สทศ

พวกเราไม่ได้ซิ่งเพียงลำพัง! ในคลิปล่าสุดจากทวิตเตอร์ Fast & Furious
Charlize Theron /  Dwayne Johnson / 

The @FastFurious saga continues. This Sunday, the cast will be in NYC to debut the #F8 trailer! Tune-in live on @Facebook December 11. pic.twitter.com/2WdiH0V37K — Fast & Furious (@FastFurious) December 5, 2016 อีกหนึ่งภาพยนตร์ในดวงใจของใครอีกหลายคน ที่กำลังรอคอยภาคที่แปดอย่างใจจดใจจ่อ ล่าสุดกับทางช่อง MONO 29 ที่เพิ่งฉายภาคแรกถึงภาคที่หกอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้หลายคนได้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากับแฟมิลี่ของ โดมินิค โทเร็ตโต รับบทโดย วิน ดีเซล (Vin Diesel) กันอีกครั้ง และพร้อมที่จะเหยียบคันเร่งออกสตาร์ทในภาคใหม่ และทวิตเตอร์หลักของ Fast & Furious เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว คลิป 2 นาที 30 วินาที ได้บอกเล่าเรื่องราวความประทับใจตั้งแต่ภาคแรกจนถึงภาคล่าสุดให้ทุกคนได้คิดถึงกันอีกครั้ง โดยนักแสดงนำของเรื่องได้ออกมาพูดถึงเรื่องราวที่น่าประทับใจที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ กล่าวโดยสรุปว่า “ผมใช้ชีวิต ¼ ไมล์ ภายใน 10 วินาที หรือต่ำกว่านั้น ผมเป็นอิสระ ถนนได้เปิดเส้นทางให้ไปได้ทุกที่ ไปหาเพื่อน ไปหาครอบครัว ไปหาความรัก ไปผจญภัย และไปเห็นสิ่งใหม่ ๆ กระทั่งได้กลับมายังบ้านที่แสนอบอุ่นอีกครั้ง...” “...ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นความเป็นไปได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด เริ่มจากการเดินทางตั้งแต่ลอสแอนเจลลิส ไปยังไมอามี ไปยังโตเกียว ไปยังริโอ ไปยังลอนดอน ไปยังอาบูดาบี และตอนนี้พวกเราเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก...” “...เราแข่งเพื่อความเร็ว แข่งเพื่อเกียรติและศักดิ์ศรี แข่งไปในทุกที่ในเมือง ในภูเขา หรือแม้แต่ขับรถลงจากเครื่องบิน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้คือ “ครอบครัว”...” “...ทุกคนในครอบครัวทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อกันและกันให้กันและกัน และสำหรับแฟน ๆ เป็นล้าน ๆ คนจากทั่วโลกที่เป็นเสมือนครอบครัวเรา พวกเรากำลังก้าวต่อไป และจะทำให้ดีกว่าเดิม...” “...พวกเราไม่ได้ซิ่งเพียงลำพัง ในเส้นทางต่อไปที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่นั้น ครอบครัวของเรากำลังถูกท้าทายอย่างที่ไม่เคยโดนมาก่อน กับศัตรูที่ไร้ซึ่งความปรานี ถือเป็นการทดสอบถึงความรักและสามัคคีของพวกเราทุกคน และภาคนี้จะเป็นภาคที่เร็วที่สุดและระห่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา นี่คือ Fast & Furious” Fast 8 ออกตัวล้อฟรีในสหรัฐฯ วันที่ 14 เมษายน 2017

ภาพแรก! ท็อป-แพม ถ่ายคู่หลังเซ็นใบหย่า 1 เดือน
ท็อป ณัฐเศรษฐ์ /  แพม สิตามนินท์

        หลังพิธีกรหนุ่ม ท็อป ณัฐเศรษฐ์ ออกมาให้สัมภาษณ์ยอมรับข่าวช็อกวงการว่า ได้จดทะเบียนหย่ากับภรรยาสาวไฮโซ แพม สิตามนินท์ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการตัดสินใจของทั้งคู่ที่ให้เกียรติกัน ด้วยสาเหตุทัศนคติไม่ตรงกัน โดยไม่มีเรื่องมือที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้อง ล่าสุด หนุ่มท็อป โพสต์ภาพคู่ สาวแพม ลงอินสตาแกรมส่วนตัว ถือเป็นภาพแรกหลังเซ็นใบหย่า 1 เดือน พร้อมแคปชั่นว่า "Every end is a new beginning" นอกจากนี้ยังมีภาพแชะร่วมเฟรมไปทำบุญร่วมกันกับเดอะแก๊งด้วย ถือเป็นการยืนยันด้วยภาพว่า ทั้งคู่จบกันด้วยดีและยังมีความรู้สึกดีๆ เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ งานนี้แฟนๆ รวมทั้งพี่น้องในวงการบันเทิงเข้ามาคอมเม้นท์ให้กำลังใจมากมาย...      ขอบคุณภาพจาก IG @topnathasedh, moraek8, janienineeleven, pamsuperrichth                  

สวีทชุดใหญ่ไฟกระพริบ!! แพท-เบนซ์ จกส้มตำปลาร้าก็ยังหวาน
แพท ณปภา /  ข่าว แพท ณปภา / 

  สุขล้นจริงๆ เลยค่า สำหรับนักแสดงสาวยอดกตัญญู แพท ณปภา หลังจากอุ้มท้อง 6 เดือน เข้าพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการกับแฟนหนุ่ม เบนซ์ เรซซิ่ง เมื่อวันที่ 20พ.ย.59 ที่ผ่านมาด้วยความชื่นมื่น ล่าสุด แพท-เบนซ์ กลายเป็นคู่รักที่น่าอิจฉามากๆ แก่บรรดาสาวโสดไปซะแล้ว แหม...ก็จะอะไรอีกล่ะคะ คนรักกันแถมยังเป็นสามี-ภรรยากันจะหวานมันก็ไม่ผิดตรงไหน แถมฝ่ายชายก็ยังทำหน้าที่สามีดูแล สาวแพท ดี๊ดี ไม่ว่าจะพาไปฮันนีมูนกันที่เกาหลี หรือชวนกันไปหม่ำอาหารแบบชุดใหญ่ไฟกระพริบ    ล่าสุด แพท-เบนซ์ ควงกันมากินส้มตำของโปรด ดูเอาเถอะค่ะ!! ขนาดจกส้มตำปลาร้า ทั้งคู่ก็ยังออกอาการโชว์หวานป้อนอาหารกันให้ ติ่งอัครปภา ได้ฟินตามจนน้ำลายหกกันเลยค่า ทั้งหวานทั้งแซ่บแบบนี้ มื้อนี้คงจะนัวไม่น้อยนะคะคู้ณ!! ขอบคุณภาพจาก IG pat_napapa, benzracing   แพท ณปภา   แพท ณปภา   แพท ณปภา   เบนซ์ เรซซิ่ง   แพท ณปภา   แพท เบนซ์  

โคตรเวียร์ด! พบ 13 ลุคสุดเหวอของ
Cate Blanchett /  Manifesto / 

ใครยังตราตรึงกับบทบาทการแสดงของ เคท บลานเชตต์ ใน Carol (2015) คราวนี้เธอกลับมาอีกครั้งพร้อมบทบาทที่เวียร์ดขั้นสุดใน Manifesto ภาพยนตร์ภายใต้การกำกับของจูเลียน โรเซอเฟล ผู้กำกับชาวเยอรมันที่โดดเด่นเรื่องงานวิช่วลมาโดยตลอด โปรเจ็คท์นี้ของผู้กำกับชาวเยอรมันเคยทดลองแสดงในรูปแบบมัลติ-สกรีนวิช่วลไปแล้วในงาน Australian Centre for the Moving Image เมื่อเดือนมีนาคม 2015 โดยมีนักแสดงสาวเจ้าของรางวัลออสการ์อย่างบลานเชตต์รับบทบาทเป็นศิลปินที่แตกต่างกันออกไปถึง 13 บุคลิกด้วยกัน และพร้อมฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลซันแดนซ์ด้วยความยาว 90 นาที ทั้งนี้ ใจความสำคัญของ Manifesto คือ "ประวัติศาสตร์ศิลปะนั้นสามารถประยุกต์เข้ากับสังคมร่วมสมัยได้หรือไม่ นี่นับเป็นการแสดงความเคารพต่องานศิลปะในศตวรรษที่ 20 ที่ดุเดือดเร่าร้อนที่สุด นับแต่ฟิวเจอริสม์และดาด้าอิสม์ มาสู่ป๊อปอาร์ตถึงจิม จาร์มูช" โดยใจความทั้งหมดนี้ ถูกนำเสนอผ่านการแสดงอันทรงพลังของบลานเชตต์ ติดตามผลงานชิ้นนี้ได้ในเทศกาลซันแดนซ์ที่มาถึงในเดือนมกราคมนี้

10 ภาพยนตร์ที่จะทำให้ “พ่อ” มีความหมายพิเศษยิ่งขึ้น
Delivery Man /  Fathers / 

5 ธันวาคมของทุกปี คนไทยทุกคนเรียกวันดังกล่าวนี้ว่า วันพ่อแห่งชาติ วันสำคัญที่ลูก ๆ ทุกคนจะระลึกถึงพระคุณของพ่อ และในโลกแผ่นฟิล์มเองก็มีภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องที่เล่าถึงการแสดงความรักความผูกพันกับลูก ซึ่งในวนนี้เราได้ประมวลภาพยนตร์ 10 เรื่องที่มีคุณพ่อผู้แสนดีเอาไว้...ว่าแต่จะมีเรื่องอะไรบ้าง ไปดูกันเลย Mrs. Doubtfire (2536) ผู้กำกับ : คริส โคลัมบัส นักแสดง : โรบิน วิลเลียมส์, แซลลี่ ฟิลด์ หลังจากหย่ากับภรรยาและแพ้คดีจนต้องระเห็จออกจากบ้านไป ฮิลลาร์ด นักแสดงตกงานทนความคิดถึงลูกทั้งสามไม่ไหว จึงต้องลงทุนปลอมตัวเป็น มิสซิท เดาท์ไฟร์ แม่บ้านวัยดึกเพื่อมาอยู่ใกล้ชิดลูก ๆ ส่งผลให้เกิดเรื่องราววุ่นวายและซาบซึ้งไปในคราวเดียวกัน Lion King (2537) ผู้กำกับ : โรเจอร์ อัลเลอร์, ร็อบ มินคอฟฟ์ นักแสดง : โจนาธาน เทย์เลอร์ โทมัส, แมททิว บรอเดริก, ไนกี้ตา กาลาไมล์, มอยรา เคลลี่, เจมส์ เอิร์ล โจนส์ ภาพยนตร์แอนนิเมชั่นสุดคลาสสิกที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี มุฟาซา คือสิงโตเจ้าป่าที่เก่งกาจและหวังจะให้ ซิมบ้า ลูกชายของตนเติบโตมาเป็นสิงโตที่มีคุณธรรม แต่ในวันหนึ่งที่ สการ์ สิงโตที่หมายจะชิงตำแหน่งเจ้าป่าได้ว่าแผนฆ่าซิมบ้า มุฟาซาก็ได้เข้าไปช่วยลูกชายของตัวเองจนถูกฝูงวัวป่าเหยียบจนตาย I am Sam (2545) ผู้กำกับ : เจสซี่ เนลสัน นักแสดง : ฌอน เพนน์, ดาโคต้า แฟนนิ่ง, มิเชล ไฟเฟอร์ แซม คุณพ่อผู้มีปัญหาทางสมองต้องดูแล ลูซี่ ลูกสาวของตนมาโดยตลอด จนวันหนึ่งมีนักสังคมสงเคราะห์เข้ามาแทรกกลางระหว่างเขากับเธอ แซมจึงต้องสวมวิญญาณความเป็นพ่อเพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขาสมควรที่จะเป็นผู้ปกครองของลูซี่มากกว่าใคร ๆ Finding Nemo (2546) ผู้กำกับ : แอนดรูว์ สแตนตัน, ลี อุนคริช นักแสดง : อัลเบิร์ต บรูคส์, อเล็กซานเดอร์ โกลด์, เอลเลน ดีเจนเนอเรส ที่แนวปะการังแถบประเทศออสเตรเลีย มาร์ลิน เป็นพ่อปลาการ์ตูนที่ต้องเลี้ยงลูกชาย นีโม่ เพียงลำพัง แต่โชคร้ายเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งนีโม่ถูกนักประดาน้ำจับตัวไป มาร์ลินจึงต้องร่วมมือกับปลาขี้ตังเบ็ดฟ้า ดอรี่ ออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปพาตัวลูกชายของเขากลับมา Night at the Museum (2549) ผู้กำกับ : ชอว์น เลวี่ นักแสดง : เบน สติลเลอร์, โรบิน วิลเลี่ยมส์, เจค เชอร์รี่ ลาร์รี่ ต้องการจะพิสูจน์ให้ นิค ลูกชายของตนเห็นว่าเขามีความสามารถไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพ่อคนไหน เขาจึงได้ก้าวเข้ามารับทำหน้าที่ยามกะดึกของพิพิธภัณฑ์ โดยหารู้ไม่ว่าทุกค่ำคืนของที่นี่จะมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น นั่นคือการที่หุ่นทุกตัวจะมีชีวิตขึ้นมาราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตจริง ๆ The Pursuit of Happyness (2549) ผู้กำกับ : แกเบรียล มัคซิโน่ นักแสดง : วิลล์ สมิธ, เจเดน สมิธ, แธนดี นิวตัน จากปัญหาการเงินที่ฝืดเคืองภายในครอบครัว ลินดาผู้เป็นภรรยาจึงเดินทางไปหางานที่นิวยอร์ก ทิ้งให้คริสและคริสโตเฟอร์ สองพ่อลูกต้องผจญกับความยากลำบากกันสองคน แต่ด้วยความเป็นมุ่งมั่นของคริส เขาจึงทำทุกอย่างเพื่อให้สักวันหนึ่งชีวิตของเขากับลูกชายจะได้ผ่านพ้นช่วงเวลาเลวร้ายและได้พบกับความสุข Hotel Transylvania (2555) ผู้กำกับ : เกนดี้ คาร์คาครอฟสกี้ นักแสดง : อดัม แซนเลอร์, ไมค์ลี่ย์ ไซรัส, แอนดี้ แซมเบิร์ค, เควิน เจมส์, เดวิด สเปดด์ Hotel Transylvania คือโรงแรมสุดหรูของท่านเคาท์แดร็กคูล่าสร้างไว้เพื่อให้เพื่อนพ้องภูตผีปีศาจได้มาสังสรรค์กัน ทว่าในวันฉลองวันเกิดปีที่ 118 ของ มาวิส ลูกสาวของเขา ดันมีมนุษย์ชายหนุ่มหลงเข้ามาเช็กอินที่โรงแรม แถมยังมีท่าทีจะตกหลุมรักกับมาวิสเสียด้วย งานนี้ผีดูดเลือดผู้พ่อจึงต้องไว้ลายออกตัวปกป้องลูกสาวจากมนุษย์หนุ่มเต็มที่ Delivery Man (2556) ผู้กำกับ : เคน สก็อตต์ นักแสดง : วินซ์ วอห์น, คริส แพรทท์, แจ็ค เรย์นอร์, แมทธิว ดาแดริโอ เดวิด ผู้ชายที่ไม่เคยประสบความสำเร็จอะไรเลย ได้ทำการบริจาคสเปิร์มของตนเองไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ส่งผลให้ในวันนี้เขากลายเป็นพ่อของเด็ก 533 คนโดยไม่รู้ตัว เขาจึงต้องพิสูจน์ตัวเองกับการออกเดินทางไปพบลูก ๆ ของตนเอง เพื่อแสดงบทบาทความเป็นพ่อเท่าที่ตนเองจะสามารถทำได้ Goosebumps (2558) ผู้กำกับ : ร็อบ เล็ตเตอร์แมน นักแสดง : แจ็ค แบล็ค, ดีแลน มินเน็ตต์, โอเดยา รัช, เอมี ไรอัน, ไรอัน ลี แซค เด็กหนุ่มที่ย้ายบ้านมาใหม่ได้พบว่าเพื่อนบ้านของเขา ฮันนาห์ เป็นลูกสาวของนักเขียนวรรณกรรมสยองขวัญแถมหวงลูกสาวอย่าง อาร์. แอล. สไตน์ ในวันที่แซคเข้าไปในบ้านของฮันนาห์แล้วเผลอปล่อยสัตว์ประหลาดนานาชนิดออกมาจากหนังสือ สไตน์จึงต้องวางความอคติที่มีต่อแซคและฮันนาห์ แล้วร่วมมือกันออกไปตามล่าสัตว์ประหลาดกลับสู่หนังสือ ก่อนที่พวกมันจะเข้าไปถล่มเมืองจนเละ Fathers (2559) ผู้กำกับ : พลัฏฐ์พล มิ่งพรพิชิต นักแสดง : อัษฎา พานิชกุล, ณัฐ ศักดาทร, สินจัย เปล่งพานิช ฝุ่นและยุกต์ คือคู่ชายรักชายที่รับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยง พ่อทั้งสองคนต้องรับหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับ บุตร เด็กชายตัวน้อยที่นับวันค่อย ๆ เติบโตขึ้น พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าทำไมคนที่ไปงานวันแม่ที่โรงเรียนกับเขาไม่ใช่คุณแม่เหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ แต่ถึงอย่างนั้นความรักจากฝุ่นและยุกต์ก็ยังคงเป็นรูปธรรมชัดเจนเพียงพอให้พวกเขาทั้งสามประคับประคองความเป็นครอบครัวเอาไว้

เจษ โดนถามลบรูปทำไม..? จวกยับดราม่าแหกกฎปีนถ่ายรูปกิ่วแม่ปาน
เจษ เจษฎ์พิพัฒ /  กิ่วแม่ปาน

        หลังมีประเด็นดราม่าจากกระทู้รีวิวการท่องเที่ยวโชว์ภาพถ่ายทริปกิ่วแม่ปานที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเจ้าของกระทู้ปีนขึ้นไปยืนถ่ายรูปบนราวไม้ ซึ่งหลายคนเข้ามาคอมเม้นท์ว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและผิดกฎระเบียบ หากมีคนทำตามอาจเกิดอันตรายได้ ในขณะที่โซเชียลกำลังดราม่าเตือนนักท่องเที่ยวอยู่นั้น นักแสดงหนุ่ม เจษ เจษฎ์พิพัฒ ก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ไปเที่ยวที่นั่น และโพสต์ภาพอินสตาแกรมส่วนตัวนั่งอยู่บนราวไม้ที่กิ่วแม่ปานเช่นกัน โดยในภาพเห็นป้ายเตือนชัดเจนว่า "อันตราย ห้ามปีนหรือยืนบนราวไม้" งานนี้เลยมีคนเข้ามาคอมเม้นท์ว่า "เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีมากๆ ค่ะ ป้ายชัดเจนขนาดนั้น...เพลีย" โดยเจ้าตัวคอมเม้นท์ตอบกลับทันทีว่า "เค้าห้ามปีนหรือยืนครับ มีเจ้าหน้าที่ดูแลตลอด ใจเย็นๆ ก่อนจะว่าใครเนอะ :)" ต่อมารูปดราม่าดังกล่าวก็ถูกลบหายไป และก็ตามมาด้วยคอมเม้นท์วิพากษ์วิจารณ์มากมาย ทั้งในอินสตาแกรมของ หนุ่มเจษ เอง รวมถึงกระทู้ต่างๆ ในโซเชียลด้วย      ขอบคุณภาพจาก IG @jesjpp และ FB :: อวยไส้แตกแหกไส้ฉีก       รูปที่ดราม่า   เจษ ตอบกลับคอมเม้นท์ดราม่า   รูปอื่นๆ ที่กิ่วแม่ปาน   เจอคำถาม       เจษ เจษฎ์พิพัฒ   เจษ เจษฎ์พิพัฒ   เจษ เจษฎ์พิพัฒ  

ณิชา โพสต์ภาพสวีท ไอติม สยบข่าวเลิก!!
ไอติม พริษฐ์ /  ณิชา ณัฏฐนิชา

   เรียกว่าตบปากบรรดาขาเม้าท์ได้เต็มเปาจริงๆ สำหรับนางเอกหน้าหวาน ณิชา ณัฏฐนิชา ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวเม้าท์ว่าเลิกรากับหวานใจกับหนุ่ม ไอติม พริษฐ์ หลานชาย อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เป็นที่เรียบร้อย แถมล่าสุดยังมีข่าวแรงว่าโดดเข้าไปเป็นมือที่ 3 ของพระเอก อ. จนเกือบจะเป็นเรื่องเป็นราวอีก เพราะบรรดาแฟนคลับที่เชียร์พระเอก อ. กับนางร้ายรุ่นพี่ต่างพาลุ้นให้คู่นี้รีเทิร์นกลับมาเหมือนเดิมอยู่นั่นเอง    งานนี้สาว ณิชา เลยไม่รีรอที่จะโพสต์ภาพคู่สวีทหวานกับหนุ่มคนรู้ใจคนเดิมที่เพิ่มเติมคือหวานหนักมว๊าก....อย่างหนุ่ม ไอติม เพื่อยุติทั้งข่าวเม้าท์ที่ว่าทั้งคู่เลิกรากัน รวมถึงข่าวที่เข้าไปเป็นมือที่ 3 ของพระเอก อ. ซะเลย แหม... เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นก2 ตัวเลยนะจ๊ะ.... ณิชา- ไอติม   ณิชา- ไอติม   ณิชา- ไอติม   ณิชา- ไอติม   ณิชา- ไอติม  

รีวิว ปั๊ม-น้ำ-มัน : รอแล้วรอเล่า เฝ้าแต่รอ
review /  ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ / 

นับเป็นอีกหนึ่งผลงานภาพยนตร์ไทยช่วงส่งท้ายปลายที่น่าจับตามองทีเดียว สำหรับ ปั๊ม-น้ำ-มัน ผลงานกำกับเรื่องล่าสุดของดอกไม้เหล็กเมืองไทย กอล์ฟ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ที่ได้ไปฉายรอบพรีเมียร์ไกลถึงเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลี พร้อมหอบกระแสตอบรับดี ๆ จากนักวิจารณ์กลับมาเตรียมเข้าโรงฉายในเมืองไทย ปั๊ม-น้ำ-มัน คือเรื่องราวของ มั่น (รับบทโดย ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย) ชายหนุ่มเจ้าของปั๊มน้ำมันกลางดินแดนชนบทห่างไกล เขาใช้ชีวิตไปวัน ๆ เพื่อรอคอยการกลับมาของ นก (รับบทโดย หนูจ๋า อาชิรญาณ์ แก้วกัญญา) เมียรักที่ทอดทิ้งเขาไป โดยที่มีสาวรุ่นใหญ่อย่าง เจ๊มัท (รับบทโดย ต่าย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล) และสาวรุ่นเล็กอย่าง ฝน (รับบทโดย แม็กกี้ อาภา ภาวิไล) แวะเวียนมาคอยขายขนมจีบให้มั่นอยู่เนือง ๆ แต่ถึงกระนั้นมั่นก็ยังมีใจที่มั่นคงสมชื่อ เพราะเขาไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหน แม้เวลาจะผ่านเลยไปสักกี่สิบปีก็ตาม พี่กอล์ฟ ผู้กำกับของเรื่องได้เล่าว่าที่มาที่ไปของคำว่า ปั๊ม-น้ำ-มัน ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายแฝงเกี่ยวกับการรอคอย คนเราจะนึกถึงปั๊มน้ำมันก็ต่อเมื่อน้ำมันหมด เมื่อแวะมาเติมน้ำมันจนเต็มถังแล้วก็จากไป โดยไม่รู้ว่าจะกลับมาใช้บริการอีกหรือไม่ แต่ปั๊มน้ำมันก็ยังอยู่ที่เดิม รอคอยลูกค้าที่จะแวะเวียนมา เช่นเดียวกับพระเอกของเรื่องที่เฝ้ารอคนรักของตัวเองอยู่ที่ปั๊มน้ำมันโดยไม่คิดจะออกไปตามหา เพราะวันใดที่คนรักของเขาหวนกลับมา พวกเขาจะได้ไม่ต้องคลาดคลากันอีก พล็อตเรื่องโดยรวมกล่าวได้ว่าเป็นภาพยนตร์รักสี่เส้า มีตัวละครหลัก ๆ ที่ดำเนินเรื่องเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น โดยแต่ละตัวละครมีปมเกี่ยวกับการรอคอย อีกทั้งยังมีเส้นเรื่องของตัวเองที่ชัดเจน ทำให้ผู้ชมเข้าใจที่มีถึงสาเหตุการกระทำของทุก ๆ ตัวละคร อย่างไรก็ตาม...ตัวหนังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลให้ผู้ชมรับรู้ไปตามลำดับเวลา หากแต่ท้าทายผู้ชมด้วยการเล่าเหตุการณ์ในปัจจุบันกับเหตุการณ์ในอดีตสลับไปมา เพื่อค่อย ๆ คลี่คลายให้เข้าใจตัวละครอย่างช้า ๆ และมีความหมายอย่างที่สุด และแม้จะจั่วหัวว่าเป็นหนังดราม่าเคล้าน้ำตา ทว่าตัวหนังจริง ๆ มีกราฟขึ้นลงในลักษณะแฟนตาซีและคอมเมดี้อยู่ประปราย ซึ่งมีข้อดีคือเรื่องราวจะไม่ดูราบเรียบชวนหลับจนเกินไป แต่กลายเป็นดาบสองคมที่ส่งผลให้บางฉากไม่สามารถถ่ายทอดความดราม่าได้จนสุดท้าย (ถูกเบรกด้วยมุกตลกเสียก่อน) ต่าย เพ็ญพักตร์ และ แม็กกี้ อาภา คือสองตัวละครที่น่าจับตามองมาก ๆ สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ด้วยความสามารถทางการแสดงที่มีพลังดึงให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วม ตลอดจนสปิริตทางการแสดงที่ไม่หวั่นแม้คอสตูมจะหลุดโลกและแฟนตาซีเพียงใดก็ตาม (มีคนลงทุนนับด้วยว่า แม็กกี้ อาภา เปลี่ยนชุดถึง 12 ชุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ จริงเท็จประการใดลองไปนับกันเอาเอง) โดยรวมแล้วภาพยนตร์ตั้งคำถามกับการรอคอยว่า...ในยามที่เวลาพัดผ่านไป สิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” จะยังคงอยู่หรือแปรเปลี่ยนไป คน ๆ หนึ่งจะรอคอยได้นานเพียงใด และในการรอคอยนั้นสิ่งที่เขาได้ตอบแทนกลับมาจะคุ้มค่าหรือไม่ ทั้งหมดหาคำตอบได้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ปั๊ม-น้ำ-มัน อีกหนึ่งภาพยนตร์ไทยสไตล์วินเทจที่แฝงด้วยสัญลักษณ์ต่าง ๆ ขอให้คะแนนไว้ที่ 3.5 / 5 ครับ บทความโดย NuTTi3 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ

ดเวย์น จอห์นสัน อินสตาแกรมภาพล่าสุดจากกองถ่าย Jumanji
Dwayne Johnson /  Jumanji / 

การถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Jumanji ฉบับปี 2017 ยังคงถ่ายทำกันอย่างต่อเนื่อง และ ดเวย์น จอห์นสัน (Dwayne Johnson) นักแสดงกล้ามแน่นผู้รับบทนำในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้ปล่อยภาพฉากบู๊ล่าสุดออกมาให้แฟน ๆ หายคิดถึงกัน Jumanji (2017) ว่าด้วยเรื่องราวของคนสี่คนที่ได้เล่นเกมกระดานกระทั่งต้องเข้าไปติดในโลกของจูแมนจี พวกเขาต้องเผชิญกับแรก งูพิษสีดำ กับดัก และปริศนาอีกนับไม่ถ้วนที่รอคอยพวกเขาอยู่ แต่ละคนมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน สเปนเซอร์ เป็นนักสำรวจผู้กล้าหาญ, ฟริดจ์ เป็นหนุ่มอัจฉริยะตัวน้อย, เบธานี เป็นหนอนหนังสือ และ มาธาร์ เป็นนักรบสาวอเมซอน พวกเขาจะต้องมองสิ่งต่าง ๆ ในแบบที่แตกต่างออกไปเท่านั้น เพื่อเอาชนะเกมนี้และกลับไปยังโลกแห่งความเป็นจริง Jumanji เข้าฉายในสหรัฐฯ วันที่ 22 ธันวาคม 2017 Been shooting #Jumanji for months now and I've been waiting patiently for this night to come... In the original movie, the world of #Jumanji came to us. Now 20yrs later in our continuation of the story, we go to the amazing and deadly world of #Jumanji. For months we've shot everything.. all the comedy, all the jungle action and all the heart. Finally, tonight - Saturday night - all night - I get to knuckle up with my stunt brothers and I get to beat some ass like a drum. My stunt brother here @taitfletcher is going night night. And when he wakes up, I'll be good as gone cause he can rearrange my face with one punch. Let's get it on boys and have some fun. #OnSet #KnuckleUp #BeatingAssesLikeDrums #BeenWaitingForMonths #StuntBrotherLuv #Jumanji #Tonights4YouAlanParrish💫 A photo posted by therock (@therock) on Dec 3, 2016 at 12:58pm PST Doin' dirt with my stunt brothers tonight. Rehearsals before the bodies hit the floor... I'm searching for a good spot to break his leg with one shot. This scene also looks like what happens when too many drugs are taken at a party. Just say no. #OnSet #HowISpendMySaturdayNights #FightNight #Jumanji A photo posted by therock (@therock) on Dec 3, 2016 at 9:29pm PST This bad man is an asshole and I must throw him thru this cement pillar. My hand strength is like vice grips... he has no choice. For the record, this man is roughly 6'8 and well over 350lbs - he's massive and mean - I must run away now to preserve my health. #OnSet #MySaturdayNights #KnuckleUp #StuntBrotherLuv #Jumanji A photo posted by therock (@therock) on Dec 3, 2016 at 9:39pm PST This bad man is an asshole and I must throw him thru this cement pillar. My hand strength is like vice grips... he has no choice. For the record, this man is roughly 6'8 and well over 350lbs - he's massive and mean - I must run away now to preserve my health. #OnSet #MySaturdayNights #KnuckleUp #StuntBrotherLuv #Jumanji A photo posted by therock (@therock) on Dec 3, 2016 at 9:39pm PST

เอาแล้วไง!! อั้ม พัชราภา โดนแฮกไอจี โชคดีกู้คืนได้!!
อั้ม พัชราภา /  ข่าว อั้ม พัชราภา / 

  โถ!! ทำกันได้ลงคอ ก่อนหน้านี้เคยมีกระแสข่าวนักแสดงสาว มายด์ วิรพร ถูกมิจฉาชีพแฮกอินสตาแกรมส่วนตัวพร้อมกับขู่เรียกเงินค่าไถ่เป็นจำนวน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (เป็นเงินไทยประมาณ 70,000 กว่าบาท) เพื่อแลกกับการคืน IG (อ่านข่าว มายด์ วิรพร) ล่าสุดระดับนางเอกซุปตาร์อย่าง อั้ม พัชราภา ก็โดนกับเขาด้วยเหมือนกัน โดยล่าสุดวันนี้ (4ธ.ค.59) อั้ม พัชราภา ได้โพสต์ข้อความในอินสตาแกรมส่วนตัวว่าตนโดนแฮกไอจีเมื่อคืนที่ผ่านมา และเพิ่งเอากลับคืนมาได้ แต่กระนั้น สาวอั้ม ก็ยังหวั่นว่าจะโดนแฮกอีก จึงประกาศหาวิธีป้องกันเป็นการถาวรในอินสตาแกรมส่วนตัวหลังกู้กลับคืนมาได้ว่า   "เมื่อคืนโดน hack ไอจี เพิ่งจะเอากลับมาได้ ใครมีวิธีที่สามารถป้องกันถาวรได้ไหมคะ กลัวโดนอีก ขอบคุณเพื่อนๆoksที่ช่วยนะคะ”   งานนี้บรรดาแฟนคลับต่างเข้ามาแสดงความห่วงใย และชื่นชมผู้ที่ช่วยทำให้ไอจี อั้ม พัชราภา กลับคืนมาได้ พร้อมกับเสนอแนะวิธีการป้องกันอย่างมากมาย ขอบคุณภาพจาก IG aum_patchrapa อั้ม พัชราภา โดนแฮกไอจี   อั้ม พัชราภา   อั้ม พัชราภา   อั้ม พัชราภา   อั้ม พัชราภา   อั้ม พัชราภา   อั้ม พัชราภา  

ก่อนชม 'ดาวคะนอง' ย้อนดู ‘เจ้านกกระจอก’ บทบันทึกเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทยของ ใหม่-อโนชา
ดาวคะนอง /  อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล / 

ในวาระที่ 'ดาวคะนอง' ผลงานหนังยาวเรื่องที่สองของผู้กำกับ ใหม่-อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ จะเข้าฉายในบ้านเราอย่างเป็นทางการวันแรก (8 ธ.ค. 2559) ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน อโนชานำหนังเรื่องแรกของเธอเข้าฉายในบ้านเรา และ ‘เจ้านกกระจอก’ ก็กลายเป็นหนังไทยที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ในแง่ของการใช้สัญลักษณ์เพื่อเล่าเรื่อง ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่อโนชานำใช้ในหนังเรื่องล่าสุดของเธอเช่นกัน เราจึงขอหยิบเอาบทความจากคอลัมน์คลาสสิคในนิตยสาร BIOSCOPE "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" ที่ ไกรวุฒิ จุลพงศธร ได้เขียนถึง ‘เจ้านกกระจอก’ ถึงการเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารกับผู้ชม ก่อนที่จะไปชมผลงานล่าสุดของเธอกันในสัปดาห์นี้ **เช็ครอบฉายและข่าวสารของหนัง 'ดาวคะนอง' ได้ที่ www.facebook.com/daokhanongmovie ‘เจ้านกกระจอก’ กับขบวนการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทย (แบบไม่ได้นัดหมาย) โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร **ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 105 / สิงหาคม 2553 ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาช่างแตกต่างราวกับฟ้าและเหวกับช่วงที่ผมเริ่มต้นเขียนคอลัมน์นี้ เมื่อ 8 ปีก่อนผมเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบโฆษณาแต่ดันชื่นชอบการตีความสัญลักษณ์ใน หนังที่เรียนรู้จากพ็อคเกตบุ๊ครวมบทวิจารณ์ของ สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์, มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ และ ประชา สุวีรานนท์ ซึ่งได้กลายเป็นครูอย่างไม่เป็นทางการของผม ในโลกของผม ณ ช่วงเวลาดังกล่าว "สัญลักษณ์มีแต่ในหนังเท่านั้น" (แน่นอนครับว่ามันมีที่อื่นๆ ด้วย แต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจมันเอง) 8 ปีผ่านไปมีอะไรเกิดขึ้นมากมายกับชีวิต และสัญลักษณ์ไม่ได้อยู่แค่ในหนังอีกต่อไป แต่สัญลักษณ์อยู่กลางถนน และมิใช่ผม คนเดียวที่ตระหนัก เพราะดูเหมือนสังคม ‘ทุกฝ่าย’ ค่อยๆ เรียนรู้ว่าการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เป็นการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดในวินาทีนี้ (ดูอย่างกรณีที่คนเสื้อแดงพยายามจะไปพันผ้าสีแดงที่ป้ายถนนราชประสงค์, ต่อมาก็มีกำลังตำรวจจำนวนมากมาเฝ้าป้ายดังกล่าว, และหนักข้อขึ้นไปอีกเมื่อป้ายดังกล่าวได้ถูกเจ้าหน้าที่ถอดทิ้งไปเลย, ลงท้ายด้วยเอาป้ายมาติดตั้งใหม่พร้อมคำอธิบายว่านำป้ายไปทำความสะอาดเนื่องจากมีคนมาฉีดสีพ่นทับตัวอักษร) สังคมค่อยๆ เรียนรู้ (ผมหวังอย่างนั้น) ว่าการต่อสู้ด้วยพละกำลังหรือการต่อสู้แบบ ถอนรากถอนโคนซึ่งมักมากับกระบวนทัศน์ ‘สงครามครั้งสุดท้าย’ นั้นไม่มีอยู่จริง สงครามไม่มีวันจบลงง่ายๆ ยุทธศาสตร์ต่อไปคือการต่อสู้อย่างต่อเนื่องและยืดยาว การช่วงชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์จึงกลายเป็นสมรภูมิอย่าง ไม่เป็นทางการ นักสัญศาสตร์จึงกลายเป็นบุคคลสำคัญของสังคม เพราะพวกเขามีหน้าที่คุ้ยเขี่ย กัดเซาะ สร้าง และตีความสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อ ‘ทำลาย’ หรือ ‘ตอกย้ำ’ วาทกรรมที่แต่ละฝ่ายผลิตขึ้นมา คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ สิ่งที่พัวพันกับการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้ก็คือการช่วงชิง ‘พื้นที่’ ‘เวลา’ และ ‘ความทรงจำ’ ดูตัวอย่างจากการพันผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ แม้จะเป็นพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร แต่ก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์สุดทรงพลัง เพราะมันเป็นการแย่งชิงพื้นที่ ความทรงจำและการรับรู้ของสังคม ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งพยายามจะ ‘ลบเลือน’ ความทรงจำนี้ทิ้งไป อีกฝ่ายก็พยายามจะ ‘ย้ำเตือน’ มิให้ความทรงจำจางหาย แน่นอนว่าการต่อสู้นี้ขึ้นอยู่กับบริบทเวลา หากมิได้ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายความทรงจำดังกล่าวก็จะบิดเบือน และหลุดหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และกลายเป็น "ความทรงจำส่วนบุคคล" หรือของคนกลุ่มย่อยๆ ไปแทน นอกจาก พื้นที่ เวลา และความทรงจำ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้แล้ว มันยังเป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของศิลปะภาพยนตร์อีกด้วย หากเมื่อ 8 ปีก่อนผมตื่นเต้นกับงานของคนทำหนังอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, นนทรีย์ นิมิบุตร และ เป็นเอก รัตนเรือง ที่ทำให้เกิดการบูมของหนังไทยร่วมสมัยในช่วงเวลานี้ผมก็ตื่นเต้นกับกลุ่มคนทำหนังบนดินและใต้ดิน –ไม่ว่าจะมีแนวคิดทางการเมืองแบบใดก็ตาม- แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาพยายามโต้ตอบกับสังคมด้วยการสร้างงานที่เล่นกับพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำ ผ่านระบบสัญลักษณ์ที่งัดข้อก่อกวนกับวาทกรรมหลัก ผมกำลังหมายถึงหนังอิสระอย่าง ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ‘บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน’ และ ‘จุติ’ ของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล, ‘เจ้านกกระจอก’ ของ อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ ไปจนถึงหนังสั้นของ ปราปต์ บุนปาน, เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง หรืองานในอนาคต (แน่นอนว่าผมยังไม่ได้ดู แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเล่นกับการเปรียบเปรยเชิงการเมือง) ทั้ง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ของ สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์, ‘The Dog ชิงหมาเกิด’ ของ พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง และ ‘14’ ของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล แน่นอนว่าคนเหล่านี้ไม่ได้นัดกัน และไม่ได้มีอุดมการณ์ การเมืองเดียวกัน แต่การปรากฏของผลงานเหล่านี้ใน ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก็เป็นขบวนการหนังสัญลักษณ์ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง (**อัพเดต จนถึงปัจจุบัน ‘14’ ยังไม่ได้ถูกผลิตขึ้น ส่วนอย่างที่ทราบกันคือ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ กลายเป็นหนังที่โดนแบนในบ้านเราไป) หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ คนทำหนังรุ่น เพิ่มพล เชยอรุณ หรืองานยุครุ่งเรืองของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล มุ่งสะท้อนสังคมด้วยการตีแผ่อย่างตรงไปตรงมาหรือมีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นเห็นชัด แต่ขบวนการหนังบนดินและใต้ดินยุคปัจจุบัน (แบบไม่ได้นัดหมาย) มิได้เดินบนเส้นทางนั้น หากไม่นับงานของพงษ์พัฒน์และชูเกียรติ (ซึ่งผมยังไม่ได้ดู) คนทำหนังที่เหลือซึ่งเป็น คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ นำเสนอผ่านสุนทรียะเฉพาะตัวและระบบสัญลักษณ์ที่แนบเนียนและแพรวพราวเกินกว่ายุคของเพิ่มพลไปแล้ว ซึ่งต้องอาศัยพื้นฐานความ เข้าใจและการสั่งสมสุนทรียะของภาพยนตร์โลกร่วมสมัยในระดับหนึ่ง มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่คนทำหนังกลุ่มนี้จะถูกป้ายข้อหาจากคนดูว่า “ดูไม่รู้เรื่อง” หรือ “เข้าใจยาก” แต่ขณะเดียวกัน ภายใต้สังคมไทยอันแสนเคร่งครัดในยุคสมัยของการจำกัดจำเขี่ยทางความคิดเห็น การ ‘ดูไม่รู้เรื่อง’ และ ‘เข้าใจยาก’ ก็กลับกลายเป็นเกราะป้องกันตัวผู้สร้างเอง พวกเขาจึงสามารถสร้างงานที่ ‘เตะเฉียด’ ประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ผ่านเนื้องานและสัญลักษณ์ที่แนบเนียนหรือแปลกพิศวงได้ เช่น หากอภิชาติพงศ์สร้างหนังเกี่ยวกับวันเสียงปืนแตกโดยตรงก็คงโดนแบน แต่การสร้างโดยผสมสุนทรียะของหนังส่วนตัวและเนื้อหาการเมืองเชิงสัญลักษณ์แยบยลก็ทำให้หนังออกสู่สังคมได้ (ในกรณีของอภิชาติพงศ์และอโนชานั้น ความพิศวงของสัญลักษณ์ยังกลายเป็น ‘ปริศนา’ และ ‘ความลึกลับ’ ที่ทำให้คอหนังศิลปะในต่างชาติอ่านงานของพวกเขาในความหมายอื่นๆ ได้อีกด้วย) กลายเป็นว่าในพื้นที่เล็กๆ อย่างหนังอิสระ กลับมีระดับเพดานการแสดงความคิดเห็นที่สูงกว่าปกติ ทว่าพื้นที่ดังกล่าวก็เล็ก เล็กมาก หรือเล็กที่สุดจนแทบจะไม่มีเสียงเล็ดรอดออกไปให้เกิดการพูดคุยในวงกว้าง นักวิจารณ์และนักดูภาพยนตร์ (cinephile) คือฟันเฟืองที่เข้ามามีบทบาทในจุดนี้ แต่ลำพังนักวิจารณ์เองก็ทำงานได้ไม่มีประสิทธิผล ตั้งแต่ติดอยู่ในระบบ มีพื้นความรู้ที่ทำให้อ่านงานเหล่านี้ไม่ขาดพอ รวมถึงต่อให้อ่านได้แต่จะเขียนได้ชัดเจนมากขนาดไหน หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นตัวอย่างชั้นดีของสิ่งที่ผมได้พูดไป อโนชาและ ลี ชาตะเมธีกุล (มือตัดต่อ) จงใจก่อกวนพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำด้วยการเล่าหนังโดยไม่เรียงลำดับเวลา (เหมือนหนังเรื่อง 21 Grams) เมื่อผนวกกับชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ (Mundane History) ก็คลับคล้ายท่วงท่าปรัชญาแบบพังค์ๆ ที่โจมตีประวัติศาสตร์ทางการที่เล่าเรื่องแบบเรียงตามลำดับเวลา (หรืออำนาจแนวดิ่ง) และให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่มาในรูปแบบของความทรงจำที่ย่อมวูบวาบ ไม่เรียงลำดับก่อนหลัง (หรืออำนาจแนวระนาบ) ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วย เมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย เราอ่านหนังได้อย่างน้อยสองระดับ ระดับแรกคือเชื่อไปตามเรื่องว่ามันเป็นเรื่องของบุรุษพยาบาลที่ต้องเข้ามาดูแลเด็กหนุ่มพิการ ลูกผู้ดีเก่าที่ไม่ลงรอยกับพ่อผู้แสนดี เขาถูกแวดล้อมไปด้วยแม่บ้านและคนใช้ แล้วความสัมพันธ์ของบุรุษพยาบาลและเด็กหนุ่มจากที่ตึงเครียด ก็ค่อยๆ อ่อนลงและกลายเป็นความอ่อนโยนระหว่างสองมนุษย์ ระดับที่สองคือการตั้งคำถามว่า ทั้งหมดนี้คืออุปลักษณ์ (metaphor) ของสังคมไทยในยุคพ.ศ.นี้ นี่คือสังคมไทยที่ในอดีตเคยรุ่งเรืองและงามงด (จากสภาพบ้านที่เป็นผู้ดีเก่า, คำอธิบายว่าคุณพ่อเป็นคนแสนดี) แต่ปัจจุบันกลับเป็นสังคมที่รุนแรง เปลี่ยนแปลง และไร้อนาคต (เด็กหนุ่มพิการ, เอาแต่ใจ, อารมณ์เกรี้ยวกราด, รักษาไปก็เปล่าประโยชน์, ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้) และมันก็ยังเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยชนชั้น (มีการแบ่งการกินข้าวอย่างชัดเจน เจ้านายกินชั้นบน บ่าวไพร่กินชั้นล่าง แถมยังมีบ่าวไพร่ที่ทำตัวประหนึ่งเจ้านาย หรืออาจมีอะไรกับเจ้านายด้วยซ้ำ) ผมไม่ได้บอกว่าสังคมไทยไร้ความหวัง หรือคนทำหนังเรื่องนี้จะบอกว่า สังคมไทยสิ้นหวัง แต่หนังเรื่องนี้เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้ อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วยเมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย หนังพูด ถึงอารยธรรมในฉากเดินดูรูปจำลองของอารยธรรมต่างๆ (ซึ่งรุ่งโรจน์และ มอดม้วยไปแล้ว) ในท้องฟ้าจำลอง และยังพูดถึงพุทธธรรมผ่านตัวคนใช้ที่สบถขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ในแง่วิทยาศาสตร์มีการอธิบายเรื่องจุดจบของดาว อโนชาลากให้ทุกอย่างมารวมกัน เหมือนกับภาพโปสเตอร์หนังที่เหมือนรูปปริศนา มันเป็นทั้งดวงตา ของเด็กหนุ่มผู้พิการไร้ความหวัง เป็นทั้งดาวฤกษ์สุกสว่างที่กำลังจะแตกดับ และเป็นทั้งดวงตาของคนทำหนังที่จับจ้องความล่มสลายของยุคสมัย อารยธรรมมีวันสิ้นสุด เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องสามัญ และหากดาวอันใหญ่ยักษ์ยังมีวันดับได้ นับประสาอะไรกับอารยธรรม, ประเทศชาติ, คนรุ่นหนึ่ง, มนุษย์ที่ยิ่งใหญ่หรือต่ำต้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งเซลล์อณูหนึ่ง ก็ต้องมีวันดับสิ้นไปทั้งนั้น แต่เมื่อมีวันดับสิ้น ก็มีวันกำเนิดใหม่ และหลังจากประวัติศาสตร์ของโลก / อารยธรรม / ประเทศ / ครอบครัว ที่ผ่านมาถูกเดินหน้าด้วยบุรุษเพศ ผู้กำกับเพศหญิงที่เล่าสงครามระหว่างเพศชายมาเกือบ 80 นาทีได้แย้มนัยว่า บทใหม่ของประวัติศาสตร์จะเริ่มด้วยสตรีเพศเสียที ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

แม่ณิชา ณัฏฐณิชา ขู่แจ้งความ! ลูกโดนเม้าท์เป็นมือที่สาม เต้ย-อเล็กซ์
ณิชา ณัฎฐณิชา /  ณิชา / 

กลายเป็นเรื่องให้เผือกอีกแล้ว สำหรับประเด็นอักษรย่อที่เม้าท์มอยถึงคู่รักดาราที่เลิกรากันไปแล้วด้วยดี แต่ความเป็นจริงไม่ได้ดีอย่างที่เข้าใจเพราะมีมือที่สามทำรักสวยงามแตกร้าว อีกทั้งมือที่สามที่ว่ายังเป็นนางเอกน้องใหม่ค่ายเดียวกันอีกต่างหาก ซึ่งจุดนี้หวยดันมาออกที่อดีตคู่เลิฟนักอนุรักษ์อย่าง เต้ย จรินทร์พร กับ อเล็กซ์ เรนเดล ส่วนนางเอกฮอตหน้าใสที่ถูกพาดพิงเป็นมือที่สามในวงเม้าท์ก็คือสาว ณิชา ณัฏฐณิชา นั่นเอง จุดนี้บอกเลยว่ามีแต่เละกับเละ เพราะแค่มีคนมโนกันไป นางเอกหน้าใสก็โดนเกรียนคีย์บอร์ดถล่มยับ แค่เคยร่วมงานกันถึงขั้นโดนด่าเสียๆ หายๆ คุณแม่ยุ้ย ของสาวณิชาจึงอยู่เฉยไม่ได้ แคปภาพข้อความที่นักเลงคีย์บอร์ดประณามลูกสาวเก็บไว้เป็นหลักฐาน พร้อมโพสต์ขึ้นอินสตาแกรมให้โลกรู้ว่าถ้าไม่ออกมาขอโทษและลบข้อความจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างแน่นอน อุ๊ตะ!! งานนี้แม่มาาาา แม่มาจริงๆ และแม่มาเอาจริงด้วย ใครไม่เจอคงไม่รู้ซึ้งถึงหัวอกแม่ ลูกสาวโดนกล่าวหาว่าเป็นมือที่สามทั้งที่เวลานี้หนูณิชาก็คบหาอยู่กับ ไอติม พริษฐ์ หลานชายอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ แท้ๆ เอ้า!!! เรื่องราวจะเป็นยังไงคงต้องตามติดกันต่อไปค้าาา ขอบคุณรูปภาพประกอบบางส่วนจาก IG : @yuikchk, @alexrendell, @nychaa ณิชา - คุณแม่ยุ้ย ณิชา ณัฏฐณิชา ณิชา - อเล็กซ์ ณิชา - อเล็กซ์ เต้ย - อเล็กซ์ เต้ย - อเล็กซ์ เต้ย - ณิชา ไอติม - ณิชา ณิชา ณัฏฐณิชา ณิชา ณัฏฐณิชาขอบคุณรูปภาพประกอบบางส่วนจาก IG : @yuikchk, @alexrendell, @nychaa