หนึ่ง ผกาวดี

ม.ฮาร์เวิร์ดบล็อกชาวเน็ตไทย หลังถล่มโพสต์ ปม'หมอฟันหนีทุน'
ค้ำประกัน /  ปวิน / 

มหาวิทยาฮาร์เวิร์ด บล็อกบัญชีเฟซบุ๊กชาวไทย หลังหลั่งไหลโจมตีกรณีทันตแพทย์เหนียวหนี้หน้าเพจทางการ สำนักข่าว เอเซียน คอเรสพอนเด้นท์ รายงาน สั่งบล็อกการเข้าแสดงความเห็นของบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวไทย ที่แฟนเพจทางการของมหาวิทยาลัย หลังชาวเน็ตไทยหลั่งไหลเข้าแสดงความเห็นแง่ลบเกี่ยวกับอาจารย์ทันตแพทย์ชาวไทย ที่ปฏิเสธการใช้ทุนรัฐบาลไทย โดยสื่อรายงานว่า เรื่องราวดราม่าเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลัง ทันตแพทย์หญิง ดลฤดี จำลองราษฎร์ ที่ปัจจุบันเป็นครูสอนที่มหาวิทยาฮาร์เวิร์ด ถูกกล่าวหาว่า กลบเลี่ยงการชำระหนี้รัฐบาลไทย จำนวน 30 ล้านบาท ทำให้ภาระการชำระหนี้ตกอยู่ที่ผู้ค้ำประกัน ซึ่งปัญหาดังกล่าวทางมหาวิทยาฮาร์เวิร์ดรับทราบเป็นอย่างดี แต่ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือพร้อมระบุว่า เป็นปัญหาส่วนตัว ทำให้ชาวไทยที่ไม่พอใจเกี่ยวกับการแสดงท่าทีเฉยชาของมหาวิทยาฮาเวิร์ดเข้าไปแสดงความเห็นในแง่ลบจนทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ต้องจัดการบล็อกบัญชีผู้ใช้ชาวไทย เพื่อป้องกันการแสดงความเห็นที่ไม่ดีบนหน้าแฟนเพจ ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ ศาลยุติธรรม ชี้แจงคดีหมอฟันเบี้ยวหนี้  47 ล้าน ต้องมาศาลวันนัด14 มี.ค. นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงขั้นตอนการพิจารณาคดีล้มละลายที่ มหาวิทยาลัยมหิดล ยื่นฟ้อง ทันตแพทย์หญิง ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ม.มหิดล)หลังจากได้รับทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก ที่สหรัฐฯ เมื่อสำเร็จการศึกษา ดลฤดี ได้หลีกเลี้ยงไม่กลับมาใช้ทุนคืน รวมถึงแต่งงาน เปลี่ยนสัญชาติ และทำงานเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าว ม.มหิดล เป็นโจทก์ที่ 1 และ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) เป็นโจทก์ที่ 2 ยื่นฟ้อง น.ส.ดลฤดี ผู้รับทุน เป็นจำเลย ต่อศาลล้มละลายกลาง คดีหมายเลขดำ ล.3603/2558 ทั้งนี้ทั้งนั้น คดีล้มละลายนี้ สืบเนื่องจากเป็นคดีที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว รวมยอดหนี้ทั้งสิ้น 47,853,435.88 บาท พร้อมกันนี้ ศาลได้นัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ 14 มี.ค.นี้ เวลา 09.00 น. โดยฝ่ายโจทก์และจำเลยต้องมาศาลตามนัด ซึ่งหากจำเลยเดินทางมาศาลต่อสู้คดีก็ต้อง พิจารณาไปตามกระบวนการ แต่หากจำเลยไม่มา ศาลจะมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดพิจารณาและดำเนินคดีไปฝ่ายเดียว ซึ่งศาลจะนำความจริงมาพิจารณาว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ และมีหนี้สินจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาทหรือไม่ หากศาลพิจารณาแล้วเสร็จ จะมีคำสั่งพิจารณาพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดต่อจำเลย หรือไม่ จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการ การประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย ซึ่งในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็จะมีการประชุมเจ้าหนี้ หากเจ้าหนี้ไม่เห็นด้วยกับการประนอมหนี้ ศาลต้องพิพากษาให้จำเลยตกเป็นบุคคลล้มละลาย จากนั้นจะถึงกระบวนการในเรื่องที่เจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในกำหนดเวลา 2 เดือน แล้วมีการพิจารณาคำขอชำระหนี้ไปตามลำดับ เมื่อเสร็จแล้ว จะถึงกระบวนการที่สำคัญคือการไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยซึ่งศาลจะต้อง ออกหมายเรียกจำเลย ให้มาศาลเพื่อสอบถามถึงมูลเหตุที่ทำให้ตกเป็นหนี้ ตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางว่าเพราะเหตุใดถึงไม่มีทรัพย์สินในการชำระหนี้ หากจำเลยไม่มาศาลก็ถือเป็นการขัดขืนหมายเรียก ซึ่งศาลจะมีคำสั่งให้ 'ออกหมายจับ' หลังจากผ่านกระบวนการในการขอรับชำระหนี้ และศาลได้พิพากษาจนตกเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จากนั้นจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดี ---------------------------------------------------------------------------------------------------------- มีความคืบหน้า ในขั้นตอนการดำเนินคดีกับ ดลฤดี หมอฟันหนีทุน สำนักข่าว 'เนชั่น' เผยความคืบหน้า กรณีที่ทันตแพทย์หญิงดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีประเด็นเรื่องการหนีทุนรัฐบาล พร้อมกันนี้ กรณีเรื่องการฟ้องล้มละลาย ขณะนี้มีการฟ้องล้มละลายแล้ว ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา โดยในรายละเอียดมีการเปิดเผยตัวเลขหนี้ทุน ของ ทพญ. ดลฤดี ไม่ใช่ตัวเลข 30 ล้านแล้ว แต่ตัวเลขขยับขึ้นไปสูงถึง 48 ล้านบาทแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นหนี้ตามคำพิพากษา ที่ ทพญ. ดลฤดี จะต้องชำระ ให้กับ ม.มหิดล นั้นเป็นเงินจำนวนกว่า 4 ล้าน 5 แสนบาท และที่ต้องชำระให้กับ สกอ. เป็นจำนวนเงินอีกกว่า 43 ล้านบาท โดยศาลล้มละลายได้นัดพิจารณาคดีในวันที่ 14 มีนาคม 2559 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------- 'หมอเผด็จ' เผยแหล่งข่าวจากสหรัฐอเมริกาบอก 'ฮาร์วาร์ด' เรียกสอบ 'หมอฟันหนีทุน' แล้ว หลังโดนกดดัน จากกรณีปม 'หมอฟันหนีทุน' ที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุดวันนี้ (5 ก.พ. 59) เฟซบุ๊กของ เผด็จ พูลวิทยกิจ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า แหล่งข่าวของตนจากสหรัฐอเมริกาแจ้งข่าวส่งมาว่า ทางมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้มีการเรียกสอบ ทพญ. ดลฤดี จำลองราษฎร์ ถึงกรณีดังกล่าวแล้ว คาดอาจถูกลบชื่อจาก leadership ของ HSDM ขอบคุณข้อมูล/ภาพ เผด็จ พูลวิทยกิจ MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เห็นต่าง! ปวิน เทียบข่าวล่าแม่มด "หมอฟันหนีทุน" กับ ทุจริตราชภักดิ์ ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์ นักวิชาการชื่อดังได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นที่บนโลกออนไลน์ได้มีการแชร์เรื่องราวของ น.ส.ดลฤดี จำลองราษฎร์ หมอฟันที่ขอทุนไปเรียนต่อเมืองนอกแล้วหนีทุนปล่อยให้ผู้ค้ำประกันต้องจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายมากกว่า 2 ล้านบาท จนชาวสังคมออนไลน์ได้มีการแชร์และกดดันให้ น.ส.ดลฤดี จ่ายเงินค่าเสียหายทั้งหมด โดย ดร.ปวิน มองว่า เรื่องหมอฟันหนีทุนนั้น คนไทยที่เป็นคนดีทั่วราชอาณาจักร ต่างรุมกระหน่ำโจมตีอย่างรุนแรง ทางโซเชียลมีเดีย ผ่านเฟซบุ๊ก ผ่านเว็ปไซต์ของฮาร์วาร์ด ไปขุดประวัติโคตรเหง้าศักราชไปค้นเจอที่อยู่ บ้านพัก ทรัพย์สินเธอในอเมริกา เอามาแฉ เปิดโปง เรียกร้องให้ฮาร์วาร์ดไล่เธอออก บุกไปถล่มเพจที่ทำงานเธอ ด่าให้อายเพื่อลูกค้าทำฟันจะได้แขยง แต่คนดีเหล่านี้มองการคอร์รัปชั่นผ่านเลนดัดจริตของตัวเอง เลือกที่จะจัดการกับคอร์รัปชั่นบางประเภท แต่ยอมรับคอร์รัปชั่นประเภทอื่นๆ นางดลฤดี ตอนนี้กลายมาเป็นทักษิณสาขา 2 ที่ถูกไล่ล่าอย่างหนัก ทั้งๆ ที่รัฐบาลที่อยู่ในอำนาจทุกวันนี้ก็คอร์รัปชั่นไม่แพ้กัน โดยตนไม่มีปัญหากับการ tackle คอร์รัปชั่น แต่มันต้องมีมาตรฐานครับ กองทัพโกงหลายร้อยล้านในกรณี "ราชภักดิ์" ก็เลวร้ายไม่แพ้กับหมอฟันโกงทุน 8 ล้าน ถ้าจะเล่นเกมศีลธรรมนำสังคม คนที่ไล่ล่าดลฤดี-ทักษิณ ต้องออกมาไล่ล่ากองทัพด้วยครับ ไม่เช่นนั้นพวกคุณก็เป็นแค่พวก hypocrites เท่านั้น 'ดลฤดี' หมอฟันหนีทุน ส่งจดหมายแจงยิบถึง 'เนชั่น' น.ส.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ ม.มหิดล ส่งจดหมายถึงสำนักข่าว 'เนชั่น' เพื่อชี้แจงถึงกรณีที่มีการแชร์เรื่องราวการหลบหนีทุนการศึกษา เป็นผลให้ผู้เซ็นค้ำประกันชดใช้หนี้แทนกว่า 10 ล้านบาท โดยมีการระบุว่า ข้อเท็จจริงทุกประการในเรื่อง มีความซับซ้อนอย่างมาก ทำให้มีการด่วนสรุปกรณีที่เกิดขึ้น รวมถึงประเด็นดังกล่าว เป็นประเด็นส่วนตัว ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และ วิทยาลัยทันตแพทย์ศาสตร์แห่งฮาร์วาร์ด พร้อมกันนี้ ดลฤดี ชี้แจงว่ามีเจตจำนงที่จะชำระคืนทุนที่ได้รับมาจาก ม.มหิดล โดยตลอด แต่มีปัญหาเกี่ยวกับช่องทางการชำระคืน ตัวอย่างเช่น (ได้เสนอยื่น)แผนการชำระคืนในระยะที่ยาวกว่าเดิม แทนที่จะเป็นการจ่ายเงินก้อนโตภายใน 30 วัน แต่ก็ถูกปฏิเสธ แต่ด้วยปัญหาเรื่องเงิน และเรื่องส่วนตัวที่ยาวนาน จนกระทั่งได้รับความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง จึงสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ในที่สุด โดยที่ผ่านมา ได้แสดงถึงความต้องการใช้ทุนคืนในทุกทางกับ ผู้ร่วมลงชื่อมาโดยตลอด รวมถึงได้ดำเนินการชำระคืนบ้างแล้วบางส่วน ดังนั้นข้อกล่าวหาที่เธอได้พยายามหลบหนีการชำระทุน จึงไม่เป็นความจริง และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ม.มหิดล ได้ขีดเส้นตายให้ผู้ร่วมลงนาม (ค้ำประกัน) โดยที่ ดลฤดีอ้างว่า ไม่รับรู้ อย่างกระทันหัน ซึ่งเธอได้รับเงินสินเชื่อส่วนตัว 5 หมื่นดอลลาร์ จึงส่งมอบให้ผู้ร่วมลงนาม จากนั้น ม. มหิดล ได้เลื่อนเส้นตายออกไปโดยปราศจากการผ่อนผัน อ่านข้อมูลฉบับเต็มได้ที่ http://www.nationtv.tv/main/content/crime/378488192/ --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ผู้ค้ำประกันรายที่ 3 อดีตอาจารย์ ม.มหิดล หนีทุน เดือดร้อนหนัก ต้องยืมเงินกลุ่มเพื่อนช่วยใช้หนี้กว่า 2 ล้าน สำนักข่าว 'อิศรา' รายงาน 'ผศ.ทพญ.ภัทรวดี ลีลาทวีวุฒิ' รองหัวหน้าภาควิชาทันตกรรมเด็ก คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหดิล ปรากฎรายชื่อเป็นหนึ่งในบุคคลที่เซ็นค้ำประกันการเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก ของ น.ส.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ ม.มหิดล และได้หนีทุนไม่เดินทางกลับมาประเทศไทย ทำให้ผศ.ทพญ.ภัทรวดี และผู้ค้ำประกันอีก 3 ราย ต้องร่วมกันชดใช้หนี้ค้ำประกันทุนเรียน เป็นจำนวนเงินกว่า 2 ล้านบาท ล่าสุดวันนี้ (3 ก.พ.) ผศ.ทพญ.ภัทรวดี ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า ขณะนี้กำลังเดือนร้อนเรื่องการเงินเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อวันที่ 1 ก.พ.2559 ที่ผ่านมา เพิ่งหาเงินจำนวน 2 ล้านกว่าบาท ไปชดใช้ให้กับม.มหิดล จากปัญหาการค้ำประกันการเดินทางไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศของน.ส.ดลฤดี ได้ครบถ้วน แต่ตนเองก็ยังคงเป็นหนี้เหมือนเดิม เพราะเงินจำนวน 2 ล้านกว่าบาทที่นำไปใช้หนี้ ได้รับมาจากกลุ่มเพื่อนเตรียมอุดมศึกษาที่รวบรวมเงินมาให้เพราะเห็นใจ ผศ.ทพญ.ภัทรวดี กล่าวว่า 'เหตุผลสำคัญที่ตัดสินใจเซ็นค้ำประกันให้กับน.ส.ดลฤดีไป เพราะต้องการให้ภาควิชาทันตกรรมเด็ก คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีบุคคลากร ที่ประสบการศึกษาขั้นสูงสุด กลับมาทำงานรับใช้ประเทศชาติ ซึ่งสมัยนั้น ยังขาดแคลนอยู่ โดยไม่คาดคิดว่าการที่ตนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนร่วม จะทำให้เดือนร้อนภายหลังแบบนี้' โดยหลังจากนั้น ผู้เซ็นต์ค้ำประกันรายนี้ ได้พยายามติดต่อกับดลฤดีหลายครั้ง เพื่อขอให้รับผิดชอบปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อเรื่องโด่งดังขึ้น ทางนั้นได้ส่งอีเมลตอบกลับมาว่า จะพยายามหาเงินมาช่วยในที่สุด ขอบคุณข้อมูลจาก isranews --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 'หมอเผด็จ' 1 ในผู้ค้ำประกัน 'หมอฟันหนีทุน' เผยเจ้าตัวร่อนจดหมายพร้อมใช้เงินคืนแต่ขอเวลาสักนิด จากกรณีข่าว 'หมอฟันหนีทุน' ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้นั้น ล่าสุด (3 ก.พ. 59) มีรายงานว่า ทพญ. ดลฤดี จำลองราษฎร์ ส่งข้อความถึงเพื่อนที่เป็นผู้ค้ำประกัน โดย 'หมอเผด็จ' ได้นำมาโพสต์ลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ "อย่างที่เคยบอกไปแล้วหลายครั้งกับพี่ปุ้ย พี่เผด็จ และอาจารย์อารยาว่า ฉันจะจ่ายเงินกู้คืนให้ทั้งหมดพร้อมกับดอกเบี้ย ฉันกำลังหาทางเอาเงินมาจ่ายคืนพวกคุณอยู่ ซึ่งบางทีจะเป็นการดีกว่าถ้าคุณฟังจากฉันโดยตรงเพื่อให้มั่นใจว่าฉันจะทำตามสัญญาฉันเพิ่งคุยกับพี่ปุ้ย และเธอรับรู้ถึงเจตนาและความจริงใจของฉัน ช่วยบอกหมายเลขโทรศัพท์และเวลาที่สะดวกให้ฉันติดต่อได้" ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 59 หมอดลฤดีก็ได้ส่งข้อความข้อมาทางมือถือของเพื่อนที่เป็นคนค้ำประกัน โดยเอ่ยชื่อถึง 2 คน ในข้อความนี้ว่า เว้นแต่ว่า มหิดลจะขยายเส้นตายต่อไปอีก ฉันกำลังเข้าตาจน พยายามหาเงินมาใช้หนี้ที่เหลือ ถ้าคุณมีเงินมาจ่าย ที่ไม่ต้องใช้ทรัพย์สิน ฉันจะจ่ายคืนให้พร้อมดอกเบี้ย ฉันจะพยายามหาเงินมาเพิ่มอีกในช่วงซัมเมอร์ ตอนนี้ฉันไม่มีคุณสมบัติพอที่จะกู้เงินเพิ่ม ที่มา : nationtv MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ทันตแพทย์ 1 ใน 4 ผู้ค้ำประกัน ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฏร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งกำลังเป็นประเด็นพูดถึง เกี่ยวกับการหนีทุน พร้อมให้ผู้ค้ำประกันที่ 4 ชดใช้แทนเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท โดยหลังจากที่ ทพ.เผด็จ ได้รับฟังคำแถลงการณ์ของทางมหาวิทยาลัยมหิดล รู้สึกว่าจะไม่มีเรื่องใหม่ ซึ่งข้อมูลที่ทางมหาวิทยาลัยนำมาชี้แจงนั้นล้วนเป็นสิ่งที่สังคมรู้อยู่แล้ว และเมื่อดูถึงแนวทางในการแก้ปัญหาที่ผ่านมา ทำให้เห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้จริงจังในการแก้ปัญหา ทำเพียงตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น 'ในความเป็นจริงมหาวิทยาลัยน่าจะทำอะไรได้มากกว่าที่บอกว่าส่งหนังสือติดต่อ หรืออย่างที่มหาวิทยาลัยบอกว่า อ.ดลฤดี สามารถลาออกได้ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน และไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ยับยั้ง ถ้ามหาวิทยาลัยจะไม่ให้ อ.ดลฤดี ลาออกย่อมทำได้ เพราะหากในองค์กรมีคนที่ไม่มีจริยธรรม ไม่ยอมใช้ทุน ใช้เงินคืนควรจะมีวิธีการหรือแนวทางไม่ให้ลาออก' ตนมองว่ามหาวิทยาลัยควรดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่านี้ ไม่ใช่บอกเพียงแต่ว่าได้ดำเนินการแล้วสิ่งที่มหาวิทยาลัยออกมาพูด ผมมองว่าเป็นการ 'ปัดความรับผิดชอบ' ไม่ได้ทำในเรื่องที่ควรจะทำ ทั้งที่น่าจะมีอำนาจในการตัดสินใจ ทำอะไรให้ดีกว่านี้ ช่วยเหลือเยียวยาได้มากกว่านี้ ไม่ใช่บอกเพียงว่าทำเต็มที่แล้วทั้งที่เหมือนจะยังไม่ได้ทำอะไรเลย และยังคงปกป้องคนผิด ส่วนประเด็นที่ทางมหาวิทยาลัยจะร่วมกับสกอ.ยื่นฟ้องล้มละลายอ.ดลฤดีนั้น คงทำได้แต่มันช้าไปหรือไม่ เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ทั้งตอนนี้คดีความใกล้จะจบสิ้นในวันที่ 14 ก.พ.นี้ หากคดีความจบมหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องรับผิดชอบ ก็คงต้องเป็นหน้าที่ผู้ค้ำประกันอย่างพวกผมที่ต้องยื่นฟ้องข้ามประเทศเพื่อขอเงินคืน กล่าวอย่างไรก็ตาม การจะฟ้องอ.ดลฤดี หรือไม่นั้น คงต้องหารือกับฝ่ายกฎหมายก่อนว่าจะดำเนินการเช่นใดได้บ้าง ส่วน มม. พวกตนคงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ นอกจากต้องรอให้มหาวิทยาลัยอยากเข้ามาช่วยเหลือมากกว่านี้ ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ โจ นูโว โพสต์ข้อความถามจิตสำนึกสามี ทันตแพทย์หนีทุน ชี้ "เงินชาติยังไม่ซื่อสัตย์ แล้วจะซื่อสัตย์กับท่านไหม ??" วันนี้ (2 ก.พ. 59) นายจิรายุส วรรธนะสิน หรือ โจ นูโว ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นถึงประเด็นข่าวดังกรณีทันตแพทย์สาวหนีใช้ทุน จนทำให้ผู้ค้ำประกันต้องมาใช้หนี้แทน โดยนักร้องหนุ่มได้ฝากข้อความถึงสามีของทันตแพทย์สาวคนดังกล่าว หากยังมีสติก็ควรเตือนภรรยาให้คืนเงินทุนที่นำไปเล่าเรียนด้วย ว่า "อยากจะบอกไปยังสามีของทันตแพทย์สาวว่า ภรรยาของท่านไม่มีความซื่อสัตย์ต่อชาติ แล้วกับท่านล่ะจะซื่อสัตย์ไหม และหากท่านรับรู้เรื่องราวแล้วยังคงเฉย ๆ ก็ถือว่า ท่านเป็น "คนเห็นแก่ตัว" และน่าจะส่งเงินมาช่วยผู้เซ็นค้ำประกันที่กำลังเดือดร้อนขณะนี้ด้วย" ภาพจาก IG@joejirayut คณะผู้บริหารมหิดล แถลงกรณี 'หมอฟันหนีทุน' ยันพยายามเต็มที่ เผยเตรียมฟ้องล้มละลาย ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ วันนี้ (2 ก.พ. 59) ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ รองอธิการบดี ม.มหิดล และ รศ.ทพ.พาสน์ศิริท นิสาลักษณ์ แถลงข่าวกรณี หมอฟันหนีทุน ว่า ทางมหิดลได้พยายามติดตามมาโดยตลอด แต่เมื่อไม่ได้มาชดใช้ตามกำหนด จึงจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายนำคดีขึ้นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ทั้งนี้เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา ศาลปกครอง มีคำสั่งให้ผู้ใช้ทุน และ ผู้ค้ำประกัน ชดใช้เงินให้กับทางราชการ มหาวิทยาลัยจึงมีหนังสือถึงผู้ใช้ทุน และ ผู้ค้ำประกันทั้ง 4 คน ให้นำเงินมาใช้ตามคำพิพากษาโดยได้ทำความเข้าใจกับผู้ค้ำประกันทั้งหมด และทำหนังสือขอพิจารณาผ่อนผัน ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอนุมัติให้ลดหย่อนภาระหนี้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย นอกจากนี้ ม.มหิดล ยืนยันพยายามช่วยเหลือผู้ค้ำประกันอย่างเต็มที่ และจะเร่งติดตามทวงถามหนี้คืน พร้อมเตรียมฟ้องล้มละลาย ทพญ. ดลฤดี ก่อนวันที่ 14 ก.พ. 59 กันคดีหมดอายุความ สำหรับกรณีนี้ เป็นคดีแพ่งบังคับในประเทศไทย จึงไม่สามารถติดตามนอกราชอาณาจักรไทยได้ สำหรับทุนดังกล่าว เป็นทุนที่ทาง สกอ. ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการเร่งรัดผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพในสาขาที่จำเป็นต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีพัฒนาเศษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ 16 สาขา ซึ่งตามสัญญาจะต้องกลับมาชดใช้ทุน โดยต้องกลับมารับราชการในส่วนราชการตามที่กำหนดให้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 เท่าของระยะเวลาที่ได้รับทุนรัฐบาล แต่เมื่อไม่กลับมาชดใช้ทุนทาง ม.มหิดล จึงได้รับมอบอำนาจจาก สกอ. ทวงถามตามขั้นตอน MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- เพจดัง เผยนักเรียนไทยติดป้ายประจาน 'หมอฟันหนีทุน' ทั่วทั้ง 'ฮาร์วาร์ด' วันนี้ (2 ก.พ. 59) มีรายงานว่า โลกออนไลน์ กำลังแชร์ภาพจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ CSI LA ถึงกรณีข่าวหมอฟันหนีทุน ซึ่งเป็นภาพจากบุคคลที่ไป ม.ฮาร์วาร์ด มาว่า "วันนี้ไปมหาลัย Harvard มาค่ะ เห็นมีใบปลิวแปะตามบอร์ดแถว Havard yard หลายบอร์ดเลยค่ะ อันนี้เป็นฝั่งมหาวิทยลัย ไม่ใช่ฝั่ง Medical school แต่คิดว่าน่าจะมีคนติดไปทั่วเเล้วค่ะ" ซึ่งทางเพจอย่าง CSI LA ได้ระบุว่า "กลุ่มนักเรียนไทยที่มหาลัย Harvard เริ่มติดป้ายประจานคุณหมอหนีทุนเเล้ว ตามสถานที่ต่าง ๆ ใน campus ของมหาลัย Havard รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่คนที่เอาป้ายไปติดใช้ข้อความที่ผมเขียนใน CSI LA ไปใช้ ขอบคุณมากครับ CSI Harvard" ขอบคุณข้อมูล/ภาพ CSI LA MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เตรียมแถลงข่าว ปมอาจารย์ทันตกรรมหนีทุน ทำคนค้ำเดือดร้อน ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันพรุ่งนี้ ( 2 ก.พ.) ศาสตราจารย์ นายแพทย์ บรรจง มไหสวริยะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล จะเป็นประธานในการแถลงข่าว พร้อมด้วยศาสตราจารย์ทันตแพทย์พาสน์ศิริ นิสาลักษณ์ คณบดีคณะทันตแพทย์ศาสตร์ กรณีที่ผู้คนบนโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ข้อความระบุว่า มีผู้เสียหายจากการเซ็นค้ำประกัน ให้กับอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ มหาลัยวิทยาลัยมหิดล โดยไม่ใช้ทุนกู้เรียนต่อในต่างประเทศ ทำให้มีการจ่ายค่าเสียหายกว่า 2 ล้านบาท ................................................................ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เผย 'ม.ฮาร์วาร์ด' ปัดเคลียร์ปม 'หมอฟันหนีทุน' ชี้เป็นเรื่องส่วนตัว วันนี้ (1 ก.พ. 59) มีรายงานว่า นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) กล่าวถึงกรณีของ หมอฟันหนีทุน ว่า อดีตอาจารย์คนดังกล่าวรับทุนของรัฐบาลไม่ใช่ทุนมหาวิทยาลัย แต่มหาวิทยาลัยเป็นตัวกลางในการประสานและเสนอชื่อผู้ค้ำประกันให้ ทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ตามหลักเกณฑ์ ในฐานะต้นสังกัดก็ต้องดำเนินการเพื่อส่งสริมให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง ขณะที่ มม. เองที่ผ่านมาให้ทุนอาจารย์ไปเรียนต่อต่างประเทศปีหนึ่งเกือบร้อยทุน เฉพาะทุนด้านสาธารณสุขในกลุ่มแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล ฯลฯ ประมาณ 50-60 ทุน และมีบ้างที่ไม่ยอมกลับมาทำงานตามกำหนด และเลือกจะใช้ทุนคืนเป็นเงิน แต่ไม่เคยมีกรณีไม่ใช้เงินคืน มีเพียงรายนี้ที่หนีไป ไม่ใช้หนี้และไม่กลับมา การที่รัฐบาลหรือมหาวิทยาลัยกำหนดเงื่อนไขให้ใช้ทุนคืน 3 เท่า เพราะอยากให้คนเหล่านี้กลับมาทำงานเพื่อประเทศชาติ ไม่ได้อยากได้เงินคืน ทั้งนี้ มม. เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้พยายามประสานไปยัง ม.ฮาร์วาร์ด แต่คำตอบที่ได้รับจาก ม.ฮาร์วาร์ด คือบอกว่า เป็นเรื่องส่วนตัวที่ต้องประสานไปยังเจ้าตัวเอง ซึ่งทำให้รู้สึกผิดหวังมากที่ ม.ฮาร์วาร์ด ไม่แสดงท่าทีอะไรกับเราเลย เรื่องนี้ทำเสียชื่อไปหมด ทั้ง มม.เองไปจนถึงโรงเรียนเก่าที่จบออกมา อีกทั้งยังส่งผลกระทบกับผู้ที่รับทุนในรุ่นต่อไป ทำให้หาคนมาค้ำประกันยากขึ้น ขอบคุณข้อมูล/ภาพ มติชนออนไลน์ MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- แฉยับ! 'หมอฟันหนีทุน' อยู่บ้านหรูแถมขับรถสปอร์ต มีรายได้มากพอชดใช้หนี้ที่หนีไปได้อย่างสบาย จากกรณีข่าว 'หมอฟันหนีทุน' ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้นั้น ล่าสุด (1 ก.พ. 59) มีรายงานว่า เฟซบุ๊กชื่อ Weerachai Phutdhawong ได้ออกมาโพสต์แฉข้อมูลต่าง ๆ ของหมอฟันหญิงรายนี้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านและรถยนต์ หรือแม้แต่รายได้ที่มากพอชดใช้หนี้ที่หนีไปได้อย่างสบาย ๆ ขณะเดียวกัน ทางเฟซบุ๊กของทันตแพทย์ เผด็จ พูลวิทยกิจ ได้มีกลุ่มประชาชนที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา เข้ามาโพสต์ข้อความให้กำลังใจและเล่าว่า คนไทยในอเมริกาหลายฝ่ายกำลังพยายามหาทางเคลื่อนไหวกดดันหน่วยงานต้นสังกัด และทันตแพทย์คนดังกล่าวแล้ว เพราะไม่เห็นดีเห็นงามกับการกระทำเช่นนี้ ด้าน ครูเป็ด มนต์ชีพ ศิวะสินางกูร ครูเพลงชื่อดัง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ครูเป็ด moncheep โดยระบุว่า... ผมว่าคนหนีทุนพยายามพูดให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน...เงื่อนไขปกติคือ คุณรับทุนไปเรียนแล้ว คุณต้องกลับมาทำงานกับต้นสังกัด เป็นเวลากี่ปีก็ว่าไป...มีเงินเดือนนะครับ...ครบสัญญาแล้วคุณก็เป็นอิสระ ไม่ต้องเสียเงินสักบาท ...เว้นเสียแต่ว่า คุณจะไม่ทำงานกับต้นสังกัดที่ให้ทุน...คุณถึงจะต้องชดใช้เงิน 3 เท่าของทุนที่ใช้ไป... ...วัตถุประสงค์ของทุนประเภทนี้ คือ อยากส่งเสริม คนที่มีศักยภาพ ไปเพิ่มพูนความรู้ แล้วกลับมาทำประโยชน์กับประเทศ...ไม่ใช่อยากค้ากำไร 3เท่า... ...ผมเองมีเพื่อนพี่น้อง รับทุนแบบนี้ ทำตามเงื่อนไข...ชีวิตก็รุ่งเรืองมีความสุขมากมาย... ...หนีทุนแบบนี้มีผลกระทบถึงคนรุ่นต่อๆไป...หาคนค้ำประกันยากขึ้น... ...คุณก่อกรรมไว้แบบนี้...แล้วชีวิตจะมีความสุขหรือ... ขอบคุณภาพ Weerachai Phutdhawong / ครูเป็ด moncheep MThai News ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- แฉปัญหาสมองไหล! นักเรียนนอก หนีทุน คนค้ำเดือดร้อน กับมุมที่หลายคนไม่เคยรู้ รศ.ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ (อ.อ๊อด) ในฐานะเลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (CHES) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คเผยว่า  เรื่อง "นักเรียนทุน หนีทุน ทิ้งทุน" มีเยอะในอดีต กรณีที่โด่งดังช่วงนี้พบว่า เธอเรียนจบ ป. เอก ปี 2003 ซึ่งเธอไปเรียนก่อนหน้านี้สัก 3-4 ปีครับ(1999) ในช่วงนั้น ระเบียบเรื่องการค้ำประกันยังไม่บังคับให้ใช้เฉพาะพ่อแม่ญาติพี่น้องค้ำ จึงมีเพื่อนฝูง ครูบาอาจารย์ที่อยากเห็นนักเรียนทุนเหล่านั้น ได้ไปเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ และกลับมารับใช้ทุนที่บ้านเกิด มาค้ำประกันให้ ซึ่งอาจช่วยกันค้ำประกันหลายๆ คนก็ได้คิดว่า เธอคงยื้อเรื่องไปพอสมควร เลยทำให้ผู้ค้ำประกันต้องมาจ่ายเงินในปีนี้ (2016) แทน และอย่าลืมว่า ผู้ค้ำไม่ได้จ่ายเงินแทนเธอแค่สองล้านกว่าแต่คงจ่ายรายเดือนมาก่อนหน้านั้นนานแล้ว ตั้งแต่ทราบว่าเธอหนีทุน การใช้ทุนหากเบี้ยวทุนจะต้องใช้ 3 เท่า จากปัญหาดังกล่าว ทาง กพ. ก็มีกฏให้นักเรียนทุน ต้องใช้ พ่อ แม่ หรือ ญาติพี่น้องเท่านั้น ค้ำประกันแทนครับ ภรรยา  เรียน ป.โท-เอก 6 ปี ที่ออสเตรเลียก็ใช้พ่อแม่ค้ำประกันแต่นักเรียนทุนบางคน ก็ยังหนีทุนอยู่ที่ว่าจะใช้มุขไหน จ่ายคืนหรือไม่ บางคนใช้พ่อแม่ที่แก่ชรามากมาค้ำประกัน และเมื่อท่านเสียชีวิต ก็หนีอยู่ต่างประเทศ ไม่ใช้ทุนเลย บางคนก็กลับมาทำงานชดใช้ทุนก่อน พอเหลือไม่มากก็ลาออกหนีไปดื้อๆ ให้คนค้ำจ่ายน้อยๆ หรือบางคนก็มาทำงานก่อนเพื่อให้เหลือเงินชดใช้น้อย ก่อนจะจ่ายและไปทำงานต่างประเทศแทน หรือ บางคนก็หาเงินกลับมาใช้ทุนที่ต้นสังกัดก้อนเดียวเลย และสมองไหลไปทำงานที่ต่างประเทศ บางคนมีเทคนิค เช่น กรณีหนีไปเรียน ป.เอก ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และเผอิญบริษัทยักษ์ระดับโลกเอาเข้าทำงานในระหว่างที่เรียน ป.เอก เงินเดือนรายได้เยอะแต่ก็ยังไม่ทำเรื่องจบ ป.เอก ยื้อไปเรื่อยๆ ต้นสังกัดก็งงว่าเรียนเก่งแต่ทำไมเรียนไม่จบเสียที จนสามารถเก็บเงินได้ประมาณ 6 ล้านบาทก็ทำเรื่องจบ และกลับมาลาออกจากทุนและใช้เงินกับต้นสังกัด ก่อนจะบินกลับ USA ไปทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่นั้น สำนักข่าวอิศรา เปิดข้อมูล เหตุ สาวนักเรียนนอก เบี้ยวใช้ทุน ทำผู้ค้ำชดใช้แทน อ้างระบบขอทุนในไทยเอาเปรียบจึงรับไม่ได้ วานนี้ (28 ม.ค. 59) สำนักข่าว isranews ได้มีการออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุที่สาวนักเรียนทุนหนีไม่ยอมจ่านเงินจนเป็นเหตุทำให้ผู้ค้ำประกันได้รับความเสียหาย ต้องใช้เงินก้อนโตแทนนั้นเป็นเงินรวมหลายล้านบาทนั้น ว่า หลังจากได้สัมภาษณ์ผู้ค้ำประกันคนดังกล่าว ทำให้ทราบว่าสาเหตุที่สาวนักเรียนนอกคนดังกล่าวไม่ยอมใช้เงินทุนคืนนั้นเป็นเพราะ เธออ้างว่า ได้ไปแต่งงานกับชาวต่างประเทศ มีลูก 1 คน และก็บอกว่า ระบบขอทุนประเทศเราเอาเปรียบเขา ต้องให้ชดใช้เงิน 3 เท่า เขารับไม่ได้ที่ได้รับความเดือดร้อนจึงไม่ยอมจ่ายเงินทุนจนเป็นที่มาของเรื่องดังกล่าว "ผมไม่รู้จะพูดอย่างไรนะ แต่ขอถามหน่อยว่า ก่อนที่จะตัดสินใจขอทุนไป เขาต้องรู้อยู่แล้วว่า ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง เงื่อนไขเป็นอย่างไรบ้าง ถ้ารับไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปซิ แต่นี่มาบอกว่ารับไม่ได้ ผมว่าแบบนี้มันไม่ถูกต้อง" ขอบคุณภาพ/ข้อมูลจาก isranews.org อาจารย์ ม.ดัง ตั้งทนายสู้คดี หลังซิ่งหนีไม่ยอมใช้ทุน ปล่อยให้คนค้ำประกันใช้หนี้แทน ความคืบหน้ากรณีที่เกิดเป็นกระแสฮือฮาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังมีคนได้โพสต์ข้อความเตือนสติผ่านเฟซบุีกส่วนตัว ว่าได้เซ็นค้ำประกันให้สาวเรียนทุนไปเมืองนอก แต่พอศึกษาจบเธอกลับชิ่งไปชดใช้ทุน จนเป็นเหตุให้ผู้โพสต์และเพื่อนอีกหลายคนตามใช้หนี้แทนนั้น ล่าสุดมีรายงานข่าวแจ้งว่า สาวนักเรียนทุนคนดังกล่าวได้ตั้งทีมทนายมาสู้คดี หลังจากที่เจ้าทุกข์ได้รวมตัวกันฟ้องร้องดำเนินคดี โดย เพจเฟซบุ๊ก "ทพ.เผด็จ หมอทอม" ผู้ซึ่งเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าวได้ระบุว่า "เรื่องอาจารย์ ม.ดัง ซิ่งหนีไม่ยอมใช้ทุนว่า ขณะนี้ได้ตั้งทนาย พร้อมส่งจดหมายแจ้งเรื่องดังกล่าวไปถึงอาจารย์ที่เป็นคู่กรณีและมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปรากฏว่า อาจารย์คนดังกล่าวก็ได้ตั้งทนายสู้คดี ทั้งยังมีการข่มขู่ทนายของตนด้วย ส่วนทางด้านมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีจดหมายตอบกลับมาว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัว จึงไม่สามารถเข้ามาช่วยจัดการได้" เรื่องราวเตือนสติ! ค้ำประกันให้สาวได้ทุนไปเรียนต่ออเมริกา แต่ต้องมานั่งใช้หนี้แทนหลักล้าน กลายเป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์ สำหรับเรื่องราวของหนุ่มคนหนึ่งที่เซ็นค้ำประกันให้สาวเรียนทุนเมืองนอก แต่ถูกชิ่งต้องใช้หนี้เองซะงั้น ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้แชร์เรื่องราวอุทาหรณ์ ระบุว่า "สิ้นสุดกันทีกับกรรมเก่า ผมได้ชดใช้ให้แล้ว รวมยอดกับที่ต้องชำระให้อีกร่วมล้าน กับการค้ำประกัน xxxx อดีตอาจารย์ภาควิชา xxxx คณะ xxxx มหาวิทยาลัย xxxx ผู้ซึ่งรับทุนศึกษาต่อที่อเมริกา โดยมีผมที่เข้าเรียน...ในฐานะคนรู้จัก แต่ด้วยความที่เห็นแก่คณะและวิชาชีพจึงยอมค้ำประกันร่วมกับอาจารย์และเพื่อนร่วมงาน และเพื่อนอีกคนของดลฤดี หวังว่าเค้าจะกลับมาทำประโยชน์แก่ส่วนรวม แต่สิ่งที่ผมและทุกคนได้รับคือบอกว่าไม่มีเงิน ทั้งๆ ที่เขาทำงานวิจัยที่ ม.ฮาร์วาร์ด รับเงินเดือนสูง อยู่อพาร์ทเม้นท์หรูหราในอเมริกา เขาทำได้แม้อาจารย์ผู้สั่งสอนและสนับสนุนให้เขาได้เรียน ผู้ร่วมงาน เพื่อน อย่างไม่ละอายแก่ใจ พ่อของเขาและญาติพี่น้องก็ไม่สนใจ เขาเคยโทรมาหาผมครั้งเดียวว่าจะไม่ทำให้ผมเดือดร้อน ผมยังต้องส่งเสียลูกอีก 4 คน แต่ผมต้องนำเงินมาชำระแทน เลยขอให้เรื่องนี้เตือนสติแก่ผู้ที่จะค้ำประกันใคร การศึกษาและชาติตระกูลไม่ได้ช่วยอะไร เขาวางแผนล่วงหน้าแล้วให้พ่อเขารับผิดชอบน้อยที่สุด และมาชดใช้ให้หมด แต่ไม่ยอมชดใช้ให้คนอื่น ช่วยแชร์กันนะครับ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ และผู้ที่จะทำธุรกรรมกับคนในครอบครัวนี้หรือบุคคลอื่น แม้ท่านจะปรารถนาดีก็ตาม" หลังจากที่เรื่องราวดังกล่าวถูกส่งต่อในโลกออนไลน์ บรรดาชาวเน็ตต่างเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก พร้อมบอกเล่าประสบการณ์คล้ายกับกรณีนี้อีกด้วย ซึ่งเรื่องราวนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนสติ สำหรับคนคิดจะค้ำประกันได้ดีเลยทีเดียว MThai News

ร้อนทะลุเพดาน ส่องดู 10 สาวกับแฟชั่น กางเกงขาสั้น ใส่โชว์ขา ท้าแดด!!!
snap signature /  กางเกงขาสั้น / 

เมื่อความหนาวเย็นนั้นพึ่งจะผ่านพ้นไป จะให้แต่งตัวมิดชิดอยู่ได้อย่างไร กับอากาศร้อนๆ แบบนี้สาวๆ คงต้องรีบสลัดขายาว พับเก็บไว้แล้วหยิบ กางเกงขาสั้น ขึ้นมาแมทช์ให้ได้เปรี้ยว แซ่บ ต้อนรับซัมเมอร์กันดีกว่า จะว่าไปแฟชั่นกางเกงขาสั้นนอกจากจะช่วยคลายร้อนแล้ว สาวๆ ยังได้อวดเรียวขาสวยๆ และยังสร้างลุคเซ็กซี่ได้อีกด้วย ซึ่งวันนี้เราก็รวบรวมสาวๆ 10 คนที่ใส่ขาสั้นโชว์ขา ส่วนแต่ละนางจะสวยฮอตยิ่งกว่าอุณหภูมิแค่ไหนต้องมาดูกัน 1.ไอด้า ไอรดา 1.ไอด้า ไอรดา คุณแม่ยังสาวลุคนี้กับชุดเข้าเซทกางเกงสีดำ ที่มีดีเทลสดใสๆ เพิ่มไอเทมอย่างกระเป๋า รองเท้า สีขาวเข้าไปตัดกับสีดำได้อย่างลงตัว 2.แป้ง อรจิรา 2. แป้ง อรจิรา ลุคเท่ๆ แต่แอบเซ็กซี่ซีทรูเล็กๆ เติมความฟรุ้งฟริ้งด้วยเสื้อที่มีดีเทลเป็นรูปดาวใส่กับขาสั้นสีขาวก็ช่วยให้ขาเรียวยาวน่ามอง 3.วุ้นเส้น วิริฒิพา 3.วุ้นเส้น วิริฒิพา ขึ้นชื่อว่าตัวจี๊ดแห่งแก๊งค์นางฟ้า มีหรือจะเบาสาววุ้นเลยเลือกกางเกงสีดำที่ใส่กับอะไรก็ลงตัว โดยเฉพาะเสื้อครอปเอวลอยที่แมทช์กับกระเป๋าได้เข้ากันสุดๆ 4.โย ยศวดี 4.โย ยศวดี นางแบบสาวก้านยาว ไม่ว่านางจะใส่อะไรก็ดูดีไปหมด อย่างลุคนี้ เปรี้ยว แซ่บ ด้วย กางเกงขาสั้น สีเทาที่แมทช์เข้ากับเสื้อเว้าเอวนิดๆ ก็ฮอตสุดๆไปเลยค่ะ 5.พิ้งกี้ สาวิกา 5.พิ้งกี้ สาวิกา สาวตาคมมากับ Glamorous ลุคสวยใส ไฮโซ ชุดนี้ดูเรียบๆแต่คลาสสิคเพราะเสื้อสีขาวแมทช์กับกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลทอง ขับผิวขาวให้เรียวขาดูมีออร่ายิ่งขึ้น 6.น้ำชา ชีรณัฐ 6.น้ำชา ชีรณัฐ อีกหนึ่งสาวที่มากความสามารถ ร้อง เล่น เต้นเก่ง นางมากับลุคเปรี้ยวด้วย กางเกงขาสั้น สีพาสเทลเอวสูง แมทช์กับเสื้อคล้องคอสีขาว จะเดินห้างหรือปาร์ตี้ก็เก๋ได้ 7.นิว นภัสสร 7.นิว นภัสสร นักร้องสาวเสียงดีมากับลุคชิค ด้วยกางเกงลายพริ้นท์พร้อมเสื้อคลุม แล้วเพิ่มไอเทมสุดเก๋อย่างผ้าพันคอ ลายวินเทจๆ ก็น่ารักสดใสดีนะ 8.ฟาง พิชญา 8.ฟาง พิชญา กับลุคพาสเทล baby blue สีฟ้าอ่อนสุดชิคแมทช์กับเสื้อลายจุด บอกเลยเธอคนนี้หวานก็ได้เปรี้ยวก็ดีนะจ๊ะ 9.น้ำหวาน ซาซ่า 9. น้ำหวาน ซาซ่า มาในโทนสีขาวเรียบๆ แต่แอบหรูด้วยเสื้อลายลูกไม้ เพิ่มไอเทมอย่างกระเป๋าครัทช์สีเทาเมทาลิค ก็ดู classy สุดๆ 10.สายไหม มณีรัตน์ 10. สายไหม มณีรัตน์ สาวหวานที่มากับลุคเท่ๆ เรียบๆ ด้วยชุดเข้าเซทกางเกงกับเสื้อเชิ้ตสีดำพิมพ์ลายแมทช์กับรองเท้าผ้าใบได้สไตล์สปอตเกิร์ลไปเลย ติดตามเรื่องราวแฟชั่นได้ที่ https://www.facebook.com/SnapSignature/?fref=ts และอ่านออนไลน์ได้ที่ http://www.mbookstore.com/book-details/8136/Teen-Magazine-%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99/Snap-Magazine-issue-22-:-Jan-2016/?v=2

 แพร วรภร แฉยับ! ตั้ม วิชญะ คบซ้อน หลังฝ่ายชายเปิดตัวแฟนใหม่
ตั้ม วิชญะ /  ตั้ม วิชญะ แพร วรภร / 

     มีเผือกร้อนๆ พร้อมเสิร์ฟกันอีกแล้วจ่ะ คราวนี้เป็นเรื่องราวของทางหนุ่ม ตั้ม วิชญะ หลังเจ้าตัวเปิดตัวแฟนสาวคนใหม่นามว่า ออน ผ่านทางโซเชียล จากนั้นก็โป๊ะแตก! เมื่อจู่ๆ นักแสดงสาว แพร วรภร หรือชื่อใหม่ แพร ธิธาดา นั้นออกมาแฉ!! ว่าถูกฝ่ายชายนอกใจ คบซ้อน บอกนอกจากสาวคนนี้ก็ยังมีซุกไว้อีกหลายคน โดยสาวแพรได้โพสต์ลงในเฟสบุ๊คว่า    "ถึงวันที่ แพรสามารถพูดความจริงได้ทุกๆอย่างแล้วนะค่ะ ให้เรื่องราวประสบการณ์ของแพรเป็นอุทาหรณ์ ผู้หญิงที่รักศักดิ์ศรี เมื่อรู้แต่ไม่ทนอยู่เพื่อเกียรติการงาน กับบุคคลที่สามารถกระทำเรื่องราวได้ด้วยความตั้งใจ เรื่องนี้แพรเปิดใจเลยว่า..คนที่รู้คนสุดท้ายคือแพร ?#?ขอบคุณโซเชี่ยว? ?#?ขอบคุณการแท็ก? ?#?ขอบคุณภาพนี้ในตอนนั้น? ?#?ที่ทำให้รู้ว่าหลังผช?.ในรูปนั่นแฟนฉันนี่เอง"    "เมื่อได้อ่านข่าว ผ่านการแชร์กับเรื่องราวความรักของคนคู่นึง ที่มีเนื้อหากล่าวถึงเราเล็กๆน้อยๆ ในมุมที่บอกว่าความรักของเราไปไม่ถึงฝั่งฝัน Stop เลย (กราบงามมันเป็นเรื่องที่ดีแล้วค่ะ) คือเรื่องนี้ไม่ต้องเลือกทีมนะค่ะ แค่เปิดใจสำหรับแพรได้รับแค่นี้ได้มีโอกาสบอกให้ครบก็เป็นสุขมากแล้ว เรื่องนี้เจตนาไม่ได้ทำร้ายใคร แต่หากบังเอิญว่าส่งผลด้านลบสำหรับใคร ก็กรุณาเข้าใจว่ามันคือบาปที่เลือกตั้งใจทำแต่แรกกันเอง #?แล้วครบรอบเดือนมิถุนายน? ?#?คุณนับเลขผิด? ?#?หรือนี่เราพลาดไปเยอะหรอ?"    สำหรับหนุ่ม ตั้ม วิชญะ หลังจากแยกทางกับอดีตภรรยา หนึ่ง ผกาวดี ก็มีข่าวว่าดูใจกับนักแสดงสาวช่อง 7 แพร วรภร แล้วโผล่มาอีกทีก็เปิดตัวคบกับสาว ออน ซึ่งกำลังตกเป็นประเด็นร้อนรักสามเศร้าอยู่ขณะนี้...ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ค Thitada Lertkietpaiboon, Yingaon Duangporn แพร วรภร แฉ ตั้ม วิชญะ   แพร วรภร แฉ ตั้ม วิชญะ   แพร วรภร แฉ ตั้ม วิชญะ   แพร วรภร แฉ ตั้ม วิชญะ   แพร วรภร แฉ ตั้ม วิชญะ   แพร วรภร แฉ ตั้ม วิชญะ   แพร วรภร แฉ ตั้ม วิชญะ   แพร วรภร แฉ ตั้ม วิชญะ   แพร วรภร แฉ ตั้ม วิชญะ   แพร วรภร แฉ ตั้ม วิชญะ   แพร วรภร แฉ ตั้ม วิชญะ   แพร - ตั้ม   แพร - ตั้ม   ตั้ม - ออน   ตั้ม - ออน  

ครูกานต์ คว้าแชมป์ เคพีเอ็น อวอร์ด ครั้งที่ 25 เดอะ แบทเทิล รีเทิร์น
KPN Award /  KPN AWARD 25th / 

ครูกานต์ คว้า นักร้องยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย ประจำปี 2559 เคพีเอ็น อวอร์ด ครั้งที่ 25 เดอะ แบทเทิล รีเทิร์น หลังจากทำการแข่งขันเพื่อเฟ้นหานักร้องยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย ประจำปี 2559 ในที่สุด เคพีเอ็น อวอร์ด ครั้งที่ 25 ก็เดินทางมาถึงรอบชิงชนะเลิศ (The Grand Finale) ซึ่งสี่ผู้เข้าแข่งขันสุดท้าย ครูกานต์ กานต์ จั่นทอง, จอย สุภาพรรณ เสาวดี, ดีเจ.ดาว ณัฐภัสสร สิมะเสถียร และ เอก เอกกมล บุญโพธิ์ทอง ต้องมาแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อคว้าโอกาสครั้งที่ 2 บนเวทีประกวดอันทรงคุณค่าเวทีนี้ ทั้งสี่ผู้เข้าแข่งขันสุดท้าย ห้ำหั่นกันด้วยพลังเสียง โชว์ความสามารถในการร้องเพลงไทยและเพลงสากลอย่างละหนึ่งเพลง เริ่มจาก KPN 1 ครูกานต์ มาในเพลง แม่ และ Rise Like a Phoenix, KPN 7 หมีเอก มาในเพลง เรา และ Highway Star, KPN 3 จอย มาในเพลง นาทีสุดท้าย และ Deja Vue, และ KPN 6 ดีเจ.ดาว มาในเพลง ล่า และ Let It Go นอกจากนั้น ในโอกาสนี้ยังได้มีการมอบรางวัลพิเศษ Lifetime Achievement Award อันเป็นรางวัลเกียรติยศแห่งความภาคภูมิใจผู้ประสบความสำเร็จ โดยคุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดช ประจำปี 2559 มอบให้แก่ เจนนิเฟอร์ คิ้ม ด้วย ในที่สุดก็ถึงนาทีบีบหัวใจ เมื่อคะแนนการตัดสินจากคณะกรรมการ 50 เปอร์เซ็นต์ และอีก 50 เปอร์เซ็นต์ มาจากผลโหวต SMS ของผู้ชมทางบ้าน ตัดสินให้ ครูกานต์ กานต์ จั่นทอง ได้เป็นนักร้องยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย ประจำปี 2559 เคพีเอ็น อวอร์ด ครั้งที่ 25 ได้รับถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รางวัลหนึ่งเดียวบนเวทีเคพีเอ็น อวอร์ด, เงินรางวัล 1 ล้านบาท และ รถยนต์นิสสัน เทียน่า ภาพจาก facebook.com/kpnaward มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

แนะนำ 10 สถานที่ท่องเที่ยว ประจำเดือนพฤษภาคม
10 จุดหมายท่องเที่ยว /  10 สถานที่ / 

ปีใหม่มาไม่ทันไร รู้ตัวอีกทีก็เดือนที่ 5 ของปีเข้าไปแล้ว เวลาไม่เคยรอใครจริง ๆ อยากไปเที่ยวที่ไหน ก็ต้องไปให้เห็นกับตานะครับ แน่นอนว่าเข้าสู่ต้นเดือน travel.mthai.com จะมาแนะนำสถานที่ท่องเทียวประจำเดือนให้ทุกท่านได้เพลิดเพลินกัน ลองไปชมกันว่า เดือนพฤษภาคม จะมีสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใดบ้าง ที่คุณควรไปเยี่ยมเยือน แนะนำ 10 สถานที่ท่องเที่ยว ประจำเดือนพฤษภาคม 1. ฤดูชมผีเสื้อ แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เทศกาลดูผีเสื้อ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จะเริ่มตั้งแต่ กลางเดือน เม.ย.- มิ.ย. ของทุกปี  เมื่ออากาศร้อนจัด และแหล่งน้ำเริ่มแห้งเหือด บรรดาเหล่าผีเสื้อนานาชนิด จะพากันมาหากินเกลือตามดินโป่ง หรือแหล่งน้ำแฉะๆ มากมาย จนบางครั้งก็อาจพบการอพยพของฝูงผีเสื้อ นับแสนตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งจุดชมผีเสื้อของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่สามารถพบเห็นฝูงผีเสื้อที่บินไป มานับพันตัวได้ คือ แคมป์บ้านกร่าง ซึ่งที่นี่เป็นจุดศูนย์รวมของผีเสื้อหลากหลายสายพันธุ์ กว่า 200 ชนิด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โทร. 0 3245 9293 2. หมู่เกาะอ่างทอง จ.สุราษฎร์ธานี “อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง” หรือที่นิยมเรียกกันว่า “หมู่เกาะอ่างทอง” คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญอีกแห่งหนึ่ง สำหรับนักเดินทางที่ชอบทะเลและรักการชมความงามใต้ผืนน้ำ อุทยานฯ ทางทะเลแห่งนี้ประกอบด้วยเกาะต่างๆ กว่า 40 เกาะ อาทิ เกาะวัวตาหลับ เกาะแม่เกาะ เกาะสามเส้า เกาะหินดับ เกาะนายพุดและเกาะท้ายเพลา ฯลฯ สภาพเกาะส่วนมากมีลักษณะเป็นเขาหินปูนสูงชัน โดยไฮไลต์ของการมาเที่ยวชมหมู่เกาะอ่างทอง ก็คือการขึ้นไปยังจุดชมวิวบนยอดเขาของเกาะวัวตาหลับ ซึ่งสามารถชมทัศนียภาพของหมู่เกาะบริเวณใกล้เคียงได้แบบ 360 องศา และการไปชมความงามของทะเลสีเขียวมรกตที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาที่ทะเลใน  ซึ่งอยู่ในบริเวณเกาะแม่เกาะ แล้วรับรองว่าคุณจะตกหลุมรักหมู่เกาะแห่งนี้ไปอีกนาน 3. นาบัว คลองมหาสวัสดิ์ จ.นครปฐม เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในคลองมหาสวัสดิ์ เป็นเส้นทางท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ที่มีดอกไม้สวยๆ ให้ชม ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ นั่นก็คือ “ดอกบัว” โดยชาวบ้านบริเวณนี้จะทำนาบัว ปลูกดอกบัวขายส่งไปทั่วประเทศ ซึ่งหากต้องการมาชมนาบัว ควรมาตั้งแต่ช่วงเช้า เพราะจะเป็นช่วงที่บัวสวยที่สุด และชาวบ้านจะตัดบัวไปขายแต่เช้า หากมาสายแล้วอาจจะเหลือบัวให้ชมน้อย หากจะไปชม ต้องขยันตื่นเช้าหน่อยล่ะ สอบถามยามดอกไม้บาน ได้ที่ : กลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรแม่บ้านเกษตรกร บ้านผู้ใหญ่มนูญ โทร. 0-3429-7152 , 08-1495-9091 4. วัดเขาพระอังคาร จ.บุรีรัมย์ วัดเขาพระอังคาร ตั้งอยู่บนยอดเขาพระอังคารซึ่งสูงประมาณ 320 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีโบสถ์ที่ประยุกต์จากสถาปัตยกรรมหลายสมัย เป็นวัดที่สวยงามใหญ่โตแห่งหนึ่งของบุรีรัมย์ มีโบสถ์ ศาลา และอาคารต่างๆ สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมสมัยต่าง ๆ หลายรูปแบบ มีความงดงาม แปลกตาและน่าสนใจอย่างยิ่ง ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังและเรื่องราวพุทธชาดกเป็นภาษาอังกฤษด้วย บริเวณวัดเป็นปากปล่องภูเขาไฟคาดว่าเคยเป็นที่ตั้งของโบราณสถานสมัยทวารวดีเพราะเสมาหินแกะสลักสมัยดังกล่าวหลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก เขาอังคารเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้วอีกลูกหนึ่งในบุรีรัมย์ อยู่ในเขตอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ห่างจากปราสาทพนมรุ้ง 20 กิโลเมตร โดยลงมาจากพนมรุ้ง ถึงบ้านตาเป็กแล้วเลี้ยวซ้ายมาตามทางที่จะไปละหานทรายประมาณ 13 กิโลเมตรแล้วเลี้ยวขวาเข้าทางลูกรังอีกประมาณ 7 กิโลเมตร พบโบราณสถานเก่าแก่ และใบเสมาหินทรายสมัยทวารวดีสำคัญหลายชิ้น 5. หาดนางรำ - หาดนางรอง สัตหีบ จ.ชลบุรี หาดนางรำ – หาดนางรอง ตั้งอยู่ในบริเวณท่าเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ อยู่ในความดูแลของกองทัพเรือ เป็นหาดคู่แฝดที่อยู่ติดกันมีเพียงแหลมหินเล็กๆ กั้น สามารถเดินถึงกันได้ ทั้งสองหาดนี้มีน้ำทะเลใส ทรายขาว สวยที่สุดของทะเลชลบุรี (ไม่รวมชายหาดบนเกาะ) หาดนางรำ หาดนางรอง ถึงแม้ว่าจะเป็นหาดที่อยู่ติดกันแต่ก็มีบรรยากาศที่แตกต่างกันหลายอย่าง ทั้งด้านความร่มรื่น ความเป็นธรรมชาติ ความเป็นส่วนตัว ความสะดวก ซึ่งก็ดีกันไปคนละแบบขึ้นกับความชอบของแต่ละคน การเข้าไปเที่ยวหาดนางรำ หาดนางรอง สามารถไปเที่ยวได้ทุกวัน แต่ในวันหยุดคนจะเยอะเป็นพิเศษ ชาวต่างชาติสามารถเข้าหาดได้เหมือนคนไทย ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 6. เสาดินนาน้อย จ.น่าน แหล่งท่องเที่ยวที่มีลักษณะแปลกตาคล้าย “แพะเมืองผี” ในจังหวัดแพร่ จากหลักฐานทางธรณีวิทยา พบว่าเสาดินนาน้อยเกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในยุคเทอร์เชียรีตอนปลาย (late tertian) ประกอบกับการกัดเซาะของน้ำและลมตามธรรมชาติ นักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่ามีอายุประมาณ 10,000-30,000 ปีมาแล้ว เคยเป็นก้นทะเลมาก่อน และจากหลักฐานการค้นพบกำไลหินและขวานโบราณที่นี่ (ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน) แสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้อาจเคยเป็นแหล่งอาศัยของมนุษย์ยุคหินเก่า เสาดินนาน้อย อยู่ที่ตำบลเชียงของ ห่างจากตัวเมืองน่าน 60 กิโลเมตร จากอำเภอนาน้อยมีทางแยกไปตามเส้นทางหมายเลข 1083 ประมาณ 6 กิโลเมตร 7. โลมาสีชมพู ขนอม จ.นครศรีธรรมราช การมาเที่ยวทะเลขนอม ต้องไม่พลาดกิจกรรม ล่องเรือชมปลาโลมาสีชมพู ที่แสนน่ารัก ที่บางครั้งจะแหวกว่ายเข้ามาให้เห็นได้ในระยะประชิดเลยทีเดียว สาเหตุที่เราสามารถพบฝูงโลมาสีชมพูได้ที่นี่นั้น เพราะว่าที่ทะเลขนอม เป็นแหล่งหญ้าทะเลที่อุดมสมบูรณ์ขนาดใหญ่ โลมาจึงมาอาศัยอยู่ที่นี่เยอะ ยิ่งโลมาสีชมพูที่เริ่มแก่ ก็จะไม่ค่อยออกไปไกลฝั่งนัก จะแหวกว่ายอยู่ในแหล่งหญ้าทะเลที่อุดมสมบูรณ์ เสมือนบ้านหลังหนึ่งในบั้นปลายชีวิตโลมา ถ้าได้มาดูโลมาแหวกว่ายเล่นชัด ๆ แบบนี้ คงจะสุขใจไม่น้อย รับรองว่าความรู้สึกแตกต่างกับที่ไปดูโลมาโชว์ความสามารถตามศูนย์จัดแสดงแน่นอน เพราะโลมาที่นี่เป็นโลมาที่มีวิถีตามธรรมชาติ ที่หาไม่ได้จากที่อื่น 8. บึงบัว เขาสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ บึงบัว ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ถือว่าเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีความหลากหลายของสภาพทางภูมิศาสตร์ ที่มีทั้งพื้นที่ทางทะเล หาดทราย ป่าเขาหินปูน ป่าชายเลน ป่าพรุน้ำจืด ทุ่งหญ้า และพื้นที่ชุ่มน้ำ ด้วยความหลากหลายนี้จึงทำให้ เขาสามร้อยยอด เป็นแหล่งรวมกิจกรรมท่องเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนอนชมวิวริมหาด พายเรือคายัก ท่องป่าชายเลน ขึ้นเขาชมพระอาทิตย์ขึ้น ยืนริมบึงชมนานาบัว (ตอนนี้บัวแทบจะไม่เหลือแล้ว) การเดินทาง - ใช้เส้นทางจาก กทม. (บางขุนเทียน พระรามสอง) ขับล่องใต้ไปผ่านเพชรบุรี ใช้ถนนบายพาส เลี่ยงเมืองชะอำ และเมืองหัวหิน ถึง อ.ปราณบุรี เมื่อขับเลยจาก อ.สามร้อยยอด มาแล้ว ให้สังเกตุทางซ้ายมือ จะมีทางเลี้ยวเข้าไปยัง บึงบัว ทุ่งสามร้อยยอด ปากทางเข้า จะมีป้ายบอกว่าไปโรงเจ และทุ่งสามร้อยยอด ขับไปประมาณ 8 กม. ก็จะถึงครับ 9. เกาะหินงาม จ.สตูล เกาะหินงาม อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา จ.สตูล เกาะหินงาม เป็นเกาะเล็ก ๆ อยุ่ในกลุ่มเกาะอาดังราวี เป็นเกาะที่ไม่มหาดทราย มีแต่ต้นไม้เล็ก ๆ ขึ้นรอบ ๆ เกาะ เต้มไปด้วยหินกลมมนสีดำมากมายทับถมกันไปทั่วทั้งเกาะ นับเป็นลักษณะเด่นเฉพาะที่ซึ่งมีอยู่เกาะเดียวในประเทศไทย หินเหล่านี้มีทั้งใหญ่และเล็ก ถูกน้ำพัดพามากองไว้ด้วยกันได้อย่างแปลกประหลาด และการที่หินทุกก้อนกลมมน ลวดลายสวยงาม นั้นเกิดจากการกัดกร่อนด้วยแรงลมและคลื่น หินเหล่านี้เมื่อถูกน้ำทะเลสาดใส่มันจะแวววาวและเปล่งประกายสีดำเข้มสะท้อนรับกับแสงตะวันดูสวยงามมาก ๆ บนเกาะมีป้ายเตือนเกี่ยวกับคำสาปของเจ้าพ่อตะรุเตาอยู่ว่า "ผู้ใดบังอาจเก็บหินงามจากเกาะนี้ไป ผู้นั้นจะถึงซึ่งความหายนะ นานานับประการ" 10. มัสยิดกลาง หาดใหญ่ จ.สงขลา จริง ๆ แล้วสถานที่แห่งนี้จะเที่ยวเดือนไหนก็ได้ แต่ช่วงนี้มัสยิดกลาง สงขลา ฮอตจริง ๆ จึงต้องทำมาใส่ไว้ในที่ท่องเที่ยวแนะนำของเดือนนี้ มัสยิดกลางดิย์นุลอิสลาม หรือเรียกสั้นๆว่า มัสยิดกลางสงขลา ศูนย์รวมจิตใจของชาวมุสลิมในสงขลา เป็นมัสยิดที่ใหญ่และอลังการมาก ภายในตกแต่งได้สวยงาม โล่ง โอ่โถง เหมาะแก่การทำจิตใจให้สงบและทำพีธีกรรมต่างๆ ทางศาสนา มีความโดดเด่นจนสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนในระยะไกล หากใครได้มาจังหวัดสงขลาแล้ว ต้องไม่พลาดที่จะมาชมความงดงามของ มัสยิดกลางแห่งนี้  มัสยิดแห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น "ทัชมาฮาลเมืองไทย" เลยทีเดียว ยิ่งมาในช่วงเวลาเย็นถึงค่ ำมัสยิดเปิดไฟสว่างมีฉากหลังของ ท้องฟ้าเปลี่ยนสีในยามเย็น เป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก ขอบคุณข้อมูลจาก : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ,  เรียบเรียงโดย : Travel MThai Special Thanks : www.facebook.com/ChillDTravel / www.facebook.com/baagklong

แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 1)
ที่พักเวียดนาม /  ที่เที่ยวเวียดนาม

เพจเก็บกระเป๋า ได้แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ ซึ่งทริปนี้เป็นทริปต่างประเทศครั้งแรก ตื่นเต้นสิ ไปกันสามคน สามสาว สามโสด 4 - 8 มีนาคม 2558 4 คืน 5 วัน แบกเป้เร่ร่อน โฮจิมินห์ - ถิ่นลุงโฮ ||| ดาลัด - ปารีสตะวันออก เมืองไม้ดอก อากาศดี๊ดี ||| มุยเน่ - เมืองทะเลทรายชายทะเล ทั้งเดิน วิ่ง แว๊น แท็กซี่ รถเมล์ รถบัส มินิบัส รถจิ๊บ เจอหลากสภาพอากาศ ทั้งร้อน ร้อนโคตร เย็น เย็นโคตรๆ ที่สำคัญ จดจำเหตุการณ์นี้ไปตลอดชีวิต กับการตกเครื่องครั้งแรก ความเงิบจึงบังเกิด แต่ก็ทำให้เราได้อยู่ต่ออีก 1 วัน หุหุ แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 1) ค่าใช้จ่ายทั้งหมด คนละ = 8,700 บาท ตั๋วเครื่องบินไปกลับ + ค่าอาหาร + ของฝาก + ที่พัก (ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินที่ซื้อใหม่นะ) ปล.ภาพนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากสมาชิกพันทิปท่านนึง ถ่ายรูปสวยมาก เวลา 5 ทุ่ม เมื่อปีที่แล้ว เพื่อนเราไลน์ชวนไปเที่ยวเวียดนาม เราก็ตอบตกลงไป คำเดียวแบบไม่คิด และจองตั๋วไปกลับ ดอนเมือง-ไซง่อน(โฮจิมินห์) ในคืนนั้นเลย 3,000 บาท คือก็ไม่ได้เห่อนะ แต่อารมณ์อยากเที่ยวมันพาไป กิกิ >\\<  จนเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา เวลาที่เราสองสามคนเฝ้ารอก็มาถึง ตื่นเต้นสิคะ ตปท.ครั้งแรกน้าาา เราได้ Flight FD 650 DMK-SGN 07.45 น. ก่อนเดินทางเราได้ศึกษาข้อมูลมาพอสมควร และแลกเงินที่ซุปเปอร์ริชทั้งเงิน USD และ VND  พวกทศนิยมเล็กๆ น้อยๆ อย่าไปคิดมากค่ะ แลกให้พอมีติดตัว เน้นความสะดวก เพราะถ้าหาร้านรับแลกที่โน่นไม่เจอก็แย่ เราใช้เวลาเดินทาง 1.30  ชม. ก็มาถึงสนามบินนานาชาติเตินเซินเญิ้ต ไซง่อนหรือนครโฮจิมินห์นั่นเองค่ะ โฮจิมินห์อดีตเมืองหลวงของเวียดนามใต้ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอีกด้วยค่ะ ถึงสนามบินแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ซื้อซิมค่ะ เดี๋ยวลงแดง !! ที่นี่จะมี vinaphone กับ mobifone (แบรนด์นี้ พนง.ไม่ให้เราถ่ายรูป) เราเลือก vinaphone แพ็คเกจกะมีให้เลือกเยอะกว่า และถูกกว่า เราเลือกแพ็คเกจ unlimited 1.2 GB เล่นเน็ตได้อย่างเดียว ราคา 1่15.000 ดอง (จะใช้ . แทน ,) พอดีใช้ซิม Standard เลยได้ลดอีก 18.000 ดอง เก๋ๆ วิธีคิดค่าเงินง่ายๆ คือ ตัดศูนย์ข้างหลังทศนิยมออก x 1.5 เช่น 115.000 ดอง เป็นเงินไทย 115 x 1.5 = 172.5 บาท เราเดินออกจากสนามบินมาทางขวามือ มอง 45 องศาอีกฝั่ง ประมาณ 500 เมตร จะเจอรถเมล์สาย 152 (เฮ้ยยยย ข้อมูลที่หามา เป๊ะอ๊ะะะ !!) เราขึ้นไปนั่งรอบนรถ สุดท้ายหน้าแตกจ้ะ รถที่ออกคือคันหลัง - - ได้ย้ายกันทั้งคัน ค่าโดยสารเข้าเมือง ราคา 5.000 ดอง ใครมีเป้ ข้าวของ เอาวางไว้ที่ตักนะคะ เด๋วจะโดนเรียกเก็บเป็น 10.000 ดอง แต่บางทีถ้าเราเอามาวางไว้ที่ตักแต่กระเป๋าเรามันใหญ่มากๆ เขาก็คิดเพิ่มนะคะ นั่งรถเข้าเมืองใช้เวลาประมาณ 30 นาที ค่ะ รถจะผ่านวงเวียนใหญ่ ตรงตลาดเบนถัน(ตามรูป) และรถจะจอดให้ลง ที่นี่สมคำร่ำลือจริงๆ เมืองแห่งมอไซค์ค่ะ คือรถโคตรเยอะ แซ้บบอยสก๊อยเกิลก็เถอะ เจอพี่เวียดเข้าไป เป็นต้องหลบให้เลยค่ะ ที่นี่ใส่หมวกกันน็อคกันทุกคนนะคะ ชอบมาก อยากให้คนไทยเป็นแบบนี้ เวียดนามจะมีรถสามล้อที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เราไม่นั่งค่ะ ได้เห็น ได้ถ่ายรูปพอละ เสี่ยงโดนโกง และเปลืองตัง ห้าาา ขณะนี้เวลา 11.45 น. เรารีบกางแผนที่ ตามหาเวียตซีค่ะ (Vietsea Tourist) เราจะจองทริปครึ่งบ่ายไปอุโมงค์กู๋จี ตอนแรกมึนมาก เดินมาผิดทาง เพราะมองแผนที่กลับหัว เอิ้กๆ วิธีมา >> ต้องเดินตามถนน PhanNgu Lao เส้นสวนสาธารณะนะคะ จะเจอเวียตซีอยู่ซ้ายมือชั้นล่าง ใต้โรงแรม KIM KHOI HOTEL ค่ะ ค่าทัวร์ 5 USD/คน พนง.จะนัดเวลา มาให้ตรงเวลานะคะ ไม่งั้นหมี่เหลืองแน่ จากนั้นเราเดินหา บริษัท Phuong Trang ค่ะ เป็นบริษัทรถที่เราจะจองไปดาลัดคืนนี้ >> จากเวียตซี เดินต่อไปนิดเดียวจะเจอแยกถนน De Tham  เลี้ยวซ้ายเข้าซอย 100 เมตร จะเจอที่ขายตั๋วค่ะ เราจองรถนอนไปดาลัด รอบประมาณ 23.45 น.  ราคา 230.000 ดอง ซึ่งรถจะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมงค่ะ ถ้าซื้อเวียตซีจะโดนชาร์จนิดหน่อย แต่ถ้าไม่ลำบากอะไร ไปซื้อเองดีกว่าค่ะ ใกล้กันมากๆ ระหว่างรอขึ้นรถไปอุโมงค์กู๋จีเราก็เดินๆ หาอะไรกินกันค่ะ ปรากฏว่าเพลิน ลืมกิน เวลาก็จวนจ่ำ เลยต้องรีบเดินกลับค่ะ หลังๆ ดูเวลา เดินไม่ได้แล้วค่ะ วิ่งสิคะ โห...ผมนี่ติดสปีชเลย แต่เชื่อมั้ยว่าไม่ทัน ช้าไป 5 นาที ร้องไห้แปรบบบ เหงือนี่แตกพราก หิวก็หิว เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ พนง.ที่เวียตซีน่ารักมากค่ะ พาเราเดินไปรอรถอีกฝั่ง น่าจะให้วนมารับอีกรอบ ตอนขึ้นรถนี่พูดได้เต็มปากว่า "โคตรอาย"  ดังนั้นเพื่อนๆ อย่าเผลอนะคะ กะเวลาเวลาดีๆ ไม่งั้นหมี่เหลืองแน่ เรานั่งรถบัสที่ทางเวียตซีจัดให้ไปอุโมงค์กู๋จี ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติเกือบทั้งคัน มีไกด์ชื่อ คุณแจ็ค ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง พอถึงอุโมงค์กู๋จี ไกด์จะเก็บเงินเป็นค่าธรรมเนียมในการเข้าชมคนละ 110.000 ดอง และจะพาเราไปปรับพื้นฐานเบื้องต้นก่อนไปสถานที่ต่างๆ ไกด์พามาดูกับดักค่ะ ด้านล่างจะมีเหล็กแหลมคอยดักศัตรูให้ติดกับ อุโมงคกู๋จี ห่างจากโฮจิมินห์ 40 กิโลเมตร เป็นอุโมงค์ของชาวเวียดกงที่ขุดขึ้นขนาดพอดีกับตัวในสมัยที่ทำสงครามกับกองทัพอเมริกา รวมถึงกองทหารพันธมิตรจากนานาประเทศ ใช้ซุ่มโจมตีกองกำลังทหาร ทำให้ทหารเวียดนามได้รับชัยชนะในการรบกับทหารอเมริกา ถึงขั้นที่อเมริกาคิดที่จะมาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ แต่พันธมิตรยับยั้งไว้ก่อน โดยอุโมงค์นี้มความยาวกว่า 200 กิโลเมตร อยู่ได้ถึง 80,000 คน ใช้เป็นที่บัญชาการทางทหาร เป็นหลุมหลบภัย และอุโมงค์นี้ยังสามารถทะลุออกแม่น้ำไซ่ง่อนได้อีกด้วย มีทั้งให้ลองลอดอุโมงค์ บางอุโมงค์ต้องคลานเท่านั้น คืออิชั้นขอบายค่ะ คุณลุงทหารกำลังทำรองเท้าอยู่ค่ะ รองเท้าทำมาจากยาง สมัยก่อนทหารเวียดนามจะใส่รองเท้าสลับหัวท้าย เพื่อเป็นกลอุบาย หลอกล่อศัตรู ให้เดินมาติดกับดัก อารมณ์เดียวกับ กัณหา ชาลี เลย คือทหารเวียดนามฉลาดมากอ่า ก่อนกลับไกด์พามาที่โรงอาหารของทหารเวียดนาม เป็นโต๊ะไม้ยาวๆ มีของกินด้วยนะคะ "มันเผา" แบบฉบับทหารเวียดนาม จิ้มกับพริกเกลือ แต่ที่นี่จะใส่ถั่วลิสง รสชาติอร่อยดีนะ หอมๆ แปลกดี ทุกจุดที่ไกด์พากรุ๊ปทัวร์ไป เราจะเป็นสามคนสุดท้ายที่ไปช้าเสมอ และไกด์ก็มักเรียกเราด้วยประโยคนี้เสมอ เฮ้ มายกรุ๊ป คัมเฮีย !! เราใช้เวลาอยู่ที่อุโมงค์กู๋จี 1.45 ชั่วโมง กลับเวลา 16.30 น. ใช้เวลาเดินทางอีก 2 ชั่วโมงเหมือนเดิมค่ะ ช่วงว่างๆ นี่ นอนเอาแรงเหอะ ^^ Zzz. กว่าจะถึงโฮจิมินห์ก็ 18.30 น. ละค่ะ เราลงจากรถมองหาของกินอันดับแรกเลย เจอร้านน้ำผลไม้ปั่น น่ากินดี ราคา 15.000 ดองเอง เลยสั่งมาสามแก้ว น้ำส้ม น้ำมะม่วง น้ำสับปะรด รสชาติโอเคเลยถ้าเทียบกับราคา เราขอฝากกระเป๋าไว้ที่เวียตซี แล้วบอกเขาว่าจะมาเอาตอน 3 ทุ่ม เพราะถ้าเดินแบกไปเรื่อยๆ อาจมีหลังทรุด เราเดินไปตามสวนสาธารณะ จุดหมายอยู่ที่ Night Market แถวตลาดเบนถัน หาของกิน หาของกิน หาของกิน โฮจิมินห์ เป็นเมืองที่มีสวนสาธารณะเยอะมาก และคนเวียดนามก็ชอบมาออกกำลังกายที่นี่ และตอนกลางคืนก็มีหลายคู่ที่มานั่งจู่จี๋ตามสวนสาธารณะ บ้างก็มาเล่นกีฬาเตะลูกขนไก่ค่ะ  เรานั่งดูเพลินเลย ลูกขนไก่เล็กขนาดนั้นเตะกันได้ลูกเด้งดึ๋ง ปริงได้ดีมาก แล้วก็มีแบบเป็นแก๊งด้วยนะ มากระโดด โลดโผน ตีลังกา อารมณ์ศิษย์วัดเส้าหลินอ่ะ ตื่นตาตื่นใจมาก โหะๆ เราข้ามถนนตรงวงเวียนมาฝั่งตลาด วิธีการข้ามถนนที่นี่ คือ ข้ามตรงทางม้าลายปลอดภัยสุด ถ้าตรงไหนไม่มีทางม้าลาย หายใจเข้าลึกๆ แล้วรีบข้ามค่ะ ส่วนใหญ่รถจะหลีกทางให้เราเองนะ คหสต.เชื่อว่าหลับตาข้ามคงไม่โดนชนแน่นอน (แต่อย่าทำนะ) มาที่นี่ตอนแรกไม่ชินค่ะ เสียงแตรรถบีบกันถี่และดังมาก สะดุ้งทุกๆ สามวิก็ว่าได้ แต่อยากจะบอกว่า เรายังไม่เห็นอุบัติเหตุเลยนะ สงสัยเขาขับรถเชี่ยวกันมาก ที่ Night Market จะเหมือนถนนคนเดินเล็กๆ ไม่ใช่คนเท่านั้นที่เดินนะคะ รถมอไซค์ก็ขับผ่านไปมาพรุกพร่าน ระวังโดนซอยตูดกันด้วยค่ะ เสียว เราเดินเซอร์เวย์มาเรื่อยๆ มีร้านอาหารไม่กี่ร้านนะ แต่เราสะดุดร้านนี้ค่ะ ร้านหาบเร่เล็กๆ ขายบุ๋นเรียว ลักษณะคล้ายๆ ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กน้ำใสใส่ลูกชิ้นปลาสไลด์ ราคา 20.000 ดอง (ราว 30 บาท) เลยจัดไปถ้วยนึง อยากชิมของข้างทางแบบคนไซง่อนเขากินกัน คำแรกที่ซดน้ำซุป โห...น้ำตาจะไหล อร่อยอ่ะ มันเด็ดมาก ไม่ต้องปรุงเลย รสชาติเปรี้ยวมะนาว เค็มๆ หวานๆ เผ็ดพริกซอยเล็กๆ จัดว่าเด็ด !!!! บุ๋นเรียว 1 ถ้วย กินกัน 3 คน มันจะไปอิ่มอะไร เราไม่รีรอค่ะ เดินเข้าร้านสั่งอาหารเลย เราสั่งข้าวผัดทะเล ปอเปี๊ยะสด ผัดผัก ต้มปลาใส่ผัก(เรียกอะไรไม่รู้แต่เป็นอาหารท้องถิ่นของที่นี่) ข้าวผัดจะใส่อะไรไม่รู้ กรอบๆ แข็งๆ เป็นเอกลักษณ์ แต่ความรู้สึกเราเหมือนข้าวหุงไม่สุก ข้าวก้นหม้อ ประมาณนั้น แต่คือหิว สั่งอะไรมาก็หมด ห้าาา ผลไม้ที่ซื้อมารูปร่างเหมือนละมุดยักษ์ แต่รสชาติเหมือนมะพร้าว อร่อยมาก ชอบ หวานนวลๆ มื้อนี้ค่าเสียหายอยู่ที่ 270.000 ดอง ค่ะ เสร็จจากมื้อนี้ เราเดินเล่นไปเรื่อยๆ ยังไม่ได้ซื้อของนะ เพราะขี้เกียจถือ แค่นี่ก็หลายสิ่งแล้ว เราลองถามราคาเสื้อผา ของที่ระลึกต่างๆ ปรากฏว่าแพงนะ เลยไม่เอา แต่หลังจากไม่เอานี่แหละ สงครามประสาทก็เกิดขึ้น คนขายจะมาง้อเรา พร้อมเครื่องคิดเลข 1 เครื่อง ให้เรากดเสนอราคาที่เราพอใจ แหมะ ธัมโม สังโฆ คือไม่ค่อยชอบวิธีการ แต่ก็เอาวะ ลองดู ประเด็นอยากได้เสื้อยืดรูปธงเวียดนามไง ราคาประมาณ 120.000 ดอง เราเลยลองต่อครึ่งนึง นังบอก "โนววววววววว" ให้เสนอราคามาใหม่ คราวนี้เราเลยต่อไป เหลือ 80.000 ดอง (120 บาท) คนขายบอกโอเค เมื่อพอใจในราคาทั้งสองฝ่าย การซื้อขายจึงสิ้นสุดลง และเราก็ได้เสื้อยืดสีแดง รูปดาวมาสมใจ กิกิ มองดูเวลาสมควรแก่การอาบน้ำ เราเดินกลับไปเอากระเป๋าที่เวียตซี ห้องน้ำที่นั่นมีห้องเดียวเล็กๆ แถมกรุ๊ปทัวร์เยอะด้วย เราเลยหอบกระเป๋าไปห้องน้ำที่สวนสาธารณะ  ซึ่งเป็นห้องน้ำระดับสี่ห้าดาวของเวียดนามเลย เราจัดแจงแตรียมของไปอาบน้ำ พอเดินเข้าไปเท่านั้นแหละ ห้องน้ำปิด เอิ่ม....ความพยายามทั้งหมดที่ทำมา ไม่เป็นไร เราตัดสินใจเดินไปขึ้นรถที่ Phuong Trang โชคดีมาก ที่นั่นมีห้องน้ำ ไม่มีใครเข้าด้วย เพราะมันอยู่ด้านใน เสร็จเราสองสามคนจ้าาา เลยได้ล้างหน้าล้างตา แปรงฟัน เอาน้ำลูบๆ ทาแป้งเย็นให้สบายเนื้อสบายตัวก่อนขึ้นรถไปดาลัด รถนอนที่นี่ นอนกันจริงจังมาก นั่งแทบไม่ได้ ก่อนขึ้นรถเขาจะให้ถอดรองเท้าเอาใส่ถุงพลาสติกแล้วเก็บไว้ที่ใต้เบาะนอนด้านบนนะคะ ฝรั่งบางคนขายาวมาก น่าสงสารอ่ะ เอาเท้าสอดเข้าช่องไม่ได้ เลยต้องนอนชันเข่าทั้งคืน ต่อจากนี้อีก 6 ชั่วโมง ก็จะถึงดาลัดแล้ว ราตรีสวัสดิ์ค่ะ. **เพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายวันที่ 1 รวม 1793.000 VND + 15 USD / 3 คน ค่ะ เฉลี่ยใช้จ่ายคนละประมาณ 1,000*** บาทค่ะ สำหรับวันที่ 2 ณ เมืองดาลัด ปารีสตะวันออก เมืองไม้ดอก อากาศดีดี๊ ^^ เราถึงดาลัดประมาณ 05.30 น. อยากจะบอกว่า ดาลัดหนาวมากกกกก เราแคปเจอร์หน้าจอไว้เป็นหลักฐานมาด้วย ถึงแล้วให้บอกคนขับรถตู้ของ Phuong Trang (บริการฟรี) ว่าไปที่ไหน....เอ่อแล้วไปที่ไหนล่ะ ไม่ได้จองโรงแรมไว้ เรากะ walk in เลย ที่หาข้อมูลไว้คือ เกสเฮาส์แถวๆ โรงแรมทิวลิป ตอนแรกคนขับรถไม่สนใจเรา โคตรเซง เลยต้องนั่งเสริจหารูปภาพโรงแรมและที่อยู่ให้เขาดู ถึงยอมไปส่งเรา ระหว่างทางเพื่อนเราก็ถ่ายรูปไป พนง.ก็ไล่ส่งคนจนเหลือแค่เราสามคน เขาบอกให้เราไปนั่งหน้า จะได้ถ่ายรูปได้สะดวกๆ ใจดีจุง กว่าจะถึงหน้าโรงแรมทิวลิปก็ 06.30 แล้ว แนะนำว่าเมื่อถึงหน้าโรงแรมทิวลิปให้ทันหน้าเข้าหาโรงแรม แล้วเดินไปทางด้านซ้ายมือ จะเจอเกสเฮาส์เพียบบบ ควรเลือกเกสเฮ้าที่มีรถมอไซค์ให้เช่า และมี พนง.ที่สื่อสารกับเราได้ ไม่งั้นปัญหาอาจจะเกิดขึ้นเหมือนเรา (ไว้จะเล่าอีกที) เราพักที่  NHA NGHI Guesthouse ด้านล่างจะเป็นร้านกาแฟ ชื่อ Coffee Dau Tay 2 ราคา 300.000 ดอง/คืน ถือว่าโอเคเลย แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้อ่า แล้วเราก็ให้ทางร้านจองรถไปมุยเน่พรุ่งนี้เช้า ราคา 150.000 ดอง/คน พร้อมเช่ามอไซค์ ได้ร้านข้างๆ ติดกับที่พักนี่เอง ค่าเช่ามอไซค์ 2 คัน เราต่อได้คันละ 100.000 ดอง กิกิ แล้วจะช้าอยู่ใย ไปแว๊นกันเถอะ ถนนที่นี่ขับเลนส์ขวา แซงเลนส์ซ้ายนะคะ ต้องจูนสมองพักนึงเลย เราซื้อแผนที่มาจากร้านเช่ามอไซค์ 15.000 ดอง ไปเติมน้ำมันด้วย สองคัน 80.000 ดอง ที่แรกที่เราแวะเที่ยวคือ  Vuon Hoa Thanh Pho Da Lat หรือ The flowers garden เป็นสวนดอกไม้นานาชนิด สวยดีค่ะ เอารถจอดไว้ด้านหน้า เสียค่าจอด 6.000 ดอง ส่วนตั๋วซื้อได้ที่ด้านหน้า ราคา 30.000/คน ไปชมภาพบรรยากาศกันค่ะ ^^ โหมดสาระ : สวนพฤกษศาสตร์ดาลัด (Dalat Flower Gardens) อยู่ทางทิศใต้ของทะเลสาบซวนฮวาง บนถนนฟูดงเตียนหวุง (Phu Dong Thien Vuong) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2409 เพื่อให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรภาคใต้ ดาลัดได้รับการขนานนามว่าเมืองแห่งดอกไม้ ที่นี่จะมีดอกไม้บานสะพรั่งตลอดทั้งปี รวบรวมพรรณไม้ไว้อย่างมากมาย ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ต้น และกล้วยไม้ ที่มีทั้งกล้วยไม้สายพันธุ์แท้และลูกผสม ซึ่งกล้วยไม้ตัดดอกทั้งหมดที่อยู่ในเวียดนามมาจากที่นี่ค่ะ มีพวกผักเมืองหนาวด้วย ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งพืชผักผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของเวียดนามเลยทีเดียว ที่แรกผ่านไป ต่อด้วยแว๊นมอเตอร์ไซค์ไปที่ที่สอง หุบเขาแห่งความรักค่ะ (Valley of Love) ที่นี่อยู่ทางเหนือของทะเลสาบซวนฮวางประมาณ 5 กิโลเมตร หุบเขาแห่งความรัก คนเวียดนามเรียก "ทุงหลุงติงห์เอียว" เป็นหุบเขาที่มีวิวทะเลสาบ ล้อมรอบไปด้วยเนินเขาเตี้ยๆ ปกคลุมด้วยไม้สนค่ะ คืออากาศดีมากกกก ชอบมากกก ระหว่างขับรถด้านข้างจะเป็นทะเลสาบซวนฮวาง ถ้าใครแว๊นมากะแฟนนี่โคตรฟิน พูดเลยยยย >\\< แต่ละที่ระยะทางไม่ห่างกันมากค่ะ แต่ควรกะเวลาให้พอดีนะคะ เพราะเราเที่ยวแบบต๊ะต่อนยอนมาก ห้าา Valley of Love เขามีตำนานนะคะ เอามาจากคุณ *Pacharawalai ว่ากันว่า "เมื่อก่อนที่นี่เป็นสถานที่นัดพบระหว่างนายทหารชาวดาลัดนายหนึ่งกับหญิงสาวผู้เป็นที่รัก โดยเหตุการณ์นี้เกิดในช่วง ศตวรรษที่ 17  ซึ่งเป็นช่วงที่นายทหารผู้นี้ต้องไปทำการรบกับข้าศึกชาวจีนมองโกเลียที่มารุกรานเวียดนาม โดยสองคนนี้ได้สัญญาว่าเมื่อชายหนุ่มกลับมาพบกันตามเวลาที่นัดหมาย ก็จะแต่งงานกัน เมื่อถึงเวลานัด ฝ่ายหญิงก็ไปรอนายทหารหนุ่มคู่รักที่หุบเขาแห่งนี้ แต่เผอิญอีตาทหารหนุ่มเกิดไม่ได้มาตามนัดซะงั้น สาวเจ้าก็เศร้าโศกเสียใจ คิดว่าคนรักตายในสนามรบซะแล้ว เลยโดดหุบเขาฆ่าตัวตายที่นี่ สุดท้ายเมื่อนายทหารหนุ่มกลับมาและได้ข่าวว่าคนรักตัวเองโดดเขาตาย เขาจึงฆ่าตัวตายตามไปในที่สุด ว่ากันว่าชาวดาลัดเรียกหุบเขาแห่งความรักนี้ว่า ดอยสองศพค่ะ เนื่องจากชาวบ้านได้นำเอาร่างของคนทั้งคู่มาฝังร่วมกันที่นี่" และทั้งหมกก็คือตำนาน จบ. มาต่อกันดีกว่า เมื่อมาถึง Valley of Love แล้วต้องเอารถไปจอดด้านในนะคะค่าฝาก 6.000 ดอง/คัน แล้วเดินออกมาซื้อตั๋วด้านนอก ราคา 30.000 ดอง/คน ค่ะ ที่นี่จะมีให้เราเลือกแพคเกจเที่ยวโดยรถไฟ รถจิ๊บ เดิน บลาๆๆ ซึ่งราคาแอบแพง เราเลยเลือกเดิน เข้าไปแล้วจะเจอสวนดอกไม้ มีมุมให้ถ่ายรูปสวยๆ เยอะเลยค่ะ แนะนำว่าให้มาก่อนเที่ยงนะคะ ไม่งั้นตะวันตรงหัวเวลาถ่ายรูปแล้วเงาจะตกลงมาที่หน้าค่ะ จะมิงามมมม ^^ เข้าไปด้านในจะเจอร้านอาหาร เครื่องเล่น รถถีบด้วยค่ะ(ภาษาอะไรเนี้ย แอร๊ยยย) เราแวะกินข้าวกลางวันที่นี่หมดไป 230.000 ดอง แนะนำว่าเวลาไปตามสถานที่ท่องเที่ยว แล้วอยากกินก๋วยเตี๋ยวให้อ่านเมนูดีๆ นะคะ มาไกลถึงเวียดนามไม่อยากให้สั่งมาแล้วเงิบ เจอเส้นมาม่าเหมือนเรา ห้าา เพิ่มพลังกันแล้ว เดินต่อค่ะ จะได้ย่อย  ^^ เดินเข้าไปด้านในเรื่อยๆ ไม่นานก็จะเจอภาพนี้ค่ะ ครั้งแรกที่เห็น ต้องอุทานออกมาดังๆ ว่า "เห้ยยยยยยยยยยยยยยย" วิวดีอ่า สวยมาก ด้านล่างจะเป็นทะเลสาบล้อมไปด้วยหุบเขา อยากให้มาเห็นด้วยตังเองจังค่ะ มีก๊อกน้ำลอยได้ด้วยนะ เก๋ๆ มาถึงแล้วขอถ่ายรูปเป็นที่ระทึกซักหน่อยค่ะ ด้านล่างเขาจะทำเป็นสวนผีเสื้อ ไม่ใช่ผีเสื้อธรรมดานะคะ แต่เป็นผีเสื้อยักษ์ !! ถ้าลงบันไดไปด้านล่างอีกก็จะมีเรือให้ปั่นเล่นที่ทะเลสาบค่ะ แต่เราไม่ได้ลง กลัวเวลาไม่พอ ต้องไปแล้วสิ ไปเอารถที่ฝากไว้ค่ะ เตรียมแว๊นไปที่ XQ Đà Lạt Sử Quán  อยู่ใกล้ๆ Valley of Love ทีนี่เป็นศูนย์แสดงหัตถกรรมผ้าปักเวียดนามและเป็นแกลอรี่แสดงงานศิลปะ ติดตามโพสต่อไปนะคะ ที่นี่เด็ดไม่แพ้ที่อื่นๆ เลย  ขอลาไปด้วยภาพนี้ที่พี่เป็นสก๊อยเวียดนาม โหะ โหะ โหะ.... ^O^ สถานีต่อไป XQ Đà Lạt Sử Quán ขับรถไปนิดเดียวก็จะเจอ อย่างที่บอกว่าทีนี่เป็นศูนย์แสดงหัตถกรรมผ้าปักเวียดนามและเป็นแกลอรี่แสดงงานศิลปะ  ดูข้างนอกว่าสวยแล้ว  ข้างในสิสวยกว่า ปล.กล้องเราแบตหมด เซงมากกก ดีนะมีกล้องเพื่อนกะกล้องมือถือ ไม่งั้นร้องไห้ค่ะ ดังนั้นเพื่อนๆ เตรียมแบตสำรอง ชาร์จมาให้พร้อมนะคะ ตอนนี้ 16.00 น. ต้องรีบละค่ะ เรากลัวเก็บไม่หมด มาถึงก็ฝากรถไว้ 10.000 ดอง แล้วขึ้นไปด้านบนค่ะ จะเจอวิวเมืองดาลัดสวยๆ แบบนี้ ^^ เราเข้าไปซื้อตั๋ว cable car ให้บริการเวลา 07:00-11:30 และ 13:30-17:00 มีหยุดพักเที่ยวด้วยนะคะ ไปอย่างเดียว 50.000 ดอง ไป-กลับ 70.000 ดอง ขากลับเรากะนั่งแท็กซี่ลงมา เพราะใช้เวลานั่ง cable car ไปกลับ 30 นาที นานเกิน มาชมกันค่ะ ชมภาพทิวสนสีเขียวนวลตา ระหว่างนั่ง cable car ข้ามไปวัด Truc Lam ฟินลืมมม แต่คนที่กลัวความสูงนี่อดนะคะ >< 15 นาทีผ่านไป ลงจาก cable car เข้าสู่วัด Truc Lam ข้อมูลจาก Mr.hotsia บอกว่าวัดนี้เป็นวัดพุทธนิกายเซน ซึ่งเป็นพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน นับถือกันอย่างแพร่หลายในแถบเอเชียตะวันออก (จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี) พระอารามห่างจากใจกลางเมืองของดาลัด 5 กม. ตั้งอยู่บนภูเขาฟินิกซ์เหนือมีทะเลสาบ Tuyen Lam Lake วัดนี้ไม่เพียงเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดลัมดอง (Lam Dong) เมืองดาลัดอยู่ภายใต้จังหวัดลัมดองค่ะ ลืมบอกเลย สิ่งที่พลาดไม่ได้ในการมาเที่ยววัดนี้คือการเดินออกไปชมวิวทะเลสาบตังแลม(Tuyen Lam Lake) หลังวัดซึ่งเราพลาด เหมือนตอนที่ไป เขามีป้ายซึ่งเราเข้าใจว่าห้ามเข้านะ อด ขากลับเรานั่งแท็กซี่กลับค่ะ ตอนแรกแอบกลัวโดนโกง จากข้อมูลที่หามาบอกว่า ให้นั่งของ Vina sun กับ Mai Linh เท่านั้น ซึ่งเราเลือกนั่งของ Vina sun ผู้หญิงขับด้วยค่ะ เค้าบอกว่าคิดราคาตามมิเตอร์ เราก็โอเค สรุปหมดไป 80.000 ดอง ค่ะ เก๋ๆ อิชั้นไม่โดนโกงนะค้าาาา เชื่อมั้ยกว่าจะถึง Crazy House ก็ปาไปเกือบ 6 โมงเย็นแล้ว ชีวิต....สิ้นนนนนน !!! คงได้เก็บสถานที่นี้เป็นที่สุดท้าย ณ ดาลัด เศร้าแปรบบบ  ขอย้ำ ขอซ้ำ ขอให้จำว่า "มาดาลัดต้องอยู่ 2 วัน ถึงจะเก็บหมดแบบชิวๆ" อิชั้นผิดเองที่ต๊ะต่อนยอน ขอสุมาเต๊อะ อดไปพระราชวัง Bao Dai พิพิธภัณฑ์รถไฟ โบสถ์สีชมพูโดเมนเดมารี นั่ง sliding car ไปน้ำตกดาตันลา เจดีย์มังกรเอย TT  จบบบบ สิ้นนนน ถือเป็นบทเรียนค่ะ (ขอโทษที่ข้อมูลไม่ครบนะคะ) ถ้าอยากครบต้องมีซ้ำ แต่ไม่เป็นไรเป้าหมายเราอยู่ที่วันพรุ่งนี้ คือ มุยเน่ เมืองทะเลทรายชายทะเล ตามรอยเราสองสามคน มโนรมณ์ว่าเป็นสุนทรีย์ แอร๊ยยย >\\< ต่อค่ะๆๆ ไปถึง Crazy House จอดรถไว้ด้านข้างนะคะ ค่าฝากรถ 4.000 ดอง ค่าเข้า 40.000 ดอง เวลานี้โพ้เพ้มาก เริ่มมืด ตื่นเต้น และน่ากลัวไม่น้อย หึหึ (คนอวดผีป่ะเนี้ยย) ไปดูภาพบรรยากาศกันค่ะ Crazy House เป็น 1 ใน 10 Houses to See Before You Die คนออกแบบคือ มาดาม Hang Nga ซึ่งเป็นลูกสาวของอดีตรองประธานาธิบดีที่ 2 ของเวียดนามค่ะ เรียนจบสถาปัตกรรมจากฝรั่งเศส จุดเด่นของ Crazy House คือจะคล้ายๆ ถ้ำของมนุษย์ยุคหิน ข้างในจะตกแต่งด้วยของหน้าตาประหลาดๆ เราอยากบอกว่าด้านบนบางจุดอันตรายนะ ถ้าไปตอนเย็นๆ ทางเดินจะมืด บางจุดยังสร้างไม่เสร็จ สะพานข้ามเปราะๆ ดูแล้วไม่ค่อยแข็งแรง เห็นโครงเหล็กฉาบปูนอยู่เลย ตรงไหนรู้สึกเสี่ยง ก็เลี่ยงนะคะ (เอ๊ะ !! หรือว่าเขาตั้งใจทำ - -) เดิน วิ่ง กระโดด โลดโผน ปีน ป่าย เสร็จ ก็ได้เวลากลับที่พักค่ะ เวลา 1 ทุ่ม เราถึงที่พัก สิ่งที่ทำอย่างแรกคือ ชาร์จแบตกล้อง เด๋วคงต้องใช้กล้องมือถือถ่ายแล้วแหละ เราไม่รีรอที่จะออกหากิน แว๊นมอไซค์ไปจอดข้างถนน แล้วเดินข้ามไปอีกฝั่งซึ่งเป็น Night Market ค่ะ โหหห คนเยอะและของกินแยะเรียงรายตามบันได เห็นแล้วแทบจะเกลือกกลิ้ง อากาศก็เย้นเย็นนน อยากกินไรอะไรร้อนๆ มาก คือเราหิวมากต่อจากนี้ไป เราจะกิน กิน กิน และกิน มาเริ่มกันเลยค่ะ หมายเลข 1 เป็นต้นอาร์ติโชค เอาไว้ทำชาร้อนๆ จิบตอนอากาศเย็นๆ ฟินน หมายเลข 2 ไม่ใช่ของกิน ห้าา แต่เป็นปูนปาสเตอร์ก้อนกลมๆ แบนๆ ร้อยใส่เชือกเทียน ยังไม่เคยเห็นที่ไทยนะ น่ารักดี หมายเลข 3 เป็นขนม คล้ายขนมขี้หนูม้วน ข้างในสอดใส้ถั่วหวานๆ หอมๆ หมายเลข 4 ของปิ้งย่าง ลูกชิ้น ฮอทดอก ไส้กรอก หมู เนื้อ ปิ้ง ที่ชอบคืออะไรไม่รู้คล้ายๆ หมูห่อใบชะพลู รสชาติแปลกดี หมายเลข 5 เต้าฮวย ต่างจากไทยตรงที่เต้าฮวยที่นี่นุ่มนิ่มเด้งดึ๋งมาก ราดน้ำเชื่อมและกะทิด้านบน หมายเลข 6 แพนเค้ก จะมีแม่พิมพ์ใช้ทำอยู่ เลือกใส่ไส้ได้ตามใจชอบ มีทั้งชอก สตอ บลูเบอรี่ รสชาติก็งั้นๆ นะ เราทำอร่อยอีก (ดู๊วว) หมายเลข 7 บุ๋นเรียว ของขึ้นชื่อของดาลัดเลยนะ อร่อยมาก ก้อนๆ นั่นทำจากไข่ไก่ผสมไข่ปลา (เห็นเขาว่ามาอย่างงั้น) ยัง ยังไม่หมด อย่าลืมว่าเรามากันสองสามคน เวลาซื้อของกินเราจะซื้อทีละนิดทีละหน่อย พอให้กระเพาะได้มีพื้นที่ไว้ยัดของกินอย่างอื่นอีก ห้าาา หมายเลข 1,2 ร้านนี้ขายหลายอย่าง เราสั่งก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่น้ำใสมา(ตั้งชื่อเอง) ข้าวต้มหมู(อร่อยมาก) และต้มไก่ ร้านนี้ใช้เตาถ่านนะ กลิ่นเลยเฉพาะ น้ำซุปห๊อมหอม หมายเลข 3 บุ๋นเรียวต้องใส่กะปิด้วยนะลืมบอกเลย เหมือนข้าวปุ้นน้ำแจ่วที่เชียงคาน หมายเลข 4 เต้าฮวยนุ่มนิ่ม ต่อค่ะๆ อย่าให้ขาดช่วง หมายเลข 1 ผลไม้แช่อิ่ม ขายที่ตลาดด้านล่างคล้ายๆ ที่กาดหลวง กาดต้นพยามเชียงใหม่ เราโหวตมะม่วงอร่อยสุด แม่ค้านี่กวักมือรัวๆ เรียกเราให้เข้าไปชิม ไอเราก็ใจง่าย ไปเฉยเลย เจอเอาของกินเข้าล่อก็เงี้ยะ แม่ค้าขนของออกมาให้ลองแทบจะหมดร้านละค่ะ ทั้งชา กาแฟ โห...รู้ตัวอีกทีคือตรูแหลกของเค้าไปเยอะเลย ถ้าไม่ซื้อก็ไม่ได้ เลยเอามะม่วง พลับ กับบ๊วย ตอนจ่ายตังมีเงิบ 450.000 ดอง ธัมโม สังโฆ (แต่มารู้ทีหลังว่าถูกกว่าตลาดเบนถันอีกนะ) อ่อ เราซื้อกาแฟที่นี่ด้วย กาแฟ G7 กับกาแฟบด ขี้ชมดก็มี หมายเลข 2,4 น้ำเต้าหู้ของดาลัดเก๋มาก ทำจากถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วลิงสง รสชาติและกลิ่นแตกต่างกันไป เราโหวตถั่วเขียว อร่อยดี กินคู่กับซาลาเปาทอด หรือขนมปังที่ร้านมีไว้ให้(แต่อย่ากินเลย เหนียว แข็ง และไม่อร่อย) หมายเลข 3 พิซซ่าเวียดนาม แป้งกรอบ อร่ยยยยยมาก จัดว่าเด็ด ปกติจะเป็นแผ่นกลมๆ อันนี้แม่ค้าตัดมาให้เราพอดีคำ ใครจะไปต้องลองนะคะ ข้อสังเกต : คนดาลัดให้ความสำคัญกับอาหารมาก ทุกอย่างมีประโยชน์ ก๋วยเตี๋ยว เฝอ บุ๋นเรียว มีผักฟรีให้กินเยอะมาก น้ำเต้าหู้จากถั่วชนิดต่างๆเอย เต้าฮวยเอย คือเป็นเมืองที่คนใส่ใจดูแลสุขภาพมาก หุ่นแต่ละคนเป๊ะอ่า ไม่มีใครอ้วนเลย เห็นแล้วรู้สึกว่าควรหันมาใส่ใจตัวเองด่วน ! สรุปค่าใช้จ่าย วันที่ 2 รวมค่าใช้จ่าย 2840.000 VND = 4,260 บาท เฉลี่ยคนละ 4,260/3 = 1,420 บาท ค่ะ ^^ ปล.ค่าอาหาร พวกก๋วยเตี๋ยวราคา เฉลี่ยอยู่ที่ 20.000 ดอง หรือ 30 บาทค่ะ ถูก อร่อย ดี ต้องที่ "ด่าหลัด" อ่านเพิ่มเติม : แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 2) ขอบคุณข้อมูลการเดินทางและภาพสวยๆ เพจเฟสบุ๊ค เก็บกระเป๋า ติดตามภาพสวยๆ ได้ที่ Page : http://www.facebook.com/kepkrapao Facebook : https://www.facebook.com/supaporn.jainoon IG : http://www.instagram.com/kepkrapao

เที่ยวเมืองชุนชอน กิน นอน แบบเกาหลีแท้ๆ ที่ จ. คังวอนโด
chuncheon /  magkusu / 

เมื่อพูดถึงเกาหลีใต้ หลายคนอาจจะนึกถึงกรุงโซล (Seoul) ก่อน เพราะเป็นเมืองหลวง แต่วันนี้เราจะพาคุณไปเที่ยวเกาหลี เมืองข้างเคียงบ้าง นั่นก็คือ เมืองชุนชอน (ChunCheon) จ. คังวอนโด (Gangwon-do) พูดแบบนี้อาจจะงง เมืองชุนชอนเป็นเมืองที่มีเกาะนามิ นั่นเองจ้า แต่วันนี้เราก็ไม่ได้พาไปเกาะนามินะ! อ้าว! แล้วจะไปไหน? เราอยากพาไปในที่แปลกๆ ใหม่ๆบ้าง มาดูกันว่า เราจะพาท่านไป กิน-เที่ยวที่ไหนบ้างในเมืองชุนชอน ตามกันไปเลยจ้า เที่ยวเกาหลี เมืองชุนชอน จ. คังวอนโด จากโซล เรานั่งรถไฟความเร็วสูงที่ชื่อว่า ITX วิ่งจากโซลไปชุนชอน ใช้เวลาประมาณ 40 นาที โดยต้องไปขึ้นที่สถานี "ยงซาล สเตชั่น" (Yongsan Station 용산역) เป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่มากๆ สถานีปลายทางที่เราลงคือ นัมชุนชอน สเตชั่น Namchuncheon Station (남춘천역) พอมาถึงไม่รอช้า รีบบึ่งไปหาไรหม่ำก่อนเลย พอดีเรามีเพื่อนเกาหลีมารอรับที่สถานี ก็เลยสะดวกหน่อย เพื่อพาไปทานอาหารที่ ร้าน ฮาจุโกล ได้ชื่อว่าเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดร้านนึงในเมืองชุนชอนเลยนะ เป็นอาหารเกาหลี Traditional เกิดมาก็พึ่งจะเคยมาลงพื้นที่แบบชาวเกาหลีของจริง นึกภาพตามนะคะ เหมือนเดินเข้าไปในร้านร้านนึงที่ดูดี สะอาด แต่บรรยากาศผู้ใหญ่ๆที่พูดคุยกันแบบผู้ดี๊ ผู้ดีอะ ทุกอย่างสำรวม ผิดจากภาพที่เราจินตนาการไว้ว่าต้องโผงผาง เสียงดัง โดยรวมคือ รสชาติกลางๆ แต่คุณภาพเน้นๆ คือ สด ใหม่ แปลกดี ส่วนตัวคือชอบนะ ที่ตั้งร้าน ฮาจุโกล : 807-4 Mancheon-ri, Dong-myeon Chuncheon, Gangwon-do เกาหลีใต้ เมื่อท้องตึง กองทัพก็เดินหน้ากันต่อไปได้ เมืองชุนชอน เป็นเมืองที่น่าอยู่เมืองนึงของเกาหลีใต้เลยก็ว่าได้ ผู้คนใช้ชีวิตกันแบบ Slow Life ต่างจากในกรุงโซล ถนนโล่งๆ รถวิ่งไม่เยอะ อากาศดี๊ดี  เพื่อนพามาเดิน สะพานกระจกใส (Soyanggang Sky Walk) ยาว 140 เมตร ซึ่งถือเป็นสะพานที่ยาวที่สุด ของเมืองชุนชอน ได้ข่าวว่าพึ่งเปิดเมื่อวาน งานนี้เลยไปเดินเจิมซะหน่อย ซึ่งวันที่เราไปยังไม่เสียค่าเข้านะคะ เพราะพึ่งเปิดเมื่อวันที่ 8 กรกฏาคม 59  แต่เดือนสิงหา 59 เป็นต้นไปมีการเก็บค่าเข้าคะ ที่ตั้งสะพาน Soyanggang Skywalk: 8, Geunhwa-dong, Chuncheon-si, Gangwon-do สะพานกระจกใส (Soyanggang Sky Walk) หลังจากนั้น ก็ไปร้านกาแฟที่เค้าว่ากันว่า ฮิตสุดๆ ใครอยู่เมืองชุนชอนถ้าไม่ได้มาร้านนี้ จะคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง!!! และเราก็ไม่พลาดคะ ไปคะ เกาหลีกับร้านกาแฟเป็นของคู่กัน เพราะคนเกาหลีชอบดื่มกาแฟม๊ากมาก ร้านที่เราไปนี้ชื่อว่า Cafe Santorini เพื่อนเกาหลีบอกว่า ทุกวันหยุดคนที่อยู่โซลมากันเยอะมากๆ เพราะร้านนี้วิวดี อากาศดี มองเห็นวิวเมืองชุนชอนแบบสุดลูกหูลูกตา แถมคนนิยม มาเช่าสถานที่ จัดงานแต่งงานกันเยอะมากๆ Cafe Santorini เมืองชุนชอน เกาหลี ใครที่มาแถวนี้ ลองดูนะคะ มีร้านกาแฟติดกันอีกร้าน ชื่อ A Two Some Place ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วเกาหลี เยอะมากๆ แต่สาขาที่เมืองชุนชอน เค้ามีที่ถ่ายรูปเก๋ๆ เป็นห้องกระจก เข้าไปยืนเท่ห์ๆกันได้เลย ส่วนตัวชอนร้าน Santorini มากกว่า ส่วนร้านนี้แค่ไปยืนถ่ายรูปในห้องกระจกก็คุ้มแล้วจ๊ะ ดื่มกาแฟ ถ่ายรูปเล่นซักพัก เราก็เดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง นั่นก็คือ Vivaldi Park ซึ่งเราพักที่คอนโด Sonofelice ดีงามตามท้องเรื่องจริงๆ เห็นวิวไกลๆคือ Ocean World ซึ่งเป็นที่นิยมมากๆของชาวเกาหลีในช่วงฤดูร้อนจ้า นอกจากนี้ ใน Vivaldi Park ยังมี สนามกอล์ฟ (Golf club) และ สกีรีสอร์ท (Ski World) ในช่วงหน้าหนาวอีกด้วย สวนน้ำ Ocean World ภายใน Vivaldi Park เมืองชุนชอน             Credit: Daemyungresort นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย ที่น่าเที่ยวในเมืองชุนชอน จ.คังวอนโด ใครไปแล้วรับรองว่าติดใจแน่ๆจ้า เพราะธรรมชาติ อากาศดี๊ดี ผู้คนเป็นมิตร นอกจากนี้แล้ว เรายังได้กินอาหารอร่อยๆเยอะมาก เป็นอาหารพื้นเมืองชื่อดัง ประจำเมืองชุนชอน ที่เด็ดที่สุดและขึ้นชื่อที่สุดก็คือ มักกุกซู (Makgusu) หรือ ก๋วยเตี๋ยวบัควีท  และ ไก่ผัดซอส ทัคคาลบิ้ (Dakgalbi)  วิธีการกินมักกุกซูก็คือ มาเป็นถ้วยแบบนี้ เห็นกาน้ำที่ตั้งอยู่ข้างๆไหมคะ เทน้ำซุปใส่ลงไปเลยจ้า  ในถ้วนก้อนสีเหลืองๆคือ มัสตาด ใส่ละลายลงไปในน้ำ เสร็จแล้วก็โซ๊ยเลย เวลาทานพวกอาหารเส้นแบบนี้ เค้าใช้วิธีดูดเส้นกันเสียงดังมากกกกก คือแบบ เซอร์ราวด์แข่งกันมาก มารยาทการซู้ดเส้นที่เสียงดังแปลว่า อร่อยมากๆ ซึ่งจะตรงข้ามกับวัฒนธรรมบ้านเรา มาถึงเมนูไก่ผัดซอส ทัคคาลบิ้ (Dakgalbi) กันบ้าง หอมฉุยน่าทาน ใส่ทุกอย่างลงไป ผัดๆ กินๆๆๆ สัญลักษณ์เด่นๆคือ กระทะที่ผัดต้องใหญ่ จบทริปแล้วจ้า ใครสนใจอยากไปเที่ยวเมืองชุนชอนแบบนี้บ้าง แนะนำเลยจ้า เดินทางจากโซลแค่ 45 นาที อากาศดี อาหารอร่อย จบทริปแบบประทับใจเลย รูปประกอบจาก http://korea.prkorea.com/, visit korea

กินใจ! พ่อรอง นำรางวัลครอบครัวแห่งปีมอบให้ แม่ทุม
ยุ้ย ปัทมวรรณ /  พ่อรอง เค้ามูลคดี / 

ซาบซึ้งกินใจ... ดาราสาว ยุ้ย ปัทมวรรณ โพสต์ภาพ พ่อรอง เค้ามูลคดี นำรางวัล “ครอบครัวแห่งปี” ที่ได้รับมาจากงานประกาศผลรางวัลเกียรติยศไนน์เอ็นเตอร์เทน อวอร์ด ปี 2016 มามอบให้กับเจ้าของรางวัลตัวจริง!! นั่นก็คือ แม่ทุม ปทุมวดี ที่นอนรักษาอาการป่วยโรคไทรอยด์เป็นพิษและโรค ALS อยู่ที่โรงพยาบาล พร้อมกับคำขอบคุณทุกกำลังใจมาดังนี้ “ทุกๆครั้งที่พี่ๆน้องๆสื่อมวลชนถาม พวกเราจะบอกเสมอว่า นอกจากญาติ และเพื่อนพี่น้องของพวกเราแล้ว ส่วนสำคัญที่คอยสร้างกำลังใจให้กับครอบครัวเราคือแฟนๆทุกคน ทั้งที่ได้เจอะเจอตามที่ต่างๆ หรือในโซเชี่ยลก็ตาม พวกคุณคือส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้ครอบครัวเราเข้มแข็งขึ้น วันนี้เอารางวัลมามอบให้กับเจ้าของรางวัลตัวจริงที่สำคัญที่สุด#สู้ๆนะแม่#ขอขอบคุณทุกคนอีกครั้งจากใจค่ะ#ขอบคุณnineentertainด้วยจิงๆค่ะ#ครอบครัวเค้ามูลคดี” เรียกว่าสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้เห็นเป็นอย่างยิ่ง ยังไงทีมข่าว Gossipstar.mthai.com ต้องขอเป็นกำลังใจให้กับทางครอบครัว “เค้ามูลคดี” ด้วยอีกแรง เราจะสู้ไปด้วยกันจ้า...ขอขอบคุณ ภาพและข้อมูลจากอินสตาแกรม @yuipattamawan ครอบครัว เค้ามูลคดี ครอบครัว เค้ามูลคดี ครอบครัว เค้ามูลคดี

15 ภาพ!! เจด้า-นาย ถ่ายแบบคู่กันครั้งแรก จิ้นหนักเคมีเข้ากันมว๊าก
เจด้า จิดาริน /  นาย ณภัทร / 

ทำเอาแฟนๆ จิ้นหนักมว๊ากกกก!!! เมื่อสองทายาทคนบันเทิงอย่าง เจด้า จิดาริน ณ ลำเลียง ลูกสาวคนสวยของ เจ เจตริน ร่วมงานถ่ายแบบคู่กับ นาย ณภัทร เสียงสมบูรณ์ ลูกชายสุดหล่อของ หมู พิมพ์ผกา ซึ่งเป็นการร่วมงานถ่ายแบบด้วยกันครั้งแรกของ เจด้า-นาย แต่ทั้งคู่ก็ไม่มีเคอะเขินแถมยังเคมีเข้ากันสุดๆ สวย-หล่อเหมาะสมจนแฟนๆ ยกให้เป็นคู่จิ้นคู่ใหม่ของวงการไปแล้ว จิ้นแตกขนาดนี้ ผู้จัดท่านใดสนใจรีบจองตัวด่วน รับรองเรตติ้งกระฉูดไปเลยจ้าาาาา!! ขอบคุณภาพจาก IG @naphat_nine, jjayda, janjittima, everlasting_nineeleven, poon8888, for9naphat, jordwphoto, jidapaz เจด้า-นาย เจด้า-นาย เจด้า-นาย เจด้า-นาย เจด้า-นาย เจด้า-นาย เจด้า-นาย เจด้า-นาย เจด้า-นาย เจด้า-นาย เจด้า-นาย เจด้า-นาย เจด้า-นาย เจด้า-นาย เจด้า-นาย

โหดร้าย! หนุ่มใหญ่ตามง้อสาว ไม่เป็นผลจับแมวฟาดพื้นระบายอารมณ์
ฆ่าแมว /  ง้อแฟน / 

หนุ่มใหญ่พกปืนง้อขอคืนดีแฟนสาว เห็นเจ้าเหมียวโชคร้ายเดินผ่านหน้า โชว์โหดจับฟาดพื้นร่างแหลก ระบายอารมณ์ วันนี้(26 ก.พ.) เกิดเหตุทะเลาะวิวาท และมีปืนอาวุธปืนอยู่ในมือคู่กรณี ภายในหมู่บ้านดาราวดี ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่รุดเข้าตรวจสอบ พบว่ามีชาย 1 ราย ทราบชื่อนายมนตรี สายแปง อายุ 60 ปี ถือปืนเอะอะโวยวายอยู่ภายในหมู่บ้าน บริเวณใกล้เคียงพบซากแมวนอนตายอยู่กับพื้นร่างแหลก จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้พยายามเกลี่ยกล่อมสักพักแต่ไม่เป็นผล ก่อนอาศัยช่วงที่นายมนตรีเผลอ บุกเข้าชาร์จอาวุธปืนก่อนควบคุมตัวเอาไว้ได้ จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นายมนตรี ได้คบหาดูใจกับนางสาวเอ (นามสมมุติ) วัย 40 ปีเศษ ซึ่งได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านดังกล่าวมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ซึ่งได้ไปมาหาสู่กันอยู่ตลอด แต่ภายหลังได้มีการทะเลาะกันบ่อยครั้ง เนื่องจากความหึงหวง จนนางสาวเอ ขอเลิกรา คืนเกิดเหตุนายมนตรีได้ตามมาง้อขอคืนดี แต่ได้ถูกนางสาวเอ ปฏิเสธ จึงเกิดอารมณ์โมโห ก่อนจะหยิบอาวุธปืนขนาด.357 ซึ่งเป็นปืนมีทะเบียนของบิดา ออกมาเพื่อที่จะข่มขู่ให้นางสาวเอกลับมาคืนดี และบังเอิญมีแมวสีดำเดินผ่านมา ด้วยความโมโห จึงได้จับแมวฟาดลงพื้นอย่างแรงหลายครั้ง จนร่างแหลก เพื่อโชว์ให้แฟนสาวดู อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหามีอาวุธปืน พร้อมเครื่องกระสุนในที่สาธารณะโดยไม่มีใบอนุญาต และพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร ส่วนกรณีแมวเสียชีวิตนั้น เบื้องต้นทางตำรวจยังไม่ได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด เนื่องจากไม่มีผู้เสียหายมาแจ้งความ จึงอยากให้เจ้าของแมวดังกล่าวเข้าแจ้งความ เพื่อจะได้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ที่มา dailynews MThai News

เบื้องหลังการถ่ายแฟชั่นเซตสุดฮอตของ
จิงจิงยู /  ถ่ายปก / 

นิตยสารดิฉันประจำเดือนนี้เรียกได้ว่าพิเศษจริงๆ ค่ะ เพราะว่าได้นายแบบและว่าที่นักแสดงดาวรุ่งสุดฮอตที่หลายคนจับตามองมาขึ้นปก เรียกได้ว่าสาวน้อยสาวใหญ่กรี๊ดสลบกันทั่วบ้านทั่วเมือง หนุ่มหล่อที่ว่าก็คือ "นาย ณภัทร เสียงสมบุญ" ลูกชายของแม่หมู พิมพ์ผกา นั่นเองค่ะ ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาและรูปร่างที่เพอร์เฟ็ค ทำเอาสาวๆเคลิ้มไปตามๆกัน เช่นเดียวกันกับทีมงานสาวๆ ที่น้องนายยิ้มให้ทีก็ละลายกันหมด บรรยากาศในการถ่ายแบบวันนั้นสนุกสนานมาก น้องนายน่ารักและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เสื้อผ้าที่ใช้ในการถ่ายแฟชั่นในครั้งนี้ มาจาก Dior Homme แบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายของ Dior ในสไตล์เรียบหรูดูดี มีดีเทลเป็นลายดอกไม้ที่แฝงความขี้เล่นเอาไว้เล็กๆ  มู้ดแอนด์โทนของการถ่ายแฟชั่นครั้งนี้จึงเป็นคอนเซปต์ผู้ชายมาดดี ที่ขี้เล่นและแอบเซ็กส์ซี่นิดๆ แต่ก็ยังคงความเป็น Gentleman อยู่แบบครบถ้วน โดยได้นางแบบสาวสวยลูกครึ่งไทย-จีน "จิงจิง วริศรา ยู" มาร่วมเพิ่มสีสัน ช่วยให้แฟชั่นเซตนี้ออกมาได้อย่างลงตัวอย่างมาก จะน่ารักขนาดไหนลองไปชมกัน ! 

สูตร
จังหวัดบุรีรัมย์ /  ยำแตร็ยปรัย / 

อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ นี่คือเมนูที่ชื่อว่า "ยำแตร็ยปรัย" หรือ "ยำกุ้งจ่อม" สุดยอดอาหารพื้นบ้านอีสาน ของดีจังหวัดบุรีรัมย์ คำว่า “แตร็ยปรัย” เป็นภาษาเขมร แตร็ยแปลว่า “ปลา” และ “ปรัย” แปลว่า “เค็ม” โดยชาวบ้านมักนำกุ้งฝอยมาจ่อม หรือก็คือ การดองในน้ำปลา โรยด้วยข้าวคั่ว เพื่อเก็บไว้กินได้นานๆ คล้ายๆ กับการหมักปลาร้าไว้กินนั้นเอง วันนี้ Food.MThai ได้นำสูตรของ คุณนภาวดี พยัคฆโส (เชฟแนทตี้) ทั้งวิธีการทำกุ้งจ่อม ส่วนผสมหลัก ก่อนที่จะมาทำยำแตร็ยปรัย พระเอกของงานนี้กันคะ ขอบอกว่าสูตรนี้แซ่บนัวมาก สูตร ยำแตร็ยปรัย หรือ ยำกุ้งจ่อม อาหารถิ่นอีสาน สูตรวิธีการทำกุ้งจ่อม (อาหารประเภทดอง) ส่วนผสม กุ้งฝอย  1  กิโลกรัม ข้าวคั่ว  50 กรัม น้ำปลา  250 - 300 กรัม (ตามความเหมาะสม) วิธีทำ ล้างกุ้งให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ นำกุ้งฝอยที่ล้างสะอาดแล้วใส่ภาชนะ ใส่น้ำปลาลงไป กดให้กุ้งฝอยจม หมักทิ้งไว้ 1 คืน หลังจากหมักไว้ 1 คืนแล้ว นำมาใส่ข้าวคั่ว คนให้เข้ากัน นำใส่ขวดโหลหรือภาชนะมีฝาผิดสนิท หมักทิ้งไว้อีก 1 - 2 คืน เมื่อหมักได้ที่แล้ว สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ สูตร ยำแตร็ยปรัย ส่วนผสม กุ้งจ่อมที่ทำสำเร็จแล้ว (เฉพาะเนื้อ) 100 กรัม พริกขี้หนู  6 กรัม หอมแดง 20 กรัม ตะไคร้ 5 กรัม ใบมะกรูด 2 ใบ วิธีทำ ซอยตระไคร้ หอมแดง ให้ละเอียด, ซอยพริกขี้หนูพอหยาบๆ, ใบมะกรูด ซอยเป็นฝอยๆ เตรียมไว้ กุ้งจ่อมที่ทำสำเร็จแล้ว ใส่หอมแดง ตะไคร้ ใบมะกูด พริกขี้หนูลงไป คลุกเคล้าผสมให้เข้ากัน จัดใส่จานเสิร์ฟ ทานคู่กับผักสด ข้าวเหนียว ขอขอบคุณ ศูนย์อบรมอาชีพและธุรกิจมติชน (Matichon Academy), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

ดื่มด่ำธรรมชาติ กับ 20 วิวห้องพักเลอค่าทั่วโลก!
ท่องเที่ยวต่างประเทศ /  ธรรมชาติ / 

การท่องเที่ยวไปยังประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะในโซนบ้านเราอย่างเอเชีย หรือทางยุโรป นอกจากจะได้ประสบการณ์ เรียนรู้วัฒนธรรม สังคม และธรรมชาติที่เราได้สัมผัสแล้ว ที่พักอาศัยก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญเช่นกัน ยิ่งได้ห้องพัก วิวดี วิวสวย ก็จะทำให้เราดื่มด่ำกับธรรมชาติ หรือบรรยากาศได้อย่างมีความสุขด้วย ดื่มด่ำธรรมชาติ กับ 20 วิวห้องพักเลอค่าทั่วโลก! ห้องพักที่วิวสวยๆ มักจะมากับราคาห้องที่แสนแพง แต่บางครั้งก็อาจจะคุ้มค่ากับการที่ได้เห็นวิวสวยๆ แบบพาโนรามา ป่าเขาเขียวขจี หรือ ขอบฟ้าริมทะเล ส่วนใหญ่ห้องพักมักจะออกแบบหน้าต่างให้เป็นกระจกเพื่อให้เห็นความงดงามของทิวทัศน์ข้างนอก วันนี้เราเลยขอนำภาพ 20 วิวห้องพักเลอค่าทั่วโลก มาให้ชมกันค่ะ บอกเลยว่าก่อนตายขอไปสักครั้ง ที่เดียวก็ยังดี >,< The Firefly ski chalet in Zermatt, Switzerland Ladera Resort , St. Lucia The Heinz Julen Penthouse in Zermatt, Switzerland Amalfi Coast, Italy The Igloo Village in Kakslauttanen, Finland The Underwater bedroom in the Maldives Sripanwa Phuket, Thailand The One Room Glass Iglo House Sala Resorts in Khaoyai, Thailand South Africa Sweden Austria Ecuador Australia Spain Jade Mountain Resort, Hotel Room In The Caribbean Scotland, Uk Finland Gloucester, Ma, Usa Sydney, Australia ขอบคุณข้อมูล http://www.boredpanda.com/

กิน-เที่ยว ฮ่องกง ในแบบที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน
กิน เที่ยว ฮ่องกง /  ที่เที่ยวฮ่องกง / 

พูดถึงฮ่องกงแล้วนึกถึงอะไรกัน? คนจีนเยอะๆ แน่นๆ พูดจาโฉ่งฉ่าง ตึกโคดเยอะ อาหารมันแผล่บ บอกเลยว่าไม่ใช่แบบนั้นทั้งหมดแน่ๆ! เที่ยวฮ่องกง ในแบบที่คุณไม่เคยรู้! ในฐานะคนที่คิดแบบนั้นมาก่อน เคยไปครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ขอบอกเลยว่าฮ่องกงเปลี่ยนไปมากกกกก นอกเหนือไปจากบ้านเมือง ท้องถนน ที่ดูมีความศิวิไลซ์แบบประเทศที่พัฒนาแล้ว ผู้คนก็มีชีวิตชีวา แต่งตัวเก๋ไก๋ ใส่สนีกเก้อกันเต็มบ้านเต็มเมือง เหมือนลูกเป็ดขี้เหร่ที่กลายเป็นหงส์ เหมือนจัสตินบีเบอร์ที่ออกอัลบั้มใหม่ทะลุบิลบอร์ดชาร์ท เออมันเกร๋กว่าที่คิดเยอะอะแกร งงเลยงง 5555555 ก็... คนอื่นอาจจะเห็นกันมาบ่อยบ้างไม่บ่อยบ้าง แต่เราก็ยังตื่นเต้นอยู่ดี อดไม่ได้ที่จะมาเล่าให้ฟัง ยังไงลองมาอ่านเรื่องเล่าฉบับเรากันดู เผื่อจะอินสไปร์ให้ใครได้ออกไปเที่ยวเมืองใกล้ๆ น่ารักๆ แบบฮ่องกงละกันนะะ : ) . รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง! ออกเที่ยวก็เหมือนกัน เดินทางทั้งที ถ้าไม่ดูแผนที่ ไม่เข้าใจภูมิประเทศของเค้า ก็เหมือนมันเที่ยวไม่สุดป้ะะ เพราะฉะนั้นเวลาไปไหนมาไหน เราเองเนี่ยแหละจะชอบทำความรู้จักเรื่องพวกนี้ก่อนตลอด อย่างน้อยก็จะได้พอจับจุดได้ว่าจะขับรถลงเรือ อะไรยังไง ถึงแม้ฮ่องกง จะเที่ยวง่าย พื้นที่ก็เล็กนิดเดียว แต่เราชื่อว่ามีหลายคนที่ไปฮ่องกงกลับมา แล้วยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆแล้วฮ่องกงที่มันหน้าตาเป็นยังไง ส่วนใหญ่เราจะชินกับคำว่า เกาะฮ่องกง ใช่ป้ะะ แต่ที่จริงไม่ได้เป็นเกาะทั้งหมดนะ เกาะฮ่องกง คือเป็นแค่ส่วนนึงของฮ่องกงเท่านั้นเอง เพราะฮ่องกงเนี่ยจะแบ่งเป็นสี่ส่วนใหญ่ๆ ตามนี้ 1. Hong Kong Island ตรงนี้คือฮ่องกงขนานแท้ เป็นจุดศูนย์รวมของทุกสิ่งอย่าง ภาพจำที่เราเห็นเป็นดงคอนกรีตตึกสูงระฟ้า ก็คือทางเหนือของเกาะนี้เนี่ยแหละ มีทั้งแหล่งธุรกิจ บริษัทการเงินระดับโลก คอนโด อพาร์ทเม้น ห้างสรรพสินค้า แหล่งช้อปปิ้ง ทุกอย่างมีหมด 2. Kowloon ฝั่งแผ่นดินใหญ่ ที่อยู่ตรงข้ามเกาะฮ่องกง เป็นที่อยู่ของ Tim Sa Tsui แหล่งช้อปปิ้งสุดฮิตของคนไทย แล้วก็เป็นจุดชมวิวมุมฮิตของฮ่องกงด้วยนะ มองข้ามฝั่งไปก็จะเห็นตึกสูงฝั่งตรงข้ามได้แบบอลังการงานสร้าง แต่ถ้าไม่นับ Tim Sa Tsui ที่ว่า ฝั่งนี้ก็จะมีความบ้านๆ มากกว่าเกาะฮ่องกงเยอะ ไม่ได้มีตึกสูงอะไรมากมาย เป็นที่อยู่อาศัยซะมากกว่า 3. Lantao Island เกาะนี้คือพื้นที่สีเขียวของฮ่องกง คือยังมีความเป็นธรรมชาติหลงเหลืออยู่บ้าง ทั้งภูเขาแล้วก็ทะเล ยังไม่มีตึกรามบ้านช่องมากนัก ที่เที่ยวหลักๆของเกาะนี้ก็คือพระใหญ่บนภูเขา แล้วก็กระเช้านอนปิง เออ ลืมไป ดิสนี่ย์แลนด์ก็ตั้งอยู่บนเกาะนี้ด้วย 4. New Territory ส่วนสุดท้ายคือส่วนขยายของฮ่องกง ที่อังกฤษเจรจาต่อรองมาได้เพิ่มเติมในช่วงที่ยึดฮ่องกงเป็นเมืองขึ้น ซึ่งจริงๆ เกาะลันเตาเองก็เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งใน New Territory ด้วย ส่วนมากพื้นนี้ตรงนี้ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว จะเป็นที่อยู่อาศัย แล้วก็โรงงานของคนฮ่องกงซะมากกว่า เนิร์ดกันมาพออสมควรละ ไปอ่านเรื่องสบายๆ ต่อกันเลยดีกว่าา . ร้อยทั้งร้อยเมื่อพูดถึงฮ่องกง ยังไงก็ต้องนึกถึงตึกสูงระฟ้าพวกนี้ก่อนเป็นอันดับแรกชัวๆ กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของฮ่องกงเฉยยย เห็นตึกเหล่านี้เป็นจุดรวมธุรกิจที่สำคัญอันดับต้นๆของโลก ทั้งธนาคาร บริษัทการเงิน ตลาดหุ้น บอกเลยว่าทุกตึกที่นี่ถูกสร้างขึ้นตามหลักฮวงจุ้ยทั้งนั้นนะะ หน้าตึกต้องหันไปทางประตูมังกร ยอดตึกรับทรัพย์ โกยเงินได้ต้องโกยย โอเค หลู่เลื่อง! . หลายคนอาจจะไม่รู้ แต่ฮ่องกงไม่ได้มีแค่ดงคอนกรีตเว่ยแกรรร ป่าเขาลำเนาไพรเค้าก็มี อาจจะไม่เยอะเท่าคนอื่น แต่มีอะมี สีเขียวที่ว่าของฮ่องกงอยู่ที่เกาะลันเตานั่นเอง พื้นที่ของเกาะเต็มไปด้วยภูมิประเทศแบบฉบับภูเขาๆ โดยเฉพาะลูกสำคัญที่สูงที่สุดจะมีพระใหญ่อยู่ข้างบน เป็นจุดมุ่งหมายหลักๆของนักท่องเที่ยวเลยแหละ เห็นภาพแล้วอาจจะสงสัยว่านี่เค้าเดินขึ้นไปไหว้พระใหญ่กันใช่มั้ย บอกเลยว่าใช่! 555555 สำหรับใครที่อินกับสีเขียวและธรรมชาติ เราก็แนะนำให้ลองเดินขึ้นกันดูไดดด้ เสพย์ธรรมชาติกันไปเต็มๆอะเนอะ พระใหญ่ท่านไม่หนีไปไหนหรอก ส่วนตัวเราเอง ครั้งนี้ขอโหนกระเช้าขึ้นสวยๆก่อนละกัน ไว้ถ้ามีโอกาสได้เดินป่าด้านล่างบ้างจะมาเล่าให้ฟัง! . จากกระเช้าขึ้นเขานอนปิง มองกลับลงไป วิวที่เห็นคือเกาะสนามบินทั้งเกาะ เกาะนี้ชื่อว่า Chek Lap Kok หรือก็คือสนามบินฮ่องกงเนี่ยแหละ แต่ความน่าตื่นเต้นมันมีอยู่ว่า ไอ้เกาะที่เราเห็นเนี่ย แท้จริงแล้วเกิดจากการเอาขยะมหาศาลไปถมจนเป็นก้อนขนาดใหญ่! ใช่ ฟังไม่ผิด พูดง่ายๆก็คือ เราแลนดิ้งกันบนกองขยะจ้าาาาา ไม่รู้จะตื่นเต้นเรื่องถมเกาะ หรือตื่นเต้นเรื่องจำนวนขยะที่ใช้เอามาถมกันแน่ . องค์พระใหญ่ที่อยู่บนจุดสูงสุดของเขานอนปิง เป็นเหมือนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่สำคัญของคนฮ่องกง คนฮ่องกงมีความเชื่อว่า องค์พระใหญ่นี้จะคอยดูแลพวกเค้าให้อยู่เย็นเป็นสุข จะทำให้ครอบครัวรักใคร่กลมเกลียวกัน ไม่แปลกใจเลยที่จะเห็นคนท้องถิ่นมาเยี่ยมเยือนกันให้แน่นตลอดทั้งปี . ตัดภาพกลับมาสู่ตัวเมือง ถ้าไม่บอกนี่คิดว่าตัวเองเดินอยู่ซานฟรานซิสโก เกาะฮ่องกงคือเป็นเนิน เป็นเขา ไม่แพ้ซานฟรานเลย โดยเฉพาะในย่าน central ตึกรามบ้านช่องนี่ก็สร้างไต่เขา อยู่เอียงๆกันซะอย่างงั้น จะเดินเล่นแถวนี้ก็ต้องฟิตร่างกายกันหน่อย หรือใครไม่ไหว จะขึ้นบันไดเลื่อนก็ได้ นี่พูดจริงนะ เค้ามีบันไดเลื่อนจริงๆ เป็นบันไดเลื่อนกลางแจ้งที่ยาวที่สุดในโลกด้วย คือยาวไต่เขาขึ้นไปเกือบหนึ่งกิโลแหนะ บันไดเลื่อนที่ว่า มีชื่อสวยงามอย่างเป็นทางการว่า Central-Mid-Levels escalator แต่ละวันนี่มีชาวฮ่องกงมาใช้บริการเยอะแยะมากกก เป็นพันเป็นหมื่นคนกันเลยทีเดียว . PMQ เป็นอีกหนึ่งที่สุดฮิปของฮ่องกงที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี2014 เป็นเหมือนศูนย์รวมเรื่อง creative ของนักออกแบบที่นี่ก็ว่าได้ ตึกสีขาวแซมเขียวที่เห็นนี้ จริงๆแล้วดัดแปลงมาจากแฟลตเก่าของตำรวจฮ่องกง แต่คือเอามาทำใหม่ซะชิคไม่เหลือเค้าเดิมเลย . ด้านใน PMQ ตรงกลางคือเป็นโถงกว้างๆ แบ่งตึกออกเป็น 2 ฝั่งหลักๆ แต่ละชั้นก็จะถูกซอยย่อยออกเป็นห้องๆ ก็อย่างที่บอก ที่นี่ดัดแปลงมาจากแฟลตตำรวจ นึกถึงหอนักศึกษาก็ได้ มีระเบียงทางเดินยาวๆ คอยเชื่อมแต่ละห้องเข้าด้วยกันอะไรยังงั้น แต่ละห้องก็จะแตกต่างกันออกไป มีตั้งแต่ร้านขายของเก๋ๆ ไปจนถึงห้องทำ workshop งานศิลปะ หรือแม้กระทั่งโรงเรียนสอนทำขนมก็มี เดินผ่านทีนี่กลิ่นหอมเตะจมูกจนหิวเลย ถ้าใครอินอะไรพวกนี้แบบเรา รับรองเดินสองสามชั่วโมงอยู่ในนี้ได้สบายๆ . เดินดูของเพลินๆอย่างเดียวไม่พอ ระเบียงตรงไหนกว้างหน่อย ก็จะถูกดัดแปลงไปเป็น Cafe เล็กๆ นั่งจิบกาแฟไป แอบมองคนอื่นไปพลางๆ บอกเลย คนที่นี่แต่งตัวชิคทุกคน ดูๆแล้ว ยังกะเป็น Fashion Blogger มาเดินเล่นกันทั้งนั้น . ชั้นล่าง PMQ ก็มี Cafe น่ารักๆ อยู่เหมือนกัน แต่ต้องหากันดีๆนะ เพราะ cafe พวกนี้ชอบซ่อนอยู่ตามซอกตามหลืบ เดินเล่นเหนื่อยก็ลงมานั่งพักได้พอดี นั่งพักหายเหนื่อยก็กลับไปเดินกันต่อ slow life สุดๆอะ . อีกอย่างที่เห็นได้ทั่วไปมากในฮ่องกง ฝรั่ง !!! ฝรั่งที่ว่าที่ไม่ใช่นักท่องเที่ยวแบกเป้ ใส่ขาสั้น เสื้อกล้าม หนีบแตะ เหมือนที่เห็นตามบ้านเรานะ เรียกแบบไม่เท่ก็คือพนักงานออฟฟิศหัวทองนั่นล่ะ 55555 ฝรั่งที่นี่คือแต่งตัวเต็มดู professional มาก ถ้าเป็นผู้ชายก็มาดนักธุรกิจสุดเนียบ ใส่สูทผูกไทด์มาเลย ถ้าเป็นผู้หญิงก็ business women สุดๆ ใครมีเสปคเป็นฝรั่งนี่บอกเลยไม่ต้องลงทุนบินไกลไปหาถึงยุโรปอเมริกา แค่มาเดินเล่นเบาๆที่ฮ่องกงก็เผ็จจจมากแล้วจ้า . ถึงแม้จะดูโก้หรูทันสมัย แต่แน่นอน ฮ่องกงก็มีมุมฮิปๆ แอบซ่อนอยู่ไม่น้อย หน้าที่ของเราคือแค่ต้องค้นต้องหามันให้เจอเท่านั้น Tai Ping Shan Street คือย่านฮิปของดีของเด็ดที่ไม่ควรพลาด ถ้าเทียบกับบ้านเรา ก็คงคล้ายๆกับอารีย์ ที่มี cafe ชิคๆ เปิดเต็มไปหมด แต่ที่ Tai Ping Shan ไม่ได้มีแค่ cafe นะ ที่นี่คือมีทั้ง อาร์ทแกลอรี่ ร้านขายของดีไซน์ ร้านอาหาร บาร์เก๋ๆ ก็เพียบ สั้นๆ ห้ามพลาด ! เดินเลี้ยวซ้ายทะลุตรอกขวา ขึ้นเนินแล้วลงบันได รับรองได้เจออะไรเด็ดๆ ซ่อนอยู่ทุกมุมถนนชัวร์ . Cafe ที่นี่ไม่ได้มีไว้สำหรับชาวฮิปสเตอร์เท่านั้น! ช่วงบ่ายๆวันธรรมดา ถ้าใครมาเดินเล่นแถวนี้ จะเห็นว่าพนักงานออฟฟิศ หรือจะเป็นนักธุรกิจหนุ่มสาว เค้าก็มานั่งฮิปกันอยู่แถวนี้เนี่ยแหละ ใส่สูทผูกไทด์มาเต็มยศ แต่มานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวจิ๋วข้างถนน จิบกาแฟไป สนทนาภาษาธุรกิจกันไป เป็นภาพที่น่ารักดีเหมือนกัน . Teakha เป็นอีก cafe นึงที่เราเคยได้สัมผัสความน่ารักผ่านทาง instagram พอได้มาฮ่องกง เลยออกตามล่าให้ได้มาเห็นกับตาตัวเองสักครั้ง จุดขายของ Teakha คือม้านั่งไม้ยาวๆ ข้างๆ กำแพงสีขาว แก้วกาแฟ บนโต๊ะไม้ตัวเล็กๆ พอมีคนฮิปๆ แต่งตัวเก๋ๆ นั่งจิบเท่านั้นแหละ เริ่ดมากกก . อย่าแปลกใจถ้าเดินอยู่แถว Tai Ping Shan แล้วจะเจอคนอารมณ์ติสๆ นั่งจิบเบียร์คนเดียว กลางวันแสกๆ แบบนี้ ก็บอกแล้วว่าแถวนี้เค้าฮิปจริง กำแพงข้างถนนแถวนี้ก็เป็นเหมือนผืนผ้าใบให้ศิลปินมาละเลงงานศิลปะ ทุกตรอกซอกซอยคือมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ไม่รู้เคยเห็นกันยัง แต่ถ้ามีเวลาอยากให้ไปตระเวนตามซอยกันดูววว มันจะดีจริงจริงนะะ . เรื่องงานดีไซน์ ฮ่องกงก็ไม่เป็นรองใคร สังเกตได้ง่ายๆ ในย่าน Tai Ping Shan นี้เลย ตึกรามบ้านช่องคือไม่ธรรมดา ทุกอย่างคิดมาดีแล้วจริงๆ อย่างตึกนี้ Island Christian Academy เป็นโรงเรียนสอนศาสนาที่ดัดแปลงมาจากหอพักเยาวชน ก็ไม่ไรมาก ตัวตึกสร้างตั้งแต่ปี 1912 เอาง่ายๆก็ร้อยกว่าปีเอง คิดดูดิ ร้อยปีที่แล้วออกแบบล่วงหน้ามาถึงตอนนี้ก็ยังไม่ล้าสมัย เค้าเก่งตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดจริงๆ . ถึงแม้จะพัฒนาไปถึงไหนต่อไหน ตึกสูงเสียดฟ้าผุดขึ้นทุกหัวมุมถนน ฮ่องกงก็ยังคงแอบซ่อนเอกลักษณ์ความกุ๊กกิ๊กแบบจีนๆ เอาไว้ไม่น้อย หลังคาแบบจีนโบราณ พอเข้าไปแทรกอยู่ตามตึกคอนกรีต มันทำให้ฮ่องกงมีเสน่ห์อย่าบอกใคร . คนฮ่องกงเป็นคนรักสัตว์ ?? เอ้ อันนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ แต่อย่างนึงที่สังเกตได้ คือคนฮ่องกงมีความกุ๊กกิ๊กในเรื่องหมาอยู่ไม่น้อย เดินไปไหนมาไหน ก็จะเห็นคนหนุ่มสาวที่นี่จูงหมามาเดินเล่นมุ้งมิ้งกันตามประสา แต่คนที่นี่เค้ามีความรับผิดชอบนะ ถ้าน้องหมาทำขนมเสร็จ เจ้าของนี่ห่อกลับบ้านทันทีเป็นอันรู้กัน ไม่มีการปล่อยทิ้งไว้ให้เลอะเทอะเป็นอันขาด . สำหรับตัวเมืองฮ่องกง ตึกที่เห็นมีแค่สองอย่าง ไม่ตึกแถว ก็ตึกสูง บ้านเดี่ยวเป็นหลังๆ นี่อย่าหวังเลยว่าจะได้เห็นในย่านกลางเมือง ถ้าเป็นตึกแถว ส่วนใหญ่ก็เปิดเป็นร้านค้าทำมาหากินกันหมด ส่วนบ้านที่ซุกหัวนอนนั้น ก็ต้องอยู่เป็นแนวตั้ง จะคอนโด อพาร์ทเม็นต์ แฟลต หอพัก มีทุกรูปแบบขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋าของแต่ละคน . บานเฟี้ยมเหล็ก คืออีกหนึ่งความเป็นฮ่องกง บางคนอาจจะบอกว่าเยาวราชก็มีปะว้าาา ใช่ เยาวราชก็มี แต่ที่นี่มีเยอะกว่า แถมมีออร่าของความออริจินอลมากกว่าไม่รู้ทำไม 55555 เราว่ามันโคดมีเสน่ห์อะ ยิ่งเก่ายิ่งมีเสน่ห์ บางทีอะไรที่เป็นของดั้งเดิม มันก็มักจะมีความพิเศษอยู่ในตัวเสมอ ถึงจะพยายามทำขึ้นมาใหม่ ยังไงก็แทนที่ของออริจินอลไม่ได้เลยยย . ถ้าใครเคยสังเกต ถึงภาพลักษณ์ภายนอกฮ่องกงเค้าจะพัฒนาไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่อย่างนึงที่ยังคงความเก๋าอยู่ได้จนทุกวันนี้ ก็คือ TAXI เนี่ยแหละ ไม่ว่าจะผลิตรุ่นใหม่ออกมาไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น คุณ Taxi ฮ่องกงก็ยังคงแข็งใจไม่เปลี่ยน model รถของตัวเอง Taxi ในฮ่องกงกว่า 99% คือใช้รถรุ่น Toyota Comfort ที่ผลิตออกมาครั้งแรกในปี 1995 มาถึงตอนนี้ก็เบาๆ แค่ยี่สิบกว่าปีเอง แต่ก็ยังผลิตออกมาเรื่อยๆ นะ เอาไว้เป็น Taxi โดยเฉพาะ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเค้ายังไม่เปลี่ยน แต่ใจจริงคือชอบมากก รู้สึกว่ามันทำให้เมืองนี้มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น . ฮ่องกงเป็นเมืองช้อปปิ้ง อันนี้ทุกคนน่าจะรู้อยู่แล้ว แบรนด์แทบจะทุกยี่ห้อที่มีอยู่บนโลก คือสามารถหาซื้อได้ที่นี่ แต่สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้การช้อปปิ้งที่ฮ่องกงชนะที่อื่นในโลก คือฮ่องกงไม่มี Tax นั่นเลยเป็นสาเหตุให้คนไทยชอบนักชอบหนาที่จะบินไปช้อปกันที่ฮ่องกง ก็นิสัยคนไทยอะนะ ขอแค่ให้จิ้มเครื่องคิดเลขแล้วได้ราคาถูกกว่าที่พารากอนก็ฟินกันถ้วนหน้าแล้ว . มาฮ่องกง เมืองแห่ง Skyscraper ทั้งที ก็ต้องกระแดะอยากขึ้นไปบนตึกที่สูงที่สุดของฮ่องกงซะหน่อย ถ้าอยากให้คนฟอลโล่ในไอจีอิจฉาเล่นๆ พอขึ้นไปก็อย่าลืมถ่ายรูปแล้วติดโลเคชั่น The Ritz-Carlton, Hong Kong ด้วย ตึกที่ว่านี้คือ International Commerce Centre หรือเรียกง่ายๆ ว่า ICC ไม่ไรมากอะ สูง 484 m เอง ก็แค่เกือบครึ่งกิโลอะ มีทั้งหมดเบาๆก็ 118 ชั้น เค้าว่ากันว่าเป็นตึกที่สูงอันดับที่ 9 ของโลก แต่ถ้านับเป็นจำนวนชั้น ก็สูงอันดับ 4 เลยนะ The Ritz-Carlton โรงแรมหรูอันดับต้นๆ ของโลกก็อยู่ที่นี่ด้วย แล้วบนสุดของโรงแรม ชั้น 118 ก็คือ Ozone Bar เอาไว้ดูวิวเกาะห้องกงแบบเหนือเมฆ นี่พูดจริงนะ เหนือเมฆจริงๆ ก็ตอนเราไปหมอกลงจัดพอดี มองออกมานี่ขาวจั๊ววววว นึกว่ามาดูทะเลหมอก ไหนอะ Skyscraper ของชั้นนนน ร้องไห้แปรบบบ . ไปญี่ปุ่นต้องกินซูชิ ไปอินเดียต้องกินโรตี และแน่นอน มาฮ่องกงก็ต้องลิ้มรสติ่มซำกันซะหน่อย แต่ระดับเรา อร่อยอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีกิมมิคด้วย เลยเป็นที่มาของร้าน Dim Sum Icon อันโด่งดัง คอนเซ็ปต์ของเค้าคือ ตัวการ์ตูน Sario Little Twin Stars ก็ไม่ไรมากกก กินไปก็ขำไป เข้ากับตัวข้าพเจ้ามากกกก ธรรมชาติเป็นคนแบ๋วๆ ไรงิ แต่ว่าไม่ได้นะเออ รสชาติที่เด็ดสะระตี่ . หลายคนอาจจะยังไม่รู้ เห็นทันสมัยแบบนี้ ฮ่องกงมีหมู่บ้านชาวประมงด้วยนะเออ ก่อนไปก็แอบคิดในใจว่า ทุกอย่างที่นี่คืออยู่บนตึกหมด ใช้ชีวิตแนวตั้งกันหมด แล้วหมู่บ้านชาวประมงเค้าจะอยู่บนตึกด้วยป่าววะ 555 มาถึงนี่ผิดคาด หมู่บ้านชาวประมงริมน้ำของจริงเว้ยเฮ้ย ถึงแม้จะมีตึกสูงเป็นฉากหลังก็เหอะ พอให้อภัยได้ แต่ความเด็ดดวงมันอยู่ที่อาหาร!! กุ้งมังกร หอยเป่าฮื้อ หอยงวงช้าง หอยเชลล์ ปูทะเล ปลาเก๋ายักษ์ โอ้โหววว มาหมดทะเลอะ ถ้าปลาวาฬกินได้ คงมีปลาวาฬขายแล้วแหละ สด อร่อย คุ้ม พุงน้อยๆ นี่ยิ้มแป้นเลย . สองทุ่มตรง นาฬิกาบอกเวลา รถม้าจะกลายเป็นฟักทอง เดี๋ยวๆ ไม่เกี่ยวปะ สองทุ่มอะใช่ แต่เป็นเวลาของ Symphony of Lights ต่างหาก ใครเห็น แสงสีเสียงพุ่งไป พุ่งมา ก็ไม่ต้องตกใจ ไม่ใช่สัญญาณเตือนภัยที่ไหน แต่คือโชว์แสงไฟ และเลเซอร์ของเกาะฮ่องกงเค้า Guinness Book เค้าบอกไว้ว่า Symphony of Lights เป็นการโชว์แสงสีเสียงกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยนะ ถ้าใครอยากดูอยากชม เรามีนัดกันทุกวันสองทุ่มตรง หาทำเลเหมาะๆ แถว Avenue of Star หรือไม่ก็ Tsim Sha Tsui แล้วมองข้ามไปฝั่งฮ่องกง ประทับใจแน่นอน . ฮ่องกงก็มีหาดทรายนะเว้ย Repulse Bay เป็นหนึ่งในไม่กี่หาดของฮ่องกงที่เล่นน้ำอาบแดดได้ แต่ขอแอบบอกความลับหน่อย Hidden Story ของที่นี่ คือ…. มันเป็นของปลอมมเว้ยแกกก ทรายที่เห็นเนี่ย เค้าเอามาถมจนมันเป็นหาดขึ้นมาให้คนนอนเล่น ก็ทำไงได้ ประเทศเล็ก ธรรมชาติน้อย อยากได้ก็ต้องสร้างเองเป็นธรรมดา . จาก Repulse Bay อ่าวรูปจันทร์เสี้ยวนี่เป็นจุดรวมนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นจุดรวมตัวเทพเจ้าแบบ One stop service ที่เค้าว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์มากๆอีกด้วย นอกจากที่เห็นเป็นรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่ ยังมีทั้งเทพเจ้าแห่งความรัก โชคลาภ การงาน สุขภาพ กระทั่งขอลูกก็ยังได้! กิจกรรมสุดฮิตเลยคือเดินข้ามสะพานเพื่อต่ออายุขัย โดยมีข้อแม้ว่าห้ามเดินกลับมาทางเดิมด้วยนะ เพราะจะเป็นการลดอายุ ฮั่นแหนะะ อยากรู้เรื่องเทพเจ้าความรักกันล่ะสิ เอาเป็นว่าถ้าได้เมื่อไหร่ จะมาจัดรีวิวแบบละเอียดๆให้ฟังแล้วกันโนะ 555555555 . หรือที่คนไทยคุ้นหูกันว่าวัดกังหัน ว่ากันว่ายิ่งหมุนกังหันเยอะๆ ทรัพย์ยิ่งมา การงานมา โชคดีมาาา ออกตัวก่อนว่าส่วนตัวไม่อินเรื่องความเชื่อใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทุกคนที่ไปวัดอินหนักมากกก ขอพรกันนานมากก เหยย งั้นแก้ปีชงหน่อยละกัน555555 จะเขียนชื่อที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล์ เฟสบุคอะไรก็ว่าไป ท่านจะได้ตามมาให้พรเราถูก ความเชื่อส่วนบุคคลเนอะ ทำอะไรแล้วสบายใจขึ้นเราว่าก็โอเคแล้ว . ถึงจะไม่อินเรื่องความเชื่อ แต่ชอบนะที่ได้มาอยู่ท่ามกลางคนที่เชื่อใน passion บางอย่างของตัวเอง คนฮ่องกงดั้งเดิมเองเลยเชื่อเรื่องดวง เรื่องฮวงจุ้ยกันมากๆ ทุกเทศกาลสำคัญวัดใหญ่ๆจะอัดแน่นไปด้วยชาวฮ่องกงที่มาทำบุญ ขอพร ให้สมตามที่ตนปรารถนา อย่างธูปเทียนนี่ก็ต้องใหญ่ที่สุด ถึงจะดีที่สุด ของเซ่นไหว้มาเต็ม ตรงตามฤกษ์ตามเวลามงคลเป๊ะๆ และนี่อาจจะเป็นอีกเหตุผลนึงที่ฮ่องกงมีวันหวยออกถึง 3 วันต่อสัปดาห์ ยังไม่รวมแทงม้าอีก 2 วัน  . อีกหนึ่งจุดที่ถ้าไม่ได้มาเชคอิน แทบจะเรียกได้ว่ามาไม่ถึงฮ่องกง The Peak หรือ Victoria Peak คือยอดเขาที่สูงที่สุดของเกาะนี้ ง่ายๆเลยคือถ้าจะไปดูมุมท๊อปของเมืองฮ่องกง จะไปดูที่ไหนล่ะถ้าไม่ใช่ที่นี่! ทั้งอ่าววิคตอเรีย ตึกสูงเรียงราย เรือเฟอร์รี่ ฝรั่งบนเรือเฟอร์รรี่ ลองมาส่องดูได้ที่ The Peak โนะ (เดี๋ยว) วิธีเดินทางไปก็ไม่ยากเลยยยย เราสามารถนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปลง MTR Central Station แล้วเดินต่อไปขึ้นรถราง The Peak Tram หือออ ง่ายดายมากๆ แต่สำหรับใครที่จะไปรถยนต์นี่ขอเตือนว่าทางคดเคี้ยวไม่ธรรมดานะะ นี่เมารถ หลับตลอดทางเลยจ้าาาา ตื่นมาอีกทีก็ฮัลโหลวิคตอเรียพีคละ 55555555 นอกเหนือไปจากวิวที่หมอกลงแบบหนาแน่น แบบมองอะไรไม่เห็น แบบทำใจไม่ค่อยจะทัน ยอดเขาเดอะพีคนี่มันก็พีคจริงๆนะ เพราะถือเป็นจุดฮวงจุ้ยแรงงง ใครอยากหล่อรวยเฮง แน่จริงต้องมาปลูกบ้านบนนี้นะเอออ ตามทางคดเคี้ยวขึ้นมาเราเลยจะเห็นบ้านของมหาเศรษฐีกันเต็มไปหมด . เดินผ่านไปผ่านมาแถวจิมซาจุ่ย อาจจะพอคุ้นๆกับตึกทรงกลมหน้าตาประหลาด วางคู่อยู่กับตึกสีชมพู ดูฮิปเว่ออ่าแกรร มันคือศูนย์วัฒนธรรมฮ่องกงนั่นเอง ถ้าให้เทียบกับในกรุงเทพฯก็คงเป็นตึก BACC ที่อยู่ตรงข้ามมาบุญครองอะเนอะ ไม่เพียงแต่สีชมพูของตัวอาคารที่ทำให้ตึกดูสวยโดดเด่น แต่ด้วยการออกแบบพื้นที่ให้เปิดรับกับทะเลด้านหลัง ลมเลยโกรกดีมากกกก ทั้งชาวฮ่องกงเองและนักท่องเที่ยวมานั่งเล่นกันเต็มขั้นบันไดเลยยย เมืองไทยน่าจะมีพื้นที่ริมน้ำชิคๆคูลๆแบบนี้กันมั่งเนอะ  . มีคนเกลียดตึกนี้อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ด้วยความที่เป็นก้อนสีชมพูทึบตัน ไม่มีหน้าต่าง วางอ้วนๆอยู่ริมทะเล สร้างความน่ารำคาญตารำคาญใจไม่น้อยให้แก่คนที่อยู่เกาะฝั่งตรงข้าม เออ แต่ด้วยความนิ่งๆ เพลนๆของมันนี่เราว่าถ่ายรูปโคดดดดดขึ้น พอแต่งชุดทำตัวเท่ๆ ไปยืนอยู่ท่ามกลางแสงและเงาของโครงสร้างรอบอาคารนี่รู้สึกตัวเองคูลขึ้น 30%   . เห็นตึกทรงกลมหน้าตาประหลาดริมถนนย่านจิมซาจุ่ยนี่เดาได้ป่าวว่าตึกอะไรรร เป็นพิพิธภัณฑ์อวกาศของฮ่องกงนั่นเองง เห็นยังงี้เปิดมาตั้งแต่ปี 1980 แล้วนะ แต่ตอนเราไปเค้าปิดปรับปรุงอยู่แฮะ เห็นว่าจะเปิดให้บริการอีกทีปลายปี 2016 รีโนเวทครั้งนี้น่าจะมีอะไรเจ๋งๆเพียบแน่ๆ เพราะของเก่าจัดแสดงมานานนนนมากแล้ว  . อีกหนึงมุมสวยของพิพิธภัณฑ์อวกาศ คือถ้าเราเดินถัดมาข้างๆอีกนิดจะเจอกับบันไดวนสีชมพู วางเท่ๆอยู่คนเดียวท่ามกลางความโค้งมนของตึกทรงกลม เลยต้องถือโอกาสเข้าไปเก็บรูปซะหน่อย ขอบคุณคุณลุงเคนตั๊กกี้ที่เป็นพร๊อพให้รูปนี้ด้วยนะค้าาาา  . ฮ่องกงเป็นเมืองวิวดี นี่ชั้นเดินอยู่ริมทะเล Habour City หรืออยู่ยุโรปปปป ทำไมงานดี งานละมุนน 55555555 ยืนแอบถ่ายอยู่นาน จนนางหันมายิ้มให้ เขินเองซะงั้นอย่างที่บอก ฝรั่งมากันเพียบ แบ็คแพ็คมาก็มี มาเป็นก๊กเป็นแก๊งเลยก็เยอะ ก็นะ ฮ่องกงเที่ยวง่ายยย แถมอากาศก็ค่อนข้างเป็นปกติตลอดปีอีกต่างหากดีค่ะดี AEC เนอะ เปิดตลาดอาเซียน เนอะ เราเวลคั่มนะยูววววว 55555555 . ท่าเรือข้ามฟาก Star Ferry เป็นหนึ่งในหัวใจการคมนาคมของเกาะฮ่องกงเลยทีเดียววว Star Ferry ทำการขนส่งผู้โดยสารจากจิมซาจุ่ย ไป Central หรือ Wanchai ซึ่งแต่ละเที่ยวก็ใช้เวลาไม่นานแค่ประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น ถ้าใครมีเวลาลองหาโอกาสนั่งเรือข้ามฟากดูน่าจะเก็บวิวสวยๆมาได้พอตัวเลย อะไรจะดีไปกว่านั่งเรือเล่น ดูวิวริมน้ำ แล้วปล่อยให้ลมตีหน้าเบาๆ  . อยู่อย่างเหงาๆ เราคงจะได้รู้ เดี๋ยว เหงาไม่เหงาไม่ถามลุงซักคำ ลุงแค่เดินมาดูวิวหน้าเฟรมกล้องเรา ลุงเหงาเฉย 5555555 ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม วิวตึกที่ปกติเรียงรายกันเป็นดอกเห็ดน่าจะให้ความรู้สึกสดใส แข่งขัน กระฉับกระเฉง พอมีหมอกมาลงตรงหน้าแบบนี้กลับดูเศร้าลงอย่างน่าประหลาด ก็คงไม่ต่างกับคน เมืองฮ่องกงก็คงจะมีมุมบางมุมของตัวเองที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ถ้าไม่ได้มาดูด้วยตาตัวเองครั้งนี้เราก็คงจะติดภาพเมืองเสียงดัง วุ่นวาย ตึกรามบ้านช่องแห้งๆ ในสมัยเด็กอยู่แน่ๆ ความสนุกของการออกเดินทางอย่างหนึ่ง คือการได้เปิดรับสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใหม่หรือสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ไม่ว่าอย่างไหน เรื่อง Hidden ที่เพิ่งได้ถูกค้นพบขึ้นใหม่ก็ล้วนกระตุ้นความตื่นเต้นให้นักเดินทางอย่างเราเสมอๆแหละเนอะ ว่ามั้ย! โอเค บิ๊วขนาดนี้แล้ว มีใครเปลี่ยนใจอยากไปเที่ยวฮ่องกงมั่งยัง? . . ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก gogetlost

ดวงความรัก 12ราศี ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2559 โดย อ.คฑา ชินบัญชร
ดวงความรัก /  ดวงเนื้อคู่ / 

ดวงความรัก 12ราศี ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2559 โดย อ.คฑา ชินบัญชร ราศี มังกร (14 มกราคม - 13 กุมภาพันธ์) ความรักคิดมาก มีปากเสียงกันบ่อย ช่วงนี้เลยมักเผลอใจไปมีกิ๊กบ้าง เพราะสบายใจกว่า ยังไงก็ออมคำพูดไว้บ้าง มีโอกาสเลิกรากันสูง ดวงความรักมาแบบซาดิสม์ ตบจูบตลอด ช่วงนี้อย่าไปเผลอใจกับอารมณ์ชั่ววูบ ต้องดูกันให้ยาว ความเสน่หามักจะไม่จีรังยั่งยืน ความรักยังไม่เข้าใจตัวเอง เป็นช่วงเวลาของการค้นหา คนดสดมีผ่านเข้ามาบ้าง แต่คุณยังไม่ตัดสินใจเลือก ถ้ามีคู่แล้ว มีกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ถ้าลดทิฐิ เปิดใจเข้าหากันทางก็สะดวก ราศีกุมภ์ (14 กุมภาพันธ์ - 13 มีนาคม) ความรักเป็นคนเจ้าชู้ ช่วงนี้เลยเครียดต้องตัดสินใจเลือก รักพี่เสียดายน้อง กลุ้มใจจริงๆ ถ้ามีคู่แล้วหวานกันดี แต่อาจมีการใช้อารมณ์ใส่กันบ้าง ดวงความรักคืบคลานมาอย่างช้าๆ ยิ่งแสวงหาก็ยิ่งห่างไกลออกไป มีรักที่อบอุ่น คนโสดจะมีเพื่อนหรือคนใกล้ชิดช่วยแนะนำให้รู้จัก คนโสดได้สะดุดรัก แบบไม่ทันตั้งตัว ช่วงนี้เสน่ห์แรง แต่ก็มักชอบเจอคนเจ้าชู้ โลกเป็นสีชมพู ราศีมีน (14 มีนาคม - 14 เมษายน) ความรักช่วงนี้เห็นหน้ากันเป็นต้องทะเลาะ หรือมีเรื่องให้เข้าใจผิดกันมาตลอด พยายามใจเย็นและปรับเข้าหากันจะดีกว่าประชดประชัน อยากได้อะไรก็ต้องเป็นฝ่ายให้ด้วย คนโสดไม่ต้องรอนานอีกแล้ว เดือนนี้มีคนมาขอเกี่ยวดองด้วยแน่นอน ความรักหวานชื่น ซาบซ่า ส่วนที่ดูใจกันอยู่ก็จะได้ตกร่องปล่องชิ้นกันเสียที คู่รักหวานแหววดี ดวงความรักคนโสดหน้าชื่นตาบาน มีคนมาขอความรัก หัวบันไดบ้านไม่แห้งแน่นอน ส่วนคนที่มีคนรักแล้วยังมีบางเรื่องค้างคา พยายามปรับความเข้าใจ เอาใจเข้ามาใส่ใจเรา แล้วจะเข้าใจกันดี ราศีเมษ (15 เมษายน - 14 พฤกษภาคม) ความรักขึ้นลงตลอดเวลา แต่ส่วนใหญ่จะออกแนวเศร้า รักเขาข้างเดียว ชีวิตมีแต่ให้ คนโสดคงต้องรออีกนิด ช่วงนี้ยังไม่ใช่เวลาของคุณ ดวงความรักมัวแต่รอให้คนมาจีบมันช้าไป ต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองสักหน่อย ใส่เกียร์เดินหน้า หมดสมัยที่ต้องมานั่งรอแล้ว อยู่เฉยๆ จะถูกคนอื่นตัดหน้าได้ ช่วงนี้ดวงความรักเจ้าเสน่ห์ ทำให้ต้องเลือก แบบรักพี่เสียดายน้อง คงคิดไม่ตกเสียที คนโสดได้เจอคนถูกใจ มีประสบการณ์น่าตื่นเต้น ราศีพฤษภ (15 พฤษภาคม - 14 มิถุนายน) ความรักกุ๊กกิ๊กกันได้ตลอด เป็นที่น่าอิจฉาของคนรอบข้างยิ่งนัก คนโสดมีโอกาสดีๆ รีบคว้าเอาไว้ก่อน ช่วงนี้มีโอกาสที่คนรักเก่าจะหวนกลับมา ดวงความรัดสดใสซาบซ่า คนโสดลองเปลี่ยนแปลงตัวเองดู จะรู้ว่าคุณเองก็เสน่ห์แรงไม่เบา ถ้ามีคนรักแล้วอาจมีกิ๊กเพิ่ม ดวงความรักร้อนแรงเหลือเกิน ราศีเมถุน (15 มิถุนายน - 15 กรกฎาคม) ความรักหวั่นไหวง่าย ใกล้ใครต้องรู้สึกโน้มเอียงทุกครั้ง ถ้ามีคนรักแล้วมักเผลอใจไปหากิ๊กเพิ่มได้ง่าย ถ้ายังโสดต้องระวังไปแอบรักคนมีเจ้าของ ความรักจะชลมุนวุ่นรักแอบรักคนนั้นคนนี้ ความเจ้าชู้เริ่มออกลาย ทั้งโสดและไม่โสด ต้องสลัลรางกันให้วุ่น สำหรับความรัก ถ้าคุณโสดคุณเฮฮาได้เต็มที่ ได้พบรักอย่างที่ต้องการ แต่ถ้าคนที่มีรักแล้วระวังมือที่สามเข้ามาป่วนให้เขว ราศีกรกฎ (16 กรกฎาคม - 16 สิงหาคม) ความรักได้อย่างเสียอย่าง เป็นเวลาที่ต้องตัดสินใจเลือก ถ้ามีแฟนแล้วอึดอัด ขี้น้อยใจ ให้มองโลกในแง่ดี ความรักของคุณก็จะดีตามไปด้วย ความรักเสน่ห์แรง ถึงแม้จะมีเจ้าของแล้ว แต่ก็ยังมีคนตามมาจีบ คนโสดถึงเวลาได้คู่ควงแล้ว ไม่มีคนเข้ามาก็คิดมาก พอมีคนเข้ามาเยอะก็ติดสินใจไม่ถูก ดวงความรักพุ่งแรง มีเสน่ห์ดึงดูดใจทั้งเพศเดียวกันและเพศตรงข้าม บางทีทำอะไรใหม่ๆ บ้าง ก็ทำให้มีชัวิตชีวิาดีทีเดียว คนโสดหายห่วง ได้มีคู่ครองเดินเคียงข้างแน่นอน ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม - 15 กันยายน) ความรักอบอุ่น มีคนมารายล้อม มีเวลาให้กับคนรักและครอบครัวมากขึ้น คนโสดได้เพื่อนดี คอยแนะนำ ช่วงนี้เดินทางบ้างจะมีโชคเรื่องความรัก ดวงความรักเจ้าชู้เหลือเกิน มีคนทำให้ใจคุณไขว้เขว ระวังเจอที่เจ้าชู้เหมือนกัน คนโสดมีเข้ามาแบบเป็นกิ๊ก หรือรักจริงหวังฟัน ต้องดูให้ดีว่าเขามีใครรึยัง คนมีเจ้าของแล้วมักจะบอกว่าโสดสนิท เสน่ห์แรงเกินห้ามใจ มักมีคนแวะเวียนดอมดม คนโสดคงไม่รอดแน่ ส่วนถ้ามีแฟนแล้วได้เจออาการหึงหวงแน่นอน ทั้งรักทั้งหลง ทำตัวน่ารักชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ราศีกันย์ (16 กันยายน - 16 ตุลาคม) ความรักสะดุดเข้าอย่างจัง คนโสดได้ลงจากคานแน่นอน มักจะเป็นรักแรกพบ ถ้ามีคนรักแล้วมีข่าวดีเรื่องบุตร เรื่องวิวาห์ ความรักที่รอกันมานาน จะได้พบรักพบคนโดนใจเสียที ถ้ามีคนรักแล้วได้เที่ยวพักผ่อน มีบรรยากาศโรแมนติกด้วยกัน คนโสดเสน่ห์แรง ทั้งเพศเดียวกัน เพศตรงข้ามเข้ามาหลงรัก ส่วนคนมีแฟนแล้วต้องระวัง ความเจ้าชู้จะถูกคนรักจับได้ ถูกคุมประพฤติ ราศีตุลย์ (17 ตุลาคม - 15 พฤศจิกายน) ความรักคู่ที่อยู่ไกลกัน จะได้คุยกันมากขึ้น เจอกันให้หายคิดถึง ออกแนวโรแมนติก คนโสดมีหวือหวาบ้างแต่ไม่นาน อย่าไปคาดหวังมาก ดวงความรักแสนซน ยั่วคนนั้นสบตาคนนี้ ประสบการณ์ใหม่ๆ เพียบ คนโสดได้เจอรักสดใสแน่นอน ส่วนคนมีคนรักแล้วหวานชื่นดี แต่ก็ไม่วายโปรยเสน่ห์เพิ่มกิ๊กให้ตัวเอง ราศีพิจิก (16 พฤศจิกายน - 14 ธันวาคม) ความรักสดชื่นรื่นรมย์ คนรักเอาใจเป็นพิเศษ มีดวงจะได้กิ๊กเพิ่มอีกด้วย คนโสดหลงรักคนมีเจ้าของ เดี๋ยวก็ทุกข์เดี๋ยวก็สุข ความสัมพันธ์คลุมเครือไม่ชัดเจน ลองเปิดใจรับคนใหม่ๆ ดูบ้าง ช่วงนี้เสน่ห์แรงเลือกได้ คนโสดได้เฮ สะดุดรักโดยบังเอิญ ส่วนถ้ามีคนรักแล้วหมั่นเอาใจกันหน่อย ความดีความน่ารักในตัวคุณจะมัดใจเข้าอยู่หมัด ดวงความรักหวานหยาดเยิ้ม แต่ไฉนยังบู๊กันดุเดือด ต่างคนต่างไม่ยอมกัน คนโสดได้เพื่อนช่วยลุ้น มีเปอร์เซ็นต์ได้คู่สูง ให้ท่องไว้ ใจกล้าดได้ เหนียมอายอด ราศีธนู (15 ธันวาคม - 13 มกราคม) ความรักกลุ้มใจไม่หาย มีเข้ามาให้เลือกหลายคน ตัดสินใจลำบาก ช่วงนี้รับรองคนโสดไม่มีเฉา ถ้ามีแฟนแล้วจะมีเด็กมายั่วให้เขวบ้าง แต่สุดท้ายก็กลับมาตายรังหวานแหววเหมือนเดิม ดวงความรักได้แต่รอ ดูเหมือนคานจะเริ่มถามหาคนโสด คู่ที่ดูใจกันอยู่ก็ไปเรื่อยๆ อยากได้อะไรต้องตื้อ ต้องให้ก่อนถึงจะได้รับคืน ความรักไม่มีเหี่ยวเฉา มีคนมาคอยกระเซ้าเย้าแหย่ ได้ปิ๊งคนถูกใจ ได้มิตรภาพเพิ่มขึ้น ถ้ามีแฟนแล้วอบอุ่น จริงใจ คนรักคอยเป็นที่ปรึกษา ช่วยเหลือทุกเรื่อง รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com อ่านดวง 12 ราศี เพิ่มเติมได้ที่ หนังสือพยากรณ์ชะตาชีวิต ไพ่ยิปซี ปี2559 โดย อ.คฑา ชินบัญชร วางจำหน่ายแล้วที่เซเว่นอีเลเว่นทุกสาขา และร้านหนังสือชั้นนำ

แม่หมู ยิ้มปากฉีกลูกชาย โกยทรัพย์อีเว้นต์-โฆษณา แน่น! กว่าพระเอก
นาย นภัทร /  นาย ณภัทร ลูกชาย หมู พิมพ์ผกา

เห็นหน้าหล่อๆ ทางหน้าจอทีวีแทบจะทุกวัน สำหรับ นาย นภัทร ลูกชายสุดหล่อสุดฮอตของนักแสดงรุ่นเดอะ หมู พิมพ์ผกา ที่ฟาดเรียบงานอีเว้นต์ งานโฆษณา ไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ยังไม่มีผลงานการแสดงที่เป็นชิ้นเป็นอัน งานนี้ทำเอาคุณแม่หมูยิ้มปากฉีก เพราะเพิ่งจะดันลูกชายเข้าวงการได้แค่ปีกว่าๆ แต่ลูกชายก็สามารถทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ มากกว่าพระเอกหรือดาราดังๆ บางคนซะอีก นี่ถ้าหนุ่มนายได้เข้าวงการอย่างเต็มตัวเมื่อไหร่ พระเอกหลายๆ คนคงมีเสียวสันหลังอย่างแน่นอน นอกจากจะมาเป็นพระเอกตัวเลือกในงานละครแล้ว งานพรีเซ็นเตอร์โฆษณาหลายๆ ชิ้น หนุ่มนายก็มีสิทธิ์ที่จะฟันเรียบ และเสียบแทนพรีเซ็นเตอร์คนเก่า เอาเป็นว่าภายใน 2-3 ปีนี้ คงต้องรอดูพัฒนาการของหนุ่มนาย หากเจ้าตัวได้มีโอกาสเล่นละคร ก็ต้องมาลุ้นกันอีกรอบว่าผลงานละครจะช่วยดันให้มีกระแสเพิ่มขึ้นมาอีกหรือไม่ แต่ดูหน่วยก้านจากผลงานโฆษณาเล็กๆ น้อยๆ บนหน้าจอทีวีในเวลานี้ บอกเลยว่าออร่าความเป็นซุป’ตาร์ของหนุ่มนายเริ่มจะมาเต็ม ช่อง 3 ที่ได้ตัวหนุ่มนายไปครอบครอง คงต้องเตรียมตัวชูโรงพระเอกดาวรุ่งดวงใหม่ของวงการ แม่หมู -นาย นภัทร แม่หมู -นาย นภัทร แม่หมู -นาย นภัทร นาย นภัทร

ทะลุ 100 ล้านวิวแล้ว! เอ็มวีน่ารักๆของ
คนมีเสน่ห์ /  ป้าง นครินทร์ / 

   หลังจากไม่ได้มีผลงานเพลงให้ได้ฟังมานาน แต่ล่าสุดผู้ชายเสียงมีเสน่ห์อย่างป้าง นครินทร์ ก็ปล่อยซิงเกิ้ลที่เรียกว่าเพราะฮิตติดหู กับเพลง คนมีเสน่ห์ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนๆ ที่ติดตามผลงานของหนุ่มป้างอยู่ตลอด โดยเพลงนี้ได้มีการเปิดตัวเอ็มวีไปเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน จนถึงตอนนี้ยอดวิวเพลง คนมีเสน่ห์ มีมากกว่า 100 ล้านวิวแล้ว!... บันทึกเป็นสถิติใหม่เพลงไทยที่มียอดผู้ชมมิวสิควิดีโอเกิน 100 ล้านครั้งเร็วที่สุด!! โดยเอ็มวีเพลง คนมีเสน่ห์ ได้นักแสดงขวัญใจวัยรุ่นอย่าง ไอซสึ และ เบลล์ เขมิศรา มาร่วมถ่ายทอดเนื้อหาเพลงที่มีความน่ารัก เรียบง่าย ฟังสบาย ซึ่งหนุ่มป้างเองก็ตั้งใจกับผลงานเพลงนี้เป็นอย่างมาก เห็นยอดวิวดีวันดีคืนแบบนี้ คงชื่นใจหายเหนื่อยเลยทีเดียว

นี่ไง !! ครอบครัวตัวอย่าง ของวงการบันเทิง
คู่รักตัวอย่าง /  ครอบครัวตัวอย่าง / 

  เรื่องครอบครัวก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์เรา เด็กจะเติบโตมายังไงก่อนอื่นต้องดูที่พื้นฐานของครอบครัวเป็นหลัก มาดูครอบครัวในวงการบันเทิงกันดีกว่า ว่าแต่ละครอบครัวมีความรักและความอบอุ่นให้กันขนาดไหนและพอที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนที่พบเห็นได้กลับมาย้อนดูครอบครัวตัวเองว่าตอนนี้ได้ทำให้ครอบครัวตัวเองอบอุ่นแล้วหรือยังและนี่ก็เป็นเพียงคู่รักส่วนน้อยในวงการที่น่าชื่นชมในความรักของกันและกัน เพราะยังมีคู่รักอีกหลายคู่ที่เราไม่ได้ยกขึ้นมา พ่อรอง-แม่ปทุม รอง เค้ามูลคดี พ่อรอง-แม่ปทุม   ถือว่าเป็นครอบครัวตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความรักที่มีให้กันสำหรับนักแสดงอาวุโส อย่างพ่อรอง เค้ามูลคดีกับแม่ทุม ปทุมวดี โสภาพรรณ เพราะถึงแม้ว่าแม่ทุมจะป่วยอาการหนักอย่างไร พ่อรองก็ไม่ทิ้งจะหนีหายไปไหน แต่กลับคอยเป็นกำลังใจให้กัน ขนาดคนที่พบเห็นคู่รักคู่นี้ ซึ่งอายุอานามก็มากแล้ว ต่างก็ต้องซึ้งจนน้ำตาไหลเพราะเห็นถึงความรักและความเอื้ออาทรของคู่รักคู่นี้จริงๆ อาต้อย เศรษฐา-เปี๊ยก อรัญญา อาต้อย เศรษฐา-เปี๊ยก อรัญญา-น้องอีฟ พุทธิดา   เรียกว่าครองรักกันมายาวนานถึง 37 ปี แล้วแต่ดูความรักของทั้งคู่ไม่เก่าและจืดจางลงไปเลยสำหรับอาต้อย เศรษฐา กับศรีภรรยาคนสวยอาเปี๊ยก อรัญญา ทั้งคู่เคยผ่านช่วงเวลาที่ต้องอาศัยกำลังใจเป็นอย่างมากมาแล้วช่วงที่อาเปี๊ยกป่วยด้วยโรคเส้นเลือดแตกในสมอง แต่เพราะความรักของครอบครัว ซึ่งมีลูกสาวคนเก่งอย่างน้องอีฟ พุทธิดา และสามีอย่างอาต้อยช่วยฝ่าฟันจนตอนนี้อาเปี๊ยกหายขาดเป็นปกติ อาตู่ นพพล-ซ้อนุช ปรียานุช อาตู่ นพพล-ซ้อนุช ปรียานุช   เป็นครอบครัวตัวอย่างอีกหนึ่งครอบครัวที่ถึงแม้จะไม่ทายาทสืบสกุล แต่คู่รักอย่างตู่ นพพล กับศรีภรรยาคู่บุญอย่างนุช ปรียานุช ก็ไม่ท้อเพราะทุกวันนี้ถ้าว่างเว้นจากงานผู้จัด ทั้งคู่ก็เดินหน้าช่วยเหลือสังคมโดยการตั้งวงมโหระทึก เดินสายเข้าไปสร้างความสุขให้กับผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่างๆ เรียกว่าสร้างความบันเทิงให้กับผู้ป่วยได้ไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว ออฟ พงษ์พัฒน์-แดง ธัญญา ออฟ พงษ์พัฒน์-แดง ธัญญา   เป็นคู่รักดารารุ่นใหญ่ที่เป็นต้นแบบของใครหลายคนสำหรับ ออฟ พงษ์พัฒน์ และแดง ธัญญา ซึ่งทั้งคู่ประคับประคองชีวิตคู่ให้ยั่งยืนและมีความรักที่สม่ำเสมอแบบคู่รักวัยรุ่นยังต้องอิจฉา เรียกว่าเป็นครอบครัวตัวอย่างของคนบันเทิงอย่างแท้จริง หน่อย บุษกร-เคน ธีรเดช หน่อย บุษกร-เคน ธีรเดช   เป็นคู่รักที่เรื่องอายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขจริงๆ สำหรับหน่อย บุษกร กับสามีสุดที่เลิฟอย่างเคน ธีรเดช เรียกว่าปฏิวัติและแหกกฎ เรื่องรักคนที่อายุห่างกันแบบไม่มีการโปรโมทหรือโฆษณาสินค้าใดๆ ทั้งสิ้น ทำเอาฮือฮาตั้งแต่ทั้งคู่ประกาศว่าจีบกันจนสร้างครอบครัวร่วมกันเลยทีเดียว ก็แหมทุกวันนี้บรรดาสาวๆต่าง ก็แอบอิจฉาสาวหน่อย บุษกรกันทั้งนั้น กบ สุวนันท์-บรู๊ค ดนุพร-ลูกๆ กบ สุวนันท์-บรู๊ค ดนุพร -ลูกๆ   เป็นอีก1คู่รักที่มีบรรดาแฟนคลับพากันลุ้นจนตัวโก่งจริงๆ สำหรับคู่ของนางเอกขวัญใจ7 สี สำหรับกบ สุวนันท์ กับ บรู๊ค ดนุพร พอทั้งคู่แต่งงานกันจนมีทายาทตัวน้อยน้องณดา กับน้องณดล สาวกบก็เฟดตัวออกจากวงการเพื่อไปทำหน้าที่แม่และศรีภรรยา จนบรรดาแฟนคลับต่างพากันเรียกร้องอยากเห็นผลงานของสาวกบอีก และนางก็ไม่ขัดใจเพราะเร็วๆ กำลังจะมีละครน้ำเซาะทรายออกมาให้แฟนคลับได้ชมกันอย่างแน่นอน ป๋อ ณัฐวุฒิ – เอ๋ พรทิพย์ ป๋อ ณัฐวุฒิ – เอ๋ พรทิพย์   นี่ก็เป็นครอบครัวที่น่ารักอีกคู่ของวงการสำหรับพระเอกผิวเข้มอย่าง ป๋อ ณัฐวุฒิ กับนางร้ายสุดแซ่บของวงการอย่างเอ๋ พรทิพย์ แต่กว่าทั้งคู่จะยอมรับว่าคบกันนั้นก็ต้องง้างปากกันจนเหนื่อย แต่เมื่อรักสุกงอมเต็มที่ทั้งคู่ก็ออกมาประกาศข่าวดีแต่งงานกัน จนตอนนี้มีพยานรักตัวน้อย2คนคือน้องภู กับน้องเภา เบนซ์ พรชิตา มิค บรมวุฒิ เบนซ์ พรชิตา มิค บรมวุฒิ   เป็นที่จับตามองตั้งแต่เริ่มคบกันเลยทีเดียวสำหรับคู่ของสาวเบนซ์ พรชิตา กับ หนุ่มอารมณ์ดีอย่างมิค บรมวุฒิเพราะที่รู้ๆ กันดีอยู่ว่าคุณแม่ของสาวเบนซ์ นั้นหวงลูกสาวคนสุดท้องเป็นที่สุด แต่ในที่สุดหนุ่มมิคก็ฝ่าฝันอุปสรรคจนได้แต่งงานและกำลังจะมีทายาทคนบันเทิงลืมตาดูโลกในเร็วๆ นี้ ซึ่งใครๆ ก็ชื่นชมว่าคู่ของของเบนซ์-มิคเป็นคู่รักที่น่ารักที่สุดของวงการบันเทิงอีกคู่ หนุ่ม กรรชัย- เมย์ ปทิตา หนุ่ม กรรชัย- เมย์ ปทิตา   เรียกลุ้นกันเหนื่อยจริงๆ กว่าจะลงเอยสำหรับคู่รักมาราธอนอย่าง หนุ่ม กรรชัย กับศรีภรรยาคนสวย เมย์ ปทิตา ที่ตอนนี้เรียกว่าทุกอย่างลงตัว เป็นครอบครัวที่สุดแสนจะเพอร์เฟค ครอบครัวพร้อมสมบูรณ์แบบ เพราะมีน้องมายูมาเสริมทัพให้ครอบครัวอบอุ่นกว่าเดิม แถมเรื่องงานก็ลงล็อคสุดๆ ปอ ทฤษฎี - โบ แวนด้า ปอ ทฤษฎี - โบ แวนด้า-น้องมะลิ   ถึงตอนนี้พระเอกตลอดกาลอย่างหนุ่มปอ ทฤษฎี จะจากไปอยู่บนสวรรค์แล้วก็ตาม แต่เชื่อว่าใครๆ ก็รู้สึกถึงพลังแห่งรักแท้ที่หนุ่มปอมีต่อศรีภรรยาอย่างโบ แวนด้า เพราะทุกวันนี้เมื่อครบรอบวันสำคัญต่างๆ ระหว่างหนุ่มปอ สาวโบ ก็จะโพสต์ข้อความซึ้งๆ กินใจพร้อมลงรูปใน Ig ให้เราได้ร่วมคิดถึงหนุ่มปอตามไปด้วย และโชคดีมากๆ ที่ก่อนหนุ่มปอจะจากไปเขายังมีทายาทตัวน้อยๆ อย่างน้อง มะลิ พาขวัญ ที่จะเป็นตัวแทนความรักของพ่อกับแม่ เพราะทุกวันนี้เด็กน้อย3จุกอย่างน้องมะลิก็เข้าไปนั่งอยู่ในใจใครหลายๆ คน สมดั่งใจของพ่อปอ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว