สามีตรีตรา

ไม่ผลิกโผ! มติเอกฉันท์ เทียนฉาย ปธ.สปช บวรศักดิ์-ทัศนา รอง.ปธ.
ทัศนา บุญทอง /  บวรศักดิ์ อุวรรณโณ / 

ไม่ผลิกโผ! มติเอกฉันท์ เทียนฉาย ปธ.สปช บวรศักดิ์-ทัศนา รอง.ปธ. ล่าสุดเมื่อเวลา12.50 น.ผลการนับคะแนนเลือก รองประธาน สปช.คนที่ 2 ที่ได้รับการเสนอชื่อทั้งสิ้น 2 คน นางสาวทัศนา บุญทอง และนายประชา เตรัตน์ ที่ประชุมมีมติเลือกนางสาวทัศนา 151 คะแนน นายประชา 88 ตะแนน งดออกเสียง 3 คะแนน บัตรเสีย 1ใบ สำหรับประวัติ นางสาวทัศนา บุญทอง เกิดเมื่อ 8 มิ.ย. 2485 จบการศึกษา อนุปริญญาพยาบาลและอนามัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ครุศาสตรบัณฑิต สาขาสุขภาพจิตและพยาบาลจิตเวชชั้นสูง จุฬาฯ ปี 2517 ปริญญาโท (Adult Psychiatry) มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐ และปริญญาเอกสาขาการศึกษาด้านสุขภาพและการอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยบอสตัน และปรอ. รุ่นที่ 6 เป็นอดีตนายกสภาการพยาบาล 2 วาระ และคณบดีของคณะพยาบาลศาสตร์ในสถานศึกษาหลายแห่ง ทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ริเริ่มก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ประวัติการพยาบาลไทย มหาวิทยาลัยมหิดล จัดตั้งหลักสูตรดุษฎีบัณฑิต สาขาพยาบาลศาสตร์ในประเทศไทย ข้าราชการบำนาญ อดีตนายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ และคณบดีสำนักวิชาพยาบาล มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เคยเป็นส.ว.แต่งตั้งปี 2535 และในปี 2551 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นส.ว.สรรหา และอยู่ในกลุ่ม 40 ส.ว. ต่อมาได้รับเลือกเป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ..................................................... "เทียนฉาย" นั่งปธ.สปช.ตามโผ ที่ประชุมเสนอชื่อเดียว สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ประชุมนัดแรกเลือก "เทียนฉาย กีระนันทน์" นั่งแท่นประธานตามคาด  วันนี้ (21 ต.ค.) นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้นัด สปช.ประชุมนัดแรก ภายหลังจากที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สปช. ทั้ง 250 คน โดยมีเรื่องตามระเบียบวาระการประชุม คือ รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งสปช. และให้สปช. ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้ง กล่าวปฏิญาณตนต่อที่ประชุม จากนั้นจะเป็นการเลือกประธาน สปช. และรองประธานสปช. ซึ่งมีนายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมชั่วคราว ล่าสุด ที่ประชุม สปช.ได้มีมติเลือก นายเทียนฉาย กีระนันทน์ เป็นประธาน สปช.ขณะที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้รับเลือกเป็นรองประธาน คนที่ 1 โดยขณะนี้ที่ประชุมสปช.กำลังอยู่ระหว่างคัดเลือก รองประธาน สปช.คนที่ 2 ที่มีการเสนอมา2 รายชื่อคือ  น.ส.ทัศนา บุญทอง และ นายประชา เตรัตน์ ประวัติดร.เทียนฉาย กีระนันทน์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2487 จบการศึกษารัฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, M.A. (Economics & Demography) มหาวิทยาลัยฮาวาย, A.M. และ Ph.D. ด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยดุ๊ก หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ว.ป.อ.รุ่น 37 ปัจจุบัน เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ สรรหามาจากด้านอื่นๆ และรองประธานกรรมการมูลนิธิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ประวัติการทำงาน เคยเป็นอาจารย์จุฬาฯ ในปี 2514-2547 หัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์ริเริ่มโครงการโรงพิมพ์และโครงการสวัสดิการข้าราชการจุฬาฯ ต่อมาได้รับเชิญให้ช่วยราชการตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, เป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, และอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ ยังเคยได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 2538 จากคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ, บุคคลดีเด่นของชาติ ด้านเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรมนุษย์ ประจำปี 2539 จากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ และดำรงตำแหน่งอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ ดำรงตำแหน่ง อ.ก.พ.สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย , กรรมการประเมินผลรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล , กรรมการทบวงมหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ , นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย , กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) แทนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่ขอถอนตัว เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 2538 จากคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ และบุคคลดีเด่นของชาติด้านเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรมนุษย์ ประจำปี 2539 จากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (ต.ค.2540) สำหรับประวัติ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เกิดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2497 ที่ ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นบุตรคนที่ 7 ของนายวิภัทร และนางอารีย์ อุวรรณโณ เป็นญาติกับ ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี สมรสกับ ดร.ปาริชาติ ชุมสาย ณ อยุธยา มีบุตรสาว 2 คน ปัจจุบันหย่ากันแล้ว ด้านการศึกษา จบปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับ 1 จุฬาฯ เป็นอาจารย์สอนที่จุฬาฯ ก่อนสอบได้ทุนก.พ.ไปเรียนต่อปริญญาโท ด้านกฎหมายปกครอง และปริญญาเอก กฎหมายมหาชน จากมหาวิทยาลัยปารีส ฝรั่งเศส กลับมาเป็นอาจารย์สอนที่เดิม เคยเป็นกุนซือทีมงานบ้านพิษณุโลกยุคพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกฯ จากนั้นได้กลับเข้ารับราชการ ได้เป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ต่อมาย้ายไปเป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และย้ายกลับมาเป็นเลขาธิการ ครม. คนที่ 18 ต่อจากนายวิษณุ เครืองาม ทำหน้าที่ได้ 3 ปีเศษประกาศลาออก ทั้งที่ยังเหลืออายุราชการ 9 ปี   ปัจจุบันกลับไปเป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าอีกครั้ง ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราภิชานแห่งจุฬาฯ MThai News

10 เน็ตไอดอลชาย(สวย) เห็นแล้วผู้หญิงอาย
10 อันดับ /  ทอม / 

ในปัจจุบันเรามักจะได้เห็นผู้ชาย(สวย)กันเยอะๆ มีการยอมรับเพศที่สาม สี่ ห้า ในสังคมมากขึ้น แต่จะว่าไปทอมบางคนก็ยังหล่อกว่าผู้ชาย หรือตุ๊ด กระเทย ก็ยังสวยกว่าจนผู้หญิงแท้ๆชิดซ้ายก็มี .. ผู้ชาย(สวย) ที่เรายอมรับและชื่นชอบมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทยก็คงจะเป็น ปอย ตรีชฏา เรียกได้ว่าเธอสวยมากจริงๆ แถมได้ขึ้นชื่อว่าสวยกว่าผู้หญิงแท้ๆ เสียอีก อีกทั้งปอยยังเป็นคนแรกๆที่เป็นแรงบันดาลใจ เน็ตไอดอลของน้องสาวที่อยากสวยรุ่นหลังๆ อีกด้วย วันนี้ทีนเอ็มไทยมี 10 เน็ตไอดอลชาย(สวย) เห็นแล้วผู้หญิงอาย ที่โด่งดังในโลกโซเชียลมาฝากเพื่อนๆ กันคะ อ่ะใครดูแล้วชอบคนไหนมาบอกกันสิๆๆๆ ^^ โดย teen.mthai.com (ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยคะ) 10 เน็ตไอดอลชาย(สวย) เห็นแล้วผู้หญิงอาย 1. เนย ณิศศา เกตุระหงษ์  มิสทิฟฟานี่ ยูนิเวิร์ส 2014 คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ สาขาแฟชั่นและเทคโนโลยีเสื้อผ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ 2. มิก รชยา นพการุณ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลปครับ สาขานาฏศิลปไทย คณะศิลปนาฏดุริยางค์ รองชนะเลิศอันดับ 1 Miss Tiffany’s Universe 2014 3. แซมมี่ ศิรภัสสร อัฒยกร - คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ รางวัลชนะเลิศจากทั้งเวทีมิสทิฟฟานี่ยูนิเวิร์สและเวทีมิส อินเตอร์เนชั่นแนลควีน 4. ปิ๊ง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 5. โยชิ ชญาดา บุญเศวต - โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง 6. ซิน - มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 7. ปาร์ตี้ - มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 8. ปีโป้ - มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา 9. ก้อนอิฐ สาวอินดี้ 10. เอิร์ธ - มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดย teen.mthai.com (ให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยคะ)

ลิว ฮว่ายบ่าว จี สาวสวยเวียดนามสุดฮอตในโลกโซเชียล
ประเทศเวียดนาม /  ผู้หญิง / 

ตอนนี้กระแสคนสวยมาจากเวียดนามมาเยอะจริงๆ ค่ะ อย่างล่าสุดนี้ก็คือ ลิว ฮว่ายบ่าว จี สาวสวยเวียดนามสุดฮอตในโลกโซเชียล หรือจะเรียกเธอว่า แม่ค้าคนสวยชาวเวียดนาม ก็ได้ค่ะ จนนักท่องเที่ยวบางรายที่ไปเที่ยวเวียดนาม ต้องขอแวะไปถ่ายรูปกับเธอซะด้วย ว้าววว แต่จะสวยจริงไหม และเธอเป็นแม่ค้าขายอะไร วันนี้ทีนเอ็มไทยจะพร้อมพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับเธอกัน.... ลิว ฮว่ายบ่าว จี สาวสวยเวียดนามสุดฮอตในโลกโซเชียล ชื่อ : ลิว ฮว่ายบ่าว จี (Lưu Hoài Bảo Chi) อายุ : 19 ปี การศึกษา :  ม.3 เกิดประเทศ : เมืองดาลัต ประเทศเวียดนาม อาชีพ : แม่ค้าขายแบ๋งจั๋งจ่น (bánh tráng trộn - อาหารชนิดหนึ่งของชาวเวียดนาม) แม่ค้าคนสวยชาวเวียดนาม ที่โด่งดังในโลกออนไลน์ เธอมีอายุเพียง 19 ปี โดยชีวิตของเธอนั้นต้องลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่ ม.3 หลังออกจากโรงเรียนมาเธอก็ได้ลองทำอะไรหลายๆอย่าง เช่น ทำผม, ขายนม จนในที่สุดเธอก็มาช่วยเพื่อนบ้านขายแบ๋งจั๋งจ่น เห็นยังสาวยังสวยแบบนี้ หนุ่มๆ อาจต้องฝันสลาย เพราะเธอแต่งงานมีสามีและมีลูก 1 คนแล้วจ้า ซึ่งขณะนี้สามีของเธอก็เป็นผู้ช่วยในการขายแบ๋งจั๋งจ่นของเธอด้วย แต่ถึงเธอจะโด่งดังในโลกออนไลน์อย่างไร เธอก็ไม่รู้ความเคลื่อนไหวหรือกระแสใดๆ เกี่ยวกับตัวเธอแทบทั้งสิ้น เพราะเธอคนนี้ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีโน้ตบุ๊ค ไม่มีสมาร์ทโฟน ใช้เพียงโทรศัพท์ขาวดำธรรมดาเท่านั้นเอง ข้อมูลและภาพ : kenh14.vn, เสิร์ฟตรงจากเวียดนาม, pantip เรียบเรียง teen,mthai.com

5 อับดับข่าวฮอต 24 ต.ค.57
5 อับดับ ข่าวฮอต /  ข่าวดัง / 

5 อับดับข่าวฮอต ประจำวัน ศุกร์ ที่ 24 ต.ค. อันดับที่ 1 ฮือฮา! สาวหมวยประกาศหาแฟนชั่วคราว เอาไว้เป็นเพื่อนเที่ยว สาวหมวยประกาศหาแฟนชั่วคราว เอาไว้เป็นเพื่อนเที่ยว อ่านต่อ อันดับที่ 2 ลูกทานากะอดีตสามีพรชนกขอตร.รื้อคดีพ่อตาย ลูกนายทานากะ อดีตสามี “พรชนก” ที่เสียชีวิตจากการตกบันได เข้าพบตำรวจเพื่อขอให้ จนท.รื่อคดีเพราะยังติดใจการเสียชีวิตของบิดา อ่านต่อ อันดับที่ 3 ชาวเน็ตเร่งล่า มารศาสนา ชายคล้ายพระ โพสต์ภาพจับนกเขา ภาพมารศาสนา ชายคล้าย พระจับนกเขาผู้ชาย โผล่ว่อนเฟซบุ๊ก ด้านชาวเน็ตจี้จัดการ เหตุทำลายศาสนา สะเทือนใจชาวพุทธฯ รุนแรงอ่านต่อ อันดับที่ 4 คลิป! สาวใหญ่ใจแคบ ฉกแท็บเล็ตเด็กอนุบาลใน 7/11 คลิป! สาวใหญ่ใจแคบ ฉกแท็บเล็ตเด็กอนุบาลใน 7/11 หลังผู้เสียหายลืมวางไว้หน้าเคาท์เตอร์ ด้านผู้ปกครองเด็กจี้จับดำเนินคดี แม้เล็กน้อยแต่สะเทือนใจ สะท้อนสังคม อ่านต่อ อันดับที่ 5 เปิดใจ “หมอยงยุทธ” ฟันเงินงานธงฟ้า 114 ล้าน “พล.อ.ประยุทธ์” สั่งคณะทำงานเก็บข้อมูล บริษัท “หมอยงยุทธ” หลังพบฟันงานรัฐบาล 114 ล้าน อ่านต่อ Mthai News

คลิปชายหนุ่มทำร้ายหญิงสาว
(คลิปข่าว /  คลิปหลุด / 

ไม่แน่ใจว่าเป็นคู่สามีภรรยากันรึป่าวตามข่าวไม่ได้ระบุไว้

โต้! เป็นชู้ บีม ลิขิตชีวิตเอง เลือกเป็นซิงเกิ้ลมัม!!
บีม พรรณวรินทร์ /  บีม วรานิษฐ์ ซิงเกิลมัม / 

บีม วรานิษฐ์ ลูกสาวคนสวยของตลกชื่อดัผู้ล่วงลับ ดี๋ ดอกมะดัน ควงคุณแม่เสาวลักษณ์ ศรีสวัสดิ์ พร้อมด้วยน้องสาว เบลล์ ชยานิษฐ์ ตั้งโต๊ะแถลง ท้องลูกชายอายุครรภ์ 4 เดือน แจงตัดสินใจเป็นซิงเกิ้ลมัมเพราะไปกันกับอดีตแฟนหนุ่มนอกวงการไม่ได้ ทัศนคติไม่ตรงกันหลังคบกันมานาน ซึ่งการแต่งงานนั้นไม่ใช่ทางออก ปัดอีกฝ่ายมีครอบครัวอยู่แล้ว เปรยไม่ได้โกรธ สถานะยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ ดีกว่าแต่งไปแล้วเลิก ยันไม่กีดกันพ่อเด็กมาเจอลูก รับตกใจ! ตอนรู้ว่าตั้งท้อง โดยได้มีการปรึกษาคุณแม่ และน้องสาว ส่วนครอบครัวฝ่ายชายก็รับรู้เรื่องมีลูก และโอเคกับการตัดสินใจของเธอ เปรยต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ยังไม่ได้คิดเรื่องจดทะเบียนรับเป็นบุตร ยืนยันครั้งนี้ไม่ใช่มรสุมชีวิต ถือเป็นเรื่องที่ดี แค่ไม่ได้เป็นไปตามขนบธรรมเนียม ตอนนี้สุขภาพโอเค ไม่แพ้ท้อง ลูกแข็งแรง ไปฝากท้องมาเรียบร้อยแล้ว เผยฝ่ายชายก็พยายามถามไถ่ เข้ามาดูแลตลอด แต่ก็ไม่ได้เจอกัน มีการโทรศัพท์คุยเรื่องลูก ส่วนเรื่องค่าเลี้ยงดูยังไม่ลงรายละเอียด หากพ่อดี๋ยังอยู่เชื่อคงดีใจ ต่อไปนี้จะมีผู้ชายมาอยู่ในครอบครัว ทุกวันนี้ก็ยังทำงานหนักอยู่ แต่มีความสุข ไม่ต้องใช้หนี้แล้ว มีเป้าหมายทำงานเพื่อดูแลลูก วางรากฐานงานบันเทิงและธุรกิจอาหารเสริมด้วย ยอมรับกังวลเรื่องกระแสสังคม ท้องก่อนแต่ง! กลัวเสียชื่อเสียงที่พ่อสร้างมา แต่เมื่อเกิดขึันมาแล้วก็แก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด ลูกสำคัญที่สุด ขอความเห็นใจ ขอโอกาสจากทุกคน ซึ่งเธอยอมรับผิด ลั่นจะไม่ทำผิดต่อลูกอีก ยืนยันฝ่ายชายไม่ได้มีครอบครัวอยู่แล้วจึงไม่แต่งงาน เป็นคนนอกวงการ ขอไม่เปิดเผยชื่อ เปรยการมีลูกคนนี้ไม่ใช่ความผิดพลาด แค่ลูกมาผิดจังหวะไปนิดนึง ทุกอย่างฟ้าประทานสิ่งมีค่าที่สุดให้เธอ ซึ้งมีคนให้กำลังใจเยอะมากจนน่าตกใจ ตื้นตันที่คนเข้าใจ สำหรับเรื่องหัวใจตอนนี้ยังไม่คิดมีคนใหม่ ขอทำหน้าที่เป็นซิงเกิ้ลมัมดูแลลูกอย่างเดียว โดยตั้งใจจะทำงานจนกว่าจะคลอด.... "ตอนนี้เนี่ยบีมกำลังตั้งครรภ์ มีน้องนะคะ ตั้งครรภ์ได้ 4 เดือนกว่าแล้วค่ะ อยากให้ทุกคนได้ยินจากปากบีมมากกว่า เพราะว่าบีมก็ไม่ได้ไปไหนก็ยังทำงานอยู่ตรงนี้ แล้วก็ไม่อยากให้แบบมีการพูดกันไปเองก่อน อันนี้เป็นความตั้งใจจริงที่บีมอยากจะออกมาบอกกับทุกๆ คน ในเรื่องนี้น่ะค่ะแล้วก็เป็นเรื่องที่ดี" "ในเรื่องราวที่บีมเป็นซิงเกิ้ลมัมแล้วก็ไม่ได้แต่งงาน อันนี้เป็นความตั้งใจ แล้วก็เป็นการคิดไตร่ตรองมาอย่างดีแล้วน่ะค่ะ คือเริ่มจากบีมกับคุณพ่อของน้องนะคะ เราก็รู้จักกันมานานแล้วน่ะค่ะ แล้วก็คบๆ อาจจะมีช่วงเวลาที่ไม่ดี ไม่เข้าใจกันหลายๆ ครั้งนะคะ เราก็พยายามอย่างที่สุดที่จะเป็นคนรักกันแต่ว่าในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้ก็เลยตัดสินใจที่จะเลิกกัน" "แต่พอดีว่าเกิดเรื่องราวตรงนี้ขึ้นมาค่ะ เราก็หันกลับมาพยายามอย่างดีที่สุดแล้วที่จะทำให้เรากลายเป็นครอบครัวกันได้นะคะ เพราะว่าเรามีลูกด้วยกัน แต่พอถึงเวลานึงแล้วเนี่ยบีมก็มาคิดอีกทีน่ะค่ะ อันนี้เป็นความคิดตัดสินใจของบีมๆ ก็ปรึกษากับเขานะคะว่าในเมื่อเราไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตร่วมกันได้ เป็นสามี-ภรรยากัน หรือว่าจะแต่งงานกัน ถ้าเกิดว่าจะแต่งงานกันเพราะว่าเรามีลูกด้วยกันบีมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับลูกบีม" "แล้วก็วิธีนี้ บีมปรึกษาทั้งเบลล์ ทั้งแม่แล้วค่ะ ทุกคนก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจครั้งนี้ แล้วเราก็ตื่นเต้นกันมากที่จะมีสมาชิกใหม่ เพราะว่าบีมก็สูญเสียพ่อไป เราก็เป็นผู้หญิงสามคนอยู่ในบ้าน ตอนนี้เรากำลังจะมีผู้ชายในบ้านแล้ว และก็จะเป็นคนที่จะมาดูแล ทั้งแม่ ทั้งยาย ทั้งคุณน้า จะได้มีความสุขกัน แล้วบีมก็ไม่ได้กีดกันคุณพ่อนะคะ คุณพ่อของน้องก็ยังช่วยกันรับผิดชอบ ทำหน้าที่ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ก็คือการเป็นพ่อ เป็นแม่ แล้วก็ดูแลลูก เขาก็มาเยี่ยมลูกได้นะคะ" "พ่อของน้องเป็นคนโสดค่ะ ไม่ได้แต่งงาน เป็นการตัดสินใจของบีมค่ะ เราก็มีแนวคิดการตัดสินใจของเราแล้วก็ไปปรึกษากันว่าอันนี้เป็นทางออกที่เราเห็นว่าดีที่สุดสำหรับลูกเราน่ะค่ะ เขาก็โอเคน่ะค่ะ เพราะว่าเป็นการตัดสินใจที่ทำเพื่อลูก คือตอนนี้เราไม่ได้เล็งเห็นถึงตัวเองน่ะค่ะ เราก็ต้องนึกถึงลูกเป็นคนสำคัญที่สุด" "ครอบครัวฝ่ายชายรับรู้ค่ะ ก็ตอนนี้ก็โอเคนะคะทุกฝ่าย กับการตัดสินใจตรงนี้ เพราะว่าอย่างที่บอกว่าคนที่สำคัญที่สุดคือเด็ก คือลูกในท้อง ข้อตกลง ก็ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองน่ะค่ะ ก็เป็นพ่อ เป็นแม่ ช่วยกันรับผิดชอบค่ะ จดทะเบียนรับเป็นบุตรยังไม่ได้คิดถึงตรงนั้นเลยค่ะ คงอีกสักพักน่ะค่ะ เรื่องรายละเอียดยังไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากค่ะ" "อันนี้ไม่ใช่มรสุมนะ คือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีค่ะ อาจจะผิดตรงที่ว่าไม่ได้ตามขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ไม่ได้แต่งงานแล้วก็มีลูก แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีค่ะ ไม่ได้แบบเป็นเรื่องที่เป็นมรสุมอีกอย่างนึง" "ถ้าวันนี้คุณพ่อยังอยู่ ก็คงดีใจน่ะค่ะ เพราะว่าคือ ทุกวันนี้บ้านเราไม่มีผู้ชายที่มาดูแลผู้หญิงสามคนนะคะ เขาก็น่าจะดีใจที่ต่อจากนี้เราก็จะมีผู้ชายอีกหนึ่งคนที่จะมาดูแลแทนคุณพ่อค่ะ" "กระแสสังคม ตอนแรกก็มีกังวลเพราะว่าด้วยความที่เป็นลูกพ่อดี๋ แล้วพ่อก็เป็นคนที่มีคนรู้จัก เราก็เอ๊จะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของพ่อหรือเปล่า แต่ว่าในเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วน่ะค่ะ บีมก็ต้องแก้ไขปัญหาให้มันดีที่สุด ตรงนี้คือลูกเป็นสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ เราก็ต้องแก้ไขให้เขามีชีวิตที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความสุข" "และบีมก็อยากที่จะขอความเห็นใจ ขอโอกาสกับทุกๆ คนว่า บีมก็ยอมรับว่าบีมอาจจะทำผิดขนบธรรมเนียมประเพณี แต่ว่าจะไม่ทำผิดอีกน่ะค่ะ จะไม่ทำผิดต่อลูก บีมกล้าที่จะออกมาบอกกับทุกๆ คนว่าบีมจะเลี้ยงลูก จะไม่แต่งงาน เพราะฉะนั้นเนี่ยอยากให้เข้าใจว่ามันเป็นการแก้ไขปัญหาของบีมอย่างดีที่สุดแล้วค่ะ" บีม กล่าว บีม วรานิษฐ์ บีม วรานิษฐ์ บีม วรานิษฐ์ - น้องสาว บีม วรานิษฐ์ บีม วรานิษฐ์ บีม วรานิษฐ์ - คุณแม่ - น้องสาว

ว่อนเน็ต ร้านทำผมพัทยา ราคาโหด แพงกว่าร้านหรูในห้าง
พัทยา /  ราคามหาโหด / 

ว่อนเน็ต ร้านทำผมพัทยา ราคาโหด แพงกว่าร้านหรูในห้าง วันนี้(22 ต.ค.) ชาวสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ กรณีที่มีสมาชิกเว็บไซต์พันทิปท่านหนึ่งตั้งกระทู้ร้องเรียนกรณีมีร้านทำผม เสริมสวยที่พัทยาเก็บราคาแพงเกินจริง โดยระบุว่า ร้านนี้ราคาโหดมากเพราะราคาและการบริการรวมไปถึงอุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆที่ใช้มันไม่สมเหตุสมผล อีกทั้งป้ายราคาก็ไม่มี พอโวยวายก็จะอ้างว่าสามีเป็นทนาย มีเส้นมีสายทำอะไรไม่ได้ ถ้าลูกค้าบางคนเเข็งข้อหน่อยยืนยันว่าจะไม่จ่ายก็จะล็อคประตูร้านเป็นการขู่เบาๆ ไม่ก็จะยึดโทรศัพท์ไว้เเล้วปล่อยตัวให้ไปเอาตังค์มาไถ่ออก ทั้งนี้หน้าร้านไม่มีป้ายบอก พร้อมระบุราคาดังนี้ -สระไดร์ 600 บาท -ทำสีผม 6,000 บาท -หมักทรีทเม้นท์ (5นาที) 1,200 บาท -ยืดผม ถาวร 7,000 บาท พร้อมทั้งมีการโชว์ภาพคอมเมนท์จากลูกค้าแต่ละรายที่เคยใช้บริการพบว่าราคาของแต่ละคนค่าบริการคิดไม่เท่ากันด้วย MThai News

20 เรื่องจริงคนเหนือมนุษย์
10 อันดับ /  จัดอันดับ 2014 / 

ถ้าลองให้เพื่อนๆ จินตนาการเกี่ยวกับ “คนเหนือมนุษย์” ทีนเอ็มไทยเชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงเหล่าซุเปอร์ฮีโร่ในหนังหรือการ์ตูนกันแน่นอน เพราะความจริงในโลกของเราจะมีคนเหนือมนุษย์อยู่จริงได้ยังไงกันเล่า! แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปคะ 20 เรื่องจริงคนเหนือมนุษย์ ที่ทีนเอ็มไทยนำมาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนี้ พวกเขาอาจจะไม่ได้มีพลังวิเศษอ่านใจใครได้ บินได้ ปล่อยแสงได้ แต่ทั้ง 20 เรื่องจริงคนเหนือมนุษย์นี้มีความสามารถที่คนธรรมดาอย่างเราทำไม่ได้และไม่คิดว่าจะมีคนแบบนี้ด้วยซ้ำไปหน่ะสิ ถ้าไม่เชื่อเราไปติดตามกันเลยคะ 20 เรื่องจริงคนเหนือมนุษย์ 1. Ma Xiangang (สามารถต้านทานกระแสไฟฟ้าได้) ความบังเอิญเพราะวันหนึ่งนาย Xiangang ได้พยายามซ่อมทีวีที่เสียและบังเอิญมือของเขาดันไปโดนสายไฟที่ยังมีไฟฟ้าเลี้ยงอยู่ แต่แทนที่เขาจะถูกช็อตจนไหม้เกรียม เค้ากลับไม่มีความรู้สึกเจ็บสักนิด และด้วยความสงสัยเค้าเลยไปทดสอบความสามารถของตนเองอีกครั้งด้วยการจับสายไฟที่มีกระแสไฟฟ้ารั่ว และเค้าก็ต้องประหลาดใจ เพราะนอกจากจะไม่ถูกไฟฟ้าช็อตแล้วเค้ายังไม่รู้สึกเจ็บโดยผิวหนังของเขาสามารถต้านทานกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าคนทั่วไป 7-8 เท่า 2. Dean Karnazes (ชายที่ไม่มีวันเหนื่อย) พลังพิเศษของเขา คือ สามารถวิ่งมาราธอนได้ถึง 50 รายการใน 50 รัฐ เป็นเวลา 50 วันนอกจากนั้นเขายังวิ่งในระยะทาง 350 ไมล์ (563กิโลเมตร) ในเวลา 3 วันติดต่อกันโดยไม่หยุดพัก ได้มีการทดสอบร่างกายของนาย Dean ว่าทำไมร่างกายเขาจึงสามารถทนทานการออกกำลังกายได้มากกว่าคนทั่วไป และผลการทดสอบพบว่า ถ้าเป็นคนปกติหลังจากการวิ่งมาราธอนกล้ามเนื้อจะได้รับความเสียหายประมาณ 2,400 CPK แต่นาย Dean กลับมีค่าความเสียหายเพียง 447 CPK เท่านั้น สำหรับผลสรุปการทดสอบออกมาได้ว่า ถ้าเขายังคงอยู่ในสภาพนี้ต่อไปเรื่อยๆ เขาจะสามารถวิ่งด้วยความเร็ว 7-10 นาที ต่อไมล์ไปได้เรื่อยๆ ตลอดกาล 3. Stephen Wiltshire (มีความสามารถที่ไม่มีวันลืมสิ่งที่เห็น) Stephen Wiltshire สามารถวาดภาพทิวทัศน์ของประเทศและเมืองต่างๆ จากความทรงจำเท่านั้น เขาสามารถจดจำทุกๆ รายละเอียดได้ แม้ะจะดูแค่เพียงแว้บเดียว และจนถึงทุกวันนี้เค้าก็ยังจดจำภาพที่เขาเคยเห็นได้ทุกภาพ Stephen เป็นคนที่มีอาการของโรคออทิสติก แต่เขาก็มีสิ่งที่ทดแทนกันได้นั่นคือ ความสามารถในการจดจำและเขายังเคยขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปดูทิวทัศน์จากด้านบนของเมือง New York ขนาดใหญ่ที่มีความสมบูรณ์และรายละเอียดได้ ถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ อ่านเพิ่มเติม http://teen.mthai.com/variety/57036.html 4. Kim Peek (ความสามารถจดจำทุกสิ่งทุกอย่างได้) เขาสามารถจำเนื้อหาในหนังสือทั้งหมดที่เคยอ่านได้ จำนวน 12,000 เล่มได้ โดยเขาสามารถอ่านได้ทีละ 2 หน้าพร้อมๆกัน ตาซ้ายอ่านหน้าซ้ายตาขวาอ่านหน้าขวา เขายังสามารถจดจำทุกสิ่งที่เคยได้พบเจอมาตลอดชีวิตด้วยลายละเอียดที่ถูกต้องถึง 98 เปอร์เซ็นต์ แม้แต่สภาพอากาศที่ย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว ซึ่งสาเหตุที่ทำให้นาย Kim มีความสามารถนี้เกิดจากความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดชนิดหนึ่ง ซึ่งส่งผลทำให้พื้นที่ความจำของเขามีขนาดใหญ่กว่าคนปกติ โดยนาย Kim Peek เสียชีวิตในปี 2009 อ่านเพิ่มเติม http://teen.mthai.com/variety/57036.html 5. Wim Hof (มีความสามารถในการต้านทานความเย็น) ชายผู้นี้มีความสามารถพิเศษในการต้านทานความหนาวเย็น เพราะความเย็นไม่สามารถทำอะไรร่างกายเขาได้เลย ซึ่งเคยมีการทดลองโดยให้เขาดำน้ำเย็นจัด ที่สามารถฆ่าคนปกติได้ในเวลาไม่กี่นาที แต่ปรากฏว่าอุณหภูมิในร่างกายเขาแทบจะไม่ลดลงเลย ซึ่งเขาสามารถทำได้แม้กระทั่งปีนเทือกเขาเอเวอร์เรสโดยใส่กางเกงขาสั้นเพียงตัวเดียว โดยนาย Wim Hof บอกว่าความสามารถของเค้าได้มาจากการทำสมาธิ 6. Isao Machii (สุดยอดปฏิกิริยารีเฟล็กซ์) ซามูไรผู้ที่มีปฏิกิริยารีเฟร็กซ์(ปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้สมองสั่ง)ที่ยอดเยี่ยมโดยสามารถตัดสิ่งของต่างๆด้วยดาบซามูไรให้ขาดครึ่งได้แม้จะเป็นของเล็กๆ หรือกระทั่งตัดลูกกระสุนปืนอัดลมให้ขาดครึ่งเพราะเป็นความสามารถแบบนี้เราจะพบเจอได้แค่ในหนังเท่านั้น โดยความสามารถของเขาถูกอธิบายไว้ว่า เป็นความสามารถรับรู้ความเคลื่อนไหวของสิ่งที่พุ่งเข้ามาหาเขา และใช้สัมผัศแบบอื่นนอกเหนือจากการมองเห็น โดยเป็นระบบประมวลผลการรับรู้ที่อยู่ในระดับสูงขึ้นไปกว่าในคนทั่วไป 7. Saul Aaron Kripke (ฉลาดจน Harvard เชิญให้ไปเป็นอาจารย์สอนขณะที่เรียนอยู่ไฮสคูล) Kripke เริ่มศึกพีชคณิตเมื่อตอยอยู่เกรด 4 และพอจบชั้นประถมก็เรียนรู้เรขาคณิต และ แคลคิวลัสจนทะลุปรุโปร่ง จึงหันไปสนใจปรัชญา โดยเขียนบทความหลายชิ้นทั้งในเรื่องของอรรถศาสตร์ (semamtics) และตรรกวิทยาแบบ Modal Logic ในขณะที่อายุเพียง 16 ปี และหนึ่งในผลงานด้านตรรกวิทยานั้นทำให้ได้รับจดหมายเชิญจากภาควิชาคณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เชิญชวนให้เขาไปเป็นอาจารย์ ซึ่งเค้ากลับตอบปฏิเสธไปโดยให้เหตุผลว่า “แม่ผมบอกว่าให้ผมเรียนจบไฮสคูลและมหาวิทยาลัยเสียก่อนดีกว่า” Kripke ยังได้รับรางวัล Shock Prize ซึ่งเป็นรางวัลทางด้านปรัชญาที่เทียบได้กับรางวัลโนเบล และในปัจจุบันเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ 8. Akrit Jaswal (สามารถเป็นศัลยแพทย์ด้วยวัยเพียง 7 ขวบ) “เด็กผู้ชายที่ฉลาดที่สุดในโลก” เพราะมี IQ ถึง 146 และได้รับการยอมรับว่าเป็นคนที่ฉลาดที่สุดเด็กๆที่อายุเท่าๆกัน และในปี 2000 เค้าได้ทำการรักษาคนไข้คนแรกที่บ้านของตัวเองด้วยวัยเพียง 7 ขวบ ซึ่งคนไข้เป็นเด็กอายุ 8 ขวบที่มีฐานะยากจน มือของเธอถูกๆไฟลวกทำให้นิ้วมือกำแน่นติดกัน ซึ่งในตอนนั้นเขายังไม่เคยได้เรียนวิชาทางแพทย์อย่างเป็นทางการ และยังไม่มีประสบการณ์ในการผ่าตัดใดๆ แต่เขาก็สามารถทำให้นิ้วมือของเด็กหญิงคลายออกมาได้และใช้มือได้เป็นปกติอีกครั้ง โดยขณะนี้ Akrit กำลังเรียนเรียนปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์อยู่ที่วิทยาลัย Chandigarth และยังเป้นนักศึกษาที่อายุน้อยที่สุดที่มหาวิทยาลัยอินเดียเคยรับเข้าเรียน 9. Gregory Smith (ถูกเสนอชื่อให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เมื่อมีอายุเพียง 12 ขวบ) Gregory สามารถอ่านหนังสือออกตั้งแต่อายุ 2 ขวบ และเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเมื่ออายุ 10 ขวบเท่านั้น และเด็กหนุ่มคนนี้ตัดสินใจออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อรณรงค์เรื่องสันติภาพและสิทธิเด็ก และได้ก่อตั้ง International Youth Advocates ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้การสนับสนุนหลักการแห่งสันติภาพและความเข้าอกเข้าใจระหว่างเยาวชนทั่วโลก เขาเคยได้พบกับผู้นำคนสำคัญอย่าง Bill Cliton และ Mikhail Gorbachev และยังเคยปฐกถาต่อหน้าที่ประชุม UN อีกด้วย จากการทำงานด้านมนุษยธรรมนี้ ทำให้เขาได้ถูกเสนอชื่อให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพถึง 4 ครั้ง 10. Kim Ung – Yong (จบปริญญาเอกตอนอายุ 15 และมีไอคิวสูงที่สุดในโลก) ถือได้ว่าเป็นมนุษย์ที่ฉลาดที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ โดย Guinness Book of World Records บันทึกว่าเค้ามี IQ สูงที่สุดในโลกคือสูงกว่า 210 สามารถอ่านภาษาญี่ปุ่น เกาหลี เยอรมัน และอังกฤษ ได้ตั้งแต่ 4 ขวบ และตอนครบ 5 ขวบก็สามารถแก้โจทย์ แคลคิวลัส ที่ซับซ้อนได้ และยังได้เป็นนักเรียนรับเชิญในชั้นเรียนวิชาฟิสิฟส์ที่มหาวิทยาลัย Hanyang ตั้งแต่อายุ 3-6 ขวบพออายุ 7 ขวบ NASA ก็เชิญเค้าไปที่อเมริกาและเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย Colorado ในปี 1974 จนได้ Ph.D ด้านฟิสิกส์ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะมีอายุครบ 15 ปี โดยระหว่างที่เรียนเขาก็เริ่มทำงานวิจัยที่ NASA ไปด้วย และทำต่อมาตลอดจนกระทั่งกลับเกาหลีจึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนสาขาจากฟิสิฟส์ไปเป็นวิศวกรรมโยธาและศึกษาจนได้รับปริญญาเอก ขอบคุณขอ้มูล http://pantip.com/topic/3241414

เมื่อแม่เตือนลูกแต่งตัวโป๊ ลูกสวนกลับ
ข่าววันนี้ /  ลูกแต่งตัวโป๊ / 

เตือนลูกแต่งตัวโป๊ ลูกตอกกลับ "แม่เรียนมาน้อย อย่ามาสอนหนู" วันนี้(23ต.ค.) เป็นปัญหาที่ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆท่านต่างพากันหนักอกหนักใจ เกี่ยวกับการแต่งกายของลูกสาว เพราะแฟชั่นการแต่งกายของวัยรุ่นในปัจจุบันดูจะยิ่งสั้นยิ่งบางขึ้นเรื่อยๆ แม้การแต่งตัวเช่นนั้นอาจเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่นไปเสียแล้ว แต่คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็คงอดห่วงไม่ได้ แม้ผู้ปกครองหลายๆท่านพูดตักเตือนบุตรหลานให้ปรับปรุงเรื่องการแต่งตัวให้มิดชิดมากขึ้นด้วยความเป็นห่วง แต่เด็กบางคนอาจจะไม่ยอมฟังหรือทำตามคำแนะนำ อย่างเช่นเรื่องราวของสมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอมที่เป็นคุณแม่ท่านหนึ่ง เธอรู้สึกเครียดและไม่สบายใจ จึงนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับบุตรสาวมาระบายพร้อมขอคำแนะนำ ผ่านกระทู้ "เครียดค่ะ ลูกสาวอยู่ปี 2 ใส่ชุดนักศึกษาโป๊มาก เราเตือนไป ก็ด่าเรากลับว่า แม่เรียนมาน้อย อย่ามาสอนหนู" (ภาพประกอบข่าว) ผู้เป็นแม่ได้บรรยายเรื่องราวในกระทู้ว่า สามีเพิ่งเสียไปตอนต้นปี ตัวเธอเองเรียนจบแค่ ม.3  ตอนนี้ก็ทำงานในโรงงานรับค่าแรงขั้นต่ำเท่านั้น ขณะที่ลูกสาวของเธอเป็นนักศึกษาชั้นปีที่2 ของมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เมื่อตอนปี 1 ลูกสาวแต่งตัวเรียบร้อยมาก ใส่กระโปรงเลยเข่าและใส่เสื้อซับในทุกครั้ง แต่พอขึ้นปี 2 กลับแต่งตัวโป๊ขึ้น คือใส่กระโปรงทรงสอบสั้นๆประมาณครึ่งขาอ่อนได้ แล้วก็ไม่ใส่เสื้อซับในด้วย ทำให้เธอรู้สึกหนักอกหนักใจมาก เธอตัดสินใจพูดตักเตือนลูกสาวอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง แต่คำพูดของลูกทำเอาคนเป็นแม่อย่างเธอถึงกับจุกอก และข้อความดังต่อไปนี้คือการสนทนาของผู้เป็นแม่ที่เป็นเจ้าของกระทู้กับลูกสาว แม่ : แม่ว่าลูกแต่งตัวโป๊ไปนะลูก ลูกสาว : เดี๋ยวนี้ใคร ๆ เขาก็แต่งแบบนี้กันนะแม่ แม่ : มันอันตรายนะ เสื้อซับในลูกก็ไม่ใส่ ตอนซ้อมลีด ถ้าเหงื่อออกมาก ๆ จะทำยังไง มันเห็นไปถึงไหนต่อไหนนะ ลูกสาว : ไม่มีใครมามองหรอกแม่ พวกที่ซ้อมลีดด้วยกันก็ไม่เห็นมีใครใส่ เหงื่อออก แป๊บเดียวก็แห้งแล้ว แม่ : เวลาเหงื่อออกแล้วเห็นเสื้อใน มันดูไม่งามนะลูก ลูกสาว : แม่ไม่ต้องห่วง หนูดูแลตัวเองได้ พูดอยู่นั่นแหละ แม่ : แม่พูดเพราะแม่ห่วง ตอนนี้เราก็เหลือกันอยู่แค่สองคน ลูกสาว : แม่พูดซ้ำ ๆ แบบนี้มากี่รอบแล้วนี่ หนูบอกแล้วไง หนูดูแลตัวเองได้ เรา : ... ลูกสาว : แม่เรียนมาน้อย อย่ามาสอนหนู แม่ : (น้ำตาแทบไหลอะค่ะ) เธอบอกว่าไม่เป็นห่วงเรื่องการเรียนของลูกเลยเพราะผลการเรียนของลูกดีมาก แต่สิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุดคือการแต่งตัว เพราะเธอเกรงว่าในอนาคตอาจเกิดเรื่องไม่ดีกับลูกกลัวลูกจะไม่ปลอดภัย ภายหลังเรื่องของเธอถูกเผยแพร่ ผู้คนบนโลกโลกออนไลน์ต่างให้ความสนใจและเข้ามาแสดงความคิดเห็นภายในกระทู้ของเธอเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะเข้ามาให้กำลังใจคุณแม่ท่านนี้ เนื่องจากลูกสาวของเธออยู่ในช่วงวัยรุ่น ก็ค่อยๆพูดค่อยๆแนะนำกันไป ขณะที่อีกส่วนหนึ่งบอกว่า คำพูดที่ลูกสาวพูดว่าแม่เรียนมาน้อยเป็นคำพูดที่ไม่ควรพูด และควรตำหนิลูก บ้างก็แนะนำให้ใช้ไม้แข็งในการสอนลูกบ้าง เพื่อให้ลูกได้รู้ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ส่งเสียให้ลูกเรียนสูง ๆ ก็มาจากแม่ที่เรียนจบเพียง ม.3 คนนี้ ขอบคุณกระทู้ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอมหมายเลข 1787551  MThai News ___________________________________________ เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง แฟชั่นชุดนักเรียน ของแต่ละประเทศ นักศึกษาประเทศลาว น่ารักใสใสอมชมพู

My Husband Got A Family สะใภ้จอมแสบ [พากย์ไทย] ตอนที่25
My /  Husband / 

ชายุนฮีสาวที่ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมเป็นลูกสะใภ้ที่ต้องโดนแม่สามีโขกสับแบบในละคร จนวันหนึ่งเธอได้แต่งงานกับคุณหมอที่แสนจะเพอร์เฟค เพราะเขานั้นเป็นเด็กกำพร้าและพ่อแม่บุญธรรมของเขาก็อยู่ที่อเมริกาด้วยสิ เธอใช้ชีวิตอย่างแสนสุขโดยที่ไม่มีญาติของสามีมาวุ่นวายให้รำคาญใจ แต่อยู่ๆสามีของเธอก็เกิดได้เจอพ่อแม่ที่แท้จริงขึ้นมา ความฝันที่จะไม่ต้องเจอแม่สามีต้องพังทลาย แล้วไม่ใช่แค่แม่สามี เธอจะทำยังไงกับญาติๆของสามีที่อยู่ๆก็โผลมากันเป็นโหล!!

ลูกทานากะอดีตสามีพรชนกขอตร.รื้อคดีพ่อตาย
ข่าวล่าสุด /  คดีครูญี่ปุ่น / 

ลูกนายทานากะ อดีตสามี "พรชนก" ที่เสียชีวิตจากการตกบันได เข้าพบตำรวจเพื่อขอให้ จนท.รื่อคดีเพราะยังติดใจการเสียชีวิตของบิดา ที่ สภ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้คุมตัว นางพรชนก ไชยะปะ และ นายสมชาย แก้วบางยาง สามี ผู้ต้องหาในคดีฆ่าตกรรม นายโยชิโนริ ชิมาโตะ ครูสอนภาษาชาวญี่ปุ่น อายุ 79 ปี มาส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.บางเสาธง นางเค็กโกะ มัตตา อายุ 31 ปี ลูกสาวของนายคาชิโตชิ ทานากะ ชาวญี่ปุ่นที่เคยอยู่กินกับนางพรชนก และเสียชีวิตจากการตกบันได ก็ได้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสอบถาม และเรียกร้องให้รื้อคดีการเสียชีวิตของบิดา ขึ้นมาสอบสวนอีกครั้ง เพราะยังติดใจการเสียชีวิตของผู้เป็นบิดาอยู่ โดย นางเค็กโกะ เปิดเผยว่า ก่อนที่บิดาจะเสียชีวิตประมาณ 2 สัปดาห์ บิดาได้ทำประกันสังคมไว้ และบอกว่าหากพ่อเป็นอะไรไปลูกจะได้รับเงินประกันคนละหนึ่งล้านบาท ซึ่งหลังจากที่บิดาได้เสียชีวิตลง นางพรชนกก็บอกว่าบิดาได้ดื่มแอลกอฮอล์หนักทำให้เมาจนตกบันได จากนั้นนางพรชนกได้ติดต่อมาเพื่อให้ตนกับพี่สาวฝาแฝดเซ็นเอกสารเกี่ยวกับเงินประกัน ซึ่งในเอกสารเป็นภาษาญี่ปุ่น ในตอนนั้นตนอ่านไม่ออก และไม่เข้าในความหมาย จึงตัดสินใจเซ็นไปก่อนด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ หลังจากนั้นก็รอเงินประกันแต่ก็ไม่ได้รับการติดต่อ จึงติดต่อไปสอบถามกลับบริษัทประกัน กลับได้คำตอบว่าเงินได้จ่ายออกไปแล้ว และอีกอย่างที่น่าแปลกใจคือ ถ้าคนต่างประเทศเสียชีวิตจะต้องมีหนังสืออนุญาตจากสถานทูต ถึงจะสามารถนำตัวออกจาก ร.พ.ได้ แต่นางพรชนกไปเอาศพออกมาได้อย่างไรไม่รู้ รวมทั้งรีบร้อนทำพิธีเผา ซึ่งมองว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติ ________________________________________ ข่าวที่เกี่ยวข้อง อึ้ง! ปูมหลังสุดอื้อฉาว ‘นางพรชนก’ สาวใหญ่คดีฆ่าหั่นศพครูญี่ปุ่น

หมอสมภพไม่มีใบอนุญาตเฉพาะทางทำศัลยกรรมสาวผู้ดี
ข่าวล่าสุด /  ข่าววันนี้ / 

น.ต.น.พ.บุญเรือง เผย หมอสมภพ ไม่มีใบอนุญาตเฉพาะทาง คดีทำศัลยกรรมให้สาวอังกฤษจนเสียชีวิต ชี้แจ้งข้อหาแล้ว พร้อมปิดสถานที่ดังกล่าว 60 วัน นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้นำตัว นายแพทย์สมภพ แสนศิริ อายุ 51 ปี แพทย์ที่ทำการผ่าตัดตกแต่งศัลยกรรมให้ นางสาวจอย โนอา วิลเลี่ยม อายุ 24 ปี สัญชาติอังกฤษ จนเสียชีวิต มาตรวจค้นที่ เอสพี คลินิกเวชกรรม เลขที่ 1519/69-70 ถนนลาดพร้าว ซอย 41/1 จากการเข้าตรวจสอบพบว่า คลินิกดังกล่าวได้เปิดเป็นสถานพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะทาง โดยมีใบอนุญาตถูกต้องและเปิดให้บริการสำหรับผู้ป่วยนอกเท่านั้น โดยจะไม่ให้มีการค้างคืนและต้องปิดบริการเวลาประมาณ 20.00 น. แต่พบว่าวันเกิดเหตุ ได้เลยเวลาปิดทำการ จึงเข้าข่ายมีความผิด และจากการตรวจสอบพบว่า นายแพทย์สมภพ ที่ทำการผ่าตัด ไม่ได้มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมเฉพาะทาง มีเพียงใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมทั่วไป จึงเข้าข่ายมีความผิดเช่นกัน เจ้าหน้าที่จะได้ส่งเรื่องไปยังแพทยสภาเพื่อดำเนินการสอบสวน รวมถึงจรรยาบรรณของแพทย์ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหากระทำการโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้มีการแจ้งปิดสถานพยาบาลดังกล่าวเป็นเวลา 60 วัน ทั้งนี้จากการชันสูตรพลิกศพของสถาบันนิติเวชพบว่านางสาวจอย เสียชีวิตจากภาวะระบบหายใจล้มเหลว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อหาต่อนพ. สมภพ แพทย์ผู้ทำการผ่าตัด 2 ข้อหา ประกอบด้วย ความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ม.16 และม.24  ในข้อหาประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท และความผิดฐานกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.291 รวมทั้งแจ้งข้อหาต่อนายแพทย์ณรงค์เดช เจียรพีพันธ์ ในฐานะผู้ดำเนินการสถานพยาบาล มีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ม.34(2) ในข้อหาเป็นผู้ดำเนินการไม่ควบคุมดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000บาท ……………………………………………………………………….. เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง พบอีก สาวอังกฤษเสียชีวิตขณะทำศัลยกรรมย่านลาดพร้าว อุทาหรณ์ สาวเสียชีวิตระหว่างผ่าตัดทำศัลยกรรม ภาวะ Malignant Hyperthermia จากการวางยาสลบ อีกสาม!! สาวไทยศัลยกรรมเกาหลี ในรายการ let me in คลิปศัลยกรรม ดูจบแล้วจะไม่อยากทำศัลยกรรม ไม่เชื่อลองดู วิธีดูแลตัวเองหลัง ทำจมูก มาใหม่ !

10 หนุ่มต่างชาติ ที่นิยมแต่งงานกับสาวไทย
คู่รัก /  ผู้ชายต่างชาติ / 

      คุณเป็นสาวไทยคนหนึ่ง ที่กำลัง สนใจหา คู่ต่างชาติ  หนุ่มต่างชาติ หรือ หาแฟน ฝรั่งอยู่ใช่มั๊ยคะ ลองมาดูผลสำรวจกันคะว่า 10 อันดับแรกของ  หนุ่มต่างชาติ ที่นิยมแต่งงานกับสาวไทยมีประเทศไหนกันบ้าง 1. หนุ่มเยอรมัน  (รับผิดชอบต่อครอบครัวมาก , ซื่อสัตย์และให้เกียรติ ภรรยา) หนุ่มเยอรมันที่เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยส่วนมากจะหลงใหลในวัฒนธรรมไทย และแน่นอน เขาปลื้มสาวไทย สภาพครอบครัวของคนไทยเป็นครอบครัวใหญ่ มีญาติพี่น้องมาก ทำให้อบอุ่น สังคมแบบนี้ เป็นที่ใฝ่ฝันของหนุ่มเยอรมัน ทำให้อยาก แต่งงานกับสาวไทย  ชาวเยอรมัน ไม่ชอบการหย่าร้างกันเพราะกฎหมายที่เข้มงวดของเขา ชาวเยอรมัน นับถือคาทอลิก หนุ่มเยอรมันจึงต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวมาก แถมซื่อสัตย์และให้เกียรติ ภรรยา แต่ก็มีชาวเยอรมันหลายคนที่ดูถูกการมีคู่เป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะคนเอเชีย   เพราะฉะนั้น สาวไทยคนใดอยากมีคู่เป็นชาวเยอรมันต้องไตร่ตรองให้ดี ก่อนการแต่งงาน มีหลายคู่ ที่ทดลองอยู่ด้วยกันก่อนแต่ง สัก4-5เดือนก่อน แล้วค่อยตัดสินใจก็ไม่สาย เพราะถ้าตัดสินใจไปแล้วอาจจะมาเสียใจภายหลัง 2.หนุ่มสวิสเซอร์แลนด์ (ทำอะไรต้องเป็นระบบมีการวางแผนเป็นระบบ, อินดี้ , แต่ไม่ชอบครอบครัวใหญ่) พื้นฐานนิสัยหนุ่มสวิสฯ มักจะไม่ชอบสนใจใคร สนใจแต่ชีวิตตนเอง และไม่อยากให้ใครมาวุ่นวายกับตัวเอง ตรงนี้จะต่างจาก บ้านเราซึ่งญาติพี่น้องเยอะแยะไปหมด  หนุ่มสวิสฯมักเป็นคนเจ้าระเบียบ ไม่ชอบให้ใคร มาบงการชีวิต ทำอะไรต้องเป็นระบบมีการวางแผนเป็นระบบ แน่นอนว่าต้องรวมถึงการวางแผนการใช้จ่ายด้วย อันใหนส่วนของเมีย อันใหนของตัวเอง ชาวสวิสฯจะมีความรับผิดชอบสูง จึงหายห่วงว่าเขาต้องรับผิดชอบครอบครัวเป็นอย่างดีแน่ๆ  แต่ข้อยกเว้น ของหนุ่มสวิสฯที่คุณต้องเตรียมใจไว้คือ จะไม่ชอบครอบครัวใหญ่ ที่มีญาติพี่น้องเต็มบ้านไปหมด หนุ่มสวิสฯจะชอบการมีครอบครัวเดี่ยวมากกว่า 3.หนุ่ม อังกฤษ เมืองผู้ดี ( มีฟอร์ม, แฟนต้องช่วยกันทำมาหากิน , ไม่สนใจสถาบันครอบครัว) หนุ่มอังกฤษ มักจะเป็นพวก ที่จริงจังกับชีวิตเพราะชีวิตในเมืองผู้นั้น ค่าครองชีพสูง ทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลา ดังนั้นเรื่องที่ว่าจะไปสำมะเลเทเมา อย่างหนุ่มไทยนั้นไม่มีแน่ เพราะฉะนั้น หนุ่มเมืองผู้ดีจึงต้องมัธยัสถ์ในการใช้จ่าย และวางแผนในการใช้จ่ายเป็นอย่างดี ไอ้ที่จะมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายอย่าหวังกับหนุ่มผู้ดี  ฉะนั้นสาวไทยคนใดที่อยากแต่งงานกับหนุ่มอังกฤษต้องทำใจกันสักหน่อย  อาจต้องช่วยกันทำมาหากิน เช่น ทำงาน โรงงาน ร้านฟาสด์ฟูด รับจ้างเลี้ยงเด็ก ร้านขายของ ฯลฯ  คนอังกฤษจัดเป็นพวกเสือ ยิ้มยากหรือ สไตล์ฟอร์มจัดว่างั้น  หนุ่มอังกฤษจะไม่ค่อยนึกถึงสถาบันครอบครัวเท่าไหร่ จะถนัดแบบต่างคนต่างอยู่มากกว่า ซึ่งต่างจากบ้านเรา อันนี้ต้องเข้าใจเขาด้วย 4.หนุ่มอเมริกัน ( เฮฮาปาร์ตี้ เปิดเผย , หญิงไทยคือแม่บ้านในฝัน) คนอเมริกันจะเป็นพวก อิสระชน คือใช้ชีวิตตามใจตน รักความอิสระ เพราะอเมริกาเป็นประเทศที่หลากหลายเชื้อชาติ หนุ่มอเมริกันจึงมีนิสัยค่อนข้างหลากหลายรวมถึงอาชีพการงานด้วย ชอบเฮฮาปาร์ตี้ นิสัยเปิดเผย พูดตรงไปตรงมา มีความรับผิดชอบสูง ตรงเวลา อันนี้เป็นคุณสมบัติเด่น โดยปกติประเทศอเมริกา มีปัญหาการหย่าร้างสูงอยู่แล้ว เพราะ ผู้หญิงอเมริกัน ชอบอิสระตัวใครตัวมัน ไม่ค่อยแคร์ ไม่ใช่ประเภทเอาใจเก่งเหมือนสาวไทย ดังนั้นสาวเอเชียจึงเป็นแม่บ้านในฝัน ของหนุ่มอเมริกันเลยเชียว เพราะมองว่า สาวเอเชีย นั้นดูแลปรนนิบัติได้ทั้งตัวเองและพ่อแม่สามีเลยทีเดียวและที่สำคัญ  การได้เมียเอเชียนั้นสามารถลดหย่อนภาษีได้อีกต่างหาก  เมื่อแต่งงานกันแล้ว หนุ่มอเมริกัน มักจะให้เกียรติภรรยาตัวเอง อยู่กันแบบชีวิตคู่ แชร์กันได้ทุกเรื่อง แน่นอนว่า เหมารวมถึงกระเป๋าตังค์ด้วย 5.หนุ่มสวีเดน  (ยึดสถาบันครอบครัว ดูแลญาติ พี่น้อง พ่อแม่ , เจ้าชู้เบาๆ) ในอดีตที่ผ่านมานั้น สาวไทยมักโดนกีดกัน เนื่องจากการมองว่าสาวไทยไม่ดี เป็นผู้หญิงหากิน แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปแล้ว หนุ่มสวีเดนจะเป็นหนุ่มที่มี นิสัยคล้ายคนไทยมากที่สุด คือยึดสถาบันครอบครัวเหมือนกัน ดูแลญาติ พี่น้อง พ่อแม่ หนุ่มสวีเดนจึงแคร์ครอบครัวของเมียไปด้วย ประการที่2 หนุ่มสวีเดนจะมีนิสัยเจ้าชู้เหมือนหนุ่มไทย เพราะฉะนั้นการเอาใจผู้หญิงจึงเป็นนิสัยอย่างหนึ่งของหนุ่ม สวีเดนเขาล่ะ 6.หนุ่มฝรั่งเศส (รสนิยมสูง,ให้เกียรติผู้หญิง ,ไม่ค่อยมีบ้านเล็กบ้านน้อย) หนุ่มฝรั่งเศส จะมี อารมณ์ที่โรแมนติค เนื่องจาก บ้านเมืองเขาบรรยากาศสุดแสนโรแมนติคสวยงาม หนุ่มฝรั่งเศสจะมีความรับผิดชอบสูง จะดูดีเรื่องการแต่งตัว โดยรวมๆแล้ว หนุ่มฝรั่งเศสจะมีรสนิยมสูง เนื่องจากวัฒนธรรมกินดีอยู่ดี มีระดับ หรู มีความเป็นชาตินิยม ชายฝรั่งเศสจะมีความมั่นใจในตัวเองสูง และเอาใจใส่ ครอบครัว ให้เกียรติ ภรรยา ไม่นิยมการมีบ้านเล็กบ้านน้อย เหมือนหนุ่มไทย จึงสบายใจได้ รวมทั้งยึดหลัก ประเพณีอย่างเคร่งครัด ชอบพาภรรยาออกงานสังคมโชว์ตัวว่างั้น แต่ถ้าเกิด เลิกรักแล้วจะเลิกแล้วเลิกเลย ไม่ต้องหวังจะคืนดีได้ 7.หนุ่มฮอลแลนด์ ( รักลูกเมีย , ขี้เหนียว ,มีน้ำใจ) หนุ่มดัตช์ เป็นอีกหนุ่มที่มีความรับผิดชอบสูงให้ความสำคัญกับลูกเมีย แต่นิสัยที่ติดตัวของชาวดัตช์คือ "ขี้เหนียว" เพราะฉะนั้นต้องทำใจไว้ว่าไม่ได้นั่งับเงิน นับทองแน่ๆ แต่งกันไปแล้วต้องช่วยกันทำมาหากิน ทำงานนอกบ้านช่วยกัน  นิสัยส่วนใหญ่ของชาวยุโรปคือ มีมนุยษ์สัมพันธ์ เป็นคนมีน้ำใจ อัธยาศัยดี แต่ก็มีไม่น้อยที่หนุ่มชาวดัตช์ที่ดูถูกสาวไทยที่รอจะรอเกาะสามี เพราะฉะนั้นอย่าให้เสียชื่อสาวไทย มีอีกอย่างที่เป็นที่ถูกใจหนุ่มชาวดัตช์คือ กลุ่มกระเทยหัวใจอินเตอร์ ก็อาจจะได้ใจหนุ่มดัตช์ไปไม่น้อย 8.หนุ่มออสเตรเลีย (ตั้งใจทำงาน , เหยียดหญิงไทย ,มีความรับผิดชอบต่องานสูง) ประเทศนี้ก็เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชนชาติ และ วัฒนธรรม เลยมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ และบุคลิก แต่หลักๆจะมีออกไปทางอังกฤษ และอเมริกัน ถ้าเหมือนอังกฤษก็จะออกไปทาง มัธยัสถ์ แต่เป็นคนที่มีความตั้งใจทำงานสูง โดยมากจะทำธุรกิจเป็นหลัก แต่ มีสิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมทำใจคือ คนออสเตรเลีย ไม่ค่อยยอมรับหญิงไทยเท่าใหร่เนื่องจากจะมองเป็นผู้หญิงอย่างว่า และจะมีสมาคมต่อต้านคนผิวเหลืองโดยเฉพาะ แต่ข้อดีของหนุ่มออสซี่คือ รับผิดชอบต่อตัวเองและครอบครัวสูง และทำมาหากินเก่ง หล่อเหลาเอาการ แมนสุดๆ 9.หนุ่มนิวซีแลนด์ ( ประหยัด มัธยัสถ์ , ไม่หยิ่งยโสถือตัว ) จากเมืองเกษตรกรรม คล้ายบ้านเรา หนุ่มนิวซีแลนด์มีนิสัยคล้ายๆหนุ่มอังกฤษ คือประหยัด มัธยัสถ์ ข้อดีคือ ไม่หยิ่งยโสถือตัว มีอัธยาศัยดี มีความรับผิดชอบสูง ไม่อวดรวย รู้จักใช้จ่าย เพราะส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ จึงรู้ค่าของเงิน ชาวนิวซีแลนด์จะรักธรรมชาติ ชอบหากิจกรรมกลางแจ้งทำในยามว่าง เพราะใกล้ชิดธรรมชาติตลอด สาวไทยคนใดอยากทำฟาร์มเลี้ยงแกะก็ลองตัดสินใจดูเอานะ 10.หนุ่มนอร์เวย์ ( ชอบการผจญภัย ,ไม่กีดกันทางเชื้อชาติ ) นอร์เวย์เป็นประเทศที่มีน้ำแข็งปกคลุมตลอดทั้งปี ชาวนอร์เวย์นั้นรักสนุก ชอบการผจญภัย ว่างๆจะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง หรือ ออกตะลอนทัวร์ยังต่างประเทศเปลี่ยนบรรยากาศ หนุ่มนอร์เวย์จะชื่นชอบสาวไทยเป็นพิเศษ เพราะนิสัยที่เอาใจปรนนิบัติเก่ง หนุ่มนอร์เวย์จะรู้สึกโชคดีมากถ้าได้แต่งงานกับสาวไทย ที่สำคัญ นอร์เวย์ไม่กีดกันทางเชื้อชาติ แถมยินดีต้อนรับสาวไทยเป็นอย่างดีอีกด้วย ลองตัดสินใจกันดูเองดีกว่าค่ะ ว่าคุณจะมีหัวใจให้หนุ่มชาติใหน แต่นิสัยของคนทุกชนทุกชาติล้วนมี ดีเลวปะปนกันไป ลองตัดสินใจดู เราขอเอาใจช่วยและเป็นกำลังใจให้สาวๆทุกคนนะคะ  ขอบคุณที่มาจาก Chocgo  

ละครข้าบดินทร์ , เรื่องย่อข้าบดินทร์
ข้าบดินทร์ /  เรื่องย่อข้าบดินทร์ / 

เรื่องย่อข้าบดินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ เหม เป็นบุตรชายคนเดียวของ พระยาบริรักษ์ ผู้มีหน้าที่คอยดูแลจัดเก็บค่าระวางจากเรือที่ขนสินค้าที่เข้ามาในประเทศสยามโดยวัดจากความกว้างของปากเรือ ส่วนมารดาคือ คุณหญิงชม เหมมีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของชาววิลาศ (อังกฤษ) อย่างมาก เพราะในเมืองปากน้ำมีพวกฝรั่งวิลาศมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปต่างพากันหวาดกลัวพวกวิลาศ เพราะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาสีผมสีผิวแตกต่างจากคนทั่วไป ในการแข่งว่าวชิงเงินเดิมพันที่เมืองปากน้ำ สมิงสอดน้อย นำว่าวกุลา (จุฬา) เหมกับพวกนำว่าวปักเป้าของตัวเองมาท้าประลองวางเดิมพันกับสมิงสอดน้อย สมิงสอดน้อยชะล่าใจ แต่ผลการแข่งขันกลับออกมาว่าเหมเป็นฝ่ายที่สามารถตัดสายป่านว่าวของสมิงสอดน้อยได้สำเร็จ สมิงสอดน้อยจึงทั้งเสียหน้าและเสียเงินพนันให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเหมจนได้ เหมไปเรียนวิชาทำสายป่านว่าวให้คมมาจาก ลุงรี แขกที่มารับใช้ แหม่มมาเรีย ฝรั่งชาววิลาศในเมืองปากน้ำ เหมกับแหม่มมาเรียสนิทสนมกันจนเหมได้เรียนรู้ภาษาวิลาศจากแหม่มมาเรียไปด้วย พระยาบริรักษ์ปรึกษากับคุณหญิงชมเรื่องที่ได้ยินข่าวลือว่าเหมไปทำตัวสนิทสนมกับพวกวิลาศ คุณหญิงชมแนะให้พระยาบริรักษ์นำตัวเหมไปฝากเรียนวิชากับพระครูโพ เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ เพื่อจะได้รับราชการต่อไปภายหน้า อีกทั้งก็ยังสามารถแยกเหมออกมาจากพวกวิลาศได้ด้วย เมื่อไปถึงที่วัด ท่านพระครูโพตรวจดวงชะตาของเหมแล้ว ก็รู้ว่าชีวิตของเหมจะต้องผ่านบททดสอบอย่างหนัก ถามเหมว่าอยากเรียนวิชาการต่อสู้หรือไม่ แต่พระยาบริรักษ์ต้องการให้เหมเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลวงสรอรรถ เข้ามาเจรจากับพระยาบริรักษ์เพื่อขอให้ลดค่าระวางปากเรือให้กับเรือของกะปิตันฝรั่ง แต่พระยาบริรักษ์ไม่ยอม หลวงสรอรรถไม่พอใจที่พระยาบริรักษ์ไม่ยอมช่วยเหลือ หลวงสรอรรถบังเอิญได้พบ ทับทิม บัว และ ลำดวน หลวงสรอรรถนึกชอบใจในความงามของบัวซึ่งกำลังจะได้แสดงเป็นนางสีดา ที่ตำหนักอัมพวาแทนทับทิมที่กำลังจะแต่งงานกับหมื่นพิพิธภูบาล จึงคิดจะเข้าทางเจ้าพระยาพระคลังโดยผ่านทางบัวปิ่น มารดาของสามสาว กับทับทิมสงสัยว่าหลวงสรอรรถจะมาชอบพอบัว แต่ก็เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะหลวงสรอรรถนั้นมีภรรยาหลวงอยู่ก่อนแล้ว เหมถูกจับได้ว่ามาแอบดู พุ่ม และสมิงสอดน้อยซ้อมดาบแต่สมิงสอดน้อยยังแค้นเรื่องเก่าอยู่ ไม่ยอมปล่อยไปเปล่า ๆ จึงท้าให้เหมมาสู้กัน ถ้าเหมแพ้ จะต้องถูกตัดลิ้น เหมฮึดสู้กับสมิงสอดน้อยจนชนะ สมิงสอดน้อยพ่ายไปในที่สุด สมิงสอดน้อยยอมปล่อยเหมไป ขรัวปู่ยม ผู้ฝึกสอน เห็นดังนั้นจึงชวนเหมให้มาเรียนการต่อสู้ด้วยดาบอาทมาต แหม่มมาเรียนั้นป่วยเป็นโรคฝีในท้อง จึงต้องใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวด ทว่าพระยาบริรักษ์ บิดาของเหมนั้นตั้งข้อรังเกียจสินค้าชนิดนี้ ดังนั้น ไมเคิล เจเมสัน สามีของแหม่มมาเรีย จึงต้องแอบนำฝิ่นเข้ามาอย่างยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นแหม่มมาเรียก็ยังเอ็นดูเหม และสอนภาษาวิลาศให้กับเหมด้วยความเต็มใจ ขากลับเหมกับบุษย์ได้พบกับลำดวนที่แอบปีนต้นไม้ขึ้นไปดูเหมเข้าไปในบ้านของพวกวิลาศแล้วลงมาไม่ได้ เหมกับบุษย์จึงช่วยกันพาตัวลำดวนลงมา บัวเห็นหน้าเหมเข้าก็ประทับใจในความรูปงามของเหมทันที เหมกับบุษย์ได้พบกับ คุณชายช่วง บุตรชายคนโตของพระยาพระคลัง คุณชายช่วงมีความสนใจในภาษาวิลาศเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเหมรู้ภาษาวิลาศจึงให้ความสนใจอย่างมาก ลำดวนมาเจอกับเหม เหมพูดคุยเล่นหัวกับลำดวนอย่างสนิทสนม เหมกับพระยาบริรักษ์เกือบมีเรื่องกับหลวงสรอรรถ แต่โชคดีที่ได้คุณชายช่วงมาช่วยไว้ทันเวลา หลวงสรอรรถได้แต่แค้นใจที่ทั้งพระยาบริรักษ์และเหมดูจะเป็นศัตรูกับเขาไปทั้งสองคน ด้านคุณปิ่นเห็นหน้าเหมแล้วนึกชอบใจ จึงคิดจะจับคู่ให้เหมกับบัว ขณะที่วิชาดาบกับขรัวปู่ยมก็ก้าวหน้ามากขึ้น สมิงสอดน้อยเริ่มยอมรับในตัวเด็กหนุ่มถึงกับอาสามาเป็นคู่ซ้อมให้ สมิงสอดน้อยกำลังจะไปทัพเพราะได้ยินข่าวว่าทางกรุงศรีสัตนาคนหุตกำลังเรียกระดมพล จึงต้องขึ้นไปสอดแนมที่โคราช เหมถูกเรียกตัวมาพบคุณชายช่วง เหมเอาขนมมาฝากลำดวน พวกบ่าวไพร่ก็เอาไปลือกันว่าเหมจะใช้ลำดวนเป็นสะพานเข้าจีบบัว ลำดวนรบเร้าให้บัวฝากใบพลูไปให้เหมเพราะอยากมีพี่ชาย พระยาบริรักษ์ออกไปรับเรือกำปั่นขนสินค้าของคุณไมเคิล เจเมสัน สินค้าที่บรรทุกมาในระวางนั้นมีตุ๊กตากระเบื้องที่แอบซุกซ่อนฝิ่นเพื่อใช้บรรเทาอาการป่วยของแหม่มมาเรียอยู่ด้วย แต่หลวงสรอรรถหวังจะฮุบฝิ่นไว้เป็นของตัวเอง แล้วโทษว่าเป็นคำสั่งของพระยาบริรักษ์ มิสเตอร์เจเมสันก็เข้าใจผิดว่าพระยาบริรักษ์จะฮุบของไว้ ทั้งคู่จึงก่อเรื่องวิวาทกันขึ้นมาอีก พระพิชัยปราการคนสนิทของเจ้าพระยาพระคลัง มาตามตัวพระยาบริรักษ์ไปพบกับพระยาสมุหกลาโหมด้วยราชการด่วน ทว่าระหว่างทางไปที่เรือนของพระยาพระคลัง มีผู้พบศพของมิสเตอร์เจเมสันถูกฆ่าตัดหัวหลังจากมีเรื่องวิวาทกับพระยาบริรักษ์เพราะรู้ว่าตนเองกำลังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคนฆ่า ทหารของพระยาสมุหกลาโหมบุกเข้ามาจับตัวพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชมไว้ได้ เหมที่กระโดดน้ำหนีไปได้แล้ว กลับหวนมาช่วยคุณหญิงชม พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหม ถูกนำตัวไปขังไว้ในสถานที่คุมขังนักโทษ พระยาปลัดสมุทรปราการมาขอร้องให้พระยาบริรักษ์เห็นแก่ชาติบ้านเมืองและส่วนรวมด้วยการยอมรับสารภาพความผิด พระยาบริรักษ์จึงยอมสารภาพ แต่ความจริงแล้วคนที่ฆ่ามิสเตอร์เจเมสันคือหลวงสรอรรถ การจับคู่ของเหมกับบัวจึงเป็นอันต้องตกไป ลำดวนเมื่อรู้ข่าวของเหม ก็ได้แต่นอนร้องไห้สงสารเหม คุณปิ่นพาบัวและลำดวนมาเดินตลาด กลุ่มนักโทษมีคุณหญิงชมและเหมรวมอยู่ด้วย คุณหญิงชมเป็นลมตรงหน้าขบวนของคุณปิ่นพอดี ลำดวนสงสารเหมกับแม่จับใจ รีบคว้าแตงกวาไปป้อนให้คุณหญิงชมได้กินพอหายร้อน พระยาบริรักษ์ถูกตัดสินให้ทวนหวายพระยาบริรักษ์ ๕๐ ที ริบราชบาตร แล้วเอาตัวพร้อมกับลูกเมียไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง พระยาบริรักษ์ทนการถูกลงทัณฑ์ไม่ไหว เสียชีวิตหลังจากตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ๙ ปีผ่านไป พระยาบดินทรเดชาได้เกณฑ์ไพร่พลขึ้นไปยังเมืองพัตบองเพื่อตระเตรียมรับมือกับญวน ในการนี้คณะปี่พาทย์ละครของขุนนาฏยโกศลถูกเกณฑ์ตามไปแสดงให้ขุนนางผู้ใหญ่ดูด้วย หมื่นวิชิตชลหาญ ที่มักจะนำสุรามามอบให้ท่านขุนบ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วหมื่นวิชิตฯ นั้นหวังจะมาพบหน้าลำดวน ในขณะที่บัวยอมถวายตัวเป็นนางในชีวิตของบัวในวังนั้นไม่ได้มีความสุขสบายเหมือนที่หวังไว้ เพราะเสด็จในกรมไม่ทรงโปรดนางละคร หมื่นวิชิตฯ ก็หาทางเข้าใกล้ลำดวน แต่ลำดวนก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่นึกชอบหมื่นวิชิตฯ ขุนศรีไชยทิตย มาโพนช้างอยู่ละแวกเมืองโคราช จึงสั่งให้นายส่งกับนายมาไปขอความช่วยเหลือ นายส่งกับนายมา ควาญช้างทั้งคู่อิดออดไม่อยากไป แต่ก็ขัดไม่ได้ ลำดวนกับ หุ่น เพื่อนสนิท บังเอิญได้พบกับพวกที่มาโพนช้าง หนึ่งในนั้นก็มีเหมซึ่งมีหน้าที่เป็น เสดียง อยู่ด้วย แต่ลำดวนจำเหมไม่ได้ ลำดวนกับหุ่นได้นั่งช้างตัวที่เหมเป็นคนคุมอยู่ เหมคอยดูแลและกันท่าหมื่นวิชิตฯ ให้ลำดวน ทว่าเหมกลับไม่กล้าบอกความจริงกับลำดวนว่าตนเองคือใคร บางครั้งเหมก็เผลอพูดจาเกี้ยวพาราสีลำดวนจนต้องไปต่อกรรมกับขุนศรีไชยทิตยอยู่บ่อยๆ ลำดวนเองจากที่เคยหวาดกลัวเสดียงหน้าดุ ก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับเหมอย่างประหลาด คุณปิ่นก็คุ้นหน้าเสดียงหนุ่ม ลำดวนก็มั่นใจว่าเขากับเธอต้องเคยรู้จักกันมาก่อนอย่างหมื่นวิชิตตั้งใจจะเข้าไปลวนลาม เหมเห็นเข้าพอดี จึงลอบทำร้ายหมื่นวิชิตฯ เจ้าสังข์ ช้างเชือกที่ขุนศรีไชยทิตยกำลังตามจับตัวอยู่ การโพนช้างครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ ลำดวนลองเรียกเสดียงหนุ่มว่าเหม เหมชะงักแล้วรีบเดินหนีไป แต่ตกดึกคืนนั้นเหมก็แอบเอาพวงมาลัยดอกลำดวนมาแขวนไว้ให้ที่เพิงพัก ก่อนจะวางแผนพาแม่โต ช้างพังคู่ใจไปเป็นนกต่อจับตัวเจ้าสังข์มาจนสำเร็จ เรื่องลำดวนไม่มีความคืบหน้า หมื่นวิชิตฯ ปรึกษากับพรรคพวกเพื่อหาวิธีที่จะได้ลำดวนมาเป็นเมีย หมื่นวิชิตฯ จึงจ้างวานส่งและมาไปลวนลามลำดวนเหมจับได้ ควาญทั้งสองซัดทอดว่าหมื่นวิชิตฯ เป็นคนสั่งให้ทำหมื่นวิชิตฯ ไม่ยอมรับ ขุนนาฏยโกศลเรียกเหมเข้าไปขอบคุณที่ช่วยเหลือลำดวนไว้ ก่อนจะจำได้ว่าเหมคือลูกชายของพระยาบริรักษ์ เมื่อคุณปิ่นเตือนเหมได้รู้ว่าในตอนนี้ฐานะของลำดวนกับเหมต่างกันมาก ลำดวนกับเหมก็ต้องแยกย้าย เหมบังเอิญได้พบกับสมิงสอดน้อยเหมที่มึนด้วยฤทธิ์สุราก็บุกไปหาลำดวน เหมตั้งใจว่าจะต้องลบล้างมลทินให้จงได้ พระศรีสิทธิสงครามเร่งจัดให้มีการประลองขึ้นหานายทหารมีฝีมือดี หมื่นวิชิตฯ ประลองด้วยจึงไปนัดแนะกับครูดาบที่ตัวเองต้องประลองด้วย หมื่นวิชิตฯ เห็นเหมเข้ามาชมการประลองด้วย ก็นึกหมั่นไส้ จึงแกล้งเสนอชื่อเหมให้เข้าไปประลองเหมใช้วิชาดาบอาทมาตที่เรียนมาจากขรัวปู่ยมประลองกับพระศรีสิทธิสงครามจนได้รับชัยชนะ เหมเข้าเป็นทหารในกองทัพทันที เมื่อกองทัพยกมาถึงเมืองโปริสารท เหมก็ได้พบกับบุษย์ ซึ่งตอนนี้ได้ไปเป็นไพร่ในสังกัดของเจ้าพระยาพระคลัง ทัพของเจ้าพระยาพระคลังมาสมทบกับทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาเพื่อเตรียมตัวตีเมืองไซ่ง่อน แต่ก่อนหน้านั้น ทัพของทั้งสองพระยาได้ร่วมมือกันตีค่ายญวนที่ปากคลองวามะนาว เหมเป็นผู้ออกอุบายเข้าตีจนค่ายของข้าศึกแตกพ่ายเป็นผลสำเร็จ ทำให้ได้รับความดีความชอบเป็นอันมาก พระยาบดินทรเดชาจึงทำหนังสือขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ปลดเหมกับคุณหญิงชมออกจากการเป็นตะพุ่นหญ้าช้างให้ การรบครั้งต่อมาที่เมืองโจฎก ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาล้อมเมืองโจฎกไว้แล้ว พระยาปลัดสมุทรปราการเคลื่อนขบวนมาอย่างเชื่องช้าจึงทำให้ราชการศึกเสียหายเป็นอันมาก เหมเป็นผู้ออกความคิดพิชิตค่ายเข้าตีเมืองโจฎกได้อีกครั้ง พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์ เหมจึงต้องเดินทางกลับพระนครกับกองทัพเพื่อมาร่วมงานพระเมรุ เหมที่ตอนนี้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นสุรบดินทร์ ในขณะที่คุณชายช่วงตอนนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสิทธิ์นายเวรแล้ว คุณชายช่วงดีใจมากที่เหมสามารถลบล้างมลทินให้ตัวเองได้ คุณหญิงชมดีใจมากที่เหมประกอบคุณงามความดีจนได้ปลดตะพุ่น เหมเกริ่นกับคุณหญิงชมว่าอยากจะให้ไปสู่ขอลำดวนกับขุนนาฏยโกศล คุณชายช่วงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นไวยวรนาถ และได้ขอตัวเหมมาช่วยทำงานด้วย เหมได้กลับไปเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้งกับครูปีเตอร์ มิชชันนารีที่เดินทางมากับคณะนายแพทย์ของ แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์) แต่เหมไม่ไว้ใจพวกวิลาศอีกแล้วเนื่องจากประสบการณ์ที่เคยได้รับมา เหมได้พบกับลำดวนและบัวในช่วงที่มีงานพระเมรุในพระนคร เมื่อบัวได้พบเหม ความรู้สึกเก่า ๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง บัวรู้สึกอิจฉาลำดวนที่ได้หัวใจของเหมไป หมื่นวิชิตฯมาขอความช่วยเหลือจากบัวเรื่องลำดวน หมื่นวิชิตฯ รู้ว่าบัวเคยมีใจให้เหมจึงยุยงให้บัวทำเสน่ห์ใส่เหมเพื่อแย่งเหมมาจากลำดวน บัวถูกหว่านล้อมจนยอมทำตาม บัวไปขอให้พุ่มทำเสน่ห์ใส่ลำดวนกับตัวเหม ทุกคนจึงร่วมมือกันวางแผนจับหมื่นวิชิตฯ กับบัวให้ได้คาหนังคาเขาขณะทำพิธี หมื่นวิชิตโกรธแค้นที่ถูกหลอกจึงฆ่าพุ่มตาย เหมยืนยันว่าเขาไม่เคยมีเยื่อใยกับบัว บัวรู้สึกอับอาย บัวอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาเพื่อชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในชาตินี้ ด้านคุณหญิงชมก็เดินทางไปสู่ขอแม่ลำดวนกับท่านขุนนาฏยโกศลกับคุณปิ่น จึงยอมยกลำดวนให้เหมแต่โดยดี ทางสยามปฏิเสธการซื้อเรือกลไฟเพราะมีสภาพเก่า ทำให้นายห้างหันแตรโกรธมาก นายห้างหันแตรพยายามหาเรื่องทางฝั่งสยาม เหมจึงวางแผนให้จับตัวนายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์ไปขังไว้ นายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์โกรธมากถึงขึ้นอาฆาตเหมไว้ว่าจะต้องกลับมาจัดการกับเหมให้ได้ พระยาปากน้ำมาแจ้งกับคุณชายช่วงและเหมว่า จับตัวคนรับใช้ชาวอินเดียของมิสเตอร์เจเมสันนั้นสารภาพว่ามิสเตอร์เจเมสันถูกหลวงสรอรรถฆ่าตาย เพราะหลวงสรอรรถต้องการยักยอกฝิ่นที่มิสเตอร์เจเมสันลักลอบนำเข้ามาไปเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้มลทินของพระยาบริรักษ์จึงได้รับการชำระสะสาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบำเหน็จให้เหมเป็น หลวงสุรบดินทร์ ส่วนหลวงสรอรรถที่ตอนนี้ได้ข่าวว่าไปเข้าร่วมกับจีนตั้วเหี่ยทำการค้าฝิ่นเป็นปฏิปักษ์กับทางราชการนั้น เหมก็ได้แต่งงานกับลำดวนสมที่ตั้งใจไว้ เหมกับ หมื่นไวยวรนาถ (คุณชายช่วง) ก็ถูกเกณฑ์ไปปราบปรามพวกจีนตั้วเหี่ยและก๊กต่าง ๆ ทั้งคู่จึงวางแผนล้อมจับจีนตั้วเหี่ยและหลวงสรอรรถมาด้วย ด้านลำดวนตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นหญิง เหมจึงตั้งชื่อว่า มาลัย เพื่อเป็นตัวแทนความผูกพันของเขาที่มีต่อลำดวน หลังจากนั้นไม่นานนัก เซอร์ เจมส์ บรู๊ค ทูตคนใหม่จากประเทศเกาะบริเตนใหญ่ ยืนเงื่อนไขให้คนภายใต้บังคับของอังกฤษสามารถทำการค้าได้อย่างเสรี ซึ่งเหมไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขข้อนี้ เหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่พิจารณาสนธิสัญญาของทูตานุทูตอังกฤษแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับทางสยาม จึงไม่เห็นสมควรทำตามข้อตกลง ทางอังกฤษนำเรือรบมาปิดปากอ่าว พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้ส่งตัวเหมไปดำเนินคดีที่เรือรบอังกฤษในคดีที่เคยลวงนายห้างหันแตรไปคุมขังไว้ เหมจึงคิดจะเสียสละตัวเองเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดเหมือนเช่นที่พระยาบริรักษ์ผู้เป็นบิดาเคยทำ เหมดึงดันที่จะทำตามความตั้งใจเดิมคือไปรับการตัดสินคดีบนเรือรบของอังกฤษ กะปิตัน บราวน์ ที่เคยถูกเหมจับขังไว้คราวก่อน เฝ้ารอที่จะได้แก้แค้นเหมให้สาแก่ใจ ทว่าเมื่อเรือที่นำตัวเหมไปยังเรือรบอังกฤษลอยลำอยู่กลางแม่น้ำ เหมก็ตัดสินใจกระโดดลงน้ำทั้ง ๆ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กทั้งตัว กะปิตัน บราวน์ สั่งให้คนค้นหาร่างของเหมให้เจอ คุณหญิงชม ลำดวน คุณปิ่นและท่านขุนนาฏยโกศลต่างเสียใจที่เหมต้องมาพบจุดจบ ในที่สุดทางอังกฤษก็งมหาศพของเหมจนเจอในสภาพใบหน้าเละเทะเพราะถูกปลาทะเลกัดกิน พระยาปากน้ำก็สังเกตเห็นว่าใต้ท้องแขนของศพนั้นไม่มีรอยสักที่เป็นเครื่องหมายของการโดนโทษตะพุ่นหญ้าช้าง หลวงกำแหงรีบกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่าคงเป็นเพราะแช่น้ำทะเลนานเกินไปนั่นเอง ที่จริงแล้วเหมสามารถปลดโซ่เหล็กได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเคยเป็นเสดียงมาก่อน ใต้น้ำนั้นก็มี หลวงเผด็จทินกร คอยช่วยอยู่ หลังจากนั้นก็พากันไปซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อน ส่วนศพที่พบในทะเลนั้น ก็คือศพของหมื่นวิชิตฯ นั่นเอง เหมกลับมาอยู่กับลำดวนอีกครั้ง โดยที่รู้ตัวดีว่าคงไม่อาจกลับเข้ารับราชการได้อีกแล้ว แต่ลำดวนก็ไม่สนใจ ขอแค่ได้มีเหมอยู่เคียงข้างกัน หลายปีผ่านไป เหมทำงานเป็นควาญช้างอยู่ในเพนียดที่กรุงเก่า คุณชายช่วงซึ่งได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้เดินทางมาหาเหมเพื่อขอให้เหมร่วมเดินทางไปกับคณะทูตที่จะไปถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ แต่เหมต้องปกปิดตัวตนและไปในฐานะหมอนวด ลำดวนจึงสนับสนุนให้เหมเดินทางไปกับคณะทูต เหมจึงตัดสินใจออกเดินทางมุ่งสู่ประเทศอังกฤษเพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ แม้จะไร้ชื่อ ไร้เกียรติยศชื่อเสียงใด ๆ แต่ชายหนุ่มก็ยินดีและเต็มใจทำในฐานะ "ข้าแห่งบดินทร์" ติดตามชม ละครข้าบดินทร์ ได้เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่่อง 3

L&E ย้ายเข้า SET เริ่มเทรด 21 ตค.นี้
L&E /  ข่าว / 

L&E ย้าเข้า SET เริ่มเทรด 21 ตค.นี้ โดยย้ายเข้าหมวดของใช้ในครัวเรือน และสำนักงาน ภายใต้กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. รายงานว่า ได้อนุมัติให้หลักทรัพย์ของ L&E ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET ซึ่งจะเริ่มซื้อขายในวันที่ 21 ตค.นี้ เป็นต้นไป โดยตลท.พิจารณาแล้วเห็นว่า L&E มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าด้วยการรับหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน พ.ศ. 2544 ตามที่บริษัท ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ L&E เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 47 ร้องขอ ดังนั้น จึงกำหนดให้หลักทรัพย์จดทะเบียนของ L&E จำนวน 384,123,030 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท รวม 384,123,030 บาท ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยจัดให้หุ้นสามัญอยู่ในหมวดของใช้ในครัวเรือนและสำนักงาน (Home & Office Products) ภายใต้กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products) และใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า L&E เช่นเดิม รวมถึงใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทครั้งที่ 3 (L&E-W3) จำนวน 99,587,277 หน่วยให้จัดอยู่ในหมวดใบสำคัญแสดงสิทธิ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า "L&E-W3" ตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค.57 เป็นต้นไป ทั้งนี้ สำหรับการคำนวณ Ceiling & Floor ของหลักทรัพย์ L&E และ L&E-W3 ในวันที่ 21 ต.ค.57 ให้ใช้ราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายของหลักทรัพย์ดังกล่าวในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เป็นฐานในการคำนวณ Ceiling & Floor ตามปกติ โดย L&E ประกอบธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าแสงสว่างอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การนำเข้า และการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าแสงสว่างต่างๆให้แก่ลูกค้าทั้งใน และต่างประเทศ รวมทั้งการให้บริการออกแบบและแนะนำการใช้ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าแสงสว่างต่างๆ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทประกอบด้วยกลุ่มสินค้าหลัก 4 กลุ่ม คือ กลุ่มโคมไฟฟ้า กลุ่มหลอดไฟฟ้า กลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าแสงสว่าง และกลุ่มเสาไฟฟ้า และอื่นๆ ซึ่งจัดจำหน่ายทั้งตราสินค้าของบริษัทเอง คือ L&E และ LUMAX และตราสินค้าอื่น MThai News

คลัง เผยครม.ไฟเขียว แก้ไขภาษีห้างหุ้นส่วนสามัญ
กระทรวงการคลัง /  ข่าวกระทรวงการคลัง / 

คลัง เผย ครม.ไฟเขียว มาตรการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้จากห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล กระทรวงการคลังรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2557 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับมาตรการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้จากห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีผู้เสียภาษีจำนวนมากที่มีการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลฯ แยกเป็นหน่วยภาษีต่างหากจากบุคคลธรรมดา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและชัดเจนสะท้อนถึงความสามารถในการเสียภาษี กระทรวงการคลังจึงได้กำหนดให้มีการปรับปรุงการจัดเก็บภาษี เงินได้จากห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลฯ ขึ้นใหม่ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1. เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ จึงได้กำหนดนิยามคำว่า คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้หมายความว่า บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงกระทำการที่มีเงินได้พึงประเมินร่วมกันอันมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ สำหรับห้างหุ้นส่วนสามัญให้ใช้นิยามความหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 2. สำหรับรายละเอียดการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้จากห้างหุ้นส่วนสามัญ มีดังนี้ 2.1 เปลี่ยนแปลงวิธีการคำนวณเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ของห้างหุ้นส่วนสามัญ จากเดิมที่ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา เป็นวิธีการให้หักค่าใช้จ่ายจริงตามเอกสารหลักฐานในการประกอบกิจการ 2.2 สำหรับกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญที่ได้รับเงินได้พึงประเมินประเภทดอกเบี้ย เงินปันผล และเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร และได้ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้แล้ว จะต้องนำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวไปรวมคำนวณกับเงินได้ประเภทอื่นเพื่อเสียภาษีตอนสิ้นปี ซึ่งต่างจากเดิมที่ให้สิทธิไม่ต้องนำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวไปรวมคำนวณเสียภาษีตอนสิ้นปี 3. สำหรับรายละเอียดการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้จากคณะบุคคลฯ มีดังนี้ 3.1 กำหนดให้บุคคลธรรมดาที่มีการจัดตั้งหน่วยภาษีในรูปคณะบุคคลฯ จะต้องนำเงินได้ พึงประเมินของคณะบุคคลฯ ตามสัดส่วนมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินของตนตอนสิ้นปี ทั้งนี้ โดยคณะบุคคลฯ ไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีตอนสิ้นปีอีก สำหรับกรณีคณะบุคคลฯ ที่ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ให้บุคคลแต่ละคนนำเงินภาษีที่ถูกหักไว้ มาเป็นเครดิตของแต่ละคนตามสัดส่วนที่ได้รับ 3.2 กรณีคณะบุคคลฯ ที่ได้รับเงินได้พึงประเมินประเภทดอกเบี้ย เงินปันผล และเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร และได้ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ให้บุคคลแต่ละคนที่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามสัดส่วน ยังคงได้รับสิทธิเลือก ไม่ต้องนำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวไปรวมคำนวณเสียภาษีตอนสิ้นปีอีก มาตรการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีฯ ข้างต้น จะต้องมีการตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยจะให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ของปีภาษีถัดจากปีที่กฎหมายประกาศใช้ โดยการดำเนินการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้จากห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลฯ ข้างต้น เป็นการปรับปรุงให้บุคคลธรรมดามีการยื่นรายได้เพื่อเสียภาษี ในส่วนที่ตนได้รับอย่างแท้จริง อันจะทำให้ระบบการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีความชัดเจนและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น MThai News

ตะลึง สาวชาวเอธิโอเปียครองแชมป์ สาวปากกว้างที่สุดในโลก
ปากกว้างที่สุดในโลก /  สาวปากกว้างที่สุดในโลก / 

ตีแผ่ชีวิต สาวปากกว้างที่สุดในโลกชาวเอธิโอเปีย ทำลายสถิติโลก ด้วยเส้นผ้าศูนย์กลางกว่า 19.5 เซนติเมตร สำนักข่าวเดอะมิรเรอร์ รายงานข่าว สารคดี แคนนอน ของออสเตรเลียที่ตีแผ่ชีวิต ของ Ataye Eligidagne วัย 20 ปี อาศัยอยู่ในภาคใต้ของเอธิโอเปีย ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น ผู้ที่มีริมฝีปากกว้างที่สุดในโลก เธอใช้เวลา 3 ปีในการขยายริมฝีปากออก และยอมถอนฟันสองซี่ออก เพื่อรับกับพิมพ์เหล็ก ซึ่งขนาดรอบริมฝีปากของเธอกว้างกว่า 59.5 เซนติเมตร โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 19.5 เซนติเมตร ทั้งนี้ขนาดดังกล่าวมากกว่า สถิติเดิม ที่ถูกบันทึกลงใน กินเนสส์เวิลด์เร็กคอร์ด ถึง 4 เซนติเมตร เธอเป็นคนชนเผ่า Surma และ Mursi ซึ่งตามประเพณีแล้ว ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 15-18 ปี จะต้องขยายริมฝีปากด้วยตัวเอง ก่อนเข้าพิธีแต่งงาน 6-12 เดือน ขนาดริมฝีปากมีผลต่อการแต่งงาน ถ้าขนาดยิ่งใหญ่ ก็จะหมายถึงการดึงดูดสามี หรือสินสอดทองหมั้นที่มากขึ้น สำหรับชนเผ่าหรือในประเทศเอธิโอเปีย นี่คือความภาคภูมิใจที่ได้ทำ เพราะขนาดริมฝีปากที่ยิ่งใหญ่ ก็จะยิ่งสร้างความประทับใจ และหมายรวมถึงการแข่งขันกันในบรรดาหญิงสาวvudfh;p Mthai news

  มีดอรัญญิกที่คมที่สุด ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
mono29 /  พระนครศรีอยุธยา / 

มีดอรัญญิก เดิมเป็นของชาวเวียงจันทร์และได้อพยพเข้ามาพร้อมกับนำความรู้และเทคนิกการทำเครื่องมือที่ใช้จากเหล็กหรือที่เรียกกันว่า "การตีมีด" และส่วนหนึ่งเป็นช่างทองรูปพรรณ โดยลักษณะของมีดมีขนาดเหมาะมือและสวยงามมาก  ฝักและด้ามประดับด้วยทองคำสลักลายนูน เฉพาะด้ามที่จับถักหุ้มด้วยลวดเงิน ทำให้เกิดผิวสากจับได้กระชับมือ ไม่ลื่นไถล สัญนิษฐานว่าการตีมีดดาบอรัญญิกในสมัยก่อน ทำขึ้นเพื่อใช้งานและใช้เพื่อแสดงตำแหน่งยศด้วย ชาวเวียงจันทร์ได้อพยพเข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในปี พ.ศ. 2365 สาเหตุเนื่องจากเวียงจันทร์ขณะนั้นเกิดการทำมาหากินอัตคัดขาดแคลน จนโจรผู้ร้ายชุกชุมนั่นเอง   มีดอรัญญิกที่คมที่สุด ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลักษณะเด่นของมีดอรัญญิก มีดอรัญญิกมีลักษณะเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีดมีความเป็นเลิศ มีความทนทานใช้การได้นานนับเป็นปี ๆ บางชนิดใช้งานได้ตลอดชีวิตของผู้ใช้ และมีความสวยงามประณีต มีรอบตีทำให้เหล็กแน่นแข็งแรง ตัวมีดคมบางใช้เหล็กอย่างดี ทำให้คมมีดไม่แตกหรือบิ่น ด้ามมีดแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน ด้ามไม้ใช้ไม้อย่างดี บางด้ามมีการฝังมุกให้สวยงาม ที่สำคัญคือ ตราที่ประทับบนตัวมีดแสดงให้เห็นว่าเป็นมีดอรัญญิกแท้ ปัจจุบันนี้ มีดที่ใช้เครื่องมือไฟฟ้า จะทำให้มีดมีความประณีตมาก ตกแต่งลวดลายได้สวยงามดี บางรายมีแท่นปั้นรูปมีดจะทำให้รูปมีดมีขนาดเท่า ๆ กัน และเหมือนกัน  ในสมัยก่อน การทำมีดต้องอาศัยคนงานหลายคน เช่น คนตีพะเนิน จะต้องฝึกหัดกันมาเป็นอย่างดี จะต้องรู้ว่ามีดรูปไหนควรตีตรงไหน และจะต้องคอยฟังสัญญาณการใช้เสียงของผู้จับเหล็กนี้ ตามภาษาชาวบ้านเรียกว่า “หน้าเตา” ซึ่งจะต้องเป็นคนที่มีความรู้เกี่ยวกับการทำมีดเป็นอย่างดีเยี่ยม สถานที่ใช้ในการทำงานบริเวณหมู่บ้านตีมีดเกือบทั้งตำบลท่าช้างจะมีลักษณะการตั้งบ้านเรือนอยู่แบบขนานไปกับสองฟากฝั่งของแม่น้ำป่าสัก แต่ละหลังจะปลูกบ้านแบบใต้ถุนสูง เพื่อป้องกันน้ำที่อาจจะเอ่อล้นสองฟากฝั่งแม่น้ำขึ้นมาท่วมบ้านเรือนได้ การตีมีดของชาวบ้านส่วนใหญ่จะใช้บริเวณใต้ถุนบ้านเป็นที่ประกอบการทำมีด ตั้งแต่การปัดมีดคม ไล่มีด การลับมีด ยกเว้นการเผาเหล็กให้ร้อนแดง ส่วนมากชาวบ้านจะสร้างเป็นโรงเรือนเล็ก ๆ ต่างหาก เพื่อป้องกันอัคคีภัยที่จะเกิดขึ้นมาได้ ถึงแม้บริเวณใต้ถุนของชาวบ้านจะสูงโปร่งก็ตามแต่ลักษณะของงานที่ต้องใกล้กับความร้อนจากเตาเผาเหล็ก ขั้นตอนการผลิตมีด เตรียมการตีมีด มีปัจจัยที่สำคัญ 3 ประการ คือ เตรียมคน : ต้องใช้คน 3-4 คนขึ้นไป โดยเฉพาะ การตีมีดในขั้นตอนที่ 1 (การหลาบ) ต้องใช้คนที่มีพละกำลัง ร่างกายแข็งแกร่ง ตลอดจนต้องมีความสามัคคี และประสบการณ์ เป็นอย่างมาก เตรียมอุปกรณ์ : เป็นอุปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้ สำหรับช่างตีเหล็ก หรือช่างตีมีดโดยเฉพาะ เช่น ทั่ง ค้อน พะเนิน คีม สูบลม เตาเผาเหล็ก ตะไบ เหล็กขูด เหล็กไช รางน้ำชุบมีด เขื่อนตัดเหล็ก ขอไฟ หินหยาบ-ละเอียด ทั่งขอ เถาวัลย์เปรียง หลักสี่ (ปากกา) กบ และเลื่อย เป็นต้น เตรียมวัตถุดิบ : วัสดุที่สำคัญในการตีมีดเป็นอันดับแรกได้แก่ เหล็กกล้า ที่ต้องใช้ความชำนาญในการดูสีของเหล็กขณะชุบ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่งสำหรับช่างตีมีดอันดับต่อไปคือ ถ่านไม้ไผ่ ซึ่งจะเป็นถ่านที่มีประสิทธิภาพสูงในการเผาเหล็ก ต่างจากถ่านจากไม้ทั่ว ๆ ไป และอันดับสุดท้ายคือ ไม้ที่ใช้ทำด้ามมีด ซึ่งวัสดุดังกล่าวข้างต้น จะมีผู้นำมาจำหน่ายในชุมชนแหล่งผลิตมีดเลย การดำเนินการผลิต มีดอรัญญิก จะมีขั้นตอนในการทำโดยสรุป 10 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ตัดเหล็กให้ได้ขนาดตามความต้องการ เผาไฟให้แดงแล้วนำออกมาจากเตาให้คนสามคนใช้พะเนินตีจนได้รูปหุ่น หรือกูน(ชาวบ้านเรียกว่าการ “ หลาบ” เหล็ก) ขั้นตอนที่ 2 เมื่อได้หุ่นหรือกูนมีดแล้ว นำเอาเข้าเตาเผาไฟอีกครั้งหนึ่ง แล้วใช้คน คนเดียวตีด้วยค้อนเพื่อขึ้นรูปมีดให้ได้ตามความต้องการ (ชาวบ้านเรียกว่าการ “ซ้ำ” ) ขั้นตอนที่ 3 เมื่อซ้ำได้รูปมีดแล้ว ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วใช้ค้อนตีจนเนื้อเหล็กเรียบเป็นมันเพื่อให้เนื้อเหล็กเหนียวแน่น คมบาง ตัวมีดตรง (ชาวบ้านเรียกว่าการ “ ลำเรียบ หรือ ไห่” ขั้นตอนที่ 4 เมื่อไห่ได้รูปมีดพอสมควรแล้ว นำมาแต่งด้วยตะไบ เพื่อให้ได้รูปเล่มสวยงามขึ้น (เรียกว่าการ “แต่ง” ) ขั้นตอนที่ 5 เมื่อแต่งด้วยตะไบได้รูปแล้ว นำมาขูดคมให้บางโดยใช้เหล็กขูด เพื่อทำให้ตัวมีดขาวและบาง (เรียกว่าการ “ขูด” ) ขั้นตอนที่ 6 เมื่อขูดได้คมบางพอสมควรแล้ว ใช้ตะไบหยาบและตะไบละเอียดโสกตามตัวมีด เพื่อให้ตัวมีดขาวเรียบร้อย และคมจะบางยิ่งขึ้น (เรียกว่าการ “ โสก” ) ขั้นตอนที่ 7 เมื่อโสกเรียบร้อยแล้วนำมาพานคม โดยใช้ตะไบละเอียดพานขวางของคมมีดเพื่อให้คมมีดบางเฉียบ (เรียกว่าการ “ พานคมมีด” ) ขั้นตอนที่ 8 เมื่อพานคมแล้วก็นามาชุบ “การชุบ” เป็นเรื่องสำคัญมาก ช่างต้องมีความชำนาญเป็นพิเศษ โดยนำเข้าเผาไฟในเตาเพื่อให้คมแดงตามความต้องการว่าเผาขนาดไหนจึงจะเหมาะสมกับความกล้า แล้วชุบกับน้ำ คมของมีดจะกล้าแข็งไม่อ่อนและไม่บิ่น ขั้นตอนที่ 9 เมื่อชุบแล้วนำมา ฝน หรือลับ โดยใช้หินหยาบ และหินละเอียด ให้คมได้ที่สมัยนี้ใช้หินกากเพ็ชร์ (เรียกว่าการ “ลับคม” ) ขั้นตอนที่ 10 เมื่อฝนหรือลับคมได้ที่แล้ว จึงนำมาเข้าด้ามมีด แล้วใช้น้ำมันทาตัวมีดเพื่อกันสนิม เป็นเสร็จสิ้นขั้นตอนการทำมีด รับชมคลิป รายการไทยท้าทาย ขอบคุณภาพและข้อมูล fieldtrip.ipst.ac.th / wangnoibeverage.co.th / yutthayastudies.aru.ac.th

รับตรงปี 58 ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ข่าวการศึกษา /  นักศึกษา / 

มาแล้วจ้า...เปิดรับตรง 58 ปริญญาตรีสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) สมัครได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 – 13 กุมภาพันธ์ 2558 รับตรง 58 ปริญญาตรีสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำหรับเกณฑ์การรับสมัคร ประจำปีการศึกษา 2558 รับตรง 58 ปริญญาตรีสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีดังนี้ ผลคะแนนภาษาอังกฤษ TOEFL (Paper-based) ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 525 คะแนน TOEFL (Computer- based Test) ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 196 คะแนน TOEFL (Internet- based Test) ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 69 คะแนน IELTS ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 5.5 คะแนน SAT I (Verbal หรือ Critical Reading) ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 380 คะแนน CU-TEP ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 73 คะแนน TU-GET ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 525 คะแนน GAT 85 (ส่วนที่ 2 ภาษาอังกฤษ) ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 100 คะแนน ผลคะแนนคณิตศาสตร์ สอบผ่านการทดสอบวัดความสามารถทางคณิตศาสตร์และสถิติ ประจำปีการศึกษา 2558 SAT I (Math) ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 600 คะแนน PAT ๗๑ (คณิตศาสตร์) ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 70 คะแนน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.becon.eco.ku.ac.th ข้อมูล eduzones.com

กว่าจะรู้เดียงสา (2530) 3/3 จบ
หนังไทย

เรื่องย่อ : ครอบครัวของทิพย์ (มาช่า วัฒนพานิช) เป็นผู้ดีเก่า มีคุณแม่ (พิศมัย วิไลศักดิ์) เป็นคนดูถูกคนจน เมื่อทิพย์อายุ 15 ย่าง 16 ได้รู้จักกับหนุ่มดาวโรงเรียนชื่อ ไชยา (สุริยา เยาว์สังข์) ทั้งสองคนมักพบปะกันประจำโดยทางบ้านไม่รู้ พี่ชายของไชยา (นพพล โกมารชุน) เปิดร้านขายเเละซ่อมจักรยาน และมักทะเลาะกับไชยาประจำ ทำให้เขาเบื่อที่บ้านมาก เมื่อทิพย์ไปเที่ยวน้ำตกกับไชยา ทั้งคู่ก็ได้มีความสัมพันธ์กัน จนท้องขึ้นมาและหนีไปอยู่ด้วยกัน พ่อแม่ของทิพย์ตามไปที่ร้านของพี่ชายไชยาและกล่าวว่าโทษให้ ทั้งคู่หนีไปอยู่กรุงเทพฯ แฉล้ม (อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ) ผู้หญิงหากินพาไปเช่าบ้านอยู่ ทั้งสองต้องแยกกันหางานทำ ไชยาไปทำงานเป็นลูกจ้างร้านคนจีนซ่อมจักรยาน ส่วนทิพย์ไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กทำงานบ้านที่บ้านครู แต่อยู่ได้ไม่นานสามีเจ้าของบ้านเข้ามาลวนลาม โชคดีที่ทิพย์ได้ใช้ขวดตีที่ศีรษะเเละหนีออกมาได้ จึงหนีไปหาไชยาที่ร้านซ่อมจักรยาน แต่ก็ไม่เจอกัน เพราะไชยาได้ลาออกไปแล้ว จึงกลับไปหาแฉล้ม โดยขอโทรศัพท์กลับไปที่บ้าน หวังให้คุณพ่อรับหลานไปเลี้ยงหลังคลอด แต่ก็ต้องตกใจ เพราะพี่ชายบอกว่าคุณพ่อได้หย่ากับคุณแม่แล้วและไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน พี่ชายต้องการให้ทิพย์กลับไปอยู่ด้วยกันพร้อมยินดีรับเลี้ยงลูกของทิพย์ แต่ไม่ทันที่จะพูดอะไรมาก ทิพย์ก็ร้องไห้วางสายโทรศัพท์ด้วยความเสียใจกับข่าวที่พ่อหายตัวไป อีกทั้งยังรู้ว่าไชยาซึ่งติดยาถูกรถชนตายเพราะวิ่งหนีตำรวจ แฉล้มจึงได้โอกาสเกลี้ยกล่อมให้ทิพย์ทำงานเป็นผู้หญิงหากินและเอาไปฝากไว้ที่บ้านของแม่เล้า เมื่อทิพย์คลอดลูก ก็โดนพาไปขายที่หาดใหญ่ ทิพย์ต้องทำงานและเลี้ยงลูกไปด้วย จากนั้นหมอสุริยา (อธิป ทองจินดา) ญาติของทิพย์ ได้มาตรวจร่างกายในซ่อง จึงพยายามหาทางช่วยทิพย์ แต่ทิพย์ต้องการให้ลูกออกไปได้ก่อน ทิพย์ตัดสินใจผูกคอตาย หมอสุริยาส่งเด็กให้กับพี่ชายทิพย์เลี้ยง แม่ของทิพย์จึงรู้ว่าทิพย์ได้จากไปแล้ว กว่าจะรู้เดียงสา เป็นภาพยนตร์ไทย ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2530 ที่ดัดแปลงสร้างมาจากนวนิยายของ โบตั๋น จัดจำหน่ายโดย ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น กำกับโดย ชนะ คราประยูร บทภาพยนตร์โดย ชนะ คราประยูร และ นพมาศ ศิริกายะ นำแสดงโดย พิม (มาช่า) วัฒนพานิช, สุริยา เยาว์สังข์, อธิป ทองจินดา, นพพล โกมารชุน, อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ,กำธร สุวรรณปิยะศิริ, สุริวิภา กุลตังวัฒนา, สุเชาว์ พงษ์วิไล, ไกรลาศ เกรียงไกร ออกฉายเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2530 กว่าจะรู้เดียงสา ได้สร้างเป็นละครโทรทัศน์ 3 ครั้ง ครั้งแรกและครั้งที่ 2 โดย ดาราวิดีโอ ออกอากาศทาง ช่อง 7 ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2531 นำแสดงโดย มาช่า วัฒนพานิช, สิวะ แตรสังข์, พิศมัย วิไลศักดิ์ ครั้งที่สองปี พ.ศ. 2543 นำแสดงโดย คีตภัทร อันติมานนท์, วีรภาพ สุภาพไพบูลย์, ดวงดาว จารุจินดา และครั้งที่สามปี พ.ศ. 2555 นำแสดงโดย ธีรภัทร์ แย้มศรี, พิรุณรัตน์ เกตุคำ, รชยา รักกสิกรณ์ สร้างและออกอากาศทางช่อง media channel รายชื่อนักแสดง มาช่า วัฒนพานิช ............ แว่นทิพย์ (ทิพย์) สุริยา เยาว์สังข์ ............ ไชยา อธิป ทองจินดา ............ หมอสุริยา นพพล โกมารชุน ............ พี่ชาย ไชยา พิศมัย วิไลศักดิ์ ............ แม่ของทิพย์ อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ ............ แฉล้ม (หญิงขายบริการ) กำธร สุวรรณปิยะศิริ ............ พ่อของทิพย์ สุริวิภา กุลตังวัฒนา ............ เพื่อนสาวของทิพย์ สุเชาว์ พงษ์วิไล ............ สามีของครู (นายจ้างของทิพย์) ไกรลาศ เกรียงไกร ............ สิงห์ (คนคุมส่งหญิงขายบริการ) ยุวดี ไทยหิรัญ ............ ครู (นายจ้างของทิพย์) ปุยฝ้าย ไทยหิรัญ ............ เพื่อนชายของไชยา นภาพร หงสกุล ............ เฉลา เพื่อนของแฉล้ม (อาชีพค้าผู้หญิงบริการ) บู๊ วิบูลย์นันท์ ............ เสี่ยเจ้าของสถานบริการบันเทิง (นายจ้างของทิพย์) ชูศรี มีสมมนต์ ............ แม่เล้าในซ่อง ชินดิษฐ์ บุนนาค ............ นายจ้างร้านซ่อมจักรยานของไชยา เรืองศรี อินทรกำแหง ............ เรือง (พนักงานโรงเเรม) ขจรศักดิ์ ศุกระจันทร์ ............ พี่ชายของทิพย์ ทัศนีย์ ชินวัตร ............ พี่สะใภ้ของทิพย์ ที่มา : http://rabbit-1963.blogspot.com/2014/07/2530-master-vcd.html 1/3 - http://video.mthai.com/trailer/player/1413839651.html 2/3 - http://video.mthai.com/trailer/player/1413844670.html 3/3 -