สืบศพ ไขคดีลับ

แอน มิตรชัย เปิดตัว เด็กๆ ในอุปการะกว่า 50 ชีวิต!
Ann Mitchai /  แอน มิตรชัย

แอน มิตรชัย นางเอกลิเกโกอินเตอร์ที่ไปโด่งดังมีผลงานโด่งดังอยู่ที่ประเทศอินเดีย ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งของ แอน และครอบครัว มิตรชัย ซึ่งหลายๆ คนอาจยังไม่รู้ โดยเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรมและกรมศิลปากรเปิดโครงการจัดกิจกรรม ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ นำเยาวชนสู่พิพิธภัณฑ์ ครั้งที่2 ซึ่งมีเด็กผู้พิการและด้อยโอกาสกว่า 200 คนเข้าสู่แหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี พร้อมชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากสำนักการสังคีตกรมศิลปากร ณ โรงละครแห่งชาติ โอกาสนี้ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ร่วมด้วยนาย อนันต์ชูโต อธิบดีกรมศิลปากร โดย แอน มิตรชัย ได้พาเด็กๆ ประมาณ 50 ชีวิต มาเข้าร่วมโครงการดีๆ ของรัฐบาลในครั้งนี้ด้วย แอน มิตรชัย กล่าวว่า "เด็กกลุ่มนี้มีทั้งเด็กกำพร้าที่ทางครอบครัวมิตรชัยอุปการะไว้ รวมทั้งเด็กยากจนที่บริเวณใกล้เคียง ทุกคนมาฝึกฝนการแสดงลิเกกับครอบครัวมิตรชัยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย จริงๆ ครอบครัวเราทำตรงนี้มานานแล้ว ตัวพี่ ไชยา นั้นเติบโตจากที่วัดสระแก้ว(สถานที่รับเลี้ยงเด็กกำพร้าและเด็กยากจน) ก็มีเด็กกลุ่มหนึ่งที่คุณพ่อกับคุณแม่แอนเลี้ยงดูพวกเขามาเหมือนเป็นครอบครัวใหญ่ หลังจากนั้นก็ทำต่อมาเรื่อยๆ และมีคนนำเด็กมาฝากอยู่เรื่อยๆ บางคนพ่อแม่ไม่มีแล้ว อยู่กับยาย ยายเป็นอัมพาตเลี้ยงดูไม่ได้ คนข้างบ้านก็พามาฝาก เราก็สอบถามและก็ดูตามความเหมาะสม มีทั้งรับไว้และไม่ได้รับไว้ จนจำนวนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเราต้องจำกัดจำนวน ไม่อย่างนั้นป่านนี้คงหลายร้อยหรืออาจขยายไปถึงพันก็ได้" "ตอนนี้เด็กๆ กว่าร้อยชีวิตที่ครอบครัวมิตรชัยดูแลอยู่ แบ่งออกเป็นคณะลิเกเด็ก 2 คณะ คณะแรกอยู่ภายใต้การดูแลของพ่อครูสมศักดิ์ ซึ่งเป็นพ่อแท้ๆ ของพี่ไชยาและแอน ชื่อ คณะอาณาจักร รำปาว มิตรชัย และอีกคณะอยู่ภายใต้การดูแลของคุณแม่วงษ์เดือน คือ คณะศิษย์มิตรชัย เด็กๆ มีตั้งแต่ 3-4 ขวบขึ้นไปจนถึง 15-16 ปีค่ะ" "แอนและพี่เอเป็นเสาหลักดูแลเรื่องนี้ ต้องดูแลทั้งที่พักอาหารและเรื่องเล่าเรียนต่างๆ ทางครอบครัวมิตรชัยมีวัตถุประสงค์หลักของครอบครัวคือพยายามฝึกฝนสัมมาอาชีพให้พวกเขา คือฝึกลิเกสอนทั้งร้องรำสอนให้รู้คุณค่าและสอนให้ภูมิใจทั้งนี้เพื่อสืบสานศิลปะการแสดงลิเกสืบไปในอนาคต เพราะไม่อยากให้ศิลปะการแสดงลิเกสูญหายไป จนในที่สุดเหลือแต่ภาพถ่ายหรือเป็นเพียงเรื่องเล่าและถูกลืมเลือนในที่สุด ครอบครัวของเราไม่ค่อยมีโอกาสพาเด็กๆ ออกนอกสถานที่นัก ครั้งนี้เด็กๆ เลยดีใจกันมาก ทั้งตื่นเต้นที่ได้ออกนอกสถานที่ได้ร่วมทำกิจกรรมดีๆ ที่กระทรวงวัฒนธรรมและกรมศิลปากรจัดเตรียมไว้ให้เด็กๆ แอนขอบพระคุณผู้ใหญ่ของ กระทรวงวัฒนธรรมและกรมศิลปากรอย่างสูง ที่ให้โอกาสเด็กๆ ได้เข้าร่วมโครงการดีๆ ในครั้งนี้ค่ะ" แอน มิตรชัย อุปถัมภ์เด็กกว่า100ชีวิต สอนลิเกฟรีสร้างอาชีพติดตัว youtube channel : Very well มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

อาหารใส่บาตร! ประจำวันเกิด เสริมมงคลเพิ่มผลบุญ
ดวง /  ดูดวง / 

อาหารใส่บาตร ประจำวันเกิด วิถีชาวพุทธอีกหนึ่งอย่างที่คนไทยทำสืบต่อกันมานานคงหนีไม่พ้นเรื่องการสวดมนต์ ไหว้พระ ทำบุญ ซึ่งการตักบาตรพระในตอนเช้าไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม ย่อมขาดไม่ได้ที่จะต้องมีครบทั้งอาหารคาว อาหารหวาน รวมไปถึงของใช้ต่างๆที่จำเป็นของพระสงฆ์ โดยจุดประสงค์ที่แท้จริงของการใส่บาตรคือเพื่อให้พระสงฆ์มีแรงกายที่จะบำรุงศาสนาต่อไป และวันนี้แม่หมอ แห่ง Horoscope.mthai มีความเชื่อเรื่อง อาหารใส่บาตร ประจำวันเกิดของแต่ละคนมาฝากกันค่ะ อ่านจบแล้ว อย่าลืมแบ่งปันบอกต่อเรื่องบุญแบบนี้ให้คนที่คุณรักด้วยนะคะ :) วันอาทิตย์ อาหารคาว ประเภทไข่ ดาว เจียว ผัด ลูกเขย ลูกสะใภ้ ต้ม แกงกะทิ ฯ อาหารหวาน ไข่หวาน มะพร้าวอ่อน มะพร้าวแก้ว ขนมใส่กะทิ น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะพร้าว น้ำขิง เงาะ ของถวายพระ หลอดไฟ ไฟฉาย เทียน ธูป อุปกรณ์แสงสว่าง แว่นตา หมากพลู ไหว้พระปางถวายเนตร(พระประจำวันเกิด) กำลังวันเท่ากับ ๖ (สวดแบบย่อ อะ วิช สุ นุส สา นุต ติ) เติมน้ำมันตะเกียงตามวัด ทำทานกับคนตาบอด โรงพยาบาลโรคตา มูลนิธิคนตาบอด โรงพยาบาล โรคหัวใจ มูลนิธิโรคหัวใจ พฤติกรรม ออกรับแสงอาทิตย์อ่อนๆช่วงเช้าหรือเย็นๆ เพื่อให้เกิดพลัง อย่าใจร้อน เลิกทิฐิ ทำตัวเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น   วันจันทร์ อาหารคาว ประเภทสัตว์ปีก สัตว์น้ำ เช่นไก่ผัดขิง ไก่ย่าง ไก่ทอดปูผัดผงกะหรี่ ปูนึ่ง ข้าวมันไก่ ข้าวผัดปู เต้าหูทอด แกงจืดเต้าหู้ แกงเผ็ดเป็ดย่าง ปลาสลิดทอด อาหารหวาน น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง น้ำอ้อย โดนัท นมสด นมกล่อง เผือก มัน ลางสาด ขนมเปี๊ยะ ของถวายพระ แก้วน้ำ แจกัน ของโปร่งๆ ใสๆ ไหว้พระปางห้ามญาติ(พระประจำวันเกิด)กำลังวัน เท่ากับ ๑๕ (สวดแบบย่อ อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา ) ทำทานกับมูลนิธิช่วยเหลือสตรี พฤติกรรม ทำจิตใจให้สดชื่น แจ่มใส อยู่เสมอ อย่าวิตกกังวลเกินเหตุ ให้ความช่วยเหลือสตรี เช่น ลุกให้สตรีนั่งบนรถเมล์ บริหารกล้ามเนื้อหน้าอกให้แข็งแรง วันอังคาร อาหารคาว อาหารประเภทเส้น ขนมจีน วุ้นเส้น บะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว เนื้อวัว ปลาช่อนตากแห้งทอด อาหารหวาน ฝอยทอง สลิ่ม ลอดช่อง ทุเรียน ระกำ ขนุน น้ำสไปร์ท น้ำอัดลม ของถวายพระ เหล็ก เส้น เครื่องมือประเภทเหล็ก กรรไกร แปรงสีฟัน ยาสีฟัน พัดลม กรรไกรตัดเล็บ ไหว้พระปางไสยาสน์(พระนอน)(พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๘ (สวดแบบย่อ ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง) ทำทานกับคนพิการทางปาก ปากแหว่ง ผู้ป่วยโรคลมชัก พฤติกรรม ทำตัวให้กระฉับกระเฉง ตื่นตัว ขยันให้มากขึ้น ลดอารมณ์ร้อน การชิงดีชิงเด่น วันพุธ(กลางวัน) อาหารคาว เน้นสีเขียว หมู แกงเขียวหวานหมู หมูปิ้ง หมูทอด ผัดพริกหมู ฯ คะน้าน้ำมันหอย กุนเชียง อาหารหวาน ขนมเปียกปูนเขียว น้ำฝรั่ง ชมพู่เขียว องุ่นเขียว มะม่วงเขียวเสวย ฝรั่ง ชามะนาว ของถวายพระ สมุด กระดาษ ปากกา ดินสอ อุปกรณ์การเรียนการศึกษา ไหว้พระปางอุ้มบาตร(พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๑๗(สวดแบบย่อปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท ) ทำทานกับคนพิการทางหู โรงพยาบาลโรคสมอง โรงเรียนสอนคนหูหนวก พฤติกรรม อ่านหนังสือธรรมะ ร้องเพลง ฝึกสร้างความมั่นใจให้ตนเอง วันพุธ(กลางคืน) อาหารคาว ของหมักดอง ผักกาดดองผัดไข่ อาหารกระป๋อง แกงใบยอ หมูยอ แหนม ไข่เยี่ยวม้า ห่อหมก อาหารหวาน ข้าวหมาก ขนมเปียกปูนดำ เฉาก๊วย ข้าวเหนียวดำ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผลไม้หัวโตๆ ทุเรียน ของถวายพระ พัดลม เทปธรรมะ ยาแก้โรคลม ยาหอม ไหว้พระปางป่าเลไลย์(พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๑๒ (สวดแบบย่อ คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ) ทำทาน กับมูลนิธิหรือหน่วยงานที่เกี่ยวกับยาเสพติด พฤติกรรม เลิกบุหรี่ เลิกดื่มหรือลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เลิกการพนัน เลิกทำตัวเหลวไหล เลิกเที่ยวกลางคืน เลิกยาเสพติดทุกชนิด วันพฤหัสบดี อาหารคาว ประเภทเถา แกงเลียง บวบผัดไข่ น้ำเต้า อาหารหวาน แตงโม แตงไทย น้ำสมุนไพร ส้ม สาลี่ น้ำมะตูม น้ำว่านหางจระเข้ ของถวายพระ สบง จีวร หนังสือธรรมะ ตู้ยา โต๊ะหมู่บูชา ไหว้พระปางสมาธิ(พระประจำวันเกิด) มีกำลังเท่ากับ ๑๙ (สวดแบบย่อ ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ) ทำทานกับโรงพยาบาลสงฆ์ บริจาคข้าวสาร เสื้อผ้า ผ้าห่มกันหนาว พฤติกรรม นั่งสมาธิ สวดมนต์ ถือศีล๕ อย่าซื่อจนเกินไป วันศุกร์ อาหารคาว ประเภทของหอมหวาน ข้าวหอมมะลิ ผักกาดหอม ไข่เจียวหอมใหญ่ ยำหัวหอม อาหารหวาน ขนมหวาน หอมทุกชนิด น้ำเก๊กฮวย ผลไม้ที่มีกลิ่นหอม กล้วยหอม เค้ก ของถวายพระ นาฬิกา โต๊ะรับแขก ดอกไม้สวยหอม ระฆัง ย่าม ไหว้พระปางรำพึง(พระประจำวันเกิด)มีกำลังเท่ากับ ๒๑ (สวดแบบย่อ วา โธ โน อะ มะ มะ วา) ทำทานกับเด็กด้อยโอกาส ให้เงิน ให้เสื้อผ้าสวย อาหารที่หอมหวานชวนกินไอศกรีม พฤติกรรม ทำตัวให้สดชื่นแจ่มใส บำรุง ดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่ตลอด จัดสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ สวยงาม เลิกการฟุ่มเฟือย วันเสาร์ อาหารคาว ประเภทของขม ของดำมะระยัดไส้ สะเดาน้ำปลาหวาน น้ำพริกปลาทู มะเขือยาว อาหารหวาน ลูกตาลเชื่อม กาแฟ โอเลี้ยง ของถวายพระ ร่มสีดำ กระเบื้องมุงหลังคา ไม้กวาด สร้างห้องน้ำถวายวัด ไหว้พระปางนาคปรก(พระประจำวันเกิด)มีกำลังเท่ากับ ๑๐ (สวดแบบย่อ โส มา ณะ กะ ระ ถา โธ) ทำทานกับโรงพยาบาลโรคจิต โรงพยาบาลโรคประสาท พฤติกรรม กวาดลานวัด ล้างห้องน้ำวัด ไม่เครียด มองโลกในแง่ดี ขยะในบ้านยกทิ้งทุกวัน อย่าหมักหมม ติดตามดูดวงอื่นๆได้ที่ : Horoscope.mthai.com

5 อันดับสิ่งประดิษฐ์น่าทึ่ง! ที่เกิดขึ้นจากความบังเอิญ
จัดอันดับ /  วิทยาศาสตร์ / 

เรื่องน่าเหลือเชื่อ ที่เกิดขึ้นจากความบังเอิญของนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังทดลอง แต่ดันได้ผลลัพธ์ที่ตัวเองไม่ได้คาดหวังออกมา แถมยังนำมาใช้จนถึงปัจจุบันอีกด้วย เป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งจริงๆ เกริ่นมาแบบนี้ อยากรู้แล้วใช่ไหมคะ ว่ามีอะไรบ้าง งั้นเราไปติดตามกันเลยค่ะ 5 อันดับสิ่งประดิษฐ์น่าทึ่ง! ที่เกิดขึ้นจากความบังเอิญ 5 อันดับสิ่งประดิษฐ์น่าทึ่ง! ที่เกิดขึ้นจากความบังเอิญ  อันดับ 5 กัมมันตภาพรังสี โดย Henri Becquerel เป็นนักฟิสิกส์ที่มีความสนใจในเรื่องการเรืองแสงตามธรรมชาติ และความแปลกใหม่ของรังสี x-ray และได้ทดลองมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในปีพ.ศ. 2439 เขาได้ทดสอบดูว่าถ้าทิ้งแร่ธาตุที่เรืองแสงตามธรรมชาติไว้ใต้แสงแดดมันจะสามารถผลิตรังสี x-ray ได้หรือไม่? แต่ขณะทำการทดลองเกิดความผิดพลาด ซึ่งทำให้เขาพบรอยตรงก้อนหินยูเรเนียมอยู่บนแผ่นถ่ายภาพ ดังนั้นเขาจึงคิดว่าน่าจะมีพลังงานซ่อนอยู่ เขาจึงร่วมมือกับเพื่อนคิดค้นและพบว่ามันเป็นผลมาจากสารกัมมันตภาพรังสีที่ทำให้เกิดพลังงานนิวเคลียร์นั่นเอง อันดับ 4 พลาสติก พลาสติกถูกคิดค้นขึ้นโดย Leo Hendrik Baekeland ซึ่งเป็นนักเคมีที่ต้องการผลิตสารอื่นมาใช้แทนสาร Shellac เพื่อเป็นฉนวนในเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีราคาสูงมาก แต่ในขณะที่เขาทำการทดลองสาร Bakelite เขากลับค้นพบวัสดุใหม่ที่สามารถพิมพ์รูปขึ้นได้ ทั้งยังทนความร้อนได้โดยไม่บิดงอ ซึ่งเขาคิดว่าจะนำไปใช้ในการบันทึกเครื่องเสียง แต่มันกลับถูกนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ นั่นก็คือพลาสติกที่เราใช้กันจนถึงทุกวันนี่เอง อันดับ 3 โค้ก โดยโค้กถูกค้นพบโดย John Pemberton เภสัชกรในเมือง Atlanta ซึ่งเขาต้องการจะค้นหายารักษาอาการปวดหัว จึงได้ทำการผสมยา (ที่ยังคงถูกปิดเป็นความลับจนปัจจุบัน) ออกมาและมันก็ถูกวางขายตามร้านยา แต่ 8 ปีต่อมามันกลับกลายเป็นเครื่องดื่มโค้กบรรจุขวดที่ขายดีที่สุดในโลก อันดับ 2 ไมโครเวฟ เกิดขึ้นจากชายคนหนึ่งที่เดินทางเข้าบริษัทและเขาผ่านเรดาห์ตรวจจับโลหะมาได้ เมื่อกำลังจะเดินไปถึงห้องทำงานเขาก็ล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อจะหยิบช็อกโกแลตแท่งขึ้นมากิน แต่เขากลับพบว่าช็อกโกแลตกลับละลายทั้งๆ ที่อากาศก็ไม่ได้ร้อน ดังนั้นเขาจึงคิดได้ว่าเป็นเพราะเรดาห์ เขาจึงสร้างไมโครเวฟขึ้นมาจากรังสีเรดาห์นั่นเอง อันดับ 1 ไวอากร้า โดยทางทีมแพทย์ได้ทำการวิจัยเพราะต้องการหายามารักษาโรคหัวใจขาดเลือด แต่หลังจากที่ผลิตยาตัวนี้ขึ้นมาและทดลองใช้ก็พบว่ามันมีผลข้างเคียงทำให้เลือดไหลไไปเลี้ยงตรงอวัยวะเพศชายมากขึ้น ดังนั้นจึงมีการนำไวอากร้ามาใช้เพื่อรักษาผู้ชายที่เป็นโรคไม่แข็งแทน ข้อมูลจาก: flagfrog, wegointer

สายร็อคคนซื่อ บิ๊ก หมายเลข 8 น้ำเสียงสำเนียง พี่เสก ชัดๆ
The Star 12 /  บิ๊ก the star / 

หนุ่มเหนือหน้าซื่อจากจังหวัดเชียงใหม่ที่ตั้งใจมาตามความฝันและต้องการช่วยเหลือครอบครัว ความโดดเด่นของ บิ๊ก กฤษฎา จันทร์ดี คือน้ำเสียงสะดุดหูจนหลายคนยกให้เขาเป็นเงาเสียงของ เสก โลโซ นอกจากนั้น บิ๊ก ยังมีความสามารถด้านการแต่งเพลงอีกด้วย แต่ด้วยการที่มีน้ำเสียงเหมือน เสก โลโซ นี่เองที่ทำให้เป็นอุปสรรคอย่างมาก เพราะ วงการนี้ต้องการมี พี่เสก แค่คนเดียว เลยกลายเป็นความกดดันของหนุ่มบิ๊กเอง ที่ไม่ว่าจะร้องเพลงอะไร ก็ต้องบังคับตัวเองไม่ให้เหมือนกับรุ่นพี่ จนอาจทำให้ตัวบิ๊กเอง ขาดความเป็นธรรมชาติ ซึ่งงานนี้ป๋าเต็ด เลยต้องบอกว่า ถ้าจะเหมือนก็ให้ปล่อยไป ให้เป็นตัวบิ๊กเองก็พอ ยังไงก็เอาใจช่วงหนุ่มหน้ามน คนซื่อ ชื่อบิ๊ก หมายเลข 8 คนนี้ด้วยแล้วกันนะจ๊ะ บิ๊ก กฤษฎา จันทร์ดี วันเกิด 29 มีนาคม 2534 อายุ 25 ปี ภูมิลำเนา เชียงใหม่ การศึกษา จบปริญญาตรี หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลับราชภัฏเชียงใหม่ แนวเพลงที่ชอบ Pop rock, เพื่อชีวิต ไอดอล ปู พงษ์สิทธิ์ แอ๊ด คาราบาว ความสามารถพิเศษ เล่นดนตรี แต่งเพลง งานอดิเรก เล่นดนตรี ดูหนัง เล่นกีฬา ความเป็นตัวเอง ขี้อาย อารมณ์ดี

วิบากกรรม กับ 5 วิธีแก้ไข ทำอย่างไรให้พ้นจากความทุกข์ ?
วิบากกรรม /  แก้กรรม

วิบากกรรม ความทุกข์ไร้ตัวตน  ความเชื่อคนไทยเรื่องวิบากกรรมจากเจ้ากรรมนายเวรที่เราได้เคยทำไม่ดีไว้ไม่ว่าจะเป็นในชาติที่แล้วหรือในชาตินี้ ต่างก็มีผลมาถึงปัจจุบัน อุปสรรคและความทุกข์ที่เราต้องเจอ ล้วนแล้วแต่เกิดจากการกระทำทั้งสิ้น ถึงแม้ว่า วิบากกรรม ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้จะไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ แต่เชื่อว่าหลายคนสัมผัสได้ว่ามีอยู่จริง วันนี้แม่หมอ และ Horoscope.mthai.com เลยอยากมานำเสนอวิธีแก้ไขวิบากกรรมจากอ. มิก พชร ฑูตเทวะ เพื่อเป็นแนวทางในการหาทางออกและอยากให้ได้แชร์ส่งต่อไปให้ผู้อื่นได้พ้นจากทุกข์ไปด้วยกันค่ะ 1. ทำบุญอุทิศส่วนกุศล วิธีนี้ทุกคนรู้จักกันดี เพราะเป็นวิธีที่สืบทอดตามกันมา ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญ ใส่บาตร ถวายสังฆทาน ทอดกฐิน ไถ่ชีวิตโค-กระบือ แล้วตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร แต่อยากจะบอกทุกท่าน ว่านี่เป็นแค่ทานกุศล เป็นเพียงกุศลเบื้องต้นที่ยังหยาบอยู่ ซึ่งบางครั้งอาจไม่เพียงพอที่จะไถ่โทษทัณฑ์ที่ได้กระทำผิดต่อเจ้ากรรมนายเวรตนนั้นได้ 2. การบวชพราหมณ์ หรือ บวชพระ รวมไปถึงการถือศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 และศีล 227 ส่วนจะบวชกี่วันย่อมขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละคน การบวชชีพราหมณ์เป็นระดับบุญที่สูงกว่าการให้ทาน เพราะมีโอกาสได้ทำวัตรเช้าเย็น และยังได้มีโอกาสนั่งสมาธิ แผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรได้อีกด้วย 3. เจริญสมาธิภาวนา เนื่องจากในสังคมปัจจุบันที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ทำงานเป็นส่วนใหญ่ ย่อมมีข้อจำกัดไม่มีเวลาไปบวช ดังนั้นเราควรทำบ้านให้กลายเป็นวัด ด้วยการสวดมนต์และเจริญภาวนาให้เป็นประจำ เพราะเป็นกศลที่ละเอียดมากและสูงที่สุด เป็นที่ปรารถนาของทุกดวงจิต เพราะผู้มีกายทิพย์หรือกายละเอียดย่อมต้องการบุญที่ละเอียดเช่นกัน องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า "หากเราทำจิตให้นิ่งสงบได้" ดังนั้นแม้ไม่มีเวลาไปวัด คุณก็สามารถปฏิบัติที่บ้านได้ แต่ขอให้ทำอย่างจริงจังเท่านั้น 4. ขออโหสิกรรม ถือเป็นการให้อภัยทาน คือการไม่ถือผิด ยกโทษให้การล่วงเกินกระทบกระทั่งทั้งหลายว่าเป็นโทษ อภัยทานเป็นทานระดับทานปรมัตถบารมี หากมีการให้อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน กรรมนั้นย่อมเป็นโมฆะหลุดพ้นจากบ่วงกรรมนั้นทันที 5. ขอร้องไกล่เกลี่ย เมื่อกระทำทุกอย่างรอบๆตัวแล้ว อาการป่วยหรือสภาวะต่างๆไม่ดีขึ้น ก็ต้องหาคนกลางมาไกล่เกลี่ย เช่น ผู้ทรงศีล พระผู้ทรงอภิญญา หรือผู้ที่มีจิตสัมผัส กล่าวมาถึงตรงนี้ ต้องการนำเสนอให้ทุกคนเห็นอีกด้านของวิถีแห่งเทวะบำบัด ซึ่งก็คือการไกล่เกลี่ยต่อเจ้ากรรมนายเวร  ติดตามอ่านแบบเต็มจุใจได้ที่ : หนังสือ เทวะบำบัด โดย อ.มิก พชร ฑูตเทวะ เรียบเรียบโดย : Horoscope.mthai.com

ละครมือปราบสายเดี่ยว , เรื่องย่อมือปราบสายเดี่ยว
ละครมือปราบสายเดี่ยว ตอนแรก /  ละครมือปราบสายเดี่ยว ตอนจบ / 

มือปราบสายเดี่ยวบทละครโดย: ภูริตราอำนวยการผลิตโดย: บริษัท ควิซ แอนด์ เควส จำกัดกำกับการแสดงโดย: ชูศักดิ์ สุธีรธรรมออกอากาศ: ทุกวันจันทร์ - พฤหัสบดี เวลา 19.05 น. วันศุกร์ เวลา 18.45 น. เรื่องย่อละครเรื่องมือปราบสายเดี่ยว ในงานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาจากเมืองนอกของ ภูวัช ลูกชายสุดรักสุดหวงของ สุรวิชญ์ เจ้าพ่อคลับ ผับ และคอมเพล็กเอ็นเตอร์เทนเม้นคนดัง มีนางแบบ ดารา ไฮโซ จำนวนมากมาร่วมงาน ท่ามกลางนักข่าวหลายสิบคน จิดาภา ลูกสาวบุญธรรมของสุรวิชญ์ สวมเพชรเม็ดใหญ่ราคานับสิบล้านบาทเดินแฟชั่นโชว์อวดความร่ำรวยของเจ้าของงาน ระหว่างนั้น ไฟก็ดับพรึบลง คนร้ายฉวยโอกาสเข้ามาปล้นเพชร ทันใดนั้น หญิงสาวในชุดราตรีสีแดงโดดเด่นก็ติดตามไปชิงเพชรจากคนร้าย พริม หรือ พริมาคือผู้หญิงในชุดแดงที่ขโมยเพชรเพื่อสืบหาคนที่ลักตัวน้องนุชน้องสาวไป แต่ในที่สุดก็ถูก ร.ต.อ. ชนิน นายตำรวจหนุ่มฝีมือดี แห่งสำนักงานป้องกันและปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรี ตามไปอย่างกระชั้นชิด ทั้งคู่เกิดการต่อสู้กัน ต่างก็ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะในที่สุดพริม ก็สู้แรงผู้ชายไม่ได้ เธออาศัยจังหวะกรีดร้องลั่นบอกว่าชนินจะข่มขืนเธอ พอชนินเผลอ เธอก็เตะผ่าหมากและวิ่งหายไปในความมืด แต่สุดท้ายชนินก็ตามไปรวบตัวเธอไว้จนได้ชนินเห็นความสามารถในการต่อสู้ของพริมจึงเสนอเงื่อนไขให้พริมเข้ามาอยู่ในหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรี หรือ "มือปราบสายเดี่ยว" แลกกับการไม่จับตัวเธอเข้าคุก พริมเลี่ยงไม่ได้จึงต้องยอมรับเงื่อนไข เพื่อใช้ความเป็นมือปราบ "สายเดี่ยว" ตามหาหนึ่งนุชน้องสาวที่หายตัวไป ละครมือปราบสายเดี่ยว อารตี - สาวสวยรวยเสน่ห์ เย่อหยิ่ง ดูถูกคน ไม่เป็นโล้ เป็นพาย เอาแต่เที่ยวเตร่และช๊อบปิ้ง ลูกสาวคนเดียวของ ยรรยง ผู้บังคับการสำนักงานป้องกันและปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรี เดินทางกลับมาจากเมืองนอก แต่ถูกสมุน กลุ่มมังกรห้าเล็บ มาดักอุ้มตัวไปจากสนามบิน ยรรยง ออกคำสั่งให้ชนินนำกำลังซึ่งประกอบไปด้วย หมวดดอน นายตำรวจหนุ่มไฟแรง ที่เพิ่งจบมาจากโรงเรียนนายร้อย จ่าเข้ม และ จ่าดำ สองจ่าคู่หูตามไปช่วยได้ทันเวลาอารตีปลอดภัยกลับมา เธออาละวาดด่าว่าตำรวจเสียๆหายๆ ที่ปล่อยให้ลูกสาวระดับผู้บังคับการสำนักงานป้องกันและปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรีอย่างเธอถูกจับได้ ยรรยง หนักใจกับพฤติกรรมของลูกสาว จึงสั่งให้อารตีทำงานทำการเสียที จะได้ไม่หลักลอยอีกต่อไป.... แม้ว่า คุณสิรี แม่เลี้ยงของอารตีจะพยายามห้ามสามี เพราะสงสารลูกเลี้ยง แต่ยรรยงตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว อารตีประท้วงไม่ยอมกินข้าว ขู่จะฆ่าตัวตาย ยรรยง ก็ไม่ยอมใจอ่อน ในที่สุดอารตี ก็ถูกส่งเข้าไปอยู่ในแก๊ง มือปราบสายเดี่ยว วันแรกที่ถูกส่งเข้าไปอยู่ในหน่วยเฉพาะกิจ อารตีก็มีเรื่องกับพริม เพราะความเรื่องเยอะ ดูถูกคน เวอร์ ทั้งสองชกต่อยกันจนหมดแรง ท่ามกลางกลุ่มตำรวจ ที่เดิมพันกันอย่างเมามันว่าใครจะชนะก่อนจะมีใครพลาดพลั้ง ชนิน ก็เข้ามาสั่งห้าม และให้ทั้งสองจับมือกัน เพราะจะต้องเข้ามาอยู่ในทีมเดียวกันแล้วพริมและอารตีจับมือกันอย่างเสียไม่ได้ ชนิน แนะนำเพื่อนร่วมทีมอีกสองคนคือ ศิริพร สาวเปิ่นเจ้าเสน่ห์ แต่เรื่องแฮกข้อมูลไม่มีใครเก่งเกิน ศิริพรถูกจับได้เพราะแฮกเงินจากธนาคารที่ทำงานอยู่เพื่อเอาไปให้แฟนหนุ่มถึง 20 ล้าน แต่เมื่อแฟนได้เงินก็เชิดหนีไปปล่อยให้ศิริพรถูกจับคนเดียว เนย มือปืนทีมชาติที่มีนิสัย มุทะลุ ดุดัน เนยเคยถูกพ่อเลี้ยงข่มขืนตั้งแต่เล็กจริงไม่ใว้ใจผู้ชาย แต่เมื่อแฟนหนุ่มคนเดียวทำทีเป็นรักและดูแลอย่างดี เนยจึงทุ่มเทความรักให้ และเมื่อรู้ว่าผู้ชายคนนั้นเจ้าชู้เพมือนพ่อเลี้ยงเธอจึงยิงแฟนตายเพราะความแค้น ทั้งหมดจะต้องมารวมตัวกันอยู่ในแก๊งมือปราบสายเดี่ยว ทำหน้าที่ปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรี ภายใต้การควบคุม และดูแลของ ร.ต.อ. ชนิน , ร.ต.ต. ดอน จ่าเข้ม และ จ่าดำ สองตำรวจคู่หู และสดใสครูฝึกสุดโหดการฝึกซ้อมการต่อสู้ และช่วยเหลือตนเองแบบทหารและตำรวจเต็มรูปแบบเต็มไปด้วยความทุลักทุเลเพราะทั้ง 4 สาวมีบุคลิกต่างกันสุดขั้ว แต่ต้องมาอยู่รวมกัน ปัญหาเลยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ให้ชนินปวดหัวต้องแก้ไขแทบทุกวันปัญหาหลักๆมักจะมาจากอารตี ที่รักความสะดวกสบาย ชอบเอาเปรียบเพื่อน เพราะคิดว่าตัวเองเป็นถึงลูกสาวของผู้บังคับการสำนักงานฯ ขณะที่พริมก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้ เนยและ ศิริพรต้องคอยห้ามทัพอยู่เสมอ ละครมือปราบสายเดี่ยว ในขณะเดียวกัน พริมและอารตีต่างก็แข่งขันว่าใครจะได้ครอบครองหัวใจ ชนิน ผู้กองหนุ่มรูปหล่อ แต่ทั้งสองสาวก็ต้องอกหักดังเป๊าะเมื่อ จิดาภา นางแบบเพชรยอดมงกุฎ ประกาศตัวเป็นคนรักของชนินขณะที่ หมวดดอน นายตำรวจหนุ่มรูปหล่อ กลับแสดงความสนใจ ศิริพรสาวเปิ่นประจำหน่วย ทำให้เนยซึ่งแอบหลงรักหมวดดอนอยู่ลึกๆ กลายเป็นคนอกหัก ในช่วงนั้นเองก็มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น เมื่อเด็กสาววัยรุ่น ถูกลักพาตัวบ่อยครั้งหนังสือ พิมพ์ และโทรทัศน์ได้นำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง ชนินสงสัยว่า สุรวิชญ์ เจ้าพ่ออาบอบนวดคนดังจะอยู่เบื้องหลังการหายตัวของเด็กสาวๆ เขาจึงพยายามจับตามองสุรวิชญ์อย่างใกล้ชิด คืนหนึ่ง ภูวัช ลูกชายสุรวิชญ์ ถูกลอบทำร้าย โชคดีที่อารตีผ่านมาเจอเข้าเลยช่วยไว้ทัน ภูวัชสลบเหมือด อารตีพาเขาไปทำแผลที่บ้าน ภูวัชฟื้นขึ้นมา คิดว่าอารตีเป็นคนทำ ก็โวยวายใหญ่ อารตีใช้ศิลปะป้องกันตัวทุ่มเขาลงไปนอนจุก ก่อนที่เธอจะทำอะไรมากกว่านั้น ยรรยงก็เข้ามาห้าม ทำให้ภูวัชรู้ว่า อารตีเป็นลูกสาวของ ผู้บังคับการสำนักงานป้องกันและปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรี ... .เขาสนใจเธอตั้งแต่แรกเห็น พยายามตามจีบแต่อารตีกลับมองเขาอย่างดูถูก ซ้ำยังเหยียดหยามหาว่าเขาเป็นลูกเจ้าพ่ออาบอบนวด กระจอกเกินไปสำหรับเธอ แต่เหตุผลที่แท้จริงก็คือ เธอหลงรักชนิน เข้าเต็มเปาอยู่แล้ว ภารกิจปราบปรามผู้เป็นภัยต่อเด็กและสตรีเริ่มขึ้นสี่สาวได้รับคำสั่งให้บุกเข้าไปช่วยเด็กที่ถูกลักพาตัว ชนินมอบหมายให้ พริม เป็นหัวหน้าทีม สร้างความไม่พอใจให้อารตี เป็นอย่างมาก เพราะฝีไม้ลายมือของเธอก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพริมเลยแม้แต่น้อยเมื่อถึงเวลาปฏิบัติภารกิจ อารตีไม่ยอมทำตามแผนที่วางไว้ ทำให้ทุกคนตกอยู่ในอันตราย เด็กหญิงวิ่งไปเป็นลมหน้าภูวัช เขารับร่างเด็กหญิงไว้ อารตีวิ่งมาเจอเข้า ก็ตรงเข้าจับตัวภูวัช เขาพยายามชี้แจงว่าเขาไม่ใช่คนร้าย แต่อารตีไม่เชื่อพาภูวัชไปที่หน่วยแต่ด้วยอำนาจ และบารมีของเจ้าพ่อสุรวิชย์ ผู้เป็นพ่อ ภูวัชถูกปล่อยตัวโดยไม่มีการไต่สวน อารตีโวยวายและให้สัญญากับตัวเองสักวันเธอจะฉีกหน้ากากผู้อยู่เบื้องหลังให้ได้ อารตีรู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อนๆตกอยู่ในอันตรายและ ทำให้ศิริพรได้รับบาดเจ็บ จึงขอถอนตัวออกจากแก๊งมือปราบสายเดี่ยว ก่อนที่เหตุการณ์จะเลวร้าย พริมคู่ปรับที่ไม่ค่อยลงรอยกับ อารตี ขัดขวางไม่ยอมให้อารตีออกไปจากทีม หากอารตีก้าวไปอีกก้าวเดียวเธอจะถือว่า อารตีเป็นฝ่ายแพ้ คำพูดของพริม ทำให้อารตีฮึดสู้ ประกาศก้องว่าเธอไม่มีวันที่เธอจะยอมแพ้พริมเด็ดขาด ทุกคนในหน่วยเฉพาะกิจต่างขบขันกับพฤติกรรมของสองสาว ชนินเปิดเผยว่า นี่เป็นแผนที่จะพิสูจน์ความเป็น น้ำหนึ่งใจเดียวกัน ของทีม หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ทั้งสี่สาวเริ่มผนวกใจเป็นหนึ่งเดียว ร่วมทุกข์ร่วมสุขและเห็นอกเห็นใจกันจนได้ ปฏิบัติการโค่นเจ้าพ่อจึงเริ่มขึ้น นั่นหมายความว่า ทั้งสี่สาวจะต้องหาหลักฐานมัดตัวสุรวิชญ์ และหาทางช่วยเด็กอีกจำนวนมากที่ถูกพาตัวไปส่งขายยังต่างประเทศชนินรู้ว่าภูวัชชอบอารตีก็สั่งให้อารตีเข้าไปเป็นคู่ควงของภูวัช เพื่อล้วงความลับและหาหลักฐานมัดตัวภูวัชว่ามีส่วนรู้เห็นในขบวนการค้าหญิงข้ามชาติ อารตีพยายามใช้เสน่ห์เล่ห์กลร้อยแปดเพื่อหลอกล่อให้ภูวัชสนใจ ความใกล้ชิด การเอาอกเอาใจและคารมของภูวัช ทำให้หัวใจของอารตีเริ่มอ่อนไหว พริม เนย ศิริพร ต้องปลอมตัวเป็นนักร้องวงทรแองเจิ้ลเข้าไปทำงานในบาร์ของเดี่ยวคนสนิทของสุรวิชจ่าดำตามไปเป็นผู้จัดการให้สาวๆเพื่อเข้าไปสืบว่าจริงๆแล้วสุรวิชหรือเดี่ยวกันแน่ที่เป็นเจ้าพ่อของแก๊งค้ามนุษย์ จิดาภา น้องสาวบุญธรรมของภูวัช ไม่พอใจที่ภูวัชควงอารตี ก็หาทางกลั่นแกล้งให้อารตี กระเด็นไปจากภวัศ ยิ่งจิดาภาพยายามขัดขวางมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้อารตีและภูวัชสนิทสนมกันมากขึ้น แต่อารตีก็พยายามปฏิเสธใจตัวเอง เพราะเธอมีชนินเป็นฮีโร่อยู่ในใจอยู่แล้ว ละครมือปราบสายเดี่ยว ทางด้าน พริมเนย และ ศิริพรที่กลายเป็นนักร้อง ด้วยความสวยของพริม เนยและศิริพร สามสาวโดดเด่นในบรรดานักร้องทั้งหมด ทำให้บรรดานักร้องประจำเริ่มไม่พอใจหาทางกลั่นแกล้ง แต่พริม เนย และศิริพรก็สวนกลับอย่างไม่มีใครยอมใคร จนในที่สุดนักร้องรุ่นเก่าต้องรวมตัวกันขอร้องให้สุรวิชญ์ไล่พริมเนยและศิริพรออกไป แต่เมื่อสุรวิชญ์ได้พบหน้าพริม เขาก็หลงใหลในรูปร่างหน้าตาของเธอ จึงเสนอรถสปอร์ตสุดหรู แลกกับการเป็นคู่ควง พริมได้โอกาสงัดกลเม็ดมารยาหญิงหลบเลี่ยงสารพัด ยิ่งพริมเล่นตัวเท่าไหร่ สุรวิชญ์ยิ่งอยากเป็นเจ้าของพริมมากขึ้นเท่านั้นศิริพรหาโอกาสพยายามเข้าไปแฮกข้อมูลโน๊ตบุ๊คของเดี่ยว โดยให้พริมเป็นตัวล่อ ศิริพรตกอยู่ในวงล้อมของสมุนเดี่ยว หมวดดอน และจ่าเข้มบุกเข้ามาช่วยสถานการณ์เริ่มไม่น่าไว้วางใจ ชนินปลอมตัวเป็นคนขับแท็กซี่คอยรับส่งพริม เพื่อคุ้มครองเธอให้ปลอดภัย ระหว่างปฏิบัติงาน ขณะที่หมวดดอนปลอมตัวเป็นมอเตอร์ไซด์วินมาคอยรับส่งศิริพร ส่วนจ่าเข้ม ปลอมตัวเป็นตำรวจที่รับสินบน เพื่อช่วยกันหาหลักฐานมัดตัวเจ้าพ่อและนายเดี่ยวลูกน้องคนสำคัญ พริม และ ชนินต้องใกล้ชิดกันด้วยหน้าที่การงาน แต่ทั้งคู่ต้องซ่อนความรู้สึกในใจไว้ภายใต้ท่าทีที่เย็นชา และการทะเลาะเบาะแว้ง ต่างไม่มีใครยอมใคร.... แก๊งค้าหญิงข้ามชาติถูกขัดขวางโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจบ่อยครั้ง สุรวิชญ์จึงได้ให้จิดาภา ลูกสาวบุญธรรมของเขาเข้าไปเป็นนางนกต่อ หาทางใกล้ชิดสนิทสนมกับชนินเช่นเดียวกัน จิดาภาพยายามใช้ความสวยยั่วยวนชนินเพื่อรู้ความลับของคู่ต่อสู้ ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษบางครั้งชนินก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพชนินไปไหนมาไหนสองต่อสองกับจิดาภาทำให้พริมไม่พอใจและพาลไม่ชอบขี้หน้าจิดาภา เจอหน้ากันแต่ละครั้งทั้งสองสาวต่างก็ปะทะคารมกันอยู่เสมอขณะที่อารตีเริ่มสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่าง ชนินและพริม สองสาวออกกำลังกันงัดข้อกันจนเหนื่อยแทบขาดใจ ต่างก็ระบายความในใจออกมา อารตีจึงรู้ว่าพริมรักชนินมาก และในขณะที่อารตีกำลังจะต้องหมั้นกับเขา ตามความต้องการของผู้ใหญ่ แต่หัวใจของเธอ กำลังหวั่นไหวกับภูวัชลูกชายเจ้าพ่อใหญ่ทั้ง 2 คู่จึงกลายเป็นความสับสนอลหม่านที่ยากจะลงตัวง่ายๆ สายสืบส่งข่าว จะมีการส่งเด็กและผู้หญิงล็อตใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เมื่อรู้วันเวลาแน่นอน ชนินเข้าไปตรวจค้น สุรวิชญ์ เดี่ยวและลูกน้อง ยิ้มต้อนรับและพร้อมให้พิสูจน์กับความบริสุทธิ์ของตัวเอง ชนินและลูกทีมคว้าน้ำเหลว หน้าแตกยับเยิน ยรรยงเชื่อว่าจะต้องมีหนอนบ่อนไส้ ให้ชนินสืบหาด่วน พริมโดนเพ่งเล็งมากกว่าใคร เพราะประวัติพื้นเพของเธอไม่สามารถชี้ชัดได้ พริมกลับไปถึงห้อง ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าข้าวของส่วนตัวของเธอถูกรื้อค้น รวมทั้งโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีข้อความที่สุรวิชญ์ส่งถึงพริม ยิ่งทำให้ชนินสงสัยเธอมากกว่าเดิม อารตี เนย และศิริพรต่างก็กล่าวหาว่าพริมหักหลัง พริมขอเวลา 1 อาทิตย์เพื่อพิสูจน์ว่าเธอบริสุทธิ์ของตัวเอง เธอตามสืบหาน้อง แต่กลับติดไปกับกลุ่มเด็กสาวทีกำลังจะถูกส่งตัวไปขายต่อมาเลเซีย โชคดีที่ ชนิน หมวดดอน จ่าเข้ม และจ่าดำ ตามไปช่วยไว้ได้และช่วยผู้หญิงต่างชาติที่กำลังจะถูกส่งขายไปเมืองนอกได้จนกลายเป็นข่าวโด่งดังผ่านไปหลายวัน พริมก็ไม่สามารถหาหลักฐานได้ ในที่สุดพริมตัดสินใจยอมเป็นคู่ควงกับสุรวิชญ์ เพราะเริ่มสงสัยว่าสุรวิชต่างหากที่เป็นตัวการสำคัญไม่ใช่เดี่ยว จนสุรวิชญ์ไว้ใจให้เธอเข้านอกออกในได้ทุกซอกทุกมุม จนพริมรู้ช่องทางลับที่สุรวิชญ์ แอบพาเด็กสาวหลบหนี พริมพบว่ามีเด็กสาวกำลังถูกขังอยู่ในห้องใต้ดินนับสิบคน เธอสงสัยว่าอาจจะมีน้องนุช น้องสาวของเธอรวมอยู่ด้วย ถึงเวลาประชุมลับ พริมเสนอและขอร้องให้ชนินเข้าไปช่วยเหลือ แต่ชนินกลับปฏิเสธโดยบอกว่า ถ้าไปตรวจค้นแล้วคว้าน้ำเหลวเหมือนคราวที่แล้ว สำนักงานฯจะต้องหน้าแตก .... ทั้งคู่โต้เถียงกันอย่างรุนแรง ละครมือปราบสายเดี่ยว พริม เสียใจที่หน่วยปราบสายเดี่ยวไม่เชื่อถือ ตัดสินใจสวมหน้ากากเป็นสาวแก้มแดง บุกเดี่ยวเข้าไปช่วยเหลือเด็กสาวเหล่านั้น จนกลายเป็นข่าวโด่งดัง กล้องวงจรปิดกลายเป็นหลักฐานชี้ชัดว่าพริมกำลังทำนอกเหนือคำสั่ง ชนินสั่งลงโทษพริมโดยสั่งขังเดี่ยว 3 วัน ทั้งที่เขาเองก็เจ็บปวดที่ต้องลงโทษผู้หญิงที่เขารัก ขณะที่พริมเดินหน้าเข้าห้องขังเดี่ยว แก๊งมือปราบสายเดี่ยวถูกสั่งให้ออกปฏิบัติการ หาหักฐานมัดตัว เอาผิด สุรวิชญ์ สุรวิชญ์ไหวตัวทันหลบหนีไปได้ ทั้งสี่สาวตกอยู่ในอันตราย ชนิน หมวดดอน จ่าเข้ม และจ่าดำมาช่วยไว้ทันเวลาพอดี ปฏิบัติการล้มเหลว มีผู้หญิง หลบหนีออกมาจากแก๊งค์ค้ามนุษย์ และถูกฆ่าตาย พริมได้พบสร้อยข้อมือที่เธอซื้อให้น้อง ด้วยความแค้น พริม ตัดสินใจสวมหน้ากากสาวแก้มแดงอีกครั้ง บุกเข้าไปเพื่อหวังจะช่วยน้องนุช ชนิน สงสัยในพฤติกรรมของ พริม จึงติดตามไปอย่างไม่ลดละ ขณะที่พริมพยายามหลีกเลี่ยงเพราะไม่อยากให้ความลับเปิดเผย ก่อนที่พริมจะเสียทีถูกกระชากหน้ากาก ภูวัชก็เข้ามา พริมจับตัวภูวัชเป็นตัวประกัน ให้พาเธอหลบหนีออกไปอารตีเป็นห่วงภูวัชตามไปอย่างไม่ลดล่ะ และพบว่าภูวัชถูกแก้ผ้าล่อนจ้อนอยู่ข้างทาง เธอช่วยเหลือเขา ระหว่างนั้นมีมือปืนตามฆ่าภูวัช อารตีช่วยพาเขาหนีไปก่อนที่ทั้งคู่จะเสียที พริมในชุดหน้ากากก็มาช่วยไว้ได้ทัน ชนินจับตัวพริมในชุดหน้ากากนางสิงห์แก้มแดงไว้ได้ พริมจนมุมหมดทางต่อสู้ ตัดสินใจจูบชนิน เมื่อชนินเคลิบเคลิ้ม พริมฉวยโอกาสหลบหนี ภูวัชเริ่มสงสัยว่า เขาเป็นเป้าหมายสำคัญที่กลุ่มเหล่าร้ายต้องการเก็บอารตีบอกว่าอาจจะมีคนไม่หวังดีกับเขาหรืออยากฮุบสมบัติไว้คนเดียว ภูวัชสงวัยว่าจะเป็นจิดาภาซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของพ่อ .. ซึ่งจะเป็นผู้รับมรดกทั้งหมด หากเขาเป็นอะไรไป อารตี บอกให้ภูวัชจับตามองจิดาภาอย่างเงียบๆอย่าให้รู้ตัวภูวัชไม่เชื่อเพราะรักจิดาภาเหมือนน้องสาวแท้ๆพริมได้พบน้องนุชน้องสาวจนได้ เธอเข้าไปช่วยน้องสาวออกมาได้ทันเวลา แต่พลาดท่าถูกคนของสุรวิชญ์ยิงได้รับบาดเจ็บ ภูวัชโผล่มาช่วยเธอได้ทันเวลา และยังพาพริมไปรักษาตัว เขารู้ความจริงว่า พ่อของเขาเป็นหัวหน้าแก๊งค้าผู้หญิงข้ามชาติ ภูวัช พยายามขอร้องให้สุรวิชญ์ยุติเรื่องทั้งหมด แต่สุรวิชญ์กลับปฏิเสธ บอกว่าเขามาไกลเกินจะคิดกลับตัว และบอกว่าที่ทำทุกอย่างเพื่ออนาคตของภูวัช ภูวัชระเบิดอารมณ์บอกว่าพ่อทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง ถ้ารักลูกจริงจะต้องเลิกเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายการชิงไหวพริบระหว่างชนินกับสุรวิชญ์เริ่มต้นขึ้น แต่ชนินก็พลาดกับข่าวลวงที่เป็นกับดักลวงมาฆ่า ภูวัชมาช่วยได้ทันก่อนที่ชนินและลูกทีมจะเอาตัวไม่รอดพริมย้อนกลับไปโกดังเพื่อหานาฬิกาที่ชนินซื้อให้ในวันเกิด จู่ๆคานโกดังดันหล่นมา ชนินใช้ตัวป้องกันพริม จนตัวเองได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ต่างก็กอดกันด้วยความรัก อารตีเจ็บปวดเมื่อรู้ว่าชนินรักพริม อารตีเดินหนีมา เห็นสุรวิชญ์ถูกยิงเข้าพอดี ภูวัชหันไปเห็นอารตียืนถือปืนอยู่ เขาเข้าใจว่าอารตีฆ่าพ่อของเขา เขาโกรธจัดตรงเข้าไปกระชากแขนอารตีวิ่งหนีไปด้วยความแค้น แม้อารตีจะพยายามปฏิเสธอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ ภูวัชพาอารตีขึ้นรถหนีรถตำรวจไล่ตามมาติดๆ เมื่อเจอด่านตรวจอยู่ข้างหน้า ภูวัชจึงหักรถเข้าป่า อารตีพยายามหนี ภูวัชจึงเอาเชือกมัดมือเธอและลากเข้าป่า เมื่ออารตีพยายามหาทางหนีอยู่เสมอจึงถูกภูวัชข่มขู่และทำร้ายต่างๆนานา ขณะเดียวกัน ทั้งคู่ก็ถูกมือปืนตามเก็บอย่างกระชั้นชิด ชนินรู้ว่าอารตีและภูวัชตกอยู่ในอันตรายจึงตามไปช่วย พริมขอตามไปด้วยความเป็นห่วงเพื่อนร่วมแก๊ง หมวดดอน ศิริพร เนย จ่าดำ และจ่าเข้มนำกำลังไปสมทบขณะที่อารตีและภูวัชค้างคืนอยู่ในป่าด้วยกันอารตีถูกงูกัด ภูวัชเข้ามาช่วย อารตีอาศัยจังหวะแย่งปืนไปได้แต่ภูวัชไม่สนใจกลับดูดพิษงูออกด้วยความห่วงใย อารตีใจอ่อน ไม่สามารถยิงเขาได้ เธอคืนปืนให้เขา ภูวัชมั่นใจว่าอารตีจะไม่หนีไปไหนจึงแกะเชือกออก ทั้งสองหาทางออกจากป่าอย่างยากลำบาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งคู่ต่างก็เห็นอกเห็นใจกันและรักกันคนของจิดาภาตามมาเจอเกิดการปะทะกันอย่างดุเดือด หมวดดอน ตกอยู่ในอันตราย เนยพุ่งเข้าไปบังกระสุนแต่กลายเป็นศิริพรที่เข้าไปกอดบังเนยอีกทีและศิริพร เสียชิวิตในอ้อมกอดของหมวดดอนและเนยผู้ชายที่เธอรัก และเพื่อนรัก ทั้งหมดร้องไห้ด้วยความเสียใจ จิดาภาดักยิงภูวัชจนบาดเจ็บ แต่ชายหนุ่มก็รวบรวมกำลังหนีไปได้ อารตีช่วยทำแผลให้ จิดาภายังไม่หยุด หลังจากฆ่าสุรวิชญ์แล้ว ยังมีภูวัชเป็นเสี้ยนหนามขัดขวางหนทางที่จะได้มรดกทั้งหมด เธอจึงสั่งให้เดี่ยว คนสนิทของสุรวิชตามเก็บภูวัชให้ได้ ขณะที่ภูวัชและอารตีกำลังจะเสียที ชนินและพริมก็ตามมาช่วยไว้ได้ ละครมือปราบสายเดี่ยว จิดาภาถูกยิงตาย....ก่อนตายเธอได้สารภาพความจริงทั้งหมด ว่าพ่อของเธอถูกสุรวิชญ์ฆ่าตายและรับเธอมาเลี้ยงเพราะสงสาร แต่ใช้เธอเป็นนางนกต่อและด่าว่าเธอตลอด เธอแอบได้ยินสุรวิชญ์บอกภูวัชว่าไม่เคยรักเธอเหมือนลูกแต่เลี้ยงเอาไว้ใช้ เธอจึงคิดแก้แค้นแทนพ่อ และก่อนสิ้นใจตายเธอมอบตั๊มไดรว์ เปิดโปงขบวนการค้าหญิงข้ามชาติทั้งหมดให้ชนิน ... และขอให้ชนินกอดเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เธอจะสิ้นใจในอ้อมกอดของชนิน หลังจากเหตุการณ์ร้ายๆผ่านไป คุณสิรีขอให้ยรรยงบังคับให้ชนินแต่งงานกับอารตี สองคนตกใจไม่คิดว่าจะโดนมัดมือชก อารตีวางแผนหลอกคุณสิรีเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าวเป็นภูวัช กว่าจะรู้คุณสิรีก็ต้องเลยตามเลย พริม เสียใจเพราะชนินผิดสัญญากับเธอ จึงหลบหนีไปทำใจ ชนินพยายามตามหาพริมจนเจอ เขาสารภาพรักพริมและขอให้เธอให้โอกาสเขา พริมบอกว่าเธอทำร้ายอารตีไม่ได้หรอก เพราะรู้ว่าอารตีก็รักชนิน อารตีเดินมากับภูวัชบอกว่าเธอเปลี่ยนใจแล้ว คนที่เธอรักคือภูวัชต่างหาก ขณะที่หมวดดอน สมหวังกับเนย พริม อารตี เนยไปที่หลุมฝังศพของศิริพร มือถือของสามสาวดังขึ้นพร้อมกับภารกิจใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น .. นักแสดงนำ ละครมือปราบสายเดี่ยว เอกพงษ์ จงเกษกรณ์ รับบท ภูวัชณฐณพ ชื่นหิรัญ รับบท ชนินตฤณญา มอร์สัน รับบท พริมชาเคอลีน มิ๊นซ์ รับบท อารตีเบญจวรรณ อาร์ดเน่อร์ รับบท เนยพราวฟ้า การัญชิดา รับบท ศิริพรกิตติธัช ประดับ รับบท หมวดดอนเจสสิก้า ภาสะพันธุ์ รับบท จิดาภาจักรกฤษณ์ อำมรัตน์ รับบท สุรวิชญ์

วิถีสก๊อยเกิร์ล!!! ใบเฟิร์น นุ่งสั้นควงทอม
ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก /  ข่าวบันเทิงวันนี้

อุ๊ย ตาย ว้าย กรี๊ด ใบเตย อาร์สยาม ชิดขวา แพท ณปภา อ้าแขนรับเลยทีเดียว สำหรับสก๊อยเกิร์ลหน้าหวาน เอ้ย!!! สาวนุ่งสั้นหน้าหวานอย่าง ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก เรียกว่าเป็นนางเอกหน้าสวยที่ใส่กางเกงขาสั้นแล้วเปล่งออร่าน่าม้อง...น่ามองที่สุด แต่ในขณะเดียวกันหลายๆ คนก็ให้คำจำกัดความแบบเก๋ๆ ว่า 'สก๊อย' ซึ่งจุดนี้ต้องบอกว่าสาวเจ้าห่างไกลจากคำว่าสก๊อยมากมายนะจ๊ะๆ เพราะเรียวขาของหนูใบเฟิร์นเธอไม่ลายด้วยแผลเป็นและไม่ได้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เป็นงานอดิเรกด้วย หุหุ แต่งานนี้ที่น่าให้ความสนใจมากกว่ากางเกงขาสั้นก็คงเป็นสาวหล่อที่เจ้าตัวควงมาช็อปปิ้งนี่แหละ ไม่รู้เป็นเพื่อน เป็นแฟนคลับ หรือเป็นใครมาจากไหน ถึงได้มีโอกาสมาเข็นรถรอสาวเจ้าหยิบผักใส่เยี่ยงนี้ จะสงสัยว่ามีรสนิยมชมชอบสาวหล่อก็ไม่ค่อยแน่ใจ แต่พอสงสัยอีกทีก็ยิ่งน่าสงสัย เพราะข่าวคราวกับหนุ่มแท้ทั้งแท่งเธอก็ไม่ค่อยมีออกมาให้เห็นมากนัก ไม่รู้ประเด็นนี้ถ้าไปถามไถ่เพื่อนซี้ดีกรีนางเอกพันล้านอย่าง ใหม่ ดาวิกา จะรู้ตื้นลึกหนาบางบ้างอ๊ะเปล่า ซี้ย่ำปึ้กกันขนาดนั้นคงชี้แจงแถลงไขได้บ้างแหละ แต่ก็แหม...ช่างเป็นเพื่อนรักที่ต่างขั้วกันจริงๆ เนอะ อีกคนวิถีสก๊อยนุ่งสั้นควงทอมช็อปปิ้งชิลจะตาย ส่วนอีกคนวิถีเซเลบใช้ชีวิตไม่ง่าย เพราะฮอตยิ่งกว่าอากาศช่วงซัมเมอร์ เอ้า!!! บอดี้การ์ดสาวหล่อคนนี้เป็นใคร แจกแจงให้ฟังหน่อยก็ดีน้าาา...หนูใบเฟิร์น ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก

โซฟี ชัญญา หรือ ยีนส์ Project X แฟ้มลับเกมสยอง ในชุดนักศึกษา
Project X แฟ้มลับเกมสยอง /  ชุดนักศึกษา / 

สาวสวยหุ่นดีโซฟี่ ชัญญ่า ธนสินสุนทร หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตาเธอจากเอ็มวีเพลงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เพลงรักอยู่ ของหนึ่ง อภิวัฒน์, BossVutt เพลงกลับมาบอกฉัน และล่าสุดสาวลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส ยังได้มาชิมลางงานแสดงครั้งแรกในซีรี่ส์เรื่อง Project X แฟ้มลับเกมสยอง ในบทยีนส์ นอกจากนี้สาวโซฟี่เธอยังมีดีกรี รองชนะเลิศอันดับ 4 Gossip Girls 2012 อีกด้วยนะคะ สวยเก่งมากควมสามารถ งั้นวันนี้เราลองไปชมภาพน่ารักใสๆ ในลุคนักศึกษา ว่าจะสวยน่ารักขนาดไหน ปัจจุบันเธอกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยรังสิต โซฟี ชัญญา หรือ ยีนส์ Project X แฟ้มลับเกมสยอง ในชุดนักศึกษา ที่มาภาพจาก IG @chanya.thanasinsoontho

ละครแม่อายสะอื้น , เรื่องย่อแม่อายสะอื้น
ละครแม่อายสะอื้น /  เรื่องย่อละครแม่อายสะอื้น / 

แม่อายสะอื้น บทประพันธ์ อนัญจนาบทโทรทัศน์ สาวิตาออกอากาศทางช่อง 7 เร็วๆ นี้ เรื่องย่อ ละครแม่อายสะอื้น ดาวนิล หญิงสาวที่สวยที่สุดของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอแม่อาย เป็นลูกสาว คำปัน ซึ่งเป็นครูด้านการแสดงศิลปะล้านนา ดาวนิลเป็นคนที่มีฝีมือในการรำดาบได้สวยไม่แพ้ใคร ทุกครั้งที่เธอฝึกซ้อมที่ลานกลางหมู่บ้าน จะมีชาวบ้านมานั่งดูและชื่นชมในฝีมือรำดาบของเธอเสมอ คำปันภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มาก ผิดกับ ช่อเอื้อง ลูกสาวคนเล็กที่พ่อหัดให้ตีกลองสะบัดชัย แต่ฝีมือการตีไม่เคยได้ดั่งใจผู้เป็นพ่อ ช่อเอื้องมักถูกตำหนิเสมอถึงเรื่องการไม่ตั้งใจฝึกซ้อม คณะละครของคำปันมีคณะละครคู่แข่งคือคณะของ หนานเมือง แต่เพราะคณะของหนานเมืองไม่มีนักแสดงที่เก่งอย่างดาวนิล ทำให้คณะละครของหนานเมืองมีงานน้อยกว่าคณะของคำปันมาก ทำให้หนานเมืองไม่ค่อยพอใจในตัวคำปันและหาทางแกล้งคณะของคำปันเสมอ หนานเมืองมีลูกสาวชื่อ รินคำ เป็นเด็กสาวที่รักสวยรักงามและไม่ชอบศิลปะการแสดงเลย รินคำมักมีเรื่องทะเลาะกับช่อเอื้องเสมอเวลาที่ทั้งสองคณะต้องมาเจอหน้ากัน ทอน ลูกชายผู้ใหญ่บ้านที่แอบชอบดาวนิลอยู่แล้วมาชวนดาวนิลให้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ทใหม่ในตัวเมือง ดาวนิลดีใจที่คณะของพ่อจะได้งาน รินคำที่แอบมาได้ยินเห็นดาวนิลทำท่าดีใจและเห็นสายตาทอนที่มองดาวนิลก็ยิ่งไม่พอใจ ในคืนที่ดาวนิลได้ไปแสดงในงานเปิดรีสอร์ท รินคำกับหนานเมืองตามไปแกล้งคณะของคำปันจนถึงงาน รินคำหลอกดาวนิลไปขังไว้ในห้องเก็บของ โชคดีที่ ทรงพล ผ่านมาพอดีเลยช่วยเอาไว้ได้ ดาวนิลยังไม่ทันได้ขอบคุณ ทรงพลก็เดินออกไปก่อน ดาวนิลได้พบทรงพลอีกทีเมื่อเริ่มการแสดง เธอได้รู้ว่าที่แท้เขาคือนักธุรกิจที่มาจากกรุงเทพ ดาวนิลทำการแสดงได้ประทับใจจนแขกในงานต่างปรบมือให้ แต่สิ่งที่ดาวนิลดีใจที่สุดคือคำชมของทรงพลที่ฝากเพื่อนมาชม ด้วยความที่ถูกกลั่นแกล้งบ่อยๆจากหนานเมืองและรินคำ ทำให้งานแสดงของคณะคำปันเริ่มน้อยลงจนดาวนิลพยายามหางานเพิ่ม แต่สุดท้ายก็โดน อ้ายศักดิ์ นายหน้าหางานฉวยโอกาสจะปลุกปล้ำ ดาวนิลไม่ยอมและทำร้ายอ้ายศักดิ์เพื่อป้องกันตัว หนานเมืองจึงฉวยโอกาสรวมหัวกับอ้ายศักดิ์ จนคณะคำปันไม่มีงานแสดงอีก เมือไม่มีงานแสดง ฐานะของบ้านและคณะละครของคำปันก็ย่ำแย่หนักยิ่งกว่าเดิม หนำซ้ำดวงตาของคำปันยังเริ่มมองเห็นได้เลือนลาง ดาวนิลกลุ้มใจและเป็นห่วงพ่อ วิไลที่กลับมาเยี่ยมป้าบัว ผู้เป็นแม่ รู้เรื่องดาวนิลต้องการเงิน ก็ชวนดาวนิลเข้าไปทำงานกับตนที่กรุงเทพ แม้ว่าตอนแรกดาวนิลจะปฏิเสธเพราะห่วงพ่อ แต่เมื่อวิไลหลอกว่ามีงานให้ดาวนิลไปแสดงที่กรุงเทพ ดาวนิลจึงตัดสินใจไป แม้ว่าคำปันกับช่อเอื้องจะไม่เห็นด้วย แต่ดาวนิลสัญญาว่าจะรีบทำงานเก็บเงินแล้วจะรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด ทรงพลคบหาดูใจอยู่กับ จิดาภา สาวไฮโซที่เอาแต่ใจตัวเอง ทรงพลขอจิดาภาแต่งงาน แต่ทั้งคู่มีปากเสียงกันเรื่องการจัดงานแต่งจนจิดาภาบอกเลิกทรงพล แม้ว่า เทวัญ พี่ชายทรงพลกับ ทรงวุฒิ น้องชาย พยายามช่วยให้ทั้งคู่คืนดีกันแต่ก็ไม่เป็นผล สาวน้อย แม่นมเก่าแก่ที่ไม่เคยชอบจิดาภาขัดขวางความรักของทรงพลทุกทาง เมื่อดาวนิลมาถึงกรุงเทพก็พบว่าสิ่งที่วิไลบอกไม่มีอะไรเป็นความจริง เธอถูกหลอกให้มาทำงานขายบริการ ดาวนิลถูกบังคับให้บริการแขกที่ใช้กำลังข่มขืนเธอ คนในร้านคนหนึ่งสงสารเธอ และพยายามช่วยโดยโน้มน้าวให้เฮียเจ้าของร้านยอมขายดาวนิลให้กับร้านใหม่ที่เป็นแค่สถานที่เที่ยวสำหรับผู้ชาย แม้ว่าที่ใหม่ดาวนิลจะไม่ต้องขายบริการ แต่ก็โดนบังคับให้มานั่งกินเหล้ากับแขก ดาวนิลต้องจำใจทำงานที่นี่เพื่อชดใช้ค่าตัวที่วิไลขายเธอให้กับเฮียเจ้าของร้าน ทรงพลเห็นข่าวสังคมลงข่าวเรื่องจิดาภามีข่าวกับผู้ชายคนใหม่ก็เสียใจมาก ทรงวุฒิพาพี่ชายไปเที่ยวปลอบใจ ดาวนิลได้เจอทรงพลอีกครั้ง ดาวนิลแม้จะดีใจ แต่ก็อายในสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ ผู้จัดการร้านสั่งให้ดาวนิลมาดูแลทรงพล ทรงพลเมามายและจำดาวนิลไม่ได้ คืนนั้นดาวนิลยอมเป็นของทรงพลด้วยความเต็มใจ ตื่นเช้ามาทรงพลออกไปโดยไม่แม้แต่จะพูดอะไรกับดาวนิล เขาทิ้งเงินไว้ก้อนใหญ่ด้วยความรู้สึกไม่ดี ดาวนิลได้แต่เก็บเงินไว้และสัญญากับตัวเองว่าถ้าเธอได้เจอทรงพลอีก เธอต้องอยู่ในฐานะที่ดีกว่านี้ ไม่ยอมให้เขามาดูถูกเธอได้ คำปันนึกถึงแต่ดาวนิลว่าเมื่อไหร่จะกลับ หลังๆดาวนิลไม่ค่อยรับโทรศัพท์ เพราะอายและต้องปิดบังความจริงเรื่องงานที่ทำอยู่ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ดูจะคิดถึงแต่พี่และห่วงเรื่องพี่ลำบาก จนไม่มีกระจิตกระใจจะไปหาหมอรักษาตาทอนเองสืบรู้มาว่าดาวนิลไปทำงานขายบริการที่กรุงเทพ ก็เข้าใจผิดคิดว่าดาวนิลเต็มใจ ประกอบกับรับไม่ได้ที่หญิงสาวที่ตนรักเป็นแบบนี้ เลยจงใจหลบหน้าครอบครัวดาวนิล ทำให้ทอนไม่ได้พาคำปันไปหาหมออีกดาวนิลยอมทำงานจนสามารถใช้คืนค่าตัวได้ครบ เธอวางแผนจะกลับบ้านแต่เกิดแพ้ท้อง วิไลพาดาวนิลไปทำแท้ง ดาวนิลไม่ยอมเพราะรู้ว่าลูกที่เกิดน่าจะเป็นลูกของทรงพล แต่วิไลก็ให้คนพาดาวนิลไปจนได้ ตำรวจทลายคลีนิคเถื่อนขณะที่ดาวนิลเพิ่งถูกบังคับไปที่นั่นพอดี ดาวนิลถูกพาส่งโรงพยาบาล หมอเทวัญช่วยชีวิตและเตือนสติดาวนิล ดาวนิลพรั่งพรูว่าไม่ต้องการทำลายชีวิตลูกที่เกิดจากความรัก เทวัญเห็นใจดาวนิล จึงพามาอาศัยอยู่กับ คุณนายติ๊ด เจ้าของร้านเสื้อผู้มีนิสัยเค็มจนขม คุณนายติ๊ดคิดว่า ดาวนิลอาจจะเป็นเมียลับของเทวัญ จึงรับไว้ทำงาน หวังเอาหน้าแต่พอรู้ความจริงว่าดาวนิลเป็นแค่คนที่เทวัญช่วยไว้ ก็ร่วมมือกับ ผึ้ง ลูกน้องในร้าน ใช้ดาวนิลให้ทำงานมากมาย ดาวนิลที่โดนใช้ให้ทำงานหนักจนทำให้คลอดลูกก่อนกำหนด และเด็กออกมาพิการ ดาวนิลโทษว่าเป็นความผิดตัวเองที่กินเหล้าตอนทำงานในช่วงที่ตั้งท้อง และเคยโดนหลอกให้กินยาทำแท้ง ทำให้ลูกออกมาพิการ แต่เทวัญก็ปลอบว่าดาวนิลสามารถเลี้ยงลูกให้มีความสุขได้ ดาวนิลพาลูกมาอยู่ที่ร้าน สร้างความไม่พอใจให้คุณนายติ๊ดที่ยื่นคำขาดให้ดาวนิลเอาลูกไปเลี้ยงที่อื่น ดาวนิลถูกคุณนายติ๊ดยึดเงินบางส่วนไว้บอกเป็นค่าทำให้ร้านเสียหายรายได้ตกเพราะดาวนิลมัวเอาแต่เวลาไปเลี้ยงลูก ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง จึงตัดสินใจพาลูกกลับบ้าน ดาวนิลกลับมาแม่อายท่ามกลางความประหลาดใจและเสียงซุบซิบนินทาของทุกคนที่มีเด็กมาด้วย ช่อเอื้องเถียงแทนทันทีว่าไม่ใช่ลูกดาวนิล ดาวนิลกดดันมากที่พ่อถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม จึงตัดสินใจโกหกทุกคนว่าเป็นลูกของเพื่อนที่ตายไป คำปันดีใจที่ลูกกลับบ้าน ช่อเอื้องไม่อยากให้พี่กลับไปกรุงเทพอีก เทวัญกลับมาเยี่ยมดาวนิลที่ร้านแต่พบว่าดาวนิลไม่อยู่ที่นี่แล้ว คุณนายติ๊ดโกหกว่าดาวนิลกลับไปเยี่ยมบ้าน แต่ด้วยความกลัวว่าเทวัญจะรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายไล่ดาวนิลไป เลยพยายามติดต่อดาวนิลและพูดจาหว่านล้อมให้ดาวนิลกลับมาทำงาน คำปันไม่อยากให้ดาวนิลกลับไปทำงานกรุงเทพอีก แต่ดาวนิลรู้สึกผิดหวังที่ทอนมองเธอเปลี่ยนไปเมื่อรู้ความจริงว่าเธอไปทำอะไรที่กรุงเทพ เมื่อคุณนายติ๊ดเสนอให้เงินเพิ่ม ดาวนิลจึงตัดสินใจกลับกรุงเทพ ดาวนิลยืนยันกับคำปันว่าที่กรุงเทพเธอมีลู่ทางเรื่องงาน ดาวนิลเอาเงินที่คุณนายติ๊ดโอนมาให้ช่อเอื้องไว้ แล้วฝาก กลอง ลูกชายไว้ที่แม่อาย ดาวนิลสัญญาว่าทำงานใช้หนี้ครบและเก็บเงินได้ซักก้อนเมื่อไหร่จะรีบกลับมาแม่อายและมาหาพ่อไปหาหมอด้วยตัวเองดาวนิลก้มหน้าก้มตาทำงาน ความสวยของดาวนิลสะดุดตา หลิวหลิว สไตลิสท์ จนชักนำไปถ่ายแบบและเล่นหนัง โดยมีหลิวหลิวเป็นผู้จัดการส่วนตัว หลิวหลิวสร้างประวัติของดาวนิลขึ้นมาใหม่และเริ่มปั้นดาวนิลจนเริ่มมีงานมากขึ้น ดาวนิลอดทนและตั้งใจทำงาน และได้งานถ่ายแบบสปาของโรงแรมทรงพลที่กระบี่ ดาวนิลดีใจที่ได้เจอทรงพลในฐานะใหม่ ทรงพลประทับใจความขยันและความอ่อนโยนของดาวนิล จนเกิดเป็นความรัก จิดาภาพอรู้ว่าทรงพลมีข่าวมาคบกับดาวนิลก็พยายามจะกลับมาหาเขา ดาวนิลทำทุกทางเพื่อไม่ให้ทั้งคู่กลับมาคบกันอีก ด้วยความช่วยเหลือของหลิวหลิว ดาวนิลเริ่มมีงานในวงการมากขึ้นเรื่อยๆพร้อมประวัติใหม่ที่ไม่มีใครสงสัย ดาวนิลหลงในความสุขสบาย และความรักที่มีกับทรงพล จนลืมอีกสามชีวิตที่แม่อาย คำปันเฝ้ารอคอยลูกด้วยความหวัง แต่สุดท้ายลูกสาวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกครั้ง ตาของคำปันเริ่มมืดลง คำปันไม่ยอมผ่าตัด เฝ้าแต่รอคอยดาวนิลมาพาไปหาหมอตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ ช่อเอื้องน้อยใจพ่อที่ห่วงแต่พี่สาวจนลืมห่วงตัวเอง แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ดิ้นรนดูแลพ่อทุกทาง ช่อเอื้องพยายามติดต่อพี่สาวทุกทางแต่ก็ติดต่อไม่ได้ เธอได้แต่เลี้ยงดูกลองและพ่อที่สายตาไม่ดี เธอจำใจขายของที่มีอยู่และปิดคณะการแสดงเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทรงพลพาดาวนิลไปที่บ้านเพื่อรู้จักกับสาวน้อย แต่คนที่ดาวนิลได้เจอก่อนกลับเป็นเทวัญ เทวัญทำเป็นไม่รู้จักดาวนิลทั้งที่เสียใจว่าผู้หญิงที่ตัวเองแอบรักกลายมาเป็นแฟนของน้องชาย ช่อเอื้องที่วันๆเห็นพ่อที่เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ บ่นเป็นห่วงลูกสาวคนโตที่หายไปเพราะไม่เชื่อว่าดาวนิลจะลืมตัว แต่คงเพราะมีเรื่องเดือดร้อนเลยไม่สามารถติดต่อกลับมาได้ ทอนที่เห็นดาวนิลในทีวีแอบมาบอกช่อเอื้อง ช่อเอื้องยังไม่มั่นใจว่านั่นคือพี่สาวของตัวเอง ช่อเอื้องไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อแล้วตัดสินใจมาตามดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องมาถึงกรุงเทพ ด้วยความที่ไม่รู้อะไรเลย ช่อเอื้องมาดักรอพบดาวนิลที่สถานีโทรทัศน์ เพราะมีนักข่าวมากมาย แม้จะเห็นช่อเอื้องแต่ดาวนิลก็ทำเป็นไม่รู้จักและรีบขึ้นรถขับออกไป ช่อเอื้องมองตามรถพี่ไปอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เธอทั้งผิดหวังและเสียใจ เพราะถึงดาวนิลจะดูสวยผิดตาไปมาก แต่เธอแน่ใจแล้วว่าใช่พี่ดาวนิลของเธอแน่ๆ เธอเดินข้ามถนนอย่างไม่ระวังและถูกรถของเทวัญชนเข้า ที่โรงพยาบาลช่อเอื้องรู้ว่าดาวนิลเป็นคนรักของทรงพลน้องชายเทวัญ ช่อเอื้องตัดสินใจกลับแม่อายและไม่บอกความจริงกับพ่อ ช่อเอื้องโกหกพ่อว่าพบดาวนิลแล้วและเธอสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง ที่ไม่ติดต่อมาเพราะงานยุ่งมาก คำปันฟังแล้วค่อยคลายกังวล ช่อเอื้องได้แต่เก็บความช้ำใจไว้คนเดียว คำปันที่ตอนนี้ตาแทบจะบอดสนิทบังคับช่อเอื้องให้พาไปหาดาวนิลที่กรุงเทพ ช่อเอื้องไม่ยอมทำตามคำสั่งพ่อ คำปันเลยแอบไปกับกลอง โดยนัดให้คนรู้จักที่กรุงเทพให้มารับที่ท่ารถ แต่ด้วยความที่ติดต่อผิดพลาดทำให้คลาดกันที่สถานีขนส่ง คำปันที่ไม่มีเงินและติดต่อใครไม่ได้ต้องพาหลานไปนอนรอที่ศาลาริมทาง ช่อเอื้องตามคำปันมาและตามหาจนเจอ นักเลงติดยาแถวนั้นพยายามมาหาเรื่องและรีดเอาเงิน ระหว่างนั้นเอง วรรณา ที่เป็นคนแถวนั้นเข้ามาช่วยช่อเอื้องไว้ได้ เธอพาช่อเอื้อง คำปันและหลานไปอยู่ที่บ้านของเธอที่ชุมชนแออัดแถวนั้น คำปันเล่าให้วรรณาฟังเรื่องมาตามหาลูกสาวชื่อดาวนิล ช่อเอื้องแอบเล่าความจริงให้วรรณาฟัง วรรณาบอกช่อเอื้องว่าจะหาทางพาช่อเอื้องไปพบกับดาวนิลให้ได้ ช่อเอื้องตามไปเจอพี่สาวที่งานแถลงข่าวสินค้างานหนึ่ง แต่เหมือนเดิมที่ดาวนิลไม่คิดจะฟังเรื่องพ่อเพราะกลัวว่าทรงพลที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะได้ยิน ช่อเอื้องผิดหวังมากที่พี่สาวพูดแบบนี้ ช่อเอื้องตัดสินใจโทรหาเทวัญดาวนิลตกใจมากที่เห็นช่อเอื้องที่บ้าน เทวัญบอกว่าช่อเอื้องขอมาอาศัยอยู่ด้วย ช่อเอื้องบอกดาวนิลว่าเธอจะอยู่ที่นี่จนกว่าดาวนิลจะยอมรับกับทุกคนว่า เธอคือน้องที่มาจากแม่อาย ดาวนิลกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อสาวน้อยเอ็นดูช่อเอื้องที่เป็นเพียงคนงานในบ้าน สาวน้อยเห็นความผิดปกติของดาวนิลกับช่อเอื้อง แต่สองพี่น้องก็ไม่ยอมพูด ในที่สุดช่อเอื้องตัดสินใจบอกความจริงกับเทวัญ เทวัญปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมด เทวัญเตือนให้ดาวนิลบอกความจริง แต่ดาวนิลกลัวจะเสียทรงพลไป สาวน้อยจับผิดว่าดาวนิลกับเทวัญดูมีความสนิทสนมกัน จึงบอกกับทรงพล ทรงพลเริ่มระแวง ช่อเอื้องเมื่ออยู่ไปเริ่มรู้สึกว่าดาวนิลเปลี่ยนไปมาก ยิ่งคุยกับวรรณาแล้วรู้ว่าพ่อเองก็เริ่มอยู่ที่กรุงเทพไม่ไหว เธอจึงเริ่มคิดจะยอมแพ้และกลับบ้าน สาวน้อยสงสารจึงแอบให้ไปรับพ่อกับหลานมาอยู่ด้วย ดาวนิลยิ่งเครียดหนักเมื่อ เจอพ่อที่ตาบอดและลูกชายที่ขาพิการพร้อมหน้า ดาวนิลทุกข์ทรมานกับความผิดที่ทิ้งพ่อกับลูกจนตัดสินใจฆ่าตัวตาย หลิวหลิวมาช่วยดาวนิลไว้ได้ทัน ดาวนิลไม่ยอมบอกทรงพลว่าอยากตายเพราะเรื่องอะไร เทวัญโกรธที่ดาวนิลไม่ยอมรับความจริง ทรงพลมองความผิดปกติของพี่ชายกับคนรักด้วยความสงสัยมากขึ้นทุกที คำปันได้ยินทุกคนเรียกชื่อ ดาวนิล ก็ดีใจว่าอาจจะเป็นลูกสาวของตัว แต่ช่อเอื้องกลัวพ่อเสียใจ ก็จำต้องโกหกพ่อไปว่า ไม่ใช่พี่ดาวนิลของเรา ทรงวุฒิสนใจช่อเอื้อง แต่ช่อเอื้องไม่เล่นด้วย ทรงวุฒิจึงออกอุบายจะพาช่อเอื้องลงไปโรงแรมที่กระบี่ ทรงพลตามลงไปเรื่องงานและพาดาวนิลไปด้วย โดยไม่รู้ว่าเทวัญพักผ่อนอยู่ที่นั่นแล้วในงานเลี้ยงของโรงแรม ช่อเอื้องขึ้นรำฟ้อนผางเพื่อให้กระทบใจดาวนิลที่เคยรำชุดนี้ด้วยกัน ดาวนิลกดดันอย่างหนัก วิ่งลงทะเลหวังให้จมน้ำตาย แต่เทวัญมาช่วยไว้ ทรงพลขอดาวนิลหมั้นคืนนั้น ดาวนิลที่กำลังจะพูดความจริงเรื่องพ่อ ก็ต้องเงียบไปอีกพอหนังสือพิมพ์ลงข่าว คุณนายติ๊ดริษยาดาวนิลจึงหาทางติดต่อจิดาภาและบอกว่าทรงพลกำลังโดนดาวนิลหลอก คุณนายติ๊ดมาแฉความจริงเรื่องดาวนิลมีลูกโดยอ้างถึงเทวัญ เทวัญปฏิเสธเพื่อช่วยดาวนิล คุณนายติ๊ดกับจิดาภาต้องถอยกลับไปตั้งหลัก สาวน้อยพยายามเตือนให้ทรงพลฟังหูไว้หู แต่ทรงพลตัดปัญหาด้วยการประกาศจะแต่งงานกับดาวนิลช่อเอื้องเสียใจมากที่ดาวนิลปิดบังความจริงเรื่องลูกอีกเรื่อง ดาวนิลอับจนหนทาง เมื่อเรื่องมัดตัวแน่นขึ้นและทางออกตีบตัน จึงทำได้แค่แอบมาหาพ่อบ่อยๆ คำปันพูดคุย ปลอบโยนดาวนิล โดยไม่รู้เลยว่าเป็นลูกสาวที่ตัวเองเฝ้ารอคอย ช่อเอื้องแม้จะโกรธพี่แต่ใจก็สงสารพี่และพ่อ ช่อเอื้องแอบมาคุบกับดาวนิลทำให้จิดาภาเริ่มเอะใจในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จิดาภาให้คุณนายติ๊ดไปสืบเรื่องนี้ คุณนายติ๊ดหาหลักฐานมาจนรู้ว่าดาวนิลเป็นพี่น้องกับช่อเอื้อง จิดาภานำเรื่องนี้ไปบอกต่อหน้าทรงพลและทุกคน ดาวนิลคิดว่าทุกอย่างคงจบสิ้น แต่ช่อเอื้องปฏิเสธต่อหน้าทุกคนว่าผู้หญิงสกปรกอย่างดาวนิลไม่ใช่พี่ดาวนิลผู้งดงามของเธอ ดาวนิลปวดร้าวที่น้องพูดแบบนั้นแต่ก็พูดอะไรไม่ได้ ดาวนิลไม่รู้จะทำยังไง อยากจะบอกความจริงกับพ่อแต่ก็กลัวว่าจะเสียทรงพลไป ช่อเอื้องพยายามชวนพ่อและหลานกลับบ้าน แต่คำปันกลับดื้อไม่ยอมกลับเพราะยังอยากตามหาดาวนิลให้เจอ ทรงพลที่เริ่มไม่เชื่อใจดาวนิลหาทางคาดคั้นประวัติดาวนิลจากหลิวหลิว หลิวหลิวที่เห็นแก่เงินและเริ่มรู้สึกว่าหลังๆดาวนิลมีปัญหาชีวิตมากมายจนงานก็เริ่มน้อยลงเลยตัดสินใจบอกว่าประวัติดาวนิลทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก ช่อเอื้องเจอกับวิไลด้วยความบังเอิญ วิไลบอกความจริงเรื่องสุดท้ายว่ากลองเป็นลูกที่เกิดจากการขายตัวของดาวนิล ช่อเอื้องแทบล้ม ดาวนิลร้องไห้ ขอร้องน้องว่าอย่าบอกพ่อเพราะกลัวพ่อจะเสียใจ วิไลถูกซื้อตัวจากคุณนายติ๊ด เพื่อแฉดาวนิล แต่วิไลกลับตัวในนาทีสุดท้าย ดาวนิลจึงรอดพ้นจากการถูกประจานกลางกองถ่าย แต่ทรงพลได้ยินที่วิไลคุยกับช่อเอื้องเรื่องลูก ก็เข้าใจว่าดาวนิลเคยท้องกับพี่ชายตัวเองมาก่อน ทรงพลเริ่มเชื่อมโยงเรื่องราวกับสิ่งที่หลิวหลิวพูด ยังไม่ทันที่ดาวนิลที่ตั้งใจมาบอกความจริงจะได้พูดอะไร ทรงพลก็พูดทุกอย่างขึ้นมา และต่อว่าดาวนิลว่าเป็นผู้หญิงใจแตกที่ปิดบังว่าตัวเองมีลูก ดาวนิลเสียใจมากที่ถูกทรงพลพูดจาดูถูก จึงบอกความจริงทั้งน้ำตาว่า กลองคือลูกของทรงพล ทุกคนตกตะลึง ทรงพลรับไม่ได้ หนีไปทันที สาวน้อยเป็นลม ช่อเอื้องทั้งสงสารทั้งเกลียดชังพี่ตัวเองที่ปิดบังทุกอย่าง ดาวนิลบอกว่าการเป็นแค่ดาวนิล ลูกพ่อครูคำปันในคณะรำไม่มีค่า มีความหมายสำหรับชีวิตที่นี่เพราะเธอโดนดูถูก โดนเหยียดหยามมาตลอด สองพี่น้องโต้เถียงกันโดยไม่รู้เลยว่า คำปันแอบได้ยินทุกคำพูดด้วยหัวใจที่แตกสลาย เมื่อรู้ว่าลูกสาวทั้งสองคนโกหกตนมาตลอดเวลา คำปันหนีออกไปกับกลองด้วยใจที่เจ็บช้ำ ดาวนิลช็อคนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ที่โรงพยาบาล ช่อเอื้องกับทรงวุฒิพยายามตามหาคำปัน แต่ไม่พบ เทวัญมาเตือนสติทรงพล คำปันถูกพากลับมาแม่อายในสภาพจิตใจบอบช้ำ และเพ้อถึงดาวนิล จนตายในอ้อมกอดช่อเอื้อง ดาวนิลฟื้นขึ้นมาเจอทรงพล แต่ทรงพลยังทำใจให้อภัยกับความผิดของดาวนิลไม่ได้ เขาบอกดาวนิลว่า ความรักของเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวยจน แต่ผู้หญิงที่ขาดคุณธรรมทำลายพ่อทำลายครอบครัวของตัวเองเช่นนี้ เขารับไม่ได้ ดาวนิลเสียใจมาก ที่อดทนมาทุกอย่าง แต่ทรงพลกลับไม่ยอมรับ ดาวนิลหมดสติไปอีกครั้ง ดาวนิลฟื้นมาในวันสวดศพพ่อวันสุดท้าย หลิวหลิวตัดสินใจบอกเรื่องคำปัน ดาวนิลไม่เชื่อว่าพ่อจะตาย แต่พอมาถึงแม่อาย ภาพโลงศพของพ่อทำให้ดาวนิลร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดดาวนิลแหวกฝูงชนเข้าไปรถขนศพ ทุกคนรังเกียจ พากันสาปแช่งขบวนแห่ศพเคลื่อนไปโดยไม่มีใครสนใจ ปล่อยให้ดาวนิลทรุดลงสะอื้นอยู่ตามลำพังจนกลองที่บวชเป็นเณรเป็นคนเดินพาแม่เข้าไปที่งาน ที่หน้าเมรุ ช่อเอื้องตั้งใจตีกลองสะบัดชัยอย่างสุดฝีมือต่อหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ดาวนิลเดินมาพร้อมดาบสิบสองเล่มในมือ ดาวนิลกราบหน้ารูปพ่อ ขอให้พ่ออภัย ก่อนจะฟ้อนดาบอย่างงดงามชดช้อยที่สุดหาใครเหมือน ทรงพลมองดาวนิลแล้วหยิบแหวนหมั้นออกมามอง คิดให้อภัยและหวังจะสร้างครอบครัวกับดาวนิล ดาวนิลรำมาจนถึงท่าสีไคล ก่อนจะใช้ดาบปาดคอตัวเองตายลงต่อหน้ารูปพ่อ ทุกคนตกตะลึง ช่อเอื้องร้องไห้ กอดพี่ว่าอย่าทิ้งเธอไปอีก ดาวนิลสิ้นใจตายในอ้อมกอดของน้อง สามเณรกลองน้ำตาไหล บอกกับทรงพลว่า โยมพ่อช่วยปิดตาโยมแม่ด้วย ทรงพลเอื้อมมือไปปิดตาดาวนิลอย่างสุดสะเทือนใจ นักแสดงนำ ละครแม่อายสะอื้น ฝนทิพย์ วัชรตระกูล รับบท ดาวนิลอรรคพันธ์ นะมาตร์ รับบท ทรงพลพรชดา เครือคช รับบท ช่อเอื้องสรพงษ์ ชาตรี รับบท ตำคำปันพีรวัศ กุลนันท์วัฒน์ รับบท เทวัญฌาน์รัชต์ มณฑากูล รับบท ทรงวุฒิดช.ปราการ จันรัมย์ รับบท กลอง

เอก บอดี้การ์ดหล่อสุดซึ้งใจ แม่โบว์-น้องมะลิ ส่งพวงหรีดอาลัย อาม่า!!
ปอ ทฤษฎี /  โบว์ แวนดา / 

กลายเป็นที่ฮือฮาของสาวๆ ทั้งประเทศกันมาแล้ว สำหรับบอดี้การ์ดหนุ่มสุดหล่อที่คอยตามติดเทคแคร์ดูแลสองแม่-ลูกสุดฮอต น้องมะลิ พาขวัญ กับ แม่โบว์ แวนดา เป็นอย่างดี ซึ่ง โบว์ แวนดา เคยบอกให้สาวๆ ค่อนประเทศรู้แล้วว่าบอดี้การ์ดหนุ่มทั้งสองนาย เบอร์ดี้ และ เอก เป็นเด็กในสังกัดของ อาน้ำอ้อย ที่คอยดูแลสองแม่ลูกเป็นอย่างดี เสมือนกับดูแลพระเอกหนุ่ม ปอ ทฤษฎี ไม่มีผิด ล่าสุด หนุ่มเอก พี่บอดี้การ์ดสุดหล่อของ น้องมะลิ ได้โพสต์ข้อความในอินสตาแกรมส่วนตัวด้วยความซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล หลังจากที่ได้รับเกียรติอย่างสูงในความมีน้ำใจของ แม่โบว์-น้องมะลิ ส่งพวงหรีดร่วมไว้อาลัยในงานศพของอาม่าผู้ที่ หนุ่มเอก รักและเคารพเสมือนพ่อแม่บังเกิดเกล้ากันเลยทีเดียวว่า “ขอขอบคุณและเป็นเกียรติอย่างสูงขอบคุณแทนอาม่าผมด้วยคับพึ่งเห็นน้ำตาจะไหล ขอบคุณพี่โบว์กะน้องและอาน้ำอ้อย มากเลยคับที่มีน้ำใจกะผมมาก ครอบครัวผมทราบซึ้งมากเลยคับ” ซึ่งศพของอาม่าได้บำเพ็ญกุศล ณ วัดเสมียนารี ตั้งแต่วันที่ 28เม.ย.-1พ.ค. และได้มีการเคลื่อนย้ายศพสู่สุสานที่ จ.กาญจนบุรี จัดทำพิธีจีน เรียบร้อยแล้วเมื่อเช้าวันนี้ (2พ.ค.) ซึ่งบรรดาเพื่อนพ้อง และแฟนคลับของ แม่โบว์-น้องมะลิ และ หนุ่มเอก ได้เข้าไปแสดงความเสียใจอย่างล้นหลาม ขอบคุณภาพจาก IG pok8_maieak โบว์ แวนดา-น้องมะลิ น้องมะลิ กับพี่เอก บอร์ดี้การ์ดหล่อ น้องมะลิ กับพี่เอก บอร์ดี้การ์ดหล่อ พี่เอก-พี่เบอร์ดี้ บอร์ดี้การ์ดหล่อ อาน้ำอ้อย-พี่เอก-พี่เบอร์ดี้ บอร์ดี้การ์ดหล่อ น้องมะลิ กับพี่เอก-พี่เบอร์ดี้ บอร์ดี้การ์ดหล่อ น้องมะลิ กับพี่เอก บอร์ดี้การ์ดหล่อ น้องมะลิ กับพี่เอก บอร์ดี้การ์ดหล่อ น้องมะลิ กับพี่เอก บอร์ดี้การ์ดหล่อ น้องมะลิ กับพี่เอก บอร์ดี้การ์ดหล่อ น้องมะลิ กับพี่เอก บอร์ดี้การ์ดหล่อ พี่เอก บอร์ดี้การ์ดหล่อ-อาม่า พี่เอก บอร์ดี้การ์ดหล่อ-อาม่า

หนังสือแนะนำ ฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก สอนวิธีคิด เล่มที่ 1 วิชาชีวิตที่ไม่มีในตำรา
หนังสือแนะนำ

แค่ชื่อเรื่องก็น่าสนใจแล้ว ฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก สอนวิธีคิด เล่มที่ 1 วิชาชีวิตที่ไม่มีในตำรา ผลงานการแต่งของเหวย์ ซิ่วอิง และได้รับการแปล โดย ชัญญพร จาวะลา หนังสือที่จะสอนวิธีคิดวิชาชีวิตนอกตำราให้คุณว่า จะเปลี่ยนแปลงตนเองด้านการเรียน การทำงาน และการดำเนินชีวิต เพื่อสร้างอุปนิสัยที่โดดเด่นได้อย่างไร เป็นเคล็ดลับที่หาเรียนไม่ได้ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย หนังสือแนะนำ ฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก สอนวิธีคิด เล่มที่ 1 วิชาชีวิตที่ไม่มีในตำรา คนส่วนใหญ่คิดว่า หากเป็นคนเก่งก็จะประสบความสำเร็จ แต่แค่ความเก่งอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีวิธีคิดที่ดีด้วย หนังสือเล่มนี้ สอนวิธีคิดวิชาชีวิตนอกตำราให้คุณ ว่าจะเปลี่ยนแปลงตนเองด้านการเรียน การทำงาน เเละการดำเนินชีวิต เพื่อสร้างอุปนิสัยที่โดดเด่นได้อย่างไร เป็นเคล็ดลับที่หาเรียนไม่ได้ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย แต่ต้องมาจากประสบการณ์เท่านั้น ยกตัวอย่าง ตอน คติเตือนใจ 8 ประการที่มีผลต่อนักศึกษาฮาร์วาร์ดทั้งชีวิต 1. ขยันอ่านหนังสือ ไม่ว่าไปไหนให้พกหนังสือติดตัวไปด้วย 1 เล่ม 2. คิดใคร่ครวญอยู่เสมอ ถามคำถามตนเองก่อนนอน 5 นาที 3. เลือกสรรสิ่งต่างๆ อย่างชาญฉลาด 4. ฉลาดใช้เงินสร้างทรัพย์สิน 5. ยืมแรงคนอื่นบ้าง 6. เลือกกีฬาที่เราชอบแล้วออกกำลังกาย 7. จงสร้างสิ่งที่คนอื่นต้องการออกมา 8. ขอให้รู้จักพูดขอบคุณ ข้อมูลจาก se-ed.com

วิถีสก๊อยเกิร์ล!!! ใบเฟิร์น นุ่งสั้นควงทอม
ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก /  ข่าวบันเทิงวันนี้

อุ๊ย ตาย ว้าย กรี๊ด ใบเตย อาร์สยาม ชิดขวา แพท ณปภา อ้าแขนรับเลยทีเดียว สำหรับสก๊อยเกิร์ลหน้าหวาน เอ้ย!!! สาวนุ่งสั้นหน้าหวานอย่าง ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก เรียกว่าเป็นนางเอกหน้าสวยที่ใส่กางเกงขาสั้นแล้วเปล่งออร่าน่าม้อง...น่ามองที่สุด แต่ในขณะเดียวกันหลายๆ คนก็ให้คำจำกัดความแบบเก๋ๆ ว่า 'สก๊อย' ซึ่งจุดนี้ต้องบอกว่าสาวเจ้าห่างไกลจากคำว่าสก๊อยมากมายนะจ๊ะๆ เพราะเรียวขาของหนูใบเฟิร์นเธอไม่ลายด้วยแผลเป็นและไม่ได้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เป็นงานอดิเรกด้วย หุหุ แต่งานนี้ที่น่าให้ความสนใจมากกว่ากางเกงขาสั้นก็คงเป็นสาวหล่อที่เจ้าตัวควงมาช็อปปิ้งนี่แหละ ไม่รู้เป็นเพื่อน เป็นแฟนคลับ หรือเป็นใครมาจากไหน ถึงได้มีโอกาสมาเข็นรถรอสาวเจ้าหยิบผักใส่เยี่ยงนี้ จะสงสัยว่ามีรสนิยมชมชอบสาวหล่อก็ไม่ค่อยแน่ใจ แต่พอสงสัยอีกทีก็ยิ่งน่าสงสัย เพราะข่าวคราวกับหนุ่มแท้ทั้งแท่งเธอก็ไม่ค่อยมีออกมาให้เห็นมากนัก ไม่รู้ประเด็นนี้ถ้าไปถามไถ่เพื่อนซี้ดีกรีนางเอกพันล้านอย่าง ใหม่ ดาวิกา จะรู้ตื้นลึกหนาบางบ้างอ๊ะเปล่า ซี้ย่ำปึ้กกันขนาดนั้นคงชี้แจงแถลงไขได้บ้างแหละ แต่ก็แหม...ช่างเป็นเพื่อนรักที่ต่างขั้วกันจริงๆ เนอะ อีกคนวิถีสก๊อยนุ่งสั้นควงทอมช็อปปิ้งชิลจะตาย ส่วนอีกคนวิถีเซเลบใช้ชีวิตไม่ง่าย เพราะฮอตยิ่งกว่าอากาศช่วงซัมเมอร์ เอ้า!!! บอดี้การ์ดสาวหล่อคนนี้เป็นใคร แจกแจงให้ฟังหน่อยก็ดีน้าาา...หนูใบเฟิร์น ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก

'สิงคโปร์' ไม่ได้มีแค่สิงโตพ่นน้ำ! 5 ที่ธรรมชาติมุมเจ๋งๆ ที่เราอยากแนะนำ
ที่เที่ยวสิงค์โปร์ /  ปั่นจักรยาน ท่องเที่ยว / 

เรามีโอกาสได้มาเยือนประเทศสิงคโปร์เป็นครั้งที่ 2 (หลังจากมาเกรียนไว้เต็มที่ในครั้งแรก) และแน่นอนมาครั้งที่สอง คราวนี้ต้องทำการบ้านมาหน่อย เพราะครั้งแรก อะไรที่เค้าไปๆกัน เราไปมาหมดละ คราวนี้ อะไรที่เค้าไม่ค่อยไปกัน เราจะไป 555 เพราะ 'สิงคโปร์' ไม่ได้มีแค่สิงโตพ่นน้ำ! 5 ที่ธรรมชาติมุมเจ๋งๆ ที่เราอยากแนะนำ  'สิงคโปร์' ไม่ได้มีแค่สิงโตพ่นน้ำ! 5 ที่ธรรมชาติมุมเจ๋งๆ ที่เราอยากแนะนำ สิงคโปร์เวลาเร็วกว่าเรา 1 ชม. นะ เราเลือกไปกับ AirAsia คราวนี้ มีเวลาบินที่ดี เราบินหลังเลิกงานวันศุกร์ก็ยังมีรอบบินอยู่ ไม่ต้องลางานด้วย เย่! 'Singapore - on the other side' อีกด้านจากมุมที่เราไม่ค่อยได้เห็นในสิงคโปร์ ปกติเราจะรู้จักสิงคโปร์ผ่านตึกสวยๆ และย่านช็อปปิ้ง แต่เราอยากลองมองมุมใหม่ๆ จากพี่สิงคโปร์บ้าง เราพยายามมองหามุมธรรมชาติชิวๆ  ที่ใครๆ อาจจะมองข้ามไป ถ้ามองจากมุมเดิมๆ เราอาจจะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามท่ามกลางตึกสูง แต่แค่เราลองย้ายมาอีกฝั่ง ใครจะรู้ พระอาทิตย์ตก ฝั่งทางนี้ อาจจะสวยกว่าหลายเท่าก็ได้ ... เอาเชิญรับชม 5 ที่ ที่เราอยากแนะนำได้เลยจ้าา 1. 'Punggol เส้นทางเลียบทะเลสุดสวยที่รถเข้าไม่ถึง' Punggol อยู่ด้านตอนบนเยื้องไปทางตะวันออกของสิงคโปร์ ที่นี่มีมุมทะเลและต้นไม้สวยๆเยอะมาก เราต้องใช้เท้าเราเดิน หรือปั่นจักรยานเลียบชายหาดไปเพื่อชมมันนะ (ถนนเลียบชายหาดเป็นเลนปั่นจักรยาน สวยมากกก ขอบอก) ที่นี่ ส่วนใหญ่จะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย เส้นทาง วิ่ง และ ปั่นจักรยาน เลียบชายทะเลสวยๆ จะอยู่ตอนบน มีหาดด้วยนะ เราจะเลือกปั่นเฉพาะริมทะเล หรือจะปั่นรอบเมืองด้วยก็ได้ และที่สำคัญมีร้านอาหารทะเลอยู่เยอะพอสมควร แนะนำว่าให้ต่อรถมาลงที่ Punggol Jetty เป็นจุดชมวิวทะเลที่สวยมากๆ ของสิงคโปร์เลยทีเดียว และยังมีร้านเช่าจักรยานอยู่ข้างๆ ด้วย เช่าแล้วสามารถปั่นเลาะไปเรื่อยๆ ระหว่างทางสวยมาก จุดชมวิวชั้นสองนะ อันนี้ ร้านเช่าจักรยานอยู่ใกล้ๆ จุดชมวิวนิดเดียวเองน้า ใกล้ๆ กันก็มีร้านของกิน และซีฟู้ดด้วย นอกจากนั้น จากที่นี่ ยังเชื่อมไปถึง coney island ซึ่งเกาะนี้ เราสามารถเดินป่าชมนก หรือจะปั่นจักรยานก็มีนะ ประตูน้ำ แถวนี้จะมีตึกหลายสีสวยๆ นะ ทางเดินจักรยาน ที่ฝั่งตรงข้ามคือเกาะ Coney สะพาน Sunrise อยู่เลยจากทางเข้าเกาะ coney ไปหน่อย แวะไปถ่ายรูปก็สวยดี สำหรับ Punggol ใครจะมาเที่ยว เราแนะนำให้มาเช้าๆ ไม่ก็เย็นๆ เพราะตอนกลางวันอาจจะร้อนไปซักหน่อย 2. 'Fort Canning Park อุโมงค์สีเขียวใจกลางเมือง' Fort Canning Park เป็นสวนสาธารณะที่อยู่ใกล้สถานี Dhoby Gaut ออกทางออก Park mall แล้วเดินลงมาหน่อยข้ามแยกเข้าสวยตรง YMCA จะมีทางลงเล็กๆ ที่พาเราไปดูอุโมงค์ที่เงยหน้าเจอต้นไม้ใหญ่แห่งนี้ เวลามาที่นี่ ข้อแนะนำของเราคือ พกเลนส์ wide มา (เราใช้เลนส์ 16mm กล้อง FF ถ่ายนะ) ยิ่งพก GoPro มายิ่งดี ไม่งั้นถ่ายไม่สวยอย่าบ่นน้า ที่นี่ไม่ไกลจากสถานีหลักคือ Dhoby Gaut และ ถนน Orchard (เราก็พักแถวนี้ตรงโรงแรม innotel ไม่แพงมาก โรงแรมดีด้วย) นอกจากที่นี่ในสวนก็สวยนะ ^^ ใครช๊อปปิ้งเพลินๆแถวนี้ แวะมาพักถ่ายรูปได้นะ 3. Pulau Ubin เกาะชาว Biker แต่ใช้งบนิดเดียว Pulau Ubin เป็นเกาะที่อยู่ตอนบนทางตะวันออกของสิงคโปร์ ไม่ไกลจากสนามบิน Changi นัก เราต้องไปต่อเรือที่ Changi point ferry terminal ค่าโดยสารเรือคนละ 3 SS เรือมีเก่าบ้างใหม่บ้าง จะออกตลอดเมื่อผู้โดยสารครบ 12 คน ใช้เวลาเดินทางข้ามเกาะประมาณ 10 นาที เรือจะจอดเทียบท่าโดยเอาท้ายเข้า และให้เราเดินลงออกมาเลย พอถึงเกาะ เราจะเจอร้านเช่าจักรยานมากมาย ราคาไม่แพงด้วย ประมาณคันละ 10 SS แต่ขี่ได้ถึงเย็น (ที่ East Coast Park ราคานี้ได้แค่ชั่วโมงเดียวเอง) แนะนำให้เช่าจักรยานเสือภูเขานะ เพราะทางที่นี่ นอกจากถนนลาดยางปั่นชิวๆ ยังมีทางสายแอดเวนเจอร์ตลุยกันให้มันส์ จักรยานเสือภูเขาเวิร์คสุด !! รอบๆ เกาะ จะมีเส้นทางปั่นจักรยานหลายเส้น ที่แนะนำให้ไป คือ Chek jawa wetland (ใครขับจักรยานไม่แข็งน่ากลัวหน่อยนะ เพราะต้องเจอทางลูกรัง และเนินลาดชันเยอะ แต่ค่อยๆเข็นจักรยานไปได้) พอไปถึง เราจะต้องจอดจักรยานทิ้งไว้ แล้วเดินเข้าไปใน Wetland ไม่ไกล มีหอชมวิว ทางเดินศึกษาธรรมชาติเลียบป่าออกไปเรื่อยๆ จนเป็นทางเดินบนชายทะเล สวยมาก!!!! บอกเลย พอเสร็จตอนปั่นกลับจะเจอทะเลสาบสีมรกตให้จอดจักรยานไปถ่ายรูปเก๋ๆกัน แถวอาจจะเจอลิงระหว่างทางด้วย! ทางเดินเลาะป่าไปเรื่อยๆ เป็นเส้นทางวงกลม ถ่ายรูปสวยตลอดทาง จุดชมวิวสูงดี วิวสวยมากกกก ข้างบนจะมองเห็นสิงคโปร์อยู่อีกฝั่งนึง (หมายถึง Main Land) นะ ทางเดินที่เดินเลาะป่าชายเลนไปเรื่อยๆ ทางเดินจะทอดยาวลงสู่ทะเล ตรงนี้ เราชอบสุด วิวสวยมากกกกก ที่สุดท้าย หลังจากปั่นจักรยานกลับ เราจะเจอคืออ่างเก็บน้ำอันนี้นะจ๊ะ เราไม่สามารถปั่นกลับไปทางเก่าได้น้า จะปั่นเป็นวงกลมและมาบรรจบกันที่ทางเข้า (สังเกตจุดพัก จะมีแผนที่บอกชัดเจน เข้าใจง่ายด้วย) ที่นี่ยังมีอีกหลายที่ มีร้านอาหารแถวๆ ร้านเช่าจักรยาน มีทางปั่นเมาท์เท่นไบท์ มีที่ตั้งแคมป์ ซึ่งลองถามคุณลุงแท๊กซี่ แกบอกว่า มาตั้งแคมป์นี่นี่ ฟรี!!! ใครงบจำกัดอยากประหยัดค่าโรงแรมก็มานอนที่นี่ได้ละ หึหึหึ 4. Macritchie Reservior สัมผัสธรรมชาติที่อ่างเก็บนํ้า Macritchie คืออ่างเก็บนํ้าแห่งหนึ่งของสิงคโปร์ ซึ่งที่สันเขื่อนของอ่างเก็บน้ำ มีวิวสวยๆและกิจกรรมให้ทำเยอะเลย จะเดินทางมา มีบัสผ่านหลายสาย แต่เราแนะนำว่าลง MRT สถานี Caldecott แล้วต่อแท็กซี่เอา ใกล้นิดเดียว ง่ายมากๆ(บอกแท็กซี่ว่ามา Macritchie reservior park) ตอนเราโบกแท็กซี่ดันไม่ได้ดูด้วย ได้รถ เบนซ์ เลย!!!! ตอนนั้นก็คิดว่าราคาจะไปถึงเท่าไหร่นะ แต่จะลงก็เกรงใจ แอบถามแท็กซี่จึงได้ใจความว่า จริงๆ มันแพงกว่าปกติแค่ 2-3 ดอลล่าร์สิงคโปร ... โอเคราคาพอรับได้ ได้นั่งเบนซ์ด้วย ^^ ดีงาม พอมาถึง จะมีกิจกรรมให้ทำเยอะ ที่สันเขื่อนถ่ายรูปสวย มีที่ให้ตกปลา มีเรือคายัคให้เช่าพาย มีลิงด้วย แต่ลิงที่นี่สุภาพนะ (เราคิดว่าสุภาพกว่าลิงลพบุรี อันนั้นบางตัวโหดมาก) แต่ก็ต้องระวัง อย่าวางกระเป๋าหรือของกินกับพื้น อาจจะถูกโยกย้ายเจ้าของโดยละม่อมได้(เวลาไม่มีคนเฝ้าลิงมันก็นึกว่าทิ้งแล้วไง) และที่เป็นไฮไลท์สำคัญของที่นี่เลย คือเส้นทางเดิน Trails สัมผัสธรรมชาติของที่นี่นั่นเอง มีหลายเส้น เด็ดสุดคือเส้นเลียบอ่างเก็บน้ำ แต่ที่คนนิยมไปมากที่สุด คือขึ้นไปดู tree top walk สะพานเหนือยอดไม้ ซึ่งจะไปดู tree top walk จากจุดเริ่มแค่ 4 กิโลเมตรก็ถึง (เป็นทางขึ้นเขานะ) ซึ่งเราพลาดโอกาสเพราะเวลาไม่พอ (ที่จริงเพราะเมื่อวานปั่นจักรยานจนหมดพลัง 555) เอาน่า ไว้คราวหน้ามาใหม่นะ 5. East Coast Park จากชายทะเลถึงมารีน่าเบย์ East Coast Park เรียกย่อๆว่า ECP เป็นทางเลียบชาดหาดจากสนามบินถึงมารีน่าเบย์แซน เส้นนี้เป็นที่พักผ่อนของชาวสิงคโปร์ ส่วนใหญ่จะมาปั่นจักรยาน เล่น roller skate ปิ้งบาบีคิว หรือมาหาอาหารทะเลทานที่นี่ การเดินทางมาที่นี่ก็ไม่มี MRT ผ่าน ตอนเราไป เราลงสถานี Dakota และต่อ แท็กซี่มา (มีบัสสาย 401 ผ่านอยู่นะ สามารถลง MRT สถานี Bedok แล้วมาที่ Bedok interchange มาต่อบัสได้) แต่แนะนำแท็กซี่นะ 555 เวลามา แนะนำว่า ถ้าจะมากินซีฟู้ดให้ลง East coast seafood center ร้าน Jumbo seafood ที่นี่ขึ้นชื่อเมนู Chilli Crab ปูเผ็ด อร่อยเหาะ แต่แพงนิดนะ(ประมาณ 60ss) ส่วนใครอยากปั่นจักรยานเลาะชายหาด มีร้านเช่าจักรยานหลายร้าน เราแนะนำให้เลือกร้านที่ใกล้ๆ ทางไป Marina bay sand เพราะจักรยานเช่าที่นี่ราคาประมาณ 10 ss ต่อชั่วโมง ถ้าจะปั่นไปดูมารีน่าเบย์ (พระอาทิตย์ตกจะสวยมาก) เลือกร้านไกลๆอาจคืนรถไม่ทันได้นะ (จุดชมพระอาทิตย์ตกที่เราไปถ่ายคือ Garden by the bay east ปั่นไปกลับก็แทบหมดเวลาละนะ) ถ้าเอาจักรยานมาเอง หรือเช่าสัก 2 ชั่วโมง ก็ปั่นยาวไปมารีน่าเบย์ได้เลย แต่ไกลมากเลย 555 เราไปที่ ECP สองครั้งนะทริปนี้ ตอนแรกไปปั่นจักรยาน และขากลับ แอบแวะก่อนขึ้นเครื่องกลับ ไปกินปูที่ร้านจัมโบ้ เพราะเลือกไฟลท์สี่ทุ่ม ของ AirAsia มีเวลากินมื้อเย็นสบายๆ และช็อปปิ้ง ดิ้วตี้ฟรี ก่อนจะมาซัดของหวานบนเครื่องที่ขาดไม่ได้ Yamanashi Mochi 555 แอบทำรีวิวไอ้โมจินี่ไว้ด้วยนะ 555 กลับก่อนนะพี่สิงค์ ที่จริงแล้ว สิงคโปร์ ยังมีที่เที่ยวสวยๆอีกเยอะนะ  ตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอก ว่าไอ้เมืองที่เป็นแค่เกาะเล็กๆมันยังมีอะไรให้น่าค้นหาอีกมาก ถ้าครั้งไหนที่สิงคโปร์จะหวนมาเจอกันอีกครั้ง เราจะเที่ยวให้ครบ!! ส่วนครั้งนี้ กลับก่อนนะ ที่บ้านคิดถึงละ ^^ ขอบคุณข้อมูล Facebook - Wanna be Thai traveler

เที่ยวอินโดฯ
ที่เที่ยวอินโดนีเซีย /  ภูเขาไฟโบรโม่

อินโดนีเชีย เป็นประเทศที่มีความสวยงามทางธรรมชาติและวัฒนธรรมอยู่หลายที่ สถานที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็เช่น เกาะบาหลี (Bali), วัดบุโรพุทโธ (Borobudur), โทราจาแลนด์ (Torajaland), วัดพรัมบานัน (Prambanan Temple) เป็นต้น นอกจากนี้อีกหนึ่งสถานที่ที่ควรไปมากๆ ก็คือ ภูเขาไฟโบรโม (Mount Bromo) ที่ตั้งอยู่ทางทางตะวันออกของเกาะชวา โดยเพจเฟสบุ๊ค Coundsheck's journey. จะพาเราไปแอดเวนเจอร์กัน งานนี้นอกจากจะได้ชมภูเขาไฟแล้ว ยังนั่งรถจี๊ป ขี่ม้า ฝ่าน้ำตก อีกด้วย เที่ยวอินโดฯ "East Java" หมู่เกาะชวา ชมภูเขาไฟ นั่งรถจี๊ป ขี่ม้า ฝ่าน้ำตก แอดเวนเจอร์สุดติ่ง! บอกไปอินโดฯ ใครๆก็นึกว่าไปบาหลี แต่คราวนี้เราขอออกนอกเมือง พาทุกคนไป East Java หรือหมู่เกาะชวาตะวันออก แหล่งที่อุดมไปด้วยภูเขาไฟที่ยังระเบิดได้ พร้อมภูมิทัศน์สุดเซอเรียล งานนี้เรานั่งรถจี๊ป ขี่ม้า ฝ่าน้ำตก แอดเวนเจอร์สุดตั้งกะเที่ยวมาา ถึงดูลุย แต่ไปฟอลโล่วกันได้ไม่ยากแน่นอน อ้ะ พร้อมล้ะ ลุย!!! ทริปนี้เริ่มจากเรานั่งเครื่องบินไปลงที่ Surabaya (สุราบายาเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอินโด) เพื่อพบคนขับรถที่เราดีลไว้ตั้งแต่แรก (ซึ่งวิธีดีลจะบอกท้ายโพสน้ะ) เพื่อขับรถยาว 5 ชม. ออกจากสุราบายาไปถึงจุดหมายแรกของเรา นั่นก้คือโบรโม่! กว่าจะไปถึงโบรโม่ก็เป็นเวลาสองทุ่มแล้ว เราเข้านอนเร็วมากเพราะวันต่อมาเราต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 เพือขึ้นไปดูวิวพระอาทิตย์ขึ้น ตื่นปุ้ปรีบขึ้นรถขับคลุกคลุกคลุก ขึ้นเขา penanjakan mountain ซึ่งเราจะสามารถเห็นภูเขาพีคๆ ทั้งหมดของแถบนี้ได้จากบนเขาแห่งนี้ ขับวกไปวนมา ประมาน 45 นาที เราเริ่มรู้สึกได้ว่าปริมาณรถรอบตัวนี่หนาแน่นมาก และด้วยความที่เราตื่นสาย จุดชมวิวยอดฮิตรถติด! 5555 คนขับจึงพาเราเดินเลาะเข้าป่า ไปยังจุดชมวิวอีกที่ที่มีชื่อว่า kingkong view, รอพระอาทิตย์กันไปสาม ชม. แสงเริ่มมา พอพระอาทิตย์ขึ้นมาชนยอดเขาเท่านั้นแหล่ะ โอ้โหหหหหหหหหหห รู้แล้วทำไมคนชอบดูพระอาทิตย์ขึ้น ดีมากกกกกกกกกกก และนี่คือสิ่งที่ทำให้เรายอมตื่นสายขึ้นมาบนนี้ ที่เห็นตรงหน้าคือภูเขา Batok ส่วนที่พ้นควันม้วนๆ นั่นแหละคือ Bromo Bromo เป็นหนึ่งในภูเขาที่ยัง active บนเกาะชวา เลยไม่แปลกที่พ่นควันปุ๋ยๆ พร้อมระเบิดได้ (ถ้าจำไม่ผิด โบรโม่ระเบิดครั้งล่าสุดเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว) พระอาทิตย์เป็นลำๆๆๆๆๆ ใครชอบถ่ายรูปเวอร์วังเก็บแลนด์สเคปอลัง น่าจะชอบ เราลงจากจุดชมวิว ไปกันต่อ ลืมบอกไปว่า ในช่วงที่เราเที่ยวไปทั่วเขตโบรโม่ เราจะใช้รถจี๊ป เพราะสามารถลุยกับพื้นที่ได้มากกว่ารถกึ่งๆ รถตู้ที่เรานั่งมา แถวนี้เลยเต็มไปด้วยรถจี๊ปหลายร้อยคัน ชอบมาก สนุกกกก ตื่นเต้นมากก ไม่เคยนั่ง 5555555 เรามาจอดรถที่ลาดดินสีเทากว้างๆ ด้านหน้าของโบรโม่ คาดว่าที่เป็นสีนี้เพราะดินตะกอนภูเขาไฟ เพราะเดี๋ยวเราจะขึ้นไปชมปากปล่องถูเขาไฟแบบใกล้ชิดกัน ตรงลานนี้นอกจากจะมีรถจี๊ปแล่นไปมา ยังมีม้าจำนวนมาก รอพาเราขึ้นไปที่โบรโม่ เพราะจากตรงนี้ ต้องเดินทางอีก 3 กิโลแหนะ แน่นอนมาถึงแล้วใครมันจะเดิน เราเลือกขี่ม้าในราคา 100000 รูปี หรือราวๆ 250 บาท โดยจะมีคนจูงเราและน้อง(ม้า) เดินผ่านโตรกเขาต่างๆเพื่อไปถึงฐานของโบรโม่ ตอนแรกเกร็งมาก ปีนนู่นปีนนี่กลัวน้องเจ็บ แต่คนจูงเราบอก น้องโอเคคคคคคค  ที่เชิงภูเขามีม้าจำนวนมากที่รอนักท่องเที่ยวลงมาจากเขาเพื่อขี่กลับไปที่รถจี๊ป คนจูงม้าของเราชื่อ Sandi ให้การ์ดชื่อเค้ากะเราไว้ บอกว่าปีนขึ้นไป ละลงมาให้เรียกเค้าน้ะ เด่วเค้าพาม้ามารับเรากลับ เมื่อมองกลับไปก็รู้ว่าน้องม้าพาเราผ่านด่านภูมิประเทศยุบยับมาไกลมั่กกก นี่คือบรรไดที่เราต้องปีนไปอีกต่อเพื่อให้ถึงปากปล่องของโบรโม่ สังเกตุว่าคนเยอะมาก เพราะงั้นไม่ต้องกลัวว่ามาล้ะจะเปลี่ยว บางคนก็ไม่ปีนบันได ปีนเอาเองสดๆเลย และเมื่อปีนไปถึง นี่คือปากปล่องของโบรโม่ในตำนานนนนนน โอ่ย ตื่นเต้นน้ะ กลัวระเบิดด้วย 555555555 นี่คือร่องรอยจากการประทุ แน่นอนที่เป็นเส้นๆคืออดีตทางไหลของลาวาจากโบรโม่นั่นเอง  บนปากปล่องมีสันเล็กๆให้เราเดินสำรวจรอบปากปล่องได้ด้วยน้ะ ใครปีนได้ระดับไหน สำรวจกันตามสบายเลยยย  ภูมิประเทศเมื่อมองจากปากปล่องง ที่เห้นเป็นเหมือนอาคิเต็กเจอร์อะไรบางอย่าง นั่นคือวัดฮินดู วัดเดียวของแถวนี้เลย ข้างๆเราคือ Batok ภูเขาที่เราเห็นจากจุดชมวิวนั่นเอง คนที่นี่มีความเชื่อเรื่องการไหว้เทพเจ้า จึงมีคนขายดอกไม้ เพื่อใช้สักการะ เห็นคนซื้อไป เพื่อโยนลงไปในปากปล่องเพื่อบูชาเทพ ตามความเชื่อของอินดู ไกด์เราบอกว่าดอกไม้พวกนี้อยุ่ได้ 5 ปีโดยไม่เหี่ยวน้ะ  จากโบรโม่ เรานั่งรถจี๊ปไปทุ่งหญ้าลับด้านหลังกันต่อ ใครจะรู้ว่ามีทุ่งหญ้าเขียว วิวเวอร์วังมาซ่อนอยู่หลังภูเขาไฟที่ก่อนหน้านี้เป็นที่ราบสีเทาขนาดยักษ์  เหมือนวาร์ปมาอยู่ที่ไหนซักที่ที่ไม่เชื่อว่าจะเป็นอินโด  รถจี๊ปบางคันนั่งบนหลังคาได้ เจ๋งอ้ะ อยากเล่นบ้าง น่าสนุก ถ่ายรูปไปเรื่อยเจอกลุ่มควันสีขาวขนาดยักษ์ลอยมา มันไม่ใช่ควันอะไรหรอก แต่มันคือเมฆ! แบบเดียวกะเมฆที่ลอยบนท้องฟ้าเลย ที่ี่เป็นที่ราบสูง สูงมากระดับเมฆวิ่งเล่นได้นั่นแหละ เราเลยบอกคขับให้ขับรถไปหากลุ่มเมฆ นี่คือวิวตอนเราอยู่ข้างในนั้น คือแบบ เซอร์เรียลมาก จอดรถลงไปถ่ายรูปสิครัช รออะไร 555555555 เซอร์เรียลจริงน้ะ รู้สึกโชคดีมากที่ได้เจอไรงี้ นี่คือรถเรากะคนขับรถชื่ออีวาน อีวานบอกว่า อ้ะๆ แกรๆ เราต้องไปต่อน้ะ จอดตรงนี้นานๆ อาจมีใครวิ่งฝ่าหมอกมาชนเราได้น้ะ 5555555 เราบอกลาโบรโม่ ขับรถลงเขาเพื่อมาแวะที่ Madakaripura น้ำตกอีกที่ที่พีคไม่แพ้กัน เริ่มจากเดินจากปากทางเข้าไปกิโลกว่าๆเราจะเห็นเส้นสีขาวอยู่ลิบๆ  ล้ะเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ที่นี่มีเพิงไว้ให้นั่ง ให้หลบฝน ให้ใส่เสื้อกันฝนด้วย เพราะแถวนี้ชื้น ฝนตกเป็นปรกติ เราใส่เสื้อกันฝน เดินสวนไปตามน้ำตกเล็กๆเพื่อขึ้นไปต้นทางน้ำ อ้ะนี่ไงเริ่มเข้าใกล้เป้าหมายล้ะ  ที่ใส่เสื้อกันฝน ฝนไม่ได้ตกแต่อย่างใด แต่เราต้องลอดน้ำตกอื่นๆเข้ามา! กว่าจะมาถึงตรงนี้ ขออถัยไม่มีรูปลอดน้ำตก เพราะมันเสี่ยงเกินกว่าจะเอากล้องขึ้นมาถ่ายจริงๆ สงสารเราหน่อย 55555555555  คือรอบๆดีมากกกกกก ฟินมากกกกกก รูปไม่สามารถเล่าความเซอเรียลและยิ่งใหญ่ของน้ำตกได้จริงๆ แต่ขอให้มา เชื่อเรา (เสื้อกันฝนกะรองเท้าแตะมีขายตรงทางเข้าด้วยน้ะ 25-30 บาท ไม่แพงเลย) ออกจากน้ำตก เราขับรถอีก 7 ชั่วโมง เลียบทะเล ลงไปทางใต้เพื่อไปภูเขาไฟ มิชชั่นของเราอีกลูกคือ Kawha Ijen! เราขับรถมาถึงเขตของ Ijen ก็เป็นเวลาดึกอีกแล้วตามสไตล์ แต่พีคกว่าคือ พรุ่งนี้เราต้องเดินขึ้นเขาตอนตี 1! งานนี้เราบอกเลยว่า ขอให้ฟิตร่างกายมาให้พร้อม ! ตั้งแต่ตี 1 เราเดินขึ้นเขาพร้อมด้วยเพื่อนมากมาย เดินขึ้นเนินชันไม่ต่ำกว่า 40 องศา เป็นระยะทางประมาน 3-4 กิโล (แต่เดินจริงโครตไกล อย่าไปเชื่อ) บอกเลยว่าเหนื่อยสลบ เราเดินสลับพักหลายรอบสุดๆ อ้วกไป 1 รอบ (จริงๆ) จะตายมาก กว่าจะผ่านทางชันมหาโหดมาเป็นทางที่ไม่ชันมาก เรียบๆ ช่วงใกล้ถึงยอดเขา แต่พอขึ้นมาเจอกลุ่มควัน และทะเลสาปสีฟ้าข้างหน้า คือแบบ โอ้ยยยยย ยอมมมมมมมม คุ้มมากกกกกก สลบบบบ แต่ก่อนอิเจี้ยนยังไม่มีทะเลสาป แต่พอผ่านการระเบิดครั้งล่าสุดมา อยู่ดีดีก็เปิดเป็นทะเลสาปสีฟ้าขึ้นปากปล่องอิเจี้ยน  เนื่องจากอยากเห็นทะเลสาปใกล้ๆ เลยปีนตามทางคนเหมืองลงไปด้านล่าง ของภูเขาไฟ สวยมั้ยล่าาาาาาาาาาา สลบบบ นอกโลกมากกกก เข้าใกล้ได้อีกจึ๋งนึง ควันกำมะถันเริ่มเปลี่ยนทิศมาทางเรา เลยต้องปีนกลับขึ้นมาด้านบน ต้องบอกก่อนว่าที่อิเจี้ยนนี่ เป็นเหมืองแร่กำมะถันด้วย ถ้าเราปีนลงไป อาจโดนรมควันกำมะถันตาย ควันเริ่มเปลี่ยนทิศไล่หลังมา นี่คือเพื่อนร่วมทริปที่ยังยืนหยัดเก็บภาพจนนาทีสุดท้าย ตัดมานาทีต่อมา พวกเรากำลังกินน้ำ หาผ้าปิดปาก เพราะควันจากกำมะถันสูดเข้าไปแล้วแสบคอมาก แสบตานิดๆด้วย ปีนขึ้นมาด้านบนให้พ้นกลุ่มควัน นี่คือไกด์ผู้นำเราปีนเขาและปีนลงไปข้างล่างด้วย ถามเราตลอดตอนขึ้นเขาว่าโอเคมั้ย คือตอนปีนนี่ น้องไม่โอเคคคคค พูดเลยยยยยย นักท่องเที่ยวเพียบ เซอร์เรียลสุด นี่ดาวอังคารรึเปล่า หรือดาว dr.mann ในอินเตอร์สเตลล่า ต้นไม้ใบไม่แถวๆนั้นเป็นสีเทาๆ ไม่รู้เกิดจากใครเผา หรือเอฟเฟคจากภูเขาไฟ (สรุปอาจจะเกิดจากกำมะถัน >,<) พระอาทิตย์เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตอนเราขึ้นมาพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว เราอดดู บลูเฟรม ไปตามระเบียบ (ลาวาสีฟ้า ที่เราต้องมาให้ถูกช่วงเวลาคือก่อนพระอาทิตย์ขึ้น และยังมีแสงจันทร์เท่านั้น เราถึงจะเห็น) สวยสลบ เหมือนหิมะ แต่ไม่ใช่ ถ่ายรูปจนพอใจ เราก็เดินลงจากยอดเขา เจอพี่คนนี่ นั่งกินกาแฟและพรินเกิ้ล อยู่ข้างทาง ชิลมากกกกกกก มันต้องแบบนี่เซ่ ระหว่างทางก็มีพี่ๆชาวเหมืองเดินสวนไปสวนมา ขนแร่กำมะถันไปขายตลอด  ตรงกลางทางจะมีจุดให้นั่งพัก ขายบะหมี่ pop mie นี่แหละ คือถึงจุดนี้รู้ตัวว่าหิวล้ะ ต้องจัดหน่อย การมาอินโดคำฮิตที่ควรรู้เลย คือ AYAM แปลว่า ไก่ 55555 คำอื่นๆที่น่าจะรู้ คือ NASI = ข้าว, GORENG = ผัด, AYAM = ไก่, MIE = หมี่  คนที่ลงมาจากเขาเค้าก็จะมานั่งพักกัน ก่อนเดินลงต่อไป เราใช้เวลา ชม กว่าๆ ลงมาถึงตีนเขา แต่ตอนขึ้นนี่ สาม ชม เลยน้ะะะ เอาซี่ คนเรา เราบอกลาอิเจี้ยน ขับรถยาวๆ 10 ชม. กลับสุราบายา จบทริปโดยสมบูรณ์ ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ คือพาร์ทนี้ยาวมากจริงๆ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กันบ้าง ข้อมูลอื่นๆ วิธีติดต่อรถและไกด์ : เราใช้เอเจนซี่ชื่อ Tommy ด้วยการอีเมล์ไปสอบถาม และพิมพ์แพลนการเดินทางของเราไปให้ทอมมี่ เพื่อจองรถและไกด์ จากนั้นทอมมี่ก็จะนัดวัน ที่เราจะมา แล้วเค้าจะมารับเราถึงสนามบิน ขับรถพาเราไปในทุกที่เบื้องต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายเราตกคนละประมาน 2 ล้านรูปี / คน (ประมาณ 5000 บาท) ติดต่อได้ตามอีเมลนี่เลย Tommy(blueisland_024@yahoo.com) ปล. จากอิเจี้ยน เราสามารถไปบาหลีต่อได้ด้วยน้ะ คนขับรถจะพาเราไปถึงท่าเรือเลยแหละ ปล2. ใครงงตรงไหน อินบ้อกซ์มาถามได้เลย ยินดี ขอบคุณข้อมูล และรุปภาพจาก https://www.facebook.com/coundsheckjourney/ ติดตามทริปท่องเที่ยวสนุกๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/coundsheckjourney/