สัญลักษณ์จราจร

“มังกร” นานาสายพันธุ์ที่คุณสามารถพบได้ในภาพยนตร์
Alice in Wonderland /  Dragon / 

“มังกร” นานาสายพันธุ์ที่คุณสามารถพบได้ในภาพยนตร์ มังกร เป็นสัตว์ในตำนานของหลาย ๆ ท้องถิ่น อีกทั้งยังมีรูปลักษณ์ นิสัยใจคอ และค่านิยมความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป เช่น มังกรในโลกตะวันออกมีลักษณะคล้ายงูยักษ์ ตัวยาว มีเกล็ด เป็นสัญลักษณ์ของเทพและคุณงามความดีทั้งปวง ในขณะที่มังกรในโลกตะวันตกจะเป็นสัตว์ตัวยักษ์มีปีก สามารถพ่นไฟได้ มีนิสัยชั่วร้ายและเป็นศัตรูของมนุษย์ และวันนี้ เราจะพาทุกท่านไปพบกับความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มังกร ที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ ทั้งเป็นตัวดีและตัวร้ายของเรื่อง ว่าแต่จะมีเรื่องอะไรบ้างนั้น...ตามไปชมกันได้เลย DragonHeart (1996) ดราโก คือ มังกรที่เคยมอบหัวใจครึ่งหนึ่งให้เจ้าชายของดินแดนจนทำให้รอดจากความตาย เมื่อเติบโตขึ้นเจ้าชายกลายเป็นมีนิสัยโหดเหี้ยมเอาแต่ใจ โบเวน ผู้เป็นอัศวินจึงออกตามล่ามังกรทั้งอาณาจักรเพราะเชื่อว่าหัวใจมังกรคือต้นเหตุ ทว่าพอได้พบกับดราโก เขากลับรู้สึกถูกชะตาและกลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ในวันที่ความชั่วร้ายของเจ้าชายยากต่อการควบคุม โบเวนจำเป็นต้องกำจัดเจ้าชาย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเมื่อเขาได้รู้ว่าหากเจ้าชายตาย มังกรเพื่อนรักของเขาก็จะต้องตายด้วยเช่นกัน Mulan (1998) มูชู มังกรสีแดงตัวจิ๋วที่ปรากฏต่อหน้ามู่หลาน แท้จริงแล้วเป็นมังกรประจำตระกูลของเธอ ภายใต้ท่าทางตลกโปกฮา มูชูก็เป็นผู้ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำต่าง ๆ แก่มู่หลานได้อย่างดีไม่แพ้กัน Reign of Fire (2002) ควินน์ เด็กชายวัย 12 ขวบ ดันไปปลุกมังกรไฟที่หลับใหลอยู่เป็นพัน ๆ ปีให้ตื่นขึ้น 20 ปีต่อมา เจ้ามังกรดังกล่าวกลับบุกมาทำลายโลก ควินน์ที่ในปัจจุบันมีหน้าที่เป็นนักดับเพลิงจึงต้องเข้าร่วมทีมกำจัดมังกรไฟก่อนที่มันจะทำลายเมืองของเขาจนหมดสิ้น Harry Potter and the Goblet of Fire (2005) แม้ในภาพยนตร์ชุด Harry Potter จะมีการเอ่ยถึงมังกรอยู่นับสิบสายพันธุ์ แต่คงไม่มีใครจำมังกรฮังการีหางหนาม (Hungarian Horntail) ไม่ได้ เพราะนอกจากมันจะถูกกล่าวขานว่าเป็นมังกรที่ดุกว่ามังกรทุก ๆ สายพันธุ์แล้ว เจ้านี่ยังปรากฏตัวในฐานะคู่ต่อสู้ของแฮรี่ในการประลองเวทย์ไตรภาคีรอบแรก Eragon (2006) ซาฟิร่า เป็นมังกรที่เอรากอนเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่ออกจากไข่ มันเติบโตขึ้นเป็นมังกรตัวใหญ่ยักษ์โดยซึมซับเอาความคิดแบบมนุษย์เข้าไว้ในตัว แต่ในขณะเดียวกันเอรากอนและซาฟิร่าก็ถูกตามล่าโดยกษัตริย์กัลบาโทริกซ์ที่ต้องการครอบครองมังกรตัวนี้ด้วยเหตุผลบางอย่าง Dragon Wars (2007) ตามตำนานเล่าว่าทุก ๆ 500 ปี สรวงสวรรค์จะให้พรกับงูยักษ์ อิมูกิ ได้กลายร่างเป็นมังกรสวรรค์ แต่มีเงื่อนไขว่าอิมูกิจะต้องตามหาอัญมณีจากสวรรค์ให้พบก่อนงูร้าย บุราคิ How to Train Your Dragon (2010) ตามขนบของชาวไวกิ้ง การเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อคน ๆ นั้นก้าวผ่านความกลัว ฮิกคัพ ไวกิ้งหนุ่มจึงต้องไปผูกมิตรกับเจ้าทูธเลส มังกรสายพันธุ์ไนท์ฟูรี่ (Night Fury) ตัวสีดำขลับ เพื่อให้กลายเป็นคู่หูที่ดีต่อกัน Alice in Wonderland (2010) แจ็บเบอร์วอกกี้ คือมังกรกึ่งสัตว์เลี้ยงของราชินีแดง ตัวร้ายของเรื่อง มันถูกส่งมาเป็นคู่ต่อสู้กับอลิซในศึกวันตัดสิน ก่อนมันจะถูกอลิซฟันคอขาดกระจุย ส่งผลให้ราชินีแดงพ่ายแพ้สงครามและถูกเนรเทศออกจากเมือง The Hobbit : The Desolation of Smaug  (2013) สม็อก เป็นมังกรไฟวายร้ายที่คลั่งไคล้ในสมบัติ มันบุกเข้ายึดครองอาณาจักรเอเรบอร์ของพวกคนแคระ และกวาดเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดมาเก็บไว้ในถ้ำอยู่นานกว่า 200 ปี ก่อนที่พวกคนแคระซึ่งได้ลี้ภัยออกจากอาณาจักรจะบุกกลับเข้ามาชิงข้าวของเงินทองและอาณาจักรของตนเองคืน Pete’s Dragon  (2016) พีท กับมังกรเขียว เอลเอียต อาศัยร่วมกันอยู่ในป่ามานานหลายปี จนกระทั่งมีคนมาพบและอยากจะรับเด็กชายไปอุปการะ ชีวิตที่เคยสงบสุขของทั้งคู่จึงมีอันต้องแปรเปลี่ยนไป ด้วยไม่ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับได้ถึงมิตรภาพระหว่างคนกับมังกร ร่วมลุ้นและเอาใจช่วยพีทกับเอลเลียตได้ในภาพยนตร์ Pete’s Dragon วันที่ 25 กันยายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

เที่ยวออสเตรีย กับ 20 สถานที่ยอดฮิตใน กรุงเวียนนา (Vienna)
Austria /  กรุงเวียนนา / 

กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย นั้นก็มีสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งประวัติศาสตร์ และธรรมชาติที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง เราได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ที่เป็นแหล่งความรู้ ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจใน กรุงเวียนนา มาฝากกัน ^^ เที่ยวออสเตรีย กรุงเวียนนา (Vienna) กรุงเวียนนา (Vienna) เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแสนสะอาดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในโลกแห่งปี 2014 นอกจากนั้นเวียนนายังถือว่าเป็นในเมืองสุดแสนโรแมนติก เป็นฮันนีมูนเดสติเนชั่นในฝันของคู่รักนับล้านรอบโลก  มีที่เที่ยวที่น่าสนใจ คือ 1. พระราชวังเชินบรุนน์ (Schoenbrunn Palace) เวียนนา เป็นอาคารในสไตล์โรโคโคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศออสเตรีย โดยในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาชมมรดกโลกที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศแห่งนี้หลายล้านคน ชื่นชมการตกแต่งอันหรูหราในแต่ละห้องของพระราชวังเชินบรุนน์ ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของสมเด็จพระจักรพรรดิฟรันซ์ โยเซฟ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซาและบรรดาผู้ปกครองแห่งประเทศออสเตรียพระองค์อื่นๆ จากนั้น เดินเล่นที่สวนสไตล์บารอกอันยิ่งใหญ่ตระการตาที่อยู่ด้านหลังของตัวพระราชวัง เด็กๆ จะต้องหลงรักเขาวงกตและสวนสัตว์แห่งศตวรรษที่ 18 อย่างแน่นอน 2. พระราชวังฮอฟบวร์ก (Hofburg Palace) เวียนนา ก่อสร้างขึ้นในปี 1275 สิ่งที่น่าสนใจมีตั้งแต่ห้องจัดแสดงในหอสมุดแห่งชาติไปจนถึงวัตถุแวววาวระรานตาในพระคลังสมบัติหลวง ที่นี่ยังเต็มไปด้วยเครื่องประดับล้ำค่า เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และผลงานชิ้นเอกทางสถาปัตยกรรมและศิลปะ เดินชมความหรูหราในสถานที่พำนักกว่า 600 ปีของราชวงศ์ฮอฟบวร์กและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติของผู้ปกครองที่ทรงอำนาจของราชวงศ์นี้ พระราชวังหลังนี้ประกอบด้วยปีกอาคารกว่า 18 ส่วนและห้องมากกว่า 2,000 ห้องเลยทีเดียว 3. มหาวิหารเซนต์สตีเฟน หรือ ชเตฟันสโดม(St. Stephan's Cathedral, Stephan Dom) และ ถนนช้อปปิ้ง กราเบน (Graben) เป็นอาสนวิหารโรมันคาทอลิกในอัครมุขมณฑลเวียนนา และเป็นที่ตั้งอาสนะของอาร์ชบิชอปแห่งเวียนนา สถาปัตยกรรมที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นแบบโรมานเนสก์ และ กอทิก ริเริ่มโดยรูดอล์ฟที่ 4 ยุกแห่งออสเตรีย โบสถ์ที่อุทิศให้กับนักบุญสตีเฟนในบริเวณนี้มาตั้งแต่ปี 1147 ที่นี่ เข้าชมฟรีนะครับ ซึ่งบริเวณรอบข้างจะมีร้านซื้อของฝาก ซื้อตรงนี้เลยครับ (แม่เหล็ก ธง แก้ว กล่องดนตรี ป้าย ปากกา และที่หลายคนแนะนำคือ ตะไบเล็บประดับคริสตัลสวยงาม) รวมทั้งร้านช็อกโกแล็ตชื่อดังอย่าง Manner (อ้อ แต่ซื้อที่ ซุปเปอร์มาร์เก็ตถูกกว่า)  และยี่ห้อ Mozart เดินทะลุไปที่ Graben เป็นถนนช้อปปิ้งที่จะมี นักดนตรีเปิดหมวกให้ฟังเพลินๆ มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านเสื้อผ้าที่คุณผู้หญิงคงไม่พลาด เพราะราคาถูกกว่าไทยในช่วง summer จ้า การเดินทาง รถไฟฟ้า metro ลงสถานี Stephanplatz 4. พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะ (Kunsthistorisches Museum หรือ Museum of Art History) เป็นพิพิธภัณฑ์คู่ที่หันหน้าเข้าหากันระหว่างจัตุรัสมาเรียเทเรซา พิพิธภัณฑ์ทั้งสองตั้งอยู่ในกรุงเวียนนาในประเทศออสเตรีย ที่ก่อตั้งระหว่างปี ค.ศ. 1872 ถึง ค.ศ. 1891โดยทำพิธีเปิดโดยสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟที่ 1 แห่งออสเตรีย พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ชั้นนำของโลกในการสะสมงานวิจิตรศิลป์และมัณฑนศิลป์ 5. พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่พระราชวังเบลเวอเดียร์ (Belvedere Palace) ได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นเมื่อต้นศตวรรษที่ 18 สถาปัตยกรรมแบบโรโคโค ในอดีตพระราชวังสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของเจ้าชายยูจีน ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงและเก็บรักษาผลงานศิลปะที่ดีที่สุดของกรุงเวียนนา ตั้งแต่ยุคกลางจนถึงยุคปัจจุบัน เช่น กุสตาฟ คลิมท์ (Klimt), Monet, Kokoschka, Renoir และ Schiele โดยเฉพาะรูป The Kiss ของ Klimt ที่ถือเป็น สัญลักษณ์ของศิลปะของเวียนนา (เป็นภาพในของขายที่ระลึกเต็มไปหมด) ก็เก็บในที่แห่งนี้ (ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/The_Kiss_(Klimt)) เดินทางด้วย สถานที Stadtpark 6. พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Naturhistorisches Museum) ก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายยุค 1800 ส่วนจัดแสดงในปัจจุบันประกอบด้วยวัตถุกว่า 30 ล้านชิ้น ซึ่งทำให้ส่วนจัดแสดงของที่นี่ถือเป็นหนึ่งในส่วนจัดแสดงที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ห้องจัดแสดงกว่า 40 ห้องภายในอาคารของพระราชวังเก่าใช้เป็นพื้นที่ในการอธิบายรายละเอียดของการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกและองค์ประกอบบนดาวเคราะห์สีฟ้าของเรา สถานที่อยู่ด้านหลังวัง Hofburg 7. หอสมุดแห่งชาติของประเทศ ออสเตรีย (National Bibliotheque) หอสมุดแห่งชาติของประเทศออสเตรีย สร้างขึ้นในปี 1722 ตั้งอยู่ในอาคารบารอกที่งดงามภายในพระราชวังฮอฟบวร์ก ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจถึง 4 แห่งและเก็บรวบรวมหนังสือมากที่สุดในประเทศออสเตรีย หอสมุดแห่งชาติของประเทศออสเตรีย เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจถึง 4 แห่งด้วยกัน เดินชมม้วนกระดาษโบราณในพิพิธภัณฑ์ปาปิรัส เรียนรู้ภาษาสากลในพิพิธภัณฑ์ภาษาโลกหรือทำความเข้าใจถึงแผนการค้นพบของบรรดาพ่อค้าในโลกได้ที่พิพิธภัณฑ์ลูกโลก สถานที่อยู่ภายใน Hofburg (แต่ถ้าจะเขาไปยังห้องสมุดเก่าในภาพต้องเดินอ้อมไปทางด้านหลังห้องสมุด) 8. สุสานกลาง (Zentralfriedhof)  กรุงเวียนนา สร้างขึ้นในปี 1874 และกลายเป็นหนึ่งในสุสานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปยุโรป มีผู้คนนับล้านฝังอยู่ภายใต้พื้นที่ 495 เอเคอร์ (200 เฮกตาร์) ของสุสาน โดยมีพื้นที่สำหรับใช้เป็นหลุมฝังศพของบุคคลพิเศษ เช่น บีโธเฟน, บราห์ม, ชูเบิร์ต, สโทรส หลับใหลอยู่ภายใต้ป้ายจารึกที่ประดับประดาอย่างสมเกียรติในสุสานกลางแห่งกรุงเวียนนา ที่ทำให้ "เมืองแห่งเสียงเพลง" เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก 9. พิพิธภัณฑ์ควาร์เทียร์ (MuseumsQuartier; MQ) พิพิธภัณฑ์ควาร์เทียร์เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในปี 2001 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์วัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดของโลก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นโรงม้าของพระราชวังหลวงและกินพื้นที่ 645,000 ตารางฟุต ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งอำนวยความสะดวกกว่า 70 แห่ง ซึ่งรวมถึงพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง ศูนย์เต้นรำและร้านค้ามากมายของกรุงเวียนนา เพลิดเพลินไปกับความแตกต่างอันโดดเด่นระหว่างอาคารในสไตล์บารอกกับภูมิทัศน์ถนนสมัยใหม่ที่ผสมผสานกันอยู่ในศูนย์แสดงผลงานศิลปะ ใช้เวลาช่วงเช้าเพื่อเที่ยวชมผลงานศิลปะร่วมสมัย ชมผลงานของศิลปินเอกแห่งโลกยุคใหม่อย่างปิกัสโซและแอนดี้ วอร์ฮอล เสร็จแล้วลองนั่งผ่อนคลายบนม้านั่งแนวแอบสแตรกหรือจิบกาแฟในคาเฟ่หรือภัตตาคาร ซึ่งมีให้เลือกมากมายในบริเวณนี้ 10. โรงละคร โรงโอเปร่าแห่ง กรุงเวียนนา (Vienna State Opera) หรือรู้จักกันในชื่อท้องถิ่นว่า "วีเนอร์ สตาทโซเพอร์" ถือเป็นสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่แห่งแรกที่สร้างเสร็จในใจกลางของริงชตราสตั้งแต่ปี 1869 หลังจากได้รับความเสียหายระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โรงอุปรากรแห่งนี้ก็ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างสุดความสามารถในปี 1950 เพื่อให้กลับไปมีความสวยงามเฉกเช่นเดิม ในปัจจุบัน มีการแสดงต่างๆ จัดขึ้นที่โรงอุปรากรแห่งชาติเวียนนาเกือบทุกวัน โรงอุปรากรแห่งนี้ประกอบด้วยทีมงานมากกว่า 50 ทีมงานต่อปี ซึ่งทำให้ที่นีกลายเป็นสถานที่จัดแสดงอุปรากรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก 11.พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ อัลแบร์ทินา (Albertina) กรุงเวียนนา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงต้นฉบับภาพพิมพ์กราฟฟิคชิ้นเอกที่เยอะที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมไปถึงผลงานของมอแนและปิกัสโซ ชมผลงานต้นฉบับของรือเบินส์ มอแน ปิกัสโซ เรมบรานดต์ และที่นี่ยังเปิดให้เข้าชมห้องอันหรูหราของหนึ่งในพระราชธิดาในสมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา 12. โบสถ์เซนต์ชาร์ลส์ เที่ยวเวียนนา ในปี 1713 สมเด็จจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 6 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์สาบานว่าจะสร้างโบสถ์เพื่อเป็นเกียรติให้แก่นักบุญอุปถัมภ์ของพระองค์ที่ชื่อชาร์ลส์ โบร์โรเมโอ อาคารที่มีโครงสร้างแปลกตาหลังนี้เต็มไปด้วยภาพปูนเปียกและแท่นบูชาอันวิจิตรตระการตาภายใต้โดมอันงดงาม ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กเปิดให้บริการอยู่ภายในด้วย โดมและหอคอยในสไตล์บารอกแบบเวียนนาผสมผสานหน้ามุขแบบกรีกและเสาแบบโรมาเนสก์ ซึ่งทำให้โบสถ์แห่งนี้กลายเป็นโบสถ์ที่ดูสะดุดตาที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเวียนนา 13. บวร์กเธียเตอร์ (Burgtheater) ก่อสร้างในปี 1741 ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา ซึ่งเดิมทีทำหน้าเป็นหนึ่งในท้องพระโรงสำหรับงานพระราชพิธีของสมเด็จพระจักรพรรดินี แต่ส่วนของโรงละครในปัจจุบันสร้างขึ้นในปี 1888 อาคารแบบเรเนสซองส์ โรงละครได้รับความเสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ได้รับการบูรณะให้กลับมาอยู่สภาพเดิม เนื่องจากโรงละครแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในโรงละครที่สำคัญที่สุดในทวีปยุโรป 14. สวนสาธารณะเวียนเนอร์ พราเตอร์ (Wiener Prater) นั่งชิงช้าสวรรค์หรือรถไฟเหาะที่มีชื่อเสียงในสวนสนุกที่เปิดให้บริการยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของโลกหรือเดินเล่นกินลมชมวิวในสวนสาธารณะโดยรอบ ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นพื้นที่ในการล่าสัตว์ของราชวงศ์และต่อมาในปี 1766 สมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟที่ 2 แห่ง ออสเตรีย ก็บริจาคพื้นที่ส่วนนี้ให้เป็นของสาธารณะ ในช่วงเวลาเกือบศตวรรษต่อมา ผู้คนในท้องถิ่นเริ่มสังสรรค์และสร้างความบันเทิงในพื้นที่ส่วนนี้ ในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งของสวนแห่งนี้เปิดบริการเป็นสวนสนุก 15. บ้านแห่งเสียงดนตรี (Haus Der Musik, House of Music)  ขึ้นชื่อว่า เวียนนา เป็นเมืองแห่งเสียงเพลง ที่มีทั้งวงออเครสตร้าระดับโลก และเป็นเมืองเกิดของนักดนตรี นักประพันธ์เพลงระดับโลก (รวมทั้งคนที่ไม่ได้เกิดที่นี่แต่มาดังที่นี่) ทั้ง Mozart, Beethoven, Johann Strauss, Johann Strauss Jr. สถานที่แห่งนี้จึงเป็นกึ่งพิพิธภัณฑ์ กึ่งสถานที่การเรียนรู้ เกี่ยวกับ ศาสตร์เกี่ยวกับเสียงและดนตรีผสานกับเทคโนโลยี ลูกเล่นอย่างน่าสนใจ (ขอแนะนำให้เล็งเวลาให้ดี ไปช่วงที่ไม่ค่อยมีคนจะดีมาก) มีทั้งข้อมูลเกี่ยวกับนักดนตรีคลาสสิกต่างๆ การจำลองคำอธิบาย การทดสอบต่างๆเกี่ยวกับคลื่นเสียง เสียงเพลง และมีให้เราลองใส่ชื่อภาษาอังกฤษของเราลงไปเป็นเพลงวอลทซ์ และให้เราลองเป็นนักวาทยากรควบคุมวงออเครสตร้าด้วยล่ะ 16. โฟล์คสการ์เทน (People's Garden) เราสามารถเดินชมสวนกุหลาบ ชมอนุสรณ์ต่างๆ ได้ในที่นี้ สร้างขึ้นระหว่างปี 1820 ถึง 1823 และเป็นพื้นที่สันทนาการสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเวียนนา ออกแบบในสไตล์ฝรั่งเศสตามแบบแผน ซึ่งมีทางเดินกว้างใหญ่และแปลงดอก อุทยานแห่งนี้แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังโฮฟบูร์กซึ่งอยู่ข้างๆ กัน มีวิหารธีซีอุสที่ใจกลางอุทยาน โฟล์คสการ์เทนตั้งอยู่ถัดจากพระราชวังโฮฟบูร์ก ในย่าน Inner Stadt ของเวียนนา สวนเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนกันยายนโดยไม่มีค่าผ่านประตู รถราง รถบัส และรถไฟใต้ดินหลายสายจอดรับส่งใกล้ๆ 17. โบสถ์ Minorite โบสถ์คณะภราดาน้อยก่อสร้างขึ้นช่วงระหว่างปี 1276 ถึง 1350 โดยคณะบักบวชฟรันซิสกัน หลายคนอาจได้ยินโบสถ์ในชื่อว่า Italienische Nationalkirche Maria Schnee (โบสถ์พระนางมารีย์แห่งหิมะแห่งชาติอิตาลี) เนื่องจากจักรพรรดิโยเซฟที่ 2 ได้สั่งการให้เปลี่ยนชื่อเมื่อปี 1782 โบสถ์สร้างในสไตล์โกธิกแบบฝรั่งเศส ภายในมีภาพโมเสกจำลองภาพเขียน Last Supper ของดา วินชี และรูปปั้นพระมารดาซึ่งสร้างจากหิน ของเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนที่อยู่ในโบสถ์ศตวรรษที่ 13 แห่งนี้เท่านั้น 18. อนุสรณ์สถานสงครามโซเวียต รูปปั้นสำริดสูง 12 เมตรรูปนายทหารรัสเซียนี้ ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1945 เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหล่าทหารรัสเซีย 17,000 นายผู้เสียชีวิตลงระหว่างต่อสู้กับนาซีในยุทธการที่เวียนนา ยุทธการครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นเป็นเวลาสองสัปดาห์เมื่อเดือนเมษายน 1945 และเป็นการสิ้นสุดการยึดครองของลัทธินาซียาวนานหลายปี ตั้งอยู่ใกล้ใกล้กันกับละอองไอของน้ำพุ Hochstrahlbrunnen   19. อาคารรัฐสภา ออสเตรีย (Austrian Parliament Building) ชมอาคารสุดบรรเจิด ซึ่งเป็นที่ประชุมสภาออสเตรียมานับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ในช่วงเวลาการปกครองโดยจักรพรรดิฟรันซ์ โยเซฟ รัฐสภาออสเตรียเป็นอาคารโอ่อ่าใหญ่โตที่สุดหลังหนึ่งบนถนน Ringstraße สถาปนิก Baron Theophil Hansen ออกแบบอาคารหลังนี้ในรูปแบบสถาปัตยกรรมฟื้นฟูกรีก ด้วยเสาต้นใหญ่ รูปปั้น และห้องโถงต่างๆ ภายในอาคาร เที่ยวชมจากที่น้ำพุ Pallas Athena อันโด่งดังนอกอาคาร น้ำพุนี้เป็นผลงานการออกแบบโดย Hansen เช่นกัน โดยมีเทพีอะธีนายืนเด่นเป็นสง่า เสริมด้วยรูปปั้นอื่นๆ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเขตแคว้นต่างๆ ของจักรวรรดิ ออสเตรีย-ฮังการี ระหว่างอยู่ด้านนอก ชมการตกแต่งภายนอกอาคารแล้วคุณจะเห็นรูปปั้นกว่า 100 ตัวที่ประดับอยู่ รวมถึงรถทำศึกขนาดใหญ่สี่คันบนหลังคา 20. ตลาดแนชมาร์ก (Naschmarkt) เที่ยวเวียนนา ตลาดที่เก่าแก่ ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในกรุงเวียนนา ชาวบ้านถือว่าตลาดแนชมาร์กแห่งนี้เป็นเสมือน "คลังอาหารแห่งกรุงเวียนนา" เพราะตลาดเก่าแก่แห่งนี้รวบรวมทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอาหารไว้อย่างครบครัน มีให้เลือกตั้งแต่ของขบเคี้ยวง่ายๆ ไปจนถึงอาหารสำเร็จรูปชั้นยอด ตลาดแนชมาร์กเปิดมาตั้งแต่ช่วงกลางของศตวรรษที่ 16 ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีนั้นตลาดแห่งนี้ใช้เป็นตลาดค้านมในถังไม้เท่านั้น ในช่วงท้ายของศตวรรษที่ 18 เกษตรกรในท้องถิ่นจึงเริ่มนำผลิตผลทางการเกษตรจากเรือกสวนไร่นาของพวกเขามาขายที่นี่ด้วย โดยในปี 1916 ตลาดแห่งนี้มีร้านค้ากว่า 120 ร้านจนทำให้กลายเป็นตลาดเก่าแก่ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเวียนนา ข้อมูลอื่นๆที่ควรรู้ เกี่ยวกับ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย * แผนที่ กรุงเวียนนา (Vienna) เมืองเป็นตรอกซอกซอย ไม่ได้เป็นบล็อกเป็นเหลี่ยมเสียทีเดียว (เหมือนอย่าง เบอร์ลิน โคโลญ) แต่ก็เดินได้ไม่ยาก สังเกตชื่อถนนเอา ซึ่งจะแปะอยู่ต้นซอย ต้นถนน หรือแม้แต่ตามร้านค้าก็มีที่อยู่(ที่มีชื่อถนน) แปะไว้ ดาวน์โหลดแผนที่ ที่ท่องเที่ยว กรุงเวียนนา ที่นี่ ไหนๆก็ไปเที่ยวออสเตรีย แล้ว แนะนำว่า ควรไปเที่ยว เมือง Hallstatt ด้วย * ฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) ออสเตรีย เมืองริมทะเลสาบ ที่สวยที่สุดในโลก * ข้อมูลทำวีซ่าเวียนนา VFS Global  ขอบคุณข้อมูล www.expedia.co.th, wikipedia

ชวนขอพรความรัก พระตรีมูรติ ทุกวันพฤหัสบดี เวลาสามทุ่ม !!
ขอพรความรัก /  พระตรีมูรติ / 

หลายคนที่เคยผ่านไปผ่านมา หน้าลาน Central World กันมาบ้าง ซึ่งสัญลักษณ์ที่ต้องเห็นกันทุกคนนั่นคือ การมาไหว้ขอพรความรัก พระตรีมูรติ และกองดอกกุหลาบสีแดงที่วางไว้อยู่บริเวณหน้าองค์พระตรีมูรติ ซึ่งจะมีคนมาแวะเวียนอยู่ตลอดทั้ง 7 วัน แต่ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 9.30 น. และ 21.30 น. จะมีผู้มาไหว้ขอพรกันมากกว่าวันอื่นๆ วันนี้ Horoscope.mthai.com จะมาชวนทุกท่านไปไหว้ขอพรด้วยกันค่ะ :) มาไหว้พระตรีมูรติ ขาดไม่ได้เด็ดขาดเลยคือดอกกุหลาบสีแดง เมื่อได้เครื่องสักการะกันครบแล้วก็เตรียมตัวไปไหว้กันค่ะ บริเวณด้านหน้าลาน องค์พระตรีมูรติ การสักการบูชา ดอกกุหลาบสีแดง 9 ดอก พวงมาลัยดอกกุหลาบ 1 พวง ธูปสีแดง 9 ดอก เทียนสีแดง 1 เล่ม ( คนโสด ) เทียน 1 คู่ ( สำหรับคนที่มีคู่อยู่แล้ว ) ผลไม้ อาจนำสิ่งของไปบูชาเพิ่มเติมได้ แต่ควรเป็นสีแดง จะดีมาก  ถ้าซื้อชุดไหว้จากด้านหน้า Central World  จะมีใบบทสวดมาให้ด้วยค่ะ จุดธูปเทียนกันก่อนค่ะ สวดขอพรกันเลยจ้า แนะนำว่าให้ขอเรื่องเดียวพอนะคะ ไหว้กันเสร็จแล้วก็นำธูปแดงไปปักที่กระถางใบใหญ่ที่เตรียมไว้ให้ ความเชื่ออีกหนึ่งอย่างของการมาไหว้พระตรีมูรติ คือการวางเทียนคู่แบบนี้ค่ะ บทสวดขอพรพระตรีมูรติ สาธุ สาธุ สาธุ อุกาสะ ข้าแต่องค์พระตรีมูรติที่ยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้า นาย,นาง............ ( บอกชื่อ นามสกุลและที่อยู่ ) กราบเบื้องบาทแด่องค์ท่านแล้ว พระองค์เคยประทานพรแด่ทวยเทพทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติดี ผู้ปฏิบัติชอบทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้ามากราบเบื้องบาทแด่พระองค์ท่านแล้ว จึงขอพรจากพระองค์ซึ่งประทานไว้ ณ. บัดนี้ (.....ขอพร....) เตสัง อัมหากัง พรใดอันประเสริฐจงมาบังเกิดแด่ข้าพเจ้า ตุมหากัง และจงบังเกิดแด่ผู้คุ้มครองข้าพเจ้า ทีฆายุกา มหาเดชา มหาปัญญา มหาโภคา มหายะสา มหาลาภา ปัญจวีสติ ภยันตะ ทวัตติงสะ ฉันนะวุฒิติโรคัญจะ โสระสะ อุบัติอันตรายยัญจะ อัยยัญติกะ อันตรายยัญจะ พาหิระ อันตรายยัญจะ วิระหิตะวา โหตุ ยาวะชีวัง พระวิสตีติ (พระตรีมูรติ) ขอ....ให้ความรักที่เกิดขึ้นมานั้นอยู่ตลอดกาล... ขอ...ให้ความรักที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นรักนิรันดร์ ขอพรกันเสร็จแล้ว ก็นำดอกกุหลาบมาวางค่ะ หากว่ามีของไหว้อย่างอื่นมาด้วย ก็นำมาวางไว้ได้เลยค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสีแดงทั้งหมดค่ะ รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com

ทิฟฟานี่ เขียนจดหมายขอโทษอย่างลึกซึ้ง ต่อความผิดพลาดของตนเอง!
Girls Generation /  Tiffany / 

หลังจากเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ทิฟฟานี่ Girls’ Generation ได้โพสต์ภาพสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นผ่านโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คส่วนตัวในวันฉลองอิสรภาพของเกาหลี แม้ ทิฟฟานี่ จะแก้ไขโพสต์ดังกล่าวและกล่าวขอโทษแทบจะทันทีที่เกิดเรื่อง แต่กระแสสังคมที่ตำหนิในความผิดพลาดของเธอก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง ดราม่าหนัก! หลัง ทิฟฟานี่ โพสธงชาติญี่ปุ่นในวันประกาศอิสรภาพของเกาหลี! ต้านกระแสสังคมไม่ไหว! ทิฟฟานี่ Girls’ Generation ออกจากรายการทีวี Unnie’s Slam Dunk ล่าสุดเมื่อ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา นักร้องสาว ทิฟฟานี่ Girls’ Generation ได้เขียนข้อความขอโทษอีกครั้งในอินสตาแกรมส่วนตัวของเธอ 안녕하세요 티파니입니다. 너무나 큰 잘못을 한 것에 더해 부족한 사과문으로 여러분들께 이미 많은 상처와 실망감을 드린 이후 열흘이 지나도록 진정한 사과에 대한 용기를 내지 못했습니다. 두렵고 떨리는 마음으로 이 뒤늦음에 대한 용서를 먼저 구합니다. 그리고 진작 말씀드렸어야 했을 이야기를, 그 날의 큰 잘못에 대한 진심어린 사과를 최선을 다해 전해보고자 합니다. 저는 광복절에 욱일기 디자인이 들어간 문구를 SNS에 올리는 잘못을 했습니다. 광복절의 의미를 생각할 때 결코 해서는 안 될 잘못을 범했습니다. 많은 분들께서 충고해주신 것처럼, 욱일기에 대해 몰랐을 만큼 역사의식이 부족했고 아픔이 있었던 과거에 대해 민감하지 못했습니다. 저의 무지함과 무심함으로 인해 마음이 상하셨을 모든 분들께 정말 죄송합니다. 저를 믿고 응원해주셨던 많은 분들에게 머리 숙여 사과드립니다. 지금까지 저는 너무 감사하게 변함없이 응원해주시고 사랑해주신 여러분 덕분에 음악을 할 수 있었습니다. 하지만 이렇게 오랫동안 여러분께 많은 사랑을 받았음에도 불구하고, 저는 한국의 기본적인 역사에 대해 잘 알고 있지 못했습니다. 자세히 공부 하지 않았던 제 자신이 너무나도 부끄럽습니다. 늘 가수로서 한국의 문화를 알리는 사람이 될 수 있음에 감사하며 자부심을 느껴왔지만, 그만큼 더 책임감을 갖고 공부해야 한다는 것을 다시 한번 깨달았습니다. 대중앞에 나서는 사람으로서 그 책임감을 잊지 않겠습니다. 제가 저지른 잘못으로 인해 의미있는 광복절에 심려를 끼쳐드려, 모든 분들께 다시 한번 죄송한 마음을 전하고 싶습니다. 저의 잘못이란 것을 알게 된 뒤 공항에서 너무 급하게 쓰게된 첫 글이 신중하지 못했고 너무나 부족했던 것 또한 다시 한번 사과드립니다. 진심어린 사과의 마음을 전할 기회를 놓친 것을 계속 후회하며 죄송한 마음으로 하루하루를 보냈습니다. 너무 늦었지만 제 진심이 전달되길 간절히 바랍니다. 이번 일이 저에게는 가장 중요한 것이 무엇인지를 알려준 것 같습니다. 이 시간부터 노래와 춤보다 더 중요한 것들을 더더욱 열심히 공부하고 배우도록 노력하겠습니다. 긴 글, 뒤늦은 글 읽어주셔서 정말 감사합니다. A photo posted by Stephanie, Tiffany Hwang 👑 (@xolovestephi) on Aug 26, 2016 at 4:30am PDT "สวัสดีค่ะ ทิฟฟานี่ นะคะ จากการกระทำผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ของฉันและยังทำให้ทุกคนต้องผิดหวังและเสียใจเพราะคำขอโทษที่ไม่เพียงพอ ฉันไม่สามารถรวบรวมความกล้าที่จะขอโทษจากใจจริงจนกระทั่งผ่านไปถึง 10 วัน ก่อนอื่นใดฉันอยากขอให้พวกคุณให้อภัยที่ฉันมาเขียนช้าเกินไปเนื่องจากความหวาดกลัวและกังวล ฉันจะพยายามให้มากที่สุดเพื่อถ่ายทอดคำขอโทษอย่างจริงใจต่อสิ่งที่ฉันได้ผิดพลาดครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น มันเป็นความผิดของฉันที่โพสต์สัญลักษณ์ธงอาทิตย์อุทัยลงในโซเชียลมีเดียส่วนตัว ฉันได้ทำสิ่งที่ไม่ควรทำในวันประกาศอิสรภาพของเกาหลี อย่างที่หลายคนได้ให้คำแนะนำว่าฉันไม่มีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของธงอาทิตย์อุทัยและไม่รู้ซึ้งถึงอดีตอันน่าเจ็บปวดของมัน ฉันเสียใจมากจริงๆ ที่ทำร้ายจิตใจของทุกคนเนื่องจากการกระทำแย่ๆ และความไม่ระมัดระวังของฉัน ฉันขอโค้งคำนับเพื่อขอโทษต่อผู้ที่เชื่อใจในตัวฉันและให้การสนับสนุนฉันมาโดยตลอด ที่ผ่านมา ฉันได้ทำเพลงก็เพราะการสนับสนุนและความรักของทุกคน ฉันรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจ แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับความรักจากทุกคนมาตลอดแต่ฉันก็ไม่รู้ถึงประวัติศาสตร์พื้นฐานของประเทศเกาหลี ฉันรู้สึกละอายที่ฉันไม่ศึกษารายละเอียดให้มากกว่านี้ ฉันเองรู้สึกขอบคุณและภาคภูมิใจเสมอที่ได้เป็นนักร้องผู้ที่เผยแพร่วัฒนธรรมเกาหลี และเป็นอีกครั้งที่ฉันคำนึงว่ามันจำเป็นมากขนาดไหนที่ควรรับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนเอง ฉันจะไม่ลืมความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะ ฉันอยากจะขอโทษอีกครั้งที่ความผิดพลาดของฉันเป็นต้นเหตุของความผิดหวังซึ่งเกิดขึ้นในวันประกาศอิสรภาพ หลังจากรู้ว่าตัวเองทำผิดฉันก็ยังเขียนคำขอโทษอย่างเร่งรีบที่สนามบินทำให้มันบกพร่อง ฉันเสียใจที่สูญเสียโอกาสที่จะขอโทษอย่างจริงใจในช่วงเวลาที่เหมาะสม แม้มันจะสายเกินไปแต่ฉันก็หวังว่าความจริงใจของฉันจะถ่ายทอดไปถึงทุกคน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอนให้ฉันรู้ว่า ต่อจากนี้ไปฉันควรศึกษาและเรียนรู้ในสิ่งอื่นๆ มากไปกว่าการร้องและการเต้น ขอบคุณอย่างสุดซึ้งที่อ่านจดหมายอันแสนยาวและล่าช้าของฉันนะคะ" มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ดราม่าหนัก! หลัง ทิฟฟานี่ โพสธงชาติญี่ปุ่นในวันประกาศอิสรภาพของเกาหลี!
Girls Generation /  Tiffany / 

ทิฟฟานี่ หนึ่งในสมาชิกของเกิร์ลกรุ๊ป Girls' Genration ถูกวิจารณ์อย่างหนัก หลังเธอโพสต์ภาพสัญลักษณ์ธงอาทิตย์อุทัยและอีโมติคอนรูปธงชาติญี่ปุ่นในวันฉลองอิสรภาพของเกาหลี เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ทิฟฟานี่ Girls' Genration ซึ่งเพิ่งไปแสดงคอนเสิร์ต SMTOWN Live Tour V In Japan ร่วมกับศิลปินในค่าย SM Entertainment ได้โพสภาพควันหลงจากทริปประเทศญี่ปุ่นของเธอผ่านทางอินสตาแกรมและสแนปแชท โดย ทิฟฟานี่ ได้ใช้สัญลักษณ์ของธงอาทิตย์อุทัยและอีโมติคอนรูปธงชาติญี่ปุ่นด้วย ซึ่งนั่นจะไม่เป็นประเด็นร้อนเลย หากวันที่ 15 สิงหาคมไม่ใช่วันฉลองอิสรภาพของประเทศเกาหลีจากการครอบครองของจักรวรรดิญี่ปุ่น ทิฟฟานี่ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรงเกี่ยวกับประเด็นละเอียดอ่อนที่เกิดขึ้น บ้างก็กล่าวถึงกาลเทศะและความเหมาะสม แต่บางส่วนก็คิดว่านักร้องสาวซึ่งใช้ชีวิตที่ต่างประเทศมานานอาจจะหลงลืมเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีไป ต่อมา ทิฟฟานี่ ได้เขียนข้อความขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ในอินสตาแกรมส่วนตัว โดยข้อความส่วนหนึ่งกล่าวว่า "ฉันขอโทษที่ทำให้หลายๆ คนกังวลใจอย่างมากเพราะความผิดพลาดของฉันซึ่งเกิดในวันสำคัญที่มีความหมาย ฉันรู้สึกแย่ที่ทำให้ทุกคนผิดหวังค่ะ จากนี้ฉันจะไตร่ตรองถึงการกระทำของฉัน และจะจดจำว่ามีผู้คนเฝ้ามองการกระทำและคำพูดของฉันอยู่ ฉันจะพยายามให้มากขึ้นเพื่อเป็นคนที่ไตร่ตรองละเอียดถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำอีก" 안녕하세요. 티파니입니다. 이렇게 소중하고 뜻깊은 날에 저의 실수로 인해 많은 분들에게 심려를 끼쳐드려 죄송합니다. 이러한 실수로 인해 많은 분들께 실망을 안겨드린 제 자신이 많이 부끄럽고, 깊이 반성하고 있습니다. 앞으로는 제가 한 행동이나 글들이 많은 분들께 보여지고 있음을 명심하고, 이러한 일이 없도록 항상 신중히 생각하고 행동하는 사람이 되도록 노력하겠습니다. 다시 한번 저의 부족함으로 큰 실망을 드려 죄송합니다. A photo posted by Stephanie, Tiffany Hwang 👑 (@xolovestephi) on Aug 14, 2016 at 11:33pm PDT จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีกระแสเรียกร้องให้ถอด ทิฟฟานี่ ออกจากรายการโทรทัศน์ Unnie's Slam Dunk ของสถานีโทรทัศน์ช่อง KBS2 ด้วย. Embed from Getty Images Embed from Getty Images มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

ฟีเวอร์แรง ! รถบัสก็อดซิลล่ามีให้บริการแล้วที่ย่านชินจูกุ
Shin-Godzilla /  ชินจูกุ / 

ฟีเวอร์แรง ! รถบัสก็อดซิลล่ามีให้บริการแล้วที่ย่านชินจูกุ เพื่อต้อนรับการกลับคืนจออย่างยิ่งใหญ่ในรอบ 12 ปี ของ Shin Godzilla สัตว์ประหลาดยักษ์ในตำนานที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น นำมาสู่กระแส ก็อดซิลล่าฟีเวอร์ ซึ่งในย่านชินจูกุ ประเทLญี่ปุ่นเองก็ไม่พลาดเปิดบริการ รถบัสก็อดซิลล่า บริการของ SHINJUKU WE BUS จะพาทุกท่านร่วมแชร์ประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นเร้าใจไปกับ Shin Godzilla ทั้งนี้ ภายนอกตกแต่งรถด้วยคอนเซ็ปธีมก็อดซิลล่าขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีภาพหัวสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ตรงข้างลำตัวรถด้านนอก พร้อมข้อความภาษาอังกฤษว่า SHINJUKU LOVES GODZILLA มีโชว์เคสหุ่นฟิคเกอร์ก็อดซิลล่าตบแต่งอยู่บริเวณด้านในตัวรถ เมื่อถึงที่หมายคุณจะได้ hi-Five กับรอยเท้าของก็อดซิลล่าที่ซ่อนออดอยู่ในนั้น พร้อมได้ยินเสียงร้องคำรามเป็นการบอกลากันแบบสุดเก๋อีกด้วย ด้วยค่าบริการเพียง 100 เยน แถมนั่งได้แบบอันลิมิตตลอดวันด้วยบัตร 1 day ticket ที่จะพาคุณไปย่ำชินจูกุได้อย่างหนำใจ สำหรับเส้นทางให้บริการจะวิ่งเป็นวงกลมโดยผ่านสถานที่สำคัญและมีชื่อเสียงของชินจูกุตั้งต้นระหว่างสถานีชินจูกุตะวันตกและคาบูกิโจ สำหรับรถบัสก็อดซิลล่าเริ่มออกส่งเสียงคำรามอย่างกึกก้องไปอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อ 29 ก.ค. ที่ผ่านมาพร้อมกับการเข้าฉาย Shin Godzilla ในประเทศญี่ปุ่น และตามคาดด้วยการเปิดตัวครองแชมป์อันดับ 1 ทำรายได้ทะลุหลัก 2,000 ล้านเยนถล่ม Box Office ของญี่ปุ่นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนแฟน ๆ ชาวไทย เตรียมเผชิญหน้ากับ Shin Godzilla ได้ในวันที่ 8 กันยายนนี้ในโรงภาพยนตร์

Bakery Maker ร้านในฝันของคนรักการทำเบเกอรี่
ขนม /  ฝั่งธนบุรี / 

Bakery Maker ร้านในฝันของคนรักการทำเบเกอรี่ คงต้องบอกว่า Bakery Maker คือความดีงามของย่านฝั่งธนฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ชอบการทำเบเกอรี่เป็นชีวิตจิตใจ เพราะที่นี่คือศูนย์รวมของอุปกรณ์เบเกอรี่แบบครบวงจร ที่เปิดมาเอาใจเบเกอรี่เลิฟเวอร์ทั้งหลาย สำหรับชาวฝั่งธนฯ หรือใครที่อยากแวะมาเลือกซื้ออุปกรณ์เบเกอรี่ก็ไม่ต้องฝ่าการจราจรติดขัดเข้าเมือง แถมยังมีที่จอดรถกว้างขวางสะดวกสบายอีกด้วย Bakery Maker มาพร้อมกับสโลแกนที่ว่า “Enjoy Baking Enjoy Your Life” ทางร้านจึงคัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพและเก๋ไก๋ไม่ซ้ำใครมารวมไว้ที่นี่ เพราะเจ้าของร้านเป็นคนชอบทำขนมและชอบซื้ออุปกรณ์ที่มีฟังก์ชันการใช้งานที่ดี หรือบางชิ้นก็สวยน่ารักน่าใช้ จนมีความคิดอยากแชร์ของน่ารักให้คนอื่นใช้ด้วย จึงกลายมาเป็นที่มาของการเปิดร้านนี้ เพียงเฉพาะดิสเพลย์หน้าร้านก็ชี้ชวนให้อยากเข้าไปในร้าน ซึ่งจะเปลี่ยนทุกเทศกาลวันสำคัญ เช่น วันวาเลนไทน์ ปีใหม่ คริสต์มาส ตรุษจีน และฮัลโลวีน ซึ่งแน่นอนว่าสินค้าจะมีจำหน่ายทุกเทศกาลแน่นอน สินค้าของร้านนี้ไม่ได้เลือกเพียงเพราะสวยเก๋น่ารักเท่านั้น แต่ต้องมีฟังก์ชันการใช้งานที่ดี ช่วยทุ่นเวลา และทำเบเกอรี่ได้ง่ายขึ้นด้วย เรียกว่ามาที่เดียวได้ครบทุกอย่าง ทั้งแพ็กเกจจิ้ง อุปกรณ์ พิมพ์คุกกี้ พิมพ์ซิลิโคนหลากหลายรูปทรง และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงวัตถุดิบทำขนม นอกจากแวะมาที่ร้าน ลูกค้าสามารถนั่งช็อปชิวๆ ที่บ้านได้โดยการสั่งซื้ออนไลน์ที่ www.bakerymaker.com ที่สำคัญทางร้านได้แชร์รูปขนมที่ทำจากอุปกรณ์ของทางร้านและไอเดียการทำขนมสวยๆ จากฝีมือเจ้าของร้านไว้ที่ Facebook ด้วย ซึ่งทางร้านแอบกระซิบมาว่า อีกไม่นานจะมีการจัดเวิร์กชอปให้กับเหล่าเบเกอรี่เลิฟเวอร์ด้วยแหละ เห็นอย่างนี้ คงจะพลาดไม่ได้แล้วล่ะสิ... **รูปภาพจาก : www.bakerymaker.com** เครดิตจาก นิตยสาร Gourmet & Cuisine ฉบับเดือนสิงหาคม 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

EXO เตรียมบุกไทยอีกครั้ง! ใน The EXO’rDIUM – in BANGKOK
EXO /  EXO PLANET #3 / 

SM True พร้อมสร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่อีกครั้งกับบอยแบนด์ที่ฮอตที่สุด EXO ในคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งที่ 3 EXO PLANET #3 - The EXO’rDIUM – in BANGKOK นาทีนี้คงต้องยกให้ EXO (เอ็กซ์โซ) ขึ้นแท่นเป็นบอยแบนด์เกาหลีที่มาแรง และได้กระแสตอบรับดีที่สุดจากทั่วโลกจริงๆ! และทางต้นสังกัดในประเทศไทยอย่าง SM True (เอสเอ็ม ทรู) ก็ไม่รอช้า เตรียมพาพวกเขากลับมาสร้างปรากฏการณ์สุดยิ่งใหญ่อีกครั้ง ด้วยคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งที่ 3 EXO PLANET #3 - The EXO’rDIUM – in BANGKOK (เอ็กซ์โซ แพลนเน็ต นัมเบอร์ ทรี – ดิ เอ็กซ์โซเดียม – อิน แบงค็อก) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 10 และอาทิตย์ที่ 11 กันยายนนี้ ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยสมาชิกทั้ง 9 คน ได้แก่ XIUMIN (ซิ่วหมิน), SUHO (ซูโฮ), LAY (เลย์), BAEKHYUN (แบคฮยอน), CHEN (เฉิน), CHANYEOL (ชานยอล), D.O. (ดีโอ), KAI (ไค) และ SEHUN (เซฮุน) จะเดินทางออกนอกประเทศเกาหลีใต้ เพื่อมาเสิร์ฟความสนุกที่ประเทศไทยเป็นที่แรก ก่อนจะเริ่มทัวร์คอนเสิร์ตไปยังเมืองหลักต่างๆ ทั่วโลก!! ภาพจาก EXO PLANET #3 – The EXO’rDIUM in Seoul กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ EXO นับเป็นวงที่ทำลายสถิติของตัวเองได้เสมอ และมีผู้เข้าชมคอนเสิร์ตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยคอนเสิร์ตล่าสุด EXO PLANET #3 - The EXO’rDIUM – ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ พวกเขาก็ได้สร้างสถิติใหม่ ด้วยการ 'เป็นบอยแบนด์วงแรกในประวัติศาสตร์วงการเพลงเกาหลีที่สามารถจัดคอนเสิร์ตใน Olympic Gymnastics Arena ได้ถึง 6 รอบ รวมผู้เข้าชมการแสดงกว่า 84,000 คน!!' สำหรับกระแสความนิยมของ EXO ในประเทศไทยก็มาแรงทะลุปรอทแบบสุดๆ! เห็นได้จากการจำหน่ายบัตรคอนเสิร์ตครั้งแรก ในปี 2557 และครั้งที่ 2 ในปี 2558 ที่หมดทันทีภายใน 5 นาทีหลังจากที่เปิดขาย!! โดยในคอนเสิร์ตครั้งที่ 3 นี้ หนุ่มๆ เตรียมมาระเบิดความมันส์ให้แฟนชาวไทยแบบจัดเต็มยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ด้วยโปรดักชั่นสุดอลังการจากเกาหลี ทั้งแสง สี เสียง พร้อมโชว์ความเท่ และความน่ารักละลายใจผ่านเวทีการแสดงอันหลากหลาย ทั้งเพลงจากเต็มล่าสุดชุดที่ 3 EX’ACT(เอ็กซ์’แซ็กท์) ที่มีเพลงเปิดตัวจังหวะดุดันกระชากใจ Monster และเพลงสนุกๆ Lucky One ที่จะมาโชว์ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก รวมถึงเพลงฮิตอื่นๆ ที่แฟนเพลงต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี ภาพจาก EXO PLANET #3 – The EXO’rDIUM in Seoul กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ EXO-L ชาวไทย เตรียมมารับความสนุกที่อัพเกรดมากขึ้นจากหนุ่มๆ EXO พร้อมสร้างความประทับใจร่วมกันอีกครั้งใน EXO PLANET #3 - The EXO’rDIUM – in BANGKOK เปิดจำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป ทางเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven หรือร้านค้าที่มีสัญลักษณ์เคาน์เตอร์เซอร์วิสทุกสาขาทั่วประเทศ และ www.allticketthailand.com บัตรราคา 6,000 / 5,000 / 4,500 (บัตรยืน) / 3,500 / 2,500 /และ 1,500 บาท โดยทุกช่องทาง จำกัด 1 ท่านซื้อได้ 4 ที่นั่ง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Counter Service Call Center 02-711-7788 หรือ www.facebook.com/smtruethailand มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 2)
ที่พักเวียดนาม /  ที่เที่ยวเวียดนาม

เพจเก็บกระเป๋า ได้แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ 4 คืน 5 วัน โดยวันที่ 1-2 นั้น แบกเป้เร่ร่อน โฮจิมินห์ , ดาลัด ส่วนวันที่ 3 นี้ เก็บกระเป๋าจะพาไป มุยเน่ - เมืองทะเลทรายชายทะเล กันค่ะ แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 2) มา มา มา มาต่อเช้าวันที่ 3 กันค่ะ ที่มุยเน่ (ออกเสียงว่า หมุยแน้) ใช้เวลาเดินทางจากดาลัด - มุยเน่ ประมาณ 5 ชั่วโมง คือระหว่างทาง เราจะได้ยินเสียง ขาก ตุ๋ย ขาก ตุ๋ย ตลอด  ประสานเสียงให้ฟังกันทั้งคัน พี่เวียดเขาอ้วกพุ่งกันค่ะ คือเส้นทางค่อนข้างเป็นเขา โค้งไปโค้งมา ขนาดเรายังต้องดมยาดม ไม่งั้นอาจมีสิทธิ์ ขาก ตุ๋ย ขาก ตุ๋ย ได้ ^^ รถจะจอดรับคนตามทาง จนมีช่วงนึงรถจอดพักค่ะ เราก็ไม่รู้เรื่องว่าเขาจอดให้กินข้าว จนคนขับรถมาเรียกเราบอกว่า "เบรคฟัทๆ" อ่อดีเลย สวรรค์สิคะ รีบลงรถเพราะหิวมาก เขาพาเราไปในร้าน THIEN TRANG ขายพวกเฝอ พวกบุ๋น คือเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ไอเราก็สั่งไม่เป็นเลยใช้กูเกิ้ลทรานเสลดเลยค่ะ ห้าาา ได้ผล และที่สำคัญเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม เราชี้ๆ ไปที่ชามที่เขาเอามาเสริฟ เขาบอกว่า "นัมเบอร์วันๆ" เรานี่ตาลุกเป็นประกาย เป็นเนื้อด้วย สั่งเลยจ้ะ 1 ชามโตๆ มันคือ Bun Bo Hue  (ภาพกลาง-บน) ขนมจีนใส่น้ำซุปใสของเนื้อวัวและขาหมู ใส่มะเขือเทศ น้ำซุปจะใส่ตระใคร้ สีแดงได้จากเม็ด Hột Điều Màu เป็นเครื่องเทศผัดน้ำมัน ส่วนเพื่อนเราสั่งเหมือนกันแต่เป็นหมู ได้มาเป็นขาหมูโตๆเลย (ภาพล่าง-กลาง) เค้าจะเอาผัก และน้ำชาทั้งร้อนทั้งเย็นมาเสริฟด้วยค่ะ อยากบอกว่านัมเบอร์วัน นี่นัมเบอร์โคตรๆ เด็ดอ่ะ ต้องมาลองนะคะ ตั้งแต่กินอาหารเวียดนามมาแต่ละอย่างแทบจะไม่ปรุงเลย ประทับใจมาก แต่ถ้าปรุงเรากินเค็มอ่ะ ต้องเพิ่มน้ำปลา และน้ำปลาเวียดนามนี่ตัวเด็ดเลยค่ะ เป็นน้ำปลาที่อร่อยที่สุดในโลกค่ะ เค็มๆ หวานๆ มาลองนะ 3 ชาม หมดไป 150.000 ดอง ถือว่าสมราคาค่ะ เราเดินทางต่อจนถึงใจกลางมุยเน่ รถพาเรามาปล่อยไว้กลางทางจ้าาา บอกว่าให้นั่งแท็กซี่เข้าไป ตายๆๆ นึกว่าจะส่งตรงหน้าร้าน Lam Tong เหมือนที่เขารีวิวกัน อื้ม...มองหาแท็กซี่ เจอของ MaiLinh คันเขียว เราเลยถามราคาเข้าบอกว่า 150.000 ดอง ตามมิเตอร์ ก็ตกลงไป เสี่ยงอีกละแท็กซี่ แต่พอเอาเข้าจริง 150.000 ดองเป๊ะค่ะ ปรบมือรัวๆ เลย สงสัยมาส่งนักท่องเที่ยวบ่อย และแน่นอนอิชั้นไม่โดนโกงนะค้าาาา ^^ ลงรถเสร็จอยู่ดีๆ ก็มีคนอาสาพาไปที่พักบอกว่าที่พักนี้ราคาถูก ของเพื่อนเขา ใจง่ายอีกละไปสิคะ ห้าาาา  คือไปนั่งค้นนามบัตรจนเจอเมื่อกี้เองโชคดีมาก อยากแชร์ มาพักที่นี่เหอะ ถูก ดี พนง.น่ารัก ห้องกว้าง มีมอไซค์ให้เช่าด้วย ที่ "MINH HUNG" ด้านหน้าจะเป็นร้านแว่นตา แต่ด้านในซ่อนที่พักไว้ ราคาห้องละ 250.000 ดอง/คืน (แค่ 375 บาทเอง หาร 3 อีกต่างหาก รู้สึกภาคภูมิใจมากค่ะ ห้าา) เราให้ พนง.จองทัวร์นั่งจิ๊บไปทะเลทรายแบบมีหลังคานะไม่งั้นไหม้ ราคา 6 USD/คน เฮ้ยยยถูกอ่า ส่วนใหญ่เหรดอยู่ที่ 7 USD/คน นะ และเราก็ให้เขาจองรถกลับโฮจิมินห์พรุ่งนี้ด้วย 8 USD/คน ค่ะ ป๊ะ !! เก็บข้าวของไปกินข้าวกัน  จิ๊บจะมารับตอน 13.00 น. เราออกหากินอีกแล้วค่ะ ผู้หญิงอัลไร กิน กิน และกิน ^O^ รอบนี้หาอาหารพื้นมืองกินยากนะคะ ที่นี่มีแต่ฝรั่ง อาหารก็จะออกกลางๆ นี่สั่งข้าวผัด ข้าวหน้าหมูมากิน รสมันๆ เลี่ยนๆ ไม่ค่อยถูกปาก มื้อนี้ค่าเสียหายอยู่ที่ 110.000 ดอง ค่ะ กินข้าวเสร็จก็เดินกลับมาขึ้นรถ แวะซื้อน้ำซื้อขนมที่ร้านโชห่วยแบบเวียดนามสไตล์ค่ะ มาไกลถึงนี่ แต่ก็หนีไม่พ้นไทยแลนด์จริงๆ พบแผงขายแชมพู   ทั้งซัลซิล โดฟ รีจอยส์ เคลียร์ แพนทีน โหยยยกะขายทุกยี่ห้อเลยอ่า ห้าา รถมาแล้ว เงิบ..ทำไมเจอแต่เรื่องเงิบๆ จิ๊บเปิดประทุนจ๊ะ ตายๆ ไหนบอกมีหลังคาไง ดีนะทากันแดดกับใส่เสื้อแขนยาวมา ถึงว่าราคา 6  USD เองโปรแกรมวันนี้เราจอยกรุ๊ปกะฝรั่งอีก 4 คนค่ะ มีคู่หนุ่มสาว และคู่รุ่นตายาย(น่าร้ากกก) วันนี้เราจะไปที่... ซุยเตียน(Fairy Stream) หมู่บ้านชาวประมง(Fisherman Village) ทะเลทรายขาว(White Sand Dune) ทะเลทรายแดง(Red Sand dune) เดินทางไม่ไกล ก็ถึงซุยเตียน(Fairy Stream) หรือแกรนด์แคนยอนเวียดนาม เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลม คล้ายๆกับแพะเมืองผีบ้านเราค่ะ จะมีลำธารเล็กๆ ระดับน้ำประมาณตาตุ่มด้วยค่ะ ซึ่งจะพัดพาตะกอนทรายสีแดงไหลออกไปสู่ทะเล คนขับรถให้เวลา 30 นาที (ถ้าจำไม่ผิดนะคะ) เกือบทุกที่เลย เริ่มจากด้านหน้ารถจิ๊บจอดเต็มเลยค่ะ จิ๊บเขียวมะนาวคันนี้สีเจ็บมาก ชอบ เดินเข้ามาด้านในจะได้กลิ่นตุตุ เดาว่าน่าจะเป็นกลิ่นกะปิที่ชาวบ้านหมักไว้ในโอ่งมังกร ฝาปิดโอ่งเหมือนหมวกเวียดนามเลยอ่า ^^ ก่อนเดินลงไปตามพื้นทรายสีแดง จะมีกลุ่มเด็กเกรียนมาเรียกเก็บค่าเข้า 5.000 ดอง กรุ๊ปเราไม่จ่าย นำทีมโดยคู่คุณตาคุณยายชาวฝรั่ง ห้าา พอไม่จ่ายเท่านั้นแหนะ ฮีก็ด่าเรา  วดฟ. เราหาแคร์ไม่ ถอดรองเท้าหิ้วเดินชิวๆ ไปตามทางค่ะ ทรายนุ้มนุ่มอ่ะ ย่างไปเรื่อยๆ จะเริ่มเห็นภาพนี้นะคะ นักท่องเที่ยวเดินเข้าออกสวนกันเยอะดี ซักพักจะเห็นเนินทรายอยู่ซ้ายมือ เราเคยอ่านเจอว่ามันเป็นทางขึ้นไปด้านบนแล้วจะเห็นเป็นท็อปวิวสวยๆ  พูดมาซะขนาดนี้ถามว่าได้ขึ้นไปมั้ย "ม่ายยยยย" เรายอมแพ้ค่ะ ทรายร้อนมาก ขืนไปเท้าคงสุกพอดี  ขึ้นไปนิดเดียวให้พอได้ภาพละกันน้อ ^^ เราเจอกรุ๊ปทัวร์คนไทยด้วย บางคนเพิ่งเดินเข้ามาครึ่งทางแล้วไกด์เรียกให้กลับ  ทำให้พลาด ไม่ได้เห็นมุมสวยๆ อีกมุมหนึ่งของซุยเตียน เสียดาย เสียดาย เสียดายแทน ยังไงถ้าใครมาที่นี่แล้วรีบเดินจ่ำอ้าวไปให้สุดทางเท่าที่จะทำได้นะคะ ซุยเตียนก็จะประมาณนี้ค่ะ สถานีต่อไป >> หมู่บ้านชาวประมง (Fisherman Village) เอาภาพระหว่างทางมาฝาก น้ำทะเลสีครามนวลๆ ^^ หมู่บ้านชาวประมงค่ะ(Fisherman Village) ที่นี่จะมีเรือหาปลานับร้อยลำที่พากันกลับเข้าฝั่งมาในตอนเย็นและยังมีเรือกระด้งลำกลมๆ  ซึ่งเป็นเรือประมงพื้นบ้านของชาวดาลัดอีกด้วยค่ะ แสงอาทิตย์ระยับระยิบส่องต้องผิวน้ำ ระรอกคลื่นที่ซัดโถมเข้าฝั่ง สวยจนต้องยอมถอดแว่นกันแดดมองเลยทีเดียว โว๊ะ โหะ โหะ ^O^ สถานีต่อไป >> ทะเลทรายขาว (White Sand Dune) เห็นทางเข้าทะเลทรายแล้วใจเต้น ได้ยินเสียงอะไรมั้ย... ได้ยินเสียงเพลงนั้นมั้ย... ทำนอง... จังหวะ... เริ่มดังอยู่ในโซนประสาทหูแล้วสิ ^^ ขบวนรถจิ๊บพานักท่องเที่ยวมุ่งสู่ทะเลทรายขาว แนะนำให้หา Mask มาใส่ด้วยนะคะ ฝุ่นเยอะมาก มองไปด้านซ้ายจะเห็นทะเลทรายอยู่ไกลๆ ตื่นเต้นๆ ก่อนเข้าไปด้านในจะต้องเสียค่าธรรมเนียมคนละ 10.000 ดอง เราซื้อน้ำเปล่าติดตัวไปด้วย กันลงแดงเพราะขาดน้ำ ที่นี่จะมีรถ ATV ให้เช่า ราคา 200.000 - 300.00 ดอง จำกัดเวลาด้วย แพงนะ เดินดีกว่าประหยัดและได้ออกกำลังกาย จะบอกว่าเราใส่หูคีบเพื่อนยากมาแหละ เวลาเดินก็ถอดออกให้เท้าได้สัมผัสกับทรายนุ่มๆ อุ่นๆ แต่แดดอ่าร้อนมาก !! แต่ก็คุ้มนะ ทะเลทรายที่ใกล้ประเทศไทยแบบนี้ควรมาค่ะ และที่นี่ก็เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์เรื่องเราสองสามคน ที่เราเป็นนางเอก (แอร๊ยย ><) แต่เรื่องจริงเราทั้งหูไม่ดี ทั้งสายตาไม่ดีเลยนี่สิ ห้าา ฝรั่งคู่คุณตาคุณยายเดินเร็วมาก นำเราไปเรียบร้อย สงสัยเราขาสั้น เอิ๊กๆ หันหลังกลับไปจะได้วิวนี้ค่ะ สวยงาม เพื่อนเราโคตรเท่เลยรูปนี้ ผมยุ่งๆ ชอบอ่า >< ะเลทรายที่เวียดนามมีทะเลทรายขาวและทะเลทรายแดงอยู่ใกล้ๆ กันค่ะ ซึ่งที่สุดท้ายเราจะไปดูพระอาทิตย์ตกยามเย็นที่ทะเลทรายแดงกัน ใครไม่ได้เล่นสไลเดอร์เมื่อกี้ ที่นี่จะมีเด็กๆ คอยเดินตามตื้อให้ซื้อไปเล่นนะคะ รถจะจอดฝั่งที่ติดทะเล เราก็ข้ามมาอีกด้าน คราวนี้เดินไปไม่ไกลค่ะ ชิวๆ เราเดินทางกลับที่พักประมาณ 1 ทุ่มค่ะ โหยยเหนียวตัวมาก แดด ฝุ่น ทราย อาบน้ำด่วน แล้วเดินออกไปหาอะไรกินข้างนอกกัน สองข้างทางจะมีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก และโรมแรม เกสเฮ้าส์ เยอะค่ะ แต่ช่วงนั้น 3 ทุ่ม รู้สึกจะเริ่มเงียบ มาถึงมุยเน่ หลายรีวิวบอกว่าต้องมากินอาหารทะเลที่ร้าน Lam Tong ค่ะ  โดยเฉพาะล็อบสะเต้ออออ หาร้านอยู่นานในที่สุดก็เจอ เข้าไปด้านในเลือกที่นั่งติดระเบียงริมทะเล แต่รู้สึกเสียงคลื่นซัดเข้าฝั่งจะดังไป ราคาอาหารที่นี่ค่อนข้างแพง อย่างว่าย่านแหล่งท่องเที่ยว วิธีการสั่งถ้าเป็นอาหารทะเล เขาจะคิดเป็นกิโล ตักเอาสดๆ จากตู้เลย เห่อจะกินก็สงสาร ถ้ามัวแต่สงสารก็จะอดกิน สุดท้ายสั่งมา 3 อย่าง ล็อบสเตอร์ย่างได้มา 2 ตัว หอยนางรมอบชีส 4 ตัว และข้าวผัดซีฟู้ด 1 จานกลางๆ ค่าเสียหายมื้อนี้อยู่ที่ 1.305.000 ดอง หรือ 3 อย่าง 1,957 บาท แพงงงงงงงงงงอ่ะ แพงสุดเท่าที่กินมาละ กระเป๋านี่แห้งเลยค่ะ ที่อยากกินเพราะล็อบสเตอร์เลยย TT เราและเพื่อนสรุปกันว่าแพงไป และรสชาติก็งั้นๆ นะ ไปหาร้านอื่นเหอะ ใครมีร้านอร่อย ราคาโอเคกว่านี้ แนะนำมานะคะ วันที่ 3 ที่หมุยแน้ สนุก เหนื่อย แดด ลม ทราย แผดเผาร่าง คืนนี้ต้องพักฟื้นค่ะ เพื่อพรุ่งนี้ที่โฮจิมินห์ถิ่นลุงโฮ ราตรีสวัสดิ์ สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 3 "มุยเน่" ค่าใช้จ่ายรวม 2.157.000 VND + 42 USD = (2157 x 1.5) +  (42 x 32) = ประมาณ 4,579 บาท เฉลี่ยคนละ  4,579/3 = 1,526 บาทค่ะ ปล.ถ้าไม่เน้นกิน แนะนำกินอาหารข้างทาง บั๋นหมี่ก็มีค่ะ 20.000 ดองเอง ราคาแตนดาร์ด ประหยัดได้อีกเยอะ ^^ เช้าวันที่ 4 ก่อนไปโฮตอน 08.00 น. วันนี้เราตื่นกันเช้าค่ะ อยากไปเห็นแสงแรกที่ริมทะเล เกือบ 7 โมงได้ แต่ไม่ทันแสงแรกหรอก โน่น...แสงที่สอง สาม สี่ ห้า.... สว่างจ้าเลย แต่ก็ถือว่าได้ออกมารับอากาศตอนเช้าๆ ได้เห็นคนเอาเรือออกหาปลาด้วย น้องหมาก็ออกมาเดินเล่นนะคะ พอคลื่นซัดมาใกล้ๆ ก็วิ่งหนี มองดูแล้วอารมณ์ดีเลย ระหว่างไปหาของกิน ร้านไม่ค่อยเปิดเลย เงียบไปนะ เราเจอ "ฺBackpacker Village" คูลอ๊าาาา เจอรถเต่าด้วย หาเจอยากนะ >< ร้านอาหารที่นี่จะเปิด 07.00 น. แต่จะตั้งร้านไว้ก่อนหลอกล่อเรามาก เราตัดสินใจเดินไปร้านนึง หาพนง.นานอยู่ กว่าจะออกมา คือมื้อเช้านี่ต้องกินนะ ไม่งั้นหิวตาย กว่าจะถึงโฮจิมินห์ ก็ประมาณ 6 ชั่วโมง เราสั่งเบอร์เกอร์เวียดนาม ก๋วยเตี๋ยว(ได้เส้นมาม่าอีกละ U_U) และข้าว รสชาติก็งั้นๆ คือมุยเน่นี่ไม่มีอะไรอร่อยเลยหรอ ?! ค่าอาหารมื้อนี้ 215.000 ดองค่ะ อิ่มท้องแล้วจัดกระเป๋า โก ทู โฮจิมินห์ ค่ะ เราออกเดินทางจากมุยเน่ตอน 08.00 น. รถออกไปได้ซักพัก เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเพื่อนเราลืมมือถือ !!! ขณะรถจอดรับผู้โดยสาร เพื่อนเรารีบออกไปบอกคนขับว่าลืมของ นังรีบโดดออกจากรถซ้อนท้ายพี่วินกลับไปเอาของที่ที่พัก งานนี้เป็นใครก็ใจเต้นรัวๆ ดีนะที่เพิ่งออกมาได้ไม่ไกล ฝากถึงทุกท่านโปรดเช็คสิ่งของมีค่าก่อนออกจากที่พักทุกครั้งค่ะ รถจะแวะพักให้ทานมื้อเที่ยงด้วยนะคะ ไม่อดตายแล้วเรา ^^ เวลา 13.30 น. เราถึงโฮจิมินห์ ใช้เวลา 5.30 ชม. และเป็นวันสุดท้ายที่จะได้เที่ยวเวียดนาม  ตอนนี้เงินดองไม่พอต้องเดินหาที่แลกตังค่ะ จำได้ว่าจะมีธนาคาร Dong A Bank อยู่ตรงถนนฟามงูเหลา ก็เดินไปหาดูปรากฏว่าปิด ผ่านเวียตซีก็ปิด คือวันเสาร์ที่โฮจิมินห์ บริษัท ร้านค้าจะปิดให้บริการ เงียบเหงาเลย จริงๆ ควรจะเปิดนะ นักท่องเที่ยวก็เยอะ ดังนั้นใครมาเที่ยวแล้วเจอแบบนี้โคตร ซอ อัว ยอ ซวยยยย เราเลยเดินไปที่ตลาดเบนถันเพราะข้อมูลที่หามาบอกว่ามีร้านรับแลกอยู่ และก็มีจริงๆ ข้ามทางม้าลายไปจะเจออยู่ด้านซ้ายมือ มีอยู่สองร้านอยู่ข้างๆกัน เราเลือกร้านขวาเหรดแลกเงินไทยเป็นดองดีกว่า (แต่ทำไมบางบทความบอกว่าถ้าแลกเงินกับร้านเพชรร้านทองเวียดนามผิดกฏหมายนะ) แลกเงินแล้ว เข้าไปที่ตลาดเบนถันกันค่ะ คล้ายจัตุจักรบ้านเราเลย ที่นี่มีพื้นที่ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร มีหอนาฬิกาอยู่ด้านหน้าเป็นสัญลักษณ์ค่ะ สินค้าก็จะเป็น เสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง เป้ นาฬิกา ของที่ระลึก อาหาร เครื่องเทศ อาหารสด ดอกไม้ บลาๆ ของทีนี่ถูกนะ ต่อราคาดีๆ แต่ผลไม้แช่อิ่มแพงกว่าที่เราซื้อที่ดาลัด จะให้ดีกลับไปซื้อกินที่ไทยเหอะค่ะ ห้าา (ตลาดเบนถันจะเปิดตอนเช้าจนถึงบ่ายๆ นะคะ มาตอนเย็นกินแห้วแน่ ) จากนั้นเราก็เดินเที่ยวรอบเมืองค่ะ แน่นอนว่าตามสไตล์นักท่องเที่ยวก็ต้องหยิบแผนที่ออกมากาง แล้วคลำๆ ทางไปด้านหลังตลาดเบนถัน พร้อมถามทางคนไปเรื่อยๆ เจอร้านตัดผมอยู่ในซอกในช่องเล็กๆ ด้วย ชอบอ่า ช่างกำลังตัดผมให้เด็กน้อยอยู่ และแล้วเราก็มาถึงที่แรกค่ะ พิพิธภัณฑ์สงคราม (War Remnants Museum) คนต่อแถวซื้อบัตรเยอะเลย ค่าเข้า 15.000 ดอง ข้างในอาคารจะจัดแสดงเครื่องมือการรบ และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ในสมัยสงครามเวียดนามมีทั้งของจีน เมกา พร้อมภาพถ่ายแนว Photo Essay ขอย้ำว่าฝีมือช่างภาพในสมัยนั้นเทพมาก โดยเฉพาะผลงานช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่ใช้กล้อง Nikon ตัวสีดำ ภาพส่วนใหญ่เห็นแล้วสะเทือนใจค่ะ เราเห็นฝรั่งหลายคนยืนมองแล้วน้ำตาคลอ คงอินมาก เพราะแต่ละภาพถ่ายทอดความรู้สึกได้ดี สถานีต่อไป โบสถ์นอร์ทเธอดามค่ะ เก็บภาพระหว่างทางมาฝาก โบสถ์นอร์ทเธอดามสร้างขึ้นในสมัยเวียดนามอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส พ.ศ.2420 เป็นการจำลองมหาวิหาร Notre Dame กรุงปารีสมา มีหอคอยคู่ สูงๆ เป็นสัญลักษณ์ที่มองเห็นได้แต่ไกล และยังเป็นโบสถ์ที่มีความสวยงามที่สุดในเวียดนามใต้อีกด้วยค่ะ เดินมานิดเดียวก็เจออาคารสีเหลืองเข้มๆ ตั้งเด่นเป็นสง่า ภาพนี้เราถ่ายจากมือถือ ซัมซุงแกรนด์ 2 ไม่คิดว่าจะชัดขนาดนี้ ห้าาาา ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ (Central Post Office) เป็นไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนามด้วยศิลปะโกธิคค่ะ สร้างขึ้นเมื่อครั้งที่เวียดนามยังอยู่ในการปกครองของฝรั่งเศสช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ผู้ออกแบบไปรษณีย์แห่งนี้คือ **Gustave Eiffel สถาปนิกระดับโลก ผู้ออกแบบหอไอเฟล ในตัวอาคาร    จะตกแต่งด้วยภาพแผนที่ทางทะเลโบราณ และมีภาพของอดีตผู้นำประเทศ "ลุงโฮ" นั่นเอง ใครจะส่งโปสการ์ดเชิญได้ที่นี่นะคะ เราจะใช้เวลาอยู่ในแต่ละที่ไม่นานมากค่ะ แล้วเดินต่อไปอีกที่ เมื่อยมาก จนมาถึง Opera House หรือโรงละครยาฮดแถงห์โฝ (Nha hat Thanh Pho) สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2402 เพื่อใช้ในการแสดงต่างๆ เมื่อก่อนเคยใช้เป็นสำนักงานใหญ่ของสภาเเห่งชาติเวียดนามใต้ แต่ ณ บัดนาว เปิดใช้เป็นที่เเสดงเหมือนเดิมค่ะ สถานที่ต่อมา สภาประชาชน ตรงข้ามจะเป็นสวนที่เรียกว่า จัตุรัสโฮจิมินห์ (Tran Nguyen Hai Statue) มีอนุสาวรีย์ลุงโฮอยู่ด้วยนะคะ จุดนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของโฮจิมินห์ ที่ใช้เป็นจุดตั้งหลักและจุดนัดพบเลยก็ว่าได้ ประเด็นฝั่งจัตุรัสโฮจิมินห์กำลังทำการปรับปรุงค่ะ โดนล้อมไว้หมดเลย มองไม่เห็นอะไรซักอย่าง TT ขณะนี้เวลา 18.30 น. รถเมล์สาย 152 ไปสนามบินหมดแล้ว เราอยากใช้เวลาให้คุ้มค่าเพราะ เครื่องออก 21.35 น. ซึ่งเช็คอินในเว็บเรียบร้อยแล้ว  เลยว่าจะนั่งแท็กซี่ไปสนามบินเอา ประมาณ 30 นาที ระหว่างนี้เพื่อรักษาเวลาเราไม่เดินละค่ะ นั่งแท็กซี่อย่างเดียว ไป ร้าน Quan an ngon ที่อยู่ 138 Nam KyKhoiNghia Street | District 1, Ho Chi Minh City, Vietnam ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ยิ่งเวลามีจำกัด อยากกินอาหารเวียดนามให้ครบต้องมาที่นี่เลย ทำกันให้ดูสดๆ ด้วยนะคะ เราสั่งอาหารมา 5 อย่าง จำชื่อไม่ได้ซักอย่าง ถามพนังงานให้แนะนำเมนูแบบเวียดนามสไตล์เอาค่ะ และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ อาหารอร่อยทุกอย่าง โหวตๆๆ ^^ หมายเลข 1 ข้าวผัดเวียดนามใส่หม้อดิน หมายเลข 2 เส้นขนมจีนเส้นแห้งกินกับปอเปี๊ยะทอดและหมูย่าง เด็ดมาก พูดเลย หมายเลข 3 คล้ายๆ สาคูไส้หมู แต่แป้งจะเหนียวๆ ใสๆ ข้างในใส่ไส้กุ้งหวานๆ จิ้มกับน้ำจิ้มหวานๆ เปรี้ยวๆ ที่อยู่ในจาน ฟินมากก หมายเลข 4 ขนมเบื้องเวียดนามค่ะ อันใหญ่กว่าที่ไทยมาก แป้งจะกรอบ ข้างในเป็นถั่งงอก ผักต่างๆ และกุ้ง หมายเลข 5 ขนมหวานอันนี้คล้ายกล้วยบวชชีค่ะ ส่วนผสมมีกล้วยนึ่งฝานบางๆ สาคูเม็ดเล็ก เนื้อมะพร้าวอ่อน ราดด้วยกะทิแบบเจ้มจ้น และถั่วลิสง คือจานใหญ่มาก ดีนะสั่งมาแค่จานเดียว อิ่มอร่อยมากค่ะ ชอบ กลับบ้านต้องลองทำกินให้ได้ มื้อเย็นที่แสนอร่อยนี้ ราคาอยู่ที่ 1.907.000 ดอง หรือประมาณ 2,860 ค่ะ (แพงงงงงงงงอ่า แต่ไม่เป็นไรแลกกับเวลาที่ไม่ต้องไปเดินหาของกินแบบเวียดๆ แล้วยอมจ่าย) อิ่มกันแล้ว แต่เวลานี่ 2 ทุ่ม จวนจ้ำมาก เรานั่งแท็กซี่ให้ไปส่งที่ Night Market เพื่อเลือกซื้อของฝาก แบบเร่งๆ รีบๆ คราวนี้เวลาโคตรกระชั้น เราเลยเรียกแท็กซี่ไปสนามบิน พอถึงสนามบินเราวิ่งไปที่ เคาเตอร์แอร์เอเชียแบบไม่คิดชีวิต แล้วยื่นเอกสารให้พนง. สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นจนได้ จากที่ฟังภาษาอังกฤษไม่ค่อยออก แต่วันนั้นฟังออกเต็มสองรูหู "ซอรี่" มาคำแรกและ "เลท" มาคำที่สอง "ทูม้อโร่ อะ เกน" คำที่สาม เราสองสามคมองหน้ากันทำตาปริบๆ โหยย ชีวิต ตกเครื่องข่าาาาา เราเสริจหาเที่ยวบินของวันนี้และวันพรุ่งนี้ในราคาที่ถูกที่สุด ได้ Vietjet Air ราคาดีสุดคือ 3,000 บาท รอบ 11.00 น. แต่เคาเตอร์ปิดแล้ว จองในเน็ตก็ไม่ได้ ตอนนั้นประมาณ 5 ทุ่มได้ เลยตัดสินใจเดินออกจากสนามบินไปหาที่พักใกล้ๆ แล้วค่อยมาจองตั๋ววันพรุ่งนี้ รุ่งขึ้นการซื้อตั๋วสำร็จไปด้วยดี แต่ของฝากเราไม่อยู่แล้ว เศร้า... แต่จะเศร้าทำไม ทำวิกฤตให้เป็นโอกาสสิ ไหน ๆ ก็มีเวลาอยู่ต่อแล้ว เลยนั่งรถเมล์สาย 152 กลับเข้าเมืองโฮจิมินห์อีกครั้ง และใช้เวลา 3 ชม. สุดท้ายให้คุ้มค่าที่สุด เราแวะตลาดเบนถันเพื่อซื้อของฝากใหม่ และหาของกินที่นี่เลย โชคดีก่อนกลับได้ลิ้มรสกาแฟและราเมงสูตรเวียดนามแสนอร่อย กาแฟรสเข้มมากและหวาน แต่มันกลมกล่อม อร่อยสุดๆ ราเมงเวียดนามนี่เด็ดมาก เส้นเด้ง น้ำซุปต้มยำ เเซ่บเวอร์  ต้องลองนะคะ !! ขากลับไปสนามบินให้ขึ้นรถเมล์ที่จุดเดิม แต่ให้ยืนรอที่ช่องรอรถด้านในนะคะ จะมีป้าย 152 บอกประจำจุดอยู่ค่ะ สาบานว่า จะไม่ให้ประวัติศาสตร์ตกเครื่องซ้ำรอยอีก ต่อจากนี้เตรียมตัวกลับสู่ประเทศไทยและโลกแห่งความจริงของมนุษย์เงินเดือนต่อไป สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 3 และ 4 รวม 3.539.000 VND = 3539 x 1.5 ประมาณ 5,300 บาท/3คน เฉลี่ยคนละ 5,300/3 = 1,766 บาท ***สรุปค่าใช้จ่ายต่อคน 4 - 8 มีนาคม 2558 ระยะเวลา 4 คืน 5 วัน*** ตั๋วเครืองบินไปกลับ 3,000 บาท วันที่ 1     : 1,056 บาท วันที่ 2     : 1,420 บาท วันที่ 3     : 1,526 บาท วันที่ 4-5   : 1,766 บาท รวม 8,768 บาทค่ะ ตีเป็นเลขกลมๆ สวยๆ ก็ 8,700 บาท (ขอไม่รวมค่าตั๋วที่ซื้อใหม่นะคะ) ถ้าไม่เน้นกิน เลือกแบบโลคอลตามข้างทาง และไม่ตกเครื่องเสียเงินนอนโรงแรมและค่าอื่นๆ เพิ่ม งบจะอยู่ที่ 7,500*** บาทค่ะ หากคุณต้องการเที่ยวแบบประหยัดในราคาสบายกระเป๋า การศึกษาข้อมูลก่อนออกเดินทางเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากค่ะ แล้วคุณจะไม่ถูกโกงงง !!!!  ^^ ปล.ใครอยากได้ข้อมูล หลังไมค์นะคะ มีแบบละเอียดค่ะ แต่ขอรวบรวมดีๆ แปรบบ สุดท้ายและท้ายสุดขอบคุณเพื่อนร่วมทริปเราสองสามคนที่ทำให้ทริปนี้มีสีสันและสนุกสุดเหวี่ยง ขอบคุณภาพสวยๆ จากกล้องอิดรูเพื่อนสาว ที่ทำให้ได้ภาพเพิ่มในหลายๆ มุม กระทู้มีสีสันขึ้นเยอะ สำคัญสุด ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงบันทัดนี้ คือยาวมาก ทำเองยังเบื่อเลย คิดตลอดว่าเมื่อไหร่จะจบวะเนี้ย ห้าาาาา จบละนะ จบ. แต่ "เวียดนาม" พี่ไม่จบแน่ ต้องมีซ้ำ !!!! บอกไม่ถูกเลยว่ารู้สึกดีใจสักเท่าไหร่ มากแค่ไหนก็ไม่รู้.... ^^ อ่านเพิ่มเติม : แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 1) ขอบคุณข้อมูลการเดินทางและภาพสวยๆ เพจเฟสบุ๊ค เก็บกระเป๋า ติดตามภาพสวยๆ ได้ที่ Page : http://www.facebook.com/kepkrapao Facebook : https://www.facebook.com/supaporn.jainoon IG : http://www.instagram.com/kepkrapao