ศาลฏีกา

ช็อค! คันนาวาโร่ โดนคุก 10 เดือนข้อหาบุกรุก
ฟาบิโอ คันนาวาโร่ /  ฟุตบอล / 

ช็อควงการลูกหนังโลก เมื่อ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ อดีตปราการหลังทีมชาติอิตาลี ดีกรีแชมป์โลก ที่ปัจจุบันรับงานเป็นโค้ชให้กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ ในลีกจีนต้องโทษจำคุก 10 เดือนจากศาลข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งศาลอิตาลี ด้วยการบุกรุกบ้านของตัวเอง โดยอดีตปราการหลัง ยูเวนตุส และ เรอัล มาดริด กับ เปาโล คันนาวาโร่ น้องชายที่ค้าแข้งกับ ซาสซูโอโล่ และ ดานิเอล่า ภรรยา ได้ฝ่าฝืนคำสั่งของศาลที่ห้ามไม่ให้เข้าไปในบ้านของตัวเอง ที่ถูกยึดทรัพย์ไว้ชั่วคราวเพราะต้องสงสัยว่าได้สร้างผิดกฎระเบียบตัวอาคาร เพียงเพื่อลงไปเล่นน้ำในสระว่ายน้ำ ซึ่งอัยการของเมือง เนเปิลส์เผยว่า ทั้งสามคนลงไปเล่นในสระว่ายน้ำโดยไม่ได้สนใจว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ถูกยึดทรัพย์และมีคำสั่งห้ามบุกรุกแต่อย่างใด ทำให้อดีตแข้งดังต้องโทษ 10 เดือนทันที แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการยื่นอุทธรณ์โทษทันที ทำให้โทษจำคุกจะถูกระงับเอาไว้จนกว่าจะมีการตัดสินคดีอีกครั้ง

บุกค้นบ้านสาวประเภทสอง ช่วยสุนัขนับ100ถูกขังทารุณ
ทารุณกรรมสัตว์ /  พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ / 

ตำรวจเชียงรายบุกตรวจค้นสาวประเภทสอง ช่วยสุนัขนับ 100 ตัวถูกขังทารุณ หลังชาวบ้านสุดทนพฤติกรรมชอบทุบตี เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ เจ้าตัวปฏิเสธไม่ได้ทารุณ วันนี้ (25 ก.พ.) พ.ต.ต.คเชนทร์ เชิดชูตระกูลทอง สวป.สภ.เมือง จ.เชียงราย นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับนายสัตวแพทย์นิคม ดอกสลิด สัตวแพทย์ชำนาญงาน ปฏิบัติราชการแทนในตำแหน่งปศุสัตว์ จ.เชียงรายและหน่วยกู้ภัย นำหมายค้นจากศาล จ.เชียงราย เข้าตรวจค้นบ้าน หมู่ 19 ชุมชนรั้วเหล็กเหนือ ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย ภายหลังได้รับแจ้งมีการขังสุนัขเอาไว้เป็นจำนวนมาก และส่งเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้าน รวมไปถึงสงสัยว่าจะมีการกระทำทารุณกรรมกับสัตว์ด้วย เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง พบเป็นบ้านไม้สูงสองชั้น โดยบริเวณรอบตัวบ้านแออัดไปด้วยกรงเหล็กและไม้ 10-20 กรง โดยแต่ละกรงมีสุนัขถูกขังเอาไว้ภายในเฉลี่ยกรงละ 1-2 ตัว รวมประมาณ 100 ตัว ซึ่งส่งเสียงร้องและเห่ากันดังลั่นบ้าน สภาพสุนัขพบว่าไม่ได้อาบน้ำติดต่อกันมานาน จนมีกลิ่นเหม็นคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอุจจาระ-ปัสสาวะของสุนัข บางตัวเป็นโรคผิวหนัง โรคเรื้อน และหลายตัวมีแผลถลอก จากการตรวจสอบ บ้านหลังดังกล่าวเป็นของ นายสมพงษ์ คำพับ อายุ 59 ปี สาวประเภทสอง โดยระบุว่าเป็นคนเลี้ยงสุนัขทั้งหมดเอง โดยสุนัขดังกล่าวนำมาจากตามข้างถนน รวมถึงมีคนนำไปบริจาคให้มาเลี้ยง เพราะมีจิตใจเมตตา โดยพยายามแยกกรง เพื่อไม่ให้กระจัดกระจายหรือกัดกัน จากนั้นนำอาหารมาเลี้ยง แต่ค่าใช้จ่ายสูง จึงทำให้น้ำและไฟในบ้านถูกตัดหมด แต่ก็ยังฝืนเลี้ยงและเตรียมจะย้ายไปอยู่สถานที่อื่น กระทั่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบในครั้งนี้ โดยยืนยันไม่มีการทารุณกรรมสุนัขตามที่ถูกกล่าวหา นายสัตวแพทย์นิคม กล่าวว่า จากสภาพที่พบเห็น มีการขังสุนัขไว้ในกรงแคบๆ บางตัวถูกขังให้ยืนในลักษณะนี้มานานหลายเดือน และหลายตัวเป็นโรค การเลี้ยงในพื้นที่แคบๆ ด้วยระยะเวลายาวนานเช่นนี้ ก็ถือว่าเข้าข่ายกระทำผิดตาม พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์แล้ว โดยก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่เคยเข้าไปติดต่อกับเจ้าของบ้าน เพื่อขอให้ดูแลสุนัขดังกล่าวให้ดี แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ อ้างว่ากำลังจะโยกย้ายออกไป ทำให้ต้องใช้มาตรการสุดท้ายคือการขอหมายค้นดังกล่าว ด้านเพื่อนบ้านรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ทุกวันจะมีเสียงดังรบกวนตลอดเวลา ทั้งเสียงเห่าหอน เสียงสุนัขจากการถูกทุบตีจนแน่นิ่ง และเสียงก่นด่าของคน เมื่อมีเพื่อนบ้านไปสอบถาม ก็ถูกข่มขู่กลับมา ว่าเป็นญาติกับข้าราชการระดับสูง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะนำสุนัขทั้งหมดไปดูแล ณ สถานที่ขององค์กรเอกชนแห่งหนึ่งที่ อ.พาน จ.เชียงราย เพื่อจะได้ปฐมพยาบาลต่อไป โดยจะมีการหารือกันว่าจะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์กับนายสมพงษ์หรือไม่ต่อไป ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก ข่าวสดออนไลน์ MThai News

เปิดตำนาน
พระฉาว /  พระธัมมชโย / 

เมืองไทยเป็นเมืองแห่งพุทธศาสนา แต่ในอดีต กรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับพระเกิดขึ้นมากมาย หลายกรณีก็เป็น เรื่องราวใหญ่โตตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมไทยอย่างครึกโครม วันนี้จึงขอนำทุกท่านย้อนสู่ความทรงจำ เปิดตำนาน “พระฉาว” เมืองไทย เพื่อให้ทุกท่านได้ ฟื้นความทรงจำ อีกครั้ง…  พระนิกรอดีตพระนักเทศน์เสียงทอง  แอบทำสาวท้อง พระนิกร ซึ่งเป็นอดีตพระนักเทศน์เสียงทองแห่งยุคนั้น หลายคนคงจำชื่อ "พระครูใบฎีกานิกร ธัมมวาที" แห่งวัดสันปง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ได้เป็นอย่างดี ปัจจุบัน นายนิกร เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามใหม่เป็น นายธรรมรัตน์ ยศคำจู เคยเป็นอดีตพระนักเทศน์เสียงทองแห่งยุค มีผู้คนแห่ไปฟังการเทศน์ไม่ขาดสาย แม้หนทางไปสู่วัดสันปง จะยากลำบากเพียงใด ไม่เคยเป็นปัญหาด้วยพลังศรัทธา จนถึงขั้นต้องเปิดสำนักปฏิบัติธรรมหลายสิบแห่งทั่วประเทศขึ้นเป็นสาขา เรื่องราวใหญ่โตได้เริ่มเมื่อ พ.ศ.2533 พระนิกรกำลังรุ่งโรจน์สุดขีด ได้สร้างความปวดร้าวให้แก่ชาวพุทธ กลับมีข่าวฉาวกับนางอรปวีณา ที่ออกมายืนยันความสัมพันธ์กับพระนิกรพร้อมด้วยทายาทในท้อง แต่พระนิกรพยายามตอบโต้ข่าว ว่ามีผู้อิจฉาในชื่อเสียงของตนเอง อีกทั้งบรรดาลูกศิษย์ ได้พยายามหาหนทางตอบโต้ข้อกล่าวหา ว่าเป็นการกลั่นแกล้ง โดยไม่เชื่อว่า พระที่ยึดมั่นในศีลธรรมและเทศน์ได้ไพเราะจับจิต จะมีพฤติกรรมเช่นนั้น มีหลักฐานมากมายที่แสดงจนถึงขั้นปาราชิก แต่พระนิกร ยังไม่ยอมถอดผ้าเหลืองและยังมีคนอีกมากมายหลงศรัทธาอย่างไม่ลืมหูลืมตา แม้จะเต็มไปด้วยหลักฐาน ตั้งแต่จดหมายรัก ภาพถ่าย จนถูกดำเนินคดีทั้งศาลยุติธรรมและศาลสงฆ์ ซึ่งในที่สุดศาลสงฆ์ มีมติระบุความผิดพระนิกรว่า เป็น "ปฐมปาราชิก" คือการเสพเมถุนกับอิสตรี ขาดจากความเป็นพระ แม้จะกลับมาบวชใหม่ก็ไม่สามารถดำรงความเป็นสมณเพศได้ อดีตพระนิกร ที่เสียชีวิตด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก เมื่อคืนวันที่ 11 ก.ย. ที2557   พระยันตระ ช็อกครั้งใหญ่วงการผ้าเหลือง ช็อกครั้งใหญ่ อีกครั้ง สำหรับศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวไทยมากที่สุด เห็นจะเป็น ข่าวฉาวโฉ่ของ พระยันตระ อมโร หรือ นายวินัย ละอองสุวรรณ ที่ขณะนั้น ไม่ว่าพระยันตระ จะเดินทางไปแห่งหนไหน ผู้คนและฝูงชนแห่งศรัทธาจากทั่วสารทิศ  จนในปี พ.ศ. 2537 มีสีกากลุ่มหนึ่งร้องเรียนไปยังกรมการศาสนาว่า "ยันตระ" หรือ "นายวินัย ละอองสุวรรณ" ประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่สมณเพศ เพราะได้ไปล่อลวงสีกาชื่อ "จันทิมา มายะรังษี" ไปเสพเมถุนจนตั้งครรภ์ และคลอดบุตรสาวออกมาตั้งชื่อว่า "เด็กหญิงกระต่าย" โดยสีกากลุ่มนี้ได้งัดเอาเทปสนทนาระหว่างพระยันตระกับนางจันทิมาออกมาใช้เป็นหลักฐานด้วย มติมหาเถรสมาคมพิจารณาอธิกรณ์ปรับให้เขาพ้นจากความเป็นพระภิกษุ เพราะพิจารณาได้ความว่าเขาต้องอาบัติหนักดังที่ถูกฟ้องร้อง แต่นายวินัยไม่ยอมรับมติสงฆ์ดังกล่าว ด้วยการปฏิญาณตนว่ายังเป็นพระภิกษุและเปลี่ยนสีจีวรเป็นสีเขียว ทำให้ถูกสื่อต่าง ๆ ขนานนามว่า จิ้งเขียว, สมียันดะ, ยันดะ เป็นต้น ต้องปาราชิกาธิกรณ์และถูกมติมหาเถรสมาคมลงให้พ้นจากภาวะพระภิกษุ และหลบหนีออกนอกประเทศเมื่อ พ.ศ.2537 ไปอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาในสถานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองจนถึงปัจจุบัน แต่ชีวิตของอดีตพระยันตระมิได้ตกระกำลำบากเลย ตรงกันข้าม เขากลับมีชีวิตที่สุขสบายภายในสำนักสุญญตาราม เมืองเอสคอนดิโด รัฐแคลิฟอร์เนีย เวลาจะผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้ว  จนล่าสุดเมื่อมีข่าวว่า "ยันตระ" กลับมาประเทศไทยแบบสบาย ๆ  โดยเจ้าตัวอ้างว่า คดีความทุกอย่างหมดอายุไปแล้ว. พระอิสระมุนี จบเกมส์เพราะ จดหมายเขียนถึง สีกา พระอิสระมุนีเป็นพระนักเทศน์ที่มีความสามารถ สั่งสอนธรรมะให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม  พระอิสระมุนี หรือ พระพีระพล เตชะปัญโญ เดิมชื่อ นายบรรหาร อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมวิหารี (วัดร่วมใจพัฒนา-วัดป่าละอู) อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระสงฆ์สายวิปัสสนา ซึ่งเป็นที่นับถือเลื่อมใสจากอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และ ภริยา พจมาน ชินวัตรเป็นอย่างมาก กระทั่ง พระอิสระมุนีตกเป็นข่าวว่าต้องปาราชิก หลังจากมีเพศสัมพันธ์กับสีกาคนสนิท ถูกเปิดเผยเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2544 จากการสืบสวนของทีมงานรายการถอดรหัส ทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวีในขณะนั้น ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม มีหลักฐานเป็นจดหมายเขียนถึงสีกาสาว 10 หน้ากระดาษและเทปสนทนาทางโทรศัพท์ ซึ่งพระอิสระมุนีก็ได้สึกจากสมณเพศในทันที  ทำให้เจ้าตัวต้องเผ่นออกจากวัดป่าละอู แอบไปหนีสึกอยู่ในพื้นที่จ.สระแก้ว ปิดฉากความเป็นอาจารย์ของตระกูล"ชินวัตร"ลงอย่างสิ้นเชิง คาวผ้าเหลือง “ภาวนาพุทโธ ขยี้กามเด็กสาวชาวเขา “พระภาวนาพุทโธ” หรือนายจำลอง คนซื่อ พระธุดงค์นักพัฒนาที่โด่งดังในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน อดีตเจ้าอาวาสวัดชื่อดัง ใน จ.นครปฐม จะกลับกลายมาถูกดำเนินคดีข่มขืนบรรดาเด็กสาวชาวเขา ที่มาพักอาศัยภายในวัด ต้องย้อนกลับไปเมื่อ ต้นเดือน ส.ค.2538 เมื่อมีบรรดาญาติของเด็กหญิงชาวเขา เหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ มายื่นเรื่องร้องเรียนต่อกรมการศาสนา และตำรวจกองบังคับ การปราบปราม (บก.ป.) และกรมคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก กรมประชาสงเคราะห์ ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังจากพบว่ากรณีมีเด็กหญิงชาวเขารวม 6 คน มาพักอาศัยอยู่วัดเพื่อหวังให้มีโอกาสได้ศึกษาต่อสูง ๆ ตามคำชักชวนของภาวนาพุทโธ เมื่อครั้งออกธุดงค์ พฤติกรรมของอดีตพระภาวนาพุทโธนั้น ถูกระบุในคำพิพากษาว่า เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2531-2538 ต่อเนื่องกัน  ญาติของเด็กหญิงชาวเขา เหยื่อของพระภาวนาพุทโธคนหนึ่ง ทราบพฤติกรรมดังกล่าว จึงได้ทำเรื่องร้องเรียนต่อกรมการศาสนา และตำรวจกองปราบปราม ซึ่งเมื่อสื่อได้ข้อมูล-ข้อเท็จจริง ข่าวจึงถูกกระพือ ถัดจากนั้นมาอีก 9 ปีเต็ม ทั้งการดำเนินการในชั้นของพนักงานสอบสวน ชั้นอัยการ และชั้นศาล จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2547 ศาลชั้นต้น จึงพิพากษา นายจำลอง คนซื่อ หรืออดีตพระภาวนาพุทโธ ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงอายุไม่เกิน 13 ปีและไม่เกิน 14 ปี ซึ่งมิใช่ภรรยาตน โดยพิพากษาจำคุกเป็นเวลาถึง 160 ปี แต่ตามกฎหมายสามารถจำคุกจำเลยได้เพียง 50 ปีเท่านั้น โทษจึงคงเหลือจำคุก 50 ปี มีการสู้คดีกันต่อแต่ทั้งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาก็ยังคงพิพากษายืน แม้ปัจจุบันนายจำลอง จะหมดสิ้นอิสรภาพ! แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา คงมีบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ยังยึดมั่นในศรัทธา  เณรแอ จอมขมังเวทย์ หรือ จอมลวงโลก เณรแอ จอมขมังเวทย์ เป็นเจ้าของต้นตำรับ กุมารทอง ของขลัง รวมทั้งมนต์ดำเสน่ห์ยาแฝดที่ชื่อดัง บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดหนองระกำ อ.หนองโดน จ.สระบุรี อยู่หลายปี แม้ว่าอายุจะถึงวัยที่ต้องอุปสมบทเป็นพระภิกษุ แต่เณรแอก็ไม่ยอมอุปสมบท แต่เลือกที่จะร่ำเรียนไสยศาสตร์มนต์ดำจากอาจารย์เขมร จนว่ากันว่ามีอาคมแก่กล้า ช่ำชองการทำเสน่ห์ยาแฝด การสะเดาะเคราะห์ และปลุกเสกของขลัง จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว แต่ละวันมีลูกศิษย์ลูกหาเดินทางไปให้ เณรแอ ทำพิธีทางไสยศาสตร์ให้จำนวนมาก กระทั่งพ.ศ.2537 เณรแอ ใช้ใต้ถุนเมรุวัดหนองระกำทำพิธีปลุกเสกกุมารทอง ของขลังตามท้องเรื่องในวรรณคดีดัง ขุนช้างขุนแผน ที่เณรแอและผู้คลั่งไคล้ไสยศาสตร์ เชื่อกันว่า เป็นผีเด็ก ที่ใครมีไว้ในครอบครองแล้วจะทำให้เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน การค้าการขายได้กำไรดี แต่พิธีกรรมปลุกเสก กุมารทอง ในครั้งนั้น ทำให้เณรแอต้องติดคุกอยู่ 1 ปีเต็ม พ.ศ.2538 เณรแอ ได้แต่งงานกับ นางชไมพร รักษาจิตร์ โดยยังคงยึดอาชีพหมอเสน่ห์ ทำมาหาเลี้ยงครอบครัว แต่ก็ต้องเลิกรากันไป โดยนางชไมพรอ้างว่าทนพฤติการณ์ของเณรแอไม่ไหว กรณีบังคับให้หลอกลวงหญิงสาวที่มีปัญหาครอบครัวให้มาทำพิธีไสยศาสตร์ และได้ฟ้องหย่าต่อศาล ปัจจุบัน เณรแอ ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จากคำพิพากษาศาลอาญารัชดาฯคดีฉ้อโกง เป็นเวลา 100 ปี แต่คำให้การของจำเลยมีประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้เหลือจำคุก 75 ปี จากการสืบสวนของตำรวจ ปดส.ในครั้งนั้น พบว่ามีหญิงสาวที่ตกเป็นเหยื่อของ "เณรแอ" ทั้งสิ้น 33 คน ในจำนวนนั้นมีดารา นักแสดง และผู้ที่มีชื่อเสียงในสังคม หลายรายรวมอยู่ด้วย  หลวงปู่เณรคำ พระไฮโซ คนดังโลกโซเชียล หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก มีนามเดิมว่า "วิรพล สุขผล มีชื่อเสียงจากความสามารถในการสั่งสอน  ท่านอายุเพียง 30 ปีเศษเท่านั้น แต่ที่ท่านเรียกตัวเองว่า หลวงปู่ เพราะรวมกับอายุในชาติที่แล้ว ท่านระลึกชาติได้หลายแสนชาติ เห็นนรก เห็นเทวดาและองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สร้างความฮือฮาในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก กับภาพถ่ายในอิริยาบถต่าง ๆ เช่น ชูสองนิ้วในศูนย์การค้า โดยภายในคลิปเป็นภาพคณะสงฆ์จำนวน 3 รูปนั่งอยู่บนเครื่องบินส่วนตัว  หูเสียบหูฟังไอโฟน สวมแว่นตาดำและกระเป๋าหลุยส์วิตตอง ทั้งนี้ น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 26 ปี ได้ออกมาเปิดเผยถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับ "เณรคำ" จนมีลูกชายวัย 11 ขวบ เจ้าคณะอำเภอเมืองศรีสะเกษ  จึงมีมติให้ อาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระภิกษุ นี้ยังไม่นับรวมถึงความผิดในเรื่องอื่นๆ ทั้งฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงินโดยเบียดบังเงินบริจาคไปซื้อทรัพย์สินและการนำเงินไปฝากในต่างประเทศ แสดงและใช้วุฒิการศึกษาเท็จว่าจบด็อกเตอร์จากมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ฆ่าคนตายโดยประมาทจากการขับรถชนคน มีพฤติกรรมหลบเลี่ยงภาษีรถหรูซึ่งมีทั้งที่ซื้อใช้เอง และซื้อแจกพระผู้ใหญ่หลายรูป ฯลฯ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และวิธีที่จะนำตัวกลับมาดำเนินคดี แต่ก็มีคำถามของคนที่อยากรู้ตามมาว่า จริงๆ แล้วตอนนี้สมีคำอยู่ที่ไหนกันแน่ รอเวลาจนคดีหมดอายุความแล้วค่อยกลับเมืองไทย...เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป คดีจะจบลงแบบไหน  พระธัมมชโย  ประมุขแห่ง ธรรมกาย พระธัมมชโย หรือ พระเทพญาณมหามุนี มีนามเดิมว่าไชยบูลย์ สุทธิผล เมื่อปี 2540 พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ในประเด็นยักยอกทรัพย์ จากการบริหารเงินบริจาค การกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดทางพระธรรมวินัยขั้นปาราชิก เกือบ 7 ปี ของการดำเนินคดี ตั้งแต่ปี 2542-2549 เมื่อพระธัมมชโยได้คืนทรัพย์สินและที่ดินให้กับวัดพระธรรมกายแล้ว ดังนั้น มติ มส.ในขณะนั้นจึงไม่ได้ให้ปาราชิก และยังสามารถดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายได้ และเป็นเรื่องดัง กรณีเงินบริจาคของ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เมื่อปี 2556 คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 900 ล้านบาท สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยได้รับการยืนยันว่า ที่ประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์นั้น ยังไม่ได้มีมติเกี่ยวกับพระธัมมชโย และยังไม่ได้มีการพิจารณาด้วยว่าจะปาราชิกหรือไม่ปาราชิก มีแต่เพียงการเข้าไปรับทราบและชี้แจงเท่านั้น  โดยในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ ทางมหาเถรสมาคม จะมีการประชุมพร้อมนำเรื่องการตั้งคณะทำงานชุดนี้เข้าหารือ เพื่อรับรองอย่างเป็นทางการอีกครั้ง พระมิซูโอะ คเวสโก พระมิซูโอะ คเวสโก เป็นพระที่ขึ้นชื่อในเรื่องพัฒนา และการหาสัจธรรมของชีวิต ด้วยการเป็นผู้ร่วมบุกเบิกวัดป่าสุนันทวนาราม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี และเป็นผู้ริเริ่มมูลนิธิมายา โคตมี ที่ให้การช่วยเหลือด้านการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กๆ ที่ขาดโอกาส โดยปีพ.ศ. 2532 พระมิตซูโอะ และพระญาณรโต ได้สร้างปรากฎการณ์สุดฮือฮาด้วยการเดินเท้าธุดงค์ จากสนามบินนาริตะสู่อนุสรณ์สถานแห่งสันติภาพ เมืองฮิโรชิมา ระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 72 วัน สร้างความสนใจแก่คนไทยและคนญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก จนทำให้มีพุทธศาสนิกชนเลื่อมใสเคารพศรัทธาในชีวิตที่เรียบง่ายของท่านนับแต่นั้นมา แต่แล้วในปี 2556 กลับมีข่าวช็อค เมื่อพระอาจารย์มิตซูโอะประกาศขอลาสิกขา ทั้งๆ ที่ไม่มีนัยยะจะยุติบทบาท หรือมีข่าวฉาวมาก่อน โดยท่านได้ให้เหตุผลว่ามีปัญหาด้านสุขภาพขอไปรักษาตัว และต้องการกลับไปช่วยเหลือผู้คนในประเทศญี่ปุ่น แต่กระนั้นหลังเปลี่ยนสถานะไปไม่นานก็ปรากฎภาพ อดีตพระมิตซูโอะเข้าพิธีแต่งงานกับหญิงสาวรายหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นนักธุรกิจหญิงด้านความงาม จนทำให้มีกระแสข่าวออกว่าการลาสิกขาครั้งนี้เป็นเพียงข้ออ้าง แต่สาเหตุหลักคือต้องการไปแต่งงานมีครอบครัว พระเกษม อาจิณณสีโล ปี 2556 ได้เกิดมีข่าวสุดฉาวขึ้น เมื่อมีคลิปของพระสงฆ์รายหนึ่งมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมด้วยการใช้วาจา หยาบคายรวมถึงใช้เท้าเตะเก้าอี้ ไม่สมกับเป็นสมณะเพศ จนเกิดเสียงขนานนามในขณะนั้นว่าเป็นพระอยากดังสร้างภาพให้กับตนเอง ก่อนทราบชื่อต่อมา คือ หลวงพ่อเกษม อาจิณณสีโล เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์สามแยก อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งหลังจากปรากฎคลิปดังกล่าวออกไปก็ทำให้เจ้าตัวถูกฟ้องร้องดำเนินคดีหลายกระทง แต่กระนั้นไม่ได้อาบัติปาราซิก ก่อนที่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้เกิดเรื่องสุดฉาวขึ้นอีกครั้ง เมื่อเจ้าตัวออกมายอมรับหน้าตาเฉยว่า มีเพศสัมพันธ์กับลูกศิษย์ชายท่านหนึ่งแต่ที่ทำไปนั้นเพราะทำไปไม่รู้ตัว แต่เรื่องนี้จะรู้ตัวหรือไม่ไม่สำคัญเพราะสำนักงานพระพุทธศาสนาได้มีคำสั่งให้จับสึกทันที และห้ามกลับมาบวชใหม่ตลอดชีวิต เหตุเป็นโทษร้ายแรง และนี่คือ เปิดตำนาน “พระฉาว” เมืองไทย ที่ข่าวดังไกลไปทั่วโลก  @คุณแร้ง MThai News 

ศาลฎีกายืนยกฟ้อง!รมว.คลังกับพวกสั่งพักงานมิชอบ
ทุจริตหน้าที่ /  ยกฟ้อง รมว.คลัง / 

ศาลฎีกาพิพากษา ยืนยกฟ้อง "สมหมาย" รมว.คลัง กับพวก รวม 5 คน สั่งพักงาน อดีตรอง ผอ.ไทยเดินเรือฯ ชี้ เป็นการทำตามหน้าที่ศาลอาญารัชดา นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่ นายทัศพงศ์ วิชชุประภา อดีตรองผู้อำนวยการ บริษัทไทยเดินเรือทะเล จำกัด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับพวก ซึ่งเป็น กรรมการบริษัทไทยเดินเรือฯ เป็นจำเลยในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขอให้ลงโทษฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของเจ้าพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 จากกรณีเมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2547 จำเลยทั้งห้า ในขณะนั้น นายสมหมายเป็นปลัดกระทรวงการคลัง และจำเลยอีก 4 คน เป็นกรรมการบริษัทไทยเดินเรือฯ ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีมติให้พักงานโจทก์โดยการอาศัยบัตรสนเท่ห์กล่าวหาโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ ทั้งที่ยังอยู่ในขั้นตอนสอบข้อเท็จจริงจากบัตรสนเท่ห์ ต่อมาคณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นว่า โจทก์มิได้ทุจริตเห็นควรยุติเรื่องโดยรายงานสรุปความเห็นให้จำเลยทราบ แต่พวกจำเลยกลับมิได้ดำเนินการอย่างไรกับโจทก์ที่ถูกสั่งพักงานไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องพักงานไปถึง 8 เดือน ทำให้ขาดรายได้ โดยศาลฎีกา พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 5 คน ขณะที่นายสมหมายกับพวก เดินหลบสื่อ ออกทางประตูด้านหลังศาลแล้วเดินทางกลับ

นกแอร์ทำให้การเดินทางไปมหาสารคามของคุณง่ายขึ้น กับบริการใหม่
Nokair /  นกแอร์ / 

เที่ยวอีสาน ... จากขอนแก่นสู่มหาสารคาม นกแอร์ทำให้การเดินทางไปมหาสารคามของคุณง่ายขึ้น กับบริการใหม่ รถรับส่งจากขอนแก่นมุ่งหน้าสู่มหาสารคาม เราพร้อมที่จะให้บริการคุณแล้ว! เช็คตารางบินเพิ่มเติม http://www.nokair.com/contents/destinations/ride-ferry/sarakham/th-TH/index.html สามารถสำรองที่นั่งวันนี้และเดินทางได้ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2558 เป็นต้นไป สามารถสำรองที่นั่งผ่าน www.nokair.com, www.nokfanclub.com และ Call Center 1318 สำรองที่นั่งล่วงหน้าก่อนเดินทางอย่างน้อย 12 ชั่วโมง ให้บริการโดยรถตู้ของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อภิปุญญารักขิตา Tel.089-573-4813 ข้อมูลการเดินทาง เดินทางโดยสายการบินนกแอร์ออกจากสนามบินดอนเมือง – สนามบินขอนแก่น (เลือกจองตั๋ว DMK-MS1) จุดรับส่งผู้โดยสารจากสนามบินขอนแก่น - จังหวัดมหาสารคาม : จุดส่งผู้โดยสารที่ 1 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) คณะมนุษย์ศาสตร์ จุดส่งผู้โดยสารที่ 2 โรงแรมตักสิลา จังหวัดมหาสารคาม จุดรับส่งผู้โดยสารจากจังหวัดมหาสารคาม - สนามบินขอนแก่น : โรงแรมตักสิลา ผู้โดยสารจำเป็นต้องแสดงเอกสารยืนยันการจองที่จุดรับส่งผู้โดยสาร ผู้โดยสารควรไปถึงก่อนเวลารถรับออกอย่างน้อย 15 - 30 นาที โรงแรมตักสิลามหาสารคาม ที่อยู่ 1227/68 ถ.สมถวิลราษฎร์ ต.ตลาด อ.เมือง จ.มหาสารคาม 44000 Tel. 043-719-999 แผนที่ 10 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม มหาสารคาม วิหารพระประธานกันทรวิชัย พระพุทธมงคล (วัดพระยืน) พระพุทธรูปมิ่งเมือง พระธาตุนาดูน ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง บึงบอน มหาสารคาม พิพิธภัณฑ์บ้านเชียงเหียน หมู่บ้านปั้นหม้อ (OTOP) วนอุทยานโกสัมพี ปรางค์กู่บ้านเขวา เส้นทางบินภายในประเทศ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง อุดรธานี สกลนคร นครพนม ภูเก็ต ตรัง นครศรีธรรมราช หาดใหญ่ สุราษฏ์ธานี พิษณุโลก อุบลราชธานี แพร่ น่าน ร้อยเอ็ด เลย ขอนแก่น แม่สอด กระบี่ ชุมพร ระนอง บุรีรัมย์ เส้นทางบินต่างประเทศ ย่างกุ้ง (พม่า)

สาวประเภท2 ฟ้องสรยุทธ-เบนซ์พรชิตา เสนอข่าวหมิ่น
นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา /  พรชิตา หรือ เบนซ์ ณ สงขลา / 

ผู้จัดทำโครงการ “เรามีเรา” ฟ้อง "สรยุทธ์ - เบนซ์" หมิ่นประมาทด้วยการเสนอข่าวกล่าวหาแอบอ้างชื่อ "บุ๋ม ปนัดดา" ขอรับบริจาคเงิน 3.4 ล้านบาท วันนี้(27ก.พ.) นายดากานดา สอนประเสริฐ สาวประเภทสอง ผู้จัดทำโครงการ “เรามีเรา” เพื่อหารายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง พร้อม นายสาคร ศิริชัย ทนายความเดินทางมา ยื่นฟ้อง นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” ซึ่งออกอากาศ ทางช่อง 3 และ น.ส.พรชิตา หรือ เบนซ์ ณ สงขลา นักแสดงและผู้ร่วมดำเนินรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐาน ร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา จากกรณี เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2557 จำเลยทั้งสองร่วมกันกล่าวในรายการ ในทำนองว่า บุ๋ม ปนัดดา ถูกสาวประเภทสองชื่อ ดากานดา อ้างชื่อ บุ๋ม ปนัดดา ไปขอรับบริจาคเงิน เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน และข้อความอื่นๆ ซึ่งจำเลยทั้งสอง ได้สนทนากันในรายการว่า โจทก์มีพฤติการณ์แอบอ้างชื่อ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ไปขอรับบริจาคจากผู้มีชื่อต่างๆ เพื่อหาทุนให้มูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ โดยไปติดต่อดาราต่างๆ มาถ่ายภาพยนตร์ ถ่ายปฏิทินฟรี โดยไม่มีค่าตอบแทนอ้างว่าเป็นงานการกุศล และเงินบริจาคทั้ง 2 ปีที่ผ่านมา รวม 3.4 ล้านบาท สถาบันมะเร็งฯ ก็ไม่เคยได้รับเลย ซึ่งการใส่ความดังกล่าว ทำให้ผู้ชมรายการ เข้าใจว่า สาวประเภทสอง คือ โจทก์ที่มีความประพฤติเป็นคนโกหก คดโกง หลอกลวง อาศัยชื่อบุคคลต่างๆ ที่มีชื่อเสียงไปขอรับเงินบริจาคเพื่อประโยชน์ของตนเอง โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย และให้จำเลยทั้งสองโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” หรือรายการอื่นที่ออกอากาศช่วงเวลาเดียวกัน ทางสถานีโทรทัศน์ฯ ช่อง 3 รวมทั้งลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน คม ชัด ลึก และข่าวสด เป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน ทั้งนี้ ศาลรับคำฟ้องไว้ในสารบบเพื่อไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ในวันที่ 25 พ.ค.นี้ เวลา 13.30 น.

ศาลพิพากษา 'พงศ์พัฒน์'2คดีจำคุกเพิ่มอีก 15ปี
ซื้อขายตำแหน่ง /  พงศ์พัฒน์ / 

ศาลอาญาพิพากษา จำคุก 10 ปี "พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์" เรียกรับเงินซื้อขายตำแหน่ง ส่วนพวกอีก 4 คน สารภาพลดโทษคงจำคุก 6 ปี  โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง พิพากษาจำคุก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ในคดีเรียกรับเงินซื้อขายตำแหน่งในการโยกย้ายนายตำรวจ โทษจำคุก 20ปี รับสารภาพลดโทษครึ่งหนึ่ง เหลือ 10 ปี ส่วน พล.ต.ต.โกวิทย์ กับ อดีตนายตำรวจ รวม 4 คน ศาลสั่งจำคุกคนละ 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือคนละ 6 ปี ส่วนคดีเรียกรับส่วยน้ำมันเถื่อน ศาลสั่งจำคุก พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ 10 ปี และพวกคนละ 10 ปี แต่ให้การเป็นประโยชน์ลดโทษเหลือคนละ 5 ปี แต่เฉพาะ พล.ต.ต.บุญสืบ ศาลลงโทษในข้อหาหมิ่นเบื้องสูงเพิ่ม สั่งจำคุก 5 ปี รวมเป็น 15 ปี แต่ให้การเป็นประโยชน์ลดโทษเหลือจำคุก 7 ปี 6 เดือน โดยขณะนี้รวมโทษจำคุกที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ถูกศาลพิพากษาลงโทษในทุกคดีจำนวน 31 ปี 9 เดือน แต่ตามกฎหมายกำหนดให้จำเลยรับโทษจำคุกรวมสูงสุดไม่เกิน 20 ปี ................................................................................................................................................................... ศาลอาญาอ่านคำพิพากษา 'พงศ์พัฒน์'กับพวก 2 คดี ฐานความผิดรับส่วยน้ำมันเถื่อนและเรียกรับเงินซื้อขายตำแหน่ง เวลา 09.00 น. วันนี้ วันนี้ (26 ก.พ.) ศาลอาญา นัดอ่านคำพิพากษา ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.), พล.ต.ต.โกวิทย์ วงค์รุ่งโรจน์ อดีตรอง ผบช.ก. และ พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีตผู้บังคับการตำรวจน้ำ เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ และข้อหาหมิ่นเบื้องสูง จากกรณี เมื่อเดือน ก.ค. 2557 จำเลยได้ร่วมกัน เรียกรับเงินรายเดือนจากผู้ประกอบการหลายราย ที่ลักลอบจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง บริเวณน่านน้ำไทย รวมเป็นเงิน 147.4 ล้านบาท เพื่อแลกกับการไม่จับกุมผู้ประกอบการ ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าเงินส่วยที่เก็บไปนั้น เพื่อนำไปถวายให้กับองค์รัชทายาท โดยชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของศาล จำเลยทั้ง3 ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยศาลนัดอ่านคำพิพากษา ในวันนี้ เวลา 09.00 น. นอกจากนี้ ศาลยังนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ , พล.ต.ต.โกวิทย์, พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ อดีต ผกก.4 ปคบ., ด.ต.สุรศักดิ์ จันเงา อดีต ผบ.หมู่ กก.2 ป. และ ด.ต.ฉัตรินทร์ หรือ จักรินทร์ เหล่าทอง อดีต ผบ.หมู่ ปพ.ป. ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐาน ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ, ร่วมกันเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น จากกรณีเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 53 - 11 พ.ย. 57 จำเลยทั้ง 5 ร่วมกับ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีตผู้กำกับการ 1 กองปราบปรามที่เสียชีวิตแล้ว ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ เรียกรับเงิน จากตำรวจหลายนาย เป็นค่าตอบแทนในการช่วยเหลือให้ได้รับคัดเลือกอยู่ในตำแหน่งสำคัญของ บช.ก. MThai News

'ป๋าชื่น'อ้างเบื้องสูง จ่อมอบตัวกองปราบ 11.30วันนี้
บุญธรรม บุญเทพประทาน /  บ่อนโคลอนเซ่ / 

เจ้าพ่อบ่อนโคลอนเซ่ "ป๋าชื่น" ติดต่อขอมอบตัวกับตำรวจกองปราบ 11.30 น. หลังตำรวจออกหมายจับในคดีหมิ่นเบื้องสูง ม.112 หลอกชาวบ้านซื้อที่ดินสร้างวัง จากกรณี ที่ศาลได้อนุมัติออกหมายจับ นายบุญธรรม บุญเทพประทาน หรือ ป๋าชื่น กรรมการบริษัท บ้านชุมทอง จำกัด และบริษัท เขาใหญ่ เบเวอร์ลี่ฮิลล์ จำกัด ในข้อหาแอบอ้างเบื้องสูง มาตรา112 ที่เป็นกลุ่มนายทุนแอบอ้างเบื้องสูง ใช้อุบายหลอกลวงและร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐ นำที่ดินของราชการที่มอบให้กับประชาชนไปทำกิน ออกโฉนดที่ดินบริเวณเขาหนองเชื่อมตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำตะคองและเป็นต่อเนื่องกับพื้นที่เขตทหาร ค่ายหนองตะกู ล่าสุด ในวันนี้ (27 ก.พ.) นายบุญธรรม ได้ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อขอเข้ามอบตัว ที่กองบังคับการกองปราบปรามในเวลา 11.30 น. สำหรับคดีนี้เบื้องต้นนายเสฏฐวุฒิ เพ็งดิษฐ์ ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้มอบตัวให้การซัดทอดถึงนายบุญธรรม ว่าแอบอ้างเบื้องสูง ในการแสวงหาที่ดินจากชาวบ้านเพื่อสร้างเป็นวัง ทำให้เจ้าหน้าที่กรมที่ดินและที่เกี่ยวข้องหลงเชื่อและให้ความร่วมมือ เช่น การเดินไฟฟ้าเพื่อพัฒนาพื้นที่ ใช้งบประมาณกว่า 60 ล้านบาท และจากแนวทางการสอบสวนพบว่าพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง และอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการแจ้งความเอาผิดเพิ่มเติม เนื่องจากการจากสอบสวนพบว่า พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ได้เคยเดินทางมาตรวจสอบพื้นที่ด้วยตัวเอง รวมทั้งพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพล.ต.ต.โกวิทย์ เคยมีความสนิทสนมกับป๋าชื่นเป็นอย่างดี และป๋าชื่นเคยถูกดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้ ในฐานะเป็นเจ้าของบ่อนโคลอนเซ่ย่าน พระราม 9 ด้วย MThai News

ชายโฉด ต่อยหน้าก่อนชำเราสาวป่วยจิตคารถไฟ  (ชมคลิป)
ทำร้ายร่างกาย /  รถไฟ / 

ชายสูงวัยชาวออสเตรเลีย ก่อเหตุทำร้ายร่างกายหญิงป่วยทางจิต พร้อมลงมือล่วงละเมิดทางเพศคารถไฟ วานนี้ (25 ก.พ.) เว็บไซต์ข่าวสารออนไลน์ 'เดลิ เมล์' รายงานข่าว 'นายเดวิด มาร์ลิน'  ถูกศาลออสเตรเลียตัดสินจำคุกเป็นเวลา 9 ปี ในข้อหาทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศ หญิงสาวที่ถูกปิดบังชื่อวัย 34 ปี ที่มีอาการป่วยทางจิต กลางรถไฟในเมืองซิดนีย์ เมืองหลวง ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย หลังจากมีหลักฐานสำคัญที่ใช้มัดตัวผู้ก่อเหตุ คือกล้องวงจรปิด ที่สามารถจับภาพขณะเกิดเหตุไว้ได้ โดยกล้องวงจรปิดเผยภาพขณะที่นายมาร์ลินจับมือเหยือ พร้อมกับสะบัดแขนของเขา ฟาดเข้าไปที่ใบหน้าของเธอ ทั้งนี้ รายงานระบุด้วยว่า นายมาร์ลิน มีประวัติอาชญากรรมมากมายจนยาวเป็นหางว่าว นับตั้งแต่ปี 2527 นายพอล คอนลอน ผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ตัดสินความผิดดังกล่าว เผยว่า ก่อนหน้านี้คนร้ายมีประวัติอาชญากรรมอันเลวร้ายหลายคดี เช่น การทำร้ายร่างกาย และการก่ออาชญากรรมทางเพศ ซึ่งเหยื่อบางรายยังคงทุกข์ทรมานจากอาการป่วยทางจิต ที่มีผลมากจากการกระทำอันเลวร้ายของนายมาร์ติน รวมไปถึงอดีตภรรยาของเขา ที่กล่าวว่าช่วงชีวิตที่ใช้ร่วมกับนายมาร์ติน คือช่วงเวลาที่เลวร้ายไม่ต่างจากการอยู่ในขุมนรก อย่างไรก็ตามจะได้รับอิสระอีกครั้งในปี 2566 MThai News ที่มา DailyMail

ยกฟ้องหนุ่มลักรถตู้ทำเนียบ ช่วงม็อบพันธมิตรฯปี 51
กลุ่มพันธมิตรฯ /  ขโมยรถตู้ทำเนียบรัฐบาลยกฟ้อง / 

ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง! หนุ่มลักรถตู้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ช่วงชุมนุมพันธมิตรฯ ปี 51 ระบุไม่มีพยานหลักฐาน ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก อ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายเอกพล น้อยเงิน อายุ 32 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และรับของโจร กรณีเมื่อวันที่ 15 พ.ค.2556 พ.ต.อ.ปิยะ เจริญสุข ผกก.1 บก.ป. นำกำลังจับกุม นายเอกพล ที่บริเวณหน้าบริษัท ทาดาฮาชิ จำกัด ซอยรุ่งเจริญ ถ.ริมคลองชลประทานสุวรรณภูมิ ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบรัฐบาลได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ให้ช่วยติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุลักทรัพย์สินรถตู้ ทะเบียน 41-5160 กทม. และรถยนต์อีก 2 คันรวมมูลค่า 3.5 ล้านบาท ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ระหว่างวันที่ 26 ส.ค. 2551 - 2 ธ.ค. 2551 ต่อมาตำรวจชุดสืบสวนกองปราบปราม ทราบว่าผู้ต้องหาได้ร่วมกับพวกก่อเหตุลักทรัพย์แล้วหลบหนีไป จึงนำกำลังเข้าจับกุมตัว โดยนายเอกพล ให้การปฏิเสธว่า ช่วงระหว่างการชุมนุมทางการเมือง ได้เข้าไปขายของในทำเนียบรัฐบาลเท่านั้น ไม่ได้ก่อเหตุลักทรัพย์ตามที่ถูกออกหมายจับแต่อย่างใด ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ และจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า เมื่อเดือน ส.ค. 2551 กลุ่ม พธม.ได้ชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ทำให้ข้าราชการไม่สามารถเข้าทำงานได้ปกติ กระทั่ง 2 ธ.ค. 2551 กลุ่ม พธม.ได้ยกเลิกการชุมนุมแล้ว สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีฯ ได้ตรวจสอบทรัพย์สิน พบว่ารถตู้และรถยนต์หายไป จึงเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน โดยในคดีดังกล่าวนี้ ศาลพิเคราะห์แล้ว เชื่อว่าจำเลยไม่ทราบว่ารถตู้นั้นได้มาจากการลักทรัพย์ ทางนำสืบโจทก์ ไม่มีประจักษ์พยาน เบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ลักเอารถผู้เสียหายไป และจำเลยไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด จึงพิพากษายกฟ้อง MThai News