หนังโป๊

ปล่อยอารมณ์ให้ลอยไป! ใน Levitate ซิงเกิลล่าสุดของ Imagine Dragon ประกอบหนัง Passengers
Chris Pratt /  Imagine Dragons / 

ศิลปินวงร็อกชื่อดัง Imagine Dragons กลับมากับเพลงประกอบภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ให้กับภาพยนตร์เรื่องล่าสุด Passengers คู่โดยสารพันล้านไมล์ ในท่วงทำนองสุดไพเราะในชื่อเพลงว่า Levitate Passengers คู่โดยสารพันล้านไมล์ ภาพยนตร์แอคชั่นธริลเลอร์ นำแสดงโดยนักแสดงสาวเจ้าของรางวัลออสการ์ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (Jennifer Lawrence) และ คริส แพรตต์ (Chris Pratt) เรื่องราวของคนแปลกหน้าสองคนกับการเดินทางเป็นระยะเวลา 120 ปี โดยมีปลายทางเป็นดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่ง กำกับภาพยนตร์โดย มอร์เตน ทิลดัม (Morten Tyldum) Passengers คู่โดยสารพันล้านไมล์ เข้าฉายในไทย 29 ธันวาคม 2016 ฟังและดาวน์โหลดซิงเกิ้ล Levitate ได้ที่ http://umusicth.lnk.to/9td9s

จำเนียรวิเวียนโตมร /  ธีรเดช เมธาวรายุทธ / 

เป็นนางเอกสาวสุดแซบที่ขึ้นชื่อเป็นกูรูเกมออนไลน์คนหนึ่งก็ว่าได้ สำหรับ ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต เพราะชอบสรรหาสารพัดเกมมาเล่นยามว่างในกองถ่าภาพยนตร์ จำเนียรวิเวียนโตมร หนังแอ็คชั่นคอมเมดี้สวัสดีปีใหม่ของผู้กำกับ ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ ไม่ว่าจะเป็นเกมใบ้คำ, เกมชาเย็น, เกมแวร์วูฟ, เกมโปเกมอน จน 2 พระเอกหนุ่ม บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ และ อาเล็ก ธีรเดช เมธาวรายุทธ ยอมใจในความอะเลิท พร้อมยกฉายา หัวโจก ให้สาวชมพู่เหตุเพราะชอบป่วนด้วยการชวนนักแสดงคนอื่น ๆ เล่นเกมตลอดเวลา !! พบกับ ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ในบท วิเวียน ได้ในภาพยนตร์ จำเนียรวิเวียนโตมร เข้าฉาย 29 ธันวาคมนี้พร้อมกันทั่วประเทศ และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารภาพยนตร์ จำเนียรวิเวียนโตมร เพิ่มเติมได้ที่ https://m39.studio/ILoveYou2

ละครเล่ห์ลับสลับร่าง , เรื่องย่อเล่ห์ลับสลับร่าง
เล่ห์ลับสลับร่าง /  ละครเล่ห์ลับสลับร่าง / 

เล่ห์ลับสลับร่าง ละครช่อง3 ละครเล่ห์ลับสลับร่าง บทประพันธ์โดย : นรอินทร์บทโทรทัศน์โดย : Sanctuaryกำกับการแสดงโดย : กฤษณ์ ศุกระมงคลผลิตโดย : บริษัท โนพรอบเล็ม จำกัดควบคุมการผลิตโดย : ธิติมา สังขพิทักษ์ออกอากาศเร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เล่ห์ลับสลับร่าง สาว “ญาญ่า” โคจรมาเจอคู่ขวัญ ณเดชน์ คูกิมิยะ อีกครา นอกจากท้าทายที่ต้องเล่นบทสลับเพศ เรื่องย่อเล่ห์ลับสลับร่าง เมื่อสองหนุ่มสาวมีปมรักตัวเองยิ่งยวด (Narcissus) หลงในเพศของตน จนรักคนอื่นไม่เป็นฝ่ายขายหลงคิดว่า เพศชายเหนือกว่าเพศหญิง ทั้งร่างกาย และจิตใจ ส่วนหญิงก็ลำพองในความงามจนคิดว่าสอยชายทั้งแผ่นดินได้ สวรรค์เลยลงโทษให้ทั้งคู่แลกเพศกัน เพื่อให้เรียนรู้ทั้งสรีระ และสภาพจิตใจของแต่ละฝ่าย เพื่อบทสรุปที่ว่า เขาต้องเรียนรู้ที่จะรัก ซื่อสัตย์ และเสียสละ ซึ่งกันและกัน นั่นคือความรักที่แท้จริง ผู้กองรามิล ทุ่งพระเพลิง เป็นผู้กองมือปราบ ซึ่งดังจากหน่วยคอมมานโดเฉพาะกิจได้ฉายาว่า ผู้กองมือเหล็ก เพราะช่วยผู้ประสบอุบัติเหตุด้วยมืออันแข็งแกร่งของตนมาหลายครั้งเป็นที่เลื่องลือรามิลหยิ่งผยองในความเป็นชายของตนเอง ถือว่าเพศชายเหนือกว่าเพศหญิง และผู้หญิงเป็นแค่วัตถุทางเพศเท่านั้น เขาจึงมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะนอกใจ นกยูง แฟนสาวแสนดีของตนเองอยู่เนือง ๆ เป็นที่ขัดใจของ หมวดอาคม ลูกน้องของรามิลยิ่งนัก และอาคมเองก็แอบหลงรักนกยูงอยู่เงียบ ๆ เภตรา ภาวดี เป็นนางเอกละคร ที่กำลังก้าวสู่ชื่อเสียงอันดับโลก เมื่อได้รับเลือกให้เป็น ไข่มุกแห่งเอเชีย รางวัลจากฮ่องกง เภตราเช่นเดียวกับรามิล ที่หยิ่งทะนงในความงามของตนเองเธอเหยียดเพศชาย และคนรอบด้านไว้แทบเท้า สวรรค์บันดาลให้ทั้งคู่ประสบอุบัติเหตุเฉียดตาย ตกจากตึกสูงหมดสติไป และแลกวิญญาณกัน หมอนักษัตรหมอดูลวงโลกต้องรับภาระดูแคนทั้งคู่ เพราะเป็นคนเดียวที่สื่อสารกับทั้งสองได้ แต่เมื่อไม่สามารถหาวิธีกลับร่างของตน ทั้งสองต้องจำยอมเลียนแบบไฟล์สไตล์ของกันและกัน เพื่อกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมของทั้งคู่ไม่ให้ใครสงสัย รามิลในร่างเภตราต้องกลับไปรับบทนางเอกในละคร ส่วนเภตรา ในร่างรามิลต้องกลับไปเป็นผู้กองนักบู๊ ละครเล่ห์ลับสลับร่าง การสลับเพศ และรับบทบาทของอีกฝ่าย เป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง สร้างความปวดเศียร เวียนเกล้าให้คนรอบข้าง เภตรากลายเป็นดาราสาวออกทอม เล่นละครไม่เป็น แอบจีบ อจลา สาวดาวยั่ว แถมยังท้าตีท้าต่อยกับ อาทิตย์ ฤทธิรงค์ พระเอกหนุ่มใจสาวเป็นที่กลุ้มใจของ เจ๊อั้ม อรชร ผู้จัดการแต๋วของเภตรา และคุณดนู ผู้จัดละคร ส่วนผู้กองมือเหล็ก กลายเป็น มือไม้อ่อนช้อย กรีดกราย จนอาคม และลูกน้องสงสัยว่ารุ่นพี่จะเป็นกะเทยแอ๊บแมน โดยเฉพาะตอนที่ต้องไปปลดระเบิดในโรงแรมหรู ผู้กองเป็นลมหลายเฮือก และทำอะไรไม่เป็นจนทุกคนสงสัย คนที่น่าสงสารที่สุดคือนกยูง ที่ต้องสับสนกับการออกสาวของผู้กอง และแสดงอาการห่างเหินกับเธออย่างเห็นได้ชัด นกยูงยิ่งเครียดก็ยิ่งหันมาหาอาคมให้ช่วยปลอบประโลมให้ทุกครั้ง จนเริ่มก่อตัวเป็นความรัก ญาญ่า ณเดชน์ ละครเล่ห์ลับสลับร่าง รามิล (ในร่างเภตรา) ได้เบาะแสว่า ฤทธิ์ชาติ ออร์กาในเซอร์ชื่อดัง ที่กำลังแย่งตัวเภตราไปจากเจ๊อั้ม เป็นคนวางแผนทำร้ายรามิล และมีเบื้องหลังเกี่ยวข้องกับแกงค์อาชญากรรมข้ามชาติ ฤทธิ์ชาติ หวังจะเคลมเภตราเป็นของตน และใช้ประโยชน์จากเภตราที่กำลังโกอินเตอร์สร้างอิทธิผลให้เขาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการขนยาเสพติด เภตราปฏิเสธเซ็นสัญญากับฤทธิ์ชาติ แต่ก็โดนขู่กลับเมื่อ ทอมณี สาวทอม ผู้ช่วยฤทธิ์ชาติ สืบรู้ประวัติมารดาของเภตรา ว่าที่แพ้คือ ป้าสีดา แม่ครัวประจำกองถ่ายของเภตรานั่นเอง ฤทธิ์ชาติขู่จะแฉว่าประวัติแท้จริงของเภตรา ที่แท้โลโซรากหญ้า มีแม่ที่เคยทำงานเป็นมาม่าซังมาก่อน งานนี้ รามิล (ร่างเภตรา) ขู่แฉกลับเรื่องที่ฤทธิ์ชาติปล้นเพชรเทียร่าจาก คุณนายพวงคราม แม่ของตนไปซ่อนไว้หวังเงินประกัน ข้อมูลเบื้องลึกได้มาจาก สีตลา นักข่าวสาวช่องน้อยสี ที่กำลังตามสืบเรื่องฤทธิ์ชาติอยู่อาคมสารภาพรักนกยูง และไม่พอใจรามิลจนถึงขั้นตัดพี่ตัดน้อง เพราะเข้าใจว่ารามิลแกล้งทำแต๋วเพื่อหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับนกยูง อาคมขอนกยูงแต่งงานแทน แต่แล้วเมื่อรามิล (ในร่างเภตรา) และเภตรา (ในร่างรามิล) มาร่วมงานแต่ง ทั้งคู่ทำงานล่มไม่เป็นท่า เมื่อเภตราที่เมามายทำท่าเหมือนลวนลามนกยูงเจ้าสาว แถมยังไปท้าพิสูจน์รอยแผล และตะกรุดของอาคมในร่มผ้า เดาได้ถูกต้องจนอาคมเชื่อว่าในร่างเภตราคือรามิลจริง ๆ แต่งานนี้ อาคมกลับตกที่นั่งลำบากเสียเอง เพราะภาพเจ้าบ่าวถอดกางเกงเหลือแต่ชั้นใน กำลังกอดดาราสาวแนบแน่น ฉาวโฉ่ไปทั้งโซเชียล รามิล และอาคม ไหวตัวเมื่อรู้ว่าฤทธิ์ชาติจะขนยาเพสติดครั้งใหญ่ ส่งให้เจ้าพ่อแกงค์ฉิมพลี ฤทธิ์ชาติ เสนอให้ดนูถ่ายทำละครที่โรงแรมริมทะเลของตนฟรี คุณนายพวงครามเสนอให้ทีมงานไปทำการกุศลที่วัดป่า ถัดจากโรงแรมไปในป่าลึก รามิล อาคม และทีมพยายามค้นว่ายาเสพติดซ่อนอยู่ที่ไหน แต่หาไม่เจอ ในที่สุดรถโค้ชของบรรดาเซเลปถูกโจรปล้น และยาซ่อนอยู่ในกระเป๋าหนังตะกวดราคาเกือบล้านของเภตรา ที่ฤทธิ์ชาติมอบให้ นั่นเอง ละครเล่ห์ลับสลับร่าง รามิล เภตราหนีจากกลุ่มโจรหลบเข้าป่า ร่างรามิล (คือเภตรา) ยอมสละชีวิตกระโดดกันกระสุนให้ร่างเภตรา (รามิล) ทั้งสองร่วงลงจากนั้นตก และตะกายขึ้นฝั่งได้ ทั้งคู่หมดสติไป เพื่อที่จะตื่นขึ้น และพบว่าวิญญาณกลับเข้าร่างเดิมของตนแล้ว ทั้งคู่สารภาพรักซึ่งกันและกัน และรู้แล้วว่าการเสียสละแม้แต่ชีวิตของตน ทำให้สวรรค์บันดาลให้ทั้งสองได้กลับคืนร่างของตัวเอง คืนนั้นที่ริมลำธารทั้งสองเป็นของกันและกันอย่างสุขสม รามิลกลับมาเป็นผู้กองมือเหล็กเช่นเดิม รามิลวางแผนเล่นงานเปิดโปงฤทธิ์ชาติ ด้วยงานแถลงข่าวที่คฤหาสน์ของฤทธิ์ชาติเอง งานที่เภตราจะได้เซ็นสัญญาเล่นหนังกับฮ่องกง ที่ฤทธิ์ชาติติดต่อให้แต่งานนี้เภตราต้องยอมแลกกับการที่เธอจะไม่ได้โกอินเตอร์ เภตรายินดีชื่อเสียงเงินทองไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเธออีกแล้ว ทอมณีที่กลับใจแล้วร่วมมือกับเจ๊อั้ม นำเพชรเทียร่าที่ซ่อนไว้ มาแสดงต่อหน้าฤทธิ์ชาติ และพวงครามในงาน พวงครามความเสียใจจนเป็นลมที่ลูกชายเป็นอาชญากรตัวฉากจ ฤทธิ์ชาติถูกจับกุม แต่สารภาพส่วนตัวกับรามิลว่า เพชรที่นำมาเปิดโปงนั้นเป็นเพชรปลอม และเขาไม่ได้เป็นคนสั่งเก็บรามิลมีตัวการใหญ่อยู่เบื้องหลังอีกทีแต่เขาไม่รู้ว่าใคร รามิลรู้สึกผิดสังเกตรีบตามเภตราที่กำลังดูแลพวงครามที่ห้องนอนสองต่อสอง พวงครามเปิดเผยตัวว่าคือตัวการใหญ่ที่ซ้อนแผนลูกชายอยู่อีกที นางต้องการฆ่าทั้งรามิล และเภตรา เพราะรามิลนั้นทำลายแก๊งค์ผลิตยาของเธอหลายครั้ง ส่วนเภตราคือหญิงที่เธอไม่ต้องการให้มาเป็นสะใภ้ตามความต้องการของฤทธิ์ชาติ รามิลช่วยเภตราจากพวงครามไว้ได้ คุณนายถูกจับในที่สุด งานนี้สำเร็จลงด้วยดี แต่ต้องแลกกับการสลับวิญญาณของทั้งคู่อีกครั้ง ตอนที่ทั้งสองประสบอุบัติเหตุตกบันไดคฤหาสน์ลงมาพร้อมกัน สลับร่างครั้งที่สองสร้างความทุกข์ให้รามิล เภตรา เป็นทวีคูณ เมื่อรามิล (ในร่างเภตรา) ช็อค เพราะพบว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ ทั้งคู่ทำใจได้ในที่สุดจากกำลังใจของเพื่อน ๆ พี่ ๆ โดยเฉพาะนกยูง และอาคม นกยูงเชื่อแล้วว่ารามิล และเภตราสลับร่างกันจริง ยอมคืนดีกับอาคม และแต่งงานกัน เพื่อรักษาภาพพจน์ เภตรา อั้ม ทอมณี ดนู ที่ปรองดองร่วมหุ้นบริษัทกัน แนะนำให้รามิล และเภตราแต่งงานกันโดยเร็ว และรีแถลงข่าวออกสื่อ ละครเล่ห์ลับสลับร่าง รามิล (ร่าง เภตรา) อุ้มท้องอยู่ 9 เดือน รับรู้ความทรมานของการตั้งครรภ์ และภาวะร่างกายผู้หญิงที่กำลังเป็นแม่ ในที่สุดวันคลอดก็มาถึง รามิลเจ็บปวดแสนสาหัสและสิ้นสติไปในห้องคลอดเภตรา (ร่างรามิล) จับมือรามิลไว้ และเตือนถึงสัญญาของผู้กองมือเหล็ก ที่ไม่เคยปล่อยให้ใครต้องตายไปต่อหน้า เภตราช็อคเมื่อรามิลหัวใจหยุดเต้นชั่วคราว ทำให้เธอเป็นลมไป ทั้งสองโคม่าแต่มือยังกุมกันไว้แน่น หมอนักษัตรลุ้นให้ทั้งคู่รอด วิญญาณออกมาจากร่างอีกครั้ง และคราวนี้ทั้งสองกลับเข้าร่างเดิมของตนรามิลได้เรียนรู้การเป็นแม่ การให้กำเนิด ละครเล่ห์ลับสลับร่าง เขาหยุดดูถูกผู้หญิง และเห็นผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ เช่นที่เคย ขณะเดียวกันบทบาทเพศชายที่เภตราได้รับ ทำให้ตนเข้าใจถึงความเสียสละการปกป้อง และอุทิศตนให้กับผู้อื่น ทั้งคู่ล้างปม หลงเพศ ของตนจนหมดสิ้นกลายเป็นคนใหม่ และกลายเป็นขวัญใจผู้ชมอีกครั้ง คราวนี้ในฐานะ คู่จิ้น สามีภรรยา ที่น่ารักที่สุดในโลก ติดตามชม ละครเล่ห์ลับสลับร่าง ได้เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เล่ห์ลับสลับร่าง เล่ห์ลับสลับร่าง ญาญ่า รายชื่อนักแสดงนำใน ละคร เล่ห์ลับสลับร่าง ณเดชน์ คูกิมิยะ รับบท ผู้กองรามิล อุรัสยา เสปอร์บันด์ รับบท เภตรา ปรึชญา พงษ์ธนานิกร รับบท นกยูง ธนภพ ลีรัตนขจร รับบท อาคม ซอ จียอน รับบท จียอน เจสัน ยัง รับบท ฤทธิ์ชาติ รัชนี ศีระเลิศ รับบท พวงคราม ธนัชพันธ์ บูรณาชีวาวิไล รับบท เจ๊อั้ม สมมาตร ไพรหิรัญ รับบท ธรรมนูญ ก้ามปู ปัทมสูต รับบท จิตรา เกริก ชิลเลอร์ รับบท หมอนักษัตร วิชัย จงประสิทธิ์พร รับบท ผู้กำกับก้อง กีรติ ศีวะเกื้อ รับบท ดนู นิธิชัย ยศอมสุนทร รับบท อาทิตย์ นิภาภรณ์ ฐิติธนการ รับบท ทอมณี เล่ห์ลับสลับร่าง เล่ห์ลับสลับร่าง ช่อง3 อาคม นกยูง เล่ห์ลับสลับร่าง นักแสดง เล่ห์ลับสลับร่าง ณเดชน์ เล่ห์ลับสลับร่าง ญาญ่า เล่ห์ลับสลับร่าง ณเดชน์

รีวิว พรจากฟ้า : เพราะเสียงดนตรีคือของขวัญที่ดีที่สุด
review /  จิระ มะลิกุล / 

โดยปกติช่วงปลายปีมักจะเป็นช่วงที่ครึกครื้นที่สุดของประเทศไทย ทั้งจากวันหยุดและเทศกาลรื่นเริงนานาประการ แต่สำหรับปีนี้ของชาวไทยทุกคนกลับเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยสีหม่น ๆ ที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ อันเนื่องมาจากการสูญเสียที่ไม่มีใครคาดฝัน...พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ “พ่อ” ของคนไทย พ่อผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถในศาสตร์ทุกแขนง และเป็นแรงบันดาลใจของลูก ๆ ทุกคน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่ทรงพระราชทานให้แก่ชาวไทยมาถึง 48 บทเพลง พรจากฟ้า ผลงานลำดับที่ 2 ของค่ายหนังฝีมือเก๋า GDH คือการหยิบยกบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวน 3 บทเพลงมาเป็นจุดเริ่มต้น ผ่านการควบคุมดูแลของผู้กำกับ 4 คน ได้แก่ เก้ง จิระ มะลิกุล, ต้น นิธิวัฒน์ ธราธร, หมู ชยนพ บุญประกอบ และปิง เกรียงไกร วชิรธรรมพร จนได้ออกมาเป็นหนังสั้น 3 เรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกันแบบอ้อม ๆ ยามเย็น คือเรื่องราวของ บีม (รับบทโดย นาย ณภัทร เสียงสมบุญ) และแป้ง (รับบทโดย วี วิโอเลต วอเทียร์) ที่บังเอิญได้แสดงบทบาทสมมุติร่วมกัน จนต่างฝ่ายต่างได้เปิดใจคุยกันและกลายเป็นความรู้สึกดี ๆ Still on my Mind เล่าถึง ฟา (รับบทโดย มิว นิษฐา จิรยั่งยืน) หญิงสาวที่ต้องมาดูแลพ่อผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์แทนแม่ที่เพิ่งเสียชีวิตไป ท่ามกลางความไม่เข้าใจกันระหว่างเธอกับพ่อ ฟาได้รู้จักเอ (รับบทโดย ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) นักจูนเสียงเปียโนที่เข้ามาแนะนำให้เธอใช้เสียงดนตรีเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัว พรปีใหม่ เป็นเรื่องของหลง (รับบทโดย เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี) อดีตร็อกเกอร์ที่ทิ้งความฝันมาเป็นพนักงานออฟฟิศ ในที่ทำงานใหม่...เขาพบว่าคิม (รับบทโดย หนูนา หนึ่งธิดา โสภณ) และเหล่าเพื่อนร่วมงานจำนวนมากมีความชื่นชอบในการเล่นดนตรีแต่ยังขาดทักษะอยู่ หลงจึงต้องกลับมาทบทวนหัวใจตัวเองอีกครั้งหนึ่งว่าแท้ที่จริงแล้วความสุขของเขาอยู่ที่ใด แม้จะเป็นภาพยนตร์ที่มีจุดกำเนิดมาจากพระปรีชาสามารถของในหลวง รัชกาลที่ 9 หากแต่เรื่องราวในภาพยนตร์กลับจับต้องได้ง่าย และเข้าถึงผู้ชมทุกเพศทุกวัยได้ชัดเจนตามสไตล์ค่ายหนัง GDH ตัวบทแต่ละพาร์ทมีเส้นเรื่องของตัวเอง (แม้จะมีตัวละครจากพาร์ทอื่นและนักแสดงรับเชิญโผล่มาอยู่เนือง ๆ ซึ่งก็เปรียบเหมือนธรรมเนียนของหนังค่ายนี้ไปซะแล้ว) ยามเย็น เป็นตอนเปิดเรื่อง ดำเนินเหตุการณ์ไปอย่างรวดเร็ว มีความเป็นวัยรุ่นทั้งในแง่พล็อตและคาแรกเตอร์ตัวละคร Still on my Mind เป็นพาร์ทที่สอง เป็นตอนที่มีกราฟทางอารมณ์เหวี่ยงขึ้นและลงสูงมาก โดยเฉพาะ มิว นิษฐา ผู้รับบทนำสามารถถ่ายทอดการร้องไห้ในมู้ดต่าง ๆ ได้แตกต่างอย่างชัดเจน และสุดท้าย พรปีใหม่ เป็นส่วนที่มีสีสันที่สุดของเรื่อง มีแก๊กตลกที่ชวนยิ้มชวนขบขัน มีมุมหลอน มุมเศร้า และมุมอิ่มเอมที่ลงตัว รวม ๆ แล้วเชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมโดยใช้บทเพลงพระราชนิพนธ์เป็นที่ยึดเหนี่ยว บางครั้งบทเพลงที่ไพเราะที่สุดก็ไม่ได้มาจากนักดนตรีที่เก่งที่สุด ทำนองเดียวกับความสุขที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับผู้ที่เพอร์เฟ็กต์ที่สุดเท่านั้น พรจากฟ้า ถือเป็นภาพยนตร์ดี ๆ ส่งท้ายปลายปีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจับตามองทีเดียว ณ จุดนี้ขอมอบคะแนนภาพยนตร์ให้ไว้ที่ 4.5/5 บทความโดย NuTTi3 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ

เจ.เจ. อับรามส์ ว่าจ้าง แอนนา ฟอร์สเตอร์ มากำกับหนังดราม่าธริลเลอร์ Lou
Anna Foerster /  Bad Robot / 

เจ.เจ. อับรามส์ (J.J. Abrams) ได้จ้าง แอนนา ฟอร์สเตอร์ (Anna Foerster) มาทำหน้าที่เป็นผู้กำกับให้กับภาพยนตร์ดราม่าธริลเลอร์เรื่อง Lou ให้กับ Paramount Pictures ซึ่ง แอนนา ฟอร์สเตอร์ เป็นผู้กำกับที่มีผลงานจากภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง Underworld: Blood Wars, The Day After Tomorrow และซีรีส์เรื่อง Outlander Lou ว่าด้วยเรื่องราวของคุณแม่ยังสาวที่ฟอร์มทีมกับสาวแก่ปริศนาเพื่อช่วยลูกของเธอที่ถูกลักพาตัวไป ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ เจ.เจ. อับรามส์ จะทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์คู่กับ บราเดน อาฟเตอร์กู้ด (Braden Aftergood) และในตอนนี้ยังไม่ได้ระบุกำหนดฉายออกมา ดูบทความต้นฉบับ : Exclusive: J.J. Abrams hires 'Outlander' director Anna Foerster for thriller 'Lou'

ละครแม่อายสะอื้น , เรื่องย่อแม่อายสะอื้น
ละครแม่อายสะอื้น /  เรื่องย่อละครแม่อายสะอื้น / 

แม่อายสะอื้น บทประพันธ์ อนัญจนาบทโทรทัศน์ สาวิตาออกอากาศทางช่อง 7 เร็วๆ นี้ เรื่องย่อ ละครแม่อายสะอื้น ดาวนิล หญิงสาวที่สวยที่สุดของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอแม่อาย เป็นลูกสาว คำปัน ซึ่งเป็นครูด้านการแสดงศิลปะล้านนา ดาวนิลเป็นคนที่มีฝีมือในการรำดาบได้สวยไม่แพ้ใคร ทุกครั้งที่เธอฝึกซ้อมที่ลานกลางหมู่บ้าน จะมีชาวบ้านมานั่งดูและชื่นชมในฝีมือรำดาบของเธอเสมอ คำปันภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มาก ผิดกับ ช่อเอื้อง ลูกสาวคนเล็กที่พ่อหัดให้ตีกลองสะบัดชัย แต่ฝีมือการตีไม่เคยได้ดั่งใจผู้เป็นพ่อ ช่อเอื้องมักถูกตำหนิเสมอถึงเรื่องการไม่ตั้งใจฝึกซ้อม คณะละครของคำปันมีคณะละครคู่แข่งคือคณะของ หนานเมือง แต่เพราะคณะของหนานเมืองไม่มีนักแสดงที่เก่งอย่างดาวนิล ทำให้คณะละครของหนานเมืองมีงานน้อยกว่าคณะของคำปันมาก ทำให้หนานเมืองไม่ค่อยพอใจในตัวคำปันและหาทางแกล้งคณะของคำปันเสมอ หนานเมืองมีลูกสาวชื่อ รินคำ เป็นเด็กสาวที่รักสวยรักงามและไม่ชอบศิลปะการแสดงเลย รินคำมักมีเรื่องทะเลาะกับช่อเอื้องเสมอเวลาที่ทั้งสองคณะต้องมาเจอหน้ากัน ทอน ลูกชายผู้ใหญ่บ้านที่แอบชอบดาวนิลอยู่แล้วมาชวนดาวนิลให้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ทใหม่ในตัวเมือง ดาวนิลดีใจที่คณะของพ่อจะได้งาน รินคำที่แอบมาได้ยินเห็นดาวนิลทำท่าดีใจและเห็นสายตาทอนที่มองดาวนิลก็ยิ่งไม่พอใจ ในคืนที่ดาวนิลได้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ท รินคำกับหนานเมืองตามไปแกล้งคณะของคำปันจนถึงงาน รินคำหลอกดาวนิลไปขังไว้ในห้องเก็บของ โชคดีที่ ทรงพล ผ่านมาพอดีเลยช่วยเอาไว้ได้ ดาวนิลยังไม่ทันได้ขอบคุณ ทรงพลก็เดินออกไปก่อน ดาวนิลได้พบทรงพลอีกทีเมื่อเริ่มการแสดง เธอได้รู้ว่าที่แท้เขาคือนักธุรกิจที่มาจากกรุงเทพ ดาวนิลทำการแสดงได้ประทับใจจนแขกในงานต่างปรบมือให้ แต่สิ่งที่ดาวนิลดีใจที่สุดคือคำชมของทรงพลที่ฝากเพื่อนมาชม ด้วยความที่ถูกกลั่นแกล้งบ่อยๆจากหนานเมืองและรินคำ ทำให้งานแสดงของคณะคำปันเริ่มน้อยลงจนดาวนิลพยายามหางานเพิ่ม แต่สุดท้ายก็โดน อ้ายศักดิ์ นายหน้าหางานฉวยโอกาสจะปลุกปล้ำ ดาวนิลไม่ยอมและทำร้ายอ้ายศักดิ์เพื่อป้องกันตัว หนานเมืองจึงฉวยโอกาสรวมหัวกับอ้ายศักดิ์ จนคณะคำปันไม่มีงานแสดงอีก เมือไม่มีงานแสดง ฐานะของบ้านและคณะละครของคำปันก็ย่ำแย่หนักยิ่งกว่าเดิม หนำซ้ำดวงตาของคำปันยังเริ่มมองเห็นได้เลือนลาง ดาวนิลกลุ้มใจและเป็นห่วงพ่อ วิไลที่กลับมาเยี่ยมป้าบัว ผู้เป็นแม่ รู้เรื่องดาวนิลต้องการเงิน ก็ชวนดาวนิลเข้าไปทำงานกับตนที่กรุงเทพ แม้ว่าตอนแรกดาวนิลจะปฏิเสธเพราะห่วงพ่อ แต่เมื่อวิไลหลอกว่ามีงานให้ดาวนิลไปแสดงที่กรุงเทพ ดาวนิลจึงตัดสินใจไป แม้ว่าคำปันกับช่อเอื้องจะไม่เห็นด้วย แต่ดาวนิลสัญญาว่าจะรีบทำงานเก็บเงินแล้วจะรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด ทรงพลคบหาดูใจอยู่กับ จิดาภา สาวไฮโซที่เอาแต่ใจตัวเอง ทรงพลขอจิดาภาแต่งงาน แต่ทั้งคู่มีปากเสียงกันเรื่องการจัดงานแต่งจนจิดาภาบอกเลิกทรงพล แม้ว่า เทวัญ พี่ชายทรงพลกับ ทรงวุฒิ น้องชาย พยายามช่วยให้ทั้งคู่คืนดีกันแต่ก็ไม่เป็นผล สาวน้อย แม่นมเก่าแก่ที่ไม่เคยชอบจิดาภาขัดขวางความรักของทรงพลทุกทาง เมื่อดาวนิลมาถึงกรุงเทพก็พบว่าสิ่งที่วิไลบอกไม่มีอะไรเป็นความจริง เธอถูกหลอกให้มาทำงานขายบริการ ดาวนิลถูกบังคับให้บริการแขกที่ใช้กำลังข่มขืนเธอ คนในร้านคนหนึ่งสงสารเธอ และพยายามช่วยโดยโน้มน้าวให้เฮียเจ้าของร้านยอมขายดาวนิลให้กับร้านใหม่ที่เป็นแค่สถานที่เที่ยวสำหรับผู้ชาย แม้ว่าที่ใหม่ดาวนิลจะไม่ต้องขายบริการ แต่ก็โดนบังคับให้มานั่งกินเหล้ากับแขก ดาวนิลต้องจำใจทำงานที่นี่เพื่อชดใช้ค่าตัวที่วิไลขายเธอให้กับเฮียเจ้าของร้าน ทรงพลเห็นข่าวสังคมลงข่าวเรื่องจิดาภามีข่าวกับผู้ชายคนใหม่ก็เสียใจมาก ทรงวุฒิพาพี่ชายไปเที่ยวปลอบใจ ดาวนิลได้เจอทรงพลอีกครั้ง ดาวนิลแม้จะดีใจ แต่ก็อายในสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ ผู้จัดการร้านสั่งให้ดาวนิลมาดูแลทรงพล ทรงพลเมามายและจำดาวนิลไม่ได้ คืนนั้นดาวนิลยอมเป็นของทรงพลด้วยความเต็มใจ ตื่นเช้ามาทรงพลออกไปโดยไม่แม้แต่จะพูดอะไรกับดาวนิล เขาทิ้งเงินไว้ก้อนใหญ่ด้วยความรู้สึกไม่ดี ดาวนิลได้แต่เก็บเงินไว้และสัญญากับตัวเองว่าถ้าเธอได้เจอทรงพลอีก เธอต้องอยู่ในฐานะที่ดีกว่านี้ ไม่ยอมให้เขามาดูถูกเธอได้ คำปันนึกถึงแต่ดาวนิลว่าเมื่อไหร่จะกลับ หลังๆดาวนิลไม่ค่อยรับโทรศัพท์ เพราะอายและต้องปิดบังความจริงเรื่องงานที่ทำอยู่ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ดูจะคิดถึงแต่พี่และห่วงเรื่องพี่ลำบาก จนไม่มีกระจิตกระใจจะไปหาหมอรักษาตาทอนเองสืบรู้มาว่าดาวนิลไปทำงานขายบริการที่กรุงเทพ ก็เข้าใจผิดคิดว่าดาวนิลเต็มใจ ประกอบกับรับไม่ได้ที่หญิงสาวที่ตนรักเป็นแบบนี้ เลยจงใจหลบหน้าครอบครัวดาวนิล ทำให้ทอนไม่ได้พาคำปันไปหาหมออีกดาวนิลยอมทำงานจนสามารถใช้คืนค่าตัวได้ครบ เธอวางแผนจะกลับบ้านแต่เกิดแพ้ท้อง วิไลพาดาวนิลไปทำแท้ง ดาวนิลไม่ยอมเพราะรู้ว่าลูกที่เกิดน่าจะเป็นลูกของทรงพล แต่วิไลก็ให้คนพาดาวนิลไปจนได้ ตำรวจทลายคลีนิคเถื่อนขณะที่ดาวนิลเพิ่งถูกบังคับไปที่นั่นพอดี ดาวนิลถูกพาส่งโรงพยาบาล หมอเทวัญช่วยชีวิตและเตือนสติดาวนิล ดาวนิลพรั่งพรูว่าไม่ต้องการทำลายชีวิตลูกที่เกิดจากความรัก เทวัญเห็นใจดาวนิล จึงพามาอาศัยอยู่กับ คุณนายติ๊ด เจ้าของร้านเสื้อผู้มีนิสัยเค็มจนขม คุณนายติ๊ดคิดว่า ดาวนิลอาจจะเป็นเมียลับของเทวัญ จึงรับไว้ทำงาน หวังเอาหน้าแต่พอรู้ความจริงว่าดาวนิลเป็นแค่คนที่เทวัญช่วยไว้ ก็ร่วมมือกับ ผึ้ง ลูกน้องในร้าน ใช้ดาวนิลให้ทำงานมากมาย ดาวนิลที่โดนใช้ให้ทำงานหนักจนทำให้คลอดลูกก่อนกำหนด และเด็กออกมาพิการ ดาวนิลโทษว่าเป็นความผิดตัวเองที่กินเหล้าตอนทำงานในช่วงที่ตั้งท้อง และเคยโดนหลอกให้กินยาทำแท้ง ทำให้ลูกออกมาพิการ แต่เทวัญก็ปลอบว่าดาวนิลสามารถเลี้ยงลูกให้มีความสุขได้ ดาวนิลพาลูกมาอยู่ที่ร้าน สร้างความไม่พอใจให้คุณนายติ๊ดที่ยื่นคำขาดให้ดาวนิลเอาลูกไปเลี้ยงที่อื่น ดาวนิลถูกคุณนายติ๊ดยึดเงินบางส่วนไว้บอกเป็นค่าทำให้ร้านเสียหายรายได้ตกเพราะดาวนิลมัวเอาแต่เวลาไปเลี้ยงลูก ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง จึงตัดสินใจพาลูกกลับบ้าน ดาวนิลกลับมาแม่อายท่ามกลางความประหลาดใจและเสียงซุบซิบนินทาของทุกคนที่มีเด็กมาด้วย ช่อเอื้องเถียงแทนทันทีว่าไม่ใช่ลูกดาวนิล ดาวนิลกดดันมากที่พ่อถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม จึงตัดสินใจโกหกทุกคนว่าเป็นลูกของเพื่อนที่ตายไป คำปันดีใจที่ลูกกลับบ้าน ช่อเอื้องไม่อยากให้พี่กลับไปกรุงเทพอีก เทวัญกลับมาเยี่ยมดาวนิลที่ร้านแต่พบว่าดาวนิลไม่อยู่ที่นี่แล้ว คุณนายติ๊ดโกหกว่าดาวนิลกลับไปเยี่ยมบ้าน แต่ด้วยความกลัวว่าเทวัญจะรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายไล่ดาวนิลไป เลยพยายามติดต่อดาวนิลและพูดจาหว่านล้อมให้ดาวนิลกลับมาทำงาน คำปันไม่อยากให้ดาวนิลกลับไปทำงานกรุงเทพอีก แต่ดาวนิลรู้สึกผิดหวังที่ทอนมองเธอเปลี่ยนไปเมื่อรู้ความจริงว่าเธอไปทำอะไรที่กรุงเทพ เมื่อคุณนายติ๊ดเสนอให้เงินเพิ่ม ดาวนิลจึงตัดสินใจกลับกรุงเทพ ดาวนิลยืนยันกับคำปันว่าที่กรุงเทพเธอมีลู่ทางเรื่องงาน ดาวนิลเอาเงินที่คุณนายติ๊ดโอนมาให้ช่อเอื้องไว้ แล้วฝาก กลอง ลูกชายไว้ที่แม่อาย ดาวนิลสัญญาว่าทำงานใช้หนี้ครบและเก็บเงินได้ซักก้อนเมื่อไหร่จะรีบกลับมาแม่อายและมาหาพ่อไปหาหมอด้วยตัวเองดาวนิลก้มหน้าก้มตาทำงาน ความสวยของดาวนิลสะดุดตา หลิวหลิว สไตลิสท์ จนชักนำไปถ่ายแบบและเล่นหนัง โดยมีหลิวหลิวเป็นผู้จัดการส่วนตัว หลิวหลิวสร้างประวัติของดาวนิลขึ้นมาใหม่และเริ่มปั้นดาวนิลจนเริ่มมีงานมากขึ้น ดาวนิลอดทนและตั้งใจทำงาน และได้งานถ่ายแบบสปาของโรงแรมทรงพลที่กระบี่ ดาวนิลดีใจที่ได้เจอทรงพลในฐานะใหม่ ทรงพลประทับใจความขยันและความอ่อนโยนของดาวนิล จนเกิดเป็นความรัก จิดาภาพอรู้ว่าทรงพลมีข่าวมาคบกับดาวนิลก็พยายามจะกลับมาหาเขา ดาวนิลทำทุกทางเพื่อไม่ให้ทั้งคู่กลับมาคบกันอีก ด้วยความช่วยเหลือของหลิวหลิว ดาวนิลเริ่มมีงานในวงการมากขึ้นเรื่อยๆพร้อมประวัติใหม่ที่ไม่มีใครสงสัย ดาวนิลหลงในความสุขสบาย และความรักที่มีกับทรงพล จนลืมอีกสามชีวิตที่แม่อาย คำปันเฝ้ารอคอยลูกด้วยความหวัง แต่สุดท้ายลูกสาวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกครั้ง ตาของคำปันเริ่มมืดลง คำปันไม่ยอมผ่าตัด เฝ้าแต่รอคอยดาวนิลมาพาไปหาหมอตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ห่วงแต่พี่สาวจนลืมห่วงตัวเอง แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ดิ้นรนดูแลพ่อทุกทาง ช่อเอื้องพยายามติดต่อพี่สาวทุกทางแต่ก็ติดต่อไม่ได้ เธอได้แต่เลี้ยงดูกลองและพ่อที่สายตาไม่ดี เธอจำใจขายของที่มีอยู่และปิดคณะการแสดงเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทรงพลพาดาวนิลไปที่บ้านเพื่อรู้จักกับสาวน้อย แต่คนที่ดาวนิลได้เจอก่อนกลับเป็นเทวัญ เทวัญทำเป็นไม่รู้จักดาวนิลทั้งที่เสียใจว่าผู้หญิงที่ตัวเองแอบรักกลายมาเป็นแฟนของน้องชาย ช่อเอื้องที่วันๆเห็นพ่อที่เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ บ่นเป็นห่วงลูกสาวคนโตที่หายไปเพราะไม่เชื่อว่าดาวนิลจะลืมตัว แต่คงเพราะมีเรื่องเดือดร้อนเลยไม่สามารถติดต่อกลับมาได้ ทอนที่เห็นดาวนิลในทีวีแอบมาบอกช่อเอื้อง ช่อเอื้องยังไม่มั่นใจว่านั่นคือพี่สาวของตัวเอง ช่อเอื้องไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อแล้วตัดสินใจมาตามดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องมาถึงกรุงเทพ ด้วยความที่ไม่รู้อะไรเลย ช่อเอื้องมาดักรอพบดาวนิลที่สถานีโทรทัศน์ เพราะมีนักข่าวมากมาย แม้จะเห็นช่อเอื้องแต่ดาวนิลก็ทำเป็นไม่รู้จักและรีบขึ้นรถขับออกไป ช่อเอื้องมองตามรถพี่ไปอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เธอทั้งผิดหวังและเสียใจ เพราะถึงดาวนิลจะดูสวยผิดตาไปมาก แต่เธอแน่ใจแล้วว่าใช่พี่ดาวนิลของเธอแน่ๆ เธอเดินข้ามถนนอย่างไม่ระวังและถูกรถของเทวัญชนเข้า ที่โรงพยาบาลช่อเอื้องรู้ว่าดาวนิลเป็นคนรักของทรงพลน้องชายเทวัญ ช่อเอื้องตัดสินใจกลับแม่อายและไม่บอกความจริงกับพ่อ ช่อเอื้องโกหกพ่อว่าพบดาวนิลแล้วและเธอสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง ที่ไม่ติดต่อมาเพราะงานยุ่งมาก คำปันฟังแล้วค่อยคลายกังวล ช่อเอื้องได้แต่เก็บความช้ำใจไว้คนเดียว คำปันที่ตอนนี้ตาแทบจะบอดสนิทบังคับช่อเอื้องให้พาไปหาดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องไม่ยอมทำตามคำสั่งพ่อ คำปันเลยแอบไปกับกลอง โดยนัดให้คนรู้จักที่กรุงเทพให้มารับที่ท่ารถ แต่ด้วยความที่ติดต่อผิดพลาดทำให้คลาดกันที่สถานีขนส่ง คำปันที่ไม่มีเงินและติดต่อใครไม่ได้ต้องพาหลานไปนอนรอที่ศาลาริมทาง ช่อเอื้องตามคำปันมาและตามหาจนเจอ นักเลงติดยาแถวนั้นพยายามมาหาเรื่องและรีดเอาเงิน ระหว่างนั้นเอง วรรณา ที่เป็นคนแถวนั้นเข้ามาช่วยช่อเอื้องไว้ได้ เธอพาช่อเอื้อง คำปันและหลานไปอยู่ที่บ้านของเธอที่ชุมชนแออัดแถวนั้น คำปันเล่าให้วรรณาฟังเรื่องมาตามหาลูกสาวชื่อดาวนิล ช่อเอื้องแอบเล่าความจริงให้วรรณาฟัง วรรณาบอกช่อเอื้องว่าจะหาทางพาช่อเอื้องไปพบกับดาวนิลให้ได้ ช่อเอื้องตามไปเจอพี่สาวที่งานแถลงข่าวสินค้างานหนึ่ง แต่เหมือนเดิมที่ดาวนิลไม่คิดจะฟังเรื่องพ่อเพราะกลัวว่าทรงพลที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะได้ยิน ช่อเอื้องผิดหวังมากที่พี่สาวพูดแบบนี้ ช่อเอื้องตัดสินใจโทรหาเทวัญดาวนิลตกใจมากที่เห็นช่อเอื้องที่บ้าน เทวัญบอกว่าช่อเอื้องขอมาอาศัยอยู่ด้วย ช่อเอื้องบอกดาวนิลว่าเธอจะอยู่ที่นี่จนกว่าดาวนิลจะยอมรับกับทุกคนว่า เธอคือน้องที่มาจากแม่อาย ดาวนิลกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อสาวน้อยเอ็นดูช่อเอื้องที่เป็นเพียงคนงานในบ้าน สาวน้อยเห็นความผิดปกติของดาวนิลกับช่อเอื้อง แต่สองพี่น้องก็ไม่ยอมพูด ในที่สุดช่อเอื้องตัดสินใจบอกความจริงกับเทวัญ เทวัญปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมด เทวัญเตือนให้ดาวนิลบอกความจริง แต่ดาวนิลกลัวจะเสียทรงพลไป สาวน้อยจับผิดว่าดาวนิลกับเทวัญดูมีความสนิทสนมกัน จึงบอกกับทรงพล ทรงพลเริ่มระแวง ช่อเอื้องเมื่ออยู่ไปเริ่มรู้สึกว่าดาวนิลเปลี่ยนไปมาก ยิ่งคุยกับวรรณาแล้วรู้ว่าพ่อเองก็เริ่มอยู่ที่กรุงเทพไม่ไหว เธอจึงเริ่มคิดจะยอมแพ้และกลับบ้าน สาวน้อยสงสารจึงแอบให้ไปรับพ่อกับหลานมาอยู่ด้วย ดาวนิลยิ่งเครียดหนักเมื่อ เจอพ่อที่ตาบอดและลูกชายที่ขาพิการพร้อมหน้า ดาวนิลทุกข์ทรมานกับความผิดที่ทิ้งพ่อกับลูกจนตัดสินใจฆ่าตัวตาย หลิวหลิวมาช่วยดาวนิลไว้ได้ทัน ดาวนิลไม่ยอมบอกทรงพลว่าอยากตายเพราะเรื่องอะไร เทวัญโกรธที่ดาวนิลไม่ยอมรับความจริง ทรงพลมองความผิดปกติของพี่ชายกับคนรักด้วยความสงสัยมากขึ้นทุกที คำปันได้ยินทุกคนเรียกชื่อ ดาวนิล ก็ดีใจว่าอาจจะเป็นลูกสาวของตัว แต่ช่อเอื้องกลัวพ่อเสียใจ ก็จำต้องโกหกพ่อไปว่า ไม่ใช่พี่ดาวนิลของเรา ทรงวุฒิสนใจช่อเอื้อง แต่ช่อเอื้องไม่เล่นด้วย ทรงวุฒิจึงออกอุบายจะพาช่อเอื้องลงไปโรงแรมที่กระบี่ ทรงพลตามลงไปเรื่องงานและพาดาวนิลไปด้วย โดยไม่รู้ว่าเทวัญพักผ่อนอยู่ที่นั่นแล้วในงานเลี้ยงของโรงแรม ช่อเอื้องขึ้นรำฟ้อนผางเพื่อให้กระทบใจดาวนิลที่เคยรำชุดนี้ด้วยกัน ดาวนิลกดดันอย่างหนัก วิ่งลงทะเลหวังให้จมน้ำตาย แต่เทวัญมาช่วยไว้ ทรงพลขอดาวนิลหมั้นคืนนั้น ดาวนิลที่กำลังจะพูดความจริงเรื่องพ่อ ก็ต้องเงียบไปอีกพอหนังสือพิมพ์ลงข่าว คุณนายติ๊ดริษยาดาวนิลจึงหาทางติดต่อจิดาภาและบอกว่าทรงพลกำลังโดนดาวนิลหลอก คุณนายติ๊ดมาแฉความจริงเรื่องดาวนิลมีลูกโดยอ้างถึงเทวัญ เทวัญปฏิเสธเพื่อช่วยดาวนิล คุณนายติ๊ดกับจิดาภาต้องถอยกลับไปตั้งหลัก สาวน้อยพยายามเตือนให้ทรงพลฟังหูไว้หู แต่ทรงพลตัดปัญหาด้วยการประกาศจะแต่งงานกับดาวนิลช่อเอื้องเสียใจมากที่ดาวนิลปิดบังความจริงเรื่องลูกอีกเรื่อง ดาวนิลอับจนหนทาง เมื่อเรื่องมัดตัวแน่นขึ้นและทางออกตีบตัน จึงทำได้แค่แอบมาหาพ่อบ่อยๆ คำปันพูดคุย ปลอบโยนดาวนิล โดยไม่รู้เลยว่าเป็นลูกสาวที่ตัวเองเฝ้ารอคอย ช่อเอื้องแม้จะโกรธพี่แต่ใจก็สงสารพี่และพ่อ ช่อเอื้องแอบมาคุบกับดาวนิลทำให้จิดาภาเริ่มเอะใจในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จิดาภาให้คุณนายติ๊ดไปสืบเรื่องนี้ คุณนายติ๊ดหาหลักฐานมาจนรู้ว่าดาวนิลเป็นพี่น้องกับช่อเอื้อง จิดาภานำเรื่องนี้ไปบอกต่อหน้าทรงพลและทุกคน ดาวนิลคิดว่าทุกอย่างคงจบสิ้น แต่ช่อเอื้องปฏิเสธต่อหน้าทุกคนว่าผู้หญิงสกปรกอย่างดาวนิลไม่ใช่พี่ดาวนิลผู้งดงามของเธอ ดาวนิลปวดร้าวที่น้องพูดแบบนั้นแต่ก็พูดอะไรไม่ได้ ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง อยากจะบอกความจริงกับพ่อแต่ก็กลัวว่าจะเสียทรงพลไป ช่อเอื้องพยายามชวนพ่อและหลานกลับบ้าน แต่คำปันกลับดื้อไม่ยอมกลับเพราะยังอยากตามหาดาวนิลให้เจอ ทรงพลที่เริ่มไม่เชื่อใจดาวนิลหาทางคาดคั้นประวัติดาวนิลจากหลิวหลิว หลิวหลิวที่เห็นแก่เงินและเริ่มรู้สึกว่าหลังๆดาวนิลมีปัญหาชีวิตมากมายจนงานก็เริ่มน้อยลงเลยตัดสินใจบอกว่าประวัติดาวนิลทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก ช่อเอื้องเจอกับวิไลด้วยความบังเอิญ วิไลบอกความจริงเรื่องสุดท้ายว่ากลองเป็นลูกที่เกิดจากการขายตัวของดาวนิล ช่อเอื้องแทบล้ม ดาวนิลร้องไห้ ขอร้องน้องว่าอย่าบอกพ่อเพราะกลัวพ่อจะเสียใจ วิไลถูกซื้อตัวจากคุณนายติ๊ด เพื่อแฉดาวนิล แต่วิไลกลับตัวในนาทีสุดท้าย ดาวนิลจึงรอดพ้นจากการถูกประจานกลางกองถ่าย แต่ทรงพลได้ยินที่วิไลคุยกับช่อเอื้องเรื่องลูก ก็เข้าใจว่าดาวนิลเคยท้องกับพี่ชายตัวเองมาก่อน ทรงพลเริ่มเชื่อมโยงเรื่องราวกับสิ่งที่หลิวหลิวพูด ยังไม่ทันที่ดาวนิลที่ตั้งใจมาบอกความจริงจะได้พูดอะไร ทรงพลก็พูดทุกอย่างขึ้นมา และต่อว่าดาวนิลว่าเป็นผู้หญิงใจแตกที่ปิดบังว่าตัวเองมีลูก ดาวนิลเสียใจมากที่ถูกทรงพลพูดจาดูถูก จึงบอกความจริงทั้งน้ำตาว่า กลองคือลูกของทรงพล ทุกคนตกตะลึง ทรงพลรับไม่ได้ หนีไปทันที สาวน้อยเป็นลม ช่อเอื้องทั้งสงสารทั้งเกลียดชังพี่ตัวเองที่ปิดบังทุกอย่าง ดาวนิลบอกว่าการเป็นแค่ดาวนิล ลูกพ่อครูคำปันในคณะรำไม่มีค่า มีความหมายสำหรับชีวิตที่นี่เพราะเธอโดนดูถูก โดนเหยียดหยามมาตลอด สองพี่น้องโต้เถียงกันโดยไม่รู้เลยว่า คำปันแอบได้ยินทุกคำพูดด้วยหัวใจที่แตกสลาย เมื่อรู้ว่าลูกสาวทั้งสองคนโกหกตนมาตลอดเวลา คำปันหนีออกไปกับกลองด้วยใจที่เจ็บช้ำ ดาวนิลช็อคนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ที่โรงพยาบาล ช่อเอื้องกับทรงวุฒิพยายามตามหาคำปัน แต่ไม่พบ เทวัญมาเตือนสติทรงพล คำปันถูกพากลับมาแม่อายในสภาพจิตใจบอบช้ำ และเพ้อถึงดาวนิล จนตายในอ้อมกอดช่อเอื้อง ดาวนิลฟื้นขึ้นมาเจอทรงพล แต่ทรงพลยังทำใจให้อภัยกับความผิดของดาวนิลไม่ได้ เขาบอกดาวนิลว่า ความรักของเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวยจน แต่ผู้หญิงที่ขาดคุณธรรมทำลายพ่อทำลายครอบครัวของตัวเองเช่นนี้ เขารับไม่ได้ ดาวนิลเสียใจมาก ที่อดทนมาทุกอย่าง แต่ทรงพลกลับไม่ยอมรับ ดาวนิลหมดสติไปอีกครั้ง ดาวนิลฟื้นมาในวันสวดศพพ่อวันสุดท้าย หลิวหลิวตัดสินใจบอกเรื่องคำปัน ดาวนิลไม่เชื่อว่าพ่อจะตาย แต่พอมาถึงแม่อาย ภาพโลงศพของพ่อทำให้ดาวนิลร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดดาวนิลแหวกฝูงชนเข้าไปรถขนศพ ทุกคนรังเกียจ พากันสาปแช่งขบวนแห่ศพเคลื่อนไปโดยไม่มีใครสนใจ ปล่อยให้ดาวนิลทรุดลงสะอื้นอยู่ตามลำพังจนกลองที่บวชเป็นเณรเป็นคนเดินพาแม่เข้าไปที่งาน ที่หน้าเมรุ ช่อเอื้องตั้งใจตีกลองสะบัดชัยอย่างสุดฝีมือต่อหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ดาวนิลเดินมาพร้อมดาบสิบสองเล่มในมือ ดาวนิลกราบหน้ารูปพ่อ ขอให้พ่ออภัย ก่อนจะฟ้อนดาบอย่างงดงามชดช้อยที่สุดหาใครเหมือน ทรงพลมองดาวนิลแล้วหยิบแหวนหมั้นออกมามอง คิดให้อภัยและหวังจะสร้างครอบครัวกับดาวนิล ดาวนิลรำมาจนถึงท่าสีไคล ก่อนจะใช้ดาบปาดคอตัวเองตายลงต่อหน้ารูปพ่อ ทุกคนตกตะลึง ช่อเอื้องร้องไห้ กอดพี่ว่าอย่าทิ้งเธอไปอีก ดาวนิลสิ้นใจตายในอ้อมกอดของน้อง สามเณรกลองน้ำตาไหล บอกกับทรงพลว่า โยมพ่อช่วยปิดตาโยมแม่ด้วย ทรงพลเอื้อมมือไปปิดตาดาวนิลอย่างสุดสะเทือนใจ นักแสดงนำ ละครแม่อายสะอื้น ฝนทิพย์ วัชรตระกูล รับบท ดาวนิลอรรคพันธ์ นะมาตร์ รับบท ทรงพลพรชดา เครือคช รับบท ช่อเอื้องสรพงษ์ ชาตรี รับบท ตำคำปันพีรวัศ กุลนันท์วัฒน์ รับบท เทวัญฌาน์รัชต์ มณฑากูล รับบท ทรงวุฒิดช.ปราการ จันรัมย์ รับบท กลอง

เซ็กซี่มาก!! กระแต อาร์สยาม โพสต์ภาพเปลือยอกพอกครีมขาวจั๊วะ!!
กระแต อาร์สยาม /  กระแต นิภาพร

  โอ้ว!! เซ็กซี่มากๆ เลยค่าคู้ณ...สำหรับนักร้องลูกทุ่งสาวสวยสุดมั่น กระแต อาร์สยาม หรือ กระแต นิภาพร ที่จู่ๆ ก็นึกครึ้มลุกขึ้นมาถอดเสื้อผ้า พอกครีมบำรุงผิวทั่วทั้งตัว แถมยังโชว์ให้เห็นผิวสาวขาวเนียนเกือบโป๊เปลือยหน้าอกในอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมระบุข้อความเอาไว้ว่า   “โดนแดดมาหลายวัน...วันนี้เข้ามาจัดชุดใหญ่ ดูแลผิวขาวใส..กับพี่หนึ่ง พี่สาวที่ใจดี @nuengnoelle_hq”   ซึ่งด้าน กระแต อาร์สยาม ยังเปรยๆ ว่ารูปนี้เธอโป๊น้อยที่สุดแล้วละค่ะ แหม...เปรยมาซะอย่างนี้ หนุ่มๆ สิอยากจะเห็น กระแต จัดหนักจัดเต็มโชว์เซ็กซี่ซะจริงๆ เลยละค่า ขอบคุณภาพจาก IG kratae_rsiam_official กระแต อาร์สยาม   กระแต อาร์สยาม   กระแต อาร์สยาม   กระแต อาร์สยาม   กระแต อาร์สยาม   กระแต อาร์สยาม  

พร้อมหรือยัง ? ที่จะยิ้มรับลมหนาวไปกับ 3 หนังไทยสไตล์ฟีลกู๊ดประจำปลายปีนี้
20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น /  กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม / 

เหมือนเป็นธรรมเนียมนิยมอย่างหนึ่งเลยทีเดียว สำหรับช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีที่ค่ายหนังต่าง ๆ มักจะพากันส่งหนังฟีลกู๊ดเข้าโรงฉายเพื่อให้ผู้ชมได้รู้สึกอิ่มเอมใจไปพร้อม ๆ กับลมหนาวและศักราชใหม่ที่กำลังจะมาเยือน และในปีนี้วงการภาพยนตร์ไทยบ้านเราก็ได้ส่งหนังฟีลกู๊ดเข้ามาสร้างพื้นที่ความสุขแก่หมู่มวลผู้ชมด้วยกัน 3 เรื่องจาก 3 ค่าย ได้แก่... 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น ผู้กำกับ : อารยะ สุริหาร นักแสดง : ดาวิกา โฮร์เน่, สหรัถ สังคปรีชา, กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม เข้าฉาย : 24 พ.ย. 2559 เรื่องราววุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อคุณย่าวัยเจ็ดสิบที่กำลังจะถูกส่งไปอยู่บ้านพักคนชรา บังเอิญเกิดปาฏิหาริย์ได้ย้อนวัยกลับเป็นสาวอายุยี่สิบ เธอจึงออกเดินทางทำตามความฝันที่อยากจะเป็นนักร้องอีกครั้งโดยการเข้าร่วมวงดนตรีของหลานชายตัวเอง และดูเหมือนว่าความรักครั้งใหม่จะเกิดขึ้นระหว่างเธอกับหนุ่มหล่อโปรดิวเซอร์รายการเพลง อ่านรีวิว : คลิก พรจากฟ้า ผู้กำกับ : จิระ มะลิกุล, นิธิวัฒน์ ธราธร, ชยนพ บุญประกอบ, เกรียงไกร วชิรธรรมพร นักแสดง : ณภัทร เสียงสมบุญ, วิโอเลต วอร์เทียร์, ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ , นิษฐา จิรยั่งยืน, ฉันทวิชช์ ธนะเสวี, หนึ่งธิดา โสภณ เข้าฉาย : 1 ธ.ค. 2559 หนังสั้น 3 เรื่องที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบทเพลงพระราชนิพนธ์ ยามเย็น, Still on my Mind และพรปีใหม่ โดยร้อยเรียงชุดความสัมพันธ์ของชาย-หญิง 3 คู่ที่ดำเนินไปในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ อ่านรีวิว : คลิก จำเนียรวิเวียนโตมร ผู้กำกับ : ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ นักแสดง : ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์, ธีรเดช เมธาวรายุทธ, อารยา เอ ฮาร์เก็ต เข้าฉาย : 29 ธ.ค. 2559 สาวสวยผู้เชื่อในโชคลางได้มาขอพรเรื่องความรักจากศาลเจ้าแห่งหนึ่ง และบุญพาวาสนาก็ส่งชายหนุ่มสุดหล่อตรงสเป๊กเข้ามาในชีวิตของเธอพร้อมกันถึง 2 คน ภารกิจแย่งกันจีบสาวจึงเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับอันตรายที่ติดตามพวกเขาทั้งสองมาแบบเงาตามตัว งานนี้ใครจะอยู่ใครจะตาย...ต้องไปพิสูจน์ด้วยตาตนเอง

สนทนาภาษาคนทำหนังกับ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

นับตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก 'มันมากับความมืด' ในปี พ.ศ. 2514 กว่า 45 ปีในวงการหนังของ ท่านมุ้ย - หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่นำศาสตร์และศิลป์ของภาพยนตร์มาสร้างมาตรฐานและความแปลกใหม่ให้กับวงการหนังไทยมาอย่างยาวนานผ่านผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนวเกือบสามสิบเรื่อง และในวาระครบรอบวันเกิด 74 ปีของท่าน เราจึงขอนำส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "…’ความรัก’ ของท่านมุ้ย" โดย สุภาพ หริมฯ จากคอลัมน์ Discuss ในนิตยสาร BIOSCOPE (ฉบับที่ 15) เมื่อ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2546 ณ ช่วงเวลาที่ท่านมุ้ยกำลังรีเมกผลงานหนังคลาสสิคของตนเมื่อ พ.ศ. 2517 อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’  กับมุมมองของท่านที่มีต่อวงการหนัง ทั้งโอกาสของคนทำหนังรุ่นใหม่ ไปจนถึงคำถามชวนปวดหัวที่ว่า "หนังอาร์ต คืออะไร?"!!                 สิ่งที่ทุกคนในวงการรู้เสมอเวลาอยู่ใกล้ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ก็คือ ท่านมักมีเรื่องความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ได้ฟัง บางครั้งความรู้นั้นมาพร้อมการสาธิตอย่างเอาจริงเอาจัง และเครื่องไม้เครื่องมือซึ่งมักไม่พ้นต้องเกี่ยวกับหนังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง                 เช่นเดียวกันโดยบังเอิญเมื่อช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาเกี่ยวข้องกับหนังเรื่อง ‘ช้าง’ ที่ แมเรี่ยน  ซี คูเปอร์ ยกกองมาถ่ายทำในบ้านเราโดยได้การอำนวยความสะดวกอย่างดีจาก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ (เสด็จปู่ของท่านมุ้ย) ท่านมุ้ยก็นำผมไปยลโฉมกล้องที่ใช้ในการถ่ายหนังเรื่องนั้นทันที พร้อมสาธิตกระบวนการการทำงานของกล้องโบราณตัวนั้นอย่างละเอียด ซึ่งท่านยืนยันว่า “นี่เหลืออยู่แค่ไม่กี่ตัวแล้วในโลกนี้ แต่ยังใช้ได้ดีเลยนะ”                 แม้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง แต่กล้องโบราณตัวนั้นดูไปก็คล้ายทำหน้าที่เหมือนหลักหมุดของเวลาซึ่งทำให้เรารู้ว่าหนังเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ไม่ไกลนักจากคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชที่กำลังใช้ตัดต่อหนังเรื่อง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ (พ.ศ. 2546) อยู่                 ฉากอุบัติเหตุที่อาศัยเทคนิคการลำดับภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ทำให้ผมอดนึกถึง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับดั้งเดิม (พ.ศ. 2517) ที่เคยกระตุ้นเร้าผมอย่างรุนแรงก่อนจะลงเอยด้วยความรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้... BIOSCOPE : ผมจำได้ว่าตอนดู ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ฉบับเดิม มีฉากอุบัติเหตุซึ่งใช้วิธีตัดสลับที่ดูแปลกมากสำหรับหนังไทยยุคนั้น มาในฉบับนี้ ท่านยังต้องการให้หนังมีความรู้สึกแปลกใหม่กับคนดูอีกหรือเปล่า ก็ต้องการแบบเดิมนะ แต่เวลามันผ่านมา 30 ปีแล้ว วิธีการคงไม่แปลกแล้วล่ะ ผมว่าความแปลกที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่ามันต้องดูผิดปรกติหรือทันสมัย เพราะไอ้ความทันสมัยหรือความใหม่มันเป็นสิ่งที่เราพูดจำกัดความได้ลำบาก BIOSCOPE : สำหรับคนที่เคยดูงานของท่านมาตั้งยุคก่อนๆ อาจจะคาดหวังว่า ท่านมุ้ยต้องมีอะไรใหม่ๆ มาให้เห็นอยู่ตลอด ปัญหาคือว่าอะไรล่ะคือสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพูดถึง เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เรียกว่าใหม่ได้ คุณจะไม่รู้หรอกว่าอะไรคือความใหม่ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือเก่า เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะอะไรก็มีคนทำมาหมดแล้วทั้งนั้นละ อย่างวิธีการตัดแบบ jump cut นี่ (ฌ็อง-ลุค) โกดาร์ดก็ทำมาตั้งแต่ยุค 1960 โน่น หรือแม้แต่ผมเองก็เคยใช้ตั้งแต่ ‘เทพธิดาโรงแรม’ (พ.ศ. 2517) ไปตั้งเยอะแล้วซึ่งผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นก็แทบจะเรียกว่าไม่มีอะไรใหม่ๆ หรอก ก็มีแต่เอาของที่เคยทำกันไปแล้วมารีไซเคิลเท่านั้นเอง BIOSCOPE : หมายถึงเอามันมามองใหม่ ใช่ มุมมองใหม่ อย่าง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ก็ต้องมองมุมใหม่เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป เช่นในของเดิม เชื้อ กับ รส เขียนจดหมายถึงกันซึ่งนั่นก็ค่อนข้างโบราณแล้ว สมัยใหม่ก็ต้องโทรศัพท์หรือไม่ก็อีเมลโดยที่ยังรักษาอรรถรสของการเขียนจดหมายไว้อยู่ ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรอกที่ต้องทันสมัย แต่บางอย่างเช่นการนั่งรถสามล้อนี่ก็คงไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าแทน เป็นต้น สัมคมตอนนี้มันไม่ใช่ยุคที่ สุวรรณี สุคนธา แต่งเรื่องนี้ออกมาแล้ว BIOSCOPE : แล้วท่านคิดว่า วิธีการที่เอากลับมาใช้ต่างๆ นี่จะได้ผลในการสร้างความรู้สึกกับคนดูไหม อย่างน้อยมันก็ได้ผลกับผมแหละ ถ้าไม่ได้ผลคงไม่ทำ แต่ปัญหาคือมันจะได้ผลกับคนอื่นหรือเปล่านี่คงต่างๆ กันออกไป เพราะผมแก่กว่าคนอื่นเขาเยอะมาก เรา 60 กว่า แก่กว่าคนดูทั่วไป 3-4 เท่า ความคิดของคนดูก็คงต่างกัน BIOSCOPE : ถ้าพูดถึงคนที่เคยทำหนังไทยมาพร้อมๆ กับท่าน หลายคนวางมือไปแล้ว แต่ท่านยังทำหนังต่อ ก็มันเป็นอาชีพผมไปแล้วนี่ (หัวเราะ) เราทำหนังเป็นอาชีพก็ต้องทำหนังไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะหยุด คงทำหนังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรงน่ะแหละ จริงๆ แล้วฝรั่งมันก็มีคนทำหนังรุ่นผมดังๆ กันตั้งหลายคน อย่าง ริดรีย์ สก็อตต์แก่กว่าผมอีก แต่อยู่ดีๆ ก็ทำหนังอย่าง Gladiator (2000) หรือ Black Hawk Down (2001) ออกมาได้ คือมันไม่ใช่หรอกที่วันหนึ่งจะออกจากวงการไปแค่เพราะทำหนังมานานแล้วนะ ทำไมไม่ออกจากวงการไปสักที มันก็ไม่ใช่ ใช่มั้ย (หัวเราะ) คนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าวงการมาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาทำแล้วมีชื่อเสียงก็ต้องออกจาวงการไป เขาก็ต้องทำของเขาไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องกลายเป็นคนรุ่นเก่า อย่าง มานพ อุดมเดช เนี่ย ในสายตาผมเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ยุคหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นคนทำหนังรุ่นเก่าที่ไม่มีใครยอมรับ แต่ผมเห็นว่าเขาเป็นคนมีฝีมือก็เลยชวนมาทำ ‘คืนบาป...พรหมพิราม’ มันเป็นเรื่องของฝีมือ ไม่ใช่ว่า เฮ้ย...คนรุ่นใหม่เกิดมาแล้ว คนรุ่นเก่าก็ต้องออกจากวงการไป ไม่ใช่อย่างนั้น มีคนพูดให้ได้ยินบ่อยๆ นะ ว่าทำไมคนรุ่นเก่าไม่ออกไปจากวงการไป คนรุ่นใหม่จะได้เกิดบ้าง จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะคนรุ่นเก่าอยู่คนรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาได้ ไม่มีใครว่ากันอยู่แล้ว หรือคนใหม่ๆ ถามว่าทำไมไม่มีใครให้โอกาสเขา ก็ต้องถามกลับว่า นี่คุณ อยู่ๆ เอาเงินผมไปทำหนัง 20 ล้านเนี่ย หนังจะได้เงินหรือเปล่า แล้วคุณตอบว่า “ไม่ทราบครับ มันต้องเสี่ยง” อ้าว...แล้วใครจะเชื่อลงล่ะ เงิน 20 ล้านมันเยอะนะ เท่าบ้านหลังหนึ่ง รถเบนซ์อีก 2 คันน่ะ หนังไม่ได้เงินมันก็ละลายหายไปกับสายน้ำ ฉะนั้นจะมาพูดง่ายๆ ไม่ได้ว่าให้โอกาสผมบ้างสิ เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงตุดหนึ่งคุณต้องสู้ เหมือนกับพวกเราสู้กันมาสมัยก่อน กว่าผมจะขึ้นมาเป็นท่านมุ้ยได้ต้องใช้เวลา 20 ปีนะ ผมว่าปัญหาใหญ่คือ คนรุ่นใหม่ที่จะมาทำหนังเนี่ย รู้หรือเปล่าว่ามันยากแค่ไหนที่จะเข้ามาในวงการ ยากแค่ไหนที่คุณจะเอาเงิน 20 ล้านบาท เวลามีคำถามว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้กับคนใหม่ๆ บ้าง ผมอยากจะบอกว่า เมืองไทยเปิดโอกาสมากกว่าเมืองนอกมากๆ เลย มีคนทำหนังเยอะแยะที่ผมไม่อยากเอ่ยชื่อที่อยู่ๆ ก็ได้ทำหนังเลย แค่บอกนายทุนว่าผมทำหนังเป็นแล้ว ก็ได้ทำ แล้วพอหนังฉิบหาย 3-4 เรื่องจนนายทุนล้มละลาย หมดตัวเป็นพันๆ ล้าน แล้วใครจะรับผิดชอบ พวกนายทุนเลยต้องเคี่ยวพอที่จะรู้ว่าคนไหนทำหนังเป็นคนไหนทำไม่เป็น เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการมาลองฝีมือ ไอ้นั่นต้องทำตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาหรือทำหนังสั้นแล้ว BIOSCOPE : ความยากของการทำหนังในยุค 2510 กว่าๆ กับ 2540 กว่าๆ ต่างกันตรงไหน เหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่สมัยนั้นมันถูกกว่า สมัยนี้แพงมากๆ เรื่องหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า 10-20 ล้าน ถึงบอกไงว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ยากเข้ามาจริงๆ คุณต้องแสดงผลงานออกมา ถ้าคุณคิดว่าเขียนบทได้ดีก็ต้องทำออกมาให้เห็น อย่าง ยุทธเลิศ (สิปปภาค) เขียนบทได้ดีตั้งแต่ตอนทำ ‘O-Negative รักออกแบบไม่ได้’ (1998) แล้ว แต่เขาไม่เชื่อใจเพราะยังเป็นคนใหม่เลยยังไม่ให้ทำ จนมาทำ ‘มือปืน โลก/พระ/จัน’ (2001) ถึงได้เกิด การเขียนบทนีมันเป็นงานที่ไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย ฟรี กระดาษปึกหนึ่งกับปากกาก็เขียนบทได้แล้ว หรือไม่ก็ไปขอเงินพ่แม่สัก 2-3 แสนมาลองทำหนังสั้นสัก 3 ฉาก ไปเช่าอุปกรณ์มา รวบรวมพรรคพวกมา แล้วก็ถ่ายทำออกมาเพื่อไปฉายให้นายทุนดูว่า เนี่ยละหนังผม แบบนี้ก้ได้ ยกตัวอย่าง ‘องค์บาก’ (2003) เนี่ย ถ้าไปบอกนายทุนว่าจะทำหนังมวยไทย นายทุนคงบอกทันทีว่า “ไม่เอา” ปรัชญา (ปิ่นแก้ว) เลยใช้วิธีถ่ายฉากบู๊ให้ดูหนึ่งซีน เอาไปฉายให้เห็นเลยว่า นี่ จา (พนม ยีรัมย์) มันเล่นได้แบบนี้ แต่คุณจะใช้วิธีแค่พูดว่าผมทำหนังเป็น มันไม่ได้ แค่ความมั่นใจหรือแค่บอกว่าผมดูหนังมาเยอะ มันไม่ได้มีความหมายอะไร BIOSCOPE : อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นคนทำหนังครับ ...ต้องแหกคอก? จะแหกไปไหนล่ะ ...สิ่งสำคัญคือต้องดูหนังเยอะก่อน ดูหนังเยอะพอหรือยังถึงที่จะคิดเรื่องแหกคอก ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ‘คอก’ น่ะมันอยู่แค่ไหน ถึงจะแหกได้ ถ้าไม่รู้จะแหกมันทำไม BIOSCOPE : ท่านชอบคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ คนไหนบ้าง ชอบทุกคนนะ เป็นเอก (รัตนเรือง) ก็ดี ยุทธเลิศก็โอเค เรียว (กิติกร เลียวศิริกุล) ก็ใช้ได้ จุดร่วมของคนพวกนี้คือ เขาพยายามทำสิ่งใหม่ๆ ใส่เข้าไปในหนัง เป็นคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเคยไปงานฟิล์มเฟสติวัลและมีโอกาสได้สัมผัสกับหนังอาร์ตต่างประเทศเยอะ และไฟยังแรง ยังไม่หมดเนื้อหมดตัว ก็ยังมีความกล้าที่จะทำ BIOSCOPE : ถ้าหมดตัว ความกล้าจะน้อยลง ถ้าหนังเจ๊งบ่อยๆ นานๆ เข้า ไฟก็หมดลงทุกทีๆ หรือไม่ก็หายไปเลย เพราะหนังมันขึ้นอยู่กับกำไรและขาดทุนนะ ขาดทุนมากๆ ก็จะไม่มีใครให้ทำ เราจะเอาแต่ดูเด็กๆ กลุ่มเดียวมันก็เป็นไปไม่ได้ BIOSCOPE : กลุ่มคนดูหนังของท่านเปลี่ยนหน้ามาเรื่อยๆ ท่านมองว่าความต้องการของคนดูแต่ละยุคมันเปลี่ยนไปหรือเปล่า เหมือนเดิม ...100% เลยคือความบันเทิง หนังดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมายถ้าไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกสนุกด้วย การดูสนุกด้วยและให้ข้อคิดด้วยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราเลยได้เห็นว่าในบรรดาหนังที่ดีที่สุดในโลก เกือบทั้งหมดคือหนังที่ดูแล้วสนุก ดูแล้วรื่นรมย์ใจ หนังที่ดูแล้วไม่สนุกก็ย่อมจะไม่สามารถสื่อสารกับคนดูได้เพราะคนดูไม่รู้สึกสนุกกับมัน แต่ความสนุกแปลว่ามันสื่อสารกับคนดูได้ในทางใดทางหนึ่ง BIOSCOPE : แล้วถ้าหนังที่ดูไม่รู้เรื่อง แต่เรียกว่าหนังอาร์ตล่ะ ไม่จริงหรอก อาร์ตคืออะไร BIOSCOPE : นั่นสิครับ ท่านว่าอาร์ตคืออะไร อาร์ตที่ดีต้องประกอบไปด้วย 4 อย่างคือ หนึ่ง-ต้องมี content คือเนื้อหา สอง-ต้องมี craft ต่อให้ content ดีแต่ทำออกมาห่วย ถ่ายไม่เป็น ถ่ายไม่ติด เบลอ หรือไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ใช้ไม่ได้ สาม-ต้องมีการถ่วงน้ำหนัก หนัก-เบา ไม่เลอะๆ เทอะๆ และอันสุดท้ายคือ ต้อมมีสไตล์เป็นของตัวเองแบบที่ดูปั๊บแล้วรู้เลยว่านี่มันคืองานของเขา อันนี้ปิกัสโซ่ อันนี้โมเนต์ อันนี้หนังบัณฑิต (ฤทธิ์ถกล) หนังเปี๊ยก โปสเตอร์ หนังท่านมุ้ย หนังหง่าว-ยุทธนา (มุกดาสนิท) ฯลฯ ซึ่งกว่าจะได้สไตล์มาคุณต้องผ่านการลอกเลียนแบบสไตล์คนอื่นเขามานักต่อนักแล้ว ยกตัวอย่าง แดนนี่ บอยล์ ก็มีสไตล์ขอวมันนะ แต่พอลองฉีกตัวเอมาทำ The Beach (2000) ก็เจ๊ง ขณะที่หนังก่อนหน้านั้นอย่าง Shallow Grave (1994) หรือ Trainspotting (1996) ก็มีสไตล์ของตัวเองชัด ...ผมเพิ่งนั่งกินข้าวกับ เดวิด พุตต์นั่ม เมื่อเช้านี้ เขาเล่าให้ฟังว่า วันที่เขารู้ตัวว่าต้องเลิกทำหนังก็คือวันที่ได้ดู Trainspotting เพราะเขารู้เลยว่าไม่มีทางมำหนังแบบนี้ได้ นี่คือสไตล์ที่ไม่มีวันทำได้ เขาก็เลยเลิกทำหนัง BIOSCOPE : ความรู้สึกแบบนั้นเคยเกิดขึ้นกับท่านหรือเปล่า ตอนนี้ยังนะ วันหนึ่งข้างหน้าไม่แน่ แต่วันนี้เรายังรู้สึกว่ายังมีเรื่องอยู่ในหัวที่อยากทำ ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ยิ่งนานยิ่งแน่น!! จิ๋ว-เอี๊ยง ได้ฤกษ์แต่งยัง??
นิวจิ๋ว /  จิ๋ว เดอะสตาร์ / 

               หวานเยิ้มหยดหยอดเต็มที่สุดๆ ไปเลย สำหรับความรักของนักร้องสาวร่างเล็ก จิ๋ว ปิยะนุช กับ ไฮโซเอี๊ยง ทวีสิน ทายาทค่ายมวยชื่อดัง เรียกว่าคบหากันมายาวนานจนเกินคำว่าหวานไปซะแล้ว เพราะบ่มรักด้วยดีมาตลอดๆ แม้จะไม่ได้ควงกันออกสื่อให้ประชาชีได้เห็นบ่อยนัก แต่ก็เป็นคู่รักที่สวีทกันเรื่อยๆ เท่าที่โอกาสจะมี               ล่าสุดความสัมพันธ์ยังเหนี่ยวแน่น แม้ฝ่ายหญิงจะงานตรึม กินข้าวดูหนัง สวีทกัน 2 คนบ้าง เฮฮากับเพื่อนฝูงบ้าง แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าหวานเวอร์ขนาดนี้ไม่มีวี่แววเตรียมลั่นระฆังวิวาห์กับเขาบ้างหรอ ดูโอ้คู่ซี๊อย่าง นิว นภัสสร ยังมีแพลนแต่งกับหวานใจ เป๊ก เปรมณัช เลย แล้วกับความรักหวานๆ หนักแน่นนานเวอร์ฉบับ จิ๋ว-เอี๊ยง คู่นี้ จะออกเรือนช้ากว่าเพื่อนซี๊ได้ยังไงกัน เอ้า!! ได้ฤกษ์รึยัง? กระซิบหน่อยยยย... จิ๋ว - เอี๊ยง จิ๋ว - เอี๊ยง จิ๋ว - เอี๊ยง จิ๋ว - เอี๊ยง จิ๋ว - เอี๊ยง จิ๋ว - เอี๊ยง จิ๋ว ปิยะนุช จิ๋ว ปิยะนุช นิว - จิ๋ว

ย้อนรอย 10 หนังฮอลลีวูดที่ ‘เจ็บ’ เพราะเซ็นเซอร์ตัวเอง
เซ็นเซอร์

หนังหลายเรื่องตั้งใจจะขายความแรงเพื่อเรียกคนดู แต่ทว่ากับหนังหลายเรื่องก็จำเป็นต้องแรงเพื่อให้ภาพยนตร์สมบูรณ์ในการเล่าเรื่องแก่ผู้ชม ซึ่งในอเมริกา MPAA (Motion Picture Association of America) หรือ สมาคมภาพยนตร์อเมริกัน ได้เริ่มจัดตั้งเรต NC-17 (ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 17 ปีดู) ตั้งแต่ ปี 1990 เพื่อให้ ‘หนังสำหรับผู้ใหญ่’ (ซึ่งมักหมายถึงหนังที่มี ฉากเซ็กซ์โจ๋งครึ่มหรือฉากรุนแรงจะแจ้ง) มีทางเลือกในการขอติดเรตที่ดูดีกว่าเรต X แต่กระนั้น หนังเรต NC-17 ก็ยัง มักไม่เป็นที่ต้อนรับของโรงหนังและสื่อส่วนใหญ่ จึงมีหนังจำนวนไม่น้อยยอมกลับมาหั่นฉากแรงๆ ทิ้งไปเลยเพื่อแลก กับเรต R แทน ...และต่อไปนี้คือ เหล่าบรรดาหนังนั้นซึ่งถูกวิจารณ์ว่า ยอมลดความแรงเพื่อแลกเรต จนกลายเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะมันส่งผลให้ ‘ความแรง’ –อันเป็นหัวใจหลักของแต่ละเรื่อง- ลดน้อยลงอย่างไปน่าเสียดาย 10 หนังฮอลลีวูดที่ ‘เจ็บ’ เพราะเซ็นเซอร์ตัวเอง 10. The Wild Bunch ฉบับ Director’s Cut  (แซม แพ็คกินพาห์, 1994/ที่นำมาเข้าโรงในวาระครบรอบ 25 ปีของหนังเรื่องนี้) 9. South Park: Bigger, Longer, and Uncut (1999, เทรย์ พาร์กเกอร์) 8. True Romance (1993, โทนี สก็อตต์) 7. Summer of Sam (1999, สไปค์ ลี) 6. Freeway (1996, แมตทิว ไบรท์) 5. Boys Don’t Cry (1999, คิมเบอร์ลี เพียร์ซ) 3. Basic Instinct (1992, พอล เวอร์โฮเวน) 2. Natural Born Killers (1994, โอลิเวอร์ สโตน) 1. Eyes Wide Shut (1999, สแตนลีย์ คูบริก) ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ใครเขียนด่าก็อ่าน!? นาตาลี พอร์ตแมน ทำการบ้านก่อนเล่นหนัง Jackie
Darren Aronofsky /  Jackie / 

หลังจากที่ได้ชมตัวอย่างภาพยนตร์ที่สร้างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในหน้าประวัติศาสตร์อย่าง Jackie แทบทุกคนที่ได้ชมต่างสัมผัสได้ถึงอารมณ์ดราม่าของ นาตาลี พอร์ตแมน (Natalie Portman) ที่ปลดปล่อยศักยภาพทางการแสดงออกมาจนหลายเสียงถึงกับพูดว่าน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวเต็งออสการ์ของปีนี้ กว่าจะอินได้สุดใจอย่างที่ได้เห็นในตัวอย่างภาพยนตร์ไป นาตาลี พอร์ตแมน จะต้องศึกษาเรื่องราวของ แจ็กเกอร์ลีน เคนเนดี (Jackie Kennedy) ด้วยการอ่านบทสัมภาษณ์และฟังเสียงสัมภาษณ์ซ้ำไปซ้ำมาเพื่อเลียนแบบวิธีการพูด อ่านบันทึกทำเนียบขาวและอ่านหนังสือแฉชีวิตแจ็กเกอลีน เคนเนดี กว่า 20 เล่ม ซึ่งเป็นหนังสือที่เขียนโจมตีจนหาความจริงแทบไม่ได้ แต่อ่านเพื่อให้รู้ว่าคนอื่นมองเธออย่างไร ขณะที่ผู้กำกับ ปาโบล ลาร์ราอีน (Pablo Larraín) ผู้กำกับที่มาแรงที่สุดของชิลี ที่เคยเข้าชิงทั้งคานส์ เบอร์ลิน และเวนิส และภาพยนตร์เรื่องเรื่อง No ของเขาเคยเข้าชิงออสการ์ในปี 2013 มารับหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวอันเข้มข้นนี้ เขาเล่าว่า “เขาไม่เคยสนใจทำหนังชีวประวัติคนดังเลย (โดยเฉพาะคนอเมริกัน) เขาสนใจชีวิตคนทำธรรมดาที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองมากกว่า แต่เขาหันมาพิจารณาโปรเจกต์นี้ เพราะคำชวนของผู้กำกับ ดาร์เรน อาโรนอฟสกี (Darren Aronofsky) และลาร์ราอีนก็ตอบตกลงเมื่ออาโรนอฟสกียินยอมให้เขานำเสนอภาพยนตร์ด้วยวิธีการที่เขาถนัด”   Jackie เข้าฉายในไทย 19 มกราคม 2017

พีช รับควง ออม กินข้าว ย้ำชัดไม่คิดเอาเพื่อนร่วมงานเป็นแฟน!!
พีช พชร /  ออม สุชาร์

        ตั้งแต่เลิกรากับนักร้องสาว นท เดอะสตาร์ แฟนๆ ก็จับตาความสัมพันธ์ของ พีช พชร กับนางเอกสาว ออม สุชาร์ หลังมีผลงานละครคู่กันจนมีข่าวจิ้นนอกจอ ล่าสุดมีภาพควงกันไปกินข้าวสองต่อสองโดยฝ่ายชายโพสต์ภาพ สาวออม ลงอินสตาแกรมตัวเองอย่างเปิดเผย ทำเอาแฟนๆ ยิ่งจับตาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ล่าสุด หนุ่มพีช เดินทางมาร่วมงาน "Numero Thailand Seminar on Best Brand Products 2016-17" เปิดใจถึงความสัมพันธ์กับ สาวออม ว่าเป็นเพียงเพื่อนร่วมงานเท่านั้น และไม่มีโอกาสพัฒนา เพราะตนไม่คิดจะเอาเพื่อนร่วมงานมาเป็นแฟน               "มีข่าวว่าไปทานข้าวกับออมมา วันนั้นเรามีประชุมเวิร์คช้อปหนังครับ หนังเรื่องต่อไปเล่นเรื่องเดียวกัน จริงๆ มันก็ไม่มีอะไรหรอกครับ คุยบทหนังนั่นแหละแล้วก็กินข้าวกันธรรมดาไม่มีอะไร กลัวคนจับจิ้นจริงๆ มั้ยเหรอก็ไม่ค่อยกลัวครับ มันก็ปกติเพราะว่าผมก็รู้จักเค้ามาอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้รู้จักกันมา 3 ปีก็ไม่เคยมีอะไรเลย ก็มีคนที่เชียร์อยู่บ้าง แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานเท่าไหร่ หน้าที่เราตอนนี้คือทำเวิร์คช้อปให้เต็มที่ก่อน โอกาสพัฒนาคือผมไม่ได้คิดเรื่องนั้นกับเพื่อนร่วมงานตัวเองอยู่แล้ว มันทำไม่ได้ นึกออกมั้ย ถ้ามันเป็นแบบนั้นถึงขั้นทะเลาะกันขึ้นมาตอนถ่ายคงพังเละทั้งเรื่อง รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ"              "พยายามคิดว่าอยากจะมีตัวจริง แต่มันก็ยังไม่มีสักที ตอนนี้ก็ไม่มีครับ ยังพยายามใช้เวลาหาอยู่เรื่อยๆ พยายามหาคนใหม่ก่อนดีกว่า มุมมองความรักเราเปลี่ยนไปเยอะครับ มันแบบตั้งแต่ตอนนั้นกับนทมันก็ 3 ปี ผ่านอะไรมาเยอะ ก็โตขึ้นเยอะแหละ ตั้งแต่อายุ 19-20 ตอนนี้ 24 แล้วมันก็เปลี่ยนไปเยอะ เราก็เปลี่ยนไปจริงจังขึ้นกับชีวิตแค่นั้นเอง รู้สึกว่าแบบโอเคมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว เรามีอะไรที่อยากทำเยอะมาก กับรักครั้งใหม่จะพัฒนาไปถึงอนาคตหรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะใช่ก็ได้ หรือว่าเดือนเดียวเลิกก็ได้ ไม่มีทางรู้หรอกครับ"               "เรื่องนี้มีผลกับภาพลักษณ์มั้ยเหรอ ผมไม่แคร์เรื่องนี้อยู่แล้ว ชีวิตเรามีความสุข เราโอเคแฮปปี้จบ ถ้าเกิดว่ามีแล้วเลิกก็ไม่เป็นไร ไม่แคร์อยู่แล้ว ชีวิตเราแฮปปี้โอเค ไม่กลัวคนมองเพลย์บอยแบดบอยหรอกครับ ผมว่าสุดท้ายแล้วเราวัดกันว่าชีวิตเรามีความสุขแค่ไหน ถ้าเรามีความสุข เราทำงานตัวเองออกมาได้ดีก็โอเค เวลามีแฟนไม่ปรึกษาแม่เลย ปรึกษาไม่ได้เด็ดขาด ไม่ต้องสแกน เราเป็นคนมีมุมมองเป็นของตัวเอง รู้สึกว่าเวลาคนอื่นพูดแล้วเราชอบเถียง ไม่ค่อยชอบฟังคนอื่น งั้นไม่ถามเลยแล้วกัน ผมรู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว ไม่ค่อยชอบให้คนอื่นพูดอะไรเยอะมาก งั้นก็ไม่ถามแล้วกัน เวลาแม่จะคุยก็ไม่ต้องพูด พามาเจอเลย"              "ละครช่อง 3 ตอนนี้ถ่ายอยู่ครับ ผมว่าน่าจะเสร็จประมาณเม.ย.ปีหน้า ปีหน้ามีหนัง 2 เรื่อง ละคร 1 หนึ่ง หนังถ่ายเสร็จไปแล้วเรื่องนึงแต่ยังฉายไม่ได้ แต่ก็ไม่เครียดนะครับ ผมรู้สึกว่าดี มีเวลาตั้งตัวกันหน่อย ให้ได้เตรียมตัวว่าจะโปรโมทกันยังไงดี เรื่องล่าสุดกับออมก็ใกล้จะเริ่มแล้วน่าจะได้ดูช่วงปลายปี" พีช กล่าว      พีช พชร   พีช พชร   พีช พชร   พีช พชร   พีช พชร     พีช-ออม   พีช-ออม   พีช-ออม  

โลเกชั่น และ 4 คาแรกเตอร์เฉพาะกิจ ที่คุณจะพบได้เฉพาะที่
ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ /  ปรมะ อิ่มอโนทัย / 

กลับมาอีกครั้งกับผลงานภาพยนตร์จากผู้กำกับดอกไม้เหล็กแห่งประเทศไทย กอล์ฟ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ภายใต้ชื่อเรื่อง ปั๊ม-น้ำ-มัน กับการเนรมิตฉากปั๊มน้ำมันสไตล์ตะวันตกขึ้นเพื่อเป็นโลเกชั่นสำคัญ ซึ่งจุดนี้ผู้กำกับของเราได้เล่าว่า... “มีการสร้างปั๊มน้ำมันขึ้นมาจริง ๆ เพื่อถ่ายทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะเราหาโลเกชั่นปั๊มน้ำมันสไตล์อเมริกาแบบนี้ในไทยไม่ได้เลย กอล์ฟเลยทำโปรดักชั่นดีไซน์เองทั้งหมด ซึ่งความตั้งใจดีไซน์หนังทั้งเรื่องว่าปั๊มนี้ต้องอยู่ห่างไกลความเจริญ มีพื้นเป็นดินแดง ๆ เหมือนในเท็กซัส มีฉากหลังเป็นภูเขาล้อมรอบกั้นตัวละครไม่ให้ออกไปไหนได้ เพราะฉะนั้นปั๊มก็ต้องอยู่ในที่รกร้างว่างเปล่าไม่มีบ้านคน ณ บริเวณนั้น ซึ่งต้องไม่ใช่กรุงเทพและปริมณฑล ตอนแรกคิดว่าจะไปหาโลเกชั่นแถวจ.ลพบุรี หรือเขาใหญ่ แต่มันก็ไม่มีที่แบบนั้น พอดีโปรดิวเซอร์บอกว่าแถวบ้านเขามีที่ลักษณะแบบนั้นที่ จ.กาฬสินธุ์ โปรดิวเซอร์ก็ขับรถกลับบ้านไปตระเวนถ่ายรูปปั๊มน้ำมันทั้งอำเภอมาให้ดู ตอนแรกกอล์ฟรู้สึกว่ามันยังไมใช่ก็เลยเดินทางไปดูด้วยตัวเอง ไปดูตามปั๊มต่าง ๆ มันก็เป็นปั๊มริมถนนทางหลวง ถนนลาดยาง มีเสาไฟฟ้า ถึงแม้จะมีทุ่งนาสวย ๆ แบบที่เราอยากได้ แต่ภูเขาก็มีฝั่งเดียวบ้าง ดินถนนก็ไม่เป็นดินแดง จนกระทั่งโปรดิวเซอร์ขับรถพาไปดูที่อ่างเก็บน้ำ ระหว่างทางขับผ่านเวิ้งก่อนถึงอ่างเก็บน้ำ กอล์ฟเงยหน้าขึ้นไปดูบอกให้รถตู้จอดพอลงไปปุ๊บก็บอกโปรดิวเซอร์ว่าเอาตรงนี้แหละ ทั้งโปรดิวเซอร์กับอาร์ตไดเร็คเตอร์มองหน้ากันแบบงงๆ  สรุปตกลงกันว่าเราจะสร้างปั๊มน้ำมันขึ้นมา โดยให้อาร์ตไดเร็คเตอร์สเก็ตภาพปั๊มน้ำมันสไลต์เท็กซัสตามแบบที่อยากได้ มีทั้งปั๊ม บ้านพักทุกอย่างอยู่ในนั้นครบหมด เราใช้เวลาสร้างปั๊มน้ำมันสามสัปดาห์ ต้องไปขนเอาไม้เก่าที่อยู่อีกอำเภอหนึ่งมาสร้าง เพื่อให้ได้ความเก่าของปั๊มที่สมจริง กอล์ฟดีไซน์เอาไว้ว่าต้องมีครัวอยู่หลังปั๊ม ต้องมีห้องน้ำอยู่ข้างปั๊ม ต้องมีเสาหมุน ๆ ทุกอย่างอาร์ตไดเร็คเตอร์จัดมาให้เหมือนในฝันทุกอย่างเป๊ะ ส่วนงบในการสร้างก็ไม่มโหฬารเท่าไหร่นัก เพราะเรามีงบประมาณที่ค่อนข้างชัดเจน  เราก็ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งมีเวลาในการถ่ายประมาณ 1 เดือน พอเราตัดร่างแรกเสร็จความยาวของหนังประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า ๆ เลยต้องทำให้เราต้องใช้เวลาตัดต่อเลือกฉากบางฉากทิ้งไปบ้าง ซึ่งรวมเวลาช่วงโพสโปรดักชั่นในการตัดต่อเกือบปีเพราะเรามีฟุตเทจเยอะมาก เราตระเวนถ่ายรอบ ๆ อำเภอนั้นเกือบทั้งหมดทุกแห่ง    โลเกชั่นหลักอยู่ที่ปั๊มน้ำมัน และระหว่างเรื่องเรามีไปถ่ายที่น้ำตก กระท่อมปลายนา ทุ่งนา เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ถนนเวิ้งว้าง สิ่งที่เราต้องทำการบ้านหนักมากคือการทำแผนที่การถ่ายทำให้สถานที่ต่าง ๆ เราส่งทีมผู้ช่วยไปฝังตัวอยู่ในพื้นที่เป็นเดือน ๆ เราต้องวางแผนกันอย่างรัดกุม เพราะดาราแต่ละคนมีคิวที่จะต้องไปทำงานที่อื่น ๆ อีก แถมวันสุดท้ายที่ปิดกล้องหนังเรื่องนี้คือวันที่ 28 ธันวาคม ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเป็นวันหยุดปีใหม่ซึ่งไม่มีใครทำงานแล้ว เพราะฉะนั้นผู้ช่วยต้องเวลาเรื่องแผนที่ เวลาในการเดินทางไปแต่ละโลเกชั่น จัดลำดับรถของทีมงานเพื่อมาให้เป็นการเสียเวลาในการทำงาน แผนที่ต้องเป๊ะ เพราะไม่มีใครเคยไปจะทำให้หลงกันง่ายมาก…” ส่วนในแง่นักแสดงนำของเรื่องทั้ง 4 คน ก็มีบทบาทที่โดดเด่นและแตกต่างกัน ได้แก่... ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย รับบทเป็น มั่น เจ้าของปั้มเป็นชายหนุ่มหล่อที่ชื่นชอบการสวมชุดคาวบอยอยู่ตลอดเวลา เขาอาศัยอยู่เพียงลำพัง หลังจากคนรักหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย มั่นเฝ้ารอยคอยการกลับมาของคนรักมานานกว่า 20 ปี เขาเป็นคนยึดมั่นถือมั่นในความรักเหมือนชื่อของเขา ต่าย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล รับบทเป็น เจ๊มัท สาวใหญ่อดีตนางนพมาศค้างปี เจ๊มัทชอบใส่ชุดไทยสีแดงสด นางเป็นแม่ค้าขับรถพุ่มพวงขายของชําอยู่ในหมู่บ้าน สาวใหญ่ที่ตกหลุมรักมั่น เธอมักจะเอาข้าวเอาน้ำเอาของใช้ต่าง ๆ มาให้เขาอยู่เสมอ เธอเป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบผูกมัดเรืองราวของความรักไว้เสมอ แม็กกี้ อาภา ภาวิไล รับบทเป็น ฝน เด็กสาว ม.ต้นอายุ 15 ปีที่ชอบสวมชุดเจ้าหญิงดิสนี่ย์และซุปเปอร์ฮีโร่สาว เธอชอบขี่มอเตอร์ไซค์มาหามั่นที่ปั๊มน้ำมัน และชอบมานั่งเล่าว่ามีใครเรียนอยู่ห้องไหนมาจีบเธอบ้าง  ถึงแม้มั่นจะไม่สนใจแต่เธอก็เล่าของเธอไปเรื่อย ๆ เหนื่อยเมื่อไหร่ก็ขี่รถกลับบ้าน เธอเป็นเด็กสาวที่ไม่ยึดติดกับความรัก หนูจ๋า อาชิรญาณ์ แก้วกัญญา รับบทเป็น นก คนรักของมั่นที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากแต่งงานได้ไม่นาน เธอเป็นหญิงสาวรักอิสระ เธอมักจะซ่อนความรู้สึกไว้ภายในสายตาเศร้า ๆ ของเธอ ปั๊ม-น้ำ-มัน เข้าฉาย 8 ธันวาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์