สามีตรีตรา

ถูกเเละดี ยังมีอยู่ในโลก ! ไอติม 100 ปี ที่นครนายก
ข่าว /  ข่าววันนี้ / 

ถูกเเละดี ยังมีอยู่ในโลก ! ไอติม 100 ปี ที่ นครนายก ไปติดตามต่อกับ  MThai News ได้เลยตอนนี้   หากพูดถึง "ไอศครีม" ในหัวของคนกรุงหลายๆคน คงนึกถึง สเวนเซ่นส์ , บาสกิ้น รอบบิ้น , หรือไม่ก็ ไอเบอรี่ ส่วนราคาเเต่ละยี่ห้อก็ไม่ต้องพูดถึง ไม่ต่ำกว่า 100 บาท อัพ! แน่นอน วันนี้เราจะพา มารู้จัก 'ไอติม' ที่กรรมวิธีการทำ ก็ไม่ได้เเตกต่างอะไรกันมากมาย แต่เรื่องรสชาติ คุณป้าสมจิตรหรือป้าปุ๊ และคุณลุงสมพงษ์ รัตนวิริยะกุล สองสามีภรรยา เขามีลูกค้ามากหน้า หลายตามาการันตีความอร่อย เพราะอายุ อานาม ของร้าน ก็ได้สืบทอดกันมายาวนานกว่า 100 ปี โอ้โห !! อยากรู้กันแล้วใช่ไหมหล่ะ วันนี้ MThai News จะพาไปรู้จัก อาชีพ เด็ดๆ ของ ป้าปุ๊และคุณลุงสมพงษ์ กันเลย ว่าทำไม อยู่มาได้ยาวนานขนาดนี้ ป้าปุ๊ เล่าไปพรางๆว่า ตนเองนั้น ได้รับการสืบทอดมาก็ 30 ปี และก่อนหน้านั้นอีกรวมแล้วก็กว่า 100 ปี โดยได้รับการสืบทอดมาจากเฮียตี๋ที่ กรุณาสอนวิชาไอติมโบราณให้กับตน ทำให้ตนทำมาเลี้ยงชีพได้มาจนถึงทุกวันนี้ โดยในแต่ละวัน ป้าปุ๊จะเตรียมมะพร้าวเพื่อเอามาขั้นหัวกะทิ ซึ่งเป็นส่วนประกอบและหัวใจสำคัญในการทำไอติมโบราณ จากนั้นก็จะใส่ส่วนผสมต่างๆ แล้วให้คุณลุงสมพงษ์ เป็นคนใส่วัตถุดิบทั้งหมดลงไปยังเครื่องปั้นไอติม ที่ตอนนี้มาใช้เครื่องสมัยใหม่ เนื่องจากเครื่องเก่าที่ได้รับสืบทอดมาจากเจ้าของสูตรนั้นมีอายุการใช้งานมากว่า 100 ปี โดยแต่ละครั้งในการปั้นไอติมแต่ละรอบ จะใช้เวลา ปั้นอยู่ที่ 20-25 นาที ซึ่งจะได้ครั้งละประมาณ 10-15 กิโลกรัม โดยเริ่มขายถ้วยละ ตั้งแต่ราคา 1 บาท 2 บาท และมา 5 บาทในปัจจุบัน ที่ผ่านมาเคยคิดที่จะปรับ ราคาไอติมเพิ่มขึ้น เนื่องจากวัตถุดิบราคาสูงขึ้น ทุกวัน แต่ป้าปุ๊ ก็ไม่ได้ตัดสินใจเพิ่ม เนื่องจากลัวว่าลูกค้าจะน้อยลง เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ เป็นชาวบ้าน และ เด็กนักเรียน ซึ่งป้าปุ๊ ยืนยันที่ จะขายในราคานี้ต่อไป จนจะสู้ราคาไม่ไหวจริงๆ ส่วนใครมีโอกาสเเวะไปแถวๆนั้น ก็ลองหาเวลา ว่างๆ ไปอุดหนุน ไอติม ป้าปุ๊กับลุงสมพงษ์ กันได้ที่ ตลาดเก่า หน้าโรงเรียนเหลียนหัว อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ป้าปุ๊ยังบอกอีกว่า ที่ร้านมีท๊อปปิ้งเป็น ข้าวเหนียวมูลหอมๆ ข้ามโพดต้ม เผือกกวน ลูกชิด เพื่อเพิ่มรสชาติไอติมโบราณ ให้ลูกค้าเลือกตามความต้องการ และจากการสอบถามลูกค้า หลายคนที่มาทาน ไอติมโบราณของป้าปุ๊ จะบอกเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า จะมีรสชาติอร่อย หวานมัน กำลังดี ป้าปุ๊ ยังโชว์เคล็ดลับถารถนอมไอติมโบราณ เวลาที่ลูกค้าซื้อกลับบ้านให้อีกด้วย โดยการนำไอติมที่ตักใส่ถุงแล้ว ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ให้มิดชิด เท่านี้ต่อให้ไปไกลขนาดไหนพอเปิดอกมาก็ได้ลิ้มชิมรสชาติเหมือนกับมาทานที่ร้าน คิดเหมือนกัน รึไม่! ว่าการที่จะอยู่เป็นตำนาน และยาวนานอย่างเดียวนั้น เรื่อง รสชาติและความใส่ใจในวัตถุดิบเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญไม่น้อยไปกว่านั้น คือ การใส่ใจลูกค้า ที่ป้าปุ๊ กับลุงสมพงษ์ ไม่ได้หวังแค่ขายไอติม เพื่อให้ได้กำไรเพียงอย่างเดียว  แต่ยังหวังดี ต่อลูกค้า ที่เป็นชาวบ้าน อยากให้พวกเขาได้รับประทาน ไอติมที่มีรสชาติดี ในราคาที่ย่อมเยาว์ ต่อไป... ขอบคุณรูปภาพจาก สำนักข่าว TNN24 MThai News

จดแล้วจ้า! อัมพร หญ้าผา จดทะเบียนสมรสแล้ว
sportMthai /  ทะเบียนสมรส / 

เป็นอีกคนที่น่ายินดีอย่างยิ่ง สำหรับอดีตนักวอลเลย์บอลสาวทีมชาติไทย อัมพร หญ้าผา ที่ได้จดทะเบียนสมรส เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมากับแฟนหนุ่ม อัมพร หญ้าผา อดีตนักตบสาวทีมชาติไทย วัย 29 ปี หรือ แจ็คกี้ ได้จดทะเบียนสมรสกับแฟนหนุ่ม โบ้ สมพร วรรณประภา นักวอลเลย์บอลชาย นับเป็นข่าวดีของวงการกีฬาไทย โดย แจ็คกี้ ได้โพสต์รูปทะเบียนสมรสที่ถ่ายคู่กับแฟนหนุ่มลงบนเฟสบุ๊ค และก็ได้มีแฟนๆ แสดงความยินดีอย่างคับคั่ง ซึ่งเจ้าตัวได้โพสต์ข้อความไว้ว่า "เป็นสามี ภรรยาถูกต้องตามกฏหมายแล้วนะคะ" ทางทีมงาน SportMThai ก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ ^_^ ขอขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ค - AMPORN HYAPHA

โคตรซึ้ง บทพิสูจน์รักแท้ เมื่อรู้ความลับของแฟนหนุ่ม
ความรัก /  รักแท้

ความรัก จะทำให้คุณทำทุกอย่างได้ เพื่อคนที่เรารักเสมอ แม้ว่าอีกฝ่ายจะทุกข์มากแค่ไหน ถ้ารักกันจริง จะไม่มีทางปล่อยมือจากกันแน่นอน เหมือนเรื่องราว โคตรซึ้ง บทพิสูจน์รักแท้ เมื่อรู้ความลับของแฟนหนุ่ม ที่ตอนจบจะทำให้คุณน้ำตาคลอ... โคตรซึ้ง บทพิสูจน์รักแท้ เมื่อรู้ความลับของแฟนหนุ่ม Jubilee Project ร่วมกับ Pastor Francis Chan ทำภาพยนตร์สั้นออกมาเรื่องหนึ่งชื่อว่า “Blind Devotion” ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่อธิบายคำว่า “Unconditonal love” ได้ดี เรื่องราวเริ่มต้น ด้วยการถ่ายทอดชีวิตคู่ของคู่หนึ่ง ผ่านสายตาของภรรยา โดยภรรยาคนนี้ เป็นคนที่มีความคิดที่ว่า การเป็นภรรยา ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ในทุกๆ รายละเอียด ตั้งแต่ตื่นนอน ทำกับข้าว ซักผ้า… แม้กระทั่งการซักผ้า เธอก็จะปราณีต และตั้งใจทำสุดๆ เพราะแม่ของเธอสอนมาดีว่า หากเสื้อผ้าของสามีไม่เรียบ คนภายนอกที่เห็นจะมองว่า ชายคนนี้ภรรยาไม่รักเขาหรืออย่างไร นี่คือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่บอกว่า เธอรักสามีของเธอมากที่สุด เหนือสิ่งอื่นใด แม้ว่าตัวเองก็ต้องออกมาทำงาน เช่นกัน แต่ความรักก็คือความเสียสละ… จนกระทั่งวันหนึ่ง ในวันที่เธอเดินทางไปทำงานตามปกติ เธอก็รู้สึกถึงความผิดปกติของดวงตาของเธอ และเมื่อเธอไปตรวจกับคุณหมอ… ผลที่ออกมาคือเรื่องที่น่าช็อกที่สุด เพราะเธอกำลังจะตาบอดโดยโรคที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่นั่นทำให้เธอเครียด และเศร้ามาก ที่ไม่รู้ว่าเธอจะบอกคนที่เธอรักที่สุดอย่างสามีของเธอได้อย่างไร จากที่เธอทำทุกอย่างได้ไม่ขาดตกบกพร่อง เธอเริ่มทำได้ยากกว่าเดิม จนแทบจะทำไม่ได้ ตั้งแต่ หยอกล้อสามีเธอในตอนเช้า ทำอาหาร ซักผ้า และงานที่เธอทำ จนทำให้ทุกอย่างเริ่มตึงเครียด เธอไม่อยากให้สามีของเธอรู้เพราะเธอจะต้องเป็นภาระแก่เขา และคิดว่า เขาอาจจะมีความสุขมากกว่านี้หรือเปล่า ถ้าไปอยู่กับคนอื่น แต่สุดท้ายเธอก็ต้องยอมบอกสามีของเธอ และทั้งคู่ก็พร้อมที่จะเดินไปด้วยกัน สู้ไปด้วยกัน… แต่นี่ยังไม่ใช่จุดพีคของเรื่องนี้ เมื่อภรรยา ยังคงยืนกรานที่จะทำทุกอย่างเองเหมือนเดิม โดยไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร เธอยังคงอยากทำอาหารเอง อยากซักผ้าเอง และยังคงเดินทางไปทำงานเอง ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะยาก แต่เธอสามารถฝึก ด้วยใจที่สู้ และรักสามีของเธอ และนี่คือจุดที่ทำให้ใครหลายๆ คนถึงกับน้ำตาตก เมื่อสามีเห็นถึงความพยายามจากความรักของภรรยาแบบนี้ สิ่งที่เขาทำโดยที่ภรรยาไม่รู้ ก็คือเขาช่วยเหลือภรรยาอยู่ห่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่า ภรรยาของเขาปลอดภัย ไม่ว่าจะเดินไปไหน เขาคอยปกป้อง โดยที่ไม่ให้ทุกคนบอกภรรยาของเขา เพราะไม่เช่นนั้น ภรรยาของเขาจะรู้สึกว่าเป็นภาระ และนั่นจะทำให้เธอเศร้ามากกว่าเดิม ซึ้งเลย!!! Y^Y คราวนี้เราลองมาดูหนังสั้นเรื่องนี้ “Blind Devotion” by JubileeProject  ข้อมูลและภาพ : ohozaa

นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล /  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ / 

"ผมรักธรรมศาสตร์" จากใจ สมศักดิ์ เจียมฯ ในวันที่ถูกไล่ออก  จากกรณีที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีหนังสือคำสั่งไล่ออก นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในฐานผิดวินัยร้ายแรง ขาดการปฏิบัติหน้าที่ในการสอน ล่าสุด นายสมศักดิ์ ได้โพสต์ข้อความเปิดใจเกี่ยวกับความรักและความผูกพันที่มีต่อธรรมศาสตร์ โดยเปิดเผยว่า "...ผมรักธรรมศาสตร์มาก แต่ผมเป็นคนประเภทที่ ในเรื่องความรัก ไม่ว่าต่อคน หรือสถานที่ หรืออะไรตาม ผมไม่ชอบพูด ไม่ชอบป่าวประกาศฟูมฟาย ผมรักทีนี่ ไมใช่เพราะที่นี่เป็นไปตามคำขวัญทีรู้จักกันดี ("ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉัน...") แม้ว่า ถ้าพูดในแง่ส่วนตัว ผมเริ่มรู้จัก "ประชาชน" รู้จัก "ประชาธิปไตย" รู้จัก "เสรีภาพ" "ความเป็นธรรม" ที่ธรรมศาสตร์จริงๆ ผมรักที่นี่ ก่อนอื่น เพราะผมโตมากับทีนี่ ทั้งในแง่อายุ และในแง่การเมือง ตั้งแต่อายุ 15เมื่อผมมาธรรมศาสตร์เป็นครั้งแรกในชีวิต มาร่วมชุมนุมขับไล่ถนอม-ประภาส ในเหตุการณ์ "14 ตุลา" - เรียกว่า "มาธรรมศาสตร์" ครั้งแรก ก็มากินอยู่หลับนอนในมหาวิทยาลัย กลางสนามฟุตบอล ติดต่อกันหลายวันหลายคืนหลังเหตุการณ์นั้น ผมก็แวะเวียนมาธรรมศาสตร์ เรียกว่า แทบทุกสัปดา จำได้ว่า มีอยู่ครั้งนึง พวกเรานักทำกิจกรรมรวมทั้งผม เลยจับกลุ่ม นอนค้างคืน ทำหน้าที่ "ยาม" หรือการ์ด คอยเฝ้ามหาวิทยาลัยด้วย หลังจบปริญญาเอก ตอนแรก ผมจงใจเลือกทีจะไปเป็นอาจารย์ที่อื่น เพราะ "เมมโมรี่" หรือความทรงจำที่ธรรมศาสตร์มันมากเกินไป ขณะที่สภาพสังคมโดยรวมและในธรรมศาสตร์เองมันเปลี่ยนไปมากแล้ว ความรู้สึกขัดกันระหว่าง "เมมโมรี่" ของอดีต กับความจริงในปัจจุบัน มันรู้สึกมากเกินไป .. แต่ในทีสุด ผมก็กลับมาที่ธรรมศาสตร์จนได้ บอกตรงๆว่า เพราะรู้สึกอึดอัดกับที่อื่นไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ความจริงที่ต้องยอมรับคือ ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นอิสระในการใช้ชีวิตแบบปัญญาชน ไม่ว่าจะสำหรับอาจารย์หรือนักศึกษา มากกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่นี่ มี "ประเพณี" หรือระเบียบกฎเกณฑ์โบราณๆอะไรน้อยกว่าที่อื่นๆ ไม่มีตราพระเกี้ยว พระพิรุณ พระพิฆเณศ หรือพระอะไรก็แล้วแต่ ให้ต้องคอยพูดถึงด้วยความเคารพนบนอบ ("ธรรมจักร" ของ มธ. นี่ ไม่ค่อยมีใคร "อิน" แบบนั้น "ยอดโดม" คนก็ไม่ได้รู้สึกในทางสิ่งเคารพศักดิ์สิทธิ์อะไร) และสำหรับอาจารย์หรือนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ แล้ว ทีนี่ยังได้เปรียบกว่าที่อื่น ในแง่ห้องสมุด (จุฬาที่รวยกว่าเยอะ ห้องสมุดทางสังคมศาสตร์ ยังด้อยกว่ามาก) และที่สำคัญอีกอย่างคือ ธรรมศาสตร์เป็นที่รวมของบรรดาอาจารย์สายนี้ระดับนำๆอยู่เยอะ ไม่ว่าผมจะไม่เห็นด้วยทั้งในแง่วิชาการหรือการเมืองอย่างไร แต่ผมชอบที่จะอยู่ในชุมชนมหาวิทยาลัยที่มีคนเหล่านี้ มันมีบรรยากาศที่คอย "กระตุ้นสมอง" ทำให้คุณต้องคอยพัฒนาความคิดตัวเองตลอดเวลา ผมจึงชอบทีนี่ รักที่นี่ และเสียดายที่ไม่ได้อยู่จนครบเกษียณอายุ เสียดายที่ไม่ได้บรรยายวิชาประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ให้นักศึกษาอีกสัก2-3รุ่น .. ในช่วงวิกฤติการเมืองเกือบ10ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่า มีนักศึกษามากขึ้นๆ หันมาสนใจที่จะศึกษาทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์ไทยอย่างมีเหตุมีผล เปิดใจกว้างมากขึ้น ......" MThai News

ผู้ค้าคลองถม ประท้วง! ค้านปิดตลาด 28 ก.พ.นี้
กทม. /  การทางพิเศษ / 

กลุ่มผู้ค้าตลาดคลองถม รวมตัวเคลื่อนไหวแสดงความไม่พอใจถูก กทม.กล่าวหาเป็นผู้มีอิทธพล ค้าน ปิดตลาด 28 ก.พ.นี้ ยัน ทำการค้าจุดเดิมต่อไป 24 ก.พ.58 กลุ่มผู้ค้าตลาดคลองถม รวมตัวกันที่หน้าลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เคลื่อนไหวแสดงความไม่พอใจหลังถูกผู้บริหารกรุงเทพมหานครกล่าวอ้างว่าเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล เรียกรับผลประโยชน์ในพื้นที่ และปล่อยให้มีการเช่าแผงค้า รวมทั้ง ประเด็น ที่ระบุว่าผู้ค้าคลองถมทั้งหมดกว่า 3 พันคน ยินยอมออกจากพื้นที่นั้น ไม่เป็นความจริง นอกจากนี้ ยังแสดงจุดยืน จะทำการค้าต่อไปในจุดเดิม แม้ว่า กทม. จะขีดเส้นตายให้ผู้ค้าต้องออกจากพื้นที่ทั้งหมดภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ และอาจเกิดเหตุเผชิญหน้าระหว่าง กทม. และผู้ค้าก็ตาม นางสาวธรรมทิพย์ จงเจริญกิตติคุณ ตัวแทนผู้ค้าคลองถม กล่าวอ้างว่า มีผู้ค้าบางรายถูกคุกคามจากกลุ่มทหาร และตำรวจ นอกเครื่องแบบ ในลักษณะเข้ามาสอบถาม พร้อมถ่ายรูป และขอสำเนาบัตรประชาชนไปเก็บไว้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ถูกต้อง ขณะที่ พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยืนยันว่า วันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ จะให้ผู้ค้าคลองถมค้าขายเป็นวันสุดท้าย และจะนำพลังมวลชนย่านคลองถมบิ๊กคลีนนิ่งทำความสะอาด ปรับภูมิทัศน์ โดยไม่หวั่นหากเกิดการเผชิญหน้า เนื่องจากกรุงเทพมหานครได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนข้อเสนอที่ผู้ค้าคลองถมยื่นมาก่อนหน้านี้ กทม. พิจารณาแล้วว่า จะไม่ขอทำตามเงื่อนไข เนื่องจากในอนาคตอาจกระทบต่อคนหมู่มาก และเป็นการผลักปัญหาให้หน่วยงานอื่น อย่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ กทม. ยืนยัน พื้นที่ตลาดคลองถมมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง ทำให้ที่ผ่านมาเกิดการเคลื่อนไหวและต่อต้านอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ทาง กทม. ได้ขยายเวลาการค้า ให้ผู้ค้าคลองถมแล้ว จากสิ้นปีที่ผ่านมา เป็นสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ และได้หาพื้นที่รองรับให้ผู้ค้าแล้ว จำนวน 11 จุด แต่ผู้ค้าไม่ขอย้าย โดยอ้างว่าเป็นสถานที่เอกชน ราคาเช่าแพง ห่างไกลชุมชน และไม่เหมาะกับการค้าขาย

อึ้ง พ่อแม่ผิวสี ให้กำเนิดลูกสาวผิวขาว ตาฟ้า เหตุเพราะ...?
คนผิวขาว /  คนผิวสี / 

สองสามีภรรยาผิวสีชาวไนจีเรียที่อาศัยอยู่ในอังกฤษ ให้กำเนิดลูกสาวผิวขาว ผมบรอนด์ ตาฟ้า ? เมื่อวันที่ 21 ก.พ. สำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน เรื่องราวแปลกประหลาดของ 'นางแองเจลา' คุณแม่ชาวไนจีเรีย วัย 35 ปี ที่ลี้ภัยมายังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษพร้อมกับสามี โดยเธอและสามี ที่เป็นคนผิวสีโดยกำเนิด แต่กลับให้กำเนิดลูกสาวที่มีผิวขาว ตาสีฟ้า และมีผมสีบลอนด์ ต่างจากพ่อแม่อย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่เธอเกิดมา ทั้งสองรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก แต่ฝ่ายชายไม่ได้รู้สึกครหาผู้เป็นภรรยาแต่อย่างใด หากแต่มองว่านี่คือสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับทั้งคู่ ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ เนื่องจาก ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพันธุ์ศาสตร์ ได้ให้เหตุผลง่ายๆ 3 ประการของเรื่องราวความผิดปกติที่เกิดขึ้น ดังนี้ -มาจากการกลายพันธุ์ของยีนส์ที่ไม่ซ้ำกับพ่อแม่ ซึ่งเป็นไปได้ว่าเด็กที่เกิดมาจะมีผิวขาวต่างจากพ่อแม่ -เชื้อสายจากบรรพบุรุษของทั้งคู่ ที่อาจจะมีผิวขาว ตาฟ้า ผมบรอนด์อย่างชาวตะวันตก -แนวโน้มของการเป็นเด็กผิวเผือก ความผิดปกติของเม็ดสีผิว สภาพพันธุกรรมที่ผิดปกติ และเป็นไปได้ว่า เด็กอาจจะมีสีผิวเข้มขึ้นเหมือนกับพ่อแม่เป็นเมื่อโตขึ้น MThai News ที่มา nypost

10 หนังจักรยาน สุดตรึงตรา ที่ชวนคว้าสองล้อคู่ใจ แล้วปั่นไปกับเรา
bicycle movie /  E.T. The Extra-Terrestrial / 

หนึ่งในไลฟ์สไตล์สุดฮิต (และสุดฮิป) แห่งยุคสมัยนี้ คงหนีไม่พ้นการที่ใครๆ ก็หันมาปั่นจักรยานกันมากขึ้น เพราะนอกจากจะได้สุขภาพดีฟิตแอนด์เฟิร์มแล้ว การปั่นเจ้าสองล้อท่องเที่ยวก็น่าหลงใหลแบบสุดๆ แต่คุณผู้ชมรู้รึเปล่าว่า การปั่นจักรยานของคุณอาจดูเด็กๆ ไปแล้ว เมื่อต้องมาเจอกับ 10 หนังจักรยาน สุดตรึงตรา ที่เราจะพาคุณไปดู 10 หนังเด็ด ที่มีลีลาจักรยานในแบบที่ใครได้ชม เป็นต้องลืมไม่ลง จะมีเรื่องอะไรบ้าง ขอเชิญคว้าเจ้าสองล้อคู่ใจ แล้วปั่นไปกับเราได้เลย E.T. : The Extra-Terrestrial แฟนหนังรุ่นเก๋าทั้งหลาย ใครเล่าจะลืมฉากอันลือลั่นจาก E.T. : The Extra-Terrestrial ฝีมือของพ่อมดแห่งฮอลลีวู้ดได้ลงล่ะจริงไหม เพราะฉากปั่นเจ้าสองล้อทะยานข้ามดวงจันทร์ พร้อมมิตรภาพสุดน่ารักของหนึ่งชาวโลก หนึ่งต่างดาวนี้ มันสุดแสนจะตราตรึงใจ จนขึ้นแท่นฉากคลาสิคไปแล้วเรียบร้อย -------------------------------- แฟนฉัน แฟนฉัน หนึ่งในหนังไทยที่สร้างปรากฏการณ์ลบคำสบประมาท "หนังเด็กใครจะดู" ได้สำเร็จ แถมแจ้งเกิดดารารุ่นเยาว์เป็นทิวแถว ซึ่งหนึ่งในภาพจำที่เห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้ ก็ต้องเป็นแก๊งจักรยานสุดเริงร่า ที่มาพร้อมถุงน้ำห้อยแฮนด์ และเพลงคอนเสิร์ตคนจน โอ้เย...โอ้เย...โอ้โอ้เย -------------------------------- The Shining การได้ปั่นจักรยานเที่ยว คงเป็นการผจญภัยสุดมันส์สำหรับเด็กๆ ทุกคน แต่กับเจ้าหนู แดนนี่ ใน The Shining ท่าทางว่าจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น เชิญพบทริปจักรยานสุดผวาของเด็กตัวน้อยๆ ที่จะทำให้คุณสะพรึง ติดตา และหลอนเด็กแฝดไปอีกนาน!   -------------------------------- Season Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย นอกจากเทรนด์เรียนดนตรี และร่มใสกลางสายฝนที่ฮอตฮิตไปทั้งประเทศแล้ว Season Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ก็ทำให้ชาวกระโปรงบานขาสั้น แห่มาขี่จักรยานกันเพียบ การจีบสาวที่ชอบ แล้วพาซ้อนจักรยานได้นี่ มันฟินๆ จริงๆสินะวัยรุ่น -------------------------------- Timeline จดหมาย-ความทรงจำ อะไรเล่าจะมีความสุขไปกว่า หนึ่งคนรู้ใจกับสองล้อคู่ชีพ ใน Timeline จดหมาย-ความทรงจำ จากความเปล่าเปลี่ยวชายหนุ่มผู้มาพร้อมจักรยาน สู่เพื่อนร่วมทางคู่ใจ ที่ระยะทางจะไกลแค่ไหน การปั่นจักรยานเดินทางคู่กันนี่มันก็น่าหลงใหลจริงๆ -------------------------------- Premium Rush หนังชื่อชวนตื่นเต้น Premium Rush หรือชื่อไทยสุดโหดอย่าง ปั่นทะลุนรก นี้ แทบจะฉุดคนดูที่นั่งอ้วนอยู่หน้าจอ ขึ้นมาปั่นจักรยานพุ่งตรงฝ่าเมืองใหญ่ ที่รถติดแค่ไหนก็ไม่หวั่น ด้วยลีลาควบเจ้าสองล้อสุดระทึกของ โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ กับภารกิจส่งของทะลุเมือง ที่มันส์ได้ใจแบบมีชีวิตเป็นเดิมพัน! -------------------------------- เพื่อนไม่เก่า ปั่นทางไกลคนเดียวมันเหนื่อย ลองหาเพื่อนร่วมทางดีๆ หรือไปเป็นแก๊งก็ไม่เกี่ยง กับมิตรภาพใน เพื่อนไม่เก่า ที่ถึงอ่อนล้าแค่ไหน ก็ยังน่าดีใจที่เพื่อนยังอยู่กับเรา และภารกิจแก้บนข้ามจังหวัดครั้งนี้ แทบจะชวนทุกคนโทรหาเพื่อนให้ไว แล้วออกไปกับเราดีกว่า -------------------------------- Quicksilver หากคุณกำลังคิดว่า จักรยานเป็นแค่พาหนะเอาไว้ปั่นเฉยๆ อยู่ล่ะก็ผิดถนัด เพราะพ่อหนุ่มพนักงานส่งเอกสารใน  Quicksilver โชว์เหนือกว่านั้นเยอะ ด้วยการหลอมรวมกับเจ้าสองล้อ แล้ววาดลีลาสเต็ปเทพเสียเลย ถ้าคุณผู้ชมอยากลองบ้าง ก็เตรียมยาพร้อมผ้าพันแผลไว้ก่อนนะเอ้อ -------------------------------- Project A การไล่ล่าด้วยจักรยานฮอลลีวูดก็มีกันเยอะ แต่ถ้าโซนเอเชียเราล่ะก็ต้องยกให้เฮีย เฉินหลง แต่เพียงผู้เดียว เพราะใน Project A เฮียโชว์ฟอร์มได้แบบมันส์เหลือล้น ที่ทำให้ความช้าของสองล้อ ออกมารวดเร็ว รุนแรง และกระแทกกระทั้นสุดๆ งานนี้นอกจากปั่นแล้ว เฮียยังใช้จักรยานเป็นอาวุธได้หน้าตาเฉย -------------------------------- Transporter 3 พี่โล้น เจสัน สเตแธม ขับรถส่งของโคตรระห่ำมาก็ 2 ภาค แต่กับใน Transporter 3 เรื่องนี้ พี่ขอละจากพวงมาลัย แล้วมาจับแฮนด์จักรยานแทน แต่อย่างว่าถึงจะพาหนะอะไรก็ไม่ปัญหา เพราะพี่โล้นยังคงฟอร์มโหด ซิ่งลืมโลกได้แบบไม่ยั้ง และทั้งหมดนี้ คือ 10 หนังจักรยาน สุดตรึงตรา ที่เราอยากชวนคุณคว้าสองล้อคู่ใจ แล้วปั่นไปกับเรา อยากท่องเที่ยวชมวิวสวยๆ อยากระห่ำทะลุเมืองใหญ่ หรืออยากใช้เป็นสื่อความรัก ก็เลือกจักรยานของคุณไปใช้ได้เลย -------------------------------

ทึ่ง 7 เด็กอัจฉริยะอายุน้อยที่สุด ที่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย
ข่าวการศึกษา /  มหาวิทยาลัย / 

ทึ่ง 7 เด็กอัจฉริยะอายุน้อยที่สุด ที่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ทำไปได้ยังไง หลายคนต้องสงสัยแน่นอนว่า เด็กๆ กลุ่มนี้ที่มีอายุ 10 ต้นๆ หรือบางคนยังไม่ไถึง 10 ขวบ จะสามารถเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เทียบเท่ากับช่วงอายุวันเรียน 17-18 ปี ได้ยังไง แต่ขอบอกว่าเป็นไปแล้วค่ะ และมีเด็กฉริยะทางการเรียนรู้แบบนี้อีกมากมาย วันนี้ทีนเอ็มไทยขอแนะนำ 5 คนนี้กันก่อน  ทึ่ง 7 เด็กอัจฉริยะอายุน้อยที่สุด ที่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย 1. โช ยาโน (Sho Yano) ผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดที่เรียนจบแพทย์ เด็กอัจฉริยะไอคิว 200 จากชิคาโก้ ที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย Loyola ตอนอายุ 9 ปี และสำเร็จการศึกษา เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เมื่ออายุ 12 ปี และได้รับปริญญาเอกด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุลและชีววิทยาของเซลล์ เมื่ออายุ 18 ปี ต่อมาในวัย 21 ปี เขาได้สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกทางการแพทย์ สร้างประวัติศาสตร์ให้กับโรงเรียนแพทย์พริตซเกอร์ แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก กลายเป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดที่เรียนจบแพทย์ แต่ดูเหมือนว่า ไม่ได้มีเพียง ยาโน เท่านั้นที่มีความฉลาดแบบเหลือเชื่อขนาดนี้ เพราะ ซายูริ น้องสาววัย 15 ปี ของเขา ก็กำลังเรียนปริญญาตรีใบที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกิ้น ในบัลติมอร์ ด้านการเล่นไวโอลิน หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยรูสเวลท์ อ่านเพิ่มเติ่มได้ที่ เด็กน้อยที่้เข้าเรียนแพทย์ตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่ช่วงวัยรุ่น 2. Gregory Smith ผู้ก่อตั้งองค์กรที่ให้การสนับสนุนหลักการแห่งสันติภาพ เกิดในปี 1990 อ่านหนังสือออกตั้งแต่อายุ 2 ขวบ และเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเมื่ออายุ 10 ขวบ ความเป็นอัจฉริยะของเขานั้นยังไม่ได้ครึ่งของเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนนี้ เมื่อเขาตัดสินใจออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อรณรงค์เรื่องสันติภาพและสิทธิ เด็ก Gregory Smith เป็นผู้ก่อตั้ง International Youth Advocates ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้การสนับสนุนหลักการแห่งสันติภาพและความเข้าอกเข้าใจใน ระหว่างเยาวชนทั่วโลก เขาเคยได้พบกับผู้นำคนสำคัญอย่าง Bill Clinton และ Mikhail Gorbachev และยังเคยปฐกถาต่อหน้าที่ประชุม UN อีกด้วย จากการทำงานด้านมนุษยธรรมนี้ ทำให้เขาได้ถูกเสนอชื่อให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพถึง 4 ครั้ง แต่ความสำเร็จครั้งล่าสุดที่เขาเพิ่งได้รับคือ…มีใบขับขี่เป็นของตัวเองได้ 3. ไอนาน โคว์เลย์ อัจฉริยะทางด้านเคมีชาวมาเลเซีย ที่สามารถผ่านการสอบเคมี สำหรับเด็กอายุ 16 เมื่อตอนเขาแค่ 7 ปี และปีต่อมาเขาเข้าศึกษาที่สิงคโปร์โพลีเทคนิค ถือว่าเป็นนักศึกษาที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา ส่วนเคล็ดลับความสำเร็จของเขานั้น ไม่มีอะไรเลยจริงๆ เพราะพ่อของเขาบอกว่า เขาไม่เคยสอนอะไรให้แก่ลูกชายเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่เขาเรียนรู้ ได้ด้วยตัวเอง 4. ทริสตัน ผัง เด็กอัจฉริยะด้านฟิสิกส์ เขาเริ่มอ่านคณิตศาสตร์ระดับมัธยมเมื่อตอนอายุ 2 ขวบ และผ่านการทดสอบคณิตศาสตร์ของเด็กที่โตกว่าเขา โดยได้คะแนนระดับ A มาตลอด จากนั้นได้รับอนุญาติให้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยให้ศึกษาด้านฟิสิกส์ควอนตัม เมื่ออายุ 12 ซึ่งเขาได้สร้างเว็บไซต์เพื่อแบ่งปันความรู้ต่างๆ ให้กับคนอื่นอีกด้วย 5. เจค็อบ บาร์เน็ต เด็กอัจฉริยะ ว่าที่ไอน์สไตน์คนต่อไป - เจค็อบ เผยแววอัจฉริยะให้ได้เห็นเมื่ออายุได้ไม่ถึง 1 ขวบซะด้วยซ้ำ เขาเรียนรู้ตัวอักษรได้ก่อนที่เขาจะหัดเดิน ฟังคำสั้นๆ ได้เข้าใจและรู้เรื่อง - เจค็อบ เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ ส่วนน้องชายอีก 2 คน “อีธาน” มีความสนใจในเรื่องชีววิทยา และ “เวสลี่” สนใจเรื่องอุตุนิยมวิทยา - เมื่ออายุ 8 ขวบ เจค็อบเข้าเรียนสาขาดาราศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่า และเรียนจบมหาวิทยาลัยเปอร์ดู ในวัย 10 ขวบ - เจค็อบ วัย 15 ปี ปัจจุบัน กำลังศึกษาระดับปริญญาโทเ พื่อที่จะต่อปริญญาเอก ในสาขาควอนตั้มฟิสิกส์ ข้อมูลเพิ่มเติมที่ เจค็อบ บาร์เน็ต เด็กอัจฉริยะ ว่าที่ไอน์สไตน์คนต่อไป 6. อาร์แรน เฟอร์นานเดซ  วัย 14 ปี ชาวอังกฤษ ซึ่งไม่เคยเข้าโรงเรียน แต่เรียนหนังสือด้วยตัวเองโดยมีพ่อเป็นผู้ช่วยสอน จะได้สิทธิเรียนวิชาสาขาด้านคณิตศาสตร์ เขาเคยสอบได้ประกาศนียบัตรขั้นมัธยมด้วยเกรดชั้นเยี่ยม เพียง 5 ขวบ สามารถเอาชนะสถิติของน.ส.รูท ลอวเรนซ์ ซึ่งสอบได้ในวัย 9 ปี ทำให้มหาวิทยาลัยเสนอสถานที่เรียนให้ และถือเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแคมบริจด์ มหาวิทยาลัยชื่อดังก้องโลก อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ปี 1773 7. เอสเธอร์ โอเคด นักศึกษามหาวิทยาลัยที่อายุน้อยที่สุดในอังกฤษ  ข่าวล่าสุดของเดือนกุมภาพันธ์ ปี 58 เอสเธอร์ โอเคด เด็กหญิงวัย 10 ขวบ จากเมืองวอลซอล ประเทศอังกฤษ ที่เธอกลายมาเป็นหนึ่งนักศึกษามหาวิทยาลัยที่อายุน้อยที่สุดในอังกฤษ หลังจากที่เพิ่งเริ่มเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่ง เอกคณิตศาสตร์ เมื่อ 3 อาทิตย์ที่ผ่านมา ด้วยวัยเพียง 10 ขวบเท่านั้น ที่ผ่านมา เอสเธอร์ไม่ได้เข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนเหมือนเด็กทั่วๆ ไป แต่เธอเรียนที่บ้าน โดยมี เอฟ ผู้เป็นแม่คอยสอนให้ ซึ่งเธอกล่าวว่า ลูกของเธอทำได้ดีมาก สอบครั้งที่ผ่านมาก็ได้คะแนนเต็ม ตั้งแต่เอสเธอร์ อายุ 7 ขวบ เธอจะคอยถามฉันว่าเมื่อไหร่เธอจะได้เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยสักที ตอนนั้นฉันก็คิดว่าเธอยังเด็กเกินไป แต่เธอก็จะคอยถามซ้ำไปซ้ำมาว่าเมื่อไหร่ ๆ จนกระทั่งอายุได้ 10 ขวบ เธอก็ยืนยันว่า แม่ หนูว่ามันถึงเวลาที่หนูควรจะเริ่มได้แล้วนะ ในช่วงเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เอสเธอร์ก็เลยไปสมัครเข้าเรียน สอบสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ รวมไปถึงสอบวิชาเรียงความและคณิตศาสตร์ด้วย หลังจากนั้น 2 เดือน เธอก็ได้รับเลือกให้เข้าเรียน เอสเธอร์วางแผนว่า เธอจะต้องเรียนจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งให้ได้ภายใน 2 ปี และหลังจากนั้นก็ตั้งใจจะเรียนต่อไปจนถึงปริญญาเอก พร้อมกับใฝ่ฝั่นอยากจะเป็นอภิมหาเศรษฐินี ที่มีธนาคารเป็นของตัวเองด้วย ไม่เฉพาะเอสเธอร์เท่านั้นที่มีพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์ แต่น้องชายวัย 6 ขวบของเธอก็เดินตามรอยเท้าพี่สาวมาติด ๆ ในวิชาแคลคูลัส และคณิตศาสตร์ ต้องยอมรับและทึ่งในความสามารถของพวกเขาจริงๆ ตอนเราอายุเท่านี้ ยังไม่มีความสามารถเชี่ยวชาญเฉพาะด้านขนาดนี้เลย เก่งฝุดๆ เลยอ่ะ เรียบเรียง teen.mthai.com ข้อมูลและภาพประกอบ pantip, petmaya, krobkruakao

11 เรื่องจริง! หลังจบสงครามที่ฮอกวอตส์ ที่คุณยังไม่เคยรู้
ต่างประเทศ /  นิยายต่างประเทศ / 

เราทุกคนคงทราบกันดีว่า ภาคสุดท้ายของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ สงครามที่เกิดขึ้นในฮอกวอตส์ทำลายทุกอย่างจนสูญสิ้น โวลเดอมอร์ตาย และหลังจากสงครามครั้งนั้นเพื่อนรู้ไหมว่า เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อ ..  เริ่มต้นด้วย แฮร์รี่และรอนเข้าทำงานในสำนักงานมือปราบมาร จนในที่สุด แฮร์รี่ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าสำนักงานมือปราบมาร! เจ๋งไปเลย เอาหล่ะคราวนี้มาดูอีก 11 เรื่องจริง! หลังจบสงครามที่ฮอกวอตส์ ที่คุณยังไม่เคยรู้ กันต่อเลยดีกว่า ^^ 11 เรื่องจริง! หลังจบสงครามที่ฮอกวอตส์ ที่คุณยังไม่เคยรู้ 1. คิงสลีย์ ชักเคิลโบลต์ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์คนปัจจุบัน หลังจบสงครามที่ฮอกวอตส์ คิงสลีย์ ชักเคิลโบลต์ ที่เป็นหนึ่งในสมาชิกภาคีนกฟีนิกซ์ และดำรงตำแหน่งในช่วงเวลานั้นเป็นมือปราบมาร ก่อนจะได้รับให้เป็นรัฐมนตรีรักษาการณ์อยู่ขณะหนึ่ง จากนั้นก็ชระการเลือกตั้งเป็น รัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์ โดยสมบูรณ์ (อ้างอิง Pottermore) แฮร์รี่และรอนเข้าทำงานในสำนักงานมือปราบมาร คิงส์ลีย์ ชักเคิลโบลต์เป็นรัฐมนตรีคนใหม่ จนปี ค.ศ. 2007 แฮร์รี่ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าสำนักงานมือปราบมาร 2. ควิดดิชเวิลด์คัพ ครั้งล่าสุดจัดขึ้นในปี 2014 ที่ผ่านมา ควิดดิชเวิลด์คัพ ครั้งล่าสุด จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 427 โดยมีนัดชิงชนะเลิศของทีมบราซิล พบ บัลแกเรีย ในเวลาบ่ายสองของวันที่ 11 กรกฏาคม 2014 ที่ทะเลทรายปาตาโกเนีย ในการแข่งขันครั้งนี้ วิกเตอร์ ครัม หวนกลับมาร่วมแข่งขันในฐานะซีกเกอร์อีกครั้ง และยังเป็นผู้เล่นที่มีอายุมากที่สุด(ด้วยวัย 38 ปี) ในการแข่งขันนี้อีกด้วย ซึ่งแฮร์รี่และเพื่อนๆ เข้าร่วมชมการแข่งขันนัดสำคัญครั้งนี้ด้วยเช่นกัน (อ้างอิง http://www.muggle-v.com/1363) 3. กองทัพดัมเบิลดอร์ ยังคงมีอยู่! แม้ภารกิจเดิมของกองทัพดัมเบิลดอร์จะเสร็จสิ้นไปนานแล้ว แต่กลุ่มสมาชิกในกองทัพดัมเบิลดอร์ยังคงติดต่อกันอยู่เสมอ และยังคงเรียกตนเองว่าเป็นกองทัพดัมเบิลดอร์อยู่ ซึ่งพวกเขาได้รวมตัวกันอีกครั้งในงานควิดดิชเวิล์ดคัพ ครั้งที่ 412 ด้วย (อ้างอิง http://www.muggle-v.com/1363) 4. ศาสตราจารย์รีมัส ลูปิน ได้รับเหรียญตราแห่งเมอร์ลินชั้นหนึ่ง หลังจากเสียชีวิตในสงครามโลกเวทมนตร์ ครั้งที่ 2 ที่ฮอกวอตส์ รีมัส ลูปิน เป็นมนุษย์หมาป่าคนแรกที่ได้รับ เหรียญตราแห่งเมอร์ลิน ซึ่งส่งผลให้มนุษย์หมาป่าได้รับการยอมรับมากขึ้น จากความกล้าหาญและเอื้ออารีของเขา (อ้างอิง http://www.muggle-v.com/881) 5. marauder's map แผนที่ตัวกวนตกไปอยู่กับ เจมส์ ซีเรียส พอตเตอร์ หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า แผนที่ตัวกวน ที่แฮร์รี่ พอตเตอร์ ครอบครองอยู่นั้นตกอยู่ที่ลูกคนไหนของแฮร์รี่กับจินนี่ ซึ่ง เจ.เค.โรว์ลิ่ง ได้ให้สัมภาษณ์ว่า แผนที่ตัวกวนนั้นตกไปอยู่กับ เจมส์ ซีเรียส พอตเตอร์ แต่ไม่ใช่ด้วยการมอบให้ เพราะเจมส์เจอมันบนโต๊ะของพ่อและแอบขโมยมันไป ไม่รู้ตอนนี้กลับไปคืนพ่อแฮร์รี่รึยังน่ะ >,< (อ้างอิง http://www.accio-quote.org/articles/2007/0730-bloomsbury-chat.html) 6. แอสเทอเรีย กรีนกราส ไม่ใช่ลูกสะใภ้คนโปรดของครอบครัวมัลฟอย มีแฟนคลับเดรโก มัลฟอย ส่วนหนึ่งคาดเดาว่า เดรโกจะลงเอยกับแพนซี่ เพื่อนร่วมบ้านสลิธีริน แต่ความจริงแล้วเขาแต่งงานกับ แอสเทอเรีย กรีนกราส น้องสาวของเพื่อนร่วมบ้านสลิธีริน ที่มีเลือดบริสุทธิ์เก่าแก่เช่นเดียวกัน เธอนำพาเขาไปสู่ทางที่สว่างขึ้น ทำให้ทัศนคติของเดรโกที่มีต่อมักเกิ้ลดีขึ้น ทว่าการเปลี่ยนแปลงเดรโก มัลฟอย ลูกชายของลูเซียสและนาร์ซิสซานั้น เปลี่ยนไปไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับตอนแรกที่เขาเป็น ทำให้พ่อแม่สามีไม่ชอบเอาเสียเลย เพราะพวกเขาบูชาเลือดบริสุทธิ์และรับไม่ได้กับพวกนอกคอก หรือนิยมชมชอบพวกมักเกิ้ล (อ้างอิง http://www.muggle-v.com/707) 7.  หลังจบสงคราม โดโลเรส อัมบริดจ์ ถูกส่งตัวไปอัซคาบัน ทันทีที่สิ้นสุดสงครามโลกเวทมนตร์ครั้งที่ 2 โดโลเรส อัมบริดจ์ ซึ่งเคยทำงานเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการลงทะเบียนผู้ที่เกิดจากมักเกิ้ล ในข้อหาที่มีส่วนร่วมในการยึดครองอำนาจการปกครอง ตัดสินโทษทรมานผู้อื่นรวมถึงมักเกิ้ล และทำให้ถึงแก่ชีวิต เธอถูกตัดสินโทษให้ต้องถูกคุมขังอยู่ในคุกอัซคาบัน (อ้างอิง http://www.muggle-v.com/3806) 8. คุกอัซคาบันเลิกใช้ผู้คุมวิญญาณ ในยุคสมัยการปกครองของ คิงสลีย์ ชักเคิลโบลต์ เข้าตัดสินใจเปลี่ยนการคุมขังนักโทษใหม่ โดยการกวาดล้างบรรดาผู้คุมวิญญาณทั้งหมดออก และเปลี่ยนเป็นการดูแลโดยมือปราบมารแทน เพราะเขามองว่าการใช้ผู้คุมวิญญาณควบคุมนักโทษ เป็นความเสื่อมทรามของกระทรวงเวทมนตร์ในยุคก่อนๆ (อ้างอิง http://www.muggle-v.com/3800) 9. จอร์จ วีสลีย์ แต่งงานกับ แอนเจลิน่า จอห์นสัน หลังจากการเสียชีวิตของ เฟร็ด วีสลีย์, จอร์ ก็ยังคงดำเนินกิจการร้านเกมกลวีสลีย์ต่อไป โดยแอนเจลิน่า จอห์นสัน (แฟนเก่าของเฟร็ด) มาเป็นหุ้นส่วนร้านและหัวใจ พร้อมกับทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 2 คน คือ เฟร็ด(ลูกชาย) และร๊อกแซน(ลูกสาว) (อ้างอิง http://www.muggle-v.com/1606) 10. เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ สานฝัน ส.ร.ร.ส.อ. ได้สำเร็จ ภายหลังจากจบสงครามที่ฮอกวอตส์ เฮอร์ไมโอนี่ตัดสินใจกลับไปเรียนต่อที่ฮอกวอตส์ เพื่อจบการศึกษาอย่างถูกต้องในชั้นปีที่ 7 โดยจบพร้อมจินนี่ วีสลีย์ แล้วมุ่งหน้าเข้าทำงานในกระทรวงเวทมนตร์ ในกองออกระเบียบและควบคุมสัตว์วิเศษ พร้อมทำงานเพื่อให้อิสระแก่เอลฟ์ประจำบ้าน สานต่อ ส.ร.ร.ส.อ. ต่อไปจนสำเร็จ ก่อนที่จะขยับขึ้นเป็นรองหัวหน้ากองบังคับและควบคุมกฏหมายเวทมนตร์ ภายใต้การปกครองในยุคสมัยของ คิงสลีย์ ชักเคิลโบลต์ (อ้างอิง http://www.muggle-v.com/1363) 11.  เนวิลล์ ลองบัตท่อม และลูน่า เลิฟกู๊ด ไม่ได้แต่งงานกัน ปัจจุบัน เนวิลล์ ลองบัตท่อม อาศัยอยู๋กับภรรยาของเขา แฮนนาห์ อับบอต (อดีตเพื่อนรุ่นเดียวกัน และเป็นหนึ่งในสมาชิกกองทัพดัมเบิลดอร์) ที่ร้านหม้อใหญ่รั่ว ในขณะที่ลูน่า เลิฟกู๊ด พบรักกับ รอล์ฟ สคามันเดอร์ หลายชายผิวสีของนิวท์ สคามันเดอร์ แต่งงานและมีลูกชายฝาแฝด ชื่อ ลอร์แกน(Lorcan) และไลแซนเดอร์(Lysander) (อ้างอิง http://www.muggle-v.com/1363) ขอบคุณข้อมูล www.muggle-v.com, Pottermore

สุดซึ้ง!!ตาขอยายแต่งงานอีกครั้ง หลังหย่าขาดนาน43ปี (ชมคลิป)
ตาขอยายแต่งงาน /  นาน43ปี / 

คุณตาเซอร์ไพรส์ขอคุณยายแต่งงานอีกครั้ง หลังทั้งคู่เคยหย่าขาดกันไปนาน43ปี แสดงให้เห็นว่าความรักสามารถหวนคืนกลับมาได้เสมอ เว็บไซต์ข่าว'ฮัฟฟิงตัน. โพสต์'ได้เผยแพร่ภาพนาที่สุดโรแมนติก เมื่อนาย'หลุยส์ ดิมิเทรอาเดส'คุณตาวัย 75 ปี ได้ยอมขับรถเดินทางจากรัฐเทนเนสซีมาถึงรัฐอาร์คันซอ เพื่อชูป้ายเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานกับนาง'สตัมฟ์'คุณยายวัย 75 ปี ผู้เป็นอดีตภรรยาที่หย่าร้างกันไปนาน 43 ปี ถึงร้านค้าวอทมาร์ตซึ่งเป็นที่ทำงานของเธอในวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา โดยระบุข้อความในป้ายว่า "สุขสันต์วันวาเลนไทน์! ...คุณจะแต่งงานกับผมไหม? เมื่อนางสตัมฟ์หันมาก็ถึงกับตกใจ เธอหัวเราะและแกล้งทำเหมือนจะตอบปฏิเสธ แต่สุดท้ายเธอก็ตอบตกลงพร้อมพูดติดตลกว่า "แต่ขอจัดงานแต่งวันอื่นนะ ไม่ใช่วันนี้" ทั้งคู่พบบเจอกันครั้งแรกเมื่ออายุ 18 ปีที่ประเทศบ้านเกิดอย่างเยอรมนี ก่อนจะย้ายใช้ชีวิตคู่ฉันสามีภรรยาด้วยกันในสหรัฐฯ เป็นเวลา 13 ปี และเลิกรากันไปมีครอบครัวใหม่ ทั้งนี้รายงานระบุว่า คู่แต่งงานใหม่ของทั้งคู่ได้เสียชีวิตไปแล้ว ทำให้ทั้งคู่ต่างอยู่อย่างเดียวดายไร้คนข้างกาย สตัมฟ์เล่าให้ฟังว่า เธอและหลุยส์เพิ่งได้กลับมาคุยกันอีกครั้งเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้คู่รู้ว่าพวกเขายังคงมีใจให้กันอยู่แม้เวลาจะผ่านไป4ทศวรรษ "วันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ที่ดีที่สุดในชีวิตฉันเลย"สตัมฟ์กล่าว ที่มา : huffingtonpost MThai News

ขอบคุณที่ทิ้งกัน เปลี่ยนสาวบ้านๆอ้วนดำ กลายเป็นสาวสวย
Before&After /  ก่อนและหลัง / 

แชร์กันกระหึ่มอีกแล้วจ้า สำหรับกระทู้ฮอตจาก pantip ที่สาวสวยคนหนึ่ง มาเปิดเผยความในใจว่า เธอโดนทิ้งมา และเพราะการที่เธอถูกทิ้งในวันนั้น เลยทำให้ ผู้หญิงบ้านๆ อ้วนดำ ธรรมดาๆคนหนึ่ง เปลี่ยนตัวเองจนกลายเป็น สาวสวยสุดฮอตไปเลย เคยโดนทิ้งมั๊ยคะ? ยังจำความรู้สึกวันนั้นได้หรือไม่? มันเป็นความรู้สึกที่แย่มาก เหมือนเราไม่อะไรดี ไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมายอะไรเหลืออีกแล้ว ในโลกนี้ ไม่น่าจะมีสิ่งใดที่ทำให้ตัวเรารู้สึกไร้ค่า ไร้ความหมาย ได้เท่ากับการโดนคนที่เรารักทอดทิ้งไป การโดนทิ้งทำให้ชีวิตหลายคนพัง บ้างก็เป็นรอยด่าง เป็นความทรงจำที่ไม่ดีชีวิต แต่สำหรับหลายๆคน รวมถึงตัวดิฉัน การถูกทิ้งในวันนั้น คือ จุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้หญิงคนนึง ได้กลับมาค้นพบคุณค่าในตัวเราเอง และความสุขที่แท้จริง ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวก่อน ดิฉันชื่อเล่นว่า “อ้ำ” ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทเอเจนซี่โฆษณาแห่งหนึ่ง ที่ผ่านมาบริษัทเราที่ผ่านเราทำงานที่เรียกว่า “พีอาร์” ให้กับคนอื่นมากมาย รวมถึงทำเรื่อง “ภาพลักษณ์” ให้คนอื่นมาเยอะมาก ทำให้กับธุรกิจเล็กๆ ขนาดกลาง นักธุรกิจดังๆ เราแนะนำเขาได้หมดว่าจะต้องปรับปรุงภาพลักษณ์อย่างไร ใช้สื่ออย่างไรที่ทำให้ภาพที่สื่อออกมาดูดี แต่ที่ตลกมากๆ คือ อ้ำแทบไม่เคยดูแลเรื่องภาพลักษณ์ของตัวเองเลย นี่คือรูปอ้ำสมัยก่อน.... ภาพก่อนถูกทิ้ง หลายคนอาจจะสงสัยว่า อ้าว ทำบริษัทด้านภาพลักษณ์แล้วไม่ดูแลตัวเองแบบนี้ ใครมาเห็นเขาจะเชื่อหรอ? คำตอบคือ เขาเชื่อค่ะ แม้อ้ำจะเป็นทำงานเป็นหลักในออฟฟิศ แต่คนที่ออกหน้าตลอด ตั้งแต่ขายงาน พรีเซนต์งาน เก็บเงินลูกค้า คือเพื่ออ้ำอีกคนที่เป็นหุ้นส่วน พูดง่ายๆว่างานไหนใช้แรงอ้ำจะเป็นคนทำ แต่งานไหนใช้หน้าตา อ้ำก็ให้เพื่อนทำ ฟังดูตลก แต่เป็นเรื่องจริง เขียนไปเขียนมาเหมือนจะออกทะเล กลับเข้าเรื่องก่อนละกัน เราเป็นคนต่างจังหวัด มีพื้นเพเป็นเด็ก ปราจีนบุรี พ่อเป็นทหาร ชีวิตวัยเด็กเติบโตและอยู่ในค่ายทหารมาร่วม 20 ปี ฉะนั้นเรื่องความห้าวก็เต็มที่ ส่วนความสวยความงามแบบผู้หญิงก็ลืมไปได้เลย และด้วยความที่เป็นลูกทหารชั้นผู้น้อย พ่อก็จะสอนเสมอให้เราเจียมเนื้อเจียมตัว สมัยเด็กเรามีเพื่อนเป็นลูกนายร้อย นายพันที่เขาย้ายมา คบได้ แต่ห้ามตีตัวเสมอ (พ่อเค้าเคร่งครัดเรื่องแบบนี้) ที่บ้านต่างจังหวัด ย่าเรา เลี้ยงแบบเข้มงวด ให้เราเป็นคนเจียมตัว อย่าทะเยอทะยาน ให้เสียสละให้น้องสาวเพราะเราเป็นพี่ เราเลยกลายเป็นผู้หญิงที่โตมาเป็นผู้หญิงที่ ชอบทำงาน อดทนอดกลั้น เจียมตัว ไม่รักสวยรักงาม คือเป็นคนที่มีลักษณะห้าวๆลุยๆ แต่จะไม่แข็งขืนกับใคร เราเป็นคนที่ไม่ค่อยมีโชคกับเรื่องรักเท่าไหร่นัก แม้ว่าจะเป็นคนรักใครรักจริงและคบนาน แต่สุดท้ายด้วยความที่เราเป็นคนถึก บ้างาน และที่สำคัญไม่เป็นเรื่องการแต่งตัวเลย ความรักก็จืดจาง เพราะเราไม่มีความหวาน เดาว่าเราไม่มีเสน่ห์แบบที่ผู้ชายไทยชอบนัก อยากได้อะไรกมันกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้ผู้ชายที่มาคบกับเรารู้สึกว่าเขาไม่ต้อง active อะไรก็ได้ เพราะเราดูแลตัวเองได้หมดแล้ว แต่จริงแล้วไม่ใช่เลย ลึกๆอ้ำว่าผู้หญิงทุกคนก็อยากได้ผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัว มีความเป็นผู้นำ แม้ว่าเราจะทำงาน เลี้ยงตัวเองได้ แต่เราก็หวังให้คนที่จะมาเป้นคู่ชีวิตเรานั้น มีความรับผิดชอบ เติบโตก้าวหน้า และคิดถึงอนาคตของครอบครัว ของเรา และของลูก แต่ประสบการณ์ส่วนตัวอ้ำไม่เคยเจอแบบนั้นเลย อ้ำเคยคบผู้ชายไทย 2 คน คนแรกเป็นแฟนกันที่คบตอนอยู่ต่างจังหวัดตั้งแต่สมัยเรียน ปวช. เขาเป็นคนที่ดี รักเรามาก(ในแบบของเค้า) เราคบมาเรื่อยๆถึง 7-8 ปี ชีวิตไม่ไปไหน ไม่เห็นแววว่าเขาจะทำอะไร หรือจะเป็นหลักเป็นหัวหน้าครอบครัวได้ แต่ประเด็นที่คิดย้อนไปแล้วน้ำตาจะไหลคือ เขาเป็นคนขี้หึงมาก (สมัยนั้นเราดีใจว่าเค้าคงรักเรามากๆ) เชื่อไหมว่า เค้าเคยขังเราไว้ในบ้านแล้วออกไปทำงาน ล็อคกลอนจากข้างนอก เราก็โง่เพราะแฟนบอกว่าหวงเลยรักมากไปไม่อยากให้ไปไหน ตอนนั้นทะเลาะกันเพราะเพื่อนในค่ายทหารมาคุยด้วยเฉยๆ แค่นั้นแหละแฟนจับล็อคไว้ แต่ไม่หนักเท่าครั้งหนึ่งที่ทะเลาะกันแล้วเค้าเอาเราขังไว้ในห้องเก็บของใต้บันได พอเราออกมาได้ เค้าก็เตะเราลงไปนอนกับพื้น แล้วยิ้มน้ำลายใส่หน้า เพื่อนๆเชื่อไหม ว่าตอนนั้นเราทนได้และรู้สึกว่าเราเป็นคนผิดเอง เพราะเค้าพูดจนเรารู้สึกแบบนั้นจริงๆ เรื่องนี้ไม่มีใครรู้เลย เราเก็บมาตลอด เหมือนเป็นจุดดำมืดในชีวิต แต่ไหนๆอ้ำก็คิดจะเล่าแล้วก็ขอแชร์ให้หมดเลยละกัน ถ้ามีส่วนไหนดาร์กไปก็อย่าถือสาเลยนะ อ้ำเชื่อว่าผู้หญิงหลายๆคนก็อาจจะเคยเจอมาบ้าง เพียงแต่จะขุดมาเล่าให้คนอื่นฟังไหมก็เท่านั้นเอง จากนั้นเราก็ย้ายมาทำงานในกรุงเทพ เพราะไปเจอผู้ชายคนนึงเค้ามาเที่ยวรีสอทแถวบ้านแล้วเค้าพูดว่า "มาอยู่กรุงเทพซิ จะหางานทำให้" แล้วเค้าบอกว่า "คล่องแคล่วแบบเรา หางานทำไม่น่ายากหรอก" พอเค้ากลับไปเราก็มานั่งคิดนะ ชีวิตต่างจังหวัดสำหรับเรามันใช่หรือเปล่า เราไม่เคยเห็นภาพตัวเองทำงานมีลูกใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเลย เราก็ลองแอบไปแย็บๆถามย่าเพราะย่าเลี้ยงเรามา แต่ย่าเอง เค้าไม่ได้สนใจเรามากอยู่แล้ว(เราไม่ใช่หลานรัก) เค้ารักน้องสาวเรามากกว่า แกบอกว่า "ไปพ้นๆก็ดีจะได้ไม่ต้องเสียเงินให้เรา" ทั้งๆที่แกก็ไม่ได้ส่งเราเรียนหนังสือสมัย ปวช.อยู่แล้ว เรารับจ้างทำบัญชี เป็นเสมียนในปั๊มน้ำมันแถวบ้านแล้วเก็บเงินส่งตัวเองจนเรียนจบ จุดที่เราจะเข้ากรุงเทพเริ่มใกล้ความจริง เลยตัดสินใจเข้ากรุงเทพมาอยู่กับผู้ชายคนนี้ ที่ตอนหลังเป็นแฟนคนไทยคนสุดท้ายของเรา ส่วนแฟนที่อยู่ต่างจังหวัดก็เริ่มห่างไปเรื่อยๆ จนเราก็เลิกกันในที่สุด แฟนคนไทยคนที่สองก็คล้ายๆคนแรก คบไปกันไปเรื่อยๆเขาก็มีเรื่องทะเลาะกับที่ทำงานและลาออกมาอยู่บ้านเฉยๆ เราก็หวังดีอยากให้แฟนมีอะไรทำ เลยคุยกันว่าเราจะไปกู้เงินมาลงทุนเปิดร้านมินิมาร์ทเล็กๆให้เขาดูแล แต่ทำไปได้สัก 6-7 เดือนสุดท้ายก็ไปไม่รอดเพราะเขาไม่ได้ใส่ใจ ก็กลายเป็นขาดทุน แต่ละเดือนๆรายได้ที่หามาก็ต้องไปลงกับหนี้ รวมถึงต้องเลี้ยงตัวเค้าอีกท้องหนึ่งด้วย จนสุดท้ายก็ปิดร้าน เขาก็ไปหางานทำใหม่ และก็ปล่อยให้เราจัดการกับหนี้ส่วนหนี้ไปโดยลำพัง จนสุดท้ายเราก็รู้สึกว่าแบบมันไม่ใช่ เขาไม่น่าจะเป็นคู่ชีวิต เราแอบหมดศรัทธาในตัวเค้า คือรู้สึกว่าทำไมเขาไม่สู้ ไม่พยายามคิดหรือทำอะไร เพื่ออนาคต ซึ่งตอนนั้นก็คิดไปแบบเด็กๆ จะถูกผิดไม่แน่ใจ เพราะเคยมีแฟนมาแค่ 2 คนเท่านั้น โชคชะตาพามาให้ได้ ต้องพานายจากประเทศอิตาลี ซึ่งมาประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ หัวหน้าเราสั่งให้ไปดูแลเพราะเขาเพิ่งย้ายมาดูแลงานที่เมืองไทย นายให้ไปรับและเราพอพูดภาษาอังกฤษได้ เราเป็นคนตลกเหมือนผู้หญิงอ้วนดำคนหนึ่งที่เน้นฮา จะขึ้นเขาลงห้วยไปได้หมดและกินเก่งมาก อิตาลี่ส่งอะไรให้เรากินหมด อิตาลีก็ขำ เราคิดว่าเค้าเปนหัวหน้าช่างตำแหน่งใหญ่ๆ แต่ตอนเรามารู้ตอนหลังว่าเค้าคือหุ้นส่วนหลักของบริษัทแห่งหนึ่ง ที่มีสาขาอยู่ 7 ประเทศทั่วโลก ทุกครั้งที่เค้ามาเมืองไทย เราก็จะถูกส่งไปรับ และแน่นอนว่าในที่สุดเราก็คบกับอิตาลี่คนนี้ แล้วโลกอันสวยงามก็เปลี่ยนฉากชีวิต จากพนักงานบริษัทธรรมดาคนนึงเงินเดือน 13,000 สมัยก่อนนั่งรถเมล์ไปทำงาน ห้างก็ไม่ค่อยไปโรงหนังก็ไม่เคยดูกับชาวบ้าน บ้านนอกเข้ากรุงมามุ่งทำงานและตั้งหน้าใช้หนี้กับแฟนเก่าที่ทำไว้ คิดแค่นั้น ได้กลายเปลี่ยนเป็นเค้าพาเราไปกินอาหารดีๆ พาไปเดทที่ร้านสวยๆที่เราไม่มีปัญญาไปแน่ๆ มีชีวิตแบบคุณนายฝรั่ง แฟนกลับอิตาลีส่งเงินมาให้เดือนละ5หมื่น เสาร์อาทิตย์เราก็ไปซื้อของที่ห้าง ชอบอะไรก็กล้าซื้อเพราะมีเงิน สุขสำราญ สำลักความสุขและความรัก โลกเป็นสีชมพูมาก เราฝันว่าจะมีงานแต่งงานน่ารักๆ แฟนคนนี้เป็นคนที่เปิดโลกให้เรามาก เขาทำให้เรากล้าเผชิญโลก กล้าเดินออกไปไหนมาไหนโดยเค้าเป็นความมั่นใจในส่วนที่เราไม่เคยมี เวลาคุยงาน คุยกับเพื่อนฝรั่ง เขาสอนเราให้มีมุมมองต่างๆในการทำธุรกิจ ตอนนั้นบอกตรงๆว่าอ้ำรู้สึกชื่นชมแฟนฝรั่งมากว่านี่ละเราตัดสินใจไม่ผิดเลยจริงๆ คบกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันนึงเขาบอกว่าลาพักร้อนกลับไปต่างประเทศ จะกลับไปนานหน่อย เพราะต้องไปดูแลแม่ที่ป่วยด้วย เราก็เข้าใจ จากอาทิตย์ เป็นเดือน สุดท้ายผ่านไปเป็นปี เราก็พยายามถาม เค้าก็บอกว่ายุ่งบ้าง ต้องไปดูแลงานอีกที่บ้าน จนกระทั่งมารู้ภายหลังจากเพื่อนของเขาว่าจริงๆแล้วเขากับครอบครัวยังไม่ได้หย่าอะไรกัน ที่ผ่านมาเราโง่เอง ช่วงนั้นก็เป๋ไปบ้าง แต่ก็พยายามทำใจและคิดถึงสิ่งดีๆที่เขาให้เรา เช่น มุมมองความคิด มันเป็นอะไรหลายๆอย่างที่มีค่ามากที่ติดตัวเรามาจนทุกวันนี้ พอเลิกรากับฝรั่งคนนั้นก็ไป ก็เข้าสู่แฟนฝรั่งคนที่สอง และเป็นคนท้ายสุดของชีวิต เป็นคนที่ให้บทเรียนกับเรามากที่สุด และเป็นคนที่ทำให้เราพบกับสัจธรรมชีวิต ฝรั่งคนนี้เข้ามาคุยๆจีบๆเรา เพราะเพื่อนแนะนำให้รู้จักกัน เขาเป็นเพื่อนของเพื่อนในกลุ่ม(ตอนมีแฟนฝรั่งคนแรก อ้ำก็เลยได้มีกลุ่มเพื่อนที่เป็นฝรั่งหลายคน) จนในที่สุดเราก็ได้คบกัน ตอนนั้นอ้ำหนักประมาณ 55 กิโล ประกอบกับที่เป็นคนตาโต และผิวคล้ำ ก็เป็นสเปคฝรั่งเลย ชีวิตในช่วงแรกก็มีความสุขมาก เราก็เลยตกลงทำธุรกิจด้วยกัน และคิดว่าคนนี้แหละ คือคนสุดท้ายของชีวิต คือคนที่เราจะฝากอนาคตไว้ด้วย เราเข้ากันได้ทุกอย่าง ตั้งแต่นิสัย อาหารการกิน มุมมองต่างๆ จนไปถึงเรื่อง....^_^ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่อ้ำมีความสุขมาก สุขจนเรารู้สึกว่าเราไม่ต้องห่วงสวย หรือมองใครเผื่อเลือกอีกแล้ว เพราะคนนี้คือคนสุดท้ายของเรา และเขารักเราด้วยใจจริง ตอนนั้นอ้ำก็คิดอย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตในแต่ละวันของเราเต็มไปด้วยความสุข รวมถึงวางแผนเพื่อสร้างครอบครัวกัน นอกจากการเรื่องงานที่เราทำร่วมกันแล้ว(และรายได้ก็โอเค) สิ่งที่น่าจะมาเติมเต็มให้เขาได้คือชีวิตในบ้าน อ้ำทำหน้าที่แม่บ้านไม่ขาดตกบกพร่องตามแบบฉบับของหญิงไทย ตั้งแต่ปัดกวาดเช็ดถู จนไปถึงเรื่องอาหารการกิน และเมื่อทำอาหารกิน แน่นอนที่สุดเราก็กลายเป็นคนกินเยอะไปตามธรรมดา ประกอบกับเราไม่ได้ห่วงสวยงามอีกแล้ว ตอนนั้นก็ยอมรับเลยว่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปไกลมาก และไม่ใช่แค่เราที่อ้วนขึ้นแฟนเราก็อ้วนขึ้น และสิ่งที่สังเกตได้เลยคือ ชีวิตคู่เราในเรื่องนั้นก็ค่อยๆจางลงไป ตอนแรกเราก็ไม่ได้เอะใจอะไรเพราะคิดว่าคนเราคบกันมาถึงจุดหนึ่งเรื่องแบบนี้มันก็ลดความหวือหวาไปได้เป็นธรรมดา แต่ถัดมาสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ คือเขาเริ่มเหมือนเบื่อๆเรา ไม่มีโมเม้นต์ความหวานเหมือนช่วงแรกๆ ไม่กอด ไม่ค่อยอยากอยู่ใกล้ ทำอะไรก็ไม่ค่อยถูกใจมากขึ้น บรรยากาศแบบนี้มันเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และช่วงหลังๆเริ่มทะเลาะกันบ่อยๆ จนในที่สุดเขาบอกเราว่าลองแยกกันอยู่เถอะ เพราะบางครั้งการที่เราเป็นทั้งเพื่อนร่วมงาน เป็นทั้งแฟนกัน มันทำให้เราแยกบทบาทกันไม่ถูก และมันอาจจะกระทบเรื่องงานด้วย ตอนนั้นเราไม่เข้าใจ เสียใจ พยายามยั้งเขาไว้ทุกทาง จนวันนึงเขาก็ออกจากบ้านไป โดยที่ยังทิ้งของไว้ ช่วงนั้นเพื่อนเขาก็บอกเราว่าเขามีคุยๆกับผู้หญิงคนอื่นอยู่นะ เราก็พยายามคิดในแง่ดีว่าก็ฝรั่งอะนะ เขาอาจจะมีกันบ้าง เรื่องรักกับเซ็กส์ไม่ได้มาด้วยกัน และคิดไปถึงขั้นว่าเราขาดตกบกพร่องอะไร ดูแลเค้าไม่ดีรึเปล่า จะเรียกว่าโง่หรือหลงสามีฝรั่งก็ได้นะ แต่ตอนนั้นเราคิดอย่างงั้นจริงๆ จากนั้นเราก็พยายามดึงเขากลับมา ซื้อของให้เอาใจเขา พยายามหวานใส่เขา ชวนเขามากินข้าวที่บ้าน ทำทุกอย่างที่เรียกว่าอ้อนวอนขอให้เขากลับมา เราทำอยู่อย่างนั้นเป็นเดือนๆ แต่ยิ่งทำเขาก็ยิ่งห่าง ถึงเลิกงานปุ๊บเขาก็กลับ เจอหน้าคุยแค่งาน แล้วไม่มีคุยอะไรกัน ถึงวันนึงเราก็พยายามอยากจะเคลียร์ว่าสุดท้ายจะเป็นยังไง เพราะตอนแยกกันอยู่เราก็ไม่ได้พูดเรื่องเลิกกัน ตอนนั้นก็โง่คิดว่ายังมีหวังอยู่บ้าง ดแต่สิ่งที่เราได้ยินกลับมาคือ.... “ไอไม่ได้รักยูแล้ว จะพยายามเลย มันไม่ช่วยอะไร” “ทำไมยูไม่กลับไปส่องกระจกดูสารรูปของตัวเองบ้าง ว่ายูเปลี่ยนไปแค่ไหน” “จะให้ไออยู่ด้วยได้ยังไง ไอไม่มีอารมณ์ด้วยหรอก” ผู้ชายได้ยินอะไรแบบนี้คงจะรู้สึกเฉยๆนะ แต่อ้ำว่าผู้หญิงเราเวลาเจอะเจอคำพูดตอกหน้าแบบนี้มันทิ่มแทงมาก โดยเฉพาะจากคนที่รักกัน ตอนนั้นก็เสียใจ ทำใจไม่ได้ แต่ก็ไม่เคยดูสารรูปตัวเองจริงๆอย่างที่เค้าว่า เพราะเราคิดว่าคนที่รักกันจริงๆถึงขั้นจะสร้างครอบครัวกัน มันน่าจะก้าวข้าวเรื่องแบบนี้ไปได้แล้ว ช่วงนั้นก็เมามายฟูมฟายไปเรื่อยๆ เพื่อนก็พยายามปลอบแล้วปลอบอีก แต่สิ่งนึงที่เลิกทำไปแล้วคือการไปตามต่อไอ้ฝรั่งคนนั้น เพราะเรารู้สึกว่าเขาทำร้ายจิตใจเรามาก และคงไม่มีประโยชน์ ปัจจุบัน สวยปิ๊ง ทำได้ไงเนี่ย?? ท้ายสุดขอขอบคุณคนสามคนที่มีส่วนช่วยในการเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งนี้ คนแรกคือเพื่อนอิ๊ก ที่เป็นทั้งหุ้นส่วนธุรกิจ และยังเป็นครูสาวแสนสวยแห่งโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนร่วมงาน เพื่อนซี้ ที่นอกจากจะช่วยรับฟังปัญหาแล้ว ก็ยังช่วยเราฟันฝ่าอุปสรรค และอยู่ข้างเราเสมอ คนที่สองคือ พี่หมอโอ๋ พญ.ณัฏฐาภณิตา รพีพงษ์พัฒนา แห่งณัฏฐาคลินิก ซึ่งอ้ำรักเหมือนพี่สาวแท้ๆคนหนึ่งเลย พี่หมอเป็นคนที่ช่วยให้แนวคิดดีๆ เรื่องความงามของผู้หญิง ขอบคุณที่ให้ดูรูปและเล่าเรื่องราวชีวิตในวันนั้น รวมถึงเป็นแรงบรรดาลใจดีๆให้กับอ้ำเสมอมา และคนสุดท้ายคือ สตีเฟ่น แฟนฝรั่งคนนั้นที่ทิ้งกันไป แม้สิ่งที่ยูทำไว้จะย่ำแย่มากๆ ไม่ว่าจะทำพูด หรือการกระทำในช่วงที่จะเลิกกัน แต่เพราะการกระทำและคำพูดแย่ๆที่ทำร้ายจิตใจนั่นละ ก็กลายเป็นส่วนสำคัญมากๆที่ทำให้อ้ำได้ realize ว่าอะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต และตลอดมาอ้ำละเลยอะไรไป ขอบคุณมากนะสตีเฟน ขอบคุณที่ทิ้งกัน... ที่มาเรื่องราวจาก http://pantip.com/topic/33296842

9 ดาราชาย(สวย) ขุ่นแม่เริ่ดเว่อร์!
จัดอันดับ /  ดาราไทย

ปัจจุบันนี้สังคมเปิดกว้างมากขึ้น เรื่องของเพศที่ 3 4 5 ก็ได้มีการยอมรับมากขึ้น เช่นเดียวกับ นักร้อง-นักแสดง ในวงการบันเทิง หลายคนที่กล้าเปิดใจและยอมรับกับทุกคนว่าเขาไม่ใช่ชายจริงหรือหญิงแท้ และถึงแม้ว่าเขาจะเป็นเพศไหนก็ตามแต่เขาก็ได้สร้างสรรค์ผลงานให้เราได้ดู ได้สนุกสนานไปพร้อมๆ กับพวกเขา วันนี้ทีนเอ็มไทยมี 9 ดาราชาย(สวย) ที่ขอบอกเลยว่า ขุ่นแม่เริ่ดเว่อร์! ค้าาา .. 8 ดาราชาย(สวย) ขุ่นแม่เริ่ดเว่อร์!  เรียบเรียงโดย teen.mthai ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยค่ะ 8 ดาราชาย(สวย) ขุ่นแม่เริ่ดเว่อร์! เอกกี้ เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ์ เกิดเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2517 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วัยรุ่นยุคก่อนคงจะรู้จักกันดีในฐานะที่ขุ่นแม่เอกกี้นั้น เคยเป็นนักร้อง สมาชิกบอยแบนด์วง UHT (พ.ศ. 2537) เวลาผ่านไปขุ่นแม่เอกกี้ก็เป็นดีเจที่คลื่นกรีนเวฟ และยังคงทำงานในวงการอยู่ รวมถึงละครที่เพิ่งจบไป แอบรักออนไลน์ เขาออกมาเปิดใจกับทุกคนว่ามีรสนิยมชอบเพศเดียวกัน ซึ่งนั้นก็ไม่ได้ทำให้คนที่ชื่นชอบหรือคนอื่นๆ ชื่นชอบเขารักเขาน้อยลงเลย ล่าสุดในอินสตาแกรมขุ่นแม่เอกกี้จัดเต็ม หน้า ผม ชุด แต่งเป็นหญิงเต็มตัว ในแว๊บแรกแทบจำไม่ได้ เพราะสวยเว่อร์วังอลังการ! ส่วนงานชิ้นนี้จะเปแ็นอะไรคงต้องรอติดตามกันนะคะ ^^ เบน ชลาทิศ ตันติวุฒิ อีกหนึ่งนักร้องเสียงดี แห่งค่ายเพลงรัก LoveIs ที่ได้ออกมาประกาศว่ามีรสนิยมชอบเพศเดียวกัน แต่นั้นก็ไม่ทำให้หลายคนเลิกรักขุ่นแม่เบน น้ำเสียง อารมณ์ตอนร้องเพลงนั้นยังเพราะจับใจ แถมเมื่อได้เปิดเผยตัวเองให้หลายคนได้รู้ก็ยิ่งรู้สึกมีความสุขเวลาได้ฟังเพลงที่เขาร้อง ได้ฟังมุกตลกๆ สนุกจะตาย ^^ ล่าสุดกับผลงาน ซีรีส์คลับฟรายเดย์ ตอน ความลับของมิ้นกับมิว บอกเลยว่า ขุ่นแม่เบนทำให้ใครหลายๆ คนที่ดูนั้นมีความสุขมากๆ ชอบที่สุดตอนใส่ชุดเซเลอร์มูน >,< และก็เรียกน้ำตาได้มากไม่แพ้กันในฉากสุดเศร้า ปรบมือรัวค้า .... อ๊อฟ ปองศักดิ์ รัตนพงษ์  เจ๊อ๊อฟ ปองศักดิ์ อีกหนึ่งนักร้องเสียงดี จากการประกวดเวที AF ปี 1 มีผลงานเพลงออกมามากมาย เช่น จากคนรักเก่า, หยุดไม่ได้ ขาดใจ, คำถามที่ต้องตอบ, แทงข้างหลัง ทะลุถึงหัวใจ เป็นต้น ซึ่งเพลงเหล่านี้เป็นที่ยอดฮิตของบรรดาวัยรุ่นทุกเพศทุกวัย เพราะเจ๊อ๊อฟร้องได้กรีดหัวใจแบบสุดๆ ภายหลังเจ๊ออ๊ฟก็ได้ออกมาเปิดใจยอมรับว่าเป็นเกย์ ซึ่งแฟนคลับก็เรียกมีคำนำหน้าให้ว่า เจ๊ ซะเลย เวลาไปแสดงคอนเสิร์ตที่ไหนจะเห้นเจ๊อ๊อฟเต้ฒที่ทุกเวลาที และที่ฮอตก็คือ นางชอบเต้นเพลงของ นิว-จิ๋ว เริ่ดมาก! มาดามมด หลายคนจะรู้จักนาง ในการเป็นพิธีกรของรายการ ภาษา plaza ทางช่อง เพลย์ แชนแนล ซึ่งรายการล้วนมีทั้งสาระ และความเป็นเทิง(มาก!) จนทำให้มีชื่อเสียงโด่งดัง มีผลงานอื่นอีกมากมายในด้านความตลก รวมถึงมาดามมดมีชื่อเสียงโด่งดังมากในโลกโซเซียล นับได้ว่าเป็น เน็ตไอดอล ที่มีผู้ติดตามและชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศไทย อีกคนหนึ่งเลยทีเดียว การันตีด้วยรางวัล "ผู้มีอิทธิพลต่อภาษาแสลงทางอินเทอร์เน็ตที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด" จากงาน MThai Top Talk-About 2012 และ รางวัล Crow Love Like Awards 2013 สาขาพิธีกรความคิด/สร้างสรรค์ ยอดเยี่ยม >,< ส่วนเรื่องเรียนนั้นไม่ต้องบรรยายมาก สวย(สะ สะ สวย?) และเก่งเว่อร์! จบจาก มัธยมศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แผนการเรียนศิลป์-คำนวณ จบปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 1 (เหรียญทอง) คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาควิชาวาทวิทยาและสื่อสารการแสดง ปัจจุบัน เป็นพิธีกรและนักแสดง สังกัด จีทีเอช ในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ นาธาน โอมาน  หลังจากที่เจอมรสุมรุมเร้ามานาน จนได้ฉายาว่า จอมลวงโลก จอมมโน คราวนี้นางกลับมาพร้อมกับลุคใหม่ แต่งหญิง จัดเต็มไม่แคร์เวิลด์ รวมถึงแฟชั่นคิ้วที่บอกเลยว่า 3 มิตินั้นน้อยไป! อีกทั้งนางยังบอกอีกว่า เพราะคิ้ว 4 มิติที่ชี้โด่ชี้เด่ไม่รู้ทิศรู้ทางของนางนี่แหละ ทำในนางได้ดี สมหวังในความรัก .. กำลังแต่งงานกับหนุ่มนอกวงการ มีธุรกิจพันล้านเลยทีเดียว >,< ดีเจนุ้ย ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร ขุ่นแม่สายแอ๊บแบ๊ว! สำเร็จการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ (วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แล้วเข้าทำงานในฐานะนักจัดรายการวิทยุ 94 EFM โดยเริ่มจากการอ่านข่าวประจำรายการ แฉแต่เช้า ร่วมกับดีเจมดดำ คชาภา ตันเจริญ และดีเจกฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ ในวันพฤหัส, ศุกร์ และ เสาร์ จนได้รับฉายาว่า ฉายา นุ้ย แฉแต่เช้า ตามชื่อรายการ อีกทั้งยังพากย์เสียง แสดงภาพยนตร์และทางละครไปด้วย ดีเจบุ๊คโก๊ะ ธนัชพันธ์ บูรณาชีวาวิไล อีกหนึ่งดีเจคู่หูคู่ซี้ ดีเจนุ้ย เดี๋ยวนี้ขุ่นแม่เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก สวยขึ้น ดูเป๊ะเว่อร์! ซึ่งนางออกมาเปิดใจยอมรับว่า เก็บตังบินไปศัลยกรรมที่ประเทศเกาหลี มาด้วย ตั้งแต่ไรผมไปจนถึงใบหน้า มีโปรเจคเข้าคอร์สลดน้ำหนัก ศึกษาระดับอุดมศึกษาที่คณะนิเทศน์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ตั้งแต่ปีหนึ่งเริ่มทำงานเป็นตัวประกอบ และได้แสดงเป็นตัวประกอบภาพยนตร์เรื่อง บิวตี้ฟูล บ๊อกเซอร์ จากนั้นได้เข้าร่วมรายการ คุณลิขิต ที่ค้นหาดาวตลก ได้ที่ 2 พอศึกษาจบได้มาเป็นนักข่าวบันเทิงที่ไทยคม และทำงานช่องทรูอินไซด์ ชื่อรายการ เอนเตอร์เทนเมาท์วีกลี หลังรายการยกเลิกไป ก็ได้ทำเดโมกับเอไทม์ จนได้มาเป็นดีเจที่อีเอฟเอ็ม เทยเที่ยวไทย :  ป๋อมแป๋ม กอล์ฟ ก๊อตจิ  "เทย เที่ยว ไทย"  เป็นรายการท่องเที่ยวในรูปแบบไลฟ์สไตล์ของกะเทย ที่มีคนดูเป็นจำนวนมากรายการหนึ่ง ออกอากาศทางแบงแชนแนลและอัปโหลดวิดีโอลงยูทูบทางช่อง ดำเนินรายการโดย ป๋อมแป๋ม นิติ ชัยชิตาทร, กอล์ฟ กิติพัทธ์ ชลารักษ์ และ ก๊อตจิ ทัชชกร บุญลัภยานันท์ รายการที่จะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวยังที่ต่างๆ ในประเทศ รวมถึงความสนุกสนานของทั้ง 3 พิธีกร ได้เห้นมุกตลกใหม่ๆ อยู่เสมอ รับรองว่าใครดูแล้วจะต้องติดใจ ^^ ดีเจเจ๊แหม่ม วินัย สุขแสวง  ขอปิดท้ายด้วยขุ่นแม่แซ่บลืม! อีกคน ดีเจเจ๊แหม่ม ดีเจคลื่น กรีนเวฟ ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมานาน จบปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต รางวัลที่เคยได้รับ Brand Ambassador ปปง. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ถ้าพูดถึงเรื่องศัลยกรรม ดีเจเจ๊แหม่มก็ได้ออกมายอมรับมาทำศัลยกรรมหลายอย่างซึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ก็ทำให้ชีวิตของเจ๊ดีขึ้นด้วย ^^ ทุ่มเงินเป็นล้าน เริ่มจากการปลูกถ่ายเส้นผม ทำจมูก ทำคาง ใบหน้าเรียว รวมถึงการร้อยไหม ฟิลเลอร์ ทำออกมาแล้วหน้าเด็กลงเยอะมว๊ากค่ะ! ปัจจุบันก็ได้แต่งงานกับแฟนหนุ่มนอกวงการ "บอย" ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ ^^  เรียบเรียงโดย teen.mthai ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยค่ะ

ยอดมนุษย์เมียจีน แก้ผ้าขวางตำรวจ ป้องผัวเมาแล้วขับ
ขวางตำรวจ /  จีนยอดมนุษย์เมียจีน / 

หญิงชาวจีน แก้ผ้าวิ่งใส่ตำรวจ เพื่อปกป้องสามีเมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน วานนี้ (25 ก.พ.) เว็บไซต์ข่าวต่างประเทศ รายงานจากเมืองเวินโจว ประเทศจีน เมื่อผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ กำลังให้ความสนใจในจีน กระหน่ำแชร์คลิป  หญิงสาวสุดใจเด็ด ที่ไม่ถูกเปิดเผยชื่อ ถอดเสื้อผ้าแล้ววิ่งเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อกันไม่ให้เจ้าหน้าที่จับกุมสามีของเธอ ในข้อหาเมาแล้วขับ จนส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ผู้ได้รับบาดเจ็บในเขตรุ่ยอัน เมืองเวินโจว ของมณฑลเจ้อเจียง ทั้งนี้คลิปวีดีโอดังกล่าว แสดงให้เห็นเหตุการณ์สุดชุลมุน ระหว่างที่ตำรวจหลายนาย ที่พยายามเข้าไปจับกุม ชายคนขับรถ ที่กำลังอยู่ในอาการเมามาย ในสภาพเปลือยท่อนบน และกำลังถูกประชาชนบางส่วนรุมลงประชาทัณฑ์ ขณะที่ภรรยาของเขา ที่อยู่ในอาการเมามายเช่นกัน ตัดสินใจถอดเสื้อ เหลือแต่เพียงเสื้อชั้นใน พร้อมถอดกางเกงของตนเอง อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า เธอต้องการเอาตัวเข้าแลก หวังปกป้องสามีที่นั่งอยู่กับพื้น และกำลังจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรวบตัว จนพลเมืองดีที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งรายหนึ่งทนดูไม่ได้ เข้ามาช่วยดึงกางเกงที่ถอดกองอยู่ที่เข่า ขึ้นมาใส่ให้เหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ในที่สุดตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้และจับกุมทั้งสองสามีภรรยาเพื่อนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายในที่สุด MThai News

ใบเตย แถ! แมน แชะรูปบนเตียงนอนคนละวัน!!
ใบเตย สุธีวัน /  ดีเจแมน พัฒนพล / 

เป็นกระแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียลฯ ถึงไม่เหมาะสม หลังนักร้องลูกทุ่งสาว ใบเตย อาร์สยาม และแฟนหนุ่ม ดีเจแมน พัฒนพล พร้อมใจกันโพสต์ภาพนอนบนเตียงลงอินสตาแกรม แถมเตียงนอนที่ฝ่ายชายอัพรูปนั้นก็คล้ายเตียงของหวานใจคนสวย งานนี้เลยหนีไม่พ้นถูกจับผิดว่าทั้งคู่อยู่กินด้วยกันแล้ว ล่าสุด สาวใบเตย ออกโรงชี้แจงว่าฝ่ายชายนอนบนเตียงของเธอจริง แต่แชะรูปคนละวัน นอนยันเปล่าอยู่กินด้วยกัน บอก หนุ่มแมน ไปมาหาสู่บ้านตามประสาคนรักกันอยู่ประจำ เลยไม่ซีฯ สายตาคนอื่นมองแง่ลบ พร้อมเมินหมอดูทักแต่งงานปีนี้จะมีสามีหลายคนด้วยจ้า!! "ภาพในไอจีที่หลายคนจับผิดว่าพี่แมนและใบเตยนอนอยู่บนเตียงเดียวกัน ภาพนั้นพี่แมนนอนบนเตียงใบเตยจริงค่ะ แต่เป็นภาพคนละวันที่ใบเตยถ่ายรูปนะคะ คือไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแล้ว แค่ผลัดกันถ่ายเวลาเค้ามาที่บ้านใบเตย และเวลาที่พี่แมนอยู่ที่บ้านก็มักจะถอดเสื้ออยู่แล้ว ไม่ได้หวือหวาอะไร แถมวันนั้นพี่เค้าก็เพิ่งจะออกกำลังกายแล้วก็ค่อยมาหาเราก็แค่นั้น" "จริงๆ เราก็โตพอแล้ว อายุจะ 30 แล้ว ก็เป็นธรรมดาของคนรักกัน ซึ่งเห็นเวลาที่พี่แมนมาหาพี่เค้าก็ช่วยถ่ายรูปตอนใส่ชุดนอนให้กับร้านแห่งหนึ่งก็เท่านั้นเอง ส่วนใหญ่แฟนคลับก็เข้าใจ ไม่คิดว่าเป็นกระแสอะไรมาก ตอนนี้ก็เริ่มระมัดระวังมากขึ้น จริงๆ ทุกคนก็ทราบดีว่าใบเตยกับพี่แมนเป็นคนรักกัน คบกันหลายปีแล้วด้วย ก็ไม่น่าจะมีอะไรต้องแปลกค่ะ" "บอกเลยว่าเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน อยู่คนละบ้านค่ะ เพียงแต่พี่แมนมาหาเราตลอด อย่างใบเตยก็ยังไปบ้านพี่แมนค่ะ ส่วนที่หมอดูทักว่าถ้าแต่งงานไปในปีนี้ อาจจะมีสามีหลายคน ก็ขำๆ ค่ะ ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่ที่ใบเตยและพี่แมน เป็นเรื่องของคนสองคน ถ้าคนจะรักกัน ก็รักกัน ดวงเป็นอะไรที่เราฟังไว้ให้ระมัดระวังค่ะ" ใบเตย กล่าว ขอบคุณภาพประกอบจาก IG : bitoeyrsiam, dj_man9999 ใบเตย อาร์สยาม ใบเตย อาร์สยาม ใบเตย อาร์สยาม ใบเตย อาร์สยาม ภาพลงIG ใบเตย อาร์สยาม - ดีเจแมน

ดาราหนังผู้ใหญ่เข้าวงการบันเทิง 5 ตัวเด็ดที่ทำให้ต้องร้องว้าว!
AV /  jenna jameson / 

ดาราหนังผู้ใหญ่เข้าวงการบันเทิง 5 ตัวเด็ดที่ทำให้ต้องร้องว้าว! ใครว่าการที่เป็นนักแสดงผู้ใหญ่ แล้วจะเสียอนาคต ไม่สามารถไปทำอย่างอื่นได้กันหล่ะครับ ทาง Men.MThai ต้องบอกเลยเพื่อนๆ คิดผิด เพราะว่านี่มัน 2015 แล้ว โลกเราเปิดกว้างมากขึ้น ยอมรับกันมากขึ้น ไม่ตัดสินใครจากเปลือกนอกแบบเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว เพราะว่าในยุคนี้เราก็มักที่จะเห็นดาราหนังโป๊กระโดดข้ามเข้ามาสู่วงการบันเทิงบ่อยไป จนมันเหมือนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะว่าเอาจริงๆ อาชีพนักแสดง AV มันก็เป็นอาชีพที่สุดจริตอาชีพหนึ่งที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับใครนั่นเอง และนี่คือ 5 อันดับ ดาราหนังโป๊เข้าวงการบันเทิง พลิกบทบาทโชว์ความสามารถอีกมุมหนึ่งให้เราได้ดูกันครับ Saori Hara ภาพจาก matome.naver.jp เธอได้เปิดตัวสู่สาธารณะชนครั้งแรกในปี 2004 ในตำแหน่งดาราเอวีสาวที่เรียกได้ว่าเป็นไอดอลตัวท็อปเลยก็ว่าได้นะ ซึ่ง 5 ปีหลังจากที่เธอเปิดตัวในวงการเอวี เรียกได้ว่ายอดขายเธอถล่มทลาย ทำยอดขายได้มากกว่า 100,000 หน่วยเลยทีเดียว แต่หลังจากงาน PerfecTV! Adult Broadcasting Awards ของปี 2011 เธอก็หายหน้าหายตาไปจากวงการระยะใหญ่ จนกระทั่งปี 2012 เธอได้แต่งงานสร้างครอบครัวเป็นที่เรียบร้อย โดยในปี 2014 ที่ผ่านมาเธอได้ประกาศ ว่าเธอจะกลับเข้ามาสู่วงการอีกครั้ง และในครั้งนี้ เธอจะทำงานในวงการบันเทิงในชื่อ อายะบิ มัตซูโนอิ Ayabe Matsunoi ซึ่งตอนนี้เธอก็ได้เซ็นต์สัญญาเตรียมถ่ายละครซีรีย์ของทางญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อย Sasha Grey ภาพจาก imgur สาวดาวโป๊ ดารา AV หน้าอกเล็กแต่ลีลาเด็ดถึงใจ มีชื่อจริงตามกำเนิดว่า Marina Ann Hantzis พอเข้าวงการก็เปลี่ยนเป็น Sasha Grey เธอได้ชื่อ มาจาก Sascha Konietzko แห่งวง KMFDM และนามสกุล มาจากตัวเอกของนวนิยาย The Picture Of Dorian Grey นั่นเอง โดยจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอเลิกเล่นหนังโป๊แล้วมาเอาดีด้านงานบันเทิงก็คือ เธอได้เล่นหนังบทนำเรื่อง The Girlfriend Experience ของ Steven Soderbergh ซึ่งได้รับคำวิจารณ์ในด้านบวกเป็นอย่างมากจากทักษะการแสดงของเธอ หลังนั้นเธอก็ได้เล่นหนังระทึกขวัญอย่าง I Melt with You และอีกหลายเรื่องตามมา นั่นเลยกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอหันหน้าเอาดีด้านวงการบันเทิงนั่นเองครับ Yuma Asami ภาพจาก Re Start ~どんな時も自分を信じて~ นักแสดงสาว AV สาวชาวญี่ปุ่น เปิดตัวในปี 2005 ในค่าย Alice Japan และ S1 No. 1 Styleซึ่งตอนนั้นเธออายุ 18 ปี ซึ่งตอนช่วงแรกๆ นั้นเรียกได้ว่าเธอทำหนังออกมารายเดือน เดือนละ 1 เรื่องเลยด้วยซ้ำ โดยแนวของเธอจะเป็นแนวหนัง AV แบบ Softer น่าทะนุถนอม จนเรียกได้ว่าขโมยหัวใจหนุ่มๆ ไปหลายคนเลยทีเดียวแหละ แต่ในปี 2013 เธอได้ตรวจพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง และต้องทำการผ่าตัดเพื่อรักษาตัวเองให้หาย ซึ่งในปี 2014 เธอก็ได้รักษาตัวและกลับเข้าสู่วงการบันเทิงอีกครั้งโดยเธอได้กลับมาในมาดของนักร้อง โดยเธอได้ออกหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองที่มีชื่อว่า Re Start ~どんな時も自分を信じて~ หรือแปลว่า เชื่อมั่นในตัวเอง ซึ่งเล่าถึงเรื่องราวการต้องต่อสู่กับมะเร็งที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอ Riley Steele ภาพจาก wallwidehd สาวสุดเซ็กซี่ตัวท็อปผมสีบลอนด์สว่างขวัญใจหนุ่มๆ ด้วยรางวัลการันตรี AVN Award ออสการ์แห่งวงการหนังโป๊ อีกทั้งเธอยังได้รับบทบาทจากหนังเรื่อง Pirates 2: Stagnetti’s Revenge ที่เรียกว่าเป็นหนังจากค่ายหนังโป๊ที่ทุ่มทนสร้างที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยด้วย โดยเธอได้เปิดตัวเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยหนังสยองขวัญสั่นประสาทอย่าง Piranha 3D และหลังจากนั้นในปี 2011 เธอก็ได้ไปปรากฏตัวในซีรีย์ทีวีอย่าง Life on Top และ NTSF:SD:SUV และที่เจ๋งกว่านั้นเธอยังได้ร่วมงานกับ HBO ในบทรองในซีย์รีย์ของทางช่องอย่าง The Girl's Guide to Depravity อีกด้วย Jenna Jameson ภาพจาก Zombie Strippers เชื่อว่าชื่อนี้คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักเลยจริงๆ สำหรับผู้ชายที่ติดตามวงการหนังโป๊ เอาง่ายๆ ว่าแค่พูดชื่อนี้ขึ้นมา สิ่งที่เราคิดก็คือหนังโป๊นั่นเอง อีกทั้งเธอยังเป็นดาวโป๊สาวที่ทำเงินได้มาสุดในวงการหนังโป๊อีกด้วยนะจะบอกให้ โดยเธอได้ผันตัวเข้าสู่วงการบันเทิงครั้งที่เด็ดที่สุดที่ทุกคนจำได้ก็คงจะเป็นหนังเรื่อง Zombie Strippers โดยเธอได้รับบทเป็นบทนำของเรื่องเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะห่วยบรม พยายามจะทำตลก แต่มันไม่ได้ตลกเลยก็ตาม แต่เธอได้รับบทนำ ยังไงก็คือบทนำนะ Men.MThai เรียบเรียงเนื้อหาจากแหล่งที่มา http://www.gamesradar.com/50-porn-stars-turned-movie-stars/

จากปากเอเยนต์!! หงส์,ตราหมี เต็งซิว กูร์คุฟฟ์ ปั่นหัวคู่แข่งแดนกลาง
กูร์คุฟฟ์ /  ดิดิเยร์ โพลเมียร์ / 

ดิดิเยร์ โพลเมียร์ เอเยนต์คู่ใจของ โยฮันน์ กูร์คุฟฟ์ มิดฟิลด์จอมทักษะของ โอลิมปิก ลียง ยอดทีมจากเมืองน้ำหอม ออกมายอมรับว่าปัจจุบันมี 2 สโมสรชั้นนำอย่าง ลิเวอร์พูล และแอตเลติโก มาดริด กำลังจ้องคว้าเด็กในสังกัดแบบตาเป็นมัน แถมยังมั่นใจสุดๆว่าช่วงซัมเมอร์จะมีข้อเสนอมาให้แข้งดีกรีทีมชาติฝรั่งเศสพิจารณาเพื่อย้ายทัพอย่างแน่นอน ตัวแทนของแข้งวัย 28 ปี เปิดเผยเรื่องนี้ผ่าน Sport Mediaset ว่า "ช่วงเปิดตลาดซื้อขายนักเตะ มักจะมีบางสโมสรจากต่างประเทศที่จ้องซิวตัว โยฮันน์ ไปเสริมทัพอยู่ทุกครั้ง" "ในอดีตมีสโมสรอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ให้ความสนใจ โยฮันน์ ไปเสริมแนวรุก ขณะเดียวกันปีนี้ก็มีทีมอย่าง ลิเวอร์พูล และแอตเลติโก มาดริด ที่พร้อมกระชากตัวเขาไปร่วมทัพ" "บรรดาสโมสรชั้นนำต่างให้ความสนใจในตัวเขา และรู้ศักยภาพของตัวนักเตะเป็นอย่างดี ผมมั่นใจมากๆว่าตลาดซื้อขายนักเตะที่กำลังจะมาถึงต้องมีข้อเสนอมาให้เขาพิจารณาอีกครั้งอย่างแน่นอน" โพลเมียร์ ทิ้งท้าย

อึ้งงง ท็อป ดารณีนุช เปิดใจหย่า!! สามี
ท็อป ดารณีนุช /  ดารณีนุช อย่าสามี / 

ปิดฉากชีวิตคู่ 22 ปี นักแสดง และพิธีกรอารมณ์ดี ท็อป ดารณีนุช เผยได้หย่าร้าง!! กับอดีตสามี อู๋ กฤต โพธิปิติ มาปีกว่าแล้ว แจงเก็บเงียบเพราะห่วงสภาพจิตใจของ กัส กับ แก๊งค์ ลูกชายทั้งสองคน โดยในช่วงเวลาประมาณ 18.00 น.ของวันนี้(24 ก.พ.) ทาง ท็อป ดารณีนุช พร้อมลูกชายทั้งสอง ได้ออกมาเปิดใจเป็นครั้งแรก!! ถึงสาเหตุเตียงหักด้วยน้ำคลอเบ้า!! แจงตนกับอดีตสามีนั้นมีปัญหาไม่เข้าใจกันสะสมอยู่หลายเรื่อง จนเกิดเป็นช่องว่าง และทำให้หมดศรัทธา หมดใจกันไปในที่สุด เปรยกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ชีวิตคู่มีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี พอลูกชายทั้งสองโตขึ้นจึงได้ตัดสินใจเลือกที่จะหย่า ซึ่งทั้งคู่มีการพูดคุยกันมาเป็นระยะๆ โดยได้มีการจดทะเบียนหย่ากันไปเมื่อช่วงเดือน ส.ค. ปี 2556 หลังจากนั้นยังคงอยู่ด้วยกันต่ออีก 1 ปี ส่วนตอนนี้แยกกันอยู่แล้ว มีติดต่อกันบ้าง สำหรับตอนนี้ ท็อป ดารณีนุช ได้กลับมาใช้นามสกุลเดิมคือ "ปสุตนาวิน" ส่วนลูกชายทั้งสองคน กัส กฤณ วัย 21 ปี กับ แก๊งค์ ติณห์ วัย 17 ปี นั้นใช้นามสกุลของอดีตสามีคือ "โพธิปิติ" เหมือนเดิม.... ท็อป ดารณีนุช เปิดใจ "ปัญหาสะสมค่ะ จริงๆมันไม่สามารถอธิบายได้ เหมือนมีคำถามอ่ะ ทำไมเค้าไม่ทำอย่างนั้น เค้าไม่ทำอย่างงี้ อะไรหลายๆเรื่อง มันก็เลยแบบ เหมือนกับหมดใจลงไปเรื่อยๆ คือพอมันมีช่องว่าง มันไม่เข้าใจกัน ไม่อยากจะเห็นหน้าไม่อยากจะคุยกันมันก็หมดใจหมดรัก หมดศรัทธาพี่ว่าเรื่องศรัทธาเป็นเรื่องสำคัญเลยทีเดียว คนเรามันไม่จำเป็นจะต้องลุกขึ้นมาเก่ง แต่ว่าเราเชื่อว่าถ้าคนเรามีหน้าที่มีความตั้งใจในการที่จะดูแลอะไรต่างๆ เราก็คงจะไม่เสียศรัทธากัน ยี่สิบกว่าปีมันก็มีเรื่องราวอะไรต่างๆทั้งดีและไม่ดีนะ มีเรื่องที่อาจจะสุข ทุกข์มากกว่าสุข" "อย่างที่บอกว่าสิ่งสำคัญคือรอลูกตัวเองให้เติบโตพอจะรับเรื่องต่างๆได้ ไม่ได้แต่งงานเพื่อจะมีเป้าหมายหย่าร้างหรอกค่ะ แต่พอมันเดินทางแล้วเรารู้สึกว่าไปกันต่อแล้วมันไม่ใช่ แต่ตัดสินใจก่อนนะว่าเราจะทำยังไง หันมาดูลูกและคนรอบๆ เราถึงค่อยเริ่มพูดกับเค้า ปรับความเข้าใจกันมันก็ไม่รอดอ่ะ ถ้างั้นก็เลยแยกกันดีกว่า เราอิสระกันทั้งคู่" "ปัญหาบางเรื่องมันเป็นเรื่องนามธรรมค่ะแบบ เฮ้ยเธอ ไม่ดีอย่างนั้น อย่างนู้น เราก็บอกกับเค้าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ เธอเป็นคนทำ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของชั้น ชั้นเป็นคนทำ ก็ไม่ได้โทษเค้านะ แต่เราก็บอก เราเลือกหมดเท่านั้นแหละ ตรงนี้ก็แฟร์ทั้งสองฝ่าย เราก็ไม่ได้เป็นคนสมบูรณ์แบบค่ะ เรารู้สึกไม่ได้รับความรักที่แข็งแรง" "หย่าไปเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 56 ปีก่อนหน้า ก็มีคุยเป็นระยะๆเรื่อยๆนะคะ จนใจมันก็วางทั้งคู่ เป้าหมายเราคือหย่า หลังหย่าก็อยู่ด้วยกันอีกปี ตอนนี้ก็แยกกันแล้ว เรื่องธุรกิจน้ำตาลสด ก็ซื้อเค้า แล้วก็หาตลาดให้" "ไม่มีมือที่สามค่ะ ปัญหาเกิดจากคนสองคน ลูกก็เห็นว่าไม่มีอะไร แต่ตอนนี้เค้าก็มีได้ไม่ผิด เราเลือกที่จะดูแลลูกตั้งแต่ก่อนหย่าร้าง ภูมิใจค่ะ ค่าเลี้ยงดู ทรัพย์สิน ไม่มีเรียกร้องค่ะ เพราะคุยกันแต่แรกเลย เค้าน่ารักค่ะ ไม่มายุ่ง อันไหนของเค้าเราก็ให้เค้าไป จบลงด้วยดีค่ะ ไม่มีการด่ากัน" "เป็นความรักที่หมดอายุมากกว่า มันอยู่กันไปแล้วแบบไม่เกิดความเข้าใจค่ะ แต่ว่าความเชื่อใจเรามีนะ กาวใจก็มีเพื่อนๆนะแต่ก็ไม่เชิง เค้าเข้าใจมากกว่า ไม่เสียดาย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตพี่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับพี่นะ" สำหรับลูกชายคนโต กัส "ไม่มีปลอบแม่ครับ แค่ยอมรับมัน มันคือความจริงครับ เราก็มีความสุขในตรงนี้ มีนั่งคุยกันครับ มันก็ไม่เป็นปัญหาอะไร พ่อก็ยังเป็นพ่อ แม่ก็ยังเป็นแม่เท่านั้นเอง" สำหรับลูกชายคนเล็ก แก๊งค์ "เคารพความคิดของทั้งสองฝ่ายครับ" ขอบคุณภาพจาก/ hugmagazine.com, @topdaraneenute ท็อป ดารณีนุช ท็อป ดารณีนุช กับลูกชายทั้งสอง ท็อป ดารณีนุช กับลูกชายทั้งสอง ท็อป ดารณีนุช กับลูกชายทั้งสอง ท็อป ดารณีนุช กับ อดีตสามี

ฝึกรด.ที่เขาชนไก่ เจอจ่านรก ผลัดต่อไปเตรียมใจไว้เลย
จ่านรก /  นักศึกษาวิชาทหาร / 

ฝึก รด. ที่ เขาชนไก่ เจอ จ่านรก ผลัดต่อไปเตรียมใจไว้เลย ในช่วงนี้เป็นช่วงที่นักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่2-3 หลายโรงเรียนต้องไปฝึกภาคสนามที่ เขาชนไก่ วันนี้ MThai จึงขอนำภาพบรรยากาศการฝึกภาคสนามที่เด็กๆหลายคนบอกว่าโหด มาดูสิว่าโหดจริงหรือไม่ ? โดยภาพเหล่านี้ส่งตรงมาจากภาคสนาม ถูกโพสต์ไว้ที่แฟนเพจชื่อ จ่านรก ซึ่งเป็นครูฝึกที่เลื่องลือกันเรื่องของฐานฝึกที่หฤโหดโดยฐานนี้นักศึกษาวิชาทหารจะถูกสั่งทำโทษลุกนั่ง กลิ้ง นอน วิดพื้น กางมุ้ง ที่ทำแบบนี้เพื่อทดสอบความอดทนและภาวะความกดดัน ก่อนที่จะเข้าสู่การฝึกจำลองสมรภูมิรบจำลองและการปฏิบัติตามคำสั่ง เรียกได้ว่า โหด มันส์ ฮา สนุกจดจำไม่มีวันลืม ซึ่งแม้จะโหดขนาดไหนแต่ในทุกปีจะมีเด็กนักศึกษาวิชาทหารที่จบปี3 หรือ เรียนจบหลักสูตรจนได้ติดยศว่าที่ร้อยตรี ต่างเข้ามาและเรียกจ่านรกว่า คุณครู เป็นจำนวนมากและแสดงความขอบคุณที่ช่วยฝึกให้พวกเขามีความแข็งแกร่งทางด้านจิตใจมากขึ้น......เด็กๆผลัดต่อไปดูภาพเหล่านี้แล้วต้องอยากไปฝึกแน่ๆเลย ขอบคุณภาพจากแฟนเพจ จ่านรก MThai News

ฮือฮาความรัก ทอมหล่อแต่งงานดี้สาว ที่คบกันมา 3 ปี
ความรัก /  ทอม / 

ฮือฮาความรัก ทอมหล่อแต่งงานดี้สาว ที่คบกันมา 3 ปี ถือว่าเป็นอีก 1 คู่กับการแต่งงานระหว่างความรักของทอมกับดี้นะคะ ถึงแม้ว่าคู่นี้จะไม่ใช่คนดังในวงการบันเทิง แต่ก็ยังคงเป็นที่จับตาและน่าสนใจสำหรับคนทั่วๆ ไปอยู่ดี ฮือฮาความรัก ทอมหล่อแต่งงานดี้สาว ที่คบกันมา 3 ปี เรียกได้ว่า การที่ทอมกับดี้จะตกลงแต่งงานกันได้แบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายนะคะ เพราะอุปสรรคในเรื่องของการเข้าไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ เพื่อที่จะให้เขายอมรับในสิ่งที่ทั้งคู่เป็นนี้ ก็เรื่องที่ทำเอาสาวหล่อคิดหนักพอดู และดูจะเป็นปัญหาชีวิตคู่ของหลายคน ที่หากคิดจะสานอนาคตต่อด้วยกัน แต่ยังไงก็ต้องขอแสดงความยินดีกับสาวหล่อเมืองปราจีนบุรีด้วยนะคะ ที่ผ่านอุปสรรคนั้นมาได้ จนได้จัดงานแห่ขันหมากมาแต่งกับสาวสวยต่างอำเภอ เมื่อวันที่ 19 ก.พ.58 ที่รักกันมานานถึง 3 ปี ด้วยสินสอดเป็นเงิน 3 แสน พร้อมทอง 2 บาท แถมฝ่ายหญิง ยังบอกว่าประทับใจ ที่แฟนทอมคนนี้ดูแลดี เสมอต้นเสมอปลาย มีความเป็นสุภาพบุรุษกว่าผู้ชายแท้ๆ เสียอีก...(นั่นไง) เจ้าสาวคือ น.ส.ประภาพรรณ ทักษิณ หรือ หมวย อายุ 20 ปี และ เจ้าบ่าว คือ น.ส.จริยา มีชัย หรือ กี้ อายุ 21 ปี จ.ปราจีนบุรี ทั้งสองได้คบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้น ปวส. แผนกคหกรรมอาหาร ที่วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี และด้วยความที่ทอมกี้ มีความเป็นเสมอต้นเสมอปลาย ดูแลกันมาตลอดระยะเวลา 3 ปี จึงอยากที่จะใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน จึงปรึกษาพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย ว่าอยากจะจัดงานแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณี เพราะอยากจะสร้างฐานะด้วยกันเหมือนคู่สมรสทั่วไป โดยพ่อแม่ของทั้งสองก็เห็นด้วย เพราะสังคมทุกวันนี้เป็นสังคมเปิดกว้าง โดยก่อนหน้าเมื่อ 2 พ.ย. 57 เมื่อปีที่ผ่านมา ก็มีคู่ทอมหล่อกับดี้สาวเข้าพิธีแต่งงานเช่นกัน ที่จ.นครราชสีมา เจ้าบ่าวทอม คือ น.ส.ยุพา จันทร์หมื่นไวย์ หรืออุ้ม อายุ 31 ปี กับเจ้าสาวดี้ คือ น.ส.ปิยณัฐ แซ่กิม หรือไก่ อายุ 25 ปี ทั้งคู่ได้พบรักกันผ่านสังคมออนไลน์เครือข่ายเฟซบุ๊ก มีการพูดคุยก่อนนัดฝ่ายหญิงมาเจอกัน และสานความสัมพันธ์เรื่อยมา กระทั่งตกลงปลงใจเป็นแฟนกันมานานกว่า 1 ปี ก่อนตัดสินใจแต่งงานกันในที่สุด และสัญญาว่าจะดูแลเจ้าสาวไปตลอดชีวิต ฝ่ายพ่อและแม่ ต่างยินดี และเห็นควรให้ทั้งสองคนแต่งงานเพื่อดูแลกันและใช้ชีวิตอยู่ร่วมเรือนหอฉันสามีภรรยา เนื่องจากที่ผ่านมาได้พิสูจน์รักแท้กันมานาน ขอบคุณข้อมูลและภาพ thairath, manager

หมอหล่อบอกต่อ! 10 ดาราเป็นหมอ เห็นแล้วอยากป่วยเลย
10 อันดับ /  ดาราไทย / 

รู้สึกช่วงนี้กระแส #หมอหล่อบอกต่อ กำลังมาแรงซะจริงๆ! วันนี้ทีนเอ็มไทยเลยรวบรวม 10 ดาราเป็นหมอ มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ .. นอกจากจะทำหน้าที่เป็นนักแสดงในวงการบันเทิงแล้ว คุณหมอดาราบางคนก็ยังคงทำหน้าที่ อาชีพที่เขาชอบอีกด้วย นั่นก็คือ การเป็นหมอรักษาคนไข้ รู้สึกอยากป่วยยังไงไม่รู้ >,< หมอหล่อบอกต่อ! 10 ดาราเป็นหมอ เห็นแล้วอยากป่วยเลย หมอหล่อบอกต่อ! 10 ดาราเป็นหมอ เห็นแล้วอยากป่วยเลย 1. หมอวิน อัครวินท์ อัคราวณิชย์  : ทันตแพทย์ หมอวิน อัครวินท์ เพื่อนๆ คงจะเคยเห็นผลงานในวงการกันมาบ้างแล้ว หมอวินเคยประกวด CLEO ปี 2010 ได้ัรบตำแหน่ง The Most Young Face และเล่นละครเรื่อง เสน่หาสัญญาแค้น รับบทเป็น  กรวิทย์, ละคร คู่กิ๊กพริกกะเกลือ รวมถึงผลงานโฆษณา พรีเซนเตอร์ ถ่ายแบบ หมอวิน อัครวินท์ อัคราวณิชย์ เกิดเมื่อ 4 มกราคม พ.ศ. 2530 จบการศึกษาจากคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หน้าตาดีแบบนี้ แน่นอนแหละ หมอวินได้รับตำแหน่งเดือนคณะทันตแพทยศาสตร์  อกีดด้วย 2. หมอก้อง สรวิชญ์ สุบุญ ร้อยโทนายแพทย์ สรวิชญ์ สุบุญ (ก้อง) เกิดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2526 ศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จังหวัดลพบุรี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพมหานคร ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.90 และและจบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ได้คะแนนเฉลี่ยสะสม 3.51 เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง  หลังจากสำเร็จการศึกษาได้เป็นแพทย์ใช้ทุนอยู่ที่โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรี เป็นระยะเวลา 1 ปี และเมื่อ 2 ปีก่อนได้ย้ายเข้ามาประจำอยู่ที่ บ.ก. สูงสุด ทุ่งสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ จนถึงปัจจุบัน นายแพทย์ สรวิชญ์ สุบุญ มีอาชีพประจำ เป็นแพทย์ทหาร ทั่วไป (Resident) สังกัดกองตรวจโรค หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย หมอหล่อบอกต่อ! 10 ดาราเป็นหมอ เห็นแล้วอยากป่วยเลย 3.  หมอโอ๊ค สมิทธิ์ อารยะสกุล นายแพทย์สมิทธิ์ อารยะสกุล (โอ๊ค) เกิดเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2523 จบการศึกษาจากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาแล้วจึงเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกียรตินิยมอันดับ 1 จากนั้นก็ศึกษาต่อปริญญาโท ทางด้านตจวิทยา (ผิวหนัง) ที่ศูนย์ผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒโอ๊คเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงจากการเข้าประกวด Cleo Bachelor ปี 2004 จากนั้นก็เริ่มถ่ายแบบและโฆษณาให้กับสินค้าทั้งในประเทศ และต่างประเทศอีกมากมาย 4. หมอเก่ง วาโย อัศวรุ่งเรือง หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ เก่ง เดอะสตาร์ มีผลงานละครล่าสุด "สงครามนางงาม" เล่นเป็นคู่คู่กับ กวาง ดาริน หรือ หมอเอย เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ที่กรุงเทพมหานคร เก่งสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมต้นจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า ระดับมัธยมปลายจาก โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันสำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 5. หมอบีม  กรธัช สมบุญธรรม : สัตวแพทย์  หมอบีม หนุ่มขาวตี๋ไสตล์เกาหลีคนนี้ นอกจากจะเป็นหมอแล้ว ยังเคยเข้าประกวดเวที AF 10  เป็น 1 ใน 12 คนซะด้วย หมอบีม จบจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ชอบเล่ยกีฬาเทเบิลเทนนิส เป็นนักกีฬาเทเบิลเทนนิสเยาวชนทีมชาติไทย ต่อมาจึงมีโอกาสได้รับโค๊วต้านักกีฬาให้ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และยังเป็นดาวเดือนคณะสัตวแพทยศาสตร์ และเป็นเดือนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อีกด้วย หมอหล่อบอกต่อ! 10 ดาราเป็นหมอ เห็นแล้วอยากป่วยเลย 6. หมอกร กนธร ปราณีประชาชน : จักษุแพทย์ (ตา) หมอกร จบการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ปัจจุบันเป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร และนอกจากนั้น หมอกร ยังเคยได้รับตำแหน่งชนะเลิศหนุ่มคลีโอ 2014 และได้รางวัลการประกวด หนุ่ม  Men’s Health Guys Challenge 2011 นอกจากนี้ยังเป็นคุณหมอประจำรายการสบายดีคลินิก อีกด้วยค่ะ 7. หมอเอ้ก คณวัฒน์ จันทรลาวัณ นายแพทย์คณวัฒน์ เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2532 เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว จบการศึกษาชั้นประถม ที่โรงเรียนถนอมพิศวิทยา มัธยมศึกษาตอนต้น ที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) และมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ก่อนที่จะเข้าศึกษาต่อที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเป็นนิสิตแพทย์รุ่นที่ 63 ปัจจุบัน 8. บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ : เภสัชศาสตร์ เข้าเรียนชั้นอนุบาล ที่โรงเรียนอนุบาลพงษ์ภูวดล, ประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น (ป. 1-ม. 3) ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ, มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม. 4-ม. 6) ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รุ่นที่ 62 และ จบปริญญาตรี จากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 9. ต้า สักกทัศน์ กุลไพศาล  เกิดเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2526 โดยเกิดที่กรุงเทพ สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี จาก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต้าเข้าวงการบันเทิงด้วยการเข้าสมัครรายการทรู อะคาเดมี แฟนเทเชีย ฤดูกาลที่ 3 ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากรายการ รองแชมป์เอเอฟ 3 10. (ว่าที่) หมอริท เรืองฤทธิ์ ศิริพานิช  จบการศึกษาชั้นประถมจาก อนุบาลร้อยเอ็ด จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาตรี ปี 4 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หมอริท เคยประกวดร้องเพลง เดอะสตาร์ 6  คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาวปี 6 มีผลงานเพลง, ละคร, ซิทคอม เป็นต้น เรียบเรียงโดย teen.mthai (ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยค่ะ)