หนึ่ง ผกาวดี

Season Five เปลี่ยนโหมดเหงา ไม่ให้เฉา กับเพลงใหม่ เหงาเท่าอวกาศ
SEASON FIVE /  เหงาเท่าอวกาศ

เตรียมพร้อมเร่งเครื่องเดินหน้าเต็มลูกสูบแล้ว สำหรับการเปิดตัวบ้านหลังใหม่ภายใต้สังกัด ME Records (มี เรคคอร์ด) โดยการบริหารงานของ “ฟองเบียร์ - ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม” ประเดิมการตัดริบบิ้นด้วยซิงเกิ้ลแรก “เหงาเท่าอวกาศ” (Lonely As Space) จากวง Season Five (ซีซันไฟฟ์) เพลงเหงา...แต่ไม่เหงา ที่บอกได้คำเดียวว่า กลับมาคราวนี้ “ซีซันไฟฟ์” ไม่ได้มาเล่นๆ แต่มาเพื่อปฏิวัติโลกของคนเหงา ให้ไม่ต้องเฉาอีกต่อไป แถมเป็นการโคจรมาเจอกันอีกครั้งกับเพื่อนเก่า “กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่” ที่เคยสร้างปรากฎการณ์เพลงฮิตอย่าง “พูดไม่คิด” ร่วมกันมาแล้ว!!!! จึงทำให้ซิงเกิ้ลนี้มีความพิเศษตั้งแต่เบื้องหน้ายันเบื้องหลังเลยทีเดียว ไม่เชื่อ!! ก็กระโดดขึ้นยานแม่ไปแผ่ขยายความเหงากันถึงอวกาศกับ “ซีซันไฟฟ์” พร้อมกันเลยดีกว่า โดยเบื้องหลังเอ็มวีตัวนี้ เริ่มสตาร์ทความพิเศษตั้งแต่การปรับเปลี่ยนลุคส์ครั้งใหญ่ของทั้ง 4 หนุ่ม “เอก-เจ-จั๊ก-เปา” โดยการผุดไอเดียแสนเก๋ ใช้ลูกเล่นเครื่องแต่งกายของชุดนักบินอวกาศ มาผสมผสานกับตัวตนของวงเข้าด้วยกัน และใช้สีเทาที่สื่อถึงเงาสะท้อนของดวงจันทร์ จนออกมาเป็นชุดนักบินอวกาศร่วมสมัยสุดชิค!! เนื้อหาเอ็มวี จะเล่าถึงหญิงสาวที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปใช้ชีวิตอยู่ในอวกาศตั้งแต่ 7 ขวบ แต่ด้วยความผิดพลาดบางประการ จึงทำให้ไม่สามารถกลับมายังโลกได้อีก ความเหงา เดียวดายแบบอันลิมิตจึงเกิดขึ้น ซึ่งบทบาทหญิงสาวเจ้าของโลกใบเหงานั้น ได้ “น้องกุ๊กไก่ - ภาวดี คุ้มโชคไพศาล” หรือ “เยลลี่” ในซีรี่ย์ฮอร์โมน (Hormones 3 The Final Season) มารับหน้าที่ถ่ายทอดอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งร้องไห้ ทะเล้น เหงา ได้แบบต้องยกนิ้วซูฮกให้กับความสามารถของสาวน้อยหน้าแบ๊วคนนี้เลยทีเดียว แต่งานนี้ ความเหงาต้องชะงักทันที เมื่อ 4 หนุ่มขนความสนุกครึกครื้นไปถึงอวกาศ โลกสีเทาที่เคยหม่นหมอง กลับถูกแทนที่ด้วยสีสันคัลเลอร์ฟูลของดนตรี และพีคสุดๆกับท่อนแรพของ “กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่” ที่ส่งความเหงาทะลุทะลวงไปถึงนอกโลกได้จริงๆ เรียกได้ว่าเต็มอิ่มไปกับฟีลอารมณ์เหงาและสนุกไปพร้อมกัน “เพลงเหงาเท่าอวกาศเป็นเพลงแรกของพวกเรา จากค่าย ME Records(มี เรคคอร์ด)ครับ ถึงแม้เป็นการทำงานกับค่ายใหม่ แต่ทีมงานยังคงเป็นทีมเดิม ทั้งเพลงที่แต่ง ก็แต่งมาจากปลายปากกาของ “พี่ฟองเบียร์” และยังคงได้โปรดิวเซอร์คู่ใจของวงคนเดิม แถมยังได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งกับ “กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่” ด้วยครับ จึงทำให้บรรยากาศในการทำงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นเหมือนเคย ถึงเพลงนี้จะมีเนื้อหาเหงาๆ แต่เราเลือกที่จะดีไซน์ออกมาให้ไม่เหงาครับ(หัวเราะ) เพราะเราอยากมอบให้เป็นของขวัญคนโสดในปลายปี ให้คนโสดได้สดใสกันบ้าง จึงเลือกดนตรีที่มีกลิ่นอายแบบดิสโก้ในยุค 80’s นำมาผสมผสานกับจังหวะฟังกี้ เพื่อให้คนฟังสนุกและโยกตามกันได้ครับ มาเปลี่ยนโหมดเหงา ให้ไม่เฉาไปกับพวกเรานะครับ” เอก Season Five พูดถึงการถ่ายทำมิวสิควีดีโอ เหงาเท่าอวกาศ เหงาเท่าอวกาศ - SEASON FIVE Feat.ฟักกลิ้ง ฮีโร่ [Official MV] คลิปโดย Youtube ME RECORDS สามารถดาวน์โหลดเพลง “เหงาเท่าอวกาศ” (Lonely As Space) ได้ที่ *4922 222 กด 22 อัพเดทข่าวสารและความเคลื่อนไหวของวง Season Five (ซีซันไฟฟ์) ได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/seasonfiveband, https://www.facebook.com/MeRecords IG : Seasonfiveband , Merecordslabel Twitter : Merecordslabel Youtube Channel : ME RECORDS มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

สุดยอด! แรงบันดาลใจจากครูญี่ปุ่น สอนให้เด็กมีความสุขและสนุกกับการเรียน
ประเทศญี่ปุ่น /  เคล็ดลับการเรียน / 

การศึกษาของประเทศญี่ปุ่นนั้นได้ขึ้นชื่อว่ามีการเรียนการสอนที่ดีมากที่สุดอีกประเทศหนึ่งของโลก เราคงเคยได้ยินเรื่องของกฏระเบียบ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ที่เขาจะสอนกันตั้งแต่เด็กอนุบาลกันเลยทีเดียว การเรียนของประเทศญี่ปุ่นนั้นเขาจะเน้นให้เด็กมีความสุขและสนุกไปกับการเรียน รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนและการดำเนินชีวิตให้เด็กๆ .. วันนี้ทีนเอ็มไทยขอยกตัวอย่างการสอนหนังสือของคุณครูญี่ปุ่น 3 คน ว่าแต่ละคนนั้นเชามีวิธีสอนอย่างไร ที่ทำให้เด็กนักเรียนได้ความรู้แถมสนุกกับการเรียนด้วย ^^ (*แปลจากหนังสือญี่ปุ่น โดย Japan Gossip by เกตุวดี Marumura) สุดยอด! แรงบันดาลใจจากครูญี่ปุ่น สอนให้เด็กมีความสุขและสนุกกับการเรียน สุดยอด! แรงบันดาลใจจากครูญี่ปุ่น สอนให้เด็กมีความสุขและสนุกกับการเรียน 1. Numata Takahiro : เซนเซ (ครูประถม) นุมาตะ เซ็นเซ หรือที่เด็กๆ เรียกกันว่า “นุมัจฉิ เซนเซ” เป็นคุณครูประจำโรงเรียนประถมเซตากายะ เป็นครูประถมที่สอนโดยยึดหลักว่า “ต้องให้เด็กรู้สึกสนุก” เช่น ในวิชาสังคมศึกษา แทนที่เซนเซจะสอนว่า จังหวัดนี้ อยู่ตรงไหน มีของดังอะไร เซนเซจะแต่งตั้งเด็กๆ เป็น “ทูตการท่องเที่ยวประจำจังหวัด” ให้ไปหาข้อมูลมาพรีเซนต์กันในคลาสโดยให้เด็กหัดใช้ Powerpoint ไปในตัว (เด็กประถมเองนะเธอ!) พอเด็กแต่ละคนๆ พรีเซนต์เสร็จ นุมัจฉิเซนเซก็นึกขึ้นได้ว่า เอ… เด็กได้แต่ทักษะการพรีเซนต์ แต่ยังไม่ได้ฝึกทักษะการเขียนเลย เซนเซเลยให้เด็กแต่ละคน “เขียน” จดหมายไปรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดของตัวเอง ดูวิธีการ Motivate เด็กๆ สิคะ สุดยอดเลย >,< ผู้ว่าฯ บางจังหวัดก็น่ารักมาก ส่งจดหมายแต่งตั้งเด็กคนนั้นให้เป็นทูตท่องเที่ยวประจำจังหวัดไปเลยก็มี บางจังหวัดส่งมาสค็อทประจำจังหวัดมาทักทายเด็กๆ กันในคลาส อีกสิ่งหนึ่งที่ปลื้มเซนเซท่านนี้มาก คือ เรื่องการจัดการกับเวรทำความสะอาด ลองนึกตอนที่เรายังเด็กๆ สิคะ ถึงเวรทำความสะอาดห้องทีไร เราอี๋ย์ทุกที แต่นุมัจฉิเซ็นเซแก้ปัญหาได้เด็ดมาก โดยการทำปลอกแขนติดเสื้อเขียนว่า “กัปตัน” กับ “ลูกทีม” ทำให้เด็กรู้สึกเท่ห์เวลาได้ทำเวร (หลอกเด็กเก่งมากค่ะ >,<) 2. Hashimoto Takeshi : เซนเซ (ครูมัธยมต้น) ฮาชิโมโต้เซนเซ เป็นครูสอนภาษาญี่ปุ่นประจำโรงเรียน Nada ถ้าเป็นในไทย คงศักดิ์ศรีประมาณโรงเรียนเตรียมฯ ก่อนเซ็นเซจะเข้ามาสอนที่นี่ โรงเรียน Nada ยังเป็นโรงเรียนที่ไม่มีชื่อเสียงเท่าไร พอเซ็นเซสอนๆ ไป เด็กที่เรียนคลาสเซนเซก็สามารถสอบเข้า ม.โตไดได้ถึง 15 คน รุ่นที่ 2 สอบเข้าเกียวได (ศักดิ์ศรีเท่าธรรมศาสตร์) ได้ 52 คน รุ่นที่ 3 สอบเข้า ม.โตไดได้ 112 คน หลังจากนั้นโรงเรียน Nada ก็ได้กลายเป็นโรงเรียนมัธยมที่มีเด็กสอบเข้าโตไดได้มากสุดในประเทศญี่ปุ่นค่ะ ฮาชิโมโต้เซนเซ ทำได้อย่างไร? เซนเซใช้นิยายเรื่อง “Silver Spoon (銀の匙)”  นิยายเล่มบางๆ มีเพียง 200 หน้าในเล่มเดียว ใช้สอนเด็กในระยะเวลา 3 ปี! เพื่อนๆ อ่านถูกต้องแล้วค่ะ ฮาชิโมโต้เซนเซสอนโดยใช้นิยายเล่มบางๆ เล่มเดียวในช่วง 3 ปี เซนเซบอกว่า วิธีการสอนของตัวเองเป็นแบบนอกลู่นอกทาง พอให้เด็กอ่านนิยายไปได้ 2 บรรทัด เซนเซก็จะพาลากไปฟังเรื่องอื่น อย่างบทย่อยในนิยาย เขียนแค่ตัวเลข เซนเซก็จะชวนเด็กๆ ตั้งชื่อบทกัน บางครั้งก็จะถามว่า พระเอกพูดประโยคนี้ ด้วยความรู้สึกอย่างไร? มีอยู่บทหนึ่ง พูดถึงพระเอกเล่นว่าวที่กลางสนาม ฮาชิโมโต้เซนเซก็ให้เด็กๆ วาดภาพและทำว่าวเอง แล้วลองเล่นกัน เซนเซบอกว่าจะได้สอนวิชาศิลปะไปด้วยในตัว ฮาชิโมโต้เซนเซบอกว่า ถ้าเด็กมองเพื่อนเล่นฟุตบอลเฉยๆ เด็กก็ไม่สนุก เด็กต้องลงวิ่งเตะในสนามด้วยถึงจะรู้สึกสนุกได้ การเรียนการสอนของเซนเซจึงพยายามให้เด็กได้ “เล่น” ในสนามจริงๆ ครูสอนภาษาจากหนังสือก็ต้องให้เด็กลองเขียนหนังสือดู ลองคิด ลองแต่งประโยค ลองเขียนจับประเด็น วิพากษ์วิจารณ์นิยายเอง เมื่อเด็กได้ลงสนาม ได้กระโดดโลดแล่น เขาก็จะสนุก จากนั้น เขาจะเริ่มคิดเป็น เริ่มสงสัย และค้นคว้าหาความรู้ เป็นการสร้างวงจรที่ดี ให้เด็กรักการเรียนรู้ได้ ไม่น่าแปลกใจเลยนะคะว่า ทำไมเด็กๆ ของเซนเซถึงสอบเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ ได้เยอะขนาดนี้ เพราะเด็กๆ สนุกกับการเรียนนี่เอง 3. Tsubota Nobutaka : เซนเซ (ครูมัธยมปลาย) ทซึโบตะเซนเซ จริงๆ แล้วเป็นติวเตอร์ในโรงเรียนกวดวิชาแห่งหนึ่งในนาโกย่า แต่ที่เซนเซโด่งดังขึ้นมานั้น เพราะสามารถทำให้เด็กสาวเปรี้ยวซ่าที่โหล่ของห้อง สามารถสอบเข้า ม.เคโอ มหาวิทยาลัยเอกชนที่สอบเข้ายากที่สุดของญี่ปุ่นได้ ซึ่งในครั้งที่แล้วทีนเอ็มไทยได้นะเสนอบทความ ทำไม? ครูถึงให้นักเรียนหลังห้อง สอบเข้ามหาลัยที่ยากที่สุดของญี่ปุ่น! นี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันไปแล้วนั่นเอง อาจารย์ส่วนใหญ่มักจะบอกให้นักเรียน “ตั้งใจเรียนสิ” “อ่านหนังสือสิ” แต่ทซึโบตะเซนเซไม่ทำอย่างนั้น เพราะนั่นยิ่งทำให้เด็กเกลียดการเรียนเข้าไส้ เซนเซยิ่งไม่ทำเด็ดขาด! เทคนิคของ ทซึโบตะเซนเซ คือ .. การยอมรับเด็กค่ะ มองว่า เด็กทุกคนมีศักยภาพ ไม่มองเด็กในแง่ร้าย หมั่นชม ให้กำลังใจ และเลือกตำรา เลือกเนื้อหาให้เหมาะกับเด็กแต่ละคนค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ซายากะจัง เด็กสาวซ่าห้องบ๊วย เธอพบทซึโบตะเซ็นเซตอน ม. 5 และนี่ คือความรู้ที่เธอมีค่ะ … ทซึโบตะเซนเซ  : ไหนลองเรียงลำดับชื่อสมัยต่างๆ ในประวัติศาสตร์ซิ ซายากะ : ยุคปักกิ่ง … มั้ง? ทซึโบตะเซนเซ : ไม่ช่ายย ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสิ! ซายากะ : อ้อ โจมอนจิได (สมัยโจมอน)…โชเนนจิได ทซึโบตะเซนเซ : แล้วไงต่อ? ซายากะ : แล้วก็โชโจจิได ทซึโบตะเซนเซ  : (ยิ้มพร้อมชู 2 นิ้ว) เย่! …. เอ้ย ไม่ช้ายยย นั่นมันชื่อนักร้องแล้ว! ซายากะ : ฮ่าๆๆ ทซึโบตะเซนเซ : มันเริ่มจากยุคโจมอง แล้วก็ไปยุคหินไง ที่มีมนุษย์หินน่ะ ซายากะ : อ๋อ .. มนุษย์ถ้ำ ยุคแมมมอธ น่ะเอง สาบานได้ว่านี่คือบทสนทนาของเด็ก ม. 5 ที่ทซึโบตะเซ็นเซคุยกับเธออย่างเป็นมิตร ไม่เคยดุด่าว่า ทำไมไม่รู้เรื่องนี้เรื่องนั้น ไม่เคยด่าว่าโง่เลย แถมชมเสียอีก หาว่าสร้างสรรค์ เข้าใจคิด อย่างโน้นอย่างนี้ (แต่แบบแซวๆ จิกกัดนะคะ) พอซายากะจังเริ่มเปิดใจ เซนเซ ก็ค่อยๆ สอน ค่อยๆ เล่าประวัติศาสตร์แบบใส่ดราม่านิดๆ ให้ซายากะฟังอย่างสนุกสนาน ความเก๋ของเซนเซอีกอย่าง คือ วิธีเลือกตำราค่ะ เพื่อทำให้ซายากะมีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในช่วงเวลาจำกัด ครูบอกให้เธอไปอ่านหนังสือการ์ตูนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นซะ ให้อ่านหลายๆ รอบ เพราะครูเห็นว่าเด็กคนนี้เชื่อฟังง่ายแต่ก็รักสนุก ต้องให้อ่านอะไรที่สนุกๆ ส่วนวิชาภาษาญี่ปุ่น ก็เอานิยายที่คนแต่งจบ ม.เคโอ มหาลัยที่ซายากะอยากเข้าเรียนมาให้อ่าน เนื้อหาก็ดี อ่านง่าย แถมทำให้ซายากะปลื้มคนจบมหาลัยเคโอ และยิ่งมุมานะที่จะสอบเข้ามหาลัยนี้ให้ได้ การเลือกเนื้อหาที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน การเป็นมิตร การชมและให้กำลังใจเด็กสม่ำเสมอ ก็พลิกชีวิตเด็กม.ปลาย ที่เรียนไม่ไปถึงไหนหลายๆ คน ให้สามารถเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ ได้ และเรียนได้อย่างสนุกค่ะ ส่งท้ายด้วย คำกล่าวว่า “ครูทั่วๆ ไป ก็แค่สอน ครูที่ดี ถึงจะอธิบาย ครูที่ดีกว่า ถึงขั้นสาธิตให้ดู ส่วนครูที่ยิ่งใหญ่ สร้างแรงบันดาลใจ” ขอบคุณข้อมูล เรื่องราวดีๆ จาก facebook – Japan Gossip by เกตุวดี Marumura และเพื่อนๆ สามารถติดตามเรื่องราวสนุกๆ สังคม และสิ่งต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น เพิ่มเติมได้ที่นี่นะคะ ^^

จัดอันดับละครโกยเรตติ้งสูงสุดปี 2015
จัดอันดับละคร /  เรตติ้งละคร

ถูกจัดอันดับออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับละครที่ได้เรตติ้งสูงที่สุดประจำปี 2015 เป็นการจัดอันดับของ AGB Nielsenโดยละครที่ได้เรตติ้งมาเป็นอันดับหนึ่งได้แก่ละครนางชฎา ของค่ายโพลีพลัส นำแสดงโดยนางเอกสาว ใหม่ ดาวิกา และ กันต์ กันตถาวร โกยเรตติ้งสูงถึง 14.4 อันดับ2 ละครข้ามากับพระ ของค่ายโคลีเซี่ยม นำแสดงโดย บิ๊กเอ็ม ลิขิต และ ฮาน่า ลีวิส กวาดเรติ้งไปได้ถึง 14.3 อันดับ3 ละครเพื่อนแพง ของค่ายพอดีคำ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ นำแสดงโดย เวียร์ ศุกลวัฒน์,ยุ้ย จิระนันท์,ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ เรตติ้งที่ได้ไปอยู่ที่ 13.8 อันดับ4 ละครสาวน้อยอ้อยควั่น ของค่าย ดีด้าวีดีโอ เป็นละครเย็นที่มาแรงแซงทางโค้งสุดๆ เพราะทำเรตติ้งสูง ถึง 13.8 นำแสดงโดยนางเอกน้องใหม่อย่าง พีพี พัชญา และแอมป์ พีรวัศ อันดับ5 ละครอนุรักษ์แม่ไม้มวยไทยอย่าง คาดเชือก ของค่ายดีด้าวีดีโอ นำแสดงโดย เคลลี่ ธนะพัฒน์,จั๊กจั่น คัมย์สิริ,มิก ทองระย้า,โบ เมลดา ทำเรตติ้งไปได้ถึง13.0 อันดับ6 ละครลีลาวดีเพลิง ผลิตโดยบริษัทปรากฏการณ์ดี นำแสดงโดย นางเอกสาว ทับทิม อัญญรินทร์ และพระเอกหนุ่ม ธันวา สุริยจักร เรตติ้งอยู่ที่ 12.6 อันดับ7 ละครเลือดตัดเลือด ของค่ายโพลีพลัสที่ได้ 2 นางเอกหน้าใหม่ แพร นิชา และ แพรว เฌอมาวีร์ มาประกบคู่กับ2 พระเอกหนุ่ม เป้ อารักษ์-กันต์ กันตถาวร โกยเรตติ้งไป 12.4 อันดับ8 ละครไม่สิ้นไร้ไฟสวาท ของค่ายดาราวิดีโอได้พระนางคู่จิ้นอย่าง ขวัญ อุษามณี และ ตุ้ย ธีรภัทร์ มาประกบคู่กันอีกครั้งแล้วก็ไม่ทำให้แฟนคลับผิดหวังเพราะกวาดเรตติ้งไปได้สูงถึง 12.3 อันดับ9 ละครรีเมคบ้านศิลาแดง ของค่ายโพลีพลัสโกยเรตติ้งไปได้ถึง 12.1 นำแสดงโดยพระเอกผิวเข้มอย่าง วี วีรภาพ และ เติ้ล ธนพล ประกู่กับ นางเอกฝาแฝดอย่าง นิโคล-คามิลล่า กิตติวัฒน์ อันดับ10 ละครสุดแค้นแสนรัก ของค่ายเมคเกอร์ เค นำแสดงโดย รัดเกล้า,เบนซ์ พรชิตา,โดนัท มนัสนันท์ โกยเรตติ้งไปถึง 11.9 และยังเกิดกระแสอีแย้มฟีเวอร์ อีกด้วย ขอบคุณข้อมูลจาก:AGB Nielsen

ประกวดนางนพมาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประจำปี 2558
นางนพมาศ /  ประกวดนางนพมาศ / 

งามอย่างไทยในวันลอยกระทง กับการประกวดนางนพมาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประจำปี 2558 หากหนุ่มสาวมีคู่หรือโสดและยังไม่รู้ว่าจะไปลอยกระทงที่ไหน ลองไปร่วมงานที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่จัดขึ้นทุกปีดีไหมคะ กับคอนเซ็ปต์ "นางนพงามตา ล้านนาเวที รำวงนนทรี ลอย(กระทง)ที่เกษตรกลาง" และร่วมโหวตผู้เข้าประกวดนางนพมาศประจำปี ๒๕๕๘ ทั้ง ๒๑ หมายเลข ด้วยการกดไลค์รูปผู้เข้าประกวดที่ชื่นชอบดังนี้เลย ประกวดนางนพมาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประจำปี 2558 ลอยกระทงประจำปี ปีการศึกษา2558 เพื่อนๆ จะได้พบกับ การประกวดนางนพมาศ บ้านผีสิง หนุ่มหล่อโยธาตกน้ำ การเปิดร้านค้าของนิสิตและร้านค้าจากบุคคลภายนอกทั้งของกินและของใช้ ร่วมงานกันได้ตั้งแต่วันที่ 24-25 พฤศจิกายน 2558 ตั้งแต่เวลา 16.00 เป็นต้นไป บริเวณสระพระพิรุณ ประตูพหลโยธิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และร่วมโหวตผู้เข้าประกวดนางนพมาศประจำปี ๒๕๕๘ ทั้ง ๒๑ หมายเลข ด้วยการกดไลค์รูปผู้เข้าประกวดที่ท่านชื่นชอบ โดยจำนวนการกดไลค์ที่ได้จะคิดเป็น ๕๐% ของคะแนนขวัญใจมหาชน ซึ่งจะปิดโหวตในเวลา 23.59 น. ของวันที่ 24 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ได้ที่ >>> นางนพมาศประจำปี ๒๕๕๘ ติดตามข่าวสารกองประกวดนางนพมาศได้ที่ facebook : องค์การบริหาร องค์การนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ผู้เข้าประกวดนางนพมาศ ประจำปี 2558 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หมายเลข 1 นางสาวดารยา ดาบน้อยอุ่น สังกัดตักพักหญิงชวนชม หมายเลข 2 นางสาวณัฐณิชา สมสอางค์ คณะศึกษาศาสตร์ หมายเลข 3 นางสาวสุดารัตน์ แสงศิวะฤทธิ์ คณะมนุษยศาสตร์ หมายเลข 3 นางสาวปิยอร วงศ์สินอุดม คณะบริหารธุรกิจ หมายเลข 5 นางสาวเบญจมาส สุดแสวง คณะมเกษตร หมายเลข 6 นางสาววรพินิต ติยะระ สังกัด ชมรมมหาวิทยาลัย-ชาวบ้าน หมายเลข 7 นางสาวฐิติกานต์ ศรีม่วง สังกัดชมรมนิสิตอีสาน หมายเลข 8 นางสาวสุขุมาล กลิ่นประหลาด คณะประมง หมายเลข 9 นางสาวจิตสุภา มณีสวัสดิ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร หมายเลข 10 นางสาวชาลิสา ทุมกานนท์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ หมายเลข 11 นางสาววัชริกา ลิมปิโชติกุล คณะสิ่งแวดล้อม หมายเลข 12 นางสาวมัลลิกา แก้วงาม คณะวิทยาศาสตร์ หมายเลข 13 นางสาวชุติมา สีแสงสุวรรณชัย คณะเศรษฐศาสตร์ หมายเลข 14 นางสาววิภาดา สิกะพันธ์ สังกัด ชมรมรวมดาวกระจุย หมายเลข 15 นางสาวกรรณิการ์ สิงห์แก้ว สังกัด ตึกพักหญิงชงโค หมายเลข 16 นางสาวทิพนาด รอดกิจ คณะ วนศาสตร์ หมายเลข 17 นางสาวภคปา รอดกิจ คณะ วนศาสตร์ หมายเลข 18 นางสาวอัญชิตา พรหมวิเชียร คณะ สถาปัตยกรรมศาสตร์ หมายเลข 19 นางสาวภูริชญา เจนจบจริง คณะ สังคมศาสตร์ หมายเลข 20 นางสาวผกามาศ ผาสุข สังกัด วพบ. นพรัตน์วชิระ หมายเลข 21 นางสาวผลิดา ผกาแก้ว สังกัด ชมรมเชียร์และแปรอักษร

จับได้แล้ว มือฆ่าหั่นศพสาวพม่า นำชิ้นส่วนทิ้งคลองพระโขนง
ฆาตกรรมอำพราง /  ซ.ปรีดีพนมยงค์ 14 / 

จับได้แล้ว มือฆ่าหั่นศพสาวพม่า นำชิ้นส่วนทิ้งคลองพระโขนง  ความคืบหน้าคดีฆ่าหั่นศพสาวนิรนามก่อนนำทิ้งคลองย่านพระโขนงนั้น เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. วานนี้ (8 พ.ย. 58) เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดย พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบช.น. หัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวน ได้นำกำลังเข้าจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว ทราบชื่อคือนายใจ เคนวันดำ อายุ 39 ปี ชาวลาว ที่เซ็นทรัลดี อพาร์ตเมนต์ ซอยรามคำแหง 53 ซึ่งจากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ลงมือก่อเหตุฆ่าผู้ตายจริง โดยอ้างว่าหึงหวงเพราะตนกับผู้ตายเป็นกิ๊กกัน หลังรู้จักกับ ผู้ตายมานานกว่า 1 ปี โดยเวลาประมาณ 06.00 น. วันที่ 5 พ.ย. ผู้ตายได้โทรศัพท์มาหาเพื่อที่จะมานอนที่ห้องด้วย ตนขอผู้ตายแต่งงานแต่ผู้ตายไม่ยอมจึงเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง นายใจอ้างด้วยว่าที่ผ่านมาเป็นคนจ่ายค่าเช่าห้องให้ เมื่อขอแต่งงานไม่สำเร็จจึงเกิดความโมโหบีบคอแล้วใช้มีดเชือดคอจนเสียชีวิต จากนั้นชำแหละศพในห้องน้ำ ตอนเช้าวันที่ 6 พ.ย. แล้วเอาชิ้นส่วนศพใส่กระสอบปุ๋ย นำไปทิ้งในคลองแสนแสบซอยรามคำแหง 53 ห่างจากหอพักประมาณ 40 เมตร นายใจรับสารภาพด้วยว่า เคยอยู่โรงฆ่าหมูทำหน้าที่ชำแหละหมูมาก่อน จึงมีความชำนาญเรื่องหั่นศพเป็นอย่างดี สำหรับผู้ตายทราบต่อมาว่าเป็นสาวพม่าหน้าตาดีทำงานในร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่งในย่านลำสาลี ซึ่งที่ผ่านมามีหนุ่มๆ มาติดพันจำนวนมาก พบชิ้นส่วนมนุษย์บริเวณคลองผกามาศ ภายใน ซ.ปรีดีพนมยงค์ 14 ถ.สุขุมวิท ตร.คาดฆาตกรรมอำพราง จากกรณีเหตุพบศพลอยน้ำ ที่บริเวณคลองผกามาศ ภายใน ซ.ปรีดีพนมยงค์ 14 ถ.สุขุมวิท โดยศพที่พบ คาดว่าเสียชีวิตมาอย่างน้อย 7 วัน สภาพชิ้นส่วนร่างกายหายไปแล้วบางส่วน เหลือเพียงลำตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ลากศพผูกไว้ริมคลองแล้ว ยังไม่ได้นำร่างขึ้นมา ล่าสุดวันนี้ 8 พ.ย. พลต.ท. ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สั่งการให้ตำรวจนครบาลคลองตัน เร่งสืบสวนขยายผล หลังพบชิ้นส่วนมนุษย์ ถูกทิ้งในคลองผกามาศ ซอยปรีดีพนมยงค์ 14 ถนนสุขุมวิท เบื้องต้นจะส่งชิ้นส่วนให้ นิติเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตรวจสอบเพื่อยืนยันเอกลักษณ์บุคคล ว่าผู้เสียชีวิต เป็นใคร แต่เบื้องต้นยืนยันได้ว่าชิ้นส่วนที่พบเป็นผู้หญิง ชาวเอเชีย มีอายุระหว่าง 30 ถึง 35 ปี สำหรับสาเหตุการเสียชีวิต ยังไม่สามารถยืนยันได้ เนื่องจากยังเร็วเกินไป รวมถึงแรงจูงใจในฆาตกรรมด้วย แต่เชื่อว่าจากพฤติกรรมการก่อเหตุน่าจะกระทำด้วยความโกรธแค้น และมีเจตนาปกปิด อำพราง ซ่อนเร้นศพ อย่างไรก็ตาม ฝากประชาสัมพันธ์ หากประชาชนมีข้อมูล หรือ มีญาติสูญหาย สามารถเข้าให้ข้อมูล หรือ ตรวจเทียบดีเอ็นได้ อย่างไรก็ตามในช่วงบ่าย จนท. ได้รับแจ้งพบชิ้นมนุษย์อีกจุดที่ 2 พบศรีษะของผู้เสียชีวิต อยู่ในบึงพระราม 9 บ่อ 3 และขาขวา 1ข้าง จุดที่ 3 ท่าเรือคลองแสบแสบ ซอยรามคำแหง 39 พบขาซ้าย ที่หน้าแข้งมีรอยสัก "ผีเสื้อ" และน่องด้านใน "รูปดอกไม้" จุดที่ 4 ท้ายซอยรามคำแหง 15 หลังเดอะมอลล์ (รามคำแหง) เข้าไปสุดซอย พบแขนขวาตั้งแต่หัวไหล่ลงมา รอยสักเป็นตัวหนังสือ "จ๊อต" ทาเล็บสีชมพู ขาดเพียงแขนซ้ายเท่านั้น ขอบคุณ สวพ.91 ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

ละครสะใภ้รสแซ่บ  , เรื่องย่อสะใภ้รสแซ่บ
จิ๊บ ปกฉัตร /  ฟลุค จิระ / 

สะใภ้รสแซ่บ ผลิตโดย สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 กำกับการแสดงโดย ศุภฌา ครุฑนาค อำนวยการผลิตโดย ดร.องอาจ สิงห์ลำพอง บทประพันธ์ อัญญาณี บทโทรทัศน์ พิมพ์ดารัตน์ ออกอากาศทาง : ทุกวันจันทร์-พุธ เวลา 8.00 / 13.15 / 19.45 น. ทางช่อง 8 พันกร นำตำรวจหน่วยปราบปราม บุกทะลายบาร์เบียร์ เลยได้เจอกับ ประภาพรรณ หรือ มิว อดีตนักต้มตุ๋นที่กลายเป็นสายลับสาวจากหน่วยงานสอบสวนคดีพิเศษ แต่ด้วยสถานการณ์ทำให้ทั้งสองช่วยกันต่อสู้กับผู้ร้ายจนสำเร็จ แต่พันกรกลับจับมิวล็อกกุญแจมือ เพราะมีข้อมูลเก่าว่ามิวเป็นแก๊งต้มตุ๋น แต่มิวก็ใช่จะยอมให้พันกรจับง่ายๆ ต่างท้าดวลกันดื่ม สุดท้ายพันกรคอพับแพ้มิว แต่ด้วยคุณธรรม มิวตัดสินใจลากพันกรไปส่งที่คอนโด ทั้งที่เมามาก เลยเผลอหลับไป พันกรฟื้นมาก่อน และรู้ว่าที่แท้มิวไม่ใช่แก๊งต้มตุ๋น ก็ถูกใจที่หน้าตาสวย พันกรเลยนอนกอดมิวจนเช้า มิวตื่นมาตกใจที่ตัวเองเปลือยเปล่าอยู่กับพันกรบนเตียง พันกรบอกจะรับผิดชอบทุกอย่าง ทั้งสองจึงเริ่มคบกัน เพียงแต่มิวขอสัญญาว่าพันกรจะไม่ล่วงเกินมากกว่ากอดจูบ รอครบ 1 ปี ถ้าได้แต่งงานกันแล้วจึงจะเป็นสามีภรรยากันโดยถูกต้อง 1 ปีผ่านไป งานแต่งงานของพันกร ลูกชายคนเดียวของรัฐมนตรี ปรีชาชาญกับคุณหญิงปทุมวดี นรินทร์จรรยา จัดอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางความยินดีของปรีชาชาญผู้เป็นพ่อ ผิดกับคุณหญิงปทุมวดีผู้เป็นแม่ ที่ค้านหัวชนฝา เพราะไม่อยากให้ลูกชายคนเดียวแต่งงานกับลูกสะใภ้ไม่มีชาติตระกูล ปรีชาชาญเลยมอบเครื่องเพชร 120 ล้าน เป็นของปลอบใจ ทำให้คุณหญิงปทุมวดียอมสงบศึก และเล่นบทแม่สามีไปตามน้ำ แต่ก็เดินหน้าหาสะใภ้ใหม่อย่างไม่ลดละ ที่สมาคมอนุรักษ์ช้างไทย มีคุณหญิงอมราเป็นนายกสมาคม ยินดีต้อนรับคุณหญิงปทุมวดีเสมอเพราะบริจาคจัดหนักทุกครั้ง คุณหญิงราตรีรีบพาดวงแก้วและแพน ลูกสาวมาเปิดตัวให้คุณหญิงรู้จัก ดวงแก้วแนะนำตัวเองว่ามีเชื้อสายเจ้าทางเหนือ เป็นลูกของคำฟ้าที่เป็นลูกบุญธรรมของเจ้าวงเดือน เจ้าทางเหนือรุ่นสุดท้ายของเชียงราย ตอนนี้สองแม่ลูกเพิ่งย้ายเข้ามาอาศัยในกรุงเทพฯ เพราะกำลังทำการซ่อมแซมคุ้มอยู่ (จริงๆ ขายกินไปนานแล้ว) แพนนั้นเรียนจบปริญญาจากอเมริกา เป็นดีไซเนอร์ ที่เตรียมจะเปิดห้องเสื้อหรูที่เน้นนำผ้าไหมไทยสไตล์ล้านนามาเป็นวัตถุดิบ คุณหญิงถูกชะตาความสวยและความเพียบพร้อมทางฐานะของแพนมาก บ่นออกมาว่าอยากจะได้แพนมาเป็นลูกสะใภ้ ราตรีจึงช่วยโน้มน้าวให้ทั้งสองแม่ลูกร่วมแผนการหาทางเขี่ยมิวออกจากตำแหน่งสะใภ้ หารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้ว ดวงแก้วติดการพนัน ส่วนแพนนั้นเป็นพวกเหลวไหลไม่รักดี มีสามีเป็นแค่ตลกหน้าม่านอย่างกล้า ที่มีดีแค่เป็นหลานชายเจ้าของวงดนตรี เลยดันแพนให้ได้เดินทางไปเมืองนอกในฐานะหางเครื่องได้ ไม่ได้ไปเรียนอย่างที่คุยโว แม้แพนจะรำคาญกล้าที่ยังไม่วายแวะเวียนมาหา แต่ก็หลอกใช้กล้าไปวันๆ ทางด้านพันกรได้รับมอบหมายภารกิจตามดูเสี่ยเป้ หรือ ปุริม มหาศาลสมบัติผู้ต้องสงสัยว่าเป็นหัวหน้าเครือข่ายยาเสพติดและค้าหญิงข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ กำลังมีแผนการจะขนยาเสพติดและค้าหญิงล็อตใหญ่ที่ร่วมมือกับจารชนต่างชาติ (ทอม) แถมยังเป็นเจ้าของบ่อนการพนันที่มีคุณหญิงคุณนายไฮโซไปรำพัดกันมากมาย แต่ไปจับกุมทีไรก็เส้นใหญ่ ไม่เคยมีหลักฐานให้จับได้สักที พันกรมุ่งมั่นตั้งใจกับการทำภารกิจนี้มาก ท่านรองวิเชียรได้ให้ชื่อและที่ติดต่อสายลับที่จะประสานงานเรื่องนี้ไปกับพันกร (คือ เอกราช) ในคดีนี้เพราะสืบในเชิงลึกเกี่ยวกับเสี่ยเป้มาระยะหนึ่งแล้ว ราตรีเสนอให้ใช้มาตรการเด็ดขาด ขอให้แพนและดวงแก้วเข้ามาพักอาศัยในบ้านด้วยกัน อ้างว่าคุ้มที่เชียงรายซ่อมแซมอยู่ บ้านคุณหญิงปทุมวดีก็มีห้องมากมายไม่ได้ใช้ ยินดีจะให้สองแม่ลูกพร้อมด้วยกล้า บอดี้การ์ดมาอยู่ด้วย ทั้งหมดรวมตัวกันแกล้งมิวสารพัดวิธี พันกรเลยพามิวไปพักผ่อน แก้เครียด บ้านพักที่ปราณบุรี มิวได้เจอนิโรบลหรือนิด เพื่อนร่วมแก๊งต้มตุ๋นในอดีต ซึ่งตอนนี้แต่งงานกับนักธุรกิจส่งออกอย่างภานุ มีชีวิตคู่ที่มีความสุข เพราะสามี พ่อแม่สามีต่างเปิดโอกาสให้ ระหว่างนั้นมิวได้เจอกับเอกราชโดยบังเอิญ (ที่แท้เอกราชก็ตามพันกรมาเพราะคือสายสืบเชิงลับเรื่องเสี่ยเป้นั่นเอง) มิวรีบหนี พันกรไม่รู้ว่ามิวเจอใคร แต่ก็แอบหึงใส่ มิวดีใจที่พันกรหึงตัวเอง แสดงว่าความรักยังดีอยู่ เอกราชตามจนเห็นว่ามิวอยู่กับนิด ดวงแก้วยังแอบมาเล่นการพนันเหมือนกัน แต่ไม่มีเงินจ่าย แพนเลยต้องขโมยของในบ้านคุณหญิงปทุมวดีไปขาย บังเอิญน้อยมาเห็น แต่ก็เก็บความสงสัยไว้ แต่แล้วก็มีเหตุทำให้พันกรเข้าใจผิด คิดว่ามิวขโมยเครื่องเพชรของแม่ไปขาย มิวพยายามอธิบาย แต่พันกรไม่ฟัง ราตรีจอมจุ้นแนะนำให้แพนใส่ยาปลุกเซ็กซ์ให้พันกรกิน แต่มิวแก้ไขสถานการณ์ได้ก่อน ทำให้กล้ากลายเป็นคนที่กินยาปลุกเซ็กซ์ไปแทน จนเกิดเรื่องวุ่นวายในเรือนคนใช้ แต้วโดนสมหมายและเดชจัดฉากทำให้ใครๆ คิดว่าแต้วกับกล้ามีอะไรกันแล้ว เมื่อแผนยาปลุกเซ็กซ์ผิดพลาด ราตรีก็วางแผนใหม่คือ การจัดทริปไปเที่ยวคุ้มที่เชียงราย ของแพน โดยให้พามิวไปด้วย เพราะอยากให้มิวเห็นชาติตระกูลที่สูงส่งของแพน มิวจะได้ถอดใจและไปจากพันกรซะที แพนตกใจมากเพราะคุ้มที่ได้รับมรดกมาก็ขายกินไปเรียบร้อยแล้ว แพนจึงต้องไปขอยืมบ้านลุงเกิด โดยอาสาจะเต้นเป็นหางเครื่องให้โดยไม่คิดค่าแรง ลุงเกิดยอมให้ยืมบ้าน กล้าคนซื่อก็ถูกหลอกใช้ ให้ไปจัดเตรียมบ้านที่เชียงรายให้เรียบร้อย ปทุมวดีหมั่นไส้ที่พันกร กับมิวสวีตกันมาก เลยอยากรวบรัดให้แพนเป็นเมียพันกรอย่างเร็วที่สุด ปทุมวดีจึงตัดสินใจวางยานอนหลับลูกชายกับมิว แล้วลากพันกรไปนอนกับแพน พอเช้ามาแพนแสร้งทำเป็นโวยวาย แต่ด้วยประสบการณ์ของมิวที่เคยเป็นแก๊งต้มตุ๋น ทำให้ดูออกทันทีสภาพพันกรเหมือนคนโดนวางยา มิวเลยท้าให้ไปตรวจฉี่ดูว่าโดนวางยามั้ยและพันกรรังแกแพนจริงมั้ย หรือถ้าพันกรมีอะไรกับแพนจริง แพนก็อายุเลยเด็กที่จะไม่รู้เรื่องแล้ว ถือว่าสมยอม เธอในฐานะเมียก็ไม่ถือ...แพนกรี๊ด...สุดท้าย ปทุมวดีก็ไม่ยอมให้พากันกรไปตรวจ ว่าแต่...เส้นทางชีวิตคู่ของพันกรและมิวจะลงเอยอย่างสวยงาม และแม่สามีจะยอมรับในตัวสะใภ้คนนี้หรือไม่ ต้องติดตาม ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 8 ดิจิตอลทีวี กดเลข 27 รายชื่อนักแสดง เกวลิน ศรีวรรณา รับบท ประภาพรรณ หรือ มิว สกุลรักดี จิระ ด่านบวรเกียรติ รับบท พันกร หรือ กร นรินทร์จรรยา จิ๊บ ปกฉัตร รับบท บุหงา หรือ แพน ณ น่านฟ้า ญาณี จงวิสุทธิ์ รับบท บุหงา หรือ แพน ณ น่านฟ้า สมมาตร ไพรหิรัญ รับบท ปรีชาชาญ นรินทร์จรรยา ท็อป ดารณีนุช รับบท ดวงแก้ว ศิระ แพทย์รัตน์ รับบท เสี่ยเป้ หรือ ปุริม มหาศาลสมบัติ อธิกิตติ์ พริ้งพร้อม รับบท เอกราช ฌอร์ลชัญ วรรณประกาศิต รับบท นิโรบล สิทธิชัย ผาบชมพู รับบท กล้า

แม่ทัพภาค 3 โต้ข่าวลือ ทางการพม่ารวบแล้ว เสธ.โจ้ ยันยังจับไม่ได้
พ.อ.คชาชาต บุญดี /  หมอหยอง / 

แม่ทัพภาค 3 ยันยังจับไม่ได้ พ.อ.คชาชาต บุญดี นายทหารหมิ่นเบื้องสูงแอบอ้างชื่อหาผลประโยชน์ หลังหลบหนีซุกพม่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวลือตลอดทั้งวันวานนี้ (18 พ.ย. 58) ว่า ทางการพม่าได้จับกุมตัว พ.อ.คชาชาต บุญดี หรือ เสธ.โจ้ นายทหาร กองทัพภาคที่ 3 ผู้ต้องหาในคดีแอบอ้างเบื้องสูงเครือข่ายของหมอหยอง หลังได้หลบหนีไปอาศัยกลุ่มบีจีเอฟของพันเอกหม่องชิตตู่ ในประเทศเมียนมานั้น วันนี้ (19 พ.ย. 58) พล.ท.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะขณะนี้ยังจับกุม พ.อ.คชาชาต บุญดี อดีตนายทหารเสนาธิการประจำกองทัพภาคที 3 ไม่ได้ ตามที่มีกระแสข่าวออกไป ทั้งนี้ทางประเทศเมียนมา ยังไม่ได้แจ้งความคืบหน้าให้ได้รับทราบ แต่เบื้องต้นได้ประสานไปยังคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นของไทยกับเมียนมา ทั้ง 6 ช่องทาง เพื่อให้เร่งดำเนินการตามจับกุม พ.อ.คชาชาต ต่อไป สำหรับ พ.อ.คชาชาต ถูกศาลทหารออกหมายจับเมื่อวันที่ 9 พ.ย. ที่ผ่านมา ในข้อหาความผิดหมิ่นสถาบันเบื้องต้น มาตรา 112 และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรโดยชอบด้วยกฎหมาย ก่อนที่เจ้าตัวจะหนีออกนอกประเทศไปในเขตเมียนมา ที่ จ.เมียวดี โดยผ่านด่านพรมแดนไทย-เมียนมา ( แม่สอด - เมียวดี ) ในช่วงเวลาประมาณ 06.00 น.วันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

เที่ยวนี้รักเลย... เมืองกาญจน์ ครบรส ชิลๆ ริมน้ำแคว
กาญจนบุรี /  ที่เที่ยว / 

มีเพื่อนผมคนนึงเคยบอกไว้ว่า เมืองกาญจน์ถึงมี 7 วัน ยังไง๊...ยังไง ก็เที่ยวไม่ครบ คิดๆ ดูก็น่าจะจริง เพราะจังหวัดนี้ใหญ่มากกก แค่ขับรถจาก อ.เมือง ไปอ.สังขละบุรี ยังใช้เวลาตั้งเกือบ 4 ชั่วโมง แล้วไหนจะที่เที่ยวอีก เฉพาะที่คิดออกก็เขียนลงกระดาษแผ่นเดียวไม่ครบละ แล้วแบบนี้ถ้าชาวออฟฟิศอยากลุยเมื่องกาญจน์ จะไปยังไงให้ “ถึง” จะลายาวๆ ก็คงไม่เหมาะ (เพื่อนร่วมงานจะมองค้อนเอา) เอาเที่ยวสบายๆ แอบลาวันจันทร์หรือศุกร์ซักหน่อย ก็คงซัก 3 วัน 2 คืนนี่แหละครับ วันนี้ผมจะมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง ว่าภายในเวลา 3 วัน 2 คืน ผมไป “ถึง” เมืองกาญจน์แค่ไหน แล้วเจออะไรมาบ้าง ไปไกลแค่ไหน ลองตามไปดูกันเลยครับ ^^ หลงเสน่ห์ เมืองกาญจน์ เที่ยวชิลริมแคว 2 คืน 3 วัน วันที่ 1 วันแรกผมออกเดินทางจากกรุงเทพตั้งแต่ 7 เช้า ยิงยาวไปเมืองกาญจน์เลยครับ ใช้ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ผ่านเมืองนครปฐม เลี้ยวเข้าบ้านโป่ง ซัก 9 โมงครึ่งก็ถึงแล้ว จุดหมายแรกของวันนี้คือ “ปากแพรก” อยู่กลางเมืองครับ (ไม่ต้องเลี้ยวเข้าถนนเลี่ยงเมืองนะ) ที่นี่เป็นย่านเก่าแก่ ได้รับการขนานนามว่าเป็นถนนการค้าสายแรกของเมืองกาญจน์เลยครับ บริเวณนี้จะมีอาคารเก่าๆ สร้างมากว่า 100 ปีให้ได้เดินชมกัน บางหลังทำเป็นร้านกาเฟเก๋ๆ ให้นั่งเล่นชิลๆ บางหลังเปิดให้ชมด้านในด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีศาลหลักเมืองและอนุสาวรีย์ของรัชกาลที่ 3 ให้ไปสักการะ รวมถึงกำแพงเมืองเก่ากาญจนบุรีที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยย้ายเมืองมาเมื่อเกือบ 200 ปีที่แล้วด้วยครับ ถ้าอยากอ่านเกี่ยวกับย่านปากแพรกเพิ่มเติม คลิก เลยครับ จากปากแพรก ผมเดินทางต่อมายัง “ท่าเรือผู้พัน” ที่นี่ผมจะลงเรือไปชมแม่น้ำ 2 สีกันครับ จริงๆ แล้วชื่อปากแพรก คือชื่อบริเวณที่แม่น้ำแควน้อย และแม่น้ำแควใหญ่มาบรรจบกัน แม้น้ำแควน้อยจะมีสีขุ่นกว่า ส่วนแม่น้ำแควใหญ่จะใสและสีเข้มกว่า พอมาเจอกันเลยกลายเป็นแม่น้ำ 2 สี คล้ายๆ ที่โขงเจียมอะไรแบบนั้น เพื่อนๆสามารถขึ้นเรือหางยาวไปชมแม่น้ำ แล้วแล่นต่อไปตามแม่น้ำแควใหญ่ ผ่านสถานที่สำคัญๆ ริมน้ำ ไปจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำแคว ถ้าเคยขับรถมาเที่ยวสะพานข้ามแม่น้ำแคว อยากแนะนำให้ลองมาทางเรือบ้าง บรรยากาศไม่เหมือนกัน วิวสวย ลมพัดเย็นสบาย ดีเว่อร์จนต้องบอกต่อเลยครับ ขึ้นจากเรือมาเที่ยวสะพานข้ามแม่น้ำแควกันครับ จุดนี้เป็นที่เที่ยวขึ้นชื่อที่ใครๆ ก็รู้จัก ชื่อจริงๆ คือ “สะพานแควใหญ่” เป็นสะพานรถไฟสร้างข้ามแม่น้ำแควใหญ่ (แหงแซะ) มีเอกลักษณ์คือเป็นโครงเหล็กสีเข้มๆ เห็นปร๊าดเดี๋ยวก็รู้เลยว่าที่ไหน เพื่อนๆ สามารถเดินขึ้นไปบนสะพานเพื่อถ่ายรูปได้ครับ มีมุมเก๋ๆ ให้ถ่ายเยอะ ปัจจุบันสะพานแควใหญ่ยังใช้งานอยู่ เวลารถไฟมาก็ต้องหามุมยืนหลบรถไฟกันหน่อยครับ ใกล้กับสะพานข้ามแม่น้ำแควจะเป็นตลาดพลอย เพื่อนๆ สามารถไปเดินเลือกซื้อเลือกชมอัญมณีสวยๆ ได้จากที่นี่ เมืองกาญจน์ขึ้นชื่อเรื่องพลอยครับ แต่ถามว่าแบบไหนสวย น้ำดี ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน ดูไม่เป็น 5555 สนใจอ่านเกี่ยวกับสะพานข้ามแม่น้ำแควต่อ คลิก เลยครับ ออกจากสะพานข้ามแม่น้ำแคว ผมวิ่งตามถนนหมายเลข 323 ไปทาง อ.ไทรโยคครับ จุดหมายต่อไปจะเป็น “ปราสาทเมืองสิงห์” เมืองขอมแห่งเดียวของเมืองกาญจน์ วิ่งตามถนนมาซัก 20 กิโลเมตร เพื่อนๆ จะเจอแยก เลี้ยวซ้ายตามป้ายปราสาทเมืองสิงห์ ตรงต่อไปอีก 6 กิโล ก็จะถึงครับ ปราสาทเมืองสิงห์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อยครับ เป็นเมืองโบราณสมัยอาณาจักรขอมสร้างมากว่า 800 ปี แต่โดนทิ้งร้าง กลายเป็นซากปรักหักพังแบบที่เห็นปัจจุบันครับ ผมลงรถที่หน้าปราสาทเมืองสิงห์ เดินขึ้นไปตามทางไปยังตัวปราสาทหลักของที่นี่ ภายในปราสาทเมืองสิงห์จะมีจุดน่าสนใจกระจายๆ กันอยู่ แต่ที่เด่นที่สุดคือ ตัวปราสาทหลัก (โบราณสถานหมายเลข 1) หรือปราสาทที่อยู่ใกล้ๆ กัน และโครงกระดูกที่ริมแม่น้ำครับ สนใจอ่านเรื่องเกี่ยวกับปราสาทเมืองสิงห์ต่อ คลิก เลยครับ เที่ยวมาตั้งแต่เช้าชักเริ่มหิว เลยเที่ยงมาหน่อยแล้วด้วย แวะทานอาหารที่ร้านสมหมาย บ้านปากแซงกันครับ ที่นี่คึกคักเลยทีเดียว มีผู้คนทั้งไทยและเทศแวะเวียนกันมาไม่ขาด ร้านนี้ขายอาหารไทยครับ รสชาติถูกปากถูกใจแน่นอน หลักๆ จะมีเมนูไก่และปลา สดมากครับ ยิ่งต้มยำไก่แซ่บมาก ผัดเห็ดนี่ก็สด อร่อยจริงๆ (ขนาดตอนเขียนคิดแล้วยังน้ำลายสอ) จากร้านอาหารแวะเข้าโรงแรมกันเลย อย่าเพิ่งแปลกใจว่าทำไมผมเข้าโรงแรมแต่วัน คืนนี้ ผมไปพักที่ “เรือนแพ ริเวอร์แคว จังเกิ้ลราฟท์” จากถนนใหญ่เลี้ยวมาที่ท่าเรือรีโซเทล เปลี่ยนไปต่อเรือแทนครับ ถ้าใครขับรถมาเองสามารถจอดรถไว้ที่นี่ได้ครับ ถามพี่ๆ พนักงาน บอกว่าไม่ต้องกลัว มีเจ้าหน้าที่อยู่ตลอด เรือจะออกจากท่าทุกๆ 30 นาที นั่งตามแม่น้ำแควน้อยไปเรื่อยๆ รอบๆ จะเป็นป่าไผ่ และหน้าผา น้ำใสและเย็นดีครับ ระหว่างทางผ่านบ้านชาวบ้าน มีควายนอนแช่น้ำด้วย เรือนแพ ริเวอร์แคว จังเกิ้ลราฟท์ เป็นที่พักบนแม่น้ำแควน้อยแห่งแรกของ จ.กาญจนบุรี เปิดมากว่า 40 ปี ใครอยากหลีกหนีความวุ่นวาย หนีเจ้าหนี้ หนีเจ้านาย หนีงาน หรืออะไรก็แล้วแต่ แวะมาเลยครับ เพราะนอกจากจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์แล้ว ยังไม่มีไฟฟ้าด้วย ธรรมชาติสุดๆ ! แต่ไม่ใช่ข้อเสียเลยครับ เพื่อนๆ จะได้ใกล้ชิดธรรมชาติแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน นอนฟังเสียงน้ำไหลเบาๆ ชมวิวรอบๆ ที่ยังบริสุทธิ์ บอกได้คำเดียวว่าฟินมาก (นายตามทวงงานไม่ได้ สบายละ ^^) ตอนมาถึงแรกๆ จะรู้สึกร้อนนิดนึง แต่อยู่ไปสักพักร่างกายเราจะปรับตัวได้ ตกเย็นนี่หนาวเลยครับ อยู่ได้สบายๆ ไม่ลำบาก ถึงแม้ที่นี่จะเน้นความเรียบง่าย แต่หน้าห้องมีระเบียงริมน้ำเก๋ๆ พร้อมเก้าอี้อาบแดดให้ได้นอนเล่นกันด้วยนะ เช็คอินเก็บของเข้าห้อง เปลี่ยนเสื้อผ้าซักนิดแล้วออกไปเดินเล่นกันครับ ใกล้ๆ รีสอร์ทจะมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เดินไปยังหมู่บ้านชาวมอญที่อยู่ใกล้ๆ นอกจากนี้จะมีแยกอีกทางไปที่ถ้ำพระมอญ บริเวณนี้หน้าผาจะเอียงๆ ติดริมแม่น้ำ มีน้ำหยดแปะๆ ตลอดทาง ปลายทางเดินจะมีถ้ำเล็กๆ ที่เคยมีพระมานั่งวิปัสนา และมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ด้วยครับ  ขอพรได้ แต่ไกด์เราบอกว่าอย่าบน กลับมาที่แพ เดินมาร้อนๆ แบบนี้ต้องไปลงแพกันครับ เป็นแพไม้ไผ่ปล่อยลอยไปตามน้ำ ใครอยากโดดน้ำคลายร้อนใส่ชูชีพแล้วโดดเลย ใครไม่อยากเปียก นั่งชมวิวรับลมเย็นๆ ยามแดดร่มลมตกแบบนี้ก็สบายดีครับ หรือใครจะพายเรือแคนูก็ยังได้ แพจะพาเราล่องมาถึงริเวอร์แควรีโซเทล แล้วขึ้นเรือหางยาวกลับ ช่วงเย็นทางรีสอร์ทมีอาหารให้ด้วย เวลาเราซื้อที่พักของที่นี่ครับ อาหารเป็นแบบง่ายๆ ทานกันท่ามกลางแสงตะเกียงได้บรรยากาศไปอีกแบบ ใครอยากจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ก็มีคอลเทลให้เลือกสั่งด้วย หลังอาหารเย็น ทางรีสอร์ทมีกิจกรรมอีกครับ ผมเดินตามเรือนแพที่ส่องสว่างด้วยแสงตะเกียงไปที่โรงละครของทางโรงแรมเพื่อชมการแสดงของชาวมอญแท้ๆ เป็นการแสดงสั้นๆ ประมาณ 30 นาที ทั้งร้องทั้งเต้น ดนตรีแบบมอญ ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ไม่เคยเจอมาก่อนเลยครับ หลังจากนั้น ไปนั่งชิลๆ ริมน้ำ ดาวเยอะมาก เต็มฟ้าเลยครับ เพราะที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีแสงแบบในเมือง นั่งไปนั่งมาเริ่มหนาวก็แยกย้ายกันไปเข้านอน มีพัดให้คนละอันครับ แรกๆ อาจจะร้อนนิดนึง แต่พอตกดึกหนาวจนต้องซุกในผ้าห่มกันเลย วันที่ 2 ตื่นเช้ามาอย่างสดชื่นด้วยวิวแม่น้ำยามเช้าที่มีสายหมอกลอยบางๆ  ทานอาหารเช้าง่ายๆ เคล้าวิวสวยๆ  แล้วไปนอนเอกเขนกเล่นที่เปลญวนหน้าห้องก็ไม่เลว ช่วงเช้าๆ ช้างของหมู่บ้านมอญจะลงมาอาบน้ำในแม่น้ำครับ เพื่อนๆ เดินไปให้อาหารได้ด้วย พวกเรานอนเล่นกินบรรยากาศกันอีกซักพัก ก่อนจะเช็คเอาท์ จุดต่อไปที่ผมจะแวะคือ โฮมพุเตย รีสอร์ทอีกแห่งที่อยู่ใกล้ๆ ที่โฮมพุเตย นอกจากที่พักสไตล์ Log Cabin สำหรับครอบครัว ที่นี่มียังมีกิจกรรมห้ามพลาดอีกอย่างนึง คือ Tree Top Adventure ให้เล่นท้าทายความกล้าครับ มีเกมต่างๆ มากมายถึง 40 ฐาน และมีฐานโรยตัวข้ามบึงยาวกว่า 185 เมตร กิจกรรมของที่นี่ปลอดภัยด้วยมาตรฐานฝรั่งเศส ถึงจะสนุกแค่ไหนก็ปลอดภัย เล่นกันครบทุกฐาน เกิน 4 ชั่วโมงแน่นอน สนุก ตื่นเต้น จนลืมความเหนื่อยเลยครับ เราทานอาหารเที่ยงกันที่นี่ด้วยครับ ออกจากโฮมพุเตยมาช่วงบ่ายๆ แวะไปเที่ยวที่ ช่องเขาขาด หรือ Hellfire Pass  ตรงนี้เป็นจุดสำคัญของทางรถไฟสายมรณะ เป็นจุดที่ยากลำบากที่สุดในการก่อสร้างทางรถไฟ เพราะต้องขุดทางผ่านเขาหินแข็งๆ ในสภาพที่ขาดแคลนทั้งอาหารและยา แถมยังมีพวกไข้ป่า มาลาเรียอะไรอีกครับ บริเวณของช่องเขาขาดจะมีพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวการก่อสร้างทางรถไฟในช่วงนี้ให้ได้ชมกัน เดินลงบันไดต่อไปอีกนิดจะถึงบริเวณช่องเขาขาดครับ จะเห็นมีวางกางเขนอันเล็กๆ และมีดอกป๊อปปี้เพื่อไว้อาลัยด้วย เห็นแล้วก็แปลกใจ เพราะเจาะเขาเป็นลูกๆ ภายในเวลาแค่ 12 อาทิตย์เท่านั้นเอง! (ทางรถไฟสายมรณะ ยาว 413 กิโลเมตร ใช้เวลาสร้างเพียง 1 ปีเท่านั้น) สนใจเรื่องราวของทางรถไฟสายมรณะ และช่องเขาขาด คลิก อ่านต่อได้เลย ออกจากช่องเขาขาด เราแวะเข้าที่พักครับ คืนนี้เราพักที่ “หินตก ริเวอร์แคมป์ ณ ช่องเขาขาด” อยู่ที่ริมแม่น้ำแควน้อยเช่นกัน ตัวรีสอร์ทจะเป็นแนวแคมป์พักแรมเหมือนเราไปเที่ยวแอฟริกา เป็นเต็นท์ขนาดใหญ่ (ติดแอร์) มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบเลยครับ เรียกว่านอนดี พักสบาย แถมบรรยากาศสุดยอดมากๆ เดินลงไปที่ริมแม่น้ำจะมีสระว่ายน้ำธรรมชาติ ใช้น้ำที่ไหลมาจากภูเขาเป็นน้ำตกเล็กๆ เย็นสบาย ใสสะอาด แล้วก็มีแพพร้อมเก้าอี้อาบแดดและศาลาให้นั่งผ่อนคลายชมบรรยากาศ โดยเฉพาะช่วงเย็นจะสวยมากครับ ที่พักแนวแค้มปิ้งทั้งที อาหารคืนนี้ก็ต้องแนวบาร์บีคิวแคมป์ไฟนี่แหละครับ มีอาหารหลายอย่างให้เลือกทาน ทั้งหมูและไก่ย่าง ข้าวโพดปิ้ง มันปิ้ง หรือจะทานข้าวก็มีพวกอาหารไทยต่างๆ ให้เลือกทาน ทั้งแกงเขียวหวาน (ใส่ฟักด้วยเด็ดมาก) ผัดไทย ส้มตำก็ยังมี กินกันแบบจุใจสไตล์บุฟเฟ่ต์ อิ่มกันพุงกาง กินเสร็จนั่งเม้าท์มอยกันซักพักแล้วแยกย้ายไปนอน วันที่ 3 วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เมืองกาญจน์ในทริปนี้แล้ว ตื่นแต่เช้าออกไปปั่นจักรยานเล่นกันดีกว่า ทางรีสอร์ทมีจักรยานให้ยืมไปปั่นเล่นได้ แต่ที่แนะนำจะเป็นเส้นทางไปที่วัดหาดงิ้ว ที่อยู่ริมน้ำใกล้ๆ กับรีสอร์ท ออกจากรีสอร์ทเลี้ยวขวาปั่นตามถนนไปซักประมาณ 2 กิโลเมตร จะเจอทางแยกเลี้ยวขวาอีกที จะเจอสะพานแขวน ข้ามไปเลยครับ บนสะพานวิวดีมาก แวะถ่ายรูปกันซักแป๊บ (พักเหนื่อยไปในตัว) ปั่นต่อไปอีกนิดก็ถึงวัดครับ วัดนี้จะมีจุดเด่นที่พระพุทธรูป 5 องค์ ถ้าใครมาเช้าสามารถใส่บาตรได้ด้วยครับ ปั่นจักรยานกลับมาจากวัด ทานอาหารเช้าที่โรงแรมจัดไว้ให้ เป็นอเมริกันบุฟเฟต์มีให้เลือกพอสมควร ขนมปังของที่นี่ทำเองครับ เนื้อนุ่มดีโดยเฉพาะโฮลวีทถูกปากผมมากครับ ภายในรีสอร์ทเองจะมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ให้ชมด้วย จัดแสดงพวกฟอสซิลหอยโบราณ และเรื่องราวเกี่ยวกับทางรถไฟสายมรณะ บริเวณนี้มีคนอยู่อาศัยมานาน รวมถึงเป็นแคมป์ของทหารอังกฤษในช่วงสงครามโลก เลยมีการขุดค้นพบพวกอุปกรณ์ต่างๆ มากมาย ทางรีสอร์ทได้รวมรวมไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ครับ ถ้าใครสนใจเข้าชมสามารถติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่ของโรงแรมได้เลยครับ นอนเล่นซักพัก อาบน้ำอาบท่า ทานอาหารเที่ยงที่รีสอร์ท พอเที่ยงครึ่งเราก็ออกเดินทางไปเที่ยวจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ นั่นก็คือ สะพานถ้ำกระแซ ครับ จากรีสอร์ทขับรถออกมาถนนใหญ่ วิ่งผ่านน้ำตกไทรโยคน้อย แต่ผมไม่ได้แวะ ใครมีเวลาเหลือแวะเที่ยวได้นะครับ ที่นี่ช่วงปลายฝนต้นหนาวน้ำยังเยอะอยู่ น้ำใส สวยพอสมควรครับ มีของเด็ดคือบรรดากล้วยฉาบ ทำกันใหม่ๆ สดๆ เหมาะสำหรับเป็นของฝากครับ เลี้ยวซ้ายเข้า อ.ไทรโยค วิ่งมาอีกซักพักก็ถึงสะพานถ้ำกระแซครับ ลงรถมา เพื่อนๆ จะเจอร้านขายของที่ระลึกเยอะมาก ตรงนี้ราคาไม่แพงนัก ต่อรองได้เล็กน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อผ้าฝ้าย กำไลหินสี ไม้แกะสลัก ผลไม้แห้ง ครับ เดินผ่านตลาดเข้ามาด้านใน จะเป็นสถานีรถไฟ และสะพานถ้ำกระแซ ที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดของทางรถไฟสายมรณะ ที่ใครๆ ก็ต้องแวะ เป็นสะพานไม้สร้างริมหน้าผา ด้านล่างเป็นโค้งน้ำ วิวดีมากครับ เพื่อนๆ สามารถเดินไปตามทางรถไฟได้ด้วย ช่วงที่มีรถไฟผ่านมา อาจจะต้องมองหาที่หลบกันซักนิด เพราะด้านนึงเป็นหน้าผา อีกด้านเป็นแม่น้ำ อาจจะต้องลงไปยืนตรงโครงสะพานที่เป็นไม้ ตื่นเต้นดีครับ ใกล้ๆ กันจะเป็นถ้ำกระแซ ด้านในมีพระพุทธรูปด้วยครับ เดินเข้าไปกราบพระพุทธรูป แอบหลบร้อนไปในตัว ภายในถ้ำอากาศเย็นครับ ออกจากถ้ำกระแซ ผมมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ถึงประมาณ 6 โมงเย็น ขับแบบสบายๆ ไม่เร่งรีบครับ โดยรวมทริปนี้เที่ยวได้ทั้งชายหญิงไม่โหดเกินไป มีกิจกรรมให้ได้เรียกเหงื่อ มีเวลาให้ได้ชิลๆ เล่นน้ำ ถ่ายรูปเพลินๆ รวมๆ แล้วก็ครบรส กลมกล่อมกำลังดี สำหรับใครทึ่กำลังคิดจะไปเที่ยวเมืองกาญจน์แต่มีเวลาไม่เยอะ ลองดูนะครับ หวังว่าทริปผมจะพอเป็นไอเดียให้กับเพื่อนๆ ได้ ทิ้งท้ายไว้ด้วยข้อมูลที่พักเพิ่มเติม สำหรับคนที่สนใจครับ: - เรือนแพ ริเวอร์แคว จังเกิ้ลราฟท์ - ริเวอร์ แคว รีโซเทล - โฮมพุเตย ริเวอร์เเคว รีสอร์ท - หินตกริเวอร์แคมป์ แอท เฮลล์ไฟร์พาส สำหรับวันนี้ลากันตรงนี้ก่อนครับ โอกาสหน้ามาพบกันใหม่นะคร๊าบบบบบบ...

คลิปนาทีระทึก! เก๋งเบรกแตกแหกโค้ง ตกเหวภูทับเบิก
ตกเหวภูทับเบิก /  ภูทับเบิก / 

โลกออนไลน์แชร์คลิปนาทีระทึก! รถเก๋งเบรกแตกแหกโค้ง ตกเหวภูทับเบิก บาดเจ็บ 3 ราย กลายเป็นคลิประทึกที่ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ สำหรับคลิปอุบัติเหตุรถเก๋งแหกโค้งตกเหวภูทับเบิก เนื่องจากรถเบรกแตก ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ อุบัติเหตุดังกล่าว เกิดขึ้นในบริเวณถนนสายภูหินร่องกล้า-ภูทับเบิก ทางขึ้นภูทับเบิก ช่วงหลัก กม.ที่ 6-7 หมู่ 6 ต.บ้านเนิน อ.หล่มเก่า ตรวจสอบจุดเกิดเหตุพบรถเก๋งฮอนด้า สีน้ำเงิน ทะเบียน กง 6791 แพร่ เสียหลักตกลงไปอยู่ในเหวลึกประมาณ 20 เมตร โดยภายในรถพบผู้บาดเจ็บ 3 ราย ประกอบด้วย น.ส.สุภาวดี ไพเชรฐศักดิ์ อายุ 51 ปี กระดูกสันหลังยุบ นางคำมั่น แสนบ่อ อายุ 79 ปี ซี่โครงหัก และ นางกมณฑา กิริยานุกุล อายุ 53 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จึงนำตัวส่ง รพ.เมืองเพชรบูรณ์ นายวันดี กิติศรีวรพันธุ์ อายุ 62 ปี คนขับ เผยว่า ได้ขับรถพาผู้บาดเจ็บทั้งสาม และ ด.ช. ธีรทัศน์ โมราเพ็ญ อายุ 8 ปี ซึ่งทั้งหมดเป็นเครือญาติกัน เดินทางมาจาก อ.ลอง จ.แพร่ เพื่อมาเที่ยวชมความงามของภูทับเบิก กระทั่งมาถึงจุดเกิดเหตุ ปรากฏว่าระบบเบรกเกิดใช้งานไม่ได้ ประกอบกับตนไม่ชำนาญเส้นทาง จึงทำให้รถเกิดเสียหลักแหกโค้งพุ่งตกลงไปในเหว จนญาติทั้ง 3 คนได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ส่วนตนกับ ด.ช.ธีรทัศน์ ไม่รับอันตรายใดๆ อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่จะเร่งสอบสวน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ต่อไป ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

ส่องลุคสตรีทเท่ๆ กับนางแบบด้วย แฟชั่นกางเกงยีนส์ ใครขาสวยสุดมาดูกัน!!!
snap signature /  บี-น้ำทิพย์ / 

เป็นนางแบบแน่นอนว่าต้องมีโอกาสใส่เสื้อผ้าหลากหลายสไตล์ หลากหลายแนวในเวลาที่ทำงาน แต่พอลงแคทวอล์คมาแฟชั่นที่เราจะเห็นเหล่านางแบบหลายๆ คนเลือกที่จะหยิบมามิกซ์แอนด์แมทช์กับการแต่งตัวหรือใส่ให้เห็นบ่อยๆ นั้นก็คือ แฟชั่นกางเกงยีนส์  ไม่ว่าจะเป็นทรงสกินนี่ ทรงขาม้า ขาบาน ขาเดฟ หรือขากระบอกก็ตามสาวๆ เหล่านางแบบก็ไม่ลืมที่จะหยิบมาใส่ เราก็เลยรวบรวมลุคสตรีทเท่ๆ แอนด์เซอร์ และเก๋ๆ  ของเหล่าแบบกับ แฟชั่นกางเกงยีนส์ มาให้ชม ดูสิว่าขาใครสวยกว่ากัน 1.บี น้ำทิพย์ 1.บี น้ำทิพย์ เมนเทอร์บีกับ แฟชั่นกางเกงยีนส์ แบบสกินนี่ฟิตเข้ารูปทำให้หุ่น She ดูเป๊ะใส่กับเสื้อแขนกุดพิมพ์ลายผ้าบางๆ แค่นี้ก็เริ่ดตามสไตล์เธอล่ะ 2.หลิน มชณต 2.หลิน มชณต สาวหลินมาแบบสไตล์วินเทจเลยเลือกเป็นกางเกงยีนส์ขาบานมาใส่กับเสื้อแขนกุดสีดำ เพิ่มลูกเล่นให้การแต่งตัวด้วยเข็มขัด และรองเท้าสีแดง 3.เอเลี่ยน กัญญณัท 3.เอเลี่ยน กัญญณัท เลือกเป็นทรงขาตรงหรือเดฟนิดๆ แมทช์กับเสื้อครอปแล้วคลุมทับด้วยเสื้อเชิ้ต ได้ลุคสาวเซอร์อย่างเท่ 4.สา มาริสา 4.สา มาริสา มาในลุคสปอร์ตที่ดูเท่ไม่น้อย แถมยังแอบเซ็กซี่ด้วยตรงเสื้อครอปแขนกุด 5.โย ยศวดี 5.โย ยศวดี สูงยาวเข่าดี ขาสวยเลือกเป็นทรงขาม้าเอวต่ำ ใส่กับเสื้อเอวลอยบอกเลยว่าเปรี้ยวมาก 6.แอม สุทธิกานต์ 6แอม สุทธิกานต์ เลือกเป็นทรงขากระบอกปกติ แต่เพิ่มทริคด้วยการพับขากางเกงขึ้นสักนิดช่วยให้การแต่งตัวมีลูกเล่นมากขึ้น ติดตามเรื่องราวแฟชั่นได้ที่ https://www.facebook.com/SnapSignature/?fref=ts และอ่านออนไลน์ได้ที่ http://www.mbookstore.com/book-details/7804/Teen-Magazine-%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99/Snap-Magazine-issue-20-:-Nov-2015/?v=2

สาวเซลฟี่ร่วมโบว์-มะลิ งานศพ
ข่าวปอ /  ข่าวปอทฤษฎี / 

สาวเซลฟี่โบว์-มะลิ งานศพปอ ทฤษฎี โผล่ขอโทษ ยอมรับผิด บอกทำไปเพราะดีใจที่เจอน้องมะลิ แต่ไม่ทันฉุกคิดว่าอยู่ในงานสุดเศร้า พร้อมรับโทษจากสังคม เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (21 ม.ค. 59) ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่อ้างว่าเป็นบุุคคลที่ถ่ายภาพเซลฟี่กับโบ แวนด้า และน้องมะลิ ภายในงานพิธีศพพระเอกหนุ่ม "ปอ ทฤษฎี สหวงษ์" จนทำให้เกิดเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมและไม่รู้กาลเทศะ ได้โพสต์ข้อความแสดงความเสียใจ และขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า "สวัสดีค่ะ หนูยอมรับว่าเป็นหนูเองค่ะ หนูขอโทษมากค่ะกับเรื่องที่เกิดขึ้น พอดีช่วงนั้นเป็นเวลาหลังจากที่พระสวดเสร็จแล้ว เขาอนุญาตให้ถ่ายภาพได้ค่ะ แล้วหนูก็ดีใจมากที่ได้ถ่ายกับน้องมะลิ โดยที่ลืมคิดไปว่า หนูกำลังมาอยู่ในงานอะไร หนูยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นค่ะ หนูขอโทษทุกคนด้วยนะคะ หวังว่าทุกคนจะเข้าใจหนู ขอโทษมากๆ ค่ะ ขอโทษพี่โบและน้องมะลิมาก และทุกคนที่ไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น หนูจะไม่หนีไปไหน และจะขอให้ทุกคนยกโทษให้กับการกระทำที่ไม่ดีนี้ ขอโทษมากและเสียใจมากค่ะ หนูยังยืนยันว่า หนูดีใจมากที่เจอน้องมะลิ แต่กลับลืมในเรื่องที่กำลังมางาน พี่ปอ ขอโทษมากๆ ค่ะ ขอบคุณค่ะ" ทั้งนี้ หลังจากโพสต์ข้อความขอโทษดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็น ทั้งตอกย้ำในการกระทำของสาวคนดังกล่าว ขณะที่บางส่วนได้เห็นใจและพร้อมให้อภัยหญิงสาวที่ยังมีสำนึกและออกมาขอโทษสังคมกับสิ่งที่เกิดขึ้น แบบตรงไปตรงมาว่า พร้อมกับเตือนใจถึงผู้คน ให้กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีกในอนาคต แฟนคลับปอ ทฤษฎี วอนหยุดแชร์รูปศพพระเอกหนุ่ม ด้านครอบครัวรับรู้สึกโกรธหลังภาพไม่เหมาะสมหลุดว่อนเน็ต แต่คงได้แค่ทำใจ และให้สังคมเป็นคนลงโทษผู้เผยแพร่เอง ความคืบหน้างานสวดอภิธรรมศพของพระเอกหนุ่มปอ ทฤษฎี สหวงษ์ ที่วัดกลาง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เมื่อช่วงคืนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคืนที่ 2 ยังคงเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่รักใคร่ชื่นชอบในตัวพระเอกหนุ่ม โดยเฉพาะศิลปิน ดารา และผู้จัดละครต่างทยอยเดินทางเข้าร่วมอาลัย อาทิ อาเล็ก ,จอย ,โฉมฉาย ฉัตรวิไล ,แม่ก้อย ทาริกา ,อูม วิยะดา ,อรสา พรหมประทาน ,อั๋น วิทยา ,ตั้น พิเชษฐชัย ,อายุวดี ไทยหิรัญ โดยช่วงหนึ่งทางครอบครัวของพระเอกหนุ่ม ก็ได้เปิดใจพร้อมขอร้องให้ประชาชนที่เข้าร่วมในพิธีศพงดถ่ายรูปเซลฟี่ภายในงาน หลังจากภาพดังกล่าวได้ปรากฏออกไปในโลกออนไลน์เมื่อวันก่อน เนื่องจากครอบครัวอยู่ในอาการโศกเศร้า และไม่อยากให้เกิดภาพแบบนี้ขึ้น อีกทั้งยังเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วย ซึ่งหากพบเห็นก็จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตักเตือนเพื่อขอความร่วมมือ หากยังไม่หยุดก็จะมีการชิญออกจากงาน ด้าน ปิน-นายชวนันท์ สหวงษ์ น้องชายของพระเอกหนุ่ม ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่โลกโซเชี่ยลมีการแชร์ภาพร่างไร้วิญญาณของพี่ชายที่นอนอยู่บนเตียง ว่า เห็นภาพแล้ว ต้องบอกว่ารู้สึกโกรธมากที่มีคนนำภาพดังกล่าวออกไปเผยแพร่ ซึ่งภาพที่ปรากฏน่าจะเป็นช่วงที่อยู่ห้องสุดท้ายของโรงพยาบาล จังหวะนั้นค่อนข้างชุลมุน ความรู้สึกตอนนั้นเสียใจอยู่ คงไม่สามารถห้ามใครได้ แต่ก็พยายามคิดว่าครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายที่พี่เขาจะทำให้แฟนๆ ได้ ดังนั้นอยากให้สังคมเป็นผู้ลงโทษเองผู้นำภาพไปเผยแพร่เอง ส่วนพี่โบว์นั้นไม่โอเคกับเรื่องนี้เลย แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้ เพราะจะไปห้ามตอนนี้ก็คงไม่ทัน คงต้องปล่อยให้สังคมลงโทษต่อไป นอกจากนี้ ทางแฟนเพจ ปอ ทฤษฎี แฟนคลับ ได้มีการโพสต์ข้อความแจ้งข่าวเพิ่มเติมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ขณะนี้ทางคุณโบว์ แวนดา ภรรยาของปอ ทฤษฎี ได้ทำการปิดเพจเฟซบุ๊ก และ ig แล้ว เพราะเวลาที่เปิดเว็บดังกล่าวดู จะมีคนแชร์หรือไม่ก็แทรกรูปศพพี่ปอมาให้ เมื่อพี่โบว์เห็นก็ทำใจไม่ได้ ฉะนั้นขอความกรุณาทุกท่าน หยุดแชร์ หยุดโพส รูปศพพี่ปอได้แล้ว การตอกย้ำคนอื่นให้อยู่ในภาวะที่เศร้าแบบนี้มันไม่ดี ช่วยแคร์ความรู้สึกกันด้วย ขอบคุณภาพจากเพจ ปอ ทฤษฎี แฟนคลับ เพจดังวอนหยุดแชร์ภาพร่าง 'ปอ ทฤษฎี' ชี้ผิดกฎชัดเจน พร้อมแนะวิธีรีพอร์ต จากกรณีข่าวช็อควงการบันเทิงไทย พระเอกหนุ่ม “ปอ ทฤษฎี สหวงษ์” จากโลกนี้ไปอย่างสงบแล้ว เมื่อเวลา 11.50 น. ของวันที่18 ม.ค.ที่ผ่านมา กระทั่งขณะนี้ครอบครัวสหวงษ์ ได้นำร่างของ ปอ ทฤษฎี กลับไปบำเพ็ญกุศลที่จังหวัดบุรีรัมย์บ้านเกิดของหนุ่มปอแล้วนั้น โดยประชาชนต่างให้ความสนใจติดตามข่าว "ปอ ทฤษฎี" อย่างต่อเนื่อง พร้อมให้กำลังใจครอบครัวสหวงษ์อย่างล้นหลาม นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์สื่อมวลชนในการทำข่าว และนำเสนอภาพข่าว หลายฝ่ายมองว่าล้ำเส้นความพอดี ซึ่งล่าสุดได้มีกระแสการแชร์ภาพร่าง "ปอ ทฤษฎี" ผ่านโซเชียลฯ เพจดังอย่าง "อีเจี๊ยบ เลียบด่วน" ได้โพสต์ถึงกรณีดังกล่าว ระบุว่า "ท่านที่ส่งภาพศพพี่ปอ จากงานรดน้ำศพเมื่อวาน มาให้ผม พร้อมกับบอกให้ช่วยด่าคนเผยแพร่รูปนั้น กูด่าแน่ครับ ก่อนอื่นกูจะด่ามึงก่อนเลย การที่ท่านส่งต่อให้เพื่อน ให้แอดมินเพจต่างๆ นั้น มันก็ไม่ต่างกับไอ้พวกเอาลงเฟซ เอาลงเพจ เพราะเท่ากับมึงก็เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ ภาพเหล่านั้นให้กระจายออกไปมากขึ้น คิดถึงว่า ถ้าเป็นภาพของคนที่ท่านรัก ท่านจะส่งต่อออกไปไหม หยุดทำเช่นนั้นเด็ดขาด อย่าส่งต่อ อย่าเผยแพร่ต่อ "เจอใครลงภาพที่เฟซไหน เพจไหน รีพอร์ททันที!!!" เพราะผิดกฎของเฟซบุ๊กที่ห้ามลงภาพผู้เสียชีวิตอย่างชัดเจน ไม่ต้องเซฟไว้ ไม่ต้องส่งทางไลน์ ไม่ต้องส่งให้ใคร หยุดได้แล้ว!!!" นอกจากนี้ยังแนะนำวิธีที่ดีที่สุด หากพบภาพเหล่านั้นด้วย ระบุว่า "วิธีเดียวที่ดีที่สุดคือ !!!!! แจ้งรีพอร์ทเฟซนั้น โพสต์นั้น ไปทางเฟซบุ๊ค เพจไหน คนไหน ทำรูปเก่งๆ เข้าใจง่ายๆ ทำรูปวิธีรีพอร์ทมา ถ้ากูอ่านเข้าใจเดี๋ยวแชร์ให้ เพราะ ถ้ากูเข้าใจ ควายที่ไหนอ่านก็เข้าใจ เอากูเป็นมาตรฐาน ซึ่งกูมั่นใจว่า ภาพศพผู้เสียชีวิต ผิดกฎเต็มๆ ไม่ว่าจะโพสหน้าวอลล์ หรือส่งมาทางอินบ๊อกซ์ สามารถรายงานได้ทั้งนั้น ฉะนั้นอย่าส่งให้ใคร อย่าเซฟไว้ รายงานอย่างเดียว แม้จะช้านิดไม่ทันใจ แต่กูเชื่อว่า เฟซนั้น เพจนั้นปลิวแน่นอน" ด้านเฟซบุ๊กเพจ Drama-addict ยังโพสต์ภาพขั้นตอนการรีพอร์ตภาพ พร้อมข้อความว่า "ในกรณีที่พบเห็นคนเอาภาพร่างของคุณปอมาเผยแพร่ในเน็ต ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใดก็ตาม แล้วเราคิดว่าไม่สมควร แนะนำให้ทำตามขั้นตอนนี้ครับ" เพจดังโพสต์ฉะสื่อ ทำข่าว'ปอ ทฤษฎี' อย่าล้ำเส้นความพอดี วอนฟังเสียงสะท้อนของสังคม จากกรณีข่าวช็อควงการบันเทิงไทย เมื่อ รพ.รามาธิบดี ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงอาการป่วยของพระเอกหนุ่ม “ปอ ทฤษฎี สหวงษ์” ว่าได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบแล้ว เมื่อเวลา 11.50 น. ของวันที่18 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้เกิดอาการล้มป่วยต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานกว่า 2 เดือนแล้ว ทั้งนี้ กระแสข่าวของพระเอกหนุ่มขวัญใจมหาชน "ปอ ทฤษฎี" ได้ถูกจับตามองมาตลอด จากเหล่าบรรดาแฟนคลับ และประชาชนคนไทยทั้งประเทศ การจากไปไม่มีวันกลับของพระเอกหนุ่ม สร้างความสูญเสียต่อครอบครัวสหวงษ์ รวมถึงแฟนคลับ แฟนละคร ประชาชนคนรักปอ ต่างร่วมแสดงความเสียใจอย่างต่อเนื่องล้นหลาม โดยช่วงเช้าครอบครัวสหวงษ์ ได้ทำการเคลื่อนย้าย "ปอ ทฤษฎี" จากโรงพยาบาลรามาฯ กลับบ้านเกิดจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีภาพข่าวจำนวนมากรายงานดังกล่าว ส่งผลให้ชาวเน็ตต่างวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากถึงการทำหน้าที่ของผู้สื่อข่าว ล่าสุดเพจดัง 'อีเจี๊ยบ เลียบด่วน' ได้โพสต์ถึงกรณีดังกล่าว ระบุว่า "หลังจากที่โพสต์ขอร้องพี่ๆ สื่อมวลชน ไปเมื่อวานตอนเย็น เรื่องขอให้ช่วยๆ กันดูแล ตักเตือนกัน เรื่องมารยาท ความเหมาะสมในการถ่ายภาพ การตั้งคำถาม การนำเสนอข่าว เพราะสังหรณ์ใจอยู่ว่า ภาพทุเรศๆ คำถามควายๆ การแต่งตัวและกริยาต่ำๆ ไร้มารยาท แบบที่เคยเกิดขึ้น ในงานศพคนดัง ดารา หลายๆ ท่าน อาจจะเกิดขึ้นอีก แต่จากที่เห็นในภาพข่าว เคลื่อนศพพี่ปอ จากรพ. เห็นการรุมทึ้ง ผลักดัน ยื่นมือเอากล้องเข้าไปจ่อหน้า ครอบครัว โดยเฉพาะลูกเมียพี่ปอ จ่อไปที่ศพ จ่อเข้าไปในรถที่ใช้เคลื่อนศพ ก็เห็นว่า พี่ๆ เกินกว่าจะขอร้องอะไรกันได้แล้ว หนูขอดีๆ ไม่ได้ด่าพี่เละเทะเหมือนชาวบ้าน เพจอื่นเขาด่า เพราะหนูมีเพื่อนทำงานเป็นนักข่าวบันเทิงอยู่บ้าง หนูเข้าใจ ว่า สื่อดีๆ นักข่าว ช่างภาพดีๆ บก. หัวหน้าข่าวบันเทิงดีๆ มีอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าพี่นิ่งดูดายเฉยเสีย ไม่จัดการอะไรกับพวกสื่อมารยาททรามๆ พวกนี้ ไม่มีมาตรการอะไรกะมัน พี่ก็อ้างว่า เฮ้ย การแข่งขันมันสูง หัวหน้าจะเอาภาพจะเอาข่าว มันก็ต้องแบบนี้แหละ กูไม่ได้ทำก่อนนะ ช่องอื่นมันทำ ฉบับอื่นมันทำ ให้กูทำไง กูก็ต้องทำบ้างสิ ถ้าพี่ๆคิดกันแบบนี้ นิ่งเฉยกะพวก_ ในวงการพี่ๆ เองแบบนี้ พี่ก็ไม่ต้องมาบ่น มาน้อยใจนะ ที่ทุกวันนี้คนในสังคมจะด่า จะเหมารวมพวกพี่ๆ ว่าแม่งมารยาท_ ไร้จิตสำนึก ด่าอาชีพที่พี่ทำ เหมือนหมูเหมือนหมา เหมือนอีแร้งที่หาแดก รุมทึ้งแม้กับงานศพคนดีๆ คนนึง ครอบครัวที่น่าสงสารครอบครัวนึง แค่กูได้ภาพ ศพแบบใกล้ๆ แค่กูได้ภาพ หน้าเมียเค้าร้องไห้แบบจ่อๆ แค่กูได้ถามคำถามปัญญาอ่อน กะคนที่เค้าเพิ่งเสียคนที่เค้ารักไป ว่า " รู้สึกยังไงคะ "!!!!! ฟังเสียงสะท้อนของสังคม ที่มีกะอาชีพสื่อบันเทิงบ้างเหอะพี่ แก้ไขเหอะ ไม่มีใครทำลาย ชื่อเสียง ความน่านับถือและ วิชาชีพ ของพี่หรอก พวกมึงทำกันเองทั้งนั้น !!!!" นอกจากนี้ ในเพจ 'อีเจี๊ยบ เลียบด่วน' ยังได้โพสต์ประณามหนุ่มเกรียนคีย์บอร์ดรายหนึ่ง ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม นำข่าวการเสียชีวิตของ ปอ ทฤษฎี ไปโพสต์เรียกไลค์ โดยระบุว่า  ตนเพิ่งรู้ว่ามีคนอยากเป็นเน็ตไอดอลและอยากให้คนติดตามมากจนใช้วิธีปัญญาอ่อนและดูโง่ๆ แบบนี้ เพื่อให้คนที่ขี้เกียจไม่รู้อะไรกดส่งเข้ามา โดยการฉวยโอกาสเอาช่วงเวลาการเสียชีวิตของคนดีๆ คนหนึ่งเพื่อให้ได้คนติดตามเยอะๆ แต่ที่ดูน่าสิ้นหวังกับคนบนสังคมออนไลน์ในประเทศไทยเพราะมีคนหลงเชื่อทำตามสิ่งที่ปัญญาอ่อนนี้เป็นพันๆ หมื่นๆ คน โดยไม่ได้แกะพลาสติกหุ้มสมองมาคิดเลย ว่า การกดเลข 99 เป็นการแสดงความไว้อาลัยตรงไหนและทำไปเพื่ออะไร รวมถึงจะได้ประโยชน์อะไรจากการทำแบบนี้  แต่ที่ทำลงไปเพราะง่ายไม่อยากจะพิมพ์ประโยคอะไรยาวๆ เช่น ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวด้วย คนที่ได้ยอดไลค์ก็ยิ้มไปเพราะหากินกับคนที่เสียชีวิตและหากินกับคนที่ไม่มีสมองด้วย ใครที่มีจิตสำนึกพออยากให้ช่วยกันกดรีพอร์ตแฟนเพจที่หากินแบบนี้เพื่อจะได้ไม่มีใครทำตามอีก ตนแค่อยากเห็นคนไทยใช้สื่อออนไลน์อย่างมีสติมากกว่านี้ ที่มา อีเจี๊ยบ เลียบด่วน MThai News ข่าวที่เกี่ยวข้อง โบว์ กอดรูปโฮ!! พา ปอ กลับบุรีรัมย์ น้องมะลิ บอกลาพ่อสู้ๆ

ดวงความรัก 12ราศี ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2559 โดย อ.คฑา ชินบัญชร
ดวงความรัก /  ดวงเนื้อคู่ / 

ดวงความรัก 12ราศี ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2559 โดย อ.คฑา ชินบัญชร ราศี มังกร (14 มกราคม - 13 กุมภาพันธ์) ความรักคิดมาก มีปากเสียงกันบ่อย ช่วงนี้เลยมักเผลอใจไปมีกิ๊กบ้าง เพราะสบายใจกว่า ยังไงก็ออมคำพูดไว้บ้าง มีโอกาสเลิกรากันสูง ดวงความรักมาแบบซาดิสม์ ตบจูบตลอด ช่วงนี้อย่าไปเผลอใจกับอารมณ์ชั่ววูบ ต้องดูกันให้ยาว ความเสน่หามักจะไม่จีรังยั่งยืน ความรักยังไม่เข้าใจตัวเอง เป็นช่วงเวลาของการค้นหา คนดสดมีผ่านเข้ามาบ้าง แต่คุณยังไม่ตัดสินใจเลือก ถ้ามีคู่แล้ว มีกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ถ้าลดทิฐิ เปิดใจเข้าหากันทางก็สะดวก ราศีกุมภ์ (14 กุมภาพันธ์ - 13 มีนาคม) ความรักเป็นคนเจ้าชู้ ช่วงนี้เลยเครียดต้องตัดสินใจเลือก รักพี่เสียดายน้อง กลุ้มใจจริงๆ ถ้ามีคู่แล้วหวานกันดี แต่อาจมีการใช้อารมณ์ใส่กันบ้าง ดวงความรักคืบคลานมาอย่างช้าๆ ยิ่งแสวงหาก็ยิ่งห่างไกลออกไป มีรักที่อบอุ่น คนโสดจะมีเพื่อนหรือคนใกล้ชิดช่วยแนะนำให้รู้จัก คนโสดได้สะดุดรัก แบบไม่ทันตั้งตัว ช่วงนี้เสน่ห์แรง แต่ก็มักชอบเจอคนเจ้าชู้ โลกเป็นสีชมพู ราศีมีน (14 มีนาคม - 14 เมษายน) ความรักช่วงนี้เห็นหน้ากันเป็นต้องทะเลาะ หรือมีเรื่องให้เข้าใจผิดกันมาตลอด พยายามใจเย็นและปรับเข้าหากันจะดีกว่าประชดประชัน อยากได้อะไรก็ต้องเป็นฝ่ายให้ด้วย คนโสดไม่ต้องรอนานอีกแล้ว เดือนนี้มีคนมาขอเกี่ยวดองด้วยแน่นอน ความรักหวานชื่น ซาบซ่า ส่วนที่ดูใจกันอยู่ก็จะได้ตกร่องปล่องชิ้นกันเสียที คู่รักหวานแหววดี ดวงความรักคนโสดหน้าชื่นตาบาน มีคนมาขอความรัก หัวบันไดบ้านไม่แห้งแน่นอน ส่วนคนที่มีคนรักแล้วยังมีบางเรื่องค้างคา พยายามปรับความเข้าใจ เอาใจเข้ามาใส่ใจเรา แล้วจะเข้าใจกันดี ราศีเมษ (15 เมษายน - 14 พฤกษภาคม) ความรักขึ้นลงตลอดเวลา แต่ส่วนใหญ่จะออกแนวเศร้า รักเขาข้างเดียว ชีวิตมีแต่ให้ คนโสดคงต้องรออีกนิด ช่วงนี้ยังไม่ใช่เวลาของคุณ ดวงความรักมัวแต่รอให้คนมาจีบมันช้าไป ต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองสักหน่อย ใส่เกียร์เดินหน้า หมดสมัยที่ต้องมานั่งรอแล้ว อยู่เฉยๆ จะถูกคนอื่นตัดหน้าได้ ช่วงนี้ดวงความรักเจ้าเสน่ห์ ทำให้ต้องเลือก แบบรักพี่เสียดายน้อง คงคิดไม่ตกเสียที คนโสดได้เจอคนถูกใจ มีประสบการณ์น่าตื่นเต้น ราศีพฤษภ (15 พฤษภาคม - 14 มิถุนายน) ความรักกุ๊กกิ๊กกันได้ตลอด เป็นที่น่าอิจฉาของคนรอบข้างยิ่งนัก คนโสดมีโอกาสดีๆ รีบคว้าเอาไว้ก่อน ช่วงนี้มีโอกาสที่คนรักเก่าจะหวนกลับมา ดวงความรัดสดใสซาบซ่า คนโสดลองเปลี่ยนแปลงตัวเองดู จะรู้ว่าคุณเองก็เสน่ห์แรงไม่เบา ถ้ามีคนรักแล้วอาจมีกิ๊กเพิ่ม ดวงความรักร้อนแรงเหลือเกิน ราศีเมถุน (15 มิถุนายน - 15 กรกฎาคม) ความรักหวั่นไหวง่าย ใกล้ใครต้องรู้สึกโน้มเอียงทุกครั้ง ถ้ามีคนรักแล้วมักเผลอใจไปหากิ๊กเพิ่มได้ง่าย ถ้ายังโสดต้องระวังไปแอบรักคนมีเจ้าของ ความรักจะชลมุนวุ่นรักแอบรักคนนั้นคนนี้ ความเจ้าชู้เริ่มออกลาย ทั้งโสดและไม่โสด ต้องสลัลรางกันให้วุ่น สำหรับความรัก ถ้าคุณโสดคุณเฮฮาได้เต็มที่ ได้พบรักอย่างที่ต้องการ แต่ถ้าคนที่มีรักแล้วระวังมือที่สามเข้ามาป่วนให้เขว ราศีกรกฎ (16 กรกฎาคม - 16 สิงหาคม) ความรักได้อย่างเสียอย่าง เป็นเวลาที่ต้องตัดสินใจเลือก ถ้ามีแฟนแล้วอึดอัด ขี้น้อยใจ ให้มองโลกในแง่ดี ความรักของคุณก็จะดีตามไปด้วย ความรักเสน่ห์แรง ถึงแม้จะมีเจ้าของแล้ว แต่ก็ยังมีคนตามมาจีบ คนโสดถึงเวลาได้คู่ควงแล้ว ไม่มีคนเข้ามาก็คิดมาก พอมีคนเข้ามาเยอะก็ติดสินใจไม่ถูก ดวงความรักพุ่งแรง มีเสน่ห์ดึงดูดใจทั้งเพศเดียวกันและเพศตรงข้าม บางทีทำอะไรใหม่ๆ บ้าง ก็ทำให้มีชัวิตชีวิาดีทีเดียว คนโสดหายห่วง ได้มีคู่ครองเดินเคียงข้างแน่นอน ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม - 15 กันยายน) ความรักอบอุ่น มีคนมารายล้อม มีเวลาให้กับคนรักและครอบครัวมากขึ้น คนโสดได้เพื่อนดี คอยแนะนำ ช่วงนี้เดินทางบ้างจะมีโชคเรื่องความรัก ดวงความรักเจ้าชู้เหลือเกิน มีคนทำให้ใจคุณไขว้เขว ระวังเจอที่เจ้าชู้เหมือนกัน คนโสดมีเข้ามาแบบเป็นกิ๊ก หรือรักจริงหวังฟัน ต้องดูให้ดีว่าเขามีใครรึยัง คนมีเจ้าของแล้วมักจะบอกว่าโสดสนิท เสน่ห์แรงเกินห้ามใจ มักมีคนแวะเวียนดอมดม คนโสดคงไม่รอดแน่ ส่วนถ้ามีแฟนแล้วได้เจออาการหึงหวงแน่นอน ทั้งรักทั้งหลง ทำตัวน่ารักชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ราศีกันย์ (16 กันยายน - 16 ตุลาคม) ความรักสะดุดเข้าอย่างจัง คนโสดได้ลงจากคานแน่นอน มักจะเป็นรักแรกพบ ถ้ามีคนรักแล้วมีข่าวดีเรื่องบุตร เรื่องวิวาห์ ความรักที่รอกันมานาน จะได้พบรักพบคนโดนใจเสียที ถ้ามีคนรักแล้วได้เที่ยวพักผ่อน มีบรรยากาศโรแมนติกด้วยกัน คนโสดเสน่ห์แรง ทั้งเพศเดียวกัน เพศตรงข้ามเข้ามาหลงรัก ส่วนคนมีแฟนแล้วต้องระวัง ความเจ้าชู้จะถูกคนรักจับได้ ถูกคุมประพฤติ ราศีตุลย์ (17 ตุลาคม - 15 พฤศจิกายน) ความรักคู่ที่อยู่ไกลกัน จะได้คุยกันมากขึ้น เจอกันให้หายคิดถึง ออกแนวโรแมนติก คนโสดมีหวือหวาบ้างแต่ไม่นาน อย่าไปคาดหวังมาก ดวงความรักแสนซน ยั่วคนนั้นสบตาคนนี้ ประสบการณ์ใหม่ๆ เพียบ คนโสดได้เจอรักสดใสแน่นอน ส่วนคนมีคนรักแล้วหวานชื่นดี แต่ก็ไม่วายโปรยเสน่ห์เพิ่มกิ๊กให้ตัวเอง ราศีพิจิก (16 พฤศจิกายน - 14 ธันวาคม) ความรักสดชื่นรื่นรมย์ คนรักเอาใจเป็นพิเศษ มีดวงจะได้กิ๊กเพิ่มอีกด้วย คนโสดหลงรักคนมีเจ้าของ เดี๋ยวก็ทุกข์เดี๋ยวก็สุข ความสัมพันธ์คลุมเครือไม่ชัดเจน ลองเปิดใจรับคนใหม่ๆ ดูบ้าง ช่วงนี้เสน่ห์แรงเลือกได้ คนโสดได้เฮ สะดุดรักโดยบังเอิญ ส่วนถ้ามีคนรักแล้วหมั่นเอาใจกันหน่อย ความดีความน่ารักในตัวคุณจะมัดใจเข้าอยู่หมัด ดวงความรักหวานหยาดเยิ้ม แต่ไฉนยังบู๊กันดุเดือด ต่างคนต่างไม่ยอมกัน คนโสดได้เพื่อนช่วยลุ้น มีเปอร์เซ็นต์ได้คู่สูง ให้ท่องไว้ ใจกล้าดได้ เหนียมอายอด ราศีธนู (15 ธันวาคม - 13 มกราคม) ความรักกลุ้มใจไม่หาย มีเข้ามาให้เลือกหลายคน ตัดสินใจลำบาก ช่วงนี้รับรองคนโสดไม่มีเฉา ถ้ามีแฟนแล้วจะมีเด็กมายั่วให้เขวบ้าง แต่สุดท้ายก็กลับมาตายรังหวานแหววเหมือนเดิม ดวงความรักได้แต่รอ ดูเหมือนคานจะเริ่มถามหาคนโสด คู่ที่ดูใจกันอยู่ก็ไปเรื่อยๆ อยากได้อะไรต้องตื้อ ต้องให้ก่อนถึงจะได้รับคืน ความรักไม่มีเหี่ยวเฉา มีคนมาคอยกระเซ้าเย้าแหย่ ได้ปิ๊งคนถูกใจ ได้มิตรภาพเพิ่มขึ้น ถ้ามีแฟนแล้วอบอุ่น จริงใจ คนรักคอยเป็นที่ปรึกษา ช่วยเหลือทุกเรื่อง รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com อ่านดวง 12 ราศี เพิ่มเติมได้ที่ หนังสือพยากรณ์ชะตาชีวิต ไพ่ยิปซี ปี2559 โดย อ.คฑา ชินบัญชร วางจำหน่ายแล้วที่เซเว่นอีเลเว่นทุกสาขา และร้านหนังสือชั้นนำ

ประวัติดาราวัยรุ่น พริม พริมา พันธุ์เจริญ
ดาราวัยรุ่น /  นางเอกบ้านนี้ผี(ไม่)ปอบ / 

สาวสวย พริม พริมา พันธุ์เจริญ หรือที่หลายคนรู้จักเธอกันดีจากบทบาทนางเอกผู้ดีอีสาน รับบท สลิลดา (หยัง) ที่ต้องปลอมตัวเป็นผู้ชาย และต้องมีการบู๊แอคชั่น ด้วย เช่นเดียวกับละครเรื่องล่าสุดอย่าง บ้านนี้ผี(ไม่)ปอบ รับบท เฟิร์น (ในยุคปัจจุบัน) และบท พิกุล (ในยุคอดีต) ที่ต้องเป็นทั้งสาวห้าวและสาวเรียบร้อยในคนเดียวกันซะด้วย ทั้งสวยเก่งแบบนี้เราต้องไปทำความรู้จัก ประวัติดาราวัยรุ่น พริม พริมา พันธุ์เจริญ กันค่ะ นอกจากนี้ในปีหน้าเธอยังจะได้รับบท หญิงนุ้ย นางเอกของปอ ทฤษฎี ในเรื่องท่านชายกำมะลอด้วยนะคะ ประวัติดาราวัยรุ่น พริม พริมา พันธุ์เจริญ ประวัติ ชื่อ : พริมา พันธุ์เจริญ ชื่อเล่น : พริม วันเกิด : 29 พฤศจิกายน 2534 การศึกษา : มัธยมศึกษาเรียนที่โรงเรียน Trail International School, ปัจจุบันกำลังศึกษาที่ มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาคอินเตอร์ ผลงานที่ผ่านมา : - ผู้ดีอีสาน รับบท สลิลดา (หยัง) - ลูกสาวพ่อมด รับบท ส้มเช้ง (ปัจจุบัน) / ริ้วทอง (อดีต) - บ้านนี้ผี(ไม่)ปอบ รับบท เฟิร์น (ปัจจุบัน) / พิกุล (อดีต) - ดอกไม้ใต้เมฆ รับบท จำปา - คลื่นชีวิต รับบท ติวดี - ท่านชายกำมะลอ รับบท หญิงนุ้ย IG : @prima_prim เรียบเรียงโดย teen.mthai.com

เหตุผลที่คนญี่ปุ่นไม่ค่อยอัพรูปตัวเองหรือแฟนในเฟสบุ๊ค
ประเทศญี่ปุ่น /  เรื่องน่ารู้

วันนี้เรามีบทความดีๆ เกี่ยวกับ เหตุผลที่คนญี่ปุ่นไม่ค่อยอัพรูปตัวเองหรือแฟนในเฟสบุ๊ค ซึ่งพอได้ยินแบบนี้ก็ทำให้ย้อนกลับมาคิดว่า "เอ๊ะ! เพราะอะไรล่ะ" ในเมืองไทยบ้านเราส่วนใหญ่ก็จะโพสต์รูปตวเองและแฟนเป็นเรื่องปกติ จึงเป็นเรื่องที่น่ารู้มากๆ ว่าคนญี่ปุ่นเขามีความคิดเรื่องการโพสต์รูปในเฟสบุ๊คว่ายังไร ถ้าอยากทราบแล้ว ไปติดตามกันค่ะ... เหตุผลที่คนญี่ปุ่นไม่ค่อยอัพรูปตัวเองหรือแฟนในเฟสบุ๊ค โดยส่วนใหญ่คนญี่ปุ่น จะใช้ภาพโปร์ไฟล์เป็นรูปหมา รูปดอกไม้ หรือรูปวิวสถานที่ต่างๆ ยกเว้นกรณีที่เป็นเหตุการณ์สำคัญมากๆ ในชีวิต เช่น งานแต่งงาน ซึ่งก็จะมีแต่รูปบ่าว-สาว หรือลูกคลอด นั่นเพราะ... คนญี่ปุ่นกลัวที่จะ…. 1. โดนมองว่า เป็นคนหลงตัวเอง คนญี่ปุ่นมองว่า คนที่โม้ถึงตัวเองบ่อยๆ เป็นคนหลงตัวเอง ยิ่งถ้าใครถ่ายภาพ selfie ผองเพื่อนคนญี่ปุ่นอาจมองด้วยสายตาเย็นชา พร้อมหัวเราะหึๆ ในใจว่า “ชี/ฮีคิดว่าตัวเองหน้าตาดีสินะ” 2. โดนมองว่า เป็นคนขี้อวด หากวันๆ โพสท์แต่ภาพชีวิตดี๊ดี เช่น อัพรูปอาหารฝรั่งเศส ไวน์ ซูชิไฮโซ ตลอดเวลา คนญี่ปุ่นคนอื่นก็อาจจะมองว่า คนนั้นเป็นคนขี้อวด คนอื่นอาจจะหมั่นไส้เอาได้ 3. กลัวข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล เรื่องนี้เป็นประเด็นแห่งชาติที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่กลัวกันเหลือเกิน จะว่าไป คนญี่ปุ่นกลัวตั้งแต่การที่ต้องใช้ชื่อจริง Register บัญชีเฟสบุ๊คแล้ว เขากลัวคนจะเอารูป Profile ไปใช้ จะล่วงรู้ข้อมูลส่วนบุคคล จะรู้ว่าภรรยาหรือลูกหน้าตาเป็นอย่างไร อาจจะถูกลักพาตัวก็ได้! อะไรแบบนี้ … คนญี่ปุ่นโดยทั่วไปจึงรู้สึกว่า การเผยแพร่รูปส่วนบุคคลในสังคมอินเตอร์เน็ทเป็นเรื่องอันตรายค่ะ คราวนี้ถ้าพูดถึงในกรณีบ้านเรา อย่างการไม่อัพภาพแฟนหรือภาพคู่ลงเฟสบุ๊ค จะแปลว่า แฟนแอบคบเราเป็นกิ๊กๆ หรือเป็นคนเจ้าชู้หรือเปล่า หรือไม่ก็เป็นพวกแอ๊บโสดไหม การอัพรูปคู่หรือไม่อัพ ถือเป็นการวัดระดับความจริงใจของแฟนได้เลย แต่แตกต่างกับประเทศฝั่งญี่ปุ่น เขาเหตุผลหลักๆ คือ 1. กลัวเสียภาพลักษณ์ คนญี่ปุ่น โดยเฉพาะผู้ชาย มักจะชอบเก๊ก อยู่ที่ทำงานดูเข้มแข็งขึงขัน ชอบออกคำสั่งลูกน้อง แต่โปรดจินตนาการว่า หากวันดีคืนดี บอสสุดโหดของเรามีภาพใน Facebook เป็นภาพยิ้มแป้นแล้นกับแฟนสาวที่ร้านอาหารฝรั่งเศส ลูกน้องคงจะขำกัน และไม่ค่อยเชื่อถือเวลาบอสเก๊กโหดอีกต่อไป เพราะฉะนั้น เพื่อคงคอนเซปท์ผู้ชายแมน เข้ม ถึก ทน คูล … การโพสท์ภาพที่แสดงมุมมองที่พวกเขาแอบซ่อนไว้ จึงเป็นเรื่องต้องห้ามนะจ๊ะ ขอเตือนว่า ใครมีแฟนเป็นคนญี่ปุ่น หากจะอัพ ต้องขออนุญาตแฟนก่อน ถ้าเขาไม่ให้ อย่าตื๊อ และต้องขออนุญาตเขา “ทุกครั้ง” อย่าถือว่าเขาอนุญาตแล้ว จะโพสท์กระหน่ำฉ่ำใจ แฟนจะงอนได้นะคะ 2. กลัวโดนมองว่าเป็น “คู่รักงี่เง่า” คู่รักงี่เง่า (Bakap-puruバカップル)มาจากการสมาสคำว่า “Baka” ที่แปลว่า “งี่เง่า” กับคำว่า “Kappuru (Couple)” ที่แปลว่า “คู่รัก” Bakappuru หมายถึง คู่รักที่สวีทกันอย่างดูดดื่ม จูบลูบไล้อิงแอบแนบชิดกันในที่สาธารณะ อาทิ สวนสนุกหรือรถไฟ โดยไม่แคร์สายตาชาวบ้าน หรือไม่ก็ใส่เสื้อลายเดียวกัน นอกจากการกระทำแล้ว ลักษณะคำพูดก็ยังสะท้อนความเป็น Bakappuru ได้ เช่น “ฉันจะรักแต่ Satoshi คนเดียวเท่านั้น ตราบชั่วนิรันดร์!” “ฉันคงขาดเธอไม่ได้แน่ๆ ถ้าเธอไม่อยู่ ฉันขาดใจตายดีกว่า” คนญี่ปุ่นมองว่า พวกนี้จะรักกันอย่างดูดดื่มแค่ช่วงแรกๆ นี่แหละ เดี๋ยวอีกแป๊บก็เลิก เพราะฉะนั้น ถ้าอัพรูปคู่ลงเฟสบ่อยๆ ถี่ๆ ก็เหมือนการแสดงความรักในที่สาธารณะแบบหนึ่ง อาจสร้างความหมั่นไส้ให้กับคนอื่นได้ และโดนจัดให้อยู่ในหมวด Bakappuru ไปโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งคนญี่ปุ่นมองว่า เวลารักใคร ไม่ควรแสดงออกความรักกันเกินหน้าเกินตา ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน ให้ค่อยๆ ใช้เวลาพิสูจน์ ค่อยๆ เรียนรู้กันไป อย่าโชว์ในที่สาธารณะเลย เครดิตเรื่องราวขอมูลดีๆ จาก by: เกตุวดี marumura.com