อาร์ต พศุตม์

ประกาศผลผู้ได้รับบัตร EFM Six Pack on The Beat #3
EFM Six Pack on The Beat #3 /  Getsunova / 

เตรียมโดดให้สุดพลังไปกับ 6 ศิลปินชื่อดังของเมืองไทย โปเตโต้, เกทสึโนวา, ซีล, เคลียร์, ซีซั่น ไฟว์ และ สิงโต นำโชค มันส์สุดเหวี่ยงไปกับกองทัพดีเจซุปตาร์ที่ขนกันไปแบบยกคลื่น ดีเจ.เชาเชา, ดีเจ.โป้ง, ดีเจ.โบ, ดีเจ.เผือก, ดีเจ.เจ็ม, ดีเจ.อาร์ต, ดีเจ.บุ๊คโกะ, ดีเจ.ต้นหอม, ดีเจ.อ๋อง, ดีเจ.ดาด้า, ดีเจ.โจ๊ก, ดีเจ.จอมจิ, ดีเจ.ป๊อป, ดีเจ.บอล, ดีเจ.แนน และ ดีเจ.มะตูม บนเวที EDM ในสไตล์ EFM และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ใน EFM Six Pack on The Beat #3 (อีเอฟเอ็ม ซิกแพค ออน เดอะ บีท 3) วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคมนี้้ ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ที่ โอเชี่ยน มาริน่า ยอชท์ คลับ พัทยา ประกาศรายชื่อผู้โชคดีได้รับบัตรร่วมงาน EFM Six Pack on The Beat #3 จำนวน 5 รางวัล (รางวัลละ 4 ใบ) ได้แก่... 1. คุณ อารีญาภรณ์ พันธุ์รักษ์ 2. คุณ สุทธิพร ใสสอาด 3. คุณ เอกอาทิตย์ สมจันทร์ 4. คุณ วลัญชนา ธัชศฤงคารสกุล 5. คุณ เสาวลักษณ์ วงษ์เลิศ ทางทีมงาน music MThai ขอแสดงความยินดีกับผู้โชคดีด้วยนะคะ… ผู้โชคดีจะได้รับการติดต่อกลับจากทีมงาน เพื่อแจ้งรายละเอียดในการรับบัตรคอนเสิร์ต * การจำหน่ายบัตรอภินันทนาการถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย หากผู้ซื้อ-ขายถูกดำเนินคดีหรือยึดสิทธิ์ในการเข้างาน ทางทีมงาน MThai จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น * การตัดสินของทีมงาน MThai ถือเป็นที่สิ้นสุด

ละครเขี้ยวราชสีห์ (ละครเย็น) , เรื่องย่อเขี้ยวราชสีห์ (ละครเย็น)
ละคร เขี้ยวราชสีห์ /  เรื่องย่อละคร เขี้ยวราชสีห์ / 

เขี้ยวราชสีห์ บทประพันธ์ : ตรีเพชรบทโทรทัศน์ : สิงหราณีทุกวันจันทร์ - วันพฤหัสบดี เวลา 19.05 –19.50น. และวันศุกร์ เวลา 18.45–19.30 ทางช่อง 3 เรื่องย่อละคร เขี้ยวราชสีห์ แดนไทย สุริยัน(พศุตม์ บานแย้ม) เป็นสายลับของรัฐบาลที่อยู่ในคราบของนักเลงชื่อดังมีฝีมือในการต่อสู้ทุกรูปแบบ ซึ่งเขาหากินทางการค้าอาวุธให้กับชนกลุ่มน้อยทางฝั่งพม่า การทำงานของเขาทำให้เขาเข้าไปพัวพันกับการถูกลอบฆ่าเจ้าคำภู ผู้นำรัฐบาลในพม่าอย่างไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งฝ่ายตรงข้ามกับเจ้าคำภูต้องการให้เขาตกเป็นแพะรับบาป และเพื่อให้ ไหมฟ้า(ซูซี่ สุษิรา) ตามล่าเขาเพื่อล้างแค้นให้แก่บิดา โดยครั้งหนึ่งไหมฟ้าได้เจอกับแดนไทยโดยบังเอิญและเกิดการต่อสู้กัน แต่แดนไทยไม่ต้องการปะทะกับไหมฟ้าจึงหนีเข้าไปในป่า ไหมฟ้าจึงติดตามไล่ล่าไป แต่แล้วลูกน้องของไหมฟ้ากลับถูกแดนไทยเล่นงานซะก่อน ไหมฟ้าตามมาทันพอดีจึงยิงปืนเข้าใส่แดนไทยเข้าอย่างจัง แต่แดนไทยกลับลุกขึ้นวิ่งหนีไปได้อย่างไร้อาการบาดเจ็บ ไหมฟ้าจึงไปพบกับแม่หมอ (ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา) ประจำเผ่ากลับได้คำตอบที่กำกวมว่าแดนไทยเป็นคนดี ไม่ใช่คนร้ายและเขาจะเป็นคนที่ช่วยไหมฟ้ากำจัดคนชั่วได้ แต่ไหมฟ้าไม่เข้าใจคำตอบจึงพยายามพูดให้แม่หมอบอกความจริง แต่แม่หมอได้เพียงแต่ยืนยันคำเดิม อีกด้านหนึ่งไหมฟ้าก็ต้องการรบกับสมุนของพ่อเลี้ยง กัมปนาท(อภินันท์ ประเสริฐวัฒนกุล) ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการตายของเจ้าคำภู พ่อเลี้ยงได้ใช้โจรกะเหรี่ยงดำ ซึ่งมีหัวหน้าชื่อซาปาที่มีความรู้เรื่องคาถาอาคม และสามารถสร้างอสูรร้ายขึ้นมาในการฆ่าเอาชีวิตกับผู้เป็นศัตรูของตนได้ พ่อเลี้ยงใช้กองโจรกะเหรี่ยงดำในการหักหลังการทำธุรกิจกับเจ้าคำภู เพราะต้องการครอบครองแคว้นรัฐฉาน เพื่อหวังที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ในอนาคต ส่วนแดนไทยได้สืบหาคนที่ปล่อยข่าวลือใส่ร้ายเขา โดยมีนักร้องสาวโรส (พลอยพัชรา ศรีดารา) และแม่เลี้ยงดาหวัน (พัชรินทร์ ศรีวสุภิรมย์) ที่ไม่กินเส้นกับพ่อเลี้ยงคอยหาข่าวให้ นอกจากนี้แดนไทยยังตกเป็นผู้ต้องสงสัยของผู้กองชาตรี (ปวิช เวียงนนท์) นายตำรวจตงฉินมือดีที่เป็นคู่ปรับของพ่อเลี้ยงอีกด้วย ทั้งที่แดนไทยเคยช่วยผู้กองให้พ้นจากการเอาชีวิตของพวกมือปืน โดยมีพ่อเลี้ยงบงการอยู่ เนื่องจากพ่อเลี้ยงแค้นผู้กองที่ทำตัวเป็นศัตรูกับพ่อเลี้ยงอย่างเปิดเผย โดยการเข้าปราบปรามธุรกิจมืดของพ่อเลี้ยง จนเสียหายนับสิบล้าน ละคร เขี้ยวราชสีห์ ในการถูกรอบทำร้ายในครั้งนั้นผู้กองปักใจเชื่อว่าแดนไทย ทำงานให้กับพ่อเลี้ยง ผู้กองจึงพยายามหาหลักฐานเพื่อเล่นงานพ่อเลี้ยงให้อยู่หมัด โดยหาทางให้แดนไทยยอมรับว่าร่วมมือกับพ่อเลี้ยงทำเรื่องผิดกฎหมาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานมัดตัวพ่อเลี้ยง แต่แดนไทยปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพ่อเลี้ยงแต่อย่างใดเมื่อที่ตั้งของไหมฟ้าถูกพวกกองโจรกะเหรี่ยงดำทำลาย ลูกน้องมือดีของไหมฟ้าสองคนยอมพลีชีวิตเพื่อให้ไหมฟ้าหนี้เอาชีวิตรอด ไหมฟ้าได้รู้ความจริงจากแม่หมอก่อนหล่อนจะสิ้นใจ เพราะความบอบช้ำจากการต่อสู้กับเสือ เข้ม ว่าไหมฟ้าไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าคำภู แต่เป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเพราะพ่อแม่ของเธอถูกฆ่าตาย ไหมฟ้าจึงรู้ว่าตนเองเป็นคนไทย ไม่ใช่คนรัฐฉาน แต่ก็ยังนึกถึงพระคุณของเจ้าคำภูจึงต้องการล้างแค้นกับคนที่ทำเจ้าคำภูให้ได้ ไหมฟ้าได้พาลูกน้องมาขอให้แม่เลี้ยงดาหวันส่งตัวแดนไทยให้ แต่กลับได้รับการปฏิเสธ หลังจากนั้นคนของแม่เลี้ยงได้ถูกลอบทำร้ายเป็นจำนวนมาก แม่เลี้ยงจึงมั่นใจว่าเป็นฝีมือของไหมฟ้า เมื่อแดนไทยทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้ไปพบไหมฟ้าด้วยตัวเอง เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่รู้เห็นกับการตายของเจ้าคำภู แต่แดนไทยกลับพบไหมฟ้ากำลังถูกศัตรูเล่นงาน จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือและพาไหมฟ้าหนีมาพักอยู่กับแม่เลี้ยงดาหวัน แม่เลี้ยงดูแลไหมฟ้าเป็นอย่างดี จนทำให้ไหมฟ้ารู้สึกผิดที่คิดไม่ดีต่อแม่เลี้ยง ในที่สุดไหมฟ้าเชื่อว่าแดนไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้าคำภู ละคร เขี้ยวราชสีห์ เมื่อรู้ความจริงทั้งหมด แดนไทย ไหมฟ้า แม่เลี้ยง และผู้กอง จึงร่วมมือกันกำจัดพ่อเลี้ยง แต่การกำจัดพ่อเลี้ยงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพ่อเลี้ยงมีลูกน้องจำนวนมาก มีจอมอาคมที่มีพลังเร้นลับ มีเสือเข้มจอมขมังเวทย์ที่มีความโหดเหี้ยมอำมหิตและเป็นผู้ที่กำลังหาวิธีให้ร่างกายตนเองเป็นอมตะด้วยการขโมยพระพุทธรูปในวัดหนึ่งที่ศักดิ์มากมาทำพิธี แต่ก็ถูกแดนไทยขัดขวางจนทำให้เสือเข้มต้องกลับมาด้วยความบอบช้ำ เสือเข้มโกรธมากเนื่องจากจะไม่สามารถทำพิธีได้อีก ต้องรออีกร้อยกว่าปีครั้งหนึ่งในอดีตแดนไทยเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำต่อเสือเข้มจนเกือบสิ้นชื่อ แต่ด้วยที่แดนไทยยึดมั่นในความดีจึงทำให้เขารอดตายราวปาฏิหารย์จากการช่วยเหลือของเทพฤาษี และแดนไทยยังได้รับของวิเศษจากเทพฤาษี นั่นคือ เขี้ยวราชสีห์ ซึ่งมีพลังอำนาจต้านพลังความชั่วร้ายทั้งปวงได้ จึงทำให้กลายเป็นผู้ที่อยู่ยงคงกระพัน เมื่อเสือเข้มและพ่อเลี้ยงรู้เข้า ต่างก็หวังจะแย่งชิงมาเป็นของตนเอง การต่อสู้เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แดนไทย ไหมฟ้า แม่เลี้ยงและผู้กอง ได้ต่อสู้กับพลังลึกลับหลายรูปแบบจากเสือเข้มและอสูรร้ายของซาปา แต่แดนไทยได้พลังจากฤาษีหน้าสิงห์จนสามารถรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกับท่านได้ จึงทำให้ใบหน้าของเขากลายเป็นสิงโตและมีพละกำลังที่แข็งแกร่ง สุดท้ายการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรมจะดุเดือดแค่ไหน ความดีจะชนะความชั่วได้หรือไม่ และความรักระหว่างแดนไทยกับไหมฟ้าจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ในละครเรื่อง เขี้ยวราชสีห์ ได้ทุกวันจันทร์-วันพฤหัสบดี เวลา 19.05 –19.50 น. และวันศุกร์ เวลา 18.45 –19.30 ทางช่อง 3 (ออริจินัล) และ ช่อง 33 ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์

ป้ายอาร์ต แฟร์

รับทำป้ายโฆษณาครบวงจร

I’m Not There บ๊อบ ดีแลน 7 ร่าง ในหนังชีวประวัติสุดเซอร์
Bob Dylan /  I'm Not There / 

กล่าวกันว่าจิตวิญญาณของอเมริกายุค 60 ถูกขับเคลื่อนโดย The Beatles, แอนดี้ วอร์ฮอล และ บ๊อบ ดีแลน ชื่อแรกเป็นวงดนตรีร็อคแอนด์โรลระดับตำนานจากเกาะอังกฤษที่คนไทยคุ้นหูในนาม ‘สี่เต่าทอง’, ชื่อถัดมาเป็นศิลปินนักทดลองผู้ทำให้ภาพพิมพ์ มาริลีน มอนโร และซุปกระป๋องแคมป์เบลล์กลายเป็นสัญลักษณ์ของป๊อปอาร์ตและศิลปะชิ้นสำคัญของสกุลโพสต์โมเดิร์น ส่วนชื่อสุดท้ายนั้นคือนักดนตรีนามอุโฆษผู้เขียนบทเพลงได้ลุ่มลึกราวหลักปรัชญา ไพเราะดังบทกวี และทำให้เพลง Blowin’ in the Wind หรือ ‘คำตอบนั้นอยู่ในสายลม’ เป็นดังเพลงชาติของหนุ่มสาวสมัยนั้น จึงไม่แปลกที่เรื่องราวของพวกเขาจะยังบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กลับไปค้นหา ขณะที่คนรุ่นเก่าก็รักจะมองภาพจำลองของอดีตเพื่อรำลึกถึงวันเวลาที่งดงามและเปี่ยมความหมาย แต่ในฐานะศิลปินที่มีผลงานเป็นของสาธารณะ ทั้งสามอาจอยากให้เรื่องในอดีตหลงเหลือความเป็นส่วนตัวอยู่บ้าง (อาจยกเว้นวอร์ฮอล) หนังที่ได้รับอนุญาตให้สร้างนอกจากสารคดีแล้วจึงมีน้อยมาก โดยเฉพาะ บ๊อบ ดีแลน ซึ่งไม่เคยอนุญาตให้หนังเรื่องไหนพูดถึงชีวิตของเขาพร้อมกับเอาเพลงที่เขาทำไปประกอบเลย การที่ I’m Not There (2007) เป็นหนังเรื่องแรก (ที่ไม่ใช่สารคดี) ซึ่งได้รับอนุญาตจากดีแลนให้พูดถึงชีวิตและใช้เพลงของเขาได้เต็มที่จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา และยิ่งน่าจับตามากขึ้นไปอีกเมื่อผู้ที่ได้รับสิทธินี้คือ ท็อดด์ เฮยน์ส คนทำหนังอินดี้หัวหอกของยุค 90 ที่ล่าสุดทำ Far From Heaven (2002) เพื่อบูชาหนังเมโลดราม่ายุค 50 ของ ดักลาส เซิร์ก ไว้อย่างน่าประทับใจ และราวกับนั่นยังน่าตื่นตาตื่นใจไม่พอ เฮยน์สจึงประกาศว่าหนังเรื่องนี้จะเล่าชีวิตของดีแลนแค่ช่วงสั้นๆ (ทศวรรษ 1960-70) ผ่านนักแสดงชาย-หญิง, เด็ก-คนแก่, ผิวขาว-ผิวดำ ถึง 6 คนโดยไม่มีใครเอ่ยชื่อ บ๊อบ ดีแลน เลยแม้แต่ครั้งเดียว  เมื่อศิลปินคนหนึ่งอยากพูดถึงศิลปินอีกคนบนพื้นที่ศิลปะ หนังชีวประวัติแบบไม่ธรรมดาจึงเกิดขึ้น...นี่ล่ะ ความน่าสนุกของ I’m Not There บ๊อบ ดีแลน ยกกำลัง 7 โครงสร้างน่าพิศวงซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของ I’m Not There อยู่ที่การใช้นักแสดง 6 คนสวมบทบาท 7 ด้านของ บ๊อบ ดีแลน เพื่อสื่อถึงการเปลี่ยนแปลง การไม่ยอมย่ำอยู่กับที่ และการหนีให้พ้นจากกรงขังที่มวลชนคาดหวังให้เขาเป็น ซึ่งร่างทั้ง 7 นั้นประกอบไปด้วย 01. เด็กชายผิวดำวัย 11 ปี (มาร์คัส คาร์ล แฟรงคลิน) ออกรอนแรมพร้อมกีตาร์โปร่งหนึ่งตัวแล้วเรียกตัวเองว่า วู้ดดี้ กูธรี่ ตัวละครนี้สะท้อนแรงบันดาลใจและความปรารถนาของดีแลนในช่วง 1963 ที่มีชื่อว่า วู้ดดี้ กูธรี่ ผู้ได้ชื่อว่า ‘นักดนตรีของคนจน’ เป็นแรงบันดาลใจ นักแสดงเด็กผิวดำที่นำเสนอชีวิตของดีแลนในช่วงนี้บ่งบอกถึงรากของเพลงที่มาจากการเรียกร้องความเท่าเทียมกันของคนผิวสี โดยเพลงประจำตัวของดีแลนในช่วงนี้คือ When the Ship Comes In 02. ชายหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลานาม แจ็ค โรวลินส์ (คริสเตียน เบล) ปันความชื่นชมจากกูธรี่สู่ แรมบลิง แจ็ค อีเลียต นักร้องเพลงโฟลค์สำนวนเหลือร้ายอีกคน แล้วหันมาขับขานบทเพลงเพื่อสังคมโดยปักหลักอยู่ที่กรีนวิชวิลเลจ นี่คือดีแลนในช่วงปี 1964-65 ผู้ปรารถนาอย่างแรงกล้าจะค้นหาสัจธรรม เขามีชื่อเสียงโด่งดังสุดๆ ด้วยการเขียนเพลงลึกซึ้งกินใจ ตั้งคำถามต่อโลกและสังคมท่ามกลางเขม่าควันสงคราม เขาคือความหวังของมวลชนผู้ถูกขนานนามว่ากระบอกเสียงแห่งยุคสมัย (Voice of Generation) โดยมี Blowin’ in the Wind เป็นสัญลักษณ์ประจำตัว ช่วงนี้เขายังแอบสวีทกับนักร้องหญิงร่วมอุดมการณ์อย่าง โจน เบซ (จูลี่แอนน์ มัวร์) ด้วย 03. ฉายา ‘เจมส์ ดีน คนใหม่’ ถูกตั้งให้ ร็อบบี้ (ฮีธ เล็ดเจอร์) นักแสดงผู้รับบทนักร้องเพลงโฟลค์ในหนังชีวประวัติเรื่องหนึ่งที่ดูคล้ายกับชีวิตตัวเอง ขณะเดียวกันเขาก็เริ่มสร้างครอบครัวด้วยการแต่งงานกับนักวาดภาพสาวชาวฝรั่งเศส (ชาร์ล็อต แกงสบูร์ก) ร็อบบี้คือด้านที่เป็นชีวิตส่วนตัวของดีแลน เขาเป็นเพื่อนที่มีเสน่ห์ คนรักที่โรแมนติก สามีที่ไม่เอาใจใส่ และเพลย์บอยผู้ไร้เยื่อใย เมื่อเขาแต่งเพลงรักหวานๆ ให้ผู้หญิงได้ ก็แต่งเพลงร้ายๆ ระบายความเจ็บแค้นใส่พวกเธอได้เช่นกัน การหย่าระหว่างเขากับภรรยาคนแรกถูกพูดถึงอย่างเจ็บแสบในเพลง Idiot Wind 04. จู้ด ควินน์ (เคต แบลนเช็ตต์) คือยูดาส (สาวกของพระเยซูผู้ทรยศ) ในสายตาแฟนเพลง เมื่อเขาละทิ้งกีตาร์โปร่งซึ่งเป็นเครื่องหมายของดนตรีเพื่อชีวิตไปหากีตาร์ไฟฟ้าแล้วเล่นดนตรีแบบโฟลค์ร็อคแทน ดีแลนยุค 1965-66 คือตำนานแห่งความขบถอันยิ่งใหญ่ บทเพลงที่เคยขับกล่อมให้ผู้คนค้นหาคำตอบในสายลมเปลี่ยนไปพูดถึงเรื่องของปัจเจกแบบเพลง Like a Rolling Stone แทน และนักแสดงหญิงที่มาสวมบทบาทดีแลนในช่วงนี้ก็สะท้อนชัดถึงความแปลกแยกที่มีต่อแฟนเพลงและความแปลกใหม่ที่เขาได้สัมผัสจากการเป็นซูเปอร์สตาร์ แถมยังมี อีดี้ เซ็ดจ์วิก (มิเชลล์ วิลเลี่ยมส์) ดาวเด่นในสตูดิโอศิลปะ The Factory ของ แอนดี้ วอร์ฮอล มาพัวพันในวงโคจรของชีวิตรักด้วย 05. บิลลี่ ชายวัยกลางคนผู้ขังตัวเองไว้กับความสันโดษกลางธรรมชาติ (ริชาร์ด เกียร์) รับบทนักแสดงสมทบในหนังดังของ แซม เพคกินพาห์ เรื่อง Pat Garrett & Billy the Kid (1973) นี่เป็นช่วงที่ดีแลนหลบลี้หนีชีวิตแบบสาธารณะแบบที่ผ่านๆ มาแล้วไปจำศีลอยู่ใกล้ๆ เมืองวู้ดสต็อกหลังประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ครั้งร้ายแรง เขาหันมานับถือศาสนาพุทธและสร้างงานเพลงอีกครั้งในบ้านกลางหุบเขา โดยมีเพลง Knockin’ on Heaven’s Door เป็นภาพแทนของชีวิตในช่วงนี้ 06. ชายหนุ่มผู้มั่นใจในตัวเองสูงผู้นี้เรียกตัวเองว่า อาตูร์ แรงโบด์ (เบน วิชอว์) นั่งลงเพื่อตอบคำถามสื่อมวลชนอย่างปนยียวนกวนประสาท ปี 1965 คือช่วงเวลาที่ดีแลนได้รับอิทธิพลจากบทกวีเชิงสัญญะของฝรั่งเศส, กวีฝรั่งเศสชื่อดังอย่าง อาตูร์ แรงโบด์ และวรรณกรรมบีต (งานเขียนยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ต่อต้านขนบเดิมๆ) ซึ่งอิทธิพลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดตามบทสัมภาษณ์อันแปลกประหลาดโดยมีเพลง Chimes of Freedom เป็นตัวแทน 07. จอห์น (คริสเตียน เบล อีกรอบ) เกิดใหม่อีกครั้งปลายทศวรรษ 1970 ด้วยการเปลี่ยนกลับมานับถือศาสนาคริสต์อีกครั้ง นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีแลนเหนื่อยหน่ายกับการหาคำตอบ จึงหันหลังให้ชื่อเสียงอีกครั้งแล้วบวชเพื่อรับใช้พระเจ้า โดยมีบทเพลงอย่าง Every Grain of Sand ไว้คอยขับกล่อมผู้คน ด้วยความที่ชีวิตช่วงนี้ของดีแลนละม้ายคล้ายวันคืนที่เป็น แจ็ค โรวลินส์ เบลจึงต้องควบบทนี้อีกครั้ง I’m Not There, I’m not a biopic หลังจาก I’m Not There ออกฉายในอเมริกา บทวิจารณ์จำนวนมากที่กระจัดกระจายอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ตมักเป็นไปในทาง ‘ไม่รักก็เกลียดไปเลย’ บางคนบอกว่านี่คือหนังที่บันทึกแนวคิดและอุดมคติของดีแลนไม่ใช่ชีวิตของเขา บางคนหาว่ามันคือหนังที่แฟนเพลงทำสนองจิตนาการตัวเอง มากกว่าเล่าเรื่องของบุคคลในหนังอย่างจริงจัง บ้างกล่าวว่าความทะเยอทะยานทางศิลปะและสติปัญญาของเฮยน์สช่วยสร้างมิติใหม่ๆ ให้หนังแนวชีวประวัติได้ดี เพราะในยุคสมัยที่เราไม่อาจแน่ใจได้อีกแล้วว่าอะไรคือความจริง และไม่มีทางรู้ด้วยว่าตัวตนที่แท้จริงของดีแลนเป็นอย่างไร การทำหนังโดยไม่พยายามแปะป้าย based on true story ให้มันนับเป็นความกล้าหาญยิ่ง และบ้างก็ชื่นชมว่า ในปัจจุบันที่หนังแทบจะประเคนทุกอย่างให้คนดูเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่ต้องเปลืองสมองขบคิดอะไรเลย I’m Not There กลับทวนกระแสนั่นด้วยการเรียกร้องการทำการบ้านจากคนดูอย่างมากมาย... แฟนพันธุ์แท้ดีแลนทั้งหลายควรทำใจไว้ล่วงหน้าว่าจะไม่ได้เห็นสิ่งที่คาดหวังหรอก วิธีที่จะสนุกกับหนังเรื่องนี้ได้คือการเปิดใจให้กว้าง มองดูสิ่งที่ผู้กำกับตีความ ส่วนคนที่ไม่คุ้นกับดีแลนเท่าไรก็พึงระลึกไว้ว่า การดูหนังเรื่องนี้ให้ลึกซึ้งและได้อรรถรสครบถ้วนควรมีความรู้ด้านสังคมและวัฒนธรรมยุค 60 พอสมควร เพราะคุณจะไม่เข้าใจสิ่งที่สอดแทรกอยู่ในหนังเลยหากไม่รู้จักดนตรี ศิลปะ วรรณกรรม วัฒนธรรม และภาพยนตร์ที่ถูกอ้างอิงถึงมากมาย ตั้งแต่บทกวีของ อัลเลน กินสเบิร์ก, ดนตรีเพื่อสังคมของ วู้ดดี้ กูธรี่, นิยายต่อต้านสงครามของ นอร์แมน เมล์เลอร์ ไปจนถึงสไตล์การจัดฉากและถ่ายทำอย่างหนังขาวดำในยุคนั้น โดยเฉพาะจาก 8 ½ (1963) ของ เฟรเดริโก เฟลลินี่ และ Masculine-Feminine (1966) ของ ฌอง-ลุก โกดาด์ หลังจากดูหนังจบ จอน เรย์มอนด์ นักเขียนนิยายชื่อดังผู้เป็นเพื่อนเฮยน์สบอกเขาไว้ว่า “หากมีคนถามว่า I’m Not There เกี่ยวกับอะไร ให้บอกไปว่า มันคือประวัติศาสตร์ของจิตสำนึกและจิตวิญญาณของชาวอเมริกัน (ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญมากในยุค 60) บอกไปว่ามันคือหนังที่มี บ๊อบ ดีแลน เป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ” ขณะที่เฮยน์สเองก็บอกว่า “เอาเข้าจริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้สนใจคอนเซ็ปต์อันยิ่งใหญ่ของ ‘ความจริง’ สักเท่าไหร่ และยิ่งไม่สนใจการทำหนังชีวประวัติแบบตรงไปตรงมาด้วย ผมอยากตามหาเส้นทางที่จินตนาการพาเขาไปมากกว่า อยากรู้ว่าความคิดของเขาพาชีวิตไปทางไหน แล้วจะเป็นอย่างไรเมื่ออุดมคติ ดนตรี และชีวิตบรรจบเข้าหากัน” แน่นอนว่ามีคนชอบไอเดียหนังซึ่งแบ่งดีแลนออกเป็น 7 ภาค และยิ่งแน่นอนเข้าไปใหญ่ว่าจะมีคนเกลียดเพราะนอกจากจะเข้าใจยากแล้ว หนังยังไม่เล่าตามลำดับเวลาอีกต่างหาก แต่นั่นล่ะคือสิ่งที่ I’m Not There อยากทำกับคนดู ทำให้คนดูรักและเกลียด ทำให้พวกเขาคิด ทำให้พวกเขารู้สึก “คุณอาจเป็นผู้กำกับที่เก่งมากๆ แต่มันจะไม่มีประโชน์เลยหากหนังที่ออกมาไม่สามารถตอบสนองคนดูในทางอารมณ์และสติปัญญาได้” เฮยน์สกล่าว **ส่วนหนึ่งจากบทความ "I’m Not There บ๊อบ ดีแลน 7 ร่าง ในหนังชีวประวัติสุดเซอร์" โดย นลัท ตั้งพรพิพัฒน์ / ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 74 (มกราคม 2551) ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

เดินหน้าทำดีเพื่อพ่อ! ชมพู่-เจมส์จิ-ปุ๊กลุก เข้าแถวลงนาม อั้ม แสดงความอาลัยหน้าพระบรมมหาราชวัง
อั้ม พัชราภา /  ชมพู่ อารยา / 

    ยังคงเห็นน้ำใจคนไทยด้วยกันอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้แต่เหล่าศิลปิน-ดาราบ้านเรา ที่หลายท่านยังคงเดินหน้าทำดีเพื่อพ่อ นำอาหาร เครื่องดื่ม และสิ่งจำเป็นมาอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางมาแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ แบบฟรีๆ     นอกจากนั้นก็ยังมีเหล่าดาราชื่อดังอีกหลายท่านมาเข้าแถวแต่เช้าตรู่เพื่อรอเข้าลงนามน้อมถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนกันต่อไป....    ด้านดาราและนางแบบสาว ตุ๊ก ชนกวนันท์ พาลูกๆ น้องแพรว และ น้องภูมิ มาช่วยกันเก็บขยะบริเวณพระบรมมหาราชวัง เผยว่า “จริงๆ ลูกคงไม่ได้รู้เหตุการณ์บ้านเมืองขนาดนั้นนะคะ แต่ตัวตุ๊กเองและทุกคนที่มาที่นี่ก็คงตั้งใจอยากจะมาอยู่ใกล้พ่อให้มากที่สุด นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ และมาร่วมอาลัยสักการะ และนอกจากนี้สมาคมศิษย์เก่ามหาวิยาลัยศิลปากร และคณะก็รวมตัวกัน ช่วยเก็บขยะ แจกทิชชู่ น้ำ แอมโมเนีย คือช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางมาที่นี่ ก็บอกลูกๆ ก็วันนี้จะมาเก็บขยะ จะร้อนและเหนื่อยนะ ก็บอกเขาให้ตัดสินใจว่สจะมาหรืออยู่บ้าน”    “สำหรับเด็กๆ ตุ๊กเชื่อว่าเราต้องเป็นแบบอย่างที่ดีค่ะ การถ่ายทอดไปคงไม่สำคัญเท่าการทำให้เขาดูค่ะ แต่อย่างหนึ่งสำหรับเด็กๆ คือการไม่ทำร้ายคนอื่นไม่ทำร้ายตัวเอง ไม่ทำร้ายข้าวของสิ่งแวดล้อม สำหรับเด็กเล็กๆ คือประมาณนี้ที่ตุ๊กพยายามจะบอกเขา และเป็นแบบอย่างค่ะ แน่นอนว่าทุกคนอยากจะเลี้ยงลูกให้ดี อยู่ที่เราจะระลึกได้ว่าสิ่งที่เราทำตอนนี้มันดีพอแล้วหรือยัง ตุ๊กจะพยายามระลึกสิ่งที่ตัวเองทำไม่ดีมากกว่าเพื่อที่จะปรับปรุงและไม่กลายเป็นตัวเองที่ไม่ดีให้กับลูกนะคะ ทุกอย่างปรับที่ตัวเราเองก่อนค่ะ” ตุ๊ก ชนกวนันท์ กล่าว ขอขอบคุณ ภาพเพิ่มเติมจากอินสตาแกรมของทุกๆ ท่านที่เกี่ยวข้อง อั้ม - ผจก.เอ   ตุ๊ก และลูกๆ   เกรซ กาญจน์เกล้า   ตูมตาม - หญิงหญิง   ดิว อริสรา   แจ็ค แฟนฉัน   โย่ง เชิญยิ้ม   แมน - เกล   เจมส์ จิรายุ   ชมพู่ อารยา   ปุ๊กลุก ฝนทิพย์   อาร์ต พศุตม์   เดียร์น่า  

แฟนคลับกรี๊ดให้ดังๆเลย โป๊ป-มิว มีละครด้วยกันแล้ว ใน
พ่อยุ่งลุงไม่ว่าง /  โป๊ป ธนวรรธน์ / 

   เรียกว่าสมใจบรรดาแฟนคลับของหนุ่มโป๊ป ธนวรรธน์ กับ นางเอกสุดฮอตอย่างสาวมิว นิษฐา แล้วล่ะค๊า หลังจากที่รอคอยมานาน ว่าเมื่อไหร่คู่นี้จะมีละครคู่กันอีก เพราะก่อนหน้านี้สาวมิวเองก็หันไปรับงานหนังกับค่าย GDH ถึง2 เรื่องด้วยกัน แถมยังติดถ่ายละคร "รากนครา" ของค่ายแอคอาร์ต ของผู้จัดมากฝีมืออย่างออฟ พงษ์พัฒน์อีก    งานนี้ทางค่ายทีวีซีนของเจ๊ปิ่นเลยไม่รอช้าขอลัดคิวจัดแพคคู่ให้หนุ่มโป๊ป และสาวมิว โคจรมาปะกันทันทีในละครแนวคอมเมดี้ เรื่อง "พ่อยุ่งลุงไม่ว่าง" แต่เชื่อว่าละครเรื่องนี้ให้ลืมภาพของคุณหญิงคุณชายไปได้เลยนะจ๊ะ อ้าว !! แฟนคลับของโป๊ป-มิวรอชมกันปีหน้าได้เลยจ้า โป๊ป-มิว   โป๊ป-มิว   โป๊ป-มิว   โป๊ป-มิว  

ละครเชลยศึก , เรื่องย่อเชลยศึก
ละครเชลยศึก /  ละครเชลยศึก ช่อง8

เชลยศึกบทประพันธ์อัครพล อัครเศรณี บทโทรทัศน์ สิริวัฒน์69,แสงแรกออกอากาศ ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 9.00 และ 20.20 น. ทางช่อง 8 กดเลข 27 เรื่องย่อ ละครเชลยศึก กล้า (มังกร) ทาสในเรือนของขุนฟ้าลั่น ผู้มีพรสวรรค์ในศิลปะการต่อสู้ หลังจากที่ได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่และครูมวย บวกกับความเฉลียวฉลาดและไหวพริบจึงทำให้กล้ากลายเป็นนักมวยที่ค่ายมวยต่างๆในยุคนั้น และรู้จักกันในนามนายขนมต้ม ซึ่งชื่อนายขนมต้มชื่อนี้ได้มาจาก เฟื้องฟ้า (ฝ้าย) ลูกสาวคนเล็กของขุนฟ้าลั่น ซึ่งเป็นคนที่กล้ารักและบูชา หลังจากกรุงศรีอยุธยาโดนพม่าตีแตกครั้งที่สอง กล้าได้รวบรวมสมัครพรรคพวกเพื่อหาทางกอบกู้บ้านเมือง โดยกล้าได้รู้จักกับ นิล(อาร์ต) และโหน(ต๊อบ) จนกลายเป็นพี่น้องต่างสายเลือดที่พร้อมจะตายแทนกันได้ มะขาม(ฟ้า)ลูกสาวของนายบ่อนเจ้าของบ่อนต้องบ้านแตกและเสียพ่อไป เกิดความประทับใจ และทำให้มะขามรู้สึกหลงรักกล้า กลุ่มของกล้าเริ่มเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น ละครเชลยศึก เมื่อได้ ครูเที่ยง(เดี่ยว)ผู้ซึ่งเป็นทหารเอกและองครักษ์คู่บารมีของ เจ้าฟ้าอุทุมพร เข้ามาร่วมด้วยยิ่งทำให้กลุ่มของกล้าเข้มแข็งขึ้น ด้วยวิธีการรบแบบกองโจร ทำให้พวกเค้าสามารถช่วยให้คนไทยรอดพ้นจากการเป็นเชลยศึกของพวกพม่าได้เป็นจำนวนไม่น้อย มังจาเล(ปูไข่)ที่มีโทษถึงประหารชีวิตถูกลดโทษโดยพระเจ้ามังระให้กลายเป็นคนธรรมดา และยังถูกส่งตัวไปในบ่อนมวยใหญ่ของพวกพม่า นายขนมต้มหรือไอ้กล้าก็เป็นหนึ่งในนักมวยที่ถูกจับมาขังอยู่ที่ค่ายมวยนรกแห่งนี้ กล้าความจำเสื่อมจากการถูกจับ กลายเป็นสิ่งบันเทิงของชาวพม่าที่ได้พบเห็น มะเมียะ(โบว์ลิ่ง)น้องสาวของมังจาเลที่กล้าเคยช่วยเหลือไว้ คอยดูแลกล้าเท่าที่สามารถจะทำได้ มะขามออกตามหากล้าจนพบและรู้ว่ากล้าความจำเสื่อม มะขามคิดหาทางช่วยออกจากที่คุมขังมะขามได้รู้จักกับมะเมี๊ยะ ทั้งสองสาวช่วยกันเพื่อให้กล้าฟื้นจากความทรงจำจากเฟื้องฟ้าที่ตอนนี้เป็นคนรักของมังจาเร มะเมี๊ยกับมะขามช่วยกันหาทางพากล้าออกจากคุกไปช่วย แต่ไม่รอด เพราะทกยอ(เอ)มาพอดี ทกยอตกใจที่เจอมะเมี๊ย สั่งทหารคุมตัวมะเมี๊ยกับมะขาม และพาตัวกล้ากลับเข้าคุก ละครเชลยศึก กล้าความจำฟื้นแล้วและต้องสู้กับมังจาเร กล้าแกล้งแพ้มังจาเรอย่างราบคาบ มังจาเรเจ็บใจมาก ออกไปด้วยความแค้น กล้ารีบบอกมังจาเรเรื่องเฟื่องฟ้าตายแล้ว ทกยอกลัว รู้ว่ามังจาเรไม่ปล่อยเขาแน่ อะละแมเสนอให้อองซอ(บอส)ไปฆ่ามังจาเร ในการประลองในลานประตูผี มะเมี๊ยกับมะขามกบุกบ้านอองซอ ค้นหาตัวเมี๊ยด อองซอกับมังจาเร ต่างคนต่างน่วม อองซอพลาด โดนมังจาเรเล่นงานอย่างหนัก มังจาเรเสียเปรียบ กล้าทนไม่ไหว ลุยเข้าไปในสนาม ช่วยเหลือมังจาเร และฆ่าอองซอ(ด้วยมีดของอองซอ)ตายคาสนาม มังจาเรแค้นทกยอมาก คว้ามีดที่ปักท้องอองซอ เขวี้ยงขึ้นไปปักที่หัวใจทกยอ ตายคาอัฒจรรย์ อะละแมช็อค หนีออกจากสนาม พระเจ้ามังระรู้ความจริงทุกอย่างจากเมี๊ยดจึงรับสั่งให้ปล่อยตัวมังจาเร มังจาเรทำศพเฟื่องฟ้าอย่างโศกเศร้า อาละแม(หมิง)กลัวความผิดจนเป็นบ้าเสียสติ พระเจ้ามังระยื่นข้อเสนอให้กล้าลุยเดี่ยวกับทหารอังวะ 10 นายแล้วจะปล่อยตัวเชลยทุกคนกลับอโยธยา สุดท้ายพระเจ้ามังระทำตามที่ตกลงยอมปล่อยตัวกล้าและเชลยทั้งหมดกลับสู่ อโยธยาอย่างสมศักดิ์ศรี รายชื่อนักแสดงนำในละคร เชลยศึก ปภาวิน หงษ์ขจร รับบท กล้าษริกา สารทศิลป์ศุภา รับบท ช่อมะขามเวฬุรีย์ ดิษยบุตร รับบท เฟื่องฟ้าปริศนา กัมพูสิริ รับบท มะเมี๊ยะภัครมัย โปตระนันท์ รับบท มะลิพงศ์สิรี บรรลือวงศ์ รับบท มังจาเรพุทธิพงษ์ คล้ำจีนภาณุวงศ์ รับบท อองซออรินทร์มาศ บุญครองทรัพย์ รับบท อาละแมชัยวัฒน์ ทองแสง รับบท โหนพศิน เรืองวุฒิ รับบท ทกยออัศนี สุวรรณ รับบท นิล ชูพงษ์ ช่างปรุง รับบท ครูเที่ยง ละครเชลยศึก ละครเชลยศึก ละครเชลยศึก ละครเชลยศึก ละครเชลยศึก ละครเชลยศึก

สนทนาภาษาคนทำหนังกับ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

นับตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก 'มันมากับความมืด' ในปี พ.ศ. 2514 กว่า 45 ปีในวงการหนังของ ท่านมุ้ย - หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่นำศาสตร์และศิลป์ของภาพยนตร์มาสร้างมาตรฐานและความแปลกใหม่ให้กับวงการหนังไทยมาอย่างยาวนานผ่านผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนวเกือบสามสิบเรื่อง และในวาระครบรอบวันเกิด 74 ปีของท่าน เราจึงขอนำส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "…’ความรัก’ ของท่านมุ้ย" โดย สุภาพ หริมฯ จากคอลัมน์ Discuss ในนิตยสาร BIOSCOPE (ฉบับที่ 15) เมื่อ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2546 ณ ช่วงเวลาที่ท่านมุ้ยกำลังรีเมกผลงานหนังคลาสสิคของตนเมื่อ พ.ศ. 2517 อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’  กับมุมมองของท่านที่มีต่อวงการหนัง ทั้งโอกาสของคนทำหนังรุ่นใหม่ ไปจนถึงคำถามชวนปวดหัวที่ว่า "หนังอาร์ต คืออะไร?"!!                 สิ่งที่ทุกคนในวงการรู้เสมอเวลาอยู่ใกล้ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ก็คือ ท่านมักมีเรื่องความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ได้ฟัง บางครั้งความรู้นั้นมาพร้อมการสาธิตอย่างเอาจริงเอาจัง และเครื่องไม้เครื่องมือซึ่งมักไม่พ้นต้องเกี่ยวกับหนังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง                 เช่นเดียวกันโดยบังเอิญเมื่อช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่อง ‘ช้าง’ ที่ แมเรี่ยน  ซี คูเปอร์ ยกกองมาถ่ายทำในบ้านเราโดยได้การอำนวยความสะดวกอย่างดีจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ (เสด็จปู่ของท่านมุ้ย) ท่านมุ้ยก็นำผมไปยลโฉมกล้องที่ใช้ในการถ่ายหนังเรื่องนั้นทันที พร้อมสาธิตกระบวนการการทำงานของกล้องโบราณตัวนั้นอย่างละเอียด ซึ่งท่านยืนยันว่า “นี่เหลืออยู่แค่ไม่กี่ตัวแล้วในโลกนี้ แต่ยังใช้ได้ดีเลยนะ”                 แม้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง แต่กล้องโบราณตัวนั้นดูไปก็คล้ายทำหน้าที่เหมือนหลักหมุดของเวลาซึ่งทำให้เรารู้ว่าหนังเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ไม่ไกลนักจากคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชที่กำลังใช้ตัดต่อหนังเรื่อง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ (พ.ศ. 2546) อยู่                 ฉากอุบัติเหตุที่อาศัยเทคนิคการลำดับภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ทำให้ผมอดนึกถึง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับดั้งเดิม (พ.ศ. 2517) ที่เคยกระตุ้นเร้าผมอย่างรุนแรงก่อนจะลงเอยด้วยความรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้... BIOSCOPE : ผมจำได้ว่าตอนดู ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับเดิม มีฉากอุบัติเหตุซึ่งใช้วิธีตัดสลับที่ดูแปลกมากสำหรับหนังไทยยุคนั้น มาในฉบับนี้ ท่านยังต้องการให้หนังมีความรู้สึกแปลกใหม่กับคนดูอีกหรือเปล่า ก็ต้องการแบบเดิมนะ แต่เวลามันผ่านมา 30 ปีแล้ว วิธีการคงไม่แปลกแล้วล่ะ ผมว่าความแปลกที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่ามันต้องดูผิดปรกติหรือทันสมัย เพราะไอ้ความทันสมัยหรือความใหม่มันเป็นสิ่งที่เราพูดจำกัดความได้ลำบาก BIOSCOPE : สำหรับคนที่เคยดูงานของท่านมาตั้งยุคก่อนๆ อาจจะคาดหวังว่า ท่านมุ้ยต้องมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นอยู่ตลอด ปัญหาคือว่าอะไรล่ะคือสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพูดถึง เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เรียกว่าใหม่ได้ คุณจะไม่รู้หรอกว่าอะไรคือความใหม่ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือเก่า เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะอะไรก็มีคนทำมาหมดแล้วทั้งนั้นละ อย่างวิธีการตัดแบบ jump cut นี่ (ฌ็อง-ลุค) โกดาร์ดก็ทำมาตั้งแต่ยุค 1960 โน่น หรือแม้แต่ผมเองก็เคยใช้ตั้งแต่ ‘เทพธิดาโรงแรม’ (พ.ศ. 2517) ไปตั้งเยอะแล้วซึ่งผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นก็แทบจะเรียกว่าไม่มีอะไรใหม่ๆ หรอก ก็มีแต่เอาของที่เคยทำกันไปแล้วมารีไซเคิลเท่านั้นเอง BIOSCOPE : หมายถึงเอามันมามองใหม่ ใช่ มุมมองใหม่ อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ก็ต้องมองมุมใหม่เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป เช่นในของเดิม เชื้อ กับ รส เขียนจดหมายถึงกันซึ่งนั่นก็ค่อนข้างโบราณแล้ว สมัยใหม่ก็ต้องโทรศัพท์หรือไม่ก็อีเมลโดยที่ยังรักษาอรรถรสของการเขียนจดหมายไว้อยู่ ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรอกที่ต้องทันสมัย แต่บางอย่างเช่นการนั่งรถสามล้อนี่ก็คงไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าแทน เป็นต้น สัมคมตอนนี้มันไม่ใช่ยุคที่ สุวรรณี สุคนธา แต่งเรื่องนี้ออกมาแล้ว BIOSCOPE : แล้วท่านคิดว่า วิธีการที่เอากลับมาใช้ต่างๆ นี่จะได้ผลในการสร้างความรู้สึกกับคนดูไหม อย่างน้อยมันก็ได้ผลกับผมแหละ ถ้าไม่ได้ผลคงไม่ทำ แต่ปัญหาคือมันจะได้ผลกับคนอื่นหรือเปล่านี่คงต่างๆ กันออกไป เพราะผมแก่กว่าคนอื่นเขาเยอะมาก เรา 60 กว่า แก่กว่าคนดูทั่วไป 3-4 เท่า ความคิดของคนดูก็คงต่างกัน BIOSCOPE : ถ้าพูดถึงคนที่เคยทำหนังไทยมาพร้อมๆ กับท่าน หลายคนวางมือไปแล้ว แต่ท่านยังทำหนังต่อ ก็มันเป็นอาชีพผมไปแล้วนี่ (หัวเราะ) เราทำหนังเป็นอาชีพก็ต้องทำหนังไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะหยุด คงทำหนังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรงน่ะแหละ จริงๆ แล้วฝรั่งมันก็มีคนทำหนังรุ่นผมดังๆ กันตั้งหลายคน อย่าง ริดรีย์ สก็อตต์แก่กว่าผมอีก แต่อยู่ดีๆ ก็ทำหนังอย่าง Gladiator (2000) หรือ Black Hawk Down (2001) ออกมาได้ คือมันไม่ใช่หรอกที่วันหนึ่งจะออกจากวงการไปแค่เพราะทำหนังมานานแล้วนะ ทำไมไม่ออกจากวงการไปสักที มันก็ไม่ใช่ ใช่มั้ย (หัวเราะ) คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าวงการมาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาทำแล้วมีชื่อเสียงก็ต้องออกจาวงการไป เขาก็ต้องทำของเขาไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องกลายเป็นคนรุ่นเก่า อย่าง มานพ อุดมเดช เนี่ย ในสายตาผมเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ยุคหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นคนทำหนังรุ่นเก่าที่ไม่มีใครยอมรับ แต่ผมเห็นว่าเขาเป็นคนมีฝีมือก็เลยชวนมาทำ ‘คืนบาป...พรหมพิราม’ มันเป็นเรื่องของฝีมือ ไม่ใช่ว่า เฮ้ย...คนรุ่นใหม่เกิดมาแล้ว คนรุ่นเก่าก็ต้องออกจากวงการไป ไม่ใช่อย่างนั้น มีคนพูดให้ได้ยินบ่อยๆ นะ ว่าทำไมคนรุ่นเก่าไม่ออกไปจากวงการไป คนรุ่นใหม่จะได้เกิดบ้าง จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะคนรุ่นเก่าอยู่คนรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาได้ ไม่มีใครว่ากันอยู่แล้ว หรือคนใหม่ๆ ถามว่าทำไมไม่มีใครให้โอกาสเขา ก็ต้องถามกลับว่า นี่คุณ อยู่ๆ เอาเงินผมไปทำหนัง 20 ล้านเนี่ย หนังจะได้เงินหรือเปล่า แล้วคุณตอบว่า “ไม่ทราบครับ มันต้องเสี่ยง” อ้าว...แล้วใครจะเชื่อลงล่ะ เงิน 20 ล้านมันเยอะนะ เท่าบ้านหลังหนึ่ง รถเบนซ์อีก 2 คันน่ะ หนังไม่ได้เงินมันก็ละลายหายไปกับสายน้ำ ฉะนั้นจะมาพูดง่ายๆ ไม่ได้ว่าให้โอกาสผมบ้างสิ เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงตุดหนึ่งคุณต้องสู้ เหมือนกับพวกเราสู้กันมาสมัยก่อน กว่าผมจะขึ้นมาเป็นท่านมุ้ยได้ต้องใช้เวลา 20 ปีนะ ผมว่าปัญหาใหญ่คือ คนรุ่นใหม่ที่จะมาทำหนังเนี่ย รู้หรือเปล่าว่ามันยากแค่ไหนที่จะเข้ามาในวงการ ยากแค่ไหนที่คุณจะเอาเงิน 20 ล้านบาท เวลามีคำถามว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้กับคนใหม่ๆ บ้าง ผมอยากจะบอกว่า เมืองไทยเปิดโอกาสมากกว่าเมืองนอกมากๆ เลย มีคนทำหนังเยอะแยะที่ผมไม่อยากเอ่ยชื่อที่อยู่ๆ ก็ได้ทำหนังเลย แค่บอกนายทุนว่าผมทำหนังเป็นแล้ว ก็ได้ทำ แล้วพอหนังฉิบหาย 3-4 เรื่องจนนายทุนล้มละลาย หมดตัวเป็นพันๆ ล้าน แล้วใครจะรับผิดชอบ พวกนายทุนเลยต้องเคี่ยวพอที่จะรู้ว่าคนไหนทำหนังเป็นคนไหนทำไม่เป็น เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการมาลองฝีมือ ไอ้นั่นต้องทำตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาหรือทำหนังสั้นแล้ว BIOSCOPE : ความยากของการทำหนังในยุค 2510 กว่าๆ กับ 2540 กว่าๆ ต่างกันตรงไหน เหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่สมัยนั้นมันถูกกว่า สมัยนี้แพงมากๆ เรื่องหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า 10-20 ล้าน ถึงบอกไงว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ยากเข้ามาจริงๆ คุณต้องแสดงผลงานออกมา ถ้าคุณคิดว่าเขียนบทได้ดีก็ต้องทำออกมาให้เห็น อย่าง ยุทธเลิศ (สิปปภาค) เขียนบทได้ดีตั้งแต่ตอนทำ ‘O-Negative รักออกแบบไม่ได้’ (1998) แล้ว แต่เขาไม่เชื่อใจเพราะยังเป็นคนใหม่เลยยังไม่ให้ทำ จนมาทำ ‘มือปืน โลก/พระ/จัน’ (2001) ถึงได้เกิด การเขียนบทนีมันเป็นงานที่ไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย ฟรี กระดาษปึกหนึ่งกับปากกาก็เขียนบทได้แล้ว หรือไม่ก็ไปขอเงินพ่แม่สัก 2-3 แสนมาลองทำหนังสั้นสัก 3 ฉาก ไปเช่าอุปกรณ์มา รวบรวมพรรคพวกมา แล้วก็ถ่ายทำออกมาเพื่อไปฉายให้นายทุนดูว่า เนี่ยละหนังผม แบบนี้ก้ได้ ยกตัวอย่าง ‘องค์บาก’ (2003) เนี่ย ถ้าไปบอกนายทุนว่าจะทำหนังมวยไทย นายทุนคงบอกทันทีว่า “ไม่เอา” ปรัชญา (ปิ่นแก้ว) เลยใช้วิธีถ่ายฉากบู๊ให้ดูหนึ่งซีน เอาไปฉายให้เห็นเลยว่า นี่ จา (พนม ยีรัมย์) มันเล่นได้แบบนี้ แต่คุณจะใช้วิธีแค่พูดว่าผมทำหนังเป็น มันไม่ได้ แค่ความมั่นใจหรือแค่บอกว่าผมดูหนังมาเยอะ มันไม่ได้มีความหมายอะไร BIOSCOPE : อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นคนทำหนังครับ ...ต้องแหกคอก? จะแหกไปไหนล่ะ ...สิ่งสำคัญคือต้องดูหนังเยอะก่อน ดูหนังเยอะพอหรือยังถึงที่จะคิดเรื่องแหกคอก ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ‘คอก’ น่ะมันอยู่แค่ไหน ถึงจะแหกได้ ถ้าไม่รู้จะแหกมันทำไม BIOSCOPE : ท่านชอบคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ คนไหนบ้าง ชอบทุกคนนะ เป็นเอก (รัตนเรือง) ก็ดี ยุทธเลิศก็โอเค เรียว (กิติกร เลียวศิริกุล) ก็ใช้ได้ จุดร่วมของคนพวกนี้คือ เขาพยายามทำสิ่งใหม่ๆ ใส่เข้าไปในหนัง เป็นคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเคยไปงานฟิล์มเฟสติวัลและมีโอกาสได้สัมผัสกับหนังอาร์ตต่างประเทศเยอะ และไฟยังแรง ยังไม่หมดเนื้อหมดตัว ก็ยังมีความกล้าที่จะทำ BIOSCOPE : ถ้าหมดตัว ความกล้าจะน้อยลง ถ้าหนังเจ๊งบ่อยๆ นานๆ เข้า ไฟก็หมดลงทุกทีๆ หรือไม่ก็หายไปเลย เพราะหนังมันขึ้นอยู่กับกำไรและขาดทุนนะ ขาดทุนมากๆ ก็จะไม่มีใครให้ทำ เราจะเอาแต่ดูเด็กๆ กลุ่มเดียวมันก็เป็นไปไม่ได้ BIOSCOPE : กลุ่มคนดูหนังของท่านเปลี่ยนหน้ามาเรื่อยๆ ท่านมองว่าความต้องการของคนดูแต่ละยุคมันเปลี่ยนไปหรือเปล่า เหมือนเดิม ...100% เลยคือความบันเทิง หนังดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกสนุกด้วย การดูสนุกด้วยและให้ข้อคิดด้วยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราเลยได้เห็นว่าในบรรดาหนังที่ดีที่สุดในโลก เกือบทั้งหมดคือหนังที่ดูแล้วสนุก ดูแล้วรื่นรมย์ใจ หนังที่ดูแล้วไม่สนุกก็ย่อมจะไม่สามารถสื่อสารกับคนดูได้เพราะคนดูไม่รู้สึกสนุกกับมัน แต่ความสนุกแปลว่ามันสื่อสารกับคนดูได้ในทางใดทางหนึ่ง BIOSCOPE : แล้วถ้าหนังที่ดูไม่รู้เรื่อง แต่เรียกว่าหนังอาร์ตล่ะ ไม่จริงหรอก อาร์ตคืออะไร BIOSCOPE : นั่นสิครับ ท่านว่าอาร์ตคืออะไร อาร์ตที่ดีต้องประกอบไปด้วย 4 อย่างคือ หนึ่ง-ต้องมี content คือเนื้อหา สอง-ต้องมี craft ต่อให้ content ดีแต่ทำออกมาห่วย ถ่ายไม่เป็น ถ่ายไม่ติด เบลอ หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ใช้ไม่ได้ สาม-ต้องมีการถ่วงน้ำหนัก หนัก-เบา ไม่เลอะๆ เทอะๆ และอันสุดท้ายคือ ต้อมมีสไตล์เป็นของตัวเองแบบที่ดูปั๊บแล้วรู้เลยว่านี่มันคืองานของเขา อันนี้ปิกัสโซ่ อันนี้โมเนต์ อันนี้หนังบัณฑิต (ฤทธิ์ถกล) หนังเปี๊ยก โปสเตอร์ หนังท่านมุ้ย หนังหง่าว-ยุทธนา (มุกดาสนิท) ฯลฯ ซึ่งกว่าจะได้สไตล์มาคุณต้องผ่านการลอกเลียนแบบสไตล์คนอื่นเขามานักต่อนักแล้ว ยกตัวอย่าง แดนนี่ บอยล์ ก็มีสไตล์ขอวมันนะ แต่พอลองฉีกตัวเอมาทำ The Beach (2000) ก็เจ๊ง ขณะที่หนังก่อนหน้านั้นอย่าง Shallow Grave (1994) หรือ Trainspotting (1996) ก็มีสไตล์ของตัวเองชัด ...ผมเพิ่งนั่งกินข้าวกับ เดวิด พุตต์นั่ม เมื่อเช้านี้ เขาเล่าให้ฟังว่า วันที่เขารู้ตัวว่าต้องเลิกทำหนังก็คือวันที่ได้ดู Trainspotting เพราะเขารู้เลยว่าไม่มีทางมำหนังแบบนี้ได้ นี่คือสไตล์ที่ไม่มีวันทำได้ เขาก็เลยเลิกทำหนัง BIOSCOPE : ความรู้สึกแบบนั้นเคยเกิดขึ้นกับท่านหรือเปล่า ตอนนี้ยังนะ วันหนึ่งข้างหน้าไม่แน่ แต่วันนี้เรายังรู้สึกว่ายังมีเรื่องอยู่ในหัวที่อยากทำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

'คุณทองแดง' แอนิเมชั่นแห่งแรงบันดาลใจ
คุณทองแดง /  คุณทองแดง The Inspirations / 

จากแรงบันดาลใจของ คุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กลายเป็นผลงานแอนิเมชั่นฝีมือคนไทยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ใช้เวลาสร้างถึง 2 ปีเต็ม จนเกิดเป็นแอนิเมชั่น 3 ตอนสั้น โดยการร่วมมือกับ 4 สตูดิโอชั้นนำของเมืองไทย วินิจ เลิศรัตนชัย โปรดิวเซอร์ของโปรเจ็กต์นี้ที่ก้าวมาจับงานหนังแอนิเมชั่นเป็นครั้งแรก พูดถึงโปรเจ็กต์ ‘คุณทองแดง The Inspirations' เอาไว้ว่า "คุณทองแดงเคยถูกเล่าผ่านพระราชนิพนธ์ ‘เรื่องทองแดง’ โดยลายเส้นของคุณชัย ราชวัตร มาก่อน ซึ่งตอนนั้น ผมไม่รู้จักคุณทองแดงโดยละเอียด ทราบแต่ว่าเป็นสุนัข ทรงเลี้ยง เป็นสุนัขจรจัดที่ท่านนำมาชุบเลี้ยง จนเป็นสุนัขที่เป็นที่รักของคนไทยทุกคน ผม ก็เลยเกิดไอเดีย และไปปรึกษาท่านประธาน ที่ปรึกษาโครงการ ดร.ดิสธร วัชโรทัย รอง เลขาธิการพระราชวัง ที่เคยให้คำแนะนำกับ ผมตั้งแต่เรื่องการแสดงสดพระมหาชนก โดยมีความตั้งใจว่าอยากจะสร้างปรากฏการณ์ ให้ผลงานชิ้นนี้เกิดขึ้นด้วยฝีมือคนไทย 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ผลงานเรื่องนี้ ไปปักหมุดอยู่ ในเวทีโลก ท่านก็ได้ให้คำแนะนำจนกลายเป็น ที่มาของการนำเอาแรงบันดาลใจที่เกิดจาก คุณงามความดีของคุณทองแดงในแง่มุมต่างๆ มาเป็นแรงบันดาลใจ โดยเล่าผ่านตัวละครใน แอนิเมชั่นสั้นๆ 3 เรื่อง และที่เลือกทำเป็นแอนิเมชั่นก็เพราะว่ามันสามารถเพิ่มเติมจินตนาการเข้าไปได้ สามารถทำสิ่งที่เหนือจริงได้ เลยนำเอาเรื่องราวต่างๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคุณทองแดง มาเล่าผ่านสุนัข 3 ตัว 3 เรื่องราว" โดย  ‘คุณทองแดง The Inspirations' แบ่งเป็นสามตอนได้แก่ตอน 'คอปเปอร์ เพื่อนรัก' โดย เวิร์คพอยท์ พิคเจอร์ส (ผู้สร้างแอนิเมชั่น 'ยักษ์') , 'ทองหล่อ' โดย The Monk Studios ผู้ผลิตงานแอนิเมชั่นระดับเวิลด์คลาส และ 'หมาวัด' โดย อิเมจิแมกซ์ สตูดิโอผู้มีประสบการณ์ในงานด้าน 3D Animation ชั้นนำของเมืองไทยซึ่งร่วมงานกับสตูดิโอทั้งอเมริกาและยุโรป ซึ่งแต่ละตอนก็มีการออกแบบตัวละครโดยนำพระราชนิพนธ์ ‘เรื่องทองแดง’ มาตีความในทางที่แตกต่างกันไป 'คอปเปอร์ เพื่อนรัก' พาณิชย์ สดสี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเวิร์คพอยท์ พิคเจอร์ส ได้กล่าวว่าได้แรงบันดาลใจมาจากพระราชดำรัสของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงกล่าวกับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า "ถ้าอยากทำอะไรหรืออยากได้อะไรก็ต้องค้นคว้าหรือฝึกฝนเอง" ซึ่งพาณิชย์มองว่าน่าจะตรงกับทิศทางคาแร็กเตอร์ของแอนิเมชั่นเรื่อง ‘ยักษ์’ และนำมาต่อยอด โดยมีคาแร็กเตอร์ น้องสนิม ตัวแทนของเด็กมีจินตนาการ เป็นนักประดิษฐ์ตัวน้อยที่สร้างของเล่นขึ้นมาจากเศษวัสดุเหลือใช้ จนเกิดเป็นเจ้า คอปเปอร์ หุ่นสุนัขกระป๋องป้ำๆ เป๋อๆ พร้อมเรื่องราวการผจญภัยที่สนุกสนาน โดยพาณิชย์กล่าวถึงตัวละครคอปเปอร์ว่า “เป็นคาแร็กเตอร์ที่จินตนาการขึ้นจากเศษวัสดุ เพราะฉะนั้นมันก็จะมีความตลกน่ารักก๊อกแก๊กสไตล์เด็กผู้ชายหน่อยๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่น่ารักสำหรับเด็กผู้หญิง เพราะจะว่าไปสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับทั้งเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงอยู่แล้ว แต่ตัวเจ้าคอปเปอร์มันก็จะมีความเอ๋อๆ เพราะว่าทำจากเศษวัสดุที่อาจจะไม่ครบสมบูรณ์เท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้นแอ็กติ้งของคอปเปอร์จะออกมาคล้ายกับหุ่นยนต์ ซึ่งเราเชื่อว่าเด็กๆ ทุกคนชอบหุ่นยนต์ และที่เราเลือกเอาอาร์ตไดเร็กชั่นจาก เรื่อง ‘ยักษ์’ มาต่อยอด ก็เป็นความตั้งใจตั้งแต่แรกของเรากับคุณวินิจ ที่เห็นว่ามันแข็งแรงและตรงกับประเด็นของเรื่องนี้พอดี” 'ทองหล่อ' นิธิพัฒน์ สมสมาน กรรมการผู้จัดการ The Monk Studios ได้พัฒนาเรื่องราวจากแรงบันดาลใจออกมาเป็นเรื่องของ ทองหล่อ ลูกสุนัขแสนซนขนปุย ที่มีคุณทองแดงเป็นไอดอล โดยมีภารกิจวัดใจในการเป็นสุดยอดองครักษ์พิทักษ์เจ้านายที่เป็นเด็กสาวตาบอด และต้องต่อสู้กับหัวใจตัวเอง ด้วยการฝ่าฟันความกลัวจากเสียงฟ้าร้อง เพื่อพิสูจน์ตัวเองจนเกิดเป็นการผจญภัยที่เหนือจินตนาการ และอบอวลไปด้วยความซาบซึ้ง “ถ้าสังเกตในหนังจะเห็นว่า เจ้าทองหล่อ มีขนที่พลิ้วได้หมดทุกเส้น เทคนิคของการสร้างขน มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เทคโนโลยี เรียกได้ว่าต้อง ช้ทั้งความสามารถ ใช้ซอฟต์แวร์ต่างๆ แล้วก็ระบบการเร็นเดอร์ที่ค่อนข้างจะหนักหน่วงมาก ก็จะเป็นความยากอย่างหนึ่ง เวลาที่ต้องการให้เจ้าทองหล่อขยับตัวไปมา แล้วขนก็พลิ้วตามไปด้วย เพื่อให้ดูเสมือนจริง เราต้องมีขั้นตอนการสร้างขน ของทองหล่อจำนวนมาก และระบบซิมูเลชั่นที่ให้ ขนมีการขยับ หรือลู่ไปตามการเคลื่อนที่ อันนี้จะเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายอย่างหนึ่ง” นิธิพัฒน์ ยังเสริมอีกว่าทางทีมงานได้ทำการศึกษาการเคลื่อนไหวของสัตว์สี่ขาเพื่อนำมาปรับใช้ให้การแสดงออกของเจ้าทองหล่อมีท่าทางที่น่ารัก และเชื่อว่าคนดูจะตกหลุมรักเจ้าทองหล่อได้ไม่ยาก 'หมาวัด' ศักดิ์ศิริ คชพัชรินทร์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิเมจิแมกซ์ จำกัด เลือกเอาแรงบันดาลใจเกี่ยวกับความกตัญญูซื่อสัตย์จากคุณทองแดง มาแปลงเป็นเรื่องราวของหมาวัดชื่อ จร ที่ได้รับการชุบเลี้ยงโดย หลวงตา และต้องตอบแทนบุญคุณเจ้าของอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูเพื่อปกป้องรักษาหลวงตา จากโจรที่จะเข้ามาทำลายวัด ซึ่งเรื่องราวและคาแร็กเตอร์ของเรื่องนี้ถอดแบบมาจากคุณทองแดงแทบทั้งสิ้น ตั้งแต่หน้าตาท่าทางของจร และเรื่องราวจากการเป็นสุนัขจรจัด จนได้มาถวายตัวเป็นสุนัขทรงเลี้ยง แต่ยังไม่ลืมทดแทนบุญคุณของ แดง แม่ผู้ให้กำเนิด และมะลิ แม่ผู้เคยให้นมตั้งแต่ยังเล็กๆ ที่น่าจะ เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้ชม “โจทย์หนึ่งที่สำคัญคือเราต้องการให้มันมีความเป็นไทยมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคาแร็กเตอร์ หรือฉากที่มีวัดหรือลายจิตรกรรมของไทย คนที่ดูการ์ตูนในโลกนี้ยังไม่เคยเห็นงานในลักษณะเป็นไทยมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องทำให้มันดูเป็นสากล นั่นหมายความว่าต้องใช้เทคนิคทางด้านไลต์ติ้ง การจัดแสง การจัดเรื่ององค์ประกอบของภาพให้มันดูน่าสนใจ ซึ่งอันนี้เป็นโจทย์หนึ่งที่มันค่อนข้างท้าทาย แล้วเราก็หวังว่าหนังเรื่องนี้ จะได้แสดงออกทางด้านวัฒนธรรมไทยไปพร้อมๆ กัน” ศักดิ์สิริเล่าเสริม ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ใจหล่อมาก! อาร์ต พศุตม์ เทพบุตรของชาวใต้ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง
อาร์ต พศุตม์ /  ข่าว อาร์ต พศุตม์ / 

  น้ำใจยังคงหลั่งไหลกันอย่างต่อเนื่องสำหรับการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวใต้ที่ยังคงประสบปัญหาอุทกภัยอยู่ในขณะนี้ และหนึ่งในนี้ยังมีอีกหนึ่งหนุ่มนักแสดงหัวใจหล่อมว้ากกก อาร์ต พศุตม์ ที่ยังคงคอยช่วยเหลือรับบริจาคอาหารและสิ่งของจำเป็นไปช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้ ซึ่งล่าสุดได้นำเงินบริจาคที่คนไทยมีน้ำใจเพื่อนร่วมชาติมาซื้อข้าวสารเรียบร้อยแล้วถึง 3 ตันด้วยกัน และยังมีของกินและของใช้อื่นๆ ที่จำเป็นอีกเป็นจำนวนมาก   โดย หนุ่มอาร์ต ได้โพสต์ภาพทั้งหมดนี้ในอินสตาแกรมส่วนตัวเอาไว้อย่างต่อเนื่องเพื่อต้องการให้เป็นความโปร่งใส แหม...ใจนายหล่อมากจริงๆ เลยค่าคู้ณณณ ขอปรบมือรัวๆ ให้เลยค่าพ่อเทพบุตรขวัญใจชาวใต้!! ขอบคุณภาพจาก IG art_phasut65                      

50 หนังแอนิเมชันยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 21
5 Centimeters Per Second /  A Scanner Darkly / 

ความยอดเยี่ยมของหนังแอนิเมชั่น คือการเป็นแนวภาพยนตร์ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนในวงกว้างได้ภายใต้หน้าตาอันเป็นมิตรกับทุกกลุ่มเพศวัย และหลายๆ ครั้งเรื่องราวในแอนิเมชั่นก็ไปไกลกว่าแค่การเป็นความบันเทิงสำหรับเด็กและเยาวชนเท่านั้น แต่มันคือกลวิธีอีกรูปแบบหนึ่ง ที่คนทำหนังเลือกใช้เพื่อสือเรื่องราวของเขาไม่ต่างจากหนังเล่าเรื่องปกติเช่นกัน โดย The Film Stage เว็บไซต์รวบรวมข่าวสารและบทวิจารณ์ภาพยนตร์ ได้จัด 50 อันดับหนังแอนิเมชั่นยอดเยี่ยมประจำศตวรรษที่ 21 (จนถึงปัจจุบัน) โดยรวบรวมหนังแอนิเมชั่นความยาวเกิน 60 นาที ที่ออกฉายหลังปี 2000 เป็นต้นมาซึ่งน่าเสียดายที่ลิสต์นี้ยังไม่มีหนังแอนิเมชั่นใหม่ๆ อย่าง Kubo and The Two Strings, Zootopia, The Red Turtle หรือแม้แต่ Your Name ไปจนถึงแอนิเมชั่นไซ-ไฟขนาดสั้นเรื่องเยี่ยมยาว 16 นาทีอย่าง World of Tomorrow ของ ดอน เฮิร์ตซ์เฟลด์ต (รู้จักหนังเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ที่นี่) หรือ piper แอนิเมชั่นนกน้อยยาว 6 นาทีที่ฉายปะหัว Finding Dory ที่ต้องหลุดจากลิสต์ไปด้วยความน่าเสียดาย 50 อันดับหนังแอนิเมชั่นยอดเยี่ยมประจำศตวรรษที่ 21 (จนถึงปัจจุบัน) (จนถึงวันที่ 16 มิ.ย. 2559) 50. The LEGO Movie (2014, ฟิล ลอร์ด และ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์) 49. 5 Centimetres per Second (2007, มาโกโตะ ชินไก) 48. The Adventures of Tintin (2011, สตีเวน สปีลเบิร์ก) 47. Titan A.E. (2000, ดอน บลัธ, เกรี่ โกล์ดแมน และ อาร์ต วิเทลโล) 46. Metropolis (2001, รินทาโร) 45. Song of the Sea (2014, ทอมม์ มัวร์) 44. The Secret World of Arrietty (2010, ฮิโรมาสะ โยเนะบายาชิ) 43. ParaNorman (2012, คริส บัตเลอร์ และ แซม เฟลล์) 42. Wallace and Gromit: Curse of the Were Rabbit (2005, นิค พาร์ค และ สตีฟ บ็อกซ์) 41. Lilo & Stitch (2002, คริส แซนเดอร์ส และ ดีน เดอบลอยส์) 40. Sita Sings the Blues (2008, นินา พาเลย์) 39. A Town Called Panic (2009, สเตฟาน ออเบรีย์ และ วินเซ็นต์ ปาตาร์) 38. A Scanner Darkly (2006, ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์) 37. Winnie the Pooh (2011, สตีเฟน เจ แอนเดอร์สัน และ ดอน ฮอลล์) 36. Chicken Run (2000, นิค พาร์ค และ ปีเตอร์ ลอร์ด) 35. Ponyo (2008, ฮายาโอะ มิยาซากิ) 34. Mind Game (2004, มาซาอากิ ยูอาสะ) 33. Finding Nemo (2003, แอนดรูย์ สแตนตัน) 32. Team America: World Police (2004, เทรย์ พาร์คเกอร์) 31. Paprika (2006, ซาโตชิ คง) 30. Monsters, Inc. (2001, พีท ด็อกเตอร์) 29. Anomalisa (2015, ชาร์ลี คอฟแมน และ ดุค จอห์นสัน) 28. Coraline (2009, เฮนรี เซลิค) 27. The Girl Who Leapt Through Time (2006, มาโมรุ โฮโซดะ) 26. Ernest & Celestine (2012, สเตฟาน ออเบรีย์ และ วินเซ็นต์ ปาตาร์) 25. How to Train Your Dragon (2014, ดีน เดอบลัวส์) 24. Cowboy Bebop: The Movie (2001, ชินนิชิโร วาตานาเบ) 23. Waking Life (2001, ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์) 22. The Emperor’s New Groove (2000, มาร์ค ดินดัล) 21. Tokyo Godfathers (2003, ซาโตชิ คง) 20. Inside Out (2015, พีท ด็อกเตอร์) 19. Mary and Max (2009, อดัม อีเลียต) 18. Howl’s Moving Castle (2004, ฮายาโอะ มิยาซากิ) 17. The Illusionist (2010, ซิลแวง โชเม็ต) 16. Toy Story 3 (2010, ลี อุนคริช) 15. The Tale of Princess Kaguya (2013, อิซาโอะ ทาคาฮาตะ) 14. Shaun the Sheep Movie (2015, ริชาร์ด สตาร์ซัค และ มาร์ค เบอร์ตัน) 13. Ratatouille (2007, แบรด เบิร์ด และ แยน พินคาวา) 12. Boy & the World (2015, อเล อบรู) 11. The Incredibles (2004, แบรด เบิร์ด) Top 10 10. Spirited Away (2001, ฮายาโอะ มิยาซากิ) 9. Up (2009, พีท ด็อกเตอร์) 8. Persepolis (2007, มาร์จาเน ซาตราปี และ วินเซ็นต์ พารองโนด์) 7. The Triplets of Belleville (2003, ซิลแวง โชเม็ต) 6. Millennium Actress (2001, ซาโตชิ คง) 5. Wall-E (2008, แอนดรูว์ สแตนตัน) 4. The Wind Rises (2015, ฮายาโอะ มิยาซากิ) 3. Waltz with Bashir (2008, อารี ฟอลแมน) 2. Fantastic Mr. Fox (2009, เวส แอนเดอร์สัน) 1. It’s Such a Beautiful Day (2012, ดอน เฮิร์ตซ์เฟลด์ต) ยอดเยี่ยมควรกล่าวถึง (Honorable mentions) Ghost in the Shell 2: Innocence (2004, มาโมรุ โอชิอิ) Tekkonkinkreet (2006, ไมเคิล อาเรียส) Cloudy with a Chance of Meatballs (2009, โคดี แคเมอรอน และ คริส เพียร์น) The Secret of Kells (2009, ทอมม์ มัวร์) Toys in the Attic (2009 , ยิริ บาร์ตา และ วิเวียน สชิลลิง) Chico & Rita (2010, เฟอร์นันโด ทรูเอบา, ฮาเวียร์ มาริสคัล และ โตโน เออร์รันโด) Tangled (2010, นาธาน เกรโน และ ไบรอน ฮาวเวิร์ด) A Letter to Momo (2011, ฮิโรยูกิ โอกิอุระ) From Up on Poppy Hill (2011, โกโร มิยาซากิ) Rango (2011, กอร์ เวอร์บินสกี) A Cat in Paris (2012, อแลง กาก์นอล , ฌอง ลูป์ เฟลิซิโอลิ) Wolf Children (2012, มาโมรุ โฮโซดะ) The Boxtrolls (2014, เกรแฮม แอนนาเบล และ แอนโธนี สตาชชี) When Marnie Was There (2015, ฮิโรมาซะ โยเนบายาชิ) ที่มา : เว็บไซต์ The Film Stage ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ละครกับดักเสน่หา , เรื่องย่อกับดักเสน่หา
ละคร กับดักเสน่หา /  ช่อง ONE 31

ละคร กับดักเสน่หา บทโทรทัศน์: พิมพ์มาดา พัฒนอลงกรณ์, เชษฐ์ สงวนนาม, พิมสิรินทร์ พงษ์วานิชสุข, วีรพล บุญเลิศ, กำกับการแสดง : ถกลเกียรติ วีรวรรณ , ธนวัจน์ ปัญญรินทร์ อำนวยการผลิต : ถกลเกียรติ วีรวรรณ, นิพนธ์ ผิวเณร แนวละคร : โมเดิรน์ดราม่า ออกอากาศ: ช่องวัน 31เรื่องย่อละคร กับดักเสน่หา ดนตร์ (ป้อง ณวัฒน์) ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอนาคตไกล ที่ใครๆ ต่างมองว่าเขามีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เพราะดนตร์มี ลิตา(อ้อม พิยดา) ภรรยาที่แสนดี และ ฟ้าใส (ยูเค-ด.ญ. ณัฐธยาน์) ลูกสาววัย 8 ขวบที่กำลังน่ารัก แต่ไม่มีใครรู้ว่าดนตร์แอบเครียดเรื่องงาน รวมถึงเรื่องที่ ดวงใจ (กาญจนา จินดาวัฒน์) ผู้เป็นแม่กับลูกสะใภ้อย่างลิตาที่ไม่ลงรอยกัน บ่อยครั้งที่ดนตร์กับลิตาต้องทะเลาะกันเพราะแม่ วันหนึ่งดนตร์ได้รู้จักกับ มายด์(ใบเฟิร์น อัญชสา) โปรดิวเซอร์สาวคนเก่งของโปรดักชั่นเฮาส์ ที่มารับทำโฆษณาสินค้าของบริษัทดนตร์ ดนตร์รู้สึกว่ามายด์เป็นผู้หญิงที่น่าค้นหา อดีตหนุ่มเพลย์บอยผู้ถอดเขี้ยวเล็บอย่างเขาเหมือนถูกท้าทาย และนั่นคือที่มาของบททดสอบชีวิตคู่ของดนตร์และลิตา... ละคร กับดักเสน่หา ในวันที่ดนตร์ทะเลาะกับลิตาอย่างหนักที่หัวหินบวกกับมีงานด่วนเข้ามา เขาจึงตัดสินใจกลับกรุงเทพ เพื่อเคลียร์ปัญหาเรื่องงาน มายด์รู้ข่าวจึงชวนดนตร์ไปทานข้าวที่คอนโด ดนตร์ตัดสินใจไปเพราะลึกๆ แล้วเขาอยากทำความรู้จักกับมายด์มากขึ้น ในที่สุดคืนนั้นดนตร์ก็เผลอใจมีสัมพันธ์กับมายด์ นั้นคือครั้งแรกที่ดนตร์นอกใจลิตา จนเขารู้สึกผิดมาก แต่มายด์กลับบอกดนตร์ว่า เธอรู้กติกาดีขอเพียงดนตร์ไม่ทิ้งเธอไปก็พอ ดนตร์รู้สึกใจชื้นขึ้นบ้าง แต่แล้วเหตุการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะมายด์เริ่มไม่พอใจ และเรียกร้องมากขึ้นเกินกว่าที่เขาจะให้ได้ ดนตร์ตัดสินใจบอกเลิกมายด์ เธออาละวาดทำร้ายตัวเอง จนดนตร์ต้องรีบพาไปโรงพยาบาล ร้อนถึงเพื่อนสนิทอย่าง มี่ (ดีเจอาร์ต-มารุต) และ แบงค์ (พ้อยท์-ชลวิทย์) ที่ต้องยื่นมือเข้าช่วย และที่โรงพยาบาลทำให้ดนตร์ได้รู้จักกับ หมออิน (ฟิลม์-ธนภัทร) ที่รู้จักมายด์ดี เขาเตือนดนตร์ว่าถ้าไม่อยากเดือดร้อนก็เลิกยุ่งกับมายด์ซะ! ละคร กับดักเสน่หา ดนตร์ตัดสินใจบอกเลิกกับมายด์อีกครั้ง ในครั้งนี้มายด์เข้าใจและยอมออกจากชีวิตอย่างที่ดนตร์ขอ ดนตร์โล่งใจที่ปัญหาทุกอย่างกำลังจบลง เขากลับมาให้เวลาครอบครัวคืนดีกับลิตาและทุ่มเทกับงาน แต่สิ่งที่ดนตร์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น มายด์มาปรากฏตัวในบ้านของเขา ในฐานะเพื่อนใหม่ของลิตา! มายด์ทำเป็นไม่รู้จักดนตร์มาก่อน และทำทุกวิถีทางเพื่อตีสนิทกับลิตา เธอตั้งใจปั่นหัวดนตร์ ส่วนดนตร์ก็ทำทุกทางเพื่อให้มายด์ออกไปจากชีวิตครอบครัวเขาเช่นกัน แต่ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างดนตร์เท่าไหร่ เมื่อลิตาตรวจร่างกายพบว่าตนเองติดเชื้อ HPV โรคร้ายที่ติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ ลิตาเสียใจมาก ทำให้ดนตร์ยิ่งรู้สึกผิดและตัดสินใจสารภาพทุกอย่างกับลิตา ลิตาเจ็บช้ำจนหัวใจแทบสลาย ละคร กับดักเสน่หา ในขณะที่ ดาว (กิ๊ก มยุริญ) กับ ฝน (ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช) โกรธแค้นมายด์มาก ด่าประจานมายด์กลางห้าง จนมีคนถ่ายคลิปไปลงโซเชียลว่ามายด์ชอบแย่งผัวชาวบ้าน ทำให้มายด์อับอายและเครียดจัด ความรักที่มีจึงกลายเป็นความแค้น มายด์วางแผนแอบไปหาฟ้าใสที่โรงเรียน และฟ้าใสก็หายตัวไป ทำให้ดนตร์รู้ทันทีว่าต้องเป็นฝีมือของมายด์แน่นอน สุดท้ายดนตร์จะพาตัวเองและครอบครัวให้หลุดออกจากวังวนของ กับดัก ครั้งนี้..ได้หรือไม่? ตามชมได้ในซีรีส์ เสน่หาDiary ตอน กับดักเสน่หา เร็วๆ นี้ เวลา 20.30 น. ทางช่องวัน 31 รายชื่อนักแสดง กับดักเสน่หา ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ รับบท ดนตร์พิยดา อัครเศรณี รับบท ลิตาอัญชสา มงคลสมัย รับบท มายด์ธนภัทร กาวิละ รับบท หมออินกาญจนา จินดาวัฒน์ รับบท ดวงใจมยุริญ ผ่องผุดพันธ์ รับบท ดาวปวีณ์นุช แพ่งนคร รับบท ฝนมารุต ชื่นชมบูรณ์ รับบท มี่ชลวิทย์ มีทองคำ รับบท แบงค์ด.ญ. ณัฐธยาน์ องศ์ศรีตระกูล รับบท ฟ้าใสด.ช. กิตต์ธนศักดิ์ ทรัพย์รวงทอง รับบท แม็คเกรียงไกร อุณหะนันทน์ รับบท อาหมอสุรศักดิ์ ชัยอรรถ รับบท นัท ละคร กับดักเสน่หา ละคร กับดักเสน่หา ละคร กับดักเสน่หา ละคร กับดักเสน่หา ละคร กับดักเสน่หา

เสก โลโซ, เจมส์ เรืองศักดิ์ ฯลฯ ร่วมถ่ายทำเอ็มวี เดิมพันที่ยิ่งใหญ่ ถวายความอาลัย
ก้อง ห้วยไร่ /  พีธ พีระ / 

มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ร่วมกับ กองทัพบก นำทัพโดย ผู้พันต๊อด พันเอกวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และ อ.ณัฏฐ์ เดชะปัญญา พร้อมเหล่าศิลปินกว่า 50 ชีวิต ร่วมถ่ายทำมิวสิกวีดิโอเพลง เดิมพันที่ยิ่งใหญ่ (๗๐ ล้านดวงใจ ขอถวายให้ ๑ องค์ราชัน) เพื่อถวายสักการะแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และถวายความอาลัยพ่อแห่งแผ่นดิน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ แม้จะถ่ายทำกันกลางแจ้ง ณ สนามฟุตบอล มรภ.บ้านสมเด็จ ท่ามกลางอากาศที่ค่อนข้างร้อน แต่เหล่าศิลปิน ดารานักแสดง จากหลากหลายสังกัด อาทิ ศิลปินแห่งชาติ อาต้อย เศรษฐา ศิระฉายา, เสกสรร ศุขพิมาย (เสก โลโซ), เจมส์ เรืองศักดิ์, สมรักษ์ คำสิงห์, แตงโม นิดา พัชรวีระพงษ์, บิลลี่ โอแกน, อาร์ต พศุตม์ บานแย้ม, พีธ พีระ, ก้อง ห้วยไร่, ส้ม มารี, ดีเจ.โจ๊ก EFM ฯลฯ ก็ต่างมาร่วมขับร้องและถ่ายมิวสิควีดิโอเพลง เดิมพันที่ยิ่งใหญ่ ด้วยหัวใจที่ภักดี ร่วมด้วยคณาจารย์ นักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จฯ ซึ่งต่างทุ่มเทเพื่อการถ่ายทำครั้งนี้อย่างเต็มที่ เศรษฐา ศิระฉายา ศิลปินแห่งชาติ เผยความรู้สึกว่า "ความรู้สึกของพวกเราในวันนี้เราก็รู้สึกตื้นตันนะครับ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมอย่างหาที่สุดมิได้นะครับ อยากจะบอกว่าตอนนี้พวกเราที่เป็นศิลปิน เราอยู่ใต้ร่มพระบารมีของบรมอัครศิลปิน ฉะนั้นบทเพลง คำร้อง ดนตรีที่ออกไปมีความสำคัญมากต่อประวัติศาสตร์ในต่อๆ ไป เพราะว่าบทเพลงต่างๆ เหล่านี้เราได้แสดงถึงพระราชกรณียกิจที่พระองค์ได้สร้างไว้เกือบจะครบทุกอย่าง ซึ่งไม่ครบหรอกนะครับ เพราะท่านสร้างไว้เยอะเหลือเกิน ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะเป็นประวัติศาสตร์ให้รุ่นลูก รุ่นหลานได้เก็บไว้เป็นบทเรียนว่าพระองค์ท่านได้ทำอะไรให้กับประเทศไทย ให้กับพสกนิกรของท่านบ้างครับ" ด้านร็อกเกอร์ชื่อดัง เสก โลโซ กล่าวถึงการมาร่วมร้องเพลงในครั้งนี้ว่า "ผมเองก็ขอชื่นชมทางมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา กองทัพบก และพี่น้องศิลปินที่มาร่วมกันในวันนี้ทุกท่าน เพลงนี้เป็นเพลงที่สวยงามมาก ทั้งด้านเนื้อหาและดนตรีนะครับ ส่วนตัวผมเองนั้นมีความรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มาร่วมร้องเพลงนี้และมาถ่ายมิวสิควีดิโอวันนี้ ก็ขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนนะครับ อยากให้กระจายข่าวออกไปว่าเรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถเรื่องของดนตรีมากนะครับ โดยส่วนตัวผมแล้วเป็นนักดนตรีและมีความภาคภูมิใจมากที่ได้อยู่ในใต้ร่มพระบารมีพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถด้านดนตรีมากครับ" บทเพลง เดิมพันที่ยิ่งใหญ่ (๗๐ ล้านดวงใจ ขอถวายให้ ๑ องค์ราชัน) ประพันธ์เนื้อร้อง-ทำนอง โดย อาจารย์ณัฏฐ์ เดชะปัญญา และทีมงาน ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโปรเจคแนวคิดจัดทำบทเพลงและมิวสิควีดิโอเพลงนี้ และได้ท่าน ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดี มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ให้การสนับสนุน โดยมิวสิควีดิโอเพลง เดิมพันที่ยิ่งใหญ่ ฉบับสมบูรณ์จะออกอากาศราวปลายเดือนพฤศจิกายนนี้