สัญลักษณ์จราจร

คดีเพียบ! เเบนเกริกฤทธิ์1นัดหยามเปา,ผช.กิเลน-ฉลามโดน2นัด
ชลบุรี เอฟซี /  สมาคมฟุตบอล / 

ผลพิจารณาการลงโทษคณะกรรมการพิจารณาวินัยมารยาทสรุปผลประชุม ลงโทษแบนปรับหลายทีมในศึกไทยลีกเเละดิวิชั่น1ในสัปดาห์ 22 สรุปผลการพิจารณาการลงโทษ คณะกรรมการพิจารณาวินัยมารยาท สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ประจำวันที่ 19 กรกฎาคม 2559 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมคณะกรรมการเลือกตั้ง อาคารบี ศูนย์ราชการฯ สโมสรโอสถสภา เอ็ม-150 สมุทรปราการ เอฟซี กับ สโมสรชลบุรี เอฟซี นาทีที่ 90+3 นายจักรพันธ์ ปั่นปี หัวหน้าผู้ฝึกสอนสโมสรชลบุรี เอฟซี ได้ออกนอกเขตเทคนิค เดินมาหาผู้ตัดสินที่ 4 และ หลังจบการแข่งขัน ผู้เล่นหมายเลข 4 นายเกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ได้พูดจาไม่เหมาะสม และพร้อมทำสัญลักษณ์ของการรับเงิน ในระหว่างเดินทางเข้าห้องผู้ตัดสิน และมีการขัดขวางก่อนเข้าห้องพักผู้ตัดสิน นอกจากนี้นายจักรพันธ์ ปั่นปี ได้เข้ามาต่อว่าผู้ตัดสิน ผลการพิจารณา 1.ผู้เล่นหมายเลข 4 นายเกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ได้พูดต่อผู้ตัดสินในลักษณะ เยาะเย้ย ดูหมิ่น เหยียดหยามผู้ตัดสิน โดยมีพยานหลักฐานปรากฎชัดตามรายงานของผู้ตัดสินซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำได้รายงานมาด้วยตนเอง มีความผิดตามข้อ 1.9 ด่าด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย หรือเยาะเย้ย ดูหมิ่น เหยียดหยามหรือการเหยียดผิวหรือเชื้อชาติต่อเจ้าหน้าที่ทีม หรือเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขัน หรือนักกีฬา หรือกองเชียร์ทีมคู่แข่งขันหรือบุคคลใดด้วยพฤติกรรมที่ชัดแจ้ง ทั้งภาษากายหรือด้วยการโยนผลไม้ไปให้ทั้งภายในและภายนอกสนามแข่งขัน พิจารณาห้ามลงแข่งขันครั้งต่อไป 1 นัดและปรับเงิน 20,000 บาท 2 .นายจักรพันธ์ ปั่นปี หัวหน้าผู้ฝึกสอนสโมสรชลบุรี เอฟซี ได้เข้ามาต่อว่าผู้ตัดสิน เห็นว่าเป็นการด่าเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขันด้วยถ้อยคำหยาบคาย มีพยานหลักฐานเป็นรายงานของผู้ตัดสินอย่างชัดเจน มีความผิดตามข้อ 2.7 ด่าเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขัน นักกีฬา เจ้าหน้าที่ทีม หรือกองเชียร์ทีมคู่แข่งขัน ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย หรือเยาะเย้ย ดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือ แสดงกิริยาก้าวร้าว ข่มขู่ เช่น การเหยียดผิวหรือเชื้อชาตินักกีฬา หรือเจ้าหน้าที่ หรือกองเชียรทีมคู่แข่งขันหรือบุคคลใดด้วยพฤติกรรมที่ชัดแจ้ง ทั้งภาษากายหรือด้วยการโยนผลไม้ไปให้ พิจารณาห้ามลงทำหน้าที่ครั้งต่อไป 2 นัด และปรับเงิน 40,000 บาท สโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี กับ สโมสรราชบุรี มิตรผล เอฟซี 

 นาทีที่ 38 ผู้เล่นหมายเลข 35 Mr. MARVIN OLALEKAN OGUNJIMI สโมสรราชบุรี มิตรผล เอฟซี ถูกเปลี่ยนตัวออก จึงไม่พอใจเจ้าหน้าที่ทีม ได้แสดงกิริยาโดยการขว้างขวดน้ำลงพื้น ผลการพิจารณา ผู้เล่นหมายเลข 35 Mr. MARVIN OLALEKAN OGUNJIMI สโมสรราชบุรี มิตรผล เอฟซี มีความผิดตามระเบียบว่าด้วยการลงโทษฯ บทที่ 3 หมวดที่ 2 ข้อ 1.8 แสดงกริยาหรือแสดงสัญลักษณ์ต่าง ๆที่สังคมทั่วไปเห็นว่าไม่เหมาะสมต่อหน้าสาธารณชน ผู้เล่น เจ้าหน้าที่ทีม กองเชียร์ หรือเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขัน เช่น การเตะขวดน้ำ หรือกระทำการยั่วยุอันอาจเป็นเหตุนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยในสนามแข่งขันได้ เป็นต้น พิจารณาปรับเงิน 10,000 บาท หากมีการกระทำความผิดลักษณะเดียวกันซ้ำอีก อาจถูกพิจารณาเพิ่มโทษ สโมสรอาร์มี่ ยูไนเต็ด กับ สโมสรศรีสะเกษ เอฟซี 

 นาทีที่ 80 นายจักรพรรณ แก้วสังข์ทอง เจ้าหน้าที่ล่ามสโมสรศรีสะเกษ เอฟซี ได้เตะฟุตบอลเข้าไปในสนาม จึงเกิดการชะลอการเริ่มเล่น ผู้ตัดสินได้เชิญ นายจักรพรรณ แก้วสังข์ทอง เจ้าหน้าที่ล่ามสโมสรศรีสะเกษ เอฟซี ออกจากที่นั่งผู้เล่นสำรอง ผลการพิจารณา นายจักรพรรณ แก้วสังข์ทอง เจ้าหน้าที่ล่ามสโมสรศรีสะเกษ เอฟซี มีความผิดตามระเบียบว่าด้วยการลงโทษฯ บทที่ 3 หมวดที่ 2 ข้อ 2.3 เจ้าหน้าที่ทีมคนใดถูกผู้ตัดสินเชิญให้ออกไปจากที่นั่งผู้เล่นสำรองต้องพักการทำหน้าที่ 1 นัด สโมสรเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด กับ สโมสรฟุตบอลราชนาวี นายสันติ ไชยเผือก ผู้ช่วยผู้ฝึกสอนสโมสรเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้เตะขวดน้ำ วิ่งลงมาต่อว่าผู้ตัดสิน ด้วยคำหยาบคายและ ปรบมือเป็นการเยาะเย้ยถากถาง ผลการพิจารณา นายสันติ ไชยเผือก ผู้ช่วยผู้ฝึกสอนสโมสรเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เป็นความผิดตาม ข้อ 2.7 กรณีด่าเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขัน นักกีฬา เจ้าหน้าที่ทีม หรือกองเชียร์ทีมคู่แข่งขัน ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย หรือเยาะเย้ย ดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือ แสดงกิริยาก้าวร้าว ข่มขู่ เช่น การเหยียดผิวหรือเชื้อชาตินักกีฬา หรือเจ้าหน้าที่ หรือกองเชียรทีมคู่แข่งขันหรือบุคคลใดด้วยพฤติกรรมที่ชัดแจ้ง ทั้งภาษากายหรือด้วยการโยนผลไม้ไปให้ โดยเหตุการณ์นี้ มีพยานหลักฐานปรากฏชัดตามรายงานของผู้ตัดสินซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำได้รายงานมาด้วย คณะกรรมการฯพิจารณา ห้ามลงทำหน้าที่ครั้งต่อไป 2 นัด และปรับเงิน 40,000 บาท

ก็อดซิลลาใหม่หมด! Godzilla Resurgence เปิดตัวยิ่งใหญ่กลางชินจูกุ
Godzilla: Resurgence /  ก็อดซิลลา / 

ก็อดซิลลาใหม่หมด! Godzilla Resurgence เปิดตัวยิ่งใหญ่กลางชินจูกุ ปรากฏตัวอีกครั้งแล้วสำหรับสิ่งมีชีวิตไซส์ใหญ่ที่สุดตัวหนึ่งของโลกอย่า ก็อดซิลลา ในภาพยนตร์เรื่องล่าสุด Godzilla Resurgence หรือ ชินโกจิระ ซึ่งก็อดซิลลาในภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำให้ลืมก็อดซิลลาก่อนหน้านี้ไปเลย เพราะมันมีขนาดใหญ่ที่สุดถึง 118.5 เมตร โดยสตูดิโอโตโฮผู้ให้กำเนิดก็อดซิลลา ล่าสุดกับการเปิดตัวในแดนปลาดิบที่บริเวณด้านหน้าโรงภาพยนตร์โตโฮซีเนมาไอแมกซ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งเดียวกันกับโรงแรม Gracery Shinjuku ที่มีไฮไลท์สำคัญดึงดูดนักท่องเที่ยวและแฟน ๆ ก็อดซิลลาจากทั่วโลกให้แวะเวียนมานั่นคือ ห้องก็อดซิลล่า (GODZILLA ROOM) ที่รวบรวมสรรพสิ่งที่เกี่ยวกับก็อดซิลลามาไว้ในห้องพักแห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เรียกความสนใจต่อผู้คนมากที่สุดคือ เป็นที่ตั้งของ หัวก็อดซิลล่าขนาดเท่าจริง ด้วยสเกลขนาด 1 ต่อ 1 ที่มีความสูงถึง 12 เมตร บนชั้น 8 ของอาคารชินจูกุโตโฮบิวดิงราวกับว่าเพ่งสายตามองไปยังผู้คนบนท้องถนนคาบูกิโจในย่านที่เต็มไปด้วยสีสัน และความคึกคักซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของชินจูกุ ณ กรุงโตเกียวในค่ำคืนที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ที่เรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์ของงานเวิลด์พรีเมียร์ในครั้งนี้ คือ ก็อดซิลลาโรด (GODZILLA ROAD) ที่มีความยาว 118.5 เมตร เทียบเท่ากับความสูงของเจ้าก็อดซิลลาตัวใหม่อีกด้วย โดยงานนี้ได้มีการปูพรมแดงด้วยความยาวดังกล่าวไปบนถนนที่ทอดตรงไปยังอาคารซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงภาพยนตร์โตโฮซีเนมาไอแมกซ์ งานเริ่มต้นพร้อมกับการเปิดตัว ฮิเดะอากิ อันโนะ และ ชินจิ ฮิงุชิ 2 ผู้กำกับอัจฉริยะ และเหล่านักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง GODZILLA RESURGENCE นำโดย ซาโตมิ อิชิฮาระ, ฮิโรกิ ฮาเซกาว่า, ยูทากะ ทาเคโนะอุจิ 3 ซูเปอร์สตาร์ร่วมเดินบนพรมแดงพร้อมทักทายและแจกลายเซ็นให้กับเหล่าแฟน ๆ ก็อดซิลลาชาวญี่ปุ่น ที่มาคอยต้อนรับอย่างคับคั่งทั้งสองข้างทาง ก่อนที่จะเปิดตัวด้วยการแนะนำนักแสดงหลักและสมทบพร้อม 2 ผู้กำกับโดยมีการถ่ายรูปหมู่ในท่าก็อดซิลลาสร้างสีสันและความประทับใจให้กับทุกคนด้วยรอยยิ้มและความสดใสในการเปิดตัวในครั้งนี้โดยมีฉากหลังเป็นเจ้าก็อดซิลลาที่โผล่หัวจากบนดาดฟ้าตึกด้วย

โคตรมัน!!! ดีเจจำเป็น แจ๊ส ชวนชื่น ระบายอารมณ์ในวันรถติดแห่งชาติ
แจ๊ส ชวนชื่น

   จากเหตุการณ์ฝนเทกระหน่ำทั่วกรุงเทพ ตั้งแต่เมื่อวาน (20 มิถุนายน) ทำเอาในหลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมขัง และหนีไม่พ้นกับเรื่องน่าเบื่อแบบสุดๆ ของคนเมือง ในวันรถติดแห่งชาติอย่างเช้าวันนี้ และที่ทำให้หลายคนได้อารมณ์ดีกันบ้าง คงจะเป็นการจัดรายการเป็นดีเจเฉพาะกิจของหนุ่ม แจ๊ส ชวนชื่น ที่เกิดอาการอารมณ์เสียสุดๆ กับเหตุการณ์รถติด ทำให้เจ้าตัวไปทำงานล่าช้า เลยขอระบายผ่านโซเชียลแบบมันๆ สไตล์หนุ่มตลก แบบมีศิลปะ รับรองว่าโคตรฮา ลองไปฟังดู... รายงานการจราจร. จากแจ๊ส. #โคตรมันส์ ชีวิต. กู. 🐂🐏🐄. ชั่วโมงนี้. พูดคำเดียวว่า. yes 🐊. ครับ. A video posted by jazzpadung (@jazzpadung) on Jun 20, 2016 at 8:27pm PDT

ถ่ายทอดสด!  พัทยามาราธอน 2016 ครั้งที่ 25
พัทยา /  พัทยามาราธอน 2016 / 

ถ่ายทอดสด! พัทยามาราธอน 2016 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 25 เมืองพัทยาได้ดำเนินการจัดแข่งขันมาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นสัญลักษณ์ทาง วัฒนธรรมด้านกีฬามหาชนและเป็นประเพณีสำหรับเมืองพัทยาที่สร้างชื่อเสียงใน ระดับชาติและนานาชาติ เป็นการแข่งขันวิ่ง เพื่อชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และเงินรางวัลกว่า 2 ล้านบาท โดยมีการจัดการจัดการแข่งขันประเภท Marathon 42.195 km.  Half Marathon 21.10 km.  Quarter Marathon 10.550 km. และ Funrun 3.7 km. ถูกจัดขึ้นบนเส้นทางเลียบชายหาดพัทยา เป็นบรรยากาศการวิ่งที่มีความสวยงาม ทำให้เป็นที่ดึงดูดใจนักวิ่งระดับโลกและนักวิ่งทั่วไป โดยเส้นทางหลัก จะใช้ถนนเลียบชายหาดเมืองพัทยาทั้งหมด แบ่งพื้นที่การแข่งขันเป็น 4 โซนหลักคือ 1. โซนพัทยากลาง – พัทยาใต้ – walking street – ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย (ไป-กลับ) สำหรับเส้นทางแข่งขันในประเภท Marathon 42.195 km. Half Marathon 21.10 km.  Quarter Marathon 10.550 km. จะเริ่มแข่งขันตั้งแต่เวลา 03.30 ถึง 11.00 น. (Cut-off time คือ 10.30 น.) 2. โซนพัทยากลาง – พัทยาเหนือ – ถนนพัทยาสาย 2 สำหรับเส้นทางแข่งขันประเภท Micro Marathon 3.7 km. และประเภท Wheel Chair 10 km. จะเริ่มแข่งขันตั้งแต่เวลา 05.30-08.00 น. (ประเภทวีลแชร์ จะใช้เส้นทางแข่งขันเพิ่มจากวงเวียนปลาโลมา พัทยาเหนือ – ถนนพัทยาเหนือตัดถนนสุขุมวิท (ไป-กลับ) โดยใช้ถนนจำนวน 1 เลนตลอดเกาะกลางถนน 3. โซนท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย – สะพานต่างระดับพระบรมราชชนนี – ถนนพระตำหนัก – ถนนจอมเทียนสาย 2 – ถนนสุขุมวิท (แยกชัยพฤกษ์ถึงแยกหนอกจับเต่า หน้าศูนย์รถ Mini) – ถนนจอมเทียน (ช่วงหน้าลุมพินีพาร์คบีชคอนโดถึงโค้งมัจฉานุ) (ไป-กลับ) สำหรับเส้นทางแข่งขันในประเภท Marathon 42.195 km.  Half Marathon 21.10 km. จะเริ่มแข่งขันตั้งแต่เวลา 03.30 ถึง 11.00 น. (Cut-off time คือ 10.30 น.) 4. โซนท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย – หอประภาคาร – ถนนจุดชมวิวเมืองพัทยา – สวนสาธารณะเขาพระตำหนัก – เนินลงเขาพระตำหนัก – เนินถนนพัทยา สาย 3 (ช่วงสะพานต่างระดับฯ) สำหรับเส้นทางแข่งขันในประเภท  Quarter Marathon 10.550 km. จะเริ่มแข่งขันตั้งแต่เวลา 05.45 ถึง 08.30 น.

เที่ยววันหยุดยาว กับ 10 สถานที่ท่องเที่ยวใน อุบลราชธานี ที่พลาดไม่ได้!
10 อันดับที่ท่องเที่ยว /  ที่เที่ยวอุบลราชธานี / 

ในช่วงเดือนกรกฏาคมของทุกปี จังหวัดอุบลราชธานี จะมีการจัดงานเทศกาลประเพณีแห่เทียนพรรษาที่ยิ่งใหญ่ มีทั้งขบวนรถแห่เทียนพรรษา ขบวนฟ้อนรำจากคุ้มวัดต่างๆ แต่วันหยุดยาวทั้งทีแบบนี้ นอกจากจะมาชมพิธีแห่เทียน แล้ว เราขอพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวให้ทั่วอุบลฯ กันซะเลย กับ 10 สถานที่ท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้ เที่ยววันหยุดยาว กับ 10 สถานที่ท่องเที่ยวใน อุบลราชธานี ที่พลาดไม่ได้! 1. ประเพณีแห่เทียนพรรษา อย่างที่บอกว่า จังหวัดอุบลราชธานี มีการจัดงานเทศกาลประเพณีแห่เทียนพรรษาทุกปีในช่วงเดือนกรกฎาคม ณ สนามทุ่งศรีเมือง เพื่อสืบสาน และอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยว และเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัดอุบลราชธานี อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในจังหวัดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ข้อมูลเพิ่มเติม ขบวนแห่เทียนพรรษาสุดอลังการ จ.อุบลราชธานี 2. วัดพระธาตุหนองบัว วัดพระธาตุหนองบัว เป็นวัดราษฎร์ นิกายธรรมยุต เป็น วัดสำคัญวัดหนึ่ง ของจังหวัดอุบลราชธานี ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ คือพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ 25 ศตวรรษของพุทธศาสนาในปี พ.ศ. 2500 พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์นั้น ได้จำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รอบองค์พระธาตุเป็นกำแพงแก้ว ซึ่งทั้ง 4 มุม ของกำแพงแก้ว ได้ประดิษฐานพระเจดีย์ขนาดเล็กอีก 4 องค์ เมื่อได้เดินเข้ามาก็สามารถสัมผัสได้ถึงความสวยงามโอ่อ่า กับสีทองอร่ามตา แสดงให้เห็นถึงงานสถาปัตยกรรมที่ละเมียดละไม เป็นความวิจิตรงดงามที่น่าบันทึกภาพเก็บไว้ 3. เสาเฉลียง เสาเฉลียง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ สายลมและแสงแดดมีลักษณะเป็นแท่งหินตั้งขึ้น มีส่วนบนเป็นแผ่นหินวางอยู่โดยไม่ติดกันมองดูคล้ายดอกเห็ด หากได้ขึ้นไปถ่ายรูปคู่กับเสา จะยิ่งเห็นความยิ่งใหญ่ได้อย่างชัดเจน 4. อุทยานแห่งชาติผาแต้ม อยู่ในท้องที่อำเภอโขงเจียม อำเภอศรีเมืองใหม่ และอำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ผาแต้ม มีจุดเด่นที่สวยงามตามธรรมชาติมากมาย ด้วยสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่านานาชนิด และยังมีจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามและเป็นที่แรกที่ได้เห็นแสงตะวันก่อนใคร อ่านเพิ่มเติม ย้อนรอยอารยธรรม อุทยานแห่งชาติผาแต้ม อุบลราชธานี อ่านเพิ่มเติม ผาชะนะได อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี 5. หินชมนภา แก่งชมดาว  หาดหินรูปทรงประหลาดอันกว้างใหญ่ ในฤดูน้ำโขงลด จะมีหินกลางน้ำผุดขึ้นมาให้เราได้เห็น ชาวบ้านเชื่อกันว่าให้หาหินนี้ให้เจอ เพราะเป็นจุดชมท้องฟ้าที่ส่องแสงและสีสันได้สวยที่สุด ทั้งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ และทะเลดวงดาว สวยระยิบระยับเต็มท้องฟ้าในยามคืนข้างแรม ณ แก่งชมดาว อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี แก่งหินที่มีความพิเศษด้วยลวดลายที่เป็นเส้นสวยงาม หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นที่เดียวกันกับสามพันโบก โดยแก่งชมดาวนั้นมีขนาดเล็กกว่า แต่พื้นผิวของหินมีมิติชัดเจนกว่ามาก 6. ต้นไม้เรืองแสง วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว อ.สิรินธร เป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากจุดหนึ่ง รวมไปถึงเหมาะสำหรับการดูดาว ซึ่งหากโชคดีอาจได้พบฝูงช้างเผือกเชือกใหญ่เปล่งประกายบนท้องฟ้า ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบร่มรื่น เมื่อนักท่องเที่ยวที่มาเยือนได้พบเห็นแล้ว ต้องประทับจำใจอย่างแน่นอน ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ด้านหลังของพระอุโบสถ ที่มีงานศิลปกรรมอันโดดเด่นด้วยภาพของต้นกัลปพฤกษ์ ที่ยามค่ำคืนจะปรากฎกายเรืองแสงออกมา เป็นภาพความมหัศจรรย์ของสิ่งปลูกสร้างท่ามกลางธรรมชาติอันแสนงดงาม อ่านเพิ่มเติม ต้นไม้เรืองแสง วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว จังหวัดอุบลราชธานี 7. สามพันโบก สามพันโบก เป็นแก่งหินใต้ลำน้ำโขง เขตบริเวณบ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร สามพันโบกคือความงดงามใต้น้ำ จะปรากฏให้เห็นแค่เพียงในยามน้ำแล้งเท่านั้น เนื่องจากในช่วงฤดูน้ำหลากแก่งหินดังกล่าวจะจมอยู่ใต้บาดาล ความสวยงามวิจิตรของหินที่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนเว้าแหว่ง “โบก” เป็นภาษาลาว เป็นชื่อเรียกอีกอย่างของ แอ่ง หมายถึง บ่อน้ำลึกในแก่งหินใต้ลำน้ำโขง นั่นเองมีรูปร่างแตกต่างกันออกไป ใหญ่บ้างเล็กบ้าง บ้างเป็นรูปวงรี รูปดาว รูปวงกลม และรูปอื่น ๆ อีกมากมาย ตามแต่ที่เราจะจินตนาการจำนวนมากกว่า 3,000 แอ่ง หรือ 3 พันโบก 8. สัมผัสบรรยากาศเก่า ที่ ซืนวาน (Zunewan) ถ้าหาก..หัวหิน มี “เพลินวาน“..ก็คงไม่แปลกอะไรถ้าอุบลราชธานีจะมี ” ซืนวาน ” (Zunewan) น่าจะเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว ที่คุณต้องไม่พลาดโอกาสไปเยือนสักครั้ง ซืนวาน คืออีกหนึ่งคอมมูนิตี้มอลล์แบบย้อนยุค เอาใจคนรักของเก่าในบรรยากาศเก่า และวิถีชีวิตเก่าๆ ของคนอุบลฯ โดยซืนวานนั้นตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ครึ่ง บนถนนสถลมาร์ค วารินฯ-เดชอุดม หรือ ทางหลวงหมายเลข 24 ตั้งอยู่ระหว่างแยก กกแต้ และธกส.สาขาวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นแหล่งช้อป-กิน-เที่ยวที่นำเสนอนักท่องเที่ยวในรูปแบบการผสมผสานความเป็นสมัยใหม่ และอดีตเข้าด้วยกันอย่างลงตัว อ่านเพิ่มเติม ซืนวาน สัมผัสบรรยากาศเก่า ที่ อุบลราชธานี 9. เที่ยวตามรอยหนังดัง เส้นทางถ่ายทำภาพยนตร์ Alexander เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัด ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยว โดยมีการแสดงอุปกรณ์การถ่ายทำ, เสื้อผ้า,อาวุธ,ฉากถ่ายภาพ พร้อมชมภาพยนตร์ฉากที่ถ่ายทำในประเทศไทย ที่แหล่งท่องเที่ยวที่บ้านบัวเทิง ตำบลท่าช้าง อำเภอสว่างวีระวงศ์ อุบลราชธานี อ่านเพิ่มเติม แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ตามรอยภาพยนตร์ Alexander เที่ยวอุบลราชธานี 10. เที่ยวทะเลทรายชิคๆ ที่ “หาดทรายสูง” อุบลราชธานี มีแหล่งท่องเที่ยวชื่อว่า “หาดทรายสูง” อยู่ที่บ้านลาดเจริญ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเกิดจากความมหัศจรรย์แห่งลำน้ำโขง หาดทรายที่นี่ก็สูงสมชื่อจริงๆ ทำให้ได้มุมในการถ่ายรูปเก๋ๆ ชิคๆ ความสวยงามของที่นี่อยู่ที่ตอนน้ำลด หรือ ในช่วงหน้าแล้งนี่อีก เพราะจะทำให้เห็นสันดอนทราย โขดหิน โผ่ลขึ้นมาเหนือน้ำ สวยงามไปอีกแบบ แผนที่หาดทรายสูง การเดินทางมาที่นี่วิวขับรถยนต์มานะคะ ระยะทางจะค่อนข้างไกลนิดนึง เพราะอยู่ถึง อ.เขมราฐ ซึ่งห่างจากตัวเมืองอุบลฯประมาณ 120 กม. แต่ถ้าใครมาเที่ยวสามพันโบก หาดชมดาว ละแวกนี้อยู่แล้ว อยากให้ลองมาเที่ยวดู ขับเลยมาอีกนิดประมาณครึ่ง ชม. ก็จะถึงหาดทรายสูงค่ะ

Honda ปล่อย CR-Z Alpha Final Label ปิดฉากสปอร์ตพลังไฮบริด
CR-Z Alpha Final Label /  Honda / 

Honda ส่ง CR-Z Alpha Final Label รุ่นสุดท้ายปิดฉากการผลิตรถสปอร์ตพลังไฮบริด เตรียมรูดม่านปิดฉากไปอีกรุ่นสำหรับ Honda CR-Z รถสปอร์ตไฮบริดจาก Honda ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2010 แต่กลับไม่ได้รับความนิยมสักเท่าไร ทำให้การพัฒนาสำหรับรถรุ่นนี้หายเงียบไป มาวันนี้ทาง Honda จึงผลิต CR-Z Alpha Final Label รุ่นนี้ขึ้นมาเป็นรุ่นพิเศษ ที่มีตัวถังให้เลือกถึงห้าสีและหนึ่งในนั้นมีสีฟ้าเมทัลลิกใหม่ให้เลือกด้วย มาพร้อมกับล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้วและตราประทับตรงท้ายรถ สำหรับHonda CR-Z Alpha Final Label มาพร้อมกับเครื่องยนต์ไฮบริดตัวเดิมจากรุ่นธรรมดา,เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร สี่สูบเรียงพ่วงมอเตอร์ไฟฟ้า ให้ความแรง 137 แรงม้าแรงบิด 19.3 กก./ม. โดยอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 24 กม./ลิตร และอัตราการคายคาร์บอนไดในไอเสีย 116 กรัม/กม. ส่วนระบบเกียร์นั้นมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์ CVT ภายในห้องโดยสารมีการปรับปรุงใหม่ให้มีความหรูหรากว่าเดิม มีติดตราสัญลักษณ์ที่แผงเกียร์และเบาะนั่ง ที่โดยรวมๆแล้วมีความแตกต่างจากรุ่นธรรมดามาก สำหรับHonda CR-Z Alpha Final Label จะวางจำหน่ายเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น มีราคาเริ่มต้นที่ 2,800,000 เยนหรือคิดเงินไทยอยู่ในราวๆ 923,000 บาท แต่ราคานี้ยังไม่รวมภาษี

ปารีส สั่งรถเก่าห้ามวิ่งบนถนนเริ่มกรกฏาคมนี้
กฏหมาย /  ข่าวต่างระเทศ / 

ด้วยจำนวนยานพาหนะที่เพิ่มมากขึ้นในกรุงปารีส ในที่สุดจึงมีกฏหมายห้ามนำรถยนต์เก่ามาใช้วิ่งบนท้องถนนมีผลบังคับใช้เดือนหน้า ประเทศฝรั่งเศสออกกฏหมายสั่งห้ามรถยนต์ที่ผลิตก่อนปี 1997 วิ่งภายในกรุงปารีส รวมถึงรถจักรยานยนต์ที่ผลิตก่อนปี 2000 ก็อยู่ในข้อจำกัดนี้เช่นกัน กฏหมายการห้ามรถที่มีอายุมากกว่าสิบปีวิ่งในกรุงปารีสทั้งวันหยุดและวันธรรมดาสืบเนื่องมาจากปริมาณยานพาหนะที่เพิมจำนวนมากขึ้นในท้องถนนจนเกิดปัญหาการจราจรและมลพิษในกรุงปารีสช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในขั้นต้นผู้ที่ฝ่าฝืนกฏจะยังไม่ได้รับโทษ แต่กฏหมายจะเริ่มบทลงโทษต่อผู้ที่ฝ่าฝืนตั้งแต่เริ่มเดือนตุลาคมเป็นต้นไป โดยอัตราค่าปรับจะอยู่ระหว่าง 35 - 135ยูโร เสียงสะท้อนส่วนใหญ่ของประชาชนในกรุงปารีสต่อกฏหมายดังกล่าวมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มีรายงานว่ากฏหมายดังกล่าวจะกระทบต่อผู้ใช้รถทั้งหมดในกรุงปารีสประมาณ 10เปอร์เซ็นต์ และผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่ในกรุงปารีสจะเป็นคนหนุ่มสาววัยทำงานมากกว่าช่วงวัยอื่น แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อกฏหหมายนี้โดยตรงคงไม่พ้นผู้ใช้รถที่มีรายได้น้อยอย่างแน่นอน

อาการมึนงง ง่วงนอน บนรถแท็กซี่ คืออะไร มาอ่านข้อเท็จจริงจาก วิสัญญีแพทย์หรือหมอดมยา
มึนบนรถแท็กซี่ /  หมอดมยา / 

เรื่องเล่าประเภท ขึ้นรถแท็กซี่แล้ว มี อาการมึนงง ง่วงนอนมากๆ หลับแบบไม่รู้ตัว คืออาการ โดนแท็กซี่มอมยา นั้นเป็นไปได้หรือไม่ ในความเห็นของวิสัญญีแพทย์หรือหมอดมยานั้นบอกว่า "ไม่มีหรอก ถ้ามียาแบบนี้ก็ดี หมอคงทำงานง่ายขึ้นอีกเยอะ" จะเป็นยาอื่นที่หมอดมยาไม่รู้จัก ก็ไม่ควรจะเป็นไปได้ และถึงจะมียาลับจริง แต่ก็ต้องใช้กลไกการนำยาเข้าสู่ร่างกายแบบเดียวกับยาอื่นๆ 1. ปกติจะทำให้คนๆ หนึ่งหลับหรือสลบได้นั้น ทำอย่างไร การออกฤทธิ์ของยานั้นออกฤทธิ์ที่สมอง ยาจำพวกนี้มีโปรตีนตัวรับของยาอยู่ที่สมอง เมื่อยาไปจับกับโปรตีนตัวรับเหล่านี้จะออกฤทธิ์ระงับความรู้สึก เช่น เสริมฤทธิ์การทำงานของ GABA receptor ทำให้เพิ่มระดับของ GABA ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของสมอง หรือมีผลต่อ neurotransmitter ทำให้นำกระแสประสาทไม่ดี 2. การมอมยา โดยการรมผ่าน หน้ากากแอร์ นั้น เป็นไปได้หรือไม่ ยาสลบถ้าสูดผ่านจมูกเข้าไป จากนั้นต้องไปที่ปอด ถูกดูดซึมผ่านเส้นเลือดที่ปอด เส้นเลือดจากปอดไหลเวียนผ่านไปที่สมอง ดังนั้นต้องใช้เวลาพอสมควรทีเดียว ยาจึงจะไปออกฤทธิ์ที่สมองได้ ยาดมสลบที่มีในปัจจุบัน ถึงใช้ตัวที่ทำให้หลับเร็วที่สุด เปิดด้วยความเข้มข้นสูงที่สุดจากเครื่อง ยังใช้เวลาเป็นนาทีกว่าคนไข้จะสลบ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่ยาที่บอกว่าพ่นมาจากช่องแอร์แท็กซี่จะทำให้หมดสติได้ (โดยที่คนขับไม่เป็นอะไรไปเสียก่อน) 3. การโดนมอมยา มีจริงไหม? ถ้ามียาป้ายให้สลบได้จริง วิสัญญีแพทย์คงทำงานง่ายขึ้นอีกเยอะโดยเฉพาะในกรณีที่พบว่ามีปัญหาในการแทงเส้นเพื่อที่จะให้ยาสลบ เช่น ในคนไข้เด็ก หรือคนไข้ที่อ้วนมากๆ และถ้ายาแปะให้หลับหรือสลบมีจริง มันต้องออกฤทธิ์ซึมผ่านผิวหนังเข้ากระแสเลือด ไปออกฤทธิ์ที่สมอง และผิวหนังของเราประกอบด้วยชั้นต่างๆ ที่สำคัญ 3 ชั้นได้แก่ epidermis, dermis และ subcutaneous ชั้น epidermis เป็นอุปสรรคที่สำคัญสำหรับการนำส่งยาไปยังชั้น dermis ซึ่งมีหลอดเลือดและท่อน้ำเหลืองที่สำคัญ สรุปสั้นๆ ได้ว่า 1. ยาพ่นให้สลบจากหน้ากากแอร์ ไม่น่าเป็นไปได้ เนื่องจากกว่าที่คนเราจะสลบด้วยวิธีนี้ได้ ต้องใช้เวลา เพราะว่าการสูดยาสลบเข้าไป จะต้องมีการดูดซึมของยาจากปอดไปสู่เส้นเลือดปอดหมุนเวียนไปที่สมอง และยาสลบจึงออกฤทธิ์ที่สมองได้ ในทางปฏิบัติทุกวัน ถ้าสูดดมยาสลบที่ความเข้มข้นสูงๆโดยตรงจากเครื่องดมยาสลบ ยังต้องใช้เวลาเป็นนาทีกว่าจะหลับหรือสลบ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่ยาที่บอกว่าพ่นมาจากช่องแอร์แท็กซี่จะทำให้หมดสติได้ โดยที่คนขับไม่เป็นอะไรไปเสียก่อน 2. ยาป้าย ถ้าออกฤทธิ์ผ่านผิวหนังทำให้สลบก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากผิวหนังมีชั้นของผิวหนังที่ทำหน้าที่เป็นปราการกั้นยาตามธรรมชาติ ยาที่จะซึมผ่านไปได้นั้นต้องมีความแรงมาก ใช้เวลานาน ในทางปฏิบัติต้องใช้แผ่นแปะยาแบบพิเศษ กว่ายาจะออกฤทธิ์ก็เป็นชั่วโมง การป้ายยาให้คนสลบจึงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากกว่าจะซึมผ่านผิวหนังไปได้ต้องใช้ยาปริมาณมาก รอระยะเวลานาน อีกทั้งยังควบคุมไม่ได้ด้วย ว่ายาจะออกฤทธิ์แค่ไหน อย่างไร ทั้งนี้ เคยมีบทความจาก หมอแมว ได้เคยพูดถึงกรณี เกี่ยวกับ อาการมึนงง ที่เกิดขึ้นบ่อยเมื่อขึ้นรถแท็กซี่ไว้ได้น่าสนใจ มาลองอ่านกัน ขึ้น TAXI แล้วเกิดอาการมึนงง เกิดจากยาป้ายยาในแท็กซี่หรือเปล่า ?? มีคำถามเกี่ยวยาป้ายในรถแท็กซี่ หรือยาป้ายยาสั่งที่ทำให้คนหลับนั้นมีจริงหรือเปล่า จากประสบการณ์ของบางคนที่เกิดมึนงงหรือมีแม้แต่หลับแบบไม่รู้ตัวในรถแท็กซี่ อาการแปลกๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างนั่งรถแท็กซี่นั้นเกิดจากอะไรได้บ้าง 1. Carbon monoxide Poisoning อาการที่พบได้บ่อยเวลาหลายๆ คนขึ้นรถแท็กซี่คือ เมื่อขึ้นไปแล้วเกิดอาการเวียนหัวมึนงง อยากจะหลับ พยายามฝืนลืมตาให้ตื่นขึ้นก็แล้ว แต่ว่าก็จะไม่ไหว หลังจากลงจากรถมาแล้วก็มึนๆ งงๆ จำเหตุการณ์ไม่ค่อยชัดเจน ไม่ว่าอาการ เวียนหัว งง ง่วง คลื่นไส้อาเจียน จำเหตุการณ์ไม่ได้ จำหน้าตาคนขับหรือทะเบียนรถไม่ได้ และ หลับไปเป็นวันๆ อาการเหล่านี้เข้าได้กับอาการ "ถูกพิษของก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์" ซึ่งก๊าซตัวนี้เกิดได้จากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์รถคันนั้นและเกิดการรั่วซึมเข้ามาทางใดทางหนึ่ง ซึ่งเมื่อก๊าซตัวนี้เข้าไปจับกับเม็ดเลือดแดงจะก่อให้เกิดสารที่เรียกว่า COHb (carboxyhemoglobin) ทำให้เม็ดเลือดนั้นขนส่งออกซิเจนไม่ได้ ร่างกายจะเกิดอาการของการขาดออกซิเจนขึ้นโดยอาการจะไปเกิดที่สมองเป็นอาการดังที่กล่าวมา ในคนปกติในสังคมทั่วไปมีค่า COHb ได้ที่ 1-2% ส่วนในคนที่สัมผัสกับคาร์บอนมอนออกไซด์บ่อยๆเช่น คนที่สูบบุหรี่ ตำรวจจราจร หรือ คนขับรถที่มีรูรั่ว อาจจะมีค่า COHbได้สูงถึง 10% ข้อสงสัยแรก : รถแท็กซี่ก็ดูดี ไม่น่ามีรั่ว คำตอบ : ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์นี้ไม่มีกลิ่นไม่มีสี ถ้ามีรูรั่วเยอะๆ นั่งรถแป๊บเดียวได้กลิ่นควันเสีย คนขับรถคงรู้ตัวและเอาไปซ่อมแล้ว แต่ถ้าหากการรั่วเกิดขึ้นช้าๆ น้อยๆ ในระดับที่เราไม่ได้กลิ่นไอเสียตัวอื่นๆ ร่วมกับเรานั่งรถเป็นระยะทางไกลๆ จะทำให้เกิดอาการได้ ข้อสงสัยสอง : ทำไมคนขับไม่เป็น แต่เราเป็น คำตอบ : คนขับแท็กซี่ขับรถทุกๆ วัน ดังนั้นหากคนขับได้รับคาร์บอนมอนออกไซด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ร่างกายก็จะมีการปรับตัวช้าๆ โดยการสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น ดังนั้นหากเราเอาเลือดคนขับรถที่มีการรั่วของก๊าซนี้ไปตรวจ ก็จะพบว่ามีระดับของ COHb สูงร่วมกับมีความเข้มข้นของเลือดสูงกว่าปกติ 2. เมารถ : กลิ่น อาหาร นอนไม่พอ อาการเมารถหรือ Motion Sickness เป็นอาการที่เกิดจากการที่ระบบประสาทที่ควบคุมการทรงตัวทำงานไม่สัมพันธ์กัน ซึ่งระบบการทรงตัวของคนเราจะประกอบไปด้วย "ดวงตา - เส้นประสาทที่กล้ามเนื้อ - ระบบประสาทในหู - สมอง" ในการนั่งรถ เรารับรู้ว่ารถเคลื่อนตัวโดยตาเรามองเห็นว่าเราเคลื่อนไปในทิศทางไหน ระบบประสาทกล้ามเนื้อเรารับรู้ว่าเรานั่งยังไงเอนซ้ายขวาแบบไหน ระบบประสาทในหูบอกว่าเรานั่งในมุมใดองศาใด สุดท้าย สมองของเราจะบอกประมวลผลว่าเราไปในทิศแบบไหน กรณีที่เราจะมึนงงเมารถได้ง่ายขึ้นคือ เมื่อเราไม่ใช่คนขับ จะทำให้เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเราจะเคลื่อนต่อไปอย่างไร กล้ามเนื้อและดวงตาจึงปรับตัวไม่ทัน ส่วนคนขับจะรู้ตัวล่วงหน้าก่อนว่ารถจะวิ่งไปมาแบบไหน ดังนั้นจึงไม่งง / เมื่อคนขับขับเร่งและเบรกไม่ดี เบรกกระตุก ออกตัวแรง เล่นคลัตช์ วิ่งฉวัดเฉวียน ทำให้ดวงตาซึ่งกำลังมองไปทางด้านหน้าปรับไม่ทัน รถกระชากไปทางซ้าย กล้ามเนื้อและหูบอกว่าไปทางซ้ายแต่ตายังมองตรง พอส่งสัญญาณไปสมอง สมองก็แปลผลผิด เกิดอาการงง / ถ้ากระจกรถฝ้าหมอกมัว จะทำให้ตาของเราโฟกัสตำแหน่งการมองไม่ได้ ดังนั้นสัญญาณจากตาที่ไปสมองก็จะผิดปกติไป / ถ้ามีสิ่งรบกวนหรือสิ่งที่ทำให้อาเจียนเวียนหัวง่ายขึ้น ไม่ว่ากลิ่นในรถที่เหม็น เสียงรบกวนของเครื่องยนต์ อาหารที่กินก่อนขึ้นรถ (กินมากไปหรือกินอาหารมันๆ) รายการวิทยุเสียงดังๆ จะทำให้เราอาเจียนเวียนหัวได้ง่ายขึ้น / และบางคนอดนอนมาหลายๆวัน พอมาขึ้นรถเบาะนุ่มๆก็หลับ 3. เจอแก๊สทำให้มึน บางคนมีความรู้สึกว่างุนงงง่วงนอนจริงๆ และสงสัยว่าเกิดจากแก๊สทำให้มึน ถ้าเป็นแก๊สแบบฟุ้งกระจายหรือระเหยจริง คนจะใช้คงต้องระวังเพราะว่าถ้าวางไว้ในรถแล้วตัวเองย่อมโดนไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วิธีที่บอกว่าเปิดกระจก/หันแอร์ไปทางคนนั่ง/หรือว่าออกจากรถไปฉี่ ของพวกนี้ไม่แน่นอนและมีการพูดในเชิงวิทยาศาสตร์มานานแล้วว่าเป็นไปไม่ได้ เรียบเรียงโดย Health.mthai.com ที่มาบทความจากกระทู้ http://pantip.com/topic/30208405 และ http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2008/12/X7328809/X7328809.html

เยือนแดนปราสาทสองยุค...แซ่บนัวอาหารถิ่น จ.บุรีรัมย์
Thunder Castle /  ของดีบุรีรัมย์ / 

มุ่งหน้าสู่ภาคอีสาน ดินแดงแห่งความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมและประเพณีที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ทำให้ภาคอีสานมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจไม่แพ้ภาคอื่นๆ วันนี้ Travel.MThai ได้มีโอกาสเยือนถิ่นอีสานใต้จ.บุรีรัมย์ หลายคนอาจยังติดภาพของอีสานในวันวานว่าแห้งแล้ง ความเจริญยังไปไม่ถึง แต่ขอบอกว่าวันนี้กับวันวานเปลี่ยนไปแล้วค่ะ สลัดภาพเก่าๆ แล้วมาเต็มอิ่มกับแหล่งท่องเที่ยวที่เราจะพาทุกท่านไป... เยือนแดนปราสาทสองยุค...แซ่บนัวอาหารถิ่น จ.บุรีรัมย์ "เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม" คือคำขวัญของจังหวัดบุรีรัมย์ การเดินทางไปจังหวัดแห่งนี้ใช้เวลาไม่นานอีกต่อไป สะดวกยิ่งขึ้นกับสายการบินนกแอร์ ที่บินตรงสู่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ในเวลา 1 ชั่วโมงเศษ จากนั้นนั่งรถมุ่งหน้าสู่อ.เฉลิมพระเกียรติ ชมสัญลักษณ์ที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ ทางผ่านแอบแวะรองท้อง ที่อ.นางรอง ร้านจิ้งนำ นางรองขาหมู รสเด็ดเข้มข้นที่เปิดมายาวนานกว่า 50 ปี ขาหมู (คากิ)อวบๆ กินคู่กับหมั่นโถวนุ่มๆ อิ่มท้องแล้ว ลุยขึ้นเขาสู่สถานที่แรก อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง หรือ ปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นปราสาทหินทรายสีชมพู ที่สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 15-18 เพื่อถวยแด่พระศิวะ บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิท และยังเป็นปราสาทที่จะเกิดปรากฎการณ์ดวงอาทิตย์ขึ้นตรง 15 ช่องบานประตูเป็นประจำทุกปี ปีละ 4 ครั้ง ในเดือนเมษายนกับเดือนกันยายน และดวงอาทิตย์ตรงในเดือนมีนาคมและตุลาคม เรียกว่าที่นี้ยังเป็นปราสาทขอมโบราณที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และยังได้รับทราบข้อมูลทางประวัติศาสตร์อีกมากมาย จากวิทยากร รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ หัวหน้าสาขาวิชาเขมร ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ห้ามพลาดชม ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ชิ้นส่วนที่เคยไปอยู่ไกลถึงประเทศอเมริกา ก่อนจะใช้ภาพถ่ายยืนยันเพื่อนำกลับมาสู่ประเทศไทยอีกครั้ง ปราสาทหินพนมรุ้ง ตั้งอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น.ค่าเข้าชมชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่แรก เราก็เดินทางมาชม ปราสาทเมืองต่ำ ที่ชื่อว่าเมืองต่ำนั้น เนื่องจากอยู่ต่ำลงมาจากปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทแห่งนี้เป็นศิลปะแบบบาปวน ความโดดเด่นของปราสาทแห่งนี้คือ รูปปั้นพญานาคห้าเศียร ศีรษะเกลี้ยงไม่มีเครื่องประดับเหมือนพญานาคแห่งอื่นในปราสาทขอม และสระน้ำหักมุมประจำอยู่ทั้งสี่มุมในบริเวณปราสาท ปราสาทเมืองต่ำ ตั้งอยู่พื้นล่างห่างจากปราสาทพนมรุ้ง เพียง 8 กม. ในอ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 6:00 - 18:00 แวะพักทานอาหารกลางวัน ณ สวนแสงสว่าง ชิมอาหารอีสาน กับผัก organic (ออร์แกนิค) โดยเฉพาะ ต้นสลัดน้ำ ในเมนู ส้มตำวอเตอร์เครส อร่อยเด็ดเคี้ยวเพลิน ข้าวเหนียวไม่ได้มาเป็นกระติ๊บอย่างที่คิด แต่มาเป็นห่อใบตองสวยๆ หรือลองทางอาหารแกล้มด้วยผักสมุนไพร อย่าง มะม่วงหาว มะนาวโห่ ที่หาทานไม่ได้ง่ายๆ อย่างที่เกริ่นในหัวเรื่องว่าปราสาทสองยุค นั้นคือยุคประวัติศาสตร์ ปราสาทหินสมัยขอม กับไฮไลท์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับชาวจ.บุรีรัมย์ ไม่แพ้กันนั้นคือ ปราสาทสายฟ้า (Thunder Castle) ปราสาทยุคใหม่ทันสมัย หรือก็คือ สนามฟุตบอล i-mobile สเตเดียม ที่เป็นสโมสรบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นั่นเอง สนามที่ได้มาตรฐานระดับโลก จุผูเข้าชมได้ถึง 32,600 คน และใช้เวลาก่อสร้างเพียง 256 วัน ครั้งนี้สื่อได้มีโอกาสชมรอบสนามขนาดใหญ่ ห้องแถลงข่าวสื่อมวลชน ร้ายขายสินค้าที่ระลึก ห้องนักกีฬาทีมเหย้า-เยือน ไปจนถึงห้องอาบน้ำกันเลย แวะพักเหนื่อยที่ โรงแรมอัลวาเรซ (Alvarez Hotel) ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองบุรีรัมย์ ไม่ไกลจาก สนามฟุตบอล i-mobile สเตเดียม และรับประทานมื้อเย็นให้เต็มอิ่ม กับร้านอาหารถิ่น ณ บ้านชายน้ำ บุรีรัมย์ โดยเฉพาะ เมนูเด็ดขึ้นชื่อบุรีรัมย์ อย่าง “ยำแตร็ยปรัย” หรือ ยำกุ้งจ่อม ส่วนผสมหลัก คำว่า "แตร็ยปรัย" เป็นภาษาเขมร แตร็ยแปลว่า “ปลา” และ "ปรัย" แปลว่า “เค็ม” คนในพื้นที่นิยมนำปลาและกุ้งตัวเล็กๆ มาหมักเค็มหรือที่คนอีสานเรียกว่าการ “จ่อม” ด้วยน้ำปลาและข้าวคั่ว ก่อนนำมายำเสริมรสอีกที แซ่บนัวจริงๆ (ติดตามสูตร "ยำแตร็ยปรัย" สุดยอดอาหารถิ่นอีสาน ได้ที่นี่เลย) พร้อมเสิร์ฟเมนู ออร์เดิร์ฟอีสาน ทานเล่น ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอกอีสาน แหนม หมูแดดเดียว ลาบทอด, ไข่เจียวห่อหมกทานตะวัน เต็มอิ่มจัดหนักตะลุยกินตะลุยเที่ยวครบ ขอขอบคุณ ศูนย์อบรมอาชีพและธุรกิจมติชน (Matichon Academy), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

อับบาส เคียรอสตามี - วาดชีวิตบนแผ่นฟิล์ม
Abbas Kiarostami /  อับบาส เคียรอสตามี

โดย กิตติภัต แสนดี **ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 114 (พ.ค. 2554) ไม่ใช่เพราะเป็นผู้กำกับอิหร่านที่มี โอกาสกำกับ Certified Copy (ซึ่งเป็นครั้งแรก ของชีวิตการทำงานในยุโรปของเขา) ที่ทำให้ อับบาส เคียรอสตามี เป็นคนทำหนังที่น่า สนใจ และก็ไม่ใช่เพราะรางวัลอันทรงเกียรติ กว่า 70 รางวัล ที่ทำให้เขาทรงสถานะผู้มีอิทธิพลในอุตสาหกรรมหนังอิหร่าน จริงอยู่ว่ารางวัล ชื่อเสียง เป็นสาเหตุให้ผู้กำกับคนหนึ่งน่าสนใจ แต่มันก็ไม่ใช่สาเหตุเดียว สมมติตัวเองเป็นผู้กำกับหนัง และสมมติว่าหนังเรื่องนั้นเกี่ยวกับ ‘คุณค่าของการมีชีวิต’ วิธีการเล่า การถ่ายภาพ ต้องคุยกับเนื้อหาเหล่านั้น อย่างเป็นหนึ่ง แม้คำว่า ‘ชีวิต’ เป็นสิ่งนามธรรม แต่เมื่อมานั่งในตำแหน่งผู้กำกับแล้วก็ต้องทำให้ผู้ชมเห็น ‘ชีวิต’ แบบชัดเจน จับต้องได้ แค่นี้ก็พอจะเข้าใจได้ว่า คนที่ทำแบบนี้ได้ต้องไม่ใช่ธรรมดา ลายเซ็นบนภูมิทัศน์ เคียรอสตามีสามารถแปลงภูมิทัศน์ขุนเขาของอิหร่านให้สวยงามลงตัวเหมือนบทกวีได้ และองค์ประกอบทางเส้นที่เขาไม่เคยพลาดคือ ‘เส้นซิกแซ็ก’ ซึ่งในเชิงศิลป์หมายถึงความไม่มั่นคง ไม่เสถียร โครงสร้างรูปเช่นนี้ยังเล่าความจริงเกี่ยวกับชีวิตบนหนังของเขาที่ไม่แน่นอน คาดเดาไม่ได้ รูปบนมาจาก Where’s the Friend’s Home? ที่จะถูกฉายซ้ำใน Life and Nothing More รูปต่อมา จากเส้นทางที่รายล้อมสถานที่ฆ่าตัวตายของบาดี ใน Taste of Cherry ชีวิต และ ความตายจากสายตาเคียรอสตามี คืนวันที่ 21 มิถุนายน 1990 ตามเวลาท้องถิ่นของอิหร่าน มีการแข่งขันบอลโลกรอบแรกระหว่างบราซิลกับสกอตแลนด์ และขณะเดียวกัน ก็เป็นเวลาอุบัติของแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดของอิหร่าน ทำให้นักแสดงเด็กบางคนในหนังโบแดงเรื่อง Where’s the Friend’s Home? (1987) ที่สร้างชื่อเสียงสากลให้แก่เคียรอสตามี ต้องเสียชีวิต เคียรอสตามีจึงลงมือตีความ Where’s the Friend’s Home? ใหม่ เดิมทีมันคือเรื่องเด็กคนหนึ่งที่เผลอหยิบสมุดการบ้านของเพื่อนที่อยู่ ต่างเมืองติดมือมา ซึ่งถ้าไม่ไปคืน วันรุ่งขึ้นเพื่อนของเขาจะไม่มีการบ้านส่งและจะถูกไล่ออกจากโรงเรียน หนังบอกเล่าจรรยาของพลเมือง ช่องว่าง ระหว่างวัย และความสับสนของเด็กที่ต้องบริหารความคาดหวังที่ขัดแย้งกันของผู้ใหญ่หลายกลุ่ม เช่น ครูต้องการให้ทำการบ้าน แต่ผู้ปกครองอยากให้ ช่วยทำงานบ้าน เขาตีความ Where’s My Friend Home? ให้กลายเป็นสังคมอิหร่านก่อนหายนะ และสร้างหนังอีกสองเรื่องคือ Life and Nothing More (1992) กับ Through the Olive Trees (1994) เป็นฉากหลังหายนะ ผนวกเข้ากับ Taste of Cherry (1997) ที่ว่าด้วยคุณค่าของชีวิต Life and Nothing More ถ่ายทำในแบบเดียวกับที่ เจี่ยจางเคอ ผู้กำกับเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ชื่นชอบ คือเอาเรื่องแต่งมาผสมกับเรื่องจริง เป็นเรื่องของผู้กำกับหนังเรื่อง Where’s My Friend Home? (แสดงโดยคนอื่น) ออกตามหาเด็กที่แสดงในหนังเรื่องนั้น และระหว่างทาง ผู้ชมจะถูกจู่โจม ด้วยความจริงที่ว่า ชีวิตของมนุษย์เปราะบางอย่างยิ่ง ก่อนและหลัง บ้านในชนบทอิหร่านไม่ได้สร้างด้วยคอนกรีต เมื่อพบกับแรงแผ่นดินไหวจึงทำให้ทุกอย่างพังทลาย ในหนังไตรภาคชุด Earthquake Trilogy หรือ Koker Trilogy (ประกอบด้วย Where’s the Friend’s Home?, Life and Nothing More และ Through the Olive Trees) เคียรอสตามีเทียบแย้งสภาพบ้านเมืองในที่เดียวกัน ภาพ ด้านบนคือสภาพก่อนเกิดแผ่นดินไหวของเมือง Poshte ในเรื่อง Where’s the Friend’s Home? ส่วนภาพด้าน ล่างคือเมืองเดียวกันหลังเกิดแผ่นดินไหวซึ่งอยู่ใน Life and Nothing More เคียรอสตามีจงใจถ่ายทอดความ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และชวนให้เห็นเขตแดนระหว่างความเป็นและความตายที่แคบนิดเดียว เขายังเปิดอีกมิติของชีวิตที่ชาวบ้านผู้ประสบภัยต่าง หาความเพลิดเพลินต่อไปอย่างไม่อาลัยต่อสิ่งที่ผ่านพ้น เช่น ดู บอลโลกต่อ แต่งงานใหม่ ฯลฯ เขาสะกิดให้เราเห็นคุณค่าของ ปัจจุบันกาลของการมีชีวิต แนวคิดนี้ยังถูกขยายต่อไปอีกเมื่อ เขาสร้าง Taste of Cherry ที่พาเราไปดูคนที่ตัดสินใจฆ่าตัวตาย โดยจ้างให้คนอื่นช่วยไปขุดหลุมกลบ และระหว่างที่เขากำลังตาม หาผู้ทำหน้าที่นั้น เขาพบกับมุมมองของแต่ละคนที่มีต่อคุณค่าของ ชีวิต ทั้งของนักศาสนา และของคนธรรมดาที่เคยคิดฆ่าตัวตาย ลูกเชอร์รี’ คือสัญลักษณ์ความงามของชีวิต เคียรอส- ตามีขับเน้นมันให้หอมหวานด้วยทิวทัศน์มุมสูงของเทือกเขาสลับ ตัวเมือง พรรณไม้สลับสีสัน บทสนทนาเชิงกวีที่คลี่คลายไป ระหว่างการเดินทางในรถ และภาพมุมสูงที่ชวนให้ผู้ชมออกห่าง จากอารมณ์รุนแรงในหนังและครุ่นคิดให้จริงจังถึงความหมายที่ แท้จริงของบทสนทนา ชีวิตคือการเดินทาง รัฐบาลอิหร่านอุดหนุนค่าน้ำมัน ทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์แพร่หลาย จนเคยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจาก อุบัติเหตุรถยนต์มากที่สุดในโลก แม้ไม่แน่ชัด ว่านี่จะเกี่ยวกับสไตล์หนังของเคียรอสตามี ที่มักจัดให้ตัวละครดำเนินบทสนทนาและ เรื่องราวภายในรถยนต์หรือไม่ แต่มันชวนให้ นึกถึงรูปแบบการเมือง การถกเถียงในอิหร่าน ที่มักปิดตาย ถูกควบคุมตลอดเวลา หนีออก ไปกลางคันก็ยุ่งยาก และนอกเหนือไปจาก เรื่องการเมืองแล้ว บทพูดในรถยนต์ยังเหมือน รูปแบบของชีวิตที่ต้องพบกับประสบการณ์ หลากหลายสองข้างทางตลอดเวลา ตรงข้ามกับการมีชีวิต The Wind Will Carry Us (1999) สำรวจเรื่องชีวิตหลังความตาย นายช่างกับทีมงานกลุ่มหนึ่งเดินทางจากเมืองสู่ ชนบทห่างไกลเพื่อชมพิธีไว้อาลัยคนตายในท้องถิ่น แต่งานไม่เป็นไปตามคาดเพราะคนตายที่ว่านั้นยังไม่ตาย หากแต่อาการยังทรงตัว มีชาวบ้านคอย ดูแลอย่างต่อเนื่อง เรื่องราวเกี่ยวพันกับคำถามว่าหลังความตายจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา จะมีสวรรค์หรือนรกหรือไม่ จะน่ารื่นรมย์กว่าโลกที่เห็นหรือไม่ แล้วผีคืออะไร นอกจากนี้หนังยังพูดเรื่องมุมมองที่คนกลุ่มต่างๆ มีต่อความตาย ในขณะที่คนในหมู่บ้านพยายามยื้อชีวิตของหญิงชรา สร้างบุญและ โชคลาภด้วยการให้เธอทานอาหารที่มอบให้ คนจากในเมืองกลับโทรมือถือที่ต้องไปรับสายกันบนยอดเขา เพื่อตามงานว่าเมื่อไหร่หญิงชราจะตายเสียที นอกจากเรื่องชีวิตและความตายแล้ว เราจะอ่าน The Wind Will Carry Us เป็นบันทึกความเปลี่ยนแปลงในประเทศอิหร่านก็ยังได้ เป็นการปะทะตามเวลาของความเป็นเมืองกับชนบท โดยความเป็นเมืองรอเวลาให้ชนบทตายไปอย่างไม่ไยดี แต่เนื้อที่ในบทความนี้คงไม่เพียงพอจะ แทรกหัวข้อนี้ เพราะเราต้องดูต่อให้ลึกขึ้นว่าเคียรอสตามีพยายามพูดถึงชีวิตและความตายในหนังอย่างไร อัตถิภาวะนิยม หรือ นิยมศาสนาอิสลาม? เมื่อเคียรอสตามีขึ้นรับรางวัล Akira Kurosawa ปี 2000 ที่ซานฟรานซิสโก มีผู้ชมถามว่า ตกลงหนังของเขาเชื่อในอัตถิภาวะนิยมหรือศาสนาอิสลามกันแน่? เขาเลี่ยงไม่ตอบคำถามนี้ และบอกแทนว่าหน้าที่ของเขาคือนำเสนอปัญหา ส่วนผู้ชมจะค้นหาทางออกอย่างไรก็สุดแท้แต่ใจ ความจริงไม่น่าจะเป็นเรื่องยากที่จะหาคำตอบ เพราะแนวคิดทั้ง 2 มันต่างกันสุดขั้ว อัตถิภาวะนิยมไม่เชื่อว่ามีเทพเจ้าผู้อยู่เหนือชีวิต และเชื่อว่าร่างกายมนุษย์แท้จริงแล้วปราศจากความหมายหรือคุณค่าใดๆ มนุษย์ต้องดิ้นรน ตามหาคุณค่าเหล่านั้นเติมเต็มตัวเองอยู่ตลอดเวลา สิ่งสำคัญของความเป็นมนุษย์ในสายตานักอัตถิภาวะนิยมคือสิทธิในการเลือกเติมเต็มในแบบที่ตน ต้องการ เพราะชีวิตคือการเลือก แม้เลือกที่จะไม่เลือกก็คือการเลือกอย่างหนึ่ง และชีวิตที่ดีต้องมีความสุข ส่วนชีวิตหลังความตายสำหรับคนกลุ่มนี้คือ ความว่างเปล่าจบสิ้น ส่วนศาสนาอิสลามเชื่อในองคภาวะสูงสุดที่ควบคุมทุกชะตากรรมของชีวิตบนโลก ทุกสิ่งที่มนุษย์เผชิญเป็นไปเพราะพระประสงค์ อันยุติธรรม ชีวิตที่ดีต้องได้ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา ส่วนชีวิตหลังความตายมนุษยชาติจะถูกปลุกขึ้นเพื่อพบกับการพิพากษา คนดีจะขึ้นสวรรค์ คนไม่ดีจะต้องตกนรก แต่หนังของเคียรอสตามีเป็นไปได้ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน ใน Taste of Cherry คุณบาดีผู้ตามหาคนช่วยเอา ดินกลบหน้า เถียงกับชายนักสตัฟฟ์สัตว์คนหนึ่งในรถถึงความ เหมาะสมของการฆ่าตัวตาย บาดีบอกว่าเป็นไปได้ที่การฆ่า ตัวตายไม่ผิดตามหลักศาสนาอิสลาม เพราะพระเจ้าอาจเปิด ทางออกนี้ให้เมื่อพบว่าชีวิตที่มนุษย์กำลังดำเนินนั้นลำบากเกิน จะไปต่อ และถ้าตัดสินใจจริง มันก็อาจเป็นการตัดสินใจตาม พระประสงค์ก็ได้ ชายนักสตัฟฟ์สัตว์ตอบโต้ด้วยประสบการณ์ ตรงที่เคยตัดสินใจจะฆ่าตัวตายครั้งหนึ่ง เมื่อพยายามผูกเชือก บนต้นไม้ ปรากฏว่าเขาพบลูกหม่อนหอมหวานซึ่งแม้จะไม่ใช่ ผลไม้วิเศษที่กินแล้วปัญหาในชีวิตจะหมดไป แต่มันทำให้เขา เปลี่ยนทัศนคติต่อชีวิตใหม่ว่ายังมีความน่าพึงใจให้ค้นหา ด้านหนึ่งพวกเขาพูดถึงอำนาจของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตตามหลักศาสนา แต่ในอีกห้วงเวลาพวกเขาหันมาพูดถึงการใช้ชีวิตให้มีความสุข มองให้เห็นความงามของสิ่งที่เป็นอยู่รอบข้าง หาคุณค่าใหม่ๆ ให้ตัวเอง ตามแนวทางของอัตถิภาวะนิยม ใน Life and Nothing More ก็เช่นกัน เราจะเห็นผู้คนพูดคุยถึงความเกี่ยวพันระหว่างพระประสงค์กับเหตุการณ์แผ่นดินไหว ถกเถียงว่า พระเจ้าต้องการฆ่าเด็กๆ จริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วมันเป็นผลจากภัยพิบัติที่ฆ่าคนไม่เลือกหน้า และขณะเดียวกันหนังก็ยังฉายภาพชีวิตของผู้คนที่ เลือกจะดำเนินต่อไปอย่างไม่เสียใจต่อสิ่งที่ผ่านมา เช่น เลือกแต่งงานทันที เลือกดูบอล ที่สะท้อนว่าชีวิตหากมีแล้วต้องรีบใช้หาความสุขให้คุ้มค่า นี่คืออีกแห่งที่มิติทางศาสนาและอัตถิภาวะนิยมอยู่ร่วมกัน อาจเป็นไปได้ที่เคียรอสตามีไม่ต้องการตัดสินใดๆ เกี่ยวกับแนวคิดของชีวิต คือไม่ต้องการเชื่อศาสนาอิสลามอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ต้องการ บอกว่าควรไร้ศาสนา เราอาจเข้าใจบุคลิกด้านนี้ดีขึ้นถ้ารู้ว่า เขาเองก็เติบโตจากในเมืองที่สนใจวิถีชีวิตในชนบท ภาษาหนังของเขาจึงไม่เลือกจะตัดสิน ใดๆ แต่ออกมาเป็นรูปแบบกึ่งสารคดี ราวกับต้องการลดทอนบทบาทตัวกลางของผู้กำกับออกไปจากหนัง รวมถึงความเห็นใดๆ ของตัวผู้กำกับด้วย หนังของเคียรอสตามีเป็นหนังบนรอยต่อของหลายสิ่ง นอกจากจะอยู่บนรอยต่อของศาสนาและอัตถิภาวะนิยม มันยังอยู่บนหนังและภาพกวี สมัยใหม่และสมัยเก่า ความจริงและเรื่องแต่ง เราอาจไม่ได้ข้อคิดเกี่ยวกับชีวิตที่ลึกซึ้งใดๆ กลับไปหลังจากดูจบ แต่เราจะได้คำถามที่ลึกซึ้งไว้ขบคิดและ หาคำตอบในชีวิตจริง หลังออกจากโคเคอร์และเตหะราน แม้เคียรอสตามีจะเคยบอกว่า ลูกไม้ที่ตกอยู่ห่างต้นกำเนิดย่อมผลิดอกออกผลได้ไม่ดี ผู้กำกับหนังที่ไปทำงานต่างที่ต่างแดนเกิดก็เช่นกัน แต่ จนแล้วจนรอดเขาก็ได้มาทำงานกับทีมงานอิตาลีในเมืองทัสคานี กับนักแสดงฝรั่งเศสเจ้าแม่หนังอาร์ต จูเลียต บิโนช และกับนักร้องโอเปราชาวอังกฤษ ในหนังเรื่อง Certified Copy (2009) อันเล่าถึงเวลา 1 วันที่หญิงนักค้าของเก่าได้พูดคุยกับนักเขียนเชิงวิชาการหนุ่มใหญ่ผู้มาเปิดตัวหนังสือใหม่ ว่าด้วยคุณค่าของงานศิลปะลอกเลียน ยิ่งบทสนทนาผ่านไปก็ยิ่งพบว่าเขาช่างคล้ายกับสามีของเธอราวกับเป็น ‘งานลอกเลียนที่จริงแท้’ จนเมื่อถึงจุดหนึ่ง คนดูจะไม่แน่ใจอีกต่อไปว่าความสัมพันธ์บนหน้าจอนั้นเป็นความสัมพันธ์จริง หรือความสัมพันธ์จำลองเลียนแบบความทรงจำเพื่อทดแทนที่ ต่างคนก็ต่างมีคู่สมรสซึ่งอยู่เหินห่างจากกัน เราจะเห็นองค์ประกอบเดิมๆ ที่เคียรอสตามีนำมาใช้กับฉากบ้านอิฐคลาสสิกของเมืองทัสคานี ทั้งฉากคุยกันยาวๆ ในรถ ตัวละครเด็กสุดป่วน ฉากทางเดินแคบๆ ของหมู่บ้าน และที่ไม่พลาดคือเรื่องการตักตวงความสุขจากชีวิตที่มีอยู่ โดยครั้งนี้เขาเพิ่มประเด็นการใช้ชีวิตคู่เข้าไปด้วย เราจะตักตวงความสุขของชีวิตให้เต็มที่ได้อย่างไร ถ้าต้องใช้ชีวิตคู่อย่างประนีประนอมกับคนที่มีทัศนคติและความต้องการต่างกัน? แต่ถ้า ไม่เลือกที่จะมีชีวิตคู่เลย เราจะยังมีความสุขของชีวิตให้ตักตวงหรือไม่? และก็เหมือนทุกครั้ง เคียรอสตามีนำเสนอเพียงปัญหา ก่อนที่เขาจะเดินเหินทิ้งเราไปเพื่อคิดโครงการทำหนังในอิตาลีเรื่องถัดไป **หมายเหตุ ในบทความนี้เขียนขึ้นก่อนหนังเรื่องสุดท้ายของเคียรอสตามี อย่าง Like Someone in Love (2012) อ่านต่อได้ที่นี่ ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

เมนูพิเศษประจำเดือนกรกฎาคม 2559 ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน
โรงแรมรอยัล ออคิด

อาหารอิตาเลียนสไตล์โฮมเมด รสชาติอิตาเลียนแท้ ณ ห้องอาหารจิออร์จิโอ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ห้องอาหารอิตาเลียน “จิออร์จิโอ” ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน รังสรรค์เมนูอิตาเลียนแท้สไตล์โฮมคุกกิ้งตำรับคุณแม่ เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและความหลากหลายของรสชาติอาหารอิตาเลียนแท้ๆที่เตรียมพร้อมให้คุณได้ลิ้มลอง เริ่มด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยอย่าง พาร์มาแฮมสไลท์บางทานคู่แตงฮันนี(320++ บาท) หรือจะเป็น สลัดผักโขม เสิร์ฟพร้อมน้ำสลัดกอร์กอนโซลา และลูกมะเดื่อเชื่อมไวน์แดง(350++ บาท) ต่อด้วยมื้อหลักอย่างข้าวริซอตโต้เห็ดทรัฟเฟิลดำ(360++ บาท) สเต็กปลาคอท หอยลาย เสิร์ฟพร้อมหน่อไม้ฝรั่ง(620++ บาท) ปลาเนื้อแน่นทานคู่ซอสเฉพาะตัวสูตรเข้มข้น โคนขาลูกวัวตุ๋นเสิร์ฟกับข้าวอิตาเลียนแบบดั้งเดิม(580++ บาท) หรือจะเป็นเนื้อสันในหมักสมุนไพรย่าง ทานคู่น็อกจิและผักโขม(850 บาท++) ปิดท้ายมื้อค่ำอันพิเศษนี้ด้วย เซทขนมหวาน 4 สไตล์ อย่าง ทีรามิสุ พานาคอตต้า ไวท์ช็อกโกแลต และราสเบอร์รี่ชีสเค้ก (350 บาท++) สำหรับบัตรสมาชิกสตาร์วู้ด พรีเฟอร์ เกสต์ (Starwood Preferred Guest®) รับสิทธิพิเศษ ส่วนลด 15% (เฉพาะค่าอาหาร) ห้องอาหารอิตาเลียนจิออร์จิโอเปิดบริการทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์ (ปิดบริการทุกวันจันทร์และวันอังคาร) เวลา 18.00 – 22.30 น. พร้อมบริการเรือรับส่งจากสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสินถึงโรงแรมฟรีทุกครึ่งชั่วโมง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร 0 2266 9214 อีเมลล์: events.rosh@sheraton.com ไลน์แอด: @rosheratonbangkok เฟสบุ๊ค: https://www.facebook.com/royalorchidsheratonhotel หรือ เว็บไซต์: www.royalorchidsheraton.com ------------------------------------------------- เพลิดเพลินค่ำคืนแห่งไวน์ และชีส ณ ห้องอาหารริเวอร์ไซด์ กริลล์ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ห้องอาหารริเวอร์ไซด์ กริลล์ ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ขอเชิญคุณมาเพลิดเพลินคืนแห่งไวน์ และชีส ในคืนวันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2559นี้ ตั้งแต่เวลา 18.30 – 20.30 น. หลีกหนีความวุ่นวายของชีวิตเมืองหลวง และการจราจรที่แสนติดขัด มาจิบไวน์รสนุ่มละมุนลิ้นชั้นเลิศ เคียงคู่ชีสและทาปาสนานาชนิดระดับพรีเมี่ยมแบบไม่อั้น ในราคาเพียง 599++ บาทต่อท่าน หรือเลือกเพิ่มความหลากหลายและอัพเกรดไวน์ระดับพรีเมียมเพียง 999++บาทต่อท่าน บริการเรือรับส่งจากสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสินถึงโรงแรมฟรีทุกครึ่งชั่วโมง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร 0 2266 9214 อีเมลล์: events.rosh@sheraton.com ไลน์แอด: @rosheratonbangkok เฟสบุ๊ค: https://www.facebook.com/royalorchidsheratonhotel หรือ เว็บไซต์: www.royalorchidsheraton.com

ตื่นยาก ง่วงตลอดเวลา อย่าคิดว่าคุณขี้เกียจ นั่นแปลว่า คุณอาจกำลังเป็นโรคนี้!
ความเครียด /  ง่วงนอนตลอดเวลา / 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ตื่นยาก และแอบงีบหลับตอนกลางวันอยู่บ่อยครั้งเพราะความอ่อนเพลีย รู้ไว้ว่าอาจไม่ได้เป็นเพราะคุณขี้เกียจ แต่กำลังเสพติดความเครียด ที่ต้องเจอในแต่ละวัน จนทำให้ ภาวะต่อมหมวกไตล้า จนมีอาการแสดงออกอย่างที่เห็น ลองสังเกตตัวเองว่า กำลัง 'เสพติด' ความเครียด อยู่หรือไม่เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดไม่ได้มาจากปัญหาครอบครัว และเรื่องงานเท่านั้น สิ่งเร้าที่เข้ามากระตุ้นเพียงเล็กๆ น้อยๆ อย่างการจราจรที่หนาแน่นในชั่วโมงเร่งด่วน ภาวะกดดันในที่ประชุม รวมถึงงานที่ต้องเร่งรีบทำให้เสร็จทันตามกำหนด การออกกำลังกายที่หักโหมเกินไป และ การอดนอน ความเครียดที่มาจากปัจจัยเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นบ่อยครั้งก็สะสมและกลายเป็นอาการ เสพติด ชนิดหนึ่งได้เช่นกัน เรียกว่า อาการ เสพติดความเครียด (Adrenal addict) พญ.ภาวิณี มณีไพโรจน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ศูนย์ Royal Life Anti-aging Center โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า คนทั่วไปจะเกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว เพราะในระยะแรก ร่างกายมีความทนทานสูงต่อกับความเครียด ที่เข้ามาในแต่ละวัน แต่พอมารู้ตัวอีกทีก็ล้มป่วย ติดเชื้อเฉียบพลันจนต้องเข้าโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์วินิจฉัยอาการของโรคนี้ว่าเป็น 'ภาวะต่อมหมวกไตล้า หรือ 'Adrenal fatigue’ ที่เกิดจากอาการผิดปกติของร่างกายอย่างหนึ่งที่มี ความเครียดเรื้อรัง (Chronic stress) เป็นตัวกระตุ้น อาการที่ปรากฎชัดเจนของภาวะต่อมหมวกไตล้า คือ อาการขี้เกียจตื่นนอนตอนเช้า อ่อนเพลีย ไม่มีแรง อยากงีบหลับ ช่วงกลางวัน ง่วงแต่นอนไม่หลับ มีอาการวิงเวียน ศีรษะ หน้ามืด เวลาเปลี่ยนท่าทาง (ลุก-นั่ง) อยากของหวาน, ของเค็ม ในขณะที่บางรายปัสสาวะบ่อยผิดปกติ ปวดประจำเดือนบ่อย เป็นภูมิแพ้กำเริบบ่อยๆ ผิวแห้งและแพ้ง่าย ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ท้องผูก เครียดซึมเศร้า คุมอาหาร ออกกำลังกายหนักเป็นประจำแต่น้ำหนักไม่ลดลง เป็นต้น ภาวะต่อมหมวกไตล้า จัดอยู่ในกลุ่ม 'โรคที่ถูกลืม' เพราะไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องและทันท่วงที จากการเจาะเลือดตรวจสุขภาพทั่วไป อาจไม่เพียงพอสำหรับการวินิจฉัยภาวะนี้ เนื่องจากต้องวัดระดับฮอร์โมนต่อมหมวกไต (Adrenal hormones) 2 ตัว ที่มีชื่อว่า คอร์ติซอล (Cortisol) และ ดีเอชอีเอ (Dyhydroepiandrosterone-DHEA) จากผลเลือดร่วมด้วย Cortisol และ DHEA คือ ฮอร์โมนแห่ง ‘ความเครียด' ในร่างกายมนุษย์ ปัจจุบันนี้ การรักษาภาวะต่อมหมวกไตล้าจะมุ่งเน้นไปที่การปรับให้ฮอร์โมน 2 ตัวนี้ให้อยู่ระดับที่สมดุล โดยที่ Cortisol คือฮอร์โมนความเครียดตัวหลักของร่างกาย (Stress hormone) ปกติร่างกายจะหลั่งออกมาปริมาณมากที่สุดในตอนเช้า ช่วยให้เรารู้สึกสดชื่น และมีพลังต่อสู้ในวันใหม่ของทุกวัน และจะลดลงเหลือเพียง 10% ในช่วงเย็น แต่ในสถานการณ์คับขัน Cortisol จะทำหน้าที่กระตุ้นให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและอัตราการเต้นหัวใจให้เพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมร่างกายให้ต่อสู้กับปัญหาข้างหน้า แต่ถ้าเกิดความเครียดสะสมเรื้อรัง จากการทำงานหนักมากเกินไป พักผ่อนไม่พอ หรือออกกำลังกายเกินพอดี ระดับฮอร์โมน Cortisol ที่สูงขึ้นจะเริ่มส่งผลเสียต่อร่างกาย เนื่องจากฮอร์โมนตัวนี้มีฤทธิ์ ในการสลายและทำลายล้าง (Catabolic hormone) ทำให้ร่างกายเสื่อมและแก่เร็ว (Degeneration) แต่ถ้ามีน้อยไปก็จะทำให้ไม่มีแรงลุกขึ้นจากที่นอนตอนเช้า ขาดความกระตือรือร้นและอ่อนเพลียตอนกลางวัน ส่วนฮอร์โมน DHEA คือฮอร์โมนเพศชนิดหนึ่งที่เป็นฮอร์โมนตั้งต้นของทั้งฮอร์โมนเพศหญิงและเพศชาย (Pre-sex hormones) และยังเป็นฮอร์โมนต้านความเครียด (Anti-stress hormones) ช่วยต้านฤทธิ์ของ Cortisol เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเครียด ที่มีฤทธิ์ในการเสริมสร้าง (Anabolic hormone) ช่วยเพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ให้กับร่างกาย(Boost energy) เพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ (Muscle building) ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย (Premature skin aging) และกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ (Sexual drive) การป้องกันไม่ให้ ภาวะต่อมหมวกไตล้า ที่ดีที่สุด คือ การนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือเข้านอนก่อน 5 ทุ่ม รับประทานอาหารเช้า ก่อน 10.00 น. เพราะหลัง 10.00 น. ระดับ Cortisol จะลดลง ทำให้ยิ่งอ่อนเพลีย Cortisol จะทำงานดีขึ้นเมื่อมีน้ำตาลในเลือดเพียงพอควรรับประทานมื้อเล็กๆ บ่อย ๆ แทนการทานอาหารมื้อหลัก ๆ เพียง 1-2 มื้อ และ ออกกำลังกายแบบหนักปานกลาง (Moderate intensity exercise) เพราะการออกกำลังกายที่หนักเกินไปจะส่งผลให้ต่อมหมวกไตล้ามากยิ่งขึ้น ลองหาวิธีคลายความเครียด เช่น หางานอดิเรกทำ เดินทางไปเที่ยว และทานอาหารเสริมและสมุนไพรบางชนิดสามารถช่วยลดอาการต่อมหมวกไตล้าได้ เช่น Ashwaghandha (โสมอินเดีย) L-theanine (สารสกัดจากชาเขียว) Phosphatidylserine (สารสกัดจากถั่วเหลือง) วิตามิน C วิตามิน B3 วิตามิน B5 วิตามิน B6 ท้ายที่สุดหากพบอาการผิดปกติของภาวะต่อมหมวกไตล้า อย่างน้อย 5 ข้อ แสดงว่าคุณกำลังมีความเสี่ยงสูง ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางและขอคำปรึกษา เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ความเครียดจะสะสมจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง

หมอก้อง โพสต์แจงดราม่า!! อย่าเข้าใจผิด ไม่คิดติดสินบนตำรวจ!!
หมอก้อง สรวิชญ์ /  ดราม่า หมอก้อง / 

        กลายเป็นดราม่าเลยทีเดียว!! เมื่อนักแสดงหนุ่มดีกรีคุณหมออย่าง ก้อง สรวิชญ์ โพสต์ภาพคู่ชื่นชมการปฏิบัติงานของตำรวจนายหนึ่ง หลังตนถูกล็อคล้อเพราะจอดรถในที่ห้ามจอด พร้อมบอกเล่าเหตุการณ์ว่า... "โดนแต่เช้าครับวันนี้ 555... เรื่องของเรื่องคือ มางานวิ่งเงียบมาราธอนของสมาคมคนหูพิการ ที่สวนหลวง ร.9 แล้วหาที่จอดยากมาก เห็นช่องว่างก็เข้าเลย... โดนล็อคล้อสิครับ 555 โดยพี่คนนี้ล่ะ ไอ้เราก็งัดทุกกระบวนท่ามาขอให้ช่วยปลดล็อคให้ ยังไงก็ไม่ยอม จะขอจ่ายค่าปรับตรงนี้เลยไม่ไปที่ สน. แกก็ไม่รับ (เข้าข่ายติดสินบนมั๊ยเนี่ย?) บอกว่าไม่รู้ทางแถวนี้.. แกขับนำให้เลยครับ สุดยอดป่ะล่ะ แล้วก็ถึงที่หมาย เสียค่าปรับเรียบร้อย ค่าจอดรถวันนี้แพงมาก 55 แต่โค ตะ ระ มีความสุขเลยครับที่เห็นพี่ตำรวจท่านนี้ ขอบคุณมากๆที่ซื่อตรงต่อหน้าที่ และเกียรติภูมิตำรวจไทย ขอยกย่องและขอให้เจริญในหน้าที่การงานต่อๆไปครับ"             จากนั้นก็กลายเป็นดราม่าร้อนๆ ว่าการกระทำของ หมอก้อง ที่ทำผิดกฎจราจรแล้ว ยังจะขอจ่ายเงินตรงนั้นเลยไม่ไปเสียค่าปรับที่โรงพัก ซึ่งเข้าข่ายติดสินบนเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกกระทงหนึ่ง ทำเอาโซเชียลกระหน่ำคอมเม้นท์วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจนเจ้าตัวรีบออกมาโพสต์ชี้แจงเพิ่มเติมว่า "คืออย่างงี้นะครับ ผมจะขอจ่ายเงินตรงนั้นเลย คือจ่ายค่าปรับน่ะครับ เพราะเค้าออกใบสั่งมาแล้ว ไม่ได้คิดเรื่องว่าเป็นสินบน แต่ก็ยอมรับว่าไม่ได้ทำตามระเบียบนั่นแหละ คือจะเอาเร็วเข้าว่า 555 แต่สุดท้ายพี่เค้าใจดี ขับนำไปที่ป้อมเลย ก็เลยเห็นน้ำใจเค้า และชื่นชมเค้า ไม่ใช่คนนี้คนเดียวด้วย ร้อยเวรในป้อมนั้นก็ดีเหมือนกันครับ เข้าใจผิดไปมากๆ ไม่น่าจะดี เลยขออธิบายนิดนึงละกันครับ"             เป็นอันเข้าใจ หมอก้อง แล้วเนอะทุกคน...     ขอบคุณภาพจาก IG @kong_sarawit       หมอก้อง สรวิชญ์   หมอก้อง สรวิชญ์   หมอก้อง สรวิชญ์  

รออะไร! กิเลนไม่พลาดถ่ายภาพหมู่,ชูสัญลักษณ์มือหลังเฆี่ยนบุรีรัมย์
บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด /  ผู้ตัดสิน / 

พลพรรคกิเลนยผองไม่พลาดร่วมถ่ายภาพหมู่หลังเฉือน บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คาบ้าน 3-2 นอกจากนี้บางรายยังได้โชว์สัญลักษณ์มือคาดประชดผู้ตัดสิน ขุนพลกิเลนผยอง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด หลังเฉือนเอาชนะ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 3-2 ในศึกโตโยต้า ไทยลีก เมื่อคืนวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ล่าสุดไม่พลาดร่วมตัวกันถ่ายภาพหมู่ในห้องแต่งตัวอีกครั้ง เพื่อตอกย้ำหลังสามารถเอาชนะคู่ปรับสำคัญไปได้แบบทั้งไปและกลับในฤดูกาล 2016 นอกจากนั้นบางราย อาทิ อดิศักดิ์ ไกรษร, สารัช อยู่เย็น, ทริสตอง โด, กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, ธีรศิลป์ แดงดา ร่วมถึงธีราทร บุญมาทัน ต่างทำสัญลักษณ์มือ คล้ายกรณีของ ปิยพล ผานิชกุล ผู้เล่นของเชียงราย ยูไนเต็ด ที่ชูใส่ผู้ตัดสินจนต้องถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม ซึ่งคาดว่าผู้เล่นกิเลนผยองต้องการประชดถึงการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินในเกมนัดนี้

กัวลาลัมเปอร์กับ 5 มุมเที่ยวยามค่ำคืน
Chinatown Night Marketing /  กัวลาลัมเปอร์ / 

Wonderful KL at night กัวลาลัมเปอร์ ความงามที่ไม่เคยหลับใหล  เมืองหลวงสุดศิวิไลซ์ยอดฮิตของประเทศมาเลเซียที่ไม่มีใครไม่รู้จักอย่างแน่นอน ณ นาทีนี้ เพราะกัวลาลัมเปอร์ติดอันดับที่ 8 ของเมืองหลวงที่น่าเที่ยวที่สุดในโลกเมื่อปี 2558 และเมืองแห่งการ ชอปปิ้งที่ดีที่สุดในโลกอันดับที่ 4 สำรวจโดย CNN โดยแต่ละปีกัวลาลัมเปอร์ต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 11 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเมืองหลวงแห่งนี้ถือเป็นประตูเชื่อมระหว่างเอเชียและตะวันออกกลาง เป็นศูนย์กลางการค้า ธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นมากมาย โดยเฉพาะการเปิดแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิปใหม่ๆเอาใจคนทุกเจเนอเรชั่นได้อย่างลงตัว เมืองหลวงสุดทันสมัยแห่งนี้จึงไม่เพียงกลายเป็นไอคอนแห่งใหม่ของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก แต่ยังเป็นที่ที่คนมาเลเซียเองยังถือว่าต้องมาเยือนสักครั้งในชีวิต โดยเฉพาะกิจกรรมสุดฮิตอย่างการถ่าย Selfie คู่ตึกแฝด นั่งรถตากลมชมเมือง สัมผัสสถาปัตยกรรมอันวิจิตรของมัสยิดจาเม็ก ณ จัตุรัสเมอร์เดก้าและอีกมากมาย วันนี้เราจะขอนำเสนอความงดงามยามค่ำคืนของเมืองหลวงที่ไม่เคยหลับใหลแห่งนี้ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ ใครอยากแชะภาพบรรยากาศที่สวยงามแปลกตาไว้อวดเพื่อน เชิญทางนี้! 1. ตึกแฝดปิโตรนาส (Petronas Twin Towers) ตึกแฝดปิโตรนาสคืออาคาร 88 ชั้น รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ อาคาร KLCC อาคารแห่งนี้เป็นตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง 451.9เมตร สร้างขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงเรขาคณิตของสถาปัตยกรรมอิสลาม ออกแบบโดยซีซาร์ เปลลิ สถาปนิกเชื้อสายอาร์เจนตินา-อเมริกัน ฝั่งหนึ่งของผลงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกนี้ติดกับสวน KLCC ที่กินเนื้อที่กว้างขวางและตกแต่งอย่างสวยงาม สถานที่ที่น่าสนใจในอาคาร KLCC คือ ซูเรีย ชอปปิ้ง คอมเพล็กซ์, ปิโตรนาส ฟิลฮาร์โมนิก ฮอลล์, ศูนย์วิทยาศาสตร์ เปโตรซินและศูนย์ประชุมกัวลาลัมเปอร์ซึ่่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ลักษณะเด่นของตึกแฝดนี้เมื่อเปรียบเทียบกับตึกระฟ้า อื่นๆของโลก คือการที่เป็นอาคารหอคอย 2 อาคาร เชื่อมโดยสะพานลอยฟ้า (skybridge) อาคารแฝดใช้บริษัทรับเหมาก่อสร้างจาก 2 ประเทศ คือญี่ปุ่น และเกาหลี โดยมีนัยยะเป็นการแข่งขันกันเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีการก่อสร้างอาคารตึกระฟ้า สะพานลอยฟ้านี้เคยใช้เป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลีวูดมาแล้ว สถาปัตยกรรมอันโดดเด่นสูงตระหง่านแห่งนี้กลายเป็นแลนด์มาร์คใจกลางย่านธุรกิจของกรุงกัวลาลัมเปอร์ จากกลางวันเปลี่ยนสู่กลางคืนตึกแฝดแห่งนี้จะถูกประดับประดาไปด้วยแสงไฟสุดอลังการที่ยิ่งทำให้ตึกที่สูงอยู่แล้วยิ่งดูสูงเสียดฟ้าไปอีก ท่ามกลางท้องฟ้าสีดำ ตึกปิโตรนาสแห่งนี้จะแลดูเหมือนถูกระบายสีตัดเส้นให้โดดเด่นด้วยแสงไฟรอบตึกราวกับภาพวาด เวลาทำการและจองตั๋ว เปิดให้เข้าชมวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ปิดวันจันทร์ http://www.petronastwintowers.com.my/tickets#operating_hrs การเดินทาง เดินเท้าหรือรถแท็กซี่ ตึกแฝดปิโตรนาสตั้งอยู่ระหว่างถนนจาลันอัมปังและถนนจาลันราจาชูลัน ถัดจากโรงแรมแมนดารินโอเรียนทอล ตรงข้ามกับ ดิเอสคอตต์ Light Rapid Transit (LRT) รถไฟ LRT สายปุตรา แวะจอดที่สถานี KLCC 2. ถนนฟู้ดทรัก (Food Truck Alley, Jalan Sultan Ismail ครั้งแรกใจกลางเมืองที่เหล่า Food Truck จะยกทัพปิดถนน Jalan Sultan Ismail บริเวณจตุรัสเมอร์ดิก้าเพื่อสร้างสีสันยามค่ำคืน พร้อมจัดเต็มเรื่องกินด้วยอาหารนานาชนิดหลากหลายเชื้อชาติ ให้ได้ลิ้มรสกันอย่างจุใจ โดยงานจะจัดทุกวันเสาร์ เวลา 9.00 – 1.00 น.(ค่ำ) และวันอาทิตย์ตั้งแต่ 6.30 – 9.30 น.(เช้า) ในสัปดาห์ที่ 1 และ 3 ของทุกเดือน งานนี้ใครที่เป็นนักชิมตัวยงไม่ควรพลาดงานเดียวครบรสรู้เรื่อง! การเดินทาง Light Rapid Transit (LRT) รถไฟ LRT สายปุตรา แวะจอดที่สถานี Masjid Jamek 3. ย่านบูกิตบินตัง (Bukit Bintang) หากจะพูดถึงสวรรค์ของนัก ชอปแล้วคงหนีไม่พ้นย่าน Bukit Bintang ที่ไม่ว่ามองไปทางไหนก็อัดแน่นไปด้วยห้างสรรพสินค้าและสถานที่สำหรับชอปปิ้งแบบที่เลือกเดินกันไม่ถูกเลยทีเดียว แต่นอกเหนือจากสถานที่ชอปปิ้งทั้งกลางวันและกลางคืนแล้วที่นี่ยังมีตรอกซอยให้ได้เดินเล่นสัมผัสความเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นยามค่ำคืนเช่น Arab Street ตามชื่อถนนเลยคือ ถนนอาหรับ เป็นแหล่งรวมอาหารสไตล์อาหรับซึ่งเป็นอีกหนึ่งที่ที่นิยมทั้งชาวต่างชาติและชาวมาเลย์ หรือหากชอปปิ้งเสร็จแล้วหิว ควรแวะมาที่ Jalan Alor ถนนสายสตรีทฟู้ดชื่อดังที่ทั้งถนนเต็มไปด้วยอาหารแบบท้องถิ่นให้เลือกทานทั้ง จีน มาเลย์ อินเดีย รับรองอิ่มท้องนอนหลับฝันดีอย่างแน่นอน การเดินทาง Light Rapid Transit (LRT) รถไฟ LRT สายปุตรา แวะจอดที่สถานี Bukit Bintang 4. Chinatown Night Marketing Chinatown หรือมีอีกชื่อคือ Petaling Street ที่นี่จะเปิดตั้งแต่กลางวันแต่จะคึกคักเป็นพิเศษช่วงกลางคืนเพราะอากาศไม่ร้อนและมีร้านค้ามาเปิดขายของเยอะกว่า สินค้าทั่วไปจะเป็นของฝากและอาหาร ของใช้เสื้อผ้า ของท้องถิ่นต่างๆ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เหมาะกับคนที่มีเวลาน้อยเพราะสามารถเดินไปกินไปช้อปของฝากได้ในที่ที่เดียว การเดินทาง Light Rapid Transit (LRT) รถไฟ LRT สายปุตรา แวะจอดที่สถานี Pasar Seni 5. กำปง บารู (Kampung Baru) แม้ว่ากัวลาลัมเปอร์จะเป็นเมืองที่ทันสมัยมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นเมืองธุรกิจที่มีตึกตระหง่านตระการตา แต่อีกแห่งใจกลางกรุงนั้น ยังมีตรอกเล็กๆ ที่มีหมู่บ้านโบราณอย่าง Kampung Baru ที่ยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมดั้งเดิม หลังจากเป็นเอกราชจากการปกครองของอังกฤษ ชาวบ้านที่ก็ลุกขึ้นมาต่อต้านการเป็น modern-city ที่จะลุกล้ำเข้ามา ทำให้ Kampung Baru เป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้านโบราณใจกลางกรุงจนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตามชาวบ้านที่นี่มีการปรับตัวได้อย่างดีให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดการผสมผสานวิถีชีวิตแบบใหม่และดั้งเดิม แม้กลางวันจะดูเป็นหมู่บ้านอนุรักษ์ธรรมดาที่นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือน แต่เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่นี่จะกลายเป็นอีกหนึ่งตลาดสตรีทฟูดกลางคืนที่อยู่ท่ามกลางหมู่บ้านโบราณในบรรยากาศย้อนยุคแบบมาเลย์ มาเลย์ โดยเฉพาะร้านขายข้าวแกงมาเลย์ที่โด่งดังจนผู้ว่าการท่องเที่ยวมาเลเซียยังออกปาก เมนูเด็ดคือนาซิเลอมัก อาหารประจำชาติมาเลเซียที่ถ้าใครแวะมาย่านนี้ ไม่ลองไม่ได้จริงๆ การเดินทาง Light Rapid Transit (LRT) รถไฟ LRT สายปุตรา แวะจอดที่สถานี Kampung Baru

Footnote อ่านโลกผ่านหนัง : ทําไมโลกนี้ ต้องมี 'เลือกตั้ง'
Footnote /  การเลือกตั้ง / 

อ้าว! ก็การเลือกตั้งมันเป็นการแสดงออกถึงสิทธิและหน้าที่ของเรานี่”, “เราจะได้ใช้สิทธิของเราเลือกคนดีมาแก้ปัญหาและบริหารประเทศไง”, “ไม่เห็นสําคัญเลย เลือกไม่เลือกก็เหมือนเดิม แย่หมด”, “ยกเลิกไปเถอะ มีรัฐบาลแต่งตั้งไปเลยดีกว่า” ฯลฯ ต่างคนต่างก็มีคําตอบของคําถามเดียวกัน แต่เราลองมาล้วงลึกลงอีกนิดไหม ...บางที ‘การเลือกตั้ง’ ที่ฟังเเล้วแสนน่าเบื่อนั้น อาจมีอะไรมากกว่าที่คิด จุดกำเนิด : ก่อเกิดการเลือกตั้ง การเลือกตั้งถือกํา เนิดตั้งแต่สมัยกรีก โดยบุคคลสําคัญซึ่งเป็นผู้ปูทางเอเธนส์สู่ระบอบประชาธิปไตยก็คือ โซลอน (Solon) ซึ่งเริ่มปฏิรูปกฎหมายในช่วงราว 590 ปีก่อนคริสตกาลและเริ่มมีการจัดตั้งศาลประชาชนที่มีผู้พิพากษามาจากการเลือกตั้ง แม้จะมาจากการจับฉลากก็ตาม แต่ก็ถือว่าพลเมืองมีสิทธิในการเลือกตั้ง แถมยังมีการสมัครรับเลือกตั้งเข้าไปเป็นผู้แทนเพื่อทํางานในสภาและเป็นฝ่ายบริหารโดยผลัดเปลี่ยนกันเป็นลูกขุน ซึ่งการปฏิรูปของโซลอนนี้ถือเป็นการช่วยเปิดทางสู่ข้อเรียกร้องของชนชั้นล่างมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเรื่องของกฎหมายและการปกครองเป็นเรื่องของชนชั้นสูงมาโดยตลอด ดูเรื่องการบังคับใช้กฎหมายของเอเธนส์ได้ในหนัง A Midsummer Night’s Dream (1935) ที่จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเกิดจากกฎหมายเอเธนส์ข้อหนึ่งซึ่งระบุไว้ว่า พ่อแม่สามารถบังคับให้ลูกสาวแต่งงานกับใครก็ได้และหากลูกสาวขัดขืนต่อการบังคับของพ่อแม่จะต้องถูกประหาร โดยหนังซ่อนนัยยะการกดขี่จากชนชั้นสูงต่อชนชั้นล่างผ่านตัวกฎหมายดังกล่าวนั่นเอง มองเลือกตั้งในเชิงกฎหมาย ในเชิงประวัติศาสตร์ การเลือกตั้งอาจเป็นสัญลักษณ์และเครื่องมือของการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของชนชั้นล่าง แต่หากเราพิจารณาถึงการเลือกตั้งในเชิงกฎหมายแล้ว เดวิด บัตเลอร์ เขียนไว้ในหนังสือ Democracy ว่า เราสามารถพิจารณาและตีความการเลือกตั้งออกเป็น 3 แง่ คือ 1.การเลือกตั้ง = สิทธิ การเลือกตั้งถือเป็นสิทธิที่มีความสําคัญซึ่งรัฐต้องให้ความคุ้มครองและดูแลแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน เช่นในสารคดี Slacker Uprising (2007) ของ ไมเคิล มัวร์ เล่าความพยายามของมัวร์ที่ไปปราศรัยตามมหาวิทยาลัย เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ตระหนักถึงสิทธิของตัวเอง และออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (โดยข้อเสนอที่แสบสุดๆ ตามสไตล์ก็คือ “ต้องไม่เลือกจอร์จ ดับเบิลยู บุช!”) 2.การเลือกตั้ง = อภิสิทธิ ในแง่นี้การเลือกตั้งคือ การที่ผู้ลงคะแนนเสียงมีอิสระที่จะเลือกทําสิ่งใดก็ได้ที่ได้รับการยอมรับจากกฎหมาย โดยปราศจากการแทรกแซงหรือเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น  ลองดูตัวอย่างของพฤติกรรมที่เรียกว่าแทรกแซงการเลือกตั้งได้จาก All the President’s Men (1976) เรื่องของ 2 นักข่าวที่ช่วยกันขุดคุ้ยจนพบว่ามีการติดเครื่องดักฟังในที่ทํา การของพรรคเดโมแครตเพื่อลักลอบล้วงข้อมูลของคู่แข่ง หรือใน Election (1999) ที่ครูหนุ่มหมั่นไส้เด็กเรียนสุดเพอร์เฟ็คต์ ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานนักเรียน เขาจึงหาทางแทรกแซงการเลือกตั้งเพื่อไม่ให้ยัยเด็กนี่ได้เป็นผู้ชนะ 3.การเลือกตั้ง = หน้าที่ การเลือกตั้งถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมายโดยระบุไว้ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง หนังเรื่อง Homecoming (2005) ที่กํากับโดย โจ ดันเต สะท้อนแนวคิดดังกล่าวด้วยเรื่องของทหารผ่านศึกที่ตายแล้ว แต่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเพื่อไปเลือกตั้งและแสดงสิทธิของตนเอง มองเลือกตั้งให้เป็นปรัชญา นอกจากแง่มุมทางประวัติศาสตร์และกฎหมายแล้ว บัตเลอร์เสริมอีกว่าการเลือกตั้งยังสามารถเป็นตัวสะท้อนนัยยะของความคิดเชิงปรัชญาได้ใน 3 แง่ คือ 1.การเลือกตั้งที่มีสภาพเป็นสิทธิตามธรรมชาติ ถือเป็นสิทธิที่เกิดมากับบุคคลในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ เพราะบุคคลย่อมเสมอภาคกัน หากบุคคลใดก็ตามที่บรรลุนิติภาวะและไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่นวิกลจริต, ต้องโทษ ฯลฯ ก็มีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ ตัวอย่างกรณีเกิดขึ้นใน Milk (2008) ที่เล่าการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของชาวรักร่วมเพศ โดยมี ฮาร์วีย์ มิลค์ เป็นผู้เคลื่อนไหวคนสำคัญ จนส่งผลให้เขาเป็นชายที่ประกาศตัวว่าเป็นรักร่วมเพศคนแรกที่ได้รับคะแนนเสียงการเลือกตั้งให้เป็นเทศมนตรีของซานฟรานซิสโก และพิสูจน์ให้เห็นว่าทุกคนมีสิทธิและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน 2.การเลือกตั้งที่มีสภาพเป็นภารกิจสาธารณะ การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในกรณีนี้จะถูกจํา กัดให้แก่บุคคลที่เหมาะสมและปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเท่านั้น เพราะถือว่าสังคมจะก้าวหน้าได้ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามหน้าที่อย่างชาญฉลาดของคนในสังคม หากบุคคลใดประพฤติปฏิบัติตัวหรือมีลักษณะที่ไม่เหมาะสม เช่น เป็นอาชญากร, ต้องโทษ ฯลฯ ก็สามารถถูกตัดสิทธิในการลงคะแนนเสียง ดั่งเช่นในหนังดังที่เข้าชิงออสการ์อย่าง Selma (2014) ที่เล่าเหตุการณ์การรวมตัวเดินขบวนประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของคนผิวสีในอเมริกาเมื่อปี 1965 โดยพวกเขาต้องปะทะกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและเผชิญกับความสูญเสียมากมาย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นการขัดขวางภารกิจสาธารณะ ที่มาพร้อมนัยยะกีดกันและแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน 3.การเลือกตั้งที่มีสภาพเป็นสิทธิคัดค้าน การกระทําในแง่นี้มองว่า การเลือกตั้งคือเครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อแสดงออกถึงการคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐหรือนโยบายของรัฐ ด้วยการลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม  ดูการใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือต่อต้านการแบ่งแยกและแสดงออกถึงการเรียกร้องสิทธิทางเชื้อชาติได้ในหนังตลกสุดเพี้ยน Napoleon Dynamite (2004) ผ่านตัวละคร เปโดร นักเรียนเชื้อสายเม็กซิกันที่ใครๆ ก็มองว่าเป็นตัวประหลาด เขาซึ่งตัดสินใจลงสมัครชิงประธานนักเรียน แม้จะรู้ว่าตัวเองไม่มีทางชนะ แต่เขาก็ขอเพียงแค่การยอมรับจากคนอื่นเท่านั้น เหตุผล 4  ข้อที่ทำให้ตัดสินใจไม่ไปเลือกตั้ง แม้จะมีคนให้ความสําคัญกับการเลือกตั้งหรือตีความการเลือกตั้งไปในหลายแง่มุม แต่สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ มีคนจํานวนไม่น้อยที่ไม่สนใจการเลือกตั้งจนสุดท้ายก็พัฒนาไปสู่พฤติกรรมที่เรียกว่า "นอนหลับทับสิทธิ์" นักวิชาการในแวดวงรัฐศาสตร์พยายามศึกษาวิจัยหาเหตุผลของพฤติกรรมดังกล่าว จนได้ออกมาเป็น 4 ปัจจัย ตามที่ได้ระบุไว้ในหนังสือ Understanding Public Policy ของ โทมัส ดาย คือ 1.“มาอีกแล้วไอ้พวกขายฝัน” ประชาชน (บางส่วน) คิดเช่นนี้เพราะมีความเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็ชูนโยบายที่ไม่สามารถทําได้จริง หรือถ้าทํา ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกตั้งกี่รอบๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ขึ้นมาหรอก ตัวอย่างเช่นในหนัง Man of the Year (2006) ที่ยั่วล้อกับแนวคิดดังกล่าว โดยเล่าเรื่องของพิธีกรล้อการเมืองชื่อดัง (นำแสดงโดย โรบิน วิลเลี่ยม ผู้ล่วงลับ) ที่เบื่อและรําคาญพวกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีที่มีแต่นโยบายขายฝันไปวันๆ เขาเลยประกาศทีเล่นทีจริงในรายการว่าจะลงเลือกตั้งบ้าง และด้วยนโยบายที่โดนใจประชาชนงานนี้เลยกองเชียร์เพียบ สุดท้ายเขาก็ชนะการเลือกตั้ง แม้จะเป็นเพราะความผิดพลาดของเทคโนโลยีนับคะแนนก็ตาม 2.“กอบโกยกันเข้าไป!” แนวคิดของคนอีกแบบที่เห็นว่า นักการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลล้วนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน แสวงหาอํานาจ หรือหากทําโครงการใดขึ้นมาก็มุ่งหวังคะแนนนิยมเท่านั้นโดยไม่คํานึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แม้ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการทําประชาพิจารณ์ แต่การตัดสินใจสุดท้ายก็ยังเป็นอํานาจของรัฐบาลอยู่ดี แต่ในหนังอย่าง Mr. Smith Goes to Washington (1939) คงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังนี้สักเท่าไหร่ เพราะหนังบอกเราว่า นักการเมืองไม่ได้เห็นแก่ตัวไปหมด โดยเฉพาะ ส.ว.ป้ายแดงอย่าง เจฟเฟอร์สัน สมิธ ที่แม้จะต้องถูกรุมล้อมด้วยนักการเมืองรุ่นเก่าผู้จ้องแต่จะกอบโกยผลประโยชน์ เขาก็ยังฮึดสู้และพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่า นักการเมืองน้ําดีก็ยังมีอยู่จริง 3.“แหม! ชั่วได้ใจจริงๆ” ความเชื่อของบางคนตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า "นักการเมืองทุกคนเลว" เพราะฉะนั้นไม่ว่านักการเมืองคนไหนจะพูดอะไรก็จะถูกมองไปในลักษณะของคํา โกหกหรือเลวร้ายไปหมด จนอาจหมดความเชื่อถือศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย แต่ในหนัง Dave (1993) พลิกแพลงขยายมุมมองของแนวคิดนี้ ด้วยการเล่าเรื่องตัวละคร เดฟ โควิก ชายซึ่งบังเอิญหน้าเหมือนประธานาธิบดีที่กําลังป่วย เพราะดันแอบไปมีเซ็กซ์กับผู้ช่วยตัวเองจนเส้นเลือดในสมองแตก เดฟจึงอาศัยอํานาจจากตําแหน่งที่เขาสวมอยู่ทําเรื่องดีๆ ให้กับประชาชนและในที่สุดเขาก็ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งอย่างจริงจัง 4.“ไม่โดนสักคน” อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ชอบการเลือกตั้ง เพราะคิดว่าการเลือกตั้งไม่สามารถนํามาซึ่งตัวแทนตามความต้องการของตน และรู้สึกแปลกแยกต่อระบบการเมืองที่ตนดํารงอยู่ จนรู้สึกว่าตัวเองไร้อํานาจที่จะตัดสินใจทางการเมืองในบริบทของการเลือกตั้ง และขาดความเชื่อมั่นนักการเมืองที่เป็นสัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตย ภาวะความแปลกแยกของประชาชนต่อระบบการเมืองถูกสะท้อนออกมาในหนังอิหร่านเรื่อง Secret Ballot (2001) ซึ่งเล่าเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสาวที่ต้องเดินทางมายังเกาะคิช เพื่อให้ชาวเกาะทั้งหลายมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งสําคัญของประเทศ แต่ชาวเกาะกลับไม่รู้จักผู้สมัครในรายชื่อสักคน แถมไม่เห็นประโยชน์ใดๆ ในการจะเลือกคนที่พวกเขาไม่รู้จักอีกด้วย **เรียบเรียงจากคอลัมน์ Footnote : ทําไมโลกนี้ ต้องมี 'เลือกตั้ง' โดย ภัคพล รังษีภัทร์ / นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 115 ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

10 สุดยอด เทศกาลแปลกของโลก
เทศกาล /  เทศกาลทั่วโลก / 

10 สุดยอด เทศกาลแปลกของโลก 1. สงครามมะเขือเทศ กลายเป็นเทศกาลที่มีชื่อเสียงที่สุดงานหนึ่งของโลก ในหลายเมืองของในสเปนจะจัดงาน"ลาโทมาติน่า" แต่ที่โด่งดังที่สุดก็ที่เมืองบูญอลในวันพุธสุดท้ายของเดือนสิงหาคมของทุกปี ประกอบไปด้วยการแสดงดนตรี การจุดพลุ ที่สำคัญมีมะเขือหนักกว่า 300,000 ปอนด์ถูกผู้ร่วมงานละเลงปาใส่กันอย่างสนุกสนาน ที่มาของเทศกาลนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด เริ่มมาตั้งแต่ปี 1944 หรือไม่ก็ปี 1945 บ้างก็บอกว่าเกิดขึ้นเพราะเป็นการแย่งชิงอาหารในหมู่เพื่อนๆ การแสดงความไม่พอใจเมื่อนักเล่นดนตรีเล่นไม่ได้เรื่อง หรือกระทั่งเป็นการชุมนุมต่อต้านนายพล ฟรันซิสโก ฟรังโก ผู้นำจอมเผด็จการ 2. เทศกาลยูเอฟโอ จัดขึ้นช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปีในเมืองโรสเวลล์ มลรัฐเม็กซิโกของสหรัฐฯ ซึ่งมีแฟนยูเอฟโอจากทั่วโลกจะมาชุมนุมกัน มีการประกวดแต่งชุดเอเลี่ยน การจะดอกไม้ไฟ รวมทั้งการเสวนาของแฟนพันธุ์แท้เรื่องยูเอฟโอ เมืองโรสเวลล์กลายเป็นศูนย์กลางของคนที่เชื่อว่ามีมนุษย์นอกโลก หลังจากในปี 1947 พบซากยานลึกลับในเมืองนี้  3. เมืองซอนกกายาวิ ประเทศฟินแลนด์เป็นสถานที่ "แข่งขันอุ้มเมียชิงแชมป์โลก" ในประจำเดือนกรกฎาคมของทุกปี การแข่งขันนี้เพิ่งเริ่มขึ้นในทศวรรษ 1990 แต่คนท้องถิ่นบอกตลกๆ ว่ามันเริ่มมาชั่วนาตาปีแล้ว เพราะเมื่อก่อนผู้ชายจะขโมยผู้หญิงจากหมู่บ้านอื่นมาเป็นศรีภรรยา วันนี้รางวัลไม่ใช่ภรรยาและเป็นเบียร์น้ำหนักเท่าตัวภรรยาของพวกเขา ผู้ชายจะแบกภรรยาของตัวเอง หรือของเพื่อนบ้าน หรืออาจเป็นคู่รัก เทคนิกการอุ้มมีหลายวิธี แต่ในภาพนี้เป็นเทคนิคที่นิยมมากที่สุด และก็สำเร็จมากที่สุดด้วย สถิติโลกที่รอให้ทลายคือการอุ้มผ่านสิ่งกีดขวางระยะทาง 235.5 เมตรในเวลา 55 วินาที 4. เทศกาลซานเฟอร์มินในเมืองปามโปลน่า ประเทศสเปน เป็นที่รู้จักสำหรับการวิ่งวัวกระทิง ใน 8 วันของเทศกาล 9 วัน ถนนในเมืองถูกสร้างสิ่งกีดขวางไว้ คนที่ร่วมแข่งขันแต่งชุดพื้นเมืองสีขาว ผูกผ้าคลุมเอวและผ้าพันคอสีแดง รอสัญญาณเตรียมวิ่งหนีการไล่ขวิดของวัวกระทิงที่ถูกปล่อยออกมาในถนนนั้น การแข่งขันกินเวลาเพียง 2-3 นาที แต่ในแต่ละปีมีผู้บาดเจ็บเป็นร้อย อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 1910 มีผู้เสียชีวิต 14 คน 5. ในเมืองเล็กๆ ชื่ออีเวรีย ประเทศอิตาลี ไม่ใช่การปามะเขือเทศแต่เป็นสงครามปาผลส้ม ระหว่างงานคาร์นิวาล 3 วันจัดขึ้นในช่วงถือศีลบวช ชาวบ้านราว 3,000 คนมารวมตัวกันที่ลานกลางเมืองที่มีประชากรไม่ถึง 25,000 คนนี้ เล่ากันว่า การปาส้มแป็นการรำลึกถึงการสู้รบต่อต้านจักรพรรดิผู้ข่มเหงกดขี่ในศตวรรษที่ 12 ผู้ร่วมงานมารวมตัวกันตามถนนรอคอยขบวนกลุ่มอาสาสมัครเป็นศัตรู ซึ่งใส่ชุดอัดนวมและหมวกป้องกันมาบนรถลาก ขณะที่ผู้ชมจะสวมหมวกหรือผ้าพันคอสีแดงเปป็นสัญลักษณ์ว่าตัวเองไม่ใช่นักรบ 6. ในชนบทอันเงียบสงบและงดงามของอังกฤษ การแข่งกันเก็บชีสถูกจัดขึ้นในทุกเดือนพฤษภาคม ผู้ท้างชิงไถลและล้มลุกคลุกคลานจากเขาที่สูงชันเพื่อไล่ล่าชีสแห่งเมืองกลอสเตอร์หนัก 8 ปอนด์และทำเป็นรูปวงล้อ ผู้แข่งขันต้องเก็บชีสที่ปล่อยลงจากเนินเขาและมีความเร็ว 70 ไมล์ต่อชั่วโมงให้ได้ก่อนที่ชีสจะตกลงไปตีนเขา เชื่อว่าประเพณีย้อนไปในอดีตเมื่อผู้คนในอดีตฉลองเวลาที่พระอาทิตย์เข้าใกล้เส้นศูนย์สูตรมากที่สุด โดยวงล้อชีสนั้นเป็นสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์นั่นเอง  7. นับตั้งแต่ทศวรรษ 1600 เมืองคาสตริลโลเดมูร์เซีย ประเทศสเปนจัด "ฉลองเทศกาลโกลาโช" ด้วยประเพณี่การกระโดดข้ามเด็กทารก เทศกาลลี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายออกไปจากเมือง ช่วงเดียวกับเทศกาลคอร์ปุสคริสตีของชาวคริสเตียน ขบวนพาเหรดเป็นสัญลักษณ์การรวมกันของสิ่งชั่วร้ายมาในเมืองและพากพวกมันเข้าไปโบสถ์ และพื่อขับสิ่งชั่วร้ายของจากเด็กไร้เดียงสา เด็กทุกคนที่เกิดในปีที่แล้วจะถูกนำมานอนบนฟูก จากนั้นชายที่แสดงเป็นสิ่งชั่วร้าย หรือเอลโกลาโช ก็จะกระโดดข้ามฟูกนั้นเพื่อเป็นการชำระล้างสิ่งชั่วร้ายออกไปจากตัวเด็ก 8. เทศกาลแปลกประหลาดที่สุดของโลกไม่ใช่ของมนุษย์เท่านั้น ที่ลพบุรีของไทยเราเองก็จัดเทศกาลบุฟเฟต์สำหรับลิงกว่า 600 ตัวที่อยู่ในเมืองนี้ เทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่พระรามที่ตบรางวัลให้แห่หนุมานด้วยแผ่นดินที่กลายเป็นเมืองลพบุรี บุฟเฟต์หน้าวัดพระปรางสามยอด ประกอบไปด้วยอาหารผักผลไม้สดๆ หลายร้อยกิโลกรัม พร้อมกับไอติมและเครื่องดื่ม งานนี้กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมในท้องถิ่นซึ่งเต็มใจอย่างยิ่งเพราะกิจกรรมนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเยือนเป็นประจำทุกปี 9. เทศกาลหน่อไม้ฝรั่งในเมืองเอมไพร์ ในมลรัฐมิชิแกน งานนี้อุทิศแด่หน่อไม้ฝรั่งโดยเฉพาะ มิชิแกนเป็นผู้ผลิตหน่อไม้ฝรั่งมากที่สุดในสหรัฐ แต่เพราะมิชิแกนรู้จักในด้านศิลปะมากกว่าการเกษตรจึงจัดงานนี้ขึ้น ซึ่งรวมถึงกิจกรรมแปลกในทุกเดือนพฤษาภาคม มีขบวนพาเหรดแต่งตัวเป็นหน่อไม้ฝรั่ง การประกวดแต่งบทกวีหน่อไม้ฝรั่ง มีงานเลี้ยงอาหารนานาชนิดจากพืชชนิดนี้และตบท้ายด้วยเบียร์ที่ทำมาจากหน่อไม้ฝรั่งด้วย 10. ในเกาหลีใต้ช่วงเดือนกรกฎาคมจะมีเทศกาลบอร์ยอง อันเป็นเทศกาลอาบโคลนที่มีชื่อเสียงสำหรับคนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ดินโคลนจากทุ่งนาไม่หางจากชายหาดไม่ดีนักสำหรับการเกษตรกรรม แต่กลับอุดมด้วยแร่ธาตุซึ่งกลายเป็นแหล่งทำเงินให้กับผู้ผลิตเครื่องสำอาง แต่ละปี ดินโคลนจะถูกขุดขึ้นมาและขนไปยังชายหาดให้นักท่องเที่ยวกลิ้งเกลือก และอาบเล่นอย่างสนุกสนานในกองโคลนอันบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นโอกาสดี เพราะปกติแล้วจะมีการจำกัดการใช้โคลนเพื่ออุตสาหกรรมความงามมาก บทความ เทศกาลแปลกๆ ที่เกี่ยวข้อง - เทศกาลแปลก ทั่วโลก - 10 สุดยอด เทศกาลแปลกของโลก - ตะลุย! เทศกาลแปลก รอบโลก

10 หนังซอมบี้ที่จะทำให้คุณรู้ว่ามันมีอยู่ในทุกประเทศ !?!!
Cells /  Dawn of the Dead / 

10 หนังซอมบี้ที่จะทำให้คุณรู้ว่ามันมีอยู่ในทุกประเทศ !?!! Zombie Plot เป็นอีกหนึ่งพื้นฐานชั้นดีสำหรับการสร้างหนังสยองขวัญ ด้วยคาแรกเตอร์ของเจ้าสิ่งที่เรียกว่า ซอมบี้ นั้นจดจำได้ง่าย จะเรียกว่าตายก็เหมือนไม่ได้ตาย จะเรียกว่าผีก็ไม่ถึงขั้นผี อาศัยเดิน ๆ ดุ่ม ๆ ไปไล่กัดชาวบ้าน วันดีคืนดีก็ถูกฝ่ายพระเอกไล่ยิงไล่ฟันแล้วก็คืนชีพกลับมาใหม่ (สตรองสุด ๆ !) แต่งานนี้บอกได้เลยว่ารายงานการพบเห็น ซอมบี้ นี้ไม่ได้มีปรากฏเฉพาะแต่หนังฝรั่งอย่างที่หลายคนเข้าใจ ทว่ามันแฝงตัวอยู่ในระดับนานาชาติ หนังสยองขวัญสัญชาติไหน ๆ ก็ล้วนแต่เคยหยิบเจ้าอสูรกายตนนี้มาใส่ในเรื่องด้วยกันทั้งนั้น ไม่เชื่อลองตามลงไปดูกับ 10 หนังซอมบี้ที่จะทำให้คุณรู้ว่ามันอยู่ในทุกประเทศ ! Resident Evil (2002) อลิซ และ เรน ได้รับมอบหมายให้นำทีมคอมมานโด เข้าสกัดกั้นการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสภายใน The Hive ศูนย์วิจัยทางพันธุกรรม ซึ่งดำเนินการโดย อัมเบรลล่า คอปปอเรชั่น องค์กรลึกลับทางด้านวิศวพันธุกรรม ภายในอาคารมีเจ้าหน้าที่หลายคนที่กลายเป็นซอมบี้ที่สามารถแพร่เชื้อได้โดยการกัด อลิซ และ เรน มีเวลาเพียงสามชั่วโมงเท่านั้นในการที่จะหยุดยั้งฝูงผีดิบที่กำลังจะยึดครองโลก Dawn of the Dead (2004) เพียงชั่วข้ามคืนประชากรทั่วทั้งโลกถูกจู่โจมโดยโรคระบาดร้ายแรงที่หาสาเหตุและอธิบายไม่ได้ อีกทั้งคนตายยังกลายสภาพเป็นศพผู้หิวกระหายเนื้อสด เอน่า คลาร์ก หญิงสาวที่รอดจากการจู่โจม หลบหนีมาจนพบกับผู้รอดชีวิตจำนวนหนึ่ง ทั้งหมดเข้าไปซ่อนตัวในห้างสรรพสินค้าย่านชานเมืองที่ถูกทิ้งรกร้างเอาไว้ ต่างคนต่างเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน และใช้แหล่งทรัพยากรทุกอย่างเท่าที่จะหาได้ในการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด และที่สำคัญกว่านั้นก็คือเพื่อให้ตัวเองยังเป็นมนุษย์ต่อไป [Rec] (2007) หนังซอมบี้สัญชาติสเปนที่ใช้วิธีนำเสนอเรื่องราวผ่านกล้องโทรศัพท์มือถือ เนื้อเรื่องเล่าถึงนักข่าวสาว แองเจล่า ไวดัล กับตากล้องคู่ใจ พาโบล ทั้งสองมีภารกิจติดตามชีวิตนักผจญเพลิงกะกลางคืน เมื่อมีสัญญาณเรียก เธอกับคู่หูได้เดินทางไปสถานที่เกิดเหตุพร้อมกับกลุ่มนักผจญเพลิงเพียงเพื่อพบว่าภายในตึกนั้นมีซอมบี้ที่พร้อมจะไล่ฆ่าพวกเขาอยู่ มิหนำซ้ำยังมีคนภายนอกที่จัดการปิดทางเข้าออกของตึกเอาไว้ด้วย สองนักข่าวกับหนึ่งทีมผจยเพลิงจึงต้องหาทางเอาตัวรอดกันอย่างทุลักทุเล ห้าแพร่ง ตอน Backpacker (2009) 1 ใน 5 หนังสั้นสุดสยองขวัญสัญชาติไทย เมื่อนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น 2 คน โบกเรียกรถบรรทุกที่แล่นผ่านมาเพื่อขอติดรถไปลงในตัวเมือง แต่ดันโชคร้ายต้องมาเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อแรงงานต่างด้าวที่ซ่อนอยู่ท้ายรถบรรทุกเสียชีวิตเพราะฤทธิ์ของยาเสพติด แถมยังฟื้นกลับขึ้นมาในสภาพผีดิบ (เมายาบ้า) ที่ไล่เอาชีวิตพวกเขาอย่างไม่ปรีปราศรัย Warm Bodies (2013) ภาพยนตร์ที่ฉีกกฎเกณฑ์ของความเป็นหนังซอมบี้ ด้วยการวางพล็อตให้ อาร์ พระเอกของเรื่องเป็นซอมบี้ที่อาศัยอยู่ในโลกที่แทบไม่หลงเหลือมนุษย์ แต่แล้ววันหนึ่งขณะที่เขาออกล่าเหยื่อ เขาก็ได้พบกับจูลี่และเกิดอาการหัวใจเต้นทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ หญิงสาวคนนี้ทำให้ศพเดินได้อย่างเขาได้รู้สึกถึงเหตุผลของการมีชีวิต และเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง World War Z (2013) ขณะที่เจอร์รี่ เลน กำลังเดินทางไปบนท้องถนนกับครอบครัว สัญชาตญาณของอดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนประจำองค์การสหประชาชาติก็บอกว่าเหตุจราจรติดขัดที่เขากำลังพบเจออยู่นั้นไม่ใช่เรื่องปกติ และก็เป็นเช่นนั้นจริง...เมื่อเชื้อไวรัสบางอย่างได้แพร่กระจายอยู่ในตัวเมือง ผู้ที่ถูกผู้ป่วยกัดจดจำอดีตของตนเองไม่ได้ ไม่มีความรู้สึกรับรู้ ไม่มีความคิด ดุร้าย และพร้อมจะโจมตีเข้าใส่กัน เจอร์รี่ เลนถูกสถานการณ์บีบบังคับให้กลับไปใช้ชีวิตที่เสี่ยงอันตราย แลกกับความปลอดภัยของครอบครัว เขาต้องเป็นผู้นำการค้นหาสาเหตุของโรคระบาด และหยุดมันก่อนที่มันจะกลืนกินคนทั้งโลก ผีห่าอโยธยา (2015) ปีพุทธศักราช 2108 ระหว่างมหาศึกของอโยธยาและหงสา ชาวบ้านได้พบศพคนในหมู่บ้านที่ตายอย่างปริศนา เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะฉีกขาดราวกับถูกกัด แล้วไม่ทันไรศพเจ้ากรรมก็กลับลุกขึ้นมามีชีวิตกลายเป็น ‘ผีห่า’ หายนะอาเพสที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้จารึกไว้ ศพแล้วศพเล่าที่ถูกมันกัดจนกลายเป็นพวกเดียวกับมัน ไม่มียาใดจะรักษาได้ ทางเดียวที่จะหยุดพวกมันคือผู้คนกลุ่มสุดท้ายที่ยังเหลือรอดจักต้องฟันหัวของมันให้ขาดออกจากร่างเท่านั้น Cell (2016) เคลย์ ริดเดล กำลังจะออกเดินทางตามหาภรรยาและลูกชาย ทว่าในสนามบินที่เขาอยู่กลับเกิดเหตุโกลาหลจากคลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายจนทำลายมันสมองของมนุษย์ และเปลี่ยนให้คลุ้มคลั่งไล่ฆ่าผู้คน หนทางเดียวที่เขาจะได้พบกับลูกชายคือต้องออกเดินทางไปกับกลุ่มคนที่ยังรอดจากสัญญาณมรณะ และฝ่าฟันสถานการณ์สุดสยองขวัญนี้ไปให้จงได้ I am a Hero (2016) ที่ประเทศญี่ปุ่น ไวรัส ZQN แพร่ระบาดอย่างหนักจนหลายคนกลายเป็นซอมบี้ ฮิเดโอะ ซูซุกิ นักเขียนการ์ตูนผู้สุดแสนจะธรรมดา ดันมีปืนลูกซองที่สามารถป้องกันตัวจากเหล่าซอมบี้ได้ งานนี้มนุษย์ผู้มีชีวิตเรียบนิ่งจึงต้องผงาดขึ้นมาเป็นฮีโร่เฉพาะกิจที่จะต้องหาหนทางช่วยญี่ปุ่นให้พ้นจากหายนะครั้งใหญ่หลวง Train to Busan (2016) ที่ประเทศเกาหลีใต้ ซอกวู กำลังจะพาลูกสาว ซูอา ขึ้นขบวนรถไฟเคทีเอ็กซ์ที่จะพาทั้งสองเดินจากจากกรุงโซลไปยังเมืองปูซานเพื่อเยี่ยมภรรยาเก่าที่ไม่ได้พบกันมานาน และทันทีที่รถไฟเคลื่อนขบวน ฝูงซอมบี้ก็บุกเข้าโจมตีรถไฟคร่าชีวิตคนขับรถไฟและผู้โดยสาร ส่งผลให้รถไฟเคทีเอ็กซ์มุ่งตรงไปยังปูซานโดยไร้คนขับ ผู้โดยสารทั้งหมดต้องหาทางเอาชีวิตรอดจากฝูงซอมบี้ที่กำลังไล่ล่าพวกเขาจากโบกี้สู่โบกี้อย่างไม่ลดละตลอดเส้นทาง อย่างไรก็ตาม...ในช่วงเวลานี้มีภาพยนตร์ Zobie Plot เข้าโกยเรตติ้งในโรงภาพยนตร์บ้านเราอยู่พร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Cells หรือเรื่อง I am a Hero ที่เข้าฉายตั้งแต่วันที่วันที่ 7 กรกฎาคม และเรื่อง Train to Busan ที่มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ใครใคร่ชมหนังซอมบี้เรื่องไหน...ไปติดตามกันได้ถ้วนทั่วกัน

CAT โชว์ศักยภาพในงานดิจิทัล ไทยแลนด์ 2016 พร้อมเป็น GATEWAY TO THE WORLD
CAT /  Smart TV / 

CAT โชว์ศักยภาพในงานดิจิทัล ไทยแลนด์ 2016 พร้อมเป็น GATEWAY TO THE WORLD เตรียมดัน SMART CITY เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เมื่อวันที่ 26 – 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลไทย โดยกระทรวงไอซีที จัดงาน “ดิจิทัลไทยแลนด์ 2016” ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจต่อการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Digital Economy) ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ รวมถึงเป็นการเปิดตัวแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย โดย บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ผู้ให้บริการโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมรายใหญ่ของไทย ได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการ ภายใต้คอนเซปต์ GATEWAY TO THE WORLD พร้อมทั้ง ร่วมอภิปรายในหัวข้อการเสวนาที่น่าสนใจ และลงนามในข้อตกลงเพื่อการพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลภายในงานครั้งนี้ด้วย ดร. สุรพันธ์ เมฆนาวิน กรรมการบริษัท รักษาการในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปสู่ยุค ไทยแลนด์ 4.0 โดยมุ่งไปที่การสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยมีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา ขับเคลื่อนภาคการผลิตสินค้าและบริการของประเทศ โดยภายในงานดิจิทัลไทยแลนด์นี้ ได้มีการเปิดตัวแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลา 20 ปี ซึ่งกำหนดเป็น 6 ยุทธศาสตร์หลัก ทั้งนี้ CAT จะเป็นกำลังสำคัญให้แก่รัฐบาลในทุกยุทธศาสตร์ โดยโครงการเร่งด่วนคือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่ง CAT ร่วมมือกับรัฐบาลในการดำเนินงานโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ (National Infrastructure) ด้วยมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาทจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) โครงการนี้จะเติมเต็มช่องว่างระหว่างเมืองและชนบทด้วยโครงสร้างใยแก้วนำแสงที่จะครอบคลุมเกือบ 40,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ รวมทั้งการพัฒนาอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูง (High-Speed Broadband Internet) สำหรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ห่างไกล สถานศึกษา รวมถึงเครือข่ายทางการศึกษา (NEdNet) และเครือข่ายข้อมูลของรัฐบาล (GIN) เพื่อให้บริการข้อมูลที่มีประโยชน์และจำเป็นทั่วประเทศ นอกจากนี้ CAT ยังให้ความสำคัญ และร่วมสนับสนุนโครงสร้างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Digital Infrastructure) สำหรับโครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ซึ่งเป็นการขานรับนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาล โดยมีภูเก็ตเป็นเมืองนำร่องในการขับเคลื่อนชุมชนด้วยดิจิทัล ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับเมืองเพื่อให้เกิดความสะดวกสบาย การเข้าถึงบริการของเมืองได้รวดเร็ว และสร้างความปลอดภัยแก่ประชาชนมากขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ข้อมูล และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IoT มาช่วยในเรื่องของระบบจัดการการจราจร ไปจนถึงระบบจัดการน้ำ การจัดการขยะ ระบบตรวจจับ ตลอดจนการเฝ้าระวังความปลอดภัย” ด้าน นายชัยยุทธ สันทนานุการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและการขาย บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เผยรายละเอียดว่า “จากที่รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดให้เป็น Smart City ทั้งนี้ CAT จึงได้มีการศึกษาอย่างต่อเนื่องสำหรับการพัฒนา Smart City ในพื้นที่เศรษฐกิจของภูมิภาคต่างๆ โดยขณะนี้มีการศึกษาเพิ่มเติมที่จะพัฒนาพื้นที่ขนาด 700 ไร่ ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ใกล้กับจุดเชื่อมต่อเครือข่ายทางทะเล ซึ่งมีความได้เปรียบในด้านทำเลที่ตั้ง และขนาดของพื้นที่สู่การเป็น “Digital Innovation Park” ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด Smart City เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยจะให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย มีคุณภาพ และสามารถตอบสนองผู้ใช้บริการได้ตรงความต้องการ อย่างครบวงจร นำมาซึ่งการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย และตรงต่อความต้องการได้มากขึ้น เป็นการเสริมสร้างการจ้างงานและพัฒนาบุคลากร รวมถึงการเพิ่มผลผลิตและผลตอบแทนทางธุรกิจ ซึ่ง Digital Innovation Park จะเป็นพื้นที่ของการคิดค้นพัฒนา ระบบไอทีสำหรับองค์กร, สนับสนุนกลุ่ม Startup ให้เกิดการพัฒนาในอุตสาหกรรมแขนงต่างๆ” ทั้งนี้ ภายในงานดิจิทัลไทยแลนด์ 2016  CAT ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือสองฉบับ โดยฉบับแรก ได้แก่ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเครือข่ายศูนย์บ่มเพาะดิจิทัลสตาร์ทอัพ (Digital Startup Incubation Network) โดย กระทรวงไอซีที ร่วมกับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน), สถาบันการเงิน ,สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน รวมถึงตัวแทนผู้ประกอบการรายใหม่ กว่า 21 องค์กร ลงนามเพื่อสร้างความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง โดยในการดำเนินงาน จะมีการจัดทำนโยบายเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนทั้งด้านการบ่มเพาะ การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ เน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของหน่วยงานทั้งภาคนโยบายและภาคปฏิบัติเพื่อส่งเสริมสนับสนุนธุรกิจ ดิจิทัลสตาร์ทอัพ ส่งเสริมด้านการตลาดและการลงทุน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ ฉบับที่สองเป็น การลงนามบันทึกข้อตกลงกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสองแห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ซึ่งจะเป็นโครงการนำร่อง เพื่อพัฒนาระบบโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคม ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะธุรกิจดิจิทัลคอมเมิร์ซ ในมหาวิทยาลัยราชภัฏ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในชุมชนท้องถิ่นและเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน โดยCAT จะสนับสนุนการติดตั้งและพัฒนาระบบโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมเพื่อรองรับอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูง (High-Speed Broadband Internet) ให้แก่มหาวิทยาลัยดังกล่าวในเบื้องต้น