ศาลฏีกา

ตะลุยถิ่น 'คุมะมง' หมีดำแก้มแดงสุดทะลึ่ง ที่ประเทศญี่ปุ่น (แบบละเอียดยิบ!)
ที่เที่ยวญี่ปุ่น /  ประเทศญี่ปุ่น / 

สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่า คุมะมง คืออะไร เอาง่ายๆ มันคือมาสคอตหมี ตัวนึงครับ นอกจากนี้ผมรู้แค่ว่าเจ้านี่หน่ะ ดังมาก! ดังอย่างไร? เพราะอะไร? และทำไม? ผมไม่ได้ใส่ใจนัก จนกระทั่งมีโอกาสมาเที่ยวที่ จังหวัดคุมะโมะโตะ ถิ่นกำเนิดเจ้าหมีดำแก้มแดงตัวนี้ ใช่แล้วครับ {Was there once} in JAPAN ครั้งนี้จะพาไปตะลุยที่ 'จังหวัดคุมะโมะโตะ' ภูมิภาคคิวชู ประเทศญี่ปุ่น นั่นเอง! ตะลุยถิ่น 'คุมะมง' หมีดำแก้มแดงสุดทะลึ่ง ที่ประเทศญี่ปุ่น (แบบละเอียดยิบ!) กระทู้นี้นอกจากจะชวนเที่ยวแล้ว ยังพร้อมชวนทุกคนไปรู้จัก คุมะมง  หมีดำโคตรน่าหมั่นเขี้ยว น่าหมั่นไส้ และน่าเอ็นดู ไปพร้อมๆ กัน ถ้าพร้อมแล้วไปกันเลยคร้าบบบ! Day1: Kumamoto หลังจากลงเครื่องที่ จังหวัดฟุกุโอกะ ผมจัดแจงซื้อ 3 Days North Kyushu Pass ที่สนามบิน แล้วตรงดิ่งมายัง จังหวัดคุมะโมโตะ ด้วยรถไฟ Shinkansen (ใช้เวลาประมาณ 30 กว่านาที) ผมมาถึง คุมะโมะโตะ ราวบ่ายสามครึ่ง ฝากสัมภาระที่โรงแรม Toyoko Inn Kumamoto Ekimae ที่พักในคืนนี้ เดินจาก JR Kumamoto 3 นาทีเองครับ ผมซื้อบัตร One day Kumamoto Tram city สำหรับการเดินทาง จะใช้วันไหน ก็ขูดเอาเลยครับ เราจะไปด้วยเจ้านี่กันครับ ภายในเป็นโบกี้ธรรมดาๆ เหมือนนั่งบนรถเมล์ไทย เวอร์ชั่นสะอาด ปลอดภัย  (ไม่มีรูปลงเพราะถ่ายติดหน้าชาวญี่ปุ่นชัดมากครับ) **เพิ่มเติม**  สำหรับการเดินทางใน คุมะโมะโตะ มีสองทางหลักๆ 1. Kumamoto Tram city มีสาย A และ B วิ่งมาเชื่อมกันที่ป้าย Karachimacho ก่อนวิ่งตีคู่ขนานตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ  ผู้ใหญ่ 150 yen เด็ก 80 yen ขึ้นที่ JR Kumamoto ได้ 2. Kumamoto Castle loop Bus หรือ (Shiromegurin Bus) วิ่งเป็นวงกลมจาก JR Kumamoto มี 18 ป้าย รถออกทุก 20 นาที ตั๋วแบบ One day ราคา 300 เยน ซื้อที่ Tourist information ณ JR Kumamoto ปล. Taxi ก็มีนะ ผมลงป้ายหมายเลข 10 Kumamoto Castle ตามภาพเลยครับ อ้อ...แผนที่เส้นทางเดินรถ มีแจกฟรีบน Tram หรือจะหยิบจากสถานี JR Kumamoto เลยก็ได้ครับ ระหว่างทางเราเจอเจ้าหมีตัวนี้เป็นระยะ โอ๊ะ! ตรงนี้ก็มี คุมะมง นะ >,< ผมเจอหมีดำขนาดย่อมอีกตัว ณ จุดหมายแรกของเรา คือ “Sakura-No-Baba Johsaien” ที่นี่เป็นแหล่งช๊อปปิ้งน่ารักๆ ร้านรวงสวยงาม สะอาดสะอ้าน มีขนม และอาหาร ให้เลือกซื้อไม่มาก รวมถึงของที่ระลึก เจ้าคุมะมง ก็มีเช่นกัน มาถึงขนาดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเจ้านี่มีดีอะไร!? แต่ที่แน่ๆ ผมรู้สึกโดนหมี คุกคาม... ‘อะไรก๊านนนนนน นี่จะตามไปถึงหนายยยยย!’ เหตุผลนึงที่ทำให้เจ้าคุมะมงแพร่หลายไปทั่ว คือ คุมะโมะโตะ ไม่ได้เรียกเก็บค่าลิขสิทธ์ใดๆ ผลดีคือ ทำให้ คุมะมงเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ใครๆ ก็อยากมา คุมะโมะโตะ บ้านเกิดหมีดำแก้มแดงกัน (เม็ดเงินมหาศาล) แต่ไม่ใช่เพราะคนเห็นบ่อยหรอกนะที่ทำให้เจ้านี่โด่งดัง มันยังมีอะไรมากกว่านั้น... เรามาที่นี่เพราะ ‘หิว’ แต่ลองด่อมๆ ดู ยังไม่รู้สึกตกหลุมพรางเมนูไหน งั้นเดินไปรอบๆ ดูอีกนิดดีกว่า... ละแวกใกล้ๆกันนอกจาก ปราสาทคุมะโมะโตะ แล้วก็ยังมี อนุสาวรีย์ไดเมียวแห่ง Kumamoto ด้วย ท่านไดเมียวชื่อ คะโต คิโยะมะซะ ‘Koto Kiyomasa’ ครับ ก่อนหน้านี้ ท่านเคยเป็นแม่ทัพใหญ่ 1 ใน 7 ทหารเอกแห่งชิซูคะตะเกะ โด่งดังมาก ชนิดที่ว่าหากเกิดยุคสมัยนี้ คงต้องมีการขอท่านเซลฟี่สักนิด ถัดไปอีกนิดก็มีโซนต้นไม้ใหญ่ริมกำแพงปราสาทคุมะโมะโตะ อากาศสบายๆ สงบเงียบดี **เพิ่มเติม** อนุสาวรีย์ Koto Kiyomasa ตั้งอยู่ใกล้ Kumamoto Castle และ Sakura-No-Baba Johsaien เรียกได้ว่าเป็นทางผ่านเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามาเที่ยวละแวกนี้ก็เก็บรวดเดียวทั้งสามสถานที่ข้างต้นเดินทางโดย Kumamoto Castle loop bus ป้าย Sakuranobaba Johsaien หรือ Kumamoto Tram city ป้ายหมายเลข 10 Kumamoto Castle / City hall แต่ละจุดใกล้กับแต่ละสถานที่ต่างกันนะ ผมตัดสินใจเดินทางต่อไปยัง Fujisakidai- 1000-year old Camphor Trees นับว่าเป็นสถานที่เปลี่ยวใจ อีกหนึ่งแห่ง ถึงแม้จะมาไกลขนาดนี้ เราก็ยังพบเจอคุมะมงได้ (บริเวณนี้ไม่ใช่เขตท่องเที่ยวเลยครับ) ที่นี่มี ต้นการบูรยักษ์ อายุมากกว่า 1000 ปี หลายต้น ได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นมรดกทางธรรมชาติ จริงๆก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมาก นทท.ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมากันหรอกครับ วิวเมืองคุมะโมะโตะยามเย็น ผมหลงทางเลยพลาดช๊อต ดวงอาทิตย์คล้อยตกแบบพีคๆ นั่นเป็นจุดประสงค์หลักในการมาที่นี่ของผม (เศร้าใจกันเลยทีเดียว) อย่างไรก็ตาม กลิ่นใบไม้ ใบหญ้า อากาศชื้นๆ เย็นๆ ก็ช่วยทดแทนความเฟลข้างต้นได้สบายๆ รอบตัวเราไม่มีใคร มีเพียงแค่เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กญี่ปุ่นที่ลอยมาจากทางไหนก็ไม่รู้ >,< **เพิ่มเติม** หากไม่ได้ชอบอยู่เงียบๆ ดมกลิ่นต้นไม้ใบหญ้า ฟังเสียงนกร้อง มองท้องฟ้าสีส้ม ที่นี่อาจจะไม่ใช่ช้อยส์ที่ถูกใจนัก แต่ถ้าอยากลบหลีกคนเ ผมว่าที่นี่ก็ไม่เลวครับ การเดินทาง ใช้บัตร Kumamoto Castle loop bus ลงป้าย Children Culture center แล้วเดินต่อขึ้นเนินไปตามทางอีกประมาณ 7 นาที มองสูงเข้าไว้จะเจอต้นไม้ใหญ่หลายๆ ต้น พิกัดอยู่ใกล้กับสนามเบสบอล Fujisakidai ระหว่างทางไม่มีป้ายบอกแนะนำว่าควรถามทางจะดีที่สุดครับ ควรเซฟรูปเก็บไว้ เพราะคนแถวนั้นก็งงๆ ว่าเราจะไปไหนกัน คำที่ควรพูดออกไปคือ Big trees จะช่วยให้คนญี่ปุ่นเข้าใจได้เยอะ หากเดินทางโดย Tram หรือ รถราง (เหมือนผม) ลงป้าย Daniyama-machai จะเดินค่อนข้างไกลนะครับและอาจหลงทางได้  ***หายากมาก แนะนำมาโดย รถบัส เถอะครับ ‘จ๊อก จ๊อก’ เพราะเสียงท้องร้อง ทำให้เรามาอยู่ที่นี่ Sun Road Shinshigai หรือถนนช๊อปปิ้ง คุมะมงอยู่ด้านบนนั่นไง เห็นทุกหนทุกแห่งขนาดนี้ แต่กว่าเจ้านี้จะโด่งดังแบบพีคๆ ใช้เวลาเกือบสองปีเลยทีเดียวครับ การันตีรายได้ USD $293 ล้าน ในปี 2012 (เกิด 2010) คุมะมง Debut สู่สายตาประชาชีแบบยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ที่คุมะโมะโตะ แต่เป็นการไปเดินป้วนเปี้ยนตามจุดดังๆ ใน Osaka City ใครๆก็สงสัยว่าหมีดำตัวนี้คือใคร มาทำอะไร จนกลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ (twitter) ผมนั่งรถรางไปยังป้าย Karachimacho เดินเข้าถนน Sunroad ชิดขวาเข้าไว้ มองสูงจะเจอตึกปาจิงโกะอยู่ตรงหัวมุมของแยกแรก เลี้ยวขวามือตรงไปอีก 3 นาที ร้านจะอยู่ด้านซ้ายมือครับ ยะฮู้! ได้กินสักที ทงคัตสึร้านนี้อร่อยมากกกกกกก! ผมสั่งเนื้อคนละส่วนมาอย่างละหนึ่ง โดยการโชว์ภาพทงคัตสึที่เซฟมาในมือถือ (เรื่องกินต้องพร้อมเสมอ ฮิฮิ) โชคร้ายที่เราไม่สามารถแยกความต่างระหว่างเนื้อสองจานนี้ได้ - - รู้แค่ว่า 'โออิชิ!!' เมนูร้านไม่มีภาษาอังกฤษนะ และพนักงานพูดอิ้งไม่ค่อยได้ครับ กว่าจะจัดการทงคัตสึตรงหน้าเสร็จ ร้านอื่นๆ ก็ปิดกันหมดแล้ว เดินวนอีกสองรอบชมบรรยากาศเว้งว้าง ได้อารมณ์สตรีทสไตล์ของชาวญี่ปุ่น ละแวกนี้ดีครับ ค่ำคืนนี้จบลงด้วยการหย่อนพุงแน่นๆ ลงบนเตียง (นั่งรถรางกลับมาที่ป้าย JR Kumamoto Station เช่นเดิม) ห้องนอนขนาดกะทัดรัดแต่สบาย ห้องน้ำเล็กนิดนึงแต่ก็ไม่ได้ลำบากอะไร ส่วนใต้เตียงมีพื้นที่สำหรับยัดกระเป๋าใหญ่ๆได้ที่สำคัญ Service mind เต็มร้อย Day2: Kumamoto / Aso นี่คือมื้อเช้าของผม อาหารเช้าฟรีของโรงแรมมีหลากหลายให้เลือกตักตามใจชอบ ดูเหมือนว่าจะเป็น Traditional Food ละมั้ง อืม.. ไม่มีเนื้อสัตว์ให้หน่อยหรอ T_T ระหว่างทางมักมีเรื่องราวน่ารักๆ เสมอ ผมเลือกมาปราสาทคุมะโมะโตะ ในช่วงเช้าของวันที่สอง ยังคงเดินทางโดยบัตร One day trip Kumamoto Tam City ลงป้ายหมายเลข 10 เช่นเดิม มีป้ายบอกทาง อย่ากังวลไปนะ คาวาอิมากเลย เดินตามทางมาจนถึงทางเข้าปราสาท ค่าตั๋ว ราคา 500 เยน (ใช้บัตรลดจาก Tram Cityได้) จ่ายปุ๊ปจะได้โปรชัวร์มาด้วย เอ้า! พลิกดูด้านหลังเร็วเข้าทุกคน .. มีที่ว่างให้ Stamp ด้วยยยยยยยยยย! (ตื่นเต้นเพื่อออ!?)  สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นมักจะมี Stamp ให้เราเก็บไว้เป็นที่ระลึก ช่วยเพิ่มคุณค่าทางใจ และความน่ารักใสๆ ให้ตัวเอง 5555555 สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นความละเอียด และใส่ใจของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อนักท่องเที่ยว ผมชอบจัง ;D เดินผ่านกำแพงพร้อมอากาศร้อนๆ ไปสักครู่เดียว ปราสาทคุมะโมะโตะใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นป้อมปราการ (มีหอคอยสูง 2 หอ) เดิมถูกเพลิงไหม้เสียหาย  ก่อนได้รับการบูรณาการขึ้นใหม่ หอคอยแรกที่เข้าไปมีขนาดเล็กกว่า หากฟังภาษาญี่ปุ่นออกจะมีเจ้าหน้าที่ช่วยตอบคำถามที่สงสัย ผมลองแอบหลบมุมยืนดูเจ้าหน้าที่อธิบายสาวเจแปนสักครู่ใหญ่ เผื่อจะพอสังเกตท่าทาง แปลความหมายได้ เอ่อออออออ... อืมมมม.. เอ่อะ. หันมากดชัตเตอร์แทนละกัน วิวจากหอคอยเล็กครับ ฝั่งนู้นคือหอคอยใหญ่ที่กำลังจะพาไปแล้ววววว ว่าแล้วก็ชักภาพคู่กับหอคอยใหญ่ สักหนึ่งแช๊ะ หอคอยใหญ่ด้านในจะมีนิทรรศการขนาดย่อมให้เสพ ฝั่งนู้นคือ หอคอยที่เราไปมาไงจ๊ะ หันมาอีกฝั่ง เจอะคุมะมงทักทายมาแต่ไกล ตรงนั้นคือโรงเรียนครับ คุมะมงทำให้ คุมะโมะโตะ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเลยครับ เห็นเป็นการ์ตูนเด็กๆ อย่างนี้ แต่เจ้านี่ทำให้เมืองทางผ่านอย่างคุมะโมะโตะ ได้รับความสนใจขึ้นมาก ถึงแม้ คุมะมง จะเป็นการ์ตูน แต่ผู้ใหญ่ก็แสดงออกว่ารักและเอ็นดูไม่แพ้กัน มองกลับมาที่บ้านเรา ผู้ใหญ่บางคนยังมองว่าการ์ตูนเป็นเรื่องไร้สาระอยู่เลย... คุมะมงตัวบิ๊กอีกแล้ว อีกมุมหนึ่ง เดินวนดูได้ 360 องศาเลยครับ นอกจากนี้ที่ คุมะโมะโตะ ยังมี คุมะมงสแควร์ สถานที่เอ็กซ์คลูซีฟเพื่อคนรักคุมะมงโดยเฉพาะ (ของแอบแพงนิดๆ นะ) นอกจากจะมี นทท. แล้ว นร.มาทัศนศึกษาที่นี่ก็มีเยอะมากครับ มากันเป็นครอบครัวก็มีแยะ , เราชอบความสัมพันธ์แบบนี้ ความสัมพันธ์แบบเรียบง่าย เรื่อยๆ ไปจนแก่ .. >,< ผมวิ่งขาขวิดด้วยสปีดเดียวกับโดนหมาไล่กัด เพื่อไปหยิบกระเป๋าที่ฝากไว้ ในโรงแรม (เช็คเอาท์เรียบร้อย) เรากำลังนั่งรถไฟไป Aso San หรือภูเขาไฟอะโส กันครับ ที่นี่ถือเป็นไฮไลท์เด่นๆ สำหรับผม คงเพราะผมชอบกลิ่นหญ้าละมั้ง .. รถไฟ Trans-Kyushu Limited  Express ที่เราจับไปวันนี้ หากจะไป Aso ควรอย่างยิ่งที่จะต้องจองรถไฟ ผมไปจองช่วงเช้าก่อนไปปราสาท เกือบจองไม่ทันแหนะ บนรถไฟมี Stamp ให้ด้วย เย๊ส! นอกจากนี้ยังมีแจกลูกอมด้วยนะ รถไฟสายท่องเที่ยวจะมีอะไรน่ารักๆแบบนี้เสมอ (เดินไปขออนุญาตถ่ายรูป พนักงานยิ้มเขินๆ น่ารักมาก อิอิ) พิเศษเข้าไปอีกด้วยป้ายพร้อมบริการถ่ายรูปให้ (ใช้กล้องตัวเองนะ ;P) ความเขียวขจีนอกหน้าต่างยิ่งมองยิ่งตื่นเต้น ยิ่งโหยหายกลิ่นธรรมชาติ ผมเผลอเอาจมูกไปชิดหน้าต่าง หวังให้มีกลิ่นหญ้าลอดมาสักนิด ... อะไรจะขนาดน้านนนน พ่อคู๊ณณณณณณ - -‘’ Kuro คือมาสคอตโด่งดังอีกตัวหนึ่ง Kuro ประจำการอยู่บนรถไฟสายท่องเที่ยว Aso Boy โด่งดังไม่น้อยหน้าขบวนอื่น โดย Aso Boy มีตารางเวลาเดินรถไม่แน่นอน ปกติหากไม่ใช่ช่วง High Season จะมีบริการเสาร์-อาทิตย์ ครับ ที่สำคัญคือ ต้องจองล่วงหน้านะ! คุมะมงแบบฉบับรถก็มา เหมือจะเป็นรถเช่าประจำการที่นี่ครับ ภายในสถานีวินเทจด้วยระบบอัตโนมือซะส่วนใหญ่ มุมนอกสถานี JR Aso  เรียบๆ เงียบๆ เรารอรถบัสเพื่อที่จะนั่งรถไป ภูเขาไฟ Aso อีกต่อ ที่บริเวณนี้เลยครับ อย่าลืมขอแผนที่ละแวก JR Aso และตารางเวลารถบัสนะครับ อย่าลืม Stamp ด้วยหล่ะ ;P โดยขอตารางรถบัสได้ที่ Tourist Information ควรแพลนก่อนนะครับ เดี๋ยวจะตกรถเอา (จ่ายเงินตอนลงนะ) วิวสองข้างทาง เขี๊ยวเขียว Aso Ropeway station ระหว่างทางมีจุดจอดสองป้ายหลัก จุดนี้คือป้ายสุดท้าย Aso Ropeway station สามารถขึ้นกระเช้าไปชมปากปล่องได้ที่นี่ นอกจากนี้ยังมีร้านค้าของที่ระลึก คุมะมง เต็มไปหมดเลย บะหมี่คุมะมง มาม่าคุมะมง ขนมคุมะมง สารพัดจะคุมะมง เขาถึงได้บอกว่า คุมะมง เนี่ย มีมูลค่าเทียบเท่าหรืออาจมากกว่า Hello Kitty ด้วยซ้ำนะครับ รอบนอกมีศาลเจ้าอยู่ ไปชมกันครับ อาศัยเลียนแบบคนญี่ปุ่นครับว่าเขาต้อง ไหว้กันยังไง คนไทยมาไหว้เต็มเลย (ดูจากภาษาไทยที่เขียนอยู่)   มองย้อนไปด้านหลัง เห็นกระเช้าที่เราไม่ได้ขึ้น เนื่องจาก ภูเขาไฟ Aso ปะทุมาสักพักแล้ว นทท.ไม่สามารถขึ้นไปดูปากปล่องได้ คนส่วนใหญ่แนะนำว่าอย่าไป  'มันเสียเวลาเปล่า...ไม่มีอะไรหรอก' แต่เอาจริงๆ  ‘ใช่ว่าเราจะได้เห็นภูเขาไฟปะทุบ่อยซะที่ไหน!’ จะสบายตามากขึ้น ถ้ามีเราอยู่ในรูป.. 55555555555555 (แดดแรง ตาหยีไปนิด) อย่าแปลกใจไป ผมซื้อเจ้าคุมะมงตัวนี้เมื่อสักครู่นี่เอง ก็ไม่ค่อยเห่อเท่าไหร่หรอก.. ร้องหา ทอยเลท ทอยเลท (Toilet) วิ่งแจ้นเข้าไปเปลี่ยนทันที โม้มาตั้งนานมัวเเต่ชมว่า คุมะมง เจ๋ง หลายคนเริ่มถาม แล้วมันเจ๋งยังไง??????? เอาเป็นว่า คุมะมงเนี่ย มีการโปรโมต PR ตัวเองมาตลอด มีแคมเปญโปรโมตตัวเองสม่ำเสมอมา 5 ปี (จนถึงทุกวันนี้) เหตุการณ์เด่นๆคือ วันดีคืนดี เจ้าหน้าที่ออกมาประกาศว่า แก้มแดงๆ ของคุมะมงหายไป ขอช่วยให้ทุกคนตามหาให้หน่อย นอกจากนี้การออกอีเว้นท์และรายการทีวีประหนึ่งดารา เซเลบดัง พร้อมบุคลิก กวนตรีน ทะลึ่ง ที่ทำเอาคนหมั่นเขี้ยวและเอ็นดูไปพร้อมๆ กัน ยิ่งทำให้เจ้านี่โด่งดังมากขึ้น ตัวอย่างภาพเซเลปคุมะมงหยิบจับสินค้า (ภาพทั้งหมดขออนุญาตจากทวิตเตอร์ออฟฟิเชียลแล้วครับ) ความเจ๋งที่ว่ามันจึงกลายเป็นว่า คุมะมง หยิบจับสินค้าอะไรก็ตาม สินค้าชิ้นนั้นก็จะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แน่นอนว่า การกระจายรายได้สู่ชุมชน  สินค้าของชาวคุมะโมะโตะได้รับผลดีตามๆ ไป เอาเป็นว่า พ่อค้า แม่ค้า ทุกคน อยากให้คุมะมงหยิบจับสินค้าตัวเองกันทั้งนั้น!!! เพราะมันการันตีได้ว่าจะขายดี(ขึ้น) นี่มันเซเลบชัดๆ เรานั่งรถย้อนลงมาที่สถานีทุ่งหญ้า Kusasenri หิวจัง ! หมับเข้าให้ "เนื้อม้าย่าง!!" (เนื้อม้าคือของขึ้นชื่อของเมืองนี้!!) รสชาติประหนึ่งเคี้ยวสันนอกหมูชิ้นหนาๆ  เนื้อหนาและแน่น แต่เคี้ยวไม่ยาก ไม่มีกลิ่นคาว ให้ผวาใจสักนิด พ่อค้าจะย่างไฟร้อนๆ อีกรอบ ก่อนยื่นไม้ต่อให้เรา ถือว่าเวิร์คมากกก ขายอยู่เจ้าเดียว ตรงหน้าร้านขายของใหญ่ๆ ครับ หาไม่ยาก ลงป้ายนี้ยังไงก็ต้องเห็นจ้า ราคาตามป้ายเลยนะครับ ไม้ใหญ่เนื้อล้วน 300 เยน ขอประมาณคร่าวๆ เป็น 100 บาท ไม้เล็กเนื้อผสมมัน เหมือนในรูปด้านบน 150 เยน คร่าวๆ 50 บาท .. แอบแพงครับ (สำหรับผม) ผมไม่เคยทานเนื้อม้าก็เลยลองดูครับ ปากเคี้ยวเนื้อม้าในมือ ตาดูม้าเป็นๆ วิ่งในสนามหญ้า ให้อารมณ์แปร่งๆ ดี ระหว่างกิน มีน้องๆนักเรียนม.ต้น มาทัศนศึกษา(สองรถบัส) กินไป ก็มองไป.. อดไม่ได้ที่จะวางม้าย่างแล้วหยิบกล้องมากดชัตเตอร์ ‘สดใสจัง’ นี่แหละ ความหมายของคำว่า ‘เด็ก’ สำหรับเรา ใกล้ๆ กันมีร้านทาโกะ เปิดท้ายของอาเฮียน่ารักท่านนี้ รสชาติปกติ แต่เซอร์วิส มายด์ สุดยอดดดด ขายอยู่ตรงลานจอดรถเลยครับ เอาไปกินบนรถได้ครับ เดินขึ้นมาทางด้านหลัง Aso volcano museum (ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ 840 เยนครับ) มองเห็นวิว Aso ลิบๆ และสามารถมองเห็น ปากปล่องภูเขาไฟ Naka-dake รูปร่างพิลึกพิลั่น (ปากปล่องดับไปแล้ว) เดินย้อนลงเนินไปด้านหลังจะเจอจุดชมวิวอีกที่ครับ เดินย้อนไปใกล้ๆตามถนน จะเห็น Aso ชัดแบบเต็มๆ ไม่ได้ขึ้นปากปล่อง แต่ก็มีจุดให้เที่ยว ให้ถ่ายรูปเยอะอยู่นะครับ การเดินทาง  รถบัสสาย Mt.Aso ลงที่สถานี Kusasenri (ก่อนถึงสถานี Aso-san Nishi) 470 เยน ลงป้ายสุดท้าย Aso-san Nishi (Aso Ropeway Station) 540 เยน ค่าตั๋ว Ropeway กระเช้าขึ้น-ลง 1000 เยน หากเที่ยวเดียวราคา 600 เยน ใกล้ถึงเวลารถบัสลงจาก Aso ไปยัง JR Aso รอบสุดท้ายแล้วครับ ผมทันเห็นช๊อตฝูงม้าวิ่งเอาจริงเอาจังเริงร่ากับหญ้าตรงหน้าพวกมัน ม้าพวกนี้ใช้สำหรับบริการขี่ให้ นทท. ตกเย็น นทท.กลับหมด ก็ปล่อยอิสระเลยครับ ทุกตัวดูสนุกมากกก เหลือตัวนี้อยู่ตัวนึง เฝ้าบ้าน ม้าที่นี่แบ่งชัดเจน ตัวไหนเลี้ยงเพื่อเป็นอาหาร ตัวไหนเลี้ยงเพื่อใช้งาน ระหว่างทาง เห็นบ้านเรือนยามเย็น ลงเขากันครับ..  มาถึงปุ๊ป ก็ถามเจ้าหน้าที่แถวนั้น บอกว่าอยากเห็นวิถีเจแปนนีสๆ เจ้าหน้าที่เลยชี้มาที่ร้านเล็กๆ มีขนม ของที่ระลึก และผัก ผลไม้ ขาย ด้านในจะมีร้านอาหารด้วยครับ เราไปถึงเย็นเกินไป เขาปิดเรียบร้อย (แถวนี้มีร้านเปิดเย็นๆไม่กี่ร้านครับ) คุมะมงเป็นมาสคอตไม่กี่ตัวที่โดดเด่นออกมา ปัจจุบันมาสคอตในญี่ปุ่นมีถึง 2000 ตัวโดยประมาณ ด้วยความสามารถทั้งหลาย เจ้าคุมะมงจึงได้รับรางวัล“Yurchara Grand Prix 2011” จากเวทีประกวดมาสคอตของญี่ปุ่นเขาด้วยนะ ผมเหลือบไปมองข้างๆ เห็นเจ้าคุมะมงตัวจ้อย มองไปมองมา รู้ตัวอีกทีก็ตกหลุมรักหมีดำแก้มแดงตัวนี้ไปซะแล้ว ปัจจุบันเจ้าหมีตัวนี้ริจะคิดครองโลกโดยการตระเวนเยี่ยมเยียนไปนอกเจแปนเลยนะครับ สุดท้ายนี้ขอลาไปก่อน หากใครติดใจหรืออยากรู้จัก หมีดำแก้มแดง ตัวนี้มากขึ้น ติดตามทวิตออฟฟิเชียลจากเจเเปนเลยเลยครับ ขอบอกว่า หมั่นไส้และหมั่นเขี้ยวมากกกกก ;P ขอบคุณเรื่องราวดีๆ และรูปภาพสวยๆ และแวะมาติดตามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/wasthereonce https://www.twitter.com/wasthere01 https://www.instagram.com/wasthereonce

5 วิธีโกงข้อสอบยอดฮิต ของนักศึกษาอินเดีย
ทุจริตการสอบ /  นักศึกษาอินเดีย / 

เชื่อว่าหลายคนคงจะเคยเห็นภาพข่าวที่มีคนอินเดียจำนวนนึง ปืนหน้าต่างเกาะกำแพงห้องสอบ เพื่อส่งโพยคำตอบให้แก่ลูกหลาน นั่นเอง ซึ่งในประเทศอินเดียเขาก็ยังมี 5 วิธีโกงข้อสอบยอดฮิตที่มักใช้กันบ่อยๆ โดยการรวบรวมของสำนักข่าวบีบีซี งั้นเราไปติดตามพร้อมกันคะว่า จะมีวิธีไหนบ้าง และมีความเหมือนหรือต่างจากบ้านเรายังไง แต่ข้อเตือนน้องๆ ไว้ว่า การทุจริตการสอบด้วยวิธีเหล่านี้ไม่ดีเลยนะคะ อย่าเอาเป็นแบบอย่างกันนะ 5 วิธีโกงข้อสอบยอดฮิต ของนักศึกษาอินเดีย 1. การใช้เทคโนโลยีทันสมัยแบบสายลับเจมส์ บอนด์ เป็นวิธีการที่ผู้เข้าสอบหลักสูตรเตรียมแพทยศาสตร์ที่เพิ่งถูกศาลสั่งให้เข้าสอบใหม่นิยมใช้มากที่สุด โดยกลโกงรูปแบบนี้ผู้เข้าสอบมักลักลอบนำอุปกรณ์บลูทูธขนาดเล็ก และซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือเข้าไปในห้องสอบด้วยการเย็บอุปกรณ์เหล่านี้ติดไว้ที่เสื้อผ้า นอกจากนี้ยังมีการใช้หูฟังขนาดเล็ก และกล้องแอบถ่ายที่เย็บติดไว้กับรูกระดุมเสื้อ รวมทั้งปากกาที่สามารถสแกนคำถามและส่งภาพออกไป ให้คนบอกข้อสอบที่อยู่ด้านนอก ส่งคำตอบกลับเข้าไปให้ผู้เข้าสอบ อุปกรณ์หล่านี้ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้เข้าสอบ และมีขายทั่วไปทางอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้เจ้าหน้าที่คุมสอบต้องพยายามตามให้ทันเทคโนโลยีการโกงรูปแบบใหม่ ๆ และกวาดล้างสินค้าเหล่านี้ 2. การใช้โพยลอกข้อสอบ โดยนักเรียนจะแอบเอาโพยคำตอบ หรือหนังสือเข้าไปในห้องสอบแม้จะมีการตรวจตราอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันภาพข่าวที่ปรากฎออกมาเผยให้เห็นผู้ปกครองจำนวนมากกำลังปีนขึ้นหน้าต่างห้องสอบเพื่อส่งโพยคำตอบให้แก่ลูกหลาน แม้ในแต่ละปีจะมีนักเรียนถูกจับได้เป็นจำนวนมาก แต่ทางการอินเดียยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนในการรับมือกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น 3. การจ้างคนบอกข้อสอบ  เป็นวิธีที่พบเห็นไม่บ่อยนัก แต่การที่ตำแหน่งงานราชการในอินเดียมีอยู่อย่างจำกัดและมีการแข่งขันสูง ทำให้ผู้เข้าสอบบางคนลงทุนจ้างผู้เชี่ยวชาญมาบอกข้อสอบ ซึ่งเป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายสูงและซับซ้อน โดยคนบอกข้อสอบจะสมัครเข้าสอบพร้อมผู้ว่าจ้าง และจัดการให้ได้นั่งสอบใกล้กัน เพื่อให้สามารถสลับกระดาษคำตอบกันได้ง่าย ส่วนอีกวิธีจะเป็นการรับจ้างทำข้อสอบโดยปลอมแปลงบัตรประจำตัวแล้วเข้าไปนั่งสอบแทนลูกค้า 4. การติดสินบนคนตรวจข้อสอบและผู้ประเมินผลสอบ พบเห็นได้มากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนื่องจากมีผู้เข้าสอบมากขึ้นและผู้ใช้บริการมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น โดยจากการตรวจสอบของบีบีซีพบว่า ในรัฐอุตตรประเทศมีนักเรียนติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อให้ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างแพร่หลาย 5. การใช้โซเชียลมีเดีย  เป็นกลยุทธ์การโกงข้อสอบใหม่ล่าสุด โดยผู้ที่ลักลอบเข้าไปในศูนย์เก็บข้อสอบจะถ่ายภาพกระดาษคำถามแล้วนำไปเผยแพร่ตามสื่อโซเชียลมีเดีย โดยทางการอินเดียได้สั่งให้การสอบแห่งหนึ่งในรัฐอุตตรประเทศที่มีผู้เข้าสอบกว่า 450,000 คนเป็นโมฆะเพราะจับได้ว่าข้อสอบรั่ว หลังมีคนเผยแพร่กระดาษคำถามผ่านแอปพลิเคชั่นวอทส์แอพพ์ นอกจากนี้ยังพบกรณีคล้ายกันในการสอบของมหาวิทยาลัยเดลี สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศ ขณะที่การเจาะอีเมลเพื่อเข้าถึงกระดาษข้อสอบก็เป็นปัญหาที่ทางการอินเดียต้องทุ่มงบประมาณในการรักษาข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นความลับ ข้อมูลและภาพจาก prachachat, BBC

ทำบุญ ประจำเดือนพฤษภาคม 12 วัด 12 ราศี! โดย อ.คฑา ชินบัญชร
ทำบุญ /  ทำบุญวันวิสาขบูชา / 

ทำบุญวันวิสาขบูชา 12 วัด 12 ราศี เดือนพฤษภาคม 2559 โดย อ.คฑา ชินบัญชร ราศี มังกร (14 มกราคม - 13 กุมภาพันธ์) วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร  (วัดสามจีน) ไปกราบพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือหลวงพ่อทองคำ พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย มีความศักดิ์สิทธิ์มาก จากนั้นอย่าลืมไปกราบพระพุทธทศพลญาณ ประชาชนทั่วไปนิยมมาบนบานกันด้วยพวงมาลัยดอกมะลิ ขอพรให้สำเร็จสมหวัง การเงินมีทรัพย์มาก ราศีกุมภ์ (14 กุมภาพันธ์ - 13 มีนาคม) วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) เคล็ดลับในการไหว้ ให้ท่านข้ามฝั่งไปธนบุรี โดยทางเรือ เพราะชื่อว่าการข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อที่จะไปกราบสักการะทำนุบำรุงพุทธศาสนานั้น จะทำให้ได้รับกุศลที่ยิ่งใหญ่ เพราะถือว่ามีความเพียรพยายาม เมื่อไปถึงที่วัดแล้ว ให้ไปกราบสักการะพระประธานในอุโบสถ คือ "พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก" ภายในพระพุทธอาสน์บรรจุพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 2 ราศีมีน (14 มีนาคม - 14 เมษายน) วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ควรไปกราบสักการะองค์พระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ท่องนะโม  3 จบ และตามด้วยท่อง วาละลุกัง สังวาตังวา 9 จบ จึงอธิษฐานจิตขอบารมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ช่วยคุ้มครอง ให้ปลอดภัยจากภัยอันตรายทั้งปวง ราศีเมษ (15 เมษายน - 14 พฤกษภาคม) อุโบสถกลางน้ำ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มจร.) แนะนำให้ท่านไปกราบสักการะพระประธานในอุโบสถกลางน้ำ มรดกธรรมหลวงพ่อัปญญานันทภิกขุ ชื่อว่า พระยารัตนโกสินธ์ทรงเครื่อง เป็นพระพุทธรูปปางปราบพระยาชมพูบดี มีความศักดิ์สิทธิ์สวยงามมาก และนอกจากนี้ยังสามารถชมจิตรกรรมฝาผนังอันงดงามในอุโบสถ ราศีพฤษภ (15 พฤษภาคม - 14 มิถุนายน) วัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) สักการะพระประธานทั้ง 3 องค์ หรือ "ซำป้อฮุกโจ้ว" ได้แก่ พระโคตมพุทธเจ้า พระอมิตาภพุทธะ พระไภษัชยคุรุพุทธะ จากนั้นให้ท่านไปไหว้เทพเจ้า "ไท้ส่วยเอี้ยะ" เพื่อคุ้มครองดวงชะตาของท่านในปีนี้ และที่ต้องห้ามพลาดเลย คือการไหว้ขอพร เทพเจ้าแห่งโชคลาภ "ไฉ่ซิงเอี้ยะ" ขอพรให้ท่านกิจการรุ่งเรือง ร่ำรวย มั่นคง ราศีเมถุน (15 มิถุนายน - 15 กรกฎาคม) วัดทิพยวารีวิหาร (วัดกัมโล่วยี่) วัดจีนเก่าแก่ สร้างตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ขอเชิญทุกท่านไปไหว้ขอพรเทพเจ้ามังกรเขียว หรือแชเล่งเอี้ยะ ปีนี้เป็นปีลิงในทางจีน ถือลิงกับมังกรเป็นมิตรคู่กัน คนจีนแต้จิ๋วนับถือกันมากที่สุดแห่งหนึ่ง เพระาความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน มักอวยพรให้ผู้ศรัทธาได้ผลสมความปรารถนา ด้านการคุ้มครองดวงชะตา เสริมพลังบารมี และโชคลาภ จากนั้นอย่าลืมไปไหว้เทพเจ้าอุ้มสม อธิษฐานจิตให้สมหวังในความรักและครอบครัวมีความสุข ราศีกรกฎ (16 กรกฎาคม - 16 สิงหาคม) วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ไปสักการะพระนิรันตราย ที่ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปที่รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าให้สร้างขึ้น เหตุที่ทรงถวายพระนามนี้ เพราะมีพระราชดำริว่า พระพุทธรูปนี้เมื่อขุดได้ก็ไม่ถูกทำลาย และควรที่ผู้ร้ายจะลัก แต่ก็ไม่ลัก แคล้วคลาดไม่เป็นอันตรายถึงสองครั้ง ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม - 15 กันยายน) วัดอินทารามวรวิหาร (บางยี่เรือ ฝั่งธนบุรี) เป็นวัดโบราณสมัยอยุธยา แนะนำให้ไปสักการะพระเจดีย์กู้ชาติ เจดีย์ที่บรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จากนั้นถวายเครื่องสักการะ และขอพรให้มีปัญญาเฉียบแหลม ดุจคมคาย ทำการสิ่งใดก็สำเร็จทุกประการ ไม่มีอุปสรรคกีดขวาง ราศีกันย์ (16 กันยายน - 16 ตุลาคม) วัดระฆังโฆษิตารามวรมหาวิหาร ไปไหว้พระประธานยิ้มรับฟ้าในพระอุโบสถ ให้ชีวิตสดใสราบรื่น จากนั้นไปกราบหลวงปู่โต หรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พร้อมสวดคาถาชินบัญชร ขอให้ท่านปกปักคุ้มครอง คิดทำสิ่งใดก็ประสบความสำเร็จ ก่อนกลับบ้านแนะนำให้ไปรับพลังชีวิต จากสายน้ำที่ท่าน้ำวัดระฆัง ปล่อยปลาเป็นการทำบุญทำทานก่อนกลับบ้าน ราศีตุลย์ (17 ตุลาคม - 15 พฤศจิกายน) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) กราบสักการะขอพระพุทธรังสุโขทัยธรรมมาโมภาส ประดิษฐานอยู่ ณ ศาลาพระธรรมปัญญาบดี ใกล้กับวิหารพระนอน พระพุทธรูปที่มีความสำคัญและศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นพระพุทธรูปประจำรัชกาลที่ 4 จากนั้นให้ไปกราบสักการะพระพุทธเทวปฏิมากร ขอพรให้สำเร็จดุจดังเทวดาสร้างสรรค์ทุกประการ ราศีพิจิก (16 พฤศจิกายน - 14 ธันวาคม) วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ควรไปกราบสักการะองค์หลวงพ่อโต หรือซำปอกง อธิษฐานจิตเรื่องธุรกิจ การค้า การเดินเรือ ทางอากาศ ขอให้เดินทางปลอดภัย เคล็ดลับคือห่มผ้าหลวงพ่อโต ขอพร และตีระฆัง ตีกลอง บอกฟ้าดินและหลวงพ่อ อย่างละ 3 ครั้ง ก่อนกลับบ้าน แนะนำให้ทุกท่านไปไหว้พระโพธิ์สัตว์กวนอิมอันศักดิ์สิทธิ์ ณ ศาลเจ้าเกียนอันเกง ที่อยู่คู่ชุมชนกุฎีจีนอันเก่าแก่กว่าร้อยปี ราศีธนู (15 ธันวาคม - 13 มกราคม) วัดบวรนิเวศน์ราชวรวิหาร สักการะพระบรมสารีริกธาตุ องค์พระไพรีพินาศ ให้ศัตรูผู้คิดไม่ดีแก่เรา แพ้พ่ายหรือกลับใจมาเป็นมิตรกับเรา ถือเป็นการอภัยสูงสุด ขอพรดังนี้จะยิ่งสัมฤทธิ์ผล ที่สำคัญน้ำมนต์ที่ฐานชุกชี ในพระอุโบสถ ให้นำมาประพรมให้กับตัวเองและครอบครัว ทั้งขลังและศักดิ์สิทธิ์ รูปประกอบและเรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com