สัญลักษณ์จราจร

ก่อนชม 'ดาวคะนอง' ย้อนดู ‘เจ้านกกระจอก’ บทบันทึกเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทยของ ใหม่-อโนชา
ดาวคะนอง /  อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล / 

ในวาระที่ 'ดาวคะนอง' ผลงานหนังยาวเรื่องที่สองของผู้กำกับ ใหม่-อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ จะเข้าฉายในบ้านเราอย่างเป็นทางการวันแรก (8 ธ.ค. 2559) ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน อโนชานำหนังเรื่องแรกของเธอเข้าฉายในบ้านเรา และ ‘เจ้านกกระจอก’ ก็กลายเป็นหนังไทยที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ในแง่ของการใช้สัญลักษณ์เพื่อเล่าเรื่อง ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่อโนชานำใช้ในหนังเรื่องล่าสุดของเธอเช่นกัน เราจึงขอหยิบเอาบทความจากคอลัมน์คลาสสิคในนิตยสาร BIOSCOPE "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" ที่ ไกรวุฒิ จุลพงศธร ได้เขียนถึง ‘เจ้านกกระจอก’ ถึงการเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารกับผู้ชม ก่อนที่จะไปชมผลงานล่าสุดของเธอกันในสัปดาห์นี้ **เช็ครอบฉายและข่าวสารของหนัง 'ดาวคะนอง' ได้ที่ www.facebook.com/daokhanongmovie ‘เจ้านกกระจอก’ กับขบวนการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทย (แบบไม่ได้นัดหมาย) โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร **ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 105 / สิงหาคม 2553 ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาช่างแตกต่างราวกับฟ้าและเหวกับช่วงที่ผมเริ่มต้นเขียนคอลัมน์นี้ เมื่อ 8 ปีก่อนผมเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบโฆษณาแต่ดันชื่นชอบการตีความสัญลักษณ์ใน หนังที่เรียนรู้จากพ็อคเกตบุ๊ครวมบทวิจารณ์ของ สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์, มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ และ ประชา สุวีรานนท์ ซึ่งได้กลายเป็นครูอย่างไม่เป็นทางการของผม ในโลกของผม ณ ช่วงเวลาดังกล่าว "สัญลักษณ์มีแต่ในหนังเท่านั้น" (แน่นอนครับว่ามันมีที่อื่นๆ ด้วย แต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจมันเอง) 8 ปีผ่านไปมีอะไรเกิดขึ้นมากมายกับชีวิต และสัญลักษณ์ไม่ได้อยู่แค่ในหนังอีกต่อไป แต่สัญลักษณ์อยู่กลางถนน และมิใช่ผม คนเดียวที่ตระหนัก เพราะดูเหมือนสังคม ‘ทุกฝ่าย’ ค่อยๆ เรียนรู้ว่าการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เป็นการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดในวินาทีนี้ (ดูอย่างกรณีที่คนเสื้อแดงพยายามจะไปพันผ้าสีแดงที่ป้ายถนนราชประสงค์, ต่อมาก็มีกำลังตำรวจจำนวนมากมาเฝ้าป้ายดังกล่าว, และหนักข้อขึ้นไปอีกเมื่อป้ายดังกล่าวได้ถูกเจ้าหน้าที่ถอดทิ้งไปเลย, ลงท้ายด้วยเอาป้ายมาติดตั้งใหม่พร้อมคำอธิบายว่านำป้ายไปทำความสะอาดเนื่องจากมีคนมาฉีดสีพ่นทับตัวอักษร) สังคมค่อยๆ เรียนรู้ (ผมหวังอย่างนั้น) ว่าการต่อสู้ด้วยพละกำลังหรือการต่อสู้แบบ ถอนรากถอนโคนซึ่งมักมากับกระบวนทัศน์ ‘สงครามครั้งสุดท้าย’ นั้นไม่มีอยู่จริง สงครามไม่มีวันจบลงง่ายๆ ยุทธศาสตร์ต่อไปคือการต่อสู้อย่างต่อเนื่องและยืดยาว การช่วงชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์จึงกลายเป็นสมรภูมิอย่าง ไม่เป็นทางการ นักสัญศาสตร์จึงกลายเป็นบุคคลสำคัญของสังคม เพราะพวกเขามีหน้าที่คุ้ยเขี่ย กัดเซาะ สร้าง และตีความสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อ ‘ทำลาย’ หรือ ‘ตอกย้ำ’ วาทกรรมที่แต่ละฝ่ายผลิตขึ้นมา คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ สิ่งที่พัวพันกับการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้ก็คือการช่วงชิง ‘พื้นที่’ ‘เวลา’ และ ‘ความทรงจำ’ ดูตัวอย่างจากการพันผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ แม้จะเป็นพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร แต่ก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์สุดทรงพลัง เพราะมันเป็นการแย่งชิงพื้นที่ ความทรงจำและการรับรู้ของสังคม ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งพยายามจะ ‘ลบเลือน’ ความทรงจำนี้ทิ้งไป อีกฝ่ายก็พยายามจะ ‘ย้ำเตือน’ มิให้ความทรงจำจางหาย แน่นอนว่าการต่อสู้นี้ขึ้นอยู่กับบริบทเวลา หากมิได้ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายความทรงจำดังกล่าวก็จะบิดเบือน และหลุดหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และกลายเป็น "ความทรงจำส่วนบุคคล" หรือของคนกลุ่มย่อยๆ ไปแทน นอกจาก พื้นที่ เวลา และความทรงจำ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้แล้ว มันยังเป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของศิลปะภาพยนตร์อีกด้วย หากเมื่อ 8 ปีก่อนผมตื่นเต้นกับงานของคนทำหนังอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, นนทรีย์ นิมิบุตร และ เป็นเอก รัตนเรือง ที่ทำให้เกิดการบูมของหนังไทยร่วมสมัยในช่วงเวลานี้ผมก็ตื่นเต้นกับกลุ่มคนทำหนังบนดินและใต้ดิน –ไม่ว่าจะมีแนวคิดทางการเมืองแบบใดก็ตาม- แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาพยายามโต้ตอบกับสังคมด้วยการสร้างงานที่เล่นกับพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำ ผ่านระบบสัญลักษณ์ที่งัดข้อก่อกวนกับวาทกรรมหลัก ผมกำลังหมายถึงหนังอิสระอย่าง ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ‘บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน’ และ ‘จุติ’ ของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล, ‘เจ้านกกระจอก’ ของ อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ ไปจนถึงหนังสั้นของ ปราปต์ บุนปาน, เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง หรืองานในอนาคต (แน่นอนว่าผมยังไม่ได้ดู แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเล่นกับการเปรียบเปรยเชิงการเมือง) ทั้ง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ของ สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์, ‘The Dog ชิงหมาเกิด’ ของ พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง และ ‘14’ ของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล แน่นอนว่าคนเหล่านี้ไม่ได้นัดกัน และไม่ได้มีอุดมการณ์ การเมืองเดียวกัน แต่การปรากฏของผลงานเหล่านี้ใน ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก็เป็นขบวนการหนังสัญลักษณ์ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง (**อัพเดต จนถึงปัจจุบัน ‘14’ ยังไม่ได้ถูกผลิตขึ้น ส่วนอย่างที่ทราบกันคือ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ กลายเป็นหนังที่โดนแบนในบ้านเราไป) หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ คนทำหนังรุ่น เพิ่มพล เชยอรุณ หรืองานยุครุ่งเรืองของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล มุ่งสะท้อนสังคมด้วยการตีแผ่อย่างตรงไปตรงมาหรือมีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นเห็นชัด แต่ขบวนการหนังบนดินและใต้ดินยุคปัจจุบัน (แบบไม่ได้นัดหมาย) มิได้เดินบนเส้นทางนั้น หากไม่นับงานของพงษ์พัฒน์และชูเกียรติ (ซึ่งผมยังไม่ได้ดู) คนทำหนังที่เหลือซึ่งเป็น คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ นำเสนอผ่านสุนทรียะเฉพาะตัวและระบบสัญลักษณ์ที่แนบเนียนและแพรวพราวเกินกว่ายุคของเพิ่มพลไปแล้ว ซึ่งต้องอาศัยพื้นฐานความ เข้าใจและการสั่งสมสุนทรียะของภาพยนตร์โลกร่วมสมัยในระดับหนึ่ง มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่คนทำหนังกลุ่มนี้จะถูกป้ายข้อหาจากคนดูว่า “ดูไม่รู้เรื่อง” หรือ “เข้าใจยาก” แต่ขณะเดียวกัน ภายใต้สังคมไทยอันแสนเคร่งครัดในยุคสมัยของการจำกัดจำเขี่ยทางความคิดเห็น การ ‘ดูไม่รู้เรื่อง’ และ ‘เข้าใจยาก’ ก็กลับกลายเป็นเกราะป้องกันตัวผู้สร้างเอง พวกเขาจึงสามารถสร้างงานที่ ‘เตะเฉียด’ ประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ผ่านเนื้องานและสัญลักษณ์ที่แนบเนียนหรือแปลกพิศวงได้ เช่น หากอภิชาติพงศ์สร้างหนังเกี่ยวกับวันเสียงปืนแตกโดยตรงก็คงโดนแบน แต่การสร้างโดยผสมสุนทรียะของหนังส่วนตัวและเนื้อหาการเมืองเชิงสัญลักษณ์แยบยลก็ทำให้หนังออกสู่สังคมได้ (ในกรณีของอภิชาติพงศ์และอโนชานั้น ความพิศวงของสัญลักษณ์ยังกลายเป็น ‘ปริศนา’ และ ‘ความลึกลับ’ ที่ทำให้คอหนังศิลปะในต่างชาติอ่านงานของพวกเขาในความหมายอื่นๆ ได้อีกด้วย) กลายเป็นว่าในพื้นที่เล็กๆ อย่างหนังอิสระ กลับมีระดับเพดานการแสดงความคิดเห็นที่สูงกว่าปกติ ทว่าพื้นที่ดังกล่าวก็เล็ก เล็กมาก หรือเล็กที่สุดจนแทบจะไม่มีเสียงเล็ดรอดออกไปให้เกิดการพูดคุยในวงกว้าง นักวิจารณ์และนักดูภาพยนตร์ (cinephile) คือฟันเฟืองที่เข้ามามีบทบาทในจุดนี้ แต่ลำพังนักวิจารณ์เองก็ทำงานได้ไม่มีประสิทธิผล ตั้งแต่ติดอยู่ในระบบ มีพื้นความรู้ที่ทำให้อ่านงานเหล่านี้ไม่ขาดพอ รวมถึงต่อให้อ่านได้แต่จะเขียนได้ชัดเจนมากขนาดไหน หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นตัวอย่างชั้นดีของสิ่งที่ผมได้พูดไป อโนชาและ ลี ชาตะเมธีกุล (มือตัดต่อ) จงใจก่อกวนพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำด้วยการเล่าหนังโดยไม่เรียงลำดับเวลา (เหมือนหนังเรื่อง 21 Grams) เมื่อผนวกกับชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ (Mundane History) ก็คลับคล้ายท่วงท่าปรัชญาแบบพังค์ๆ ที่โจมตีประวัติศาสตร์ทางการที่เล่าเรื่องแบบเรียงตามลำดับเวลา (หรืออำนาจแนวดิ่ง) และให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่มาในรูปแบบของความทรงจำที่ย่อมวูบวาบ ไม่เรียงลำดับก่อนหลัง (หรืออำนาจแนวระนาบ) ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วย เมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย เราอ่านหนังได้อย่างน้อยสองระดับ ระดับแรกคือเชื่อไปตามเรื่องว่ามันเป็นเรื่องของบุรุษพยาบาลที่ต้องเข้ามาดูแลเด็กหนุ่มพิการ ลูกผู้ดีเก่าที่ไม่ลงรอยกับพ่อผู้แสนดี เขาถูกแวดล้อมไปด้วยแม่บ้านและคนใช้ แล้วความสัมพันธ์ของบุรุษพยาบาลและเด็กหนุ่มจากที่ตึงเครียด ก็ค่อยๆ อ่อนลงและกลายเป็นความอ่อนโยนระหว่างสองมนุษย์ ระดับที่สองคือการตั้งคำถามว่า ทั้งหมดนี้คืออุปลักษณ์ (metaphor) ของสังคมไทยในยุคพ.ศ.นี้ นี่คือสังคมไทยที่ในอดีตเคยรุ่งเรืองและงามงด (จากสภาพบ้านที่เป็นผู้ดีเก่า, คำอธิบายว่าคุณพ่อเป็นคนแสนดี) แต่ปัจจุบันกลับเป็นสังคมที่รุนแรง เปลี่ยนแปลง และไร้อนาคต (เด็กหนุ่มพิการ, เอาแต่ใจ, อารมณ์เกรี้ยวกราด, รักษาไปก็เปล่าประโยชน์, ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้) และมันก็ยังเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยชนชั้น (มีการแบ่งการกินข้าวอย่างชัดเจน เจ้านายกินชั้นบน บ่าวไพร่กินชั้นล่าง แถมยังมีบ่าวไพร่ที่ทำตัวประหนึ่งเจ้านาย หรืออาจมีอะไรกับเจ้านายด้วยซ้ำ) ผมไม่ได้บอกว่าสังคมไทยไร้ความหวัง หรือคนทำหนังเรื่องนี้จะบอกว่า สังคมไทยสิ้นหวัง แต่หนังเรื่องนี้เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้ อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วยเมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย หนังพูด ถึงอารยธรรมในฉากเดินดูรูปจำลองของอารยธรรมต่างๆ (ซึ่งรุ่งโรจน์และ มอดม้วยไปแล้ว) ในท้องฟ้าจำลอง และยังพูดถึงพุทธธรรมผ่านตัวคนใช้ที่สบถขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ในแง่วิทยาศาสตร์มีการอธิบายเรื่องจุดจบของดาว อโนชาลากให้ทุกอย่างมารวมกัน เหมือนกับภาพโปสเตอร์หนังที่เหมือนรูปปริศนา มันเป็นทั้งดวงตา ของเด็กหนุ่มผู้พิการไร้ความหวัง เป็นทั้งดาวฤกษ์สุกสว่างที่กำลังจะแตกดับ และเป็นทั้งดวงตาของคนทำหนังที่จับจ้องความล่มสลายของยุคสมัย อารยธรรมมีวันสิ้นสุด เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องสามัญ และหากดาวอันใหญ่ยักษ์ยังมีวันดับได้ นับประสาอะไรกับอารยธรรม, ประเทศชาติ, คนรุ่นหนึ่ง, มนุษย์ที่ยิ่งใหญ่หรือต่ำต้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งเซลล์อณูหนึ่ง ก็ต้องมีวันดับสิ้นไปทั้งนั้น แต่เมื่อมีวันดับสิ้น ก็มีวันกำเนิดใหม่ และหลังจากประวัติศาสตร์ของโลก / อารยธรรม / ประเทศ / ครอบครัว ที่ผ่านมาถูกเดินหน้าด้วยบุรุษเพศ ผู้กำกับเพศหญิงที่เล่าสงครามระหว่างเพศชายมาเกือบ 80 นาทีได้แย้มนัยว่า บทใหม่ของประวัติศาสตร์จะเริ่มด้วยสตรีเพศเสียที ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 'มหากษัตริย์นักดนตรี'
บทเพลงพระราชนิพนธ์ /  เพลงพระราชนิพนธ์

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระอัจฉริยภาพทางดนตรีอย่างแท้จริง ทั้งพระปรีชาสามารถในการทรงเครื่องดนตรีได้ดีหลายชนิด ทรงพระราชนิพนธ์เพลง แยกและเรียบเรียงเสียงประสาน นอกจากนั้นพระองค์ยังทรงเป็นครูสอนดนตรีแก่ข้าราชบริพารใกล้ชิด และทรงซ่อมเครื่องดนตรีได้อีกด้วย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีความสนพระราชหฤทัยในด้านดนตรีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ โดยเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงคือ หีบเพลง(Accordion) จากนั้นพระองค์ทรงเริ่มเรียนดนตรีเมื่อมีพระชนมายุ 13 พรรษาด้วยการเรียนเป่าแซ็กโซโฟน, วิชาการดนตรี, การเขียนโน้ต และการบรรเลงดนตรีสากลต่างๆ ในแนวดนตรีคลาสสิค เป็นเบื้องต้น ต่อมาจึงเริ่มฝึกดนตรีแจ๊ส ทำให้พระองค์ทรงเครื่องดนตรีได้ดีหลายชนิด ทั้งประเภทเครื่องลม เช่น แซ็กโซโฟน คลาริเนต, เครื่องดนตรีประเภทเครื่องทองเหลือง เช่น ทรัมเป็ต รวมทั้งเปียโน และกีต้าร์ ในด้านดนตรีไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กรมศิลปากรจัดพิมพ์หนังสือ โน้ตเพลงไทย เล่ม ๑ เพื่อรวบรวมและรักษาศิลปะดนตรีไทยไว้ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป รวมทั้งทรงสนับสนุนให้มีการค้นคว้าวิจัยบันไดเสียงของดนตรีไทยโดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้นยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีครอบประธานครูโขนละคร และต่อกระบวนรำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ เพื่อให้นาฏยศิลป์ไทยเป็นมรดกของชาติสืบต่อไป ในปี พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงรวบรวมพระประยูรญาติที่เป็นนักดนตรีมาจัดตั้งวง ลายคราม เป็นวงดนตรีส่วนพระองค์ ต่อมาพระองค์มีพระราชดำริที่จะปรับปรุงวงดนตรีลายคราม เพราะนักดนตรีกิตติมศักดิ์บางท่านไม่สามารถมาร่วมเล่นดนตรีได้เต็มที่ จึงหานักดนตรีจากสถาบันการศึกษาต่างๆ มาร่วมบรรเลง ก่อนจะพระราชทานชื่อวงใหม่ว่า วงดนตรี อ.ส. วันศุกร์ โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะทรงดนตรีกับวง อ.ส. ผ่านทางสถานีวิทยุ อ.ส. เป็นประจำทุกวันศุกร์ รวมถึงทรงจัดรายการเพลงและเลือกแผ่นเสียงด้วยพระองค์เอง และบางครั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ฟังโทรศัพท์เข้ามาขอเพลงจากวงดนตรีที่กำลังบรรเลงได้อีกด้วย หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2529 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานเวลาฝึกสอน และทรงตั้งวงแตรวง สหายพัฒนา ขึ้นมาอีกวงหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงมีความรู้อย่างแตกฉานในทฤษฎีการประพันธ์ พระองค์ทรงเริ่มพระราชนิพนธ์เพลงแรกเมื่อมีพระชนมพรรษาได้ 18 พรรษาด้วยการพระราชนิพนธ์ทำนองเพลง แสงเทียน และทรงพระราชนิพนธ์เพลง เมนูไข่ เป็นลำดับสุดท้ายในปี พ.ศ. 2538 เพื่อพระราชทานเป็นของขวัญวันพระราชสมภพครบ 72 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ เพลงพระราชนิพนธ์-แสงเทียน youtube channel : cokefreshfx เพลงพระราชนิพนธ์- เมนูไข่ youtube channel : cokefreshfx รวมผลงานเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งสิ้น 48 เพลง ได้แก่... 1. แสงเทียน (Candlelight Blues) 2. ยามเย็น (Love at Sundown) 3. สายฝน (Falling Rain) 4. ใกล้รุ่ง (Near Dawn) 5. ชะตาชีวิต (H.M. Blues) 6. ดวงใจกับความรัก (Never Mind the Hungry Men's Blues) 7. มาร์ชราชวัลลภ (Royal Guards March) 8. อาทิตย์อับแสง (Blue Day) 9. เทวาพาคู่ฝัน (Dream of Love Dream of You) 10. คำหวาน (Sweet Words) 11. มหาจุฬาลงกรณ์ (Maha Chulalongkorn) 12. แก้วตาขวัญใจ (Lovelight in My Heart) 13. พรปีใหม่ 14. รักคืนเรือน (Love Over Again) 15. ยามค่ำ (Twilight) 16. ยิ้มสู้ (Smiles) 17. มาร์ชธงไชยเฉลิมพล (The Colours March) 18. เมื่อโสมส่อง (I Never Dream) 19. ลมหนาว (Love in Spring) 20. ศุกร์สัญลักษณ์ (Friday Night Rag) 21. Oh I say 22. Can't You Ever See 23. Lay Kram Goes Dixie 24. ค่ำแล้ว (Lullaby) 25. สายลม (I Think of You) 26. ไกลกังวล (When), เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย 27. แสงเดือน (Magic Beams) 28. ฝัน (Somewhere Somehow), เพลินภูพิงค์ 29. มาร์ชราชนาวิกโยธิน (Royal Marines March) 30. ภิรมย์รัก (A Love Story) 31. Nature Waltz 32. The Hunter 33. Kinari Waltz 34. แผ่นดินของเรา (Alexandra) 35. พระมหามงคล 36. ยูงทอง 37. ในดวงใจนิรันดร์ (Still on My Mind) 38. เตือนใจ (Old-Fashioned Melody) 39. ไร้เดือน (No Moon), ไร้จันทร์ 40. เกาะในฝัน (Dream Island) 41. แว่ว (Echo) 42. เกษตรศาสตร์ 43. ความฝันอันสูงสุด (The Impossible Dream) 44. เราสู้ 45. เรา-เหล่าราบ ๒๑ (We-Infantry Regiment 21) 46. Blues for Uthit 47. รัก 48. เมนูไข่ รวบรวมข้อมูลจาก (1) (2) (3) ภาพประกอบจาก (4) มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

วันพระพุทธเจ้าเปิด 3 โลกธาตุ ออกพรรษา 16 ตุลา อ.คฑา ชวนทำบุญ
วันพระพุทธเจ้าเปิด 3 โลกธาตุ /  อ.คฑา / 

ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว 16 ตุลาคม ฟ้ารับรู้ ดินรับฟัง สวรรค์ประทานพร อบายภูมิโมทนา ใครทำใครได้ พ้นเคราะห์รับโชค ดวงชะตาฟ้าเปิดทั้ง 12 ราศี โหรฯ ชื่อดัง ผู้นำทางจิตวิญญาน ผู้เชี่ยวชาญศิลปวัฒนธรรมไทย-จีน เผย  16 ตุลาคม 2559  (วันออกพรรษา) เป็นวันมหัศจรรย์ 3 โลกธาตุ อนันตจักรวาล เปิดพร้อมกัน เพราะฉะนั้นการทำสิ่งไม่ดีในวันนี้ ฟ้าเห็น ดินรับรู้ นรกสาปแช่ง... วันนี้จึงเป็นวันที่ควรทำความดีและทำทุกวัน เพราะการทำความดี เราทำได้ทุกลมหายใจ ทุกขณะจิต ขอให้เรามีสติ  ซึ่งในวันนออกพรรษานี้ ฟ้ารับรู้ ดินรับฟัง เทวดามองเห็น จะทำให้ชีวิตของเรานั้นราบรื่น... บทสวดมนต์ 12 ราศี วันออกพรรษา มังกร ธรรมจักรกัปวัตนสูตร กุมภ์ บารมี 30ทัศน์ มีน ขันธปริตร เมษ โมระปริตร (คาถานกยูงทอง) พฤษภ กรณียเมตตาสูตร เมถุน ชินบัญชร กรกฎ อภยปริตร (คาถายันทุน) สิงห์ โพชฌงคปริตร กันย์ ชัยมงคลคาถา ตุลย์ ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก พิจิก ธารณปริตร ธนู มงคลจักรวาล 8 ทิศ เรื่องราวที่มาของวันพระพุทธเจ้าเปิด 3 โลกธาตุนั้น อ.คฑา เล่าว่า ก่อนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จกลับลงมาจากสวรรค์ไปสู่เมืองสังกัสสะ  พระพุทธมารดาของพระพุทธเจ้าจึงถามถึงพระราหุลว่าเป็นอย่างไรบ้าง (ลูกของพระพุทธเจ้า) ทันใดนั้นพระพุทธเจ้าก็ทรงทำพิธีเปิดโลก ด้วยการยืนตรง แล้วใช้พระหัตต์จับชายจีวรทั้งสองข้าง ทันใดนั้น โลกสวรรค์ โลกมนุษย์ โลกบาดาลอบายภูมิ  จึงเปิดถึงกัน  จึงเป็นที่มาของปางเปิดโลก…. การทำความดีในวันนี้  ก็จะส่งผลให้กับพรหม เทวดาทั้ง 16 ชั้น พระภูมิเจ้าที่ พระชัยมงคล 15 ชั้นดิน และ14 ชั้นบาดาลของเหล่าพญานาคทั้งหลาย และเทวดาผู้รักษาตัวเรา  รวมไปถึงเจ้ากรรมนายเวร จึงเป็นวันที่คนนิยมทำบุญทำความดีกันในวันนี้ หลังจากเปิด 3 โลก  มองเห็น รับรู้ถึงกันแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงก้าวย่างพระบาท เดินลงจากสวรรค์ด้วยอิริยาบทที่งดงาม มือก็ทำท่าจีบนิ้ว...ช่างพุทธศิลป์จึงจินตนาการท่าเดินของพระผู้มีพระภาคเจ้าขณะเดินเสด็จ  จึงเป็นที่มาของ ปางลีลา  ที่มีความงดงามและเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธรูปที่งดงามที่สุด อ่อนช้อยที่สุด... พระพุทธรูปปางลีลาองค์สำคัญ  สามารถได้ชมได้ที่วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ  รวมไปถึงพระพุทธรูปปางเปิดโลกและปางลีลาตามวัดทั่วประเทศไทย ถามต่อว่า ทำไมจึงนิยมทำบุญ ทำความดีในวันนี้  เพราะเป็นวันที่ 3 โลกธาตุเปิดรับรู้ อำนวยพร โมทนาบุญให้กับเรา  บุญจะถึงเทวโลกทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน และอบายภูมิ  บุญก็จะเกิดกับตัวเรามากที่สุด  จึงเป็นที่มาของประเพณีการตักบาตรเทโวโลหะนะ (วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากเทวโลก สู่โลกมนุษย์) ซึ่งประเพณีตักบาตรเทโวโลหะนะ มีความสำคัญ....ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 วันออกพรรษา  และ แรม 1 ค่ำ เดือน 11  ตักบาตรเทโวโรหณะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปโปรดพระพุทธมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (เหตุที่องค์พระสัมมาสัมพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดพุทธพระมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็เพราะว่า สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นสวรรค์ชั้นที่เทวดาทุกชั้นมาพบปะกันและมาฟังพระธรรมได้ พระพุทธเจ้าจึงมาโปรดพุทธมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยท้าวสักกะเทวราชขึ้นไปทูลเชิญพระมารดาจากชั้นดุสิต ลงมาชั้นดาวดึงส์ เพื่อฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า   ข้อมูลจาก อาจารย์ คฑา ชินบัญชร

ความสุขอยู่ไม่ไกล ! ให้พวก
Trolls /  จีนา เชย์ / 

ความสุขอยู่ไม่ไกล ! ให้พวก "โทรลล์" พาไปค้นหาในโรงภาพยนตร์ “Trolls นำเสนอความสนุกสนานให้เด็ก ๆ ผ่านโลกอันเป็นเอกลักษณ์ด้วยตัวละคร บทเพลง อารมณ์ขัน การผจญภัย และสีสันอันยากจะลืมเลือน ขณะที่ผู้ใหญ่ก็จะได้ประทับใจกับแนวคิดเรื่องการค้นหาความสุขซึ่งจะยังคงอยู่ในใจไปอีกนานหลังจากหนังขึ้นเครดิตจบ” อันที่จริงโลกของโทรลล์ที่เต็มไปด้วยการร้องเล่นเต้นระบำและการสวมกอดกันนั้นสะท้อนถึงความสุขที่อบอวลอยู่ในทุก ๆ เฟรมของหนังเรื่องนี้ Trolls เป็นการสำรวจว่าเราปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างไร และที่สำคัญยิ่งกว่าคือเราปฏิบัติต่อตนเองอย่างไร หนังเรื่องนี้นำเสนอสาระอันน่าประทับใจว่าความสุขนั้นมาจากภายใน และความสุขก็เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ส่งต่อถึงกันได้ แนวคิดนี้มีความสำคัญและเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งกับโลกปัจจุบันซึ่งมักเปิดทางให้แนวคิดในแง่ลบ ความหวาดกลัว และความไม่สมดุล เรื่องราวใน Trolls นำเสนอว่าเราทุกคนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการคิดและการกระทำเชิงบวก โดยเน้นความสำคัญของการทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายอันน่าหวั่นเกรงก็ตาม ความสุขเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในความคิดของ ไมค์ มิตเชลล์ ผู้กำกับ Trolls และวอลต์ ดอร์น ผู้กำกับร่วม แม้กระทั่งในช่วงต้น ๆ ที่ทั้งสองพูดคุยกันเกี่ยวกับเนื้อเรื่อง ร่วมกับมือเขียนบท/ผู้อำนวยการสร้างร่วม โจนาธาน เอเบล และเกล็นน์ เบอร์เกอร์ รวมถึงผู้อำนวยการสร้าง จีนา เชย์ ผู้กำกับทั้งสองทำงานร่วมกันมาแล้วในหนังแฟรนไชส์เรื่องดังของ DreamWorks Animation อย่าง Shrek และหลังจากทั้งสองคุ้นเคยกับตัวละครยักษ์ที่ผู้คนหลงรัก พวกเขาก็ได้หันมาหาญาติห่าง ๆ ของยักษ์...นั่นก็คือโทรลล์ จากการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับโทรลล์ซึ่งปรากฏอยู่ในตำนานแถบสแกนดิเนเวีย ทั้งสองพบว่าโทรลล์มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันมากมาย ตั้งแต่ยักษ์ร่างใหญ่น่าเกลียดน่ากลัวจนถึงสิ่งมีชีวิตตัวเล็กจิ๋วที่ทำให้คำอธิษฐานเป็นจริงได้ เมื่อ DreamWorks ทำโครงการ Shrek จบแล้ว มิตเชลล์และดอห์นก็ตัดสินใจที่จะดัดแปลงตำนานโทรลล์และสร้างจักรวาลใหม่พร้อมด้วยเหล่าตัวละครใหม่ ๆ ขึ้นมา ทีมผู้สร้างระบุว่าพวกเขานำแง่มุมหนึ่งจากประวัติศาสตร์ของโทรลล์มาใช้ “เราสนใจเรื่องที่ว่าแต่เดิมสิ่งมีชีวิตเหล่านี้น่าเกลียดน่ากลัว แล้วจากนั้นก็ได้พัฒนามาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสิ่งที่น่าเกลียดแต่ก็น่ารัก...ในยุคทศวรรษ 1970 พวกมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสุข”  มิตเชลล์กล่าว ดอห์นเสริมว่า “ความเรียบง่ายและไม่สมบูรณ์แบบทำให้โทรลล์เข้าถึงได้ง่ายและทำให้ผู้คนรู้สึกดี” เมื่อทั้งสองสำรวจแง่มุมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโทรลล์ต่อไปเรื่อย ๆ ในที่สุดมิตเชลล์และดอห์นก็มุ่งความสนใจมายังแนวคิดเรื่องความสุขและการมองโลกในแง่ดี สิ่งนี้เองที่จุดประกายจินตนาการของพวกเขาขึ้นมา “เราสนใจแนวคิดเหล่านี้ รวมถึงโอกาสที่จะได้สร้างเรื่องราวและตำนานตั้งแต่เริ่มต้นด้วย เราตัดสินใจกันว่าถึงเวลาแล้วที่จะแบ่งปันความสุขอีกครั้ง ไมค์กับผมเริ่มต้นจากความว่างเปล่า จากจุดนั้นเราสามารถสร้างตัวละคร เรื่องราว และสภาพแวดล้อมให้ออกมาเป็นอย่างไรก็ได้ด้วยการใช้ความสุขเป็นป้ายนำทาง เราต้องการสร้างหนังที่ผสมผสานความสนุก การผจญภัย ความประทับใจ ดนตรี สีสัน และพื้นผิวต่าง ๆ เข้าด้วยกัน”  ดอห์นกล่าว จีนา เชย์ ซึ่งเคยร่วมงานกับมิตเชลล์และดอห์นในแฟรนไชส์เรื่อง Shrek มองว่า “ในหลาย ๆ แง่ Trolls เป็นการย้อนกลับไปสู่ยุคทศวรรษ 1970 เวลาที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของเสรีภาพ ดนตรีดิสโก้ ป๊อป และแดนซ์ เปิดอยู่ทุกหนทุกแห่ง และทุกคนก็เล่นโรลเลอร์สเกตกัน เราต้องการให้โทรลล์สะท้อนความสุขนั้นในสังคมของพวกเขา แล้วพวกโทรลล์ก็รักสงบมากด้วย” “โทรลล์ยังมีนาฬิกาชนิดพิเศษที่เตือนให้พวกเขากอดกันทุก ๆ ชั่วโมงด้วย ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่...เมื่อนาฬิกาบานออกก็จะถึงเวลากอด ความสุขส่วนหนึ่งมาจากการเชื่อมสัมพันธ์กับคนอื่นๆ แล้วจะมีอะไรดีไปกว่าการกอดล่ะครับ”  มิตเชลล์กล่าว “ในอีกฟากหนึ่ง เพื่อนบ้านของโทรลล์อย่างพวกเบอร์เกนนั้นไม่ได้ฉลาดปราดเปรื่องหรือรักสงบ ดังนั้น พวกโทรลล์จึงต้องพยายามนำเอาความรู้สึกแบบยุค 70 ไปใช้กับพวกเบอร์เกน และสอนให้พวกมันรู้ว่าความสุขนั้นมาจากภายใน และคุณสามารถหาความสุขได้จากหลายทางซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเพราะพวกเบอร์เกนไม่กลมเกลียวสามัคคีกันและไม่เคยรู้สึกเบิกบานใจ พวกมันหาความสุขจากภายนอกด้วยวิธีที่เป็นอันตรายเท่านั้น ความสุขไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของพวกมันเอง และเมื่อไขว่คว้ามาได้แล้ว พวกมันก็ไม่ได้พึงพอใจสักเท่าไหร่นัก”  เชย์กล่าวปิดท้าย ร่วมสัมผัสความสุขจากภายในสู่ภายนอกของเหล่าโทรลล์ได้ในภาพยนตร์ Trolls กำหนดฉาย 24 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

โบว์ เมลดา นำทีมนักแสดงช่อง7 แจกริบบิ้นดำ-เก็บขยะ ทำดีเพื่อพ่อ!!
โบว์ เมลดา /  ข่าว โบว์ เมลดา / 

  ยังคงเดินทางหลั่งไหลกันมาด้วยใจรักและภักดี ทั้งประชาชนที่ต้องการมาถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งดารานักแสดงและคนบันเทิงต่างมาด้วยใจเป็นหนึ่ง ล่าสุดด้านนักแสดงสาว โบว์ เมลดา ได้นำทีมนักแสดงช่อง 7 มาร่วมทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลให้พ่อหลวง ด้วยการแจกริบบิ้นสีดำเป็นสัญลักษณ์การไว้อาลัยสำหรับผู้ที่มีเสื้อสีดำไม่เพียงพอ และช่วยเก็บขยะบริเวณสนามหลวง   "วันนี้เป็นตัวแทนนักแสดงช่อง 7 มาร่วมกันทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลให้พ่อหลวง เอาริบบิ้นสีดำมาแจกเพื่อคนที่ไม่มีเสื้อดำเพียงพอและมาช่วยกันเก็บขยะบริเวณสนามหลวง หนูเองเป็นเด็กรุ่นใหม่อาจจะเกิดไม่ทันในยุคที่ท่านปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ที่ผ่านมาโบว์จึงได้อยู่ในยุคที่พ่อทำทุกอย่างประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งแต่ละอย่างก็เป็นสิ่งที่พ่อตั้งใจทำทั้งหมด เราจะได้เห็นท่านมีเหงื่อ (พระเสโท) ตลอด พระองค์ท่านทรงทำงานหนัก"   "ทุกวันนี้โบว์ยึดหลักคำสอนของพ่อมาใช้ หลักๆ คือเรื่องความพอเพียง เพราะเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเราเอง สำหรับคนที่เดินทางมาแสดงความอาลัย โบว์อยากเป็นกำลังใจให้ และอยากให้ช่วยกันดูแลสถานที่ โบว์ในฐานะนักแสดงขอเป็นคนนึงที่ทำให้เห็นชัดเจนมากขึ้นในเรื่องการน้อมนำพระราชดำรัสมาใช้ในชีวิตประจำวัน" โบว์ เมลดา กล่าว โบว์ เมลดา นำทีมนักแสดงช่อง7 ทำดีเพื่อพ่อ!! โบว์ เมลดา นำทีมนักแสดงช่อง7 ทำดีเพื่อพ่อ!! โบว์ เมลดา นำทีมนักแสดงช่อง7 ทำดีเพื่อพ่อ!! โบว์ เมลดา นำทีมนักแสดงช่อง7 ทำดีเพื่อพ่อ!! โบว์ เมลดา นำทีมนักแสดงช่อง7 ทำดีเพื่อพ่อ!!

ตุ๊กกี้ สะอื้น! เป็นกำลังใจให้ชาวไทยเข้มแข็ง ขอใช้ชีวิตพอเพียง ตามคำสอนพ่อ!
ตุ๊กกี้ ชิงร้อย /  ตุ๊กกี้ สุดารัตน์ / 

    นักแสดงตลกชื่อดัง ตุ๊กกี้ สุดารัตน์ หรือ ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฯ เผยทันทีที่มีเวลาว่างเลยนำของจำเป็นมาแจกให้กับประชาชนที่เดินทางมา ถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเจ้าตัวร่ำไห้! บอกให้ชาวไทยสู้ เดินหน้าต่อไปด้วยกัน ดีใจเห็นประชาชนรักในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเจ้าตัวเผยจะขอใช้ชีวิตอย่าง “พอเพียง” ตามคำสอนของพ่อต่อไป รายละเอียดมีดังนี้    “วันนี้ตุ๊กกี้ว่างค่ะ จะบอกว่าอยากมาตั้งแต่วันแรกแต่ติดภารกิจ หลังจากที่ทางเวิร์คพอยท์ได้ทำพิธีที่เวิร์คพอยท์เสร็จ ก็ว่างทั้งวัน วันนี้เตรียมของมาให้และมาสร้างขวัญและกำลังใจให้พี่น้องชาวไทย ตั้งแต่จอดรถมาพี่ตำรวจจราจรเห็นหน้าตุ๊กกี้ ทุกคนมีรอยยิ้ม คือความเศร้าความโศกเรามีอยู่แล้วแต่อยากให้ทุกคนมีความรู้สึกอย่างนึงคือสู้เพื่อวันต่อไป”     “วันนี้ก็จะอยู่นี่จนถึงดึกดื่นเลย วันนี้ตั้งใจมากๆ เลย และขอบคุณฟ้าฝน เพราะหลายๆ วันที่ผ่านมาเปียก แต่เพราะความอดทนและความจงรักภักดีต่อพ่อหลวงทุกคนสู้และอดทนกันมากๆ จะอยู่แจกจนหมด พอหมดก็จะอยู่ให้ถึงที่สุด เพราะนานวันจะมีวันว่าง และมีความตั้งใจมาหลายวันแล้ว”     “สิ่งที่จะทำวันนี้คือสร้างขวัญและกำลังใจให้พี่น้องชาวไทยให้มีพลังสู้ในวันข้างหน้า(สะอื้น) เชื่อว่าทุกคนเศร้าใจ ตุ๊กกี้ก็เศร้าเหมือนกัน เชื่อว่าทุกคนรักพระเจ้าอยู่หัว ตุ๊กกี้ดูข่าวทุกวัน ทางโซเชียลด้วย ดีใจจังเลยที่ประชาชนคนไทยรักในหลวง(ร้องไห้) และแสดงความรักและสามัคคี ใช้ชีวิตให้เป็นปกติและมีความสุขทำความดีถวายในหลวง วันนี้ตุ๊กกี้ก็มาให้ การให้ไม่มีสิ้นสุด ตามคำสอนของพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทยค่ะ”     “วันนี้เอาของกินมาแจก จริงๆ มีผ้าขนหนู ผ้าเช็ดตัว ทิชชู่ ยารักษาโรค เพราะมีบางครอบครัวอยู่ที่นี่หลายวัน มียาดม ยาหม่อง ส่วนขนมเป็นของช่างหน้าช่างผมมาร่วมด้วย”    “คำสอนที่ยึดใช้มาตลอด ที่จำความได้คือพอเพียงค่ะ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงแล้วมันจะพอควร มันจะสมควรและเหมาะสมมากกับยุคปัจจุบันนี้ค่ะ พูดจากหัวใจเลยว่า อายุ 38 ปีไม่เคยเจอในหลวง ไม่เคยเห็น ดูแต่ในทีวี ดูภาพถ่าย นั่งรอเสด็จฯก็แว้บๆ ไม่เคยเจอเลย แต่ว่าวันที่ได้เห็นชัดที่สุดคือวันที่ท่านครองราชย์ครบ 50 ปี วันนั้นเห็นชัดที่สุด และไม่ได้เห็นอีกเลย”     “และมาทราบอีกทีความรู้สึกเหมือนคนไทยทั้งประเทศคือท่านสวรรคต พระองค์ท่านคงจะดีใจมากที่ประชาชนชาวไทยจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านมากมายค่ะ คำสอนที่ยึดมาทุกวันนี้คือพอเพียงค่ะ เป็นคำที่มีความหมาย ถ้ายึดเอาคำว่าพอเพียงมายึดใช้ในชีวิตปัจจุบันมันดีที่สุดและดีมาก”    “อยากขอประชาชนชาวไทยว่าจงคิดไว้เสมอว่ามีพระองค์ท่านเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของคนไทยตลอดไป สิ่งเดียวที่จะถวายในหลวงได้นั่นคือรักและสามัคคี จะพยายามบอกตลอดว่ายกมือไหว้เหนือหัวสิ่งนี้ก็เหมือนเรารักในหลวงแล้วค่ะ ใครมาไม่ได้ก็ส่งใจมาและทำความดีก็ได้ค่ะ ทุกวันนี้ทำความดีเพื่อให้เพราะมีทุกอย่างในวันนี้ได้ก็เพราะมีคนให้มา ถ้าเรามีโอกาสก็ควรจะเอาสิ่งนี้ให้กลับไปบ้าง” ตุ๊กกี้ กล่าว ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฯ   ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฯ   ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฯ   ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฯ