สงครามอสูรเหล็ก

เที่ยวจันทบุรี ย่านเมืองเก่า 'จันทบูร' ตะลุยกินอาหารพื้นเมือง!
ของดีเมืองจันท์ /  ที่เที่ยวจันทบุรี / 

ถึงแม้จะเป็นช่วงหน้าฝนแต่เราก็ไม่ยอมแพ้ เก็บกระเป๋าไปเที่ยว จ.จันทบุรี กัน หลายคนอาจจะรู้กันดีว่าจังหวัดในแถบนี้ ทั้ง จันทบุรี ระยอง ตราด จะเป็นแหล่งสวนผลไม้ แต่การไปเที่ยวเมืองจันทน์ 2 วัน 1 คืน ของเรานั้น จะพาเพื่อนๆ ไปเยี่ยมชมย่านเมืองเก่า แหล่งท่องเที่ยวในประวัติศาสตร์ พร้อมกินของท้องถิ่นแสนอร่อยกันค่ะ บอกเลยว่าเมืองนี้เสน่ห์มากล้นทีเดียว ^^ เที่ยวจันทบุรี ย่านเมืองเก่า 'จันทบูร' ตะลุยกินอาหารพื้นเมือง! ครั้งนี้ Travel.MThai ได้มีโอกาสตะลุยถิ่น เมืองจันทน์ ที่ไม่ได้มีดีแค่ผลไม้ แต่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวให้เราได้ชมและค้นหาอีกมากมาย หลายคนคงอาจจะเคยเที่ยวที่ธรรมชาติกันมาบ้างแล้ว คราวนี้ Travel.MThai ขอไปแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ดูบ้าง แต่จะไปที่ไหนบ้าง ตามกันมาเลย! วันแรก เราเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ตอน 7 โมงเช้า มุ่งหน้าไปยัง จ.จันทบุรี กันค่ะ แต่เพราะเป็นช่วงหน้าฝน ฝนตกตลอดการเดินทาง บวกกับรถติด ทำให้ต้องใช้เวลามากกว่าที่เราคิดไว้พอสมควร เรามาถึงจันทบุรีก็เกือบเที่ยงแล้ว ท้องร้องจ๊อกๆ ก็เลยแวะกินข้าวเที่ยงกันที่ จันทรโภชนา (สาขามหาราช) เป็นสาขาที่ 2 ตกแต่งเน้นโทนสีขาว สะอาดตา ร้านนี้มีชื่อเสียงมากในเมืองจันทน์ เปิดมานานกว่า 50 ปีแล้ว และเป็นร้านอาหารร้านแรกในจันทบุรี ที่ได้ “เชลล์ชวนชิม” ใครมาต้องแวะมาทานที่นี่นะ >,< ร้านจันทรโภชนา มีเมนูเด็ดหลายอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นอาหารพื้นเมือง แกงหมูชะมวง, เส้นจันท์ผัดปู, ถั่วฝักยาวผัดกุ้งแห้งใส่กะปิ, กระวานผัดฉ่าไก่, สละลอยแก้ว และที่เด็ดๆ ก็คือนี่นำผลไม้ในแต่ฤดูมาทำเป็นเมนูอาหารด้วย อย่างที่เรากินกันวันนี้ก็คือ ส้มตำทุเรียน และ มัสมั่นไก่ใส่ทุเรียน อันนี้เริ่ดมาก เพราะเนื้อทุเรียนที่นำมาทำนั้นไม่เละ เนื้อเหมือนมัน และไม่มีกลิ่นทุเรียน ปลื้มปริ่ม! นอกจากของคาวแล้ว ที่ร้านจันทรโภชนา ก็มีอาหารแปรรูป ผลไม้แปรรูป ของหวาน ให้เลือกซื้อกลับบ้าน หรือเป็นของฝากก็ได้ด้วยค่ะ หลังจากอิ่มท้อง ก็เดินทางกันต่อ จุดหมายต่อไปของเราคือ "ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับ" ที่เมืองจันทน์นั้นถือเป็นอันดับต้นที่มีการค้าขาย ส่งออกอัญมณีใหญ่ที่สุดของโลก! ที่นี่จะมีจัดนิทรรศการให้เราได้รู้ถึงความเป็นมาของอัญมนี ตั้งแต่การขุด ขั้นตอนการผลิต จนถึงการแปรรูปเลย เดินเข้ามาก็จะเจอกับอัญมณีชนิดต่างๆ โดยที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป มีข้อมูลความเป็นมาให้ได้ศึกษากันค่ะ จันทบุรีได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลากมิติ ที่มีทั้งการทำการเกษตร ปลูกผลไม้ ทำไร่ ประมง ท่องเที่ยว และจันทบุรียังมีอุตสาหกรรมที่สำคัญมากก็คือ อุตสาหกรรมพลอย มีชื่อเสียงเรื่องการทำพลอยมาตั้งแต่สมัยโบราณ รัชกาลที่ 2 มีพลอยที่โด่งดังไปทั่วโลก คือ 'ทับทิมสยาม' เราเพิ่งจะรู้เหมือนกันว่า ที่จันทบุรีนั้นจะมีการซื้อขายพลอยกันคึกคักมากๆ มีมูลค่าการซื้อนับสิบล้านบาทต่อวันเลย ถ้าคิดเป็นปีก็กว่าหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว OMG!!! หลังจากนั้นเขาก็จะนำไปเจียระไน ทำเป็นเครื่องประดับ และเราได้ฉายา 'พลอยเมืองจัทน์' มีชื่อเสียงรู้จักไปทั่วโลก อีกด้วย บนลูกโลกนั้น จะแสดงให้เราเห็นถึงอัญมณีในที่ต่างๆ ทั่วโลก ห้องจัดแสดงประวัติความเป็นมาของอัญมณี ตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น ยุคอารยธรรมอียิปต์, ยุคอารยธรรมจีน, ยุคอารยธรรมเมโสโปเตเมีย, ยุคอารยธรรมกรีกโบราณ เป็นต้น การจำลองมงกุฏของราชวงศ์ต่างๆ โดยใช่อัญมณี ประดับ สวยเล่อค่าค่ะ บอกเลย!! เมื่อเดินชมจนถึงทางออกก็จะมีร้านเครื่องประดับหลายร้านตั้งอยู่ ให้เราได้เลือกซื้อกัน ทั้งสร้อยคอ แหวน ตุ้มหู ส่วนเราชอบอันนี้ เป็นพลอยหินสีในขวดโหล เห็นแบบนี้แต่ละสีมีความหมาย ช่วยในเรื่องต่างๆ ด้วยนะ เหมือนกำไลหินที่ฮิตๆ กันนั่นแหละ >,< นำซื้อเป็นของฝากน่ารักๆ "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี" คือจุดหมายต่อไปของเรา ตั้งอยู่บริเวณโบราณสถานค่ายเนินวง ซึ่งเป็นป้อมค่ายคูเมืองคันดินโบราณ ที่สร้างขึ้นเพื่อรับศึกญวนในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่นี่เราจะได้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาตร์ เมืองจันทน์เยอะแยะเลยค่ะ ลงรถปุ๊บก็เจอป้อมค่ายคูเมือง แบบนี้เลย เข้าไปข้างในก็จะมี พี่ๆ คอยต้อนรับ พี่วิทยากรพูดแนะนำ และพาชมสถานที่ต่างๆ ด้วยค่ะ โดยภายในพิพิธภัณฑ์ แบ่งออกเป็น 6 ห้องด้วยกัน คือ 1. ห้องจัดแสดงสินค้า และวิถีชาวเรือในสมัยโบราณ เส้นทางการเดินเรือ เมืองท่าโบราณ และสินค้าที่นำไปแลกเปลี่ยนค้าขาย โดยมีเรือสำเภาจำลองขนาดเท่าของจริง ซึ่งบนเรือได้มีการจัดแสดงให้เราได้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของลูกเรือระหว่างเดินทาง ตลอดจนสินค้าต่างๆ ด้วยค่ะ เรือสำเภาจำลองขนาดเท่าของจริง ของมีค่าที่พบจากแหล่งเรือจม บริเวณอ่าวไทย ก่อนที่จะเดินขึ้นไปบนเรือสำเภาจำลอง บริเวณชั้นล่างของเรือก็จัดแสดงให้เห็นเกี่ยวกับสิ่งของ เครื่องปั้นดำเผา ถ้วย ชาม ไม้ฝาง ทองแดงง เป็นต้น ที่จะนำไปแลกเปลี่ยนค้าขาย พอขึ้นมาด้านบนของเรือ เราก็จะเห็นหุ่นปั้นจำลอง ที่กำลังทำหน้าที่ของตัวเอง ที่เพือนๆ เห็นอยู่นี่ คือ ใบสาคู ในสมัยก่อนใช้ทำเป็นใบเรือ มีความเหนียวและทนทานมากๆ (ความรู้ใหม่เลยนะเนี่ย) ความสวยงามของ เรือสำเภา ด้านหลัง หลังจากเดินชมห้องแรกกันไปแล้ว มาต่อกันห้องที่ 2 ห้องจำลอง จัดแสดงขั้นตอนการปฏิบัติงานโบราณคดีใต้น้ำ การเก็บกู้ชิ้นส่วนของโบราณต่างๆ  3. ห้องคลังวัตถุโบราณ อันนี้ถูกจัดเก็บไว้ในห้อง เพื่อนรักษาสภาพของชิ้นส่วนต่างๆ ค่ะ 4. ห้องเรือและวิถีชาวเรือ จำลองเรือประเภทต่างๆ ที่ล้วนมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างตามการใช้สอยในแต่ละพื้นที่ 5. ห้องของดีเมืองจันทน์ จัดแสดงประวัติความเป็นมาของ จ.จันทบุรี ตั้งแต่สมัยก่อนประสัติศาสตร์ สมัยประวัติศาสตร์ การก่อตั้งเมือง ตลอดจนเรื่องราวของ 'ชาวชอง' ชนพื้นเมืองของจันทบุรี นอกจากนี้ยังมีให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม ธรรมชาติ และของดีเมืองจันทน์ให้เราได้รับรู้กันอีกด้วย 6. ห้องบุคคลสำคัญ ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ พระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เหตุการณ์สำคัญการทำสงครามก่อนและหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เส้นทางเดินทัพเมื่อครั้งมารวมพลที่จันทบุรี มาถึงจันทบุรีทั้งที จะลืมสโลแกน แดนผลไม้ ได้ยังไง ตามไปกินผลไม้อร่อยๆ กันที่ "สวนผลไม้ป้าแกลบ" กัน! ที่นี่ไม่ได้มีแค่เพียงสวนผลไม้ให้เราได้เลือกหยิบ จับ กิน กันอย่างเดียว แต่มีผลไม้แปรรูปหลากหลายชนิด ไปถึงก็มีผลไม้วางให้ทานกันละลานตาเลยจ้า ... เมืองจันทน์ มหัศจรรย์แดนผลไม้ จะขาดราชินีไปได้ยังไง "ทุเรียน" มีให้เลือกทั้งแบบ 2 แบบ หวานปกติ กับหวานน้อย ที่นี่มีสโลแกนด้วยนะ หวานน้อย แต่อร่อยมาก สำหรับคนรักสุขภาพโดยเฉพาะ อร่อยตามสโลแกน คอนเฟิร์มค่ะ ^^ นอกจากผลไม้สด ที่นี่ก็มีผลไม้แปรรูปหลากหลายเลยค่ะ แต่ที่อยากแนะนำเลยก็คือ ทุเรียนทอด และทุเรียนแบบสแนค เป็นแท่งกรอบชิ้นเล็กๆ ทานเล่นเพลินดีแท้! ดูสิ หน้าตามันยั่วยวน น้ำลายไหล ขนาดไหน!!! โบกมือลา บ้ายบาย สวนป้าแกลบ .. เดินทางไปที่พักของเราคืนนี้กันดีกว่า คืนนี้เราเข้าพักที่ โรงแรม มณีจันท์ รีสอร์ท แอนด์ สปอร์ตคลับ (Maneechan Resort) ค่ะ เป็นโรงแรมที่ขึ้นชื่อในจังหวัดจันทบุรี โดยด้านหน้าทางเข้าก็จะทำสถาปัตยกรรมเป็นเหมือนป้อมปืน ซึ่งเขาตั้งใจออกแบบให้เป็นเอกลักษณ์ของเมืองจันทน์ บนเพดานจะทำเป็นเหมือนรูปเจียระไน เหลี่ยมพลอยเมืองจันทน์ 81 เหลี่ยม Welcome Drink ของที่นี่ค่ะ "น้ำส้มมะปี๊ด" หรือส้มจี๊ด นั่นเอง รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ไม่แสบคอ สดชื่น >,< ห้องพักค่ะ  เปิดม่านออกมาก็เจอวิวสวน สบายๆ บรรยากาศดีมากๆ ^^ หลังจากนอนเต็มอิ่ม ตื่นมาฝนก็ยังคงตกปรอยๆ และสม่ำเสมอ ทั้งคืนยันเช้า (ฮืออ ~) ป่ะ .. ทานข้าวเช้ากันดีกว่า เราก็มาทานข้าวเช้ากัน ที่นี่มีของให้เลือกทานเยอะแยะไปหมด ทั้งก๋วยเตี๋ยว , เมนูเบรคฟาสต์, ขนมปัง, ชา กาแฟ, ซุป, สลัดผัก, ผลไม้, น้ำผลไม้คั้นสด, ไอศกรีม ถามว่ามื่อเช้านี้อิ่มไหม .. บอกเลยว่า มาก!!!!! กินไปอย่างละนิด อย่างละหน่อย .. แล้วมาจบลงที่ 'ไข่กระทะ' >,< อิ่มมื้อเช้าแล้วเราจะออกเดินทางกันไปที่ ย่านเมืองเก่า 'ชุมชนริมน้ำจันทบูร' กันค่ะ แต่ก่อนจะถึงนั้นขอแวะไปกราบนมัสการ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และศาลหลักเมืองประจำจังหวัด ให้เป็นศิริมงคลกันซะหน่อย ทั้ง 2 ที่ตั้งอยู่ติดกันเลยค่ะ แต่! ฝนฟ้าไม่เป็นใจสักเท่าไหร่ ฝนตกหนักกระหน่ำสุดๆ แต่เราก็สู้ไม่ถอย ใส่คอนเวิร์ส (ไม่ใช่ไรพกไปคู่เดียว >,<) พร้อมชุดกันฝน ลุยฝนไปไหว้กันซะเลย ถึงแล้ว 'ชุมชนริมน้ำจันทบูร' เป็นที่ที่มีเสน่ห์และน่ารักมากๆ เลยค่ะ ทั้งผู้คนและร้านขายของระแวกนี้ มีร้านอาหาร ร้านขนมเก๋ๆ ให้เลือกนั่งหลายร้านเลย ย่านเก่าจันทบูร นั้นเป็นชุมชนเก่าแก่ริมแม่น้ำจันทบุรี แต่เดิมจะเรียกกันว่า "บ้านลุ่ม" เป็นชุมชนเก่าแก่ของคนจีนและญวนอพยพ ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ต่อมาได้พัฒนาให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการค้าของจันทบุรี ในสมัยรัชกาลที่ 5 เราแวะมาที่ ร้าน 'ท่ามาจัน' ร้านนี้มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร คือเขาจะใช้ ปิ่นโต ใส่อาหารพร้อมเสิร์ฟให้เราทานกัน ได้บรรยากาศย้อนวัยเด็กแบบสมัยก่อนเลย ดีงามอ่ะ ปิ่นโตน่ารักมาก! แต่วันนี้เราไม่ได้มาชิมของอร่อยร้านนี้ เพราะมีงานของ ททท. โครงการอาหารถิ่นตะลุยกินทั่วไทย ค่ะ และมีสาธิตการทำข้าวคลุกพริกเกลือ อาหารถิ่นประจำจังหวัดจันทบุรีด้วย บรรยากาศภายในร้าน ชวนให้นึกถึงวัยเด็ก ตกแต่งด้วยไม้ และมีของสะสมสมัยก่อนเยอะเลย ในแถบย่านชุมชนริมน้ำจันทบูร นั้นมีร้านขายของ ขายอาหาร และของหวานเต็มไปหมด รวมถึงร้านกาแฟน่ารักๆ ร้านนี้ด้วย 'ร้านบางเวลา Cafe'&Gallery' ร้านอยู่เยื้องๆ กับร้านท่ามาจันเลย พี่เจ้าของร้านชื่อพี่ น้อยหน่า เป็นนักวาดการ์ตูนขายหัวเราะเก่า ตอนนี้กลับบ้านมาเปิดร้านกาแฟค่ะ (เฮ้ย! เราอ่านกันตั้งแต่เด็กๆ เลยนะ) ร้านน่ารัก อบอุ่น ส่วนรูปภาพที่เห็นก็เป็นตัวการ์ตูนประจำตัวพี่น้อยหน่าค่ะ ร้านมี 2 ชั้น เปิดประตูไม้แล้วเดินขึ้นไปนั่งเล่น กินของอร่อยๆ ของทางร้านได้ชิลๆ เลย นอกจากที่นี่จะมี เบเกอรี่และเครื่องดื่ม ขายแล้ว ยังมีของน่ารักขายอีกด้วย ทั้งโปสการ์ด เสื้อยืด หนังสือ ของทำมือ ล้วนเป็นตัวการ์ตูนที่พี่น้อยหน่าวาดค่ะ น่ารักมากๆ ซื้อ โปสการ์ด กลับไปฝากเพื่อนๆ ดีกว่า ^^ แต่ที่เราชอบที่สุดก็คือ ถ้าซื้อของทานในร้านพี่เขาจะวาดรูป portrait ตัวเราให้ด้วย ตอนนั้น ตรงนั้นเลย คือดี! ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 9.00 - 21.00 น. ยกเว้นวันจันทร์นะจ๊ะ (FB : บางเวลา กาแฟและแกลเลอรี่ ) นี่ไง! พี่น้อยหน่า กำลังวาดรูปให้เราอยู่เลย ^^ ออกจาก คาเฟ่ น่ารักๆ แล้วไปหาของกินกันต่อ! ถ้าพูดถึงอาหารถิ่นประจำจังหวัดจันทบุรีแล้ว ก็ต่อเป็น "ข้าวคลุกพริกเกลือ" ฮั่นแน่! คิดเหมือนเราล่ะสิ เราฟังครั้งแรกก็งงๆ อยู่ว่า เอาพริกเกลือที่จิ้มกับผลไม้มาทำหรอ แต่เปล่าค่ะ! ข้าวคลุกพริกเกลือของที่นี่คือ น้ำจิ้มซีฟู้ด นำมาคลุกกับข้าว เสิร์ฟพร้อมเนื้อหมูนุ๊มนุ่ม หรือกุ้ง ปลาหมึก ตะหาก เรามาทาน ข้าวคลุกพริกเกลือ กันที่ร้าน "ก๋วยเตี๋ยวขลุกขลิกต้มยำมะนาว" ค่ะ เดินเลาะริมน้ำจันทบูร ข้ามสะพานมาอีกฝั่ง ร้านจะตั้งอยู่ในซอยแรกเลย อยู่ตรงข้ามกับวัดจันทนาราม ที่นี่เป็นเจ้าแรกที่ขายข้าวคลุกพริกเกลือ นอกจากนี้ก็ยังมีก๋วยเตี๋ยวขลุกขลิกต้มยำมะนาว รสเด็ด ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 09.00 - 15.30 น. ยกเว้นวันอาทิตย์ค่ะ หน้าตาเป็นแบบนี้ .. รสชาติกลมกล่อม อร่อย เราชอบนะ ยิ่งกินกับไข่มะตูมเยิ้มๆ แล้ว ฟิน! กินอิ่มแล้ว! ออกเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญกันต่อดีกว่า ที่  "อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล" เขาว่ากันว่า ที่นี่เป็นโบสถ์คาทอลิกที่มีความเก่าแก่ และเป็นโบสถ์หรือวัดที่งดงามที่สุดในประเทศไทยด้วย พอได้เห็นเท่านั้นแหละ โอ้โห! สวยกว่าที่คิดเยอะมากๆ อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล หรือ วัดพระแม่ปฏิสนธินิรมล มีสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ประดับตกแต่งด้วยกระจกสีสแตนกลาส(สวยที่สุดในอาเซียน) โบสถ์แห่งนี้เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก โบสถ์แห่งนี้ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ซึ่งใช้เวลา 2 ปี ในการบูรณะ ข้างนอกได้ต่อเติมยอดแหลม ส่วนด้านในที่เพื่อนๆ เห็นเป็นสีโอรสนั้นถูกทาใหม่ทั้งหมด รวมถึงผนัง เพดาน ลวดลายต่างๆ ได้ถูกเพ้นท์ใหม่ทั้งหมดโดยช่างศิลป์จากกรมศิลปากร เข้าไปข้างในโบสถ์กัน! ที่เพื่อนๆ เห็นอยู่นี้คือ จำลองแม่พระ จากองค์พระประธาน จำลองมาเป็น แม่พระประดับพลอย หล่อองค์ด้วยเงินบริสุทธิ์ หนัก 76 กิโล. หลังจากนั้นก็ใช้สว่านเจาะเป็นรูเล็ก นำพลอยหลายชนิดต่อเข้าไป ซึ่งทุกเม็ดมีหนามเตยใช้ล็อคเพชรไว้หมด เป็นงานที่ละเอียดและสวยงามมากค่ะ มีหนึ่งเดียวในโลกด้วย สร้างขึ้นเนื่องการโอกาสฉลองโบสถ์มีอายุครบ 100 ปี ชุมชนอายุครบ 300 ปี ขับรถไปอีกหน่อย ทาง อ.แหลมสิงห์ อยู่ติดทะเล ก็จะพบกับ "ตึกแดง" ลงไปถ่ายรูปได้แป๊บเดียว พี่ฝนก็เทกระหน่ะลงมาอีกครั้ง! >,< น่าเสียดายที่เขาไม่ได้เปิดให้เราเข้าชมข้างในอาคาร แต่ไม่เป็นไรเราเอาข้อมูลมาฝากๆ "ตึกแดง" เป็นอาคารที่สร้างขึ้นโดยทหารฝรั่งเศส ตอนที่ยึดเมืองได้ และพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของป้อมปัจจามิตร ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 .. เป็นอาคารชั้นเดียวก่อด้วยอิฐถือปูน ตัวอาคารทาสีแดง ข้างในมีด้วยกัน 5 ห้อง มีประตูกลางเชื่อมถึงกันหมด ที่นี่ใช้เป็นกองบัญชาการและเป็นที่พักสำหรับทหารฝรั่งเศสที่ประจำการอยู่บริเวณปากน้ำแหลมสิงห์ ถัดไปอีกหน่อย เราก็จะพบแลนด์มาร์กอีกที่ "คุกขี้ไก่" ที่เราได้ยินกันตั้งแต่เด็กๆ ที่นี่ถูกสร้างขึ้นตอนที่ถูกฝรั่งเศสยึดครองเหมืองจันทบุรีเช่นเดียวกันกับตอนสร้างตึกแดง เมื่อเหตุการณ์ ร.ศ.112 โดยที่นี่เล่ากันว่าใช้เป็นที่กักขังนักโทษ ตัวคุกสร้างด้วยอิฐถือปูน กว้างยาวด้านละ 4 เมตร สูง 10 เมตร หลังคาเป็นรูปปิรามิด มีประตูออก 1 บาน มีช่องระบายลมทุกด้าน เดิมฝรั่งเศสสร้างเป็นป้อม เรียกว่า "ป้อมฝรั่งเศส" ต่อมาได้จับนักโทษมาขัง แล้วเลี้ยงไก่ไว้ข้างบนให้ถ่ายมูลใส่หัวนักโทษ นี่แหละคือที่มาของคุกขี้ไก่ >,< แต่ปัจจุบันก็ทรุดโทรมไปมาก เพราะไม่ได้รับการดูแล จบทริป 2 วัน 1 คืน ที่จันทบุรีกันแล้ว หวังว่าเพื่อนๆ คงจะชอบกันนะคะ ชวนกันเที่ยวในเมืองไทยกันดีกว่า เพราะบ้านเรามีแหล่งท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ ที่พร้อมให้เราค้นหาอีกมากมาย อย่างเช่นวันนี้ที่ Travel.MThai ได้มีโอกาสมาเที่ยวที่จันทบุรี เมืองที่มากไปด้วยประวัติศาสตร์ อาหารอร่อย ^^ ครั้งหน้าเราไปไหน อย่าลืมติดตามกันนะคะ บ้าบาย ... ขอขอบคุณ ศูนย์อบรมอาชีพและธุรกิจมติชน (Matichon Academy), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

ดาวดวงใหม่!
ซิโก้ /  ทีมชาติไทย / 

ฟอร์มการออกสตาร์ทของทีมน้องใหม่จากลีกภูมิภาคอย่าง อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด ขึ้นมาสั่นสะเทือนเวทียามาฮ่า ลีก ดิวิชั่น 1 ได้อย่างสุดเซอร์ไพรส์ เมื่อทะยานนำจ่าฝูงหลังผ่านเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากผลงานของทีมจะถูกพูดถึงอย่างมากแล้ว ฟอร์มการเล่นของนักเตะเทพอินทรีคนหนึ่งก็ถูกจับจ้องไม่แพ้กัน ด้วยรูปร่างที่แข็งแกร่ง และสไตล์การเล่นที่วิ่งไม่มีหมด นั้นทำให้ "สิโรจน์ ฉัตรทอง" กลายเป็นขวัญใจของแฟนบอลอุบลในทันที เเละที่กำลังเซอร์ไพรส์สุดๆชั่วโมงนี้คือเจ้าตัวกำลังกลายเป็นหนึ่งในขุนพลของทัพช้างศึก ของเฮดโค้ชชื่อ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง  ทุกวันนี้เขาได้รับฉายาว่า "บัวขาว" ตามสรีระรูปร่างที่คล้ายกับยอดนักมวยไทยชื่อดัง แต่รู้หรือไม่ว่ากว่าจะมาอยู่ในจุดนี้ได้ ชีวิตของเด็กหนุ่มวัยย่าง 24 ปีจากจังหวัดสุรินทร์คนนี้ ผ่านอะไรมากมายเหลือเกิน "ผมเป็นเด็กที่ชอบเล่นฟุตบอลครับ แต่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย พูดง่ายๆ คือเล่นเอาสนุก ฝีเท้าเอาไว้ทีหลัง ส่วนชีวิตนอกเหนือจากนั้นก็เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป มีเงินก็เข้าร้านเกม สนุกไปวันๆ" แต่แม้จะไม่มีเบสิคและเทคนิคในเชิงลูกหนังอะไร เขามีแค่ "ใจ" ที่รักในกีฬาชนิดนี้ทำให้เจ้าตัว ตัดสินใจถือรองเท้าสตั๊ดเข้าไปคัดตัวกับสโมสรสุรินทร์ เอฟซี ที่เป็นสมาชิกในลีกภูมิภาค โซนอีสาน ร่วมกับนักฟุตบอลทั่วทุกสารทิศที่หวังจะใช้อาชีพนักฟุตบอลในการเลี้ยงชีพ "เกิดจากความอยากล้วนๆ ครับ เพราะรู้อยู่แล้วว่าโอกาสติดแทบจะไม่มี แปบอลก็ไม่ตรง จับบอลก็ไม่อยู่ แต่ผมอาศัยลูกถึก วิ่งอย่างเดียว ซึ่งจุดนี้อาจจะไปถูกใจโค้ชอย่าง พี่โก้ (ฐปกร ดีมาก) แกเลยให้ผมมาซ้อมกับทีม ซึ่งแน่นอนผมดีใจมากที่จะได้มีส่วนร่วมกับทีมจังหวัดของตัวเอง" แม้การได้เป็นส่วนหนึ่งในทีมสุรินทร์ เอฟซีในตอนนั้นสิโรจน์ได้เพียงแค่เข้ามาร่วมฝึกซ้อมกับทีม โดยไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ไม่ได้แม้กระทั่งชุดซ้อม เสื้อผ้าต้องเตรียมมาเองจากบ้าน แต่สิ่งที่เขาได้มากกว่าเงินทองคือการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการเล่นฟุตบอล "ผมได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจากการไปร่วมซ้อมกับทีม จากเด็กที่ไม่มีเบสิกอะไรเลย ก็ดูจากพี่ๆ ในทีมแล้วเอาไปปรับใช้กับตัวเอง แต่อยู่ได้ 2 เดือนในทีมก็มีการเปลี่ยนแปลง พี่โก้ไม่อยู่กับทีมแล้ว ทำให้ผมก็ต้องออกจากทีมด้วย" หลังจากนั้นเขาก็เล่นฟุตบอลไปตามประสาเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง เดินสายเล่นไปเรื่อย จนได้มีโอกาสเป็นตัวแทนจังหวัดลงทำการแข่งขันฟุตบอลโค้กคัพ ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเขาพาทีมเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ "ตอนเล่นโค้กคัพผมถูกจับไปเล่นเซนเตอร์ อาจจะไม่ถนัดเท่ากับการเล่นกองหน้าหรือปีกที่เล่นมาตลอด แต่มันก็สนุกดี เราวิ่งแซงกองหน้าได้สบายๆ (หัวเราะ) แล้วหลังจากจบโค้กคัพ พี่โก้ก็ติดต่อมา และชวนไปเล่นให้กับทีม นนทบุรี เอฟซี ที่แกไปเป็นโค้ช" ช่วงระยะเวลานั้นเองที่สิโรจน์เริ่มฟิตซ้อมร่างกายอย่างหนัก เพื่อเตรียมตัวไปตามคำชักชวนของโค้ชที่เคยให้โอกาสในการเล่นฟุตบอลครั้งแรกกับเขา และนี่คือที่มาของร่างกายที่กำยำจนเป็นเอกลักษณ์ของเขาในทุกวันนี้ "ตอนที่พี่โก้โทรมาชวน ผมมีเวลาฟิตร่างกายเกือบ 2 เดือน ช่วงนั้นฟิตซ้อมหนักมาก ตื่นตี 5 มาวิ่งทุกวัน เล่นเวทวันละหลายชั่วโมง ตกเย็นก็ไปเล่นฟุตบอล ซ้อมเองแบบนี้ตลอด ทำผิดบ้างถูกบ้าง แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือรูปร่างของเราเปลี่ยนไป จากเด็กผอมๆ หัวโตๆ ก็มีกล้ามเนื้อมากขึ้น จนหลายคนเริ่มทักว่าดูตัวใหญ่ขึ้น พอคนยิ่งทักเราก็ยิ่งฮึกเหิม เล่นเวทไปกันใหญ่เลย (หัวเราะ) ทุกวันต้องซิทอัพเล่นกล้ามท้อง ยกเหล็กวันหนึ่งหลายชั่วโมง ทำจนติดเป็นนิสัยถึงทุกวันนี้" และนี่คือจุดเปลี่ยนในชีวิตของเด็กบ้านนอกอย่างเขา เมื่อตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเดินตามความฝันการเป็นนักฟุตบอล ด้วยการบินเดี่ยวเข้าเมืองหลวงคนเดียวเป็นครั้งแรกในชีวิต "ผมขอเงินแม่กับพี่สาวได้ 2,000 บาท ตอนนั้นอายุประมาณ 18-19 ปี เงินขนาดนั้นเยอะมากสำหรับเด็กอย่างผม นั่งรถทัวร์เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ค่ารถ 400 กว่าบาท มาถึงหมอชิต ก็มาตามทางที่โค้ชจดไว้ให้ นั่งรถตู้ต่อมาลงแถวเกษตร-นวมินทร์ ถึงประมาณตี 4 กว่า โทรหาโค้ชไม่ติด ก็นั่งโทรที่ป้ายรถเมล์คนเดียวอย่างนั้นจนตี 5 กว่า เห็นท่าไม่ดี เพราะวันรุ่งขึ้นต้องลงทีม คิดว่าถ้าไม่ได้นอนคงไม่ไหว เลยตัดสินใจโบกแท็กซี่ให้พาไปโรงแรมที่ใกล้ที่สุด ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าแท็กซี่เขาต้องกดมิเตอร์ คนขับบอกคิด 200 บาท เราก็ตกลง นั่งไปแปปเดียวถึงโรงแรมแล้ว เข้าใจตอนนั้นเลยว่าโดนหลอกแน่ๆ บ้านนอกเข้ากรุงมันเป็นแบบนี้นี่เอง (หัวเราะ)" สุดท้ายเจ้าตัวก็ได้เข้าพักโรงแรม ซึ่งพอจ่ายค่าที่พักดูเงินในกระเป๋าที่เหลือไม่ถึงพัน เขาก็ได้แต่ภาวนาในใจว่าให้โค้ชโทรกลับมา เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้นนอกจากจะไม่ได้เล่นฟุตบอลอย่างที่ฝันเอาไว้แล้ว คงจะกลายเป็นคนจรจัดไม่มีเงินติดตัวในเมืองหลวงเป็นแน่ "นอนไม่ถึง 2 ชั่วโมง พี่โก้ก็โทรมาให้นั่งแท๊กซี่ไปหา รอบนี้กดมิเตอร์แล้วครับ (หัวเราะ) พอเจอหน้าพี่โก้ ผมนี่น้ำตาไหลเลย รู้ว่ารอดตายแล้ว แต่ปัญหาของผมคือจะต้องลงทีม นอนก็ไม่อิ่ม ข้าวก็ไม่ได้กิน ได้กินขนมปังชิ้นเดียว จำได้ว่าเขาคัดตัวด้วยการลงทีมกับไทยฮอนด้า แดดร้อนมาก ผมลงไปทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่รู้อย่างเดียวคือต้องวิ่งให้ถึงที่สุด จำได้ว่าวิ่งจนหน้ามืด สุดท้ายเขาให้มานั่งร่วมกันแล้วจะประกาศชื่อ 30 คนที่ผ่านคัดตัวรอบแรกจะได้ไปเก็บตัวที่เขาใหญ่ต่อ ตอนนั้นนั่งก้มหน้าแล้วครับ รู้เลยว่าไม่ติดแน่ๆ สุดท้ายผมมีชื่อติดทีมไปด้วย ดีใจสุดๆ เป็นอารมณ์ที่บอกไม่ถูกจริงๆ" แต่การต่อสู้เพื่อได้เล่นฟุตบอลอาชีพของเขายังไม่จบ เพราะการเดินทางไปเก็บตัวที่เขาใหญ่ในครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการแข่งขันกันภายในทีม โดยทั้ง 30 คนที่ถูกคัดเข้ามามีสัญญาอาชีพเป็นเดิมพัน "ผมยังเหมือนเดิม คือสู้คนอื่นเขาไม่ได้เลย เล่นลิงชิงบอล ก็เป็นลิงตลอด แถมโดนลอดขาประจำ คนอื่นๆ เขามีดีกรีกันหมด มาจากโรงเรียนดังบ้าง เป็นเยาวชนทีมชาติบ้าง มีผมคนเดียวโนโปรไฟล์ แถมฝีเท้าไม่ได้เรื่อง แต่อาศัยความขยันเข้าสู้ ใครสั่งอะไรทำหมด ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าฝีมืออาจเป็นรอง แต่ความพยายามผมไม่เคยเป็นรองใคร" หลังจากผ่านการเก็บตัวที่แคมป์เขาใหญ่ ในแต่ละวันนักฟุตบอลที่ทำผลงานในการฝึกซ้อมได้ดี ก็จะได้รับสัญญา ซึ่งสิโรจน์ก็ได้แต่เฝ้ามองคนอื่น และรอโอกาสของตัวเองอย่างใจจดใจจ่อ "ยอมรับเลยว่าเริ่มอิจฉาคนอื่นที่ได้สัญญา ได้เสื้อ ได้เบอร์เป็นของตัวเอง เราอยากได้แบบเขาบ้าง ก็ใช้ความน้อยใจตรงนั้นเปลี่ยนมาเป็นพลังในการซ้อมให้มากขึ้น สุดท้ายผมก็ได้สัญญา จำได้เลยตอนนั้นไม่ได้เงินเดือน แต่ได้เบี้ยเลี้ยงซ้อมวันละ 300 บาท มีโบนัสถ้าชนะได้ 100 บาท เดือนๆ หนึ่งก็ได้ตก 6,800 บาท เหมือนฝันมากครับตอนนั้น ที่ได้เล่นฟุตบอล แถมหาเงินได้ด้วย" 
ปี 2012 จึงเป็นปีแรกที่เด็กหนุ่มอย่าง สิโรจน์ ได้ลงเล่นในลีกอาชีพของเมืองไทยกับนนทบุรี เอฟซี แม้จะเป็นตัวสำรองเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่เขาก็ได้รับโอกาสลงสนามบ้างในบางเกม โดยลงเล่นในตำแหน่งปีกและกองหน้า ก่อนสร้างผลงานทำได้ 3 ประตูในฤดูกาลนั้น "พอจบปีนั้นสัญญาของผมกับอีกานนท์ก็หมด พี่โก้ก็ไม่ได้ทำทีมต่อ เป็นจังหวะที่ทีมอย่าง กรุงเทพคริสเตียน (บีซีซี เอฟซี ปัจจุบัน) ยื่นข้อเสนอเข้ามาให้ผมไปคัดตัว พอคัดติด วันแรกที่เปิดสัญญาดูตกใจมาก เพราะเขาให้เงินเดือน 38,000 บาท รีบเซ็นแบบไม่รอเลย (หัวเราะ) กลับบ้านไปขนข้าวของ ผ้าห่ม มาเปิดห้องเช่าใหม่ ได้นอนห้องแอร์เสียที หลังจากก่อนหน้านี้ต้องนอนที่พักฟรีของสโมสรมาตลอด" และกับสโมสรชงโคสีม่วงนี่เองที่ทำให้เจ้าตัวพัฒนาฝีเท้าอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นกำลังหลักสำคัญในการพาทีมลุ้นอันดับไปเล่นรอบแชมเปี้ยนลีกทุกปี จนไปเตะตาทีมใหญ่อย่างแบงค็อก ยูไนเต็ด ในยุคของ "โค้ชเตี้ย" สะสม พบประเสริฐ "ปีที่สองที่ผมเล่นกับบีซีซี เทโร พี่เตี้ยให้ผมเข้าไปซ้อมกับทีมแบงค็อก ยูไนเต็ด และมีท่าทีว่าจะเซ็นสัญญากับผม แต่ช่วงนั้นมีเรื่องการเกณฑ์ทหารเข้ามา ทำให้มีเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้ไม่ได้ไปเล่นกับบียูและต้องอยู่กับบีบีซีต่อ" เขาสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในปี 2014 และ 2015 ที่พาทีมทำอันดับไปเล่นรอบแชมเปี้ยนลีกส์ได้สำเร็จ แต่เมื่อที่ปีก่อน บีซีซี เทโร ถูกตัดสิทธิ์ในช่วงท้ายฤดูกาล อดเข้าไปชิงตั๋วไปลุยยามาฮ่า ลีก ดิวิชั่น 1 อย่างน่าเสียดาย "ปี 2015 ผมยิงไป 10 ประตูให้กับทีม ทำให้หลายทีมเริ่มสนใจในตัวผม จนสุดท้ายเป็นอุบล ยูเอ็มที ที่ได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ยามาฮ่า ลีก ดิวิชั่น 1 ยื่นข้อเสนอยืมตัวหนึ่งฤดูกาล ผมไปเก็บตัวกับทีมได้ไม่ถึง 3 วัน สุดท้ายอุบลตัดสินยื่นข้อเสนอซื้อขาดกับผมทันที" ฤดูกาล 2016 ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับตัวเองขึ้นมาเล่นในลีกรองของเมืองไทยเป็นครั้งแรกของสิโรจน์ และด้วยไสตล์การเล่นแบบวิ่งสู้ฟัด กัดไม่ปล่อย ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของแฟนบอลอุบลอย่างรวดเร็ว "ต้องให้เครดิตกับโค้ชสก็อต (คูเปอร์) เขาเป็นโค้ชที่เก่งมาก รู้ว่าจะดึงศักยภาพในตัวผมออกมายังไง และการลงเล่นต่อหน้าแฟนบอลอุบลเป็นอะไรที่วิเศษมาก แฟนบอลที่นี่ไม่เคยด่าทีมและนักบอลตัวเอง พวกเขาให้กำลังใจทีมตลอดไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาเป็นอย่างไร มันยิ่งทำให้นักฟุตบอลอยากจะโชว์ฟอร์มให้ดีในทุกเกมที่ลงเล่น" และด้วยฟอร์มที่โดดเด่นตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้หลายทีมใหญ่เริ่มจับตามองเขาตาเป็นมัน จนทำให้อุบล ยูเอ็มที ตัดสินใจขยายสัญญาของสิโรจน์เพิ่มอีก 1 ปีทันที "ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะมาอยู่ในจุดนี้ได้ จากเด็กบ้านนอก ที่มีชีวิตไปวันๆ ตอนนี้ผมก้าวมาอยู่ในจุดที่เคยฝันเอาไว้แล้ว แต่ผมยังคงต้องพัฒนาตัวเองอีกมาก ผมยังไม่เก่งเลยถ้าเทียบกับคนอื่นในทีม ยังต้องแก้ไขข้อบกพร่องที่มีอีกเยอะ" ในวัย 24 ปี สิโรจน์ ฉัตรทอง อาจจะผ่านการต่อสู้ในชีวิตมาเยอะ แต่การขับเคี่ยวในสนามยังมีอะไรอีกมากที่รอเขาอยู่ คงต้องรอติดตามว่า "บัวขาว แห่งทัพเทพอินทรี" คนนี้จะสามารถพาอุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด ขึ้นชั้นไปเล่นลีกสูงสุดอย่างที่เจ้าตัวตั้งเป้าหมายเอาไว้ได้หรือไม่ เครดิต : www.d1.in.th

ละครเล่ห์ลับสลับร่าง , เรื่องย่อเล่ห์ลับสลับร่าง
เล่ห์ลับสลับร่าง /  ละครเล่ห์ลับสลับร่าง / 

เล่ห์ลับสลับร่าง ละครช่อง3 ละครเล่ห์ลับสลับร่าง บทประพันธ์โดย : นรอินทร์บทโทรทัศน์โดย : Sanctuaryกำกับการแสดงโดย : กฤษณ์ ศุกระมงคลผลิตโดย : บริษัท โนพรอบเล็ม จำกัดควบคุมการผลิตโดย : ธิติมา สังขพิทักษ์ออกอากาศเร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เล่ห์ลับสลับร่าง สาว “ญาญ่า” โคจรมาเจอคู่ขวัญ ณเดชน์ คูกิมิยะ อีกครา นอกจากท้าทายที่ต้องเล่นบทสลับเพศ เรื่องย่อเล่ห์ลับสลับร่าง เมื่อสองหนุ่มสาวมีปมรักตัวเองยิ่งยวด (Narcissus) หลงในเพศของตน จนรักคนอื่นไม่เป็นฝ่ายขายหลงคิดว่า เพศชายเหนือกว่าเพศหญิง ทั้งร่างกาย และจิตใจ ส่วนหญิงก็ลำพองในความงามจนคิดว่าสอยชายทั้งแผ่นดินได้ สวรรค์เลยลงโทษให้ทั้งคู่แลกเพศกัน เพื่อให้เรียนรู้ทั้งสรีระ และสภาพจิตใจของแต่ละฝ่าย เพื่อบทสรุปที่ว่า เขาต้องเรียนรู้ที่จะรัก ซื่อสัตย์ และเสียสละ ซึ่งกันและกัน นั่นคือความรักที่แท้จริง ผู้กองรามิล ทุ่งพระเพลิง เป็นผู้กองมือปราบ ซึ่งดังจากหน่วยคอมมานโดเฉพาะกิจได้ฉายาว่า ผู้กองมือเหล็ก เพราะช่วยผู้ประสบอุบัติเหตุด้วยมืออันแข็งแกร่งของตนมาหลายครั้งเป็นที่เลื่องลือรามิลหยิ่งผยองในความเป็นชายของตนเอง ถือว่าเพศชายเหนือกว่าเพศหญิง และผู้หญิงเป็นแค่วัตถุทางเพศเท่านั้น เขาจึงมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะนอกใจ นกยูง แฟนสาวแสนดีของตนเองอยู่เนือง ๆ เป็นที่ขัดใจของ หมวดอาคม ลูกน้องของรามิลยิ่งนัก และอาคมเองก็แอบหลงรักนกยูงอยู่เงียบ ๆ เภตรา ภาวดี เป็นนางเอกละคร ที่กำลังก้าวสู่ชื่อเสียงอันดับโลก เมื่อได้รับเลือกให้เป็น ไข่มุกแห่งเอเชีย รางวัลจากฮ่องกง เภตราเช่นเดียวกับรามิล ที่หยิ่งทะนงในความงามของตนเองเธอเหยียดเพศชาย และคนรอบด้านไว้แทบเท้า สวรรค์บันดาลให้ทั้งคู่ประสบอุบัติเหตุเฉียดตาย ตกจากตึกสูงหมดสติไป และแลกวิญญาณกัน หมอนักษัตรหมอดูลวงโลกต้องรับภาระดูแคนทั้งคู่ เพราะเป็นคนเดียวที่สื่อสารกับทั้งสองได้ แต่เมื่อไม่สามารถหาวิธีกลับร่างของตน ทั้งสองต้องจำยอมเลียนแบบไฟล์สไตล์ของกันและกัน เพื่อกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมของทั้งคู่ไม่ให้ใครสงสัย รามิลในร่างเภตราต้องกลับไปรับบทนางเอกในละคร ส่วนเภตรา ในร่างรามิลต้องกลับไปเป็นผู้กองนักบู๊ ละครเล่ห์ลับสลับร่าง การสลับเพศ และรับบทบาทของอีกฝ่าย เป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง สร้างความปวดเศียร เวียนเกล้าให้คนรอบข้าง เภตรากลายเป็นดาราสาวออกทอม เล่นละครไม่เป็น แอบจีบ อจลา สาวดาวยั่ว แถมยังท้าตีท้าต่อยกับ อาทิตย์ ฤทธิรงค์ พระเอกหนุ่มใจสาวเป็นที่กลุ้มใจของ เจ๊อั้ม อรชร ผู้จัดการแต๋วของเภตรา และคุณดนู ผู้จัดละคร ส่วนผู้กองมือเหล็ก กลายเป็น มือไม้อ่อนช้อย กรีดกราย จนอาคม และลูกน้องสงสัยว่ารุ่นพี่จะเป็นกะเทยแอ๊บแมน โดยเฉพาะตอนที่ต้องไปปลดระเบิดในโรงแรมหรู ผู้กองเป็นลมหลายเฮือก และทำอะไรไม่เป็นจนทุกคนสงสัย คนที่น่าสงสารที่สุดคือนกยูง ที่ต้องสับสนกับการออกสาวของผู้กอง และแสดงอาการห่างเหินกับเธออย่างเห็นได้ชัด นกยูงยิ่งเครียดก็ยิ่งหันมาหาอาคมให้ช่วยปลอบประโลมให้ทุกครั้ง จนเริ่มก่อตัวเป็นความรัก ญาญ่า ณเดชน์ ละครเล่ห์ลับสลับร่าง รามิล (ในร่างเภตรา) ได้เบาะแสว่า ฤทธิ์ชาติ ออร์กาในเซอร์ชื่อดัง ที่กำลังแย่งตัวเภตราไปจากเจ๊อั้ม เป็นคนวางแผนทำร้ายรามิล และมีเบื้องหลังเกี่ยวข้องกับแกงค์อาชญากรรมข้ามชาติ ฤทธิ์ชาติ หวังจะเคลมเภตราเป็นของตน และใช้ประโยชน์จากเภตราที่กำลังโกอินเตอร์สร้างอิทธิผลให้เขาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการขนยาเสพติด เภตราปฏิเสธเซ็นสัญญากับฤทธิ์ชาติ แต่ก็โดนขู่กลับเมื่อ ทอมณี สาวทอม ผู้ช่วยฤทธิ์ชาติ สืบรู้ประวัติมารดาของเภตรา ว่าที่แพ้คือ ป้าสีดา แม่ครัวประจำกองถ่ายของเภตรานั่นเอง ฤทธิ์ชาติขู่จะแฉว่าประวัติแท้จริงของเภตรา ที่แท้โลโซรากหญ้า มีแม่ที่เคยทำงานเป็นมาม่าซังมาก่อน งานนี้ รามิล (ร่างเภตรา) ขู่แฉกลับเรื่องที่ฤทธิ์ชาติปล้นเพชรเทียร่าจาก คุณนายพวงคราม แม่ของตนไปซ่อนไว้หวังเงินประกัน ข้อมูลเบื้องลึกได้มาจาก สีตลา นักข่าวสาวช่องน้อยสี ที่กำลังตามสืบเรื่องฤทธิ์ชาติอยู่อาคมสารภาพรักนกยูง และไม่พอใจรามิลจนถึงขั้นตัดพี่ตัดน้อง เพราะเข้าใจว่ารามิลแกล้งทำแต๋วเพื่อหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับนกยูง อาคมขอนกยูงแต่งงานแทน แต่แล้วเมื่อรามิล (ในร่างเภตรา) และเภตรา (ในร่างรามิล) มาร่วมงานแต่ง ทั้งคู่ทำงานล่มไม่เป็นท่า เมื่อเภตราที่เมามายทำท่าเหมือนลวนลามนกยูงเจ้าสาว แถมยังไปท้าพิสูจน์รอยแผล และตะกรุดของอาคมในร่มผ้า เดาได้ถูกต้องจนอาคมเชื่อว่าในร่างเภตราคือรามิลจริง ๆ แต่งานนี้ อาคมกลับตกที่นั่งลำบากเสียเอง เพราะภาพเจ้าบ่าวถอดกางเกงเหลือแต่ชั้นใน กำลังกอดดาราสาวแนบแน่น ฉาวโฉ่ไปทั้งโซเชียล รามิล และอาคม ไหวตัวเมื่อรู้ว่าฤทธิ์ชาติจะขนยาเพสติดครั้งใหญ่ ส่งให้เจ้าพ่อแกงค์ฉิมพลี ฤทธิ์ชาติ เสนอให้ดนูถ่ายทำละครที่โรงแรมริมทะเลของตนฟรี คุณนายพวงครามเสนอให้ทีมงานไปทำการกุศลที่วัดป่า ถัดจากโรงแรมไปในป่าลึก รามิล อาคม และทีมพยายามค้นว่ายาเสพติดซ่อนอยู่ที่ไหน แต่หาไม่เจอ ในที่สุดรถโค้ชของบรรดาเซเลปถูกโจรปล้น และยาซ่อนอยู่ในกระเป๋าหนังตะกวดราคาเกือบล้านของเภตรา ที่ฤทธิ์ชาติมอบให้ นั่นเอง ละครเล่ห์ลับสลับร่าง รามิล เภตราหนีจากกลุ่มโจรหลบเข้าป่า ร่างรามิล (คือเภตรา) ยอมสละชีวิตกระโดดกันกระสุนให้ร่างเภตรา (รามิล) ทั้งสองร่วงลงจากนั้นตก และตะกายขึ้นฝั่งได้ ทั้งคู่หมดสติไป เพื่อที่จะตื่นขึ้น และพบว่าวิญญาณกลับเข้าร่างเดิมของตนแล้ว ทั้งคู่สารภาพรักซึ่งกันและกัน และรู้แล้วว่าการเสียสละแม้แต่ชีวิตของตน ทำให้สวรรค์บันดาลให้ทั้งสองได้กลับคืนร่างของตัวเอง คืนนั้นที่ริมลำธารทั้งสองเป็นของกันและกันอย่างสุขสม รามิลกลับมาเป็นผู้กองมือเหล็กเช่นเดิม รามิลวางแผนเล่นงานเปิดโปงฤทธิ์ชาติ ด้วยงานแถลงข่าวที่คฤหาสน์ของฤทธิ์ชาติเอง งานที่เภตราจะได้เซ็นสัญญาเล่นหนังกับฮ่องกง ที่ฤทธิ์ชาติติดต่อให้แต่งานนี้เภตราต้องยอมแลกกับการที่เธอจะไม่ได้โกอินเตอร์ เภตรายินดีชื่อเสียงเงินทองไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเธออีกแล้ว ทอมณีที่กลับใจแล้วร่วมมือกับเจ๊อั้ม นำเพชรเทียร่าที่ซ่อนไว้ มาแสดงต่อหน้าฤทธิ์ชาติ และพวงครามในงาน พวงครามความเสียใจจนเป็นลมที่ลูกชายเป็นอาชญากรตัวฉากจ ฤทธิ์ชาติถูกจับกุม แต่สารภาพส่วนตัวกับรามิลว่า เพชรที่นำมาเปิดโปงนั้นเป็นเพชรปลอม และเขาไม่ได้เป็นคนสั่งเก็บรามิลมีตัวการใหญ่อยู่เบื้องหลังอีกทีแต่เขาไม่รู้ว่าใคร รามิลรู้สึกผิดสังเกตรีบตามเภตราที่กำลังดูแลพวงครามที่ห้องนอนสองต่อสอง พวงครามเปิดเผยตัวว่าคือตัวการใหญ่ที่ซ้อนแผนลูกชายอยู่อีกที นางต้องการฆ่าทั้งรามิล และเภตรา เพราะรามิลนั้นทำลายแก๊งค์ผลิตยาของเธอหลายครั้ง ส่วนเภตราคือหญิงที่เธอไม่ต้องการให้มาเป็นสะใภ้ตามความต้องการของฤทธิ์ชาติ รามิลช่วยเภตราจากพวงครามไว้ได้ คุณนายถูกจับในที่สุด งานนี้สำเร็จลงด้วยดี แต่ต้องแลกกับการสลับวิญญาณของทั้งคู่อีกครั้ง ตอนที่ทั้งสองประสบอุบัติเหตุตกบันไดคฤหาสน์ลงมาพร้อมกัน สลับร่างครั้งที่สองสร้างความทุกข์ให้รามิล เภตรา เป็นทวีคูณ เมื่อรามิล (ในร่างเภตรา) ช็อค เพราะพบว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ ทั้งคู่ทำใจได้ในที่สุดจากกำลังใจของเพื่อน ๆ พี่ ๆ โดยเฉพาะนกยูง และอาคม นกยูงเชื่อแล้วว่ารามิล และเภตราสลับร่างกันจริง ยอมคืนดีกับอาคม และแต่งงานกัน เพื่อรักษาภาพพจน์ เภตรา อั้ม ทอมณี ดนู ที่ปรองดองร่วมหุ้นบริษัทกัน แนะนำให้รามิล และเภตราแต่งงานกันโดยเร็ว และรีแถลงข่าวออกสื่อ ละครเล่ห์ลับสลับร่าง รามิล (ร่าง เภตรา) อุ้มท้องอยู่ 9 เดือน รับรู้ความทรมานของการตั้งครรภ์ และภาวะร่างกายผู้หญิงที่กำลังเป็นแม่ ในที่สุดวันคลอดก็มาถึง รามิลเจ็บปวดแสนสาหัสและสิ้นสติไปในห้องคลอดเภตรา (ร่างรามิล) จับมือรามิลไว้ และเตือนถึงสัญญาของผู้กองมือเหล็ก ที่ไม่เคยปล่อยให้ใครต้องตายไปต่อหน้า เภตราช็อคเมื่อรามิลหัวใจหยุดเต้นชั่วคราว ทำให้เธอเป็นลมไป ทั้งสองโคม่าแต่มือยังกุมกันไว้แน่น หมอนักษัตรลุ้นให้ทั้งคู่รอด วิญญาณออกมาจากร่างอีกครั้ง และคราวนี้ทั้งสองกลับเข้าร่างเดิมของตนรามิลได้เรียนรู้การเป็นแม่ การให้กำเนิด ละครเล่ห์ลับสลับร่าง เขาหยุดดูถูกผู้หญิง และเห็นผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ เช่นที่เคย ขณะเดียวกันบทบาทเพศชายที่เภตราได้รับ ทำให้ตนเข้าใจถึงความเสียสละการปกป้อง และอุทิศตนให้กับผู้อื่น ทั้งคู่ล้างปม หลงเพศ ของตนจนหมดสิ้นกลายเป็นคนใหม่ และกลายเป็นขวัญใจผู้ชมอีกครั้ง คราวนี้ในฐานะ คู่จิ้น สามีภรรยา ที่น่ารักที่สุดในโลก ติดตามชม ละครเล่ห์ลับสลับร่าง ได้เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เล่ห์ลับสลับร่าง เล่ห์ลับสลับร่าง ญาญ่า รายชื่อนักแสดงนำใน ละคร เล่ห์ลับสลับร่าง ณเดชน์ คูกิมิยะ รับบท ผู้กองรามิล อุรัสยา เสปอร์บันด์ รับบท เภตรา ปรึชญา พงษ์ธนานิกร รับบท นกยูง ธนภพ ลีรัตนขจร รับบท อาคม ซอ จียอน รับบท จียอน เจสัน ยัง รับบท ฤทธิ์ชาติ รัชนี ศีระเลิศ รับบท พวงคราม ธนัชพันธ์ บูรณาชีวาวิไล รับบท เจ๊อั้ม สมมาตร ไพรหิรัญ รับบท ธรรมนูญ ก้ามปู ปัทมสูต รับบท จิตรา เกริก ชิลเลอร์ รับบท หมอนักษัตร วิชัย จงประสิทธิ์พร รับบท ผู้กำกับก้อง กีรติ ศีวะเกื้อ รับบท ดนู นิธิชัย ยศอมสุนทร รับบท อาทิตย์ นิภาภรณ์ ฐิติธนการ รับบท ทอมณี เล่ห์ลับสลับร่าง เล่ห์ลับสลับร่าง ช่อง3 อาคม นกยูง เล่ห์ลับสลับร่าง นักแสดง เล่ห์ลับสลับร่าง ณเดชน์ เล่ห์ลับสลับร่าง ญาญ่า เล่ห์ลับสลับร่าง ณเดชน์

A Lifetime Run & Fun ขับไป พักชิลที่ไทรโยค วิ่งท้าโลกที่ช่องเขาขาด
TreeTopAdventure /  กาญจนบุรี / 

ทริปนี้ เกิดขึ้นจาก กิจกรรมดีดี ของ KTC Real Team ครั้งที่ 40 ตอน A Lifetime Run & Fun ขับไปพักชิลที่ไทรโยค วิ่งท้าโลกที่ช่องเขาขาด   กิจกรรมนี้ที่เราสนใจมากเพราะเป็นการวิ่ง Trail ที่จัดขึ้นครั้งแรกของ การวิ่งในเส้นทางประวัติศาสตร์ ช่องเขาขาด ซึ่งเป็นการวิ่ง Trail ครั้งแรกของผมและแฟนด้วย ผมไม่รีรอที่จะสมัครไป และผมก็ได้เป็นผู้โชคดี งานนี้เราได้รับการสนับสนุน รถยนต์ Toyota Fortuner  จาก Hertz  ให้ใช้ขับเที่ยว โดยเรารับผิดชอบค่าน้ำมันเองและ ที่พัก 1 ห้อง 2 คืน พร้อมกับอาหารเช้าและอาหารเย็น ที่ โฮมพุเตย ริเวอร์แคว รีสอร์ท   นอกจากนี้ เรายังได้เล่นกิจกรรม ผจญภัยกลางแจ้งและกลางอากาศ กับ Tree Top Adventure    ปกติแล้วในช่วงวันหยุดผมกับแฟนจะมองหากิจกรรมกีฬา ทำร่วมกัน มากกว่าจะเดินห้างดูหนัง ผมมองว่ากิจกรรมพวกนี้ได้ทั้งสุขภาพที่แข็งแรงและได้ความภูมิใจเมื่อเราทำมันได้  พวกเราเริ่มหันมาออกกำลังกายอย่างจริงจังประมาณครึ่งปีได้  ยิ่งช่วงนี้ งานวิ่ง งานกีฬา จัดขึ้นทุกอาทิตย์  ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่ผ่านมาผมก็อาศัยช่วงวันหยุดยาวบ้าง ไปงานวิ่ง งานไตรกีฬา ตามต่างจังหวัดกับกลุ่มเพื่อนและแฟน เรียกว่าได้ทั้งพักผ่อนและได้สุขภาพ กาญจนบุรี ถือเป็นจังหวัดที่มีที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์เยอะมาก คือไปเที่ยวที่เดียวได้ครบทุกฟิลครับ การเดินทางก็ไม่ยาก แค่ประมาณ 3ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ งานนี้เราเริ่มเดินทางวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน ช่วงเช้าผมเดินทางไปรับรถยนต์ ที่Hertz สาขา สาธร  ศูนย์บริการหาไม่ยาก อยู่ริมถนนติดกับตึกTisco  ใกล้BTS ศาลาแดง รถยนต์ Toyota Fortuner  ที่ได้สภาพใหม่มากครับ  ติดฟิล์มมาอย่างดี มีการตรวจเช็คก่อนรับรถละเอียด พนักงานให้การบริการดี ผมไม่ผิดหวังเลยที่ได้รับรถเช่าจากที่นี่ เพราะเคยใช้บริการเมื่อตอนไปเที่ยวภูเก็ต แถมใช้ร่วมกับ บัตรKTC ได้รับส่วนลดด้วย ผมเริ่มออกเดินทางช่วงประมาณเที่ยง ใช้เส้นทางหลวงสาย 323 กรุงเทพฯ-กาญจนบุรี-อำเภอไทรโยค-ทองผาภูมิ หลังจากนั้น เราวิ่งต่อไป บนเส้นทางสาย 323 ที่มุ่งตรงไปยังทองผาภูมิ ตาม GPS  ไป โฮมพุเตย ริเวอร์แคว รีสอร์ท   ที่นี่ตั้งอยู่ประมาณหลักกิโลที่ 61              ปากทางมีป้ายบอกชัดเจนครับ บริเวณทางเข้าจะมีเจ้าหน้าที่สอบถามการจองที่พักก่อน เพื่อนให้แน่ใจว่าลูกค้าเข้าพักมีชื่อจองมาแล้ว  จากทางเข้าเราต้องขับเข้าไปตัวรีสอร์ท อีกประมาณ 2 กิโลเมตร สองข้างทางเป็นป่า ทางคดเคี้ยวเล็กน้อย ไม่มีไฟส่องทาง  ทางค่อนข้างแคบแต่รถสามารถสวนกันได้  กรณีแขกที่มาพักไม่ได้เอารถมา ก็จะมีรถของทางรีสอร์ทบริการวิ่งขึ้นมารับครับ            มาถึงแล้วสวนต้อนรับของรีสอร์ท พนักงานได้จัดเตรียมน้ำดื่มสมุนไพรไว้ให้และช่วยเอาของสัมภาระลง และแจ้งให้เราไปจอดบริเวณจุดจอดรถ ซึ่งห่างไม่ไกลจากบริเวณ Lobby  เนื่องจากรีสอร์ทนี้กว้างมาก  ทางรีสอร์ทมีรถกอล์ฟ คอยบริการรับส่งด้วย  ตอนแรกห้องพักที่เราได้เป็นห้อง Deluxe แต่เนื่องจากคืนวันเสาร์มี groups เข้าพักเต็ม ทางรีสอร์ทจึงอัพเกรด ให้เข้าพักห้องริเวอร์ไซด์ พรีเมียร์ ดีลักซ์  เป็นห้องพักวิวแม่น้ำแคว พื้นที่กว้างขวางมีพื้นที่นั่งเล่นพร้อมโซฟาทั้งด้านนอกและใน ห้องเพดานสูง มีพัดลม แอร์ ทำให้ห้องดูโล่งโปร่งสบาย ที่นอนไม่นิ่มไม่แข็ง นอนสบาย เครื่องนอนสะอาด ไม่มีกลิ่นอับ  มีกาต้มน้ำร้อน ชากาแฟ พร้อมกับน้ำดื่ม 2 ขวดในตู้เย็น ภายในห้องน้ำแยกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งอาบน้ำฝักบัว และฝั่งโถส้วม ห้องสะอาด มีอุปกรณ์พร้อมใช้ ไดร์ฟเป่าผม สบู่แชมพู ที่แคะหู  มีตู้เสื้อผ้า ตู้เซฟ และร่ม 2 คัน บริเวณห้องที่เราพักครับข้างหลังเป็นวิวแม่น้ำ หลังจากที่เก็บข้าวของแล้ว เราเริ่มเดิมสำรวจสถานที่ภายในรีสอร์ท โดยเริ่มจาก พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์ทางรถไฟสายไทย – พม่า  ที่นี่มีรถไฟเก่า และประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟสายมรณะเอาไว้ ต้นกำเนิดของ พิพิธภัณฑ์ เอ็ดเวิลด์ แวรี ดันลอป  เนื่องมาจาก ในปี 1983เซอร์เอ็ดเวิลด์ แวรี ดันลอป ซึ่งเป็นแพทย์อดีตเชลยสงครามชาวออสเตรเลีย เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในด้านความทรงจำของออสเตรเลียที่เกี่ยวกับทางรถไฟสายไทย-พม่า  ได้เดินทางกลับมายังประเทศไทยพร้อมด้วยกลุ่มแพทย์ เพื่อเยี่ยมชมทางรถไฟแห่งนี้ คุณคณิตและภรรยา(เจ้าของรีสอร์ท) ได้พบกับท่านเซอร์และคณะที่มาขอซื้อเบียร์ที่แพลอยน้ำ คุณคณิตได้เชิญพวกเขาขึ้นมาบนบ้านลอยน้ำ และให้การต้อนรับเป็นอย่างดีที่โฮมพุเตย จากมิตรภาพในวันนั้นของทั้งคู่ คุณคณิตตัดสินใจมอบที่ดิน 15 เอเคอร์เพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์เอ็ดเวิลด์ แวรี ดันลอป ซึ่งเป็นปัจจุบันเป็นอนุสรณ์สถานแห่งมิตรภาพ และเพื่อการรำลึกถึงความโหดร้ายในสมัยนั้น ภายในยังเก็บรวบรวมสิ่งของส่วนตัวที่หายากและมีความเกี่ยวข้องกับทางรถไฟแห่งนี้   ทุกปี ในวันที่ 25 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่ชาวออสเตรเลียจะทำการระลึกถึงวีรชนที่สละชีวิตในสงครามหรือเหตุการณ์ต่างๆ คุณคณิตได้จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำสำหรับผู้เข้าร่วมงานที่นี่ โฮมพุเตยและพิพิธภัณฑ์เอ็ดเวิลด์ แวรี ดันลอปเป็นสถานที่ที่เจ้าหน้าที่กลาโหมของออสเตรเลียจะต้องมาทุกครั้งเมื่อมาเยือนประเทศไทย และมีโอกาศได้พบกับคุณคณิตเป็นการส่วนตัว นอกจากนี้คุณคณิตยังสนับสนุนด้านการเรียนรู้ให้กับเด็กในพื้นที่ด้วยการให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสถานที่ (ข้อมูล จาก https://www.homephutoeyriverkwai.com) ถัดจากพิพิธภัณฑ์ เรามาผ่อนคลายกันที่สระว่ายน้ำ และสระน้ำแร่ร้อนของรีสอร์ท ตั้งอยู่ใกล้กับ Zone Tree Top Adventure ริมสระว่ายน้ำ เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ มีเรือแคนู เรือถีบ เสื้อชูชีพ ไว้ให้บริการ สระน้ำแร่ร้อน เป็นบริเวณด้านริมทะเลสาบ จะเปิดให้บริการ 17.00 – 22.00 ที่นี่ไม่จำเป็นต้องใส่ชุดว่ายน้ำลงก็ได้ครับ แต่ควรล้างตัวก่อนลงสระ ข้างๆกันเป็นสระว่ายน้ำ มีที่ให้ล้างตัวก่อนลงสระ และผ้าขนหนูให้ เราสามารถสั่งเครื่องดื่มกับพนักงานบริเวณนี้ได้ วันนั้นเป็นช่วงเย็นประมาณ 5 โมง ที่สระมีเราแค่ 2 คน พวกเราได้พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ เสียงนกร้อง เป็นความรู้สึกที่เกินคำบรรยายจริงๆ  พอเริ่มจะค่ำ เราต้องกลับห้องกันแล้ว เพราะช่วงหน้าฝน ยุ่งเยอะมาก เราไม่ได้เตรียมยากันยุ่งมาด้วย ต้องออกไปซื้อข้างนอก ห้องอาหารที่นี่ ตั้งอยู่บริเวณ ด้านหลังของ Lobby มีzoneด้านบนและด้านล่างริมแม่น้ำแคว  มื้อเย็นของที่นี่ เปิดเวลา 18.00 – 21.00 น ทางรีสอร์ท ได้จัดอาหารกับข้าวเซ็ทให้เรา 5 อย่าง พร้อมด้วยของหวาน  เราเลือกที่จะนั่งด้านล่างริมแม่น้ำแคว ให้บรรยากาศ exclusive private สุดๆ อาหารรสชาติใช้ได้เลยทีเดียว ปลาสด อาหารรสไม่จัดมาก พนักงานบริการดีมาก คอยเติมข้าว น้ำให้เราจนอิ่ม  ห้องอาหารที่นี่ มีอาหารหลายเมนูให้เลือก มีทั้งอาหารจานเดียว กับข้าว สเต็ก และ ขนม ของหวาน ผลไม้ ราคาร้านอาหารทั่วไป ไม่แพง หลังจากอิ่มแล้ว เราต้องออกไปหาซื้อยากันยุง จริงๆแล้วพนักงานที่รีสอร์ท มีให้ใช้สามารถขอเขาได้ แต่เนื่องจากเราต้องมีไว้เตรียมไปใช้ตอนเราวิ่ง จึงตัดสินใจขับรถออกไปหาซื้อกันดีกว่า ทางขับเข้าออกตอนกลางคืนไม่มีไฟ ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับตอนกลางคืนพอสมควร ร้านมินิมาร์ทริมทาง ไม่ไกลจากรีสอร์ท ประมาณ 3 กิโลเมตร แต่ถ้าจะไป 7-11 ใกล้สุดต้องขับเข้าเมืองไปอีก 15 กิโลเมตร สำหรับคืนแรกของที่นี่ ประทับใจมาก กินอิ่ม นอนหลับสบาย --------------------------------------------- เช้าวันเสาร์ ผมตื่นมาแต่เช้า มาสูดอากาศบริสุทธิ์ เมื่อคืนฝนตกค่อนข้างหนักอยู่ ตอนเช้ามายังมีปอยๆบ้างเล็กน้อย  อาหารเช้า ที่นี่ เริ่มเวลา 7.00 – 10.00 น. อาหารมีให้เลือกหลายอย่าง พนักงานคอยบริการอย่างเต็มที่ ทุกจุด หลังจากอิ่มกันแล้ว เราจะไปต่อกันที่ กิจกรรมผจญภัย ที่  Zone Tree Top Adventure การเตรียมตัวเล่นกิจกรรม ไม่มีอะไรมาก แค่เราต้องใส่รองเท้าหุ้มส้นเล่น ก่อนเริ่มกิจกรรม จะมีเจ้าหน้าที่มาอธิบายและสวมใส่อุปกรณ์ มีหมวก ถุงมือ ตะขอเกี่ยวตัว เรียกว่าเซฟตี้สุดๆ  อย่าลืมทายากันยุงด้วย Tree Top Adventure park ในไทย มี 4 ที่ ที่เปิดบริการแล้ว และสถานที่ที่ 5 กำลังจะเปิดให้บริการ ณ สวนแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง จ.เชียงราย ช่วง เดือน ก.ค. 59 ส่วนกิจกรรม ของที่นี่ มี 40 ฐาน เจ้าหน้าที่จะอธิบายการใช้อุปกรณ์อย่างละเอียด เข้าใจง่ายและให้เราลองใช้จริงกับสถานที่จำลองก่อนเข้าเกมส์จริง พร้อมแล้ว ไปเล่นกันเลย ผมกับแฟนเล่นกัน 2 คน มีเจ้าหน้าที่ 3 คนคอยประกบช่วยเหลือ และนำทางเรา เรียกได้ว่า เซฟตีมากๆ ไม่ต้องห่วง ก่อนเล่นผมไม่คิดว่ามันจะตื่นเต้นมากกับการปีนป่ายต้นไม้ แต่ผิดคลาด กิจกรรมแต่ละฐานมีทั้งความตื่นเต้น หวาดเสียว และสนุกมากๆ  เราไม่สามารถบรรยายด้วยคำพูดได้ เพราะมันสนุกมากๆๆ ลองชมคลิปนี้ดูครับ กิจกรรมอื่นๆในรีสอร์ท เราพายเรือแคนูเล่น รอบๆทะเลสาบ ช่วงบ่ายวันนี้ ผมต้องไปลงทะเบียนวิ่ง ที่พิพิทธภัณฑ์ช่องเขาขาด ศูนย์ฝึกอบรมอเนกประสงค์ กกส.สทพ.นทพ. อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ซึ่งห่างจากรีสอร์ท โฮมพุเตย แค่ 3 Km. โดยกิจกรรมวิ่งนี้  สนามวิ่งเชิงประวัติศาสตร์เพื่อย้อนรอยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 "ช่องเขาขาด" หรือ "ช่องไฟนรก" เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟสายไทย-พม่า (เส้นทางรถไฟสายมรณะ) ระยะแข่งขัน (4K) (11 K) และ (21K) Chip Timing จับเวลาสำหรับ ระยะ Mini Marathon (10K) Half Marathon (21K) การแบ่งรุ่นอายุ การแบ่งรุ่นอายุการแข่งขันประเภทชายและหญิง ระยะ 21 กม.และ 11 กม.แบ่งดังนี้ 1.รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี 2.รุ่นอายุ 19-29 ปี 3.รุ่นอายุ 30-39 ปี 4.รุ่นอายุ 40-49 ปี 5.รุ่นอายุ 50-59 ปี 6.รุ่นอายุ 60 ปีขึ้นไป • เดินวิ่ง 3.5 กิโลเมตร (ไม่แบ่งรุ่นอายุ) รางวัล เหรียญสำหรับผู้เข้าเส้นชัยทุกระยะ ถ้วย Overall สำหรับ ญ / ช ,ระยะ 21K ถ้วยอันดับ 1 - 5 ของทุกรุ่นอายุชาย/หญิง ของระยะ 21K และ 11K  และของที่ระลึกจาก Sponsor  ประเภท Funrun ไม่มีถ้วยรางวัล ผมกับแฟนลง ระยะ 11K เป็นทาง Trail ครั้งแรกของผมกับแฟนเลย ข้างๆ จุดลงทะเบียนจะเป็น พิพิธภัณฑ์สถานแห่งความทรงจำ ช่องเขาขาด เราไม่พลาดที่จะเข้าไปชมที่นี่ ชมฟรีครับ ประวัติของที่นี่ “ช่องเขาขาด” เป็นส่วนหนึ่งของ “เส้นทางรถไฟสายมรณะ” ซึ่งใช้เป็นเส้นทางขนส่งเสบียงจากประเทศไทยไปยังประเทศพม่าในช่วงสงครามโลก ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวอันโหดร้ายของความทุกข์ทรมานของเชลยศึกและกรรมกรที่ต้องมาใช้แรงงานในการก่อสร้างทางรถไฟ และหลายรายถึงกับต้องจบชีวิตลงที่นี่เพราะไม่อาจทนต่อการทารุณอย่างหนักเยี่ยงทาสที่เกินกว่าใครจะคาดคิดได้ เรื่องราวในอดีตถูกรวบรวมและบอกเล่าผ่านนิทรรศการภายใน“พิพิธภัณฑ์แห่งความทรงจำ ช่องเขาขาด” ที่ออกแบบและสร้างไว้อย่างเป็นสัดส่วนโดยความร่วมมือของรัฐบาลไทยกับรัฐบาลออสเตรเลีย พิพิธภัณฑ์ฯได้รวบรวมภาพถ่าย ข้อมูล และสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เกิดในระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะ นอกจากตัวอักษรและภาพประกอบที่อธิบายถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในแต่ละช่วงแล้ว จุดเด่นหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ฯก็คือ ห้องมินิเธียร์เตอร์ ที่ฉายภาพยนตร์เงียบขาว-ดำ ซึ่งถ่ายทำจากเหตุการณ์จริงในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และแน่นอนว่าในภาพยนตร์เรื่องนี้เราจะได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ ความทุรกันดารและความโหดร้ายของการตกเป็นเชลยศึกสงคราม กว่า 12,000 ชีวิตของเชลยชาวออสเตรเลีย อังกฤษ เยอรมัน อเมริกัน และกว่า 60,000 ชีวิตของแรงงานชาวเอเชียที่ถูกบังคับให้ทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ เพื่อตัดช่องหินผ่านภูเขา และสร้างทางรถไฟเป็นระยะทางรวมกว่า 415 กิโลเมตรทั้งๆ ที่แทบจะไม่มีเครื่องมือทุ่นแรงใดๆ เลย เชลยศึกและแรงงานส่วนใหญ่ต้องทำงานอย่างน้อยวันละ 18 ชั่วโมง และมีอาหารเพียง 2 มื้อ คือ ข้าวกับผักดองประทังชีวิตเท่านั้น ทั้งความอดอยาก การโดนทารุณทุบตี และโรคระบาดต่างๆ ที่รุมเร้า จึงทำให้ใครต่อใครขนานนามหุบเขาแห่งนี้ว่า “ช่องไฟนรก” Note: ที่นี้มีเครื่องมือบรรยายและหูฟังบริการฟรี โดยเสียค่ามัดจำ 200 บาทต่อเครื่อง โดยมีให้เลือก 4 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น และ เยอรมัน - ปกติถ้าเดินชมเพียงอย่างเดียวจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ถ้าอ่าน และฟังตามเครื่องบรรยายด้วยจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง - เส้นทางเดินในช่องเขาขาด มีหินแหลมคม บางช่วงเป็นทางแคบและค่อนข้างชัน การเดินควรใช้ความระมัดระวัง นักท่องเที่ยวควรสวมใส่รองเท้าให้เหมาะสม - ถ้าเป็นไปได้ขอความร่วมมือจากนักท่องเที่ยวให้ช่วยบริจาคเงินบำรุงรักษาสถานที่ และอย่านำเครื่องดื่ม อาหาร สัตว์เลี้ยง หรือสูบบุหรี่ภายในพิพิธภัณฑ์ฯ (เครดิต โดย http://www.thetrippacker.com) หลังจากออกจากห้องพิพิธภัณฑ์ ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่อง THE RAILWAY MAN สร้างจากงานเขียนมุมมองของ อีริค โลแมกซ์ นายทหารยศร้อยตรีประจำเหล่าสื่อสารแห่งกองทัพสหราชอาณาจักร  ซึ่งถูกทหารญี่ปุ่นจับตัวในสิงคโปร์ และถูกส่งมาเป็นเชลยและบังคับให้เป็นแรงงานสร้างทางรถไฟสายมรณะ ผมจำได้ลางๆ ตอนนั้นไม่อินมาก แต่การได้มาที่นี่ ผมว่าจะกลับไปดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง คงจะอินมากขึ้นหลายเท่า ------------------------- วันงานวิ่ง เราต้องตื่นกันตีสี่ เตรียมตัว เราซื้อของกินที่มินิมาร์ทไว้แล้ว พิธีเปิดเริ่มเวลา ตีห้า ครึ่ง และเริ่มปล่อยตัวนักกีฬาวิ่ง 21K ตอนประมาณ 6โมง พวกเราวิ่งระยะ 11K เป็นกลุ่มที่ 2   จุดให้น้ำทุกๆ 2 กิโล โดยประมาณ พวกเราไม่เคยวิ่ง Trail กันมาก่อน เราก็ไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาก แค่ทายากันยุง เพราะสองข้างทางเป็นป่า ยุงคงเยอะ งานนี้คนวิ่งประมาณเกือบ 1000 คน ถือเป็นงานใหญ่อยู่ สถานที่จอดรถกว้างและเพียงพอ อาจเพราะที่นี่เป็นศูนย์ฝึกอบรมอเนกประสงค์  มีเจ้าหน้าที่ คอยบอกอำนวยความสะดวกได้ดี ห้องน้ำบริเวณสถานที่จัดงาน น้อยไปหน่อย ไม่ค่อยพอกับจำนวนคน  ช่วงเริ่มวิ่งอากาศดีมาก ครึ้มเล็กน้อย ทางช่วงแรก เป็นทางลงเนิน ต้องวิ่งแบบเอนตัวไปด้านหลัง ไม่ให้หน้าทิ่ม ลงวิ่งมาผมแทบจะเป็นตะคิว เลยครับ ช่วงต่อมาเป็นทางเรียบถนนสลับกับ ถนนลูกรัง สองข้างทางเป็นป่าบ้าง เป็นบ้านคน สวนบ้าง และยังต้องเดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแควด้วย ซึ่งจุดนี้เขาให้เราเดินข้ามไป  นักวิ่งจะหยุดถ่ายรูปกับสะพาน และวิวรอบข้าง ตลอดเวลาที่วิ่ง จะมีช่างกล้องคอยถ่ายรูปให้ เป็นระยะ เราไม่พลาดที่จะ โพสต์ท่าสวยๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึก หลังจากจุด Finish ไป เราต้องเดินต่อไป ประมาณ 3 กิโล ผ่านอนุสรณ์บริเวณช่องเขาขาด นักวิ่งทุกคนจะได้รับดอกไม้ คนละ 1 ดอก เพื่อนำไปวาง เป็นที่รำลึกถึงสถานที่ผู้เสียชีวิตในสงครามโลก ครั้งที่ 2   ระหว่างทางเดินเป็นหิน ทางขึ้นลงบันได นักวิ่งต่างเดินตามๆกัน บ้างหยุดถ่ายรูปเป็นที่ระลึก บริเวณช่องเขาขาด ทางเดินจะมาสุดที่หลังพิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด เรามาถึงบริเวณจุดเริ่มต้น ฝนก็ตกลงมาพอดี เราได้รับเหรียญเป็นที่ระลึกงานนี้ ซุ้มหลังงาน มีทั้งอาหาร ก๋วยเตี๋ยว กระเพาะปลา ของหวาน  เครื่องดื่ม เกลือแร่  ไว้คอยบริการให้นักวิ่งพร้อม ภาพรวมของงานวิ่งที่นี่ สำหรับผมแล้วคิดว่าโอเค ทั้งสถานที่จัดงาน ความปลอดภัย สิ่งที่ได้จากงานวิ่งนี้ ไม่เพียงแต่ได้รับความสนุกเท่านั้น เส้นทางวิ่งเป็นเส้นทางที่น่าประทับใจมากครับ หมอกในยามเช้า วิวแม่น้ำแคว ภูเขาสองข้างทาง ทัศนียภาพป่าไผ่ และต้นไม้ใหญ่ การได้ทางเดินผ่านร่องรอยของทางรถไฟ ไม้หมอน จุดชมวิวที่ช่องเขาขาด สัมผัสธรรมชาติแสนสงบจุดชมวิวบนเขา ผมหวังว่าในอนาคตจะได้กลับมางานวิ่งเทรลแนวนี้อีกครั้ง

Pokemon GO กับสงครามในโลกแห่งความเป็นจริงในซีเรีย
Pokemon GO

ในขณะที่เรารอจับโปเกมอนกันอย่างใจจดใจจ่อ คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับรอคอยความหวังแม้เพียงน้อยนิดในการดับไฟสงคราม Pokemon GO เกมฮิตที่หลายๆ คนรอคอย แม้ว่าจะเปิดให้ Download ไปเล่นกันอย่างเป็นทางการแล้วในหลายๆ ประเทศ แต่ยังมีเด็กๆ อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถเล่นเกมอย่างสนุกสนานได้เนื่องจากสงคราม และยังรอคอยความหวังจากคนทั่วโลกให้มาสนใจพวกเขาบ้าง...เหมือนกับที่สนใจโปเกมอน เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา The Guardian ได้รายงานว่าสำนักงานสื่อแห่งกองกำลังปฏิวัติซีเรีย (the Revolutionary Forces of Syria Media Office) ได้ทำการเผยแพร่แคมเปญเพื่อช่วยเหลือเด็กๆ ชาวซีเรียที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม โดยให้เด็กๆ ถือกระดาษที่มีภาพโปเกมอนที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จัก ใต้ภาพมีข้อความที่แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า "come save me" (มาช่วยฉันด้วย) ▼ Come save me. https://twitter.com/RFS_mediaoffice/status/755794882506219520 แคมเปญนี้จัดขึ้นเพื่อให้โลกได้ตระหนักถึงเด็กๆ ที่อยู่ในภาวะสงคราม ความปลอดภัยในชีวิต และสนุกสนานแบบเด็กๆ ที่เค้าควรจะได้รับเหมือนเด็กอื่นๆ ทั่วโลกที่ได้เล่นเกมอยู่ สงครามทำให้พวกเขาสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไปหมด ดังนั้นถึงเวลาแล้วหรือยังที่ชาวโลกจะออกตามหาและช่วยเหลือพวกเขาเหมือนที่ทำกับโปเกมอนในเกม Pokemon GO บ้าง ▼ พวกเราต้องการที่ที่ปลอดภัยสำหรับวิ่งเล่น https://twitter.com/RFS_mediaoffice/status/756812653344002048 เราสามารถหาภาพเหล่านี้ได้โดยการ search จาก #PokemonInSyria ซี่งในขณะนี้แคมเปญนี้ก็ยังดำเนินไปอยู่อย่างต่อเนื่องครับ ▼ ชาวซีเรียใช้โปเกมอนเพื่อบอกโลกภายนอกให้ทราบถึงภัยสงครามในประเทศของพวกเขา https://twitter.com/almashani87/status/756523251115917313 ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ง่ายๆ ด้วยการแชร์เรื่องราวและคอมเม้นท์ความคิดเห็นของคุณครับ ^^ 9 ข้อที่ควรปฏิบัติในการเลนเกมโปเกมอนโกจากชาวญี่ปุ่น ติดตามข่าว โปเกมอนโก เพิ่มเติมได้ที่นี่-->[click] ที่มา Tnews Headshot

ย้อนรอยหลากหนังสุดเจ๋งของ ริชาร์ด ลิงเคลเตอร์
Everybody Wants Some /  ริชาร์ด ลิงเคลเตอร์

โดย ดาวุธ ศาสนพิทักษ์ ส่วนหนึ่งจากบทความ "Boyhood กาลเวลา ความทรงจำ และการเติบโต" นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 151 (ส.ค. 2557) ริชาร์ด ลิงเคลเตอร์ ได้ชื่อว่าเป็นคนทำหนังที่ชอบผลิตงานออกมาหลากแนว และผลักขอบเขตของตัวเองอยู่เสมอ และเพื่อต้อนรับผลงานล่าสุดของเขาซึ่งกำลังจะเข้าฉายในบ้านเราอย่าง Everybody Wants Some!! เรามาย้อนรอยดูเส้นทางผู้กำกับของเขา ด้วยเหล่าผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขากันดีกว่า! “เหตุการณ์ใหญ่โตเกิดขึ้น พวกเราส่วนใหญ่ก็ได้แต่เฝ้ามองมัน คนที่ทำให้สิ่งต่างๆ กระเพื่อมได้จริงๆ มีแค่หยิบมือเดียวเท่านั้นแหละ” ริชาร์ด ลิงเคลเตอร์ It’s Impossible to Learn to Plow by Reading Books (1988) It’s Impossible to Learn to Plow by Reading Books (1988) ผลงานชิ้นแรกที่เขาทั้งถ่าย (ด้วยกล้อง 8 มม.) ตัดต่อ และแสดงเอง หนังไม่มีพล็อตชัดเจน นอกจากถ่ายทอดให้เห็นเด็กมหาวิทยาลัยที่กำลังไปแฮงเอาต์กับเพื่อนในชนบท https://vimeo.com/70031451 Slacker (1991) ผลงานลำดับ 2 ที่ไม่มีพล็อตแน่ชัดอีกเช่นกัน ลิงค์เลเตอร์พาเราตามติดตัวละครที่เตร็ดเตร่ไปในออสตินอย่างไร้จุดหมาย เป็นอีกครั้งที่เขานำเสนอชีวิตสามัญธรรมดาให้คนดูมีส่วนร่วม จนมันกลายเป็นหนังอินดีที่แหวกเส้นทางในวงการให้ลิงเคลเตอร์ http://www.youtube.com/watch?v=r9f9M6UAYb0 Dazed and Confused (1993) ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังวัยรุ่นที่จริงใจที่สุดเรื่องหนึ่ง โดยหนังเล่าถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตในไฮสคูล โดยได้ดารา (ที่โด่งดังในเวลาต่อมา) มา แสดงได้ฮาสุดๆ ทั้ง แม็ตธิว แม็กคอนาเฮย์, เบน แอฟเฟล็ค, มิลา โจโววิช, พาร์คเกอร์ โพซีย์ โดยลิงเคลเตอร์กล่าวว่า Everybody Wants Some!! เปรียบได้ดังภาคต่อกลายๆ ของหนังเรื่องนี้ ที่เล่าถึงช่วงเวลา 3 วันสุดท้ายก่อนเปิดเทอมมหาวิทยาลัยวันแรกของกลุ่มเฟรซซี่ทีมเบสบอลมหาวิทยาลัย http://www.youtube.com/watch?v=3aQuvPlcB-8 Tape (2001) หนังดรามาถ่ายทำด้วยกล้องดิจิตอลซึ่งให้ภาพสุดดิบ เล่าถึงตัวละครแค่ 3 คนในห้องโรงแรมทั้งเรื่อง อีธาน ฮอว์ค กับ โรเบิร์ต ฌอน เลนเนิร์ด เล่นเป็นเพื่อนสมัยมัธยมที่มานัดเจอกัน หนังเต็มไปด้วยบทสนทนาและเริ่มมุ่งสู่ด้านมืดลึกลับเมื่อหญิงสาวที่ทั้งคู่เคยหมายปอง (อูมา เธอร์แมน) กลับมาอีกครั้ง http://www.youtube.com/watch?v=3AzZ6Fop4Eg Before Trilogy: โมงยามกับความรัก กาลเวลาเป็นสิ่งหนึ่งที่ลิงเคลเตอร์หมกมุ่นสำรวจ ว่ามันได้ผันผ่านและกร่อนเซาะการดำรงอยู่ของตัวเรากับความสัมพันธ์ของเราไปอย่างไรบ้าง ตัวอย่างสำคัญคือ ไตรภาค Before (Before Sunrise, Before Sunset, Before Midnight) ที่หยิบจับโมงยามในความสัมพันธ์ 18 ปีของเจสซีกับเซลีน (อีธาน ฮอว์ค กับ จูลี เดลพี ซึ่งนอกจากแสดงยังร่วมเขียนบทด้วยทุกครั้ง) มาเล่า ตั้งแต่ครั้งพวกเขาพบกันบนรถไฟและตกหลุมรัก กลับมาเจอกันอีกครั้งหลัง พลัดพราก และเผชิญกับความขัดแย้งหลังจากได้ครองคู่กันแล้ว โดยในขณะที่ตัวละครเติบโตไปตามวัย ลิงเคลเตอร์ ฮอว์ค เดลพี และตัวหนังเองก็เติบโตขึ้นเช่นกัน ไตรภาค Before ได้กลายมาเป็นเรื่องราวความรักที่จับใจนักดูหนังหลายคน จนเราอาจเผลอคิดว่าลิงเคลเตอร์ได้ไอเดียที่จะเล่นกับเวลาใน Boyhood (ซึ่ง ออกมาหลังจาก Before Midnight เพียงปีเดียว) มาจากไตรภาคนี้รึเปล่า? …อย่าลืมว่าเขาเริ่มถ่าย Boyhood ตั้งแต่ปี 2002 ส่วน Before Sunset ออกฉายปี 2004 ดังนั้น ถ้าพูดให้ถูกกว่าคือ Boyhood ต่างหากที่ทำให้เขากับฮอว์คปิ๊งไอเดียในการสานต่อเรื่องราวให้แก่คู่รักแห่ง Before Sunrise จนได้ภาคต่ออีก 2 ภาค Waking Life (2001) ลิงเคลเตอร์ดลองใช้เทคนิค Rotoscope (ถ่ายคนแสดง แล้วนำมาวาดภาพลอกลายทีละเฟรม) เป็นครั้งแรก เล่าความฝันของชายหนุ่มที่กลายเป็นการเดินทางเชิงปรัชญาอันเต็มไปด้วยบทสนทนาถกเถียงถึงความเป็นจริง ความหมายของการดำรงอยู่ ธรรมชาติของความสัมพันธ์ ฯลฯ http://www.youtube.com/watch?v=uk2DeTet98o School of Rock (2003) หนังแมสส์ที่สุดของเขาซึ่งประสบความสำเร็จในการผสมความเป็นหนังตลาดเข้ากับธีมเฉพาะตัว นั่นคือเรื่องของการเติบโตและ การยืนหยัดยอมรับตนเองท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของโลก ด้วยเรื่องของร็อคสตาร์วอนนาบีที่ผันตัวเองมาเป็นครู (แจ็ค แบล็ค) แล้วนำดนตรีร็อคเข้ามากอบกู้ชีวิตตนเองและเด็กๆ ในชั้น http://www.youtube.com/watch?v=5afGGGsxvEA Fast Food Nation (2006) เขาดัดแปลงหนังสือแฉอุตสาหกรรมฟาสต์ฟูดและวัฒนธรรมการกินของอเมริกันชนของ เอริค ชลอสเซอร์ (ซึ่งมาเขียนบท ด้วย) ให้กลายเป็นหนังที่เล่าหลายเส้นเรื่องจากตัวละครหลายตัว แม้จะสับสนยุ่งเหยิง แต่หนังก็สร้างความประทับใจด้วยฉากน่ารักๆ ก่อนที่จะพาไปตีแผ่ให้เราเห็นกระบวนการ "กว่าจะเป็นเบอร์เกอร์" ขันชวนขนลุกและหดหู่ในตอนท้ายเรื่อง (T T) http://www.youtube.com/watch?v=xqQ8o5iykoE A Scanner Darkly (2006) หนังการ์ตูนไซ-ไฟดัดแปลงจากนิยายของ ฟิลิป เค ดิก นักเขียนแนวไซ-ไฟชื่อดังด้วยเทคนิค Rotoscope เล่าเรื่องของตำรวจลับสืบคดีค้ายาที่กลับติดยาซะเอง (คีอานู รีฟส์) จนเขารับรู้ความเป็นจริงและตัวตนของเขาเองบิดเบือน http://www.youtube.com/watch?v=TY5PpGQ2OWY Bernie (2011) หนังดรามาคอมิดีสร้างจากเรื่องจริง เล่าความสัมพันธ์ประหลาดระหว่างสัปเหร่อผู้สุภาพอ่อนโยน (แจ็ค แบล็ค) กับแม่ม่ายสูงวัย (เชอร์ลีย์ แม็กเคลน) ที่นำไปสู่อาชญากรรมสุดสะเทือนขวัญ (ที่เซอร์ฯ มากคือ เบอร์นีตัวจริงถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่ได้รับการลดโทษเหลือ 15 ปี โดย หนึ่งในเงื่อนไขของศาลก็คือเมื่อออกมาเขาต้องไปอยู่บ้านลิงเคลเตอร์!) http://www.youtube.com/watch?v=d8SlvooqgAw Boyhood (2014) Boyhood เป็นหมุดหมายสำคัญที่สร้างความแปลกใหม่แก่วงการหนัง และเป็นอีกหนึ่งเพชรประดับยอดมงกุฎบนเส้นทางการเป็นผู้กำกับของลิงเคลเตอร์ ที่สามารถกุมบังเหียนโปรเจ็กต์ซึ่งกินเวลายาวนานโดยไล่ถ่ายทำไปปีละนิดละหน่อย (ปีหนึ่งๆ ออกกองกัน 3-4 วัน) ตั้งแต่ปี 2002 จนเพิ่งมาปิดกล้องกันเมื่อตุลาคม 2013 ลิงเคลเตอร์กล่าวว่า “เหตุการณ์ที่สำคัญจริงๆ มันเกิดรายล้อมเหตุการณ์ใหญ่ๆ เสมอ อย่างตอนผมเรียนจบ ช่วงสำคัญไม่ใช่ตอนขึ้นไปรับประกาศนียบัตรบนเวที แต่เป็นตอนที่นั่งอยู่ในรถกับคู่หูหลังจบพิธีนั่นไปแล้วต่างหาก ผมหลงใหลประวัติศาสตร์ในเวอร์ชันของคนตัวเล็กๆ มากกว่าของพวกคนตัวใหญ่ เหมือนที่ตอลสตอยเขียนถึงสงครามนโปเลียนโดยเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นรอบสงคราม เรื่องของปัจเจกบุคคลกับผลกระทบที่พวกเขาได้รับ เพราะนั่นไม่ใช่หรือ ที่คือวิถีชีวิตของเราในทุกเมื่อเชื่อวัน" http://www.youtube.com/watch?v=Y0oX0xiwOv8 ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine