อาร์ต พศุตม์

ละครเขี้ยวราชสีห์ (ละครเย็น) , เรื่องย่อเขี้ยวราชสีห์ (ละครเย็น)
ละคร เขี้ยวราชสีห์ /  เรื่องย่อละคร เขี้ยวราชสีห์ / 

เขี้ยวราชสีห์ บทประพันธ์ : ตรีเพชรบทโทรทัศน์ : สิงหราณีทุกวันจันทร์ - วันพฤหัสบดี เวลา 19.05 –19.50น. และวันศุกร์ เวลา 18.45–19.30 ทางช่อง 3 เรื่องย่อละคร เขี้ยวราชสีห์ แดนไทย สุริยัน(พศุตม์ บานแย้ม) เป็นสายลับของรัฐบาลที่อยู่ในคราบของนักเลงชื่อดังมีฝีมือในการต่อสู้ทุกรูปแบบ ซึ่งเขาหากินทางการค้าอาวุธให้กับชนกลุ่มน้อยทางฝั่งพม่า การทำงานของเขาทำให้เขาเข้าไปพัวพันกับการถูกลอบฆ่าเจ้าคำภู ผู้นำรัฐบาลในพม่าอย่างไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งฝ่ายตรงข้ามกับเจ้าคำภูต้องการให้เขาตกเป็นแพะรับบาป และเพื่อให้ ไหมฟ้า(ซูซี่ สุษิรา) ตามล่าเขาเพื่อล้างแค้นให้แก่บิดา โดยครั้งหนึ่งไหมฟ้าได้เจอกับแดนไทยโดยบังเอิญและเกิดการต่อสู้กัน แต่แดนไทยไม่ต้องการปะทะกับไหมฟ้าจึงหนีเข้าไปในป่า ไหมฟ้าจึงติดตามไล่ล่าไป แต่แล้วลูกน้องของไหมฟ้ากลับถูกแดนไทยเล่นงานซะก่อน ไหมฟ้าตามมาทันพอดีจึงยิงปืนเข้าใส่แดนไทยเข้าอย่างจัง แต่แดนไทยกลับลุกขึ้นวิ่งหนีไปได้อย่างไร้อาการบาดเจ็บ ไหมฟ้าจึงไปพบกับแม่หมอ (ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา) ประจำเผ่ากลับได้คำตอบที่กำกวมว่าแดนไทยเป็นคนดี ไม่ใช่คนร้ายและเขาจะเป็นคนที่ช่วยไหมฟ้ากำจัดคนชั่วได้ แต่ไหมฟ้าไม่เข้าใจคำตอบจึงพยายามพูดให้แม่หมอบอกความจริง แต่แม่หมอได้เพียงแต่ยืนยันคำเดิม อีกด้านหนึ่งไหมฟ้าก็ต้องการรบกับสมุนของพ่อเลี้ยง กัมปนาท(อภินันท์ ประเสริฐวัฒนกุล) ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการตายของเจ้าคำภู พ่อเลี้ยงได้ใช้โจรกะเหรี่ยงดำ ซึ่งมีหัวหน้าชื่อซาปาที่มีความรู้เรื่องคาถาอาคม และสามารถสร้างอสูรร้ายขึ้นมาในการฆ่าเอาชีวิตกับผู้เป็นศัตรูของตนได้ พ่อเลี้ยงใช้กองโจรกะเหรี่ยงดำในการหักหลังการทำธุรกิจกับเจ้าคำภู เพราะต้องการครอบครองแคว้นรัฐฉาน เพื่อหวังที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ในอนาคต ส่วนแดนไทยได้สืบหาคนที่ปล่อยข่าวลือใส่ร้ายเขา โดยมีนักร้องสาวโรส (พลอยพัชรา ศรีดารา) และแม่เลี้ยงดาหวัน (พัชรินทร์ ศรีวสุภิรมย์) ที่ไม่กินเส้นกับพ่อเลี้ยงคอยหาข่าวให้ นอกจากนี้แดนไทยยังตกเป็นผู้ต้องสงสัยของผู้กองชาตรี (ปวิช เวียงนนท์) นายตำรวจตงฉินมือดีที่เป็นคู่ปรับของพ่อเลี้ยงอีกด้วย ทั้งที่แดนไทยเคยช่วยผู้กองให้พ้นจากการเอาชีวิตของพวกมือปืน โดยมีพ่อเลี้ยงบงการอยู่ เนื่องจากพ่อเลี้ยงแค้นผู้กองที่ทำตัวเป็นศัตรูกับพ่อเลี้ยงอย่างเปิดเผย โดยการเข้าปราบปรามธุรกิจมืดของพ่อเลี้ยง จนเสียหายนับสิบล้าน ละคร เขี้ยวราชสีห์ ในการถูกรอบทำร้ายในครั้งนั้นผู้กองปักใจเชื่อว่าแดนไทย ทำงานให้กับพ่อเลี้ยง ผู้กองจึงพยายามหาหลักฐานเพื่อเล่นงานพ่อเลี้ยงให้อยู่หมัด โดยหาทางให้แดนไทยยอมรับว่าร่วมมือกับพ่อเลี้ยงทำเรื่องผิดกฎหมาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานมัดตัวพ่อเลี้ยง แต่แดนไทยปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพ่อเลี้ยงแต่อย่างใดเมื่อที่ตั้งของไหมฟ้าถูกพวกกองโจรกะเหรี่ยงดำทำลาย ลูกน้องมือดีของไหมฟ้าสองคนยอมพลีชีวิตเพื่อให้ไหมฟ้าหนี้เอาชีวิตรอด ไหมฟ้าได้รู้ความจริงจากแม่หมอก่อนหล่อนจะสิ้นใจ เพราะความบอบช้ำจากการต่อสู้กับเสือ เข้ม ว่าไหมฟ้าไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าคำภู แต่เป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเพราะพ่อแม่ของเธอถูกฆ่าตาย ไหมฟ้าจึงรู้ว่าตนเองเป็นคนไทย ไม่ใช่คนรัฐฉาน แต่ก็ยังนึกถึงพระคุณของเจ้าคำภูจึงต้องการล้างแค้นกับคนที่ทำเจ้าคำภูให้ได้ ไหมฟ้าได้พาลูกน้องมาขอให้แม่เลี้ยงดาหวันส่งตัวแดนไทยให้ แต่กลับได้รับการปฏิเสธ หลังจากนั้นคนของแม่เลี้ยงได้ถูกลอบทำร้ายเป็นจำนวนมาก แม่เลี้ยงจึงมั่นใจว่าเป็นฝีมือของไหมฟ้า เมื่อแดนไทยทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้ไปพบไหมฟ้าด้วยตัวเอง เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่รู้เห็นกับการตายของเจ้าคำภู แต่แดนไทยกลับพบไหมฟ้ากำลังถูกศัตรูเล่นงาน จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือและพาไหมฟ้าหนีมาพักอยู่กับแม่เลี้ยงดาหวัน แม่เลี้ยงดูแลไหมฟ้าเป็นอย่างดี จนทำให้ไหมฟ้ารู้สึกผิดที่คิดไม่ดีต่อแม่เลี้ยง ในที่สุดไหมฟ้าเชื่อว่าแดนไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้าคำภู ละคร เขี้ยวราชสีห์ เมื่อรู้ความจริงทั้งหมด แดนไทย ไหมฟ้า แม่เลี้ยง และผู้กอง จึงร่วมมือกันกำจัดพ่อเลี้ยง แต่การกำจัดพ่อเลี้ยงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพ่อเลี้ยงมีลูกน้องจำนวนมาก มีจอมอาคมที่มีพลังเร้นลับ มีเสือเข้มจอมขมังเวทย์ที่มีความโหดเหี้ยมอำมหิตและเป็นผู้ที่กำลังหาวิธีให้ร่างกายตนเองเป็นอมตะด้วยการขโมยพระพุทธรูปในวัดหนึ่งที่ศักดิ์มากมาทำพิธี แต่ก็ถูกแดนไทยขัดขวางจนทำให้เสือเข้มต้องกลับมาด้วยความบอบช้ำ เสือเข้มโกรธมากเนื่องจากจะไม่สามารถทำพิธีได้อีก ต้องรออีกร้อยกว่าปีครั้งหนึ่งในอดีตแดนไทยเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำต่อเสือเข้มจนเกือบสิ้นชื่อ แต่ด้วยที่แดนไทยยึดมั่นในความดีจึงทำให้เขารอดตายราวปาฏิหารย์จากการช่วยเหลือของเทพฤาษี และแดนไทยยังได้รับของวิเศษจากเทพฤาษี นั่นคือ เขี้ยวราชสีห์ ซึ่งมีพลังอำนาจต้านพลังความชั่วร้ายทั้งปวงได้ จึงทำให้กลายเป็นผู้ที่อยู่ยงคงกระพัน เมื่อเสือเข้มและพ่อเลี้ยงรู้เข้า ต่างก็หวังจะแย่งชิงมาเป็นของตนเอง การต่อสู้เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แดนไทย ไหมฟ้า แม่เลี้ยงและผู้กอง ได้ต่อสู้กับพลังลึกลับหลายรูปแบบจากเสือเข้มและอสูรร้ายของซาปา แต่แดนไทยได้พลังจากฤาษีหน้าสิงห์จนสามารถรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกับท่านได้ จึงทำให้ใบหน้าของเขากลายเป็นสิงโตและมีพละกำลังที่แข็งแกร่ง สุดท้ายการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรมจะดุเดือดแค่ไหน ความดีจะชนะความชั่วได้หรือไม่ และความรักระหว่างแดนไทยกับไหมฟ้าจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ในละครเรื่อง เขี้ยวราชสีห์ ได้ทุกวันจันทร์-วันพฤหัสบดี เวลา 19.05 –19.50 น. และวันศุกร์ เวลา 18.45 –19.30 ทางช่อง 3 (ออริจินัล) และ ช่อง 33 ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์ ละคร เขี้ยวราชสีห์

เป้ ไฮร็อก เทิดทูน ในหลวง ร.9 เป็นแรงบันดาลใจ แต่งเพลง เพียงผู้ชายคนหนึ่ง
ฝายน้ำใจ /  เป้ ไฮร็อก / 

เป้ ไฮร็อก เทิดทูน พระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 เป็นแรงบันดาลใจ แต่งเพลง เพียงผู้ชายคนหนึ่ง ประกอบละครเทิดพระเกียรติ ฝายน้ำใจ อดีตนักร้องร็อกเกอร์ชื่อดัง เป้ ไฮร็อก จับปากกาแต่งทั้งเนื้อร้องและทำนอง เพียงผู้ชายคนหนึ่ง เพลงประกอบละครเทิดพระเกียรติ ฝายน้ำใจ โดยได้เหล่านักแสดง บูม กิตตน์ก้อง, แม็กกี้ อาภา, ซีแนม สุนทร, ขายแฮ็คส์ สุทธา, นุ้ย เกศริน, ครีม ธิชาชา, หญิง อภิสรา, อาท รณชัย, ชิน ชิตวัน, ต้อม นิรันดร์, เป้ อธิวัฒน์, โน่ ภูวเนตร, บริ้ง อภินันท์, เพชรา วงศ์เทวัญ, อาร์ต เดชาพัทร และ ยายหวังดี มาร่วมขับร้อง และบันทึกเสียงเพลงนี้ที่สตูดิโอในบ้านของ เป้ ไฮร็อก ย่านบางบัวทอง เป้ ไฮร็อก กล่าวว่า "จริงๆ แล้วเป็นคนที่รักพระเจ้าอยู่หัวมาก(น้ำเสียงเครือ) อยากทำอะไรเพื่อท่านบ้าง ก็ดีใจที่ มิ้ง(ผู้กำกับฯ) ให้เกียรติให้เราทำเพลงให้กับพระเจ้าอยู่หัวฯ ในเนื้อเพลงอาจจะไม่เศร้ามาก แต่ว่ามันเป็นเพลงที่มีแรงบันดาลใจที่เห็นท่านทำทุกสิ่งทุกอย่าง และจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่ท้อแท้ เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่ผิดหวังในชีวิต พอเห็นพระเจ้าอยู่หัวฯ ทำให้เราสู้ เหมือนเนื้อเพลงเลย" (ใช้เวลาในการแต่งนานมั้ย) "จริงๆ มันมีเยอะมากเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัวฯ แต่งไม่นานเลยครับ แค่หลับตาเรานึกถึงท่านที่ท่านมีภารกิจมากมาย และพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นกำลังใจให้กับพวกเรามาตลอดครับ" ด้านผู้กำกับละครก็เผยถึงความรู้สึกในการเลือก เป้ ไฮร็อก มาแต่งเพลงนี้ให้ว่า "ปกติแล้วเวลาทำเพลงก็จะเป็นเป้ทำให้ตลอด ด้วยความสามารถของเป้ในเรื่องดนตรี เรามีความรู้สึกว่าสุดๆ แล้วละ เป้จะแต่งเนื้อไม่เหมือนกับคนอื่น เขาจะแต่งเนื้อได้กินใจ พอเรามีโปรเจ็กต์ละครเทิดพระเกียรติ เราก็เลยต้องขอร้องเพื่อนให้ช่วยเราหน่อย เป้ก็ไม่อิดออดเลย ปกติต้องเป็นคนง้อเพื่อนหลายๆ รอบ เพราะเขาเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง แต่มาถึงเรื่องนี้เป้ตอบตกลงเลย เต็มที่ ส่งเนื้อเรื่อง ส่งเรื่องย่อมา เรื่องย่อเป็นยังไง เดี๋ยวเราทำให้ จากนั้นก็สองวันเพราะเป้ต้องไปเฝ้าหลานที่โรงพยาบาล พอเขากลับมาถึงบ้านก็ได้เนื้อเพลงนี้เลย" ละครเทิดพระเกียรติเรื่อง ฝายน้ำใจ ผลิตโดยบริษัท แคนดิดส์ อินทีเรีย จำกัด โดยผู้จัด คุณเกตุ-เทพจุฬา เจียรนัย หยิบยกเรื่อง ฝายชะลอน้ำ และหลักการทรงงาน 9 คำสอนของพ่อหลวง มาถ่ายทอดเป็นละคร จากปลายปากกาของ เพ็ญจันทร์ วงศ์สมเพ็ชร บทโทรทัศน์และกำกับการแสดงโดย เพ็ญจันทร์ วงศ์สมเพ็ชร โดยมีกำหนดออกอากาศทุกคืนวันเสาร์ เวลา 23.00 น. ทางช่อง 5 เริ่มเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2559 เสนอเป็นตอนแรก. มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

เสก โลโซ, เจมส์ เรืองศักดิ์ ฯลฯ ร่วมถ่ายทำเอ็มวี เดิมพันที่ยิ่งใหญ่ ถวายความอาลัย
ก้อง ห้วยไร่ /  พีธ พีระ / 

มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ร่วมกับ กองทัพบก นำทัพโดย ผู้พันต๊อด พันเอกวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และ อ.ณัฏฐ์ เดชะปัญญา พร้อมเหล่าศิลปินกว่า 50 ชีวิต ร่วมถ่ายทำมิวสิกวีดิโอเพลง เดิมพันที่ยิ่งใหญ่ (๗๐ ล้านดวงใจ ขอถวายให้ ๑ องค์ราชัน) เพื่อถวายสักการะแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และถวายความอาลัยพ่อแห่งแผ่นดิน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ แม้จะถ่ายทำกันกลางแจ้ง ณ สนามฟุตบอล มรภ.บ้านสมเด็จ ท่ามกลางอากาศที่ค่อนข้างร้อน แต่เหล่าศิลปิน ดารานักแสดง จากหลากหลายสังกัด อาทิ ศิลปินแห่งชาติ อาต้อย เศรษฐา ศิระฉายา, เสกสรร ศุขพิมาย (เสก โลโซ), เจมส์ เรืองศักดิ์, สมรักษ์ คำสิงห์, แตงโม นิดา พัชรวีระพงษ์, บิลลี่ โอแกน, อาร์ต พศุตม์ บานแย้ม, พีธ พีระ, ก้อง ห้วยไร่, ส้ม มารี, ดีเจ.โจ๊ก EFM ฯลฯ ก็ต่างมาร่วมขับร้องและถ่ายมิวสิควีดิโอเพลง เดิมพันที่ยิ่งใหญ่ ด้วยหัวใจที่ภักดี ร่วมด้วยคณาจารย์ นักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จฯ ซึ่งต่างทุ่มเทเพื่อการถ่ายทำครั้งนี้อย่างเต็มที่ เศรษฐา ศิระฉายา ศิลปินแห่งชาติ เผยความรู้สึกว่า "ความรู้สึกของพวกเราในวันนี้เราก็รู้สึกตื้นตันนะครับ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมอย่างหาที่สุดมิได้นะครับ อยากจะบอกว่าตอนนี้พวกเราที่เป็นศิลปิน เราอยู่ใต้ร่มพระบารมีของบรมอัครศิลปิน ฉะนั้นบทเพลง คำร้อง ดนตรีที่ออกไปมีความสำคัญมากต่อประวัติศาสตร์ในต่อๆ ไป เพราะว่าบทเพลงต่างๆ เหล่านี้เราได้แสดงถึงพระราชกรณียกิจที่พระองค์ได้สร้างไว้เกือบจะครบทุกอย่าง ซึ่งไม่ครบหรอกนะครับ เพราะท่านสร้างไว้เยอะเหลือเกิน ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะเป็นประวัติศาสตร์ให้รุ่นลูก รุ่นหลานได้เก็บไว้เป็นบทเรียนว่าพระองค์ท่านได้ทำอะไรให้กับประเทศไทย ให้กับพสกนิกรของท่านบ้างครับ" ด้านร็อกเกอร์ชื่อดัง เสก โลโซ กล่าวถึงการมาร่วมร้องเพลงในครั้งนี้ว่า "ผมเองก็ขอชื่นชมทางมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา กองทัพบก และพี่น้องศิลปินที่มาร่วมกันในวันนี้ทุกท่าน เพลงนี้เป็นเพลงที่สวยงามมาก ทั้งด้านเนื้อหาและดนตรีนะครับ ส่วนตัวผมเองนั้นมีความรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มาร่วมร้องเพลงนี้และมาถ่ายมิวสิควีดิโอวันนี้ ก็ขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนนะครับ อยากให้กระจายข่าวออกไปว่าเรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถเรื่องของดนตรีมากนะครับ โดยส่วนตัวผมแล้วเป็นนักดนตรีและมีความภาคภูมิใจมากที่ได้อยู่ในใต้ร่มพระบารมีพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถด้านดนตรีมากครับ" บทเพลง เดิมพันที่ยิ่งใหญ่ (๗๐ ล้านดวงใจ ขอถวายให้ ๑ องค์ราชัน) ประพันธ์เนื้อร้อง-ทำนอง โดย อาจารย์ณัฏฐ์ เดชะปัญญา และทีมงาน ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโปรเจคแนวคิดจัดทำบทเพลงและมิวสิควีดิโอเพลงนี้ และได้ท่าน ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดี มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ให้การสนับสนุน โดยมิวสิควีดิโอเพลง เดิมพันที่ยิ่งใหญ่ ฉบับสมบูรณ์จะออกอากาศราวปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

สนทนาภาษาคนทำหนังกับ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

นับตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก 'มันมากับความมืด' ในปี พ.ศ. 2514 กว่า 45 ปีในวงการหนังของ ท่านมุ้ย - หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่นำศาสตร์และศิลป์ของภาพยนตร์มาสร้างมาตรฐานและความแปลกใหม่ให้กับวงการหนังไทยมาอย่างยาวนานผ่านผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนวเกือบสามสิบเรื่อง และในวาระครบรอบวันเกิด 74 ปีของท่าน เราจึงขอนำส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "…’ความรัก’ ของท่านมุ้ย" โดย สุภาพ หริมฯ จากคอลัมน์ Discuss ในนิตยสาร BIOSCOPE (ฉบับที่ 15) เมื่อ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2546 ณ ช่วงเวลาที่ท่านมุ้ยกำลังรีเมกผลงานหนังคลาสสิคของตนเมื่อ พ.ศ. 2517 อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’  กับมุมมองของท่านที่มีต่อวงการหนัง ทั้งโอกาสของคนทำหนังรุ่นใหม่ ไปจนถึงคำถามชวนปวดหัวที่ว่า "หนังอาร์ต คืออะไร?"!!                 สิ่งที่ทุกคนในวงการรู้เสมอเวลาอยู่ใกล้ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ก็คือ ท่านมักมีเรื่องความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ได้ฟัง บางครั้งความรู้นั้นมาพร้อมการสาธิตอย่างเอาจริงเอาจัง และเครื่องไม้เครื่องมือซึ่งมักไม่พ้นต้องเกี่ยวกับหนังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง                 เช่นเดียวกันโดยบังเอิญเมื่อช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่อง ‘ช้าง’ ที่ แมเรี่ยน  ซี คูเปอร์ ยกกองมาถ่ายทำในบ้านเราโดยได้การอำนวยความสะดวกอย่างดีจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ (เสด็จปู่ของท่านมุ้ย) ท่านมุ้ยก็นำผมไปยลโฉมกล้องที่ใช้ในการถ่ายหนังเรื่องนั้นทันที พร้อมสาธิตกระบวนการการทำงานของกล้องโบราณตัวนั้นอย่างละเอียด ซึ่งท่านยืนยันว่า “นี่เหลืออยู่แค่ไม่กี่ตัวแล้วในโลกนี้ แต่ยังใช้ได้ดีเลยนะ”                 แม้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง แต่กล้องโบราณตัวนั้นดูไปก็คล้ายทำหน้าที่เหมือนหลักหมุดของเวลาซึ่งทำให้เรารู้ว่าหนังเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ไม่ไกลนักจากคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชที่กำลังใช้ตัดต่อหนังเรื่อง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ (พ.ศ. 2546) อยู่                 ฉากอุบัติเหตุที่อาศัยเทคนิคการลำดับภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ทำให้ผมอดนึกถึง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับดั้งเดิม (พ.ศ. 2517) ที่เคยกระตุ้นเร้าผมอย่างรุนแรงก่อนจะลงเอยด้วยความรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้... BIOSCOPE : ผมจำได้ว่าตอนดู ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับเดิม มีฉากอุบัติเหตุซึ่งใช้วิธีตัดสลับที่ดูแปลกมากสำหรับหนังไทยยุคนั้น มาในฉบับนี้ ท่านยังต้องการให้หนังมีความรู้สึกแปลกใหม่กับคนดูอีกหรือเปล่า ก็ต้องการแบบเดิมนะ แต่เวลามันผ่านมา 30 ปีแล้ว วิธีการคงไม่แปลกแล้วล่ะ ผมว่าความแปลกที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่ามันต้องดูผิดปรกติหรือทันสมัย เพราะไอ้ความทันสมัยหรือความใหม่มันเป็นสิ่งที่เราพูดจำกัดความได้ลำบาก BIOSCOPE : สำหรับคนที่เคยดูงานของท่านมาตั้งยุคก่อนๆ อาจจะคาดหวังว่า ท่านมุ้ยต้องมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นอยู่ตลอด ปัญหาคือว่าอะไรล่ะคือสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพูดถึง เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เรียกว่าใหม่ได้ คุณจะไม่รู้หรอกว่าอะไรคือความใหม่ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือเก่า เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะอะไรก็มีคนทำมาหมดแล้วทั้งนั้นละ อย่างวิธีการตัดแบบ jump cut นี่ (ฌ็อง-ลุค) โกดาร์ดก็ทำมาตั้งแต่ยุค 1960 โน่น หรือแม้แต่ผมเองก็เคยใช้ตั้งแต่ ‘เทพธิดาโรงแรม’ (พ.ศ. 2517) ไปตั้งเยอะแล้วซึ่งผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นก็แทบจะเรียกว่าไม่มีอะไรใหม่ๆ หรอก ก็มีแต่เอาของที่เคยทำกันไปแล้วมารีไซเคิลเท่านั้นเอง BIOSCOPE : หมายถึงเอามันมามองใหม่ ใช่ มุมมองใหม่ อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ก็ต้องมองมุมใหม่เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป เช่นในของเดิม เชื้อ กับ รส เขียนจดหมายถึงกันซึ่งนั่นก็ค่อนข้างโบราณแล้ว สมัยใหม่ก็ต้องโทรศัพท์หรือไม่ก็อีเมลโดยที่ยังรักษาอรรถรสของการเขียนจดหมายไว้อยู่ ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรอกที่ต้องทันสมัย แต่บางอย่างเช่นการนั่งรถสามล้อนี่ก็คงไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าแทน เป็นต้น สัมคมตอนนี้มันไม่ใช่ยุคที่ สุวรรณี สุคนธา แต่งเรื่องนี้ออกมาแล้ว BIOSCOPE : แล้วท่านคิดว่า วิธีการที่เอากลับมาใช้ต่างๆ นี่จะได้ผลในการสร้างความรู้สึกกับคนดูไหม อย่างน้อยมันก็ได้ผลกับผมแหละ ถ้าไม่ได้ผลคงไม่ทำ แต่ปัญหาคือมันจะได้ผลกับคนอื่นหรือเปล่านี่คงต่างๆ กันออกไป เพราะผมแก่กว่าคนอื่นเขาเยอะมาก เรา 60 กว่า แก่กว่าคนดูทั่วไป 3-4 เท่า ความคิดของคนดูก็คงต่างกัน BIOSCOPE : ถ้าพูดถึงคนที่เคยทำหนังไทยมาพร้อมๆ กับท่าน หลายคนวางมือไปแล้ว แต่ท่านยังทำหนังต่อ ก็มันเป็นอาชีพผมไปแล้วนี่ (หัวเราะ) เราทำหนังเป็นอาชีพก็ต้องทำหนังไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะหยุด คงทำหนังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรงน่ะแหละ จริงๆ แล้วฝรั่งมันก็มีคนทำหนังรุ่นผมดังๆ กันตั้งหลายคน อย่าง ริดรีย์ สก็อตต์แก่กว่าผมอีก แต่อยู่ดีๆ ก็ทำหนังอย่าง Gladiator (2000) หรือ Black Hawk Down (2001) ออกมาได้ คือมันไม่ใช่หรอกที่วันหนึ่งจะออกจากวงการไปแค่เพราะทำหนังมานานแล้วนะ ทำไมไม่ออกจากวงการไปสักที มันก็ไม่ใช่ ใช่มั้ย (หัวเราะ) คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าวงการมาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาทำแล้วมีชื่อเสียงก็ต้องออกจาวงการไป เขาก็ต้องทำของเขาไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องกลายเป็นคนรุ่นเก่า อย่าง มานพ อุดมเดช เนี่ย ในสายตาผมเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ยุคหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นคนทำหนังรุ่นเก่าที่ไม่มีใครยอมรับ แต่ผมเห็นว่าเขาเป็นคนมีฝีมือก็เลยชวนมาทำ ‘คืนบาป...พรหมพิราม’ มันเป็นเรื่องของฝีมือ ไม่ใช่ว่า เฮ้ย...คนรุ่นใหม่เกิดมาแล้ว คนรุ่นเก่าก็ต้องออกจากวงการไป ไม่ใช่อย่างนั้น มีคนพูดให้ได้ยินบ่อยๆ นะ ว่าทำไมคนรุ่นเก่าไม่ออกไปจากวงการไป คนรุ่นใหม่จะได้เกิดบ้าง จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะคนรุ่นเก่าอยู่คนรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาได้ ไม่มีใครว่ากันอยู่แล้ว หรือคนใหม่ๆ ถามว่าทำไมไม่มีใครให้โอกาสเขา ก็ต้องถามกลับว่า นี่คุณ อยู่ๆ เอาเงินผมไปทำหนัง 20 ล้านเนี่ย หนังจะได้เงินหรือเปล่า แล้วคุณตอบว่า “ไม่ทราบครับ มันต้องเสี่ยง” อ้าว...แล้วใครจะเชื่อลงล่ะ เงิน 20 ล้านมันเยอะนะ เท่าบ้านหลังหนึ่ง รถเบนซ์อีก 2 คันน่ะ หนังไม่ได้เงินมันก็ละลายหายไปกับสายน้ำ ฉะนั้นจะมาพูดง่ายๆ ไม่ได้ว่าให้โอกาสผมบ้างสิ เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงตุดหนึ่งคุณต้องสู้ เหมือนกับพวกเราสู้กันมาสมัยก่อน กว่าผมจะขึ้นมาเป็นท่านมุ้ยได้ต้องใช้เวลา 20 ปีนะ ผมว่าปัญหาใหญ่คือ คนรุ่นใหม่ที่จะมาทำหนังเนี่ย รู้หรือเปล่าว่ามันยากแค่ไหนที่จะเข้ามาในวงการ ยากแค่ไหนที่คุณจะเอาเงิน 20 ล้านบาท เวลามีคำถามว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้กับคนใหม่ๆ บ้าง ผมอยากจะบอกว่า เมืองไทยเปิดโอกาสมากกว่าเมืองนอกมากๆ เลย มีคนทำหนังเยอะแยะที่ผมไม่อยากเอ่ยชื่อที่อยู่ๆ ก็ได้ทำหนังเลย แค่บอกนายทุนว่าผมทำหนังเป็นแล้ว ก็ได้ทำ แล้วพอหนังฉิบหาย 3-4 เรื่องจนนายทุนล้มละลาย หมดตัวเป็นพันๆ ล้าน แล้วใครจะรับผิดชอบ พวกนายทุนเลยต้องเคี่ยวพอที่จะรู้ว่าคนไหนทำหนังเป็นคนไหนทำไม่เป็น เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการมาลองฝีมือ ไอ้นั่นต้องทำตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาหรือทำหนังสั้นแล้ว BIOSCOPE : ความยากของการทำหนังในยุค 2510 กว่าๆ กับ 2540 กว่าๆ ต่างกันตรงไหน เหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่สมัยนั้นมันถูกกว่า สมัยนี้แพงมากๆ เรื่องหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า 10-20 ล้าน ถึงบอกไงว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ยากเข้ามาจริงๆ คุณต้องแสดงผลงานออกมา ถ้าคุณคิดว่าเขียนบทได้ดีก็ต้องทำออกมาให้เห็น อย่าง ยุทธเลิศ (สิปปภาค) เขียนบทได้ดีตั้งแต่ตอนทำ ‘O-Negative รักออกแบบไม่ได้’ (1998) แล้ว แต่เขาไม่เชื่อใจเพราะยังเป็นคนใหม่เลยยังไม่ให้ทำ จนมาทำ ‘มือปืน โลก/พระ/จัน’ (2001) ถึงได้เกิด การเขียนบทนีมันเป็นงานที่ไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย ฟรี กระดาษปึกหนึ่งกับปากกาก็เขียนบทได้แล้ว หรือไม่ก็ไปขอเงินพ่แม่สัก 2-3 แสนมาลองทำหนังสั้นสัก 3 ฉาก ไปเช่าอุปกรณ์มา รวบรวมพรรคพวกมา แล้วก็ถ่ายทำออกมาเพื่อไปฉายให้นายทุนดูว่า เนี่ยละหนังผม แบบนี้ก้ได้ ยกตัวอย่าง ‘องค์บาก’ (2003) เนี่ย ถ้าไปบอกนายทุนว่าจะทำหนังมวยไทย นายทุนคงบอกทันทีว่า “ไม่เอา” ปรัชญา (ปิ่นแก้ว) เลยใช้วิธีถ่ายฉากบู๊ให้ดูหนึ่งซีน เอาไปฉายให้เห็นเลยว่า นี่ จา (พนม ยีรัมย์) มันเล่นได้แบบนี้ แต่คุณจะใช้วิธีแค่พูดว่าผมทำหนังเป็น มันไม่ได้ แค่ความมั่นใจหรือแค่บอกว่าผมดูหนังมาเยอะ มันไม่ได้มีความหมายอะไร BIOSCOPE : อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นคนทำหนังครับ ...ต้องแหกคอก? จะแหกไปไหนล่ะ ...สิ่งสำคัญคือต้องดูหนังเยอะก่อน ดูหนังเยอะพอหรือยังถึงที่จะคิดเรื่องแหกคอก ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ‘คอก’ น่ะมันอยู่แค่ไหน ถึงจะแหกได้ ถ้าไม่รู้จะแหกมันทำไม BIOSCOPE : ท่านชอบคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ คนไหนบ้าง ชอบทุกคนนะ เป็นเอก (รัตนเรือง) ก็ดี ยุทธเลิศก็โอเค เรียว (กิติกร เลียวศิริกุล) ก็ใช้ได้ จุดร่วมของคนพวกนี้คือ เขาพยายามทำสิ่งใหม่ๆ ใส่เข้าไปในหนัง เป็นคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเคยไปงานฟิล์มเฟสติวัลและมีโอกาสได้สัมผัสกับหนังอาร์ตต่างประเทศเยอะ และไฟยังแรง ยังไม่หมดเนื้อหมดตัว ก็ยังมีความกล้าที่จะทำ BIOSCOPE : ถ้าหมดตัว ความกล้าจะน้อยลง ถ้าหนังเจ๊งบ่อยๆ นานๆ เข้า ไฟก็หมดลงทุกทีๆ หรือไม่ก็หายไปเลย เพราะหนังมันขึ้นอยู่กับกำไรและขาดทุนนะ ขาดทุนมากๆ ก็จะไม่มีใครให้ทำ เราจะเอาแต่ดูเด็กๆ กลุ่มเดียวมันก็เป็นไปไม่ได้ BIOSCOPE : กลุ่มคนดูหนังของท่านเปลี่ยนหน้ามาเรื่อยๆ ท่านมองว่าความต้องการของคนดูแต่ละยุคมันเปลี่ยนไปหรือเปล่า เหมือนเดิม ...100% เลยคือความบันเทิง หนังดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกสนุกด้วย การดูสนุกด้วยและให้ข้อคิดด้วยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราเลยได้เห็นว่าในบรรดาหนังที่ดีที่สุดในโลก เกือบทั้งหมดคือหนังที่ดูแล้วสนุก ดูแล้วรื่นรมย์ใจ หนังที่ดูแล้วไม่สนุกก็ย่อมจะไม่สามารถสื่อสารกับคนดูได้เพราะคนดูไม่รู้สึกสนุกกับมัน แต่ความสนุกแปลว่ามันสื่อสารกับคนดูได้ในทางใดทางหนึ่ง BIOSCOPE : แล้วถ้าหนังที่ดูไม่รู้เรื่อง แต่เรียกว่าหนังอาร์ตล่ะ ไม่จริงหรอก อาร์ตคืออะไร BIOSCOPE : นั่นสิครับ ท่านว่าอาร์ตคืออะไร อาร์ตที่ดีต้องประกอบไปด้วย 4 อย่างคือ หนึ่ง-ต้องมี content คือเนื้อหา สอง-ต้องมี craft ต่อให้ content ดีแต่ทำออกมาห่วย ถ่ายไม่เป็น ถ่ายไม่ติด เบลอ หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ใช้ไม่ได้ สาม-ต้องมีการถ่วงน้ำหนัก หนัก-เบา ไม่เลอะๆ เทอะๆ และอันสุดท้ายคือ ต้อมมีสไตล์เป็นของตัวเองแบบที่ดูปั๊บแล้วรู้เลยว่านี่มันคืองานของเขา อันนี้ปิกัสโซ่ อันนี้โมเนต์ อันนี้หนังบัณฑิต (ฤทธิ์ถกล) หนังเปี๊ยก โปสเตอร์ หนังท่านมุ้ย หนังหง่าว-ยุทธนา (มุกดาสนิท) ฯลฯ ซึ่งกว่าจะได้สไตล์มาคุณต้องผ่านการลอกเลียนแบบสไตล์คนอื่นเขามานักต่อนักแล้ว ยกตัวอย่าง แดนนี่ บอยล์ ก็มีสไตล์ขอวมันนะ แต่พอลองฉีกตัวเอมาทำ The Beach (2000) ก็เจ๊ง ขณะที่หนังก่อนหน้านั้นอย่าง Shallow Grave (1994) หรือ Trainspotting (1996) ก็มีสไตล์ของตัวเองชัด ...ผมเพิ่งนั่งกินข้าวกับ เดวิด พุตต์นั่ม เมื่อเช้านี้ เขาเล่าให้ฟังว่า วันที่เขารู้ตัวว่าต้องเลิกทำหนังก็คือวันที่ได้ดู Trainspotting เพราะเขารู้เลยว่าไม่มีทางมำหนังแบบนี้ได้ นี่คือสไตล์ที่ไม่มีวันทำได้ เขาก็เลยเลิกทำหนัง BIOSCOPE : ความรู้สึกแบบนั้นเคยเกิดขึ้นกับท่านหรือเปล่า ตอนนี้ยังนะ วันหนึ่งข้างหน้าไม่แน่ แต่วันนี้เรายังรู้สึกว่ายังมีเรื่องอยู่ในหัวที่อยากทำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

รีวิว Miss Peregrines’s Home for Peculiar Children : ช่วงเวลาอันอบอุ่นของมิสเพริกริน
Miss Peregrine's Home for Peculiar Children /  Tim Burton / 

รีวิว Miss Peregrines’s Home for Peculiar Children : ช่วงเวลาอันอบอุ่นของมิสเพริกริน ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของผู้กำกับสุดอาร์ต ทิม เบอร์ตัน (Tim Burton) ที่จะทำให้จินตนาการจากนวนิยายขายดีอย่าง Miss Peregrines’s Home for Peculiar Children บ้านเพริกริน เด็กสุดมหัศจรรย์ ได้โลดแล่นอยู่บนแผ่นฟิล์ม ด้วยความที่ผมไม่เคยอ่านหรือทำความรู้จักกับนวนิยายเรื่องนี้มาก่อน แต่เชื่อว่า ทิม เบอร์ตัน ไม่น่าจะทำให้แฟน ๆ ภาพยนตร์ต้องผิดหวัง นั่งรถม้าเปิดประตูเข้าสู่บ้านมิสเพริกรินกัน ผลงานจากจินตนาการของผู้กำกับ ทิม เบอร์ตัน สร้างอิงจากนวนิยายขายดีสู่ภาพยนตร์ที่จะไม่มีวันลืมเลือน เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อคุณปู่ได้ทิ้งปริศนาไว้ให้เจคซึ่งกินเวลาผ่านมาต่างโลกและต่างยุคสมัย เขาได้พบกับสถานที่สุดอัศจรรย์ที่มีชื่อว่า Miss Peregrine’s Home for Peculiar Children บ้านเพริกริน เด็กสุดมหัศจรรย์ แต่ความลึกลับและความน่ากลัวยิ่งทวีคูณขึ้นเมื่อเขาได้รู้จักกับผู้อาศัยและได้รับรู้ถึงพลังพิเศษของพวกเขา รวมถึงศัตรูที่กำลังคุกคามเด็กมหัศจรรย์อยู่ ภาพยนตร์เดินเรื่องไปข้างหน้าไม่ช้าและไม่เร็วจนเกินไป แน่นอนว่าเป็นเหมือนภาพยนตร์แฟนตาซีหลาย ๆ เรื่องที่ผู้ชมจะได้ทำความรู้จักกับตัวเอกของเรื่องอย่าง เจค รับบทโดย เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) ซึ่งการทำความรู้จักกับตัวเอกนั้นบางเรื่องอาจจะน่าตื่นเต้นเร้าใจ แต่อาจจะไม่เป็นแบบนั้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ กระทั่งเจคได้เข้าบ้านมิสเพริกริน ภาพยนตร์จึงเริ่มน่าสนใจและมีสีสันมากขึ้น ตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะมีอยู่เยอะพอสมควร อย่างน้อย ๆ เด็กมหัศจรรย์ก็มีราว ๆ เกือบสิบคน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาในการชมภาพยนตร์แต่อย่างใด ตัวละครแต่ละตัวจะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และมีพลังพิเศษที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และเหนือสิ่งอื่นใด ตัวละครที่ดูน่าสนใจมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นสาวในชุดดำอย่าง มิสเพริกริน รับบทโดย เอวา กรีน (Eva Green) ที่แสดงออกถึงบุคลิกที่สะท้อนให้เห็นถึงลายเส้นเฉพาะตัวของผู้กับ ทิม เบอร์ตัน ออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด ฉากที่พีคที่สุดสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้คงจะเป็นฉากการต่อสู้กับเหล่าตัวร้ายทั้งหลายออกตามล่าเหล่าเด็กมหัศจรรย์ ด้วยความที่เป็นภาพยนตร์เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี การต่อสู้จึงอาจจะไม่ได้มันระห่ำอย่างที่หลายคนคาดหวัง แต่เด็กทุกคนก็ได้ใช้ความสามารถของตัวเองในการต่อสู้อย่างสุดกำลังเช่นกัน และฉากที่น่าจดจำที่สุดสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือฉากรีเซ็ตเวลาที่นอกจากจะได้รู้สึกถึงความเฉพาะตัวของผู้กำกับแล้ว ยังเป็นฉากที่มิสเพริกรินได้ทำหน้าที่ในการดูแลและปกป้องเหล่าเด็ก ๆ ของเธอที่ทำเป็นกิจวัตรประจำวันอีกด้วย สิ่งหนึ่งที่เห็นเด่นชัดจากภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือการที่เด็กแต่ละคนนั้นถูกมองว่าประหลาด แต่ความประหลาดที่แต่ละคนมีสามารถเติมเต็มและดูแลคนอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี บางครั้งสิ่งที่เรามีติดตัวดูเหมือนจะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ดูแล้วอาจไม่มีค่าอะไร แต่เชื่อเถอะว่าวันหนึ่งสิ่งที่ดูเหมือนจะไร้ค่านี้แหละจะช่วยเหลือตัวเราและคนอื่น ๆ ให้อยู่รอดปลอดภัย จงเชื่อมั่นและภูมิใจในสิ่งที่เรามี และใช้สิ่งนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้สมค่ากับที่เราได้รับมันมา

ละครกับดักเสน่หา , เรื่องย่อกับดักเสน่หา
ละคร กับดักเสน่หา /  ช่อง ONE 31

ละคร กับดักเสน่หา บทโทรทัศน์: พิมพ์มาดา พัฒนอลงกรณ์, เชษฐ์ สงวนนาม, พิมสิรินทร์ พงษ์วานิชสุข, วีรพล บุญเลิศ, กำกับการแสดง : ถกลเกียรติ วีรวรรณ , ธนวัจน์ ปัญญรินทร์ อำนวยการผลิต : ถกลเกียรติ วีรวรรณ, นิพนธ์ ผิวเณร แนวละคร : โมเดิรน์ดราม่า ออกอากาศ: ช่องวัน 31เรื่องย่อละคร กับดักเสน่หา ดนตร์ (ป้อง ณวัฒน์) ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอนาคตไกล ที่ใครๆ ต่างมองว่าเขามีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เพราะดนตร์มี ลิตา(อ้อม พิยดา) ภรรยาที่แสนดี และ ฟ้าใส (ยูเค-ด.ญ. ณัฐธยาน์) ลูกสาววัย 8 ขวบที่กำลังน่ารัก แต่ไม่มีใครรู้ว่าดนตร์แอบเครียดเรื่องงาน รวมถึงเรื่องที่ ดวงใจ (กาญจนา จินดาวัฒน์) ผู้เป็นแม่กับลูกสะใภ้อย่างลิตาที่ไม่ลงรอยกัน บ่อยครั้งที่ดนตร์กับลิตาต้องทะเลาะกันเพราะแม่ วันหนึ่งดนตร์ได้รู้จักกับ มายด์(ใบเฟิร์น อัญชสา) โปรดิวเซอร์สาวคนเก่งของโปรดักชั่นเฮาส์ ที่มารับทำโฆษณาสินค้าของบริษัทดนตร์ ดนตร์รู้สึกว่ามายด์เป็นผู้หญิงที่น่าค้นหา อดีตหนุ่มเพลย์บอยผู้ถอดเขี้ยวเล็บอย่างเขาเหมือนถูกท้าทาย และนั่นคือที่มาของบททดสอบชีวิตคู่ของดนตร์และลิตา... ละคร กับดักเสน่หา ในวันที่ดนตร์ทะเลาะกับลิตาอย่างหนักที่หัวหินบวกกับมีงานด่วนเข้ามา เขาจึงตัดสินใจกลับกรุงเทพ เพื่อเคลียร์ปัญหาเรื่องงาน มายด์รู้ข่าวจึงชวนดนตร์ไปทานข้าวที่คอนโด ดนตร์ตัดสินใจไปเพราะลึกๆ แล้วเขาอยากทำความรู้จักกับมายด์มากขึ้น ในที่สุดคืนนั้นดนตร์ก็เผลอใจมีสัมพันธ์กับมายด์ นั้นคือครั้งแรกที่ดนตร์นอกใจลิตา จนเขารู้สึกผิดมาก แต่มายด์กลับบอกดนตร์ว่า เธอรู้กติกาดีขอเพียงดนตร์ไม่ทิ้งเธอไปก็พอ ดนตร์รู้สึกใจชื้นขึ้นบ้าง แต่แล้วเหตุการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะมายด์เริ่มไม่พอใจ และเรียกร้องมากขึ้นเกินกว่าที่เขาจะให้ได้ ดนตร์ตัดสินใจบอกเลิกมายด์ เธออาละวาดทำร้ายตัวเอง จนดนตร์ต้องรีบพาไปโรงพยาบาล ร้อนถึงเพื่อนสนิทอย่าง มี่ (ดีเจอาร์ต-มารุต) และ แบงค์ (พ้อยท์-ชลวิทย์) ที่ต้องยื่นมือเข้าช่วย และที่โรงพยาบาลทำให้ดนตร์ได้รู้จักกับ หมออิน (ฟิลม์-ธนภัทร) ที่รู้จักมายด์ดี เขาเตือนดนตร์ว่าถ้าไม่อยากเดือดร้อนก็เลิกยุ่งกับมายด์ซะ! ละคร กับดักเสน่หา ดนตร์ตัดสินใจบอกเลิกกับมายด์อีกครั้ง ในครั้งนี้มายด์เข้าใจและยอมออกจากชีวิตอย่างที่ดนตร์ขอ ดนตร์โล่งใจที่ปัญหาทุกอย่างกำลังจบลง เขากลับมาให้เวลาครอบครัวคืนดีกับลิตาและทุ่มเทกับงาน แต่สิ่งที่ดนตร์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น มายด์มาปรากฏตัวในบ้านของเขา ในฐานะเพื่อนใหม่ของลิตา! มายด์ทำเป็นไม่รู้จักดนตร์มาก่อน และทำทุกวิถีทางเพื่อตีสนิทกับลิตา เธอตั้งใจปั่นหัวดนตร์ ส่วนดนตร์ก็ทำทุกทางเพื่อให้มายด์ออกไปจากชีวิตครอบครัวเขาเช่นกัน แต่ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างดนตร์เท่าไหร่ เมื่อลิตาตรวจร่างกายพบว่าตนเองติดเชื้อ HPV โรคร้ายที่ติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ ลิตาเสียใจมาก ทำให้ดนตร์ยิ่งรู้สึกผิดและตัดสินใจสารภาพทุกอย่างกับลิตา ลิตาเจ็บช้ำจนหัวใจแทบสลาย ละคร กับดักเสน่หา ในขณะที่ ดาว (กิ๊ก มยุริญ) กับ ฝน (ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช) โกรธแค้นมายด์มาก ด่าประจานมายด์กลางห้าง จนมีคนถ่ายคลิปไปลงโซเชียลว่ามายด์ชอบแย่งผัวชาวบ้าน ทำให้มายด์อับอายและเครียดจัด ความรักที่มีจึงกลายเป็นความแค้น มายด์วางแผนแอบไปหาฟ้าใสที่โรงเรียน และฟ้าใสก็หายตัวไป ทำให้ดนตร์รู้ทันทีว่าต้องเป็นฝีมือของมายด์แน่นอน สุดท้ายดนตร์จะพาตัวเองและครอบครัวให้หลุดออกจากวังวนของ กับดัก ครั้งนี้..ได้หรือไม่? ตามชมได้ในซีรีส์ เสน่หาDiary ตอน กับดักเสน่หา เร็วๆ นี้ เวลา 20.30 น. ทางช่องวัน 31 รายชื่อนักแสดง กับดักเสน่หา ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ รับบท ดนตร์พิยดา อัครเศรณี รับบท ลิตาอัญชสา มงคลสมัย รับบท มายด์ธนภัทร กาวิละ รับบท หมออินกาญจนา จินดาวัฒน์ รับบท ดวงใจมยุริญ ผ่องผุดพันธ์ รับบท ดาวปวีณ์นุช แพ่งนคร รับบท ฝนมารุต ชื่นชมบูรณ์ รับบท มี่ชลวิทย์ มีทองคำ รับบท แบงค์ด.ญ. ณัฐธยาน์ องศ์ศรีตระกูล รับบท ฟ้าใสด.ช. กิตต์ธนศักดิ์ ทรัพย์รวงทอง รับบท แม็คเกรียงไกร อุณหะนันทน์ รับบท อาหมอสุรศักดิ์ ชัยอรรถ รับบท นัท ละคร กับดักเสน่หา ละคร กับดักเสน่หา ละคร กับดักเสน่หา ละคร กับดักเสน่หา ละคร กับดักเสน่หา

ช็อควงการ!! นักแสดงอาวุโส โฉมฉาย ฉัตรวิไล ประกาศเตรียมอำลาวงการ!!
แม่แอ๊ด โฉมฉาย อำลาวงการ /  โฉมฉาย ฉัตรวิไล / 

  เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก!! สำหรับวงการบันเทิงไทยที่จู่ๆ บุคลากรดีๆ มีคุณภาพและมากความสามารถระดับปรมาจารย์อย่าง แม่แอ๊ด โฉมฉาย ฉัตรวิไล ในวัย 66 ปี ประกาศเตรียมอำลาวงการเลิกเล่นละครแล้ว!! ซึ่งหลังจากที่ซิทคอมเรื่อง บ้านนี้มีรัก ที่สร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้ชมมายาวนาน 11 ปี ต้องปิดฉากลงในเดือนตุลาคมนี้ ด้าน แม่แอ๊ด โฉมฉาย ซึ่งปัจจุบันนับว่าเป็นนักแสดงอาวุโสคิวทองมากๆ ล่าสุดมีผลงานละครเรื่อง นางอาย ทางช่อง 3 และมีงานถ่ายทำละครสัปดาห์ละ 5-6 วัน แต่ด้วยเหตุช่วงหลังจำบทไม่แม่นเหมือนเดิม จึงเกิดความกังวลและกลับมาคิดทบทวนว่าจะเลิกเล่นละคร โดย แม่แอ๊ด โฉมฉาย ให้เหตุผลว่า ตนไม่เคยคิดรู้สึกเสียดายเงินเลย แต่เมื่อเราทำงานแล้วเราให้เขาไม่ได้เต็มร้อย เราละอาย!!   ทั้งนี้ อาร์ต พนิตนาฏ ลูกสาวคนเก่งของ แม่แอ๊ด โฉมฉาย ได้เผยเรื่องราวที่ แม่แอ๊ด เตรียมตัวเลิกเล่นละครในอินสตาแกรมส่วนตัวโดยระบุข้อความเอาไว้ว่า   “คุณโฉมฉาย@chomchaichatvilai เผย เตรียมเลิกเล่นละคร! #Headline #ข่าวบันเทิง #บันเทิง#พนิต ขอ #โปรยเอง #เมื่อแม่จะเลิกเล่นละคร #ละคร #ละครคือชีวิต #ชีวิตคือละคร#ยิ้ม #สุขกันเถอะเรา #คุณโฉมฉาย#โฉมฉาย "โฉมฉาย ฉัตรวิไล" นักแสดงอาวุโส เตรียมวางมือจากงานละคร เปิดโอกาสตัวเองทำอย่างอื่น เพราะหากทำงานไม่ได้เต็มที่ก็ไม่อยากทำให้ทีมงานผิดหวัง"พูดง่ายๆมันแก่แล้ว เราก็ต้องยอมรับสภาพ เราจะไปดื้อดึงว่าฉันยังได้อยู่ไม่ได้ แม่ไม่เสียดายเงินเลย เมื่อเราทำงานแล้วเราให้เขาไม่ได้เต็มร้อย เราละอาย และยิ่งเขารู้จักเรามากเท่าไหร่ ความนับถือความชื่นชมที่เขามีกับเรา แล้วเราทำให้เขาผิดหวัง เราจะบอกเขาหมดเลยนะ ว่าเราไม่ได้ เราจำบทไม่ได้ แล้วเราจะปฏิเสธเขา.ณ เวลานี้อยากเล่นให้น้อยลง อยากทำกิจกรรมอื่น ไปสัมมนา เรื่องนั้นเรื่องนี้ มันเป็นมุมใหม่ที่อาจจะเปลี่ยนวิถีชีวิต ในยามที่เราอายุขนาดนี้ ให้เราให้สังคมบ้าง ไปทำประโยชน์ให้กับคนนี้คนนั้น ได้พบเพื่อนใหม่บ้าง" Cr. ไทยบันเทิง @thaipbs ชมวิดีโอข่าวย้อนหลัง https://www.facebook.com/ArtandCultureThaiPBS/videos/1324431704233716/”   ซึ่งด้านผู้จัดละครและนักแสดง อาทิ ปิ่น ณัฏฐนันท์ หรือ ปิ๋น ทีวีซีน, จ๋า ยศสินี, ดี้ ชนานา, กัปตัน ภูธเนศ พร้อมด้วยแฟนคลับรุ่นลูกรุ่นหลานได้เข้ามาคอมเม้นท์แสดงความเสียดาย และเป็นกำลังใจอยากให้ แม่แอ๊ด ยังคงเล่นละครต่อไป!! ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก IG artspanitnart, chomchaichatvilai, FB ไทยบันเทิง ThaiPBS โฉมฉาย ฉัตรวิไล ละครนางอาย แม่แอ๊ด โฉมฉาย เกรท วรินทร ละครนางอาย แม่แอ๊ด โฉมฉาย มิว นิษฐา ละครเพชรกลางไฟ แม่แอ๊ด โฉมฉาย ซิทคอมบ้านนี้มีรัก แม่แอ๊ด โฉมฉาย ซิทคอมบ้านนี้มีรัก แม่แอ๊ด โฉมฉาย กับผู้จัดฯ แม่แอ๊ด โฉมฉาย ละครซ่อนรักกามเทพ แม่แอ๊ด โฉมฉาย แม่แอ๊ด โฉมฉาย จ๋า ยศสินี แม่แอ๊ด งานแต่ง กัปต้น-เอ้ก

โคตรเวียร์ด! พบ 13 ลุคสุดเหวอของ
Cate Blanchett /  Manifesto / 

ใครยังตราตรึงกับบทบาทการแสดงของ เคท บลานเชตต์ ใน Carol (2015) คราวนี้เธอกลับมาอีกครั้งพร้อมบทบาทที่เวียร์ดขั้นสุดใน Manifesto ภาพยนตร์ภายใต้การกำกับของจูเลียน โรเซอเฟล ผู้กำกับชาวเยอรมันที่โดดเด่นเรื่องงานวิช่วลมาโดยตลอด โปรเจ็คท์นี้ของผู้กำกับชาวเยอรมันเคยทดลองแสดงในรูปแบบมัลติ-สกรีนวิช่วลไปแล้วในงาน Australian Centre for the Moving Image เมื่อเดือนมีนาคม 2015 โดยมีนักแสดงสาวเจ้าของรางวัลออสการ์อย่างบลานเชตต์รับบทบาทเป็นศิลปินที่แตกต่างกันออกไปถึง 13 บุคลิกด้วยกัน และพร้อมฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลซันแดนซ์ด้วยความยาว 90 นาที ทั้งนี้ ใจความสำคัญของ Manifesto คือ "ประวัติศาสตร์ศิลปะนั้นสามารถประยุกต์เข้ากับสังคมร่วมสมัยได้หรือไม่ นี่นับเป็นการแสดงความเคารพต่องานศิลปะในศตวรรษที่ 20 ที่ดุเดือดเร่าร้อนที่สุด นับแต่ฟิวเจอริสม์และดาด้าอิสม์ มาสู่ป๊อปอาร์ตถึงจิม จาร์มูช" โดยใจความทั้งหมดนี้ ถูกนำเสนอผ่านการแสดงอันทรงพลังของบลานเชตต์ ติดตามผลงานชิ้นนี้ได้ในเทศกาลซันแดนซ์ที่มาถึงในเดือนมกราคมนี้

ละครเชลยศึก , เรื่องย่อเชลยศึก
ละครเชลยศึก /  ละครเชลยศึก ช่อง8

เชลยศึกบทประพันธ์อัครพล อัครเศรณี บทโทรทัศน์ สิริวัฒน์69,แสงแรกออกอากาศ ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 9.00 และ 20.20 น. ทางช่อง 8 กดเลข 27 เรื่องย่อ ละครเชลยศึก กล้า (มังกร) ทาสในเรือนของขุนฟ้าลั่น ผู้มีพรสวรรค์ในศิลปะการต่อสู้ หลังจากที่ได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่และครูมวย บวกกับความเฉลียวฉลาดและไหวพริบจึงทำให้กล้ากลายเป็นนักมวยที่ค่ายมวยต่างๆในยุคนั้น และรู้จักกันในนามนายขนมต้ม ซึ่งชื่อนายขนมต้มชื่อนี้ได้มาจาก เฟื้องฟ้า (ฝ้าย) ลูกสาวคนเล็กของขุนฟ้าลั่น ซึ่งเป็นคนที่กล้ารักและบูชา หลังจากกรุงศรีอยุธยาโดนพม่าตีแตกครั้งที่สอง กล้าได้รวบรวมสมัครพรรคพวกเพื่อหาทางกอบกู้บ้านเมือง โดยกล้าได้รู้จักกับ นิล(อาร์ต) และโหน(ต๊อบ) จนกลายเป็นพี่น้องต่างสายเลือดที่พร้อมจะตายแทนกันได้ มะขาม(ฟ้า)ลูกสาวของนายบ่อนเจ้าของบ่อนต้องบ้านแตกและเสียพ่อไป เกิดความประทับใจ และทำให้มะขามรู้สึกหลงรักกล้า กลุ่มของกล้าเริ่มเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น ละครเชลยศึก เมื่อได้ ครูเที่ยง(เดี่ยว)ผู้ซึ่งเป็นทหารเอกและองครักษ์คู่บารมีของ เจ้าฟ้าอุทุมพร เข้ามาร่วมด้วยยิ่งทำให้กลุ่มของกล้าเข้มแข็งขึ้น ด้วยวิธีการรบแบบกองโจร ทำให้พวกเค้าสามารถช่วยให้คนไทยรอดพ้นจากการเป็นเชลยศึกของพวกพม่าได้เป็นจำนวนไม่น้อย มังจาเล(ปูไข่)ที่มีโทษถึงประหารชีวิตถูกลดโทษโดยพระเจ้ามังระให้กลายเป็นคนธรรมดา และยังถูกส่งตัวไปในบ่อนมวยใหญ่ของพวกพม่า นายขนมต้มหรือไอ้กล้าก็เป็นหนึ่งในนักมวยที่ถูกจับมาขังอยู่ที่ค่ายมวยนรกแห่งนี้ กล้าความจำเสื่อมจากการถูกจับ กลายเป็นสิ่งบันเทิงของชาวพม่าที่ได้พบเห็น มะเมียะ(โบว์ลิ่ง)น้องสาวของมังจาเลที่กล้าเคยช่วยเหลือไว้ คอยดูแลกล้าเท่าที่สามารถจะทำได้ มะขามออกตามหากล้าจนพบและรู้ว่ากล้าความจำเสื่อม มะขามคิดหาทางช่วยออกจากที่คุมขังมะขามได้รู้จักกับมะเมี๊ยะ ทั้งสองสาวช่วยกันเพื่อให้กล้าฟื้นจากความทรงจำจากเฟื้องฟ้าที่ตอนนี้เป็นคนรักของมังจาเร มะเมี๊ยกับมะขามช่วยกันหาทางพากล้าออกจากคุกไปช่วย แต่ไม่รอด เพราะทกยอ(เอ)มาพอดี ทกยอตกใจที่เจอมะเมี๊ย สั่งทหารคุมตัวมะเมี๊ยกับมะขาม และพาตัวกล้ากลับเข้าคุก ละครเชลยศึก กล้าความจำฟื้นแล้วและต้องสู้กับมังจาเร กล้าแกล้งแพ้มังจาเรอย่างราบคาบ มังจาเรเจ็บใจมาก ออกไปด้วยความแค้น กล้ารีบบอกมังจาเรเรื่องเฟื่องฟ้าตายแล้ว ทกยอกลัว รู้ว่ามังจาเรไม่ปล่อยเขาแน่ อะละแมเสนอให้อองซอ(บอส)ไปฆ่ามังจาเร ในการประลองในลานประตูผี มะเมี๊ยกับมะขามกบุกบ้านอองซอ ค้นหาตัวเมี๊ยด อองซอกับมังจาเร ต่างคนต่างน่วม อองซอพลาด โดนมังจาเรเล่นงานอย่างหนัก มังจาเรเสียเปรียบ กล้าทนไม่ไหว ลุยเข้าไปในสนาม ช่วยเหลือมังจาเร และฆ่าอองซอ(ด้วยมีดของอองซอ)ตายคาสนาม มังจาเรแค้นทกยอมาก คว้ามีดที่ปักท้องอองซอ เขวี้ยงขึ้นไปปักที่หัวใจทกยอ ตายคาอัฒจรรย์ อะละแมช็อค หนีออกจากสนาม พระเจ้ามังระรู้ความจริงทุกอย่างจากเมี๊ยดจึงรับสั่งให้ปล่อยตัวมังจาเร มังจาเรทำศพเฟื่องฟ้าอย่างโศกเศร้า อาละแม(หมิง)กลัวความผิดจนเป็นบ้าเสียสติ พระเจ้ามังระยื่นข้อเสนอให้กล้าลุยเดี่ยวกับทหารอังวะ 10 นายแล้วจะปล่อยตัวเชลยทุกคนกลับอโยธยา สุดท้ายพระเจ้ามังระทำตามที่ตกลงยอมปล่อยตัวกล้าและเชลยทั้งหมดกลับสู่ อโยธยาอย่างสมศักดิ์ศรี รายชื่อนักแสดงนำในละคร เชลยศึก ปภาวิน หงษ์ขจร รับบท กล้าษริกา สารทศิลป์ศุภา รับบท ช่อมะขามเวฬุรีย์ ดิษยบุตร รับบท เฟื่องฟ้าปริศนา กัมพูสิริ รับบท มะเมี๊ยะภัครมัย โปตระนันท์ รับบท มะลิพงศ์สิรี บรรลือวงศ์ รับบท มังจาเรพุทธิพงษ์ คล้ำจีนภาณุวงศ์ รับบท อองซออรินทร์มาศ บุญครองทรัพย์ รับบท อาละแมชัยวัฒน์ ทองแสง รับบท โหนพศิน เรืองวุฒิ รับบท ทกยออัศนี สุวรรณ รับบท นิล ชูพงษ์ ช่างปรุง รับบท ครูเที่ยง ละครเชลยศึก ละครเชลยศึก ละครเชลยศึก ละครเชลยศึก ละครเชลยศึก ละครเชลยศึก

อาร์ต พศุตม์ อาสารับ-ส่ง ประชาชนเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ
อาร์ต พศุตม์ /  ในหลวงรัชกาลที่9 / 

    นักแสดงหนุ่ม อาร์ต พศุตม์ อาสาขี่มอเตอร์ไซค์บริการ รับ-ส่ง ประชาชนที่เดินทางมา ถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเผยว่าถ้าว่างจะมาทุกวัน นอกจากนี้เจ้าตัวยังได้ร่วมกับเพื่อนๆ และชาวโซเชียลทำเสื้อสีดำบริจาคคนยากไร้ ปลื้มได้เล่นละครเทิดพระเกียรติ และได้เกิดมาในรัชกาลที่ 9 รายละเอียดมีดังนี้    “จริงๆ ผมเป็นคนชอบขี่มอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว และพอดีมีพรรคพวกเยอะ บวกกับวันแรกเห็นมีคนฉวยโอกาสกับประชาชน ผมกับเพื่อนก็เลยชวนกันมาที่นี่ดีกว่าเพราะอยากจะมาช่วยประชาชนที่อยากมาแต่ไม่มีเงิน ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยหมดเพราะปกติเราเป็นกลุ่มที่ชอบไปทำบุญกันอยู่แล้วจึงพากันมา”    “ผมมาบุกเบิกก่อนวันแรกมีประมาณ 6-7 คัน และพอดีวันนี้รวมตัวกันได้ก็คาดว่าน่าจะมีมาเพิ่มอีกประมาณ 10 คันครับ เพราะผมเคยมาเมื่อสองวันที่แล้ว จริงๆ เมื่อวานตั้งใจจะมาด้วยแต่ติดงาน ถ้าวันไหนว่างจากการทำงานตั้งใจว่าจะมาทุกวัน มารออยู่ตรงนี้แหละครับ”    “บรรยากาศวันนี้ เศร้าครับ แต่ก็ยังดีใจที่เห็นคนไทยรักและสามัคคีกัน ตอนนี้น้ำใจคนไทยดีมาก กับข้าวข้างในก็เหลือเฟือ และตัวผมเองก็กำลังจะทำเสื้อแจกอยู่ แต่ไม่ได้แจกในงานนะครับ จะตระเวนแจกตามหัวลำโพง หมอชิต รวมถึงแจกให้กับคนที่เขาไม่มีที่อยู่ครับ ซึ่งตอนนี้ก็ทำไว้ได้ประมาณหนึ่งพันตัวแล้ว ราคาประมาณตัวละ 80 บาท คาดว่าน่าจะได้เริ่มแจกวันจันทร์หน้า”    “ความตั้งใจเราอยากจะช่วยคนที่ไร้ที่อยู่ ไม่มีเสื้อเปลี่ยน ใช่ครับ เราทำด้วยใจไม่มีใครได้เงินเลยสักบาท แต่สาเหตุที่ผมเปิดรับบริจาคก็เพราะมีคนส่งข้อความมาว่าอยากมีส่วนร่วมในการทำความดีครั้งนี้ด้วย ผมเลยโพสต์ลงเมื่อเช้าเรื่องการรับบริจาคทำเสื้อ ตอนนี้ยอดโดยรวมจากการบริจาคน่าจะทำเสื้อได้ประมาณสองพันตัวแล้วครับ”    “การรับ-ส่ง เท่าที่ผมเห็นวันนี้มีหลายกลุ่มมากเลยนะครับ ถือว่าเป็นการแบ่งๆ กระจายกันไป เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้มาคนเดียว จะมากันเป็นคู่เป็นกลุ่ม เวลารถออกทีก็ออกหลายคัน อีกอย่างมันเป็นการระวังมิจฉาชีพด้วย เพราะถ้าเราออกกันเป็นคู่ก็จะมีคนช่วยระวัง”    “ความประทับใจต่อพ่อหลวง ผมได้มีโอกาสเล่นละครเทิดพระเกียรติเกี่ยวกับดนตรีของพระองค์ท่านในเรื่องลูกไม้ของพ่อครับ ซึ่งผมจำได้ว่ามีทั้งหมด 5 ตอน และเขาแคสบทพระเอกไปแล้ว 4 ตอน ผมภาวนาอยู่ในใจว่าอยากเล่นมากๆ สุดท้ายปรากฎว่าผมมีโอกาสได้เล่นเรื่องที่ 5 ตอนหัวใจใกล้รุ่ง จริงๆ ผมดีใจมากครับเพราะอย่างที่บอกอยากเล่นเรื่องนี้มาก และอีกอย่างบ้านผมอยู่ที่มหาชัย ที่นั่นจะมีเหตุการณ์น้ำขึ้นน้ำลงตลอด ซึ่งก็ได้พระองค์ท่านนี่แหละที่มาช่วยสร้างเขื่อนแก้มลิงไว้”    “ความรู้สึก ขนลุกครับ เพราะละครทั้ง 5 ตอน เป็นพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านทั้งหมด ท่านเป็นอัจฉริยภาพจริงๆ ท่านสามารถทำได้ทุกอย่างดีและเก่งทุกเรื่อง นำคำสอนของพระองค์ท่านมาใช้กับชีวิตประจำวัน ผมก็ใช้ชีวิตพอเพียงครับ อย่างวันนี้ที่คนเห็นและอาจสงสัยว่าทำไมดาราถึงออกมาขี่รถส่งฟรี ซึ่งผมมองว่ามันไม่เป็นไร คนอื่นก็ขี่กัน”    “ความรู้สึกที่มีต่อพ่อหลวง ดีใจครับที่ได้เกิดมาในรัชกาลที่ 9 ดีใจที่ได้เห็นกับตาในบารมีของท่าน ตอนนี้ท่านไปสวรรค์แล้ว ผมเชื่อว่าท่านคงอยากเห็นคนไทยทุกคนรักกันเหมือนเดิม เหมือนตอนที่ท่านยังอยู่ และตัวผมก็อยากให้ทุกคนเลิกมีอคติ แบ่งฝ่ายแบ่งสี ไม่ต้องแบ่งอะไรเลย อยากให้ทุกคนกลับมารักกันเหมือนเดิมดีกว่าครับ” อาร์ต กล่าว อาร์ต พศุตม์   อาร์ต พศุตม์   อาร์ต พศุตม์   อาร์ต พศุตม์   อาร์ต พศุตม์