หนังตลก

Bernardo Bertolucci /  Last Tango in Paris / 

ไม่กี่วันก่อน Last Tango in Paris (1972) ของผู้กำกับแบร์นาโด แบร์โตลุชชี กลับมาเป็นประเด็นร้อนเมื่อคลิปที่แบร์โตลุชชีขึ้นพูดเมื่อปี 2013 ถูกนำมาเผยแพร่ เพราะเขาเล่าถึงฉากเซ็กซ์อื้อฉาวในหนัง ที่ซึ่งตัวละครของมาร์ลอน แบรนโด (ตอนนั้นอายุ 48 ปี) ใช้เนยแทนเจลหล่อลื่นทารอบทวารหนักตัวละครของมาเรีย ชไนเดอร์ (วัย 19 ปี) เพื่อข่มขืนเธอ ความรุนแรงที่ปรากฏไม่เพียงจะอยู่ในภาพยนตร์เท่านั้น เมื่อในชีวิตจริง แบร์โตลุชชีกับแบรนโดวางแผนจะถ่ายทำฉากนี้นอกสคริปต์โดยไม่บอกให้ชไนเดอร์รู้เพราะอยากให้เธอแสดงความรู้สึกจริงๆ ออกมา ก่อนหน้านี้ ในปี 2007 ชไนเดอร์เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า "แม้ว่ามาร์ลอน แบรนโดจะไม่ได้ลงมือทำจริงๆ ระหว่างถ่ายทำ แต่น้ำตาที่ฉันร้องไห้นั่นก็เป็นของจริง ฉันรู้สึกอับอายมาก และด้วยความสัตย์นะคะ-รู้สึกเหมือนโดนข่มขืนจริงๆ ทั้งจากมาร์ลอนและแบร์โตลุชชี" "ฉันโกรธจัด ตอนนั้นฉันควรจะเรียกเอเยนต์หรือนักกฎหมายมาที่ฉากด้วย เพราะคุณไม่สามารถบังคับใครให้ทำในสิ่งที่ไม่อยู่ในสคริปต์ได้หรอกนะคะ แต่ตอนนั้น ฉันไม่รู้จะทำอะไรได้จริงๆ" ชไนเดอร์ยังบอกอีกว่า นักแสดงอย่างแบรนโดพูดกับเธอแค่ว่า "อย่ากังวลไปเลย มันก็แค่หนังน่ะ" และหลังจากการถ่ายทำ แบรนโดไม่แม้แต่จะปลอบใจหรือขอโทษเธอ ซึ่งโชคดีที่การถ่ายทำเสร็จสิ้นในเทคเดียวเท่านั้น "ผมอยากให้เธอมีปฏิกิริยาแบบเด็กสาวจริงๆ ไม่ใช่จากการแสดง" แบร์นาโด แบร์โตลุชชี  และภายหลังจากการให้สัมภาษณ์ของชไนเดอร์ ผู้กำกับดังก็ไม่เคยยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นความผิดพลาด เขาตอบโต้เพียงแค่ว่า "ผมรู้สึกผิดแต่ไม่เสียใจเลย" "ผมอยากให้เธอมีปฏิกิริยาแบบเด็กสาวจริงๆ ไม่ใช่จากการแสดง" อย่างไรก็ตาม หลังถูกกระแสสังคมวิจารณ์แหลกเละ แบร์โตลุชชีออกมาแก้ข่าวว่า นี่เป็นเรื่องที่ "เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว" "ผมพูดกับแบรนโดว่าอย่าไปบอกมาเรียนะว่าเราจะใช้เนยกัน เพราะเราอยากได้ปฏิกิริยาตามธรรมชาติของเธอเมื่อเห็นว่ามีการใช้เนย ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดปกติไง แต่คนก็ไปเข้าใจกับว่ามาเรียไม่ได้รับแจ้งว่าจะมีการถ่ายทำฉากการใช้ความรุนแรง ซึ่งมันไม่จริงเลย" "มาเรียรับทราบทุกอย่างดีอยู่แล้วเพราะเธออ่านสคริปต์มาแล้ว ซึ่งทุกฉากทุกตอนก็มีอยู่ในนั้นหมดนั่นแหละ อย่างเดียวที่แปลกออกไปคือเรื่องของการใช้เนยเท่านั้น" อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะแบรนโดหรือชไนเดอร์กล่าวว่า พวกเขาต่างรู้สึก "บอบช้ำ" หลังจากการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ และหลังจากการถ่ายทำ  แบร์โตลุชชีไม่ได้พบชไนเดอร์อีกเลยด้วยเหตุผลว่า ทั้งเขาและแบรนโดถูกนักแสดงสาวเกลียดเข้ากระดูกดำ ฟากชไนเดอร์เอง หลังจากฝังใจเรื่องนี้ไว้นานหลายสิบปี และตัดสินใจให้สัมภาษณ์กับสื่อ ภายหลังจากนั้นไม่นาน เธอก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในวัยเพียง 58 ปีเมื่อปี 2011 ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

พร้อมหรือยัง ? ที่จะยิ้มรับลมหนาวไปกับ 3 หนังไทยสไตล์ฟีลกู๊ดประจำปลายปีนี้
20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น /  กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม / 

เหมือนเป็นธรรมเนียมนิยมอย่างหนึ่งเลยทีเดียว สำหรับช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีที่ค่ายหนังต่าง ๆ มักจะพากันส่งหนังฟีลกู๊ดเข้าโรงฉายเพื่อให้ผู้ชมได้รู้สึกอิ่มเอมใจไปพร้อม ๆ กับลมหนาวและศักราชใหม่ที่กำลังจะมาเยือน และในปีนี้วงการภาพยนตร์ไทยบ้านเราก็ได้ส่งหนังฟีลกู๊ดเข้ามาสร้างพื้นที่ความสุขแก่หมู่มวลผู้ชมด้วยกัน 3 เรื่องจาก 3 ค่าย ได้แก่... 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น ผู้กำกับ : อารยะ สุริหาร นักแสดง : ดาวิกา โฮร์เน่, สหรัถ สังคปรีชา, กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม เข้าฉาย : 24 พ.ย. 2559 เรื่องราววุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อคุณย่าวัยเจ็ดสิบที่กำลังจะถูกส่งไปอยู่บ้านพักคนชรา บังเอิญเกิดปาฏิหาริย์ได้ย้อนวัยกลับเป็นสาวอายุยี่สิบ เธอจึงออกเดินทางทำตามความฝันที่อยากจะเป็นนักร้องอีกครั้งโดยการเข้าร่วมวงดนตรีของหลานชายตัวเอง และดูเหมือนว่าความรักครั้งใหม่จะเกิดขึ้นระหว่างเธอกับหนุ่มหล่อโปรดิวเซอร์รายการเพลง อ่านรีวิว : คลิก พรจากฟ้า ผู้กำกับ : จิระ มะลิกุล, นิธิวัฒน์ ธราธร, ชยนพ บุญประกอบ, เกรียงไกร วชิรธรรมพร นักแสดง : ณภัทร เสียงสมบุญ, วิโอเลต วอร์เทียร์, ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ , นิษฐา จิรยั่งยืน, ฉันทวิชช์ ธนะเสวี, หนึ่งธิดา โสภณ เข้าฉาย : 1 ธ.ค. 2559 หนังสั้น 3 เรื่องที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบทเพลงพระราชนิพนธ์ ยามเย็น, Still on my Mind และพรปีใหม่ โดยร้อยเรียงชุดความสัมพันธ์ของชาย-หญิง 3 คู่ที่ดำเนินไปในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ อ่านรีวิว : คลิก จำเนียรวิเวียนโตมร ผู้กำกับ : ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ นักแสดง : ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์, ธีรเดช เมธาวรายุทธ, อารยา เอ ฮาร์เก็ต เข้าฉาย : 29 ธ.ค. 2559 สาวสวยผู้เชื่อในโชคลางได้มาขอพรเรื่องความรักจากศาลเจ้าแห่งหนึ่ง และบุญพาวาสนาก็ส่งชายหนุ่มสุดหล่อตรงสเป๊กเข้ามาในชีวิตของเธอพร้อมกันถึง 2 คน ภารกิจแย่งกันจีบสาวจึงเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับอันตรายที่ติดตามพวกเขาทั้งสองมาแบบเงาตามตัว งานนี้ใครจะอยู่ใครจะตาย...ต้องไปพิสูจน์ด้วยตาตนเอง

ย้อนรอย 10 หนังฮอลลีวูดที่ ‘เจ็บ’ เพราะเซ็นเซอร์ตัวเอง
เซ็นเซอร์

หนังหลายเรื่องตั้งใจจะขายความแรงเพื่อเรียกคนดู แต่ทว่ากับหนังหลายเรื่องก็จำเป็นต้องแรงเพื่อให้ภาพยนตร์สมบูรณ์ในการเล่าเรื่องแก่ผู้ชม ซึ่งในอเมริกา MPAA (Motion Picture Association of America) หรือ สมาคมภาพยนตร์อเมริกัน ได้เริ่มจัดตั้งเรต NC-17 (ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 17 ปีดู) ตั้งแต่ ปี 1990 เพื่อให้ ‘หนังสำหรับผู้ใหญ่’ (ซึ่งมักหมายถึงหนังที่มี ฉากเซ็กซ์โจ๋งครึ่มหรือฉากรุนแรงจะแจ้ง) มีทางเลือกในการขอติดเรตที่ดูดีกว่าเรต X แต่กระนั้น หนังเรต NC-17 ก็ยัง มักไม่เป็นที่ต้อนรับของโรงหนังและสื่อส่วนใหญ่ จึงมีหนังจำนวนไม่น้อยยอมกลับมาหั่นฉากแรงๆ ทิ้งไปเลยเพื่อแลก กับเรต R แทน ...และต่อไปนี้คือ เหล่าบรรดาหนังนั้นซึ่งถูกวิจารณ์ว่า ยอมลดความแรงเพื่อแลกเรต จนกลายเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะมันส่งผลให้ ‘ความแรง’ –อันเป็นหัวใจหลักของแต่ละเรื่อง- ลดน้อยลงอย่างไปน่าเสียดาย 10 หนังฮอลลีวูดที่ ‘เจ็บ’ เพราะเซ็นเซอร์ตัวเอง 10. The Wild Bunch ฉบับ Director’s Cut  (แซม แพ็คกินพาห์, 1994/ที่นำมาเข้าโรงในวาระครบรอบ 25 ปีของหนังเรื่องนี้) 9. South Park: Bigger, Longer, and Uncut (1999, เทรย์ พาร์กเกอร์) 8. True Romance (1993, โทนี สก็อตต์) 7. Summer of Sam (1999, สไปค์ ลี) 6. Freeway (1996, แมตทิว ไบรท์) 5. Boys Don’t Cry (1999, คิมเบอร์ลี เพียร์ซ) 3. Basic Instinct (1992, พอล เวอร์โฮเวน) 2. Natural Born Killers (1994, โอลิเวอร์ สโตน) 1. Eyes Wide Shut (1999, สแตนลีย์ คูบริก) ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

The Light Between Oceans /  ดีเร็ก เซียนฟรานซ์ / 

จากปรากฏการณ์หนังสือขายดีที่เรียกน้ำตาผู้อ่านทั่วโลก และได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากที่สุดถึง 40 ภาษา ในปีนี้ The Light Between Oceans กำลังจะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยฝีมือผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ของฮอลลีวู้ด ดีเร็ก เซียนฟรานซ์ จาก Blue Valentine พร้อมทั้งรวมพลัง 3 นักแสดงระดับรางวัลออสการ์ อลิเซีย วิกันเดอร์ เจ้าของรางวัลออสการ์จาก The Danish Girl ราเชล ไวซ์ เจ้าของรางวัลออสการ์จาก Constant Gardener ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ นักแสดงผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จาก Steve Jobs และ 12 Years a Slave ด้วยงานด้านภาพที่สวยสะกดทุกฉากจากฝีมือผู้ออกแบบงานสร้างของ The Great Gatsby และถ่ายทำใน 2 ประเทศ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ สถานที่ถ่ายทำเดียวกับ The Hobbit อีกทั้งยังได้โปรดิวเซอร์มือทอง เดวิด เฮย์แมน ผู้ปลุกปั้นหนังดังอย่าง Harry Potter และ Fantastic Beast and Where to Find Them มาอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ หนังถ่ายทอดเรื่องราวของ ทอม เชอร์บอร์น (รับบทโดย ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์) อดีตนายทหารผู้ทำหน้าที่เฝ้าประภาคารอันห่างไกลกับชุมชน เขาและ อิซาเบล ผู้เป็นภรรยา (รับบทโดย อลีเซีย วิกันเดอร์) ที่เสียลูกไปหลังคลอด เธอตกอยู่ในอาการซึมเศร้า จนทอมใกล้หมดพลังใจที่จะทำให้เธอกลับมาสดใสดังเดิม ไม่นานนัก ปาฏิหาริย์ก็คล้ายจะเป็นจริงขึ้นมา พวกเขาพบทารกหญิงคนหนึ่งอยู่บนเรือที่ถูกทิ้งกลางทะเล พวกเขาไม่รู้ว่าเด็กคนนี้มาจากไหน และเรือที่อับปางลงนั้นคือเรือของใคร แต่ที่แน่ ๆ มันคือของขวัญจากเบื้องบนที่พวกเขาเฝ้ารอมานาน พวกเขาตั้งชื่อเด็กทารกว่า ลูซี่ ฟูมฟักหนูน้อยด้วยความรักทั้งหมดที่มี แต่เมื่อทอมและอิซาเบลเดินทางเข้าไปในเมือง และพบว่าหญิงคนหนึ่ง (รับบทโดย เรเชล ไวซ์) กำลังบ้าคลั่งหัวใจสลาย เพราะสูญเสียลูกน้อยจากอุบัติเหตุทางเรือเมื่อไม่กี่ปีก่อน เทียบวันและเวลาดูแล้ว มีความเป็นไปได้สูงมากว่าทารกของหญิงคนนั้น คือ ลูซี่ แก้วตาดวงใจของทอมและอิซาเบลนั่นเอง แล้วทั้งคู่ควรเก็บเด็กคนนี้ไว้ หรือ คืนเธอให้แม่ที่แท้จริงของเธอ The Light Between Oceans เตรียมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 8 ธันวาคมนี้

แฟนคลับกรี๊ดให้ดังๆเลย โป๊ป-มิว มีละครด้วยกันแล้ว ใน
พ่อยุ่งลุงไม่ว่าง /  โป๊ป ธนวรรธน์ / 

   เรียกว่าสมใจบรรดาแฟนคลับของหนุ่มโป๊ป ธนวรรธน์ กับ นางเอกสุดฮอตอย่างสาวมิว นิษฐา แล้วล่ะค๊า หลังจากที่รอคอยมานาน ว่าเมื่อไหร่คู่นี้จะมีละครคู่กันอีก เพราะก่อนหน้านี้สาวมิวเองก็หันไปรับงานหนังกับค่าย GDH ถึง2 เรื่องด้วยกัน แถมยังติดถ่ายละคร "รากนครา" ของค่ายแอคอาร์ต ของผู้จัดมากฝีมืออย่างออฟ พงษ์พัฒน์อีก    งานนี้ทางค่ายทีวีซีนของเจ๊ปิ่นเลยไม่รอช้าขอลัดคิวจัดแพคคู่ให้หนุ่มโป๊ป และสาวมิว โคจรมาปะกันทันทีในละครแนวคอมเมดี้ เรื่อง "พ่อยุ่งลุงไม่ว่าง" แต่เชื่อว่าละครเรื่องนี้ให้ลืมภาพของคุณหญิงคุณชายไปได้เลยนะจ๊ะ อ้าว !! แฟนคลับของโป๊ป-มิวรอชมกันปีหน้าได้เลยจ้า โป๊ป-มิว   โป๊ป-มิว   โป๊ป-มิว   โป๊ป-มิว  

เจาะใจ
Jackie /  นาตาลี พอร์ตแมน / 

Jackie ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ในช่วงเวลา 4 วันหลังจากการลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคเนดี้ ภรรยาสาวของเขา แจ๊กเกอลีน เคนเนดี้ (รับบทโดย นาตาลี พอร์ตแมน) ต้องฟันฝ่าความรู้สึกเจ็บปวดนานาประการ ซึ่งกว่าที่นาตาลี พอร์ตแมน จะก้าวเข้ามารับบทบาทสำคัญนี้ มาดูกันว่าเธอต้องทำการบ้านอย่างไรบ้าง จากบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ Q : การได้มาเล่นเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ คุณมีความรู้สึกอย่างไร A : ฉันประหม่านิดหน่อยค่ะ เพราะทุกคนรู้จักแจ๊คกี้เป็นอย่างดี ว่าหน้าตา การพูดจาของเธอเป็นอย่างไร ซึ่งพูดกันตรง ๆ หน้าตาของฉันก็ไม่เหมือนเธอสักเท่าไหร่ด้วย แล้วฉันก็ไม่ใช่นักแสดงที่ถนัดในการเลียนแบบบุคคลจริง ๆ ก็เลยออกจะกลัว ๆ ค่ะ Q : คุณต้องทำอะไรก่อนครับ ระหว่างเลียนเสียงวิธีพูด หรือว่าปรับบุคลิกหน้าตาให้เหมือน A : น่าจะทำทั้งสองอย่างไปพร้อม ๆ กันค่ะ และต้องทำอย่างเร่งด่วนโดยไม่ทันได้วางแผนเลยค่ะ ฉันต้องลองใส่เสื้อผ้า ลองแต่งหน้าปรับทรงผมให้ดูเหมือนเธอ ในขณะเดียวกันก็ต้องไปฝึกสำเนียงการพูด ฉันอ่านและดูทุกอย่างที่ฉันจะหาได้เกี่ยวกับตัวเธอ Q : มีเทปสัมภาษณ์และคลิปเกี่ยวกับแจ๊คกี้ เคนเนดี้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลิปรายการ “ทัวร์ทำเนียบขาว” (ออกอากาศในวันวาเลนไทน์ ปี 1962) ซึ่งเป็นคลิปที่สำคัญมาก ๆ คลิปนี้ช่วยอะไรคุณได้บ้าง A : มีอยู่ประโยคนึงในคลิปทัวร์ทำเนียบขาว ซึ่งฉันและครูฝึกสอนสำเนียงการพูด มักจะฟังแล้วหัวเราะทุกครั้ง คือประโยค I rather love this hall (ฉันออกจะชอบห้องนี้) เธอใช้คำว่า rather เหมือนเป็นคนอังกฤษเลย แต่ในขณะที่เธอออกเสียงคำว่า hall ด้วยสำเนียงอเมริกันแบบลองไอส์แลนด์มาก ๆ ซึ่งเป็นสำเนียงบ้านเกิดฉันเลย มันผสมกันแล้วตลกดีค่ะ Q : มีหนังหลายเรื่อง หนังสือหลายเล่ม ที่พูดถึงแจ๊คเกอลีน เคนเนดี้ ด้วยความที่เธออยู่ในความสนใจของผู้คนมาโดยตลอด แต่ว่าหนังเรื่องนี้จะโฟกัสเวลาแค่ 7 วันในชีวิตของเธอเท่านั้น เป็นช่วงเวลาหลังการสอบสังหารเจเอฟเค แล้วตลอดทั้งเรื่อง เราจะเห็นคุณใส่เสื้อผ้าชุดนั้น ชุดที่ใส่ในวันลอบสังหารที่ดัลลัส ซึ่งมีรอยเลือดเปื้อนอยู่ ในฐานะนักแสดงที่ต้องสวมบทบาทตัวละคร คุณมองตัวละครนี้ในภาวะนี้อย่างไร A : อย่างแรก ฉันว่าโนอาห์ ออพเพ่นไฮเมอร์ คนเขียนบทฉลาดมากที่เลือกเวลาเพียงแค่ไม่กี่วันหลังการลอบสังหาร เพราะมันคือการเข้าไปสำรวจจักรวาลในชีวิตของเธออย่างละเอียด ทุกสิ่งมันสะท้อนออกมาว่าเธอเป็นคนอย่างไร และคิดอย่างไร สามีเธอนอนตายตรงหน้าตักของเธอ และเธอทั้งกลัวทั้งตกใจ แต่เธอก็รู้ว่า เธอตกเป็นเป้าสายตาของคนทั่วโลก เพราะฉะนั้นเธอต้องคุมอาการตัวเองให้ได้ เธอเลือกใส่ชุดตัวนั้น ทั้งๆ ที่คนอื่นๆ บอกให้เธอถอดมันออก เพราะเธอต้องการให้โลกเห็นว่า คนพวกนั้นทำอะไรกับชีวิตของเธอและสามีของเธอ Q : ผมได้คุยกับ “โนอาห์ ออพเพ่นไฮเมอร์” ผมเองเข้าใจว่าภาพลักษณ์ของ “ความเป็นคาเมล็อต” (Camelot – อาณาจักรหนึ่งในอังกฤษ มีอยู่ในเรื่องแต่งสมัยยุคกลาง ปกครองโดยกษัตริย์อาร์เธอร์และเหล่าอัศวินโต๊ะกลม สื่อและประชาชนเรียกยุคสมัยที่เจเอฟเค เป็นประธานาธิบดีว่า เป็นยุค “อเมริกันคาเมล็อต” กล่าวคือ มีผู้นำและภริยาที่มีเสน่ห์ มีความยิ่งใหญ่ รวมถึงเป็นความหวังของประเทศ) นั้นมีมาก่อนการลอบสังหาร แต่ทว่าจริง ๆ แล้วแจ๊คกี้ เคนเนดี้ เป็นคนที่ทำให้ภาพลักษณ์แบบนี้ชัดเจนแข็งแรงมากขึ้น ในช่วง 7 วันหลังการลอบสังหาร A : เธอไม่ใช่แค่ทำให้ภาพลักษณ์มันแข็งแรงขึ้นอย่างเดียวนะคะ เธอเป็นคนพูดมันออกมาเองเลยทีเดียว ซึ่งฉันว่ามันค่อนข้างแรงเอาการอยู่เหมือนกัน ที่จะพูดถึงสถาปนาตัวเองเป็นราชินีและกษัตริย์ของประเทศนี้ เพราะเราไม่มีราชวงศ์ หรือปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ เธอเป็นคนพูดเรื่องคาเมล็อตขึ้นมาเลย แล้วมันก็ติดอยู่ในการรับรู้ของผู้คน โดยหนังเรื่องนี้แก่นมันอยู่ตรงนั้นเอง ชีวิตของเธอเหมือนเป็นเทพนิยาย Q : หลังจากทุกคนได้เห็นการแสดงของคุณ ก็มีข่าวลือเรื่องที่ว่า นี่อาจเป็นการคว้าออสการ์ครั้งที่ 2 ของคุณ คุณเคยได้รับรางวัลมาแล้ว และเคยรับมือกับความคาดหวังเหล่านี้มาแล้ว คุณพยายามตั้งสติไม่ให้คิดไปไกลอย่างไร A : ฉันเป็นปลื้มมาก ๆ นะคะ ที่คนดูรู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับหนังมาก แล้วก็แสดงความเห็นหรือความรู้สึกใด ๆ ออกมา ฉันมองแค่นั้น Q : ตอนนี้คุณกำลังตั้งท้องอีกแล้ว (คราวก่อนที่พอร์ตแมนได้ออสการ์ เธอก็กำลังตั้งครรภ์) A : ใช่ค่ะ กำหนดคลอดตอนฤดูใบไม้ผลิ (ราวปลายเดือนมีนาคม) Jackie มีกำหนดเข้าฉาย 19 มกราคม 2560 ในโรงภาพยนตร์

ทีมสร้างโมเดลทุ่มแรงกายแรงใจกว่าจะได้เป็นเจ้าต้นไม้ยักษ์ใน
A Monster Calls /  มอนสเตอร์ / 

นอกเหนือจากกระแสความซาบซึ้งใจที่อินกันถ้วนหน้าของเพจหนังชื่อดังและผู้ชมในรอบพิเศษต่าง ๆ แล้ว...ล่าสุด เดวิด มาร์ติ ทีมสเปเชียลเอฟเฟคต์เจ้าของรางวัลออสการ์จาก Pan’s Labyrinth และเจ้าของผลงานเอฟเฟคต์สุดว้าวจากภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง Hellboy ได้เผยภาพเบื้องหลังการสร้างโมเดลหุ่นมอนสเตอร์ในภาพยนตร์ A Monster Calls ที่มีจุดกำเนิดมาจากภาพร่างต้นแบบกว่า 200 แบบ ก่อนที่ทีมเอฟเฟคต์และผู้กำกับจะตัดสินใจเลือกแบบที่ใกล้เคียงกับมอนสเตอร์ตามวรรณกรรมต้นฉบับมาสร้างเป็นมอนสเตอร์ โดยอาศัยการสร้างหุ่นโมเดลอสูรกายขนาดยักษ์ที่สูงถึง 40 ฟุต ขึ้นมาจริง ๆ ควบคู่ไปกับการถ่ายทำ เลียม นีสัน รับบทเป็นมอนสเตอร์ด้วยเทคนิคโมชั่นแคปเจอร์ โดยพยายามหลีกเลี่ยงซีจีโดยไม่จำเป็น ดีไซน์ของโมเดลมอนเสตอร์มีที่มาจากอสูรกายในตำนานเก่าแก่ของประเทศอังกฤษชื่อ เดอะ กรีน แมน ที่กำเนิดจากพลังธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ผสมผสานกับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง King Kong ตัวโมเดลทำขึ้นจากโฟมที่ต้องอาศัยความพิถีพิถันในการแกะสลักและลงสีให้เหมือนกับผิวของเปลือกไม้ให้มากที่สุด ควบคุมด้วยเทคโนโลยีไฮดรอลิกที่บังคับให้เคลื่อนไหวแม่นยำตามน้ำหนักของไม้ มีส่วนคอที่หมุนได้เพื่อให้การถ่ายทำโมเดลร่วมกับนักแสดงมีความสมจริง ละส่งผลต่ออารมณ์ทางการแสดงของนักแสดงที่ร่วมฉากด้วยมากที่สุด ชิ้นงานโมเดล มอนสเตอร์ต้นไม้ยักษ์ จาก A Monster Calls นับเป็นมาสเตอร์พีซชิ้นสำคัญของสายงานสเปเชียลเอฟเฟคต์ในวงการภาพยนตร์ และยังเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่ส่งให้เรื่องราวการผจญภัยในเรื่องเล่าของมอนสเตอร์ในภาพยนตร์ออกมาน่าตื่นตาตื่นใจ ลึกซึ้ง และตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ชมอย่างสมบูรณ์แบบ A Monster Calls ฉายแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์

ฟินออกหน้าออกตา! ปั้นจั่น ปรมะ เปิดใจได้จูบสาวในวงการถึงสามคนใน ปั๊ม-น้ำ-มัน
ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ /  ปรมะ อิ่มอโนทัย / 

นาทีนี้คงไม่มีผู้ชายคนไหนโชคดีเท่ากับ ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย ที่ได้จูจุ๊บกับสาวทั้งสามคนอย่าง ต่าย เพ็ญพักตร์, แม็กกี้ อาภา และ หนูจ๋า อชิรญาณ์ ในภาพยนตร์เรื่อง ปั๊ม-น้ำ-มัน ภาพยนตร์ดราม่าโรแมนติกเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ กอลฟ์ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ควบคุมการสร้างโดย ARTFO Production งานนี้เจ้าตัวได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกที่ได้แสดงในฉากจูบสุดโรแมนติกกับสามสาวในภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ได้ฟังกัน “ในเรื่องผมรับบทเป็นมั่นครับ เป็นเจ้าของปั๊มชายหนุ่มรูปหล่อที่ชอบใส่ชุดคาวบอยอยู่ตลอดเวลา มั่นอยู่ตัวคนเดียวหลังจาก นก (รับบทโดย หนูจ๋า อชิรญาณ์) คนรักหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย มั่นได้แต่เฝ้ารอว่าสักวันหนึ่งคนรักของเขาจะกลับมา เขาเลยกลายเป็นผู้ชายที่มั่นคงในความรัก ถึงแม้ว่าในชีวิตจริงของผมจะไม่ค่อยมั่นคงก็ตาม (หัวเราะ)...” “...แรงบันดาลใจของหนังเรื่องนี้เกิดจากความรักของคน ๆ หนึ่ง ที่ถึงแม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 20 ปี แต่เขาก็เลือกที่จะยังรักและยังรอให้คนรักของเขากลับมา ถึงแม้จะรู้ว่าอาจจะไม่มีหวังก็ตาม ก็เป็นคนยึดมั่นถือมั่นในความรักเหมือนชื่อของเขาเลยครับ...” “...ก่อนหน้านี้ไม่ทราบมาก่อนว่าจะได้จูบนางเอกของผมทั้งสามคน (ยิ้มเขิน) ก็ดีครับตื่นเต้นและก็มีแอบเขิน ๆ บ้าง เพราะฉากแรกที่เริ่มถ่ายทำผมก็ต้องเข้าฉากจูบกับพี่ต่ายเลย โชคดีที่พอจะรู้ทางกันมาบ้างจากหนังเรื่องแรกที่เคยรวมงานกันจาก It’s Get Better ไม่ได้ขอให้มารัก เลยทำให้ความตื่นเต้นลดลงครับ และพี่ต่ายเองก็ช่วยได้เยอะมาก แถมยังต้องเข้าฉากจูบกับน้องแม็กกี้กับหนูจ๋าอีก (ยิ้ม) แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดีครับ เพราะมันเป็นบทบาทที่เราได้รับ และต้องทำออกมาให้โดนใจพี่กอล์ฟมากที่สุดครับ...”   “...ความรู้สึกที่ได้กลับมาร่วมงานกับพี่กอล์ฟและพี่ต่ายอีกครั้ง ผมก็ยังรู้สึกตื่นเต้นทุกที เพราะได้ร่วมงานกับพี่ ๆ ที่เป็นมืออาชีพ พี่ต่ายช่วยแนะนำเทคนิคต่าง ๆ ให้เสมอ ยังเป็นพี่สาวที่น่ารักเหมือนเดิมครับ และต้องขอบคุณพี่กอล์ฟที่ให้โอกาสผมได้มามีส่วนร่วมในหนังเรื่องนี้ ส่วนการร่วมงานกับน้องแม็กกี้และหนูจ๋า สนุกดีครับ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จากสองคนนี้เพิ่มเติมครับ อยากให้แฟน ๆ ลองติดตามดูกันว่าบทสรุปเรื่องราวความรักของมั่นจะจบลงแบบไหน สุดท้ายแล้วมั่นจะเลือกใคร ระหว่าง นก, เจ๊มัท (รับบทโดย ต่าย เพ็ญพักตร์) หรือ ฝน (รับบทโดย แม็กกี้ อาภา) ครับ อย่าลืมนะครับวันที่ 8 ธันวาคมนี้ในโรงภาพยนตร์” ปั๊ม.น้ำ.มัน จะเปิดให้เข้าไปเติมเต็มทุกความรู้สึก 8 ธันวาคม 2016 พิเศษ คลิปสัมภาษณ์นักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง ปั๊ม-น้ำ-มัน

เจ.เจ. อับรามส์ ว่าจ้าง แอนนา ฟอร์สเตอร์ มากำกับหนังดราม่าธริลเลอร์ Lou
Anna Foerster /  Bad Robot / 

เจ.เจ. อับรามส์ (J.J. Abrams) ได้จ้าง แอนนา ฟอร์สเตอร์ (Anna Foerster) มาทำหน้าที่เป็นผู้กำกับให้กับภาพยนตร์ดราม่าธริลเลอร์เรื่อง Lou ให้กับ Paramount Pictures ซึ่ง แอนนา ฟอร์สเตอร์ เป็นผู้กำกับที่มีผลงานจากภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง Underworld: Blood Wars, The Day After Tomorrow และซีรีส์เรื่อง Outlander Lou ว่าด้วยเรื่องราวของคุณแม่ยังสาวที่ฟอร์มทีมกับสาวแก่ปริศนาเพื่อช่วยลูกของเธอที่ถูกลักพาตัวไป ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ เจ.เจ. อับรามส์ จะทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์คู่กับ บราเดน อาฟเตอร์กู้ด (Braden Aftergood) และในตอนนี้ยังไม่ได้ระบุกำหนดฉายออกมา ดูบทความต้นฉบับ : Exclusive: J.J. Abrams hires 'Outlander' director Anna Foerster for thriller 'Lou'

น้องแตงไทย สายแบ๊ว!! พ่อแจ๊ส คอนเฟิร์ม สถานการณ์ไหนก็ 2 นิ้ว!!
น้องแตงไทย /  แจ๊ส ชวนชื่น

               เป็นลูกตลกตกไม่ไกลต้นจริงๆ เชียว สำหรับ น้องแตงไทย ลูกสาวสุดรักสุดหวงของตลกมาดกวน แจ๊ส ชวนชื่น เรียกว่านอกจากจะน่ารักน่าเอ็นดูแล้ว ความทะเล้นขี้เล่นยังได้พ่อมาเต็มๆ อีกต่างหาก เป็นเด็กน่ารักอารมณ์ดี!! ดี...ดี๊...ดี ทุกสถานการณ์เลยก็ว่าได้ ทำเอาคุณพ่อแจ๊สปลื้มปริ่ม แต่งานนี้ความน่ารักยังไม่หมดแค่นั้น เพราะหนูแตงไทยฉายแววความเป็นซุปตาร์มีคาแรคเตอร์ 2 นิ้วเป็นของตัวเองตั้งแต่ละอ่อน เรียกว่าขอถ่ายรูปกี่แอคกี่ท่า ความแบ๊วก็จะมีมาให้เห็นตลอดๆ จุดนี้พ่อแจ๊สคอนเฟิร์ม เพราะล่าสุดขนาดป่วยสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย น้องหนูแตงไทยยังสวมมาดสาวแบ๊วชู 2 นิ้วสู้ตายตลอดๆ เลย แหมๆๆ เชื่อแล้วว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ก็ดูคุณพ่อมาดกวนซะก่อนสิ ต้นแบบชู 2 นิ้วของน้องแตงไทยชัดๆ อิอิ พ่อแจ๊ส - น้องแตงไทย น้องแตงไทย  พ่อแจ๊ส - น้องแตงไทย น้องแตงไทย น้องแตงไทย - พ่อแจ๊ส น้องแตงไทย - พ่อแจ๊ส น้องแตงไทย น้องแตงไทย  น้องแตงไทย น้องแตงไทย แจง(ภรรยา) - แจ๊ส แจ๊ส - แจง(ภรรยา) น้องแตงไทย แจ๊ส - แจง(ภรรยา) ขอบคุณรูปภาพจาก IG : @jazzpadung

ดาวคะนอง /  รัศมี เผ่าทองเหลือง / 

เสร็จสิ้นงานแถลงข่าวไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับภาพยนต์ ดาวคะนอง ภาพยนตร์นอกกระแสที่สามารถสร้างกระแสความสนใจจากคนรักหนังทั่วโลก ณ โรงภาพยนตร์เอส เอฟ เวิร์ด ซีเนม่า ชั้น 9 ศูนย์การค้าเซนทรัลเวิลด์ โดยผู้กำกับ ใหม่ อโนชา สุวิชากรพงศ์ ที่ทุ่มเทพลังและใช้เวลาพัฒนาบท พร้อมหาทุนการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้นานถึง 6 ปี ก่อนส่งข่าวไปยังแฟนเพลงที่ชื่นชอบหนังศิลป์มีคุณภาพพร้อมคิวเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 8 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไป โดยหลังจากไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่ต่างประเทศมาแล้วมากมาย ถือเป็นโอกาสอันดีในการเปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโลการ์โน่ (Locarno International Film Festival) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในสายประกวดนานาชาติ ซึ่งนับได้ว่า ดาวคะนอง เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ได้รับเกียรติให้เข้าฉายในสายหลักนี้ บรรยากาศในงานแถลงข่าวคราคร่ำไปด้วยคนรักหนังคนคุ้นเคยผู้สนับสนุนหนังนอกกระแสอาทิ ตัน อิชิตัน ทิฐินันท์ โชตินันทน์ ผู้อำนวยการส่วนงานบริหาร จากเอไอเอส สุวรรณี ชินเชี่ยวชาญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด จากเอสเอฟ จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์ ผู้บริหารโก๋แก่ พร้อมการต้อนรับอย่างอบอุ่นสื่อมวลชนทุกแขนงเริ่มงานโดย วินิจ เลิศรัตนชัย รับหน้าที่พิธีกรดำเนินรายการ แนะนำผู้กำกับมือรางวัล ใหม่ อโนชา สุวิชากรพงศ์ พูดถึงภาพยนตร์ที่เธอเขียนบท และ กำกับด้วยตัวเองว่า “หนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับดาวคะนอง (เขตจอมทอง ) เลย  เวลาเราขับรถบนถนน บนทางด่วน เราจะเห็นป้าย ดาวคะนอง แต่มีสักกี่คนที่เดินทางไปดาวคะนอง ดาวคะนองจึงเปรียบเสมือนทางผ่าน หรืออีกนัยยะหนึ่ง ดาวคะนองสื่อความหมายถึงคนซึ่งทุกคนมีความเป็นดาวในตัวเอง ” ขณะที่ เป้ อารักษ์ นักแสดงนำ ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่นักแสดงแล้ว ยังทำหน้าที่แต่งเพลง เรียบเรียง ดนตรี และถ่ายทอดเพลงชื่อ ดาวคะนอง ซึ่งจะเป็นเพลงหนึ่งที่ใช้ประกอบในภาพยนตร์ด้วย กล่าวว่า “ผมเขียนและร้องเพลงให้พี่ใหม่ (ผู้กำกับ) ฟัง พี่เขาชอบ เพราะเนื้อหาจะพูดถึง ความสัมพันธ์ที่หลอกลวงของคนใกล้ตัว ซึ่งเป็นเนื้อหาที่สอดคล้องกับภาพยนตร์ บางเรื่องจริงบางเรื่องคือการแสดง หรือร้ายกว่านั้นคือการหลอกลวง”  จากนั้นนักแสดงทุกคน สายป่าน อภิญญา สกุลเจริญสุข, ต่าย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล, ทราย อินทิรา เจริญปุระ รวมไปถึงนักแสดงนำหน้าใหม่ รัศมี เผ่าทองเหลือง และวิศรา วิจิตรวาทการ ได้ร่วมกันเล่าประสบการณ์ในการ่วมงานกับผู้กำกับใหม่ว่าเป็นคนที่ทำงานแตกต่างจากคนอื่น คือ ละเอียดและไม่ให้ทำการบ้านมา ซึ่งผู้ชมภาพยนต์จะได้เห็นการแสดงที่แตกต่างจากที่ผ่าน ๆ มาแน่นอน  ดาวคะนอง ได้รับทุนสนับสนุน Prince Claus Film Fund Award และ Hubert Bals Plus Europe จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ทุนไทยเข้มแข็ง จาก กระทรวงวัฒนธรรม และทุน Doha Film Fund จากประเทศกาตาร์ ก่อนหน้านี้ ดาวคะนอง ได้เดินทางไปฉายตามเทศกาลต่าง ๆ มาแล้ว เช่น เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต ประเทศแคนาดา เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติลอนดอน ล่าสุดได้รับรางวัล Best Film (New Talent Award) จากเทศกาลภาพยนตร์ฮ่องกงเอเชี่ยนฟิล์มเฟสติวัล และในปี 2560 ดาวคะนอง ก็ยังมีคิวฉายตามเทศกาลต่าง ๆ อีกหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเตอร์ดาม ประเทศเนเธอร์แลนด์ และในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนี้ได้มีผู้จัดจำหน่ายในสหรัฐได้ทำการซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์เพื่อเตรียมเผยแพร่ในสหรัฐในปี 2560 แล้ว ดาวคะนอง จะเริ่มเข้าฉายในวันที่ 8 ธันวาคม ในโรงภาพยนตร์เอสเอฟเวิล์ดซีนีม่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ด โรงภาพยนตร์ลิโด โรงภาพยนตร์เฮาส์ อาร์ซีเอ และ Bangkok Screening Room

ก่อนชม 'ดาวคะนอง' ย้อนดู ‘เจ้านกกระจอก’ บทบันทึกเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทยของ ใหม่-อโนชา
ดาวคะนอง /  อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล / 

ในวาระที่ 'ดาวคะนอง' ผลงานหนังยาวเรื่องที่สองของผู้กำกับ ใหม่-อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ จะเข้าฉายในบ้านเราอย่างเป็นทางการวันแรก (8 ธ.ค. 2559) ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน อโนชานำหนังเรื่องแรกของเธอเข้าฉายในบ้านเรา และ ‘เจ้านกกระจอก’ ก็กลายเป็นหนังไทยที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ในแง่ของการใช้สัญลักษณ์เพื่อเล่าเรื่อง ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่อโนชานำใช้ในหนังเรื่องล่าสุดของเธอเช่นกัน เราจึงขอหยิบเอาบทความจากคอลัมน์คลาสสิคในนิตยสาร BIOSCOPE "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" ที่ ไกรวุฒิ จุลพงศธร ได้เขียนถึง ‘เจ้านกกระจอก’ ถึงการเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารกับผู้ชม ก่อนที่จะไปชมผลงานล่าสุดของเธอกันในสัปดาห์นี้ **เช็ครอบฉายและข่าวสารของหนัง 'ดาวคะนอง' ได้ที่ www.facebook.com/daokhanongmovie ‘เจ้านกกระจอก’ กับขบวนการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทย (แบบไม่ได้นัดหมาย) โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร **ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 105 / สิงหาคม 2553 ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาช่างแตกต่างราวกับฟ้าและเหวกับช่วงที่ผมเริ่มต้นเขียนคอลัมน์นี้ เมื่อ 8 ปีก่อนผมเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบโฆษณาแต่ดันชื่นชอบการตีความสัญลักษณ์ใน หนังที่เรียนรู้จากพ็อคเกตบุ๊ครวมบทวิจารณ์ของ สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์, มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ และ ประชา สุวีรานนท์ ซึ่งได้กลายเป็นครูอย่างไม่เป็นทางการของผม ในโลกของผม ณ ช่วงเวลาดังกล่าว "สัญลักษณ์มีแต่ในหนังเท่านั้น" (แน่นอนครับว่ามันมีที่อื่นๆ ด้วย แต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจมันเอง) 8 ปีผ่านไปมีอะไรเกิดขึ้นมากมายกับชีวิต และสัญลักษณ์ไม่ได้อยู่แค่ในหนังอีกต่อไป แต่สัญลักษณ์อยู่กลางถนน และมิใช่ผม คนเดียวที่ตระหนัก เพราะดูเหมือนสังคม ‘ทุกฝ่าย’ ค่อยๆ เรียนรู้ว่าการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เป็นการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดในวินาทีนี้ (ดูอย่างกรณีที่คนเสื้อแดงพยายามจะไปพันผ้าสีแดงที่ป้ายถนนราชประสงค์, ต่อมาก็มีกำลังตำรวจจำนวนมากมาเฝ้าป้ายดังกล่าว, และหนักข้อขึ้นไปอีกเมื่อป้ายดังกล่าวได้ถูกเจ้าหน้าที่ถอดทิ้งไปเลย, ลงท้ายด้วยเอาป้ายมาติดตั้งใหม่พร้อมคำอธิบายว่านำป้ายไปทำความสะอาดเนื่องจากมีคนมาฉีดสีพ่นทับตัวอักษร) สังคมค่อยๆ เรียนรู้ (ผมหวังอย่างนั้น) ว่าการต่อสู้ด้วยพละกำลังหรือการต่อสู้แบบ ถอนรากถอนโคนซึ่งมักมากับกระบวนทัศน์ ‘สงครามครั้งสุดท้าย’ นั้นไม่มีอยู่จริง สงครามไม่มีวันจบลงง่ายๆ ยุทธศาสตร์ต่อไปคือการต่อสู้อย่างต่อเนื่องและยืดยาว การช่วงชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์จึงกลายเป็นสมรภูมิอย่าง ไม่เป็นทางการ นักสัญศาสตร์จึงกลายเป็นบุคคลสำคัญของสังคม เพราะพวกเขามีหน้าที่คุ้ยเขี่ย กัดเซาะ สร้าง และตีความสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อ ‘ทำลาย’ หรือ ‘ตอกย้ำ’ วาทกรรมที่แต่ละฝ่ายผลิตขึ้นมา คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ สิ่งที่พัวพันกับการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้ก็คือการช่วงชิง ‘พื้นที่’ ‘เวลา’ และ ‘ความทรงจำ’ ดูตัวอย่างจากการพันผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ แม้จะเป็นพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร แต่ก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์สุดทรงพลัง เพราะมันเป็นการแย่งชิงพื้นที่ ความทรงจำและการรับรู้ของสังคม ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งพยายามจะ ‘ลบเลือน’ ความทรงจำนี้ทิ้งไป อีกฝ่ายก็พยายามจะ ‘ย้ำเตือน’ มิให้ความทรงจำจางหาย แน่นอนว่าการต่อสู้นี้ขึ้นอยู่กับบริบทเวลา หากมิได้ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายความทรงจำดังกล่าวก็จะบิดเบือน และหลุดหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และกลายเป็น "ความทรงจำส่วนบุคคล" หรือของคนกลุ่มย่อยๆ ไปแทน นอกจาก พื้นที่ เวลา และความทรงจำ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้แล้ว มันยังเป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของศิลปะภาพยนตร์อีกด้วย หากเมื่อ 8 ปีก่อนผมตื่นเต้นกับงานของคนทำหนังอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, นนทรีย์ นิมิบุตร และ เป็นเอก รัตนเรือง ที่ทำให้เกิดการบูมของหนังไทยร่วมสมัยในช่วงเวลานี้ผมก็ตื่นเต้นกับกลุ่มคนทำหนังบนดินและใต้ดิน –ไม่ว่าจะมีแนวคิดทางการเมืองแบบใดก็ตาม- แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาพยายามโต้ตอบกับสังคมด้วยการสร้างงานที่เล่นกับพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำ ผ่านระบบสัญลักษณ์ที่งัดข้อก่อกวนกับวาทกรรมหลัก ผมกำลังหมายถึงหนังอิสระอย่าง ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ‘บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน’ และ ‘จุติ’ ของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล, ‘เจ้านกกระจอก’ ของ อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ ไปจนถึงหนังสั้นของ ปราปต์ บุนปาน, เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง หรืองานในอนาคต (แน่นอนว่าผมยังไม่ได้ดู แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเล่นกับการเปรียบเปรยเชิงการเมือง) ทั้ง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ของ สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์, ‘The Dog ชิงหมาเกิด’ ของ พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง และ ‘14’ ของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล แน่นอนว่าคนเหล่านี้ไม่ได้นัดกัน และไม่ได้มีอุดมการณ์ การเมืองเดียวกัน แต่การปรากฏของผลงานเหล่านี้ใน ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก็เป็นขบวนการหนังสัญลักษณ์ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง (**อัพเดต จนถึงปัจจุบัน ‘14’ ยังไม่ได้ถูกผลิตขึ้น ส่วนอย่างที่ทราบกันคือ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ กลายเป็นหนังที่โดนแบนในบ้านเราไป) หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ คนทำหนังรุ่น เพิ่มพล เชยอรุณ หรืองานยุครุ่งเรืองของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล มุ่งสะท้อนสังคมด้วยการตีแผ่อย่างตรงไปตรงมาหรือมีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นเห็นชัด แต่ขบวนการหนังบนดินและใต้ดินยุคปัจจุบัน (แบบไม่ได้นัดหมาย) มิได้เดินบนเส้นทางนั้น หากไม่นับงานของพงษ์พัฒน์และชูเกียรติ (ซึ่งผมยังไม่ได้ดู) คนทำหนังที่เหลือซึ่งเป็น คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ นำเสนอผ่านสุนทรียะเฉพาะตัวและระบบสัญลักษณ์ที่แนบเนียนและแพรวพราวเกินกว่ายุคของเพิ่มพลไปแล้ว ซึ่งต้องอาศัยพื้นฐานความ เข้าใจและการสั่งสมสุนทรียะของภาพยนตร์โลกร่วมสมัยในระดับหนึ่ง มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่คนทำหนังกลุ่มนี้จะถูกป้ายข้อหาจากคนดูว่า “ดูไม่รู้เรื่อง” หรือ “เข้าใจยาก” แต่ขณะเดียวกัน ภายใต้สังคมไทยอันแสนเคร่งครัดในยุคสมัยของการจำกัดจำเขี่ยทางความคิดเห็น การ ‘ดูไม่รู้เรื่อง’ และ ‘เข้าใจยาก’ ก็กลับกลายเป็นเกราะป้องกันตัวผู้สร้างเอง พวกเขาจึงสามารถสร้างงานที่ ‘เตะเฉียด’ ประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ผ่านเนื้องานและสัญลักษณ์ที่แนบเนียนหรือแปลกพิศวงได้ เช่น หากอภิชาติพงศ์สร้างหนังเกี่ยวกับวันเสียงปืนแตกโดยตรงก็คงโดนแบน แต่การสร้างโดยผสมสุนทรียะของหนังส่วนตัวและเนื้อหาการเมืองเชิงสัญลักษณ์แยบยลก็ทำให้หนังออกสู่สังคมได้ (ในกรณีของอภิชาติพงศ์และอโนชานั้น ความพิศวงของสัญลักษณ์ยังกลายเป็น ‘ปริศนา’ และ ‘ความลึกลับ’ ที่ทำให้คอหนังศิลปะในต่างชาติอ่านงานของพวกเขาในความหมายอื่นๆ ได้อีกด้วย) กลายเป็นว่าในพื้นที่เล็กๆ อย่างหนังอิสระ กลับมีระดับเพดานการแสดงความคิดเห็นที่สูงกว่าปกติ ทว่าพื้นที่ดังกล่าวก็เล็ก เล็กมาก หรือเล็กที่สุดจนแทบจะไม่มีเสียงเล็ดรอดออกไปให้เกิดการพูดคุยในวงกว้าง นักวิจารณ์และนักดูภาพยนตร์ (cinephile) คือฟันเฟืองที่เข้ามามีบทบาทในจุดนี้ แต่ลำพังนักวิจารณ์เองก็ทำงานได้ไม่มีประสิทธิผล ตั้งแต่ติดอยู่ในระบบ มีพื้นความรู้ที่ทำให้อ่านงานเหล่านี้ไม่ขาดพอ รวมถึงต่อให้อ่านได้แต่จะเขียนได้ชัดเจนมากขนาดไหน หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นตัวอย่างชั้นดีของสิ่งที่ผมได้พูดไป อโนชาและ ลี ชาตะเมธีกุล (มือตัดต่อ) จงใจก่อกวนพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำด้วยการเล่าหนังโดยไม่เรียงลำดับเวลา (เหมือนหนังเรื่อง 21 Grams) เมื่อผนวกกับชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ (Mundane History) ก็คลับคล้ายท่วงท่าปรัชญาแบบพังค์ๆ ที่โจมตีประวัติศาสตร์ทางการที่เล่าเรื่องแบบเรียงตามลำดับเวลา (หรืออำนาจแนวดิ่ง) และให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่มาในรูปแบบของความทรงจำที่ย่อมวูบวาบ ไม่เรียงลำดับก่อนหลัง (หรืออำนาจแนวระนาบ) ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วย เมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย เราอ่านหนังได้อย่างน้อยสองระดับ ระดับแรกคือเชื่อไปตามเรื่องว่ามันเป็นเรื่องของบุรุษพยาบาลที่ต้องเข้ามาดูแลเด็กหนุ่มพิการ ลูกผู้ดีเก่าที่ไม่ลงรอยกับพ่อผู้แสนดี เขาถูกแวดล้อมไปด้วยแม่บ้านและคนใช้ แล้วความสัมพันธ์ของบุรุษพยาบาลและเด็กหนุ่มจากที่ตึงเครียด ก็ค่อยๆ อ่อนลงและกลายเป็นความอ่อนโยนระหว่างสองมนุษย์ ระดับที่สองคือการตั้งคำถามว่า ทั้งหมดนี้คืออุปลักษณ์ (metaphor) ของสังคมไทยในยุคพ.ศ.นี้ นี่คือสังคมไทยที่ในอดีตเคยรุ่งเรืองและงามงด (จากสภาพบ้านที่เป็นผู้ดีเก่า, คำอธิบายว่าคุณพ่อเป็นคนแสนดี) แต่ปัจจุบันกลับเป็นสังคมที่รุนแรง เปลี่ยนแปลง และไร้อนาคต (เด็กหนุ่มพิการ, เอาแต่ใจ, อารมณ์เกรี้ยวกราด, รักษาไปก็เปล่าประโยชน์, ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้) และมันก็ยังเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยชนชั้น (มีการแบ่งการกินข้าวอย่างชัดเจน เจ้านายกินชั้นบน บ่าวไพร่กินชั้นล่าง แถมยังมีบ่าวไพร่ที่ทำตัวประหนึ่งเจ้านาย หรืออาจมีอะไรกับเจ้านายด้วยซ้ำ) ผมไม่ได้บอกว่าสังคมไทยไร้ความหวัง หรือคนทำหนังเรื่องนี้จะบอกว่า สังคมไทยสิ้นหวัง แต่หนังเรื่องนี้เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้ อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วยเมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย หนังพูด ถึงอารยธรรมในฉากเดินดูรูปจำลองของอารยธรรมต่างๆ (ซึ่งรุ่งโรจน์และ มอดม้วยไปแล้ว) ในท้องฟ้าจำลอง และยังพูดถึงพุทธธรรมผ่านตัวคนใช้ที่สบถขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ในแง่วิทยาศาสตร์มีการอธิบายเรื่องจุดจบของดาว อโนชาลากให้ทุกอย่างมารวมกัน เหมือนกับภาพโปสเตอร์หนังที่เหมือนรูปปริศนา มันเป็นทั้งดวงตา ของเด็กหนุ่มผู้พิการไร้ความหวัง เป็นทั้งดาวฤกษ์สุกสว่างที่กำลังจะแตกดับ และเป็นทั้งดวงตาของคนทำหนังที่จับจ้องความล่มสลายของยุคสมัย อารยธรรมมีวันสิ้นสุด เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องสามัญ และหากดาวอันใหญ่ยักษ์ยังมีวันดับได้ นับประสาอะไรกับอารยธรรม, ประเทศชาติ, คนรุ่นหนึ่ง, มนุษย์ที่ยิ่งใหญ่หรือต่ำต้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งเซลล์อณูหนึ่ง ก็ต้องมีวันดับสิ้นไปทั้งนั้น แต่เมื่อมีวันดับสิ้น ก็มีวันกำเนิดใหม่ และหลังจากประวัติศาสตร์ของโลก / อารยธรรม / ประเทศ / ครอบครัว ที่ผ่านมาถูกเดินหน้าด้วยบุรุษเพศ ผู้กำกับเพศหญิงที่เล่าสงครามระหว่างเพศชายมาเกือบ 80 นาทีได้แย้มนัยว่า บทใหม่ของประวัติศาสตร์จะเริ่มด้วยสตรีเพศเสียที ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

สวีทเบอร์แรง! บีม - ชาช่า ควงดูหนังมุ้งมิ้งตลอดเว
บีม ศรัณยู /  ชาช่า ทามาดะ

    หวานไม่มีตก! สำหรับคู่สามี-ภรรยาอย่าง บีม ศรัณยู กับ ชาช่า ทามาดะ ที่แม้จะยังไม่มีโซ่ทองมาคล้องใจแต่ก็ยังหมั่นเติมความมุ้งมิ้งใส่กันอยู่ตลอดเว วันก่อนเจอทั้งคู่ควงกันไปดูหนังที่ห้างหรูแถวสยาม ก็ฆ่าคนโสดอย่างแรงงงงงง หลายคนแอบอิจเบาเบาในความสวีทของทั้งคู่มีสามีมันดีอย่างนี้นี่เอง อิอิ บีม - ชาช่า   บีม - ชาช่า   บีม - ชาช่า