หลักสิทธิมนุษยชน

ก่อนชม 'ดาวคะนอง' ย้อนดู ‘เจ้านกกระจอก’ บทบันทึกเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทยของ ใหม่-อโนชา
ดาวคะนอง /  อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล / 

ในวาระที่ 'ดาวคะนอง' ผลงานหนังยาวเรื่องที่สองของผู้กำกับ ใหม่-อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ จะเข้าฉายในบ้านเราอย่างเป็นทางการวันแรก (8 ธ.ค. 2559) ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน อโนชานำหนังเรื่องแรกของเธอเข้าฉายในบ้านเรา และ ‘เจ้านกกระจอก’ ก็กลายเป็นหนังไทยที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ในแง่ของการใช้สัญลักษณ์เพื่อเล่าเรื่อง ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่อโนชานำใช้ในหนังเรื่องล่าสุดของเธอเช่นกัน เราจึงขอหยิบเอาบทความจากคอลัมน์คลาสสิคในนิตยสาร BIOSCOPE "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" ที่ ไกรวุฒิ จุลพงศธร ได้เขียนถึง ‘เจ้านกกระจอก’ ถึงการเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารกับผู้ชม ก่อนที่จะไปชมผลงานล่าสุดของเธอกันในสัปดาห์นี้ **เช็ครอบฉายและข่าวสารของหนัง 'ดาวคะนอง' ได้ที่ www.facebook.com/daokhanongmovie ‘เจ้านกกระจอก’ กับขบวนการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทย (แบบไม่ได้นัดหมาย) โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร **ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 105 / สิงหาคม 2553 ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาช่างแตกต่างราวกับฟ้าและเหวกับช่วงที่ผมเริ่มต้นเขียนคอลัมน์นี้ เมื่อ 8 ปีก่อนผมเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบโฆษณาแต่ดันชื่นชอบการตีความสัญลักษณ์ใน หนังที่เรียนรู้จากพ็อคเกตบุ๊ครวมบทวิจารณ์ของ สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์, มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ และ ประชา สุวีรานนท์ ซึ่งได้กลายเป็นครูอย่างไม่เป็นทางการของผม ในโลกของผม ณ ช่วงเวลาดังกล่าว "สัญลักษณ์มีแต่ในหนังเท่านั้น" (แน่นอนครับว่ามันมีที่อื่นๆ ด้วย แต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจมันเอง) 8 ปีผ่านไปมีอะไรเกิดขึ้นมากมายกับชีวิต และสัญลักษณ์ไม่ได้อยู่แค่ในหนังอีกต่อไป แต่สัญลักษณ์อยู่กลางถนน และมิใช่ผม คนเดียวที่ตระหนัก เพราะดูเหมือนสังคม ‘ทุกฝ่าย’ ค่อยๆ เรียนรู้ว่าการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เป็นการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดในวินาทีนี้ (ดูอย่างกรณีที่คนเสื้อแดงพยายามจะไปพันผ้าสีแดงที่ป้ายถนนราชประสงค์, ต่อมาก็มีกำลังตำรวจจำนวนมากมาเฝ้าป้ายดังกล่าว, และหนักข้อขึ้นไปอีกเมื่อป้ายดังกล่าวได้ถูกเจ้าหน้าที่ถอดทิ้งไปเลย, ลงท้ายด้วยเอาป้ายมาติดตั้งใหม่พร้อมคำอธิบายว่านำป้ายไปทำความสะอาดเนื่องจากมีคนมาฉีดสีพ่นทับตัวอักษร) สังคมค่อยๆ เรียนรู้ (ผมหวังอย่างนั้น) ว่าการต่อสู้ด้วยพละกำลังหรือการต่อสู้แบบ ถอนรากถอนโคนซึ่งมักมากับกระบวนทัศน์ ‘สงครามครั้งสุดท้าย’ นั้นไม่มีอยู่จริง สงครามไม่มีวันจบลงง่ายๆ ยุทธศาสตร์ต่อไปคือการต่อสู้อย่างต่อเนื่องและยืดยาว การช่วงชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์จึงกลายเป็นสมรภูมิอย่าง ไม่เป็นทางการ นักสัญศาสตร์จึงกลายเป็นบุคคลสำคัญของสังคม เพราะพวกเขามีหน้าที่คุ้ยเขี่ย กัดเซาะ สร้าง และตีความสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อ ‘ทำลาย’ หรือ ‘ตอกย้ำ’ วาทกรรมที่แต่ละฝ่ายผลิตขึ้นมา คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ สิ่งที่พัวพันกับการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้ก็คือการช่วงชิง ‘พื้นที่’ ‘เวลา’ และ ‘ความทรงจำ’ ดูตัวอย่างจากการพันผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ แม้จะเป็นพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร แต่ก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์สุดทรงพลัง เพราะมันเป็นการแย่งชิงพื้นที่ ความทรงจำและการรับรู้ของสังคม ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งพยายามจะ ‘ลบเลือน’ ความทรงจำนี้ทิ้งไป อีกฝ่ายก็พยายามจะ ‘ย้ำเตือน’ มิให้ความทรงจำจางหาย แน่นอนว่าการต่อสู้นี้ขึ้นอยู่กับบริบทเวลา หากมิได้ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายความทรงจำดังกล่าวก็จะบิดเบือน และหลุดหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และกลายเป็น "ความทรงจำส่วนบุคคล" หรือของคนกลุ่มย่อยๆ ไปแทน นอกจาก พื้นที่ เวลา และความทรงจำ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้แล้ว มันยังเป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของศิลปะภาพยนตร์อีกด้วย หากเมื่อ 8 ปีก่อนผมตื่นเต้นกับงานของคนทำหนังอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, นนทรีย์ นิมิบุตร และ เป็นเอก รัตนเรือง ที่ทำให้เกิดการบูมของหนังไทยร่วมสมัยในช่วงเวลานี้ผมก็ตื่นเต้นกับกลุ่มคนทำหนังบนดินและใต้ดิน –ไม่ว่าจะมีแนวคิดทางการเมืองแบบใดก็ตาม- แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาพยายามโต้ตอบกับสังคมด้วยการสร้างงานที่เล่นกับพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำ ผ่านระบบสัญลักษณ์ที่งัดข้อก่อกวนกับวาทกรรมหลัก ผมกำลังหมายถึงหนังอิสระอย่าง ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ‘บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน’ และ ‘จุติ’ ของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล, ‘เจ้านกกระจอก’ ของ อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ ไปจนถึงหนังสั้นของ ปราปต์ บุนปาน, เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง หรืองานในอนาคต (แน่นอนว่าผมยังไม่ได้ดู แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเล่นกับการเปรียบเปรยเชิงการเมือง) ทั้ง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ของ สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์, ‘The Dog ชิงหมาเกิด’ ของ พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง และ ‘14’ ของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล แน่นอนว่าคนเหล่านี้ไม่ได้นัดกัน และไม่ได้มีอุดมการณ์ การเมืองเดียวกัน แต่การปรากฏของผลงานเหล่านี้ใน ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก็เป็นขบวนการหนังสัญลักษณ์ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง (**อัพเดต จนถึงปัจจุบัน ‘14’ ยังไม่ได้ถูกผลิตขึ้น ส่วนอย่างที่ทราบกันคือ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ กลายเป็นหนังที่โดนแบนในบ้านเราไป) หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ คนทำหนังรุ่น เพิ่มพล เชยอรุณ หรืองานยุครุ่งเรืองของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล มุ่งสะท้อนสังคมด้วยการตีแผ่อย่างตรงไปตรงมาหรือมีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นเห็นชัด แต่ขบวนการหนังบนดินและใต้ดินยุคปัจจุบัน (แบบไม่ได้นัดหมาย) มิได้เดินบนเส้นทางนั้น หากไม่นับงานของพงษ์พัฒน์และชูเกียรติ (ซึ่งผมยังไม่ได้ดู) คนทำหนังที่เหลือซึ่งเป็น คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ นำเสนอผ่านสุนทรียะเฉพาะตัวและระบบสัญลักษณ์ที่แนบเนียนและแพรวพราวเกินกว่ายุคของเพิ่มพลไปแล้ว ซึ่งต้องอาศัยพื้นฐานความ เข้าใจและการสั่งสมสุนทรียะของภาพยนตร์โลกร่วมสมัยในระดับหนึ่ง มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่คนทำหนังกลุ่มนี้จะถูกป้ายข้อหาจากคนดูว่า “ดูไม่รู้เรื่อง” หรือ “เข้าใจยาก” แต่ขณะเดียวกัน ภายใต้สังคมไทยอันแสนเคร่งครัดในยุคสมัยของการจำกัดจำเขี่ยทางความคิดเห็น การ ‘ดูไม่รู้เรื่อง’ และ ‘เข้าใจยาก’ ก็กลับกลายเป็นเกราะป้องกันตัวผู้สร้างเอง พวกเขาจึงสามารถสร้างงานที่ ‘เตะเฉียด’ ประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ผ่านเนื้องานและสัญลักษณ์ที่แนบเนียนหรือแปลกพิศวงได้ เช่น หากอภิชาติพงศ์สร้างหนังเกี่ยวกับวันเสียงปืนแตกโดยตรงก็คงโดนแบน แต่การสร้างโดยผสมสุนทรียะของหนังส่วนตัวและเนื้อหาการเมืองเชิงสัญลักษณ์แยบยลก็ทำให้หนังออกสู่สังคมได้ (ในกรณีของอภิชาติพงศ์และอโนชานั้น ความพิศวงของสัญลักษณ์ยังกลายเป็น ‘ปริศนา’ และ ‘ความลึกลับ’ ที่ทำให้คอหนังศิลปะในต่างชาติอ่านงานของพวกเขาในความหมายอื่นๆ ได้อีกด้วย) กลายเป็นว่าในพื้นที่เล็กๆ อย่างหนังอิสระ กลับมีระดับเพดานการแสดงความคิดเห็นที่สูงกว่าปกติ ทว่าพื้นที่ดังกล่าวก็เล็ก เล็กมาก หรือเล็กที่สุดจนแทบจะไม่มีเสียงเล็ดรอดออกไปให้เกิดการพูดคุยในวงกว้าง นักวิจารณ์และนักดูภาพยนตร์ (cinephile) คือฟันเฟืองที่เข้ามามีบทบาทในจุดนี้ แต่ลำพังนักวิจารณ์เองก็ทำงานได้ไม่มีประสิทธิผล ตั้งแต่ติดอยู่ในระบบ มีพื้นความรู้ที่ทำให้อ่านงานเหล่านี้ไม่ขาดพอ รวมถึงต่อให้อ่านได้แต่จะเขียนได้ชัดเจนมากขนาดไหน หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นตัวอย่างชั้นดีของสิ่งที่ผมได้พูดไป อโนชาและ ลี ชาตะเมธีกุล (มือตัดต่อ) จงใจก่อกวนพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำด้วยการเล่าหนังโดยไม่เรียงลำดับเวลา (เหมือนหนังเรื่อง 21 Grams) เมื่อผนวกกับชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ (Mundane History) ก็คลับคล้ายท่วงท่าปรัชญาแบบพังค์ๆ ที่โจมตีประวัติศาสตร์ทางการที่เล่าเรื่องแบบเรียงตามลำดับเวลา (หรืออำนาจแนวดิ่ง) และให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่มาในรูปแบบของความทรงจำที่ย่อมวูบวาบ ไม่เรียงลำดับก่อนหลัง (หรืออำนาจแนวระนาบ) ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วย เมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย เราอ่านหนังได้อย่างน้อยสองระดับ ระดับแรกคือเชื่อไปตามเรื่องว่ามันเป็นเรื่องของบุรุษพยาบาลที่ต้องเข้ามาดูแลเด็กหนุ่มพิการ ลูกผู้ดีเก่าที่ไม่ลงรอยกับพ่อผู้แสนดี เขาถูกแวดล้อมไปด้วยแม่บ้านและคนใช้ แล้วความสัมพันธ์ของบุรุษพยาบาลและเด็กหนุ่มจากที่ตึงเครียด ก็ค่อยๆ อ่อนลงและกลายเป็นความอ่อนโยนระหว่างสองมนุษย์ ระดับที่สองคือการตั้งคำถามว่า ทั้งหมดนี้คืออุปลักษณ์ (metaphor) ของสังคมไทยในยุคพ.ศ.นี้ นี่คือสังคมไทยที่ในอดีตเคยรุ่งเรืองและงามงด (จากสภาพบ้านที่เป็นผู้ดีเก่า, คำอธิบายว่าคุณพ่อเป็นคนแสนดี) แต่ปัจจุบันกลับเป็นสังคมที่รุนแรง เปลี่ยนแปลง และไร้อนาคต (เด็กหนุ่มพิการ, เอาแต่ใจ, อารมณ์เกรี้ยวกราด, รักษาไปก็เปล่าประโยชน์, ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้) และมันก็ยังเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยชนชั้น (มีการแบ่งการกินข้าวอย่างชัดเจน เจ้านายกินชั้นบน บ่าวไพร่กินชั้นล่าง แถมยังมีบ่าวไพร่ที่ทำตัวประหนึ่งเจ้านาย หรืออาจมีอะไรกับเจ้านายด้วยซ้ำ) ผมไม่ได้บอกว่าสังคมไทยไร้ความหวัง หรือคนทำหนังเรื่องนี้จะบอกว่า สังคมไทยสิ้นหวัง แต่หนังเรื่องนี้เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้ อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วยเมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย หนังพูด ถึงอารยธรรมในฉากเดินดูรูปจำลองของอารยธรรมต่างๆ (ซึ่งรุ่งโรจน์และ มอดม้วยไปแล้ว) ในท้องฟ้าจำลอง และยังพูดถึงพุทธธรรมผ่านตัวคนใช้ที่สบถขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ในแง่วิทยาศาสตร์มีการอธิบายเรื่องจุดจบของดาว อโนชาลากให้ทุกอย่างมารวมกัน เหมือนกับภาพโปสเตอร์หนังที่เหมือนรูปปริศนา มันเป็นทั้งดวงตา ของเด็กหนุ่มผู้พิการไร้ความหวัง เป็นทั้งดาวฤกษ์สุกสว่างที่กำลังจะแตกดับ และเป็นทั้งดวงตาของคนทำหนังที่จับจ้องความล่มสลายของยุคสมัย อารยธรรมมีวันสิ้นสุด เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องสามัญ และหากดาวอันใหญ่ยักษ์ยังมีวันดับได้ นับประสาอะไรกับอารยธรรม, ประเทศชาติ, คนรุ่นหนึ่ง, มนุษย์ที่ยิ่งใหญ่หรือต่ำต้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งเซลล์อณูหนึ่ง ก็ต้องมีวันดับสิ้นไปทั้งนั้น แต่เมื่อมีวันดับสิ้น ก็มีวันกำเนิดใหม่ และหลังจากประวัติศาสตร์ของโลก / อารยธรรม / ประเทศ / ครอบครัว ที่ผ่านมาถูกเดินหน้าด้วยบุรุษเพศ ผู้กำกับเพศหญิงที่เล่าสงครามระหว่างเพศชายมาเกือบ 80 นาทีได้แย้มนัยว่า บทใหม่ของประวัติศาสตร์จะเริ่มด้วยสตรีเพศเสียที ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ปลายปีนี้...เตรียมตัวฮาสุดป่วนไปกับก๊วนสุดรั่ว ใน
Office Christmas Party /  คอร์ทนีย์ บ. แวนซ์ / 

ปลายปีนี้...เตรียมปิดออฟฟิศแล้วมาปาร์ตี้กันสุดเหวี่ยง กับเหล่านักแสดงสายฮาระดับท็อปของอเมริกา ใน Office Christmas Party ความฮาสุดป่วนบังเกิดขึ้น เมื่อซีอีโอของบริษัท (เจนนิเฟอร์ อนิสตัน) พยายามจะปิดสาขาของน้องชาย (ที.เจ. มิลเลอร์) ซึ่งชอบปาร์ตี้เป็นหลัก ดังนั้นเขาและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (เจสัน เบทแมน) จึงชวนเพื่อนร่วมงานมาจัดปาร์ตี้ฉลองคริสต์มาส เพื่อสร้างความประทับใจให้ว่าที่ลูกค้าคนสำคัญและพยายามปิดดีลการขาย เพื่อรักษาตำแหน่งหน้าที่การงานไม่ให้หลุดลอยไป พบกับคอเมดี้สุดฮา Office Christmas Party กำกับโดย จอช กอร์ดอน และ วิล สเป็ค ร่วมด้วยนักแสดงอย่าง เคท แม็คคินนอน, โอลิเวีย มันน์, จิลเลียน เบล และคอร์ทนีย์ บ. แวนซ์ กำหนดฉาย 15 ธันวาคมนี้ในโรงภาพยนตร์

ว่าที่นางเอกตัวแม่!! แต้ว ณฐพร มาไกล ความรักชื่นมื่น งานการไม่มีเสีย!!
แต้ว ณฐพร /  ต้น อาชว์ / 

               เป็นนางเอกที่หน้าเด็กจริงๆ สำหรับสาว แต้ว ณฐพร ไม่ว่ากี่ปีผ่านไปหน้าก็ยังใสกิ๊กแลดูละอ่อนอยู่ตลอดๆ ซึ่งจุดนี้ก็ไม่ได้มีดีแค่เรื่องสวยใสเท่านั้น เพราะฝีมือการแสดงการันตีคุณภาพฝุดๆ ละครพีเรียดอย่าง นาคี เว้าอีสานซะจนคนดูเคลิ้มและติดกันงอมแงม เรียกว่าพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ไม่ย่ำอยู่กับที่ให้ประชาชีเม้าท์มอย                ส่วนเรื่องราวความรักก็เช่นกัน รับรู้มาตลอดว่าหัวใจของคุณเธอไม่ว่าง เพราะมีหนุ่ม ต้น อาชว์ คอยกุมอยู่หลายปีดีดัก ซึ่งถึงแม้จะมีความรักแต่เรื่องงานเรื่องการสาวแต้วไม่เคยเสียนะเออ ยังคงทำหน้าที่หลักของตัวเองได้ดีเยี่ยม ดีจนอดมโนไม่ได้ว่าเธอคนนี้จะกลายมาเป็นนางเอกตัวแม่สุดฮอตคนใหม่ของวงการบันเทิงในอนาคตอ๊ะเปล่า ฝีมือการแสดงเริ่ด ความรักหวานแบบมีลิมิต แถมยังฮอตขึ้นทุกวันๆ คุณสมบัติพร้อมแบบนี้ไม่น่าพลาดโนะ แม้ล่าสุดจะมีเอี่ยวเรื่องฉาวให้แฟนคลับได้ปวดหัวกันอยู่บ้างก็เถอะ แต่ของแบบนี้ถ้าไม่เกี่ยวข้อง ประชาชีย่อมต้องเข้าใจอยู่แล้ว คริๆๆ ต้น - แต้ว ต้น - แต้ว ต้น - แต้ว ต้น - แต้ว ต้น - แต้ว แต้ว แต้ว - ต้น แต้ว - ต้น แต้ว - ต้น ต้น - แต้ว แต้ว ณฐพร แต้ว ณฐพร

รีวิว 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น : มนุษย์ย่าหน้าเด็ก
20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น /  review / 

รีวิว 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น : มนุษย์ย่าหน้าเด็ก เป็นค่ายหนังน้องใหม่แกะกล่องเลยทีเดียวสำหรับ CJ Major Entertainment ที่เป็นการร่วมมือกันระหว่าง เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป (ของไทย) และซีเจ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ (ของเกาหลี) โดยได้ประเดิมภาพยนตร์เรื่องแรกด้วยการนำภาพยนตร์เกาหลีที่เคยออกฉายเมื่อปี 2014 อย่าง Miss Granny มารีเมกแบบไทย ๆ กลายเป็นภาพยนตร์เรื่อง 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น ผ่านการกำกับของ โจอี้ อารยะ สุริหาร 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว ๆ หนึ่งที่มีผู้อาวุโสของบ้านคือ ย่าปาน (รับบทโดย นีรนุช ปัทมสูต) ที่เป็นคนแก่ปากร้าย ขี้บ่น เจ้ากี้เจ้าการ จนลูกสะใภ้เกิดอาการเครียดเข้าโรงพยาบาล เพื่อคลี่คลายปัญหา พงษ์ (รับบทโดย จิราวัฒน์ วชิรศรัณย์ภัทร) ผู้เป็นลูกชายตัดสินใจจะส่งย่าปานไปบ้านพักคนชรา ความผิดหวังในตัวลูกชายทำให้ย่าปานระหกระเหไปจนพบร้านถ่ายรูปแห่งหนึ่ง เธอเข้าไปถ่ายรูปในร้านดังกล่าวและเกิดเรื่องอัศจรรย์ขึ้น ย่าปานกลับมาเป็นสาววัยยี่สิบอีกครั้ง โดยใช้ชื่อใหม่ว่า ป่าน (รับบทโดย ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่) เธอกลับมาใช้ชีวิตวัยรุ่นเพื่อสานฝันการเป็นนักร้องอีกครั้ง โดยเข้าร่วมวงดนตรีของหลานชายชื่อ บูม (รับบทโดย เจเจ กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม) และเข้าร่วมแสดงในรายการร้องเพลงที่มีนัท (รับบทโดย ก้อง สหรัถ สังคปรีชา) เป็นโปรดิวเซอร์ ซึ่งความใกล้ชิดระหว่างป่านกับนัทก็นำไปสู่ทางเลือกระหว่าง “ความรัก” กับ “ครอบครัว” แม้จะได้ชื่อว่าเป็นหนังรีเมกที่คงพล็อตหลัก ๆ ของต้นฉบับไว้ แต่ผู้กำกับมือใหม่ก็ใส่ความเป็นครอบครัวแบบไทยลงไปในภาพยนตร์ได้อย่างลงตัว ทำให้เนื้อเรื่องมีความกลมกล่อมในแบบหนังดราม่าครอบครัวผสมกับหนังตลกสถานการณ์ ไม่เน้นการตบมุกปัง ๆ แบบหนังตลกที่นำแสดงโดยนักแสดงตลก การดำเนินเรื่องมีความตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย ไม่รู้สึกถึงความเกินจริงของเรื่อง (แม้การย้อนวัยจะอยู่เหนือความเป็นจริงของมนุษย์ก็ตาม) นักแสดงนำของเรื่องไม่ว่าจะเป็น ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ หรือ ก้อง สหรัถ สังคปรีชา ต่างเป็นนักแสดงที่ทางต้นฉบับล็อกบทไว้ให้ ซึ่งทั้งสองก็สามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างสมบทบาท โดยเฉพาะฉากที่นางเอกของเรื่องขึ้นเวทีร้องเพลงลูกกรุง การตัดต่อภาพช่วยส่งให้เธอดูโดดเด่นและเห็นถึงความรู้สึกของตัวละครที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักร้องมาตลอดชีวิต คล้อยหลังจากฉากชวนขบขันต่าง ๆ นานาแล้ว ประเด็นหลักที่เรื่องต้องการจะสื่อก็คือคุณค่าของสถาบันครอบครัว ที่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้ว...คงไม่มีสิ่งใดที่สำคัญไปกว่าความรักความผูกพันที่มีต่อกัน บางครั้งอาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่สุดท้ายสายใยระหว่างกันก็จะดึงทุกคนให้หันหน้าเข้าหากัน พูดคุยแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทำให้ครอบครัวมีความมั่นคงยั่งยืนตลอดไป 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น ถือเป็นภาพยนตร์ไทยอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจับตามองของปีนี้ ด้วยความที่เป็นหนังจากค่ายน้องใหม่ และผู้กำกับมือใหม่ แต่สามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้สวยงาม เพราะฉะนั้น...ขอมอบคะแนนให้ที่ 4/5 ครับ บทความโดย NuTTi3 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ

หวั่นไม่ปลอดภัย!! สายป่าน โร่ลงบันทึกประจำวัน หลังมีบุคคลต้องสงสัยมาส่องร้าน!!
สายป่าน อภิญญา /  เบย์ ณรัฐ / 

  หลังเกิดเหตุการณ์มีบุคคลต้องสงสัยท่าทางไม่น่าไว้วางใจมาสอดส่องร้านกาแฟ 29 Nov.coffee ของนักแสดงสาวร่างน้อย สายป่าน อภิญญา จนเจ้าตัวรู้สึกหวาดกลัวเกรงว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้น จึงชวนแฟนหนุ่ม อาเบย์ ณรัฐ ขึ้นโรงพักลงบันทึกประจำวันเพื่อความอุ่นใจไว้ก่อน   "คือจริงๆ แล้วต้องบอกก่อนว่าป่านไม่ได้ไปแจ้งความ ในเนื้อข่าวบางส่วนอาจจะเขียนผิดพลาดไปว่าไปแจ้งความ แจ้งความคือมันต้องเกิดเหตุไม่ดีก่อนแล้วถึงแจ้งความได้ แต่สิ่งที่ป่านทำคือไปลงบันทึกประจำวันไว้เฉยๆ เพราะป่านรู้สึกว่ามีบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจเข้ามาในร้าน ซึ่งในร้านก็มีพนักงานอยู่ 2 คน แล้วก็มีป่านกับพี่เบย์อยู่ด้วย เราก็รู้สึกว่าต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะว่าน้องๆ ก็เป็นเด็กผู้หญิงด้วย เลยไปลงบันทึกประจำวันไว้ เพราะว่าเรารู้สึกไม่ปลอดภัย"   "เขามีทีท่าสังเกตการณ์ค่ะ เป็นทีท่าสังเกตการณ์ สอดส่อง หรือเรียกว่าดูลาดเลาประมาณนี้ เขาไปที่ร้านครั้งแรกค่ะ ก็ถ้าเกิดเป็นคนปกติเข้าไปทุกคนต้องเข้าไปกินกาแฟอยู่แล้ว แต่พฤติกรรมเขาคือดูว่ากล้องวงจรปิดอยู่ตรงไหน ดูท่าทีว่าเราทำงานกันยังไงในร้าน"   "จริงๆ แล้วเรื่องพวกนี้มันเป็นเซ้นส์ คือเราเชื่อเซ้นส์ตัวเราเองก่อน เราเจอลูกค้าทุกวัน เราจะรู้ว่าคนแต่ละคนเข้ามาในท่าทีไหน เป็นมิตรหรือไม่เป็นมิตร พอเรามีเซ้นส์เราก็ค่อยๆสังเกต ตอนที่ออกไปเราก็มาดูกล้องวงจรปิดอีกทีนึง มันก็เลยชัดเจน เขาแต่งตัวไม่ได้น่ากลัวค่ะ แต่ว่าการจอดรถ การเข้ามาแล้วสอดส่อง เราก็จะรู้แล้วว่าสายตาไม่เป็นมิตร น้ำเสียง การไม่พูดจาพาที"   "เขาก็สั่งเครื่องดื่มค่ะ เขาเข้ามา 5 นาทีแล้วก็ออกไป แปลกมาก เขาไม่อยากคุยกับป่านเลยหรอ คือวันนั้นพี่เบย์เดินออกมาจากหลังร้านค่ะ พอเห็นพี่เบย์เขาก็ไป พี่เบย์คงน่ากลัวกว่า(หัวเราะ)"   “หลังจากไปลงบันทึกประจำวันแล้ว เขาไม่มาค่ะ คือเพิ่งไปลงบันทึกประจำวันวันที่ลงอินสตราแกรมเลย หลังจากนั้นมาก็ไม่มีเพราะว่าทุกวันก็จะมีพี่ๆเจ้าหน้าที่วงเวียนมาตามเวรค่ะ เขาจะแบ่งเป็นเวรกัน ตอนนี้ก็อุ่นใจขึ้น คืออย่างน้อยถ้าเกิดจะเกิดเหตุอะไรก็รู้สึกว่าเราได้ลงบันทึกประจำวันไว้แล้วไม่ได้โดดเดี่ยวถูกทอดทิ้งอะไร"   "เราไม่เคยเลยไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ชีวิตเหมือนไม่เคยมีความเสี่ยงแบบนี้มาก่อนเลย หลังจากวันนี้เขาก็ไม่มีอีกเลบ ก็ไม่ทราบเลยค่ะว่าเห็นข่าวหรือเปล่า เราเดาใจไม่ออกหรอก ส่วนใหญ่พวกเราทุกคน ทั้งหมดแหละค่ะอยู่ร้านเป็นหลัก" สายป่าน อภิญญา   สายป่าน อภิญญา   สายป่าน อภิญญา   สายป่าน อภิญญา   สายป่าน อภิญญา  

ละครแม่อายสะอื้น , เรื่องย่อแม่อายสะอื้น
ละครแม่อายสะอื้น /  เรื่องย่อละครแม่อายสะอื้น / 

แม่อายสะอื้น บทประพันธ์ อนัญจนาบทโทรทัศน์ สาวิตาออกอากาศทางช่อง 7 เร็วๆ นี้ เรื่องย่อ ละครแม่อายสะอื้น ดาวนิล หญิงสาวที่สวยที่สุดของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอแม่อาย เป็นลูกสาว คำปัน ซึ่งเป็นครูด้านการแสดงศิลปะล้านนา ดาวนิลเป็นคนที่มีฝีมือในการรำดาบได้สวยไม่แพ้ใคร ทุกครั้งที่เธอฝึกซ้อมที่ลานกลางหมู่บ้าน จะมีชาวบ้านมานั่งดูและชื่นชมในฝีมือรำดาบของเธอเสมอ คำปันภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มาก ผิดกับ ช่อเอื้อง ลูกสาวคนเล็กที่พ่อหัดให้ตีกลองสะบัดชัย แต่ฝีมือการตีไม่เคยได้ดั่งใจผู้เป็นพ่อ ช่อเอื้องมักถูกตำหนิเสมอถึงเรื่องการไม่ตั้งใจฝึกซ้อม คณะละครของคำปันมีคณะละครคู่แข่งคือคณะของ หนานเมือง แต่เพราะคณะของหนานเมืองไม่มีนักแสดงที่เก่งอย่างดาวนิล ทำให้คณะละครของหนานเมืองมีงานน้อยกว่าคณะของคำปันมาก ทำให้หนานเมืองไม่ค่อยพอใจในตัวคำปันและหาทางแกล้งคณะของคำปันเสมอ หนานเมืองมีลูกสาวชื่อ รินคำ เป็นเด็กสาวที่รักสวยรักงามและไม่ชอบศิลปะการแสดงเลย รินคำมักมีเรื่องทะเลาะกับช่อเอื้องเสมอเวลาที่ทั้งสองคณะต้องมาเจอหน้ากัน ทอน ลูกชายผู้ใหญ่บ้านที่แอบชอบดาวนิลอยู่แล้วมาชวนดาวนิลให้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ทใหม่ในตัวเมือง ดาวนิลดีใจที่คณะของพ่อจะได้งาน รินคำที่แอบมาได้ยินเห็นดาวนิลทำท่าดีใจและเห็นสายตาทอนที่มองดาวนิลก็ยิ่งไม่พอใจ ในคืนที่ดาวนิลได้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ท รินคำกับหนานเมืองตามไปแกล้งคณะของคำปันจนถึงงาน รินคำหลอกดาวนิลไปขังไว้ในห้องเก็บของ โชคดีที่ ทรงพล ผ่านมาพอดีเลยช่วยเอาไว้ได้ ดาวนิลยังไม่ทันได้ขอบคุณ ทรงพลก็เดินออกไปก่อน ดาวนิลได้พบทรงพลอีกทีเมื่อเริ่มการแสดง เธอได้รู้ว่าที่แท้เขาคือนักธุรกิจที่มาจากกรุงเทพ ดาวนิลทำการแสดงได้ประทับใจจนแขกในงานต่างปรบมือให้ แต่สิ่งที่ดาวนิลดีใจที่สุดคือคำชมของทรงพลที่ฝากเพื่อนมาชม ด้วยความที่ถูกกลั่นแกล้งบ่อยๆจากหนานเมืองและรินคำ ทำให้งานแสดงของคณะคำปันเริ่มน้อยลงจนดาวนิลพยายามหางานเพิ่ม แต่สุดท้ายก็โดน อ้ายศักดิ์ นายหน้าหางานฉวยโอกาสจะปลุกปล้ำ ดาวนิลไม่ยอมและทำร้ายอ้ายศักดิ์เพื่อป้องกันตัว หนานเมืองจึงฉวยโอกาสรวมหัวกับอ้ายศักดิ์ จนคณะคำปันไม่มีงานแสดงอีก เมือไม่มีงานแสดง ฐานะของบ้านและคณะละครของคำปันก็ย่ำแย่หนักยิ่งกว่าเดิม หนำซ้ำดวงตาของคำปันยังเริ่มมองเห็นได้เลือนลาง ดาวนิลกลุ้มใจและเป็นห่วงพ่อ วิไลที่กลับมาเยี่ยมป้าบัว ผู้เป็นแม่ รู้เรื่องดาวนิลต้องการเงิน ก็ชวนดาวนิลเข้าไปทำงานกับตนที่กรุงเทพ แม้ว่าตอนแรกดาวนิลจะปฏิเสธเพราะห่วงพ่อ แต่เมื่อวิไลหลอกว่ามีงานให้ดาวนิลไปแสดงที่กรุงเทพ ดาวนิลจึงตัดสินใจไป แม้ว่าคำปันกับช่อเอื้องจะไม่เห็นด้วย แต่ดาวนิลสัญญาว่าจะรีบทำงานเก็บเงินแล้วจะรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด ทรงพลคบหาดูใจอยู่กับ จิดาภา สาวไฮโซที่เอาแต่ใจตัวเอง ทรงพลขอจิดาภาแต่งงาน แต่ทั้งคู่มีปากเสียงกันเรื่องการจัดงานแต่งจนจิดาภาบอกเลิกทรงพล แม้ว่า เทวัญ พี่ชายทรงพลกับ ทรงวุฒิ น้องชาย พยายามช่วยให้ทั้งคู่คืนดีกันแต่ก็ไม่เป็นผล สาวน้อย แม่นมเก่าแก่ที่ไม่เคยชอบจิดาภาขัดขวางความรักของทรงพลทุกทาง เมื่อดาวนิลมาถึงกรุงเทพก็พบว่าสิ่งที่วิไลบอกไม่มีอะไรเป็นความจริง เธอถูกหลอกให้มาทำงานขายบริการ ดาวนิลถูกบังคับให้บริการแขกที่ใช้กำลังข่มขืนเธอ คนในร้านคนหนึ่งสงสารเธอ และพยายามช่วยโดยโน้มน้าวให้เฮียเจ้าของร้านยอมขายดาวนิลให้กับร้านใหม่ที่เป็นแค่สถานที่เที่ยวสำหรับผู้ชาย แม้ว่าที่ใหม่ดาวนิลจะไม่ต้องขายบริการ แต่ก็โดนบังคับให้มานั่งกินเหล้ากับแขก ดาวนิลต้องจำใจทำงานที่นี่เพื่อชดใช้ค่าตัวที่วิไลขายเธอให้กับเฮียเจ้าของร้าน ทรงพลเห็นข่าวสังคมลงข่าวเรื่องจิดาภามีข่าวกับผู้ชายคนใหม่ก็เสียใจมาก ทรงวุฒิพาพี่ชายไปเที่ยวปลอบใจ ดาวนิลได้เจอทรงพลอีกครั้ง ดาวนิลแม้จะดีใจ แต่ก็อายในสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ ผู้จัดการร้านสั่งให้ดาวนิลมาดูแลทรงพล ทรงพลเมามายและจำดาวนิลไม่ได้ คืนนั้นดาวนิลยอมเป็นของทรงพลด้วยความเต็มใจ ตื่นเช้ามาทรงพลออกไปโดยไม่แม้แต่จะพูดอะไรกับดาวนิล เขาทิ้งเงินไว้ก้อนใหญ่ด้วยความรู้สึกไม่ดี ดาวนิลได้แต่เก็บเงินไว้และสัญญากับตัวเองว่าถ้าเธอได้เจอทรงพลอีก เธอต้องอยู่ในฐานะที่ดีกว่านี้ ไม่ยอมให้เขามาดูถูกเธอได้ คำปันนึกถึงแต่ดาวนิลว่าเมื่อไหร่จะกลับ หลังๆดาวนิลไม่ค่อยรับโทรศัพท์ เพราะอายและต้องปิดบังความจริงเรื่องงานที่ทำอยู่ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ดูจะคิดถึงแต่พี่และห่วงเรื่องพี่ลำบาก จนไม่มีกระจิตกระใจจะไปหาหมอรักษาตาทอนเองสืบรู้มาว่าดาวนิลไปทำงานขายบริการที่กรุงเทพ ก็เข้าใจผิดคิดว่าดาวนิลเต็มใจ ประกอบกับรับไม่ได้ที่หญิงสาวที่ตนรักเป็นแบบนี้ เลยจงใจหลบหน้าครอบครัวดาวนิล ทำให้ทอนไม่ได้พาคำปันไปหาหมออีกดาวนิลยอมทำงานจนสามารถใช้คืนค่าตัวได้ครบ เธอวางแผนจะกลับบ้านแต่เกิดแพ้ท้อง วิไลพาดาวนิลไปทำแท้ง ดาวนิลไม่ยอมเพราะรู้ว่าลูกที่เกิดน่าจะเป็นลูกของทรงพล แต่วิไลก็ให้คนพาดาวนิลไปจนได้ ตำรวจทลายคลีนิคเถื่อนขณะที่ดาวนิลเพิ่งถูกบังคับไปที่นั่นพอดี ดาวนิลถูกพาส่งโรงพยาบาล หมอเทวัญช่วยชีวิตและเตือนสติดาวนิล ดาวนิลพรั่งพรูว่าไม่ต้องการทำลายชีวิตลูกที่เกิดจากความรัก เทวัญเห็นใจดาวนิล จึงพามาอาศัยอยู่กับ คุณนายติ๊ด เจ้าของร้านเสื้อผู้มีนิสัยเค็มจนขม คุณนายติ๊ดคิดว่า ดาวนิลอาจจะเป็นเมียลับของเทวัญ จึงรับไว้ทำงาน หวังเอาหน้าแต่พอรู้ความจริงว่าดาวนิลเป็นแค่คนที่เทวัญช่วยไว้ ก็ร่วมมือกับ ผึ้ง ลูกน้องในร้าน ใช้ดาวนิลให้ทำงานมากมาย ดาวนิลที่โดนใช้ให้ทำงานหนักจนทำให้คลอดลูกก่อนกำหนด และเด็กออกมาพิการ ดาวนิลโทษว่าเป็นความผิดตัวเองที่กินเหล้าตอนทำงานในช่วงที่ตั้งท้อง และเคยโดนหลอกให้กินยาทำแท้ง ทำให้ลูกออกมาพิการ แต่เทวัญก็ปลอบว่าดาวนิลสามารถเลี้ยงลูกให้มีความสุขได้ ดาวนิลพาลูกมาอยู่ที่ร้าน สร้างความไม่พอใจให้คุณนายติ๊ดที่ยื่นคำขาดให้ดาวนิลเอาลูกไปเลี้ยงที่อื่น ดาวนิลถูกคุณนายติ๊ดยึดเงินบางส่วนไว้บอกเป็นค่าทำให้ร้านเสียหายรายได้ตกเพราะดาวนิลมัวเอาแต่เวลาไปเลี้ยงลูก ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง จึงตัดสินใจพาลูกกลับบ้าน ดาวนิลกลับมาแม่อายท่ามกลางความประหลาดใจและเสียงซุบซิบนินทาของทุกคนที่มีเด็กมาด้วย ช่อเอื้องเถียงแทนทันทีว่าไม่ใช่ลูกดาวนิล ดาวนิลกดดันมากที่พ่อถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม จึงตัดสินใจโกหกทุกคนว่าเป็นลูกของเพื่อนที่ตายไป คำปันดีใจที่ลูกกลับบ้าน ช่อเอื้องไม่อยากให้พี่กลับไปกรุงเทพอีก เทวัญกลับมาเยี่ยมดาวนิลที่ร้านแต่พบว่าดาวนิลไม่อยู่ที่นี่แล้ว คุณนายติ๊ดโกหกว่าดาวนิลกลับไปเยี่ยมบ้าน แต่ด้วยความกลัวว่าเทวัญจะรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายไล่ดาวนิลไป เลยพยายามติดต่อดาวนิลและพูดจาหว่านล้อมให้ดาวนิลกลับมาทำงาน คำปันไม่อยากให้ดาวนิลกลับไปทำงานกรุงเทพอีก แต่ดาวนิลรู้สึกผิดหวังที่ทอนมองเธอเปลี่ยนไปเมื่อรู้ความจริงว่าเธอไปทำอะไรที่กรุงเทพ เมื่อคุณนายติ๊ดเสนอให้เงินเพิ่ม ดาวนิลจึงตัดสินใจกลับกรุงเทพ ดาวนิลยืนยันกับคำปันว่าที่กรุงเทพเธอมีลู่ทางเรื่องงาน ดาวนิลเอาเงินที่คุณนายติ๊ดโอนมาให้ช่อเอื้องไว้ แล้วฝาก กลอง ลูกชายไว้ที่แม่อาย ดาวนิลสัญญาว่าทำงานใช้หนี้ครบและเก็บเงินได้ซักก้อนเมื่อไหร่จะรีบกลับมาแม่อายและมาหาพ่อไปหาหมอด้วยตัวเองดาวนิลก้มหน้าก้มตาทำงาน ความสวยของดาวนิลสะดุดตา หลิวหลิว สไตลิสท์ จนชักนำไปถ่ายแบบและเล่นหนัง โดยมีหลิวหลิวเป็นผู้จัดการส่วนตัว หลิวหลิวสร้างประวัติของดาวนิลขึ้นมาใหม่และเริ่มปั้นดาวนิลจนเริ่มมีงานมากขึ้น ดาวนิลอดทนและตั้งใจทำงาน และได้งานถ่ายแบบสปาของโรงแรมทรงพลที่กระบี่ ดาวนิลดีใจที่ได้เจอทรงพลในฐานะใหม่ ทรงพลประทับใจความขยันและความอ่อนโยนของดาวนิล จนเกิดเป็นความรัก จิดาภาพอรู้ว่าทรงพลมีข่าวมาคบกับดาวนิลก็พยายามจะกลับมาหาเขา ดาวนิลทำทุกทางเพื่อไม่ให้ทั้งคู่กลับมาคบกันอีก ด้วยความช่วยเหลือของหลิวหลิว ดาวนิลเริ่มมีงานในวงการมากขึ้นเรื่อยๆพร้อมประวัติใหม่ที่ไม่มีใครสงสัย ดาวนิลหลงในความสุขสบาย และความรักที่มีกับทรงพล จนลืมอีกสามชีวิตที่แม่อาย คำปันเฝ้ารอคอยลูกด้วยความหวัง แต่สุดท้ายลูกสาวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกครั้ง ตาของคำปันเริ่มมืดลง คำปันไม่ยอมผ่าตัด เฝ้าแต่รอคอยดาวนิลมาพาไปหาหมอตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ห่วงแต่พี่สาวจนลืมห่วงตัวเอง แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ดิ้นรนดูแลพ่อทุกทาง ช่อเอื้องพยายามติดต่อพี่สาวทุกทางแต่ก็ติดต่อไม่ได้ เธอได้แต่เลี้ยงดูกลองและพ่อที่สายตาไม่ดี เธอจำใจขายของที่มีอยู่และปิดคณะการแสดงเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทรงพลพาดาวนิลไปที่บ้านเพื่อรู้จักกับสาวน้อย แต่คนที่ดาวนิลได้เจอก่อนกลับเป็นเทวัญ เทวัญทำเป็นไม่รู้จักดาวนิลทั้งที่เสียใจว่าผู้หญิงที่ตัวเองแอบรักกลายมาเป็นแฟนของน้องชาย ช่อเอื้องที่วันๆเห็นพ่อที่เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ บ่นเป็นห่วงลูกสาวคนโตที่หายไปเพราะไม่เชื่อว่าดาวนิลจะลืมตัว แต่คงเพราะมีเรื่องเดือดร้อนเลยไม่สามารถติดต่อกลับมาได้ ทอนที่เห็นดาวนิลในทีวีแอบมาบอกช่อเอื้อง ช่อเอื้องยังไม่มั่นใจว่านั่นคือพี่สาวของตัวเอง ช่อเอื้องไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อแล้วตัดสินใจมาตามดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องมาถึงกรุงเทพ ด้วยความที่ไม่รู้อะไรเลย ช่อเอื้องมาดักรอพบดาวนิลที่สถานีโทรทัศน์ เพราะมีนักข่าวมากมาย แม้จะเห็นช่อเอื้องแต่ดาวนิลก็ทำเป็นไม่รู้จักและรีบขึ้นรถขับออกไป ช่อเอื้องมองตามรถพี่ไปอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เธอทั้งผิดหวังและเสียใจ เพราะถึงดาวนิลจะดูสวยผิดตาไปมาก แต่เธอแน่ใจแล้วว่าใช่พี่ดาวนิลของเธอแน่ๆ เธอเดินข้ามถนนอย่างไม่ระวังและถูกรถของเทวัญชนเข้า ที่โรงพยาบาลช่อเอื้องรู้ว่าดาวนิลเป็นคนรักของทรงพลน้องชายเทวัญ ช่อเอื้องตัดสินใจกลับแม่อายและไม่บอกความจริงกับพ่อ ช่อเอื้องโกหกพ่อว่าพบดาวนิลแล้วและเธอสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง ที่ไม่ติดต่อมาเพราะงานยุ่งมาก คำปันฟังแล้วค่อยคลายกังวล ช่อเอื้องได้แต่เก็บความช้ำใจไว้คนเดียว คำปันที่ตอนนี้ตาแทบจะบอดสนิทบังคับช่อเอื้องให้พาไปหาดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องไม่ยอมทำตามคำสั่งพ่อ คำปันเลยแอบไปกับกลอง โดยนัดให้คนรู้จักที่กรุงเทพให้มารับที่ท่ารถ แต่ด้วยความที่ติดต่อผิดพลาดทำให้คลาดกันที่สถานีขนส่ง คำปันที่ไม่มีเงินและติดต่อใครไม่ได้ต้องพาหลานไปนอนรอที่ศาลาริมทาง ช่อเอื้องตามคำปันมาและตามหาจนเจอ นักเลงติดยาแถวนั้นพยายามมาหาเรื่องและรีดเอาเงิน ระหว่างนั้นเอง วรรณา ที่เป็นคนแถวนั้นเข้ามาช่วยช่อเอื้องไว้ได้ เธอพาช่อเอื้อง คำปันและหลานไปอยู่ที่บ้านของเธอที่ชุมชนแออัดแถวนั้น คำปันเล่าให้วรรณาฟังเรื่องมาตามหาลูกสาวชื่อดาวนิล ช่อเอื้องแอบเล่าความจริงให้วรรณาฟัง วรรณาบอกช่อเอื้องว่าจะหาทางพาช่อเอื้องไปพบกับดาวนิลให้ได้ ช่อเอื้องตามไปเจอพี่สาวที่งานแถลงข่าวสินค้างานหนึ่ง แต่เหมือนเดิมที่ดาวนิลไม่คิดจะฟังเรื่องพ่อเพราะกลัวว่าทรงพลที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะได้ยิน ช่อเอื้องผิดหวังมากที่พี่สาวพูดแบบนี้ ช่อเอื้องตัดสินใจโทรหาเทวัญดาวนิลตกใจมากที่เห็นช่อเอื้องที่บ้าน เทวัญบอกว่าช่อเอื้องขอมาอาศัยอยู่ด้วย ช่อเอื้องบอกดาวนิลว่าเธอจะอยู่ที่นี่จนกว่าดาวนิลจะยอมรับกับทุกคนว่า เธอคือน้องที่มาจากแม่อาย ดาวนิลกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อสาวน้อยเอ็นดูช่อเอื้องที่เป็นเพียงคนงานในบ้าน สาวน้อยเห็นความผิดปกติของดาวนิลกับช่อเอื้อง แต่สองพี่น้องก็ไม่ยอมพูด ในที่สุดช่อเอื้องตัดสินใจบอกความจริงกับเทวัญ เทวัญปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมด เทวัญเตือนให้ดาวนิลบอกความจริง แต่ดาวนิลกลัวจะเสียทรงพลไป สาวน้อยจับผิดว่าดาวนิลกับเทวัญดูมีความสนิทสนมกัน จึงบอกกับทรงพล ทรงพลเริ่มระแวง ช่อเอื้องเมื่ออยู่ไปเริ่มรู้สึกว่าดาวนิลเปลี่ยนไปมาก ยิ่งคุยกับวรรณาแล้วรู้ว่าพ่อเองก็เริ่มอยู่ที่กรุงเทพไม่ไหว เธอจึงเริ่มคิดจะยอมแพ้และกลับบ้าน สาวน้อยสงสารจึงแอบให้ไปรับพ่อกับหลานมาอยู่ด้วย ดาวนิลยิ่งเครียดหนักเมื่อ เจอพ่อที่ตาบอดและลูกชายที่ขาพิการพร้อมหน้า ดาวนิลทุกข์ทรมานกับความผิดที่ทิ้งพ่อกับลูกจนตัดสินใจฆ่าตัวตาย หลิวหลิวมาช่วยดาวนิลไว้ได้ทัน ดาวนิลไม่ยอมบอกทรงพลว่าอยากตายเพราะเรื่องอะไร เทวัญโกรธที่ดาวนิลไม่ยอมรับความจริง ทรงพลมองความผิดปกติของพี่ชายกับคนรักด้วยความสงสัยมากขึ้นทุกที คำปันได้ยินทุกคนเรียกชื่อ ดาวนิล ก็ดีใจว่าอาจจะเป็นลูกสาวของตัว แต่ช่อเอื้องกลัวพ่อเสียใจ ก็จำต้องโกหกพ่อไปว่า ไม่ใช่พี่ดาวนิลของเรา ทรงวุฒิสนใจช่อเอื้อง แต่ช่อเอื้องไม่เล่นด้วย ทรงวุฒิจึงออกอุบายจะพาช่อเอื้องลงไปโรงแรมที่กระบี่ ทรงพลตามลงไปเรื่องงานและพาดาวนิลไปด้วย โดยไม่รู้ว่าเทวัญพักผ่อนอยู่ที่นั่นแล้วในงานเลี้ยงของโรงแรม ช่อเอื้องขึ้นรำฟ้อนผางเพื่อให้กระทบใจดาวนิลที่เคยรำชุดนี้ด้วยกัน ดาวนิลกดดันอย่างหนัก วิ่งลงทะเลหวังให้จมน้ำตาย แต่เทวัญมาช่วยไว้ ทรงพลขอดาวนิลหมั้นคืนนั้น ดาวนิลที่กำลังจะพูดความจริงเรื่องพ่อ ก็ต้องเงียบไปอีกพอหนังสือพิมพ์ลงข่าว คุณนายติ๊ดริษยาดาวนิลจึงหาทางติดต่อจิดาภาและบอกว่าทรงพลกำลังโดนดาวนิลหลอก คุณนายติ๊ดมาแฉความจริงเรื่องดาวนิลมีลูกโดยอ้างถึงเทวัญ เทวัญปฏิเสธเพื่อช่วยดาวนิล คุณนายติ๊ดกับจิดาภาต้องถอยกลับไปตั้งหลัก สาวน้อยพยายามเตือนให้ทรงพลฟังหูไว้หู แต่ทรงพลตัดปัญหาด้วยการประกาศจะแต่งงานกับดาวนิลช่อเอื้องเสียใจมากที่ดาวนิลปิดบังความจริงเรื่องลูกอีกเรื่อง ดาวนิลอับจนหนทาง เมื่อเรื่องมัดตัวแน่นขึ้นและทางออกตีบตัน จึงทำได้แค่แอบมาหาพ่อบ่อยๆ คำปันพูดคุย ปลอบโยนดาวนิล โดยไม่รู้เลยว่าเป็นลูกสาวที่ตัวเองเฝ้ารอคอย ช่อเอื้องแม้จะโกรธพี่แต่ใจก็สงสารพี่และพ่อ ช่อเอื้องแอบมาคุบกับดาวนิลทำให้จิดาภาเริ่มเอะใจในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จิดาภาให้คุณนายติ๊ดไปสืบเรื่องนี้ คุณนายติ๊ดหาหลักฐานมาจนรู้ว่าดาวนิลเป็นพี่น้องกับช่อเอื้อง จิดาภานำเรื่องนี้ไปบอกต่อหน้าทรงพลและทุกคน ดาวนิลคิดว่าทุกอย่างคงจบสิ้น แต่ช่อเอื้องปฏิเสธต่อหน้าทุกคนว่าผู้หญิงสกปรกอย่างดาวนิลไม่ใช่พี่ดาวนิลผู้งดงามของเธอ ดาวนิลปวดร้าวที่น้องพูดแบบนั้นแต่ก็พูดอะไรไม่ได้ ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง อยากจะบอกความจริงกับพ่อแต่ก็กลัวว่าจะเสียทรงพลไป ช่อเอื้องพยายามชวนพ่อและหลานกลับบ้าน แต่คำปันกลับดื้อไม่ยอมกลับเพราะยังอยากตามหาดาวนิลให้เจอ ทรงพลที่เริ่มไม่เชื่อใจดาวนิลหาทางคาดคั้นประวัติดาวนิลจากหลิวหลิว หลิวหลิวที่เห็นแก่เงินและเริ่มรู้สึกว่าหลังๆดาวนิลมีปัญหาชีวิตมากมายจนงานก็เริ่มน้อยลงเลยตัดสินใจบอกว่าประวัติดาวนิลทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก ช่อเอื้องเจอกับวิไลด้วยความบังเอิญ วิไลบอกความจริงเรื่องสุดท้ายว่ากลองเป็นลูกที่เกิดจากการขายตัวของดาวนิล ช่อเอื้องแทบล้ม ดาวนิลร้องไห้ ขอร้องน้องว่าอย่าบอกพ่อเพราะกลัวพ่อจะเสียใจ วิไลถูกซื้อตัวจากคุณนายติ๊ด เพื่อแฉดาวนิล แต่วิไลกลับตัวในนาทีสุดท้าย ดาวนิลจึงรอดพ้นจากการถูกประจานกลางกองถ่าย แต่ทรงพลได้ยินที่วิไลคุยกับช่อเอื้องเรื่องลูก ก็เข้าใจว่าดาวนิลเคยท้องกับพี่ชายตัวเองมาก่อน ทรงพลเริ่มเชื่อมโยงเรื่องราวกับสิ่งที่หลิวหลิวพูด ยังไม่ทันที่ดาวนิลที่ตั้งใจมาบอกความจริงจะได้พูดอะไร ทรงพลก็พูดทุกอย่างขึ้นมา และต่อว่าดาวนิลว่าเป็นผู้หญิงใจแตกที่ปิดบังว่าตัวเองมีลูก ดาวนิลเสียใจมากที่ถูกทรงพลพูดจาดูถูก จึงบอกความจริงทั้งน้ำตาว่า กลองคือลูกของทรงพล ทุกคนตกตะลึง ทรงพลรับไม่ได้ หนีไปทันที สาวน้อยเป็นลม ช่อเอื้องทั้งสงสารทั้งเกลียดชังพี่ตัวเองที่ปิดบังทุกอย่าง ดาวนิลบอกว่าการเป็นแค่ดาวนิล ลูกพ่อครูคำปันในคณะรำไม่มีค่า มีความหมายสำหรับชีวิตที่นี่เพราะเธอโดนดูถูก โดนเหยียดหยามมาตลอด สองพี่น้องโต้เถียงกันโดยไม่รู้เลยว่า คำปันแอบได้ยินทุกคำพูดด้วยหัวใจที่แตกสลาย เมื่อรู้ว่าลูกสาวทั้งสองคนโกหกตนมาตลอดเวลา คำปันหนีออกไปกับกลองด้วยใจที่เจ็บช้ำ ดาวนิลช็อคนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ที่โรงพยาบาล ช่อเอื้องกับทรงวุฒิพยายามตามหาคำปัน แต่ไม่พบ เทวัญมาเตือนสติทรงพล คำปันถูกพากลับมาแม่อายในสภาพจิตใจบอบช้ำ และเพ้อถึงดาวนิล จนตายในอ้อมกอดช่อเอื้อง ดาวนิลฟื้นขึ้นมาเจอทรงพล แต่ทรงพลยังทำใจให้อภัยกับความผิดของดาวนิลไม่ได้ เขาบอกดาวนิลว่า ความรักของเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวยจน แต่ผู้หญิงที่ขาดคุณธรรมทำลายพ่อทำลายครอบครัวของตัวเองเช่นนี้ เขารับไม่ได้ ดาวนิลเสียใจมาก ที่อดทนมาทุกอย่าง แต่ทรงพลกลับไม่ยอมรับ ดาวนิลหมดสติไปอีกครั้ง ดาวนิลฟื้นมาในวันสวดศพพ่อวันสุดท้าย หลิวหลิวตัดสินใจบอกเรื่องคำปัน ดาวนิลไม่เชื่อว่าพ่อจะตาย แต่พอมาถึงแม่อาย ภาพโลงศพของพ่อทำให้ดาวนิลร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดดาวนิลแหวกฝูงชนเข้าไปรถขนศพ ทุกคนรังเกียจ พากันสาปแช่งขบวนแห่ศพเคลื่อนไปโดยไม่มีใครสนใจ ปล่อยให้ดาวนิลทรุดลงสะอื้นอยู่ตามลำพังจนกลองที่บวชเป็นเณรเป็นคนเดินพาแม่เข้าไปที่งาน ที่หน้าเมรุ ช่อเอื้องตั้งใจตีกลองสะบัดชัยอย่างสุดฝีมือต่อหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ดาวนิลเดินมาพร้อมดาบสิบสองเล่มในมือ ดาวนิลกราบหน้ารูปพ่อ ขอให้พ่ออภัย ก่อนจะฟ้อนดาบอย่างงดงามชดช้อยที่สุดหาใครเหมือน ทรงพลมองดาวนิลแล้วหยิบแหวนหมั้นออกมามอง คิดให้อภัยและหวังจะสร้างครอบครัวกับดาวนิล ดาวนิลรำมาจนถึงท่าสีไคล ก่อนจะใช้ดาบปาดคอตัวเองตายลงต่อหน้ารูปพ่อ ทุกคนตกตะลึง ช่อเอื้องร้องไห้ กอดพี่ว่าอย่าทิ้งเธอไปอีก ดาวนิลสิ้นใจตายในอ้อมกอดของน้อง สามเณรกลองน้ำตาไหล บอกกับทรงพลว่า โยมพ่อช่วยปิดตาโยมแม่ด้วย ทรงพลเอื้อมมือไปปิดตาดาวนิลอย่างสุดสะเทือนใจ นักแสดงนำ ละครแม่อายสะอื้น ฝนทิพย์ วัชรตระกูล รับบท ดาวนิลอรรคพันธ์ นะมาตร์ รับบท ทรงพลพรชดา เครือคช รับบท ช่อเอื้องสรพงษ์ ชาตรี รับบท ตำคำปันพีรวัศ กุลนันท์วัฒน์ รับบท เทวัญฌาน์รัชต์ มณฑากูล รับบท ทรงวุฒิดช.ปราการ จันรัมย์ รับบท กลอง

ฟิล์ม เหงื่อท่วม สร้างบ้านให้ชาวนา ถวายเป็นพระราชกุศล
ข่าวฟิล์ม รัฐภูมิ /  ฟิล์ม สรา้งบ้านให้ชาวนา

เหงื่อท่วมตัวกันเลยทีเดียว สำหรับพระเอกหนุ่ม ฟิล์ม รัฐภูมิ ที่ร่วมกับมูลนิธิที่อยู่อาศัยแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยน้องๆ ฟิล์มแฟมิลี่ รวมพลังทำความดี สร้างบ้านให้ครอบครัวชาวนาผู้ยากไร้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยงานนี้ฟิล์มเผยว่า “เป็นความตั้งใจของผมที่อยากจะช่วยเหลือผู้ยากไร้ให้มีที่อยู่อาศัยที่ดีขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พ่อหลวง ผมขอเป็นอีกหนึ่งก้าวเล็กๆ ที่จะเดินตามหลักคำสอนของท่านในการทำความดี ช่วยเหลือและนึกถึงผู้อื่นมากกว่าตนเอง เหมือนกับที่พระองค์ได้สร้างโครงการในพระราชดำริไว้มากมาย โดยผมพร้อมด้วยน้องๆ ฟิล์มแฟมิลี่ และพนักงานจิตอาสาจากเพย์ออล ได้ร่วมกับมูลนิธิที่อยู่อาศัยแห่งประเทศไทย ร่วมลงแรงกาย แรงใจสร้างบ้าน และออกค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้านทั้งหมด ให้กับ ครอบครัว คุณสายใจ โพธิ์พยา ในพื้นที่อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีอาชีพทำนา และรับจ้าง โดยเดิมบ้านหลังนี้มีสภาพ คับแคบ ทรุดโทรม และอาศัยอยู่หลายคน พื้นที่จึงไม่เพียงพอกับสมาชิกในครอบครัว พวกเราทั้งหมดจึงอยากจะช่วยเหลือและสานฝันมอบบ้านหลังใหม่ให้ครอบครัวนี้ และยังซึ่งถือว่าเป็นการทำบุญวันเกิดของผมด้วยครับ”

รีวิว Bleed for This คนระห่ำหมัดหยุดโลก
Ben Younger /  Bleed for This / 

วินนี ปาเซียนซา (Vinny Pazienza) ชื่อของนักมวยคนดังที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ได้ยินหนาหูในช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง Bleed For This คนระห่ำหมัดหยุดโลก กำลังฉายในบ้านเรา ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตหนึ่งของนักมวยคนดังที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางอาชีพที่เขารัก แต่ดันโชคร้ายเกิดอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดในชีวิต แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะกลับขึ้นสังเวียนอีกครั้ง แต่อะไรทำให้เขาฝืนชะตาลิขิตจากสวรรค์ อะไรที่ทำให้เขาไม่เชื่อฟังพระเจ้า ทันทีที่ผมดูตัวอย่างภาพยนตร์จบลง ผมไม่รอช้าที่จะตีตั๋วเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ Bleed For This คนระห่ำ หมัดหยุดโลก ว่าด้วยเรื่องราวที่สร้างจากเรื่องจริงสุดช็อคของแชมป์มวยโลก วินนี ปาเซียนซา รับบทโดย ไมลส์ เทลเลอร์ (Miles Teller) ที่เกือบเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถคว่ำ หมอได้วินิจฉัยว่าเขาอาจจะไม่สามารถเดินได้อีก แต่เขาเลือกที่จะต่อสู้กับโชคชะตาแล้วทุ่มแรงกาย หวนกลับมาซ้อมเพื่อเข้าสู่สังเวียนเดือดอีกครั้ง ภาพยนตร์ได้เล่าเรื่องในช่วงจังหวะชีวิตหนึ่งของนักมวยคนดัง วินนี ปาเซียนซา การดำเนินเรื่องนั้นไม่ช้าและไม่เร็วจนเกินไป ไม่มีแฟลชแบ็กย้อนกลับไปกลับมาถึงอดีตให้สับสน ภาพยนตร์เผยให้เห็นแง่มุมต่าง ๆ ของชีวิตนักมวยคนนี้ในไฟท์ที่เขาจะได้รู้จักกับความพ่ายแพ้ กระทั่งฟิตซ้อมร่างกายจนขึ้นเวทีออกหมัดได้อย่างไม่อายใคร ตัวละครที่ปรากฏในเรื่องนั้น สำหรับตัวละครหลัก ๆ แล้วมีไม่มากนัก และแต่ละคนก็มีบุคลิกที่แตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน สร้างการจดจำได้ง่าย แม้จะมีตัวละครอื่น ๆ บ้าง แต่ถ้าดูแล้วนึกไม่ออกว่าเป็นใครก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อเนื้อเรื่องแต่อย่างใด ซึ่งนักแสดงที่รับบทนำอย่าง ไมลส์ เทลเลอร์ ก็ถ่ายทอดความรู้สึกและสร้างคาแรกเตอร์ให้เชื่อได้ว่าเขาเป็นนักมวยจริง ๆ และเขาเป็นเสาหลักของเรื่องเพียงคนเดียวที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูแล้วไม่น่าเบื่อ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงช่วงชีวิตหนึ่งของนักมวยคนดัง ซึ่งผู้กำกับ เบ็น ยังเกอร์ (Ben Younger) ก็ไม่ได้ยัดเยียดฉากชกมวยให้ดูจนต้องเบือนหน้าหนีอย่างแน่นอน ซึ่งฉากที่ ไมลส์ เทลเลอร์ ได้ขึ้นสังเวียนนั้นมีน้อยมาก นอกจากนี้กติกาหรือเรื่องราวยาก ๆ ที่เกี่ยวกับการชกมวยก็ไม่ได้สร้างความหนักใจให้กับคนดูต้องมานั่งทำความเข้าใจอะไรเลย หน้าที่ของคนดูคือรู้แค่ว่าเขากำลังขึ้นเวทีและชกกับใครแค่นั้นก็พอแล้ว ฉากที่พีคที่สุดคงต้องยกให้ฉากเอาที่ครอบศีรษะออกหลังจากใส่มาแล้ว 6 เดือนเต็ม ซึ่งการเอาออกนี้โดยปกติแล้วผู้ป่วยจะต้องเข้าห้องผ่าตัดดมยาสลบ แต่เจ้าตัวกลับบอกหมอว่า ขันน็อตเอาออกสด ๆ ได้เลย ไม่ต้องฉีดยาชาหรือดมยาสลบใด ๆ ฉากนี้นอกจากจะลุ้นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะซีดปากตาม ประหนึ่งว่าโดนหมอเอาออกเอง แค่เห็นความใจสู้ของผู้ชายคนนี้ในการใช้ชีวิตร่วมกับอุปกรณ์ชิ้นนี้ก็นับว่าน่ายกย่องแล้ว แต่การเอาออกแบบสด ๆ ก็ต้องบอกเลยว่านับถือใจนักมวยคนนี้จริง ๆ ที่สุดแล้ว ชีวิตคนเรามันไม่มีอะไรแน่นอน คนบางคนกำลังมาถึงจุดที่ช่วงชีวิตกำลังออกตัวพุ่งทะยานไปสู่จุดที่สูงขึ้น แต่โชคชะตาอาจไม่เป็นใจ และพระเจ้าอาจไม่เห็นด้วย ชีวิตอาจถึงขั้นพลิกผันจนต้องเลือกเส้นทางเดินให้กับชีวิตใหม่ แต่สำหรับ วินนี ปาเซียนซา จิตวิญญาณของเขายังอยู่กับนวมและสังเวียน เขาพยายามฝืนสังขารตัวเองเพื่อกลับมายืนบนผืนผ้าใบอีกครั้ง จิตใจของเขาสร้างปาฏิหาริย์จากคนที่หมอวินิจฉัยว่าแค่เดินยังลำบาก แต่ไม่ถึงปีผู้ป่วยรายนี้กลับได้ไปยืนแลกหมัดกับคู่ต่อสู้ได้อย่างถึงใจถึงอารมณ์ เมื่อใจเป็นประธานและกายเป็นบ่าวแล้ว ขอเพียงใจสู้เท่านั้น มนุษย์ก็สร้างปาฏิหาริย์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพลานุภาพที่มองไม่เห็น ป.ล. ตอนท้ายของภาพยนตร์มีภาพของ วินนี ปาเซียนซา ตัวจริง พร้อมประโยคเด็ด ๆ ที่เจ้าตัวเคยพูดไว้ในภาพยนตร์ และบุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเขา ซึ่งตัวละครแต่ละตัวในเรื่องถอดแบบมาค่อนข้างเหมือนทีเดียว

ขี้เหร่ แถมมีลูกติด “กระแต อคัมย์สิริ” กลายเป็นนางแบบสุดเอ็กซ์ คนตามดูนมเป็นแสน แค่ 1 ปี หาเงินได้กว่า 10 ล้าน
กระแต อคัมย์สิริ /  กระต่าย แม็กซิม

   ต้องบอกว่าชีวิตพลิกฝุ่นตลบเลยทีเดียวสำหรับ “กระแต อคัมย์สิริ” พี่สาวสุดเอ็กซ์ของ “กระต่าย แม็กซิม” ที่เคยสร้างวีรกรรม ใส่ชุดแหวกนมผ่าข้างถึงก้น เดินเฉิดฉายในงานพรมแดง ที่นอกจากจะฆ่าเซ็กซี่สตาร์ดีกรีแม็กซิมน้องสาวแท้ๆ อย่างกระต่ายดับอนาถแล้ว กระแตก็ยังสวยเซ็กโดดเด่นจนสื่อทุกฉบับต่างก็ลงภาพของเธอในงานนั้นอย่างโดดเด่น เบียดซูเปอร์สตาร์คนดังตกแผงไปเลยทีเดียวแต่ใครจะรู้ว่าผู้หญิงที่สวยแซบมียอดฟอลโล่คนตามเป็นแสนภายในเวลาไม่ถึง 1 ปีนี้ เมื่อ 1 ปีที่แล้วยังเป็นผู้หญิงธรรมดาหน้าตาโคตรธรรมดา ยิ่งถ้าเทียบกับน้องสาวต้องบอกว่า “ขี้เหร่ชิดซ้าย ตกเหวตาย” ไปเลย ยิ่งเมื่อกระต่ายเข้าวงการด้วยการชนะการประกวดมิสแม็กซิม ภาพสาวสวยของกระต่ายยิ่งส่องประกายในขณะที่กระแตเดินตามก้นน้องต้อยๆ คอยรับงานทำหน้าที่ผู้จัดการส่วนตัวจัดคิวให้กระต่าย แต่จู่ๆ ก็เหมือนถูกหวยรางวัลที่ 1 เมื่อจู่ๆ ก็ได้รับการติดต่อจาก คลินิกศัลยกรรมความงามแห่งหนึ่งให้เป็นพรีเซ็นเตอร์คู่กับน้องสาว ได้รับการผ่าตัดโมดิฟายแปลงโฉมตั้งแต่หัวจรดเท้าฟรีงานนี้กระแตก็เลยยกเครื่องหน้าฟรีไม่ว่าจะเป็น ตา จมูก ปาก รวมไปถึงหน้าอกที่อัพไซส์จนอึ๋ม รวมมูลค่าทั้งหมดเป็นเงินหลักล้านเลยทีเดียว เปลี่ยนจากสาวหน้าตาธรรมดากลายเป็นสาวเซ็กซี่สไตล์ญี่ปุ่นบ้องแบ๊วน่ารัก กระแตเริ่มได้รับการติดต่อให้ถ่ายแบบกับกระต่าย สองศรีพี่น้องแข่งกันอึ๋มขึ้นปกออกรายการโทรทัศน์ ชีวิตพลิกจากคนเบื้องหลังหิ้วกระเป๋าให้น้องกลายเป็นเซ็กซี่สตาร์ซะเอง เมื่อชีวิตมันปังขนาดนี้ กระแตเริ่มมองหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับชีวิต เพื่อส่งเสริมจังหวะชีวิตที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ทั้งการทำบุญเสริมดวงเดินสายรับความเฮง หรือจะพูดกันแบบบ้านๆ เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เล่นของ พกของดี เสริมความเฮง ผลก็คือเวลาผ่านไปแค่ 1 ปี จากที่รับเงินเดือนจากน้องสาวเดือนละไม่กี่เมือง กลายเป็นมีเงิน 10 กว่าล้าน เป็นเจ้าของรถทัวร์ให้เช่าหลายคัน กระแต อคัมย์สิริ     "สมัยเด็กๆ เคยคิดน้อยใจว่าทำไมไม่สวยเหมือนน้องสาว ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนมองน้องสาวไม่เห็นจะมองตนเองบ้าง และมี ก็ไม่คิดเหมือนกันค่ะว่าชีวิตเราจะเปลี่ยนไปขนาดนี้ เมื่อก่อนตั้งแต่เด็กจนโตจะโดนว่าตลอดว่า ทำไมน้องสวยจัง ทำไมเราไม่สวย ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนมองน้อง ก็รู้สึกน้อยใจนิดๆ ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ไม่คิดไม่ฝันเลยว่า วันนี้ในวัย 30 ปีจะได้เข้าวงการบันเทิงเป็นนางแบบ ได้ถ่ายรูปลงหนังสือ เพราะกระแตเป็นคนที่หน้าตาธรรมดามากๆ กระทั่งจังหวะของชีวิตได้มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้คลินิกศัลยกรรม และต้องโมดิฟายทั้งตัว ทำให้เราสวยขึ้นดูดีขึ้นมีความมั่นใจมากขึ้น" กระแต อคัมย์สิริ            "ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีงานถ่ายแบบเข้ามาการที่เราสวยและดูดีขึ้นก็อาจจะเป็นโอกาสให้กับตัวเราด้วย แต่หลายๆ คนก็บอกว่า ถ้าจะให้ดีก็ต้องให้เฮงด้วย ซึ่งปกติเป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่องดูดวง เรื่องศาสตร์ตัวเลขสักเท่าไหร่แต่ไม่ค่อยขัดใจใครค่ะ มีคนแนะนำอาจารย์ฉุย(ณรล วิทรูประสาทผล)ให้ก็ไปๆ งั้นๆ แหละ ไม่คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เหมือนปาฏิหาริย์พอได้เบอร์มาเปิดใช้ปุบ มีงานเข้ามาถ่ายปก สามเล่ม ถ่ายเซตในอีกไม่ได้นับ คือเยอะมาก งานเข้าแบบปังๆ มาทั้งถ่ายแบบ ทั้งพรีเซนเตอร์สินค้า รีวิวสินค้า ออกงาน ถ่ายรายการ ละคร งานเยอะมาก ทั้งปีเลย แต่เราเองนี่แหละที่เป็นคนเบรกตัวเอง เพราะหนูอยากทำธุรกิจแบรนด์เสื้อผ้าของตัวอง ซึ่งต่อยอดมาจากที่บ้านที่เป็นโรงงานทอผ้าผืนอยู่แล้ว แต่เป็นของพ่อแม่ไง เราก็อยากทำอะไรที่เป็นของเราเลยทำเสื้อผ้าสำเร็จรูปเป็นแบรนด์ของเรา ตอนนี้กำลังเริ่มๆ อยู่ค่ะ"           "ไม่อยากเชื่อเลยค่ะว่าการเปลี่ยนเบอร์ด้วยศาสตร์ตัวเลขมงคลของอาจารย์ฉุยจะทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ จากที่เคยมีรายได้จากการเป็นผู้จัดการน้องเดือนละไม่ถึงแสน เป็นหลักหมื่น ตอนนี้หนูมีเงินเก็บที่เอามาลงทุนทำรถทัวร์ 2 คัน และกำลังจะทำธุรกิจทำแบรนด์เสื้อผ้ารวมๆ แล้วเกิน 10 ล้านนะ ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ นี่ก็ว่าจะนัดอาจารย์ฉุยเพื่อปรึกษาเรื่องเบอร์ใหม่ให้ซัพพอร์ทกับธุรกิจเสื้อผ้าแบรนด์ใหม่ที่กำลังจะทำ ชีวิตตอนนี้ยิ่งกว่าความฝันอีก ใครจะไปคิดว่าอายุขนาดเรานี่แล้วแถมมีลูกติดอีก จะได้มาเข้าวงการ ได้ถ่ายแบบ ถ่ายละคร ไปไหนมาไหนมีคนรู้จักมีคนทักทาย มีเงินเก็บมีกิจการเป็นของตัวเอง ซึ่งเหล่านี้ที่ได้มา หนูกล้าพูดได้เลยว่าเป็นเพราะเบอร์โทรศัพท์ที่อาจารย์ฉุยให้มามีส่วนช่วยได้มากจริงๆ มันยิ่งกว่าปาฏิหาริย์อีกค่ะ” กระแต อคัมย์สิริ   กระแต อคัมสิริ   กระแต อคัมย์สิริ   กระแต กระต่าย  

พอลลี่ พรพรรณ แต่งงาน! อดีตคู่จิ้น หมอเจี๊ยบ ลลนา ควง เดียร์ แฟนสาวร่วมยินดี
พอลลี่ /  พอลลี่ พรพรรณ / 

    เข้าพิธีหมั้นไปเมื่อวันที่ 29 พ.ย. ที่ผ่านมา ล่าสุดวันนี้(9 ธ.ค.) ดาราสาวช่อง 7 พอลลี่ พรพรรณ พร้อมด้วย เบนซ์ รัฐพงษ์ เจ้าบ่าวเข้าพิธีแต่งงานตามหลักศาสนาคริสต์ ณ เบเนดิกซ์ สตูดิโอ แถวเลียบทางด่วนรามอินทรา พร้อมเปิดใจประเด็นวิวาห์สายฟ้าแลบ ด้านอดีตคู่จิ้น หมอเจี๊ยบ ลลนา ควงสาว เดียร์ แฟนนอกวงการร่วมยินดี โดยทั้งคู่เผยแต่งแบบคริสต์เพราะนับถือแต่ยังไม่ได้รับเชื่อ บอกรู้จัก 3 ปี แต่เพิ่งมาคบกันช่วงต้นปี คบ 3 เดือนฝ่ายชายก็คุยเรื่องแต่งไม่มองว่าเร็วไปเพราะคลิก คบแล้วสบายใจเป็นตัวเอง อุบสินสอดให้ผู้ใหญ่จัดการ เรือนหอเป็นคอนโดย่านสาธร ทายาทฝ่ายชายอยากมีเลย แต่พอลลี่บอกยังติดถ่ายละคร ยังรับงานปกติเล็งเป็นผู้จัด แพลนฮันนีมูนอียิปต์ก่อนกลับมาจดทะเบียนสมรส คำมั่นสัญญาทำวันนี้ให้ดีที่สุด พอลลี่บอกจะรักและดูแลเบนซ์ตลอดไป ทั้งนี้มีรายชื่อเหล่าศิลปิน-ดารา เข้าร่วมงาน อาทิ ออม สุชาร์, แซมมี่ เคาว์เวลล์, โบวี่ อัฐมา, ต่าย นัฐฐพนท์, ปอย ตรีชฎา, ทับทิม มัลลิกา, มินท์ ภัทรศยา ฯลฯ ซึ่งซองจากแขกที่มาในวันนี้ทางคู่บ่าวสาวจะนำไปทำบุญทั้งหมดเลย... รายละเอียดมีดังนี้     พอลลี่ “เรารู้จักกัน 3 ปีที่แล้วค่ะ ต่างคนต่างยังไม่ได้คุยกันมากเท่าไหร่ มีเจอกัน กินข้าว ดูหนังกับเพื่อนๆ 3 ปีที่แล้วไม่ได้ติดต่อกันมาก พอช่วงต้นปีได้ไปเจอกันอีกรอบ พอคุยกันครั้งนี้เราโตขึ้นด้วย คุยแล้วรู้สึกดี รู้สึกคลิกมาก อยู่ด้วยแล้วสบายใจค่ะ พี่เบนซ์ก็พูดเรื่องแต่งงานตั้งแต่ 3 เดือนแรกที่คุยกันแล้ว แต่เราว่ามันยังเร็วไปหน่อย ตอนนั้นยังไม่ได้ตกลงอะไรกัน”    เบนซ์ “อย่างที่น้องพอลลี่บอกว่าเรารู้จักกันมา 3 ปีแล้วแหละ มีการติดต่อกันบ้าง มาเจอกันอีกทีตอนต้นปี ตอนคบกันก็รู้สึกว่าเราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ คบกันแล้วสบายใจ ตัวพอลลี่เองเป็นคนใจดีมาก น่ารัก พอคบแล้วสบายใจดี เราได้เป็นตัวเอง พอลลี่เป็นตัวของพอลลี่ ผมก็เป็นตัวผม มีความเป็นเราด้วย ต่างคนต่างปรับเข้าหากัน แต่เราก็ใช้เวลาไม่มากในการปรับเข้าหากัน”    เบนซ์ “ผมเคยคิดมาตลอดว่า การคบกันแล้วแต่งงานมันไม่มีนิยามว่าต้องกี่เดือนกี่ปี มาเข้าใจว่าชีวิตคนเราก็ไม่ได้ยาว จนมาเจอคนๆ นี้ที่เราต้องการจะใช้ชีวิตด้วย เดินทางไปด้วยกัน ก็คิดว่าเราไม่ควรจะเสียเวลานั้น เลยคุยกับน้องพอลลี่เกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานครับ”    พอลลี่ “ตอนนั้นก็ไม่คิดว่าจะจริงๆ จังๆ เค้าก็พูดว่าอยากมีครอบครัว อยากมีลูกจัง เราก็ไม่คิดว่าจะเป็นการขอแต่งงานจริงจัง”    พอลลี่ “ก็มีมาขอหลังจากคุยไปแล้ว ตอนเค้าขอก็หูดับ ฟังไม่รู้เรื่อง พอขอเรียบร้อยพี่เบนซ์ก็ถามว่าได้ยินมั้ยที่พูดเมื่อกี้เพราะพอลลี่ตาลอย ไม่ได้ยิน ฟังไม่รู้เรื่อง”    เบนซ์ “เมื่อ 3 ปีที่แล้วเราไปแกลอรี่ที่สุขุมวิท ไปดูงานศิลปะด้วยกัน เป็นแกลอรี่ที่เปิดถึงเที่ยงคืน ตอนที่ผมจะคุกเข่าขอน้องพอลลี่แต่งงานก็คิดว่าเราควรจะขอที่ที่เรารู้สึกคุ้นเคย เป็นสถานที่เราเคยพบกันและรู้สึกดีๆ ให้แก่กันก็เลยเลือกสถานที่นั้นครับ”    เบนซ์ “ชีวิตครอบครัวเราวางแผนไว้ว่าอยากเอ็นจอยชีวิตคู่ก่อน ในเรื่องของการมีลูก เราก็ตั้งใจไว้อยู่แล้ว”    พอลลี่ “จริงๆ ยังไม่รีบนะคะ แต่มาก็ยินดี เพราะพี่เบนซ์อายุได้แล้ว แต่พอลลี่ยังไม่รีบขนาดนั้น มีแพลนว่าจะไปเที่ยวก่อนค่ะ”    พอลลี่ “ก่อนหน้านี้ เป็นพิธีหมั้นนะคะ ยังไม่จดทะเบียนสมรส เพราะเรามีแพลนสิ้นปีจะไปเที่ยวกัน เราก็ทำวีซ่าอะไรไปหมดแล้ว เดี๋ยวจะมีปัญหาเรื่องเอกสารที่ต้องเปลี่ยนก็เลยคิดว่าปีหน้าค่อยไปจดทะเบียนแล้วกัน”    พอลลี่ “ทางพ่อแม่ของพอลลี่ค่อนข้างตกใจเล็กน้อยว่าจะแต่งแล้วเหรอทำไมเร็วจังเพิ่งรู้จักพี่เบนซ์นะ แต่ทางพ่อแม่พี่เบนซ์ก็เห็นด้วยสนับสนุนอย่างไปดูฤกษ์มาให้เรียบร้อยค่ะ”    พอลลี่ “สินสอด เป็นทางผู้ใหญ่คุยกันเป็นเรื่องภายในก็ไม่ค่อยทราบเท่าไหร่ พอลลี่ก็จะได้เป็นพวกครื่องประดับอะไรอย่างนี้”    เบนซ์ “ส่วนของเรือนหอก็จะมีคอนโดย่านสาทรครับ ไปฮันนีมูนกันที่อียิปต์ครับ 12 วัน”    พอลลี่ “พิธีวันนี้เป็นพิธีคริสต์ คุณแม่นับถือและเชื่อ ตัวพอลลี่ก็รับทราบรับรู้มาตั้งแต่เด็ก แต่เรายังไม่ได้รับเชื่อ คือยังไหว้พระพุทธรูป ยังนับถือพระพุทธเจ้าอยู่ มีความเชื่อทั้ง 2 ศาสนา แต่เราก็คุยกันว่าพิธีคริสต์เป็นพิธีเดียวที่พระเจ้าลงมาให้คำอวยพร เป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเราจะเริ่มต้นชีวิตคู่กับสิ่งดีๆ ก็น่าจะเป็นพิธีนี้และเราก็ชอบด้วย”    เบนซ์ “อีกส่วนนึงเราสองคนปรึกษากัน เราจะอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวแล้ว แต่การเป็นครอบครัวไม่มีโรงเรียนให้เรียน ประสบการณ์การเป็นพ่อแม่ ก็เอาพ่อแม่เราเป็นตัวอย่าง ทีนี้มีคำสอนอะไรมั้ยให้เราเกิดสติปัญญาในการใช้ชีวิตร่วมกัน ลองหาดูก็พบในศาสนาคริสต์จะมีเรื่องการครองเรือน การอยู่ด้วยกัน การให้อภัยกัน การรักกัน จึงได้เรียนเชิญศาสตราจารย์ดร.ธงชัย มาทำพิธีให้ครับ ก็ให้คำปรึกษาแก่เราและสอนเราเกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่”    พอลลี่ “ก็ถือว่าพอลลี่นับถือแต่ยังไม่ได้รับเชื่อ ตัวพอลลี่ไม่ได้เชิงว่าเปลี่ยนศาสนาทีเดียว แค่ยังไม่ได้รับเชื่อ เหมือนเราจะเลือกรับเชื่อมั้ย ถ้ารับเชื่อแล้วจะไม่สามารถไหว้พระพุทธรูปได้ ตัวพอลลี่เองก็ยังอยากที่จะเคารพพระพุทธศาสนา เพราะเราก็ดำเนินชีวิตแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก งานตอนเช้าไม่มีทำบุญตักบาตรเพราะเราได้ทำพิธีไปแล้วเมื่อวันที่ 29 พ.ย. ที่ผ่านมาค่ะ”    เบนซ์ “แหวนกี่กะรัต ไม่ทราบครับ นี่เป็นสิ่งที่ทางผู้ใหญ่จัดการให้”    พอลลี่ “ผู้ใหญ่จะเป็นคนจัดการเรื่องสินสอด ตัวพอลลี่จะได้รับแค่เครื่องประดับเอาไว้ใช้งานได้ ใช้ในชีวิตประจำวัน เรื่องสินสอดผู้ใหญ่เป็นคนคุยกัน”    เบนซ์ “เลือกฮันนีมูนอียิปต์ หลายเหตุผลครับ จริงๆ แล้วก็อยากจะไปยุโรป แต่ช่วงสิ้นปียุโรปหนาว และเดย์ไลท์สั้น 4 โมงเย็นพระอาทิตย์ก็ตกดินแล้ว ก็คิดว่าเราจะไปที่ไหนดีที่อากาศไม่หนาวเกินไป เลยตัดสินใจไปอียิปต์ดีกว่า เพราะเรายังแข็งแรงกันอยู่ ไปเที่ยวไหนก็เที่ยวได้ อยากไปเที่ยวที่มันแอดเวนเจอร์หน่อย อียิปต์เป็นสถานที่ที่น่าตื่นเต้น มีทั้งพีระมิดอะไรต่างๆ หวังว่าการไปครั้งนี้เราจะได้ประสบการณ์ที่เราไม่คุ้นเคย ได้ร่วมเดินทางไปด้วยกันในที่ที่ไม่เคยไป”    พอลลี่ “ส่วนตัวตอนเด็กๆ ชอบอียิปต์อยู่แล้ว สักครั้งในชีวิต ก่อนจะเสียชีวิตต้องลองไปสักครั้งนึง ก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่ก็เลยยังไม่ได้แพลนว่าจะไป ก็เลยคิดจะไปฮันนีมูนที่เราคิดว่าเรายังมีแรงที่จะเที่ยวอยู่ ก็เป็นอียิปต์ที่แรก จะไปช่วงเคาท์ดาวน์เลยค่ะ”    พอลลี่ “เรื่องน้องยังไม่มีค่ะ ถ้ามีก็ยินดี การมีน้องเป็นเรื่องน่ายินดี จริงๆ ทางบ้านพี่เบนซ์อยากมีหลานมาก แต่ตอนนี้ยังไม่ปล่อย พอลลี่ยังถ่ายละครไม่จบ”    พอลลี่ “ธุรกิจของพี่เบนซ์ให้เค้าทำไปดีกว่า งานในวงการถ้ายังมีติดต่อมาก็ยังรับอยู่ และมีแพลนจะเป็นผู้จัดด้วย เราก็ยังชอบอยู่ เจอเพื่อนๆ เจอคนมีความสุขค่ะ”    เบนซ์ “อนุญาตแน่นอนค่ะ สนับสนุนในสิ่งที่น้องพอลลี่ชอบและเอ็นจอย ผมเชื่อว่าชีวิตเรามีเวลาไม่มากนักเราควรใช้ชีวิตตามวัตถุประสงค์ในใจเรา”    พอลลี่ “ที่ชอบพี่เบนซ์อย่างนึงคือ พี่เบนซ์สายธรรมะมาก ก่อนหน้าจะเจอพอลลี่ พี่เบนซ์จะไปบวช แต่มาเจอเราก่อนเลย ไปทางธรรมแล้วเค้าชอบมาก”    เบนซ์ “ตั้งใจจะบวชสิ้นปีนี้แหละ จากงานบวชเป็นงานแต่งแทน หลังแต่งก็มีคุยขออนุญาตไปบวชสัก 2 อาทิตย์”    เบนซ์ “คำมั่นสัญญา ประการแรกเราจะทำทุกวันให้ดีที่สุด ไม่มีทางรู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง ในอดีตก็กลับไปแก้ไขไม่ได้ ผมจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อเราสองคน ประการที่สองเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง โลกเปลี่ยนแปลง โลกหมุนเร็วมาก แต่สิ่งนึงที่จะไม่เปลี่ยนคือยังไงก็ต้องมีเรา”    พอลลี่ “พอลลี่เชื่อในความรัก ก็เคยมีความรัก มีผิดหวัง สมหวัง ณ วันนี้เราเป็นครอบครัวเแล้วไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ต้องให้อภัยดูแลซึ่งกันและกัน ให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักและดูแลพี่เบนซ์ไปตลอด” พอลลี่ - เบนซ์ แต่งงาน   พอลลี่ - เบนซ์ แต่งงาน   พอลลี่ - เบนซ์ แต่งงาน   พอลลี่ - เบนซ์ แต่งงาน   พอลลี่ - เบนซ์ แต่งงาน   พอลลี่ - เบนซ์ แต่งงาน เจี๊ยบ ลลนา - เดียร์    

ยังหลอนไม่หยุด “ชาลี ฮีตัน” และ “เจคอบ เทรมเบลย์” กับบทบาทนักแสดงเด็กใน “Shut In”
Shut In /  ชาลี ฮีตัน / 

หลายคนประทับใจกับบทบาทเด็กน้อยที่ถูกขังอยู่ในห้องมาตั้งแต่กำเนิดในภาพยนตร์เรื่อง Room ครั้งนี้ เจคอบ เทรมเบลย์ หนุ่มน้อยคนนี้กลับมาอีกครั้งในบทบาทที่จะทำให้คุณลุ้นตัวโก่งเอาใจช่วยเขาในภาพยนตร์เรื่อง Shut In หลังจากได้รับการตกปากรับคำจาก นาโอมิ วัตส์ มารับบทเป็น แมรี่ นักจิตบำบัดเด็กแล้ว ผู้กำกับอย่าง แฟร์เรน แบล็คเบิร์น จึงได้เวลาตามหานักแสดงหลักอีก 2 คนที่จะมารับบทเป็น สตีเว่น ลูกบุญธรรมของแมรี่ และบท ทอม คนไข้เด็กของแมรี่ งานนี้ผู้กำกับเผยว่าต้องตามหานักแสดงมาจากทั่วทุกมุมโลกจนกระทั่งได้รับคลิปวิดีโอการแสดงของชาลี ฮีตัน นักดนตรีหนุ่ม และนักแสดงอนาคตไกลคนนี้ที่ทำให้แบล็คเบิร์นต้องรีบให้เขาตกลงรับแสดงในบทนี้ทันที โดยผู้กำกับเผยว่า “ถึงมันจะเป็นคลิปการแสดงสั้น ๆ แต่มันก็ทำให้ทุกคนที่ได้ดูถึงกับอึ้งไปตาม ๆ กัน และที่สำคัญการแสดงชิ้นนี้ของเขาทำให้ฉันเห็นตัวสตีเว่นอยู่ในตัวเขา ส่วนอีกคนหนึ่งต้องมารับบทเป็นทอม เด็กน้อยที่จะมาเป็นคนไข้ของแมรี่ เราได้เจคอบ เทรมเบลย์ ที่เป็นขวัญใจมหาชนในช่วงการประกาศรางวัล จากบทเด็กชายผู้โดยกักขังมาทั้งชีวิตในเรื่อง Room” ทางด้าน เจคอบ เทรมเบลย์ ได้พูดถึงการแสดงในครั้งนี้ว่า “ช่วงที่ผมถ่ายทำอยู่ ตอนนั้นผมอายุ 8 ขวบฮะ ผมรู้สึกว่าในฉากเรื่องนี้ทำให้ผมกลัว และที่น่ากลัวที่สุดคือตอนที่ผมแสดงกับนาโอมิ วัตส์ แล้วผมต้องกรี๊ด ที่ผมตกใจมากกว่าคือนาโอมิ วัตส์ กรี๊ดกลับมาใส่ผม ซึ่งตอนนั้นผมตกใจมาก ผมกลัวมาก ๆ เลยล่ะฮะ แต่เมื่อจบฉากนี้แล้วนาโอมิ วัตส์ ถึงกับหัวเราะออกมา มันทำให้ผมหายกลัว และหัวเราะตามฮะ” ภาพยนตร์เรื่อง Shut In เรื่องราวของ แมรี่ (นาโอมิ วัตส์) นักจิตวิทยาเด็กที่คิดว่าตัวเองเริ่มป่วยด้วยอาการจิตหลอน ในระหว่างดูแลลูกป่วยเป็นอัมพาต สตีเว่น (ชาลี ฮีตัน) และการตามหาเด็ก ทอม (เจคอบ เทรมเบลย์) ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เธอต้องพยายามตามหาทอมก่อนที่เขาจะหายไปตลอดกาล เรื่องราวสุดหลอนสั่นประสาทกำลังเริ่มขึ้นแล้ว วันนี้ในโรงภาพยนตร์

5 นักแสดง พรจากฟ้า เผยความรู้สึกประทับใจที่ได้ขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์
ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ /  ธงไชย แมคอินไตย์ / 

นักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง พรจากฟ้า นำโดยหนุ่ม เต๋อ ฉันทวิชช์, หนูหนา หนึ่งธิดา, มิว นิษฐา, วี วิโอเลต และ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงบรรยากาศในงานกาลาพรีเมียร์ภาพยนตร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา โดยเหล่านักแสดงที่ได้ร่วมขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ต่างก็รู้สึกประทับใจและซาบซึ้งใจที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกันในวันนี้ และรู้สึกเป็นเกียรติทีเดียวที่ได้ร่วมร้องเพลงบนเวทีเดียวกับ พี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ พร้อมกับฝากภาพยนตร์เรื่อง พรจากฟ้า ที่ภาพยนตร์ยังคงเป็นแนวรักสไตล์ฟีลกู้ดที่ได้บทเพลงพระราชนิพนธ์เป็นหลักยึดเหนี่ยวให้กับตัวละครของเรื่องอีกด้วย พรจากฟ้า เข้าฉาย 1 ธันวาคม 2016

สนทนาภาษาคนทำหนังกับ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

นับตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก 'มันมากับความมืด' ในปี พ.ศ. 2514 กว่า 45 ปีในวงการหนังของ ท่านมุ้ย - หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่นำศาสตร์และศิลป์ของภาพยนตร์มาสร้างมาตรฐานและความแปลกใหม่ให้กับวงการหนังไทยมาอย่างยาวนานผ่านผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนวเกือบสามสิบเรื่อง และในวาระครบรอบวันเกิด 74 ปีของท่าน เราจึงขอนำส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "…’ความรัก’ ของท่านมุ้ย" โดย สุภาพ หริมฯ จากคอลัมน์ Discuss ในนิตยสาร BIOSCOPE (ฉบับที่ 15) เมื่อ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2546 ณ ช่วงเวลาที่ท่านมุ้ยกำลังรีเมกผลงานหนังคลาสสิคของตนเมื่อ พ.ศ. 2517 อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’  กับมุมมองของท่านที่มีต่อวงการหนัง ทั้งโอกาสของคนทำหนังรุ่นใหม่ ไปจนถึงคำถามชวนปวดหัวที่ว่า "หนังอาร์ต คืออะไร?"!!                 สิ่งที่ทุกคนในวงการรู้เสมอเวลาอยู่ใกล้ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ก็คือ ท่านมักมีเรื่องความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ได้ฟัง บางครั้งความรู้นั้นมาพร้อมการสาธิตอย่างเอาจริงเอาจัง และเครื่องไม้เครื่องมือซึ่งมักไม่พ้นต้องเกี่ยวกับหนังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง                 เช่นเดียวกันโดยบังเอิญเมื่อช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่อง ‘ช้าง’ ที่ แมเรี่ยน  ซี คูเปอร์ ยกกองมาถ่ายทำในบ้านเราโดยได้การอำนวยความสะดวกอย่างดีจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ (เสด็จปู่ของท่านมุ้ย) ท่านมุ้ยก็นำผมไปยลโฉมกล้องที่ใช้ในการถ่ายหนังเรื่องนั้นทันที พร้อมสาธิตกระบวนการการทำงานของกล้องโบราณตัวนั้นอย่างละเอียด ซึ่งท่านยืนยันว่า “นี่เหลืออยู่แค่ไม่กี่ตัวแล้วในโลกนี้ แต่ยังใช้ได้ดีเลยนะ”                 แม้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง แต่กล้องโบราณตัวนั้นดูไปก็คล้ายทำหน้าที่เหมือนหลักหมุดของเวลาซึ่งทำให้เรารู้ว่าหนังเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ไม่ไกลนักจากคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชที่กำลังใช้ตัดต่อหนังเรื่อง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ (พ.ศ. 2546) อยู่                 ฉากอุบัติเหตุที่อาศัยเทคนิคการลำดับภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ทำให้ผมอดนึกถึง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับดั้งเดิม (พ.ศ. 2517) ที่เคยกระตุ้นเร้าผมอย่างรุนแรงก่อนจะลงเอยด้วยความรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้... BIOSCOPE : ผมจำได้ว่าตอนดู ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับเดิม มีฉากอุบัติเหตุซึ่งใช้วิธีตัดสลับที่ดูแปลกมากสำหรับหนังไทยยุคนั้น มาในฉบับนี้ ท่านยังต้องการให้หนังมีความรู้สึกแปลกใหม่กับคนดูอีกหรือเปล่า ก็ต้องการแบบเดิมนะ แต่เวลามันผ่านมา 30 ปีแล้ว วิธีการคงไม่แปลกแล้วล่ะ ผมว่าความแปลกที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่ามันต้องดูผิดปรกติหรือทันสมัย เพราะไอ้ความทันสมัยหรือความใหม่มันเป็นสิ่งที่เราพูดจำกัดความได้ลำบาก BIOSCOPE : สำหรับคนที่เคยดูงานของท่านมาตั้งยุคก่อนๆ อาจจะคาดหวังว่า ท่านมุ้ยต้องมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นอยู่ตลอด ปัญหาคือว่าอะไรล่ะคือสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพูดถึง เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เรียกว่าใหม่ได้ คุณจะไม่รู้หรอกว่าอะไรคือความใหม่ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือเก่า เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะอะไรก็มีคนทำมาหมดแล้วทั้งนั้นละ อย่างวิธีการตัดแบบ jump cut นี่ (ฌ็อง-ลุค) โกดาร์ดก็ทำมาตั้งแต่ยุค 1960 โน่น หรือแม้แต่ผมเองก็เคยใช้ตั้งแต่ ‘เทพธิดาโรงแรม’ (พ.ศ. 2517) ไปตั้งเยอะแล้วซึ่งผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นก็แทบจะเรียกว่าไม่มีอะไรใหม่ๆ หรอก ก็มีแต่เอาของที่เคยทำกันไปแล้วมารีไซเคิลเท่านั้นเอง BIOSCOPE : หมายถึงเอามันมามองใหม่ ใช่ มุมมองใหม่ อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ก็ต้องมองมุมใหม่เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป เช่นในของเดิม เชื้อ กับ รส เขียนจดหมายถึงกันซึ่งนั่นก็ค่อนข้างโบราณแล้ว สมัยใหม่ก็ต้องโทรศัพท์หรือไม่ก็อีเมลโดยที่ยังรักษาอรรถรสของการเขียนจดหมายไว้อยู่ ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรอกที่ต้องทันสมัย แต่บางอย่างเช่นการนั่งรถสามล้อนี่ก็คงไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าแทน เป็นต้น สัมคมตอนนี้มันไม่ใช่ยุคที่ สุวรรณี สุคนธา แต่งเรื่องนี้ออกมาแล้ว BIOSCOPE : แล้วท่านคิดว่า วิธีการที่เอากลับมาใช้ต่างๆ นี่จะได้ผลในการสร้างความรู้สึกกับคนดูไหม อย่างน้อยมันก็ได้ผลกับผมแหละ ถ้าไม่ได้ผลคงไม่ทำ แต่ปัญหาคือมันจะได้ผลกับคนอื่นหรือเปล่านี่คงต่างๆ กันออกไป เพราะผมแก่กว่าคนอื่นเขาเยอะมาก เรา 60 กว่า แก่กว่าคนดูทั่วไป 3-4 เท่า ความคิดของคนดูก็คงต่างกัน BIOSCOPE : ถ้าพูดถึงคนที่เคยทำหนังไทยมาพร้อมๆ กับท่าน หลายคนวางมือไปแล้ว แต่ท่านยังทำหนังต่อ ก็มันเป็นอาชีพผมไปแล้วนี่ (หัวเราะ) เราทำหนังเป็นอาชีพก็ต้องทำหนังไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะหยุด คงทำหนังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรงน่ะแหละ จริงๆ แล้วฝรั่งมันก็มีคนทำหนังรุ่นผมดังๆ กันตั้งหลายคน อย่าง ริดรีย์ สก็อตต์แก่กว่าผมอีก แต่อยู่ดีๆ ก็ทำหนังอย่าง Gladiator (2000) หรือ Black Hawk Down (2001) ออกมาได้ คือมันไม่ใช่หรอกที่วันหนึ่งจะออกจากวงการไปแค่เพราะทำหนังมานานแล้วนะ ทำไมไม่ออกจากวงการไปสักที มันก็ไม่ใช่ ใช่มั้ย (หัวเราะ) คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าวงการมาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาทำแล้วมีชื่อเสียงก็ต้องออกจาวงการไป เขาก็ต้องทำของเขาไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องกลายเป็นคนรุ่นเก่า อย่าง มานพ อุดมเดช เนี่ย ในสายตาผมเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ยุคหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นคนทำหนังรุ่นเก่าที่ไม่มีใครยอมรับ แต่ผมเห็นว่าเขาเป็นคนมีฝีมือก็เลยชวนมาทำ ‘คืนบาป...พรหมพิราม’ มันเป็นเรื่องของฝีมือ ไม่ใช่ว่า เฮ้ย...คนรุ่นใหม่เกิดมาแล้ว คนรุ่นเก่าก็ต้องออกจากวงการไป ไม่ใช่อย่างนั้น มีคนพูดให้ได้ยินบ่อยๆ นะ ว่าทำไมคนรุ่นเก่าไม่ออกไปจากวงการไป คนรุ่นใหม่จะได้เกิดบ้าง จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะคนรุ่นเก่าอยู่คนรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาได้ ไม่มีใครว่ากันอยู่แล้ว หรือคนใหม่ๆ ถามว่าทำไมไม่มีใครให้โอกาสเขา ก็ต้องถามกลับว่า นี่คุณ อยู่ๆ เอาเงินผมไปทำหนัง 20 ล้านเนี่ย หนังจะได้เงินหรือเปล่า แล้วคุณตอบว่า “ไม่ทราบครับ มันต้องเสี่ยง” อ้าว...แล้วใครจะเชื่อลงล่ะ เงิน 20 ล้านมันเยอะนะ เท่าบ้านหลังหนึ่ง รถเบนซ์อีก 2 คันน่ะ หนังไม่ได้เงินมันก็ละลายหายไปกับสายน้ำ ฉะนั้นจะมาพูดง่ายๆ ไม่ได้ว่าให้โอกาสผมบ้างสิ เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงตุดหนึ่งคุณต้องสู้ เหมือนกับพวกเราสู้กันมาสมัยก่อน กว่าผมจะขึ้นมาเป็นท่านมุ้ยได้ต้องใช้เวลา 20 ปีนะ ผมว่าปัญหาใหญ่คือ คนรุ่นใหม่ที่จะมาทำหนังเนี่ย รู้หรือเปล่าว่ามันยากแค่ไหนที่จะเข้ามาในวงการ ยากแค่ไหนที่คุณจะเอาเงิน 20 ล้านบาท เวลามีคำถามว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้กับคนใหม่ๆ บ้าง ผมอยากจะบอกว่า เมืองไทยเปิดโอกาสมากกว่าเมืองนอกมากๆ เลย มีคนทำหนังเยอะแยะที่ผมไม่อยากเอ่ยชื่อที่อยู่ๆ ก็ได้ทำหนังเลย แค่บอกนายทุนว่าผมทำหนังเป็นแล้ว ก็ได้ทำ แล้วพอหนังฉิบหาย 3-4 เรื่องจนนายทุนล้มละลาย หมดตัวเป็นพันๆ ล้าน แล้วใครจะรับผิดชอบ พวกนายทุนเลยต้องเคี่ยวพอที่จะรู้ว่าคนไหนทำหนังเป็นคนไหนทำไม่เป็น เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการมาลองฝีมือ ไอ้นั่นต้องทำตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาหรือทำหนังสั้นแล้ว BIOSCOPE : ความยากของการทำหนังในยุค 2510 กว่าๆ กับ 2540 กว่าๆ ต่างกันตรงไหน เหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่สมัยนั้นมันถูกกว่า สมัยนี้แพงมากๆ เรื่องหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า 10-20 ล้าน ถึงบอกไงว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ยากเข้ามาจริงๆ คุณต้องแสดงผลงานออกมา ถ้าคุณคิดว่าเขียนบทได้ดีก็ต้องทำออกมาให้เห็น อย่าง ยุทธเลิศ (สิปปภาค) เขียนบทได้ดีตั้งแต่ตอนทำ ‘O-Negative รักออกแบบไม่ได้’ (1998) แล้ว แต่เขาไม่เชื่อใจเพราะยังเป็นคนใหม่เลยยังไม่ให้ทำ จนมาทำ ‘มือปืน โลก/พระ/จัน’ (2001) ถึงได้เกิด การเขียนบทนีมันเป็นงานที่ไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย ฟรี กระดาษปึกหนึ่งกับปากกาก็เขียนบทได้แล้ว หรือไม่ก็ไปขอเงินพ่แม่สัก 2-3 แสนมาลองทำหนังสั้นสัก 3 ฉาก ไปเช่าอุปกรณ์มา รวบรวมพรรคพวกมา แล้วก็ถ่ายทำออกมาเพื่อไปฉายให้นายทุนดูว่า เนี่ยละหนังผม แบบนี้ก้ได้ ยกตัวอย่าง ‘องค์บาก’ (2003) เนี่ย ถ้าไปบอกนายทุนว่าจะทำหนังมวยไทย นายทุนคงบอกทันทีว่า “ไม่เอา” ปรัชญา (ปิ่นแก้ว) เลยใช้วิธีถ่ายฉากบู๊ให้ดูหนึ่งซีน เอาไปฉายให้เห็นเลยว่า นี่ จา (พนม ยีรัมย์) มันเล่นได้แบบนี้ แต่คุณจะใช้วิธีแค่พูดว่าผมทำหนังเป็น มันไม่ได้ แค่ความมั่นใจหรือแค่บอกว่าผมดูหนังมาเยอะ มันไม่ได้มีความหมายอะไร BIOSCOPE : อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นคนทำหนังครับ ...ต้องแหกคอก? จะแหกไปไหนล่ะ ...สิ่งสำคัญคือต้องดูหนังเยอะก่อน ดูหนังเยอะพอหรือยังถึงที่จะคิดเรื่องแหกคอก ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ‘คอก’ น่ะมันอยู่แค่ไหน ถึงจะแหกได้ ถ้าไม่รู้จะแหกมันทำไม BIOSCOPE : ท่านชอบคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ คนไหนบ้าง ชอบทุกคนนะ เป็นเอก (รัตนเรือง) ก็ดี ยุทธเลิศก็โอเค เรียว (กิติกร เลียวศิริกุล) ก็ใช้ได้ จุดร่วมของคนพวกนี้คือ เขาพยายามทำสิ่งใหม่ๆ ใส่เข้าไปในหนัง เป็นคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเคยไปงานฟิล์มเฟสติวัลและมีโอกาสได้สัมผัสกับหนังอาร์ตต่างประเทศเยอะ และไฟยังแรง ยังไม่หมดเนื้อหมดตัว ก็ยังมีความกล้าที่จะทำ BIOSCOPE : ถ้าหมดตัว ความกล้าจะน้อยลง ถ้าหนังเจ๊งบ่อยๆ นานๆ เข้า ไฟก็หมดลงทุกทีๆ หรือไม่ก็หายไปเลย เพราะหนังมันขึ้นอยู่กับกำไรและขาดทุนนะ ขาดทุนมากๆ ก็จะไม่มีใครให้ทำ เราจะเอาแต่ดูเด็กๆ กลุ่มเดียวมันก็เป็นไปไม่ได้ BIOSCOPE : กลุ่มคนดูหนังของท่านเปลี่ยนหน้ามาเรื่อยๆ ท่านมองว่าความต้องการของคนดูแต่ละยุคมันเปลี่ยนไปหรือเปล่า เหมือนเดิม ...100% เลยคือความบันเทิง หนังดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกสนุกด้วย การดูสนุกด้วยและให้ข้อคิดด้วยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราเลยได้เห็นว่าในบรรดาหนังที่ดีที่สุดในโลก เกือบทั้งหมดคือหนังที่ดูแล้วสนุก ดูแล้วรื่นรมย์ใจ หนังที่ดูแล้วไม่สนุกก็ย่อมจะไม่สามารถสื่อสารกับคนดูได้เพราะคนดูไม่รู้สึกสนุกกับมัน แต่ความสนุกแปลว่ามันสื่อสารกับคนดูได้ในทางใดทางหนึ่ง BIOSCOPE : แล้วถ้าหนังที่ดูไม่รู้เรื่อง แต่เรียกว่าหนังอาร์ตล่ะ ไม่จริงหรอก อาร์ตคืออะไร BIOSCOPE : นั่นสิครับ ท่านว่าอาร์ตคืออะไร อาร์ตที่ดีต้องประกอบไปด้วย 4 อย่างคือ หนึ่ง-ต้องมี content คือเนื้อหา สอง-ต้องมี craft ต่อให้ content ดีแต่ทำออกมาห่วย ถ่ายไม่เป็น ถ่ายไม่ติด เบลอ หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ใช้ไม่ได้ สาม-ต้องมีการถ่วงน้ำหนัก หนัก-เบา ไม่เลอะๆ เทอะๆ และอันสุดท้ายคือ ต้อมมีสไตล์เป็นของตัวเองแบบที่ดูปั๊บแล้วรู้เลยว่านี่มันคืองานของเขา อันนี้ปิกัสโซ่ อันนี้โมเนต์ อันนี้หนังบัณฑิต (ฤทธิ์ถกล) หนังเปี๊ยก โปสเตอร์ หนังท่านมุ้ย หนังหง่าว-ยุทธนา (มุกดาสนิท) ฯลฯ ซึ่งกว่าจะได้สไตล์มาคุณต้องผ่านการลอกเลียนแบบสไตล์คนอื่นเขามานักต่อนักแล้ว ยกตัวอย่าง แดนนี่ บอยล์ ก็มีสไตล์ขอวมันนะ แต่พอลองฉีกตัวเอมาทำ The Beach (2000) ก็เจ๊ง ขณะที่หนังก่อนหน้านั้นอย่าง Shallow Grave (1994) หรือ Trainspotting (1996) ก็มีสไตล์ของตัวเองชัด ...ผมเพิ่งนั่งกินข้าวกับ เดวิด พุตต์นั่ม เมื่อเช้านี้ เขาเล่าให้ฟังว่า วันที่เขารู้ตัวว่าต้องเลิกทำหนังก็คือวันที่ได้ดู Trainspotting เพราะเขารู้เลยว่าไม่มีทางมำหนังแบบนี้ได้ นี่คือสไตล์ที่ไม่มีวันทำได้ เขาก็เลยเลิกทำหนัง BIOSCOPE : ความรู้สึกแบบนั้นเคยเกิดขึ้นกับท่านหรือเปล่า ตอนนี้ยังนะ วันหนึ่งข้างหน้าไม่แน่ แต่วันนี้เรายังรู้สึกว่ายังมีเรื่องอยู่ในหัวที่อยากทำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine