ศาลฏีกา

ศาลตัดสิน 'พ่อเอ็กซ์-หมอนิ่ม' จัดการมรดกร่วมกัน200ล้าน
ข่าวยิงเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ /  จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม / 

ศาลตัดสิน 'พ่อเอ็กซ์-หมอนิ่ม' จัดการมรดกร่วมกัน200ล้าน วันนี้(3ธ.ค.) มีรายงานข่าวว่าศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้พิพากษาตัดสิน กรณีที่นายมานพ พณิชย์ผาติกรรม บิดาของเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ อดีตนักแม่นปืนทีมชาติที่เสียชีวิตจากการฆาตกรรมเมื่อปีที่แล้ว บิดาได้ยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกของลูกชาย มูลค่ากว่า200ล้านบาท แต่หมอนิ่ม พญ.นิธิวดี ภู่เจริญยศ  ภรรยาของเอ็กซ์ยื่นคัดค้าน โดยล่าสุดศาลได้พิจารณาตัดสินให้ทั้ง2ฝ่ายเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน เนื่องจากทั้งสองเป็นบิดาโดยธรรมและอีกฝ่ายเป็นมารดาที่ให้กำเนิดทายาทโดยธรรมของเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ อีกทั้งทรัพย์สินเป็นของที่ทั้ง2ฝ่ายร่วมกันหามาได้ ซึ่งขณะนี้ศาลยังถือว่าหมอนิ่มเป็นผู้บริสุทธิ์ เนื่องจากคดีจ้างวานฆ่ายังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาลจังหวัดมีนบุรี ทั้งนี้หลังจากศาลมีคำตัดสินดังกล่าว นายมานพ บิดาของเอ็กซ์จักรกฤษณ์ เตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อไป โดยเผยว่าต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุดเพื่อมอบทรัพย์สินทั้งหมดให้หลานทั้ง2คน ตอนนี้หมอนิ่มไม่ยอมให้ตนและภรรยาซึ่งเป็นย่า พบหน้าหลาน รวมทั้งใช้กิริยาวาจารุนแรงต่อว่าตนกับภรรยาด้วย MThai News

ช่วงเวลาแห่งสุข ครม. ไฟเขียวขึ้นเงินเดือนข้าราชการ
ข่าววันนี้ /  คณะรัฐมนตรี / 

ครม.มีมติปรับค่าตอบแทนพนักงานราชการ ครอบคลุมจ้าหน้าที่ของรัฐ 1.98 ล้านคน  ให้มีผลย้อนหลัง 1 ต.ค. 57 และ 1ธ.ค. 57 การประชุมคณะรัฐมนตรี วานนี้ (9ธ.ค.57) ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้มีการปรับค่าตอบแทนพนักงานราชการ ตามที่คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ สำนักงาน กพ. เสนอ โดยมีรายละเอียดดังนี้ (1) การปรับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว ให้พนักงานราชการที่ได้รับการจ้างวุฒิการศึกษา ระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ที่มีค่าตอบแทนไม่ถึง 13,285 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเดือนละ 2,000 บาท แต่เมื่อรวมกับค่าตอบแทนแล้ว ต้องไม่เกินเดือนละ 13,285 บาท และกรณีที่รวมกันแล้ว มีค่าตอบแทนไม่ถึง 10,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากค่าตอบแทนอีกจนถึง เดือนละ 10,000 บาท โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2557 (2) ให้พนักงานราชการกลุ่มงานบริการ กลุ่มงานเทคนิคทั่วไป กลุ่มงานบริหารทั่วไป และกลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มร้อยละ 4 โดยให้มีผลใช้บังคับ 1 ธันวาคม 2557 (3) ปรับเพดานบัญชีค่าตอบแทนขั้นสูง กลุ่มงานบริการ กลุ่มงานเทคนิคทั่วไป กลุ่มงานบริหารทั่วไป และกลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ ร้อยละ 4 และให้มีผลใช้บังคับวันเดียวกับการปรับเพิ่มเพดานเงินเดือนขั้นสูงของข้าราชการพลเรือนสามัญ สาระสำคัญของเรื่อง เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล และแนวทางการยกระดับรายได้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐชั้นผู้น้อยโดยรวมตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบ และหลักการกำหนดค่าตอบแทนของพนักงานราชการ ฝ่ายเลขานุการจึงได้เสนอแนวทางดำเนินการ ดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ เพื่อปรับรายได้ของพนักงานราชการให้มีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงเกียรติ ศักดิ์ศรี เพื่อจะได้ปฏิบัติตนและอุทิศตัวเพื่อประโยชน์สุขของสังคม 2. หลักการ การปรับเพิ่มรายได้ของพนักงานราชการ ควรสอดคล้องกับภาวการณ์ครองชีพ ที่เพิ่มขึ้น โดยไม่สร้างภาระงบประมาณมากจนเกินควร และคำนึงถึงผลกระทบต่อต้นทุนการจ้างงานภาคเอกชน 3. แนวทางดำเนินการ (1) ปรับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว ให้พนักงานราชการที่ได้รับการจ้างวุฒิการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ที่มีค่าตอบแทนไม่ถึง 13,285 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเดือนละ 2,000 บาท แต่เมื่อรวมกับค่าตอบแทนแล้ว ต้องไม่เกินเดือนละ 13,285 บาท และกรณีที่ รวมกันแล้ว มีค่าตอบแทนไม่ถึง 10,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากค่าตอบแทนอีกจนถึงเดือนละ 10,000 บาท ประมาณการพนักงานราชการที่จะได้รับการเงินเพิ่มดังกล่าว จำนวน 35,500 คน โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2557 (2) ปรับบัญชีค่าตอบแทน (2.1) พนักงานราชการกลุ่มงานบริการ กลุ่มงานเทคนิคทั่วไป กลุ่มงานบริหารทั่วไป และกลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ จะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มร้อยละ 4 โดยให้มีผลใช้บังคับ 1 ธันวาคม 2557 โดยเทียบเคียงกับข้าราชการประเภทวิชาการระดับตำแหน่งไม่เกินระดับชำนาญการ ประมาณการพนักงานราชการที่จะได้รับค่าตอบแทนเพิ่ม จำนวน 126,200 คน (2.2) ปรับเพดานบัญชีค่าตอบแทนขั้นสูง กลุ่มงานบริการ กลุ่มงานเทคนิคทั่วไป กลุ่มงานบริหารทั่วไป และกลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ อีกร้อยละ 4 เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับค่าตอบแทน ของพนักงานราชการ เช่นเดียวกับการปรับบัญชีค่าตอบแทนของพนักงานราชการทุกครั้งที่ผ่านมา ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับวันเดียวกับการปรับเพิ่มเพดานเงินเดือนขั้นสูงของข้าราชการพลเรือนสามัญ (3) แก้ไขประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ เรื่อง ค่าตอบแทนพนักงานราชการ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... เพื่อปรับปรุงบัญชีกำหนดอัตราค่าตอบแทนของพนักงานราชการ ทั้งนี้ การปรับเงินเดือนข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ จะครอบคลุมข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทต่าง ๆ รวมประมาณ 1.98 ล้านคน ประกอบด้วย ข้าราชการพลเรือนสามัญ ข้าราชการทหาร ทหารกองประจำการ และนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ข้าราชการรัฐสภาสามัญ พนักงานราชการ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในองค์กรอิสระและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลปกครอง และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยสำนักงบประมาณได้จัดเตรียมงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแล้ว ติดตามอ่านข่าวเกี่ยวกับ “เงินเดือนข้าราชการ” ทั้งหมดได้ที่นี่ >>>> MThai News

ศาลอาญา นัดพร้อมคดี 96 พธม.ปิดสนามบินปี 51
ปิดสนามบิน /  ศาลอาญา

ศาลอาญา นัดพร้อมคดี 96 พันธมิตรปิดสนามบิน ปี 51 ขณะที่จำเลยเดินทางมาครบแล้ว ศาลอาญารัชดา นัดพร้อมคู่ความเพื่อตรวจพยานหลักฐานในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กับพวก ซึ่งเป็นแกนนำ และแนวร่วม รวม 96 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2521 จากกรณีที่จำเลยร่วมกันพาผู้ชุมนุมไปปิดล้อมสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ ระหว่าง พ.ย.- ธ.ค. 51 ซึ่งวันนี้ จำเลยทั้งหมดพร้อมด้วยทนายความ เดินทางมาศาลแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล  MThai News

นพพรผู้ต้องหาเอี่ยวคดีพงศ์พัฒน์โพสต์ขอความเป็นธรรมจากสื่อ
ข่าวล่าสุด /  ตำรวจฆ่าตัวตาย / 

นพพร ศุภพิพัฒน์ มหาเศรษฐี หมิ่นเบื้องสูง โพสต์เฟซบุ๊คชี้แจงทุกข้อกล่าวหา ลั่นตนเป็นแพะ วอนสื่อให้ความยุติธรรมในการนำเสนอข่าว  วันนี้(7ธ.ค.) ที่เฟซบุ๊คAndrew MacGregor Marshall ได้มีการโพสต์ภาพ นายนพพร ศุภพิพัฒน์ พร้อมข้อความถึงสื่อมวลชน ชี้แจงหลังตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และข้อหาเป็นผู้ใช้จ้างวานและข้อหาอื่น ๆ ซึ่งข้อความดังกล่าวระบุไว้ดังนี้ สืบเนื่องจากการมีข่าวของกระผม นพพร ศุภพิพัฒน์ เข้าไปเกี่ยวพันกับข่าวการเจรจาหนี้ ที่เป็นคดีสำคัญ และถูกกล่าวหาว่าใช้จ้างวานให้สามพี่น้องอัครพงษ์ปรีชาไปอุ้มตัวนายบัณฑิตมาเพื่อบีบให้ลดหนี้จำนวน 120 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท จนต่อมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหาต่างๆรวมถึงความผิดตาม ม 112 ความตามที่ท่านทราบแล้วนั้น ตามความเป็นจริงแล้ว กระผมคือผู้ตกเป็นเหยื่อผู้ถูกใส่ร้ายป้ายสีและขูดรีด กระผมไม่มีที่พึ่งอื่นใดนอกจากท่านสื่อมวลชนเท่านั้นที่จะให้ความยุติธรรมกับผมได้ และสื่อสารความจริงสู่สังคมและสาธารณะชน เพื่อความกระจ่างในคดีนี้ผมใคร่ขอเรียนชี้แจงอย่างไม่กลัวอิทธิพลใดๆดังนี้ 1.กระผมไม่ได้เป็นลูกหนี้นายบัณฑิต ในความเป็นจริงแล้วกระผมถูกขูดรีดจากนายบัณฑิตเสมอมา ความเดิมคือกระผมกับนายบัณฑิต และเพื่อนอีก 2 คนร่วมกันลงในทุนใน บริษัทชื่อ กริฟฟอน อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง โดยกระผมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 40% ในปี 2543 กระผมได้ยืมเงินจากบริษัทดังกล่าว โดยลงบัญชีเป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมบริษัทเป็นเงินประมาณ 17 ล้านบาท แต่ผู้ถือหุ้น 3 คน รวมทั้งบัณฑิตไม่เห็นว่าเป็นการกู้ยืมจึงไปแจ้งความดำเนินคดีกระผมในข้อหายักยอกทรัพย์ กระผมจึงได้ชำระเงินคืนบริษัทฯในรูปของการชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ของบริษัทฯ(ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน)จำนวน 8.9 ล้านบาทแทนบริษัทในปี 2547 และในปี 2555 กระผมชำระคืนบริษัทฯอีก 17 ล้านบาท โดยใด้ไปทำยอมความกันที่ศาลฎีกาในเดือนเมษายน 2555 โดยในหนังสือถอนคำร้องทุกข์ระบุชัดเจนว่าผมชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทฯจนครบถ้วนแล้ว และผู้ถือหุ้นอื่นๆต่างก็ไม่ติดใจเอาความอีกต่อไป(หลักฐานปรากฏตามสัญญาประณีประฌอมยอมความ และคำขอถอนคำร้องทุกข์ พร้อมเอกสารประกอบ เดือนเมษายน 2555 ซึ่งมีสำเนาอยู่ที่ทนายความของกระผมสองคนคือ นายวิชานนท์ วิมลสังข์ และนายพิษณุ พานิชสุข ส่วนเอกสารตัวจริงอยู่ที่ศาลฎีกาและสามารถไปคัดถ่ายได้กรณีทนายทำสูญหาย) จึงคงเหลือแต่บัณฑิตซึ่งเป็นคนเดียวที่ยังไม่ยอมถอนฟ้องกระผมในคดีนี้ ทั้งที่ได้ส่วนแบ่งจากเงิน 17 ล้านดังกล่าวไปแล้ว ดังนั้นผมจึงมิได้เป็นหนี้ใดๆกับนายบัณฑิตทั้งทางตรงและทางอ้อมตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2555 2. การขูดรีดครั้งที่ 1 นายบัณทิตเรียกร้องเงิน 100 ล้านบาทเพื่อแลกกับการถอนฟ้อง ในปี 2557 กระผมมีฐานะดีขึ้นและไม่อยากมีคดีติดตัวต่อไป กระผมจึงจึงเปิดการเจรจาโดยส่งข้อความเสนอเงิน 20 ล้านไปให้บัณฑิตเพื่อให้ถอนฟ้องในคดีที่กระผมติดหนี้บริษัท ซึ่งผมได้ชดใช้ไปหมดแล้ว แต่ไม่ได้ตอบกลับจากนายบัณทิต จนกระทั่งผมเดินทางไปติดต่อธุรกิจที่ยุโรปในวันที่ 24 พฤษภาคม ต่อมาขณะอยู่ต่างประเทศได้ทราบจากคนรู้จักว่านายบัณฑิตจะเปิดตัวเลขกลับมาที่ 100 ล้านบาท (ซึ่งคงเพราะทราบว่านิตยสารฟอร์บฉบับเดือนมิถุนายนได้ประเมินทรัพย์สินของกระผมที่ 26,000 ล้าน) แต่กระผมคิดว่าน่าจะต่อรองได้ในราคา 50-60 ล้านบาท(ซึ่งเป็นการพบกันครึ่งทาง) ในวันที่ 18 มิถุนายนขณะกระผมอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสจึงให้นายพิษณุ พานิชสุข ส่งสัญญายอมความ 2 ฉบับมาให้ทางอีเมล์ ฉบับหนึ่งระบุตัวเลขเป็นเงิน 50 ล้าน ส่วนอีกฉบับระบุ 60 ล้าน (หลักฐานตามอีเมล์อีกฉบับที่ผมส่งมาพร้อมกันนี้) จากนั้นกระผมปรินท์สัญญาทั้งสองฉบับออกมาเพื่อลงชื่อ และส่งกลับไปให้ทนายในวันเดียวกันทาง DHL (หลักฐานซอง DHL ดังกล่าวเก็บอยู่ที่นายพิษณุ) 3. นายปริญญา รักวาทิน หรือเสธ เจี๊ยบ อย่างไรก็ดีเพื่อความมั่นใจว่าเรื่องราวจะได้ข้อยุติ กระผมโทรฯทางไกลมาปรึกษากับนายปริญญา หรือเสธ เจี๊ยบ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ บ เรือด่วนเจ้าพระยาฯ (ทางทนายพิษณุเคยแนะนำให้รู้จัก) และชอบอ้างตัวสนิทสนมกับ เสธ คนดัง ว่าสามารถเชิญผู้ใหญ่ที่ทุกคนเกรงใจเข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยในเรื่องนี้ได้หรือไม่ มีค่าใช้จ่ายอย่างไร และสามารถทำให้รูปแบบการเจรจาอยู่ในกรอบของกฎหมายตามที่ทนายให้แนวทางไว้ได้หรือไม่ ซึ่งนายปริญญาก็ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าสามารถทำได้เพราะตัวเลขที่เสนอถึง 60 ล้านก็เป็นจำนวนมากพอที่น่าจะทำให้นายบัณฑิตยอมตกลงอยู่แล้ว หากเพิ่มบุคคลที่ทุกคนเกรงใจเข้ามาเป็นคนกลางบัณฑิตย่อมไม่กล้าเรียกร้องแบบไร้เหตุผล ที่กระผมต้องพึ่งผู้ใหญ่ในการเจรจาไกล่เกลี่ยครั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะนายบัณทิตเป็นลูกชายของผู้มีอิทธิพลภาคใต้ซึ่งทราบกันดีว่าร่ำรวยจากการค้าของเถื่อน 3. ผมไม่เคยรู้จัก หรือได้ยินชื่อสามพี่น้องอัครพงษ์ปรีชาก่อนเกิดเหตุการณ์วันที่ 23 มิถุนายน ทางนายปริญญาหรือนายเจี๊ยบแจ้งว่าผู้ใหญ่เรียกค่าดำเนินการ 30 ล้าน ผมจึงตกลงและจ่ายล่วงหน้าเป็นเงิน 5 ล้าน ส่วนอีก 25 จะจ่ายเมื่อมีการตกลงยอมความกันที่ศาล โดยจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขคือต้องให้คู่เจรจาคือนาบัณฑิตยอมความโดยสมัครใจหรือเกรงใจเท่านั้น หากไม่สำเร็จกระผมก็จะนำเงิน 25 ล้านนี้ไปเพิ่มยอดให้นายบัณฑิตรวมเป็น 85 ล้านแทน เพื่อให้คดียุติ ผมเชื่อมาโดยตลอดว่า เสธ เจี๊ยบจะไปเชิญ เสธ คนดังซึ่งจะไกล่เกลี่ยแบบผู้ใหญ่มาเป็นคนกลาง แต่ปรากฎข้อเท็จจริงในวันที่ 23 มิถุนายนว่านายปริญญาไปว่าจ้างสามพี่น้องอัครพงษ์ปรีชามากระทำการอุกอาจ และไปบังคับให้บัณฑิตรับเงินแค่ 20 ล้าน ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ ผิดจำนวนเงิน และเงื่อนไขที่ผมให้ไว้อย่างสิ้นเชิง 4. ผมถูกขูดรีดครั้งที่ 2 เพิ่มเป็น 150 ล้าน หลังเกิดเหตุดังกล่าวย่อมเป็นที่แน่นอนว่าบัณฑิตไม่พอใจอย่างมากนายบัณทิตจึงเพิ่มตัวเลขไปเป็น 150 ล้าน ผมเรียนตรงๆว่าขณะนั้นเข็ดและหดหู่กับเรื่องนี้อย่างเต็มที่แล้ว จึงแจ้งว่ายินดีจะจบที่ 120 ล้าน โดยจ่ายทันที 80 ล้าน และตีเป็นเช็คล่วงหน้าอีก 40 ล้าน บัณฑิตตกลงโดยมาทำสัญญายอมความที่ศาลในวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา (หลักฐานปรากฏตามสัญญาประณีประฌอมยอมความ และคำขอถอนคำร้องทุกข์ลงวันที่ 10 กรกฎาคม พร้อมหลักฐานการจ่ายเงิน สำเนาอยู่ที่ทนายความของกระผมสองคนคือ นายวิชานนท์ วิมลสังข์ และนายพิษณุ พานิชสุข ส่วนเอกสารตัวจริงอยู่ที่ศาลฎีกาและสามารถไปคัดถ่ายได้กรณีทนายทำสูญหาย) โดยขณะไปยอมความที่ศาลกระผมก็ยังอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสโดยเดินกลับกรุงเทพประมาณวันที่ 20 กรกฎาคม 5. ถูกนายเจี๊ยบหรือ นายปริญญาขูดรีดอีก 25 ล้านบาท ต่อมานายปริญญากลับมาขอเงิน 25 ล้านกับผมอีก ผมตอบไปว่านายปริญญาไปทำเสียหายจนผมต้องจ่ายเงินเกินกว่าที่ควรแล้วยังจะมาขอเงิน 25 ล้านอีกหรือ นายปริญญาเพียงตอบสั้นๆว่าอยากมีเรื่องกับ…(หมายถึงสามพี่น้องฯ)หรือ ผมกลัวจะไม่ปลอดภัยเลยต้องให้เงิน 25 ล้านไป โดยนัดให้มารับเงินสดที่สำนักงานใหญ่บริษัท WEH ช่วงสิ้นเดือนกรกฎาที่ผ่านมา 6. ตำรวจ สน.วัดพระยาไกรปิดบังหลักฐานและจงใจให้ผมตกเป็นเหยื่อ พนักงานสอบสวน สน. วัดพระยาไกรที่รู้จักกับนายปริญญา ชื่อผู้กองอรุณได้ติดต่อผ่านทนายพิษณุให้กระผมเข้ามาให้ปากคำ ผมจึงได้เข้าไปให้ปากคำเมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยได้มีบันทึกข้อความการให้ปากคำไว้เป็นหลักฐาน แต่ยังไม่สมบูรณ์เนื่องจากในตอนท้ายพนักงานสอบสวนชื่อสารวัตรชูศักดิ์ถามผมว่ารู้จัก 'เจี๊ยบ'หรือไม่ ผมเห็นว่าทั้งทนาย และพนักงานสอบสวนคือผู้กองอรุณที่ร่วมสอบสวนอยู่ด้วยเป็นเพื่อนกับนายปริญญา จึงรู้สึกไม่กล้าพูดอะไรมาก แต่ยืนยันว่าจะกลับมาให้การเพิ่ม จนวันรุ่งขึ้น(วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน) ผมโทรศัพท์หาสารวัตรชูศักดิ์เพื่อขอนัดเข้ามาให้ปากคำเพิ่มเติม และนำหลักฐานต่างๆไปส่ง แต่ได้รับการบ่ายเบี่ยง และแจ้งกับกระผมว่ารู้แล้วว่าเจี๊ยบคือใครไม่ต้องมาหรอก ผมเห็นเป็นพิรุธ ประกอบกับมีการประโคมข่าวเรื่องลดหนี้(ทั้งๆที่ทางตำรวจก็มีเอกสารสำเนาการยอมความที่ศาลข้างต้นทั้งสองชุดเป็นหลักฐาน) ผมเกรงว่าคงไม่ได้ประกันตัวและถูกปิดปากในเรือนจำจึงมีจำเป็นต้องหลบหนีออกนอกประเทศมาตั้งหลักเพื่อทำหนังสือฉบับนี้เพื่อแถลงข้อเท็จจริงให้สื่อมวลชนได้รับทราบในสิ่งที่เกิดขึ้น ผมจึงใคร่ขอเรียนแจ้งให้ทราบจากปากคำของผมเอง และขอขอบพระคุณท่านบรรณาธิการข่าวและสื่อมวลชนหากจะกรุณาให้ความยุติธรรมนำเสนอข่าว และร่วมต่อสู้กับกระบวนการอยุติธรรมที่ทำให้บุคคลผู้บริสุทธิ์ตกเป็นแพะ และเป็นเหยื่อคนแล้วคนเล่า MThai News

จะเป็นยังไง ถ้าซานตาถูกนำมาสร้างเป็นเรื่องสยองขวัญ
10 อันดับ /  คริสต์มาส / 

เมื่อเข้าสู่หน้าหนาว บรรยากาศดีๆ แบบนี้ หลายคนก็นึกถึง วันคริสต์มาส กันแน่นอน ^^ มีเทศกาล กิจกรรม วันคริสต์มาสจัดขึ้นในหลายๆ ที่ .. เพื่อนๆ ก็คงจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า เมื่อนึกถึงวันคริสต์มาสก็จะนึกถึงตัวละคร ซานต้า, กวางเรนเดียร์, ตุ๊กตาหิมะ เป็นต้น ที่มีแต่ความน่ารัก สดใส แต่ถ้าตัวละครทั้งหลายนี้ถูกนำมาสร้างเป็นเรื่องสยองขวัญหล่ะ .. เอาวันแห่งความสุขของครอบครัวมาใส่ลงในหนัง และให้ซานตามาเป็นฆาตกรต่อเนื่องไล่ฆ่าคน จะน่ากลัวจนาดไหน? ตามทีนเอ็มไทยมาดู จะเป็นยังไง ถ้าซานตาถูกนำมาสร้างเป็นเรื่องสยองขวัญ กันเลยดีกว่า !! จะเป็นยังไง ถ้าซานตาถูกนำมาสร้างเป็นเรื่องสยองขวัญ หนังแนวเชือด! ถือเป็นภาพยนตร์ที่ผู้คนชอบดูกันมากที่สุดแนวหนึ่ง มีดคมๆ ถูกเชือด เลือดออก เลือดไหลปรี๊ดๆๆๆ แบบนี้จึงถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เยอะมากพอสมควรเลยทีเดียว รวมถึงหนังแนวนี้ก็ชอบนำบุคคลหรือตัวการ์ตูนในตำนานของแต่ละที่มาทำให้ดูน่ากลัว สยองขวัญ ทิ้งภาพลักษณ์เดิมที่ดูน่ารัก ใสๆ และหนังแนวเชือดแบบนี้หลายคนจะเรียกกันว่า "slasher"  "slasher" หนังแนว ผู้ร้ายของเราในหนังมักจะเป็นคนโรคจิต ที่ชอบฆ่าคนโดยไม่มีเหตุผล ฝรั่งเค้าเรียกกันว่า serial killer แต่วิธีฆ่านั้น ฆาตกรต้องฆ่าโดยใช้ของมีคมเป็นหลัก ไม่มีการใช้ยาพิษ หรือยาดมยาหมองใดๆ ทั้งสิ้น และต้องสยดสยอง จะให้เหยื่อตายสบายไม่ได้  เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ หนังมันคงขายไม่ได้แน่ๆ อีกทั้งหนังพวกนี้ไม่เน้นพล็อตเนื้อเรื่องเข้มข้นเท่าไหร่ ส่วนมากออกมาแนวๆ ซ้ำๆ ซาก จำพวกวัยรุ่นไปดื่มกินในป่าแล้วไปเจอฆาตกรจำพวกนี้ และคนที่รอดมักเป็นสาวที่สวยที่สุดในกลุ่ม ฯลฯ แล้วจะเป็นอย่างไรถ้า ซานตาตำนานคริสต์มาส ที่ถูกนำมาสร้างเป็นเรื่องสยองขวัญ คงสยองอยู่ไม่น้อยเลยนะ >,<  10. To All A Good Night (1980) โรงเรียนหญิง Calvin Finishing ได้จัดงานวันคริสต์มาสขึ้น นักเรียนหลายๆ คนวางแผนกันเกี่ยวกับงานปาร์ตี้ครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึงงานคริสต์มาสในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน จนกระทั้งมีฆาตกรต่อเนื่องลึกลับคนหนึ่งมามาเป็นแขกไม่ได้รับเชิญด้วย ทำให้งานที่สนุกเหล่านี้กลายเป็นงานเลี้ยงแห่งความตายในบัดดล 9. Silent Night, Bloody Night (1974) ชื่อไทยกลาง 'คืนเงียบเปื้อนเลือด" เรื่องราวเกี่ยวกับผีและคืนวันคริสต์มาส ที่เกิดมีฆาตกรสังหารคนในคฤหาสน์ บรรยากาศนี้มืดสุดๆ จนไม่เชื่อว่าเป็นวันคริสต์มาส 8. Don't Open 'Till Christmas (1984) ฆาตกรโรคจิตที่ออกมาไล่ล่าฆ่าคนที่แต่งตัวเป็นซานตา ในกรุงลอนดอน หนังโหดพอสมควร  7. Jack Frost (1996) หนังนี้มีชื่อไทยว่า "อาถรรพ์ตุ๊กตามัจจุราช" กำกับโดย Michael Cooney เป็นหนังสยองทุนต่ำ(โ-ค-ร-ต) แต่คราวนี้ปีศาจในเรื่องไม่ใช่ซานตา แต่กลับกลายเป็นตุ๊กตาหิมะนั้นเอง แถมตุ๊ดกตาหิมะนั้นพูดตรงๆ เลยไม่น่ากลัวสักนิด ยิ้มร่าเชียว อ้วนปุ๊กลุกจนไม่น่าเชื่อว่ามันสามารถฆ่าคนได้ ทำไมมันไม่เอาไฟหรือเครื่องพ่นไฟพ่นใส่มันเลยฟ่ะจะได้จบๆ (ในหนังพยายามทำแล้ว แต่มันตายยากจริงๆ พับผ่า) เนื้อเรื่องก็เหมือนกับเรื่องแค้นฝังหุ่นเลย (พล็อตโหลอีกต่างหาก) เป็นเรื่องราวของฆาตกรโหดโรคจิตต่อเนื่องนาม แจ๊ค ฟรอสท์ และก็ตายเพราะเหตุการณ์บางอย่าง แต่วิญญาณเขาไม่ยอมผุดไม่ยอมเกิด มันเลยหาที่สิงสถิต แต่ไม่รู้อีท่าไหนพี่แกไปสิงตุ๊กตาหิมะ แล้วก็ไล่ฆ่าคนในวันคริสต์มาสอีก(มันสิงโดยไม่คิดเลยเรอะว่าเมื่อถึงฤดูร้อนตูจะอยู่ยังไง) ส่วนตัวหนังจงใจเป็นหนังสยองขวัญครับ แต่เพราะพล็อตออกติ๊งต๊องเลยไม่สยองซะเลยนี้ ใบปิดภาพยนตร์ Jack Frost (1996) อย่าเชื่อใบปิด เพราะตุ๊กตาหิมะในเรื่องไม่มีฟันหรือทำตาสยองเลย >,< 6. Santa Claws (1996) ชื่อไทยว่า ซานตามาสับ (คู่แข่งสิงหาสับ) หนังกำกับโดย John A. Russo เป็นเรื่องราวของราเวน ดาราภาพยนตร์สยองที่พบว่าชีวิตจริงของเธอนั้นสยองยิ่งกว่าหนังที่เธอเล่นอีก เมื่อเวยน์ หนุ่มเพื่อนบ้านโรคจิตเกิดหลงใหลเธออย่างหนัก จนหันมาเป็นสตอล์กกิ้ง ติดตามดูเธอทุกฝีก้าว รวมไปถึงสังหารทุกคนที่มีขวางทางรักระหว่างเขาและเธอด้วย สุดเด่นหนังเรื่องนี้คือเรเวลแต่งตัวเป็นซานต้า เนื่องจากอดีตของเขานั้นครอบครัวของเขาหย่าร้างแล้วมาอยู่กับแม่ และพบว่าแม่ของเขามีเพศสมัพันธ์กับชายแต่งชุดซานตาครอส(ที่ให้อย่างอื่นนอกจากของขวัญ) เขาโกรธมากเลยยิงพวกเขาทั้งคู่ และต่อมาก็มาเป็นซานตาตามล่าสวาทสาวอกโตซะเลย 5. Silent Night, Deadly Night (1984) ชื่อไทย "คริสต์มาสสยอง" กำกับโดย Charles E. Sellier Jr. เป็นหนังสยองที่ได้รับการจารึกว่าเป็นหนังที่ผู้ปกครองต่อต้านมากที่สุดถึงขนาดสมาคมผู้ปกครองและครูแห่งอเมริกาไปเดินขบวนทุกโรงภาพยนต์เพื่อให้ถอดหนังเรื่องนี้ออก ส่วนสาเหตุก็ไม่มีอะไรมาก แค่พวกผู้ปกครองขึ้นกันไปเองที่ว่าพวกเขารับไม่ได้ที่ซานตาครอสที่เป็นตัวแทนความสุขของเหล่าเด็กๆ ในวันคริสต์มาสกลับกลายเป็นฆาตกรโรคจิตอำมหิตในคืนคริสต์มาส สำหรับผมคิดเห็นเรื่องนี้ยังไงเหรอ ผมว่านะซานตามันก็แค่ตัวละครจินตนาการ ที่เกิดจากใบปิดโฆษณาโค้ก มันไม่มีลิขสิทธิ์อยู่แล้ว ใครจะเอาไปทำอะไรก็ได้ไม่มีใครว่า ไม่เหมือนตัวการ์ตูนดีย์นีย์ อีกทั้งก็ช่วยเป็นการเตือนๆ ด้วยว่าเด็กไม่ควรหลงเรื่องพวกนี้นัก เพราะมีกรณีที่ฆาตกรโรคจิตปลอมตัวซานตาฆ่าเด็กมาแล้ว ถ้าจำไม่ผิดก็เกิดในวันคริสต์มาสในปีที่แล้วนี้เอง เมื่อนายบรูซ ปาร์โด อายุ 45 ปี แต่งกายในชุดซานตาคลอสบุกงานปาร์ตี้ภรรยาเก่า ที่บ้านในซีลมาร์ เขตโควีนา ฝั่งตะวันออกของนครลอสแองเจลิส กราดยิงใส่คนที่มาร่วมงานอย่างโหดม โดยฉากสังหารหมู่เริ่มต้นเมื่อเด็กหญิงวัย 8 ขวบเปิดประตูรับเสียงเคาะประตูของนายปาร์โดที่แต่งชุดเป็นซานตาคลอสทำท่าเหมือนนำของรางวัลชิ้นใหญ่มาให้ แต่เมื่อประตูเปิดออกนายปาร์โดควักปืนพกยิงใส่ที่ใบหน้าเด็ก จากนั้นบุกเข้าไปเปิดฉากยิงใส่คนที่อยู่ในบ้านจนเป็นเหตุมีผู้สังเวยชีวิต 9 ราย ก่อนที่คนร้ายจะปาระเบิดเพลิงใส่บ้านและหลบหนีไปปลิดชีพตนเองที่บ้านพัก ก่อนหน้าก่อเหตุนายปาร์โดก่อเหตุนั้นเขาเพิ่งตกงาน ทั้งที่เคยทำรายได้ 5 ล้านบาทต่อปี หย่าเมีย และสุดท้ายคือสูญเสียซาโก้ สุนัขสัตว์เลี้ยงตัวโปรดในการหย่าร้าง หลังศาลตัดสินให้นายปาร์โดจ่ายค่าเลี้ยงดูภรรยาเก่าเดือนละ 60,000 กว่าบาท พร้อมค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูเพียบตามมา จึงมี่น่าแปลกอะไรที่จะทำให้เขาเครียดและก่อเหตุดังกล่าว กลับมาที่ตัวหนังต่อ หนังเล่าถึงชีวิตของชายคนหนึ่งซึ่งมีอดีตประสบการณ์ที่เลวร้ายเกี่ยวกับซานตา ประมาณว่าเขาได้รับการสั่งสอนผิดๆ ว่าซานตาจะออกมาลงโทษเด็กที่ไม่ดีถึงตาย และพอดีในช่วงคริสต์มาสนี้เกิดมีคนร้านสวมชุดซานตาโผล่มาฆ่าพ่อแม่เขาพอดีเลย ทำให้เด็กชายคิดว่าซานตาคือตุลาการทมิฬที่มาจัดการพวกคนไม่ดีในวันคริสต์มาส ต่อมาเด็กน้อยก็กำพร้าถูกโบสถ์รับเลี้ยง แล้วโดนสั่งสอนแบบผิดๆ ตามมาอีกระลอก โดยบอกว่าการมีเซ็กต์เป็นบาปต้องลงโทษด้วยความตาย จนในที่สุดเด็กน้อยก็เป็นเด็กเก็บกดและกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องในชุดซานตาที่มาลงโทษคนที่ผิด ใครมีเซ็กต์ ตรูจะฆ่าให้หมด  แน่นอนหนังนี้ไม่เหมาะให้เด็กดูอย่างยิ่ง มีทั้งเลือดและความรุนแรง ฉากที่ว่าก็เพียบ แต่ก็มีสารถนิดๆ ตรงที่การเลี้ยงดูลูกเหมือนกัน และตัวหนังทำมาถึง 5 ภาค 4.  Santa's Slay (2005) ชื่อไทยว่า "ซานตามาเป็นซาตาน" กำกับโดย David Steiman จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อซานตาครอสที่ใจดีกลายมาเป็นนักมวยปล้ำและฆาตกรใจโหดที่แจกจ่ายความตายแทนของขวัญวันครอสต์มาสต์ โดยซานตาครอสนำแสดงโดยบิล โกลด์เบิร์ก  นักมวยปล้ำ WWE แทนที่จะปล้ำคนหันมาฆ่าคนแทน แทมพล็อตก็ผูกซะอย่างกับแฟนตาซีเจ็ดสีทีวีเพื่อคุณอีก เมื่อความจริง(ในหนัง)เปิดเผยว่า แท้จริงแล้วซานตาเป็นบุตรของซาตานที่แพ้พนันกับเทวดาเมื่อ 1000 ปีก่อน เลยโดนบังคับให้เป็นคุณลุงใจดีแจกของขวัญแก่เหล่าเด็กๆ ทั่วโลก และเมื่อครบ 1000 ปีที่หมดสัญญา ซานตาเลยกลายมาเป็นซาตานและหันมาแจกความตายแก่เด็กๆ วัยรุ่น ตามรายชื่อเด็กดี.......(เด็กชั่วรอดสิเนี้ย เหอๆ) ส่วนตัวหนังก็ออกแนวตลกร้ายๆ ครับ แบบว่าซานต้าแตะหมา ซานต้าใช้ท่ามวยปล้ำ(ฟรีคิก) เป็นต้น ทั้งฮ่าทั้งสยอง 3. Gremlins (1984) ชื่อไทยว่า "เกรนลินส์ ปีศาจซน" กำกับโดย Joe Dante เป็นหนังที่สนุกมาก แถมเนื้อหานี้ไม่ตกยุคแต่อย่างใด เป็นเรื่องราววันคริสต์มาสที่พ่อคนหนึ่งกำลังเลือกหาซื้อของขวัญมาให้ลูกชาย จนกระทั้งเขามาเจอของแปลกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า ม็อกไกว ที่น่ารัก ขนปุย เห็นแล้วน่าจะไปคั่ว...เอ้ย...จะเอากลับบ้าน แต่เจ้าของร้านก็เตือนพ่อคนนี้ว่า ถ้าจะเลี้ยงมันต้องทำตามกฎ 3 ข้อ คือ ห้ามให้โดนแสง เพราะแสงแดด จะฆ่ามันได้(แวมไพร์เรอะ!!), ห้ามให้มันโดนน้ำเด็ดขาด ถ้าโดนน้ำมันจะแยกตัวออกเป็นหลายๆ ตัว และห้ามให้อาหารมันหลังเที่ยงคืน ถ้าให้มันกลายร่างเป็นเกรมลินส์ (ชื่อของสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งที่ว่ากันว่า มีอยู่จริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มันจะก่อกวนและทำลายข้าวของทุกชนิด รวมไปถึงเครื่องบิน) และเจ้าลูกชายตัวดีนี้ดันละเมิดกฎทุกข้อ จนฝูงเกรมลินส์ฆ่าคนและก่อเรื่องวุ่นวายไปทั่ว ทำให้สองพ่อลูกต้องหาวิธีปราบมัน ส่วนตัวหนังสนุกมากครับ มีทั้งฮ่าและสยองในเวลาเดียวกันแถมโกยเงินและมีภาค 2 ตามมาอีกด้วย 2. Black Christmas (1974) ชื่อไทย "ปฏิบัติการพลิกเมืองล่าซานตา" ชื่อหนังนึกว่าหนังตลก แต่ขอโทษ หนังสยองล้วนๆ  หนังกำกับโดย Bob Clark ประมาณว่ามีคนร้ายไล่ล่าฆ่าคนในวันคริสต์มาสและแล้วมันก็มาหยุดที่หอพักหญิงที่นางเอกอยู่ เรื่องราวสยองก็ตามมา......ส่วนตัวหนังนี้ไม่เน้นเลือดสาด เน้นกินบรรยากาศ(เน้นความมืดจนแทบมองไม่เห็น)  1. Christmas Evil (aka: You'd Better Watch Out, 1980) กำกับโดย Lewis Jackson หนังนี้เป็นเหตุผลดีที่สุดสำหรับคนที่ต้องการหาความน่ากลัวในวันคริสต์มาส เพื่อว่าโหดที่สุดแล้วในหนังจำนวนทั้งหมดที่นำมาให้ดู เป็นเรื่องราวของเด็กชายที่มีบาดแผลทางใจเกี่ยวกับครอบครัว เนื่องจากในวันคริสต์มาสเขาโดนลงโทษโดยพ่อเลี้ยงที่แต่งเป็นซานตา (หรือพ่อจริงก็ไม่รู้อ่านไม่ออกแต่ที่โดนลงโทษเพราะเขาไปเห็นซานตาเล่นกับแม่) และเมื่อโตขึ้นก็ทำงานในบริษัทของเล่น และเขาก็เห็นเด็กซนที่ไม่ชอบของขวัญ เขาเลยต้องแปรงร่างเป็นซานตาสั่งสอนเหล่าเด็ก(และผู้ใหญ่)พวกนี้จนลืมวันคริสต์มาสไม่ลง ขอบคุณข้อมูล listverse.com/2007/12/17/top-10-christmas-horror-movies/,  maintenanc.blogspot.com/2011/03/slasher-serial-killer-httplistverse.html

อย่างนี้ก็มีด้วย! ผัวขี้หึงติดคุก แจ้งตำรวจตามจับเมียค้ายา
ข่าววันนี้ /  คุก / 

นักโทษยาเสพติดขี้หึง แจ้งตำรวจให้ตามจับเมียให้เข้าคุกด้วยกัน เหตุหวั่นถูกปันใจไปมีชายอื่น วานนี้ (17 ธ.ค. 57) เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.เมืองอุดรธานี และชุดสืบสวนพิรุณ ได้เข้าล่อซื้อยาบ้า และจับกุมตัว น.ส.เหมือนขวัญ ไชยสิทธิ์ อายุ 20 ปี ของกลาง ยาบ้าจำนวน 10 เม็ด อีกทั้งเมื่อตรวจปัสสาวะพบเป็นผลบวก โดยเจ้าตัวสารภาพ เพิ่งเสพยาบ้าไป 2 เม็ด ตำรวจจึงแจ้งข้อหา จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย และ เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)โดยผิดกฎหมาย ทั้งนี้ การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก นางวาสนา อ้มพรม อายุ 40 ปี ถูกจับกุมพร้อมยาบ้า 3 เม็ด ก่อนที่จะสาวไปถึงนายบัญชา คงแก้ว และ น.ส.เหมือนขวัญ ลูกเขยและลูกสาวของนางวาสนา จึงได้จับกุมนายบัญชา โดยศาลได้ตัดสินจำคุก 2 ปี ส่วน น.ส.เหมือนขวัญได้ย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่น แต่ยังคงค้ายาบ้าอยู่ สามีจึงได้ให้ข้อมูลเป็นเบาะแสให้กับตำรวจเพราะอยากให้จับติดคุก จะได้ไม่ไปมีสามีใหม่ สุดท้ายตำรวจจึงตามไปจับกุม ได้นอนคุกทั้งสามีและภรรยา ติดตามอ่านข่าวเกี่ยวกับ "ยาเสพติด" ทั้งหมดได้ที่นี่ >>>> ภาพจากข่าวสด MThai news

นำสำนวนคดีฆ่าหั่นศพญี่ปุ่นส่งอัยการแล้ว
คดีฆ่าหั่นศพ /  คดีฆ่าหั่นศพครูญี่ปุ่น

พงส.คดี สองสามีภรรยาฆ่าครูญี่ปุ่น นำสำนวนกว่าพันหน้าส่งอัยการแล้ว เชื่อ ส่งฟ้องศาลทันตามกำหนด พ.ต.ท.สุศรันย์ ศรีบุญเจริญชัย พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ สภ.บางเสาธง นำเอกสารส่งฟ้องสำนวนคดี กว่า 1,000 หน้า ในการส่งฟ้อง นายสมชาย แก้วบางยาง และ นางพรชนก ไชยะปะ สองสามีภรรยา ผู้ต้องหาฆ่า นายโยชิโนริ  ชิมาโตะ อายุ 79 ปี ครูสอนภาษาญี่ปุ่น มายื่นต่ออัยการที่สำนักงานอัยการ โดย นายพรศักดิ์ ศรีณรงค์ รักษาราชการแทนอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา เปิดเผยว่า ในวันนี้ทางพนักงานสอบสวนได้นำสำนวนกว่าพันหน้าในคดีมายื่น โดยเป็นการรวมสำนวนของ สภ.บางเสาธง และ สน.ห้วยขวาง เนื่องจากเป็นคดีเดียวกัน เพื่อทำการส่งฟ้องและอัยการจะนัดพนักงานสอบสวนมารับฟังว่าจะส่งฟ้องวันไหน ซึ่งหากตรวจสำนวนแล้วหากมีจุดไหนที่ไม่ชัดเจนก็จะมีการสั่งให้ทำการสอบสวนเพิ่มเติม โดยเชื่อว่าจะสามารถส่งสำนวนฟ้องทันได้ภายใน 8 ผลัดตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งขณะการฝากขังอยู่ในระยะเวลาของผลัดที่ 5 ซึ่งจะเหลือระยะเวลาอีกประมาณ 3 ผลัด หรือ 36 วัน ในการส่งฟ้อง เชื่อว่าจะส่งฟ้องได้ทันภายในระยะเวลาที่เหลือ โดยข้อหาที่พนักงานสอบสวนส่งอัยการมี 6 ข้อหา อาทิ ร่วมกันฆ่าโดยมีการไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวและซ่อนเร้นอำพรางศพ ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนการทำงานของอัยการในการพิจารณาสำนวน

เควิน คอสต์เนอร์ เป็นคุณตาใจดี ที่ขอสู้เพื่อหลาน ในตัวอย่าง Black or White
Black or White /  จิลเลียน เอสเทล / 

หวนคืนสู่ดราม่าน้ำดีอีกครั้ง หลังจากผลงานหลังๆ ไม่ค่อยเปรี้ยงสักเท่าไหร่ สำหรับนักแสดงดีกรีออสการ์อย่าง เควิน คอสต์เนอร์ ที่่ครั้งนี้จะกลับมาในภาพยนตร์ Black or White ในบทคุณตาใจดี ที่ขอสู้ตายเพื่อหลานสุดรัก โดยได้ปล่อยตัวอย่างแรกชวนอบอุ่นประทับใจ ออกมาให้ชมกันแล้ว ภาพยนตร์ Black or White ผลงานของผู้กำกับ ไมค์ บินเดอร์ บอกเล่าเรื่องราวของคุณตา (เควิน คอสต์เนอร์) ที่ต้องเลี้ยงดู เอโลอิส (จิลเลียน เอสเทล) หลานสาวลูกครึ่งสองเชื้อชาติ เพราะแม่ของเอโลอิส ได้จากไปเสียแล้ว และต่อมายายของเธอก็มาจากไปอีก คุณตาจึงต้องเลี้ยงหลานรักเพียงลำพัง จนบังเกิดเรื่อง เมื่อย่าของเด็กคนนี้ (ออคตาเวีย สเปนเซอร์) ได้ขอสิทธิ์เลี้ยงดูหลานตามกฎหมาย อันนำไปสู่คดีฟ้องร้อง และต่อสู้ในชั้นศาล และแน่นอนว่า คุณตา จะต้องทำทุกทาง เพื่อไม่ให้เสียหลานรักไปอย่างแน่นอน Black or White มีกำหนดฉายในอเมริกาวันที่ 30 ม.ค. 2015 ส่วนในไทย ก็ต้องรอลุ้นกันต่อไป ว่าจะได้ดื่มด่ำกับความอบอุ่นประทับใจของตา-หลาน ครั้งนี้หรือไม่ ----------------------------------

รวบส.จ.ราชบุรีคดีฆ่าผู้พันกระทิง-ยังภาคเสธ
ข่าวล่าสุด /  จังหวัดราชบุรี / 

รวบแล้ว ส.จ.ราชบุรี ฆ่าโหด ผู้พันกระทิง ยังให้การภาคเสธ เร่งล่าขบวนการที่เหลือต่อ พล.ต.ท. วีรพงษ์ ชื่นภักดี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7) เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงกรณี การจับกุม นายสุวัฒน์ ผลอุดม อายุ 32 ปี สมาชิกสภาจังหวัดราชบุรี ตามหมายจับของศาลจังหวัดราชบุรี คดียิง พ.ต.อ.วิฑูรย์ พรหมประวัติ (ผู้พันกระทิง) จนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่า ทางพนักงานสืบสวนมีหลักฐานหนักแน่น จนศาลอนุมัติหมายจับ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ร่วมขบวนการมากกว่านี้แน่นอน ซึ่งจะได้ขยายผลในการจับกุมต่อไป เบื้องต้น ผู้ต้องหายังให้การภาคเสธ และขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนอยู่ และผู้ต้องหาก็มีตำแหน่ง ในทางการเมืองด้วย ส่วนสาเหตุในการสังหารนั้น เป็นความลับทางสำนวนคดี ไม่สามารถเปิดเผยได้

ยิ่งยง โต้! เมียเก่าแฉ ไม่ส่งค่าเลี้ยงดูหลาน
ยิ่งยง ยอดบัวงาม /  ยิ่งยง ลูกสาว / 

กลายเป็นประเด็นเมื่อ เฟิร์น ยศยา อดีตภรรยานักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ยิ่งยง ยอดบัวงาม ออกมาร้องทุกข์กับสื่้อมวลชนว่า หลังแยกทางกันและมีลูกสาว 1 คนคือ น้ำฝน พิมพ์นารา บัวงาม ที่ตอนนี้อายุ 25 ปี ได้สามีเป็นชาวต่างชาติที่เคยมีข่าวถูกสามีทำร้ายร่างกายซึ่งไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากผู้เป็นพ่อ และลูกสาวมีลูกอีก 2 คน (ลูกติดอีก 1 คน) ในฐานะยายเลยอาสารับเลี้ยงดูหลาน แต่ล่าสุด เฟิร์น ยศยา ทราบข่าวว่า น้ำฝน ได้ไปพักอาศัยอยู่กับ ยิ่งยง แล้วจึงพยายามติดต่อขอความช่วยเหลือแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ที่ออกสื่อครั้งนี้เพราะต้องการให้ ยิ่งยง รับหลานทั้ง 3 คนไปดูแล เนื่องจากตนเองมีฐานะยากจนไม่สามารถแบกรับภาระได้อีกต่อไป ล่าสุดนักร้องดัง ยิ่งยง ยอดบัวงาม ควงลูกสาว น้ำฝน เคลียร์ทุกประเด็นในรายการ สดใหม่ ไทยแลนด์ ทางช่อง 2 เปิดใจยินดีรับหลานมาเลี้ยงดูเอง แต่ไม่ขอส่งเป็นเงินค่าเลี้ยงดูให้ ท้าอีกฝ่ายนัดรับตัวหลาน วอนอย่าสร้างข่าวเพราะแคร์ภรรยาปัจจุบัน จ่อติดต่อพ่อฝรั่งของเด็กร่วมกันรับผิดชอบ!! ยิ่งยง "จริงๆ ผมกับเค้าเลิกกันมาเป็น 20 ปีแล้วนะครับ ด้วยปัญหาที่มันต่อเนื่องคือเรื่องลูกสาว เรื่องหลาน มันพูดยากตรงนี้ คือผมไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบหลานแต่แรกด้วย และที่สำคัญคือลูกสาวเคยไปขอมาเลี้ยงแล้ว ตอนที่ผมมาเคลียร์เรื่องลูกสาวจบ ผมก็พาลูกมาอยู่ก็จะให้เค้าเอาหลานมาด้วย เพราะยังไงทางนู้นคงจะลำบากไม่ค่อยมีอะไรเลี้ยงหลาน เราก็เป็นห่วง ถ้าเกิดเอามาเลี้ยงดูแลที่นี่มันก็จะได้ไม่เดือดร้อนกัน แต่วันนึงเค้าไม่ให้หรือยังไงผมก็ไม่ทราบ เพราะให้ลูกสาวเป็นคนดำเนินเรื่องตรงนั้นทั้งหมดครับ" น้ำฝน "ตอนเข้าไปพูดคุยครั้งแรกก็ตั้งแต่ประมาณสิงหาคมปีที่แล้วค่ะ ตอนแรกหนูคุยกับทางคุณแม่ทิพย์ก่อนว่าหนูคิดถึงลูก หนูขอเอาลูกมาอยู่กับหนูได้มั้ย คุณแม่บอกเอาสิโทรไปขอเค้าเลย เดี๋ยวคุณแม่ให้คนขับรถไปรับ พอโทรไปเค้าบอกว่า กูไม่ให้ ถ้ามึงอยากได้ มึงก็มาเอาเอง มึงหาปัญญามาเอาให้ได้ เค้าพูดประมาณนี้ค่ะ หนูโทรไปหลายครั้งมาก ทั้งไม่รับสายมั่ง ให้คนอื่นรับมั่งค่ะ" ยิ่งยง "ด้วยเจตนาของลูกคือเค้าอยากได้ลูกเค้ามาเลี้ยงอยู่แล้ว แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกันไม่แน่ใจ คือจริงๆ พอจบเรื่องน้องฝน ด้วยปัญหาอะไรหลายอย่างมันประดังเข้ามาพอเคลียร์ลงตัวเราก็พาลูกสาวมาอยู่ที่บ้านมาฟื้นฟู ยอมรับว่าเค้าป่วยโดนมาเยอะที่โดนแฟนทำร้ายสลบเป็นเดือน สมองก็ไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ แต่ถ้าเอาหลานมาก็ต้องไปจ้างคนมาเลี้ยงด้วย ให้เค้าดูคนเดียวคงไม่ได้ คือสิ่งที่จะต้องจัดการเป็นอย่างยิ่งเลย ถ้าให้เค้าอยู่กับลูก ผมว่าเค้าเลี้ยงไม่ไหวหรอก เรามีเงินซับพอร์ทให้ แต่ให้เค้าดูแลเองคงไม่ได้ ต้องหาคนมาช่วย" ยิ่งยง "มันเป็นหน้าที่ของเราครับ ผมเชื่อเหลือเกินว่าด้วยจิตของตายายมันเป็นหน้าที่จริงๆ บางทีลูกหลานทำงานมีแฟนในกรุงเทพส่งหลานให้ตายายเลี้ยงอยู่บ้านนอกตั้งเยอะแยะ แล้วเราช่วยคนมาเยอะซึ่งบางทีเราไม่รู้จักเค้า เราสงสารเค้าเลยช่วย แล้วทำไมสายเลือดเราจะช่วยไม่ได้" ยิ่งยง "กับอดีตภรรยาผมไม่คุยครับ ผมไม่คุยกับเค้าเพราะมันไม่ต้องคุยแล้ว มันจบกันไป 20 ปีแล้ว จะคุยอะไรก็ต้องผ่านคนอื่น ผมก็แคร์เมียผมด้วยไง แฟนเราทำทุกอย่าง เหนื่อยทุกอย่าง เค้ารับทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้องฝนซึ่งจบไปหมาดๆ ตอนนี้มามีเรื่องหลานอีกแล้ว ถ้าเป็นผมผมก็ไม่ไหวนะ สมมติถ้าเป็นผมแล้วภรรยามีข่าวแบบนี้อยู่เรื่อยๆ เราก็ไม่ไหวเหมือนกัน หลานเป็นหลานของผม ไม่ใช่หลานของเรา พอเรามีปัญหาจะเอาหลานมาเราก็ต้องคุยกันก่อน บางทีไม่ได้เลี้ยงแต่เด็กเราไม่รู้จิตใจของเด็กนั่นคือปัญหาที่จะตามมาในเรื่องของครอบครัว เพราะฉะนั้นเราต้องแคร์คนของเราก่อน ส่วนเรื่องหลานถ้าทางนู้นเค้าจะให้มาเราก็ยินดีอยู่แล้ว" ยิ่งยง "ตามสื่อเค้าก็บอกว่าให้เราเอาไปรับเลี้ยง ผมก็ยังไม่ชัดเจนว่ารับเลี้ยงคือยังไง ให้ส่งเงินไปให้ใช่มั้ย ตรงนี้ผมไม่เอานะ ผมไม่ส่งนะ ผมแคร์ความรู้สึกของคนที่บ้านของแฟนเรา เหมือนกับว่าเอาเงินที่ทำงานกับแฟนปัจจุบันไปส่งให้คนเก่าคือมันไม่ใช่แล้ว เค้าเองก็มีครอบครัวมีคนของเค้าไปแล้ว แต่ถ้าเค้าให้หลานมาจะให้ฝนไปรับกับคนขับรถทันทีเลย ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เราช่วยคนมาเยอะแยะ ทำไมเราจะช่วยหลานของเราไม่ได้" ยิ่งยง "ตอนเค้าออกมาเรียกร้องก็ตกใจนะ ทำไมทำข่าวบ่อยจังเลย ผมก็เหนื่อยนะ เหนื่อยที่จะต้องมาคุยกับพี่ๆ น้องๆ เราทุกคนนี่แหละ ผมก็เครียดด้วย ทำงานเยอะด้วยทำให้เราเฟลเสีย บางทีอะไรบ่อยๆ ก็รับไม่ไหว วนมาที่เดิมก้าวไม่พ้นไม่จบสักทีอยากให้มันจบ ก็บอกว่าถ้าจะให้หลานมาก็จะได้จบ ที่สำคัญผมจะต้องไปคุยกับอดีตสามีของลูกสาวว่ายูจะรับผิดชอบลูกคนไหนก็รับไป ยูเป็นพ่อต้องมีเลือดที่เป็นพ่อหน่อย ใจนักเลงหน่อย ไม่ใช่สร้างขึ้นมาคนนึงแล้วก็ทิ้งขว้าง โดยไม่คิดว่าคนที่คุณสร้างขึ้นมามันจะเป็นกรรมของเค้าของสังคม เพราะฉะนั้นคุณต้องรับผิดชอบ ผมไม่แน่ใจว่าอยู่เมืองไทยหรือเปล่า" น้ำฝน "อยู่เมืองไทยค่ะ เค้าไลน์มาหาหนูครั้งล่าสุดก็เมื่ออาทิตย์ที่แล้วค่ะ เค้าบอกว่า ซินดี้คัมแบ็กนะ กลับมาหาเค้านะ กลับมาเป็นครอบครัวอย่างนั้นอย่างนี้ หนูก็อ่านไลน์แต่ไม่ตอบค่ะ หนูยังไม่ได้คุยเรื่องลูก เค้าเป็นคนที่ซ่อนแซะเลยยังไม่อยากคุย ตอนนั้นหนูยังไม่ได้มาอยู่กับคุณพ่อ เค้าก็ส่งเสียเลี้ยงดูหนูและลูก แล้วพอหนูมาอยู่กับพ่อก็ไม่มี ทั้งทีตอนไปขึ้นศาลเค้าบอกจะให้เดือนละเท่านั้นเท่านี้ หนูก็ไม่เห็นเงินนั้นเลย ส่วนของลูกหนูไม่มั่นใจเพราะหนูไม่ได้ติดต่อทางนั้นแล้ว ตั้งแต่มาอยู่กับพ่อ หนูคิดถึงและเป็นห่วงลูก อย่างน้อยถ้าเค้ามาอยู่กับทางหนูก็มีคุณพ่อคอยซับพอร์ทให้เรียนโรงเรียนดีๆ คืออยู่ทางนั้นพูดได้เลยว่ามันไม่มีอนาคตแน่นอนค่ะ" น้ำฝน "จะคุยกับแม่เราเองอีกทีมั้ย ถ้าให้หนูคุยเองหนูไม่คุย เพราะอารมณ์หนูไม่เหมือนคนปกติ ถ้าจะคุยต้องเป็นตัวแทนหรือใครก็ได้คุย ถ้าจะให้ไปรับก็ไปรับตอนนี้เลยมั้ย จะเอายังไง ถ้าจะเอาเงินหนูก็ไม่ให้ เพราะเค้าเป็นเหมือนผู้หญิงที่ได้คืบจะเอาศอกได้ศอกจะเอาวาค่ะ ตอนนี้น้องโอลิเวียร์ 4 ขวบ โอลิเวอร์ปีหน้า 3 ขวบค่ะ" ยิ่งยง "ผมว่าตอนนี้ต้องคุยกับเลขาผมที่เคยรับสายกับเค้าต้องประสานดูว่าจะเอายังไง ถ้าให้ไปรับก็ยินดีเลยครับจะได้จบ และขอให้จบไปเลย" น้ำฝน "ขอให้เป็นข่าวสุดท้ายแล้วค่ะ" ยิ่งยง "ผมก็ไม่แน่ใจว่าเค้าจะดึงเรื่องราวให้ยืดเยื้อมั้ย ถ้าเค้าลงขนาดนี้ก็น่าจะปล่อยได้แล้วแหละ ถ้าเค้าไม่ปล่อยก็ไปถามกันเองแล้ว ทำได้แค่นี้จริงๆ เรายินดีรับผิดชอบหลานอยู่แล้วแต่ขอให้มาอยู่กับเรา ถ้าเคลียร์ไม่ได้ผมคงไม่ฟ้องหรอกครับ ไม่รู้จะฟ้องทำไม การฟ้องร้องเอาหลานหรือเอาลูก ผมว่ามันไม่ใช่ คือถ้าคุณไม่มีปัญญาเลี้ยงก็ส่งมาให้เราเลี้ยงก็จบแล้ว ไม่ต้องไปเหนื่อยฟ้อง กับทางพ่อของเด็กคือตอนนี้ผมกำลังขอรับหลานมาก่อน และอาจมีตัวแทนไปคุยกับเค้าว่ายูจะรับผิดชอบยังไงบ้าง ถ้าเกิดเค้าไม่รับผิดชอบ เราก็รับผิดชอบเพราะเป็นหน้าที่ของเรามันก็ต้องทำ แต่ด้วยคำว่าลูกผู้ชาย ยูสร้างขึ้นมายูต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ทำแล้วทิ้งแบบนี้มันไม่ใช่เหมือนเป็นการดูถูก แล้วยูเป็นฝรั่ง ฝรั่งมีความรับผิดชอบที่สุด เป็นคนเฟรนด์ลี่ที่สุด ถ้าไม่รับผิดชอบลูกถือว่ายูแย่มาก คนไทยอย่างผมนี่ต้องรับผิดชอบทั้งลูกทั้งหลาน หลานนี่เราก็ยินดี แต่ยูต้องมาช่วยด้วย ไม่ใช่โยนความรับผิดชอบ มันต้องช่วยกัน" ยิ่งยง "กับอดีตภรรยาไม่บอกอะไรครับ ข่าวแบบนี้ขอให้หยุดเถอะ อย่าออกเลยครับ มันทำให้ผมและครอบครัวผมอารมณ์เฟล เราต้องยอมรับว่าถ้าคุณเป็นทิพย์ทุกวันนี้คุณต้องไม่สบายใจไม่พอใจเหมือนกัน เพราะฉะนั้นคุณก็มีครอบครัวใหม่แล้ว ต่างคนต่างแยกทาง 20 กว่าปีแล้ว เราแยกกันดีๆ ดีกว่า ไม่ต้องมาสร้างอะไรแบบนี้อีกแล้ว ถ้าให้เอาหลานมาก็ยินดีครับ เรายินดีดูแลนี่คือขั้นตอนแรก ส่วนขั้นตอนที่ 2 คือต้องไปคุยกับพ่อเด็กว่าจะเอายังไง" น้ำฝน "หยุดเถอะค่ะ อย่าทำให้พ่อหนูเสียไปมากกว่านี้เลย ความจริงคุณพ่อไม่ใช่คนแบบนี้ ทุกคนในวงการรู้หมดว่าคุณพ่อน่ารักเป็นคนดี อย่ามาสร้างภาพลบให้คุณพ่อเลยค่ะ หยุดเถอะค่ะ" ขอบคุณภาพประกอบจากสำนักข่าว TNN24 ยิ่งยง-น้ำฝน (ลูกสาว) ยิ่งยง-น้ำฝน (ลูกสาว) ยิ่งยง-น้ำฝน (ลูกสาว) เฟิร์น อดีตภรรยา ยิ่งยง ยอดบัวงาม เฟิร์น อดีตภรรยา ยิ่งยง ยอดบัวงาม

ค้านประกัน 'ภรรยา' พ.ต.อ.โกวิทย์ หมิ่นเบื้องสูง เครือข่ายพงศ์พัฒน์
คดีพงศ์พัฒน์ /  คดีหมิ่นเบื้องสูง / 

ศาลอนุญาตฝากขังครั้งแรก "สุดาทิพย์ ม่วงนวล" ภรรยา พ.ต.อ.โกวิท หมิ่นเบื้องสูง ผู้ต้องหาเครือข่ายพงศ์พัฒน์ ตร.ค้านการประกัน หวั่นหลบหนี ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันนี้( 11 ธ.ค.) เมื่อเวลา 10.30 น. พนักงานสอบสวน สน.สามเสน ได้ตัว น.ส.สุดาทิพย์ ม่วงนวล อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2/3 ซ.ทวีวัฒนา 49 ต.ศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ ฯ ซึ่งเป็นภรรยา พ.ต.อ.โกวิทย์ ม่วงนวล อดีต ผกก.ตม.จ.สมุทรสาคร ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง มายื่นคำร้องฝากขังต่อศาลครั้งแรก คดีดำ พ.2715/2557 โดยระบุในคำร้องสรุปว่าเมื่อระหว่างปี พ.ศ.2545-23 พฤศจิกายน 2557 ต่อเนื่องกัน น.ส.สุดาทิพย์ ผู้ต้องหานี้ ได้อาศัยความเป็นพระญาติในสถาบันเบื้องสูงจัดหาอาหารน้ำพริก พร้อมเครื่องเคียง ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นลักษณะแอบอ้างเบื้องสูง หมิ่นสถาบันทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กองกิจการในพระองค์ ฯ จึงได้มอบอำนาจให้ พล.อ.ต.วีระพันธ์ ภูวจินดา ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.สามเสน ให้ ดำเนินคดี น.ส.สุดาทิพย์ ม่วงนวล ผู้ต้องหา นี้ กับพวก ทั้งนี้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2557 พนักงานสอบสวน สน.สามเสน ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหานี้ ตามหมายจับศาลอาญาที่ 2238/2557 ลงวันที่ 10 ธันวาคม 2557 คดีอาญาที่ 572/2557 ซึ่งผู้ต้องหารับว่าเป็นบุคคลเดียวกันตามหมายจับจริงพนักงานสอบสวนจึง แจ้งข้อหา ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ,83 เหตุเกิดที่แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ จึงขอฝากขังผู้ต้องหานี้ไว้เป็นเวลา 12 วันตั้งแต่วันที่ 11-22 ธันวาคมนี้ ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกัน เนื่องจากผู้ต้องหานี้ กระทำผิดอาญาร้ายแรง และมีอัตราโทษสูง หากได้รับการประกันตัวไปเกรงว่า จะหลบหนี ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้ MThai News

ไอ้เกมสู้ ! ยื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 หลังศาลสั่งประหารชีวิต
ข่าวน้องแก้ม /  คดีข่มขืนน้องแก้ม / 

จำเลยคดีข่มขืนฆ่าน้องแก้ม  ยื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 หลังศาลสั่งประหารชีวิต เมื่อวันที่ 4 พ.ย มีรายงานว่า ความคืบหน้าคดีข่มขืนฆ่าน้องแก้ม ด.ญ.วัย13ปี ที่ถูกข่มขืนบนรถไฟแล้วนำร่างทิ้งป่าละเมาะข้างทางในพื้นที่ ต.วังก์พง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนหน้านี้ศาลจังหวัดหัวหินได้พิพากษาเมื่อวันที่ 30 ก.ย.57 ที่ผ่านมา ให้ประหารชีวิต นายวันชัย หรือ เกมส์ แสงขาว จำเลยที่ 1 พนักงานปูเตียงบนรถไฟ และลงโทษจำคุก 4 ปี นายณัฐกรณ์ หรือ หนึ่ง ชำนาญ จำเลยที่ 2 พนักงานทำความสะอาดตู้รถไฟขบวนเดียวกัน ที่มีส่วนรู้เห็นสนับสนุนการกระทำผิด ล่าสุดจำเลยทั้ง2 ขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นครั้งที่ 2 อีก 30 วัน ซึ่งทางศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำร้องขอ แต่กำหนดให้จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 26 ธ.ค.นี้ ทั้งนี้นายวันชัย บุนนาค ทนายความมารดาของผู้เสียหาย เผยว่าโจทก์ร่วมในคดีนี้ ไม่ติดใจเรื่องการขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ของจำเลยทั้งสอง เพราะคดีนี้มีโทษสูง พยานเอกสารมีจำนวนมาก พยานบุคคลในคดีมีหลายปาก การจัดทำคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต้องจัดส่งให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 7 ตรวจ ทำให้จำเลยอาจขอถ่ายเอกสารต่างๆ ได้ล่าช่าไปบ้าง เชื่อว่าศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลยพินิจอย่างเหมาะสมเป็นธรรม เพื่อให้จำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีได้อย่างเป็นธรรม MThai News ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักข่าวไทย

ณัฐวุฒิ อย่างหล่อ! หนุนประกาศนิรโทษคดีการเมือง
ข่าววันนี้ /  ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ / 

ณัฐวุฒิ หนุนประกาศนิรโทษกรรมคดีการเมือง แต่เว้นแกนนำให้ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม หวังคืนความสุขประชาชนที่แท้จริง หายหน้าหายตาไปจากแวดวงการเมืองพักใหญ่ หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ายึดอำนาจการบริหารประเทศเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา สำหรับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิช และ 1 ในแกนนำกลุ่มนปช. ล่าสุดวันนี้ (12 ธ.ค. 57) ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองผ่านเฟซบุีกส่วนตัว ถึงกรณีที่นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ(กมธ.)พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 10 ได้มีการเสนอแนวคิดให้มีการนิรโทษกรรมทางการเมือง ว่า ประหยัดปากประหยัดคำเรื่องนิรโทษกรรมอยู่หลายวัน ดูอาการทำท่าจะเป็นหนังยาว ขอร่วมสนทนาด้วยครับ แนวคิดของดร.เอนกเป็นกุศลเจตนาแล้ว แต่พอโยนเข้าสนามข่าวก็มีหลากหลายความเห็น นักการเมืองบางคนถึงกับจะใช้เป็นเวทีแสดงโวหารพูดเอาหล่อไปวันๆ อย่าไปเสียเวลาขนาดนั้นเลย ผมมีข้อเสนอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.ใช้อำนาจองค์รัฎฐาธิปัตย์ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา ๔๔ ประกาศนิรโทษกรรมให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายผู้ต้องคดีความจากการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่ปี ๔๘ จนถึงวันที่ออกประกาศ แกนนำทั้งหลายไม่เกี่ยว ผิดถูกว่ากันตามกระบวนการยุติธรรม ผมเชื่อว่าไม่น่าจะมีการเคลื่อนไหวขัดขวางเพราะเท่าที่ฟังดูทุกฝ่ายก็เห็นด้วยในหลักการนิรโทษกรรมประชาชนตามแนวทางดร.เอนก ที่สำคัญคือพล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจองค์รัฎฐาธิปัตย์นิรโทษกรรมให้คณะยึดอำนาจไปแล้ว และเชื่อว่าในรัฐธรรมนูญที่จะออกมาแบบ"ตามใจแป๊ะ"ก็จะมีบทบัญญัตินิรโทษกรรมหรือรับรองการกระทำต่างๆ ของแม่น้ำ ๕ สายไว้ด้วยเหมือนมาตรา ๓๐๙ ของฉบับ ๕๐ คิดแบบบ้านๆคือ เมื่อนิรโทษกรรมคณะตนและองค์กรที่ตนตั้งขึ้นมาได้ก็น่าจะใช้อำนาจแบบเดียวกันนิรโทษกรรมประชาชนที่เขาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองได้ด้วย ผมไม่ทราบว่ารัฐธรรมนูญหรือแนวทางปฏิรูปปรองดองต่างๆมีธงไว้หรือเปล่า แต่ถ้ามีความคิดอยู่แล้วว่าถึงวันหนึ่งจะนิรโทษประชาชนก็เอาซะวันนี้เลยครับ บรรยากาศการปรองดองโดยเมตตาธรรมของผู้ถืออำนาจก็จะเกิดขึ้น อย่าไปถามกันอยู่เลยว่าวันนี้ยังมีผู้ต้องหาคดีการเมืองติดคุกอยู่อีกเท่าไหร่ ลองตั้งคำถามใหม่ว่าคนที่ต้องคดีถูกบันทึกในประวัติ หลายคนยังต้องขึ้นโรงขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ฎีกา ทุกข์กายทุกข์ใจมาหลายปีควรปลดเปลื้องพันธนาการให้เขาหรือไม่ รัฐประหาร ๒ หนนิรโทษกรรมรวดเร็วทันใจ น่าจะคืนความสุขให้ประชาชนบ้างนะครับ ติดตามอ่านข่าวเกี่ยวกับ "นิรโทษกรรม" ทั้งหมดได้ที่นี่ >>>> MThai news

พม่าจับเจ้าของผับต่างชาติโพสต์ภาพพระสงฆ์ สวมเฮดโฟนบนเฟซบุ๊ก
สวมเฮดโฟน /  โพสต์ภาพพระสงฆ์

อัยการพม่าสั่งฟ้องเจ้าของผับชาวสวิตแพร่ภาพพระสงฆ์สวมเฮดโฟนบนเฟซบุ๊กเพื่อโปรโมทร้าน สื่อต่างประเทศรายงาน ฟิลิปป์ แบล็ควู๊ด วัย 32 ปี ชาวสวิตเซอร์แลนด์ เจ้าของผับแห่งหนึ่งในเมืองย่างกุ้งของประเทศพม่า พร้อมด้วย ยัต โค โค ผู้จัดการร้านชาวเมียนมาร์ วัย 26 ปี ถูกนำตัวขึ้นศาลวันนี้ หลังถูกจับกุมในข้อหาทำความเสื่อมเสียต่อศาสนา จากการแสดงภาพพระสงฆ์สวมเฮดโฟนบนแผ่นโปสเตอร์ เพื่อโปรโมทร้านผ่านแฟนเพจบนสื่อเฟซบุ๊ก เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งการจับกุมมีขึ้นหลังถูกร้องเรียนโดยตรงจากอัยการ ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า ประชาชนกลุ่มเล็ก ๆ ในพื้นที่รวมตัวกันประท้วงเพื่อให้เพจดังกล่าวทำการลบภาพโปรโมทบนเพจดังกล่าวที่มีมานานกว่า 2 สัปดาห์ด้วย ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบกิจการผับที่ถูกนำตัวขึ้สอบสวนกล่าวแสดงความเสียใจเรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมระบุเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่เข้าใจวัฒนธรรมของชาวเมียนมาร์ดีพอ อย่างไรก็ตาม ในกรณีดังกล่าวเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุมีโทษจำคุกถึง 2 ปี

ศาลไม่รับฎีกาคดีไทกรฉ้อโกง5ล้าน ส่งตัวเรือนจำ
คดีไทกร /  ฉ้อโกงเงิืน5ล้าน / 

เจ้าหน้าที่ส่ง "ไทกร" เข้าเรือนจำ หลังศาลมีไม่รับฎีกาคดีฉ้อโกง 5 ล้านบาท อ้างช่วยประสานรับเหมา ยืนคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา-ชดใช้อีก 5 ล้าน ที่ ศาลแขวงพระนครเหนือ ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งศาลฎีกา คดีที่ นายไทกร พลสุวรรณ แกนนำกลุ่มอีสานกู้ชาติ จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง ยื่นขอให้ศาลรับฎีกาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีศาลแขวง (พระนครเหนือ) และ นายวิวัฒน์ สมบัติหลาย ผู้เสียหาย เป็นโจทก์ร่วมกันยื่นฟ้อง นายไทกร ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนจำคุกจำเลย 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ และให้คืนเงินแก่ นายวิวัฒน์ โจทก์ร่วม จำนวน 5 ล้านบาท โดย คดีดังกล่าว พนักงานอัยการและ นายวิวัฒน์ ร่วมกันยื่นฟ้อง นายไทกร เป็นจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง พฤติการณ์สรุปได้ว่า ต้นเดือน ต.ค. - วันที่ 4 ธ.ค. 52 จำเลยพูดคุยว่าได้รับงานรับเหมาก่อสร้างของกระทรวงคมนาคมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มูลค่าหลายล้านบาท ซึ่งจำเลยอ้างว่ารู้จักผู้ที่สามารถแนะนำให้ร่วมรับเหมาโครงการดังกล่าวได้ แต่ต้องจ่ายเงินเป็นค่าประสานงานและดำเนินการ ซึ่งจำเลยกับพวกไม่ได้ สนิทสนมกับนักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จำเลยกับพวกไม่สามารถหางานรับเหมาก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ของกระทรวงคมนาคมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาให้โจทก์ร่วมทำได้ ซึ่งการพูดหลอกลวงของจำเลย ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงได้มอบเงินสดให้แก่จำเลยรับไปหลายครั้ง เป็นเงิน 5 ล้านบาท ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ ศาลฎีกา พิเคราะห์แล้วเห็นว่าฎีกาของจำเลยต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และไม่มีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรือศาลชั้นต้นคนใดลงนามรับรองให้ฎีกาได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับฎีกา และให้ออกหมายขังจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ทำให้นายไทกรต้องถูกนำตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป

โฆษก สตช.เผยเสี่ยนพพรหนีออกนอกปท.แล้ว
ข่าวล่าสุด /  ตำรวจฆ่าตัวตาย / 

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  เผย เสี่ย "นพพร" เศรษฐีอันดับ 31 เมืองไทย ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบัน และจ้างวานทวงหนี้ หลบหนีออกนอกประเทศแล้ว พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกรณีศาลอนุมัติออกหมายจับ นายนพพร ศุภพิพัฒน์ อายุ 43 ปี ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และข้อหาเป็นผู้ใช้จ้างวานและข้อหาอื่น ๆ ว่า จากการสอบสวนพบว่า นายนพพร เป็นลูกหนี้ของ นายบัณฑิต โชติวิทยะกุล นักธุรกิจจำนวนเงิน 120 ล้านบาท และได้มีการจ้างวานกลุ่มผู้ต้องหาที่ตำรวจจับกุมตัวได้ก่อนหน้านี้นำตัว นายบัณฑิต ไปข่มขู่ให้ นายบัณฑิต ลดหนี้จาก 120 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท แต่ นายบัณฑิต ไม่ยอมและได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ จากการตรวจสอบล่าสุดทราบมีข้อมูลว่า นายนพพร ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่ไม่ทราบว่าหลบหนีไปประเทศใด ส่วนเงินที่มีการทวงหนี้จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่พบว่า เป็นเงินที่ นายบัณฑิต ลงทุนให้ นายนพพร ในการทำธุรกิจ แต่เมื่อถึงเวลาแล้วไม่ยอมชดใช้หนี้ ส่วนก่อนหน้านี้ นายนพพร จะก่อเหตุลักษณะเดียวกันกับคนอื่นด้วยหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถยืนยันได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับ นายนพพร ถูกจัดให้เป็นเศรษฐีลำดับที่ 31 ของเมืองไทย ที่มีอายุน้อยที่สุด โดยทำธุรกิจด้านพลังงาน

ศาลยุโรปตัดสิน 'ฮามาส' ไม่ใช่ก่อการร้าย
ศาล /  ยุโรป / 

กดติดตามข่าวสารโลกอิสลามที่ : http://goo.gl/pY9LKb

เกรียนเรียกพี่! หนุ่มแสบอยู่ไม่สุข ต่อยภาพศิลปะราคา 300ล้านขาดกระจุย
งานศิลปะมูลค่า 300 ล้านบาท /  หอศิลป์แห่งชาติไอร์แลนด์ / 

ศาลไอซ์แลนด์ตัดสินจำคุกหนุ่มอุตริ5ปี หลังก่อเหตุชกทำลายภาพงานศิลปะมูลค่ากว่า 300 ล้านบาทเสียหาย เมื่อวันเสาร์ ที่ 6 ธ.ค. ที่ผ่านมา สำนักข่าวเมโทร รายงานข่าวนาย แอนดรู แชนนอน วัย 49 ปีลงมือทำลายภาพวาด ซึ่งเป็นชิ้นงานศิลปะที่มีมูลค่ากว่า 8,000,000 ยูโร หรือราว 300ล้านบาท ที่จัดแสดงอยู่ในหอศิลป์แห่งชาติไอร์แลนด์ ด้วยการชกเข้าอย่างแรงจนเกิดความเสียหาย ท่ามกลางสายตาผู้ชมนิทรรศการรายอื่นๆ สร้างความตกตะลึงให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ในแกลเลอรี่รายอื่นๆอย่างมาก โดยแชนนอนในขณะขึ้นศาลว่าการกระทำอันป่าเถื่อนดังกล่าวเป็นเพียงอุบัติเหตุ และสร้างเรื่องว่าเหมือนมีแรงดึงดูด ทำให้มือพุ่งเข้าไปที่ภาพวาด ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นบ้านของนาย แชนนอน ก็พบว่ามีผลงานศิลปะที่มีคุณค่ามหาศาล ได้แก่หนังสือและโบราณวัตถุที่ถูกขโมยไปกว่า 50 รายการ อย่างไรก็ตาม แชนนอน ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 5 ปี และไม่อนุญาตให้เข้าชมแกลเลอรีใดๆเป็นเวลา 15 เดือนหลังจากพ้นโทษ MThai News