หลักสิทธิมนุษยชน

พท.สอนมวยนายกฯเลิกโบ้ยแม้วแล้วจะรู้ประเทศถอยหลังเพราะ?
ทักษิณ ชินวัตร /  ประยุทธ์ จันทร์โอชา / 

เพื่อไทย สอนมวย นายกฯ เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ ซัด เลิกโบ้ย "ทักษิณ" แล้วจะรู้ว่าประเทศถอยหลังเพราะ?  วันที่ 8 ก.พ.59 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสบแห่งชาติ (คสช.) เปิดใจ หลังอารมณ์ฉุนเฉียวใส่สื่อฯเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุ "คนแดนไกล" ตัวการบิดเบือนทำประเทศไทยเสียหายว่า ถือเป็นสิทธิ์ที่ท่านจะวิพากษ์วิจารณ์ใคร และก็เป็นสิทธิ์หากใครจะวิพากษ์วิจารณ์ท่านเพราะท่านเป็นบุคคลสาธารณะ ปัญหาทุกอย่างที่รุมเร้าท่าน คงไม่สามารถไปโทษคนเพียงคนเดียวได้ มันสะท้อนผ่านตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศที่ลดลงไป 78% ธนาคารโลกออกมาระบุ ความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล คือ สิ่งที่นักลงทุนกลัว โดยเฉพาะเรื่องการปฏิวัติ เป็นสิ่งที่นักลงทุนกลัวมาก ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการขาดเสถียรภาพทางด้านนโยบายการลงทุน และยังได้คาดการณ์การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2559 โดยชี้ว่า ไทยจะมีอัตราการเจริญเติบโตของจีดีพีต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยอยู่ที่ร้อยละ 2 เท่านั้น ต่ำกว่าปี 2558 ถึงร้อยละ 20 แม้จะเห็นใจท่านผู้นำที่ปัญหาทุกด้านรุมเร้า แต่ในเมื่อท่านขันอาสา ทำปฏิวัติรัฐประหารเข้ามาแก้ไขปัญหา ท่านก็ต้องเดินหน้าแก้ปัญหาไป ไม่ใช่เดินหน้ากล่าวโทษดร.ทักษิณ ชินวัตร ท่านต้องก้าวให้ข้าม และทำความเข้าใจว่า ปัญหาทุกเรื่องไม่ได้จบหรือลดลงจากการโทษ ดร.ทักษิณ ประชาชนรับรู้ได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดจาก ดร.ทักษิณ ที่ออกจากเมืองไทยไปเป็นสิบปี แต่ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีการเลือกตั้ง ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน จนประชาคมโลกกดดัน ท่านผู้นำเรียนผูก ก็ต้องเรียนแก้ และก็ต้องสร้างความเชื่อ คนทุกคนรักบ้านเมือง รักประเทศชาติ ไม่มีใครต้องการเห็นประเทศเสียหาย อย่าผูกขาดความรักชาติไว้เพียงคนเดียว กลุ่มเดียว แล้วผลักฝ่ายเห็นต่างเป็นศัตรูไปหมด ที่มา ptp. ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

บิดเบือนหรือปิดหูปิดตาปชช.? โดย..จาตุรนต์ ฉายแสง
ข่าวการเมือง /  จาตุรนต์ ฉายแสง / 

"จาตุรนต์" ยก 10 ข้อ ถามรัฐบาล เหตุคนคว่ำร่างรธน. เพราะเห็นต่าง จวก รัฐเลิกอ้าง ใช้คำว่า 'บิดเบือน' ปิดหูปิดตาประชาชน  ภายหลังที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จ่อเอาผิดเพจดังฐานนำเสนอบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่นาย วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีโดดรับลูกหาช่องกฎหมายดำเนินการเอาผิดให้ เพื่อป้องปราบเพจอื่นและโลกโซเชียลเอาเป็นเยี่ยงอย่าง โดย จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความคิดเห็นในกรณีดังกล่าวว่า เป็นการรับลูกกันเป็นทอดๆของฝ่ายรัฐบาล จนสู่การเอาผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ คสช.ยังขุ่กลุ่มบิดเบือนจถูกเรียกไปปรับทัศนคติ มีคำถามว่าคำว่า "บิดเบือน" แปลว่าอะไร บิดเบือนของพวกนี้แปลว่า "เห็นต่าง" หรือเปล่า จึงยก 10 ข้อ ตั้งคำถามลักณษะนี้เรียกว่าบิดเบือนหรือไม่ (1). ร่างนี้ไม่ดีเพราะทำให้อำนาจอธิปไตยไม่เป็นของปวงชนชาวไทย (2).เปิดช่องให้นายกฯมาจากคนนอก (3). สว.มาจากกลุ่มอาชีพไม่อาจถือว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย จึงไม่เป็นประชาธิปไตย (4). องค์กรอิสระและโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากเกินไป (5). ระบบเลือกตั้งจะทำให้ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากและเป็นประโยชน์ต่อพรรคขนาดกลางให้โทษต่อพรรคเล็กๆ (6). จะทำให้รัฐบาลอ่อนแอ ไม่มีนโยบายตอบสนองประชาชน (7). จะเกิดการหักล้างการตัดสินของประชาชนโดยองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ เปิดช่องให้คนนอกเป็นนายกฯ (8). ไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน (9). ร่างนี้จะนำสังคมไทยสู่วิกฤตที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น (10). ปิดทางแก้เหมือนร่างไว้ให้ฉีกเท่านั้น 10 ข้อนี้ ถ้าถือว่าบิดเบือน คนที่จะถูกเอาผิดหรือเรียกไปปรับทัศนคติคงมีมากจนนับไม่ถ้วน ที่ยกมานั้นเป็นความเห็น ไม่ใช่เรื่องบิดเบือน แต่ คสช.กับรัฐบาลกำลังบิดเบือนความหมายของคำว่า "บิดเบือน" เสียมากกว่า เพื่อปิดปากคนที่เห็นต่าง เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับข้อมูลความเห็นจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ปิดหูปิดตาประชาชน อ่านข้อความทั้งหมดได้ที่ >>> Chaturon Chaisang ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

หนึ่งปีมีครั้ง! 'ไข่แมงมัน' ของหายากสร้างรายได้กำไรอื้อ
ของหายาก /  สร้างรายได้ / 

ชาวบ้านสันต้นม่วงกลาง จ.เชียงใหม่ แห่ขุดหา 'ไข่แมงมัน' นำมาขายสร้างรายได้ กิโลกรัมละ 2,500 เผย 1 ปีแมงมันจะวางไข่ครั้งเดียว วันนี้ 10 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านสันต้นม่วงกลาง ต.สำราญราษฎร์ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ พากันนำอุปกรณ์ทั้งจอบเสียม ออกไปขุดหาไข่แมงมันตามที่ดินรกร้างในหมู่บ้านเพื่อนำไปขาย ซึ่งในแต่ละปีแมงมันจะออกไข่เพียงครั้งเดียวและความยากลำบากในการขุดหา ทำให้มีราคาแพงถึงกิโลกรัมละ 2,500 บาท จากการสอบถามชาวบ้านบอกว่า การขุดหาไข่แมงมันต้องอาศัยความชำนาญในการหารัง เมื่อพบก็จะขุดตามรอยหรือรูที่มีแม่แมงมัน บางครั้งขุดลึกหลายเมตร หรือใช้เวลาขุดนานเป็นวัน เมื่อพบรังลักษณะคล้ายกับปลวกจะมีไข่แมงมันอยู่ภายในรัง จากนั้นก็จะใช้อุปกรณ์ตักไข่ใส่ในถังนำไปล้างน้ำให้สะอาด โดยไข่แมงมันเป็นอาหารตามฤดูกาลที่ชาวบ้านทางภาคเหนือ โดยนิยมนำไปประกอบอาหารรับประทานได้หลากหลายเมนู ทั้ง ไข่เจียวไข่แมงมัน แกงกับผักนานาชนิด หรือ นำไปทำแมงมันจ่อม โดยไข่แมงมันจะมีถึงแค่สิ้นเดือนนี้ จากนั้นไข่ก็จะเป็นตัวอ่อนและมีปีก ทางด้านนายนิกร จิตมูลชัย ชาวบ้านบอกว่าช่วงนี้ราคาไข่แมงมันจะแพงมากอยู่ที่กิโลกรัมละ 2,500 บาท ทำให้ชาวบ้านบางคนทิ้งงานเกษตรกรรมและงานอื่น ๆ มาขุดหาไข่แมงมันเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำในช่วงฤดูแล้ง บางคนเพียงสัปดาห์เดียวมีรายได้กว่าหนึ่งหมื่นบาท สำหรับ 'แมงมัน' เป็นชื่อเรียกของมดชนิดหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นมดราชินีสามารถนำมารับประทานเป็นอาหารได้ อาศัยอยู่ตามที่ดินที่เป็นที่น้ำท่วมไม่ถึง ชอบดินแข็งและชอบอยู่ใกล้รากไม้ใหญ่ๆ คล้ายปลวก  ทั้งนี้แมงมันจะไม่ย้ายรังถ้าไม่ถูกรบกวนจากคน ก่อนที่ลูกแมงมันจะออกมา แม่แมงมันจะออกมาก่อนเพื่อขยายรูให้กว้างขึ้น เพราะลูกแมงมันตัวโตกว่า แม่แมงมันจะใช้เวลาขยายรูประมาณ 3 ชั่วโมง ลูกแมงมันถึงจะต้องออกมาได้ ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

ม.ฮาร์เวิร์ดบล็อกชาวเน็ตไทยถล่มโพสต์กรณีทันตแพทย์
ค้ำประกัน /  ปวิน / 

มหาวิทยาฮาร์เวิร์ด บล็อกบัญชีเฟซบุ๊กชาวไทย หลังหลั่งไหลโจมตีกรณีทันตแพทย์เหนียวหนี้หน้าเพจทางการ สำนักข่าว เอเซียน คอเรสพอนเด้นท์ รายงาน สั่งบล็อกการเข้าแสดงความเห็นของบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวไทย ที่แฟนเพจทางการของมหาวิทยาลัย หลังชาวเน็ตไทยหลั่งไหลเข้าแสดงความเห็นแง่ลบเกี่ยวกับอาจารย์ทันตแพทย์ชาวไทย ที่ปฏิเสธการใช้ทุนรัฐบาลไทย โดยสื่อรายงานว่า เรื่องราวดราม่าเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลัง ทันตแพทย์หญิง ดลฤดี จำลองราษฎร์ ที่ปัจจุบันเป็นครูสอนที่มหาวิทยาฮาร์เวิร์ด ถูกกล่าวหาว่า กลบเลี่ยงการชำระหนี้รัฐบาลไทย จำนวน 30 ล้านบาท ทำให้ภาระการชำระหนี้ตกอยู่ที่ผู้ค้ำประกัน ซึ่งปัญหาดังกล่าวทางมหาวิทยาฮาร์เวิร์ดรับทราบเป็นอย่างดี แต่ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือพร้อมระบุว่า เป็นปัญหาส่วนตัว ทำให้ชาวไทยที่ไม่พอใจเกี่ยวกับการแสดงท่าทีเฉยชาของมหาวิทยาฮาเวิร์ดเข้าไปแสดงความเห็นในแง่ลบจนทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ต้องจัดการบล็อกบัญชีผู้ใช้ชาวไทย เพื่อป้องกันการแสดงความเห็นที่ไม่ดีบนหน้าแฟนเพจ ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ ศาลยุติธรรม ชี้แจงคดีหมอฟันเบี้ยวหนี้  47 ล้าน ต้องมาศาลวันนัด14 มี.ค. นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงขั้นตอนการพิจารณาคดีล้มละลายที่ มหาวิทยาลัยมหิดล ยื่นฟ้อง ทันตแพทย์หญิง ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ม.มหิดล)หลังจากได้รับทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก ที่สหรัฐฯ เมื่อสำเร็จการศึกษา ดลฤดี ได้หลีกเลี้ยงไม่กลับมาใช้ทุนคืน รวมถึงแต่งงาน เปลี่ยนสัญชาติ และทำงานเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าว ม.มหิดล เป็นโจทก์ที่ 1 และ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) เป็นโจทก์ที่ 2 ยื่นฟ้อง น.ส.ดลฤดี ผู้รับทุน เป็นจำเลย ต่อศาลล้มละลายกลาง คดีหมายเลขดำ ล.3603/2558 ทั้งนี้ทั้งนั้น คดีล้มละลายนี้ สืบเนื่องจากเป็นคดีที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว รวมยอดหนี้ทั้งสิ้น 47,853,435.88 บาท พร้อมกันนี้ ศาลได้นัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ 14 มี.ค.นี้ เวลา 09.00 น. โดยฝ่ายโจทก์และจำเลยต้องมาศาลตามนัด ซึ่งหากจำเลยเดินทางมาศาลต่อสู้คดีก็ต้อง พิจารณาไปตามกระบวนการ แต่หากจำเลยไม่มา ศาลจะมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดพิจารณาและดำเนินคดีไปฝ่ายเดียว ซึ่งศาลจะนำความจริงมาพิจารณาว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ และมีหนี้สินจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาทหรือไม่ หากศาลพิจารณาแล้วเสร็จ จะมีคำสั่งพิจารณาพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดต่อจำเลย หรือไม่ จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการ การประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย ซึ่งในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็จะมีการประชุมเจ้าหนี้ หากเจ้าหนี้ไม่เห็นด้วยกับการประนอมหนี้ ศาลต้องพิพากษาให้จำเลยตกเป็นบุคคลล้มละลาย จากนั้นจะถึงกระบวนการในเรื่องที่เจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในกำหนดเวลา 2 เดือน แล้วมีการพิจารณาคำขอชำระหนี้ไปตามลำดับ เมื่อเสร็จแล้ว จะถึงกระบวนการที่สำคัญคือการไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยซึ่งศาลจะต้อง ออกหมายเรียกจำเลย ให้มาศาลเพื่อสอบถามถึงมูลเหตุที่ทำให้ตกเป็นหนี้ ตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางว่าเพราะเหตุใดถึงไม่มีทรัพย์สินในการชำระหนี้ หากจำเลยไม่มาศาลก็ถือเป็นการขัดขืนหมายเรียก ซึ่งศาลจะมีคำสั่งให้ 'ออกหมายจับ' หลังจากผ่านกระบวนการในการขอรับชำระหนี้ และศาลได้พิพากษาจนตกเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จากนั้นจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดี ---------------------------------------------------------------------------------------------------------- มีความคืบหน้า ในขั้นตอนการดำเนินคดีกับ ดลฤดี หมอฟันหนีทุน สำนักข่าว 'เนชั่น' เผยความคืบหน้า กรณีที่ทันตแพทย์หญิงดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีประเด็นเรื่องการหนีทุนรัฐบาล พร้อมกันนี้ กรณีเรื่องการฟ้องล้มละลาย ขณะนี้มีการฟ้องล้มละลายแล้ว ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา โดยในรายละเอียดมีการเปิดเผยตัวเลขหนี้ทุน ของ ทพญ. ดลฤดี ไม่ใช่ตัวเลข 30 ล้านแล้ว แต่ตัวเลขขยับขึ้นไปสูงถึง 48 ล้านบาทแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นหนี้ตามคำพิพากษา ที่ ทพญ. ดลฤดี จะต้องชำระ ให้กับ ม.มหิดล นั้นเป็นเงินจำนวนกว่า 4 ล้าน 5 แสนบาท และที่ต้องชำระให้กับ สกอ. เป็นจำนวนเงินอีกกว่า 43 ล้านบาท โดยศาลล้มละลายได้นัดพิจารณาคดีในวันที่ 14 มีนาคม 2559 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------- 'หมอเผด็จ' เผยแหล่งข่าวจากสหรัฐอเมริกาบอก 'ฮาร์วาร์ด' เรียกสอบ 'หมอฟันหนีทุน' แล้ว หลังโดนกดดัน จากกรณีปม 'หมอฟันหนีทุน' ที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุดวันนี้ (5 ก.พ. 59) เฟซบุ๊กของ เผด็จ พูลวิทยกิจ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า แหล่งข่าวของตนจากสหรัฐอเมริกาแจ้งข่าวส่งมาว่า ทางมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้มีการเรียกสอบ ทพญ. ดลฤดี จำลองราษฎร์ ถึงกรณีดังกล่าวแล้ว คาดอาจถูกลบชื่อจาก leadership ของ HSDM ขอบคุณข้อมูล/ภาพ เผด็จ พูลวิทยกิจ MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เห็นต่าง! ปวิน เทียบข่าวล่าแม่มด "หมอฟันหนีทุน" กับ ทุจริตราชภักดิ์ ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์ นักวิชาการชื่อดังได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นที่บนโลกออนไลน์ได้มีการแชร์เรื่องราวของ น.ส.ดลฤดี จำลองราษฎร์ หมอฟันที่ขอทุนไปเรียนต่อเมืองนอกแล้วหนีทุนปล่อยให้ผู้ค้ำประกันต้องจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายมากกว่า 2 ล้านบาท จนชาวสังคมออนไลน์ได้มีการแชร์และกดดันให้ น.ส.ดลฤดี จ่ายเงินค่าเสียหายทั้งหมด โดย ดร.ปวิน มองว่า เรื่องหมอฟันหนีทุนนั้น คนไทยที่เป็นคนดีทั่วราชอาณาจักร ต่างรุมกระหน่ำโจมตีอย่างรุนแรง ทางโซเชียลมีเดีย ผ่านเฟซบุ๊ก ผ่านเว็ปไซต์ของฮาร์วาร์ด ไปขุดประวัติโคตรเหง้าศักราชไปค้นเจอที่อยู่ บ้านพัก ทรัพย์สินเธอในอเมริกา เอามาแฉ เปิดโปง เรียกร้องให้ฮาร์วาร์ดไล่เธอออก บุกไปถล่มเพจที่ทำงานเธอ ด่าให้อายเพื่อลูกค้าทำฟันจะได้แขยง แต่คนดีเหล่านี้มองการคอร์รัปชั่นผ่านเลนดัดจริตของตัวเอง เลือกที่จะจัดการกับคอร์รัปชั่นบางประเภท แต่ยอมรับคอร์รัปชั่นประเภทอื่นๆ นางดลฤดี ตอนนี้กลายมาเป็นทักษิณสาขา 2 ที่ถูกไล่ล่าอย่างหนัก ทั้งๆ ที่รัฐบาลที่อยู่ในอำนาจทุกวันนี้ก็คอร์รัปชั่นไม่แพ้กัน โดยตนไม่มีปัญหากับการ tackle คอร์รัปชั่น แต่มันต้องมีมาตรฐานครับ กองทัพโกงหลายร้อยล้านในกรณี "ราชภักดิ์" ก็เลวร้ายไม่แพ้กับหมอฟันโกงทุน 8 ล้าน ถ้าจะเล่นเกมศีลธรรมนำสังคม คนที่ไล่ล่าดลฤดี-ทักษิณ ต้องออกมาไล่ล่ากองทัพด้วยครับ ไม่เช่นนั้นพวกคุณก็เป็นแค่พวก hypocrites เท่านั้น 'ดลฤดี' หมอฟันหนีทุน ส่งจดหมายแจงยิบถึง 'เนชั่น' น.ส.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ ม.มหิดล ส่งจดหมายถึงสำนักข่าว 'เนชั่น' เพื่อชี้แจงถึงกรณีที่มีการแชร์เรื่องราวการหลบหนีทุนการศึกษา เป็นผลให้ผู้เซ็นค้ำประกันชดใช้หนี้แทนกว่า 10 ล้านบาท โดยมีการระบุว่า ข้อเท็จจริงทุกประการในเรื่อง มีความซับซ้อนอย่างมาก ทำให้มีการด่วนสรุปกรณีที่เกิดขึ้น รวมถึงประเด็นดังกล่าว เป็นประเด็นส่วนตัว ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และ วิทยาลัยทันตแพทย์ศาสตร์แห่งฮาร์วาร์ด พร้อมกันนี้ ดลฤดี ชี้แจงว่ามีเจตจำนงที่จะชำระคืนทุนที่ได้รับมาจาก ม.มหิดล โดยตลอด แต่มีปัญหาเกี่ยวกับช่องทางการชำระคืน ตัวอย่างเช่น (ได้เสนอยื่น)แผนการชำระคืนในระยะที่ยาวกว่าเดิม แทนที่จะเป็นการจ่ายเงินก้อนโตภายใน 30 วัน แต่ก็ถูกปฏิเสธ แต่ด้วยปัญหาเรื่องเงิน และเรื่องส่วนตัวที่ยาวนาน จนกระทั่งได้รับความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง จึงสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ในที่สุด โดยที่ผ่านมา ได้แสดงถึงความต้องการใช้ทุนคืนในทุกทางกับ ผู้ร่วมลงชื่อมาโดยตลอด รวมถึงได้ดำเนินการชำระคืนบ้างแล้วบางส่วน ดังนั้นข้อกล่าวหาที่เธอได้พยายามหลบหนีการชำระทุน จึงไม่เป็นความจริง และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ม.มหิดล ได้ขีดเส้นตายให้ผู้ร่วมลงนาม (ค้ำประกัน) โดยที่ ดลฤดีอ้างว่า ไม่รับรู้ อย่างกระทันหัน ซึ่งเธอได้รับเงินสินเชื่อส่วนตัว 5 หมื่นดอลลาร์ จึงส่งมอบให้ผู้ร่วมลงนาม จากนั้น ม. มหิดล ได้เลื่อนเส้นตายออกไปโดยปราศจากการผ่อนผัน อ่านข้อมูลฉบับเต็มได้ที่ http://www.nationtv.tv/main/content/crime/378488192/ --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ผู้ค้ำประกันรายที่ 3 อดีตอาจารย์ ม.มหิดล หนีทุน เดือดร้อนหนัก ต้องยืมเงินกลุ่มเพื่อนช่วยใช้หนี้กว่า 2 ล้าน สำนักข่าว 'อิศรา' รายงาน 'ผศ.ทพญ.ภัทรวดี ลีลาทวีวุฒิ' รองหัวหน้าภาควิชาทันตกรรมเด็ก คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหดิล ปรากฎรายชื่อเป็นหนึ่งในบุคคลที่เซ็นค้ำประกันการเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก ของ น.ส.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ ม.มหิดล และได้หนีทุนไม่เดินทางกลับมาประเทศไทย ทำให้ผศ.ทพญ.ภัทรวดี และผู้ค้ำประกันอีก 3 ราย ต้องร่วมกันชดใช้หนี้ค้ำประกันทุนเรียน เป็นจำนวนเงินกว่า 2 ล้านบาท ล่าสุดวันนี้ (3 ก.พ.) ผศ.ทพญ.ภัทรวดี ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า ขณะนี้กำลังเดือนร้อนเรื่องการเงินเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อวันที่ 1 ก.พ.2559 ที่ผ่านมา เพิ่งหาเงินจำนวน 2 ล้านกว่าบาท ไปชดใช้ให้กับม.มหิดล จากปัญหาการค้ำประกันการเดินทางไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศของน.ส.ดลฤดี ได้ครบถ้วน แต่ตนเองก็ยังคงเป็นหนี้เหมือนเดิม เพราะเงินจำนวน 2 ล้านกว่าบาทที่นำไปใช้หนี้ ได้รับมาจากกลุ่มเพื่อนเตรียมอุดมศึกษาที่รวบรวมเงินมาให้เพราะเห็นใจ ผศ.ทพญ.ภัทรวดี กล่าวว่า 'เหตุผลสำคัญที่ตัดสินใจเซ็นค้ำประกันให้กับน.ส.ดลฤดีไป เพราะต้องการให้ภาควิชาทันตกรรมเด็ก คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีบุคคลากร ที่ประสบการศึกษาขั้นสูงสุด กลับมาทำงานรับใช้ประเทศชาติ ซึ่งสมัยนั้น ยังขาดแคลนอยู่ โดยไม่คาดคิดว่าการที่ตนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนร่วม จะทำให้เดือนร้อนภายหลังแบบนี้' โดยหลังจากนั้น ผู้เซ็นต์ค้ำประกันรายนี้ ได้พยายามติดต่อกับดลฤดีหลายครั้ง เพื่อขอให้รับผิดชอบปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อเรื่องโด่งดังขึ้น ทางนั้นได้ส่งอีเมลตอบกลับมาว่า จะพยายามหาเงินมาช่วยในที่สุด ขอบคุณข้อมูลจาก isranews --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 'หมอเผด็จ' 1 ในผู้ค้ำประกัน 'หมอฟันหนีทุน' เผยเจ้าตัวร่อนจดหมายพร้อมใช้เงินคืนแต่ขอเวลาสักนิด จากกรณีข่าว 'หมอฟันหนีทุน' ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้นั้น ล่าสุด (3 ก.พ. 59) มีรายงานว่า ทพญ. ดลฤดี จำลองราษฎร์ ส่งข้อความถึงเพื่อนที่เป็นผู้ค้ำประกัน โดย 'หมอเผด็จ' ได้นำมาโพสต์ลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ "อย่างที่เคยบอกไปแล้วหลายครั้งกับพี่ปุ้ย พี่เผด็จ และอาจารย์อารยาว่า ฉันจะจ่ายเงินกู้คืนให้ทั้งหมดพร้อมกับดอกเบี้ย ฉันกำลังหาทางเอาเงินมาจ่ายคืนพวกคุณอยู่ ซึ่งบางทีจะเป็นการดีกว่าถ้าคุณฟังจากฉันโดยตรงเพื่อให้มั่นใจว่าฉันจะทำตามสัญญาฉันเพิ่งคุยกับพี่ปุ้ย และเธอรับรู้ถึงเจตนาและความจริงใจของฉัน ช่วยบอกหมายเลขโทรศัพท์และเวลาที่สะดวกให้ฉันติดต่อได้" ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 59 หมอดลฤดีก็ได้ส่งข้อความข้อมาทางมือถือของเพื่อนที่เป็นคนค้ำประกัน โดยเอ่ยชื่อถึง 2 คน ในข้อความนี้ว่า เว้นแต่ว่า มหิดลจะขยายเส้นตายต่อไปอีก ฉันกำลังเข้าตาจน พยายามหาเงินมาใช้หนี้ที่เหลือ ถ้าคุณมีเงินมาจ่าย ที่ไม่ต้องใช้ทรัพย์สิน ฉันจะจ่ายคืนให้พร้อมดอกเบี้ย ฉันจะพยายามหาเงินมาเพิ่มอีกในช่วงซัมเมอร์ ตอนนี้ฉันไม่มีคุณสมบัติพอที่จะกู้เงินเพิ่ม ที่มา : nationtv MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ทันตแพทย์ 1 ใน 4 ผู้ค้ำประกัน ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฏร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งกำลังเป็นประเด็นพูดถึง เกี่ยวกับการหนีทุน พร้อมให้ผู้ค้ำประกันที่ 4 ชดใช้แทนเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท โดยหลังจากที่ ทพ.เผด็จ ได้รับฟังคำแถลงการณ์ของทางมหาวิทยาลัยมหิดล รู้สึกว่าจะไม่มีเรื่องใหม่ ซึ่งข้อมูลที่ทางมหาวิทยาลัยนำมาชี้แจงนั้นล้วนเป็นสิ่งที่สังคมรู้อยู่แล้ว และเมื่อดูถึงแนวทางในการแก้ปัญหาที่ผ่านมา ทำให้เห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้จริงจังในการแก้ปัญหา ทำเพียงตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น 'ในความเป็นจริงมหาวิทยาลัยน่าจะทำอะไรได้มากกว่าที่บอกว่าส่งหนังสือติดต่อ หรืออย่างที่มหาวิทยาลัยบอกว่า อ.ดลฤดี สามารถลาออกได้ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน และไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ยับยั้ง ถ้ามหาวิทยาลัยจะไม่ให้ อ.ดลฤดี ลาออกย่อมทำได้ เพราะหากในองค์กรมีคนที่ไม่มีจริยธรรม ไม่ยอมใช้ทุน ใช้เงินคืนควรจะมีวิธีการหรือแนวทางไม่ให้ลาออก' ตนมองว่ามหาวิทยาลัยควรดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่านี้ ไม่ใช่บอกเพียงแต่ว่าได้ดำเนินการแล้วสิ่งที่มหาวิทยาลัยออกมาพูด ผมมองว่าเป็นการ 'ปัดความรับผิดชอบ' ไม่ได้ทำในเรื่องที่ควรจะทำ ทั้งที่น่าจะมีอำนาจในการตัดสินใจ ทำอะไรให้ดีกว่านี้ ช่วยเหลือเยียวยาได้มากกว่านี้ ไม่ใช่บอกเพียงว่าทำเต็มที่แล้วทั้งที่เหมือนจะยังไม่ได้ทำอะไรเลย และยังคงปกป้องคนผิด ส่วนประเด็นที่ทางมหาวิทยาลัยจะร่วมกับสกอ.ยื่นฟ้องล้มละลายอ.ดลฤดีนั้น คงทำได้แต่มันช้าไปหรือไม่ เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ทั้งตอนนี้คดีความใกล้จะจบสิ้นในวันที่ 14 ก.พ.นี้ หากคดีความจบมหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องรับผิดชอบ ก็คงต้องเป็นหน้าที่ผู้ค้ำประกันอย่างพวกผมที่ต้องยื่นฟ้องข้ามประเทศเพื่อขอเงินคืน กล่าวอย่างไรก็ตาม การจะฟ้องอ.ดลฤดี หรือไม่นั้น คงต้องหารือกับฝ่ายกฎหมายก่อนว่าจะดำเนินการเช่นใดได้บ้าง ส่วน มม. พวกตนคงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ นอกจากต้องรอให้มหาวิทยาลัยอยากเข้ามาช่วยเหลือมากกว่านี้ ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ โจ นูโว โพสต์ข้อความถามจิตสำนึกสามี ทันตแพทย์หนีทุน ชี้ "เงินชาติยังไม่ซื่อสัตย์ แล้วจะซื่อสัตย์กับท่านไหม ??" วันนี้ (2 ก.พ. 59) นายจิรายุส วรรธนะสิน หรือ โจ นูโว ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นถึงประเด็นข่าวดังกรณีทันตแพทย์สาวหนีใช้ทุน จนทำให้ผู้ค้ำประกันต้องมาใช้หนี้แทน โดยนักร้องหนุ่มได้ฝากข้อความถึงสามีของทันตแพทย์สาวคนดังกล่าว หากยังมีสติก็ควรเตือนภรรยาให้คืนเงินทุนที่นำไปเล่าเรียนด้วย ว่า "อยากจะบอกไปยังสามีของทันตแพทย์สาวว่า ภรรยาของท่านไม่มีความซื่อสัตย์ต่อชาติ แล้วกับท่านล่ะจะซื่อสัตย์ไหม และหากท่านรับรู้เรื่องราวแล้วยังคงเฉย ๆ ก็ถือว่า ท่านเป็น "คนเห็นแก่ตัว" และน่าจะส่งเงินมาช่วยผู้เซ็นค้ำประกันที่กำลังเดือดร้อนขณะนี้ด้วย" ภาพจาก IG@joejirayut คณะผู้บริหารมหิดล แถลงกรณี 'หมอฟันหนีทุน' ยันพยายามเต็มที่ เผยเตรียมฟ้องล้มละลาย ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ วันนี้ (2 ก.พ. 59) ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ รองอธิการบดี ม.มหิดล และ รศ.ทพ.พาสน์ศิริท นิสาลักษณ์ แถลงข่าวกรณี หมอฟันหนีทุน ว่า ทางมหิดลได้พยายามติดตามมาโดยตลอด แต่เมื่อไม่ได้มาชดใช้ตามกำหนด จึงจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายนำคดีขึ้นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ทั้งนี้เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา ศาลปกครอง มีคำสั่งให้ผู้ใช้ทุน และ ผู้ค้ำประกัน ชดใช้เงินให้กับทางราชการ มหาวิทยาลัยจึงมีหนังสือถึงผู้ใช้ทุน และ ผู้ค้ำประกันทั้ง 4 คน ให้นำเงินมาใช้ตามคำพิพากษาโดยได้ทำความเข้าใจกับผู้ค้ำประกันทั้งหมด และทำหนังสือขอพิจารณาผ่อนผัน ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอนุมัติให้ลดหย่อนภาระหนี้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย นอกจากนี้ ม.มหิดล ยืนยันพยายามช่วยเหลือผู้ค้ำประกันอย่างเต็มที่ และจะเร่งติดตามทวงถามหนี้คืน พร้อมเตรียมฟ้องล้มละลาย ทพญ. ดลฤดี ก่อนวันที่ 14 ก.พ. 59 กันคดีหมดอายุความ สำหรับกรณีนี้ เป็นคดีแพ่งบังคับในประเทศไทย จึงไม่สามารถติดตามนอกราชอาณาจักรไทยได้ สำหรับทุนดังกล่าว เป็นทุนที่ทาง สกอ. ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการเร่งรัดผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพในสาขาที่จำเป็นต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีพัฒนาเศษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ 16 สาขา ซึ่งตามสัญญาจะต้องกลับมาชดใช้ทุน โดยต้องกลับมารับราชการในส่วนราชการตามที่กำหนดให้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 เท่าของระยะเวลาที่ได้รับทุนรัฐบาล แต่เมื่อไม่กลับมาชดใช้ทุนทาง ม.มหิดล จึงได้รับมอบอำนาจจาก สกอ. ทวงถามตามขั้นตอน MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เพจดัง เผยนักเรียนไทยติดป้ายประจาน 'หมอฟันหนีทุน' ทั่วทั้ง 'ฮาร์วาร์ด' วันนี้ (2 ก.พ. 59) มีรายงานว่า โลกออนไลน์ กำลังแชร์ภาพจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ CSI LA ถึงกรณีข่าวหมอฟันหนีทุน ซึ่งเป็นภาพจากบุคคลที่ไป ม.ฮาร์วาร์ด มาว่า "วันนี้ไปมหาลัย Harvard มาค่ะ เห็นมีใบปลิวแปะตามบอร์ดแถว Havard yard หลายบอร์ดเลยค่ะ อันนี้เป็นฝั่งมหาวิทยลัย ไม่ใช่ฝั่ง Medical school แต่คิดว่าน่าจะมีคนติดไปทั่วเเล้วค่ะ" ซึ่งทางเพจอย่าง CSI LA ได้ระบุว่า "กลุ่มนักเรียนไทยที่มหาลัย Harvard เริ่มติดป้ายประจานคุณหมอหนีทุนเเล้ว ตามสถานที่ต่าง ๆ ใน campus ของมหาลัย Havard รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่คนที่เอาป้ายไปติดใช้ข้อความที่ผมเขียนใน CSI LA ไปใช้ ขอบคุณมากครับ CSI Harvard" ขอบคุณข้อมูล/ภาพ CSI LA MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เตรียมแถลงข่าว ปมอาจารย์ทันตกรรมหนีทุน ทำคนค้ำเดือดร้อน ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันพรุ่งนี้ ( 2 ก.พ.) ศาสตราจารย์ นายแพทย์ บรรจง มไหสวริยะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล จะเป็นประธานในการแถลงข่าว พร้อมด้วยศาสตราจารย์ทันตแพทย์พาสน์ศิริ นิสาลักษณ์ คณบดีคณะทันตแพทย์ศาสตร์ กรณีที่ผู้คนบนโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ข้อความระบุว่า มีผู้เสียหายจากการเซ็นค้ำประกัน ให้กับอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ มหาลัยวิทยาลัยมหิดล โดยไม่ใช้ทุนกู้เรียนต่อในต่างประเทศ ทำให้มีการจ่ายค่าเสียหายกว่า 2 ล้านบาท ................................................................ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เผย 'ม.ฮาร์วาร์ด' ปัดเคลียร์ปม 'หมอฟันหนีทุน' ชี้เป็นเรื่องส่วนตัว วันนี้ (1 ก.พ. 59) มีรายงานว่า นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) กล่าวถึงกรณีของ หมอฟันหนีทุน ว่า อดีตอาจารย์คนดังกล่าวรับทุนของรัฐบาลไม่ใช่ทุนมหาวิทยาลัย แต่มหาวิทยาลัยเป็นตัวกลางในการประสานและเสนอชื่อผู้ค้ำประกันให้ ทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ตามหลักเกณฑ์ ในฐานะต้นสังกัดก็ต้องดำเนินการเพื่อส่งสริมให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง ขณะที่ มม. เองที่ผ่านมาให้ทุนอาจารย์ไปเรียนต่อต่างประเทศปีหนึ่งเกือบร้อยทุน เฉพาะทุนด้านสาธารณสุขในกลุ่มแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล ฯลฯ ประมาณ 50-60 ทุน และมีบ้างที่ไม่ยอมกลับมาทำงานตามกำหนด และเลือกจะใช้ทุนคืนเป็นเงิน แต่ไม่เคยมีกรณีไม่ใช้เงินคืน มีเพียงรายนี้ที่หนีไป ไม่ใช้หนี้และไม่กลับมา การที่รัฐบาลหรือมหาวิทยาลัยกำหนดเงื่อนไขให้ใช้ทุนคืน 3 เท่า เพราะอยากให้คนเหล่านี้กลับมาทำงานเพื่อประเทศชาติ ไม่ได้อยากได้เงินคืน ทั้งนี้ มม. เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้พยายามประสานไปยัง ม.ฮาร์วาร์ด แต่คำตอบที่ได้รับจาก ม.ฮาร์วาร์ด คือบอกว่า เป็นเรื่องส่วนตัวที่ต้องประสานไปยังเจ้าตัวเอง ซึ่งทำให้รู้สึกผิดหวังมากที่ ม.ฮาร์วาร์ด ไม่แสดงท่าทีอะไรกับเราเลย เรื่องนี้ทำเสียชื่อไปหมด ทั้ง มม.เองไปจนถึงโรงเรียนเก่าที่จบออกมา อีกทั้งยังส่งผลกระทบกับผู้ที่รับทุนในรุ่นต่อไป ทำให้หาคนมาค้ำประกันยากขึ้น ขอบคุณข้อมูล/ภาพ มติชนออนไลน์ MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- แฉยับ! 'หมอฟันหนีทุน' อยู่บ้านหรูแถมขับรถสปอร์ต มีรายได้มากพอชดใช้หนี้ที่หนีไปได้อย่างสบาย จากกรณีข่าว 'หมอฟันหนีทุน' ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้นั้น ล่าสุด (1 ก.พ. 59) มีรายงานว่า เฟซบุ๊กชื่อ Weerachai Phutdhawong ได้ออกมาโพสต์แฉข้อมูลต่าง ๆ ของหมอฟันหญิงรายนี้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านและรถยนต์ หรือแม้แต่รายได้ที่มากพอชดใช้หนี้ที่หนีไปได้อย่างสบาย ๆ ขณะเดียวกัน ทางเฟซบุ๊กของทันตแพทย์ เผด็จ พูลวิทยกิจ ได้มีกลุ่มประชาชนที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา เข้ามาโพสต์ข้อความให้กำลังใจและเล่าว่า คนไทยในอเมริกาหลายฝ่ายกำลังพยายามหาทางเคลื่อนไหวกดดันหน่วยงานต้นสังกัด และทันตแพทย์คนดังกล่าวแล้ว เพราะไม่เห็นดีเห็นงามกับการกระทำเช่นนี้ ด้าน ครูเป็ด มนต์ชีพ ศิวะสินางกูร ครูเพลงชื่อดัง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ครูเป็ด moncheep โดยระบุว่า... ผมว่าคนหนีทุนพยายามพูดให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน...เงื่อนไขปกติคือ คุณรับทุนไปเรียนแล้ว คุณต้องกลับมาทำงานกับต้นสังกัด เป็นเวลากี่ปีก็ว่าไป...มีเงินเดือนนะครับ...ครบสัญญาแล้วคุณก็เป็นอิสระ ไม่ต้องเสียเงินสักบาท ...เว้นเสียแต่ว่า คุณจะไม่ทำงานกับต้นสังกัดที่ให้ทุน...คุณถึงจะต้องชดใช้เงิน 3 เท่าของทุนที่ใช้ไป... ...วัตถุประสงค์ของทุนประเภทนี้ คือ อยากส่งเสริม คนที่มีศักยภาพ ไปเพิ่มพูนความรู้ แล้วกลับมาทำประโยชน์กับประเทศ...ไม่ใช่อยากค้ากำไร 3เท่า... ...ผมเองมีเพื่อนพี่น้อง รับทุนแบบนี้ ทำตามเงื่อนไข...ชีวิตก็รุ่งเรืองมีความสุขมากมาย... ...หนีทุนแบบนี้มีผลกระทบถึงคนรุ่นต่อๆไป...หาคนค้ำประกันยากขึ้น... ...คุณก่อกรรมไว้แบบนี้...แล้วชีวิตจะมีความสุขหรือ... ขอบคุณภาพ Weerachai Phutdhawong / ครูเป็ด moncheep MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- แฉปัญหาสมองไหล! นักเรียนนอก หนีทุน คนค้ำเดือดร้อน กับมุมที่หลายคนไม่เคยรู้ รศ.ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ (อ.อ๊อด) ในฐานะเลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (CHES) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คเผยว่า  เรื่อง "นักเรียนทุน หนีทุน ทิ้งทุน" มีเยอะในอดีต กรณีที่โด่งดังช่วงนี้พบว่า เธอเรียนจบ ป. เอก ปี 2003 ซึ่งเธอไปเรียนก่อนหน้านี้สัก 3-4 ปีครับ(1999) ในช่วงนั้น ระเบียบเรื่องการค้ำประกันยังไม่บังคับให้ใช้เฉพาะพ่อแม่ญาติพี่น้องค้ำ จึงมีเพื่อนฝูง ครูบาอาจารย์ที่อยากเห็นนักเรียนทุนเหล่านั้น ได้ไปเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ และกลับมารับใช้ทุนที่บ้านเกิด มาค้ำประกันให้ ซึ่งอาจช่วยกันค้ำประกันหลายๆ คนก็ได้คิดว่า เธอคงยื้อเรื่องไปพอสมควร เลยทำให้ผู้ค้ำประกันต้องมาจ่ายเงินในปีนี้ (2016) แทน และอย่าลืมว่า ผู้ค้ำไม่ได้จ่ายเงินแทนเธอแค่สองล้านกว่าแต่คงจ่ายรายเดือนมาก่อนหน้านั้นนานแล้ว ตั้งแต่ทราบว่าเธอหนีทุน การใช้ทุนหากเบี้ยวทุนจะต้องใช้ 3 เท่า จากปัญหาดังกล่าว ทาง กพ. ก็มีกฏให้นักเรียนทุน ต้องใช้ พ่อ แม่ หรือ ญาติพี่น้องเท่านั้น ค้ำประกันแทนครับ ภรรยา  เรียน ป.โท-เอก 6 ปี ที่ออสเตรเลียก็ใช้พ่อแม่ค้ำประกันแต่นักเรียนทุนบางคน ก็ยังหนีทุนอยู่ที่ว่าจะใช้มุขไหน จ่ายคืนหรือไม่ บางคนใช้พ่อแม่ที่แก่ชรามากมาค้ำประกัน และเมื่อท่านเสียชีวิต ก็หนีอยู่ต่างประเทศ ไม่ใช้ทุนเลย บางคนก็กลับมาทำงานชดใช้ทุนก่อน พอเหลือไม่มากก็ลาออกหนีไปดื้อๆ ให้คนค้ำจ่ายน้อยๆ หรือบางคนก็มาทำงานก่อนเพื่อให้เหลือเงินชดใช้น้อย ก่อนจะจ่ายและไปทำงานต่างประเทศแทน หรือ บางคนก็หาเงินกลับมาใช้ทุนที่ต้นสังกัดก้อนเดียวเลย และสมองไหลไปทำงานที่ต่างประเทศ บางคนมีเทคนิค เช่น กรณีหนีไปเรียน ป.เอก ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และเผอิญบริษัทยักษ์ระดับโลกเอาเข้าทำงานในระหว่างที่เรียน ป.เอก เงินเดือนรายได้เยอะแต่ก็ยังไม่ทำเรื่องจบ ป.เอก ยื้อไปเรื่อยๆ ต้นสังกัดก็งงว่าเรียนเก่งแต่ทำไมเรียนไม่จบเสียที จนสามารถเก็บเงินได้ประมาณ 6 ล้านบาทก็ทำเรื่องจบ และกลับมาลาออกจากทุนและใช้เงินกับต้นสังกัด ก่อนจะบินกลับ USA ไปทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่นั้น สำนักข่าวอิศรา เปิดข้อมูล เหตุ สาวนักเรียนนอก เบี้ยวใช้ทุน ทำผู้ค้ำชดใช้แทน อ้างระบบขอทุนในไทยเอาเปรียบจึงรับไม่ได้ วานนี้ (28 ม.ค. 59) สำนักข่าว isranews ได้มีการออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุที่สาวนักเรียนทุนหนีไม่ยอมจ่านเงินจนเป็นเหตุทำให้ผู้ค้ำประกันได้รับความเสียหาย ต้องใช้เงินก้อนโตแทนนั้นเป็นเงินรวมหลายล้านบาทนั้น ว่า หลังจากได้สัมภาษณ์ผู้ค้ำประกันคนดังกล่าว ทำให้ทราบว่าสาเหตุที่สาวนักเรียนนอกคนดังกล่าวไม่ยอมใช้เงินทุนคืนนั้นเป็นเพราะ เธออ้างว่า ได้ไปแต่งงานกับชาวต่างประเทศ มีลูก 1 คน และก็บอกว่า ระบบขอทุนประเทศเราเอาเปรียบเขา ต้องให้ชดใช้เงิน 3 เท่า เขารับไม่ได้ที่ได้รับความเดือดร้อนจึงไม่ยอมจ่ายเงินทุนจนเป็นที่มาของเรื่องดังกล่าว "ผมไม่รู้จะพูดอย่างไรนะ แต่ขอถามหน่อยว่า ก่อนที่จะตัดสินใจขอทุนไป เขาต้องรู้อยู่แล้วว่า ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง เงื่อนไขเป็นอย่างไรบ้าง ถ้ารับไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปซิ แต่นี่มาบอกว่ารับไม่ได้ ผมว่าแบบนี้มันไม่ถูกต้อง" ขอบคุณภาพ/ข้อมูลจาก isranews.org อาจารย์ ม.ดัง ตั้งทนายสู้คดี หลังซิ่งหนีไม่ยอมใช้ทุน ปล่อยให้คนค้ำประกันใช้หนี้แทน ความคืบหน้ากรณีที่เกิดเป็นกระแสฮือฮาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังมีคนได้โพสต์ข้อความเตือนสติผ่านเฟซบุีกส่วนตัว ว่าได้เซ็นค้ำประกันให้สาวเรียนทุนไปเมืองนอก แต่พอศึกษาจบเธอกลับชิ่งไปชดใช้ทุน จนเป็นเหตุให้ผู้โพสต์และเพื่อนอีกหลายคนตามใช้หนี้แทนนั้น ล่าสุดมีรายงานข่าวแจ้งว่า สาวนักเรียนทุนคนดังกล่าวได้ตั้งทีมทนายมาสู้คดี หลังจากที่เจ้าทุกข์ได้รวมตัวกันฟ้องร้องดำเนินคดี โดย เพจเฟซบุ๊ก "ทพ.เผด็จ หมอทอม" ผู้ซึ่งเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าวได้ระบุว่า "เรื่องอาจารย์ ม.ดัง ซิ่งหนีไม่ยอมใช้ทุนว่า ขณะนี้ได้ตั้งทนาย พร้อมส่งจดหมายแจ้งเรื่องดังกล่าวไปถึงอาจารย์ที่เป็นคู่กรณีและมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปรากฏว่า อาจารย์คนดังกล่าวก็ได้ตั้งทนายสู้คดี ทั้งยังมีการข่มขู่ทนายของตนด้วย ส่วนทางด้านมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีจดหมายตอบกลับมาว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัว จึงไม่สามารถเข้ามาช่วยจัดการได้" เรื่องราวเตือนสติ! ค้ำประกันให้สาวได้ทุนไปเรียนต่ออเมริกา แต่ต้องมานั่งใช้หนี้แทนหลักล้าน กลายเป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์ สำหรับเรื่องราวของหนุ่มคนหนึ่งที่เซ็นค้ำประกันให้สาวเรียนทุนเมืองนอก แต่ถูกชิ่งต้องใช้หนี้เองซะงั้น ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้แชร์เรื่องราวอุทาหรณ์ ระบุว่า "สิ้นสุดกันทีกับกรรมเก่า ผมได้ชดใช้ให้แล้ว รวมยอดกับที่ต้องชำระให้อีกร่วมล้าน กับการค้ำประกัน xxxx อดีตอาจารย์ภาควิชา xxxx คณะ xxxx มหาวิทยาลัย xxxx ผู้ซึ่งรับทุนศึกษาต่อที่อเมริกา โดยมีผมที่เข้าเรียน...ในฐานะคนรู้จัก แต่ด้วยความที่เห็นแก่คณะและวิชาชีพจึงยอมค้ำประกันร่วมกับอาจารย์และเพื่อนร่วมงาน และเพื่อนอีกคนของดลฤดี หวังว่าเค้าจะกลับมาทำประโยชน์แก่ส่วนรวม แต่สิ่งที่ผมและทุกคนได้รับคือบอกว่าไม่มีเงิน ทั้งๆ ที่เขาทำงานวิจัยที่ ม.ฮาร์วาร์ด รับเงินเดือนสูง อยู่อพาร์ทเม้นท์หรูหราในอเมริกา เขาทำได้แม้อาจารย์ผู้สั่งสอนและสนับสนุนให้เขาได้เรียน ผู้ร่วมงาน เพื่อน อย่างไม่ละอายแก่ใจ พ่อของเขาและญาติพี่น้องก็ไม่สนใจ เขาเคยโทรมาหาผมครั้งเดียวว่าจะไม่ทำให้ผมเดือดร้อน ผมยังต้องส่งเสียลูกอีก 4 คน แต่ผมต้องนำเงินมาชำระแทน เลยขอให้เรื่องนี้เตือนสติแก่ผู้ที่จะค้ำประกันใคร การศึกษาและชาติตระกูลไม่ได้ช่วยอะไร เขาวางแผนล่วงหน้าแล้วให้พ่อเขารับผิดชอบน้อยที่สุด และมาชดใช้ให้หมด แต่ไม่ยอมชดใช้ให้คนอื่น ช่วยแชร์กันนะครับ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ และผู้ที่จะทำธุรกรรมกับคนในครอบครัวนี้หรือบุคคลอื่น แม้ท่านจะปรารถนาดีก็ตาม" หลังจากที่เรื่องราวดังกล่าวถูกส่งต่อในโลกออนไลน์ บรรดาชาวเน็ตต่างเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก พร้อมบอกเล่าประสบการณ์คล้ายกับกรณีนี้อีกด้วย ซึ่งเรื่องราวนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนสติ สำหรับคนคิดจะค้ำประกันได้ดีเลยทีเดียว MThai News

แปลกตา! พรีเมียร์ลีก เปลี่ยนโลโก้ใหม่
พรีเมียร์ลีก /  ลิเวอร์พูล / 

พรีเมียร์ลีก อังกฤษเรียมเปลี่ยนแปลงโลโก้สัญลักษณ์การแข่งขันใหม่ โดยจะใช้งานในฤดูกาลหน้าเป็นต้นไป หลังจากที่ บาร์เคลย์ จะหมดสัญญาตอนจบฤดูกาลนี้โดยดีไซน์โลโก้ที่จะใช้งานใหม่ใหม่ถูกปล่อยออกมาแล้วยังคงใช้สิงโตสวมมงกุฏเป็นตัวสัญลักษณ์เหมือนเดิมอย่างที่เคยใช้มาตั้งแต่ปี 1992 ที่เปลี่ยนแปลงจากชื่อดิวิชั่น 1 มาเป็นพรีเมียร์ลีก ซึ่งเหตุผลหลักในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการที่ บาร์เคลย์ ที่เคยเป็นสปอนเซอร์มาตั้งแต่ปี 2001 หมดสัญญาลง และทางพรีเมียร์ลีกจะเปิดรับสปอนเซอร์รายใหม่เข้ามาถึง 7 เจ้าที่จะเข้ามาสนับสนุนพร้อมๆกัน ซึ่งโลโก้ใหม่จะเริ่มใช้งานตั้งแต่ฤดูกาลหน้าเป็นต้นไป

“เจอราร์ด บัตเลอร์” รับภารกิจใหม่ ตะลุยลอนดอนกอบกู้โลก ใน London Has Fallen
Brooklyn Finest /  London Has Fallen / 

ฝ่าวิกฤติวินาศกรรมทำเนียบขาว (Olympus Has Fallen) กลายเป็นภาพยนตร์ม้ามืดยอดฮิตในปี 2013 ที่หลายคนดูแล้วสนุก ตื่นเต้น มันสะใจไปกับฉากแอ๊คชั่นปกป้องทำเนียบขาวของ เจอราร์ด บัตเลอร์ กันไปแล้วเมื่อสามปีก่อน ล่าสุดเขาก็กลับมาฝากฝีมือบู๊แอ๊คชั่นอีกครั้ง กับบทเจ้าหน้าที่อารักขาประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผู้ต้องรับมือกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายรายใหม่ใน ผ่ายุทธการถล่มลอนดอน (London Has Fallen) ภาพยนตร์ภาคต่อที่หลายคนรอคอย ทีมงานดารานักแสดงชุดเดิมมาร่วมสร้างสีสันความสนุกกันอย่างคับคั่ง ผ่ายุทธการถล่มลอนดอน (London Has Fallen) เล่าเรื่อง 2 ปีต่อมาจากภาคที่แล้ว เมื่อนายกรัฐมนตรีของอังกฤษถึงแก่อสัญกรรม เบนจามิน แอชเชอร์ (แอรอน เอ็คฮาร์ต) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งดำรงตำแหน่งอีกครั้ง เป็นสมัยที่ 2 ได้เดินทางมาที่ ลอนดอน เพื่อเคารพศพ แต่เขากลับกลายเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มผู้ก่อการร้ายรายใหม่ ชะตากรรมของเขาและคนทั้งโลกจึงอยู่ในมือของ ไมค์ แบนนิง (เจอราร์ด บัตเลอร์) เจ้าหน้าที่อารักขาประธานาธิบดีฝีมือดี ที่จะบุกตะลุยลอนดอนเพื่อกอบกู้โลกอีกครั้ง คอยติดตามชมภารกิจสุดระห่ำครั้งใหม่ของ เจอราร์ด บัตเลอร์ ใน London Has Fallen ภาคต่อภาพยนตร์แอคชั่นสุดฮิต Olympus Has Fallen พร้อมทีมงานนักแสดงชุดเดิมที่มาร่วมสร้างสีสันความสนุกกันอย่างครบถ้วน โดย เอ็ม พิคเจอร์ส จัดคิวเข้าฉาย 3 มีนาคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

โหดๆทั้งนั้น! เช็คขุมกำลังเเข้งต่างชาติ เซี่ยงไฮ้ มูลค่ารวมพันล้านอัพ
ดาริโอ คองก้า /  อซาโมอาห์ กียาน / 

เปิดตำราสโมสรยักษ์ใหญ่จากแดนมังกร ส่อง 5 ขุมกำลังหลัก เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี คู่เเข่ง “กิเลนผยอง” ปรากฎว่ามีมูลค่ารวมกันกว่าพันล้านบาทเลยทีเดียว รองเเชมป์จากศึก ไชนีส ซุเปอร์ลีก เมื่อฤดูกาล 2015 อย่าง เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี คู่เเข่งของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ตัวแทนจากประเทศไทย ที่เตรียมลงโม่ในศึก เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก รอบเพลย์ออฟ นัดสุดท้าย โดยทีมมหาเศษรฐีจากเเผ่นดินใหญ่มีนักเตะต่างชาติอยู่ 5 ราย ซึ่งมีการวิเคราะห์นักเตะทั้ง 5 รายรวมกันเเล้วว่ามีมูลค่าสูงถึง 25.88 ล้านปอนด์ หรือ 1.33 พันล้านบาท โดยลูกทีมของ สเวน โกรัน อิริคส์สัน อดีตเฮดโค้ชทีมชาติอังกฤษ นั้นประกอบไปด้วย ฌ็อง คูอัสซี (1.5 ล้านปอนด์) เป็นอดีตแนวรุก ไฮจ์ดุ๊ก สปลิต ยักษ์ใหญ่ลูกหนังโครเอเชีย คิม จู-ยอง (1.5 ล้านปอนด์) เซนเตอร์ฮาล์ฟดรกรีทีมชาติเกาหลีใต้ ดาริโอ คองก้า (2.25 ล้านปอนด์) ซุปเปอร์สตาร์ชาวอาร์เจนไตน์อดีตแข้งค่าเหนื่อยสูงสุดอันดับสามของโลก อซาโมอาห์ กียาน (6.75 ล้านปอนด์) หัวหอกทีมชาติกานา เอลเคสัน (13.88 ล้านปอนด์) อดีตกองหน้า กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ ชุดแชมป์เอซีแอลปีล่าสุด เครดิต : FourFourTwo Thailand

The Boy หลบไป! จีนส่ง  ตุ๊กตาผี The Weird Doll กระตุกขวัญ
The Boy /  The Weird Doll / 

กระแสลูกเทพในบ้านเราดันมาในจังหวะเดียวกับภาพยนตร์สยองขวัญ The Boy ตุ๊กตาซ่อนผี ออกฉายพอดี เลยเกิดกระแสเปรียบเทียบ บราห์มส (Brahms) ตัวละครหลักในหนังกับตุ๊กตาลูกเทพพอดี ถัดมาเดือนกุมภาพันธ์ทางจีนแผ่นดินใหญ่ก็ดันมีหนังตุ๊กตาผี The Weird Doll (诡娃) ที่จะชนโรง (ที่จีน) ช่วงปลายเดือนเช่นกัน แค่ดูภาพใบปิดโปสเตอร์กับตัวอย่างสั้นๆ ก็มั่นใจได้ว่า The Weird Doll สยองหนักมาก The Weird Doll  (诡娃) แปลเป็นภาษาไทย "ทารกเจ้าเล่ห์" มีกำหนดฉายในจีนแผ่นดินใหญ่ ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ นี้ แต่แฟนหนังชาวไทยคงอดดูกันไปตามระเบียบจ้า

ไขข้อสงสัย? ในคำแถลงตำรวจ ปมยุบ 'พนง.สอบสวน'
ตำรวจ /  ม.44 / 

โฆษก สตช. แถลงชี้แจงข้อสงสัย ในคำสั่งคสช. ม.44 กรณียกเลิกตำแหน่ง "พนง.สอบสวน"  พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.สรไกร พูลเพิ่ม คณะทำงานพิจารณาการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนตามคำสั่ง คสช. ม.44 ฉบับที่ 6 และ 7 ที่กำหนดยกเลิกตำแหน่งพนักงานสอบสวน ว่า ไม่ใช่การลดอำนาจการทำงานของตำรวจ แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ข้าราชการตำรวจที่มีหน้าที่ในการสอบสวน สามารถเปลี่ยนสายงานและขึ้นตำแหน่งผู้บริหารสถานีตำรวจได้ เพราะที่ผ่านมาตำแหน่งพนักงานสอบสวนเป็นการทำงานเฉพาะด้าน ทำให้เวลาพิจารณาเลื่อนตำแหน่งเกิดความเสียเปรียบกับตำแหน่งอื่นที่มีความเชี่ยวชาญหลายด้าน ดังนั้นเพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงยกเลิกความในมาตรา44 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ที่มีการกำหนดตำแหน่งดังกล่าว แต่ปรับให้สู่ตำแหน่งหลัก ตั้งแต่รองสารวัตร ถึงรองผู้กำกับ พร้อมยืนยันว่า แม้จะยกเลิกตำแหน่งพนักงานสอบสวน แต่เงินประจำตำแหน่งยังได้รับเช่นเดิม ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานสอบสวนจำนวน 10,438 คน ทั้งนี้ ยืนยันว่า จะไม่กระทบกับการพิจารณาโยกย้ายข้าราชการตำรวจในสายงานสืบสวนสอบสวนที่ได้รับการประเมินไปก่อนหน้านี้ เพราะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้พิจารณาก่อนคำสั่ง คสช. จะมีผล 15 วัน และย้ำว่าการยกเลิกตำแหน่งพนักงานสอบสวน เป็นขั้นตอนแรกของการปฏิรูปตำรวจให้สามารถก้าวหน้าในอาชีพ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน ที่มา INN ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News เดือดร้อนหนัก!ร้องนายกฯทบทวน 'ยุบพนง.สอบสวน' สมาพันธ์พนง.สอบสวน ยื่นนายกฯ ทบทวนใช้ ม.44 ติดเงิน- ยุบพนง.สอบสวน วอน รับฟังผู้เดือดร้อนทั่วประเทศ วันที่ 8 ก.พ.59 นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย พ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ สถานีตำรวจนครบาลเทียนทะเล เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้ทบทวนจากกรณีที่คำสั่งหัวหน้า คสช. มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 57 คำสั่งที่ 6/2559 ตามเรื่องการคัดเลือก หรือการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ และคำสั่งที่ 7/2559 เรื่องการกำหนดตำแหน่งของข้าราชการตำรวจ ซึ่งเกี่ยวกับการยุบเลิกตำแหน่งและเงินประจำตำแหน่งพนักงานสอบสวน โดยเห็นว่า มีพนักงานสอบสวนได้รับความเดือดร้อนนับหมื่นคน การปลดพนักงานสอบสวนไปประมาณ 700 คน โดยไม่มีงานทำ ไม่มีหน่วยงานรองรับ ถือว่าไม่เป็นการปฏิรูปที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ หลักกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด จึงขอให้นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้รับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน จากพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ และเชื่อว่า นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จะมีใจเป็นธรรม และมีความเป็นสุภาพบุรุษในการรับฟังความคิดเห็น ที่มา INN ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

อยากลดน้ำหนัก จะควบคุมอาหาร หรือออกกำลังกาย อย่างไหนดีกว่ากัน?
ควบคุมอาหาร /  ฟิตเนส / 

สำหรับคนที่กำลังมองหาวิธีลดน้ำหนัก จะเพราะต้องการจะเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี เพื่อเป็นที่ต้องตาสาวๆ หรือจะเพื่อสุขภาพที่ดีก็ตาม แม้จะมีคนพูดถึงวิธีการลดน้ำหนักมากมาย 108 แต่ 2 วิธีหลักๆ ที่ทำแล้วได้ผลจริง และรับรองได้เลยว่าไม่มีผลเสียต่อร่างกายเลยแน่นอนก็คือ การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายนั่นเอง แต่ทั้งสองวิธีนี้ วิธีไหนสำคัญกว่ากัน และง่ายต่อการลดน้ำหนักมากกว่ากัน ทาง AsapSCIENCE ได้ทำการเปรียบเทียบการลดหุ่นด้วยวิธีควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายเอาไว้เป็นคลิปดังนี้ครับ ลองรับชมได้ที่ด้านล่างนี้เลย จากคลิปวีดีโอของ AsapSCIENCE ได้อธิบายเอาไว้ว่า ทั้งการทานอาหารที่ดี (งดของมัน ของทอด ของหวาน) และการออกกำลังกาย เป็นสิ่งสำคัญต่อการมีสุขภาพดีทั้งสิ้น แต่ถ้าพูดกันในเรื่องของการลดน้ำหนัก ระหว่าง การควบคุมการกินแคลอรี่ VS. การเผาผลาญแคลอรี่ ผลก็คือ การควบคุมอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าในการลดน้ำหนัก เพราะว่าการเบิร์นไขมัน 300 แคลอรี่ จำเป็นต้องใช้ทั้งความพยายามที่มากกว่า รวมไปถึงยังต้องใช้เวลาในการออกกำลังกาย หรือจะเป็นการเดินทางก็ตาม แต่การห้ามใจไม่ให้เรารับประทานอาหาร 300 แคลอรี่ นั้นเป็นเรื่องที่ง่าย และสะดวกกว่าการออกกำลังกายนั่นเอง กว่าจะเผาผลาญพลังงานจำนวน 200 แคลอรี่ คุณต้องวิ่ง 20 นาที หรือ เล่นวินเซิร์ฟ 1 ชั่วโมง หรือร้องเพลง 23 เพลง   แต่ถ้าใช้วิธีการจำกัดการกิน หรือควบคุมอาหาร ไม่ทานของที่ให้พลังงานเยอะ เช่น ของทอด ของมัน หรือขนมหวานอย่างช็อคโกแลต 1 แท่ง ถ้าเราห้ามใจไม่กินได้ ก็เหมือนคุณเผาผลาญพลังงานไปได้แล้ว 200 แคลอรี่ทันที โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย ดังนั้น ถ้าวัดกันเฉพาะในเรื่องของการลดน้ำหนัก ยังไงการควบคุมอาหาร ก็ดีกว่าการออกกำลังกายอย่างเดียวแน่นอน แต่ถ้าให้ดีที่สุด การควบคุมอาหาร ไปพร้อมกับการออกกำลังกาย นอกจากจะทำให้น้ำหนักคุณลดลงแล้ว ร่างกายของคุณจะเฟิร์มฟิต น่ามองอีกด้วยนะ ไม่เชื่อลองดูสิ source: asapscience

วันเที่ยวคึกคัก! คาดเงินสะพัดช่วง 'ตรุษจีน' กว่า 3 หมื่นล้าน
การท่องเที่ยว /  เงินสะพัด / 

เผย 'ตรุษจีน' ปีนี้ คาดเงินสะพัดกว่า 3 หมื่นล้าน ขณะที่ บรรยากาศในวันเที่ยวหาดใหญ่เป็นไปอย่างคึกคัก พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำหรับเทศกาลตรุษจีนในปี 2559 นี้ รัฐบาลคาดว่าจะมีเงินสะพัดจากการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยเชื้อสายจีน และจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5 ตลาดหลักที่มีเชื้อสายจีน ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 58 ถึง 32 % โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนได้เดินทางมาเพิ่มขึ้นถึง 3 แสนคน เติบโตจากเดิม 21 % เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 1 ของชาวจีน จากการสำรวจของผู้ประกอบการในจีน ขณะที่ บรรยากาศวันเที่ยวเทศกาลตรุษจีน ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นไปอย่างคึกคัก บรรดากรุ๊ปทัวร์นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ ทยอยเดินทางตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ใน จ.สงขลา จำนวนมาก บางส่วนเดินทางต่อไปยังจังหวัดใกล้เคียง เช่น สตูล และนครศรีธรรมราช รวมทั้ง จังหวัดท่องเที่ยวทางฝั่งอันดามัน ตามศาลเจ้าต่าง ๆ โดย ชาวไทยเชื้อสายจีน ทั้งในเมืองหาดใหญ่ รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างพาครอบครัวออกไปร่วมทำบุญ เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย เริ่มต้นชีวิต ในวันปีใหม่จีน โดยเฉพาะที่มูลนิธิท่งเซียเซี่ยงตึ้งหาดใหญ่ เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และองค์เทพเจ้า รวมทั้งทำบุญบริจาคโลงศพ ทั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานหาดใหญ่ คาดว่าเงินสะพัดตลอดช่วงตรุษจีน ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาราว 35,000 คน อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ยังคงสนธิกำลังเพื่อรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกในพื้นที่อีกด้วย ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy MThai News

7 เคล็ดลับ เติมรสชาติ เซ็กส์ ให้คู่รักที่กินตับกันมานาน กลับฟินอีกครั้ง
sex /  เซ็กส์ / 

คงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่าสำหรับคู่รักบ้างคู่ที่นอนด้วยกันมานาน มันต้องเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องมีอาการเบื่อกันบ้าง วันนี้ Men.MThai จะพาไปดู 7 เคล็ดลับง่ายๆ ในการเพิ่มรสชาติให้กับลีลารักบนเตียงของเรากับแฟนสาว ให้กลับมาขึ้นสวรรค์ชั้น 7 อีกครั้ง แบบที่ทำกันได้ทั้งปีไม่มีเบื่อกันเลยทีเดียว จัดหนักกันในตอนเช้า ซึ่งมันได้รับการพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์มาแล้วว่าการปฏิบัติกิจกันในตอนเช้านั้นดีที่สุดสำหรับมนุษย์เรา มันเหมือนเป็นการเริ่มต้นวันที่ดีด้วยการปลดปล่อยพลังรักไปด้วย ถ้าไม่มีโอกาสก็อย่างน้อยให้ได้ซัก 1 ครั้งต่อสัปดาห์ก็ยังดีครับ จัดกันตั้งแต่ลืมตาตื่นเลยก็ได้ลองสะกิดเธอดูในตอนเช้า หรือจะลองเล่นแบบรักหลับก่อนเธอจะตื่น มันก็ตื่นเต้นไปอีกแบบรับลองฟินแน่นอน เล่นเซอร์ไพรส์กันซักหน่อย อันนี้รับลองว่าแม้แต่คนที่ไม่ชอบเซอร์ไพรส์ก็รับรองว่าต้องยอมแน่นอน เพราะการเซอร์ไพรส์นั้นแก้ได้ตรงจุดที่สุดในการแก้ความน่าเบื่อจำเจของชีวิตคู่ แม้แต่เราเจอแฟนสาวใส่ชุดเซ็กซี่นอนรออยู่เรายังรู้ตื่นเต้นเลย ลองจู่โจมพวกเธอแบบที่ไม่ทันตั้งตัวดูบ้าง สร้างความประหลาดใจให้พวกเธอดู รับรองอารมณ์พุ่งปี๊ดสุดๆ ทำเหมือนเราได้พบกันครั้งแรก หากเราจะยังพอจำความรู้สึกครั้งแรกก่อนที่เราจะมี เซ็กส์ กับเธอได้ ครั้งนั้นเป็นครั้งที่เราจะรู้สึกตื่นเต้นที่สุด เป็นความรู้สึกที่ทั้งกลัวแล้วตื่นเต้นว่าเซ็กส์ในครั้งนี้จะออกมาดีหรือเปล่า แล้วเธอจะชอบมันไหม ลองทำเป็นสวมบทบาทดูก้ได้นะครับ เช่น เราไปลองไปผับกันหรือสถานที่แปลกๆ แล้วลองทำเป็นไม่รู้จักกัน จากนั้นก็หิวเธอกลับมาจัดหนักจัดเต็มเรียกได้ว่าสะอื้นกันเลยทีเดียว ประโยชน์จากเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยที่ดี ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการนำดิลโด้มาช่วยตอนมีเซ็กส์นะครับ แหม่... เกิดเธอติดใจแล้วไม่ต้องการเราขึ้นมาจะยิ่งเละเทะไปกันใหญ่ชีวิตคู่ เทคโนโลยีในที่นี้ผมหมายถึงการคุยไลน์หรือแชทกับเธอนั้นเอง จากที่เคยถามเรื่องทั่วไปให้น่าเบื่อลองเปลี่ยนเป็นคุยแบบลามกหน่อยๆ อาจจะเป็นในเวลางานหรือเวลาทั่วไป ตรงนี้จะช่วยกระตุ้นอารมณ์ให้เราอยากเจอกันมากขึ้นด้วยครับ และรับรองพอกลับบ้านมาพบกันก็ใส่กันยับแน่ ฮ่าๆ ลองเปลี่ยนสถานที่ดู เหมือนวลีตลกๆ ที่ว่า ความรักไม่ใช่แค่เรื่องบนเตียง ลองที่ระเบียงบ้างก็ได้ อันนี้เรื่องจริงนะครับ ฮ่าๆ กินกันบนเตียงมาแล้วเป็นร้อยๆ ครั้งมันก็ต้องมีเบื่อเป็นเรื่องแน่นอน แต่ผมก็ไม่ได้บอกให้ไปจัดหนักกันที่ระเบียงจริงๆ นะครับ เปลี่ยนสถานที่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงที่สาธารณะให้ชาวบ้านดูกันเป็นของฟรีเดี๋ยวจะมีคลิปหลุดมาละชีวิตพัง หมายถึงลองเปลี่ยนจากเตียงไปที่โซฟา ห้องครัว โต๊ะทำงาน ห้องน้ำ หรือถ้าความสามารถเยอะจะโหนราวบันไดก็ได้นะครับ ฮ่าๆ จัดหนักกับท่าแปลกๆ อันนี้รับรองเติมอารมณ์รักกันกับมาเต็มร้อยแน่นอน เปิดโลกใหม่ให้เธอด้วยการชวนเธอดูหนังโป๊ อันนี้ค่อนข้างยากนิดนึงเนื่องจากอย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ว่ามันพวกเธอนั้นมักไม่ค่อยถูกกับหนังพวกนี้ แต่เชื่อเถอะครับว่าถ้าเธอลองดูด้วยรับรองว่ามันจะจุดอารมณ์พีคแบบแปลกให้เธอแน่นอนจนต้องอุทานว่า เฮ้ย!! เซ็กส์มันมีแบบนี้ด้วยหรอ? อาจจะลองทำตามท่าแปลกๆ ตามในหนัง อาจจะจัดตามให้สมบทบาทถึงอารมณ์สุดๆ ลยก้ได้ แต่เตือนไว้ก่อนนะครับ ต่อให้เธอยอมดูด้วย แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะไปงัดขุมทรัพย์แร่ไอเทมหาอยากทั้งหมดที่คุณมีมาโชว์ให้เธอดู จุดนี้พวกเธอมีคอบเขตและขีดจำกัดนะครับ ฮ่าๆ เปลี่ยนบรรยากาศชมวิวภูเขา,ทะเล อันสุดท้ายนี้รับรองว่าจะเติมรสชาติรับให้กลับมาเต็มอารมณ์ตลอดทั้งปีแน่นอน โดยการวางแผนออกไปเที่ยวกัน อันนี้เปลี่ยนสถานที่ของจริงครับ อย่างน้อยก็เดือนละครั้งแล้วมันยังถือเป็นการพักผ่อนไปในตัวด้วย เปลี่ยนบรรยากาศจากบ้านหลังเดิมที่กินกันมานาน ไปฟิตเจอริ่งกันไปพร้อมทั้งชมวิวทะเลหรือภูเขากันไปตอนจัดหนักรับรองว่าเปลี่ยนอารมณ์ได้สุดๆ 12 เดือน 12 ที่ พีคตลอดทั้งปีไม่มีเบื่อแน่นอนครับ ฮ่าๆ เนื้อหาโดย Men.MThai

เตือนเฝ้าระวัง ไวรัสซิกา หรือ ไข้ซิกา สาเหตุหลัก จากยุงลาย
ยุงลาย /  เชื้อไวรัสซิกา / 

วันนี้ (21 มกราคม 2559) นายแพทย์อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากกรณีที่มีข่าวเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไต้หวัน เฝ้าระวังและตรวจพบชายไทยที่กำลังเดินทางสู่ไต้หวันมี เชื้อไวรัสซิกา ที่กำลังระบาดในหลายประเทศในแถบลาตินอเมริกาและแคริบเบียน นั้น เมื่อวานนี้(20 มกราคม 2559) กรมควบคุมโรค ได้ประชุมปรึกษาหารือผู้เชี่ยวชาญ เรื่อง โรคไข้ซิกา เพื่อเตรียมการเฝ้าระวังและหารือมาตรการป้องกันโรคดังกล่าว โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเสริฐ ทองเจริญ ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค เป็นประธาน พร้อมคณะที่ปรึกษากรมควบคุมโรค ผู้ทรงคุณวุฒิฯ กรมควบคุมโรค คณะแพทย์จากมหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับสถานการณ์โรค ไข้ซิกา ประเทศไทยพบครั้งแรก พ.ศ.2555 พบกระจายทุกภาคและมีผู้ป่วยยืนยันเฉลี่ยปีละ 5 ราย สาเหตุหลักเกิดจากโดนยุงลายที่มีเชื้อไวรัสซิกากัด และช่องทางอื่นที่เป็นไปได้ เช่น การแพร่ผ่านการถ่ายเลือด แพร่จากจากมารดาที่ป่วยสู่ทารกในครรภ์ ทั้งนี้ ได้เตรียมการเฝ้าระวังโรค โดยแบ่งเป็น 4 ด้านสำคัญ ดังนี้ 1.การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา 2.การเฝ้าระวังทางกีฏวิทยา 3.การเฝ้าระวังทารกแรกเกิดที่มีความพิการแต่กำเนิด และ 4.การเฝ้าระวังกลุ่มอาการทางระบบประสาท ด้านการรักษา โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนและยังไม่มียารักษาเฉพาะ จึงต้องรักษาตามอาการ คำแนะนำสำหรับประชาชน คือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และป้องกันไม่ให้ยุงกัด ด้วยการนอนในมุ้งหรือทายากันยุง ซึ่งเป็นการป้องกันควบคุมโรคเช่นเดียวกับไข้เลือดออก หากประชาชนมีอาการไข้ ออกผื่น ตาแดง หรือปวดข้อ อาจมีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ได้ ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง ยกเว้นในหญิงตั้งครรภ์ซึ่งอาจทำให้เด็กทารกที่คลอดมามีสมองเล็ก หรือมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ แนะนำให้รับประทานยาพาราเซตามอล ห้ามรับประทานยาแอสไพริน หรือยากลุ่มลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์(NSAIDs) เพราะมียาบางชนิดที่เป็นอันตรายสำหรับการเป็นโรคนี้ อาจทำให้เลือดออกในอวัยวะภายในได้ง่ายขึ้น คำแนะนำสำหรับผู้เดินทางไปประเทศที่มีการระบาดของโรคไข้ซิกา(ประเทศในแถบลาตินอเมริกาและแคริบเบียน) ขอให้ผู้เดินทางระมัดระวังป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาวให้มิดชิด และใช้ยาทาป้องกันยุงกัด หากเป็นหญิงตั้งครรภ์ก่อนเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดของโรคควรปรึกษาแพทย์ ส่วนผู้เดินทางกลับจากประเทศที่มีการระบาด รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ที่อยู่ในประเทศไทย มีอาการไข้ ออกผื่น ตาแดง หรือปวดข้อ สามารถมารับการรักษาและปรึกษาได้ที่คลินิกเวชศาสตร์การท่องเที่ยวและการเดินทาง สถาบันบำราศนราดูร โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และสามารถรับการรักษาได้ที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค ได้เตรียมจัดทำประกาศกรมควบคุมโรค เรื่อง“ โรคไข้ซิกา ” เพื่อให้ประชาชนตระหนักในมาตรการป้องกันโรคและช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง โดยเน้นใช้หลัก 3เก็บ ได้แก่ 1.เก็บบ้านให้สะอาดเรียบร้อย ปลอดโปร่ง ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง 2.เก็บขยะ เศษภาชนะ รอบๆบ้าน ทั้งใบไม้ กล่องโฟม จานรองกระถางต้นไม้ ต้องเก็บกวาด ฝัง เผา หรือทำลาย และ3.เก็บน้ำ ต้องปิดฝาให้มิดชิดป้องกันยุงลายลงไปวางไข่ เพื่อกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในบริเวณครัวเรือน โรงเรียน เขตก่อสร้าง สถานีขนส่ง และหอพักรอบมหาวิทยาลัย เป็นต้น โดยให้ดำเนินการอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

สนใจไหม? สิงห์อมควัน กับ แอพฯ เลิกบุหรี่
บุหรี่ /  ราคาบุหรี่ / 

สสส.เปิดตัว “ไทยไร้ควัน” แอพฯ เลิกบุหรี่ หวังลดยอดตาย ยัน ได้ผล แม้เสพติดกว่า 20 ปี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แถลงข่าวเปิดตัวแอพพลิเคชั่น “ไทยไร้ควัน “แอพพลิเคชั่นช่วยเลิกบุหรี่แรกของประเทศไทย นำโดย น.พ.บัณฑิต ศรไพศาล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก(สสส.) พร้อมระบุว่า ประเทศไทยมีผู้สูบบุหรี่มากกว่า 10 ล้านคน เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละ 50,000 กว่าคน ซึ่งประเทศไทยตั้งเป้าที่จะลดอัตราการสูบบุหรี่ลงร้อยละ 30 ภายในอีก 30 ปีข้างหน้าเช่นเดียวกับระดับโลก คือ ต้องลดให้ได้ประมาณ 4 ล้านคน สิ่งสำคัญที่สุดในการลดจำนวนคนสูบบุหรี่ คือ การบำบัดให้คนที่ติดบุหรี่สามารถเลิกสูบได้ โดยปัจจุบันประชาชนใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว สสส.จึงมีแนวคิดพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อสนับสนุนการให้บริการเลิกบุหรี่ที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มวัย เป็นทางเลือกให้กับประชาชนและเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการเลิกบุหรี่มากขึ้น ถือเป็นแอพพลิเคชั่นเลิกบุหรี่แรกของประเทศ สำหรับแอพฯดังกล่าว สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีในระบบปฏิบัติ Android และ iOS สำหรับการใช้งานแอพฯ หลังจากดาวน์โหลดแล้วจะให้ลงทะเบียน ซึ่งสามารถล็อกอินผ่านเฟซบุ๊คได้ โดยช่วงแรกจะให้มีการบันทึกข้อมูลว่ามีการสูบบุหรี่มากเพียงใด สูบมาเป็นระยะเวลาเท่าไร สูบยี่ห้อใด เป็นต้น ซึ่งแอพฯ จะคำนวณให้อัตโนมัติว่าขณะนี้ผู้ใช้แอพฯ ต้องเสียเงินไปกับการสูบบุหรี่มากเท่าไร อายุสั้นจากการสูบบุหรี่ลงไปเท่าไร โดยคำนวณจากการสูบบุหรี่ 1 มวน ทำให้อายุสั้นลงไป 7 นาที หลังจากนั้นจะเข้าสู่เมนูการใช้งานหลักคือไดอารี ซึ่งสามารถทำเป็นตารางได้ว่าจะเลิกสูบบุหรี่ในกี่วัน และให้มีการบันทึกว่าวันนี้เราสูบบุหรี่หรือไม่ ขณะเดียวกันในส่วนของผู้สูบบุหรี่ที่ได้ใช้แอพฯดังกล่าว ต่างยืนยันว่า สามารถเลิกบุหรี่ได้ แม้จะมีอาการเสพติดมากกว่า 20 ปี แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจด้วยว่ามีความมุ่งมั่นที่จะเลิกหรือไม่ ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

ระวัง! น็อตยึด 'ไกด์ไพสต์' โผล่บน ถ.เพชรเกษม ทำรถยางแตก
ตะปูโผล่ /  ถนนเพชรเกษม / 

กรมทางหลวงแจง น็อตยึด 'ไกด์ไพสต์' โผล่บน ถ.เพชรเกษม เรื่องจริง เร่งให้ผู้รับเหมาเข้าทำการแก้ไขแล้ว ฝากผู้ใช้รถใช้ถนนขับขี่ด้วยเข้าระมัดระวัง วันนี้ 10 ก.พ. นายสุพจน์ เสริมทรัพย์ หัวหน้าหมวดทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเรื่องร้องเรียนผ่านทางสายด่วนกรมทางหลวง 1586 กรณีมีรถยนต์ได้รับความเสียหายที่ อ.กุยบุรี จุดก่อสร้างถนนเพชรเกษม และมีการนำข้อความไปโพสต์บนโลกออนไลน์ เบื้องต้นพบว่าหลังจากเจ้าหน้าที่เปิดให้รถวิ่งสวนเลนบนถนนเพชรเกษมเขาเข้า กทม. โดยผู้รับเหมาได้นำ 'ไกด์โพสต์' หรือหลักนำทางที่ผลิตจากพลาสติกพีวีซีมาติดตั้ง เพื่อแบ่งช่องการจราจรโดยใช้ตะปูคอนกรีตหรือน็อตตอกยึดกับผิวถนน ต่อมาหลักนำทางบางส่วนได้ชำรุดเสียหาย ทำให้ตะปูคอนกรีตโผล่ขึ้นมาประมาณ 1 นิ้วบนพื้นผิวการจราจร ทำให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ใช้เส้นทางประสบปัญหายางแตก อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้แจ้งให้ผู้รับเหมาเข้าสำรวจเพื่อถอนตะปูที่หลักนำทางเดิมออกไปด้วยเพื่อป้องกันความเสียหาย รวมทั้งการเกิดอุบัติเหตุ และล่าสุดตรวจสอบพบว่า บริเวณถนนเพชรเกษมช่วงลงเขาทุ่งกระต่ายขัง ต.อ่าวน้อย อ.เมือง มีไกด์โพสต์ ได้รับความเสียหายจำนวนมาก โดยมีตะปูคอนกรีตโผล่ขึ้นมาบนผิวถนน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

จริงหรือ ปีนี้ห้ามไหว้เจ้าตรุษจีน ! คำเตือนจาก ซินแสฮ่องกงและไต้หวัน
ทิศร้ายปี2559‬ /  ไหว้เจ้าตรุษจีน / 

มีข่าวแชร์กันว่า... “ซินแสฮ่องกงและไต้หวัน บอกว่าปีนี้จะไม่ไหว้ไฉ่ซิ้งในคืนวันที่ 8 ก.พ. เพราะเป็นที่พลังปี เดือน วันชงกันหมดทั้ง 3 หลัก แตกหักเสียหายหมด ถ้าไหว้แล้วจะทำให้สูญเสียทรัพย์ ให้จะรอวันที่ 22 ก.พ. เช้าตี 5-6.45น. ตั้งโต๊ะไหว้ไฉ่ซิ้งกลางแจ้ง แล้วค่อยเชิญเข้าบ้าน” มีคนถามเข้ามาว่า จริงหรือเปล่า...??? อ.มาศ ซินแสฮวงจุ้ยระดับโลก มีคำตอบ... วันตรุษจีนปี 59 นี้ พลังปี เดือน วัน ชงกันหมดทั้ง 3 หลัก เป็นเรื่องจริง!! ซึ่งโครงสร้างฤกษ์แบบนี้ในวิชาฮวงจุ้ยถือว่าเป็นวันอัปมงคล เพราะพลังงานทำร้ายกันเอง ถ้ายิ่งตอนตี 3-5 ยิ่งร้ายใหญ่ เพราะเป็นยามขาล กลายเป็นชงกันทั้ง 4 หลัก แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว การไหว้เจ้าวันตรุษจีน ไม่ได้เป็นสาระสำคัญในทางฮวงจุ้ย เป็นเรื่องการศาสนามากกว่า ซึ่งซินแสส่วนใหญ่ก็มักอาศัยโอกาสนี้ ให้คำแนะนำเรื่องทิศดีทิศร้ายในแต่ละปีไปพร้อมกันไปเลย เพื่อจะได้คอยระมัดระวังตัวไม่ไปกระทำการใดๆ โดนทิศร้าย และหาวิธีกระตุ้นรับพลังมงคลของทิศทางที่ดี ดังนั้น ถ้ายังอยากจะไหว้วันไหนก็ได้ ไม่ได้มีอะไรเสียหายแต่อย่างใด... และจะไหว้หรือไม่ไหว้ ไหว้ผิดหรือถูก ก็ไม่ได้มีผลอะไรในแง่ของความเจริญรุ่งเรืองร่ำรวย เพราะในเชิงวิชาการจริงๆนั้น การบอกกันว่า "เทพเจ้าโชคลาภ" หรือ “ไฉ่ซิ้ง” จะเสร็จมาทิศไหนนั้น เกิดจากสูตรคำนวณง่ายๆในวิชาฤกษ์ยาม โดยจะดูพลังของวันว่าตรุษจีนครั้งนั้นๆ เป็นพลังธาตุอะไร แล้วก็ดูว่าธาตุนั้นไปพิฆาตธาตุของทิศไหน ก็นับว่าทิศนั้นถูกกินมาเป็นโชค เช่น ในปี 59 วันตรุษจีนเป็นธาตุทอง พิฆาตธาตุไม้กินเป็นโชค จึงบอกว่า เทพโชคลาภมาทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศของธาตุไม้ ทุกๆ ปีก็คำนวณแบบนี้... ประเด็นสำคัญก็คือ แล้วเราจะไปไหว้ทิศที่มันโดนพิฆาตกันไปทำไมทุกๆ ปี ซึ่ง อ.มาศก็ต้องคอยออกมาบอกกันเสมอว่า ใครที่อยากจะไหว้ ก็ไหว้ไปตามประเพณี ไม่ว่ากัน แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีผลใดๆต่อการเสริมโชคลาภในเชิงวิชาการขั้นสูงทางฮวง จุ้ยแต่อย่างใด...!! ถ้าตามหลักวิชาจริงๆนั้น พลังโชคลาภมาทางทิศ ตะวันตกเฉียงใต้ ตลอดทั้งปีนะครับ และก็ไม่ต้องไหว้ด้วย เพราะพลังมันมองไม่เห็น หากอยากเสริมโชคปี 59 ก็ให้หมั่นเปิดประตู หน้าต่าง ทางทิศนี้รับลมเป็นประจำ หรือตั้ง ‪#‎โคมไฟมังกรกระตุ้นโชค‬ สีแดงทางทิศนี้ก็จะยิ่งดี เพราะเป็นทิศธาตุดิน ใช้พลังธาตุไฟกระตุ้นให้โชติช่วง ส่วนทิศร้ายปี 59 ก็คือทิศใต้ (‪#‎ทิศอสูร‬) และ ออก/เหนือ (‪#‎ทิศแตก‬) ห้ามเคาะ ตอก เจาะ ตกแต่ง ซ่อมแซม รื้อถอน ก่อสร้าง ตัดต้นไม้ ขุดดิน หรือมีการกระทบกระแทก กระเทือน ใดๆทั้งสิ้น จะทำให้เกิดเรื่องร้ายตามมาตลอดปี ที่มาจาก : อ.มาศ ซินแสฮวงจุ้ยระดับโลก

ด่วน! เจ็บยันกุนซือ! คล็อปป์ พลาดคุมหงส์ชนแมวดำเพราะ...
ตลาดซื้อขายนักเตะ /  ลิเวอร์พูล / 

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล จะพลาดคุมทีมที่ข้างสนามในนัดที่พบกับ ซันเดอร์แลนด์เพราะ ไส้ติ่งอักเสบกระทันหัน ทีมดังจากเมอร์ซี่ย์ไซด์ ได้รับข่าวร้ายก่อนคิกออฟเกมส์ พรีเมียร์ลีกกับ ซันเดอร์แลนด์ แค่ไม่กี่ชั่วโมง เมื่อ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมมีอาการไส้ติ่งอักเสบอย่างกระทันหัน และต้องรีบส่งตัวไปยังโรงพยาบาลเป็นการเร่งด่วนทำให้ เซลจ์โก้ บูวัช ผู้ช่วยจะได้ทำหน้าที่แทนไปก่อนในนัดนี้ สำหรับ ลิเวอร์พูล ก่อนหน้านี้ถูกปัญหาอาการบาดเจ็บ รุมเร้าอย่างหนักโดยมีนักเตะตัวหลักๆอาทิ มาร์ติน สเคอร์เทล, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, โจ โกเมซ, แดนนี่ อิงส์, จอร์แดน รอสซิเตอร์ และ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ที่เจ็บไปก่อนหน้านี้ ล่าสุดยังมาเจอข่าวร้ายต้องเสียกุนซือไปอีกคน

3 อาหารต้องห้ามเวลา ท้องเสีย
ท้องร่วง /  ท้องเสีย / 

เชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามนี้อยู่ในใจทุกครั้งที่มีอาการ ท้องเสีย ว่าเราควรงดกินอาหารอะไร หรือควรกินอะไรเพื่อให้อาการทุเลาลงไปและไม่เป็นหนักมากกว่าเดิม วันนี้เรามีคำตอบดีๆมาคลายข้อสงสัยกันค่ะ อาการ ท้องเสีย เรื้อรัง มักมีอาการปวดท้องและถ่ายเหลว ซึ่งจะเป็นๆหายๆนานติดต่อกันเป็นแรมเดือน บางทีเราอาจเรียกอาการนี้ว่า “โรคธาตุอ่อน” อาหารต้องห้าม ได้แก่ อาหารรสเปรี้ยว รสเผ็ด อาหารมัน น้ำส้มสายชู กะทิ เหล้า เบียร์ นมสด ชา กาแฟ อาหารควรกิน ได้แก่ กินอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง ธัญพืชต่างๆ อาหารที่มีไขมันต่ำ อาหารที่มีจุลินทรีย์แล็คโตบาซิลลัส (Lactobacillus) หรือไบฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacterium) และไม่ควรกินอาหารแต่ละครั้งมากเกินไป นอกจากนี้ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด อาการ ท้องเสีย เฉียบพลัน เป็นอาการที่เกิดอย่างทันทันใด มีลักษณะถ่ายเป็นน้ำบ่อยครั้ง และมีอาการปวดท้องร่วมด้วย อาหารต้องห้าม ได้แก่ผัก ผลไม้ และน้ำผลไม้ อาหารควรกิน ได้แก่ ผงน้ำตาลเกลือแร่ชงน้ำ ซึ่งใช้ดื่มบ่อยๆ แทนน้ำอาหารที่ย่อยง่าย โดยเน้นอาหารที่มีข้าวหรือแป้งเป็นหลัก รู้วิธีรับมือเรื่องกินแล้ว อย่าละเลยการออกกำลังกายและผ่อนคลายจิตใจด้วยนะคะ ขอบคุณที่มาจาก : นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 275