สัญลักษณ์จราจร

ละครกุหลาบตัดเพชร , เรื่องย่อกุหลาบตัดเพชร
ละครกุหลาบตัดเพชร /  ละครกุหลาบตัดเพชร ช่อง 3 / 

กุหลาบตัดเพชร บทประพันธ์ จันทริกาบทโทรทัศน์ เบญจมาศ ดาลหิรัญรัตน์, ปวิตา ขาวสำอางค์กำกับการแสดง ฉัตรชัย นาคสุริยะ, กีรติ นาคอินทนนท์ผู้จัด ต้อง-จุลวุฒิ ชลลัมพีผลิตโดย บริษัท ชลลัมพี บราเธอร์ จำกัด เรื่องย่อ ละครกุหลาบตัดเพชร กุหลาบและเพชรต่างก็เป็นที่สุดของความงาม ที่ไม่อาจเปรียบเทียบหาความเป็นที่สุดได้ แต่ความงามเหล่านี้อาจนำมาทั้งคุณค่าและพิษภัย หากผู้ครอบครองเต็มไปด้วยความลุ่มหลงจนเกินพอดี เทวัญ(ดอม เหตระกูล) ทรชนในคราบผู้ดีมีอิทธิพลเหนือกฎหมาย เมื่ออยากได้เพชรของใครก็ต้องได้ โดยที่กฎหมายเอื้อมไม่ถึง แต่ก็มักมีก้างชิ้นโตเป็น ดนุภพ(จรณ โสรัตน์) ที่เบื้องหลังเป็น จอมโจรกุหลาบขาว ผู้รับจ้างโจรกรรมเพชรคืนเจ้าของและทิ้งสัญลักษณ์กุหลาบขาวไว้เย้ยหยันทุกครั้ง โดยมี ดนัยเทพ(นิธิ สมุทรโคจร)ผู้เป็นอาคอยประดิษฐ์อาวุธลับและช่วยเหลือ และ มังกี้หรืออนุภาพ(อนันต์ บุนนาค)เป็นผู้ว่าจ้างในการโจรกรรมเพชร แต่เบื้องหน้านั้นดนุภพเป็นหนุ่มเพลย์บอยรูปหล่อ เจ้าของร้านเพชรชื่อดัง วันหนึ่ง กุหลาบขาว รับออเดอร์ให้โจรกรรมเพชรที่มีระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง แต่เมื่อเจาะเซฟเข้าไปได้ พบว่าเพชรถูกขโมยตัดหน้าไปก่อน ทิ้งไว้เพียงสัญลักษณ์ การ์ดแมวตาเพชร กุหลาบขาวเสียหน้ากับการเป็นสุดยอดนักโจรกรรมเพชรมาก ละครกุหลาบตัดเพชร แต่ผู้ที่ต้องปวดหัวและอับอายกับคดีนี้มากที่สุดคือ ร.ต.อ.เอกราช(ณฐนพ ชื่นหิรัญ) นายตำรวจหนุ่มไฟแรง ที่จบหลักสูตร FBI จาก USA เพราะในที่เกิดเหตุไม่พบหลักฐานที่จะสาวถึงตัวคนร้ายได้เลย หนำซ้ำยังถูก เสาวนุช(อรเณศ ดีคาบาเลส) นักข่าวฝีปากกล้า ทำข่าวไล่จี้จิกกัดไม่เว้นแต่ละวัน กันยิกา(ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด) กับ ดาราวรรณ (ธัญญาเรศ เองตระกูล)เปิดร้านอาหารหรูเพื่อบังหน้า แท้จริงคือแมวตาเพชร ที่รับจ้างปล้นเพชร เพราะต้องการสืบหาฆาตกรหน้าตาอัปลักษณ์ที่ฆ่าพ่อเมื่อ 20 ปีก่อน เธอและดาราวรรณหนีตายรอดมาได้ด้วยการเสียสละชีวิตบอดี้การ์ด ผู้เป็นพ่อของ พิมพ์ชล(ภัทรศยา ยงรัตนมงคล) ดาราวรรณซาบซึ้งสัญญาดูแลพิมพ์ชลอย่างดี เหตุการณ์ไม่คาดคิดทำให้กันยิกาต้องพลัดพรากกับปราการพี่ชายที่เรียนต่างแดนปราการ(เมธัส รัตนวารีศิลป์) โตขึ้นเป็นหมอและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น นพดล ปราการและดนุภพ รักกันเหมือนพี่น้อง ดนุภพรู้เรื่องในอดีตของปราการ และรับปากจะช่วยสืบหาร่องรอยของฆาตกรที่ฆ่าพ่อของปราการให้ได้ ละครกุหลาบตัดเพชร วันเกิด ชารีน(อรนภา กฤษฎี) เหล่าเซเลบไฮโซต่างใส่เพชรมาประชันกัน ดนุภพ ดนัยเทพ เทวัญ กันยิกา ดาราวรรณ อิสรียา ได้รับเชิญมางาน กันยิกาได้รับเกียรติให้ร้องเพลงเปิดงาน เสียงของกันยิกาสะกดใจชายหนุ่มทั้งงานโดยเฉพาะดนุภพที่หลงรักกันยิกาตั้งแต่แรกเห็น งานนี้ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง เพราะเพชรละอองทะเลที่ทุกคนตามหา ห้อยอยู่ที่คอหมาน้อยอัลเฟรต ของชารีนนั่นเอง เมื่องานเลี้ยงเลิก กุหลาบขาวชิงปฏิบัติการขโมยเพชรทันที แต่ถูกโรมัน(ปีเตอร์ ไมออกซิ) กับรสลิน(สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา)จู่โจม กุหลาบขาวทำทีเป็นยอมแพ้และฉวยจังหวะสลับเพชรปลอมแย่งเอาเพชรละอองทะเลไปได้ เหนือความคาดหมายแมวตาเพชรโผล่มาพร้อมกับลีลาการต่อสู้ที่รวดเร็วและเหนือชั้น ฉกเพชรละอองทะเลของจริงไปได้ กุหลาบขาวเจ็บใจที่ต้องเสียท่าแมวตาเพชรอีกครั้ง แมวตาเพชรนำเพชรที่ฉกได้ให้มั้งกี้รับเงินค่าจ้าง ในวันนัดส่งของ ดนุภพปลอมเป็นหนุ่มร็อคเกอร์ เพราะอยากรู้ว่าใครคือมังกี้และใครคือแมวตาเพชร แต่ก็คว้าน้ำเหลว มั้งกี้ส่งมอบเพชรให้ มหาราชามาคัตผู้ว่าจ้าง ร.ต.อ.เอกราช สืบหาร่องรอยโจรกุหลาบขาว โดยหารู้ไม่ว่าคือดนุภพเพื่อนรักของเขานั่นเอง แถม ร.ต.อ.เอกราชยังไปติดพันกันยิกา โดยที่ไม่รู้ว่าคือแมวตาเพชร ละครกุหลาบตัดเพชร งานเลี้ยงต้อนรับ มหาราชามาคัส(เวนส์ ฟอลโคเนอร์) ขณะที่กำลังเดินทางมาร่วมงานกลับโดนลอบสังหาร ด้วยเหล็กแหลมแทงทะลุตัดขั้วหัวใจตาย โดยกลุ่มโจรชุดดำได้เอาเพชรละอองทะเลไป กุหลาบขาวปลอมตัวออกมาจากงาน เห็นมหาราชามาคัสนอนตาย สงสัยว่าฝีมือใคร แต่ทันใดนั้นตำรวจก็กรูไปเห็นเหตุการณ์ เข้าใจว่ากุหลาบขาวเป็นคนฆ่าและชิงเพชรไป เกิดการต่อสู้ชุลมุน กุหลาบขาวถูกยิงแต่รอดมาได้หวุดหวิด รีบกลับเข้าไปในงานอิสรียา(โชติกา วงศ์วิลาส)ได้รับคลิป ดนุภพจูบกันยิกาในลิฟท์ แค้นเพราะหลงรักดนุภพจึงยกพวกมาดักตบ แต่ก็ถูกกันยิกาตบกลับแบบถึงพริกถึงขิง อิสรียา ยังไม่เข็ดพาพวกมาทำร้ายเพิ่มอีก แต่ก็ถูกกันยิกาจัดการสะบักสบอมทุกครั้ง อิสรียาเริ่มสงสัยว่ากันยิกาคือใคร ??? ทำไมถึงเก่ง ??? อิสรียาโกรธดนุภพจึงบอกเลิกดนุภพ แล้วเริ่มหันมาสนใจเทวัญ เสาวนุชไม่เชื่อว่ากุหลาบขาวจะฆ่ามหาราชามาคัส จึงพยายามหาหลักฐานจากแขกที่มาร่วมงาน สะดุดชื่อพ่องาน คือเทวัญ แต่วันงานกลับไร้วี่แวว เสานุชจุ้นจนถูกเทวัญสั่งเก็บ โดยมีผู้กองวรุฒ(สุรินทร คาราวุฒม์) คู่ปรับ ร.ต.อ.เอกราช คอยให้ความร่วมมือ วรุฒหลอกเสาวนุชไปให้รสลินซ้อมปางตาย แล้วสั่งลูกน้องเอาไปเผานั่งยาง เสาวนุชรู้สึกตัวแต่ถูกมัดอยู่กระโปรงท้ายรถ สมุนจับเสาวนุชเตรียมเผา เสาวนุชหนีจนตกเหวรอดได้หวุดหวิด และโทรขอความช่วยเหลือจากเอกราช เอกราชกันตัวเสาวนุช ไว้เป็นพยาน และให้ย้ายเข้ามาอยู่ที่ห้อง เพื่อทำให้เทวัญเชื่อว่าเสาวนุชตายแล้ว ความใกล้ชิดทำให้เอกราชเริ่มเผลอใจให้เสาวนุช และจำได้ว่าเสาวนุชเป็นรุ่นน้องที่เคยมาแอบชอบในสมัยเรียน ละครกุหลาบตัดเพชร อำนาจเพชรละอองทะเล รักษาโรคร้ายของเทวัญได้ แต่เพชรเม็ดที่เทวัญต้องการมากที่สุดคือ เพชรเนตรปฐพี ที่จะทำให้เป็นอมตะไม่มีวันตาย เทวัญจับตัวอานุภาพมารีดความลับ อานุภาพไม่รู้ บอกคนที่รู้คือซินแส แต่พอไปถึงซินแสก็สิ้นใจตาย เทวัญให้โรมันฉีดยากระตุ้นฟื้นและได้มาเพียงแค่โคลงกลอน 1 บท ซึ่งบอกที่ซ่อนเพชร อานุภาพรีบไปตามคำใบ้ เพื่อไปเอาเพชร เทวัญที่มาช้ากว่า 1 ก้าว เห็นสัญลัษณ์กุหลาบขาววางไว้เข้าใจว่ากุหลาบขาวเป็นคนเอาไป เริ่มล่าตัวกุหลาบขาวดนุภพ วางแผนกระชากหน้ากากกันยิกา จนรู้ว่า นางแมวตาเพชรที่แท้คือกันยิกาผู้หญิงที่ดนุภพหลงรัก กันยิกา โมโห ที่ถูกเปิดโปงขี่บิ๊กไบค์ มาก่อกวนที่ร้านเพชรของดนุภพ ดนุภพตอบโต้ด้วยการคว้าตัวกันยิกาเข้ามาหอมแก้ม กันยิกาซัดอาวุธลับใส่ แล้วบึ่งบิ๊กไบค์หนีไป ดนุภพตามมาและปรับความเข้าใจ กันยิการู้ความจริงว่า ดนุภพคือรุ่นน้องของพี่ปราการและเป็นเพื่อนสมัยเด็กที่เคยมาเล่นที่บ้านบ่อยๆ ทุกคนได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ดาราวรรณโผกอดนพดล พิมพ์ชลเห็นเข้าใจผิดคิดว่าดาราวรรณกำลังแย่งคนรัก ดาราวรรณสั่งไม่ให้ทุกคนเปิดเผยความจริงกับพิมพ์ชล เพราะกลัวว่าพิมพ์ชลจะอันตราย พิมพ์ชลเข้าใจผิด คิดเขี่ยดาราวรรณกับกันยิกาให้พ้นทาง โดยไปร่วมมือกับอิสรียาและได้รู้จักกับเทวัญเอกราชชกต่อยกับวรุฒ จนมีคำสั่งถูกพักงาน แล้ววรุฒได้ทำคดีกุหลาบขาวต่อ วรุฒรู้ความจริงว่าเทวัญคือคนฆ่ามหาราชามาคัส ต่อรองให้เทวัญร่วมมือกำจัดกุหลาบขาวเพื่อสร้างผลงาน เทวัญวางแผนหลอกให้กุหลาบขาวมาปล้นเพชร โดยมีวรุฒนำหน่วยคอมมานโดมาถล่ม กุหลาบขาวถูกยิงบาดเจ็บสาหัส วรุฒจึงกระชากโฉมหน้าเผยความจริงว่า กุหลาบขาวคือดนุภพเสาวนุช ตั้งกลุ่มปลุกระดมคนรักกุหลาบขาว จนเป็นกระแสสนั่นโซเชียล วรุฒให้เทวัญเข้าห้องขังเพื่อรีดความลับของเพชรเนตรปฐพีจากดนุภพที่หายไป ดนุภพไม่รู้เรื่อง แต่กลับยียวนกวนประสาท เทวัญจึงสั่งโรมัน ฉีดยาสารพัดพิษ ละครกุหลาบตัดเพชร เสาวนุชกับเอกราชนัดกลุ่มแฟนคลับกุหลาบขาวมาที่กรมตำรวจ และอาศัยช่วงชุลมุนเข้าไปช่วยดนุภพ เอกราชได้เจอแมวตาเพชรและจำเสียงได้ว่าเป็นกันยิกา จึงเบี่ยงเบนความสนใจตำรวจ เพื่อให้กันยิกาพาดนุภพหนี กันยิกาจึงพามาที่เซฟเฮ้าส์ ดนุภพฟื้นหลังผ่ากระสุนออก พิษบาดแผลทำให้ดนุภพชักกระตุกตาเหลือก กันยิกากอดแน่นทั้งรักทั้งห่วง กันยิกาดูแลไม่ห่าง และโทรไปขอความช่วยเหลือจากนพดล พิมพ์ชลแอบสะกดรอยตามนพดลมา และชี้เป้าให้โรมันกับรสริน ถล่มดนุภพกับกันยิกา นพดลพยายามบอกพิมพ์ชลว่า เทวัญคือคนฆ่าพ่อของพิมพ์ชล แต่พิมพ์ชลโกรธจนไม่พร้อมรับฟังอะไร ดนุภพกับกันยิกาหนีรอดมาได้ อานุภาพปลอมตัวมาหาดาราวรรณกับดนัยเทพ เพราะกล่องเพชรไม่สามารถเปิดได้ ดนัยเทพจึงรู้ความจริงว่าอานุภาพคือมังกี้และทำให้เทวัญตามล่าดนุภพ แต่ก็ยอมช่วยเปิดกล่องได้สำเร็จ และพบในกล่องมีแค่ลายแทงที่จะนำไปหาเพชรเท่านั้น ดนุภพ กันยิกา ดนัยเทพ ดาราวรรณ และอานุภาพ เดินทางตามหาเพชร โดยไม่รู้ว่ามีพวกเทวัญสะกดรอยตามมาด้วย ทั้ง 5 คน เดินทางเข้าไปในป่าลึก นั่งเรือไปตามแผนที่ เจอแท่งหินบอกทาง และเจอสิ่งประหลาดมากมาย การเดินทางตามแผนที่เต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งไต่หน้าผาสูง เข้าถ้ำ ลอดซอกหินน้อยใหญ่ และสิ้นสุดที่ผาน้ำตก กันยิกากับดนุภพ จึงตัดสินใจกระโดดน้ำตก และงมหาเพชร จนเจอเศียรเทวรูป ที่มีเพชรเนตรปฐพี ติดอยู่เป็นตาที่สาม ทุกคนดีใจมาก เทวัญซึ่งตามมาตลอด จึงยกพวกยิงถล่ม แย่งเพชรไปได้โดยไม่มีใครรู้ว่าอานุภาพได้สับเปลี่ยนเพชรของจริงไปแล้วดนุภพ กันยิกา ดาราวรรณ และดนัยเทพหนีมากบดานที่เซฟเฮ้าท์ของกันยิกา เทวัญโมโหแทบขาดใจเมื่อรู้ว่าเพชรที่ได้มาเป็นของปลอม สั่งวรุฒใช้กำลังตำรวจออกล่าตามหาเพชร ดาราวรรณกับดนัยเทพโดนจับกุม แต่กันยิกากับดนุภพหลบหนีไปได้ โดยมีเอกราชและเสาวนุชคอยให้ความช่วยเหลือ เทวัญยื่นข้อเสนอให้กันยิกาไปเอาเพชรเนตรปฐพีมาให้ได้ เพื่อแลกกับชีวิต นพดล ดาราวรรณ และดนัยเทพ กันยิกา ดนุภพ เอกราช เสาวนุช หาที่อยู่ของอานุภาพจนเจอ อานุภาพยอมส่งเพชรเนตรปฐพีของจริงให้ แต่ ณ วันนัดแลกตัวประกัน เทวัญหักหลัง ให้โรมันกับรสลินปลอมตัวเป็นดนัยเทพกับดาราวรรณ แล้วรวบตัวทุกคนมาร่วมยืนยันอำนาจวิเศษของเพชรทั้ง3 ละครกุหลาบตัดเพชร พิธีอาบแสงเพชรของเทวัญเริ่มขึ้นอีกครั้ง ที่ทะเลแห่งหนึ่งในวันสุริยาคราส เทวัญในร่างชายชราน่าเกลียด ทำให้กันยิกาจำได้อย่างแม่นยำว่าเป็นฆาตกรที่ตามหา กันยิกา ดนุภพ และนพดลต่างแค้นใจที่เทวัญได้เพชรในตำนานทั้ง 3 ไปครอบครอง โรมันและรสลินนำเพชรในตำนานที่เขาสะสมมาวางเรียงรายบนปะรำพิธี รอเวลาให้แสงสุริยะคราสส่องสะท้อน เพชรเพลิงสุริยา เพชรละอองทะเล และเพชรเนตรปฐพี เพื่ออาบแสงเพชรสร้างความอมตะ เหลี่ยมมุมของแสงคราสที่เกินพอดี พุ่งเข้าสู่ร่างของเทวัญ ร่างของเทวัญเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง จากวัยชรากลับมาหนุ่มแน่นอีกครั้ง เทวัญเช็คบิลทุกคนสลักสะบอม เรื่องราวจะลงเอยอย่างไร ติดตามชมได้ทุกวันศุกร์เวลา 20.00 เสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางช่อง 3 และช่อง 3 HD รายชื่อนักแสดง ละครกุหลาบตัดเพชร ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด รับบท กันยิกาจรณ โสรัตน์ รับบท ดนุภพดอม เหตระกูล รับบท เทวัญนิธิ สมุทรโคจร รับบท ดนัยเทพธัญญาเรศ เองตระกูล รับบท ดาราวรรณเมธัส รัตนวารีศิลป์ รับบท แดนปราการอนันต์ บุนนาค รับบท มังกี้หรืออนุภาพสุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา รับบท รสรินโชติกา วงศ์วิลาส รับบท อิสรียา ละครกุหลาบตัดเพชร ละครกุหลาบตัดเพชร ละครกุหลาบตัดเพชร ละครกุหลาบตัดเพชร ละครกุหลาบตัดเพชร ละครกุหลาบตัดเพชร ละครกุหลาบตัดเพชร

Inferno /  ซิดเซ บาเบ็ตต์ คัดเซน / 

"Inferno" รวมความเด็ดทุกโลเกชั่น รับประกันความมันส์ระดับโลกันต์นรก (แตก !) Inferno ภาพยนตร์สืบสวน-อาชญากรรม ผลงานจากวรรณกรรมชื่อเดียวกันของแดน บราวน์ โดยนักสัญลักษณ์วิทยา โรเบิร์ต แลงดอน (รับบทโดย ทอม แฮงค์ส) จะต้องออกเดินทางไปทั่วยุโรปพร้อมกับ ดร.เซียนนา บรูคส์ (รับบทโดย เฟซิลิตี โจนส์) เพื่อหยุดยั้งไม่ให้จอมวายร้ายสติเฟื่องปลดปล่อยไวรัสร้ายที่จะคร่าชีวิตประชากรครึ่งโลก กล่าวได้ว่า 70% ของภาพยนตร์เรื่องนี้เลือกใช้​โลเกชันที่งดงามและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นฉากหลัง ตัวอย่างเช่น... 1. เวนิส ​จัตุรัสเซนต์มาร์ค หรือ เปียซซา ซาน มาร์โก เป็นหัวใจที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองเวนิส มันถูกพูดถึงว่าเป็นห้องวาดภาพแห่งยุโรป ด้วยโบสถ์เซนต์มาร์คที่ตั้งอยู่ปลายด้านหนึ่ง หอระฆังตั้งตระหง่านตรงกลาง และบรรดาร้านกาแฟดัง ๆ ที่ตกแต่งประดับประดาอย่างงดงามที่ทั้งสามฝั่ง พระราชวังดอดจ์ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำของจัตุรัส เป็นอาคารเวเนเชียนสไตล์กอธิคตามชื่อของมัน พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับของดยุคแห่งเวนิส ผู้ครองอดีตสาธารณรัฐเวนิส พระราชวังแห่งนี้ได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 1923 2. ฟลอเรนซ์ ​พระราชวังพิตติ เป็นพระราชวังขนาดใหญ่ที่มีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 โดยพระราชวังแห่งนี้เป็นที่รู้จักในฐานะพระราชวังของแกรนด์ดยุคโคสิโมที่หนึ่งแห่งตระกูลเมดิซี และเป็นที่พำนักอย่างเป็นทางการของตระกูลนี้อีกด้วย ​สิ่งที่ตั้งอยู่ด้านหลังพระราชวัง คือ สวนโบโบลิที่วิจิตรงดงาม เดิมทีสวนแห่งนี้ถูกออกแบบเพื่อตระกูลเมดิซี และเป็นหนึ่งในตัวอย่างแรก ๆ ของสวนรูปแบบอิตาเลียน ซึ่งภายหลังเป็นแรงบันดาลใจให้กับอุทยานของพระราชวังในยุโรปมากมาย สวนนี้ครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างขวาง ซึ่งเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งด้วยรูปปั้นโบราณและเรเนซองส์ อุโมงค์และน้ำพุขนาดใหญ่ ​จุดสำคัญของฟลอเรนซ์ คือ สะพานเวคคิโอ (สะพานเก่า) คุณลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของมันคือร้านค้าจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นที่ขอบสะพาน และตั้งอยู่ได้บนไม้ค้ำ นอกจากนั้น สะพานแห่งนี้ยังมีทางเดินยกรระดับที่เชื่อมต่อระหว่างปาลาซโซ พิตติและพิพิธภัณฑ์อุฟฟิซี หนึ่งในแกลเลอรีศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งถูกก่อสร้างขึ้นครั้งแรกโดยชาวอีทรัสคันในสมัยโบราณ เป็นสะพานเพียงแห่งเดียวในเมืองที่รอดจากเพลิงสงครามโลกครั้งที่สอง พระราชวังเวคคิโอ เป็น ศาลาว่าการเมืองฟลอเรนซ์และเป็นหนึ่งในสถานที่สาธารณะที่สำคัญที่สุดในอิตาลี แม้ว่าตอนนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ของพระราชวังเวคคิโอจะเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่มันก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของการปกครองท้องถิ่นเช่นเดิม นับตั้งแต่ปี 1872 พระราชวังแห่งนี้ได้เป็นที่ทำการของนายกเทศมนตรีเมืองฟลอเรนซ์และเป็นที่ทำการของสภาเมืองด้วย ​หอทำพิธีศีลจุ่ม ตั้งอยู่ในเปียซซา เดล ดูโอโม ไม่เพียงแต่มันจะเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองแห่งนี้เท่านั้น (การก่อสร้างมันเริ่มต้นขึ้นในปี 1059) แต่มันยังเป็นหนึ่งในอาคารทางศาสนาที่สำคัญที่สุดของฟลอเรนซ์อีกด้วย “ประตูแห่งสรวงสวรรค์” แห่งนี้โด่งดังจากประตูบรอนซ์ที่น่าทึ่งของมัน เป็นสถานที่ที่ดันเต้และบุคคลที่มีชื่อเสียงในยุคเรเนซองส์ทั้งหลายเข้ารับศีลจุ่ม เช่นเดียวกับชาวฟลอเรนซ์ทั้งหลายที่นับถือคาธอลิคจนกระทั่งตอนปลายของศตวรรษที่สิบเก้า ​มันเป็นอาคารทรงแปดเหลี่ยม ที่ภายนอกถูกปกคลุมไปด้วยหินอ่อนสีขาวและเขียว ภายใน หอคอยแห่งนี้เต็มไปด้วยกระจกสีที่แสดงภาพลำดับขั้นของเทพทั้งหลาย ภาพเหตุการณ์จากพระคัมภีร์เก่า ชีวิตของนักบุญโยเซฟ บิดาของพระเยซู ชีวิตของพระเยซู ชีวิตของนักบุญจอห์น ผู้ให้บัพติศมา และการตัดสินครั้งสุดท้าย 3. บูดาเปสต์ ​พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ในบูดาเปสต์เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดและใหญ่ที่สุดในยุโรป คอลเล็กชันที่หลากหลายของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้รวบรวมสิ่งของทางชาติพันธุ์มากกว่า 200,000 ชิ้น รวมถึงภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ ต้นฉบับ แผ่นบันทึกเสียงเพลงโฟล์ค ภาพยนตร์และวิดีโอ ที่เป็นประเด็นน่าสนใจทางวัฒนธรรมทั้งของฮังกาเรียนและนานาชาติ ​พิพิธภัณฑ์คิสเซลลี ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาในเมืองบูดา ประกอบไปด้วยอดีตวิหารทรงบาโร้คและโบสถ์ ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ อาคารแห่งนี้ยังถูกใช้เป็นอาคารที่พักทหารและโรงพยาบาล ก่อนที่มันจะถูกซื้อไปในปี 1910 โดยนักสะสมงานศิลปะและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์จากเวียนนา แม็กซ์ ชมิดท์ ผู้เปลี่ยนมันให้กลายเป็นคฤหาสน์หรู ในพินัยกรรมสุดท้ายของชมิดท์ เขาทิ้งอาคารและที่ดินผืนนี้ไว้ให้กับชาวเมืองบูดา เพื่อให้มันกลายเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์สำหรับสาธารณชน แม้ว่าจะเสียหายอย่างหนักจากสงครามโลกครั้งที่สอง แต่สถานที่แห่งนี้ก็ยังคงตั้งอยู่ในฐานะพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรีศิลปะที่น่าตื่นตาตื่นใจ ​โรงโอเปราแห่งชาติฮังการีได้รับการออกแบบโดยมิคลอส อิบิล บุคคลสำคัญแห่งวงการสถาปัตยกรรมฮังการีในศตวรรษที่ 19 และเปิดประตูต้อนรับสาธารณชนครั้งแรกในปี 1884 ​อาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสไตล์นีโอ-เรเนซองส์ ด้วยองค์ประกอบแบบบาโร้ค สิ่งของประดับประดารวมถึงภาพวาดและประติมากรรมโดยบุคคลชั้นนำในแวดวงศิลปะของฮังการี ในแง่มุมของความงามและคุณภาพของสุนทรียศาสตร์แล้ว โรงโอเปราในบูดาเปสต์แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในโรงโอเปราที่งดงามที่สุดของโลก ​พิพิธภัณฑ์แห่งชาติฮังการี (แม็กยาร์ เนมเซติ มิวเซียม) เป็นพิพิธภัณฑ์สาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดในฮังการี ตัวอาคารปัจจุบันถูกสร้างขึ้นระหว่างปี 1837-1847 และเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของสถาปัตยกรรมมสไตล์นีโอ-คลาสสิก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อ 200 ปีก่อน ถูกอุทิศให้กับประวัติศาสตร์ของฮังการี และปัจจุบันมันก็ยังคงเป็นตัวแทนของอัตลักษณ์แห่งชาติฮังการี 4. อิสตันบูล ​ฮาเกีย โซเฟีย เคยเป็นโบสถ์ มัสยิด และปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตามพระบัญชาของจัสติเนียน จักรพรรดิแห่งโรมันตะวันออกในช่วงศตวรรษที่หก เป็นอาคารเพียงหลังเดียวในโลกที่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา 3 ศาสนา ได้แก่ พาแกน คริสเตียนออร์โธด็อกซ์ และอิสลาม นิกายซุนหนี่ มีทางน้ำขนาดใหญ่หลายเส้นทางใต้อาคารหลังนี้ที่นักประวัติศาสตร์กล่าวถึงว่ามีขนาดใหญ่พอที่จะรองรับเรือได้ด้วยซ้ำไป (ทางน้ำเหล่านี้ถูกแผนกศิลป์ของ Inferno จำลองขึ้นใหม่เพื่อใช้ถ่ายทำฉากไคลแมกซ์ของเรื่องในโรงถ่ายที่บูดาเปสต์) ภาพยนตร์เรื่อง Inferno นำแสดงโดย ทอม แฮงค์, เฟลิซิตี้ โจนส์, อีร์ฟาน ข่าน, โอมาร์ ซี, เบน ฟอสเตอร์ และซิดเซ บาเบ็ตต์ คัดเซน กำกับโดย รอน ฮาวเวิร์ด มีกำหนดเข้าฉาย 10 พฤศจิกายนนี้ในโรงภาพยนตร์

อ่านแล้วขนลุก! อ.คฑา ทำนายลักษณะนิสัย 12 ราศี น่าสนใจมาก
ดูดวง /  ดูดวง12ราศี / 

ทำนายลักษณะนิสัย 12 ราศี ลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของผู้ที่เกิด ราศีมังกร ชาวราศีมังกรถ้าเป็นชายส่วนใหญ่จะดูแข็งแรง ใบหน้าเล็ก บางคนอาจจะเตี้ยแต่ก็มีกล้ามเป็นมัด ถ้าเป็นผู้หญิงส่วนใหญ่จะผอม มีรูปร่างเล็ก ไม่อวบไม่อ้วนจนเกินไป ทั้งผู้ชายและผู้หญิงมีบุคลิกที่ดูสุขุม รอบคอบ และไม่อยู่นิ่ง โดยปกติแล้วคนราศีมังกรจะมีบุคลิกที่ดูเหมือนเคร่งเครียดหรือซึมเศร้าตลอดเวลา เป็นคนที่มีระเบียบเข้มงวด ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามสภาวะแวดล้อมง่ายๆ ถึงแม้ว่าคนรอบข้างจะมองเขาเป็นคนเงียบไม่มีพิษมีภัย แต่แท้จริงแล้วชาวราศีมังกรเป็นคนที่มีจิตใจแข็งแกร่ง สามารถทนต่อการดูถูกกดดันได้ดี แม้ว่าคนรอบข้างจะเรียนเก่ง ทำงานเก่งได้ดีซักแค่ไหน ชาวราศีมังกรก็ไม่เคยหวั่นไหวท้อแท้เลยสักนิด แต่ชาวราศีมังกรจะค่อยๆ ก้าวไปอย่างมั่นคงจนประสบความสำเร็จได้อย่างใจหวัง ชีวิตของชาวราศีมังกรจึงเกิดมาเพื่อเป็นนักต่อสู้ มีคนนิยมยกย่อง มีความระมัดระวังและรู้จักหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เสมอ นอกจากนั้นชาวราศีมังกรยังมีทัศนคติที่มั่นคงยาวไกลมุ่งตรงไปข้างหน้าตลอดเวลา ลักษณะนิสัยชาวมังกรจะไม่ยุ่งเรื่องของคนอื่นและไม่ชอบพูดแซวใคร แต่เขาจะยุ่งเรื่องของตัวเองมากกว่า ถ้าใครมีปัญหาอะไรเขาก็มีความยินดีเต็มใจช่วยเสมอ ปกติแล้วเขาจะมีความอ่อนโยนและมีความอ่อนหวานในตัวถึงจะหัวดื้ออยู่บ้าง เขาเป็นคนที่มีประโยชน์มากจนคุณต้องให้เขารับอำนาจทั้งหมดไป นอกจากนั้นเขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวภาระหน้าที่ของผู้อื่นโดยพลการเด็ดขาด เขาจะถ่ายทอดความเป็นตัวของตัวเองออกมา เพื่อให้คนรอบข้างได้เห็นถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ ลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของผู้ที่เกิด ราศีกุมภ์ ชาวราศีกุมภ์มีลักษณะเป็นนักคิดนักบุกเบิก ชอบช่วยเหลือผู้อื่นทำคุณประโยชน์อย่างมากมาย ลักษณะรูปร่างของคนราศีกุมภ์หากเป็นชายอาจจะมีเอวบางร่างเล็กเหมือนผู้หญิง และผู้หญิงอาจจะมีช่วงหน้าอกที่กว้างเหมือนผู้ชายก็เป็นได้ โดยปกติแล้วคนราศีกุมภ์จะมีบุคลิกที่เหมือนคนตลกเป็นกันเอง อ่อนโยน และเป็นตัวของตัวเองสูง บางคนมีความคิดหัวรุนแรงชอบต่อต้านกฎเกณฑ์แบบเดิมๆ เพราะรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องเปลี่ยนแปลงพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัย ไม่ใช่ยึดติดอยู่กับกรอบความคิดเก่าๆ ชาวราศีกุมภ์ส่วนใหญ่จะมีความอัจฉริยะอยู่ในตัว และมักจะมีอะไรที่แปลกแยกไปกว่าคนรอบข้าง จนมองเขาเป็นคนชอบทำอะไรที่แปลกประหลาดไปจากคนอื่น จนมองไม่เห็นคุณค่าของความเป็นอัจฉริยะในตัวเขา ชาวราศีกุมภ์ส่วนใหญ่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่เชื่องมงายหรือเพ้อเจ้ออะไรง่ายๆ การคบหาเป็นเพื่อนชาวราศีกุมภ์จะไม่คบกันที่รูปร่างหน้าตา แต่เขาจะดูคนจากภายในจิตใจต่างหาก และจะสำรวจดูตัวคุณตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยทีเดียว บางทีเขาอาจจะถามคำถามกับคุณจนคล้ายๆ กับการสัมภาษณ์ และเมื่อเขาได้คำตอบจนเป็นที่พอใจแล้ว เขาจึงยอมรับคุณเป็นเพื่อน นอกจากนั้น เขายังมีความซื่อสัตย์จริงใจต่อคุณมาก การยุแหย่นินทาว่าร้ายต่างๆ จะไม่มีทางทำให้มิตรภาพระหว่างคุณกับเขาสั่นคลอนได้เลยเพราะเขามีความจริงใจต่อคุณอยู่เสมอ ลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของผู้ที่เกิด ราศีมีน ชาวราศีมีนมีสัญลักษณ์ประจำราศีเป็นปลาที่กำลังแหวกว่ายบ่งบอกถึงการดิ้นรน ลักษณะรูปร่างของคนราศีนี้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงจะไม่โดดเด่นมากนัก ส่วนใหญ่จะมีรูปร่างเล็ก ทั้งมือและเท้าหรือไม่ก็ใหญ่โตมาก มีเส้นผมดูมันวาวสวยเป็นลอนคลื่น มีดวงตานั้นเปล่งประกายสดใสดูสวยจนบอกไม่ถูก ท่วงท่าการเดินของเขานั้นดูลื่นไหลเหมือนกับน้ำไม่มีผิด ชอบการดื่มน้ำมาก ดื่มได้ทั้งวันวันละหลายๆ แก้ว อาจจะมีบางคนที่ชอบพกขวดน้ำติดตัวไปด้วย ไม่ว่าตอนเรียนหรือทำงานหรือไม่ก็เอาแก้วใส่น้ำมาตั้งไว้ที่โต๊ะทำงานเลยก็มี โดยปกติแล้วคนราศีมีนส่วนใหญ่จะเป็นคนดี รักอิสระ มีความจริงใจอยู่เสมอ แต่เขาจะไม่ชอบการวางกฎเกณฑ์ที่จำกัดอิสรภาพและความฝันในการดำรงชีวิตของเขา นอกจากนั้นเขาจะไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องทางโลกซักเท่าไหร่ ถ้าคุณลองคุยกับเขาในเรื่องสังคมการเมืองการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงต่างๆ เขาก็จะอ้าปากหาวออกมาด้วยความเบื่อหน่าย ราวกับว่าเขาจะไม่สนใจในเรื่องที่คุณพูด แท้จริงแล้ว เขาเจอเรื่องแบบนี้จนชินแล้วล่ะ เขาก็เลยเป็นแบบนี้ ชาวราศีมีนมีความเข้าใจถึงความเป็นจริงโดยธรรมชาติอย่างลึกซึ้งเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ดังนั้น ใครก็ตามที่เป็นเพื่อนก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของเขาให้ได้ ถึงแม้ว่า เขามักจะพยายามพูดประชดตัวเองว่า เขารู้สึกต่ำต้อย ไม่เก่งเหมือนคนอื่น  แต่จริงๆแล้ว เขามีความคิดความสามารถที่ลึกล้ำเกินกว่าที่ตัวเองจะคาดถึงทีเดียว เพียงแต่เขายังไม่รับรู้ถึงความสามารถที่ตัวเองมีอยู่ จนกว่าเขาจะได้ค้นพบด้วยตัวเอง ลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของผู้ที่เกิด ราศีเมษ ชาวเมษทั้งหลายเกิดมาจากธาตุไฟ จัดได้ว่าเป็นต้นราศีธาตุไฟอันดับหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วชาวราศีนี้ จะเป็นคนที่สนใจแต่เรื่องของตัวเองมีความมั่นใจในตัวเองสูง คิดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ไม่มีอ้อมค้อม โดยปกติแล้วเขาจะมีบุคลิกที่ดูน่าคบหา มีเสน่ห์ชวนให้คบอยู่ลึกๆ แต่ถ้าเขามีเรื่องที่ต้องทำหรือแก้ปัญหา เขาผู้นั้นก็จะทำให้เสร็จโดยทันที โดยที่ไม่ต้องรีรอความคิดเห็นของคนอื่นเลย ซึ่งถือเป็นลักษณะของความเป็นผู้นำของเขาเอง ส่วนใหญ่แล้วชาวราศีเมษไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงจะมีรูปร่างคล้ายกับนักกีฬา มีโหนกแก้มใหญ่แข็งแรง ถ้าเป็นผู้ชายจะมีกล้ามเป็นมัดสมเป็นชายชาตรี แต่ถ้าเป็นผู้หญิงเธอจะมีรูปร่างที่สูงเพรียว และดูแข็งแรง ใบหน้าสะสวยคมมีเสน่ห์ คุณสมบัติที่เขาจะต้องระวังเป็นอย่างมากก็คือ การพูดจาที่ดูโผงผางหรือเย้ยหยัน และดูตรงไปตรงมามากจนเกินไป จนก่อให้เกิดศัตรูขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว และอาจจะถึงขั้นแตกหัก ชกต่อยกันเองเลยก็มี ชาวราศีเมษเป็นคนใจเร็วใจร้อน ถึงแม้ว่าคนรอบข้างจะดูเขาเป็นคนที่ทำอะไรช้า แต่ว่าในใจเขาไม่ช้าเลยนะจะบอกให้ เพราะเขาจะครุ่นคิดแต่เรื่องที่ต้องทำอยู่เสมอ เรียกได้ว่าไม่อยู่นิ่งเลยล่ะ ถ้าเขาได้ทำงานเป็นผู้จัดการ หรือนักบริหาร เขาจะเป็นคนจัดการเรื่องต่างๆได้เป็นอย่างดีทีเดียว เขามักจะมองโลกในแง่ดีเสมอ แม้ว่าจะมีอุปสรรคหรือปัญหาที่ทำให้เขาท้อใจหรือเสียใจเขาก็ยังสามารถยืนหยัดและสู้ชีวิตต่อไปได้ หรือเรียกได้ว่า “เคยแพ้แต่ไม่เคยท้อ” ซึ่งถือเป็นบุคคลที่น่ายกย่องคนหนึ่งทีเดียว ลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของผู้ที่เกิด ราศีพฤษภ ชาวราศีพฤษภมีสัญลักษณ์ราศีเป็นรูปวัวตัวผู้ หมายถึง พละกำลังความแข็งแกร่ง ชาวราศีนี้ มักจะเห็นปรากฏอยู่ในสังคมแทบจะทุกสาขาอาชีพ โดยเฉพาะงานอาชีพที่ต้องใช้แรงกาย หรือต้องใช้ความอดทนพอสมควร เพราะการที่เขาเป็นคนพูดน้อย และออกจะเงียบขรึม ซึ่งเป็นบุคลิกที่ดูนิ่งในทุกสภาวการณ์ จึงทำให้คนรอบข้างต่างมองเขาว่าเป็นคนที่เครียดและเคร่งขรึมอยู่เสมอ ปกติแล้วชาวราศีพฤษภจะมีร่างกายที่ใหญ่โตแข็งแรงดูสมบูรณ์อยู่เสมอ และมีช่วงไหล่และคอที่ดูกว้างกว่าคนทั่วไป ซึ่งดูแล้วเหมือนกับโคไม่มีผิด เขาเป็นคนที่หนักแน่นมาก ไม่ว่าจะมีใครไปต่อว่าเขาอย่างไร ใบหน้าของเขาก็ยังแลดูนิ่งอยู่เหมือนเดิม ถึงแม้ว่าเขาจะมีอาการโกรธอยู่บ้าง แต่ก็ไม่แสดงออกมาให้เห็น แต่ถ้าเขาเก็บอารมณ์ไม่อยู่ระวังตัวให้ดีเถิด เพราะเวลาที่เขาโกรธนั้น เขาจะไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น เรียกได้ว่า ระเบิดอารมณ์ออกมาจนหมดก๊อกเลยล่ะ ลักษณะนิสัยของชาวราศีพฤษภจะเหมือนกับโคที่อยู่ท่ามกลางท้องทุ่งก็ไม่ปาน เขามีจิตใจที่รักสงบ รักครอบครัว รักเพื่อนเป็นอย่างยิ่ง และอันดับแรกที่เขาหรือเธอจะต้องมีก็คือความมั่นคง ซึ่งต้องมาก่อนเสมอ ถ้าเขายังไม่มีบ้านช่องเป็นของตัวเองล่ะก็ เขาก็จะทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวจนกว่าเขาจะได้บ้านตามที่เขาปรารถนาเอาไว้ ชาวราศีนี้มีความอดทนต่อการทำงานเป็นอย่างมาก มักจะทำงานหนักเพื่อสร้างฐานะของตนให้มั่นคงและร่ำรวย ซึ่งถือเป็นข้อดีอีกแบบที่ช่วยทดแทนนิสัยที่ดูดื้อรั้นลงได้ ลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของผู้ที่เกิด ราศีเมถุน ชาวเมถุนมีสัญลักษณ์ราศีเป็นคนคู่หรือฝาแฝด ใครก็ตามที่เกิดราศีนี้มักจะมีสองบุคลิก มีจิตใจที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวอย่างโน้น เดี๋ยวอย่างนี้ การที่เขามีสองบุคลิกแบบนี้คุณจะต้องปรับตัวให้ทันเค้าให้ได้ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนเขาดูถูกคุณได้เหมือนกันนะ ลักษณะของชาวราศีเมถุนรูปร่างมักจะสูงเพรียวลมงามสง่า ตัวไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป และส่วนใหญ่จะมีผิวสองสี ใบหน้าอ่อนกว่าวัย เป็นคนที่ไม่อยู่นิ่ง มีความคล่องตัวมาก ส่วนใหญ่แล้วเขาจะมีทักษะในการพูดที่ดีมาก เรียนรู้ได้รวดเร็วมีความจำดีเป็นเลิศ ถ้าเขาได้เป็นพิธีกร นักโต้วาที หรือนักแสดง เขาจะทำได้อย่างเยี่ยมยอด เวลาคุณไปไหนมาไหนกับเขา ให้สังเกตเขาจะพัวพันอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ไม่นาน เรียกได้ว่าเปลี่ยนความสนใจของตัวเองได้เร็วมาก จนดูเหมือนคนเบื่อง่ายหน่ายเร็ว และที่สำคัญเขาไม่ชอบความซ้ำซากจำเจ ดังนั้นคุณจะต้องคอยอัพเดทความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับตัวเขาตลอดเวลา ไม่อย่างนั้น คุณได้ปวดหัวตลอดศกแน่ ลักษณะเด่นอีกอย่างก็คือ เขาจะชอบอัพเดทข้อมูลข่าวสารอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี ข่าวสารทันโลก ข่าวกีฬา เขาก็ติดตามได้หมด ดังนั้นคุณไม่ผิดหวังเลย ที่มีเพื่อนราศีนี้ที่คอยติดตามข่าวให้คุณอยู่เสมอ ลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของผู้ที่เกิด ราศีกรกฎ ชาวราศีกรกฎเป็นผู้ที่ชื่นชอบทะเล โดยเฉพาะยามค่ำคืนใต้แสงจันทร์แสนสวย เพราะสัญลักษณ์ของชาวราศีกรกฎคือปู จัดอยู่ในราศีต้นธาตุน้ำ หมายถึงความรอบคอบ จึงมักเห็นลักษณะรูปร่างแขนขายาวเก้งก้างตัวสูงโปร่ง ผิวขาว มีใบหน้าที่กลมโต ส่วนใหญ่จะผอม แต่ก็ไม่ถึงกับผอมแห้งจนเกินไปนัก แต่เวลาอ้วนนี่ จะอ้วนในลักษณะกลมเลยทีเดียว ชาวราศีกรกฏนี้มีอารมณ์ที่ดูเยือกเย็น และมักจะมีสีหน้าที่อมทุกข์อยู่ตลอดเวลา เพราะธรรมชาติของเขาจะมองโลกในแง่ร้ายและมีความกลัวอยู่เสมอ อย่างเช่น กลัวว่าคนรักจะตายจากไป กลัวว่าลูกของตัวเองจะลำบากทั้งที่ยังเด็กอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเขาจะกลัวความล้มเหลว และการขาดความมั่นคงของชีวิตซึ่งเขาไม่อยากให้เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขาเป็นที่สุด ชาวราศีกรกฏมีลักษณะของความเป็นผู้นำอยู่ในตัว และมีความรับผิดชอบเป็นอย่างมาก รับปากให้ทำอะไรแล้วไม่เคยพลาดเสมอ เหมือนกับก้ามปูที่หนีบไว้แล้วจะจัดการให้อยู่หมัดไม่มีทางรอดไปได้ เป็นคนที่รักบ้านช่องและมีความหวงแหนกับทรัพย์สมบัติส่วนตัวเป็นที่สุด ยิ่งถ้าใครทำของเขาหายเมื่อไหร่ล่ะก็ระวังตัวไว้ให้ดี คุณจะต้องตามหาเอามาคืนเขาให้ได้ ชาวราศีนี้มักจะชอบเก็บหอมรอมริบ ยอมทำงานหนักเพื่อเงินเพื่อทำให้ชีวิตของเขามั่นคง แต่อาจจะมีชาวราศีกรกฎบางคนที่ต้องยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้เงินมา คนราศีนี้สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อเงินจนดูเหมือนคนโลภมากไป เพราะเขามักจะคิดว่าตราบใดที่เขายังมีโอกาสก็ควรหาเงินเก็บเงินไว้ก่อน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจจะทำให้เขาเกิดความขาดแคลน และไม่เดือดร้อนภายในวันข้างหน้า นับว่าเป็นคนรอบคอบอย่างไม่มีที่ติเลยทีเดียว ลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของผู้ที่เกิด ราศีสิงห์ ชาวราศีสิงห์มีสัญลักษณ์ประจำราศีคือ รูปสิงโตหรือราชสีห์ จัดอยู่ในธาตุไฟ หมายถึงความแข็งแรงกว่าทุกราศี โดดเด่นและมีความเป็นผู้นำอยู่ในตัว จนคนแล้วจะต้องยอมนอบน้อม รูปร่างลักษณะของคนราศีนี้ มักจะมีร่างกายสูงใหญ่แข็งแรง ผิวจะออกแดงระเรื่อ โดยเฉพาะทรงผม ชาวราศีนี้มักจะให้ความสำคัญมาก ถ้าเป็นผู้หญิงเธอมักจะไว้ผมยาวแล้วก็มัดปมไว้ข้างหลัง หรือไม่ก็ตัดสั้นไปเลย เธอจะไม่ยอมให้ผมมาปกปิดใบหน้าของเธอ แต่ถ้าเป็นผู้ชาย เขาก็จะเอาผมเสยไปข้างหลัง เพื่อที่จะได้เห็นใบหน้าชัดๆ แต่เขาจะรู้สึกรำคาญทันทีถ้าผมเริ่มยาวจนมาปกปิดใบหน้าของเขา ดังนั้นเขาจึงต้องตัดผมให้สั้นหรือไม่ก็ไว้สกินเฮดจนหัวล้านไปเลย ตามปกติชาวราศีสิงห์จะชอบไปสถานที่ที่เต็มไปด้วยแสงสีและผู้คน เช่น ห้างสรรพสินค้าที่ประดับแสงไฟหรือตามสถานบันเทิงต่างๆ เพราะคนราศีชีวิตของเขาจะต้องมีการเติมเต็มสีสันให้ดูมีชีวิตชีวาเสมอ กิจกรรมยามว่างจะชอบไปดูหนัง ฟังเพลง ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย มีรสนิยมสูง ดังนั้นคุณจะเห็นได้ว่า ในตัวเขานั้นจะต้องใส่เสื้อผ้าราคาแพง กิน เที่ยวช้อปปิ้งได้ทุกวัน ซึ่งเขาสามารถใช้เงินได้อย่างไม่อั้นเลยทีเดียว นอกจากนั้น เขายังเป็นคนที่มีจิตใจมั่นคง ไม่โลเล คิดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น เวลาเล่นก็จะเล่นอย่างเต็มที่ เวลาขยันเขาก็จะขยันทำงานอย่างลืมหูลืมตา เวลาพักผ่อนเขาก็จะขี้เกียจอย่างสุดๆเหมือนกัน การที่เขาทำอะไรแบบสุดๆแบบนี้ มันเป็นเพราะว่า เขารู้จักแยกแยะว่าอย่างไหนควรทำก่อนทำหลัง และส่วนใหญ่แล้ว เขามักจะเลือกทำแต่สิ่งสำคัญๆก่อนซะด้วย อย่างไหนที่ไม่สำคัญเขาก็จะบอกปัดให้คนอื่นทำแทนทันที ลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของผู้ที่เกิด ราศีกันย์ ชาวราศีกันย์มีสัญลักษณ์ราศีเป็นหญิงสาว มีนิสัยสุภาพเรียบร้อย ชอบสันโดษ มีระเบียบพิถีพิถันรักสะอาด ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ต่างก็บอกได้ว่าพวกเขามีความเป็นพรหมจรรย์อยู่ในตัวด้วยกันทั้งนั้น รูปร่างลักษณะของชาวราศีกันย์ส่วนใหญ่ จะมีโหนกแก้มที่ใหญ่ ขากรรไกรกว้าง มีใบหน้ามนและสวย ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ต่างก็มีรูปร่างเพรียวเหมือนกันทั้งนั้น ส่วนใหญ่แล้วการทำงานหนักและเรียนหนัก ถือเป็นความสุขของชาวราศีกันย์ คุณจะเห็นได้เลยว่า เขาไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อนเลย และการพักผ่อนของเขาส่วนใหญ่ จะต้องเป็นการเล่นกีฬา เขาจะไม่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปทำเรื่องไร้สาระเด็ดขาด ชาวราศีกันย์เป็นคนที่มีความพิถีพิถันในเรื่องการแต่งตัว ถ้าวันไหนที่เขาลืมใส่น้ำหอมหรือลืมติดกระดุมซักเม็ดหนึ่งแล้วล่ะก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน โดยปกติเขาจะดูสุขุมและเยือกเย็น ถึงแม้ว่าร่างกายของเขาจะดูเล็กและบาง แต่สุขภาพร่างกายของเขาแข็งแรงมาก ชาวราศีกันย์เป็นคนที่มีความจริงใจ และวางใจได้เสมอ โดยเฉพาะในเรื่องการงาน หรือการบริการอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาจะไม่ทำให้คุณผิดหวังเลย เพราะเขามีความยินดีที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และงานที่เขาทำจะมองเห็นได้ถึงความละเอียดประณีต สร้างสรรค์ได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากนั้น เขายังมีความเห็นอกเห็นใจต่อคนที่ตกทุกข์ได้ยากที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และเขาก็จะเต็มใจช่วยคนเหล่านี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาค ให้ทาน หรือแม้แต่การพูดให้กำลังใจ ลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของผู้ที่เกิด ราศีตุลย์ ราศีนี้เป็นราศีของความสมดุล เป็นราศีของความยุติธรรม สัญลักษณ์ของราศีนี้เป็นรูปตาชั่ง คนราศีตุลย์จึงมีความเชี่ยวชาญในการไกล่เกลี่ย ประนีประนอม มีจิตใจที่รักความยุติธรรม ไม่ชอบการโต้เถียงหรือการออกคำสั่ง เขาจะชอบการผูกมิตรกับคนทั่วไป และหาทางไกล่เกลี่ยให้ดีต่อกัน ลักษณะรูปร่างของคนราศีนี้ จะไม่ค่อยดูเด่นมากนัก แต่ลักษณะเด่นที่เห็นได้ชัดก็คือตรงใบหน้าไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงจะดูอ่อนเยาว์เสมอ ถ้าเป็นผู้ชายส่วนใหญ่จะหน้าตาดี มีเสน่ห์ ถึงแม้ว่าเขาจะขี้เหร่ขนาดไหนก็ตาม แต่เขาก็ยังมีบุคลิกที่ดูมีเสน่ห์น่าคบหาอยู่ดีนั่นแหละ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงก็จะมีรูปร่างที่โค้งเว้าได้รูปบุคลิกมีเสน่ห์เช่นกัน ลักษณะนิสัยค่อนข้างซื่อไร้เดียงสา ตัดสินใจอะไรไม่ค่อยถูก เหมือนกับคันชั่งที่เอียงไปเอียงมา ขาดความมั่นคง เอาแน่เอานอนไม่ได้ จนต้องให้คนอื่นคอยตัดสินใจให้และบางทีอาจจะโดนคนอื่นหลอกได้ง่ายเหมือนกัน ชาวราศีตุลย์รักอิสระ ไม่ชอบการถูกเร่งหรือการผลักดันให้เขาต้องตัดสินใจอะไรบางอย่าง ไม่ชอบการถูกบีบบังคับ ในทางกลับกันเขาจะเป็นคนที่ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม มีความรับผิดชอบ ไม่ชอบอะไรที่ดูสุดโต่งเวอร์เกินจริง เพราะเขาจะยึดติดอยู่แต่โลกแห่งความเป็นจริงเท่านั้น ชาวราศีตุลย์เกิดมาเพื่อรักศิลปะโดยแท้ ทั้งการวาดรูป ร้องเพลง นอกจากนั้น เขายังรักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ ให้สังเกตได้ว่าในห้องของเขามักจะเต็มไปด้วยหนังสือ หรือไม่ก็ต้องมีตู้หนังสือขนาดย่อมๆ อยู่มุมใดมุมหนึ่งของห้อง แล้วเขายังมีสมาธิดีอย่างมากในการศึกษาเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง0oสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียนได้อย่างงดงาม ลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของผู้ที่เกิด ราศีพิจิก ชาวราศีพิจิกเป็นราศีธาตุน้ำ ดาวที่อยู่ในราศีนี้คือดาวพลูโต สัญลักษณ์เป็นรูปแมงป่องชาวแมงป่องอันดุร้าย ตามธรรมชาติของแมงป่องนั้นถือเป็นสัตว์ที่ดูลึกลับซับซ้อน ไม่ค่อยเปิดเผยตัว ชอบอาศัยอยู่ในรูอยู่ตลอดเวลา มีความทรหด สามารถอยู่อาศัยในสภาวะพื้นที่แห้งแล้งได้ คนราศีพิจิกนี้จึงเป็นคนที่รักการผจญภัย มีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ และมีสีหน้าที่ดูเยือกเย็น ดวงตาจะเป็นประกายแต่แฝงไปด้วยความรุนแรงที่มีอยู่ภายใน ปกติแล้วคนราศีนี้จะมีหน้าผากกว้าง และมีขนดกตามแขนตามขา ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ต่างก็มีลักษณะแบบนี้ ชาวราศีพิจิกส่วนใหญ่จะเป็นคนเงียบไม่ค่อยชอบพูดอะไรมากนัก แต่ภายใต้สีหน้าอันเยือกเย็นของเขานั้นดูเหมือนจะมีอะไรแอบแฝงอยู่ แต่เขาจะไม่แสดงนิสัยที่แท้จริงออกมาให้เห็นหรอก เพราะเขาสามารถควบคุมความรู้สึกและอารมณ์ของตัวเองได้ ไม่ว่าคุณจะพยายามยุแหย่เขาสักแค่ไหน จะเห็นได้ว่าเขาจะไม่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปตามสิ่งแวดล้อมเลย อย่างในตอนที่เพื่อนมีความสุขและรู้สึกดีใจกันออกนอกหน้า แต่เขาจะไม่แสดงอารมณ์ดีใจออกมาให้คุณเห็นหรอก ถึงแม้ในใจเขาจะรู้สึกดีใจด้วยก็ตาม โดยทั่วไปแล้วชาวราศีพิจิกจะมีบุคลิกที่ดูเป็นกันเองและสามารถเข้ากับใครได้ดี แต่ถ้าเกิดความเกลียดทันทีถ้าใครไปทำอะไรให้เขาเจ็บใจหรือแค้นใจอะไรบางอย่าง แต่เขาจะไม่แสดงออกมาให้รู้ เพียงแต่เขาจะเก็บความแค้นไว้ในใจอย่างเงียบๆ เท่านั้น แล้วค่อยมองหาโอกาสที่จะ ล้างแค้นกับคุณในภายหลัง เขาสามารถเป็นเพื่อนที่จริงใจต่อคุณได้ และยอมทำได้ทุกอย่างแม้แต่การปกป้องคุณจากภยันอันตรายต่างๆ ลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของผู้ที่เกิด ราศีธนู ราศีธนูคือราศีธาตุไฟ ดาวที่อยู่ในราศีนี้คือดาวพฤหัสมักเป็นคนมีอุปนิสัยที่คึกคะนองเหมือนม้า ชอบมองโลกในแง่ดี มีความสุขสนุกเฮฮาอยู่เสมอ ส่วนลูกธนูที่เขาโก่งนั้นจะคล้ายกับความนึกคิดของเขาที่มักจะพุ่งเข้าไปในเรื่องเดียวเสมอ ดังนั้นเวลาคนราศีนี้คิดจะทำอะไรแล้ว เขาจะทำได้อย่างที่ใจคิดเสมอ ลักษณะรูปร่างของคนราศีนี้ ส่วนใหญ่จะดูแข็งแรง กำยำสูงใหญ่ราวกับนักกีฬา หรือไม่ก็เตี้ยเป็นคนแคระไปเลย   ตามปกติแล้ว เขาจะมีนิสัยที่สนุกเฮฮา ร่าเริงอยู่เสมอ ถ้าคุณเห็นเขาตั้งวงคุยกับหมู่เพื่อนๆแล้ว เขาจะมีความโดดเด่นเป็นที่สุด เรื่องที่เขาพูดแต่ละเรื่องล้วนแต่น่าฟัง และชวนหัวเราะกันแทบทุกเรื่องเลยทีเดียว ชาวราศีธนูจะมีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก มีท่าทีที่เปิดเผย เป็นกันเอง ถึงแม้บุคลิกของเขาจะไม่ค่อยเตะตาเท่าไหร่ แต่เขาก็มีบุคลิกท่าทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเต็มที่ นอกจากนั้น เขามักจะอยู่ไม่สุข ชอบเดินไปโน่นมานี่ และชอบทำอะไรแบบรีบๆเสมอ จนดูเหมือนคนขี้ใจร้อน แต่ในใจเขานั้น เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ และไว้วางใจได้เสมอ ชาวราศีธนูเป็นคนที่ชอบความตื่นเต้น ท้าทาย หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เขารู้สึกร่าเริงและมีชีวิตชีวา ดังนั้น คนราศีนี้จึงไม่ค่อยกลัวอะไร และชอบทำอะไรด้วยความเสี่ยงเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกีฬา กิจกรรมการงาน เขาก็ทำได้หมด      รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.MThai.com

รีวิว ปั๊ม-น้ำ-มัน : รอแล้วรอเล่า เฝ้าแต่รอ
review /  ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ / 

นับเป็นอีกหนึ่งผลงานภาพยนตร์ไทยช่วงส่งท้ายปลายที่น่าจับตามองทีเดียว สำหรับ ปั๊ม-น้ำ-มัน ผลงานกำกับเรื่องล่าสุดของดอกไม้เหล็กเมืองไทย กอล์ฟ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ที่ได้ไปฉายรอบพรีเมียร์ไกลถึงเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลี พร้อมหอบกระแสตอบรับดี ๆ จากนักวิจารณ์กลับมาเตรียมเข้าโรงฉายในเมืองไทย ปั๊ม-น้ำ-มัน คือเรื่องราวของ มั่น (รับบทโดย ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย) ชายหนุ่มเจ้าของปั๊มน้ำมันกลางดินแดนชนบทห่างไกล เขาใช้ชีวิตไปวัน ๆ เพื่อรอคอยการกลับมาของ นก (รับบทโดย หนูจ๋า อาชิรญาณ์ แก้วกัญญา) เมียรักที่ทอดทิ้งเขาไป โดยที่มีสาวรุ่นใหญ่อย่าง เจ๊มัท (รับบทโดย ต่าย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล) และสาวรุ่นเล็กอย่าง ฝน (รับบทโดย แม็กกี้ อาภา ภาวิไล) แวะเวียนมาคอยขายขนมจีบให้มั่นอยู่เนือง ๆ แต่ถึงกระนั้นมั่นก็ยังมีใจที่มั่นคงสมชื่อ เพราะเขาไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหน แม้เวลาจะผ่านเลยไปสักกี่สิบปีก็ตาม พี่กอล์ฟ ผู้กำกับของเรื่องได้เล่าว่าที่มาที่ไปของคำว่า ปั๊ม-น้ำ-มัน ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายแฝงเกี่ยวกับการรอคอย คนเราจะนึกถึงปั๊มน้ำมันก็ต่อเมื่อน้ำมันหมด เมื่อแวะมาเติมน้ำมันจนเต็มถังแล้วก็จากไป โดยไม่รู้ว่าจะกลับมาใช้บริการอีกหรือไม่ แต่ปั๊มน้ำมันก็ยังอยู่ที่เดิม รอคอยลูกค้าที่จะแวะเวียนมา เช่นเดียวกับพระเอกของเรื่องที่เฝ้ารอคนรักของตัวเองอยู่ที่ปั๊มน้ำมันโดยไม่คิดจะออกไปตามหา เพราะวันใดที่คนรักของเขาหวนกลับมา พวกเขาจะได้ไม่ต้องคลาดคลากันอีก พล็อตเรื่องโดยรวมกล่าวได้ว่าเป็นภาพยนตร์รักสี่เส้า มีตัวละครหลัก ๆ ที่ดำเนินเรื่องเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น โดยแต่ละตัวละครมีปมเกี่ยวกับการรอคอย อีกทั้งยังมีเส้นเรื่องของตัวเองที่ชัดเจน ทำให้ผู้ชมเข้าใจที่มีถึงสาเหตุการกระทำของทุก ๆ ตัวละคร อย่างไรก็ตาม...ตัวหนังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลให้ผู้ชมรับรู้ไปตามลำดับเวลา หากแต่ท้าทายผู้ชมด้วยการเล่าเหตุการณ์ในปัจจุบันกับเหตุการณ์ในอดีตสลับไปมา เพื่อค่อย ๆ คลี่คลายให้เข้าใจตัวละครอย่างช้า ๆ และมีความหมายอย่างที่สุด และแม้จะจั่วหัวว่าเป็นหนังดราม่าเคล้าน้ำตา ทว่าตัวหนังจริง ๆ มีกราฟขึ้นลงในลักษณะแฟนตาซีและคอมเมดี้อยู่ประปราย ซึ่งมีข้อดีคือเรื่องราวจะไม่ดูราบเรียบชวนหลับจนเกินไป แต่กลายเป็นดาบสองคมที่ส่งผลให้บางฉากไม่สามารถถ่ายทอดความดราม่าได้จนสุดท้าย (ถูกเบรกด้วยมุกตลกเสียก่อน) ต่าย เพ็ญพักตร์ และ แม็กกี้ อาภา คือสองตัวละครที่น่าจับตามองมาก ๆ สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ด้วยความสามารถทางการแสดงที่มีพลังดึงให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วม ตลอดจนสปิริตทางการแสดงที่ไม่หวั่นแม้คอสตูมจะหลุดโลกและแฟนตาซีเพียงใดก็ตาม (มีคนลงทุนนับด้วยว่า แม็กกี้ อาภา เปลี่ยนชุดถึง 12 ชุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ จริงเท็จประการใดลองไปนับกันเอาเอง) โดยรวมแล้วภาพยนตร์ตั้งคำถามกับการรอคอยว่า...ในยามที่เวลาพัดผ่านไป สิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” จะยังคงอยู่หรือแปรเปลี่ยนไป คน ๆ หนึ่งจะรอคอยได้นานเพียงใด และในการรอคอยนั้นสิ่งที่เขาได้ตอบแทนกลับมาจะคุ้มค่าหรือไม่ ทั้งหมดหาคำตอบได้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ปั๊ม-น้ำ-มัน อีกหนึ่งภาพยนตร์ไทยสไตล์วินเทจที่แฝงด้วยสัญลักษณ์ต่าง ๆ ขอให้คะแนนไว้ที่ 3.5 / 5 ครับ บทความโดย NuTTi3 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ

ก่อนชม 'ดาวคะนอง' ย้อนดู ‘เจ้านกกระจอก’ บทบันทึกเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทยของ ใหม่-อโนชา
ดาวคะนอง /  อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล / 

ในวาระที่ 'ดาวคะนอง' ผลงานหนังยาวเรื่องที่สองของผู้กำกับ ใหม่-อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ จะเข้าฉายในบ้านเราอย่างเป็นทางการวันแรก (8 ธ.ค. 2559) ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน อโนชานำหนังเรื่องแรกของเธอเข้าฉายในบ้านเรา และ ‘เจ้านกกระจอก’ ก็กลายเป็นหนังไทยที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ในแง่ของการใช้สัญลักษณ์เพื่อเล่าเรื่อง ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่อโนชานำใช้ในหนังเรื่องล่าสุดของเธอเช่นกัน เราจึงขอหยิบเอาบทความจากคอลัมน์คลาสสิคในนิตยสาร BIOSCOPE "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" ที่ ไกรวุฒิ จุลพงศธร ได้เขียนถึง ‘เจ้านกกระจอก’ ถึงการเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารกับผู้ชม ก่อนที่จะไปชมผลงานล่าสุดของเธอกันในสัปดาห์นี้ **เช็ครอบฉายและข่าวสารของหนัง 'ดาวคะนอง' ได้ที่ www.facebook.com/daokhanongmovie ‘เจ้านกกระจอก’ กับขบวนการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทย (แบบไม่ได้นัดหมาย) โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร **ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 105 / สิงหาคม 2553 ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาช่างแตกต่างราวกับฟ้าและเหวกับช่วงที่ผมเริ่มต้นเขียนคอลัมน์นี้ เมื่อ 8 ปีก่อนผมเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบโฆษณาแต่ดันชื่นชอบการตีความสัญลักษณ์ใน หนังที่เรียนรู้จากพ็อคเกตบุ๊ครวมบทวิจารณ์ของ สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์, มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ และ ประชา สุวีรานนท์ ซึ่งได้กลายเป็นครูอย่างไม่เป็นทางการของผม ในโลกของผม ณ ช่วงเวลาดังกล่าว "สัญลักษณ์มีแต่ในหนังเท่านั้น" (แน่นอนครับว่ามันมีที่อื่นๆ ด้วย แต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจมันเอง) 8 ปีผ่านไปมีอะไรเกิดขึ้นมากมายกับชีวิต และสัญลักษณ์ไม่ได้อยู่แค่ในหนังอีกต่อไป แต่สัญลักษณ์อยู่กลางถนน และมิใช่ผม คนเดียวที่ตระหนัก เพราะดูเหมือนสังคม ‘ทุกฝ่าย’ ค่อยๆ เรียนรู้ว่าการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เป็นการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดในวินาทีนี้ (ดูอย่างกรณีที่คนเสื้อแดงพยายามจะไปพันผ้าสีแดงที่ป้ายถนนราชประสงค์, ต่อมาก็มีกำลังตำรวจจำนวนมากมาเฝ้าป้ายดังกล่าว, และหนักข้อขึ้นไปอีกเมื่อป้ายดังกล่าวได้ถูกเจ้าหน้าที่ถอดทิ้งไปเลย, ลงท้ายด้วยเอาป้ายมาติดตั้งใหม่พร้อมคำอธิบายว่านำป้ายไปทำความสะอาดเนื่องจากมีคนมาฉีดสีพ่นทับตัวอักษร) สังคมค่อยๆ เรียนรู้ (ผมหวังอย่างนั้น) ว่าการต่อสู้ด้วยพละกำลังหรือการต่อสู้แบบ ถอนรากถอนโคนซึ่งมักมากับกระบวนทัศน์ ‘สงครามครั้งสุดท้าย’ นั้นไม่มีอยู่จริง สงครามไม่มีวันจบลงง่ายๆ ยุทธศาสตร์ต่อไปคือการต่อสู้อย่างต่อเนื่องและยืดยาว การช่วงชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์จึงกลายเป็นสมรภูมิอย่าง ไม่เป็นทางการ นักสัญศาสตร์จึงกลายเป็นบุคคลสำคัญของสังคม เพราะพวกเขามีหน้าที่คุ้ยเขี่ย กัดเซาะ สร้าง และตีความสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อ ‘ทำลาย’ หรือ ‘ตอกย้ำ’ วาทกรรมที่แต่ละฝ่ายผลิตขึ้นมา คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ สิ่งที่พัวพันกับการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้ก็คือการช่วงชิง ‘พื้นที่’ ‘เวลา’ และ ‘ความทรงจำ’ ดูตัวอย่างจากการพันผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ แม้จะเป็นพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร แต่ก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์สุดทรงพลัง เพราะมันเป็นการแย่งชิงพื้นที่ ความทรงจำและการรับรู้ของสังคม ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งพยายามจะ ‘ลบเลือน’ ความทรงจำนี้ทิ้งไป อีกฝ่ายก็พยายามจะ ‘ย้ำเตือน’ มิให้ความทรงจำจางหาย แน่นอนว่าการต่อสู้นี้ขึ้นอยู่กับบริบทเวลา หากมิได้ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายความทรงจำดังกล่าวก็จะบิดเบือน และหลุดหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และกลายเป็น "ความทรงจำส่วนบุคคล" หรือของคนกลุ่มย่อยๆ ไปแทน นอกจาก พื้นที่ เวลา และความทรงจำ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้แล้ว มันยังเป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของศิลปะภาพยนตร์อีกด้วย หากเมื่อ 8 ปีก่อนผมตื่นเต้นกับงานของคนทำหนังอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, นนทรีย์ นิมิบุตร และ เป็นเอก รัตนเรือง ที่ทำให้เกิดการบูมของหนังไทยร่วมสมัยในช่วงเวลานี้ผมก็ตื่นเต้นกับกลุ่มคนทำหนังบนดินและใต้ดิน –ไม่ว่าจะมีแนวคิดทางการเมืองแบบใดก็ตาม- แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาพยายามโต้ตอบกับสังคมด้วยการสร้างงานที่เล่นกับพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำ ผ่านระบบสัญลักษณ์ที่งัดข้อก่อกวนกับวาทกรรมหลัก ผมกำลังหมายถึงหนังอิสระอย่าง ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ‘บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน’ และ ‘จุติ’ ของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล, ‘เจ้านกกระจอก’ ของ อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ ไปจนถึงหนังสั้นของ ปราปต์ บุนปาน, เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง หรืองานในอนาคต (แน่นอนว่าผมยังไม่ได้ดู แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเล่นกับการเปรียบเปรยเชิงการเมือง) ทั้ง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ของ สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์, ‘The Dog ชิงหมาเกิด’ ของ พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง และ ‘14’ ของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล แน่นอนว่าคนเหล่านี้ไม่ได้นัดกัน และไม่ได้มีอุดมการณ์ การเมืองเดียวกัน แต่การปรากฏของผลงานเหล่านี้ใน ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก็เป็นขบวนการหนังสัญลักษณ์ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง (**อัพเดต จนถึงปัจจุบัน ‘14’ ยังไม่ได้ถูกผลิตขึ้น ส่วนอย่างที่ทราบกันคือ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ กลายเป็นหนังที่โดนแบนในบ้านเราไป) หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ คนทำหนังรุ่น เพิ่มพล เชยอรุณ หรืองานยุครุ่งเรืองของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล มุ่งสะท้อนสังคมด้วยการตีแผ่อย่างตรงไปตรงมาหรือมีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นเห็นชัด แต่ขบวนการหนังบนดินและใต้ดินยุคปัจจุบัน (แบบไม่ได้นัดหมาย) มิได้เดินบนเส้นทางนั้น หากไม่นับงานของพงษ์พัฒน์และชูเกียรติ (ซึ่งผมยังไม่ได้ดู) คนทำหนังที่เหลือซึ่งเป็น คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ นำเสนอผ่านสุนทรียะเฉพาะตัวและระบบสัญลักษณ์ที่แนบเนียนและแพรวพราวเกินกว่ายุคของเพิ่มพลไปแล้ว ซึ่งต้องอาศัยพื้นฐานความ เข้าใจและการสั่งสมสุนทรียะของภาพยนตร์โลกร่วมสมัยในระดับหนึ่ง มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่คนทำหนังกลุ่มนี้จะถูกป้ายข้อหาจากคนดูว่า “ดูไม่รู้เรื่อง” หรือ “เข้าใจยาก” แต่ขณะเดียวกัน ภายใต้สังคมไทยอันแสนเคร่งครัดในยุคสมัยของการจำกัดจำเขี่ยทางความคิดเห็น การ ‘ดูไม่รู้เรื่อง’ และ ‘เข้าใจยาก’ ก็กลับกลายเป็นเกราะป้องกันตัวผู้สร้างเอง พวกเขาจึงสามารถสร้างงานที่ ‘เตะเฉียด’ ประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ผ่านเนื้องานและสัญลักษณ์ที่แนบเนียนหรือแปลกพิศวงได้ เช่น หากอภิชาติพงศ์สร้างหนังเกี่ยวกับวันเสียงปืนแตกโดยตรงก็คงโดนแบน แต่การสร้างโดยผสมสุนทรียะของหนังส่วนตัวและเนื้อหาการเมืองเชิงสัญลักษณ์แยบยลก็ทำให้หนังออกสู่สังคมได้ (ในกรณีของอภิชาติพงศ์และอโนชานั้น ความพิศวงของสัญลักษณ์ยังกลายเป็น ‘ปริศนา’ และ ‘ความลึกลับ’ ที่ทำให้คอหนังศิลปะในต่างชาติอ่านงานของพวกเขาในความหมายอื่นๆ ได้อีกด้วย) กลายเป็นว่าในพื้นที่เล็กๆ อย่างหนังอิสระ กลับมีระดับเพดานการแสดงความคิดเห็นที่สูงกว่าปกติ ทว่าพื้นที่ดังกล่าวก็เล็ก เล็กมาก หรือเล็กที่สุดจนแทบจะไม่มีเสียงเล็ดรอดออกไปให้เกิดการพูดคุยในวงกว้าง นักวิจารณ์และนักดูภาพยนตร์ (cinephile) คือฟันเฟืองที่เข้ามามีบทบาทในจุดนี้ แต่ลำพังนักวิจารณ์เองก็ทำงานได้ไม่มีประสิทธิผล ตั้งแต่ติดอยู่ในระบบ มีพื้นความรู้ที่ทำให้อ่านงานเหล่านี้ไม่ขาดพอ รวมถึงต่อให้อ่านได้แต่จะเขียนได้ชัดเจนมากขนาดไหน หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นตัวอย่างชั้นดีของสิ่งที่ผมได้พูดไป อโนชาและ ลี ชาตะเมธีกุล (มือตัดต่อ) จงใจก่อกวนพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำด้วยการเล่าหนังโดยไม่เรียงลำดับเวลา (เหมือนหนังเรื่อง 21 Grams) เมื่อผนวกกับชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ (Mundane History) ก็คลับคล้ายท่วงท่าปรัชญาแบบพังค์ๆ ที่โจมตีประวัติศาสตร์ทางการที่เล่าเรื่องแบบเรียงตามลำดับเวลา (หรืออำนาจแนวดิ่ง) และให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่มาในรูปแบบของความทรงจำที่ย่อมวูบวาบ ไม่เรียงลำดับก่อนหลัง (หรืออำนาจแนวระนาบ) ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วย เมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย เราอ่านหนังได้อย่างน้อยสองระดับ ระดับแรกคือเชื่อไปตามเรื่องว่ามันเป็นเรื่องของบุรุษพยาบาลที่ต้องเข้ามาดูแลเด็กหนุ่มพิการ ลูกผู้ดีเก่าที่ไม่ลงรอยกับพ่อผู้แสนดี เขาถูกแวดล้อมไปด้วยแม่บ้านและคนใช้ แล้วความสัมพันธ์ของบุรุษพยาบาลและเด็กหนุ่มจากที่ตึงเครียด ก็ค่อยๆ อ่อนลงและกลายเป็นความอ่อนโยนระหว่างสองมนุษย์ ระดับที่สองคือการตั้งคำถามว่า ทั้งหมดนี้คืออุปลักษณ์ (metaphor) ของสังคมไทยในยุคพ.ศ.นี้ นี่คือสังคมไทยที่ในอดีตเคยรุ่งเรืองและงามงด (จากสภาพบ้านที่เป็นผู้ดีเก่า, คำอธิบายว่าคุณพ่อเป็นคนแสนดี) แต่ปัจจุบันกลับเป็นสังคมที่รุนแรง เปลี่ยนแปลง และไร้อนาคต (เด็กหนุ่มพิการ, เอาแต่ใจ, อารมณ์เกรี้ยวกราด, รักษาไปก็เปล่าประโยชน์, ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้) และมันก็ยังเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยชนชั้น (มีการแบ่งการกินข้าวอย่างชัดเจน เจ้านายกินชั้นบน บ่าวไพร่กินชั้นล่าง แถมยังมีบ่าวไพร่ที่ทำตัวประหนึ่งเจ้านาย หรืออาจมีอะไรกับเจ้านายด้วยซ้ำ) ผมไม่ได้บอกว่าสังคมไทยไร้ความหวัง หรือคนทำหนังเรื่องนี้จะบอกว่า สังคมไทยสิ้นหวัง แต่หนังเรื่องนี้เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้ อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วยเมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย หนังพูด ถึงอารยธรรมในฉากเดินดูรูปจำลองของอารยธรรมต่างๆ (ซึ่งรุ่งโรจน์และ มอดม้วยไปแล้ว) ในท้องฟ้าจำลอง และยังพูดถึงพุทธธรรมผ่านตัวคนใช้ที่สบถขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ในแง่วิทยาศาสตร์มีการอธิบายเรื่องจุดจบของดาว อโนชาลากให้ทุกอย่างมารวมกัน เหมือนกับภาพโปสเตอร์หนังที่เหมือนรูปปริศนา มันเป็นทั้งดวงตา ของเด็กหนุ่มผู้พิการไร้ความหวัง เป็นทั้งดาวฤกษ์สุกสว่างที่กำลังจะแตกดับ และเป็นทั้งดวงตาของคนทำหนังที่จับจ้องความล่มสลายของยุคสมัย อารยธรรมมีวันสิ้นสุด เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องสามัญ และหากดาวอันใหญ่ยักษ์ยังมีวันดับได้ นับประสาอะไรกับอารยธรรม, ประเทศชาติ, คนรุ่นหนึ่ง, มนุษย์ที่ยิ่งใหญ่หรือต่ำต้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งเซลล์อณูหนึ่ง ก็ต้องมีวันดับสิ้นไปทั้งนั้น แต่เมื่อมีวันดับสิ้น ก็มีวันกำเนิดใหม่ และหลังจากประวัติศาสตร์ของโลก / อารยธรรม / ประเทศ / ครอบครัว ที่ผ่านมาถูกเดินหน้าด้วยบุรุษเพศ ผู้กำกับเพศหญิงที่เล่าสงครามระหว่างเพศชายมาเกือบ 80 นาทีได้แย้มนัยว่า บทใหม่ของประวัติศาสตร์จะเริ่มด้วยสตรีเพศเสียที ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

Inferno โลกันตนรก เปิดตัวไม่ร้อนแรงเท่าไรในบ็อกซ์ออฟฟิศสหรัฐฯ
Boo! A Madea Halloween /  Dan Brown / 

Inferno โลกันตนรก เปิดตัวไม่ร้อนแรงเท่าไรในบ็อกซ์ออฟฟิศสหรัฐฯ เริ่มต้นสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน ดูเหมือนว่าจะมีภาพยนตร์เข้าใหม่ที่น่าจับตามองอยู่เพียงไม่กี่เรื่อง และหนึ่งในนั้นก็เป็นภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ ทอม แฮงค์ส (Tom Hanks) ภาพยนตร์ภาคต่อที่หลายคนรอคอย แม้ว่าจะอยู่ในสามอันดับแรกของบ็อกซ์ออฟฟิศ ทว่าภาพยนตร์กลับทำรายได้ค่อนข้างน่าผิดหวังทีเดียว อันดับที่หนึ่งของบ็อกซ์ออฟฟิศในสัปดาห์นี้ แชมป์เก่าจากสัปดาห์ที่แล้ว Boo! A Madea Halloween ผลงานการกำกับของ ไทเลอร์ เพอร์รี (Tyler Perry) ที่กำกับเอง เล่นเอง ฮาเองอีกด้วย ภาพยนตร์สยองขวัญที่รวมเอาจุดเด่นจากภาพยนตร์สยองขวัญหลายเรื่องมาล้ออย่างสนุกสนาน น่าเสียดายที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่มีกำหนดฉายในประเทศไทย แต่สัปดาห์นี้ที่สหรัฐฯ ก็ทำรายได้เพิ่มไปอีก 16.6 ล้านเหรียญ การกลับมาของศาสตราจารย์ โรเบิร์ต แลงดอน รับบทโดย ทอม แฮงค์ส (Tom Hanks) นักสัญลักษณ์วิทยาที่จะต้องกลับมากอบกู้โลกอีกครั้งในภาพยนตร์ที่สร้างจากนวนิยายขายดีของ แดน บราวน์ (Dan Brown) อย่าง Inferno โลกันตนรก ที่ยังร้อนแรงได้ไม่มากพอ ยิ่งไปกว่านั้นไฟจากโลกันตนรกดูจะไม่แรงเท่ากับสองภาคก่อนหน้านี้อย่าง The Da Vinci Code เปิดตัวในปี 2006 ด้วยรายได้ 77 ล้านเหรียญ ตามมาด้วย Angels & Demons เปิดตัวในปี 2009 ด้วยรายได้ 46.2 ล้านเหรียญ ในขณะที่ภาคนี้ทำรายได้เปิดตัวอย่างเงียบเหงาอยู่ที่ 15 ล้านเหรียญเท่านั้น และภาพยนตร์มีกำหนดเข้าฉายในไทย 10 พฤศจิกายนนี้ ปิดท้ายกับภาพยนตร์อันดับที่สามในสัปดาห์นี้ ทอม ครูซ (Tom Cruise) กับมาปฏิบัติภารกิจอีกครั้งในภาพยนตร์ภาคต่อที่หลายคนรอคอย Jack Reacher: Never Go Back การกลับมาครั้งนี้เพื่อมาแก้แค้นให้กับลูกน้องของตัวเองที่ถูกฆ่า และออกปฏิบัติการอย่างระห่ำ พร้อมใช้อุปกรณ์ทุกอย่างโดยไม่ต้องสนใจว่ามันจะพังหรือไม่พัง แม้ไม่ใช่ภารกิจที่เสี่ยงตาย แต่ก็มันส์สะใจแฟน ๆ ภาพยนตร์สายลับ สัปดาห์นี้ทำรายได้เพิ่มอีก 9.5 ล้านเหรียญ ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ boxofficemojo.com