ศาลฏีกา

เลือกทางไหน ?
กฎMustCarry /  กสท / 

นายธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ได้เผยแพร่บทความเรื่อง "ช่อง 3 กับ : ทางหลัก ทางเลี่ยง ทางรอด และทางล้ม" โดยเผยรายละเอียดกับทางเลือกของช่อง 3 ที่มีปัญหากับกสท.ในขณะนี้ช่อง 3 ไม่ได้เหลือหนทางอะไรมากนักในกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคทีวีดิจิทัลและนี่คือ ช่วงเวลา ที่ ช่อง 3 ต้องไปศึกษาหารือกันให้ดีว่าจะทำอย่างไร 1. ทางหลัก : เดินต่อไปอย่างโดดเดี่ยวออกอากาศ ช่อง 3 อะนาล็อกต่อไป จนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ปี 2563 ก็ต้องยอมกล้ำกลืน ออกอากาศระบบอะนาล็อกอย่างโดดเดี่ยว และไม่สามารถข้ามแพลทฟอร์มได้ และ ต้องทนกล้ำกลืนกับฐานผู้ชมอะนาล็อกที่น้อยเรี่ยติดเพดานดินไปเรื่อยๆ (มีคนดูฐานอะนาล็อก ที่ติดเสารับสัญญาณหนวดกุ้ง ก้างปลา เพียง 12-15% เท่านั้น) และต้องยอมรับความจริงเสียทีว่า ตนเองไม่มีสิทธิแน่นอนในการเอาสัญญาณอะนาล็อกไปออกอากาศในทีวีดาวเทียม หรือ เคเบิ้ลทีวีแน่ๆ เพราะเนื้อหาของกฎมัสแครี่ มีหลักการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับฟรีทีวีทุกช่อง ให้ต้องยึดถือปฏิบัติตาม และช่อง 3 ก็ไม่มีข้อยกเว้น เนื้อหาของกฎมัสแคร์รี่ คือ ช่องฟรีทีวีเดิม สิ้นสุดความเป็นช่องฟรีทีวีไปทันที หลังจากทีวีดิจิทัลออกอากาศไปแล้ว 30 วัน, จึงจะไม่ได้ความคุ้มครองให้ออกอากาศในทุกแพลทฟอร์มอีกต่อไป ความเสี่ยงของการเลือกทางนี้ คือ ทำใจกับฐานคนดูอะนาล็อกที่จะน้อยลงไปเรื่อยๆ ช่อง 3 จะโดนโดดเดี่ยวจากวงการโทรทัศน์ จากผู้ผลิต และพัฒนารายการ ตลอดจนผู้พัฒนาระบบเทคโนโลยีอื่นๆ และที่สำคัญ ผู้ชมช่อง 3 ในระบบดิจิทัล จะเกิดความสงสัยทันทีว่า ทำไมช่อง 3 ดิจิทัล ทั้ง 3 ช่อง จึงมีคุณภาพไม่ดีทัดเทียมเท่ากับช่อง 3 อะนาล็อก และสงสัยว่า แล้วช่อง 3 จะประมูลทีวีดิจิทัลอีก 3 ช่องไปทำไม? 2. ทางเลี่ยง : ความยุ่งยากการเอาช่อง 3 อะนาล็อกมาออกในแพลทฟอร์มดาวเทียม/เคเบิ้ลทีวีให้ได้ เพื่อรักษาฐานผู้ชมช่อง 3 อย่างเหนียวแน่น เพราะเชื่อว่า มีฐานคนดูช่อง 3 อะนาล็อกสูงกว่า 60% ในแพลทฟอร์มนี้ หากไม่เอาช่อง 3 อะนาล็อกมาออก ต้องสูญเสียฐานผู้ชมกลุ่มนี้ไปแน่นอน (เพราะกสท. เอาจริง สั่งห้ามเคเบิ้ลทีวี ทีวีดาวเทียมว่า ห้ามเกี่ยวสัญญาณภาพช่อง 3 อะนาล็อกมาออกเด็ดขาดแล้ว) ต้องยอม (1) ซื้อใบอนุญาตประเภท เพย์ทีวี และ (2) ต้องยอมลดปริมาณการโฆษณาจากเดิมในระบบอะนาล็อก ใช้คลื่นความถี่ทรัพยากรสาธารณะ จาก 12 นาทีครึ่ง ลดลงมาเหลือ 6 นาที (เพราะระบบเพย์ทีวี ธุรกิจ กฎหมายกำหนให้มีโฆษณาได้เพียง 6 นาที/ชั่วโมงเท่านั้น) ความเสียหายที่จะเกิดขึ้น คือ เม็ดเงินโฆษณาที่หายไปครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผลกระทบเสียหายต่อธุรกิจของชอง 3 แน่ๆแต่ความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้น คือ จะจัดสรรผลิตรายการอย่างไร (โฆษณาได้ 12 นาทีครึ่ง ในอะนาล็อก, โฆษณา 6 นาทีในเพย์ทีวี) ซึ่งก็ต้องทำรายการออกมาเป็น 2 เวอร์ชั่น ซึ่งก็จะทำได้ยาก และกฎหมาย ก็ไม่อนุญาตให้ทำอีก เพราะกสทช. ออกกฎ (มัสแครรี่) ว่าเนื้อหารายการโทรทัศน์ที่อยู่ในช่องหนึ่ง เมื่อมาออกในแพลทฟอร์มที่แตกต่างกัน ก็ต้องเหมือนกัน ห้ามดัดแปลง เพราะฉะนั้น ถ้าจะเลือกหนทางนี้ ก็ต้อง ทำรายการช่อง 3 อะนาล็อก กับ ช่อง 3 เพย์ทีวีให้ออกมาเหมือนกันเป๊ะๆ ซึ่งจะต้องโฆษณาเหลือเพียงแค่ 6 นาที/ชั่วโมงเท่านั้น!อย่างที่บอกว่า ความเสียหายเกิดขึ้นมากแน่ๆ เพราะเงินโฆษณาหายไปครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าทำแบบนี้ ช่อง 3 ก็จะสามารถ มีธุรกิจทีวี ได้ครบ 4 ช่องเหมือนเดิม คือ 3 อะนาล็อก (ออกอากาศผ่านอะนาล็อกเดิม) และ 3 อะนาล็อกที่ออกอากาศผ่านจานดาวเทียมและเคเบิ้ล (เพย์ทีวี) และช่อง 3 อีก 3 ช่องดิจิทัล (3 HD, 3SD, 3 FAMILY) ข้อดีของทางเลือกนี้ คือ รักษาฐานผู้ชมตนเองได้ครบถ้วนเหมือนเดิม, แถมยังรักษาจำนวนช่อง ได้เหมือนเดิม 4 ช่อง แต่สูญเสียอย่างเดียว คือ เม็ดเงินโฆษณาที่หายไปจากอะนาล็อกกว่าครึ่ง 3. ทางรอด : เดินอย่างมั่นคง ดีที่สุด คือ ยอมออกอากาศช่อง 3 อะนาล็อก คู่ขนานนับช่อง 3 HD ดิจิทัล นี่เป็นทางเลือกที่เกิดความเสียหายน้อยที่สุด แม้ช่อง 3 จะไม่อยากเลือกทางนี้เลยก็ตาม เพราะเท่ากับว่าอาจสูญเสียเม็ดเงินโฆษณาในระบบอะนาล็อกไป แต่มันก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในระยะยาวอยู่ดี เพราะจะเท่ากับว่า เรตติ้งในดิจิทัล จะกระเตื้องขึ้นโดยรวม ส่งผลทั้งตลาด นั่นจะทำให้ ฐานผู้ชมทั้งระบบ ย้ายมาอยู่ที่ ทีวีดิจิทัลเร็วขึ้น เมื่อฐานคนดูมาเต็มๆ แล้ว การคำนวณค่าการรับชม ก็จะเป็นจริง และตัวเลขอัตราค่าโฆษณาในระบบดิจิทัลที่ต่ำ มากๆ ในตอนนี้ ก็จะสูงขึ้นทันทีทั้งระบบ) หนทางนี้ ต้องเอาสัญญาณ ช่อง 3 อะนาล็อก (ซึ่งเนื้อหาแข็งแรงที่สุด) มาลงในช่อง 3 HD ที่เป็นดิจิทัล ซึ่งคุ้มค่าที่สุด, ซึ่งคนดูทีวีดิจิทัล ที่เป็นแฟนช่อง 3 จะยิ่งชอบมาก เพราะได้ดูช่อง 3 แบบชัดๆ (ส่วนช่อง 3 อะนาล็อก ก็ยังดูได้เหมือนเดิมนะครับ จนจบสัญญา) โดยวิธีการ คือ นำเอาเนื้อหาจากอะนาล็อก (จากนิติบุคคล บริษัท บางออกเอ็นเตอร์เทนเม้น จำกัด) ทำสัญญาซื้อขายรายการ (ในราคามิตรภาพกันเอง) ขายให้ช่อง 3 ดิจิทัล (บริษัท บีอีซี-มัลติ มีเดีย จำกัด) สาเหตุที่ต้องทำแบบนี้ ก็เพราะช่อง 3 อะนาล็อกกับช่อง 3 ดิจิทัล เป็นคนละนิติบุคคลกัน และกฎหมายกำหนดว่า ผู้ได้รับใบอนุญาต ต้องประกอบกิจการเอง ห้ามเอาไปอนุญาตไปให้คนอื่นๆ ทำ ฉะนั้นการที่ช่อง 3 ดิจิทัลจะเอาสัญญาณช่อง 3 อะนาล็อกไปออกอากาศในระบบดิจิทัล จึงต้องทำให้ถูกกฎหมาย (ซึ่งก็เหมือนกับที่สถานีโทรทัศน์ช่องดิจิทัลอื่นๆ ซื้อรายการจากต่างประเทศ หรือในประเทศมาออกอากาศในช่องตนเอง) ซึ่งว่าที่จริงแล้ว แทบไม่ได้แพงหรือมีงบประมาณภาระอะไรเลย ข้อดีของทางนี้คือ ช่อง 3 จะสามารถกวาดเอาฐานคนดูในอะนาล็อกเดิม มาประกันเอาไว้ในตลาดทีวีดิจิทัล และ ตนเอง ก็กลายมาเป็นผู้เลานเต็มตัวในเกมธุรกิจนี้จริงๆเลือกทางนี้ ช่อง 3 จะเหลือทีวี 4 ช่องเช่นเดิม แต่มีเนื้อหา เพียง 3 ช่อง เพราะ ช่อง 3 อะนาล็อก จะมีเนื้อหาเหมือนกันกับช่อง 3 HD 4. ทางล้ม : เกมอันตรายคือการดึงดัน เล่นเกมยื้อ พิพาทกับกสท. ต่อไป ทางนี้ มีแต่ล้มอย่างเดียว เพราะต้องยอมรับกันจริงๆ เสียทีว่า ผู้รับใบอนุญาต ไม่มีทางฝืนกระบวนการทางศาล ไปเอาชนะกฎมัสแคร์รี่ ครั้งนี้ไปได้ เพราะคราวนี้ กสท. ใช้กฎนี้อย่างมีมาตรฐานเท่าเทียมกับทุกๆ ช่องผลกระทบ และความเสียหายที่จะเกิดขึ้นนั้น มิใช่เฉพาะคู่กรณีอย่าง กรรมการกสท. และ ช่อง 3 อะลาล็อก แต่จะเกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลทั้งระบบ (และส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่ต่อธุรกิจสื่อ ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ด้วย) และอย่าลืมว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กสทช. ออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาและกำหนดมาตรการเฉพาะเพื่อแก้ไขผลที่เกิดจากพฤติกรรมอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2557 สาระของมัน คือ "การกำจัดผู้มีอำนาจ หรือ ทำตัวมีอำนาจนอกเหนือระบบ" นั่นเองเพราะฉะนั้น หากเล่นเกมยื้อนี้ต่อไป คนที่จะล้ม คือใคร แต่ละฝ่าย ก็ต้องไปไตร่ตรอง ใคร่ครวญกันไว้ให้ดีๆเพราะกฎระเบียบต่างๆ ของกสท. นั้น เพื่อสร้างสภาวะการเปลี่ยนแปลงโดยรวมของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไปสู่การเป็นทีวีดิจิทัล – ไม่มีข้อยกเว้น เลือกทางไหนดี? ไม่ว่าจะเลือกหนทางไหน ทั้ง 4 ทางเลือกข้างต้น ย้ำว่า ช่อง 3 ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายเลย, มันคือการชั่งน้ำหนักระหว่าง “การคำนึง” ถึงผลกระทบต่อธุรกิจ ความสามารถตนเองในการแข่งขันได้ การรักษาแบรนด์ ภาพลักษณ์องค์กร กับ “การคำนวณ” ถึงผลประโยชน์กำไรมหาศาล เม็ดเงินโฆษณา ฐานผู้ชม อัตราค่าโฆษณา และอำนาจในการเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สามารถกำหนดตลาดได้ และสุดท้ายคือผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม สุดท้ายผมอยากอธิบายว่า ภูมิทัศน์สื่อโทรทัศน์ในยุคใหม่นี้ คือ การทำลายระบบขั้วนายทุน สายสัมพันธ์ของนักการเมืองและอำนาจทุนอุปถัมภ์ สู่ระบบ การทำโทรทัศน์ผ่านระบบการออกใบอนุญาต ที่มีกลไกตลาดเสรี ที่ผู้เล่นทุกคนเท่าเทียมกัน เสมอภาคกัน ยักษ์ใหญ่ ในอดีต ต้องถูกกำกับโดยเจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรอิสระ นี่คือ กฎใหม่ กติกาใหม่ในโลกทุนนิยมเสรี การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ ไม่มีทางหลบ หลีก เลี่ยงได้เลย! บทความโดย นายธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน

BANPU เฮ หลังศาลตัดสินไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย 'งานทวี'
กลุ่มงานทวี /  ข่าว / 

ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ BANPU ไม่ต้องจ่าค่าเสียหายกลุ่ม 'งานทวี' กรณีโรงไฟฟ้าหงสา ทนายความของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผยว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้กลับคำพิพากษาของศาลแพ่ง ทำให้ BANPU ไม่ต้องชำระค่าเสียหายให้กับกลุ่มงานทวี กรณีโครงการโรงไฟฟ้า หงสา สปป.ลาว โดยที่ก่อนหน้านี้ ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ BANPU และบริษัท บ้านปูเพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ชดใช้ค่าเสียหายแก่กลุ่ม 'งานทวี' เป็นค่าข้อมูลจำนวน 4 พันล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น นอกจากนี้ ยังต้องจ่ายค่าขาดประโยชน์เป็นเงินรายปี ปี 2558-2570 ปีละ 860 ล้านบาท และ ปี 2571-2582 ปีละ 1.38 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม กลุ่มงานทวี สามารถยื่นต่อศาลฏีกา เพื่อคัดค้านคำสั่งของ ศาลอุทรณ์ได้ภายใน 1 เดือนหลังจากนี้ ดังนั้น บริษัทฯ จึงขอให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำการปลดเครื่องหมาย H  และให้เปิดทำการซื้อขายหลักทรัพย์หุ้นสามัญ  ของบริษัทฯ สำหรับการซื้อขายรอบบ่ายของวันที่ 9 กันยายน 2557 ต่อไปตามปกติ MThai News

สาวทมิฬ ใช้ช้อนควักดวงตาลูกชายวัย 5 ขวบ ฐานไม่เคารพซาตาน
ครอบครัวชาวเม็กซิโก /  ควันลูกตา / 

แม่ชาวแม็กซิโกใช้ช้อนควักลูกตาลูกชายวัย 5 ขวบ เหตุไม่ยอมหลับตาในพิธีบูชาซาตาน  สื่อต่างปะเทศรายงานข่าวสุดสะเทือนใจเมื่อ การ์เซีย ชาวเม็กซิโก ใช้ช้อนควักลูกตาทั้งสองข้างของ เฟอร์นันโด อคาเลบ อัลบาริออสลูกชาย  วัย 5 ขวบ สาเหตุเกิดจากขณะที่ครอบครัวทำพิธีบูชาซาตาน แต่ลูกชายของเธอไม่ยอมหลับตา ซึ่งถือเป็นการไม่เคารพต่อซาตาน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมือปี 2012 เมืองเนซาวาโคโจ้ ประเทศเม็กซิโก ในระหว่างที่ครอบครัวอันเคร่งศาสนา ได้จัดพิธีบูชาซาตาน โดยเชื่อว่าพิธีดังกล่าวจะทำให้ใกล้ชิดกับซาตานและรอดพ้นจากวันสิ้นโลก โดยขณะที่กำลังทำพิธี การ์เซีย กำลังทำพิธีอยู่นั้น เธอได้สั่งให้ลูกชายหลับตา แต่ลูกชายของเธอกลัวมากจึงไม่สามารถหลับตาได้ แม่ของเขาโกรธมากจึงเรียกให้คนอื่นๆในครอบครัวช่วยกับใช้ช้อนควักลูกตาทั้งสองข้างของเฟอร์นันโด ล่าสุดการ์เซียและคนในครอบครัวคนอื่นๆได้ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลากว่า 30 ปี โดยขณะนี้เด็กชายผู้เคราะห์ร้ายได้รับการใส่ตาปลอมจากสถานพยาบาลในเม็กซิโก และไปอาศัยอยู่กับครอบครัวใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว Mthai News

ตร.คุม 6 น.ศ.อุเทนถวายฝากขังศาลอาญาแล้ว
คุมตัว /  อุเทนถวาย

ตำรวจหัวหมาก คุม 6 น.ศ.อุเทนถวาย ร่วมฆ่า น.ศ.เทคโนปทุวัน-เทคนิคกรุงเทพ ฝากขังศาลอาญาแล้ว พร้อมค้านประกัน หวั่นหลบหนี พนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก คุมตัว นายกบินทร์ จิโรจน์มนตรี อายุ 20 ปี กับพวกรวม 6 คน นักศึกษามหาวิทยาลัยราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ผู้ต้องหาก่อเหตุยิง นายพลวัต จันทร์วิเศษ อายุ 21 ปี และ นายชิษณุพงษ์ ศรีคชา อายุ 18 ปี นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เสียชีวิตที่ ถ.เทอดดำริห์ ข้างสถานีรถไฟชุมทางบางซื่อ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา และร่วมกันก่อเหตุยิง นายพชร กัมพลาศิริ อายุ 20 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพ เสียชีวิต บริเวณท่าเรือวัดศรีบุญเรือง ย่านรามคำแหง เมื่อวันที่ 1 กันยายน มาขออำนาจศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ฝากขังผลัดแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน ถึงวันที่ 29 กันยายนนี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งนี้ ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนได้ขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าหากปล่อยตัวไปผู้ต้องหาอาจหลบหนีได้ โดยศาลพิจารณาคำร้องแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้ ขณะที่วันนี้มีกลุ่มนักศึกษา ซึ่งเป็นเพื่อนของผู้ต้องหาเดินทางมาที่ศาลในวันนี้ด้วย ส่วนผู้ต้องหาอีก 1 คน คือ นายคมสันต์ ชูศิลป์ ทำหน้าที่จัดหารถจักรยานยนต์ ที่ใช้ในการก่อเหตุ และถูกจับกุมเพิ่มเมื่อวานที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สน.เตาปูน ได้คุมตัวมาขออำนาจศาลฝากขังเช่นกัน

คนร้ายลองของ! ฉกรูปปั้้นศาล หน้าแบงค์กรุงเทพ สีลม
ขโมยรูปปั้นหน้าธนาคารกรุงเทพ /  ข่าววันนี้ / 

ลองของ! คนร้ายฉก รูปปั้้นพระลักษมีเทวี-พระศรีมหาอุมาเทวี หน้า แบงค์บัวหลวง สีลม ด้านเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดหาคนร้าย รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (16 ก.ย. 57) ได้เกิดเรื่องราวสุดแปลกขึ้น เมื่อมีคนร้ายไม่ทราบจำนวนได้เข้าไปขโมยรูปปั้นพระลักษมีเทวี ขนาดหน้าตักกว้าง 5 นิ้ว และรูปปั้นพระศรีมหาอุมาเทวี ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 4 นิ้ว ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าอาคารสำนักงานใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เลขที่ 333 ถ.สีลม แขวงและเขตบางรัก กทม. หนีหายไปอย่างลอยนวล ซึ่งจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุพบคนร้าย แต่เห็นใบหน้าไม่ชัดเจน โดยคนร้ายทำทีเดินอยู่หน้าอาคารสำนักงานหลายรอบ ก่อนที่เขาจะปืนเข้าไปยังศาลและใช้เวลาเพียง 5 นาทีก็สามารถขโมยรูปปั้นใส่กระเป๋าหนีไปได้ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่เตรียมจะเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมเพื่อหาคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป สำหรับรูปปั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาลเทวาลัยแห่งนี้ เมื่อหลายปีก่อน เคยมีคนร้ายก่อเหตุขโมยไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่นานคนร้ายก็นำกลับมาคืนที่เดิม MThai news

คุมตัว 5 ชุดดำยิงถล่มแยกคอกวัวปี 53 ฝากขัง
5 ชายชุดดำ /  ข่าว / 

พ.ต.อ.ประสพโชค คุมตัว 5 ชุดดำ ยิงอาวุธสงคราม ใส่เจ้าหน้าที่ทหาร และประชาชน ย่านสี่แยกคอกวัว ปี 53 ฝากขัง ศาลอาญา ขณะ พงส.คัดค้านการประกันตัว - หวั่นหลบหนี พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. พร้อมตำรวจคอมมานโดกองปราบปราม คุมตัว นายกิตติศักดิ์ สุ่มศรี หรืออ้วน นายปรีชา อยู่เย็น หรือ ไก่เตี้ย นายรณฤทธิ์ สุริชา หรือ นะ นายชำนาญ ภาคีฉาย หรือ เล็ก และนางปุณิกา ชูศรี รวม 5 คน ผู้ต้องหาร่วมกันมีและใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ และ พกพาอาวุธปืนและวัตถุระเบิดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีเหตุอันควร กรณีร่วมกันใช้อาวุธสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ทหาร ขณะขอคืนพื้นที่การชุมนุมจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่และประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อปี 2553 มาขออำนาจศาลอาญารัชดา ฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน - 24 กันยายน นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งนี้ ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนได้ขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงหากปล่อยตัว ผู้ต้องหาอาจหลบหนีได้ โดยศาลพิจารณาคำร้องแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้

เขางอล! ประธาน ฮัลล์ ซิตี้ ขายสโมสรเหตุเปลี่ยนชื่อไม่ได้
ชาวอียิป /  พรีเมียร์ลีก / 

เกิดเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องในวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อีกครั้ง เมื่อประธานสโมสร ฮัลล์ ซิตี้ ออกมาประกาศขายสโมสร เนื่องจากไม่พอใจที่ เอฟเอ ไม่ยอมให้เปลี่ยนชื่อทีม อัสเซม อัลลัม ประธานสโมสร ฮัลล์ ซิตี้ ชาวอียิป วัย 75 ปี เปิดเผยว่า เขาได้ตัดสินใจขึ้นบัญชีขายทีมตั้งแต่เดือนเมษาที่ผ่านมา หลังจากที่สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ เอฟเอ นั้นไม่ยอมให้เปลี่ยนสโมสรเป็น ฮัลล์ ไทเกอร์ แม้ว่าเรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลกีฬาโลกอยู่ก็ตาม โดย อัสเซม อัลลัม ได้เผยว่า "เราเคยบอกไปแล้วเมื่อต้นปีว่าสโมสรจะถูกขาย หากความพยายามที่จะเปลี่ยนชื่อทีมนั้นไม่ประสบความสำเร็จ และพอเอฟเอประกาศผลมาในวันที่ 9 เมษายน ผมก็ตัดสินใจประกาศขายทีมในอีก 22 ชั่วโมงทันที เราได้ยื่นอุทธรณ์เรื่องนี้แก่ศาลกีฬาโลกพิจารณาแล้ว ระหว่างนี้ผมอยู่ในฐานะรักษาการหัวหน้าผู้บริหารของสโมสร ขอสัญญาว่าเรายังจะทุ่มเทให้กับสโมสรอย่างเต็มที่เหมือนเดิม แต่หากมีคนมาซื้อสโมสรก่อนคำตัดสินออกมา ผมก็จำใจต้องขายออกไป แม้ว่าอยากจะอยู่ให้เรื่องนี้จยเรียบร้อยก่อนก็ตาม"

มาร์ค ยอมรับการผูกขาดธุรกิจพลังงานมีจริง
ข่าววันนี้ /  ท่อก๊าซ / 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยอมรับปมผูกขาด ธุรกิจพลังงาน มีจริง ชี้ ปตท.เป็นค้างคาว ต้องรีบปฏิรูป แนะโอนท่อก๊าซเป็นของรัฐแทนซื้อหุ้นคืน วันนี้ (9 ก.ย. 57) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงปัญหาพลังงานที่เกิดขึ้นในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาน้ำมัน แก๊สที่มีราคาแพง ว่า เกิดขึ้นเพราะมีการเอากิจการพลังงานไปขายในตลาด ถึงแม้ว่ารัฐจะเป็นผู้ถือหุ้น แต่เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมผูกขาดแล้ว ซึ่งการผูกขาดนี้มีอยู่จริง ไม่ใช่เฉพาะพลังงานแต่รวมไปถึงสาธารณูปโภค ที่ต้องมีการผลิต แปรรูป และขนส่งจะมีการผูกขาดโดยธรรมชาติ ส่วนประเด็นแยกท่อก๊าซดีหรือไม่นั้นต้องบอกว่า แยกออกมาดีกว่าอยู่ในองค์กรที่อยู่ แต่หากแยกออกมาแล้ว ยังเป็นองค์กรเดิมก็จะไม่มีประโยชน์อะไร และสิ่งที่ตนเป็นห่วงคือ ที่ ปตท. ระบุว่า เมื่อแยกบริษัทท่อก๊าซออกมา แล้วจะให้คลังมาถือหุ้น แล้วอะไรจะเป็นสิ่งที่รับประกันได้ว่าคลังจะสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งสภาวะเช่นนี้ ผมเรียกว่า “ค้างคาว” นกมีหู หนูมีปีก เพราะเมื่อเวลาจะใช้กฎหมายบางฉบับไปควบคุม เช่น กฎหมายทางการค้า ปตท. จะได้รับการยกเว้น เพราะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่เมื่อบอกว่า ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจ ตอบสนองนโยบายของรัฐได้หรือไม่ ปตท. ก็จะตอบว่าไม่ได้ เพราะต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ผมคิดว่าสภาพเช่นนี้ ต้องมีการปฏิรูปโดยเร็ว ส่วนนโยบายให้รัฐต้องถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ นั้น ตนคิดว่ายังไม่มีความจำเป็นที่ต้องเอาคืน แต่หากอะไรซึ่งยังเป็นของรัฐ และทางกฎหมาย หากศาลบอกว่าเป็นของรัฐ ก็ต้องเอามาเป็นของรัฐ ก็อาจจะใช้วิธีโอนมาในราคาที่เป็นธรรม ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด MThai news

กรมการปกครองแจง !
กรมการปกครอง /  ข่าวลือ / 

กรมการปกครองชี้แจงผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานบริหารทะเบียนเกี่ยวกับเรื่องการแชร์นโยบายทะเบียนสมรสรายปีไม่เป็นความจริง ในกรณีที่ก่อนหน้านี้มีโพสกระทู้ทั้งในเว็บไซต์พันทิป และ แชร์ข้อความไปยังเฟซบุค ในช่วงเดือนเมษาที่ผ่านมา ความว่า "สำนักทะเบียนกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศว่า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมเสมอภาค และไม่ให้เป็นปัญหาภรรยาสร้างอิทธิพลเหนือสามี เป็นการกดขี่ข่มเหงรังแกเพศตรงกันข้ามกระทรวงมหาดไทยจึงให้สำนักทะเบียนทั่วประเทศยกเลิกการจดทะเบียน สมรสแบบตลอดชีพ เป็นทะเบียนสมรสรายปี เช่นเดียวกับใบอนุญาตขับรถ หากคู่สมรสใดที่สมรสมาแล้วเกิน 1 ปี ให้ออกทะเบียนสมรสได้ครั้งหนึ่งไม่เกิน 5 ปีและจะต้องมีผลการประเมินการเป็นภรรยาประกอบการขอจดทะเบียนในครั้งต่อไปขณะนี้ให้โอกาสผู้ที่มีทะเบียนสมรสแบบตลอดชีพยื่นคำร้องขอเปลี่ยนเป็นรายปีได้ที่สำนักทะเบียนทั่วประเทศจนถึงสิ้นเดือนนี้" ล่าสุดมีผู้ได้ยื่นเรื่องสอบถามไปยัง สำนักงานบริหารทะเบียน กรมการปกครอง หัวข้อว่า"ยกเลิกการจดทะเบียนสมรสตลอดชีวิต เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า" ไปตั้งแต่วันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา โดยได้คำตอบจาก คุณเทิดบุญ ศิลารมณ์ เจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารทะเบียน ความว่า"การจดทะเบียนสมรสยังคงถือปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ทั้งนี้ การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน"  เนื่องจากในขณะนี้ยังคงมีผู้แชร์ข้อความดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และทำให้เกิดความเข้าใจผิด และมีข้อสงสัยเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าว และเกิดการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายสุดแปลกนี้อย่างมาก ทางสำนักงานบริหารทะเบียนได้ชี้แจงแล้วว่าการสิ้นสุดการสมรส ต้องเป็นไปด้วยการหย่าร้าง การตาย หรือการถูกศาลสั่งให้เพิกถอนเท่านั้น ดังนั้นนี่เป็นการยืนยันว่าข่าวดังกล่าวที่ถูกปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด Mthai News ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ http://stat.bora.dopa.go.th/

แพท เครียด เร่งเมคมันนี่จนผู้ชายหาย!!
แพท ณปภา /  ข่าวบันเทิงวันนี้

ก่อนหน้านี้เหมือนเจอมรสุมรุมเร้าเข้าเต็มๆ สำหรับสาวยอดกตัญญูอย่าง แพท ณปภา เพราะแม่กับพี่สาวก็ป่วยตัวเองก็เร่งทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นนอต ทำงานจนแทบจะไม่ได้หยุด แถมตอนนี้ยิ่งต้องเตรียมตัวขึ้นศาลเพราะพ่อ บังเกิดเกล้าดันมาฟ้องร้องจะเอาค่าเลี้ยงดูอีกต่างหาก ทำให้ตอนนี้สาวแพทต้องเร่งเมคมันนี่เพื่อจะหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวเป็นการเร่งด่วน ถ้าตอนนี้ใครเริ่มที่จะเบื่อหน้าสาวแพทที่เริ่มเห็นบ่อยเกินไปแล้วละก็ ให้ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งเบื่อนางเลยค้า นางต้องทำงานหาเงินมาดูแลครอบครัว จนตอนนี้บรรดาผู้ชายที่เคยคบๆ กันอยู่นั้นเริ่มที่จะหายหัวไปทีละคน 2 คนแล้ว อุ๊ตะ!! งานนี้ก็ถือว่าเป็นเครื่องพิสูจน์รักแท้ไปในตัวละกันนะจ๊ะสาวแพท แพท ณปภา แพท ณปภา แพท ณปภา