ส้ม อมรา

ดึงสติกันหน่อย! หยุดแชร์ข่าวไข่ปลอม นักวิทย์ชี้แค่ด้อยคุณภาพ
ข่าวไข่ปลอม /  จีน / 

ดึงสติกันหน่อย! หยุดแชร์ข่าวไข่ปลอม นักวิทย์ชี้แค่ด้อยคุณภาพ จากกรณีที่ชาวสังคมออนไลน์ได้มีการแชร์ข้อความเตือนภัยเกี่ยวกับไข่ปลอม ล่าสุดปรากฎว่าแชร์ดังกล่าวเป็นข้อมูลมั่วอีกแล้ว เมื่อ ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความชี้แจงว่า หลังจากเดือนก่อน มีคลิปคนจีนเอาไข่เค็ม (ยังไม่ต้ม) มาอ้างว่าเป็นไข่ปลอมไปรอบหนึ่งแล้วล่าสุดได้มีการแชร์ภาพที่อ้างว่าซื้อไข่ปลอมมาต้ม โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นไข่ปลอมอย่างไร ซึ่งตนได้สังเกตดูว่าไข่ดังกล่าวไม่น่าจะเป็นของปลอมแต่เหมือนเป็นไข่คุณภาพต่ำมากกว่า เช่น การที่ไข่แดง มีสีไม่แดง แต่ออกเหลืองๆ นั้น ไม่ได้บอกว่าเป็นไข่ปลอม เนื่องจากสีของไข่แดง จะออกแดง ส้ม หรือออกเหลืองเพราะ ขึ้นกับชนิดและคุณภาพของอาหารที่ไก่กินเข้าไป โดยบางคนกลับไม่ชอบกินไข่แดงที่สีออกแดงส้ม เพราะคิดว่าไก่โดนเลี้ยงแบบไม่เป็นธรรมชาติ มีสารที่ทำให้ไข่แดงสีเข้มผสมในอาหารไก่ หรือเอาดอกดาวเรือง ผสมลงไป ก็ได้ ส่วนเปลือกไข่มีตำหนิ มีผลมาจากการที่ไก่ไม่ค่อยได้สารอาหารพวกแคลเซียมด้วย เลยสร้างเปลือกได้ไม่ค่อยเรียบ ซึ่งหากสงสัยจริงๆ ให้หน่วยงานสาธารณสุข หรือ อย.ไปตรวจดีกว่าว่าเป็นของปลอมจริงหรือไม่ แต่ถ้าหากสงสัยว่าเป็นไข่ปลอมหรือไม่นั้นก็ให้ลองเอาไปลอยน้ำดู ถ้าจม จะเป็นไข่ใหม่ ถ้าลอย จะเป็นไข่เก่า MThai News

6 อันดับ หนุ่มไบค์เกอร์ กับแฟชั่นเท่ๆ
Snap Signature /  กิก ดนัย / 

“หนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยว มีผมคนเดียวรูปหล่อจริงๆ นะเนี่ย”        ที่มาเป็นเพลงแบบนี้เพราะจะบอกว่าสมัยนี่ว่าดาราผู้ชายหลายคนหันมาขับมอเตอร์ไซต์บิ๊กไบค์ หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็น หนุ่มไบค์เกอร์ กันเยอะมาก ถ้ามองในวงการบันเมิงก็มีหลายแก๊งเลยทีเดียว ซึ่งจะว่าไปแล้วการที่เป็นหนุ่มไบเกอร์เรื่องของเสื้อผ้าหรือพร๊อพต่างๆ ต้องแน่นบางคนมาเป็นสไตล์แฟชั่นเลยก็มี แต่บางคนก็มาแบบชิลล์ๆ ไม่เน้นพร๊อพ เราก็เลยรวม 6 ดาราผู้ชายที่เป็นขาแว้นมาให้ดูการแต่งตัวเท่ๆ ของพวกเขากัน แต่สาวๆ จะโดนใจหนุ่มไบค์เกอร์คนไหนที่สุดต้องมาดูกันเอาเองนะจ๊ะ อนันดา เอฟเวอร์ริ่งแฮม 1.อนันดา เอฟเวอร์ริ่งแฮม หนุ่มไบค์เกอร์ เบอร์ต้นๆ ที่ไปล้มมาแล้วหลายครั้ง แต่บอกเลยว่าความหล่อ ความเท่นี่กินขาด ดูสิแค่ใส่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ รองเท้าบู้ทก็เท่ระเบิดเทิดเทิงละ เวียร์ ศุกลวัฒน์ 2. เวียร์ ศุกลวัฒน์ หนุ่มไบค์เกอร์ แห่งช่อง 7 มีทั้งลุคที่จัดเต็มโชว์หล่อด้วยกางเกงยีนส์และแจ็คเก็ตสีน้ำตาล หรืออีกลุคแบบชิลล์ๆ ด้วยกางเกงยีนส์เสื้อยืดทับด้วยเสื้อวอร์ม สาวๆ ชอบลุคไหนมากกว่ากัน เคน ภูภูมิ 3.เคน ภูภูมิ มากับเสื้อยืดคู่กางเกงยีนส์สไตล์ชิลล์เว่อร์ๆ ประมาณว่าไม่ได้ขับไปแว้นไหนไกล เสื้อผ้าเลยไม่ต้องจัดแน่นมากมาย เชน ณัฐวัฒน์ 4. เชน ณัฐวัฒน์ มากับลุคหล่อมาดเข้มด้วยการหยิบเสื้อยืดและกางเกงยีนส์สีดำมาใส่ สะดุดตาตรงผ้าใบ Converse สีแดงเท่ๆ แบบนี้สาวๆ ให้คะแนน หนุ่มไบค์เกอร์ คนนี้กี่คะแนนดี เต๋า สมชาย 5. เต๋า สมชาย บอกเลยคนนี้สมัยก่อนเท่ยังไง สมัยนี้ก็ยังเท่เหมือนเดิม นี่มาลุคเบสิคๆ เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ เพิ่มความเท่เข้าไปอีกด้วยแจ็คเก็ตยีนส์ และเปรี้ยวซ่าตรงแว่นตาเลนส์สีส้มปี้ด กิก ดนัย 6. กิก ดนัย มากับลุคเบสิคด้วยเสื้อยืดกางเกงยีนส์เหมือนกัน แต่คลุมโทนไปทางสีฟ้า มีหมวกกันน็อคสีส้มจี้ดๆ มาดึงดูดความสนใจ รับรองว่าแว้นออกไปปุ๊บสาวๆ มองปั๊บ ติดตามเรื่องราวแฟชั่นได้ที่ https://www.facebook.com/SnapSignature และอ่านออนไลน์ได้ที่ http://www.mbookstore.com/book-details/6859//Snap-Magazine-issue-14-:-May-2015

หนังโลกที่เราอยากดู : Kumiko, the Treasure Hunter (2014)
BIOSCOPE /  Fargo / 

Kumiko, the Treasure Hunter (2014) หญิงสาวผู้ตามหาสมบัติใน Fargo เรื่อง : พัทธดนย์ สิริอมราพร / ชายธี ท่ามกลางหิมะขาวโพลนรอบถนนไฮเวย์ที่แผ่ขยายอาณาเขตไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา ชายหนุ่มแปลกหน้าในชุดเสื้อคลุมสีน้ำตาลเข้มกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ริมรั้วแบ่งเขตระหว่างถนนกับทุ่งหญ้าซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเตอะ ใบหน้าที่แสดงความเจ็บปวดอยู่เป็นระยะของเขาเกรอะกรังไปด้วยเลือด สองมือแดงฉานของเขากำลังฝังกลบกระเป๋า ใส่เงินสีเข้มตรงหน้าด้วยอาการลุกลี้ลุกลน ก่อนที่มันจะจมหายกลืนไปกับพื้นหิมะจนมองแทบไม่เห็น เขาปักมีดขูดน้ำแข็งด้ามสีแดงสดเอาไว้เหนือผืนหิมะเพื่อทำเป็นเครื่องหมาย ก่อนจะเร่งรีบไปจากที่นั่นเพื่อหาทางจบเรื่องบ้าๆ ทั้งหมดนี้เสียที... นั่นคือฉากหนึ่งใน Fargo หนังธริลเลอร์-ตลกร้ายฝีมือพี่น้อง โจเอล และ อีธาน โคเอน ในปี 1996 ที่เล่าเรื่องราวของเซลส์แมนขายรถกิ๊กก๊อกคนหนึ่งที่ร้อนเงินหนัก จนคิดพิเรนทร์จ้างโจรกระจอกสองคนให้มาจับเมียตัวเองไปเรียกค่าไถ่จากพ่อตาผู้ร่ำรวย แต่แผนการกลับเลยเถิดเกินควบคุม และนำพาทุกคนที่เกี่ยวข้องไปสู่หายนะชนิดที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ – โดยฉากในข้างต้นก็ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์บ้าๆ เหล่านั้น เมื่อโจรหัวหมอที่กำลังบาดเจ็บ (สตีฟ บุสเซมี) ตัดสินใจเอาเงินเรียกค่าไถ่ส่วนหนึ่งมาซุกไว้กลางหิมะ หลังได้พลั้งมือฆ่าตัวละครสำคัญตัวหนึ่งไป และมันก็คงจะเพียงแค่เรื่องบ้าๆ ในหนังเรื่องหนึ่งเท่านั้น ...หากแต่ในอีก 5 ปีถัดมา หญิงสาวชาวญี่ปุ่นวัย 20 ตอนปลายที่ชื่อ ทาคาโกะ โคนิชิ จะลงทุนเดินทางมายังรัฐมินเนโซตา สหรัฐอเมริกา -อันเป็นฉากหลังของ Fargo- เพื่อค้นหาเงินสดในกระเป๋าซึ่งถูกฝังเอาไว้ใต้ผืนหิมะตามที่ปรากฏอยู่ในหนัง! ข่าวสุดพิลึกพิลั่นเช่นนี้ ไปเตะตาสองพี่น้องนักทำหนังอย่าง เดวิด และ นาธาน เซลล์เนอร์ ขณะกำลังนั่งอ่านข่าวทางอินเตอร์เน็ตเข้าอย่างจัง “เรื่องของเธอมีคุณสมบัติในการเป็นตำนานที่จะไม่มีวันเชย มันเหมือนกับเป็นนิทานปรัมปราของคนยุคโมเดิร์นพวกเราเอาแต่คิดว่าอะไรกันที่จะดลใจให้คนคนหนึ่งเดินทางเพื่อการนี้” เดวิดที่รับหน้าที่เป็นผู้กำกับกล่าว และแม้ว่าข่าวนี้จะยังมีช่องโหว่เรื่องความสมเหตุสมผลอยู่อีกหลายจุด แต่นั่นก็ยิ่งทำให้พวกเขาอยากเติมเต็มมันด้วยจินตนาการของพวกเขาเอง ซึ่งหลังจากร่วมกันพัฒนาไอเดียมานานกว่า 14 ปี (!) มันก็ได้กลายมาเป็น Kumiko, the Treasure Hunter หนังขวัญใจนักวิจารณ์ตามเทศกาลหนังหลายแห่งในช่วงปีที่ผ่านมาเรื่องนี้ ว่าด้วย คูมิโกะ (รินโกะ คิคูชิ) หญิงสาวชีวิตเส็งเคร็งจากโตเกียวที่เริ่มเชื่อว่าสมบัติซึ่งถูกฝังอยู่กลางหิมะในหนังอเมริกันที่เธอชอบดูนั้นมีอยู่จริง ซึ่งแม้ว่า Kumiko, the Treasure Hunter จะต้องใช้เวลานานถึง 14 ปีในการปลุกปั้น แต่พี่น้องเซลล์เนอร์บอกว่ามันกลับส่งผลดีต่อตัวหนังอยู่ไม่น้อย เพราะ... ยุคสมัยช่วยบ่มเพาะเรื่องเล่า : ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีให้เลือกเสพอย่างจำกัด (ไม่ต้องพูดถึงโซเชียลมีเดียที่ยังไม่เกิด!) เรื่องราวของโคนิชิจึงมีสถานะเป็นเหมือนกับเรื่องเล่าสุดพิศวงที่ดูสดใหม่และน่าสนใจในทุกครั้งที่นึกถึง และข้อมูลที่มีอยู่จำกัดนี้เองก็ทำให้พวกเขาสามารถต่อยอดเรื่องราวไปได้อีกไม่รู้จบ ซึ่งถ้าหากว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน พวกเขาก็คงลังเลที่จะเขียนบทหนังเกี่ยวกับมัน เพราะ “มันคงเป็นข่าวที่ถูกเคี้ยวและคายทิ้งในเวลาอันรวดเร็ว” มีเวลาฝึกปรือฝีมือ : แม้จะเป็นบทที่ถูกเขียนไว้เป็นเรื่องแรกๆ แต่กว่าจะได้เปิดกล้องก็ปาเข้าไปสิบกว่าปีแล้ว แต่กระนั้น พวกเขาก็ไม่ได้ทำตัวว่างไปวันๆ แต่เลือกที่จะสั่งสมประสบการณ์ด้วยการทำทั้งหนังสั้นและหนังยาว อาทิ Goliath (2008) และ Kid-Thing (2012) ซึ่งหลังจากที่ได้ผ่านผลงานมามากขึ้น มันก็ช่วยให้พวกเขาสามารถหาเงินทุนในการทำ Kumiko ได้ง่ายขึ้น แถมยังทำให้ อเล็กซานเดอร์ เพย์น (Nebraska) เล็งเห็นฝีมือและยอมมาเป็นผู้อำนวยการสร้างให้อีกด้วย การทำหนังคือการวิ่งมาราธอน : “การทำหนังไม่ใช่การวิ่งแข่งระยะสั้นๆ ถ้าคุณรู้จักอดทนเรียนรู้และปรับปรุงผลงานไปเรื่อยๆ มันก็จะช่วยให้คุณสามารถสร้างสิ่งที่ถูกที่ควรขึ้นมาได้” เดวิดพูดถึงการใช้ชีวิตอยู่กับหนังสักเรื่องเป็นเวลานานๆ “ข้อดีก็คือ มันช่วยให้พวกเราได้มีเวลาขัดเกลาเรื่องราวให้ดียิ่งขึ้น แล้วพอเราเริ่มถ่ายทำจริง มันเหมือนว่าเราได้ตัดต่อหนังไว้ในหัวเรียบร้อยแล้ว การทำงานเลยง่ายขึ้น ...แต่ก็คงดีกว่า ถ้าเรื่องหน้าเราจะไม่ใช้เวลาเตรียมงานกันนานขนาดนี้” (ฮา) https://www.youtube.com/watch?v=sDK9jdtwdTo ... จริงๆ แล้ว ไม่ได้มีแค่พี่น้องเซลล์เนอร์เท่านั้นที่สนใจเรื่องของโคนิชิ เพราะย้อนกลับไปในปี 2001 พอล เบิร์กเซลเลอร์ ผู้กำกับชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในกรุงลอนดอน ก็หยุดคิดถึงข่าวชิ้นนี้ที่เขาได้อ่านมาจากหนังสือพิมพ์ The Daily Telegraph ไม่ได้เช่นกัน เขาจึงตัดสินใจที่จะทำหนังเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเริ่มต้นสืบหาความจริงด้วยการโทรไปหาตำรวจเมืองดีทรอยต์เลคส์เพื่อขอดูแฟ้มคดี ก่อนที่จะใช้ข้อมูลและชื่อของผู้คนที่ปรากฏอยู่ในนั้นมาเป็นเบาะแสเบื้องต้น พร้อมกับจ้างตากล้องรวมถึงนักแสดงสาวอย่าง มิมิ โอโมริ ให้มาสวมบทโคนิชิด้วย “ผมอยากให้มิมิแต่งตัวแบบเดียวกับที่โคนิชิแต่ง เจอกับคนที่โคนิชิเจอ ถ่ายทำในห้องพักที่โคนิชิเคยพักผมอยากให้ทุกอย่างใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด ให้เหมือนกับว่าได้นำตัวตนของเธอกลับมา” แล้วพวกเขาก็ตรงดิ่งไปที่มินเนโซตา และรวบรวมข้อมูลตามสถานที่ต่างๆ ที่โคนิชิเคยไปเยือน ทว่าจุดพลิกผันในการสืบเรื่องนี้ของเบิร์กเซลเลอร์ เกิดขึ้นหลังจากการสนทนากับ เจสซี เฮลแมน จนท.ตำรวจผู้อ้างว่าเคยได้พูดคุยกับโคนิชินานกว่า 4 ชั่วโมง เขาเล่าว่ามือของโคนิชิกุมแผ่นกระดาษที่ไม่มีรูปอะไรเลยนอกจากถนนกับต้นไม้เอาไว้ แถมยังเอาแต่พูดอะไรงึมๆ งำๆ ที่ฟังดูคล้ายกับคำว่า Fargo อีกต่างหาก “ผมฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออกหรอกนะ และเธอก็พูดอังกฤษไม่ได้ด้วย แต่เธอก็เอ่ยคำว่า Fargo ออกมา เธอคงอยากไปที่ที่เงินถูกฝังเอาไว้ในหนัง” เฮลแมนว่า แต่เรื่องเล่านี้ของเขากลับทำให้เบิร์กเซลเลอร์เกิดเอะใจขึ้นมา “อ้าว! แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าเธอพูดถึง Fargo ในเมื่อเธอไม่ได้พูดอังกฤษเลยสักนิด” คำถามนี้ทำเอาเฮลแมนถึงกับอึ้งกิมกี่ “ตอนนั้นเองที่ผมเข้าใจทุกอย่าง ...หมอนั่นกุเรื่องขึ้นมาเองทั้งหมด! เรื่องสาวญี่ปุ่นบ้าๆ ผู้ดั้นด้นมาตามหาเงินที่ทุกคนสนใจกันนักหนา มันเป็นแค่เรื่องโกหกคำโต!” เบิร์กเซลเลอร์เล่า แต่ถึงกระนั้น เขายังคงมีคำถามที่ค้างคาใจ ‘ถ้าโคนิชิไม่ได้เดินทางมาตามหาสมบัติ แล้วเธอมาทำอะไรกันแน่?’ เขาจึงเดินทางไปยังบ้านพักของโคนิชิที่ย่านชิบูยะในโตเกียวตามที่อยู่ที่ปรากฏในแฟ้มคดี จนได้พบกับเจ้าของบ้านผู้พาเขาไปดูห้องที่โคนิชิเคยพักอาศัยอยู่ เขาจึงได้รู้ว่า โคนิชิเป็นเพียงหญิงบ้านนอกที่เดินทางมาทำงานเป็นสาวบาร์ในย่านโคมแดงของกรุงโตเกียว ซึ่งเมื่อประกอบเข้ากับอีกหนึ่งข้อมูลสำคัญที่ระบุว่า ในคืนสุดท้ายที่โคนิชิยังมีชีวิตอยู่ เธอใช้เงินไม่ต่ำกว่า 88 ดอลลาร์ในการโทรศัพท์ 40 นาทีไปยังสิงคโปร์ เบิร์กเซลเลอร์จึงสืบสาวตามไปจนพบว่ามันเป็นเบอร์ฯ ของนายธนาคารหนุ่มชาวอเมริกันจากเมืองฟาร์โกผู้ที่โคนิชิเคยตกหลุมรักในโตเกียว ก่อนที่เขาจะทิ้งเธออย่างไม่ใยดีแล้วย้ายไปอยู่สิงคโปร์ ในจดหมายลาตายของโคนิชิที่เธอเขียนส่งถึงครอบครัว -ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่เบิร์กเซลเลอร์ตามสืบไปถึง- มีเนื้อความสุดสะเทือนใจว่า เธอได้เดินทางมายังบ้านเกิดของคนรักเก่าเพื่อปลิดชีพตัวเอง โดยศพของเธอถูกพบที่เมืองดีทรอยต์เลคส์ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2001 และผลการชันสูตรก็ทำให้พบยาในร่างกายมากกว่าหกชนิด ตั้งแต่ยานอนหลับ, ยากล่อมประสาท ไปจนถึงยาต้านโรคจิต “เธอดื่มแชมเปญสองขวด ก่อนจะเอนกายลงบนพื้นหิมะ ความเป็นจริงนี้ช่างน่าหดหู่เกินกว่าที่เราทุกคนจะคาดคิดไปถึงเสียอีก” เบิร์กเซลเลอร์ทิ้งท้าย - ซึ่งต่อมา เบิร์กเซลเลอร์ก็รวบรวมทั้งหมดกลายเป็นหนังสารคดีทางโทรทัศน์ยาว 25 นาทีที่ชื่อ This Is a True Story (2003) นั่นเอง (ดูแบบเต็มเรื่องได้ ที่นี่) **เรียบเรียงจาก BIOSCOPE ฉบับที่ 159 (เมษายน 2015)

Alfa romeo 4c spider
alfa romeo 4c spider /  F1 / 

     Alfa romeo 4c spider Alfa Romeo 4C Spider ถ้าจะให้วัดกันจริงๆ ว่างานออกแบบรถจากค่ายไหน? ดึงเอาความเป็นตัวตนมาใช้ได้มากที่สุด ก็ต้องนึกถึง Alfa Romeo เพราะนี่คือรถที่เกิดมาเพื่อการแข่งขันในครั้งอดีต แต่ไม่ลืมที่จะทิ้งลายเซ็นในการออกแบบเอาไว้ รถรุ่นใหม่ๆ เมื่อเทียบชั้นของการตกแต่งภายใน จะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า Alfa Romeo เป็นสปอร์ตที่ไม่ได้เน้นการซิ่งแต่ในเซอร์กิตเพียงอย่างเดียว นอกจากนั้น Alfa Romeo ยังเป็นสปอร์ตที่มีเอกลักษณ์ที่สุดอีกด้วย Alfa Romeo 4C Spider เปิดตัวด้วยการเป็นสปอร์ตเปิดประทุนแบบหลังคา Spider ป้องกันอุบัติเหตุจากการพลิกคว่ำด้วยเสาคานโรลบาร์หลังที่นั่ง โดดเด่นด้วยการใช้เครื่องยนต์ขนาดกลางที่พกเอา Turbo ร่วมในการปั่นกำลังแรงม้า ตัวเครื่องยนต์ถูกออกแบบให้วางทางด้านหลังแบบเดียวกับที่รถสปอร์ตสัญชาติอิตาลี่ชอบใช้กัน แน่นอนว่า 4C Spider เป็นรถขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง มีขนาดความจุของเครื่องยนต์ 1,750 ซีซี. กระบอกสูบ x ระยะชัก เท่ากับ 83 x 80.5 มม. มีกำลังอัดเครื่องยนต์ 9.25 : 1 รีดแรงม้าออกมาได้ถึง 240 ตัว ที่รอบการทำงานของเครื่องยนต์ 6,600 รอบ / นาที เร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตร / ชั่วโมง ภายในเวลา 4.5 วินาที ปั่นความเร็วชนิดตีนปลายได้ถึง 257 กิโลเมตร / ชั่วโมง ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมากๆ เมื่อเทียบกับขนาดความจุที่มาไม่ถึง 2,000 ซีซี. งานโครงสร้างเริ่มจากเฟรมของรถ Alfa Romeo นิยมใช้อลูมินั่มอัลลอย เพื่อที่จะได้ลดน้ำหนักของรถให้เบาที่สุด และใช้ชิ้นส่วนคาร์บอนสำหรับการทำโครงห้องโดยสารแบบชิ้นเดียว ซึ่งเกือบจะไม่แตกต่างจากรถแข่งในรายการ F1 ใช้กัน ชิ้นงานภายนอกพัฒนามาเป็นวัสดุที่เรียกว่า “เหล็กมวลเบา” ครอบทับลงไปเป็นชั้นสุดท้ายก่อนที่จะทำสี มิติตัวรถของ 4C Spider มีขนาดความกว้าง / ยาว / สูง เท่ากับ 1,864 / 3,989 / 1,183 มมมีระยะห่างฐานล้อ 2,380 มม. ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นแบบดับเบิ้ล วิธ โบน มีการเสริมคานค้ำกลางเพื่อความเสถียรเวลาขับ ด้านหลังเป็นช็อคอับแบบแม็คเพอสัน สตัล ส่วนระบบห้ามล้อหน้าและหลังเป็นแบบจานเบรค จานเบรคหน้า มาด้วย ขนาด 305 มม. จานหลัง ขนาด 292 มม.  คาลิเปอร์ทั้งหมดสั่งงานด้วยระบบไฮดรอลิค มีแรงดันน้ำมันเบรคเป็นตัวการรับส่งแรงดันในการหยุด ส่วนระบบวงล้อทั้งหน้าและหลังเป็นวงล้ออัลลอย ยางหน้ามาด้วย ขนาด 205 / 45 – 17 นิ้ว ยางหลัง ขนาด 235 / 40 – 18 นิ้ว แล้วก็จะมีการเลือกใช้วงล้อที่ขนาดใหญ่ขึ้นมาเป็นวงล้อหน้าและหลัง ในขนาด 18 และ 19 นิ้ว นส่วนของหลักอากาศพลศาสตร์ Alfa Romeo 4C Spider มีการกดร่องฝากระโปรงหน้าลงเพื่อปรับทางเดินของมวลลมให้วิ่งไปทางด้านหลัง โดยจะมีช่องดักลมที่วิ่งไหลมาจากด้านหน้า เพื่อดูดเข้าไปวนในระบบระบายความร้อน ซ่อนสปอยเล่อร์แนบสนิทกับฝากระโปรงหลัง เพื่อกดทางลมให้ดันรถแนบลงกับพื้น กระจกหน้ารถมีการปรับมุมให้กระดกชันขึ้นมาจากรุ่นแรกๆ ที่เคยผลิตออกมาตอนปี 1967 ลดขนาดของพื้นที่กระจกให้น้อยลงเพื่อความแข็งแกร่ง กระจกมองข้างออกแบบมาไม่ให้ออกไปนอกตัวรถ ด้วยเหตุนี้จึงไม่จำเป็นต้องระวังมากนักในการขับขี่ หากด้านหน้ารถไปได้ “กระจกมองข้าง” ก็ไม่เป็นปัญหา ไม่ต้องพับเก็บเมื่อขับขี่ในระยะซิกแซก แรงบันดาลใจของการออกแบบก็คือการนำเอารถรุ่นพี่ที่เคยผลิตออกมาราวๆ ปี 1967 จุดที่เกือบจะไม่แตกต่างกันเลยก็คือ “แนวโค้งของหลังคาไปจนถึงด้านท้ายรถ” ทุกอย่างยังอยู่ในรัศมีเดียวกันแม้จะต่างยุคต่างสมัย การตกแต่งภายใน ชุดควบคุมทั้งหมดได้รับการปรับองศามาเพื่อความสะดวกของคนขับในเวลาขับขี่ แผงหน้าปัดรายงานด้วยระบบดิจิตอล ชุดพวงมาลัยตัดตรงในส่วนล่างเพื่อเพิ่มพื้นที่ของการวางขาให้สะดวก แผงแดสบอร์ดด้านหน้าข้างพวงมาลัย หักมุมองศาจากเดิมๆ ที่จะเป็นการตั้งฉากกับตัวของผู้ขับ มาเป็นการเบี่ยงออกมาในระยะ 45 องศา เพื่อความสะดวกต่อการใช้งาน ช่องแอร์สามารถพับปิดได้ มาในลักษณะวงกลม ชุดเครื่องเสียงมีหน้าจอดิจิตอลและโหมดการปรับการใช้งานแบบ “บูลทูธ” เสริมมาให้นับตั้งแต่หลุดออกมาจากสายพานการประกอบ ชุดไฟเลี้ยวหน้า/หลัง แนบสนิทกับซุ้มขอบล้อ โดดเด่นด้วยทับทิมสีส้ม หลอดในไส้เป็น LED รับประกันความสว่างและปลอดภัย ไฟท้ายมาในทรงของ “โดนัท” กลมอิ่มทั้งขวาซ้าย ตรงกลางของรูโดนัทก็เป็นหลอดไฟแบบ LED รายงานในส่วนของไฟเลี้ยวเสริมอยู่ด้วย ชุดไฟเลี้ยวหน้า/หลัง แนบสนิทกับซุ้มขอบล้อ โดดเด่นด้วยทับทิมสีส้ม หลอดในไส้เป็น LED รับประกันความสว่างและปลอดภัย ไฟท้ายมาในทรงของ “โดนัท” กลมอิ่มทั้งขวาซ้าย ตรงกลางของรูโดนัทก็เป็นหลอดไฟแบบ LED รายงานในส่วนของไฟเลี้ยวเสริมอยู่ด้วย ชุดไฟหน้ามาด้วยทรงวงรี เน้นตาใสๆ คล้ายดวงตาของแมลง เสริมด้วยโปรเจ็คเตอร์ด้านในเพื่อเพิ่มความสว่างในการใช้งาน จุดเด่นที่เป็น “แลนด์ มาร์ค” ของค่ายนี้ก็คือ กระจังหน้าสามเหลี่ยม พร้อมด้วยการประดับโลโก้ของ Alfa Romeo รูท่อไอเสียออกด้านหลังแบบแยกฝั่งทั้งขวาซ้าย งานนี้หากใครได้มาครอบครองจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องหา “ขุนแผน” มาบูชาแล้ว เพราะแค่ขับโฉบไปช้าๆ สาวๆ ก็เหลียวแล้วครับ

หลักพื้นฐาน การจัดคอนโด ให้สวยอย่างลงตัว
คอนโด /  แบบคอนโด

วันนี้ Decor.MThai ได้นำ หลักพื้นฐาน การจัดคอนโด ให้สวยอย่างลงตัว มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ ทุกวันนี้คอนโดถือเป็นทางเลือกหลักที่คนเมือง เลือกซื้อเป็นที่อยู่อาศัย ด้วยเพราะไลฟ์สไตล์ของคนเมืองต้องการความสะดวกสบายและรวดเร็วในการใช้ชีวิต ฉนั้นคอนโดจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด สำหรับคนเมือง เพราะคอนโดส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใจกลางเมืองง่ายต่อการเดินทาง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครอบคุม แต่ด้วยความที่เป็นคอนโด ขนาดพื้นที่ใช้ส้อยภายในห้องจะมีพื้นที่ค่อนข้างน้อย แต่ถ้าเรามีหลัก การจัดคอนโด ที่ถูกต้อง จัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้เป็นสัดส่วน ปัญหาในข้อนี้ก็จะหมดไปค่ะ ว่าแล้วเราไปดูหลักพื้นฐานการจัดคอนโด ที่เรานำมาฝากกันเลยค่ะ หลักพื้นฐาน การจัดคอนโด ให้สวยอย่างลงตัว  คอนโด 1 ห้อง จะประกอบด้วย ห้องรับแขก ห้องรับประทานอาหาร ห้องนอน และห้องน้ำ มาเริ่มที่หลักการจัดห้องรับแขกในคอนโดกัน ห้องรับแขกเป็นศูนย์กลางพื้นที่ที่ใช้ประกอบกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะไว้รับแขก, พักผ่อน หรือไว้สำหรับทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว จัดห้องรับแขก ภายในคอนโด ห้องรับแขกในคอนโดขนาด 1-2 ห้องนอน : ควรจะต้องจัดห้องรับแขกรวมกับเนื้อที่ห้องรับประทานอาหาร เพื่อเป็นการประหยัดและจะทำให้ห้องแลดูกว้างขึ้น ถ้าขนาดห้อง 3 ห้องนอนขึ้นไป : อาจแยกห้องรับแขกให้เป็นสัดส่วนจากห้องรับประทานอาหาร เพื่อให้เกิดความเป็นส่วนตัว ความกว้างของห้องรับแขกควรกว้างของห้องรับแขกที่เหมาะสมประมาณ 3.6-4.2 เมตร ข้อคำนึงในการจัดห้องรับแขก ควรจัดห้องรับแขกไว้เป็นจุดศูนย์รวมของส่วนต่างๆ ควรอยู่ใกล้ทางเข้าแต่ไม่ควรให้เป็นทางผ่าน เพราะเวลาที่แขกมาเยี่ยนจะเป็นที่รำคาญแก่แขกเมื่อมีคนเดินผ่านไปผ่านมา ควรจัดให้มีความสัมพันธ์ติดต่อกันกับส่วนเฉลียงที่สามารถพักผ่อน และชมทิวทัศน์ภายนอกได้ การจัดเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในห้องรับแขกจะต้องคำนึงถึงความสะดวกต่อการสัญจร และง่ายต่อการทำความสะอาดด้วย ภายในห้องควรจะมีการระบายอากาศที่ดี บริเวณทางเข้าควรจะมีที่เก็บรองเท้าด้วย โดยอาจทำเป็น Side Board เล็กๆ ปิดบังความไม่เรียบร้อย ต่อมาก็เป็นหลักการจัดห้องรับประทานอาหาร ห้องรับประทานอาหาร นับว่ามีส่วนสำคัญต่อชีวิตภายในครอบครัวมาก ดังนั้นจึงควรจัดห้องรับประทานอาหารให้มีความพอเหมาะกับสมาชิกในครอบครัว และควรมีที่สำรองเผื่อไว้สำหรับรับแขกด้วย พื้นที่ที่ควรเหลือไว้วางเก้าอี้และโต๊ะกลางห้องอาหาร จำนวนสมาชิก 1-2 คน ควรมีขนาดของพื้นที่วางเก้าอี้อยู่ที่ 0.75 X 0.75 เมตร จำนวนสมาชิก 3-4 คน ควรมีขนาดของพื้นที่วางเก้าอี้อยู่ที่ 0.75 X 1.20 เมตร จำนวนสมาชิก 5-6 คน ควรมีขนาดของพื้นที่วางเก้าอี้อยู่ที่ 0.75 X 1.80 เมตร จำนวนสมาชิก 7-8 คน ควรมีขนาดของพื้นที่วางเก้าอี้อยู่ที่ 0.75 X 2.40 เมตร ห้องสุดท้ายคือห้องนอน ห้องนอนนอกจากจะใช้สำหรับพักผ่อนนอนหลับ ยังใช้เป็นที่ทำงานและแต่งตัว ดังนั้นห้องนี้จึงต้องการความเป็นส่วนตัวมาก ส่วนประกอบที่สำคัญภายในห้องนอน 1. ส่วนเตียง, 2. ส่วนแต่งตัว, 3. ส่วนทำงาน 1. ส่วนเตียงนอน ขนาดเตียงนอน - เตียง 6 ฟุต ขนาด 1.80 x 1.95 X 0.50 เมตร เตียงขนาดนี้ เหมาะกับนอนสองคน ขนาดเตียงนอน - เตียง 3 ฟุต ขนาด 0.90 x 1.95 X x 0.50 เมตร เตียงขนาดนี้ เหมาะกับนอนคนเดียว โต๊ะหัวเตียง : ขนาด 0.50 x 0.50 x 0.55 เมตร มาตราฐานทั่วไปจะนิยมใช้ตู้หัวเตียงขนาดประมาณนี้ค่ะ เล็กกว่าใหญ่กว่าไม่เกิน 0.20 เมตร 2. ส่วนแต่งตัว ส่วนแต่งตัว : ส่วนนี้โดยมากจะมีเฉพาะห้องผู้หญิงหรือห้องนอน ใหญ่ โดยมักจะอยู่บริเวณใกล้กับห้องน้ํา เพราะเมื่ออาบน้ําเสร็จจะได้เดินมาแต่งตัวได้สะดวก ไม่ต้องเดินไกล เฟอร์นิเจอร์ที่นิยมใช้ในส่วนนี้ - โต๊ะแต่งตัว ( โต๊ะเครื่องแป้ง) ขนาด 0.55 x 1.00 x 0.75 เมตร เฟอร์นิเจอร์ที่นิยมใช้ในส่วนนี้ - เก้าอี้นั่ง ขนาด 0.45 x 0.45 x 0.45 เมตร เฟอร์นิเจอร์ที่นิยมใช้ในส่วนนี้ - ตู้เสื้อผ้า ขนาด 0.60 x 1.00 เมตร  หรือ 0.60 X 1.80 3. ส่วนทำงาน ส่วนทํางาน : ในส่วนนี้ควรแยกเป็นสัดส่วนจากบริเวณเตียงนอน ใช้บริเวณนี้เป็นที่สําหรับอ่านหนังสือ ทํางานที่ค้างมาจากที่ทํางาน งานส่วนตัว หรือทําการบ้าน เฟอร์นิเจอร์ที่นิยมใช้ในส่วนนี้  - โต๊ะทํางาน ขนาด 0.55 x 0.75 เฟอร์นิเจอร์ที่นิยมใช้ในส่วนนี้  -  เก้าอี้นั่ง ขนาด 0.45 x 0.45 ขนาดเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะ เฟอร์นิเจอร์ที่นิยมใช้ในส่วนนี้  - ชั้นก็บหนังสือ ขนาด 0.30 x 1.20 เมตร ขนาดมาตราฐานของห้องนอน : ห้องถูกกําหนดขึ้นจากเครื่องเรือน จํานวนผู้ใช้ และกิจกรรมต่างๆ ที่มีในห้องนี้ โดยทั่วไปแล้วขนาดของห้องนอนไม่ควรเล็กกว่า 9 ตารางเมตรขนาดที่เหมาะสมคือ 3.00 x 3.60 เมตร ส่วนห้องนอนไม่ควรเล็กกว่า 3.60 x 4.80 เมตร ข้อคํานึงในการจัดห้องนอน 1. ตําแหน่งของห้องนอนไม่ควรอยู่ใกล้กับห้องรับแขก เพราะจะทําให้ขาดความเป็นส่วนตัว 2. ห้องนอนควรจะมีแสงสว่างอย่างเพียงพอและมีการระบายอากาศที่ดี 3. ห้องนอนควรอยู่ติดกับห้องน้ำ เพราะเวลาจะใช้ห้องน้ำได้ไม่ต้องเดินไกล ถ้าเพื่อนๆ กำลังจะตกแต่งคอนโดก็ลองนำหลักการพื้นฐานที่เรานำมาเสนอในวันนี้ ไปศึกษาลองปรับใช้ตกแต่งคอนโดของเพื่อนๆ ให้สวยอย่างลงตัวกันดูนะคะ เนื้อหาเรียบเรียงโดย : ส้มจี๊ด

นักท่องเที่ยวส้มหล่นพบ'เพชร 8 กะรัต'กลางอุทยานอาคันซอร์
สหรัฐฯ /  อาคันซอร์ / 

สาวดวงเฮงจากโคโลราโด พบเพชรขนาด 8.52 กะรัต ภายในอุทยานแห่งรัฐอาร์คันซอ วานนี้ (29 มิ.ย.) สำนักข่าว 'ซีเอ็นเอ็น' รายงานข่าว กรณีที่ Bobbie Oskarson นักท่องเที่ยวจากโคโลราโด ที่เข้าชมอุทยานประจำมลรัฐอาร์คันซอ รัฐทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ได้พบเพชรสีขาวขุ่นรูปทรงวงรี ลักษณะคล้ายน้ำแข็งขนาดกว่า 8.52 กะรัต ซึ่งเป็นเพชรขนาดที่ใหญ่ที่สุดที่เคยพบในสถานที่แห่งนี้ในรอบ 43 ปี อย่างไรก็ตาม การพบอัญมณีล้ำค่า ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เนื่องจากเฉพาะภายในปีนี้มีผู้พบเพชรกว่า 30 ชิ้น โดยนับตั้งแต่ปี 2499 เป็นต้นมา มีผู้เก็บเพชรจากสวนสาธาณะกว่า 75,000 ชิ้น ทว่า ชิ้นที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา ถูกพบในปี 2467 มีน้ำหนักมากกว่า 40.23 กะรัต ซึ่งปัจจัยที่ทำให้อัตราการพบวัตถุล้ำค่าเช่นนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ยิ่งมีมาก ก็จะยิ่งพบได้มากเช่นกัน อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์ที่สวนสาธารณะแห่งนี้เปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการ คือการออกกำลังกาย แต่จุดมุ่งหมายของผู้มาเยือนส่วนใหญ่ คือการ ล่าเพชร มากกว่าจุดประสงค์ที่แท้จริง MThai News ที่มา edition.cnn

หิวเลยสิงานนี้ เพราะ สาวเสิร์ฟแต่งบิกินี่ บริการแบบถึงใจ
สาวเสิร์ฟแต่งบิกินี่ /  เซ็กซี่ / 

อ้าปากค้างกันรัวๆ สาวเสิร์ฟ แต่งบิกินี่ บริการสุดประทับใจ สมัยนี้จะมีพรสวรรค์อย่างเดียวก็คงจะไม่ได้ มันต้องมีพรแสวงด้วยถึงจะไปรอด เช่นเดียวกับการเปิดกิจการอะไรซักอย่าง ถึงแม้ว่าเราจะมีของดีอยู่ในมือ แต่ไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมันก็เท่านั้น เพราะฉะนั้นเราต้องมีวิธีที่จะเรียกลูกค้าให้เข้ามาสนใจกับกิจการของเรา โดยวันนี้ Men.MThai เราจะขอนำเสนอภัตตาคารที่จัดโปรโมชั่น สาวเสิร์ฟแต่งบิกินี่ โปรโมตร้าน!!!! ต้องบอกว่าเป็นที่ฮือฮาและหวือหวาของผู้คนที่เดินผ่านสัญจรไปมาแถวนั้นมากๆ เพราะว่างานเปิดร้านของภัตตาคารที่จีนวันนี้เขาเล่นให้ สาวเสิร์ฟแต่งบิกินี่ สุดสยิวรับลูกค้าและเดินเสิร์ฟอาหารให้กับลูกค้ากันนั่นเอง โดยร้านดังกล่าวตั้งอยู่ที่เมืองเซิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีนนั่นเอง โดยเหล่าลูกค้าที่มาอุดหนุนที่ร้านนี้ต่างก็ตื่นตากับโปรโมชั่นในครั้งนี้เป็นอย่างมาก จนหลายๆ คนออกมาเหน็บแนมการทำแบบนี้ว่าเหมือนจะเป็นการขาย เนื้อ (หนังของพริตตี้) มากกว่าขายข้าว ...ยังไงก็ตามถ้าร้านอาหารมีน้องๆ มาเสิร์ฟแบบนี้ผมก็เข้าอะ 555555555555+ อาหารมาแล้วค่าาาาา ให้หนูเสิร์ฟตรงไหนคะ? สีเหลืองค่ะ สีส้มก็มานะคะ ขออนุญาตแอ่นนมเสิร์ฟนะคะพี่ Men.MThai เรีบเรียงเนื้อหาต้นฉบับจาก http://singaporeseen.stomp.com.sg/singaporeseen/this-urban-jungle/porridge-restaurant-owner-in-china-spices-up-eatery-with-bikini-clad-waitresses

ข้องใจ! ทหารจมน้ำดับขณะฝึก ครูฝึกนับสิบ ตายได้ยังไง?
ข่าวทหาร /  จมน้ำตาย / 

ข้องใจ! ทหารจมน้ำดับขณะฝึก ครูฝึกนับสิบ ตายได้ยังไง? บนโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ เรื่องราวสุดสลดใจจากสมาชิกเฟซบุ๊คชื่อคุณ SOm Zaa โดยได้เผยเรื่องราวเรียกร้องขอความเป็นธรรมและความรับผิดชอบจากฝ่ายทหารหลังแฟนหนุ่มของเธอต้องจมน้ำเสียชีวิตจากการฝึกทหาร ท่ามกลางครูฝึกนับสิบ โดยเธอข้องใจว่าเหตุการณ์เป็นไปได้อย่างไร และต้องการความกระจ่างมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเธอได้โพสต์ข้อความระบุว่า เสาหลักของบ้าน ความหวังของครอบครัว จบชีวิตในสระว่ายน้ำเล็ก 25 เมตร กับครูฝึก 10 คนรอบสระ เป็นไปได้หรือ ??? จ่ายเงินเยียวยามาให้ 35,000 บาท(นอกนั้นอย่าเหมารวมมันเป็นสิทธิ์ที่จะได้ตามกฎหมาย) "คุ้มมั้ยคะกับสิ่งที่ต้องสูญเสีย ถ้าเป็นครอบครัวคุณ ลูกคุณ คนรักของคุณโดนแบบนี้บ้างล่ะ คุณจะรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่พวกเราได้รับ ว่ามันปวดใจแค่ไหน ที่ออกมาเรียกร้องไม่ได้ต้องการอะไร ต้องการความยุติธรรม ต้องการคนออกมารับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น สระเล็กแค่นี้เด็กยังรู้เลยค่ะว่าไม่มีทางตายได้ ไม่มีหลักสูตรไหนฝึกทหารจนตาย ใช่ค่ะทหารไม่ฆ่าพี่น้องกันเอง แต่ทำไมถึงตายในสระว่ายน้ำแค่นี้ ??? อย่าเหยียบย่ำกันนักเลย อย่าพยายามปิดข่าวกันเลยค่ะ ยังไงก็เชื่อว่ามีคนทำพี่หนานจนตาย ส้มจะสู้ สู้จนนาทีสุดท้าย" ทั้งนี้เจ้าของโพสต์เผยว่าจะเก็บศพของนายทหารไว้จนกว่าเหตุการณ์จะกระจ่าง เพราะตนไม่มีอะไรจะเสียแล้ว อนาคตต้องพังทลาย งานแต่งต้องยกเลิกกว่าทั้งคู่จะฝ่าฟันความยากจนมาสู่นายทหารสัญญาบัตรได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่สุดท้ายต้องตายอย่างไม่มีศักดิ์ศรี MThai News

อูยยย! ค่าตัว ชมพู่-น็อต แพ็คคู่ 50 ล้าน!?!
ชมพู่ อารยา /  น็อต วิศรุต / 

ฮอตจริงจังสำหรับเจ้าสาวป้ายแดง ชมพู่ อารยา ล่าสุดมีกระแสข่าวลือหลุดออกมาว่า เจ้าตัวควงสามีหนุ่ม น็อต วิศรุต รับงานพรีเซนเตอร์คู่ให้กับสินค้าชื่อดัง พร้อมฟันค่าตัวก้อนใหญ่มูลค่าสูงถึง 50 ล้านบาท!! งานนี้ สาวชมพู่ ออกอาการงง! ยังไม่ทราบเรื่องงานคู่เลย หากมีติดต่อเข้ามาก็ต้องดูตามความเหมาะสมอีกที!! "ล่าสุดมีข่าวว่ารับพรีเซนเตอร์คู่พี่น็อตค่าตัว 50 ล้าน ยังไม่มีสักอันเลยค่ะ ต้องถามพี่หวานผู้จัดการชม เอาจริงๆ ตัวชมเองก็ยังไม่ได้ยินอะไรเลย เคยมีคนติดต่อเข้ามามั้ยก็เคยมีนะ นานมากแล้วตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นแฟนกันค่ะ ถ้ามีติดต่อเข้ามาอันนี้ต้องคุยกันอีกทีค่ะ เพราะพี่น็อตไม่ใช่นักแสดง อะไรที่ทำแล้วมันเกินจริตเค่ามากไปก็อาจจะต้องคุยกันก่อน แต่เรื่องค่าตัวอันนี้ชมเก็บเองคนเดียวนะ" "เรทค่าตัวจะสูงถึง 50 ล้านมั้ย จริงๆ ก็คงต้องดูกันตามเนื้อผ้านะ แต่ชมมองว่า 50 ล้าน มันอาจจะโหดเกินไปนิดนึงนะ ตอนนี้ยังไม่ได้มีอะไรติดต่อมาเลยค่ะ แต่ถ้าติดต่อเข้ามาจริงๆ เราก็ต้องดูความเหมาะสมก่อน ดูว่าเหมาะกับเค้า เหมาะกับเรามากแค่ไหน" "ส่วนข่าวที่ว่าหลังแต่งงานชมจะเล่นละคร บุพเพสันนิวาส เป็นเรื่องสุดท้าย ไม่จริงเลย เรื่องนี้ไม่มีมูลเลยค่ะ แต่ชมรับละครจริง ซึ่งไม่ใช่เรื่องนี้ด้วย อีกอย่างตัวชมก็ไม่ได้ตั้งข้อจำกัดอะไรกับตัวเอง ชมวางแผนเป็นปีต่อปีค่ะ" "เรื่องที่จะเบรกงานวงการให้น้อยลง จริงๆ เรื่องนี้ชมเคยชี้แจงไปแล้วนะคะว่าชมเล่นละคร เพียงแค่ไม่ได้ผูกมัดว่าจะต้องปีละกี่เรื่องเหมือนสมัยก่อน ตอนนี้ชมมีละครของพี่หน่องอยู่แล้วเรื่องนึงค่ะ เอาจริงๆ นะชมไม่รู้ชื่อเรื่อง แต่ไม่ใช่ดอกส้มสีทอง เป็นประมาณซีรี่ส์หลายๆ เรื่องที่ต่อกัน พระเอกก็คงจะคนเดิมๆ ที่เคยร่วมงานกันค่ะ" ชมพู่ กล่าว ชมพู่ อารยา ชมพู่ อารยา ชมพู่ อารยา ชมพู่ อารยา ชมพู่-น็อต ชมพู่-น็อต

ปรัชญา ปิ่นแก้ว ร่วมกำกับ หนังสั้นสะท้อนสังคม ตีแผ่การล่วงละเมิดสิทธิเด็ก
กันตนา /  คนเร่ร่อน / 

ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้กำกับแถวหน้าของเมืองไทย ที่ฝากฝีไม้ลายมือการกำกับภาพยนตร์ชื่อดังมากมายหลายเรื่อง อาทิ องค์บาก ต้มยำกุ้ง ฯลฯ มาวันนี้ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง ปรัชญา ปิ่นแก้ว ขอมีส่วนร่วมกับโปรเจ็กต์น้ำดีเพื่อสังคมไทย ที่มีชื่อว่า เด็ก ร่วมกำกับ 1ใน 5 หนังสั้น ตีแผ่สะท้อนเรื่องราวปัญหา การถูกล่วงละเมิดสิทธิของเด็กขั้นพื้นฐานที่เด็กควรจะได้รับ! ผ่านหนังสั้นเรื่อง น้องอ้อย หวังกระตุ้นจิตสำนึกของผู้ใหญ่ในสังคม ให้เล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ปรัชญา ปิ่นแก้ว ภายใต้การดูแลและสนับสนุนของ บริษัท สาระดี จำกัด บริษัทฯ ในเครือ บมจ. กันตนา กรุ๊ป หนังสั้นเรื่อง น้องอ้อย เป็นเรื่องราวที่เกินขึ้นในชีวิตจริงของ "น้องส้ม" เด็กหญิงวัย 11 ปี ที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนกับแม่อยู่ตามใต้สะพานลอย น้องส้มไม่ได้เรียนหนังสือต้องใช้ชีวิตอย่างปากกัดตีนถีบ แถมยังถูกแม่แท้ๆ พาไปขายตัว ชะตากรรมของน้องส้มสร้างความเวทนาแก่ผู้ที่พบเห็น จนชาวบ้านแจ้งเบาะแสต่างๆ จนเป็นที่มาของหนังสั้นเรื่อง น้องอ้อย ปรัชญา ปิ่นแก้ว เล่าถึงแรงบันดาลใจ ในการหยิบยกเรื่องราวของน้องส้ม มาถ่ายทอดในรูปแบบของหนังสั้นให้ฟังว่า "ที่มาของหนังสั้นเรื่อง น้องอ้อย มาจากการชักชวนของทีมงานบริษัท สาระดี จำกัด ที่อยากหยิบเอาเรื่องราวปัญหาของเด็กมาถ่ายทอด ผมชอบโครงการนี้นะ เพราะมันช่วยสะท้อนให้เห็นถึงการกระทำทารุณต่างๆ ต่อเด็ก ซึ่งมันเป็นปัญหาสำคัญที่สุดที่พวกเราทุกคนในสังคมต้องใส่ใจเป็นพิเศษครับ" "ผมเลือกเคสของน้องส้มมาถ่ายทอด เพราะเรื่องราวของน้องส้มเป็นเคสที่น่าสนใจมาก และเป็นที่มาของเรื่องราวที่น่าตกใจ ทำให้ผมฉุกคิดว่า เดี๋ยวนี้สังคมเราใช้ชีวิตกันขนาดนี้แล้วหรอ ในขณะที่หลายคนใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีบ้านอยู่ มีรถขับ มีอาหารดีๆ กิน แต่ก็ยังมีอีกหลายชีวิตต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ตามใต้ต่อม่อสะพานลอยกลางถนน มันสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตของสองแม่ลูกที่ต้องดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด ผมอยากถ่ายทอดความรู้สึกของพวกเขา อยากให้คนในสังคมได้รับรู้ว่าพวกเขาคิดอะไร? และรู้สึกอย่างไร?" "ผมเป็นห่วงว่ายังมีคนที่ขาดโอกาสในสังคมแบบน้องส้มและแม่อีกค่อนข้างเยอะ ผมอยากให้แฟนๆ ทุกคนได้ดูหนังเรื่องนี้นะ เพราะผมใส่หมัดเด็ดไว้อยู่หลายหมัด ที่อยากกระตุ้นต่อมผู้ใหญ่ในสังคม ให้หันมาใส่ใจกับการแก้ไขปัญหาของเด็กอย่างจริงจัง และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลปัญหาเหล่านี้ที่นับวันมันยิ่งจะขยายวงกว้างขึ้นจนน่าเป็นห่วง อยากให้ทุกคนลองติดตามกันครับ ผมเชื่อว่าหนังสั้นที่ผมได้กำกับฯ น่าจะโดนใจใครอีกหลายๆ คน ฝากติดตามภาพยนตร์สั้นของโครงการเด็กนี้ได้ ในเดือนกรกฎาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์นะครับ" เตรียมติดตามเรื่องราวหนังสั้น น้องอ้อย จากผลงานการกำกับของผู้กำกับชื่อดัง ปรัชญา ปิ่นแก้ว ภายใต้โปรเจ็กต์ เด็ก หนังสั้น 5 เรื่อง 5 ผู้กำกับ ที่ร่วมกันตีแผ่เรื่องราวปัญหาการล่วงละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก เปิดฉายหนังรอบการกุศลเดือน ก.ค. นี้ ในโรงภาพยนตร์ รายได้จากการจำหน่ายตั๋วนำไปมอบให้กับ 5 องกรค์การกุศลที่ช่วยเหลือเด็ก -----------------------------------

บ้านแบบไหน อยู่แล้วไม่ดี อยู่แล้วจน ( ฮวงจุ้ยบ้านไม่ดี )
บ้านอยู่แล้วไม่รวย /  ปลูกบ้านตามหลังฮวงจุ้ย / 

บ้านคือที่อยู่อาศัยที่เราต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในนั้น บ้านจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นปัจจัย 4 ของการดำรงชีวิต เพราะฉนั้นเราควรเลือกบ้านที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง วันนี้ Decor.MThai จึงได้หาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง บ้านแบบไหน อยู่แล้วไม่ดี อยู่แล้วจน ( ฮวงจุ้ยบ้านไม่ดี ) มาฝากเพื่อนๆ กันคะ บ้านแบบไหน อยู่แล้วไม่ดี อยู่แล้วจน ( ฮวงจุ้ยบ้านไม่ดี ) บ้านที่มีการเล่นระดับ : ต้องระวังเรื่องของรูปทรงตัวบ้าน หากบริเวณด้านหน้าสูงกว่าส่วนของด้านหลัง จะส่งผลให้คนในบ้านไม่ได้รับการสนับสนุนจากญาติพี่น้อง แม้แต่เรื่องของหน้าที่การงานก็จะเลื่อนลอยไม่มีคนสนับสนุน ตัวบ้านต่ำกว่าพื้นที่อื่นๆ : ถ้าตัวบ้านต่ำกว่าพื้นที่อื่นๆ ในบริเวณบ้าน หรือเป็นบริเวณที่ลาดต่ำนั้นจะถือว่าเป็นฮวงจุ้ยที่ไม่ดี คนในบ้านจะไม่รักใคร่ปรองดองกัน ประตูหน้าบ้าน : ตำแหน่งของประตูหน้าบ้านไม่ควรตรงกับประตูหลังบ้าน เพราะจะส่งผลให้เงินทองรั่วไหล และขาดโชคลาภ เหมือนเงินทองเข้ามาจากทางหน้าบ้าน และก็ออกไปทางหลังบ้านค่ะ ประตูทางเข้าบ้าน หรือประตูรั้ว : ไม่ควรหันหน้าเผชิญกับสถานีตำรวจ เรือนจำ โรงพยาบาล วัด เพราะจะส่งผลให้คนในบ้านเจ็บป่วยง่าย จิตใจไม่สดชื่น หรืออาจจะเจริญก้าวหน้าได้ช้า ต้นไม้ยืนตายหน้าบ้าน : ไม่ควรปล่อยให้ต้นไม้ยืนตายหน้าบ้าน ไม่ว่าจะอยู่บริเวณไหนของตัวบ้าน จะส่งอิทธิพลร้ายให้คนในบ้านมีแต่ความอับเฉาดั่งต้นไม้ การงานการเงินไม่ก้าวหน้า ต้นไม้ใหญ่บริเวณหน้าบ้าน : ช่วยให้ความร่มรื่นกับบ้านได้ดี แต่ที่จริงถ้าต้นไม้ใหญ่นั้นอยู่ใกล้กับประตูทางเข้าบ้านมากเกินไปจะถือว่าไม่ดี ส่งผลให้อับโชค และปัญหาจุกจิกเดือดร้อนกวนใจไม่สิ้นสุด ไม่ควรปล่อยให้ต้นไม้ใหญ่ : แผ่กิ่งก้านสาขามาแทงใส่ตัวบ้าน หรือบริเวณหลังคาบ้าน ต้องคอยหมั่นตัดกิ่งไม้อยู่เสมอ เพราะบ้านที่ถูกทิ่มแทงจะส่งผลให้คนในบ้านเจ็บป่วยง่าย ขาดโชคลาภ ** ไม่ใช้ห้ามปลูกต้นไม้ใหญ่ในบ้านนะคะ แต่ควรปลูกให้ออกห่างจากตัวบ้านนิดนึง เพื่อฮวงจุ้ยที่ดีค่ะ เพราะบ้านเป็นสิ่งที่เราต้องอาศัยอยู่ทั้งชีวิต จึงควรเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ทำเลที่เหมาะสมให้กับบ้าน เพื่อที่คนในบ้านจะได้อยู่แล้วความเจริญรุ่งเรือง มีแต่ความสุข แต่ทว่าจะพึงแต่เรื่องของฮวงจุ้ยก็คงจะเป็นไปไม่ได้ คนที่อาศัยอยู่ในบ้านก็ต้องดูแลสุขภาพ และก็ต้องขยันทำมาหากินด้วยจะได้มีชีวิตที่มีแต่ความสุข ความเจริญค่ะ เรียบเรียงโดย : ส้มจี๊ด Decor.MThai “เนื้อหานี้เผยแพร่โดย http://decor.mthai.com — หากเนื้อหาไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยค่ะ”

รวมสูตร ส้มตำ 7 อย่าง ทรมานไส้!!
ส้มตำ

เมื่อ ส้มตำ ไม่ใช่แค่มะละกอ สมัยนี้ประยุกษ์แตกออกมาได้หลายชนิด ส้มตำเป็นอาหารที่คนทุกภาคชอบกิน ไม่มีใครปฏิเสธแน่นอน และความหลากหลายของเมนู สามารถเลือกว่าชอบทานแบบไหน เห็นใส่มะละกอเหมือนกันทุกจาน แต่รสชาติแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน บางคนชอบรสหวาน เค็ม เปรี้ยว หรือรสนัวขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับเมนูที่สั่ง วันนี้ food MThai เอาใจคอส้มตำทั้งหลาย รวมสูตรส้มตำ 7 อย่าง เผื่อใครจะเอาไปทำกินเอง หรือคนที่ไม่เคยสั่งจะได้รู้ว่าเมนูนั้นใส่อะไรบ้าง ไปดูกันเลย ส้มตำไทย มะละกอดิบ กระเทียม 5 กลีบ พริกขี้หนู 5 เม็ด มะเขือเทศผ่าครึ่ง 2 ลูก ถั่วลิสงคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ ถั่วฝักยาวหั่น 1 ฝัก น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะขามเปียก 1/4 ถ้วย น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ เฉาะมะละกอ สับให้เป้นเส้นๆตำพริกขี้หนูและกระเทียมให้แตกตามด้วย มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว ถั่วลิสง กุ้งแห้ง ตำให้ทั่ว และตามด้วยเส้นมะละกอ ปรุงรสที่เหลือ ตำให้เข้ากัน ----------------------------------------------- ส้มตำปูปลาร้า มะละกอดิบ กระเทียม 5 กลีบ พริกขี้หนู 5 เม็ด มะเขือเทศ 1 ลูก น้ำมะนาวหรือน้ำมะขามเปียก 1 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ น้ำปลาร้าต้มสุก 1 กระบวย (ปริมาณตามความชอบ) น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ ปูดอง 1 ตัว มะกอก 1 ลูก โขลกพริกกับกระเทียม ผ่ามะเขือเทศ และมะกอกลง ตามด้วยน้ำตาลปี๊บก น้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำมะนาว และน้ำปลาร้า ใครชอบตัวก็ใส่ตัวลงไป คลุกให้เข้ากัน และตามด้วยมะละกอตอนท้ายสุด ตำให้น้ำเข้าเส้นแต่อย่าตำแรงจนเส้นเละจะไม่อร่อย ตักขึ้นใส่จาน เสิร์ฟคู่กับผักกาดและถัวฝักยาว ----------------------------------------------- ตำซั่ว มะละกอดิบ กระเทียม 5 กลีบ พริกขี้หนู 5 เม็ด เส้นขนมจีน น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ น้ำปลาร้าต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ ถั่วฝักยาวหั่น น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ มะเขือเทศหั่น 1 ลูก น้ำมะขามเปียก2 ช้อนโต๊ะ ผักกาดดอง ถั่วงอก ปูดอง(ไม่ใส่ก็ได้) ผักชีฝรั่ง กากหมู โขลกพริกและกระเทียม และถั่วฝักยาวให้พอแหลก ตามมะเขือเทศ โขลกอย่างเบามือ ตามด้วย ปูดอง น้ำปลา น้ำมะขามเปียก น้ำปลาร้า และน้ำมะนาว คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ผักกาดดองหั่นและถั่วงอกลงไป ใส่เส้นมะละกอลงไปตำให้น้ำเข้าเส้น และใส่ผักชีฝรั่ง กากหมู แล้วขยำเส้นขนมจีนลงไป แค่คลุกเคล้าให้พอเข้ากัน แล้วตักใส่จานเสิร์ฟได้เลย ----------------------------------------------- ตำป่า เส้นมะละกอ ขนมจีน ผักกระเฉดเด็ดเป็นท่อน หน่อไม้ดอง ถั่วฝักยาวหั่นท่อน ผักกาดดอง มะเขือส้มผ่าครึ่ง หอยเชอรรี่ หรือ หอยโข่ง ต้มสุก ปลากรอบ พริกสดแดง กระเที่ยม น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำปลาร้า น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ โขลกพริกและกระเทียม และตามด้วยถั่วฝักยาว ตำให้พอแตก ปรุงรสด้วยมะนาว น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ น้าปลา ปลาร้า คลุกเคล้าให้เข้ากัน และใส่วัตถุดิบที่เหลือ ตำอย่างเบามือ คลุกเคล้าให้ทุกอย่างเข้ากันทั่วๆ ตักใส่จานเสิร์ฟ ----------------------------------------------- ตำโคราช พริกขี้หนู 5 เม็ด พริกขี้หนูแห้ง 1 เม็ด กระเทียม 3 กลีบ น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนชา ถั่วฝักยาว 1 ฝัก ถั่วลิสง 3 ช้อนโต๊ะ มะเขือเทศส้ม 5 ลูก มะเขือเทศสีดา 2 ลูก น้ำปลาร้าปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ มะนาวหั้นชิ้น 1 ลูก มะละกอก น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ กุ้งแห้ง มะกอก 1 ลูก การตำ ตำเหมือนส้มตำไทยแต่ใส่น้ำปลาร้านั่นเอง ขั้นตอนการทำคือ ตำพริกขี้หนู กระเทียมโขลกให้พอแตก ใส่น้ำตาลปี๊บ ถั่วฝักยาว ถั่วลิสง ตำให้พอแหลก ใส่มะเขือเทศสีดา มะเขือส้ม และมะกอก ปรุงรสด้วยปลาร้า น้ำมาะนาว น้ำปลา กุ้งแห้ง คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่มะละกอกตอนท้าย ตำให้น้ำเข้าเส้นมะละกอ ----------------------------------------------- ส้มตำไข่เค็ม มะละกอสับ มะเขือเทศ 3 ลูก ไข่เค็ม 1 ลูก พริกขี้หนู 3-7 เม็ด กระเทียม 5 กลีบ น้ำมะนาว 5 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนชา น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ กุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ ถั่วลิสง 1 ช้อนโต๊ะ ตำพริกกับกระเทียม โขลกพอแตก ใส่ถั่วฝักยาว ตำให้แตก และใส่น้ำตาลปี๊บ ใส่มะเขือเทศ ตำให้น้ำมะเขือเทศออกมา และตามด้วยไข่เค็มผ่าซีก 2 ซีก หรือ 4 ซีกก็ได้ ใช้ทับพีคลุกให้พอเข้ากัน อย่าให้ไข่เละมาก ใส่กุ้งแห้ง น้ำปลา น้ำมะนาวลงไป คลุกเบาๆ จนน้ำกับไข่เค็มเข้ากัน ใส่มะละกอลงไป ตำเบาๆ ให้น้ำเข้าเส้น เสร็จแล้วตักใส่จานสิร์ฟ ----------------------------------------------- ตำแตง แตงร้าน สับเป็นเส้ยหนาๆ 1 ลูก พริกขี้หนู 5 เม็ด มะเขือเทศสีดา 2 ลูก ถั่วฝักยาว 2 ฝัก กระเทียม 3 กลีบ กุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ มะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ โขลกพริกกับกระเทียม และใส่มะเขือเทศ ถัวฝักยาว กุ้งแห้ง ตำอย่างเบามือ ใส่มะเขือเทศ กุ้งแห้งลงไป ตามด้วยน้ำปลาร้า น้ำมะนาว น้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่แตงร้านตามลงไป คลุกให้ทั่วๆ แล้วตักใส่จานเสิร์ฟ ......ถ้าสังเกตุดีดีว่าวิธีทำตำไม่ต่างกันมากปรุงรสเหมือนเดิม แค่ต่างกันที่วัตถุดิบที่ใส่ลงไป ทำให้รสชาติเปลี่ยน วิธีตำก็จะใส่ของแห้งลงไปก่อนแล้วตามด้วยเครื่องปรุงและปิดท้ายด้วยเส้น แค่นี้ก้ได้ส้มตำที่ทำทานเองแล้วค่ะ

7 อันดับดาราชายกับ หมวกกันน็อค คู่ใจ
Snap Signature /  กิก ดนัย / 

  หมวกกันน็อค ไอเทมคู่ใจขาแว้น ที่ต้องบอกว่าทุกคนต้องมีติดตัวเพราะมันเป็นตัวช่วยป้องกันอันตราย แต่ถ้าจะมองในเรื่องแฟชั่นแต่ละคนเขาก็มีหมวกกันน็อคในแต่ละแบบแตกต่างกันออกไป วันนี้เราก็เลยรวบรวมหมวกกันน็อคคู่ใจของเหล่าชาวแว้น 7 คน มาให้ดูสิว่าหมวกกันน็อคของใครจะแจ่มกว่ากัน เวียร์ ศุกลวัฒน์ 1.เวียร์ ศุกลวัฒน์ กับหมวกกันน็อคเต็มใบสีดำแบบมีสายรัดคาง ฮั่น อิสริยะ 2.ฮั่น อิสริยะ กับ หมวกกันน็อค สีดำเข้มๆ มีกระจกพับขึ้นได้ ตี๋ เอเอฟ 3.ตี๋ เอเอฟ มากับ หมวกกันน็อค สีดำสลับส้ม ให้มีสีสันๆหน่อย ตั๊ก นภัสกร 4.ตั๊ก นภัสกร เลือกมากับ หมวกกันน็อค แบบเต็มหน้า สีดำเหมาะกับมาดเข้มๆ ที่สุด กิก ดนัย 5.กิก ดนัย กับ หมวกกันน็อค ครึ่งใบสีส้มจี้ดจ้าด บอกเลยว่าขับไปถนนไหนก็เด๊นเด่น ดอม เหตระกูล 6. ดอม เหตระกูล กับหมวกกันน็อคเต็มใบ (Open face) มีกระจกครอบทั้งใบไว้บังลมและฝุ่น แจ็บ เพ็ญเพชร 7. เจ็บ เพ็ญเพชร เลือกหมวกันน็อคเต็มใบสีดำขลิบแดงให้เข้ากับโทนสีของมอเตอร์ไซต์ ติดตามเรื่องราวแฟชั่นได้ที่ https://www.facebook.com/SnapSignature และอ่านออนไลน์ได้ที่ http://www.mbookstore.com/search/snap/--/-

จำได้ไหม ดาราแจ้งเกิด เวทีดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล
Dutchie Boys & Girls /  ดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล / 

วันนี้ทีนเอ็มไทย ขอย้อนวันวานกลับไปในยุคอัลเทอร์เนทีฟ กับการประกวดหนุ่มสาว อย่าง "ดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล (Dutchie Boys & Girls)" ที่ทำให้เราได้เห็นดารานักแสดงที่ประสบความสำเร็จมากมายในวงการบันเทิงจนกระทั่งทุกวันนี้ แต่จะมีใครกันบ้างและเพื่อนๆ จำได้ไหม ดาราแจ้งเกิด เวทีดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล ถ้าพร้อมแล้ว มาติดตามดูกันค่ะ จำได้ไหม ดาราแจ้งเกิด เวทีดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล ดัชชี่บอย พ.ศ. 2539 : เขตต์ ฐานทัพ @kate_thunthup  (ชนะเลิศดัชชี่บอย) ดัชชี่เกิร์ล พ.ศ. 2539 :  ราโมน่า ซาโนลารี่ (ชนะเลิศดัชชี่เกิร์ล) อ้น สราวุฒิ มาตรทอง @aonsarawut_sky ดัชชี่บอย  พ.ศ. 2540 :  อั้ม อธิชาติ ชุมนานนท์ @atichart9  (ชนะเลิศดัชชี่บอย) เต้ นันทศัย พิศลยบุตร @taekopman ดัชชี่เกิร์ล พ.ศ. 2540 :  เจี๊ยบ ชมพูนุช ปิยธรรมชัย @chompoopiya (ชนะเลิศดัชชี่เกิร์ล) ดัชชี่บอย พ.ศ. 2541 : อ้น รติพงษ์ ภู่มาลี  (ชนะเลิศดัชชี่บอย) ดัชชี่เกิร์ล พ.ศ. 2541 :  ขิง ทัศนพรรณ สิริสุขะ (ชนะเลิศดัชชี่เกิร์ล) ดัชชี่บอย พ.ศ. 2542 : อ๋อง พัฒนะ พันธุ์เทวะ @ong_pattana แมน การิน ศตายุ @man_karin ดัชชี่เกิร์ล พ.ศ. 2542 :  กระแต ศุภักษร ไชยมงคล @iamkratae (ชนะเลิศดัชชี่เกิร์ล) โอ๋ เพชรลดา เทียมเพ็ชร @ao_phetrada ดัชชี่บอย พ.ศ. 2543 : อู๋ นวพล จันทร์เพ็งลิ้มโอชา @navapon_au  (ชนะเลิศดัชชี่บอย) ย้ง ธรากร สุขสมเลิศ @yong_riderv15 ดัชชี่เกิร์ล พ.ศ. 2543 : ยุ้ย จีรนันท์ มะโนแจ่ม @yui_chiranan (ชนะเลิศดัชชี่เกิร์ล) ลูกตาล อาริษา วิลล์ @louk_tan ดัชชี่บอย พ.ศ. 2544 : น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล @namrapeepatekpankul  (ชนะเลิศดัชชี่บอย) ไผ่ พาทิศ พิสิฐกุล @paipartith ดัชชี่เกิร์ล พ.ศ. 2544 : บลู เอลิกา พลอยอัมพร FB: Blue Erika Ployamporn (ชนะเลิศดัชชี่เกิร์ล) หนูอิมอิม ก้าวมหัศาจรรย์ @nooimpimp เป้ย ปานวาด เหมมณี @ppanward ดัชชี่บอย พ.ศ. 2545 : บิ๊ก ภุชิสสะ ธนพัฒน์ @puchisa1981  (ชนะเลิศดัชชี่บอย) หลุยส์ พงษ์พันธ์ เพชรบัณฑูร @louis_legstrong ดัชชี่เกิร์ล พ.ศ. 2545 : ใหม่ สุคนธวา เกิดนิมิตร @maisukhon (ชนะเลิศดัชชี่เกิร์ล) ดัชชี่บอย พ.ศ. 2546 : ต๊ะ วริษฐ์ ทิพโกมุท @ta_warit  (ชนะเลิศดัชชี่บอย) แอมป์ ปฏิญญา วิโรจน์แสงประทีป @ammdevilll ดัชชี่บอย พ.ศ. 2547  : ไม้ นนทพันธ์ ใจกันทา @lookmai_j  (ชนะเลิศดัชชี่บอย) วุตม์ สุรินทร คารวุตม์ @karawoot ดัชชี่เกิร์ล พ.ศ. 2547 : นุ่น ศิรพันธ์ วัฒนจินดา @noon_siraphun (ชนะเลิศดัชชี่เกิร์ล) เบนซ์ ปุณยาพร พูลพิพัฒน์ @benz_punyaporn ชิดจันทร์ รุจิพรรณ @ploychidjun ดัชชี่บอย พ.ศ. 2548 : แจ็ค จักรพันธ์ จันโอ @jack_chakapan ดัชชี่เกิร์ล พ.ศ. 2548 : ปาย สิตางศุ์ ปุณภพ  @pai_sitang ดัชชี่บอย พ.ศ. 2549 : อ๊อฟ ชนะพล สัตยา @aofchanapol  (ชนะเลิศดัชชี่บอย) เจมส์ กิจเกษม แมคแฟดเดน @jesudjames ไมค์ ภัทรเดช สงวนความดี @michael_sd เม้าส์ ณัฐชา จันทพันธ์ @mousenatcha บีน ธนานน ตั้งไพบูลย์ @been_weerakit ดัชชี่เกิร์ล พ.ศ. 2549 : ป๊อปปี้ บุญยิสา จันทราราชัย @poppurella (ชนะเลิศดัชชี่เกิร์ล) โบ โชติมา นวคุณากร @bow_chotima ดัชชี่บอย พ.ศ. 2550 : เต็งหนึ่ง คณิศ ปิยะปภากรกูล @teng1 (ชนะเลิศดัชชี่บอย) เตชินท์ ชยุติ @tetechin ดัชชี่บอย พ.ศ. 2551 : แบงค์ ธนศักดิ์ สำราญมน @bank_thanasak กัสเบล ชวนภ โพธิ์ประเสริฐ @guzbel_chawanop ดัชชี่เกิร์ล พ.ศ. 2551 : นิว ปทิตตา อัธยาตมวิทยา @newpatitta (ชนะเลิศดัชชี่เกิร์ล) ส้มโอ ธราภา กงทอง ดัชชี่บอย พ.ศ. 2552 :  โจอี้ ธนกฤต อยู่โต  @jthanakit โมสต์ วิศรุต หิมรัตน์ @witsamost ดัชชี่บอย พ.ศ. 2556 :  แมงมุม พงษธัช รัตนเศรณี @mangmum_7 เรียบเรียงโดย teen.mthai.com ---หากนำไปใช้กรุณาให้เครดิตด้วยค่ะ--- ข้อมูลและภาพประกอบ  wikipedia, ไอจีดารา, ดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล