ศาลฏีกา

ตร.สอบเครียดมือฆ่าหั่นศพสาวเล็บแดงหลังรวบย่านแสมดำ
ข่าววันนี้ /  คลองสำโรง / 

รวบแล้ว! ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพสาวเล็บแดง จ.สมุทรปราการ หลังหลบหนีซ่อนตัวย่านแสมดำ ตำรวจสำโรงเหนือสอบปากคำเครียด (14ธ.ค.57) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้ากรณีพบชิ้นส่วนมนุษย์ บริเวณป่ารกร้างข้างปั๊มน้ำมันเชลล์ ถนนรถรางสายเก่า หมู่ 1 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว เบื้องต้นทราบชื่อคือ นายแอ้ม ซึ่งเป็นแฟนเก่าของผู้เสียชีวิต หลังพบหลบหนีย่านแสมดำ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสอบปากคำโดยก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.ภูมินทร์ สิงหสุต ผกก.สภ.สำโรงเหนือ เปิดเผยว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานล่าสุด พบหลักฐานชิ้นสำคัญมีน้ำหนักชัดเจนว่า นายแอ้ม มีส่วนในการก่อเหตุ จึงได้ขอศาลอนุมัติออกหมายจับ พร้อมระบุว่า จากการนำลายนิ้วมือของชิ้นส่วนศพไปตรวจเปรียบเทียบกับลายนิ้วมือของ นางสมยศ ที่ให้ไว้กับทางทะเบียนราษฎร์ ปรากฏว่าตรงกับลายนิ้วมือ นายแอ้ม เช่นเดียวกับผลตรวจคราบเลือดที่พบในห้อง นายแอ้ม ผลชัดเจนว่าเป็นเลือดของ นางสมยศ ส่วนจดหมายตัดพ้อเรื่องความรักที่พบในห้องยังพบว่าเป็นลายมือของ นายแอ้ม คาดว่าน่าจะล่อลวง นางสมยศ มาฆ่าหั่นศพ ก่อนจะชำแหละศพใส่กล่องโฟมนำไปทิ้งตามจุดต่างๆ

ไม่รับฎีกา! คดีน้องเซนต์ ฟ้อง รพ.พญาไท 1 ทำคลอดพิการ
คดีน้องเซนต์ /  ทำคลอดพิการ / 

ศาลไม่รับฎีกาฟ้อง รพ.พญาไท 1 ทำคลอดลูกชายพิการเมื่อปี 2534 เรียกค่าเสียหาย 57 ล้านบาท ชี้ ยื่นฎีกาเกินกำหนดเวลา วันนี้(11 ธ.ค.) ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งศาลฎีกา ที่นายพิทักษ์พงศ์ ล้อเสริมวัฒนา หรือ น้องเซนต์ อายุ 23 ปี ผู้เสียหายทางการแพทย์โดย นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา มารดา ซึ่งเป็นประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ เป็นโจทก์ฟ้องคดีผู้บริโภค หมายเลขดำที่ ผบ.1821/2552 โดยมี บริษัทประสิทธิ์พัฒนาจำกัด (มหาชน) เจ้าของ รพ.พญาไท 1 , พญ.ยรรยงค์ มังคละวิรัช และ นพ.สันติ สุทธิพินทวงศ์ เป็นจำเลยที่ 1-3 เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหายจำนวน 57 ล้านบาท สืบเนื่องจากเมื่อปี 2534 พวกจำเลยร่วมกันทำคลอดเป็นเหตุให้ นายพิทักษ์พงค์ ติดเชื้อ จนเกิดความผิดปกติทางร่างกาย ขายาวไม่เท่ากัน จนกระทั่งอายุ 18 ปี พบว่าเกิดความผิดปกติกระดูกสันหลังเคลื่อน โพรงไขสันหลังตีบแคบ หมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับไขสันหลังและเส้นประสาท ที่เป็นความเสียหายใหม่ โดยใช้สิทธิยื่นฟ้องคดีตามบทบัญญัติ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ขณะที่ รพ.พญาไท จำเลย ยื่นคำคัดค้านอ้างว่า ฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องซ้ำกับสำนวนที่เคยฟ้องคดีศาลแพ่ง ที่ศาลวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความแล้ว ส่วนโจทก์ ได้คัดค้านคำให้การฝ่ายจำเลยว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความเสียหายใหม่ ต่อเนื่องจากความเสียหายเดิมอันเป็นผลจากการกระทำของจำเลย ส่วนประเด็นการฟ้องซ้ำนั้นศาลยังไม่เคยวินิจฉัยว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงขอให้ศาลยกคำคัดค้านของจำเลย คดีนี้ศาลแพ่ง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 52 ให้ยกฟ้องคดี เนื่องจากเห็นว่า โจทก์ บรรยายฟ้องว่าพวกจำเลยได้ทำประมาท เป็นเหตุให้โจทก์พิการ โดยความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นผลสืบเนื่องจากมูลคดีหมายเลขแดงที่ 12300/2543 ที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาเป็นที่สิ้นสุดให้ยกฟ้อง รพ.พญาไท 1 กับพวกไปแล้ว เพราะคดีหมดอายุความแพ่ง 1 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาที่สิ้นสุดและเป็นกรณีที่มีคู่ความเดียวกัน ดังนั้นฟ้องโจทก์คดีผู้บริโภคนี้จึงเป็นการฟ้องซ้ำ และเมื่อพบว่าโจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยในคดีแพ่ง ก่อนที่จะมี พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ด้วย ดังนั้นเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีแพ่งเป็นที่สิ้นสุดว่าคดีขาดอายุความแล้ว ฟ้องโจทก์คดีผู้บริโภคนี้จึงขาดอายุความด้วย ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนยกฟ้อง โจทก์จึงยื่นฎีกา ขอให้รับคดีไว้พิจารณาด้วย ศาลฎีกา พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค เป็นที่สุด ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 49 วรรคสอง เว้นแต่จะมีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยการยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตฎีกานั้นต้องยื่นพร้อมกับฎีกาคดีของโจทก์ ภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ฯ ตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ฯ มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ซึ่งกรณีนี้ปรากฏว่า โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาเกินกำหนดเวลา ดังนั้นเป็นการยื่นที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ไม่รับฎีกาโจทก์ นางปรียนันท์ กล่าวว่า วันนี้ศาลฎีกาได้สั่งไม่รับฎีกา หลังจากนี้จะหาวิธีต่อไปว่าจะมีการเยียวยาอะไรได้หรือไม่ อาจมี 3 ทาง คือ 1.เราจะยังสามารถนำมติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติปี 2551 ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีอาญาได้หรือไม่ 2.สามารถยื่นฟ้องกระทรวงยุติธรรมได้หรือไม่ ที่ทนายความได้ทำให้เกิดความเสียหายเพราะเราเสียโอกาสในการต่อสู้คดี และ 3.เราจะยังสามารถดำเนินคดีอาญากับแพทย์ทั้งสองได้หรือไม่ และอยากให้เป็นบรรทัดฐานสังคม แต่เมื่อเกิดความผิดพลาดเช่นนี้ในการยื่นฎีกาก็รู้สึกเสียใจ MThai News

5 เมืองฉลองปีใหม่ 2015 ที่ดีที่สุดในเอเชีย
5 สถานที่ /  คริสต์มาส / 

อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่แล้ว หลายๆ คนคงวางแผนไว้ในใจเรียบร้อยแล้วว่า จะเดินทางไปเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขนี้กันที่ใด แต่ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังคิดไม่ออกว่าจะไปเที่ยวที่ไหน หรือจะวางแผนการเดินทางอย่างไรดี ดังนั้นเราจึงขอเสนออีก 5 ทางเลือกของการเดินทางในทวีปเอเชีย โดยมัชรูมทราเวล ซึ่งมีธีมการจัดงานและวัฒนธรรมที่โดดเด่นแตกต่างกัน อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็น 5 สถานที่สำหรับการจัดงานปาร์ตี้ส่งท้ายปีเก่าที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย 5 เมืองฉลองปีใหม่ 2015 ที่ดีที่สุดในเอเชีย 1. สิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์ นับว่ามีความเป็นสากลมากที่สุดในทั้งหมด 5 ตัวเลือกนี้ และมีการจัดงานที่มีความหลากหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนวันที่ 31 ธันวาคม ที่นี่มีทั้งการแสดงดอกไม้ไฟสุดอลังการเหนือขอบฟ้ามารีน่าเบย์แซนด์ ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติมาร่วมนับถอยหลังส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันจนแน่นพื้นที่ ปาร์ตี้แบบสุดเหวี่ยงที่ชายหาดไซโลโซบนเกาะเซ็นโตซ่า ที่มีทั้งปาร์ตี้แบบแดนซ์กระจายต่อเนื่องแบบไม่หยุดพักตลอดช่วงกลางวัน รวมถึงสระโฟมขนาดใหญ่ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้มันกันอย่างเต็มที่ และสิ่งพิเศษอีกอย่างของการมาเฉลิมฉลองเทศกาลในสิงคโปร์ก็คือ การนั่งกระเช้าลอยฟ้า Singapore Flyer เพื่อดูพลุไฟเหนืออ่าวมารีน่าและนับถอยหลังเข้าสู่วันใหม่นั่นเอง 2. ไทเป ประเทศไต้หวัน สำหรับการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ที่ใกล้เข้ามาทุกทีๆ ไทเปถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยในวันส่งท้ายปีเก่า นักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและชาวจีนจะนิยมเดินทางไปยังตึกไทเป 101 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองไทเป และยังมีสถานะเป็นอดีตตึกที่สูงที่สุดอีกด้วย โดยที่นี่จะมีการแสดงพลุและดอกไม้ไฟที่สวยงามและอลังการ ซึ่งออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลุและดอกไม้ไฟจากประเทศฝรั่งเศส นอกจากนั้นยังมีการแสดงคอนเสิร์ตเคาท์ดาวน์ที่ Civic Plaza จากนักร้องนักแสดงชื่อดัง ทั้งจากฝั่งไต้หวันและจีนอีกด้วย 3. ฮ่องกง หนึ่งในการแสดงพลุและดอกไม้ไฟที่งดงามที่สุดในเอเชีย แน่นอนว่าต้องเป็น ฮ่องกง นั่นเอง ซึ่งที่นี่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปีจะมีการแสดงพลุและดอกไม้ไฟเหนืออ่าววิคตอเรียที่ยิ่งใหญ่อลังการ และเรียกความสนใจได้ทั้งจากฝั่งเกาลูนและฮ่องกง รวมไปถึงการแสดงแสงสีเสียงเหนือท้องฟ้าของเกาะฮ่องกงที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย ทำให้ในแต่ละปี ฮ่องกงกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมักนิยมมาเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันอย่างคับคั่ง 4. ปักกิ่ง ประเทศจีน แม้ว่าที่ประเทศจีน การเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่สากลจะไม่ได้รับความนิยมเทียบเท่ากับช่วงเทศกาลตรุษจีน แต่ในปัจจุบันตามเมืองใหญ่ๆ อย่างปักกิ่ง หรือ เซี่ยงไฮ้ ก็มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่และได้รับความสนใจจากหนุ่มสาวชาวจีนรุ่นใหม่ไม่น้อย โดยที่ปักกิ่งนั้นจุดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือการนับถอยหลังสู่ปีใหม่ที่จัดขึ้นที่ พระราชวังฤดูร้อน ที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียงที่อลังการและงดงาม ส่วนอีกที่ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันก็คือการจัดปาร์ตี้ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ณ 798 อาร์ตโซน สถานที่จัดแสดงงานศิลปะที่โดดเด่นของจีนนั่นเอง 5. โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น สำหรับเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่โตเกียวนั้นมีความน่าสนใจมาก ตามประตูรั้วบ้านและห้างร้านของชาวญี่ปุ่นจะถูกประดับประดาด้วยใบสน ใบเฟิร์น ฟางข้าว และสิ่งมงคลต่างๆ จากนั้นในช่วงยามค่ำคืน พวกเขาก็จะหลั่งไหลไปที่ศาลเจ้าหรือวัดใกล้บ้านเพื่อไหว้พระขอพร โดยที่วัดและศาลเจ้าต่างๆ เหล่านั้นก็จะมีการจัดงานเทศกาล Okera Matsuri ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เวลา 19.30 น. ของวันส่งท้ายปีเก่ายาวไปจนกระทั่งถึงเช้าของวันใหม่ นอกจากนั้นตามแหล่งบันเทิงที่มีชื่อเสียงในโตเกียวก็ยังมีการจัดงานปาร์ตี้ที่เต็มไปด้วยความบันเทิง อาทิ ย่านชิบูย่า ย่านชินจูกุ เป็นต้น บทความจาก  มัชรูมทราเวล

ค้านประกัน 'ภรรยา' พ.ต.อ.โกวิทย์ หมิ่นเบื้องสูง เครือข่ายพงศ์พัฒน์
คดีพงศ์พัฒน์ /  คดีหมิ่นเบื้องสูง / 

ศาลอนุญาตฝากขังครั้งแรก "สุดาทิพย์ ม่วงนวล" ภรรยา พ.ต.อ.โกวิท หมิ่นเบื้องสูง ผู้ต้องหาเครือข่ายพงศ์พัฒน์ ตร.ค้านการประกัน หวั่นหลบหนี ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันนี้( 11 ธ.ค.) เมื่อเวลา 10.30 น. พนักงานสอบสวน สน.สามเสน ได้ตัว น.ส.สุดาทิพย์ ม่วงนวล อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2/3 ซ.ทวีวัฒนา 49 ต.ศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ ฯ ซึ่งเป็นภรรยา พ.ต.อ.โกวิทย์ ม่วงนวล อดีต ผกก.ตม.จ.สมุทรสาคร ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง มายื่นคำร้องฝากขังต่อศาลครั้งแรก คดีดำ พ.2715/2557 โดยระบุในคำร้องสรุปว่าเมื่อระหว่างปี พ.ศ.2545-23 พฤศจิกายน 2557 ต่อเนื่องกัน น.ส.สุดาทิพย์ ผู้ต้องหานี้ ได้อาศัยความเป็นพระญาติในสถาบันเบื้องสูงจัดหาอาหารน้ำพริก พร้อมเครื่องเคียง ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นลักษณะแอบอ้างเบื้องสูง หมิ่นสถาบันทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กองกิจการในพระองค์ ฯ จึงได้มอบอำนาจให้ พล.อ.ต.วีระพันธ์ ภูวจินดา ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.สามเสน ให้ ดำเนินคดี น.ส.สุดาทิพย์ ม่วงนวล ผู้ต้องหา นี้ กับพวก ทั้งนี้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2557 พนักงานสอบสวน สน.สามเสน ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหานี้ ตามหมายจับศาลอาญาที่ 2238/2557 ลงวันที่ 10 ธันวาคม 2557 คดีอาญาที่ 572/2557 ซึ่งผู้ต้องหารับว่าเป็นบุคคลเดียวกันตามหมายจับจริงพนักงานสอบสวนจึง แจ้งข้อหา ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ,83 เหตุเกิดที่แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ จึงขอฝากขังผู้ต้องหานี้ไว้เป็นเวลา 12 วันตั้งแต่วันที่ 11-22 ธันวาคมนี้ ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกัน เนื่องจากผู้ต้องหานี้ กระทำผิดอาญาร้ายแรง และมีอัตราโทษสูง หากได้รับการประกันตัวไปเกรงว่า จะหลบหนี ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้ MThai News

เกรียนเรียกพี่! หนุ่มแสบอยู่ไม่สุข ต่อยภาพศิลปะราคา 300ล้านขาดกระจุย
งานศิลปะมูลค่า 300 ล้านบาท /  หอศิลป์แห่งชาติไอร์แลนด์ / 

ศาลไอซ์แลนด์ตัดสินจำคุกหนุ่มอุตริ5ปี หลังก่อเหตุชกทำลายภาพงานศิลปะมูลค่ากว่า 300 ล้านบาทเสียหาย เมื่อวันเสาร์ ที่ 6 ธ.ค. ที่ผ่านมา สำนักข่าวเมโทร รายงานข่าวนาย แอนดรู แชนนอน วัย 49 ปีลงมือทำลายภาพวาด ซึ่งเป็นชิ้นงานศิลปะที่มีมูลค่ากว่า 8,000,000 ยูโร หรือราว 300ล้านบาท ที่จัดแสดงอยู่ในหอศิลป์แห่งชาติไอร์แลนด์ ด้วยการชกเข้าอย่างแรงจนเกิดความเสียหาย ท่ามกลางสายตาผู้ชมนิทรรศการรายอื่นๆ สร้างความตกตะลึงให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ในแกลเลอรี่รายอื่นๆอย่างมาก โดยแชนนอนในขณะขึ้นศาลว่าการกระทำอันป่าเถื่อนดังกล่าวเป็นเพียงอุบัติเหตุ และสร้างเรื่องว่าเหมือนมีแรงดึงดูด ทำให้มือพุ่งเข้าไปที่ภาพวาด ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นบ้านของนาย แชนนอน ก็พบว่ามีผลงานศิลปะที่มีคุณค่ามหาศาล ได้แก่หนังสือและโบราณวัตถุที่ถูกขโมยไปกว่า 50 รายการ อย่างไรก็ตาม แชนนอน ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 5 ปี และไม่อนุญาตให้เข้าชมแกลเลอรีใดๆเป็นเวลา 15 เดือนหลังจากพ้นโทษ MThai News

ยิ่งยง โต้! เมียเก่าแฉ ไม่ส่งค่าเลี้ยงดูหลาน
ยิ่งยง ยอดบัวงาม /  ยิ่งยง ลูกสาว / 

กลายเป็นประเด็นเมื่อ เฟิร์น ยศยา อดีตภรรยานักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ยิ่งยง ยอดบัวงาม ออกมาร้องทุกข์กับสื่้อมวลชนว่า หลังแยกทางกันและมีลูกสาว 1 คนคือ น้ำฝน พิมพ์นารา บัวงาม ที่ตอนนี้อายุ 25 ปี ได้สามีเป็นชาวต่างชาติที่เคยมีข่าวถูกสามีทำร้ายร่างกายซึ่งไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากผู้เป็นพ่อ และลูกสาวมีลูกอีก 2 คน (ลูกติดอีก 1 คน) ในฐานะยายเลยอาสารับเลี้ยงดูหลาน แต่ล่าสุด เฟิร์น ยศยา ทราบข่าวว่า น้ำฝน ได้ไปพักอาศัยอยู่กับ ยิ่งยง แล้วจึงพยายามติดต่อขอความช่วยเหลือแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ที่ออกสื่อครั้งนี้เพราะต้องการให้ ยิ่งยง รับหลานทั้ง 3 คนไปดูแล เนื่องจากตนเองมีฐานะยากจนไม่สามารถแบกรับภาระได้อีกต่อไป ล่าสุดนักร้องดัง ยิ่งยง ยอดบัวงาม ควงลูกสาว น้ำฝน เคลียร์ทุกประเด็นในรายการ สดใหม่ ไทยแลนด์ ทางช่อง 2 เปิดใจยินดีรับหลานมาเลี้ยงดูเอง แต่ไม่ขอส่งเป็นเงินค่าเลี้ยงดูให้ ท้าอีกฝ่ายนัดรับตัวหลาน วอนอย่าสร้างข่าวเพราะแคร์ภรรยาปัจจุบัน จ่อติดต่อพ่อฝรั่งของเด็กร่วมกันรับผิดชอบ!! ยิ่งยง "จริงๆ ผมกับเค้าเลิกกันมาเป็น 20 ปีแล้วนะครับ ด้วยปัญหาที่มันต่อเนื่องคือเรื่องลูกสาว เรื่องหลาน มันพูดยากตรงนี้ คือผมไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบหลานแต่แรกด้วย และที่สำคัญคือลูกสาวเคยไปขอมาเลี้ยงแล้ว ตอนที่ผมมาเคลียร์เรื่องลูกสาวจบ ผมก็พาลูกมาอยู่ก็จะให้เค้าเอาหลานมาด้วย เพราะยังไงทางนู้นคงจะลำบากไม่ค่อยมีอะไรเลี้ยงหลาน เราก็เป็นห่วง ถ้าเกิดเอามาเลี้ยงดูแลที่นี่มันก็จะได้ไม่เดือดร้อนกัน แต่วันนึงเค้าไม่ให้หรือยังไงผมก็ไม่ทราบ เพราะให้ลูกสาวเป็นคนดำเนินเรื่องตรงนั้นทั้งหมดครับ" น้ำฝน "ตอนเข้าไปพูดคุยครั้งแรกก็ตั้งแต่ประมาณสิงหาคมปีที่แล้วค่ะ ตอนแรกหนูคุยกับทางคุณแม่ทิพย์ก่อนว่าหนูคิดถึงลูก หนูขอเอาลูกมาอยู่กับหนูได้มั้ย คุณแม่บอกเอาสิโทรไปขอเค้าเลย เดี๋ยวคุณแม่ให้คนขับรถไปรับ พอโทรไปเค้าบอกว่า กูไม่ให้ ถ้ามึงอยากได้ มึงก็มาเอาเอง มึงหาปัญญามาเอาให้ได้ เค้าพูดประมาณนี้ค่ะ หนูโทรไปหลายครั้งมาก ทั้งไม่รับสายมั่ง ให้คนอื่นรับมั่งค่ะ" ยิ่งยง "ด้วยเจตนาของลูกคือเค้าอยากได้ลูกเค้ามาเลี้ยงอยู่แล้ว แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกันไม่แน่ใจ คือจริงๆ พอจบเรื่องน้องฝน ด้วยปัญหาอะไรหลายอย่างมันประดังเข้ามาพอเคลียร์ลงตัวเราก็พาลูกสาวมาอยู่ที่บ้านมาฟื้นฟู ยอมรับว่าเค้าป่วยโดนมาเยอะที่โดนแฟนทำร้ายสลบเป็นเดือน สมองก็ไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ แต่ถ้าเอาหลานมาก็ต้องไปจ้างคนมาเลี้ยงด้วย ให้เค้าดูคนเดียวคงไม่ได้ คือสิ่งที่จะต้องจัดการเป็นอย่างยิ่งเลย ถ้าให้เค้าอยู่กับลูก ผมว่าเค้าเลี้ยงไม่ไหวหรอก เรามีเงินซับพอร์ทให้ แต่ให้เค้าดูแลเองคงไม่ได้ ต้องหาคนมาช่วย" ยิ่งยง "มันเป็นหน้าที่ของเราครับ ผมเชื่อเหลือเกินว่าด้วยจิตของตายายมันเป็นหน้าที่จริงๆ บางทีลูกหลานทำงานมีแฟนในกรุงเทพส่งหลานให้ตายายเลี้ยงอยู่บ้านนอกตั้งเยอะแยะ แล้วเราช่วยคนมาเยอะซึ่งบางทีเราไม่รู้จักเค้า เราสงสารเค้าเลยช่วย แล้วทำไมสายเลือดเราจะช่วยไม่ได้" ยิ่งยง "กับอดีตภรรยาผมไม่คุยครับ ผมไม่คุยกับเค้าเพราะมันไม่ต้องคุยแล้ว มันจบกันไป 20 ปีแล้ว จะคุยอะไรก็ต้องผ่านคนอื่น ผมก็แคร์เมียผมด้วยไง แฟนเราทำทุกอย่าง เหนื่อยทุกอย่าง เค้ารับทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้องฝนซึ่งจบไปหมาดๆ ตอนนี้มามีเรื่องหลานอีกแล้ว ถ้าเป็นผมผมก็ไม่ไหวนะ สมมติถ้าเป็นผมแล้วภรรยามีข่าวแบบนี้อยู่เรื่อยๆ เราก็ไม่ไหวเหมือนกัน หลานเป็นหลานของผม ไม่ใช่หลานของเรา พอเรามีปัญหาจะเอาหลานมาเราก็ต้องคุยกันก่อน บางทีไม่ได้เลี้ยงแต่เด็กเราไม่รู้จิตใจของเด็กนั่นคือปัญหาที่จะตามมาในเรื่องของครอบครัว เพราะฉะนั้นเราต้องแคร์คนของเราก่อน ส่วนเรื่องหลานถ้าทางนู้นเค้าจะให้มาเราก็ยินดีอยู่แล้ว" ยิ่งยง "ตามสื่อเค้าก็บอกว่าให้เราเอาไปรับเลี้ยง ผมก็ยังไม่ชัดเจนว่ารับเลี้ยงคือยังไง ให้ส่งเงินไปให้ใช่มั้ย ตรงนี้ผมไม่เอานะ ผมไม่ส่งนะ ผมแคร์ความรู้สึกของคนที่บ้านของแฟนเรา เหมือนกับว่าเอาเงินที่ทำงานกับแฟนปัจจุบันไปส่งให้คนเก่าคือมันไม่ใช่แล้ว เค้าเองก็มีครอบครัวมีคนของเค้าไปแล้ว แต่ถ้าเค้าให้หลานมาจะให้ฝนไปรับกับคนขับรถทันทีเลย ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เราช่วยคนมาเยอะแยะ ทำไมเราจะช่วยหลานของเราไม่ได้" ยิ่งยง "ตอนเค้าออกมาเรียกร้องก็ตกใจนะ ทำไมทำข่าวบ่อยจังเลย ผมก็เหนื่อยนะ เหนื่อยที่จะต้องมาคุยกับพี่ๆ น้องๆ เราทุกคนนี่แหละ ผมก็เครียดด้วย ทำงานเยอะด้วยทำให้เราเฟลเสีย บางทีอะไรบ่อยๆ ก็รับไม่ไหว วนมาที่เดิมก้าวไม่พ้นไม่จบสักทีอยากให้มันจบ ก็บอกว่าถ้าจะให้หลานมาก็จะได้จบ ที่สำคัญผมจะต้องไปคุยกับอดีตสามีของลูกสาวว่ายูจะรับผิดชอบลูกคนไหนก็รับไป ยูเป็นพ่อต้องมีเลือดที่เป็นพ่อหน่อย ใจนักเลงหน่อย ไม่ใช่สร้างขึ้นมาคนนึงแล้วก็ทิ้งขว้าง โดยไม่คิดว่าคนที่คุณสร้างขึ้นมามันจะเป็นกรรมของเค้าของสังคม เพราะฉะนั้นคุณต้องรับผิดชอบ ผมไม่แน่ใจว่าอยู่เมืองไทยหรือเปล่า" น้ำฝน "อยู่เมืองไทยค่ะ เค้าไลน์มาหาหนูครั้งล่าสุดก็เมื่ออาทิตย์ที่แล้วค่ะ เค้าบอกว่า ซินดี้คัมแบ็กนะ กลับมาหาเค้านะ กลับมาเป็นครอบครัวอย่างนั้นอย่างนี้ หนูก็อ่านไลน์แต่ไม่ตอบค่ะ หนูยังไม่ได้คุยเรื่องลูก เค้าเป็นคนที่ซ่อนแซะเลยยังไม่อยากคุย ตอนนั้นหนูยังไม่ได้มาอยู่กับคุณพ่อ เค้าก็ส่งเสียเลี้ยงดูหนูและลูก แล้วพอหนูมาอยู่กับพ่อก็ไม่มี ทั้งทีตอนไปขึ้นศาลเค้าบอกจะให้เดือนละเท่านั้นเท่านี้ หนูก็ไม่เห็นเงินนั้นเลย ส่วนของลูกหนูไม่มั่นใจเพราะหนูไม่ได้ติดต่อทางนั้นแล้ว ตั้งแต่มาอยู่กับพ่อ หนูคิดถึงและเป็นห่วงลูก อย่างน้อยถ้าเค้ามาอยู่กับทางหนูก็มีคุณพ่อคอยซับพอร์ทให้เรียนโรงเรียนดีๆ คืออยู่ทางนั้นพูดได้เลยว่ามันไม่มีอนาคตแน่นอนค่ะ" น้ำฝน "จะคุยกับแม่เราเองอีกทีมั้ย ถ้าให้หนูคุยเองหนูไม่คุย เพราะอารมณ์หนูไม่เหมือนคนปกติ ถ้าจะคุยต้องเป็นตัวแทนหรือใครก็ได้คุย ถ้าจะให้ไปรับก็ไปรับตอนนี้เลยมั้ย จะเอายังไง ถ้าจะเอาเงินหนูก็ไม่ให้ เพราะเค้าเป็นเหมือนผู้หญิงที่ได้คืบจะเอาศอกได้ศอกจะเอาวาค่ะ ตอนนี้น้องโอลิเวียร์ 4 ขวบ โอลิเวอร์ปีหน้า 3 ขวบค่ะ" ยิ่งยง "ผมว่าตอนนี้ต้องคุยกับเลขาผมที่เคยรับสายกับเค้าต้องประสานดูว่าจะเอายังไง ถ้าให้ไปรับก็ยินดีเลยครับจะได้จบ และขอให้จบไปเลย" น้ำฝน "ขอให้เป็นข่าวสุดท้ายแล้วค่ะ" ยิ่งยง "ผมก็ไม่แน่ใจว่าเค้าจะดึงเรื่องราวให้ยืดเยื้อมั้ย ถ้าเค้าลงขนาดนี้ก็น่าจะปล่อยได้แล้วแหละ ถ้าเค้าไม่ปล่อยก็ไปถามกันเองแล้ว ทำได้แค่นี้จริงๆ เรายินดีรับผิดชอบหลานอยู่แล้วแต่ขอให้มาอยู่กับเรา ถ้าเคลียร์ไม่ได้ผมคงไม่ฟ้องหรอกครับ ไม่รู้จะฟ้องทำไม การฟ้องร้องเอาหลานหรือเอาลูก ผมว่ามันไม่ใช่ คือถ้าคุณไม่มีปัญญาเลี้ยงก็ส่งมาให้เราเลี้ยงก็จบแล้ว ไม่ต้องไปเหนื่อยฟ้อง กับทางพ่อของเด็กคือตอนนี้ผมกำลังขอรับหลานมาก่อน และอาจมีตัวแทนไปคุยกับเค้าว่ายูจะรับผิดชอบยังไงบ้าง ถ้าเกิดเค้าไม่รับผิดชอบ เราก็รับผิดชอบเพราะเป็นหน้าที่ของเรามันก็ต้องทำ แต่ด้วยคำว่าลูกผู้ชาย ยูสร้างขึ้นมายูต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ทำแล้วทิ้งแบบนี้มันไม่ใช่เหมือนเป็นการดูถูก แล้วยูเป็นฝรั่ง ฝรั่งมีความรับผิดชอบที่สุด เป็นคนเฟรนด์ลี่ที่สุด ถ้าไม่รับผิดชอบลูกถือว่ายูแย่มาก คนไทยอย่างผมนี่ต้องรับผิดชอบทั้งลูกทั้งหลาน หลานนี่เราก็ยินดี แต่ยูต้องมาช่วยด้วย ไม่ใช่โยนความรับผิดชอบ มันต้องช่วยกัน" ยิ่งยง "กับอดีตภรรยาไม่บอกอะไรครับ ข่าวแบบนี้ขอให้หยุดเถอะ อย่าออกเลยครับ มันทำให้ผมและครอบครัวผมอารมณ์เฟล เราต้องยอมรับว่าถ้าคุณเป็นทิพย์ทุกวันนี้คุณต้องไม่สบายใจไม่พอใจเหมือนกัน เพราะฉะนั้นคุณก็มีครอบครัวใหม่แล้ว ต่างคนต่างแยกทาง 20 กว่าปีแล้ว เราแยกกันดีๆ ดีกว่า ไม่ต้องมาสร้างอะไรแบบนี้อีกแล้ว ถ้าให้เอาหลานมาก็ยินดีครับ เรายินดีดูแลนี่คือขั้นตอนแรก ส่วนขั้นตอนที่ 2 คือต้องไปคุยกับพ่อเด็กว่าจะเอายังไง" น้ำฝน "หยุดเถอะค่ะ อย่าทำให้พ่อหนูเสียไปมากกว่านี้เลย ความจริงคุณพ่อไม่ใช่คนแบบนี้ ทุกคนในวงการรู้หมดว่าคุณพ่อน่ารักเป็นคนดี อย่ามาสร้างภาพลบให้คุณพ่อเลยค่ะ หยุดเถอะค่ะ" ขอบคุณภาพประกอบจากสำนักข่าว TNN24 ยิ่งยง-น้ำฝน (ลูกสาว) ยิ่งยง-น้ำฝน (ลูกสาว) ยิ่งยง-น้ำฝน (ลูกสาว) เฟิร์น อดีตภรรยา ยิ่งยง ยอดบัวงาม เฟิร์น อดีตภรรยา ยิ่งยง ยอดบัวงาม

นพพรผู้ต้องหาเอี่ยวคดีพงศ์พัฒน์โพสต์ขอความเป็นธรรมจากสื่อ
ข่าวล่าสุด /  ตำรวจฆ่าตัวตาย / 

นพพร ศุภพิพัฒน์ มหาเศรษฐี หมิ่นเบื้องสูง โพสต์เฟซบุ๊คชี้แจงทุกข้อกล่าวหา ลั่นตนเป็นแพะ วอนสื่อให้ความยุติธรรมในการนำเสนอข่าว  วันนี้(7ธ.ค.) ที่เฟซบุ๊คAndrew MacGregor Marshall ได้มีการโพสต์ภาพ นายนพพร ศุภพิพัฒน์ พร้อมข้อความถึงสื่อมวลชน ชี้แจงหลังตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และข้อหาเป็นผู้ใช้จ้างวานและข้อหาอื่น ๆ ซึ่งข้อความดังกล่าวระบุไว้ดังนี้ สืบเนื่องจากการมีข่าวของกระผม นพพร ศุภพิพัฒน์ เข้าไปเกี่ยวพันกับข่าวการเจรจาหนี้ ที่เป็นคดีสำคัญ และถูกกล่าวหาว่าใช้จ้างวานให้สามพี่น้องอัครพงษ์ปรีชาไปอุ้มตัวนายบัณฑิตมาเพื่อบีบให้ลดหนี้จำนวน 120 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท จนต่อมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหาต่างๆรวมถึงความผิดตาม ม 112 ความตามที่ท่านทราบแล้วนั้น ตามความเป็นจริงแล้ว กระผมคือผู้ตกเป็นเหยื่อผู้ถูกใส่ร้ายป้ายสีและขูดรีด กระผมไม่มีที่พึ่งอื่นใดนอกจากท่านสื่อมวลชนเท่านั้นที่จะให้ความยุติธรรมกับผมได้ และสื่อสารความจริงสู่สังคมและสาธารณะชน เพื่อความกระจ่างในคดีนี้ผมใคร่ขอเรียนชี้แจงอย่างไม่กลัวอิทธิพลใดๆดังนี้ 1.กระผมไม่ได้เป็นลูกหนี้นายบัณฑิต ในความเป็นจริงแล้วกระผมถูกขูดรีดจากนายบัณฑิตเสมอมา ความเดิมคือกระผมกับนายบัณฑิต และเพื่อนอีก 2 คนร่วมกันลงในทุนใน บริษัทชื่อ กริฟฟอน อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง โดยกระผมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 40% ในปี 2543 กระผมได้ยืมเงินจากบริษัทดังกล่าว โดยลงบัญชีเป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมบริษัทเป็นเงินประมาณ 17 ล้านบาท แต่ผู้ถือหุ้น 3 คน รวมทั้งบัณฑิตไม่เห็นว่าเป็นการกู้ยืมจึงไปแจ้งความดำเนินคดีกระผมในข้อหายักยอกทรัพย์ กระผมจึงได้ชำระเงินคืนบริษัทฯในรูปของการชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ของบริษัทฯ(ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน)จำนวน 8.9 ล้านบาทแทนบริษัทในปี 2547 และในปี 2555 กระผมชำระคืนบริษัทฯอีก 17 ล้านบาท โดยใด้ไปทำยอมความกันที่ศาลฎีกาในเดือนเมษายน 2555 โดยในหนังสือถอนคำร้องทุกข์ระบุชัดเจนว่าผมชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทฯจนครบถ้วนแล้ว และผู้ถือหุ้นอื่นๆต่างก็ไม่ติดใจเอาความอีกต่อไป(หลักฐานปรากฏตามสัญญาประณีประฌอมยอมความ และคำขอถอนคำร้องทุกข์ พร้อมเอกสารประกอบ เดือนเมษายน 2555 ซึ่งมีสำเนาอยู่ที่ทนายความของกระผมสองคนคือ นายวิชานนท์ วิมลสังข์ และนายพิษณุ พานิชสุข ส่วนเอกสารตัวจริงอยู่ที่ศาลฎีกาและสามารถไปคัดถ่ายได้กรณีทนายทำสูญหาย) จึงคงเหลือแต่บัณฑิตซึ่งเป็นคนเดียวที่ยังไม่ยอมถอนฟ้องกระผมในคดีนี้ ทั้งที่ได้ส่วนแบ่งจากเงิน 17 ล้านดังกล่าวไปแล้ว ดังนั้นผมจึงมิได้เป็นหนี้ใดๆกับนายบัณฑิตทั้งทางตรงและทางอ้อมตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2555 2. การขูดรีดครั้งที่ 1 นายบัณทิตเรียกร้องเงิน 100 ล้านบาทเพื่อแลกกับการถอนฟ้อง ในปี 2557 กระผมมีฐานะดีขึ้นและไม่อยากมีคดีติดตัวต่อไป กระผมจึงจึงเปิดการเจรจาโดยส่งข้อความเสนอเงิน 20 ล้านไปให้บัณฑิตเพื่อให้ถอนฟ้องในคดีที่กระผมติดหนี้บริษัท ซึ่งผมได้ชดใช้ไปหมดแล้ว แต่ไม่ได้ตอบกลับจากนายบัณทิต จนกระทั่งผมเดินทางไปติดต่อธุรกิจที่ยุโรปในวันที่ 24 พฤษภาคม ต่อมาขณะอยู่ต่างประเทศได้ทราบจากคนรู้จักว่านายบัณฑิตจะเปิดตัวเลขกลับมาที่ 100 ล้านบาท (ซึ่งคงเพราะทราบว่านิตยสารฟอร์บฉบับเดือนมิถุนายนได้ประเมินทรัพย์สินของกระผมที่ 26,000 ล้าน) แต่กระผมคิดว่าน่าจะต่อรองได้ในราคา 50-60 ล้านบาท(ซึ่งเป็นการพบกันครึ่งทาง) ในวันที่ 18 มิถุนายนขณะกระผมอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสจึงให้นายพิษณุ พานิชสุข ส่งสัญญายอมความ 2 ฉบับมาให้ทางอีเมล์ ฉบับหนึ่งระบุตัวเลขเป็นเงิน 50 ล้าน ส่วนอีกฉบับระบุ 60 ล้าน (หลักฐานตามอีเมล์อีกฉบับที่ผมส่งมาพร้อมกันนี้) จากนั้นกระผมปรินท์สัญญาทั้งสองฉบับออกมาเพื่อลงชื่อ และส่งกลับไปให้ทนายในวันเดียวกันทาง DHL (หลักฐานซอง DHL ดังกล่าวเก็บอยู่ที่นายพิษณุ) 3. นายปริญญา รักวาทิน หรือเสธ เจี๊ยบ อย่างไรก็ดีเพื่อความมั่นใจว่าเรื่องราวจะได้ข้อยุติ กระผมโทรฯทางไกลมาปรึกษากับนายปริญญา หรือเสธ เจี๊ยบ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ บ เรือด่วนเจ้าพระยาฯ (ทางทนายพิษณุเคยแนะนำให้รู้จัก) และชอบอ้างตัวสนิทสนมกับ เสธ คนดัง ว่าสามารถเชิญผู้ใหญ่ที่ทุกคนเกรงใจเข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยในเรื่องนี้ได้หรือไม่ มีค่าใช้จ่ายอย่างไร และสามารถทำให้รูปแบบการเจรจาอยู่ในกรอบของกฎหมายตามที่ทนายให้แนวทางไว้ได้หรือไม่ ซึ่งนายปริญญาก็ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าสามารถทำได้เพราะตัวเลขที่เสนอถึง 60 ล้านก็เป็นจำนวนมากพอที่น่าจะทำให้นายบัณฑิตยอมตกลงอยู่แล้ว หากเพิ่มบุคคลที่ทุกคนเกรงใจเข้ามาเป็นคนกลางบัณฑิตย่อมไม่กล้าเรียกร้องแบบไร้เหตุผล ที่กระผมต้องพึ่งผู้ใหญ่ในการเจรจาไกล่เกลี่ยครั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะนายบัณทิตเป็นลูกชายของผู้มีอิทธิพลภาคใต้ซึ่งทราบกันดีว่าร่ำรวยจากการค้าของเถื่อน 3. ผมไม่เคยรู้จัก หรือได้ยินชื่อสามพี่น้องอัครพงษ์ปรีชาก่อนเกิดเหตุการณ์วันที่ 23 มิถุนายน ทางนายปริญญาหรือนายเจี๊ยบแจ้งว่าผู้ใหญ่เรียกค่าดำเนินการ 30 ล้าน ผมจึงตกลงและจ่ายล่วงหน้าเป็นเงิน 5 ล้าน ส่วนอีก 25 จะจ่ายเมื่อมีการตกลงยอมความกันที่ศาล โดยจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขคือต้องให้คู่เจรจาคือนาบัณฑิตยอมความโดยสมัครใจหรือเกรงใจเท่านั้น หากไม่สำเร็จกระผมก็จะนำเงิน 25 ล้านนี้ไปเพิ่มยอดให้นายบัณฑิตรวมเป็น 85 ล้านแทน เพื่อให้คดียุติ ผมเชื่อมาโดยตลอดว่า เสธ เจี๊ยบจะไปเชิญ เสธ คนดังซึ่งจะไกล่เกลี่ยแบบผู้ใหญ่มาเป็นคนกลาง แต่ปรากฎข้อเท็จจริงในวันที่ 23 มิถุนายนว่านายปริญญาไปว่าจ้างสามพี่น้องอัครพงษ์ปรีชามากระทำการอุกอาจ และไปบังคับให้บัณฑิตรับเงินแค่ 20 ล้าน ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ ผิดจำนวนเงิน และเงื่อนไขที่ผมให้ไว้อย่างสิ้นเชิง 4. ผมถูกขูดรีดครั้งที่ 2 เพิ่มเป็น 150 ล้าน หลังเกิดเหตุดังกล่าวย่อมเป็นที่แน่นอนว่าบัณฑิตไม่พอใจอย่างมากนายบัณทิตจึงเพิ่มตัวเลขไปเป็น 150 ล้าน ผมเรียนตรงๆว่าขณะนั้นเข็ดและหดหู่กับเรื่องนี้อย่างเต็มที่แล้ว จึงแจ้งว่ายินดีจะจบที่ 120 ล้าน โดยจ่ายทันที 80 ล้าน และตีเป็นเช็คล่วงหน้าอีก 40 ล้าน บัณฑิตตกลงโดยมาทำสัญญายอมความที่ศาลในวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา (หลักฐานปรากฏตามสัญญาประณีประฌอมยอมความ และคำขอถอนคำร้องทุกข์ลงวันที่ 10 กรกฎาคม พร้อมหลักฐานการจ่ายเงิน สำเนาอยู่ที่ทนายความของกระผมสองคนคือ นายวิชานนท์ วิมลสังข์ และนายพิษณุ พานิชสุข ส่วนเอกสารตัวจริงอยู่ที่ศาลฎีกาและสามารถไปคัดถ่ายได้กรณีทนายทำสูญหาย) โดยขณะไปยอมความที่ศาลกระผมก็ยังอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสโดยเดินกลับกรุงเทพประมาณวันที่ 20 กรกฎาคม 5. ถูกนายเจี๊ยบหรือ นายปริญญาขูดรีดอีก 25 ล้านบาท ต่อมานายปริญญากลับมาขอเงิน 25 ล้านกับผมอีก ผมตอบไปว่านายปริญญาไปทำเสียหายจนผมต้องจ่ายเงินเกินกว่าที่ควรแล้วยังจะมาขอเงิน 25 ล้านอีกหรือ นายปริญญาเพียงตอบสั้นๆว่าอยากมีเรื่องกับ…(หมายถึงสามพี่น้องฯ)หรือ ผมกลัวจะไม่ปลอดภัยเลยต้องให้เงิน 25 ล้านไป โดยนัดให้มารับเงินสดที่สำนักงานใหญ่บริษัท WEH ช่วงสิ้นเดือนกรกฎาที่ผ่านมา 6. ตำรวจ สน.วัดพระยาไกรปิดบังหลักฐานและจงใจให้ผมตกเป็นเหยื่อ พนักงานสอบสวน สน. วัดพระยาไกรที่รู้จักกับนายปริญญา ชื่อผู้กองอรุณได้ติดต่อผ่านทนายพิษณุให้กระผมเข้ามาให้ปากคำ ผมจึงได้เข้าไปให้ปากคำเมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยได้มีบันทึกข้อความการให้ปากคำไว้เป็นหลักฐาน แต่ยังไม่สมบูรณ์เนื่องจากในตอนท้ายพนักงานสอบสวนชื่อสารวัตรชูศักดิ์ถามผมว่ารู้จัก 'เจี๊ยบ'หรือไม่ ผมเห็นว่าทั้งทนาย และพนักงานสอบสวนคือผู้กองอรุณที่ร่วมสอบสวนอยู่ด้วยเป็นเพื่อนกับนายปริญญา จึงรู้สึกไม่กล้าพูดอะไรมาก แต่ยืนยันว่าจะกลับมาให้การเพิ่ม จนวันรุ่งขึ้น(วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน) ผมโทรศัพท์หาสารวัตรชูศักดิ์เพื่อขอนัดเข้ามาให้ปากคำเพิ่มเติม และนำหลักฐานต่างๆไปส่ง แต่ได้รับการบ่ายเบี่ยง และแจ้งกับกระผมว่ารู้แล้วว่าเจี๊ยบคือใครไม่ต้องมาหรอก ผมเห็นเป็นพิรุธ ประกอบกับมีการประโคมข่าวเรื่องลดหนี้(ทั้งๆที่ทางตำรวจก็มีเอกสารสำเนาการยอมความที่ศาลข้างต้นทั้งสองชุดเป็นหลักฐาน) ผมเกรงว่าคงไม่ได้ประกันตัวและถูกปิดปากในเรือนจำจึงมีจำเป็นต้องหลบหนีออกนอกประเทศมาตั้งหลักเพื่อทำหนังสือฉบับนี้เพื่อแถลงข้อเท็จจริงให้สื่อมวลชนได้รับทราบในสิ่งที่เกิดขึ้น ผมจึงใคร่ขอเรียนแจ้งให้ทราบจากปากคำของผมเอง และขอขอบพระคุณท่านบรรณาธิการข่าวและสื่อมวลชนหากจะกรุณาให้ความยุติธรรมนำเสนอข่าว และร่วมต่อสู้กับกระบวนการอยุติธรรมที่ทำให้บุคคลผู้บริสุทธิ์ตกเป็นแพะ และเป็นเหยื่อคนแล้วคนเล่า MThai News

เฉลิมพงษ์เผยหากไม่รื้อตึกดิเอทัสเจ้าของมีความผิด
ข่าวล่าสุด /  ซอยร่วมฤดี / 

หัวหน้าศูนย์ทนายความอาสาฯ เผย กรณีศาลให้ผู้ว่า กทม. และ ผอ.เขตปทุมวัน รื้อ ร.ร.ดิเอทัส ชี้ หากเจ้าของตึกไม่ทำการรื้อจะมีโทษทั้งจำ-ปรับ นายเฉลิมพงษ์ กลับดี หัวหน้าศูนย์ทนายความอาสา มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งเป็นทนายความของผู้ฟ้องคดี กล่าวถึงกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ให้รื้อถอนอาคารโรงแรมดิเอทัส ซอยร่วมฤดี เนื่องมาจากมีประชาชนผู้อาศัยในซอยร่วมฤดีได้ยื่นฟ้อง บริษัท ลาภประทาน จำกัด และ บริษัท ทับทิมทร จำกัด ได้ก่อสร้างอาคารสูงใหญ่เกินกว่ากฎหมายกำหนดและซอยกว้างไม่ถึง 10 เมตร โดยต้องดำเนินการภายใน 60 วัน หลังศาลมีคำตัดสินว่าหลังจากนี้ ประชาชนผู้ฟ้องคดีจะติดตามในการที่ กทม. และสำนักงานเขตปทุมวันว่าจะออกคำสั่งให้เจ้าของอาคารรื้อถอนอาคารให้ถูกต้องตามกฎหมายอย่างไร คาดว่า กทม. จะปฏิบัติตามคำสั่งศาลในการออกคำสั่ง และทางเจ้าของอาคารอาจจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ แม้เจ้าของอาคารยืนยันว่าก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมาย แต่การที่ศาลปกครองได้ตัดสินในครั้งนี้ เป็นการยืนยันว่าการก่อสร้างอาคารไม่ถูกต้อง นายเฉลิมพงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หาก กทม. ออกคำสั่งให้รื้อถอนอาคารแล้ว แต่เจ้าของอาคารไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จะมีความผิดฐานขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับ ขณะเดียวกัน พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ยังให้อำนาจเจ้าพนักงานสามารถรื้อถอนอาคารและเรียกค่ารื้อถอนจากเจ้าของอาคาร หากเจ้าของอาคารไม่ดำเนินการตามคำสั่งได้ ด้าน นายสัญญา ชีนิมิตร ปลัด กทม. กล่าวว่า ได้มีการหารือกับสำนักงานกฎหมายและคดี กทม. ซึ่งเห็นตรงกันว่าต้องรอดูคำพิพากษาอย่างเป็นทางการว่ามีการฟ้องร้องในประเด็นใด เพื่อมาพิจารณาว่าควรทำอย่างไรต่อไป ซึ่งขณะนี้ กทม. ยังไม่ได้รับคำพิพากษา จึงไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ อย่างไรก็ตาม กทม. พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งศาล ในส่วนที่มีประเด็นอื่น ๆ ก็ต้องนำมาพิจารณากันอีกครั้ง

ไม่รอดจนได้! เฟลป์ส โดนโทษจำคุก ฐานเมาแล้วขับ
สหรัฐอเมริกา /  อุโมงค์ฟอร์ต แม็คเฮนรี / 

ช่วงตกต่ำอย่างแท้จริงเลย สำหรับฉลามหนุ่มชาวอเมริกา ไมเคิล เฟลป์ส ที่ถูกศาลสั่งจำคุก โทษฐานเมาแล้วขับ เป็นเวลาถึง 18 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 1 ปี หลังจากที่ เฟลป์ส ยอมรับสารภาพ ไมเคิล เฟลป์ส นักว่ายน้ำชื่อดังของสหรัฐอเมริกา วัย 29 ปี เจ้าของสถิติคว้าเหรียญทอง โอลิมปิกเกมส์ มากที่สุดในประวัติศาสตร์ 18 สมัย ถูกจับข้อหาเมาแล้วขับ เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมาบริเวณอุโมงค์ฟอร์ต แม็คเฮนรี หลั่งขับรถด้วยความเร็วเกินกำหนด และล่าสุด เฟลป์ส ก็ถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลา 18 เดือน และปรับเงินอีกเป็นจำนวน 1 พันดอลลาห์สหรัฐ หรือราว 32,000 บาท หลังจากเจ้าตัวยอมรับสารภาพแต่โดยดี ซึ่ง เฟลป์ส ถูกจับครั้งเป็นครั้งที่สองแล้ว หลังจากที่เขาเคยถูกจับครั้งแรกเมื่อปี 2004 หลังจากการตัดสินสิ้นสุดลง ไมเคิล เฟลป์ส ก็ได้กล่าวว่า "สามเดือนนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก มันเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผม ผมดีใจที่สามารถก้าวต่อไปได้ ผมเติบโตขึ้นจากสิ่งเหล่านี้"