ศาลฏีกา

5 สถานที่ท่องเที่ยวในปีนัง ที่คุณไม่ควรพลาด
เที่ยวปีนัง /  เที่ยวมาเลเซีย

วันนี้มัชรูมทราเวลก็มีบทความท่องเที่ยวดี ๆ มาฝากเช่นเคย ซึ่งที่ผ่านมาเราได้พาทุกท่านไปทัวร์ดินแดนอาทิตย์อุทัยกันบ่อยครั้งแล้ว คราวนี้เราจะลองเปลี่ยนมาเที่ยวพื้นที่ใกล้ๆ บ้านเรากันบ้าง สถานที่แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากด้ามขวานของเรานี่เองค่ะ ใช้เวลาบินไปแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว โดยปัจจุบันที่นี่ถูกเรียกขานว่าเป็นไข่มุกแห่งตะวันออกด้วยความโรแมนติกและความสวยงามของบ้านเรือนสิ่งก่อสร้าง ซึ่งที่นั่นก็คือ “ปีนัง” นั่นเอง 5 สถานที่ท่องเที่ยวในปีนัง ที่คุณไม่ควรพลาด โดยเกาะปีนังมีชื่อตามมาภาษามาเลย์เรียกว่าปูเลาปีนัง อีกทั้งยังมีสถานะเป็น 1 ใน 13 รัฐของมาเลเซีย ซึ่งตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันตกของมาเลเซีย และมีจอร์จทาวน์เป็นเมืองหลวงของรัฐ ส่วนในเรื่องของการท่องเที่ยว ที่ปีนังคุณสามารถหาสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ ได้มากมาย เนื่องจากที่ปีนังนั้นถือว่ามีความหลากหลายทางด้านสถานที่ท่องเที่ยวทั้งจากแหล่งประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่สวยงาม รวมถึงสถานที่ช้อปปิ้งให้คุณได้เพลิดเพลินกับการจับจ่ายสินค้าคุณภาพดีแต่มีราคาที่ถูกเหลือเชื่อ ทั้งนี้หากคุณผู้อ่านได้มีโอกาสมาเที่ยวปีนังสักครั้ง 5 สถานที่ดังต่อไปนี้ที่คุณไม่ควรพลาด มิฉะนั้นอาจเรียกว่ามาไม่ถึงปีนังก็ว่าได้ 1. วัดเก็กล๊อกซี วัดเก็กล๊อกซีเป็นวัดที่ตั้งเด่นเป็นสง่ากลางเมืองปีนังที่เด่นสะดุดตาด้วยโคมไฟที่แขวนประดับไว้อยู่ทั่ววัด และจะส่องแสงสวยงามเป็นพิเศษในเวลาค่ำคืน โดยวัดแห่งนี้สร้างในแบบของสถาปัตยกรรมจีน มีจุดเด่นคือเจดีย์สูงซึ่งมีลิฟท์ให้บริการนักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามรอบๆ เกาะบนชั้นบนสุดได้ ทำให้วัดเก็กล๊อกซีกลายเป็นวัดยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการชมวิวเมืองปีนัง รวมถึงมาไหว้พระขอพรกับองค์เจ้าแม่กวนอิมที่ได้ชื่อว่าเป็นรูปปั้นสีบรอนซ์ขนาดใหญ่ที่สวยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ว่าได้ นอกจากนั้นภายในรอบๆ บริเวณวัดยังมีร้านค้ามากมายที่ทางวัดจัดขึ้น โดยมีขายตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องประดับประเภทต่างๆ จากหยก เครื่องราง ตลอดจนของที่ระลึกอีกมากมายหลายอย่าง 2. จอร์จทาวน์ จอร์จทาวน์เป็นเมืองหลวงของรัฐปีนังแห่งมาเลเซีย ที่ได้รับการแต่งตั้งและยกย่องให้เป็น 1 ในมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ร่วมกับเมืองมะละกาในเดือนกรกฎาคม 2551เนื่องมาจากมีภูมิสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่งดงามทรงคุณค่ามากมายหลายแห่ง อย่างเช่น  คฤหาสน์เฉิงฟัตเจ๋อ ป้อมปราการคอร์นเวลลิส และวัดเจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น นอกจากนั้นภายในเมืองจอร์จทาวน์ยังมีการอนุรักษ์อาคารบ้านเรือนหลายๆ แห่ง โดยเฉพาะอาคารที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ชิโน-โปรตุกีส สร้างบรรยากาศให้เมืองแห่งนี้มีความขลังในเสน่ห์ของเมืองเก่ามากยิ่งขึ้น 3. บาตูเฟอรินกิ บาตูเฟอรินกิคือชายหาดที่สวยงามจนได้รับความนิยมมากที่สุดในปีนัง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองจอร์จทาวน์ ซึ่งชายหาดแห่งนี้มีชื่อเสียงด้วยเรื่องของกิจกรรมบนชายหาดและทางทะเลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการอาบแดด เล่นกระดานโต้คลื่น พายเรือแคนู พาราเซลลิง ฯลฯ นอกจากนั้นที่นี่ยังมีรีสอร์ทที่มีมาตรฐานระดับโลกให้บริการอยู่หลายแห่งเรียงรายไปจนสุดชายหาด เรียกความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติปีละหลายแสนคน ทั้งนี้ในช่วงเย็นหลังพระอาทิตย์ตกดิน ชายหาดบาตูเฟอรินกิก็จะเต็มไปด้วยบรรยากาศที่สนุกสนานครึกครื้นไปด้วยร้านขายสินค้ากลางแจ้งทุกชนิด ตั้งแต่ของที่ระลึกราคาถูก งานฝีมือ ไปจนถึงสินค้าหรูหราไฮโซเลยทีเดียว ซึ่งผิดกับตอนช่วงกลางวันที่มีบรรยากาศอันเงียบสงบยิ่งนัก 4. สวนผีเสื้อปีนัง และสวนพฤกษชาติปีนัง หลังจากเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ภายในปีนังแล้ว ก็มาถึงคิวของสวนพฤกษศาสตร์ปีนัง ซึ่งเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเมืองจอร์จทาวน์ ที่นี่เรียกได้ว่าเหมาะสำหรับการมาพักผ่อนอย่างแท้จริง และเป็นที่รู้จักกันในนามของสวนน้ำตก เนื่องจากมีน้ำตกอยู่หลายแห่ง อีกทั้งยังเต็มไปด้วยภาพของเหล่าต้นไม้และดอกไม้หลากหลายพันธุ์และสีสันที่เหมาะสำหรับการเซลฟี่เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากที่นี่ยังมีสถานะเป็นศูนย์วิจัยเพื่อการเพาะปลูกพืชจากประเทศต่างๆ ในเชิงพาณิชย์ รวมถึงอีกหนึ่งสถานที่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอีกแห่งภายในปีนัง นั่นก็คือสวนผีเสื้อปีนัง ที่มีผีเสื้อมากกว่า 4,000 ตัว แบ่งออกเป็นทั้งหมด 120 สายพันธุ์ด้วยกัน 5. วัดไชยมังคลาราม วัดไชยมังคลารามเป็นวัดไทยที่สำคัญและเก่าแก่ในเกาะปีนัง โดยตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดพม่าธรรมิการามซึ่งเป็นวัดพม่าที่มีชื่อเสียงเช่นเดียวกัน วัดไชยมังคลารามถือเป็นวัดที่เป็นดั่งศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยและชาวพุทธมาเลเซียเชื้อสายไทยมาเป็นเวลากว่า 96 ปี ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลไหนๆ ของไทย ก็มักจะจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ที่วัดนี้เป็นประจำ ทั้งเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ เป็นต้น นอกจากนั้นสิ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดภายในวัดแห่งนี้ก็คือรูปปั้นพระพุทธไสยาสน์ที่ตั้งอยู่ในศาลหลักซึ่งมีความยาวถึง 33 เมตรนั่นเอง รวมถึงศิลปกรรมของวัดไชยมังคลารามที่สร้างโดยการผสมผสานกันระหว่างศิลปะแบบไทย พม่า และจีนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ทำให้ดูแปลกตากว่าวัดไทยทั่วๆ ไปเป็นอย่างมาก ถือเป็นอีกสถานที่ในปีนังที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง เป็นอย่างไรบ้างคะคุณผู้อ่านสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม 5 แห่งของเกาะปีนังที่มัชรูมทราเวลนำมาฝากทุกท่านในครั้งนี้ หวังว่าคงจะน่าสนใจและกระตุ้นความอยากเที่ยวของทุกท่านไม่มากก็น้อยนะคะ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าท่านจะเดินทางไปเที่ยวที่ไหนก็แล้วแต่ และไม่ว่าจะเดินทางเที่ยวเองหรือไปกับทัวร์ก็ตาม ขอให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัยและมีความสุขไปกับทุกทริปนะคะ บทความจาก : มัชรูมทราเวล

10 วัดสวยที่สุดในเมืองไทย
วัด /  วัดสวย / 

เที่ยว นั่น นี่ โน่น มาก็มาก แต่จะว่าไปเรายังไม่ค่อยได้พาไปเที่ยววัดกันสักเท่าไหร่ ทั้งๆที่เมืองไทยเป็น “เมืองพุทธ” วันนี้เราจะพาเที่ยววัดธรรมดาทั่วไปก็ใช่ที่ งานนี้ขอคัดมาแบบเน้นๆ เอาที่สวย เริ่ด เจิดสุดรับรองว่า งานนี้ตื่นตากับความงาม ถึงขนาดที่ว่าถ้าได้ไปจนครบ คุณต้องรักการเข้าวัดและลืมที่เที่ยวแบบอื่นๆไปเลยทีเดียว 10 วัดสวยที่สุดในเมืองไทย 1. วัดพระศรีอารย์ อุโบสถทองคำร้อยล้าน จังหวัดราชบุรี ชมความงามวัด Unseen ที่แรกกันที่ ราชบุรี กับ อุโบสถทองคำร้อยล้าน วัดพระศรีอารย์  ความสวยงามของวัดแห่งนี้ อยู่ที่ตัวโบสถ์ ซึ่งเป็นพระอุโบสถตกแต่งด้วยงานปูนปั้นสีทองทั้งหลัง เหลืองอร่ามมองเห็นได้แต่ไกล  สวยงามด้วยศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย ประดับด้วยลวดลายปูนปั้นจิตรกรรมเรื่องพระมหาชนก ทศชาติพระเจ้าห้าพระองค์  ตัวอุโบสถทองคำหลังนี้ใช้เวลาในการสร้างนานถึง 37 ปี  ด้วยแรงศรัทธาจากชาวบ้านล้วนๆ โดยมีมูลค่าในการจัดสร้างรวมกว่า  “ร้อยล้านบาท” ประกอบกับตัวโบสถ์สีทองทำให้ใครๆ พากันเรียกขานโบสถ์แห่งนี้ว่า  “อุโบสถทองคำร้อยล้าน” ภายในโบสถ์เป็นที่ประดิษฐานของพระประธานปางมารวิชัย ศิลปะพม่า สร้างด้วยหยกขาวทั้งองค์ที่ได้อัญเชิญมาจากประเทศพม่า นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปคู่วัด คือ พระศรีอารย์ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่พิมพ์พระศรีอารย์ซึ่งมีลักษณะเด่น คือ มีตาลปัตรอยู่ด้านหน้าองค์พระพุทธรูป จีวรจับกลีบคล้ายพระพุทธลักษณะสมัยคันธาระ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนเคารพกราบไหว้ นอกจากนี้ที่ประตูโบสถ์ก็ทำมาจากไม้ยมหอมทั้งต้น แกะสลักลวดลายพุทธประวัติ ซึ่งมีความยิ่งใหญ่ และสวยงามมาก ที่ตั้ง : หมู่ 6 บ้านเลือก ตำบล บ้านเลือก อำเภอ โพธาราม จังหวัด ราชบุรี 70120 การเดินทาง : ใช้ถนนเพชรเกษมประมาณ กม. ที่ 74 บริเวณบ้านเลือกมีทางแยกขวามือ (ถ้ามาจากราชบุรีทางแยกอยู่ซ้ายมือ เลยแยกบางแพไปประมาณ 500 เมตร)  2. วัดถ้ำเขาวง วัดไม้เก่าแก่ท่ามกลางภูเขาหินปูน จังหวัดอุทัยธานี วัดสวย แปลกตา ลำดับถัดไป ที่เราอยากให้คุณหาโอกาสไปเยี่ยมชมให้ได้ คือ "วัดถ้ำเขาวง" หากมองจากภาพถ่ายเชื่อว่าหลายคนคงคิดว่า เป็นรีสอร์ทสวยๆ ที่ไหนสักแห่ง แต่ความจริงแล้วที่นี่คือ “วัด” โดยวัดแห่งนี้เป็นอาคาร 4 ชั้น ออกแบบลักษณะเรือนไทย ยกใต้ถุน แบ่งสัดส่วนการใช้งานเป็น 4 ส่วน คือ ใต้ถุนเป็นลานเอนกประสงค์และร้านขายของ , ชั้นที่ 2 เป็นวิหาร , ชั้นที่ 3 เป็นกุฏิ และ ชั้นที่ 4 จะเป็นโบสถ์สร้างด้วยไม้สัก และไม้มะค่า มีความงดงามมาก บริเวณโดยรอบก็มีการจัดภูมิทัศน์ให้สวยงาม ร่มรื่น มีฉากหลังเป็นเขาหินปูนสูงตระหง่าน บริเวณด้านหน้ามีสวนไม้ดัด และบ่อน้ำซึ่งมีปลาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ห่างจากตัววัดไปทางด้านหลังจะมีถ้ำอยู่ประมาณ 7-8 ถ้ำ บางถ้ำเป็นที่นั่งวิปัสสนาสำหรับพระภิกษุ บางถ้ำเป็นถ้ำค้างคาว และบางถ้ำก็มีหินงอกหินย้อยให้ชมกัน ระหว่างทางเดินที่จะขึ้นไปชมถ้ำ จะผ่านน้ำตกเทียมที่ดูเข้ากับบรรยากาศ เมื่อมาเยือนวัดแห่งนี้ จะรู้สึกปลอดโปร่ง ทั้งจากใจที่สงบจากการทำบุญ และจากกายที่ได้พักผ่อนเหมือนมาตากอากาศในรีสอร์ท ที่ตั้ง : เชิงเขาวง ต.บ้านไร่ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี การเดินทาง : จากตัวเมืองอุทัยธานี มุ่งหน้าสู่ตำบลบ้านไร่ ห่างจากอำเภอไปราว 12 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 3011 ผ่านทางโค้งศาลเจ้าพ่อเขารักแล้วมาตัดกับสามแยกให้เลี้ยวขวาไปประมาณ 6 กิโลเมตร จะมีทางแยกเลี้ยวซ้ายเข้าสู่เขาวง ประมาณ 8 กิโลเมตรถึงทางแยกเข้าไปอีก 300 เมตร ทางค่อนข้างจะลาดชันขึ้นทีละน้อย เส้นทางอ้อมโค้งเป็นหน้าผาต้องไต่ไปตามซอกเขา 3. วัดสันป่ายางหลวง วัดสวยล้านนากลางป่าคอนกรีต จังหวัดลำพูน ถัดมาเราไปดูวัดสวยสไตล์ล้านนาท่ามกลางป่าคอนกรีต ของจังหวัดลำพูนกันบ้าง โดยไปกันที่วัด “สันป่ายางหลวง” วัดนี้มีประวัติความเป็นมายาวนาน โดยเชื่อกันว่าเป็นวัดแห่งแรกของอาณาจักรล้านนา ด้วยสาเหตุนี้ ทำให้ภายในวัด มีสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ศิลปะทางล้านนามากมาย ไม่ว่าจะเป็น “วิหารพระโขงเขียว” ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระหยกเขียวซึ่งนำมาจากแม่น้ำโขง หรือจะเป็น “พระวิหารพุทธอัญญรัตนมหานทีศรีหริภุญชัย” มณฑปทรงล้านนา ที่ใช้ประดิษฐานพระพุทธเมตไตรจำลองจากพุทธคยา ฯลฯ การตกแต่งนอกจากจะใช้ศิลปะสไตล์ล้านนาแล้ว ยังมีการสอดแทรกคติความเชื่อทางศาสนาลงไปในการก่อสร้างอีกด้วย นอกจากการก่อสร้างที่มีความสวยงามแปลกตาในสไตล์ล้านนาแล้ว ความงามของพระพุทธรูปหินหยกขาวปางปรินิพพาน, มณฑปพระเขี้ยวแก้วซึ้งเป็นพระเขี้ยวแก้วของพระมหาสารีบุตร, พระเขียวโขง, พระพุทธรูปแก้วขาวของเก่าเมืองลำพูน รวมทั้งพระเครื่องสกุลหริภุญชัยซึ่งอยู่ภายในวัดแห่งนี้ ก็เป็นตัวดึงดูดให้นักท่องเที่ยวพากันมาสักการะ และเยี่ยมชมไม่อย่างขาดสาย ที่ตั้ง :  หมู่บ้านสันป่ายางหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน การเดินทาง :  จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) ผ่านดอนเมือง รังสิต แยกซ้ายตรงกิโลเมตรที่ 32 ผ่านจังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดชัยนาท เข้าจังหวัดนครสวรรค์ แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 11 เข้าจังหวัดลำพูน รวมระยะทาง 670 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง 4. พระมหาเจดีย์ชัยมงคล วัดสวยเหมือนอยู่ในแดนสวรรค์ จังหวัดร้อยเอ็ด พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด ความสวยแปลกตาของพระมหาเจดีย์แห่งนี้ คือ การผสมผสานระหว่างองค์พระปฐมเจดีย์ ศิลปะของภาคกลาง และพระธาตุพนม ศิลปะของภาคอีสานเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว จากภายนอกตัวอาคารเป็นพื้นสีขาวตกแต่งลวดลายด้วยสีทองเหลืองอร่าม ดูวิจิตรตระการตา บริเวณโดยรอบรายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็กทั้ง 8 ทิศ ภายในองค์พระมหาเจดีย์ ตกแต่งอย่างสวยงามเหมือนอยู่บนวิมานแดนสวรรค์ มีรูปปั้นเทพ และเทพธิดา ไปจนสวนสวยอยู่โดยรอบ ใช้งบประมาณในการสร้างรวมแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท ที่ตั้ง : ตำบลผาน้ำย้อย อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด การเดินทาง : จากตัวเมืองร้อยเอ็ด ใช้เส้นทาง ร้อยเอ็ด - โพนทอง – หนองพอก ระยะทาง 62 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 2044 และ 2136 ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงถึงอำเภอหนองพอกต่อไปยังบ้านท่าสะอาด ตำบลผาน้ำย้อย และขึ้นเขาเขียวไปอีก 5 กม. ก็จะถึงวัดเจดีย์ชัยมงคลสถานที่ตั้งของ พระมหาเจดีย์ชัยมงคล 5. วัดถ้ำเสือ ชมความยิ่งใหญ่ของพระพุทธรูปปางประทานพรที่ใหญ่ที่สุด จังหวัดกาญจนบุรี วัดสวย แปลกตา ลำดับถัดไป เราไปกันที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี กับวัดสวยขนาดใหญ่ “วัดถ้ำเสือ” ความสวยงามสะดุดตาของวัดนี้ เริ่มกันตั้งแต่ องค์พระพุทธรูปปางประทานพรขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี ที่ไม่ได้มีดีแค่ขนาดเท่านั้น ความสวยงามขององค์พระที่ประดับตกแต่งด้วยโมเสคสีทองทั้งองค์ ก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนพากันหลั่งไหลเข้ามาชื่นชมความงามไม่ขาดสาย และเมื่อเดินเข้าไปภายในวัดจะพบกับความวิจิตรของศิลปะแบบไทยๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อุโบสถวัด ทรงจตุรมุข มีซุ้มเสมารอบ 8 ทิศ, ลวดลายปูนปั้นพระพุทธประวัติสวยงามทุกด้านของผนังภายในอุโบสถ, พระเจดีย์เกศแก้วมหาปราสาท เจดีย์ทรงสวย รูปร่างแปลกตา ภายในมีทั้งสิ้น 9 ชั้น ด้านบนเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ นอกจากนี้หากมองลงมาจากบริเวณด้านบนในช่วงหน้าทำนา จะมองเห็นทุ่งนาข้าวสวยงามสุดลูกหูลูกตาอีกด้วย ที่ตั้ง : ต.ม่วงชุม อำเภอท่าม่วง กาญจนบุรี การเดินทาง : วัดถ้ำเสืออยู่ห่างจากเขื่อนแม่กลองประมาณ 5 กิโลเมตร ทางเข้าวัดต้องผ่านตัวเขื่อนแม่กลองแล้วจะมีป้ายบอกให้เลี้ยวขวาไปประมาณ 2 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายอีกประมาณ 200 เมตร 6. วัดป่าสว่างบุญ เจดีย์ทองคำ 500 ยอด จังหวัดสระบุรี ลำดับถัดไปเราไปชมความงามของมหาเจดีย์ราย 500 ยอดที่ วัดป่าสว่างบุญ จ.สระบุรี ที่วัดนี้นอกจากจะมีชื่อเสียงในเรื่องของความสงบ ทำให้มีผู้คนมาปฏิบัติธรรมกันเป็นจำนวนมากแล้ว ความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมที่สวยงามก็เป็นอีกหนึ่งที่ทำให้ชื่อเสียงขจรขจายไปไกลอีกด้วย โดยความเด่นเรื่องความงามของวัดแห่งนี้อยู่ที่ พระมหาเจดีย์ 500 ยอด มีชื่อเต็มว่า "พระมหารัตนโลหะเจดีย์ศรีศาสนโพธิสัตว์สว่างบุญ" ซึ่งประกอบไปด้วย “เจดีย์ประธานองค์ใหญ่” อยู่ตรงกลาง และมีองค์เจดีย์รายองค์เล็กตั้งลดหลั่นกันลงมาอยู่รอบๆทิศ ตัวองค์เจดีย์เป็นปูนปั้นเคลือบสีทองทั้งหมดทุกองค์ ด้านในประดับกระจกทับทิม และได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศเนปาล, อินเดีย และศรีลังกา มาบรรจุในพระมหาเจดีย์ครบทั้ง 500 ยอด รวมทั้งได้นำพระบรมสารีริกธาตุ และวัตถุมงคลของมีค่ามาบรรจุอยู่ในพระเจดีย์องค์ประธานอีกด้วย ที่ตั้ง : หมู่ 7 บ้านคลองไผ่ ต.ชะอม อ.แก่งคอย จ.สระบุรี การเดินทาง : ใช้เส้นทาง สระบุรี-นครนายก จาก อ.แก่งคอย ไปประมาณ 15 กิโลเมตร พอถึงตำบลชะอม เลี้ยวซ้ายไปเส้นทางเที่ยวน้ำตกโกรกอีดก ตรง เข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร วัดตั้งอยู่ทางขวามือ มีป้ายบอกชัดเจน 7. วัดท่าซุง ชมความงามวิหารแก้วอันเลื่องชื่อ จังหวัดอุทัยธานี   วัดท่าซุง วัดขึ้นชื่อเรื่องความงามของจังหวัดอุทัยธานี แม้วัดแห่งนี้จะเป็นวัดเก่า แต่ก็ได้มีการบูรณะเรื่อยมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน มีการสร้างอาคารต่างๆ เพิ่มขึ้นจากในอดีตมากมาย เช่น พระอุโบสถใหม่ ภายในประดับ และ ตกแต่งอย่างวิจิตร บานหน้าต่าง และประตูด้านในเขียนภาพเทวดาโดยจิตรกรฝีมือดี บริเวณโดยรอบสร้างกำแพงแก้ว มีรูปหล่อหลวงพ่อปาน และหลวงพ่อใหญ่ขนาด 3 เท่า อยู่มุมกำแพงด้านหน้า มณฑป และพระวิหารแก้วที่ประดิษฐาน พระพุทธชินราชจำลอง และศพของหลวงพ่อฤาษีลิงดำที่ไม่เน่าเปื่อย ไฮไลท์ความงามของที่นี่ต้องยกให้วิหารแก้ว ซึ่งสร้างด้วยโมเสกสีขาวใส มองดูเหมือนแก้ววาววับอยุ่ภายในสวยแปลกตา นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปพระพุทธชินราชจำลอง ซึ่งมีความงดงามเป็นพระประทานในวิหารอีกด้วย ที่ตั้ง : เลขที่ 60 หมู่ 1 บ้านท่าซุง ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี การเดินทาง : จากกรุงเทพเข้าสู่ป้ายต้อนรับจังหวัดอุทัยธานี วิ่งตรงตามถนนเข้าเมืองมาจนสุดทาง ก็จะเจอสามแยกมีป้ายแหล่ง ท่องเที่ยวที่ชี้บอกทางไปวัดท่าซุงเอาไว้ให้็เลี้ยวซ้ายเข้ามาตามทางหลวงสาย 3265 ถึงแยกไฟแดง ถัดมาก็เลี้ยว ขวาตามป้ายอำเภอ มโนรมย์ขับตามป้ายบอกทางไปวัดท่าซุงซึ่งจะมีบอกอยู่เป็นระยะ 8. วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ พุทธคยาจำลอง จังหวัดนครสวรรค์     วัดสวยแปลกตา ลำดับถัดไปเราไปกันที่ จังหวัดนครสวรรค์ กับ วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ซึ่งเป็นวัดในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ความสวยงามแปลกตาของวัดแห่งนี้ คือการสร้างวัดเป็นรูปเรือหลวงบนยอดเขา ซึ่งสื่อความหมายถึง พาหนะที่จะช่วยให้พ้นห้วงกิเลส ภายในวัดประดิษฐานเจดีย์ศรีพุทธคยา ซึ่งจำลองแบบมาจากเจดีย์พุทธคยาจากประเทศอินเดีย ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมทรงกรวย ส่วนยอดเจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำ ประดับด้วยลวดลายปูนปั้น ซึ่งมีความสวยงามดูแปลกตา บริเวณรอบๆ เจดีย์จะมีพระพุทธรูปปางประทับยืน และประทับนั่งอยู่ทั่วไป บริเวณชั้นบนสุดยังเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุอีกด้วย นอกจากนี้ภายในวัดยังมีสิ่งก่อสร้างที่มีความหมายเป็นมงคลอีกหลายอย่าง อาทิ มณฑปเรือนแก้ว สถาปัตยกรรมประยุกต์ไทยอินเดีย มุงและกั้นด้วยกระจกสีชาทั้งหมด เป็นที่ประดิษฐานพระประวัติศาสตร์ ห้องพระไตรปิฎก ชั้นบนสุดประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ฯลฯ ที่ตั้ง : บ้านเขาโคกเผ่น ตำบลทำนบ อำเภอท่าตะโก นครสวรรค์ การเดินทาง : จากกรุงเทพฯ เดินทางมุ่งหน้า อ.ตาคลี นครสวรรค์ ถึงกองบินสี่ เจอแยกไปหัวหวาย (ทางหลวงแผ่นดิน 3329) เลี้ยวซ้าย ขับรถไปเรื่อย ๆ จะเจอสี่แยกตัดกันกับเส้นตากฟ้า-ท่าตะโก ให้ตรงเข้าไป ขับรถผ่านหมู่บ้านทาง รพช. มีป้ายบอกตลอดทางจะเห็นภูเขาอยู่ด้านหน้าประมาณห้า กม.จากแยกก็จะถึงวัด 9. วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร วัดแบบโบสถ์คริสถ์หนึ่งเดียวในไทย จังหวัดอยุธยา เคยเห็นวัดสร้างสไตล์โบสถ์คริสต์กันมั้ย  ถ้ายังไม่เคยเห็นเราจะพาไปชมกันได้ที่ “วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร” จ.อยุธยา วัดนี้สร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงใช้เป็นสถานที่สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับที่พระราชวังบางปะอิน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเลียนแบบโบสถ์ฝรั่งเป็นศิลปะแบบโกธิค (Gothic) ภายในประดิษฐาน "พระพุทธนฤมลธรรโมภาส" เป็นพระประธานออกแบบโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ โดยลักษณะที่ผสมผสานศิลปะแบบประเพณีนิยม และศิลปะแบบตะวันตกเข้าด้วยกัน ซึ่งมีพุทธลักษณะคล้ายสามัญชน นอกจากนี้ บริเวณฐานชุกชีก็มีลักษณะเหมือนที่ตั้งไม้กางเขนแบบโบสถ์ และฝาผนังโบสถ์ด้านหน้าของพระประธานนั้น เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ ๕ ที่ประดับด้วยกระจกสี มองดูมีความสวยงามแปลกตามาก ที่ตั้ง : เกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตรงข้ามกับพระราชวังบางปะอิน ตำบลบ้านเลน  อำเภอบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา การเดินทาง : ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศใต้คนละฝั่งกับพระราชวังบางปะอิน มาจากกรุงเทพฯ ตามถนนพหลโยธิน จะมีทางแยกซ้ายบริเวณกิโลเมตรที่ 35 ไปพระราชวังบางปะอินเป็นระยะทางอีก 7 กิโลเมตร 10. วัดเกริ่นกฐิน วัดสวยจากศรัธาประชาชน จังหวัดลพบุรี วัดสวยแปลกตาในเมืองไทย ลำดับสุดท้ายที่เราจะพาคุณๆไปชมในวันนี้ ไปกันที่  “วัดเกริ่นกฐิน” จังหวัดลพบุรี วัดแห่งนี้จัดเป็นวัดเก่าคู่บ้านคู่เมืองลพบุรีมาช้านาน แต่เดิมชื่อเสียงของที่นี่เป็นวัดที่จำพรรษาของเกจิอาจารย์ชื่อดัง “หลวงพ่อเพี้ยน” ต่อมาผู้คนที่นับถือองค์หลวงพ่อก็ได้เข้ามาช่วยกันทำบุญและบูรณะวัดให้มีความสวยงาม จนชื่อเสียงเรื่องความงามเริ่มเป็นที่ประจักษ์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิหารหลวงพ่อปาน วิหารแก้วที่มีความวิจิตรสวยงามภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหลวงพ่อปาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ของวัด, เจดีย์สำหรับประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่สมเด็จพระสังฆราชประทานให้ไว้ ตัววิหารออกแบบสวยงามมีการประดับตกแต่งทั้งภายในและภายนอก พร้อมทั้งมีการยกฉัตรทองคำอีกด้วย ที่ตั้ง : บ้านเกริ่นกฐิน ตำบลบ้านชี อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี การเดินทาง : เส้นทาง ถนน สายบางงา บ้านหมี่ (ทางหลวงหมายเลข 3028) กม ที่ 8(ข้าง ร.ร.บ้านชีวิทยา) มีทางแยกเข้า ระยะทางประมาณ 5 กม. กมที่ 11(ตรงข้าม อบต.บ้านชี) มีทางเข้าระยะทาง 3 กม. เส้นทางเลียบคลองส่งน้ำ ชัยนาท- ป่าสัก แยกริมคลองส่งน้ำ ขวา 16 (R16) (ใกล้หมู่บ้านหนองทรายขาว) ตรงไป 7 กม ก็จะเห็นวัดเกริ่นกฐิน ขอบคุณภาพจาก  prame9  http://picpost.mthai.com/view/76192 ที่มา  http://www.painaidii.com/diary/diary-detail/001523/lang/th/

เที่ยวจันทบุรี ย่านเมืองเก่า 'จันทบูร' ตะลุยกินอาหารพื้นเมือง!
ของดีเมืองจันท์ /  ที่เที่ยวจันทบุรี / 

ถึงแม้จะเป็นช่วงหน้าฝนแต่เราก็ไม่ยอมแพ้ เก็บกระเป๋าไปเที่ยว จ.จันทบุรี กัน หลายคนอาจจะรู้กันดีว่าจังหวัดในแถบนี้ ทั้ง จันทบุรี ระยอง ตราด จะเป็นแหล่งสวนผลไม้ แต่การไปเที่ยวเมืองจันทน์ 2 วัน 1 คืน ของเรานั้น จะพาเพื่อนๆ ไปเยี่ยมชมย่านเมืองเก่า แหล่งท่องเที่ยวในประวัติศาสตร์ พร้อมกินของท้องถิ่นแสนอร่อยกันค่ะ บอกเลยว่าเมืองนี้เสน่ห์มากล้นทีเดียว ^^ เที่ยวจันทบุรี ย่านเมืองเก่า 'จันทบูร' ตะลุยกินอาหารพื้นเมือง! ครั้งนี้ Travel.MThai ได้มีโอกาสตะลุยถิ่น เมืองจันทน์ ที่ไม่ได้มีดีแค่ผลไม้ แต่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวให้เราได้ชมและค้นหาอีกมากมาย หลายคนคงอาจจะเคยเที่ยวที่ธรรมชาติกันมาบ้างแล้ว คราวนี้ Travel.MThai ขอไปแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ดูบ้าง แต่จะไปที่ไหนบ้าง ตามกันมาเลย! วันแรก เราเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ตอน 7 โมงเช้า มุ่งหน้าไปยัง จ.จันทบุรี กันค่ะ แต่เพราะเป็นช่วงหน้าฝน ฝนตกตลอดการเดินทาง บวกกับรถติด ทำให้ต้องใช้เวลามากกว่าที่เราคิดไว้พอสมควร เรามาถึงจันทบุรีก็เกือบเที่ยงแล้ว ท้องร้องจ๊อกๆ ก็เลยแวะกินข้าวเที่ยงกันที่ จันทรโภชนา (สาขามหาราช) เป็นสาขาที่ 2 ตกแต่งเน้นโทนสีขาว สะอาดตา ร้านนี้มีชื่อเสียงมากในเมืองจันทน์ เปิดมานานกว่า 50 ปีแล้ว และเป็นร้านอาหารร้านแรกในจันทบุรี ที่ได้ “เชลล์ชวนชิม” ใครมาต้องแวะมาทานที่นี่นะ >,< ร้านจันทรโภชนา มีเมนูเด็ดหลายอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นอาหารพื้นเมือง แกงหมูชะมวง, เส้นจันท์ผัดปู, ถั่วฝักยาวผัดกุ้งแห้งใส่กะปิ, กระวานผัดฉ่าไก่, สละลอยแก้ว และที่เด็ดๆ ก็คือนี่นำผลไม้ในแต่ฤดูมาทำเป็นเมนูอาหารด้วย อย่างที่เรากินกันวันนี้ก็คือ ส้มตำทุเรียน และ มัสมั่นไก่ใส่ทุเรียน อันนี้เริ่ดมาก เพราะเนื้อทุเรียนที่นำมาทำนั้นไม่เละ เนื้อเหมือนมัน และไม่มีกลิ่นทุเรียน ปลื้มปริ่ม! นอกจากของคาวแล้ว ที่ร้านจันทรโภชนา ก็มีอาหารแปรรูป ผลไม้แปรรูป ของหวาน ให้เลือกซื้อกลับบ้าน หรือเป็นของฝากก็ได้ด้วยค่ะ หลังจากอิ่มท้อง ก็เดินทางกันต่อ จุดหมายต่อไปของเราคือ "ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับ" ที่เมืองจันทน์นั้นถือเป็นอันดับต้นที่มีการค้าขาย ส่งออกอัญมณีใหญ่ที่สุดของโลก! ที่นี่จะมีจัดนิทรรศการให้เราได้รู้ถึงความเป็นมาของอัญมนี ตั้งแต่การขุด ขั้นตอนการผลิต จนถึงการแปรรูปเลย เดินเข้ามาก็จะเจอกับอัญมณีชนิดต่างๆ โดยที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป มีข้อมูลความเป็นมาให้ได้ศึกษากันค่ะ จันทบุรีได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลากมิติ ที่มีทั้งการทำการเกษตร ปลูกผลไม้ ทำไร่ ประมง ท่องเที่ยว และจันทบุรียังมีอุตสาหกรรมที่สำคัญมากก็คือ อุตสาหกรรมพลอย มีชื่อเสียงเรื่องการทำพลอยมาตั้งแต่สมัยโบราณ รัชกาลที่ 2 มีพลอยที่โด่งดังไปทั่วโลก คือ 'ทับทิมสยาม' เราเพิ่งจะรู้เหมือนกันว่า ที่จันทบุรีนั้นจะมีการซื้อขายพลอยกันคึกคักมากๆ มีมูลค่าการซื้อนับสิบล้านบาทต่อวันเลย ถ้าคิดเป็นปีก็กว่าหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว OMG!!! หลังจากนั้นเขาก็จะนำไปเจียระไน ทำเป็นเครื่องประดับ และเราได้ฉายา 'พลอยเมืองจัทน์' มีชื่อเสียงรู้จักไปทั่วโลก อีกด้วย บนลูกโลกนั้น จะแสดงให้เราเห็นถึงอัญมณีในที่ต่างๆ ทั่วโลก ห้องจัดแสดงประวัติความเป็นมาของอัญมณี ตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น ยุคอารยธรรมอียิปต์, ยุคอารยธรรมจีน, ยุคอารยธรรมเมโสโปเตเมีย, ยุคอารยธรรมกรีกโบราณ เป็นต้น การจำลองมงกุฏของราชวงศ์ต่างๆ โดยใช่อัญมณี ประดับ สวยเล่อค่าค่ะ บอกเลย!! เมื่อเดินชมจนถึงทางออกก็จะมีร้านเครื่องประดับหลายร้านตั้งอยู่ ให้เราได้เลือกซื้อกัน ทั้งสร้อยคอ แหวน ตุ้มหู ส่วนเราชอบอันนี้ เป็นพลอยหินสีในขวดโหล เห็นแบบนี้แต่ละสีมีความหมาย ช่วยในเรื่องต่างๆ ด้วยนะ เหมือนกำไลหินที่ฮิตๆ กันนั่นแหละ >,< นำซื้อเป็นของฝากน่ารักๆ "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี" คือจุดหมายต่อไปของเรา ตั้งอยู่บริเวณโบราณสถานค่ายเนินวง ซึ่งเป็นป้อมค่ายคูเมืองคันดินโบราณ ที่สร้างขึ้นเพื่อรับศึกญวนในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่นี่เราจะได้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาตร์ เมืองจันทน์เยอะแยะเลยค่ะ ลงรถปุ๊บก็เจอป้อมค่ายคูเมือง แบบนี้เลย เข้าไปข้างในก็จะมี พี่ๆ คอยต้อนรับ พี่วิทยากรพูดแนะนำ และพาชมสถานที่ต่างๆ ด้วยค่ะ โดยภายในพิพิธภัณฑ์ แบ่งออกเป็น 6 ห้องด้วยกัน คือ 1. ห้องจัดแสดงสินค้า และวิถีชาวเรือในสมัยโบราณ เส้นทางการเดินเรือ เมืองท่าโบราณ และสินค้าที่นำไปแลกเปลี่ยนค้าขาย โดยมีเรือสำเภาจำลองขนาดเท่าของจริง ซึ่งบนเรือได้มีการจัดแสดงให้เราได้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของลูกเรือระหว่างเดินทาง ตลอดจนสินค้าต่างๆ ด้วยค่ะ เรือสำเภาจำลองขนาดเท่าของจริง ของมีค่าที่พบจากแหล่งเรือจม บริเวณอ่าวไทย ก่อนที่จะเดินขึ้นไปบนเรือสำเภาจำลอง บริเวณชั้นล่างของเรือก็จัดแสดงให้เห็นเกี่ยวกับสิ่งของ เครื่องปั้นดำเผา ถ้วย ชาม ไม้ฝาง ทองแดงง เป็นต้น ที่จะนำไปแลกเปลี่ยนค้าขาย พอขึ้นมาด้านบนของเรือ เราก็จะเห็นหุ่นปั้นจำลอง ที่กำลังทำหน้าที่ของตัวเอง ที่เพือนๆ เห็นอยู่นี่ คือ ใบสาคู ในสมัยก่อนใช้ทำเป็นใบเรือ มีความเหนียวและทนทานมากๆ (ความรู้ใหม่เลยนะเนี่ย) ความสวยงามของ เรือสำเภา ด้านหลัง หลังจากเดินชมห้องแรกกันไปแล้ว มาต่อกันห้องที่ 2 ห้องจำลอง จัดแสดงขั้นตอนการปฏิบัติงานโบราณคดีใต้น้ำ การเก็บกู้ชิ้นส่วนของโบราณต่างๆ  3. ห้องคลังวัตถุโบราณ อันนี้ถูกจัดเก็บไว้ในห้อง เพื่อนรักษาสภาพของชิ้นส่วนต่างๆ ค่ะ 4. ห้องเรือและวิถีชาวเรือ จำลองเรือประเภทต่างๆ ที่ล้วนมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างตามการใช้สอยในแต่ละพื้นที่ 5. ห้องของดีเมืองจันทน์ จัดแสดงประวัติความเป็นมาของ จ.จันทบุรี ตั้งแต่สมัยก่อนประสัติศาสตร์ สมัยประวัติศาสตร์ การก่อตั้งเมือง ตลอดจนเรื่องราวของ 'ชาวชอง' ชนพื้นเมืองของจันทบุรี นอกจากนี้ยังมีให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม ธรรมชาติ และของดีเมืองจันทน์ให้เราได้รับรู้กันอีกด้วย 6. ห้องบุคคลสำคัญ ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ พระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เหตุการณ์สำคัญการทำสงครามก่อนและหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เส้นทางเดินทัพเมื่อครั้งมารวมพลที่จันทบุรี มาถึงจันทบุรีทั้งที จะลืมสโลแกน แดนผลไม้ ได้ยังไง ตามไปกินผลไม้อร่อยๆ กันที่ "สวนผลไม้ป้าแกลบ" กัน! ที่นี่ไม่ได้มีแค่เพียงสวนผลไม้ให้เราได้เลือกหยิบ จับ กิน กันอย่างเดียว แต่มีผลไม้แปรรูปหลากหลายชนิด ไปถึงก็มีผลไม้วางให้ทานกันละลานตาเลยจ้า ... เมืองจันทน์ มหัศจรรย์แดนผลไม้ จะขาดราชินีไปได้ยังไง "ทุเรียน" มีให้เลือกทั้งแบบ 2 แบบ หวานปกติ กับหวานน้อย ที่นี่มีสโลแกนด้วยนะ หวานน้อย แต่อร่อยมาก สำหรับคนรักสุขภาพโดยเฉพาะ อร่อยตามสโลแกน คอนเฟิร์มค่ะ ^^ นอกจากผลไม้สด ที่นี่ก็มีผลไม้แปรรูปหลากหลายเลยค่ะ แต่ที่อยากแนะนำเลยก็คือ ทุเรียนทอด และทุเรียนแบบสแนค เป็นแท่งกรอบชิ้นเล็กๆ ทานเล่นเพลินดีแท้! ดูสิ หน้าตามันยั่วยวน น้ำลายไหล ขนาดไหน!!! โบกมือลา บ้ายบาย สวนป้าแกลบ .. เดินทางไปที่พักของเราคืนนี้กันดีกว่า คืนนี้เราเข้าพักที่ โรงแรม มณีจันท์ รีสอร์ท แอนด์ สปอร์ตคลับ (Maneechan Resort) ค่ะ เป็นโรงแรมที่ขึ้นชื่อในจังหวัดจันทบุรี โดยด้านหน้าทางเข้าก็จะทำสถาปัตยกรรมเป็นเหมือนป้อมปืน ซึ่งเขาตั้งใจออกแบบให้เป็นเอกลักษณ์ของเมืองจันทน์ บนเพดานจะทำเป็นเหมือนรูปเจียระไน เหลี่ยมพลอยเมืองจันทน์ 81 เหลี่ยม Welcome Drink ของที่นี่ค่ะ "น้ำส้มมะปี๊ด" หรือส้มจี๊ด นั่นเอง รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ไม่แสบคอ สดชื่น >,< ห้องพักค่ะ  เปิดม่านออกมาก็เจอวิวสวน สบายๆ บรรยากาศดีมากๆ ^^ หลังจากนอนเต็มอิ่ม ตื่นมาฝนก็ยังคงตกปรอยๆ และสม่ำเสมอ ทั้งคืนยันเช้า (ฮืออ ~) ป่ะ .. ทานข้าวเช้ากันดีกว่า เราก็มาทานข้าวเช้ากัน ที่นี่มีของให้เลือกทานเยอะแยะไปหมด ทั้งก๋วยเตี๋ยว , เมนูเบรคฟาสต์, ขนมปัง, ชา กาแฟ, ซุป, สลัดผัก, ผลไม้, น้ำผลไม้คั้นสด, ไอศกรีม ถามว่ามื่อเช้านี้อิ่มไหม .. บอกเลยว่า มาก!!!!! กินไปอย่างละนิด อย่างละหน่อย .. แล้วมาจบลงที่ 'ไข่กระทะ' >,< อิ่มมื้อเช้าแล้วเราจะออกเดินทางกันไปที่ ย่านเมืองเก่า 'ชุมชนริมน้ำจันทบูร' กันค่ะ แต่ก่อนจะถึงนั้นขอแวะไปกราบนมัสการ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และศาลหลักเมืองประจำจังหวัด ให้เป็นศิริมงคลกันซะหน่อย ทั้ง 2 ที่ตั้งอยู่ติดกันเลยค่ะ แต่! ฝนฟ้าไม่เป็นใจสักเท่าไหร่ ฝนตกหนักกระหน่ำสุดๆ แต่เราก็สู้ไม่ถอย ใส่คอนเวิร์ส (ไม่ใช่ไรพกไปคู่เดียว >,<) พร้อมชุดกันฝน ลุยฝนไปไหว้กันซะเลย ถึงแล้ว 'ชุมชนริมน้ำจันทบูร' เป็นที่ที่มีเสน่ห์และน่ารักมากๆ เลยค่ะ ทั้งผู้คนและร้านขายของระแวกนี้ มีร้านอาหาร ร้านขนมเก๋ๆ ให้เลือกนั่งหลายร้านเลย ย่านเก่าจันทบูร นั้นเป็นชุมชนเก่าแก่ริมแม่น้ำจันทบุรี แต่เดิมจะเรียกกันว่า "บ้านลุ่ม" เป็นชุมชนเก่าแก่ของคนจีนและญวนอพยพ ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ต่อมาได้พัฒนาให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการค้าของจันทบุรี ในสมัยรัชกาลที่ 5 เราแวะมาที่ ร้าน 'ท่ามาจัน' ร้านนี้มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร คือเขาจะใช้ ปิ่นโต ใส่อาหารพร้อมเสิร์ฟให้เราทานกัน ได้บรรยากาศย้อนวัยเด็กแบบสมัยก่อนเลย ดีงามอ่ะ ปิ่นโตน่ารักมาก! แต่วันนี้เราไม่ได้มาชิมของอร่อยร้านนี้ เพราะมีงานของ ททท. โครงการอาหารถิ่นตะลุยกินทั่วไทย ค่ะ และมีสาธิตการทำข้าวคลุกพริกเกลือ อาหารถิ่นประจำจังหวัดจันทบุรีด้วย บรรยากาศภายในร้าน ชวนให้นึกถึงวัยเด็ก ตกแต่งด้วยไม้ และมีของสะสมสมัยก่อนเยอะเลย ในแถบย่านชุมชนริมน้ำจันทบูร นั้นมีร้านขายของ ขายอาหาร และของหวานเต็มไปหมด รวมถึงร้านกาแฟน่ารักๆ ร้านนี้ด้วย 'ร้านบางเวลา Cafe'&Gallery' ร้านอยู่เยื้องๆ กับร้านท่ามาจันเลย พี่เจ้าของร้านชื่อพี่ น้อยหน่า เป็นนักวาดการ์ตูนขายหัวเราะเก่า ตอนนี้กลับบ้านมาเปิดร้านกาแฟค่ะ (เฮ้ย! เราอ่านกันตั้งแต่เด็กๆ เลยนะ) ร้านน่ารัก อบอุ่น ส่วนรูปภาพที่เห็นก็เป็นตัวการ์ตูนประจำตัวพี่น้อยหน่าค่ะ ร้านมี 2 ชั้น เปิดประตูไม้แล้วเดินขึ้นไปนั่งเล่น กินของอร่อยๆ ของทางร้านได้ชิลๆ เลย นอกจากที่นี่จะมี เบเกอรี่และเครื่องดื่ม ขายแล้ว ยังมีของน่ารักขายอีกด้วย ทั้งโปสการ์ด เสื้อยืด หนังสือ ของทำมือ ล้วนเป็นตัวการ์ตูนที่พี่น้อยหน่าวาดค่ะ น่ารักมากๆ ซื้อ โปสการ์ด กลับไปฝากเพื่อนๆ ดีกว่า ^^ แต่ที่เราชอบที่สุดก็คือ ถ้าซื้อของทานในร้านพี่เขาจะวาดรูป portrait ตัวเราให้ด้วย ตอนนั้น ตรงนั้นเลย คือดี! ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 9.00 - 21.00 น. ยกเว้นวันจันทร์นะจ๊ะ (FB : บางเวลา กาแฟและแกลเลอรี่ ) นี่ไง! พี่น้อยหน่า กำลังวาดรูปให้เราอยู่เลย ^^ ออกจาก คาเฟ่ น่ารักๆ แล้วไปหาของกินกันต่อ! ถ้าพูดถึงอาหารถิ่นประจำจังหวัดจันทบุรีแล้ว ก็ต่อเป็น "ข้าวคลุกพริกเกลือ" ฮั่นแน่! คิดเหมือนเราล่ะสิ เราฟังครั้งแรกก็งงๆ อยู่ว่า เอาพริกเกลือที่จิ้มกับผลไม้มาทำหรอ แต่เปล่าค่ะ! ข้าวคลุกพริกเกลือของที่นี่คือ น้ำจิ้มซีฟู้ด นำมาคลุกกับข้าว เสิร์ฟพร้อมเนื้อหมูนุ๊มนุ่ม หรือกุ้ง ปลาหมึก ตะหาก เรามาทาน ข้าวคลุกพริกเกลือ กันที่ร้าน "ก๋วยเตี๋ยวขลุกขลิกต้มยำมะนาว" ค่ะ เดินเลาะริมน้ำจันทบูร ข้ามสะพานมาอีกฝั่ง ร้านจะตั้งอยู่ในซอยแรกเลย อยู่ตรงข้ามกับวัดจันทนาราม ที่นี่เป็นเจ้าแรกที่ขายข้าวคลุกพริกเกลือ นอกจากนี้ก็ยังมีก๋วยเตี๋ยวขลุกขลิกต้มยำมะนาว รสเด็ด ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 09.00 - 15.30 น. ยกเว้นวันอาทิตย์ค่ะ หน้าตาเป็นแบบนี้ .. รสชาติกลมกล่อม อร่อย เราชอบนะ ยิ่งกินกับไข่มะตูมเยิ้มๆ แล้ว ฟิน! กินอิ่มแล้ว! ออกเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญกันต่อดีกว่า ที่  "อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล" เขาว่ากันว่า ที่นี่เป็นโบสถ์คาทอลิกที่มีความเก่าแก่ และเป็นโบสถ์หรือวัดที่งดงามที่สุดในประเทศไทยด้วย พอได้เห็นเท่านั้นแหละ โอ้โห! สวยกว่าที่คิดเยอะมากๆ อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล หรือ วัดพระแม่ปฏิสนธินิรมล มีสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ประดับตกแต่งด้วยกระจกสีสแตนกลาส(สวยที่สุดในอาเซียน) โบสถ์แห่งนี้เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก โบสถ์แห่งนี้ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ซึ่งใช้เวลา 2 ปี ในการบูรณะ ข้างนอกได้ต่อเติมยอดแหลม ส่วนด้านในที่เพื่อนๆ เห็นเป็นสีโอรสนั้นถูกทาใหม่ทั้งหมด รวมถึงผนัง เพดาน ลวดลายต่างๆ ได้ถูกเพ้นท์ใหม่ทั้งหมดโดยช่างศิลป์จากกรมศิลปากร เข้าไปข้างในโบสถ์กัน! ที่เพื่อนๆ เห็นอยู่นี้คือ จำลองแม่พระ จากองค์พระประธาน จำลองมาเป็น แม่พระประดับพลอย หล่อองค์ด้วยเงินบริสุทธิ์ หนัก 76 กิโล. หลังจากนั้นก็ใช้สว่านเจาะเป็นรูเล็ก นำพลอยหลายชนิดต่อเข้าไป ซึ่งทุกเม็ดมีหนามเตยใช้ล็อคเพชรไว้หมด เป็นงานที่ละเอียดและสวยงามมากค่ะ มีหนึ่งเดียวในโลกด้วย สร้างขึ้นเนื่องการโอกาสฉลองโบสถ์มีอายุครบ 100 ปี ชุมชนอายุครบ 300 ปี ขับรถไปอีกหน่อย ทาง อ.แหลมสิงห์ อยู่ติดทะเล ก็จะพบกับ "ตึกแดง" ลงไปถ่ายรูปได้แป๊บเดียว พี่ฝนก็เทกระหน่ะลงมาอีกครั้ง! >,< น่าเสียดายที่เขาไม่ได้เปิดให้เราเข้าชมข้างในอาคาร แต่ไม่เป็นไรเราเอาข้อมูลมาฝากๆ "ตึกแดง" เป็นอาคารที่สร้างขึ้นโดยทหารฝรั่งเศส ตอนที่ยึดเมืองได้ และพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของป้อมปัจจามิตร ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 .. เป็นอาคารชั้นเดียวก่อด้วยอิฐถือปูน ตัวอาคารทาสีแดง ข้างในมีด้วยกัน 5 ห้อง มีประตูกลางเชื่อมถึงกันหมด ที่นี่ใช้เป็นกองบัญชาการและเป็นที่พักสำหรับทหารฝรั่งเศสที่ประจำการอยู่บริเวณปากน้ำแหลมสิงห์ ถัดไปอีกหน่อย เราก็จะพบแลนด์มาร์กอีกที่ "คุกขี้ไก่" ที่เราได้ยินกันตั้งแต่เด็กๆ ที่นี่ถูกสร้างขึ้นตอนที่ถูกฝรั่งเศสยึดครองเหมืองจันทบุรีเช่นเดียวกันกับตอนสร้างตึกแดง เมื่อเหตุการณ์ ร.ศ.112 โดยที่นี่เล่ากันว่าใช้เป็นที่กักขังนักโทษ ตัวคุกสร้างด้วยอิฐถือปูน กว้างยาวด้านละ 4 เมตร สูง 10 เมตร หลังคาเป็นรูปปิรามิด มีประตูออก 1 บาน มีช่องระบายลมทุกด้าน เดิมฝรั่งเศสสร้างเป็นป้อม เรียกว่า "ป้อมฝรั่งเศส" ต่อมาได้จับนักโทษมาขัง แล้วเลี้ยงไก่ไว้ข้างบนให้ถ่ายมูลใส่หัวนักโทษ นี่แหละคือที่มาของคุกขี้ไก่ >,< แต่ปัจจุบันก็ทรุดโทรมไปมาก เพราะไม่ได้รับการดูแล จบทริป 2 วัน 1 คืน ที่จันทบุรีกันแล้ว หวังว่าเพื่อนๆ คงจะชอบกันนะคะ ชวนกันเที่ยวในเมืองไทยกันดีกว่า เพราะบ้านเรามีแหล่งท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ ที่พร้อมให้เราค้นหาอีกมากมาย อย่างเช่นวันนี้ที่ Travel.MThai ได้มีโอกาสมาเที่ยวที่จันทบุรี เมืองที่มากไปด้วยประวัติศาสตร์ อาหารอร่อย ^^ ครั้งหน้าเราไปไหน อย่าลืมติดตามกันนะคะ บ้าบาย ... ขอขอบคุณ ศูนย์อบรมอาชีพและธุรกิจมติชน (Matichon Academy), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

NAGANO - นากาโน่ เมืองในฝันแห่งดินแดนปลาดิบ
Japan /  nagano / 

NAGANO CITY เมืองในฝันแห่งดินแดนปลาดิบ - นากาโน่ ตั้งอยู่ใจกลางของประเทศญี่ปุ่นถูกล้อมไปด้Œวยภูเขาสูงทั้ง4 ด้Œานหลายคนจึงขนานนามให้นากาโน่เป็šนเสมือนหลังคาของประเทศญี่ปุ่นนอกจากพื้นที่ตั้งอันโดดเด่‹นแล้Œวนากาโน่‹ยังได้ชื่อว่าเป็นขุมทรัพย์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศที่สำคัญนักท่องเที่ยวสามารถมาเยี่ยมชมได้ตลอดทุกฤดูกาล แล้วสถานที่ท่องเที่ยวของที่นี่จะมีที่ไหนน่าสนใจบ้าง มาสัมผัสกับมนต์เสน่ห์เหล่านี้ไปพร้อมๆ กัน... สมบัติของชาติวัดเซนโคจิ วัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น มีอายุกว่า 1,400 ปี เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปองค์แรกในญี่ปุ่น โดยพระอุโบสถหลักนั้นได้ก่อสร้างมานานกว่า 300 ปีและได้ถูกกำหนดให้เป็นสมบัติของชาติ รวมไปถึงตลอดทั้งปี ทางวัดยังมีพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์อีกมากมายสำหรับผู้ที่มาแสวงบุญ วัดนี้จึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวพุทธทุกนิกาย มีผู้คนเดินทางมากราบไหว้หลายล้านคนต่อปี นอกจากความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปและตัววัดแล้ว บริเวณรอบวัดก็นับว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะจากประตูทางเข้าโอนิมง มุ่งหน้าไปจนถึงประตูทางเข้าซันมง ที่ตลอดระยะทาง ทั้งสองฝั่งจะเรียงรายไปด้วยร้านขายของฝาก ของที่ระลึกต่างๆมากมาย นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมได้ทั้งวัน แต่หากต้องการมาเยี่ยมชมวัดเซนโคจิในช่วงเวลาที่สวยงามที่สุด ไม่ควรพลาดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เพราะในระยะเวลานั้นวัดเซนโคจิจะประดับไฟอย่างสวยงาม ด้วยเฉดไฟ 5 สี เพื่อรำลึกถึงงานโอลิมปิคฤดูหนาวที่นากาโน่เคยเป็นเจ้าภาพจัดงาน จุดหมายแสวงบุญโทกะกุชิ ภูเขาแห่งเทพเจ้าอันเป็นจุดหมายของการแสวงบุญ ด้วยอากาศอันปลอดโปร่ง และความสวยงามสมบูรณ์ของธรรมชาติ โทกะกุชิจึงนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เพียบพร้อมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้ามากมายที่จะเติมเต็มความสงบภายในจิตใจพร้อมๆ ไปกับซึมซับความสวยงามของธรรมชาติ ย้อนอดีตสัมผัสประสบการณ์นินจา ถึงแม้จะผ่านมาแล้วหลายร้อยปีแต่วัฒนธรรมแบบนินจาคงหาชมได้ที่เมืองนากาโน่ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานทางความรุ่งเรืองในยุคนินจาอย่างคฤหาสน์ของซามูไรและนักรบหรือวัดเก่า และภาพเขียนโบราณ รวมไปถึงที่หมู่บ้านนินจาชิบิโกะ สวนสนุกธีมนินจาทที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถร่วมสนุกไปกับศิลปะการต่อสู้แบบนินจาได้ หรือที่โทกาคุเระ นินโป พิพิธภัณฑ์จำลองบ้านนินจา ที่จัดแสดงเสื้อผ้า และเครื่องใช้ในสมัยเอโดะ โซบะรสชาติยอดเยี่ยม สายนํ้าบริสุทธิ์ อากาศชั้นเลิศ และอุณหภูมิที่เหมาะสมคือปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เมืองนากาโน่เป็นแหล่งผลิตเส้นโซบะระดับแนวหน้าของประเทศ โดยเส้นโทกะกุชิโซบะนั้นนับเป็นเส้นโซบะที่โดดเด่นเรื่องความเหนียวนุ่ม รสชาติดี และมีกลิ่นหอม กิจกรรมฤดูหนาว ถึงขนาดเคยเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวมาแล้ว นากาโน่ในช่วงที่หิมะปกคลุมจึงเต็มไปด้วยกิจกรรมฤดูหนาวมากมายให้เลือกสัมผัสไปพร้อมๆ กับทิวทัศน์เทือกเขาแอลป์อันตระการตา โดยเฉพาะที่ลานสกีโทกะคุชิ หรือลานสกีอีซึนะโคเก็ง ที่มีกิจกรรมให้เลือกเล่นมากมาย หรือหากใครชอบเดินป่าก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมสำรวจต้นไม้ และตามหารอยเท้าสัตว์ได้เช่นกัน โมงยามซากุระบาน ถึงแม้จะเป็นเมืองที่มีภูเขาล้อมรอบ และมีอากาศเย็นเกือบตลอดปี แต่เมื่อยามไออุ่นเข้ามาแทนที่ ซากุระที่แย้มบานในนากาโน่นั้นก็สวยงามไม่แพ้ใคร โดยเฉพาะที่ปราสาทมัตซึชิโร ที่มีต้นซากุระให้เดินชมมากกว่า 100 ต้น หรือตามสวนในวัดและศาลเจ้าทั่วเมืองนั้นก็จะงดงามไปด้วยทิวทัศน์ของซากุระบานสีชมพูสะพรั่ง เก็บแอปเปิลชิมแอปเปิล กิจกรรมการเก็บผลไม้ก็นับเป็นอีกกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดหากได้มาเยือนเมืองนากาโน่ โดยเฉพาะกับการเก็บแอปเปิล ผลไม้ขึ้นชื่อของเมืองในเดือนกันยายน - พฤศจิกายน ที่ผู้มาเยือนสามารถเก็บแอปเปิลพันธุ์ต่างๆ ได้จากต้น หรือจะเลือกซื้อเป็นนํ้าแอปเปิลสดที่มีความเข้มข้น และหอมหวานก็ได้เช่นกัน ผ่‹อนคลายกับออนเซ็น นากาโน่เองก็นับเป็นสวรรค์ของคนรักออนเซ็น ด้วยรอบๆ เมืองนั้นมีออนเซ็นให้เลือกแช่มากถึง 15 แห่ง โดยแต่ละแห่งก็มีแร่ธาตุและอุณหภูมิที่แตกต่างกันไป แต่ที่ 15 แห่งนั้นมีเหมือนกันคือความรู้สึกผ่อนคลาย และความสดชื่นที่ได้รับหลังการลงแช่นํ้าร้อน เครดิตจากนิตยสาร เที่ยวรอบโลก ฉบับเดือนเมษายน 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

ด่วน!!! จีนสั่ง Apple ห้ามจำหน่าย iPhone 6 ในปักกิ่งฐานละเมิดสิทธิบัตร
Baili 100C /  iPhone 6 / 

เป็นเรื่องแล้วนะครับเมื่อล่าสุดทาง สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน มีคำสั่งให้ Apple ระงับการจำหน่าย iPhone 6 และ 6 Plus หลังตรวจสอบพบว่ามีการดีไซน์ที่เลียนแบบ โทรศัพท์รุ่น 100C ของ Baili  โดยจากการตรวจสอบของสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของกรุงปักกิ่งพบว่า โทรศัพท์รุ่น 100C และ iPhone 6 มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยจึงอาจทำให้เกิดความสับสนแก่ผู้บริโภคได้ จึงมีคำสั่งให้ระงับการจำหน่าย iPhone 6, 6 Plus ไว้ก่อน ซึ่งทาง Apple ได้ทำการยื่นเรื่องไปยังศาลด้านทรัพย์สินทางปัญญาในกรุงปักกิ่งแล้วเพื่อให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แต่หากศาลยังยืนตามคำสั่งของสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญา iPhone 6 และ 6 Plus จะต้องถูกแบนในกรุงปักกิ่งและเมืองใกล้เคียงทันที 100C ของ Baili iPhone 6 ที่มา www.china.org.cn

รวมมิตร 10 สถานศึกษาสุดหลอนในหนังไทย
303 กลัว กล้า อาฆาต /  999-9999 ต่อ ติด ตาย / 

รวมมิตร 10 สถานศึกษาสุดหลอนในหนังไทย หากมีใครสักคนถามว่านอกจากบ้านผีสิงและสุสานแล้วจะมีสถานที่ไหนอีกที่ ผี มักจะปรากฏตัวออกมาให้เห็นแบบเพ่นพ่านได้อีกบ้าง คำตอบแรก ๆ ที่คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงก็คงหนีไม่พ้นสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนก็ดี มหาวิทยาลัยก็ดี แทบทุกที่ล้วนต้องมีเรื่องลึกลับสยองขวัญที่เล่าต่อ ๆ กันมา และก็เป็นประเด็นเรื่องความสยองขวัญที่พบได้ในสถานศึกษานี่เองที่ถูกใจผู้กำกับหนังไทยนักหนา จนถึงขนาดต้องสร้างชุดเหตุการณ์โดยใช้โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเป็นฉากหลัง ซึ่งในวันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับ 10 หนังไทยที่มีความสยองขวัญปรากฏในสถานศึกษา 303 กลัว กล้า อาฆาต (2541) หนังสยองขวัญที่เรื่องราวเกิดขึ้นในโรงเรียนประจำ มีกลุ่มตัวละครเอกเป็นแก๊งนักเรียนที่พยายามสืบค้นที่มาที่ไปเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายอย่างลึกลับของนักเรียนรุ่นพี่ ม.ร.ว.ดาวดึงส์ สิรา ผ่านการเล่นผีถ้วยแก้ว และหลังจากนั้นความน่าสะพรึงกลัวก็เกิดขึ้นเมื่อเพื่อน ๆ ในกลุ่มของพวกเขาทยอยถูกฆาตกรรมไปทีละคน โดยไม่มีใครยืนยันได้ว่าเป็นฝีมือของคนหรือผี 999-9999 ต่อ ติด ตาย (2545) เรนโบว์ คือหญิงสาวที่จู่ ๆ ก็ย้ายเข้ามาเรียนในโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่ตอนเกรดสิบสอง แก๊งนักเรียนสุดเฮี้ยวประจำโรงเรียนให้ความสนใจในตัวเธอ เพราะโรงเรียนเก่าที่หญิงสาวเคยเรียนนั้นมีข่าวลือเกี่ยวกับการเสียชีวิตหลังจากโทรศัพท์ไปขออะไรก็ได้จากหมายเลขโทรศัพท์ลึกลับ 999-9999 แก๊งเฮี้ยวทั้ง 5 พยายามเข้าถึงตัวเรนโบว์และพิสูจน์ว่าหมายเลขปริศนานั้นสามารถบันดาลความต้องการให้พวกตนได้จริงหรือไม่ และเพียงไม่นานพวกเขาก็ทยอยเสียชีวิตอย่างน่าสยดสยอง เด็กหอ (2549) ภาพยนตร์อบอุ่นแกมสยองขวัญที่ ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์ ผู้กำกับของเรื่องได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องเล่าที่เขาเคยได้ยินเมื่อครั้งเรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ เนื้อเรื่องเล่าถึงชาตรี เด็กชายที่ต้องย้ายมาอยู่โรงเรียนประจำ และได้พบกับวิเชียร เด็กชายที่เหมือนจะไม่มีตัวตนในสายตาใคร ๆ ต่อมาชาตรีก็ได้ทราบความจริงว่าเพื่อนใหม่คนนี้ของเขาไม่ได้เป็นมนุษย์มีเนื้อมีหนัง หากเป็นวิญญาณที่เคยเสียชีวิตในสระว่ายน้ำเก่าของโรงเรียน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้มิตรภาพระหว่างทั้งสองลดทอนลงได้เลย ศพ (2549) ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อเดิมว่า อาจารย์ใหญ่ เป็นเรื่องราวสยองขวัญที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับอาจารย์ใหญ่หรือศพที่นักศึกษาแพทย์ต้องใช้ศึกษาวิชากายวิภาค โดยในเรื่อง ไหม เป็นนักศึกษาแพทย์ที่ชั้นปี 2 ที่มีจิตสื่อกับวิญญาณของอาจารย์ใหญ่ได้ เธอรู้สึกว่าถูกวิญญาณตามไปคุกคามในทุก ๆ ที่ จนสุดท้ายเธอจึงได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยมีนักศึกษาแพทย์คนไหนทำมาก่อน นั่นก็คือการสืบค้นประวัติของอาจารย์ใหญ่ และเธอก็ได้พบว่าศพ ๆ นั้นถูกฆาตกรรมโดยคนที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวเธอ สี่แพร่ง ตอน ยันต์สั่งตาย (2551)   ลูกชายสัปเหร่อท่าทางหงิม ๆ คนหนึ่งถูกแก๊งเด็กช่างกลร่วมสถานศึกษารุมทำร้ายจนตกจากท้ายรถกระบะ ด้วยความแค้นลูกชายสัปเหร่อจึงได้แอบนำยันต์สั่งตาย (ภาพถ่ายศพตายตาไม่หลับ) มาสอดไว้ในหนังสือ ซึ่งใครที่สบตากับภาพศพจะต้องเสียชีวิตทันที สุดท้ายเหลือเพียงพิงค์หญิงสาวใจดีประจำกลุ่มที่ตัดสินใจควักลูกตาตัวเองออกทำให้รอดพ้นจากการเห็นยันต์สั่งตาย แต่เธอก็ต้องทนกับการถูกตามคุกคามของผีเพื่อนและผีลูกชายสัปเหร่อตลอดไป มหาลัยสยองขวัญ (2552) ภาพยนตร์ที่ร้อยรวมเรื่องเล่าสยองขวัญ 4 เรื่องจาก 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ ตำนานศาลในห้องน้ำหญิง, ตำนานลิฟต์แดง, กรณีศพหายจากห้องดับจิต และเรื่องเล่า "ป๊อก ป๊อก ครืด" (ผีเพื่อนเอาอาหารมาให้ที่หอพัก) โดยทุกเรื่องจะมีแกนกลางอยู่ที่หมวย นักศึกษาสาวที่มาฝึกงานอยู่กับมูลนิธิร่วมกตัญญู ตีสาม คืนสาม 3D ตอน คอนแวนต์ (2557) ณ โรงเรียนคอนแวนต์แห่งหนึ่ง มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเสียงเปียโนที่ดังออกมาจากโบสถ์ต้องห้ามว่าเป็นการเล่นดนตรีของซิสเตอร์หัวขาดที่สามารถให้พรอะไรก็ได้ เข็ม สาวห้าวที่เพิ่งเลิกกับแฟนสาว ลินิน จึงแอบเข้าไปในโบสถ์กลางดึกเพื่อขอพรให้ ไหม หญิงสาวคนใหม่ที่เธอหมายตายอมตกลงเป็นแฟนด้วย ทว่าเจ้าตัวไม่รู้เลยว่าการที่จะได้สมความปรารถนานั้นจะต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง ฝากไว้ในกายเธอ (2557) เพิร์ท กับ แทน เป็นนักกีฬาว่ายน้ำของโรงเรียน ที่ต่างแข่งขันกันอยู่ในทีเพื่อชิงโควตาเข้ามหาวิทยาลัย วันหนึ่งมีคนพบศพของไอซ์ แฟนสาวของแทนที่ก้นสระว่ายน้ำ ทว่ากลับเป็นเพิร์ทที่ถูกวิญญาณของไอซ์ตามหลอกหลอน สิ่งนี้ทำให้เขาต้องรีบสะสางความลับดำมืดทั้งหมดให้เรียบร้อยก่อนที่แทนจะค้นพบความจริงว่าเขากับหญิงสาวมีความสัมพันธ์กันอย่างไร รุ่นพี่ (2558)   ม่อน เด็กนักเรียนโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งมีความสามารถพิเศษที่ไม่อาจบอกใครได้ นั่นก็คือเธอมักจะได้กลิ่นของวิญญาณ วันหนึ่งเธอได้พบกับวิญญาณของรุ่นพี่ที่เคยเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ หากแต่กลับต้องเสียชีวิตลงเพราะถูกฆาตกรรม เมื่อเด็กสาวผู้มีพลังพิเศษโคจรมาพบกับวิญญาณที่ต้องการความยุติธรรม ภารกิจคู่หูสืบสวนคดีที่ไม่เคยมีใครคลี่คลายได้จึงบังเกิดขึ้น โดยที่หญิงสาวไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้เห็นหน้าตาวิญญาณรุ่นพี่สักครั้งเดียว   มหาลัยเที่ยงคืน (2559) เพราะผลการเรียนย่ำแย่ สตาร์ เซเลปสาวประจำมหาวิทยาลัยจึงต้องถูกส่งตัวไปเข้าคอร์สเรียนเสริมที่ห้องพิเศษ ซึ่งมีไว้สอน วิญญาณของนักศึกษาที่เสียชีวิตไปก่อนเรียนจบ ซึ่งนับวันก็มีแต่จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ งานนี้จึงกลายเป็นเรื่องชุลมุนวุ่นวายของทั้งคนทั้งผี และที่สำคัญต้องไม่ลืมกฎของห้องนี้ด้วยว่าห้ามนักศึกษาอยู่เกินเวลาเที่ยงคืน ไม่เช่นนั้นจะ...!?!! ตามไปร่วมลุ้นกันว่า...หากสตาร์ (รับบทโดย มาร์กี้ ราศรี บาเล็นซิเอก้า) จะต้องเจออะไรหากอยู่ในห้องเรียนพิเศษแห่งนี้เกินเที่ยงคืน ในภาพยนตร์สยองขวัญคอมเมดี้ มหาลัยเที่ยงคืน 28 กรกฎาคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

Footnote อ่านโลกผ่านหนัง : ทําไมโลกนี้ ต้องมี 'เลือกตั้ง'
Footnote /  การเลือกตั้ง / 

อ้าว! ก็การเลือกตั้งมันเป็นการแสดงออกถึงสิทธิและหน้าที่ของเรานี่”, “เราจะได้ใช้สิทธิของเราเลือกคนดีมาแก้ปัญหาและบริหารประเทศไง”, “ไม่เห็นสําคัญเลย เลือกไม่เลือกก็เหมือนเดิม แย่หมด”, “ยกเลิกไปเถอะ มีรัฐบาลแต่งตั้งไปเลยดีกว่า” ฯลฯ ต่างคนต่างก็มีคําตอบของคําถามเดียวกัน แต่เราลองมาล้วงลึกลงอีกนิดไหม ...บางที ‘การเลือกตั้ง’ ที่ฟังเเล้วแสนน่าเบื่อนั้น อาจมีอะไรมากกว่าที่คิด จุดกำเนิด : ก่อเกิดการเลือกตั้ง การเลือกตั้งถือกํา เนิดตั้งแต่สมัยกรีก โดยบุคคลสําคัญซึ่งเป็นผู้ปูทางเอเธนส์สู่ระบอบประชาธิปไตยก็คือ โซลอน (Solon) ซึ่งเริ่มปฏิรูปกฎหมายในช่วงราว 590 ปีก่อนคริสตกาลและเริ่มมีการจัดตั้งศาลประชาชนที่มีผู้พิพากษามาจากการเลือกตั้ง แม้จะมาจากการจับฉลากก็ตาม แต่ก็ถือว่าพลเมืองมีสิทธิในการเลือกตั้ง แถมยังมีการสมัครรับเลือกตั้งเข้าไปเป็นผู้แทนเพื่อทํางานในสภาและเป็นฝ่ายบริหารโดยผลัดเปลี่ยนกันเป็นลูกขุน ซึ่งการปฏิรูปของโซลอนนี้ถือเป็นการช่วยเปิดทางสู่ข้อเรียกร้องของชนชั้นล่างมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเรื่องของกฎหมายและการปกครองเป็นเรื่องของชนชั้นสูงมาโดยตลอด ดูเรื่องการบังคับใช้กฎหมายของเอเธนส์ได้ในหนัง A Midsummer Night’s Dream (1935) ที่จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเกิดจากกฎหมายเอเธนส์ข้อหนึ่งซึ่งระบุไว้ว่า พ่อแม่สามารถบังคับให้ลูกสาวแต่งงานกับใครก็ได้และหากลูกสาวขัดขืนต่อการบังคับของพ่อแม่จะต้องถูกประหาร โดยหนังซ่อนนัยยะการกดขี่จากชนชั้นสูงต่อชนชั้นล่างผ่านตัวกฎหมายดังกล่าวนั่นเอง มองเลือกตั้งในเชิงกฎหมาย ในเชิงประวัติศาสตร์ การเลือกตั้งอาจเป็นสัญลักษณ์และเครื่องมือของการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของชนชั้นล่าง แต่หากเราพิจารณาถึงการเลือกตั้งในเชิงกฎหมายแล้ว เดวิด บัตเลอร์ เขียนไว้ในหนังสือ Democracy ว่า เราสามารถพิจารณาและตีความการเลือกตั้งออกเป็น 3 แง่ คือ 1.การเลือกตั้ง = สิทธิ การเลือกตั้งถือเป็นสิทธิที่มีความสําคัญซึ่งรัฐต้องให้ความคุ้มครองและดูแลแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน เช่นในสารคดี Slacker Uprising (2007) ของ ไมเคิล มัวร์ เล่าความพยายามของมัวร์ที่ไปปราศรัยตามมหาวิทยาลัย เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ตระหนักถึงสิทธิของตัวเอง และออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (โดยข้อเสนอที่แสบสุดๆ ตามสไตล์ก็คือ “ต้องไม่เลือกจอร์จ ดับเบิลยู บุช!”) 2.การเลือกตั้ง = อภิสิทธิ ในแง่นี้การเลือกตั้งคือ การที่ผู้ลงคะแนนเสียงมีอิสระที่จะเลือกทําสิ่งใดก็ได้ที่ได้รับการยอมรับจากกฎหมาย โดยปราศจากการแทรกแซงหรือเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น  ลองดูตัวอย่างของพฤติกรรมที่เรียกว่าแทรกแซงการเลือกตั้งได้จาก All the President’s Men (1976) เรื่องของ 2 นักข่าวที่ช่วยกันขุดคุ้ยจนพบว่ามีการติดเครื่องดักฟังในที่ทํา การของพรรคเดโมแครตเพื่อลักลอบล้วงข้อมูลของคู่แข่ง หรือใน Election (1999) ที่ครูหนุ่มหมั่นไส้เด็กเรียนสุดเพอร์เฟ็คต์ ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานนักเรียน เขาจึงหาทางแทรกแซงการเลือกตั้งเพื่อไม่ให้ยัยเด็กนี่ได้เป็นผู้ชนะ 3.การเลือกตั้ง = หน้าที่ การเลือกตั้งถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมายโดยระบุไว้ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง หนังเรื่อง Homecoming (2005) ที่กํากับโดย โจ ดันเต สะท้อนแนวคิดดังกล่าวด้วยเรื่องของทหารผ่านศึกที่ตายแล้ว แต่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเพื่อไปเลือกตั้งและแสดงสิทธิของตนเอง มองเลือกตั้งให้เป็นปรัชญา นอกจากแง่มุมทางประวัติศาสตร์และกฎหมายแล้ว บัตเลอร์เสริมอีกว่าการเลือกตั้งยังสามารถเป็นตัวสะท้อนนัยยะของความคิดเชิงปรัชญาได้ใน 3 แง่ คือ 1.การเลือกตั้งที่มีสภาพเป็นสิทธิตามธรรมชาติ ถือเป็นสิทธิที่เกิดมากับบุคคลในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ เพราะบุคคลย่อมเสมอภาคกัน หากบุคคลใดก็ตามที่บรรลุนิติภาวะและไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่นวิกลจริต, ต้องโทษ ฯลฯ ก็มีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ ตัวอย่างกรณีเกิดขึ้นใน Milk (2008) ที่เล่าการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของชาวรักร่วมเพศ โดยมี ฮาร์วีย์ มิลค์ เป็นผู้เคลื่อนไหวคนสำคัญ จนส่งผลให้เขาเป็นชายที่ประกาศตัวว่าเป็นรักร่วมเพศคนแรกที่ได้รับคะแนนเสียงการเลือกตั้งให้เป็นเทศมนตรีของซานฟรานซิสโก และพิสูจน์ให้เห็นว่าทุกคนมีสิทธิและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน 2.การเลือกตั้งที่มีสภาพเป็นภารกิจสาธารณะ การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในกรณีนี้จะถูกจํา กัดให้แก่บุคคลที่เหมาะสมและปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเท่านั้น เพราะถือว่าสังคมจะก้าวหน้าได้ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามหน้าที่อย่างชาญฉลาดของคนในสังคม หากบุคคลใดประพฤติปฏิบัติตัวหรือมีลักษณะที่ไม่เหมาะสม เช่น เป็นอาชญากร, ต้องโทษ ฯลฯ ก็สามารถถูกตัดสิทธิในการลงคะแนนเสียง ดั่งเช่นในหนังดังที่เข้าชิงออสการ์อย่าง Selma (2014) ที่เล่าเหตุการณ์การรวมตัวเดินขบวนประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของคนผิวสีในอเมริกาเมื่อปี 1965 โดยพวกเขาต้องปะทะกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและเผชิญกับความสูญเสียมากมาย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นการขัดขวางภารกิจสาธารณะ ที่มาพร้อมนัยยะกีดกันและแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน 3.การเลือกตั้งที่มีสภาพเป็นสิทธิคัดค้าน การกระทําในแง่นี้มองว่า การเลือกตั้งคือเครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อแสดงออกถึงการคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐหรือนโยบายของรัฐ ด้วยการลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม  ดูการใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือต่อต้านการแบ่งแยกและแสดงออกถึงการเรียกร้องสิทธิทางเชื้อชาติได้ในหนังตลกสุดเพี้ยน Napoleon Dynamite (2004) ผ่านตัวละคร เปโดร นักเรียนเชื้อสายเม็กซิกันที่ใครๆ ก็มองว่าเป็นตัวประหลาด เขาซึ่งตัดสินใจลงสมัครชิงประธานนักเรียน แม้จะรู้ว่าตัวเองไม่มีทางชนะ แต่เขาก็ขอเพียงแค่การยอมรับจากคนอื่นเท่านั้น เหตุผล 4  ข้อที่ทำให้ตัดสินใจไม่ไปเลือกตั้ง แม้จะมีคนให้ความสําคัญกับการเลือกตั้งหรือตีความการเลือกตั้งไปในหลายแง่มุม แต่สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ มีคนจํานวนไม่น้อยที่ไม่สนใจการเลือกตั้งจนสุดท้ายก็พัฒนาไปสู่พฤติกรรมที่เรียกว่า "นอนหลับทับสิทธิ์" นักวิชาการในแวดวงรัฐศาสตร์พยายามศึกษาวิจัยหาเหตุผลของพฤติกรรมดังกล่าว จนได้ออกมาเป็น 4 ปัจจัย ตามที่ได้ระบุไว้ในหนังสือ Understanding Public Policy ของ โทมัส ดาย คือ 1.“มาอีกแล้วไอ้พวกขายฝัน” ประชาชน (บางส่วน) คิดเช่นนี้เพราะมีความเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็ชูนโยบายที่ไม่สามารถทําได้จริง หรือถ้าทํา ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกตั้งกี่รอบๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ขึ้นมาหรอก ตัวอย่างเช่นในหนัง Man of the Year (2006) ที่ยั่วล้อกับแนวคิดดังกล่าว โดยเล่าเรื่องของพิธีกรล้อการเมืองชื่อดัง (นำแสดงโดย โรบิน วิลเลี่ยม ผู้ล่วงลับ) ที่เบื่อและรําคาญพวกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีที่มีแต่นโยบายขายฝันไปวันๆ เขาเลยประกาศทีเล่นทีจริงในรายการว่าจะลงเลือกตั้งบ้าง และด้วยนโยบายที่โดนใจประชาชนงานนี้เลยกองเชียร์เพียบ สุดท้ายเขาก็ชนะการเลือกตั้ง แม้จะเป็นเพราะความผิดพลาดของเทคโนโลยีนับคะแนนก็ตาม 2.“กอบโกยกันเข้าไป!” แนวคิดของคนอีกแบบที่เห็นว่า นักการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลล้วนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน แสวงหาอํานาจ หรือหากทําโครงการใดขึ้นมาก็มุ่งหวังคะแนนนิยมเท่านั้นโดยไม่คํานึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แม้ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการทําประชาพิจารณ์ แต่การตัดสินใจสุดท้ายก็ยังเป็นอํานาจของรัฐบาลอยู่ดี แต่ในหนังอย่าง Mr. Smith Goes to Washington (1939) คงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังนี้สักเท่าไหร่ เพราะหนังบอกเราว่า นักการเมืองไม่ได้เห็นแก่ตัวไปหมด โดยเฉพาะ ส.ว.ป้ายแดงอย่าง เจฟเฟอร์สัน สมิธ ที่แม้จะต้องถูกรุมล้อมด้วยนักการเมืองรุ่นเก่าผู้จ้องแต่จะกอบโกยผลประโยชน์ เขาก็ยังฮึดสู้และพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่า นักการเมืองน้ําดีก็ยังมีอยู่จริง 3.“แหม! ชั่วได้ใจจริงๆ” ความเชื่อของบางคนตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า "นักการเมืองทุกคนเลว" เพราะฉะนั้นไม่ว่านักการเมืองคนไหนจะพูดอะไรก็จะถูกมองไปในลักษณะของคํา โกหกหรือเลวร้ายไปหมด จนอาจหมดความเชื่อถือศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย แต่ในหนัง Dave (1993) พลิกแพลงขยายมุมมองของแนวคิดนี้ ด้วยการเล่าเรื่องตัวละคร เดฟ โควิก ชายซึ่งบังเอิญหน้าเหมือนประธานาธิบดีที่กําลังป่วย เพราะดันแอบไปมีเซ็กซ์กับผู้ช่วยตัวเองจนเส้นเลือดในสมองแตก เดฟจึงอาศัยอํานาจจากตําแหน่งที่เขาสวมอยู่ทําเรื่องดีๆ ให้กับประชาชนและในที่สุดเขาก็ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งอย่างจริงจัง 4.“ไม่โดนสักคน” อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ชอบการเลือกตั้ง เพราะคิดว่าการเลือกตั้งไม่สามารถนํามาซึ่งตัวแทนตามความต้องการของตน และรู้สึกแปลกแยกต่อระบบการเมืองที่ตนดํารงอยู่ จนรู้สึกว่าตัวเองไร้อํานาจที่จะตัดสินใจทางการเมืองในบริบทของการเลือกตั้ง และขาดความเชื่อมั่นนักการเมืองที่เป็นสัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตย ภาวะความแปลกแยกของประชาชนต่อระบบการเมืองถูกสะท้อนออกมาในหนังอิหร่านเรื่อง Secret Ballot (2001) ซึ่งเล่าเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสาวที่ต้องเดินทางมายังเกาะคิช เพื่อให้ชาวเกาะทั้งหลายมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งสําคัญของประเทศ แต่ชาวเกาะกลับไม่รู้จักผู้สมัครในรายชื่อสักคน แถมไม่เห็นประโยชน์ใดๆ ในการจะเลือกคนที่พวกเขาไม่รู้จักอีกด้วย **เรียบเรียงจากคอลัมน์ Footnote : ทําไมโลกนี้ ต้องมี 'เลือกตั้ง' โดย ภัคพล รังษีภัทร์ / นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 115 ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

พลอย รู้สึกเหมือนโดนเผาไล่ที่ หลัง ปีเตอร์ ประกาศขายบ้าน ทำลูกเดือดร้อน!!
พลอย พลอยพรรณ /  ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล / 

        หลังคุณพ่อลูกสอง ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล ออกมาประกาศว่ากำลังทำเรื่องหย่ากับภรรยาสาว พลอย พลอยพรรณ และยืนยันที่จะขายบ้านที่ลูกอยู่อาศัยมาตั้งแต่เกิด เพราะมองว่าบ้านหลังใหญ่เกินไปและเป็นชื่อของญาติ โดยเจ้าตัวตั้งใจจะนำเงินมาซื้อบ้านหลังใหม่ที่เล็กกว่าเดิมให้แทน ล่าสุดเจอ สาวพลอย ในงาน "ไส้กรอกซีพี เปิดบ้าน มั่นใจ ปลอดภัย 100%" เจ้าตัวเปิดใจการเรื่องหย่าว่ายังไม่มีอะไรคืบหน้า ยอมรับเสียความรู้สึกเหมือนถูกเผาไล่ที่ หลังฝ่ายชายประกาศขายบ้านทั้งที่ยังไม่ได้ตกลงกัน ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนต้องหาที่อยู่ใหม่ และลูกชายก็คงต้องย้ายโรงเรียนใหม่ด้วย ขอร้องหากไม่ได้ช่วยดูแลลูก แต่อย่างน้อยช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องความเป็นอยู่ของลูกก็ยังดี เผยใจตนอยากซื้อบ้านต่อเอง แต่ไม่รู้อีกฝ่ายจะขายเอากำไรแพงหรือเปล่า!!!             "เรื่องหย่ายังไม่ได้คุยอะไรเลยค่ะ ยังไม่ได้หย่าเลย ยังไม่มีคืบหน้าอะไรเลย ยังถือว่าเป็นเมียอยู่เลยค่ะ (หัวเราะ) เค้าได้ยื่นข้อเสนอมาอย่างที่ทราบ แต่ข้อเสนอของเรายังไม่ได้ยื่นค่ะ เพราะรอทางฝั่งเค้าคุยกับทนายออกมาก่อนว่าเรารับได้มั้ย ถ้าเราโอเคกับที่เค้าเสนอมาก็จะได้ไม่ต้องวุ่นวายมาก เรื่องคาราคาซังแบบนี้มันไม่รบกวนจิตใจค่ะ แต่มันรบกวนกับการใช้ชีวิตมากกว่า อย่างเรื่องสัญชาติลูกที่ยังไม่ได้ทำ ลูกก็ยังออกนอกประเทศไม่ได้ ก็ยังเป็นปัญหา แต่เรื่องจิตใจพลอยเฉยๆ แล้ว"             "ปัญหาตรงนี้ก็พูดกับเค้าหลายรอบแล้วค่ะ พูดลอยๆ ไปคนเดียว เค้าคงทราบแต่คงไม่มีเวลา จริงๆ ก็อยากให้มาทำเอกสารของลูกให้เรียบร้อยดีกว่าค่ะ ของพลอยเองก็ไม่ได้ติดปัญหาอะไร เพราะพลอยก็ไม่ได้ไปมีสามีใหม่ พลอยก็เฉยๆ เรื่องนี้ค่ะ แต่เรื่องลูกสำคัญมาก ก็อยากนัดจริงจังแต่เค้าไม่มา"             "เรื่องฟ้องหย่า ถ้ามันทิ้งเวลามากก็อาจจะต้องทำค่ะ และเรื่องฟ้องคนทำเพจด้วย ก็พยายามกระตุ้นให้เค้าออกมาจัดการอยู่ แต่เห็นเค้าบอกว่าจะผลักมาให้พลอยทำคนเดียว จริงๆ ในความเป็นพ่อของเค้า พลอยก็อยากจะให้เค้ากลับมาปกป้องลูก ลูกโดนคนอื่นว่าก็อยากให้กลับมาช่วยกัน ที่เค้าไม่ค่อยจัดการอะไร พลอยว่ามันก็คงมีส่วนว่าไม่อยากให้มีเอฟเฟ็คกับการทำงานของเค้า แต่พลอยก็อยากให้เค้าโชว์ให้เห็นว่าเรื่องงานกับลูก อะไรสำคัญกว่ากันค่ะ เรื่องฟ้องหย่าก็มีปรึกษาทนายไว้บ้างค่ะ การที่จะฟ้องหย่ากัน ศาลก็ต้องให้ไกล่เกลี่ย การไกล่เกลี่ยถ้าเราคุยกันดีๆ ง่ายกว่า จะได้ไม่ต้องไปเสียเงินจ้างทนายขึ้นศาลด้วย สำหรับพลอยขอประหยัดดีกว่า เรื่องหย่าก็ติดที่เค้า พลอยก็รอมานานแล้วค่ะ"              "เรื่องบ้าน เค้าประกาศขายไปแล้วค่ะ แต่ก็ยังไม่มีใครสนใจ อาจเพราะราคาบ้านมันสูงด้วย ตอนนี้พลอยกับลูกก็ยังไม่ได้ย้ายออก แต่มีการไปดูบ้านใหม่บ้างแล้ว คือเรายังไม่ได้ตกลงอะไรกันเลย แต่เค้าไปประกาศขายบ้านแล้ว ก็รู้สึกเหมือนโดนเผาไล่ที่นิดหน่อย ตอนนี้พลอยอยากทราบสัดส่วนชัดเจนว่าถ้าขายแล้วจะเป็นยังไง เพราะเค้าบอกว่าถ้าขายแล้ว เค้าอยากได้บ้านหลังเล็กๆ งั้นเอาบ้านหลังใหญ่ให้พลอยก็ได้ ถ้าขายได้เงินเยอะก็ให้เค้าเอาเงินส่วนน้อยไปซื้อบ้านหลังเล็ก"             "ที่พลอยอยากอยู่บ้านหลังเดิมเพราะมันสะดวกมากค่ะ ทั้งโรงเรียนลูก คือพลอยมองลูกเป็นสำคัญ บางวันพลอยขี่จักรยานไปส่งลูก พี่เลี้ยงก็ทำแบบนี้ได้ แต่ถ้าเกิดเราย้ายบ้านไปอยู่ที่ไกลโรงเรียน ก็ต้องจ้างคนขับรถ แล้วคนขับรถจะเชื่อใจได้มั้ย ซึ่งคนขับรถคนเก่าพี่เตอร์ก็ดึงกลับไปแล้ว ตอนนี้พลอยก็ให้แม่บ้านขี่จักรยานไปรับไปส่งลูก การหาบ้านอยู่ใหม่ไม่ลำบากนะคะถ้าเรามีเงินเยอะ (หัวเราะ) ที่เค้าบอกว่าจะเอาเงินก้อนนี้ไปหาบ้านเล็กๆ สักสองหลัง ถ้าสำหรับเค้าคนเดียว หรือเค้ากับคนอื่น มันพออยู่แล้ว แต่สำหรับพลอยกับลูกชาย 2 คนที่เป็นลูกเสี้ยวเดนมาร์กที่วันนึงโตแล้วตัวใหญ่แบบเค้า อยู่กัน 3 คน บ้านเล็กมันเอาไม่อยู่"                  "ถ้าย้ายบ้าน ลูกก็ต้องย้ายโรงเรียนตามอยู่แล้วค่ะ นึกถึงตอนพลอยเด็กๆ ต้องตื่นตี 4 ครึ่งไปโรงเรียนทุกวัน พลอยไม่อยากให้ลูกต้องมาเจอสภาพเดียวกัน รถติดไปกลับ ก็ต้องย้ายโรงเรียน ย้ายทุกอย่าง ผลกระทบมันโดนกับลูกเต็มๆ อยู่แล้วค่ะ แต่ถ้าให้พลอยบอกว่าไม่ให้ขาย มันก็ไม่ได้อยู่แล้ว เพราะบ้านเป็นชื่อของคุณอาคุณน้าเค้า เคยมีคอมเม้นท์บอกว่า พลอยหน้าด้านอยู่ จริงๆ ไม่ควรอยู่แล้วด้วย เลิกแล้วก็ควรออกจากบ้านไป อย่างน้อยที่เค้าไม่ได้มาช่วยดูแลลูก ก็อยากให้เค้าช่วยอำนวยความสะดวกตรงนี้ให้หน่อย จริงๆ พลอยก็อยากจะซื้อบ้านหลังนี้ต่อ แต่ไม่รู้เค้าจะเอากำไรเยอะหรือเปล่านะ"             "บ้านที่ประกาศขาย มีคนส่งรูปมาให้ดูว่าตั้งแต่ที่คุยกัน เค้าก็ประกาศขายเลย เค้าดูใจร้ายมั้ยเหรอ ในส่วนของพลอยแล้วแต่จะคิดดีกว่า พลอยไม่อยากไปว่าใคร ไม่อยากทะเลาะกันออกสื่อ ตอนนี้พลอยถือว่าพลอยตัวคนเดียว พลอยพยายามทำทุกอย่างให้เต็มที่ พลอยไม่หวังหรอกว่าเค้าจะมาช่วย ตอนนี้ทำอะไรได้เองก็ทำหมดเลย ไม่แคร์แล้ว การมีอุปสรรคนิดหน่อยอาจจะทำให้เราเก่งขึ้น ก็ไม่เป็นไรค่ะ"             "ที่เค้าบอกจะส่งเงินค่าเลี้ยงลูกมาให้ เค้าคงรอขายบ้านได้ก่อนมั้งคะ ไม่ทราบเหมือนกัน เท่าที่ทราบยังไม่มีนะคะ ทุกวันนี้พลอยรู้สึกภูมิใจ พลอยทำงานหนักมากได้เงินเยอะ บินเยอะมากนอนไม่พอ มีทำร้านพิซซ่า ขายคอลลาเจน ขายขนมนำเข้ามาจากอเมริกา มีขายของจุกจิกอีกเยอะมาก คือทำงานตลอดเวลา คุยโทรศัพท์ตลอด พลอยไม่มองว่าเหนื่อยเพื่อลูกอยู่คนเดียว ไม่มองข้อด้อยตรงนี้ แต่พลอยมองด้านบวกมากกว่าว่า ขอบคุณที่มีลูกทำให้ความสามารถของเรามันขึ้นมาได้ขนาดนี้ พลอยเชื่อว่าถ้าเราไม่มีปัญหาคงไม่ทำให้ความสามารถของเราออกมาได้ขนาดนี้ เวลามีปัญหาอย่าไปโทษนู่นนี่ ให้มองว่าทำให้เราเป็นคนเก่งและอดทนขึ้นมาได้ค่ะ" พลอย กล่าว     พลอย พลอยพรรณ   พลอย พลอยพรรณ   พลอย พลอยพรรณ   พลอย พลอยพรรณ   พลอย พลอยพรรณ   พูม่า-พลอย-แพนเตอร์  

หมีขาวเฮ! ไอโอซีตัดสินไม่แบนทัพนักกีฬารัสเซียพ้นโอลิมปิกทุกชนิดกีฬา
รัสเซีย /  สารกระตุ้น / 

คณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือ ไอโอซี มีการประชุมหารือกันในวันนี้ ก่อนตัดสินว่า ทีมชาติรัสเซีย จะไม่ถูกแบนให้พ้นจากการแข่งขันมหกรรมกีฬา โอลิมปิก 2016 ณ กรุงริโอ เด จานีโร ประเทศบราซิล ทุกชนิดกีฬา หลังทาง วาด้า ชงเรื่องให้มีการแบนทัพนักกีฬาหมีขาวพ้นโอลิมปิกในครั้งนี้ หลังมีข่าวพัวพันการใช้ สารกระตุ้น กันอย่างแพร่หลายในนักกีฬารัสเซีย โดยทัพนักกีฬาแดนหมีขาวสามารถทำการลงแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2016 ได้ หากผ่านกฎข้อบังคับต่างๆ ในแต่ละชนิดกีฬาตามที่ทางไอโอซีได้กำหนดเอาไว้ ส่วนทัพนักกรีฑารัสเซียยังคงถูกแบนเช่นเดิม ตามที่ศาลกีฬาโลกได้ให้คำตัดสินมาก่อนหน้านี้

ด่วน!เมสซี่และพ่อถูกศาลสเปนสั่งจำคุก 21 เดือนฐานเลี่ยงภาษี
ชิลี /  บาร์เซโลน่า / 

ศาลสเปนสั่งลงโทษจำคุก ลิโอเนล เมสซี่ ยอดดาวเตะ บาร์เซโลน่า และ ฮอร์เก้ เมสซี่ คุณพ่อเป็นเวลา 21 เดือนจากคดีเลี่ยงภาษี ยอดดาวเตะเบอร์หนึ่งของโลกชีวิตเจอมรสุมเล่นงานอย่างต่อเนื่อง หลังจากพลาดจุดโทษในศึกโคปาอเมริกานัดชิงชนะเลิศจนทีมพ่ายให้กับชิลี และได้ประกาศยุติการรับใช้ชาติ ล่าสุดมรสุมลูกใหม่พัดโถมเข้ามาใส่อีกครั้ง เมื่อศาลสเปนได้สั่งจคุกทั้งตัวเขาและคุณพ่อเป็นเวลา 21 เดือนจากคดีโกงภาษีเป็นเงินจำนวน 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 158 ล้านบาท) ในช่วงปี 2550-2552 โดย ศาลในนครบาร์เซโลนาชี้ว่าลิโอเนล เมสซี่ และฮอร์เก้ เมสซี่ ผู้เป็นพ่อมีความผิดสามกระทงฐานโกงภาษี โดยในระหว่างไต่สวน เมสซี่ อ้างว่าเขาไม่ได้รับรู้เรื่องการจัดการทางการเงินของตัวเอง โดยยกหน้าที่ทั้งหมดให้แก่พ่อส่วนตนเล่นฟุตบอล เพียงอย่างเดียวและเซ็นทุกเอกสารที่พ่อจัดการให้ ทั้งคู่คาดว่าน่าจะถูกปรับเป็นเงินหลายล้านยูโร ฐานเลี่ยงภาษีและปกปิดรายได้จากการขายลิขสิทธิ์ภาพ อย่างไรก็ดี มีแนวโน้มว่าทั้งสองอาจเลี่ยงโทษจำคุกไปได้ เพราะภายใต้ระบบกฎหมายของสเปนผู้ถูกลง โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีสามารถรับโทษด้วยการถูกคุมประพฤติได้

จบดราม่าแย่งที่จอดฟิตเนส เจนี่ ยอมจ่าย 3 ล้านให้ บุ๋ม ปนัดดา ย้ายออก!!
เจนี่ บุ๋ม แย่งที่จอดฟิตเนส /  ข่าว เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ / 

เป็นอันแยกย้าย... นางเอกสาว เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เจ้าของฟิสเนส 911 by JT ควงทนายออกมาชี้แจงปมดราม่าแย่งที่จอดรถกันกับ สแมชยิม ฟิตเนสของ บุ๋ม ปนัดดา โดยสาวเจนี่ยอมจ่าย 3 ล้านตามที่สาวบุ๋มยื่นข้อเสนอมา พร้อมเผยรู้สึกลำบากใจที่จะทำธุรกิจร่วมกันแล้ว แต่ยังไม่ระบุว่าทางสาวบุ๋มจะต้องออกจากที่นี่เมื่อไหร่ แต่โดยส่วนตัวเธอบอกยังเคารพดารารุ่นพี่เหมือนเดิม ตอนนี้มีวิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นคือเช่าพื้นที่จอดรถเพิ่มขึ้น บอกทั้งหมดมีปัญหาเรื่องที่จอดรถแค่ 1 ชม. ต่อวัน ไม่ได้มีปัญหาตลอด 24 ชม. พื้นที่ที่ซื้อมายังไม่รู้จะทำอะไรต่อ นอกจากนั้น สาวเจนี่ยังบอกอีกว่า ทางฝั่งของสาวบุ๋มทำธุรกิจทับซ้อน มีการเปิดขายอาหารคลีน ขายน้ำ เปิดคลาสโยคะเพิ่ม ซึ่งทับซ้อนกับของเธอ เปรยเรื่องการฟ้องร้องเป็นเรื่องในอนาคต ไม่เน้นดำเนินคดี จะคุยกันก่อน ทนายได้มีการคุยทางโทรศัพท์แล้ว ยังไงก็ตามสาวเจนี่บอกไม่อยากให้มาทะเลาะกันเอง อยากให้สิ่งที่เธอพูดในวันนี้เป็นข้อมูลให้อีกฝั่งนึง พูดข้อเท็จจริงอีกฝั่งนึง ขอให้คุณผู้ชมตัดสินเอง ตอนนี้เลยจุดที่จะนัดคุยกันแล้ว ต่อจากนี้เข็ดกับการทำธุรกิจร่วมกับคนอื่น แพลนไว้ว่าที่ตรงนั้นอาจจะทำยิมต่อ หรือเป็นศูนย์อาหารก็ได้ โดยทั้งหมดเป็นเรื่องในอนาคตอีกที... รายละเอียดต่างๆ มีดังนี้ เจนี่ “เข้าเรื่องปัญหาหลักกันเลยดีกว่าคือเรื่องที่จอดรถ ตัวเจนี่ และ 911 เราพยายามแก้ไขมาโดยตลอด เราหาทางออกด้วยการไปเช่าที่ข้างๆ แต่ต้องบอกว่าคลาสที่มีปัญหาคือคลาสซุมบ้า ใน 1 อาทิตย์มีคลาสซุมบ้า 4 คลาส คลาสละ 1 ชั่วโมง แล้วของพี่บุ๋มเองเปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึง 5 ทุ่ม คลาสที่มีปัญหาเรื่องที่จอดรถคือคลาสของซุมบ้า ในชั่วโมงอื่นๆ สามารถจอดรถได้ตามปกติ แล้วเจนี่ไม่ได้มีนโยบายกันที่ไว้ แต่ยังไงตัวเจนี่ก็ขอโทษลูกค้า สแมชยิม ทุกๆ คนด้วยที่ทำให้เกิดปัญหานี้ เจนี่เชื่อว่าเป็นปัญหาที่เกิดกับทุกๆ คนและทุกๆ ที่คือปัญหาที่จอดรถ ส่วนประเด็นที่ 2 คือเรื่องสัญญาเช่า” ทนาย “เรื่องสัญญาเช่าระหว่างคุณอาทิตย์กับคุณเจนี่เป็นสัญญาเช่าพื้นที่เพื่อต่อเติมสิ่งปลูกสร้างเพื่อทำสถานที่ออกกำลัง ในการประกอบธุรกิจทางเจนี่ได้ส่งมอบพื้นที่ให้ผู้เช่ากับคุณอาทิตย์หรือหุ้นส่วนของคุณบุ๋มได้ใช้พื้นที่แล้วโดยการต่อเติมตกแต่งสิ่งปลูกสร้างขึ้นมา ในระยะเวลาที่มีการตกแต่งต่อเติมอาคารทางคุณเจนี่เองก็ไม่ได้เก็บค่าเช่า สัญญาเช่ามีข้อตกลงกันว่าจะเริ่มเก็บเมื่อพร้อมที่จะเปิดธุรกิจ ในระยะเวลที่ผ่านมามีการวางบิลเรียกเก็บเงินมาตั้งแต่เดือนมีนา-มิถุนา แต่ก็ยังไม่มีการชำระทั้งค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าบริการจากฝั่งของสแมชยิม ในสัญญาเช่าหลักกำหนดไว้ชัดเจนว่าหากมีหากมีการผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่า 2 งวดฝ่ายของผู้ให้เช่าสามารถยกเลิกสัญญาได้ 2. ทั้งสองฝ่ายจะไม่ทำให้ฝั่งใดฝั่งหนึ่งเสียชื่อเสียง ถ้ามีฝ่ายใดทำให้เสียชื่อเสียง อีกฝ่ายสามารถขอยกเลิกสัญญาเช่าได้ และ ข้อ 3. คือบุ๋มได้มีการประกอบธุรกิจอื่นนอกเหนือฟิตเนส” เจนี่ “เจนี่ขอขยายความเองแล้วกันค่ะว่าเจนี่เป็นเจ้าบ้านซึ่งมีลูกบ้านหลายคน แต่ละบ้านจะทำธุรกิจไม่เหมือนกัน ส่วนธุรกิจหลักของสแมชยิมคือการยกเวทจะไม่มีการทำอย่างอื่น ล่าสุดตัวพี่บุ๋มมีการทำคลาสเต้นขึ้นมามันตรงกับคลาสซุมบ้าของเจนี่ เจนี่มีอยู่ใน 911 อยู่แล้ว แล้วก็ยังมีโยคะ ซึ่ง 911 ก็มี อีกเรื่องเลยคือเรื่องของอาหารคลีนและเครื่องดื่ม ในตัว 911 ก็มีขายอาหารคลีน แล้วตอนนี้พี่บุ๋มก็มีขายน้ำและอาหารคลีนด้วยเหมือนกัน” ทนาย “ระหว่างที่เจนี่เงียบหายไปเขาได้มีการพูดคุยกันบ้างแล้ว ขอตกลงหลักๆ คือจบแล้วว่าลำบากใจที่จะทำธุรกิจร่วมกัน ก็อาจจะมีการยกเลิกสัญญาเช่า อาจจะมีการชดเชยในส่วนที่คุณบุ๋มก่อสร้างไปตามที่บุ๋มได้เสนอมาก่อนหน้านี้ เจนี่ตัดสินใจจะยุติปัญหาไม่อยากให้ลำบากใจทั้งสองฝ่าย คุณเจนี่เลยตอบตกลงคุณบุ๋มไปว่าจะซื้ออาคารทั้งหมดในราคา 3 ล้านบาทตามที่เสนอมา” แล้วบุ๋มต้องย้ายออกเมื่อไหร่? ทนาย “อันนั้นเป็นข้อปลีกย่อยที่ยังไม่สรุปกัน” บุ๋มบอกรอเคลียร์สัญญาเลยยังไม่ได้จ่ายเงินค่าเช่า? ทนาย “ต้องบอกว่าสัญญาหลักยังมีอยู่ มันไม่ได้ตกเป็นโมฆะ สัญญาหลักจะตกเป็นโมฆะได้ก็ต่อเมื่อเซ็นชัดแจ้งด้วยกฎหมายของระหว่างผู้เช่ากับผู้เช่าถึงจะสมบูรณ์ ฉะนั้นสัญญาเช่าหลักที่เซ็นกันไว้สามารถนำไปใช้ประกอบบัญชีในการวางบิลสั่งจ่ายชำระค่าเช่าได้ครับ” อันนี้เป็นการตกลงกันแล้วหรือเป็นว่าเราตัดสินใจคนเดียว? ทนาย “มีการคุยกันเบื้องต้นแล้ว จบหมดแล้ว เหลือแค่รายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้นว่าจะย้ายกันยังไงเมื่อไหร่เท่านั้นเอง” เหมือนเขายื่นขอเสนออยู่ต่อ 6 เดือน? ทนาย “ผมขอไม่พูดดีกว่าครับ อันนี้เป็นรายละเอียดไปแล้ว หลักๆ คือลำบากใจที่จะอยู่ด้วยกันแล้ว” ในเรื่องมิตรภาพที่มีต่อกัน? เจนี่ “เจนี่ยังเคารพพี่บุ๋มเป็นพี่คนนึง ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของธุรกิจระหว่าง 911 กับ สแมชยิม ตัวเจนี่ยังเคารพพี่บุ๋มเป็นพี่สาวคนนึง พร้อมขอโทษลูกค้าสแมชยิมจริงๆ ที่มีปัญหาเรื่องที่จอดรถ ต่อไปนี้เจนี่จะจัดการให้ดีขึ้น จะหาคนมาช่วยดูที่จอดรถเพิ่มขึ้นด้วย” ทนาย “ตัวคุณเจนี่เองพยายามแก้ไขปัญหาเบื้องต้นแล้ว พยายามจ้างคน เช่าพื้นที่จอดรถมากขึ้น เรื่องเช่าพื้นที่จอดรถทางคุณเจนี่เช่ามาก่อนหน้านี้แล้ว” เจนี่ “มันมีปัญหาแค่ 1 ชั่วโมงใน 4 วัน ไม่ใช่เป็นปัญหา 24 ชั่วโมง หรือช่วงระหว่างเปิดยิมตั้งแต่เช้าจรดเย็น ต้องบอกว่าคลาสที่ฮอตฮิตจริงๆ คือคลาสของครูหนุ่ม มี 4 วันใน 1 อาทิตย์ 1 วันก็จะมีปัญหาแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้นเอง” หลังจากได้พื้นที่แล้วจะเอาไปทำอะไรต่อ? เจนี่ “ยังไม่ได้คิดค่ะ” มีการแจ้งความเรื่องภาพวงจรปิดที่มีคลิปออกมา? ทนาย “ต้องเรียนก่อนว่าน้องที่เขาไปโพสต์คลิปไม่เกี่ยวกับ 911 อันนั้นคือเรื่องส่วนตัวของเขา น้องแนตเขาเป็นคนที่ทำงานอยู่ที่นี่อยู่แล้ว เขาจะไปดูกล้องวงจรปิดตอนไหนเขาก็ไปดูได้ เท่าที่ทราบเขาไปถ่ายจากจอมอนิเตอร์อีกทีนึง” เจนี่ “ซึ่งกล้องวงจรปิดไม่มีเสียงนะคะ” จะเอาเรื่องเขาไหมเขาทำให้เราเสียชื่อเสียง? เจนี่ “เป็นเรื่องที่เราไปตกลงกันเองได้ วันนี้ขอพูดเรื่องหลักๆ ดีกว่า” ในส่วนของการทำธุรกิจทับซ้อนกันตรงนี้ได้คุยกันบ้าง? เจนี่ “พี่เขาได้พูดค่ะว่าจะเป็นคลาสแต่ไม่เหมือนกัน ซึ่งตัวเจนี่ไม่ขอเป็นคนตัดสินแล้วกัน ให้ทุกคนตัดสินว่าถ้าเห็นคลาสแบบนี้อยู่ด้วยกันจะคิดว่าเป็นคลาสเดียวกันไหม คลาสพี่บุ๋มเขียนโยคะ ของเจนี่ก็มีเขียนโยคะ จริงๆ การทำธุรกิจอยู่ในบ้านเดียวกันโดยพื้นฐานก็น่าจะรู้ว่าไม่ควรทำอะไรเป็นคู่แข่งกัน อยู่ในบ้านเดียวกันต้องช่วยเหลือกันและกัน ช่วยกันทำคลาสที่มันแตกต่างกัน แต่ที่ชัดเจนก็คืออาหารคลีนที่มีอยู่ เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อเดือนที่แล้ว เจนี่ก็มีลูกบ้านของเจนี่ด้วยก็ไม่อยากให้เขารู้สึกว่ามาอยู่บ้านเจนี่แล้วเขาลำบากใจ เจนี่ก็เพิ่งเห็นในไอจีเหมือนกันว่ามีอาหารคลีนด้วย มีลูกค้าฝั่งเราไปซื้ออาหารคลีนฝั่งนั้น เลยรู้สึกว่าเราไม่อยากให้คนที่เขามาเช่าพื้นที่เราเขาไม่สบายใจว่ามีของเหมือนกันแต่มาขายในราคาที่ต่างกัน” สามารถเจรจาได้ไหมหรือจะไม่ทำร่วมกันเลย? เจนี่ “สิ่งที่วันนี้เกิดขึ้นคือสิ่งที่เจนี่ได้ตัดสินใจแล้ว ถ้าไม่ตัดสินใจคงไม่มาพูดวันนี้ เจนี่ไม่รู้หรอกว่าข้างหน้าจะเป็นยังไงแต่เจนี่อยากให้คนที่อยู่ในบ้าน 911 มีความสุข ทำธุรกิจแล้วยิ้มไปด้วยกัน” คิดว่าจะเจรจาลงตัวไหมกลัวจะถึงขั้นฟ้องร้องไหม? ทนาย “ในแนวดำเนินคดีของผมไม่แนะนำให้ฟ้องร้องคดี จะให้คุยกันมากกว่า คนฟ้องกันเขาไม่คุยกันเท่านั้นเอง จะเอาเวลาไปรบกวนศาลผมว่าคงไม่จำเป็น” ที่เจรจานี่คือเจนี่เจรจาด้วยตัวเอง? ทนาย “ผมเป็นคนคุยครับ” บุ๋มเขาบอกว่าเราพยายามติดต่อเจรจาเรื่องสัญญากับเรามาโดยตลอด? เจนี่ “เขาไม่ได้ติดต่อเจนี่ส่วนตัวค่ะแต่ติดต่อทีมงาน ตัวพี่บุ๋มไม่เคยมาเล่าด้วยตัวพี่บุ๋มเองให้เจนี่ฟัง แต่เจนี่เคยคุยกับคุณเอก เจนี่รับรู้เรื่องที่จอดเจนี่เลยไปแก้ปัญหาไปเช่าที่จอดข้างๆ แต่มันก็แค่ชั่วโมงเดียวไงค่ะ แล้วเช่าที่เพิ่มให้ที่จอดรถเจนี่ไม่ได้เช่าให้แค่ลูกค้าของเจนี่แต่เจนี่ทำเพื่อทุกๆ คน” มีข่าวลือว่าคนรถเราเลือกปฎิบัติแต่กับ 911 เท่านั้น? เจนี่ “ต้องบอกว่าเจนี่ไม่ได้อยู่ 911 ทุกวัน เจนี่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ทุกๆ เรื่อง เจนี่เข้ามา 911 เดือนละ 2 ครั้งฉะนั้นปัญหามันจะไม่ได้เข้ามาถึงตัวเจนี่ ทางเราแก้ปัญหาให้ดีที่สุดด้วยการจ้างคนเพิ่มขึ้นและเช่าพื้นที่เพิ่ม” บุ๋มย้ำตลอดว่ารอสัญญาจากเจนี่? “เรื่องสัญญาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน มันเป็นธุรกิจแรกในชีวิตของเจนี่ จะให้เจนี่ทำสัญญาขึ้นมาใหม่เจนี่ต้องดูอย่างละเอียดรอบคอบ เจนี่เพิ่งเปิดยิมได้ 2 เดือนกว่า สัญญามันเลยเหมือนชีวิตของเจนี่ทั้งชีวิต แล้วตัวเจนี่ได้คุยกับพี่ทนายว่าสัญญาก็น่าจะมีผลอยู่ไม่ได้เป็นโมฆะ พอจะมาเริ่มทำสัญญาใหม่ เจนี่มาเห็นคลาสที่ตรงกัน หรือเห็นที่เราวางบิลไปแล้วแต่ยังไม่ได้จ่าย ฉะนั้นถ้าจะให้เจนี่เขียนสัญญาใหม่เจนี่ต้องคิดทบทวนให้ดี มันต้องมีเยอะขึ้น ไม่ใช่ว่าทวงวันนี้แล้วพรุ่งนี้จะให้เลย มันก็คือชีวิตเจนี่ด้วยเหมือนกัน อยากให้ทุกคนได้รู้ในข้อทุกคนไม่ได้รู้” แต่หลายคนก็มองว่าเหมือนเราสองคนเริ่มต้นด้วยกันมาตั้งแต่แรก? เจนี่ “เจนี่มาทีหลังค่ะ แต่ด้วยอะไรก็แล้วแต่กลับกลายเป็นว่าเจนี่มาเช่าพื้นที่ตรงนี้คนเดียว 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนพี่บุ๋มก็เป็นผู้เช่า ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น” รู้สึกผิดหวังไหมที่ได้มาทำธุรกิจร่วมกัน? เจนี่ “ไม่ค่ะ เพราะเจนี่ก็คิดที่จะทำต่อไป มันคือสิ่งที่เจนี่รัก และมันคือความฝันของเจนี่ เนื่องจากเจนี่เป็นคนชอบออกกำลังกาย” กระแสข่าวที่ออกมากระทบกับภาพลักษณ์ของธุรกิจเราไหม? เจนี่ “ย่อมมีค่ะ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องแก้ไข เพราะธุรกิจทุกอย่างมันก็มีปัญหาเป็นรายวัน ดังนั้นเราก็ต้องแก้ปัญหาเป็นรายวันไป” ที่เราบอกว่าได้วางบิลไปแล้ว เดือนแรกเขาไม่จ่าย เดือนที่สองเราได้มีการทวงถามไหม? ทนาย “อันนี้เป็นในส่วนของออฟฟิศนะครับ ออฟฟิศจะเป็นคนติดตามทวงถาม” เจนี่สามารถยืนยันได้ไหมว่าเราไม่ได้ให้พนักงานกั้นที่จอดรถสำหรับลูกค้าเราโดยเฉพาะ? เจนี่ “ไม่มีค่ะ” เครียดไหมเกิดปัญหาแบบนี้? เจนี่ “ก็ต้องเครียดเป็นปกติค่ะ ยิ่งธุรกิจนี้เป็นธุรกิจแรกของเจนี่ด้วย” เราอยากให้เรื่องนี้จบยังไง? เจนี่ “ไม่อยากให้ทะเลาะกันเอง และเจนี่ก็จะไม่ตัดสินอะไรทั้งนั้น สิ่งที่เจนี่พูดวันนี้เป็นเพียงข้อมูลนึง นอกเหนือจากที่พี่บุ๋มได้พูดในส่วนของพี่บุ๋ม ดังนั้นเจนี่ก็ต้องพูดในส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงของฝั่งเจนี่ด้วย เพื่อให้คนที่ติดตามข่าวได้ตัดสินดีกว่ามาบอกว่าอันไหนถูกอันไหนผิด” ตั้งใจจะนัดคุยกันเลยไหมเพื่อให้ปัญหามันจบ? เจนี่ “เจนี่คิดว่ามันเลยจุดนั้นมาแล้วค่ะ และอีกอย่างเจนี่ก็ได้ให้พี่ทนายเข้าไปคุยแล้วด้วยค่ะ” คิดว่าหลังจากนี้จะยังอยากทำธุรกิจร่วมกับใครอีกไหม? เจนี่ “ไม่ค่ะ ต่อจากนี้ขอทำธุรกิจคนเดียวดีกว่า” ถ้าหากพี่บุ๋มย้ายออกแล้วเราจะทำยิมต่อไปไหม? เจนี่ “ทำค่ะ แต่ส่วนรายละเอียดขอไม่ตอบดีกว่า เพราะเอาจริงๆ เจนี่ก็ยังไม่ได้คิดด้วยว่าจะทำอะไร” ทนาย “จากที่ได้คุยกับน้องเขาก็อาจจะปล่อยให้เช่าต่อ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าใครจะมาเช่า หรือไม่แน่ก็อาจจะทำเป็นศูนย์อาหารก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วมันก็เป็นเรื่องในอนาคต” ถามย้อนกลับไป เรื่องที่เราบอกว่ามีการทำธุรกิจทับซ้อน จริงๆ ฝั่งพี่บุ๋มออกมาพูดว่ามีการทวงถามไปแล้วว่าเราจะทำอะไรบ้าง จะได้ไม่มีการทำทับซ้อนกัน? เจนี่ “ไม่มีค่ะ คือตอนแรกพี่บุ๋มบอกว่าจะมีห้องเทควันโด เนื่องจากหุ้นส่วนเก่าของเจนี่ เขาเป็นครูเทควันโด และเจนี่มาทีหลัง ซึ่งตอนนั้นเจนี่มีแพลนเอาไว้ด้วยว่าจะทำคลาสเต้นซุมบ้า” เรามองไหมว่าปัญหาเกิดขึ้นเพราะคนกลางที่พี่บุ๋มติดต่อมา แต่เขาไม่เคยนำเรื่องมาถึงเรา มันถึงได้กลายเป็นปัญหา? เจนี่ “ก็อาจจะด้วยค่ะ” คิดว่าจากนี้จะมีการเปลี่ยนอะไรกับคนกลางที่ว่าไหมเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต? เจนี่ “เรื่องอนาคตเจนี่ขอไม่ตอบนะคะ เพราะมันยังไม่ได้เกิดขึ้น เจนี่ขอตอบเรื่องในวันนี้ก่อนแล้วกัน” มีอะไรอยากฝากถึงพี่บุ๋มไหม? เจนี่ “ไม่มีค่ะ” เราเห็นหรือยังที่พี่เขามาโพสต์ไอค่อนชูสองนิ้วในไอจีเรา? เจนี่ “เห็นแล้วค่ะ จริงๆ มันก็เป็นรูปปกตินะคะ เพราะส่วนตัวเจนี่ก็ไม่ได้รู้สึกเศร้าหรืออะไร” ยังสามารถคุยกับพี่บุ๋มได้เหมือนเดิมไหม? เจนี่ “พี่บุ๋มยังเป็นพี่ของเจนี่อยู่ค่ะ ต้องแยกนะคะเรื่องส่วนตัวคือเรื่องส่วนตัว ปัญหาธุรกิจคือปัญหาธุรกิจ และวันนี้เจนี่ก็มาในฐานะตัวแทนของ 911 ค่ะ” เจนี่ - ทนาย เจนี่ แถลงปมแย่งที่จอดรถฟิตเนส เจนี่ แถลงปมแย่งที่จอดรถฟิตเนส เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ บุ๋ม - เอก

จัดให้อีกยก! ฟ้า บาร์บี้ งัดแชทหลักฐานตอกหน้า โตส ลั่นความจริงคือความจริง!!
ฟ้า บาร์บี้ /  โตส อัครัช / 

หลังจากที่ช่วงบ่ายวันนี้(25 ก.ค.) ทางฝั่งของนักแสดงหน้าใหม่ โตส อัครัช ออกมาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาหรือเหมือนดูหนังคนละม้วน กรณีถูกแฉ! ว่าทำร้ายร่างกายอดีตแฟนสาว จากนั้นช่วงหัวค่ำในวันเดียวกัน ทางเน็ตไอดอลคู่กรณีอย่าง ฟ้า บาร์บี้ ก็ได้งัดหลักฐานข้อความจากแชทต่างๆ ตั้งโต๊ะสวนกลับหนุ่มโตสอีกครั้งทันที โดยสาวฟ้าบอกอีกฝ่ายเป็นคนขอมาหาเอง พร้อมโชว์อินบ๊อกเฟสบุ๊คข้อความจากแฟนเก่าของฝ่ายชายที่บอกเคยโดนเหตุการณ์เดียวกันซึ่งสวนทางกับที่โตสบอกว่าไม่มีแน่นอน เธอบอกครั้งนี้จะขอออกมาพูดเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนี้ให้ไปสู้กันที่ชั้นศาล!! เปรยถ้าอีกฝ่ายยังไม่ยอมรับความจริงและยืนยันคำเดิมว่าถูกทำร้ายร่างกายก่อน เธอก็มีการป้องกันตัวเองเหมือนกัน ลั่นความจริงยังไงก็คือความจริง ส่วนกรณีที่หนุ่มโตสอ้างว่าเธอเคยขู่ว่าถ้าไม่เลิกกับผู้หญิงอีกคน เธอจะสร้างเรื่องว่าถูกโตสทำร้ายร่างกายออกมาให้ฝ่ายชายเสียชื่อเสียงนั้น เรื่องนี้สาวฟ้าคอนเฟิร์มว่าไม่เคยพูด คาดชนวนเหตุเกิดจากหนุ่มโตสหึงที่ตนมีคนคุยใหม่แล้ว เผยไม่กลัวหากหนุ่มโตสแฉ! บอกถ้าจะแฉก็ขอให้มันตรงกับคดีที่ทำร้ายร่างกาย ยันไม่ได้สร้างกระแส ถ้าอยากดังในด้านนี้ไม่เอา บอกผู้หญิงก็มีแต่จะเสียกับเสียอยู่แล้ว ส่วนที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าเธอขึ้นรถไปกับผู้ชายทำไมตอนตี 3 นั้น เจ้าตัวชี้แจงว่าตามไปเอาโทรศัพท์ที่ถูกหนุ่มโตสยึดไป สำหรับกรณีที่หนุ่มโตสเผยว่า หลังจากที่ไปส่งเธอที่บ้านจากนั้นก็มีไปกินข้าวกันปกติ ตรงนี้สาวฟ้าเฉไฉไม่ตอบทั้งๆ ที่นักข่าวถามย้ำไปถึง 3 รอบด้วยกัน อ้างแค่ว่ามีการคุยกันข้างนอกแค่นั้น พร้อมขอโทษทางพ่อ-แม่ที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา เปรยถ้าวันนั้นมีสติมากพอคงไม่ก้าวขึ้นรถไปกับเขาแน่นอน.... รายละเอียดต่างๆ มีดังนี้ “สิ่งที่เขาพูดมาหนูไม่เห็นความจริง และหนูก็อยากชี้แจงสิ่งที่เขาบอกว่าหนูตามเขาไปที่บ้าน ไม่ใช่ความจริงเลยค่ะ หนูไม่ได้ตามเขาไปที่บ้าน แต่เป็นเขาที่โทรมาหาหนู เขาโทรมาหาหนูรอบแรกหนูไม่รับ โทรอีกรอบหนึ่งหนูรับแต่หนูบอกว่าหนูไม่อยู่หนูจะไปข้างนอก และเขาก็โทรมาอีกรอบซึ่งรอบนี้หนูก็ไม่รับเหมือนกัน มันก็เลยเป็นเหตุให้มีแชทนี้ออกมา(ชูหลักฐาน) สิ่งที่เขาพิมพ์มามันเป็นคำพูดที่ค่อนข้างหยาบคาย แต่เนื้อหาคร่าวๆ ก็คือเขาบอกว่า “ว่าละคุยกับแฟน แหมไม่รับโทรศัพท์เพราะอยู่กับมันแล้วไง รับสายอื่นไม่ได้เหรอ สัญญากันไว้เหรอว่าจะไม่รับสายคนอื่น ทำตัวเลวกว่า...อีก เดี๋ยวเจอก*แน่”” “สาเหตุที่ทำให้วันนั้นเราสองคนมีปากเสียงกัน คือเรื่องที่หนูมีคนคุยของหนูค่ะ สามารถใช้คำว่าเขาหึงได้ไหม พี่คิดว่าเขาหึงไหมล่ะคะถ้ามาถึงขนาดนี้แล้ว เขามาตามจิกขนาดนี้พี่คิดว่าเขาหึงไหมคะ เราเลิกกันไป 2 เดือนแล้ว หลักฐานก็มีหมดทุกอย่าง” “เขามาที่บ้านตอนประมาณ ตี 3 ค่ะ ที่เขายืนยันว่าจิกเขา ตีเขาในรถ เป็นฝ่ายเริ่มลงมือก่อน คือทุกอย่างเหมือนที่หนูแถลงข่าวไปครั้งที่แล้วค่ะ เพราะพอมาถึงบ้านเขาก็ถามหนูว่า ไปไหน ไปไหนกับใครมา และก็ประเด็นนี้ล่ะค่ะที่เขาตบหน้าหนู คือหนูก็ยอมรับความจริงว่าหนูมีใหม่แล้ว เพราะเราเลิกกันไปแล้วอ่ะ” “เขาก็มีคนคุยด้วย รู้ค่ะ คือสมมุตินะ สมมุติว่าหนูไม่รู้ว่าเขามีแฟนใหม่ หรือเขามีคนใหม่ หนูก็คงจะกลับไปคุยกับเขาแล้วค่ะ แต่นี่หนูรู้ไงคะว่าเขามีคนของเขา หนูก็เลยไม่อยากยุ่ง ตั้งแต่เลิกกัน มีติดต่อกันค่ะ เพราะเขาเองก็ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนเก่านะคะ และคนใหม่ของหนูก็ไม่ยังไม่ใช่แฟนด้วย ดังนั้นในเมื่อเขาเป็นแฟนเก่า ใจหนูก็ต้องหวั่นไปทางเขา” “ที่เขาบอกว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากจับมือดันออก หนูเล่านะคะว่าตอนที่เขามาถึง เขาก็ถามเลยว่า ไปไหน ไปไหนกับใครมา และพอขึ้นรถเขาก็ถามอีกว่า ไปไหนกับใครมา ไปนั่นนู่นนี่กันมาแล้วใช่ไหม ซึ่งหนูก็ตอบว่าหนูไป จากนั้นเขาก็เริ่มพูดไม่ดี ถามหนูว่าทำไมเป็นแบบนี้วะ และก็บีบคอตบตามที่หนูเล่าไปครั้งแรกเลย เขาเป็นคนเริ่มทำร้ายหนูก่อน แต่หนูก็ปัดป้องและก็ป้องกันตัวเองนะคะ” “เขาออกมาปฏิเสธและแจ้งความกลับในข้อหาหมิ่นประมาท ก็ไม่รู้สึกยังไงเลยค่ะ สิ่งที่หนูพูดหลักฐานหนูก็มี ความจริงยังไงก็คือความจริงค่ะ ประโยคหนึ่งที่เขาพูดในรายการว่า ถ้าหากเขาไม่เลิกกับผู้หญิงอีกคน จะสร้างเรื่องนี้เพื่อให้เขาเสียชื่อ คือหนูมีแต่เสียกับเสีย และตัวเขาก็ไม่ใช่ว่าคนจะรู้จักอะไรขนาดนั้น หนูจะสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่ออะไร ชีวิตหนูปกติ หนูมีความสุขดีอยู่แล้ว หนูยืนยันว่าหนูไม่ได้เป็นคนผิด ส่วนเรื่องที่คนมองว่าหนูอยากดัง หนูก็ยืนยันนะคะว่าถ้าดังเรื่องแบบนี้หนูไม่เอาดีกว่าค่ะ ไม่มีใครอยากโดนสังคมว่าหรอกค่ะ กระแสแง่ลบที่เข้ามาหาหนูก็มี หนูจะเอาตัวเองไปเสี่ยงทำไม” “เขาบอกว่าถ้าไม่หยุดจะงัดหลักฐานออกมาแฉ ก็ถ้าจะงัดมาแฉก็ขอให้มันตรงประเด็นกับที่เขาทำร้ายร่างกายเรานะคะ ที่กลับไปบ้านเขา เพราะเขาเอาโทรศัพท์หนูไปค่ะ และหนูก็ต้องการเอาโทรศัพท์หนูคืน ซึ่งวันนั้นเราก็ทะเลาะกันถึงเช้า ทะเลาะกันจนเหนื่อย มันเป็นความเหนื่อยที่เราต้องนั่งเจรจากันอยู่แบบนั้น และที่มันจบลงก็เพราะเราเหนื่อยค่ะ แต่พอช่วงสายๆ เขาก็ไปส่งหนูที่บ้าน ซึ่งตอนนั้นไม่ใช่ว่าเราจะเคลียร์กันดีๆ นะคะ เพราะตอนอยู่บนรถหนูยังพูดกับเขาอยู่เลยว่าที่เขาทำร้ายร่างกายหนู หนูเอาเรื่องนะ และเขาก็ตอบกลับว่า เอาเลย ทำอะไรทำเลยเขายอม” “เขาไปส่งค่ะ คือส่งถึงหมู่บ้าน แต่ยังไม่ถึงบ้านหนู เพราะหนูเปิดประตูลงก่อน กินข้าวอย่างที่เขาบอก... มีคุยกันข้างนอกค่ะ หลักฐานยืนยันว่าไม่ผิด มีค่ะ แต่หนูอยากให้เราไปสู้กันบนศาลดีกว่า และการชี้แจงครั้งนี้ของหนูก็คือการชี้แจงครั้งสุดท้าย จากนั้นเราก็คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของคดีไป เราไปต่อสู้กันบนศาลถ้าหากเขายังไม่ยอมรับความจริง” “เรื่องจะจบยังไง อันนี้หนูก็ไม่ทราบจริงๆ ค่ะ เราต้องให้ศาลตัดสินแล้ว สำหรับคุณพ่อคุณแม่ ไม่มีใครโอเคหรอกค่ะพี่ ถ้าหากลูกสาวต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ ลูกต้องมามีเรื่องกับผู้ชาย คุณพ่อคุณแม่เสียใจค่ะ ท่านก็รู้สึกแย่ และหนูก็ต้องขอโทษท่านด้วย ขอโทษทุกคนที่ลำบาก รวมถึงทุกคนที่ช่วยหนูเรื่องนี้ หนูต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ ส่วนกระแสสังคมที่ต่อต้านมาหนูเองก็ต้องขอโทษด้วย ถ้าหากวันนั้นหนูใช้สติและใช้เหตุผลมากกว่านี้ หนูก็คงจะไม่ก้าวเหยียบขึ้นรถไปกับเขา” “มีคำถามในโซเชียลถามหนูมาเยอะมากว่าทำไมหนูถึงขึ้นรถไปกับเขา ซึ่งหนูก็ต้องขอตอบนะคะว่าหนูไม่คิดเหมือนกันว่าเขาจะทำแบบนี้ ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้ หนูใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลเกินไป” “ที่ระบุว่ามีแฟนเก่าของเขาอินบ็อกมาหา ว่าเคยโดนเขาทำร้าย หนูมีหลักฐานเหมือนกันค่ะ และก็ไม่ใช่แค่คนเดียวด้วย เพราะพอเกิดเรื่องขึ้นก็มีคนทักอินบ็อกหนูมา ซึ่งเรื่องราวของเขาก็เหมือนหนูเลย คือขับรถไปรับไปส่งทุกอย่าง กินข้าว ดูหนัง เราออกหมด ทำนู่นทำนี่ เรื่องราวคล้ายๆ หนูเลย แต่เขาจะไม่ถึงขั้นว่าทำร้ายร่างกาย เขาจะแค่โดนกระชาก โดนด่า และก็พูดจาแรงๆ” “ยืนยันว่าคนที่ทักมาคือแฟนเก่าของเขาจริงๆ ยืนยันได้ค่ะ ตรวจสอบได้ แต่คือหนูเอามาโชว์ได้เท่านี้ ความรู้สึกที่มีต่อเขา ณ ตอนนี้ เราคือคนที่เคยรักกันเขาไม่น่าทำแบบนี้ กับคนใหม่ที่คุยอยู่ เขาเข้าใจทุกอย่างค่ะ เพราะวันนั้นตอนเช้าหนูยังทักไปหาเขาเลยว่าหนูโดนแฟนเก่าทำร้าย และเขาก็อึ้ง จากนี้ไปเจอกันบนศาลเลย ใช่ค่ะ หนูคงไม่มาแถลงบ่อยๆ อะไรแบบนี้อีกแล้ว” “ข้อความที่มีคนโพสต์เฟสบุ๊คว่าทุกครั้งที่ทะเลาะกันเราจะด่าถึงพ่อแม่ ก็คือช่วงที่เราคบกันอยู่เราก็ทะเลาะกันปกติ บางครั้งเราผิด บางครั้งเขาผิด ซึ่งถ้าเขาผิดหนูก็มีสิทธิ์ที่จะพูดได้ว่าทำไมเขาทำแบบนี้ เพราะตอนนั้นเรายังคบกันอยู่ แต่ ณ ปัจจุบันนี้เราไม่ได้คบกันแล้ว ดังนั้นเขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาทำร้ายร่างกายหนูด้วยซ้ำ” “ด่าถึงพ่อแม่เขา ไม่เคยค่ะ เคยมีแต่เขาที่ด่าหนูเสียๆ หายๆ แต่ไม่ได้ด่าถึงพ่อแม่นะคะ ซึ่งส่วนใหญ่หนูก็จะตอบไปด้วยอารมณ์ประมาณว่า ทำไมถึงพูดจาแรงแบบนี้ อย่างว่าแหละมันก็คงอยู่ที่เธอด้วยเนอะ แต่หนูไม่เคยว่าพ่อแม่เขาค่ะ” “จากนี้ตัดขาดกันไปเลย ใช่ค่ะไม่เกี่ยวข้องแล้ว เกิดเรื่องแบบนี้ก็ดีเหมือนกันหนูจะได้ตัดคนแบบนี้ไปจากชีวิตหนูได้ ส่วนเรื่องทางคดีก็รวบรวมหลักฐานส่งให้เจ้าหน้าที่ค่ะ” ฟ้า บาร์บี้ กล่าว ฟ้า บาร์บี้ ฟ้า บาร์บี้ ฟ้า บาร์บี้ ฟ้า บาร์บี้ หลักฐาน อ้างเป็นแฟนเก่าร่วมแฉโตส แชทไลน์ ฟ้า - โตส แชทไลน์ ฟ้า - โตส แชทไลน์ ฟ้า - โตส แชทไลน์ ฟ้า - โตส โตส อัครัช

เงินซื้อศักดิ์ศรีไม่ได้! บุ๋ม ไม่รับเงื่อนไข เจนี่ ทำไมต้องให้แถลงข่าวขอบคุณและขอโทษ!!
บุ๋ม ปนัดดา /  เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ / 

ยังคงเป็นปัญหาคาราคาซังและดูเหมือนว่าจะไม่จบลงง่ายๆ ซะแล้ว สำหรับกรณีดราม่าฟิตเนสระหว่างสองสาว เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ และ บุ๋ม ปนัดดา ล่าสุด สาวบุ๋ม เปิดใจอีกครั้งแบบหมดเปลือก โดยออกปากว่าทุกวันนี้โคตรอึดอัด!! อีกฝ่ายห้ามไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ และไม่ยอมคุยกันโดยตรงต้องผ่านทนายตลอด ถึงแม้อีกฝ่ายจะยอมจ่ายเงิน 3 ล้านบาทเพื่อให้ทุกอย่างจบ แต่ก็มาพร้อมเงื่อนไข 8 ข้อซึ่ง 1 ในนั้นคือการที่ สาวบุ๋ม ต้องออกมาแถลงข่าวขอบคุณและขอโทษ สาวเจนี่ ผ่านสื่ออย่างเป็นทางการ ซึ่ง สาวบุ๋ม พูดเลยว่ารับไม่ได้กับเงื่อนไขนี้!!! "ล่าสุดไปเที่ยวพักผ่อนมา ต้องขอเวลาเบรกกับตัวเองบ้าง ไม่งั้นถ้าเราเห็นสิ่งเดิมๆ ภาพเดิมๆ มันก็จะเครียดอยู่เหมือนเดิม ดังนั้นบางทีถ้าเกิดเราถอยออกไป เราได้เห็นได้คิดอะไรบ้าง อยู่กับตัวเองบ้าง มีความสุขกับคนที่เรารักบ้างก็น่าจะดีกว่าค่ะ ไปเที่ยวมาก็เบาขึ้นเยอะเลยค่ะ แล้วก็ได้คิดอะไรกับตัวเองเยอะขึ้น ว่าปัญหามันก็อยู่ตรงนั้น แต่ตัวเราจะเดินต่อไปยังไง ต้องเดินด้วยสติสำคัญที่สุด" "ปัญหาเรื่องฟิตเนสก็ยังเหมือนเดิม ยังแก้ปัญหาไม่ได้เหมือนเดิม ที่ฝ่ายนู้นบอกว่าจะยอมจ่ายเงินคืน 3 ล้าน ถามว่าเป็น 3 ล้านแบบไหน ถ้าเกิดเป็นแบบที่เราพูดไปแล้วจ่าย 3 ล้านมาเลย มันก็อาจจะง่ายกว่านั้น แต่ ณ วันนี้มันไม่ใช่แค่ 3 ล้านเฉยๆ เค้ามาพร้อมกับข้อแม้อีกเยอะ ซึ่ง 1 ในนั่นคือให้เราแถลงข่าวขอบคุณและขอโทษเค้า ณ วันนี้ก็ยังไม่ได้ตังค์ รายละเอียดมากกว่านี้ เค้าก็ให้ทนายเป็นคนพูด ตอนแรกเราเองก็เชื่อในสิ่งที่เค้าพูดว่าเป็นพี่เป็นน้องกัน เราก็เลยบอกว่า ไหนๆ ตอนเริ่มมันเริ่มมาด้วยกัน มันน่าจะคุยกันได้มั้ย คุยกันสักนิด แต่เค้าก็ยังยืนยันว่าให้ผ่านทางทนาย ซึ่งถ้าผ่านทนาย เราก็ให้ผ่านทนายฝั่งเราเหมือนกัน มันแค่นั้นก็คือคุยกันไม่ได้" "ข้อแม้ฝ่ายเค้าตั้ง 8 ข้อ คือถ้าเป็นสัญญาเก่าก็ไม่มีค่าส่วนกลาง แต่ก็จะเก็บลู่ด้วย เก็บค่าส่วนกลางด้วย คือจะเอาทั้งสัญญาเก่า สัญญาใหม่มาใช้กับเรา ดังนั้นถามว่ามันแฟร์กับเรามั้ย ตอนนี้เราต้องการความแฟร์และตรงๆ เคลียร์กันจบๆ ไป เราไม่ต้องการจะยุ่งหรือเจอปัญหาอีกแล้ว ก็ให้ทนายคุยจบๆ ไป แต่ไม่ใช่ว่าเอานี่ด้วย ขอนี่ด้วย ใครจะรับไหวบ้าง เราไม่มีข้อแม้กลับไปหรอกนะ แค่ไม่รับ เพราะที่ผ่านมาเราก็รับมาเยอะแล้วนะ เรารับมาเยอะมากพอแล้วนะ แม้กระทั่งหลายๆ ที่เค้าพูด เช่น เรื่องอาหารคลีน ซุมบ้า เรามีหลักฐานว่ามันไม่ใช่ แต่เค้าไม่ฟังแล้วไง เค้าจะหาว่าเราผิดสัญญา โอเคถ้าจะกล่าวหาเราแบบนั้นก็ตามใจ แต่ ณ วันนี้จะให้เราสู้อะไรเหรอ ไม่สู้แล้ว เราขอถอยออกมา แล้วรีบทำให้มันจบๆ ดีกว่า จะมาสู้มานั่งทะเลาะกันมันไม่มีประโยชน์ค่ะ" "วิธีที่จะสามารถคุยกัน เปิดอกคุยคือจบง่ายสุด ตัดพี่ตัดน้องเลยมั้ย ก็ไม่ตัดหรอก เรารักเค้า เป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น ทุกคนอยู่ในวงการรู้จักพี่หมด ตอนนี้ก็ยังอยู่ในที่เดิม ต้องอยู่สิ ในเมื่อเราเป็นผู้ก่อสร้าง แต่ทีนี้ในส่วนของการทำงาน ณ ตอนนี้พอเราอ้าปากพูดก็ดูแรงแล้ว กลายเป็นว่าเราดูแรง ทั้งๆ ที่เรายังไม่กล้าพูดอะไรมากกว่านี้เลย ตอนนี้เรื่องการชำระค่าเช่า มันต้องตกลงสัญญาทุกอย่างให้ได้ก่อนค่ะ ถ้าจะมาอ้างกับเราเรื่องสัญญาเก่าทั้งๆ ที่คุณเป็นคนเดินมาบอกว่าสัญญาเก่าโมฆะ ตกลงเราเชื่ออะไรคุณได้บ้าง" "ภายใน 3 เดือนที่เค้าบอกว่าเราต้องย้ายออก ตอนนี้กำลังต่อรองอยู่ค่ะ ยังไงก็คงต้องให้ทนายคุยกันเอง คงไม่มีอะไรมากกว่านี้แล้ว เราไม่มีแรงจะคุยแล้วด้วย จุดยืนของเรามันต้องสู้แล้วค่ะ สู้ในความถูกต้องให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เพราะว่าเรายอมเค้ามาเยอะแล้ว ส่วนตัวถ้าต้องร่วมงานกับเจนี่ ถ้าเล่นละครเราโอเค เรามืออาชีพพอ ส่วนธุรกิจ เหอะๆ (ส่ายหน้า) ทุกวันนี้ยิมก็ยังอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพราะว่าเป็นสิ่งที่เราสร้างมาเป็นปี เพิ่งเปิดได้แค่ 3 เดือน อยู่ๆ จะให้ออกด้วยเหตุผลอะไร เหตุผลที่ติดค้างค่าเช่าทั้งๆ ที่คุณไม่เอาสัญญาให้เรา ทำให้เรากลายเป็นผู้ติดค่าเช่า สัญญาอาหารคลีนเหรอ ของเราอาหารนักเพาะกาย ถ้าทีมงานเรากินหรือซื้อจากคุณต้องซื้อวันละพันสี่ ซื้อข้าวกินวันละพันสี่ใครจะไหว คุยกันบนความจริงมั้ยคะ" "ส่วนข่าวว่าได้ที่ใหม่แล้วเป็นฝั่งตรงข้าม ไม่จริงหรอก ฝั่งตรงข้ามเป็นสี่แยก (หัวเราะ) จะไปอยู่ได้ยังไง ตอนนี้ก็หาที่อยู่ แต่ยกตัวอย่างคุณจะซื้อบ้านสักหลังใช้เวลา 1-2 วันตัดสินใจไม่ได้หรอก แล้วของเก่าก็ยังไม่เคลียร์ เงินลงทุนไปกำไรก็ยังไม่กลับมา จู่ๆ จะมองซ้ายมองขวาเอาตรงนี้แหละ มันไม่ได้ไง ก็ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ถามว่าเราอยากจะตื้ออยู่มั้ย ดูหน้าเราสิ ดูการร้องไห้เราสิ เราไม่ได้อยากจะตื้อหรอก แต่จะให้ไปอยู่ตรงไหน ทุกอย่างเป็นเรื่องของการขยับตัวและเงินทั้งนั้นเลย หรือถ้ามาคุยกันตรงๆ มานั่งคุยกันดีๆ เราก็ยังพร้อมที่จะคุยกับเค้านะ แต่นี่ไม่ไง ในเมื่อเค้าไม่ยอมคุย ก็โอเคไม่คุยก็ไม่คุย แต่อย่าบอกคนอื่นว่าคุยกันได้ อย่าบอกแบบนั้น" "จริงๆ แล้วเรากะเสีย 3 ล้านแล้วทุบตึกทิ้งด้วยซ้ำ คือเงินซื้อทุกคนไม่ได้นะ เงินซื้อศักดิ์ศรีคนไม่ได้ จริงอยู่วันแถลงข่าวเราพูดว่าได้ 3 ล้านแล้วจบ แต่คุณเล่นมาบอกให้นั่งแถลงข่าวขอโทษและขอบคุณที่ได้ตังค์จากคุณ ตามกฎหมายเรามีสิทธิ์ทุบตึกนั้นทิ้งมั้ยไม่รู้ แต่ ณ ตอนนี้เราว่าการทำอย่างนั้นมันมีแต่ความรุนแรงเกิดขึ้น แล้วไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริง เราถึงบอกว่าทำไมไม่มาคุยกันดีๆ ณ ตอนนี้แค่เราอ้าปากที่สัมภาษณ์สื่อไป ถามว่าเราไม่ให้สัมภาษณ์ได้มั้ย บุ๋มปฎิเสธไม่ได้นะคะ แต่ในเมื่อต้องพูด บุ๋มก็พูดแค่ว่าตอนนี้มันอยู่ในขั้นตอนการเจรจาของทนาย" "ก็หวังว่าจะไม่ถึงขั้นไปฟ้องร้องกันในศาล แต่วันนี้ก็เพิ่งได้รับจดหมายจากฝั่งนู้นมาบอกว่าผิดสัญญาเค้า ถึงบอกว่านี่คือสิ่งที่เจ็บ ตอนนี้ก็ยังอยู่ตรงนี้ต่อไปมันทำอะไรไม่ได้ไง สัญญาที่บอกให้ออกคือให้ออกเลย ในสัญญาเป็นอย่างนั้นก็จริง แต่ตามกฎหมายเราคือผู้ลงทุน เราต้องสู้ในแค่ของผู้ลงทุน แต่ตอนนี้ไม่มีแรงจะสู้แล้วค่ะ ขอให้มันจบง่ายๆ ดีกว่า ขอเดินหน้าหาที่ทำใหม่ขอเราดีกว่า จบง่ายๆ คือหาที่ใหม่ให้ได้ค่ะ ก็อาจจะยอมทิ้งเงิน 3 ล้าน หรือแล้วแต่ว่าทนายตกลงยังไงได้ไม่ได้ อย่างน้อยค่าโครงสร้างมันมีหลักฐานอยู่ว่าเราจ่ายไปแล้ว อย่างน้อยเค้าก็ต้องจ่าย" "ที่จะให้แถลงขอโทษและขอบคุณที่ได้เงิน ถามเสียงประชาชนก่อนมั้ย อยากฟังมั้ย เราทำได้ทุกอย่างแล้วตอนนี้ถ้ามันทำให้เรื่องจบ แต่ต้องแถลงข่าวคู่กันค่ะ อยากบอกอะไรเจนี่มั้ยเหรอ ก็ไม่รู้จะบอกอะไร เพราะทุกครั้งที่แถลงข่าวแบบนี้ไม่เกิน 5 นาที ทนายเค้าจะโทรมาทันที ตอนแรกที่บอกว่าฝ่ายนู้นห้ามไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ ก็นี่ไงเจนี่บังคับไม่ให้เราพูดออกสื่อ แต่พวกคุณนักข่าวลากดิชั้นออกมายืนอยู่ตรงนี้แล้วจะให้ทำยังไง ไม่ออกมาสื่อก็ด่า ออกมาเจนี่ก็ด่า ทุกวันนี้โคตรอึดอัดค่ะ ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว ออกมายืนพูดแบบนี้ฝ่ายนู้นเค้าก็ด่า แต่ถามว่าเราต้องกลัวอะไรมั้ย เราไม่กลัวอะไรแล้ว ถอยสุดประตูแล้วนะ จะเอาอะไรจากเราอีก" บุ๋ม กล่าว บุ๋ม ปนัดดา บุ๋ม ปนัดดา บุ๋ม ปนัดดา บุ๋ม ปนัดดา เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ

งามอย่างไทย! ใบเตย อาร์สยาม สลัดลุคเซ็กซี่มาสวมชุดไทย!
สุธีวัน ทวีสิน /  ใบเตย อาร์สยาม

คุ้นหน้าคุ้นตากันแต่ในลุคนักร้องสาวลุคหวิว สวมกางเกงสั้นเสมอหูให้หนุ่มๆ ใจเต้นอยู่เนืองๆ แต่ล่าสุด ใบเตย อาร์สยาม งดงามสวยหวาน สลัดภาพเซ็กซี่สวมชุดไทยถ่ายรายการโทรทัศน์... ขอบอกว่าหาดูยากจริงๆ! ใบเตย อาร์สยาม เผยความรู้สึกว่า "ได้ใส่ชุดไทยเที่ยวครั้งแรกรู้สึกดีมากค่ะ มีแต่คนมอง แล้วครั้งนี้มาถ่ายรายการที่เกาะสีชังก็เป็นครั้งแรกเหมือนกัน ที่มีหลายที่ที่น่าสนใจค่ะ ได้ไหว้ศาล เจ้าพ่อเขาใหญ่... พอรู้ว่าได้มาเที่ยวแล้วได้ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยยิ่งชอบ ถูกใจเลย เพราะช่วงนี้กำลังไหว้พระเสริมดวงอยู่ ก็เพิ่งไปทำบุญเสริมดวงกับพี่แมนมา เดี๋ยวก็จะว่าจะไปไหว้ศาลหลักเมืองด้วยค่ะ" อยากเห็น ใบเตย อาร์สยาม ในชุดไทยแบบเต็มๆ รอติดตามไปทางรายการ เที่ยวเปิ๊ดสะก๊าด ทางช่อง 8 ที่หมายเลข 27 วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคมนี้ เวลา 10.15 น. มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com