สัญลักษณ์จราจร

lily /  Lily of the Valley / 

"Lily of the Valley  ดอกไม้แห่งวัน May Day" บางตำนานเล่าว่าเริ่มต้นมาตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 1561 กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 9 แห่งอังกฤษ ได้รับ Lily of the Valley เป็นช่อดอกไม้เพื่อความโชคดี นับจากนั้นมาโปรดให้ดอกไม้หอมนี้แก่ข้าหลวงสาวในวังทุกวันที่ 1 พฤษภาคมตลอดมา ด้วยเป็นดอกไม้ที่ผลิบานในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิและหลายตำนานเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของความสุข ความโชคดี การกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์อันสื่อถึงอนาคตที่สดใส Lily of the Valley จึงกลายมาเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแรงงานนานาชาติ หรือที่รู้จักในนามว่าวัน May Day จะเห็นมีคนงานติดดอก Lily of the Valley ไว้ที่หน้าอกในวันแรงงาน และเพราะเป็นดอกไม้แห่งความสุขเจ้าสาวในแถบยุโรปจึงนิยมนำมาเป็นช่อดอกไม้ของเจ้าสาวในวันแต่งงานด้วย

ตัวอักษร A-Z ที่เกี่ยวโยงกับ ลิเวอร์พูล (ตอน 2)
ลิเวอร์พูล /  หงส์แดง / 

มาตามติดภาคต่อของซีรี่ส์ที่เราได้นำเสนอให้กับผู้อ่านเมื่อสัปดาห์ก่อน และในตอนนี้ เราอยากนำเสนอเรื่องราวต่างๆ จากตัวอักษร E ไปจนถึง H ที่เกี่ยวโยงกับสนามแอนฟิลด์และสโมสรลิเวอร์พูลแห่งนี้ E ค่ำคืนแห่งเกมยุโรป (EURO NIGHT) เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ในเกมที่ลิเวอร์พูลได้เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของลูโดโกเรตส์ ราซเกรด หลังจากสนามแอนฟิลด์หายหน้าหายตาไปจากแชมเปี้ยนส์ ลีกถึง 5 ปี โดยเกมแรกในรอบ 5 ปีนั้นจบลงด้วยชัยชนะของทีมทหงส์แดง 2-1 ซึ่งยอดผู้ชมเกมคู่ดังกล่าวทั่วโลกมีถึง 2,013,368 คนเลยทีเดียว มามาดู ซาโก้ เซนเตอร์ พูดถึงบรรยากาศเกมนั้นว่า "บรรยากาศมันยอดเยี่ยมและวิเศษมากๆ โดยเฉพาะเกมยุโรปที่เตะในแอนฟิลด์ ผู้เล่นทุกคนต่างพูดเป็นสียงเดียวกันว่าแอนฟิลด์คือสนามฟุตบอลที่เต็มไปด้วยเหล่าแฟนบอลที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกด้วยกันทั้งนั้น" เพลง EVERT OTHER SATURDAY มันคือเพลงที่เหล่าเดอะ ค็อปร้องเป็นำพลงแรกประจำ โดยมีเพลงนี้เนื้อหาใจความว่า "ทุกวันเสาร์มักจะหายไปครึ่งวัน/เพราะมันมีเกมที่ฉันรอคอย/คุณจะเห็นฉันเดินไปตามถนนแอนฟิลด์/ทั้งตัวฉันและเหล่าผองเพื่อน/พวกเราชอบที่เห็นเหล่าผู้คนโบกสะบัดผ้าผันคอสีแดงเต็มไปหมด/พวกเรารักที่จะฟังเพลงเชียร์ของลิเวอร์พูล/แต่เหนือสิ่งอื่นใด/พวกเรารักทุกช่วงเวลาที่ลิเวอร์พูลยิงประตูได้!!" F ธง (Flags) มันคือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความรักที่มีต่อสโมสรขนาด 100 x 65 ฟุต ซึ่งถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยแฟนบอลนามว่าแฟร้งค์ กราเคฟฟา ซึ่งธงผืนนี้ถูกใช้ครั้งแรกในเกมส่งท้ายอัฒจันทร์ฝั่งเดอะ ค็อปแบบยืนที่พบกับนอริช ซิตี้ ในเดือนพฤษภาคม 1994 "มันเป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากยุคนั้น" กราเคฟฟาอธิบาย "ปัจจุบันธงที่ใช้บนอัฒจันทร์เดอะ ค็อปมีมากมาย และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความสำเร็จที่ผู้จัดการทีมทำเอาไว้" เสาธงตรงหัวมุมสนาม (FLAGPOLE CORNER) มันเป็นสถานที่ที่เดอะ ค็อปใช้เป็นจุดรวมพลเป็นประจำ เสาธงนี้ตั้งอยู่ตรงหัวมุมนอกสนาม โดยเสาธงนี้ก็คืออดีตเสากระโดงของเรือเอสเอส เกรท อีสเทิร์น ซึ่งเป็นเรือเหล็กที่ถูกสร้างขึ้นโดยอู่ต่อเรือไอแซมบาร์ด คิงดอม ในช่วงทศวรรษที่ 1850 G ประตู (GATES) ประตูเข้าออกสนามแอนฟิลด์ซึ่งถือเป็นอีกแลนด์มาร์คที่ยิ่งใหญ่ของสโมสร โดยชื่อของประตูทั้ง 2 เป็นชื่อของยอดบรมกุนซือของสโมสรลิเวอร์พูล บนวอลตัน เบรค โร้ดนั้นมีประตูที่ชื่อว่าบ๊อบ เพสลี่ย์ เกตเวย์ หรือเรียกสั้นว่า 'เพสลี่ย์ เกตส์' นั่นเอง ประตูแห่งนี้ถูกเปิดใช้หลังสแตนด์สปิออน ค็อปมานานกว่า 15 ปีแล้ว ส่วนประตูทางฝั่งแอนฟิลด์ โร้ดนั้นเป็นที่ตั้งของ 'แชงค์ลี่ย์ เกตส์' โดยมีภรรยาของแชงค์สอย่างเนสซี่ให้เกียรติมาเปิดงานนี้ในปี 1982 นอกจากนี้ยังมีคำว่า 'YOU’LL NEVER WALK ALONE' ประดับอยู่ข้างบนอย่างโดดเด่น โดยมีนกไลเวอร์ เบิร์ดตั้งอยู่บนยอดของประตูแห่งนี้ ประดับไปด้วยดอกธิสเทิล เพื่อแสดงให้เห็นถึงถิ่นกำเนิดของแชงค์ส นั่นก็คือสก็อตแลนด์นั่นเอง หญ้า (GRASS) บิล แชงค์ลี่ย์เคยพูดเอาไว้ว่า "หญ้าที่ดีต้องหญ้าที่แอนฟิลด์ มันเป็นหญ้าที่มือโปรเข้าใช้กัน!" มันทำให้ลูกบอลไหลลื่นไปตามแรงของผู้เล่น และมันก็ยอดเยี่ยมสำหรับการเล่นฟุตบอลอีกด้วย เจอร์ราร์ด (GERRARD) สุดยอดกัปตันทีมหงส์แดงที่สายเลือดสเกาเซอร์อย่างเปี่ยมล้นคนนี้ เดินทางไปเชียร์ลิเวอร์พูลครั้งแรกในเดือนกันยายน 1986 ซึ่งเกมนั้นลิเวอร์พูลกำลังดวลแข้งนัดรีเพลย์กับโคเวนทรี ในฟุตบอลลีก คัพ รอบ 4 "สิ่งที่ผมจำได้แม่นก็คือความสนุกและตื่นเต้นที่ได้ยินเสียงอื้ออึงไปทั่วสนาม" เจอร์ราร์ดกล่าว เจ้าหน้าที่ดูแลสนาม (GROUNDSMEN) อาร์เธอร์ ไรลี่ย์ คือ ผู้ดูแลสนามแอนฟิลด์เป็นจำนวน 54 ฤดูกาล! ระหว่างปี 1928 ถึง 1983 พ่อของเขาก็เคยเป็นเจ้าหน้าที่ให้กับสโมสรตั้งแต่ปี 1908 และคอยหนีบอาร์เธอร์ในวัยเด็กมาทำงานด้วยเป็นประจำ ก่อนจะเป็นเจ้าหน้าที่ให้กับสโมสรในเวลาต่อมา อาร์เธอร์เป็นคนที่นำสิ่งต่างๆ เข้ามาติดตั้งยังสนามแอนฟิลด์แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นไฟสปอร์ตไลท์, เครื่องทำความอุ่นภายในสนาม และยังต่อเติมส่วนต่างๆ ของอัฒจันทร์อีกด้วย อาร์เธอร์เป็นคนที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของสนาม จนเจ้าหน้าที่สนามจากเวมบลีย์ในสมัยนั้นยังต้องมาขอคำปรึกษาต่างๆ จากตัวของอาร์เธอร์เลยทีเดียว อนุสรน์สถานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ฮิลส์โบโร่ (HILLSBOROUGH MEMORIAL) สถานที่แห่งนี้เป็นเหมือนสิ่งที่แฟนบอลทุกสโมสรจะต้องมายืนไว้อาลัยทุกครั้งที่พวกเขามาเยือนแอนฟิลด์ อดีตผู้เล่นลิเวอร์พูลอย่างเจมี่ เร้ดแนปป์ เคยอุทิศประตูที่เขาทำได้ในแอนฟิลด์ให้กับเหล่าผู้เลียชีวิตทั้ง 96 รายในฤดูกาลสุดท้ายที่เขาลงเล่น เขาบอกกับหนังสือโปรแกรมว่า "ผมศึกษาเรื่องนี้มาถึง 3 ปี และไฟในตัวของผมก็ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ผมจะเดินไปยืนไว้อาลัยพวกเขาทุกครั้งก่อนเข้าสนามแอนฟิลด์ และเห็นไฟที่ยังคอยสว่างไสวอยู่ในตะเกียงโดยไม่มีท่าทีจะดับลงเลยแม้แต่ครั้งเดียว" และด้วยการออกแบบสนามใหม่ ทางสโมสรลิเวอร์พูลก็จะได้สร้างอนุสรน์สถานแห่งใหม่เพื่อเป็นบ้านหลังใหม่ให้กับเหล่าผู้เสียชีวิตทั้ง 96 รายอีกด้วย H บ้าน (HOME) ในห้องแต่งตัวของแอนฟิลด์นั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอบอวลแห่งความสำเร็จที่เหล่าผู้จัดการทีมระดับตำนานที่พาทีมของเขาลงสู้ศึกในสนามภายใต้ชุดสีแดงเพลิง ลองคิดดูว่าผู้เล่นอย่างลิดเดลล์, ฮันท์, เซนต์ จอห์น, คีแกน, ดัลกลิช, รัช, บาร์นส์, ฟาวเลอร์, เจอร์ราร์ด, ซัวเรซ... ต่างก็เคยอยู่ในห้องแต่งตัวแห่งนี้มาแล้วด้วยกันทั้งนั้น คลิกอ่านตอนที่ 1 (A-D) >>> http://sport.mthai.com/sport-variety/257035.html

All-New Volvo XC90 เอสยูวี 7 ที่นั่งสุดหรูหรา
All-New Volvo XC90 /  suv / 

วอลโว่ ประเทศไทย เปิดตัว All-New Volvo XC90 รถ SUV ขนาด 7 ที่นั่ง ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Twin Engine โดยใช้ตราสัญลักษณ์ T8 ซึ่งเป็นการใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า, plug-in hybrid ที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน  4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร คู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ที่มาในรูปลักษณ์สุดหรูหราตามแบบฉบับ Volvo ภายในหรูหราตามแบบพรีเมี่ยม ห้องโดยสารมาพร้อมระบบอินโฟเทนเมนท์ Sensus Connect สามารถเชื่อมต่อทั้ง Apple และ Andriod พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว ใช้งานง่าย ควบคุมสั่งการระบบหลักๆของตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นระบบข้อมูลขับขี่อัจฉริยะที่มาพร้อมเครื่องเสียง โทรศัพท์ติดรถยนต์ ระบบนำทางผ่านดาวเทียม และระบบต่อเชื่อมสัญญาณสื่อสารไร้สาย การตกแต่งห้องโดยสารสไตล์สแกนดิเนเวียนั้นเลอเลิศ ให้ความอภิรมย์ผ่อนคลายเพราะเรียบง่าย วัสดุตกแต่งทุกชิ้นไม่ว่าจะเป็นหนังหรือว่าลายไม้ล้วนคัดสรร แต่ยังคงความเป็นรถยนต์ SUV ที่ขับลุยใช้งานได้จริง ด้านความปลอดภัยนั้น XC90 คันนี้จัดมาอย่างครบครันทั้ง ระบบระบบปกป้องเมื่อเกิดการวิ่งตกถนน Run-Off Protection, ระบบเบรกอัตโนมัติหลีกเลี่ยงการชนประสานงาบริเวณทางร่วมแยก Auto Brake at Intersections , ระบบป้องกันการชนพร้อมเซนเซอร์ตรวจจับ City Safety and Auto Braking function, ระบบป้องกันจากกรณีถูกชนท้ายรถ Pre-crash protection in rear impacts, ระบบระบบแจ้งเตือนป้ายจราจรบนหน้าปัดรถ Extended Road Sign Information, ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะถอยหลังออกจากที่จอด Cross Traffic Alert, ระบบแจ้งเตือนเมื่อมียานพาหนะบริเวณจุดบอดสายตา Cover the Blind Spot, ระบบหยุดและออกตัวรถโดยอัตโนมัติ Queue Assist, ระบบป้องกันและปกป้องกรณีรถพลิกคว่ำ, Groundbreaking Rollover Prevention and Protection, ระบบช่วยในการจอดรถอัตโนมัติ แบบถอยหลังเข้าซองและขนานขอบทาง Park Assist Pilot-Perpendicular & Parallel Parking ส่วนเครื่องยนต์ของ XC90 นั้นมีให้เลือก 2 แบบ ทั้งเบนซินและดีเซล สำหรับรุ่นดีเซลทวินเทอร์โบชาร์จ 2.0 ลิตร 4 สูบ กำลัง 225 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อม Geartronic อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 220 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 15.4 กม./ลิตร และเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร กำลัง 320 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 87 แรงม้า เป็นกำลังรวม 407 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อม Geartronic อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 5.6 วินาที ความเร็วสูงสุด230 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 45.5 กม./ลิตร Volvo XC90 รุ่นใหม่นี้มีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 3 สี คือ ดำ Onyx Black Metallic, ทอง Luminous Sand Metallic และ ขาว Ice White Metallic ราคา All-New Volvo XC90 ใหม่ แบบออกเป็น 3 รุ่นย่อย Volvo XC90 D5 AWD Momentum ราคา 4,890,000 บาท Volvo XC90 T8 Twin Engine Momentum ราคา 5,390,000 บาท Volvo XC90 T8 Twin Engine Inscription ราคา 5,990,000 บาท

ได้ใจคนไทย!! คลิป เจอร์เกน คล็อปป์ พาลูกทีมร่วมอวยพรวันสงกรานต์แฟนบอลชาวไทย
ซิมง มินโญเลต์ /  ดิว็อค โอริกี้ / 

สโมสร ลิเวอร์พูล นำมาโดย เจอร์เก็น คล็อปป์ กุนซือขวัญใจแฟนหงส์พาลูกทีมอย่าง ซิมง มินโญเลต์, ดิว็อค โอริกี้ และอดัม บ็อกดาน มาร่วมอวยพรสงกรานต์ปี 2559 ให้กับแฟนบอลชาวไทย โดยนักเตะ "หงส์แดง" ทั้ง 3 รายไม่ว่าจะเป็น ซิมง มินโญเลต์, ดิว็อค โอริกี้ และอดัม บ็อกดาน พร้อมใจกันใส่เสื้อลายดอกสัญลักษณ์แห่งวันปีใหม่ไทย พร้อมกับกล่าวอวยพรเป็นภาษาไทยว่า "สุขสันต์วันสงกรานต์" ซึ่งถือว่าเรียกความประทับใจจากสาวก "เดอะค็อป" ที่เข้ามาชมคลิปกันได้อย่างมากมาย

Stay Gold Get Lucky แฟชั่นรองเท้า 2 รุ่น ฉลอง st. patrick’s Day
"Pot of Gold" /  gold / 

Reebok ร่วมเฉลิมฉลอง st. patrick’s Day ที่เป็นเทศกาลของชาวไอริช ที่จะจัดขึ้นทุกวันที่ 17 มีนาคมของทุกปีด้วย collection "Pot of Gold" Pack ที่นำ Sneaker สองรุ่นคลาสสิค อย่าง Insta Pump Fury และ NPC II มาเพิ่มความ Luxury แบบสุดๆด้วยการเคลือบทอง และไม่ลืมที่จะใส่สัญลักษณ์ประจำวันนี้ ด้วยใบโคลเวอร์สีเขียว ที่ปั๊มอยู่ตรงรองพื้นด้านใน เหมาะสำหรับ Sneakerhead ที่หลงไหลในความวาววับของทองคำ ที่ใส่แล้วจะทำให้คุณดูมีมูลค่ามากขึ้นเลยทีเดียวเชียว ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ Sneakernews

แค่ทีเซอร์ก็อลังการ! VIXX เตรียมคัมแบ็ค 19 เม.ย. นี้
Vixx /  วิกซ์

หกหนุ่มวง VIXX (วิกซ์) 'เจ้าพ่อคอนเซ็ปต์' แห่งวงการ K-POP เผย Conception Art Film สุดอลังการ เรียกน้ำย่อยก่อนเปิดตัวผลงานเพลงใหม่ 19 เมษายนนี้ VIXX หลังจากส่งภาพแรกเรียกน้ำย่อยสำหรับการคัมแบ็ค VIXX 2016 CONCEPTION ไปเมื่อไม่นานมานี้ ล่าสุดบอยแบนด์วง VIXX ก็ส่งคลิปวิดีโอ Conception Art Film ชวนให้แฟนคลับติดตามว่าพวกเขากำลังจะกลับมาในรูปแบบใด ในคลิป Conception Art Film ของ VIXX โดดเด่นด้วยท่วงทำนองของดนตรีสุดตื่นเต้น ที่มาพร้อมกับคลิปวิดีโอขาวดำสุดอลังการ สื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่แฟนๆ ของ VIXX ต่างตีความไปต่างๆ นานา VIXX 2016 CONCEPTION Art Film youtube channel : RealVIXX อดใจรออีกนิด เพราะหนุ่มๆ วง VIXX จะคัมแบ็คเต็มรูปแบบในวันที่ 19 เมษายนนี้ VIXX VIXX VIXX มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ตอบโจทย์ Vacation นี้กับ 5 ดีไซน์ กระเป๋า สุดล้ำ !
coach /  FENDI / 

ปกติสาวๆ เลือก กระเป๋า จากอะไรคะ ? รูปลักษณ์หรือว่าฟังก์ชั่นการใช้งาน ? คงจะดีไม่น้อยถ้าหากซัมเมอร์นี้สาวๆ มีกระเป๋าสวยแถมยังใช้งานได้ดีมาคู่กายซักใบ เราอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ 5 ดีไซน์กระเป๋าสุดชิครับซัมเมอร์นี้กัน โดยแบรนด์ต่างๆ เพิ่งเปิดตัวคอลเลคชั่น Spring/Summer 2016 กันไป ถูกใจคอกระเป๋าไม่น้อยเลยค่ะสำหรับดีไซน์ล่าสุดนี้ 5 แบรนด์ที่ 'ดิฉัน' เลือกมา คิดว่าจะถูกใจผู้อ่านเช่นกันกับเราค่ะ Gucci - Dionysus leather top handle bag ในฤดูกาลนี้ คอลเลคชั่น 'Dionysus' กลับมาพร้อมกับกระเป๋าวินเทจแต่ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็น Gucci กระเป๋าหนังสุดเนี้ยบกับลายปริ้นท์เรียบๆสีแดงและเขียวตัดกัน ปิดท้ายด้วยตัวล็อคกระเป๋าที่เป็นสัญลักษณ์ของ Gucci นั่นก็คือเสือสองหัว เพิ่มลูกเล่นในการถือกระเป๋าด้วยที่จับแบบไม้ไผ่ หรือถ้าหากขี้เกียจถือก็สะพายเอาได้ สายสะพายเป็นแบบถอดได้ เรียกได้ว่ามีลูกเล่นที่หลากหลายไปไม่แพ้การใช้งานเลยทีเดียวค่ะ หากใครสนใจสามารถเช็คราคาได้ที่เว็บไซต์หลักของ Gucci ได้เลยค่ะ Louis Vuitton - Twist MM ออกมาใหม่ล่าสุดกับ Twist MM ซึ่งเจ้าตัวนี้เป็นกระเป๋าที่ได้รับความสนใจมากจากแฟชั่นโชว์ชื่อดัง Cruise Fashion Show 2016 กระเป๋าหนังปั๊มลายไม้นี้มีลวดลายที่แปลกตา สีที่สวยให้ฟีลราวกับทะเลที่แคลิฟอร์เนีย มีความหรูหราเต็มแม็กแต่ก็ซ่อนความสปอร์ตไว้ไม่น้อย ถือว่าเป็นกระเป๋าที่สามารถสะพายได้ในทุกๆโอกาสไม่ว่าจะเป็นใช้ในชีวิตประจำวันหรือออกงานสังคมค่ะ Fendi - Flowerland Micro Double Baguette Fendi ในซีซั่น Spring Summer ปีนี้เรียกได้ว่า Fendi Flowerland เลยทีเดียวเพราะกระเป๋าดีไซน์ต่างๆ มีจุดเด่นอยู่ที่ลายดอกไม้ทำมือที่เป็นแบบ Detachable ให้ลูกเล่นที่แปลกใหม่แก่กระเป๋า อีกทั้งวัสดุที่ใช้ทำยังใช้เป็นหนังงูและหนังแท้ให้ความรู้สึกหรูหราแบบจับต้องได้ กระเป๋าไซส์ที่แตกต่างกัน micro, mini, medium เลือกเอาตามความชอบเลยค่ะ ISSEY MIYAKE - Crystal Shoulder Bag Small  ในคอลเลคชั่น Spring/Summer 2016 นี้ แบรนด์ Issey Miyake ได้ทำกระเป๋าดีไซน์แบบคริสตัลออกมาใหม่ ซึ่งเอกลักษณ์ของกระเป๋าซีรี่ย์สคริสตัลก็คือสามเหลี่ยมที่ต่อกัน ความเงาของกระเป๋าทำให้ได้ลุคส์ของความสง่าสวยงาม ส่วนสายสะพายสามารถที่จะถอดเก็บได้เช่นกัน ส่วนเรื่องไซส์ของกระเป๋าก็มี 2 ไซส์ ขนาดกำลังพอดีสำหรับการเดินทางและใช้ในชีวิตประจำวัน เรียกได้ว่ากระเป๋าของ Issey Miyake กำลังได้รับความนิยมในประเทศไทยเป็นอย่างมากค่ะ COACH - Chelsea Crossbody In Smooth Calf Leather เป็นกระเป๋าที่ดูเรียบง่าย สไตล์โมเดิร์นมินิมอลและสัดส่วนที่พอเหมาะ วัสดุทำจากหนังแท้ สามารถที่จะสะพายไหล่ สะพายแขน หรือถือก็ได้เพราะว่าสายสามารถถอดออกได้ มีให้เลือก 4 สีสุดคลาสสิคคือสีดำ น้ำตาล ชมพูอ่อน และชมพูเข้ม เหมาะสำหรับสาวๆ ที่ชอบถือกระเป๋าใบเล็ก สะดวกสบาย จะไปไหนก็คล่องตัวค่ะ แถมราคาจับต้องได้อีกต่างหาก การเลือกกระเป๋านอกจากจะดูที่ความสวยงามแล้ว ฟังก์ชั่นการใช้งานก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ สาวๆอย่าลืมเลือกกระเป๋าที่เหมาะกับการใช้งานของเราแล้วจะชีวิตดีแน่นอนค่ะ  ขอบคุณภาพจาก: polyvore, uk.louisvuitton, gucci, cdnb.lystit,

กิน-เที่ยว ฮ่องกง ในแบบที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน
กิน เที่ยว ฮ่องกง /  ที่เที่ยวฮ่องกง / 

พูดถึงฮ่องกงแล้วนึกถึงอะไรกัน? คนจีนเยอะๆ แน่นๆ พูดจาโฉ่งฉ่าง ตึกโคดเยอะ อาหารมันแผล่บ บอกเลยว่าไม่ใช่แบบนั้นทั้งหมดแน่ๆ! เที่ยวฮ่องกง ในแบบที่คุณไม่เคยรู้! ในฐานะคนที่คิดแบบนั้นมาก่อน เคยไปครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ขอบอกเลยว่าฮ่องกงเปลี่ยนไปมากกกกก นอกเหนือไปจากบ้านเมือง ท้องถนน ที่ดูมีความศิวิไลซ์แบบประเทศที่พัฒนาแล้ว ผู้คนก็มีชีวิตชีวา แต่งตัวเก๋ไก๋ ใส่สนีกเก้อกันเต็มบ้านเต็มเมือง เหมือนลูกเป็ดขี้เหร่ที่กลายเป็นหงส์ เหมือนจัสตินบีเบอร์ที่ออกอัลบั้มใหม่ทะลุบิลบอร์ดชาร์ท เออมันเกร๋กว่าที่คิดเยอะอะแกร งงเลยงง 5555555 ก็... คนอื่นอาจจะเห็นกันมาบ่อยบ้างไม่บ่อยบ้าง แต่เราก็ยังตื่นเต้นอยู่ดี อดไม่ได้ที่จะมาเล่าให้ฟัง ยังไงลองมาอ่านเรื่องเล่าฉบับเรากันดู เผื่อจะอินสไปร์ให้ใครได้ออกไปเที่ยวเมืองใกล้ๆ น่ารักๆ แบบฮ่องกงละกันนะะ : ) . รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง! ออกเที่ยวก็เหมือนกัน เดินทางทั้งที ถ้าไม่ดูแผนที่ ไม่เข้าใจภูมิประเทศของเค้า ก็เหมือนมันเที่ยวไม่สุดป้ะะ เพราะฉะนั้นเวลาไปไหนมาไหน เราเองเนี่ยแหละจะชอบทำความรู้จักเรื่องพวกนี้ก่อนตลอด อย่างน้อยก็จะได้พอจับจุดได้ว่าจะขับรถลงเรือ อะไรยังไง ถึงแม้ฮ่องกง จะเที่ยวง่าย พื้นที่ก็เล็กนิดเดียว แต่เราชื่อว่ามีหลายคนที่ไปฮ่องกงกลับมา แล้วยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆแล้วฮ่องกงที่มันหน้าตาเป็นยังไง ส่วนใหญ่เราจะชินกับคำว่า เกาะฮ่องกง ใช่ป้ะะ แต่ที่จริงไม่ได้เป็นเกาะทั้งหมดนะ เกาะฮ่องกง คือเป็นแค่ส่วนนึงของฮ่องกงเท่านั้นเอง เพราะฮ่องกงเนี่ยจะแบ่งเป็นสี่ส่วนใหญ่ๆ ตามนี้ 1. Hong Kong Island ตรงนี้คือฮ่องกงขนานแท้ เป็นจุดศูนย์รวมของทุกสิ่งอย่าง ภาพจำที่เราเห็นเป็นดงคอนกรีตตึกสูงระฟ้า ก็คือทางเหนือของเกาะนี้เนี่ยแหละ มีทั้งแหล่งธุรกิจ บริษัทการเงินระดับโลก คอนโด อพาร์ทเม้น ห้างสรรพสินค้า แหล่งช้อปปิ้ง ทุกอย่างมีหมด 2. Kowloon ฝั่งแผ่นดินใหญ่ ที่อยู่ตรงข้ามเกาะฮ่องกง เป็นที่อยู่ของ Tim Sa Tsui แหล่งช้อปปิ้งสุดฮิตของคนไทย แล้วก็เป็นจุดชมวิวมุมฮิตของฮ่องกงด้วยนะ มองข้ามฝั่งไปก็จะเห็นตึกสูงฝั่งตรงข้ามได้แบบอลังการงานสร้าง แต่ถ้าไม่นับ Tim Sa Tsui ที่ว่า ฝั่งนี้ก็จะมีความบ้านๆ มากกว่าเกาะฮ่องกงเยอะ ไม่ได้มีตึกสูงอะไรมากมาย เป็นที่อยู่อาศัยซะมากกว่า 3. Lantao Island เกาะนี้คือพื้นที่สีเขียวของฮ่องกง คือยังมีความเป็นธรรมชาติหลงเหลืออยู่บ้าง ทั้งภูเขาแล้วก็ทะเล ยังไม่มีตึกรามบ้านช่องมากนัก ที่เที่ยวหลักๆของเกาะนี้ก็คือพระใหญ่บนภูเขา แล้วก็กระเช้านอนปิง เออ ลืมไป ดิสนี่ย์แลนด์ก็ตั้งอยู่บนเกาะนี้ด้วย 4. New Territory ส่วนสุดท้ายคือส่วนขยายของฮ่องกง ที่อังกฤษเจรจาต่อรองมาได้เพิ่มเติมในช่วงที่ยึดฮ่องกงเป็นเมืองขึ้น ซึ่งจริงๆ เกาะลันเตาเองก็เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งใน New Territory ด้วย ส่วนมากพื้นนี้ตรงนี้ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว จะเป็นที่อยู่อาศัย แล้วก็โรงงานของคนฮ่องกงซะมากกว่า เนิร์ดกันมาพออสมควรละ ไปอ่านเรื่องสบายๆ ต่อกันเลยดีกว่าา . ร้อยทั้งร้อยเมื่อพูดถึงฮ่องกง ยังไงก็ต้องนึกถึงตึกสูงระฟ้าพวกนี้ก่อนเป็นอันดับแรกชัวๆ กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของฮ่องกงเฉยยย เห็นตึกเหล่านี้เป็นจุดรวมธุรกิจที่สำคัญอันดับต้นๆของโลก ทั้งธนาคาร บริษัทการเงิน ตลาดหุ้น บอกเลยว่าทุกตึกที่นี่ถูกสร้างขึ้นตามหลักฮวงจุ้ยทั้งนั้นนะะ หน้าตึกต้องหันไปทางประตูมังกร ยอดตึกรับทรัพย์ โกยเงินได้ต้องโกยย โอเค หลู่เลื่อง! . หลายคนอาจจะไม่รู้ แต่ฮ่องกงไม่ได้มีแค่ดงคอนกรีตเว่ยแกรรร ป่าเขาลำเนาไพรเค้าก็มี อาจจะไม่เยอะเท่าคนอื่น แต่มีอะมี สีเขียวที่ว่าของฮ่องกงอยู่ที่เกาะลันเตานั่นเอง พื้นที่ของเกาะเต็มไปด้วยภูมิประเทศแบบฉบับภูเขาๆ โดยเฉพาะลูกสำคัญที่สูงที่สุดจะมีพระใหญ่อยู่ข้างบน เป็นจุดมุ่งหมายหลักๆของนักท่องเที่ยวเลยแหละ เห็นภาพแล้วอาจจะสงสัยว่านี่เค้าเดินขึ้นไปไหว้พระใหญ่กันใช่มั้ย บอกเลยว่าใช่! 555555 สำหรับใครที่อินกับสีเขียวและธรรมชาติ เราก็แนะนำให้ลองเดินขึ้นกันดูไดดด้ เสพย์ธรรมชาติกันไปเต็มๆอะเนอะ พระใหญ่ท่านไม่หนีไปไหนหรอก ส่วนตัวเราเอง ครั้งนี้ขอโหนกระเช้าขึ้นสวยๆก่อนละกัน ไว้ถ้ามีโอกาสได้เดินป่าด้านล่างบ้างจะมาเล่าให้ฟัง! . จากกระเช้าขึ้นเขานอนปิง มองกลับลงไป วิวที่เห็นคือเกาะสนามบินทั้งเกาะ เกาะนี้ชื่อว่า Chek Lap Kok หรือก็คือสนามบินฮ่องกงเนี่ยแหละ แต่ความน่าตื่นเต้นมันมีอยู่ว่า ไอ้เกาะที่เราเห็นเนี่ย แท้จริงแล้วเกิดจากการเอาขยะมหาศาลไปถมจนเป็นก้อนขนาดใหญ่! ใช่ ฟังไม่ผิด พูดง่ายๆก็คือ เราแลนดิ้งกันบนกองขยะจ้าาาาา ไม่รู้จะตื่นเต้นเรื่องถมเกาะ หรือตื่นเต้นเรื่องจำนวนขยะที่ใช้เอามาถมกันแน่ . องค์พระใหญ่ที่อยู่บนจุดสูงสุดของเขานอนปิง เป็นเหมือนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่สำคัญของคนฮ่องกง คนฮ่องกงมีความเชื่อว่า องค์พระใหญ่นี้จะคอยดูแลพวกเค้าให้อยู่เย็นเป็นสุข จะทำให้ครอบครัวรักใคร่กลมเกลียวกัน ไม่แปลกใจเลยที่จะเห็นคนท้องถิ่นมาเยี่ยมเยือนกันให้แน่นตลอดทั้งปี . ตัดภาพกลับมาสู่ตัวเมือง ถ้าไม่บอกนี่คิดว่าตัวเองเดินอยู่ซานฟรานซิสโก เกาะฮ่องกงคือเป็นเนิน เป็นเขา ไม่แพ้ซานฟรานเลย โดยเฉพาะในย่าน central ตึกรามบ้านช่องนี่ก็สร้างไต่เขา อยู่เอียงๆกันซะอย่างงั้น จะเดินเล่นแถวนี้ก็ต้องฟิตร่างกายกันหน่อย หรือใครไม่ไหว จะขึ้นบันไดเลื่อนก็ได้ นี่พูดจริงนะ เค้ามีบันไดเลื่อนจริงๆ เป็นบันไดเลื่อนกลางแจ้งที่ยาวที่สุดในโลกด้วย คือยาวไต่เขาขึ้นไปเกือบหนึ่งกิโลแหนะ บันไดเลื่อนที่ว่า มีชื่อสวยงามอย่างเป็นทางการว่า Central-Mid-Levels escalator แต่ละวันนี่มีชาวฮ่องกงมาใช้บริการเยอะแยะมากกก เป็นพันเป็นหมื่นคนกันเลยทีเดียว . PMQ เป็นอีกหนึ่งที่สุดฮิปของฮ่องกงที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี2014 เป็นเหมือนศูนย์รวมเรื่อง creative ของนักออกแบบที่นี่ก็ว่าได้ ตึกสีขาวแซมเขียวที่เห็นนี้ จริงๆแล้วดัดแปลงมาจากแฟลตเก่าของตำรวจฮ่องกง แต่คือเอามาทำใหม่ซะชิคไม่เหลือเค้าเดิมเลย . ด้านใน PMQ ตรงกลางคือเป็นโถงกว้างๆ แบ่งตึกออกเป็น 2 ฝั่งหลักๆ แต่ละชั้นก็จะถูกซอยย่อยออกเป็นห้องๆ ก็อย่างที่บอก ที่นี่ดัดแปลงมาจากแฟลตตำรวจ นึกถึงหอนักศึกษาก็ได้ มีระเบียงทางเดินยาวๆ คอยเชื่อมแต่ละห้องเข้าด้วยกันอะไรยังงั้น แต่ละห้องก็จะแตกต่างกันออกไป มีตั้งแต่ร้านขายของเก๋ๆ ไปจนถึงห้องทำ workshop งานศิลปะ หรือแม้กระทั่งโรงเรียนสอนทำขนมก็มี เดินผ่านทีนี่กลิ่นหอมเตะจมูกจนหิวเลย ถ้าใครอินอะไรพวกนี้แบบเรา รับรองเดินสองสามชั่วโมงอยู่ในนี้ได้สบายๆ . เดินดูของเพลินๆอย่างเดียวไม่พอ ระเบียงตรงไหนกว้างหน่อย ก็จะถูกดัดแปลงไปเป็น Cafe เล็กๆ นั่งจิบกาแฟไป แอบมองคนอื่นไปพลางๆ บอกเลย คนที่นี่แต่งตัวชิคทุกคน ดูๆแล้ว ยังกะเป็น Fashion Blogger มาเดินเล่นกันทั้งนั้น . ชั้นล่าง PMQ ก็มี Cafe น่ารักๆ อยู่เหมือนกัน แต่ต้องหากันดีๆนะ เพราะ cafe พวกนี้ชอบซ่อนอยู่ตามซอกตามหลืบ เดินเล่นเหนื่อยก็ลงมานั่งพักได้พอดี นั่งพักหายเหนื่อยก็กลับไปเดินกันต่อ slow life สุดๆอะ . อีกอย่างที่เห็นได้ทั่วไปมากในฮ่องกง ฝรั่ง !!! ฝรั่งที่ว่าที่ไม่ใช่นักท่องเที่ยวแบกเป้ ใส่ขาสั้น เสื้อกล้าม หนีบแตะ เหมือนที่เห็นตามบ้านเรานะ เรียกแบบไม่เท่ก็คือพนักงานออฟฟิศหัวทองนั่นล่ะ 55555 ฝรั่งที่นี่คือแต่งตัวเต็มดู professional มาก ถ้าเป็นผู้ชายก็มาดนักธุรกิจสุดเนียบ ใส่สูทผูกไทด์มาเลย ถ้าเป็นผู้หญิงก็ business women สุดๆ ใครมีเสปคเป็นฝรั่งนี่บอกเลยไม่ต้องลงทุนบินไกลไปหาถึงยุโรปอเมริกา แค่มาเดินเล่นเบาๆที่ฮ่องกงก็เผ็จจจมากแล้วจ้า . ถึงแม้จะดูโก้หรูทันสมัย แต่แน่นอน ฮ่องกงก็มีมุมฮิปๆ แอบซ่อนอยู่ไม่น้อย หน้าที่ของเราคือแค่ต้องค้นต้องหามันให้เจอเท่านั้น Tai Ping Shan Street คือย่านฮิปของดีของเด็ดที่ไม่ควรพลาด ถ้าเทียบกับบ้านเรา ก็คงคล้ายๆกับอารีย์ ที่มี cafe ชิคๆ เปิดเต็มไปหมด แต่ที่ Tai Ping Shan ไม่ได้มีแค่ cafe นะ ที่นี่คือมีทั้ง อาร์ทแกลอรี่ ร้านขายของดีไซน์ ร้านอาหาร บาร์เก๋ๆ ก็เพียบ สั้นๆ ห้ามพลาด ! เดินเลี้ยวซ้ายทะลุตรอกขวา ขึ้นเนินแล้วลงบันได รับรองได้เจออะไรเด็ดๆ ซ่อนอยู่ทุกมุมถนนชัวร์ . Cafe ที่นี่ไม่ได้มีไว้สำหรับชาวฮิปสเตอร์เท่านั้น! ช่วงบ่ายๆวันธรรมดา ถ้าใครมาเดินเล่นแถวนี้ จะเห็นว่าพนักงานออฟฟิศ หรือจะเป็นนักธุรกิจหนุ่มสาว เค้าก็มานั่งฮิปกันอยู่แถวนี้เนี่ยแหละ ใส่สูทผูกไทด์มาเต็มยศ แต่มานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวจิ๋วข้างถนน จิบกาแฟไป สนทนาภาษาธุรกิจกันไป เป็นภาพที่น่ารักดีเหมือนกัน . Teakha เป็นอีก cafe นึงที่เราเคยได้สัมผัสความน่ารักผ่านทาง instagram พอได้มาฮ่องกง เลยออกตามล่าให้ได้มาเห็นกับตาตัวเองสักครั้ง จุดขายของ Teakha คือม้านั่งไม้ยาวๆ ข้างๆ กำแพงสีขาว แก้วกาแฟ บนโต๊ะไม้ตัวเล็กๆ พอมีคนฮิปๆ แต่งตัวเก๋ๆ นั่งจิบเท่านั้นแหละ เริ่ดมากกก . อย่าแปลกใจถ้าเดินอยู่แถว Tai Ping Shan แล้วจะเจอคนอารมณ์ติสๆ นั่งจิบเบียร์คนเดียว กลางวันแสกๆ แบบนี้ ก็บอกแล้วว่าแถวนี้เค้าฮิปจริง กำแพงข้างถนนแถวนี้ก็เป็นเหมือนผืนผ้าใบให้ศิลปินมาละเลงงานศิลปะ ทุกตรอกซอกซอยคือมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ไม่รู้เคยเห็นกันยัง แต่ถ้ามีเวลาอยากให้ไปตระเวนตามซอยกันดูววว มันจะดีจริงจริงนะะ . เรื่องงานดีไซน์ ฮ่องกงก็ไม่เป็นรองใคร สังเกตได้ง่ายๆ ในย่าน Tai Ping Shan นี้เลย ตึกรามบ้านช่องคือไม่ธรรมดา ทุกอย่างคิดมาดีแล้วจริงๆ อย่างตึกนี้ Island Christian Academy เป็นโรงเรียนสอนศาสนาที่ดัดแปลงมาจากหอพักเยาวชน ก็ไม่ไรมาก ตัวตึกสร้างตั้งแต่ปี 1912 เอาง่ายๆก็ร้อยกว่าปีเอง คิดดูดิ ร้อยปีที่แล้วออกแบบล่วงหน้ามาถึงตอนนี้ก็ยังไม่ล้าสมัย เค้าเก่งตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดจริงๆ . ถึงแม้จะพัฒนาไปถึงไหนต่อไหน ตึกสูงเสียดฟ้าผุดขึ้นทุกหัวมุมถนน ฮ่องกงก็ยังคงแอบซ่อนเอกลักษณ์ความกุ๊กกิ๊กแบบจีนๆ เอาไว้ไม่น้อย หลังคาแบบจีนโบราณ พอเข้าไปแทรกอยู่ตามตึกคอนกรีต มันทำให้ฮ่องกงมีเสน่ห์อย่าบอกใคร . คนฮ่องกงเป็นคนรักสัตว์ ?? เอ้ อันนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ แต่อย่างนึงที่สังเกตได้ คือคนฮ่องกงมีความกุ๊กกิ๊กในเรื่องหมาอยู่ไม่น้อย เดินไปไหนมาไหน ก็จะเห็นคนหนุ่มสาวที่นี่จูงหมามาเดินเล่นมุ้งมิ้งกันตามประสา แต่คนที่นี่เค้ามีความรับผิดชอบนะ ถ้าน้องหมาทำขนมเสร็จ เจ้าของนี่ห่อกลับบ้านทันทีเป็นอันรู้กัน ไม่มีการปล่อยทิ้งไว้ให้เลอะเทอะเป็นอันขาด . สำหรับตัวเมืองฮ่องกง ตึกที่เห็นมีแค่สองอย่าง ไม่ตึกแถว ก็ตึกสูง บ้านเดี่ยวเป็นหลังๆ นี่อย่าหวังเลยว่าจะได้เห็นในย่านกลางเมือง ถ้าเป็นตึกแถว ส่วนใหญ่ก็เปิดเป็นร้านค้าทำมาหากินกันหมด ส่วนบ้านที่ซุกหัวนอนนั้น ก็ต้องอยู่เป็นแนวตั้ง จะคอนโด อพาร์ทเม็นต์ แฟลต หอพัก มีทุกรูปแบบขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋าของแต่ละคน . บานเฟี้ยมเหล็ก คืออีกหนึ่งความเป็นฮ่องกง บางคนอาจจะบอกว่าเยาวราชก็มีปะว้าาา ใช่ เยาวราชก็มี แต่ที่นี่มีเยอะกว่า แถมมีออร่าของความออริจินอลมากกว่าไม่รู้ทำไม 55555 เราว่ามันโคดมีเสน่ห์อะ ยิ่งเก่ายิ่งมีเสน่ห์ บางทีอะไรที่เป็นของดั้งเดิม มันก็มักจะมีความพิเศษอยู่ในตัวเสมอ ถึงจะพยายามทำขึ้นมาใหม่ ยังไงก็แทนที่ของออริจินอลไม่ได้เลยยย . ถ้าใครเคยสังเกต ถึงภาพลักษณ์ภายนอกฮ่องกงเค้าจะพัฒนาไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่อย่างนึงที่ยังคงความเก๋าอยู่ได้จนทุกวันนี้ ก็คือ TAXI เนี่ยแหละ ไม่ว่าจะผลิตรุ่นใหม่ออกมาไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น คุณ Taxi ฮ่องกงก็ยังคงแข็งใจไม่เปลี่ยน model รถของตัวเอง Taxi ในฮ่องกงกว่า 99% คือใช้รถรุ่น Toyota Comfort ที่ผลิตออกมาครั้งแรกในปี 1995 มาถึงตอนนี้ก็เบาๆ แค่ยี่สิบกว่าปีเอง แต่ก็ยังผลิตออกมาเรื่อยๆ นะ เอาไว้เป็น Taxi โดยเฉพาะ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเค้ายังไม่เปลี่ยน แต่ใจจริงคือชอบมากก รู้สึกว่ามันทำให้เมืองนี้มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น . ฮ่องกงเป็นเมืองช้อปปิ้ง อันนี้ทุกคนน่าจะรู้อยู่แล้ว แบรนด์แทบจะทุกยี่ห้อที่มีอยู่บนโลก คือสามารถหาซื้อได้ที่นี่ แต่สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้การช้อปปิ้งที่ฮ่องกงชนะที่อื่นในโลก คือฮ่องกงไม่มี Tax นั่นเลยเป็นสาเหตุให้คนไทยชอบนักชอบหนาที่จะบินไปช้อปกันที่ฮ่องกง ก็นิสัยคนไทยอะนะ ขอแค่ให้จิ้มเครื่องคิดเลขแล้วได้ราคาถูกกว่าที่พารากอนก็ฟินกันถ้วนหน้าแล้ว . มาฮ่องกง เมืองแห่ง Skyscraper ทั้งที ก็ต้องกระแดะอยากขึ้นไปบนตึกที่สูงที่สุดของฮ่องกงซะหน่อย ถ้าอยากให้คนฟอลโล่ในไอจีอิจฉาเล่นๆ พอขึ้นไปก็อย่าลืมถ่ายรูปแล้วติดโลเคชั่น The Ritz-Carlton, Hong Kong ด้วย ตึกที่ว่านี้คือ International Commerce Centre หรือเรียกง่ายๆ ว่า ICC ไม่ไรมากอะ สูง 484 m เอง ก็แค่เกือบครึ่งกิโลอะ มีทั้งหมดเบาๆก็ 118 ชั้น เค้าว่ากันว่าเป็นตึกที่สูงอันดับที่ 9 ของโลก แต่ถ้านับเป็นจำนวนชั้น ก็สูงอันดับ 4 เลยนะ The Ritz-Carlton โรงแรมหรูอันดับต้นๆ ของโลกก็อยู่ที่นี่ด้วย แล้วบนสุดของโรงแรม ชั้น 118 ก็คือ Ozone Bar เอาไว้ดูวิวเกาะห้องกงแบบเหนือเมฆ นี่พูดจริงนะ เหนือเมฆจริงๆ ก็ตอนเราไปหมอกลงจัดพอดี มองออกมานี่ขาวจั๊ววววว นึกว่ามาดูทะเลหมอก ไหนอะ Skyscraper ของชั้นนนน ร้องไห้แปรบบบ . ไปญี่ปุ่นต้องกินซูชิ ไปอินเดียต้องกินโรตี และแน่นอน มาฮ่องกงก็ต้องลิ้มรสติ่มซำกันซะหน่อย แต่ระดับเรา อร่อยอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีกิมมิคด้วย เลยเป็นที่มาของร้าน Dim Sum Icon อันโด่งดัง คอนเซ็ปต์ของเค้าคือ ตัวการ์ตูน Sario Little Twin Stars ก็ไม่ไรมากกก กินไปก็ขำไป เข้ากับตัวข้าพเจ้ามากกกก ธรรมชาติเป็นคนแบ๋วๆ ไรงิ แต่ว่าไม่ได้นะเออ รสชาติที่เด็ดสะระตี่ . หลายคนอาจจะยังไม่รู้ เห็นทันสมัยแบบนี้ ฮ่องกงมีหมู่บ้านชาวประมงด้วยนะเออ ก่อนไปก็แอบคิดในใจว่า ทุกอย่างที่นี่คืออยู่บนตึกหมด ใช้ชีวิตแนวตั้งกันหมด แล้วหมู่บ้านชาวประมงเค้าจะอยู่บนตึกด้วยป่าววะ 555 มาถึงนี่ผิดคาด หมู่บ้านชาวประมงริมน้ำของจริงเว้ยเฮ้ย ถึงแม้จะมีตึกสูงเป็นฉากหลังก็เหอะ พอให้อภัยได้ แต่ความเด็ดดวงมันอยู่ที่อาหาร!! กุ้งมังกร หอยเป่าฮื้อ หอยงวงช้าง หอยเชลล์ ปูทะเล ปลาเก๋ายักษ์ โอ้โหววว มาหมดทะเลอะ ถ้าปลาวาฬกินได้ คงมีปลาวาฬขายแล้วแหละ สด อร่อย คุ้ม พุงน้อยๆ นี่ยิ้มแป้นเลย . สองทุ่มตรง นาฬิกาบอกเวลา รถม้าจะกลายเป็นฟักทอง เดี๋ยวๆ ไม่เกี่ยวปะ สองทุ่มอะใช่ แต่เป็นเวลาของ Symphony of Lights ต่างหาก ใครเห็น แสงสีเสียงพุ่งไป พุ่งมา ก็ไม่ต้องตกใจ ไม่ใช่สัญญาณเตือนภัยที่ไหน แต่คือโชว์แสงไฟ และเลเซอร์ของเกาะฮ่องกงเค้า Guinness Book เค้าบอกไว้ว่า Symphony of Lights เป็นการโชว์แสงสีเสียงกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยนะ ถ้าใครอยากดูอยากชม เรามีนัดกันทุกวันสองทุ่มตรง หาทำเลเหมาะๆ แถว Avenue of Star หรือไม่ก็ Tsim Sha Tsui แล้วมองข้ามไปฝั่งฮ่องกง ประทับใจแน่นอน . ฮ่องกงก็มีหาดทรายนะเว้ย Repulse Bay เป็นหนึ่งในไม่กี่หาดของฮ่องกงที่เล่นน้ำอาบแดดได้ แต่ขอแอบบอกความลับหน่อย Hidden Story ของที่นี่ คือ…. มันเป็นของปลอมมเว้ยแกกก ทรายที่เห็นเนี่ย เค้าเอามาถมจนมันเป็นหาดขึ้นมาให้คนนอนเล่น ก็ทำไงได้ ประเทศเล็ก ธรรมชาติน้อย อยากได้ก็ต้องสร้างเองเป็นธรรมดา . จาก Repulse Bay อ่าวรูปจันทร์เสี้ยวนี่เป็นจุดรวมนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นจุดรวมตัวเทพเจ้าแบบ One stop service ที่เค้าว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์มากๆอีกด้วย นอกจากที่เห็นเป็นรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่ ยังมีทั้งเทพเจ้าแห่งความรัก โชคลาภ การงาน สุขภาพ กระทั่งขอลูกก็ยังได้! กิจกรรมสุดฮิตเลยคือเดินข้ามสะพานเพื่อต่ออายุขัย โดยมีข้อแม้ว่าห้ามเดินกลับมาทางเดิมด้วยนะ เพราะจะเป็นการลดอายุ ฮั่นแหนะะ อยากรู้เรื่องเทพเจ้าความรักกันล่ะสิ เอาเป็นว่าถ้าได้เมื่อไหร่ จะมาจัดรีวิวแบบละเอียดๆให้ฟังแล้วกันโนะ 555555555 . หรือที่คนไทยคุ้นหูกันว่าวัดกังหัน ว่ากันว่ายิ่งหมุนกังหันเยอะๆ ทรัพย์ยิ่งมา การงานมา โชคดีมาาา ออกตัวก่อนว่าส่วนตัวไม่อินเรื่องความเชื่อใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทุกคนที่ไปวัดอินหนักมากกก ขอพรกันนานมากก เหยย งั้นแก้ปีชงหน่อยละกัน555555 จะเขียนชื่อที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล์ เฟสบุคอะไรก็ว่าไป ท่านจะได้ตามมาให้พรเราถูก ความเชื่อส่วนบุคคลเนอะ ทำอะไรแล้วสบายใจขึ้นเราว่าก็โอเคแล้ว . ถึงจะไม่อินเรื่องความเชื่อ แต่ชอบนะที่ได้มาอยู่ท่ามกลางคนที่เชื่อใน passion บางอย่างของตัวเอง คนฮ่องกงดั้งเดิมเองเลยเชื่อเรื่องดวง เรื่องฮวงจุ้ยกันมากๆ ทุกเทศกาลสำคัญวัดใหญ่ๆจะอัดแน่นไปด้วยชาวฮ่องกงที่มาทำบุญ ขอพร ให้สมตามที่ตนปรารถนา อย่างธูปเทียนนี่ก็ต้องใหญ่ที่สุด ถึงจะดีที่สุด ของเซ่นไหว้มาเต็ม ตรงตามฤกษ์ตามเวลามงคลเป๊ะๆ และนี่อาจจะเป็นอีกเหตุผลนึงที่ฮ่องกงมีวันหวยออกถึง 3 วันต่อสัปดาห์ ยังไม่รวมแทงม้าอีก 2 วัน  . อีกหนึ่งจุดที่ถ้าไม่ได้มาเชคอิน แทบจะเรียกได้ว่ามาไม่ถึงฮ่องกง The Peak หรือ Victoria Peak คือยอดเขาที่สูงที่สุดของเกาะนี้ ง่ายๆเลยคือถ้าจะไปดูมุมท๊อปของเมืองฮ่องกง จะไปดูที่ไหนล่ะถ้าไม่ใช่ที่นี่! ทั้งอ่าววิคตอเรีย ตึกสูงเรียงราย เรือเฟอร์รี่ ฝรั่งบนเรือเฟอร์รรี่ ลองมาส่องดูได้ที่ The Peak โนะ (เดี๋ยว) วิธีเดินทางไปก็ไม่ยากเลยยยย เราสามารถนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปลง MTR Central Station แล้วเดินต่อไปขึ้นรถราง The Peak Tram หือออ ง่ายดายมากๆ แต่สำหรับใครที่จะไปรถยนต์นี่ขอเตือนว่าทางคดเคี้ยวไม่ธรรมดานะะ นี่เมารถ หลับตลอดทางเลยจ้าาาา ตื่นมาอีกทีก็ฮัลโหลวิคตอเรียพีคละ 55555555 นอกเหนือไปจากวิวที่หมอกลงแบบหนาแน่น แบบมองอะไรไม่เห็น แบบทำใจไม่ค่อยจะทัน ยอดเขาเดอะพีคนี่มันก็พีคจริงๆนะ เพราะถือเป็นจุดฮวงจุ้ยแรงงง ใครอยากหล่อรวยเฮง แน่จริงต้องมาปลูกบ้านบนนี้นะเอออ ตามทางคดเคี้ยวขึ้นมาเราเลยจะเห็นบ้านของมหาเศรษฐีกันเต็มไปหมด . เดินผ่านไปผ่านมาแถวจิมซาจุ่ย อาจจะพอคุ้นๆกับตึกทรงกลมหน้าตาประหลาด วางคู่อยู่กับตึกสีชมพู ดูฮิปเว่ออ่าแกรร มันคือศูนย์วัฒนธรรมฮ่องกงนั่นเอง ถ้าให้เทียบกับในกรุงเทพฯก็คงเป็นตึก BACC ที่อยู่ตรงข้ามมาบุญครองอะเนอะ ไม่เพียงแต่สีชมพูของตัวอาคารที่ทำให้ตึกดูสวยโดดเด่น แต่ด้วยการออกแบบพื้นที่ให้เปิดรับกับทะเลด้านหลัง ลมเลยโกรกดีมากกกก ทั้งชาวฮ่องกงเองและนักท่องเที่ยวมานั่งเล่นกันเต็มขั้นบันไดเลยยย เมืองไทยน่าจะมีพื้นที่ริมน้ำชิคๆคูลๆแบบนี้กันมั่งเนอะ  . มีคนเกลียดตึกนี้อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ด้วยความที่เป็นก้อนสีชมพูทึบตัน ไม่มีหน้าต่าง วางอ้วนๆอยู่ริมทะเล สร้างความน่ารำคาญตารำคาญใจไม่น้อยให้แก่คนที่อยู่เกาะฝั่งตรงข้าม เออ แต่ด้วยความนิ่งๆ เพลนๆของมันนี่เราว่าถ่ายรูปโคดดดดดขึ้น พอแต่งชุดทำตัวเท่ๆ ไปยืนอยู่ท่ามกลางแสงและเงาของโครงสร้างรอบอาคารนี่รู้สึกตัวเองคูลขึ้น 30%   . เห็นตึกทรงกลมหน้าตาประหลาดริมถนนย่านจิมซาจุ่ยนี่เดาได้ป่าวว่าตึกอะไรรร เป็นพิพิธภัณฑ์อวกาศของฮ่องกงนั่นเองง เห็นยังงี้เปิดมาตั้งแต่ปี 1980 แล้วนะ แต่ตอนเราไปเค้าปิดปรับปรุงอยู่แฮะ เห็นว่าจะเปิดให้บริการอีกทีปลายปี 2016 รีโนเวทครั้งนี้น่าจะมีอะไรเจ๋งๆเพียบแน่ๆ เพราะของเก่าจัดแสดงมานานนนนมากแล้ว  . อีกหนึงมุมสวยของพิพิธภัณฑ์อวกาศ คือถ้าเราเดินถัดมาข้างๆอีกนิดจะเจอกับบันไดวนสีชมพู วางเท่ๆอยู่คนเดียวท่ามกลางความโค้งมนของตึกทรงกลม เลยต้องถือโอกาสเข้าไปเก็บรูปซะหน่อย ขอบคุณคุณลุงเคนตั๊กกี้ที่เป็นพร๊อพให้รูปนี้ด้วยนะค้าาาา  . ฮ่องกงเป็นเมืองวิวดี นี่ชั้นเดินอยู่ริมทะเล Habour City หรืออยู่ยุโรปปปป ทำไมงานดี งานละมุนน 55555555 ยืนแอบถ่ายอยู่นาน จนนางหันมายิ้มให้ เขินเองซะงั้นอย่างที่บอก ฝรั่งมากันเพียบ แบ็คแพ็คมาก็มี มาเป็นก๊กเป็นแก๊งเลยก็เยอะ ก็นะ ฮ่องกงเที่ยวง่ายยย แถมอากาศก็ค่อนข้างเป็นปกติตลอดปีอีกต่างหากดีค่ะดี AEC เนอะ เปิดตลาดอาเซียน เนอะ เราเวลคั่มนะยูววววว 55555555 . ท่าเรือข้ามฟาก Star Ferry เป็นหนึ่งในหัวใจการคมนาคมของเกาะฮ่องกงเลยทีเดียววว Star Ferry ทำการขนส่งผู้โดยสารจากจิมซาจุ่ย ไป Central หรือ Wanchai ซึ่งแต่ละเที่ยวก็ใช้เวลาไม่นานแค่ประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น ถ้าใครมีเวลาลองหาโอกาสนั่งเรือข้ามฟากดูน่าจะเก็บวิวสวยๆมาได้พอตัวเลย อะไรจะดีไปกว่านั่งเรือเล่น ดูวิวริมน้ำ แล้วปล่อยให้ลมตีหน้าเบาๆ  . อยู่อย่างเหงาๆ เราคงจะได้รู้ เดี๋ยว เหงาไม่เหงาไม่ถามลุงซักคำ ลุงแค่เดินมาดูวิวหน้าเฟรมกล้องเรา ลุงเหงาเฉย 5555555 ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม วิวตึกที่ปกติเรียงรายกันเป็นดอกเห็ดน่าจะให้ความรู้สึกสดใส แข่งขัน กระฉับกระเฉง พอมีหมอกมาลงตรงหน้าแบบนี้กลับดูเศร้าลงอย่างน่าประหลาด ก็คงไม่ต่างกับคน เมืองฮ่องกงก็คงจะมีมุมบางมุมของตัวเองที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ถ้าไม่ได้มาดูด้วยตาตัวเองครั้งนี้เราก็คงจะติดภาพเมืองเสียงดัง วุ่นวาย ตึกรามบ้านช่องแห้งๆ ในสมัยเด็กอยู่แน่ๆ ความสนุกของการออกเดินทางอย่างหนึ่ง คือการได้เปิดรับสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใหม่หรือสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ไม่ว่าอย่างไหน เรื่อง Hidden ที่เพิ่งได้ถูกค้นพบขึ้นใหม่ก็ล้วนกระตุ้นความตื่นเต้นให้นักเดินทางอย่างเราเสมอๆแหละเนอะ ว่ามั้ย! โอเค บิ๊วขนาดนี้แล้ว มีใครเปลี่ยนใจอยากไปเที่ยวฮ่องกงมั่งยัง? . . ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก gogetlost

11 สถานที่ ชมวิวดอกซากุระ ที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น
ซากุระ /  สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น / 

องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ได้รวบรวมสถานที่สำหรับ ชมวิวดอกซากุระ ที่สวยที่สุดทั่วญี่ปุ่น โดยคัดสรรมาทั้งหมด 11 แห่ง travel.mthai.com ไม่พลาดที่จะนำมาให้ทุกท่านได้ชม ว่าแต่มีที่ไหนกันบ้างตามไปดูกันได้เลย ... 11 สถานที่ ชมวิวดอกซากุระ ที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น 1. สวน Isshingyo จังหวัด Kumamoto สวนแห่งนี้มีต้นซากุระขนาดใหญ่ที่มีอายุกว่า 400 ปี ถึงแม้จะผ่านภัยพิบัติต่างๆมามากมาย แต่ต้นซากุระต้นนี้ก็ยังคงผลิดอกอย่างสวยงามให้เราได้ชมกันทุกปี นับเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเกาะคิวชู ที่อยู่ : 3226-1 Nakamatsu, Minamiaso-mura, Aso-gun, Kumamoto วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟสาย Minamiaso ลงที่สถานี Nakamatsu และเดินต่ออีก 15 นาที ช่วงเวลาชม : ปลายเดือนมีนาคม – ต้นเดือนเมษายน 2. ภูเขา Shiude และ ทะเล Seto จังหวัด Kagawa สถานที่แห่งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถชมซากุระได้หลายสายพันธุ์ เช่น Somei Yoshino เเละ Yae พร้อมกับดื่มดำกับความสวยงามของทะเลเซะโตะไปด้วยกัน ที่อยู่ : 451-1 Ohama-otsu, Takuma-cho, Mitoyo-shi, Kagawa วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟลงที่สถานี JR Takuma ต่อรถบัสลงที่ป้าย Shiudeyama Tozanguchi ประมาณ 1 ชั่วโมงและเดินต่อ ช่วงเวลาชม : ปลายเดือนมีนาคม – กลางเดือนเมษายน 3. วัด Toji จังหวัด Kyoto เจดีย์ 5 ชั้น Kyoo-Gokoku-ji  ที่เป็นมรดกโลกของเกียวโต คู่กับซากุระที่ย้อยระย้ากับแสงไฟยามค่ำคืน สุดอลังการ ที่อยู่ : 1 Kujo-cho, Minami-ku, Kyoto-shi, Kyoto วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟ Kintetsu ลงที่สถานี Toji และเดินต่ออีก 10 นาที ช่วงเวลาชม : ปลายเดือนมีนาคม – ต้นเดือนเมษายน 4. Mitake จังหวัด Mie ระหว่างทางไปวีด Shinpuku-in ดอกซากุระที่ปลูกเรียงคู่กับทุ่งนาข้าวขั้นบันได เห็นเป็นภาพสะท้อนของต้นซากุระ กลีบซากุระที่ร่วงโรยที่ทำให้ทั้งแอ่งน้ำกลายเป็นสีชมพู รับกับท้องฟ้าสีคราม ที่อยู่ : Mitake, Misugi-cho, Tsu-shi, Mie วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟลงที่สถานี JR Ise-Okitsu ต่อรถบัสลงที่ป้าย Sugihira ประมาณ 10 นาที และเดินต่ออีก 5 นาที ช่วงเวลาชม : กลางเดือนเมษายน 5. Ieyama จังหวัด Shizuoka เสน่ห์ของรถจักรไอน้ำที่อาจหาได้ยากในปัจจุบัน แต่ยังคงมีให้เห็นที่ ขบวนรถไฟสาย Oigawa ที่วิ่งเลียบแม่น้ำ Oi ในจังหวัดชิซึโอกะ เป็นประสบการ์ณสุดโรแมนติก ที่มีโอกาสได้นั่งบนรถไฟสุดคลาสสิคท่ามกลางต้นซากุระที่โอมล้อมรอบทิศทาง ที่อยู่ : Ieyama, Kawane-cho, Shimada-shi, Shizuoka วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟสาย Oigawa ลงที่สถานี Ieyama และเดินต่ออีก 10 นาที ช่วงเวลาชม : ปลายเดือนมีนาคม – ต้นเดือนเมษายน 6. คูเมือง Chidorigafuchi จังหวัด Tokyo จากพระราชวังอิมพีเรียล สวนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นซากุระขนาดมหึมา เรียงรายกันตามคูน้ำใน Chidorigafuchi เป็นอีกหนึ่งจุดที่ชาวเมืองโตเกียวและนักท่องเที่ยวนิยมมาเช้าเรือพายชมวิวอุโมงค์ต้นซากุระบนลำคลองที่โรยไปด้วยกลีบสีชมพู ที่อยู่ : 2 Kudanminami, Chiyoda-ku, Tokyo วิธีการเดินทาง : นั่งรถใต้ดินสาย Hanzomon/Tozai/Toei Shinjuku ลงที่สถานี Kudanshita ทางออก 2 และเดินต่ออีก 5 นาที หรือ นั่งรถใต้ดินสาย Hanzomon ลงที่สถานี Hanzomon ทางออก 5 และเดินต่ออีก 5 นาที ช่วงเวลาชม : ปลายเดือนมีนาคม – ต้นเดือนเมษายน 7. Tokyo Skytree จังหวัด Tokyo กลายเป็นจุดยอดนิยมในการชมซากุระไปซะแล้ว สำหรับแลนมาร์คแห่งใหม่ของกรุงโตเกียว บรรยากาศที่เข้ากันของต้นซากุระที่เรียงรายขนาบข้างแม่น้ำสุมิดะ และมีฉากหลังเป็น Tokyo Skytree ที่อยู่ : Mukojima, Sumida-ku, Tokyo วิธีการเดินทาง : นั่งรถใต้ดินสาย Ginza ลงที่สถานี Asakusa และเดินต่ออีก 5 นาที หรือ เดินมาได้จากสถานี Tobu Tokyo Skytree ช่วงเวลาชม : ปลายเดือนมีนาคม – ต้นเดือนเมษายน 8. ภูเขา Hanamiyama จังหวัด Fukushima เขาฮานามิ เป้นภูเขาที่มีดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบานพร้อมกันในฤดูใบไม้ปผลิ โดยเฉพาะซากุระพันธุ์ Somei Yoshino ที่จะบานควบคู่สลับสีสันของ ดอกบ๊วย พีช แมกโนเลีย และ คามีเลีย ที่อยู่ : Watari, Fukushima-shi, Fukushima วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟลงที่สถานี JR Fukushima ต่อรถบัสลงที่ป้าย Hanamiyama และเดินต่ออีก 10 นาที ช่วงเวลาชม : ตลอดเดือนเมษายน 9. เมือง Miharu จังหวัด Fukushima ต้นซากุระที่ได้รับการกล่าวขานว่างดงามดั่งน้ำตก มีชื่อเรียกว่า Miharu Waterfall Cherry Blossom มีอายุเก่าแก่นับพันปี มีกลีบสีชมพูเข้ม และเป็นต้นซากุระที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปินมาหลายยุคหลายสมัย ที่อยู่ : Aza-Sakurakubo, Oaza-Taki, Miharu-machi, Tamura-gun, Fukushima วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟลงที่สถานี JR Miharu ต่อรถบัสพิเศษ Takizakura ใช้เวลา 20 นาที ช่วงเวลาชม : กลาง – ปลายเดือนเมษายน 10. ปราสาท Hirosaki จังหวัด Aomori สวนฮิโรซากิ มีต้นซากุระมากกว่า 2500 ต้น จะมีการจัดงานเทศกาลชมดอกซากุระเป็นประจำ สามารถเช่าเรือพายตามคลองภายในสวน ลอดอุโมงค์ต้นซากุระ และรอดูชมการประดับไฟในตอนกลางคืน ที่อยู่ : 1 Shimo-Shirogane-cho, Oaza, Hirosaki-shi, Aomori วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟลงที่สถานี JR Hirosaki ต่อรถบัสพิเศษ Konan ใช้เวลา 15 นาที ลงที่ป้าย Shiyakusho-mae Koen Iriguchi และเดินต่ออีก 1 นาที ช่วงเวลาชม : ปลายเดือนเมษายน – ต้นเดือนพฤษภาคม 11. สวน Goryokaku จังหวัด Hokkaido เมื่อดอกซากุระบาน จะเปลี่ยนป้อมปราการรูปดาวแห่งเมืองฮาโกดาเตะ ให้กลายเป็นสีชมพู  ที่อยู่ : Goryokaku-cho, Hakodate-shi, Hokkaido วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟรางลงที่ป้าย Goryokaku Koen-mae และเดินต่ออีก 15 นาที ช่วงเวลาชม : ต้น-กลางเดือนพฤษภาคม ขอขอบคุณบทความจาก : www.tiewyeepoon.com

เชฟโรเลต เปิดตัว The All New Colorado แกร่งกว่าเดิมเพิ่มเติมความหรูหรา
car /  Chevrolet / 

เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย เผย The All New Colorado ที่จะสานต่อตำนานความสำเร็จของรถกระบะเชฟโรเลตที่มีประวัติอันยาวนานเกือบ 100 ปี โคโลราโดใหม่โดดเด่นด้วยคุณสมบัติที่ครบครันทุกด้านในแบบฉบับรถกระบะอเมริกันของเชฟโรเลต มาพร้อมการออกแบบภายนอกและภายในใหม่ สมรรถนะที่เหนือชั้นกว่าเดิม ความปลอดภัยที่ดียิ่งขึ้น ความหรูหรามากกว่าเดิม และเทคโนโลยีระดับผู้นำเซกเมนท์ โคโลราโด รุ่นใหม่ ได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแกร่งและความประณีต มีลวดลายเส้นสายที่สวยงามและชัดเจน เปี่ยมไปด้วยดีเอ็นเอแบบฉบับรถกระบะอเมริกันพันธุ์แท้ ตัวถังรถมีสัดส่วนที่บึกบึน เสริมภาพลักษณ์ความสมบุกสมบัน สะท้อนศักยภาพการลุยเส้นทางออฟโรดได้อย่างเต็มที่ รถกระบะรุ่นนี้มาพร้อมเอกลักษณ์การออกแบบระดับโลกที่ถ่ายทอดพละกำลังและความแข็งแกร่ง ด้วยการออกแบบด้านหน้าใหม่ที่เน้นความสปอร์ตทั้งแผงกันชน กระจังหน้า ฝากระโปรง และไฟหน้า ซึ่งทำให้รถกระบะรุ่นนี้โดดเด่นเหนือกว่ารถกระบะทั่วไป รูปลักษณ์ใหม่เน้นความสะดุดตาด้วยไฟส่องสว่างขณะขับขี่กลางวันแอลอีดีรูปทรงเรียวบางที่พร้อมดึงดูดทุกสายตาบนท้องถนน ภายในห้องโดยสารของโคโลราโดรุ่นใหม่ ผสมผสานทั้งความแข็งแกร่งและความหรูหราเหมือนกับภายนอก ด้วยการออกแบบใหม่ทั้งหมดที่เน้นความสะดวกสบาย ความกว้างขวาง ความประณีต และเทคโนโลยี แผงแดชบอร์ดและการตกแต่งเบาะที่นั่งใหม่ยกระดับความรู้สึกพรีเมียม  ขณะที่คอนโซลกลางที่ถูกปรับดีไซน์ใหม่ทำให้ใช้งานได้ง่ายดาย สะดวกสบายด้วยหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว (ขึ้นอยู่กับรุ่น) และระบบอินโฟเทนเมนท์ มายลิงค์ รวมไปถึงวัสดุผ้าให้พื้นผิวสัมผัสนุ่มนวล การตกแต่งทั่วทั้งห้องโดยสารให้ความสะดวกสบาย โคโลราโดรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร ที่ถูกปรับปรุงใหม่เพื่อสมรรถนะที่ดีขึ้น ประหยัดน้ำมันยิ่งกว่า และลดมลพิษไอเสีย ด้วยการใช้ระบบเทอร์โบแปรผันหรือ VGT (Variable Geometry Turbocharger) เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 2.5 ลิตร มีพละกำลัง 180 แรงม้า (132 กิโลวัตต์) ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิด 440 นิวตันเมตร (325 ฟุต-ปอนด์) ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์รุ่นนี้ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4 ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด หรือเกียร์ธรรมดา 6 สปีดตามแต่รุ่นย่อย โดยระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีดได้รับการปรับแต่งอัตราทดเกียร์ใหม่ เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะและความประหยัดน้ำมัน เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 2.5 ลิตรถูกติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงรบกวนบริเวณหัวฉีด เพื่อให้ทำงานได้เงียบขึ้น โคโลราโดทุกรุ่นยังมาพร้อมยางรองตัวถังและยางรองแท่นเครื่องยนต์แบบใหม่ ซึ่งช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ ทำให้มีระดับเสียงและแรงสั่นสะเทือนภายในห้องโดยสารลดลง จากการทดสอบของทีมวิศวกรแสดงให้เห็นว่าห้องโดยสารของโคโลราโดรุ่นใหม่เงียบลง 2-4 เดซิเบล และมีแรงสั่นสะเทือนลดลง โคโลราโดพัฒนาบนระบบช่วงล่างที่มีความแข็งแกร่ง ทำให้มีความเสถียรยิ่งกว่าเดิม ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่ ห้องโดยสารถูกแยกจากระบบช่วงล่างด้วยยางรองตัวถัง ทำให้สามารถลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนลง พร้อมกับทำให้มีการขับขี่ที่คล่องตัวและหนึบมากขึ้น จานดิสก์เบรกชุดใหม่มีเสียงการทำงานที่ลดลง นอกจากนี้ ระบบกันสะเทือนชุดใหม่ยังถูกปรับตั้งพร้อมช็อกอัพแบบไดเกรสซีฟ ซึ่งช่วยให้โคโลราโดมีการขับขี่ที่สะดวกสบายและเสถียรภาพที่เหนือชั้น โคโลราโดรุ่นใหม่ล่าสุด ยังมาพร้อมระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการบังคับพวงมาลัยสำหรับการขับขี่ในเมืองและขณะจอดรถ อีกทั้งยังช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น ระบบบังคับเลี้ยวจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นตามความเร็วในการขับขี่ ดังนั้นโคโลราโดรุ่นใหม่จึงมีน้ำหนักพวงมาลัยที่เหมาะสมเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงขึ้น ในเรื่องของความปลอดภัยมาพร้อม ระบบความปลอดภัยแบบแอคทีฟและแพสซีฟ (ขึ้นอยู่กับรุ่น), ทั้งระบบป้องกันล้อหมุนฟรีทั้งขณะออกตัวและในโค้ง Traction Control System (TCS), ระบบรองรับการเบรกกะทันหัน Panic Brake Assist (PBA), ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution (EBD), ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Control (ESC), ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน Hill Descent Control (HDC) และระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางชัน Hill Start Assist (HSA) พร้อมกับถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตลอดจนถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ โคโลราโดรุ่นใหม่ล่าสุด โดดเด่นด้วยระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร, ระบบเตือนการชนด้านหน้า, ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและหลัง, ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง, เซ็นเซอร์ตรวจจับน้ำฝน, ไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติ, และฟังก์ชั่นรีโมทสตาร์ท ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากเวลาจอดกลางแจ้งด้วยการสตาร์ทเครื่องยนต์ได้จากกุญแจ, ขณะที่ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและกล้องมองหลังช่วยให้การขับขี่ในที่คับแคบมีความสะดวกง่ายดายมากขึ้น

GS แบตเตอรี่ จับมือ ตำรวจทางหลวง ผุดโครงการ พลังเพื่อคุณทุกเส้นทาง
car /  Gs / 

บริษัท สยามยีเอสเซลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายแบตเตอรี่รถยนต์ชั้นนำของไทย นำโดย นายวรนินทร์ อัษฎามงคล รักษาการกรรมการผู้จัดการ ได้ร่วมกับ กองบังคับการตำรวจทางหลวง รณรงค์จัดทำโครงการ พลังเพื่อคุณทุกเส้นทาง เพื่อสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการพยายามลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง รวมถึงเทศกาลส่งท้ายปีเก้าต้อนรับปีใหม่ นายวรนินทร์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ว่า นอกเหนือจากการมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถแล้ว เรายังต้องการนำสิ่งดีๆ คืนกลับสู่สังคมด้วยโดยจัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการทำงานของกองบังคับการตำรวจทางหลวง ในวันที่ 11 และ 12 เมษายน 2558  นี้ให้บริการจุดพักรถ 4 จุด ที่มีน้ำดื่มสะอาดจำนวน กว่า 20,000 ขวด, ผ้าเย็น 50,000  ผืน,  ลูกอม 10,000 ชุด, สายพ่วงแบตเตอรี่ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ตลอดจนให้บริการตรวจเช็คสถาพแบตเตอรี่รถยนต์ จากช่างที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ ฟรี! เพื่อความปลอดภัยและสะดวกในการเดินทางอย่างราบรื่นสำหรับผู้ใช้ใช้ถนนทุกคน  จุดพักรถ 4 จุด ได้แก่     จุดที่ 1:     หน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงวังมะนาว (จุดใหญ่)     จุดที่ 2:     จุดพักรถถนนมอเตอร์เวย์ ฝั่งขาออก     จุดที่ 3 :     หน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงวังน้อย     จุดที่ 4 :     หน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงทับกวาง เนื่องจากผู้ใช้รถที่เดินทางกลับในช่วงวันหยุดยาว ต้องเผชิญกับสภาพรถที่หนาแน่น และติดขัด เราคาดหวังว่าการให้บริการจุดพักรถ และตรวจสอบแบตเตอรี่ เพื่อตรวจสอบความพร้อมของแบตเตอรี่ ตลอดจนบริการเปลี่ยนแบตเตอรี่ หากตรวจพบว่าแบตเตอรี่ขัดข้อง จะช่วยลดปัญหาการจราจร และอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นบนท้องถนนลงได้

เปิดรถโค้ช-กฤษดา นักแสดงรุ่นใหม่จากหนัง Fifteen
Fifteen /  คณะบริหารธุรกิจ / 

เปิดรถโค้ช-กฤษดา นักแสดงรุ่นใหม่จากหนัง Fifteen ค่ายทาเลนต์ วัน ที่กำลังจะเข้าฉายในเดือนเมษายนนี้ โค้ช-กฤษดา ศิริคำ กับพาหนะคู่ใจที่ช่วยทั้งเที่ยวและเรียนให้ลงตัวสุดๆ เปิดรถโค้ช-กฤษดาจากม.กรุงเทพ และนักแสดงรุ่นใหม่จากหนัง Fifteen เจ้าเฉาก๊วยคู่ใจเด็กม.กรุงเทพ ตอนเข้าปี 1 พอดีคุณแม่ซื้อรถใหม่พอดีครับ คือพอดีคันเก่ามันซื้อนานแล้ว คุณแม่เลยขายทิ้ง แล้วซื้อใหม่แทน แต่จริงๆ เขากะว่าจะใช้เอง แต่ตอนนี้ได้กลายเป็นรถของผมไปแล้ว 55 ผมเรียกมันว่าเจ้าเฉาก๊วย แต่เป็นเฉาก๊วยที่รู้สึกคันใหญ่ไปหน่อย ขับในกรุงเทพฯ ลำบากนิดหนึ่ง ส่วนตัวผมชอบรถคันเล็กอย่างพวกซีวิคหรือมาสด้า 3 มากกว่า จากการจราจรบอสตันสู่กรุงเทพฯ ก่อนเข้าม.กรุงเทพ มีโอกาสได้ไปเรียนภาษาที่บอสตันมา การจราจรเขาคล่องตัวดีมาก อย่างถ้าเกิดขับรถจากบอสตันไปนิวยอร์ก ก็ใช้เวลาแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น คือเขาจะมีเส้นทางด่วน วิ่งเร็วดี แล้วคนที่นั่นนิยมใช้รถไฟฟ้ามากกว่า ทำให้รถไม่ติด ไม่เหมือนบ้านเรานิยมใช้รถยนต์ซะส่วนใหญ่ รวมแก๊งค์บริหารชายล้วน ผมมีเพื่อนสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเพื่อนๆ 40 คนจากหลายมอ แก๊งค์นี้จะเน้นนัดเจอกันยามดึกนิดหนึ่ง 55 แต่ถ้าเป็นแก๊งค์ในมอก็มีสิบกว่าคน มีคณะบริหารบ้าง แต่ส่วนใหญ่อยู่นิเทศฯ ก็เป็นชายล้วน เคยไปไกลสุดก็เพชรบูรณ์ พอดีมีเพื่อนอยู่ที่นั่น พ่อของเพื่อนให้ไปช่วยถางป่าบนเขาด้วย (ฮา) เพื่อจะได้กางเต๊นท์ดูวิวกัน สนุกดี ส่วนการเรียน ตอนนี้มีวิชาหนึ่ง ที่เป็นกลุ่ม 4 คนต้องแพลนพานักท่องเที่ยวฝรั่งไปเที่ยว ฝึกสื่อสารภาษาอังกฤษ ก็คิดว่าน่าจะพาไปอยุธยานะ หนังสือเรียนและสาวติดรถ ของติดรถหลักๆ ก็มีพวกอุปกรณ์เล่นกีฬา ฟิตเนส แล้วก็หนังสือเรียน แต่ถ้าสาวๆ ตอนนี้ยังไม่มีนะ 55 เมื่อก่อนก็มีบ้าง แต่ไม่ใช่บริหาร ไปทางมนุษยฯ อะไรแบบนี้ เพราะสาวๆ คณะนี้น่ารักเยอะ 55 สไตล์ก็แบบญาญ่า-อุรัสยา ก็เคยมีซีนทริปหวานๆ บ้าง ส่วนใหญ่เป็นทะเล เพราะเห็นใน IG สาวๆ ส่วนใหญ่ชอบมีรูปทะเลเยอะ คิดว่าเขาน่าจะชอบนะ ติดตามคอลัมน์ Open car ได้ที่นิตยสาร Campus star No.34 Facebook : www.facebook.com/campusstar

ต้องไปให้เห็นกับตา! 10 มหาวิทยาลัยไทยที่มีวิวสวยที่สุด
มหาวิทยาลัย /  มหาวิทยาลัยขอนแก่น / 

ก่อนหน้านี้ทีนเอ็มไทยเคยนำเสนอคอนเทน มหาวิทยาลัยคยองฮี มหาวิทยาลัยสวยที่สุดในเกาหลี ที่พอถึงฤดูใบไม้ผลิจะถูกโอบล้อมไปด้วยดอกซากุระเบ่งบานทั่วทั้งมหาวิทยาลัย ฟังแบบนี้ก็ไม่ต้องอิจฉาเขานะคะ เพราะบรรยากาศดีๆ แบบนั้นเมืองไทยเราก็มี นอกจากการเรียนจะเป็นสิ่งสำคัญแล้ว เรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ทั้งตึกเรียน ทิวทัศน์บรรยากาศรอบๆ ก็ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะภาพ 10 มหาวิทยาลัยที่เรานำมาฝากนั้น สวยงดงามไม่แพ้ของเกาหลีเลยละ และเชื่อว่าหลายคนอาจยังไม่รู้และไม่เคยเห็นกันมาก่อนด้วย จนนึกว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยว ดังนั้นต้องไปให้เห็นกับตา! 10 มหาวิทยาลัยไทยที่มีวิวสวยที่สุด เหล่านี้ค่ะ... 1. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มจากขึ้นไปสูดอากาศดีๆ บนที่สูงทางภาคเหนือกันที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บริเวณเชิงดอยสุเทพ ดื่มดำบรรยากาศความร่มรื่นกับธรรมชาติจากต้นไม้สีเขียวทั่วมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะบริเวณ "อ่างแก้ว" อ่างเก็บน้ำของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของมหาวิทยาลัย ซึ่งอ่างแก้วนอกจากจะใช้กักเก็บน้ำเพื่อใช้ภายในมหาวิทยาลัยแล้วยังเป็นสถานที่สวยงาม ใครแวะมาก็มักมาถ่ายรูปกัน ณ จุดนี้ และยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของลูกช้าง มช ด้วยเช่นกัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังมี "ดอกสัก" ดอกไม้ขนาดเล็กและอยู่ในพวงใหญ่ มีสีขาว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร มีกลีบดอก 6 กลีบ เป็นสัญลักษณ์ของมหา'ลัย ซึ่งถือว่าเป็นต้นไม้ที่มีค่าและมีความอุดมสมบูรณ์ในภาคเหนือ นอกจากนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 3 ในด้านการเรียนการสอนของประเทศไทย 2. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ต่อกันด้วย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มหาวิทยาลัยที่มีทิวทัศน์สวยที่สุดในประเทศไทย และอยู่ในอันดับต้นๆ ของเอเชีย โอบล้อมไปด้วยขุนเขา ท่ามกลางธรรมชาติ  โดยเฉพาะ เมื่อ“ต้นเหลืองอินเดีย” บานสะพรั่งเต็มถนนจะเหมือนอยู่ต่างประเทศกันเลย นักศึกษาและคนทั่วไปมักนิยมไปถ่ายรูปกัน นอกจากนี้ยังสถาน ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธรและสถาบันขงจื่อมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ โครงการสวนพฤกษศาสตร์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่สวยงามไม่แพ้กัน 3. มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยนเรศวร มีชื่อเดิมว่า มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ตั้งอยู่ในจังหวัดพิษณุโลก สีประจำมหาวิทยาลัย คือ สีเทา หมายถึง สีของสมอง แปลว่า ความคิดหรือปัญญา และสีแสด หมายถึง สีของคุณธรรมและความกล้าหาญ ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ โดยเฉพาะลานที่อยู่ใกล้กับหอสมุด ชาวมหาวิทยาลัยนเรศวร จะเรียกว่าลานเทเลทับบี้ มีลักษณะเป็นเนินหญ้าจะเหมือนในการ์ตูนเทเลทับบี้ และมีการปลูกต้นไม้ประจำจังหวัดเรียงเป็นแผนที่ประเทศไทย โดยเฉพาะ “ดอกเสลา” ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยนเรศวรที่ออกดอกบานสะพรั่งสีชมพูอมม่วง  ในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม-มีนาคม ของทุกปี 4. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ตั้งอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับที่ 3 ด้านการวิจัย (ดีเลิศ) และ อันดับที่ 7 ด้านการเรียนการสอน (ดีเยี่ยม) ของประเทศไทย นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 9 มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ซึ่งจัดเป็นมหาวิทยาลัยที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้รับการรับเลือก ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อเสียงเก่าแก่อื่น ๆ และได้รับการจัดอันดับการมีงานทำและศึกษาต่อของบัณฑิตร้อยละ 96 ซึ่งสูงที่สุดในประเทศ มีต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย คือ ต้นปีบทองเป็นไม้ยืนต้นที่ปลูกง่าย ทนทาน โตเร็ว มีทรงพุ่มกว้าง มีดอกสีแสด ซึ่งเป็นสีประจำหาวิทยาลัยสื่อความหมายถึงความเรียบง่าย ความแข็งแกร่ง ความรุดหน้า และความร่มเย็น สถานที่ถ่ายรูปที่ห้ามพลาด ก็คือ อุโมงค์ต้นจามจุรี เรียกได้ว่าขึ้นชื่อเรื่องความงดงาม จะอยู่บนถนนเส้นที่จะมุ่งไปยังฟาร์มของมหาวิทยาลัย โค้งรับกับเส้นถนนสวยงาม 5. มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นอุดมศึกษาสถานแห่งแรก ของภาคตะวันออกเฉียง เป็นศูนย์รวมทางความคิด สติปัญญาของสังคม และเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาสู่ภูมิภาค ตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งมีลักษณะเป็นเนินดินลูกคลื่นสีแดง มีชื่อเรียกว่า "มอดินแดง" ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยขอนแก่น คือ ดอกกัลปพฤกษ์ เป็นต้นไม้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงปลูกพระราชทาน เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนิน ประกอบพิธีเปิดมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2510 ต้นกัลปพฤกษ์เป็นต้นไม้ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Cassia bakeriana Craib ลักษณะเป็นต้นไม้ขนาดย่อม พุ่มใบแบนกว้าง ดอกสีชมพู เมื่อโรยจะกลายเป็นสีขาว ออกดอกเป็นช่อช่วงฤดูหนาว ปลูกอยู่บริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัย สวยงามทอดยาว 6. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์  ลงใต้กันบ้าง กับ มหาวิทยาลัยวลัยลัษณ์ อยู๋จังหวัดนครศรีธรรมราช มีระบบบริหารงานเป็นของตนเอง เป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ (Comprehensive University) ที่มีการพัฒนาสภาพแวดล้อมให้มีลักษณะเป็นเมืองมหาวิทยาลัยในรูปแบบ Residential University และเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน โดยจัดพื้นที่ทั้งหมดของมหาวิทยาลัยให้เป็นแหล่งศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ ในลักษณะอุทยานการศึกษา และเป็นมหาวิทยาลัยที่มีวิทยาเขตเดียว โดยกำหนดให้จัดระบบการศึกษาแบบไตรภาค (Trimester System) โดยหนึ่งปีการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ภาคการศึกษา มีระบบสหกิจศึกษา (Cooperative Education) ที่นักศึกษาได้มีการศึกษาทั้งในองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และมีการปฏิบัติงานจริงจะทำให้นักศึกษาที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีทั้งความรู้ทางวิชาการและมีความชำนาญในทางปฏิบัติควบคู่กันการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย และมีต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย คือต้นประดู่ ภาคใต้เรียกว่า สะโน ต้นประดู่ส่วนมากพบในป่าเบญจพรรณทางภาคใต้ เป็นไม้ที่นิยมปลูกให้ร่มเงา ในเมืองนครศรีธรรมราช เคยปลูกบริเวณศาลาหน้าจวนเจ้าเมือง ซึ่งรู้จักกันในนาม“ศาลาประดู่หก” 7. มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ อากาศดีตลอดเวลา และจุดเด่นเลยคือ แท้งก์น้ำ ถือเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่เลยก็ว่าได้ ยิ่งอากาศช่วงหน้าหนาวหรือเช้าตรู่จะมีหมอกปกคลุมล้อมรอบสวยงามมาก มหาวิทยาลัยแห่งขุนเขาแห่งนี้ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ประทานพระราชวินิจฉัยชี้ขาดใ ห้ต้นกันภัยมหิดล เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย นามเป็นมงคลและพ้องกับชื่อมหาวิทยาลัย ถึงแม้จะเป็นไม้เถาแต่ก็มีลักษณะสวยงาม สามารถจัดแต่งเป็นทรงพุ่มได้หลายแบบ อายุยืน โดยเมื่อเถาแห้งไปก็สามารถงอกขึ้นใหม่ได้ซึ่งความเป็นไม้เถาแสดงถึงความเจริญก้าวหน้าและความสามารถปรับตัวให้พัฒนา ไปตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างดี 8. มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม เดิมคือ โรงเรียนปราณีตศิลปกรรม สังกัดกรมศิลปากร ก่อนเปลี่ยนมาเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปะแห่งแรกในประเทศไทย มีชื่อเสียงทางด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และโบราณคดีปัจจุบัน เปิดสอนครอบคลุมทุกสาขาวิชา ทั้งวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ และวิทยาศาสตร์การเกษตร ตามมาตรฐานของมหาวิทยาลัยสากลอย่างสมบูรณ์ ต้นจันเป็นต้นไม้ใหญ่ ผลมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ยืนต้นเก่าแก่อยู่คู่กับวังท่าพระมาช้านาน และยังมีต้นเก่าแก่อีกต้นที่พระตำหนักทับขวัญ พระราชวังสนามจันทร์ มหาวิทยาลัยจึงกำหนดให้ต้นจันเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย เป็นที่มาของเพลงกลิ่นจัน ปัจจุบันมีการปลูกต้นจันที่วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรีเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ด้านข้างท้องพระโรง วังท่าพระ มีสวนแก้วอยู่ด้านใน ยามเมื่อดอกแก้วออกดอก จะส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งวัง 9. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน จ.นครปฐม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เป็นสถาบันการศึกษาที่มุ่งเน้นให้การศึกษา สร้างสรรค์และพัฒนาความรู้ ให้บริการทางวิชาการ รวมทั้งสืบสานและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับนโยบายการศึกษา การพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางด้านเกษตร ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย ได้แก่ "ต้นนนทรี" โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปลูกต้นนนทรี จำนวน 9 ต้น ณ บริเวณหน้าหอประชุม มก. ทั้งนี้ในช่วงดอก “ชมพูพันธุ์ทิพย์” หรือซากุระเมืองไทย บานสะพรั่งช่วงต้นปีจะมีผู้คนหลั่งไหล้มาชื่ชมเป็นจำนวนมาก สีชมพูสวยหวานไปจนถึงเดือนมีนาคม นอกจากต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ แล้วบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ยังร่มรื่นและสวยงามเป็นอย่างมาก 10. มหาวิทยาลัยบูรพา ชมพูพันธ์ทิพย์ไม่ได้มีเเค่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แห่งเดียวนะคะ ที่มหาวิทยาลัยบูรพา บางแสน จ.ชลบุรี เขาก็มีเหมือนกัน หากน้องๆ คนไหนที่ศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยบูรพา คงต้องคุ้นตากับภาพรถรางเหลืองที่วิ่งผ่านถนนที่ถูกโปรยปรายไปด้วยดอกชมพูพันธ์ทิพย์บานสะพรั่ง จากรั้วเทา-ทองแห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์สัตว์และสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็มให้เยี่ยมชมด้วย  ขอขอบคุณเครดิตภาพและข้อมูลจาก ningissue, prcmu, Panita Chaisorn, Tonkaw Chaiyakit, วิกิพีเดียม.บูรพา, MaeFahLuangUniversity, mfuphoto, manager.wikipediaมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, Photo : Chop, kku.ac.th, Chot Chatpinit, span, wikipediaมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, Walailak University มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, bykhunpjame, film more, travelthaimagazine, ชัยเมืองนนท์, pirun.kps.ku.ac.th, greenintrend, wikipediaมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์_วิทยาเขตกำแพงแสน, Iiekqz

โอะฮะโย! เที่ยวเมืองคุมะโมะโตะ พร้อมทำความรู้จัก 'คุมะมง' เจ้าหมีตัวดำสุดทะเล้น
ที่เที่ยวญี่ปุ่น /  ประเทศญี่ปุ่น / 

เพื่อนๆ รู้ไหมว่า .. เมืองคุมะโมะโตะ ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น นั้นมีแหล่งท่องเที่ยว ธรรมชาติ น่าสนใจหลายที่เลยล่ะค่ะ มีอาหารท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อนั้นก็คือ เนื้อม้า อีกด้วย รวมถึงถ้าใครมาที่เมืองนี้แล้วไม่รู้จักเจ้าหมีตัวดำสุดทะเล้น ไม่ได้เด็ดขาด! เพราะเป็นมาสคอตประจำเมืองนี้นี่เอง .. โอะฮะโย! เที่ยวเมืองคุมะโมะโตะ พร้อมทำความรู้จัก 'คุมะมง' เจ้าหมีตัวดำสุดทะเล้น ก่อนอื่น! อย่างที่เราทราบกันดีว่าไม่กี่วันมานี้ ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวที่เมืองคุมาโมโตะ ภูมิภาคคิวชู ประเทศญี่ปุ่น อย่างรุนแรง ขนาด 7.3 แมกนิจูดเลยทีเดียว ซึ่งทำให้บ้านเรือนพังเสียหายและมีผู้เสียชีวิตหลายราย ทาง Travel.mthai ก็ขอแสดงความเสียใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านเหุตการณ์นี้ไปได้โดยเร็วนะคะ .. ทำความรุ้จัก "คุมะโมะโตะ" เมืองคุมะโมะโตะ อยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองต้นกำเนิดของหมี (ชื่อคุมาโมโตะแปลว่า “ต้นกำเนิดของหมี”) อีกทั้งยังเป็นประตูที่จะพาไปสัมผัสความงดงามทางธรรมชาติในแบบคิวชู คุมาโมโตะ เมืองแห่งปราสาท เป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดและที่อยู่อาศัยของประชากรถึง 720,000 คน แต่เสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่หลงใหลก็คือความหลากหลายทางธรรมชาติในแบบคิวชู เพียงชั่วโมงเศษๆ ด้วยการขับรถก็สามารถเดินทางจากชายหาดกึ่งร้อนในอะมะกุซะ (Amakusa) ไปยังยอดภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นใน อะโสะ (Aso) นอกจากนี้ ในเมืองก็ยังเต็มไปด้วยธรรมชาติอันรื่นรมย์อย่าง แม่น้ำชิราคาวา (Shirakawa River) ที่แยกออกหลายสายและไหลไปยังตัวเมือง รวมทั้งพื้นที่สีเขียวรอบๆ อันกว้างใหญ่ ที่ทำให้ที่นี่ถูกกล่าวขานว่าเป็น แดนแห่งป่าสวยและน้ำใสบริสุทธิ์ (City of Woods and Fresh Water) และแน่นอนแม้จะไม่ได้เห็นหมีเดินเพ่นพ่านอยู่ตามถนน แต่มัสคอตยอดนิยมอย่าง คุมะมง (Kumamon) ก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป สภาพภูมิกาศ คุมาโมโตะ มีสภาพภูมิกาศแบบกึ่งร้อนชื้น และอาจจะได้พบกับฝนตกในระหว่างการท่องเที่ยว ในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม อากาศในฤดูร้อนจะปลอดโปร่งโดยมีอุณหภูมิประมาณ 30 องศาเซลเซียส ส่วนฤดูหนาวจะเย็นกว่ามาก โดยมีอุณหภูมิต่ำสุดใกล้กับจุดเยือกแข็ง ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงอากาศจะอบอุ่นขึ้นเมื่อมีความชื้น งานเทศกาลต่างๆ ในเดือนตุลาคม ก็จะมีการจัดงานเทศกาลคันทรี่โกลด์ (Country Gold Festival) อันน่าตื่นตาตื่นใจด้วยวัฒนธรรมโคบาลแบบญี่ปุ่น อีกทั้งเทศกาลโคมไฟไม้ไผ่มิซูอาคาริ (Mizuakari Festival) ที่พร้อมมอบประสบการณ์ในแบบดั้งเดิม ส่วนเดือนกันยายนจะมีการจัดเทศกาลฟูจิซากิ ฮาชิมันกู (Fujisaki Hachimangu Festival) หรือที่เรียกว่าเทศกาลม้า (Horse Festival) ซึ่งจะจัดเป็นเวลา 5 วัน โดยมีการตกแต่งและกวดม้าไปตามถนนท้องถนนในตัวเมือง การเดินทางมายังเมือง คุมาโมโตะ จากสนามบิน การเดินทางสู่ใจกลางเมือง 20 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลา 35 นาที แท็กซี่ ราคาประมาณ 5,000-7,000 เยน รถบัส ราคาประมาณ 730-800 เยน ใช้ระยะเวลาเดินทาง 50 นาที โดยรถบัสส่วนใหญ่จะออกทุกๆ ชั่วโมงระหว่าง 8 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม นอกจากนี้ยังมีรถบัสอีกหลากหลายสายที่ให้บริการไปสู่อะโสะ (Aso) เมืองแห่งบ่อน้ำพุร้อน คุโรคาว่า (Kurokawa) และเมืองอัศจรรย์แห่งน้ำตก ทาคาชิโฮะ (Takachiho) การเดินทางเที่ยวในเมือง คุมาโมโตะ นอกเหนือไปจากบริการรถบัส ที่นี่ยังมีรถรางสองสายที่วิ่งทั่วเมืองคุมาโมโตะ ซึ่งทั้งสองสายจะวิ่งผ่านย่านใจกลางเมือง โดยสาย A จะวิ่งไปสู่สถานีคุมาโมโตะทางด้านทิศใต้ของเมือง และสาย B จะวิ่งไปทางทิศเหนือสู่สถานีคามิ-คุมาโมโตะ ด้วยราคา 150 เยน ตลอดสาย ไม่ว่าระยทางจะใกล้หรือไกลก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีบัตรโดยสารแบบหนึ่งวัน (All-day Pass) ในราคา 500 เยน ที่สามารถใช้ได้ทั้งรถบัสและรถราง พร้อมส่วนลดสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกด้วย ที่นี่ยังมีรถ Kumamoto Loop Bus ที่เชื่อมต่อไปยังจุดต่างๆ ที่น่าสนใจของเมือง ด้วยราคาหนึ่งเที่ยว 150 เยน หรือตั๋วที่ใช้ได้อย่างไม่จำกัดในราคา 400 เยน ที่มีส่วนลดค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวให้มาด้วย สิ่งที่ต้องทำเมื่อมาที่ "คุมาโมโตะ" 1. ชมภูเขาไฟอะโสะ (Mount Aso) และปล่องภูเขาไฟ ภูเขาไฟอะโสะ (Mount Aso) ตั้งอยู่ใจกลางของอุทยานแห่งชาติอะโสะ-คูจู (Aso-Kuju National Park) อันกว้างใหญ่ โดยมีปากปล่องภูเขาไฟซึ่งนับเป็นหนึ่งในโลกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ด้วยเส้นผ่าศูนย์กลาง 25 กิโลเมตร ซึ่งใหญ่เท่ากับเมืองถึง 3 เมืองเลยทีเดียว นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีระบบรถไฟ การทำกสิกรรม และทุ่งเลี้ยงสัตว์ อีกทั้งภูเขาเล็กๆ 5 ลูก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับหมอด ทั้งหมดนี้ล้วนตั้งอยู่ริมขอบของปากปล่องภูเขาไฟดังกล่าว ที่ไม่ควรพลาดไปเที่ยวชม 2. ตามล่าหาหมี ตัวมัสคอตของคุมาโมโตะคือ หมีสีดำเพศผู้แสนน่ารักที่ชื่อว่า คุมะมง (Kumamon) และความน่ารักนี้ก็ทำให้เจ้าหมีมัสคอตตัวนี้โด่งดังไปทั่วโลกและสามารถสร้างรายได้ถึง 293 ล้านเยนในปีที่ผ่านมา อีกทั้งได้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสัมพันธ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่นหรือแม้แต่การเป็นผู้บรรยายที่ฮาร์วาร์ด นักท่องเที่ยวที่มาเยือนคุมาโมโตะจะพบเห็นหน้าของเจ้าหมีตัวนี้ทุกหนทุกแห่ง แต่หากอยากพบตัวจริงแบบตัวเป็นๆ ก็ต้องที่ จัตุรัสคุมะมง (Kumamon Square) คุมะมง สร้างโดยรัฐบาลท้องถิ่นของจังหวัดคุมะโมะโตะ ในปี พ.ศ. 2553 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกับการเปิดเส้นทางการเดินรถไฟชิงกันเซ็งสายคิวชู ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาค จากนั้นไม่นานคุมะมงก็ได้รับความนิยมไปทั่วประเทศญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว ในปลายปีเดียวกันคุมะมงได้รับการโหวตจากชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศจนได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดตุ๊กตาสัญลักษณ์จากจำนวน 350 ตัวที่แต่ละท้องถิ่นส่งเข้าประกวด 3. ปราสาทดั้งเดิม ญี่ปุ่นนั้นเต็มไปด้วยปราสาทมากมาย แต่ ปราสาทคุมาโมโตะ-โจ นั้นนับเป็นหนึ่งในปราสาทที่ยิ่งใหญ่และน่าประทับใจเป็นที่สุด ซึ่งตัวปราสาทส่วนใหญ่นั้นได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ตามแบบฉบับของยุคศตวรรษที่ 17 ด้วยฝีมือที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพระราชวังฮอนมารุ โกเทน (Honmaru Goten Palace) บ้านพักที่หรูหราของไดเมียว อีกทั้งต้นซากุระที่เรียงรายเป็นร้อยต้นบนสนาม ที่ทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการชมดอกซากุระบาน 4. ความสุของคนกินเนื้อ หากกล้าพอที่จะลิ้มลอง หนึ่งในเมนูจานพิเศษที่มีชื่อเสียงที่สุดในคุมาโมโตะก็คือ บะซาชิ (Basashi) หรือเนื้อม้าดิบ แต่ถ้าคิดว่าหรูหราเกินไป เนื้อคุโรกิว (Kurogyu เนื้อดำ) หรืออะคากิว (Akagyu เนื้อแดง) ก็เป็นตัวเลือกระดับไฮเอนด์ของท้องถิ่นที่น่าลิ้มลองเช่นกัน สำหรับผู้รับประทานมังสวิรัติต้องหลงรัก คะระชิ เร็นคอน (Karashi Renkon) ซึ่งเป็นรากบัวยัดไส้ด้วยพริกคะระชิสุดเผ็ด และอีกหลากหลายเมนูที่ชื่นชอบก็มีพร้อมบริการที่ร้าน Umasakura 5. รถไฟ A-Train อะมะกุซะ (Amakusa) หมู่เกาะทั้ง 120 เกาะที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของคุมาโมโตะ นั้นพร้อมมอบความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวด้วยวิวชายฝั่งที่เต็มไปด้วยผาหินขรุขระ ชายหาดยาวทรายขาวละเอียด สุดยอดการดำน้ำ การชมปลาโลมาตลอดปี หรือแม้กระทั่งไดโนเสาร์ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการเดินทางมาท่องเที่ยวที่นี่ คือ การนั่งรถไฟ A-Train โดย A นั้นย่อมาจากคำว่า Adult (ผู้ใหญ่) แต่อย่าจินตนาการถึงอะไรที่เซ็กซี่ เพราะมีเพียงแค่โบกี้บาร์เครื่องดื่มพ่วงไปด้วยเท่านั้น A-Train พร้อมให้บริการในวันสุดสัปดาห์และวันหยุดพักผ่อนในช่วงฤดูกาลการท่องเที่ยว ขอบคุณข้อมูลจาก www.jetstar.com

15 ตึกสวย ผลงานการออกแบบที่ Zaha Hadid 'Queen of the curve' ทิ้งไว้ก่อนตาย
Queen of the curve /  the Pritzker Architecture Prize / 

วันนี้ Decor MThai ขอไว้อาลัยแด่ ZAHA HADID สถาปนิกหญิงที่เลื่องชื่อที่สุดในโลก ชาวอังกฤษ เชื้อสายอิรัก เสียชีวิตในวัย 65 ปี ด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว ไปเมื่อไม่นานมานี้ ขณะเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลในเมืองไมอามี่ สหรัฐอเมริกา เธอนับเป็น สถาปนิกที่มีผลงานอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สุดคนหนึ่งของโลก แถมเธอยังเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับรางวัล the Pritzker Architecture Prize ซึ่งเปรียบเหมือนรางวัล โนเบล สำหรับชาวสถาปนิกกันเลยทีเดียวนะคุณ ด้วยสไตล์อาวองการ์ด แบบ Deconstructivism ที่แปลกใหม่ ล้ำยุค และน่าตื่นตา จนได้รับฉายา  'Queen of the curve'   เพราะเธอมักใช้ความโค้งเว้าในงานออกแบบของเธอเสมอ ซึ่งผลงานตึกสวยๆ  ที่เธอทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู ก็แทบจะเป็นสถานที่สำคัญ ในแต่ละประเทศรอบโลกเลยล่ะ เราคัดงานที่ดีที่สุดของเธอ มาให้คุณได้ชมกัน บ้างก็สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว บ้างก็ยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง และบ้างก็ยังคงเป็นแค่แบบจำลองที่ไม่ได้สร้าง ลองตามมาดูกันว่ามีผลงานชิ้นไหนกันบ้าง The Heydar Aliyev Cultural Centre, Baku, Azerbaijan ศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้ สร้างขึ้นในปี 2013 และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ อาเซอร์ไบจัน ในเมือง บากุไปแล้วเรียบร้อย ที่นี่มีทั้งพิพิธภัณฑ์,ห้องออดิทอเรี่ยม,คอนเสิร์ต ฮอลล์ ,ห้องจัดนิทรรศการ และสำนักงาน The Riverside Museum of Glasgow, Scotland นี่คือ โปรเจ็คท์ที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ ซึ่งจริงๆ แล้ว ได้ถูกแพลนไว้ว่าจะเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 2009 แต่เนื่องจากพิษเศรษฐกิจทำให้การก่อสร้างล่าช้าออกไปอีก กว่าจะสร้างเสร็จต้องใช้เวลาถึง 7 ปี แต่เราว่ามันก็คุ้มค่านะ The 2022 FIFA world cup stadium, Qatar สเตเดี่ยมมโหฬารแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมือง Al-Wakrah ซึ่งกินพื้นที่อาณาบริเวณมากถึง 585,000 ตารางเมตร จุคนได้ถึง  40,000 คน และชั้นบนของสเตเดี่ยมสามารถแยกออกเพื่อ ลด หรือเพิ่มจำนวนความจุผู้ชมในสนามได้เช่นกัน The King Abdullah metro station, Riyadh, Saudi Arabia เร็วๆนี้ ซาอุดิอาระเบีย จะมีสถานีรถไฟใต้ดินสุดหรู เปล่งปลั่งราวกับทองคำ จากแรงบันดาลใจของทะเลทรายในซาอุดิอาระเบีย ซึ่งทั้งดูนุ่มนวลและมีส่วนเว้าที่งดงาม ที่นี่สร้างขึ้นเพื่อเพิ่มเส้นทางใหม่ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนคนบนท้องถนนในเวลาเร่งรีบ The Beko Masterplan multifunctional complex, Belgrade, Serbia นี่คือ คอมเพล็กซ์ที่ใหญ่โตมโหฬาร เพราะประกอบไปด้วย อพาร์ทเม้นท์,ออฟฟิศ และพื้นที่ปรับปรุงใหม่จากโรงงานทอผ้าที่ถูกทิ้งร้างไป ตึกนี้ได้กลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ในใจกลางเมือง Belgrade ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มีทั้งโรงแรม 5 ดาว,ห้องสัมมนา, แกลอรี่และร้านค้า ส่วนพื้นที่ชั้นใต้ดิน เป็นที่จอดรถสำหรับแขกและ ผู้ที่มาพักอาศัยที่นี่ 520 West 28th Street luxury condos, Manhattan, USA คอนโดสุดหรู รูปตัว L ใจกลางเมืองแมนฮัตตัน ซึ่งดีไซน์ช่วงมุมโค้งด้วยการขึ้นแพทเทิร์นซิกแซกนั้นเพื่อเป็นการแบ่งออกเป็น 2 บล็อคตึก ห้องพักทั้ง 37 ห้อง  บนชั้น 11 แต่ละห้องนั้น มีพื้นที่มากกว่า 510 ตารางเมตรขึ้นไป เพดานสูงกว่า 3 เมตร ตึกนี้มีทั้งสปา สวน และ สระว่ายน้ำในร่ม Hong Kong Polytechnic University, China นี่คือผลงานสถาปัตยกรรมที่ทำให้ ฮ่องกงยูนิเวอร์ซิตี้ กลายเป็น แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเมือง เป็นจุดศูนย์กลางการศึกษา และ แลปศึกษางานวิจัยมากมาย ในส่วนเกลียวเคิร์ฟของตึก ที่น่าตื่นตา เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงพลังของความช่ำชองทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันที่จะก้าวเข้าสู่อนาคต The new Beethoven Symphony Hall, 2020, Bonn, Germany ทีมของ Zaha Hadid กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อซ่อมแซม และ อนุรักษ์ตึกของ Siegfried Wolske นักสถาปนิกชาวเยอรมัน ดีไซน์ใหม่นี้ ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยแม่น้ำที่ไหลผ่านกลางตึก และกำลังแพลนที่จะสร้างระเบียงไว้รอบๆ ตึก เพื่อให้สามารถจัดแสดงโชว์ที่ด้านนอกบริเวณระเบียงได้ด้วย ‘City of Dreams’ Hotel Tower, Macau, China 2 ตึกนี้เป็นโรงแรม ที่เชื่อมต่อกันในชั้นบน และชั้นล่าง บนพื้นที่ 150,000 ตารางเมตร ความจุ 780 ห้อง ทั้งห้องสวีท และ เพ้นท์เฮ้าส์ นอกจากนี้ยังมีห้องสัมมนา, คาสิโน, ล็อบบี้,ร้านอาหาร,สปา และ สระว่ายน้ำด้านนอก พร้อมทั้งลิฟท์ชมวิวแบบพาโนราม่า เพื่อให้ชมวิวมาเก๊าได้จากด้านบนของตึก ตึกนี้เริ่มสร้างในปี 2013 และจะเสร็จสิ้นต้นปี 2017 อีกแป๊บก็จะเสร็จแล้วเนอะ Changsha Meixihu International Culture and Art Centre, China เป็นการผสมผสานระหว่างโรงหนังสุดอลังการ และ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย โรงละครโรงเล็ก และ โถงอเนกประสงค์ ซึ่งอยู่เลียบทะเลสาบเหมยซี ในเมืองชางฉา ประเทศจีน และในโซนพลาซ่ายังแบ่งตึกออกเป็น 3 ส่วนซึ่งรวมทั้ง ร้านค้าและร้านอาหารจำนวนมาก Signature Towers, Dubai, UAE ตึกยักษ์ระฟ้าแห่งนี้กำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจแห่งใหม่ของดูไบ มีทั้งห้องเช่าสำนักงาน โรงแรม และช้อปปิ้งมอลล์ Opus Office Tower, Abu-Dhabi, UAE ตึกสูง 93 เมตรที่จุ 21 ยูนิต แห่งนี้ ถูกดีไซน์ออกมาให้ดูเหมือนเป็นก้อนลูกบาศก์กลวงๆ ที่ลอยได้ ด้วยการติดแบ็คไลท์ทำให้ตึกดูโดดเด่นในยามค่ำคืนแปลกตาไปจากยามกลางวัน และจากความกลวงนี่เองที่ทำให้ตึกล้อกับแสงไฟและแสงอาทิตย์ได้อย่างน่าสนใจ 2020 Tokyo Olympic stadium, Japan สเตเดี่ยมนี้จะสร้างแทนที่สนามกีฬาโอลิมปิกแห่งเดิมที่เคยสร้างในปี 1964 และจะกลายเป็นสนามหลักของแดนอาทิตย์อุทัย ด้วยเนื้อที่ 290,000 ตารางเมตร จุผู้ชมได้ถึง 80,000 คนเลยทีเดียว และมีแพลนจะสร้างเสร็จในปี 2018 หากรัฐบาลญี่ปุ่นจะไม่เปลี่ยนไปใช้แบบอื่นเสียก่อน The Burnham Pavillion, Chicago, USA พาวิลเลี่ยนนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ นักวางผังเมืองชาวอเมริกันผู้โด่งดัง  Daniel Burnham ภายในมีโสตทัศนศึกษาเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์และการสร้างเมืองชิคาโก้ตั้งแต่อดีต จนถึงอนาคต A private residence in Barvikha, Russia นี่คือ บ้านส่วนตัว ที่มีรูปทรงเหมือนยานอวกาศ มีชื่อว่า ‘Capital Hill Residence’ ในเมือง  Barvikha ประเทศ Russia บ้านในสไตล์โมเดิร์นหลังนี้ตั้งอยู่ใจกลางป่าสนที่ยังคงมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก ตัวบ้านมีพื้นที่ 2,650 ตารางเมตร หอคอยทั้งสองสูง 22 เมตร มีห้องนอน และห้องนั่งเล่นจำนวนมาก ในส่วนชั้นใต้ดินจะเป็นซาวน่าแบบรัสเซีย ,ยิม และห้องพักแขก ภาพประกอบจาก : Zaha Hadid official website ที่มาจาก  brightside.me

ถูกใจกันมั้ย! ดิวิชั่น 2 เปิดตัวโลโก้ใหม่ประเดิมฤดูกาล 2016
กรวีร์ ปริศนานันทกุล /  ดิวิชั่น 2 / 

ฟุตบอลเอไอเอสลีก ดิวิชั่น 2 เปิดตัวโลโก้ใหม่ที่จะใช่ทำการแข่งขันตั้งแต่ฤดูกาล 2016 เป็นต้นไป พร้อมปรับเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ลีกรากหญ้าเเบบไทยๆ การแข่งขันฟุตบอลเอไอเอสลีก ดิวิชั่น 2 เปิดตัวโลโก้ใหม่ที่จะใช่ทำการแข่งขันตั้งแต่ฤดูกาล 2016 เป็นต้นไป หลังก่อนหน้านี้ได้มีการจับสลากและประกาศผลการประกบคู่ไปแล้วทั้งหมด 8 โซน จนล่าสุดได้เปิดตัวโลโก้การแข่งขันใหม่พร้อมทั้งมีแฟนเพจให้แฟนคลับและสโมสรได้ติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการอีกด้วย กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานฝ่ายจัดการเเข่งขันฯ กล่าวว่า “เราอยากจะคงลักษณะควาเป็นลีกรากหญ้าของไทยเอาไว้ แต่ให้ดูร่วมสมัยมากขึ้น และออกแบบด้วยความเรียบง่าย สังเกตุง่ายๆคือโลโก้จะปรากฏ ด.เด็ก ที่เป็นตัวอักษรไทยมาจากคำว่า “ดิวิชั่น” ส่วนเลข ๒ เราก็ใช้เป็นเลขไทยเช่นเดียวกัน ส่วนสีเราก็ใช้เป็นสีธงชาติไทยเช่นเดียวกัน” “นอกจากนี้เรายังได้จัดทำแฟนเพจอย่างเป็นทางการแล้วชื่อ “เอไอเอสลีก ดิวิชั่น 2″ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าจะเป็นช่องทางที่จะบอกข่าวสาร ความเคลื่อนไหวให้กับแฟนบอลและสโมสรได้ทราบกันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงอนาคตหากมีการถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ เราคงมีคลิปหรือไฮไลท์ให้ได้ติดตามกันในช่องทางนี้เช่นกัน”

กีมาลา (Keemala) ที่พักวิลล่าสุดอลังการ! เหมือนอยู่ในโลกอวตาร จ.ภูเก็ต
กีมาลา (Keemala) /  จังหวัดภูเก็ต / 

นึกว่าอยู่ในโลกอวตาร! วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับที่พักเปิดใหม่ "กีมาลา (Keemala)" หาดกมลา จังหวัดภูเก็ต ที่พักวิลล่าสุดหรูในสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร เป็นส่วนตัว เงียบสงบ โรแมนติก และสะดวกสบาย รับรองว่ามาที่นี่ไม่ผิดหวัง! เหมาะสำหรับผู้ที่อยากผ่อนคลายท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ ซึ่งที่ตั้งของที่พักอยู่บนภูเขา สามารถมองเห็นทะเลอันดามันได้แบบเต็มตา กีมาลา (Keemala) ที่พักวิลล่าสุดอลังการ! เหมือนอยู่ในโลกอวตาร จ.ภูเก็ต กีมาลา (Keemala) ที่พักวิลล่าสุดอลังการ! เหมือนอยู่ในโลกอวตาร จ.ภูเก็ต เห็นครั้งแรกก็ต้องร้อง ว้าว อย่างแรง!! เพราะ กีมาลา (Keemala) ที่พักแห่งนี้สวยและมีสไตล์ที่โดดเด่น ไม่เหมือนใครจริงๆ ค่ะ ทั้งสไตล์ห้องพักที่มีความสวยงาม สระว่ายน้ำ การตกแต่งส่วนต่างๆ ภายในโรงแรม ที่จะทำให้แขกที่เข้าพักรู้สึก Beyond Enchanting ตามคอนเซปของที่นี่เลย โรงแรม กีมาลา (Keemala) ตั้งอยู่บนภูเขา โอบล้อมไปด้วยป่าเขียวขจี บริเวณหาดกมลา จังหวัดภูเก็ต ถ้ามองจากที่พักก็สามารถมองเห็นทะเลอันดามันได้ชัดเจน ชมพระอาทิตย์ตกยิ่งทำให้โรแมนติกสุดๆ ที่นี่เป็นโรงแรมเปิดใหม่ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2015 ที่ผ่านมา โรงแรม กีมาลา (Keemala) ได้รับแรงบันดาลในการออกแบบจากชนเผ่า สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของกีมาลาสะท้อนถึงความเป็นอยู่ของชนเผ่าจำลองในอดีต 4 กลุ่ม ออกแบบโดยคุณ Pisit Aongskultong บริษัท Pisud Design Company 1. The Bird's Nest Villa  วิลล่าสไตล์บ้านรังนกมีเทอเรซกว้าง และสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ เป็นวิลล่าที่จำลองสไตล์ชีวิตที่ชื่นชอบความหรูหราของชนเผ่ารังนก ห้องน้ำของวิลล่าสไตล์บ้านรังนกจึงสวยงามเป็นพิเศษ มีอ่างแช่น้ำที่เป็นหินและพื้นมีโมเสคเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับดวงจันทร์ จากเรื่องราวที่ว่าชนเผ่ารังนกทำนายอนาคตจากดวงดาวและมักอาบน้ำใต้แสงจันทร์เพื่อชโลมจิตวิญญาณนั่นเองค่ะ 2. The Clay Pool Cottages  กระท่อมปฐพีมีลักษณะเหมือนสร้างด้วยดินและมีหลังคามุงจากทรงเหลี่ยมสูง อยู่ใกล้แหล่งน้ำและลำธาร ให้ความรู้สึกอบอุ่น 3. The Tree Pool Houses วิลล่าสไตล์บ้านต้นไม้ 2 ชั้น เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของชนเผ่าเวหา ซึ่งบูชาจักรวาลและอาศัยอยู่ในบ้านที่แขวนบนต้นไม้เพื่อใกล้ชิดกับท้องฟ้า ผ่อนคลายอย่างเต็มที่กับพื้นที่ใช้สอยสองชั้นของวิลล่าสไตล์บ้านต้นไม้ 4. Tent Pool Villas วิลล่าสไตล์เต็นท์คนจร มีลักษณะเป็นเหมือนกระโจมที่สามารถโยกย้ายได้ง่าย เสมือนกับชีวิตของชนเผ่าคนจรมีวิถีชีวิตที่โลดโผน มักจะอยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง และท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ลล่านี้สวยงาม สบาย และยังให้ความรู้สึกเหมือนได้ผจญภัยอีกด้วย อีกหนึ่งการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของกีมาลา โรงแรม กีมาลา (Keemala)  มีห้องอาหารหลัก 1 ห้อง สำหรับลูกค้าที่เข้าพักสามารถสั่งอาหารไปเสิร์ฟที่วิลล่าของลูกค้าหรือภายในบริเวณต่างๆ ของรีสอร์ทได้  ในส่วนของเครื่องดื่มและ ขนมขบเคี้ยว จะมีบริการที่บาร์สระว่ายน้ำ ห้องไวน์เล้าจ์และบาร์ อีกด้วย สิ่งอำนวยความสะดวก เรียกได้ว่ามีครบวงจร! ทั้งฟิตเนส, คลับเพื่อสุขภาพ, ร้านอาหาร, ซาวน่า, สปา, Lounge&Bar, บริการเช่ารถ, บริการซักรีด, Wedding services เป็นต้น โดยเฉพาะสปา มาลาสปา  ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของเราเน้นส่วนประกอบธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีอันตราย และไม่มีการทดลองกับสัตว์ เป็นผลิตภัณฑ์ของ Siam Botanicals, VOYA และ SpaRitual นอกจากนี้ถ้าใครต้องการไปทำกิจกรรมอื่นๆ นอกห้องพัก ทาง โรงแรม กีมาลา (Keemala) ก็มีให้เลือกมากมาย เช่น Gym, Outdoor pool, Yoga, Snorkeling 5 Km, Jet skiing 6 Km, Surfing 6 Km, Water skiing 6 Km, Watersports 6 Km, 18 hole golf course 11 Km, 9 hole golf course 11 Km, Driving range 11 Km, Horse riding 11 Km เป็นต้น มาที่เที่ยวได้ทำกิจกรรมแถมพักผ่อนแบบเป็นส่วนตัว ดี๊ดีอ่ะ! ดูข้อมูลเพิ่มเติม facebook keemala, www.keemala.com ขอบคุณข้อมูล-รูปภาพ www.keemala.com,  www.slh.com/hotels/keemala-resort-spa/