สัญลักษณ์จราจร

งานเข้า เก๋ ชลลดา คอมเม้นท์แซว หญิง ไม่รู้ดอกไม้คือคำด่า ส่งไปตั้งหลายดอก!!
เก๋ ชลลดา /  หญิง รฐา / 

งานเข้ากันเลยทีเดียว สำหรับดาราสาว เก๋ ชลลดา ที่จู่ๆ ก็เจอดราม่าโดนหาว่าไปคอมเม้นท์ส่งดอกไม้ด่าดารารุ่นน้องอย่าง หญิง รฐา กลางไอจีในภาพหวานที่แฟนหนุ่ม ตุลย์ ตุลยเทพ ถ่ายภาพให้ ล่าสุดมีโอกาสเจอ สาวเก๋ มาร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เบตาดีนเนเชอรัลดีเฟนส์ จึงได้ชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวว่า เป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน ตัวเธอคอมเม้นท์ไอคอนรูปดอกไม้สีชมพูไปเพราะจะสื่อว่ามีความรักแล้วโลกสดใสเป็นสีชมพู แค่แซวเล่นขำๆ ไม่ทราบว่าไอคอนรูปดอกไม้เป็นคำด่าของชาวโซเชียล โดยส่วนตัวได้คุยกันแล้วไม่มีปัญหาอะไร กับฝ่ายชายอย่าง หนุ่มตุลย์ ก็รู้จักกันดีเพราะเป็นน้องชายแท้ๆ ของเพื่อน สาวเก๋ บอกต่อไปคงต้องระมัดระวังการคอมเม้นท์มากกว่านี้ เพราะอักษรย่อหรือสัญลักษณ์อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ "อันนี้เราไม่ได้วัยใสนะ แต่เราไม่รู้จริงๆ ว่ามันเป็นคำด่า อันนี้เรื่องจริงเลยนะ เพราะถ้าเป็นคำด่าหมายถึงคำที่พวกน้องๆ เน็ตไอดอลเล่นกันก็เป็นดอกทานตะวันสีเหลือง แต่ตอนนั้นความหมายของเราคือโลกสวยจังเลยเป็นสีชมพู แต่ด้วยความที่เราไม่ได้เลือกเป็นตัวหัวใจ แต่เลือกเป็นดอกไม้สีชมพู เหมือนมองอะไรก็สวยโลกสดใส เว็บที่แคปไปแชร์อันนั้นมันเป็นอันแรก แต่พอตอนเก๋เข้าไปส่งดอกไม้เสร็จ น้องหญิงก็มากดไลค์ที่รูป หญิงก็เข้ามาเขียนว่าช่วงนี้ชีวิตมีความสุข อินเลิฟจังเลย อะไรก็เป็นสีชมพู แค่นั้นเลยจริงๆ ค่ะ เก๋ไม่รู้ว่ามันเป็นคำที่เค้าใช้ต่อว่ากันหรือเป็นอักษรย่อ หรือเป็นสัญลักษณ์แบบนั้น เราไม่รู้จริงๆ" "วันนั้นงานเข้าเลยค่ะ เผอิญวันนั้นตรงกับวันอาทิตย์พอดีและเก๋ออกบูธพอดี เก๋ก็ไปขายชาที่เซ็นทรัลเวิลด์ก็มีน้องๆ โทรมาเยอะมาก น้องๆ นักข่าวโทรมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ตัวหญิงเองก็น่ารักมากๆ คือนักข่าวเค้าไปสัมภาษณ์หญิงก่อน หญิงก็เลยส่งอินบ็อกซ์มาบอกว่าพี่เก๋อาจจะมีคนไปสัมภาษณ์อย่าตกใจนะ เรื่องไม่เป็นเรื่อง เก๋ยังมีไลน์เก็บไว้เลยนะ เรายังบอกเลยว่าพี่จะไปด่าน้องเรื่องอะไร คือเรารู้จักสนิทกันอยู่แล้ว ไม่มีอะไรเลย เคยทำงานด้วยกันด้วย ที่สำคัญหวานใจของหญิงก็เป็นน้องชายแท้ๆ ของเพื่อนสนิทเก๋ ต้องบอกว่าเห็นตุลตั้งแต่เด็กๆ รุ่นประถมเลย เพราะพี่สาวตุลเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับเก๋ที่โรงเรียน" "ไม่คิดว่าจะเกิดดราม่า ไม่รู้เรื่องเลย จนกระทั่งทำงานไปจนบ่าย 3-4 โมง น้องที่ขายของบูธข้างๆ เค้ามาถามว่าพี่เก๋กับพี่หญิงทะเลาะกันเรื่องอะไร ก็พี่เก๋ไปให้ดอกไม้เค้า เราก็บอกดอกไม้สีชมพูเหรอ ใช่ๆ พี่ให้เอง เค้าก็บอกว่าแล้วไปด่าหญิงทำไม เราก็บอกไม่ใช่ มันคือโลกสดใส เราคิดว่าสีชมพูคือโดเรมีอะไรอย่างเนี้ย ไม่ได้แกล้งซื่อนะ (ยกมือไหว้) ที่สำคัญเก๋ก็เป็นผู้ใหญ่แล้วนะ ถ้าจะทำอะไรแบบนี้คงไม่ทำออกสื่อขนาดนั้นหรอก เราอยู่วงการมาตั้ง 22 ปีแล้ว ไม่มีปัญหากับใครเลย ไม่มีศัตรูกับใครเลย" "หลังจากนี้คิดหนักเลยค่ะ วันก่อนจะส่งข้อความว่าหวานจังเลยเป็นรูปอมยิ้ม เพื่อนมาบอกว่าแกอย่าเพิ่งส่ง เดี๋ยวฉันไปถามเด็กก่อน คือเราก็ไม่ทันเด็กสมัยใหม่เนอะ ก็ต้องถามลูกน้องที่ออฟฟิศว่าถ้าส่งอมยิ้มแปลว่าอะไรหรือเปล่า กลัวว่าจะไปด่าว่าเค้าเป็นปัญญาอ่อนอีก ตอนนี้ก็ต้องระมัดระวังมากเลย ต่อจากนี้เก๋ตั้งใจเลยว่าจะมีอยู่ 2 สีคือหัวใจกับยกนิ้วโป้ง ถ้าผิดจากนี้จะไม่กล้าแล้ว (ยิ้ม)" เก๋ กล่าว เก๋ ชลลดา เก๋ ชลลดา เก๋ ชลลดา เก๋ ชลลดา หญิง รฐา ตุลย์-หญิง ตุลย์-หญิง

ละครกุหลาบตัดเพชร , เรื่องย่อกุหลาบตัดเพชร
ละครกุหลาบตัดเพชร /  ละครกุหลาบตัดเพชร ช่อง 3 / 

กุหลาบตัดเพชร บทประพันธ์ จันทริกาบทโทรทัศน์ เบญจมาศ ดาลหิรัญรัตน์, ปวิตา ขาวสำอางค์กำกับการแสดง ฉัตรชัย นาคสุริยะ, กีรติ นาคอินทนนท์ผู้จัด ต้อง-จุลวุฒิ ชลลัมพีผลิตโดย บริษัท ชลลัมพี บราเธอร์ จำกัด เรื่องย่อ ละครกุหลาบตัดเพชร กุหลาบและเพชรต่างก็เป็นที่สุดของความงาม ที่ไม่อาจเปรียบเทียบหาความเป็นที่สุดได้ แต่ความงามเหล่านี้อาจนำมาทั้งคุณค่าและพิษภัย หากผู้ครอบครองเต็มไปด้วยความลุ่มหลงจนเกินพอดี เทวัญ(ดอม เหตระกูล) ทรชนในคราบผู้ดีมีอิทธิพลเหนือกฎหมาย เมื่ออยากได้เพชรของใครก็ต้องได้ โดยที่กฎหมายเอื้อมไม่ถึง แต่ก็มักมีก้างชิ้นโตเป็น ดนุภพ(จรณ โสรัตน์) ที่เบื้องหลังเป็น จอมโจรกุหลาบขาว ผู้รับจ้างโจรกรรมเพชรคืนเจ้าของและทิ้งสัญลักษณ์กุหลาบขาวไว้เย้ยหยันทุกครั้ง โดยมี ดนัยเทพ(นิธิ สมุทรโคจร)ผู้เป็นอาคอยประดิษฐ์อาวุธลับและช่วยเหลือ และ มังกี้หรืออนุภาพ(อนันต์ บุนนาค)เป็นผู้ว่าจ้างในการโจรกรรมเพชร แต่เบื้องหน้านั้นดนุภพเป็นหนุ่มเพลย์บอยรูปหล่อ เจ้าของร้านเพชรชื่อดัง วันหนึ่ง กุหลาบขาว รับออเดอร์ให้โจรกรรมเพชรที่มีระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง แต่เมื่อเจาะเซฟเข้าไปได้ พบว่าเพชรถูกขโมยตัดหน้าไปก่อน ทิ้งไว้เพียงสัญลักษณ์ การ์ดแมวตาเพชร กุหลาบขาวเสียหน้ากับการเป็นสุดยอดนักโจรกรรมเพชรมาก ละครกุหลาบตัดเพชร แต่ผู้ที่ต้องปวดหัวและอับอายกับคดีนี้มากที่สุดคือ ร.ต.อ.เอกราช(ณฐนพ ชื่นหิรัญ) นายตำรวจหนุ่มไฟแรง ที่จบหลักสูตร FBI จาก USA เพราะในที่เกิดเหตุไม่พบหลักฐานที่จะสาวถึงตัวคนร้ายได้เลย หนำซ้ำยังถูก เสาวนุช(อรเณศ ดีคาบาเลส) นักข่าวฝีปากกล้า ทำข่าวไล่จี้จิกกัดไม่เว้นแต่ละวัน กันยิกา(ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด) กับ ดาราวรรณ (ธัญญาเรศ เองตระกูล)เปิดร้านอาหารหรูเพื่อบังหน้า แท้จริงคือแมวตาเพชร ที่รับจ้างปล้นเพชร เพราะต้องการสืบหาฆาตกรหน้าตาอัปลักษณ์ที่ฆ่าพ่อเมื่อ 20 ปีก่อน เธอและดาราวรรณหนีตายรอดมาได้ด้วยการเสียสละชีวิตบอดี้การ์ด ผู้เป็นพ่อของ พิมพ์ชล(ภัทรศยา ยงรัตนมงคล) ดาราวรรณซาบซึ้งสัญญาดูแลพิมพ์ชลอย่างดี เหตุการณ์ไม่คาดคิดทำให้กันยิกาต้องพลัดพรากกับปราการพี่ชายที่เรียนต่างแดนปราการ(เมธัส รัตนวารีศิลป์) โตขึ้นเป็นหมอและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น นพดล ปราการและดนุภพ รักกันเหมือนพี่น้อง ดนุภพรู้เรื่องในอดีตของปราการ และรับปากจะช่วยสืบหาร่องรอยของฆาตกรที่ฆ่าพ่อของปราการให้ได้ ละครกุหลาบตัดเพชร วันเกิด ชารีน(อรนภา กฤษฎี) เหล่าเซเลบไฮโซต่างใส่เพชรมาประชันกัน ดนุภพ ดนัยเทพ เทวัญ กันยิกา ดาราวรรณ อิสรียา ได้รับเชิญมางาน กันยิกาได้รับเกียรติให้ร้องเพลงเปิดงาน เสียงของกันยิกาสะกดใจชายหนุ่มทั้งงานโดยเฉพาะดนุภพที่หลงรักกันยิกาตั้งแต่แรกเห็น งานนี้ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง เพราะเพชรละอองทะเลที่ทุกคนตามหา ห้อยอยู่ที่คอหมาน้อยอัลเฟรต ของชารีนนั่นเอง เมื่องานเลี้ยงเลิก กุหลาบขาวชิงปฏิบัติการขโมยเพชรทันที แต่ถูกโรมัน(ปีเตอร์ ไมออกซิ) กับรสลิน(สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา)จู่โจม กุหลาบขาวทำทีเป็นยอมแพ้และฉวยจังหวะสลับเพชรปลอมแย่งเอาเพชรละอองทะเลไปได้ เหนือความคาดหมายแมวตาเพชรโผล่มาพร้อมกับลีลาการต่อสู้ที่รวดเร็วและเหนือชั้น ฉกเพชรละอองทะเลของจริงไปได้ กุหลาบขาวเจ็บใจที่ต้องเสียท่าแมวตาเพชรอีกครั้ง แมวตาเพชรนำเพชรที่ฉกได้ให้มั้งกี้รับเงินค่าจ้าง ในวันนัดส่งของ ดนุภพปลอมเป็นหนุ่มร็อคเกอร์ เพราะอยากรู้ว่าใครคือมังกี้และใครคือแมวตาเพชร แต่ก็คว้าน้ำเหลว มั้งกี้ส่งมอบเพชรให้ มหาราชามาคัตผู้ว่าจ้าง ร.ต.อ.เอกราช สืบหาร่องรอยโจรกุหลาบขาว โดยหารู้ไม่ว่าคือดนุภพเพื่อนรักของเขานั่นเอง แถม ร.ต.อ.เอกราชยังไปติดพันกันยิกา โดยที่ไม่รู้ว่าคือแมวตาเพชร ละครกุหลาบตัดเพชร งานเลี้ยงต้อนรับ มหาราชามาคัส(เวนส์ ฟอลโคเนอร์) ขณะที่กำลังเดินทางมาร่วมงานกลับโดนลอบสังหาร ด้วยเหล็กแหลมแทงทะลุตัดขั้วหัวใจตาย โดยกลุ่มโจรชุดดำได้เอาเพชรละอองทะเลไป กุหลาบขาวปลอมตัวออกมาจากงาน เห็นมหาราชามาคัสนอนตาย สงสัยว่าฝีมือใคร แต่ทันใดนั้นตำรวจก็กรูไปเห็นเหตุการณ์ เข้าใจว่ากุหลาบขาวเป็นคนฆ่าและชิงเพชรไป เกิดการต่อสู้ชุลมุน กุหลาบขาวถูกยิงแต่รอดมาได้หวุดหวิด รีบกลับเข้าไปในงานอิสรียา(โชติกา วงศ์วิลาส)ได้รับคลิป ดนุภพจูบกันยิกาในลิฟท์ แค้นเพราะหลงรักดนุภพจึงยกพวกมาดักตบ แต่ก็ถูกกันยิกาตบกลับแบบถึงพริกถึงขิง อิสรียา ยังไม่เข็ดพาพวกมาทำร้ายเพิ่มอีก แต่ก็ถูกกันยิกาจัดการสะบักสบอมทุกครั้ง อิสรียาเริ่มสงสัยว่ากันยิกาคือใคร ??? ทำไมถึงเก่ง ??? อิสรียาโกรธดนุภพจึงบอกเลิกดนุภพ แล้วเริ่มหันมาสนใจเทวัญ เสาวนุชไม่เชื่อว่ากุหลาบขาวจะฆ่ามหาราชามาคัส จึงพยายามหาหลักฐานจากแขกที่มาร่วมงาน สะดุดชื่อพ่องาน คือเทวัญ แต่วันงานกลับไร้วี่แวว เสานุชจุ้นจนถูกเทวัญสั่งเก็บ โดยมีผู้กองวรุฒ(สุรินทร คาราวุฒม์) คู่ปรับ ร.ต.อ.เอกราช คอยให้ความร่วมมือ วรุฒหลอกเสาวนุชไปให้รสลินซ้อมปางตาย แล้วสั่งลูกน้องเอาไปเผานั่งยาง เสาวนุชรู้สึกตัวแต่ถูกมัดอยู่กระโปรงท้ายรถ สมุนจับเสาวนุชเตรียมเผา เสาวนุชหนีจนตกเหวรอดได้หวุดหวิด และโทรขอความช่วยเหลือจากเอกราช เอกราชกันตัวเสาวนุช ไว้เป็นพยาน และให้ย้ายเข้ามาอยู่ที่ห้อง เพื่อทำให้เทวัญเชื่อว่าเสาวนุชตายแล้ว ความใกล้ชิดทำให้เอกราชเริ่มเผลอใจให้เสาวนุช และจำได้ว่าเสาวนุชเป็นรุ่นน้องที่เคยมาแอบชอบในสมัยเรียน ละครกุหลาบตัดเพชร อำนาจเพชรละอองทะเล รักษาโรคร้ายของเทวัญได้ แต่เพชรเม็ดที่เทวัญต้องการมากที่สุดคือ เพชรเนตรปฐพี ที่จะทำให้เป็นอมตะไม่มีวันตาย เทวัญจับตัวอานุภาพมารีดความลับ อานุภาพไม่รู้ บอกคนที่รู้คือซินแส แต่พอไปถึงซินแสก็สิ้นใจตาย เทวัญให้โรมันฉีดยากระตุ้นฟื้นและได้มาเพียงแค่โคลงกลอน 1 บท ซึ่งบอกที่ซ่อนเพชร อานุภาพรีบไปตามคำใบ้ เพื่อไปเอาเพชร เทวัญที่มาช้ากว่า 1 ก้าว เห็นสัญลัษณ์กุหลาบขาววางไว้เข้าใจว่ากุหลาบขาวเป็นคนเอาไป เริ่มล่าตัวกุหลาบขาวดนุภพ วางแผนกระชากหน้ากากกันยิกา จนรู้ว่า นางแมวตาเพชรที่แท้คือกันยิกาผู้หญิงที่ดนุภพหลงรัก กันยิกา โมโห ที่ถูกเปิดโปงขี่บิ๊กไบค์ มาก่อกวนที่ร้านเพชรของดนุภพ ดนุภพตอบโต้ด้วยการคว้าตัวกันยิกาเข้ามาหอมแก้ม กันยิกาซัดอาวุธลับใส่ แล้วบึ่งบิ๊กไบค์หนีไป ดนุภพตามมาและปรับความเข้าใจ กันยิการู้ความจริงว่า ดนุภพคือรุ่นน้องของพี่ปราการและเป็นเพื่อนสมัยเด็กที่เคยมาเล่นที่บ้านบ่อยๆ ทุกคนได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ดาราวรรณโผกอดนพดล พิมพ์ชลเห็นเข้าใจผิดคิดว่าดาราวรรณกำลังแย่งคนรัก ดาราวรรณสั่งไม่ให้ทุกคนเปิดเผยความจริงกับพิมพ์ชล เพราะกลัวว่าพิมพ์ชลจะอันตราย พิมพ์ชลเข้าใจผิด คิดเขี่ยดาราวรรณกับกันยิกาให้พ้นทาง โดยไปร่วมมือกับอิสรียาและได้รู้จักกับเทวัญเอกราชชกต่อยกับวรุฒ จนมีคำสั่งถูกพักงาน แล้ววรุฒได้ทำคดีกุหลาบขาวต่อ วรุฒรู้ความจริงว่าเทวัญคือคนฆ่ามหาราชามาคัส ต่อรองให้เทวัญร่วมมือกำจัดกุหลาบขาวเพื่อสร้างผลงาน เทวัญวางแผนหลอกให้กุหลาบขาวมาปล้นเพชร โดยมีวรุฒนำหน่วยคอมมานโดมาถล่ม กุหลาบขาวถูกยิงบาดเจ็บสาหัส วรุฒจึงกระชากโฉมหน้าเผยความจริงว่า กุหลาบขาวคือดนุภพเสาวนุช ตั้งกลุ่มปลุกระดมคนรักกุหลาบขาว จนเป็นกระแสสนั่นโซเชียล วรุฒให้เทวัญเข้าห้องขังเพื่อรีดความลับของเพชรเนตรปฐพีจากดนุภพที่หายไป ดนุภพไม่รู้เรื่อง แต่กลับยียวนกวนประสาท เทวัญจึงสั่งโรมัน ฉีดยาสารพัดพิษ ละครกุหลาบตัดเพชร เสาวนุชกับเอกราชนัดกลุ่มแฟนคลับกุหลาบขาวมาที่กรมตำรวจ และอาศัยช่วงชุลมุนเข้าไปช่วยดนุภพ เอกราชได้เจอแมวตาเพชรและจำเสียงได้ว่าเป็นกันยิกา จึงเบี่ยงเบนความสนใจตำรวจ เพื่อให้กันยิกาพาดนุภพหนี กันยิกาจึงพามาที่เซฟเฮ้าส์ ดนุภพฟื้นหลังผ่ากระสุนออก พิษบาดแผลทำให้ดนุภพชักกระตุกตาเหลือก กันยิกากอดแน่นทั้งรักทั้งห่วง กันยิกาดูแลไม่ห่าง และโทรไปขอความช่วยเหลือจากนพดล พิมพ์ชลแอบสะกดรอยตามนพดลมา และชี้เป้าให้โรมันกับรสริน ถล่มดนุภพกับกันยิกา นพดลพยายามบอกพิมพ์ชลว่า เทวัญคือคนฆ่าพ่อของพิมพ์ชล แต่พิมพ์ชลโกรธจนไม่พร้อมรับฟังอะไร ดนุภพกับกันยิกาหนีรอดมาได้ อานุภาพปลอมตัวมาหาดาราวรรณกับดนัยเทพ เพราะกล่องเพชรไม่สามารถเปิดได้ ดนัยเทพจึงรู้ความจริงว่าอานุภาพคือมังกี้และทำให้เทวัญตามล่าดนุภพ แต่ก็ยอมช่วยเปิดกล่องได้สำเร็จ และพบในกล่องมีแค่ลายแทงที่จะนำไปหาเพชรเท่านั้น ดนุภพ กันยิกา ดนัยเทพ ดาราวรรณ และอานุภาพ เดินทางตามหาเพชร โดยไม่รู้ว่ามีพวกเทวัญสะกดรอยตามมาด้วย ทั้ง 5 คน เดินทางเข้าไปในป่าลึก นั่งเรือไปตามแผนที่ เจอแท่งหินบอกทาง และเจอสิ่งประหลาดมากมาย การเดินทางตามแผนที่เต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งไต่หน้าผาสูง เข้าถ้ำ ลอดซอกหินน้อยใหญ่ และสิ้นสุดที่ผาน้ำตก กันยิกากับดนุภพ จึงตัดสินใจกระโดดน้ำตก และงมหาเพชร จนเจอเศียรเทวรูป ที่มีเพชรเนตรปฐพี ติดอยู่เป็นตาที่สาม ทุกคนดีใจมาก เทวัญซึ่งตามมาตลอด จึงยกพวกยิงถล่ม แย่งเพชรไปได้โดยไม่มีใครรู้ว่าอานุภาพได้สับเปลี่ยนเพชรของจริงไปแล้วดนุภพ กันยิกา ดาราวรรณ และดนัยเทพหนีมากบดานที่เซฟเฮ้าท์ของกันยิกา เทวัญโมโหแทบขาดใจเมื่อรู้ว่าเพชรที่ได้มาเป็นของปลอม สั่งวรุฒใช้กำลังตำรวจออกล่าตามหาเพชร ดาราวรรณกับดนัยเทพโดนจับกุม แต่กันยิกากับดนุภพหลบหนีไปได้ โดยมีเอกราชและเสาวนุชคอยให้ความช่วยเหลือ เทวัญยื่นข้อเสนอให้กันยิกาไปเอาเพชรเนตรปฐพีมาให้ได้ เพื่อแลกกับชีวิต นพดล ดาราวรรณ และดนัยเทพ กันยิกา ดนุภพ เอกราช เสาวนุช หาที่อยู่ของอานุภาพจนเจอ อานุภาพยอมส่งเพชรเนตรปฐพีของจริงให้ แต่ ณ วันนัดแลกตัวประกัน เทวัญหักหลัง ให้โรมันกับรสลินปลอมตัวเป็นดนัยเทพกับดาราวรรณ แล้วรวบตัวทุกคนมาร่วมยืนยันอำนาจวิเศษของเพชรทั้ง3 ละครกุหลาบตัดเพชร พิธีอาบแสงเพชรของเทวัญเริ่มขึ้นอีกครั้ง ที่ทะเลแห่งหนึ่งในวันสุริยาคราส เทวัญในร่างชายชราน่าเกลียด ทำให้กันยิกาจำได้อย่างแม่นยำว่าเป็นฆาตกรที่ตามหา กันยิกา ดนุภพ และนพดลต่างแค้นใจที่เทวัญได้เพชรในตำนานทั้ง 3 ไปครอบครอง โรมันและรสลินนำเพชรในตำนานที่เขาสะสมมาวางเรียงรายบนปะรำพิธี รอเวลาให้แสงสุริยะคราสส่องสะท้อน เพชรเพลิงสุริยา เพชรละอองทะเล และเพชรเนตรปฐพี เพื่ออาบแสงเพชรสร้างความอมตะ เหลี่ยมมุมของแสงคราสที่เกินพอดี พุ่งเข้าสู่ร่างของเทวัญ ร่างของเทวัญเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง จากวัยชรากลับมาหนุ่มแน่นอีกครั้ง เทวัญเช็คบิลทุกคนสลักสะบอม เรื่องราวจะลงเอยอย่างไร ติดตามชมได้ทุกวันศุกร์เวลา 20.00 เสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางช่อง 3 และช่อง 3 HD รายชื่อนักแสดง ละครกุหลาบตัดเพชร ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด รับบท กันยิกาจรณ โสรัตน์ รับบท ดนุภพดอม เหตระกูล รับบท เทวัญนิธิ สมุทรโคจร รับบท ดนัยเทพธัญญาเรศ เองตระกูล รับบท ดาราวรรณเมธัส รัตนวารีศิลป์ รับบท แดนปราการอนันต์ บุนนาค รับบท มังกี้หรืออนุภาพสุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา รับบท รสรินโชติกา วงศ์วิลาส รับบท อิสรียา ละครกุหลาบตัดเพชร ละครกุหลาบตัดเพชร ละครกุหลาบตัดเพชร ละครกุหลาบตัดเพชร ละครกุหลาบตัดเพชร ละครกุหลาบตัดเพชร ละครกุหลาบตัดเพชร

ละครมือปราบเจ้าหัวใจ , เรื่องย่อมือปราบเจ้าหัวใจ
เรื่องย่อ ละครมือปราบเจ้าหัวใจ /  ย้อนหลัง ละครมือปราบเจ้าหัวใจ

มือปราบเจ้าหัวใจ บทประพันธ์โดย: อัคนี บทโทรทัศน์โดย: ลายน้ำผลิตโดย: บริษัท พอดีคำ เอนเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ออกอากาศ: ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางช่อง 7 เรื่องย่อละคร มือปราบเจ้าหัวใจ "เป็นตำรวจมืออาชีพ เพื่อความผาสุกของประชาชน"คือวิสัยทัศน์ของตำรวจที่ต้องยึดเป็นแนวนโยบาย โดยต้องเป็นข้าราชการตำรวจที่มีความรู้ ความสามารถ รู้ลึก รู้รอบ รู้จริง ในงานที่ทำและต้องเป็นคนดีมีคุณธรรม ซื่อสัตย์ ซื่อตรง อดทน เสียสละ ต้องขยัน และมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่สุดต้องตระหนักเสมอว่าเป้าหมายการทำงานของตำรวจคือ "ความผาสุกของประชาชน"ร.ต.อ คณินทร์ เวโรจน์ มือปราบหนุ่มบ้าดีเดือด หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจแห่ง ป.ส คือนายตำรวจที่ ยึดมั่น ในหลักการนี้ยิ่งกว่าสิ่งใด ด้วยอุดมการณ์ส่วนตัวที่มีการตายของบิดา อดีตตำรวจสายสืบยาเสพติดที่ถูกหัวหน้าเครือข่ายองค์กรยาเสพติดข้ามชาติ กลุ่ม DEAD HERO ฆ่าตาย เป็นแรงขับในการทำหน้าที่ คณินทร์จึงมุ่งมั่นที่จะทำลายล้างองค์กร Dead Hero ซึ่งเป็นองค์กรค้ายาเสพ ติดข้ามชาติ ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศในขณะนี้ ซึ่งต่อมา ทางการข่าว ให้สืบทราบว่า องค์กร Dead Hero เป็นท่อน้ำเลี้ยงส่งเงินเพื่อสนับสนุนการก่อการร้ายขององค์กร Black Shark ของมิสเตอร์เจสัน และคณินทร์ยังตั้งใจลากคอหัวหน้าองค์กร ที่รู้จักกันในนาม คุณ ซึ่งทำตัวเป็นปริศนา ลึกลับ ไร้ตัวตน มาดำเนินคดีให้ได้ในสักวันหนึ่ง โดยมีสมาชิกในทีมคอยสนับสนุน ได้แก่ ร.ต.อ ปรมัตถ์ เพื่อนสนิทของคณินทร์ตั้งแต่โรงเรียนนาย ร้อยตำรวจ ที่ชอบแข่งขันกับคณินทร์มาตลอดใน ทุกๆเรื่อง...แต่ไม่เคยเอาชนะได้เลย โดยเฉพาะเรื่อง การวางแผนและกลยุทธ / หมวดมาโนช ผู้ชำนาญเชี่ยวชาญเรื่องไอทีและเทคโนโลยีทุกอย่างในโลกนี้ / หมวดสุจิตรา หมวดสาวสวยแรงพอๆกับฝีมือการต่อสู้ ทั้งหมดอยู่ภายใต้การบัญชาการของ พ.ต.อ เจษฎา ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดเฉพาะกิจชุดนี้ และแล้ว คณินทร์ก็ได้เบาะแส ว่าองค์กร Dead Hero กำลังจะจัดปาร์ตี้ขอบคุณเอเย่นต์ ขายยาในโรงแรมหรูใจกลางกรุง คณินทร์และทีมสืบทราบมาว่า ไอ้แหลม ผู้ดูแลเครือข่ายเอเย่นต์ ทั้งหมดที่ขึ้นตรงกับ คุณ ได้เดินทางมาดูแลเอเย่นต์ทั้งหมดด้วยตัวเอง คณินทร์และทีมพร้อมกองกำลัง สนับสนุนได้ทำการเข้าจับกุม แต่ไอ้แหลมกลับหนีไปได้ เพราะไหวตัวทัน และได้ฆ่าตำรวจสายสืบที่แฝงตัว เข้าไปหาข่าวในแก๊งของไอ้แหลมไอ้แหลมหนีไปได้ แต่พวกลูกน้องของมันได้จับตัวพนักงานโรงแรมและแขกเป็นตัวประกัน ทำให้ต้องขอกำลังจากหน่วยอรินทราชเข้าทำการช่วยเหลือตัวประกันจนสำเร็จ เมื่อสายสืบถูกฆ่าตาย ร้อนถึงคณินทร์ต้องหาคนใหม่ มือปราบเจ้าหัวใจ แล้วก็มีคนเข้าตา เมื่อ "จ่าขจร ตำรวจจราจรที่สนิทสนมคุ้นเคยกับคณินทร์ เป็นอันดี เนื่องจากปฏิบัติงานอยู่บริเวณบ้านของคณินทร์ ได้แสดงวีรกรรมช่วยตำรวจ ท้องที่ไล่จับพวกวัยรุ่น มั่วสุมเสพยา โดยมีคณินทร์ตกกระไดพลอยโจนไปร่วมขบวนด้วย จ่าขจรยิงปืนแม่นชนิดจับวาง สร้างความประหลาดใจให้กับคณินทร์มาก จ่าขจรให้เหตุผลว่า...ไปฝึกยิงทุกครั้งหลัง เจ๊ดา เมียจ่าขจรที่ตั้งเพิงขายอาหารตามสั่งแถวโรงพักด่าเรื่องเงินเดือนไม่พอใช้และหนี้สินที่ไม่เคยผ่อนจ่ายหมด แต่แล้วจ่าขจรก็แทบช็อค เมื่อพบว่าหนึ่งในวัยรุ่นมั่วสุมเสพยาคือ โน้ต ลูกชายคนเดียวของจ่าขจรกับเจ๊ดา โน้ตถูกส่งตัวเข้ารับการบำบัด ทำพ่อแม่กลุ้มใจ ดุด่าว่ากล่าวตักเตือนอย่างไร ก็ไม่มีผล เพราะฮอร์โมนวัยรุ่นกำลังแรงและติดเพื่อน พ่อที่โน้ตไม่เคยภูมิใจ เป็นแค่จ่าจราจรกระจอกอย่างจ่าขจร จึงทำได้แค่เพียงร้องไห้อยู่เงียบๆ เพราะเป็นห่วงอนาคตลูกชายคณินทร์จึงเสนองานใหม่ให้จ่าขจร นั่นคือเป็นตำรวจสายสืบในทีม คอยส่งสายหาข่าว โดยมีวัตุประสงค์ต้องเข้าถึงตัว คุณ นายใหญ่ของแก๊ง DEAD HERO ให้ได้ จ่าขจรรีบตอบรับเพื่อเบี้ยเลี้ยงที่ มากขึ้น และที่สำคัญเพื่ออุดมการณ์ กำจัดปราบปรามไอ้พวกเดนนรกที่ขายยาบ่อนทำลายอนาคตและชีวิต ของลูกชายตัวเอง นี่จะเป็นสิ่งที่ทำให้โน้ตภูมิใจได้ในที่สุดในภายหลัง เมื่อจ่าขจรต้องเสียชีวิตในขณะที่ ปฏิบัติหน้าที่เมื่อเอเย่นต์รายย่อยเกือบทั้งหมดถูกจับกุม และนำไปสู่การแถลงข่าวของ ป.ส โดยมี พ.ต.อ เจษฎาและ ร.ต.อ ปรมัตถ์เป็นผู้ออกหน้า....เนื่องจาก คณินทร์เป็นพวกไม่ชอบออกสื่อ แถมพูดจาขวานผ่า ซาก ไม่ค่อยเป็นมิตร กับนักข่าวนัก จนได้รับฉายาจากนักข่าวว่า ผู้กองร็อด (ย่อมาจากร็อดไวเลอร์) ข่าวการจับกุมเอเย่นต์เครือข่าย Dead Hero นี้สร้างความสนใจให้กับ มินตรา นักข่าวสาว สายสังคมประจำสถานีข่าว Seven Days News ที่ให้ความสนใจทำข่าวเกี่ยวกับยาเสพติดและผลกระทบ ที่มีต่อสังคมเป็นพิเศษ เพราะ ไมค์ น้องชายของมินตรา ถูกคนเมายาบ้าจับเป็นตัวประกันและถูกฆ่าตาย มินตราจึงเหลือเพียง จันทรา ผู้เป็นยาย ครอบครัวที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว ที่มินตราส่งไปพักและรักษา ตัวใน Medical Center แห่งหนึ่ง เพราะยายเป็นอัลไซเมอร์ ต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ แม้จะราคาแพง แต่มินตราก็กัดฟันสู้ ใช้เงินอย่างประหยัด ปมที่ต้องสูญเสียน้องชาย ทำให้มินตราต้องการนำเสนอปัญหาผลกระทบของยา เสพติดที่รุนแรง และหนทางแก้ไขที่ยั่งยืน นั่นคือ ครอบครัวแข็งแรง คนแข็งแรง ยาเสพติดย่อม บั่นทอนความแข็งแรงของประชาชนและประเทศชาติไม่ได้ แต่ “เจ๊อุมา หรือเจ๊อูม่า” บก.ข่าวของ มินตราไม่เคยอนุมัติ เพราะกลัวว่าจะเป็นอันตรายเกินไปสำหรับนักข่าวผู้หญิง แต่มินตราไม่ยอมแพ้ เธอจึงตัดสินใจทำสกู๊ปการปราบปรามยาเสพติดของหน่วยคณินทร์อย่างลับๆ นอกเวลางานข่าวสังคมประจำ โดยมี นครินทร์ ตากล้อง เพื่อนรุ่นพี่คู่หูที่เห็นใจ และเข้าใจช่วยมินตราด้วยอีกแรงแต่คณินทร์ไม่เห็นด้วยและไม่เต็มใจให้มินตรามาวุ่นวาย ปรมัตถ์จึงอาสาเทคแคร์ และให้ข้อมูลเท่าที่ให้ได้ จนทำให้สนิทสนมกัน และทำให้ปรมัตถ์ชอบมินตราในที่สุด โดยที่มินตราไม่รู้ตัว มือปราบเจ้าหัวใจ มินตราตามสะกดรอย จนโผล่เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ไล่ลาปราบปรามพวกซื้อขายยา เสพติดที่อันตรายอยู่เนืองๆ จนทำให้มีปากมีเสียงกับคณินทร์เป็นประจำ แล้วความลับก็เปิดเผย ว่ามินตราไม่ได้รับมอบหมายจากทางสถานี เป็นการทำสกู๊ปโดยพลการ คณินทร์จึงไล่ตะเพิดมินตรา แต่มินตราก็ขอโอกาส พร้อมทั้งยืนยันเจตนาในสิ่งที่ทำ มินตราเชื่อมั่นว่าถ้าทำภารกิจนี้สำเร็จ เจ๊อุมาจะต้อง เปลี่ยนใจและเห็นใน ความสามารถของเธอที่มีมากกว่าการไล่ตามคุณหญิงคุณนายไปทำข่าวตัดริบบิ้น ความมุ่งมั่นของมินตราทำให้คณินทร์ยอมใจอ่อน เพราะต่างก็มีอุดมการณ์เหมือนกันนั่นคือ...ทำให้สังคม ดีขึ้น จ่าขจรได้เบาะแสจากสายข่าวที่ส่งเข้าไปแทรกซึมในแก๊งของไอ้แหลม ทำให้ได้โฉมหน้าคนที่คิดว่าใช่ คุณ นั่นคือ นายวาทิศ พงศ์พล เจ้าของธุรกิจหลากหลาย มูลค่าเป็น พันล้าน ตั้งแต่บริษัททัวร์ อู่ซ่อมรถ สถานบันเทิงตอนกลางคืน คณินทร์ตามประกบจนไปเจอวาทิศ กำลังปาร์ตี้ยากับไฮโซอย่างเมามัน แต่ก็เอาผิดอะไรวาทิศไม่ได้ เพราะ...ตรวจไม่พบสารเสพติดในร่างกาย บ้าน หรือรถ หรือสถานที่ประกอบการต่างๆที่คิดว่าจะเป็นแหล่งพักยา ก็ไม่มีหลักฐานให้เอาผิดได้.....แต่คณินทร์มั่นใจว่าวาทิศคือ คุณ วาทิศออกมาเผชิญหน้าท้าทาย ถ้าคณินทร์แน่จริง ก็ขอให้หาหลักฐานมาจับเร็วๆ ก่อนจะฟ้องคณินทร์กลับ ข้อหาหมิ่นประมาทให้ได้รับความเสียหาย บวกกับการให้ข้อมูลจากทีม โดยเฉพาะปรมัตถ์ ที่ได้ข้อสรุปว่า...คณินทร์สั่งการด้วยอารมณ์ส่วนตัวคณินทร์ถูกพักงานชั่วคราว โดยปรมัตถ์ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาดูแลคดีแทน....ปรมัตถ์เย้ยคณินทร์ว่านี่ คือช่วงเวลาที่ปรมัตถ์จะได้พิสูจน์ตัวเองว่ามีความสามารถทัดเทียมกับคณินทร์ คณินทร์เหมือนคนอกหัก แต่เพราะเป็นตัวคนเดียวไม่มีครอบครัว การพักงานยิ่ง ทำให้ฟุ้งซ่าน มินตราที่เห็นอกเห็นใจคณินทร์จึงชวนให้คณินทร์มาเป็นผู้ช่วยทำสกู๊ป ติดตามทีมไป จัดการไล่ล่าพวกเอเย่นต์ คณินทร์นึกขอบใจมินตรา เพราะเท่ากับว่าคณินทร์เองก็ยังได้ทำงานอยู่ เพียงแค่ไม่ได้ออกหน้าเท่านั้นเองคณินทร์สนิทสนมกับมินตรามากขึ้น จนได้มีโอกาสไปเยี่ยมยายจันทราของมินตราที่ Medical Center ที่นั่น คณินทร์ได้รู้จักกับ คุณตาปวิตร ผู้ร่าเริงและใจดี ซึ่งกลายมาเป็นคู่จิ้นกับยาย จันทรา ทั้งคู่สนิทกันมาก และคุณตาปวิตรก็ได้เผื่อแผ่ความเมตตาเอ็นดูมาถึงมินตราด้วย แต่สัญชาติญาณของคณินทร์บอกอยู่ลึกๆว่า....คุณตาปวิตรไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น คณินทร์ถูกลอบทำร้ายระหว่างทางกลับจากงานวันเกิดของคุณตาปวิตรที่ Medical Center โชคดีที่คณินทร์ไม่ได้ลุยเดี่ยว เพราะได้ กรันย์ นายทหารอากาศเพื่อนรักที่เดินทางมาด้วยช่วยเอาไว้ ทำให้คณินทร์นึกสงสัย เหมือนถูกใครสะกดรอยตาม เพราะคณินทร์ไม่เคยรายงานความเคลื่อนไหว ให้กับใครนอกจากลูกทีม...คณินทร์ได้กลิ่นหนอนบ่อนไส้ภายในทันที จึงไปรายงานกับพ.ต.อ.เจษฎา ทำให้ทุกคนในทีมถูกจับตามองกันไปหมด เกิดบรรยากาศอึดอัด คณินทร์ถูกปรมัตถ์ใส่ร้าย หาว่าคณินทร์พาล เมื่อตัวเองถูกพักงาน เลยต้องการป่วนทีมภายใต้การนำของปรมัตถ์ ทั้งคู่วางมวยกัน และเข้าหน้ากันไม่ติด แล้วคณินทร์ก็ได้รับการงดเว้นโทษ กลับเข้าประจำการเหมือนเดิม หลังจากที่ได้รับเบาะแส ว่าจะมีการขนยาเสพติดล็อตใหญ่จากประเทศเพื่อนบ้านเข้าภายในประเทศ แล้วเดินทางลงเรือส่งต่อไปยัง ประเทศที่สาม คณินทร์และทีม พร้อมกับตำรวจตระเวณชายแดนได้สนธิกำลังกันทำการจับกุม โดยมี ภูริช เพื่อนรักทหารบก ที่นำข่าวสำคัญมาบอกว่า.... คุณ ตัวจริงไม่ใช่วาทิศ!! ไปร่วมปฏิบัติการ กับคณินทร์ด้วย เพราะ ร.ท ฐิติ คู่ปรับคนสำคัญของภูริช เป็นคนขนจัดส่งยาเสพติดล็อตนี้จาก ชนกลุ่มน้อยให้กับองค์กร Dead Hero ภูริชต้องไล่ล่าจับตัว ร.ท ฐิติให้ได้!!! มือปราบเจ้าหัวใจ ในที่สุดยาล็อตใหญ่ก็ถูกยึดเอาไว้ พร้อมคนร้ายเกือบทั้งหมดที่ไม่ถูกยิงตายก็ถูกจับ ร.ท ฐิติยังหนีลอยนวลไปได้...มีการแถลงข่าวอีกครั้ง...วาทิศเดือดมาก มั่นใจว่าข่าวรั่วไหลเพราะมีหนอน บ่อนไส้อยู่ในองค์กรปล่อยข้อมูล ประกาศหาตัวเพื่อเด็ดหัว และต้องจัดการกับคณินทร์ให้ได้โดยไว เพราะคณินทร์คืออุปสรรคสำคัญ ตามคำสั่งของ คุณ ตัวจริงคณินทร์คิดหนัก จะเข้าถึงตัวการใหญ่ได้อย่างไร....และแล้วคณินทร์ก็ถูกลอบฆ่าอีกครั้ง โดยมีมินตราอยู่ร่วมในเหตุการณ์ ทั้งคู่รอดมาได้ ทำให้รู้ใจตัวเองกันว่า...ต่างมีใจให้กัน หลังจากผ่าน เหตุการณ์ทั้งร้ายและดีมาด้วยกันในระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ปรมัตถ์เจ็บปวด...เพราะนั่นเท่ากับว่าแม้กระทั่ง เรื่องความรัก ตัวเองก็พ่ายแพ้ให้กับคณินทร์คณินทร์ได้เบาะแสจากจ่าขจร ว่าจะมีการประชุมเอเย่นต์ทั่วประเทศเพื่อวางแผนรับมือการ จับกุมของตำรวจ คณินทร์จึงวางแผนบุกรวบตัวพวกหัวๆ หวังจะจับทั้งยวง กลยุทธของคณินทร์รั่วไหล การประชุมเอเย่นต์ต์ถูกยกเลิกในวินาทีสุดท้าย พร้อมๆกับที่คณินทร์จับได้ว่า ปรมัตถ์คือหนอนบ่อนไส้!!!! ปรมัตถ์หนีการจับกุม แปรพักตร์ไปอยู่ร่วมแก๊งวาทิศ คณินทร์เสียใจที่ปรมัตถ์เลือกทางสาย มลทิน ยิ่งทำให้โกรธแค้นเครือข่ายยานรก โดยที่คณินทร์ไม่รู้เลยว่า.....มันคือแผนการของพ.ต.อ เจษฎา กับปรมัตถ์ ที่จะสร้างให้ปรมัตถ์กลายเป็นตำรวจคอรับชั่น ยอมทำเป็นถูกวาทิศซื้อตัวเพื่อคอยส่งข่าว ความเคลื่อนไหวของทีมคณินทร์ เพื่อที่สุดท้ายจะต้องถูกจับกุมแล้วหนีไปแทรกซึมเชิงลึกและลับที่สุด เพื่อให้เข้าถึงตัว คุณ ให้ได้....และปรมัตถ์ก็ยอมที่จะเสียสละรับภารกิจนี้ ภารกิจที่จะต้องถูกเข้าใจผิด เพื่อให้แผนการทะลายแก๊ง Dead HERO ถูกถอนรากถอนโคน แม้สุดท้ายจุดลงเอยเดียวที่จะได้รับคือ ความตาย เพราะมันเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ปรมัตถ์รู้สึกว่า...ชนะคณินทร์ได้อย่างแท้จริงและแล้วปรมัตถ์ก็เข้าถึงข้อมูล ทำให้รู้ว่า "คุณ" คือใคร....และกำลังจะส่งข่าวให้คณินทร์ ก็ถูกวาทิศและไอ้แหลมจับได้ และถูกฆ่าไปพร้อมกับจ่าขจร โดยที่ทีมและกำลังของคณินทร์มาช่วยไว้ไม่ทัน คณินทร์เสียใจมาก ที่ตำรวจฝีมือดีและเสียสละทั้งสองนายต้องจบชีวิตลง ความรู้สึกคลั่งแค้นเมื่อครั้งที่พ่อ ตัวเองถูกฆ่าตายได้ กลับมาอีกครั้งคณินทร์ตัดสินใจบอกเลิกมินตรา ขอให้ไปมีความรักครั้งใหม่ เพราะภารกิจครั้งนี้ อาจจบลงด้วยความตาย เพราะคณินทร์ตั้งใจจะไล่ล่าจับตัวพวกแก๊งนรกจนกว่าตัวเองจะตาย ถ้าไม่ตาย อย่าหวังจะมีอะไรมาขัดขวางได้ แต่มินตราก็ยังยืนยันจะรอการกลับมาของคณินทร์คณินทร์ปะติดปะต่อข้อมูลทั้งหมด จนทำให้สรุปและฟันธงได้ว่า คุณ ที่ตามหาตัวกันมา นาน แท้จริงแล้วคือ คุณตาปวิตร!!!! คนชั่วมันมีอยุ่ในทุกที่ แม้ในที่ๆที่ไม่คิดว่าจะมี มันก็มี!!!!คุณตาปวิตรเปิดเผยตัวในที่สุด โดยจับมินตราเป็นตัวประกันใน ขณะที่ตัวเอง กำลังหลบหนี ไปพร้อมกับเงินและยาเสพติดล็อตมหึมาที่กำลังจะถูกขนส่งออกนอกประเทศ โดยมีวาทิศและไอ้แหลมร่วม หลบหนี การไล่ล่านี้จำเป็นต้องพึ่งหน่วยเฉพาะกิจพิเศษจากสี่เหล่าทัพ อันได้แก่ ภูริช จิรวัติ กรันย์ รวมทั้งคณินทร์ สนธิกำลังกันช่วยไล่ล่า ตามจับกุมหัวหน้า และมือขวามือซ้ายของแก๊ง Dead Hero มือปราบเจ้าหัวใจ ในที่สุดมินตราก็ได้รับการช่วยเหลือออกไป เพื่อนๆจากสามเหล่าทัพของคณินทร์ จัดการกับบรรดาลูกน้องมือขวามือซ้ายของ คุณ จนเสียชีวิต เหลือคณินทร์ที่เผชิญหน้ากับ “คุณ” สองต่อสอง คุณ เยาะเย้ย สร้างความเคียดแค้น หวังจะให้คณินทร์ลุแก่โทสะสังหารตัวเอง เพื่อที่คณินทร์จะได้มีความผิดทางวินัยและถูกสอบสวน เพราะงานของตำรวจไม่ใช่ภารกิจทำลายล้าง หากแต่คือการจับกุมคนร้ายให้ได้เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย…และคณินทร์เกือบจะเพลี่ยงพล้ำตกเป็นทาสของอารมณ์แค้นของตัวเองจนลืมหน้าที่ โชคดีที่มินตราเข้ามาช่วยเกลี้ยกล่อม จนทำให้คณินทร์เย็นลง และยอมที่จะเว้นชีวิต คุณ โดยให้กฏหมายเป็นผู้ทำหน้าที่มอบความยุติธรรมให้กับ คนชั่วอย่างมันแทนแม้ คุณ จะถูกจับ แต่ยังมีองค์กรเครือข่ายยาเสพติดเครื่องข่ายอื่นผุดขึ้นมา ราวกับเป็นตัวตายตัวแทน…ทำให้ทีมของคณินทร์มีภารกิจให้ปฏิบัติการต่อไปเพื่อดำรงไว้ซึ่งความผาสุกของประชาชน ในฐานะตำรวจไทยที่เป็นมืออาชีพ สกู๊ปข่าวติดตามภารกิจตำรวจปราบปรามยาเสพติด พ่วงด้วยชีวิตหลังบ้านตำรวจ ของมินตรา ถูกอนุญาตให้ออกอากาศ หลังจากที่เจ๊อุมาได้ดูเทปสกู๊ปที่ตัดต่อเสร็จแล้ว ได้รับผลตอบรับอย่างฮือฮา ทำให้คนดูได้เห็นถึงความเสียสละของเหล่ามือปราบยาเสพติดทั้งหลาย ว่าเพื่อความผาสุกของประชาชนแล้ว ต้องแลกมากับอะไรบ้าง สารคดีชุดนี้ ทำให้ประชาชนได้ตระหนักรู้ว่า หน้าที่ปราบปรามยาเสพติดไม่ได้เป็นของตำรวจเท่านั้น แต่มันคือหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่ต้อง มีส่วนร่วมในการล้มรั้วด้วยรัก เพื่อให้ครอบครัวแข็งแรงเป็นเบื้องต้น เป็นการแก้ที่ต้นเหตุที่ดีที่สุดความสามารถของมินตราได้รับการยอมรับ และที่สำคัญ…มันทำให้โน้ตเปลี่ยนทัศนคติ ที่มีต่อจ่าขจรโดยสิ้นเชิง จ่าขจรคือพ่อที่โน้ตภูมิใจ และตัดสินใจเลิกคบเพื่อนที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด หันมาตั้งใจเรียน และสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อเดินตามรอยเท้าพ่อปรมัตถ์และจ่าขจรได้รับการเลื่อนยศชั้นสูงสุด เป็นความภูมิใจของครอบครัว เป็นตัวอย่างที่ดีของตำรวจคนอื่นๆ คณินทร์สามารถคลายปมที่ผูกเงื่อนแน่นอยู่ในใจ ปล่อยวางความแค้น ให้อยู่ในมือของ กฏหมาย ภารกิจเพื่อชาติยังคงต้องดำเนินต่อไป ไม่มีวันสิ้นสุด ตราบใดที่ยังมีคนชั่วในสังคม ส่วนภารกิจรักนั้นเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว เมื่อคณินทร์และมินตราต่างเปิดใจและยอมรับ ในวิถีของแต่ละคน…พร้อมจะจับมือกันก้าวไปเป็นกำลังใจให้กันและกัน รายชื่อนักแสดง ละครมือปราบเจ้าหัวใจ พอร์ช ศรัณย์ ศิริลักษณ์ขวัญ อุษามณี ไวทยานนท์โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณพล พูลภัทร อัตถปัญญาพลเติม เศวตชัย นาคสุขกาย รัชชานนท์ สุขประกอบพลอย รัญดภา มันตะลัมพะซูกัส บัณฑวิช ตระกูลพานิชย์เอี๊ยม วรรษพร วัฒนากุลแมงมุม พงษธัช รัตนเศรณีเติร์ก ณัฐชนน ภูวนนท์ทูน หิรัญทรัพย์หมู ดิลก ทองวัฒนา อุ้ย เกรียงไกร อุณหะนันทน์

ก่อนชม 'ดาวคะนอง' ย้อนดู ‘เจ้านกกระจอก’ บทบันทึกเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทยของ ใหม่-อโนชา
ดาวคะนอง /  อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล / 

ในวาระที่ 'ดาวคะนอง' ผลงานหนังยาวเรื่องที่สองของผู้กำกับ ใหม่-อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ จะเข้าฉายในบ้านเราอย่างเป็นทางการวันแรก (8 ธ.ค. 2559) ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน อโนชานำหนังเรื่องแรกของเธอเข้าฉายในบ้านเรา และ ‘เจ้านกกระจอก’ ก็กลายเป็นหนังไทยที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ในแง่ของการใช้สัญลักษณ์เพื่อเล่าเรื่อง ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่อโนชานำใช้ในหนังเรื่องล่าสุดของเธอเช่นกัน เราจึงขอหยิบเอาบทความจากคอลัมน์คลาสสิคในนิตยสาร BIOSCOPE "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" ที่ ไกรวุฒิ จุลพงศธร ได้เขียนถึง ‘เจ้านกกระจอก’ ถึงการเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารกับผู้ชม ก่อนที่จะไปชมผลงานล่าสุดของเธอกันในสัปดาห์นี้ **เช็ครอบฉายและข่าวสารของหนัง 'ดาวคะนอง' ได้ที่ www.facebook.com/daokhanongmovie ‘เจ้านกกระจอก’ กับขบวนการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทย (แบบไม่ได้นัดหมาย) โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร **ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 105 / สิงหาคม 2553 ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาช่างแตกต่างราวกับฟ้าและเหวกับช่วงที่ผมเริ่มต้นเขียนคอลัมน์นี้ เมื่อ 8 ปีก่อนผมเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบโฆษณาแต่ดันชื่นชอบการตีความสัญลักษณ์ใน หนังที่เรียนรู้จากพ็อคเกตบุ๊ครวมบทวิจารณ์ของ สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์, มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ และ ประชา สุวีรานนท์ ซึ่งได้กลายเป็นครูอย่างไม่เป็นทางการของผม ในโลกของผม ณ ช่วงเวลาดังกล่าว "สัญลักษณ์มีแต่ในหนังเท่านั้น" (แน่นอนครับว่ามันมีที่อื่นๆ ด้วย แต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจมันเอง) 8 ปีผ่านไปมีอะไรเกิดขึ้นมากมายกับชีวิต และสัญลักษณ์ไม่ได้อยู่แค่ในหนังอีกต่อไป แต่สัญลักษณ์อยู่กลางถนน และมิใช่ผม คนเดียวที่ตระหนัก เพราะดูเหมือนสังคม ‘ทุกฝ่าย’ ค่อยๆ เรียนรู้ว่าการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เป็นการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดในวินาทีนี้ (ดูอย่างกรณีที่คนเสื้อแดงพยายามจะไปพันผ้าสีแดงที่ป้ายถนนราชประสงค์, ต่อมาก็มีกำลังตำรวจจำนวนมากมาเฝ้าป้ายดังกล่าว, และหนักข้อขึ้นไปอีกเมื่อป้ายดังกล่าวได้ถูกเจ้าหน้าที่ถอดทิ้งไปเลย, ลงท้ายด้วยเอาป้ายมาติดตั้งใหม่พร้อมคำอธิบายว่านำป้ายไปทำความสะอาดเนื่องจากมีคนมาฉีดสีพ่นทับตัวอักษร) สังคมค่อยๆ เรียนรู้ (ผมหวังอย่างนั้น) ว่าการต่อสู้ด้วยพละกำลังหรือการต่อสู้แบบ ถอนรากถอนโคนซึ่งมักมากับกระบวนทัศน์ ‘สงครามครั้งสุดท้าย’ นั้นไม่มีอยู่จริง สงครามไม่มีวันจบลงง่ายๆ ยุทธศาสตร์ต่อไปคือการต่อสู้อย่างต่อเนื่องและยืดยาว การช่วงชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์จึงกลายเป็นสมรภูมิอย่าง ไม่เป็นทางการ นักสัญศาสตร์จึงกลายเป็นบุคคลสำคัญของสังคม เพราะพวกเขามีหน้าที่คุ้ยเขี่ย กัดเซาะ สร้าง และตีความสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อ ‘ทำลาย’ หรือ ‘ตอกย้ำ’ วาทกรรมที่แต่ละฝ่ายผลิตขึ้นมา คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ สิ่งที่พัวพันกับการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้ก็คือการช่วงชิง ‘พื้นที่’ ‘เวลา’ และ ‘ความทรงจำ’ ดูตัวอย่างจากการพันผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ แม้จะเป็นพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร แต่ก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์สุดทรงพลัง เพราะมันเป็นการแย่งชิงพื้นที่ ความทรงจำและการรับรู้ของสังคม ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งพยายามจะ ‘ลบเลือน’ ความทรงจำนี้ทิ้งไป อีกฝ่ายก็พยายามจะ ‘ย้ำเตือน’ มิให้ความทรงจำจางหาย แน่นอนว่าการต่อสู้นี้ขึ้นอยู่กับบริบทเวลา หากมิได้ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายความทรงจำดังกล่าวก็จะบิดเบือน และหลุดหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และกลายเป็น "ความทรงจำส่วนบุคคล" หรือของคนกลุ่มย่อยๆ ไปแทน นอกจาก พื้นที่ เวลา และความทรงจำ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้แล้ว มันยังเป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของศิลปะภาพยนตร์อีกด้วย หากเมื่อ 8 ปีก่อนผมตื่นเต้นกับงานของคนทำหนังอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, นนทรีย์ นิมิบุตร และ เป็นเอก รัตนเรือง ที่ทำให้เกิดการบูมของหนังไทยร่วมสมัยในช่วงเวลานี้ผมก็ตื่นเต้นกับกลุ่มคนทำหนังบนดินและใต้ดิน –ไม่ว่าจะมีแนวคิดทางการเมืองแบบใดก็ตาม- แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาพยายามโต้ตอบกับสังคมด้วยการสร้างงานที่เล่นกับพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำ ผ่านระบบสัญลักษณ์ที่งัดข้อก่อกวนกับวาทกรรมหลัก ผมกำลังหมายถึงหนังอิสระอย่าง ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ‘บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน’ และ ‘จุติ’ ของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล, ‘เจ้านกกระจอก’ ของ อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ ไปจนถึงหนังสั้นของ ปราปต์ บุนปาน, เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง หรืองานในอนาคต (แน่นอนว่าผมยังไม่ได้ดู แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเล่นกับการเปรียบเปรยเชิงการเมือง) ทั้ง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ของ สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์, ‘The Dog ชิงหมาเกิด’ ของ พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง และ ‘14’ ของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล แน่นอนว่าคนเหล่านี้ไม่ได้นัดกัน และไม่ได้มีอุดมการณ์ การเมืองเดียวกัน แต่การปรากฏของผลงานเหล่านี้ใน ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก็เป็นขบวนการหนังสัญลักษณ์ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง (**อัพเดต จนถึงปัจจุบัน ‘14’ ยังไม่ได้ถูกผลิตขึ้น ส่วนอย่างที่ทราบกันคือ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ กลายเป็นหนังที่โดนแบนในบ้านเราไป) หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ คนทำหนังรุ่น เพิ่มพล เชยอรุณ หรืองานยุครุ่งเรืองของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล มุ่งสะท้อนสังคมด้วยการตีแผ่อย่างตรงไปตรงมาหรือมีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นเห็นชัด แต่ขบวนการหนังบนดินและใต้ดินยุคปัจจุบัน (แบบไม่ได้นัดหมาย) มิได้เดินบนเส้นทางนั้น หากไม่นับงานของพงษ์พัฒน์และชูเกียรติ (ซึ่งผมยังไม่ได้ดู) คนทำหนังที่เหลือซึ่งเป็น คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ นำเสนอผ่านสุนทรียะเฉพาะตัวและระบบสัญลักษณ์ที่แนบเนียนและแพรวพราวเกินกว่ายุคของเพิ่มพลไปแล้ว ซึ่งต้องอาศัยพื้นฐานความ เข้าใจและการสั่งสมสุนทรียะของภาพยนตร์โลกร่วมสมัยในระดับหนึ่ง มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่คนทำหนังกลุ่มนี้จะถูกป้ายข้อหาจากคนดูว่า “ดูไม่รู้เรื่อง” หรือ “เข้าใจยาก” แต่ขณะเดียวกัน ภายใต้สังคมไทยอันแสนเคร่งครัดในยุคสมัยของการจำกัดจำเขี่ยทางความคิดเห็น การ ‘ดูไม่รู้เรื่อง’ และ ‘เข้าใจยาก’ ก็กลับกลายเป็นเกราะป้องกันตัวผู้สร้างเอง พวกเขาจึงสามารถสร้างงานที่ ‘เตะเฉียด’ ประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ผ่านเนื้องานและสัญลักษณ์ที่แนบเนียนหรือแปลกพิศวงได้ เช่น หากอภิชาติพงศ์สร้างหนังเกี่ยวกับวันเสียงปืนแตกโดยตรงก็คงโดนแบน แต่การสร้างโดยผสมสุนทรียะของหนังส่วนตัวและเนื้อหาการเมืองเชิงสัญลักษณ์แยบยลก็ทำให้หนังออกสู่สังคมได้ (ในกรณีของอภิชาติพงศ์และอโนชานั้น ความพิศวงของสัญลักษณ์ยังกลายเป็น ‘ปริศนา’ และ ‘ความลึกลับ’ ที่ทำให้คอหนังศิลปะในต่างชาติอ่านงานของพวกเขาในความหมายอื่นๆ ได้อีกด้วย) กลายเป็นว่าในพื้นที่เล็กๆ อย่างหนังอิสระ กลับมีระดับเพดานการแสดงความคิดเห็นที่สูงกว่าปกติ ทว่าพื้นที่ดังกล่าวก็เล็ก เล็กมาก หรือเล็กที่สุดจนแทบจะไม่มีเสียงเล็ดรอดออกไปให้เกิดการพูดคุยในวงกว้าง นักวิจารณ์และนักดูภาพยนตร์ (cinephile) คือฟันเฟืองที่เข้ามามีบทบาทในจุดนี้ แต่ลำพังนักวิจารณ์เองก็ทำงานได้ไม่มีประสิทธิผล ตั้งแต่ติดอยู่ในระบบ มีพื้นความรู้ที่ทำให้อ่านงานเหล่านี้ไม่ขาดพอ รวมถึงต่อให้อ่านได้แต่จะเขียนได้ชัดเจนมากขนาดไหน หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นตัวอย่างชั้นดีของสิ่งที่ผมได้พูดไป อโนชาและ ลี ชาตะเมธีกุล (มือตัดต่อ) จงใจก่อกวนพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำด้วยการเล่าหนังโดยไม่เรียงลำดับเวลา (เหมือนหนังเรื่อง 21 Grams) เมื่อผนวกกับชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ (Mundane History) ก็คลับคล้ายท่วงท่าปรัชญาแบบพังค์ๆ ที่โจมตีประวัติศาสตร์ทางการที่เล่าเรื่องแบบเรียงตามลำดับเวลา (หรืออำนาจแนวดิ่ง) และให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่มาในรูปแบบของความทรงจำที่ย่อมวูบวาบ ไม่เรียงลำดับก่อนหลัง (หรืออำนาจแนวระนาบ) ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วย เมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย เราอ่านหนังได้อย่างน้อยสองระดับ ระดับแรกคือเชื่อไปตามเรื่องว่ามันเป็นเรื่องของบุรุษพยาบาลที่ต้องเข้ามาดูแลเด็กหนุ่มพิการ ลูกผู้ดีเก่าที่ไม่ลงรอยกับพ่อผู้แสนดี เขาถูกแวดล้อมไปด้วยแม่บ้านและคนใช้ แล้วความสัมพันธ์ของบุรุษพยาบาลและเด็กหนุ่มจากที่ตึงเครียด ก็ค่อยๆ อ่อนลงและกลายเป็นความอ่อนโยนระหว่างสองมนุษย์ ระดับที่สองคือการตั้งคำถามว่า ทั้งหมดนี้คืออุปลักษณ์ (metaphor) ของสังคมไทยในยุคพ.ศ.นี้ นี่คือสังคมไทยที่ในอดีตเคยรุ่งเรืองและงามงด (จากสภาพบ้านที่เป็นผู้ดีเก่า, คำอธิบายว่าคุณพ่อเป็นคนแสนดี) แต่ปัจจุบันกลับเป็นสังคมที่รุนแรง เปลี่ยนแปลง และไร้อนาคต (เด็กหนุ่มพิการ, เอาแต่ใจ, อารมณ์เกรี้ยวกราด, รักษาไปก็เปล่าประโยชน์, ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้) และมันก็ยังเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยชนชั้น (มีการแบ่งการกินข้าวอย่างชัดเจน เจ้านายกินชั้นบน บ่าวไพร่กินชั้นล่าง แถมยังมีบ่าวไพร่ที่ทำตัวประหนึ่งเจ้านาย หรืออาจมีอะไรกับเจ้านายด้วยซ้ำ) ผมไม่ได้บอกว่าสังคมไทยไร้ความหวัง หรือคนทำหนังเรื่องนี้จะบอกว่า สังคมไทยสิ้นหวัง แต่หนังเรื่องนี้เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้ อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วยเมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย หนังพูด ถึงอารยธรรมในฉากเดินดูรูปจำลองของอารยธรรมต่างๆ (ซึ่งรุ่งโรจน์และ มอดม้วยไปแล้ว) ในท้องฟ้าจำลอง และยังพูดถึงพุทธธรรมผ่านตัวคนใช้ที่สบถขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ในแง่วิทยาศาสตร์มีการอธิบายเรื่องจุดจบของดาว อโนชาลากให้ทุกอย่างมารวมกัน เหมือนกับภาพโปสเตอร์หนังที่เหมือนรูปปริศนา มันเป็นทั้งดวงตา ของเด็กหนุ่มผู้พิการไร้ความหวัง เป็นทั้งดาวฤกษ์สุกสว่างที่กำลังจะแตกดับ และเป็นทั้งดวงตาของคนทำหนังที่จับจ้องความล่มสลายของยุคสมัย อารยธรรมมีวันสิ้นสุด เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องสามัญ และหากดาวอันใหญ่ยักษ์ยังมีวันดับได้ นับประสาอะไรกับอารยธรรม, ประเทศชาติ, คนรุ่นหนึ่ง, มนุษย์ที่ยิ่งใหญ่หรือต่ำต้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งเซลล์อณูหนึ่ง ก็ต้องมีวันดับสิ้นไปทั้งนั้น แต่เมื่อมีวันดับสิ้น ก็มีวันกำเนิดใหม่ และหลังจากประวัติศาสตร์ของโลก / อารยธรรม / ประเทศ / ครอบครัว ที่ผ่านมาถูกเดินหน้าด้วยบุรุษเพศ ผู้กำกับเพศหญิงที่เล่าสงครามระหว่างเพศชายมาเกือบ 80 นาทีได้แย้มนัยว่า บทใหม่ของประวัติศาสตร์จะเริ่มด้วยสตรีเพศเสียที ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

เก๋ๆ กับของรับขวัญลูกแฝดสายฟ้า-พายุ ด้วยตุ๊กตาทองเด็กทารก
ข่าว ชมพู่ อารยา /  น็อต วิศรุต / 

  เก๋ๆ ไม่ซ้ำใครสำหรับของรับขวัญลูกแฝดของคุณแม่ ชมพู่ อารยา ที่มีคนส่งของขวัญอันมีค่าให้กับน้องสายฟ้ากับน้องพายุที่ล่าสุดคุณพ่อน็อต วิศรุต ได้ถือของขวัญที่มีคนมามอบรับขวัญลูกๆ ซึ่งเป็นตุ๊กตาเด็กทารกที่คาดว่าทำมาจากทองทั้งหมด และมีสัญลักษณ์รูปพายุและสายฟ้ากำลังอุ้มตุ๊กตาอยู่ ซึ่งพ่อน็อตได้โพสต์ของรูปพร้อมข้อความลงใน IG ว่า "ของขวัญรับขวัญหลานน่ารักกกจริงๆ "แหม...พอได้เห็นของขวัญชิ้นนี้แล้ว หลายคนเลยอยากจะรู้ว่าใครกันนะเป็นคนมอบของขวัญที่มีค่ากับกับน้องแฝดทั้ง 2 เพราะมันมีค่าและอลังการมากๆ CR :IG @thunderstorm_babytwins

รีวิว ปั๊ม-น้ำ-มัน : รอแล้วรอเล่า เฝ้าแต่รอ
review /  ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ / 

นับเป็นอีกหนึ่งผลงานภาพยนตร์ไทยช่วงส่งท้ายปลายที่น่าจับตามองทีเดียว สำหรับ ปั๊ม-น้ำ-มัน ผลงานกำกับเรื่องล่าสุดของดอกไม้เหล็กเมืองไทย กอล์ฟ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ที่ได้ไปฉายรอบพรีเมียร์ไกลถึงเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลี พร้อมหอบกระแสตอบรับดี ๆ จากนักวิจารณ์กลับมาเตรียมเข้าโรงฉายในเมืองไทย ปั๊ม-น้ำ-มัน คือเรื่องราวของ มั่น (รับบทโดย ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย) ชายหนุ่มเจ้าของปั๊มน้ำมันกลางดินแดนชนบทห่างไกล เขาใช้ชีวิตไปวัน ๆ เพื่อรอคอยการกลับมาของ นก (รับบทโดย หนูจ๋า อาชิรญาณ์ แก้วกัญญา) เมียรักที่ทอดทิ้งเขาไป โดยที่มีสาวรุ่นใหญ่อย่าง เจ๊มัท (รับบทโดย ต่าย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล) และสาวรุ่นเล็กอย่าง ฝน (รับบทโดย แม็กกี้ อาภา ภาวิไล) แวะเวียนมาคอยขายขนมจีบให้มั่นอยู่เนือง ๆ แต่ถึงกระนั้นมั่นก็ยังมีใจที่มั่นคงสมชื่อ เพราะเขาไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหน แม้เวลาจะผ่านเลยไปสักกี่สิบปีก็ตาม พี่กอล์ฟ ผู้กำกับของเรื่องได้เล่าว่าที่มาที่ไปของคำว่า ปั๊ม-น้ำ-มัน ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายแฝงเกี่ยวกับการรอคอย คนเราจะนึกถึงปั๊มน้ำมันก็ต่อเมื่อน้ำมันหมด เมื่อแวะมาเติมน้ำมันจนเต็มถังแล้วก็จากไป โดยไม่รู้ว่าจะกลับมาใช้บริการอีกหรือไม่ แต่ปั๊มน้ำมันก็ยังอยู่ที่เดิม รอคอยลูกค้าที่จะแวะเวียนมา เช่นเดียวกับพระเอกของเรื่องที่เฝ้ารอคนรักของตัวเองอยู่ที่ปั๊มน้ำมันโดยไม่คิดจะออกไปตามหา เพราะวันใดที่คนรักของเขาหวนกลับมา พวกเขาจะได้ไม่ต้องคลาดคลากันอีก พล็อตเรื่องโดยรวมกล่าวได้ว่าเป็นภาพยนตร์รักสี่เส้า มีตัวละครหลัก ๆ ที่ดำเนินเรื่องเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น โดยแต่ละตัวละครมีปมเกี่ยวกับการรอคอย อีกทั้งยังมีเส้นเรื่องของตัวเองที่ชัดเจน ทำให้ผู้ชมเข้าใจที่มีถึงสาเหตุการกระทำของทุก ๆ ตัวละคร อย่างไรก็ตาม...ตัวหนังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลให้ผู้ชมรับรู้ไปตามลำดับเวลา หากแต่ท้าทายผู้ชมด้วยการเล่าเหตุการณ์ในปัจจุบันกับเหตุการณ์ในอดีตสลับไปมา เพื่อค่อย ๆ คลี่คลายให้เข้าใจตัวละครอย่างช้า ๆ และมีความหมายอย่างที่สุด และแม้จะจั่วหัวว่าเป็นหนังดราม่าเคล้าน้ำตา ทว่าตัวหนังจริง ๆ มีกราฟขึ้นลงในลักษณะแฟนตาซีและคอมเมดี้อยู่ประปราย ซึ่งมีข้อดีคือเรื่องราวจะไม่ดูราบเรียบชวนหลับจนเกินไป แต่กลายเป็นดาบสองคมที่ส่งผลให้บางฉากไม่สามารถถ่ายทอดความดราม่าได้จนสุดท้าย (ถูกเบรกด้วยมุกตลกเสียก่อน) ต่าย เพ็ญพักตร์ และ แม็กกี้ อาภา คือสองตัวละครที่น่าจับตามองมาก ๆ สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ด้วยความสามารถทางการแสดงที่มีพลังดึงให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วม ตลอดจนสปิริตทางการแสดงที่ไม่หวั่นแม้คอสตูมจะหลุดโลกและแฟนตาซีเพียงใดก็ตาม (มีคนลงทุนนับด้วยว่า แม็กกี้ อาภา เปลี่ยนชุดถึง 12 ชุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ จริงเท็จประการใดลองไปนับกันเอาเอง) โดยรวมแล้วภาพยนตร์ตั้งคำถามกับการรอคอยว่า...ในยามที่เวลาพัดผ่านไป สิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” จะยังคงอยู่หรือแปรเปลี่ยนไป คน ๆ หนึ่งจะรอคอยได้นานเพียงใด และในการรอคอยนั้นสิ่งที่เขาได้ตอบแทนกลับมาจะคุ้มค่าหรือไม่ ทั้งหมดหาคำตอบได้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ปั๊ม-น้ำ-มัน อีกหนึ่งภาพยนตร์ไทยสไตล์วินเทจที่แฝงด้วยสัญลักษณ์ต่าง ๆ ขอให้คะแนนไว้ที่ 3.5 / 5 ครับ บทความโดย NuTTi3 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ