สัญลักษณ์จราจร

สมุทรปราการ วันเดียวก็เที่ยวได้
ตลาดคลองสวน /  ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง / 

สมุทรปราการ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าเมืองปากน้ำ หรือเมืองพระประแดง นั้น นับเป็นจังหวัดปริมณฑลที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง29 กิโลเมตร เป็นเมืองที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา มีความสำคัญเพราะเป็นเมืองปลายสุดของแม่น้ำเจ้าพระยา จึงเหมาะกับทั้งเป็นเมืองท่า และเมืองเกษตรกรรม สมุทรปราการ วันเดียวก็เที่ยวได้ จนมีคำขวัญประจำจังหวัดว่า “ป้อมยุทธนาวีพระเจดีย์กลางน้ำฟาร์มจระเข้ใหญ่งามวิไลเมืองโบราณสงกรานต์พระประแดงปลาสลิดแห้งรสดีประเพณีรับบัวครบถ้วนทั่วอุตสาหกรรม” เมื่อได้ชื่อว่าสมุทรปราการ อันหมายถึงเมืองท่าเมืองหน้าด่าน การแวะเที่ยวชมป้อมพระจุลจอมเกล้า ปราการเก่าทรงคุณค่าจึงนับเป็นสิ่งต้องทำอันดับแรกๆ หากได้มาเยือนสมุทรปราการ โดยป้อมแห่งนี้เป็นที่จอดเรือรบหลวงแม่กลอง เรือรบที่เก่าแก่เป็นอันดับ2 ของโลก พร้อมด้วยพื้นที่โดยรอบ ที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติศาสตร์ทหารเรือ  รวมทั้งร้านอาหารรสชาติดีที่มีให้บริการอยู่ในบริเวณเดียวกัน อีกหนึ่งความภูมิใจของชาวสมุทรปราการที่หาจังหวัดอื่นมาเทียบเคียงได้ยาก คือ ประเพณีพื้นเมืองต่างๆ ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น งานพระสมุทรเจดีย์ หรือการนมัสการมหาเจดีย์คู่บ้านคู่เมือง โดยการล่องเรือแห่ผ้าห่มแดงไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา จนถึงอำเภอพระประแดง และทำการแห่ขึ้นห่มพระเจดีย์ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์ของสมุทรปราการ จนปรากฏเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัด งานประเพณีนี้จะจัดขึ้นทุกปี ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี (ประมาณปลายเดือนตุลาคม- พฤศจิกายน) อีกหนึ่งประเพณีสำคัญของจังหวัดสมุทรปราการคือ ประเพณีโยนบัว ของวัดบางพลี ซึ่งนับเป็นแห่งเดียวในโลกที่จะได้เห็นการโยนบัวลงในเรือขวบนแห่พระพุทธรูปจำลองหลวงพ่อโต ทั้งทางบกและทางน้ำ โดยงานจะมีขึ้นในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 (ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน) และเมื่อได้ชื่อว่าเป็นเมืองปากแม่น้ำ สมุทรปราการเองจึงมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชม ไม่ว่าจะเป็น สถานตากอากาศบางปู ที่สามารถไปทำกิจกรรมได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น กินปู ดูนก เต้นรำ หรือท่องป่าชายเลน ก็สามารถทำได้ อีกหนึ่งสถานที่แนะนำคือ บางกระเจ้า หรือ เกาะสีเขียว ที่มีพื้นที่มากถึง 11,000 ไร่ โอบล้อมด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา จนได้รับการยกย่องให้เป็นปอดของกรุงเทพ และ Best Urban Oasis of Asia จากนิตยสารไทม์ โดยนักท่องเที่ยวสามารถข้ามเกาะไปปั่นจักรยาน ดูนก ดูป่าชายเลน และสัมผัสกับอาการบริสุทธิ์ได้ ส่วนเรื่องการช้อปปิ้งนั้น สมุทรปราการก็นับว่าไม่น้อยหน้าที่ใดในประเทศ เพราะนอกจากจะเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าใหญ่อย่างอิเกียและเมกาบางนาแล้ว ที่สมุทรปราการยังมีตลาดน้ำอย่างตลาดน้ำบางน้ำผึ้งไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยตลาดน้ำแห่งนี้ถึงแม้จะเป็นตลาดน้ำน้องใหม่ แต่กลับเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของวิถีชีวิตชาวบ้านริมคลอง ที่ส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายมอญซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือ สัมผัสกับความงดงามของวิถีชีวิตและสวนผลไม้ของชาวบ้านได้ ส่วนสินค้าขึ้นชื่อของตลาดที่ควรซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้ปลาสลิดและขนมจาก เป็นต้น ตลาดคลองสวนก็นับเป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญของจังหวัดสมุทรปราการที่มีอายุมากถึง 100 ปี โดดเด่นด้วยบรรยากาศย้อนอดีตที่ยังคงมนต์เสน่ห์แห่งการซื้อขายแลกเปลี่ยน รวมไปถึงอาหารรสชาติดี และของซื้อของขายมากมาย นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวที่แนะนำไปแล้วนั้น จังหวัดสมุทรปราการยังมีสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกมากมายให้เลือกไปแวะเยี่ยมเยือน ไม่ว่าจะเป็น เมืองโบราณ มรดกแห่งภูมิปัญญาไทยที่จัดแสดงอาคารทางสถาปัตยกรรมไทยรูปแบบต่างๆ พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ พิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาศิลปวัตถุมรดกทางวัฒนธรรมด้านต่างๆ เพื่อสืบสานอนุรักษ์งานศิลป์ไทย ฟาร์มจระเข้ ก็นับเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวคู่จังหวัดที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติต่างให้ความนิยมมาแวะดูการแสดงมากมาย ถึงแม้ว่าสมุทรปราการจะเป็นเพียงจังหวัดเล็กๆ ที่หลายคนอาจมองข้ามแต่หากได้ลองมาทำความรู้จักกับวัฒนธรรมธรรมชาติอาหารการกินแหล่งท่องเที่ยวแล้ว เราจะพบว่าสมุทรปราการนั้นเพียบพร้อมไปด้วยเสน่ห์เป็นจังหวัดที่มีเวลาแค่วันเดียวก็เที่ยวได้ แถมยังไม่ต้องเดินทางไกลและเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เอาเป็นว่าหากสุดสัปดาห์นี้ยังไม่มีโปรแกรมไปไหนอย่าลืมมาลองทำความรู้จักกับสมุทรปราการดู สมุทรปราการ เที่ยวได้ทั้งปี ภายในบริเวณ วัดมงคลโคธาวาส สมุทรปราการ วันเดียวก็เที่ยวได้

MINI Driving Experience 2016 กับการเทสต์ไดรฟ์โชว์ความเหนือระดับของMini
Driving Experience /  mini / 

มินิ ประเทศไทย นำทัพสื่อมวลชนมุ่งหน้าสู่สนามปทุมธานี สปีดเวย์ เพื่อร่วมสัมผัสสมรรถนะและดีไซน์อันยอดเยี่ยม เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ของยานยนต์ระดับตำนานจากอังกฤษ กับรถยนต์มินิรุ่นล่าสุด ทั้ง มินิ คลับแมน มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ และมินิ คูเปอร์ เอสดี ออลโฟร์ คันทรีแมน พาร์คเลน ในงาน MINI Driving Experience 2016 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2559      “รถยนต์มินิทุกรุ่นถือเป็นสัญลักษณ์แทนความสนุกในการขับขี่ พร้อมด้วยงานออกแบบที่โดดเด่น แตกต่าง ไม่ซ้ำใคร” คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย กล่าว “นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2558 ที่ผ่านมา เราได้ทยอยนำยนตรกรรมมินิรุ่นล่าสุดเข้ามาสร้างสีสันให้แฟนๆ ชาวไทยได้ตื่นตาตื่นใจ เพื่อต่อยอดความสำเร็จของมินิในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์คอมแพคหรูของเมืองไทย และในโอกาสนี้ เราก็พร้อมแล้วที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ครบเครื่องในสไตล์มินิให้ได้สัมผัสกัน” มินิ คลับแมน โฉมใหม่ ใหญ่ที่สุดในตระกูลมินิ      ด้วยความยาวที่เพิ่มขึ้น 27 เซนติเมตร กว้างขึ้น 9 เซนติเมตร และฐานล้อที่ยาวขึ้น 10 เซนติเมตรเมื่อเทียบกับรถยนต์มินิ แฮทช์ 5 ประตู มินิ คลับแมน โฉมใหม่ จึงเป็นรถยนต์มินิที่มีขนาดใหญ่ที่สุด พร้อมตอบรับทุกการใช้งานด้วยช่องเก็บสัมภาระที่มีความจุมากถึง 360 ลิตร และยังสามารถขยายขนาดเพิ่มขึ้นเป็น 1,250 ลิตร เมื่อทำการพับเบาะที่นั่งหลังซึ่งแยกกันที่ 40:20:40 ส่วนฝากระโปรงท้ายแบบบานพับสองข้างใช้วัสดุโลหะที่โดดเด่นสะดุดตา เป็นอีกจุดเด่นชวนมองในส่วนท้ายของ มินิ คลับแมน โฉมใหม่ เสากลางระหว่างบานกระจกซ้าย-ขวามีขนาดเล็กลงกว่าในรุ่นก่อนหน้า ซึ่งช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองด้านหลังให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังสะดวกสบายด้วยการเปิดประตูแบบไม่ต้องสัมผัส เพียงใช้เท้าไปจ่อที่บริเวณใต้กันชนท้ายเมื่อมีกุญแจรถอยู่กับตัวเท่านั้น      มินิ คลับแมน โฉมใหม่ ขับเคลื่อนด้วยพลังของเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด 3 รุ่น โดยขุมกำลังของมินิ รุ่นใหม่นี้ ประกอบด้วยเทคโนโลยี มินิ ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ให้อารมณ์ในการขับขี่แบบโกคาร์ทโดยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ด้านต่างๆ ที่ดียิ่งขึ้น มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ โฉมใหม่ เต็มพลัง ส่งตรงจากสนามแข่ง      มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ โฉมใหม่ ผสมผสานความเร้าใจจากสนามแข่งกับความหรูหราเต็มเปี่ยมของมินิรุ่นล่าสุด ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นแต่ยังคงเอกลักษณ์สุดคลาสสิกไว้อย่างครบครัน ต่อยอดจากรถยนต์ต้นแบบเพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ในระดับรถแข่งพันธุ์แท้      มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ใหม่ มาพร้อมกับที่สุดแห่งขุมพลังสปอร์ตจากมินิ กับเครื่องยนต์ 4 สูบที่ติดตั้งแบบ transverse พร้อมอัพเกรดระบบส่งกำลังให้ทำงานราบรื่นด้วยเทคโนโลยี มินิ ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ให้คุณขับขี่ได้คล่องตัว รวดเร็ว พร้อมท้าทายทุกสนามแข่ง ขุมพลังใหม่ของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ถือเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดที่มินิเคยนำออกมาทำตลาด โดยมีกำลังสูงสุดถึง 170 กิโลวัตต์/231 แรงม้า      นอกจากนี้ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ยังมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครด้วยระบบแสดงผล MINI Head-Up Display พร้อมคอนเทนต์พิเศษในรุ่นนี้เฉพาะ หลังคาและกระจกมองข้างสีแดง Chili Red ล้อแม็กอัลลอยน้ำหนักเบา จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ขนาด 18 นิ้ว และแถบสีแต่งกระโปรงรถลายจอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ส่วนระบบช่วงล่างทำงานสอดประสานกับเครื่องยนต์อย่างสมบูรณ์แบบ ควบคู่ไปกับเบรกระดับสปอร์ตรุ่นใหม่จากเบรมโบ ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ เซอร์โวทรอนิก ที่ใช้ทั้งระบบไฟฟ้าและกลไกผสมผสานกัน และเทคโนโลยี Dynamic Stability Control ที่มีทั้งคุณสมบัติ Dynamic Traction Control (DTC)  Electronic Differential Lock Control (EDLC) และ Dynamic Damper Control ติดตั้งมาในตัวเป็นมาตรฐาน มินิ คูเปอร์ เอสดี ออลโฟร์ คันทรีแมน พาร์คเลน ใหม่      มินิ คูเปอร์ เอสดี ออลโฟร์ คันทรีแมน พาร์คเลน ใหม่ เป็นรุ่นที่สามของมินิรุ่นไฮเอนด์สุดคลาสสิกที่เปี่ยมความหรูหรา พร้อมจับทุกสายตาด้วยดีไซน์และสีสันพิเศษสุดเฉพาะตัว ตัวถังสีเทาเมทัลลิก Earl Grey จับคู่กับหลังคาและกระจกมองข้างสีแดง Oak Red พร้อมแต่งด้วยแถบสีสไตล์สปอร์ตในสีเดียวกับกระโปรงรถ กันชนท้าย และส่วนข้างตัวรถ ขณะที่ไฟเลี้ยวติดตั้งในกรอบชุบโครเมียมที่แต่งด้วยสีแดง Oak Red เช่นกัน นอกจากนี้ ตัวรถยังเสริมความสปอร์ตด้วยล้อแม็กอัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้วสีเทาในดีไซน์ Turbo Fan Dark Grey พร้อมตกแต่งรอบตัวถังด้วยชิ้นส่วนกันชนและขอบประตูสีเงินในชุดแต่ง MINI ALL4 Exterior      มินิ คูเปอร์ เอสดี ออลโฟร์ คันทรีแมน พาร์คเลน ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังดีเซล มินิ ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร ซึ่งผลิตจากอลูมิเนียมทั้งบล็อก มอบกำลังสูงสุด 143 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 305 นิวตันเมตร อุ่นใจทุกเส้นทางกับโปรแกรมบำรุงรักษาและการรับประกัน      นอกเหนือจากสมรรถนะและดีไซน์ที่โดดเด่นของมินิทุกรุ่นแล้ว อีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดคือความสบายใจของลูกค้ากับโปรแกรม Service Inclusive อภิสิทธิ์พิเศษสุดสำหรับเจ้าของรถมินิ คุ้มครองรถให้ขับเคลื่อนไปในทุกเส้นทางอย่างราบรื่น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตลอดระยะเวลา 5 ปี หรือตลอดระยะทาง 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่กำหนดใดถึงก่อน) นอกจากนี้ มินิยังมีโปรแกรมการรับประกันที่ขยายขอบเขตการคุ้มครองเป็นตลอดระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทางอีกด้วย

แนะนำ24ทีม ยูโร2016 กลุ่มE – สวีเดน “ซลาตันวันแมนโชว์ทีม”
ฟุตบอลยุโรป /  ยูฟ่า / 

กลุ่มอี ทีมชาติสวีเดน ความน่าสนใจของทีมนี้พุ่งตรงไปที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่เป็นทั้งกัปตันทีม นักเตะคนสำคัญ และสัญลักษณ์ของทีม โดยกุนซืออีริค ฮัมเรนเคยกล่าวถึงนักเตะรายนี้ว่า "เป็นนักเตะระดับโลกเพียงคนเดียวที่ทีมเรามี" ความจริงแล้วสวีเดนเป็นทีมที่มีประสบการณ์สูงแต่อาจจะโชว์ฟอร์มได้ไม่ค่อยเปรี้ยงปร้างนัก ผลงานในรอบคัดเลือก - จบอันดับสามมีแต้มตามหลังรัสเซียรองแชมป์กลุ่มอยู่สองคะแนน สวีเดนต้องเล่นเกมเพลย์ออฟกับเพื่อนบ้านเดนมาร์ก พวกเขาชนะในบ้าน 2-1 ก่อนจะบุกไปเสมอเกมเยือน 2-2 ผลงานยูโรรอบสุดท้าย - ผ่านเข้ามาเล่นรอบสุดท้ายเป็นครั้งที่ห้าติดต่อกันจากทั้งหมดหกครั้ง ผลงานที่ดีที่สุดคือปี 1992 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพซึ่งได้เข้าถึงรอบรองชนะเลิศ Embed from Getty Images นักเตะคนสำคัญ - ซลาตันกดไป 11 ประตูในรอบคัดเลือกบวกอีกสามประตูในเกมเพลย์ออฟ เขาคือหัวใจหลักของสวีเดน เจ้าตัวได้บอกลา ปารีส แซงต์-แชร์กแมงและเตรียมไปสังกัดทีมใหม่ในซีซั่นหน้า กุนซือ - อีริค ฮัมเรนคุมทีมาสวีเดนมาตั้งแต่ปี 2010 เขามีประสบการณ์คุมทีมระดับสโมสรในสแกนดิเนเวียหลายทีมซึ่งส่วนใหญ่ล้วนประสบความสำเร็จดี เขายังมีความสนิทสนมกับซลาตันด้วย เช็คตารางฟุตบอลยูโร 2016 วันนี้ ล่าสุด คลิกดู >> ตารางบอลยูโร

รู้หรือไม่? สัญลักษณ์บนป้ายจราจรมีความหมายอย่างไรบ้าง2
กฏหมาย /  กรมทางหลวง / 

ครั้งที่แล้วเราได้นำเสนอสัญลักษณ์ป้ายจราจรไปแล้วส่วนนึงและวันนี้เรายังมีสัญลักษณ์แบบอื่นมาให้ดูและให้ความรู้เกี่ยวกับสัญลักษณ์จราจรอีกครั้ง  เพื่อเพื่อนๆทุกคนที่ใช้รถใช้ถนนควรรู้ว่าเครื่องจราจรมีความหมายอย่างไรกันบ้าง เพื่อความปลอดภัยและเป็นระเบียบบนท้องถนน ป้ายจราจรแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ - ป้ายบังคับที่แสดงความหมายตามรูปแบบและลักษณะที่กำหนด - ป้ายบังคับที่แสดงด้วยข้อความ/หรือสัญลักษณ์ พ้นสุดระยะที่บังคับตามความหมายของป้ายบังคับที่ติดตั้งไว้ก่อน ให้รถทุกชนิดเดินวนทางซ้ายของวงเวียนและรถที่ เริ่มจะเข้าสู่ทางร่วมบริเวณวงเวียนต้องหยุดให้สิทธิแก่รถที่เล่นอยู่ในทาง รอบวงเวียนไปก่อน   ห้ามขับรถแทรกหรือตัดหน้ารถที่อยู่ในทางรอบบริเวณวงเวียน ให้ขับรถผ่านไปทางด้านซ้ายหรือทางด้านขวาของป้าย ให้ขับรถไปทางซ้าย หรือไปทางขวา ให้ขับรถเลี้ยวไปทางขวาแต่ทางเดียว ให้ขับรถผ่านไปทางซ้ายของป้าย ให้ขับรถผ่านไปทางขวาของป้าย  ให้ขับรถผ่านไปทางซ้ายของป้าย ให้ขับรถไปทางขวาแต่ทางเดียว ให้ขับรถไปทางซ้ายแต่ทางเดียว ให้ขับรถตรงไปตามทิศทางที่ป้ายกำหนด ห้ามมิให้รถทุกชนิดที่มีความสูงของรถรวมทั้งของที่บรรทุกเกินกว่ากำหนดเป็น "เมตร" ตาม จำนวนเลข ในเครื่องหมายเข้าไปในเขตทางหรืออุโมงค์ที่ติดตั้งป้าย ห้ามมิให้รถทุกชนิดที่มีขนาดกว้างเกินกำหนดเป็น "เมตร" ตามจำนวนเลขในเครื่องหมายนั้น เข้าไปในเขตทางที่ติดตั้งป้าย ห้ามมิให้รถทุกชนิดที่มีน้ำหนักเกินกว่าที่กำหนดหรือเมื่อรวมน้ำหนักรถกับน้ำหนักบรรทุก เกินกว่าที่กำหนดไว้เป็น "ตัน" ตามจำนวนเลขในเครื่องหมายนั้นๆ เข้าไปในเขตทางที่ติดตั้งป้าย ห้ามมิให้ผู้ขับรถทุกชนิดใช้ความเร็วเกินกว่า ที่กำหนดเป็นกิโลเมตรต่อชั่วดมง ตามจำนวนตัวเลขในแผ่นป้ายนั้นๆ ในเขตทางที่ติดตั้งป้าย จนกว่าจะพ้นที่สุดระยะที่จำกัดความเร็วนั้น ให้ผู้ขับรถหยุดรถที่ป้ายนี้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจและเคลื่อนรถต่อไปได้เมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจแล้วเท่านั้น ห้ามมิให้หยุดรถหรือจอดรถทุกชนิดตรงแนวนั้นเป็นอันขาด ห้ามมิให้จอดรถทุกชนิดระหว่างแนวนั้น เว้นแต่การรับส่งคน หรือสิ่งของชั่วขณะซึ่งต้องกระทำโดยมิชักช้า ห้ามคนผ่านเข้าไปในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

CAT โชว์ศักยภาพในงานดิจิทัล ไทยแลนด์ 2016 พร้อมเป็น GATEWAY TO THE WORLD
CAT /  Smart TV / 

CAT โชว์ศักยภาพในงานดิจิทัล ไทยแลนด์ 2016 พร้อมเป็น GATEWAY TO THE WORLD เตรียมดัน SMART CITY เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เมื่อวันที่ 26 – 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลไทย โดยกระทรวงไอซีที จัดงาน “ดิจิทัลไทยแลนด์ 2016” ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจต่อการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Digital Economy) ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ รวมถึงเป็นการเปิดตัวแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย โดย บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ผู้ให้บริการโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมรายใหญ่ของไทย ได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการ ภายใต้คอนเซปต์ GATEWAY TO THE WORLD พร้อมทั้ง ร่วมอภิปรายในหัวข้อการเสวนาที่น่าสนใจ และลงนามในข้อตกลงเพื่อการพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลภายในงานครั้งนี้ด้วย ดร. สุรพันธ์ เมฆนาวิน กรรมการบริษัท รักษาการในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปสู่ยุค ไทยแลนด์ 4.0 โดยมุ่งไปที่การสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยมีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา ขับเคลื่อนภาคการผลิตสินค้าและบริการของประเทศ โดยภายในงานดิจิทัลไทยแลนด์นี้ ได้มีการเปิดตัวแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลา 20 ปี ซึ่งกำหนดเป็น 6 ยุทธศาสตร์หลัก ทั้งนี้ CAT จะเป็นกำลังสำคัญให้แก่รัฐบาลในทุกยุทธศาสตร์ โดยโครงการเร่งด่วนคือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่ง CAT ร่วมมือกับรัฐบาลในการดำเนินงานโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ (National Infrastructure) ด้วยมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาทจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) โครงการนี้จะเติมเต็มช่องว่างระหว่างเมืองและชนบทด้วยโครงสร้างใยแก้วนำแสงที่จะครอบคลุมเกือบ 40,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ รวมทั้งการพัฒนาอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูง (High-Speed Broadband Internet) สำหรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ห่างไกล สถานศึกษา รวมถึงเครือข่ายทางการศึกษา (NEdNet) และเครือข่ายข้อมูลของรัฐบาล (GIN) เพื่อให้บริการข้อมูลที่มีประโยชน์และจำเป็นทั่วประเทศ นอกจากนี้ CAT ยังให้ความสำคัญ และร่วมสนับสนุนโครงสร้างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Digital Infrastructure) สำหรับโครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ซึ่งเป็นการขานรับนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาล โดยมีภูเก็ตเป็นเมืองนำร่องในการขับเคลื่อนชุมชนด้วยดิจิทัล ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับเมืองเพื่อให้เกิดความสะดวกสบาย การเข้าถึงบริการของเมืองได้รวดเร็ว และสร้างความปลอดภัยแก่ประชาชนมากขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ข้อมูล และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IoT มาช่วยในเรื่องของระบบจัดการการจราจร ไปจนถึงระบบจัดการน้ำ การจัดการขยะ ระบบตรวจจับ ตลอดจนการเฝ้าระวังความปลอดภัย” ด้าน นายชัยยุทธ สันทนานุการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและการขาย บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เผยรายละเอียดว่า “จากที่รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดให้เป็น Smart City ทั้งนี้ CAT จึงได้มีการศึกษาอย่างต่อเนื่องสำหรับการพัฒนา Smart City ในพื้นที่เศรษฐกิจของภูมิภาคต่างๆ โดยขณะนี้มีการศึกษาเพิ่มเติมที่จะพัฒนาพื้นที่ขนาด 700 ไร่ ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ใกล้กับจุดเชื่อมต่อเครือข่ายทางทะเล ซึ่งมีความได้เปรียบในด้านทำเลที่ตั้ง และขนาดของพื้นที่สู่การเป็น “Digital Innovation Park” ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด Smart City เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยจะให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย มีคุณภาพ และสามารถตอบสนองผู้ใช้บริการได้ตรงความต้องการ อย่างครบวงจร นำมาซึ่งการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย และตรงต่อความต้องการได้มากขึ้น เป็นการเสริมสร้างการจ้างงานและพัฒนาบุคลากร รวมถึงการเพิ่มผลผลิตและผลตอบแทนทางธุรกิจ ซึ่ง Digital Innovation Park จะเป็นพื้นที่ของการคิดค้นพัฒนา ระบบไอทีสำหรับองค์กร, สนับสนุนกลุ่ม Startup ให้เกิดการพัฒนาในอุตสาหกรรมแขนงต่างๆ” ทั้งนี้ ภายในงานดิจิทัลไทยแลนด์ 2016  CAT ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือสองฉบับ โดยฉบับแรก ได้แก่ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเครือข่ายศูนย์บ่มเพาะดิจิทัลสตาร์ทอัพ (Digital Startup Incubation Network) โดย กระทรวงไอซีที ร่วมกับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน), สถาบันการเงิน ,สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน รวมถึงตัวแทนผู้ประกอบการรายใหม่ กว่า 21 องค์กร ลงนามเพื่อสร้างความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง โดยในการดำเนินงาน จะมีการจัดทำนโยบายเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนทั้งด้านการบ่มเพาะ การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ เน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของหน่วยงานทั้งภาคนโยบายและภาคปฏิบัติเพื่อส่งเสริมสนับสนุนธุรกิจ ดิจิทัลสตาร์ทอัพ ส่งเสริมด้านการตลาดและการลงทุน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ ฉบับที่สองเป็น การลงนามบันทึกข้อตกลงกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสองแห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ซึ่งจะเป็นโครงการนำร่อง เพื่อพัฒนาระบบโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคม ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะธุรกิจดิจิทัลคอมเมิร์ซ ในมหาวิทยาลัยราชภัฏ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในชุมชนท้องถิ่นและเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน โดยCAT จะสนับสนุนการติดตั้งและพัฒนาระบบโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมเพื่อรองรับอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูง (High-Speed Broadband Internet) ให้แก่มหาวิทยาลัยดังกล่าวในเบื้องต้น

แด๊กซ์ กลับมาอย่างสมเกียรติ พร้อมกระแส MV กลับตัวกลับใจ
กลับตัวกลับใจ /  ฟองเบียร์ / 

   เปิดไพ่ใบแรกของครึ่งปีหลัง ก็ดูท่าจะเรียกสีสันให้กับวงการดนตรีได้ไม่น้อย สำหรับค่ายเพลง “มี เรคคอร์ด”ที่มีนักแต่งเพลงชื่อดังอย่าง “ฟองเบียร์” นำทัพ ล่าสุดหงายการ์ดใบเด็ดชื่อ “แด๊กซ์ ร็อกไรเดอร์” มาเท่านั้น ก็ทำเอาเหล่าสาวกนับวันรอ ด้วยภาษาง่ายๆแต่เต็มไปด้วยความจริงใจ และวันนี้ “แด๊กซ์ ร็อกไรเดอร์”กลับมาอีกครั้งในซิงเกิ้ล “กลับตัวกลับใจ” เพลงรักสำนึกดีของคนที่อยากทำเพื่อคนรัก    เปิดซีนแรกด้วยโมเม้นต์ความอ่อนแอของ “แตงโม” ที่ยังไม่ทำใจไม่ได้กับความรักที่ต้องเลิกลา ในสถานที่ที่เคยเต็มไปด้วยเรื่องราวดีๆอย่าง “บ้านของเราสองคน” มองไปทางไหน “สาวโม”ก็เห็นภาพวันเวลาเก่าๆที่เคยมีกัน กิจกรรมที่เคยทำร่วมกัน,แมวตัวโปรดที่เคยเป็นสัญลักษณ์แทนความรัก,ของแทนใจที่ทั้งคู่เคยให้กัน ฯ กี่คืนที่ต้องหลับไปพร้อมคราบน้ำตา และต้องผวาตื่นกับภาพฝันร้ายในวันที่ “เขา”เลือกเดินออกจากชีวิตเธอ    ซึ่ง แด๊กซ์ ได้เล่าให้ฟังว่า “สำหรับการทำงานในครั้งนี้ ผมมีโอกาสได้คุยกับคุณฟองเบียร์ ตั้งแต่รวมทีมกับพี่ๆซิลลี่ฟูลส์ใหม่ๆ จนสุดท้ายมีโอกาสได้เจอและได้คุยกันมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวฟองเบียร์เองเค้าอยากได้ยินสิ่งที่มันขาดไป เค้าอยากได้ยินเสียงที่มันเรียบๆง่ายๆแล้วจริงใจ จนสุดท้ายเบียร์บอกว่าเดี๋ยวผมจะแต่งเพลงให้พี่เพลงนึง ผมเชื่อว่ามันจะเป็นหลายๆสิ่งที่หลายคนคิดถึง และเป็นสิ่งที่ทุกคนคุ้นเคยมันจะกลับมาได้ยินอีกครั้งนึงครับ    หลังจากนั้นผมก็อธิบายความเป็นตัวผมให้เบียร์ฟังว่า  ผมเป็นคนพูดง่ายๆนะ ผมมีโอกาสได้ฟังเพลงของเบียร์หลายๆเพลง ซึ่งเค้าเป็นนักแต่งเพลงที่เก่งจริงๆนะครับ ผมบอกเค้าว่า “ผมพูดคำนี้ไม่ได้นะ ผู้ชายรุ่นนี้จะไม่พูดคำนี้ “ พอเห็นเพลงนี้ครั้งแรกคือมันใช่เลยอ่ะ มันใช่ในสิ่งที่ตัวเราเป็น ถือว่าเป็นการทำงานที่เข้าใจทั้งเนื้อเพลง ดนตรี ทุกอย่างเป็นสิ่งที่สื่อสารกันเข้าใจอ่ะครับ    สำหรับผมๆเชื่อว่าเวลาเรารู้จักคนๆนึง เวลาเค้ามาพูดว่า “วันนี้ฉันเปลี่ยนไปแล้ว วันนี้ฉันกลับตัวใหม่แล้วก่อนจะเอ่ยคำนี้ออกมา  ผมเชื่อว่าเค้าต้องไปเจอเหตุผลอะไรดีๆบางอย่าง หรือเหตุผลที่สำคัญมากๆบางอย่างเค้าถึงกล้าเดินออกมาพูดคำนี้ “กลับตัวกลับใจ”ครับ”

ชาวเน็ตเม้าท์ เอ็มวี L.I.E ของ EXID สื่อเรื่องเพศเพียบ!
EXID /  L.I.E / 

EXID (อีเอ็กไอดี) ถูกชาวเน็ตวิจารณ์ มิวสิควิดีโอเพลงใหม่ L.I.E สื่อสารเรื่องเพศ แม้ทั้งมิวสิควิดีโอและผลงานเพลงใหม่ L.I.E จากอัลบั้มเต็มชุด Street ของห้าสาวเกิร์ลกรุ๊ป K-POP วง EXID จะได้รับความสนใจจากแฟนๆ เป็นอย่างดี แต่อีกมุมหนึ่งมิวสิควิดีโอต้อนรับการคัมแบ็คของพวกเธอกลับถูกชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ในเรื่องเพศแอบแฝงอยู่ ตัวเลข 69 และ เงาของผู้ชายที่พาดทับหนึ่งในสมาชิกของวง กริ่งสีชมพูสองอันที่วางคู่กัน คล้ายกับทรวงอกของหญิงสาว ลูกพีชที่ปรากฏอยู่ในเอ็มวีอย่างไร้เหตุผล ดูคล้ายอวัยวะเพศชาย ลีลาการเขย่าขวดพริกไทยสุดเซ็กซี่ แฟนๆ คิดว่ายังไง พิสูจน์ได้ด้วยสายตาตัวเองจากคลิปเอ็มวีด้านล่าง [EXID(이엑스아이디)] L.I.E 엘라이 Music Video youtube channel : EXID_OFFICIAL ข้อมูลจาก insight และ allkpop มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ปารีส สั่งรถเก่าห้ามวิ่งบนถนนเริ่มกรกฏาคมนี้
กฏหมาย /  ข่าวต่างระเทศ / 

ด้วยจำนวนยานพาหนะที่เพิ่มมากขึ้นในกรุงปารีส ในที่สุดจึงมีกฏหมายห้ามนำรถยนต์เก่ามาใช้วิ่งบนท้องถนนมีผลบังคับใช้เดือนหน้า ประเทศฝรั่งเศสออกกฏหมายสั่งห้ามรถยนต์ที่ผลิตก่อนปี 1997 วิ่งภายในกรุงปารีส รวมถึงรถจักรยานยนต์ที่ผลิตก่อนปี 2000 ก็อยู่ในข้อจำกัดนี้เช่นกัน กฏหมายการห้ามรถที่มีอายุมากกว่าสิบปีวิ่งในกรุงปารีสทั้งวันหยุดและวันธรรมดาสืบเนื่องมาจากปริมาณยานพาหนะที่เพิมจำนวนมากขึ้นในท้องถนนจนเกิดปัญหาการจราจรและมลพิษในกรุงปารีสช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในขั้นต้นผู้ที่ฝ่าฝืนกฏจะยังไม่ได้รับโทษ แต่กฏหมายจะเริ่มบทลงโทษต่อผู้ที่ฝ่าฝืนตั้งแต่เริ่มเดือนตุลาคมเป็นต้นไป โดยอัตราค่าปรับจะอยู่ระหว่าง 35 - 135ยูโร เสียงสะท้อนส่วนใหญ่ของประชาชนในกรุงปารีสต่อกฏหมายดังกล่าวมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มีรายงานว่ากฏหมายดังกล่าวจะกระทบต่อผู้ใช้รถทั้งหมดในกรุงปารีสประมาณ 10เปอร์เซ็นต์ และผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่ในกรุงปารีสจะเป็นคนหนุ่มสาววัยทำงานมากกว่าช่วงวัยอื่น แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อกฏหหมายนี้โดยตรงคงไม่พ้นผู้ใช้รถที่มีรายได้น้อยอย่างแน่นอน

Footnote อ่านโลกผ่านหนัง : ทําไมโลกนี้ ต้องมี 'เลือกตั้ง'
Footnote /  การเลือกตั้ง / 

อ้าว! ก็การเลือกตั้งมันเป็นการแสดงออกถึงสิทธิและหน้าที่ของเรานี่”, “เราจะได้ใช้สิทธิของเราเลือกคนดีมาแก้ปัญหาและบริหารประเทศไง”, “ไม่เห็นสําคัญเลย เลือกไม่เลือกก็เหมือนเดิม แย่หมด”, “ยกเลิกไปเถอะ มีรัฐบาลแต่งตั้งไปเลยดีกว่า” ฯลฯ ต่างคนต่างก็มีคําตอบของคําถามเดียวกัน แต่เราลองมาล้วงลึกลงอีกนิดไหม ...บางที ‘การเลือกตั้ง’ ที่ฟังเเล้วแสนน่าเบื่อนั้น อาจมีอะไรมากกว่าที่คิด จุดกำเนิด : ก่อเกิดการเลือกตั้ง การเลือกตั้งถือกํา เนิดตั้งแต่สมัยกรีก โดยบุคคลสําคัญซึ่งเป็นผู้ปูทางเอเธนส์สู่ระบอบประชาธิปไตยก็คือ โซลอน (Solon) ซึ่งเริ่มปฏิรูปกฎหมายในช่วงราว 590 ปีก่อนคริสตกาลและเริ่มมีการจัดตั้งศาลประชาชนที่มีผู้พิพากษามาจากการเลือกตั้ง แม้จะมาจากการจับฉลากก็ตาม แต่ก็ถือว่าพลเมืองมีสิทธิในการเลือกตั้ง แถมยังมีการสมัครรับเลือกตั้งเข้าไปเป็นผู้แทนเพื่อทํางานในสภาและเป็นฝ่ายบริหารโดยผลัดเปลี่ยนกันเป็นลูกขุน ซึ่งการปฏิรูปของโซลอนนี้ถือเป็นการช่วยเปิดทางสู่ข้อเรียกร้องของชนชั้นล่างมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเรื่องของกฎหมายและการปกครองเป็นเรื่องของชนชั้นสูงมาโดยตลอด ดูเรื่องการบังคับใช้กฎหมายของเอเธนส์ได้ในหนัง A Midsummer Night’s Dream (1935) ที่จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเกิดจากกฎหมายเอเธนส์ข้อหนึ่งซึ่งระบุไว้ว่า พ่อแม่สามารถบังคับให้ลูกสาวแต่งงานกับใครก็ได้และหากลูกสาวขัดขืนต่อการบังคับของพ่อแม่จะต้องถูกประหาร โดยหนังซ่อนนัยยะการกดขี่จากชนชั้นสูงต่อชนชั้นล่างผ่านตัวกฎหมายดังกล่าวนั่นเอง มองเลือกตั้งในเชิงกฎหมาย ในเชิงประวัติศาสตร์ การเลือกตั้งอาจเป็นสัญลักษณ์และเครื่องมือของการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของชนชั้นล่าง แต่หากเราพิจารณาถึงการเลือกตั้งในเชิงกฎหมายแล้ว เดวิด บัตเลอร์ เขียนไว้ในหนังสือ Democracy ว่า เราสามารถพิจารณาและตีความการเลือกตั้งออกเป็น 3 แง่ คือ 1.การเลือกตั้ง = สิทธิ การเลือกตั้งถือเป็นสิทธิที่มีความสําคัญซึ่งรัฐต้องให้ความคุ้มครองและดูแลแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน เช่นในสารคดี Slacker Uprising (2007) ของ ไมเคิล มัวร์ เล่าความพยายามของมัวร์ที่ไปปราศรัยตามมหาวิทยาลัย เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ตระหนักถึงสิทธิของตัวเอง และออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (โดยข้อเสนอที่แสบสุดๆ ตามสไตล์ก็คือ “ต้องไม่เลือกจอร์จ ดับเบิลยู บุช!”) 2.การเลือกตั้ง = อภิสิทธิ ในแง่นี้การเลือกตั้งคือ การที่ผู้ลงคะแนนเสียงมีอิสระที่จะเลือกทําสิ่งใดก็ได้ที่ได้รับการยอมรับจากกฎหมาย โดยปราศจากการแทรกแซงหรือเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น  ลองดูตัวอย่างของพฤติกรรมที่เรียกว่าแทรกแซงการเลือกตั้งได้จาก All the President’s Men (1976) เรื่องของ 2 นักข่าวที่ช่วยกันขุดคุ้ยจนพบว่ามีการติดเครื่องดักฟังในที่ทํา การของพรรคเดโมแครตเพื่อลักลอบล้วงข้อมูลของคู่แข่ง หรือใน Election (1999) ที่ครูหนุ่มหมั่นไส้เด็กเรียนสุดเพอร์เฟ็คต์ ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานนักเรียน เขาจึงหาทางแทรกแซงการเลือกตั้งเพื่อไม่ให้ยัยเด็กนี่ได้เป็นผู้ชนะ 3.การเลือกตั้ง = หน้าที่ การเลือกตั้งถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมายโดยระบุไว้ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง หนังเรื่อง Homecoming (2005) ที่กํากับโดย โจ ดันเต สะท้อนแนวคิดดังกล่าวด้วยเรื่องของทหารผ่านศึกที่ตายแล้ว แต่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเพื่อไปเลือกตั้งและแสดงสิทธิของตนเอง มองเลือกตั้งให้เป็นปรัชญา นอกจากแง่มุมทางประวัติศาสตร์และกฎหมายแล้ว บัตเลอร์เสริมอีกว่าการเลือกตั้งยังสามารถเป็นตัวสะท้อนนัยยะของความคิดเชิงปรัชญาได้ใน 3 แง่ คือ 1.การเลือกตั้งที่มีสภาพเป็นสิทธิตามธรรมชาติ ถือเป็นสิทธิที่เกิดมากับบุคคลในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ เพราะบุคคลย่อมเสมอภาคกัน หากบุคคลใดก็ตามที่บรรลุนิติภาวะและไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่นวิกลจริต, ต้องโทษ ฯลฯ ก็มีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ ตัวอย่างกรณีเกิดขึ้นใน Milk (2008) ที่เล่าการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของชาวรักร่วมเพศ โดยมี ฮาร์วีย์ มิลค์ เป็นผู้เคลื่อนไหวคนสำคัญ จนส่งผลให้เขาเป็นชายที่ประกาศตัวว่าเป็นรักร่วมเพศคนแรกที่ได้รับคะแนนเสียงการเลือกตั้งให้เป็นเทศมนตรีของซานฟรานซิสโก และพิสูจน์ให้เห็นว่าทุกคนมีสิทธิและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน 2.การเลือกตั้งที่มีสภาพเป็นภารกิจสาธารณะ การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในกรณีนี้จะถูกจํา กัดให้แก่บุคคลที่เหมาะสมและปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเท่านั้น เพราะถือว่าสังคมจะก้าวหน้าได้ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามหน้าที่อย่างชาญฉลาดของคนในสังคม หากบุคคลใดประพฤติปฏิบัติตัวหรือมีลักษณะที่ไม่เหมาะสม เช่น เป็นอาชญากร, ต้องโทษ ฯลฯ ก็สามารถถูกตัดสิทธิในการลงคะแนนเสียง ดั่งเช่นในหนังดังที่เข้าชิงออสการ์อย่าง Selma (2014) ที่เล่าเหตุการณ์การรวมตัวเดินขบวนประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของคนผิวสีในอเมริกาเมื่อปี 1965 โดยพวกเขาต้องปะทะกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและเผชิญกับความสูญเสียมากมาย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นการขัดขวางภารกิจสาธารณะ ที่มาพร้อมนัยยะกีดกันและแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน 3.การเลือกตั้งที่มีสภาพเป็นสิทธิคัดค้าน การกระทําในแง่นี้มองว่า การเลือกตั้งคือเครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อแสดงออกถึงการคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐหรือนโยบายของรัฐ ด้วยการลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม  ดูการใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือต่อต้านการแบ่งแยกและแสดงออกถึงการเรียกร้องสิทธิทางเชื้อชาติได้ในหนังตลกสุดเพี้ยน Napoleon Dynamite (2004) ผ่านตัวละคร เปโดร นักเรียนเชื้อสายเม็กซิกันที่ใครๆ ก็มองว่าเป็นตัวประหลาด เขาซึ่งตัดสินใจลงสมัครชิงประธานนักเรียน แม้จะรู้ว่าตัวเองไม่มีทางชนะ แต่เขาก็ขอเพียงแค่การยอมรับจากคนอื่นเท่านั้น เหตุผล 4  ข้อที่ทำให้ตัดสินใจไม่ไปเลือกตั้ง แม้จะมีคนให้ความสําคัญกับการเลือกตั้งหรือตีความการเลือกตั้งไปในหลายแง่มุม แต่สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ มีคนจํานวนไม่น้อยที่ไม่สนใจการเลือกตั้งจนสุดท้ายก็พัฒนาไปสู่พฤติกรรมที่เรียกว่า "นอนหลับทับสิทธิ์" นักวิชาการในแวดวงรัฐศาสตร์พยายามศึกษาวิจัยหาเหตุผลของพฤติกรรมดังกล่าว จนได้ออกมาเป็น 4 ปัจจัย ตามที่ได้ระบุไว้ในหนังสือ Understanding Public Policy ของ โทมัส ดาย คือ 1.“มาอีกแล้วไอ้พวกขายฝัน” ประชาชน (บางส่วน) คิดเช่นนี้เพราะมีความเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็ชูนโยบายที่ไม่สามารถทําได้จริง หรือถ้าทํา ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกตั้งกี่รอบๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ขึ้นมาหรอก ตัวอย่างเช่นในหนัง Man of the Year (2006) ที่ยั่วล้อกับแนวคิดดังกล่าว โดยเล่าเรื่องของพิธีกรล้อการเมืองชื่อดัง (นำแสดงโดย โรบิน วิลเลี่ยม ผู้ล่วงลับ) ที่เบื่อและรําคาญพวกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีที่มีแต่นโยบายขายฝันไปวันๆ เขาเลยประกาศทีเล่นทีจริงในรายการว่าจะลงเลือกตั้งบ้าง และด้วยนโยบายที่โดนใจประชาชนงานนี้เลยกองเชียร์เพียบ สุดท้ายเขาก็ชนะการเลือกตั้ง แม้จะเป็นเพราะความผิดพลาดของเทคโนโลยีนับคะแนนก็ตาม 2.“กอบโกยกันเข้าไป!” แนวคิดของคนอีกแบบที่เห็นว่า นักการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลล้วนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน แสวงหาอํานาจ หรือหากทําโครงการใดขึ้นมาก็มุ่งหวังคะแนนนิยมเท่านั้นโดยไม่คํานึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แม้ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการทําประชาพิจารณ์ แต่การตัดสินใจสุดท้ายก็ยังเป็นอํานาจของรัฐบาลอยู่ดี แต่ในหนังอย่าง Mr. Smith Goes to Washington (1939) คงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังนี้สักเท่าไหร่ เพราะหนังบอกเราว่า นักการเมืองไม่ได้เห็นแก่ตัวไปหมด โดยเฉพาะ ส.ว.ป้ายแดงอย่าง เจฟเฟอร์สัน สมิธ ที่แม้จะต้องถูกรุมล้อมด้วยนักการเมืองรุ่นเก่าผู้จ้องแต่จะกอบโกยผลประโยชน์ เขาก็ยังฮึดสู้และพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่า นักการเมืองน้ําดีก็ยังมีอยู่จริง 3.“แหม! ชั่วได้ใจจริงๆ” ความเชื่อของบางคนตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า "นักการเมืองทุกคนเลว" เพราะฉะนั้นไม่ว่านักการเมืองคนไหนจะพูดอะไรก็จะถูกมองไปในลักษณะของคํา โกหกหรือเลวร้ายไปหมด จนอาจหมดความเชื่อถือศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย แต่ในหนัง Dave (1993) พลิกแพลงขยายมุมมองของแนวคิดนี้ ด้วยการเล่าเรื่องตัวละคร เดฟ โควิก ชายซึ่งบังเอิญหน้าเหมือนประธานาธิบดีที่กําลังป่วย เพราะดันแอบไปมีเซ็กซ์กับผู้ช่วยตัวเองจนเส้นเลือดในสมองแตก เดฟจึงอาศัยอํานาจจากตําแหน่งที่เขาสวมอยู่ทําเรื่องดีๆ ให้กับประชาชนและในที่สุดเขาก็ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งอย่างจริงจัง 4.“ไม่โดนสักคน” อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ชอบการเลือกตั้ง เพราะคิดว่าการเลือกตั้งไม่สามารถนํามาซึ่งตัวแทนตามความต้องการของตน และรู้สึกแปลกแยกต่อระบบการเมืองที่ตนดํารงอยู่ จนรู้สึกว่าตัวเองไร้อํานาจที่จะตัดสินใจทางการเมืองในบริบทของการเลือกตั้ง และขาดความเชื่อมั่นนักการเมืองที่เป็นสัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตย ภาวะความแปลกแยกของประชาชนต่อระบบการเมืองถูกสะท้อนออกมาในหนังอิหร่านเรื่อง Secret Ballot (2001) ซึ่งเล่าเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสาวที่ต้องเดินทางมายังเกาะคิช เพื่อให้ชาวเกาะทั้งหลายมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งสําคัญของประเทศ แต่ชาวเกาะกลับไม่รู้จักผู้สมัครในรายชื่อสักคน แถมไม่เห็นประโยชน์ใดๆ ในการจะเลือกคนที่พวกเขาไม่รู้จักอีกด้วย **เรียบเรียงจากคอลัมน์ Footnote : ทําไมโลกนี้ ต้องมี 'เลือกตั้ง' โดย ภัคพล รังษีภัทร์ / นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 115 ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

แม่นมาก! ลักษณะนิสัย 12 ราศี ของเพื่อนคุณที่กำลังคบอยู่
12ราศี /  ดูดวง / 

ลักษณะนิสัย 12 ราศี ของเพื่อนคุณ ราศี มังกร (14 มกราคม - 13 กุมภาพันธ์) ชาวราศีมังกรถ้าเป็นชาย ส่วนใหญ่จะดูแข็งแรง ใบหน้าเล็ก บางคนอาจจะเตี้ยแต่ก็มีกล้ามเป็นมัด ถ้าเป็นผู้หญิงส่วนใหญ่จะผอม มีรูปร่างเล็ก ไม่อวบไม่อ้วนจนเกินไป ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มีบุคลิกที่ดูสุขุม รอบคอบ และไม่อยู่นิ่ง โดยปกติแล้ว คนราศีมังกรจะมีบุคลิกที่ดูเหมือนเคร่งเครียด หรือซึมเศร้าตลอดเวลา เป็นคนที่มีระเบียบเข้มงวด ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสภาวะแวดล้อมง่ายๆ ถึงแม้ว่าคนรอบข้างจะมองว่าเขาเป็นคนไม่มีพิษมีภัย แต่แท้จริงแล้ว ชาวราศีมังกร เป็นคนที่มีจิตใจแข็งแกร่ง สามารถทนต่อการดูถูกกดดันได้ดี แม้ว่าคนรอบข้างจะเรียนเก่ง ทำงานเก่ง ได้ดีสักแค่ไหน ชาวราศีมังกรก็ไม่เคยหวั่นไหว ท้อแท้เลยสักนิด แต่ชาวราศีมังกรจะค่อยๆ ก้าวไปอย่างมั่นคง จนประสบความสำเร็จได้อย่างใจหวัง ชีวิตของชาวราศีมังกร จึงเกิดมาเพื่อเป็นนักต่อสู้ มีคนนิยมยกย่อง มีความระมัดระวังและรู้จักหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เสมอ นอกจากนั้นชาวราศีมังกร ยังมีทัศนคติที่มั่นคงยาวไกล มุ่งตรงไปข้างหน้าตลอดเวลา ลักษณะนิสัยของชาวมังกร จะไม่ยุ่งเรื่องของคนอื่น และไม่ชอบพูดแซวใคร แต่เขาจะยุ่งเรื่องของตัวเองมากกว่า ถ้าใครมีปัญหาอะไร เขาก็มีความยินดีเต็มใจช่วยเสมอ ปกติแล้วเขาจะมีความอ่อนโยน และมีความอ่อนหวานในตัว ถึงจะหัวดื้ออยู่บ้าง เขาเป็นคนที่มีประโยชน์มาก จนคุณต้องให้เขารับอำนาจทั้งหมดไป นอกจากนั้นเขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับภาระหน้าที่ของผู้อื่นโดยพลการเด็ดขาด เขาจะถ่ายทอดความเป็นตัวเองออกมา เพื่อให้คนรอบข้างได้เห็นถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ ราศีกุมภ์ (14 กุมภาพันธ์ - 13 มีนาคม) ชาวราศีกุมภ์ มีลักษณะเป็นนักคิดนักบุกเบิก ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ทำคุณประโยชน์มากมาย ลักษณะรูปร่างของคนราศีกุมภ์ หากเป็นชายอาจะมีเอวบางร่างเล็กเหมือนผู้หญิง และผู้หญิงอาจจะมีช่วงหน้าอกที่กว้างเหมือนผู้ชายก็เป็นได้ โดยปกติแล้วคนราศีกุมภ์ จะมีบุคลิกที่เหมือนคนตลก เป็นกันเอง อ่อนโยน และเป็นตัวของตัวเองสูง บางคนมีความคิดหัวรุนแรง ชอบต่อต้านกฏเกณฑืแบบเดิมๆ เพราะรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนา ให้เข้ากับยุคสมัย ไม่ใช่ยึดติดอยู่กับกรอบความคิดเก่าๆ ชาวราศีกุมภ์ส่วนใหญ่ จะมีความอัจฉริยะอยู่ในตัว และมักจะมีอะไรที่แปลกแยกไปจากคนอื่น จนมองไม่เห็นคุณค่าของความเป็นอัจฉริยะในตัวเขา ชาวราศีกุมภ์ส่วนใหญ่แล้ว จะไม่ค่อยเชื่อเรื่องงมงายหรือเพ้อเจ้ออะไรง่ายๆ การคบหาเป็นเพื่อนชาวราศีกุมภ์ จะไม่คบกันที่รูปร่างหน้าตา แต่จะดูคนจากภายในจิตใจ และจะสำรวจคุณตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยทีเดียว บางทีเขาอาจจะถามคำถามกับคุณ จนคล้ายๆ กับการสัมภาษณ์ และเมื่อเขาได้คำตอบจนเป็นที่พอใจแล้ว เขาจึงยอมรับคุณเป็นเพื่อน นอกจากนั้น เขายังมีความซื่อสัตย์จริงใจต่อคุณมาก การยุแหย่นินทาว่าร้ายต่างๆ จะไม่มีทางทำให้มิตรภาพระหว่างคุณกับเขาสั่นคลอนได้เลย เพราะเขามีความจริงใจต่อคุณอยู่เสมอ ราศีมีน (14 มีนาคม - 14 เมษายน) ชาวราศีมีนมีสัญลักษณ์ประจำราศีเป็นปลา ที่กำลังแหวกว่าย บ่งบอกถึงการดิ้นรน ลักษณะรูปร่างเล็กทั้งผู้หญิงผู้ชายจะไม่ค่อยโดดเด่นมากมากนัก ส่วนใหญ่จะมีรูปร่างเล็กทั้งมือและเท้า หรือไม่ก็ไม่ใหญ่โตมาก มีเส้นผมดูมันวาวสวยเป็นลอนคลื่น มีดวงตาเปล่งประกายสดใส ดูสวยจนบอกไม่ถูก ท่วงท่าการเดินของเขานั้นดูไหลลื่นเหมือนกับน้ำไม่มีผิด ชอบการดื่มน้ำมาก ดื่มได้ทั้งวันวันละหลายแก้ว อาจะมีคนที่ชอบพกน้ำติดตัวไปด้วย ไม่ว่าตอนเรียนหรือทำงาน หรือไม่ก็เอาแก้วใส่น้ำมาตั้งไว้ที่โต๊ะทำงานเลยก็มี โดยปกติแล้ว คนราศีมีนส่วนใหญ่เป็นคนดี รักอิสระ มีความจริงใจอยู่เสมอ แต่เขาจะไม่ชอบการวางกฏเกณฑ์ที่จำกัดอิสรภาพและความฝันในการดำรงชีวิตของเขา นอกจากนั้นเขาจะไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องทางโลกสักเท่าไหร่ ถ้าคุณลองคุยกับเขาในเรื่องสังคม การเมือง การปฏิรูปเปลี่ยนแปลงต่างๆ เขาก็จะอ้าปากหาวออกมาด้วยความเบื่อหน่าย ราวกับว่าเขาจะไม่สนใจในเรื่องที่คุณพูด แท้จริงแล้ว เขาเจอเรื่องแบบนี้จนชินแล้วล่ะ เขาก็เลยเป็นแบบนี้ ชาวราศีมีนมความเข้าใจถึงความเป็นจริงโดยธรรมชาติอย่างลึกซึ้งเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ดังนั้นใครก็ตามที่เป็นเพื่อน ก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของเขาให้ได้ ถึงแม้ว่าเขามักจะพยายามพูดประชดตัวเองว่าเขารู้สึกต้อยต่ำ ไม่เก่งเหมือนคนอื่น แต่จริงๆ แล้ว เขามีความคิด ความสามารถที่ลึกล้ำเกินกว่าที่ตัวเองจะคาดถึงทีเดียว เพียงแต่เขาไม่รับรู้ถึงความสามารถที่ตัวเองมีอยู่ จนกว่าเขาจะได้ค้นพบตัวเอง ราศีเมษ (15 เมษายน - 14 พฤกษภาคม) ชาวราศีเมษทั้งหลายเกิดมาจากธาตุไฟ จัดได้ว่าเป็นต้นราศีธาตุไฟอันดับหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วชาวราศีนี้จะเป็นคนที่สนใจแต่เรื่องของตัวเอง มีความมั่นใจในตัวเองสูง คิดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ไม่มีอ้อมค้อม โดยปกติแล้ว เขาจะมีบุคลิกที่ดูน่าคบหา มีเสน่ห์ชวนคบอยู่ลึกๆ แต่ถ้าเขามีเรื่องที่ต้องทำหรือแก้ปัญหา เขาผู้นั้นก็ทำให้เสร็จทันที โดยที่ไม่ต้องรีรอความคิดเห็นของคนอื่นเลย ซึ่งถือเป็นลักษณะของความเป็นผู้นำ ส่วนใหญ่แล้วชาวราศีเมษ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง จะมีรูปร่างคล้ายนักกีฬา มีโหนกแก้มใหญ่แข็งแรง ถ้าเป็นผู้ชายจะมีกล้ามเป็นสัด สมกับเป็นชายชาตรี แต่ถ้าเป็นผู้หญิงเธอมักจะมีรูปร่างที่สูงเพรียวและดูแข็งแรง ใบหน้าสะสวย คมมีเสน่ห์ คุณสมบัติที่เขาต้องระวังเป็นอย่างมากคือ การพูดจาที่โผงผางหรือเย้ยหยัน และดูตรงไปตรงมา มากจนเกินไป จนก่อให้เกิดศัตรูขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว และอาจถึงขั้นแตกหัก ชกต่อยกันเองก็มี ชาวราศีเมษ เป็นคนใจเร็วใจร้อน ถึงแม้ว่าคนรอบข้างจะดูเขาเป็นคนที่ทำอะไรช้า แต่ว่าในใจเขาไม่ช้าเลยนะ เพราะเขาครุ่นคิดแต่เรื่องที่ต้องทำอยู่เสมอ เรียกได้ว่าไม่อยู่นิ่งเลยล่ะ ถ้าเขาได้ทำงานเป็นผู้จัดการ หรือนักบริหาร เขาจะเป็นคนที่จัดการเรื่องต่างๆ ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว เขามักจะมองโลกในแง่ดีเสมอ แม้ว่าจะยังมีอุปสรรคหรือปัญหาที่ทำให้ท้อใจหรือเสียใจ เขาก็ยังสามารถยืนหยัดและสู้ชีวิตต่อไปได้ หรือเรียกได้ว่า "เคยแพ้แต่ไม่เคยท้อ" ซึ่งถือเป็นบุคคลที่น่ายกย่องคนหนึ่งทีเดียว ราศีพฤษภ (15 พฤษภาคม - 14 มิถุนายน) ชาวราศีพฤษภมีสัญลักษณ์ราศีเป็นรูปวัวตัวผู้ หมายถึงพละกำลังความแข็งแกร่ง ชาวราศีนี้มักจะเห็นปรากฏอยู่ในสังคมแทบทุกอาชีพ ทุกสาขา โดยเฉพาะงานอาชีพที่ต้องใช้แรงกาย หรือต้องใช้ความอดทนพอสมควร เพราะการที่เขาเป็นคนพูดน้อย และออกจะเงียบขรึม ซึ่งเป็นบุคลิกที่ดูนิ่งในทถกสภาวการณ์ จึงทำให้คนรอบข้างต่างมองว่าเป็นคนที่เครียดและเคร่งขรึมอยู่เสมอ ปกติแล้วชาวราศีพฤษภจะมีร่างกายที่ใหญ่โตแข็งแรง ดูสมบูรณ์อยู่เสมอ และมีช่วงไหล่และคอที่ดูกว้างกว่าคนทั่วไป ซึ่งดูแล้วเหมือนกับโคไม่มีผิด เขาเป็นคนที่หนักแน่นมาก ไม่ว่าจะมีใครไปต่อว่าเขาอย่างไร ใบหน้าของเขาก็ยังแลดูนิ่งอยู่เหมือนเดิม ถึงแม้ว่าเขาจะมีอาการโกรธอยู่บ้าง แต่ก็ไม่แสดงออกมาให้เห็น แต่ถ้าเขาเก็บอารมณ์ไม่อยู่ระวังตัวให้ดีเถิด เพราะเวลาเขาโกรธนั้น เขาจะไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น เรียกได้ว่าระเบิดอารมณ์ออกมาจนหมดก๊อกเลยล่ะ ลักษณะนิสัยของชาวราศีพฤษภ จะเหมือนโคที่อยู่ท่ามกลางท้องทุ่งก็ไม่ปาน เขามีจิตใจที่สงบ รักครอบครัว รักเพื่อนเป็นอย่างยิ่ง และอันดับแรกที่เขาหรือเธอจะต้องมีก็คือ ความมั่นคง ซึ่งต้องมาก่อนเสมอ ถ้าเขายังไม่มีบ้านช่องเป็นของตัวเอง เขาก็จะทำงานสร้างตัวจนกว่าเขาจะได้บ้านตามที่หวังไว้ ชาวราศีนี้มีความอดทนต่อการทำงานเป็นอย่างมาก มักจะทำงานหนัก สร้างฐานะของตัวเองให้มั่นคงและร่ำรวย ซึ่งถือเป็นข้อดีที่ช่วยทดแทนนิสัยที่ดูดื้อรั้นไปได้ ราศีเมถุน (15 มิถุนายน - 15 กรกฎาคม) ชาวเมถุนมีสัญลักษณ์ราศีเป็นคนคู่หรือฝาแฝด ใครก็ตามที่เกิดราศีนี้มักจะมี 2 บุคลิก มีจิตใจที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวอย่างโน้น เดี๋ยวอย่างนี้ การที่เขามี 2 บุคลิกแบบนี้ คุณจะต้องปรับตัวให้ทันเขาให้ได้ ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนดูถูกคุณได้เหมือนกันนะ ลักษณะของชาวราศีเมถุน รูปร่างมักจะสูงเพรียวลม งามสง่า ตัวไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป และส่วนใหญ่จะมีผิวสองสี ใบหน้าอ่อนกว่าวัย เป็นคนที่ไม่อยู่นิ่ง มีความคล่องตัวมาก ส่วนใหญ่แล้วเขาจะมีทักษะในการพูดที่ดีมาก เรียนรู้ได้เร็ว มีความจำเป็นเลิศ ถ้าเขาได้เป็นพิธีกร นักโต้วาที หรือนักแสดง เขาจะทำได้อย่างเยี่ยมยอด เวลาคุณไปไหนมาไหนกับเขา ให้สังเกตเขาจะพัวพันอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ไม่นาน เรียกได้ว่าเปลี่ยนความสนใจของตัวเองได้เร็วมาก จนดูเหมือนคนเบื่อง่ายหน่ายเร็ว และที่สำคัญเขาไม่ชอบความซ้ำซากจำเจ ดังนั้นคุณจะต้องคอยอัพเดทความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับตัวเขาตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นคุณได้ปวดหัวแน่นอน ลักษณะเด่นอีกอย่างก็คือ เขาจะชอบอัพเดทข้อมูลข่าวสารอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี ข่าวสารทันโลก ข่าวกีฬา เขาก็ติดตามได้หมด ดังนั้นคุณจะไม่ผิดหวังเลย ที่มีเพื่อนราศีนี้คอยติดตามข่าวให้คุณ ราศีกรกฎ (16 กรกฎาคม - 16 สิงหาคม) ชาวราศีกรกฏ เป็นผู้ที่ชื่นชอบทะเล โดยเฉพาะยามค่ำคืนใต้แสงจันทร์แสนสวย เพราะสัญลักษณ์ของชาวราศีนี้คือปู จัดอยู่ในราศีต้นธาตุน้ำ หมายถึงความรอบคอบ จึงมักเห็นลักษณะรูปร่างแขนขายาวเก้งก้าง ตัวสูงโปร่ง ผิวขาว มีใบหน้าที่กลมโต ส่วนใหญ่จะผอม แต่ก็ไม่ถึงกับแห้งจนเกินไป แต่ถ้าอ้วนขึ้นก็กลมมากเลยทีเดียว ชาวราศีนี้มีอารมณ์ที่ดูเยือกเย็น และมักจะมีสีหน้าที่อมทุกข์อยู่ตลอดเวลา เพราะธรรมชาติของเขา จะมองโลกในแง่ร้าย และมีวคามกลัวอยู่เสมอ อย่างเช่น กลัวว่าคนรักจะตายจากไป กลัวว่าลูกของตัวเองจะลำบาก ทั้งที่ยังเด็กอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเขาจะกลัวความล้มเหลว และการขาดความมั่นคงของชีวิต ซึ่งเขาไม่อยากให้เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขาเป็นที่สุด ชาวราศีกรกฏ มีลักษณะของความเป็นผู้นำอยู่ในตัว และมีความรับผิดชอบเป็นอย่างมาก รับปากให้ทำอะไรแล้ว ไม่เคยพลาดเสมอ เหมือนกับก้ามปูที่หนีบไว้แล้ว จะจัดการให้อยู่หมัด ไม่มีทางไปรอดได้ เป็นคนที่รักบ้านช่อง และมีความหวงแหนทรัพย์สมบัติส่วนตัวเป็นที่สุด ยิ่งถ้าใครทำของเขาหายเมื่อไหร่ ให้ระวังตัวไว้ให้ดี คุณจะต้องตามหาเอามาคืนเขาให้ได้ ชาวราศีนี้มักชอบเก็บหอมรอมริบ ยอมทำงานหนักเพื่อเงิน  เพื่อทำให้ชีวิตของเขามั่นคง แต่อาจจะมีราศีกรกฏบางคน ที่ต้องยอมทำผิดกฏหมาย เพื่อให้ได้เงินมา คนราศีนี้สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อเงิน จนดูเหมือนเป็นคนโลภมากไป เพราะเขามักจะคิดว่า ตราบใดที่เขายังมีโอกาสก็ควรหาเงินเก็บเงินไว้ก่อน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ กับสิ่งที่อาจทำให้เขาเกิดความขาดแคลน และไม่เดือดร้อนในวันข้างหน้า นับว่าเป็นคนที่รอบคอบอย่างไม่มีที่ติเลยทีเดียว ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม - 15 กันยายน) ชาวราศีสิงห์มีสัญลักษณ์ประจำราศีคือ รูปสิงโตหรือราชสีห์ จัดอยู่ในธาตุไฟ หมายถึงความแข็งแรงกว่าทุกราศี โดดเด่น และมีความเป็นผู้นำอยู่ในตัว จนคนเห็นแล้วจะต้องยอมนอบน้อม รูปร่างลักษณะของคนราศีนี้ มักจะมีรูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรง ผิวจะออกแดงระเรื่อ โดยเฉพาะทรงผม ชาวราศีนี้มักจะให้ความสำคัญมาก ถ้าเป็นผู้หญิงเธอมักจะไว้ผมยาว แล้วก็มัดไว้ข้างหลัง หรือไม่ก็ตัดสั้นไปเลย เธอจะไม่ยอมให้อะไรมาปิดบังใบหน้าของเธอ แต่ถ้าเป็นผู้ชาย เขาก็จะเอาผมเสยไปข้างหลัง เพื่อที่จะได้เห็นหน้าชัดๆ  แต่เขาจะรู้สึกรำคาญทันที ถ้าผมเริ่มยาวจนมาปิดใบหน้า ดังนั้นเขาจึงต้องตัดผมให้สั้น หรือไม่ก็ไว้สกินเฮดจนหัวล้านไปเลย ตามปกติชาวราศีสิงห์ จะชอบไปสถานที่ที่เต็มไปด้วยแสงสีและผู้คน เช่น ห้างสรรพสินค้า ที่ประดับแสงไฟหรือตามสถานบันเทิงต่างๆ เพราะคนราศีนี้ชีวิตของเขาจะต้องมีการเติมเต็มสีสันให้ดูมีชีวิตชีวาเสมอ กิจกรรมยามว่างจะชอบไปดูหนัง ฟังเพลง ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย มีรสนิยมสูง ดังนั้นคุณจะเห็นได้ว่า ในตัวเขานั้นจะต้องใส่เสื้อผ้าราคาแพง กิน เที่ยว ช้อปปิ้งได้ทุกวัน ซึ่งเขาสามารถใช้เงินได้อย่างไม่อั้นเลยทีเดียว นอกจากนั้น เขายังเป็นคนที่มีจิตใจมั่นคง ไม่โลเล คิดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น เวลาจะเล่นก็เล่นอย่างเต็มที่ เวลาขยันเขาก็จะขยันทำงานอย่างไม่ลืมหูลืมตา เวลาพักผ่อนเขาก็จะขี้เกียจอย่างสุดๆ เหมือนกัน การที่เขาทำอะไรแบบสุดๆ แบบนี้ มันเป็นเพราะว่าเขารู้จักแยกแยะว่าอย่างไหนควรทำก่อนทำหลัง และส่วนใหญ่แล้ว เขามักจะเลือกทำแต่สิ่งที่สำคัญก่อน อย่างไม่สำคัญเขาจะบอกปัดให้คนอื่นทำแทนทันที ราศีกันย์ (16 กันยายน - 16 ตุลาคม) ชาวราศีกันย์ มีสัญลักษณ์ราศีเป็นหญิงสาว มีนิสัยสุภาพ เรียบร้อย ชอบสันโดษ มีระเบียบพิถีพิถันรักสะอาด ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ต่างก็บอกได้ว่าพวกเขามีความเป็นพรหมจรรย์อยู่ในตัวด้วยทั้งนั้น รูปร่างลักษณะของชาวราศีกันย์ส่วนใหญ่ จะมีโหนกแก้มที่ใหญ่ ขากรรไกรกว้าง มีใบหน้าสวยและมน ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ต่างก็มีรูปร่างเพรียวเหมือนกันทั้งนั้น ส่วนใหญ่แล้ว การทำงานหนักและเรียนหนัก ถือเป็นความสุขของชาวราศีกันย์ คุณจะได้เห็นเลยว่า เขาไม่ค่อยพักผ่อนเลย และการพักผ่อนของเขาส่วนใหญ่ จะต้องเป็นการเล่นกีฬา เขาจะไม่ใช้เวลาไปทำเรื่องไร้สาระเด็ดขาด ชางราศีกันย์เป็นคนที่มีความพิถีพิถันในการแต่งตัว ถ้าวันไหนเขาลืมใส่น้ำหอมหรือลืมติดกระดุมซักเม็ดหนึ่ง ก็จะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ โดยปกติเขาจะดูสุขุมและเยือกเย็น ถึงแม้ว่าร่างกายของเขาจะดูเล็กและบาง แต่สุขภาพของเขาแข็งแรงมาก ชาวราศีนี้เป็นคนมีความจริงใจ และวางใจได้เสมอ โดยเฉพาะในเรื่องงาน หรือการบริการอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาจะไม่ทำให้คุณผิดหวังเลย เพราะเขามีความยินดีที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และงานที่เขาทำ จะมองเห็นได้ถึงความละเอียดประณีต สร้างสรรค์ได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากนั้น เขายังมีความเห็นอกเห็นใจต่อคนที่ตกทุกข์ได้ยากที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และเขาก็จะเต็มใจช่วยคนเหล่านี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาค ให้ทาน หรือแม้แต่การพูดให้กำลังใจ ราศีตุลย์ (17 ตุลาคม - 15 พฤศจิกายน) ราศีนี้เป็นราศีของความสมดุล เป็นราศีของความยุติธรรม สัญลักษณ์ของราศีนี้เป็นรูปตาชั่ง คนราศีตุลย์จึงมีความเชี่ยวชาญในการไกล่เกลี่ย ประนีประนอม มีจิตใจที่รักความยุติธรรม ไม่ชอบการโต้เถียงหรือออกคำสั่ง เขาจะชอบการผูกมิตรกับคนทั่วไป และหาทางไกล่เกลี่ยให้ดีต่อกัน ลักษณะรูปร่างของคนราศีนี้ จะไม่ค่อยดูเด่นมากนัก ลักษณะเด่นที่เห็นได้ชัดคือ ตรงใบหน้าไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายจะดูอ่อนเยาว์เสมอ ถ้าเป็นผู้ชายส่วนใหญ่จะมีหน้าตาดี มีเสน่ห์ ถึงแม้ว่าเขาจะขีเหร่ขนาดไหนก็ตาม แต่เขาก็ยังมีบุคลิกที่ดูมีเสน่ห์น่าคบหาอยู่นั่นแหละ แต่ถ้าเป็นผู้หญิง ก็จะมีรูปร่างที่โค้งเว้าได้รูป บุคลิกดูมีเสน่ห์เช่นกัน ลักษณะนิสัยค่อนข้างซื่อ ไร้เดียงสา ตัดสินใจอะไรไม่ค่อยถูก เหมือนกับคันชั่งที่เอียงไปมา ขาดความมั่นคง เอาแน่เอานอนไม่ได้ จนต้องคอยให้คนอื่นตัดสินใจให้ และบางทีอาจจะโดนคนอื่นหลอกได้ง่ายเหมือนกัน ชาวราศีตุลย์รักอิสระ ไม่ชอบการถูกเร่งหรือผลักดันให้เขาต้องตัดสินใจอะไรบางอย่าง ไม่ชอบการถูกบีบบังคับ ในทางกลับกันเขาจะเป็นคนที่ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม มีความรับผิดชอบ ไม่ชอบอะไรที่ดูสุดโต่งเวอร์เกินจริง เพราะเขาจะยึดติดอยู่กับโลกแห่งความจริงเท่านั้น ชาวราศีตุลย์เกิดมาเพื่อรักศิลปะโดยแท้ ทั้งการวาดรูป ร้องเพลง นอกจากนั้น เขายังรักการอ่านเป็นชีวิต ให้สังเกตได้ว่าในห้องนอนของเขา มักเต็มไปด้วยหนังสือ หรือไม่ก็ต้องมีตู้หนังสือขนาดย่อมๆ อยู่มุมใดมุมหนึ่งของห้อง แล้วเขายังมีสมาธิดีอย่างมาก ในการศึกษาเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียนอย่างดงาม ราศีพิจิก (16 พฤศจิกายน - 14 ธันวาคม) ชาวราศีพิจิกเป็นราศีธาตุน้ำ ดาวที่อยู่ในราศีนี้คือดาวพลูโต สัญลักษณ์เป็นรูปแมงป่องอันดุร้าย ตามธรรมชาติของแมงป่องนั้น ถือเป็นสัตว์ที่ดูลึกลับซับซ้อน ไม่ค่อยเปิดเผยตัว ชอบอาศัอยู่ในรูตลอดเวลา มีความทรหด สามารถอยู่อาศัยในสภาวะพื้นที่แห้งแล้งได้ คนราศีพิจิกนี้ จึงเป็นคนที่รักการผจญภัย มีร่งกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ และมีสีหน้าที่เยือกเย็น ดวงตาจะเป็นประกาย แต่แฝงไปด้วยความรุนแรงที่มีอยู่ภายใน ปกติแล้วคนราศีนี้มีหน้าผากที่กว้าง และมีขนดกตามแขน ตามขา ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ต่างก็มีลักษณะแบบนี้ ชาวราศีพิจิกส่วนใหญ่ จะเป็นคนเงียบไม่ค่อยพูดอะไรมากนัก แต่ภายใต้สีหน้าอันเยือกเย็นของเขานั้น ดูเหมือนจะมีอะไรแอบแฝงอยู่ แต่เขาจะไม่แสดงนิสัยที่แท้จริงออกมาให้เห็นหรอก เพราะเขาสามารถควบคุมความรู้สึกและอารมณ์ของตัวเองได้ ไม่ว่าคุณจะพยายามยุแหย่สักแค่ไหน จะเห็นได้ว่าเขาจะไม่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปตามสิ่งแวดล้อมเลย อย่างในตอนที่เพื่อนมีความสุข และรู้สึกดีใจกันออกนอกหน้า แต่เขาจะไม่แสดงอารมณ์ดีใจออกมาให้คุณเห็นหรอก ถึงแม้ในใจเขาจะรู้สึกดีใจด้วยก็ตาม โดยทั่วไปแล้วชาวราศีพิจิก จะมีบุคลิกที่ดูเป็นกันเอง และสามารถเข้ากับใครได้ดี แต่ถ้าเกิดใครไปทำอะไรให้เจ็บแค้นใจ เขาจะเกลียดแต่ไม่แสดงออกให้รู้ แล้วจะหาโอกาสมาแก้แค้นคืนในภายหลัง ข้อดีคือเขาสามารถเป็นเพื่อนที่จริงใจต่อคุณได้ และยอมทำได้ทุกอย่าง แม้แต่การปกป้องคุณจากอันตรายต่างๆ ราศีธนู (15 ธันวาคม - 13 มกราคม) ราศีธนูคือราศีธาตุไฟ ดาวที่อยู่ในราศีนี้ คือดาวพฤหัส มักเป็นคนที่มีอุปนิสัยคึกคะนองเหมือนม้า ชอบมองโลกในแง่ดี มีความสุขสนุกสนานเฮฮาอยู่เสมอ ส่วนลูกธนูที่เขาโก่งนั้น จะคล้ายกับความนึกคิดของเขา ที่มักจะพุ่งไปในเรื่องเดียวกันเสมอ ดังนั้นเวลาคนราศีนี้คิดทำอะไรแล้ว เขาจะทำได้อย่างที่ใจคิดเสมอ ลักษณะรูปร่างของคนราศีนี้ ส่วนใหญ่ดูแข็งแรง กำยำสูงใหญ่ราวกับนักกีฬา หรือไม่ก็เตี้ยเป็นคนแคระไปเลย ตามปกติแล้ว เขาจะมีนิสัยที่สนุกสนานเฮฮา ถ้าคุณเห็นเขาตั้งวงคุยกับเพื่อน เขาจะโดดเด่นที่สุด เรื่องที่เขาพูดแต่ละเรื่องล้วนน่าฟัง และชวนหัวเราะกันแทบทุกเรื่องเลยทีเดียว ชาวราศีธนู จะมีมนุษย์สัมพันธ์ดีมาก มีท่าทีที่เปิดเผยเป็นกันเอง ถึงแม้บุคลิกของเขา จะไม่ค่อยสะดุดตาเท่าไหร่ แต่เขาก็มีบุคลิกท่าทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเต็มที่ นอกจากนั้น เขามักจะอยู่ไม่สุข ชอบเดินไปโน่นมานี่ และชอบทำอะไรแบบรีบๆ จนดูเหมือนเป็นคนใจร้อน แต่ใจเขานั้นเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ และวางใจได้เสมอ ชาวราศีธนู เป็นคนที่ชอบความตื่นเต้น ท้าทาย หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เขารู้สึกร่าเริงมีชีวิตชีวา ดังนั้น คนราศีนี้ จึงไม่ค่อยกลัวอะไร และชอบทำอะไรด้วยความเสี่ยงเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกีฬา กิจกรรมการงาน เขาก็ทำได้หมด รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com

CHEFCHAOUEN /  ต่างประเทศ / 

เวลาเราไปเที่ยว สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริงก็คือ การพักผ่อน เช่นเมื่อเราไปทะเล พอได้เห็นท้องฟ้าสีคราม น้ำทะเลใสๆ นั่นก็ทำให้เราผ่อนคลายได้เยอะเลย แต่เพื่อนๆ ลองคิดดูสิถ้าเกิดว่าเมืองทั้งเมืองถูกย้อมไปด้วยสีฟ้าล่ะ จะสวยขนาดไหน วันนี้ Travel.MThai จะพาทุกคนไปชมความสวยงามของ "เชฟชาอูน" เมืองโบราณที่ถูกย้อมด้วยสีฟ้า และที่นี่ยังเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดในโมร็อกโก อีกด้วย "CHEFCHAOUEN" (เชฟชาอูน) เมืองโบราณที่ถูกย้อมด้วยสีฟ้า! เก่าแก่ที่สุดในโมร็อกโก CHEFCHAOUEN (เชฟชาอูน) เป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศโมร็อคโค ถูกสร้างขึ้นในปี 1471 ถือว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุด ในอดีตนั้น เชฟชาอูน ถูกสร้างเพื่อเป็นที่พักผิงให้แก่ผู้อพยพ ชาวมัวร์และชาวยิวที่ถูกเนรเทศออกจากประเทศสเปน หลังจากนั้นเป็นต้นมาที่แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นที่อยู่อาศัยของชาวชาวมัวร์และชาวยิว จนในปี 1930 ผู้คนในเมืองช่วยกันทาอาคารบ้านเรือน ทางเดิน ประตู และทุกๆ ที่ในเมืองให้เป็นสีฟ้า ด้วยความเชื่อทางศาสนาที่ว่า สีฟ้า-น้ำเงิน เป็นสัญลักษณ์และเป็นตัวเทนของเทพเจ้า เป็นสีของท้องฟ้าและทะเล และยังเพื่อเป็นการระลึกถึงพระเจ้า นอกจากนี้ชาวเมืองยังเชื่อว่า ผนังสีฟ้าสามารถช่วยไล่ยุงได้อีกด้วย >,< และเนื่องจาก เชฟชาอูน ตั้งอยู่ใจกลางบนภูเขา Rif เมืองนี้จึงถูกล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติ ต้นไม้ ภูเขา มีทิวทัศน์ที่สวยงาม ที่นี่จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมทั้ง backpackers และนักท่องเที่ยวต่างๆ เพราะได้ซึมซับธรรมชาติ และบรรยากาศดีของเมืองนี้ไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็สบายตา บริเวณทั่วเมืองสะอาดสะอ้าน แถมผู้คนยังน่ารัก เป็นกันเอง Source : spunfish.com , www.shetellstraveltales.com

เตรียมตังค์ไว้เลย ขับรถผิดกฏจราจรถูกปรับเท่าไหร่
กฏหมาย /  กรมทางหลวง / 

รู้มั้ยว่าที่คุณขับรถบนท้องถนนนั้นถูกกฏจราจรแล้วหรือยัง เพราะทุกวันนี้รถบนท้องถนนเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พวกที่ขับรถเอาแต่ใจตัวเอง รีบจนไม่สนใจรถคันอื่นที่ทำถูกกฏ จนเกิดเหตุการณ์ ปาดซ้าย แซงขวา หรือเฉี่ยวชนกัน ยิ่งทำให้การจราจรติดขัดมากขึ้น วันนี้เรามีอัตราค่าปรับตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาให้ดูคร่าวๆว่ามีอะไรกันบ้าง (เตรียมตังค์ไว้เวลาถูกปรับจะได้รู้ เตรียมโดนเยอะกว่ากำหนด ) - ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ปรับไม่เกิน 500 บาท - ไม่สวมหมวกนิรภัย ปรับไม่เกิน 500 บาท - ไม่ขับรถไปตามทิศทางที่กำหนดหรือขับย้อนศร ปรับไม่เกิน 500 บาท - ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท - จอดรถกีดขวางการจราจร ปรับไม่เกิน 500 บาท - ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ปรับไม่เกิน 1,000 บาท - ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ปรับไม่เกิน 1,000 บาท - ฝ่าฝืนสัญญาณมือ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท - แซงรถอื่นในที่คับขัน ปรับไม่เกิน 400-1,000 บาท - ชับรถประมาทหรือหวาดเสียว ปรับไม่เกิน 400-1,000 บาท - จอดรถในที่มีเครื่องหมายห้ามจอด ปรับไม่เกิน 500 บาท - จอดรถซ้อนคัน ปรับไม่เกิน 500 บาท - ฝ่าฝืนเครื่องหมายห้ามเข้า ปรับไม่เกิน 1,000 บาท - ใช้วัสดุกรองแสงเกินกฎหมายกำหนด ปรับไม่เกิน 500 บาท - รถโดยสารขับหรือหยุดรถรับ-ส่งในลักษณะกีดขวางการจราจรหรือหยุดรับ-ส่งแช่ป้าย นอกป้าย ปรับไม่เกิน 500 บาท - ไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนด 7 วัน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท อัตราค่าปรับตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 - ไม่มีใบอนุญาตชับขี่ จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท - ใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเสียภาษี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท - เปลี่ยนแปลงสภาพรถ ปรับไม่เกิน 2,000 บาท - ขาดต่อภาษีประจำปี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท - ใช้รถไม่ตรงกับประเภทที่จดทะเบียนไว้ ปรับไม่เกิน 2,000 บาท - ไม่ทำ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสพภัยจากรถ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท - เปลี่ยนสี เครื่องยนต์ ไม่แจ้งต่อนายทะเบียน ปรับไม่เกิน 2,000 บาท อัตราค่าปรับตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2550 ฉบับที่ 7 โทษผู้ขับขี่ขณะเมาสุรา (ตรวจพบแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) - เมาแล้วขับ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาต - เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ มีโทษจำคุก 1-5 ปี ปรับ 20,000-100,000 บาท  และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต - เป็นให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส มีโทษจำคุก 2-6 ปี ปรับ 40,000-120,000 บาท และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต  - เป็นให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุก 3-10 ปี ปรับ 60,000-200,000 บาท และเพิกถอนใบอนุญาต Credit: proprakan,bangsaotong

ต้นกำเนิด ชุดนักเรียนไทย ที่หลายคนอาจยังไม่รู้
ชุดนักเรียน /  นักเรียน / 

ต้นกำเนิด ชุดนักเรียนไทย ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ เพื่อนๆ ทราบกันไหมคะว่า เครื่องแบบนักเรียนที่เราสวมใส่กันทุกคนนั้น มีที่มาที่น่าสนใจทางประวัติศาสตร์มากๆ โดยประเทศไทยได้เริ่มมีชุดนักเรียนขึ้นเป็นครั้งแรก ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๒๘ และได้มีการแบ่งเป็นชุดนักเรียนชาย นักเรียนหญิง ดังนี้ ต้นกำเนิด ชุดนักเรียนไทย ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ ชุดนักเรียนชาย เครื่องแบบประกอบด้วย • หมวกฟาง มีผ้าพันหมวกสีตามสีประจำโรงเรียน ติดอักษรย่อนามโรงเรียนที่หน้าหมวก • เสื้อราชปะแตนสีขาว ดุมทอง • กางเกงไทย (กางเกงขาสั้นอย่างที่นักเรียนใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนที่เรียกว่า กางเกงขาสั้นในสมัยก่อน คือ กางเกงรูเซีย เป็นกางเกงทรงกระบอกยาวถึงใต้เข่ารวบชายรัดไว้ใต้เข่า) สีดำ • ถุงเท้าขาว หรือดำ • รองเท้าดำ • ถุงเท้า รองเท้า เป็นของราคาแพง จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีทุกคน ส่วนใหญ่ไม่มีใช้ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ กำหนดให้นักเรียนในหัวเมืองใช้เสือราชปะแตนสีเทา แทนเสื้อขาวได้ด้วย (เสื้อเทาเป็นเครื่องแบบสำหรับเดินป่า ข้าราชการในกรุงเมื่อออกไปหัวเมืองให้ใช้เสื้อเดินป่าสีเทา แทนเสื้อขาว เพราะรักษาความสะอาดง่ายกว่า ปัจจุบันยังคงมีข้าราชการสำนักพระราชวังและสำนักราชเลขาธิการที่ยังคงรักษาธรรมเนียมนี้อยู่ เมื่อต้องไปปฏิบัติราชการต่างจังหวัดจะเปลี่ยนเสื้อเป็นสีกากีทั้งหมด) ต่อมาในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการจัดตั้งยุวชนทหาร และกำหนดให้นักเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ ๔ (เทียบกับปัจจุบันคือ ชั้น ม.๒ ขึ้นไป) ต้องเป็นยุวชนทหาร นักเรียนตั้งแต่ชั้นม.๔ ขึ้นไปจึงแต่งเครื่องแบบยุวชนทหารแทน เครื่องแบบนักเรียน คือ • หมวกทรงหม้อตาลสีกากีแกมเขียว หน้าหมวกเป็นโลหะมีอุณาโลมอยู่กลาง มีตัวอักษรว่า รักชาติยิ่งชีพ • เสื้อเชิ้ตสีกากีแกมเขียว • กางเกงขาสั้นสีกากีแกมเขียว • ถุงเท้าดำ รองเท้าดำ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผ้าขาดแคลน มีการเปลี่ยนแปลงเครื่องแบบนักเรียนเป็น • หมวกกะโล่สีขาว • เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว ปักอักษรย่อนามจังหวัดพร้อมหมายเลขประจำโรงเรียนด้วยไหมสีน้ำเงิน โรงเรียนราษฎร์หรือสมัยนี้เรียกว่า โรงเรียนเอกชนปักสีแดง เช่น โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ใช้ ช.ม.๑ (ขึ้นต้นเลขที่ ๑ คือ โรงเรียนชายประจำจังหวัด แล้วต่อด้วยเลข ๒ โรงเรียนสตรีประจำจังหวัด แล้วจึงต่อด้วยเลข ๓ โรงเรียนประจำอำเภอ ต่อด้วยโรงเรียนประชาบาลไปจนครบทั้งจังหวัด) • กางเกงขาสั้นสีกากี เข็มขัดหนังสีน้ำตาล • ถุงเท้าน้ำตาล รองเท้าน้ำตาล มีก็ได้ไม่มีก็ได้ มีบางโรงเรียนที่มีเครื่องแบบพิเศษ เช่นโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (ปัจจุบันคือ วชิราวุธวิทยาลัย) โรงเรียนราชวิทยาลัย (ปัจจุบันคือ โรงเรียน -.ป.ร.ราชวิทยาลัย) โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่ โรงเรียนพรานหลวง ใช้เครื่องแต่งกายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้าราชการพลเรือนในพระราชสำนัก ร.ศ. ๑๒๙ ประกอบด้วย • หมวกหนีบสักหลาดสีน้ำเงินแก่ ติดตราพระมหามงกุฎเงินที่ขวาหมวก กับมีดุมพระมหามงกุฎเงินที่หน้าหมวก ๒ ดุม • เสื้อราชปะแตนสีขาว ดุมพระมหามงกุฎเงิน ติดแผ่นคอพื้นน้ำเงินแก่มีแถบไหมเงินพาดกลาง กับมีอักษรย่อนามโรงเรียนทำด้วยเงิน ม.(มหาดเล็กหลวง) ร. (ราชวิทยาลัย) ช. (มหาดเล็กหลวงเชียงใหม่) และ พ. (พรานหลวง) ทับกึ่งกลางแผ่นคอทั้งสองข้าง • กางเกงไทยสีน่ำเงินแก่ • ถุงเท้าดำ รองเท้าดำ • เวลาเล่าเรียนปกติในโรงเรียนสวมเสื้อคอกลมผ้าป่านสีขาว ที่เรียกว่าเสื้อชั้นใน สวมกางเกงขาสั้น เนื่องจากในช่วงแรกที่เริ่มวางรากฐานการศึกษาชาตินั้น มุ่งเน้นจัดการศึกษาสำหรับเด็กชาย การศึกษาสตรีจึงมาเริ่มเอาตอนปลายรัชกาลที่ ๕ แต่ก็ค่อยๆ เริ่มจัด จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๖ จึงมีการจัดหลักสูตรสำหรับสตรีขึ้นเป็นการเฉพาะ และได้เริ่มมีการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับสตรีขึ้น จึงเริ่มมีเครื่องแบบนักเรียนหญิง แต่ต้องขอประทานที่จำรูปแบบเสื้อไม่ได้ นุ่งผ้าซิ่นสีพื้น และต่อมามีกำหนดให้ติดเข็มอักษรย่อนามโรงเรียน เช่น โรงเรียนสตรีวัฒโนทัยพายัพ ติดเข็มอักษร ว พ ในวงกลม ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองจึงปรับเปลี่ยนมาใช้ดังที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เครื่องแบบนักเรียนเป็นเครื่องแบบสำหรับนักเรียน ใช้ในสถาบันการศึกษา ใช้กันมากในระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา โดยการแต่งเครื่องแบบนักเรียนมีพื้นฐานมาจากการแต่งตัวให้เข้ากับกาลเทศะของโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา เครื่องแบบของนักเรียนชายส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยกางเกงขาสั้นหรือขายาวสีดำและเสื้อเชิ้ตสีขาวและอาจมีเนคไทด้วย ส่วนเครื่องแบบของนักเรียนหญิงนั้นแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่แล้วประกอบไปด้วยเสื้อครึ่งตัวของหญิงหรือกระโปรงชุดใส่พร้อมด้วยกระโปรงหรือกางเกงหรือเสื้อไม่มีแขนใช้ใส่ทับเสื้อเสื้อตัวใน ในบางประเทศอนุญาตให้นักเรียนหญิงใส่กางเกงขายาว การใช้เสื้อสามารถหรือเสื้อสูทเหมือนเสื้อแจ็กเกตทั้งนักเรียนหญิงและนักเรียนชายนั้นถือเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะในประเทศที่อากาศหนาว ในขณะที่บางประเทศมีเครื่องแบบนักเรียนที่เป็นมาตรฐานให้ใช้สำหรับทุกโรงเรียน และบางประเทศมีเครื่องแบบนักเรียนแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียน ในหลายโรงเรียนก็มีการจัดทำเข็มหรือตราสัญลักษณ์ติดหน้าอกด้วย ปัจจุบันเครื่องแบบนักเรียนไทย มีรูปแบบการแต่งกายของผู้เข้าศึกษาในระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ในสถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 ประกอบกับระเบียบปฏิบัติของโรงเรียนต่าง ๆ เอง โรงเรียนรัฐบาล นักเรียนชาย เสื้อ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว ไม่มีสาบหลัง มีกระเป๋าเสื้อที่หน้าอกด้านซ้าย ปักอักษรย่อหรือสัญลักษณ์ของโรงเรียนที่หน้าอกซ้ายและชื่อหรือตัวเลขประจำตัวนักเรียนที่หน้าอกขวา ซึ่งใช้ด้ายสีน้ำเงินหรือสีแดงในการปัก กางเกงและเข็มขัด มี 3 แบบ คือ กางเกงขาสั้นสีกากี คู่กับเข็มขัดหนังสีน้ำตาล กางเกงขาสั้น สีดำคู่กับเข็มขัดหนังสีดำหรือน้ำตาล สีน้ำเงินคู่กับเข็มขัดสีดำหรือสีน้ำตาล ในปัจจุบัน โรงเรียนที่ใช้กางเกงนักเรียนสีกากีส่วนใหญ่อยู่นอกพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร[ต้องการอ้างอิง] รองเท้าและถุงเท้า มี 2 แบบ คือ กางเกงน้ำตาล ต้องสั้นกว่าเข่าอย่างน้อย 3-4นิ้ว จะใช้รองเท้าและถุงเท้าสีน้ำตาล อีกแบบคือใช้ถุงเท้าสีขาว คู่กับรองเท้าผ้าหรือหนังสีดำ นักเรียนหญิง เสื้อ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ใช้เสื้อคอปกบัวสีขาว เนื้อผ้าแบบเสื้อนักเรียนชาย ที่แขนไม่มีจีบ ปล่อยชายเสื้อ เช่นเดียวกันกับนักเรียนโรงเรียนสาธิต นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ใช้เสื้อคอปกกะลาสี สีขาว เนื้อผ้าแบบเสื้อนักเรียนชาย ที่แขนมีจีบและกระดุม ผูกโบสีกรมท่าใต้ปกเสื้อ ปล่อยชายเสื้อ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ใช้เสื้อคอเปิดสีกากีแกมเขียว หรือเสื้อสนามคอเปิดสีกากีแกมเขียว สอดชายเสื้อไว้ในกระโปรง คาดทับด้วยเข็มขัดหนังสีดำ ปักอักษรย่อของโรงเรียนที่หน้าอกขวาและชื่อนักเรียนที่หน้าอกซ้าย ซึ่งใช้ด้ายสีน้ำเงินปัก กระโปรง เป็นกระโปรงสีกรมท่า มีจีบด้านหน้า 6 จีบ และด้านหลัง 6 จีบ (เฉพาะนักเรียนชั้นประถมศึกษา และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น) กางเกง เป็นกางเกงขายาวสีกากีแกมเขียวแบบฝึก หรือกางเกงสนามขายาวสีกากีแกมเขียว (เฉพาะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย) รองเท้าและถุงเท้า รองเท้าหนังสีดำ ถุงเท้าสีขาว (เฉพาะนักเรียนชั้นประถมศึกษา และ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น) และ รองเท้าสูงครึ่งน่องหนังสีดำ หรือรองเท้าเดินป่า (เฉพาะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย) โรงเรียนเอกชน นักเรียนชาย ขึ้นอยู่กับการกำหนดหรือระเบียบของโรงเรียนนั้น ๆ ส่วนมากมักใช้เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขาสั้นสีน้ำเงินหรือสีดำ โดยต้องสั้นเหนือเข่าประมาณ 3-4นิ้ว บางโรงเรียนจะให้ใส่สั้นกว่านี้ด้วย และจะมีบางโรงเรียนที่ใช้เสื้อเชิ้ตเป็นสีอื่น หรือใช้กางเกงขายาว เช่นโรงเรียนนานาชาติ เป็นต้น นักเรียนหญิง ขึ้นอยู่กับการกำหนดของโรงเรียน โดยโรงเรียนส่วนใหญ่มักเลือกใช้เสื้อกับกระโปรง แต่บางโรงเรียนใช้เสื้อแขนยาวแทน ข้อมูลและภาพ siamuniform, uniform, pichao, วิกิพีเดีย

ทุ่มกายและดวงจิตสู่ความคงกระพันอันแสนโหดเหี้ยม เมื่อ “น้อย วงพรู” เป็น “อัลฮาวียะลู”
กฤษดา สุโกศล แคลปป์ /  ก้องเกียรติ โขมศิริ / 

ทุ่มกายและดวงจิตสู่ความคงกระพันอันแสนโหดเหี้ยม เมื่อ “น้อย วงพรู” เป็น “อัลฮาวียะลู” “โอกาสที่จะได้บท ได้เล่น ได้เปลี่ยนคาแรคเตอร์อย่างนี้ เราไม่มีทางรู้เลยว่าโอกาสมันจะมีอีกเมื่อไหร่ มันอาจจะไม่มีด้วยซ้ำ นักแสดงรู้ว่าเวลาบทอย่างนี้มาถึงมือ ยูอย่าพลาด พลาดไม่ได้นะ ไม่ว่ายูจะล้มหรือจะยืนขึ้น ไม่ว่าจะออกมาเป็นยังไง อย่าปล่อยมัน”  น้อย วงพรู กล่าว แม้การสวมบทบาทเป็นมือปราบสายเวทย์อย่าง ขุนพันธรักษ์ราชเดช จะเป็นเรื่องยาก แต่ขอให้เชื่อเถอะว่าในกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ขุนพันธ์ ของผู้กำกับ ก้องเกียรติ โขมศิริ ยังมีอีกหนึ่งบทบาทที่ยากระดับปราบเซียน และก็ไม่ใช่ว่าจะให้ใครมารับบทนี้ได้ง่าย ๆ นั่นก็คือบทบาทของมหาโจรผู้เหี้ยมโหด ชั่วร้ายแต่ก็มีมุมรักพวกพ้อง อัลฮาวียะลู คือชื่อตัวละครดังกล่าวนั้นก่อนที่หัวโขนของบทบาทนี้จะถูกสวมลงที่ศีรษะของ กฤษดา สุโกศล แคลปป์ หรือ น้อย วงพรู และวันนี้ เราจะไปฟังกันว่าดาวร้ายผู้นี้มีอะไรอยากจะเล่าให้ท่านผู้ชมได้ฟังก่อนที่จะไปเต็มอิ่มกับการแสดงของเขาในโรงภาพยนตร์  เมื่อได้ยินชื่อโปรเจกต์ครั้งแรก และถูกทาบทามให้มาแสดงในภาพยนตร์เรื่อง ขุนพันธ์ หลายคนทราบว่าผมก็เล่นอันธพาลกับโขมมาก่อน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สุดยอดมากสำหรับผม ตอนที่โขมโทรมาชวนรับทันทีเลยครับ พอได้คุยกันปั๊บ ก็ยิ่งอยากเล่น มันเป็นโอกาสที่พลาดไม่ได้นะครับ ตอนแรกที่พอได้อ่านบทก็รู้สึกว่ามันท้าทายมากเลย จะทำได้เปล่า จะทำถึงเปล่า มันยากนะ จำได้ว่ามีซีนหนึ่ง ไม่ใช่ซีนแอคชั่น ส่วนมากน้อยจะเริ่มเครียด และเริ่มคิดว่าจะทำได้เปล่า เป็นซีนที่ต้องพูดเยอะมาก เป็นซีนที่น้อยเผชิญหน้ากับอนันดาครั้งที่ 2 ที่นั่งด้วยกัน ซึ่งเป็นซีนที่หลายคนได้เห็นในทีเซอร์ที่กินลูกกระสุน สิ่งที่ผมต้องพูดกับอนันดานี่เยอะมากเลย เกือบหน้าหนึ่งนะครับ ซึ่งคำที่ใช้ ศัพท์ที่ใช้ เป็นภาษาไทยสมัยก่อนด้วยผมก็เหนื่อย ผมก็ โอ้โห (หัวเราะ)  ทราบว่าขุนพันธ์เป็นภาพยนตร์แอคชั่นเต็มรูปแบบ ทั้งส่วนของเอฟเฟกต์ ระเบิดกระสุน ไปจนถึงการแสดงที่ต้องเชือดเฉือนกันแบบมันส์หยดเลยทีเดียว โดยเฉพาะน้อย-กฤษดา กับ อนันดา ใช่ครับอย่างตอนเราอ่านบท ซีนนี้แอคชั่นมันส์แน่เราอยากเล่น แต่นี่เป็นซีนที่เผชิญหน้ากันระหว่าง2ตัวละครสำคัญซึ่งเป็นคู่ปรับกัน แล้วคำที่เราพูดมันลึกเหลือเกิน คือว่าไดอะล็อคมันดีมาก โมโนล็อคมันดีมาก แล้วมันแรงเหลือเกิน มันขึ้นมาจากข้างใน แต่เรานิ่งนะครับ มันเหมือนเปรียบเป็นแอคชั่นในตัวของเรา เพียงแต่เวลาเราพูดจะนิ่งหน่อย สำหรับนักแสดงมันท้าทายมากนะ ทั้งน่ากลัวแล้วก็ทั้งมันส์ ก็เลยตื่นเต้นกับซีนนี้มากเป็นพิเศษเลยครับ  คาแรคเตอร์ “อัลฮาวียะลู” มหาโจรผู้เหี้ยมโหด ที่ถ่ายทอดการแสดงแบบเกินร้อยของน้อย กฤษดา เป็นอย่างไร อัลฮาวียะลู ก็คือคู่ปรับของขุนพันธ์ เป็นโจรทางภาคใต้ เขาจะปกครองดูแล และคุ้มครองผู้คนในเขตพื้นที่ของเขานะครับ ในอดีตที่ผ่านมาตัวเขาเอง ครอบครัวได้ผ่านเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆที่ไม่เป็นธรรม ทำให้ชีวิตเขาเองจะค่อนข้างโดดเดี่ยว หวาดระแวง ไม่ไว้วางใจใครสักเท่าไหร่ สำหรับเขาแล้วรู้เพียงอย่างเดียวว่านี่คือพื้นที่ของเขา คนพวกนี้เป็นชาวบ้านของเขา เป็นคนของเขา ที่เขาต้องคุ้มครอง และในพื้นที่ของเขาใครจะเข้ามาเขาไม่สน แต่เขาพร้อมจะลุกขึ้นปกป้อง และป้องกัน โดยจะทำทุกอย่างครับ เขาเป็นคนที่มองทุกอย่างเป็นแค่ขาว-ดำเท่านั้น เวลาผมอ่านบทก็จะรู้สึกได้ว่าทุกสิ่งที่เขาพูดมันจะเป็นแบบเหมือนกับการออกคำสั่ง อืม อืม อืม แรงเสมอ   ถ้าให้คำจำกัดความของอัลฮาวียะลู อัลฮาวียะลู มหาโจรที่ฆ่าไม่ได้ ตายไม่เป็น ขุนพันธ์อาจจะล่าเราได้ แต่ฆ่าเราไม่ได้ เพราะตัวอัลฮาวียะลูเอง มีทั้งความโหดเหี้ยม โหดร้าย คือเป็นโจรที่ฉลาดด้วยนะครับ สามารถฆ่าคนโดยที่ไม่คิดอะไร แต่จะมีอุดมการณ์ของตัวเอง ถ้าเกิดนี่คือที่ของเขาคุณก็จะตายทันที ชื่อของเขาอัลฮาวียะลู แปลว่าหลุมที่ไม่สิ้นสุด ซึ่งตัวขุนพันธ์ (อนันดา) จะต้องเข้าไปในหลุมนี้ที่ลึกเหลือเกิน เพื่อที่จะดึงความเป็นปมบางอย่างของอัลฮาวียะลู เพื่อที่จะปราบอัลฮาวียะลู เราจะได้เห็นกันว่าขุนพันธ์ทำได้หรือไม่ เป็นตัวละครที่ไม่ธรรมดา มีทั้งความสามารถพิเศษเฉพาะตัว โดยเฉพาะเรื่องยิงไม่เข้า คงกระพันและมีอาวุธที่ใช้ประจำตัว อัลฮาวียะลู เขาก็จะมีอาวุธในหลายรูปแบบ นอกเหนือจากการที่เล่นของอยู่แล้ว จะมีกริช มีรอยสักซึ่งเป็นสิ่งที่ป้องกันเขาได้ จริงๆโขมก็เป็นคนบอกมาเองนะครับว่า เวลาเปรียบเทียบพี่น้อยจริงๆแล้วมันไม่ต่างจาก ลอร์ดเวเดอร์นะ ซึ่งจะต้องมีไลท์เซเบอร์ การใช้บังคับคนด้วยจิตได้อะไรอย่างนี้ มีอาวุธ มีอาคม คงกระพัน จริงๆเขาจะค่อนข้างมีทุกอย่างครบถ้วนในคาแรคเตอร์ของเขา และในสุดท้ายเขาจะรู้สึกอย่างนั้นว่าเขาอาจจะไม่ได้เป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ สำหรับผมแล้วคิดว่าตัวขุนพันธ์ไม่น่ามาปะทะกับโจรคนไหนที่มีครบทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ อย่างอัลฮาวียะลู เพราะเขาตายไม่เป็น เวลาเราเล่นบทอัลฮาวียะลูนี่รู้สึกเหมือนกับว่าเขาเป็นทั้งวิญญาณ เป็นมนุษย์ ซึ่งผมว่าขุนพันธ์เองก็น่าจะไม่เคยเจอมาก่อนนะครับ ในการที่ต้องถ่ายทอดตัว “อัลฮาวียะลู” หัวหน้าโจรผู้โหดเหี้ยม ที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับตัวตนของ น้อย กฤษดา เลย ต้องมีการเตรียมตัวหรือทำอะไรเป็นพิเศษบ้าง การเตรียมพร้อมก็จะเริ่มตั้งแต่ยังไม่เปิดกล้อง  แล้วพอมาถึงในช่วงของการถ่ายทำ ในแต่ละฉากก่อนเล่น ก็ต้องมีการเตรียมตัว เตรียมพร้อมอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบท อัลฮาวียะลู ซึ่งเป็นตัวละครที่ค่อนข้างห่างไกลจากคาแรคเตอร์เรามาก การที่บทภาพยนตร์เรื่องนี้มันมีมิติเหลือเกิน แล้วอัลฮาวียะลูเอง อาจไม่ได้เป็นคาแรคเตอร์จริงอย่างขุนพันธ์ แต่ว่าก็ยังมีโจรอีกหลายต่อหลายคน ที่ในชีวิตจริงขุนพันธ์เคยปราบมาแล้วนะครับ   เราก็พยายามเบสคาแรคเตอร์ของเรา กับโจรที่เป็นจริงเหล่านั้นครับ เลยเกิดการตีความ 2 อย่างเราก็พยายามทั้งศึกษาว่า โจรสมัยโน้นเขาเชื่อมั่นในสิ่งอะไร จุดยืนเขาอยู่ที่ไหน เขาเกิดมาเป็นอย่างไรถึงคิดกลายเป็นโจรอย่างนั้น อีกอย่างหนึ่งเราก็พยายามใช้จินตนาการ การตีความ อย่างการที่คาแรคเตอร์เราก็ไม่ได้เป็นจริงด้วย เราก็สามารถใช้อิมเมจิเนชั่นมาสร้าง มันสามารถสร้างสีสันได้ เพราะอย่างในเรื่องก็มีคาแรคเตอร์ของอัลฮาวียะลู ที่คล้ายๆของขุนพันธ์ด้วยใช่ไหมครับ  ผมก็แบบแอบดูว่าอนันดาเขาเดินยังไง  ขาเขาจะเป็นยังนี่ ไม่รู้ว่าภาษาไทยเขาจะเรียกยังไงฮะ ขาเขาจะเขย่งครับ น้อยก็จะเริ่มเดินเหมือนอนันดานิดหน่อยแล้วกัน ให้มีอะไรใกล้เคียงกันในการมูฟเม้นท์นิดหน่อยนะครับ (หัวเราะ) ถ้าเปรียบเป็นมวยก็ถือได้ว่าถูกคู่และสมศักดิ์ศรี อนันดา กับน้อย-กฤษดาจับคู่ทางด้านการแสดงรวมไปถึงบู๊แอคชั่น อยากให้พูดถึงการทำงานกับอนันดา ผมจะอายุมากกว่าอนันดา ห่างกันเกือบเจนเนอเรชั่นหนึ่งด้วยซ้ำ แต่เหมือนอนันดาเข้ามาในวงการก่อนน้อย ก่อนเป็นน้อยวงพรูผมก็จะเห็นอนันดาอยู่แล้ว แล้วเราก็ยังติดภาพมองเขาเป็นซุปเปอร์สตาร์นะครับ แต่ผมก็พอรู้ว่านิสัยเขาเป็นยังไงอยู่แล้ว เขาเป็นคนที่ติดดินมากครับ แต่ผมจะตื่นเต้นเสมอนะครับ ไม่ว่าจะแสดงกับใครก็ตาม แต่ถ้าเกิดเป็นพวกดาราแบบใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นอนันดา หรือว่าชาคริต ผมจะตื่นเต้นเสมอ ผมยังมองเขาเป็นสตาร์ครับ จนกว่ามาเล่นซีนด้วยกันซึ่งอันนั้นผมก็ต้องเริ่มมีสมาธิจริงแล้ว เวลาที่ผมเล่นในขณะนั้นข้างในผมหัวใจกำลังเต้นไวอยู่นะ มันตื่นเต้น โดยเฉพาะซีนแรกครับ สิ่งที่ผมชื่นชม ผมอิจฉานิดหน่อยกับอนันดา เขาเป็นนักแสดงที่รีแลกซ์มากครับ ตั้งใจ เป็นคนที่คอนเซนเทรตได้ทันทีนะครับ การแสดงมันก็สนุกตรงนี้ การรับบทต่อกันแล้วเราก็จะเริ่มเรียนรู้คนนี้แสดงดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอนันดา ซึ่งสิ่งที่เขาทำได้ดี มันเหมือนกับว่าเราเองก็รู้ว่านี่เป็นอนันดาที่เล่นอยู่ใช่ไหมครับ เราจะเชื่อว่าเขาเป็นคาแรคเตอร์นั้น เวลาเขาเล่นบทเป็นขุนพันธ์ เราก็เชื่อว่าเขาเป็นขุนพันธ์ ถึงแม้เราจะรู้ว่านั่นคืออนันดานะ นั่นคือสัญลักษณ์ของนักแสดงที่ดี ที่มีพรสวรรค์ ความสามารถที่พิเศษ ซึ่งบางทีอนันดาอาจจะนิ่งไม่ต้องพูดอะไรมากก็ได้ มันก็เป็นสิ่งที่ผมสังเกตเวลาเล่นกับอนันดานะครับ พลังเขาออกมา แม้เขาจะนิ่งๆ แล้วพอเราแสดงด้วยกันเราก็เริ่มรู้แล้วว่า จะจ้องตากัน สบตากัน หรือจะชกต่อยกัน จะรับกันยังไง เพราะคาแรคเตอร์ผมก็จะแรงเสมอ อนันดาก็จะรับ เล่าให้ฟังถึงเบื้องหลังของการทำงานในฉากยากๆ ว่าเหนื่อยขนาดไหน สาหัสอย่างไร จริงๆ มันก็มี 2 ฉากนะครับ ก็คือฉากไคล์แมกซ์ของภาพยนตร์ที่ต้องสู้กัน ที่ 2 คนต้องมาแรงใส่กัน แล้วมันก็เหนื่อยจริงๆ ฉากแรกที่ผมเจอเขา เขายังปลอมตัวอยู่ ฉากที่ 2 นี่รู้แล้วว่ามึงเป็นใคร แล้วผมเตรียมตัวแบบ รู้ว่า โอเค ยูตื่นเต้นไม่ได้ ยูต้องโฟกัสนะ ตอนนั้นเราก็ถ่ายที่กุยบุรี มันเหมือนเวลาจะขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ที่อิมแพ็คอะไรอย่างนี้ บางทีมันก็ซ้อมก็คิดมาเยอะแล้ว พอถึงจุดนั้นอย่าตื่นเต้น อย่าไปคิดมากเกินไปให้มันรีแลกซ์ เราก็แสดงได้ดีขึ้น ซีนนั้น ผมก็บอกทุกคนว่าผมขอขับรถผมไปได้ไหม ขอขับรถดูวิวของกุยบุรีที่มันมีภูเขา เริ่มต้องเตรียมพร้อมต้องอินแล้วกับซีนนี้ แล้วผมก็เปิดเพลงของเดอะคิลเลอร์ เพลงแร็ป เหมือนกับมันเป็นเพลงสกอร์ภาพยนตร์ให้กับคาแรคเตอร์ผมครับ แล้วเพลงก็แบบแรง ผมก็กำลังมา แล้วผมก็บอกทีมงานว่า เวลาพร้อมก็โทรมาหาน้อยนะ น้อยรีบขับกลับมาเลย ผมก็แต่งตัวอย่างนี้ในชุดอัลฮาวียะลู ผมก็อินกับคาแรคเตอร์แล้ว มาแล้วเว้ย แล้วพอไปถึงฉากมันต้องโฟกัสมากเลยฮะ นั่นก็เลยเป็นฉากที่มันส์ดีแต่ก็เหนื่อยมาก ประมาณ 2-3 เทคฮะ เริ่มไม่พร้อม เหนื่อยแล้วๆ แต่พอเสร็จแล้วอนันดาก็บอก เฮ้ยทุกคน..เป็นไง (หัวเราะ) ในภาพยนตร์ขุนพันธ์แล้ว ยังมีอีกตัวละครที่มีความสำคัญมากๆ ที่จะต้องเกี่ยวพันกับตัวอัลฮาวียะลู นั่นคือหลวงโอฬาร ซึ่งรับบทโดย แฟรงค์ ภคชนม์ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันครั้งที่ 2 แล้วหลังจากอันธพาล กับแฟรงค์นี่เป็นนักแสดงที่ผมให้ความนับถือมากๆ ครับ ถ้าเกิดที่เมืองนอกเขาจะเรียกว่าคาแรคเตอร์แอคเตอร์ เขาอาจจะไม่ได้เป็นแบรด พิตต์ แต่ละคนที่มีฝีมือเยอะเหลือเกินมีโอกาสให้เขาได้โชว์ฝีมือที่เขาเล่นอย่างนี้ครับ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยเล่นกับแฟรงค์มาก่อนในอันธพาล แล้วพอมาในเรื่องนี้บทก็ไม่เหมือนกันเลย แล้วเวลาผมแสดงกับเขา ผมก็รู้สึกได้เลยว่านี่เป็นนักแสดงที่แท้จริง เขาเหมือนเป็นนักแสดงแล้วพอเขาเปลี่ยนมาเล่นบทอะไรก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง สามารถพลิกบทบาทได้ ให้ตัวละครตัวนั้นโดดเด่น อย่างเรื่องอันธพาลแฟรงค์ก็เป็นตัวไม่ดี อันนี้ก็อีกคาแรคเตอร์หนึ่ง แล้วเขาทำได้ดีมากครับ ผมก็อยากร่วมงานกับแฟรงค์อีกนะครับ จากการทำงานที่ผ่านมาในภาพยนตร์เรื่องขุนพันธ์คิดว่าฉากไหนยากที่สุด สำหรับฉากที่ยากมันก็จะมี 2 สไตล์ มันจะมีทั้งฉากที่ไม่ต้องเคลื่อนไหวเลย แค่พูดกันแล้วส่งบทกัน ต้องมีสมาธิมากๆ ซึ่งฉากพวกนั้นจะยากมากอยู่แล้ว อีกฉากหนึ่งก็น่าจะเป็นฉากที่มันเหนื่อยครับ แล้วผมก็ไม่เคยเลยจริงๆนะครับ แสดงอยู่บนเซต ไม่ใช่แค่ 24 ชั่วโมงนะ 36 ชั่วโมง ผมจำได้ถ่ายตั้งแต่เจอกัน 6 โมงเช้า เป็นฉากแอคชั่นสุดท้ายนะครับ6 โมงเช้า ผมก็นึกว่าจะเสร็จภายใน 6 โมงเย็นอย่างนั้น แล้วก็ไปเรื่อยๆอีก จนถึงเที่ยงคืนแล้ว ผมก็เริ่มเหนื่อยแล้ว จนบางที ซีนหนึ่งนี่แสดงๆกันไป แล้วพอคัท เทค 1 เสร็จแล้วก็รอเทค 2 ใหม่ นั่งรอแล้วก็นั่งหลับ เทค 2 โอเค อีกทีหนึ่ง จนต่อถึงเที่ยงวันต่อไป จริงๆนะครับไม่ใช่แค่น้อยคนเดียวนะครับแต่คนอื่นด้วย แต่มันต้องทำให้เสร็จครับ วันนั้นเหนื่อยมากเลย ผมไม่เคยเล่นหนังที่เหนื่อยขนาดนี้มาก่อน มันก็สมควรเหนื่อยนะครับกับฉากนี้ เพราะว่าตอนถ่ายวันนั้นก็เป็นวันสุดท้ายด้วย แล้วก็ซีนแอคชั่นสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย และการที่ต้องมาชกต่อยกัน ยิง แทงกันครับ ก็เหมือนกับเป็นฉากแอคชั่นที่เหนือจริงที่มโหฬาร แล้วมันเป็นประสบการณ์ที่ผมไม่เคยเจอมาก่อนการที่นอกเหนือจากการยิงกัน แทงกัน ชกๆๆ แล้วมันก็มีการที่ต้องยกมอเตอร์ไซค์ให้มันลอย ผมเริ่มรู้สึกเหมือนอเวนเจอร์อย่างนี้ (ขำ) เวลาที่เขาไปโพสต์โปรดักชั่นของเขา เราก็ตื่นเต้นนะครับ อยากดูจริงๆว่ามันจะออกมาเป็นยังไง รอบตัวเรามองไปทางไหนก็มีแต่คนเสียชีวิต ที่แบบเลือดไหลอะไรอย่างนี้ แล้วการที่ต้องถ่ายทำกันไปแบบ 16 ชั่วโมง 20 ชั่วโมง มันเหนื่อยแต่มันคุ้มครับแล้วมันคุ้มค่าจริงๆ ฟังๆ ดูแล้วเป็นฉากแอ็คชั่นที่นอกจากยิ่งใหญ่อลังการแล้ว ยังมีรายละอียดค่อนข้างเยอะมากในฉากนี้ ก็คือในซีนนั้นที่เราถ่ายทำไปใน36 ชั่วโมง ถึงแม้ว่ามันก็เหมือนกับเป็นการถ่ายหนังซีนหนึ่ง แต่พอมันคือ1ซีนในสไตล์ของโขมนี่ มันจะยิ่งมีดราม่าในแอคชั่นนะครับ และมันต้องทำทั้ง 2 อย่างได้ ไม่ว่าจะเป็นดราม่าการแสดง แม้แต่แค่รับบทระหว่างกันและกัน กับการชกต่อยกัน คือการถ่ายทอด 2 อย่างในซีนเดียวกัน ซึ่งสำหรับโขมนี่มันต้องได้ เราต้องเข้าใจว่าเวลาเราเล่นหนังมันมีโอกาสครั้งเดียว แล้วหลังจากนั้นมันก็จะอยู่ในจอ มันจะอยู่ตลอดชีวิตนั่นคือผลงานของเรานะครับ เลยต้องทำให้ถึงทำให้ได้ครับ หลายครั้งถึงเราจะเหนื่อย บางทีเราแสดงก็จะรู้สึกว่าผมอินมาก แต่กลายเป็นไฟดันไม่ได้ บางทีการจะอินแบบ 3-4 เทคก็ยาก ทุกคนไม่ว่าจะเป็นไฟ ทีมงาน นักแสดงทั้ง 2 คน มันต้องลงล็อคพอดีเลยครับ ยิ่งสำหรับโขมอย่างพวกเราทุกคนนี่ ฉากแอคชั่นมันก็อาจจะยากกว่าด้วยซ้ำ ทั้งรถไฟ มอเตอร์ไซค์ มันต้องมาชนกันในจุดนั้นพอดี มันก็เลยเหนื่อยนะครับ แต่ว่าเวลาทำถึงแล้วเราก็รู้สึกดีจริงๆครับ มันก็คุ้มค่ากับการที่เราตั้งใจหรือทุ่มเททำกัน เลยทำให้เวลาเราอิน แล้วปรากฎว่ามีการสั่งคัท เราก็แบบคัททำไม (หัวเราะ) เวลาเล่นผมก็จะคอยสังเกต ซึ่งผมไม่ได้เป็นนักแสดงระดับโลก อย่างคริสเตียน เบล หรือว่า แดเนี่ยล เดย์ ลูอิส ที่ผมได้ข่าวว่าเขาจะอินทั้งวันเลย แต่ผมจะอินแค่ช่วงเวลาถ่ายซีนนั้นนะ แบบเวลาคัท ผมก็อาจจะบางทีผมก็ยังเป็นคาแรคเตอร์อัลฮาวียะลูตอบโขมอยู่ (เสียงใหญ่) อะไรนะ อยากให้ทำอะไรอีกนะ โอเคๆ ได้ๆ ซึ่งกลายเป็นว่าผมยังอยู่ในคาแรคเตอร์นั้นนะฮะ (หัวเราะ) ความประทับใจที่เกิดขึ้นกับการทำงานในภาพยนตร์เรื่องนี้ มันก็มีฉากประทับใจหลายรูปแบบนะครับ เพราะว่าสิ่งที่โขมเขาทำให้มันดีมากๆ สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือเขาสามารถผสมผสานแอคชั่นกับดราม่าได้อย่างดี และลงตัวทีเดียว เวลาเราไปเล่นหนังเขานี่ เราจะสามารถรู้หรือสัมผัส ได้รับรสชาติในการแสดงที่หลากหลายทีเดียว ฉากแอคชั่นที่มันส์นี่ มันไม่ใช่แค่ผมสู้กับอนันดาเท่านั้นนะครับ อย่างมันเป็นเพียงแค่ฉากที่ทำให้เราได้มีโอกาสได้ขี่ม้า จริงๆผมเองก็เหมือนกับนักแสดง เหมือนผู้ชายทุกคน เด็กๆฝันขี่ม้า อยากยิงปืน การเป็นนักแสดงเราโชคดีจริงๆที่ได้มีโอกาสเล่นขี่ม้า ยิงปืน เป็นโจรอย่างนี้ครับ ข้างในเราก็มีความเป็นเด็ก ก่อนที่จะแสดงก็ไปหัดขี่ม้ากัน แล้วเป็นฉากแรกของการถ่ายทำในหนังที่ผมได้ขี่ม้ามาลุย มาปราบพวกตำรวจ แล้วก็ยิงๆ แล้วเราเองไม่ใช่แค่เริ่มมีความสัมพันธ์กับนักแสดงคนอื่นๆ แต่เราก็เริ่มมีกับม้าของเราด้วยนะครับ ม้าของเราตัวไหน อยากได้ตัวเดิมนะ มันก็มีความเป็นเด็กของเรานะครับที่แบบขี่แล้วจะเท่ ยิงปืน ผมก็เลยประทับใจกับความรู้สึกตรงนี้ด้วยนะครับ ในภาพยนตร์จะมีอยู่ฉากหนึ่งที่ผู้ชมจะได้เห็นความเป็นอัลฮาวียะลู และเป็นอีกฉากที่ผู้ชมจะได้เห็นการแสดงของน้อย กฤษดาที่เข้มข้นมากๆ ก็มีฉากหนึ่งซึ่งรู้สึกว่าเป็นฉากเปิดเผยคาแรคเตอร์อัลฮาวียะลูนะครับ ซึ่งคนที่เล่นของ เขาจะทำยังไงก็ได้เพื่อที่จะมีอำนาจ เขาจะเป็นคนที่ทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อที่จะมีพลังมากขึ้นนะครับ ซึ่งเป็นซีนที่เขามาเผชิญหน้ากับพระรูปหนึ่ง แต่พระรูปนี้ก็มีของ ของอันนั้นก็คือฟันที่งอกขึ้นอยู่ในเพดานของปาก ซึ่งถ้าเกิดรวมกับอีก 2-3 อย่างนี่ มันสามารถให้เขาเพิ่มพลังได้อย่างสูงทีเดียวครับ ซึ่งต้องรอไปดู ผมก็ไม่เคยแสดงฉากนี้มาก่อน ซึ่งก็เป็นครั้งแรกที่คนดูอาจจะได้พบกับพลังของอัลฮาวียะลูครับ ในเบื้องหลังในการเตรียมตัวทำงานก่อนจะเล่นซีนนี้ ผมก็เริ่มฟังเพลง แต่ผมไม่ได้ฟังเพลงน้อย วงพรูนะ แต่ละซีนผมจะมีซาวน์แทรค ครั้งนี้ผมจะฟัง M&M ครับ เพลงแร็พครับเขาจะเหมือนว่าคนนี้กำลังโกรธอยู่ ฟังแล้วก่อนจะเล่นผมก็แบบเตรียมพร้อมมาละ แอคชั่น เวลาที่เราแสดงมันไม่ใช่แค่คิดเกี่ยวกับว่า ได้รับฟันจากเพดานปากนั้นมานะ ผมก็กำลังคิดถึง M&M กับพลังกับเสียงอันแรงของเพลง มันก็บิ้วท์ในสไตล์นี้ครับ สนุกดีครับ ขุนพันธ์คือโปรเจกต์แห่งความเป็นที่สุด ในหนังของโขมนะครับ เขาจะมีบทที่นักแสดงทุกคนอยาก หรือตื่นเต้นที่จะเล่น มีบทที่น่าสนใจเยอะครับ แล้วมันจะสนุก เวลาเราได้เห็นพัฒนาของนักแสดงแต่ละคนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นอย่างอ้อม (กานต์พิสชา เกตุมณี) อย่างนี้นะครับ ซึ่งเธอก็เล่นขุนพันธ์ก่อนมาแสดงแม่เบี้ยด้วยซ้ำ การที่เป็นหนังเรื่องแรกของอ้อมนี่ ตอนนี้เธอก็เริ่มมีชื่อเสียงขึ้น เราก็ได้เห็นเธอเดินออกไปเรื่อยๆ มันเหมือนกับสมัยก่อนที่ผมเคยเล่น 13 เกมสยองกับมะเดี่ยว หลังจากถ่ายกันเสร็จก็เจอมาริโอ้ มะเดี่ยวบอกกำลังมีรักแห่งสยาม เด็กคนนี้ก็มีแวว ตอนนี้แบบ โห เป็นซุปเปอร์สตาร์ เวลาเราเห็น เราก็จะติดภาพอนันดาเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เวลาเรามาแสดงกับอนันดา มัน โอ้โฮ คนนี้มันเคลื่อนไหวได้คล่องตัว ผมก็รู้สึกว่า เอ๊ะ ผมก็เคลื่อนไหวเก่งนะ ผมน้อย วงพรูนะเว้ย ผมเต้นเก่งนะ(หัวเราะ) ผมเคลื่อนไหวได้เยอะนะ แต่มันจะอีกแบบหนึ่งครับ แล้วก็อย่างแฟรงค์ที่ผมก็รักมากอยู่แล้วนี่ สำหรับเขาอาจจะรู้สึกว่า เฮ้ย แต่ถ้าเกิดผมได้เล่นบทเป็นนักการเมืองนี่ มันท้าทายมากกว่าสำหรับเขาอย่างนั้นนะครับ คือทุกคนสามารถมีโอกาสได้พลิก (ล็อค) บทได้ในหนังของโขมนะครับ แล้วผมก็สนุกมากกับการแสดงกับทุกคนนะครับ ได้เห็นสไตล์ใหม่ของแต่ละคน แม้แต่อนันดาก็อาจจะดูเท่มากเวลาชกต่อยแต่ว่ามันก็เป็นการแสดง ส่วนเดี่ยวเขาก็มาทางแอคชั่นอยู่แล้วนะครับ ก่อนที่เราจะเปิดกล้องถ่ายทำหนังเรื่องขุนพันธ์นี้ ผม อนันดา เดี่ยว กบ ก็ไปฝึกขี่ม้ากัน ฝึกชกมวยกันด้วย แต่สำหรับเดี่ยว คือเขาเกิดมาเพื่อเดินสายนี้โดยตรงเขาธรรมชาติ แล้วเราก็ได้เรียนรู้จากเขาเยอะมากทีเดียวด้วย ผมว่าเดี่ยวเขาก็มักจะได้เป็นคนดีในหนังแอคชั่นของเขา แต่คราวนี้ขอโทษนะ เดี่ยวก็เป็นมือขวาของน้อยนะครับ ที่มาปะทะกับอนันดา และการแสดงด้วยกันกับเดี่ยวส่วนมากก็จะสื่อสารผ่านสายตา ก็แบบเคลียร์ๆ “ฆ่ามัน” เราจะได้เห็นอินเนอร์และการทุ่มเทการแสดงแบบสุดตัว ของนักแสดงทุกๆคน รวมทั้ง น้อย กฤษดา ที่ถึงขนาดว่าติดคาแรคเตอร์ความเกรี้ยวกราดของอัลฮาวียะลูกลับบ้านด้วย ในการทำงานในภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยเฉพาะกับบทบาทนี้ บางทีเราเองก็เริ่มลืมไปแล้วว่า ตอนนั้นเราอินไปกับบทมากขนาดไหน ผมก็ไม่นึกว่าผมจะเป็นนักแสดงที่เอาบทกลับมาบ้าน เอาคาแรคเตอร์อัลฮาวียะลูบทนี้ติดกลับมาด้วยนะครับ จนมาวันหนึ่งในขณะที่ผมอยู่ที่บ้าน แล้วก็ทะเลาะกับภรรรยาเล็กน้อย แล้วผมก็เริ่มแบบ ชี้หน้า น่าเกลียดมากเลยครับ ผมก็ไม่จริง แล้วภรรยาผมก็ เฮ้ย ยูไม่เคยชี้หน้าไออย่างนี้มาก่อนนะ นี่มันแรงมากเลยนะ ผมลืมไปๆเพราะว่าบทอัลฮาวียะลูเป็นคนที่ชี้บ่อยมาก เป็นคนที่พูดอะไรมักจะออกมาเป็นคำสั่งเสมอ อาจแค่ส่งสายตาอยากให้เบิ้ลความแรงก็จะชี้ ผมก็ขอโทษภรรยา ไอผิด มันไม่ใช่น้อย มันเป็นอัลฮาวียะลู บางทีมันก็เอากลับมาบ้านด้วย ผมไม่นึกว่ามันจะเป็นถึงขนาดนั้นครับ มันเหมือนกับแค่เวลาพูดมันก็เหนื่อยแล้ว เวลาเล่นคาแรคเตอร์นี้ มันก็เป็นความกลัวนิดหน่อยด้วย เวลาแสดงจนไม่กล้าไปดูมอนิเตอร์ รู้สึกแบบมองตัวเองแรง รู้สึกมันไม่ใช่เราอย่างนั้นนะครับ ผมก็รู้สึกว่าหนังไทยบ้านเราช่วงนี้ก็จะเน้นหนังวัยรุ่นเยอะนะครับ ผมก็ไม่ได้เป็นวัยรุ่นแล้วโอกาสที่จะได้เล่นบท ได้เปลี่ยนคาแรคเตอร์อย่างนี้ โอกาสมันจะมีอีกเมื่อไหร่ มันอาจจะไม่มีด้วยซ้ำ จนกว่าโขมทำหนังอีกเรื่องหนึ่ง จนกว่าสหมงคลฟิล์ม บาแรมยูชวนผมมาเล่นครับ เรารู้ว่าเวลานักแสดงรู้ว่าเวลาบทอย่างนี้มา พลาดไม่ได้นะ ไม่ว่ายูจะล้มหรือจะยืนขึ้น ยูจะพลาดไม่ได้อย่างนี้ครับ เราก็เลยต้องเต็มที่ แล้วก็จับมัน อย่าปล่อยมัน ท้ายนี้ น้อย อยากฝากอะไรกับ “ขุนพันธ์” เราก็รู้สึกว่าเราเป็นนักแสดงที่โชคดีจริงๆนะครับ ที่โขมเขามาให้โอกาสเราเล่นบทนี้ เหมือนกับพวกหนังตลกผมก็เคยลองแสดงมาบ้าง หนังโรแมนติกก็เคยมาบ้าง นักแสดงหลายๆคนก็อยากมีโอกาสได้เล่นบทร้ายสักเรื่องหนึ่งนะครับ แต่ว่าบทร้ายนี่ เราจะได้เล่นอย่างไร ออกมาเป็นอย่างไร นั่นมันเป็นสิ่งที่ท้าทายมากครับ บทร้ายนี่จะ...(ร้ายอย่างไร) ซึ่งมันก็เป็นความสนุกของการแสดงนะครับ เสียงน้อยก็เสียงนิ่มๆอยู่แล้วด้วย แต่เวลาอ่านบทแล้วก็ไปทิศทางนั้นไม่ได้นะครับ มันก็ต้องลองเสี่ยงละกัน ลองเสี่ยงแบบให้เอาแรงที่สุดที่จะแรงให้ได้แล้วกัน ซึ่งลึกๆแล้วผมก็รู้ว่าโขมอยากให้ผมรุนแรง ก็ต้องหัดพูดให้มันแรงกว่านี้ ผมก็ต้องเริ่มแบบดัดเสียงให้ได้ ซึ่งมันก็ยากนะครับ บางวันก็ เอ๊ะ ทำไมวันนี้เสียงมันไม่มา ผมก็ต้องไปฝึกให้ได้ แต่นี่ผมก็เป็นนักร้องนะแต่มันก็ยากครับ สำหรับบทอัลฮาวียะลูครั้งนี้เป็นการพลิก และเปลี่ยนคาแรคเตอร์ที่สุดที่ผมเคยทำมาครับ

โคตรมัน!!! ดีเจจำเป็น แจ๊ส ชวนชื่น ระบายอารมณ์ในวันรถติดแห่งชาติ
แจ๊ส ชวนชื่น

   จากเหตุการณ์ฝนเทกระหน่ำทั่วกรุงเทพ ตั้งแต่เมื่อวาน (20 มิถุนายน) ทำเอาในหลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมขัง และหนีไม่พ้นกับเรื่องน่าเบื่อแบบสุดๆ ของคนเมือง ในวันรถติดแห่งชาติอย่างเช้าวันนี้ และที่ทำให้หลายคนได้อารมณ์ดีกันบ้าง คงจะเป็นการจัดรายการเป็นดีเจเฉพาะกิจของหนุ่ม แจ๊ส ชวนชื่น ที่เกิดอาการอารมณ์เสียสุดๆ กับเหตุการณ์รถติด ทำให้เจ้าตัวไปทำงานล่าช้า เลยขอระบายผ่านโซเชียลแบบมันๆ สไตล์หนุ่มตลก แบบมีศิลปะ รับรองว่าโคตรฮา ลองไปฟังดู... รายงานการจราจร. จากแจ๊ส. #โคตรมันส์ ชีวิต. กู. 🐂🐏🐄. ชั่วโมงนี้. พูดคำเดียวว่า. yes 🐊. ครับ. A video posted by jazzpadung (@jazzpadung) on Jun 20, 2016 at 8:27pm PDT

7 เรื่องน่ารู้ของโรงเรียนเวทมนตร์ฝั่งอเมริกา Ilvermorny
Books /  Elias Story / 

7 เรื่องน่ารู้ของโรงเรียนเวทมนตร์ฝั่งอเมริกา Ilvermorny เจ.เค. โรว์ลิง (J.K. Rowling) ได้เผยเรื่องราวความน่าสนใจครั้งใหม่เกี่ยวกับโรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ Ilvermorny ลงในเว็บไซต์ Pottermore โรงเรียนแห่งนี้มีเรื่องราวที่แปลกแตกต่างไปจากฮอกวอตส์ที่ทุกคนเคยรู้ และ 7 ข้อต่อไปนี้คือสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ Ilvermorny 1. ทำความรู้จักกับ Isolt Sayre เรื่องราวของโรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ Ilvermorny เริ่มต้นจากเด็กสาวเลือดบริสุทธิ์ที่มีชื่อว่า Isolt Sayre เธอเกิดในปี 1603 บิดาของเธอเป็นบุคคลที่สืบเชื้อสายมาจากมอร์ริแกน จอมเวทย์ชื่อดังของไอริช ครอบครัวของเธอถูกสังหารขณะที่เธออายุ 5 ขวบ แต่เธอได้รับการช่วยเหลือจากพี่สาวของแม่นามว่า Gormlaith Gaunt ซึ่งมีความบาดหมางกับแม่ของเธอ เป็นผู้ที่คลั่งไคล้เลือดบริสุทธิ์ด้วยกัน และเชี่ยวชาญเวทมนตร์ศาสตร์มืด และรู้ทีหลังว่าฆาตกรที่แท้จริงก็คือเธอนั่นเอง เธอบังคับให้ Sayre อยู่กับเธอมาตลอดระยะเวลา 12 ปี กระทั่งเธอหนีออกมา และได้ขโมยไม้กายสิทธิ์ของป้าเธอมาด้วย ซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าของตัวจริงของไม้กายสิทธิ์นี้ก็คือ Salazar Slytherin เธอไม่เคยได้รับอนุญาตให้ใช้ไม้กายสิทธิ์ เธอหลงใหลในฮอกวอตส์ และจินตนาการว่าตัวเองได้เข้าเรียนในนั้น Sayre ตัดผมของเธอและหลบหนีไปยังสหรัฐอเมริกา โดยปลอมตัวเป็นหนุ่มมักเกิลนาม Elias Story เธอหนีไปยังภูเขาที่ซึ่งได้พบกับสัตว์วิเศษสองตัวอย่าง Hidebehind และ Pukwudgie (กอบลิบชาวยุโรป) เธอได้กลายเป็นเพื่อนกับเจ้า Pukwudgie และตั้งชื่อให้มันว่า William มันได้สอนให้เธอรู้จักกับสัตว์วิเศษตัวอื่น ๆ อีกมากมาย 2. เริ่มต้น Ilvermorny เพื่อสอนเด็ก ๆ Sayre ได้แต่งงานกับหนุ่มมักเกิลนามว่า James ทั้งสองได้รับเลี้ยงเด็กกำพร้าผู้ชายสองคนนามว่า Shadwick และ Webster ต่อมา Sayre ได้หาวิธีทำไม้กายสิทธิ์ให้เด็กทั้งสองคน และด้วยความช่วยเหลือจาก Horned Serpent พวกเขากเริ่มสร้างโฮมสกูลเล็ก ๆ ภายใต้ชื่อ Ilvermorny ซึ่งเป็นชื่อของที่พักของ Sayre ที่ถูกทำลายในวัยเด็ก เด็กจากตระกูล Wampanoag และ Narragansett ที่อยู่ใกล้เคียงก็มาเรียนที่โรงเรียนด้วย Sayre และ James สร้างไม้กายสิทธิ์ให้เด็ก ๆ และจุดเริ่มต้นของโรงเรียนสอนเวทมนตร์ที่คล้ายกับฮอกวอตส์ก็เริ่มต้นขึ้น 3. 4 บ้านใหม่ที่ไม่ได้คัดโดยหมวกคัดสรร Image: pottermore บ้านทั้ง 4 หลังของ Ilvermorny ได้แก่ Horned Serpent, Wampus, Thunderbird และ Pukwudgie เป็นชื่อที่ตั้งจากสัตว์วิเศษที่ Sayre, James, Chadwick และ Webster ชื่นชอบนั่นเอง โรงเรียนนี้ไม่มีหมวกคัดสรร แต่ใช้วิธีการให้เด็กนักเรียนยืนอยู่ตรงกำแพงเวทมนตร์และรอให้มีสัญลักษณ์ของบ้านปรากฏขึ้น สำหรับ Horned Serpent จะมีคริสตัลเปล่งแสงขึ้นที่หน้าผาก Wampus จะส่งเสียงคำราม Thunderbird จะกระพือปีกของตนเอง และ Pukwudgie จะปล่อยลูกธนูขึ้นสู่ท้องฟ้า ไม่บ่อยนักที่แต่ละบ้านจะเลือกเด็กพร้อมกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับพ่อมดแม่มดตัวน้อยว่าจะเลือกบ้านหลังไหน บ้านทั้งสี่หลังสื่อถึงอะไรบ้าง Horned Serpent บ้านหลังนี้เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงจิตใจและจอมเวทย์ที่ได้รับการยกย่อง Wampus หมายถึงความแข็งแกร่ง เสือดำเวทมนตร์ และนักรบผู้มีชื่อเสียง เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงร่างกาย Thunderbird เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงจิตวิญญาณและการผจญภัยที่น่ายกย่อง Pukwudgie เป็นชื่อที่มาจากสัตว์เวทมนตร์เจ้าเล่ห์ และผู้รักษาที่น่ายกย่อง เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงหัวใจ 4. โบกมือลาผ้าคลุมสีดำ ต้อนรับสีฟ้าและแครนเบอร์รี่ นักเรียนในโรงเรียนจะไม่ได้ใส่ผ้าคลุมสีดำเดินไปไหนต่อไหน แต่แทนที่ด้วยสีฟ้าและสีแครนเบอร์รี่ซึ่งเป็นเกียรติกับ Sayre และ James “สีฟ้าเป็นสีที่ Sayre ชื่นชอบ และความใฝ่ฝันในวัยเด็กที่อยากจะอยู่ในบ้านเรเวนคลอในฮอกวอตส์ ส่วนสีแครนเบอร์รี่ให้เกียรติถึงความชื่นชอบแครนเบอร์รี่พายของ James” เจ.เค. โรว์ลิง กล่าว “ผ้าคลุมของนักเรียน Ilvermorny ทุกคนจะผูกติดกับปมกอร์เดียนสีทอง" 5. Gomlaith ปรากฏตัวอีกครั้ง Image: pottermore ทันทีที่รู้ข่าวว่า Sayre แต่งงานกับ James มักเกิลหนุ่ม Gomlaith จึงเดินทางมุ่งหน้าไปยังสหรัฐอเมริกาอย่างโกรธเกรี้ยว เธอได้สาปให้สองสามีภรรยาหลับใหล และทำให้ไม้กายสิทธิ์ของ Sayre ใช้การไม่ได้ด้วยภาษาพาเซล ในที่สุด Gomlaith ถูกฆ่าตายจากความช่วยเหลือจากครอบครัวและกอบลินอย่าง William the Pukwudgie ไม้กายสิทธิ์ของ Slytherin สูญหายไป และต้นสเนกวู้ดได้เติบโตขึ้นในบริเวณนั้น ใบของมันมีพลานุภาพในการรักษาที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันถึงความดีงามอันสูงส่งของ Salazar 6. ผู้สืบทอดจาก Sayre สานต่อเรื่องราว Chadwick กลายมาเป็นพ่อมดผู้แต่งหนังสือ Chadwick’s Charms เล่มที่ 1-4 ซึ่งเป็นตำราเรียนในโรงเรียน Ilvermorny เขาแต่งงานกับสาวผู้รักษาชาวเม็กซิกันนาม Josefina Calderon ครอบครัวของเธอเป็นที่รู้จักกันดีในประวัติศาสตร์โลกเวทมนตร์ของชาวอเมริกัน ส่วน Webster กลายเป็นมือปราบมาร ทำงานในลอนดอน ลงหลักปักฐานกับแม่มดหญิงชาวสก็อต และส่งลูกเรียนที่ฮอกวอตส์ ลูกสาวฝาแฝดของ James และ Sayre ชื่อว่า Martha และ Rionarch แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะ Martha เป็นสควิบและเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างคนไร้เวทมนตร์ ส่วน Rionach สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดใน Ilvermorny พูดภาษาพาเซล และเป็นโสด 7. ความเป็นไปได้ที่จะมีแฮกริดคนใหม่ William the Pukwudgie ดูจะเป็นตัวละครที่มีความคล้ายคลึงกับแฮกริดมากที่สุด ทำหน้าที่ปกป้องโรงเรียน ชอบหัวเราะเวลาคิดไอเดียอะไรใหม่ ๆ ซึ่งเป็นตัวตนของ William จริง ๆ ไม่มีใครรู้ว่ามีชีวิตอยู่มานานแค่ไหน แต่เขาปกป้องอนุสาวรีย์ของ Sayre ที่ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าโรงเรียนอย่างสุดความสามารถ และวางดอกไม้บนหลุมศพของ Sayre ในวันครบรอบวันเสียชีวิตทุกปี ดูบทความต้นฉบับ : J.K. Rowling just dropped 6 bombshells about American Hogwarts

อีซูซุเปิดศึกสิงห์รถบรรทุก “อีซูซุยอดนักขับมือทอง” เฟ้นหาแชมป์เหนือแชมป์
ตรีเพชรอีซูซุ /  รถญี่ปุ่น / 

อีซูซุตอกย้ำยอดขายรถบรรทุกอันดับ 1 ตัวจริง จัดการแข่งขันพิสูจน์สุดยอดแชมป์สิงห์รถบรรทุกจากทั่วประเทศ “อีซูซุยอดนักขับมือทอง” ประจำปี 2559 บริษัท  ตรีเพชรอีซูซุเซลส์  จำกัด   ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก จัดการแข่งขัน  “อีซูซุยอดนักขับมือทอง ครั้งที่ 11 ประจำปี 2559” เวทีเกียรติยศแห่งการประชันทักษะการควบคุมรถบรรทุกขนาดใหญ่  โดยใช้  “อีซูซุ ซูเปอร์ทรัค ซูเปอร์คอมมอนเรล”  มาตรฐานยูโร 3 รวม 2 ประเภท ได้แก่ รถหัวลาก และรถสิบล้อลากพ่วง โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบคัดเลือกระดับภูมิภาคและรอบชิงชนะเลิศ โดยผู้สมัครเข้าร่วมการแข่งขันจะต้องผ่านด่านการทดสอบทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยในภาคทฤษฎีจะเป็นการทดสอบกฎจราจร วินัย มารยาท และจิตวิทยา ส่วนภาคปฏิบัติเป็นการเน้นทักษะการบังคับรถบนสนามทดสอบในสถานีต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การขับรถเดินหน้าและถอยหลังในทางโค้ง การขับรถสลับช่องทาง การขับรถออกจากพื้นที่จำกัด การขับรถถอยหลังเข้าและออกรูปตัวที การแข่งขันรอบคัดเลือกระดับภูมิภาค ผู้ชนะเลิศและรองชนะเลิศอันดับ 1-4 จะได้รับรางวัลเงินสด 10,000,  8,000,  6,000,  4,000 และ 3,000 บาท ตามลำดับ และยังได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการชิงชัยในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศอีกครั้ง ประเภทละ 5 คน รวมทั้งสิ้น 50 คน ส่วนเจ้าของกิจการของพนักงานขับรถที่ได้รับรางวัลในรอบคัดเลือกจะได้รับ รางวัลบัตรกำนัลอีซูซุมูลค่า 10,000,  8,000,  6,000,  4,000 และ 3,000 บาท ตามลำดับอีกด้วย กำหนดการ การแข่งขันรอบคัดเลือกระดับภูมิภาคในจังหวัดต่าง ๆ รวม 5 ครั้งทั่วประเทศ มีดังนี้ ลานกิจกรรม ศูนย์ค้าส่งอู้ฟู่ จังหวัดขอนแก่น  วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม 2559 ลานราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน 2559 ลานอเนกประสงค์ โรงแรมนิภาการ์เด้น จังหวัดสุราษฎร์ธานี วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน 2559 ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี วันเสาร์ที่ 2 และวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2559 สำหรับรอบชิงชนะเลิศกำหนดจัดการแข่งขันในวันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม ศกนี้ ณ สนามทดสอบไทยบริดจสโตน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้ชนะเลิศและรองชนะเลิศอันดับ 1-2 ของทั้ง 2 ประเภท จะได้รับรางวัลเงินสด 100,000, 50,000 และ 30,000 บาท ตามลำดับ เจ้าของกิจการจะได้รับรางวัลบัตรกำนัลอีซูซุมูลค่า 20,000 บาท ผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดการสมัครแข่งขัน “อีซูซุยอดนักขับมือทอง” ครั้งที่ 11 ประจำปี 2559 ได้ที่สายด่วนอีซูซุลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 0-2118-0777