ศาลฏีกา

ปิดหมายศาล บ้าน'ปู' โบ้ยไม่อยู่ไปทำงาน
ข่าวยิ่งลักษณ์ /  คดีข้าว / 

จนท.อสส.-ศาลฎีกาฯ ปิดหมายศาล'คดีข้าว' นัด 19 พ.ค.นี้ หน้าบ้าน 'ยิ่งลักษณ์' หลัง ตร.เฝ้าบ้าน แจง เจ้าตัวไม่อยู่บ้านออกไปทำงานแต่เช้า ไม่ทราบเวลากลับ วันที่ 24 มี.ค.58 นายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เจ้าหน้าที่จาก ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่จากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เดินทางไปบ้านของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อปิดประกาศหมายนัดพิจารณาคดีครั้งแรก ในวันที่ 19 พ.ค.58 เวลา 9.30 น. ที่ศาลฎีกาฯ พร้อมแนบสำนวนคำฟ้องในคดีดังกล่าว กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว โดยหมายนัดนี้ อสส. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ด้วยคดีเรื่องนี้ศาลฎีกาฯ ได้นัดพิจารณาคดี ณ ห้องพิจารณาคดีแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยศาลฎีกา ชั้น 1 และได้ส่งสำเนาคำฟ้องมาพร้อมหมายเรียกฉบับนี้แล้ว เพราะฉะนั้น ให้ท่านไปศาลตามกำหนดนี้ ลงชื่อ นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ผู้พิพากษา นายธนฤกษ์ นิติเศรณี ผู้พิพากษา และนายธนสิทธิ์ นิลกำแหง ผู้พิพากษา โดยเจ้าหน้าที่จาก อสส. ได้สอบถาม เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำบ้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อขอให้ออกมารับหมายนัดพิจารณาคดีครั้งแรก แต่ปรากฏว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่อยู่ในบ้าน เนื่องจากเดินทางออกไปทำงานที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่ช่วงเช้า ไม่ทราบเวลากลับ เจ้าหน้าที่ อสส. จึงต้องปิดประกาศหมายนัดดังกล่าวไว้ที่ประตูหน้าบ้าน เลขที่ 38/9 ซอยนวมินทร์ 111 แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กทม. ขอบคุณภาพ naewna MThai News

ศาลแพ่งยกเลิกคำสั่ง ห้ามฉาย Fast 7 แล้ว
Fast and Furious 7 /  ฟาส7 / 

ศาลแพ่งยกเลิกคำสั่ง ตามทนายจำเลยร้อง ทำให้หนัง "Fast 7" เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 1เม.ย.นี้ บอกหวั่นกระะทบคนหมู่มาก และนักแสดงรายอื่น  รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (30 มี.ค. 58) ศาลแพ่งได้มีคำสั่งยกเลิกการคุ้มครองชั่วคราว กรณีสั่งห้ามฉายภาพยนตร์เรื่อง Fast and Furious 7 (ฟาสต์ แอนด์ ฟิวเรียส ภาค 7 หลังจากที่ก่อนหน้านี้นายสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ หรือ เสี่ยเจียง ผู้ก่อตั้งบริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดและประธานสหมงคลกรุ๊ป ผู้ประกอบธุรกิจภาพยนตร์ มอบอำนาจให้ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายพนม หรือทัชชกร ยีรัมย์ หรือจา พนม อายุ 38 ปี พระเอกนักบู๊ ชื่อดัง ,บริษัทยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Fast and Furious 7 (ฟาสต์ แอนด์ ฟิวเรียส ภาค 7) และบริษัท ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส (ฟาร์อีสต์) จำกัด หรือยูไอพี ประเทศไทย เป็นจำเลยที่ 1-3 เรื่องละเมิด ผิดสัญญา เรียกค่าเสียหายจำนวน 1,600 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยศาลให้เหตุผลว่า หากมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก็จะส่งผลกระทบกับนักแสดงรายอื่นด้วย จึงให้ยกคำร้องคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งหมายถึงว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถเปิดฉายตามโรงภาพยนตร์ได้ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. เป็นต้นไป ส่วนคดีที่ฝ่ายโจทก์ยื่นฟ้องไว้ พร้อมเรียกค่าเสียหาย 1,600 ล้านบาทก็ยังคงดำเนินต่อไปตามหลักกระบวนการยุติธรรม โดยศาลนัดพิจารณาคดีวันที่ 15 มิ.ย.นี้ เวลา 09.00 น. MThai News

ตร.จ่อหมายจับอีก3 แก๊งบึ๊มศาล เร่งขยายผลล่าผู้สั่งการ
นครบาล /  ระเบิดศาลอาญา / 

ตำรวจนครบาลเตรียมส่งสำนวนคดีระเบิดให้อัยการสูงสุดร่วมพิจารณา ขณะเตรียมเสนอศาลอนุมัติหมายจับระดับสั่งการเพิ่มอีก 3 คน วันนี้ (31 มี.ค.) พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงความคืบหน้าคดีคนร้ายปาระเบิดใส่ลานจอดรถ ศาลอาญารัชดา เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมาว่า ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องในคดีเพิ่มเติม 3 คน คาดว่าจะมีความชัดเจนในสัปดาห์นี้ ส่วนการสรุปสำนวนคดีจะต้องใช้ระยะเวลาอีกสักระยะ พร้อมประสานอัยการสูงสุดเข้ามาดูแลสำนวนคดี เนื่องจากมีการสั่งการวางแผน และร่วมทำผิดในต่างประเทศ คาดว่าทางอัยการสูงสุดจะส่งผู้แทนที่รับผิดชอบคดีนี้ ได้ภายในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะการขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องในระดับสั่งการ ทั้งนี้มีรายงานว่า ตำรวจพบข้อมูลภาพถ่าย ผู้ต้องหาคนสำคัญ คือ นายมนูญ ชัยชนะ หรือ อเนก ซานฟราน ถ่ายภาพร่วมกับนักการเมืองชื่อดัง รวมไปถึงแกนนำคนเสื้อแดง ในเฟสบุ๊คส่วนตัว ของนางสาวณัฏฐิดา มีวังปลา หรือแหวน หนึ่งในผู้ต้องหาที่จับกุมก่อนหน้านี้ โดยจะให้พนักงานอัยการในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง ว่าจะต้องดำเนินคดีบุคคลใดเพิ่มเติมบ้าง ส่วนผู้ต้องหา 3 คนที่ตำรวจจะออกหมายจับเพิ่มเติมนั้น มีรายงานว่าเป็นระดับปฏิบัติการ คือ นายธรรเทพ มิตรอารักษ์ บุตรชาย นางสาวพร มิตรอารักษ์  นายวิทย์ ไม่ทราบชื่อสกุลจริง และบุคคลไม่ทราบชื่ออีก 1 คน สำหรับคดีนี้ ศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาแล้วจำนวน 19คน จับกุมดำเนินคดีได้ 16คน และอยู่ระหว่างหลบหนี 3คน คือ นายมนูญ ชัยชนะ หรือ อเนก ซานฟราน นายวิระศักดิ์ โตวังจร และนายธนาวุฒิ อภินันท์ถาวร ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักข่าวไทย MThai News

รวบพ่อน้องเฌอ ปลุกระดมยั่วยุ-ฝากขังศาลทหารเช้านี้
กิจกรรมพลเมืองรุกเดิน /  ปลุกระดม / 

เจ้าหน้าที่รวบ "พ่อน้องเฌอ" คาบ้านพักนนทบุรี หลังออกหมายจับ ขัดคำสั่งคสช. ปลุกระดมยั่วยุ เตรียมคุมตัวฝากขังศาลหทารเช้านี้ พลตำรวจตรีศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สอบปากคำ นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ หรือ พ่อน้องเฌอ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม ปี 2553 หรือ 1 ในแกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับที่สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม หลังถูกตำรวจฝ่ายสืบสวนนครบาลจับกุมตัวตามหมายจับ ในบริเวณลานจอดรถวัดระหาร ตำบลโสนลอย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ใกล้เคียงบ้านพักย่านบางบัวทองเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา โดย พลตำรวจโทศรีวราห์ กล่าวว่า ในการจับกุมเป็นไปตามหมายจับของศาลทหารกรุงเทพในความผิด ฐานปลุกระดมยั่วยุให้ผ่าผืนกฏหมาย ตามมาตรา 116 ( 3 ) พรบ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 114 ( 3 )  และฝ่าฝืนประกาศของ คสช ฉบับที่ 7 หลังจากเมื่อวันที่ 15 มีนาคม ในการจัดกิจกรรม พลเมืองรุกเดิน จากซอยรางน้ำไปยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ อย่างไรก็ตามในเช้าวันนี้ นายพันธ์ศักดิ์ จะมีการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวจากบ้านพักย่านบางบัวทองมายังศาลทหารพระธรรมนูญ และจะค้างคืนเตรียมมอบตัวตามหมายจับในวันที่ 27 มีนาคม แต่ถูกควบคุมตัวได้เสียก่อน ขณะที่พนักงานสอบสวนเตรียมควบคุมตัวฝากขังศาลทหารหลัง 10.00 วันนี้ นอกจากนี้พลตำรวจโท ศรีวราห์  กล่าวว่าจะนำตัวผู้ถกกล่าวหาไปตรวจร่างกายก่อนเจ้าฝากขังเพื่อกันข้อครหาว่าถูกตำรวจซ้อมระหว่างควบคุมตัว และไม่ได้เป็นการดำเนินกิจกรรมที่กลุ่มดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ แต่ทำตามหมายจับค้างเก่าตามขั้นตอน

ศาลยกฟ้อง 'ธาริต'หมิ่น'พระสุเทพ'ทุจริตโรงพัก396แห่ง
ทุจริตสร้างโรงพักทดแทน396แห่ง /  ธาริต เพ็งดิษฐ์ / 

ศาลพิพากษายกฟ้อง "ธาริต" คดีหมิ่นประมาท "พระสุเทพ"มีส่วนทุจริตโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง ชี้หลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอ วันนี้ (26 มี.ค.) ศาลอาญา นัดอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีที่พระสุเทพ ปภากโรหรือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฟ้องหมิ่นประมาท นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนระหว่างวันที่ 20 ม.ค.- 5 ก.พ.56 พาดพิงนายสุเทพ ขณะเป็นรองนายกรัฐมนตรี มีผลประโยชน์จากการทุจริตโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทนจำนวน 396 แห่งทั่วประเทศ ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การพิจารณาว่าจะเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่ ต้องดูที่ถ้อยคำ ข้อความ เจตนา และความเข้าใจของวิญญูชนทั่วไป โดยการให้สัมภาษณ์ของนายธาริต เป็นการให้สัมภาษณ์ตามอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่จะรายงานความคืบหน้าคดีที่อยู่ในความสนใจในขณะนั้น ส่วนการใช้คำว่า "นายสุเทพเป็นผู้สั่งการ" เป็นการให้สัมภาษณ์ตามที่พนักงานสอบสวนผู้ใต้บังคับบัญชารายงาน เพราะนายสุเทพ มีตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และโครงการก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการทุจริตจริง เพราะยังมีการก่อสร้างจำนวนมากที่ไม่แล้วเสร็จ เมื่อพิจารณาตามพยานหลักฐานและสำนวนประกอบคำให้การโจทย์ ยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอ ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง หลังฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้น นายธาริตซึ่งวันนี้เดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง มีสีหน้ายิ้มเป็นปกติ และปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ ก่อนขึ้นรถกลับในทันที ขอบคุณข้อมูลจาก จส.100 MThai News

ฝากขังผลัดแรก พ่อเลี้ยงโหด เพิ่มข้อหา-ค้านประกันตัว
ทำร้ายร่างกาย /  ทำร้ายลูกเลี้ยง / 

ตำรวจคุมตัว พ่อเลี้ยงโหด ฝากขังผลัดแรก พร้อมเพิ่มข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและคัดค้านประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ หวั่นข่มขู่พยาน  วันนี้ (31 มี.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ควบคุมตัวนายอานนท์ หรือแจ๊ค พิมพ์หนู ผู้ต้องหาทำร้ายร่างกายเด็กชายวัย 2 ขวบเสียชีวิต มาขออำนาจศาลจังหวัดมีนบุรี ฝากขังผัดแรก ในฐานความผิดทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการเพิ่มข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พร้อมยื่นคัดคัดค้านประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ไปข่มขู่พยาน สำหรับการตั้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาให้กับผู้ต้องหาเพิ่มเติม พนักงานสอบสวนได้พิจารณา วิเคราะห์เหตุการณ์จากคลิปวีดีโอซึ่งเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด โดยผู้ต้องหามีพฤติกรรมที่หมายจะเอาชีวิต เนื่องจากมีการฟาดเด็กลงพื้น ประกอบกับผลวินิจฉัยจากโรงพยาบาลนพรัตน์ ที่ระบุว่า เด็กที่เสียชีวิตมีอาการสมองบวม ซี่โครงหักหลายแห่ง อวัยวะภายในบอบช้ำ ปอดฉีกขาด จากการถูกทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการแจ้งข้อหาแม่ของเด็กหรือไม่นั้น ต้องรอการให้ปากคำของนายชาญชัย จันทร์ศุภฤกษ์ ซึ่งเป็นพยานที่อยู่ในคืนเกิดเหตุ และเป็นบุคคลปรากฏอยู่ในคลิปที่เป็นหลักฐานสำคัญ ทั้งนี้ ขณะเจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหามายื่นขออำนาจศาลฝากขังนั้น ได้มีบรรดาญาติ และประชาชนมาคอยดูอยู่บริเวณศาลจังหวัดมีนบุรีเป็นจำนวนมาก จึงมีการประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่สายตรวจ สน.มีนบุรี และกำลังเจ้าหน้าที่ทหารมาดูแลความสงบเรียบร้อย ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวาย ภายหลังเจ้าหน้าที่ขออำนาจศาลฝากขังเสร็จสิ้นได้มีเจ้าหน้าที่จากกรมราชทัณฑ์ นำตัวผู้ต้องหาไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษมีนบุรีทันที ขอบคุณข้อมูลจาก คมชัดลึก MThai News

เปิดคำภีร์ปีชง 2558 กับ อ.คฑา ชินบัญชร
ดูดวง2558 /  ปีชง / 

เปิดคำภีร์ปีชง 2558 กับ อ.คฑา ชินบัญชร ข้อควรระวัง ของนักษัตรทั้ง 3 เปิดปีใหม่ 2558 หลายคนมีแพลนที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ และเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีกว่า บางคนตระเวนทำบุญเพื่อแก้ปีชง ตามความเชื่อของคนจีน ที่ทำนายปีนักษัตรต่างๆ ว่าจะเป็นปีที่ดีงามหรือปีที่เจอแต่อุปสรรค วันนี้แม่หมอแห่ง Horoscope.mthai.com มีคำทำนายจาก อาจารย์ คฑา สำหรับปีแพะ 2558 มาฝากจ้า ปีมะเมีย คู่มิตร กับปีมะแม เป็นมิตรที่ดีต่อกัน เป็นปีที่ดีเลิศ โชคดี  มีดาวมงคลส่องหลายดวง มีโอกาสควรไปกราบไหว้ที่ศาลเจ้าพ่อม้า จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ ปีกระต่าย โดดเด่นในเรื่องการงาน การเงิน  มีการเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นชีวิตใหม่ ควรออกกำลังกายไปรับพลังจากแสงอาทิตย์บ้าง ปีกุล ปีนี้โชคดี  องค์ไท้ส่วยเอี๊ย หรือเทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์ หนุนดวงอยู่ ปีมะแม ถือว่าเป็นปีที่ไม่ถือว่าปะทะชน เพราะมีองค์ไท้ส่วยเอี๊ยประทับอยู่บนศรีษะ แต่เราควรอวยพร เพราะถ้าเราอวยพรใครเราจะได้กลับมาสองเด้ง เหมือนได้โชคสองต่อ สำหรับปีนักษัตรที่ชง มี 3 ปีคือ ปีฉลู ปีจอ ปีมะโรง วิธีแก้ชงควรไปฝากดวงชะตาองค์ไท้ส่วยเอี๊ย วัดเล่งเน่ยยี่ หรือวัดจีนทั่วประเทศ ขอพรให้คุ้มครองดวงชะตา ประสบความสำเร็จทั้ง 12เดือน ให้มีแต่ความสุขและโชคดี สิ่งที่ต้องระวัง ปีจอ ระวัง สุขภาพ อุบัติเหตุ กราบขอพรจากศาลเจ้ากวนอู ปีมะโรง ระวังอารมณ์ของตัวเองและคนรอบข้าง ใจเย็น ให้อภัย ปีฉลู ฝากดวงชะตากับไท้ส่วยเอี๊ย แชเล้ง เอี๊ยง เทพเจ้ามังกรเขียว ที่วัดวัดทิพยวารีวิหาร เรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com

ศาลสั่งประหาร 4นักโทษ ค้ายาบ้า8แสนเม็ด-ไอซ์2กก.ปี56
ค้ายาบ้า /  นักโทษ / 

ศาลอาญาสั่งประหารชีวิต 4 นักโทษค้ายาบ้ากว่า 8 แสนเม็ด-ไอซ์ 2 กก. ปี 56 สารภาพลดโทษเหลือคุกตลอดชีวิต 2 คน และ 50 ปี 2 คน ศาลอาญารัชดา อ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดียาเสพติด 9 เป็นโจทก์ฟ้อง นายมนต์ชัย พูนผล นายนิกร ฤทธิ์ดี นายสุรศักดิ์ ปลาบู่ทอง และ น.ส.ธัญชนก แย้มทัศน์ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยผิดกฎหมาย และสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จากกรณีระหว่างวันที่ 7-8 ม.ค. 2556 จำเลยทั้งสี่กับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องสมคบกัน ร่วมกันวางแผนลำเลียงยาเสพติด เป็นเมทแอมเฟตามีน 20 ก้อน หนักกว่า 9,000 กรัม ยาบ้า 8 แสนเม็ด และยาไอซ์ 2 กก. เหตุเกิดที่ ต.บางเตย อ.สามพราน จ.นครปฐม แขวงและเขตทวีวัฒนา กทม. ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์มีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมเบิกความ ขั้นตอนการจับกุมสอดคล้องกันเป็นลำดับขั้นตอน ทั้งพยานโจทก์ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสี่มาก่อน เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสี่กระทำผิดตามฟ้อง พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษประหารชีวิต ทั้ง 4 คน แต่จำเลยที่ 2 กับ 3 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 กับ 3 ไว้คนละ 50 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 กับ 4 ให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กับ 4 ไว้ตลอดชีวิต และให้ริบเมทเอมเฟตามีน และของกลางอื่น ๆ ทั้งหมด

ชูวิทย์ - สมจิตต์ ซัดกันนัวปม เป็นสื่อต้องวางตัวเป็นกลาง
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ /  สมจิตต์ นวเครือสุนทร

ชูวิทย์ - สมจิตต์ ซัดกันนัวปม เป็นสื่อต้องวางตัวเป็นกลาง ก่อนฝ่ายหลังจะเหน็บเจ็บคนทำธุรกิจมืดอย่าริมาสอนเรื่องคุณธรรม ทำเอาเพจเฟซบุ๊กร้อนเป็นไฟ เมื่อนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย และน.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ได้มีการปะทะคารมโพสต์ข้อความโต้ตอบกันไปมา หลังนายชูวิทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแนะนำให้น.ส.สมจิตต์ เป็นสื่อต้องวางตัวเป็นกลาง เพราะสื่อไม่ใช่นักการเมือง "คุณสมจิตต์ ตีอกชกตัวเองกับคำพูดนายกฯที่บอกว่า "ทำได้ดีกว่าพรรคที่คุณชอบ" อย่าว่าแต่นายกฯเลย ประชาชนทั่วไปเขาก็รู้ ว่าคุณสมจิตต์เชียร์พรรคประชาธิปัตย์อยู่ ความเป็นกลางในวิชาชีพสื่อจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคุณสมจิตรเป็นนักข่าว ไม่ใช่นักการเมือง" ก่อนอื่นต้องขอบคุณที่กรุณาให้ความสนใจเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของนักข่าวภาคสนามคนหนึ่งแต่คิดว่าคุณชูวิทย์อาจจะอ่านหนังสือไม่แตกหรือมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ดิฉันแนะนำให้ไปอ่านสิ่งที่ได้โพสต์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่มีประเด็นใดที่ดิฉันเอ่ยถึงคำพูดของนายกรัฐมนตรีตามที่คุณกล่าวมาเลยค่ะ จุดยืนของดิฉันชัดเจนมาตั้งแต่ต้นว่าไม่เป็นกลางระหว่างความถูก-ผิดชั่ว-ดีถ้าคนเป็นสื่อยังแยกแยะไม่ได้จะเป็นดวงตาให้ประชาชนได้อย่างไร ในฐานะพลเมืองไทยที่มีสิทธิเลือกตั้งดิฉันเลือกพรรคประชาธิปัตย์โดยไม่เคยปิดบังเพราะเป็นการใช้สิทธิหน้าที่ในฐานะพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ สาเหตุที่เลือกประชาธิปัตย์เพราะเป็นพรรคการเมืองเดียวที่มีอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ นอกนั้นล้วนแต่เป็นบริษัทการเมืองทั้งสิ้น ที่สำคัญหลักคิดที่จะเอาชนะระบอบทักษิณอย่างยั่งยืน สำหรับดิฉันคือ ต้องทำให้พรรคของทักษิณแพ้การเลือกตั้งเท่านั้น จึงจะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด จึงพยายามเสนอมาตลอดว่า ต้องให้ความจริงกับประชาชน เกี่ยวกับคดีทุจริตทีศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และพิษภัยจากประชานิยมที่สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางข้อมูลระหว่างประชาชนลง อันจะมีผลให้ความแตกแยกลดตามไปด้วย และยังมีผลที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนในอนาคตอีกด้วย แนวทางที่ดิฉันคิดไม่ใช่เรื่องง่ายและแน่นอนว่าคนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นไปไม่ได้อีกทั้งยังมีทัศนคติเหมารวมว่านักการเมืองเลวเป็นสัตว์นรกเหมือนกันหมด โดยไม่แยกแยะ ก็ยิ่งเป็นเรื่องยากที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น แต่จุดยืนของดิฉันยังคงมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงคือ การเอาชนะทักษิณอย่างยั่งยืนต้องทำให้ทักษิณแพ้การเลือกตั้ง และแน่นอนว่าถ้ามีการ เลือกตั้งครั้งหน้าในฐานะพลเมืองไทยดิฉันก็จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์เพราะเป็นพรรคที่ตรวจสอบได้ทั้งก่อนมีอำนาจและหลังมีอำนาจรวมทั้งทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบฝ่ายบริหารได้ ไม่ใช่บริษัทการเมืองที่จ้องเป็นรัฐบาลเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ดิฉันไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ถือว่าเป็นเจ้าของพรรคผ่านการเสียภาษีให้ทุกปี ปีละ 100 บาท ส.ส.ทุกคนในพรรคนี้จึงเป็นผู้รับใช้ประชาชนอย่างดิฉัน มีตรงไหนที่แปลกประหลาดหรือคะ? ในฐานะสื่อมวลชนดิฉันทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่ต่างจากรัฐบาลอื่นคนแสนรู้อย่างคุณชูวิทย์ก็น่าจะทราบนะคะ แต่เพื่อเปิดหู เปิดตาให้คุณชูวิทย์ได้เห็นแสงสว่าง จะแนบคลิปสัมภาษณ์ อภิสิทธิ์ ที่มีการลงในยูทูปให้คุณไปดูนะคะ เพราะคงมีเวลาว่างอยู่มาก ดิฉันไม่ได้โกรธหรือใส่ใจในการโหนกระแสของคนอย่างคุณชูวิทย์ แต่ที่จำเป็นต้องอธิบายเพราะเป็นการบิดเบือนข้อมูลจากความเป็นจริง และรู้สึกแปลกใจว่าคนที่ถูกศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาจำคุก 5 ปี โดยไม่รอลงอาญากรณีรื้อบาเบียร์ย่านสุขุมวิทปี 2546 และเคยถูกศาลอาญาตัดสิน ฐานละเมิดอำนาจศาล กรณีนำข้าวผัดและโอเลี้ยงไปศาล ในวันที่ศาลพิพากษาจำคุกอดีต กกต. โดยอ้างว่าเป็นการไปเยี่ยม จนมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล 3 สิงหาคม 2549 ศาลได้พิเคราะห์พฤติกรรมดังกล่าวเห็นว่า การนำโอเลี้ยงและข้าวผัดไปที่ศาลถือเป็นการประชดประชันอดีต กกต. ซึ่งเป็นการกระทำผิดกาลเทศะ ทำให้มีการกระทบกระทั่งกับผู้สนับสนุน กกต.จนเกิดความวุ่นวาย ถือว่าประพฤติตนไม่เรียบร้อยบริเวณศาล อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) ประกอบด้วยมาตรา 33 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 หลังเกิดเหตุ คุณชูวิทย์สารภาพผิดต่อศาลและขอโอกาสปรับปรุงตัวเอง ศาลจึงเมตตากำหนดโทษให้โอกาสกลับตัวภายในกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 แต่ดูเหมือนว่าความเมตตาของศาลยังไม่ทำให้คุณชูวิทย์ตระหนักถึงกาลเทศะอยู่ดี แม้เวลาจะผ่านมาถึง 9 ปีแล้วก็ตาม อย่างว่าละนะคะ “สันดอนขุดได้แต่สันดานขุดไม่ได้” คนที่ประกอบธุรกิจด้านมืดมาเกือบตลอดชีวิตอย่างคุณไม่มีสิทธิสอนจรรยาบรรณให้ใครทั้งนั้น เพราะคำว่า “คุณธรรม” ดิฉันยังไม่แน่ใจเลยว่าคุณรู้จักหรือเปล่า อ้อ เกือบลืม สะกดชื่อดิฉันผิดนะคะ ไม่ใช่ “สมจิตร” แต่เป็น “สมจิตต์” ค่ะ เผื่อว่าจะกล่าวถึงในโอกาสต่อไปจะได้เขียนอย่างถูกต้อง MThai News

อภัยนักโทษ1.4แสนคน เครือข่ายพงศ์พัฒน์-สุวะดี-กำนันเป๊าะรวมด้วย
กำนันเป๊าะ /  ตระกูลสุวะดี / 

พระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวนักโทษ 38,000 คน ลดโทษ 1.4 แสนคน เครือข่ายพงศ์พัฒน์-ตระกูลสุวะดี-ผู้พันตึ๋ง-กำนันเป๊าะ ได้ลดโทษด้วย ยกเว้นคดีผิด ม.112  วันนี้ (31 มี.ค.) นายวัลลภ นาคบัว รองโฆษกกระทรวงยุติธรรม และนายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ แถลงว่า ตามที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2558 ในโอกาสพระราชพิธีฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คาดว่าจะมีนักโทษที่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว 38,000 คน และนักโทษที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดหย่อนโทษจำนวน 140,000 คน สำหรับผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัว ได้แก่ ผู้ต้องโทษกักขัง ผู้ต้องโทษปรับที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ ผู้ต้องโทษที่ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ นักโทษเด็ดขาดที่มิได้กระทำความผิดในคดีที่ถือว่าร้ายแรงที่เหลือกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี รวมทั้ง นักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมที่เหลือกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี นักโทษเด็ดขาดอายุ 70 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หรืออายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์แต่ไม่เกิน 70 ปี ที่เหลือกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี นักโทษเด็ดขาดเป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ นักโทษเด็ดขาดเป็นคนเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง เป็นหญิงหรือผู้มีอายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ ซึ่งต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก และต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของโทษตามกำหนดโทษ ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ นักโทษเด็ดขาดที่รับการลดวันต้องโทษ แต่ยังมีความผิดตามบัญชีแนบท้ายที่จะไม่ได้รับการปล่อยตัว นายวัลลภ กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ คณะกรรมการตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษจะส่งรายชื่อต่อศาลแห่งท้องที่ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เพื่อออกหมายสั่งปล่อยหรือลดโทษ หรือออกคำสั่งยกเลิกการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ แล้วแต่กรณี ด้านนายวิทยา เปิดเผยว่า นักโทษรายสำคัญอย่าง นายสมชาย คุณปลื้ม หรือกำนันเป๊าะ ได้รับการอภัยโทษในคดีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการกำหนดโทษ 3 ปี 4 เดือน นับแต่ 1 ก.ย.56 โดยลดวันต้องโทษ 8 เดือน ทำให้จะพ้นโทษคดีดังกล่าวในวันที่ 29 ก.ย.58 ส่วนคดีร่วมกันจ้างวานให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลดวันต้องโทษ 5 ปี กำหนดพ้นโทษจะพ้นโทษ 27 ก.ย.78 นอกจากนั้น ยังมีนักโทษเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และตระกูลสุวะดี ได้รับลดหย่อนโทษในคดีอื่นๆ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าลดโทษลงอย่างไร ส่วนนักโทษที่กระทำผิดจากมูลเหตุจูงใจด้วยการเมืองต้องโทษด้วยคดีอาญา เข้าข่ายลดหย่อนโทษในคดีอาญา ส่วนนักโทษคดีความมั่นคงอยู่ในอำนาจศาลทหาร ขึ้นกับกระทรวงกลาโหมที่จะดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษ ขอบคุณข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ MThai News