ห้ามดื่มเหล้า

ปรากฏการณ์ใหม่! ‎บอดี้สแลม ประกาศจัดคอนเสิร์ตแบบออร์เคสตร้า
Bodyslam /  ตูน บอดี้สแลม / 

   ทำเอาแฟนเพลงใจหายใจคว่ำ เมื่อสมาชิกของวงบอดี้สแลม โพสต์ข้อความในทำนองเดียวกัน ที่ชวนให้สงสัยว่า กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น!!  บ้างก็ว่า วงจะแตก บ้างก็ว่า นักร้องนำ อย่าง ตูน จะขอแฟนสาวแต่งงาน แต่ยังไงก็ตาม แฟนๆขอภาวนาอย่าให้เป็นข่าวร้าย ล่าสุด บอดี้สแลมก็ได้ออกมาแถลงข่าว เฉลยแล้วว่า สิ่งที่พวกเขาโพสต์แบบมีความนัย คือการหยอดล้อแฟนเพลงแบบขำๆ พร้อมกันนี้พวกเขากำลังจะมีคอนเสิร์ตครั้งยิ่ง ที่น่าตื่นเต้นรออยู่    กับคอนเสิร์ต CHANG MUSIC CONNECTION PRESENTS THE GRANDSLAM LIVE BODYSLAM‬ WITH THE ORCHESTRA คอนเสิร์ตที่จะรวมเอา วงออร์เคสตรากว่า 50 ชีวิต มาบรรเลงเพลงยอดฮิตประจำวงตั้งแต่อัลบั้มแรก ในรูปแบบที่ไม่เคยมีใครได้ยินได้ฟัง ทุกคนจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่แบบครบรส ครบเครื่อง ทั้งร็อก และออร์เคสตรา จาก Siam Sinfonietta (สยามซินโฟนิเอตต้า) พร้อมด้วยวาทยกรระดับโลก ทฤษฎี ณ พัทลุง และมิวสิกไดเร็กเตอร์คู่ใจ พูนศักดิ์ จตุระบุล หรือ อ๊อฟ Big Ass และที่ขาดไม่ได้คือทุกคน เพราะ #ไม่มีทุกคนไม่มีบอดี้สแลม แฟนเพลง บอดี้สแลม ห้ามพลาด! CHANG MUSIC CONNECTION PRESENTS THE GRANDSLAM LIVE BODYSLAM‬ WITH THE ORCHESTRA จัด ณ เมืองไทย GMM LIVE HOUSE @ CENTRAL WORLD รอบยืน วันที่ 2 และ 9 ตุลาคม บัตรราคา 1,200 บาท และรอบนั่ง วันที่ 1 และ 8 ตุลาคม บัตรราคา 1,200 / 1,500 / 2,000 / 2,500 และ VIP 3,500 บาท เปิดจำหน่ายบัตรวันแรก 29 กรกฎาคม ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.facebook.com/bodyslamband มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ฮ่องกงชวนท่องหมู่บ้าน Smurfs
หมู่บ้าน smurfs /  ฮ่องกง / 

ฮ่องกงชวนท่องหมู่บ้าน Smurfs เพลิดเพลินกับโลกตัวการ์ตูนสีฟ้าสุดน่ารัก ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 21 สิงหาคม! เหล่าคนรักสเมิร์ฟเตรียมเฮ! พร้อมแพ็คกระเป๋ามาตะลุยทริปแสนสนุกที่ฮ่องกงไปด้วยกัน เพราะช่วงกรกฎาคม-สิงหาคมนี้ ห้างสรรพสินค้าฮาร์เบอร์ซิตี้ เตรียมเนรมิตลานหน้าอาคารโอเชียนเทอร์มินัล (Ocean Terminal Forecourt) ให้กลายเป็นหมู่บ้านขนาดมหึมา “We’re All Smurfs!” ของเจ้าตัวการ์ตูนสีฟ้าตัวน้อยขวัญใจคนทั่วโลก พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวและแฟนคลับสเมิร์ฟทุกเพศทุกวัย นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้พบกับเจ้าสเมิร์ฟไซส์ยักษ์สูงกว่า 4 เมตร ลอยทักทายต้อนรับทุกคนอยู่กลางอากาศ พร้อมด้วยฉากจำลองเรื่องราว 8 ฉากสุดคลาสสิคในการ์ตูนสเมิร์ฟที่รอให้ทุกคนแวะถ่ายรูปได้อย่างเพลิดเพลินกันที่ซุ้มประตูทางเข้า เมื่อเดินเข้ามาภายในหมู่บ้าน We’re All Smurfs ก็จะเจอกับบรรดาเอลฟ์สีฟ้าตัวจิ๋วแสนน่ารักที่สูงแค่เพียง 1 เมตร กว่า 35 ตัว อาศัยอยู่ในบ้านเห็ดสูงกว่า 6 เมตร ซึ่งภายในบ้านเห็ดยักษ์หลังนี้ เราจะได้เรียนรู้เวทมนตร์คาถาวิเศษจากปาป้าสเมิร์ฟ และร่วมเล่นเกมส์สนุก ๆ แบบอินเทอร์แอคทีฟกับสเมิร์ฟเฟ็ท เลซี่ สเมิร์ฟ คลัมซี่ เสมิร์ฟ และเสมิร์ฟตัวอื่น ๆ ในหมู่บ้านเสมิร์ฟที่ทุกคนชื่นชอบและคุ้นเคย แล้วอย่าลืมแวะไปที่ the Smurfs House of Stories ในอาคาร Gallery ของห้างฮาร์เบอร์ซิตี้ เพื่อรู้จักประวัติความเป็นมาของการ์ตูนชื่อดังและนักประพันธ์อัจฉริยะชาวเบลเยี่ยม Peyo ผู้สร้างสรรค์โลกแห่งเสมิร์ฟที่สร้างความประทับใจให้กับผู้คนทั่วโลกมานานกว่า 58 ปี พร้อมเนรมิตสตูดิโอของเขาขึ้นใหม่เพื่อจัดแสดงผลงานอันทรงคุณค่ากว่า 36 ชิ้นของเขาให้คนทั่วโลกได้ชื่นชมกันเป็นครั้งแรก และยังมีสารคดีและวิดีโอที่จะมาเผยเรื่องราวชีวิตอันน่าอัศจรรย์และพรสวรรค์ของนักประพันธ์ท่านนี้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีงานนิทรรศการ The Smurfs Creative Model Exhibition จัดโดยศิลปินเจ้าของผลงานศิลปะขนาดจิ๋วที่มีชื่อเสียง 2 ท่าน และโซนโรงเรียนแสนสนุก The Smurfs Summer School ที่เด็ก ๆ จะได้เพลิดเพลินไปกับการเรียนรู้เรื่องการทำไร่ทำสวน วาดรูป หรือแม้กระทั่งโชว์เวทมนตร์สุดตื่นเต้น ซึ่งเมื่อเรียนจบก็จะได้รับเข็มรับรองและเข้าร่วมพิธีจบการศึกษาเพื่อกลายเป็นสมาชิกของชุมชนเสมิร์ฟตัวน้อยด้วย! แฟนคลับตัวยงของเจ้าตัวการ์ตูนสีฟ้าห้ามพลาดชิมของว่างและขนมธีมการ์ตูนสเมิร์ฟสุดน่ารัก และอย่าลืมแวะเข้าไปจับจองและเลือกซื้อหุ่นตัวการ์ตูนสเมิร์ฟรุ่น Hong Kong Special Edition และของพรีเมี่ยมสุดพิเศษอีกมากมายไว้ในคอลเล็กชันส่วนตัวที่ร้าน the Smurf Pop-up Store พร้อมปิดท้ายด้วยอีเว้นท์เก๋ ๆ อย่าง The Smurfs Asian Art Tour ที่เปิดตัวครั้งแรกในฮ่องกง จัดแสดงงานศิลปะขนาดจิ๋วจำลองโลกอันแสนวิเศษของเหล่าสเมิร์ฟมาให้ทุกคนได้สัมผัสร่วมกัน!

ยอดฮิต! 10 ร้านบิงซู น้ำแข็งไสสไตล์เกาหลี
10 อันดับ /  น้ำแข็งไสสไตล์เกาหลี / 

ถ้าถามว่าเมนูของหวานอันไหนเหมาะกับอากาศร้อนๆ บ้านเรามากที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นน้ำแข็งไสแน่นอน ตอนนี้ Bingsu - บิงซู น้ำแข็งไสสไตล์เกาหลีกำลังมาแรงสุดๆ ทีเด็ดก็คงเป็นน้ำแข็งไสที่นุ๊มนุ่มละลายในปาก ผสมกับนมข้นและผลไม้หวานเย็นชื่นใจ แถมเซลฟี่ยั่วน้ำลายเพื่อนได้ดีอีกด้วย วันนี้ Food.Mthai ก็เลยขอจัด ยอดฮิต! 10 ร้านบิงซู น้ำแข็งไสสไตล์เกาหลี ให้เพื่อนๆ ได้ลองแวะไปชิมความอร่อยกันถึงที่เลย ยอดฮิต! 10 ร้านบิงซู น้ำแข็งไสสไตล์เกาหลี Bingsu / Bing Soo (บิงซู) นั้นถือเป็นเมนูของหวานยอดนิยมของวัยรุ่นเกาหลี กินดับกระหายในช่วงหน้าร้อน แต่ถ้าในบ้านเราก็คงเป็นเมนูที่กินได้ทั้งปี >,< 1.Seobinggo (서빙고 / ซอบิงโก) อันยอง~ Korean Dessert Cafe สไตล์เกาหลีของจริง รับประกันความอร่อยก็ตรงที่ต้องรอคิวนานเนี่ยแหละ บิงซูของที่นี่รสชาติเข้มข้น เน้นเครื่องเยอะ ทำให้เราลิ้มรสชาติความอร่อยได้อย่างเต็มที่เหมือนไปกินที่เกาหลีเลย และเมนูของหวานขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือ injeolmi (อินจอลมิ) บิงซูโรยด้วยผงถั่วเหลือง ต๊อกอินจอล อัลมอนด์ และ Mango Cheese Bingsu บิงซูมะม่วงชีส ให้ทั้งความสดชื่นของน้ำแข็งไส บวกกับชีสเข้มข้นและมะม่วงรสหวานฉ่ำ นอกจากนี้ก็ยังมีเมนูของหวานให้เลือกกันอีกมากมาย เช่น Toast, เค้ก, เครื่องดื่ม soft drink, smooties เป็นต้น ที่ตั้ง : สยามสแควร์ ซอย 9 ชั้น2 ตรงข้ามกับ Siam Square One, เดอะมอลล์บางกะปิ โซน Dining Square ชั้น4 , สาขาจามจุรีสแควร์ ชั้น 2 ติดกับร้านไดโซะ, สาขาเมเจอร์ซีนีเพล็กส์ รังสิต ชั้น 1 ติดตามได้ที่ : Facebook Seo Bing Go ------------------------------------------------ 2.Hollys Coffee ร้านกาแฟสัญชาติเกาหลี ที่ไม่ได้มีของอร่อยแค่กาแฟเพียงอย่างเดียว มีเมนูบิงซูออริจินัลที่ขึ้นชื่อเหมือนกัน คือ injeolmi (อินจอลมิ) บิงซูโรยผงถั่วใส่อัลมอนด์กับโมจิ แถมร้าน Hollys Coffee , Yoghurt Berry Bingsoo ยังเป็นสปอนเซอร์ของซีรีส์เกาหลีเรื่อง "Rooftop Prince" ด้วย คุ้นๆ ไหมค่ะ นอกจากนี้ทางร้านยังมีสโลแกนน่ารักๆ ว่า "Fresh Coffee, Romantic Space" ฟังแล้วอบอุ่น อยากมีโอปป้ามานั่งกินบิงซูด้วยกันเลย ที่ตั้ง : มี 3 สาขา Siam Square One ชั้น 4 ตรงข้าม Yayoi , สุขุมวิท ซอย 15, อาคารสยามกิตติ์ ติดตามได้ที่ : Facebook Hollys Coffee Thailand  ------------------------------------------------ 3.Snowfall House อีกหนึ่งร้านน้ำแข็งไสเนื้อนุ่ม มีเมนูของหวานขึ้นชื่ออย่าง Bean Powder Bingsoo รสชาติเข้มข้น เครื่องแน่น แถมทีเด็ดยังมีมุมหิมะตกให้นั่งกันด้วย เหมือนไปนั่งกินอยู่ที่ประเทศเกาหลียังไงยังงั้น ^^ ที่ตั้ง : Siam Square One ชั้น 4 ติดตามได้ที่ : Facebook Snowfall House ------------------------------------------------ 4.The Wickedsnow Thailand เป็นร้านน้ำแข็งไสชื่อดังสัญชาติเกาหลี ที่มาเปิดตัวสาขาแรกในประเทศไทย แถมความอร่อยนั้นก็ไม้แพ้ที่ใด มาตราฐานเดียวเหมือนที่เกาหลีเลย น้ำแข็งไสของที่นี่มีให้เลือกหลายรสชาติ บวกกับเครื่องโรยหน้าและท็อปปิ้งที่จัดเต็ม รับรองว่ามาร้านนี้ไม่ผิดหวังแน่นอน! ที่ตั้ง : โครงการ I'm Park ซอยจุฬาฯ 22 ติดตามได้ที่ : Facebook The Wickedsnow Thailand ------------------------------------------------ 5. Softbee  ร้านนี้ตั้งอยู่ในห้าง Central พระราม 9 (ชั้น 3) นอกจากเมนูของหวานอย่าง บิงซูมะม่วงราดไอศกรีมโยเกิร์ตแล้ว เมนูเด็ดที่เป็น Signatue ของที่นี่ยังมี Gelato Choco ขนมปังนุ่มกรอบทานพร้อมกับไอศกรีมช็อคโกแลตเหนียวนุ่ม และ Honey Soft Ice Cream ไอศกรีมรสนมราดด้วยน้ำผึ่งและพิเศษตรงที่มีรังผึ้งชิ้นพอคำให้ได้ลิ้มรสความหวานที่มาจากธรรมชาติจริงๆ ด้วย ที่ตั้ง : Central พระราม 9 ชั้น 3 ติดตามได้ที่ : Facebook Softbee thailand ------------------------------------------------ 6. Brown Sugar  ข้ามมาอีกฝั่ง ออกนอกเมืองมานิดนึง ร้านของหวานชวนน้ำลายไหลที่สายหวานอย่างเราพลาดไม่ได้อีกร้าน Brown Sugar ร้านนี้มีเมนูของหวานให้เลือกอร่อยกันหลากหลาย แต่ที่อยากแนะนำก็คือ บิงซูชาเขียว รสชาติเข้มข้นมากๆ แล้วก็มี เครปมะม่วง หรือเครปสตอเบอร์รี่ เนื้อแป้งกรอบอร่อย ยิ่งทานคู่กับมะม่วงและครีม เขากันได้ดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีเมนูใหม่ เช่น Nutella Lover!! เครปช็อคโกแลต ราดซอสนูเทียล่า สอดไส้ไอศครีมโฮมเมด และผลไม้สดกันแบบเต็มๆ ราดด้วยเบอรี่ซอส เปรี้ยวๆหวานๆ ชื่นใจ และเมนูใหม่เอาใจคนรัก Marshmallow ที่ตั้ง : สนามบินน้ำ มาร์เก็ต หัวมุม ถ.เลี่ยงเมือง ติดตามได้ที่ : Facebook Brown Sugar สนามบินน้ำ ------------------------------------------------ 7.Schoolfood Thailand นอกจากร้านนี้จะมี บิงซูเมล่อนเสิร์ฟบนลูกเมลอนลูกโตๆ ที่ขึ้นชื่อแล้ว ก็ยังมีเมนูอาหารให้เพื่อนๆ ได้เลือกทานกันหลายเมนู ได้ลิ้มรสทั้งของคาว และตบด้วยของหวานเย็นชื่นใจ มาร้านเดียวจบเลย! แต่ที่พิเศษก็คือร้านนี้จะเสิร์ฟบิงซูเมลอนเพียง 10 ที่ต่อวันเท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องคงความสดของเมลอนที่มาส่งต่อวันเพื่อให้ลูกค้าได้ลิ้มรสความสดชื่นและความหวานเนื้อฉ่ำจริงๆ ที่ตั้ง : Siam Center ชั้น 4, สาขา Mercury Ville ชั้น 3 (สามารถมาจากทางเชื่อมรถไฟฟ้าสถานีชิดลม) ติดตามได้ที่ : Facebook Schoolfood Thailand ------------------------------------------------ 8.Ok Bing Sul  โอ๊ค บิง ซอล ร้านน้ำแข็งไสเกล็ดหิมะแฟรนไชน์นำเข้ามาจากประเทศเกาหลีใต้  ตั้งอยู่ ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ประตู 1 (งามวงศ์วาน) โครงการ Home Village เป็นสาขาแรกที่มาเปิดในไทย เปิดมาได้ไม่กี่เดือน ลูกค้าก็ติดลมบนไปซะแล้ว ทำเลหน้ามหาลัยแบบนี้ ก็โดนใจน้องๆ นักศึกษาไปเต็มๆ อ่านข้อมูลร้านเพิ่มเติม http://food.mthai.com/food-recommend/100353.html ที่ตั้ง : โครงการ Home Village (ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์), The Paseo Town, Central World ชั้น 7 โซน Beacon ติดตามได้ที่ : www.facebook.com/okbingsulthailand  ------------------------------------------------ 9.Elmar Offwhite ร้านนี้ตกแต่งน่ารักมากๆ สไตล์ร้านเป็นโทนสีขาวดูสะอาดตา ผสมด้วยลายไม้สื่อถึงความเป็นธรรมชาติแบบเกาหลี ตั้งอยู่ในซอยเอกมัยไม่ใกล้ไม่ไกลนี่เอง โดยเจ้าของร้านเป็นขาวเกาหลีใต้ซะด้วย ส่วนเมนูของหวานของที่นี่เป็นสไตล์โฮมเมด บิงซูจัดเต็มด้วยผลไม้และท็อปปิ้ง แถมยังจัดรูปแบบจานได้น่ารัก ถ่ายรูปลงโซเชียลสวยๆ อวดเพื่อนได้เลย หลายสิ่งบ่งบอกได้เลยว่าร้านนี้ใส่ใจในวิธีการทำจริงๆค่ะ ที่ตั้ง : ถนนสุขุมวิท63 (เอกมัย) ร้านอยู่ฝั่งตรงข้ามปั๊มน้ำมันเอสโซ่ และ park lane ติดตามได้ที่ : facebook Elmar offwhite ------------------------------------------------ 10.Sulbing Korean Dessert Cafe ปิดท้ายด้วยร้านน้ำแข็งใสสไตล์เกาหลีที่ร้านนี้เลย Sulbing Korean Dessert Cafe เป็นร้านที่เพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่นาน ตั้งอยู่ใน สยามสแควร์ซอย 11 รองรับลูกค้าได้จุใจ ส่วนทีเด็ดของร้านนี้ก็คงจะเป็นเมนู "Real Tong Tong Melon Bingsu " บิงซูเมลอน ที่มาพร้อมเมลอนชิ้นโต ตักกินพร้อมกับไอศกรีมวนิลาบอกกับนมชุ่มฉ่ำ รู้สึกได้ถึงความสดชื่นและกลิ่นหอมๆ ของเมลอน ทุกครั้งที่ทานกันเลยทีเดียว ที่ตั้ง :  สยามสแควร์ซอย 11 ติดตามได้ที่ :  sulbing.co.th, facebook Sulbing Thailand ------------------------------------------------

ของฟรี 20 อย่างที่พบได้ในเมืองต่างๆ ของยุโรป
ของฟรีในยุโรป /  ที่เที่ยวยุโรป / 

พูดถึง "ของฟรี" เมื่อไหร่ เป็นต้องหูผึ่ง ตาโต ไปซะทุกที .. การเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศนั้น ใครว่าไม่มีของฟรี มีอยู่ทั่วไปแต่เราไม่สังเกตุหรือรู้รายละเอียดมากนัก ^^ วันนี้เราเลยนำ ของฟรี 20 อย่างที่พบได้ในเมืองต่างๆ ของยุโรป มาฝากกัน สิ่งนี้อาจจะทำให้เพื่อนๆ เตรียมพร้อม เก็บรายละเอียดต่างๆ การได้เที่ยวได้ดีมากขึ้น ตามไปดูกันเลยดีกว่า ของฟรี 20 อย่างที่พบได้ในเมืองต่างๆ ของยุโรป 1. จักรยานฟรีๆ เมืองโคเปนเฮเกน (Copenhagen) ประเทศเดนมาร์ก เก็บเงินไว้รับประทานอาหารในร้านหรูๆ ดีไหม! คุณจะไปนั่งในร้านชั้นนำระดับโลกอย่างโนมา (Noma) เลยก็ยังได้ ถ้าหากคุณเที่ยวชมเมืองด้วยบริการจักรยานฟรีตามโครงการจักรยานให้เช่าของเมืองโคเปนเฮเกนเขาน่ะ 2. ช็อกโกแลตฟรีๆ เมืองซูริค (Zurich) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ช็อกโกแลตฟรี! คงจะมีแค่เบียร์ฟรีเท่านั้นล่ะมั้งที่พอจะสูสีกัน? คนรักช็อกโกแลตมีหรือที่จะต้านทานไม่ลองชิมทรัฟเฟิลสักชิ้นสองชิ้นที่โรงงานช็อกโกแลตลินด์แอนด์สปรุงลี (Lindt & Sprungli) ที่ซูริคได้ หรือถ้าจะเข้าชมพิพิธภันฑ์ช็อกโกแลตที่นั่นก็ฟรีเช่นกัน 3. แกะรอยรหัสลับดาวินซีฟรีๆ กรุงปารีส (Paris) ประเทศฝรั่งเศส เยี่ยมชมลูฟว์ (Louvre) แกลเลอรี่งานศิลปะที่ใหญ่ที่สุดของโลกแบบไม่เสียค่าเข้าในวันอาทิตย์แรกของเดือน (และวันที่ 14 กรกฎาคม หรือฟรีตลอดถ้าอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือ 18-25 ปี ก็ยังฟรีถ้าถือสัญชาติประเทศสมาชิกเขตเศรษฐกิจยุโรป หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเป็นครูอาจารย์ด้านศิลปะ) แต่ถ้าจำเป็นต้องเข้าไปพินิจพิจารณาโมนาลิซา หรือไปทำอะไรเกี่ยวกับแดน บราวน์จริงๆ ค่าเข้าชมปกติก็จะอยู่ที่ 15 ยูโร 4. ละครตลกฟรีๆ เมืองเอดินบะระ (Edinburgh) สก๊อตแลนด์ สหราชอาณาจักร ถ้าหากว่าคุณวางแผนที่จะดูโชว์สักสามสี่โชว์ในหนึ่งวัน คงจะเสียค่าเข้าชมงานเทศกาลเอดินบะระ (Edinburgh Festival) ในเดือนสิงหาคมแพงน่าดู แต่ก็สามารถประหยัดงบลงได้ด้วยการไปชมโชว์ที่งานเทศกาลละครตลกฟรี (Free Comedy Festival) แทนได้อยู่นะ ตามชื่อของงานเลย คือ ชมฟรี แต่ถึงอย่างนั้นคุณก็ควรที่จะจ่ายเงินสักเล็กน้อยลงในกล่องรับบริจาคตอนท้ายบ้าง มุกตลกดูจะขำมากขึ้นด้วยเมื่อคุณจ่ายเงินทั้งหมดที่มีไปกับค่าเบียร์ 5. ช้อปปิ้งฟรีๆ เมืองอิสตัลบูล (Istanbul) ประเทศตุรกี โอเค การที่จะไม่จับจ่ายอะไรที่แกรนด์ บาซาร์ (Grand Bazaar) ในอิสตัลบูลอาจจะดูว่าเป็นอะไรที่ท้าทายอยู่สักหน่อย แต่ลองฝืนแรงเชื้อเชิญของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่ชวนให้ซื้อ แล้วลองเปลี่ยนเป็นการเดินดูสินค้าเฉยๆ ท่ามกลางบรรยากาศและความเป็นไปเหล่านั้นบ้างก็จะพบว่าดีเหมือนกันนะ 6. ฟรีคอนเสิร์ต เมืองอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ตามเหล่าไฮโซท้องถิ่นไปฟังชูเบิร์ต (Schubert) ในคอนเสิร์ตยามเที่ยงวันพุธแบบฟรีๆ ด้วยบรรยากาศที่ชวนให้ประทับใจสุดๆ ของคอนเสิร์ตฮอลล์ (Concertgebouw) สถานที่ที่เป็นเสมือนบ้านของวงออเคสตร้าที่ได้รับการยอมรับที่สุดของโลก ไปก่อนเวลาเนิ่นๆ หน่อยเพื่อเข้าคิว ซึ่งรับรองว่าคุ้มค่าแก่การรอคอย 7. ไดโนเสาร์ฟรีๆ กรุงลอนดอน (London) อังกฤษ สหราชอาณาจักร ลอนดอนภูมิใจนำเสนอพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในโลก และบางแห่งนั้นก็ไม่เสียค่าเข้าชมเสียด้วย อย่างเช่นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ (Natural History Museum) ซึ่งเป็นที่ที่สมควรไปเยี่ยมชมเป็นอย่างยิ่ง หากคุณมีเด็กร่วมทริปและต้องการทำให้พวกเขาเพลิดเพลิน 8. ทัวร์เดินเท้าแบบฟรีๆ กรุงเบอร์ลิน (Berlin) ประเทศเยอรมัน ถ้าคุณเสร็จภารกิจการชมสถานที่ท่องเที่ยว เช่น เช็คพ้อยท์ ชาร์ลี (Checkpoint Charlie) และอาคารรัฐสภา (Reichstag) แล้ว ลองไปชมสถานที่ที่มีความเป็นแหล่งท่องเที่ยวน้อยลงอีกหน่อย ด้วยการโฉบไปมองตึกเก่าเก๋ๆ และเยี่ยม (บาร์) ชายหาดกับอัลเทอร์เนทีฟ เบอร์ลิน ทัวร์ (Alternative Berlin Tours) ที่เปิดให้บริการนำเที่ยววันละสองรอบ สิ่งนี้จะทำให้คุณได้สัมผัสถึงหัวใจของความคิดสร้างสรรค์ของเมืองที่มีเสน่ห์เมืองนี้ 9. เกาดี้ฟรีๆ เมืองบาร์เซโลนา (Barcelona) ประเทศสเปน หนึ่งในสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวของบาร์เซโลนาคือสถาปัตยกรรมอันวิจิตรของอันโตนี เกาดี้ (Antoni Gaudi) นั่นเอง ซึ่งคุณสามารถชมจากข้างนอกได้ฟรีเกือบจะทุกแห่ง เช่น ที่คาซา มิลา (Casa Milà) หรือแม้แต่จะลองนั่งดูก็ได้ อย่างเช่นที่ระเบียงนั่งเล่น (Serpentine Bench) ในสวนสาธารณะพาร์คกูเอล (Park Güell) 10. ศิลปะฟรีๆ กรุงมาดริด (Madrid) ประเทศสเปน พิพิธภัณฑ์ปราโด (Museo Nacional del Prado) ในมาดริด เป็นที่แสดงคอลเล็กชั่นงานศิลปะที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง หาคุณไปแวะปราโดช่วง 18.00 - 20.00 น. (อังคาร - เสาร์) หรือ 17.00 – 20.00 น. (อาทิตย์) คุณอาจจะได้ชื่นชมผลงานของโกย่าฟรีๆ เลย 11. ประวัติวรรณกรรมแบบฟรีๆ เมืองดับลิน (Dublin) ประเทศไอร์แลนด์ ดื่มด่ำไปกับความยิ่งใหญ่ของวรรณกรรมโดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักบาทที่ทรินิตี้คอลเลจ (Trinity College) อันขรึมขลังในดับลิน ท่องไปในโถงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่เต็มไปด้วยบรรยากาศกรุ่นๆ ของอัจฉริยะทางวรรณกรรม เช่น ออสการ์ ไวล์ด (Oscar Wilde) บราม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) และซามูเอล เบ็คเค็ท (Samuel Beckett) ที่ได้เคยศึกษาอยู่ ณ ที่แห่งเดียวกันนี้มาก่อน 12. ชมเมืองแบบฟรีๆ กรุงโรม (Rome) ประเทศอิตาลี วิหารแพนธีออนและช่องโหว่ตรงกลางหลังคาโดมคือสิ่งที่พลาดไม่ได้ในการเยือนโรม และก็ไม่เสียสตางค์เสียด้วย ดังนั้นคุณจึงสามารถประหยัดเงินเอาไว้สำหรับซื้อไอศกรีมเจลาโตราคาแพงหูฉีก และคาปูชิโนจากคาเฟ่ปิอาซซ่า (piazza café) ในย่านศูนย์กลางการท่องเที่ยวได้เลย 13. อาหารฟรีๆ เมืองมิลาน (Milan) ประเทศอิตาลี ในยุค 60 เคยมีความรักแบบให้เปล่า ในขณะที่มิลานก็มีอาหารให้คุณเปล่าๆ เหมือนกัน สิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่ร้านต่างๆ ที่จะวางขนมขบเคี้ยวไว้ให้ทาน (gratuito at aperitivo) แต่นั่นก็ไม่ได้หมายถึงโรลไส้กรอกชิ้นเล็กๆ หรอกนะ คุณก็เพียงแค่ซื้อเครื่องดื่มสักแก้ว แล้วก็ลุยเลย 14. หมากรุกฟรีๆ เมืองซาลซ์บูร์ก (Salzburg) ประเทศออสเตรีย เมืองซาลซ์บูร์กของประเทศออสเตรียนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพค่อนข้างสูง แต่คุณก็ยังสามารถมีเวลาแห่งความสนุกสนานได้ฟรีๆ ด้วยการเล่น “หมากรุกถนน” (Street Chess) ที่มีขนาดเท่าคนในย่านคาพิเทลพลัทซ์ (Kapitelplatz) ได้ รวมถึงการโดนบี้จนแพ้ราบคาบโดยเซียนหมากรุกชาวซาลซ์บูร์กก็ฟรีเช่นกัน 15. ดนตรีฟรีๆ เมืองเวนิส (Venice) ประเทศอิตาลี ราคากาแฟในย่านจัตุรัสเซนต์มาร์ก (St. Mark’s Square) อาจจะไม่ดึงดูดเท่าใดนัก แต่สถานที่ที่โด่งดังอย่างคาเฟ่ฟลอเรียน (Café Florian) ก็คลาคร่ำไปด้วยวงสตริงควอเต็ทที่มีคุณภาพมาแสดงดนตรีให้ดูฟรีๆ คุณจะขอแค่น้ำเปล่าแก้วเดียวก็ได้ แต่โปรเซคโก (Prosecco) สักแก้วน่าจะเข้าท่ากว่า 16. โอกาสในการถ่ายรูปแบบฟรีๆ กรุงปราก (Prague) ประเทศออสเตรีย สิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องทำให้จงได้เมื่อไปเยือนปราก ก็คือการมีรูปถ่ายเป็นที่ระลึกบนสะพานชาร์ลส์ (Charles Bridge) อันมีมนต์ขลังเหนือแม่น้ำวัตตาวา (Vltava) และแน่นอนว่าไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ แต่อันนี้ก็ไม่เกี่ยวกับค่ากล้องนะ 17. เข้าพิพิธภันฑ์ฟรีๆ กรุงลิสบอน (Lisbon) ประเทศโปรตุเกส คุณอาจจะมองวันอาทิตย์ว่าเป็นวันสำหรับการพักผ่อนอยูกับบ้าน แต่ไม่ใช่กับคนที่อยากจะเที่ยวอย่างประหยัดในโปรตุเกสแน่ เพราะในวันอาทิตย์คุณสามารถเข้าชมพิพิธภันฑ์ในลิสบอนได้หลายแห่งเลยทีเดียว 18. ชมทิวทัศน์ฟรีๆ กรุงเอเธนส์ (Athens) ประเทศกรีซ หากต้องการจะได้ภาพสวยขั้นเทพของมหาวิหารพาเธนอน แบบที่ว่าถ้าจะให้ดีก็ต้องมีสายฟ้าพาดผ่านลงมาด้วย (ซึ่งก็เกิดขึ้นได้บ่อยๆ) ก็ต้องยอมเดินขึ้นไปยังเนินเขาฟิโลปาปโป (Filopappou Hill) ใกล้ๆ กับอะโครโพลิสหน่อย 19. ชมเมืองเก่าฟรีๆ เมืองริกา (Riga) ประเทศลัตเวีย (latvia) เลือกได้เลยว่าต้องการเมืองใดในแถบบอลติกและยุโรปตะวันออกเพื่อการเดินทอดน่องชมเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมตระการตา ไม่ว่าจะเป็นปราก (Prague) กรากุฟ (Krakow) หรือถนนสายเก่าประจำเมืองหลวงของลัทเวียอย่างริกานี้ 20. หญ้าเขียวขจีฟรีๆ ทั่วยุโรป ตั้งแต่ตุยเลอรีส์ (Tuileries) ในปารีส ไปจนถึงเทียร์การ์เทน (Tiergarten) ในเบอร์ลิน สวนสาธารณะในเมืองทั่วทั้งยุโรปจัดเป็นที่ที่ดีที่สุดสำหรับการไปเที่ยวเล่นโดยไม่ต้องเสียสตางค์ เต็มที่ก็อาจจะเสียแค่ค่าบาเก็ตและเบียร์แค่นั้น ถ้าคุณต้องการน่ะนะ ขอบคุณข้อมูล www.skyscanner.co.th

ละครแม่อายสะอื้น , เรื่องย่อแม่อายสะอื้น
ละครแม่อายสะอื้น /  เรื่องย่อละครแม่อายสะอื้น / 

แม่อายสะอื้น บทประพันธ์ อนัญจนาบทโทรทัศน์ สาวิตาออกอากาศทางช่อง 7 เร็วๆ นี้ เรื่องย่อ ละครแม่อายสะอื้น ดาวนิล หญิงสาวที่สวยที่สุดของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอแม่อาย เป็นลูกสาว คำปัน ซึ่งเป็นครูด้านการแสดงศิลปะล้านนา ดาวนิลเป็นคนที่มีฝีมือในการรำดาบได้สวยไม่แพ้ใคร ทุกครั้งที่เธอฝึกซ้อมที่ลานกลางหมู่บ้าน จะมีชาวบ้านมานั่งดูและชื่นชมในฝีมือรำดาบของเธอเสมอ คำปันภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มาก ผิดกับ ช่อเอื้อง ลูกสาวคนเล็กที่พ่อหัดให้ตีกลองสะบัดชัย แต่ฝีมือการตีไม่เคยได้ดั่งใจผู้เป็นพ่อ ช่อเอื้องมักถูกตำหนิเสมอถึงเรื่องการไม่ตั้งใจฝึกซ้อม คณะละครของคำปันมีคณะละครคู่แข่งคือคณะของ หนานเมือง แต่เพราะคณะของหนานเมืองไม่มีนักแสดงที่เก่งอย่างดาวนิล ทำให้คณะละครของหนานเมืองมีงานน้อยกว่าคณะของคำปันมาก ทำให้หนานเมืองไม่ค่อยพอใจในตัวคำปันและหาทางแกล้งคณะของคำปันเสมอ หนานเมืองมีลูกสาวชื่อ รินคำ เป็นเด็กสาวที่รักสวยรักงามและไม่ชอบศิลปะการแสดงเลย รินคำมักมีเรื่องทะเลาะกับช่อเอื้องเสมอเวลาที่ทั้งสองคณะต้องมาเจอหน้ากัน ทอน ลูกชายผู้ใหญ่บ้านที่แอบชอบดาวนิลอยู่แล้วมาชวนดาวนิลให้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ทใหม่ในตัวเมือง ดาวนิลดีใจที่คณะของพ่อจะได้งาน รินคำที่แอบมาได้ยินเห็นดาวนิลทำท่าดีใจและเห็นสายตาทอนที่มองดาวนิลก็ยิ่งไม่พอใจ ในคืนที่ดาวนิลได้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ท รินคำกับหนานเมืองตามไปแกล้งคณะของคำปันจนถึงงาน รินคำหลอกดาวนิลไปขังไว้ในห้องเก็บของ โชคดีที่ ทรงพล ผ่านมาพอดีเลยช่วยเอาไว้ได้ ดาวนิลยังไม่ทันได้ขอบคุณ ทรงพลก็เดินออกไปก่อน ดาวนิลได้พบทรงพลอีกทีเมื่อเริ่มการแสดง เธอได้รู้ว่าที่แท้เขาคือนักธุรกิจที่มาจากกรุงเทพ ดาวนิลทำการแสดงได้ประทับใจจนแขกในงานต่างปรบมือให้ แต่สิ่งที่ดาวนิลดีใจที่สุดคือคำชมของทรงพลที่ฝากเพื่อนมาชม ด้วยความที่ถูกกลั่นแกล้งบ่อยๆจากหนานเมืองและรินคำ ทำให้งานแสดงของคณะคำปันเริ่มน้อยลงจนดาวนิลพยายามหางานเพิ่ม แต่สุดท้ายก็โดน อ้ายศักดิ์ นายหน้าหางานฉวยโอกาสจะปลุกปล้ำ ดาวนิลไม่ยอมและทำร้ายอ้ายศักดิ์เพื่อป้องกันตัว หนานเมืองจึงฉวยโอกาสรวมหัวกับอ้ายศักดิ์ จนคณะคำปันไม่มีงานแสดงอีก เมือไม่มีงานแสดง ฐานะของบ้านและคณะละครของคำปันก็ย่ำแย่หนักยิ่งกว่าเดิม หนำซ้ำดวงตาของคำปันยังเริ่มมองเห็นได้เลือนลาง ดาวนิลกลุ้มใจและเป็นห่วงพ่อ วิไลที่กลับมาเยี่ยมป้าบัว ผู้เป็นแม่ รู้เรื่องดาวนิลต้องการเงิน ก็ชวนดาวนิลเข้าไปทำงานกับตนที่กรุงเทพ แม้ว่าตอนแรกดาวนิลจะปฏิเสธเพราะห่วงพ่อ แต่เมื่อวิไลหลอกว่ามีงานให้ดาวนิลไปแสดงที่กรุงเทพ ดาวนิลจึงตัดสินใจไป แม้ว่าคำปันกับช่อเอื้องจะไม่เห็นด้วย แต่ดาวนิลสัญญาว่าจะรีบทำงานเก็บเงินแล้วจะรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด ทรงพลคบหาดูใจอยู่กับ จิดาภา สาวไฮโซที่เอาแต่ใจตัวเอง ทรงพลขอจิดาภาแต่งงาน แต่ทั้งคู่มีปากเสียงกันเรื่องการจัดงานแต่งจนจิดาภาบอกเลิกทรงพล แม้ว่า เทวัญ พี่ชายทรงพลกับ ทรงวุฒิ น้องชาย พยายามช่วยให้ทั้งคู่คืนดีกันแต่ก็ไม่เป็นผล สาวน้อย แม่นมเก่าแก่ที่ไม่เคยชอบจิดาภาขัดขวางความรักของทรงพลทุกทาง เมื่อดาวนิลมาถึงกรุงเทพก็พบว่าสิ่งที่วิไลบอกไม่มีอะไรเป็นความจริง เธอถูกหลอกให้มาทำงานขายบริการ ดาวนิลถูกบังคับให้บริการแขกที่ใช้กำลังข่มขืนเธอ คนในร้านคนหนึ่งสงสารเธอ และพยายามช่วยโดยโน้มน้าวให้เฮียเจ้าของร้านยอมขายดาวนิลให้กับร้านใหม่ที่เป็นแค่สถานที่เที่ยวสำหรับผู้ชาย แม้ว่าที่ใหม่ดาวนิลจะไม่ต้องขายบริการ แต่ก็โดนบังคับให้มานั่งกินเหล้ากับแขก ดาวนิลต้องจำใจทำงานที่นี่เพื่อชดใช้ค่าตัวที่วิไลขายเธอให้กับเฮียเจ้าของร้าน ทรงพลเห็นข่าวสังคมลงข่าวเรื่องจิดาภามีข่าวกับผู้ชายคนใหม่ก็เสียใจมาก ทรงวุฒิพาพี่ชายไปเที่ยวปลอบใจ ดาวนิลได้เจอทรงพลอีกครั้ง ดาวนิลแม้จะดีใจ แต่ก็อายในสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ ผู้จัดการร้านสั่งให้ดาวนิลมาดูแลทรงพล ทรงพลเมามายและจำดาวนิลไม่ได้ คืนนั้นดาวนิลยอมเป็นของทรงพลด้วยความเต็มใจ ตื่นเช้ามาทรงพลออกไปโดยไม่แม้แต่จะพูดอะไรกับดาวนิล เขาทิ้งเงินไว้ก้อนใหญ่ด้วยความรู้สึกไม่ดี ดาวนิลได้แต่เก็บเงินไว้และสัญญากับตัวเองว่าถ้าเธอได้เจอทรงพลอีก เธอต้องอยู่ในฐานะที่ดีกว่านี้ ไม่ยอมให้เขามาดูถูกเธอได้ คำปันนึกถึงแต่ดาวนิลว่าเมื่อไหร่จะกลับ หลังๆดาวนิลไม่ค่อยรับโทรศัพท์ เพราะอายและต้องปิดบังความจริงเรื่องงานที่ทำอยู่ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ดูจะคิดถึงแต่พี่และห่วงเรื่องพี่ลำบาก จนไม่มีกระจิตกระใจจะไปหาหมอรักษาตาทอนเองสืบรู้มาว่าดาวนิลไปทำงานขายบริการที่กรุงเทพ ก็เข้าใจผิดคิดว่าดาวนิลเต็มใจ ประกอบกับรับไม่ได้ที่หญิงสาวที่ตนรักเป็นแบบนี้ เลยจงใจหลบหน้าครอบครัวดาวนิล ทำให้ทอนไม่ได้พาคำปันไปหาหมออีกดาวนิลยอมทำงานจนสามารถใช้คืนค่าตัวได้ครบ เธอวางแผนจะกลับบ้านแต่เกิดแพ้ท้อง วิไลพาดาวนิลไปทำแท้ง ดาวนิลไม่ยอมเพราะรู้ว่าลูกที่เกิดน่าจะเป็นลูกของทรงพล แต่วิไลก็ให้คนพาดาวนิลไปจนได้ ตำรวจทลายคลีนิคเถื่อนขณะที่ดาวนิลเพิ่งถูกบังคับไปที่นั่นพอดี ดาวนิลถูกพาส่งโรงพยาบาล หมอเทวัญช่วยชีวิตและเตือนสติดาวนิล ดาวนิลพรั่งพรูว่าไม่ต้องการทำลายชีวิตลูกที่เกิดจากความรัก เทวัญเห็นใจดาวนิล จึงพามาอาศัยอยู่กับ คุณนายติ๊ด เจ้าของร้านเสื้อผู้มีนิสัยเค็มจนขม คุณนายติ๊ดคิดว่า ดาวนิลอาจจะเป็นเมียลับของเทวัญ จึงรับไว้ทำงาน หวังเอาหน้าแต่พอรู้ความจริงว่าดาวนิลเป็นแค่คนที่เทวัญช่วยไว้ ก็ร่วมมือกับ ผึ้ง ลูกน้องในร้าน ใช้ดาวนิลให้ทำงานมากมาย ดาวนิลที่โดนใช้ให้ทำงานหนักจนทำให้คลอดลูกก่อนกำหนด และเด็กออกมาพิการ ดาวนิลโทษว่าเป็นความผิดตัวเองที่กินเหล้าตอนทำงานในช่วงที่ตั้งท้อง และเคยโดนหลอกให้กินยาทำแท้ง ทำให้ลูกออกมาพิการ แต่เทวัญก็ปลอบว่าดาวนิลสามารถเลี้ยงลูกให้มีความสุขได้ ดาวนิลพาลูกมาอยู่ที่ร้าน สร้างความไม่พอใจให้คุณนายติ๊ดที่ยื่นคำขาดให้ดาวนิลเอาลูกไปเลี้ยงที่อื่น ดาวนิลถูกคุณนายติ๊ดยึดเงินบางส่วนไว้บอกเป็นค่าทำให้ร้านเสียหายรายได้ตกเพราะดาวนิลมัวเอาแต่เวลาไปเลี้ยงลูก ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง จึงตัดสินใจพาลูกกลับบ้าน ดาวนิลกลับมาแม่อายท่ามกลางความประหลาดใจและเสียงซุบซิบนินทาของทุกคนที่มีเด็กมาด้วย ช่อเอื้องเถียงแทนทันทีว่าไม่ใช่ลูกดาวนิล ดาวนิลกดดันมากที่พ่อถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม จึงตัดสินใจโกหกทุกคนว่าเป็นลูกของเพื่อนที่ตายไป คำปันดีใจที่ลูกกลับบ้าน ช่อเอื้องไม่อยากให้พี่กลับไปกรุงเทพอีก เทวัญกลับมาเยี่ยมดาวนิลที่ร้านแต่พบว่าดาวนิลไม่อยู่ที่นี่แล้ว คุณนายติ๊ดโกหกว่าดาวนิลกลับไปเยี่ยมบ้าน แต่ด้วยความกลัวว่าเทวัญจะรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายไล่ดาวนิลไป เลยพยายามติดต่อดาวนิลและพูดจาหว่านล้อมให้ดาวนิลกลับมาทำงาน คำปันไม่อยากให้ดาวนิลกลับไปทำงานกรุงเทพอีก แต่ดาวนิลรู้สึกผิดหวังที่ทอนมองเธอเปลี่ยนไปเมื่อรู้ความจริงว่าเธอไปทำอะไรที่กรุงเทพ เมื่อคุณนายติ๊ดเสนอให้เงินเพิ่ม ดาวนิลจึงตัดสินใจกลับกรุงเทพ ดาวนิลยืนยันกับคำปันว่าที่กรุงเทพเธอมีลู่ทางเรื่องงาน ดาวนิลเอาเงินที่คุณนายติ๊ดโอนมาให้ช่อเอื้องไว้ แล้วฝาก กลอง ลูกชายไว้ที่แม่อาย ดาวนิลสัญญาว่าทำงานใช้หนี้ครบและเก็บเงินได้ซักก้อนเมื่อไหร่จะรีบกลับมาแม่อายและมาหาพ่อไปหาหมอด้วยตัวเองดาวนิลก้มหน้าก้มตาทำงาน ความสวยของดาวนิลสะดุดตา หลิวหลิว สไตลิสท์ จนชักนำไปถ่ายแบบและเล่นหนัง โดยมีหลิวหลิวเป็นผู้จัดการส่วนตัว หลิวหลิวสร้างประวัติของดาวนิลขึ้นมาใหม่และเริ่มปั้นดาวนิลจนเริ่มมีงานมากขึ้น ดาวนิลอดทนและตั้งใจทำงาน และได้งานถ่ายแบบสปาของโรงแรมทรงพลที่กระบี่ ดาวนิลดีใจที่ได้เจอทรงพลในฐานะใหม่ ทรงพลประทับใจความขยันและความอ่อนโยนของดาวนิล จนเกิดเป็นความรัก จิดาภาพอรู้ว่าทรงพลมีข่าวมาคบกับดาวนิลก็พยายามจะกลับมาหาเขา ดาวนิลทำทุกทางเพื่อไม่ให้ทั้งคู่กลับมาคบกันอีก ด้วยความช่วยเหลือของหลิวหลิว ดาวนิลเริ่มมีงานในวงการมากขึ้นเรื่อยๆพร้อมประวัติใหม่ที่ไม่มีใครสงสัย ดาวนิลหลงในความสุขสบาย และความรักที่มีกับทรงพล จนลืมอีกสามชีวิตที่แม่อาย คำปันเฝ้ารอคอยลูกด้วยความหวัง แต่สุดท้ายลูกสาวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกครั้ง ตาของคำปันเริ่มมืดลง คำปันไม่ยอมผ่าตัด เฝ้าแต่รอคอยดาวนิลมาพาไปหาหมอตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ห่วงแต่พี่สาวจนลืมห่วงตัวเอง แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ดิ้นรนดูแลพ่อทุกทาง ช่อเอื้องพยายามติดต่อพี่สาวทุกทางแต่ก็ติดต่อไม่ได้ เธอได้แต่เลี้ยงดูกลองและพ่อที่สายตาไม่ดี เธอจำใจขายของที่มีอยู่และปิดคณะการแสดงเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทรงพลพาดาวนิลไปที่บ้านเพื่อรู้จักกับสาวน้อย แต่คนที่ดาวนิลได้เจอก่อนกลับเป็นเทวัญ เทวัญทำเป็นไม่รู้จักดาวนิลทั้งที่เสียใจว่าผู้หญิงที่ตัวเองแอบรักกลายมาเป็นแฟนของน้องชาย ช่อเอื้องที่วันๆเห็นพ่อที่เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ บ่นเป็นห่วงลูกสาวคนโตที่หายไปเพราะไม่เชื่อว่าดาวนิลจะลืมตัว แต่คงเพราะมีเรื่องเดือดร้อนเลยไม่สามารถติดต่อกลับมาได้ ทอนที่เห็นดาวนิลในทีวีแอบมาบอกช่อเอื้อง ช่อเอื้องยังไม่มั่นใจว่านั่นคือพี่สาวของตัวเอง ช่อเอื้องไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อแล้วตัดสินใจมาตามดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องมาถึงกรุงเทพ ด้วยความที่ไม่รู้อะไรเลย ช่อเอื้องมาดักรอพบดาวนิลที่สถานีโทรทัศน์ เพราะมีนักข่าวมากมาย แม้จะเห็นช่อเอื้องแต่ดาวนิลก็ทำเป็นไม่รู้จักและรีบขึ้นรถขับออกไป ช่อเอื้องมองตามรถพี่ไปอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เธอทั้งผิดหวังและเสียใจ เพราะถึงดาวนิลจะดูสวยผิดตาไปมาก แต่เธอแน่ใจแล้วว่าใช่พี่ดาวนิลของเธอแน่ๆ เธอเดินข้ามถนนอย่างไม่ระวังและถูกรถของเทวัญชนเข้า ที่โรงพยาบาลช่อเอื้องรู้ว่าดาวนิลเป็นคนรักของทรงพลน้องชายเทวัญ ช่อเอื้องตัดสินใจกลับแม่อายและไม่บอกความจริงกับพ่อ ช่อเอื้องโกหกพ่อว่าพบดาวนิลแล้วและเธอสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง ที่ไม่ติดต่อมาเพราะงานยุ่งมาก คำปันฟังแล้วค่อยคลายกังวล ช่อเอื้องได้แต่เก็บความช้ำใจไว้คนเดียว คำปันที่ตอนนี้ตาแทบจะบอดสนิทบังคับช่อเอื้องให้พาไปหาดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องไม่ยอมทำตามคำสั่งพ่อ คำปันเลยแอบไปกับกลอง โดยนัดให้คนรู้จักที่กรุงเทพให้มารับที่ท่ารถ แต่ด้วยความที่ติดต่อผิดพลาดทำให้คลาดกันที่สถานีขนส่ง คำปันที่ไม่มีเงินและติดต่อใครไม่ได้ต้องพาหลานไปนอนรอที่ศาลาริมทาง ช่อเอื้องตามคำปันมาและตามหาจนเจอ นักเลงติดยาแถวนั้นพยายามมาหาเรื่องและรีดเอาเงิน ระหว่างนั้นเอง วรรณา ที่เป็นคนแถวนั้นเข้ามาช่วยช่อเอื้องไว้ได้ เธอพาช่อเอื้อง คำปันและหลานไปอยู่ที่บ้านของเธอที่ชุมชนแออัดแถวนั้น คำปันเล่าให้วรรณาฟังเรื่องมาตามหาลูกสาวชื่อดาวนิล ช่อเอื้องแอบเล่าความจริงให้วรรณาฟัง วรรณาบอกช่อเอื้องว่าจะหาทางพาช่อเอื้องไปพบกับดาวนิลให้ได้ ช่อเอื้องตามไปเจอพี่สาวที่งานแถลงข่าวสินค้างานหนึ่ง แต่เหมือนเดิมที่ดาวนิลไม่คิดจะฟังเรื่องพ่อเพราะกลัวว่าทรงพลที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะได้ยิน ช่อเอื้องผิดหวังมากที่พี่สาวพูดแบบนี้ ช่อเอื้องตัดสินใจโทรหาเทวัญดาวนิลตกใจมากที่เห็นช่อเอื้องที่บ้าน เทวัญบอกว่าช่อเอื้องขอมาอาศัยอยู่ด้วย ช่อเอื้องบอกดาวนิลว่าเธอจะอยู่ที่นี่จนกว่าดาวนิลจะยอมรับกับทุกคนว่า เธอคือน้องที่มาจากแม่อาย ดาวนิลกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อสาวน้อยเอ็นดูช่อเอื้องที่เป็นเพียงคนงานในบ้าน สาวน้อยเห็นความผิดปกติของดาวนิลกับช่อเอื้อง แต่สองพี่น้องก็ไม่ยอมพูด ในที่สุดช่อเอื้องตัดสินใจบอกความจริงกับเทวัญ เทวัญปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมด เทวัญเตือนให้ดาวนิลบอกความจริง แต่ดาวนิลกลัวจะเสียทรงพลไป สาวน้อยจับผิดว่าดาวนิลกับเทวัญดูมีความสนิทสนมกัน จึงบอกกับทรงพล ทรงพลเริ่มระแวง ช่อเอื้องเมื่ออยู่ไปเริ่มรู้สึกว่าดาวนิลเปลี่ยนไปมาก ยิ่งคุยกับวรรณาแล้วรู้ว่าพ่อเองก็เริ่มอยู่ที่กรุงเทพไม่ไหว เธอจึงเริ่มคิดจะยอมแพ้และกลับบ้าน สาวน้อยสงสารจึงแอบให้ไปรับพ่อกับหลานมาอยู่ด้วย ดาวนิลยิ่งเครียดหนักเมื่อ เจอพ่อที่ตาบอดและลูกชายที่ขาพิการพร้อมหน้า ดาวนิลทุกข์ทรมานกับความผิดที่ทิ้งพ่อกับลูกจนตัดสินใจฆ่าตัวตาย หลิวหลิวมาช่วยดาวนิลไว้ได้ทัน ดาวนิลไม่ยอมบอกทรงพลว่าอยากตายเพราะเรื่องอะไร เทวัญโกรธที่ดาวนิลไม่ยอมรับความจริง ทรงพลมองความผิดปกติของพี่ชายกับคนรักด้วยความสงสัยมากขึ้นทุกที คำปันได้ยินทุกคนเรียกชื่อ ดาวนิล ก็ดีใจว่าอาจจะเป็นลูกสาวของตัว แต่ช่อเอื้องกลัวพ่อเสียใจ ก็จำต้องโกหกพ่อไปว่า ไม่ใช่พี่ดาวนิลของเรา ทรงวุฒิสนใจช่อเอื้อง แต่ช่อเอื้องไม่เล่นด้วย ทรงวุฒิจึงออกอุบายจะพาช่อเอื้องลงไปโรงแรมที่กระบี่ ทรงพลตามลงไปเรื่องงานและพาดาวนิลไปด้วย โดยไม่รู้ว่าเทวัญพักผ่อนอยู่ที่นั่นแล้วในงานเลี้ยงของโรงแรม ช่อเอื้องขึ้นรำฟ้อนผางเพื่อให้กระทบใจดาวนิลที่เคยรำชุดนี้ด้วยกัน ดาวนิลกดดันอย่างหนัก วิ่งลงทะเลหวังให้จมน้ำตาย แต่เทวัญมาช่วยไว้ ทรงพลขอดาวนิลหมั้นคืนนั้น ดาวนิลที่กำลังจะพูดความจริงเรื่องพ่อ ก็ต้องเงียบไปอีกพอหนังสือพิมพ์ลงข่าว คุณนายติ๊ดริษยาดาวนิลจึงหาทางติดต่อจิดาภาและบอกว่าทรงพลกำลังโดนดาวนิลหลอก คุณนายติ๊ดมาแฉความจริงเรื่องดาวนิลมีลูกโดยอ้างถึงเทวัญ เทวัญปฏิเสธเพื่อช่วยดาวนิล คุณนายติ๊ดกับจิดาภาต้องถอยกลับไปตั้งหลัก สาวน้อยพยายามเตือนให้ทรงพลฟังหูไว้หู แต่ทรงพลตัดปัญหาด้วยการประกาศจะแต่งงานกับดาวนิลช่อเอื้องเสียใจมากที่ดาวนิลปิดบังความจริงเรื่องลูกอีกเรื่อง ดาวนิลอับจนหนทาง เมื่อเรื่องมัดตัวแน่นขึ้นและทางออกตีบตัน จึงทำได้แค่แอบมาหาพ่อบ่อยๆ คำปันพูดคุย ปลอบโยนดาวนิล โดยไม่รู้เลยว่าเป็นลูกสาวที่ตัวเองเฝ้ารอคอย ช่อเอื้องแม้จะโกรธพี่แต่ใจก็สงสารพี่และพ่อ ช่อเอื้องแอบมาคุบกับดาวนิลทำให้จิดาภาเริ่มเอะใจในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จิดาภาให้คุณนายติ๊ดไปสืบเรื่องนี้ คุณนายติ๊ดหาหลักฐานมาจนรู้ว่าดาวนิลเป็นพี่น้องกับช่อเอื้อง จิดาภานำเรื่องนี้ไปบอกต่อหน้าทรงพลและทุกคน ดาวนิลคิดว่าทุกอย่างคงจบสิ้น แต่ช่อเอื้องปฏิเสธต่อหน้าทุกคนว่าผู้หญิงสกปรกอย่างดาวนิลไม่ใช่พี่ดาวนิลผู้งดงามของเธอ ดาวนิลปวดร้าวที่น้องพูดแบบนั้นแต่ก็พูดอะไรไม่ได้ ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง อยากจะบอกความจริงกับพ่อแต่ก็กลัวว่าจะเสียทรงพลไป ช่อเอื้องพยายามชวนพ่อและหลานกลับบ้าน แต่คำปันกลับดื้อไม่ยอมกลับเพราะยังอยากตามหาดาวนิลให้เจอ ทรงพลที่เริ่มไม่เชื่อใจดาวนิลหาทางคาดคั้นประวัติดาวนิลจากหลิวหลิว หลิวหลิวที่เห็นแก่เงินและเริ่มรู้สึกว่าหลังๆดาวนิลมีปัญหาชีวิตมากมายจนงานก็เริ่มน้อยลงเลยตัดสินใจบอกว่าประวัติดาวนิลทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก ช่อเอื้องเจอกับวิไลด้วยความบังเอิญ วิไลบอกความจริงเรื่องสุดท้ายว่ากลองเป็นลูกที่เกิดจากการขายตัวของดาวนิล ช่อเอื้องแทบล้ม ดาวนิลร้องไห้ ขอร้องน้องว่าอย่าบอกพ่อเพราะกลัวพ่อจะเสียใจ วิไลถูกซื้อตัวจากคุณนายติ๊ด เพื่อแฉดาวนิล แต่วิไลกลับตัวในนาทีสุดท้าย ดาวนิลจึงรอดพ้นจากการถูกประจานกลางกองถ่าย แต่ทรงพลได้ยินที่วิไลคุยกับช่อเอื้องเรื่องลูก ก็เข้าใจว่าดาวนิลเคยท้องกับพี่ชายตัวเองมาก่อน ทรงพลเริ่มเชื่อมโยงเรื่องราวกับสิ่งที่หลิวหลิวพูด ยังไม่ทันที่ดาวนิลที่ตั้งใจมาบอกความจริงจะได้พูดอะไร ทรงพลก็พูดทุกอย่างขึ้นมา และต่อว่าดาวนิลว่าเป็นผู้หญิงใจแตกที่ปิดบังว่าตัวเองมีลูก ดาวนิลเสียใจมากที่ถูกทรงพลพูดจาดูถูก จึงบอกความจริงทั้งน้ำตาว่า กลองคือลูกของทรงพล ทุกคนตกตะลึง ทรงพลรับไม่ได้ หนีไปทันที สาวน้อยเป็นลม ช่อเอื้องทั้งสงสารทั้งเกลียดชังพี่ตัวเองที่ปิดบังทุกอย่าง ดาวนิลบอกว่าการเป็นแค่ดาวนิล ลูกพ่อครูคำปันในคณะรำไม่มีค่า มีความหมายสำหรับชีวิตที่นี่เพราะเธอโดนดูถูก โดนเหยียดหยามมาตลอด สองพี่น้องโต้เถียงกันโดยไม่รู้เลยว่า คำปันแอบได้ยินทุกคำพูดด้วยหัวใจที่แตกสลาย เมื่อรู้ว่าลูกสาวทั้งสองคนโกหกตนมาตลอดเวลา คำปันหนีออกไปกับกลองด้วยใจที่เจ็บช้ำ ดาวนิลช็อคนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ที่โรงพยาบาล ช่อเอื้องกับทรงวุฒิพยายามตามหาคำปัน แต่ไม่พบ เทวัญมาเตือนสติทรงพล คำปันถูกพากลับมาแม่อายในสภาพจิตใจบอบช้ำ และเพ้อถึงดาวนิล จนตายในอ้อมกอดช่อเอื้อง ดาวนิลฟื้นขึ้นมาเจอทรงพล แต่ทรงพลยังทำใจให้อภัยกับความผิดของดาวนิลไม่ได้ เขาบอกดาวนิลว่า ความรักของเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวยจน แต่ผู้หญิงที่ขาดคุณธรรมทำลายพ่อทำลายครอบครัวของตัวเองเช่นนี้ เขารับไม่ได้ ดาวนิลเสียใจมาก ที่อดทนมาทุกอย่าง แต่ทรงพลกลับไม่ยอมรับ ดาวนิลหมดสติไปอีกครั้ง ดาวนิลฟื้นมาในวันสวดศพพ่อวันสุดท้าย หลิวหลิวตัดสินใจบอกเรื่องคำปัน ดาวนิลไม่เชื่อว่าพ่อจะตาย แต่พอมาถึงแม่อาย ภาพโลงศพของพ่อทำให้ดาวนิลร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดดาวนิลแหวกฝูงชนเข้าไปรถขนศพ ทุกคนรังเกียจ พากันสาปแช่งขบวนแห่ศพเคลื่อนไปโดยไม่มีใครสนใจ ปล่อยให้ดาวนิลทรุดลงสะอื้นอยู่ตามลำพังจนกลองที่บวชเป็นเณรเป็นคนเดินพาแม่เข้าไปที่งาน ที่หน้าเมรุ ช่อเอื้องตั้งใจตีกลองสะบัดชัยอย่างสุดฝีมือต่อหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ดาวนิลเดินมาพร้อมดาบสิบสองเล่มในมือ ดาวนิลกราบหน้ารูปพ่อ ขอให้พ่ออภัย ก่อนจะฟ้อนดาบอย่างงดงามชดช้อยที่สุดหาใครเหมือน ทรงพลมองดาวนิลแล้วหยิบแหวนหมั้นออกมามอง คิดให้อภัยและหวังจะสร้างครอบครัวกับดาวนิล ดาวนิลรำมาจนถึงท่าสีไคล ก่อนจะใช้ดาบปาดคอตัวเองตายลงต่อหน้ารูปพ่อ ทุกคนตกตะลึง ช่อเอื้องร้องไห้ กอดพี่ว่าอย่าทิ้งเธอไปอีก ดาวนิลสิ้นใจตายในอ้อมกอดของน้อง สามเณรกลองน้ำตาไหล บอกกับทรงพลว่า โยมพ่อช่วยปิดตาโยมแม่ด้วย ทรงพลเอื้อมมือไปปิดตาดาวนิลอย่างสุดสะเทือนใจ นักแสดงนำ ละครแม่อายสะอื้น ฝนทิพย์ วัชรตระกูล รับบท ดาวนิลอรรคพันธ์ นะมาตร์ รับบท ทรงพลพรชดา เครือคช รับบท ช่อเอื้องสรพงษ์ ชาตรี รับบท ตำคำปันพีรวัศ กุลนันท์วัฒน์ รับบท เทวัญฌาน์รัชต์ มณฑากูล รับบท ทรงวุฒิดช.ปราการ จันรัมย์ รับบท กลอง

แบน 68 นักกรีฑารัสเซีย / โอกาสวอลเล่ย์ฯสาวไทยไปอลป.ริบหรี่!
กรีฑา /  ทีมชาติไทย / 

ความคืบหน้าเรื่องการใช้สารกระตุ้นของรัสเซียล่าสุด ศาลกีฬาโลก ทำการตัดสิทธิ์นักกรีฑารัสเซียกว่า 68 รายออกจากการแข่งขันกีฬา โอลิมปิก 2016 ที่บราซิลแล้ว เนื่องจากมีหลักฐานชี้ให้เห็นถึงการสนับสนุนให้ใช้สารกระตุ้นจากองค์กรกีฬาภายในประเทศจริง ส่วนเรื่องที่ องค์การต่อต้านการใช้สารต้องห้ามนานาชาติ หรือ WADA (วาด้า) เรียกร้องให้มีการแบนนักกีฬารัสเซียทั้งหมดออกจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2016 ทางศาลกีฬาโลกทำการเลื่อนการพิจารณาคดีและตัดสินออกไปในวันที่ 24 ก.ค. นี้ ในส่วนของโอกาสไปเล่น โอลิมปิก 2016 ของทีมวอลเล่ย์บอลหญิง ทีมชาติไทย ที่ก่อนหน้านี้ลุ้นกันว่าพวกเธอจะได้สิทธิ์ไปเล่นที่บราซิลหรือไม่ ล่าสุด โอกาสนั้นเป็นไปได้น้อยมาก เพราะหากรัสเซียถูกตัดสิทธิ์จริง ทีมวอลเล่ย์บอลในยุโรปที่มีอันดับรองลงมาน่าจะได้สิทธิ์นั้นไปมากกว่า เนื่องจากรัสเซียเข้าไปเล่นโอลิมปิกครั้งนี้ในฐานะแชมป์ยุโรป และทีมดังกล่าวน่าจะเป็น ตุรกี ที่ได้สิทธิ์นั้นไปครองในฐานอันดับ 4 โซนยุโรป (เนเธอร์แลนด์และอิตาลี ทีมอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับได้สิทธิ์ไปเล่นก่อนหน้านี้แล้ว)

สับปะรด ช่วยป้องกันโรคต่างๆ ประโยชน์มากมายที่คุณอาจไม่เคยรู้!!
ประโยชน์ของช็อกโกแลต /  สับปะรด

สับปะรด ผลไม้ที่ทุกคนชื่นชอบ สับปะรดมีมากกว่าประโยชน์ที่เราคิด ช่วยป้องกันโรคต่างๆและ นำสับปะรดมาแปรรูปได้อีกมากมายเรามารู้จักกับสับปะรดกันดีกว่าครับ ส่วนต่างๆของ สับปะรด สับปะรดเป็นผลไม้ลำต้นเตี้ย เจริญเติบโตได้ดีในสภาวะอากาศร้อนแห้ง แล้ง มีดินปนทราย ขนาดของผลสับปะรดจะใหญ่กว่าลำต้น ส่วนใบจะเรียวยาว และแข็งแรงใช้ในการกักเก็บน้ำได้ดีครับเพราะมีเส้นใยที่เหนียวมาก ตรงเปลือกของสับปะรดจะมีลักษณะแข็ง มีตา ปรากฎอยู่รอบ ๆ เปลือก เนื้อสับปะรดมีรสหวานอมเปรี้ยวชุ่มน้ำ บางพันธุ์มีรสหวานฉ่ำ ส่วนมากนะครับจะนิยมปลูกทั้งพันธุ์ปัตตาเวีย และพันธุ์ภูเก็ต แต่ในบ้านเราส่วนมากที่ขายกันอยู่ก็จะมี สับปะรด นางแล ภูแล เพชรบุรี ศรีราชา แล้วส่วนต่างๆของสับปะรดเนี่ย เขาเอามาทำอะไรกันบ้าง ผลสับปะรด จะเป็นส่วนที่มีเนื้อและน้ำ ซึ้งมีประโยชน์มากมายเลยครับ เราจะกินผลสดๆก็ได้ รวมไปถึงมาแปรรูปเป็น สับปะรดกวน ,สับปะรดในน้ำเชื่อมบรรจุกระป๋อง ที่เราเห็นทั่วไป , แยมสับปะรด และสับปะรดอบแห้ง หรือจะคั้นเป็นเครื่องดื่มน้ำสับปะรด,น้ำส้มสายชูก็ได้ครับ ใบสับปะรด รู้ไหมครับว่า ใบสับปะรดเนี่ยเป็นเศษวัสดุที่มีมูลค่ามากเลยครับ เพราะเส้นใยที่เหนียวนั้น สามารถนำมาแปรรูปเป็นผ้าใยสับปะรด ซึ่งชาวฟิลิปปินส์ จะนิยมนำมาทำเป็นผ้าพื้นเมืองด้วยครับ อีกทั้งยังนำมาประยุกต์ใช้ทำเป็นกระดาษใบสับปะรด หรือเชือก เปลือกสับปะรด  มีประโยชน์มากเช่นเดียวกันครับ เพราะตรงส่วนตาของสับปะรดนั้น อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่า จึงนิยมนำมาแปรรูปเป็นอาหารของโค หรือจะอบแห้งเผื่อนำมาเป็นส่วนผสมหลักๆของอาหารสัตว์อื่นๆ แถมยังนำมาทำเป็นน้ำหมัก ปุ๋ยชีวภาพได้ด้วยครับ แกนสับปะรด  บางสายพันธุ์นะครับที่มีแกนกลางใหญ่ๆ จะนิยมนำมาแปรรูปเป็น แกนสับปะรดอบแห้ง และ แกนสับปะรดหยี ที่ไม่นิยมรับประทานสดๆเพราะ เนื้อของแกนสับปะรดจะมีลักษณะแข็งกระด้างครับ ประโยชน์และสรรพคุณของ สับปะรด 1. ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง รับประทานสับปะรดวันละหนึ่งชิ้นก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินซี ที่สำคัญคือวิตามินช่วยในการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อและต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ การรับประทานสับปะรดวันละหนึ่งชิ้นจึงเป็นการเพิ่มแรงต้านทานโรคให้แก่ร่าง กายแต่ในผู้ที่มีเลือดจางไม่ควรกินมากนัก 2. ช่วยในการย่อยอาหาร สับปะรดมีกากใยอาหารอาหารมากซึ่งมีความสำคัญกับการย่อยอาหาร และเป็นที่รู้กันอยู่ว่ากากใยอาหารช่วยลดคอเลสเตอรอล ควบคุมน้ำตาลในเส้นเลือดและช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งเพราะในสับปะรดมีเอนไซม์ตามธรรมชาติที่มีชื่อว่า “บรอมีเลน” สามารถช่วยย่อยอาหารได้ทั้งใสภาวะเป็นกรดและด่าง จึงเหมาะมากที่จะพาไปช่วยย่อยในกระเพาะซึ่งเป็นกรด หากกินสัปปะรดหลังอาหารเป็นประจำ จะช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายด้วยนะครับ (ใครที่กำลังอยากลดความอ้วนนี่ ผมคอนเฟริมเลยครับ ได้ผลดีจริงๆ ) 3. ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี สับปะรดมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ เช่น วิตามินซี เบต้าแคโรทีน และแมงกานีสที่จะช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระที่จะทำลายโครงสร้างของ เซลล์ และอาจทำให้เป็นโรคหัวใจและอัมพฤกษ์ อัมพาต นอกจากนี้ สารแอนตี้ออกซิแดนท์ยังมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย หลอดเลือด หลอดลมไหลเวียนดี 4. ป้องกันความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง การรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำและลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งเต้านม เพราะสับปะรด มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยป้องกันการเติบโตของเซลล์ร้ายในปอด ป้องกันมะเร็งรังไข่ 5. ช่วยป้องกันโรคต่างๆ การรับประทานผักและผลไม้ให้ได้วันละ 5 กำมือจะช่วยลดการเสียชีวิตด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมะเร็งได้ถึง 20% อีกทั้งยังเสริมสร้างการดูดซึมอาหาร เพราะสับปะรดมีกรด และวิตามินหลายชนิดครับ 6. ช่วยให้เหงือกแข็งแรง สับปะรดช่วยให้สุขภาพในช่องปากแข็งแรง เนื่องจากสับปะรดมีวิตามินสูงที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคเหงือกได้ 7. ช่วยยับยั้งการอักเสบ เอนไซม์ Bromelain ในสับปะรดจะช่วยยับยั้งการอักเสบ ทั้งนี้ ชาวอเมริกาใต้โบราณใช้สับปะรดเป็นยารักษาโรคผิวหนังและรักษาบาดแผล สับปะรด ดีต่อสุภาพสตรีและผู้ป่วย สำหรับสุภาพสตรีที่มีอาการปวดประจำเดือน อาการอักเสบจากริดสีดวงทวาร หรือผู้ป่วยอาการที่เกี่ยวข้องกับเส้นเลือดดำ โรคกระดูก ข้ออักเสบ รูมาตอยด์ เก๊าท์ หากรับประทานสับปะรดเป็นประจำ จะช่วยบรรเทาอาการต่างๆเหล่านี้ได้ รวมไปถึงสมานแผลให้ทุเลาได้เร็วขึ้นด้วยครับ วิธีรับประทาน สับปะรด ให้ถูกต้อง วิธีกินสับปะรด สำหรับการรับประทานที่ถูกวิธีนะครับ ให้ใช้มีดใหญ่เฉือนเปลือกออกจนหมด จากนั้นจึงใช้มีดตัดส่วนตาออกเป็นร่องเฉียงเป็นแถว ๆ เอาส่วนตาออกแล้วตัดเป็นชิ้น แล้วเอาเกลือแกงทาให้ทั่วหรือมิฉะนั้นก็แช่ในน้ำเกลืออ่อน ๆ ประมาณ 2-3 นาที การทาเกลือหรือแช่ในน้ำเกลือนอกจากจะทำให้รสชาติดีขึ้นแล้วยังเป็นการทำลายสารจำพวก Glycoalkaoid และเอ็มไซม์บางชนิด ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้หลังรับประทานครับ ข้อแนะนำของ สับปะรด ถึงแม้ว่าสับปะรด จะเป็นผลไม้ที่เยี่ยมยอดเลยก็ว่าได้สำหรับเรานะครับ แต่หากรับประทานในปริมาณมากๆ อาจเป็นผลเสียต่อร่างกายได้ ควรรับประทานสับปะรด ควบคู่ไปกับการทานอาหาร และผักผลไม้อื่นๆด้วยนะครับ อย่าลืมบอกต่อเคล็ดลับดีๆให้เพื่อนๆต่อได้นะครับ ขอบคุณที่มาจาก : www.สุขภาพไทย.com