ศาลฏีกา

คุก 3ปี ภคพร แจ้งความเท็จอ้างถูกอดีตรมช.มท.ข่มขืน
ข่มขืน /  ข่าววันนี้ / 

ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก3ปี อดีตลูกจ้างสาวผังเมือง กล่าวหาอดีตรมต.ข่มขืนเมื่อปี 46 ให้ชดใช้โจทก์เป็นเงิน 1ล้านบาท รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (21 ม.ค. 58) ศาลฎีกาได้มีการพิจารณาในคดีที่อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางสาวภคพร สันทาลุนัย อดีตลูกจ้างประจำสำนักงานผังเมืองและโยธาธิการจังหวัดตราด ฐานกรรโชกทรัพย์, รีดเอาทรัพย์, แจ้งความเท็จ และหมิ่นประมาทพร้อมขอให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด จำนวน 50 ล้านบาท ภายหลังออกมาข่มขู่ว่าโจทก์ได้ข่มขืน กระทำชำเรา ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านสะพานควาย เมื่อช่วงปี 2546 ซึ่งจากการพิเคราะห์พยานหลักฐานของศาล เห็นว่าข้อกล่าวหาของนางสาวภคพร ไม่สามารถทำให้เชื่อได้ว่าโจทก์ได้ลงมือข่มขืนกระทำชำเราจำเลย ประกอบกับคดีความที่นางสาวภคพร ยื่นฟ้อง นายสมบัติ ฐานข่มขืนกระทำชำเรา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ได้ยกฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว จึงได้มีคำสั่งพิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 2ปี ฐานแจ้งความเท็จ และให้จำคุก 1 ปีฐานหมิ่นประมาท โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ เป็นภัยต่อสังคม และให้นางสาวภคพร ชดใช้ค่าเสียหายแก่นายสมบัติ 1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี รวมถึงลงโฆษณาคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์ 4 ฉบับ เป็นเวลา 10 วันด้วย MThai news

ชาวเน็ต ฮือต้าน !  พ.ร.บ.ไซเบอร์ ฉบับใหม่
ชาวเน็ต /  ต่อต้าน / 

ชาวเน็ต คัดค้าน พ.ร.บ.ไซเบอร์ ฉบับใหม่ หวั่นการละเมิดสิทธิ์ เหตุ จนท.มีอำนาจเกินไป เข้าถึงข้อมูล ดักจับบัญชี ยึดอุปกรณ์ได้โดยไม่ขอหมายศาลได้ทันที ด้าน นายกฯ โต้ ไม่ล้วงลึกข้อมูลส่วนตัว ย้ำ มีไว้พัฒนาระบบซอฟต์แวร์ หลังจาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ วันที่ 21 มกราคม 2558 ระบุว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างผ่านการกลั่นกรองจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดย พ.ร.บ เน้นไปที่การพัฒนาซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ ระบบการให้บริการ การขาย ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ปิดกั้นสิ่งไม่ดี เพราะในบางครั้งเมื่อมีการจาบจ้วงสถาบันจากเว็บไซต์ต่างประเทศ ทางรัฐบาลก็จะถูกกล่าวหาว่าไม่ดูแล และรัฐบาลก็เข้าไปปิดเว็บไซต์ต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ได้ เนื่องจากต่างชาติไม่มีกฎหมายแบบไทย ดังนั้น พ.ร.บ. นี้ จึงมีออกมาเพื่อให้บ้านเมืองสงบปลอดภัย เพราะบ้านเรากับบ้านเขาไม่เหมือนกัน ซึ่งตอนนี้จะมีการยกร่างฯ ก่อน และต้องผ่านกรรมาธิการอีก 3 ขั้นตอน เชื่อว่า พ.ร.บ.นี้ จะยังไม่มีผลบังคับในขณะนี้ และยืนยัน ไม่มีการเข้าล้วงข้อมูลส่วนตัวแน่นอน ขณะที่ นายอาทิตย์ สุริยวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า ร่างกฎหมายชุดเศรษฐกิจดิจิตอล และกฎหมายที่เกี่ยวข้องรวม 13 ฉบับ ดูจะมีความมั่นคงมากกว่า ทั้งยังไม่กระทบเรื่องทรัพยากรพื้นที่การสื่อสารที่ถูกบีบให้แคบลง จากเดิมเมื่อปี พ.ศ. 2540 รัฐจะดูแลคลื่นทั้งหมด และจะแจกจ่ายคลื่นไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ที่กรมประชาสัมพันธ์และกองทัพ แต่หลังจากปี พ.ศ. 2540 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็ทำให้เกิดการกระจายคลื่นสู่เอกชนมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อคนจำนวนมาก แต่หากใช้ พ.ร.บ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ประเทศไทยก็จะกลับสู่การจัดสรรคลื่นและทรัพยากรเหมือนช่วงก่อน ปี พ.ศ. 2540 พร้อมระบุ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า รัฐมีอำนาจในการจัดการอาชญากรรมออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น แต่อำนาจที่มากเกินไป อาจนำไปสู่การล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ในขณะที่พื้นที่การสื่อสารแคบลง กลับมีการควบคุมมากขึ้น ทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, พ.ร.บ.ไซเบอร์ ซึ่งจะมีการเข้าถึงข้อมูลของเอกชน ประชาชน โดยไม่มีการคานอำนาจตรวจสอบ จึงควรมีกลไกมาช่วยคานอำนาจตรงจุดนี้ทั้งก่อนและหลังการดำเนินการ โดยในส่วนร่าง พ.ร.บ.ใหม่ที่ ครม. เห็นชอบเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพกลับถูกตัดออกหมด และเพิ่มเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เข้ามาแทนที่ อีกทั้งร่างฯ เดิมนั้น มีสายการบังคับบัญชาชัดเจน แต่ร่างฯ ใหม่นี้ ถูกกำกับดูแลโดยสำนักงานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ที่อยู่ภายใต้สายงานบังคับบัญชาเดียวกัน จึงกังวลว่า จะมีการตรวจสอบที่โปร่งใสหรือไม่ จึงคาดว่า สัปดาห์หน้า เครือข่ายพลเมืองเน็ต จะจับมือกับ 5 องค์กรภาคประชาสังคม รวบรวมความเห็นเพิ่มเติม ยื่นคัดค้านร่างกฎหมายทั้ง 10 ฉบับ เพื่อเสนอให้กับ สปช. สายปฏิรูปสื่อ แต่จะไม่ส่งข้อเสนอแนะหรือเรียกร้องให้ สปช. ทำอะไรบ้าง เพราะเห็นว่าที่มาของ สปช. ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ มีรายงาน ระบุว่า ขณะนี้มีการขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในไทย ในการเอาอุปกรณ์ไปติดตั้งที่ดาต้าเซ็นเตอร์ มีกำหนดติดตั้งเสร็จในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558 เพื่อดักจับทราฟฟิกผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก และจะสามารถดูชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านได้ ซึ่งผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายคน อาจจะเจอเหตุการณ์ ให้ระบุยืนยันตัวตน และมีการแจ้งจากเฟซบุ๊กว่า มีการเข้าใช้งานจากแหล่งที่ไม่ปลอดภัย เป็นลักษณะของการถูกเข้าถึงข้อมูลในเฟซบุ๊ก ภาพโดย thomsonwilliam94 ขอบคุณข้อมูล ข่าวสด 

รวมที่เที่ยว วันวาเลนไทน์ เติมความหวานให้รักสดชื่น
คู่รัก /  วันวาเลนไทน์ / 

วันแห่งความรัก ใกล้เข้ามาอีกครั้ง ช่วงเวลาอันแสนหวานของคนมีคู่ หลายคนมีโปรแกรมไปเที่ยวกันแล้ว แต่หากใครที่ยังไม่รู้จะพาแฟนไปไหนดี travel.mthai.com ขอรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยว วันวาเลนไทน์ เพิ่มเติมความหวานให้ชีวิตคู่ของคุณ ส่วนคนโสดก็ไม่ต้องน้อยใจไป บางทีไปเที่ยววาเลนไทน์คนเดียว ตอนกลับอาจมาเป็นคู่ก็ได้นะ ขอเป็นกำลังใจให้นะจ๊ะ !! รวมที่เที่ยว วันวาเลนไทน์ เติมความหวานให้รักสดชื่น 1. กราน-มอนเต้ วินยาร์ด แอนด์ ไวน์เนอรี่ ภาพจากfacebook.com/granmonte กลับมาอีกครั้งกับ “งานเก็บเกี่ยวองุ่นไวน์ ประจำปี 2558” กราน-มอนเต้ วินยาร์ด แอนด์ ไวน์เนอรี่ (GranMonte Vineyard and Winery) จะเปิดไร่องุ่น ให้คนรักไวน์และบุคคลทั่วไปเข้าร่วมแข่งขันตัดองุ่นสำหรับทำไวน์ พร้อมชิมไวน์ ชมไร่องุ่น ในบรรยากาศสุดโรแมนติกกลางสายลมหนาวกลางเขาใหญ่ ภายใต้ธีม “เก็บเกี่ยวองุ่นไวน์วันวาเลนไทน์” (Valentine’s Weekend Harvest) วันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2558  2. งาน “จดทะเบียนสมรสบนหลังช้าง”  งานนี้ เหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหาสถานที่จดทะเบียนสมรส ซึ่งการจดทะเบียนบนหลังช้าง ที่จังหวัดสุนทร์ ก็ถือเป็นโมเม้นที่คนมีคู่จะต้องประทับใจ นอกจากนี้ยังเป็นการอนุรักษ์และส่งเสริมประเพณีไทยอีกด้วย โดยงานจะจัดในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 ณ ศูนย์คชศึกษา หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ 3. พิธีวิวาห์ใต้สมุทร 2015  ภาพจาก http://thai.tourismthailand.org พิธีวิวาห์ใต้สมุทร จังหวัดตรัง เป็นงานวันวาเลนไทน์ ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก สร้างชื่อเสียง และดึงดูดการท่องเที่ยวในประเทศไทยได้อย่างมหาศาล ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ใครอยากลงไปจดทะเบียนสมรส หรือจะไปเที่ยวที่นี่ รับรองว่าจะมีแต่ความสุข ความชื่นมื่น เพราะจะรายล้อมไปด้วยคนมีคู่ รังสีความรักจะปกคลุมทั่วทั้งมหาสมุทร โดยงานจะจัดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 12-14 กุมพาพันธ์ 2558 ณ ตัวเมืองตรัง และหาดปากเมง อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง 4. เดอะ เวโรน่า @ ทับลาน เดอะ เวโรน่า @ ทับลาน (The Verona @ Tublan) จ.ปราจีนบุรี ดินแดนแห่งความรักท่ามกลางขุนเขา ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์อิตาเลียน โดย เดอะ เวโรน่า ทับลาน ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก เมืองเวโรน่า (Verona) เมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในแคว้นเวเนโต้ (Veneto) 1 ใน 20 แคว้นของประเทศอิตาลี (Italy) เมืองเวโรน่า ถูกสร้างโดยโรมันและเหตุการณ์ต่างๆ ในบทละครเรื่องโรมิโอกับจูเลียตของเช็กเสปียร์ ล้วนเกิดขึ้นในเมืองเวโรน่า จึงเหมาะอย่างยิ่งในการไปเที่ยวกับคนรัก โดยเฉพาะในช่วงวันวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้ 5. จุดชมทะเลหมอก ม่อนหยุนไหล ม่อนหยุนไหล จุดชมวิวบนภูเขาสูงใน อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน โดดเด่นด้วยชื่อสไตล์จีน มีอากาศหนาวเย็น อันเป็นเสน่ห์ของอำเภอปาย ยังร้องเรียกนักท่องเที่ยวจากทุกทิศ ให้เดินทางไปสัมผัส ยามเช้ามีทะเลหมอกให้ได้ชมกัน สมกับที่ผู้คนขึ้นไปแย่งพื้นที่ชมวิว ป้ายจุดชมวิวหยุนไหลและ 100 สถานที่บอกรัก รวมทั้งศาลาสำหรับนั่งชมวิวยามเช้าเป็นสถานที่สุดโรแมนติก มีป้ายสำหรับคู่รักได้ถ่ายรูป เพื่อเติมความหวานให้ชีวิต 6. ทุ่งดอกเบญจมาศ วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นแหล่งปลูกดอกเบญจมาศแหล่งใหญ่ในประเทศ และมีปลูกหลากหลายสายพันธุ์ ตัดดอกส่งออกขายทั่วประเทศ ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. ใน อ.วังน้ำเขียวจะมีการจัด “งานเบญจมาศบาน ในม่านหมอก” ขึ้นเป็นประจำทุกปี และมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย โดยในวันวาเลนไทน์ ก็อยู่ในช่วงดอกไม้บานพอดี เหมาะมากที่จะมาเติมความหวานกับคนรักที่นี่ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ : ททท. สำนักงานนครราชสีมา โทร. 0 4421 3030 , 0 4421 3666 7. ผาพบรัก อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ผาพบรัก จุดชมวิวสุดโรแมนติกแห่งอุทยานชาติภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก คุณจะได้พบกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของผืนป่าและสายหมอกหนา ที่สามารถพบได้ในช่วงฤดูฝนและพบมากที่สุดในช่วงฤดูหนาว สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน ผาพบรัก แล้วไม่ควรพลาดโอกาสไปเยือน ผาบอกรัก ผาคู่รัก ผาสลัดรัก และจุดท่องเที่ยวอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกัน ช่างเหมาะกับคนมีความรักซะจริงๆ 8. ไร่บุญรอด ไร่บุญรอด หรือ สิงห์ปาร์ค จ.เชียงราย เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่งดงามตระการตา เต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้เมืองหนาวนานาพันธุ์ มีพื้นที่รวมกว่า 600 ไร่ โดยมีการจัดทัวร์ให้เข้าชม เพื่อเก็บภาพความประทับใจของสวนดอกไม้ที่จัดไว้อย่างอลังการ บวกกับทัศนียภาพรอบด้านที่ชวนฝัน ทั้งขุนเขา ทุ่งหญ้าเขียวขจี และต้นไม้นานาชนิด เรียกได้ว่าเต็มอิ่มจุใจแน่นอน วาเลนไทน์นี้ ต้องมาฟินที่นี่เท่านั้น 9. เดอะ เวเนเซีย หัวหิน ไปถ่ายรูปชิลล์ๆ กับคนรัก ท่ามกลางสถาปัตยกรรมที่สวยงามโรแมนติก สุดคลาสสิกของเมืองเวนิช ประเทศอิตาลี ซึ่งได้ถูกจำลองมาไว้ในพื้นที่ 46 ไร่ของ เดอะ เวเนเซีย หัวหิน แห่งนี้ ที่นี่ได้รวบรวมร้านค้าและร้านอาหารไว้มากมาย สามารถล่องเรือกอนโดล่า เพื่อชมความสวยงามของอาคารร้านค้าต่างๆ รวมถึงนั่งรถไฟและรถม้าชิลล์ๆ ก็สนุกไปอีกเหมาะสุดๆ ที่จะมาเที่ยวในวันวาเลนไทน์ 10. ตลาดน้ำขวัญเรียม ตลาดน้ำขวัญ-เรียม เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยว ที่แนะนำสำหรับคู่รัก ได้แรงบันดาลใจมาจาก “แผลเก่า” 1 ใน 360 ภาพยนตร์คลาสสิคของโลก สำหรับแนวคิดหลักของ ตลาดน้ำขวัญ-เรียม คือการจำลองชีวิตชาวน้ำให้คนรุ่นหลังได้สัมผัส ท่ามกลางความเงียบสงบของคลองแสนแสบ มาสัมผัสความดั้งเดิมของขนม อาหาร และวัฒนธรรมที่งดงาม พร้อมมาไหว้ศาลขวัญเรียม เพื่อขอความรัก ในวันวาเลนไทน์ คงเป็นอะไรที่โรแมนติกแบบไทยๆ เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ เรียบเรียงโดย : Muztonglory (Travel MThai)

คดี /  คืบหน้า / 

"อดีตพระเกษม" โต้เดือด !  หากรุกที่ เหตุใดป่าไม้ไม่ขอคืน 20 ปีก่อน ลั่น หากอยากได้ ต้องจ่ายเงิน 100 ล้านบาท ท้ากล้าขึ้นศาลสูคดี นายเกษม ดวงแพงมาต หรือ อดีตพระเกษม อาจิณณสีโล เจ้าสำนักที่พักสงฆ์ห้วยผึ้ง หรือวัดป่าสามแยก เผยว่า ขณะนี้ไม่ได้เข้ามามีบทบาทหน้าที่ในการรับผิดชอบส่วนของสำนักที่พักสงฆ์แล้ว เป็นเพียงที่ปรึกษาในเรื่องปัญาที่แก้ได้ยากเท่านั้น ในส่วนทางสำนักพุทธฯ ที่จะเข้ามาตรวจสอบ มีเพียงส่งหนังสือไปหาพระอุปัชฌาย์ และแจ้งกลับมาที่นี่ ไม่ให้กลับไปบวชเป็นพระภิกษุอีก ส่วนกรณีกระแสข่าวว่า มีการจัดพื้นที่เพื่อแบ่งล็อกขายต่อนั้น ความเป็นจริง มีเพียงมาซื้อกันแล้วก็แบ่งเป็นที่ ๆ โดยไม่ได้มีการขายต่อที่มีผลกำไร เป็นระบบเอื้อเฟื้อที่ เพื่อขอเข้าอยู่แล้วก็ศึกษาเรียนหลักธรรมพระไตรปิฎก แต่การซื้อขายที่ดินอยู่นอกพื้นที่ที่ไม่เกี่ยวกับพื้นที่ 3,000 ไร่ โดยดังกล่าว ได้ขอมอบคืนให้กรมป่าไม้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนเนื้อที่อีก 100 ไร่นี้ ได้ล็อกไว้ เป็นพื้นที่อาศัย และเป็นที่พักของสงฆ์ ในเรื่องให้เพิกถอนใบอนุญาตสำนักสงฆ์สามแยก หรือให้รื้อถอนสำนักสงฆ์ ตามโครงการอนุรักษ์และพื้นฟูป่าไม้ หากจะเข้ามาขอคืนพื้นที่สำนักสงฆ์นั้น ก็มีความยินดีให้เข้ามาขอคืนได้ และก็ทำหลักฐานมาให้ชัดเจน แต่ขอถามย้อนว่า ห้ามให้อยู่แล้ว แล้วเหตุใดปล่อยให้สร้างสำนักสงฆ์มาได้ 20 ปี หลังจากนั้น นายเกษม ได้ประกาศต่อหน้าลูกศิษย์ด้วยน้ำเสียงดังว่า "การรักษาศีล 8 นั้นจะต่างจากการรักษาศีล 10 และ 227 ข้อ คือ ศีล 10 ต้องประจานตัวต่อหน้าภิกษุ ส่วนศีล 8 หากผิดพลาดสามารถสมาทานด้วยตนเองได้ ฉะนั้น “จึงขอประกาศรักษาศีล 8 นับจากบัดนี้เป็นต้นไป" ขอบคุณข้อมูล เดลินิวส์ 

รวบผัวเมียลักทรัพย์เป็นอาชีพ 11 ปี ก่อเหตุกว่า 1 พันคดี !
1 พันคดี /  ขโมย / 

ตำรวจภาค 3 รวบ 2 ผัวเมียเดินตระเวนลักทรัพย์ยึดเป็นอาชีพมาหลายจังหวัด สารภาพ  ก่อเหตุมากว่า 1 พันคดี ภายใน 11 ปี เพื่อหาเงินมาเสพยาเสพติด  เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 26 ม.ค. 2558 หน้าสำนักงานตำรวจภูธรภาค 3 อ.เมืองนครราชสีมา พล.ต.ต.เติมพงษ์ สิทธิประเสริฐ รอง ผบช.ภ.3 พร้อมกำลังตำรวจและชุดจับกุม ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุม 2 สามีภรรยา แก๊งลักทรัพย์มืออาชีพ ทราบชื่อ น.ส.จุฑารัตน์ หรือ เตี้ย ฮึกขุนทด อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 32 หมู่ที่ 1 ต.ท่าช้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา และ นายประสิทธิ์ หรือเอก อิศระภักดี อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16/23 หมู่ 9 ต.หนองปรือ อ.เมือง จ.ชลบุรี พร้อมของกลางกว่า 200 รายการ อาทิ พระเครื่อง กรอบพระ สร้อยมุก แหวน และ ตู้เซฟ โดยก่อเหตุในพื้นที่ ตำรวจภูธรภาค 2 - 3 และ กทม. กว่า 1,000 ครั้ง โดยจับกุมได้ที่หอพักของผู้ต้องหาในตัวเมือง จ.นครราชสีมา หลังสืบทราบว่า น.ส.จุฑารัตน์ และ นายประสิทธิ์ คู่สามีภรรยา ไม่ได้ประกอบอาชีพ และมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเครือข่ายจำหน่ายยาเสพติด ร่วมทั้งมีการจำหน่ายทรัพย์สินมีค่าอยู่เสมอ จึงเชื่อได้ว่าน่าจะมาจากการกระทำความผิด จึงได้วางแผนและติดตามตัว โดยผู้ต้องหา ทั้ง 2 ราย ประกอบเหตุลักทรัพย์เป็นอาชีพโดยเริ่มตั้งแต่ปี 2546 ในพื้นที่ จ.ชลบุรี กรุงเทพฯ และล่าสุดเข้ามาประกอบเหตุใน จ.นครราชสีมา เคยได้เงินจากการลักทรัพย์ต่อครั้งสูงสุดถึง 300,000 บาท โดย น.ส.จุฑารัตน์ จะเป็นผู้ลงมือเข้าไปลักทรัพย์สิน ส่วนนายประสิทธิ์ เป็นเซียนพระ จะเป็นผู้นำพระเครื่องหรือทรัพย์สินของมีค่าออกทำการจำหน่าย ตามร้านทอง แผงพระ โรงรับจำนำต่าง ๆ ขณะที่น.ส.จุฑารัตน์ รับว่า ก่อเเหตุลักษณะนี้มาไม่ต่ำกว่า 1,000 คดี และเคยถูกศาล จ.ชลบุรีตัดสินจำคุก 3 ปี 6 เดือนในคดีลักทรัพย์เมื่อปี 2546 ยอมรับ ที่ยึดอาชีพนี้เพราะไม่อยากให้สามีลำบากไปทำงานรับจ้าง และจะเลือกลงมือเฉพาะบ้านคนรวย ภาพ สำนักข่าวไทย  MThai News 

หมายจับ
กำนันเซียะ /  ขู่กรรโชกทรัพย์ / 

ศาลอาญา ออกหมายจับ "กำนันเซียะ-คนสนิทเมีย" จำเลยที่ 1 และ 3 เบี้ยวฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฮั๋วประมูลโครงการก่อสร้างในพื้นที่กาญจนบุรี และข่มขู่กรรโชกทรัพย์ผู้เสียหาย ศาลอาญาออกหมายจับ นายประชา โพธิพิพิธ หรือ กำนันเซียะ ผู้กว้างขวางในจังหวัดกาญจนบุรี และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ และนางสาววรรณา ล้อไพบูลย์ บุคคลใกล้ชิดของภรรยากำนันเซียะ ภายหลังไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา ในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกำนันเซียะ นางเขมพร ต่างใจเย็น ภรรยา , นางสาววรรณา และนายถวิล สวัสดี (เสียชีวิตแล้ว) เป็นจำเลยในความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ หน่วงเหนี่ยวกักขัง และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือฮั้วประมูล กรณีเมื่อระหว่าง พ.ศ.2542 - พ.ศ.2544 จำเลยร่วมกันฮั้วประมูลโครงการก่อสร้างต่างๆ ในจังหวัดกาญจนบุรี และ จังหวัดเพชรบุรี หลายโครงการ และเป็นอั้งยี่ขัดขวางไม่ให้บริษัทต่างๆเข้าเสนอราคา เมื่อผู้เสียหายไม่ยินยอมจำเลยกับพวกได้ใช้กำลังประทุษร้าย โดยในวันนี้มีเพียงนางเขมพร ต่างใจเย็น ภรรยากำนันเซียะ มาฟังคำพิพากษาเท่านั้น ส่วน กำนันเซียะและนางสาววรรณา ไม่ได้เดินทางมาศาล เนื่องจากจำเลยอ้างว่ายังไม่ได้รับหมายนัด ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า นายประชา และนางสาววรรณา จำเลยที่ 1 และ 3 มีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงไม่มาฟังคำพิพากษา จำเลยเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ แต่ไม่ได้แจ้งต่อศาล และไม่แจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลตามนัด จึงมีคำสั่งออกหมายจับจำเลยที่ 1 และ 3 โดยให้จำเลยทั้งหมดมาฟังคำพิพากษาในวันที่ 11 มีนาคมนี้ เวลา 09.00น. สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกกำนันเซี๊ยะ 5 ปี ฐานเป็นหัวหน้า หรือ ผู้มีตำแหน่งในอั้งยี่ ส่วนจำเลยอื่นให้จำคุกคนละ 4 ปี ฐานเป็นอั้งยี่ ขณะที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด ต่อมาอัยการโจทก์จึงยื่นฎีกา เพื่อขอให้ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษพวกจำเลยทั้งหมดดังกล่าว ข้อมูล มติชน

ป.ป.ช.ขู่
คดียักยอก /  คดีไร่ส้ม / 

ปปช. เผย ส่งหนังสือเรียกตัว นายสรยุทธ สุทัศนะจินดากับพวก ให้มารายงานตัวเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ลั่น  เดดไลน์รารงานตัว 30ม.ค.นี้ หากเบี้ยว เจอหมายจับแน่ หลังจากวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ชี้แจงว่าทำหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา ในคดีไร่ส้มของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ชื่อดัง กรรมการบริษัทไร่ส้ม พร้อมพวก ที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินค่าโฆษณาบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) จำนวน 138 ล้านบาท เพื่อขอให้นำตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 ราย มาส่งมอบต่อพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 2 เพื่อเตรียมยื่นฟ้องคดีต่อศาล ล่าสุด 28 ม.ค.2558 นายภักดี โพธิศิริ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการเรียกตัว นายสรยุทธกับพวกว่า ขณะนี้ได้ส่งหนังสือเรียกตัวผู้ถูกกล่าวหาเพื่อนัดให้ผู้ต้องหามาพบและนำตัวยื่นฟ้องต่อศาลตามขั้นตอนต่อไป และขณะนี้ได้ส่งหนังสือนัดประสานส่งตัวให้กับอัยการสูงสุด (อสส.) แล้ว ในวันที่ 30 มกราคม 2558 โดยถ้าหาก นายสรยุทธ์กับพวกไม่มารายงานตัวตามนัด จะขอให้ศาลพิจารณาออกหมายจับต่อไป MThai News 

ศาลปล่อยชั่วคราว สรยุทธ คดีไร่ส้ม เงินประกัน2แสน
คดีไร่ส้ม /  นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา / 

ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว "สรยุทธ" คดีไร่ส้มทุจริต อสมท. 138 ล้านบาท ในวงเงินประกัน 2 แสนบาท  ศาลอาญารัชดา มีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว สรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ชื่อดังและกรรมการบริษัท ไร่ส้ม เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นผู้ให้การช่วยเหลือสนับสนุนให้ความสะดวกให้ผู้อื่นกระทำ ความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.86 จากกรณีบริษัท ไร่ส้ม ทำการโฆษณาเกินเวลาในการจัดทำรายการคุยคุ้ยข่าว ที่ออกอากาศทาง อสมท ช่วงปี 2548 - 2549 โดยไม่ชำระค่าโฆษณาเกินเวลาให้กับ อสมท รวมเป็นเงินกว่า 138 ล้านบาท หลัง สรยุทธ ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 1 ล้านบาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราว โดยศาลตีราคาประกัน 2 แสนบาท ภายหลัง นายสรยุทธ เปิดเผยว่า วันนี้ คดีนี้ คือจุดเริ่มต้นของกระบวนการในชั้นศาล และเคยย้ำมาโดยตลอดว่า ตนเองจะต่อสู้ไปตามกระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่แบบตรงไปตรงมา ส่วนการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนก็จะยังคงทำไปตามปกติ เพราะมั่นใจในความบริสุทธ์ของตนเอง ส่วน นางพิชชาภา หรือ ชนาภา เอี่ยมสะอาด พนักงานบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) จำเลยอีกคนในคดีนี้ ไม่เคยติดต่อกันและไม่สามารถติดต่อกันได้เลย และขอย้ำอีกครั้งว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ทาง บ.อสมท ไม่ได้เกิดความเสียหายและยังเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ด้วย และสิ่งนี้ตนจะใช้ในการพิสูจน์ในชั้นศาลถึงความบริสุทธิ์ เช่นเดียวกับที่เคยพิสูจน์ในศาลปกครองมาแล้ว พร้อมขอบคุณขั้นตอนของอัยการ ที่ไม่ต้องรอผู้ต้องหาอีกคน และยื่นฟ้องตนเองพร้อมบริษัท ไร่ส้ม เพื่อให้เกิดความรวดเร็วมากขึ้น

ยิ่งลักษณ์ แถลง ผ่านเฟซบุ๊ก ยืนยันความบริสุทธิ์
จำนำข้าว /  ถอถอน / 

ยิ่งลักษณ์ แถลงข่าว ผ่านเฟซบุ๊ก หลัง คสช.สั่งงดแถลงข่าว ระบุ เป็นไปตามคาดหมาย สนช.มีมติถอดถอน ยันจะต่อสู้จนถึงที่สุด เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เรียน พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่าน เป็นไปตามความคาดหมาย ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีมติ ถอดถอนดิฉันออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี และอัยการสูงสุดได้สั่งฟ้องดิฉัน ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ดิฉันขอแถลงดังนี้ ดิฉัน ขอยืนยัน และมั่นใจในความบริสุทธิ์ของดิฉัน และขอขอบคุณเสียงส่วนน้อย ที่ยังคงยึดมั่นในหลักการ และความเที่ยงธรรม ซึ่งในกระบวนการต่างๆ ได้ริดรอน และตัดสิทธิขั้นพื้นฐานของดิฉัน ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่พึงได้รับ ดิฉันขอยืนยันว่า โครงการรับจำนำข้าว เป็นโครงการที่ดี ไม่ได้สร้างความเสียหายแต่อย่างใด สำหรับตัวเลขความเสียหาย ที่พยายามจะยัดเยียดให้ดิฉันนั้น ก็เป็นเพราะความมีอคติต่อตัวดิฉัน และนำชาวนามาเป็นเครื่องมือ ในการทำลายล้างทางการเมือง ดังที่ดิฉัน ได้เคยกล่าวถึงความเป็นประชาธิปไตยในประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2556 ณ เมืองอูลัน บาตอ ประเทศมองโกเลียว่า "ดิฉันนั้นต้องการเห็น ความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศไทย และประชาธิปไตยของไทย พัฒนาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยหลักนิติธรรม และกระบวนการทางกฎหมายที่แข็งแรง มีขั้นตอนที่ชัดเจน โปร่งใส และเมื่อนั้น ทุกคนจะสามารถมั่นใจได้ว่า เขา จะได้รับการดูแลที่ยุติธรรม" ดิฉันยังคงยืนยัน ในคำพูดดังกล่าว แม้ว่าวันนี้ ประชาธิปไตยไทยได้ตายไปแล้วพร้อมกับหลักนิติธรรม แต่ขบวนการทำลายล้าง ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ดังที่ดิฉันได้ประสบอยู่ขณะนี้ เป็นที่น่าเสียใจ และเป็นเรื่องที่ไม่อยากจะเชื่อว่า มีเหตุการณ์บังเอิญต่างๆมากมาย ตามที่ดิฉันได้แถลงปิดสำนวนไปเมื่อวานนี้ และเป็นการบังเอิญ ที่ไม่ใช่ความบังเอิญ อีกครั้งหนึ่ง คือก่อนเวลาที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะเริ่มลงมติถอดถอน เพียง 1 ชั่วโมง อัยการสูงสุด ก็ได้แถลงสั่งฟ้องดิฉัน ในข้อหาละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ ก่อให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ทั้งๆ ที่ หัวหน้าคณะผู้แทนอัยการสูงสุด ยืนยันว่า ยังต้องพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ของคดีต่อไป องค์กรอัยการ ซึ่งเป็นองค์กรที่สร้างความน่าเชื่อถือ ในกระบวนการยุติธรรมมายาวนาน กลับต้องถูก ตั้งข้อสงสัย ในประเด็นนี้ค่ะ ทั้งนี้การปฏิบัติหน้าที่ของดิฉัน ในฐานะนายกรัฐมนตรี ตลอดระยะเวลา 2 ปี 9 เดือน 2 วัน นั้น ดิฉันตั้งใจทำงานด้วยความทุ่มเท ที่จะแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม อย่างไม่เลือกปฎิบัติ และดิฉันภูมิใจ ที่ช่วงหนึ่งในชีวิต ได้ทำให้พี่น้องชาวนา และคนยากจน ได้ลืมตา อ้าปาก และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แม้ในวันนี้ ดิฉัน ไม่มีตำแหน่งอะไรเหลืออยู่แล้ว ยังคงเหลือแต่ คดีความ ที่ถูกยัดเยียดไว้ให้ ที่ต้องไปสู้คดีในชั้นศาลต่อไป คำว่าความปรองดอง จะเกิดขึ้นได้ ต้องไม่ใช่การไล่ล่าคนใดคนหนึ่ง แต่หมายถึงความเป็นกลาง ที่ต้องอำนวยความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย เมื่อความเป็นธรรมเกิด ความยุติธรรมก็จะตามมา การยอมรับ ความสงบ ความสามัคคีก็จะมีขึ้นในสังคมไทย เพราะเราเป็นคนไทยเหมือนกัน แทนที่เราจะหันหน้าเข้าหากัน แล้วร่วมกันทำให้ประเทศของเราเข้มแข็ง แต่กลับสร้างความจงเกลียดจงชังให้แก่กัน ไล่ล่าเพื่อให้ไม่มีที่ยืน สุดท้ายคนที่เสียหายก็คือประเทศของเรา ดิฉันรันทดใจ ไม่ใช่เพราะดิฉันถูกกลั่นแกล้ง และประสบชะตากรรมที่ไม่เป็นธรรม แต่ดิฉันเสียใจแทนชาวนา และประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่ต้องสูญเสียโอกาส ต้องกลับไปอยู่ในวังวน ของความยากจน มีหนี้สิน ถูกเอารัดเอาเปรียบ และสูญเสียความเป็นประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน ตลอดจน กฎหมายถูกบิดเบือน สุดท้ายนี้ ดิฉันก็หวังว่า ผู้ที่เป็นฝ่ายอำนวยความยุติธรรมของประเทศ จะไม่ปล่อยให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่รักษากติกาประชาธิปไตย และไม่รักษา หลักนิติรัฐ นิติธรรม มาชี้นำใดใดอีก ดังที่มีนักวิชาการกล่าวว่า "ไม่มียิ่งลักษณ์ คนไทยยังอยู่กันได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้าไม่มีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่ ในระบบการปกครองของไทยแล้ว คงไม่มีใครอยู่ได้" อย่างไรก็ตาม ดิฉันขอยืนยันว่า ดิฉันจะต่อสู้จนถึงที่สุด เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของดิฉันไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร และที่สำคัญ คือ ดิฉัน จะขอยืนหยัด อยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนคนไทย เราต้องร่วมกันนำความเจริญก้าวหน้า มาสู่ประเทศ ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของเรากลับคืนมา และสร้างความเป็นธรรม ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแท้จริง .................. MThai News

โด่งดัง-ล้มละลาย-ขายเครป! หลังม่านชีวิตของสมาชิก Westlife
Brian McFadden /  Kian Egan / 

ย้อนหลังไปช่วงปลายปี 1990 ถึง 2000 พูดได้ว่าคอเพลงสากลไม่มีใครไม่รู้จัก Westlife (เวสต์ไลฟ์) หนึ่งในศิลปินกลุ่มระดับโลกที่เคยประสบความสำเร็จสูงสุด ทำยอดขายกว่า 50 ล้านแผ่น! Westlife เริ่มต้นด้วยสมาชิกดั้งเดิมจำนวน 5 คน ก่อนที่ Bryan McFadden หนึ่งในสมาชิกจะถอนตัวออกจากวงในปี 2004 หลังจากนั้น Westlife ยังคงมีผลงานเพลงต่อไปแม้ปราศจาก Bryan เป็นเวลากว่า 8 ปี ก่อนที่พวกเขาจะประกาศยุบวงในปี 2012 โดยในถ้อยแถลง Westlife ให้เหตุผลว่าพวกเขาต้องการหยุดพักเพื่อค้นหาประสบการณ์ใหม่... แต่ในความจริงแล้ว หลังม่านคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของ Westlife ปิดฉากลง ชีวิตของพวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง... เรามีคำตอบมาให้ Bryan McFadden (ไบรอัน) สมาชิกของ Westlife ที่ออกจากวงตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งเป็นข่าวช็อคแฟนคลับเพราะเขาเป็นสมาชิกสุดฮอตแถมยังประกาศลาออกจากวงก่อนที่ Westlife จะทัวร์คอนเสิร์ตเพียง 3 สัปดาห์ หลังจากออกจาก Westlife ไบรอัน ก็เริ่มมีผลงานอัลบั้มเดี่ยวของเขาเองอย่างต่อเนื่องแม้จะไม่ได้ประสบความสำเร็จสูงสุดอย่างที่เคย แต่เขากลับเป็นที่รู้จักในวงกว้างตามรายการโทรทัศน์ ทั้งบทบาทการเป็นกรรมการของรายการ Australia's Got Talent ในปี 2012 ก่อนตามมาด้วยเกมโชว์ทำอาหาร Who's Doing the Dishes และล่าสุดกับการร่วมรายการที่ให้เหล่าคนดังมาร่วมแข่งขันแสดงความสามารถ อย่าง Get Your Act Together ในเดือนมกราคม ปี 2015   Shane Filan (เชน) กับประสบการณ์ชีวิตที่เหมือนรถไฟเหาะ! เพียงไม่กี่วันหลังแสดงคอนเสิร์ตอำลาวง Westlife ในปี 2012 เชน ก็ถูกศาลลอนดอนประกาศให้เป็นบุคคลล้มละลายด้วยจำนวนเงินสูงถึง 18 ล้านปอนด์ หรือกว่า 900 ล้านบาท จนเขาต้องตัดสินใจขายบ้านพักสุดหรูทิ้งเพื่อตั้งตัวใหม่อีกครั้ง หลังจากนั้นชีวิตของเขาก็ดีขึ้น เชน ได้รับแรงผลักดันจาก Louis Walsh ผู้จัดการคู่บุญจาก Westlife ทำให้เขาหวนคืนสู่วงการเพลงในฐานะศิลปินเดี่ยวด้วยอัลบั้มโซโล่ชุดแรก You & Me และเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตในปี 2014 รวมทั้ง เชน ยังออกหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ My Side of Life ด้วย Mark Feehily (มาร์ค) นักร้องเสียงหลักของ Westlife แม้เขาจะยอมรับว่าเขาเป็นเกย์ แต่แรงสนับสนุนจากแฟนเพลงก็ไม่ได้ลดน้อยลง แฟนคลับหลายคนเอาใจช่วยในเรื่องความรักระหว่าง มาร์ค และแฟนหนุ่ม Kevin McDaid และอดเศร้าตามไม่ได้เมื่อความรักของทั้งคู่ปิดฉากลงในปี 2012 หลังจากคบหากันอย่างเปิดเผยกว่า 7 ปี มาร์ค มักใช้เวลาของเขาไปกับการทำกิจกรรมการกุศลต่างๆ และล่าสุดเขาก็กำลังทำธุรกิจร้านเครปและเครื่องดื่มร้อนเคลื่อนที่ โดยจะตระเวนไปเปิดร้านตามเฟสติวัลต่างๆ ทั่วทั้งอังกฤษและไอร์แลนด์ อย่างไรก็ตาม มาร์ค ยังไม่ทิ้งงานเพลงที่เขารัก ซึ่งเขาเผยว่าวางแผนจะปล่อยอัลบั้มเดี่ยว Darker, More soulful, Electronic sound ในปีนี้ Kian Egan (คีแอน) หลังจากใช้ชีวิตคู่กับภรรยาสาวคนสวยดีกรีนักร้อง-นักแสดง Jodie Albert เขาก็กลายเป็นคุณพ่อลูกสอง แต่เสน่ห์ของ คีแอน ก็ยังมัดใจสาวๆ จนได้อันดับ 3 จากการจัดอันดับชายหนุ่มที่เซ็กซี่ที่สุดของไอร์แลนด์ในปี 2014 ด้านผลงานในวงการบันเทิง ดูเหมือน คีแอน จะเป็นสมาชิกของ Westlife ที่รุ่งที่สุดหลังจากแยกวง เขาได้เป็นผู้ชนะของรายการดังในออสเตรเลีย I'm a Celebrity Get Me Out of Here ที่ให้คนดังจากทุกสารทิศมาใช้ชีวิตร่วมกันในป่า ก่อนจะมีอัลบั้มเดี่ยว อย่าง Home ในปี 2014 นอกจากนั้น คีแอน ยังได้รับการยอมรับจากการเป็นโค้ชให้กับรายการดังระดับโลก The Voice เวอร์ชั่น Ireland ด้วย Nicky Byrne (นิคกี้) กลายเป็นสมาชิกที่ห่างไกลจากอาชีพนักร้องมากที่สุด หลังจากอวสาน Westlife นิคกี้ได้เข้าแข่งขันเต้นรำในรายการ Strictly Come Dancing ในปี 2012 แต่ก็ไปไม่ถึงดวงดาว นิคกี้ ประสบความสำเร็จในฐานะพิธีกรทั้งในรายการโทรทัศน์และรายการวิทยุ เขามีผลงานอย่างมากมายและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรายการ Football's Next Star, The Hit และล่าสุด นิคกี้ ก็เพิ่งจะมีผลงานชิ้นใหม่ด้วยการเป็นพิธีกรรายการล็อตเตอรี่เกมโชว์ของไอริช The Million Euro Challenge ด้วย แม้ชีวิตหลัง Westlife พวกเขาจะเป็นอย่างไร แต่ก็เชื่อว่าทั้งห้าก็ยังคงเป็น My Love ของแฟนเพลงเสมอ... ข่าวนี้เผยแพร่โดยมิวสิคเอ็มไทย --- http://music.mthai.com --- หากนำข่าวไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วย มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

กมธ. จ่อเคาะ คดีถอดถอน ตัดสิทธิ์นักการเมืองตลอดชีวิต
กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ /  คดีถอดถอน / 

โฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรนูญ เผย กมธ. หารือ ถอดถอนนักการเมือง 5 ปีหรือตลอดชีวิต เชื่อ คดียิ่งลักษณ์ไม่สร้างความเเตกเเยก  นายปกรณ์ ปรียากร โฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรนูญ เปิดเผยว่า มีการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับประเด็นการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยใช้กับผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง ตั้งเเต่นายกรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. เเละเพิ่มเติมไปที่คู่สมรส บุตรทั้งที่บรรลุนิติภาวะเเล้ว เเละยังไม่บรรลุนิติภาวะที่ จะต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อหน่วยงานที่ตวรจสอบต่าง ๆ ด้วย เช่นเดียวกับนักการเมือง และส่วนประเด็นที่มีการพิจารณาเรื่องที่ 2 นั้น เป็นเรื่องของการขัดกันซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนเเละผลประโยชน์ส่วนรวม หรือการก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นในนโยบาย ซึ่งถือว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่มีอยู่ เพียงเเต่เขียนให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เเละเรื่องสำคัญคือการถอดถอนจากตำเเหน่งนั้น จะมีการครอบคลุมตั้งเเต่นายกฯ รมต. สส. ส.ว. ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด ที่มีพฤติการร่ำรวยผิดปกติส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ หรือขัดต่อจริยธรรมอย่างร้ายเเรง หรือถูกพลเมืองผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงชื่อถอดถอน โดยจะให้รัฐสภาที่มีมติด้วยคะเเนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาลงชื่อถอดถอน เเละปัจจุบันกำลังมีการพิจารณาว่าเวลาที่เหมาะสมในการตัดสิทธิ์ควรจะเป็น 5 ปี หรือจะตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต เเละโดยส่วนตัวเเล้วนั้น ในประเด็นการถอดถอนอดีตนายกรับมนตรีที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในเนื้อหาการยกร่าง เป็นเรื่องการถอดถอนนักการเมืองพอดีนั้น ตนถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญ เเละไม่เชื่อว่าการถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรีที่เกิดขึ้นนั้นจะสร้างความเเตกเเยกอะไรในสังคมให้เกิดขึ้นได้อีก เเละการถอดถอนที่เกิดขึ้นมานั้น ถือเป็นความผิดที่เกิดขึ้นจริงเเละเกิดความเสียหายต่อรัฐมหาศาล

คดีจำนำข้าว /  ตัดสิทธิ์ทางการเมือง / 

นายกรัฐมนตรี  ลั้น ไม่สงสาร "ยิ่งลักษณ์"  หากถูก สนช.พิพากษา และ ตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ปมคีดปล่อยทุจริตจำนำข้าว ซัด ปรองดองทุกคนไม่ได้ ผู้กระทำผิด ต้องถูกลงโทษ  เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2558 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยถึงการลงมติถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า หาก สนช. ลงมติถอดถอนและตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี และพรรคพวก ก็ไม่รู้สึกสงสาร หากสงสารก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะผิดกฏหมาย ต้องถูกลงโทษ ทุกคนควรเคารพกฎหมายบ้านเมือง เคารพศาล เคารพกติการที่วางไว้ มิเช่นนั้น ก็อาจเกิดความขัดแย้ง ความวุ่นวายไม่จบสิ้น และไม่สามารถสู่ความปรองได้ ส่วนกระบวนการสร้างความปรองดองนั้น กรณี นักการเมืองกระทำผิดกฏหมายบ้านเมือง จะให้เข้าสู่่กระบวนการฯ นั้นไม่สามารถทำได้ คนผิดต้องถูกลงโทษก่อน  แต่ ถ้าผิด แล้วยอมรับผิด ก็มาหารือกัน ส่วนแนวทางออกอื่นสำหรับผู้กระทำผิดนั้น ย้ำ ไม่มีทางออกให้ และเรื่องของประเด็นนิรโทษกรรม ไม่ขอออกความเห็นใด MThai news 

แร๊งงงงส์! โย โพสต์ระบาย หมาเลียปาก!!
โย ยศวดี /  บี น้ำทิพย์ / 

เพิ่งจะประชันหน้าเดินแบบร่วมแคทวอล์คเดียวกันไปหมาดๆ สำหรับอดีตเพื่อน (เคย) รักอย่าง โย ยศวดี และ บี น้ำทิพย์ ที่ก่อนหน้านี้โพสต์ IG เหน็บกันไปมาอย่างดุเดือด โดยในวันนั้นเอง สาวบี ได้ออกมาเปิดใจถึงปัญหาความขัดแย้งที่ยังเรื้อรังไม่จบสิ้น ทั้งเรื่องบัญชีที่โดนโกงว่ายังรอการไกล่เกลี่ย ด้าน สาวโย ที่ไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ล่าสุดก็ได้โพสต์ภาพหมาเลียปาก พร้อมข้อความสุดแร๊งงงงงส์ว่า... "ซุปตาร์ชัดๆ ไปที่ไหนก็ดัง นี่เป็นตัวอย่าง #ขอพูดส่งไปถึงรายการบางรายการหน่อยนะ หมาเลียปากในภาพแบบนี้มีความสุข แต่คนเลียแบบหมาคงไม่ดี นี่ไม่ใช่เพื่อนเล่น คำว่าไม่ไปง่ายมากคือไม่ไป จะให้ออกไปตอบโต้กันไปมา คนที่เจ็บปวดเป็นดารานะไม่ใช่สื่อ 1 คำพูดไปต่ออีก 100 คำ เพราะฉะนั้นระวังคำถามให้ดี พิสูจน์ความจริงความบริสุทธ์ใจต้องไปศาล คนตัดสินไม่ใช่สื่อ ไม่ใช่ประชาชนนะ การที่เงียบเพราะใช้วิธีอย่างถูกต้องแก้ปัญหา คนที่มีปัญหาจริงๆ มันต้องมาคุยกับตัวปัญญา วิธีแบบนี้ทำมาหลายเดือนแล้วปัญหาไม่เขยิบเลยนะ ก็จะนั่งสบายๆ หลังชนเบาะแบบนี้ล่ะค่ะ ไม่ได้ขโมยอะไรใครมาจะกลัวทำไม คนของหายก็ควรรีบมาเอานะ ยืดเยื้อน้ำลายแตกฟองเรื่องเดิมเล่าใหม่เล่าแล้วเล่าอีก เทปยืดแล้วค่ะ ถ้าความจริงเรื่องมันสั้นและง่ายนิดเดียว แต่เจอละครน้ำเน่าเข้าไป จบยากชิบอ้าย!" "เมื่อวานอยู่ห่างกันคืบมือ เมิงเดินหนีทามมายยยย?? เห็นสำคัญที่สุดคือสบัดผมวิ่งหาสื่อ มาพูดกับกรูนิ จะเอาอะไรยังไงบอกมา!! นี่งง ใกล้จบยังละครเรื่องนี้ยัง? เบื่อมากก พูดเหมือนถูกอยู่คนเดียว ด่าๆๆ แล้วบอกว่าพูดลอยๆ ใครร้อนตัวก็รับไป คุณๆ ประชาชนเค้ากินข้าวนะไม่ใช่หญ้า (ควายก็ฉลาดนะ) อย่าดูถูกความคิดเค้า มันเคลียร์ไม่ได้หรอก เรื่องนี้ชื่อมันก็บอกอยู่แล้ว โบยี! มี2คนนะ เล่นเกมเดาใจหนูทำอะไรอยู่ไม่ไหวแล้วค่ะ ยื้อไปอีกคนที่จะพังพาบไม่ใช่ทางนี้นะ บอกไว้เลย! ทำให้ทุกอย่างที่ให้ทำ แต่ท้ายสุดเหมือนเป็นเครื่องมือระบาย! โครตเบื่อ! ทั้งหมดนี่ไม่ได้ว่าใครนะคะ พูดลอยๆ ใครอยากรับก็รับไป #หมาเลียปาก" ขอบคุณภาพจาก IG @ yoyossavadee, beenamthipofficial โย ยศวดี โย ยศวดี บี น้ำทิพย์ บี น้ำทิพย์

ศาลยกฟ้อง อนุดิษฐ์-ยงยุทธ-จิรายุ หมิ่น กรณ์
กรณ์ จาติกวณิช /  การบินไทย / 

ศาลยกฟ้อง อนุดิษฐ์-ยงยุทธ-จิรายุ หมิ่น กรณ์ ปมปราศรัยกล่าวหาอัพตั๋วเครื่องบินการบินไทย ชี้เป็นการปกป้องผลประโยชน์รัฐวิสาหกิจ ไม่ได้กลั่นแกล้งทางการเมือง รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (22 ม.ค. 58) ศาลอาญา ได้มีคำสั่งตัดสินยกฟ้องในคดีที่ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนางวรกร จาติกวณิช เป็นโจทก์ฟ้องพรรคเพื่อไทย อาทินายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ภายหลังจำเลยทั้งหมดได้ร่วมกันกล่าวหานายกรณ์ ใช้อภิสิทธิ์สั่งการให้บริษัทการบินไทยฯ อัพเกรดบัตรโดยสารของตนเองและภรรยาในการเดินทางไปต่างประเทศ โดยศาลชี้ว่า จำเลยทั้งหมดไม่ได้แถลงข่าวเพื่อใส่ความ หรือกลั่นแกล้งทางการเมือง เชื่อว่าเป็นการแถลงข่าวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทการบินไทยฯ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่ให้เสียหายหรือสูญเสียรายได้ ประกอบกับขณะเกิดเหตุจำเลยเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็นการตรวจสอบการทำหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาล ติชมโดยสุจริต ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท พิพากษายกฟ้อง MThai news

อันซีน 10 วัดบนเขา ที่คุณต้องไปสักครั้งในชีวิต
10 สถานที่ /  วัดสวย / 

ประเทศไทย ถือเป็นอีกหนึ่งจุดศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา เพราะเต็มไปด้วยวัดวาอารามมากมาย นับกันไม่หวาดไม่ไหว ในแต่ละวัดก็จะมีจุดเด่นต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นพระประธาน พระอุโบสถ เจดีย์ วิหาร ฯลฯ นอกจากนี้บางวัดในต่างจังหวัด ยังตั้งอยู่ในบริเวณที่มีทัศนียภาพสุดแสนตระการตา travel.mthai.com เลยขอพาท่านไปพบกับ 10 วัดบนเขา สุดอันซีนในเมืองไทย ที่คุณต้องไปสักครั้ง อันซีน 10 วัดบนเขา ที่คุณต้องไปสักครั้งในชีวิต 1. วัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ วัดถ้ำเสือ จังหวัดกระบี่ มีความสวยงาม มหัศจรรย์ และเป็นที่ปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานที่น่าสนใจ  สภาพโดยทั่วไปของ วัดถ้ำเสือมีลักษณะ เป็นสวนป่า เป็นโพรงถ้ำ มีเพิงผาและแหล่งถ้ำธรรมชาติ เช่น ถ้ำคนธรรพ์ ถ้ำลอด ถ้ำช้างแก้ว ถ้ำลูกธนู ถ้ำงู ถ้ำเต่า ถ้ำมือเสือ สิ่งสำคัญใน “วัดถ้ำเสือ” นั้นที่ดูเหมือนจะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มากที่สุดและ เป็นที่นิยมชื่นชอบของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ วัดถ้ำเสือ อยู่ห่างจากตัวเมืองกระบี่ประมาณ 9 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ บ้านถ้ำเสือ ตำบลกระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ พื้นที่บริเวณวัดประมาณ 200 ไร่ ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบ หุบเขาและยอดเขา การเดินทาง จากตัวเมืองกระบี่ เลี้ยวซ้ายที่สี่แยกตลาดเก่า ใช้เส้นทางถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) เส้นทางอำเภอเหนือคลอง เลี้ยวซ้ายที่สามแยกถ้ำเสือไปตามถนนราษฎรพัฒนา (ทางหลวงหมายเลข 4037) ไปประมาณ 2 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางอย่างชัดเจน 2. วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ตั้งอยู่ที่ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เป็นวัดที่มีความโดดเด่นอลังการไม่เหมือนใคร นอกจากทิวทัศน์สวยๆ ของทะเลภูเขารายรอบและทะเลหมอกสีขาวแล้ว ก็คือสีสันอันสดใส ที่เกิดจากการนำกระเบื้องสีถ้วยชามเบญจรงค์มุกลูกปัดแก้วแหวนเงินทอง สิ่งมีค่าต่างๆ ตลอดจนเซรามิคหลากสีสัน มาประดับประดาตกแต่งเป็นลวดลายที่สวยงาม เมื่อยามต้องแสงแดดทั่วทั้งอาณาบริเวณจะสะท้อนประกายงดงามราวกับวัดบนสรวงสวรรค์ เป็นสถานที่อันสวยงามและศักดิ์สิทธิ์ควรค่าแก่การไปเยือน การเดินทาง จากกรุงเทพฯใช้ทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านจ.สระบุรี และจ.ลพบุรีจากนั้น เลี้ยวซ้ายสู่ทางหลวงหมายเลข 12 บริเวณแยกอนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง ขับตรงไปเรื่อยๆทางที่จะไปแยกแคมป์สน มีจุดสังเกตคืออบต. แคมป์สนอยู่ขวามือ ขับตรงไปกลับรถทางเข้าวัดจะอยู่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านทางแดงข้างๆ อบต.แคมป์สน 3. วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ จ.ลำปาง แหล่งท่องเที่ยวอันซีนของจังหวัดลำปาง ตั้งอยู่ที่อำเภอแจ้ห่ม กับจุดชมวิวแบบพาโนรามา 360 องศา ณ วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ ที่จะทำให้คุณได้ยลโฉมวิวสวยอลังการของอำเภอแจ้ห่ม เห็นลำน้ำแม่สอย แม่มอญและแม่วัง ขนานไปกับบท้องนาเขียวขจี โดยมีภูเขาดอยปู่ยักษ์ทอดแนวยาวสุดสายตา ซึ่งจากบริเวณวัดต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อแล่นขึ้นไปที่จอดรถที่เรียกว่าดอยภูผาหมอก จากนั้นเดินต่อขึ้นไปบนจุดทิวทัศน์สูงสุดคือยอดดอยภูผาโชค รวมระยะทางประมาณ 1 กม. แม้หนทางอาจจะลำบากสักนิด แต่สิ่งที่ได้รับกลับคุ้มค่าเกินคำบรรยาย 4. วัดเจติยาคีรีวิหาร จ.บึงกาฬ สถานที่อันแสนเงียบสงบ “วัดภูทอก” หรือ “วัดเจติยาคีรีวิหาร” นี้คือ สถานที่ปฏิบัติบำเพ็ญธรรมท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม ที่แวดล้อมอยู่แฝงไว้ซึ่งเสน่ห์ทางธรรม สะพานไม้ และบันไดขึ้นชมทัศนียภาพรอบๆ ภูทอก แบบ 360 คือ มนต์เสน่ห์แห่งดินแดนธรรมอันเงียบสงบแห่งนี้ ที่สะกดให้นักท่องเที่ยวหลงใหลในความงดงาม มีทั้งหมด 7 ชั้นจากชั้น 1 – ชั้นที่ 7 จะมีบันไดไม้ให้เดินแบบตรงทอดยาวจนถึงจุดสูงสุดของยอดภูทอก และตั้งแต่ชั้นที่ 3 เป็นต้นไป นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมแบบสะพานเวียนรอบเขา ซึ่งจะได้เห็นมุมมองที่แตกต่างไปเรื่อยๆ ทางหลวงหมายเลข 222 ไปทางอำเภอศรีวิไล มีป้ายบอกทางเป็นระยะอยู่ห่างจากอำเภอเมืองประมาณ 50 กิโลฯ วัดภูทอก อยู่ในอาณาเขตบ้านคำแคน ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล ภูทอกมี 2 ลูก คือ ภูทอกใหญ่ และภูทอกน้อย ส่วนที่นักแสวงบุญและนักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถชมได้ คือ ภูทอกน้อย ส่วนภูทอกใหญ่อยู่ห่างออกไปยังไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวชม 5. วัดเขาสุกิม จ.จันทบุรี ภาพจาก faiththaistory.com เดิมเป็นสถานปฏิบัติธรรมบนเขาซึ่งเรียกกันในท้องถิ่นว่าเขาอีกิม ต่อมาในปี พ.ศ. 2507 ชาวบ้านได้นิมนต์พระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย และภิกษุสามเณรจากสำนักสงฆ์เนินดินแดงซึ่งอยู่ไม่ไกล มาจำพรรษาบนเขาอีกิม พระอาจารย์สมชายได้พัฒนาวัดจนเป็นวัดใหญ่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปและเปลี่ยนชื่อเป็นเขาสุกิม นอกจากนี้ยังได้สร้างโรงเรียนมัธยมวัดเขาสุกิมและโรงพยาบาลวัดเขาสุกิมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะด้วย พิพิธภัณฑ์วัดเขาสุกิม อยู่บนชั้น 3 ของตึก 60 ปีเฉลิมพระเกียรติเป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุจำนวนมาก เช่นพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ทั้งที่ด้วยศิลาและสำริด เครื่องถ้วยกระเบื้องจีนทั้งขนาดเล็กและใหญ่ นอกจากนี้ก็มีขวานหิน ฆ้อง หม้อ ไห มีด ดาบ เครื่องประดับสำริด กระต่ายขูดมะพร้าว เป็นต้น 6. วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม จ.นครราชสีมา ภาพจาก thailovetrip.com วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม ตั้งอยู่บริเวณเขาสีเสียดอ้า หมู่บ้านกลางดง เป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธสกลสีมามงคล เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกว่า หลวงพ่อขาว หรือหลวงพ่อใหญ่ เป็นพระพุทธรูปในพระอิริยาบทนั่งปางประทานพรสีขาวขนาดใหญ่  สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก โดดเด่นอยู่บนยอดเขาสูง มีบันไดทางขึ้น ๑,๒๕๐ ขั้น หมายถึง จำนวนพระอรหันต์ที่ไปชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมายในวันมาฆบูชา ถือว่ามีความหมายในการสร้างสุดๆ 7. วัดป่าภูก้อน จ.อุดรธานี ภาพจาก nongwa2557.blogspot.com วัดป่าภูก้อน เกิดขึ้นจากพุทธบริษัท ที่ตระหนักถึงคุณประโยชน์ของธรรมชาติและป่าต้นน้ำลำธาร ซึ่งกำลังถูกทำลาย และเพื่อตามรอยพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการรักษาความสมบูรณ์ของป่าไม้ต้นน้ำลำธาร สัตว์ป่า และพรรณไม้นานาพันธุ์ ให้เป็นมรดกของลูกหลานไทยคู่กับแผ่นดินไทย วัดป่าภูก้อน จะเป็นสถานที่ที่สงบเหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนาของพระสายกรรมฐาน ภายในวัดมีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุ ในพระเกศพระร่วงโรจน์ศรีบูรพา ซึ่งเป็นประธานประดิษฐานหน้าองค์พระปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์ มีพระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี เป็นพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ทำด้วยหินอ่อนขาวจากเมืองคาร์ราร่า ประเทศอิตาลี วัดป่าภูก้อนตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่านายูง และป่าน้ำโสม ท้องที่บ้านนาคำใหญ่ ตำบลบ้านก้อง เป็น รอยต่อแผ่นดิน 3 จังหวัด คือ อุดรธานี เลย และหนองคาย อยู่ห่างจากตัวจังหวัดอุดรธานี 124 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 2 (อุดรธานี-หนองคาย) ถึงกิโลเมตรที่ 13 เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2021 (อุดรธานี-บ้านผือ) ไปยังบ้านนาคำใหญ่ อำเภอนายูง 8. วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ พุทธคยาจำลอง จ.นครสวรรค์  ภาพจาก http://pantip.com/topic/32312114 วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ เป็นวัดในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ความสวยงามแปลกตาของวัดแห่งนี้ คือการสร้างวัดเป็นรูปเรือหลวงบนยอดเขา ซึ่งสื่อความหมายถึง พาหนะที่จะช่วยให้พ้นห้วงกิเลสภายในวัดประดิษฐานเจดีย์ศรีพุทธคยา ซึ่งจำลองแบบมาจากเจดีย์พุทธคยาจากประเทศอินเดีย ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมทรงกรวย ส่วนยอดเจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำ ประดับด้วยลวดลายปูนปั้น ซึ่งมีความสวยงามดูแปลกตา บริเวณรอบๆ เจดีย์จะมีพระพุทธรูปปางประทับยืน และประทับนั่งอยู่ทั่วไป บริเวณชั้นบนสุดยังเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุอีกด้วย การเดินทาง : จากกรุงเทพฯ เดินทางมุ่งหน้า อ.ตาคลี นครสวรรค์ ถึงกองบินสี่ เจอแยกไปหัวหวาย (ทางหลวงแผ่นดิน 3329) เลี้ยวซ้าย ขับรถไปเรื่อย ๆ จะเจอสี่แยกตัดกันกับเส้นตากฟ้า-ท่าตะโก ให้ตรงเข้าไป ขับรถผ่านหมู่บ้านทาง รพช. มีป้ายบอกตลอดทางจะเห็นภูเขาอยู่ด้านหน้าประมาณห้า กม.จากแยกก็จะถึงวัด 9. วัดถ้ำเขาวง จ.อุทัยธานี  ภาพจาก board.trekkingthai.com วัดถ้ำเขาวง หากมองจากภาพถ่ายเชื่อว่าหลายคนคงคิดว่า เป็นรีสอร์ทสวยๆ ที่ไหนสักแห่ง แต่ความจริงแล้วที่นี่คือ “วัด” โดยวัดแห่งนี้เป็นอาคาร 4 ชั้น ออกแบบลักษณะเรือนไทย ยกใต้ถุน แบ่งสัดส่วนการใช้งานเป็น 4 ส่วน คือ ใต้ถุนเป็นลานเอนกประสงค์และร้านขายของ , ชั้นที่ 2 เป็นวิหาร , ชั้นที่ 3 เป็นกุฏิ และ ชั้นที่ 4 จะเป็นโบสถ์สร้างด้วยไม้สัก และไม้มะค่า มีความงดงามมาก บริเวณโดยรอบก็มีการจัดภูมิทัศน์ให้สวยงาม ร่มรื่น มีฉากหลังเป็นเขาหินปูนสูงตระหง่าน บริเวณด้านหน้ามีสวนไม้ดัด และบ่อน้ำซึ่งมีปลาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ห่างจากตัววัดไปทางด้านหลังจะมีถ้ำอยู่ประมาณ 7-8 ถ้ำ บางถ้ำเป็นที่นั่งวิปัสสนาสำหรับพระภิกษุ บางถ้ำเป็นถ้ำค้างคาว และบางถ้ำก็มีหินงอกหินย้อยให้ชมกัน การเดินทาง : จากตัวเมืองอุทัยธานี มุ่งหน้าสู่ตำบลบ้านไร่ ห่างจากอำเภอไปราว 12 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 3011 ผ่านทางโค้งศาลเจ้าพ่อเขารักแล้วมาตัดกับสามแยกให้เลี้ยวขวาไปประมาณ 6 กิโลเมตร จะมีทางแยกเลี้ยวซ้ายเข้าสู่เขาวง ประมาณ 8 กิโลเมตรถึงทางแยกเข้าไปอีก 300 เมตร ทางค่อนข้างจะลาดชันขึ้นทีละน้อย เส้นทางอ้อมโค้งเป็นหน้าผาต้องไต่ไปตามซอกเขา 10. วัดทางสาย พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ จ.ประจวบคีรีขันธ์ วัดทางสาย หรือวัดเขาธงชัย เป็นที่ตั้งของพระมหาเจดีย์ภักดีประกาศ เจดีย์ที่มีความสวยงามอลังการ ด้วยการไล่ระดับ 5 ชั้น เจดีย์สีทองอร่ามอีก 9 ยอด อีกทั้งยังสามารถชมทิวทัศน์ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยสุดงามได้อีกด้วย วัดนี้สร้างขึ้นในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 เป็นอีกความหมายว่าทำไม่เจดีย์ถึงมี 9 ยอด ส่วน 5 ชั้น นั้นหมายถึง ขันธ์ 5 ตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา วัดทางสาย ตั้งอยู่ที่ ม.9 ต.ธงชัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีลักษณะคล้ายเต่ายื่นลงไปในทะเล อยู่กึ่งกลางระหว่าง 2 อ่าว คือ อ่าวบ้านกรูดและอ่าวบ้านทางสาย มีความสูงจากน้ำทะเลถึงยอดเขา 110 ฟุต มีถนนขึ้นสู่ยอดเขาโดยสะดวก ระยะทาง 1 กิโลเมตร ห่างจากสถานีรถไฟบ้านกรูด 4 กิโลเมตร ห่างจากถนนเพชรเกษม 12 กิโลเมตร เรื่องและเรียบเรียงโดย : Muztong  Travel MThai

แก๊งโจ๋โหด ชักปืนยิงแม่อริดับ หลังเข้าไหว้อ้อนสอนขอชีวิตลูก
กรณัฐ เรนโสภา /  ข่าวจังหวัดนครปฐม / 

ตำรวจนครชัยศรี เร่งล่าแก๊งวัยรุ่นสุดโหดบุกปาระเบิดปิงปองใส่ร้านก๋วยเตี๋ยวอรินับ 10ครั้ง ก่อนควักปืนยิงผู้เป็นแม่เสียชีวิต หลังได้เข้าไปไหว้อ้อนวอนขออย่ายิงลูก รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 24 ม.ค. 58 ได้เกิดเหตุมีกลุ่มคนร้ายก่อเหตุอุกอาจบุกปาระเบิดปิงปองใส่ร้ายก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บริเวณริมถนนสายท่านา-นครชัยศรี ต.บางกระเบา อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม 3รอบ ก่อนจะชักยิงนางกรณัฐ หรือเจ้นัด ปุเรนโสภา อายุ 39 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมาหลังทดพิษบาดแผลไม่ไหว ทั้งนี้จากการสอบสวนนายเอ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ลูกชายของผู้ตายได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีกลุ่มวัยรุ่นซึ่งเป็นอริของตน นำโดยนายพรศักดิ์ หรือบีม พร้อมพวกได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาที่หน้าร้าน 3 รอบก่อนจะปาระเบิดปิงปองใส่ 3 ครั้งอย่างเมามันไม่หวั่นเกรงกฎหมาย จนลูกค้าแตกตื่นวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น จากนั้นในเวลา 21.30 น. ซึ่งเป็นเวลาเก็บร้าน นายบีมและพวกก็วนมาที่ร้านอีกครั้งคราวนี้ 1 ในกลุ่มดังกล่าวได้ควักปืนยิงเข้าใส่ตน และน้องที่เก็บร้านอยู่ ทำให้นางกรณัฐ ซึ่งเป็นแม่เห็นเหตุการณ์เข้า จึงเดินเข้าไปยกมือไหว้อ้อนวอนขออย่ายิงลูกชาย แต่ไม่เป็นผลมือปืนคนดังกล่าวกลับหันกระบอกปืนยิงใส่แม่ตนจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว ขณะที่ผกก.สภ.นครชัยศรี พ.ต.อ.ธีรเดช อธิภัคกุล ได้ทราบเรื่องแล้ว เตรียมจะขออนุมัติศาลออกหมายจับกลุ่มผู้ก่อเหตุ ซึ่งคาดว่ามีประมาณ 20คนมาดำเนินคดี เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับว่าสะเทือนขวัญและท้าทายกฎหมาายเป็นอย่างมาก ภาพจาก ข่าวสด MThai News

คุม 'พงศ์พัฒน์' ขึ้นศาล สารภาพทุกข้อหา
กรมราชทัณฑ์ /  ขังพงศ์พัฒน์ / 

ราชทัณฑ์ คุมตัวอดีต ผบช.ก. กับลูกน้องรวม 6 คน สอบคำให้การ หลังอัยการยื่นฟ้อง คดีรับส่วย-หมิ่นเบื้องสูง รับสารภาพทุกข้อหา รอพิพากษาบ่ายวันนี้  เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ คุมตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีตผู้บังคับการตำรวจน้ำ พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ อดีต ผกก.4 ปคบ. ด.ต.สุรศักดิ์ จันเงา อดีต ผบ.หมู่ กก.2 กองปราบปราม และ ด.ต.ฉัตรินทร์ หรือ จักรินทร์ เหล่าทอง อดีต ผบ.หมู่ ปฏิบัติการพิเศษกองปราบปราม จำเลยใน คดีเรียกรับส่วยน้ำมัน แอบอ้างเบื้องสูง และเรียกรับส่วยแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจในสังกัด บช.ก. จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มายังศาลอาญารัชดา ตามกำหนดนัดศาลที่ให้เบิกตัวมาสอบคำให้การว่าจะรับหรือปฏิเสธ หลังพนักงานอัยการนำสำนวนการสอบสวนมายื่นฟ้องต่อศาลเมื่อวานที่ผ่านมา โดย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กับอดีตนายตำรวจทั้ง 6 คน มีสีหน้าเรียบเฉย เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้คุมตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมายังใต้ถุนศาลอาญา ท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ขณะนี้ เจ้าหน้าที่คุมตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กับพวก เข้าไปในห้องเวรชี้ เพื่อสอบคำให้การแล้ว ขณะที่ศาลอาญารัชดา สอบคำให้การอดีตนายตำรวจทั้ง 6 คนแล้ว และศาลได้อ่านอธิบายคำฟ้องให้จำเลยทั้งหมด ฟังจนเป็นที่เข้าใจแล้ว โดยทั้ง 6 คน ให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ดังนั้น ในข้อหาที่มีอัตราโทษสูงกว่า 5 ปี ศาลได้สั่งให้มีการสืบประกอบ เพื่อนัดฟังคำพิพากษาต่อไป ส่วนคดีที่มีอัตราโทษไม่ถึง 5 ปี อย่างคดีหมิ่นเบื้องสูง และคดีบ่อนโคลอนเซ่ ศาลจะนัดอ่านคำพิพากษา ในวันนี้

ศาลสั่งจำคุก 'เก่ง การุณ' ปราศรัยโจมตี แทนคุณ ปี54
จำคุก /  นายการุณ โหสกุุล / 

ศาลอาญา สั่งจำคุก 18 เดือน เก่ง การุณ ปราศรัย โจมตี อี้ แทนคุณ ในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตดอนเมือง ปี 54 ชี้ผิดจริง ศาลอาญา รัชดา อ่านคำพิพากษา ในคดีที่ นายแทนคุณ จิตต์อิสระ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายการุณ โหสกุล หรือ เก่ง การุณ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีที่จำเลยกล่าวปราศรัยในการหาเสียงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตดอนเมือง เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2554 ที่ตลาดนัดบุญอนันต์ และ วันที่ 12 มิ.ย. 2554 ที่ตลาดนัดโกสุมรวมใจ กล่าวหาโจทก์ ในทำนองเสื่อมเสีย โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องพิพากษาจำคุกรวม 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยไว้ 16 เดือน แต่พฤติการณ์ของจำเลย เป็นการกล่าวปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียง ผ่านบุคคลหลายกลุ่ม ทำลายคู่แข่งทางการเมือง สร้างความเสียหายในวงกว้าง ทำให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สั่งให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ จึงไม่สมควรให้รอการลงโทษ ขณะที่ นายการุณ กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ว่า เตรียมยื่นหลักทรัพย์ เพื่อขอประกันตัวต่อศาล

ด้วยความรัก และ หวงแหนแผ่นดินไทย
ประชาธิปไตย /  ประชานิยม / 

สวัสดีปีใหม่ 2558 ด้วยความรักและหวงแหนแผ่นดินไทย “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย   เป็นประชารัฐไผทของไทยทุกส่วน อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด   เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่ สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี  เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัย ชโย ” เนื้อเพลงชาติไทยพวกของพวกเราตอนนี้เป็นบทกวีที่บรรพชนของเราปลูกฝังให้คนไทยมีความรักชาติและเป็นชาตินิยม ตั้งแต่ครั้งรุ่นปู่ ย่า ตา ยายยังไม่รู้จักคำว่า “ประชานิยม” แต่ท่านเหล่านั้นกลับมีความสำนึก ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยิ่งกว่าสิ่งใด เหนือกว่าความหมาย คำว่า “ประชานิยม” เมื่อครั้งที่ประชาธิปไตยยังบริสุทธิ์ท่านเหล่านั้นจะปลูกฝังแต่ความรักชาติ หวงแหนแผ่นดินโดยมิได้เคยร้องขอสิ่งใดตอบแทน ตัวอย่างประเทศอื่นที่เห็นได้ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น คนอเมริกันเชื่อมั่นในหลักการของประธานาธิบดี อัมบราฮัม ลินคอนน์ ที่กล่าวว่า “ประชาชนปกครองโดยประชาชนและเพื่อประชาชน” หรือ คำขวัญของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ที่กล่าวว่า “อย่าถามว่าท่านจะได้อะไรจากอเมริกา แต่ตัวท่านได้ให้อะไรกับอเมริกา” สิ่งนี้ คือ หลักอันยิ่งใหญ่ในระบอบประชาธิปไตยอันสมบูรณ์และบริสุทธิ์โดยไม่มีส่วนใดที่บ่งบอกถึงความเป็นประชานิยม เช่น แบบที่หลายประเทศในโลกพยายามนำมาใช้กับประเทศของตน ความคิดและอุดมคติเหล่านี้ถูกปลุกฝังจากรุ่นสู่รุ่นเป็นระบบไม่มีขาดตอน ทำให้ประเทศอเมริกาเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ได้ เมื่อมาดูประเทศไทยตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ยังมีให้เห็นความเป็นชาตินิยมอยู่อย่างต่อเนื่อง และที่สามารถสัมผัสจับต้องได้ชัด เมื่อหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ที่เห็นปรากฏชัดเจน คือ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเทิดทูนวีรกรรมทหาร ตำรวจและพลเรือน ที่เสียชีวิตไปในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เรื่องการปรับปรุงพรมแดนไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 59 คน ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2484 และจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้กระทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2485 สถาปนิกผู้ออกแบบอนุสาวรีย์คือ หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล ก่อนที่จะมีการสร้างวงเวียนอนุสาวรีย์ บริเวณจุดตัดของถนนพญาไท ถนนราชวิถี และถนนพหลโยธิน นี้มีชื่อเรียกว่า "สี่แยกสนามเป้า" ภาพจาก โพสต์จังดอทคอม อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นหลักฐานและเครื่องยืนยันว่า ประเทศไทยเราทำสงครามรบชนะประเทศฝรั่งเศส ประเทศไทยได้ดินแดนพิพาทมาอยู่ในปกครอง และจัดตั้งเป็นจังหวัดใหม่ขึ้น 4 จังหวัด คือ จังหวัดนครจัมปาศักดิ์ จังหวัดลานช้าง จังหวัดพิบูลสงคราม และ จังหวัดพระตะบอง รวมเป็นพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 24,039 ตารางกิโลเมตร ซึ่งจังหวัดดังกล่าวนี้ ไทยได้ปกครองเรื่อยมาจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 2488   ซึ่งพลเมืองใน 4 จังหวัดนี้เป็นคนไทย พูดภาษาไทย อยู่บนแผ่นดินไทย มีบัตรประจำตัวประชาชนคนไทย ต้องขึ้นทะเบียนทหารไทย เกณฑ์ทหารไทย มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีการเลือกตั้ง มีสำนักงานที่ดินจังหวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินไทย มีศาลากลาง มีศาล มีโรงพยาบาล นับเป็นผลพวงจากชัยชนะที่ไทยมีต่อฝรั่งเศส จึงได้มีการลงนามใน อนุสนธิสัญญาโตเกียว เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2484 ที่กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น โดยมีประเทศผู้ร่วมลงนาม ถึง 6 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส ไทย เยอรมัน ญี่ปุ่น กัมพูชาและลาว เป็นเรื่องแปลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศฝรั่งเศสกลับอ้างสิทธิการครอบครองดินแดนดังกล่าว ตามสนธิสัญญาไทยฝรั่งเศส พ.ศ. 2411 ถึง 2453 โดยนำเรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลโลกเพื่อฟ้องเรียก 4 จังหวัด ดังกล่าวคืน ทั้งที่ตามหลักสากลของกฎหมายแล้วสัญญาที่กระทำหลังสุดย่อมมีผลทางกฎหมายซึ่งเป็นที่สิ้นสุด แต่ในการสู้คดีพิพาทดินแดนไทย กัมพูชา มิได้มีการหยิบยกข้อตกลง ในอนุสนธิสัญญาโตเกียวขึ้นมาต่อสู้แม้แต่น้อย แม้กระทั่งระบบแผนที่แบ่งเขตแดนที่ทำอย่างทันสมัยก็มิได้ถูกหยิบยกขึ้นมาต่อสู้ ภาพจาก travel.thaiza.com แต่ที่น่าเจ็บใจและเสียใจที่สุด คือ ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องไปขึ้นศาลโลก เพราะประเทศไทยได้ลาออกจากสมาชิกภาคีศาลโลกแล้วตั้งแต่สมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงไม่มีความจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับศาลโลก ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดนักการเมืองที่ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอปากหวานก้นเปรี้ยว ดีแต่พูดจึงยอมรับเป็นคู่ความต่อศาลโลก ด้วยโลภะ โทสะ โมหะ หรือไม่ประการใดก็ไม่อาจทราบได้ ผลลัพท์ของประเทศไทยจึงเป็นอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ ท่านผู้อ่านที่รักเราควรภูมิใจว่า เรามีเหล่านักรบบรรพชนที่เอาชีวิตเข้าแลกกับดินแดนไทย ดังชื่อของท่านเหล่านั้นปรากฏที่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อผ่านไปครั้งใด ขอให้ได้ยกมือไหว้เคารพสักการะดวงวิญญาณของนักรบผู้กล้าเหล่านั้นทุกครั้ง และโปรดได้อธิษฐานขอให้ดวงวิญญาณท่านไปสู่สรวงสวรรค์เถิด และร่วมกันสาปแช่งพวกขายชาติ ขายทรัพยากรของชาติทุกประเภทจงประสบแต่ความวิบัติด้วยเทอญ ผศ.ดร.วิวัฒน์ชัย กุลมาตย์ ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ บางกอกทูเดย์ MThai News