สาวอินเดีย

 กันต์ รักจริงหวังแต่ง พลอย ไม่ทิ้งแน่นอน
กันต์ กันตถาวร /  พลอยแฟนกันต์ / 

รักแฟนมากหวงแฟนมากจริงจริ๊งงง...สำหรับหนุ่มตี๋หน้าหล่อ กันต์ กันตถาวร พระเอกลูกหม้อแห่งบ้าน โพลีพลัส เวลานี้นอกจากเรื่องงานจะรุ่งแล้ว เรื่องรักกับแฟนสาวสุดที่เลิฟอย่าง พลอย ก็กำลังฉ่ำได้ที่ คนนี้เรียกว่ารักจริงหลงจริง รักมากหวงมาก รักจริงหวังแต่ง ไม่ทิ้งให้ค้างคานแน่นอน ณ จุดนี้ควงกันหวานไม่แคร์สื่อเลยสักนิด เรียกว่าเป็นพระเอกที่ไม่กั๊กเรื่องรักๆ แบบฝุดๆ ข่าวคราวเรื่องตบเรื่องแต่งแว่วเข้าหูออกจะบ่อย แต่ก็ยังไม่มีบุญได้เห็นแพลนวิวาห์ของคนทั้งคู่สักที แม้หนุ่มกันต์จะเปรยว่าเคยพูดคุยบ้างแล้วก็เถอะ อ๊ะๆๆ ก็ไม่รู้หนุ่มกันต์จะควงสาวพลอยร่อนไปร่อนมาให้ความรักฉ่ำแฉะอีกนานแค่ไหน เอาเป็นว่ารู้แค่จะฉ่ำไปเรื่อยๆ รอจังหวะสอยให้ร่วงลงจากคานก็แล้วเนอะ คริๆ กันต์-พลอย กันต์-พลอย กันต์-พลอย

ถอนตัวปากโป้ง เบนซ์ ไม่ปลื้ม!! เฮียฮ้อ ทวิตพาดพิงวิก 3
เบนซ์ พรชิตา /  หนุ่ม กรรชัย / 

ชัดเจน! เบนซ์ พรชิตา ประกาศถอนตัวจากพิธีกรรายการ ปากโป้ง ของช่อง 8 อย่างกระทันหัน โดยเจ้าตัวเผยไม่ใช่เพราะทางช่อง 3 มีนโยบายเรียกตัวกลับไม่ให้รับงานกับช่องอื่น แต่เธอขอพูดตรงๆ ว่าไม่พอใจที่บิ๊กบอสอาร์เอส โพสต์ทวิตเตอร์พาดพิงมาทางผู้ใหญ่ของช่อง 3 ซึ่งเปรียบเหมือนเป็นพ่อ-แม่ของเธอ จึงตัดสินใจต่อสายตรงไปถอนตัวกับทาง หนุ่ม กรรชัย พิธีกรร่วมรายการทันทีที่เห็นโพสต์ดังกล่าว ลั่นอยากทำงานด้วยความสบายใจ สำหรับตอนนี้ทางรายการ ปากโป้ง ก็ได้พิธีกรสาว นุ้ย สุจิรา มาเสียบแทนเธอเรียบร้อยแล้ว.... เบนซ์ ถอนตัว ปากโป้ง เบนซ์ ถอนตัว ปากโป้ง เบนซ์ ถอนตัว ปากโป้ง เบนซ์ ถอนตัว ปากโป้ง

อีกมุม ข่าวหมาน้ำทิพย์โดนทารุณ อาจเป็นข่าวลวง หลอกเงินบริจาค
ข่มขืนสุนัขม /  ข่มขืนหมา / 

อีกมุม ข่าวหมาน้องน้ำทิพย์ โดนทารุณ อาจเป็นข่าวลวง หลอกเงินบริจาค พบประเด็นน่าสงสัย วันนี้(31 ต.ค.) จากกรณีที่บนโลกออนไลน์มีการแชร์ข่าวสุนัขชื่อ น้องน้ำทิพย์ ถูกคนทารุณและกระทำชำเราจนป่วยติดเชื้อภายในและเสียชีวิตเมื่อวานที่ผ่านมา ล่าสุดมีสมาชิกเฟซบุ๊คท่านหนึ่งซึ่งทำงานในหน่วยNGOที่เกี่ยวข้องกับการพิทักษ์สัตว์ รวมไปถึงมีการแชร์ข้อความที่อ้างว่ามาจากบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดีและชัญญ่า ทามาดะ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊คแฉข้อมูลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับประเด็นข่าวน้องน้ำทิพย์โดนคนข่มขืนว่า เจาะประเด็น คนหากินกับหมา 1. ตัวเองไม่มีรถ (ไม่สามารถพาน้องปั๊คมาหาหมอได้เอง) แต่ไปรับหมาป่วยมาได้ยังไงเยอะแยะมากมาย 2.คุยว่าบ้านหลังละ 2 ล้าน สามีเงินเดือนเป็นแสน แต่สี่ร้อยบาทค่ารักษาหมา จ่ายไม่ไหว ต้องระดมทุน 3.ขอให้คนไปช่วยเยอะแยะมากมาย แต่พอดารามีตังค์ขอช่วยด้วย ดันโวยวาย หาว่าเกาะหมาดัง ขอโทษทีเถอะ ดาราเค้าดังมานานแล้ว! แล้วเคสที่ช่วยๆอยู่ทั้งคนทั้งหมาเป็นร้อยๆเคสที่ไม่ได้ออกข่าว กับน้องหมาอีกตัวที่โดนคนทำร้าย มันจะไปเกาะดังตรงไหน? 4.บุ๋มโดนพาลว่าทำไมไปบอกว่า บุ๋มกับเก๋ รับเคสนี้แล้ว! บุ๋มพูดตอนไหน? ในไอจีขึ้นแต่เนื้อข่าวตาม นสพ. ถามจริงๆเถอะ หมาอยู่กับคุณ มีคนใจโหดนำมาทิ้ง คุณรู้ได้ยังไงว่าโดนข่มขืน??? เพราะคุณหมอบอกว่า ปั๊คตัวเล็กมากนิ้วเข้าไปยังลำบาก หมอบอกว่า น้องน่าจะแค่มดลูกอักเสบ! จากการติดเชื้อ! 5. หมอบอกให้แอดมิด เธอยืนยันว่า จะเอากลับบ้าน? ติดเชื้อขนาดนั้น? เอาไปนอนข้างๆ ถ่ายรูป ดูดี 6.แต่พอเดอะว๊อยส์ ขอดูแลค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ขอแค่ให้พาไปหาหมอ เธอบอกว่า อย่าใช้ความเป็นดาราเข้ามายุ่ง?? 6. น้องหมาตายกลางทางวันนี้ เวลาประมาณ 12:30น เราถามว่า แล้วเงินที่คนบริจาคทำไง เธอบอกว่า บริจาคไปหมดแล้ว (ตอนไหนวะ?) 7. พอนักข่าวถามและขอดูศพน้องปั๊ค เธอเอากลับบ้านและรีบฝังทันที เธอบอกมันจบแล้ว! 8. ในเฟสเธอตอนเช้ามีการบอกว่า ให้หยุดการพูดข่าวว่า น้องโดนข่มขืน (ประหนึ่งไม่อยากฟัง) ใช่สิ ก็เพราะเธอรู้นี่ ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นเรื่องที่เธอแต่ง ทำให้มันเป็นประเด็นน่าสงสาร พอเป็นข่าว ก็เริ่มโวยวาย! 9. องค์กรทำดี เราส่งเสริมคนทำดี แต่ถ้าใครมาทำมาหากินกับความขี้สงสารของประชาชน เราจำเป็นต้องเปิดโปง 10. อย่าตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ อย่ามาโบ้ยว่า ดารารังแก ชั้นอยู่ข้างความถูกต้องและประชาชนเสมอ! 11. คนนี้เอาหมามาจากคุณฟาริดา ซึ่งคุณฟ้าเอาน้องปั๊คมาจากนครนายก หมอตรวจแล้วเป็นแค่ท่อปัสสาวะติดเชื้อพอเธอเอามาวันเดียว ออกข่าวว่า หมาโดนข่มขืนและระดมทุนรักษา ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวกำลังถูกแชร์ออกไปและกลายเป็นข้อสงสัยที่ต้องการให้สาวผู้ที่นำหมาน้องน้ำทิพย์ไปดูแลก่อนตายออกมาชี้แจงกับสังคมออนไลน์ นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้มีการผลักดันพรบ.คุ้มครองสัตว์เพื่อลดการทารุณกรรมในสัตว์เลี้ยงด้วย Mthai News ข่าวที่เกี่ยวข้อง ภาพความซี้งของน้องหมา ที่จะทำให้คุณต้องน้ำตาซึม ร่วมไว้อาลัย น้องน้ำทิพย์ น้องหมาผู้โชคร้าย ที่ถูกคนชั่วเลี้ยงทำร้ายทารุณ!! รวมภาพ ล่ารายชื่อร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์

ยังไง?? เนย รีเทิร์น ดีเจภูมิ ควงดูบอลสเปน
เนย เนโกะจั้มพ์ /  ดีเจภูมิ / 

ทำเอาแฟนๆ แอบเชียร์ให้รีเทิร์นกันจริงๆ สำหรับคู่ของนักร้องสาว เนย เนโกะจั๊มพ์ และอดีตคนเคยรักอย่าง ดีเจภูมิ ภูมิใจ ที่เลิกรากันไปเป็นปีแล้ว แต่ล่าสุดควงคู่บินลัดฟ้าไปดูบอลถึงเมืองมาดริด ประเทศสเปน แถม สาวเนย ยังโพสต์ข้อความแสนหวานชวนจิ้นว่า "มีความสุขจัง ^^.... ชีวิตเรามันจะมีอะไรที่ดีไปกว่าการมีความสุขมั้ย...อยากรู้จริงๆ" และ "การจะทำความรู้จักใครสักคนมันไม่จำเป็นที่จะต้องมากังวลหรอกว่าคนนี้จะใช่หรือไม่ คุยไปจะเสียเวลามั้ย? เราแค่ทำตัวเองให้เป็นคนที่มีคุณค่า คุ้มค่า.. หากได้รู้จักด้วยแค่นั้นก็พอละ.. ทำตัวเองให้ดีที่สุดในแบบที่ตัวเองเป็นแค่นี้ก็พอละ แล้ววันนึงถ้าจังหวะมันจะเจอคนที่ใช่มันก็ใช่เองแหละ ไม่ต้องพยายามหรอก เหนื่อยไป้ ! เอาเวลาที่นั่งกังวลมามีความสุขกับตัวเองดีกว่า" ด้านดีเจภูมิก็โพสต์แบบขำๆ ว่า "ตอนคบกันก็เชียร์ให้เลิกกันจัง... ตอนเลิกกันก็เชียร์ให้คบกันจัง... สรุปพวกแกเอาไงกันแน่เนี้ยยย...งง!" งานนี้จะมีรีเทิร์นหรือไม่คงต้องติดตามกันต่อไปนะจ๊ะ!! เนย-ดีเจภูมิ เนย-ดีเจภูมิ เนย-ดีเจภูมิ เนย-ดีเจภูมิ เนย-ดีเจภูมิ เนย-ดีเจภูมิ เนย-ดีเจภูมิ เนย-ดีเจภูมิ

ปีเตอร์ เผยคาแรคเตอร์ที่ประทับใจคือบท”คุณหมอปราบ”
ปีเตอร์ คอร์ป /  ชมพู่ อารยา / 

ทำเอาสาวๆ ฟินกันทั่วบ้านทั่วเมืองเลยทีเดียวเมื่อพระเอกปากกว้าง ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล โดดมารับบท คุณหมอปราบ ผู้ชายอารมณ์ดี ปากร้ายแต่แสนอบอุ่นในละครเรื่องหนุ่มบ้านไร่กับหวานใจไฮโซ ประกบคู่กับ ชมพู่ อารยา ทางช่อง 3 แม้ละครจะจบไปนานมว๊ากๆ แต่คนก็ยังจดจำปีเตอร์ในบทนี้ได้เป็นอย่างดี นอกจากสาวๆ จะฟินแล้ว ปีเตอร์ เองก็ฟินเวอร์ๆ กับบทปราบ ถึงกับยกให้ละครหนุ่มบ้านไร่กับหวานใจไฮโซเป็นละครที่ he ประทับใจมากทีสุด “ละครที่ผมประทับใจมากที่สุดคงเป็น หนุ่มบ้านไร่กับหวานใจไฮโซ มันเป็นละครเรื่องแรกที่ผมได้ร่วมงานกับ พี่คิง (ผู้กำกับ) แล้วพี่เขาเป็นคนที่ทำงานละเอียดมาก ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ เขาเป็นคนที่รอบคอบมาก ประทับใจจริงๆ ครับ” คาแรคเตอร์ในเรื่อง ตรงกับตัวจริงบ้างหรือเปล่า มันมีอะไรหลายๆ อย่างคล้ายผมนะ ชอบตัวละครตัวนี้ตรงที่เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ได้มีดราม่ามาก เป็นคนจริงคนหนึ่ง เป็นสัตวแพทย์อยู่ต่างหวัด จิตใจดี อยากช่วยรักษาสัตว์ คือมีหลายๆ อย่างที่ตรงกับตัวผมครับ ร่วมงานกับ ชมพู่ อารยา เป็นไงบ้าง เก่งครับ ชมพู่ เป็นนักแสดงที่เก่งมาก เขาทำให้ผมทำงานง่ายขึ้น ส่งบทมาปุ๊บผมต่อได้ทันที ด้วยความที่เขาเป็นมืออาชีพ จำบทเก่งมาก เรื่องภาษา การอ่านบท มีปัญหาไหมเอ่ย ก็มีอยู่แล้วครับ ฝรั่งอ่านบทไทยนี่ลำบากมากนะ (ยิ้ม) เราต้องเตรียมเวลาไว้เยอะๆ ครับ ต้องมีการเตรียมตัว ถ้าส่งบทให้เลยแล้วอ่านนี่คือไม่ได้แน่ๆครับ ต้องยอมรับว่าถึงจะมีบางฉากบางตอนที่ ปีเตอร์ ออกเสียงภาษาไทยไม่ชัดบ้างแต่แอคติ้งการแสดงที่เป็นธรรมชาติก็สามารถทำให้แฟนๆ ละครลืมๆ ข้อเสียนั้นไปได้ เพราะ he สามารถตีบท “ปราบ” หนุ่มบ้านไร่ที่ปากร้ายแต่ใจดีออกมาได้โดนใจแฟนๆ ทั่วประเทศจนคนอินไปทั่วบ้านทั่วเมือง ที่สำคัญคนพูดกันปากต่อปาก คอละครหลายคนที่ยังไม่เคยดูถึงกับลงทุนไปหาดูละครย้อนหลังกันเลยทีเดียว เพราะการแสดงที่เป็นธรรมชาติมาจากอินเนอร์ที่ดูแล้วไม่ขัดหูขัดตาทำให้ตอนนี้ ปีเตอร์ กลายเป็นพระเอกพ่อลูกอ่อนที่สาวๆ ค่อนประเทศยกให้เป็นพระเอกในดวงใจ

ประวัติมายด์ พัฒนิดา พุ่มชูแสง Miss Teen Thailand 2014
Miss Teen Thailand 2014 /  มายด์ พัฒนิดา พุ่มชูแสง

จบไปแล้วกับการประกวด Miss Teen Thailand 2014 ค้นหาสาวน้อยหน้าใส เมื่อคืนที่ผ่านมา (30 ตุลาคม 2557) โดยเวทีนีก็รู้จักกันดีว่าเป็นเวททีการประกวดอันดับหนึ่งของสาววัยทีนเมืองไทย ซึ่งก็ได้ผู้ชนะแล้ว นั่นก็คือ น้องมายด์ พัฒนิดา พุ่มชูแสง หมายเลข 41 จากจังหวัดนครปฐม คว้าตำแหน่ง มิสทีน ไทยแลนด์ 2014 ไปครอง ^^ .. ประวัติมายด์ พัฒนิดา พุ่มชูแสง Miss Teen Thailand 2014 ประวัติมายด์ พัฒนิดา พุ่มชูแสง Miss Teen Thailand 2014 “มิสทีน ไทยแลนด์ 2014”  ( Miss Teen Thailand 2014 ) จัดโดย บริษัท อินสไพร์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ร่วมกับ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และ บริษัท ยูลิฮัน กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด โดยในครั้งนี้จัดภายใต้คอนเซ็ปต์ GLAMOROUS REFLECTIION สะท้อนความงดงามอย่างเจิดจรัส ผลการประกาศนั้น มายด์ พัฒนิดา พุ่มชูแสง สาวน้อยวัย 18 ปี จาก จ.นครปฐม คว้าที่ 1 มาครอง โดยตอนนี้เธอกำลังศึกษาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์ ศาลายา จ.นครปฐม ในการประกวดครั้งนี้ ผู้ชนะได้รับเงินรางวัลรวมกว่า 1,000,000บาท ได้แก่เงินรางวัล 300,000 บาท พร้อมได้รับจากการเป็นนางแบบนิตยสารชั้นนำจากต่างประเทศระยะเวลา 4 ปี เป็นเงิน 700,000 บาท มงกุฎเพชร,สายสะพาย,เข็มกลัดทองคำ พร้อมเงินรางวัลจากผู้สนับสนุนอีกมากมายและได้ก้าวสู่วงการบันเทิงเป็นนักแสดงต่อไป ส่วนรองอันดับ1 มิสทีน ไทยแลนด์ 2014 ได้แก่ หมายเลข 33 นางสาวชนนันท์ เลิศปัญญาพรชัย หรือน้ำหวาน อายุ 16 ปี โรงเรียนศึกษานารี เจ้าของรางวัลขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชนคะ

รักจริงต้องทุ่ม! เนย์มาร์ จัดเครื่องบินเจ็ตรับส่งสาวถึง บาร์ซ่า
บาร์เซโลน่า /  เนย์มาร์ / 

ความรักทำได้ทุกอย่างจริงๆสำหรับ เนย์มาร์ กองหน้าตัวพริ้วของ บาร์เซโลน่า ตกเป็นข่าวจัดเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวไปรับ-ส่ง โซรายา วูเซลิช นางแบบสุดเซ็กซี่ชาวเซอร์เบีย เพื่อมาออกเดทกับตนที่ บาร์เซโลน่า โดยแหล่งข่าวมีภาพยืนยันว่า โซรายา วูเซลิช เดินทางไป บาร์เซโลน่า ด้วยเครื่องเจ็ตลำหรูพร้อมกับใส่เสื้อทีม บาร์เซโลน่า ที่สกรีนชื่อ เนย์มาร์ เพื่อสวีทหวานออกเดทกันก่อนที่ บาร์เซโลน่า จะลงเตะ ลา ลีกา สเปน เยือน เซลตา บีโก ช่วงสุดสัปดาห์นี้ ทั้งนี้  โซรายา วูเซลิช นางแบบทรงโตสุดเซ็กซี่ชาวเซอร์เบียรายนี้นั้นโด่งดังมากจาก การเข้าร่วมรายการเรียลิตี บิ๊ก บราเธอร์ นั้นเอง

สาวสวยร้องเพลง วิญญาณ โคตรเพราะ แต่ตอนจบหลอนสลัด!!
วิญญาณ /  ร้องเพลง / 

สาวสวยร้องเพลง วิญญาณ โคตรเพราะ แต่ตอนจบหลอนสลัด!!

กลัวชะนีละอ่อนตีท้ายครัว บุ๋ม แอ๊บแบ๊ว มัดใจแฟนเด็ก
บุ๋ม ปนัดดา /  บุ๋ม เอก เอกริน / 

ชิชะ!! รู้สึกว่าตั้งแต่คบหาดูใจกับแฟนเด็กหุ่นล่ำกล้ามโตอย่าง เอก เอกริน สาวใหญ่หุ่นอึ๋มชั่วโมงบินสูงอย่าง บุ๋ม ปนัดดา ดูจะสวยขึ้นกว่าเดิมเยอะ ที่สำคัญขยันแอ๊บเด็กเอาใจแฟนหนุ่มสุดๆ หลังจากที่ประกาศว่าจะแต่งงานกันในปีหน้า ดูคู่นี้จะหวานขึ้นทุกวันตัวติดกันอย่างกะปาท่องโก๋ ควงกันไปนู่นมานี่อยู่บ่อยๆ แม้หลายคนจะมองว่าอายุที่ห่างกันของทั้งคู่จะเป็นอุปสรรค แต่สำหรับสาวใหญ่อย่างบุ๋มดูจะไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิดส์ ดูจากช่วงหลังๆ ที่นางแต่งตัวสิจ๊ะเด็กวัยรุ่นยังอาย นอกจากนางจะหมั่นดูแลทรวดทรงองค์เอวและหนังหน้าให้ดูสวยเต่งตึงฟิตแอนด์เฟิร์มอยู่เสมอแล้ว เรื่องการแต่งตัวของนางช่วงนี้ก็ดูจะแอ๊บแบ๊วลดอายุลงไปเยอะ ทั้งมัดผมแกละ ใส่เสื้อผ้าอย่างกะเด็กวัยรุ่น เห็นแล้วก็แซบเหลือหลาย มิน่าหนุ่มเอกถึงเอาอกเอาใจกระดิกตัวไปทางไหนก็คอยเป็นมือเป็นเท้าให้ตลอด ลงทุนแอ๊บแบ๊วมัดใจแฟนหนุ่ม ออดอ้อนฉอเลาะบ้างในบางครั้งแบบนี้ ไม่รู้เพราะกลัวชะนีหน้าใสวัยทีนจะมาตีท้ายครัวหรือเปล่าน้า... บุ๋ม-เอก บุ๋ม-เอก บุ๋ม-เอก บุ๋ม-เอก

ย้อนรำลึก 1 ปีม็อบนกหวีด
กปปส. /  คัดค้านนิรโทษกรรม / 

"พระสุเทพ" โพสต์ข้อความ "ไม่ชนะ  ไม่เลิก" ย้อนรำลึก 1 ปี การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊คเพจ "Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ)" ของ "พระสุเทพ ปภากโร" ได้โพสต์ข้อความ รำลึก 1 ปี เหตุการณ์การชุมนุมของมวลมหาประชาชนที่ร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส.  โดยระบุข้อความว่า "เราจะต่อสู้ร่วมกันไป ไม่ชนะไม่เลิก ผมจะสู้ถวายชีวิต เทหมดหน้าตัก จะต่อสู้ร่วมกับทุกคน ทุกวัน จนกว่าจะได้ชนะ ถ้ารัฐบาลจะมาหาผม เพื่อเพิ่มคดีกบฎอีกคดีก็ไม่กลัวแล้ว ผมรับผิดชอบการกระทำของประชาชนทุกอย่าง ไม่หนีไปไหน" สุเทพ เทือกสุบรรณ เวทีชุมนุมสามเสน 31 ตุลาคม 2556 (วันเป่านกหวีด เวทีสามเสน มวลมหาประชาชน)" ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2556 บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 หน้าอาคารรัฐสภา 1 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส. สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยสส.พรรคกว่า 50 คน ร่วมแถลงข่าวคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร (นัดพิเศษ) วันที่ 31 ต.ค. 2556 ในวาระ 2 และ วาระ 3 โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหญิงและชายตัดสินใจลาออกไปร่วมต่อสู้กับประชาชน เพื่อต่อต้านกฎหมายล้างผิด ที่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยพยายามเสนอเข้าสภา โดยไม่ฟังเสียงประชาชน ทั้งที่มีผู้คัดค้าน ซึงในกฎหมายมีเนื้อหาลบล้างความผิดให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงความผิดของแกนนำกลุ่มผู้ก่อเหตุร้ายในการชุมนุมทางการเมืองที่มิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งพรรคประชาธิปัติย์ประกาศว่า จะร่วมกับประชาชนทั่วประเทศ เคลื่อนไหวต้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยจะเชิญชวนคนไทยทั่วประเทศ ออกมาชุมนุมคัดค้าน ตั้งแต่่วันที่ 31 ต.ค. 2556 เวลา 18.00น.เป็นต้นไป ซึ่งนี่ถือเป็นการประกาศศึกนอกสภา และเป็นการเป่านกหวีดครั้งแรกอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้น นายสุเทพ ก่อตั้งกลุ่ม กปปส. ขึ้นเมื่อวันที่ 29 พ.ย.56 และแต่งตั้งตนเองเป็นเลขาธิการ  และได้ใช้การเป่านกหวีดเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงครั้งนี้ พร้อมประกาศเจตนาของ กปปส.เพื่อทวงอำนาจอธิปไตยจากรัฐบาลมาคืนประชาชน ซึ่งจะดำเนินการปฏิรูปประเทศผ่านสภาประชาชนที่มิได้มาจากการเลือกตั้ง และประกาศจะขจัด "ระบอบทักษิณ" โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ กดดันให้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจากการเป็นหัวหน้ารัฐบาล เพื่อให้เกิดช่องว่างแห่งอำนาจ กระทั่งวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา กปปส.ก็ได้ยุติการชุมนุม เนื่องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ ได้ทำการยึดอำนาจ และในวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา กปปส.ก็ได้ประกาศหยุดการเคลื่อนไหวทันที และจากนั้นในช่วงเช้าวันที่ 15 ก.ค. นายสุเทพ อดีตเลขาธิการ กปปส. ก็ได้เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดท่าไทร ต.ท่าทองใหม่ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมกับหลานชาย โดยพระสุเทพ ได้ฉายาว่า “พระปภากโร” หมายถึง ผู้กระทำซึ่งแสงสว่าง MThai News ขอบคุณข้อมูลจาก มติชนออนไลน์

แม่ก้อย เบรก...จ๊ะ คบ เอิน มากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่ว่าที่สะใภ้
จ๊ะ จิตตาภา /  เอิน นิธิภัทธ์ / 

กำลังหวานฉ่ำได้ที่เลยทีเดียว สำหรับความสัมพันธ์ของนางเอกลูกหม้อวิก 3 จ๊ะ จิตตาภา กับหนุ่มรูปหล่อ เอิน นิธิภัทธ์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของผู้จัดมือโปร ก้อย ทาริกา เรียกว่าตั้งแต่มีภาพหลุดให้จับได้ว่าคบหาดูใจกัน ก็หวานแหววยั่วเสียงเม้าท์และต่อมริษยาของบรรดาประชาชีซะเหลือเกิน งานนี้อะไรๆ ก็แสนเพอร์เฟกต์ เส้นทางรักแลดูไปได้สวย แต่มิวายมีช่องโหว่ให้ได้ฝอยกัน ก็แหม...เห็นหวานแหววแฮปปี้ไร้ปัญหาผู้ใหญ่ไม่ปลื้มเยี่ยงนี้ แต่เจอบทสัมภาษณ์แม่ก้อยทีไรเป็นต้องแอบเงิบทุกที เพราะไม่เคยเห็นคุณท่านเอ่ยแบบเต็มปากเต็มคำสักครั้งว่าสาวจ๊ะคนนี้น่ะคือว่าที่ลูกสะใภ้ จุดนี้ไม่รู้เพราะอนาคตยังอีกไกล ผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างแม่ก้อยเลยไม่วู่วามอยากได้ลูกสะใภ้แบบเร่งด่วนหรือเปล่า ยิ่งก่อนหน้านี้เห็นสาวจ๊ะนุ่งบิกินี่เล่นน้ำกับลูกชายแบบไม่แคร์สื่อด้วยแล้ว ต่อให้เอ็นดูแค่ไหนก็คงต้องเลือกนานๆ ใช่ปะล่ะ เอ้า!!! แม้จะไฟเขียว ทั้งปลื้มทั้งเอ็นดู แต่หนูจ๊ะคนสวยก็อย่าเพิ่งเหลิงไปนะจ๊ะ ยอมให้คบหามากกว่าเพื่อน แต่ไม่ได้หวังรับเป็นสะใภ้แบบนี้ วันดีคืนดีฝ่ายหญิงอย่างหล่อนอาจจะเงิบก็เป็นได้นะเออ หุหุ จ๊ะ- เอิน จ๊ะ- เอิน จ๊ะ- เอิน

เมโกะ ชนนิกานต์ เผยทุกสิ่งที่คุณอยากรู้ กับการเห็นผีสุดสะพรึงใน The Eyes Diary
The Eyes Diary /  คิว กิตติชนม์ กุลรัตน์ชล / 

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตา สำหรับนักแสดงสาวหน้าเก๋ เมโกะ ชนนิกานต์ เนตรจุ้ย กัลผลงานล่าสุดสุดสะพรึง The Eyes Diary คนเห็นผี หลังจากสาว เมโกะ เคยฝากผลงานไว้ในหนังอินดี้เมื่อปีกลายกับ Marry is happy, Marry is happy และ ตั้งวง ไปแล้ว การกลับมาปล่อยของใน The Eyes Diary ก็โรแมนติคสยองขวัญ ชวนขนลุกจนผู้กำกับ มะเดี่ยว ยังต้องยกนิ้วให้ และในวันนี้ เราจะมารู้จัก เมโกะ หรือ มดตะ ในหนังเรื่องล่าสุดนี้กัน เมโกะ ชนนิกานต์ เนตรจุ้ย ก่อนอื่นแนะนำตัวกันก่อนเลย? "สวัสดีค่ะ เมโกะ ชนนิกานต์ เนตรจุ้ย ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพค่ะ ถ้าถามถึงความฝันจริงๆ เมอยากเป็นแอร์โฮสเตสคะ ฟังๆดูแล้วมันดูขัดๆกันนะ จริงๆก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในวงการบันเทิงด้วย ตอนเด็กๆก็ชอบแสดงออกนะคะ เป็นงานเวทีที่โรงเรียนประมาณนี้มากกว่า ผลงานที่ผ่านมาก็มีโฆษณาเล็กๆ น้อยๆ ก็สก็อตเพรียวเร่ค่ะ แล้วก็มี MV บ้าง ส่วนผลงานภาพยนตร์ที่ผ่านมาก็มีเรื่องตั้งวง และ marry is happy ที่คนจะจดจำได้เยอะสุด" เมโกะคิดอย่างไรกับการแสดงครับ? "เมว่าเมชอบการแสดงนะ หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของการแสดงค่ะ หลังๆ มานี่ก็จะมีผลงานเยอะขึ้น อาจจะเป็นเพราะคนเห็นผลงานเราเยอะขึ้นและชื่นชอบในตัวละครที่เราได้รับบทให้เล่นมากกว่า ล่าสุดตอนนี้ก็กำลังจะมีหนังเรื่อง The Eyes Diary ซึ่งเมแสดงเป็น มดตะ ค่ะ" เป็นมาอย่างไรถึงได้เข้ามารับบทเป็น 1 ตัวละครสำคัญในหนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับ มะเดี่ยว? "เมไม่รู้ว่าพี่มะเดี่ยวเห็นอะไรในตัวเมรึเปล่า หรืออะไรเขาถึงไว้วางใจให้เมมารับบทเล่นหนังเรื่องนี้ เพราะว่ามันไม่ใช่หนังผีทั่วไปธรรมดาๆ ค่ะ มันเป็นหนังผีที่มีความโรแมนติคเข้าไปด้วย ซึ่งมันหายากมากเลยนะในประเทศไทยเราตอนนี้ โดยปกติแล้วหนังผีทั่วไปก็จะเป็นผีออกมาหลอกแบร้ แต่เรื่องนี้มีการผสมผสานเรื่องโรแมนติคเข้าไปทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจขึ้นมาค่ะ คือพี่มะเดี่ยวให้พี่โปรดิวเซอร์ติดต่อมาค่ะ" พอได้มาร่วมงานกับพี่มะเดี่ยวรู้สึกอย่างไรบ้างครับ? "เมชอบผลงานเรื่อง Home ของพี่มะเดี่ยวมาก แต่ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้ความไว้วางใจในการรับเลือกมาเล่นหนังของพี่เขา เพราะว่าเมอยู่ในสายอินดี้มาตลอด คนก็จะมองว่าเมเล่นหนังแบบปกติทั่วไปไม่ได้ พอได้มาร่วมงานกับพี่มะเดี่ยวแล้วเรารู้เลยว่าพี่มะเดี่ยวเป็นคนตั้งใจทำงานค่ะ เขาเป็นคนดุนะ แต่เราเข้าใจเขาว่าที่เขาดุเพราะอยากให้ทั้งตัวเราและทั้งตัวหนังเป็นอะไรที่ออกมาแล้วเฟอร์เฟ็คที่สุด ซึ่งเมชอบการทำงานของเขา มีวันหนึ่งที่พี่มะเดี่ยวไม่สบาย ก็ยังต้องมีการถ่ายทำ ถึงแม้จะมีการถ่ายแบบเฟสไทม์มา แล้วก็สั่งคิว เราเห็นสปีริทความตั้งใจในการทำหนังของพี่มะเดี่ยว มันเลยทำให้หนังแสดงมีสปิริทที่อยากจะทำงานกับเขาค่ะ คือพี่มะเดี่ยวเป็นหนัก แต่ยังมีสปิริทในการเป็นผู้กำกับ เมว่าพี่มะเดี่ยวเป็นคนที่มีวิชชั่นที่แปลกแต่ดี มันจะไม่ค่อยเหมือนผู้กำกับทั่วไปในประเทศเราค่ะ คือเขาจะมีมุมกล้องแปลกๆ ของเล่นแปลกๆ และอะไรที่มันน่าตื่นเต้นในการเสนอดำเนินเรื่อง ในบทในคำพูดเล็กๆ น้อยๆ มันเป็นอะไรที่มีความใหม่ มีความสด และน่าสนใจ พี่มะเดี่ยวเป็นคนทำหนังที่เมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวกับคนค่ะ หนังมันคือการถ่ายทอดความรู้สึกของผู้กำกับ ทุกๆ เรื่อง ทุกๆ ผู้กำกับเลย มันคือการถ่ายทอดในสิ่งที่เขาได้ไปเจอะเจอมา สิ่งจากคนรอบข้างเขา ประสบการณ์ต่างๆ คือเมรู้สึกว่าหนังพี่มะเดี่ยวล้วนสร้างมาจากพื้นฐานความเป็นจริงค่ะ" ตอนที่ได้มีโอกาสอ่านบทครั้งแรกรู้สึกอย่างไรบ้างครับ? "ตั้งแต่เห็นบทครั้งแรกตื่นเต้นค่ะ ไม่เคยเล่นหนังผี ไม่เคยเจอผี ไม่เคยรู้ว่าผีเป็นยังไง ต้องกลัวผียังไง คือเมว่าการเล่นหนังผีเป็นอะไรที่ท้าทายมากเลยนะ เราไม่เคยสัมผัสว่าผีเขาเป็นยังไงแต่เราต้องแสดงความรู้สึก สิ่งที่เรามโนขึ้นมาว่ามันเป็นรูปร่างยังไง เมดูหนังผีเยอะมาก จริงๆ เป็นคนชอบดูหนังผีอยู่แล้วค่ะ แล้วก็พยายามสังเกตตัวละครที่เขาเล่นหนังผีว่าเขากลัวยังไง เวลาเจอเขาแสดงออกยังไง คือหนังเรื่องนี้เป็นการรวบรวมความรู้สึกของตัวละครต่างๆ เข้ามา ทำให้มันเกิดเรื่องราวขึ้น คือตัวละครแต่ละตัวจะมีอารมณ์ มีออฟเจ็คต์ที่แตกต่างกันออกไป แล้วมันทำให้เกิดเป็นเรื่องราวซึ่งมีทั้งแอคชั่น ฮอร์โรร์ และก็โรแมนติก ผสมผสานกันจนเป็นเรื่องเป็นราว เป็นหนังเรื่อง The Eyes Diary ซึ่งน่าสนใจมากค่ะ" ตัวละคร มดตะ ที่ได้รับ มีบทบาทและคาแร็คเตอร์แบบไหนครับ? "มดตะ เป็นเด็กสาววัยรุ่นทั่วๆ ไปที่มีชอบไปเที่ยวกับเพื่อน สังสรรค์กับเพื่อน  เพียงแต่ที่ผ่านมามด ตะอาจจะเจอเรื่องราวต่างๆในชีวิตมาเยอะพอสมควร ทำให้เขามีปมลึกๆ ในจิตใจ แต่เป็นคนเลือกที่จะปิดความรู้สึกนั้นไว้ อาจจะเป็นการหลอกตัวเอง หรือเป็นการพยายามสร้างความสุขให้ตัวเองในการใช้ชีวิต โดยไม่เอาปมของตัวเองไปทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน และปมที่ว่านี้ มันดันไปคอนเน็กกับน็อต ซึ่งเราสองคนมีปมคล้ายๆ กัน เป็นเรื่องความรัก เป็นเรื่องคนใกล้ตัวเนี้ยแหละค่ะ" การรับบทใน The Eyes Diary เรื่องนี้ มีความท้ายทายอะไรบ้างไหมครับ? "มันยากเลยแหละ มันไม่ใช่แค่คำว่าท้าทายหรอก จริงๆ มันท้าทาย มันน่าสนใจค่ะ แต่ว่ามันก็ยากนะ เพราะเราไม่เคยเจอผี ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นรูปร่างแบบนี้นะ เราต้องกลัวเขาอย่างนี้นะ ต้องแสดงออกกับเขาแบบนี้นะ คือเมรู้สึกนะว่าถ้าในชีวิตประจำวันเจอผี อยากคุยกับเขาด้วยซ้ำว่าทำไมถึงเป็นผี" (หัวเราะ) อะไรคือเสน่ห์ของ The Eyes Diary? "เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้คือโลกคนเป็นกับโลกคนตายมันเชื่อมต่อกัน เชื่อมโยงกัน ซึ่งเมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มันยังมีอยู่ในชีวิตจริง แม้แต่กระทั่งไม่ใช่ในหนังนะค่ะ ในชีวิตจริงคนเรามันยังมีความเชื่อที่จะไปวัด ไปทำบุญโลงศพ เพื่อที่จะคอนเน็กกับเขารึเปล่า เมไม่รู้ว่าคนที่ทำแบบนี้เพื่ออะไร มีพิธีบูชาโน้นนี้ มันทำให้รู้สึกว่า หนังเรื่องนี้แหละมันคือการถ่ายทอดเรื่องราวอารมณ์ของคนเหล่านั้น ว่าเราเองรึเปล่าที่เป็นคนเปิดรับเขาเข้ามา เราเป็นคนเลือกที่จะให้สิ่งพวกนี้เข้ามาวนเวียนอยู่รอบกายเรา และเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้คือเราได้เห็นอีกโลกของวิญญาณ ได้เห็นอีกโลกหนึ่งของคนตายที่เขาตายไปแล้วเขารู้สึกยังไง เขาอยากจะคอนเน็กกับเราเพื่ออะไร มีจุดประสงค์อะไร เรารับรู้ได้ถึงความรู้สึกของคนที่ตายไปแล้ว แล้วก็ความต้องการของคนตาย หนังเรื่องนี้มีความใหม่ค่ะ คืออย่างที่บอกไม่เคยมีใครเห็นผีตัวเป็นๆ มันต้องใช้ความพยายามซึ่งยากมากในการครีเอทมันขึ้นมา ว่ามันต้องมีรูปร่างแบบนี้ ลักษณะแบบนี้ ท่าทางแบบนี้ เสียงแบบนี้ เมรู้สึกว่าพี่มะเดี่ยวดีไซน์มันออกมาได้เพอร์เฟ็คค่ะ แล้วทุกตัวละครล้วนมีเสน่ห์ในตัวเองคือทุกตัวละครจะมีความต้องการแตกต่างกัน เมรู้สึกว่าทุกคนมีปมในใจ มีเรื่องที่เกิดขึ้นในใจแตกต่างกัน แต่ว่าเรื่องทุกเรื่องที่เกิดขึ้นมันจะสามารถเชื่อมโยงกันได้ทุกตัวเลย อันนี้คือเสน่ห์ของตัวละครในเรื่องนี้ แล้วทุกคนคอนเน็กกันจริงๆ ค่ะ มีเรื่องราวที่ผสมผสานกันจนเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวโยงกันได้" ลองเล่าถึงความหลอนสยองของ The Eyes Diary ให้คุณผู้ชมฟังหน่อย? "คือเรื่องนี้เป็นหนังผีที่เหนื่อยค่ะ เมรู้สึกว่าคนดูก็จะเหนื่อยตามเมไปด้วย เมรู้สึกว่าในหนังเรื่องนี้ตัวละครของเราเจอผีกันไม่หยุดไม่หย่อน ผีมีหลายตัวมาก ซึ่งผีแต่ละตัวไม่เหมือนกันเลยค่ะ บางทีผีวิ่งตาม เราพยายามหนีจนเหนื่อย จนล้า คือไม่เอาแล้วค่ะ มันก็ยังตามมา แล้วด้วยมุมกล้องนะคะ ทำให้ไอเดียนี้เป็นอะไรที่ใหม่ และคนดูน่าจะกลัวตามๆ นักแสดงไปด้วย มันมีซีนหนึ่งที่ผีต้องเดินตามเม คือเราก็คิดว่าแค่เดินตามธรรมดา พอถ่ายจริงคือมันน่ากลัวมาก มากๆ ด้วยสถานที่ ด้วยมุมกล้อง พอเมไปดูในมอนิเตอร์แล้วขนลุกมาก คือมันเดินตามจริงๆ แล้วชิดมากแบบหายใจรดต้นคอ แล้วเราก็ไม่รู้จุดประสงค์ของเขาว่าเขาจะมาทำร้ายเรารึเปล่า หรือเขาต้องการอะไรจากเรา คือเมใช้คำว่าหนีไม่พ้น หนีไม่รอด หนีไม่ได้ จนมุมเลยดีกว่าค่ะ ผีตามไม่เลิกลาเลยจริงๆ เขาเป็นผีเขาคงไม่เหนื่อยหรอกนะ คือมันหนีจนไม่มีทางหนีแล้วค่ะ แต่เดี๋ยวต้องไปดูในหนังว่าเราจะสามารถหนีมันพ้นรึเปล่า" ได้ข่าวว่ามีการเพิ่มดีกรีความหลอน จากะสถานที่ที่ใช้ในการถ่ายทำด้วย จริงหรือเปล่าครับ? "สถานที่ทุกสถานที่ที่ไปถ่ายเป็นสถานที่ร้างจริงๆ ไม่ได้เซ็ตอัพขึ้นมา หนังเรื่องอื่นอาจจะเซ็ตอัพขึ้นมา แต่เรื่องนี้ใช้สถานที่จริงๆ แล้วก็พร็อพบางชิ้นที่อยู่ในหนัง เมคิดว่ามันเป็นของจริงที่อยู่กับสถานที่นี้ด้วยซ้ำ เมนั่งมอเตอร์ไซต์พี่ปั้นจั่นแล้วเมยังคุยกับพี่ปั้นดูซิ เห็นเปล่า เหมือนเชือกผูกคอตาย พี่ปั้นก็บ้าเหรอ ไม่มีหรอก แต่มันเป็นสิ่งที่เขาเซ็ตขึ้นมาค่ะ แล้วมันเหมือนจนทำให้เมหลอนมาก อยากจะหยาบคายออกมาว่า หลอนโคตรโคตร แล้วเวลาเดินไปไหน อย่างพื้นที่โรงพยาบาลร้างที่เวชปัญญามันมีหลุม มีอะไรเหมือว่าเป็นสถานที่ที่มีอันตรายอยู่รอบตัวเลยค่ะ  แล้วทีมงานทุกคนก็เหมือนแบบ เดี๋ยวเจอโน้น เดี๋ยวเจอนี้ แล้วเมก็ชอบทีมเมคอัพเอฟเฟกต์มาก (แต่งโดย คิว กิตติชนม์ กุลรัตน์ชล - Special Effect make up) จากคิวเอฟเฟกต์เวิร์คช็อพQ FX workshop ผู้เชี่ยวชาญพิเศษในการสร้างสรรค์งานเมคอัพเอฟเฟกต์ในโลกภาพยนตร์มือ 1 ของไทยที่มีความสามารถโดดเด่นในระดับโลกอยู่เบื้องหลังความยับเยินปางตายของไรอัน กอสลิงใน Only God Forgives ,แปลงโฉมหน้าของ โจวเหวินฟะให้กลายเป็นขงจื้อตอนแก่ใน Confucius ,ดอนนี่ เยน ใน ICEMAN3D, Hang over , WUXIAเดชไอ้ด้วนเวอร์ชั่นดอนนี่ เยน-ปีเตอร์ ชาน  ฯลฯ) คือเขาแต่งตัวผีออกมาได้เหมือนมาก ตัวแผล หรือว่าตัวผีต่างๆ เขามีความครีเอทีฟมากๆ ว่ามันจะต้องออกมาอย่างนี้นะ เลือดมันควรจะไหลไปทางนี้นะ คือจริงๆ ทุกคนมีพื้นฐานของความตั้งใจทำงานมาก มันเลยทำให้หนังเรื่องนี้ออกมาหลอน ทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงพลังงานอะไรบางอย่างแน่นอน" ถ่ายหนังผีอย่างนี้ มีประสบการณ์เกี่ยวกับการเห็นผีบ้างรึเปล่า? "เมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีเซ้นส์ มันเป็นความรู้สึกว่าเราคิดไปเองรึเปล่า เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์เขาพิสูจน์ไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องที่เรามโนจิตไปเอง แต่ว่าแจ๊คค่ะ แจ๊คจะเจอหนักมาก คือตื่นมาแล้วมีรอยมือที่ท้อง เป็นรอยมือซึ่งครบ 5 นิ้วเลย ถ้ามันเกิดด้วยตัวแจ๊คเองนะ คนเรามันตื่นมาสักพักแล้วรอยพวกนั้นมันต้องหายไปแล้วค่ะ แต่นี่รอยมันยังอยู่ แล้วแจ็คก็เจอกดคาง ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วไปทำอะไรใครมารึเปล่าไม่รู้" ที่ว่าหนังเรื่องนี้เป็นประสบการณ์การทำงานที่มีครบทุกรสชาติที่ไม่มีวันลืม จริงหรือเปล่า? "ได้ทำอะไรเยอะมากค่ะ ไม่เคยถ่ายอะไรที่แบบ 6 โมงเย็น ถึง 6 โมงเช้าของอีกวันค่ะ เราเคยแต่ทำงานที่ ม. หรือทำงานหนักๆ แต่ว่านี่เราต้องอยู่เช็ตตั้งแต่ 6 โมงเย็น จนถึง 6 โมงเช้า แล้วฝนก็ตก อากาศก็มืด ยุงก็กัด คืออะไรๆ มันก็เอื้ออำนวยเรา ด้วยความที่เรามาอยู่เชียงใหม่ แต่ว่าเมรู้สึกว่ามันสนุกและอยากจะทำมัน ไม่ได้รู้สึกว่าโดนบังคับหรืออะไรเลย อย่างต้องวิ่งกันจนปวดขาเลยทีเดียว คือตัวละครที่เป็นคนนี้ เราก็ต้องหนีผีคะ เราคงไม่ไปนั่งคุยกับผีหรอก ในฉากมีเมกับพี่ปั้น แล้วพี่ปั้นเขาตัวใหญ่แรงเยอะมาก เวลาถ่ายเขาต้องลากหนูค่ะ แล้วมันเจ็บมาก เขาเป็นคนวิ่งเร็วคะ หนูวิ่งตามเขาไม่ทัน จนแบบต้องใส่เกียร์หมาวิ่ง แต่ยังวิ่งตามไม่ทันเลยอ่ะ ที่สำคัญเมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มีเสน่ห์ในตัวของมันเองค่ะ แม้วันที่เมไม่มีคิว เมยังอยากที่จะมากองเพื่อที่จะมาให้กำลังใจนักแสดงคนอื่น ฮาๆๆ แต่จริงๆ แล้วเมว่าเป็นเพราะความหลอนไม่อยากอยู่โรงแรมคนเดียวมากกว่า" (หัวเราะ) พอรู้ว่าจะต้องมาเล่นหนังผี คนรอบข้างมีใครให้คำแนะนำอะไรบ้างไหมครับ? "เมเป็นคนซนค่ะ ทุกคนจะรู้อยู่แล้วว่าเมเป็นคนซนมาก จะชอบพูดโน้นพูดนี้ แหย่โน้นแหย่นี้ แต่ถ้าถามว่ากลัวมั๊ย เมเป็นคนไม่กลัวผีนะ แต่ว่าไม่เคยลบหลู่ คือก่อนนอน คุณพ่อก็จะให้สวดมนต์ แต่เมเชื่อเองว่าเมไม่ได้ไปล้ำเส้นของเขา เขาก็จะไม่มาล้ำเส้นของเม" ทราบมาว่ามีการคิดค้นมุมภาพใหม่ๆแปลกๆ เพื่อสร้างบรรยากาศความเป็นหนังผีโรแมนติคสยองขวัญเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นพิเศษด้วย เล่าให้ฟังหน่อย? "คือทางพี่มะเดี่ยว และผู้กำกับภาพมีการนำเอาเจ้าDRONE มาใช้ในการถ่ายทำในภาพยนตร์เรื่องนี้ คือเมชอบอุปกรณ์เครื่องนี้มาก เป็นเครื่องที่มีใบพัด 4 ใบหมุนติ้วๆ คล้ายๆเครื่องบังคับวิทยุโดยมีกล้องถ่ายทำภาพยนตร์ติดอยู่ ชอบมากค่ะ อยากขโมยกลับ อยากเห็นภาพที่จะฉายในโรงภาพยนตร์ด้วย สำหรับในภาพยนตร์เราจะได้เห็นในฉากที่น็อตกับมดตะเข้าไปในโรงพยาบาลร้าง ซึ่ง Drone จะถ่ายตอนที่เราขับมอเตอร์ไซด์เข้าไปภาพจะเห็นเป็นมุมกว้าง เมพูดกับพี่ปั้นตั้งแต่ตอนแรกแล้วว่าเมชอบมาก อยากได้กลับไปเล่นที่บ้านมาก มันเป็นเครื่องที่มีมาสักพักแล้วล่ะคะ แล้วต่างชาติเขาก็ใช้กัน เมยังไม่ค่อยเห็นหนังไทยเรื่องไหนใช้เลยนะ วันแรกที่เมลงมาจากโรงแรมแล้วมาเจอเครื่องนี้ เมโทร.ไปบอกเพื่อนว่าอยากได้มาก เมคุยกับพี่ที่เป็นคนบังคับว่าเดี๋ยวหนูขอเล่นนะคะ เมรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ยุโรปมากเลยค่ะ รู้สึกเป็นอะไรที่มันใหม่แล้วก็สวยงามมาก เมนั่งคุยกับพี่ปั้นว่าถ้ามุมกล้องมันเป็นแบบนี้มันต้องออกมาสวยแน่เลย คือมันอำนวยความสะดวกเราด้วยแหละ กล้องแฮนดี้แคมมันจะไม่สามารถถ่ายได้มุมสวยขนาดนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในฉากนี้เราจะได้เห็นว่ามดตะเป็นคนที่ขาดความอบอุ่นเล็กๆ นะคะ เขาพยายามโหยหาความอบอุ่นที่เขาไม่เคยได้รับ จากเหตุการณ์ จากปมในใจของเขา จนเขาเลือกน็อตเป็นตัวแทนในการแชร์ความรู้สึกหรือว่าในการเอาอารมณ์ความรู้สึกของน็อตเข้ามาร่วมกับตัวมดตะ แล้วก็ในฉากนี้มันคือการเริ่มต้นของการผจญภัยของทั้งคู่ในหนังผีเรื่องนี้ แล้วภาพที่ออกมา ทั้งๆ ที่ไม่ได้ดูในมอนิเตอร์ แต่ได้เห็นตอนมันขึ้น หรือว่ามันถ่าย มันต้องออกมาสวยมากๆ แน่เลย แล้วทุกคนจะได้เห็นความดาร์ก ความน่ากลัวของสถานที่แห่งนี้ค่ะ" สุดท้ายครับ อยากฝากบอกอะไรกับแฟนๆของเมโกะเกี่ยวกับ The Eyes Diary หนังเรื่องล่าสุดของเราบ้างไหม "ฝากผลงานหนังเรื่องที่ 3 ในชีวิตของเมด้วยนะคะ กับ The Eyes Diary ค่ะ ก็หนังผี หนังโรแมนติก แอคชั่น เป็นอะไรที่ครบรสมากๆ ก็อยากให้ทุกคนติดตามกันในมุมมองการแสดงใหม่ๆ ของเมด้วยค่ะ" ติดตามผลงานของ เมโกะ ที่จะมาทำให้ทุกคนต้องสะพรึงจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ ไปกับ The Eyes Diary คนเห็นผี ได้แล้ววันนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์ คลิกดูตัวอย่างและเรื่องย่อภาพยนตร์ The Eyes Diary ได้ที่นี่เลย ------------------------------

ผู้หญิงวัยทอง ระวัง! ภาวะกระดูกจาง
กระดูก /  กระดูกจาง / 

ก่อนอื่นต้องขอใช้คำว่า “ภาวะกระดูกจาง” จะดีกว่าเพราะทำให้ผู้ฟังดูเบาใจขึ้น คนส่วนมากจะชอบใช้คำว่ากระดูกพรุนกระดูกผุซึ่งในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็คือ ในตัวกระดูกไม่ได้ผุเพียงแต่มีแคลเซี่ยมในเนื้อกระดูกจางลง โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน รังไข่เริ่มทำงานน้อยลงระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนก็จะออกมาน้อย แต่ถ้าอยู่ในวัยสาวฮอร์โมนเพศหญิงนี้จะทำหน้าที่ผดุลแคลเซี่ยมในกระดูกแล้วก็ช่วยดูดซึมแคลเซี่ยมจากระบบทางเดินอาหารกลับเข้าไปเสริม ซึ่งจะทำหน้ำที่ 2 ทาง คือ ผดุลแคลเซี่ยมไว้ในกระดูกตามที่มีอยู่เดิม และแถมยังไปเรียกเอาแคลเซี่ยมจากอาหารที่รับประทานกลับเข้าสู่กระดูกมากขึ้น เมื่อฮอร์โมนน้อยลงไปตามวัย ผลงานเหล่านี้ก็จะน้อยลงไปด้วย ฉะนั้นกระดูกที่มีแคลเซี่ยมน้อยลงก็มีผลทำให้ความหนาแน่นหรือเนื้อกระดูกมีปริมาณลดต่ำลง แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนและปัจจัยเสี่ยงต่ำงๆ ความหนาแน่นของกระดูกสามารถวัดได้เป็นค่า BMD (bone mass density) ซึ่งมีวิธีการวัดได้หลายวิธี สำหรับผู้สูงอำยุที่วัดค่ำ BMD ได้ต่ำกว่ำปกติคืออยู่ ระหว่ำง 1.0+2.5 SD (ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ของค่าเฉลี่ยในคนหนุ่มสาว ถือว่าคนคนนั้นมีเนื้อกระดูกจางลง แต่ถ้ำวัดต่ำลงไปอีกกว่ำ 2.5 SD ของค่ำปกติ ก็ถือว่าคนคนนั้นอยู่ใน ภาวะกระดูกจาง ซึ่งมีผลทำให้ปวดในกระดูกหรือกระดูกหักง่าย โดยทั่วไปจะพบในหญิงมากกว่าชาย เพราะกระดูกผู้ชายจะสะสมแคลเซี่ยมได้ดีกว่า แคลเซี่ยมในกระดูกมีประโยชน์อย่างไร การป้องกัน ภาวะกระดูกจาง ควรเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าเริ่มตั้งแต่วัยทองจะสายไปไหม? มีประโยชน์ คือ ช่วยให้กระดูกมีความหนาแน่นขึ้น และรับแรงต้านทานได้ดี กระดูกก็จะคงทน โดยปกติ เนื้อในกระดูกจะมีแคลเซี่ยมเหมือนเนื้อเยื่อที่ทำให้เกิดความหนาอยู่แล้ว ในธรรมชาติของกระดูกนั้นจะมีการละลายเกิดขึ้นแล้วก็พอกใหม่มาแทนที่เพื่อให้เกิดความสมดุล แต่ถ้าการพอกน้อยกว่ำการละลายจะทำให้เกิดความสมดุลในทางลบ ฉะนั้นต้องหาทางแก้ไขคือกระตุ้นด้วยการสะสม(พอก) ให้มีความหนาแน่นขึ้นโดยการออกกำลังกำยอย่างสม่ำเสมอ สำหรับการป้องกันกระดูกจางควรเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก อันนี้ในคนปกติแล้วสามารถสะสมความหนาแน่นของเนื้อกระดูกให้มีจุดสูงสุดได้ตั้งแต่วันเด็กจนถึงอายุประมาณ 20 ปี โดยพยายามสะสมแคลเซี่ยมในร่างกายให้มากๆตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวคือรับประทานอาหารที่อุดมด้วยแคลเซี่ยมตามปกติธรรมชาติให้เป็นต้นทุน เหมือนฝากเงินออมไว้ในแบ็งค์เยอะๆไว้ หลังจากนั้นเริ่มปรับตัวในชีวิตประจำวันที่ต้องใช้แรงกระทำให้ร่างกายได้ทำงาน เคลื่อนไหวมากๆคือการออกกำลังกายที่มีแรงกระทำหรือกระทุ้งกระดูก เช่น การวิ่ง การเดินเร็วกระดูกจะเรียนรู้ ว่าเจ้าของต้องการให้กระดูกพอกแคลเซี่ยมมากขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานขณะที่เราออกกำลัง แต่วันวันหนึ่งถ้าเรานั่งๆ นอนๆ หรือใช้เครื่องอำนวยความสะดวก โดยไม่ใช้แรงกายเลย กดแต่รีโมทคอลโทรล กระดูกก็จะเรียนรู้ เช่นกันว่าเราต้องการใช้งานน้อย กระดูกก็จะไม่พอกแคลเซี่ยมมากนัก เมื่ออายุมากขึ้นปล่อยให้ร่างกายละลายแคลเซี่ยมโดยไม่ป้องกันก็จะกลับมายาก เพราะเราไม่ได้ออกกำลังกำย หรือดึงเอาไว้จะทำให้กระดูกจางไวกว่าคนธรรมดา ดังที่เราเคยสังเกตเห็นคนสูงอายุที่มีกระดูกสั้นหรือทรุด จะมีตัวเตี้ยลง มีผลทำให้บางคนมีอาการเจ็บได้ การกินอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูงตามธรรมชาติจะดีที่สุด อาหารที่มีแคลเซี่ยมสูงก็คือ ปลาตัวจิ๋วๆ ที่สามารถรับประทำนได้ทั้งตัว หรือนมพร่องไขมัน (low fat) หรือน้ำต้นซุบกระดูก นมถั่วเหลือง น้ำเต้ำหู้ หรือน้ำต้มซุปกระดูกเหล่านี้สัปดำห์ละอย่ำงน้อย 3 มื้อ ก็จะชะลอ ภาวะกระดูกจาง ได้ สำหรับผู้ที่เริ่มเข้าสู่วัยทองก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลกับโรคกระดูกจำงหรือคำชี้ชวนให้ซื้ออาหารเสริมใดๆ ต่อไป ขอให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำดังกล่าว  อ้อ! ขอแถมอีกนิดครับ... การออกก กำลังกายของผู้สูงอายุที่เหมาะสมพอดี เช่น การวิ่งจ๊อกกิ้ง เพราะมีแรงกระแทกเบาๆ จะวิ่งเร็ว จะวิ่งช้ำแล้วแต่ความชอบ ถ้าไม่ไหวก็ลองเดินเร็วดูก็ได้ หรือทำกิจกรรมการออกกำลังกายที่มีความถนัดและชอบ การออกกำลังกำยนี้ขอแนะนำว่าให้ออกกำลังกายตอนที่มีแสงแดดอ่อนๆ จะช่วยให้ได้รับวิตำมิน D มากขึ้น เพราะจะช่วยในการดูดซึมแคลเซี่ยมเข้าสู่ร่างกายในช่วงแดดอ่อนๆ ตอนรุ่งเช้าถึง 9 โมง จะเป็นช่วงที่ดีมากหรือหลังบ่าย 4 โมงเย็น ขอให้ใช้ชีวิตตามปกติอย่างมีความสุขนะครับ ขอบคุณที่มาจาก : เว็บไซต์วิทยาลัยวิทยศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล

หลอน แก๊งค้าศพระบาด เหตุสนองประเพณีวิวาห์ผี ในจีน
ค้าศพ /  งานแต่งงานระหว่างคนตาย / 

ความเชื่อดั้งเดิมของจีนที่เชื่อกันว่า หากศพของของบรรพบุรุษถูกฝังในหลุมศพอยู่อย่างโดดเดี่ยว จะนำพาโชคร้ายมาให้ลูกหลาน ดังนั้นจึงเกิดประเพณีสุดสยองที่เรียกว่า งานวิวาห์ศพ ขึ้น อย่างไรก็ตาม การจัดงานวิวาห์ศพ จะเป็นไปใน 2 รูปแบบ คือการแต่งงานกันระหว่างคนสองคนที่เสียชีวิตพร้อมกัน และอย่างที่สอง หากผู้ใดที่เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว จะต้องเป็นหน้าที่ของลูกหลาน ในการหาศพหญิงสาว มาแต่งงานกับศพของญาติผู้ใหญ่ตังเองเพื่อแก้เคล็ด ล่าสุดวานนี้  (30ต.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศ ได้รายงานเจ้าหน้าที่ตำรวจในจีน ได้ทำการจับกุม นายวัง คนร้ายและพวกอีก 8 คน ได้ทำงานขโมยรถจักรยานยนต์ แต่สอบสวนไปกลับพบว่า เขาคือคนร้ายกลุ่มเดียวกับที่มีส่วนพัวพันธ์กับการขโมยศพและทำการขายให้กับผู้ที่ต้องการนำศพไปใช้ในพิธี อย่างไรก็ตาม แก๊งค่าศพให้ปากคำว่าพวกเขาขุดศพหญิงสาวที่ถูกฝังนานประมาณ 3 เดือน และนำไปขายได้ในราคาถึง 18,000 หยวน หรือราว 95,000 บาท ในขณะที่ ศพที่เพิ่งเสียชีวิตจะยิ่งขายได้ราคาดี โดยราคาในตลาดมืดจะอยู่ที่ 16,000 หยวนถึง 20,000 หยวน หรือราว 8หมื่น ถึง 1 แสนบาท ยกตัวอย่างเช่น อีกหนึ่งกรณีที่มีการลักลอบค้าศพในจีน เกิดขึ้นที่ มณฑลเหอเป่ย์ เจ้าหน้าที่รวบตัว นายหน้าค้าศพสำหรับการประกอบพิธี โดยคนร้ายทำการเก็บไว้ในร่างกายในโรงพยาบาลเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่เขาจะขายไปในราคาสูงถึง 38,000 หยวน (2 แสนบาท)  ซึ่งสร้างกำไรให้กับเขาถึง 20,000 หยวน (8หมื่นบาท) ทั้งนี้ทั้งนั้น การค้าศพมนุษย์ในจีน เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งครั้งหนึ่ง ย้อนไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2555 เกิดกรณีที่หญิงสาวเสียชีวิตลง โดยที่ทางครอบครัวของเธอเป็นผู้ขายร่างกายไร้วิญญาณของเธอให้กับครอบครัวฝ่ายชายเสียเอง อย่างไรก็ตามเธอเพิ่งจะเสียชีวิต จึงสามารถขายศพของเธอได้ราคาสูงลิ่ว ถึง 167,000 บาท ส่วนครอบครัวที่ยากจน แต่ยังยึดถือประเพณีวิวาห์ผีนี้อยู่นั้น พวกเขาจะใช้ตัวแทน อย่างเช่น รูปปั้นเงิน หรือใช่ขนมปังปั้นเป็นรูปคนและใช้ถั่วดำเป็นตา แทนศพจริงๆ หรืออาจจะซื้อศพเก่าในราคาถูกมาแต่งตัวให้สวยงามแทน อย่างไรก็ตาม ในงานจะมีการจัดงานคล้ายๆกับคนเป็น คือ การเลี้ยงอาหาร และการมอบสินสอดทองหมั้นเป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามการขโมยศพนังคงเป็นเรื่องผิดกฏหมายในจีน  เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ 3 ใบปิด และ ทีเซอร์แรกสุดสยอง เมื่อเขาแต่งงานกับผี ใน รักเราเขย่าขวัญ MThai news

พีค ภัทรศยา อดีตสาวเกมส์ Ragnarok Online Girl สู่ซุปเปอร์สตาร์
Ragnarok Online /  RO Girl / 

น้องพีค ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ ดารานักแสดงชื่อดังที่กลายเป็นดาวเด่นในแวดวงละครและภาพยนตร์ รู้หรือไม่ว่าก่อนที่เธอเป็นซุปเปอร์สตาร์ เธอเคยเข้าร่วมประกวดสาว RO Girl จากเกมส์ออนไลน์ดัง Ragnarok Online (ragnarok.in.th) จาก Playpark ในช่วงน่ารักวัยใส วันนี้เรามาดูชุดภาพที่น้องพีคเคยเข้าประกวดให้กับเกมส์ออนไลน์ดังในครั้งนั้นกัน อดีต RO Girl พีค ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ พีค ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ ใน ปัจจุบัน (ภาพจาก IG)

ละครข้าบดินทร์ , เรื่องย่อข้าบดินทร์
ข้าบดินทร์ /  เรื่องย่อข้าบดินทร์ / 

เรื่องย่อข้าบดินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ เหม เป็นบุตรชายคนเดียวของ พระยาบริรักษ์ ผู้มีหน้าที่คอยดูแลจัดเก็บค่าระวางจากเรือที่ขนสินค้าที่เข้ามาในประเทศสยามโดยวัดจากความกว้างของปากเรือ ส่วนมารดาคือ คุณหญิงชม เหมมีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของชาววิลาศ (อังกฤษ) อย่างมาก เพราะในเมืองปากน้ำมีพวกฝรั่งวิลาศมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปต่างพากันหวาดกลัวพวกวิลาศ เพราะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาสีผมสีผิวแตกต่างจากคนทั่วไป ในการแข่งว่าวชิงเงินเดิมพันที่เมืองปากน้ำ สมิงสอดน้อย นำว่าวกุลา (จุฬา) เหมกับพวกนำว่าวปักเป้าของตัวเองมาท้าประลองวางเดิมพันกับสมิงสอดน้อย สมิงสอดน้อยชะล่าใจ แต่ผลการแข่งขันกลับออกมาว่าเหมเป็นฝ่ายที่สามารถตัดสายป่านว่าวของสมิงสอดน้อยได้สำเร็จ สมิงสอดน้อยจึงทั้งเสียหน้าและเสียเงินพนันให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเหมจนได้ เหมไปเรียนวิชาทำสายป่านว่าวให้คมมาจาก ลุงรี แขกที่มารับใช้ แหม่มมาเรีย ฝรั่งชาววิลาศในเมืองปากน้ำ เหมกับแหม่มมาเรียสนิทสนมกันจนเหมได้เรียนรู้ภาษาวิลาศจากแหม่มมาเรียไปด้วย พระยาบริรักษ์ปรึกษากับคุณหญิงชมเรื่องที่ได้ยินข่าวลือว่าเหมไปทำตัวสนิทสนมกับพวกวิลาศ คุณหญิงชมแนะให้พระยาบริรักษ์นำตัวเหมไปฝากเรียนวิชากับพระครูโพ เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ เพื่อจะได้รับราชการต่อไปภายหน้า อีกทั้งก็ยังสามารถแยกเหมออกมาจากพวกวิลาศได้ด้วย เมื่อไปถึงที่วัด ท่านพระครูโพตรวจดวงชะตาของเหมแล้ว ก็รู้ว่าชีวิตของเหมจะต้องผ่านบททดสอบอย่างหนัก ถามเหมว่าอยากเรียนวิชาการต่อสู้หรือไม่ แต่พระยาบริรักษ์ต้องการให้เหมเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลวงสรอรรถ เข้ามาเจรจากับพระยาบริรักษ์เพื่อขอให้ลดค่าระวางปากเรือให้กับเรือของกะปิตันฝรั่ง แต่พระยาบริรักษ์ไม่ยอม หลวงสรอรรถไม่พอใจที่พระยาบริรักษ์ไม่ยอมช่วยเหลือ หลวงสรอรรถบังเอิญได้พบ ทับทิม บัว และ ลำดวน หลวงสรอรรถนึกชอบใจในความงามของบัวซึ่งกำลังจะได้แสดงเป็นนางสีดา ที่ตำหนักอัมพวาแทนทับทิมที่กำลังจะแต่งงานกับหมื่นพิพิธภูบาล จึงคิดจะเข้าทางเจ้าพระยาพระคลังโดยผ่านทางบัวปิ่น มารดาของสามสาว กับทับทิมสงสัยว่าหลวงสรอรรถจะมาชอบพอบัว แต่ก็เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะหลวงสรอรรถนั้นมีภรรยาหลวงอยู่ก่อนแล้ว เหมถูกจับได้ว่ามาแอบดู พุ่ม และสมิงสอดน้อยซ้อมดาบแต่สมิงสอดน้อยยังแค้นเรื่องเก่าอยู่ ไม่ยอมปล่อยไปเปล่า ๆ จึงท้าให้เหมมาสู้กัน ถ้าเหมแพ้ จะต้องถูกตัดลิ้น เหมฮึดสู้กับสมิงสอดน้อยจนชนะ สมิงสอดน้อยพ่ายไปในที่สุด สมิงสอดน้อยยอมปล่อยเหมไป ขรัวปู่ยม ผู้ฝึกสอน เห็นดังนั้นจึงชวนเหมให้มาเรียนการต่อสู้ด้วยดาบอาทมาต แหม่มมาเรียนั้นป่วยเป็นโรคฝีในท้อง จึงต้องใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวด ทว่าพระยาบริรักษ์ บิดาของเหมนั้นตั้งข้อรังเกียจสินค้าชนิดนี้ ดังนั้น ไมเคิล เจเมสัน สามีของแหม่มมาเรีย จึงต้องแอบนำฝิ่นเข้ามาอย่างยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นแหม่มมาเรียก็ยังเอ็นดูเหม และสอนภาษาวิลาศให้กับเหมด้วยความเต็มใจ ขากลับเหมกับบุษย์ได้พบกับลำดวนที่แอบปีนต้นไม้ขึ้นไปดูเหมเข้าไปในบ้านของพวกวิลาศแล้วลงมาไม่ได้ เหมกับบุษย์จึงช่วยกันพาตัวลำดวนลงมา บัวเห็นหน้าเหมเข้าก็ประทับใจในความรูปงามของเหมทันที เหมกับบุษย์ได้พบกับ คุณชายช่วง บุตรชายคนโตของพระยาพระคลัง คุณชายช่วงมีความสนใจในภาษาวิลาศเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเหมรู้ภาษาวิลาศจึงให้ความสนใจอย่างมาก ลำดวนมาเจอกับเหม เหมพูดคุยเล่นหัวกับลำดวนอย่างสนิทสนม เหมกับพระยาบริรักษ์เกือบมีเรื่องกับหลวงสรอรรถ แต่โชคดีที่ได้คุณชายช่วงมาช่วยไว้ทันเวลา หลวงสรอรรถได้แต่แค้นใจที่ทั้งพระยาบริรักษ์และเหมดูจะเป็นศัตรูกับเขาไปทั้งสองคน ด้านคุณปิ่นเห็นหน้าเหมแล้วนึกชอบใจ จึงคิดจะจับคู่ให้เหมกับบัว ขณะที่วิชาดาบกับขรัวปู่ยมก็ก้าวหน้ามากขึ้น สมิงสอดน้อยเริ่มยอมรับในตัวเด็กหนุ่มถึงกับอาสามาเป็นคู่ซ้อมให้ สมิงสอดน้อยกำลังจะไปทัพเพราะได้ยินข่าวว่าทางกรุงศรีสัตนาคนหุตกำลังเรียกระดมพล จึงต้องขึ้นไปสอดแนมที่โคราช เหมถูกเรียกตัวมาพบคุณชายช่วง เหมเอาขนมมาฝากลำดวน พวกบ่าวไพร่ก็เอาไปลือกันว่าเหมจะใช้ลำดวนเป็นสะพานเข้าจีบบัว ลำดวนรบเร้าให้บัวฝากใบพลูไปให้เหมเพราะอยากมีพี่ชาย พระยาบริรักษ์ออกไปรับเรือกำปั่นขนสินค้าของคุณไมเคิล เจเมสัน สินค้าที่บรรทุกมาในระวางนั้นมีตุ๊กตากระเบื้องที่แอบซุกซ่อนฝิ่นเพื่อใช้บรรเทาอาการป่วยของแหม่มมาเรียอยู่ด้วย แต่หลวงสรอรรถหวังจะฮุบฝิ่นไว้เป็นของตัวเอง แล้วโทษว่าเป็นคำสั่งของพระยาบริรักษ์ มิสเตอร์เจเมสันก็เข้าใจผิดว่าพระยาบริรักษ์จะฮุบของไว้ ทั้งคู่จึงก่อเรื่องวิวาทกันขึ้นมาอีก พระพิชัยปราการคนสนิทของเจ้าพระยาพระคลัง มาตามตัวพระยาบริรักษ์ไปพบกับพระยาสมุหกลาโหมด้วยราชการด่วน ทว่าระหว่างทางไปที่เรือนของพระยาพระคลัง มีผู้พบศพของมิสเตอร์เจเมสันถูกฆ่าตัดหัวหลังจากมีเรื่องวิวาทกับพระยาบริรักษ์เพราะรู้ว่าตนเองกำลังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคนฆ่า ทหารของพระยาสมุหกลาโหมบุกเข้ามาจับตัวพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชมไว้ได้ เหมที่กระโดดน้ำหนีไปได้แล้ว กลับหวนมาช่วยคุณหญิงชม พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหม ถูกนำตัวไปขังไว้ในสถานที่คุมขังนักโทษ พระยาปลัดสมุทรปราการมาขอร้องให้พระยาบริรักษ์เห็นแก่ชาติบ้านเมืองและส่วนรวมด้วยการยอมรับสารภาพความผิด พระยาบริรักษ์จึงยอมสารภาพ แต่ความจริงแล้วคนที่ฆ่ามิสเตอร์เจเมสันคือหลวงสรอรรถ การจับคู่ของเหมกับบัวจึงเป็นอันต้องตกไป ลำดวนเมื่อรู้ข่าวของเหม ก็ได้แต่นอนร้องไห้สงสารเหม คุณปิ่นพาบัวและลำดวนมาเดินตลาด กลุ่มนักโทษมีคุณหญิงชมและเหมรวมอยู่ด้วย คุณหญิงชมเป็นลมตรงหน้าขบวนของคุณปิ่นพอดี ลำดวนสงสารเหมกับแม่จับใจ รีบคว้าแตงกวาไปป้อนให้คุณหญิงชมได้กินพอหายร้อน พระยาบริรักษ์ถูกตัดสินให้ทวนหวายพระยาบริรักษ์ ๕๐ ที ริบราชบาตร แล้วเอาตัวพร้อมกับลูกเมียไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง พระยาบริรักษ์ทนการถูกลงทัณฑ์ไม่ไหว เสียชีวิตหลังจากตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ๙ ปีผ่านไป พระยาบดินทรเดชาได้เกณฑ์ไพร่พลขึ้นไปยังเมืองพัตบองเพื่อตระเตรียมรับมือกับญวน ในการนี้คณะปี่พาทย์ละครของขุนนาฏยโกศลถูกเกณฑ์ตามไปแสดงให้ขุนนางผู้ใหญ่ดูด้วย หมื่นวิชิตชลหาญ ที่มักจะนำสุรามามอบให้ท่านขุนบ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วหมื่นวิชิตฯ นั้นหวังจะมาพบหน้าลำดวน ในขณะที่บัวยอมถวายตัวเป็นนางในชีวิตของบัวในวังนั้นไม่ได้มีความสุขสบายเหมือนที่หวังไว้ เพราะเสด็จในกรมไม่ทรงโปรดนางละคร หมื่นวิชิตฯ ก็หาทางเข้าใกล้ลำดวน แต่ลำดวนก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่นึกชอบหมื่นวิชิตฯ ขุนศรีไชยทิตย มาโพนช้างอยู่ละแวกเมืองโคราช จึงสั่งให้นายส่งกับนายมาไปขอความช่วยเหลือ นายส่งกับนายมา ควาญช้างทั้งคู่อิดออดไม่อยากไป แต่ก็ขัดไม่ได้ ลำดวนกับ หุ่น เพื่อนสนิท บังเอิญได้พบกับพวกที่มาโพนช้าง หนึ่งในนั้นก็มีเหมซึ่งมีหน้าที่เป็น เสดียง อยู่ด้วย แต่ลำดวนจำเหมไม่ได้ ลำดวนกับหุ่นได้นั่งช้างตัวที่เหมเป็นคนคุมอยู่ เหมคอยดูแลและกันท่าหมื่นวิชิตฯ ให้ลำดวน ทว่าเหมกลับไม่กล้าบอกความจริงกับลำดวนว่าตนเองคือใคร บางครั้งเหมก็เผลอพูดจาเกี้ยวพาราสีลำดวนจนต้องไปต่อกรรมกับขุนศรีไชยทิตยอยู่บ่อยๆ ลำดวนเองจากที่เคยหวาดกลัวเสดียงหน้าดุ ก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับเหมอย่างประหลาด คุณปิ่นก็คุ้นหน้าเสดียงหนุ่ม ลำดวนก็มั่นใจว่าเขากับเธอต้องเคยรู้จักกันมาก่อนอย่างหมื่นวิชิตตั้งใจจะเข้าไปลวนลาม เหมเห็นเข้าพอดี จึงลอบทำร้ายหมื่นวิชิตฯ เจ้าสังข์ ช้างเชือกที่ขุนศรีไชยทิตยกำลังตามจับตัวอยู่ การโพนช้างครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ ลำดวนลองเรียกเสดียงหนุ่มว่าเหม เหมชะงักแล้วรีบเดินหนีไป แต่ตกดึกคืนนั้นเหมก็แอบเอาพวงมาลัยดอกลำดวนมาแขวนไว้ให้ที่เพิงพัก ก่อนจะวางแผนพาแม่โต ช้างพังคู่ใจไปเป็นนกต่อจับตัวเจ้าสังข์มาจนสำเร็จ เรื่องลำดวนไม่มีความคืบหน้า หมื่นวิชิตฯ ปรึกษากับพรรคพวกเพื่อหาวิธีที่จะได้ลำดวนมาเป็นเมีย หมื่นวิชิตฯ จึงจ้างวานส่งและมาไปลวนลามลำดวนเหมจับได้ ควาญทั้งสองซัดทอดว่าหมื่นวิชิตฯ เป็นคนสั่งให้ทำหมื่นวิชิตฯ ไม่ยอมรับ ขุนนาฏยโกศลเรียกเหมเข้าไปขอบคุณที่ช่วยเหลือลำดวนไว้ ก่อนจะจำได้ว่าเหมคือลูกชายของพระยาบริรักษ์ เมื่อคุณปิ่นเตือนเหมได้รู้ว่าในตอนนี้ฐานะของลำดวนกับเหมต่างกันมาก ลำดวนกับเหมก็ต้องแยกย้าย เหมบังเอิญได้พบกับสมิงสอดน้อยเหมที่มึนด้วยฤทธิ์สุราก็บุกไปหาลำดวน เหมตั้งใจว่าจะต้องลบล้างมลทินให้จงได้ พระศรีสิทธิสงครามเร่งจัดให้มีการประลองขึ้นหานายทหารมีฝีมือดี หมื่นวิชิตฯ ประลองด้วยจึงไปนัดแนะกับครูดาบที่ตัวเองต้องประลองด้วย หมื่นวิชิตฯ เห็นเหมเข้ามาชมการประลองด้วย ก็นึกหมั่นไส้ จึงแกล้งเสนอชื่อเหมให้เข้าไปประลองเหมใช้วิชาดาบอาทมาตที่เรียนมาจากขรัวปู่ยมประลองกับพระศรีสิทธิสงครามจนได้รับชัยชนะ เหมเข้าเป็นทหารในกองทัพทันที เมื่อกองทัพยกมาถึงเมืองโปริสารท เหมก็ได้พบกับบุษย์ ซึ่งตอนนี้ได้ไปเป็นไพร่ในสังกัดของเจ้าพระยาพระคลัง ทัพของเจ้าพระยาพระคลังมาสมทบกับทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาเพื่อเตรียมตัวตีเมืองไซ่ง่อน แต่ก่อนหน้านั้น ทัพของทั้งสองพระยาได้ร่วมมือกันตีค่ายญวนที่ปากคลองวามะนาว เหมเป็นผู้ออกอุบายเข้าตีจนค่ายของข้าศึกแตกพ่ายเป็นผลสำเร็จ ทำให้ได้รับความดีความชอบเป็นอันมาก พระยาบดินทรเดชาจึงทำหนังสือขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ปลดเหมกับคุณหญิงชมออกจากการเป็นตะพุ่นหญ้าช้างให้ การรบครั้งต่อมาที่เมืองโจฎก ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาล้อมเมืองโจฎกไว้แล้ว พระยาปลัดสมุทรปราการเคลื่อนขบวนมาอย่างเชื่องช้าจึงทำให้ราชการศึกเสียหายเป็นอันมาก เหมเป็นผู้ออกความคิดพิชิตค่ายเข้าตีเมืองโจฎกได้อีกครั้ง พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์ เหมจึงต้องเดินทางกลับพระนครกับกองทัพเพื่อมาร่วมงานพระเมรุ เหมที่ตอนนี้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นสุรบดินทร์ ในขณะที่คุณชายช่วงตอนนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสิทธิ์นายเวรแล้ว คุณชายช่วงดีใจมากที่เหมสามารถลบล้างมลทินให้ตัวเองได้ คุณหญิงชมดีใจมากที่เหมประกอบคุณงามความดีจนได้ปลดตะพุ่น เหมเกริ่นกับคุณหญิงชมว่าอยากจะให้ไปสู่ขอลำดวนกับขุนนาฏยโกศล คุณชายช่วงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นไวยวรนาถ และได้ขอตัวเหมมาช่วยทำงานด้วย เหมได้กลับไปเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้งกับครูปีเตอร์ มิชชันนารีที่เดินทางมากับคณะนายแพทย์ของ แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์) แต่เหมไม่ไว้ใจพวกวิลาศอีกแล้วเนื่องจากประสบการณ์ที่เคยได้รับมา เหมได้พบกับลำดวนและบัวในช่วงที่มีงานพระเมรุในพระนคร เมื่อบัวได้พบเหม ความรู้สึกเก่า ๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง บัวรู้สึกอิจฉาลำดวนที่ได้หัวใจของเหมไป หมื่นวิชิตฯมาขอความช่วยเหลือจากบัวเรื่องลำดวน หมื่นวิชิตฯ รู้ว่าบัวเคยมีใจให้เหมจึงยุยงให้บัวทำเสน่ห์ใส่เหมเพื่อแย่งเหมมาจากลำดวน บัวถูกหว่านล้อมจนยอมทำตาม บัวไปขอให้พุ่มทำเสน่ห์ใส่ลำดวนกับตัวเหม ทุกคนจึงร่วมมือกันวางแผนจับหมื่นวิชิตฯ กับบัวให้ได้คาหนังคาเขาขณะทำพิธี หมื่นวิชิตโกรธแค้นที่ถูกหลอกจึงฆ่าพุ่มตาย เหมยืนยันว่าเขาไม่เคยมีเยื่อใยกับบัว บัวรู้สึกอับอาย บัวอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาเพื่อชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในชาตินี้ ด้านคุณหญิงชมก็เดินทางไปสู่ขอแม่ลำดวนกับท่านขุนนาฏยโกศลกับคุณปิ่น จึงยอมยกลำดวนให้เหมแต่โดยดี ทางสยามปฏิเสธการซื้อเรือกลไฟเพราะมีสภาพเก่า ทำให้นายห้างหันแตรโกรธมาก นายห้างหันแตรพยายามหาเรื่องทางฝั่งสยาม เหมจึงวางแผนให้จับตัวนายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์ไปขังไว้ นายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์โกรธมากถึงขึ้นอาฆาตเหมไว้ว่าจะต้องกลับมาจัดการกับเหมให้ได้ พระยาปากน้ำมาแจ้งกับคุณชายช่วงและเหมว่า จับตัวคนรับใช้ชาวอินเดียของมิสเตอร์เจเมสันนั้นสารภาพว่ามิสเตอร์เจเมสันถูกหลวงสรอรรถฆ่าตาย เพราะหลวงสรอรรถต้องการยักยอกฝิ่นที่มิสเตอร์เจเมสันลักลอบนำเข้ามาไปเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้มลทินของพระยาบริรักษ์จึงได้รับการชำระสะสาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบำเหน็จให้เหมเป็น หลวงสุรบดินทร์ ส่วนหลวงสรอรรถที่ตอนนี้ได้ข่าวว่าไปเข้าร่วมกับจีนตั้วเหี่ยทำการค้าฝิ่นเป็นปฏิปักษ์กับทางราชการนั้น เหมก็ได้แต่งงานกับลำดวนสมที่ตั้งใจไว้ เหมกับ หมื่นไวยวรนาถ (คุณชายช่วง) ก็ถูกเกณฑ์ไปปราบปรามพวกจีนตั้วเหี่ยและก๊กต่าง ๆ ทั้งคู่จึงวางแผนล้อมจับจีนตั้วเหี่ยและหลวงสรอรรถมาด้วย ด้านลำดวนตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นหญิง เหมจึงตั้งชื่อว่า มาลัย เพื่อเป็นตัวแทนความผูกพันของเขาที่มีต่อลำดวน หลังจากนั้นไม่นานนัก เซอร์ เจมส์ บรู๊ค ทูตคนใหม่จากประเทศเกาะบริเตนใหญ่ ยืนเงื่อนไขให้คนภายใต้บังคับของอังกฤษสามารถทำการค้าได้อย่างเสรี ซึ่งเหมไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขข้อนี้ เหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่พิจารณาสนธิสัญญาของทูตานุทูตอังกฤษแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับทางสยาม จึงไม่เห็นสมควรทำตามข้อตกลง ทางอังกฤษนำเรือรบมาปิดปากอ่าว พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้ส่งตัวเหมไปดำเนินคดีที่เรือรบอังกฤษในคดีที่เคยลวงนายห้างหันแตรไปคุมขังไว้ เหมจึงคิดจะเสียสละตัวเองเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดเหมือนเช่นที่พระยาบริรักษ์ผู้เป็นบิดาเคยทำ เหมดึงดันที่จะทำตามความตั้งใจเดิมคือไปรับการตัดสินคดีบนเรือรบของอังกฤษ กะปิตัน บราวน์ ที่เคยถูกเหมจับขังไว้คราวก่อน เฝ้ารอที่จะได้แก้แค้นเหมให้สาแก่ใจ ทว่าเมื่อเรือที่นำตัวเหมไปยังเรือรบอังกฤษลอยลำอยู่กลางแม่น้ำ เหมก็ตัดสินใจกระโดดลงน้ำทั้ง ๆ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กทั้งตัว กะปิตัน บราวน์ สั่งให้คนค้นหาร่างของเหมให้เจอ คุณหญิงชม ลำดวน คุณปิ่นและท่านขุนนาฏยโกศลต่างเสียใจที่เหมต้องมาพบจุดจบ ในที่สุดทางอังกฤษก็งมหาศพของเหมจนเจอในสภาพใบหน้าเละเทะเพราะถูกปลาทะเลกัดกิน พระยาปากน้ำก็สังเกตเห็นว่าใต้ท้องแขนของศพนั้นไม่มีรอยสักที่เป็นเครื่องหมายของการโดนโทษตะพุ่นหญ้าช้าง หลวงกำแหงรีบกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่าคงเป็นเพราะแช่น้ำทะเลนานเกินไปนั่นเอง ที่จริงแล้วเหมสามารถปลดโซ่เหล็กได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเคยเป็นเสดียงมาก่อน ใต้น้ำนั้นก็มี หลวงเผด็จทินกร คอยช่วยอยู่ หลังจากนั้นก็พากันไปซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อน ส่วนศพที่พบในทะเลนั้น ก็คือศพของหมื่นวิชิตฯ นั่นเอง เหมกลับมาอยู่กับลำดวนอีกครั้ง โดยที่รู้ตัวดีว่าคงไม่อาจกลับเข้ารับราชการได้อีกแล้ว แต่ลำดวนก็ไม่สนใจ ขอแค่ได้มีเหมอยู่เคียงข้างกัน หลายปีผ่านไป เหมทำงานเป็นควาญช้างอยู่ในเพนียดที่กรุงเก่า คุณชายช่วงซึ่งได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้เดินทางมาหาเหมเพื่อขอให้เหมร่วมเดินทางไปกับคณะทูตที่จะไปถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ แต่เหมต้องปกปิดตัวตนและไปในฐานะหมอนวด ลำดวนจึงสนับสนุนให้เหมเดินทางไปกับคณะทูต เหมจึงตัดสินใจออกเดินทางมุ่งสู่ประเทศอังกฤษเพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ แม้จะไร้ชื่อ ไร้เกียรติยศชื่อเสียงใด ๆ แต่ชายหนุ่มก็ยินดีและเต็มใจทำในฐานะ "ข้าแห่งบดินทร์" ติดตามชม ละครข้าบดินทร์ ได้เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่่อง 3

นัท รับหนีบ อั้ม สวีทญี่ปุ่น ยังไร้แววมีลูก!
นัท มีเรีย /  อั้ม อธิชาติ / 

เป็นคู่รักหนึ่งที่หลายคนลุ้นตัวโก่งว่าเมื่อไหร่จะมีทายาทคนแรกมาให้ชมเชยสักที ล่าสุดนักร้องสาว นัท มีเรีย เผยจัดทริปสวีทหวานกับคุณสามีสุดเลิฟ อั้ม อธิชาติ ที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ก่อนเปรยแบบขำๆ ว่าแอบนโมกับฝ่ายชายว่ากำลังตั้งท้องอยากกินนู้นกินนี่เป็นพิเศษ(อิอิ) บอกยังไร้แวววี่จะมีเจ้าตัวน้อยอยู่เลยจ้าาา!! "ก็เพิ่งกลับมาจากทริปญี่ปุ่นก็สนุกดีค่ะ ไปญี่ปุ่นครั้งนี้เดี๋ยวเดินเดี๋ยวกินอยู่ตลอด ทริปนี้เราไปกันกลุ่มใหญ่ประมาณ 8-9 คน มีครอบครัวน้องสาวของคุณอั้มก็ไปด้วย พอไปเที่ยวกันหลายคนเหมือนมีเรื่องคุยโจ๊กๆ สนุกดีค่ะ ส่วนซีนสวีทหวานของอั้ม-นัท ก็ปกติค่ะ เหมือนเราคุยเล่นเดินกัน อาจจะมีบ้างที่สวีทด้วยบรรยากาศของดอกไม้เปลี่ยนสีที่ยังเหลืออยู่บ้าง ถ่ายรูปตรงนั้นเป็นชั่วโมงเลยค่ะ" "ทริปนี้ก็ถือเป็นทริปพักผ่อนค่ะ แต่ก็มีบางช่วงที่เราอยากกินนู้นกินนี่ เปรี้ยวปากอยากกินอะไรๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่ากำลังจะท้อง แต่ถือว่าทริปสนุกดีน่ะ นัทจะทำแบบขำๆ ว่าคันไม้คันมืออยากจะกินนู้นนี่ หรือว่าจะเป็น?!! ก็ทำให้ลุ้นกันไปทำแบบเฮฮา ก็ไม่รู้เป็นอย่างไรไปเที่ยวต่างประเทศทีไร ไม่สำเร็จเรื่องนี้เลย คงปล่อยให้ลุ้นกันต่อไปค่ะ" นัท มีเรีย กล่าว นัท มีเรีย นัท มีเรีย นัท มีเรีย นัท มีเรีย - อั้ม อธิชาติ นัท มีเรีย - อั้ม อธิชาติ นัท มีเรีย - อั้ม อธิชาติ