ว่ามันจะติดตามเธอไปทุกที่  แม้เธอถูกปล่อยตัวออกมาได้ แต่เธอก็ยังต้องหลอกหลอนจากการถูกไล่ล่าโดย…บางสิ่ง ที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่มองเห็น บางสิ่งนี้สามารถกลายเป็นร่างใครก็ได้ แม้แต่คนที่เธอรู้จัก… คลิกชมตัวอย่างภาพยนตร์ It Follows ได้ที่นี่เลย ------------------------------------------- Steak Revolution ทริปนี้ มีแต่(เนื้อ)เนื้อ ฟรองค์ ริบิแยร์ ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส­ กำลังจะนำท่านเดินทางทั่่วโลก เพื่อสำรวจดูว่าธุรกิจและสูตรการทำสเต็กขอ­งแต่ละท้องถิ่นนั้นแตกต่างหรือใหญ่โตขนาดไ­หน พูดคุยกับคนเลี้ยงวัว พ่อค้าเนื้อ พ่อครัวชื่อดัง นักประวัติศาสตร์ และนักเศรษฐศาสตร์ ว่าสเต็กสะท้อนความเป็นไปอะไรในเชิงสังคมบ­้าง และสเต็กจะอยู่รอดได้อย่างไรในยุคที่อุตสา­หกรรมอาหารแบบผูกขาด ในแบบที่ดูสนุก เพลิดเพลิน ตื่นตาตื่นใจ และเรียกน้ำย่อยแบบเอาตาย ชนิดที่ต้องขอเตือนคนที่เป็นมังสวิรัติว่า ถ้าคุณใจไม่แข็งพอ อย่าได้ริเข้ามาดู! คลิกชมตัวอย่างภาพยนตร์ Steak Revolution ได้ที่นี่เลย ------------------------------------------- Tomb Robber ล่าขุมทรัพย์ หุบผาทมิฬ เมื่อมีการค้นพบหลุมฝังศพโบราณ ที่ตั้งอยู่ภายในหมู่บ้าน แวดล้อมไปด้วยช่องเขาแห่งหุบผาทมิฬ ซึ่งเต็มไปด้วยความลาดชัน จนยากที่จะมีผู้เข้าถึง เรียกร้องให้เหล่านักล่าสมบัติ เพียรพยายามที่จะออกค้นหาเพื่อครอบครองขุมทรัพย์ ตามตำนานกล่าวว่า ร่างที่อยู่ภายในหลุมฝังศพนั้น เป็นถึงกษัตริย์แห่งราชวงศ์เหลียวของประเทศจีน ซึ่งถูกฝังลงไปพร้อมกับทรัพย์สมบัติ และเครื่องรางของขลังที่หามูลค่าไม่ได้ จนกระทั่งก่อเกิดความสนใจให้กับบรรดานักล่าสมบัติจากทั่วโลก ให้ออกค้นหาทางเข้าอุโมงค์หลุมฝังศพกษัตริย์อันถูกปกคลุมและแวดล้อมไปด้วยกับดักนานาชนิด และที่สำคัญก็คือสถานที่ตั้งของมันยังได้ชื่อว่ายากที่จะค้นพบอีกด้วย คลิกชมตัวอย่างภาพยนตร์ Tomb Robber ได้ที่นี่เลย (เฉพาะโรงในเครือ เมเจอร์) -----------------------------------------------------

6 กฎเหล็ก หากอย่าง ลดน้ำหนัก ให้ได้ผลชัวร์ๆ
คุมน้ำหนัก /  ลดความอ้วน / 

หลายคนประสบปัญหาเรื่องน้ำหนักและไขมันส่วนเกินของร่างกาย ซึ่งอาจกำลังวางแผน ลดน้ำหนัก ด้วยการพยายามคุมอาหาร แต่ยังสับสนปนไม่แน่ใจว่า…จะบาลานซ์การควบคุมอาหารแบบไหนให้พอเหมาะ พอดีกับความต้องการของร่างกาย เพราะถ้าควบคุมอาหารมากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ หรือถ้าน้อยเกินไปอาจจกลายเป็นว่าน้ำหนักลดช้าหรืออาจไม่ลดเลยหรือเปล่า เราจะมาแนะนำกฏของการ ลดน้ำหนัก ทั้ง 6 ข้อ เพื่อให้การควบคุมอาหารและลดน้ำหนักของคุณประสบความสำเร็จตรงตามความต้องการ 1. รู้ปริมาณอาหารที่พอเหมาะ ปัญหาหลักของการควบคุมปริมาณอาหารนั้น เราส่วนใหญ่มักจะไม่รู้ว่าปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายคือแค่ไหน? ครั้นจะให้พกเครื่องชั่งน้ำหนักติดตัวไปชั่งก่อนกินอาหารทุกมื้อก็ดูชีวิตจะยุ่งยากเกินไป เราขอเสนอทริคง่ายๆ ของการกะปริมาณอาหารที่เหมาะสมกับร่างกายด้วย “มือ” …ใช่แล้วล่ะ! มือเนี้ยละอ่านไม่ผิดหรอก…มือสองข้างของเรานี้เอง ที่จะเป็นตัวช่วยในการจัดการเรื่องปริมาณอาหารที่เหมาะสม วิธีการก็ไม่ยุ่งยากเลย - ฝ่ามือ = หนึ่งส่วนของเนื้อแดง, เนื้อปลา และสัตว์ปีก - กำปั้น = หนึ่งส่วนของข้าว, พาสต้า, ผลไม้ และผัก - หนึ่งกำมือ = ลูกเกด ถั่ว สำหรับกินเป็นของว่าง - สองกำมือ = ซุป สลัด หรือซีเรียล - นิ้วหัวแม่มือ = เนยถั่วขนาด 1 เสิร์ฟ, ชีส 1 แผ่น, เนย, น้ำมัน หรือน้ำตาล 2. ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน การชั่งน้ำหนักสำหรับผู้ที่น้ำหนักเกินค่อนข้างจะเป็นเรื่องยาก เพราะไม่อยากเห็นตัวเลขที่ขึ้นเอาๆ แล้วพาลจะทำให้ปวดใจจิตตกเปล่าๆ แต่การลดน้ำหนักให้ได้ผลนั้น เราจะต้องคอยติดตามความคืบหน้าของการลดน้ำหนักผ่านการชั่งน้ำหนักและจดบันทึกว่าเริ่มต้นวันไหน ออกกำลังกายอย่างไร ขนาดสัดส่วนต่างๆ ของร่างกายเท่าไร เพื่อที่จะสามารถติดตามผลได้ ว่าการคุมอาหารและการออกกำลังกายนั้นได้ผลหรือไม่ ถ้าไม่จะได้ปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้การลดน้ำหนักสำเร็จต่อไป 3. ห้ามอดอาหารโดยเด็ดขาด สำหรับสิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่นึกถึงเมื่อต้องการจะลดน้ำหนักนั้นคือการพยายามอดอาหารให้ได้มากที่สุดนั้นเอง หรือในบางรายอาจถึงขั้นใช้ยาลดความอ้วนกันเลยทีเดียว แต่อยากจะบอกข้อเท็จจริงอะไรบางอย่างไว้ก่อนว่า การอดอาหารและการใช้ยาลดน้ำหนักนั้น ในระยะยาวไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณเลย และในท้ายที่สุดคุณก็จะกลับมาอ้วนแบบโย่โย่อย่างแน่นอน ทั้งนี้ เพราะการอดอาหารจะทำให้ร่างกายของคุณเริ่มเข้าสู่ระบบเก็บสะสมไขมัน ซึ่งร่างกายเรียนรู้ว่าต้องกักตุนพลังงานสำรองไว้ใช้ก่อน เนื่องจากภาวะร่างกายได้พลังงานน้อยกว่าปกตินั้นเอง แล้วทีนี้จะทำให้ร่างกายเบิร์นไขมันออกยากกว่าปกติ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อภาะวะระบบเผาผลาญเสียหายอีกด้วย 4. ต้องพักผ่อนอย่างเพียงพอ การพักผ่อนที่น้อยเกินไป และอดนอนจะทำให้ร่างกายปรับเปลี่ยนระดับฮอร์โมน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความหิวอาหาร เป็นสาเหตุให้เกิดความอยากอาหารมากกว่าปกติ การนอนนั้นมีความสำคัญมากพอๆ กับการออกกำลังกายเลยทีเดียว การทำงานของสองระบบนี้ต้องทำงานอย่างสมดุลและประสานกัน ดังนั้นอย่าอดหลับอดนอนเชียวนะ อย่างน้อยควรพักผ่อนหลับอย่างต่อเนื่อง 6 ชั่วโมงขึ้นไป 5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก ต่อเนื่องมาจากการอดนอนและพักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลถึงความอยากอาหารที่มากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการหิวขึ้นมาช่วงดึก และถ้าหากเรารับประทานอาหารที่มากเกินไปในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายไม่ค่อยได้ใช้พลังงานในการทำกิจกรรมอะไรมากมายนัก จะทำให้อาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้นสะสมในรูปแบบของไขมันอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะโรคอ้วนในอนาคตได้ 6. ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ร่างกายของคนเราประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อและไขมัน ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกันไป ซึ่งหลักๆ คือ กล้ามเนื้อจะใช้พลังงานในการคงอยู่ตลอดเวลา แต่ไขมันจะเป็นรูปแบบของพลังงานสำรอง ซึ่งมีไว้ก็ไม่ได้ทำให้ร่างกายใช้พลังงานแต่อย่างใด ซึ่งหมายความว่าหากเราต้องการให้ระบบเผาผลาญในร่างกายเรามากขึ้น จะต้องสร้างกล้ามเนื้อทดแทนไขมันที่สะสมไว้ ซึ่งการที่จะสร้างกล้ามเนื้อได้นั้นต้องมาจากการออกกำลังกายเท่านั้น ดังนั้นเราจึงควรออกกำลังกายด้วย Weight Training เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ควบคู่กับการ Fat Burn เพื่อลดไขมันเป็นประจำอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์และควบคุมการประทานอาหารให้เหมาะสม ก็จะทำให้เรามีรูปร่างที่ดีขึ้นและช่วยให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ห่างไกลโรคต่างๆ อีกด้วย เห็นไหมว่า การลดความอ้วนไม่ใช่เรื่องยากเลย ใครๆ ก็ทำได้ เพียงแค่คุณจำกฎทั้ง 6 ข้อนี้ไว้ และจะเอาไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของคุณก็ได้ ซึ่งหากคุณทำได้อย่างต่อเนื่อง เรารับรองว่าคุณจะสามารถควบคุมน้ำหนักและได้รูปร่างที่ดีอย่างที่คุณต้องการแน่นอน ที่มาบทความจาก http://www.emaginfo.com  ได้รับอนุญาติให้เผยแพร่บน http://health.mthai.com/

7 สูตรรักษาฝ้า ด้วยวิธีธรรมชาติ ที่คุณเองก็ทำได้!
ฝ้า /  วิธีรักษาฝ้า / 

7 สูตรรักษา ฝ้า ที่คุณเองก็ทำได้      ช่วงนี้แดดเปรี้ยงมาก จนแทบจะลมจับทุกทีเมื่อออกไปเดินกลางแจ้ง และแดดจัดแบบนี้ก็ส่งผลเสียกับผิวไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเม็ดสีผิวหรือเม็ดสีเมลานินทำงานมากเกินไป เนื่องมาจากเจ้าเม็ดสีเมลานินนั้นมีหน้าที่กรองรังสียูวี เมื่อผิวได้รับแสงแดดมากขึ้น เมลานินก็จะถูกผลิตออกมามากขึ้นตามไปด้วย แล้วก็อาจมีข้ออบกพร่องในการกรองรังสียูวี ทำให้รังสีที่มีผลต่อการเกิด ฝ้า คือ รังสี UVA เข้าไปสามารถทำลายผิวได้ลึก จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเมื่อตากแดดนานๆ แล้วผิวถึงคล้ำเสีย และเกิดฝ้าได้ รวมไปถึงฮอร์โมนและกรรมพันธุ์ ก็เป็นสาเหตุของการเกิดฝ้าได้เช่นกัน วิธีการรักษา ฝ้า ด้วยธรรมชาติ 1. สูตรว่านหางจระเข้ ว่านหางจระเข้ ถือเป็นสมุนไพรใช้รักษาแผล ยอดนิยมมากๆ วิธีหนึ่ง โดยวิธีรักษาฝ้าแบบธรรมชาติ ให้คุณใช้ว่านหางจระเข้ 1 ใบใหญ่ (เลือกใบล่างๆ แบบที่แก่แล้ว) นำไปแช่น้ำประมาณ 10 นาที จากนั้นก็ปอกเปลือกออกและล้างให้สะอาด นำไปปั่นหรือบดก็ได้ตามถนัด แล้วจึงนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที โดยสูตรนี้หากทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยให้ฝ้าหายได้ไวยิ่งขึ้น 2. สูตรหัวไชเท้า หัวไชเท้า สามารถนำมาทำเป็นสูตรรักษาฝ้าได้ โดยคุณสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่นำหัวไชเท้าบดหยาบๆ มาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที (แล้วแต่สภาพหน้าของแต่ละคนว่ารับได้แค่ไหน ส่วนคนที่มีผิวแพ้ง่ายไม่ควรใช้สูตรนี้) แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง หรือวันเว้นวัน ก็จะช่วยลดฝ้าทำให้ฝ้าดูจางลงได้มากเลยทีเดียว และนอกจากจะช่วยลดฝ้าได้แล้วหัวไชเท้ายังมีสรรพคุณช่วยลดริ้วรอยต่างๆ และทำให้หน้ากระจ่างใสขึ้นได้อีกด้วย แต่หลังจากล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นแล้ว ก็ให้กระชับรูขุมขนด้วยโทนเนอร์หรือน้ำเย็นเพื่อป้องกันไม่ให้รูขุมขนกว้างด้วยล่ะ 3. สูตรมะขามเปียก อีกหนึ่งวิธีรักษาฝ้าด้วยสมุนไพร ให้คุณนำเนื้อมะขามเปียกมาพอกหรือทาบางๆ บริเวณผิวที่เป็นรอยฝ้า ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที แล้วล้างออก วิธีนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าทำให้รอยฝ้าดูจางลงและยังช่วยลดรอยด่างดำได้ด้วย แต่ถ้าที่บ้านคุณไม่มีมะขามเปียก ก็อาจเลือกใช้เป็นน้ำมะนาวหรือน้ำมะกรูดแทนก็ได้ 4. สูตรใบบัวบก สมุนไพร รักษาฝ้า อีกสูตร ซึ่งจากการวิจัยพบว่าใบบัวบกนั้นมีสรรพคุณในการช่วยรักษาอาการของโรคผิวหนังได้ โดยเฉพาะฝ้า กระ และสิว วิธีใช้ก็ไม่ยาก เพียงแค่นำมาปั่นแล้วใช้น้ำใบบัวบกมาเช็ดหน้าแทนการใช้โทนเนอร์ก่อนนอนทุกวัน เพียงเท่านี้รอยฝ้าต่างๆ ก็จะค่อยๆ จางลง เหลือไว้แต่เพียงหน้าอันขาวเนียนสดใส 5. สูตรไข่ขาว อาจจะมีกลิ่นคาวสักหน่อย เพียงแค่นำไข่ขาวบริเวณรอบๆ ไข่แดง (เฉพาะไข่ขาว) มาทาบางๆ ให้ทั่วบริเวณที่เป็น ฝ้า ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ไข่ขาวจะช่วยดูดซับรอยฝ้าและสิ่งสกปรกให้หมดไปจากใบหน้าของคุณได้ 6.สูตรน้ำส้มสายชูจากผลแอปเปิ้ล ใครจะรู้ว่าน้ำส้มสายชูจากผลแอปเปิ้ลจะมีประโยชน์ในด้านการช่วยดูแลผิวพรรณได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า เนื่องจากในน้ำส้มสายชูนั้นมีฤทธิ์กรด จึงช่วยทำให้ผิวดูกระจ่างใสและเนียนนุ่มขึ้นได้ เพียงแค่คุณนำมันมาผสมกับน้ำเปล่าเล็กน้อย แล้วใช้สำลีชุบและเช็ดให้ทั่วใบหน้า รอจนแห้วแล้วจึงล้างออก 7. บำรุงจากภายในสู่ภายนอก นอกจากการรักษาด้วยวิธีต่างๆ ในระหว่างการรักษาเราสามารถดูแลตัวเองจากภายในได้โดยการรับประทานทานอาหารที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี ที่เป็นตัวช่วยทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ ฝ้า ขยายตัวใหญ่ขึ้นนั่นเอง        อันที่จริงแล้ว ก่อนจะไปถึงการรักษา การป้องกันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คุณควรเริ่มต้นจากการหลีกเลี่ยงแสงแดด ถ้าหากต้องเผชิญแสงแดดก็ควรแต่งกายแบบไม่เผยผิวพร้อมกับทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันผิวจากรังสียูสี โดยเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF30 ขึ้นไป และต้องเป็นแบบ PA+++ ด้วย ถึงจะช่วยปกป้องผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าต้องอยู่ภายใต้แสงแดดตลอดทั้งวัน คุณอาจเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงมากกว่านี้ แต่ให้หมั่นทาครีมกันแดดบ่อยๆ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าครีมกันแดดยังมีประสิทธิภาพดีพอต่อการป้องกันแสงแดด     นอกจากนี้คุณควรสังเกตตัวเองด้วยว่าเรารับประทานยาอะไรที่เสี่ยงต่อการเกิด ฝ้า หรือเปล่า เช่น ยาคุมกำเนิด ใช้เครื่องสำอางอะไรแล้วแพ้จนเป็นรอยคล้ายฝ้าหรือไม่ ขอบคุณเนื้อหาจาก www.emaginfo.com

ประสบการณ์ ป่วย โรคร้าย จาก เหล่าคนดัง แค่กำลังใจก็สู้ได้
คนดังป่วย /  ประสบการณ์ / 

ประสบการณ์ ป่วย โรคร้าย จาก เหล่าคนดัง ที่วันนี้ทีมงาน Health Mthai รวบรวมมาให้คุณผู้อ่าน ได้ลองฟังเรื่องราวเกี่ยวกับ สุขภาพ ที่เหล่าคนดังเค้าเคย ประสบพบเจอกันมา แต่ก็ผ่านมาได้อย่างดี โดยอาศัยการดูแลตัวเอง และ กำลังใจที่ดี ก็ช่วยให้ต่อสู้โรคร้าย หรือแม้แต่โรคที่ไม่ค่อยมีคนเป็นกัน เพื่อเป็นกำลังใจให้กับ ใครที่กำลังต่อสู้โรคร้ายอยู่ ว่าคุณไม่ได้โชคร้ายเพียงลำพัง ยังมีคนที่ป่วยและต่อสู้กับมันด้วยกำลังใจแล้วกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้ ลองติดตามกันดูค่ะ ก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ ป่วยเป็น โรคติดเชื้อแบคทีเรียกัดเนื้อ โรคประหลาดที่หายาก เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน บริเวณต้นเหตุคือ น่องเรียวงามข้างซ้ายของก้อยนั่นเอง ปรากฎเป็นก้อนเล็กขนาดจิ๋วเท่าเมล็ดถั่วสองสามเมล็ด ซึ่งมักสะดุดมือ เวลาลูบ ขณะอาบน้ำหรือทาครีม ก้อยทิ้งเอาไว้อีกสองสามเดือน กว่าจะตัดสินใจไปหาหมอ เบื้องต้น ได้ยามากินและทา แต่เจ้าก้อนเล็กๆ เหล่านั้นก็ไม่มีทีท่าจะยุบลงเลย สุด ท้ายจึงลงเอยที่การผ่าตัดเอาก้อนเล็กๆ นั้นออก ระหว่างนั้น ก้อยเครียดมาก เพราะแผลผ่าตัดทำให้เดินเหินลำบาก ยิ่งต้องซ้อมละครเวทีที่รับมาด้วย ชีวิตเลยยิ่งยาก เนื่องจากไปกระโดดโลด เต้นบนเวทีไม่ได้ ต้องนั่งเฉยๆ แล้วต่อเสียงพูดเข้าไป ยิ่งเป็นคนทุ่มเทกับงานมาก จึงไม่มีช่วงเวลาไหนทำให้รู้สึกแย่เท่านี้เลย คุณหมอที่ดูแลก้อย ก็เริ่มหมดความมั่นใจ เมื่อแผลที่ผ่าตัดไปแล้ว ไม่มีทีท่าจะหาย น้ำเหลืองยังไหลชุ่มผ้าก้อซปิดแผลทุกวัน ไหมเย็บแผลก็จม ไปในเนื้อ เอาออกไม่ได้ ราวกับการผ่าตัดครั้งนี้คือ การปลุกอสูรร้ายในผิวหนังให้ยิ่งลุกลามกัดกิน สุดท้ายจากผลการตรวจเชื้อในห้องแลปพบว่า ก้อยติดเชื้อโรคประหลาด ปกติ เชื้อโรคนี้จะอยู่ในดิน พื้นหญ้า และแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เราอาจติดมาเองหรือจากสัตว์ที่มีเชื้อโรคเหล่านี้ ซึ่งคุณหมอบอกว่าจะไม่ ก่ออาการผิดปกติอะไร จนกระทั่งภูมิคุ้มกันในร่างกายตกลง เจ้าอสูรร้ายจึงอาละวาด โดยอาจปรากฎเป็นก้อนเนื้อบริเวณลำคอ ใบหน้า หรือ อวัยวะอื่นๆทั่วร่างกาย ฉะนั้น เมื่อพบที่น่องอย่างของก้อย จึงนับว่าโชคดีมาก และยิ่งโชคดี ที่พบในช่วงที่ยังรักษาได้ (แค่กินยาฆ่าเชื้ออย่างต่อเนื่อง นานหกเดือนเท่านั้น) เพราะบางคนปล่อยทิ้งไว้นาน เจ้าอสูรร้ายกัด กินลงไปจนถึงกระดูก จึงต้องตัดอวัยวะนั้นทิ้ง กลายเป็นคนพิการไปในที่สุด แหวนแหวน ปวริศา เพ็ญชาติ ป่วยเป็น มะเร็งเต้านม มะเร็ง โรคร้ายที่ไม่มีใครอยากจะพานพบ แต่สำหรับ แหวนแหวน ปวริศา เพ็ญชาติ เธอกลับต้องทำความรู้จักกับเจ้ามฤตยูร้ายนี้ โดยไม่ได้ตั้งตัว ตอนที่ตรวจเจอเนื้อร้าย อายุ 20 ต้นๆเอง ตอนนั้นตกใจมาก และแปลกใจด้วยว่าเราเป็นมะเร็งเต้านมได้อย่างไร พอมานั่งทบทวนดู ก็เจอ หลายสาเหตุค่ะ ซึ่งมาจากการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันของเราทั้งสิ้น ช่วงก่อนที่จะรู้ว่าเป็นมะเร็งเต้านม ไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองเท่าไรค่ะ อาหารที่รับประทาน ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีคุณค่าทางอาหาร โดยเฉพาะอาหารปิ้ง ย่าง และอาหารที่จัดว่าเป็นอาหารขยะ (Junk Food) จะรับประทานบ่อยมาก เพราะเห็นว่าหาซื้อง่าย สะดวก แถมอร่อยด้วย นอกจากนั้น ยังไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย โดยมักใช้ข้ออ้างว่า ทำงานมาเหนื่อยแล้ว พักผ่อนดีกว่า ในขณะเดียวกัน แหวนคิดว่าเราไม่ได้เป็นคนเที่ยว ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ น่าจะตัดปัจจัยเสี่ยงการเป็นโรคร้ายไปได้ และที่สำคัญคิดตลอดว่าตัวเองอายุยังน้อย คงไม่เป็นไร ในวิกฤติ มีโอกาสซ่อนอยู่ แหวนโชคดีมากเลยค่ะ ที่ตรวจพบเนื้อร้ายตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก จึงรักษาได้ไม่ยาก หลังผ่าเอาเนื้อร้ายออก แหวนก็ตั้งใจว่าจะดูแลตัวเองมากขึ้น เริ่มด้วยเรื่องอาหาร อาหาร Junk Food ก็เลิกรับประทานไปเลย หันมารับประทานผัก ผลไม้มากๆ อาหารปิ้งๆ ย่างๆที่เคยชอบ ก็หลีกเลี่ยงค่ะ มารับประทานสลัดแทน เอ๊ะ ศศิกานต์ อภิชาติวรศิลป์ สู้มะเร็ง ด้วยความสุข โรคนี้จะทำให้ทรมานกายใจมหาศาล และพานต้องสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะการรักษามีสนนราคาแสนแพงตรงกันข้ามกับดาราสาวสวยที่มา เป็นแบบปกให้ชีวจิตปักษ์นี้คุณเอ๊ะ ศศิกานต์ อภิชาติวรศิลป์ ซึ่งกล่าวถึงโรคร้ายนี้อย่างอารมณ์ดีและไม่ใช่ด้วยทีท่าย่ามใจ แต่เป็นทีท่าของ คนที่รู้จักโรคมะเร็งลึกซึ้งเธอมีคาถาดีหรืออย่างไร ต้องติดตามค่ะ ครอบครัวมะเร็ง บ้านเอ๊ะมีกรรมพันธุ์เรื่องโรคมะเร็งอยู่แล้ว วิตามินหรืออาหารเสริมบางตัวก็อาจมีฮอร์โมนซึ่งเราไม่รู้ นี่คือเหตุผลง่ายๆ แบบของเธอ ซึ่งผู้รู้เรื่องนี้หลายคนอาจมีข้อแย้งมากมาย ที่บ้านเป็นมะเร็งกันเกือบทุกคนค่ะ(หัวเราะ) ฝั่งคุณแม่ เริ่มจากคุณยายเป็นมะเร็งเต้านม ต้องตัดหน้าอกทิ้งทั้งสองข้างแต่นี่ก็ไม่ใช่สาเหตุ ที่ทำให้เสียชีวิตนะคะท่านชราและหมดอายุขัยไปเอง ส่วนคุณแม่เอง ก็เป็นมะเร็งเต้านมเจอขณะตรวจสขุ ภาพประจำปี และเป็น ในระยะที่เพิ่งเริ่ม จึงทำการผ่าตัด และฉายแสง ซึ่งก็เอาอยู่ ผ่านมาเจ็ดแปดปีแล้วก็ยังไม่กลับมา ใบหน้าและน้ำเสียงขณะเล่าให้เราฟังนั้น ยังสดใสเจื้อยแจ้ว เหมือนไม่ได้กำลังพูดถึงโรคร้าย ส่วนคุณพ่อก็เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะสาม ก็ผ่าตัดและทำคีโม ผ่านมาสามสี่ปีแล้วค่ะ เพราะสมาชิกที่เรียกว่า เป็นบุคคลหลักๆของครอบครัวป่วยเป็นโรคมะเร็งกันทุกคน คุณเอ๊ะจึงเชื่อว่า ลักษณะเซลล์ที่สามารถกลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้ ต้องอยู่ในร่างกายเธอแน่นอน“เอ๊ะเชื่อว่า ถ้าตัวเองไม่ตายด้วยโรคเบาหวาน ก็ด้วยมะเร็งค่ะ คนในบ้านเข้มแข็งมาก เอ๊ะเองยังสะเทือนใจ เศร้ากับมันมากกว่าท่านด้วยซ้ำ คุณแม่ขับรถไปโรงพยาบาลเพื่อฉายแสงเองมีแค่ครั้งสุดท้ายนี่แหละที่เปลี่ยนลักษณะของแสงทำให้เหนื่อยมากถึงเริ่มไหว้วานลูก“ส่วนคุณพ่อ ในเดือนที่ต้องให้คีโมอยู่เรื่อยๆ ท่านก็ยังไปตีกอล์ฟ ทำทุกอย่างในชีวิตประจำวันเหมือนปกติ ทั้งที่เราก็สังเกตรู้ว่าท่านเหนื่อยมาก และรูปร่างผอมลงมาก”คุณเอ๊ะบอกว่า คุณพ่อคุณแม่ไม่มองว่า โรคมะเร็งเป็นโรคร้าย(แม้จะถูกขนานนามอย่างนั้น) จึงเชื่อว่าจะเอาชนะได้“เราไม่ได้มองว่าความเจ็บป่วยจากโรคนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้ทำอะไรไม่ได้อีกเลยในชีวิต ไม่รู้สึกว่านี่คือสุดท้ายของชีวิตค่ะ”กำลังใจจากครอบครัวเพราะตัวผู้เผชิญหน้ากับโรคมะเร็งเองเข้มแข็ง คนใน ครอบครัวอื่นๆ จึงมีกำลังใจ เพราะคุณพ่อคุณแม่ซึ่งป่วย ยังไม่เศร้าหรือเสียกำลังใจเลยเราเลยมีกำลังใจมาก และคิดว่าต้องทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้“เราจะไม่พูดถึงความเจ็บป่วยกัน ไม่ทรีต (treat หรือปฎิบัติ)ท่านเป็นคนป่วย ทรีตเป็นคนปกติธรรมดาคนหนึ่ง พูดคุยแต่เรื่องที่ทำให้มีแต่รอยยิ้มและเสียง หัวเราะ”หลังจากการรักษา ครอบครัวคุณเอ๊ะก็ไม่ย่ามใจ นอกจากการตรวจเช็คสุขภาพอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการกลับมาอาละวาดของเซลล์มะเร็ง ดาราสาวยังเล่าว่า สิ่งสำคัญในการต่อสู้กับโรคนี้คือ การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพื่อป้องกันความเครียด อันเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ก่อโรคมะเร็ง เอ๊ะคิดว่าสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับมะเร็ง ไมใช่แค่การกินอาหารออร์แกนิกแล้วจะจบ แต่อยู่ที่ใจมากกว่า ถ้าป่วยแล้วเครียดโรคจะชนะเรา ถ้าเรามีความสุข จะสามารถผ่านพ้นไปได้ง่าย เพราะวันหนึ่งทุกคนต้องตาย อาจต้องป่วยเป็นอะไรสักอย่างก่อน เคล็ดลับอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้ชีวิตมีความสุข โอ อนุชิต กับ โรคไวรัส ที่ปลายประสาทคู่ที่ 7 โอ อนุชิต เล่าว่า เริ่มแรกมีอาการเหมือนนอนตกหมอน ปวดคออยู่ประมาณ 2 วัน และลามมาปวดหัว รู้สึกปวดที่เส้นตุบๆ หลังจากนั้น สังเกตตัวเองว่า เวลายิ้มแล้วปากมันไม่ขยับตามไปด้วย หลังจากนั้น พอไปล้างหน้า จะหลับตาเอาน้ำลูปหน้า แต่สังเกตตัวเองว่าตาปิดไม่สนิท แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าเคี้ยวอาหารไม่ได้ อาการทั้งหมดที่เล่ามานั้นเกิดขึ้นพร้อมกันภายในวันเดียว จึงตัดสินใจไปหาหมอ หลังจากพอหมอแล้ว ก็วินิจฉัยว่า โอ อนุชิต ป่วยเป็นโรคไวรัส ที่ปลายประสาทคู่ที่ 7 หรือ ทางการแพทย์เรียกว่า Bell’s Palsy อาการสำคัญของโรคนี้ก็คืออยู่ๆก็หน้าเบี้ยวขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เห็นชัดเวลายิงฟันแก้มจะเบ้ไปข้างเดียว และเวลาหลับตาก็จะหลับตาลงได้ข้างเดียว ซึ่งส่องกระจกดูแล้วมักทำให้เจ้าตัวขวัญหนีดีฝ่อเลยทีเดียวว่าเฮ้ย.. นี้ตัวเราเหรอเนี่ย พอตกใจรีบโทรไปหาเพื่อนๆก็วินิจฉัยมาให้เสร็จว่าก็เป็นเพราะเธอฉีดโบทอกซ์เกินขนาดละสิ ซึ่งจริงๆแล้วไม่เกี่ยวกันเลย อาจมีอาการอื่นแถมเช่นปวดหู ปวดตา ตาแห้ง ตามัว เหงื่อแตกข้างเดียว การรับรสเปลี่ยนไป เป็นต้น วิธีรักษาก็คืออยู่เฉยๆ หมออาจจะใช้มาตรการต่างๆป้องกันไม่ให้แก้วตาแห้งและเป็นแผล แล้วรอให้โรคมันหายเอง ดังที่บอกแล้วว่าโรคนี้เป็นเองหายเอง การใช้ยาสะเตียรอยด์ก็อาจจะช่วยได้บ้าง หมอบางท่านชอบใช้ แต่บางท่านก็ไม่ชอบ การใช้ยาต้านไวรัสครั้งหนึ่งเคยเป็นวิธียอดนิยมมาแต่ในอดีตนั้น หลักฐานใหม่ๆบ่งชี้ไปทางว่ามันไม่ค่อยได้ผล โรคนี้ถ้าเป็นคนที่อายุยังไม่มากก็มีโอกาสหายเองจนดีดังเดิมถึง 85-90% ที่เหลือคือหายแต่ไม่ดีดังเดิม ยังมี “เบี้ยวเสน่ห์” เหลือให้เป็น เอกลักษณ์ให้เพื่อนฝูงล้อเลียนมากบ้างน้อยบ้าง แต่ถ้าเป็นในคนอายุมากเกิน 60 ปีขึ้นไปโอกาสจะเบี้ยวถาวรมีมากถึง 40% ในกรณีที่เป็น แล้วหายแล้ว ก็ยังมีโอกาสกลับเป็นใหม่ซ้ำได้อีกถึง 14% ดังนั้นโรคเบลหน้าเบี้ยวนี้ให้ดาราเขาเป็นกันไปเถอะ อย่าเจอกับตัวเองเป็นดีที่สุด ครับ ( ข้อมูลเกี่ยวกับโรคโดย นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ) นิว กีรติกร โรคลูคีเมีย หรือมะเร็งในเม็ดเลือดขาว ป่วยเป็นลิวคีเมีย หรือมะเร็งในเม็ดเลือดขาว มาประมาณ 2 ปีแล้ว ซึ่งโรคนี้ไม่ได้มีขั้นเหมือนมะเร็งชนิดอื่น คือถ้าเป็นแล้วก็ต้องพยายาม ดูแลตัวเองให้ดี และสามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนไขกระดูก หรือเปลี่ยนถ่ายสเต็มเซลล์ โรคนี้พูดให้เข้าใจ แบบง่าย ๆ ก็คือ ตัวที่ผลิตเม็ดเลือดขาวมันเสีย เหมือนโรงงานผลิตมันเสีย จะรักษาให้หายก็ต้องเปลี่ยนโรงงานใหม่ ตน รักษาด้วยวิธีการถ่ายเลือดที่ รพ.จุฬาฯ เป็นประจำ เมื่อมีอาการก็จะหนาว ผอม และเลือดไหลไม่หยุด วิธีการดูแลตัวเองก็ต้องพยายามพักผ่อน ให้เพียงพอ และระวังไม่ให้เลือดออก หากร่างกายเริ่มมีรอยเป็นจ้ำ ๆ ตามตัว หรือมีเลือดออกตามไรฟัน ก็ต้องรีบไปหาหมอเพื่อถ่ายเลือด ตนเพิ่งถ่ายเลือดไปล่าสุดเมื่อประมาณก่อนปีใหม่ ตอนที่ไปออกงานสุพรรณหงส์เมื่อปีที่แล้วนั้น รู้ตัวแล้วว่าเป็นโรคนี้ เพียงแต่อาการยังดีอยู่ ความจริงการเปลี่ยนถ่ายสเต็มเซลล์ใช้ไขกระดูกของพี่น้องร่วมท้องได้ แต่เนื่องจากตนเป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้อง และพ่อแม่ก็แก่มากแล้ว นำมาใช้ไม่ได้ ตอนที่รู้ว่าเป็นครั้งแรก ตนช็อกมาก เคยท้อถึงขั้นจะไม่รักษา แต่ก็มีคนที่เคยเป็นโรคนี้ให้กำลังใจมาว่า ถ้าเราดูแลตัวเอง ก็อยู่ได้ มันเป็นเพียงอุปสรรคเล็กน้อยของชีวิตเท่านั้น แรก ๆ ทำใจไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อไหร่ ไปฝึกทำสมาธิอาการก็ดีขึ้น ตอนนี้เลยเลือกที่ จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข หมอไม่ได้บอกว่าเราจะอยู่ได้นานแค่ไหน มันขึ้นอยู่กับสุขภาพของเรา ตอนแรก ๆ หมอส่ายหน้าด้วยซ้ำ เพราะน้ำหนักตัวลดลงเยอะ แต่พอเราหันมาพักผ่อนให้เพียงพอ ทำสมาธิ มันก็ดีขึ้น นิว-กีรติกร ยังกล่าวต่อว่า รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่รู้ว่าป่วย รู้ว่าเวลาของตัวเองเหลือน้อย ดีกว่าคนที่ประสบอุบัติเหตุ และจากไปอย่างไม่รู้ตัว ทำให้ตนรู้คุณค่าของความรักจากคนรอบข้าง พอเราป่วยเราก็จะรู้ว่าใครมีน้ำใจกับเรา ตนออกงานครั้งสุดท้ายก็คือ งานสุพรรณหงส์ หลังจากนั้นที่เงียบไปก็คือไปรักษาตัว แล้วเพิ่งกลับมารับงานอีกครั้งแค่ 2 ชิ้น คือ ถ่ายแบบเอฟเอชเอ็ม และเล่นมิวสิกวิดีโอเพลง ของ แอม-เสาวลักษณ์ และตอนนี้อาการดีขึ้นพอที่จะกลับมารับงานได้แล้ว เพราะอยากนำเงินไปรักษาตัว เอมี่ กลิ่นประทุม ป่วยเป็นโรค เอชพีวี โรคHPV เชื้อไวรัส Human Papillomavirus ซึ่งเป็นตัวเร่งเซลล์อันนำไป สู่ โรคมะเร็งปากมดลูก ที่สาวเอมี่ ป่วยมาถึง 7 ปีแล้วจากการตรวจพบโดยบังเอิญ ซึ่งคุณแม่ของสาวเอมี่เองก็ป่วยด้วยโรคนี้ และได้ตัดมดลูกและรังไข่ไปแล้ว สาวเอมี่ เธอมีกำลังใจและมีวินัยอย่างดีเยี่ยมที่จะ ต่อสู้กับโรคนี้มาโดยตลอด และเร็วๆ นี้เธอจะเข้ารับการผ่าตัดแล้ว เพื่อการรักษาสุขภาพของตัวเธอเอง โดยการคว้านเนื้อส่วนที่มีเชื้อเซลล์ที่ ผิดปกติออกไป โดยสาวเอมี่ จะมีลูกได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องพักรักษาตัว และ เว้นระยะห่างในการจะมีลูกให้นานขึ้นสักหน่อย เนื้อหาจาก นิตยสารชีวจิต เรียบเรียงโดย Health Mthai Team

ความเชื่อโบราณ เรื่องจริงหรือแค่ กุศโลบาย
กุศโลบาย /  ข้อห้าม / 

ความเชื่อโบราณ ในสมัยก่อนหรือแม้แต่ในปัจจุบัน เชื่อว่าหลายคนคงเคยถูก ปู่ ย่า ตา ยาย หรือ พ่อ แม่ สั่งสอนห้ามทำโน่นทำนี่ ด้วยเหตุผลที่อธิบายได้ยาก และบางครั้งดูราวไร้เหตุผล แต่เราลูกๆหลานๆ ก็มักยอมปฏิบัติตาม แม้ในใจอาจะคัดค้านหรือนึกสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็น่าแปลกที่ว่าสิ่งที่คนโบราณบอกต่อกันมาเพื่อดูแล ตักเตือน และสั่งสอนลูกๆหลานๆด้วยห่วงใย เหล่านี้ หลายสิ่งหลายอย่างก็ช่วยให้เกิดความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างไม่น่าเชื่อ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เหตุผลก็คือ สิ่งที่ห้ามเหล่านี้ล้วนเป็น “โบราณอุบาย” อันหมายถึงวิธีอันแยบยลที่มีมาช้านาน ในการตักเตือนหรือขู่ให้กลัว กับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหรืออันตรายกับบุคคล ซึ่งมักขึ้นด้วยคำว่า “ห้าม” หรือ “อย่า” โดยมีเจตนาหรือจุดมุ่งหมายแฝงอยู่ในข้อห้ามนั้น ๆ ในปัจจุบันก็ยังมักได้ยินปู่ ย่า ตา ยาย เล่าถึงอยู่  ลองมาอ่านกันดูนะคะ ห้ามตากผ้าข้ามคืน กระสือจะเช็ดปาก เด็กๆ ไม่ว่าในยุคไหนสมัยไหน ก็มักจะชอบฟัง นิทาน เรื่องเล่า ด้วยเหตุนี้นิทานหรือเรื่องเล่าต่างๆ จึงมักจะแฝงข้อคิดที่ผู้ใหญ่ต้องการสอนเด็กไว้ในเรื่องด้วยเสมอ ไม่ยกเว้นแม้แต่นิทานที่เกี่ยวกับผีที่หลายๆคนชอบ แม้จะกลัว แต่ก็อยากฟัง สำหรับเรื่องผีที่คนฟังกี่ครั้งก็ไม่เบื่อน่าจะได้แก่เรื่อง ผีกระสือ คนโบราณออกอุบายโดยอาศัยความกลัวผีกระสือของเด็กๆ เพื่อไม่ให้ลืมเก็บผ้าที่ตนตากไว้ เพราะผ้าที่ใช้ในสมัยก่อนส่วนใหญ่จะเป็นผ้าที่ทอมาจากฝ้ายแทบทั้งสิ้น กว่าจะทอและตัดเย็บเสร็จแต่ละผืนก็ให้เวลานาน ดังนั้น การตากผ้าทิ้งไว้ข้ามคืน ก็จะทำให้ผ้าเปียกฝนหรือน้ำค้าง ส่งผลให้ผ้าเก่าเร็ว ชำรุดเปื่อยง่าย นอกจากนี้อาจสูญหายจากการถูกขโมย หรืออาจมีสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ มาแอบหลบอาศัยอยู่ และจะเป็นอันตรายเมื่อนำไปสวมใส่ ที่สำคัญคือยังแสดงถึงความเกียจคร้านของเจ้าของผ้า ไม่รู้จักเก็บรักษาทรัพย์สิน ความเชื่อโบราณ เรื่องนี้จึงเป็นการสอนให้ลูกผู้หญิงรู้จักเป็นแม่บ้านแม่เรือน คอยดูแลรักษาสิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน นั่นเอง ห้ามตัดเล็บกลางคืน วิญญาณบรรพบุรุษจะอยู่ไม่เป็นสุข การดำรงชีวิตประจำวันของคนในสมัยก่อนจะยังไม่มีค่อยใส่ใจในด้านการดูแล รักษา สุขภาพ อนามัยของตัวเองอย่างเช่นในปัจจุบัน โดยเฉพาะเด็กๆ มักจะเล่นปั้นดินเหนียว  รองเท้าก็ไม่ใส่ เล็บมือเล็บเท้าจึงดำมีแต่ขี้ดินขี้โคลนแทรกอยู่ พอกลางคืนก็จะนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้จะต้องไปโรงเรียน และครูก็จะมาตรวจความสะอาด จึงต้องรีบตัดเล็บ บางคนจึงต้องใช้วิธีการใช้ปากกัดเล็บทีละเล็กละน้อยจนสั้น แต่ก็จะดูไม่เรียบสวยเท่ากับใช้มีดตัด ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช้มีดเหลาดินสอก็มักจะใช้มีดเจียนหมากของ ย่า ยายตัดเล็บ ทำให้ตัดเล็บได้ไม่สะดวกและไม่ปลอดภัยเท่ากรรไกรตัดเล็บในปัจจุบัน คนโบราณจึงห้ามตัดเล็บเวลากลางคืน โดยอ้างเป็นอุบายว่าวิญญาณบรรพบุรุษจะอยู่ไม่เป็นสุข เพราะการตัดเล็บกลางคืนจะทำให้มีดบาดนิ้วได้ เนื่องจากในสมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ มีแต่ตะเกียงน้ำมันวับๆแวมๆ ซึ่งให้แสงสว่างไม่เพียงพอ ถ้าตัดเล็บกลางคืนก็จะบังคับมีดได้ยาก อีกทั้งไฟที่สว่างแบบวูบวาบทำให้เกิดแสงและเงา อาจจะตัดเอาเนื้อแทนที่จะตัดเล็บก็ได้ จึงห้ามตัดเล็บกลางคืน ข้อห้ามข้อนี้ตรงกับข้อห้ามของชาวภาคใต้ โดยใช้อุบายว่า “ห้ามตัดเล็บกลางคืนอายุจะสั้น” จุดมุ่งหมายสำคัญ เพื่อป้องกันอันตรายจากการถูกมีดหรือของมีคมที่ใช้เจียนเล็บบาดนิ้ว จะก้าวขึ้นหรือลงบันได ให้ก้าวทีละขั้น อย่าก้าวทีเดียวสามขั้น จะทำมาหากินไม่ได้ ประเทศไทยเป็นชุมชนเกษตรกรรมมาแต่โบราณ ดังนั้น บ้านเรือนส่วนใหญ่จึงสะท้อนถึงความผูกพันระหว่างผู้คนกับธรรมชาติ สภาพแวดล้อม และวิถีความเป็นอยู่ได้อย่างเด่นชัด บ้านเรือนไทยในแทบทุกภาคจะนิยมยกพื้นสูงเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับฤดูน้ำหลาก หากเป็นฤดูอื่นก็จะใช้ใต้ถุนบ้านเป็นที่สำหรับเก็บอุปกรณ์การเกษตร หรือให้เด็กๆได้วิ่งเล่น และเป็นที่พักผ่อนเย็นสบายในช่วงกลางวัน  บันไดบ้านในสมัยก่อนจะอยู่นอกบ้าน นิยมใช้ไม้แผ่นทำเป็นขั้นสำหรับขึ้นลง โดยส่วนใหญ่มีลักษณะด้านล่างโปร่งโล่ง และมีราวจับเพียงด้านเดียว หรืออาจไม่มีเลย เพราะฉะนั้นจึงค่อนข้างต้องใช้ความระมัดระวังในการขึ้นลง และหากมีอายุการใช้งานมานาน ไม้ก็อาจจะถูกเดินจนเรียบและลื่น หรือมีบางส่วนผุไปตามกาลเวลาได้ ดังนั้น การที่ คนโบราณสอนไว้ว่า การก้าวขึ้นหรือลงบันได้นั้น ควรขึ้นลงทีละขั้น อย่าก้าวทีเดียวสามขั้น จะทำมาหากินไม่ดี ก็เพื่อป้องกันอันตราย  มิฉะนั้นอาจพลัดตกขาแข้งหัก หรือหัวแตกเกิดอันตรายกับตนเอง และที่สำคัญเป็นการสอนให้รู้จักคิดรู้จักไตร่ตรองว่า การทำอะไรควรทำเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ควรทำอะไรข้ามขั้นตอน อย่าปลูกกอไผ่ไว้ริมที่ ลูกหลานจะทะเลาะกัน สภาพสังคมในอดีต การมีที่ดินเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นเรือกสวนไร่นายังไม่มีการปักหลักเขตหรือล้อมรั้วเพื่อแสดงกรรมสิทธิ์อย่างชัดเจนแต่อย่างใด แต่จะใช้ลักษณะทางธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง แนวต้นไม้ใหญ่ ฯลฯ เป็นสิ่งแสดงเขตที่ดินแทนหลักเขต ด้วยเหตุข้างต้น จึงมีภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดต่อกันมา ว่า “ อย่าปลูกกอไผ่ไว้ริมที่ ลูกหลานจะทะเลาะกัน ” ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่าอธิบายให้ฟังว่า ที่ห้ามไม่ให้ปลูกกอไผ่ไว้ริมที่ก็เพราะว่า กอไผ่แรกปลูกก็จะเป็นเพียงแค่ต้น สองต้น อยู่ริมพื้นที่เท่านั้น แต่เมื่อต้นไผ่เติบโตงอกงามมีหน่อขึ้นมาเรื่อย ๆ ก็จะขยายกอใหญ่โตออกไป ทำให้รุกล้ำไปในที่ของคนอื่นเกิดปัญหาโต้แย้งกันเรื่องแนวเขตที่ดิน ดังนั้น คนสมัยก่อนจึงได้ออกโบราณอุบาย “ อย่าปลูกกอไผ่ไว้ริมที่ ลูกหลานจะทะเลาะกัน ” เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจคนรุ่นหลังไว้ โดยพูดเป็นอุบายทำให้คนในสังคมเกิดความกลัว และตระหนัก เพื่อที่จะสอนให้ละเว้นไม่ประพฤติปฏิบัติ ในสิ่งที่จะก่อให้เกิดปัญหาขัดแย้งทั้งในครอบครัวตนเอง และเพื่อนบ้าน และมีผลให้สังคมสงบเรียบร้อย ห้ามหญิงท้องไปดูเขาออกลูก จะออกลูกยาก การคลอดลูกในสมัยโบราณกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก การทำคลอดในอดีตจะต้องอาศัยหมอตำแยเป็นผู้ทำคลอดที่บ้าน ไม่ได้คลอดในห้องคลอดอย่างโรงพยาบาลปัจจุบัน ซึ่งห้ามมิให้ผู้อื่นเข้าไปนอกจากหมอและพยาบาล หรืออาจจะมีพ่อเด็กด้วยในบางแห่ง บางคนคลอดยาก ส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความปวดท้องอย่างทรมานอยู่นาน อีกทั้งอาการคลอดก็น่ากลัว ดังนั้น หากหญิงมีครรภ์ไปดูคนอื่นคลอดลูกแล้วได้ยินเสียงหรือได้เห็นภาพอาการเจ็บปวดของการคลอดอาจจะทำให้กลัวและเกิดอาการเสียขวัญ จึงมีอุบายหลอกไม่ให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งท้องไปดูการคลอดลูก จะออกลูกยาก นอกจากนี้ยัง “ห้ามคนมีท้องหน้าบึ้ง ลูกเกิดมาจะไม่สวย” โดยปกติผู้หญิงที่มีครรภ์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสรีระและระดับฮอร์โมน ทำให้ บางคนหงุดหงิด ขี้โมโห ฉุนเฉียว  ทำให้ลูกเป็นเด็กที่มีอารมณ์แปรปรวนได้ หญิงมีครรภ์จึงควรทำจิตใจให้สงบ อารมณ์แจ่มใส ใบหน้ายิ้มแย้มไม่บึ้งตึง ลูกในครรภ์จะสุขภาพจิตดี หน้าตาสวยงาม ที่มาจาก : https://www.gotoknow.org/posts/396000

ลุลา เฉียดมะเร็ง โอปราห์ช่วยชีวิต !!!
Lula /  Sisterday Star Live / 

เหมือนเปิดเป็นเวทีเคลียร์บัญชีแค้นเลยก็ว่าได้ เมื่อนักร้องหนุ่มร่างท้วมเสียงอบอุ่นผู้มีวาจาเชือดเฉือน ป๊อป ปองกูล และเจ้าหญิงบอสซ่าคนแรกของเมืองไทยผู้ไม่เคยยอมใคร ลุลา กันยารัตน์ จับคู่มานั่งเม้าท์มอยท์เรื่องราวความสนิทของทั้งคู่ที่แซวกันแรงทั้งหน้าเวทีและหลังเวที พร้อมเบิกตัวสมาชิกเสียงเทพในกลุ่ม ลูกหว้า พิจิกา มาร่วมสมทบความแซ่บ ก่อนเปิดโดมความลับ วินาทีเฉียดโรคมะเร็งของ “ลุลา” ที่ได้โอปราห์มาช่วยชีวิต “ชอบดูรายการทอล์คโชว์ชื่อ Oprah Winfrey แล้วเทปนั้นเป็นเทปที่พาดาราที่เคยเป็นโรคมะเร็งเต้านมมาพูดคุย มาแนะนำวิธีการตรวจว่าอย่างไหนเป็นก้อนเนื้อที่ไม่ปกติ พี่เลยลองจับๆ คลำๆ ดูบ้าง เจอเหมือนเป็นก้อนเนื้อ พี่ก็รีบไปหาหมอ หมอบอกว่ามีอยู่ประมาณ 2-3 ก้อน แต่ไม่ต้องผ่าก็ได้เพราะขนาดเล็ก พี่เลยทิ้งไว้ ผ่านไป 3ปี พี่ไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพ หมอก็ถามว่าอยากมีลูกมั้ย ถ้าอยากก็ให้ผ่าออก เพราะว่าถ้าเรามีลูกฮอร์โมนจะมีมากกว่าปกติ และอาจจะทำให้ก้อนเนื้อพัฒนามาเป็นมะเร็งเต้านมได้ พี่ก็เลยตัดสินใจผ่าออกเลย ถือเป็นความบังเอิญที่ประหลาดมากที่ได้ดูรายการนี้พอดีค่ะ” ลุลา เผย ไปชมคลิปสัมภาษณ์ ของ ลุลา แบบเต็มๆ ได้ใน ซิสเตอร์เดย์ สตาร์ ไลฟ์ ติดตามชมรายการ ซิสเตอร์เดย์ สตาร์ ไลฟ์ ทุกวันเสาร์ เวลา 17.00 น. ทางช่อง GMM 25  หรืออัพเดททุกความเคลื่อนไหวได้ที่ www.facebook.com/sisterday หรือ IG: sisterday_tv และ www.gmm-tv.com มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

20 เหตุผลทำไม เพื่อนโรงเรียน ถึงเป็นเพื่อนที่อยู่กับเรายาวนานที่สุด!
คบเพื่อน /  สาวโสด / 

               เพื่อนที่เราได้พบเจอในชีวิตก็มีมากหน้าหลายตาเนอะ เพื่อนบางคนก็เจอกันตั้งแต่เด็ก เพื่อนบางคนเจอกันตอนมหาวิทยาลัย เพื่อนบางคนเจอตอนทำงาน เพื่อนแต่ละแบบก็มีความสนิทแตกต่างกันไป แต่สาวๆ เคยสังเกตมั้ยว่า ทำไม๊ทำไม เวลาคุยกับเพื่อนสมัยเรียนมัธยมถึงได้ต่อกันได้ง่าย คุยอย่างไรก็รู้สึกสนิทใจกว่าใครๆ และนี่คือ 20 เหตุผลที่ " เพื่อนโรงเรียน " มักจะสนิทกับเรามากกว่าเพื่อนทุกรุ่น 1.คุณโตมาพร้อมกัน ตอนมัธยมเป็นช่วงที่เสพย์เรื่องราวคล้ายๆกัน เช่นหนัง ภาพยนตร์ เพลง เดินในโรงเรียนด้วยกัน ฟังเพลงแนวเดียวกัน เพื่อนก็เพื่อนกลุ่มใกล้ๆกัน กรี๊ดดาราคนเดียวกัน พี่ในโรงเรียนสุดหล่อ เรียกได้ว่า แกกรี๊ดอะไร ฉันกรี๊ดตาม 2.ยังไงก็ต้องกลับมาหา ไม่ว่าเพื่อนโรงเรียนจะห่างคุณมากแค่ไหน แต่ความรู้สึกที่คุณมีให้พวกเขาจะยังเหมือนเดิม ยังไง้ยังไงก็อยากกลับไปคุย และหัวเราะกับเรื่องอุบาทว์ๆที่เคยทำในอดีต หรือเรื่องโจ๊กฮาๆที่หยุดไม่ไหว 3.พวกเขาอยู่กับคุณตอนอกหักครั้งแรก อกหักครั้งแรกของชีวิตเรียกได้ว่า คุณจะรู้สึกเหมือน เศร้าที่สุดในชีวิตยังไงยังงั้น แต่เพื่อนคือคนที่ฟังเรื่องรักของคุณตั้งแต่แอบชอบ เป็นแฟน จนเลิกเลยล่ะ 4.พวกเขาไม่เคยตัดสินคุณ ก็โตมาด้วยกัน เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่แล้ว 5.คุยเรื่องเซ็กซ์ด้วยกัน ช่วงวัยรุ่นนี่เราก็อยากรู้อยากเห็นนี่นา แต่จะลำพังให้ไปถามพ่อแม่ ครู  ก็ไม่เอาล่ะ ก้ถามไอ้เพื่อนข้างๆเรานี่แหละ 6.แถวบ้านคือที่ๆดีที่สุด ทั้งที่แถวบ้านไม่ได้มีอะไรศิวิไลซ์เลิศเลอ แต่เรากลับรู้สึกว่ามันเป็นสถานที่ที่มีค่าและอยากกลับไปหาเพื่อนเสมอ 7. กลับไปรวมรุ่นทีไรก็สนุกกว่าเพื่อนไหนๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยน ต่อให้ไม่เจอกันนานแค่ไหน การกลับไปเจอเพื่อนโรงเรียนก็สนุกสุดเหวี่ยงและเป็นตัวเองได้ที่สุด 8.มีเวลาที่จะสร้างเพื่อน ต่างจากชีวิตทำงานที่คุณเจอเขาแค่แปบเดียวต่อวัน แต่กับเพื่อนเจอตั้งแต่เช้า เข้าแถว เรียน จนกลับบ้าน เผลอๆมีเรียนพิเศษต่ออีก ไหนจะค่าย นู่นนี่นั่น 9.ความรู้สึกแตกต่างกว่าใคร ความเป็นเอกลักษณ์ของเพื่อนโรงเรียน คือเราจะรู้สึกไม่เหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ เพราะเราเติบโต เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของเพื่อน ตั้งแต่เพื่อนผมติ่ง ผมยาว จนเพื่อนมีแฟน เอนท์ติด เพราะฉะนั้นไม่แปลกหรอกถ้าจะสนิทใจกับเพื่อนโรงเรียนมากกว่าใคร 10. มีเรื่องให้เที่ยวเสมอ เวลารอพ่อแม่มารับกลับบ้าน ตอนเรียน หรือ เรียนพิเศษ ใครกันที่อยู่เป็นเพื่อนคุณ 11.สนิทกับพ่อแม่ ยังไง๊ยังไงก็ต้องเคยเห็นหน้า พ่อแม่เพื่อน ต่อให้ไม่อยาก เพราะไหนจะต้องมารับ มีวันประชุมผู้ปกครอง นู่นนี่นั่น ไม่พอ ยังรู้สักสนิทสนมกับพ่อแม่อีกต่างหาก 12. ภาพถ่ายสุดฮา ภาพสมัยเด็กจะมองยังไงก็ขำไม่หยุด เพราะเรามั่นใจว่าเรามั่นหน้ามากในตอนนั้น และคนที่อยู่กับเราในรูปก็เพื่อนๆตัวจี๊ดของเราทั้งนั้น ยิ่งภาพสติกเกอร์ โฟโต้มี ยูสมายนี่ยุคนนั้นห้ามพลาดเลยนะ พอได้มาเจอกัน การกล้าถ่ายรูปหน้าตาอุบาทว์ก็ทำได้ไม่ยากแล้วล่ะ 13.ไม่ต้องพูดก็เข้าใจ แค่เห็นหน้าก็รู้แล้วล่ะว่ารู้สึกยังไง 14.เรื่องฮาขอให้บอก เรื่องฮาแบบอินไซด์ไม่ต้องห่วง เพราะแค่มองตาก็เข้าใจกันแล้ว แถมมุขสุดติ๊งต๊องนั้นยังอยู่กับคุณจนถึงทุกวันนี้เลยล่ะ 15.ผ่านการทะเลาะกัน นอยใส่กัน เคยมั้ย ที่ทะเลาะกับเพื่อนแรงมาก ทั้งที่เรื่องช่างเล็กจิ๊บจ้อย แต่ทุกวันนี้เราก็ยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม นั่นล่ะ มันทำให้ความสัมพันธ์ของคุณแข็งแรงยิ่งขึ้น 16.ให้ความสำคัญกับสัญญาที่ให้กัน เพื่อนย่อมไม่ทิ้งเพื่อนอยู่แล้ว จะนานแค่ไหนก็ยังอยู่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะงานแต่ง งานบวช รับขวัญหลาน ยังไง๊ยังไงเราก็อยู่ตรงนี้ 17.ที่ระบายชั้นเลิศ คนที่เข้าใจคุณเมื่อคุณเศร้า เสียใจ อารมณ์แปรปรวน แถมยังรู้วิธีในการพูดให้คุณหายจากความเครียดได้อีกด้วย  18.มีสมบัติของเพื่อนเก็บอยู่ ถึงจะโตมาแค่ไหน บางทีเสื้อผ้าของเพื่อนที่เคยให้เรายืม ก็อยู่ในตู้นั่นแหละ ไหนจะซีดีเพลงอัลบั้มที่เราเคยกรี๊ดมาด้วยกัน หนังสือที่เคยยืมมันมา 19.ผ่านช่วงที่เครียดที่สุดตอนเรียนด้วยกัน ช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย ช่วงเลิกกับแฟน ช่วงที่ต้องต่อสู้กับฮอร์โมนในร่างกายที่แสนจะพลุกพล่าน เพื่อนมัธยมเท่านั้นที่เข้าใจคุณ 20.ผ่านเรื่องขายขี้หน้ามาด้วยกัน เพื่อนมัธยมจะรู้จักฉายานามของคุณ เรื่องน่าเกลียดๆของคุณ หรือ เรื่องที่คุณแอบชอบคนนู้นคนนี้แล้วทำเปิ่นใส่เขา ไหนจะเรื่องอุบาทว์ที่เกิดขึ้นที่คุณและเพื่อนไม่เคยลืม คิดทีไรก็ฮาได้ทุกครั้ง ที่มา lifehack เรียบเรียงโดย Women Mthai Team

มั่วแล้ว! อาหาร 22 อย่าง ที่บอกว่า ห้ามกินคู่กัน
กินคู่กัน /  ห้ามกินคู่กัน / 

ช่วงนี้เห็นบทความที่แชร์กันเยอะ เกี่ยวกับ อาหาร 22 อย่าง ที่บอกว่า ห้ามกินคู่กัน บ้างก็ว่าหากกินคู่กันจะมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต บางอย่างก็ทำให้เกิดโรคร้ายในร่างกายได้ ทั้งที่อาหารแต่ละอย่างนั้น ก็ไม่ได้ดูมีพิษภัยหรืออันตรายอะไรเลย ล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่เรารับประทานกันอยู่ในชีวิตประจำวันเรื่อย วันนี้ Health Mthai มีคำตอบที่แท้จริง เกี่ยวกับเรื่อง อาหาร 22 อย่าง ที่ห้ามกินคู่กัน ว่าจริงหรือมั่ว โดย อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน ว่าทั้งหมดนี้ มั่วแหลกโดยสิ้นเชิง.. มาดูกันว่า อะไรบ้างที่เค้าบอกว่าห้ามกินคู่กัน 1. เหล้าขาวกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นพิษ ขอแนะนำ Choya Ume Plum Wine สาเกรสอร่อยดองลูกพลับ ถ้ากินแล้วเป็นพิษก็คงเพราะมันอร่อยมากเลยละครับ ฟันธง คนญี่ปุ่นและผู้เขียนยังไม่ได้ตาย4ตาย5จากการกิน Choya Ume แต่ประการใด 2. หัวไชเท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะเป็นโรคผิวหนัง โรคผิวหนัง เกิดได้จาก เชื้อโรค หรือ จากกรรมพันธุ์ ไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง หรืออาจเป็นอาการทางผิวหนัง ที่เกิดจากการแพ้ ไม่ใช่ว่ากินด้วยกันแล้วจะแพ้ อาการแพ้เป็นเฉพาะคนครับ 3. เต้าหู้กับน้ำผึ้ง – ห้ามรับประทานด้วยกันจะทำให้หูหนวก แนะนำอาหาร ผัดเต้าหู้ ซอสน้ำผึ้งมัสตาร์ด ต้องบอกมั๊ยว่าข้อนี้มั่วสาดดดด แล้วครับ http://allrecipes.com//Recipe/honey-mustard-tofu/Detail.aspx 4. มันฝรั่งกับกล้วยทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้หน้าเป็นฝ้า ฝ้า Melasma เกิดได้จากหลายปัจจัยเช่น แสงแดด ฮอร์โมน ยา เครื่องสำอาง พันธุกรรม ทุพโภชนาการ ส่วนปฏิกิริยาระหว่างมันฝรั่งและกล้วยนั้นไม่มีละครับ มั่วเด็ดๆเลยครับ http://www.doctorcosmetics.com/read_content.php?id=1608&pagetype=articles 5. กล้วยกับเผือก - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้ท้องอืด ท้องอืดเกิดจากอาหารไม่ย่อย ทั้งกล้วยและเผือกก็ใช้เวลาในการย่อยจริงครับ สำคัญคือกินแต่พอดีครับ กินน้ำมากๆคนก็อืดน้ำได้ครับ 6. ถั่วลิสงกับฟักทอง - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้ทำร้ายร่างกายและลำไส้อักเสบ แกงฟักทองใส่ถั่วลิสงก็เข้ากันนะครับ อร่อยดี ประโยชน์ของถั่วลิสงและฟักทอง ดูตามนี้ละกันครับ http://www.yourhealthyguide.com/article/an-6herb-health.html 7. มันเทศกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร คิดว่าคนเขียนคงมั่วเพลินครับ กระเพาะอาหารไม่มีนิ่วเพราะมีกรดอยู่ ทำให้ความสามารถในการละลายของแคลเซี่ยมสูงและโดยที่ทางกายภาพมันมีช่องใหญ่ต่อเนื่องไปสู่ลำไส้ ถ้ามีนิ่วขึ้นมา หรือกลืนเม็ดมะขามหรือเม็ดอะไรลงไป มันก็หลุดออกไปกับขี้ละนะครับ ถ้ามั่วว่ากระเพาะปัสสาวะยังจะดีกว่า 8. มันฝรั่งกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เป็นนิ่วในท่อปัสสาวะ นิ่วเป็นก้อนผลึกของธาตุจำพวกแคลเซียม แมกนีเซียม กรดยูริค ปัจจัยการเกิดนิ่วมักมีร่วมกับการทานน้ำน้อย หรือเสียเหงื่อเยอะหรือการอักเสบครับ เผื่อไว้ด้วยเลยก็แล้วกัน การกินน้ำกระด้างก็ไม่ได้ทำให้เกิดนิ่ว ร่างกายคนเราต้องการแคลเซียมเพื่อสร้างกระดูกเป็นปรกติอย่างไรของเหลวในร่างกายคนก็จะต้องมีสิ่งที่จะเกิดเป็นนิ่วอยู่แล้ว มันฝรั่งกับลูกพลับกินแล้วเกิดนิ่วเรียกว่าเพ้อกันเลยทีเดียว (ข้อมูลเพิ่มเติม http://en.wikipedia.org/wiki/Bladder_stone ) 9. หัวไชเท้ากับผลไม้ทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดคอพอก โรคคอพอกหรือ Goiter เป็นการขาดไอโอดีนครับ คือร่างกายได้รับไอโอดีนน้อยเกินไปอย่างต่อเนื่องยาวนาน ไม่ใช่ว่ากินอะไรเข้าไปครับ ( ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.thaiclinic.com/goiter2.html ) 10. น้ำเต้าหู้ นมสด - ห้ามใส่ไข่ เพราะจะทำให้ท้องผูกและเส้นเลือดตีบ ถ้ากินแต่โปรตีนท้องก็ผูกละครับ ทานใยอาหารบ้าง คงไม่ต้องบอกนะครับว่าเส้นเลือดตีบเกิดจากอะไร มันก็คำแนะนำทั่วไปของคนมีปัญหาภาวะคลอเรสเตอรอลสูง ไม่ใช่ว่ากินปุ๊บแล้วโอ๊ววววว ท้องผูกปั๊บ เส้นเลือดในสมองก็ตีบทันที 11. ผักป๋วยเล้ง - ห้ามรับประทานกับเต้าหู้ จะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง ไปดูว่า นิ่วคืออะไรซะนะครับ ข้อนี้ขนาดเขียนยังผิดเลย โรคที่ว่าเรียกให้ถูกต้องคือโรคหินปูนเกาะที่กระดูกสันหลัง Osteophyte ซึ่งเป็นอาการของการแก่ครับ มันคือความพยายามที่ร่างกายจะค้ำจุนเนื้อเยื่อโครงสร้างที่ฉีกขาดไป แต่ก็อาจก่อปัญหาได้ถ้าไปเกาะที่ตัวเส้นประสาท หาอ่านต่อที่ ( ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.thaispine.com/webboard/index.php?showtopic=493 ) 12. กล้วยมะละกอ แตงโม - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน โอย ปวดตับเว้ยครัฟ โรคเบาหวานเกิดจากกรรมพันธุ์ ส่วนโรคไต มั่วไว้กว้างมากไปหน่อยมั๊งครับ 13. ส้มกับมะนาว - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้กระเพาะทะลุ กระเพาะทะลุกันทีเดียว กรดในกระเพาะน่ะ pH = 1.6 – 2.5 เชียวนะ มะนาวน่ะ pH 2.4 เรื่องผสมแล้ว pH มากขึ้น ไปเรียนเคมีใหม่ได้เลยนะครับ 14. เหล้าขาวกับเบียร์ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก ดูอันตรายของสุรา ไม่ว่าจะรับประทานด้วยกันหรือไม่มันไม่ได้มีผลส่งเพิ่มหรอกครับ แค่กินมากไปละไม่ว่า 15. ปลาทุกชนิด - ห้ามต้มกับ ผักกาดดอง จะทำให้เป็นโรคมะเร็ง คนเกาหลีตาย5 หมดประเทศเพราะกินปลากับกิมจิ เรื่อง Carcinogen ในอาหารหมักดองก็มีอยู่ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกถั่วเหลือง แต่โดยรวมผมกลัวมะเร็งสังคมอย่างคนมั่วสร้าง FWD นี้ขึ้นมามากกว่า 16. ขิงดอง - ห้ามเข้าตู้เย็น กินแล้วจะเป็นโรค มะเร็ง จะให้ต้องบอกไหมว่า มะเร็งเกิดจากความผิดปรกติของเซลล์ ซึ่งกระตุ้นได้ด้วยสารที่มีการระคายเคือง หรือ การระคายเคืองด้วยความร้อนเสียดสีบ่อยๆหรือกินของร้อนบ่อยๆ ไปกลัวเรื่องการกินชาร้อนๆจะดีกว่านะครับ 17. น้ำเต้าหู้ - ห้ามใส่น้ำตาลแดง จะทำให้เสียวิตามิน วิตามินในเต้าหู้คือวิตามิน B น่ะครับ และยัด5กับน้ำตาลได้ครับ ไม่หายแน่ๆ คาราบาวแดงมันยังใส่กับน้ำตาลเลย แล้วน้ำตาลแดงมันก็น้ำตาลน่ะแหละ ไม่มีอะไรมาก แค่ไม่ได้สกัดเอาสีของวัตถุดิบออกหมดเท่านั้นเอง (ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.soya.be/nutritional-values-of-tofu.php ) 18. น้ำข้าว - ห้ามใส่กับนม จะทำให้เสียวิตามิน เด็กมันโตมาได้ไงถ้านมมีปฏิกิริยาทำลายวิตามิน B เด็กทารกได้สารอาหารทั้งหมดจากนมนะครับ 19. น้ำผึ้ง – ห้ามชงด้วยน้ำร้อน จะทำให้เสียวิตามิน อันนี้จริง วิตามินถูกทำลายได้ด้วยความร้อน อุแม่เจ้า มีตั้งข้อนึงที่ผมเห็นด้วยแน่ะ แต่ชงด้วยน้ำร้อนเร็วดี เสียนิดๆหน่อยๆก็ยังเหลืออีกตั้งเยอะ 20. บวบ ซือกวย ไชเท้า - ห้ามรับประทานวันเดียวกัน จะทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนไม่แข็งแรง เบาหวานเกิดจาก กรรมพันธุ์ ส่วนเชื้ออสุจิไม่แข็งแรง หัวไชเท้านี่เป็นสมุนไพรช่วยโด๊ปด้วยซ้ำครับ ว่าแต่คนทำ FWD จะเอาลูกสาวมาให้ลองเชื้อไหม 21. มังคุดกับน้ำตาล- กินร่วมกันจะทำให้เสียชีวิต มันจะไม่อร่อย เพราะหวานเกิน แต่ในมังคุดก็มีน้ำตาลอยู่ละ ไล่เช็คดูน่าจะมาจาก FWD เก่าแก่ที่เชื่อว่ามันจะออกมาเป็นไซยาไนด์ เรื่องนี้ หมอแมง ยังเคยมาแกะมังคุดจิ้มน้ำตาลกินให้ดูจะๆเลยว่า ไม่ตาย ที่มาเรื่องจาก http://topicstock.pantip.com

แชร์กระหึ่ม เทคนิค กินข้าววันละมื้อ ทำให้อายุลดลง จาก56 เหลือ 39
กินข้าว /  กินข้าวมื้อเดียว / 

เทคนิค กินยังไงให้อายุ ลดลง คุณหมอท่านนี้ กินข้าววันละมื้อ ปัจจุบันอายุ 56 แต่หน้า เหมือน 36/39 เขาทำได้อย่างไร มาดูกันค่ะ ว่าทานมื้อเดียวได้ประโยชน์อะไร Being Hungry Makes You Healthy หนังสือ “ยิ่งหิวยิ่งสุขภาพดี” เขียนโดย นายแพทย์โยะชิโนะริ นะงุโม (Yoshinori Nagumo) ในบทนำมีการเกริ่นว่า ผู้เขียนเริ่มทานอาหารเหลือวันละมื้อ เมื่ออายุ 45 ปี เพราะปัญหาเรื่องสุขภาพ ผ่านไปสิบปี เมื่อเขาไปตรวจร่างกาย พบว่า อายุหลอดเลือดของเขา เท่ากับคนอายุ 26 ปี เขาเล่าว่า มนุษย์ในอดีต ไม่ได้มีกินอุดมสมบูรณ์ โดยกินสามมื้อเหมือนปัจจุบันนี้ ในอดีตเรากินวันละมื้อก็บุญแล้ว ดังนั้นร่างกายเราจึงมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง เมื่อเราหิว ไม่มีกิน เราจะมียีนที่ชื่อ เซอร์ทูอิน ออกมาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆ ภายในร่างกาย ในขณะเดียวกันร่างกายก็จะผลิต Growth Hormone ออกมาซึ่งเจ้า Growth Hormone นี้ทำให้เรากลับเป็นหนุ่มสาวมากขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการเพื่อการอยู่รอด ปัญหาก็คือเมื่อร่างกายอิ่ม กลไกนี้ไม่เกิด เราจึงแก่ไปเรื่อยๆ สรุปง่ายๆ ก็คือ การกินมากไปคือสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภัยต่างๆและที่สำคัญ ร่างกายเราไม่ได้ถูกออกแบบให้กินอิ่ม เราจึงปรับตัวให้การกินอิ่มได้ไม่ดี ทำให้กระบวนการธรรมชาติของร่างกายเรารวนนั่นเอง ในเรื่องการ กินวันละมื้อ ผู้เขียนได้แนะนำสิ่งที่เขาทำมาแล้วได้ผล เขาบอกว่า เขาเพลิดเพลินกับการที่ได้ยินเสียงท้องร้องจ๊อกๆ เพราะว่า เขารู้ว่าร่างกายเรากำลังซ่อมแซม และปรับตัวให้เยาว์วัย ด้วยกระบวนการที่กล่าวถึงข้างต้น ในเชิงหลักการทางวิทยาศาสตร์ เขาอธิบายดังนี้ (1) ปากทางเข้าลำไส้เล็ก จะมีเซ็นเซอร์เตรียมรอรับของกินอยู่ ถ้าไม่มีอาหารไหลลงมาเสียที ลำไส้เล็กก็จะรีบหลั่งฮอร์โมนสำหรับย่อยอาหาร โมลิติน (Molitin) ออกมา ทำให้กระเพาะอาหารบีบตัว เพื่อส่งของกินที่อาจจะตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารเข้าไปในลำไส้เล็ก เรียกว่า “การบีบตัวเมื่อหิว” และเป็นตัวการที่แท้จริงของอาการท้องร้องจ๊อกๆ (2) เมื่อกระเพาะรู้ตัวว่า หิวจะหลั่งฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ออกมา เกรลินจะถูกหลั่งออกมาจากเยื่อบุกระเพาะอาหารซึ่งถูกกระตุ้นเพราะความหิว โดยจะออกฤทธิ์ที่สมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ทำให้เกิดความอยากอาหาร ขณะเดียวกันก็จะออกฤทธิ์ที่ต่อมใต้สมอง ทำให้หลั่ง Growth Hormone ออกมาเจ้า Growth Hormone นี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ฮอร์โมนที่ทำให้กลับไปเป็นหนุ่มสาว” นั่นหมายความว่า ตอนที่ท้องกำลังร้องจ๊อกๆ เพราะหิว คุณจะค่อยๆ มีเสน่ห์ขึ้น จากฮอร์โมนที่ทำให้กลับเป็นหนุ่มสาวถึงท้องจะร้อง ก็อย่าเพิ่งรีบกินอาหาร ให้มาลองเพลิดเพลินกับประสิทธิภาพของการกลับเป็นหนุ่มสาวที่ได้จาก Growth Hormone กันสักครู่หนึ่งก่อน (3) ตอนที่ท้องกำลังร้องจ๊อกๆ นั้น ความสามารถในการอยู่รอดอันยอดเยี่ยมกำลังพลุ่งพล่านขึ้นมานั่นก็คือ “ยีนเซอร์ทูอิน” ที่มีสมญาว่า “ยีนต่ออายุขัย” หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ยีนที่ทำให้อายุยืน” กำลังทำงาน จากการทดลองกับสัตว์หลายชนิดพบว่า เมื่อลดปริมาณอาหารลง 40% จะทำให้อายุยืนขึ้น 1.5 เท่า ทว่ายีนนี้จะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อ มีเงื่อนไขบางประการ นั่นคือ “ความหิว” ตราบใดที่ท้องไม่ร้องจ๊อกเพราะหิว ยีนนี้ก็จะไม่ทำงาน ดังนั้น การกินอาหารทั้งที่ยังไม่หิว จึงหมายถึง การมีของดีอยู่กับตัว แต่ไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ มาทำให้ท้องร้องจ๊อก ด้วยการกินอาหารวันละมื้อดีกว่า แล้วยีนเซอร์ทูอินนี้จะช่วยสแกนยีนในร่างกายอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งค่อยๆ ฟื้นฟูส่วนที่เสียหาย กล่าวกันว่า ความแก่ชราและโรคมะเร็ง ก็มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของยีน ดังนั้น เราสามารถทำให้กลับเป็นหนุ่มสาว และป้องกันโรคมะเร็งด้วยการกินอาหารวันละมื้อ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหิวแล้วอาหารยังตกไม่ถึงท้อง ร่างกายจะนำไขมันที่สะสมไว้ในช่องท้องมาเปลี่ยนเป็นสารอาหาร ทำให้หน้าท้องแบนราบ นอกจากการกินวันละมื้อแล้ว ผู้เขียนมีข้อมูลใหม่เพิ่มเติมอีกว่า การนอนที่ดีคือ นอนในช่วงร่างกายผลิต Growth Hormone ได้ดีที่สุด นั่นก็คือ ช่วงเวลาระหว่าง สี่ทุ่มถึงตีสอง หลังอ่านจบผมมีความเห็นส่วนตัวว่าสิ่งที่จะทำคือ (1) รอให้ท้องร้องจ๊อกๆ บ่อยๆ เพื่อซ่อมแซมตัวเองและทำให้เยาว์วัยลง และ (2) ทานน้อยลง 60% ของแต่ละมื้อ…….” นอกจากที่คุณอดิศรเขียนแล้ว ผมไปค้นคว้าเพิ่มเติมและพบว่า เมื่อตอนคุณหมอนะงุโมมีอายุ 37 ปี เขาหนัก 77 กิโลกรัม และเมื่ออายุ 57 ปี หนัก 62 กิโลกรัม ความดันโลหิตเท่ากับคนอายุ 26 ปีอายุมวลกระดูกเท่ากับคนอายุ 28 ปี และสมองมีอายุเท่ากับคนอายุ 38 ปี จากที่ดูรูปในอินเทอร์เน็ตถึงแม้ขณะนี้คุณหมออายุ 59 ปี แต่หน้าตาเหมือนไม่ถึง 40 ปี ด้วยซ้ำ คุณหมอพูดในโทรทัศน์ว่า แค่เริ่มต้นไม่กี่วัน ก็จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพแล้ว กลิ่นตัวจะหายไป ผิวหนังจะเนียนขึ้น หน้าท้องจะเรียบขึ้น รูปลักษณ์ของคนผอมจะเริ่มปรากฏ และจิตใจคึกคักขึ้นกว่าเก่า คุณหมอแนะนำให้ทำติดต่อกัน 52 วัน โดยกินอาหารวันละหนึ่งมื้อ คือมื้อกลางวัน ในมื้อนี้อยากกินือะไรก็ตามใจตัวเองได้ หากหิวมากก็อาจเสริมด้วยผลไม้และอาหารเบาๆ หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ “อาหารสมอง” กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่อังคาร 20 ม.ค. 2558

It Follows : เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย
It Follows /  ดูแล้วมาคุยกัน / 

หากมีการจั่วหัวว่าเป็น "หนังสยองขวัญ" ขึ้นมาเมื่อใด ภาพแรกๆ ที่ติดตาตรึงใจ คงหนีไม่พ้นเลือดสาดพุ่งพรวดแบบไม่เกรงใจสภากาชาด ฉีกปากแหกอกแหวกไส้ หรือไม่ก็ผีห่าซาตาน หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวกันไป ซึ่งขนบดังกล่าวได้เกิดการใช้ซ้ำไปซ้ำมาเสียจนน่าเบื่อเต็มที แต่เมื่อ It Follows มาถึงพร้อมกับแนวคิดที่ว่า "มัน" ที่ตามมา อาจเป็นใครก็ได้ แม้แต่คนที่คุณรู้จัก จึงทำให้เร้าความสนใจถึงการเปิดแนวทางใหม่ๆ อยู่ไม่น้อย และแน่นอนครับคุณผู้อ่าน หนังประสบความสำเร็จอย่างงดงามเลยเสียด้วย It Follows ถ่ายทอดเรื่องราวของ เจย์ เด็กสาวไฮสคูล ที่ไปกุ๊กกิ๊กกับ ฮิวจ์ แฟนหนุ่ม จนนำไปสู่สัมพันธ์สวาทเขย่ารถ ก่อนที่เธอจะหมดสติไป แล้วฟื้นขึ้นมาพร้อมกับการที่ ฮิวจ์ เผยความลับว่า เขาถ่ายทอด "มัน" ไปให้เธอแล้ว มันกำลังจะติดตามไป มันอาจเป็นใครก็ได้ เพื่อที่จะเข้าใกล้เธอ...ทำเอาเจย์สติแทบหลุด และถูกบางสิ่งคอยเดินตามต้อยๆ ไปทุกที่ ในสารพัดรูปลักษณ์ และทางเดียวที่จะหนีจากชะตากรรมเลวร้ายนี้ได้ คือเธอต้องรีบไปมีเซ็กซ์กับคนอื่นโดยเร็วที่สุด พล็อตเรื่องโดยคร่าวๆ ที่ว่าด้วยการโอนผีเข้าบัญชีชีวิตชาวบ้าน ด้วยการมีเซ็กซ์นี้ อาจฟังดูจั๊กจี้และพิลึกกึกกืออยู่ไม่น้อย แต่สิ่งนี้เองกลับน่าลิ้มลองเป็นอย่าง เพราะหนังทำให้ "สิ่งลี้ลับ" อันเป็นตัวละครสำคัญตัวหนึ่งในเรื่อง มีหน้าที่มากกว่าเขย่าขวัญคนดู หรือสร้างความดราม่าให้ตัวละครอื่นๆ แต่มันนำไปสู่การตีความได้มากมาย ในหลายแง่มุมที่ต่างกันออกไป และเพื่อเป็นการไม่สปอยล์ จนถูกคุณผู้อ่านต่อยปากแตก! เราขออนุญาตแบ่งข้อความด้านล่างต่อไปนี้ เป็นสองส่วนละกันนะครับ 1 It Follows สามารถสร้างรสชาติแปลกลิ้น ที่ไม่ได้เห็นมาเนิ่นนานแล้วในยุคหลังๆมานี้ ไล่เรียงกันมาตั้งแต่วิธีการถ่าย ดนตรีประกอบ ไปจนถึงบทโดยองค์รวมนั้น ชวนให้คิดถึงหนังสยองในยุคคลาสสิคอยู่ไม่น้อย มันอุดมไปด้วยความผิดที่ผิดทาง ซึ่งทำให้ทั้งหมดดูมึนตึง ระบุอะไรไม่ได้หนักเข้าไปอีก ไปจนถึงการกระทำและตัดสินใจของ เจย์ แม่สาวดวงซวยที่ถูกอะไรก็ไม่รู้ติดตาม ที่หนีเผ่นแน่บไปพร้อมกับแก๊งผองเพื่อนนั้น หลายต่อหลายครั้งช่างดูไร้ตรรกะ และทำในสิ่งที่ไร้ซึ่งที่มาที่ไปอยู่พอตัว แต่เมื่อมันถูกหักล้างด้วยความสยอง จากการติดตามของ "มัน" แล้ว ก็สามารถให้อภัยข้อผิดพลาดเหล่านั้นได้ ทุกๆ ฉากที่ "มัน" ปรากฏตัวขึ้น เมื่อคลอไปกับท่วงทำนองดนตรีชวนหลอนประสาท และจังหวะที่ลงตัวแล้ว มันช่างทรงพลังชวนขนลุก อีกทั้งคำนิยามของ "มัน" ที่สามารถกลายเป็นใครก็ได้ และผลที่เกิดขึ้นเมื่อโดนประชิดตัว ที่ปูข้อมูลไว้ตั้งแต่ฉากแรกๆ นั้น ยิ่งทำให้ผู้ชมหวาดระแวงมนุษย์ทุกคนที่อยู่รอบๆ ตัวละคร ทั้งพื้นที่เปิดโล่งยันห้องนอน ทั้งกลางวันยันกลางคืน และอดจะสะดุ้งไม่ได้ เมื่อมุมกล้องหันมาอยู่ในทิศทางเดียวกับคนดู ที่มองเธออยู่นอกจอ จนดูราวกับว่า "มัน" สามารถแปลงสภาพตัวเองเป็นคุณผู้ชม ที่คอยเฝ้ามองเจย์ ไปแล้วเรียบร้อย หากความกลัวนั้น เกิดจากความไม่รู้แล้ว It Follows ได้ดันจุดนั้นไปจนเกือบสุดทาง ในขณะที่หนังสยองขวัญทั่วๆไป พอจะจับทางได้ว่า ฉากมืดๆทำนองนี้ เดี๋ยวมีอะไรโผล่มาแหงๆ แล้วมันก็จะกรีดร้อง กัดหน้า บีบคอหอย อะไรก็ว่ากันไป แต่หนังเรื่องนี้ได้มอบหน้าที่สยองขวัญเหล่านั้น ให้ปรากฎอยู่ในรูปลักษณ์มนุษย์ หากแต่เป็นมนุษย์ที่เงียบงัน ดูไร้จิตใจ และเดินต้อยๆ ตามเป้าหมายของมัน แต่มันกำลังจะทำอะไรต่อล่ะ? มันเป็นอะไรกันแน่? แล้วทำไมถึงส่งต่อมันด้วยเซ็กซ์? สุดท้ายไม่ว่าหนังจะเฉลยหรือไม่ อาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกตลอดเรื่องนี้ ก็ทิ้งเชื้อความหลอนให้หลงเหลืออยู่ในตัวเราไปยันนอกโรง 2 การไม่ยอมนิยามให้ชี้ชัดลงไปว่า "มัน" คือสิ่งใดกันแน่ และเผยเพียงวิธีแก้ด้วยการมีเซ็กซ์ของ It Follows นั้นช่างชวนให้สงสัยเป็นอย่างยิ่ง ด้วยฉากหน้าที่เคลือบด้วยความเป็นหนังสยองขวัญ ฉากหลังๆ ยิ่งชี้ชัดว่า "มัน" มีตัวตนอยู่บนโลกจริงๆ มีเพียงจุดเริ่มต้นอย่าง ฮิวจ์ ผู้สืบทอดอย่าง เจย์ และผู้ที่เคยมีเซ็กซ์กับเธอเท่านั้น ที่สามารถมองเห็นรูปลักษณ์มีเลือดเนื้อได้ ยิ่งเมื่อเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้้นกับตัวละครวัยรุ่นฮอร์โมนพลุ่งพล่าน อยากรู้อยากลอง เพลิดเพลินกับรูปกายเพศตรงข้าม และกระเหี้ยนกระหือเสียเหลือเกิน กับโอกาสที่จะได้มีประสบการณ์เซ็กซ์ดูสักที สิ่งเหล่านี้ ทำให้เนื้อแท้ภายใต้ฉากหน้ามนุษย์ผีเดินตามของ It Follows ที่ปรากฏตัวในร่างเปลือย เสื้อผ้าซีทรูหลวมโพรกพราก ชุดรัดรูปแนบเนื้อ หรือไม่ก็ชุดนอนอยู่บ้านนั้น สามารถเป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับประสบการณ์หฤหรรษ์ทางเพศได้มากมาย มันอาจเป็นความวิตกกังวลผลกระทบของเซ็กซ์ มันอาจเป็นโรคติดต่อ มันอาจเป็นอาการเสพติดกามรมณ์ มันอาจเป็นนัยยะของอะไรก็ได้ที่วัยรุ่นทั้งหลายรังเกียจ แต่ก็ไม่มีวันสลัดหลุด ตราบใดที่ยังผูกติดอยู่กับเรื่องเซ็กซ์ อันเป็นเรื่องที่แทบจะขาดไม่ได้นานของชีวิตในวัยที่ฮอร์โมนเป็นใหญ่ เหตุผลเป็นรองแบบนี้ It Follows คือความสยองขวัญ ที่ไม่ได้ทำให้เรากลัวเลือด กลัวผี หรือกลัวสัตว์ประหลาดจากต่างดาว หากแต่กลัวจิตใจของตัวเอง และเสียดสีวังวนแห่งกามรมณ์ ที่เดินตามวัยรุ่นไม่ให้ห่าง หากดึงดันเก็บกักความพลุ่งพล่านไว้ กว่ารู้ตัวอีกที ก็อาจถูกมันเข้าประชิดตัว ส่งผลเสียต่อตัวเองเข้าอย่างจัง หากเลือกที่ปลดปล่อย ส่งอารมณ์นี้ให้คนอื่นต้องมีชะตากรรมร่วมต่อไป ท้ายที่สุดแล้วยังไง "มัน" ก็หวนกลับมาหาเราอยู่ดี เฮ้อ...เป็นวัยรุ่นที่ต้องมี "มัน" อยู่ในตัวเนี่ย ช่างเหนื่อยจริงๆ ว่าไหมล่ะครับ คุณผู้อ่าน เรื่องนี้จัดไป 8.5 / 10 ครับ  Lecter. --------------------------------------------------