สัญลักษณ์จราจร

แลนด์มาร์คในชีวิตจริงที่ปรากฏใน Your Name
Your Name /  มาโกโตะ ชินไก

ผู้กำกับและนักแอนิเมเตอร์อย่าง มาโกโตะ ชินไก เป็นผู้ที่ขึ้นชื่อว่าหลงใหลในการนำความสวยงามของสถานที่ที่มีอยู่จริง มาปรับใช้ในหนังของตนได้อย่างมีมนต์เสน่ห์ ซึ่งในผลงานล่าสุดที่ประสบความสำเร็จระดับปรากฏการณ์อย่าง Your Name (2016) ชินไกก็ไม่ลืมที่จะนำแลนด์มาร์คต่างๆ ในญี่ปุ่นมาเป็นเครื่องมือหรือแม้แต่สัญลักษณ์ในฉากสำคัญของเรื่องเช่นเคย และนี่คือแลนด์มาร์คสำคัญที่ปรากฏในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ 01. อาคารเอ็นทีทีโดโคโมโยะโยะงิ (NTT Docomo Yoyogi Building) แม้ชื่อของอาคารคือบริษัทโทรคมนาคมชื่อดังของญึ่ปุ่น แต่จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่สำนักงานใหญ่ของ NTT Docomo แต่เป็นตึกที่ตั้งอุปกรณ์ทางเทคนิคของบริษัท โดยตัวอาคารมีความสูงเป็นอันดับสามในโตเกียว และเมื่อทำการติดตั้งนาฬิกาบนส่วนบนสุดของอาคารในปี 2002 ก็ทำให้อาคารเอ็นทีทีโดโคโมโยะโยะงิกลายเป็นหอนาฬิกาที่สูงที่สุดในโลกทันที - โดยชินไกเคยใช้ตึกนี้เป็นฉากหลังใน The Garden of Words (2013) ผลงานเรื่องก่อนของเขาเองด้วย 02. สะพานคนเดินเท้าที่สถานีรถไฟชินะโนมาชิ (Pedestrian Bridge at Shinanomachi Station) สะพานนี้ห่างจากสถานีรถไฟชินะโนมาชิตั้งอยู่ในย่านชินชุกุเพียง 1 นาที เป็นฉากที่ชินไกใช้บ่อยครั้งในหนังเรื่องนี้ 03. ศาลเจ้าซึงะ (Suga Shrine) อีกหนึ่งในฉากสำคัญของเรื่องฉากหนึ่งที่กลายเป็นอีกภาพจำของหนังเพราะถูกใช้เป็นหนึ่งในแบบโปสเตอร์และภาพโปรโมทหนัง ศาลเจ้าซึงะอยู่ในย่านยตซึยะ โดยใช้เวลาเดินเท้าจาก สถานีรถไฟ JR ยตซึยะ ประมาณ 10 นาที ซึ่งด้วยการเดินทางที่สะดวกจึงทำให้ผู้คนที่รักหนังเรื่องนี้มาเยี่ยมเยื่อนที่นี่เป็นจำนวนมากเช่นกัน 04. สี่แยกไฟแดงด้านหลังสถานีตำรวจชินจูกุ  ในภาพคือแยกไฟแดงซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางตึกสูงมากมาย ในภาพคือ ตึกชินชุกุเซ็นเตอร์ 05. หอศิลปะนานาชาติกรุงโตเกียว (The National Art Center, Tokyo) หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ตั้งอยู่ในย่านรปปงหงิ ซึ่งนอกจากจะมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามแล้ว ในอาคารยังมีร้านอาหารชื่อดัง Brasserie Paul Bocuse Le Musée ให้บริการอยู่ด้วย ซึ่งใน Your Name ก็เป็นฉากที่ทากิ ออกเดตกับรุ่นพี่ในที่ทำงานพิเศษชื่อ มิกิ 06. เกาะอาโอกาชิมะ (Aogashima island) ต้นแบบของสถานที่ลึกลับ (อีกฉากสำคัญของเรื่อง) ในเมืองอิโตโมริ บ้านเกิดของนางเอก มิตซึฮะ โดยแท้จริงแล้ว เกาะอาโอกาชิมะ เป็นเกาะภูเขาไฟที่ตั้งห่างจากเมืองหลวงกรุงโตเกียวราว 358 กม. และยังอยู่ภายใต้การปกครองของกรุงโตเกียว ทว่าบนเกาะนี้มีประชากรราว 160 คนเท่านั้น เป็นหมู่บ้านที่เล็กที่สุดในญี่ปุ่นก็ว่าได้ โดยเกาะนี้เริ่มมีชื่อเสียงจากธรรมชาติอันสวยงาม และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ทางเดียวที่จะเดินทางไปยังเกาะนี้ได้ คือต้องนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปจ้า! 07. ศาลเจ้าฮิดะ-ซันโนะกุ ฮิเอะ จินจา (Hida-sannogu Hie-jinja Shrine) อีกหนึ่งสถานที่จริงซึ่งถูกดัดแปลงมาใช้เป็นสถานที่สมมติในหนัง โดยใน Your Name คือศาลเจ้ามิยามิซุ ศาลเจ้าประจำเมืองอิโตโมริ โดยที่นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง และขึ้นชื่อในการมาขอพรเพื่อให้ครอบครัวปลอดภัย โดยที่ศาลเจ้าฮิดะ เป็นสถานที่จัดเทศกาลฤดูใบไม้ผลิของเมืองทาคายามะ 08. ทะเลสาบซึวะ (Lake Suwa) ทะเลสาบใจกลางหุบเขาคิโซะ ในเมืองนากาโนะ ซึ่งที่นี่มีชื่อเสียงจากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า The God's Crossing อันเกิดจากกระแสน้ำอุ่นที่ไหลเวียนอยู่ใต้พื้นผิวน้ำแข็งในฤดูหนาว จนเกิดเป็นทางแตกของน้ำแข็งที่แปลกตา โดยใน Your Name ชินไกใช้ที่นี่เป็นต้นแบบของทะเลสาบซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองอิโตโมรินั่นเอง .... อ่านเรื่องราวของ Your Name และ มาโกโตะ ชินไก ได้ใน BIOSCOPE ฉบับ 177 สั่งซื้อได้ที่ mbookstore.com ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ก่อนชม 'ดาวคะนอง' ย้อนดู ‘เจ้านกกระจอก’ บทบันทึกเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทยของ ใหม่-อโนชา
ดาวคะนอง /  อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล / 

ในวาระที่ 'ดาวคะนอง' ผลงานหนังยาวเรื่องที่สองของผู้กำกับ ใหม่-อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ จะเข้าฉายในบ้านเราอย่างเป็นทางการวันแรก (8 ธ.ค. 2559) ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน อโนชานำหนังเรื่องแรกของเธอเข้าฉายในบ้านเรา และ ‘เจ้านกกระจอก’ ก็กลายเป็นหนังไทยที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ในแง่ของการใช้สัญลักษณ์เพื่อเล่าเรื่อง ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่อโนชานำใช้ในหนังเรื่องล่าสุดของเธอเช่นกัน เราจึงขอหยิบเอาบทความจากคอลัมน์คลาสสิคในนิตยสาร BIOSCOPE "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" ที่ ไกรวุฒิ จุลพงศธร ได้เขียนถึง ‘เจ้านกกระจอก’ ถึงการเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารกับผู้ชม ก่อนที่จะไปชมผลงานล่าสุดของเธอกันในสัปดาห์นี้ **เช็ครอบฉายและข่าวสารของหนัง 'ดาวคะนอง' ได้ที่ www.facebook.com/daokhanongmovie ‘เจ้านกกระจอก’ กับขบวนการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทย (แบบไม่ได้นัดหมาย) โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร **ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 105 / สิงหาคม 2553 ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาช่างแตกต่างราวกับฟ้าและเหวกับช่วงที่ผมเริ่มต้นเขียนคอลัมน์นี้ เมื่อ 8 ปีก่อนผมเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบโฆษณาแต่ดันชื่นชอบการตีความสัญลักษณ์ใน หนังที่เรียนรู้จากพ็อคเกตบุ๊ครวมบทวิจารณ์ของ สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์, มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ และ ประชา สุวีรานนท์ ซึ่งได้กลายเป็นครูอย่างไม่เป็นทางการของผม ในโลกของผม ณ ช่วงเวลาดังกล่าว "สัญลักษณ์มีแต่ในหนังเท่านั้น" (แน่นอนครับว่ามันมีที่อื่นๆ ด้วย แต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจมันเอง) 8 ปีผ่านไปมีอะไรเกิดขึ้นมากมายกับชีวิต และสัญลักษณ์ไม่ได้อยู่แค่ในหนังอีกต่อไป แต่สัญลักษณ์อยู่กลางถนน และมิใช่ผม คนเดียวที่ตระหนัก เพราะดูเหมือนสังคม ‘ทุกฝ่าย’ ค่อยๆ เรียนรู้ว่าการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เป็นการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดในวินาทีนี้ (ดูอย่างกรณีที่คนเสื้อแดงพยายามจะไปพันผ้าสีแดงที่ป้ายถนนราชประสงค์, ต่อมาก็มีกำลังตำรวจจำนวนมากมาเฝ้าป้ายดังกล่าว, และหนักข้อขึ้นไปอีกเมื่อป้ายดังกล่าวได้ถูกเจ้าหน้าที่ถอดทิ้งไปเลย, ลงท้ายด้วยเอาป้ายมาติดตั้งใหม่พร้อมคำอธิบายว่านำป้ายไปทำความสะอาดเนื่องจากมีคนมาฉีดสีพ่นทับตัวอักษร) สังคมค่อยๆ เรียนรู้ (ผมหวังอย่างนั้น) ว่าการต่อสู้ด้วยพละกำลังหรือการต่อสู้แบบ ถอนรากถอนโคนซึ่งมักมากับกระบวนทัศน์ ‘สงครามครั้งสุดท้าย’ นั้นไม่มีอยู่จริง สงครามไม่มีวันจบลงง่ายๆ ยุทธศาสตร์ต่อไปคือการต่อสู้อย่างต่อเนื่องและยืดยาว การช่วงชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์จึงกลายเป็นสมรภูมิอย่าง ไม่เป็นทางการ นักสัญศาสตร์จึงกลายเป็นบุคคลสำคัญของสังคม เพราะพวกเขามีหน้าที่คุ้ยเขี่ย กัดเซาะ สร้าง และตีความสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อ ‘ทำลาย’ หรือ ‘ตอกย้ำ’ วาทกรรมที่แต่ละฝ่ายผลิตขึ้นมา คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ สิ่งที่พัวพันกับการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้ก็คือการช่วงชิง ‘พื้นที่’ ‘เวลา’ และ ‘ความทรงจำ’ ดูตัวอย่างจากการพันผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ แม้จะเป็นพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร แต่ก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์สุดทรงพลัง เพราะมันเป็นการแย่งชิงพื้นที่ ความทรงจำและการรับรู้ของสังคม ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งพยายามจะ ‘ลบเลือน’ ความทรงจำนี้ทิ้งไป อีกฝ่ายก็พยายามจะ ‘ย้ำเตือน’ มิให้ความทรงจำจางหาย แน่นอนว่าการต่อสู้นี้ขึ้นอยู่กับบริบทเวลา หากมิได้ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายความทรงจำดังกล่าวก็จะบิดเบือน และหลุดหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และกลายเป็น "ความทรงจำส่วนบุคคล" หรือของคนกลุ่มย่อยๆ ไปแทน นอกจาก พื้นที่ เวลา และความทรงจำ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้แล้ว มันยังเป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของศิลปะภาพยนตร์อีกด้วย หากเมื่อ 8 ปีก่อนผมตื่นเต้นกับงานของคนทำหนังอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, นนทรีย์ นิมิบุตร และ เป็นเอก รัตนเรือง ที่ทำให้เกิดการบูมของหนังไทยร่วมสมัยในช่วงเวลานี้ผมก็ตื่นเต้นกับกลุ่มคนทำหนังบนดินและใต้ดิน –ไม่ว่าจะมีแนวคิดทางการเมืองแบบใดก็ตาม- แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาพยายามโต้ตอบกับสังคมด้วยการสร้างงานที่เล่นกับพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำ ผ่านระบบสัญลักษณ์ที่งัดข้อก่อกวนกับวาทกรรมหลัก ผมกำลังหมายถึงหนังอิสระอย่าง ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ‘บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน’ และ ‘จุติ’ ของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล, ‘เจ้านกกระจอก’ ของ อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ ไปจนถึงหนังสั้นของ ปราปต์ บุนปาน, เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง หรืองานในอนาคต (แน่นอนว่าผมยังไม่ได้ดู แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเล่นกับการเปรียบเปรยเชิงการเมือง) ทั้ง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ของ สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์, ‘The Dog ชิงหมาเกิด’ ของ พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง และ ‘14’ ของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล แน่นอนว่าคนเหล่านี้ไม่ได้นัดกัน และไม่ได้มีอุดมการณ์ การเมืองเดียวกัน แต่การปรากฏของผลงานเหล่านี้ใน ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก็เป็นขบวนการหนังสัญลักษณ์ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง (**อัพเดต จนถึงปัจจุบัน ‘14’ ยังไม่ได้ถูกผลิตขึ้น ส่วนอย่างที่ทราบกันคือ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ กลายเป็นหนังที่โดนแบนในบ้านเราไป) หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ คนทำหนังรุ่น เพิ่มพล เชยอรุณ หรืองานยุครุ่งเรืองของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล มุ่งสะท้อนสังคมด้วยการตีแผ่อย่างตรงไปตรงมาหรือมีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นเห็นชัด แต่ขบวนการหนังบนดินและใต้ดินยุคปัจจุบัน (แบบไม่ได้นัดหมาย) มิได้เดินบนเส้นทางนั้น หากไม่นับงานของพงษ์พัฒน์และชูเกียรติ (ซึ่งผมยังไม่ได้ดู) คนทำหนังที่เหลือซึ่งเป็น คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ นำเสนอผ่านสุนทรียะเฉพาะตัวและระบบสัญลักษณ์ที่แนบเนียนและแพรวพราวเกินกว่ายุคของเพิ่มพลไปแล้ว ซึ่งต้องอาศัยพื้นฐานความ เข้าใจและการสั่งสมสุนทรียะของภาพยนตร์โลกร่วมสมัยในระดับหนึ่ง มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่คนทำหนังกลุ่มนี้จะถูกป้ายข้อหาจากคนดูว่า “ดูไม่รู้เรื่อง” หรือ “เข้าใจยาก” แต่ขณะเดียวกัน ภายใต้สังคมไทยอันแสนเคร่งครัดในยุคสมัยของการจำกัดจำเขี่ยทางความคิดเห็น การ ‘ดูไม่รู้เรื่อง’ และ ‘เข้าใจยาก’ ก็กลับกลายเป็นเกราะป้องกันตัวผู้สร้างเอง พวกเขาจึงสามารถสร้างงานที่ ‘เตะเฉียด’ ประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ผ่านเนื้องานและสัญลักษณ์ที่แนบเนียนหรือแปลกพิศวงได้ เช่น หากอภิชาติพงศ์สร้างหนังเกี่ยวกับวันเสียงปืนแตกโดยตรงก็คงโดนแบน แต่การสร้างโดยผสมสุนทรียะของหนังส่วนตัวและเนื้อหาการเมืองเชิงสัญลักษณ์แยบยลก็ทำให้หนังออกสู่สังคมได้ (ในกรณีของอภิชาติพงศ์และอโนชานั้น ความพิศวงของสัญลักษณ์ยังกลายเป็น ‘ปริศนา’ และ ‘ความลึกลับ’ ที่ทำให้คอหนังศิลปะในต่างชาติอ่านงานของพวกเขาในความหมายอื่นๆ ได้อีกด้วย) กลายเป็นว่าในพื้นที่เล็กๆ อย่างหนังอิสระ กลับมีระดับเพดานการแสดงความคิดเห็นที่สูงกว่าปกติ ทว่าพื้นที่ดังกล่าวก็เล็ก เล็กมาก หรือเล็กที่สุดจนแทบจะไม่มีเสียงเล็ดรอดออกไปให้เกิดการพูดคุยในวงกว้าง นักวิจารณ์และนักดูภาพยนตร์ (cinephile) คือฟันเฟืองที่เข้ามามีบทบาทในจุดนี้ แต่ลำพังนักวิจารณ์เองก็ทำงานได้ไม่มีประสิทธิผล ตั้งแต่ติดอยู่ในระบบ มีพื้นความรู้ที่ทำให้อ่านงานเหล่านี้ไม่ขาดพอ รวมถึงต่อให้อ่านได้แต่จะเขียนได้ชัดเจนมากขนาดไหน หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นตัวอย่างชั้นดีของสิ่งที่ผมได้พูดไป อโนชาและ ลี ชาตะเมธีกุล (มือตัดต่อ) จงใจก่อกวนพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำด้วยการเล่าหนังโดยไม่เรียงลำดับเวลา (เหมือนหนังเรื่อง 21 Grams) เมื่อผนวกกับชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ (Mundane History) ก็คลับคล้ายท่วงท่าปรัชญาแบบพังค์ๆ ที่โจมตีประวัติศาสตร์ทางการที่เล่าเรื่องแบบเรียงตามลำดับเวลา (หรืออำนาจแนวดิ่ง) และให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่มาในรูปแบบของความทรงจำที่ย่อมวูบวาบ ไม่เรียงลำดับก่อนหลัง (หรืออำนาจแนวระนาบ) ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วย เมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย เราอ่านหนังได้อย่างน้อยสองระดับ ระดับแรกคือเชื่อไปตามเรื่องว่ามันเป็นเรื่องของบุรุษพยาบาลที่ต้องเข้ามาดูแลเด็กหนุ่มพิการ ลูกผู้ดีเก่าที่ไม่ลงรอยกับพ่อผู้แสนดี เขาถูกแวดล้อมไปด้วยแม่บ้านและคนใช้ แล้วความสัมพันธ์ของบุรุษพยาบาลและเด็กหนุ่มจากที่ตึงเครียด ก็ค่อยๆ อ่อนลงและกลายเป็นความอ่อนโยนระหว่างสองมนุษย์ ระดับที่สองคือการตั้งคำถามว่า ทั้งหมดนี้คืออุปลักษณ์ (metaphor) ของสังคมไทยในยุคพ.ศ.นี้ นี่คือสังคมไทยที่ในอดีตเคยรุ่งเรืองและงามงด (จากสภาพบ้านที่เป็นผู้ดีเก่า, คำอธิบายว่าคุณพ่อเป็นคนแสนดี) แต่ปัจจุบันกลับเป็นสังคมที่รุนแรง เปลี่ยนแปลง และไร้อนาคต (เด็กหนุ่มพิการ, เอาแต่ใจ, อารมณ์เกรี้ยวกราด, รักษาไปก็เปล่าประโยชน์, ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้) และมันก็ยังเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยชนชั้น (มีการแบ่งการกินข้าวอย่างชัดเจน เจ้านายกินชั้นบน บ่าวไพร่กินชั้นล่าง แถมยังมีบ่าวไพร่ที่ทำตัวประหนึ่งเจ้านาย หรืออาจมีอะไรกับเจ้านายด้วยซ้ำ) ผมไม่ได้บอกว่าสังคมไทยไร้ความหวัง หรือคนทำหนังเรื่องนี้จะบอกว่า สังคมไทยสิ้นหวัง แต่หนังเรื่องนี้เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้ อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วยเมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย หนังพูด ถึงอารยธรรมในฉากเดินดูรูปจำลองของอารยธรรมต่างๆ (ซึ่งรุ่งโรจน์และ มอดม้วยไปแล้ว) ในท้องฟ้าจำลอง และยังพูดถึงพุทธธรรมผ่านตัวคนใช้ที่สบถขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ในแง่วิทยาศาสตร์มีการอธิบายเรื่องจุดจบของดาว อโนชาลากให้ทุกอย่างมารวมกัน เหมือนกับภาพโปสเตอร์หนังที่เหมือนรูปปริศนา มันเป็นทั้งดวงตา ของเด็กหนุ่มผู้พิการไร้ความหวัง เป็นทั้งดาวฤกษ์สุกสว่างที่กำลังจะแตกดับ และเป็นทั้งดวงตาของคนทำหนังที่จับจ้องความล่มสลายของยุคสมัย อารยธรรมมีวันสิ้นสุด เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องสามัญ และหากดาวอันใหญ่ยักษ์ยังมีวันดับได้ นับประสาอะไรกับอารยธรรม, ประเทศชาติ, คนรุ่นหนึ่ง, มนุษย์ที่ยิ่งใหญ่หรือต่ำต้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งเซลล์อณูหนึ่ง ก็ต้องมีวันดับสิ้นไปทั้งนั้น แต่เมื่อมีวันดับสิ้น ก็มีวันกำเนิดใหม่ และหลังจากประวัติศาสตร์ของโลก / อารยธรรม / ประเทศ / ครอบครัว ที่ผ่านมาถูกเดินหน้าด้วยบุรุษเพศ ผู้กำกับเพศหญิงที่เล่าสงครามระหว่างเพศชายมาเกือบ 80 นาทีได้แย้มนัยว่า บทใหม่ของประวัติศาสตร์จะเริ่มด้วยสตรีเพศเสียที ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

โบว์ เมลดา นำทีมนักแสดงช่อง7 แจกริบบิ้นดำ-เก็บขยะ ทำดีเพื่อพ่อ!!
โบว์ เมลดา /  ข่าว โบว์ เมลดา / 

  ยังคงเดินทางหลั่งไหลกันมาด้วยใจรักและภักดี ทั้งประชาชนที่ต้องการมาถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งดารานักแสดงและคนบันเทิงต่างมาด้วยใจเป็นหนึ่ง ล่าสุดด้านนักแสดงสาว โบว์ เมลดา ได้นำทีมนักแสดงช่อง 7 มาร่วมทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลให้พ่อหลวง ด้วยการแจกริบบิ้นสีดำเป็นสัญลักษณ์การไว้อาลัยสำหรับผู้ที่มีเสื้อสีดำไม่เพียงพอ และช่วยเก็บขยะบริเวณสนามหลวง   "วันนี้เป็นตัวแทนนักแสดงช่อง 7 มาร่วมกันทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลให้พ่อหลวง เอาริบบิ้นสีดำมาแจกเพื่อคนที่ไม่มีเสื้อดำเพียงพอและมาช่วยกันเก็บขยะบริเวณสนามหลวง หนูเองเป็นเด็กรุ่นใหม่อาจจะเกิดไม่ทันในยุคที่ท่านปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ที่ผ่านมาโบว์จึงได้อยู่ในยุคที่พ่อทำทุกอย่างประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งแต่ละอย่างก็เป็นสิ่งที่พ่อตั้งใจทำทั้งหมด เราจะได้เห็นท่านมีเหงื่อ (พระเสโท) ตลอด พระองค์ท่านทรงทำงานหนัก"   "ทุกวันนี้โบว์ยึดหลักคำสอนของพ่อมาใช้ หลักๆ คือเรื่องความพอเพียง เพราะเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเราเอง สำหรับคนที่เดินทางมาแสดงความอาลัย โบว์อยากเป็นกำลังใจให้ และอยากให้ช่วยกันดูแลสถานที่ โบว์ในฐานะนักแสดงขอเป็นคนนึงที่ทำให้เห็นชัดเจนมากขึ้นในเรื่องการน้อมนำพระราชดำรัสมาใช้ในชีวิตประจำวัน" โบว์ เมลดา กล่าว โบว์ เมลดา นำทีมนักแสดงช่อง7 ทำดีเพื่อพ่อ!! โบว์ เมลดา นำทีมนักแสดงช่อง7 ทำดีเพื่อพ่อ!! โบว์ เมลดา นำทีมนักแสดงช่อง7 ทำดีเพื่อพ่อ!! โบว์ เมลดา นำทีมนักแสดงช่อง7 ทำดีเพื่อพ่อ!! โบว์ เมลดา นำทีมนักแสดงช่อง7 ทำดีเพื่อพ่อ!!

รีวิว ปั๊ม-น้ำ-มัน : รอแล้วรอเล่า เฝ้าแต่รอ
review /  ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ / 

นับเป็นอีกหนึ่งผลงานภาพยนตร์ไทยช่วงส่งท้ายปลายที่น่าจับตามองทีเดียว สำหรับ ปั๊ม-น้ำ-มัน ผลงานกำกับเรื่องล่าสุดของดอกไม้เหล็กเมืองไทย กอล์ฟ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ที่ได้ไปฉายรอบพรีเมียร์ไกลถึงเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลี พร้อมหอบกระแสตอบรับดี ๆ จากนักวิจารณ์กลับมาเตรียมเข้าโรงฉายในเมืองไทย ปั๊ม-น้ำ-มัน คือเรื่องราวของ มั่น (รับบทโดย ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย) ชายหนุ่มเจ้าของปั๊มน้ำมันกลางดินแดนชนบทห่างไกล เขาใช้ชีวิตไปวัน ๆ เพื่อรอคอยการกลับมาของ นก (รับบทโดย หนูจ๋า อาชิรญาณ์ แก้วกัญญา) เมียรักที่ทอดทิ้งเขาไป โดยที่มีสาวรุ่นใหญ่อย่าง เจ๊มัท (รับบทโดย ต่าย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล) และสาวรุ่นเล็กอย่าง ฝน (รับบทโดย แม็กกี้ อาภา ภาวิไล) แวะเวียนมาคอยขายขนมจีบให้มั่นอยู่เนือง ๆ แต่ถึงกระนั้นมั่นก็ยังมีใจที่มั่นคงสมชื่อ เพราะเขาไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหน แม้เวลาจะผ่านเลยไปสักกี่สิบปีก็ตาม พี่กอล์ฟ ผู้กำกับของเรื่องได้เล่าว่าที่มาที่ไปของคำว่า ปั๊ม-น้ำ-มัน ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายแฝงเกี่ยวกับการรอคอย คนเราจะนึกถึงปั๊มน้ำมันก็ต่อเมื่อน้ำมันหมด เมื่อแวะมาเติมน้ำมันจนเต็มถังแล้วก็จากไป โดยไม่รู้ว่าจะกลับมาใช้บริการอีกหรือไม่ แต่ปั๊มน้ำมันก็ยังอยู่ที่เดิม รอคอยลูกค้าที่จะแวะเวียนมา เช่นเดียวกับพระเอกของเรื่องที่เฝ้ารอคนรักของตัวเองอยู่ที่ปั๊มน้ำมันโดยไม่คิดจะออกไปตามหา เพราะวันใดที่คนรักของเขาหวนกลับมา พวกเขาจะได้ไม่ต้องคลาดคลากันอีก พล็อตเรื่องโดยรวมกล่าวได้ว่าเป็นภาพยนตร์รักสี่เส้า มีตัวละครหลัก ๆ ที่ดำเนินเรื่องเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น โดยแต่ละตัวละครมีปมเกี่ยวกับการรอคอย อีกทั้งยังมีเส้นเรื่องของตัวเองที่ชัดเจน ทำให้ผู้ชมเข้าใจที่มีถึงสาเหตุการกระทำของทุก ๆ ตัวละคร อย่างไรก็ตาม...ตัวหนังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลให้ผู้ชมรับรู้ไปตามลำดับเวลา หากแต่ท้าทายผู้ชมด้วยการเล่าเหตุการณ์ในปัจจุบันกับเหตุการณ์ในอดีตสลับไปมา เพื่อค่อย ๆ คลี่คลายให้เข้าใจตัวละครอย่างช้า ๆ และมีความหมายอย่างที่สุด และแม้จะจั่วหัวว่าเป็นหนังดราม่าเคล้าน้ำตา ทว่าตัวหนังจริง ๆ มีกราฟขึ้นลงในลักษณะแฟนตาซีและคอมเมดี้อยู่ประปราย ซึ่งมีข้อดีคือเรื่องราวจะไม่ดูราบเรียบชวนหลับจนเกินไป แต่กลายเป็นดาบสองคมที่ส่งผลให้บางฉากไม่สามารถถ่ายทอดความดราม่าได้จนสุดท้าย (ถูกเบรกด้วยมุกตลกเสียก่อน) ต่าย เพ็ญพักตร์ และ แม็กกี้ อาภา คือสองตัวละครที่น่าจับตามองมาก ๆ สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ด้วยความสามารถทางการแสดงที่มีพลังดึงให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วม ตลอดจนสปิริตทางการแสดงที่ไม่หวั่นแม้คอสตูมจะหลุดโลกและแฟนตาซีเพียงใดก็ตาม (มีคนลงทุนนับด้วยว่า แม็กกี้ อาภา เปลี่ยนชุดถึง 12 ชุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ จริงเท็จประการใดลองไปนับกันเอาเอง) โดยรวมแล้วภาพยนตร์ตั้งคำถามกับการรอคอยว่า...ในยามที่เวลาพัดผ่านไป สิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” จะยังคงอยู่หรือแปรเปลี่ยนไป คน ๆ หนึ่งจะรอคอยได้นานเพียงใด และในการรอคอยนั้นสิ่งที่เขาได้ตอบแทนกลับมาจะคุ้มค่าหรือไม่ ทั้งหมดหาคำตอบได้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ปั๊ม-น้ำ-มัน อีกหนึ่งภาพยนตร์ไทยสไตล์วินเทจที่แฝงด้วยสัญลักษณ์ต่าง ๆ ขอให้คะแนนไว้ที่ 3.5 / 5 ครับ บทความโดย NuTTi3 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ

I’m Not There บ๊อบ ดีแลน 7 ร่าง ในหนังชีวประวัติสุดเซอร์
Bob Dylan /  I'm Not There / 

กล่าวกันว่าจิตวิญญาณของอเมริกายุค 60 ถูกขับเคลื่อนโดย The Beatles, แอนดี้ วอร์ฮอล และ บ๊อบ ดีแลน ชื่อแรกเป็นวงดนตรีร็อคแอนด์โรลระดับตำนานจากเกาะอังกฤษที่คนไทยคุ้นหูในนาม ‘สี่เต่าทอง’, ชื่อถัดมาเป็นศิลปินนักทดลองผู้ทำให้ภาพพิมพ์ มาริลีน มอนโร และซุปกระป๋องแคมป์เบลล์กลายเป็นสัญลักษณ์ของป๊อปอาร์ตและศิลปะชิ้นสำคัญของสกุลโพสต์โมเดิร์น ส่วนชื่อสุดท้ายนั้นคือนักดนตรีนามอุโฆษผู้เขียนบทเพลงได้ลุ่มลึกราวหลักปรัชญา ไพเราะดังบทกวี และทำให้เพลง Blowin’ in the Wind หรือ ‘คำตอบนั้นอยู่ในสายลม’ เป็นดังเพลงชาติของหนุ่มสาวสมัยนั้น จึงไม่แปลกที่เรื่องราวของพวกเขาจะยังบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กลับไปค้นหา ขณะที่คนรุ่นเก่าก็รักจะมองภาพจำลองของอดีตเพื่อรำลึกถึงวันเวลาที่งดงามและเปี่ยมความหมาย แต่ในฐานะศิลปินที่มีผลงานเป็นของสาธารณะ ทั้งสามอาจอยากให้เรื่องในอดีตหลงเหลือความเป็นส่วนตัวอยู่บ้าง (อาจยกเว้นวอร์ฮอล) หนังที่ได้รับอนุญาตให้สร้างนอกจากสารคดีแล้วจึงมีน้อยมาก โดยเฉพาะ บ๊อบ ดีแลน ซึ่งไม่เคยอนุญาตให้หนังเรื่องไหนพูดถึงชีวิตของเขาพร้อมกับเอาเพลงที่เขาทำไปประกอบเลย การที่ I’m Not There (2007) เป็นหนังเรื่องแรก (ที่ไม่ใช่สารคดี) ซึ่งได้รับอนุญาตจากดีแลนให้พูดถึงชีวิตและใช้เพลงของเขาได้เต็มที่จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา และยิ่งน่าจับตามากขึ้นไปอีกเมื่อผู้ที่ได้รับสิทธินี้คือ ท็อดด์ เฮยน์ส คนทำหนังอินดี้หัวหอกของยุค 90 ที่ล่าสุดทำ Far From Heaven (2002) เพื่อบูชาหนังเมโลดราม่ายุค 50 ของ ดักลาส เซิร์ก ไว้อย่างน่าประทับใจ และราวกับนั่นยังน่าตื่นตาตื่นใจไม่พอ เฮยน์สจึงประกาศว่าหนังเรื่องนี้จะเล่าชีวิตของดีแลนแค่ช่วงสั้นๆ (ทศวรรษ 1960-70) ผ่านนักแสดงชาย-หญิง, เด็ก-คนแก่, ผิวขาว-ผิวดำ ถึง 6 คนโดยไม่มีใครเอ่ยชื่อ บ๊อบ ดีแลน เลยแม้แต่ครั้งเดียว  เมื่อศิลปินคนหนึ่งอยากพูดถึงศิลปินอีกคนบนพื้นที่ศิลปะ หนังชีวประวัติแบบไม่ธรรมดาจึงเกิดขึ้น...นี่ล่ะ ความน่าสนุกของ I’m Not There บ๊อบ ดีแลน ยกกำลัง 7 โครงสร้างน่าพิศวงซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของ I’m Not There อยู่ที่การใช้นักแสดง 6 คนสวมบทบาท 7 ด้านของ บ๊อบ ดีแลน เพื่อสื่อถึงการเปลี่ยนแปลง การไม่ยอมย่ำอยู่กับที่ และการหนีให้พ้นจากกรงขังที่มวลชนคาดหวังให้เขาเป็น ซึ่งร่างทั้ง 7 นั้นประกอบไปด้วย 01. เด็กชายผิวดำวัย 11 ปี (มาร์คัส คาร์ล แฟรงคลิน) ออกรอนแรมพร้อมกีตาร์โปร่งหนึ่งตัวแล้วเรียกตัวเองว่า วู้ดดี้ กูธรี่ ตัวละครนี้สะท้อนแรงบันดาลใจและความปรารถนาของดีแลนในช่วง 1963 ที่มีชื่อว่า วู้ดดี้ กูธรี่ ผู้ได้ชื่อว่า ‘นักดนตรีของคนจน’ เป็นแรงบันดาลใจ นักแสดงเด็กผิวดำที่นำเสนอชีวิตของดีแลนในช่วงนี้บ่งบอกถึงรากของเพลงที่มาจากการเรียกร้องความเท่าเทียมกันของคนผิวสี โดยเพลงประจำตัวของดีแลนในช่วงนี้คือ When the Ship Comes In 02. ชายหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลานาม แจ็ค โรวลินส์ (คริสเตียน เบล) ปันความชื่นชมจากกูธรี่สู่ แรมบลิง แจ็ค อีเลียต นักร้องเพลงโฟลค์สำนวนเหลือร้ายอีกคน แล้วหันมาขับขานบทเพลงเพื่อสังคมโดยปักหลักอยู่ที่กรีนวิชวิลเลจ นี่คือดีแลนในช่วงปี 1964-65 ผู้ปรารถนาอย่างแรงกล้าจะค้นหาสัจธรรม เขามีชื่อเสียงโด่งดังสุดๆ ด้วยการเขียนเพลงลึกซึ้งกินใจ ตั้งคำถามต่อโลกและสังคมท่ามกลางเขม่าควันสงคราม เขาคือความหวังของมวลชนผู้ถูกขนานนามว่ากระบอกเสียงแห่งยุคสมัย (Voice of Generation) โดยมี Blowin’ in the Wind เป็นสัญลักษณ์ประจำตัว ช่วงนี้เขายังแอบสวีทกับนักร้องหญิงร่วมอุดมการณ์อย่าง โจน เบซ (จูลี่แอนน์ มัวร์) ด้วย 03. ฉายา ‘เจมส์ ดีน คนใหม่’ ถูกตั้งให้ ร็อบบี้ (ฮีธ เล็ดเจอร์) นักแสดงผู้รับบทนักร้องเพลงโฟลค์ในหนังชีวประวัติเรื่องหนึ่งที่ดูคล้ายกับชีวิตตัวเอง ขณะเดียวกันเขาก็เริ่มสร้างครอบครัวด้วยการแต่งงานกับนักวาดภาพสาวชาวฝรั่งเศส (ชาร์ล็อต แกงสบูร์ก) ร็อบบี้คือด้านที่เป็นชีวิตส่วนตัวของดีแลน เขาเป็นเพื่อนที่มีเสน่ห์ คนรักที่โรแมนติก สามีที่ไม่เอาใจใส่ และเพลย์บอยผู้ไร้เยื่อใย เมื่อเขาแต่งเพลงรักหวานๆ ให้ผู้หญิงได้ ก็แต่งเพลงร้ายๆ ระบายความเจ็บแค้นใส่พวกเธอได้เช่นกัน การหย่าระหว่างเขากับภรรยาคนแรกถูกพูดถึงอย่างเจ็บแสบในเพลง Idiot Wind 04. จู้ด ควินน์ (เคต แบลนเช็ตต์) คือยูดาส (สาวกของพระเยซูผู้ทรยศ) ในสายตาแฟนเพลง เมื่อเขาละทิ้งกีตาร์โปร่งซึ่งเป็นเครื่องหมายของดนตรีเพื่อชีวิตไปหากีตาร์ไฟฟ้าแล้วเล่นดนตรีแบบโฟลค์ร็อคแทน ดีแลนยุค 1965-66 คือตำนานแห่งความขบถอันยิ่งใหญ่ บทเพลงที่เคยขับกล่อมให้ผู้คนค้นหาคำตอบในสายลมเปลี่ยนไปพูดถึงเรื่องของปัจเจกแบบเพลง Like a Rolling Stone แทน และนักแสดงหญิงที่มาสวมบทบาทดีแลนในช่วงนี้ก็สะท้อนชัดถึงความแปลกแยกที่มีต่อแฟนเพลงและความแปลกใหม่ที่เขาได้สัมผัสจากการเป็นซูเปอร์สตาร์ แถมยังมี อีดี้ เซ็ดจ์วิก (มิเชลล์ วิลเลี่ยมส์) ดาวเด่นในสตูดิโอศิลปะ The Factory ของ แอนดี้ วอร์ฮอล มาพัวพันในวงโคจรของชีวิตรักด้วย 05. บิลลี่ ชายวัยกลางคนผู้ขังตัวเองไว้กับความสันโดษกลางธรรมชาติ (ริชาร์ด เกียร์) รับบทนักแสดงสมทบในหนังดังของ แซม เพคกินพาห์ เรื่อง Pat Garrett & Billy the Kid (1973) นี่เป็นช่วงที่ดีแลนหลบลี้หนีชีวิตแบบสาธารณะแบบที่ผ่านๆ มาแล้วไปจำศีลอยู่ใกล้ๆ เมืองวู้ดสต็อกหลังประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ครั้งร้ายแรง เขาหันมานับถือศาสนาพุทธและสร้างงานเพลงอีกครั้งในบ้านกลางหุบเขา โดยมีเพลง Knockin’ on Heaven’s Door เป็นภาพแทนของชีวิตในช่วงนี้ 06. ชายหนุ่มผู้มั่นใจในตัวเองสูงผู้นี้เรียกตัวเองว่า อาตูร์ แรงโบด์ (เบน วิชอว์) นั่งลงเพื่อตอบคำถามสื่อมวลชนอย่างปนยียวนกวนประสาท ปี 1965 คือช่วงเวลาที่ดีแลนได้รับอิทธิพลจากบทกวีเชิงสัญญะของฝรั่งเศส, กวีฝรั่งเศสชื่อดังอย่าง อาตูร์ แรงโบด์ และวรรณกรรมบีต (งานเขียนยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ต่อต้านขนบเดิมๆ) ซึ่งอิทธิพลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดตามบทสัมภาษณ์อันแปลกประหลาดโดยมีเพลง Chimes of Freedom เป็นตัวแทน 07. จอห์น (คริสเตียน เบล อีกรอบ) เกิดใหม่อีกครั้งปลายทศวรรษ 1970 ด้วยการเปลี่ยนกลับมานับถือศาสนาคริสต์อีกครั้ง นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีแลนเหนื่อยหน่ายกับการหาคำตอบ จึงหันหลังให้ชื่อเสียงอีกครั้งแล้วบวชเพื่อรับใช้พระเจ้า โดยมีบทเพลงอย่าง Every Grain of Sand ไว้คอยขับกล่อมผู้คน ด้วยความที่ชีวิตช่วงนี้ของดีแลนละม้ายคล้ายวันคืนที่เป็น แจ็ค โรวลินส์ เบลจึงต้องควบบทนี้อีกครั้ง I’m Not There, I’m not a biopic หลังจาก I’m Not There ออกฉายในอเมริกา บทวิจารณ์จำนวนมากที่กระจัดกระจายอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ตมักเป็นไปในทาง ‘ไม่รักก็เกลียดไปเลย’ บางคนบอกว่านี่คือหนังที่บันทึกแนวคิดและอุดมคติของดีแลนไม่ใช่ชีวิตของเขา บางคนหาว่ามันคือหนังที่แฟนเพลงทำสนองจิตนาการตัวเอง มากกว่าเล่าเรื่องของบุคคลในหนังอย่างจริงจัง บ้างกล่าวว่าความทะเยอทะยานทางศิลปะและสติปัญญาของเฮยน์สช่วยสร้างมิติใหม่ๆ ให้หนังแนวชีวประวัติได้ดี เพราะในยุคสมัยที่เราไม่อาจแน่ใจได้อีกแล้วว่าอะไรคือความจริง และไม่มีทางรู้ด้วยว่าตัวตนที่แท้จริงของดีแลนเป็นอย่างไร การทำหนังโดยไม่พยายามแปะป้าย based on true story ให้มันนับเป็นความกล้าหาญยิ่ง และบ้างก็ชื่นชมว่า ในปัจจุบันที่หนังแทบจะประเคนทุกอย่างให้คนดูเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่ต้องเปลืองสมองขบคิดอะไรเลย I’m Not There กลับทวนกระแสนั่นด้วยการเรียกร้องการทำการบ้านจากคนดูอย่างมากมาย... แฟนพันธุ์แท้ดีแลนทั้งหลายควรทำใจไว้ล่วงหน้าว่าจะไม่ได้เห็นสิ่งที่คาดหวังหรอก วิธีที่จะสนุกกับหนังเรื่องนี้ได้คือการเปิดใจให้กว้าง มองดูสิ่งที่ผู้กำกับตีความ ส่วนคนที่ไม่คุ้นกับดีแลนเท่าไรก็พึงระลึกไว้ว่า การดูหนังเรื่องนี้ให้ลึกซึ้งและได้อรรถรสครบถ้วนควรมีความรู้ด้านสังคมและวัฒนธรรมยุค 60 พอสมควร เพราะคุณจะไม่เข้าใจสิ่งที่สอดแทรกอยู่ในหนังเลยหากไม่รู้จักดนตรี ศิลปะ วรรณกรรม วัฒนธรรม และภาพยนตร์ที่ถูกอ้างอิงถึงมากมาย ตั้งแต่บทกวีของ อัลเลน กินสเบิร์ก, ดนตรีเพื่อสังคมของ วู้ดดี้ กูธรี่, นิยายต่อต้านสงครามของ นอร์แมน เมล์เลอร์ ไปจนถึงสไตล์การจัดฉากและถ่ายทำอย่างหนังขาวดำในยุคนั้น โดยเฉพาะจาก 8 ½ (1963) ของ เฟรเดริโก เฟลลินี่ และ Masculine-Feminine (1966) ของ ฌอง-ลุก โกดาด์ หลังจากดูหนังจบ จอน เรย์มอนด์ นักเขียนนิยายชื่อดังผู้เป็นเพื่อนเฮยน์สบอกเขาไว้ว่า “หากมีคนถามว่า I’m Not There เกี่ยวกับอะไร ให้บอกไปว่า มันคือประวัติศาสตร์ของจิตสำนึกและจิตวิญญาณของชาวอเมริกัน (ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญมากในยุค 60) บอกไปว่ามันคือหนังที่มี บ๊อบ ดีแลน เป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ” ขณะที่เฮยน์สเองก็บอกว่า “เอาเข้าจริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้สนใจคอนเซ็ปต์อันยิ่งใหญ่ของ ‘ความจริง’ สักเท่าไหร่ และยิ่งไม่สนใจการทำหนังชีวประวัติแบบตรงไปตรงมาด้วย ผมอยากตามหาเส้นทางที่จินตนาการพาเขาไปมากกว่า อยากรู้ว่าความคิดของเขาพาชีวิตไปทางไหน แล้วจะเป็นอย่างไรเมื่ออุดมคติ ดนตรี และชีวิตบรรจบเข้าหากัน” แน่นอนว่ามีคนชอบไอเดียหนังซึ่งแบ่งดีแลนออกเป็น 7 ภาค และยิ่งแน่นอนเข้าไปใหญ่ว่าจะมีคนเกลียดเพราะนอกจากจะเข้าใจยากแล้ว หนังยังไม่เล่าตามลำดับเวลาอีกต่างหาก แต่นั่นล่ะคือสิ่งที่ I’m Not There อยากทำกับคนดู ทำให้คนดูรักและเกลียด ทำให้พวกเขาคิด ทำให้พวกเขารู้สึก “คุณอาจเป็นผู้กำกับที่เก่งมากๆ แต่มันจะไม่มีประโชน์เลยหากหนังที่ออกมาไม่สามารถตอบสนองคนดูในทางอารมณ์และสติปัญญาได้” เฮยน์สกล่าว **ส่วนหนึ่งจากบทความ "I’m Not There บ๊อบ ดีแลน 7 ร่าง ในหนังชีวประวัติสุดเซอร์" โดย นลัท ตั้งพรพิพัฒน์ / ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 74 (มกราคม 2551) ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine