สัญลักษณ์จราจร

คุกโหด กูลัก นรกบนดิน ยุคสตาลิน แห่ง โซเวียต
คุก /  เรื่องน่ารู้

การสังหารหมู่ ว่าโหดแล้ว การถูกกักขังใน คุกโหด แห่ง โซเวียต นั้น ถือเป็นเรื่องโหดร้ายกว่าหลายเท่า สถานกักกัน ซึ่งรู้จักกันในชื่อของ กูลัก (Gulag) เป็นสถานที่ใช้กักขังและทรมานศัตรูของรัฐนับสิบล้านคน จนถือเป็นสัญลักษณ์การกดขี่ของ สหภาพโซเวียต คุกโหด กูลัก นรกบนดิน ยุคสตาลิน แห่ง โซเวียต ในอดีต คุกโหด แห่งนี้ ใช้กักขัง นักโทษ ผู้ตั้งตนเป็นปรปักษ์ต่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ในยุคของจอมเผด็จการ โจเซฟ สตาลิน ผู้ปรับสภาพของ สถานกักกัน กูลัก ที่สร้างขึ้นในสมัยของ วลาดิมีร์ เลนิน ให้กลายเป็น คุกโหด นรกบนดิน อย่างหาคุกใดมาเปรียบมิได้ เรียกว่าเป็น โรงงานผลิตศพ เพราะมีผู้ถูกจองจำถูกฆ่าตายรายวัน ยิ่งในยุคเฟื่องฟูของ สตาลิน คุกโหด กูลัก ถูกแผ่ขยายไปถึง 476 แห่ง แต่ละแห่งมีนักโทษราว 2,000-10,000 คน รวมแล้วกว่า 40 ล้านชีวิตที่ต้องสูญเสีย คุกโหด กูลัก ถูกปิดตัวลงทันที ในปี ค.ศ. 1953 หลังจากที่ สตาลิน สิ้นชีพ ปัจจุบัน ซาก คุกโหด ยังคงมีให้พบเห็น ในแถบป่า Taga ไซบีเรีย ซึ่งอยู่ไกลออกไปทางเหนือสุดหรือตะวันออกไกลของ สหภาพโซเวียต แน่นอนว่าไม่มีใครอยากเฉียดไปที่นี่!! คุกโหด กูลัก แห่ง โซเวียต โฉมหน้าของ โจเซฟ สตาลิน ผู้กำหนดชะตากรรมแห่ง คุกโหด กูลัก คุกโหด กูลัก สภาพความเป็นอยู่ของ คุกโหด คือการรอความตายเท่านั้น คุกโหด นรกบนดิน ยุคสตาลิน คุกโหด กูลัก นรกบนดิน ยุคสตาลิน แห่ง โซเวียต ที่มา : http://planetoddity.com หลุมน้ำเงินคราม แห่งเบลิซ

Police story
news

"รู้มั้ยกูลูกใคร" เด็กอายุ 16 ปี คนหนึ่ง พ่อเป็นอดีต ส.ส.พรรคชื่อดัง และแม่เป็นประธานสภา อบจ. (จังหวัดสุรินทร์) ได้แว้นรถ Honda Msx ท่อเสียงดัง ไม่มีใบขับขี่ และไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ถูกตำรวจจราจร สภ.เมืองสุรินทร์ จับกุม ต้องยึดรถ แต่ไม่ยอมรับข้อกล่าวหา จึงหัวหมอขอไปคุยกับคนที่เก่งกฎหมายที่โรง­พัก ตำรวจจึงยอมพาไปนั่งคุย ระหว่างหัวหมอเจรจา ตำรวจจราจรคนหนึ่งที่นั่งข้างๆพูดขึ้นมาว่­า "ถ้าเก่งกฎหมาย เก่งให้จริง ท่านรองผู้กำกับอยู่ในห้อง ไปคุยกับท่านรองมั้ย" เด็กจึงสวนไปว่า "แล้วคุณเกี่ยวอะไร คุณเป็นใคร?" (คนนอกอย่าเสือกว่างั้น) ตำรวจจึงพูดว่า "ก็กูเป็นตำรวจ" เด็กเลยสวนไปอีกว่า "แล้วมึงมายุ่งอะไร" ตำรวจท่านนั้นจึงโมโหเข้าไปผลักและเตะที่ข­าเป็นรอยช้ำ เด็กจึงกลับไปฟ้องพ่อแม่ผู้กว้างขวาง มาเอาเรื่องกับตำรวจ ให้ดำเนินคดี

16 ปี กับ ไนกี้ เมอร์คิวเรียล นวัตกรรมรองเท้าฟุตบอล เพื่อความเร็ว
nike mercurial /  บราซิล / 

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นในปี 1998 เป็นต้นมา อาจกล่าวได้ว่ารองเท้าฟุตบอลตระกูลเมอร์คิวเรียลได้กลายเป็นรองเท้าฟุตบอลที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในด้านความเร็วให้แก่นักเตะอีกรุ่นหนึ่ง โดยเฉพาะหลังจากที่ไนกี้ได้เป็นร่วมมือกับทีมชาติบราซิลในปี 1996 ไนกี้ก็ได้ตัดสินใจพัฒนารองเท้าฟุตบอลที่มีประสิทธิภาพที่คู่ควรกับฝีเท้าของ “โรนัลโด้” นักฟุตบอลดาวรุ่งทีมชาติบราซิลที่เก่งกาจในช่วงเวลานั้น ในสนามฟุตบอล โรนัลโด้เป็นกองหน้าประเภทที่มีความอดทนสูงเพื่อรอโอกาสในการทำประตู เขาจะวิ่งชาร์จเข้าหาบอลด้วยความเร็ว และเมื่อเขาเห็นโอกาส เขาก็จะพร้อมที่ยิงประตูคู่ต่อสู้โดยทันที ซึ่งกล่าวได้ว่า โรนัลโด้ เปรียบเสมือน “อสรพิษในโลกลูกหนัง” และด้วยความเก่งกาจของโรนัลโด้นั่นเอง ไนกี้จึงได้ทำการคิดค้นรองเท้าฟุตบอลที่มีน้ำหนักเบาที่สุด  ด้วยการจัดเรียงปุ่มสตั๊ดให้คล้ายๆกับรองเท้าวิ่ง รวมทั้งใช้หนังเคเอ็นจี 100 (KNG-100) แทนหนังจิงโจ้ และลดความหนาของแผ่นรองรับเท้าด้านในจากความหนาน 3 มม. เป็น 1.75 มม. ลูก้า โบลพานี่ นักออกแบบผลิตภัณฑ์จากศูนย์สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไนกี้ในเมืองมอนเตเบลลูน่า ประเทศอิตาลี กล่าวว่า “ทุกสิ่งที่เรานำเสนอในช่วงเวลานั้นถือว่าน่าตื่นตะลึงมาก ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์หรือการนำวัสดุมาใช้ ซึ่งทำให้รองเท้าเมอร์คิวเรียล ปี 1998 ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกแห่งฟุตบอลตลอดกาล”  1998: ไนกี้ เมอร์คิวเรียล คำถามที่ว่า ปุ่มรองเท้าวิ่งช่วยเพิ่มศักยภาพให้แก่รองเท้าฟุตบอลได้อย่างไร? คำตอบคือ รองเท้าไนกี้ เมอร์คิวเรียล หรือเดิมชื่อว่าเทียมโป้ อัลตร้าไลท์ หรือโรนัลโด้ อัลตร้าสปีด ได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยการคำนึงถึงความเร็วของโรนัลโด้เป็นตัวสำคัญ และได้รับการออกแบบเพื่อเน้นความเร็วให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการใช้แผ่นยางรองเท้าที่บางลงแต่สามารถทนแรงกดทับได้ตลอด 90 นาที หรือการใช้หน้ารองเท้าที่ผลิตจากเคเอ็นจี 100 หรือวัสดุเทียม ซึ่งมีคุณสมบัติเทียบเท่าหนังสัตว์แต่ไม่ดูดซับน้ำเพื่อลดน้ำหนักของตัวรองเท้าโดยที่วัสดุดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนของการผลิตรองเท้าฟุตบอลอย่างแท้จริง พร้อมกับมีสารเคลือบผิวหน้ารองเท้าที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจากสารเคลือบตัวถังรถมอเตอร์ไซด์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสัมผัสบอล ส่งผลให้รองเท้ารุ่นเมอร์คิวเรียลเป็นอาวุธประจำกายของโรนัลโด้ตั้งแต่การแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1998 เป็นต้นมา 2000: ไนกี้ แมตช์ เมอร์คิวเรียล แมตช์ เมอร์คิวเรียล มีน้ำหนักเพียง 230 กรัม และเป็นรองเท้าอีกรุ่นหนึ่งที่ถูกต่อยอดการพัฒนามาจากรองเท้าฟุตบอลตระกูลเมอร์คิวเรียล โดยมันได้ถูกคิดค้นภายใต้โครงการไนกี้ อัลฟ่า โครงการพัฒนารองเท้าที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปจุด 5 จุด และมีจุดเด่นด้านประสิทธิภาพ แม้ว่ารองเท้ารุ่นนี้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับ1998 แต่ก็มีจุดที่แตกต่างเป็นพิเศษคือ มีการไล่โทนสีเมทัลลิคคอปเปอร์จากด้านหลัง ก่อนที่จะค่อยๆเลือนหายเป็นสีดำที่ปลายเท้า รองเท้าทั้งหมดในโครงการไนกี้ อัลฟ่าประกอบด้วยรองเท้ารุ่นเมอร์คิวเรียล อาร์ 9, แอร์ซูม อิตาเลีย, แมตช์ เมอร์คิวเรียล, และรองเท้ารุ่นแอร์ซูม เมอร์คิวเรียล โดยทั้งหมดนี้ได้รับการจดจำจำว่า รองเท้าฟุตบอลที่เน้นความเร็วนั้นสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้อีก 2002: ไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ เวเปอร์เป็นรองเท้ารุ่นแรกจากตระกูลเมอร์คิวเรียลที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถสปอร์ตที่มีความเร็วมากที่สุดในโลก หลังจากที่ก่อนหน้านี้เมอร์คิวเรียลรุ่นแรกได้นำจุดเด่นของรองเท้าวิ่งมาสู่สนามฟุตบอล ส่วนรองเท้ารุ่นใหม่นี้พัฒนาขึ้นเพื่อรักษาความเร็วของนักฟุตบอลตลอด 90 นาที และสร้างความรู้สึกราวกับเล่นบอลด้วยเท้าเปล่า ตลอดเวลาของการพัฒนา ไนกี้ได้ทำการวิเคราะห์องค์ประกอบของรองเท้า ตั้งแต่กาวไปจนถึงเส้นด้ายเพื่อช่วยในการตัดทอนน้ำหนักส่วนเกินออกไป  แต่ยังคงความเร็วและความนุ่มสบายไว้ได้ตลอดเกม พื้นล่างของรองเท้าได้รับการออกแบบใหม่ตามหลักกายวิภาคเพื่อช่วยลดแรงกดของเท้า และช่วยให้เท้าของผู้เล่นอยู่ใกล้กับพื้นมากขึ้น นวัตกรรมนี้ได้ช่วยลดน้ำหนัก เพิ่มความกระชับและช่วยเพิ่มความเร็วให้กับผู้สวมใส่ได้ดียิ่งขึ้น ความพยายามของไนกี้ที่จะสรรสร้างรองเท้าที่ช่วยเพิ่มความเร็วและสวมสบายมิได้จบลงเพียงเท่านี้ ไนกี้ยังนำเสนอเมอร์คิวเรียลให้กับนักฟุตบอลหญิงด้วยเช่นกัน โดยมีเมีย แฮม นักฟุตบอลทีมชาติสหรัฐฯ อันดับ 3  การแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกปี 2003 และเหรียญทองฟุตบอลหญิงกีฬาโอลิมปิกปี 2004 และแบรนดี้ แชสเตียน ก็ต่างเคยสวมใส่เมอร์คิวเรียล เวเปอร์นี้มาแล้ว โดยข้อคิดเห็นของเขาได้ถูกนำไปผลิตรองเท้าเมอร์คิวเรียล เวเปอร์ รุ่นสำหรับนักฟุตบอลหญิงในปี 2003 2004: ไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ 2 เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ 2 เป็นรองเท้าที่มีน้ำหนักเบาเท่ากับรุ่นแรก แต่เน้นพัฒนาด้านความเร็วและความกระชับมากยิ่งขึ้นเพื่อสร้างความรู้สึกสบายขณะสวมใส่ เวเปอร์ 2 มีส่วนหลังที่ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับข้อเท้า อย่างไรก็ตามแม้ว่ารองเท้ารุ่น เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ 2 อาร์9 สีดำและทองของโรนัลโด้จะเป็นที่จดจำมากที่สุด แต่แท้จริงแล้ว รองเท้ารุ่นนี้ยังเคยได้รับการสวมใส่โดยนักฟุตบอลดาวรุ่งอีกคนในขณะนั้น คือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (ซึ่งเริ่มสวมใส่รองเท้าฟุตบอลตระกูลเมอร์คิวเรียลมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น) 2006: ไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ 3 เวเปอร์ 2 เปรียบเสมือนสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงรองเท้าฟุตบอลที่มุ่งเน้นความเร็วไปสู่อีกขั้นหนึ่ง โดยไนกี้เริ่มต้นใช้เส้นใยเทจินไมโครไฟเบอร์ผลิตหน้ารองเท้า เพื่อให้รองเท้ามีความพอดีกับเท้าของผู้สวมใส่ นอกจากนี้ยังมีการเสริมขั้นปกป้องส้นเท้าด้วยชั้นโฟมและอุปกรณ์รองรับส้นเท้าด้านหลังที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ช่วยกระจายแรงกด และมีการเสริมปุ่มสตั๊ดแบบหล่อที่ยึดติดกับพื้นรองเท้าแบบ 2 ชิ้นโดยตรง และช่วยให้ผู้เล่นเปลี่ยนทิศทางขณะวิ่งได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยคริสเตียโน่ โรนัลโด้ได้เลือกสวมใส่รองเท้าสีสด ในขณะที่โรนัลโด้ก็ทำสถิติยิงประตูสูงสุดตลอดกาลในฟุตบอลโลกปี 2006 ในขณะที่เขาสวมใส่รองเท้าไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ 3 อาร์ 9 รุ่นพิเศษ ซึ่งเป็นรองเท้าต้นแบบของรองเท้าตระกูลเมอร์คิวเรียลรุ่นฉลองครบรอบ 1 ทศวรรษ (ที่วางจำหน่ายในปี 2007) โดยรองเท้ารุ่นนี้ใช้สีสันแบบเดียวกับรองเท้าเมอร์คิวเรียลรุ่นแรกแต่ใช้โครงสร้างเดียวกับรองเท้ารุ่นเมอร์คิวเรียล เวเปอร์ 3 2008: ไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ เอสแอล เมื่อมาร์ค ปาร์คเกอร์ นักออกแบบรองเท้าได้ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของไนกี้ในเดือนมกราคม 2006 เขาได้ขอให้ทีมออกแบบผลิตภัณฑ์กีฬาของไนกี้ทุกทีมได้สร้างสรรค์งานชิ้นใหม่ที่ไม่ยึดติดกับข้อจำกัดใดๆ และได้ขอให้นักออกแบบทุกคนกล้าตีความนวัตกรรมของรองเท้าสำหรับการเล่นกีฬาใหม่ คำสั่งนี้ส่งผลให้ไนกี้ฟุตบอลได้พัฒนารองเท้าฟุตบอลต้นแบบในตระกูลเมอร์คิวเรียลขึ้นใหม่ และในวาระครบบรอบ 10 ปี ของการจำหน่ายรองเท้าฟุตบอลตระกูลเมอร์คิวเรียล ไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ เอสแอล ถือได้ว่าเป็นรองเท้าฟุตบอลที่ย้อนกลับไปสู่ต้นกำเนิดของมัน ณ สนามกรีฑาอีกครั้ง รองเท้าที่มีน้ำหนักเบาเพียง 185 กรัมนี้ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด นอกจากนี้ ชิ้นส่วนต่างๆของรองเท้ายังได้ถูกนำมาจากสถานที่ต่างๆทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้องเท้าจากอิตาลี พื้นรองเท้าจากเยอรมนีและบริเวณส่วนหน้าของพื้นรองเท้าจากเกาหลีใต้ รองเท้าฟุตบอลรุ่นต้นแบบนี้เปรียบเสมือนรองเท้าฟุตบอลที่ช่วยยกระดับกีฬาฟุตบอลและช่วยวางรากฐานให้กับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆสำหรับกีฬาฟุตบอล 2008: ไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ 4 ไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ 4เป็นรองเท้าที่ต่อยอดมาจากไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ เอสแอล ซึ่งถือเป็นการนำรูปลักษณ์ที่เป็นไปตามหลักอากาศพลศาสตร์มาใช้กับรองเท้าฟุตบอลเป็นครั้งแรก โดยมีเส้นใยเทจินเคลือบอยู่บนแผ่นหนังรองเท้าอีกขั้น เพื่อให้นักเตะสามารถส่งบอลออกจากเท้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยให้ไนกี้สามารถวางโลโก้ลงไปด้านหลังของส้นรองเท้าได้สวยงามอีกด้วย นอกจากนี้เวเปอร์ 4ยังมีนวัตกรรมใหม่ๆแฝงอยู่อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างภายในที่สร้างจากเส้นใยกระจกและการจัดวางปุ่มแบใหม่เพื่อเพิ่มความเร็วในการเร่งฝีเท้าอีกด้วย สีเปลือกส้มและสีมะนาวของรองเท้ารุ่นนี้เป็นสีที่ใช้เพื่อช่วยความโดดเด่นให้กับรองเท้ารุ่นนี้ขึ้นไปอีก โดยมีรองเท้ารุ่นเมอร์คิวเรียล เวเปอร์โรซ่า ที่ช่วยลบล้างภาพจำว่ารองเท้าฟุตบอลต้องมีสำดำสนิทไปตลอดกาล 2009: ไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ ซุเปอร์ฟลาย คำถามที่ว่า นักกีฬาต้องการอะไรกันแน่? และรองเท้ารุ่นใดบ้างที่สามารถตอบโจทย์ต่อความต้องการเหล่านั้น? ด้วยเหตุนี้ไนกี้จึงได้นำเสนอรองเท้าฟุตบอลที่น้ำหนักเบาและช่วยเพิ่มความเร็วได้มากที่สุด โดยไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ ซุเปอร์ฟลาย จึงทำให้ผู้เล่นฝีเท้าจัดอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มีความเร็วในสนามเพิ่มขึ้นถึงขีดสุด อีกทั้งยังช่วยปฏิวัติเกมการเล่นฟุตบอลในสนามอีกด้วย ไนกี้ได้ใช้เทคโนโลยีไนกี้ฟลายไวร์ที่มีน้ำหนักเบามาใช้กับรองเท้ารุ่นนี้ และยังใช้ปุ่มสตั๊ดแบบที่เคยใช้กับรองเท้าไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ เอสแอล มาเพิ่มการยึดเกาะในสนามอีกด้วย ส่วนหน้าผ้ารองเท้ารุ่นนี้ใช้ผิวหน้าเทจินและเส้นใยฟลายไวร์เพื่อช่วยโอบอุ้มเท้าให้มั่นคง มีความกระชับ และมอบความรู้สึกที่ดีในการสัมผัสบอล ขณะเดียวกันมีแผ่นรองรับแรงกระแทกขนาดบางและโครงสร้างพื้นรองเท้าแบบคาร์บอนไฟเบอร์ที่ช่วยให้รองเท้ามีน้ำหนักเบาและพื้นรองเท้าที่ผลิตจากแผ่นคาร์บอน 7 ชั้น เพื่อช่วยให้รองเท้ามีความยืดหยุ่นและทนทาน ทุกองค์ประกอบของรองเท้ารุ่นนี้ช่วยให้นักฟุตบอลสามารถเร่งความเร็วในการเข้าหาบอลได้เร็วขึ้น สำหรับเมอร์คิวเรียล เวเปอร์ ซุเปอร์ฟลายได้แสดงถึงความมุ่งมั่นของไนกี้ที่จะผลิตรองเท้าฟุตบอลน้ำหนักเบา ซึ่งคุณสมบัติใหม่ๆของรองเท้ารุ่นนี้ทำให้ไนกี้ต้องแยกรองเท้ารุ่นนี้ออกมาเป็นรองเท้าตระกูลเมอร์คิวเรียล ซุเปอร์ฟลาย ที่มีน้ำหนักเบาและช่วยเพิ่มความเร็วได้มากที่สุด 2010: ไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ ซุเปอร์ฟลาย 2 ไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ ซุเปอร์ฟลาย 2 เน้นการพัฒนาความเร็วและการยึดเกาะ เป็นรองเท้าที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเสือชีตาห์และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซึ่งเมอร์คิวเรียล เวเปอร์ ซุเปอร์ฟลาย 2 มีการใช้เทคโนโลยีไนกี้เซนส์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำหรับความเร็วโดยเฉพาะ พร้อมกับมีปุ่มสตั๊ดสามารถยืดและหดได้ตามแรงกดและสภาพพื้นผิวสนาม ซึ่งมันจะช่วยให้นักเตะรักษาความเร็วและทรงตัวได้ในทุกสถานการณ์ เนื่องจากการออกตัวและเปลี่ยนทิศทางในการวิ่งเป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อชัยชนะ ในฟุตบอลโลกปี 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ ซุเปอร์ฟลาย 2 มีรุ่นพิเศษอีกหนึ่งรุ่น ที่เปลี่ยนมาใช้พื้นรองเท้าแบบคาร์บอนไฟเบอร์ และมีการใช้สีม่วงและส้มสด เพื่อสร้างการมองเห็นเด่นชัดในยามที่นักเตะอยู่ในสนาม และสามารถนำไปสู่ชัยชนะ 2011: ไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ ซุเปอร์ฟลาย 3 ไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ ซุเปอร์ฟลาย 3 เป็นรองเท้าที่ไนกี้ต้องการเพิ่มศักยภาพให้กับนักเตะในการสร้างสรรค์เกม โดยเพิ่มการยึดเกาะใต้นิ้วเท้าเพื่อป้องกันปัญหาการลื่นไถล และมีปุ่มสตั๊ดแบบ 3 ใบมีดช่วยเพิ่มความเร็วให้กับนักเตะในช่วงก้าวเท้าเปลี่ยนทิศทาง ส่วนหน้ารองเท้าได้รับการปรับปรุงด้วยโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์และ พร้อมมีสีสันที่สดใสบริเวณด้านหลังเท้าที่สืบทอดการดีไซน์มาจากไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ ซุเปอร์ฟลาย 2 อีลีท 2012: ไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ 8 เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ 8 เป็นรองเท้าที่เพิ่มความเร็วให้แก่นักเตะขึ้นไปอีกขั้น โดยไนกี้ได้ปรับแต่งปุ่มสตั๊ดเพื่อให้ผู้สวมใส่ก้าวเท้าได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น พร้อมกับมีรูปโฉมที่ดูเพรียวบางกระชับเท้าขึ้นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่วนหน้ารองเท้าทำมาจากเส้นใยไมโครไฟเบอร์เทจินมอบการสัมผัสบอลอย่างดีเยี่ยม และทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกได้ราวกับเล่นบอลด้วยเท้าเปล่า การพัฒนาผิวหน้ารองเท้าเมอร์คิวเรียล เวเปอร์ 8 เกิดขึ้นไปพร้อมๆกับการพัฒนาพื้นรองเท้ารุ่นจากใยแก้วแบบยืดหยุ่น เพื่อทำให้รองเท้าสามารถโค้งเข้ากับรูปเท้าได้ดียิ่งขึ้น โดยมีสีเหลืองสดที่ดูโดดเด่นสะดุดตาคอยดึงดูดความสนใจ  2013: ไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ 9 เวเปอร์ 9 เป็นรองเท้าที่ตอบโจทย์ในด้านการควบคุมบอล ด้วยการผสานเข้ากับเทคโนโลยีออล คอนดิชั่นส์ คอนโทรล (เอซีซี) ในบริเวณหน้ารองเท้าเพื่อป้องกันปัญหาความเปียกชื้น พร้อมกับมีเทคโนโลยีสปีด คอนโทรลที่คล้ายกับลูกกอล์ฟ เพื่อให้การจับบอลและสร้างแรงเสียดทานได้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่โครงสร้างพื้นรองเท้าผลิตจากใยแก้วน้ำหนักเบา 2 ชิ้นที่มีรูปร่างต่างกัน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและตอบสนองที่ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันไนกี้ยังได้พัฒนาไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ รุ่นพิเศษ สำหรับคริสเตียโน่ โรนัลโด้ โดยเฉพาะ โดยมันมาพร้อมกับสีนีออนและพื้นผิวรองเท้าแบบใหม่และลายพิมพ์สไตล์ซาฟารี รวมทั้งมีรุ่นเมอร์คิวเรียล เวเปอร์ ซุเปอร์โนว่า ที่ลายแบบอวกาศ 2014: ไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ ซุเปอร์ฟลาย 4 รองเท้ารุ่นนี้คือก้าวกระโดดของรองเท้าฟุตบอลอย่างแท้จริง และได้รับการสรรสร้างจากห้องวิจัยด้านกีฬาของไนกี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ ซุเปอร์ฟลาย 4 เป็นรองเท้าที่ถูกออกแบบสำหรับนักฟุตบอลที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงเกมได้ทุกนาที รูปโฉมของรองเท้ารุ่นนี้พัฒนาขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีไนกี้ฟลายนิต  ที่ทางไนกี้ได้คิดค้นขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน โดยตัวรองเท้าถูกถักทอจากเส้นใย 3 ชั้น เพื่อให้มีวัสดุที่คั่นกลางระหว่างลูกบอลกับเท้าน้อยที่สุด และให้ผู้สวมใส่จับบอลได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันมีเทคโนโลยีไดนามิค ฟิตคอลลาร์เพื่อมอบความกระชับมากขึ้นอีกด้วย การออกแบบให้รองเท้าเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของร่างกายนั้นเป็นส่วนสำคัญของการออกแบบรองเท้ารุ่นนี้  เส้นใยถักแบบบริโอ้ที่เสริมเข้ามาบริเวณด้านหน้าของรองเท้าช่วยให้รูปทรงของรองเท้าคงที่ตลอดเวลา และเพื่อการถ่ายทอดแรงลงสู่พื้นอย่างมีประสิทธิภาพ ปุ่มสตั๊ดได้ถูกเสริมบริเวณส้นเท้าและช่วยสร้างความมั่นคงขณะสวมใส่ พร้อมกับมีแผ่นรับแรงกระแทกบริเวณนิ้วเท้า เพื่อช่วยให้รองเท้ามีความยึดเกาะมากขึ้น นับตั้งแต่เริ่มวางจำหน่าย รองเท้าฟุตบอลตระกูลเมอร์คิวเรียลได้รับการยอมรับว่าเป็นรองเท้าฟุตบอลที่เน้นความเร็ว และรองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่นี้จะเป็นอีกรุ่นหนึ่งที่จะปฏิวัติเกมฟุตบอล เมื่อการแข่งขันมีความรวดเร็วและเข้มข้นมากขึ้น รองเท้าฟุตบอลต้องช่วยให้ผู้เล่นตอบสนองต่อเกมได้เร็วขึ้น ไนกี้ เมอร์คิวเรียล เวเปอร์ ซุเปอร์ฟลาย 4 จึงถือเป็นรองเท้าที่เป็นที่สุดของไนกี้ในปัจจุบัน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:  คุณอธิเดช สินธวาชีวะ 081-8603125 ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ไนกี้ ไนกี้ อิงค์ ตั้งอยู่ใกล้เมืองบีเวอร์ตัน รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ดำเนินกิจการออกแบบและจัดจำหน่ายรองเท้ากีฬา เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์กีฬาและฟิตเนสหลากหลายประเภท บริษัทย่อยที่ไนกี้ถือหุ้นทั้งหมดประกอบด้วย คอนเวอร์ส อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ออกแบบ ทำการตลาด และจัดจำหน่ายรองเท้า เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์กีฬา และ เฮอร์ลีย์ อินเตอร์เนชั่นแนล แอลแอลซี บริษัทผู้ออกแบบ ทำการตลาด และจัดจำหน่ายรองเท้า เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์สำหรับกีฬาแอ๊คชั่นและไลฟ์สไตล์วัยรุ่น ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ www.nikebiz.com

ตำราดูเส้นหัวใจจากลายมือ
ดูดวง /  ดูลายมือ / 

Horoscope.Mthai.com จะพาคุณไปดู เส้นหัวใจ บนลายมือของคุณ เพื่อพิสูจน์ว่าคุณเป็นคนมีความทุกข์ ความสุข หรือนิสัยใจคอเป็นเช่นไร เส้นหัวใจ ปลายเส้นหัวใจเอนไปหาเนินพฤหัสบดี เป็นคนมองโลกในแง่ดี และมีความสุขใจ เส้นหัวใจ ปลายเส้นหัวใจชี้ไปทางเนินพฤหัสบดีอย่างชัดเจน เป็นคนมีอุดมคติอย่างสูงส่ง เส้นหัวใจ ถ้าหากเส้นหัวใจย้อยต่ำลง เอียงไปหาเส้นชีวิต เป็นคนทุกข์ร้อน หม่นหมอง ดื้อรั้น เส้นหัวใจ ปลายรูปเส้นหัวใจปรากฏเป็น 3 ง่าม เป็นคนที่สามารถสำรวมอบรมจิตใจของตนเองจนสำเร็จ เส้นหัวใจ ปลายเส้นหัวใจสิ้นสุดลงตรงเนินเสาร์ เป็นคนมักมากในกามคุณ (มีความต้องการทางเพศสูง) เส้นหัวใจ เส้นหัวใจมีเส้นแขนงใหญ่ พุ่งไปหาเส้นสมอง ความรู้สึกนึกคิดจิตใจไปกระทบกระเทือนสติปัญญา เส้นหัวใจ เส้นหัวใจมีเส้นแขนงพุ่งไปบรรจบกับเส้นสมอง เนื่องจากผลสะท้อนทางจิตใจ เพราะเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลง จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเหตุผลขึ้น ทำนายว่าจะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น อาจเกิดจากตัวคุณเป็นคนเปลี่ยนแปลงเอง หรือมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้คุณต้องเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เส้นหัวใจ เส้นหัวใจเป็นลูกคลื่น เป็นคนชอบประจบสอพลอ เอาอกเอาใจเก่ง ฉลาดและรู้จักวิธีเอาใจคน แต่ให้ระวังจะเป็นผลเสีย ทำให้คนอื่นคิดว่าเราไม่จริงใจ เส้นหัวใจ เส้นหัวใจเป็นลูกโซ่ ถ้าเกิดบนมือรูปร่างดี หมายถึง จะมีความรักอย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าเกิดบนฝ่ามือรูปร่างไม่ดี จะมีนิสัยใจคอใช้อารมณ์เป็นส่วนใหญ่ หรือมีความทรงจำเสื่อม เส้นหัวใจ เส้นหัวใจเลือนลาง ไม่ชัดเจน หรือซ้อนกันหลายเส้น มักมีเรื่องที่อันตราย ต่อความรู้สึกทางจิตใจ หรือมีเรื่องที่ทำให้วุ่นวายอยู่เรื่อยๆ เส้นหัวใจ ปลายเส้นหัวใจเป็น 2 ง่าม เป็นคนเดินสายกลางในสังคม มีเครดิตเป็นที่น่าเชื่อถือ เส้นหัวใจ เส้นหัวใจเป็นรูปเกาะ ความรักเกิดขึ้นอย่างเหลือเชื่อ เป็นรักที่ไม่คาดคิด เส้นหัวใจ เส้นรูปหัวใจปรากฏรูปเกาะบนเนินอาทิตย์ หมายถึงความเจ็บป่วยด้วยโรคทางสายตา หรือมีปัญหาทางด้านสายตา เช่น สายตาสั้น สายตายาว ตาบอดสี ฯลฯ เส้นหัวใจ เส้นรูปหัวใจปรากฎรูปเกาะบนเนินเสาร์ เป็นสัญลักษณ์ของโรคเกี่ยวกับการหมุนเวียนของโลหิต เส้นหัวใจ เส้นรูปสี่เหลี่ยมปรากฎบนเส้นหัวใจ อยู่ข้างล่างเนินเสาร์ จะเกิดโชคร้ายขึ้นกับคนที่ตนรักใคร่ คนที่รักกำลังมีเคราะห์ หรือไม่ก็อาจสูญเสียสิ่งที่รักไป เส้นหัวใจ เส้นรูปดาวปรากฎทับเส้นหัวใจ มักมีเรื่องแตกแยกเกิดขึ้น เกิดการทะเลาะวิวาท ไม่เข้าใจกัน ถ้าไม่ระงับสติอารมณ์ หรือใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล อาจถึงขั้นแตกหักได้ เส้นหัวใจ จุดเริ่มต้นของเส้นหัวใจ แตกแยกเป็นเส้นแขนงมาก เป็นคนมีความกระตือรือล้นมาก หรือมีสติปัญญา ฝีมือแนบเนียน เส้นหัวใจ เส้นหัวใจที่จาง อ่อนแอ และเนินศุกร์ไม่เจริญเติบโต พร้อมกับเส้นข้อมือเป็นรูปเว้า ถ้าเกิดขึ้นกับหญิง หมายถึงการคลอดบุตรยาก ถ้าเกิดขึ้นกับชาย แสดงว่า เป็นกามโรค หรือเกิดผลร้ายทางความใคร่ เส้นหัวใจ เส้นหัวใจมีจุดเล็กๆ หรือเส้นสั้นๆ จะต้องผิดหวังในเรื่องความรัก เป็นคนอาภัพเรื่องความรัก มักอกหัก และผิดหวังบ่อยครั้ง ความรักไม่สมหวัง เส้นหัวใจ เส้นขวางที่ตัดเส้นหัวใจ ชีวิตมีอุปสรรค มักจะต้องผิดหวังหรือประสบกับความล้มเหลวบ่อยครั้ง

เรื่องจริงของอาถรรพ์และตำนานดาบซามูไร
Rising Sun /  ประเทศญี่ปุ่น / 

วันนี้ทีนเอ็มไทยมี เรื่องจริงของอาถรรพ์และตำนานดาบซามูไร ของประเทศญี่ปุ่นมาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ เข้ากับละครที่กำลังออนแอร์อยู่ในตอนนี้ อย่าง The rising sun รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน และ รอยฝันตะวันเดือด เลย ซึ่งเรื่องราวดาบอาถรรพ์ของ 3 ตระกูลในญี่ปุ่นที่เราจะทราบนี้ไม่ใช่ตามในละครที่สองหนุ่ม มาริโอ้ กับ ณเดชน์ เล่นนะคะ เพราะเรื่องนี้มันมีอยู่จริง และจะน่าสนใจขนาดไหน ไปติดตามพร้อมๆ กันเลยค่ะ... เรียบเรียงโดย teen.mthai.com เรื่องจริงของอาถรรพ์และตำนานดาบซามูไร อาถรรพ์ของดาบซามูไรชั้นยอดที่มีอยู่จริงและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันอย่างดาบอาถรรพ์ของทั้ง 3 ตระกูลในญี่ปุ่นคือ ตระกูลมาซามุเนะ  ตระกูลมุรามาสะ และตระกูลโยชิมัทสึ ซึ่งดาบของทั้งสามตระกูลนี้ก็ยังคงมีหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันอีกด้วย ว่ากันว่าเรื่องอาถรรพ์ของดาบพวกนี้นั้นคือมนตราหรือพลังอำนาจลึกลับที่มีทั้งดีและไม่ดีปนกันไป ที่ผู้สร้างนั้นใช้ทั้งแรงกายและแรงใจใส่ลงไปเมื่อครั้งตีดาบ จึงมีความแกร่ง ทน และคม ยากที่จะหาดาบใดมาเทียบได้….. ตระกูลมาซามุเนะนั้นเป็นช่างตีดาบมาตั้งแต่สมัยคามาคุระ ที่ปกครองโดยรัฐบาลทหารของตระกูลโฮโจ ต่อมาคนในตระกูลมาซามุเนะที่เป็นลูกศิษย์ของเจ้าสำนักก็แยกตัวออกไปเปิดสำนักตีดาบอีกสำนักหนึ่งชื่อว่ามุรามาสะ เจ้าสำนักมุรามาสะ (ลูกศิษย์ของเจ้าสำนักมาซามุเนะ) อยากให้อาจารย์ของตนเองได้ประจักษ์ในฝีมือการตีดาบของตน จึงได้เกิดการท้าประลองตีดาบที่ดีที่สุดระหว่างสองสำนักขึ้น มาซามุเนะได้ตีดาบที่มีชื่อว่า tender hands ใช้เหล็กผสมคาร์บอน 3 ชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นนั้นมีปริมาณคาร์บอนต่างกัน ทำให้ได้ดาบที่คมแข็งมาก ตัดไม้แม้กระทั่งเหล็ก มุรามาสะตีดาบที่มีชื่อว่า 10,000 Cold Nights ซึ่งตีด้วยความเคียดแค้นและความริษยา ทำให้ดาบเกิดความคมแบบเหนือธรรมชาติ เมื่อตีดาบกันเสร็จแล้วทั้งคู่จึงมาเจอกันที่ลำธารและปักดาบลงไปในน้ำโดยหันด้านคมสวนกระแสน้ำ เมื่อมีใบไม้ถูกน้ำพัดผ่านมาและได้สัมผัสผ่านดาบมุรามาสะก็จะขาดเป็นสองท่อนเสมอ ทำให้มุรามาสะภูมิใจในดาบของเขามาก ซึ่งต่างจากดาบมาซามุเนะที่เมื่อใบไม้ลอยผ่านคมดาบก็จะไม่เกิดอันตรายใดๆเลย เนื่องมาจากดาบของมุรามาสะนั้นมีไอสังหารออกมาและคร่าทุกสิ่งที่ขวางหน้าแม้แต่สิ่งที่ไม่มีชีวิต แบบระรานไปเรื่อย ว่ากันว่าดาบมาซามุเนะนั้นจะทำให้ผู้ที่ถือรู้สึกสงบและมีสมาธิ แต่ดาบมุรามาสะจะทำให้ผู้ถือเกิดความคึกคะนองและบ้าคลั่ง ผู้ครอบครองจะถูกกินวิญญาณทีละนิดๆเพื่อนำมาเป็นพลังของดาบ บ้างก็ประสบภัยพิบัติเช่นชินเก็น ทาเคดะ เจ้าของกระบวนรบลมป่าไฟภูเขาแม้ว่าจะชนะในการรบอยู่เรื่อยมาก็เกิดการเจ็บป่วยจนตาย และตระกูลก็พังพินาศในสมัยของลูกชายตนเอง นับจากนั้นเป็นต้นมาดาบของตระกูลมุรามาสะและตระกูลมาซามุเนะก็เป็นที่เลื่องลือกันไปทั่วทั้งแผ่นดิน โดยผู้ที่จะได้ครอบครองดาบจากสองตระกูลนี้จะต้องเป็นถึงชนชั้นสูงอย่างจักรพรรดิ เชื้อพระวงศ์ และโชกุน หรือต่ำสุดก็ต้องเป็นไดเมียวตระกูลใหญ่ๆ เท่านั้น ส่วนพวกผู้ครองเมืองหรือซามูไรธรรมดาจะไม่มีสิทธิ์ได้ถือครองเลย แต่ว่า…ดาบของสองตระกูลนี้กลับมีพลังอาถรรพ์ที่น่ากลัวมากมาย ซึ่งเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าผู้ใดที่ได้จับหรือครอบครองดาบของตระกูลมาซามุเนะและมุรามาสะนั้น จะรู้สึกถึงใบดาบในฝักที่มีอาการสั่นเร่าๆ พร้อมกับเสียงร้องหวีดแหลมเล็กเบาๆ ในหูราวกับว่ามันมีชีวิตจริง อาจจะเป็นไปได้ว่าเจ้าดาบอาถรรพ์นี้กำลังร้องเรียกให้ผู้เป็นนายดึงมันออกมาจากฝักดาบที่เป็นพันธนาการ ให้พุ่งออกมาวาดลวดลายล้างผลาญชีวิตศัตรูหรือแม้กระทั่งเจ้านายของมันเอง เพราะใครก็ตามที่ได้ครอบครองมันก็จะต้องมีเหตุให้หลั่งเลือดหมู่ศัตรูหรือแม้แต่เลือดของตนเองแทบทุกคน ส่วนคนดังในประวัติศาสตร์ที่ว่ากันว่าถือดาบอาถรรพ์ก็คือ อิเอยาสุ โทกุกาวะ อาวุธคู่กายของอิเอยาสุก็คือ หอกยาริ ซึ่งเป็นผลงานของตระกูลมุรามาสะ (ตระกูลมุรามาสะนั้นเป็นช่างตีดาบประจำตระกูลโทกุกาวะ) เมื่อใดที่อิเอยาสุนำหอกนี้ออกมาฝึกวิชาการต่อสู้ ถ้าคนรอบข้างไม่ได้รับบาดเจ็บเสียเลือด ก็จะถูกหอกตัวเองทิ่มแทงให้เกิดแผลอยู่เสมอๆ นอกจากนี้แล้วอิเอยาสุได้สูญเสียสหายร่วมรบไปมากเนื่องจากดาบมุรามาสะนั่นเอง ลูกหลานของตระกูลโทกุกาวะจึงจำขึ้นใจว่าถ้าไม่จำเป็นจะไม่พกดาบของตระกูลมุรามาสะเด็ดขาด และอิเอยาสุผู้เป็นโชกุนคนแรกของสมัยเอโดะจึงได้ออกคำสั่งห้ามซามูไรทุกคนพกดาบของตระกูลมุรามาสะที่มีชื่อเสียงในฐานะของอาวุธปีศาจ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความบ้าคลั่งและกระหายเลือด จนมีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ถ้าดาบของมุรามาสะไม่ได้ดื่มเลือดจะไม่ยอมคืนฝักเด็ดขาด อีกหนึ่งดาบที่เรายังไม่ได้พูดถึงเลยก็คือ ดาบของตระกูลโยชิมัทสึ ว่ากันว่าดาบของตระกูลโยชิมัทสึนั้นเป็นดาบผู้พิทักษ์ ซึ่งมีเรื่อเล่าว่าหลังจากที่อิเอยาสุพ่ายแพ้ต่อคัทสุโยริ ทาเคดะ ในศึกที่ริมแม่น้ำเทนริน ก็ได้หลบหนีไปยังหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ด้วยความอับอายอิเอยาสุ จึงเตรียมพร้อมที่จะฮาราคีรีตัวเองด้วยดาบวากิซาชิและดาบทาชิของตนเองที่ถูกตีขึ้นโดยตระกูลโยชิมัทสึ ในขณะที่กำลังจ้วงดาบเข้าไปที่ท้องของตนเองนั้นใบดาบกลับพลิกหลบ อิเอยาสุคิดว่า แกนดาบเล่มนี้คงจะหลวมแน่ๆ จึงบิดใบดาบเข้าที่แล้วนำครกเหล็กบดยามาลองดาบ ปรากฎว่าดาบกลับแทงทะลุครกได้โดยง่าย อิเอยาสุจึงคิดว่า ดาบมันก็ปกตินี่นาแล้วก็จะดึงออกมาจากครกแต่ไม่ว่าจะดึงอย่างไรดาบก็ยังติดแน่นฝังอยู่ในครกนั้น หลังจากนั้นไม่นานก็มีกลุ่มของลูกน้องเข้ามาพบอิเอยาสุกำลังปล้ำอยู่กับดาบที่ติดครกเหล็ก จึงรีบเข้าไปห้ามทันทีเพราะคิดว่าอิเอยาสุกำลังจะฆ่าตัวตาย แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อลูกน้องที่สนิทคนหนึ่งกลับดึงดาบออกมาได้โดยง่าย เมื่อดาบถูกดึงออกมาแล้วอิเอยาสุจึงถูกกลุ่มลูกน้องตนเองส่งขึ้นม้ากลับไปยังดินแดนของตนเองทันที เนื่องจากว่าข้าศึกกำลังตามมาทันแล้ว ระหว่างควบม้าไปในใจก็คิดถึงเรื่องดาบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ หลังจากศึกที่แม่น้ำเทนริน อิเอยาสุก็พกดาบคู่ของตระกูลโยชิมัทสึไว้ตลอด ไม่ว่าจะออกศึกครั้งใดก็สามารถปราบศัตรูได้หมด จนสามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็นโชกุนของประเทศญี่ปุ่นได้ในที่สุด นับแต่นั้นเป็นต้นมาเหล่าทหารและสมาชิกของตระกูลโทกุกาวะทุกคนล้วนแต่พกดาบของตระกูลโยชิมัทสึด้วยกันทั้งนั้น อาจเพราะความดีที่อิเอยาสุได้เคยทำไว้ หรือเพราะแรงอาถรรพ์แห่งการพิทักษ์รักษาของดาบตระกูลโยชิมัทสึก็ไม่อาจทราบได้ แต่มันสามารถทำให้ตระกูลโทกุกาวะปกครองแผ่นดินญี่ปุ่นได้อย่างยาวนานถึง 250 ปีเลยทีเดียว ข้อมูล anngle.org

เที่ยวเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ดินแดนแห่งเทพนิยาย
เที่ยวรัสเซีย /  เที่ยวเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก

เมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก เป็นเมืองที่ไม่ควรพลาดในการมาเยือนรัสเซีย ด้วยอารยธรรมที่เก่าแก่ และสถาปัตยกรรมที่เอป็นเอกลักษณ์ เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ถือเป็นเมืองที่น่าลองไปเหยียบสักครั้งในชีวิต นอกจากจะได้สัมผัสบรรยากาศที่ดีต่างจากเมืองอื่นๆ ในรัสเซียแล้ว ยังมีความลึกลับจากสถาปัยที่โดดเด่นยิ่งกว่า และมีความสำคัญไม่แพ้กรุงมอสโค ทั้งการค้าการขายกับทางยุโรป หรือจะเรื่องที่เขาว่ากันว่า ผู้หญิงที่นี่สวยที่สุดในโลกตะวันตก เที่ยวเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ดินแดนแห่งเทพนิยาย ขอย้อนเวลาหาอดีตสักหน่อย สมัยเริ่มก่อตั้งดินแดนแห่งนี้ พระเจ้าปีเตอร์มหาราช หรือ ปีเตอร์ เดอะ เกรตแห่งรัสเซียมีโอกาศได้มาเยือนดินแดนที่ติดกับคาบสมุทรบอลติกใกล้กลับ ประเทศฟินแลนด์ พระองค์เกิดหลงไหลได้ปลื้มกับพื้นที่นี้มากถึงกับมีคำสั่งให้ สร้างเมืองขึ้นบริเวณนี้ทันที คล้อยหลังต่อมาไม่ถึง 10 ปี ด้วยความวิจิตรงดงามราวเทพนิยาย เซนต์ปีเตอร์บิร์กก็ถูกสถาปนาเป็นนครหลวงแทนกรุงมอสโก เซนต์ปีเตอร์บิร์กเติบโตด้วยเม็ดเงินจากท้องพระคลังหมายมั้นปั้นมือจะวัด ความทันสมัยให้ได้เท่าอัมสเตอร์ดัมของฮอลแลนด์และลอนดอนของอังกฤษ ด้วยสไตล์ที่เรียกว่า “ยูโรเปียน” ความงามของเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ถูกรังสรรค์จากศิลปินทั่วทุกมุมแผ่นดินยุโรป ทำให้เมืองแห่งนี้ดูยุโรปจ๋ามากกว่ามอสโกและเมืองต่างๆ ในรัสเซีย แต่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็มาเยือนเมืองแห่งนี้อีกครั้ง หลังจากสิ้นสุดยุคการปกครองของกษัตริย์ทำให้มีการย้ายเมืองหลวงกลับไปเป็น ที่มอสโก และหลังจากการตายของเลนิน เซนต์ปีเตอร์เบิร์กถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็นเลนินกราดเพื่อเป็นเกียรติต่อ เลนิน เซนต์ปีเตอร์เบิร์กต้องรับการมาเยือนภัยครั้งใหญ่ที่ฮิตเลอร์สั่งพลทหารนาซี หมายยึดรัสเซียที่กำลังอ่อนแรงทำให้ หน้าต่างของยุโรปบานนี้เสียหายอย่างหนักมีประชากรล้มตายแตะหลักล้าน กลับมาพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวในเซนต์ปีเตอร์เบิร์กบ้าง อย่างที่บอกเป็นเซนต์ปีเตอร์เบิร์กเป็นนครที่ใครหลายคนเคยมาแล้วต้องตกหลุม รัก หากพูดถึงเมืองแห่งนี้คงอดพูดไม่ได้กับอภิมหาสถาปัตยกรรมระดับโลก “มหาวิหารเซนต์ไอแซค” มหาวิหารแห่งนี้เปรียบเสมือนป้ายบอกทางว่านี้ละ เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก วิหารเซนต์ไอแซคถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1710 โดยใช้หินแกรนิตชิ้นเดียวขนานกว่า 118 ตัน จำนวน 48 ชิ้นเพื่อนำมันมาเป็นฐานรองรับโดมที่ใหญ่ติดระดับโลกอีกชิ้นหนัก 67 ตัน บนพื้นที่กว่า 4000 ตารางเมตร วิหารแห่งนี้ใหญ่พอที่จะรับคนร่วม 10000 ภายในถูกตกแต่งไปด้วยอัญมณีประดับ เช่น มาคาไคล ลาปิสลาสุลีและหินอ่อนคุณภาพดีหลากสีตามด้วยเครื่องตกแต่งที่ทำด้วยสำริด เครือบทองคำเปลว และภาพปูนเปียก รวมถึงรูปปูนปั้นแกะสลักถูกใช้แต่งโบสถ์ ทั้งภายนอกและภายในเพื่อความอลังการด้วยช่างฝีมือดีทั่วรัสเซียกว่า 200 คน วิหารแห่งนี้ถูกทำและขยายต่อทั้งหมด 3 ครั้ง กินระยะเวลาถึง 40 ปี กินเงินหลวงไปจำนวนมหาศาลแต่ผลลัพธ์ของมันวิจิตรเกินกว่าใครจะทำได้อีกครั้ง และใกล้พื้นที่ใกล้เคียงกันกับมหาวิหารไอแซคก็จะมีรูปปั้นที่เรียกว่า “The Bronze Horseman” รูปปั้นแห่งนี้เปรียบเสมือนรูปจำลองของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชที่ได้สร้าง เมืองแห่งนี้ขึ้นมา เป็นความตั้งใจของพระนางแคทเธอรีนที่ต้องการสัญลักษณ์เพื่อระลึกถึงบุรุษใน ดวงใจของพระนาง พระนางแคทเธอรีนสั่งศิลปินชื่อดังจากเมืองน้ำหอม นามว่า เอเตียง โมริส ฟัลโคเน็ต ให้ปั้นร่างพระเต้าปีเตอร์ชี้พระหัตถ์ไปยังแม่น้ำเนวา พร้อมทอดพระเนตรไปทิศทางเดียวกันแสดงถึงปณิธานของพระองค์ที่ทรงหวังว่าเมือง แห่งนี้จะกลายเป็นศูนย์กลางและมหาอำนาจใหม่ของยุโรป ส่วนงูที่อยู่ใต้เกือกม้าหมายถึงภัยร้ายที่ไม่สามารถกลั้นกลายเข้ามาในถิ่น นี้ได้ รูปปั้นแห่งนี้ใช้เวลาตั้งแต่ปี ค.ศ.1766-1778  วิหารไอแซคเปิดให้บริการวันพฤหัสถึงอังคารตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 เข้าชมได้ 2 ชั่วโมง ข้ามมาที่ ปีเตอร์ฮอฟหรือปีเตอร์ดวาเวซ พระราชวังฤดูร้อนที่ตั้งอยู่แทบชานเมืองของที่นี้ ปีเตอร์ฮอฟเป็นพระราชวังที่ถูกนิรมิตโดยศิลปินเอกในสมัยนั้น ที่ชื่อว่าฟรานเชสโก ราสเทรลลี่ และเลอ บรอง ทั้งสองทำคนละส่วนในพระราชวังนี้โดยตัวภายในพระราชวังนั้นเป็นหน้าที่หลัก ของราสเทรลลี่ที่ออกแบบความงามในสไตล์ผสมเรอเนสซองส์ บารอคและคลาสสิก ราสเทรลลี่เลือกที่จะใช้โคมไฟระย้า งานไม้แกะสลักและภาพวาดสีน้ำมันเป็นหลัก มีการแทรกงานภายในอีกหลายจุดในแบบจีนไม่ว่าจะเป็นห้องที่ใช้ไหมทอเป็นลายนก และอิทธิพลจากเติร์กในห้องนอนด้านหน้าจะหันออกสู่อ่าวฟินแลนด์ ส่วนของเลอ บรองถูกพระเจ้าปีเตอร์เชิญมาสร้างลานน้ำพุโดยเฉพาะ ลานน้ำพุแห่งนี้ถือเป็นจุดหลักของประสาทแห่งนี้ก็ว่าได้สถานที่แห่งนี้จะ เปิดทุกวันยกเว้นวันจันทร์ - อังคารสุดท้ายของเดือน ตั้งแต่เวลา 10.30 - 18.00 แต่หากใครจะไปชมน้ำพุต้องเลือกเวลาไปสักหน่อยเพราะจะเปิดลานแค่เดือนพฤษภาคม - กันยายนเท่านั้น โบสถ์สโมนี่ย์คอนแวนส์ โบสถ์สีฟ้าอ่อนสวยฝันของสาวๆ ที่ชอบความสดใสปนน่ารัก สโมนี่ย์เป็นโบสถ์สไตล์บารอคตั้งตระหง่านริมแม่น้ำเนวา ออกแบบโดยฟรานเชสโก ราสเทรลลี่เจ้าเก่าที่เป็นผู้ออกแบบ สถาปัยตกรรมของเมืองนี้เกินกว่าครึ่งเป็นงานของราสเทรลลี่เริ่มแรกถูกสร้าง ขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่ในการศึกษาด้านศาสนาของแม่ชีแหงออโธดอกซ์ ต่อมาสถานที่แห่งนี้กลายเป็นสำนักชีสำหรับเด็กสาวที่มีเชื้อขุนนางและ กษัตริย์ เมื่อเวลาล่วงเลยมาสำนักชีแห่งนี้กลายเป็นหอแสดงคอนเสิร์ต กลายเป็นสถานที่ราชกาล สุดท้ายกลายเป็นสมบัติของคณะสังคมศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่ง มหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์เบิร์กในที่สุด ตามต่อกันที่ซาร์สกาเยเซโล พระราชวังที่ถูกรอบกรอบด้วยสวยขนาดใหญ่ ถูกออกแบบโดยศิลปินเจ้าเดิมฟรานเชสโก ราสเทรลลี่ อาคารสูงกว่า 3 ชั้นลากความยาวไกลถึง 300 เมตร ภายในเน้นความสง่างามแบบอ่อนช้อยและหรูหรา เน้นความสดใสจากสีฟ้าตัดสีขาว มีงามปั้นประดับเสาและหัวเสาด้วยสีทอง แต่พระนางแคทเธอรีนมหาราชที่เข้ามาพักผิงกลับไม่เห็นด้วยกับงานภายในของราส เทรลลี่จึงมีการเปลี่ยนแปลง พระนางแคทเธอรีนจัดงานนี้ให้สถาปิกคนสนิทที่ชื่อว่าชาร์ล คาเมรอลเข้ามาแก้ เปิดทุกวันตั้งแต่ 10.00 - 17.00 ปิดวันจันทร์และอังคารสุดท้ายของเดือนเหมือนเคย เมื่อพูดถึงพระนางแคทเธอรีนมหาราชกับช่างคนโปรดที่ทำงานกันมาอย่างต่อเนื่อง ครั้นพอพระนางมีราชบุตรนามว่า พอลที่ 1 พระองค์จึงตัดสินใจให้สร้างพระราชวังปาฟลอฟ ในลักษณะคล้ายกับซาร์สกาเยเซโล ปาฟลอฟถูกตั้งอยู่กลางสวนกว้าง โดยมีชาร์ลคุมงานงานสร้างแต่พระเจ้าพอลที่ 1 กลับไม่ประทับใจเท่าไหร่จึงมีคำสั่งให้วินเซนโซ เบรนนาช่างอิตาลีอีกคนมาทำงานร่วมกับคาเมรอนให้ออกแบบปาฟลอฟ พระนางแคทเธอรีนและบุตรชายต้องการเห็นปาฟลอฟออกมาเป็นฝรั่งเศสมากกว่าให้ เป็นอิตาลี ทำเอาชาร์ล คาเมรอนงอนไปพักหนึ่งก่อนกลับมากลับมาสร้างจนเสร็จ พระราชวังแห่งนี้มีความงดงามและยิ่งใหญ่กว่าซาร์สกาเยเซโลมาก ว่ากันว่าเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีชของศิลปินทั้งสองก็ว่าได้ ปาฟลอฟ เปิดตั้งแต่ 10.00 - 17.00 ทุกวัน พูดถึงความกลัวของพระเจ้าพอลที่ 1 กันหน่อย ครั้นเมื่อพระองค์ทรงได้ขึ้นครองราชบังลังก์ย์พระองค์มีความเกลียดพระมารดา ของตนที่แอบเล่นชู้และยังกลัวการลอบทำร้ายจากคนรอบข้าง กลัวที่จะถูกปลงประชนม์จึงของย้ายออกจากพระราชวังฤดูหนาวและสั่งให้วินเซนโซ เบรนนาและวาซิลี บาเซนอฟสร้างพระราชวังมิคาอิลลอฟสกี้ขึ้นมา ในปี ค.ศ. 1797 วังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างรวดเร็วเป็นอาคารทรง 8 เหลี่ยมแบบยุคกลางล้อมรอบด้วยสวนขนาดใหญ่ยักษ์ ตีกรอบด้วยแม่น้ำล้อมตัวอาคารอีกชั้น ทั้งยังมีรับสั่งให้สร้างปราการภายในตัวอาคาร เครื่องตกแต่งภายในด้วยของล้ำค่ามากมายและหนึ่งในนั้นมีบางอย่างที่พระองค์ เอามาจากทาวาริชเชสกี้พาเลซ คฤหาสน์ชายชู้ของพระมารดาของตน แต่สุดท้ายพระเจ้าพอลที่ 1 ก็ถูกลอบปลงพระชนม์ในห้องบรรทมหลังจากพระองค์มาประทับได้เพียง 47 วัน ปัจจุบันวังแห่งนี้กลายเป็นสถานศึกษาเกี่ยวกับวิศกรรม เป็นพิพิธภัณฑ์แกลอรี่ศิลปพและรวมรวบภาพวาดของกษัตริย์รัสเซียตั้งแต่ศตวรรต ที่ 17 - 20 ประสาทแห่งนี้เปิดให้เข้าชมได้ 2 ชั่วโมงตั้งแต่เวลา 10.00 - 17.00 หยุดวันอังคารครับ ต่อโอราเนียนบาร์ม ที่แปลต้นไม้สีส้ม ตามภาษาท่องถิ่น เป็นวังเก่าของเจ้าชายอเล็กซานเดอร์ เมนชิคอฟที่เป็นสหายคนสนิทของพระเจ้าปีเตอร์ วังแห่งนี้ถูกสร้างไกลออกจากเมืองเซนต์ปีเตอร์เบร์กได้ราว 40 กิโล ก่อนกลายเป็นแกรนด์ พาเลซในช่วงสมัยของพระนางแคทเธอรีนที่ 2 ได้สร้างวังทรงจีนที่มีความอ่อนช้อยสไตล์บารอคและตกแต่งภายในด้วยความ อลังการในรูปแบบรอคโคโค เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนในวันหยุด พระราชวังแห่งนี้เคยผจญสงครามในยุคสมัยของฮิตเลอร์ที่ต้องการยึดโซเวียต แต่พระเจ้าทรงคุ้มครองความงามแห่งนี้ไว้ไม่ได้ถูกทำลายลงเหมือนวังนอกเมือ งอื่นๆ ที่นี้ยังคงตฺมไปด้วยศิลปะแบบรัสเซียดั้งเดิมไว้ทั้งดุ้นพร้อมรับแขกที่มา เยือนวังแห่งนี้ เปิดบริการตั้งแต่ 9.00 - 20.00 ฝั่งสวย ในตัวอาคารเปิดตั้งแต่ 10.00 - 18.00 หยุดวันจันทร์วันเดียวนอกนั้นของให้เดินเที่ยวได้ตามสบาย ปิดท้ายด้วยเฮอร์มิเทจและอเล็กซานเดอร์คอลัมน์ ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งที่ที่เจ้าของงานสร้างชื่อว่า ฟรานเชสโก ราสเทรลลี่ พระราชวังฤดูหนาวแห่งนี้ถูกตกแต่งในสไตล์บารอค ใช้ลวดลายที่อ่อนช้อยสวยงามตัดทองแต้มแต่งด้วยโดมระย้าดูเลิศหรู ประดับด้วยปูนปั้นฝีมือบรมครูและงานแกะสลักระดับเทพ ถือเป็นสุดยอดสถาปัยอีกชิ้นที่ราสเทรลลี่รังสรรค์ได้อย่างวิจิตร ปัจจุบันที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งสมบัติที่ล้ำค่ามากที่สุดในโลกมากกว่า 2.7 ล้านชิ้น ร่วมถึงผลงานของศิลปินที่โด่งดังสุดๆ ไม่ว่าจะเป็น Leonardo Da Vinci, Picasso, Raphael, Rubens, Rembrandt, Botticelli, Michelangelo, Velazquez, Goya และงานที่คนไทยรู้จักกับดีก้านข้าวโพดทองคำประดับด้วยเพชรปักในถ้วยน้ำเจียร จากก้อนหินคริสตัน หรือมงกุฎขนาดเล็กของซาร์ทาด้วยทองคำ เงิน เพชร ทับทิม ไพลิน ทั้งหมดถูกรวมไว้ที่แห่งนี้หมดแล้ว พระราชวังฤดูหนาวเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.30 - 18.00 ปิดวันจันทร์ ยังเหลืออีกหลายที่ที่เรายังไม่ได้แนะนำในเมืองแห่งนี้ หากคุณได้มีโอกาศไปรัสเซียจริงๆ คุณอย่าพลาดที่จะไปเหยียบเมืองแห่งนี้ เซนต์ปีเตอร์เบิร์กมันคือหน้าต่างของยุโรปจริง บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com

ขนส่ง ชง คสช. ย้ายหมอชิต -เอกมัยไปที่ใหม่
ขนส่ง /  บขส. / 

บขส. คาดสัปดาห์นี้ชัดเจนขึ้นย้ายขนส่งหมอชิต - เอกมัย ไปที่ใหม่ หวังรองรับผู้โดยสารที่มีจำนวนมากขึ้น คาดใช้พื้นที่ถนนพหลโยธิน, บางนา-ตราด เป็นสถานีขนส่งใหม่เหตุคล่องตัว รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (14 ก.ค. 57) นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ได้ออกมาปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (หมอชิต) และสถานีขนส่งผู้โดยสารสายตะวันออก(เอกมัย) ไปยังสถานที่ใหม่ เพื่อเป็นการขยายพื้นที่ไว้รองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ต้องการนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นต่อ ว่า ในสัปดาห์นี้จะมีการประชุมถึงเรื่องดังกล่าว จากนั้นจะสรุปเพื่อเสนอให้ คสช. พิจารณาต่อไป แต่จะย้ายไปที่ใดนั้นตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ต้องรอข้อมูลจากสถาบันพระจอมเกล้าธนบุรีที่กำลังศึกษาอยู่ว่าที่ใดจะเหมาะสม แต่คาดว่าน่าจะใช้พื้นที่ย่านถนนพหลโยธิน เป็นหมอชิตใหม่ เพราะสามารถรองรับการขนส่งสายเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือได้ ขณะที่สถานีขนส่งผู้โดยสารสายตะวันออกนั้น บขส.สนใจพื้นที่บริเวณถนนบางนา-ตราด เพราะอยู่รอบนอกที่การจราจรคล่องตัวเหมาะกับการนำมาทำเป็นสถานีขนส่งสาธารณะ สำหรับแนวทางการลงทุนขยายสถานีขนส่งผู้โดยสารทั้ง 2 แห่ง บขส.ได้วางมาตราการไว้ 3 แนวทางคือ 1. บขส.ลงทุนเอง โดยอาจใช้การกู้เงิน หรือนำกำไรสะสมที่มีอยู่ประมาณ 3,000 ล้านบาทมาใช้ 2.การร่วมทุนกับเอกชน และ 3.ให้เอกชนลงทุนทั้งหมด MThai news

เที่ยวใกล้กรุง ดูนกนางนวล สถานตากอากาศบางปู
สถานตากอากาศบางปู /  เที่ยวสมุทรปราการ

อีกสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำที่บรรยากาศดีๆ อาหารอร่อยๆ สำหรับคนเมืองกรุง หรือใกล้เคียงไปเที่ยวกัน นั่นคือ สถานตากอากาศบางปู จ.สมุทรปรากร .. เห็นภาพที่เรานำมาฝากแล้ว นักท่องเที่ยวอย่างเพื่อนๆ Travel.mthai.com ต้องไปสักครั้งแล้ววว เที่ยวใกล้กรุง ดูนกนางนวล สถานตากอากาศบางปู นกนางนวลกลุ่มนี้จะย้ายถิ่นที่อยู่มาทำมาหากินลงมาที่ สถานตากอากาศบางปู การย้ายถิ่นฐานเป็นไปตามฤดูกาล เมื่อช่วงเวลาฤดูหนาวของประเทศในแถบทางเหนือมาถึง นางนวลกลุ่มนี้ก็จะย้ายมาหากินในบริเวณที่อากาศอบอุ่นกว่า ซึ่งที่สถานตากอากาศบางปูนั้น เป็นแหล่งที่เหมาะสม ทั้งยังเป็นบริเวณที่เป็นป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์ ที่มีการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพที่ดี เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และแหล่งอาศัยของนกนานาชนิด นางนวลเจ้าเอย... เที่ยวใกล้กรุง ดูนกนางนวล สถานตากอากาศบางปู ดูภาพเพิ่มเติมได้ที่ www.poobpubtour.com/ ข้อมูลเพิ่มเติม สถานตากอากาศบางปู บางปู หรือ สถานตากอากาศบางปู ในชื่ออย่างเป็นทางการ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในแบบพักผ่อนตากอากาศทางชายทะเลด้านอ่าวไทย ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย บางปูได้ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2480 ตามดำริของ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นมีพื้นที่ทั้งหมด 639 ไร่ ต่อมาจึงได้สร้างสะพานขึ้นมา ชื่อ "สะพานสุขตา" สะพานสุขตาถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของสถานพักผ่อนตากอากาศแห่งนี้ ซึ่งในเวลาต่อมาสะพานสุขตา ได้มีการสร้างเป็นอาคารขึ้นมาในปลายสะพาน ในชื่อ "ศาลาสุขใจ" ปัจจุบันเป็นร้านอาหาร และเป็นที่นัดพบของผู้สูงอายุ สำหรับกิจกรรมเต้นลีัลาศ ทุกวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. สถานตากอากาศบางปูตั้งอยู่ที่ ถนนสุขุมวิท กิโลเมตรที่ 37 ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ จึงทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้กรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่ท่้องเที่ยวและพักผ่อนที่ได้รับความนิยมอย่างมากของวัยรุ่น คนหนุ่มสาวในยุคก่อนพุทธทศวรรษ 2500 นอกจากนี้แล้ว บางปูยังถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวและดูนกที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนกนางนวล ที่อพยพหนีหนาวจากไซบีเรียมาในช่วงต้นฤดูหนาวของทุกปี โดยมีจำนวนนกไม่ต่ำกว่า 5,000 ตัวในแต่ละปี และมีจำนวนนกกว่า 200 ชนิดที่อาศัยอยู่ ณ ที่นี่ / วิกิพีเดีย ข้อมูลเพิ่มเติม ดูได้ที่ www.facebook.com/bangpurta ภาพประกอบสวยๆ จาก /www.poobpubtour.com/

หอมหวานจัง! บ่อนพนันตอนรับ ฟาน กัล ด้วยดอกทิวลิป
ชาวฮอลแลนด์ /  ดอกทิวลิป / 

วิลเลี่ยม ฮิลล์ บ่อนรับพนันถูกกฎหมายของประเทศอังกฤษ ตอนรับ หลุยส์ ฟานกัล กุนซือชาวฮอลแลนด์ด้วยดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศฮอลแลนด์ คือดอกทิวลิปนั้นเอง โดยบ่อนดังกล่าว ได้จัดนำเอาดอกทิปลิป ที่เป็นสัญลักษ์ของประเทศฮอลแลด์ มาจัดวางเรียงกันเป็นรูปหน้าของ หลุยส์ ฟาน กัล เพื่อเป็นการตอนรับการมาคุมบังเหียนให้กับ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นเอง ซึงงานศิลป์นี้จะจัดแสดงไว้ที่สวนของโบสถ์ในพิธภัณฑ์ฟุตบอลแห่งชาติ งานแสดงนี้ใช้ดอกทิวลิปรวมทั้งสิ้น 25,000 ดอกเลยที่เดียว และมีขนาด 18x12 ฟุต จัดทำขึ้นเพื่อตอนรับ หลุยส์ ฟานกัล กุนซือชาวฮอลแลนด์คนใหม่ของ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นเอง

'ปาน พึ่งสุจริต' รองเลขาพรรคมาตุภูมิ โดดสะพานพระราม9
กระโดดสะพานพระราม9 /  ปาน พึ่งสุจริต / 

 "ปาน พึ่งสุจริต" รองเลขาฯพรรคมาตุภูมิ จอดวอลโว่ กลางสะพานพระราม 9 แล้วกระโดดลงเจ้าพระยา เร่งระดม จนท. และส่งนักประดาน้ำกว่า 10 คน ค้นหา ยังไม่พบร่าง ด.ต.บุญ เซา เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ศูนย์ควบคุม ทางด่วน 1 บก.จร. เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า เกิดเหตุมีชายกระโดดสะพานแขวนพระราม 9 ลงมาในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเบื้องต้น พยานที่เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า มีชายอายุกลางคน จอดรถวอลโว่ สีน้ำตาล หมายเลข ทะเบียน 4ว-3345 กทม. ซึ่งเมื่อเข้าตรวจสอบรถดังกล่าวพบว่า เป็นรถของ นายปาน พึ่งสุจริต รองเลขาธิการพรรคมาตุภูมิ ล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำเอารถคันดังกล่าวมาจอดไว้ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางคอแหลม เพื่อตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่อไป และขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังงมหาร่างของ นายปาน ซึ่งยังหาไม่เจอ เพราะกระแสน้ำเชี่ยวมาก รายงานความคืบหน้าจะนำเสนอต่อไป นักประดาน้ำเร่งค้นหา 'ปาน พึ่งสุจริต' ยังไม่พบร่าง พ.ต.อ. สมบัติ แก่นวิจิตร ผกก.สน.บางคลองแหลม เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า จากกรณีที่มีเหตุเห็นชายสวมเสื้อขาวกางเกงสแลคกระโดดจากทางด่วนสะพานพระราม 9 และจอดรถเก๋งวอลล์โว่ สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน 4ว-3345 กทม. ไว้กลางสะพานพระราม 9 มุ่งหน้าฝั่งธนบุรี และจากการตรวจสอบภายในรถ พบเอกสารระบุ นายปาน พึ่งสุจริต รองเลขาธิการพรรคมาตุภูมิ และเคยเป็นอดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันอายุ 78 ปีนั้น ทั้งนี้ ยังไม่พบศพจึงไม่สามารถยืนยันว่าเป็นนายปาน พึ่งสุจริต จริงหรือไม่ แต่จากการสันนิษฐานของ เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่า กระโดดลงไปเอง ซึ่งขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิปอเต็กตึ้ง เจ้าหน้าที่ ปภ. พร้อมด้วยนักประดาน้ำอีก 10 คน ได้นำเรือยางของ ปภ. และเรือของตำรวจน้ำ เร่งระดมค้นหาตลอดรอบสะพานพระราม 9 และย้อนขึ้นไปทางสะพานกรุงเทพ ซึ่งการค้นหาเป็นไปด้วยความอยากลำบาก เนื่องจากมืดและกระแสน้ำเชี่ยวมากบวกกับมีน้ำทะเลหนุน และขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังค้นหาผู้กระโดดลงจากสะพานต่อไป

เมืองโบราณ เฟิ่งหวง ความสวยงามท่ามกลางธรรมชาติ
ธรรมชาติ /  หูหนาน / 

วันนี้ Travel MThai ขอพาสมาชิกมิตรรัก ไปเที่ยวยังเมืองหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ใกล้แม่น้ำ เมฆหมอกและภูเขาในชนบทของเมืองจีน กันที่ เมืองโบราณ เฟิ่งหวง ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกของมณฑลหูหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ครับ เมืองโบราณ เฟิ่งหวง ความสวยงามท่ามกลางธรรมชาติ เมืองโบราณ เฟิ่งหวง เมืองที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และขุนเขาที่สวยงาม สงบน่าไปเยือนอย่างยิ่ง เมืองโบราณ เฟิ่งหวง สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง มีประวัติกว่า 400 ปี เนื่องจากเขาหนานหัวที่อยู่ทางใต้ของเมืองมีรูปร่างเหมือนหงส์ จึงได้ชื่อว่า "เฟิ่งหวง" แปลว่า "หงส์" มีแม่น้ำไหลผ่านกลาง เมืองโบราณ เฟิ่งหวง นั่งชมวิวริมน้ำ ให้บรรายากาศที่ยอดเยี่ยม ปัจจุบัน เมืองโบราณ เฟิ่งหวง มีประชากรประมาณ 3 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าถู่เจียและชาวม้ง เวลาเดินอยู่ในตัวเมือง มักจะพบหญิงสาวชาวม้งหรือชาวถู่เจียในชุดชนชาติที่ประดับด้วยลายดอกไม้ เพิ่มความงดงามให้เมืองโบราณแห่งนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว เมืองโบราณ เฟิ่งหวง ความสวยงามท่ามกลางธรรมชาติ เมืองโบราณ เฟิ่งหวง เป็นเมืองขนาดเล็ก ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็เดินได้ทั่ว แบ่งเป็นเมืองเก่ากับเมืองใหม่ เมืองเก่าสร้างขึ้นตามเชิงเขาและมีลำน้ำถัวเจียงไหลผ่าน มีถนนที่ปูด้วยหินสีเขียว 20 กว่าสาย มีกำแพงเมืองโบราณตั้งอยู่ริมน้ำ มีหงเฉียวซึ่งเป็นสะพานเก่าแก่ ที่มีหลังคาคลุมเชื่อมสองฟากฝั่งให้เป็นหนึ่งเดียว เมืองโบราณ เฟิ่งหวง เป็นเมืองที่กำเนิดอัจฉริยะบุรุษหลายคน นอกจากเสิ่นฉงเหวิน ซึ่งเป็นนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว สง ซีหลิง อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสาธารณรัฐจีน และนายหวาง หย่งยู่ว์ จิตรกรที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศก็เป็นชาวเฟิ่งหวง บ้านเดิมของเสิ่นฉง เหวิน นักประพันธ์ นักประวัติศาสตร์และนักการศึกษาค้นคว้าโบราณ คดีนามอุโฆษของจีน เป็นบ้านที่มีลานบ้านล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ก่อด้วยอิฐทนไฟที่มีสัญลักษณ์ประจำท้องถิ่นในภาคตะวันตกของมณฑลหูหนาน ซึ่งตกทอดมาจากรุ่นปู่ของเสิ่นฉง เหวิน อดีตผู้บัญชาการทหารประจำมณฑลกุ้ยโจวในสมัยราชวงศ์ชิง ต่อมาจึงสร้างเป็นบ้านเรือนดังกล่าว เมืองโบราณ เฟิ่งหวง เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยว บ้านเรือนเก่าแก่ของเฟิ่งหวง จึงใช้เป็นสถานที่เปิดบ้านพักสำหรับนักท่อง เที่ยวบาร์เบียร์ และร้านค้าที่มีเอกลักษณ์ต่างๆ บาร์เบียร์เป็นสถานที่ที่พลาดไปไม่ได้หากไปเฟิ่งหวง เพราะส่วนใหญ่ตั้งอยู่สองข้างของลำน้ำ นั่งชมทิวทัศน์ที่สวยงามท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติก มีการตกแต่งที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ ไปนั่งอ่านหนังสือ จิบชา จิบเบียร์ หรือเล่นเน็ตก็ได้ พอพลบค่ำ โคมไฟสีแดงของแต่ละร้านที่อยู่สองฝากฝั่งลำน้ำก็สว่างไสว ประดับให้เมืองเก่าแก่แห่งนี้มีความสวยงามยิ่ง อีกจุดเด่นของ เมืองโบราณ เฟิ่งหวง คือ "เตี้ยวเจี่ยวโหล" เป็นบ้านที่ยกพื้นสูงเรียงรายกันตามริมน้ำที่ใสสะอาดจนมองเห็นทุกสรรพสิ่ง เป็นทัศนียภาพที่สวยงาม เป็นที่นิยมชมชอบทั้งชาวจีนและชาวต่างประเทศ เห็นแล้วน่าไปจริงๆ นั่งเรือชิลๆ ชมสองฝั่งแม่น้ำ เมืองโบราณ เฟิ่งหวง เพลิดเพลินสบายตาและใจ บรรยากาศใน เมืองโบราณ เฟิ่งหวง ก็สวยไม่ใช่น้อย ถ้ามีโอกาสน่าไปเที่ยวสักครั้ง :D ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น ข้อมูลและภาพ : doubleenjoy.com / extraholidaythailand.com / cnto.org.au / chinadaily.com.cn เรียบเรียงโดย Travel MThai เมืองโบราณ เฟิ่งหวง ความสวยงามท่ามกลางธรรมชาติ ข่าว : น้ำท่วม เมืองโบราณเฟิ่งหวง ที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจีน : 17 ก.ค. 2557 10 อันดับ สถานที่ท่องเที่ยวของจีน ที่ไม่ควรพลาด ! 16 ข้อควรรู้ ก่อน เที่ยวฮ่องกง

นักข่าวโวย คสช. สั่งรื้อรังนกกระจอกในทำเนียบ หวังป้องข่าวรั่ว
ข่าววันนี้ /  ทำเนียบรัฐบาล / 

นักข่าว คัดค้านคสช. รื้อห้องผู้สื่อข่าวหนึ่ง 1 เพื่อปรับภูมิทัศน์ทำเนียบรัฐบาล ป้องกันข่าวรั่วไหล ชี้หวั่นมีที่ไม่พอให้สื่อทำงาน ทำลายสัญลักษณ์ประจำทำเนียบ รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (14 ก.ค. 57) ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ได้รวมตัวกันคัดค้าน คสช. ไม่ให้มีการรื้อห้องผู้สื่อข่าว 1 หรือรังนกกระจอกเก่า ที่ติดกับตึกนารีสโมสรในทำเนียบรัฐบาล ภายหลัง คสช. ได้มีมาตราการปรับปรุงซ่อมแซมทำเนียบรัฐบาล เพื่อเตรียมความพร้อมไว้รองรับการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ และจัดระเบียบสื่อเพื่อป้องกันข่าวที่รั่วไหล ด้วยการย้ายสื่อมวลชนทั้งหมดไปรวมกันอยู่ที่ห้องผู้สื่อข่าว 2 ข้างประตู 1 ข้างคลองเปรมประชากร ส่วนพื้นที่เดิมของห้องผู้สื่อข่าว 1 จะถูกปรับเป็นสวนหย่อมแทน โดยผู้สื่อข่าวส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับมาตราการดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่า รังนกกระจอกเป็นห้องทำงานสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลมานานกว่า 35 ปี และกลายเป็นสัญลักษณ์ส่วนหนึ่งของทำเนียบรัฐบาลไปแล้ว ขณะที่ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ นางยุวดี ธัญศิริ หรือ เจ๊ยุ เผยว่า แนวคิดดังกล่าวเคยมีมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งขณะนั้นมีกระแสต้านจนต้องยุติไป และหากมีการรื้อห้องทำงานสื่อมวลชนดังกล่าวออกไปจริง ตนเป็นห่วงว่านักข่าวที่มาปฏิบัติหน้าที่ในทำเนียบจะไม่มีที่ให้อยู่ ให้ทำงาน เพราะสื่อมีจำนวนมากขึ้นทุกวัน ดังนั้นการปรับอะไรให้ดีขึ้นและเหมาะสมก็เห็นด้วย แต่ถ้าปรับแล้วไม่ดีขึ้นก็ไม่เห็นด้วย ส่วนการใช้งบประมาณกว่า 300 ล้านบาทในการปรับปรุงนั้น เบื้องต้นยังไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่จะคอยติดตามการทำงานและดูว่าจะมีการทุจริตกันหรือไม่ MThai news

ไนกี้ เผยโฉม “ลูนาร์ไกลด์ 6” รองเท้าวิ่งที่ผสานเทคโนโลยีจากนักบินอวกาศ
รองเท้าวิ่ง /  ลูนาร์ไกลด์ 6 / 

ไนกี้ เผยโฉม “ลูนาร์ไกลด์ 6” รองเท้าวิ่งนวัตกรรมขั้นสูงที่ผสานความสมดุลระหว่างเทคโนโลยีลูนาร์ลอนจากนักบินอวกาศเพื่อสร้างสรรค์การวิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไนกี้ ผู้นำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์กีฬาระดับโลกและแบรนด์กีฬาที่ถือกำเนิดจากกีฬาวิ่ง เปิดตัวรองเท้าวิ่งลูนาร์ไกลด์ 6      รองเท้าวิ่งประสิทธิภาพเยี่ยมที่ผสานความสมดุลระหว่างเทคโนโลยีลูนาร์ลอนจากนักบินอวกาศ เพื่อเพิ่มความความกระชับและการตอบสนองในการวิ่งได้อย่างดีเยี่ยม จุดเด่นของรองเท้าลูนาร์ไกลด์ 6 (Lunarglide 6) คือชั้นรองรับแรงกระแทกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนักบินอวกาศในขณะที่ก้าวเท้ากระโดดอยู่บนดวงจันทร์ ซึ่งรองเท้ารุ่นนี้ได้ปรับปรุงประสิทธิภาพให้มีความมั่นคงมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยการพัฒนาแผ่นรองรับแรงกระแทกไนกี้ ลูนาร์ลอนที่มีขนาดน้ำหนักเบา ให้มีความเสถียรรองรับเท้าและเหมาะกับรูปแบบการวิ่งที่หลากหลายได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้ลูนาร์ไกลด์ 6 สามารถตอบสนองความต้องการของนักวิ่งได้อย่างดีเยี่ยมทุกคน นับตั้งแต่การเปิดตัวเทคโนโลยีรองรับแรงกระแทกลูนาร์ลอนเมื่อ 6 ปีก่อน เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการปรับปรุงให้มีรูปแบบและสไตล์ที่แตกต่างกันถึง 8 แบบ และในวันนี้รองเท้าลูนาร์ไกลด์ 6 จึงได้ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการออกแบบให้ชั้นรองรับแรงกระแทกมีน้ำหนักเบากว่าเดิม โดยเฉพาะในส่วนส้นรองรับเท้าที่มีการเพิ่มคุณสมบัติเทคโนโลยีไดนามิค ซัพพอร์ท เพื่อให้มีการทรงตัวที่ดีขึ้นและมีหน้ารองเท้าที่สรรสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด ร็อบ วิลเลี่ยมส์ นักออกแบบผลิตภัณฑ์กีฬาของ ไนกี้ กล่าวว่า “ลูนาร์ไกลด์เป็นการผสมผสมที่ลงตัวระหว่างประสิทธิภาพและสไตล์การใช้งาน เราได้นำแนวคิดต่างๆ มาปรับปรุงเพื่อสร้างความสมดุลให้กับรองเท้ารุ่นนี้ ด้วยการนำเสนอชั้นรองรับแรงกระแทกลูนาร์ลอนที่มีน้ำหนักเบา เพื่อมอบการสัมผัสที่นุ่มสบายและตอบสนองเท้าได้อย่างดีเยี่ยม  ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าลูนาร์ไกลด์ 6 จึงเป็นนวัตกรรมที่ดีที่สุดสำหรับนักวิ่ง ที่ผสานความโดดเด่นระหว่างการปกป้องเท้าและรองรับแรงกระแทกให้อยู่ในรองเท้าคู่เดียวกัน” ขณะเดียวกันข้อคิดเห็นของนักวิ่ง ยังถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักที่ทาง ไนกี้ ได้นำมาใช้เป็นแนวทางการออกแบบรองเท้ารุ่นใหม่ๆ รวมไปถึงส่วนส้นรองรับเท้าที่ได้รับการออกแบบลวดลายให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของเท้า  ชาลีน ฟลานาแกน เจ้าของเหรียญทองแดงวิ่ง 10,000 เมตรและนักวิ่งมาราธอนกล่าวว่า “ลูนาร์ไกลด์ 6 เป็นรองเท้าวิ่งรุ่นที่ดีที่สุดในตระกูลนี้ เพราะไนกี้ได้เน้นความสมดุลของเทคโนโลยีและความทนทานของตัวรองเท้าได้เป็นอย่างดี ทำให้ฉันรู้สึกมั่นใจในขณะฝึกซ้อมหรือวิ่งระยะไกล ขณะเดียวกันฉันยังชื่นชอบรูปทรงของรองเท้าที่ดูเพรียวบาง และความรู้สึกนุ่มสบายของชั้นรองรับแรงกระแทกที่เบาราวกับว่าวิ่งอยู่บนปุยเมฆ” และเพื่อเพิ่มความสมดุลให้แก่รองเท้า นักออกแบบของไนกี้ยังได้เสริมเทคโนโลยีไดนามิค ซัพพอร์ท 2 ชิ้นในช่วงกลางของส้นเท้าเพื่อลดแรงกระแทก ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ ไนกี้ได้คิดค้นและนำเสนอร่วมกับรองเท้าลูนาร์ไกลด์รุ่นแรกเมื่อปี 2009 เพื่อใช้เป็นจุดศูนย์กลางรองรับแรงกระแทกโดยโฟมที่มีความหนาแน่นต่างกัน ขณะเดียวกันหน้ารองเท้ายังได้รับการผลิตจากโฟมและวัสดุหลายชั้นที่สามารถระบายอากาศได้เป็นอย่างดี เพื่อมอบความสบายให้กับเท้าและช่วยให้เท้าเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น  ผิวหน้าของรองเท้ามีลวดลายกราฟิกที่สวยงามและระบายอากาศได้ดี พร้อมกับมีเทคโนโลยีไนกี้ ฟลายไวร์ คอยโอบอุ้มเท้าที่มีลักษณะที่แตกต่างกัน และมีคลิปบริเวณส้นเท้าเพื่อประคองให้เท้าอยู่นิ่งและกระชับมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีไกลด์บนโฟมลูนาร์ลอนที่เบาขึ้นกว่าที่เคย รองเท้าไนกี้ลูนาร์ไกลด์ 6 ใช้โฟมลูนาร์ลอนที่น้ำหนักเบากว่าเดิมเพื่อมอบความรู้สึกนุ่มสบาย และตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น   โฟมดังกล่าวนี้เริ่มใช้ในรองเท้ามาราธอนรุ่นลูนาเรเซอร์และรองเท้ารุ่นไฮเปอร์ดังก์สำหรับนักกรีฑาระดับแนวหน้าของโลกที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เมื่อปี 2008 ณ นครปักกิ่ง และหลังจากนั้นอีกไม่นานนักวิ่งทั่วโลกก็ได้มีโอกาสสัมผัสถึงนวัตกรรมดังกล่าวจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ รองเท้าลูนาร์ไกลด์ 6 ได้รับการออกแบบให้มีทั้งสไตล์และประสิทธิภาพที่ดีเลิศ โดยมีรูปทรงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมสมัยใหม่และแนวคิดการออกแบบแบบมินิมัล นอกจากนี้ ทีมงานของวิลเลี่ยมยังได้ศึกษาสีสันและลวดลายใหม่ๆสำหรับการออกแบบรองเท้ารุ่นนี้อีกด้วย “สีสันและลวดลายที่ใช้กับรองเท้าลูนาร์ไกลด์ 6 เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่สื่อถึงแนวคิดสมัยใหม่ของการวิ่ง โดยรูปทรงของรองเท้าดูเรียบง่ายและหนักแน่น พร้อมกับมีสุนทรียะที่น่าหลงใหล”  นักออกแบบผลิตภัณฑ์กีฬาของไนกี้กล่าวเพิ่มเติม สร้างสรรค์อย่างใจด้วยไนกี้ไอดี ถ้าพูดถึงสไตล์ในการวิ่งของแต่ละคนนั้น ย่อมมีสไตล์ที่แตกต่างกัน และสำหรับบางคนอาจจะมีความชื่นชอบส่วนตัวอย่างเช่นการเลือกทีมโปรดที่จะเชียร์ และในขณะที่กระแสมหกรรมกีฬาอันทรงเกียรติที่เพิ่งจบลงไป นักวิ่งทุกคนยังสามารถเลือกสีรองเท้าตามสีของทีมชาติต่างๆที่ตัวเองชื่นชอบได้อีกด้วย พบกับรองเท้าลูนาร์ไกลด์ 6  ที่ร้าน ไนกี้สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ สาขาเทอมินอล 21 สาขาสยามดิสคอฟเวอรี่ สาขาเอสคิว 1 ร้านไนกี้ คอนเนอร์ สาขาซุปเปอร์สปอร์ต ร้านอาริ รันนิ่งคอนเซ็ปต์สโตร์ สาขา เซ็นทรัลเวิลด์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

สีมงคลประจำวัน ส่งเสริมโชคลาภ เสน่ห์และความเป็นศิริมงคล
สี /  สีประจำวัน / 

การเลือก สีมงคลประจำวัน ตามความเชื่อทางโหราศาสตร์แล้ว สีเป็นสัญลักษณ์ประจำวันมาตั้งแต่โบราณ มีการนำหลักเกณฑ์มหาทักษาที่ใช้ในการตั้งชื่อมาผสมผสานในการเลือกสีมงคล ประจำวัน โดยที่คุณสามารถเลือกสีของเสื้อผ้าเพื่อสวมใส่ให้ถูกต้องกับวันเกิดของตัวเองได้ เพื่อส่งเสริมด้านโชคลาภ เสน่ห์และความเป็นศิริมงคลให้แก่ชีวิตครับ ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ สีประจำวันคือ สีแดง สีที่ให้โชคลาภ เสน่ห์ และความเป็นศิริมงคล คือ สีเขียว ส่วน สีชมพู ใส่แล้วจะทำให้คนเกรงขาม สีที่เป็นกาลกิณี คือ สีน้ำเงิน ฟ้า ผู้ที่เกิดวันจันทร์ สีประจำวันคือ สีเหลือง สีที่ให้โชคลาภ เสน่ห์ และความเป็นศิริมงคล คือ สีม่วง ในเช้าวันจันทร์ควรใส่เสื้อผ้าสีขาว-ม่วง ผสมกัน ส่วน สีเขียว จะเป็นสีแห่งเกียรติยศ สังเกตได้จากทหารและข้าราชการจะใส่ สีเขียว และ สีเหลือง สีที่เป็นกาลกิณี คือ สีแดง ผู้ที่เกิดวันอังคาร สีประจำวันคือ สีชมพู สีที่ให้โชคลาภ เสน่ห์ และความเป็นศิริมงคล คือ สีส้ม สีทอง สีอิฐ สีโอลด์โรส ส่วน สีที่ส่งเสริมด้านเกียรติยศคือ สีม่วง สีที่เป็นกาลกิณี คือ สีเหลือง สีขาว ผู้ที่เกิดวันพุธ สีประจำวันคือ สีเขียว สีที่ให้โชคลาภ เสน่ห์ และความเป็นศิริมงคล คือ สีเขียว สีน้ำเงินเข้ม สีดำ สีเทา สีน้ำตาล ส่วน สีที่ใส่แล้วจะส่งเสริมเกียรติยศมีคนเกรงขามคือ สีส้มอิฐ สีที่เป็นกาลกิณี คือ สีชมพู ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี สีประจำวันคือ สีแสด สีที่ให้โชคลาภ เสน่ห์ และความเป็นศิริมงคล คือ สีแดง ตั้งแต่แดงสดไปถึงแดงอ่อน ส่วน สีที่ส่งเสริมเกียรติยศและมีผู้คนเกรงขาม คือ สีฟ้าและสีน้ำเงิน สีที่เป็นกาลกิณี คือ สีม่วง ผู้ที่เกิดวันศุกร์ สีประจำวันคือ สีฟ้า สีที่ให้โชคลาภ เสน่ห์ และความเป็นศิริมงคล คือ สีชมพู ส่วน ถ้าใส่ สีเหลือง สีขาว จะส่งเสริมให้มีคนรักคนชอบ สีที่เป็นกาลกิณี คือ สีดำและน้ำเงินเข้ม ผู้ที่เกิดวันเสาร์ สีประจำวันคือ สีม่วง สีที่ให้โชคลาภ เสน่ห์ และความเป็นศิริมงคล คือ สีฟ้าหรือสีน้ำเงิน ส่วน สีแห่งอำนาจและเกียรติยศ คือ สีดำ สีเทาแก่ สีควันบุหรี่ สีที่เป็นกาลกิณี คือ สีเขียว คฑา ชินบัญชร นักพยากรณ์ฮวงจุ้ยและหมอดูไพ่ยิปซี กล่าวว่า การเลือกสีเสื้อผ้าให้หาสีประจำวันใส่คู่กับสีมงคลอาจเลือกใส่แบบท่อนบนสีหนึ่ง ส่วนท่อนล่างอีกสีหนึ่งก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกใส่แต่สีล้วนเพียงแบบเดียว หรือถ้าไม่สามารถหาเสื้อผ้าตามสีได้จริงๆ ก็อาจเลือกใส่ชุดชั้นในตามสีมงคลก็ได้

วิจารณ์แซด เบนซ์หรูป้ายทะเบียน'กรุงธนบุรี' ตร.เตรียมจับถึงบ้าน
รถเบนซ์กรุงธนบุรี /  เบนซ์ป้ายกรุงธนบุรี

ตำรวจทราบข้อมูลแล้ว เตรียมจับรถทะเบียนปลอมป้ายกรุงธนบุรีถึงบ้านพัก  เฟซบุ๊ค ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร - บก.02 ได้เผยว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบกรณีที่มีการแชร์ภาพรถเบนซ์ป้ายทะเบียน กรุงธนบุรี ซึ่งจากการตรวจสอบระบบพบว่ารถคันดังกล่าวเอาไปทำทะเบียนเอง แต่เดิมเป็นป้ายทะเบียนกรุงเทพฯแต่เจ้าของเอาทะเบียนไปทำใหม่ ซึ่งพบว่ารถเบนซ์คันนี้จดทะเบียนที่สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 1 เป็น รถ MERCEDES BENZ รุ่น SLK200 CGI สีดำ ขนาด 1796 ซีซี จดทะเบียน เมื่อ พ.ย.55 วันสิ้นอายุภาษี 23 พ.ย.57 ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบชื่อเจ้าของและที่อยู่แล้วและจะส่งตำรวจจราจร ไปตรวจสอบจับกุมที่บ้านพัก ซึ่งสมาชิกเฟซบุ๊คท่านหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นว่า ปัจจุบัน ทะเบียนกรุงธนบุรีตอนนี้ไม่มีอยู่ในสารบบของกรมการขนส่งแล้ว และรถคันนี้เป็นรถรุ่นใหม่เพิ่งจดทะเบียน พ.ย. 2555 ยังไม่ถึง 2 ปีเลย เพราะฉะนั้นจงใจละเมิดกฎหมายชัดๆ แบบนี้ผิดกฎหมายถึงแม้จะเป็นป้ายเก่าสมัยยังมีกรุงธนบุรีแต่เมื่อเอารถคันหนึ่งคันใดไปจดใหม่แล้วประสงค์จะใช้หมายเลขเดิมก็ต้องเปลี่ยนเป็นกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ชาวสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ว่าปัจจุบันมีการทำป้ายทะเบียนปลอมจำนวนมาก ซึ่งมักจะเกิดปัญหาเวลาที่เกิดอุบัติเหตุและการผิดกฎจราจร จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบและเข้มงวดร้านที่รับทำป้ายปลอมแบบนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะมีปัญหาไปเรื่อยๆ MThai News

เกมส์ Destiny เผยชุดสะสมเกมส์พิเศษ มอบของที่ระลึกสุดล้ำ
Destiny

Activision และ Bungie เปิดเผยชุดสะสมเกมส์พิเศษจากเกมส์ Destiny สำหรับเวอร์ชั่นคอนโซล เตรียมพร้อมวางขาย 9 กันยายน 2014 นี้ สำหรับชุดเกมส์ Destiny ประกอบไปด้วย 2 ชุด ได้แก่ชุด Ghost Edition กับ Destiny Limited Edition ชุด Destiny Limited Edition ประกอบไปด้วยกล่องเกมส์แบบเหล็กที่จัดทำมาพิเศษ, ไอเทมพิเศษ Vanguard Armory และสัญลักษณ์ลายพิเศษดังนี้ • Guardian Folio - Arms & Armament Field Guide - Postcards from the Golden Age - Antique Star Chart • Collector’s Edition Digital Content Pack - Unique Ghost Casing - Exclusive Player Emblem - Exclusive Player Ship Variant นอกจากนี้ ยังเพิ่ม Destiny Expansion Pass กับสองภารกิจใหม่ ทั้งภารกิจในโหมด Co-Op และมัลติเพลเยอร์ ได้แก่ Expansion I: The Dark Below กับ Expansion II: House of Wolves และยังได้รับอาวุธชุดเกราะภายในเกมส์อีกด้วย ชุดดังกล่าวสนนราคา 89.99 ดอลล่าร์ (ราว 2,880 บาท) ด้านชุดเกมส์ Destiny Ghost Edition จะมอบของพิเศษเท่ากับชุด Limited Edition แต่จะเพิ่มของที่ระลึกสุดล้ำ อย่างเช่น Ghost Replica, จดหมายแนะนำที่จัดทำพิเศษ, ของที่ระลึกจากเกมส์สุดล้ำ เป็นต้น โดยชุดดังกล่าวสนนราคา 149.99 ดอลล่าร์ (ราว 4,800 บาท) เกมส์ Destiny วางขาย 9 กันยายน 2014 บน Xbox One, PlayStation 4, Xbox 360 และ PlayStation 3

ไนกี้ เผยแรงบันดาลใจการสร้างสรรค์ ชุดแข่งทีมแซมบ้า ทีมตราไก่ และทีมอัศวินสีส้ม ก่อนดวลรอบ 8 ทีม
ชุดแข่ง /  บราซิล / 

ไนกี้ เผยแรงบันดาลใจการสร้างสรรค์ ชุดแข่งทีมแซมบ้า ทีมตราไก่ และทีมอัศวินสีส้ม ก่อนดวลศึกรอบ 8 ทีมสุดท้ายในมหกรรมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ไนกี้ผู้นำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์กีฬาโลก เปิดเผยแรงบันดาลใจในการดีไซน์ชุดทีมเหย้าและทีมเยือนให้กับทีมชาติบราซิล ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ 3 ทีมดังที่ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายมหกรรมฟุตบอลระดับโลก โดยคำนึงถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แตกต่างกัน หลังจากที่การแข่งขันรอบคัดเลือก 16 ทีมสุดท้ายของมหกรรมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้เพิ่งผ่านพ้นไป ล่าสุดไนกี้ ผู้นำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์กีฬาระดับโลกและผลิตภัณฑ์กีฬาฟุตบอล ได้เผยแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ชุดแข่งให้กับทีมชาติบราซิล ทีมชาติฝรั่งเศส และทีมชาติเนเธอร์แลนด์ 3 ทีมเต็งที่ผ่านเข้าสู่การแข่งขันในรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยไนกี้ได้คำนึงถึงแนวทางการออกแบบที่เน้นนวัตกรรมขั้นสูงผสมผสานกับเอกลักษณ์ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ และสื่อถึงความภาคภูมิใจและมรดกที่สำคัญต่างๆของแต่ละชาติ นักออกแบบผลิตภัณฑ์กีฬาของไนกี้ได้ใช้เทคนิคการสแกนร่างกายนักกีฬาแบบ 3 มิติ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงคุณลักษณะด้านความกระชับ ความสบายขณะสวมใส่ เพื่อให้นักกีฬาเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ไนกี้ยังได้เลือกใช้เทคโนโลยีไนกี้ไดร-ฟิตและไนกี้เบสเลเยอร์ เพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกายของนักเตะ และเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายอากาศได้ดียิ่งขึ้น ทีมชาติบราซิล ชุดเหย้าของทีมชาติบราซิลในชุดสีเหลือง มีการออกแบบเพื่อสร้างความโดดเด่นให้แก่นักเตะมากยิ่งขึ้นขึ้น ซึ่งหลังจากทำการสแกนร่างกายนักฟุตบอลกับทีมชาติบราซิลทุกคน ไนกี้ได้นำข้อมูลที่ได้รับมาพัฒนาคอเสื้อแบบใหม่เพื่อให้นักเตะสวมใส่ได้อย่างสบายและกระชับ ขณะที่ตราสัญลักษณ์บนอกเสื้อมีการใช้ด้ายสีทองเมทัลลิคเพื่อสร้างการสะท้อนแสง โดยที่ตราดังกล่าวมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเสื้อแข่งรุ่นก่อนๆ บริเวณด้านในเสื้อหลังตราสัญลักษณ์มีการปักคำว่า “Nascido para jogar futebol”  ภาษาโปรตุเกสที่แปลว่า “เกิดมาเพื่อเล่นฟุตบอล” นอกจากนี้ยังมีการปักรูปนกคานารี่ตัวเล็กๆไว้เพื่อสื่อถึงฉายาคานารินโญ่ (Canarinho) ของทีมชาติบราซิลอีกด้วย ส่วนตัวพิมพ์หลังเสื้อนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัวพิมพ์มือที่พัฒนามาจากตัวพิมพ์ที่ใช้ในโปสเตอร์ตามท้องถนนในประเทศ สำหรับกางเกงชุดเหย้าของทีมชาติบราซิลยังคงใช้สีสีน้ำเงิน (Brasilian Varsity Royal) พร้อมมีแถบสีขาวที่เป็นเอกลักษณ์แบบดั้งเดิม ชุดเยือนรุ่นใหม่ของทีมชาติบราซิลได้รับแรงบันดาลใจมาจากพลังและความทุ่มเทที่คนบราซิลมีต่อกีฬา ตลอดจนการเต้นรำและวิถีชีวิตของพวกเขา เสื้อชุดเยือนสีฟ้ามีการปักตราของทีมชาติบราซิล และมีลวดลายรูปวงกลมและตราเพชรที่นำมาจากธงชาติของประเทศบราซิล ซึ่งสีฟ้าสื่อถึงชายฝั่งและวัฒนธรรมการเล่นกระดานโต้คลื่นของชาวบราซิล ขณะที่แถบด้านในบริเวณด้านหลังคอเสื้อ สื่อให้เห็นถึงกลุ่มดาวกางเขนใต้ซึ่งปรากฏอยู่บนธงชาติบราซิล โดยกลุ่มดาวนี้ได้ปรากฏอยู่บนท้องฟ้าของกรุงริโอ เด จาเนโร เมื่อมีการก่อตั้งสาธารณรัฐบราซิลในปี 1899 โดยมีถุงเท้าสีฟ้าเพื่อให้เข้ากับกางเกงแบบคลาสสิคอีกด้วย ทีมชาติฝรั่งเศส ชุดเหย้าของทีมชาติฝรั่งเศสมีความโดดเด่น ด้วยการผสานวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวฝรั่งเศสและความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของชาติไว้ ลวดลายที่ใช้บนเสื้อได้รับแรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์ของเมืองนีมส์ เมืองทางตอนใต้ของประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของผ้ายีนส์สมัยใหม่และผ้าคลุมไหล่ที่ผลิตจากผ้าไหม และเคยเป็นที่นิยมไปทั่วยุโรปในศตวรรษที่ 18 ตราสัญลักษณ์บนอกเสื้อได้รับแรงบันดาลใจมาจากสัญลักษณ์ที่เคยใช้ในปี 1958 และสะท้อนถึงความคิดเห็นของเหล่านักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศสชุดที่ต้องการ “สัมผัสถึงประวัติศาสตร์ของชาติตนเอง” โดยรูปไก่บนอกเสื้อจะมีขนาดใหญ่กว่าเดิมและดูแยกส่วน เพื่อให้ดูโดดเด่นและเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความภาคภูมิใจของคนในชาติ ไนกี้ได้จัดวางตราไก่ไว้เหนือบริเวณหัวใจของผู้สวมใส่พอดี โดยมีหมายเลขเสื้อของผู้เล่นแต่ละคนอยู่ข้างใต้ อีกทั้งยังมีแถบธงชาติฝรั่งเศสเป็นลวดลายบนปกเสื้อ ส่วนกางเกงสำหรับชุดเหย้านั้นเป็นสีขาวโทนคลาสสิค ชุดเยือนของทีมชาติฝรั่งเศสเป็นชุดที่ได้รับสีสันและสไตล์มาจากแฟชั่นของฝรั่งเศส เสื้อเยือนมีการแฝงลวดลายแบบกะลาสีมารีนีเเยร์(Marinière) พร้อมสีเทา  โดยมีปกคอเสื้อเป็นแบบปกตั้งพร้อมมีแถบธงชาติฝรั่งเศสเป็นลวดลายบนปกเสื้อ โดยกางเกงมีสีน้ำเงินเข้มซึ่งเนื้อผ้าได้รับแรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์ของผ้ายีนส์จากเมืองนีมส์ ส่วนถุงเท้าจะเป็นสีขาวแบบคลาสสิค ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ การดีไซน์ชุดแข่งทีมเหย้าของทีมชาติเนเธอร์แลนด์หรืออัศวินสีส้มเต็มเปี่ยมไปด้วยความแข็งแกร่งและลูกเล่นใหม่ๆ อีกทั้งยังรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิอันยาวนานของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 125 ปีของสมาคมฟุตบอลเนเธอร์แลนด์  ชุดเหย้าในปีนี้จึงมีตราสัญลักษณ์สิงโตบนอกเสื้อที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เฉกเช่นเดียวกับชุดแข่งขันในปี 1907 ด้านใต้ของตราดังกล่าวมีการปักตัวเลขปี 1899 อันเป็นปีแรกเริ่มของการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ ด้านในปกเสื้อมีการปักตราสิงโตสวมมงกุฎเช่นเดียวกับนอกเสื้อด้วยเช่นกัน และในปีนี้ ไนกี้ยังได้ร่วมมือกับ วิม คูเวล นักออกแบบตัวพิมพ์ระดับตำนานชาวดัทช์  เพื่อสร้างสรรค์ตัวพิมพ์แบบใหม่สำหรับการปักชื่อและหมายเลขของผู้เล่นแต่ละคน โดยตัวพิมพ์แบบใหม่นี้มีความคล้ายคลึงกับหมายเลขหลังเสื้อแข่งที่เป็นนิยมในทศวรรษที่ 70โดยตัวเลขแต่ละตัวจะมีการปักตราของสมาคมฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ไว้ข้างใต้ ขณะที่กางเกงสำหรับชุดแข่งเหย้าปีนี้เป็นสีขาวและมีถุงเท้าเป็นสีส้ม

คสช. ประกาศฉบับ 98-99 สั่งย้าย อธิบดีกรมเจ้าท่า ผอ. SME
ข่าววันนี้ /  คสช. / 

คสช. ออกประกาศฉบับ 98-99 สั่งย้าย อธิบดีกรมเจ้าท่า-โรงงานอุตสาหกรรม รวมผอ.SME เมื่อช่วงคืนที่ผ่านมา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้ออกประกาศคำสั่งฉบับที่ 98/2557 และฉบับที่ 99/2557 เรื่องการกำหนดตำแหน่งเพิ่มและการแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง ดังนี้ 1.ให้กำหนดตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นในกระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 1 ตำแหน่ง 2.ให้นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ พ้นจากตำแหน่ง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม 3.ให้นายพสุ โลหารชุน พ้นจากตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม 4.ให้นายชาญชัย สุวิสุทธะกุล พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงคมนาคม 5.ให้นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ พ้นตำแหน่งอธิบดีกรมเจ้าท่า ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม 6.ให้นายจุฬา สุขมานพ พ้นตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เป็น อธิบดีกรมเจ้าท่า และ7.ให้นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ พ้นตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร จากนั้น คสช. มีคำสั่งฉบับที่ 99 ให้ 1.นายปฏิมา จีระแพทย์ พ้นจากตำแหน่ง ผอ.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 2.น.ส.วิมลกานต์ โกสุมาศ รองผอ.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รักษาการแทนผอ. MThai news ข่าวที่เกี่ยวข้อง สรุปประกาศของคสช. ทุกฉบับ รวมประกาศทุกฉบับของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ละเมิดลิขสิทธิ์?? ฟีฟ่าแบนหมวกกันน็อกนักแข่งF1
f1 /  นิโค รอสเบิร์ก / 

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟา) สั่งห้าม นิโค รอสเบิร์ก นักขับเบอร์ 2 สังกัด เมอร์เซเดส จีพี สวมหมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษ ฉลอง เยอรมัน คว้าแชมป์ เวิลด์ คัพ 2014 ที่ประเทศบราซิล ลงแข่งฟอร์มูลา วัน รายการ "เยอรมัน กรังปรีซ์" ระหว่างวันที่ 18-20 กรกฎาคมนี้ เนื่องจากเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา นักซิ่งวัย 27 ปี ตกแต่งหมวกกันน็อก ด้วยลวดลายธงชาติ เยอรมัน พร้อมโทรฟี "ฟีฟา เวิลด์ คัพ" และสัญลักษณ์ดาว 4 ดวง แทนการคว้าแชมป์ครบ 4 สมัย (1954 , 1974 , 1990 , 2014) ตามกระแสพลพรรค "อินทรีเหล็ก" พิชิต อาร์เจนตินา 1-0 รอบชิงชนะเลิศ โฆษกฟีฟ่าแถลงว่า เราเข้าใจความต้องการของ นิโค รอสเบิร์ก ที่หวังแสดงความยินดีกับ ทีมชาติเยอรมัน และเราพูดคุยกับทีมของ รอสเบิร์ก พยยามยามหาทางออกแต่ เขายังสามารถแสดงการสนับสนุน ทีมชาติเยอรมัน วิธีใดก็ได้ที่ปราศจากการใช้ทรัพสินทางปัญญาของ ฟีฟา ในเชิงพาณิชย์