ส้ม อมรา

Easy DIY โคมไฟกระดาษตรุษจีน by TeenMthai Ep9
DIY /  Easy DIY / 

สวัสดีค่ะ Easy DIY By Teenmthai ขอต้อนรับเทศกาลปีใหม่จีน หรือวันตรุษจีนที่ใกล้จะถึงนี้ กับการทำโคมไฟกระดาษ ไว้ให้เพื่อนๆ ได้นำไปแขวนประดับตกแต่งในงานกันค่ะ...Easy DIY โคมไฟกระดาษตรุษจีน by TeenMthai Ep9 Easy DIY โคมไฟกระดาษตรุษจีน by TeenMthai Ep9 สำหรับอุปกรณ์ที่เพื่อนๆ ต้องเตรียมก็จะมี 1. กระดาษโปสเตอร์สีแดง สีดำ สีส้ม 2. กระดาษแก้ว สีส้ม 3. กระดาษกาวสี สำหรับตกแต่ง 4. กรรไกร 5. ไม้บรรทัด 6. กาว 7. แม็กซ์ เย็บกระดาษ 8. ไหมพรมสีแดง กับ ไหมญี่ปุ่น ที่นี้เราก็มาดูวิธีทำกันเลยค่ะ 1. ตัดกระดาษสีแดง ให้มีขนาด กว้าง 6X10 นิ้ว จากนั้นก็พับครึ่งตามทางยาว 2. ใช้กรรไกรตัดโดยเริ่มจากฝั่งที่พับครึ่งไว้ ตัดออกเป็นเส้นให้มีขนาดเท่ากันประมาณ 1 เซนติเมตร ห้ามตัดไปจนสุดกระดาษนะคะ ต้องเหลือพื้นที่ตรงปลายกระดาษไว้ประมาณ 1 เซนติเมตรสำหรับตกแต่ง 3. เมื่อตัดจนสุดกระดาษแล้ว ให้นำริมกระดาษทั้งซ้ายและขวามาทากาวติดกัน ให้รูปทรงออกมาเป็นทรงกระบอก 4. ใช้กระดาษกาวสำหรับตกแต่งติดบริเวณรอบๆ ที่เราเหลือพื้นที่ไว้ 1 เซนติเมตร 5. จากนั้นตัดกระดาษออกมาอีก 1 เส้น ประมาณ 2 เซนติเมตร สำหรับทำเป็นสายคล้องเอาไว้ห้อยนั่นเอง 6. เพื่อนๆ ยังสามารถตกแต่งเพิ่มเติม โดยการนำกระดาษแก้ว มาตัดเป็นริ้วๆ ติดไว้ด้านล่างของกระบอก หรือจะตัดกระดาษเขียนคำอวยพร และนำมาเจาะรูห้อยในโคมไฟก็ได้นะคะ 7. ขั้นตอนสุดท้ายนำโคมไฟทั้งหมดมา คล้องในเชือก โดยเว้นระยะห่างเพื่อความสวยงาม ค่ะ เรียบเรียงโดย teen.mthai.con —–หากนำข้อมูลและภาพไปใช้กรุณาให้เครดิตด้วยค่ะ—-

เกาะติดบรรยากาศความคึกคัก 'ตรุษจีน' ทั่วภูมิภาคไทย
ของไหว้ตรุษจีน /  งานตรุษจีน / 

MThai เกาะติดบรรยากาศเมืองกรุงรวมไปถึงแต่ละภูมิภาค ของชาวไทยเชื้อสายจีนที่ต่างเดินทางนำของไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ สถานที่ต่างๆ อย่างเนื่องแน่นคึกคัก เนื่องในวัน "ตรุษจีน"  ตรุษจีน เมืองกรุง ปชช. ทยอยสะเดาะเคราะห์ ขอพร วันตรุษจีนที่ศาลเจ้าพ่อเสือ คึกคัก จนท. เข้มอำนยวความสะดวกตลอดวัน บรรยากาศวันตรุษจีนที่ศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ช่วงเช้าหนาแน่นไปด้วยคนไทย คนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนที่เดินทางมาสักการะขอพร พร้อมด้วยการสะเดาะเคราะห์ บางคนก็นำของไหว้ หมูเห็ดเป็ดไก่มาจากบ้าน ซึ่งส่วนมากจะมาเป็นครอบครัว โดยเจ้าหน้าที่ดูแลศาลได้จัดระเบียบโดยนำแผงกั้นทางเดินเข้าออกเพื่อความสะดวกรวดเร็วรวมไปถึงมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำขั้นตอนการไหว้การสะเดาะเคราะห์ขอพรอย่างถูกวิธี และสำหรับผู้ที่ไม่ได้นำของเซ่นไหว้มาจากบ้าน บริเวณด้านหน้าก็มีของเซ่นไหว้พร้อมทุกอย่าง จำหน่ายชุดละ 20 ถึง 50 บาทโดยของเส้นไหว้เจ้าพ่อเสือก็มี ไข่ต้ม หมูสดและข้าวเหนียวหวาน ซึ่งเชื่อกันว่าของเซ่นไหว้นี้จะช่วยให้ประสบความสำเร็จสมปรารถนาทั้งในเรื่องหน้าที่การงานรวมไปถึงเรื่องคู่ครอง ทั้งนี้ จะเปิดให้บริการตั้งแต่ 6 โมงเช้าของวันนี้จนถึง 5 โมงเย็นของวันพรุ่งนี้ เพื่อรองรับประชาชนที่มาไหว้ตลอดทั้งวัน อย่างไรก็ตาม จากการสัมภาษณ์ผู้ที่มาสักการะต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทุกเทศกาลตรุษจีนก็จะมาไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือเป็นประจำเพื่อขอพร ให้มีความสุขความเจริญ ในชีวิตและครอบครัว ตรุษจีน เกาะสมุย  เกาะสมุยชาวไทยเชื้อสายจีนรุ่นใหม่หันมาไหว้เจ้าในวันตรุษจีนน้อยลง เวลา 05.00 น.วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 59 บรรยากาศการไหว้เจ้าในเทศกาลตรุษจีน ภายในศาลเจ้ากวนอูเกาะสมุย(หน้าค่าย-หัวถนน) จังวัดสุราษฎร์ธานี ได้มีชาวไทยเชื้อสายจีนในอำเภอเกาะสมุย ที่ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากคนจีนจากเกาะไหหลำประเทศจีน ได้เดินทางมายังศาลเจ้าพร้อมด้วยเครื่องเซ่นในการประกอบพิธีไหว้เทพเจ้ากวนอูที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลเจ้าแห่งนี้ที่มีอายะเก่าแก่กว่า 159 ปี โดยบุตรหลานชาวไทยเชื้อสายจีนได้นำเครื่องเซ่นประกอบไปด้วย ไก่ เป็ด หมู ปลา ขนมเปี๊ยะ และผลไม้มงคล พร้อมทั้งของไหว้จำนวนมากตามขนบธรรมเนียมที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ โดยลูกหลานที่ได้นำเครื่องเซ่นมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้ส่งผลบุญให้แก่บรรพบุรุษ จากนั้นได้อธิฐานขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลเจ้าแห่งนี้ ด้วยการทอดเบี้ยโดยส่วนใหญ่ได้ขอพรให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ค้าขายร่ำรวย และขอให้มีสุขภาพแข็งแรง สำหรับการทำตามขนบธรรมเนียมการไหว้เจ้า และไหว้บรรพบุรุษของชาวไทยเชื้อสายจีนบนเกาะสมุย จะพบเห็นคนรุ่นใหม่น้อยลงทุกปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งสัญญาณที่ไม่ดีต่อการสืบสานต่อของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นเพื่อให้ศาลเจ้ากวนอูเกาะสมุย(หน้าค่าย-หัวถนน) แห่งนี้ยังคงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและศูนย์รวมความเป็นหนึ่งของคนไทยเชื้อสายจีนจากเกาะไหหลำ นายวิรัช พงศ์ฉบับนภา ประธานศาลเจ้ากวนอูเกาะสมุย จึงได้จัดทำองค์กวนอูเนื้อโลหะสัมฤทธิ์ที่มีความสูงถึง 17.5 เมตร ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ไว้เป็นจุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเกาะสมุย ที่สำคัญเพื่อต้องการให้คนรุ่นใหม่ได้ร่วมสืบสานขนบธรรมเนียมที่ดีงาน และพิธีกรรมต่างๆ สืบไป ตรุษจีน เชียงใหม่ ชาวจีนในตัวเมืองเชียงใหม่ เซ่นไหว้เทพเจ้า ที่ศาลเจ้าปุงเถ่ากง อย่างคึกคัก คาดนักท่องเที่ยวถึง 6 แสนคน ที่ศาลเจ้าปุงเถ่ากง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ มีประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนและนักท่องเที่ยวชาวจีน เดินทางเข้ามาสักการะอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งนำเครื่องเซ่นไหว้หลายอย่างมากราบขอพร เช่น เป็ด ไก่ เนื้อหมู หรือ ส้มมงคล เพื่อความเจริญในช่วงปีใหม่ของชาวจีน ขณะที่บรรยากาศงาน “เทศกาลไชน่าทาวน์เมืองเชียงใหม่ ครั้งที่ 14” ที่บริเวณศาลเจ้าพ่อกวนอูและศาลเจ้าพ่อปุงเถ่ากง ปีนี้ จะมีขบวนแห่เปิดงานอย่างยิ่งใหญ่และการแสดงเชิดมังกร การแสดงมังกรไฟ สิงโตดอกเหมย การแสดงศิลปวัฒนธรรมจีน การขับร้องเพลงจีน การประกวดมิสไซน่าทาวน์ และมีการตกแต่งสถานที่ด้วยโคมจีนอย่างสวยงามตระการตา ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ (ททท.สำนักงานเชียงใหม่) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่ช่วงเทศกาลตรุษจีนสูงถึง 6 แสนคน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ที่ในปีนี้มีการขอเพิ่มเที่ยวบินจากสายการบินของจีนเดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่มากถึง 78 เที่ยวบิน ตรุษจีน โคราช ไหว้เจ้าตรุษจีนโคราชคึกคัก ลานย่าโม และศาลเจ้าต่าง ๆ เนืองแน่นด้วยเครื่องเซ่นไหว้นานาชนิด ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ลานย่าโม) ได้มีประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีน ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ต่างพาบุตรหลานสวมชุดสีแดง นำอาหารคาวหวาน อาทิ หมู เป็ด ไก่ ขนมเทียน ขนมเข่ง ผลไม้มงคล รวมถึงกระดาษเงิน กระดาษทอง จุดธูป เทียน กราบไหว้ขอพรกันอย่างเนืองแน่น พร้อมกับได้นำพวงมาลัยมาบูชาที่หน้าอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และปิดทองเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย ขณะเดียวกัน ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ก็มีประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนนำเครื่องเซ่นไหว้ ไปไหว้กันอย่างคึกคักเช่นกัน พร้อมทั้งยังได้เผากระดาษเงิน กระดาษทอง เพื่ออุทิศให้แก่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วตามความเชื่อของชาวจีน ทั้งนี้ การไหว้เจ้าตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และตามศาลเจ้าต่าง ๆ ถือว่าเป็นประเพณีของชาวไทยเชื้อสายจีน ที่นิยมไหว้ในช่วงเทศกาลวันตรุษจีน ซึ่งสืบทอดกันมายาวนาน ส่งผลให้วันนี้บรรยากาศในศาลเจ้าต่าง ๆ คึกคักเป็นพิเศษ ตรุษจีน จ.ตราด ชาวไทยเชื้อสายจีนใน จ.ตราด แห่เดินทางไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองขอพรวันตรุษจีนคึกคัก บรรยากาศวันไหว้ เทศกาลตรุษจีน ใน จ.ตราด บรรดาชาวไทยเชื้อสายจีน ต่างเดินทางมากราบไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สิ่งคู่บ้านคู่เมืองที่ประชาชนให้ความเคารพ เพื่อขอพรให้ประสบความสำเร็จ ทั้งในด้านการค้า และ การงาน ส่งผลให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก การจราจรบริเวณดังกล่าวค่อนข้างติดขัด แต่ยังสามารถใช้สัญจรได้ ที่มา INN ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

ผงะ! ตร.เชียงใหม่บุกยึดตุ๊กตา 'ลูกเทพ' สอดไส้ยาบ้า
กุมาร /  ตุ๊กตาลูกเทพ / 

ตำรวจเชียงใหม่ ยึดวัตถุต้องสงสัย ภายในลานจอดรถของท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ เป็นตุ๊กตา 'ลูกเทพ' ภายในยัดยาบ้าจำนวน 200 เม็ด วันนี้ 26 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุด ชปส.ภ.จว.เชียงใหม่ รับแจ้งจากสายลับว่าในวันที่ 25 ม.ค. 59 จะมีการซื้อขายยาบ้าและนัดหมายส่งมอบกันที่ บริเวณท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ โดยจะนำซุกซ่อนมากับตุ๊กตาเด็กผู้หญิง ซึ่งบรรจุไว้ในกระเป๋าหิ้ว จึงได้วางกำลังและตรวจสอบบริเวณรอบๆ ท่าอากาศยานฯ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบวัตถุต้องสงสัยตามที่สายลับแจ้ง ที่โคนเสาของศาลาที่พัก ภายในลานจอดรถของท่าอากาศยานฯ เมื่อตรวจสอบพบว่าภายในเป็นกระเป๋าหิ้วแบบผู้หญิงสีดำ หูหิ้วสีชมพู พบว่ามีตุ๊กตาเด็กผู้หญิงบรรจุอยู่ภายใน บริเวณหน้าอกตุ๊กตา พบยาบ้าเม็ดสีส้ม 198 เม็ด และยาบ้าเม็ดสีเขียว 2 เม็ด รวม 200 เม็ด จึงได้ทำการตรวจยึดเป็นของกลาง และนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงค์ราชนิเวศน์ เพื่อทำการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมายต่อไป ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

A.P. Honda เปิดตัว New Click 125i สปอร์ต เท่ ล้ำทุกมิติ
AP Honda /  click / 

เอ.พี. ฮอนด้า ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย ประเดิมศักราชใหม่ด้วยการเปิดตัว New Honda Click125i สปอร์ตเอ.ที.ระดับท็อปคลาส พร้อมพรีเซนเตอร์ใหม่ มาริโอ้ เมาเร่อ นักแสดงชื่อดังระดับชั้นนำของเมืองไทย ชูคอนเซปต์ตัวตนแท้จริงแห่งผู้นำสปอร์ต เอ.ที. ด้วยสีและกราฟิกใหม่ที่เน้นความเรียบเท่ในสไตล์พรีเมียม ล้ำสมัยด้วยฮอนด้าสมาร์ทเทคโนโลยี วางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป New Honda Click125i ได้รับการพัฒนาภายใต้คอนเซปต์ ตัวตนแท้จริงแห่งผู้นำสปอร์ต เอ.ที. ให้มีความเรียบหรูแต่แฝงไว้ด้วยความดุดันเต็มพิกัด ด้วยสีอินเนอร์ใหม่และกราฟิกใหม่แบบโพลีกอน มาพร้อมชุดไฟหน้าและไฟหรี่แบบ LED สไตล์รถซูเปอร์คาร์, แผงหน้าปัดเรือนไมล์ Digital และหน้าจอแบบ LCD ล้ำสมัย, สะดวกสบายด้วยกล่องเก็บสัมภาระ HELMET-IN XL U-BOX สามารถใส่หมวกกันน็อคแบบเต็มใบได้ ในด้านระบบขับเคลื่อน New Honda Click125i มาพร้อมกับ Honda Smart Technology ที่รวม 3 ที่สุดเทคโนโลยีฮอนด้าเอ.ที. ที่ให้ทั้งความแรง ความประหยัด และความมั่นใจ ประกอบด้วยเครื่องยนต์ทรงประสิทธิภาพ eSP (Enhanced Smart Power) ขนาด 125cc. หัวฉีด PGM-FI ระบายความร้อนด้วยน้ำ, ระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติ Idling Stop System, และระบบกระจายแรงเบรกหน้า-หลัง Combi Brake System มีอัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 58.9 กิโลเมตร/ลิตร (ทดสอบตามมาตรฐาน ECE R40 Mode ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก) เอ.พี. ฮอนด้าพร้อมวางจำหน่าย New Honda Click125i ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ โดยมีให้เลือกทั้งแบบล้อแม็ก (สีดำ-แดง, สีน้ำเงิน-ดำ, สีขาว-ดำ, สีแดง-ดำ) และล้อแบบซี่ลวด (สีส้ม-ดำ, สีเหลือง-ดำ, สีดำ, สีน้ำเงิน-ดำ) ด้วยราคาแนะนำเริ่มต้นที่ 49,500 บาท

ปดิวรัดา กับความหมายที่แท้จริง!
ประวัติศาสตร์ไทย /  เกร็ดความรู้ / 

ปดิวรัดา นิยายรักจากปลายปากกาของนักเขียนรุ่นบรมครูนามว่า สราญจิตต์ .. ตอนนี้ถูกนำมาสร้างเป็นละคร และทีนเอ็มไทยเชื่อว่าตอนนี้หลายคนกำลังติดละครเรื่องนี้กันแน่ๆ เพราะได้ 2 พระ-นางคู่จิ้น อย่าง เจมส์ จิรายุ กับ เบลล่า ราณี มารับบทคู่กัน ทั้งคู่ได้รับคำชมว่าเหมาะสมกับบทที่ได้รับและถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้เป็นอย่างดี แต่เพื่อนๆ รู้ไหมว่าความหมายที่แท้จริงของ "ปดิวรัดา" นั้นแปลว่าอะไร และมีที่มาที่ไปอย่างไร ตามไปดูกันเลยค่ะ! ปดิวรัดา กับความหมายที่แท้จริง! ปดิวรัดา กับความหมายที่แท้จริง! ปดิวรัดา (ปะ-ดิ-วะ-รัด-ดา) แปลว่า ภริยาที่ซื่อสัตย์และภักดีต่อสามี ในนิยายหรือละครนั้นไม่ได้หมายถึงชื่อของบุคคล แต่ ปดิวรัดา ผู้เขียนนิยายต้องการแสดงให้เห็นถึงตัวของศรีภรรยา ผู้หญิงที่ดี มีความจงรักภักดีต่อสามี ซึ่งชื่อนี้มีที่มาจากนามของ พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ทรงเป็นถึงพระอรรคชายา ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นั่นเอง พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าสาย ลดาวัลย์ เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลดาวัลย์ กรมหมื่นภูมินทรภักดี ผู้เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 16 ในสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาจีน ทรงประสูติเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2405 พระองค์เสด็จสิ้นพระชนม์ ณ พระตำหนักในสวนสุนันทา เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๒ ในปี พ.ศ.2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สถาปนา หม่อมเจ้าสาย ลดาวัลย์ ขึ้นเป็น พระอรรคชายาเธอพระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์กรมขุนสุทธาสินีนาฎ พร้อมกับพระเชษฐภคินีร่วมพระบิดามารดาคือ หม่อมเจ้าบัว ลดาวัลย์ เมื่อเป็นพระมเหสี มีพระอิสริยยศเป็น พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอรรควรราชกัลยา หม่อมเจ้าปิ๋ว ลดาวัลย์ เมื่อเป็นพระมเหสี มีพระอิสริยยศเป็น พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ (สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2430) ต่อมาในปี พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้า อยู่หัวรัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็น "พระวิมาดาเธอกรมพระสุทธาสินีนาฎ ปิยมหาราชปดิวรัดา" เติมสร้อยพระนามถวายว่า "ปิยมหาราชปดิวรัดา" ซึ่งคำว่า "ปดิวรัดา" (อ่านว่า ปะดิวะรัดดา) แปลว่า ภริยาที่ซื่อสัตย์และภักดีต่อสามี คือสมเด็จพระปิยมหาราชนั่นเอง พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ทรงรับราชการฝ่ายในเป็นพระภรรยาเจ้าทรงอิสริยยศเป็นพระมเหสี ตำแหน่ง พระอรรคชายาเธอ มีหน้าที่ ควบคุมดูแลห้องพระเครื่องต้น ของเสวยคาวหวาน อีกทั้งทรงเป็นผู้ที่ตั้งโรงเลี้ยงเด็กขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย บริเวณตำบลสวนมะลิ ถนนบำรุงเมือง อุทิศพระกุศลประทานพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ที่สิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงรับเด็กกำพร้าและเด็กยากจนมาเลี้ยงดู สอนให้เล่าเรียน และฝึกวิชาชีพทั้งหญิงและชาย ทรงเป็นองค์อุปนายิกาสภาอุณาโลมแดง (สภากาชาดไทย) ในสมัยหนึ่งอีกด้วย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะรับสั่งขานพระนามพระอัครชายาองค์นี้ว่า เจ้าสาย ด้วยทรงยกย่องในฐานะ ที่เป็นราชสกุลพระเกียรติยศของพระวิมาดาเธอฯ ที่ปรากฎในแผ่นดินจนถึงเวลานี้ คือข้อที่ทรงกำกับดูแลห้องเครื่องต้นถวาย พระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ ๕ มาตลอดรัชกาล พระวิมาดาเธอฯ ทรงบำรุงสนองเบื้องพระยุคลบาทด้วยความจงรักภักดี เช่นเดียวกับที่ทรงทำถวายพระโอรสธิดา ได้เล่ากันว่าคราวหนึ่งทรงซื้อเงาะ ร้อยผลราคาร้อยบาท เพื่อคว้านตั้งเครื่องต้น แต่ในส่วนเครื่องของพระองค์นั้นกลับไม่มี และไม่โปรดเงาะราคาผลละหนึ่งบาทเพราะแพงเกินไป ทรงรับสั่งว่า "ขอให้ลูกผัวสุขสบายก็เป็นที่พอใจแล้ว" นอกจากพระคุณสมบัติวิเศษทางอาหารทรงมีพระคุณสมบัติอีกข้อคือ ทรงมีพระปัญญาสามารถฉลาดลึกซึ้ง และทรงแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ดี นอกจากนี้เพื่อนๆ รู้หรือไม่ว่า? พระวิมาดาเธอกรมพระสุทธาสินีนาฎ ปิยมหาราชปดิวรัดา ทรงเป็นผู้คิดค้นสูตรตำรับเครื่องจิ้มและข้าวปรุงต่างๆ อาทิเช่น น้ำพริกลงเรือ, น้ำพริกมะม่วง, น้ำพริกเผาทรงเครื่อง, น้ำพริกกุ้งแห้ง, น้ำพริกสะเดา, น้ำพริกปลาร้า, น้ำปลาแมงดา, น้ำปลาจิ้มส้มเครื่องทอด, ปลาร้าสำเร็จ, ปลาร้าสับ, ข้าวกรอบ, ข้าวงบปลา, ข้าวราดแกง เป็นต้น ขอบคุณข้อมูล th.wikipedia.org, pirun.ku.ac.th

รวบ! แท็กซี่ชิงทรัพย์ผู้โดยสารรับทำมาแล้ว 9ครั้ง
คนขับแท็กซี่ /  ศานิตย์ มหถาวร / 

รวบคนขับแท็กซี่ หลังก่อเหตุชิงทรัพย์และล่วงละเมิดผู้โดยสาร สารภาพทำมาแล้วรวม 9 ครั้ง พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. แถลงจับกุม นายจีระวัฒน์ สิงโสดา อายุ 36 ปี หลังก่อเหตุชิงทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้กำลังประทุษร้าย ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ พร้อมของกลาง บัตรเอทีเอ็ม ธ.กรุงเทพ สร้อยเงิน แหวนเงิน กระเป๋าเงิน ยี่ห้อชาร์ลแอนด์คีท รถแท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า สีชมพูคาดน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน ทษ 8664 และรถแท็กซี่ ของผู้ต้องหายี่ห้อโตโยต้า สีส้ม หมายเลขทะเบียน ทย 6249 โดยเหตุเกิดขึ้นที่กลางซอยบุญชูศรี ถนนดินแดง แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา คนร้ายขับรถแท็กซี่ไปส่ง น.ส.สุภาวดี ประสพโชค ซึ่งเป็นผู้เสียหาย เมื่อถึงกลางซอยบุญชูศรี เห็นผู้เสียหายมีเงินจำนวนมากจึงเข้าชิงทรัพย์ และได้เงินสดประมาณ 5,000 บาท โทรศัพท์มือถือไอโฟน รุ่น 5 เอส สีทอง สร้อยทอง แหวนเงิน แล้วจึงขับรถหลบหนีไป ต่อมาได้นำบัตรเครดิตไปรูดเติมน้ำมันและซื้อน้ำมัน จากการสอบสวน นายจีระวัฒน์ สิงโสดา ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และสารภาพว่า ได้ก่อเหตุมาแล้วรวม 9 ครั้ง MThai News

แท็กซี่ซิ่งชนท้ายรถ 'เอ๋ เชิญยิ้ม' เมียกับลูกบาดเจ็บ
ชนรถเอ๋ เชิญยิ้ม /  อุบัติเหตุ / 

แท็กซี่ซิ่งชนท้ายมิตซูบิชิ ปาเจโร่ ของ 'เอ๋ เชิญยิ้ม' ตลกชื่อดัง ภรรยาตั้งท้องได้ 2 เดือน กับลูกสาววัย 1 ขวบได้รับบาดเจ็บ ที่บริเวณถนนปทุมธานี-นนทบุรี วันนี้ 14 ม.ค. ตำรวจ สภ.เมืองปทุมธานี ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถแท็กซี่ ชนท้ายรถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโร่ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ บริเวณถนนปทุมธานี-นนทบุรี ม.7 ต.บางคูวัด อ.เมือง จ.ปทุมธานี ที่เกิดเหตุพบรถแท็กซี่สีส้ม ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย 6761 กรุงเทพมหานคร สภาพด้านหนังพังยับเยิน ห่างกันเล็กน้อย พบรถยี่ห้อมิตซูบิชิ ปาเจโร่ สีขาว หมายเลขทะเบียน ฆฉ 1381 กรุงเทพมหานคร สภาพด้านหลังถูกชนได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลปทุมธานี ทราบชื่อคือ นายวีรพล จันทร์ตรง หรือ เอ๋ เชิญยิ้ม อายุ 42 ปี ตลกชื่อดัง และรับบทผู้กองสมาร์ท ในละครผู้กองเจ้าเสน่ห์ พร้อมด้วย น.ส.กรรณิกา จันทร์ตรง อายุ 25 ปี และด.ญ.อัญชัญ จันทร์ตรง อายุ 1 ขวบ ทั้ง 3 คนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จากการสอบสวนนายสำนวน พิศมัย คนขับรถแท็กซี่ เล่าว่า ตนเองขับมาอยู่เลนกลางของถนน มองไม่เห็นว่ารถของเอ๋ เชิญยิ้ม มาทางไหน เมื่อเห็นอีกทีก็เบรกไม่ทันแล้ว จึงชนเข้าที่ด้านท้ายรถเต็มแรง ทางด้าน เอ๋ เชิญยิ้ม เล่าว่าตนเองพร้อมครอบครัวออกมาจากหมู่บ้านชวนชื่น เพื่อมาซื้อนมให้กับลูกที่เซเว่นฯ ใกล้ๆ และกำลังยูเทิร์นรถกลับบ้าน ซึ่งระหว่างนั้นเห็นรถเก๋งขับตามหลังมาด้วยความเร็ว ตนคิดว่าเป็นรถแข่ง จึงไม่ได้หักหลบไปทางไหน ก่อนจะถูกชนท้ายรถอย่างแรง ทำให้ลูกสาววัย 1 ขวบ ที่ตนเองอุ้มอยู่กระเด็นออกไปจากมือตกไปอยู่ที่เบาะรถ ส่วนภรรยาเวลานี้กำลังตั้งท้องได้ 2 เดือน ก็ได้รับบาดเจ็บที่ท้อง จึงมาตรวจเช็คร่างกาย เพราะว่าตนเองเป็นห่วงลูกและภรรยามาก ขอบคุณ ข่าวสด ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News

NlajourneyBy เพชร นาระเอื้อทวีกุล
ดาราพาเที่ยว /  ท่องเที่ยว / 

NlajourneyBy เพชร นาระเอื้อทวีกุล "ชอบเที่ยวแบบไหน" เป็นคำถามที่เพชรโดนถามเยอะมาก ที่จริงเพชรเที่ยวได้หลายรูปแบบนะ ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้มีเวลาเที่ยวจริงจังเพราะเพชรเปิดร้านคาเฟ่แมวที่ทองหล่อ แล้วเราดูแลร้านเอง พอเซ็ตร้านอยู่ตัวแล้วเพชรก็มีเวลามากขึ้น สัก 2-3 ปีก่อนก็มีเพื่อนๆชวนไปทีลอซูเป็นทริปที่เรียกว่า สมบุกสมบันมาก นอนเต้นท์ เดินป่า อาบน้ำในลำธาร ทริปนั้นทำให้เพชรรู้เลยว่าตัวเองชอบธรรมชาติ ชอบต้นไม้ อะไรก็ได้เขียวๆชอบหมด หลังจากนั้นไม่นานก็มีพี่ชวนทำรายการท่องเที่ยว ilovethailandเป็นช่วงสั้นๆ เป็นรายการเที่ยวเมืองไทย แล้วก็มี nlajourneyที่ ออกทางยูทูปอันนี้ไปต่างประเทศ ไปมาแล้ว 3ที่แต่ตอนนี้ต้องพักก่อน แล้วก็มีหนังสั้นที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวอันนี้ก็พีคเพราะขึ้นเหนือล่องใต้กันเลยทีเดียว อาทิตย์ที่แล้วขึ้นเขา อาทิตย์นี้ลงใต้ อาทิตย์หน้าไปอีสาน 2 ปีมานี้เพชรเที่ยวเมืองไทยมามากกว่าที่เที่ยวเองอีก แต่มีที่หนึ่งที่เพชรไปแล้วประทับใจมาก อันนี้ไปส่วนตัวนะไม่ได้ทำงานเลยฟินยิ่งกว่าทริปอื่นๆ ไปขี่ม้าชมวิวที่เชียงราย อากาศดี มีทะเลหมอก แล้วเราก็ขี่ม้าไปชมวิวกันข้างทางเนี่ยเขียวๆๆๆ มองไปทางไหนก็เขียวๆๆๆ เห็นแล้วสบายตา ปกติเวลาอยู่กรุงเทพเพชรไม่ค่อยตื่นเช้า แต่มาที่นี่พลาดไม่ได้ต้องตื่นมาดูทะเลหมอก มันเป็นอีกเรื่องที่พีคมาก คือตอนที่เราเห็นในรูปก็ อืม... ทะเลหมอก แต่พอไปยืนอยู่ตรงนั้น ด้วยบรรยากาศ อากาศที่เย็นๆสบาย แล้วได้ขึ้นไปบนภูชี้ฟ้า ต้องตื่นเช้ามากกก พอไปยืนตรงนั้นเห้ยยยย....ดีอ่ะ คุ้มค่าที่ตื่นมา ทะเลหมอก หมอกอยู่รอบตัวเรา หน้าสด บอกให้รู้ว่าต้องตื่นมาแต่เช้ามาก อีกที่ที่ประทับใจคือ ผาตั้ง ม้าตัวนี้ชื่อเพชรขาว ควบคุมโดย เพชร นาระ แน่นอนมีเที่ยวก็ต้องมีกิน ทริปนี้ประทับในอาหารที่ ไร่บุญรอด ปกติเพชรไม่ได้กินยากนะกินอะไรก็ได้ แต่ที่ไม่กินคืออาการสีส้มที่มีส่วนผสมเป็นมะขามเปียก ปอเปี๊ยทอด หมูมะนาว ออเดิร์ฟเมือง และบรรยากาศในไร่ จบความประทับใจการเดินทางของเพชร นี่เป็นแค่ทริปเดียวอยากรู้ว่าเมืองไทยมีที่เที่ยวดีๆที่ไหนอีกก็สามารถติดตามได้ที่ www.clubaroy.comFBFanpage:clubaroyIG:clubaroy

ตำนานความรัก 'กำไลมาศ' เรื่องจริงในสมัยรัชกาลที่ 5
กำไลมาศ /  ประวัติศาสตร์ไทย / 

ตอนนี้ละครเรื่อง "กำไลมาศ" กำลังเข้มข้นสนุกเลยทีเดียว ซึ่งละครเรื่องนี้สร้างมาจากนิยายของพงศกร นักเขียนนิยายชื่อดัง และเพื่อนๆ รู้หรือไม่ว่า? "กำไลมาศ" คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ สมัยรัชกาลที่ 5 กำไลชิ้นนี้เป็นของเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ เจ้าจอมพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงโปรดและรักมาก และเป็นเจ้าจอมคนสุดท้ายของราชวงศ์จักรีที่ยังดำรงชีพและถึงแก่อนิจกรรมในรัชกาลปัจจุบัน ไปติดตามตำนานความรักอันแสนเศร้านี้พร้อมๆ กันเลยดีกว่าค่ะ ตำนานความรัก 'กำไลมาศ' เรื่องจริงในสมัยรัชกาลที่ 5 ตำนานความรัก 'กำไลมาศ' เรื่องจริงในสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นจริงของ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาท่านขึ้นเป็นเจ้าจอมพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นคนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดและรักมาก นั่นทำให้ท่านเป็นที่ริษยาของเจ้าจอมคนอื่นๆ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2433 เป็นธิดาในหม่อมเจ้าเพิ่ม ลดาวัลย์ กับหม่อมช้อย ลดาวัลย์ ณ อยุธยา (สกุลเดิม นครานนท์) เมื่ออายุได้ 11 ปี ได้เข้าถวายตัวเป็นข้าหลวง เมื่อท่านมีอายุได้ 11 ปี หม่อมยายได้พาท่านไปถวายตัวเป็นข้าหลวงในตำหนักพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ซึ่งพระองค์ได้ทรงอบรมเลี้ยงดูหม่อมราชวงศ์สดับในฐานะพระญาติ และยังโปรดให้เรียนหนังสือทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ รวมทั้งหัดงานฝีมือ ตลอดจนการอาหารคาวหวานจนเชี่ยวชาญ นอกจากความอัจฉริยภาพและความงามแล้ว เสียงอันไพเราะของท่าน ยังเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นอีกด้วย เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ ได้รับพระราชทาน "กำไลมาศ" เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2449 หม่อมราชวงศ์สดับได้เข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วันนี้ท่านได้รับพระราชทาน "กำไลมาศ" จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กำไลมาศ เป็นกำไลทองคำแท้จากบางสะพาน หนักสี่บาท ทำเป็นรูปตาปูโบราณสองดอกไขว้กัน ปลายตาปูเป็นดอกเดียวกัน ถ้ามองตรงๆ เป็นอักษร S (มาจากชื่อย่อของเจ้าจอมสดับ) หากพลิกข้อมือเพียงเล็กน้อยมองอีกด้านหนึ่งจะกลับเป็นอักษร C (จุฬาลงกรณ์) สิ่งที่ทำให้กำไลทองวงนี้มีชื่อมากที่สุดในบรรดาเครื่องประดับสูงค่าของรัตนโกสินทร์ไม่ใช่ราคา หรือการออกแบบ แต่เป็นตัวอักษรซึ่งเป็นบทกลอนพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสลักไว้บริเวณด้านบนของกำไลว่า กำไลมาศชาตินพคุณแท้ ไม่ปรวนแปรเป็นอื่นยั่งยืนสี เหมือนใจตรงคงคำร่ำพาที จะร้ายดีขอให้เห็นเช่นเสี่ยงทาย ตาปูทองสองดอกตอกสลัก ตรึงความรักรัดไว้อย่าให้หาย แม้รักร่วมสวมใส่ไว้ติดกาย เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย คราวที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่นี้ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับได้บันทึกไว้ว่า "ในวันเฉลิมพระที่นั่งนี้ทรงพระมหากรุณาสวมกำไลทองรูปตาปูพระราชทานข้าพเจ้า ทรงสวมโดยไม่มีเครื่องมือ บีบด้วยพระหัตถ์ รุ่งขึ้นจึงต้องรับสั่งให้กรมหลวงสรรพศาสตร์พาช่างทองแกรเลิตฝรั่งชาติเยอรมันนำเครื่องมือมาบีบให้เรียบร้อย" วันที่สุขที่สุด! วันที่ท่านได้รับพระราชทาน "กำไลมาศ" ถือว่าเป็นวันที่ท่านมีความสุขมากที่สุด และทั้งตลอดชีวิตของท่าน เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับมิได้ถอดออกจากข้อมือเลย จวบจนชีวิตท่านหาไม่แล้ว หม่อมหลวงพูนแสง สูตะบุตร ผู้เป็นหลานสาวจึงเป็นผู้ที่ถอดออกให้ และได้ถวาย "กำไลมาศ" แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในงานพระราชทานเพลิงศพของเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับนั้นเอง ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เก็บไว้ที่พระที่นั่งวิมานเมฆ สถานที่ที่เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับได้เคยถวายการรับใช้เบื้องพระยุคลบาท เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ได้รับพระราชทานเครื่องยศ ประกอบด้วย หีบหมากทองคำลงยาราชาวดี พานทอง เป็นพานหมากมีเครื่องในทองคำกับกระโถนทองคำ และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฝ่ายใน ชั้น ทุติยจุลจอมเกล้าฝ่ายใน ซึ่งเป็นเครื่องยศและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นพระสนมเอก ท่านจึงเป็น พระสนมเอก ท่านสุดท้ายในรัชกาล วันที่ทุกข์ที่สุด!  วันที่หม่อมราชวงศ์ได้เล่าว่าเป็นวันที่ทุกข์ที่สุดก็คือ วันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสยุโรป เมื่อปี พ.ศ. 2450 เนื่องจากก่อนรัชกาลที่ 5 จะเสด็จพระราชดำเนินนั้น มีพระราชดำริที่จะให้เจ้าจอมสดับตามเสด็จไปยุโรปด้วย ในฐานะข้าหลวงในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตตินารี ถึงกับสอนภาษาอังกฤษพระราชทานเองก่อนเสวยพระกระยาหารทุกคืน แต่มีเหตุขัดข้อง จึงมิอาจเป็นไปตามพระราชดำรินั้นได้ แม้กระนั้น พระองค์ก็มิได้ทรงเพิกเฉย เมื่อเสด็จออกนอกอ่าวไทยจนไปถึงในหลายๆ ประเทศ ทรงมีพระราชนิพนธ์กลอนด้วยลายพระหัตถ์รำพึงถึงความในพระราชหฤทัยมาถึงเจ้าจอมสดับทุกสัปดาห์ เมื่อได้รับลายพระราชหัตถเลขาแล้ว ท่านก็แสดงอาการดีใจออกมาทุกครั้ง แต่อาการนั้นทำให้เกิดความรู้สึกริษยาจากคนรอบข้างโดยที่ท่านไม่รู้ตัว ทำให้พระวิมาดาเธอฯ ในฐานะผู้ปกครองจึงทรงต้องเข้มงวดกวดขันกิริยาอาการ ตลอดไปถึงข้อความในจดหมาย ด้วยเกรงว่าจะเขียนกราบทูลในเรื่องไม่สมควรไป ความรัก บ่อเกิดแห่งความริษยา ครั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับถึงพระนคร ก็ทรงซื้อเครื่องเพชรมาพระราชทาน โปรดให้แต่งเครื่องเพชรแล้วให้ช่างถ่ายรูปชาวต่างชาติมาถ่ายรูป โดยทรงพระกรุณาจัดท่าพระราชทาน และโปรดพระราชทานตู้ที่ระลึก ยังทรงจัดของตั้งแต่งในตู้นั้นอีกด้วย อีกทั้งยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาท่านขึ้นเป็นพระสนมเอก อันเป็นตำแหน่งที่แม้เจ้าจอมมารดาบางท่านรับราชการมาช้านานยังไม่ได้รับพระราชทาน แต่ท่านซึ่งเป็นเพียงเด็กสาวรุ่น และเพิ่งเข้ามารับราชการไม่นานนักกลับได้รับพระเมตตาไว้ในตำแหน่งที่สูงถึงเพียงนี้ ยิ่งก่อให้เกิดความริษยาจากคนรอบข้าง ด้วยวัยเพียง 17 ปี ท่านจึงได้เล่าถึงความรู้สึกครั้งนั้นว่า "เหลียวไปพบแต่ศัตรู คุณจอมนั้นส่อเสียดว่าอย่างนั้น คุณจอมนี้ว่าอย่างนี้ ตรองดูทีหรือข้าพเจ้าจะย่อยยับแค่ไหน" ด้วยความอายุยังน้อย ขาดความยั้งคิด ท่านจึงตัดสินใจทำลายชีวิตตนเองด้วยการดื่ม น้ำยาล้างรูป! แต่ว่าแพทย์ประจำพระองค์ช่วยชีวิตไว้ทัน เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ คนสุดท้ายที่ได้ร้องเพลง 'นางร้องไห้' ครั้นเมื่อท่านมีอายุได้ 20 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ท่านมีความทุกข์ และเศร้าโศกอย่างยิ่ง และนี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เจ้าจอมสดับได้มีโอกาสสนองพระเดชพระคุณคือ การเป็นต้นเสียงนางร้องไห้ หน้าพระบรมศพ ท่านได้กล่าวไว้ว่า "ใจคิดจะเสียสละได้ทุกอย่าง จะอวัยวะหรือเลือดเนื้อ หรือชีวิตถ้าเสด็จกลับคืนมาได้ ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นใจที่คิดแน่วแน่ว่าตายแทนได้ไม่ใช่แค่พูดเพราะๆ คุณจอมเชื้อเอาผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมาให้ข้าพเจ้า บอกว่าท่านได้ประทานไว้ซับพระบาท ข้าพเจ้าจึงเอาผ้าที่ซับพระบาทนั้นแล้วพันมวยผมไว้ แล้วก็นั่งร้องไห้กันต่อไปอีก ..." 'ความรักยิ่งใหญ่กว่าสิ่งอื่นใด' ในปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตนั้น เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับมีอายุเพียง 20 ปี ทำให้ท่านเป็นที่จับตามองจากคนรอบข้างว่าจะสามารถครองตัวครองใจเป็นหม้ายได้ต่อไปตลอดหรือไม่ แต่นับตั้งแต่ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ท่านยังจงรักภักดีครองตัวรักษาพระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรงสถานะพระสนมเอกอย่างงดงาม เจ้าจอมท่านยังคงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณลูบคลำกำไลทองแห่งความรักที่สวมใส่ไม่เคยถอดวาง ตามคำกลอน พระราชนิพนธ์ที่พระราชทานกำชับไว้ตราบจนวันสุดท้ายแห่งชีวิต หลังจากนั้นอีกไม่นาน ท่านได้ถวายคืนเครื่องเพชรทั้งหลายที่ได้รับพระราชทานมาแด่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จนหมดสิ้น เหลือเพียงกำไลมาศซึ่งเจ้าจอมสดับได้สวมติดข้อมือตั้งแต่วันแรกที่ทรงสวม สมเด็จฯ ก็ได้ทรงรับไว้แล้วโปรดเกล้าฯ ให้นำไปขายที่ยุโรป แล้วนำเงินมาสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทั้งสิ้น นอกจากนั้นท่านยังหันไปยึดมั่นในพระพุทธศาสนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลอีกด้วย ท่านเจ้าจอมในวัยชรา จนเมื่อท่านเจ้าจอมนั้นมีวัยชราแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ให้ท่านกลับเข้ามาอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ในช่วงเวลานี้นี่เอง ที่ท่านได้มีโอกาสทำคุณประโยชน์อีกครั้ง โดยการถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ให้แก่ชนรุ่นหลัง เช่น วิธีถักตาชุนหรือ ถักสไบ ที่เรียกกันว่า กรองทอง วิธีทำน้ำอบ น้ำปรุง ยาดมส้มโอมือ ฯลฯ ตลอดจนถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆในพระราชสำนักเมื่อครั้งกระนั้น ให้ชนรุ่นหลังได้ฟังและจดบันทึกไว้ นับเป็นประโยชน์มาก เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2526 สิริรวมอายุได้ 93 ปี ขอบคุณข้อมูล th.wikipedia.org, www.bloggang.com ขอบคุณรูปภาพประกอบ topicstock.pantip.com

เวอร์จิ้น ฮิตซ์-โทฟูป๊อป ชวนลุ้น! ดูคอนเสิร์ต BIGBANG ถึงกรุงโซล ฟรี!!
95.5 Virgin Hitz /  95.5 เวอร์จิ้น ฮิตซ์ / 

เวอร์จิ้น ฮิตซ์ และ โทฟูป๊อป ชวนลุ้นสิทธิ์ 'วีไอพีขั้นสุด!' พาชมคอนเสิร์ตปิดเวิลด์ทัวร์ BIGBANG WORLD TOUR [MADE] FINAL IN SEOUL ฟินถึงกรุงโซล!! V.I.P ทั้งหลายเตรียมฟิน! เมื่อคลื่นเพลงสุดฮิต 95.5 เวอร์จิ้น ฮิตซ์ และคลื่นเพลงเอเชี่ยนออนไลน์ โทฟูป๊อป เรดิโอ ร่วมกับ dtac reward จัดทริปสุดติ่งให้ได้ลุ้นบินไปชมคอนเสิร์ตของ BIGBANG ศิลปิน K-POP ที่สตรองที่สุดแห่งยุค ถึงประเทศเกาหลี! ในกิจกรรม dtac reward Presents Virgin HitZ x TofuPOP Fly Away Campaign ตอน BIGBANG WORLD TOUR [MADE] FINAL IN SEOUL พร้อมทริปท่องเที่ยวสุดติ่ง ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เดินทางระหว่างวันที่ 3 – 7 มีนาคม 2559 ใครอยากลุ้นเป็น 1 ใน V.I.P ที่จะได้ร่วมทริปสุดฟินกับเรา สามารถร่วมกิจกรรมได้ทาง BEC-Tero Radio App หรือดาวน์โหลดเสียงเพลงรอสายของศิลปิน BIGBANG ได้ตั้งแต่วันที่ 8 - 21 กุมภาพันธ์ นี้ ติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนร่วมสนุกได้ที่ www.virginhitz.com หรือ www.tofupopradio.fm และในส่วนของการดาวน์โหลดเสียงเพลงรอสาย คลิก www.dtacmusic.com ดีเจส้ม-นพนันท์ คลื่น 95.5 Virgin HitZ ขอเป็นตัวแทนพูดถึงความพิเศษกิจกรรมนี้ว่า “งานนี้ V.I.P แฟนคลับตัวจริงของหนุ่มๆ BIGBANG ห้ามพลาดนะคะ เพราะเราจะพาบินไปถึงกรุงโซล เพื่อไปชมคอนเสิร์ต BIGBANG WORLD TOUR [MADE] หนึ่งในคอนเสิร์ตที่น่าจดจำและประทับใจของ BIGBANG ที่เปิดการแสดงมาแล้วทั่วโลกมากกว่า 40 รอบ พิเศษที่สุดทริปนี้ V.I.P ชาวไทยจะได้สัมผัสบรรยากาศและชมคอนเสิร์ตปิดเวิลด์ทัวร์รอบวันที่ 6 มีนาคม ที่บัตรหายากมากๆ แถมได้เที่ยวเช็คอินรอบกรุงโซลด้วยค่ะ เราจะเดินทางกันในวันที่ 3 – 7 มีนาคม นี้แล้วนะคะ” ดีเจแอ๊คกี้-ลาลิน TofuPOP Radio.FM เสริมว่า “ใครที่ไม่อยากพลาดทริปสุดฟินนี้ก็ดาวน์โหลด BEC-Tero Radio App ไว้เลยค่ะ โหลดได้ฟรี ทั้ง iOS และ Android แล้วทันทีที่ได้ยินเพลงของ BIGBANG ทั้งทาง 95.5 Virgin HitZ หรือ TofuPOP Radio.FM ให้กดแชร์ Feeling Sticker พร้อมภาพ BIGBANG WORLD TOUR [MADE] FINAL IN SEOUL ผ่าน BEC-Tero Radio App ไปบน Instagram ของคุณ ที่ตั้งค่าสาธารณะ แล้วพิมพ์ข้อความ #dtacreward และ #TOFUPOPHITZBIGBANGINSEOUL ร่วมสนุกกิจกรรมลุ้นเป็นหนึ่งในผู้โชคดีได้ ตั้งแต่วันที่ 8 - 21 กุมภาพันธ์ นี้นะคะ” ติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้ ทาง www.virginhitz.com 95.5 Virgin HitZ – Hit Music Only หรือ www.tofupopradio.fm TofuPOP Radio – The Best Asian Online Music Station ข่าวนี้เผยแพร่โดยมิวสิคเอ็มไทย --- http://music.mthai.com --- หากนำข่าวไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วย มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

วิตามินซี กินแล้วขาว กินแล้วสวย แถมรักษามะเร็ง จริง VS ไม่จริง มีคำตอบ!
ทำลายตับ /  ป้องกันมะเร็ง / 

เทรนด์การรับประทานวิตามินซีมาแรงตลอดทุกฤดูกาล และมีผู้ที่นิยมรับประทานวิตามินซีมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งหลายคนเกิดความสงสัยว่า วิตามินซีมีประโยชน์ตามนั้นจริงหรือไม่ วันนี้มีคำตอบสำหรับเรื่องนี้มาฝากกัน เภสัชกรหญิงวิชชุลดา ผรณเกียรติ์ ผู้เชี่ยวชาญจากเมก้า วีแคร์ กล่าวว่า “ วิตามินซี (Vitamin C) หรือ กรดแอสคอร์บิก (ascorbic acid) เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำ วิตามินซีเป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จึงต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไปเท่านั้น ซึ่งแหล่งอาหารที่มีปริมาณวิตามินซีสูง ได้แก่ ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว มะเขือเทศ สตรอเบอร์รี่ และผักสด เช่น กะหล่ำ บรอกโคลี เป็นต้น อย่างไรก็ตาม วิตามินซี สามารถเสื่อมสลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับความร้อนและความชื้น ดังนั้น การรับประทานผักผลไม้สดๆ ที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนจะทำให้ได้รับวิตามินซีในปริมาณที่มากกว่า แต่ในความเป็นจริง การรับประทานวิตามินซีจากผักผลไม้สดๆ เป็นประจำอาจเป็นไปได้ยาก ดังนั้น การรับประทานวิตามินซีเสริมจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่นิยมในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม มีผู้บริโภคจำนวนมากที่สงสัยเรื่องคุณประโยชน์ของ วิตามินซีว่ากินแล้วผิวสวยจริงหรือไม่ ทานแล้วป้องกันหวัดได้จริงหรือ เรามีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถอธิบายเรื่องวิตามินซีได้” วิตามินซี กินแล้วสวย จริงหรือไม่? สาวๆ หลายคนที่อยากสวย จะได้ยินบ่อยๆ ว่าการรับประทานวิตามินซีจะช่วยได้ บางคนเห็นเพื่อนรับประทานวิตามินซีแล้วบอกว่าดี ก็ไปซื้อมาทานตามด้วย แต่ข้อเท็จจริงข้อนี้จริงหรือไม่ ขอตอบเลยว่ามีความเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน เนื่องจากวิตามินซีมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอการเสื่อมหรือการแก่ตัวของเซลล์ ซึ่งมีการศึกษาชี้ว่าคนที่รับประทานวิตามินซีเข้าไปในปริมาณที่สูงพออย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะเก็บวิตามินซีไว้ในเซลล์ต่างๆ เพื่อคอยป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระไปทำร้ายเซลล์ที่แข็งแรงในร่างกาย เซลล์เหล่านั้นจึงไม่เสื่อมก่อนเวลาอันควร นอกจากนี้ วิตามินซียังมีส่วนสำคัญต่อกระบวนการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย เพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนในเซลล์ ดังนั้น การานวิตามินซีจึงช่วยเสริมการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน ทำให้ผิวไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร และวิตามินซียังมีส่วนช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตของผิว ทำให้ผิวมีสุขภาพดี นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างเอ็นกระดูกอ่อนในร่างกายได้อีกด้วย แต่หากหลายๆ คนที่ทานวิตามินซีแล้วยังมีพฤติกรรมทำร้ายเซลล์ต่างๆ ในร่างกายตัวเองอยู่ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า นอนดึก และกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ก็คงหนีไม่พ้นความแก่ก่อนวัยที่จะยังถามหาอยู่ดี วิตามินซี กินแล้วขาว จริงหรือไม่ ข้อนี้ จริงครึ่งหนึ่ง เนื่องจากวิตามินซีมีคุณสมบัติยับยั้งการทำงานของเอนไซม์สร้างเม็ดสี ซึ่งมีบทบาทมากที่สุดในการสร้างเม็ดสีเมลานิน จึงช่วยลดรอยดำและผิวหมองคล้ำได้ และช่วยป้องกันมิให้เกิดขบวนการสร้างเม็ดสีผิวขึ้นมาอย่างผิดปกติ ดังนั้น หากเป็นคนที่ผิวคล้ำจากการตากแดด ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาที่ร่างกายสร้างเม็ดสีผิวเพิ่มขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองจากแสงแดด กรณีนี้วิตามินซีจะช่วยทำให้ผิวที่คล้ำหายกลับมาเป็นสีผิวปกติได้ แต่สำหรับผู้ที่มีผิวคล้ำจากพันธุกรรมอยู่แล้ว การรับประทานวิตามินซีจะช่วยเพียงทำให้ผิวดูเปล่งปลั่งสดใสขึ้น แต่ไม่ทำให้ขาวขึ้นมาผิดหูผิดตาเป็นคนละคนได้ วิตามินซี กินแล้วป้องกันหวัดได้จริงหรือไม่ จริง จากงานวิจัยของ ดร.ไลนัส พอลลิง นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลในปี 1970 ศึกษาแล้วพบว่าหากเราได้รับวิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัม จะสามารถป้องกันหวัดได้และหากเป็นหวัดก็จะหายเร็วขึ้นถึง 40% เพราะวิตามินซีมีคุณสมบัติในการทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ วิตามินซียังมีคุณสมบัติในการช่วยลดอาการภูมิแพ้ เพราะวิตามินซีสามารถช่วยลดการหลั่งสารก่อภูมิแพ้หรือฮีสตามินในร่างกายได้ ซึ่งสารก่อภูมิแพ้นี้จะถูกกระตุ้นให้มีปริมาณสูงขึ้นเมื่อร่างกายได้รับหรือสัมผัสกับสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ ดังนั้น วิตามินซีจะช่วยบรรเทาความรุนแรงของอาการแพ้ หอบหืด และไซนัส จากคุณสมบัติการเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เมื่อมีอาการได้ วิตามินซี รักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือ ไม่จริง วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ คือ ช่วยป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระหรือสารพิษส่วนเกินต่างๆ ในร่างกายไปทำร้ายเซลล์ปกติ จึงช่วยป้องกันมิให้เซลล์ต่างๆ กลายเป็นเซลล์ชนิดร้ายหรือเซลล์มะเร็งได้ แต่กรณีที่เซลล์นั้นๆ มีความผิดปกติหรือเป็นเซลล์มะเร็งไปแล้วนั้น วิตามินซี ไม่สามารถรักษาเซลล์มะเร็งให้หายไปได้ ดังนั้น จึงเป็นความเข้าใจผิดที่คิดว่าการรับประทานวิตามินซีจะช่วยรักษามะเร็ง แต่การจะรับประทานวิตามินซีอาจมีส่วนช่วยทำให้ภาวะลุกลามของเซลล์มะเร็งเกิดได้ช้าลง ยิ่งไปกว่านั้น วิตามินซียังช่วยลดอาการข้างเคียงของการใช้ยาเคมีบำบัดและการฉายแสง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ฯลฯ ในผู้ป่วยโรคมะเร็งให้น้อยลงอีกด้วย วิตามินซี บำรุงเลือด จริงหรือไม่ จริง เพราะวิตามินซีมีส่วนช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง อย่างเช่น ผักใบเขียว ถั่วต่างๆ ธัญพืชจำพวกงาขาวหรือลูกเดือย แต่หากร่างกายเราไม่มีวิตามินซีอย่างเพียงพอ ร่างกายก็ไม่สามารถดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารเข้าไปได้มากนัก ดังนั้น วิตามินซี จึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยเสริมการสร้างเม็ดเลือดต่างๆ ในร่างกายได้ วิตามินซี กินนานๆ แล้วจะทำลายตับจริงหรือไม่ ไม่จริง เพราะวิตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำได้ ร่างกายจึงสามารถขับออกได้ตามปกติทางการปัสสาวะ ซึ่งจากการวิจัยพบว่า ในคนปกติสามารถรับประทานวิตามินซีได้สูงถึง 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ ได้โดยไม่มีอันตรายใดๆ “จะเห็นว่าวิตามินซีมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายๆ ด้าน แต่การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์วิตามินซีเสริมให้ได้ประโยชน์นั้น ผู้บริโภคควรเลือกรับประทานวิตามินซีที่มีส่วนผสมของไบโอฟลาโวนอยด์ เพราะตามธรรมชาติ เรามักพบวิตามินซีอยู่ร่วมกับสารอาหารกลุ่มไบโอฟลานอยด์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของวิตามินซี และทำให้วิตามินซีอยู่ในร่างกายได้ดีขึ้น สำหรับคนปกติที่ต้องการดูแลสุขภาพแนะนำให้รับประทานวิตามินซีในปริมาณ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับผู้ที่มีอาการหวัด และร่างกายอ่อนแอ ควรได้รับวิตามินซีวันละ 2,000 มิลลิกรัม” เภสัชกรหญิงวิชชุลดา กล่าวสรุป ขอบคุณที่มาบทความจาก เมก้า วีแคร์

เมคอัพอาร์ติสชื่อดัง เอ-ทิวากร กับเทคนิคการแต่งหน้า ที่คุณอาจไม่เคยรู้!!
อาร์ติส /  เทคนิค / 

       ในงานเปิดตัว Touch In SOL ได้เชิญเมคอัพอาร์ติสชื่อดัง เอ-ทิวากร โสภาอัศวภรณ์ มาเผยถึงเคล็ดลับการแต่งหน้าให้กับ Super star และ Update trend การแต่งหน้าสุดอินเทรนด์สำหรับปี 2016 โดยเป็นการเล่นสีสันคัลเลอร์ฟูล นำลิปสติกผสมกัน จะเกิดมิติของสีใหม่ อีกทั้งอยากให้ทุกคนมองการแต่งหน้าเป็นเรื่องสนุก และรู้สึกสนุกกับการแต่งหน้าทุกวัน เพราะการแต่งหน้าสามารถมีลูกเล่นให้ผู้หญิงสวยไม่เหมือนเดิมในทุกๆ วัน และควรต้องเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง เริ่มจากปรับผิวให้เรียบเนียนด้วยรองพื้นทาเพียงบางๆเท่านั้น เพื่อเผยผิวสวยสุขภาพดีสไตล์สาวเกาหลี วิธีเขียนคิ้วให้สวย คือ ควรเริ่มจากข้างที่ไม่ถนัดก่อน เพราะข้างที่เราถนัดจะเขียนได้ง่าย การวาดคิ้วทั้งสองเท่ากันจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เทคนิคการเขียนอายไลเนอร์ คือให้วาดจากหางตาไปยังหัวตา เพื่อเป็นการกำหนดเส้นขอบตา คราวนี้สาวๆอยากตวัดสูงแค่ไหนก็ได้ เทรนด์การเขียนตาตอนนี้ก็คือเน้นเส้นบางๆ ไม่หนาจนเกินไป การปัดมาสคารา ให้เริ่มดันจากโคนก่อนแล้วไล่ไปยังเส้นขนตา ใยของมาสคาร่าก็จะเกาะแน่นมากขึ้นและขนตาจะไม่ตกอีกด้วย ส่วนขนตาด้านล่างถ้าอยากให้ยาวให้ปัดลงเป็นแนวตั้งเรียงทีละเส้น ถ้าอยากให้ใบหน้าดูสว่างขึ้นลุคสาวเกาหลีให้ลงไฮไลท์ บริเวณโหนกแก้มและสันจมูก การทาลิปสติกเราสามารถผสมสีกันแล้วก็จะทำให้เกิดสีใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร เพียงแค่เบรนด์สีให้เข้ากัน ถ้าอยากเป็นลุคสาวหวานก็ทาลิปสติกสีชมพู แต่ถ้าตอนเย็นเราอยากเป็นสาวเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดก็เติมสีส้มลงไปแค่นี้ก็เปลี่ยนลุคได้ในวันเดียว ภาพโดย Covinus

สุดยื้อ!
ปลาบุญครึ่ง /  ปลาสู้ชีวิต / 

"เจ้าบุญครึ่ง" ปลาสู้ชีวิต ที่มีร่างกายเพียงครึ่งท่อนเสียชีวิตแล้ว ด้วยอาการติดเชื้อ วันที่ 17 ม.ค.59 นายวัชรพันธุ์ โชติประดิษฐ์ เจ้าของร้าน “ปอง ปลาแปลก” ซึ่งเป็นผู้ดูแล “เจ้าบุญครึ่ง” ปลาสู้ชีวิต ที่มีร่างกายเพียงครึ่งท่อน เปิดเผยว่า เจ้าบุญครึ่งได้เสียชีวิตไปเมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ของวันที่ 16 ม.ค.59 ที่ผ่านมา ด้วยอาการติดเชื้อ โดยเจ้าบุญครึ่งได้แสดงอาการผิดปกติ เซื่องซึม กินอาหารน้อยลง เกล็ดหลุด และมีลักษณะแผลกดทับกลางลำตัว ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าตนจะพยายามควบคุมการให้ยา และคอยปรับสภาพน้ำ แต่ไม่สามารถยื้ออาการไว้ได้ เจ้าบุญครึ่งจึงเสียชีวิตในที่สุด เบื้องต้น ตนได้ทำการเก็บรักษาซากของเจ้าบุญครึ่ง ด้วยวิธีห่อถุงพลาสติกแล้วนำแช่ไว้ในช่องแช่แข็ง พร้อมกับประสานอาจารย์คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา จ.นครปฐม เพื่อนำเจ้าบุญครึ่งไปทำการดองรักษาสภาพ บรรจุใส่ขวดโหล และนำมาวางไว้ที่ร้าน เพื่อให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้เข้ามาชม อันแสดงเป็นสัญลักษณ์ถึงความสู้ชีวิตของปลาตัวหนึ่ง ถึงแม้สภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ก็ตาม รวมไปถึง เป็นกรณีศึกษาหาความรู้ให้กับนักเรียน นักศึกษา และผู้ที่สนใจในแนวทางการดูแลรักษาหากมีปลาตัวใดเป็นเช่นเจ้าบุญครึ่งอีก ขอบคุณภาพ/ข้อมูล  ข่าวสด อะเมซิ่ง!! เจ้าบุญครึ่ง ปลาเหลือแต่หัว แต่ไม่ตาย ชาวบ้านแห่ชม เจ้าบุญครึ่ง ปลาสุดแปลก เหลือแต่หัวแต่ไม่ตาย ด้านผู้เชี่ยวชาญเชื่อเป็นเพราะระบบทางเดินอาหารไม่ถูกทำลายจึงทำให้สามารถมีชีวิตรอดมาได้ รายงานข่าวแจ้งว่า ที่จ.ราชบุรี ชาวบ้านในพื้นที่ อ.บ้านโป่ง ต่างพากันแห่เข้าไปดูปลาสุดแปลกที่มีชีวิตอยู่ได้แม้เหลือเพียงครึ่งตัว โดยนายวัชรพันธุ์ โชติประดิษฐ์ เจ้าของปลาตัวดังกล่าวเล่าว่า ปลาตัวนี้มีชื่อ "เจ้าบุญครึ่ง" เป็นปลาสายพันธุ์ตะพากส้ม ซึ่งเป็นปลาแม่น้ำของไทย มีชีวิตที่มีร่างกายเพียงครึ่งมากว่า 5 เดือนแล้ว ส่วนสาเหตุที่ทำให้เจ้าบุญครึ่ง เหลือเพียงครึ่งตัวนั้นเป็นเพราะก่อนหน้านี้มันประสบอุบัติเหตุกระดูกสันหลังหักส่งผลทำให้ช่วงท่อนหางค่อยๆ หลุดออก ตอนแรกคิดว่ามันจะตายแล้ว แต่เมื่อดูดน้ำออกเพื่อตรวจสอบก็พบว่ามันยังมีชีวิตอยู่ จึงได้ทำการรักษาและดูแลเป็นอย่างดีนับจากนั้นมา ด้าน น.สพ.เกษตร สุเตชะ หน่วยสัตวเลี้ยงชนิดพิเศษ ร.พ.สัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวถึงเรื่องราวของเจ้าบุญครึ่ง ว่า นับเป็นเรื่องแปลกมากที่ปลายังมีชีวิตอยู่แม่เหลือเพียงครึ่งตัว ส่วนที่มันยังมีชีวิตอยู่ได้น่าจะเป็นเพราะระบบทางเดินอาหารยังอยู่ไม่ถูกทำลายไปจึงทำให้มันมีชีวิตอยู่ได้ดังกล่าว ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

เที่ยวญี่ปุ่นกับ 4 วัยสะรุ่นสุดหรรษา 4 วันชิลล์ๆ
เทศกาลชมดอกชิบะซากุระ /  เที่ยวญี่ปุ่น / 

เที่ยวญี่ปุ่นกับ 4 วัยสะรุ่นสุดหรรษา สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาว MThai Travel เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา (2558) เราได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก ซึ่งเป็นการไปเที่ยวเอง ไม่ได้ใช้บริการทัวร์ใดๆ ทั้งสิ้น  สืบเนื่องมาจากเราเห็นโปรตั๋วเครื่องบินของ Jet Asia บวกกับที่พัก 4 คืน 5 วันในโตเกียวจากเว็บ ensogo ในราคา 21,999 บาท จึงรีบหาเพื่อนร่วมทริปอีก 3 คน และมีเวลาเตรียมตัวอีก 3 เดือน  ทุกคนช่วยกันหาข้อมูลการเที่ยวโตเกียวจากเว็บต่างๆ และดูรายการพาเที่ยวโตเกียวย้อนหลังผ่าน Youtube จนกระทั้งได้แผนการเที่ยวทั้งหมด พร้อมทั้งวิธีเดินทาง ตามรูปด้านล่างนี้เลยค่ะ หลักๆ แล้ว 2 วันแรกนั้น จะเป็นการเที่ยวในเมืองโตเกียว ย่านดังๆ ที่เป็นจุด Landmark ก่อน แล้ว 2 วันหลัง ก็ไปเที่ยวนอกเมืองกัน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้ใหญ่หัวใจเด็กไม่ควรพลาดอย่างยิ่งค่ะ  ทั้งนี้การเดินทางเกือบทั้งทริปพวกเราเลือกใช้บัตร Suica สำหรับขึ้นรถไฟทั้งบนดินและใต้ดินค่ะ (Suica เป็นบัตรเติมเงิน ไม่ได้มีส่วนลดแต่อย่างใด) เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางค่ะ วันที่ 1 : สนามบินนาริตะ สู่โตเกียว เมื่อมาถึงสนามบินนาริตะในเช้าวันที่ 3 พ.ค. เวลา 9.30 น. แล้ว ก่อนอื่นก็ต้องหาทางไปโรงแรมที่จองไว้ (บังคับอยู่ในแพ็คเกจที่ซื้อ) คือ โรงแรม Tokyo Grand Hotel ซึ่งอยู่ใกล้ๆ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน Shiba-koen  เราเลือกเดินทางโดยขึ้นรถไฟ Keisei Sky Access Express เพราะลงเปลี่ยนสายที่สถานี Mita แค่สถานีเดียว ก็ถึงสถานี Shiba-koen และยังใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 1 ชั่วโมงค่ะ หลังจากที่ฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางไปเที่ยวตามจุด Landmark กัน ตามแผนที่วางเอาไว้  สถานที่แรกก็คงหนีไม่พ้น วัดอาซากุสะ หรืออีกชื่อก็คือ วัดเซนโซจิ  ซึ่งเป็นวัดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโตเกียว จะมีสัญลักษณ์ที่เห็นเด่นชัดเป็นโคมไฟสีแดงอยู่ข้างหน้าประตูทางเข้า และเมื่อเข้าประตูมาแล้วก็จะเห็นร้านค้าทั้ง 2 ข้างทางเรียงเป็นแถวยาว พร้อมกับผู้คนจำนวนมาก  เรามาที่นี่เป็นที่แรกเพื่อจะได้ไหว้พระขอพรให้เราเดินทางปลอดภัยตลอดทั้งทริปค่ะ ขอแนะนำว่า ให้ลองชิมซาลาเปาทอด ร้านเกือบสุดท้าย ใกล้ๆ กับประตูด้านในค่ะ อร่อยมากๆ ถ้ามาแล้วไม่ได้ชิม ก็ถือว่าพลาดนะคะ วัดอาซากุสะ หรือ วัด เซนโซจิ สถานที่ต่อมาที่เราไปกันก็คือ ตลาดอะเมโยโกะ และตลาดอุเอโนะ  แหล่งช๊อปปิ้งที่พลาดไม่ได้เด็ดขาด มีสินค้าหลากหลายให้เราได้เสียเงินกันแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ เครื่องสำอาง รองเท้า และอีกสารพัดสิ่งให้เลือกสรร  แต่การเดินที่นี่ ก็จะขอเตือนเรื่องกระเป๋าสะพายด้วยนะคะ เนื่องจากคนค่อนข้างเยอะและแออัดมาก เวลาเดินจึงขอให้เอากระเป๋าไว้ข้างหน้า กันการล้วงกระเป๋าค่ะ เพราะมีเพื่อนเคยโดนล้วงกระเป๋าที่นี่ค่ะ สำหรับพวกเราสี่คนก็ได้รองเท้าจากที่นี่มาคนละคู่สองคู่ หิ้วกลับไทยอย่างมีความสุขค่ะ เดินไปเดินมาก็เริ่มหิว แล้วก็มาเจอร้านซูชิราคาถูก อยู่ท้ายตลาดอะเมโยโกะ  จานละ 140 เยน เป็นซูชิจานหมุน และสามารถสั่งหน้าที่อยากกินได้อีก อร่อย แถมราคาถูก สุโก้ยมากๆ เลยค่ะ  ถ้ายังไม่อิ่มก็แนะนำร้านราเมงที่อยู่ติดกันค่ะ จะมีรูปที่คล้ายๆ กับต้มยำบ้านเรา ให้เราหยอดเหรียญที่ตู้ แล้วกดเลือกตามรูปที่อยากกินได้เลยค่ะ ที่นี่เส้นราเมงจะเล็กๆ กินง่าย แถมอร่อยสุดๆ ขนาดชามก็ใหญ่ และรสชาดอร่อย คุ้มสุดๆ ซูชิคำโต สด และอร่อยจริงๆ น่ากินมากๆ ดูสดจริง ชิ้นเบ้อเริ่มเทิ่มเลย และแล้วก็มาถึงสถานที่สุดท้ายสำหรับวันนี้  เราจะไปเที่ยวเมืองโอตาคุกัน นั่นก็คือ อากิฮาบาระ  ซึ่งเป็นแหล่งสินค้าฟิกเกอร์ตัวการ์ตูน คอสเพลย์ เกมส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยังมี Café ชื่อดังสำหรับสาวก AKB48 และ Gundam อีกด้วย ย่านดังอากิฮาบาร่า โอทาคุ ต้องมาที่นี่เลย ย่านที่เต็มไปด้วยการ์ตูน ของเล่น เกมส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่นี่มีครบ ถ้าเป็นผู้ชายก็คงจะถูกใจร้าน Maid Café ที่มีสาวๆ น่ารักใส่ชุด Maid คอยเอาใจ เหมือนกับเราเป็นคุณหนู คุณผู้ชาย ซึ่งน่าจะช่วยให้คลายความเครียดจากการทำงานหนักได้นะคะ สำหรับคนที่สะสมฟิกเกอร์ตัวการ์ตูน ที่นี่เป็นสวรรค์เลยค่ะ เพราะราคาถูกกว่าบ้านเรามาก ตัวใหญ่ๆ ราคาไม่ถึงหนึ่งพันก็มี และมีให้เลือกหลายร้านเลยค่ะ เดินกันจนปวดขาเลยทีเดียว การเที่ยววันแรกนี้ ถ้าดูจากตาราง ก็จะเห็นได้ว่า สถานที่ที่เราไป สามารถขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน Ginza Line สายสีส้มได้เลย เดินทางสะดวก และแต่ละสถานีไม่ไกลกันเท่าไร ทำให้เรามีเวลาเดินเที่ยวเยอะขึ้น พอเดินเหนื่อยแล้วก็ขึ้นรถไฟกลับโรงแรมไปพักผ่อน เพื่อชาร์ตพลังสำหรับวันต่อไปค่ะ วันที่ 2: เที่ยวตลาดปลาซึกิจิ และรถไฟ Yamanote สายสีเขียว หลังจากได้พักผ่อนกันเต็มที่แล้ว วันนี้เลยตื่นเช้าเพื่อไปกินอาหารเช้ากันที่ตลาดปลาซึกิจิ ตลาดที่มีปลาสดให้เราได้เลือกชิมเยอะแยะมากมาย เรียกว่าเป็นสวรรค์ของนักกินปลาดิบเลยค่ะ แต่ไม่ได้มีแค่ปลาดิบเท่านั้น บางร้านจะมีแบบกึ่งสุกกึ่งดิบให้ด้วย สำหรับคนที่ไม่กินปลาดิบ  พวกเราไปตลาดปลาตั้งแต่ 6 โมงเช้า บางร้านยังไม่เปิดให้บริการ แต่ก็มีอีกหลายร้านที่เปิดให้บริการและคนก็ค่อนข้างแน่นร้าน ในที่สุดเราก็เลือกร้านที่จะเข้าได้ มีคุณลุงหน้าตาใจดีตอนรับอยู่หน้าร้าน แม้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่รสชาดของอาหารไม่ได้เล็กตามเลยนะคะ ประทับใจมากๆค่ะ ซาซิมิ หรือปลาดิบ ที่ตลาดปลาซึกิจิ เห็นแล้วต้องบอกว่า โออิชิ ปลาสดๆ มีราคาบอก แต่อ่านไม่ออก อิอิ หลังจากทานอาหารเช้ากันอิ่มแล้ว ที่ต่อไปที่เราจะไปก็คือ ชิบุย่า ซึ่งมี Landmark อยู่ 2 จุด คือ รูปปั้นเจ้าสุนัขที่ชื่อฮาจิ กับ ห้าแยกชิบุย่า ชิบุย่านั้นเป็นแหล่งช๊อปปิ้งที่มีความหลากหลาย มีทั้งเสื้อผ้าแฟชั่นผู้หญิง และผู้ชาย มีแบรนด์เนมชื่อดังอยู่ติดๆ กัน สามารถเดินทั้งวันได้เลยค่ะ เนื่องจากที่ชิบุย่านี้ค่อนข้างกว้าง คนส่วนใหญ่จึงมักจะนัดกันที่รูปปั้นเจ้าฮาจิ หรือบริเวณหน้าร้านสตาร์บัค ที่สามารถมองเห็นวิวบริเวณห้าแยกได้อย่างชัดเจน แต่เนื่องจากเรามากันค่อนข้างเช้า ร้านส่วนใหญ่จึงยังไม่เปิด (ส่วนใหญ่เปิด 11 โมง) ก็เลยไปนั่งกินโกโก้กันที่สตาร์บัครอเวลา พร้อมๆ กับมองดูผู้คนกันอย่างเพลิดเพลิน ตึกที่สาวๆ มักจะไปเดินกันก็คือตึก 109 ค่ะ  ซึ่งข้างในนั้นเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นของผู้หญิงเกือบทั้งหมด และมีหลายชั้นให้เดินด้วยค่ะ  ส่วนผู้ชายก็จะมีตึก 109 สำหรับเสื้อผ้าผู้ชายแยกไปต่างหากค่ะ ถ้าหากว่ามีเวลาเดินถึงกลางคืน นักท่องราตรีทั้งหลายลองเดินไปหลังตึก 109 ของผู้หญิงดูนะคะ น่าจะมีร้านที่นักท่องราตรีค้นหาอยู่ค่ะ ห้าแยกชิบูย่า เช้าๆ อาจจะยังดูไม่ค่อยยุ่งเหยิงเท่าไรนัก ยังพอมีเวลายืนแชะถ่ายรูปสวยๆ กันได้ ถ้าเป็นบ่าย หรือเย็นๆ นี่ คนละแบบเลย เดินที่ชิบุย่าเสร็จ ก็ขึ้นรถไฟสายยามาโนเตะมาอีก 1 สถานี นั่นก็คือ ฮาราจูกุ สถานที่ในฝันของเหล่าคอสเพลย์ (รวมถึงเราด้วย ^^) สำหรับที่นี่ ถ้ามาเดินวันอาทิตย์ เราจะเห็นผู้คนแต่งตัวตามแบบการ์ตูนเดินไปเดินมาจนเป็นเรื่องปกติ แต่พวกเราคิดว่าไปวันอื่นคนน่าจะน้อยกว่า  ก็ตัดสินใจไปฮาราจูกุกันวันจันทร์ ถนนในย่านฮาราจูกุที่ผู้คนมักจะไปช็อปปิ้ง ชือว่า Takeshita Street พอไปถึงก็เห็นผู้คนเบียดเสียดกันมากๆ แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว ก็ต้องเข้าไปเบียดเสียดกับเขาด้วย เพื่อที่จะเข้าไปซื้อชุดคอสเพลย์กลับประเทศไทยสักชุดหรือสองชุดก็ยังดี พอเข้าไปข้างใน ก็จะเห็นร้านค้าที่ขายชุดน่ารักๆ เต็มไปหมด นอกจากนั้นก็มีร้านขนม ร้านไอศกรีม ซึ่งคนต่อแถวกันค่อนข้างยาว จะได้กินของอร่อยก็ต้องอดทน น้องร่วมทริปของเราก็เลยไปต่อแถวกินไอศกรีมชาเขียว ซึ่งก็อร่อยจริงๆ ค่ะ และถ้าเดินไปจนสุดซอยก็จะมีร้านแผงลอยที่ขายของแปลกด้วย เช่น ที่ใส่ศีรษะที่เป็นหัวสัตว์ เป็นต้น สรุปเราได้มา 2 ชุด หิ้วกลับประเทศค่ะ ย่านฮาราจูกุ หรือ ย่านวัยรุ่น คนเยอะมากๆ สวรรค์ของหนุ่มๆ สาวๆ หลังจากเดินย่านฮาราจูกุแล้ว ก็พักกินข้าวเที่ยงกันก่อน ต่อด้วยไปเดินเล่นกันที่ ชินจูกุ  โดยขึ้นรถไฟฟ้าสายยามาโนเตะไปอีก 1 สถานี แต่สถานีนี้ถ้าไม่ทำการบ้านมาให้ดีๆ ก็มีสิทธิ์จะหลงได้นะคะ เพราะเป็นสถานีที่ค่อนข้างใหญ่ และมีหลากหลายเส้นทางเข้าออก แต่ประตูที่คนส่วนใหญ่มักจะออกก็คือประตู East Exit ถ้าออกไปแล้วก็จะเจอห้าง Studio ALTA ที่มีทีวีจอยักษ์อยู่บนตึก เดินไปอีกหน่อยก็จะมีร้านขายผลไม้อยู่ข้างๆ แต่บริเวณนี้จะมีร้านช็อปปิ้งเยอะมาก แบรนด์เนมดังๆ ก็มีครบ ร้านขายเครื่องสำอางค์และของกินก็มีตลอดทาง จึงไม่แปลกที่จะเห็นผู้คนจำนวนมากเดินกันขวักไขว่ และที่นี่ก็มีร้าน ABC Mart ซึ่งขายรองเท้าแบรนด์ดังเยอะแยะมากมาย คนแน่นร้านตลอดเวลา เราสามารถหาทุกแบรนด์ที่เราต้องการได้ในร้านนี้ แต่บางคู่อาจจะไม่มีไซด์ของเรา เพราะขายดีสุดๆ  กว่าจะเดินที่นี่เสร็จก็ดึกพอสมควร จึงหาอะไรทาน แล้วก็กลับโรงแรมเพื่อพักผ่อน เตรียมแรงสำหรับวันถัดไป วันที่ 3 :  Yunessun ออนเซ็นแสนสุข บางคนอาจจะยังไม่รู้ว่า Yunessun คืออะไร อยู่ที่ไหน  Yunessun นั้นเป็นสถานที่ที่มีออนเซ็นให้เลือกว่าจะเลือกแช่ออนเซ็นแบบส่วนตัว หรือแช่ออนเซ็นแบบกลางแจ้ง (บ่อรวม) ที่สามารถใส่เสื้อผ้าได้  สำหรับออนเซ็นส่วนตัวก็จะเป็นการแช่น้ำร้อนแบบทั่วไป แต่ถ้าเป็นบ่อกลางแจ้งบ่อรวมนั้น จะมีหลายบ่อหลายสีหลายกลิ่นให้เลือกแช่ได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นบ่อวาซาบิ บ่อไวน์แดง บ่อกาแฟ และที่ฮิตกันมากที่สุดก็คือ บ่อคอลลาเจน ซึ่งจะทำให้ผิวนุ่มลื่น Yunessun นั้นอยู่ที่ฮาโกเน่ ซึ่งเราสามารถไปเองหรือซื้อตั๋วรวมของ Odakyu ก็ได้ (ซื้อได้ที่สถานีชินจูกุ) แต่แนะนำว่าเป็นตั๋วรวมจะดีกว่า เพราะราคาถูกกว่า และเดินทางสะดวกกว่ามาก ราคาที่รวมนั้น จะรวมไปถึงค่าเข้า Yunessun ด้วย ซึ่งค่าเดินทางไป-กลับ และค่าเข้านั้น รวมแล้วประมาณ 4,470 เยน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,340 บาท ถือว่าคุ้มค่าสุดๆ และรถไฟที่นั่งไปกลับนั้นเรียกว่า Romance car ซึ่งเป็นรถไฟที่สะดวกและรวดเร็ว  ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเดินทางไปตอนแรกนั้น อาจจะงงๆ และหาทางไปขึ้นรถไฟฟ้าไม่เจอ ขอแนะนำว่าให้ถามเจ้าหน้าที่บริเวณสถานีชินจูกุ และเมื่อเจอทางเข้าแล้ว ไม่ต้องซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปข้างใน ให้ใช้บัตรรวมที่ซื้อเอาไว้แสดงให้เจ้าหน้าที่ดู แล้วก็จะสามารถเข้าไปในสถานีได้เลย เมื่อไปถึงสถานีปลายทางแล้ว ก็ให้ขึ้นรถเมล์สาย H หรือดูที่ป้ายข้างรถว่าผ่าน Yunessun หรือไม่ เวลากลับก็สามารถกลับทางเดิมได้ เมื่อเข้าไปใน Yunessun แล้ว จะมีสายรัดข้อมือให้กับทุกคน สำหรับเอาไว้รวมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นด้านใน เพราะเราไม่สามารถเอาของเข้าไปในออนเซ็นได้ เช่น เมื่อจะซื้อข้าว ก็เอาสายรัดข้อมือยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็จะสแกนสายรัดนั้น  เมื่อเราจะออกจาก Yunessun ก็เอาสายรัดข้อมือคืนที่เคาน์เตอร์ เค้าจะสแกนสายรัดและบอกจำนวนเงินที่เราจะต้องจ่ายทั้งหมด เมื่อเราชำระเงินทั้งหมดแล้ว จะได้รับตั๋วสำหรับสแกนออก Yunessun คืนมาค่ะ ถ้าไม่มีตั๋วออก ก็ไม่สามารถออกจาก Yunessun ได้นะคะ สายรัดข้อมือ ออนเซ็น สำหรับสแกนจ่ายค่าใช้จ่ายรวมและออกจากออนเซ็นได้ วันที่ 4 : ชิบะซากุระ บานสะพรั่งใต้เขาฟูจิ การเดินทางไปชมชิบะซากุระ ที่คาวากูจินั้น ควรทำการบ้านมาก่อน ทั้งเรื่องการเดินทางและสภาพอากาศ เพราะเป็นการเดินทางค่อนข้างไกล และดูสภาพอากาศให้ท้องฟ้าเปิดเพื่อให้เห็นภูเขาฟูจิ  ก่อนอื่นจะขอเริ่มต้นที่สถานีชินจูกุ ให้มองหาป้ายรถไฟสาย JR Chuo Line ให้เจอ เมื่อเจอแล้วก็สามารถสแกนบัตร Suica เข้าไปได้เลย ดูเวลาที่จะต้องขึ้นรถไฟให้เป๊ะ เพราะถ้าหากผิดเวลาแม้แต่นิดเดียว ก็อาจจะทำให้ขึ้นผิดขบวนได้ เมื่อขึ้นรถไฟเรียบร้อยแล้ว ให้ดูสถานีที่จะต้องลงคือ สถานี Otsuki (โอซึกิ) เพื่อเปลี่ยนเป็นรถไฟสาย Fujikyu Line และไปลงที่สถานี Kawaguchiko  สำหรับในช่วง เทศกาลชมดอกชิบะซากุระ นั้น จะมีรถบัสรับส่งฟรี จากสถานี Kawaguchiko ไปที่สถานที่ชมดอกไม้ ในงานเทศกาลชมดอกไม้นั้น นักท่องเที่ยวมักจะถ่ายรูปดอกไม้คู่กับภูเขาฟูจิ เพราะไม่ได้หาดูง่ายๆ และเทศกาลแบบนี้ก็มีเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น  และข้างในงานก็จะมีซุ้มขายอาหาร ที่มีเฉพาะในงานเทศกาลนี้เท่านั้น ดังนั้น ถ้าใครมีโอกาสได้ไป ก็ต้องลองไปชิมดูให้ครบทุกอย่าง จะถือว่าไปคุ้มมากๆ ค่ะ เห็นแล้ว ภูเขาไฟฟูจิเต็มๆ ตา ชิบะซากุระแบบเต็มๆ ทุ่ง สำหรับการนั่งรถไฟจากโตเกียวไปสนามบินนาริตะนั้น เราสามารถไปขึ้นรถไฟ Keisei จากสถานี Ueno ได้เลย แต่จะต้องกะเวลาเดินทางให้ดี เพื่อไม่ให้ไปถึงสนามบินช้าเกินไปค่ะ สุดท้ายนี้ ขอฝากเอาไว้ว่า “ไม่ว่าเราต้องการจะเดินทางไปที่ไหน เราควรที่จะวางแผนล่วงหน้า หาข้อมูลให้ครบ เพื่อไม่ให้เสียเวลาตอนที่เราได้อยู่ที่นั่น เพราะช่วงเวลาแห่งความสุข มักจะผ่านไปเร็วเสมอ”

How to Winter Makeup แต่งหน้ารับหน้าหนาว กันเถอะ!!
Nuffnang /  แต่งหน้า / 

                  สวัสดีค่าเพื่อนๆ วันนี้ออมจะมาเขียนบล็อกเกี่ยวกับการสอนแต่งหน้าเป็นครั้งแรกใน Bloggang เลย คือปรกติออมจะลงการสอนแต่งน้าแต่ใน Youtube หรือ Jeban เป็นส่วนใหญ่ แต่วันนี้ออมลองเปลี่ยนบรรยากาศมาโพสในบล็อกส่วนตัวของออมเองบ้าง             ตอนนี้ก็ใกล้เข้าหน้าหนาวเข้ามาทุกทีแล้ว ถึงที่เมืองไทยบ้านเราจะไม่ค่อยหนาวมากนัก ออมอยากจะมาปลุก spirit หน้าหนาวให้กับเพื่อนๆโดยการแต่งหน้าลุคนี้กันค่ะ หรือเพื่อนๆคนไหนที่กำลังจะไปเที่ยวต่างประเทศ ขึ้นเขาขึ้นดอยในช่วงปีใหม่นี้ก็สามารถใช้การแต่งหน้าลุคนี้ได้เหมือนกัน รับรองว่าแต่งตามได้ง่ายๆเลย เรามาดูภาพ BEFORE & AFTER กันก่อนค่าาา จะเห็นได้เลยว่าลุคนี้จะดูอ่อนๆหวานๆ ผิวโกลวเหมาะกับอากาศหนาวๆมว๊ากกกก สำหรับใครที่อยากอ่านและดูรูปภาพประกอบก็เลื่อนลงมาได้ทางนี้เลยจ้า... 1. ออมจะใช้ Espoir Dexvy Face Glow ในการลงทั่วหน้าเลย เพราะเราอยากได้ลุคฉ่ำๆ ตัวนี้เหมาะมากลงแล้วจะเนียนไปกับผิวเลย 2.ระหว่างที่ออมรอให้ไพรเมอร์ได้เซ็ทตัวกับผิว ออมจะแต่งตาก่อน เริ่มด้วย ELF Shadow Lock Eyelid Primer ลงทั่วเปลือกตา ไม่ต้องเยอะแล้วเกลี่ยให้แห้ง 3.ออมจะใช้อายแชโดวว์ Urban Decay Naked Palette 3 ในการแต่งตาวันนี้ ใช้แค่สองสีเองง่ายๆดี สีแรกที่ออมจะใช้นะคะคือ Limit จะเป็นสีน้ำตาลชมพูอ่อนตุ่นๆ คัดเบ้าตาเบาๆ ต่อไปออมจะใช้สี Liar ในการลงทั่วเปลือกตา ในรูปอาจจะดูมองไม่ชัดเพราะแสงมันค่อนข้างสว่าง แต่จริงๆแล้วสีจะเข้มและชัดกว่านี้ค่ะ เขียนไลเนอร์บางๆสีน้ำตาลเข้มบนขอบตาบน เกือบเสร็จแล้วสำหรับการแต่งตา ออมจะกลับมาแต่ง base makeup ก่อนที่จะปัดขนตากัน 4. ปิดรอยสิวรอยแดงบนหน้ารัวๆ ด้วย WetnWild Coverall Concealer (ออมใช้สี Medium) แล้วเกลี่ยด้วยนิ้วมือ ออมพึ่งได้ลองใช้คอนซีลเลอร์ตัวนี้ครั้งแรก ปลื้มมากเลย เกลี่ยง่ายให้การปกปิดค่อนข้างดี 5.ปิดแพนด้าด้วยคอนซีลเลอร์ 2 ตัวนี้ค่าาา Essence I Love Stage Eyeshadow Base ความจริงตัวนี้เป็น eyeshadow primer แต่ออมว่าสีมันพอดีกับการเอามาปกปิดแพนด้าใต้ตาออม ออกส้มๆนิดนึงกำลังดี หลังจากนั้นก็ต่อด้วย Essence Stay Natural Concealer เพื่อเป็นการ brightening อีกนิด แค่นี้รอยคล้ำใต้ตาก็หายวับไปแล้ว... 5. เมื่อกี้ออมลืมเขียนคิ้ว วันนี้ออมก็จะใช้กินสอเขียนคิ้วของ Merrez'ca สีน้ำตาลเขียนคิ้วง่ายๆเลย เติมเส้นไปในจุดที่เราต้องการและเกลี่ยเบาๆ 6.ปัดขนตาให้แด้งๆด้วยมาสคาร่า 2 ตัวนี้เลยจ้าาา L'oreal Million Volume Lashes และ Maybelline Lash Sensational 7. มาไฮไลท์โหนกแก้มและสันจมูกให้พุ่งๆกันอีกทีด้วย THE FACE SHOP Highlighter Beam ตัวนี้ออมเลิฟมากกกก ใช้แล้วหน้าโกลวแบบเนียนธรรมชาติสุดๆ คล้ายๆกับ Benefit High Bream เลยแต่ราคาถูกกว่าหลายเท่า (ของ The Face Shop ราคาประมาณ 200-300 กว่าบาท) 8. ปัดแก้มเบาๆให้ดูนวลๆด้วย Soap&Glory Glow All Out จะเป็นปลัชออนสีอ่อนๆเหมือน Finishing Powder ปัดแล้วจะให้ความโกลวเล็กน้อย 9. ขั้นตอนเกือบสุดท้ายแล้ว ออมจะทาลิปสติกสีชมพูม่วงอ่อน L'oreal Star Collection สี Barely Plum 10. สุดท้ายนี้เป็นขั้นตอนสำคัญมากกกกก ทำให้หน้าพุ่งและเข้ากับ winter look สุดๆ นั่นก็คือการลงอายแชโดวหรือพิกเม้นท์สีขาวเงินวิ้งๆ ที่หัวตาค่ะ ออมจะใช้อายแชโดวของ Sivanna Color เบอร์ 3 ลงแล้วเปลี่ยนลุคเป็นอีกแบบไปเลย เสร็จแล้วค่าาา ! 10 ชั้นตอนง่ายๆในการเปลี่ยนลุคให้เป็น Cozy Winter Makeup หวังว่าเพื่อนๆจะชอบและนำไปแต่งตามกันน้าาา ใครว่างๆอย่าลืมทำ Hot Chocolate ร้อนๆ ใส่เสื้อสเวตเตอร์และหมวกไหมพรมอุ่นๆมาแต่งหน้าลุคนี้กันจ้า ขอบคุณรีวิวจาก Piggy Girl Beauty ติดตามได้ที่ www.facebook.com/piggygirlbeauty  สนับสนุนเนื้อหาโดย

จับแล้ว!มือปืนจี้กรุงไทยกวาด2แสนหนี
กรุงไทย /  จี้ / 

ตำรวจนำตัว มือปืนจี้ธนาคารกรุงไทย สาขาบางขุนเทียน มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ด้านผู้ต้องหารับสารภาพว่าก่อเหตุจริง เพื่อนำเงินไปชำระหนี้สิน นายนพพล พงศ์ฉบับนภา ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ข้อหาชิงทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน และใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกต่อการพาทรัพย์หลบหนี จากคดีปล้นเงินธนาคารกรุงไทย สาขาบางขุนเทียน ปากซอยเอกชัย 35 ได้เงินสดรวมทั้งสิ้น 223,400 บาท เมื่อวันที่ 22 มกราคม ถูกตำรวจ สน.บางขุนเทียน จับกุมพร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ รวม 3 คัน อาวุธปืนสั้น ขนาด 9 มม. 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน 13 นัด เสื้อผ้าที่ผู้ต้องหาใช้สวมใส่ขณะเกิดเหตุ ล้อแม็ก 4 ล้อ และสร้อยคอทองคำขาว ราคาประมาณ 15,000 บาท หลังจากตำรวจฝ่ายสืบสวนแกะรอยจากภาพวงจรปิด ทราบว่าภายหลังก่อเหตุคนร้ายขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปยังบ้านพักภายในซอยเอกชัย 8 ตำรวจจึงกำลังเข้าจับกุม จากการสอบสวน ประกอบจากพยานและหลักฐาน นายนพพล รับสารภาพว่าก่อเหตุจริง เพราะต้องการทรัพย์สินไปชำระหนี้สินต่าง ๆ ส่วนเงินที่เหลือนำไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์แต่งรถคันใหม่ ขณะที่อาวุธปืนได้สั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ต ราคากระบอกละ 40,000 บาท สำหรับเหตุจูงใจที่เลือกธนาคารแห่งนี้ เพราะอยู่ใกล้ที่พักและสะดวกกับการหลบหนี ประกอบกับการรักษาความปลอดภัยไม่แน่นหนา จึงกล้าลงมือก่อเหตุ พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้มอบหมายให้ชุดสืบสวนนครบาล ป้องกันและปราบปรามผู้ค้าอาวุธปืนเถื่อนที่ประกาศขายทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งที่ผ่านมามีการจับกุมได้ไม่มาก และยอมรับว่าการกวาดล้างเป็นไปได้ยาก เนื่องจากผู้จำหน่ายส่วนใหญ่อยู่ที่ต่างจังหวัด ทั้งนี้ยังมั่นใจมาตรการดูแลความปลอดภัยทางธนาคารว่ามีความเข้มงวดดีอยู่แล้ว แต่ได้สั่งกำชับตำรวจทุกพื้นที่ไปสำรวจเพิ่มเติม หากธนาคารใดมีการรักษาความปลอดภัยไม่แน่นหนา ให้จัดเจ้าหน้าที่สายตรวจ ตระเวนตรวจตราให้รอบคอบ เพื่อป้องกันคนร้ายก่อเหตุลักษณะดังกล่าว โจรควงปืนบุกเดี่ยว จี้ชิงเงิน ธ.กรุงไทย บางขุนเทียน กวาดเฉียด 2 แสนหนี ตร.เร่งล่าตัว พ.ต.ต ณัฐวัฒน์ เวียงนนท์ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ สน.บางขุนเทียน รับแจ้งเหตุมีเหตุ คนร้าย 1 คน ใช้อาวุธปืนเข้าจี้ พนักงานธนาคารกรุงไทย สาขาบางขุนเทียน ถนนเอกชัย แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง ก่อนกวาดเงินสดแล้วหลบหนีไปหลังรับแจ้งรุดมาที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบก.น.9 พ.ต.อ.พงศ์อานันต์ คล้ายคลึง รอง ผบก.น.9 ภายในธนาคาร พบเจ้าหน้าธนาคารกำลังแตกตื่น ทางเจ้าหน้าที่พบ นางสัญญา โพธิ์สวัสดิ์ อาย 53 ปี ที่ ถูกคนร้ายเอาปืนจี้เป็นพนักงานต้อนรับของธนาคารได้ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุให้บริการลูกค้าตามปกติ ซึ่งมีลูกค้าอยู่ประมาณ 10 คน ได้มีคนร้าย 1 คน เข้ามาภายในธนาคาร ใส่เสื้อคลุมแขนยาวสีดำ ปิดหน้ากาก กางเกงยีนต์ สีดำ สะพายกระเป๋าหนังสีดำหมวกแก๊ป สีเขียวปีกสีส้ม เดินสูงประมาณ 170 ซม. เข้ามาประกบก่อนจะกวาดเงินที่เคาน์เตอร์ที่ 1 และเคาน์เตอร์ที่ 3 เป็นจำนวนเงิน 197,000 บาท ก่อนที่จะหลบหนีโดยใช้เวลาประมาณ 2 นาที ขณะที่ นายกรธวัช สร้อยสด อายุ 19 ปี นักศึกษาปี 2 คณะคหกรรม มหาวิยาลัยเทคโนโลยีพระนคร วิทยาเขตโชติเวช ที่เข้าทำธุรกรรมกับทางธนาคาร และเป็นผู้ที่วิ่งไปถ่ายรูปคนร้าย ขณะหลบหนีได้ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเห็นคนร้ายชักปืนและจี้ พนักงานธนาคาร จึงได้เดินออกมาจากตัวธนาคาร และรออยู่ด้านหน้าก่อนที่คนร้ายจะวิ่งออกมาและตนก็วิ่งตามไปถ่ายรูปคนร้าย ก่อนคนร้ายจะขับขี่ไปทาง ถนนจอมทอง สำหรับรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายเป็น รถฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน คืบโจรปล้นแบงก์กรุงไทยน.1รุดตรวจสอบ ความคืบหน้า เหตุคนร้ายเป็นชายบุกชิงทรัพย์ ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาบางขุนเทียน ปากซอยเอกชัย 35 ได้เงินสด รวมทั้งสิ้น 180,000 บาท ก่อนขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า เวฟ รุ่น 110 ไอ สีน้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน หลบหนีไปทางถนนเอกชัย-จอมทอง ภายหลังเกิดเหตุ พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เข้าตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในธนาคาร ก่อนระบุว่า จากการตรวจสอบภาพวงจรปิดของธนาคารและภาพถ่ายของผู้เห็นเหตุการณ์ พบว่า ขณะเกิดเหตุคนร้ายใช้ผ้าปิดปากและสวมหมวกแก๊ปอำพรางใบหน้า โดยเปิดเสื้อแสดงอาวุธปืนที่เอวกับพนักงานต้อนรับ และเจ้าหน้าที่เคาน์เตอร์ ก่อนนำเงินบรรจุกระเป๋าสะพายออกไปอย่างเงียบ ๆ เบื้องต้นตำรวจอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าอาวุธปืนที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ เป็นเป็นอาวุธปืนจริงหรือไม่

10 กิจที่ต้องทำวัน ตรุษจีน
ตรุษจีน /  วันปีใหม่ / 

       คนส่วนมากรู้จัก ตรุษจีน ว่าเป็นวันรับ "อั่งเปา" แต่จริงๆ แล้ว ตรุษจีน หรือ วันขึ้นปีใหม่จีน คนจีนก็มีกิจกรรมคล้ายๆ กับคนไทยกระทำในวันปีใหม่ คือเป็นวันพบปะญาติมิตร ไหว้พระ อวยพรผู้ใหญ่ ส่วนอั่งเปานั้นเป็นเพียงน้ำจิ้มเล็กๆ ที่สร้างความสุขความตื่นเต้นให้กับเด็กน้อย ตรุษจีน คือ "วันชิวอิก" วันแรกของปี จะเริ่มต้นเมื่อหลังเที่ยงคืนของ "วันซาจั๊บ" ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปี เรียกอีกอย่างว่า "วันถือ" เพราะถือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ ทุกคนจะพูดแต่สิ่งดีๆ สิ่งที่เป็นมงคล ทั้งนี้ กิจที่คนจีนจะต้องกระทำในเทศกาลตรุษจีน จะเริ่มตั้งแต่ "วันจ่าย" ซึ่งเป็นวันจ่ายตลาดเตรียมข้าวของสำหรับไหว้ในวันรุ่งขึ้น รวมทั้งเป็นวันจ่ายโบนัสให้ลูกจ้าง 1. ไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ และไหว้ผีไม่มีญาติวันซาจั๊บ ช่วงเช้าหลังจากไหว้เจ้าในบ้าน คือ "ตีจูเอี๊ย" ไหว้บรรพบุรุษแล้ว ในตอนเที่ยงจึงไหว้ผีไม่มีญาติ ซึ่งของไหว้จะมีทั้งของคาว-หวาน รวมทั้งเป็ด-ไก่ มากหรือน้อยแล้วแต่ฐานะของผู้ไหว้ และมีเครื่องกระป๋อง ข้าวสาร เกลือ เพื่อให้ผีไม่มีญาติพกไปด้วย นอกจากนี้ยังต้องจุดขี้ไต้ 2 ชิ้นไว้ด้วย เมื่อไหว้เสร็จจะจุดประทัด จากนั้นจะโปรยข้าวสารผสมเกลือ ขับไล่สิ่งที่ไม่ดีให้หมดไป 2. รวมญาติกินเกี๊ยวความสำคัญอีกประการของตรุษจีน คือเป็นวัน รวมญาติ โดยทุกคนจะเดินทางมาร่วมโต๊ะกินเกี๊ยวในวันซาจั๊บมื้อสุดท้ายก่อนขึ้นปีใหม่ และที่ต้องเป็น "เกี๊ยว" ก็เพราะลักษณะของเกี๊ยวที่เหมือนกับ "เงิน" ของจีน ให้ความหมายว่า ให้มั่งมีเงินทอง 3. กินเจมื้อเช้า คือมื้อแรกของปีส่วนในวันชิวอิก คนจีนจะกินเจมื้อแรกของปี เชื่อกันว่าจะได้บุญเหมือนกับกินเจตลอดทั้งปี 4. ทำพิธีรับ "ไช่ซิงเอี้ย" ไช่ซิงเอี้ยเป็นเทพพิทักษ์ทรัพย์ หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ส่วนใหญ่จะทำพิธีระหว่างหลังเที่ยงคืนของวันซาจั๊บจนถึงก่อนตี 1 5. ห้ามกวาดบ้านก่อนตรุษจีน จะมีการทำความสะอาดบ้าน ปัดกวาดหยากไย่ครั้งใหญ่ เมื่อถึงวันปีใหม่จะไม่กวาดบ้านจนถึงวันชิวสี่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวันแรกของการเริ่มต้นทำงาน เพราะถือว่าจะกวาดเอาสิ่งที่เป็นมงคลทิ้งไป แต่ถ้าบ้านใครสกปรกจนทนไม่ไหว ก็จะกวาดเข้าคือ กวาดจากหน้าบ้านเข้าไปในบ้าน 6. ติด "ตุ๊ยเลี้ยง" หรือคำอวยพรปีใหม่เมื่อก่อนคนจีนที่พอมีความรู้จะเขียน "ตุ๊ยเลี้ยง" เอง โดยใช้หมึกดำหรือสีทองเขียนคำอวยพรลงบนกระดาษสีแดง ถ้าไม่มีความรู้ก็จะไปจ้างมืออาชีพเขียนให้ ซึ่งแหล่งใหญ่ก็คือที่เยาวราช คำอวยพรที่เขียนจะประกอบด้วยตัวอักษร 7 ตัว เขียนเป็นคำกลอน โดยมากจะอวยพรให้ทำมาค้าขึ้น ให้มั่งมีเงินทอง ติดตามสองข้างประตูบ้าน และมีอีกแผ่นสำหรับติดทางขวางตรงกลางทางเข้า-ออก เขียนคำว่า "ชุก ยิบ เผ่ง อัง" แปลว่า เข้า-ออกโดยปลอดภัย รวมทั้งติดภาพเด็กผู้หญิง-เด็กผู้ชาย ที่เรียกว่า "หนี่อ่วย" ซึ่งเป็นภาพมงคลของจีน ถือเป็นงานศิลปะที่สำคัญอีกอย่างนอกเหนือจากการตัดกระดาษ มักติดที่ประตูหน้าบ้าน 7. ใส่เสื้อผ้าใหม่สีสันสดใส 8. ส้ม 4 ผล อวยพรผู้ใหญ่วันชิวอิกทุกคนจะนำส้ม 4 ผล ไปกราบผู้ใหญ่ขอพร เจ้าบ้านเองนอกจากจะเตรียมเมล็ดแตงโมย้อมสีแดงไว้ 1 พาน และลูกสมอจีนไว้รับแขกแล้ว เมื่อมีผู้มาอวยพร จะรับส้มขึ้นมา 2 ผล และนำส้มในบ้านที่เตรียมไว้วางคืนลง 2 ผล 9. รับอั่งเปา 10. ไหว้เจ้าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ขอขอบคุณเนื้อหาดีดีจาก jabchai