ศาลฏีกา

ย้อนรอย 13 ปี 'คดีรื้อบาร์เบียร์' สู่คำพิพากษา
คดีรื้อบาร์เบียร์ /  ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ / 

ย้อนรอย 13 ปี ปม 'คดีรื้อบาร์เบียร์' สู่คำพิพากษา ที่เป็นการชี้ชะตา 'ชูวิทย์' หลังให้การรับสารภาพหมดเปลือก ผ่านพ้นมาแล้วกว่า 13 ปี สำหรับเหตุการณ์อุกอาจ 'รื้อบาร์เบียร์' ที่เกิดขึ้นบริเวณใจกลางเมืองบนถนนสุขุมวิท โดยเหตุการณ์ดังกล่าว มีผู้มีอิทธิพลที่เป็นกลุ่มนายทุนเข้าไปเอี่ยวกับคดีนี้ จนตกเป็นผู้ต้องหาและจำเลย อาทิ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือ เสธ.หิ และ พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร หรือ เสธ.แอ๊ป โดยทั้งหมดถูกตั้งข้อหาจ้างวาน ฐานทำให้เสียทรัพย์ บุกรุกในเวลากลางคืน และกักขังหน่วงเหนี่ยวข่มขืนใจให้บุคคลอื่นปราศจากเสรีภาพ ใน 'คดีรื้อบาร์เบียร์' หากย้อนไปเมื่อ 13 ปีที่แล้ว เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดเวลา 04.00 น. วันที่ 26 ม.ค. 2546 มีกลุ่มชายฉกรรจ์นับหลายร้อยคน แต่งกายชุดซาฟารี พร้อมรถแบ็กโฮ บุกเข้าทำลายร้านบาร์เบียร์ 60 ร้าน ซึ่งตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ บริเวณสุขุมวิทสแควร์ ซอยสุขุมวิท 10 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย จนเสียหายราบเป็นหน้ากลอง ซึ่งเรื่องราวความขัดแย้งนี้ เนื่องจากกลุ่มนายทุนกลุ่มใหม่ ได้ว่าจ้างให้เข้าไปรื้อร้านค้าของผู้เช่าเดิมเพื่อใช้พื้นที่ทำประโยชน์ จนทำให้เกิดเรื่องราวบานปลายถึงขั้นต้องใช้ความรุนแรง ต่อมาเมื่อเหตุการณ์ได้สงบลง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการสืบสวนสอบสวนจนสามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ทั้งสิ้นจำนวน 130 คน โดยพนักงานสอบสวน ใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานกว่า 2 เดือน จึงนำตัวผู้ต้องหา 'คดีรื้อบาร์เบียร์' ส่งฟ้องเมื่อวันที่ 13 มี.ค.46 ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดรวมถึง นายชูวิทย์ ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จากนั้นระยะเวลาดำเนินผ่านมานานหลายปี กระบวนการทางกฎหมายได้มาถึง ศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า พฤติการณ์ของพวกจำเลยได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่เกิดเหตุ และแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน จึงพิพากษาให้มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ ในเวลากลางคืน จึงสั่งจำคุก 5 ปี นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โดยไม่รอลงอาญา ซึ่งภายหลังฟังคำพิพากษา นายชูวิทย์ จำเลยที่ 129 ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างฎีกา โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ เนื่องจากศาลเห็นว่าเป็น ส.ส.และอยู่ระหว่างเปิดสมัยประชุม กลับตาลปัตร เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งศาลนัดจำเลย คือนายชูวิทย์ มาศาลฟังคำพิพากษาฎีกา แต่กลับต้องเลื่อนการฟังคำพิพากษาออกไปก่อน เนื่องจาก นายชูวิทย์ จำเลยที่ 129 ได้ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ และเปลี่ยนคำให้การใหม่ เป็นรับสารภาพตามฟ้อง พร้อมทั้งขอให้ศาลลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษจำคุกต่อศาลชั้นต้น เพื่อขอให้ส่งคำร้องของ นายชูวิทย์ ให้ศาลฎีกาพิจารณา โดยในวันนั้น ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาอีกครั้งในวันที่ 28 ม.ค. 2559 เวลา 09.00 น. และแล้ววันนี้ก็มาถึง วันที่ถือเป็นการชี้ชะตาของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ในที่สุดก็ไม่รอด ศาลฎีกาตัดสินจำคุก นายชูวิทย์ 2 ปี คดีรื้อบาร์เบียร์ โดยไม่รอลงอาญา แม้ว่าก่อนหน้านี้ นายชูวิทย์ จะได้ยื่นคำให้การใหม่ จากปฏิเสธ เป็นรับสารภาพ แต่ไม่สามารถที่จะทำให้พ้นคุกไปได้ เนื่องจากศาลเห็นว่า การสารภาพนั้นควรจะกระทำตั้งแต่ศาลชั้นต้น แต่นายชูวิทย์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายบางส่วน จนเป็นที่พอใจและถอนฟ้องแล้ว พร้อมยังได้บริจาคที่ดินบริเวณปากซอยสุขุมวิท 10 ให้เป็นประโยชน์สาธารณะจึงมีเหตุบรรเทาโทษ พิพากษาแก้ให้จำคุกนายชูวิทย์กับพวก เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา จากเดิมที่ศาลอุทธรณ์ให้จำคุก 5 ปี โดยเจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายชูวิทย์ คุมขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพทันที ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

'ยิ่งลักษณ์' วอนรัฐบาลพิจารณาข้อโต้แย้ง 'คดีจำนำข้าว'
ข้าว /  คดีข้าว / 

'ยิ่งลักษณ์' โพสต์วอนรัฐบาล พิจารณาข้อโต้แย้ง คดีจำนำข้าว แทนการใช้ ม.44 เพื่อให้ได้ข้อยุติตามกระบวนความของกฎหมาย วันที่ 29 ม.ค.59 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก "Yingluck Shinawatra" โดยระบุว่า ดิฉันมีความจำเป็นต้องเขียนหนังสือผ่านเฟซบุ๊กอีกครั้งหนึ่งในการโต้แย้งกระบวนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด โดยวันนี้ได้มอบหมายให้ทนายไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แม้ดิฉันจะรู้คำตอบว่าอย่างไรเสียท่านคงไม่สนใจ เพราะถ้าหากสนใจจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะดิฉันได้ทำหนังสือถึงท่าน จำนวน 6 ฉบับและประธานคณะกรรมการฯ คุณจิรชัย มูลทองโร่ย ที่กำลังจะให้การกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะพยานฝ่ายโจทก์ที่กล่าวหาว่าดิฉันทำความเสียหาย จำนวน 6 ฉบับเช่นกัน แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีความเห็นหรือการกระทำใดๆ ที่บ่งบอกว่าจะนำหนังสือของดิฉันเข้าไปพิจารณา อีกทั้งไม่เคยได้รับการแจ้งผลใดๆ กลับมาว่าสั่งดำเนินการอย่างไร และยังคงทำไปตามเป้าหมายของคณะกรรมการ ดิฉันจึงขอสรุปใจความของหนังสือโต้แย้งดังนี้ 1. ดิฉันได้โต้แย้งทั้งผู้ออกคำสั่งและผู้แต่งตั้งว่าดำเนินการไม่เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539 มาตรา 8 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2559 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฎิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2559 2. ขณะนี้คดีความทางอาญายังไม่สิ้นสุด จึงย่อมได้รับความคุ้มครองตามสิทธิ ในกระบวนการยุติธรรม 3. การฟ้องเอาผิดให้ดิฉันชดใช้ค่าเสียหายโดยกระทรวงการคลังนั้นไม่ถูกต้องเพราะกระทรวงการคลังไม่ใช่ผู้เสียหาย 4. ยังไม่มีการประเมินค่าความเสียหายที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายและเป็นธรรมแก่ดิฉันที่กำลังจะถูกชดใช้ค่าเสียหายแต่ผู้เดียวทั้งที่คดีความยังไม่สิ้นสุด ดังนั้น ดิฉันจึงขอใช้ช่องทางนี้สื่อสารไปยังทุกท่านที่เกี่ยวข้องได้โปรดพิจารณาข้อเรียกร้องและโต้แย้งของดิฉันให้ยุติตามกระบวนความของกฎหมายก่อน และโปรดอย่าพิจารณาคดีของดิฉันเหตุเพราะ มี มาตรา 44 คุ้มครองหรือกฎหมายอื่นที่จะออกมาคุ้มครองภายหลังค่ะ ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News ปูงดวิจารณ์ศาล-อดีตปธ.TDRIยันจำนำข้าวทำรัฐเจ๊ง! "ยิ่งลักษณ์" งดวิจารณ์ศาลสอบพยาน ขณะอดีตปธ.TDRI ยัน "จำนำข้าว" แทรกแซงราคา ทำรัฐเสียหาย! จากกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาตามนัดของ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในการไต่สวนพยานอัยการโจทก์วันแรกในคดีจำนำข้าวนั้น เมื่อช่วงเช้าวันที่ 15 ม.ค.59 ล่าสุด 17.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์เผยหลังเข้าร่วมฟังการไต่สวนพยานอัยการโจทก์ว่า ยังไม่ขอให้ความคิดเห็นใดในขณะนี้ เพราะต้องใช้ระยะเวลาอีกนานในการสืบคดี ส่วนการไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์ในวันนี้สามารถไต่สวนได้เพียง 2 ปาก เท่านั้น หลังทนายฝ่ายจำเลยมีคำถามซักค้านกว่า 160 คำถาม จึงต้องเลื่อนการไต่สวนพยานโจทก์อีก 2 ปาก คือนายประจักษ์ บุญยัง รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ออกไปเป็นนัดที่ 2 ในวันที่วันที่ 17 ก.พ. 59 สำหรับ พยานฝ่ายโจทก์ที่ไต่สวนปากแรก คือ ตัวแทนสื่อมวลชน (ช่อง 7 ) ตามด้วย นายนิพนธ์ พัวพงศกร อดีตประธานสถาบันวิจัย เพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ โดยประเด็นสำคัญที่ประธานทีดีอาร์ไอ ชี้แจงว่า แม้ว่ารัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ จะปฏิบัติตามมาตรา 88 แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ในการช่วยเหลือประชาชน แต่ก็ผิดตามมาตรา 88 วรรค 1 เนื่องจากได้สร้างความเสียหายให้ประเทศ โดยการตั้งราคารับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาดถึง ร้อยละ 50 เมื่ออ้างอิงราคาจากองค์การตลาดเพื่อการเกษตร หรือ อตก. และองค์การคลังสินค้า หรือ อคส. พร้อมยืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นการแทรกแซงราคาตลาดจนทำให้เกิดความเสียหาย ส่วนโครงการประกันราคาข้าวนับเป็นการแทรกแซงราคา ส่วนที่บอกว่าเป็นการช่วยเหลือชาวนานั้นมองว่าเป็นการทำให้กลไกตลาดผิดเพี้ยน ขายข้าวราคาสูงชาวนาจึงเทขายข้าว คนที่ได้ประโยชน์คือคนที่มีข้าวมาก เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างชาวนาด้วยกันเอง นอกจากนี้ ยังพบว่ามีตัวเลขความเสียหายของทีดีอาร์ไอ น้อยกว่า 536,000 ล้านบาทนั้น เพราะการคำนวนค่าเสื่อมราคาข้าวของทีดีอาร์ไอมีตัวเลขที่ต่ำกว่าของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีข้าวเพราะเป็นตัวเลขวิจัยเชิงปริมาณ จึงกดราคาที่ตัวเลขเดียว นอกจากนี้อนุกรรมการปิดบัญชี ไม่สามารถปิดบัญชีทุก 3 เดือน ทำให้เกิดความเสียหายมากและขยายวงกว้าง แต่ตัวเลขความเสียหายที่แน่นอนจะต้องรอคณะกรรมการนโยบายข้าว หรือ นบข. ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จำหน่ายข้าวให้หมดก่อน หลังจากนี้ ในวันที่ 18 พ.ย. 58 น.ส.ยิ่งลักษณ์ (จำเลย) จะต้องมาศาล ร่วมกระบวนการไต่สวนพยานทุกนัด ไม่เช่นนั้นจะถูกศาลสั่งถอนประกัน ปรับเงินประกัน 30 ล้านบาท และอาจถูกหมายจับ ข้อมูล js100.  MThai News ปูขึ้นศาลไต่สวนพยานคดีข้าวนัดแรก ลั่นสู้เต็มที่! "ยิ่งลักษณ์" ขึ้นศาลไต่สวนพยานคดีข้าวนัดแรก  ลั่น สู้เต็มที่ ขณะ ปชช. แห่ให้มอบดอกไม้-ให้กำลังใจแน่น  วันนี้ 15 ม.ค.58 เวลา 9.30 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนพยานอัยการโจทก์วันแรก ในคดีหมายเลขดำ อม.22/2558 ที่ นายตระกูล วินิจนัยภาค อดีตอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่ง หรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่ง หรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ขณะที่เวลา 8.45 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า "กำลังเดินทางไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกค่ะ" ต่อมาเวลา 9.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมายังศาลฎีกาฯตามที่ศาลนัดไต่สวนพยานโจทก์นัดแรก พร้อมทักทายกับประชาชนที่มาที่เดินทางมามอบดอกไม้ดอกกุหลาบสีแดงให้กำลังใจ และตลอดทางก่อนเดินเข้าศาลฎีกาฯประชาชนได้ตะโกนคำว่า "ยิ่งลักษณ์ ยิ่งลักษณ์ ยิ่งลักษณ์สู้ๆ" ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมเผยก่อนเข้าห้องพิจารณาว่า "มั่นใจวันนี้ทำอย่างเต็มที่แล้วในส่วนที่ต้องทำมั่นใจว่าทำได้ ส่วนพยานใหม่ของโจทก์ไม่มีความกังวลเพราะเป็นไปตามหลักฐาน ในส่วนพยานของตนก็ได้เตรียมไว้พร้อมแล้ว ซึ่งเตรียมไว้จำนวน 42 ปาก พร้อมให้ข้อมูลในเดือนเมษายน" MThai News

ตำนาน เสาร้องไห้ บอยจ็อดจะพาไปพิสูจน์กัน
Mystery Unsolved /  ตำนาน / 

บอยจ๊อดกับตำนานภาคต่อของเรื่อราว เสาหลักเมือง ที่ยังมีสิ่งน่าพิศวงเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับการตั้งเสาหลักเมืองในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งเขาได้ตามไปพบเสาอีกต้นหนึ่ง ซึ่งมีเรื่องราว และอาถรรถ์อันแสนเศร้าของเสาต้นนี้อยู่มากมายในจังหวัดสระบุรี กับตำนานที่มีชื่อว่า เสาร้องไห้ ทำไมดูเกร็งๆ แบบนั้นละ ตำนานเสาร้องไห้ เป็นตำนานของเจ้าแม่ตะเคียนทองที่ตั้งอยู่ในศาลนางตะเคียนทอง ณ วัดสูง อำเภอเสาไห้ ห่างจากที่ว่าการอำเภอเสาไห้ประมาณ 500 เมตร เป็นเสาไม้ตะเคียนขนาดใหญ่ โดยถือกันว่าเป็นเจ้าแม่ เพราะสิ่งของที่นำไปบูชาล้วนเป็นของสตรีทั้งสิ้น มีตำนานเล่ากันว่า เมื่อครั้งสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่ 1 พุทธศักราช 2325 ได้มีการเกณฑ์เสาที่มีลักษณะงดงามจากหัวเมืองต่างๆ มาคัดเลือกเพื่อจัดเป็นเสาเอก ทางเมืองสระบุรีได้จัดส่งเสาต้นหนึ่งที่มีลักษณะงดงามมากล่องลงมาตามลำน้ำป่าสักและไปถึงที่ประกวดเป็นเสาแรก (ซึ่งเดิมจะได้เป็นเสาหลักเมืองตามประกาศบ้านเมืองในตอนแรก) แต่มีเจ้าหน้าที่ของทางการมาตรวจอีกครั้ง และได้ตำหนิถึงส่วนปลายที่คด จึงไม่ได้รับเลือกให้เป็นเสาหลัก เสาต้นนี้จึงเกิดความเสียใจลอยทวนน้ำพร้อมกับเสียงร้องไห้กลับมาตลอดทางจนมาจมลง ณ อำเภอแห่งนี้อยู่ประมาณ 100 กว่าปี เมื่อปี พ.ศ. 2501 ได้มีชาวบ้านนำขึ้นจากน้ำไปไว้ที่ศาลหน้าพระอุโบสถวัดสูงจนถึงปัจจุบันนี้ พอตกเวลากลางคืนชาวบ้านมักได้ยินเสียงร้องไห้ จึงได้ให้ชื่อตำบลนี้ว่า ตำบลเสาร้องไห้ และได้กลายเป็น "อำเภอเสาไห้" ในปัจจุบัน คำถามต่อมาที่บอยจ๊อดยังสงสัยก็คือ แล้วชาวบ้านแถวนั้นมาเจอเสาต้นนี้ได้ยังไง ในเมื่อมันจมลงไปตั้ง 100 กว่าปี สุดท้ายก็มีคำตอบให้กับเขา ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อเพราะเขาโดนกันมาเกือบทั้งหมู่บ้าน ป้ายบอกเล่าที่มาแก่นักท่องเที่ยว เดินสำรวจรอบๆ แม่น้ำป่าสัก จุดที่ค้นพบ "เสาร้องไห้" ในปี พ.ศ. 2501 นางเฉลียว จันทร์ประสิทธิ์ ได้ฝันว่ามีหญิงคนหนึ่ง บอกว่าเป็นนางไม้ประจำเสาที่จมน้ำอยู่ ให้บอกสามีเอาเสาขึ้นมาจากน้ำด้วย นายเผ่าผู้เป็นสามีก็ไม่เชื่อ มีคนเล่าต่อกันมาว่า นางไม้ของเสาต้นนี้ได้ไปเข้าทรงกับผู้อื่นอีกหลายครั้ง จนในที่สุดชาวบ้านหลายคนก็ได้ไปร้องขอให้นายเผ่าเอาเสาต้นนี้ขึ้นมาให้ได้ ตามคำล่ำลือ จนนำมาสู่การนำเอาเสาขึ้นมาจากน้ำ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2501 และในวันนี้เอง ได้รับคำบอกเล่าจากนายจำลอง ขาววรรณะว่า วันนั้นแดดร้อนจัดมากขณะที่กำลังนำเสาขึ้นจากน้ำ ท้องฟ้าก็มืดครื้มไปหมดทันที มีเสียงฝ้าผ่าดังมากเป็นประกายสีเขียวไปทั่ว เสียงฟ้าร้องคำรามทำท่าคล้ายฝนจะตก ทำให้ผู้คนที่มาเข้าร่วมพิธีกันเป็นจำนวนมากต่างตื่นตาตื่นใจ วันที่ 23 เมษายน 2501 เป็นวันที่เชิญเสาไปประดิษฐานที่วัดสูง เวลา 9.00 น. เริ่มพิธีเคลื่อนเสาไปสู่วัดสูง โดยตั้งศาลสูงเพียงตา มีหัวหมูซ้ายขวา บายศรี 3 ชั้น ใช้ด้ายสายสิญจน์ผูกที่เสาแล้วใช้เชือกผูกแพที่รับเสาไห้ประชาชนดึง เมื่อได้ฤกษ์ พระสงฆ์ 9 รูปเจริญชัยมงคลคาถา ประชาชนที่อยู่บนฝั่งหน้าที่ว่าการอำเภอเสาไห้ก็ดึงเชือกแพลูกบวบให้เคลื่อนไปทางทิศตะวันออก มีเรือแตรวงนำขบวน และเรือต่างๆ ร่วมขบวนอีกเป็นจำนวนมาก ก้าวแรกที่เข้ามา บรรยากาศขนลุกสุดๆ ไม่ต้องพูดอะไรมาก ขูดเลยละกัน ในวันนั้นที่นำเสาขึ้นจากน้ำมีประชาชนมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมากประมาณสามหมื่นคน นับเป็นวันประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของชาวอำเภอเสาไห้ที่ต้องจารึกไว้ ต่อมาจึงได้สร้างศาลถาวรขึ้นที่หน้าพระอุโบสถในวัดสูง เป็นศาลกว้าง 4 เมตร ยาว 15 เมตร มีมุขออกด้านตะวันออก พื้นคอนกรีต มีฐานก่ออิฐสูงรองรับเสาตะเคียน ต่อมาเมื่อวัดสูงได้สร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่ขึ้น จึงได้ดัดแปลงศาลาการเปรียญหลังเดิมเป็นอาคารทรงไทยสวยงาม และอัญเชิญเสาแม่นางตะเคียนมาประดิษฐานที่ศาลหลังใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2530 มาจนถึงทุกวันนี้ จากที่นายบอยจ๊อดเห็นที่ศาลา เขาก็รู้ทันทีว่า เจ้าแม่จะต้องศักดิ์สิทธิ์แน่นอน เนื่องจากเครื่องแก้บนที่นำมาถวายนั้นมีมากมายเหลือเกิน คงไม่ต้องเดานะครับว่า สิ่งที่บอยจ๊อดจะทำต่อไปหลังจากสักการะท่านแล้วคืออะไร? did you know? - อำเภอเสาไห้ เป็นอำเภอในจังหวัดสระบุรีที่อยู่ใกล้อำเภอเมืองสระบุรีมากที่สุด - ตัวเสาร้องไห้มีความยาว 13 เมตร กว้าง 0.75 เมตร - อำเภอเสาไห้เลื่องชื่อในด้านประเพณีการแข่งเรือยาว ผ้าทอ และข้าวสาร จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2437 โดยแต่เดิมเป็นตัวเมืองสระบุรีมาก่อน - จุดที่เสาตะเคียนทองจมลงคือ บริเวณคุ้งน้ำป่าสัก ห่างจากที่ว่าการอำเภอเสาไห้ปัจจุบันไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 50 เมตร บริเวณนั้นจึงถูกเรียกว่า "สาวร้องไห้" ต่อมาเหลือเพียงคำว่า "เสาไห้" - เสาตะเคียนคู่บ้าน ถิ่นข้าวสารพันธุ์ดี ผ้าทอหลากสี ประเพณีเรือยาว คือคำขวัญประจำอำเภอเสาไห้ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของนิตยสาร RUSH ได้ที่ Facebook : facebook.com/RUSHmag IG : instagram.com/rush_magazine_official/ Youtube : youtube.com/channel/UC05caWeApIU23HyV6e9ng2A ขอขอบคุณเนื้อหาจาก RUSH#76 Dec

'กั้ง โซฮอต' อัดคลิปเปิดหมดเปลือก พร้อมขอโทษ ชาวเน็ตลั่น 'ไม่ให้อภัย'
Airrin Angiie DZ /  กระเทย / 

58 สุดอัดอั้น ชาวออนไลน์ลั่น ไม่ให้อภัย กั้ง โซฮอต หรือนาย ยลดา จำปาศรี จำเลยดัง หลังโยน น้องเดหลี สุนัขพันธุ์ชิวาวา ของเพื่อนที่มาอาศัยอยู่ร่วมห้อง ลงมาจากตึกชั้น 5 เล่าเหตุการณ์ชนวนเหตุสลดใจ ว่า ตนได้รับสายโทรศัพท์จากเพื่อน ซึ่งเป็นเจ้าของสุนัข เนื่องจากเพื่อนต้องการความช่วยเหลือ จะมาขออยู่อาศัย เนื่องจากมีปัญหาส่วนตัว เผยหอพักที่ตนอาศัยอยู่ ไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ แต่เพื่อนขอร้องจนตนยินยอม แต่หลังจากที่เพื่อนเข้ามาขออาศัย ได้ทำในสื่งที่ตนไม่พอใจหลายอย่าง เช่น นำสุนัขเข้ามานอนบนเตียง ทำห้องรก สกปรก มีเศษขยะเต็มห้อง เผย ตนเคยเหลือเงินเพียง 100 เดียว แต่ต้องสละให้เพื่อนซื้อบุหรี่ โดยที่ตน ต้องทนอดข้าว กล่าวโดยสรุปคือ ตนให้ใจเพื่อนคนนี้เป็นอย่างมาก ทั้งเพื่อนสาวคนนี้ยังไม่เคยช่วยทำความสะอาดห้อง เพียงแต่เช็ดกองมูลสุนัขเฉพาะจุด ตนรู้สึกอึดอัดใจ แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไรกับเพื่อน จนถึงวันที่เกิดเหตุ กลุ่มเพื่อนนัดกันไปเที่ยวสถานบันเทิงแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ จนเมื่อตนมาถึงห้อง พบสภาพห้องทั้งเสื้อผ้า ข้าวของ ที่กองอยู่เต็มห้องและที่นอน ซึ่งในใจคิดโมโห แต่ไม่กล้าพูดกับเพื่อนตรง ๆ จนกระทั่งออกไปร้องไห้ และมีหญิงชายคู่หนึ่ง ขับรถมาส่งที่ห้อง เมื่อถึงมาในห้องอีกครั้ง พบสภาพห้อง จึงขาดสติ โมโหจนฟิวส์ขาว จึงเข้ามาเก็บกวาดห้อง และใช้ผ้ารวบสุนัข พร้อมทั้งเหวี่ยงลงไปที่หน้าต่าง ยอมรับว่าตนขาดสติ ทั้งความง่วงนอน และนอนน้อยมาหลายวัน พักผ่อนไม่เพียงพอ ประกอบกับความลำบากใจ และความกดดันต่าง ๆ จึงเก็บข้าวของโยนออกนอกห้อง จนกระทั่งเพื่อนคนนี้มาเคาะห้อง และถามไถ่ถึงเรื่องสุนัข ยอมรับเบะปากใส่เจ้าของหมาจริง และตัดสินใจมาขอโทษเจ้าของหมาที่ สน. ทีเดียว อย่างไรก็ตาม ตนยอมรับ และรับผิดว่าตนทำลงไปจริง ๆ และรู้สึกสำนึกผิดจริง ๆ วอนทุกคนให้อภัย และให้สังคมให้โอกาสตนอีกครั้งในการเปลี่ยนตัวเอง เผยในช่วงที่ตนได้รับประกันออกมา จะไปทำบัญให้สุนัขเคราะห์ร้าย พร้อมทั้งขอบคุณสำหรับกำลังใจสำหรับคนที่เข้าใจ พร้อมชี้แจงเรื่องเพจปลอม ว่าอย่าทำ เพราะตนรู้สึกเหนื่อยกับเรื่องที่เกิดขึ้น // ความในใจความจริงที่อยากพูดให้ทุกคนได้รุ้ขอโทษทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้น## Posted by กั้ง โซฮอท on 30 มกราคม 2016 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- แขวงพระนครเหนือ ปล่อยตัวชั่วคราว สาวประเภทสองโยนชิวาวาจากตึกชั้น 5 เสียชีวิต ตีวงเงินประกัน 18,000 บาท ความคืบหน้ากรณีที่ กั้ง โซฮอต หรือ นายยลดา จำปาศรี วัย 22 ปี สาวประเภทสอง มายื่นฟ้อง เป็นจำเลย ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ และทำการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันควร ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ฯ หลังจากเมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา จำเลยก่อเหตุโยนสุนัขพันธุ์ชิวาวา ของ น.ส.เมยานี สิทธิสุข ลงจากห้องพักชั้น 5 อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง ย่านวังทองหลาง หลังจากนั้น ศาลได้ตัดสินให้ จำเลย กระทำความผิดจริง ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองสัตว์ฯ และสวัสดิภาพสัตว์ และสั่งจำคุก 2 เดือน ไม่รอลงอาญา จากบทลงโทษจำคุก 4 เดือน เนื่องจากคำให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้น ในทางคดี จำเลย สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ตามกฎหมาย เมื่อเวลา 16.00 ที่ผ่านมา ศาลจึงอนุญาตให้ปล่อย นายยลดา ชั่วคราว ระหว่างอุทธรณ์คดีตีวงเงินประกัน 18,000 บาท ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ความคืบหน้า กรณี กั้ง โซฮอต หรือ นายยลดา จำปาศรีสาวประเภทสอง ที่ก่อเหตุฆ่าสุนัขพันธุ์ชิวาวาด้วยการโยนลงจากตึกชั้น 5 ของแมนชั่นย่านวังทองหลาง ล่าสุดศาลแขวงพระนครเหนือสั่งจำคุก 4 เดือน เหตุจากจำเลยรับสารภาพ จึงพิจารณาลดโทษเหลือ จำคุก 2 เดือน ไม่รอลงอาญา เผยให้เป็นบรรทัดฐานทางสังคมในคดีทารุณกรรมสัตว์ ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- อย่าหลงเชื่อ เพจปลอม ใช้ภาพกั้ง โซฮอต สาวประเภทสองผู้ก่อเหตุจับสุนัขโยนจากตึกจนตาย โพสต์ข้อความสร้างความเกลียดชัง หลังจากที่เกิดกรณี กั้ง โซฮอต หรือ นายยลดา จำปาศรีสาวประเภทสอง ที่ก่อเหตุฆ่าสุนัขพันธุ์ชิวาวาด้วยการโยนลงจากตึก ได้สร้างความโกรธแค้นให้กลุ่มคนรักหมาเป็นจำนวนมาก กระนั้น ทาง น.ส.เมยานี สิทธิสุข เจ้าของหมา ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุเป็นที่เรียบร้อย ในข้อหา  ทำให้เสียทรัพย์ และ ทารุณกรรมสัตว์ โดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยทาง  กั้ง โซฮอต ได้โพสต์ข้อความขอโทษ พร้อมรับผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว แต่กระนั้น ได้มีการตั้งเพจที่มีชื่อว่า Airrin Angiie DZ พร้อมโพสต์ข้อความ และรูปภาพ ในเชิงหมิ่นศาสนา และ เหยียดหยามประชาชนทางภาคอีสาน รวมทั้งมีการโยงเรื่องประเด็นทางการเมือง ในข้อความที่รุนแรง รวมถึงโยงประเด็นตุ๊กตาลูกเทพเข้ามาเกี่ยวข้อง ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- กลายเป็นคดีดัง ที่สร้างความโกรธแค้นให้กับชาวสังคมออนไลน์ผู้รักสัตว์อย่างกว้างขวาง หลังจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์เรื่องราว กรณีที่สุนัขของตัวเอง ถูกสังหารอย่างทารุณ ที่ล่าสุด ได้มีการดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ซึ่งเป็นสาวประเภทสอง เป็นที่เรียบร้อย เรื่องดังกล่าวมีอยู่ว่า สุนัขพันธุ์ชิวาวา เคราะห์ร้าย มีชื่อว่า 'เดหลี' ซึ่ง น.ส.เมยานี สิทธิสุข อายุ 23 ปี เจ้าของสุนัข นำมาพักอาศัยกับเพื่อน นายยลดา จำปาศรี ผู้เป็นเจ้าของห้องพักแมนชั่นแห่งหนึ่ง โดยเหตุสลดใจ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ม.ค. ที่ผ่านมา หลังเพื่อนร่วมห้องพักทั้งหมดพากันกลับจากรับประทานอาหารค่ำ แต่คนละเวลา เมื่อเจ้าของ เดหลีมาถึง กลับพบว่า หมาของตัวเองนอนแน่นิ่งอยู่บนหลังคาแมนชั่นที่อยู่ในระดับต่ำกว่า (ห้องตั้งอยู่บนชั้น 5) พร้อมกันนี้ ข้าวของน.ส.เมยานี ถูกนำมากองไว้หน้าห้อง แต่ก่อนหน้านั้น ไม่มีเหตุทะเลาะวิวาท หรือบอกล่วงหน้าแต่อย่างใด จากนั้น เจ้าของที่กำลังรู้สึกเสียใจอย่างหนัก จึงเข้าแจ้งความที่ สน.วังทองหลาง กับ ร.ต.อ. ไพสาร ใจซื่อ เจ้าหน้าที่ร้อยเวรเจ้าของคดีพร้อมขอหมายศาลเพื่อนำตัวผู้กระทำผิด ทั้งนี้ การสอบสวนเกิดขึ้นในวันนี้ (27 ม.ค.) เวลา 13.30 น. โดยจากการสอบสวนพบว่า เพื่อนผู้เป็นเจ้าของห้องพัก อาจเสพสิ่งเสพติดจนทำให้มึนเมาและบันดาลโทสะ กระทำการอันทารุณโหดร้ายต่อชิวาว่าตัวน้อย พร้อมทั้งโยนเดหลีลงมาจากชั้น 5 ของอาคารแมนชั่น ตกกระแทกหลังคา ขาหัก เลือดออกหู ปาก จมูก และเสียชีวิตในที่สุด ส่วนทางด้าน นายยลดา จำปาศรี หรือ กั้ง ให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ว่า 'เดหลี' ชอบกัดข้าวของและขับถ่ายไม่เป็นที่ จนกระทั่งคืนที่เกิดเหตุเข้ามาในห้องพักของตน พบว่าข้าวของกระจัดกระจาย จึงบันดาลโทสะ ก่อเหตุสลดใจดังกล่าว ทั้งนี้ทั้งนั้น ในบันทึกประจำวันเดิม ลงข้อกล่าวหาไว้เพียง ทำให้เสียทรัพย์ ทาง WATCHDOG THAILAND องค์กรเพื่อสุนัข ได้ประสานเจ้าของ และร้อยเวร ชี้แจง การดำเนินคดีอาญาแผ่นดิน เพื่อประกอบข้อหาเพิ่มเติม คือ ทารุณกรรมสัตว์ โดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามมาตรา 20 แห่ง พรบ.ป้องกันการทารุณกรรมฯ พร้อมทั้ง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบตร.ให้ความสนใจ โทรศัพท์สายตรง กำชับ สน.วังทองหลางดำเนินคดีให้ถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ. ไพสาร ใจซื่อ ร้อยเวรเจ้าของคดียืนยันประกอบ 2 ข้อหาดังกล่าวแน่นอนพร้อมเตรียมจัดทำสำนวนสอบสวนเพื่อส่งฟ้องอย่างเร่งด่วน ขอบคุณข้อมูลจาก WATCHDOG THAILAND ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- สาวประเภทสอง ฆ่าสุนัขโยนตึก โพสต์ข้อโทษ พร้อมรับผิด สาวประเภทสอง ที่ก่อเหตุดังกล่าว ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "ขอโทษและสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไปและพร้อมรับผิดชอบกับที่เกิดขึ้นทั้งหมด หนูผิดคนเดียวผิดจริงๆ คงทำได้เพียงขอโทดและสำนึกผิดและรับผิดชอบในสิ่งที่ทำลงไปค่ะ เพราะหนูไม่สามารถย้อนเวลากับไปแก้ไขจุดนั้นได้แล้ว..ขอโทษพี่สาวประเภทสองทุกๆ คนที่หนูทำให้มีข่าวเสียหายพาดพิงไปแต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้นผิดที่หนูคนเดียว..ขอโทษทุกสิ่งอย่างจากความรู้สึกจริงๆ และพร้อมรับความผิดตามกฎหมายต่อไป" 14.36 ชาวคนรักหมาออนไลน์ จ่อนัดรวมตัวกันที่ ส.น.วังทองหลาง หลังผู้ต้องหาสาวประเภทสอง เดินทางไปให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หวั่นอาจเกิดความไม่สงบได้ หลังจากที่คดีดังกล่าว สร้างความเดือนดานให้กับคนรักสัตว์เป็นจำนวนมาก ภาพจากเฟซบุ๊คชื่อ Merika' Maken Lanes ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 13.45 หมวย โซฮอท สาวประเภทสอง เน็ตไอดอล ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา จับสุนัขโยนลงจากตึก หลังจากมีใบหน้าตัวเอง ปรากฏอยู่ในโพสต์ที่แชร์ประจานผู้ต้องหา และทำให้เกิดความเข้าใจผิด โดยระบุข้อความดังนี้ "ตื่นเช้ามาFcส่งข่าวนี้มาให้ดูเยอะมาก!คือตกใจเพราะมีรูปตัวเองอยู่ในข่าว ด้วย ขอเคลียร์ ณ ตรงนี้น่ะค่ะ!!. คนที่โยนน้องหมาลงชั้น5 ไม่ใช่หมวยน่ะค่ะ!! แต่เป็นอิกะเทยใจนรกชื่อกั้งหรือชื่อจริงชื่อแอร์เป็นคนฆ่าน้องหมาค่ะ ยอมรับน่ะค่ะว่ารู้จักกระเทยคนนี้ซึ่งเขาเป็นแค่FCแล้วมาขอถ่ายรูปด้วยซึ่ง ไม่สนิทหรือเป็นเพื่อนอะไรเลย หมวยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้นะค่ะคนที่เม้นด่าก็กรุณาเชคด้วยน่ะค่ะ ไม่ใช่สักแต่เม้นว่าหมวยเป็นคนทำ แล้วก็อย่าเหมารวมกระเทยค่ะ!! ณ ตอนนี้ ขอประนามกระเทยกั้งที่เอานามสกุลโซฮอทไปใช้และขอให้เอาภาพหน้าปกที่มีรูป หมวยกับเพื่อนออกด้วยค่ะ!! เพราะตอนนี้คนเข้าใจผิดเยอะมากว่ากูฆ่าหมา อิสารเลว มึงทำไปได้ไง ใจมึงทำด้วยอะไรกูถามสิ? แล้วคนจะมองกระเทยยังไง?! กูจะช่วยเจ้าของหมาเต็มที่ค่ะ มึงเตรียมตัวรับกับกฏหมายได้เลย!!!! อีกั้ง" ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจากผู้ใช้เฟซบุ๊คชื่อ หมวย โซฮอท ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 13.40 น.หลังจากที่เจ้าของสุนัขเคราะห์ร้าย ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดี ที่ ส.น. วังทองหลาง กับ ผู้ต้องหาสาวประเภทสอง โดยผู้ต้องหาได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า ขณะที่เข้ามาในห้อง เห็นห้องรก และน่าจะเป็นเพราะความซุกซนของสุนัข จึงจับโยนลงมาจากชั้น 5 และทำให้สุนัขเสียชีวิตในที่สุด ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- กลุ่มคนรักหมาเดือด ร้องเอาผิด สาวสวยจับสุนัขโยนจากตึกชั้น 5 ตายอนาถ วันนี้ (27 ม.ค.) สมาชิกกลุ่ม 'รักหมา' กลุ่มขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกราว 160,000 บัญชี ในสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก แชร์เรื่องราวสุดสลดใจ กรณีที่มีการอ้างว่าผู้ต้องหาหญิงสาว รูปร่างหน้าตาดีคนหนึ่ง ก่อเหตุจับสุนัขพันธุ์ชิวาวา โยนลงมาจากตึกชั้น 5 ตกลงมานอนอยู่ที่หลังคาบ้านหลังหนึ่ง สภาพขาหัก เลือดออกบริเวณกกหู และตายตาไม่หลับ ซึ่งเจ้าของระบุไว้ว่า ขณะพบครั้งแรกไม่สามารถช่วยเหลือใด ๆ ได้ ทั้งนี้เจ้าของสุนัข ได้โพสต์เรื่องราวดังกล่าวลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจติดตามเรื่องราวดังกล่าวเป็นจำนวนมาก เพราะหากเป็นเรื่องจริง ถือเป็นการทารุณกรรมสัตว์ และเป็นเรื่องที่กลุ่มคนรักสุนัขไม่อาจให้อภัยได้ ทั้งนี้ทราบต่อมาว่า ผู้ต้องหา ที่จับสุนัขเคราะห์ร้าย โยนลงมาจากชั้น 5 นั้น เป็นสาวประเภทสอง เพราะมีการแชร์ภาพบัตรประชาชน และมีคำนำหน้าว่า 'นาย' ซึ่งมีการกล่าวอ้างเรื่องราวด้วยว่า เคยมีประวัติว่าเคยฆ่าแมวมาก่อน ด้วยการใช้มีดฟัน หรือ เอาหินทุบหัว อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวขณะนี้คือได้มีการแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งระบุว่าเป็น ข้อหาทำให้เสียทรัพย์ พร้อมทั้งมีหน่วยกู้ภัยลงพื้นที่มาเก็บศพสุนัขเคราะห์ร้ายแล้ว แต่ชาวออนไลน์ พยายามเรียกร้องให้เจ้าของ แจ้งข้อหาทารุณกรรมสัตว์อีกกระทง โดยขณะนี้ ชาวออนไลน์ได้เข้ามาแสดงความเห็นที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็กล่าวประณามผู้ก่อเหตุ บ้างก็เรียกร้องให้มีการออกมาชี้แจงว่าเพราะเหตุใด สุนัขจึงไปอยู่กับผู้ก่อเหตุจนถูกจับโยนลงมาได้ บ้างตั้งคำถามว่า ทำไมเจ้าของถึงไม่พยายามช่วยสุนัขตั้งแต่ถูกจับโยนลงมาตั้งแต่แรก ส่วนเจ้าของหมา จะมีการชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าทีมข่าวจะรายงานให้ทราบต่อไป ข่าวที่เกี่ยวข้อง ริษยาแรง!หนุ่มอิจฉาหมา เอาน้ำร้อนลวก ก่อนฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยม ไขข้อสงสัย ‘ยาแมว’ คืออะไร ทำไมวัยรุ่นฮิตใช้เป็นยาเสพติด ? ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News ที่มา เฟซบุ๊คชื่อ Merika' Maken Lanes

มุมน่ารัก!! แฟมิลี่แมน เต๋า สมชาย กับสองแก้วตาดวงใจ
เต๋า สมชาย /  ข่าวบันเทิง / 

แม้จะเคยขึ้นโรงขึ้นศาล ได้ฉายาพระเอกเลือดร้อนยอดนักบู๊มาก่อน สำหรับ หนุ่มเต๋า สมชาย ที่ตอนนี้แฟนๆ ติดภาพ "ตี๋ใหญ่" นักฆ่าสุดโหดในซีรี่ส์แอ็คชั่นดราม่าฟอร์มยักษ์ "ตี๋ใหญ่ ดับ ดาว โจร" ทางช่อง MONO 29 แต่นอกจอนั้น หนุ่มเต๋า ในปัจจุบันใจเย็นขึ้นเป็นกอง กลับกลายเป็นแฟมิลี่แมนเต็มตัว เป็นสามีที่น่ารักของภรรยา ยุ้ย อัฐมาศ และเป็นคุณพ่อที่อบอุ่นอยู่ติดบ้านของลูกๆ ทั้งสองคือ น้องสมใจ และ น้องสุขใจ ไปชมภาพน่ารักของครอบครัวสุขสันต์ครอบครัวนี้กันเลยจ้าาาา!! ขอบคุณภาพจาก IG @yui_athamard ชมละครย้อนหลัง ตี๋ใหญ่ ดับ ดาว โจร ครอบครัวของ เต๋า สมชาย ครอบครัวของ เต๋า สมชาย ครอบครัวของ เต๋า สมชาย เต๋า-น้องสมใจ-น้องสุขใจ เต๋า-น้องสมใจ-น้องสุขใจ เต๋า สมชาย-ภรรยาและลูก เต๋า สมชาย-ภรรยาและลูก น้องสุขใจ-น้องสมใจ เต๋า-ยุ้ย เต๋า สมชาย ตี๋ใหญ่ดับดาวโจร

ไม่เตะก็เเล้วเเต่น๊ะ! สมศักดิ์ ยัน “ค้างคาวไฟ” พร้อมลงเเข่ง 10 ก.พ.นี้เเน่
ค้างคาวไฟ /  ดิวิชั่น 1 / 

ประธานสโมสร "ค้างคาวไฟ" ยืนยันทีมพร้อมลงเเข่งกับ นครปฐม ยูไนเต็ด ในวันที่ 10 ก.พ.นี้เเน่นอน ส่วนผลคำตัดสินของศาลปกครองเผยพร้อมปฎิปัติตาม สมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานสโมสร "ค้างคาวไฟ" สุโขทัย เอฟซี ยืนยันว่าจะพาลูกทีมไปแข่งขันฟุตบอลยามาฮ่า ลีก วัน 2015 นัดตกค้างกับ นครปฐม ยูไนเต็ด ในวันที่ 10 ก.พ.นี้ เเม้ล่าสุดทางประธานสโมสรนครปฐม ยูไนเต็ด ออกมาประกาศว่าจะไม่ลงเเข่งเกมนัดตกค้างดังกล่าวเเละพร้อมยกให้ สุโขทัย เอฟซี เลื่อนชั้นได้เลยทันที โดยบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด (ทีพีแอล) ได้มีคำสั่งตัดสินให้มีการแข่งขันกันใหม่เเบบ 90 นาที เสมอด้วยสกอร์ 0-0 และห้ามแฟนบอลเข้าชมที่สนาม เอสซีจี สเตเตียม ตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองทีให้ ทีพีแอล เป็นผู้จัดการแข่งขันได้เลย โดยนายใหญ่ทัพ “ค้างคาวไฟ” ออกมากล่าวว่า “เราอยากให้เรื่องมันจบๆกันไปด้วยการเดินทางไปแข่งขันตามคำสั่งของ ทีพีแอล เพราะตอนนี้มีเวลาไม่มากเเล้วทั้ง ไทยพรีเมียร์ลีก และดิวิชั่น 1 ก็จะเปิดฤดูกาล ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าซึ่งเราก็คงจะไม่มีอะไรขัดขืนเพราะได้เตรียมพร้อมเอาไว้ตลอด” “ในส่วนเรื่องศาลปกครอง ที่ยังค้างคาอยู่ในบางประเด็นนั้น จะมีคำสั่งตัดสินอย่างไรในภายหลังนั้น ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการของศาล ซึ่งเราพร้อมปฎิบัติตาม แต่วาระเร่งด่วนเวลานี้ก็คือนำทีมไปแข่งขันในวันที่ 10 ก.พ. นี้ก่อน”

ฮือฮา! ชาวบ้านโร่ขอขมา หลัง
ข่าวจังหวัดนครศรีธรรมราช /  งูจงอางยักษ์ / 

ฮือฮา! งูจงอางยักษ์ เลื้อยขาดใจตายข้างศาล ชาวบ้านเชื่องูเจ้าที่ โร่ทำพิธีขอขมา รายงานข่าวแจ้งว่า ที่จ.นครศรีธรรมธาช ได้เกิดเรื่องราวสุดฮือฮาขึ้น เมื่อมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งจัดทำพิธีขอขมางูจงอางยักษ์ที่นอนตายอยู่ข้างศาลเจ้าที่ ควนหินตั้ง ม.1 ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง โดยการทำพิธีขอขมางูในครั้งนี้นั้น เป็นเพราะชาวบ้านหวั่นเกรงว่าจะเกิดเหตุเภทภัยในหมูบ้าน หลังมีคนขับรถทับงูตัวดังกล่าว ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นงูเจ้าที่ เป็นงูเทพเจ้า เนื่องจากมันมีตัวใหญ่กว่างูพิษทั่วไป ส่วนพิธีขอขมานั้น ชาวบ้านได้มีการจุดธูปเทียนกราบไหว้ และกล่าวว่า ลูกหลานขออภัย ไม่ว่ารถคันหนึ่งคันใดที่ชนท่านจนเสียชีวิตในครั้งนี้ ขอให้ท่านอย่าถือโทษโกรธแค้นลูกหลานในพื้นที่ เนื่องจากไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้ท่านเสียชีวิต หากวิญญาณท่านยังอยู่ เราลูกหลานจะสร้างศาลให้ จากนั้นชาวบ้านได้เรี่ยไรเงินกันเพื่อก่อสร้างศาลเจ้าให้กับงูจงอางตัวดังกล่าวตามความเชื่อ สำหรับงูจงอางยักษ์ดังกล่าว ชาวบ้านในพื้นที่เรียกว่า "งูบองหลา" หรืองูเจ้าที่เจ้าทาง เป็นบริวารของพญานาค เมื่อเจอที่ไหนชาวบ้านจะหลบหลีกไม่ทำร้ายหรือทำอันตรายงูชนิดนี้ เพราะหากทำอะไรลงไปแล้ว ครอบครัวจะมีอันเป็นไป หรือประสบเหตุและภัยต่างๆ ซึ่งความเชื่อนี้มีมาแต่โบราณ ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

คดีรื้อบาร์เบียร์ /  ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ / 

คำกล่าวของนาย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนเข้าฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีรื้อบาร์เบียร์กับพวกย่านสุขุมวิท เมื่อปี 2546 โดยศาลพิพากษาแก้จำคุก นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ กับพวกคนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา “ผมอยากเป็นตัวอย่างให้ปชช.-นักการเมืองว่า ผมได้สู้คดีถึงที่สุด น้อมรับคำตัดสิน ไม่คิดหนีไปไหน  หากติดคุก ขอใช้ชีวิตในคุก ไม่ขออภัยโทษ” ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

น่าชื่นชม! เศรษฐีใจบุญเมืองอุดรฯ แจก 'อั่งเปา' ให้คนยากไร้
ข่าวอุดรธานี /  อั่งเปา / 

เศรษฐีใจบุญเจ้าของโรงแรม และโรงงานน้ำตาล เมืองอุดรฯ ตั้งโต๊ะแจก 'อั่งเปา' ตรุษจีนให้คนยากไร้ ที่บ้านสำลีเงิน ซึ่งเป็นบ้านของ นายปรีชา ชัยรัตน์ หรือ เสี่ยปรีชา ประธานที่ปรึกษาศาลเจ้าปู่ย่าอุดรธานีตลอดชีพ เจ้าของโรงแรมบ้านเชียง และโรงงานน้ำตาล ใน จ.อุดรธานี รวมถึง นายประชา ชัยรัตน์ ประธานศาลเจ้าปู่ย่า อุดรธานีสมัยที่ 66 และ นายธาดา ชัยรัตน์ ได้ถือโอกาสช่วงเทศกาลตรุษจีน เปิดบ้านแจกอั่งเปาให้กับคนชราและผู้ยากไร้ที่หาเช้ากินค่ำในพื้นที่ โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งมีชาวบ้านมาเข้าแถวเพื่อรอรับอั่งเปาเป็นจำนวนมาก โดยมีเจ้าหน้าที่มาช่วยดูแลความสะดวก ทั้งนี้ นายปรีชา เปิดเผยว่า ได้ทำการแจกอั่งเปาแบบนี้มามากกว่า 21 ปีแล้ว โดยใส่เงินซองละ 200 บาท ซึ่งถือเป็นการทำบุญให้กับคนยากจนที่หาเช้ากินค่ำ ซึ่งปีนี้เตรียมเงินไว้กว่า 3 ล้านบาท โดยมีชาวบ้านมารับอั่งเปาประมาณ 5,000 - 6,000 คน ซึ่งถ้ามีคนมาอีกก็จะแจกเพิ่มอีก เพราะรู้สึกสุขใจที่ได้ช่วยเหลือคนยากจน ขอบคุณ  INN MThai News

ฟัง 'มีชัย' แจงรายละเอียด 'ร่างรธน.' ต่อที่ประชุม 3 ฝ่าย
ข่าวการเมือง /  มีชัย ฤชุพันธุ์ / 

ประธาน กรธ. ชี้แจง ร่างรัฐธรรมนูญ 3 ฝ่าย ย้ำ เลือกตั้งใบเดียว มุ่งแก้ปัญหาทุจริต ปัด เปิดช่องนายกรัฐมนตรีคนนอก นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้น ต่อที่ประชุม 3 ฝ่าย ระหว่าง กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป โดยยืนยัน แม้ กรธ. จะทำงานโดยอิสระ แต่ก็ยึดตามกรอบในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 เพื่อแก้วิกฤติบ้านเมือง ปราศจากปัญหาทุจริต จึงวางกลไกขจัดปัญหาในอดีตและปิดช่องว่างนี้ ทั้งนี้ พบว่าปัญหาในประเทศมี 3 ปัจจัยหลัก คือ เกิดการทุจริต การขาดวินัย และขาดการบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้น การร่างรัฐธรรมนูญ จึงมุ่งแก้ใน 3 ประเด็น พร้อมย้ำระบบการเลือกตั้งโดยใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ประชาชนจะมีกำลังใจออกมาใช้เสียง และทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมาย ขณะเดียวกัน นายมีชัย กล่าวถึงกรณีกระแสวิจารณ์ว่า กรธ. เปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอกได้นั้น ขอชี้แจงว่า เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่จะคัดสรรบุคคลที่มีความเหมาะสมเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี โดยพรรคการเมืองสามารถ กำหนดข้อบังคับของพรรคได้เองว่า คนที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องเป็น ส.ส. ด้วยหรือไม่ นายมีชัย ยังกล่าวถึงเรื่องสิทธิ์ของประชาชน กรธ. เขียนให้ชัดเจนตามหลักสากล คือให้คนไทยมีสิทธิ์ทั้งปวง ที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ อีกทั้งได้กำกับไว้ว่า การออกกฎหมายต่าง ๆ ของรัฐต้องคำนึงถึงสิทธิ์และเสรีภาพของประชาชนด้วย ส่วนที่หลายฝ่ายวิจารณ์ กรธ. เพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้น มองว่าไม่ได้อ่านเนื้อหาสาระของร่างอย่างแท้จริง จึงขอยืนยันว่า อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญยังเหมือนเดิม เพิ่มเติมเพียงให้อำนาจในการหาวิธีการแก้วิกฤติบ้านเมือง และให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบจริยธรรมขององค์กรอิสระเท่านั้น ขณะเดียวกัน ย้ำว่า การเขียนบทเฉพาะกาลที่เขียนอำนาจหน้าที่ของแม่น้ำ 4 สาย เพื่อให้ทำหน้าที่ได้ต่อไปในระหว่างการเปลี่ยนถ่ายอำนาจไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ได้มีสิ่งอื่นแอบแฝง และจากนี้ไป กรธ. รับฟังความเห็นทุกช่องทาง เพื่อปรับแก้ให้เป็นไปตามความเหมาะสม สนช.สปท.ซักถามกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมร่วมกัน 3 ฝ่าย ได้เปิดให้ตัวแทนสมาชิก สนช. และ สปท. ซักถามประเด็นข้อสงสัยในร่างรัฐธรรมนูญต่อกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เริ่มจาก สนช. สอบถามในประเด็นเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญที่มีการแยกหมวดศาลรัฐธรรมนูญออกจากหมวดศาลว่า มีเหตุผลอะไรในการแยกและการแยกออกมาจากหมวดศาลจะยังได้รับความคุ้มครอง การมีอิสระในการพิพากษาคดีหรือไม่ รวมทั้งการกำหนดอายุของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นการได้มาซึ่ง ส.ส. - ส.ว. ขณะที่ในส่วนของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีการตั้งประเด็นคำถามในหลากหลายประเด็น อาทิ ประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา ประเด็นเกี่ยวกับการเมืองมีข้อซักถามทั้ง กระบวนการลงคะแนนบัตรใบเดียว การนับคะแนน การแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ประเด็นนายกรัฐมนตรีคนนอก ประเด็นความผิดทางการเมือง ของ ส.ส. - ส.ว. ในการใช้งบประมาณแผ่นดิน ประเด็นสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และหลังจากนี้ กรธ. จะมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ สปท. อีกหรือไม่ ที่มา INN  ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com MThai News