สงครามล้างพันธุ์อมตะ

ฝันร้าย กับวิธีแก้ความเชื่อโบราณ รู้ไว้หลับอุ่นใจ
คาถา /  ตาข่ายดักฝัน / 

 ฝันร้าย ...แก้ได้ให้กลายเป็นดี เป็นเรื่องปกติของมนุษย์เรา หากว่าทุกค่ำคืนที่ได้นอนหลับ จะเกิดเป็นฝันขึ้นในช่วงเวลานั้น บางคน ฝันร้าย บางคนฝันดี ซึ่งเหล่านี้วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ชัดเจนกับสิ่งที่เกิดขึ้น หลายครั้งที่บางคนถึงกับต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เพียงเพราะ.. ฝันร้าย แม่หมอและ Horoscope.mthai.com รวบรวมการแก้ฝันร้ายให้กลายเป็นดีได้ ตามหลักความเชื่อโบราณ ตามความเชื่อของศาสนาพุทธ ขั้นพื้นฐานอย่างแรกคือ การสวดมนต์ก่อนนอน และทำจิตใจให้สงบ ผ่อนคลาย ทั้งนี้เพื่อให้เวลานอน เป็นช่วงเวลาที่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง บทสวดมนต์ก่อนนอนมีอยู่มากมาย แล้วแต่ว่าใครจะสะดวกหรือคุ้นชินแบบไหน บ้างก็สวดสั้นๆ บ้างก็เป็นคาถายาวๆ แม่หมอจะขอยกตัวอย่าง บทสวดมนต์ที่ได้รับความนิยมมาให้ลองสวดดูค่ะ บทสวดอิติปิโส เท่าอายุ ให้สวดมากกว่าอายุของท่าน 1 จบ เช่น หากท่านอายุ 25 ปี ก็ให้สวด 26 จบ อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ กล่าวบทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย อนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด ฯ การสวดมนต์ก่อนนอนนั้น นอกจากจะทำให้จิตใจเราสงบแล้ว สติปัญญาก็จะตามมา สามารถ รู้เห็นถึงปัญหา และคิดหาหนทางในการแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี การสวดมนต์ทุกวันจะทำให้เกิดอานิสงส์ผลบุญเกื้อหนุนให้ชีวิตมีแต่ความสุข ความเจริญ ภยันตรายต่าง ๆ นานา ไม่มาเบียดเบียน นอนหลับได้เต็มตา พักผ่อนได้เต็มอิ่ม  และยังทำให้มีสมาธิในการทำงานหรือเรียนด้วยค่ะ ในทางกลับกัน หากว่าเราไม่ได้สวดมนต์ก่อนนอน หรือว่าสวดมนต์ไปแล้ว แต่ยังเกิดฝันไม่ดีอยู่อีกนั้น สามารถแก้ไขได้ด้วยการ สวดมนต์แก้ ฝันร้าย !!!! โดย มีหลักการปฏิบัติคือให้ลุกจากที่นอนเข้าห้องน้ำ ตักน้ำมา 1 ขัน และอธิษฐาน ขอให้ ฝันร้าย กลับกลายเป็นดี และว่าคาถาบทนี้ เสร็จแล้วจึงนำน้ำในขันมาล้างหน้า หรือจะใช้คาถาบทนี้สวดมนต์ก่อนนอนก็ได้นะคะ อะภะยะปะริตตัง ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ ฝันร้าย ไม่เพียงแต่จะสร้างความทุกข์ให้เราแล้ว บางครั้งยังสามารถบอกอนาคตที่จะเกิดขึ้นได้อีกด้วย จึงเกิดเป็นการทำนายความฝันในรูปแบบต่างๆ ออกมา ซึ่งแม่หมอขอยกตัวอย่างฝัน ที่เป็นลางร้ายให้ฟังค่ะ เช่น ฝันว่าฟันหัก ทำนายไว้ว่าจะมีคนในครอบครัว หรือญาติเสียชีวิต ,ฝันว่า ถูกโซ่รัดคอหรือคล้องคอ จะได้รับเคราะห์ต้องไปแก้ฝันกับแม่ธรณีประตู หรือถ้าฝันว่า ถูกสุนัขกัด ทำนายว่า จะเดือดร้อนเพราะศัตรูต้องไปแก้กับภิกษุในวัด,ฝันว่า เดินเข้าไปในถ้ำมืด จะทะเลาะวิวาทหรือเสียคนรัก ต้องไปแก้ฝันกับพระอาทิตย์ หรือกลางแดด การทำนายฝันและการแก้ฝันอื่นๆ สามารถหาอ่านได้ทั่วไป เพราะที่แม่หมอยกตัวอย่างมานั้น เป็นเพียงเคล็ดการแก้ฝันร้ายจากคำบอกเล่าของคนโบราณที่สืบทอดต่อกันมา ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้น คนต่างชาติก็มีความเชื่อเรื่องความฝันเหมือนกัน ดูได้จาก Dreamcatcher หรือ ตาข่ายดักฝัน ซึ่งถือเป็นเครื่องรางอย่างหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งเชื่อกันมาตั้งแต่โบราณว่าจะช่วยกรองฝัน ให้ฝันดีอยู่กับตัว และ ฝันร้าย สลายไป ซึ่งถูกนำมาใช้ห้อยแขวนเหนือตียงนอน ของทารกและเด็กๆเพื่อปกป้องให้พ้นจาก ฝันร้าย และหลบเลี่ยงพลังอันชั่วร้ายที่มองไม่เห็น เพราะฝันไม่ดีเหล่านั้นจะถูกกักขังไว้ในตาข่ายไม่ให้ออกไปไหนอีกเลย จนกระทั่งถึงยามผ้าสาง ส่วนฝันดีจะถูกกรองผ่านรูตาข่ายไปสู่เด็กๆ ตลอดยามราตรี เรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com 

อยากรู้ไหม ?? สีรถถูกใจ !! บอกนิสัยเจ้าของได้แม่นเป๊ะ
ดวง /  ดูดวง / 

เรื่องของรสนิยม ถือว่าเป็นความเชื่อส่วนตัวจริงๆ นะคะ ไม่ว่าจะเป็นรสชาติอาหาร สไตล์เสื้อผ้า หรือแม้กระทั่งสีรถ !! จะให้มานั่งเถียงกันว่าสีนั้นสวยกว่า สีนี้สวยกว่า เห็นทีว่าจะเถียงกันไม่จบ เพราะความชอบของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ซึ่งนั่นก็หมายความรวมไปถึงลักษณะนิสัยส่วนตัวด้วยนะคะ ว่าเป็นคนแบบไหน วันนี้แม่หมอ แห่ง Horoscope.mthai.com เลยหยิบคำทำนายเรื่องสีรถมาฝากผู้อ่านค่ะ :)   รถสีดำ สีอมตะนิรันดร์กาลที่คนส่วนใหญ่ช้อบ...ชอบ เจ้าตัวดูจะมั่นอกมั่นใจในบุคลิกและเสน่ห์ของตัวเองเกินเหตุ จะใช้คำว่าหลงตัวเองก็คงไม่ผิดนัก ชอบความหรูหรา อู้ฟู่อลังการ ชอบทำตัวลึกลับซับซ้อน เพื่อเรียกร้องให้คนอื่นสนใจและอยากให้คนอื่นหันมาค้นหาตัวเอง .รถสีขาว เป็นคนมีระเบียบแบบแผน จัดการชีวิตของตนเองได้อย่างลงตัว ขยันขันแข็งในการทำงาน ชอบอาสาคนโน้นคนนี้ทำงาน ชอบทำเรื่องยาก ๆ ให้เป็นเรื่องง่าย แถมทำได้ดีซะด้วย .รถสีบรอนซ์ เป็นพวกใจกล้าบ้าบิ่น เป็นตัวของตัวเอง มั่นใจในตัวเองสูงมากจนบางครั้งเพื่อนหมั่นไส้ ชอบทำอะไรในสิ่งที่คนอื่นคิดไม่ถึงเสมอ เป็นคนใจกว้าง มนุษย์สัมพันธ์ดี รักเพื่อนฝูง .รถสีน้ำเงิน เป็นคนสุขุมนุ่มลึก ยึดหลักการและเหตุผลเป็นที่ตั้ง ดังนั้นจึงมักจะมีเพื่อนฝูงแวะเวียนมาขอคำแนะนำเสมอ และคุณก็มักจะให้คำตอบที่ดี แบบว่า...เพื่อนมีทุกข์เมื่อไหร่ คุณพร้อมเป็นกระโถน เอ๊ย...เป็นที่ปรึกษา .รถสีแดง เป็นพวกอยู่ไม่สุข วัน ๆ ไม่อยู่นิ่งทำโน่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา กระตือรือร้น รักความก้าวหน้า ชอบเฮฮาปาร์ตี้ ไม่แปลกที่คุณจะมีเพื่อนตึม .รถสีเหลือง ชอบทำตัวเป็นสาวหรือหนุ่มสังคม เป็นคนสนุกสนาน ร่าเริง ชอบอยู่ในที่ที่มีคนเยอะ ๆ อาจเพราะคุณเป็นคนขี้เหงาก็ได้ แต่ข้อเสียคือเป็นคนพูดมาก บางครั้งพูดโดยไม่คิด อาจถูกมองว่าเป็นคนปากเสียได้ .รถสีน้ำตาล เป็นคนไม่แคร์สังคม ไม่สนใจว่าใครจะเป็นยังไง แต่ถ้าฉันชอบอะไรฉันจะทำ ชอบพึ่งตัวเองมากกว่าที่จะพึ่งคนอื่น รักความเป็นส่วนตัว ไม่ชอบอึกทึกครึกโครม ติดตามดูดวงอื่นๆได้ที่ : Horoscope.mthai.com

แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 1)
ที่พักเวียดนาม /  ที่เที่ยวเวียดนาม

เพจเก็บกระเป๋า ได้แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ ซึ่งทริปนี้เป็นทริปต่างประเทศครั้งแรก ตื่นเต้นสิ ไปกันสามคน สามสาว สามโสด 4 - 8 มีนาคม 2558 4 คืน 5 วัน แบกเป้เร่ร่อน โฮจิมินห์ - ถิ่นลุงโฮ ||| ดาลัด - ปารีสตะวันออก เมืองไม้ดอก อากาศดี๊ดี ||| มุยเน่ - เมืองทะเลทรายชายทะเล ทั้งเดิน วิ่ง แว๊น แท็กซี่ รถเมล์ รถบัส มินิบัส รถจิ๊บ เจอหลากสภาพอากาศ ทั้งร้อน ร้อนโคตร เย็น เย็นโคตรๆ ที่สำคัญ จดจำเหตุการณ์นี้ไปตลอดชีวิต กับการตกเครื่องครั้งแรก ความเงิบจึงบังเกิด แต่ก็ทำให้เราได้อยู่ต่ออีก 1 วัน หุหุ แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 1) ค่าใช้จ่ายทั้งหมด คนละ = 8,700 บาท ตั๋วเครื่องบินไปกลับ + ค่าอาหาร + ของฝาก + ที่พัก (ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินที่ซื้อใหม่นะ) ปล.ภาพนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากสมาชิกพันทิปท่านนึง ถ่ายรูปสวยมาก เวลา 5 ทุ่ม เมื่อปีที่แล้ว เพื่อนเราไลน์ชวนไปเที่ยวเวียดนาม เราก็ตอบตกลงไป คำเดียวแบบไม่คิด และจองตั๋วไปกลับ ดอนเมือง-ไซง่อน(โฮจิมินห์) ในคืนนั้นเลย 3,000 บาท คือก็ไม่ได้เห่อนะ แต่อารมณ์อยากเที่ยวมันพาไป กิกิ >\\<  จนเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา เวลาที่เราสองสามคนเฝ้ารอก็มาถึง ตื่นเต้นสิคะ ตปท.ครั้งแรกน้าาา เราได้ Flight FD 650 DMK-SGN 07.45 น. ก่อนเดินทางเราได้ศึกษาข้อมูลมาพอสมควร และแลกเงินที่ซุปเปอร์ริชทั้งเงิน USD และ VND  พวกทศนิยมเล็กๆ น้อยๆ อย่าไปคิดมากค่ะ แลกให้พอมีติดตัว เน้นความสะดวก เพราะถ้าหาร้านรับแลกที่โน่นไม่เจอก็แย่ เราใช้เวลาเดินทาง 1.30  ชม. ก็มาถึงสนามบินนานาชาติเตินเซินเญิ้ต ไซง่อนหรือนครโฮจิมินห์นั่นเองค่ะ โฮจิมินห์อดีตเมืองหลวงของเวียดนามใต้ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอีกด้วยค่ะ ถึงสนามบินแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ซื้อซิมค่ะ เดี๋ยวลงแดง !! ที่นี่จะมี vinaphone กับ mobifone (แบรนด์นี้ พนง.ไม่ให้เราถ่ายรูป) เราเลือก vinaphone แพ็คเกจกะมีให้เลือกเยอะกว่า และถูกกว่า เราเลือกแพ็คเกจ unlimited 1.2 GB เล่นเน็ตได้อย่างเดียว ราคา 1่15.000 ดอง (จะใช้ . แทน ,) พอดีใช้ซิม Standard เลยได้ลดอีก 18.000 ดอง เก๋ๆ วิธีคิดค่าเงินง่ายๆ คือ ตัดศูนย์ข้างหลังทศนิยมออก x 1.5 เช่น 115.000 ดอง เป็นเงินไทย 115 x 1.5 = 172.5 บาท เราเดินออกจากสนามบินมาทางขวามือ มอง 45 องศาอีกฝั่ง ประมาณ 500 เมตร จะเจอรถเมล์สาย 152 (เฮ้ยยยย ข้อมูลที่หามา เป๊ะอ๊ะะะ !!) เราขึ้นไปนั่งรอบนรถ สุดท้ายหน้าแตกจ้ะ รถที่ออกคือคันหลัง - - ได้ย้ายกันทั้งคัน ค่าโดยสารเข้าเมือง ราคา 5.000 ดอง ใครมีเป้ ข้าวของ เอาวางไว้ที่ตักนะคะ เด๋วจะโดนเรียกเก็บเป็น 10.000 ดอง แต่บางทีถ้าเราเอามาวางไว้ที่ตักแต่กระเป๋าเรามันใหญ่มากๆ เขาก็คิดเพิ่มนะคะ นั่งรถเข้าเมืองใช้เวลาประมาณ 30 นาที ค่ะ รถจะผ่านวงเวียนใหญ่ ตรงตลาดเบนถัน(ตามรูป) และรถจะจอดให้ลง ที่นี่สมคำร่ำลือจริงๆ เมืองแห่งมอไซค์ค่ะ คือรถโคตรเยอะ แซ้บบอยสก๊อยเกิลก็เถอะ เจอพี่เวียดเข้าไป เป็นต้องหลบให้เลยค่ะ ที่นี่ใส่หมวกกันน็อคกันทุกคนนะคะ ชอบมาก อยากให้คนไทยเป็นแบบนี้ เวียดนามจะมีรถสามล้อที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เราไม่นั่งค่ะ ได้เห็น ได้ถ่ายรูปพอละ เสี่ยงโดนโกง และเปลืองตัง ห้าาา ขณะนี้เวลา 11.45 น. เรารีบกางแผนที่ ตามหาเวียตซีค่ะ (Vietsea Tourist) เราจะจองทริปครึ่งบ่ายไปอุโมงค์กู๋จี ตอนแรกมึนมาก เดินมาผิดทาง เพราะมองแผนที่กลับหัว เอิ้กๆ วิธีมา >> ต้องเดินตามถนน PhanNgu Lao เส้นสวนสาธารณะนะคะ จะเจอเวียตซีอยู่ซ้ายมือชั้นล่าง ใต้โรงแรม KIM KHOI HOTEL ค่ะ ค่าทัวร์ 5 USD/คน พนง.จะนัดเวลา มาให้ตรงเวลานะคะ ไม่งั้นหมี่เหลืองแน่ จากนั้นเราเดินหา บริษัท Phuong Trang ค่ะ เป็นบริษัทรถที่เราจะจองไปดาลัดคืนนี้ >> จากเวียตซี เดินต่อไปนิดเดียวจะเจอแยกถนน De Tham  เลี้ยวซ้ายเข้าซอย 100 เมตร จะเจอที่ขายตั๋วค่ะ เราจองรถนอนไปดาลัด รอบประมาณ 23.45 น.  ราคา 230.000 ดอง ซึ่งรถจะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมงค่ะ ถ้าซื้อเวียตซีจะโดนชาร์จนิดหน่อย แต่ถ้าไม่ลำบากอะไร ไปซื้อเองดีกว่าค่ะ ใกล้กันมากๆ ระหว่างรอขึ้นรถไปอุโมงค์กู๋จีเราก็เดินๆ หาอะไรกินกันค่ะ ปรากฏว่าเพลิน ลืมกิน เวลาก็จวนจ่ำ เลยต้องรีบเดินกลับค่ะ หลังๆ ดูเวลา เดินไม่ได้แล้วค่ะ วิ่งสิคะ โห...ผมนี่ติดสปีชเลย แต่เชื่อมั้ยว่าไม่ทัน ช้าไป 5 นาที ร้องไห้แปรบบบ เหงือนี่แตกพราก หิวก็หิว เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ พนง.ที่เวียตซีน่ารักมากค่ะ พาเราเดินไปรอรถอีกฝั่ง น่าจะให้วนมารับอีกรอบ ตอนขึ้นรถนี่พูดได้เต็มปากว่า "โคตรอาย"  ดังนั้นเพื่อนๆ อย่าเผลอนะคะ กะเวลาเวลาดีๆ ไม่งั้นหมี่เหลืองแน่ เรานั่งรถบัสที่ทางเวียตซีจัดให้ไปอุโมงค์กู๋จี ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติเกือบทั้งคัน มีไกด์ชื่อ คุณแจ็ค ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง พอถึงอุโมงค์กู๋จี ไกด์จะเก็บเงินเป็นค่าธรรมเนียมในการเข้าชมคนละ 110.000 ดอง และจะพาเราไปปรับพื้นฐานเบื้องต้นก่อนไปสถานที่ต่างๆ ไกด์พามาดูกับดักค่ะ ด้านล่างจะมีเหล็กแหลมคอยดักศัตรูให้ติดกับ อุโมงคกู๋จี ห่างจากโฮจิมินห์ 40 กิโลเมตร เป็นอุโมงค์ของชาวเวียดกงที่ขุดขึ้นขนาดพอดีกับตัวในสมัยที่ทำสงครามกับกองทัพอเมริกา รวมถึงกองทหารพันธมิตรจากนานาประเทศ ใช้ซุ่มโจมตีกองกำลังทหาร ทำให้ทหารเวียดนามได้รับชัยชนะในการรบกับทหารอเมริกา ถึงขั้นที่อเมริกาคิดที่จะมาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ แต่พันธมิตรยับยั้งไว้ก่อน โดยอุโมงค์นี้มความยาวกว่า 200 กิโลเมตร อยู่ได้ถึง 80,000 คน ใช้เป็นที่บัญชาการทางทหาร เป็นหลุมหลบภัย และอุโมงค์นี้ยังสามารถทะลุออกแม่น้ำไซ่ง่อนได้อีกด้วย มีทั้งให้ลองลอดอุโมงค์ บางอุโมงค์ต้องคลานเท่านั้น คืออิชั้นขอบายค่ะ คุณลุงทหารกำลังทำรองเท้าอยู่ค่ะ รองเท้าทำมาจากยาง สมัยก่อนทหารเวียดนามจะใส่รองเท้าสลับหัวท้าย เพื่อเป็นกลอุบาย หลอกล่อศัตรู ให้เดินมาติดกับดัก อารมณ์เดียวกับ กัณหา ชาลี เลย คือทหารเวียดนามฉลาดมากอ่า ก่อนกลับไกด์พามาที่โรงอาหารของทหารเวียดนาม เป็นโต๊ะไม้ยาวๆ มีของกินด้วยนะคะ "มันเผา" แบบฉบับทหารเวียดนาม จิ้มกับพริกเกลือ แต่ที่นี่จะใส่ถั่วลิสง รสชาติอร่อยดีนะ หอมๆ แปลกดี ทุกจุดที่ไกด์พากรุ๊ปทัวร์ไป เราจะเป็นสามคนสุดท้ายที่ไปช้าเสมอ และไกด์ก็มักเรียกเราด้วยประโยคนี้เสมอ เฮ้ มายกรุ๊ป คัมเฮีย !! เราใช้เวลาอยู่ที่อุโมงค์กู๋จี 1.45 ชั่วโมง กลับเวลา 16.30 น. ใช้เวลาเดินทางอีก 2 ชั่วโมงเหมือนเดิมค่ะ ช่วงว่างๆ นี่ นอนเอาแรงเหอะ ^^ Zzz. กว่าจะถึงโฮจิมินห์ก็ 18.30 น. ละค่ะ เราลงจากรถมองหาของกินอันดับแรกเลย เจอร้านน้ำผลไม้ปั่น น่ากินดี ราคา 15.000 ดองเอง เลยสั่งมาสามแก้ว น้ำส้ม น้ำมะม่วง น้ำสับปะรด รสชาติโอเคเลยถ้าเทียบกับราคา เราขอฝากกระเป๋าไว้ที่เวียตซี แล้วบอกเขาว่าจะมาเอาตอน 3 ทุ่ม เพราะถ้าเดินแบกไปเรื่อยๆ อาจมีหลังทรุด เราเดินไปตามสวนสาธารณะ จุดหมายอยู่ที่ Night Market แถวตลาดเบนถัน หาของกิน หาของกิน หาของกิน โฮจิมินห์ เป็นเมืองที่มีสวนสาธารณะเยอะมาก และคนเวียดนามก็ชอบมาออกกำลังกายที่นี่ และตอนกลางคืนก็มีหลายคู่ที่มานั่งจู่จี๋ตามสวนสาธารณะ บ้างก็มาเล่นกีฬาเตะลูกขนไก่ค่ะ  เรานั่งดูเพลินเลย ลูกขนไก่เล็กขนาดนั้นเตะกันได้ลูกเด้งดึ๋ง ปริงได้ดีมาก แล้วก็มีแบบเป็นแก๊งด้วยนะ มากระโดด โลดโผน ตีลังกา อารมณ์ศิษย์วัดเส้าหลินอ่ะ ตื่นตาตื่นใจมาก โหะๆ เราข้ามถนนตรงวงเวียนมาฝั่งตลาด วิธีการข้ามถนนที่นี่ คือ ข้ามตรงทางม้าลายปลอดภัยสุด ถ้าตรงไหนไม่มีทางม้าลาย หายใจเข้าลึกๆ แล้วรีบข้ามค่ะ ส่วนใหญ่รถจะหลีกทางให้เราเองนะ คหสต.เชื่อว่าหลับตาข้ามคงไม่โดนชนแน่นอน (แต่อย่าทำนะ) มาที่นี่ตอนแรกไม่ชินค่ะ เสียงแตรรถบีบกันถี่และดังมาก สะดุ้งทุกๆ สามวิก็ว่าได้ แต่อยากจะบอกว่า เรายังไม่เห็นอุบัติเหตุเลยนะ สงสัยเขาขับรถเชี่ยวกันมาก ที่ Night Market จะเหมือนถนนคนเดินเล็กๆ ไม่ใช่คนเท่านั้นที่เดินนะคะ รถมอไซค์ก็ขับผ่านไปมาพรุกพร่าน ระวังโดนซอยตูดกันด้วยค่ะ เสียว เราเดินเซอร์เวย์มาเรื่อยๆ มีร้านอาหารไม่กี่ร้านนะ แต่เราสะดุดร้านนี้ค่ะ ร้านหาบเร่เล็กๆ ขายบุ๋นเรียว ลักษณะคล้ายๆ ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กน้ำใสใส่ลูกชิ้นปลาสไลด์ ราคา 20.000 ดอง (ราว 30 บาท) เลยจัดไปถ้วยนึง อยากชิมของข้างทางแบบคนไซง่อนเขากินกัน คำแรกที่ซดน้ำซุป โห...น้ำตาจะไหล อร่อยอ่ะ มันเด็ดมาก ไม่ต้องปรุงเลย รสชาติเปรี้ยวมะนาว เค็มๆ หวานๆ เผ็ดพริกซอยเล็กๆ จัดว่าเด็ด !!!! บุ๋นเรียว 1 ถ้วย กินกัน 3 คน มันจะไปอิ่มอะไร เราไม่รีรอค่ะ เดินเข้าร้านสั่งอาหารเลย เราสั่งข้าวผัดทะเล ปอเปี๊ยะสด ผัดผัก ต้มปลาใส่ผัก(เรียกอะไรไม่รู้แต่เป็นอาหารท้องถิ่นของที่นี่) ข้าวผัดจะใส่อะไรไม่รู้ กรอบๆ แข็งๆ เป็นเอกลักษณ์ แต่ความรู้สึกเราเหมือนข้าวหุงไม่สุก ข้าวก้นหม้อ ประมาณนั้น แต่คือหิว สั่งอะไรมาก็หมด ห้าาา ผลไม้ที่ซื้อมารูปร่างเหมือนละมุดยักษ์ แต่รสชาติเหมือนมะพร้าว อร่อยมาก ชอบ หวานนวลๆ มื้อนี้ค่าเสียหายอยู่ที่ 270.000 ดอง ค่ะ เสร็จจากมื้อนี้ เราเดินเล่นไปเรื่อยๆ ยังไม่ได้ซื้อของนะ เพราะขี้เกียจถือ แค่นี่ก็หลายสิ่งแล้ว เราลองถามราคาเสื้อผา ของที่ระลึกต่างๆ ปรากฏว่าแพงนะ เลยไม่เอา แต่หลังจากไม่เอานี่แหละ สงครามประสาทก็เกิดขึ้น คนขายจะมาง้อเรา พร้อมเครื่องคิดเลข 1 เครื่อง ให้เรากดเสนอราคาที่เราพอใจ แหมะ ธัมโม สังโฆ คือไม่ค่อยชอบวิธีการ แต่ก็เอาวะ ลองดู ประเด็นอยากได้เสื้อยืดรูปธงเวียดนามไง ราคาประมาณ 120.000 ดอง เราเลยลองต่อครึ่งนึง นังบอก "โนววววววววว" ให้เสนอราคามาใหม่ คราวนี้เราเลยต่อไป เหลือ 80.000 ดอง (120 บาท) คนขายบอกโอเค เมื่อพอใจในราคาทั้งสองฝ่าย การซื้อขายจึงสิ้นสุดลง และเราก็ได้เสื้อยืดสีแดง รูปดาวมาสมใจ กิกิ มองดูเวลาสมควรแก่การอาบน้ำ เราเดินกลับไปเอากระเป๋าที่เวียตซี ห้องน้ำที่นั่นมีห้องเดียวเล็กๆ แถมกรุ๊ปทัวร์เยอะด้วย เราเลยหอบกระเป๋าไปห้องน้ำที่สวนสาธารณะ  ซึ่งเป็นห้องน้ำระดับสี่ห้าดาวของเวียดนามเลย เราจัดแจงแตรียมของไปอาบน้ำ พอเดินเข้าไปเท่านั้นแหละ ห้องน้ำปิด เอิ่ม....ความพยายามทั้งหมดที่ทำมา ไม่เป็นไร เราตัดสินใจเดินไปขึ้นรถที่ Phuong Trang โชคดีมาก ที่นั่นมีห้องน้ำ ไม่มีใครเข้าด้วย เพราะมันอยู่ด้านใน เสร็จเราสองสามคนจ้าาา เลยได้ล้างหน้าล้างตา แปรงฟัน เอาน้ำลูบๆ ทาแป้งเย็นให้สบายเนื้อสบายตัวก่อนขึ้นรถไปดาลัด รถนอนที่นี่ นอนกันจริงจังมาก นั่งแทบไม่ได้ ก่อนขึ้นรถเขาจะให้ถอดรองเท้าเอาใส่ถุงพลาสติกแล้วเก็บไว้ที่ใต้เบาะนอนด้านบนนะคะ ฝรั่งบางคนขายาวมาก น่าสงสารอ่ะ เอาเท้าสอดเข้าช่องไม่ได้ เลยต้องนอนชันเข่าทั้งคืน ต่อจากนี้อีก 6 ชั่วโมง ก็จะถึงดาลัดแล้ว ราตรีสวัสดิ์ค่ะ. **เพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายวันที่ 1 รวม 1793.000 VND + 15 USD / 3 คน ค่ะ เฉลี่ยใช้จ่ายคนละประมาณ 1,000*** บาทค่ะ สำหรับวันที่ 2 ณ เมืองดาลัด ปารีสตะวันออก เมืองไม้ดอก อากาศดีดี๊ ^^ เราถึงดาลัดประมาณ 05.30 น. อยากจะบอกว่า ดาลัดหนาวมากกกกก เราแคปเจอร์หน้าจอไว้เป็นหลักฐานมาด้วย ถึงแล้วให้บอกคนขับรถตู้ของ Phuong Trang (บริการฟรี) ว่าไปที่ไหน....เอ่อแล้วไปที่ไหนล่ะ ไม่ได้จองโรงแรมไว้ เรากะ walk in เลย ที่หาข้อมูลไว้คือ เกสเฮาส์แถวๆ โรงแรมทิวลิป ตอนแรกคนขับรถไม่สนใจเรา โคตรเซง เลยต้องนั่งเสริจหารูปภาพโรงแรมและที่อยู่ให้เขาดู ถึงยอมไปส่งเรา ระหว่างทางเพื่อนเราก็ถ่ายรูปไป พนง.ก็ไล่ส่งคนจนเหลือแค่เราสามคน เขาบอกให้เราไปนั่งหน้า จะได้ถ่ายรูปได้สะดวกๆ ใจดีจุง กว่าจะถึงหน้าโรงแรมทิวลิปก็ 06.30 แล้ว แนะนำว่าเมื่อถึงหน้าโรงแรมทิวลิปให้ทันหน้าเข้าหาโรงแรม แล้วเดินไปทางด้านซ้ายมือ จะเจอเกสเฮาส์เพียบบบ ควรเลือกเกสเฮ้าที่มีรถมอไซค์ให้เช่า และมี พนง.ที่สื่อสารกับเราได้ ไม่งั้นปัญหาอาจจะเกิดขึ้นเหมือนเรา (ไว้จะเล่าอีกที) เราพักที่  NHA NGHI Guesthouse ด้านล่างจะเป็นร้านกาแฟ ชื่อ Coffee Dau Tay 2 ราคา 300.000 ดอง/คืน ถือว่าโอเคเลย แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้อ่า แล้วเราก็ให้ทางร้านจองรถไปมุยเน่พรุ่งนี้เช้า ราคา 150.000 ดอง/คน พร้อมเช่ามอไซค์ ได้ร้านข้างๆ ติดกับที่พักนี่เอง ค่าเช่ามอไซค์ 2 คัน เราต่อได้คันละ 100.000 ดอง กิกิ แล้วจะช้าอยู่ใย ไปแว๊นกันเถอะ ถนนที่นี่ขับเลนส์ขวา แซงเลนส์ซ้ายนะคะ ต้องจูนสมองพักนึงเลย เราซื้อแผนที่มาจากร้านเช่ามอไซค์ 15.000 ดอง ไปเติมน้ำมันด้วย สองคัน 80.000 ดอง ที่แรกที่เราแวะเที่ยวคือ  Vuon Hoa Thanh Pho Da Lat หรือ The flowers garden เป็นสวนดอกไม้นานาชนิด สวยดีค่ะ เอารถจอดไว้ด้านหน้า เสียค่าจอด 6.000 ดอง ส่วนตั๋วซื้อได้ที่ด้านหน้า ราคา 30.000/คน ไปชมภาพบรรยากาศกันค่ะ ^^ โหมดสาระ : สวนพฤกษศาสตร์ดาลัด (Dalat Flower Gardens) อยู่ทางทิศใต้ของทะเลสาบซวนฮวาง บนถนนฟูดงเตียนหวุง (Phu Dong Thien Vuong) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2409 เพื่อให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรภาคใต้ ดาลัดได้รับการขนานนามว่าเมืองแห่งดอกไม้ ที่นี่จะมีดอกไม้บานสะพรั่งตลอดทั้งปี รวบรวมพรรณไม้ไว้อย่างมากมาย ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ต้น และกล้วยไม้ ที่มีทั้งกล้วยไม้สายพันธุ์แท้และลูกผสม ซึ่งกล้วยไม้ตัดดอกทั้งหมดที่อยู่ในเวียดนามมาจากที่นี่ค่ะ มีพวกผักเมืองหนาวด้วย ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งพืชผักผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของเวียดนามเลยทีเดียว ที่แรกผ่านไป ต่อด้วยแว๊นมอเตอร์ไซค์ไปที่ที่สอง หุบเขาแห่งความรักค่ะ (Valley of Love) ที่นี่อยู่ทางเหนือของทะเลสาบซวนฮวางประมาณ 5 กิโลเมตร หุบเขาแห่งความรัก คนเวียดนามเรียก "ทุงหลุงติงห์เอียว" เป็นหุบเขาที่มีวิวทะเลสาบ ล้อมรอบไปด้วยเนินเขาเตี้ยๆ ปกคลุมด้วยไม้สนค่ะ คืออากาศดีมากกกก ชอบมากกก ระหว่างขับรถด้านข้างจะเป็นทะเลสาบซวนฮวาง ถ้าใครแว๊นมากะแฟนนี่โคตรฟิน พูดเลยยยย >\\< แต่ละที่ระยะทางไม่ห่างกันมากค่ะ แต่ควรกะเวลาให้พอดีนะคะ เพราะเราเที่ยวแบบต๊ะต่อนยอนมาก ห้าา Valley of Love เขามีตำนานนะคะ เอามาจากคุณ *Pacharawalai ว่ากันว่า "เมื่อก่อนที่นี่เป็นสถานที่นัดพบระหว่างนายทหารชาวดาลัดนายหนึ่งกับหญิงสาวผู้เป็นที่รัก โดยเหตุการณ์นี้เกิดในช่วง ศตวรรษที่ 17  ซึ่งเป็นช่วงที่นายทหารผู้นี้ต้องไปทำการรบกับข้าศึกชาวจีนมองโกเลียที่มารุกรานเวียดนาม โดยสองคนนี้ได้สัญญาว่าเมื่อชายหนุ่มกลับมาพบกันตามเวลาที่นัดหมาย ก็จะแต่งงานกัน เมื่อถึงเวลานัด ฝ่ายหญิงก็ไปรอนายทหารหนุ่มคู่รักที่หุบเขาแห่งนี้ แต่เผอิญอีตาทหารหนุ่มเกิดไม่ได้มาตามนัดซะงั้น สาวเจ้าก็เศร้าโศกเสียใจ คิดว่าคนรักตายในสนามรบซะแล้ว เลยโดดหุบเขาฆ่าตัวตายที่นี่ สุดท้ายเมื่อนายทหารหนุ่มกลับมาและได้ข่าวว่าคนรักตัวเองโดดเขาตาย เขาจึงฆ่าตัวตายตามไปในที่สุด ว่ากันว่าชาวดาลัดเรียกหุบเขาแห่งความรักนี้ว่า ดอยสองศพค่ะ เนื่องจากชาวบ้านได้นำเอาร่างของคนทั้งคู่มาฝังร่วมกันที่นี่" และทั้งหมกก็คือตำนาน จบ. มาต่อกันดีกว่า เมื่อมาถึง Valley of Love แล้วต้องเอารถไปจอดด้านในนะคะค่าฝาก 6.000 ดอง/คัน แล้วเดินออกมาซื้อตั๋วด้านนอก ราคา 30.000 ดอง/คน ค่ะ ที่นี่จะมีให้เราเลือกแพคเกจเที่ยวโดยรถไฟ รถจิ๊บ เดิน บลาๆๆ ซึ่งราคาแอบแพง เราเลยเลือกเดิน เข้าไปแล้วจะเจอสวนดอกไม้ มีมุมให้ถ่ายรูปสวยๆ เยอะเลยค่ะ แนะนำว่าให้มาก่อนเที่ยงนะคะ ไม่งั้นตะวันตรงหัวเวลาถ่ายรูปแล้วเงาจะตกลงมาที่หน้าค่ะ จะมิงามมมม ^^ เข้าไปด้านในจะเจอร้านอาหาร เครื่องเล่น รถถีบด้วยค่ะ(ภาษาอะไรเนี้ย แอร๊ยยย) เราแวะกินข้าวกลางวันที่นี่หมดไป 230.000 ดอง แนะนำว่าเวลาไปตามสถานที่ท่องเที่ยว แล้วอยากกินก๋วยเตี๋ยวให้อ่านเมนูดีๆ นะคะ มาไกลถึงเวียดนามไม่อยากให้สั่งมาแล้วเงิบ เจอเส้นมาม่าเหมือนเรา ห้าา เพิ่มพลังกันแล้ว เดินต่อค่ะ จะได้ย่อย  ^^ เดินเข้าไปด้านในเรื่อยๆ ไม่นานก็จะเจอภาพนี้ค่ะ ครั้งแรกที่เห็น ต้องอุทานออกมาดังๆ ว่า "เห้ยยยยยยยยยยยยยยย" วิวดีอ่า สวยมาก ด้านล่างจะเป็นทะเลสาบล้อมไปด้วยหุบเขา อยากให้มาเห็นด้วยตังเองจังค่ะ มีก๊อกน้ำลอยได้ด้วยนะ เก๋ๆ มาถึงแล้วขอถ่ายรูปเป็นที่ระทึกซักหน่อยค่ะ ด้านล่างเขาจะทำเป็นสวนผีเสื้อ ไม่ใช่ผีเสื้อธรรมดานะคะ แต่เป็นผีเสื้อยักษ์ !! ถ้าลงบันไดไปด้านล่างอีกก็จะมีเรือให้ปั่นเล่นที่ทะเลสาบค่ะ แต่เราไม่ได้ลง กลัวเวลาไม่พอ ต้องไปแล้วสิ ไปเอารถที่ฝากไว้ค่ะ เตรียมแว๊นไปที่ XQ Đà Lạt Sử Quán  อยู่ใกล้ๆ Valley of Love ทีนี่เป็นศูนย์แสดงหัตถกรรมผ้าปักเวียดนามและเป็นแกลอรี่แสดงงานศิลปะ ติดตามโพสต่อไปนะคะ ที่นี่เด็ดไม่แพ้ที่อื่นๆ เลย  ขอลาไปด้วยภาพนี้ที่พี่เป็นสก๊อยเวียดนาม โหะ โหะ โหะ.... ^O^ สถานีต่อไป XQ Đà Lạt Sử Quán ขับรถไปนิดเดียวก็จะเจอ อย่างที่บอกว่าทีนี่เป็นศูนย์แสดงหัตถกรรมผ้าปักเวียดนามและเป็นแกลอรี่แสดงงานศิลปะ  ดูข้างนอกว่าสวยแล้ว  ข้างในสิสวยกว่า ปล.กล้องเราแบตหมด เซงมากกก ดีนะมีกล้องเพื่อนกะกล้องมือถือ ไม่งั้นร้องไห้ค่ะ ดังนั้นเพื่อนๆ เตรียมแบตสำรอง ชาร์จมาให้พร้อมนะคะ ตอนนี้ 16.00 น. ต้องรีบละค่ะ เรากลัวเก็บไม่หมด มาถึงก็ฝากรถไว้ 10.000 ดอง แล้วขึ้นไปด้านบนค่ะ จะเจอวิวเมืองดาลัดสวยๆ แบบนี้ ^^ เราเข้าไปซื้อตั๋ว cable car ให้บริการเวลา 07:00-11:30 และ 13:30-17:00 มีหยุดพักเที่ยวด้วยนะคะ ไปอย่างเดียว 50.000 ดอง ไป-กลับ 70.000 ดอง ขากลับเรากะนั่งแท็กซี่ลงมา เพราะใช้เวลานั่ง cable car ไปกลับ 30 นาที นานเกิน มาชมกันค่ะ ชมภาพทิวสนสีเขียวนวลตา ระหว่างนั่ง cable car ข้ามไปวัด Truc Lam ฟินลืมมม แต่คนที่กลัวความสูงนี่อดนะคะ >< 15 นาทีผ่านไป ลงจาก cable car เข้าสู่วัด Truc Lam ข้อมูลจาก Mr.hotsia บอกว่าวัดนี้เป็นวัดพุทธนิกายเซน ซึ่งเป็นพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน นับถือกันอย่างแพร่หลายในแถบเอเชียตะวันออก (จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี) พระอารามห่างจากใจกลางเมืองของดาลัด 5 กม. ตั้งอยู่บนภูเขาฟินิกซ์เหนือมีทะเลสาบ Tuyen Lam Lake วัดนี้ไม่เพียงเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดลัมดอง (Lam Dong) เมืองดาลัดอยู่ภายใต้จังหวัดลัมดองค่ะ ลืมบอกเลย สิ่งที่พลาดไม่ได้ในการมาเที่ยววัดนี้คือการเดินออกไปชมวิวทะเลสาบตังแลม(Tuyen Lam Lake) หลังวัดซึ่งเราพลาด เหมือนตอนที่ไป เขามีป้ายซึ่งเราเข้าใจว่าห้ามเข้านะ อด ขากลับเรานั่งแท็กซี่กลับค่ะ ตอนแรกแอบกลัวโดนโกง จากข้อมูลที่หามาบอกว่า ให้นั่งของ Vina sun กับ Mai Linh เท่านั้น ซึ่งเราเลือกนั่งของ Vina sun ผู้หญิงขับด้วยค่ะ เค้าบอกว่าคิดราคาตามมิเตอร์ เราก็โอเค สรุปหมดไป 80.000 ดอง ค่ะ เก๋ๆ อิชั้นไม่โดนโกงนะค้าาาา เชื่อมั้ยกว่าจะถึง Crazy House ก็ปาไปเกือบ 6 โมงเย็นแล้ว ชีวิต....สิ้นนนนนน !!! คงได้เก็บสถานที่นี้เป็นที่สุดท้าย ณ ดาลัด เศร้าแปรบบบ  ขอย้ำ ขอซ้ำ ขอให้จำว่า "มาดาลัดต้องอยู่ 2 วัน ถึงจะเก็บหมดแบบชิวๆ" อิชั้นผิดเองที่ต๊ะต่อนยอน ขอสุมาเต๊อะ อดไปพระราชวัง Bao Dai พิพิธภัณฑ์รถไฟ โบสถ์สีชมพูโดเมนเดมารี นั่ง sliding car ไปน้ำตกดาตันลา เจดีย์มังกรเอย TT  จบบบบ สิ้นนนน ถือเป็นบทเรียนค่ะ (ขอโทษที่ข้อมูลไม่ครบนะคะ) ถ้าอยากครบต้องมีซ้ำ แต่ไม่เป็นไรเป้าหมายเราอยู่ที่วันพรุ่งนี้ คือ มุยเน่ เมืองทะเลทรายชายทะเล ตามรอยเราสองสามคน มโนรมณ์ว่าเป็นสุนทรีย์ แอร๊ยยย >\\< ต่อค่ะๆๆ ไปถึง Crazy House จอดรถไว้ด้านข้างนะคะ ค่าฝากรถ 4.000 ดอง ค่าเข้า 40.000 ดอง เวลานี้โพ้เพ้มาก เริ่มมืด ตื่นเต้น และน่ากลัวไม่น้อย หึหึ (คนอวดผีป่ะเนี้ยย) ไปดูภาพบรรยากาศกันค่ะ Crazy House เป็น 1 ใน 10 Houses to See Before You Die คนออกแบบคือ มาดาม Hang Nga ซึ่งเป็นลูกสาวของอดีตรองประธานาธิบดีที่ 2 ของเวียดนามค่ะ เรียนจบสถาปัตกรรมจากฝรั่งเศส จุดเด่นของ Crazy House คือจะคล้ายๆ ถ้ำของมนุษย์ยุคหิน ข้างในจะตกแต่งด้วยของหน้าตาประหลาดๆ เราอยากบอกว่าด้านบนบางจุดอันตรายนะ ถ้าไปตอนเย็นๆ ทางเดินจะมืด บางจุดยังสร้างไม่เสร็จ สะพานข้ามเปราะๆ ดูแล้วไม่ค่อยแข็งแรง เห็นโครงเหล็กฉาบปูนอยู่เลย ตรงไหนรู้สึกเสี่ยง ก็เลี่ยงนะคะ (เอ๊ะ !! หรือว่าเขาตั้งใจทำ - -) เดิน วิ่ง กระโดด โลดโผน ปีน ป่าย เสร็จ ก็ได้เวลากลับที่พักค่ะ เวลา 1 ทุ่ม เราถึงที่พัก สิ่งที่ทำอย่างแรกคือ ชาร์จแบตกล้อง เด๋วคงต้องใช้กล้องมือถือถ่ายแล้วแหละ เราไม่รีรอที่จะออกหากิน แว๊นมอไซค์ไปจอดข้างถนน แล้วเดินข้ามไปอีกฝั่งซึ่งเป็น Night Market ค่ะ โหหห คนเยอะและของกินแยะเรียงรายตามบันได เห็นแล้วแทบจะเกลือกกลิ้ง อากาศก็เย้นเย็นนน อยากกินไรอะไรร้อนๆ มาก คือเราหิวมากต่อจากนี้ไป เราจะกิน กิน กิน และกิน มาเริ่มกันเลยค่ะ หมายเลข 1 เป็นต้นอาร์ติโชค เอาไว้ทำชาร้อนๆ จิบตอนอากาศเย็นๆ ฟินน หมายเลข 2 ไม่ใช่ของกิน ห้าา แต่เป็นปูนปาสเตอร์ก้อนกลมๆ แบนๆ ร้อยใส่เชือกเทียน ยังไม่เคยเห็นที่ไทยนะ น่ารักดี หมายเลข 3 เป็นขนม คล้ายขนมขี้หนูม้วน ข้างในสอดใส้ถั่วหวานๆ หอมๆ หมายเลข 4 ของปิ้งย่าง ลูกชิ้น ฮอทดอก ไส้กรอก หมู เนื้อ ปิ้ง ที่ชอบคืออะไรไม่รู้คล้ายๆ หมูห่อใบชะพลู รสชาติแปลกดี หมายเลข 5 เต้าฮวย ต่างจากไทยตรงที่เต้าฮวยที่นี่นุ่มนิ่มเด้งดึ๋งมาก ราดน้ำเชื่อมและกะทิด้านบน หมายเลข 6 แพนเค้ก จะมีแม่พิมพ์ใช้ทำอยู่ เลือกใส่ไส้ได้ตามใจชอบ มีทั้งชอก สตอ บลูเบอรี่ รสชาติก็งั้นๆ นะ เราทำอร่อยอีก (ดู๊วว) หมายเลข 7 บุ๋นเรียว ของขึ้นชื่อของดาลัดเลยนะ อร่อยมาก ก้อนๆ นั่นทำจากไข่ไก่ผสมไข่ปลา (เห็นเขาว่ามาอย่างงั้น) ยัง ยังไม่หมด อย่าลืมว่าเรามากันสองสามคน เวลาซื้อของกินเราจะซื้อทีละนิดทีละหน่อย พอให้กระเพาะได้มีพื้นที่ไว้ยัดของกินอย่างอื่นอีก ห้าาา หมายเลข 1,2 ร้านนี้ขายหลายอย่าง เราสั่งก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่น้ำใสมา(ตั้งชื่อเอง) ข้าวต้มหมู(อร่อยมาก) และต้มไก่ ร้านนี้ใช้เตาถ่านนะ กลิ่นเลยเฉพาะ น้ำซุปห๊อมหอม หมายเลข 3 บุ๋นเรียวต้องใส่กะปิด้วยนะลืมบอกเลย เหมือนข้าวปุ้นน้ำแจ่วที่เชียงคาน หมายเลข 4 เต้าฮวยนุ่มนิ่ม ต่อค่ะๆ อย่าให้ขาดช่วง หมายเลข 1 ผลไม้แช่อิ่ม ขายที่ตลาดด้านล่างคล้ายๆ ที่กาดหลวง กาดต้นพยามเชียงใหม่ เราโหวตมะม่วงอร่อยสุด แม่ค้านี่กวักมือรัวๆ เรียกเราให้เข้าไปชิม ไอเราก็ใจง่าย ไปเฉยเลย เจอเอาของกินเข้าล่อก็เงี้ยะ แม่ค้าขนของออกมาให้ลองแทบจะหมดร้านละค่ะ ทั้งชา กาแฟ โห...รู้ตัวอีกทีคือตรูแหลกของเค้าไปเยอะเลย ถ้าไม่ซื้อก็ไม่ได้ เลยเอามะม่วง พลับ กับบ๊วย ตอนจ่ายตังมีเงิบ 450.000 ดอง ธัมโม สังโฆ (แต่มารู้ทีหลังว่าถูกกว่าตลาดเบนถันอีกนะ) อ่อ เราซื้อกาแฟที่นี่ด้วย กาแฟ G7 กับกาแฟบด ขี้ชมดก็มี หมายเลข 2,4 น้ำเต้าหู้ของดาลัดเก๋มาก ทำจากถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วลิงสง รสชาติและกลิ่นแตกต่างกันไป เราโหวตถั่วเขียว อร่อยดี กินคู่กับซาลาเปาทอด หรือขนมปังที่ร้านมีไว้ให้(แต่อย่ากินเลย เหนียว แข็ง และไม่อร่อย) หมายเลข 3 พิซซ่าเวียดนาม แป้งกรอบ อร่ยยยยยมาก จัดว่าเด็ด ปกติจะเป็นแผ่นกลมๆ อันนี้แม่ค้าตัดมาให้เราพอดีคำ ใครจะไปต้องลองนะคะ ข้อสังเกต : คนดาลัดให้ความสำคัญกับอาหารมาก ทุกอย่างมีประโยชน์ ก๋วยเตี๋ยว เฝอ บุ๋นเรียว มีผักฟรีให้กินเยอะมาก น้ำเต้าหู้จากถั่วชนิดต่างๆเอย เต้าฮวยเอย คือเป็นเมืองที่คนใส่ใจดูแลสุขภาพมาก หุ่นแต่ละคนเป๊ะอ่า ไม่มีใครอ้วนเลย เห็นแล้วรู้สึกว่าควรหันมาใส่ใจตัวเองด่วน ! สรุปค่าใช้จ่าย วันที่ 2 รวมค่าใช้จ่าย 2840.000 VND = 4,260 บาท เฉลี่ยคนละ 4,260/3 = 1,420 บาท ค่ะ ^^ ปล.ค่าอาหาร พวกก๋วยเตี๋ยวราคา เฉลี่ยอยู่ที่ 20.000 ดอง หรือ 30 บาทค่ะ ถูก อร่อย ดี ต้องที่ "ด่าหลัด" อ่านเพิ่มเติม : แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 2) ขอบคุณข้อมูลการเดินทางและภาพสวยๆ เพจเฟสบุ๊ค เก็บกระเป๋า ติดตามภาพสวยๆ ได้ที่ Page : http://www.facebook.com/kepkrapao Facebook : https://www.facebook.com/supaporn.jainoon IG : http://www.instagram.com/kepkrapao

เอาฤกษ์เอาชัย! โต๊ะเล็กช้างศึกเดินสายไหว้พระก่อนลุยฟุตซอลโลก10ก.ย.นี้
ช้างศึก /  บิ๊กป๋อม / 

"โต๊ะเล็กทีมชาติไทย" ไหว้พระ 3 วัดเอาฤกษ์ก่อนลุยฟุตซอลโลก พร้อมเตรียมอุ่นแข้งนัดสุดท้ายกับ ออสตาร์บราซิลฟุตซอลลีก ในวันที่ 1 ก.ย. สนาม อาคารกีฬาเวสน์ 1 เปิดเข้าชมฟรี ทีมฟุตซอลทีมชาติไทย ที่เตรียมเดินทางไปทำศึกฟุตซอลชิงเเชมป์โลก 2016 ที่ประเทศโคลอมเบีย ในระหว่างวันที่ 10 กันยายน - 1 ตุลาคม 59 โดยทีมชาติไทยอยู่ สายบี ร่วมกับ รัสเซีย,คิวบาเเละ อิยิปต์ โดยทาง “บิ๊กป๋อม” อดิศักดิ์ เบ็ญจศิริวรรณ ประธานพัฒนาฟุตซอลเเห่งชาติ, และมิเกล โรดริโก้ กุนซือของทีม นำลูกทีมไหว้พระ 3 วัด เริ่มต้นที่ไหว้ พระพุทธสิหิงค์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ,วัดชัยชนะสงคราม และวัดเทวราชกุญชร เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยก่อนที่ทีมจะเดินทางไปลุยศึกฟุตซอลโลก นอกจากนี้ “บิ๊กป๋อม” อดิศักดิ์ เบ็ญจศิริวรรณ ยังเตรียมวางเเมตช์อุ่นเครื่องระหว่าง ทีมฟุตซอลทีมชาติไทย พบกับ ทีมออสตาร์บราซิลในศึก เอไอเอส ฟุตซอลไทยเเลนด์ลีก ที่จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายนนี้ เเข่งขันที่สนาม อาคารกีฬาเวสน์ 1 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น เวลา 16.00 น. โดยเปิดให้เข้าชมฟรี หลังเสร็จสิ้น ประธานพัฒนาฟุตซอลเเห่งชาติ เผยว่า "จะเป็นเกมที่จะทดลองนักเตะทีมชาติไทย ก่อนจะลุยศึกฟุตซอลชิงเเชมป์โลก ซึ่งการอุ่นเครื่องกับทีมออสตาร์บราซิลนัดมองว่าเกมเเรกไทยเจอกับรัสเซียที่มีเเข้งบราซิลดอนสัญชาติหลายรายน่าจะช่วยให้นักเตะทีมชาติไทยได้ประสบการณ์จากเกมนี้ก่อนเดินทางไปลุยศึกฟุตซอลโลกที่โคลอมเบีย"

“มังกร” นานาสายพันธุ์ที่คุณสามารถพบได้ในภาพยนตร์
Alice in Wonderland /  Dragon / 

“มังกร” นานาสายพันธุ์ที่คุณสามารถพบได้ในภาพยนตร์ มังกร เป็นสัตว์ในตำนานของหลาย ๆ ท้องถิ่น อีกทั้งยังมีรูปลักษณ์ นิสัยใจคอ และค่านิยมความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป เช่น มังกรในโลกตะวันออกมีลักษณะคล้ายงูยักษ์ ตัวยาว มีเกล็ด เป็นสัญลักษณ์ของเทพและคุณงามความดีทั้งปวง ในขณะที่มังกรในโลกตะวันตกจะเป็นสัตว์ตัวยักษ์มีปีก สามารถพ่นไฟได้ มีนิสัยชั่วร้ายและเป็นศัตรูของมนุษย์ และวันนี้ เราจะพาทุกท่านไปพบกับความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มังกร ที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ ทั้งเป็นตัวดีและตัวร้ายของเรื่อง ว่าแต่จะมีเรื่องอะไรบ้างนั้น...ตามไปชมกันได้เลย DragonHeart (1996) ดราโก คือ มังกรที่เคยมอบหัวใจครึ่งหนึ่งให้เจ้าชายของดินแดนจนทำให้รอดจากความตาย เมื่อเติบโตขึ้นเจ้าชายกลายเป็นมีนิสัยโหดเหี้ยมเอาแต่ใจ โบเวน ผู้เป็นอัศวินจึงออกตามล่ามังกรทั้งอาณาจักรเพราะเชื่อว่าหัวใจมังกรคือต้นเหตุ ทว่าพอได้พบกับดราโก เขากลับรู้สึกถูกชะตาและกลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ในวันที่ความชั่วร้ายของเจ้าชายยากต่อการควบคุม โบเวนจำเป็นต้องกำจัดเจ้าชาย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเมื่อเขาได้รู้ว่าหากเจ้าชายตาย มังกรเพื่อนรักของเขาก็จะต้องตายด้วยเช่นกัน Mulan (1998) มูชู มังกรสีแดงตัวจิ๋วที่ปรากฏต่อหน้ามู่หลาน แท้จริงแล้วเป็นมังกรประจำตระกูลของเธอ ภายใต้ท่าทางตลกโปกฮา มูชูก็เป็นผู้ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำต่าง ๆ แก่มู่หลานได้อย่างดีไม่แพ้กัน Reign of Fire (2002) ควินน์ เด็กชายวัย 12 ขวบ ดันไปปลุกมังกรไฟที่หลับใหลอยู่เป็นพัน ๆ ปีให้ตื่นขึ้น 20 ปีต่อมา เจ้ามังกรดังกล่าวกลับบุกมาทำลายโลก ควินน์ที่ในปัจจุบันมีหน้าที่เป็นนักดับเพลิงจึงต้องเข้าร่วมทีมกำจัดมังกรไฟก่อนที่มันจะทำลายเมืองของเขาจนหมดสิ้น Harry Potter and the Goblet of Fire (2005) แม้ในภาพยนตร์ชุด Harry Potter จะมีการเอ่ยถึงมังกรอยู่นับสิบสายพันธุ์ แต่คงไม่มีใครจำมังกรฮังการีหางหนาม (Hungarian Horntail) ไม่ได้ เพราะนอกจากมันจะถูกกล่าวขานว่าเป็นมังกรที่ดุกว่ามังกรทุก ๆ สายพันธุ์แล้ว เจ้านี่ยังปรากฏตัวในฐานะคู่ต่อสู้ของแฮรี่ในการประลองเวทย์ไตรภาคีรอบแรก Eragon (2006) ซาฟิร่า เป็นมังกรที่เอรากอนเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่ออกจากไข่ มันเติบโตขึ้นเป็นมังกรตัวใหญ่ยักษ์โดยซึมซับเอาความคิดแบบมนุษย์เข้าไว้ในตัว แต่ในขณะเดียวกันเอรากอนและซาฟิร่าก็ถูกตามล่าโดยกษัตริย์กัลบาโทริกซ์ที่ต้องการครอบครองมังกรตัวนี้ด้วยเหตุผลบางอย่าง Dragon Wars (2007) ตามตำนานเล่าว่าทุก ๆ 500 ปี สรวงสวรรค์จะให้พรกับงูยักษ์ อิมูกิ ได้กลายร่างเป็นมังกรสวรรค์ แต่มีเงื่อนไขว่าอิมูกิจะต้องตามหาอัญมณีจากสวรรค์ให้พบก่อนงูร้าย บุราคิ How to Train Your Dragon (2010) ตามขนบของชาวไวกิ้ง การเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อคน ๆ นั้นก้าวผ่านความกลัว ฮิกคัพ ไวกิ้งหนุ่มจึงต้องไปผูกมิตรกับเจ้าทูธเลส มังกรสายพันธุ์ไนท์ฟูรี่ (Night Fury) ตัวสีดำขลับ เพื่อให้กลายเป็นคู่หูที่ดีต่อกัน Alice in Wonderland (2010) แจ็บเบอร์วอกกี้ คือมังกรกึ่งสัตว์เลี้ยงของราชินีแดง ตัวร้ายของเรื่อง มันถูกส่งมาเป็นคู่ต่อสู้กับอลิซในศึกวันตัดสิน ก่อนมันจะถูกอลิซฟันคอขาดกระจุย ส่งผลให้ราชินีแดงพ่ายแพ้สงครามและถูกเนรเทศออกจากเมือง The Hobbit : The Desolation of Smaug  (2013) สม็อก เป็นมังกรไฟวายร้ายที่คลั่งไคล้ในสมบัติ มันบุกเข้ายึดครองอาณาจักรเอเรบอร์ของพวกคนแคระ และกวาดเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดมาเก็บไว้ในถ้ำอยู่นานกว่า 200 ปี ก่อนที่พวกคนแคระซึ่งได้ลี้ภัยออกจากอาณาจักรจะบุกกลับเข้ามาชิงข้าวของเงินทองและอาณาจักรของตนเองคืน Pete’s Dragon  (2016) พีท กับมังกรเขียว เอลเอียต อาศัยร่วมกันอยู่ในป่ามานานหลายปี จนกระทั่งมีคนมาพบและอยากจะรับเด็กชายไปอุปการะ ชีวิตที่เคยสงบสุขของทั้งคู่จึงมีอันต้องแปรเปลี่ยนไป ด้วยไม่ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับได้ถึงมิตรภาพระหว่างคนกับมังกร ร่วมลุ้นและเอาใจช่วยพีทกับเอลเลียตได้ในภาพยนตร์ Pete’s Dragon วันที่ 25 กันยายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

ละครคลื่นชีวิต , เรื่องย่อคลื่นชีวิต
คลื่นชีวิต /  ละครคลื่นชีวิต / 

ละครคลื่นชีวิต ละครช่อง3 คลื่นชีวิต บทประพันธ์โดย : กรุง ญ ฉัตรกำกับการแสดงโดย : อำไพพร จิตต์ไม่งงผลิตโดย : บริษัท ละครไท จำกัดควบคุมการผลิตโดย : หทัยรัตน์ อมตวณิชย์ออกอากาศ เร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ละครคลื่นชีวิต ช่อง3 เรื่องย่อละครคลื่นชีวิต ละครคลื่นชีวิต ความสุขในวัยเด็ก คือสิ่งชโลมใจยามเรามีความทุกข์ เพราะเราจะได้รู้สึกว่า เราเคยผ่านความผาสุกในชีวิตมาแล้ว จีราวัจน์ (อุรัสยา เสปอร์บันต์) ดาราสาวที่เข้าวงการและมีชื่อเสียงด้วยฝีมือการแสดงและข่าวฉาวกับหนุ่มทั้งนอกและในวงการ รวมทั้งนิสัยพูดตรง ถ้าไม่ผิด ก็พร้อมกล้าท้าชนโดยไม่สนใจหน้าไหน จนโดนใครต่อใครตราหน้าว่าจีราวัจน์เป็นผู้หญิงแรง กร้านโลก และง่าย! แต่ใครจะกล่าวว่าเธอยังไง ไม่ทำให้จีราวัจน์เจ็บเท่ากับถูก คุณหญิงจริยา แม่แท้ ๆ ที่ไม่เคยดูแลเธอปล่อยเธอเติบโตตามมีตามเกิด เชื่อว่าเธอเป็นผู้หญิงใจแตก! แต่นั่นยังไม่ทำให้เธอหมดศรัทธากับคำว่า แม่ ของจริยา เท่ากับคืนที่จีราวัจน์โดน สิทธา (ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์) เจ้าของบริษัททอสังหาริมทรัพย์ สามีคนใหม่ของจริยา ผู้กระหายอำนาจ เงินทองและโลกีย์ สั่งลูกน้องวางยานอนหลับเพื่อหมายข่มขืนจีราวัจน์ แต่จีราวัจน์ก็หนีมาได้ และเมื่อจีราวัจน์บอกเรื่องนี้กับจริยาแทนที่จริยาจะเข้าข้างและปกป้องเธอ แต่จริยากลับเข้าข้างสิทธา จริยานั้นรู้สันดานของสิทธาดี แต่เธอยังทำอะไรสิทธาไมได้ เพราะสิทธาคือคนที่ให้เงิน และอำนาจกับเธอ สิทธาคือคนที่ทำให้ผู้หญิงไร้การศึกษา มีชีวิตอยู่ในสลัม ที่มีแค่ความสวยติดตัว จึงเร่ขายความสวยให้ความสำราญผู้ชาย เธอจึงได้โลดแล่นขึ้นมาเป็นคุณหญิงใจบุญเบอร์หนึ่งของสังคม ที่ใคร ๆ ต่อใครนับหน้าถือตา จริยารู้ดีว่าจีราวัจน์มองเธอเป็นผู้หญิงเห็นแก่ตัว ทะเยอทะยาน หน้าเงิน แต่ที่จริยาดิ้นรนถีบตัวเองขึ้นมาถึงตรงนี้ ก็เพื่อให้ชีวิตเธอ และจีราวัจน์สบาย แม้วันนี้จีราวัจน์เกลียดเธอ ...แต่จริยาเชื่อว่าวันหนึ่ง... จีราวัจน์ต้องเข้าใจ ละครคลื่นชีวิต ญาญ่า หมากปริญ สำหรับจีราวัจน์ ...สิ่งที่เธอต้องการ ไม่ใช่ชีวิตดีงามบนหน้าหนังสือพิมพ์อย่างที่จริยาต้องการ แต่สิ่งที่เธอต้องการคือความรัก ปมเดียวในหัวใจของจีราวัจน์ที่เธอโหยหาย แต่เธอไม่เคยได้ โดยเฉพาะวันที่เกิดเหตุการณ์นั้น ถึงแม้จีราวัจน์จะหนีจากเงื้อมมือสิทธามาได้ แต่เพราะฤทธิ์ยานอนหลับ ทำให้ระหว่างที่จีราวัจน์ขับรถหนีอย่างสุดชีวิต ต้องกลายเป็นฆาตกรโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อรถของจีราวัจน์ชนร่าง ติวดี (พริมา พันธ์เจริย) เต็ม ๆ จนติวดีไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ในเวลาต่อมา!! แต่เพราะฤทธิ์ยานนอนหลับทำให้จีราวัจน์หลับและเบลอจนไม่รู้เรื่องติวดี ภายใต้การดูแลของ ดารากา (ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์) เพื่อนสินทตั้งแต่มัธยม ซึ่งเป็นคนเดียวที่จีราวัจน์ติดต่อพูดคุยด้วยตลอด พอจีราวัจน์กลับจากเมืองนอก จีราวัจน์จึงขอให้ดารากามาอยู่ด้วยกัน ดารากาเต็มใจอยู่กับ จีราวัจน์ เพราะความรัก และความสนิทที่ทั้งสองมีด้วยกันมาเกือบ 20 ปี ทำให้ดาราการู้ดีว่า จีราวัจน์หว้าเหว่ แสนเหงา ต้องการใครสักคนเป็นเพื่อน และกว่าจีราวัจน์จะรู้ว่าติวดีเสียชีวิต ก็หลังจากที่ฤทธิ์ยานอนหลับสร่าง เมื่อจีราวัจน์รู้สึกตัว คนกล้าทำกล้ารับอย่างเธอ พร้อมไปรับความผิดกับตำรวจ แต่มันสายเกินไป เพราะ สุกี้ (เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ) นักปั้นดารามือทอง ผู้เป็นทั้งคนชักนำเธอเข้าวงการและเป็นผู้จัดการดูแลเธอ ได้จัดการส่งสเตฟาน คนขับรถคนสนิทประจำตัว รับสารภาพผิดกับตำรวจว่าเป็นคนขับรถชนติวดีแทนเธอ โดยสุกี้ยอมเสี่ยงโกหกกับสังคมเพื่อแลกกับอนาคตทางการแสดงของจีราวัจน์ที่กำลังรุ่งเรือง ละครคลื่นชีวิต สุกี้คิดว่าการให้สเตฟานรับผิดแทนจีราวัจน์ จะทำให้เรื่องทุกอย่างจบง่าย ๆ แต่สุกี้คิดผิด เมื่อระหว่างที่ติวดีโดนจีราวัจน์ขับรถชน ติวดีกำลังคุยโทรศัพท์มือถือกับ สาธิต (ปริญ สุภารัตน์) แฟนหนุ่มผู้เป็นทนายตงฉิน เชื่อว่าใครทำผิดต้องได้รับโทษ นั่นแหละความยุติธรรม! โดยสาธิตเป็นคนเดียวที่ได้ยินเสียงของจีราวัจน์พูดขอโทษติวดี นั่นทำให้เขาปักใจว่าคนที่ขับรถชนคนรัก ไม่ใช่สเตฟานแต่เป็นจีราวัจน์! สาธิตทำทุกวิถีทางพิสูจน์ให้คนทั้งสังคมเห็นว่าฆ่าตกรตัวจริงเป็นใคร โดยมี พ.ต.ต.พิเชษ เพื่อนตำรวจที่รู้จักในระหว่างร่วมงาน เป็นคนช่วยเหลือดูแลคดี โดยสาธิตมั่นใจว่าเขาสามารถลากตัวจีราวัจน์รับโทษอย่างที่เขาเคยส่งคนผิดเข้าคุกมาตลอดอาชีพทนาย แต่ครั้งนี้! สาธิตกลับเจอว่าความจริง พ่ายแพ้อำนาจเงิน! เมื่อหลักฐานทุกอย่างที่จะมัดตัวจีราวัจน์ได้ มันหายไปหมด! สาธิตไม่ยอมแพ้ที่จะหาทางลงโทษจีราวัจน์ แต่ทุกอย่างต้องหยุดลงเมื่อ นวดี (ขวัญฤดี กลมกล่อม) แม่ของติวดี แม่ครูของเหล่าเด็กกำพร้า เป็นคนขอร้องให้สาธิตหยุดอาฆาตแค้น นวดีไม่อยากให้สาธิตต้องจมอยู่กับความทุกข์ ที่เกิดจากความโกรธแค้นอีก รวมทั้ง พัฒนะ (สันติสุข พรหมศิริ) เจ้าของบริษัทผลิตละคร ที่จีราวัจน์กำลังแสดงละครอยู่ พัฒนะเป็นเพื่อนของพ่อของสาธิต และเปรียบเหมือนเป็นพ่อบุญธรรมของสาธิต เพราะหลังจากที่พ่อแม่ของสาธิตประสบอุบัติเสีย ชีวิตทั้งคู่ พัฒนะคือคนที่ส่งเสียและดูแลสาธิตจนเรียนจบเนติบัณฑิต! ฉะนั้นเมื่อพัฒนะขอให้สาธิตทำอะไร สาธิตพร้อมจะทำ รวมทั้งคำขอร้องที่แสนเฉือนหัวใจ ที่พัฒนะขอร้องให้สาธิตหยุดสืบหาหลักฐานเอาเรื่องจีราวัจน์ เพราะละครที่จีราวัจน์แสดงกำลังทำเงิน ถ้าจีราวัจน์ติดคุกจะมีผลทำให้บริษัทของพัฒนะเสียหาย จนกระทบกับหนี้สินของบริษัทด้วย ละครคลื่นชีวิต ในเมื่อผู้ใหญ่สองคนที่เขารักขอร้องให้เขาหยุด ละครคลื่นชีวิต แม้สาธิตไม่ต้องการหยุดฉีกหน้ากากของจีราวัจน์ แต่เขาต้องหยุด แต่ใครจะรู้ แม้สาธิตจะหยุดดำเนินคดีทางกฎหมายกับจีราวัจน์ แต่เขาไม่หยุดตามจองล้างจองผลาญจีราวัจน์ โดยสาธิตประกาศ ในเมื่อกฎหมายทำโทษจีราวัจน์ไม่ได้ เขาจะใช้กฎแห่งกรรมทำโทษจีราวัจน์เอง ด้านจีราวัจน์นั่นอยากเหลือเกินที่จะบอกสาธิตว่าเธอพร้อมรับผิด แต่เธอทำไม่ได้เพราะเธอต้องแบกความเป็นความตายของคนที่รวมโกหกช่วยเธออยู่ เธอเลือกไถ่โทษด้วยการดูแลนวดี แทนติวดีห่าง ๆ โดยมี ชยันต์ (หลุยส์ สก๊อต) ผู้กำกับฯ หนุ่มติสต์ชื่อดัง ซึ่งเคยเป็นรุ่นพี่สมัยมัธยมของจีราวัจน์ ผู้รักและหวังดีกับจีราวัจน์เสมอมา เพราะชยันต์รู้ว่าผู้หญิงที่แข็งกระด้างภายนอก แต่ภายในช่างแสนอ่อนแอ เขาจึงคอยช่วยเหลือส่งข่าวเรื่องนวดี เพราะชยันต์เป็นเพื่อนกับสาธิต ทำให้ชยันต์รับรู้เรื่องราวของนวดีจากสาธิตโดยตรง แต่ความช่วยเหลือของชยันต์ กลับยิ่งสร้างปัญหาให้จีราวัจน์ เมื่อ ปียากุล (จรินทร์พร จุนเกียรติ) ลูกสาวคนเดียวของพัฒนะ ผู้ควบคุมดูแลงานถ่ายละครภายในบริษัทของพัฒนะ และเป็นภรรยาซุปเปอร์โคตรขี้หึงของชยันต์ ได้ยินข่าวว่าเธอสนิทกับชยันต์มาก ทำให้ปียากุลใช้อำนาจหน้าที่การงานในมือเธอกลั่นแกล้งจีราวัจน์ แต่เพราะจีราวัจน์กำลังเป็นดาราทำเงินของพัฒนะ ทำให้พัฒนะออกตัวปกป้องจีราวัจน์ ทำให้ปียากุลไม่พอใจมาก ทำให้ปียากุลพาลระบายอารมณ์กับสาธิต ซึ่งเธอนับถือเหมือนพี่ชาย ทำให้สาธิตรับรู้ว่า นอกจากจีราวัจน์จะเป็นคนตลบแตลงสังคมว่าตัวเองไม่ใช่ฆาตกรแล้ว จีราวัจน์ยังเป็นผู้หญิงรักสนุกคั่วผู้ชายไม่ซ้ำหน้า แย่งผัวชาวบ้านไปกกได้อย่างหน้าไม่อาย!! ละครคลื่นชีวิต ยิ่งวันทีสาธิตพบจีราวัจน์สนิทสนมกับ เจตต์ (มาสุ จรรยางค์กุลดี) วิศวกรปิโตเลียมผู้มีชีวิตยู่กลางทะเล แต่เมื่อกลับมาเยี่ยมบ้าน เขากลับขับรถชนจีราวัจน์ จนทำให้เขาหลงรักนางเอกสาว ซึ่งมันอาจไม่ใช่เรื่องที่สาธิตจะเอามาเป็นข้อเกลียดชังจีราวัจน์ ถ้าสาธิตไม่บังเอิญรู้เรื่องว่าดารากาเพื่อนรักของจีราวัจน์นั้นแอบชอบเจตต์อยู่จาก เจนจิรา (วันศิริ อ่องอำไพ) น้องสาวของเจตต์เจ้าของโรงเรียนที่ดารากาเป็นครูสอน ซึ่งสาธิตได้รู้จักกับเจจิราโดยบังเอิญ และเพราะเจนจิราเป็นคนคุยสนุก มองโลกในแง่ดี เหมือนติวดี ทำให้สาธิตสนุกที่ได้อยู่ร่วมกับเจนจิราโดยสาธิตไม่รู้ว่าความใกล้ชิดที่เขามอบให้เจนจิรานั้น ทำให้เจนจิราแอบชอบสาธิต ชีวิตของจีราวัจน์เจอปัญหาจากสาธิต ปียากุล สิทธา ยังไม่พอ ในเส้นทางสายงานบันเทิง เธอยังต้องเจอ พิม (โชติกา วงศ์วิลาศ) นางเอกจอมสร้างภาพว่าเป็นนางเอกแสนชื่อ แต่แท้จริงปากตลาด ทะเยอทะยาน ใฝ่สูง เคยเป็นอดีตดาราที่สุกี้ปั้นมากับมือ แต่พอดังแล้วก็แยกตัวออกจากสุกี้ ทำให้สุกี้ไม่พอใจพิมมาก หาว่าพิมเนรคุณ แต่พิมไม่แคร์ พิมคิดว่าสุกี้ได้เงินจากค่าตัวเธอเยอะแล้ว ไม่ถือว่ามีบุญคุณต่อกัน โดยตอนพิมออก พิมเอา ลูกน้ำ (ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์) อดีตเลขาลงสุกี้มาด้วย โดยพิมคิดว่าลูกน้ำทำงานกับสุกี้มานาน จะมี Connection กับเอเจนชี่จะผลักดันให้ความฝันก้าวสู่ การทำงานร่วมกับต่างชาติของเธอสมหวัง แต่เปล่าเลย ลูกน้ำไม่มีรู้จักใครเลย เป็นแค่คนปากกล้า อวดฉลาด แต่สมองกลวง ทำให้พิมเลี้ยงลูกน้ำไว้เป็นกันชนเวลาปะทะกับสุกี้ และเป็นคนหิ้วสัมภาระ รองมือรองเท้าตัวเองเท่านั้น! เรื่องย่อละครคลื่นชีวิต และการโด่งดังของจีราวัจน์ ทำให้ชื่อเสียงที่กำลังลดฮวบของพิม ยิ่งลดลงไปอีก จากนางเอกเบอร์หนึ่งแทบจะเล่นเป็นนางรอง คนทะเยอทะยานอย่างพิมไม่ยอมรับสภาพอย่างนั้นง่าย ๆ เธอจึงยอมทำทุกอย่าง เพื่อกำจัดจีราวัจน์ไปจากเส้นทางของเธอ เพื่อให้เธอกลับมาเป็นอันดับหนึ่งอีกครั้ง รวมทั้งหาลู่ทางเพื่อโกอินเตอร์ แม้แต่ยอมเอาตัวเข้าไปเป็นเมียน้อยของสิทธา เพื่อใช้อำนาจและเงินของสิทธา ปูทางโกอินเตอร์ให้ได้ หลายครั้งที่จีราวัจน์เหนื่อยกับการสู้รบกับความเกลียดชังที่ประเดประดังเข้ามาเหมือนคลื่นกระทบหาดทราย ละครคลื่นชีวิต แต่เธอก็ยังพอมีหลักให้ยึดอีกคน นั่นคือ ครูอารี ครูสอนร้องเพลงตั้งแต่ สมัยจีราวัจน์เรียนมัธยม ครูอารีคือคนที่เอื้ออารีข้าวและขนม เวลาที่จริยาออกไปขายตัว ปล่อยให้จีราวัจน์อยู่กับ ยายจัน ยายข้างบ้านที่มีอาชีพขายขนมจีน สมองไม่ค่อยดี ป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ที่เคยเลี้ยงดูจีราวัจน์ พอยายจันออกไปตลาด จีราวัจน์ก็มาวิ่งเล่นบ้านครู ที่นี่เหมือนอีกโลกของจีราวัจน์ เป็นโลกที่สงบ ไม่ใช่โลกมายาที่เธอต้องยิ้มแม้ว่าในหัวใจร้องไห้ และการมาบ้านครูอารีครั้งนี้ ทำให้เธอรู้ว่าบ้านสวนถัดไปเป็นบ้านของนวดี จีราวัจน์หวังจะแอบไปดูความเป็นอยู่ของนวดีเพื่อจะช่วยเหลือ นั่นทำให้เธอเจอสาธิต จีราวัจน์ไม่อยากสู้รบกับสาธิตเพราะเธอรู้ตัวดีว่าผิด แต่สาธิตเหมือนเสือที่จ้องตะครุบเหยื่อ เมื่อเหยื่อเดินเข้ามาหา มีหรือที่เขาจะปล่อย สาธิตจงใจพูดจาแดกดันว่าเธอเป็นคนขี้ขลาด ทำผิดแล้วไม่กล้ารับผิด สาธิตเดินต้อนจีราวัจน์จนไปถึงริมคลอง นั่นเป็นครั้งแรกที่สาธิตเห็นความกลัวในแววตาของจีราวัจน์ ทำให้สาธิตรู้ว่าจีราวัจน์ว่ายน้ำไม่เป็น แต่แทนที่สาธิตจะปราณีปล่อยเธอไป สาธิตกลับเดินกดดันจนจีราวัจน์ตกน้ำ แม้ว่าจีราวัจน์ว่ายน้ำไม่เป็น แต่เธอไม่แม้แต่ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจากใคร แม้แต่สาธิตที่ยืนมองเธอตะเกียกตะกายในน้ำอยู่ โดยสาธิตยื่นข้อเสนอให้เธออ้อนวอนร้องขอชีวิต แล้วเขาจะยอมช่วย แต่จีราวัจน์ไม่ยอมเอ่ยปาก จนกระทั่ง สีดา ลูกศิษย์สาวจอมก๋ากั่นของครูอารีมาช่วยไว้ทัน นั่นทำให้สาธิตได้เห็นอีกมุมนึงว่าจีราวัจน์เป็นคนรักศักดิ์ศรี ไม่ยอมอ่อนให้ใครง่าย ๆ เหมือนกัน สีดาพาจีราวัจน์กลับมาบ้านครูอารี พร้อมถามว่าใครเป็นคนทำจีราวัจน์ตกน้ำ จีราวัจน์ไม่อยากเอ่ยถึง เธอคิดแต่ว่ามันเป็นการชดใช้กรรมกับสิ่งที่เธอทำกับติวดี อย่างน้อยการที่สาธิตเห็นเธอเกือบตาย อาจทำให้สาธิตลดความโกรธ และเลิกยุ่งกับเธออีกก็ได้ แต่จีราวัจน์คิดผิด ละครคลื่นชีวิต เมื่อละครการกุศลของสมาคมคุณหญิงจริยามีอันต้องสะดุดลง เพราะนางเอกที่วางไว้เสียชีวิตลง ซึ่งก็คือติวดี ทำให้ต้องหานางเอกใหม่ซึ่งทุกคนลงความเห็นที่จีราวัจน์ แต่ก็เหมือนจะเป็นความจงใจของพระพรหม เมื่อผู้รับบทเป็นพระเอกคือสาธิต สาธิตไม่รักษามารยาทในการดูถูกและเหยียดหยามจีราวัจน์ต่าง ๆ นานา ด้านจีราวัจน์นั้น พยายามอดทนไม่อยากตอบโต้ แต่ชยันต์ไม่อาจทนเห็นสาธิตพูดจาดูถูกจีราวัจน์ได้ จึงเป็นคนออกโรงปกป้องแทนเธอ ทำให้สาธิตยิ่งตราหน้าว่าจีราวัจน์กำลังแย่งผัวคนอื่น แต่ดึกรีแรงแค้นของสาธิตต้องสะดุด เมื่อเขาได้เป็นคนอยู่ในเหตุการณ์ ที่จีราวัจน์ใส่ใจ ในความเป็นความตายของยายจัน หากเขาก็ยิ่งย้ำใจให้แข็งขึ้นอีก เพราะถึงอย่างไรจีราวัจน์ ก็คือมือที่สามที่ทำให้ครอบครัวของชยันต์ต้องมีปัญหา ในงานศพยายจัน จีราวัจน์ถูกลอบยิง แต่เจตต์รับเคราะห์แทน แม้จะจับมือใครดมไม่ได้ แต่ในที่สุดชยันต์ก็ได้รู้ว่าเป็นฝีมือของปียากุล ชยันต์และปียากุลทะเลาะกันหนักขึ้นเรื่อย ๆ ชยันต์เห็นใจลูกจึงพยายามอดทนเสมอ แต่ครั้งนี้ปียากุลทำเกินไป ทำให้ชยันต์คิดว่าต้องทำอะไรตัดนิสัยเอาแต่ใจของปียากุลบ้าง จึงตัดสินใจขอแยกบ้านอยู่กับปียากุล ปียากุลนั้นรักชื่อเสียงมาก เมื่อชยันต์ขอแยกกันอยู่ และมีข่าวออกหน้าบันเทิง ทำให้ปียากุลเครียด จนต้องไปฟูมฟายระบายกับสาธิต กล่าวหาว่าชยันต์ย้ายออกไป เพื่อไปอยู่กับจีราวัจน์ นักแสดงละครคลื่นชีวิต จีราวัจน์คือต้นเหตุทำให้ชีวิตครอบครัวของปียากุลพังพินาศ สาธิตมาจัดการจีราวัจน์แทนปียากุล แล้วเห็นจีราวัจน์ก็คอยดูแลเจตต์ เพราะต้องเจ็บตัวเพื่อตัวเอง ความสนิทสนมของจีราวัจน์กับเจตต์ทำให้ดารากาไม่พอใจ คิดว่าเพื่อนทรยศทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเธอแอบหลงรักเจตต์ จนกระทั่งทะเลาะกันใหญ่โต ถึงขั้นดารากาย้ายออกจากบ้านเพื่อน สาธิตตามมาสมน้ำหน้าจีราวัจน์ที่มั่วผู้ชายไม่เลือก แม้แต่แฟนเพื่อนก็ไม่เว้น จนสุดท้ายจีราวัจน์ก็ไม่เหลือใคร ชยันต์เข้ามาปลอบใจจีราวัจน์ว่าเธอยังมีเขา ชยันต์คอยเข้ามาประคับปคะคองจีราวัจน์ แต่ชีวิตที่เคยเป็นเด็กบ้านแตกสาแหรกขาด ทำให้จีราวัจน์ไม่อยากเป็นคนทำลายครอบครัวของชยันต์ แต่ชยันต์ปลอบจีราวัจน์ว่า ที่ครอบครัวของเขาจะพัง ไม่ใช่เพราะจีราวัจน์ แต่เป็นเพราะปียากุลกับเขาหมดความเข้าใจต่อกัน ในเมื่อชยันต์ไปกับปียากุลไม่รอด เขาก็อยากหยุดและเริ่มต้นใหม่กับจีราวัจน์ เรื่องย่อคลื่นชีวิต จีราวัจน์เคยผ่านชีวิตบอบซ้ำมา ทำให้จีราวัจน์รู้ว่าความหวังดีที่ชยันต์มีให้กับเธอ มันไม่ใช่ความรักอย่างที่ชยันต์พร่ำบอก มันเป็นแค่ความรู้สึกเห็นใจ เพราะแท้จริงในหัวใจของชยันต์รักปียากุลและเจ็บซ้ำกับสิ่งที่ปียากุลไม่ไว้ใจเขา ดังนั้นคนมีปัญหาอย่างชยันต์ มาเจอกับผู้หญิงที่เจอปัญหามาทั้งชีวิตอย่างเธอ มันจึงเกิดการคลิกกัน จีราวัจน์ขอให้ชยันต์ เป็นเพื่อนที่ดีอย่างเดิม อย่าให้มากกว่านั้นเลย แล้วกลับไปซ่อมแซมครอบครัวของชยันต์ ให้กลับมาสวยงามเหมือนเดิมดีกว่า แต่เคราะห์ของจีราวัจน์ที่จะทำให้สาธิตยิ่งเกลียดเธอ ยังไม่จบเพียงแค่นั้น เมื่อจีราวัจน์รู้ว่าบ้านที่อาศัยอยู่นี้กำลังจะถูกธนาคารยึด จีราวัจน์สั่งสุกี้ให้จัดการเรื่องบ้าน จนเรื่องเข้าหูจริยา จริยาสั่งห้ามจีราวัจน์ไปยุ่งกับนวดีอีก เพราะตอนนี้รูปคดีออกมาว่าไม่มีหลักฐานมัดว่าจีราวัจน์ขับรถชน แต่ถ้าจีราวัจน์ดูแลนวดีมาก ๆ เพราะมันอาจทำให้สาธิตหาช่องโหว่เล่นงานจับจีราวัจน์เข้าคุกได้ จีราวัจน์เสียใจที่แม่เห็นแก่ประโยชน์ตัวเองจนลืมคำว่ามนุษยธรรม ถ้าลูกของแม่โดนรถชน แม่จะอยู่เฉยไหม จริยาได้แต่ยืนนิ่งไม่ได้ตอบ การทะเลาะกันเสียงดังของจีราวัจน์กับจริยา ทำให้ ศิริลักษณ์ หัวหน้าแม่บ้านประจำบ้านของสิทธา ผู้มีนิสัยประจบสอพลอสิทธา และลึก ๆ หวังสบายเป็นเมียของสิทธา แต่สิทธาไม่เอา ทำให้ศิริลักษณ์อิจฉาและจงเกลียดจงชังจริยาและจีราวัจน์ เมื่อการทะเลาะของจริยากับจีราวัจน์รู้ถึงหูศิริลักษณ์ ศิริลักษณ์จึงไปบอกสิทธาว่าจีราวัจน์ต้องการเงิน ทำให้สิทธาเสนอเงินเธอโดยมีข้อแลกเปลี่ยน ซึ่งจีราวัจน์รู้ดีว่าคืออะไร จีราวัจน์ตกลงเพราะเห็นถึงวิธีที่จะแก้เผ็ดอีกฝ่าย ในวันนัดจีราวัจน์แอบมอมยาสิทธา พร้อมเอาปืนจ่อหน้าสิทธาและข่มขู่ให้สิทธาเลิกยุ่งกับตัวเองอีกไม่อย่างนั้นเธอฆ่าสิทธาให้ตายตามกันแน่ แล้วจีราวัจน์ก็หนีออกมาจากโรงแรม โดยหวังว่าเรื่องราวยุ่ง ๆ จะจบลงสักที แต่เปล่าเลย เมื่อจีราวัจน์พบสาธิตที่ดักรออยู่ จากการแอบส่งข่าวของพิม ที่รู้ว่าสาธิตจ้องทำลายจีราวัจน์อยู่ พิมจึงเข้ามาตีสนิทกับสาธิต หวังจะยืมมือสาธิตทำลายจีราวัจน์ให้สิ้นซาก ละครคลื่นชีวิต แล้วภาพที่สาธิตเห็นจีราวัจน์เข้าโรงแรมกับสิทธาที่มีศักดิ์เป็นพ่อเลี้ยงของจีราวัจน์ ยิ่งทำให้สาธิตขยะแขยงจีราวัจน์ โดยคิดว่าจีราวัจน์มั่ว เห็นแก่เงิน จนไร้ศีลธรรมใช้ผัวร่วมกับแม่ แต่แล้วความเชื่อที่สาธิตมีต่อจีราวัจน์ต้องเจอจุดเปลี่ยน เมื่อสาธิตจำต้องมาพัวพันกับความเลวของสิทธาจนได้ เพราะ เวทิต นักข่าวที่แอบส่งหลักฐานเอาผิดสิทธามาให้เขาก่อนตาย ทำให้สาธิตเริ่มตามสืบพฤติกรรมของสิทธา แล้วนั่นทำให้สาธิตได้เห็นว่าสิทธาชั่วร้ายขนาดไหน แล้วคนที่ตกเป็นเหยื่อของสิทธาไม่ใช่แค่เวทิต แต่เป็นจีราวัจน์ด้วย รวมทั้งจีราวัจน์ได้เข้ามาดูแลนวดี และดูแลเด็ก ๆ กำพร้าที่นวดีสอนหนังสือ และชยันต์ยังมาปรับความเข้าใจกับสาธิตว่าจีราวัจน์ไม่ยอมรับความรักของชยันต์ แต่จีราวัจน์กลับเป็นคนเตือนสติให้ชยันต์กลับไปง้อปียากุล ทำให้สาธิตได้เห็นว่าจีราวัจน์ ได้มีแค่ด้านร้าย แต่เธอยังมีมุมความดี และมีหัวใจที่บอบซ้ำ ไม่ต่างจากเด็กกำพร้าที่นวดีและเขาดูแลเลย ทำให้ความแค้นในใจของสาธิตเริ่มเปลี่ยนเป็นความสงสาร เข้าไปยุ่งกับชีวิตจีราวัจน์โดยไม่รู้ตัว นักแสดงละครคลื่นชีวิต ด้านจีราวัจน์ก็ได้รับรู้มุมอบอุ่นที่เกิดจากความเอาใจใส่ ดูแลด้วยความละเอียดอ่อนของสาธิต ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เธอไม่เคยได้จากใคร เป็นความรู้สึกที่เธอโหยหา จนทำให้จีราวัจน์แอบเผลอใจให้สาธิตโดยไม่รู้ตัว สองคนต่างมีความห่วงใยที่ไม่กล้าแสดงออกต่อกัน ละครคลื่นชีวิต จนกระทั่งสิทธามายุ่งเกี่ยวกับจีราวัจน์อีกครั้ง สาธิตออกตัวช่วยจีราวัจน์ให้รอดพ้นเงื้อมมือสิทธา และยังใช้หลักฐานที่ตัวเองได้จากเวทิตข่มขู่สิทธา เพื่อให้สิทธาเลิกยุ่งกับจีราวัจน์ จีราวัจน์อึ้งเมื่อเห็นว่าสาธิตช่วยเหลือตัวเอง โดยสับสนว่าสาธิตช่วยตัวเองทำไม สาธิตรู้สึกอะไรกันแน่ แต่สิทธามองอาการสาธิตออก สิทธารู้ว่าสาธิตกำลังตกบ่วงเสน่หาของจีราวัจน์ และดูเหมือนจีราวัจน์ก็มีใจให้สาธิตเช่นกัน ทำให้สิทธาคิดชั่ว ในเมื่อตัวเองไมได้จีราวัจน์มาครอบครอง ก็อย่าหวังว่าใครจะได้มีความสุขทั้งจีรัวัจน์และสาธิต ดังนั้นสิทธาจึงไปหาสาธิตที่สำนักงาน แล้วมอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่เขาเคยส่งคนไปเก็บ ซึ่งเป็นหลักฐานว่าจีราวัจน์คือคนขับรถชนติวดี เมื่อสาธิตเห็นหลักฐาน ความเจ็บปวดในอดีตจึงย้อนคืนกลับมา สาธิตได้แต่นั่งมองกองหลักฐานอย่างสับสนว่าเขาจะฟ้องเอาจีราวัจน์เข้าคุกหรือไม่ เรื่องสิทธาเอาหลักฐานไปให้สาธิตรู้ถึงหูจริยา จริยารีบไปหาสาธิตเพื่อเจรจาพร้อมเสนอเงินให้ ความเจ็บปวดในใจของสาธิต ทำให้สาธิตบอกจริยาไปว่า เขาจะยอมทำลายหลักฐาน ก็ต่อเมื่อจีราวัจน์เอาตัวมาแลก ช่อง3 ละครคลื่นชีวิต ความชั่วของสิทธายังไม่หยุดเท่านี้ มันเหมือนเสือที่คลั่ง จริงอยู่ที่จีราวัจน์เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดา แต่คนอย่างสิทธาไม่เคยยอมให้ใครลูบคมได้ ถ้าประกาศว่าได้ มันต้องได้ สิทธาสั่งพิมให้หลอกล่อจีราวัจน์มาที่เครื่องบินเจ็ทส่วนตัวของเขา สิทธาวาดหวังจะข่มขืนจีราวัจน์บนเครื่องบิน เพราะไม่มีทางที่จีราวัจน์จะหนีรอดกรงเล็บเสือไปได้ จริยารู้เรื่องแผนการชั่วของสิทธา แม้จะรักเกียรติยศชื่อเสียง แต่หัวใจความเป็นแม่ไม่อาจปล่อยให้ชีวิตลูกตกนรกได้ เมื่อพิมหลอกจีราวัจน์ไปถึงเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวของสิทธาได้ จีราวัจน์ดิ้นรนหนีจนไปเจอปืนของสิทธา สิทธาแย่งปืนกับจีราวัจน์ ทันใดนั้น กระสุนจากปากกระบอกปืนในมือของคุณหญิงจริยา ก็ยุติเรื่องเลวร้ายทั้งหมดลงในวินาทีนั้น เป็นครั้งแรกที่จีราวัจน์เข้าไปกอดแม่ จริยาเข้าไปกอดลูกพร้อมพร่ำบอกขอโทษ เป็นเพราะความโลภของตัวเอง ทำให้ชีวิตของจีราวัจน์ต้องเป็นอย่างนี้ เธอขอติดคุกเพื่อชดใช้กับความผิดที่เธอทำ แต่สิ่งหนึ่งที่จริยาอยากให้จีราวัจน์รู้ไว้ ว่าต่อให้เงินสำคัญสำหรับแม่ยังไง แต่เลือดเนื้อและหัวใจของลูกสำคัญกว่า นั่นทำให้หัวใจที่เย็นชาไร้ความรู้สึกของจีราวัจน์ได้รับรู้ความในใจของแม่ ละครคลื่นชีวิต คลื่นชีวิตของจีราวัจน์เหมือนจะกำลังสงบ แต่ยังมีพายุอีกหนึ่งลูก ที่กำลังรอพัดพาชีวิตของจีราวัจน์ให้ล้มลง เมื่อจริยาเอาเรื่องข้อเสนอของสาธิตไปบอกกับจีราวัจน์ เมื่อจีราวัจน์รู้เรื่องข้อแลกเปลี่ยนของสาธิตแล้ว เธอจะทำเช่นไร จะยอมทำตามข้อแลกเปลี่ยนของสาธิตหรือไม่ ชยันต์และปียากุลจะกลับมาคืนดีกันไหม เจตต์กับดารากาจะสมหวังกันหรือเปล่า และหัวใจรักของแม่ที่จริยากดเก็บไว้ ไม่เคยแสดงออกให้ลูกเห็น จริยาจะเลือกปกป้องเกียรติยศชื่อเสียงของตัวเองหรือปกป้องลูก สุดท้ายเส้นทางความรักระหว่างสาธิตกับจีราวัจน์ที่มีความแค้นขวางกั้นจะมีวันเกิดขึ้นได้หรือไม่ ต้องติดตามชมกันต่อได้ใน ละครคลื่นชีวิต ที่เตรียมออกอากาศเร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ช่อง3 ละครคลื่นชีวิต ละครคลื่นชีวิต รายชื่อนักแสดงนำใน ละครคลื่นชีวิต ปริญ สุภารัตน์ รับบท สาธิต อุรัสยา เสปอร์บันด์ รับบท จีราวัจน์ หลุยส์ สก๊อต รับบท ชยันต์ จรินทร์พร จุนเกียรติ รับบท ปียากุล ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ รับบท ดารากา มาสุ จรรยางค์กุลดี รับบท เจตต์ วันสิริ อ่องอำไพ รับบท เจนจิรา ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์ รับบท สิทธา โชติกา วงศ์วิลาศ รับบท พิม เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ รับบท สุกี้ ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์ รับบท ลูกน้ำ พริมา พันธ์เจริญ รับบท ติวดี สันติสุข พรหมศิริ รับบท พัฒนะ ขวัญฤดี กลมกล่อม รับบท นวดี

ผิดซ้ำสอง! ลีกล่างสมุทรปราการ ยูฯ-บ้านบึงเลื่อน,เหตุผู้ตัดสินไม่โผล่
ดิวิชั่น 2 /  บ้านบึง ยูไนเต็ด / 

ลีกรากหญ้าของประเทศไทย เกิดปัญหาอีกครั้งหลังสั่งเลื่อนคู่สมุทรปราการ ยูไนเต็ด พบบ้านบึง ยูไนเต็ด เนื่องจากผู้ตัดสินไม่เดินทางมาทำหน้าที่ให้ทั้งสองทีมต้องรอเก้อ ศึกเอไอเอส ลีก ดิวิชั่น 2 โซนกรุงเทพฯตะวันออก ระหว่าง สมุทรปราการ ยูไนเต็ด เปิดบ้านพบ บ้านบึง ยูไนเต็ด ณ สนามเทศบาลตำบลแหลมฟ้าผ่า เมื่อวันเสาร์ที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดปัญหาเดิมซ้ำอีกครั้ง หลังต้องเลื่อนการแข่งขันกระทันหันเนื่องจากไม่มีทีมงานผู้ตัดสินเดินทางมาทำหน้าที่ ทำให้ผู้ควบคุมการแข่งขันต้องเปลี่ยนไปเป็นวันที่ 29 สิงหาคมแทน โดยเกมดังกล่าวทีมเยือน “ราชสีห์บ้านบึง” มีลุ้นตั๋วเข้าสู่รอบเเชมป์เปียนลีก 2016 หากว่าสามารถบุกเอาชนะ สมุทรปราการ ยูไนเต็ด ได้ เเต่ทว่าทั้งสองทีมก็ต้องรอเก้อ เนื่องจากไม่มีทีมงานผู้ตัดสินเดินทางมาทำหน้าที่ท่ามกลางความไม่พอใจของแฟนบอลเเละนักกีฬาทั้งสองทีม ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวเคยเกิดขึ้นกับสมาคมฟุตบอลฯชุดนี้ ก่อนหน้าเเล้ว 1 ครั้ง ในศึกฟุตบอลโตโยต้า ลีก คัพ 2016 รอบเพลย์ออฟ ระหว่าง ภูเก็ต เอฟซี กับ สุราษฎร์ เอฟซี เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ทำให้ต่อมา “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ต้องออกมายอมรับผิดว่ามีการสื่อสารกันพลาด กระทั้งล่าสุดต้องเกิดปัญหาเดิมขึ้นอีกครั้ง สำหรับเกมการเเข่งขันระหว่าง สมุทรปราการ ยูไนเต็ด กับ บ้านบึง ยูไนเต็ด จะเลื่อนไปทำการเเข่งขันในวันที่ 29 สิงหาคม 2559 ณ สนามเทศบาลตำบลแหลมฟ้าผ่า เวลา 16.00 น.

รู้หรือไม่ เงาะ ก็มีพิษ
ข้าวกล้องงอก /  น้ำข้าวกล้องงอก / 

เข้าสู่หน้าฝนโปรยปรายเช่นนี้ มีพืชผล ออกมามากมายให้เราได้รับประทานกันอิ่มหนำสำราญ เท่าที่สำรวจตลาดตอนนี้ ผลไม้มีมากมายหลายหลากให้เรารับประทาน อย่างถ้าเป็นช่วงเดือนที่ผ่านมา ทุเรียนก็กำลังมาแรง และดูเหมือนว่ากำลังจะถูกแซง ด้วยเจ้าผลไม้เปลือกขน สีแดง ที่ข้างในหวานฉ่ำ อย่างเงาะ นั่นไงล่ะ เงาะ เป็นผลไม้รสหวานและอมเปรี้ยว และถือว่าเป็นผลไม้ดับร้อนก็ว่าได้ เพราะเนื้อข้างใน เมื่อทานแล้วจะสร้างความเย็นฉ่ำให้กับร่างกายได้ สำหรับเงาะที่นิยมทานกันมีสองพันธุ์ คือ เงาะโรงเรียนผลรูปไข่ เปลือกสีแดงสดมีขนยาวสีเขียว เนื้อแห้ง แน่นหนา และอีกพันธุ์หนึ่งคือเงาะสีชมพู ผลค่อนข้างกลม เปลือกสีแดงอมชมพู ขนปลายแหลม เปลือกแกะออกได้ง่าย เมล็ดเล็กรูปรี โดยเงาะทั้ง2 พันธุ์นี้ คุณค่าทางโภชนาการ และคุณประโยชน์ต่อร่างกาย นั้นมากมายเลยทีเดียว เงาะ ผลไม้ลูกเล็กๆ แต่สารอาหารเพียบ เงาะอุดมด้วยวิตามินC B1 B2 คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และไนอาซีน ช่วยทำให้ผิวพรรณสวยงาน แกะเมล็ดออกแล้วนำไปแช่ในตู้เย็น จะได้รสชาติที่แตกต่างไปอีกแบบหนึ่ง ส่วนเงาะกระป๋องชนิดที่สอดไส้ด้วยสับปะรดหั่นพอคำนิยมเสริฟพร้อมน้ำแข็ง รสหวาน เย็น ชื่นใจ ว่ากันว่า ทานเงาะ 6 ลูก ให้พลังงานได้ถึง 50 หน่วยพลังงานแคลอรี่ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ดังที่ USDA Nutrient database ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า คาร์โบไฮเดรต 20.87 กรัม เส้นใย 0.21 กรัม ไขมัน 0.65 กรัม โปรตีน 2.5 กรัม วิตามินบี1 0.013 มิลลิกรัม 1% วิตามินบี2 0.022 มิลลิกรัม 2% วิตามินบี3 1.352 มิลลิกรัม 9% วิตามินบี6 0.02 มิลลิกรัม 2% วิตามินบี9 8 ไมโครกรัม 2% วิตามินซี 4.9 มิลลิกรัม 6% ธาตุแคลเซียม 22 มิลลิกรัม 2% ธาตุเหล็ก 0.35 มิลลิกรัม 3% ธาตุแมกนีเซียม 7 มิลลิกรัม 2% ธาตุแมงกานีส 0.343 มิลลิกรัม 16% ธาตุฟอสฟอรัส 9 มิลลิกรัม 1% ธาตุโพแทสเซียม 42 มิลลิกรัม 1% ธาตุสังกะสี 0.08 มิลลิกรัม 1% โดยค่า % ที่เห็นอยู่นั้น คือร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ ประโยชน์ของ เงาะ การรับประทานเงาะสดนั้น นอกจากจะได้คุณค่าทางโภชนาการแล้ว ยังมีประโยชน์ ทั้งยังเป็นยารักษาโรคได้ โดย มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส สรรพคุณช่วยรักษาอาการอักเสบในช่องปาก ช่วยแก้อาการท้องร่วงรุนแรงได้อย่างได้ผล สรรพคุณของเงาะ ช่วยรักษาโรคบิดท้องร่วง ใช้เป็นยาแก้อักเสบ ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ประโยชน์ของเงาะ สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างได้มากมาย เช่น การทำเงาะกระป๋อง เงาะกวนเปลือก เป็นต้น เงาะมีสารแทนนิน ซึ่งนำมาใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนัง ย้อมสีผ้า บำบัดน้ำเสีย ทำปุ๋ย และกาว เป็นต้น สารแทนนิน (tannin)ช่วยป้องกันแมลง ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ใช้ทำเป็นยารักษาโรค ข้อควรระวังในการทาน เงาะ อย่างที่รู้กันว่า อะไรที่มากเกินไป มันไม่ใช่สิ่งที่ดี และมันจะมีโทษ อย่างการทานเงาะก็เช่นกัน เงาะมีสารแทนนิน (Tannin) ซึ่งมีฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่การรับประทานในปริมาณมากเกินไปอาจจะทำให้ท้องอืดหรือท้องผูกได้ และอีกสิ่งที่ควรระวังคือเมล็ดเงาะ เพราะเมล็ดเงาะมีพิษ ห้ามรับประทานเพราะอาจจะมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และมีไข้ได้ ถึงแม้จะนำไปคั่วจนสุกแล้วก็ตามก็ยังเป็นอันตรายอยู่ดี เพราะฉะนั้นควรรับประทานอย่างพอประมาณ และทานเฉพาะในส่วนที่ทานได้ เพื่อที่ร่างกายจะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด ขอบคุณที่มาจาก : emaginfo.com

ไปมาแล้ว! เซี่ยงไฮ้ ดิสนีย์แลนด์ ผู้หญิงคนเดียวก็เที่ยวได้นะ
disneyland shanghai /  ดิสนีย์แลนด์เซี่ยงไฮ้ / 

แกๆ แกเคยได้ยินข่าวดิสนีย์แลนด์มาเปิดที่เซี่ยงไฮ้มั้ยล่ะ? ที่เค้าว่าใหญ่โตกว่าดิสนีย์แลนด์ฮ่องกงถึง 3 เท่า แล้วแกเคยเห็นภาพข่าวที่ว่าชาวจีนแห่ไปทำสกปรก ตั้งแต่ยังไม่เปิดเป็นทางการมั้ย? สิบปากว่า + หมื่น like comment share ก็ไม่เท่าตาเห็น ชั้นขอไปพิสูจน์ด้วยตัวเองให้เห็นกับตาดีกว่า ไปมาแล้ว! เซี่ยงไฮ้ ดิสนีย์แลนด์ ผู้หญิงคนเดียวก็เที่ยวได้นะ เป็นทริปเซี่ยงไฮ้ ทริปแรกของบี ไปคนเดียว ในเมืองใหญ่ ที่ไม่คุ้นเคย .... ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง 1. วีซ่า นี่เป็นประเทศของบีที่ต้องขอวีซ่า แต่ด้วยความเร่งด่วนสุดพลัง เพราะต้องรีบใช้พาสปอร์ตไปเที่ยวเกาหลีที่จองมาแรมปี บีเลยใช้บริการเอเจ้นมารับส่งวีซ่าถึงที่เลย สนนราคาวีซ่าแบบเร่งด่วนพร้อมค่าบริการ 3,300 บาท เราเตรียมแค่พาสปอร์ตตัวจริง กับรูปถ่าย 2 นิ้ว 1 ใบ แค่นั้นพอ! 2 วันทำการได้! แต่ถ้าใครอยากยื่นเองก็ .... หนังสือเดินทางเล่มจริง (Passport) (กรณีเคยเดินทางก่อน 2010) สำเนาหน้าวีซ่าจีนที่ใช้เดินทางครั้งล่าสุด (กรณีวีซ่าจีนอยู่ในหนังสือเดินทางเล่มเก่า ขอให้ถ่ายเอกสารหน้าหนังสือเดินทางเล่มเก่าและหน้าวีซ่าจีนที่ใช้เดินทางครั้งล่าสุดแนบมาด้วย) รูปถ่ายสี ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ หน้าตรง ไม่สวมหมวก พื้นหลังสีขาว หรือสีฟ้าเท่านั้น ใบจองตั๋วเครื่องบิน ใบจองที่พัก / โรงแรม จดหมายเชิญจากบริษัทหรือหน่วยงานที่ประเทศจีน ( เฉพาะวีซ่าธุรกิจ ) ค่าบริการตามประเภทนี้ (ข้อมูลจาก http://www.visaforchina.org) 2. ตั๋วเครื่องบิน สายการบินที่บินตรงไปยัง Pudong International Airport ที่เซี่ยงไฮ้ก็มีอยู่หลายสายการบิน แต่บีเลือก Thai AirAsia X เพราะเวลาบินดีมากกก ขาไปออกจากกรุงเทพเที่ยงคืน ถึงเซี่ยงไฮ้5.30 น. เที่ยวต่อได้เลย ส่วนขากลับก็ออกจาก เซี่ยงไฮ้ ไวหน่อยเพื่อกลับมาพักผ่อน เตรียมตัวทำงานในวันรุ่งขึ้นได้ ทริปนี้คือตั้งใจไป เซี่ยงไฮ้ดิสนีย์แลนด์เลยล่ะ ไปแค่ 2 วันพอ แต่ก็รู้สึกได้เที่ยวเยอะนะ เพราะฉะนั้นเอาจริงๆ เซี่ยงไฮ้ ไป 2 วัน ซึ่งขาไปเนี่ยขอลอง quiet zone นิดนึง คือบับว่าไฟล์ทดึก และไปจีนอ่ะเนาะ เค้าก็กลัวมีความโช้งเช้งเสียงดัง ขอเซฟๆนิดนึง แต่เธอเอ้ยยย เงียบสงบหลับเต็มต่อ ทอเต็มผืน  ตื่นมาพร้อมความสดใสพร้อมลุยเดี่ยว เที่ยวกระจายเลยจ้า จริงๆ คนจีนก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิดนะ นอกจากหลับสบาย อาหารก็อร่อยนะ บีสั่งข้าวหน้าไก่เทริยากิไว้ตั้งแต่ตอนจองตั๋ว เพราะนอกจากจะคอนเฟิร์มว่าได้กินแน่ ไม่มีหมด และราคาถูกกว่าซื้อบนเครื่องด้วย แถมน้ำแร่อีกขวดด้วยฮ่า Thai AirAsia X เค้ามีวิธีกรอกใบเข้าเมืองให้ลอกด้วยนะ อยู่ในเล่มเมนูอาหารนั่นแล ... สบายเรา ที่ดีงามของ quiet zone อีกอย่างคือสามารถขึ้นเครื่อง ลงเครื่องก่อนได้ ซึ่งเราจะไม่ต้องเจอความมะรุมมะตุ้ม จอแจ จ้องจะแซงคิวของพี่จีน นี่ประทับใจ quiet zone มากกกกจริงๆ ค่ะ พูดเลย 3. ที่พัก บีพัก 2 คืนเนาะ คืนแรกพักแถว Nanjing Road  ชื่อโรงแรม Shanghai Chunshengjiang Hotel คืนละ 1000 บาทเอง อยู่ย่านชุมชน แหล่งช้อปปิ้ง ของกินเพียบ บีนอนคนเดียวเลือกห้อง single bed แต่นอนสบายดีค่ะ ชอบ คุ้ม ส่วนคืนที่สอง ด้วยความที่ต้องขึ้นเครื่องไฟล์ทกลับเร็วมาก เลยมานอนโรงแรมแถวสนามบินซะเลย กันเหนียว บีเลือก Da ZhongPudong Airport Hotel Shanghai แพงหน่อย คืนละ 2,700 บาทเพราะเป็นโรงแรม 4 ดาว  แต่ก็เอาสะดวกสบายเนาะ แล้วกว่าจะออกจาก Disneyland กว่าจะถึงโรงแรม คือไม่อยากเดินหาแล้วอ่ะ อยากทิ้งตัวเลย โรงแรมหาง่ายมากก อยู่ระหว่าง terminal 1 และ terminal 2  เลย  ถ้าออกจาก MRT ก็เดินตามป้าย airport hotel เลยจ้า 4. เปิดโรมมิ่ง สายเซลฟี่ สายโซเชี่ยลอย่าเรา ต้องไม่พลาด ถ้าใครไปจีนแนะนำให้เปิดโรมมิ่งไปค่ะ เพราะถ้าไปซื้อ sim ที่นั่น โดน block ทั้ง LINE ทั้ง Facebook ใจขาดแน่นอน บีเปิดโรมมิ่งของ AIS ไป 2 วัน 900 บาท สัญญาณก็พอใช้นะ อัพรูปได้รัวๆ อยู่ ยกเว้นตอนนั่ง metro ขาดผึง! 5. ตั๋วดิสนีย์แลนด์ ไปดิสนีย์แลนด์ก็ต้องซื้อตั๋วดิสนีย์แลนด์สิจ้ะ ซึ่งตั๋วดิสนีย์แลนด์เค้าจำกัดการขายต่อวันนะเธอ เต็มก็คือเต็มอย่าไปเล้าหลือ ดังนั้นจองไปก่อน ไม่มีพลาด จองง๊ายง่าย เพียงเข้าไปในเวป https://www.shanghaidisneyresort.com/en/ ช่วง grand opening (ถึง 31 สิงหาคม 2559) ราคาวันเดียวก็ 499 หยวน หรือ 2,681 บาท ส่วนหลังช่วง grand opening วันธรรมดา 370 หยวน / วันหยุดก็ 499 เท่าช่วง grand opening จ้า 6. ปลั๊ก อันนี้บางคนคาดไม่ถึง ในแต่ละประเทศ เค้าจะมีรูปร่างหน้าตาปลั๊กไฟที่ต่างกัน ของที่เซี่ยงไฮ้ขอให้เตรียมแบบ 3 ขาแบบนี้ไปนะคะ 7. วางแผนการเดินทาง ที่เซี่ยงไฮ้มี MRT หลายสาย ลองเชคเวลาว่าเริ่มกี่โมง หมดกี่โมง แต่ละสายเวลาก็ไม่เท่ากัน หากทำแพลนตั้งแต่ไทย ก็ลองเข้าไปที่ http://www.exploreshanghai.com/metro/ ส่วนถ้าอยากดูสายรถไฟที่นั่น ก็โหลด free app “explore shanghai metro map” (โลโก้ตัว m) ไปนะจ้ะ การเดินทางก็ซื้อจากตู้อัตโนมัติได้เลยค่ะ ใช้ไม่ยาก มีภาษาอังกฤษ เพียงแค่เลือกสายรถไฟ ซึ่งมีทั้งหมด 11 สายและเลือกสถานีปลายทางก็จะมีราคาขึ้นมา 3 หยวนขึ้นไป แล้วแต่ระยะทาง การเปลี่ยนขบวนก็เดินไม่ไกล ไม่เหมือนเกาหลี ... สรุป เดินทางง่ายมากกกค่ะ สำหรับ MRT ที่นี่ ตัดภาพไปที่เซี่ยงไฮ้ Pudong International Airport เวลา 5.30 น. ของวันอังคารที่ 21 มิถุนายน 2559 เมื่อผ่าน ตม.มาได้ด้วยความไม่ยากเย็นเลย ไม่ถงไม่ถามสุขภาพซ้ากกคำบีก็นั่ง shanghai MRT เข้าเมือง ไปฝากกระเป๋าที่ที่พักก่อน Thai AirAsia X ลงที่ terminal 2 ซึ่งเป็น terminal ที่เป็นต้นทางของ รถไฟ MRT ที่นี่เลย การเข้าเมืองจะนั่ง MRT สาย 2 หรือ Maglev ซึ่งเป็นรถไฟด่วนก็ได้ แต่ MRT สาย 2 เปิดเร็วกว่าคือ 6 โมงเช้า และประหยัดกว่า เราไม่รีบ เราไปอันนี้แหละ ถ้าใครไป  MRT สาย 2 จะมีเปลี่ยนฝั่งรถที่สถานีก่วงหลาน (Guanglan) ส่วนถ้าใครนั่ง Maglev มา ก็ต้องมาต่อรถสาย 2 ที่สถานีหลงหยาง (Longyang) นะจ้ะ ใครพัก Shanghai Chunshengjiang Hotel ให้ลงที่สถานี nanjing east road station ออก exit 4 เดินไม่ถึง 15 นาทีถึงจ้า แต่ต้องเปิด apple map หรือดูแผนที่ที่บีแปะมาเอาเลยนะคะ อย่าไปเชื่อ google map หลงมาแล้ว พูดเลย เพราะหน้าตาใน agoda กับ รร.ของจริง ไม่เหมือนกันจ้า .. นี่หน้าตา รร.นะคะ Shanghai Chunshengjiang Hotel ให้ early check in ได้เช้ามากกก 8-9 โมง บีมาเชคอินได้เลย แต่ห้องยังไม่คลีนนะ เค้าก็ให้แม่บ้านมาคลีนให้เลยตอนนั้น ดีจัง ได้อาบน้ำ 1 รอบ สบายตัวก็เดินตัวปลิวไปเที่ยวได้เล้ยยย อ้อ โรงแรมมีค่ามัดจำ key card 10 หยวนด้วยนาจา บรรยากาศแถว Nanjing รอบๆ ที่พัก เห็นอย่างงี้ ตอนกลางคืนสวยนะเธอ เก็บของ ล้างหน้าล้างตาเสร็จ ที่แรกบีจะไปคือ Yuyuan Garden ซึ่งเป็นย่านทัวร์ริส บรรยากาศจีนๆ ล่ะ คนแยะ ทัวร์เพียบ เดินสำรวจพื้นที่สักพัก หาจุดชิวไม่ได้จริง ๆ ขอลา.. แต่การเดินทางง่ายสุดๆ คือ เดินทางจาก nanjing east road station ขึ้น MRT สาย 10 ไป 1 สถานีเท่านั้น ถึงเลย คือส่วนตัวบีชอบไปย่านชิคๆ คลูๆ มินิมอลๆ คนน้อยๆ เพราะชอบตั้งกล้องถ่ายรูปตัวเองไง คือถ้าไปย่านจีน พี่จีนจะแคร์เรามั้ยล่ะ มีหวังเดินชนขาตั้งกล้องล้มไปอี้กกก ดังนั้นเราก็เลยไปย่าน Shanghai Library Station  กันเนาะ ซึ่งย่านนี้เดินทางจาก Yuyuan Garden ง่ายมาก คือขึ้น MRT สาย 10 ไปแค่ 4 สถานีก็ถึงแล้วจ้า ขึ้นจาก Shanghai Library Station ก็เลี้ยวขวาเข้าแยกที่เป็น Lawson เดินตรงเข้าไปเรื่อยๆ เป็นถนนที่มีต้นไม้โค้งงุ้มตลอดเส้นทางถนน คือชิวมาก เดินไปเรื่อย ๆ จะเจอร้านชิคๆ  บรรยากาศคูลๆ ตลอดทาง แม้อากาศจะร้อนไม่แคร์ความชิคเราเลยก็ตาม เย็นย่ำ เราไปลุยบ้านผีกัน ที่งาน shanghai scream งานนี้คือเหมือนเทศกาลบ้านผีสิงอ่ะแก คือตอนนี้ GTH (ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเป็น GDH แล้วอ่ะนะ) เค้ามาสร้างบ้านผี จากหนัง GTH 3 เรื่อง คือชัตเตอร์, เคาท์ดาวน์ และ พี่มากพระโขนง กันที่นี่ เอาจริง ๆ ทาง GTH เค้าเคยไปสร้างบ้านผีที่งาน Sentosa Spooktacular ที่สิงคโปร์ ช่วงฮาโลวีนเมื่อ 2 ปีที่แล้วแล้วล่ะ ก็มีเสียงลือ เสียงเล่าอ้างมาว่าน่ากลัวมาก ครานี้มีโอกาสได้มาเซี่ยงไฮ้ ช่วงที่เค้าจัดงาน เลยขอมาแสดงความเป็นแฟนหนังไทยซะหน่อย (แม้ว่าจะคืนนี้ฉันต้องนอนคนเดียวก็ตาม ฮือ) บีชอบบ้าน พี่มากพระโขนง เพราะได้ล่องเรือได้บรรยากาศเหมือนในหนังด้วยจ้า.. แต่น่ากลัวที่สุดต้องยกให้บ้านชัตเตอร์ คือกรี๊ดคอแตก ใครไม่กลัวผี มานี่ เธอต้องม๊า ส่วนบ้านเคาท์ดาวน์ ก็แนวๆ เก๋ๆ ตอนเข้า ต้องใส่แว่นสามมิติเข้าไปด้วย นอกจากเรื่องความหลอกหลอนของพี่ที่บับ....อินเนอร์แรงมากแล้ว รายละเอียดที่เค้าทำมันสุดจริงๆ บีไปเล่นบ้านผีมาเยอะอ่ะ พูดตรงพวก mansion7 , bloody hospital, Ripley Haunted Advanture พูดเลยว่าที่นี่ คือเค้าตั้งใจทำมาก งานละเอียด งานดี ใครที่มีโอกาสมาเซี่ยงไฮ้ ตั้งแต่ 1 มิถุนายน ถึง 4 กันยายน ปีนี้ ก็แวะมาชื่นชมบ้านผีจากหนังไทยของเรากันเนอะ ปีไทยนี่หลอนสุดในโลกแล้วจริง ๆ สิงแม่มทุกอย่าง จัวววว.... ใครกลัวก็มาเช้าหน่อยได้นะ เค้าเปิดตั้งแต่ 10โมงเช้า ถึง 4 ทุ่มเลย งานจัดที่ Pulupulu game arena บัตรราคา 158 หยวน การเดินทางก็ลงสถานี nanpu bridge ออก exit 1 เดินต่ออีกประมาณ 15 นาทีถึง โดนผีหลอกอย่างหนำใจแล้วก็ไปดู The Bund  กันเถอะ ถ้าไม่ได้ถ่ายรูปตรงนี้ เดี๋ยวเพื่อนไม่เชื่อแน่เลยว่ามาถึงเซี่ยงไฮ้แล้ว จากบ้านผี เรากลับสถานี East Nanjing  ที่เป็นโรงแรม แต่คราวนี้ออกประตู 2 ออกมาจะเจอสี่แยก ให้ร้านForever 21 อยู่ขวามือ และเดินตรงไปเรื่อยๆ แป้บเดียวก็จะถึง Bund แล้วค่ะ The bund เป็นถนนที่มีว่าที่บ่าวสาว มาถ่ายรูป pre wedding เยอะมากๆๆๆ ก็มันสวยนี่นา ถ่ายรูปเสร็จสม อารมณ์หมายก็เดินกลับโรงแรมค่ะ นอนเอาแรง พรุ่งนี้เราตื่นเช้าไปดิสนีย์แลนด์กันนะ วันที่ 2 ตื่นแต่เช้า เชคเอ้าท์ เพราะเราจะไปดิสนีย์แลนด์แต่ไก่โห่ แล้วจะลากกระเป๋าเดินทางไปด้วย คืนนี้ต้องไปนอนแถวสนามบิน เริ่มจากการเดินทาง Shanghai Disneyland สามารถนั่งรถไฟใต้ดินสาย 11 ไปถึงได้เลยนะจ้ะ ที่สถานีก็ตกแต่งตัวตัวการ์ตูนมิกกี้เม้าส์และผองเพื่อน โซคิ้วท์ทีเดียว ออกจากสถานีก็เดินๆๆๆไปตามทาง  จะเจอน้ำพุสัญลักษณ์ของ Disneyland ด้านหน้าทางเข้าที่เซี่ยงไฮ้ เค้าเลือกใช้มิกกี้เมาส์ตัวต้นฉบับแรกเริ่มในชื่อตอน Steamboat Willie ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มิกกี้เมาส์ปรากฏตัวมาทำเป็นรูปปั้นประกอบน้ำพุ ในเดือนมิถุนายน ถึงสิงหาคม วันจันทร์ ถึงพฤหัส Disneyland เปิด 09:00 to 21:00 ส่วนศุกร์ถึงอาทิตย์ เปิด 08:00 to 22:00 นะจ้ะ ทางเข้าเค้าก็ตรวจกระเป๋าเนาะ แล้วพอเค้าเห็นบีมีกระเป๋าเดินทาง ก็พาไปที่ฝากเลยจ้า ที่ฝากกระเป๋า ไม่ได้เป็นแบบ coin locker ดังนั้น ไม่มีเต็มเนาะ ค่าฝาก 50 หยวน ต่อวัน จะมาเอาของเข้า-ออก กี่ครั้งก็ได้ นี่ก็ดีกว่า coin locker ตรงนี้ แต่มารับคืนภายใน 4 ทุ่มก็พอ ฝากกระเป๋าแล้ว....เข้าได้เลยจ้า เพราะ Ticket ที่จองมาจากเวป ปริ้นมาแล้วเดินไปทางเข้าได้เลย ไม่ต้องไปแลกเป็น ticket จริงให้ยุ่งยาก เพราะพนักงานที่ทางเข้า จะพิมพ์ booking no. เรา แล้วเปลี่ยนเป็นบัตรจริงให้ตรงนี้เลย บัตรนี้เก็บไว้เวลาถ่ายรูปกับตัวการ์ตูนแล้วอยากมาสั่งปริ้นสวยงาม และเอาไว้เวลาจะออกจาก park แล้วเข้ามาใหม่ แต่ถ้าคิดว่า การถ่ายรูปเสียงตังไม่ใช่เวย์ชั้น และชั้นจะออกตอนกลับทีเดียว ก็ช่างมันเลยจ้า เพราะการจะเล่นทุกอย่างเดินสวยๆเข้าไปได้เลย ไม่ตรวจบัตร เซี่ยงไฮ้ ดิสนีย์แลนด์ เป็นที่ดิสนีย์แห่งที่ 6 ของโลกต่อจาก Disneyland Resort, Anaheim, California, USA / Walt Disney World Resort, Orlando, Florida, USA / Tokyo Disneyland Resort, Tokyo, Japan / Disneyland Resort Paris, Paris, France / Hong Kong Disneyland Resort, Hong Kong, China ซึ่ง Hong Kong Disneyland ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นชาวจีนนี่แหละ เค้าเลยมาเปิดๆ ที่ shanghai ต้อนรับชนชาวจีนกันเลย แต่แกเอ้ย....มันไม่ได้ กะหล๊งโป๊ง เซินเจิ้นนาจา งานดี งานละเอียดทีเดียวเชียว ส่วนชนชาวจีนที่มาเที่ยว ก็ไม่ได้เข้าไปยืนเหยียบต้นไม้ ปีนรั้ว อึบนพื้นแบบที่เคยได้ยินข่าวนะ มารยาทโอเคอยู่ ถ้าไม่นับเรื่องแซงคิวบ้าง โหวกเหวก กระจองอแงนิดหน่อยอ่ะนะ อ่ะ มาทำความรู้จักกันเป็นพาร์คๆ โซน โดยมีทั้งหมด 6 โซน Mickey Avenue Adventure isle Fantasyland Gardens of Imagination Tomorrowland Treasure cove โซนแรกเมื่อผ่านประตูเข้ามาก็คือ Mickey Avenue ซึ่งจะเป็นแหล่งรวมของร้านค้า ร้านของที่ระลึก ช้อปเพลินสิคะ โซนต่อไป Adventure isle  เป็นโซนที่มีเครื่องเล่นที่บีชอบที่สุดคือ Soaring Over the Horizon เป็นเครื่องเล่นที่เราเหมือนได้บินไปชมสิ่งมหัศจรรย์ต่าง ๆ ในโลก ผ่านการนำเสนอแบบโรงหนัง 4DX มีลม มีกลิ่นแบบที่เล่นไปร้องว้าวไป คือเหมาะกับคนชอบเที่ยวแบบบีจริง ๆ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการต่อคิวยาวเกือบ 2 ชั่วโมง    วิวระหว่างรอคิว มีท้องฟ้าจำลองให้ดูเพลินๆ โซนต่อไป เราจะเข้าสู่ดินแดนเทพนิยาย  นั่นคือโซน Fantasyland ซึ่งปราสาทเทพนิยายที่ Shanghai Disneyland นี้ มีความสเปเชี่ยลกว่า Disneyland ที่อื่นๆ เพราะเป็นปราสาทดิสนีย์ที่สูงที่สุด (สูง 60 เมตร) และของประเทศอื่น ๆ ตัวประสาทจะเป็นประสาทของเจ้าหญิงองค์ใดองค์นึง เช่นซินเดอเรลล่า, เจ้าหญิงนิทรา แต่ที่เซี่ยงไฮ้ ดิสนีย์แลนด์ ไม่ได้เป็นของเจ้าหญิงองค์ใดองค์หนึ่ง แต่เป็นของเจ้าหญิงดิสนีย์ทุกองค์เลยจ้า....ยิ่งใหญ่ไปอี้กกก และสเปเชี่ยลไปกว่านั้น  ปราสาทของดิสนีย์แลนด์บางแห่งก็เข้าไปข้างในไม่ได้ แต่ที่นี่มีเครื่องเล่นแนว walkthrough ชื่อ Once upon a time adventure ที่เราสามารถจะเดินไปดูเรื่องราวของเจ้าหญิงสโนไวท์ ผ่านเทคนิคการนำเสนอที่สุดเจ๋งได้ด้วย ด้านล่างของปราสาท มีโถงขนาดใหญ่ ที่ผนังโดยรอบ มีกรอบรูปโมเสกใน concept เจ้าหญิง 4 ฤดู และพร้อมโคมไฟระย้าหรูหราเหมือนเราได้เข้าไปในปราสาทของเจ้าหญิงจริง ๆ นอกจากปราสาทฟรุ้งฟริ้ง โซนนี้มีสวนเขาวงกตด้วยนะ คือ Alice in WonderMaze อ่านชื่อก็รู้ได้ว่า ธีมมาจาก Alice in Wonderland มีขุ่นแม่ ยืนเด่นเป็นสง่าหน้าใหญ่(ใจโต) รอให้ชักภาพอยู่จ้า ในโซน Fantasyland ก็มีเครื่องเล่นมากมาย แต่ก็เป็นเครื่องเล่นแนวหน่อมแน้ม เด็กน้อยอ่ะนะ แล้วบีก็เคยเล่นแล้วที่ HK Disneyland ก็เลย skip ไป ตัวอย่างเครื่องเล่นเด็กน้อย โซนนี้ ก็เช่น Many adventures of Winnie the Pooh เป็นการนั่งไหน้ำผึ้งไปดูเรื่องราวของน้องหมีพู, Hunny Pot Spin ส่วนที่บีเล่นก็มีนะคือ เครื่องเล่น Peter Pan's Flight อันนี้ดี... เป็นการนั่ง เรือสำเภาลอยฟ้า ไปดูเรื่องราวของ Peter Pan แต่บอกเลยว่าภาพนั้น ดูทันสมัยมาก มีความเสมือนจริง และว้าวสุด ๆ ค่ะ และอีกอันที่บีเล่นคือ Voyage to the crystal grotto คือการนั่งเรือ ชมรูปปั้นและน้ำพุจากการ์ตูนเรื่องต่างๆของดิสนีย์ คือเป็นเครื่องเล่นใสๆ วัยรุ่นชอบมาก ๆ นี่ถ้าไม่เห็นว่าคิว 5 นาทีนี่ จบกันนะ เฮ้ และที่บีพลาดไปอย่างไม่น่าให้อภัยตัวเองคือเครื่องเล่น Seven Dwarfs Mine Train หรือรถตะลุยเหมืองคนแคระคือคิวยาวมาก ประมาณ 1.30-2 ชม. และก็เห็นว่าคนแคระๆ อะไร ต้องหน่อมแน้มแน่เลย เลยข้ามไป มาดูคลิปทีหลัง โอ้ย...เสียดาย โซนต่อมาคือ Gardens of Imagination เป็นพื้นที่กลางสวนสนุกที่เป็นจุดเชื่อมต่อของทุกโซน มีเครื่องเล่น คือ Dumbo the flying elephant และ Fantasia Carousel หรือม้าหมุนนั่นเอง และมี Marvel Universe ซึ่งตอนแรกมีพุ่งเข้าไป หมายจะเจอเครื่องเล่นแมน ๆ เจ๋ง ๆ ปรากฏว่าเป็นการเข้าไปต่อคิวถ่ายรูปกับเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ และให้เราเข้าไปยืดเส้น ยืดสาย จำลองการต่อสู้ เหมือนเราเป็น 1 ในทีม super hero จ้ะ แต่ก็เหมาะกับสายถ่ายภาพนะ คงชอบโซนนี้ล่ะ โซนต่อไป Tomorrowland มีเครื่องเล่นเจ๋ง ๆ ดังนี้ Buzz Lightyear Planet Rescue คือเครื่องเล่นที่เราจะต้องขึ้นไปอยู่บนยาน  สามารถบังคับยานให้หมุนไปมา ตามใจเราได้ แล้วยังใช้ปืนเลเซอร์ที่มีในยาน ยิงเก็บคะแนนเพื่อแข่งขันกับเพื่อนร่วมยานของเรา นอกจากชมภาพสวย ๆ ก็ได้มีอะไรทำเก๋ ๆ เป็นกิมมิคกันด้วย ไม่อยากจะคุยว่าบีได้ตั้ง 2 แสนกว่าคะแนนแหละ Stitch Encounter อันนี้เป็นการเข้าไป interact กับคุณ stitch ซึ่งเค้าก็จะมีคาแรคเตอร์ กวนๆ ขำๆ แหละ อันนี้บีเคยเล่นที่ HK Disneyland แล้วประกอบกับ ที่นี่ก็ soundtrack จีนล้วน บายดีกว่าจ้า ครื่องเล่นสุดท้าย ตัวพีค คิว 2 ชั่วโมงคือ TRON Lightcycle Power Run เป็นเครื่องเล่นแนวรถไฟเหาะ ถ้าอยากพีคมาก ๆ ต้องเล่นตอนเย็น ๆ ค่ำๆ หน่อยนะคะ เปิดไฟแล้วสวยแจ่มเหมือนอยู่ในหนังเลยล่ะ โซนต่อมา คือ Treasure Cove หรือแทบจะเรียกว่าเป็นโซนของ Pirates of the Caribbean ก็ว่าได้ และเครื่องเล่นPirates of the Caribbean: Battle of the Sunken Treasure ในโซนนี้ ก็จ๊าบบบบมากจริง ๆ บีเล่นไป 2 รอบอ่ะค่ะคุณ คือเราจะนั่งเรือผจญภัยตามล่าขุมทรัพย์ใต้ทะเลพร้อมชมภาพการต่อสู้ใต้ทะเลที่สุดแสนตระการตา พูดเลยว่างาน visual ของ Shanghai Disneyland นั้น ประทับจิตบีมากจริงๆ ส่วนเครื่องเล่นExplorer Canoes ก็คืองานลงเรือ ส่วนกันพายแคนูค่ะ จบ ไม่มีอะไร บัยส์ ไม่เล่นจ้ะ 5555 นอกจากนั้นยังมีสวน Garden of twelve friends หรือสวน 12 นักษัตรตามแบบจีน โดยนำตัวการ์ตูนดิสนีย์ที่เป็นสัตว์ 12 ชนิดมาจัดทำในรูปแบบโมเสกประดับตกแต่งในสวนด้วย เก๋ไก๋กันไป ส่วนอาหารการกินไม่ต้องห่วงค่ะ มีร้านอาหารเป็นธีมๆ อยู่ทุกโซน อาหารส่วนใหญ่ 60-80 หยวน ป๊อปคอร์นระหว่างทาง 30 หยวน เอาเข้าไปกินระหว่างรอคิวเครื่องเล่นได้อี้กกก...นี่ไม่ชินเลยจริงๆ พี่จีนนี่ชิวมาก นอกจากส่วนของ park แล้ว ที่นี่ยังมี Disney Town ที่ใหญ่โตมาก มีร้านอาหาร ร้านค้าเด่น ๆ ดังมาเพียบ สาว ๆ ที่เปียกฝน มาซื้อมาสคาร่าเติมได้ที่ Sephora นาจา และโซนนี้ ก็ยังเป็นที่ตั้งของโรงละคร Lion King ที่โด่งดังระดับ broadway อีกด้วย และสุดท้าย ถ้าไม่อยู่รอดูพลุ ก็เหมือนเที่ยวที่ Disneyland ไปจบ การแสดง Ignite the Dream - A Nighttime Spectacular of Magic and Light น่าจะต้องมาดูที่บอร์ดเอาเองนะคะ ว่าในแต่ละวันจะมีกี่โมง ส่วนวันที่บีไป ฝนตกไปครึ่งวัน มาหยุดตกเอาบ่ายสามแล้ว แต่การแสดงก็มีในเวลา 20.30 น. ไม่ต้องไปยืนจับจองที่เป็นชั่วโมงแบบประเทศอื่นเลยค่ะ เพราะที่นี่ พื้นที่เค้ากว้างมาก มีที่ให้ดูพลุเต็มไปหมด การแสดงก็จะเป็น การแสดงประกอบแสง สี เสียงบนปราสาทเหมือนเวลาไปดูยุทธหัตถี (เดี๋ยวๆๆๆๆ) โดยจะเป็น story ของเจ้าหญิงทุกนาง เป็น soundtrack จีนทั้งหมด ยกเว้นเจ๊เอลซ่า ที่ร้องเพลง let it go เป็นภาษาอังกฤษ (ใจ ร้องตามได้แล้ว) ส่วนพลุก็อลังอเลือง ไม่แพ้ที่ประเทศอื่นเลยจ้า เรียกได้ว่า ขนาดบีไปตั้งแต่เปิด (9.00 น.) ยันปิด พลุจบ ก็ยังรู้สึกว่าเดินไม่หมด เล่นไม่ครบเลยอ่ะ  เซี่ยงไฮ้ดิสนีย์เค้ายิ่งใหญ่ สมที่กล่าวอ้างไว้จริงๆ ส่วนการถ่ายรูป อ่ะพูดตรงๆ ว่าไม่กล้าเอาขาตั้งกล้องไปวางล่ะ กลัวพี่จีนไม่แคร์ มาตัดหน้ากล้องบ้าง ชนขาตั้งล้มบ้าง ก็เลยวานพี่จีนถ่ายรุปให้ซะเลย ที่ตรงไหนมี staff ก็วาน staff ที่ตรงไหนไม่มี staff ก็วานคนมาเที่ยวนี่แหละ เหย....ก็ไม่เลวนะ ทุกคนทำได้ดี ปรบมือรัวววว อ่ะต่อ...ดูพลุจบ รีบไปเอากระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้ แล้วลี้เลยจ้า....คืนนี้ต้องไปนอนโรงแรมใน airport เพราะพรุ่งนี้ไฟล์ทเช้ามากกก 6.50 น. งี้ MRT จาก Disney ไป airport 80 นาทีนะจ้ะ ก็ทำเวลานิดนึงเพราะ MRT บางสายก็หมด 4 ทุ่ม เอ๋....วิ่งดิวิ่ง โรงแรม ZhongPudong Airport Hotel Shanghai ที่จะนอนวันนี้หาง่ายมาก เพราะอยู่ระหว่าง terminal 1 กับ  2เลย พอถึงห้องสลบเลยจ้า....เอาจริงนี่นอนไม่คุ้ม 2,700 บาทเลยนะ เชคอินดึกมากกก เชคเอ้าท์เช้ามากกกก ฮือออ อ้อ...มีค่ามัดจำ keycard 200 หยวนนะ ณ ตอนนี้ทุกคนคงตัดสินใจได้แล้วว่า จะไป หรือไม่ไปดีที่ shanghai Disneyland ส่วนบีนั้น พูดเลยว่า “จะกลับไปอีก” คราวนี้จะชวนเพื่อนไปเยอะๆ และแน่นอน จะไปนั่ง Quite zone ของ Thai AirAsia Xอีก ....ติดใจจริงๆ นะเอ้า! ขอบคุณข้อมูล การเดินทางสนุกๆ จาก Facebook อมยิ้มของ Beebugs

ระวัง!!! 5 โรคที่มากับ หน้าฝน
ฤดูฝน /  โรคติดต่อ / 

ในฤดูฝน อากาศเริ่มเย็นลงและมีความชื้นสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนี้ เป็นสาเหตุทำให้โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โรคที่สำคัญที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในฤดูนี้ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โรคไข้หวัดนก โรคปอดอักเสบ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง นอกจากนี้ในต่างจังหวัดบางพื้นที่ อาจมีการระบาดของโรคฉี่หนู หรือโรคแลปโตสไปโรซิส หรือโรคที่มียุงเป็นพาหะนำโรค เช่น ไข้มาลาเรีย โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเจอี เป็นต้น กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้ออกประกาศเตือนประชาชนในการป้องกัน โรคที่มากับหน้าฝน โดยมี 5 กลุ่ม รวม 15 โรค ได้แก่ กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ โรคเหล่านี้เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ที่ลำไส้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดบิดในท้อง และหากติดเชื้อบิดอาจมีมูกหรือเลือดปนอุจจาระได้ นอกจากนี้เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ และบี ยังสามารถติดต่อได้จากการรับประทานอาหารปนเปื้อนเชื้อ ผู้ที่มีอาการตับอักเสบจะมีไข้ อ่อนเพลีย มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองหรือดีซ่าน คลื่นไส้อาเจียน ดังนั้นในหน้าฝนนี้จึงควรระมัดระวังอาหารการกินเป็นพิเศษ โดยรับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ สะอาด ใช้ช้อนกลาง กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนังที่พบบ่อย คือ โรคแลปโตสไปโรซิสหรือไข้ฉี่หนู อาการเด่น คือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง และตาแดง ประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยโรคนี้อาจมีอาการรุนแรง เช่น ดีซ่าน ไตวาย หรือช็อคได้ โรคนี้มักเป็นเกิดในที่ที่มีน้ำท่วม ผู้ที่บ้านมีหนูมาก เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน คนงานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โค สุกร ปลา ผู้ที่ทำงานขุดท่อระบายน้ำ เหมืองแร่ โรงฆ่าสัตว์ เป็นต้น กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อย ได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม โดยเฉพาะในปัจจุบันมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ H1N1 ซึ่งเป็นโรคระบาดใหม่ ที่ขณะนี้พบการระบาดทั่วประเทศ และโรคไข้หวัดนกที่มีแหล่งแพร่ระบาดมาจากสัตว์ปี เชื้ออาจมีการผสมข้ามสายพันธุ์กับเชื้อไข้หวัดใหญ่ในคนที่อยู่ในช่วงระบาดในฤดูฝนได้ กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุง ที่สำคัญ 3 โรค ได้แก่ ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกว่าร้อยละ80 เป็นยุงลายที่อยู่ในบ้านซึ่งจะวางไข่ในน้ำที่ขังอยู่ตามที่ต่าง ๆ ผู้ป่วยระยะแรกจะมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่วไป ได้แก่ อาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการปวดกระดูกมาก ไข้จะสูงอยู่ประมาณ 2-7 วัน หลังจากนั้นไข้จะลง พร้อมกับอาจจะมีอาการเลือดออกผิดปกติ มือเท้าเย็น หรือช็อคได้ ไข้สมองอักเสบเจอี(Japanese Encephalitis)มียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรค มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนา ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน หลังจากนั้นจะมีอาการซึมลงหรือชักได้ ผู้ป่วยอาจเสียชีวิต หรือพิการหากไม่ได้รับการรักษา โรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่าเป็นพาหะนำโรค โดยผู้ป่วยจะมีไข้สูงหนาวสั่น ซีดลง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก ถ้าเป็นชนิดรุนแรงอาจมีอาการไตวาย ตับอักเสบ ปอดผิดปกติ และอาจมีความผิดปกติทางสมองที่เรียกว่า มาลาเรียขึ้นสมองได้ โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรก กระเด็นเข้าตา  นอกจากนี้ ในช่วงฤดูฝนต้องระวังอีก 2 เรื่อง คือ ปัญหาน้ำกัดเท้าที่เกิดจากเชื้อรา สาเหตุเกิดจากการแช่น้ำสกปรกนาน ๆ ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง ถ้าเกาจะเป็นแผลมีน้ำเหลืองออก และอันตรายจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่องที่หนีน้ำมาอาศัยในบริเวณบ้าน สิ่งที่ต้องระวัง คือ การรับประทานยาลดไข้ เช่น ห้ามกินยาในกลุ่มแอสไพรินอย่างเด็ดขาด เพราะมีอันตรายกับบางโรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคฉี่หนู ซึ่งโรคดังกล่าวจะทำให้มีเลือดออกตามอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายอยู่แล้ว หากได้รับยาแอสไพริน ซึ่งมีสารป้องกันเลือดแข็งตัวเข้าไปอีก จะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น ทำให้เสียชีวิตได้ง่ายขึ้น และอาจเกิดเป็นกลุ่มอาการไรซินโดรม ซึ่งมีผลต่อทุกอวัยวะในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองและตับ อาการที่พบ ได้แก่ ผู้ป่วยอาเจียนอย่างมาก และมีอาการทางสมอง เช่น สับสน มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ซึมและหมดสติ จนเสียชีวิตได้ ในการป้องกัน โรคที่มากับหน้าฝน ทำได้โดยออกกำลังกายสม่ำเสมอ สวมเสื้อผ้ารักษาร่างกายให้อบอุ่น เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค โดยเฉพาะเด็กกับผู้สูงอายุควรดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง หนาวเย็น จะทำให้ร่างกายที่มีระดับภูมิต้านทานโรคต่ำกว่าคนวัยอื่น ๆ อยู่แล้ว ต่ำลงไปอีก จึงมีโอกาสติดเชื้อโรคทางเดินหายใจได้ง่าย ควรดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้ม รับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่ ๆ ไม่มีแมลงวันตอม และล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง. ขอบคุณที่มาจาก : ผศ.นพ.เมธี ชยะกุลคีรี ภาควิชาอายุรศาสตร์ สาขาโรคติดเชื้อฯ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

อยากให้ทุกคนได้เห็นก็อดซิลลา! เปิดใจ 3 นักแสดงนำใน Shin Godzilla
Shin-Godzilla /  ก็อดซิลลา / 

อยากให้ทุกคนได้เห็นก็อดซิลลา! เปิดใจ 3 นักแสดงนำใน Shin Godzilla สามนักแสดงนำจากภาพยนตร์สัตว์ประหลาดแห่งปี Shin Godzilla เริ่มต้นด้วยนักแสดงหนุ่ม ฮิโรกิ ฮาเซกาวะ รับบทเป็น รันโด ยางุจิ รองหัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, ยูทากะ ทาเคโนอุจิ รับบทเป็น ฮิเดกิ อาคาซากะ ที่ปรึกษาพิเศษของนายกรัฐมนตรี และสาวน่ารัก ซาโตมิ อิชิฮาระ รับบทเป็น เจ้าหน้าที่ทางการจากสหรัฐฯ ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลญี่ปุ่น โดยทั้งสามนักแสดงได้ให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานในภาพยนตร์เรื่องนี้ และความรู้สึกที่ภาพยนตร์จะเข้าฉายไว้ดังต่อไปนี้ ยูทากะ ทาเคโนะอุจิ (ซ้ายมือ) ฮิโรกิ ฮาเซกาวะ (ตรงกลาง) ซาโตมิ อิชิฮาระ (ขวามือ) ช่วยเล่าความรู้สึกเมื่อภาพยนตร์ถ่ายทำอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทาเคโนะอุจิ : การที่ผมได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ก็อดซิลลา ซึ่งกำกับโดยผู้กำกับยอดฝีมือขนาดนี้ คงจะเป็นความรู้สึกที่ผมจะจดจำไปชั่วชีวิต ผมคิดว่าคงไม่สามารถแสดงความประทับใจออกมาได้หมดในระยะเวลาอันสั้นนะครับ ผมคงพูดได้เพียงแค่ว่า มันเป็นหนังที่ดูแล้วเกิดความรู้สึกฮึกเหิมมาก ทั้งที่มันเป็นหนังที่เต็มไปด้วย CG แต่ผมกลับไม่รู้สึกว่ามันเป็นหนังไซไฟเลยแม้แต่นิดเดียว หนังนั้นเปลี่ยนรูปแบบไปตามกาลเวลาและยุคสมัย ซึ่งหนังสัตว์ประหลาดญี่ปุ่นในอดีต พูดได้เลยว่า มันก็ไม่ได้สมจริงสักเท่าไร แต่เราก็ไม่ถือสาเพราะคิดว่ามันก็คือหนัง ตอนที่ผมได้อ่านบทหนังเรื่องนี้ บทหนามากครับ ตัวหนังสือเต็มพรืดไปหมด จนผมจินตนาการไม่ออกเลยว่ามันจะออกมาอย่างไร แม้กระทั่งตอนระหว่างถ่ายทำ แต่ทุกอย่างมันชัดเจนอยู่ในหัวผู้กำกับทั้งหมดเลย ผมเองก็ต้องปรับเพื่อให้เข้ากับความคิดผู้กำกับ ให้มันออกมาสมบูรณ์ที่สุด พอหนังเสร็จแล้ว ตอนได้ดูก็รู้สึกภูมิใจมาก หลัก ๆ เพราะหนังมันสนุกน่ะครับ และดีใจมากที่ได้มีส่วนร่วมกับภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ฮาเซกาวะ : รู้สึกปลื้มสุด ๆ เลยครับ เพราะนี่เป็นภาพยนตร์ก็อดซิลลาแนวใหม่ที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเลียนแบบได้ แถมยังอัดแน่นด้วยความบันเทิง ผมเคยดูวีดิโอเมื่อตอนเด็ก ๆ ผมกลัวมันมากตอนนั้น แต่มันทำให้ผมรู้ว่าหนังญี่ปุ่นมันน่าทึ่งขนาดไหน และคิดว่าอยากจะให้ทุกคน ๆ ได้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ไว ๆ ครับ อิชิฮาระ : ฉันว่าพวกเขาต้องกล้ามากที่ทำหนังแบบนี้ออกมาในตอนนั้น มันยอดมากที่เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ เป็นหนังแฟรนไชส์ที่ยาวนานมาถึง 60 ปี ซึ่งฉันเองก็เพิ่งจะได้ดูไปเมื่อวันก่อนนี้ค่ะ รู้สึกกลัวจนตัวสั่นเลย แม้ว่าญี่ปุ่นในตอนนี้จะไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์การแพ้สงครามแล้วก็ตาม แต่ลึก ๆ แล้วเราก็สามารถเข้าใจความรู้สึกนั้นได้ เมื่อหลายวันก่อน ท่านประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้มาเยี่ยมเยียนพร้อมให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัยที่จังหวัดฮิโรชิมา โดยมีการคำนึงถึงโทษของระเบิดปรมาณู และสารกัมมันตรังสี ซึ่งฉันอยากจะให้ทุกคนได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้และไตร่ตรองดูกันนะคะ ช่วยเล่าบทบาทของแต่ละคน คุณฮาเซกาวะ : บทบาทของผมคือเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นบทที่ต้องเผชิญหน้ากับก็อดซิลลาโดยตรง ยางูจิ เป็นวีรบุรุษบูชิโดแบบดั้งเดิม ต้องฝึกให้ตัวเองฮึกเหิม ให้กลายเป็นผู้นำให้ได้ เขาแสดงความเป็นผู้นำภายในองค์กร และช่วยกระชับความสามัคคีความแข็งแกร่ง เป็นคนที่เป็นความหวังของอนาคตญี่ปุ่น โจทย์ของผมก็คือ ผมจะทำแบบไหนให้กลายเป็นนักการเมืองที่ทุกคนเชื่อ เป็นชายอายุ 30 กว่า ๆ ได้เป็นเลขาฯ คณะรัฐมนตรี ผมพยายามเล่นให้มันดูมีตัวตนจริง ๆ คิดว่าตัวละครต้องเจอปัญหาอะไรบ้าง มันก็มีปัญหามากมายเกิดขึ้น ทั้งในองค์กร ทั้งประเทศ อยากที่จะปกป้องพลเมืองในประเทศ และนั่นแหละพอคิดแบบนี้ ตัวละครมันก็ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาเอง ส่วนอื่น ๆ ผมก็จะถามผู้กำกับอันโนะเอา เขาจะค่อย ๆ เรียนรู้และเติบโตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครับ ทาเคโนะอุจิ : ผมได้รับบทเป็นนักการเมืองครับ ผมไม่เคยเล่นบททำนองนี้มาก่อนเลย ปกติผมก็จะเห็นนักการเมืองจากในทีวี ครั้งนี้ต้องมาเล่นเอง มันตรงกันข้ามกับบุคลิกของผมเลย ผมไม่รู้จะแสดงยังไง พออยู่ในกองถ่าย พอไม่เข้าใจอะไรก็ถามผู้กำกับก่อน ก็ได้รับคำแนะนำอย่างดี ความคิดของผู้กำกับนั้นสุดยอดจริง ๆ เขารู้ลึก รู้ไปหมด นี่คือสิ่งที่ผมประทับใจตอนถ่ายทำกับคุณอันโนะ บทของคุณฮาเซกาวะเป็นนักการเมืองที่อ่อนหัด เขาจะตะโกนออกคำสั่งตลอดเวลาว่า “ยางุจิ อย่าทำแบบนั้น อันนั้นถูกแล้ว อันนั้นไม่ได้” เพื่อให้คุณฮาเซกาวะเล่นได้เข้าบทบาท ซึ่งมันตรงกับบทบาทของผมเลย บทของผมตรงกันข้ามกับบท ยางุจิมาก ๆ เลย ผมไม่รู้ว่า บุคลิก 2 แบบที่แตกต่างกันนี้ จะอยู่ในหัวของผู้กำกับคนเดียวได้อย่างไร อิชิฮาระ : บทที่ฉันได้รับคือ คายาโกะ แอน แพตเตอร์สัน เป็นคนอเมริกันที่เป็นผู้ติดตามพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐฯ พ่อของเธอมีอำนาจมันทำให้เธอโตมาเป็นผู้หญิงที่มั่นใจในตัวเอง แต่คำพูดของยางูชิทำให้เธอได้นึกถึงรากเหง้าความเป็นญี่ปุ่นในตัวเธอ นอกจากเรื่องอสูรกายมันยังเป็นเรื่องราวการเติบโตของผู้หญิงคนหนึ่งด้วย ตอนที่ฉันสวมบท มันมีบางช่วงที่ฉันรู้สึกเหมือนตอนญี่ปุ่นถูกคลื่นสึนามิถล่มเมื่อปี 2011 “มันเป็นเรื่องที่พวกเราไม่สามารถมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ระเบิดปรมาณู ฉันคิดว่าฉันต้องเรียนรู้ว่าควรศรัทธาในอะไร ถึงแม้ว่าจะมีความแคลงใจอยู่บ้าง ก็อดซิลลาช่วยให้ฉันเติบโตขึ้นมาก การทำงานในกองถ่ายของคุณเป็นอย่างไรบ้าง อิชิฮาระ : ในช่วงระหว่างถ่ายทำ ฉันปวดท้องเพราะโรคกระเพาะกำเริบทุกวันเลยค่ะ จึงทำให้รู้สึกเคว้งมาก ทั้งยังรู้สึกกดดันสูงมากด้วย ตอนเริ่มถ่ายซีนแรก ๆ ฉันเครียดมาก ฉันไม่เข้าใจ เวลาถ่ายฉากที่ต้องมองก็อดซิลลา (ต้องมองอากาศไปก่อนเพราะต้องไปทำ CG เพิ่มทีหลัง) ฉันต้องทำแบบไหนนะ ต้องมองยังไง ฉันเริ่มรู้สึกท้อแท้ ก็เลยบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าอย่ายอมแพ้นะ ด้วยบทบาทในเรื่อง ฉันต้องเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์เก่งเสียด้วยสิ แล้วพอถ่ายไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนซีนไปเรื่อย ๆ ก็ค่อย ๆ เล่นได้ ความรู้สึกเคว้งก็ค่อย ๆ หายไป ค่อย ๆ ปรับตัวได้ Shin Godzilla มีกำหนดฉายทั่วโลก 100 ประเทศ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รู้สึกอย่างไรที่ได้รับความสนใจขนาดนี้ แล้วนี่ก็ถือว่าเป็นภาพยนตร์หนังก็อดซิลลาในบรรดาก็อดซิลลาเรื่องอื่น ๆ ที่ได้รับความสนใจมากขนาดนี้ ฮาเซกาวะ:เยี่ยมไปเลยครับ ก็อดซิลลาถือเป็นคาแรกเตอร์สัตว์ประหลาดที่คนรู้จักและให้ความสนใจกันทั่วโลก แน่นอนว่า ด้วยชื่อเสียงของคุณผู้กำกับอันโนะ ทำให้มันสร้างความคาดหวังให้กับผู้ชมขึ้นไปอีก แล้วก็ดีใจมากครับที่หนังได้ฉายในหลาย ๆ ประเทศ สมมติว่าเวลาผมไปทำงานในต่างประเทศ คนก็จะถามว่า คุณคือนักแสดงเรื่องก็อดซิลลาใช่ไหม แล้วการที่ก็อดซิลล่าไปฉายในเมืองนอก อาจจะทำรายได้ของหนังเพิ่มขึ้นด้วย(หัวเราะ)ผมดีใจมากครับ ทาเคโนะอุจิ:ก็รู้สึกดีใจจริง ๆ เพราะตอนแรกผมก็เหมือนกับคุณผู้กำกับอันโนะครับ ว่าเราจะรับงานนี้ดีไหมนะ แต่ว่าพอตอนนี้หนังมันเสร็จแล้ว ก็รู้สึกว่ามันเป็นหนังที่ดีมาก ๆ เลย ดูจบแล้วมีความฮึกเหิมสุด ๆ และหนังยังมีความบันเทิงมากด้วย แถมก็อดซิลลาในครั้งนี้ มันก็มีความใหญ่ตั้ง 118.5 เมตร ความใหญ่ของมัน ก็รู้สึกไม่ได้อยากให้แค่คนญี่ปุ่นได้เห็นน่ะครับ แต่ผมก็อยากให้คนทั่วโลกได้เห็นเหมือน ๆ กัน ที่สำคัญ ผมก็อยากให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นที่มีต่อหนัง และนั่นก็คือสิ่งที่รู้สึกดีใจ เวลาที่มีคนพูดถึงงานของเรา อิชิฮาระ:เป็นเวลา 60 ปีแล้วที่โตโฮสร้างก็อดซิลลามาเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นใคร เกิดในช่วงเวลาไหน ก็ต้องรู้จักก็อดซิลลากันหมด การได้ไปฉาย 100 ประเทศก็สุดยอดมาก ๆ เลย จนถึงตอนนี้ แม้จะอยู่มา 60 ปีแล้ว ก็อยากให้มันมีไปเรื่อย ๆ อยากให้ทั่วโลกได้เห็น ก็ถือว่าสุดยอดมากค่ะ การถ่ายทำช่วงไหนที่คิดว่ายากที่สุด ฮาเซกาวะ:ผมคิดว่าแสดงบทบาทการเมืองให้ดูสมจริงนั้น ค่อนข้างยากลำบาก บทบาทของผมก็จะเกี่ยวข้องกับนักการเมืองครับ ถ้าพูดถึงนักการเมืองละก็ ผมก็เห็นทั่วไปตามสื่อโทรทัศน์แค่นั้นครับ ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบาง อย่างเช่น เมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น ก็จะมีกล้องถ่ายล้อมรอบพร้อมกับการถูกรุมถาม เป็นสิ่งที่ทำได้ยากลำบากมาก ๆ ครับเพื่อให้ดูสมจริง แม้ว่าผมจะถามคนรู้จักที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็คงต้องลองสัมผัสดูเอาเองนะครับ ทุกครั้งที่เล่นก็ปรึกษาคุณผู้กำกับอันโนะไปด้วยครับ ทาเคโนะอุจิ:ขณะถ่ายทำฉาก CG นั้นเนื่องจากข้างหลังเป็นฉากสีเขียว พอมองไปยังจอมอนิเตอร์ จึงทำได้เพียงจินตนาการภาพเอาเองครับ ซึ่งเมื่อก็อดซิลลาปรากฏตัว ก็จำเป็นต้องแสดงท่าทางตกใจพร้อมกับพูดคำว่าว่า โอ้ว ซึ่งผมไม่อยากแสดงออกมาให้มันดูไม่สมจริง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องคิดว่าจะต้องแสดงในลักษณะไหนดี ซึ่งนั้นแหละครับเป็นสิ่งที่ยากสำหรับผม Shin Godzilla ที่สร้างมาเพื่อปรับเปลี่ยนเสน่ห์ก็อดซิลลาในแบบเดิม ๆ หนังจะให้ภาพการสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมือง  ซึ่งผมดูแล้วก็รู้สึกตื่นตะลึงตามไปด้วย บท ยางุจิ ซึ่งแสดงนำโดยคุณฮาเซกาวะนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยสีหน้าที่แสดงออกมาในช่วงที่ถูกต้อนจนมุมในยามคับขันนั้นมันรู้สึกตราตรึงใจผมเป็นอย่างมากเลยครับ และนี่ก็เป็นครั้งแรกในบทบาทของนักการเมือง ซึ่งผมก็อยากจะทำมันให้ออกมาดีที่สุด อีกทั้งยังได้รับคำแนะนำมากมายจากคุณผู้กำกับอันโนะ อิชิฮาระ:ช่วงก่อนที่จะถ่ายทำค่อนข้างลำบากค่ะ ตอนที่ได้รับบทภาพยนตร์มานั้น มีแต่ตัวหนังสือเต็มไปหมดแถมยังเป็นคำที่เข้าใจยากอีกด้วย ศัพท์เกี่ยวกับข่าวอะไรทำนองนั้นค่ะ ซึ่งมันยากต่อการเข้าใจ มีส่วนที่ไม่เข้าใจเยอะมาก จึงจำเป็นที่จะต้องหาความหมายเพิ่มเติม และค่อย ๆ จดบันทึกค่ะ อารมณ์แบบอ่านไปด้วยบันทึกไปด้วย อ่านครั้งเดียวไม่เข้าใจค่ะ ต้องอ่านหลาย ๆ รอบ พอยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นกับบทบาทค่ะ เริ่มรู้สึกกลัวและกดดันที่ตัวเองต้องมาร่วมงานที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ มันเป็นบทภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ ค่ะ ตอนอ่านฉันก็ไม่อยากให้มีเรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้น อ่านไปฉันจึงรู้สึกกลัวจนตัวสั่นไปด้วยตลอด อยากฝากอะไรทิ้งท้าย อิชิฮาระ : ฉันได้ข้อคิดว่า ทุกการกระทำนั้นส่งผลต่อเนื่องอะไรบ้าง นั่นทำให้ฉันคิดว่าต่อไปนี้ ฉันก็จะใช้ชีวิตโดยการคำนึงถึงอนาคตเป็นหลัก ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ 10 ปีก็จะไม่มีวันลืมเลยค่ะ ฝากถึงท่านผู้ชมว่าถ้าชอบส่วนไหน มีความรู้สึกยังไง มีประสบการณ์ระหว่างชมอย่างไร ตอนดูจบก็ช่วยกันแสดงความคิดเห็นกันเยอะ ๆ นะคะ ทาเคโนะอุจิ:Shin Godzilla สร้างโดยจินตนาการของคุณอันโนะ (ผู้กำกับ) โดยทำให้ก็อดซิลลามีตัวตนในประเทศญี่ปุ่นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ผมกลับคิดว่ามันไม่ใช่เฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น โดยอยากให้ทุกคนทั่วโลกได้รับชมและแสดงความคิดเห็นกันเยอะ ๆ นะครับ ฮาเซกาวะ:ในระหว่างการถ่ายทำนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งผมก็ได้สัมผัสมันมาแล้ว ทั้งทำงานหามรุ่งหามค่ำ การต้องเสี่ยงอันตราย แต่ก็ดีใจที่ได้ร่วมชะตากรรมพร้อมกับทีมงานทั้งหมด 328 คน โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ “ญี่ปุ่นยังคงมีอยู่” พวกเราจะได้เห็นการทำงานเป็นทีมเวิร์กที่ดีตามวิถีของคนญี่ปุ่น การให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาร่วมกัน มันเป็นประเด็นที่ดีมาก ๆ นะครับ ผมจึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยนะครับ

แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 2)
ที่พักเวียดนาม /  ที่เที่ยวเวียดนาม

เพจเก็บกระเป๋า ได้แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ 4 คืน 5 วัน โดยวันที่ 1-2 นั้น แบกเป้เร่ร่อน โฮจิมินห์ , ดาลัด ส่วนวันที่ 3 นี้ เก็บกระเป๋าจะพาไป มุยเน่ - เมืองทะเลทรายชายทะเล กันค่ะ แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 2) มา มา มา มาต่อเช้าวันที่ 3 กันค่ะ ที่มุยเน่ (ออกเสียงว่า หมุยแน้) ใช้เวลาเดินทางจากดาลัด - มุยเน่ ประมาณ 5 ชั่วโมง คือระหว่างทาง เราจะได้ยินเสียง ขาก ตุ๋ย ขาก ตุ๋ย ตลอด  ประสานเสียงให้ฟังกันทั้งคัน พี่เวียดเขาอ้วกพุ่งกันค่ะ คือเส้นทางค่อนข้างเป็นเขา โค้งไปโค้งมา ขนาดเรายังต้องดมยาดม ไม่งั้นอาจมีสิทธิ์ ขาก ตุ๋ย ขาก ตุ๋ย ได้ ^^ รถจะจอดรับคนตามทาง จนมีช่วงนึงรถจอดพักค่ะ เราก็ไม่รู้เรื่องว่าเขาจอดให้กินข้าว จนคนขับรถมาเรียกเราบอกว่า "เบรคฟัทๆ" อ่อดีเลย สวรรค์สิคะ รีบลงรถเพราะหิวมาก เขาพาเราไปในร้าน THIEN TRANG ขายพวกเฝอ พวกบุ๋น คือเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ไอเราก็สั่งไม่เป็นเลยใช้กูเกิ้ลทรานเสลดเลยค่ะ ห้าาา ได้ผล และที่สำคัญเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม เราชี้ๆ ไปที่ชามที่เขาเอามาเสริฟ เขาบอกว่า "นัมเบอร์วันๆ" เรานี่ตาลุกเป็นประกาย เป็นเนื้อด้วย สั่งเลยจ้ะ 1 ชามโตๆ มันคือ Bun Bo Hue  (ภาพกลาง-บน) ขนมจีนใส่น้ำซุปใสของเนื้อวัวและขาหมู ใส่มะเขือเทศ น้ำซุปจะใส่ตระใคร้ สีแดงได้จากเม็ด Hột Điều Màu เป็นเครื่องเทศผัดน้ำมัน ส่วนเพื่อนเราสั่งเหมือนกันแต่เป็นหมู ได้มาเป็นขาหมูโตๆเลย (ภาพล่าง-กลาง) เค้าจะเอาผัก และน้ำชาทั้งร้อนทั้งเย็นมาเสริฟด้วยค่ะ อยากบอกว่านัมเบอร์วัน นี่นัมเบอร์โคตรๆ เด็ดอ่ะ ต้องมาลองนะคะ ตั้งแต่กินอาหารเวียดนามมาแต่ละอย่างแทบจะไม่ปรุงเลย ประทับใจมาก แต่ถ้าปรุงเรากินเค็มอ่ะ ต้องเพิ่มน้ำปลา และน้ำปลาเวียดนามนี่ตัวเด็ดเลยค่ะ เป็นน้ำปลาที่อร่อยที่สุดในโลกค่ะ เค็มๆ หวานๆ มาลองนะ 3 ชาม หมดไป 150.000 ดอง ถือว่าสมราคาค่ะ เราเดินทางต่อจนถึงใจกลางมุยเน่ รถพาเรามาปล่อยไว้กลางทางจ้าาา บอกว่าให้นั่งแท็กซี่เข้าไป ตายๆๆ นึกว่าจะส่งตรงหน้าร้าน Lam Tong เหมือนที่เขารีวิวกัน อื้ม...มองหาแท็กซี่ เจอของ MaiLinh คันเขียว เราเลยถามราคาเข้าบอกว่า 150.000 ดอง ตามมิเตอร์ ก็ตกลงไป เสี่ยงอีกละแท็กซี่ แต่พอเอาเข้าจริง 150.000 ดองเป๊ะค่ะ ปรบมือรัวๆ เลย สงสัยมาส่งนักท่องเที่ยวบ่อย และแน่นอนอิชั้นไม่โดนโกงนะค้าาาา ^^ ลงรถเสร็จอยู่ดีๆ ก็มีคนอาสาพาไปที่พักบอกว่าที่พักนี้ราคาถูก ของเพื่อนเขา ใจง่ายอีกละไปสิคะ ห้าาาา  คือไปนั่งค้นนามบัตรจนเจอเมื่อกี้เองโชคดีมาก อยากแชร์ มาพักที่นี่เหอะ ถูก ดี พนง.น่ารัก ห้องกว้าง มีมอไซค์ให้เช่าด้วย ที่ "MINH HUNG" ด้านหน้าจะเป็นร้านแว่นตา แต่ด้านในซ่อนที่พักไว้ ราคาห้องละ 250.000 ดอง/คืน (แค่ 375 บาทเอง หาร 3 อีกต่างหาก รู้สึกภาคภูมิใจมากค่ะ ห้าา) เราให้ พนง.จองทัวร์นั่งจิ๊บไปทะเลทรายแบบมีหลังคานะไม่งั้นไหม้ ราคา 6 USD/คน เฮ้ยยยถูกอ่า ส่วนใหญ่เหรดอยู่ที่ 7 USD/คน นะ และเราก็ให้เขาจองรถกลับโฮจิมินห์พรุ่งนี้ด้วย 8 USD/คน ค่ะ ป๊ะ !! เก็บข้าวของไปกินข้าวกัน  จิ๊บจะมารับตอน 13.00 น. เราออกหากินอีกแล้วค่ะ ผู้หญิงอัลไร กิน กิน และกิน ^O^ รอบนี้หาอาหารพื้นมืองกินยากนะคะ ที่นี่มีแต่ฝรั่ง อาหารก็จะออกกลางๆ นี่สั่งข้าวผัด ข้าวหน้าหมูมากิน รสมันๆ เลี่ยนๆ ไม่ค่อยถูกปาก มื้อนี้ค่าเสียหายอยู่ที่ 110.000 ดอง ค่ะ กินข้าวเสร็จก็เดินกลับมาขึ้นรถ แวะซื้อน้ำซื้อขนมที่ร้านโชห่วยแบบเวียดนามสไตล์ค่ะ มาไกลถึงนี่ แต่ก็หนีไม่พ้นไทยแลนด์จริงๆ พบแผงขายแชมพู   ทั้งซัลซิล โดฟ รีจอยส์ เคลียร์ แพนทีน โหยยยกะขายทุกยี่ห้อเลยอ่า ห้าา รถมาแล้ว เงิบ..ทำไมเจอแต่เรื่องเงิบๆ จิ๊บเปิดประทุนจ๊ะ ตายๆ ไหนบอกมีหลังคาไง ดีนะทากันแดดกับใส่เสื้อแขนยาวมา ถึงว่าราคา 6  USD เองโปรแกรมวันนี้เราจอยกรุ๊ปกะฝรั่งอีก 4 คนค่ะ มีคู่หนุ่มสาว และคู่รุ่นตายาย(น่าร้ากกก) วันนี้เราจะไปที่... ซุยเตียน(Fairy Stream) หมู่บ้านชาวประมง(Fisherman Village) ทะเลทรายขาว(White Sand Dune) ทะเลทรายแดง(Red Sand dune) เดินทางไม่ไกล ก็ถึงซุยเตียน(Fairy Stream) หรือแกรนด์แคนยอนเวียดนาม เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลม คล้ายๆกับแพะเมืองผีบ้านเราค่ะ จะมีลำธารเล็กๆ ระดับน้ำประมาณตาตุ่มด้วยค่ะ ซึ่งจะพัดพาตะกอนทรายสีแดงไหลออกไปสู่ทะเล คนขับรถให้เวลา 30 นาที (ถ้าจำไม่ผิดนะคะ) เกือบทุกที่เลย เริ่มจากด้านหน้ารถจิ๊บจอดเต็มเลยค่ะ จิ๊บเขียวมะนาวคันนี้สีเจ็บมาก ชอบ เดินเข้ามาด้านในจะได้กลิ่นตุตุ เดาว่าน่าจะเป็นกลิ่นกะปิที่ชาวบ้านหมักไว้ในโอ่งมังกร ฝาปิดโอ่งเหมือนหมวกเวียดนามเลยอ่า ^^ ก่อนเดินลงไปตามพื้นทรายสีแดง จะมีกลุ่มเด็กเกรียนมาเรียกเก็บค่าเข้า 5.000 ดอง กรุ๊ปเราไม่จ่าย นำทีมโดยคู่คุณตาคุณยายชาวฝรั่ง ห้าา พอไม่จ่ายเท่านั้นแหนะ ฮีก็ด่าเรา  วดฟ. เราหาแคร์ไม่ ถอดรองเท้าหิ้วเดินชิวๆ ไปตามทางค่ะ ทรายนุ้มนุ่มอ่ะ ย่างไปเรื่อยๆ จะเริ่มเห็นภาพนี้นะคะ นักท่องเที่ยวเดินเข้าออกสวนกันเยอะดี ซักพักจะเห็นเนินทรายอยู่ซ้ายมือ เราเคยอ่านเจอว่ามันเป็นทางขึ้นไปด้านบนแล้วจะเห็นเป็นท็อปวิวสวยๆ  พูดมาซะขนาดนี้ถามว่าได้ขึ้นไปมั้ย "ม่ายยยยย" เรายอมแพ้ค่ะ ทรายร้อนมาก ขืนไปเท้าคงสุกพอดี  ขึ้นไปนิดเดียวให้พอได้ภาพละกันน้อ ^^ เราเจอกรุ๊ปทัวร์คนไทยด้วย บางคนเพิ่งเดินเข้ามาครึ่งทางแล้วไกด์เรียกให้กลับ  ทำให้พลาด ไม่ได้เห็นมุมสวยๆ อีกมุมหนึ่งของซุยเตียน เสียดาย เสียดาย เสียดายแทน ยังไงถ้าใครมาที่นี่แล้วรีบเดินจ่ำอ้าวไปให้สุดทางเท่าที่จะทำได้นะคะ ซุยเตียนก็จะประมาณนี้ค่ะ สถานีต่อไป >> หมู่บ้านชาวประมง (Fisherman Village) เอาภาพระหว่างทางมาฝาก น้ำทะเลสีครามนวลๆ ^^ หมู่บ้านชาวประมงค่ะ(Fisherman Village) ที่นี่จะมีเรือหาปลานับร้อยลำที่พากันกลับเข้าฝั่งมาในตอนเย็นและยังมีเรือกระด้งลำกลมๆ  ซึ่งเป็นเรือประมงพื้นบ้านของชาวดาลัดอีกด้วยค่ะ แสงอาทิตย์ระยับระยิบส่องต้องผิวน้ำ ระรอกคลื่นที่ซัดโถมเข้าฝั่ง สวยจนต้องยอมถอดแว่นกันแดดมองเลยทีเดียว โว๊ะ โหะ โหะ ^O^ สถานีต่อไป >> ทะเลทรายขาว (White Sand Dune) เห็นทางเข้าทะเลทรายแล้วใจเต้น ได้ยินเสียงอะไรมั้ย... ได้ยินเสียงเพลงนั้นมั้ย... ทำนอง... จังหวะ... เริ่มดังอยู่ในโซนประสาทหูแล้วสิ ^^ ขบวนรถจิ๊บพานักท่องเที่ยวมุ่งสู่ทะเลทรายขาว แนะนำให้หา Mask มาใส่ด้วยนะคะ ฝุ่นเยอะมาก มองไปด้านซ้ายจะเห็นทะเลทรายอยู่ไกลๆ ตื่นเต้นๆ ก่อนเข้าไปด้านในจะต้องเสียค่าธรรมเนียมคนละ 10.000 ดอง เราซื้อน้ำเปล่าติดตัวไปด้วย กันลงแดงเพราะขาดน้ำ ที่นี่จะมีรถ ATV ให้เช่า ราคา 200.000 - 300.00 ดอง จำกัดเวลาด้วย แพงนะ เดินดีกว่าประหยัดและได้ออกกำลังกาย จะบอกว่าเราใส่หูคีบเพื่อนยากมาแหละ เวลาเดินก็ถอดออกให้เท้าได้สัมผัสกับทรายนุ่มๆ อุ่นๆ แต่แดดอ่าร้อนมาก !! แต่ก็คุ้มนะ ทะเลทรายที่ใกล้ประเทศไทยแบบนี้ควรมาค่ะ และที่นี่ก็เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์เรื่องเราสองสามคน ที่เราเป็นนางเอก (แอร๊ยย ><) แต่เรื่องจริงเราทั้งหูไม่ดี ทั้งสายตาไม่ดีเลยนี่สิ ห้าา ฝรั่งคู่คุณตาคุณยายเดินเร็วมาก นำเราไปเรียบร้อย สงสัยเราขาสั้น เอิ๊กๆ หันหลังกลับไปจะได้วิวนี้ค่ะ สวยงาม เพื่อนเราโคตรเท่เลยรูปนี้ ผมยุ่งๆ ชอบอ่า >< ะเลทรายที่เวียดนามมีทะเลทรายขาวและทะเลทรายแดงอยู่ใกล้ๆ กันค่ะ ซึ่งที่สุดท้ายเราจะไปดูพระอาทิตย์ตกยามเย็นที่ทะเลทรายแดงกัน ใครไม่ได้เล่นสไลเดอร์เมื่อกี้ ที่นี่จะมีเด็กๆ คอยเดินตามตื้อให้ซื้อไปเล่นนะคะ รถจะจอดฝั่งที่ติดทะเล เราก็ข้ามมาอีกด้าน คราวนี้เดินไปไม่ไกลค่ะ ชิวๆ เราเดินทางกลับที่พักประมาณ 1 ทุ่มค่ะ โหยยเหนียวตัวมาก แดด ฝุ่น ทราย อาบน้ำด่วน แล้วเดินออกไปหาอะไรกินข้างนอกกัน สองข้างทางจะมีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก และโรมแรม เกสเฮ้าส์ เยอะค่ะ แต่ช่วงนั้น 3 ทุ่ม รู้สึกจะเริ่มเงียบ มาถึงมุยเน่ หลายรีวิวบอกว่าต้องมากินอาหารทะเลที่ร้าน Lam Tong ค่ะ  โดยเฉพาะล็อบสะเต้ออออ หาร้านอยู่นานในที่สุดก็เจอ เข้าไปด้านในเลือกที่นั่งติดระเบียงริมทะเล แต่รู้สึกเสียงคลื่นซัดเข้าฝั่งจะดังไป ราคาอาหารที่นี่ค่อนข้างแพง อย่างว่าย่านแหล่งท่องเที่ยว วิธีการสั่งถ้าเป็นอาหารทะเล เขาจะคิดเป็นกิโล ตักเอาสดๆ จากตู้เลย เห่อจะกินก็สงสาร ถ้ามัวแต่สงสารก็จะอดกิน สุดท้ายสั่งมา 3 อย่าง ล็อบสเตอร์ย่างได้มา 2 ตัว หอยนางรมอบชีส 4 ตัว และข้าวผัดซีฟู้ด 1 จานกลางๆ ค่าเสียหายมื้อนี้อยู่ที่ 1.305.000 ดอง หรือ 3 อย่าง 1,957 บาท แพงงงงงงงงงงอ่ะ แพงสุดเท่าที่กินมาละ กระเป๋านี่แห้งเลยค่ะ ที่อยากกินเพราะล็อบสเตอร์เลยย TT เราและเพื่อนสรุปกันว่าแพงไป และรสชาติก็งั้นๆ นะ ไปหาร้านอื่นเหอะ ใครมีร้านอร่อย ราคาโอเคกว่านี้ แนะนำมานะคะ วันที่ 3 ที่หมุยแน้ สนุก เหนื่อย แดด ลม ทราย แผดเผาร่าง คืนนี้ต้องพักฟื้นค่ะ เพื่อพรุ่งนี้ที่โฮจิมินห์ถิ่นลุงโฮ ราตรีสวัสดิ์ สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 3 "มุยเน่" ค่าใช้จ่ายรวม 2.157.000 VND + 42 USD = (2157 x 1.5) +  (42 x 32) = ประมาณ 4,579 บาท เฉลี่ยคนละ  4,579/3 = 1,526 บาทค่ะ ปล.ถ้าไม่เน้นกิน แนะนำกินอาหารข้างทาง บั๋นหมี่ก็มีค่ะ 20.000 ดองเอง ราคาแตนดาร์ด ประหยัดได้อีกเยอะ ^^ เช้าวันที่ 4 ก่อนไปโฮตอน 08.00 น. วันนี้เราตื่นกันเช้าค่ะ อยากไปเห็นแสงแรกที่ริมทะเล เกือบ 7 โมงได้ แต่ไม่ทันแสงแรกหรอก โน่น...แสงที่สอง สาม สี่ ห้า.... สว่างจ้าเลย แต่ก็ถือว่าได้ออกมารับอากาศตอนเช้าๆ ได้เห็นคนเอาเรือออกหาปลาด้วย น้องหมาก็ออกมาเดินเล่นนะคะ พอคลื่นซัดมาใกล้ๆ ก็วิ่งหนี มองดูแล้วอารมณ์ดีเลย ระหว่างไปหาของกิน ร้านไม่ค่อยเปิดเลย เงียบไปนะ เราเจอ "ฺBackpacker Village" คูลอ๊าาาา เจอรถเต่าด้วย หาเจอยากนะ >< ร้านอาหารที่นี่จะเปิด 07.00 น. แต่จะตั้งร้านไว้ก่อนหลอกล่อเรามาก เราตัดสินใจเดินไปร้านนึง หาพนง.นานอยู่ กว่าจะออกมา คือมื้อเช้านี่ต้องกินนะ ไม่งั้นหิวตาย กว่าจะถึงโฮจิมินห์ ก็ประมาณ 6 ชั่วโมง เราสั่งเบอร์เกอร์เวียดนาม ก๋วยเตี๋ยว(ได้เส้นมาม่าอีกละ U_U) และข้าว รสชาติก็งั้นๆ คือมุยเน่นี่ไม่มีอะไรอร่อยเลยหรอ ?! ค่าอาหารมื้อนี้ 215.000 ดองค่ะ อิ่มท้องแล้วจัดกระเป๋า โก ทู โฮจิมินห์ ค่ะ เราออกเดินทางจากมุยเน่ตอน 08.00 น. รถออกไปได้ซักพัก เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเพื่อนเราลืมมือถือ !!! ขณะรถจอดรับผู้โดยสาร เพื่อนเรารีบออกไปบอกคนขับว่าลืมของ นังรีบโดดออกจากรถซ้อนท้ายพี่วินกลับไปเอาของที่ที่พัก งานนี้เป็นใครก็ใจเต้นรัวๆ ดีนะที่เพิ่งออกมาได้ไม่ไกล ฝากถึงทุกท่านโปรดเช็คสิ่งของมีค่าก่อนออกจากที่พักทุกครั้งค่ะ รถจะแวะพักให้ทานมื้อเที่ยงด้วยนะคะ ไม่อดตายแล้วเรา ^^ เวลา 13.30 น. เราถึงโฮจิมินห์ ใช้เวลา 5.30 ชม. และเป็นวันสุดท้ายที่จะได้เที่ยวเวียดนาม  ตอนนี้เงินดองไม่พอต้องเดินหาที่แลกตังค่ะ จำได้ว่าจะมีธนาคาร Dong A Bank อยู่ตรงถนนฟามงูเหลา ก็เดินไปหาดูปรากฏว่าปิด ผ่านเวียตซีก็ปิด คือวันเสาร์ที่โฮจิมินห์ บริษัท ร้านค้าจะปิดให้บริการ เงียบเหงาเลย จริงๆ ควรจะเปิดนะ นักท่องเที่ยวก็เยอะ ดังนั้นใครมาเที่ยวแล้วเจอแบบนี้โคตร ซอ อัว ยอ ซวยยยย เราเลยเดินไปที่ตลาดเบนถันเพราะข้อมูลที่หามาบอกว่ามีร้านรับแลกอยู่ และก็มีจริงๆ ข้ามทางม้าลายไปจะเจออยู่ด้านซ้ายมือ มีอยู่สองร้านอยู่ข้างๆกัน เราเลือกร้านขวาเหรดแลกเงินไทยเป็นดองดีกว่า (แต่ทำไมบางบทความบอกว่าถ้าแลกเงินกับร้านเพชรร้านทองเวียดนามผิดกฏหมายนะ) แลกเงินแล้ว เข้าไปที่ตลาดเบนถันกันค่ะ คล้ายจัตุจักรบ้านเราเลย ที่นี่มีพื้นที่ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร มีหอนาฬิกาอยู่ด้านหน้าเป็นสัญลักษณ์ค่ะ สินค้าก็จะเป็น เสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง เป้ นาฬิกา ของที่ระลึก อาหาร เครื่องเทศ อาหารสด ดอกไม้ บลาๆ ของทีนี่ถูกนะ ต่อราคาดีๆ แต่ผลไม้แช่อิ่มแพงกว่าที่เราซื้อที่ดาลัด จะให้ดีกลับไปซื้อกินที่ไทยเหอะค่ะ ห้าา (ตลาดเบนถันจะเปิดตอนเช้าจนถึงบ่ายๆ นะคะ มาตอนเย็นกินแห้วแน่ ) จากนั้นเราก็เดินเที่ยวรอบเมืองค่ะ แน่นอนว่าตามสไตล์นักท่องเที่ยวก็ต้องหยิบแผนที่ออกมากาง แล้วคลำๆ ทางไปด้านหลังตลาดเบนถัน พร้อมถามทางคนไปเรื่อยๆ เจอร้านตัดผมอยู่ในซอกในช่องเล็กๆ ด้วย ชอบอ่า ช่างกำลังตัดผมให้เด็กน้อยอยู่ และแล้วเราก็มาถึงที่แรกค่ะ พิพิธภัณฑ์สงคราม (War Remnants Museum) คนต่อแถวซื้อบัตรเยอะเลย ค่าเข้า 15.000 ดอง ข้างในอาคารจะจัดแสดงเครื่องมือการรบ และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ในสมัยสงครามเวียดนามมีทั้งของจีน เมกา พร้อมภาพถ่ายแนว Photo Essay ขอย้ำว่าฝีมือช่างภาพในสมัยนั้นเทพมาก โดยเฉพาะผลงานช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่ใช้กล้อง Nikon ตัวสีดำ ภาพส่วนใหญ่เห็นแล้วสะเทือนใจค่ะ เราเห็นฝรั่งหลายคนยืนมองแล้วน้ำตาคลอ คงอินมาก เพราะแต่ละภาพถ่ายทอดความรู้สึกได้ดี สถานีต่อไป โบสถ์นอร์ทเธอดามค่ะ เก็บภาพระหว่างทางมาฝาก โบสถ์นอร์ทเธอดามสร้างขึ้นในสมัยเวียดนามอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส พ.ศ.2420 เป็นการจำลองมหาวิหาร Notre Dame กรุงปารีสมา มีหอคอยคู่ สูงๆ เป็นสัญลักษณ์ที่มองเห็นได้แต่ไกล และยังเป็นโบสถ์ที่มีความสวยงามที่สุดในเวียดนามใต้อีกด้วยค่ะ เดินมานิดเดียวก็เจออาคารสีเหลืองเข้มๆ ตั้งเด่นเป็นสง่า ภาพนี้เราถ่ายจากมือถือ ซัมซุงแกรนด์ 2 ไม่คิดว่าจะชัดขนาดนี้ ห้าาาา ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ (Central Post Office) เป็นไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนามด้วยศิลปะโกธิคค่ะ สร้างขึ้นเมื่อครั้งที่เวียดนามยังอยู่ในการปกครองของฝรั่งเศสช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ผู้ออกแบบไปรษณีย์แห่งนี้คือ **Gustave Eiffel สถาปนิกระดับโลก ผู้ออกแบบหอไอเฟล ในตัวอาคาร    จะตกแต่งด้วยภาพแผนที่ทางทะเลโบราณ และมีภาพของอดีตผู้นำประเทศ "ลุงโฮ" นั่นเอง ใครจะส่งโปสการ์ดเชิญได้ที่นี่นะคะ เราจะใช้เวลาอยู่ในแต่ละที่ไม่นานมากค่ะ แล้วเดินต่อไปอีกที่ เมื่อยมาก จนมาถึง Opera House หรือโรงละครยาฮดแถงห์โฝ (Nha hat Thanh Pho) สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2402 เพื่อใช้ในการแสดงต่างๆ เมื่อก่อนเคยใช้เป็นสำนักงานใหญ่ของสภาเเห่งชาติเวียดนามใต้ แต่ ณ บัดนาว เปิดใช้เป็นที่เเสดงเหมือนเดิมค่ะ สถานที่ต่อมา สภาประชาชน ตรงข้ามจะเป็นสวนที่เรียกว่า จัตุรัสโฮจิมินห์ (Tran Nguyen Hai Statue) มีอนุสาวรีย์ลุงโฮอยู่ด้วยนะคะ จุดนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของโฮจิมินห์ ที่ใช้เป็นจุดตั้งหลักและจุดนัดพบเลยก็ว่าได้ ประเด็นฝั่งจัตุรัสโฮจิมินห์กำลังทำการปรับปรุงค่ะ โดนล้อมไว้หมดเลย มองไม่เห็นอะไรซักอย่าง TT ขณะนี้เวลา 18.30 น. รถเมล์สาย 152 ไปสนามบินหมดแล้ว เราอยากใช้เวลาให้คุ้มค่าเพราะ เครื่องออก 21.35 น. ซึ่งเช็คอินในเว็บเรียบร้อยแล้ว  เลยว่าจะนั่งแท็กซี่ไปสนามบินเอา ประมาณ 30 นาที ระหว่างนี้เพื่อรักษาเวลาเราไม่เดินละค่ะ นั่งแท็กซี่อย่างเดียว ไป ร้าน Quan an ngon ที่อยู่ 138 Nam KyKhoiNghia Street | District 1, Ho Chi Minh City, Vietnam ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ยิ่งเวลามีจำกัด อยากกินอาหารเวียดนามให้ครบต้องมาที่นี่เลย ทำกันให้ดูสดๆ ด้วยนะคะ เราสั่งอาหารมา 5 อย่าง จำชื่อไม่ได้ซักอย่าง ถามพนังงานให้แนะนำเมนูแบบเวียดนามสไตล์เอาค่ะ และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ อาหารอร่อยทุกอย่าง โหวตๆๆ ^^ หมายเลข 1 ข้าวผัดเวียดนามใส่หม้อดิน หมายเลข 2 เส้นขนมจีนเส้นแห้งกินกับปอเปี๊ยะทอดและหมูย่าง เด็ดมาก พูดเลย หมายเลข 3 คล้ายๆ สาคูไส้หมู แต่แป้งจะเหนียวๆ ใสๆ ข้างในใส่ไส้กุ้งหวานๆ จิ้มกับน้ำจิ้มหวานๆ เปรี้ยวๆ ที่อยู่ในจาน ฟินมากก หมายเลข 4 ขนมเบื้องเวียดนามค่ะ อันใหญ่กว่าที่ไทยมาก แป้งจะกรอบ ข้างในเป็นถั่งงอก ผักต่างๆ และกุ้ง หมายเลข 5 ขนมหวานอันนี้คล้ายกล้วยบวชชีค่ะ ส่วนผสมมีกล้วยนึ่งฝานบางๆ สาคูเม็ดเล็ก เนื้อมะพร้าวอ่อน ราดด้วยกะทิแบบเจ้มจ้น และถั่วลิสง คือจานใหญ่มาก ดีนะสั่งมาแค่จานเดียว อิ่มอร่อยมากค่ะ ชอบ กลับบ้านต้องลองทำกินให้ได้ มื้อเย็นที่แสนอร่อยนี้ ราคาอยู่ที่ 1.907.000 ดอง หรือประมาณ 2,860 ค่ะ (แพงงงงงงงงอ่า แต่ไม่เป็นไรแลกกับเวลาที่ไม่ต้องไปเดินหาของกินแบบเวียดๆ แล้วยอมจ่าย) อิ่มกันแล้ว แต่เวลานี่ 2 ทุ่ม จวนจ้ำมาก เรานั่งแท็กซี่ให้ไปส่งที่ Night Market เพื่อเลือกซื้อของฝาก แบบเร่งๆ รีบๆ คราวนี้เวลาโคตรกระชั้น เราเลยเรียกแท็กซี่ไปสนามบิน พอถึงสนามบินเราวิ่งไปที่ เคาเตอร์แอร์เอเชียแบบไม่คิดชีวิต แล้วยื่นเอกสารให้พนง. สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นจนได้ จากที่ฟังภาษาอังกฤษไม่ค่อยออก แต่วันนั้นฟังออกเต็มสองรูหู "ซอรี่" มาคำแรกและ "เลท" มาคำที่สอง "ทูม้อโร่ อะ เกน" คำที่สาม เราสองสามคมองหน้ากันทำตาปริบๆ โหยย ชีวิต ตกเครื่องข่าาาาา เราเสริจหาเที่ยวบินของวันนี้และวันพรุ่งนี้ในราคาที่ถูกที่สุด ได้ Vietjet Air ราคาดีสุดคือ 3,000 บาท รอบ 11.00 น. แต่เคาเตอร์ปิดแล้ว จองในเน็ตก็ไม่ได้ ตอนนั้นประมาณ 5 ทุ่มได้ เลยตัดสินใจเดินออกจากสนามบินไปหาที่พักใกล้ๆ แล้วค่อยมาจองตั๋ววันพรุ่งนี้ รุ่งขึ้นการซื้อตั๋วสำร็จไปด้วยดี แต่ของฝากเราไม่อยู่แล้ว เศร้า... แต่จะเศร้าทำไม ทำวิกฤตให้เป็นโอกาสสิ ไหน ๆ ก็มีเวลาอยู่ต่อแล้ว เลยนั่งรถเมล์สาย 152 กลับเข้าเมืองโฮจิมินห์อีกครั้ง และใช้เวลา 3 ชม. สุดท้ายให้คุ้มค่าที่สุด เราแวะตลาดเบนถันเพื่อซื้อของฝากใหม่ และหาของกินที่นี่เลย โชคดีก่อนกลับได้ลิ้มรสกาแฟและราเมงสูตรเวียดนามแสนอร่อย กาแฟรสเข้มมากและหวาน แต่มันกลมกล่อม อร่อยสุดๆ ราเมงเวียดนามนี่เด็ดมาก เส้นเด้ง น้ำซุปต้มยำ เเซ่บเวอร์  ต้องลองนะคะ !! ขากลับไปสนามบินให้ขึ้นรถเมล์ที่จุดเดิม แต่ให้ยืนรอที่ช่องรอรถด้านในนะคะ จะมีป้าย 152 บอกประจำจุดอยู่ค่ะ สาบานว่า จะไม่ให้ประวัติศาสตร์ตกเครื่องซ้ำรอยอีก ต่อจากนี้เตรียมตัวกลับสู่ประเทศไทยและโลกแห่งความจริงของมนุษย์เงินเดือนต่อไป สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 3 และ 4 รวม 3.539.000 VND = 3539 x 1.5 ประมาณ 5,300 บาท/3คน เฉลี่ยคนละ 5,300/3 = 1,766 บาท ***สรุปค่าใช้จ่ายต่อคน 4 - 8 มีนาคม 2558 ระยะเวลา 4 คืน 5 วัน*** ตั๋วเครืองบินไปกลับ 3,000 บาท วันที่ 1     : 1,056 บาท วันที่ 2     : 1,420 บาท วันที่ 3     : 1,526 บาท วันที่ 4-5   : 1,766 บาท รวม 8,768 บาทค่ะ ตีเป็นเลขกลมๆ สวยๆ ก็ 8,700 บาท (ขอไม่รวมค่าตั๋วที่ซื้อใหม่นะคะ) ถ้าไม่เน้นกิน เลือกแบบโลคอลตามข้างทาง และไม่ตกเครื่องเสียเงินนอนโรงแรมและค่าอื่นๆ เพิ่ม งบจะอยู่ที่ 7,500*** บาทค่ะ หากคุณต้องการเที่ยวแบบประหยัดในราคาสบายกระเป๋า การศึกษาข้อมูลก่อนออกเดินทางเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากค่ะ แล้วคุณจะไม่ถูกโกงงง !!!!  ^^ ปล.ใครอยากได้ข้อมูล หลังไมค์นะคะ มีแบบละเอียดค่ะ แต่ขอรวบรวมดีๆ แปรบบ สุดท้ายและท้ายสุดขอบคุณเพื่อนร่วมทริปเราสองสามคนที่ทำให้ทริปนี้มีสีสันและสนุกสุดเหวี่ยง ขอบคุณภาพสวยๆ จากกล้องอิดรูเพื่อนสาว ที่ทำให้ได้ภาพเพิ่มในหลายๆ มุม กระทู้มีสีสันขึ้นเยอะ สำคัญสุด ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงบันทัดนี้ คือยาวมาก ทำเองยังเบื่อเลย คิดตลอดว่าเมื่อไหร่จะจบวะเนี้ย ห้าาาาา จบละนะ จบ. แต่ "เวียดนาม" พี่ไม่จบแน่ ต้องมีซ้ำ !!!! บอกไม่ถูกเลยว่ารู้สึกดีใจสักเท่าไหร่ มากแค่ไหนก็ไม่รู้.... ^^ อ่านเพิ่มเติม : แบกเป้ลุยเวียดนามใต้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 4 คืน 5 วัน มันส์โคตร! (ตอนที่ 1) ขอบคุณข้อมูลการเดินทางและภาพสวยๆ เพจเฟสบุ๊ค เก็บกระเป๋า ติดตามภาพสวยๆ ได้ที่ Page : http://www.facebook.com/kepkrapao Facebook : https://www.facebook.com/supaporn.jainoon IG : http://www.instagram.com/kepkrapao