วิสัยทัศน์

หมายเลขโทรศัพท์! ที่ใช้แล้วปลอดภัย และ เลขที่ควรหลีกเลี่ยง
ความเชื่อ /  ดูดวง / 

ถามหลังไมค์กันเข้ามาเยอะ สำหรับการเลือกเบอร์โทรศัพท์ที่ดีและเหมาะกับตัวเราโดยเฉพาะ งานนี้ Horoscope.mthai.com ได้หมอดูคนสวย อย่าง อ.ปอ นางฟ้าเลขลิขิต ผู้เชี่ยวชาญเรื่องศาตร์ตัวเลข มาสรุปพร้อมแจกตารางให้อ่านกันไปฟรีๆ ไม่เลยค่าใช้จ่ายเลยจ้าาา :) เลขปลอดภัยในการใช้งาน !! 14 41 ผู้ใหญ่ให้ความเมตตา พูดจาน่าเชื่อถือ พูดปิดการขาย เรียนหนังสือดี 15 51 สติปัญญา รอบคอบ มีเหตุผล ผู้ใหญ่เอ็นดูอุปถัมภ์ เก่งวิชาการเรียนหนังสือเก่ง 16 61 มองการณ์ไกล วิสัยทัศน์เยี่ยม เข้มงวดการเงิน 19 91 เป็นผู้นำ ฉลาด ทันสมัย รสนิยมดี เด่นดัง มีชื่อเสียง 22 อ่อนหวาน น่ารัก ใจเย็น มองโลกในแง่ดี 24 42 เจรจาดี เงินคล่อง ประสานงานดี น่ารัก 26 62 มีเสน่ห์ทางคำพูดอยู่ใกล้แล้วอบอุ่น รสนิยมด้านศิลปะดี 29 92 มนุษย์สัมพันธ์ดีงานประชาสัมพันธ์งานแสดง ศิลปะ ไหวพริบดีแต่งตัวเก่ง 35 53 อำนาจบารมี เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งการงานดีผู้ใหญ่ส่งเสริม 36 63 เสน่ห์ ฉลาด ช่างคิดช่างพูด สวยหล่อเลือกได้รายได้ดีชอบเดินทาง 39 93 แข่งกี่ครั้งก็ชนะงาน การใช้ชีวิต เติมไฟในการทำงานการเสี่ยงโชค 44 ฉลาดช่างสังเกตช่างจดจำ ถ่ายทอดข้อมูลได้ครบถ้วนไหวพริบดีอัธยาศัยดี 45 54 เทพีแห่งโชค เลขปัญญาน่าเชื่อถือผู้ใหญ่เมตตารวยเพราะความฉลาด 46 64 ผู้มีวาทศิลป์ ร่าเริงสนุกสนานหาเงินได้หลายทาง การเงินดี 49 94 คิดเร็วทำเร็ว ทันเกมส์ ค้าขายทางเน็ต ติดต่อต่างประเทศดีมาก 55 มีขั้นตอน ใจเย็นชีวิตรุ่งโรจน์มีความสุขความรักสดใสด้วยเหตุและผล 56 65 ความรักการเงินความช่วยเหลือความฉลาดโอกาสดีๆเข้ามาบ่อย 59 95 มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองได้โชคลาภปล่อยวางเก่ง สุขภาพจิตดี 66 เสน่ห์ดีมาก หาเงินเก่ง ฉลาด ลูกเล่นแพรวพราว น่าเข้าใกล้ 69 96 รสนิยมดี มีเสน่ห์ เด่นดัง หาเงินง่ายเงินเข้าแรง (แต่อย่าอยู่ตำแหน่งสุดท้ายของเบอร์ เงินจะไหลออกเร็วด้วย) 99 เลขคู่ปาฏิหาริย์ มีมุมมองแตกต่างจากคนอื่น   เลขที่ควรหลีกเลี่ยง !! 00-09 0 ดาวมฤตยู จับคู่กับเลขใดก็ตามจะเกี่ยวข้องกับโรคภัยไขัเจ็บต่างๆ 0 00-08 โรคมะเร็ง เนื้องอก 04 40 ช่องท้อง กระเพาะ 01 03 ไมเกรน สายตา 07 70 ปวดกระดูก เส้นเอ็น ข้อ อัมพาท 09 90 ปลีกวิเวก โลกส่วนตัวสูงเกินไป ลดทอนพลังด้านดีของเบอร์โทร 11 โดดเด่น แต่เป็นภัย 12 21 ผีเข้าผีออก อารมณ์เหวี่ยงขึ้น-ลง รุนแรง 13 31 อุบัติเหตุ ผ่าตัด ทะเลาะเบาะแว้งขั้นเลือดตกยางออก ชีวิตพลิกผัน 17 71 เครียด กดดัน ความรับผิดชอบสูง ซึมเศร้า หลับไม่ลง 18 81 ถูกหักหลังด้านความรัก การงาน ถูกแทงข้างหลัง 27 72 หนี้สินรุงรัง หามาแต่ไม่เคยได้ใช้เอง 34 43 ปากพาจน ปากสร้างศัตรู พูดจาขวานผ่าซาก แบบไม่สนใจความรู้สึกคนรอบข้าง 37 73 ระเบิดอารมณ์ เพราะกดดัน 38 83 อารมณ์ร้อน กล้าได้กล้าเสียเกินไป 48 84 ปัญหาเอกสาร คดีความ ค้ำประกัน 67 76 ชีวิตพลิกคว่ำ เลิกรา แยกกันอยู่ พูดคุยคนละภาษากับคู่รัก หย่าร้าง ถูกโกง 77 อุปสรรคขวากหนาม ปัญหารุมเร้า เครียดสุดๆ 68 86 ลุ่มหลง การเงิน ความรัก ฟุ้งเฟ้อ 88 เงินมาก อำนาจล้น อารมณ์รุนแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้   ที่มาจาก : อ.ปอ นางฟ้าเลขลิขิต

ปู พงษ์สิทธิ์

    “ภาพจำ” บทเพลงพิเศษจาก ปู พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ ศิลปินเพลงเพื่อชีวิตแถวหน้าของเมืองไทย เพื่อระลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่เปรียบได้ดั่ง “พ่อ” ของพสกนิกรชาวไทย พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ - ภาพจำ【Official MV】 youtube channel : Pu Pongsit Official     โดย ปู พงษ์สิทธิ์ เล่าว่า ในห้วงเวลาอันเศร้าโศกของคนไทยทั่วทั้งแผ่นดิน ตนได้ตั้งใจเขียนเพลงถึงพระองค์ท่าน เป็นเพลงแรกในชีวิตการทำงานในวงการเพลงมาตลอดระยะเวลา 30 ปี เพื่อให้พวกเราทุกคนได้จดจำคุณงามความดีของพ่อที่ทรงงานมาตลอดทั้งชีวิตเพื่อลูกๆ เราทุกคน แม้ว่าวันนี้พ่อจะจากไปแล้ว แต่พวกเราจะไม่ลืมสิ่งที่พ่อทำ และยึดแนวทางของพ่อเป็นหลักในการดำเนินชีวิตต่อไป     “ภาพจำ” จึงเป็นบทเพลงเพื่อพ่ออีกเพลงหนึ่ง ที่จะสร้างความประทับใจและตราตรึงหัวใจคนไทยไปอีกนานแสนนาน และเพื่อให้บทเพลงนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น วอร์นเนอร์ มิวสิค ได้เชิญ อาจารย์สมพงษ์ ลีระศิริ อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปะจินตทัศน์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มาร่วมออกแบบ และสร้างสรรค์ผลงานการวาดทราย ที่มีความสอดคล้องกับบทเพลง โดยทุ่มเทแรงกายแรงใจใช้เวลาในการวาดภาพบนผืนทรายต่อเนื่องถึง 12 ชั่วโมง     ภาพต้นแบบที่นำมาวาดทรายแต่ละภาพล้วนมีความหมาย โดยเฉพาะภาพแรกนั้น เป็นภาพที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จออก ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นภาพจำของชาวหนองคาย บ้านเกิดของ ปู พงษ์สิทธิ์ จากนั้นจึงเป็นการร้อยเรียงภาพความทรงจำของคนไทยที่มีต่อ “พ่อ” อีกหลายภาพ จนจบบทเพลง อีกทั้งทรายที่นำมาใช้วาดนี้ยังมีความพิเศษ โดย อาจารย์สมพงษ์เล่าว่า ทรายที่ใช้วาดภาพนี้นำมาจากถุงทรายป้องน้ำท่วมที่ได้รับแจกจ่ายในปี พ.ศ. 2554 เป็นทรายบกที่นำมาจาก บ่อทรายบนแผ่นดินไทย เป็นทรายที่เกิดจากความสามัคคีคนไทยที่ออกมาช่วยกันรับมือกับภัยธรรมชาติ นับเป็นการรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกันและเป็นพลังอันแน่วแน่ของคนไทยครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์     เมื่อ “ภาพจำ” เพลงพิเศษจาก ปู พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ ที่แต่งขึ้นเพื่อแทนใจคนทั้งประเทศ มาประกอบกับภาพที่สร้างมาจากเม็ดทรายละเอียด โดยเม็ดทรายแต่ละเม็ดนั้นก็เปรียบได้ดั่งประชาชนของพระองค์ หลายล้านเม็ดทรายหล่อหลอมรวมกันจนเป็นภาพจำของคนไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พวกเราคณะทำงานสร้างสรรค์บทเพลงชิ้นนี้ ปู พงษ์สิทธิ์ คำภีร์, อาจารย์สมพงษ์ ลีระศิริ และวอร์นเนอร์ มิวสิค จึงขอมอบเพลงนี้ให้กับคนไทยทุกคน

13 หนังผีไทย...ใครไม่เคยดูถือว่าพลาดหนักมาก !
คน ผี ปีศาจ /  คนเห็นผี / 

13 หนังผีไทย...ใครไม่เคยดูถือว่าพลาดหนักมาก ! ขอต้อนรับเข้าสู่เทศกาลฮาโลวีน เทสกาลที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความน่าสะพรึงกลัวจากภูตผีปีศาจนานาชนิด และแน่นอนว่าในประเทศไทยบ้านเรา ความเชื่อเรื่องผีก็ได้ถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์อยู่บ่อยครั้ง แต่จะมีสักกี่ครั้งที่เรื่องราวสยองขวัญเหล่านี้จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ชม วันนี้เราได้รวบรวม 13 หนังผีสัญชาติไทยที่มั่นใจว่าแฟน ๆ หนังต้องเคยชมมาแล้วมากกว่าครึ่ง ว่าแต่จะมีเรื่องสุดสยองเรื่องใดบ้างนั้น...ตามไปชมกันเลย   นางนาก (2542) ผู้กำกับ : นนทรีย์ นิมิบุตร นักแสดง : อินทิรา เจริญปุระ, วินัย ไกรบุตร, ปราโมทย์ สุขสถิตย์, พัชริญา นาคบุญชัย, บุญส่ง อยู่ยั่งยืน, ประชา ถาวรเฟีย หนังผีระดับตำนานที่ไม่มีใครไม่รู้จัก เรื่องราวความรักระหว่างผีตายทั้งกลมกับสามีผู้กลับมาจากสงคราม ความรักระหว่างคนกับผีดำเนินไปท่ามกลางความสยองขวัญของผู้คนที่อาศัยอยู่ละแวกใกล้เคียง จนกระทั่งวันหนึ่งที่ฝ่ายชายได้รู้ความจริงว่าเมียของตนนั้นเสียชีวิตไปแล้ว ผีสามบาท (2544) ผู้กำกับ : พิสุทธิ์ แพร่แสงเอี่ยม, ออกไซด์ แปง นักแสดง : พีท ทองเจือ, ปราโมทย์ แสงศร, พิมพ์ศิริ พิมพ์ศรี, ดาหวัน สิงห์วี, กัลยณัฐ สีบุญเรือง หนังผีขนาดสั้น จำนวน 3 เรื่องที่ไม่มีนัยยะเกี่ยวพันกัน เนื้อเรื่องแต่ละตอนว่าด้วยแนวคิดเกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิด การจองเวร และไสยศาสตร์มนต์ดำ ถือเป็นหนังผีไทยเรื่องแรกที่แบ่งออกเป็นตอนสั้น ๆ ทำให้เกิดกลวิธีการนำเสนอหนังในรูปแบบนี้ต่อมาอีกหลายเรื่อง คนเห็นผี (2545) ผู้กำกับ : ออกไซด์ แปง, แดนนี่ แปง นักแสดง : Angelica Lee, Lawrence Chou, ฌัชฌา รุจินานนท์ เมื่อสาวตาบอดคนหนึ่งได้รับบริจาคดวงตาทำให้เธอสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ ทว่าโลกกลับไม่สวยงามอย่างที่เธอคิด เพราะดวงตาที่เธอได้รับมานั้นทำให้เธอเห็น “อะไร” ที่มากกว่าคนทั่วไป...มันเป็นสิ่งลี้ลับ สุดหลอน และอาจทำให้เธอเปลี่ยนใจอยากกลับไปตาบอดอีกครั้งหนึ่งก็เป็นได้ ! บุปผาราตรี (2546) ผู้กำกับ : ยุทธเลิศ สิปปภาค นักแสดง : ไลลา บุญยศักดิ์, กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์, ชมพูนุช ปิยะภาณี, ศิริสิน ศิริพรสมาธิกุล, สมชาย ศักดิกุล หนังผีไตรภาค (ที่ภาค 3 แบ่งเป็น 3.1 กับ 3.2) เรื่องสยองขวัญปนฮาน้ำตาเล็ดเกิดขึ้นเมื่อชาวอพาร์ตเมนท์ต้องการจะหาวิธีกำจัดผีสาวที่สิงอยู่เพราะมีปูมหลังเรื่องความรักและความแค้น แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ไม่ไปไหน แถมนับยังยิ่งเฮี้ยนหนักกว่าเดิมขึ้นเรื่อย ๆ อีกต่างหาก คน ผี ปีศาจ (2547) ผู้กำกับ : ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล นักแสดง : อมรา อัศวนนท์, ภุมวารี ยอดกมล, ธีรดนัย สุวรรณหอม, อเล็กซ์ เรนเดลล์ เด็กสาวคนหนึ่งย้ายมาอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อช่วยดูแลหลานชายของป้าที่เป็นคนทรงเจ้า ภายในบ้านที่ดูหลอนผิดธรรมชาติ เด็กสาวได้พบว่าวันที่ป้าออกไปทำงานและเผลอล็อกกุญแจจากด้านนอกนั่นแหละ คือวันที่น่ากลัวที่สุดของเธอในบ้านหลังนี้ ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ (2547) ผู้กำกับ : บรรจง ปิสัญธนะกูล, ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ นักแสดง : อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม, ณัฐฐาวีรนุช ทองมี, อชิตะ วุฒินันท์สุระสิทธิ์ หนังผีที่สร้างจากความเชื่อว่ากล้องถ่ายรูปสามารถบันทึกภาพของวิญญาณได้ ช่างภาพหนุ่มจึงต้องออกตามหา ความจริงว่าผีในรูปคือใคร ทำไมจึงมาปรากฏตัวในรูปถ่ายของเขา ทว่ายิ่งสืบสาวราวเรื่องเขาก็ได้พบว่าผีร้ายนั้นอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด และไม่แน่ว่ามันต้องการเอาชีวิตหรือต้องการอยู่กับเขาไปตลอดกาลกันแน่ !?!! ผีช่องแอร์ (2547) ผู้กำกับ : ทิวา เมยไธสง นักแสดง : ปิยธิดา วรมุสิก, บรรเจิด สันธนะพานิช, ลินินา พุทธิธาร, ธนเดช มีประเสริฐ, ทนงศักดิ์ สงวนศักดิ์, เกรียงศักดิ์ แกล้วเกล้า จากเหตุอาชญากรรมของจริงสู่เรื่องราวบนแผ่นฟิล์ม กับคดีฆาตกรรมซ่อนศีรษะของศพในห้องช่องแอร์ ความเฮี้ยนระดับพระกาฬของผีสาวคือการออกอาละวาดไล่ทำร้ายคนทุกคนที่เห็นหน้าของเธอแล้ว เด็กหอ (2549) ผู้กำกับ : ทรงยศ สุขมากอนันต์ นักแสดง : จินตหรา สุขพัฒน์, ชาลี ไตรรัตน์, ศิรชัช เจียรถาวร การย้ายมาอยู่โรงเรียนประจำคือการเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งสำคัญของเด็กชายคนหนึ่ง ทุกค่ำคืนในอาณาบริเวณโรงเรียนจะเต็มไปด้วยความวังเวง ชวนให้จินตนาการถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับเด็กที่เคยจมน้ำในสระว่ายน้ำจนเสียชีวิต แต่ใครจะไปเอะใจว่าเพื่อนสนิทที่อยู่ข้าง ๆ เขานี่แหละ คือ บุคคล (หรือผี) ที่อยู่ในเรื่องเล่านั้น ? ผีคนเป็น (2549) ผู้กำกับ : มณฑล อารยางกูร นักแสดง : พิชญ์นาฎ สาขากร, เพ็ญพักตร์ ศิริกุล, อาภาสิริ นิติพน, โชคชัย เจริญสุข, กิรเดช เกตกินทะ, สมพงษ์ ทวี หนังซ้อนหนัง...ซ้อนกันไปซ้อนกันมา 3 ตลบ เนื้อเรื่องว่าด้วยนักแสดงสาวที่ต้องสวมบทบาทเป็นนักแสดงในการทำแผนประกอบการฆาตกรรมที่เคยเกิดการฆาตกรรมขึ้นจริง และเธอก็ได้พบเจอกับผีจริง ๆ ซึ่งเป็นมีความเกี่ยวพันกับเหตุฆาตกรรมของจริง (งงมั้ยล่ะ ?) เปนชู้กับผี (2549) ผู้กำกับ : วิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง นักแสดง : ศิรพันธ์ วัฒนจินดา, ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา, สุพรทิพย์ ช่วงรังสี แรงบันดาลจากภาพวาดของ ‘เหม เวชกร’ สู่ภาพยนตร์สยองขวัญสไตล์ย้อนยุค เมื่อหญิงสาวท้องแก่นางหนึ่งเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อตามหาสามีที่พลัดพราก จนมาหยุดพักรอนแรมที่เรือนคนใช้ของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่คุณนายเจ้าของบ้านชอบทำตัวลึกลับถึงขั้นมีผู้กล่าวว่าบนห้องนอนแห่งนั้น...เธอกำลังเล่นชู้กับผี ! บอดี้ ศพ #19 (2550) ผู้กำกับ : ปวีณ ภูริจิตปัญญา นักแสดง : อารักษ์ อมรศุภศิริ, อรจิรา แหลมวิไล, กฤตธีรา อินพรวิจิตร, ปรเมศร์ น้อยอ่ำ, ภัทรวรินทร์ ทิมกุล หนังผีสไตล์สืบสวนสอบสวนที่พระเอกของเรื่องกำลังสับสนว่าตนเองประสบกับปรากฏการณ์วิญญาณหรือเพียงแค่มีอาการทางประสาทเท่านั้น ท่ามกลางความจริงและความลวงที่แยกกันไม่ออก เขาต้องหาทางหยุดยั้งผีสาวอดีตอาจารย์สอนจิตวิทยาไม่ให้เข่นฆ่าผู้คนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ลัดดาแลนด์ (2554) ผู้กำกับ : โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ นักแสดง : สหรัถ สังคปรีชา, ปิยธิดา วรมุสิก, สุทัตตา อุดมศิลป์ หลังจากย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน ‘ลัดดาแลนด์’ ได้เพียงไม่นาน ก็เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้น วิญญาณสาวรับใช้ชาวพม่ายังคงเดินเข้าเดินออกบ้านทุกหลังที่เคยว่าจ้างเธอ แต่นั่นยังไม่น่ากลัวเท่าปัญหาภายในครอบครัวที่เขาและเธอพบเจอ ความไม่ไว้ใจและความไม่เชื่อใจ...นับวันยิ่งทำให้ความเป็นครอบครัวถูกลดทอนลง แต่ยังไม่ทันที่ปัญหาจะคลี่คลาย เหตุฆาตกรรมครั้งใหม่ก็เกิดขึ้นในหมู่บ้าน แถมครั้งนี้มันเกิดขึ้นที่บ้านข้าง ๆ ของเขาและเธออีกด้วย พี่มากพระโขนง (2556) ผู้กำกับ : บรรจง ปิสัญธนะกุล นักแสดง : มาริโอ้ เมาเร่อ, ดาวิกา โฮร์เน่, พงศธร จงวิลาส, ณัฏฐพงษ์ ชาติพงศ์, อัฒรุต คงราศรี, กันตพัฒน์ สีดา ลืม ‘พ่อมาก’ และ ‘แม่นาค’ ที่ทุกคนรู้จักไปซะ ! นี่คือการรีเมกหนังผีระดับตำนานให้มีอรรถรสอย่างถึงที่สุด เมื่อชายหนุ่มทหารผ่านศึกเดินทางกลับมาบ้านพร้อมสหายทั้งสี่ ความหฤหรรษ์บันเทิงเกิดขึ้นเมื่อแก๊งสี่หนุ่มดันไปรู้ความลับว่าเมียสาวของเพื่อนได้เสียชีวิตลงแล้ว มีเพียงวิญญาณผีตายทั้งกลมที่อาศัยอยู่ในบ้าน แต่พวกเขาจะบอกความจริงนี้ให้เพื่อนรู้ได้อย่างไร ในเมื่อฝ่ายหญิงก็เฮี้ยนซะขนาดหนักจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้

ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก (ละครเย็น) , เรื่องย่อร้อยป่าไว้ด้วยรัก (ละครเย็น)
ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก /  ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก ทางช่อง 3 / 

ร้อยป่าไว้ด้วยรัก บทประพันธ์โดย : ฐิญาดาบทโทรทัศน์โดย : ฝนพรำ, นฤมล, ศุภวรรณกำกับการแสดงโดย : ปวิตร ตรีเมฆ (พี่ปู)ออกอากาศทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 19.35-20.35 น. และวันศุกร์ เวลา 19.05-19.50 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เรื่องย่อ ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก คนเราจะมองที่ภาพลักษณ์อย่างเดียวไม่ได้ เนื้อแท้ของคนสำคัญที่สุด โครงการตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเป็นนักอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเพราะพระราชดำริของพระองค์จึงทำให้เกิดให้มีการปลูกป่า ที่คนและสัตว์ สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องทำลายป่า ศูนย์ศิลปาชีพที่เสริมสร้างอาชีพและรายได้ ให้เกิดขึ้นกับทั้งคนไทยและคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ที่เคยแต่ทำไร่เลื่อนลอย หาของป่าขาย ที่สำคัญจะได้ไม่คิดทำลายป่าต่อไป พรนับพัน เกิดในครอบครัวที่คนอื่นมองว่าสมบูรณ์พร้อม คุณพรพรรณราย ผู้เป็นแม่เป็นนักสังคม สงเคราะห์ชื่อดัง ส่วนผู้เป็นพ่อคือคุณเมธี เป็นข้าราชการระดับสูงในกระทรวงผู้ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย และกำลังเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน ครอบครัวของพรนับพัน ถูกยกย่องให้เป็นครอบครัว ตัวอย่าง ถูกสัมภาษณ์ลงหนังสือนิตยสารอยู่บ่อยครั้ง แต่แท้จริงแล้วเป็นการสร้างภาพทั้งสิ้น คุณเมธีเป็นคน นิสัยเจ้าชู้มีบ้านเล็กบ้านน้อยอยู่เสมอ คุณพรพรรณรายก็ไม่ได้เป็นผู้หญิงจิตใจประเสริฐดุจแม่พระดั่งภาพ ที่ใคร ๆ เห็น ต้องทนเก็บความช้ำชอกในการกระทำของสามีไว้ในอก ไม่สามารถแสดงให้ผู้อื่นเห็นได้ เพื่อรักษาหน้าตาในวงสังคม ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก คุณเมธีกับคุณพรพรรณรายทะเลาะกันจนถึงขั้นต้องแยกห้องกันนอน คุณพรพรรณรายจึงมักชอบมาระบายอารมณ์ใส่พรนับพัน ทำให้พรนับพันกลายเป็นคนชอบประชดประชันทั้งที่รู้ว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ตั้งแต่เรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ที่คุณพรพรรณรายอยากให้สอบเข้าของรัฐบาล พรนับพันก็ไปสอบเข้าเอกชน ทั้งที่เป็นคนเรียนเก่ง คุณพรพรรณรายบอกให้แต่งตัวเรียบร้อย พรนับพันก็แต่งตัวตรงกันข้าม คุณพรพรรณรายชอบยกเอาปรางวลัยบุตรสาว ของคนรู้จักมาพูดเปรียบเปรยให้พรนับพันฟัง ว่าเรียนเก่งจบมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ และยังสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยติดท็อปไฟว์ ของอเมริกา วันหนึ่งพรนับพันไปงานเลี้ยงสำคัญกับผู้เป็นแม่และเจอปรางวลัย ทำให้พรนับพันรู้ว่าที่แท้ ปรางวลัยคนที่แม่ของเธอเอาไปพูดให้ฟังนั้น เป็นคนคนเดียวกับปรางวลัย ซึ่งเป็นเพื่อนของวิลาสินี เพื่อนของเธออีกทีหนึ่ง ปรางวลัยจำพรนับพันไม่ได้ จึงคุยโอ้อวดอย่างโน้นอย่างนี้ และบอกว่าเพิ่งจบจากบอสตัน ทำให้พรนับพันรู้ว่าที่แม่ของปรางวลัยไปคุยอวดกับแม่ของเธอนั้นไม่ใช่เรื่องจริง พรนับพันรู้ว่าบอสตันไม่ใช่มหาวิทยาลัยติดท็อปไฟว์อย่างที่ปรางวลัยคุยอวดแต่อย่างใด จึงถามออกไปว่าจำเธอไม่ได้หรือ เคยเจอกัน ตอนงานฉลองเรียนจบชั้นมัธยมเมื่อหลายปีก่อน และยังพูดเรื่องที่แม่ของเธอบอกว่า ปรางวลัยจบจากมหาวิทยาลัยท็อปไฟว์ของอเมริกา คำพูดของพรนับพันสร้างความโกรธให้กับปรางวลัยมาก เพราะคิดว่า พรนับพันจงใจฉีกหน้า พรนับพันไปงานวันเกิดของเพื่อนในผับแถวทองหล่อ และถูกผู้ชายที่มาเที่ยวและอยู่ในอาการเมา มาชวนไปเที่ยวต่อ เพราะคิดว่าเป็นผู้หญิงอย่างว่า พรนับพันก็ตอบโต้ออกไปอย่างโมโหว่าเธอไม่ใช่ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในสายตาของพันตรีแสนคม นายทหารจากกองพลพัฒนาประจำอยู่ที่สวนป่าเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ แสนคมลาพัก มาเยี่ยมครอบครัวที่กรุงเทพโดยมีร้อยเอกบดินทร์ซึ่งทำงานอยู่ที่เดียวกัน และสนิทสนมกันตั้งแต่สมัยเรียน เตรียมทหารตามมาเที่ยวที่บ้านด้วย ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก แสนคมมาเที่ยวกับเพื่อนสนิทคือพันตรีกิตติ พันตรีธีรดนย์ พันตรีอภิเชษฐ์ รวมทั้งบดินทร์ด้วย แสนคมมองพรนับพันในชุดสุดเปรี้ยวอย่างเสียดาย เขาคิดว่าหน้าตาก็สะสวยน่าจะแต่งตัวให้มิดชิดกว่านี้ แต่แปลกที่สายตาของแสนคมมักจะวนเวียนไปทางพรนับพันบ่อย ๆ จนถูกเพื่อน ๆ แซว แสนคมแก้ตัวบอกว่าที่มองเพราะคิดว่าถ้าเป็นน้องเป็นนุ่งจะจับมาตีก้นให้เข็ด พรนับพันไม่รู้เลยว่า จากเหตุการณ์ที่มีผู้ชายเมามาจับไหล่ อยู่ในสายตาของปรางวลัยที่มาเที่ยวกับเพื่อน และมาเห็นเข้าโดยบังเอิญ เพราะความเจ็บใจที่ถูกฉีกหน้าครั้งนั้น ปรางวลัยจึงจงใจใช้มุมกล้อง ช่วยถ่ายทำให้เหมือนกับผู้ชายคนดังกล่าวโอบไหล่ ตั้งใจจะส่งไปให้ผู้เป็นแม่ของพรนับพันดู และยังเข้าไป ทักพรนับพันกับเพื่อน ๆ ที่โต๊ะวันสุดท้ายของการลาพัก แสนคมแวะไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า แล้วเจอกับพรนับพันอีก ในชุดกางเกง ขาสั้นกับเสื้อยืดพอดีตัว ทำให้แสนคมนึกในใจว่าสมควรแล้วที่ถูกมองเป็นผู้หญิงอย่างว่า ตัวพรนับพันเองก็สงสัยที่จู่ ๆ ก็ถูกผู้ชายหน้าตาหล่อเหลามองด้วยสายตาดุ ๆ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พรนับพันกลับไปบ้าน แต่งตัวเตรียมตัวไปงานแต่งงานเพื่อนในตอนเย็น แต่ก็ทะเลาะกับ คุณพรพรรณรายซะก่อน เพราะปรางวลัยส่งรูปที่ถ่ายในผับไปให้ดู ทั้งที่พรนับพันพยายามจะอธิบายเรื่องราว ให้รู้แต่คุณพรพรรณรายไม่ฟัง และบอกว่าคนที่ส่งรูปมาให้ดูคือปรางวลัย ทำให้พรนับพันเดาได้เลยว่า ปรางวลัยมีจุดประสงค์อย่างไรในการทำเช่นนี้ ด้วยความโกรธบวกกับเสียใจ ที่คุณพรพรรนรายเชื่อคนอื่น มากกว่าลูกตัวเอง ทำให้พรนับพันพูดออกไปว่า ที่พ่อต้องไปมีผู้หญิงอื่นก็เพราะแม่เป็นแบบนี้ ทำให้คุณพรพรรณรายลุแก่โทสะตบหน้าสร้างความเสียใจให้กับพรนับพันมาก จนบอกว่าจะไม่อยู่บ้านนี้อีกแล้ว และทิ้งคำพูดไว้ให้คุณพรพรรณรายคิดว่า ถ้ามีลูกจะไม่เอาคนอื่นมาเปรียบเทียบกับลูกของตัวเองเป็นอันขาด และจะเชื่อใจคนในครอบครัวมากกว่าคนอื่นพรนับพันผลุนผลันขับรถออกจากบ้านไปอย่างไร้จุดหมาย ที่ผ่านมาแม้จะมีปากเสียงกับมารดา แต่ไม่เคยรุนแรงถึงขั้นถูกตบหน้า และแล้วพรนับพันก็นึกถึงป้าพวงคนเลี้ยงตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ ที่เธอมักจะยึด อีกฝ่ายไว้เป็นที่เป็นที่ระบายความในใจต่าง ๆ เวลามีปัญหา ป้าพวงลาออกไปอยู่บ้านต่างจังหวัด เมื่อสองปีก่อน แต่ก็ติดต่อกันอยู่เสมอ ตอนแรกพรนับพันคิดจะโทร. ไปหาก่อน แต่ก็เปลี่ยนใจเพราะ ถ้าโทร. ไปก็คงถูกยับยั้งไม่ให้ไป จึงคิดจะไปตายเอาดาบหน้าดั้นด้นไปหาด้วยตัวเอง ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก พรนับพันรู้ว่าป้าพวงกลับไปอยู่ที่หมู่บ้านห้วยม่วงในอำเภอสวนผึ้ง เมื่อขับรถถึงตัวอำเภอ พรนับพัน ก็ถามเส้นทางกับเด็กปั๊ม หลังเดินทางไปได้ค่อนทางด้วยความไม่ชำนาญ พรนับพันก็ขับรถหลงทางไปไหน ไม่ถูก สร้างความหวาดกลัวให้กับตัวเธอมาก ภาวนาให้มีรถวิ่งผ่านมาเพื่อจะได้ขอความช่วยเหลือ ไม่นาน พรนับพันก็เห็นรถวิ่งมาก็รู้สึกดีใจ แต่ยังไม่กล้าเปิดประตูลงไปเพราะไม่รู้ว่าเป็นคนดีหรือคนร้ายพันตรีแสนคมคือคนที่ขับรถผ่านเข้ามา เพื่อกลับเข้าไปยังสถานที่ทำงานคือสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ แสนคมเพิ่งกลับมาจากการลาพักที่กรุงเทพ ครั้นเห็นรถคันหรูหราจอดอยู่ ก็เกิดความสงสัยว่าใครกันมา จอดรถในเวลามืดค่ำเช่นนี้ และที่สำคัญในสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยอันตรายอย่างที่นี่ เพราะแถบนี้เป็นพื้นที่แนวตะเข็บชายแดนที่มีพวกชนกลุ่มน้อยอย่างพวกทหารกะเหรี่ยง ที่มักจะถูกทหารพม่ากวาดล้างหลบหนีเข้ามาอยู่บ่อย ๆ แสนคมขับรถเข้าไปใกล้ ๆ ก็มองเห็นว่าคนอยู่ในรถเป็นผู้หญิง ยิ่งทำให้สงสัยมากขึ้น แต่เมื่อเห็นคนในรถชัดเจนแสนคมก็แปลกใจ เพราะผู้หญิงที่นั่งอยู่ในรถและแต่งตัวราวกับจะไปงานเลี้ยง คือคนที่เขาเคยเจอถึงสองครั้งแต่คนละสถานที่เมื่อหลายวันก่อน ไม่นึกว่าจะมาอีกในกลางป่าเช่นนี้ แล้วความรู้สึกที่ตามมาของแสนคมคืออาการใจหาย เพราะหากว่าไม่เจอเขาแล้ว ไปเจอพวกกองกำลัง ติดอาวุธ ของทหารกะเหรี่ยงหรือพม่าเข้าจะเป็นอย่างไร พรนับพันเห็นชายหนุ่มในชุดทหารเดินมาหา ก็เอ่ยขอความช่วยเหลือบอกว่าหลงทาง ให้ช่วยขับรถ นำทางให้หน่อย แสนคมถามว่าจะไปไหน พรนับพันบอกว่าจะไปบ้านห้วยม่วง แสนคมบอกว่าเขา ก็กำลังจะไปที่นั่นอยู่พอดี แต่เขาจะไม่ขับนำทางให้ เพราะถ้าเกิดขับตามไม่ทันแล้วหลงขึ้นมาจะยุ่งอีก มีทางเดียวคือให้เขาขับให้เท่านั้น คำพูดดังกล่าวทำให้พรนับพันเกิดอาการลังเลขึ้นมา เพราะจู่ ๆ จะให้ ใครไม่รู้มาขับรถให้ ไม่รู้ว่าไว้ใจได้แค่ไหน ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก แสนคมเห็นอาการของพรนับพันก็รู้สึกหงุดหงิด บอกว่าเขาไม่มีเวลามากนักถ้าอยากจะนั่งอยู่ในรถ ก็เชิญและทำท่าจะผละจากไป จนบดินทร์ที่ตามลงมาเห็นจึงเข้าไปช่วยพูด บอกกับพรนับพันว่าให้แสนคมขับรถให้เป็นสิ่งถูกต้องแล้วเพราะชำนาญทางมากกว่า และพูดถึงเรื่องทหารกะเหรี่ยงให้พรนับพันฟัง พรนับพันจึงยินยอม พรนับพันเผลอนั่งหลับเพราะความอ่อนเพลีย บวกกับความหวาดกลัวที่ผจญ อยู่ก่อนหน้า กระทั่งรถมาถึงยังหมู่บ้านจึงตกใจตื่น แสนคมถามว่าจะไปบ้านใคร พรนับพันบอกว่าไปบ้าน ป้าพวง แสนคมจึงพาพรนับพันไปส่งเพราะรู้จักกับป้าพวงเป็นอย่างดี ป้าพวงลงมาจากบ้านอย่างแปลกในที่เห็นรถของแสนคม และก็ตกใจเมื่อเห็นพรนับพันที่โผเข้าหา พร้อมร้องไห้สะอึกสะอื่น จึงถามแสนคมว่าไปเจอพรนับพันได้อย่างไร เมื่อแสนคมเล่าให้ฟังป้าพวงตกใจ มากพร้อมทั้งพูดขอบคุณไม่ขาดปาก แสนคมลากลับบ้านพักพร้อมกับภาพของหญิงสาว ที่เขาพบในแต่ละสถานที่และต่างสถานการณ์ ตามติดเข้าไปในห้วงสำนึกด้วย โดยเฉพาะภาพการร้องไห้สะอึกสะอื้น ทำให้นายทหารหนุ่มที่ไม่เคยสนใจในเพศตรงข้ามมาก่อน เพราะความเบื่อหน่าย เกิดความรู้สึกอยากลองค้นหาผู้หญิงคนนี้ดูว่าตกลงผู้หญิงคนนี้เป็นคนอย่างไรกันแน่ พบเจอแต่ละครั้งช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แสนคมเป็นนายทหารหนุ่มวัยใกล้สามสิบปี ผู้มีหน้าตาราวกับไอดอลเกาหลี จึงมักจะถูกพวกศัตรู สบประมาทอยู่เสมอ และเป็นคนบ้าดีเดือดผิดรูปร่างหน้าตาเป็นนายทหารที่จงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง แสนคมเป็นบุตรชายคนเดียวของพลโทพัชร ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาค และกำลังเจริญรุ่งเรือง ในราชการ มารดาคือคุณสราญรัตน์ แสนคมถอดแบบบิดามาแทบทั้งหมด ทั้งการรักและภักดีต่อชาติ แสนคมเป็นคนรักและหวงชีวิตโสดมาก จึงมักชอบทำปั้นหน้าเคร่งอยู่เสมอเพื่อไม่ให้ผู้หญิงมาเข้าใกล้และก็มักจะได้ผล คงมีเพียงลูกสาวของกำนันคำ กำนันในหมู่บ้านและอรชุมาหรือครูอ้อ ครูที่โรงเรียน ในหมู่บ้านที่ยังคงมาป้วนเปี้ยน สร้างความรำคาญให้อยู่บ่อยครั้ง แสนคมมีลูกน้องคู่ใจ อยู่สองคนคือ จ่าสิบเอกโชติช่วงที่หน้าตาสุดโหด ชอบไว้หนวดเคราราวกับโจร แต่เป็นคนมีอารมณ์ศิลปินชอบร้องเพลงลูกทุ่งเป็นนิตย์ พูดจาอ่อนหวานผิดใบหน้า มีเพื่อนคู่หูคือจ่าสิบเอกสุทัศน์ ที่หน้าตาเรียบร้อยแต่ชอบ พูดจามึงมาพาโวยผิดหน้าตาอีกเช่นกัน ทั้งคู่รักและเคารพแสนคมมากแม้จะเพิ่งอยู่ด้วยกันไม่นาน เพราะ แสนคม เพิ่งย้ายมาที่นี่ได้ไม่ถึงปี ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก พรนับพันตื่นมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยและในชุดแต่งกายของป้าพวง แต่เมื่อนึกทบทวนความจำ ก็นึกได้ว่าที่นี่เป็นบ้านป้าพวง จึงเปิดประตูออกมายืนตรงระเบียงมองไปรอบ ๆ ก็เห็นทิวเขายาวสลับซับซ้อน ยิ่งทำให้นึกถึงคำพูดที่ว่าห่างไกลความเจริญขึ้นมาในทันใด นางพวงดีใจมากที่เห็นเด็กที่นางเลี้ยงมาด้วย ความรัก ยังนึกถึงตัวนางไม่ระเหเร่ร่อนไปไหน นึกรู้ทันทีว่าจะต้องมีปัญหากับผู้เป็นแม่อย่างแน่นอน ภายใต้สีหน้าท่าทางถือตัวรวมทั้งอาการที่ดูคล้าย เหวี่ยง วีน นั้นเป็นการกระทำที่หลอกสายตาผู้อื่นเท่านั้น เพราะแท้ที่จริงพรนับพันเป็นคนอ้างว้าง ว้าเหว่ ขาดความอบอุ่น แต่เป็นคนจิตใจดีนางพวงถามพรนับพันว่าจะอยู่ที่นี่ได้หรือ พรนับพันก็บอกออกไปด้วยทิฐิว่าอยู่ได้ เพราะในใจนั้นคิดว่าไม่มีทางจะซมซานกลับไปบ้านเป็นอันขาด และเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้ต้องดั้นด้นมาหานางพวงถึงที่นี่ ซึ่งนางพวงก็ได้แต่พูดปลอบใจและคิดในใจว่าเรื่องทุกอย่างคงต้องให้กาลเวลาทำหน้าที่เยียวยาเรื่องราวทั้งหมด พรนับพันเห็นเด็กชายที่มายืนจ้องตัวเอง ขณะลงไปที่รถก็ถามนางพวง ก็ได้รับคำตอบว่าเด็กชาย คนดังกล่าวชื่อจุ้น เป็นเด็กชาวกะเหรี่ยงที่ผู้พันแสนคมไปพบขณะร้องไห้อยู่ข้าง ๆ ศพของพ่อแม่ จึงนำมาฝากนางพวงเลี้ยงโดยเป็นคนส่งเสียค่าเลี้ยงดูเอง พรนับพันฟังแล้วก็เกิดความสงสารในตัวเด็กชายอย่างไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน นางพวงเล่าให้พรนับพันฟังคร่าว ๆ ว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน พื้นที่แถบนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าเขา ต้นไม้ ต้นน้ำ ลำธาร รวมทั้งสัตว์ป่าน้อยใหญ่ แต่เมื่อเกิดการทำเหมืองแร่ขึ้น และมีผู้คนอพยพเข้ามาทำกิน ผืนป่าจึงเปลี่ยนสภาพเป็นชุมชน ครั้นหมดสัมปทาน ผู้คนก็หันมาทำอาชีพเกษตรกรแทน นานเข้าเมื่อ ผืนดินไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม โครงการสวนป่าที่ช่วยฟื้นฟูผืนดิน ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีศูนย์ศิลปาชีพ ที่เป็นโครงการในพระราชดำริเช่นกัน ที่นอกจากจะทำให้คุณภาพ ชีวิตของชาวบ้านดีขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้ว ยังเพิ่มรายได้เสริมจนสามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง โดยไม่ต้องเข้าไปหา ของป่า หรือถางป่าเพื่อปลูกไร่เลื่อนลอยเหมือนเช่นแต่ก่อน นางพวงมักจะเอ่ยถึงผู้พันแสนคมให้พรนับพัน ฟังอยู่ไม่ขาดปาก สร้างความหมั่นไส้ให้เกิดขึ้นกับพรนับพันไม่น้อย ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก แสนคมมาบ้านนางพวงแต่เช้า ถือของแห้งพวก กุนเชียง หมูทุบ หมูแผ่น พร้อมด้วยกาแฟ มาฝาก ป้าพวง ทั้งที่จุดประสงค์หลักที่เอามานั้น แสนคมรู้ว่าเอามาฝากหญิงสาวที่มาอยู่กับนางพวงต่างหาก และครั้งนี้พรนับพันได้รู้จักกับจ่าวัยกลางคนชื่อ ช่วงโชติ ที่มาพร้อมเสียงเพลง ซึ่งจงใจร้องจีบนางพวงเสมอ เมื่อมีโอกาส จ่าหน้าตาโหดแต่คำพูดและการแสดงออกขัดกับใบหน้าที่สุดเด็กชายจุ้นที่รู้สึกถูกชะตากับหญิงสาวสวยชื่อพรนับพันมาก ปกติจุ้นจะไม่ค่อยชอบผู้หญิงที่เข้ามา วุ่นวายกับผู้พันแสนคมของมันนัก เพราะมันหวงผู้พันของมันราวกับจงอางหวงไข่ จุ้นเห็นตุ๊กแกที่เกาะอยู่ ไม่ห่างจากตัวพรนับพันก็ตะโกนบอก ครั้นพรนับพันหันไปเห็นด้วยความตกใจทำให้โผเข้ากอดแสนคม สร้างความอับอายให้เกิดกับพรนับพันเป็นอย่างมาก แต่ก็สร้างความกังขาให้เกิดกับจ่าโชติเช่นกัน เพราะจ่าโชติเคยเห็นดวงใจลูกสาวกำนันคำกลัวตุ๊กแกโผเข้ากอดแสนคม แต่แสนคมหลบจนดวงใจล้มไม่เป็นท่า แต่ครั้งนี้นอกจากไม่หลบยังยอมให้กอดแต่โดยดี วิชิต หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามาหาแสนคมถึงที่ทำงาน เพื่อจะมาคุยถึงเรื่องที่จะมีการลักลอบขนลูกช้างป่าขึ้นในอีกไม่ช้า แสนคมก็ทราบจากสายที่รายงานเข้ามาเช่นกัน แสนคมอยู่ที่นี่ต้องผูกมิตร กับชาวบ้าน ดังนั้นพอมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจึงมักจะแก้ไขได้ทันเวลาเสมอ วิชิตชื่นชมในตัวแสนคมมากในการเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่มีนอกมีในเหมือนนายทหารคนเก่าที่ถูกย้ายออกไป ทั้งที่ตอนแสนคมย้ายมาใหม่ ๆ วิชิตเองก็มองแสนคมผิดไปเหมือนกัน เพราะเห็นว่าเป็นลูกชายแม่ทัพภาคจะอยู่ได้สักกี่น้ำ แต่แสนคมก็ทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะการเข้าขัดขวางพวกลักลอบขนลูกช้างป่า จนเกิดปะทะกันขึ้นเมื่อตอนย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานจากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีการสูญเสียเกิดขึ้น เพราะทหารเสียชีวิตไปสองนาย เจ้าหน้าที่ป่าไม้ หนึ่งนาย และฝ่ายตรงข้ามก็เสียชีวิตสามคน ส่วนแสนคมบาดเจ็บสาหัสจนมีแผลเป็นที่หน้าอก และคนของฝ่ายตรงข้ามก็บาดเจ็บสาหัสหนีรอดไปได้หนึ่งคน และแสนคมจำได้ว่าชื่อ ชีพเสี่ยเกรียงไกรเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในอำเภอสวนผึ้ง และเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ แต่ไม่สามารถเอาผิดได้เพราะไม่มีหลักฐานเพียงพอ เสี่ยเกรียงไกรเป็นเจ้าของรีสอร์ตหรูในอำเภอสวนผึ้ง มีคดีที่กำลังฟ้องร้องอยู่หลายคดี ทั้งคดีที่สร้างรีสอร์ตรุกเข้าไปในป่าสงวน และรับซื้อที่ของราชพัสดุจากชาวบ้าน ซึ่งรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งคดีดังกล่าวก็ยืดเยื้อมานาน จนแสนคมมองว่าผลที่สุดเสี่ยเกรียงไกรก็ต้องเป็นฝ่ายชนะ แต่แสนคมบอกกับวิชิตว่าถ้าเขาไม่ตายซะก่อนจะต้องเอาเสี่ยเกรียงไกรเข้าคุกให้ได้ นางพวงจะพาพรนับพันไปตลาดในตัวอำเภอเพื่อซื้อเสื้อผ้า แต่รถยนต์คันหรูของพรนับพันกลับสตาร์ทไม่ติด นางจึงให้จุ้นไปตามแสนคมมาดูรถให้ จนพรนับพันนึกค่อนขอดว่าอะไร ๆ ก็นึกถึงแต่แสนคม และเมื่อแสนคมมาถึง พร้อมด้วยบดินทร์ที่เห็นสภาพรถก็รู้ทันทีว่าไดชาร์จเสีย ต้องจอดไว้อย่างเดียว รอให้ช่างจากอู่มารับ นางพวงจึงขอติดรถของแสนคม ซึ่งกำลังจะเอางานของศูนย์ศิลปาชีพไปส่งให้ เจ้าหน้าที่จากสวนจิตรลดาในตัวอำเภอสวนผึ้งพอดี ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก นางพวงแอบโทรศัพท์ไปหาคุณพรพรรณรายกับคุณเมธี ซึ่งทั้งสองกำลังวิตกกังวลกับการหายตัวไปของพรนับพันอยู่พอดี โดยเฉพาะคุณพรพรรณรายที่ทำทีเป็นไม่สนใจนั้น แท้ที่จริงก็รักลูกมากแต่ที่ทำไปเพราะต้องการประชดสามี พลั้งมือตบหน้าลูกสาวก็ใช่ว่าจะไม่เสียใจ ถึงกับทำให้ละทิฐิ โทร. หาพรนับพัน แต่ติดต่อไม่ได้ รวมทั้งคุณเมธีก็เช่นกันที่เป็นห่วงลูกสาวไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เมื่อรู้ว่าพรนับพันอยู่กับนางพวงก็เบาใจ โดยนางพวงบอกว่ายังไม่ต้องมาหา ให้พรนับพันอยู่อย่างนี้ไปก่อน ให้เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง พรนับพันพบกับดวงใจลูกสาวของกำนันคำ และมีปากเสียงกันจากการที่ดวงใจเดินหันรีหันขวางจนชนกับพรนับพัน แต่ดวงใจกลับโทษว่าเป็นความผิดของพรนับพัน กระทั่งไกรภพลูกชายของเสี่ยเกรียงไกรเข้ามาไกล่เกลี่ย เพราะติดใจในตัวของพรนับพัน และท่าทีของไกรภพก็สร้างความหมั่นไส้ให้เกิดกับดวงใจไม่น้อย เพราะแม้ตัวเองจะชอบแสนคมมากก็ตาม แต่ตัวไกรภพก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ไกรภพกำลังจะสานสัมพันธ์กับพรนับพันแต่ถูกชีพคนสนิทของผู้เป็นพ่อเข้ามกระซิบบอกเหตุร้ายซะก่อน ทำให้ต้องผละไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แสนคมรีบส่งของให้เจ้าหน้าที่จากสวนจิตรลดา แล้วรีบขับรถกลับ ท่ามกลางอาการสงสัยของ บดินทร์ เพราะปกติแสนคมจะต้องแวะทักทายกับคนนั้นคนนี้ก่อน แต่ก็พอเดาได้ว่าน่าจะมีสาเหตุมาจาก พรนับพัน ระหว่างที่แสนคมเดินตรงไปยังพรนับพันที่ยืนอยู่กับนางพวงและจุ้นโดยมีดวงใจอยู่ด้วย ก็สวนกับไกรภพและชีพ ทำให้แสนคมต้องหันกลับไปมอง สร้างความสงสัยให้เกิดกับบดินทร์จนต้องถาม แสนคมจึงพูดถึงคนที่เดินสวนกันว่าต้องเป็นชีพแน่นอน แม้จะสวมแว่นตาปกปิดไว้ก็ตาม เพราะจำรอยแผลเป็นที่แก้มได้ ดวงใจได้ยินจึงถือโอกาสพูดขึ้นมาว่าตัวเองรู้จักผู้ชายที่เดินไปเมื่อกี้ และบอกว่าหนึ่งในนั้น เป็นลูกชายเสี่ยเกรียงไกร ส่วนอีกคนเป็นคนสนิทของเสี่ยเกรียงไกรชื่อชีพ คำพูดของดวงใจทำให้แสนคมรู้ว่าเขาเดาไม่ผิด ดวงใจรีบบอกว่าตัวเองเปลี่ยนชื่อจากดวงใจเป็น ดวงลดาแล้ว และยังเปลี่ยนชื่อเล่นเป็นลดาด้วย แต่แสนคมไม่ได้สนใจนัก ดวงใจหรือชื่อใหม่ว่า ดวงลดา บอกกับแสนคมว่าขอติดรถไปด้วยเพราะรถของตัวเองสตาร์ทไม่ติด บดินทร์จึงอาสาจะไปดูให้ ทำให้ดวงลดา รีบบอกว่าไม่ต้อง เพราะถ้าบดินทร์ไปดูก็รู้ว่ารถไม่ได้เป็นอะไร จึงมองบดินทร์อย่างไม่ชอบใจก่อนจะขอตัวระหว่างเดินทางกลับแสนคมเกือบขับรถเหยียบลูกหมาสีดำ จึงลงไปอุ้มเมื่อมองไม่เห็นใครก็อุ้ม ขึ้นรถมาและให้พรนับพันเอาไปเลี้ยง พรนับพันดีใจมากเพราะต่อไปนี้จะได้ไม่เหงา บดินทร์ถามถึงเรื่องชีพ แสนคมจึงเล่าเรื่องให้ฟังว่าเคยมีเรื่องกันมาก่อน นางพวงบอกแสนคมว่าเคยเห็นหน้า ผู้ชายที่มีรอยแผลเป็นที่หน้า บอกว่าเป็นคนจิตใจเหี้ยมโหดเพราะเคยยิงหมาของตาคะยอแค่ถูกเห่าเท่านั้น เตือนให้แสนคมระวังตัวให้ดี พรนับพันฟังเรื่องราวแล้วไม่อยากเชื่อว่าคนอย่างแสนคมจะบ้าดีเดือดถึงเพียงนั้น ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก ชีพบอกกับไกรภพว่าคนที่เดินสวนกันคือตัวแสบ ที่คอยขัดขวางงานมาตลอดตั้งแต่ย้ายมา ไกรภพ ฟังแล้วไม่เชื่อถือ แต่ชีพบอกว่าที่ใบหน้ามันเป็นแผลเป็นจนทุกวันนี้ก็เพราะแสนคม เรื่องการลักลอบขนลูกช้างครั้งที่แล้วไม่สำเร็จก็เป็นเพราะแสนคมนำกำลังเข้าขัดขวางจนเกิดปะทะกัน จนต้องสูญเสียมือดีไปถึงสามคน และบอกว่าเสี่ยเกรียงไกรเคยเอาเงินใส่ซองไปให้แต่แสนคมคืนกลับมา ไกรภพทระนงบอกว่าเขาไม่เชื่อหรอกว่าเงินจะไม่สามารถซื้อคนได้ เดี๋ยวเขาจะไปหาแสนคมด้วยตัวเองเองผู้ใหญ่สมปองไปหาแสนคมที่บ้าน เพื่อฝากเพลินตาซึ่งเป็นลูกสาวให้ไปเรียนที่ศูนย์ศิลปาชีพ ซึ่งท่าทางของเพลินตาออกเป็นทอมบอยทำให้บดินทร์นึกว่าเป็นผู้ชาย สร้างความโกรธเคืองให้เพลินตามาก และผู้ใหญ่สมปองก็บอกว่าจะแวะไปหานางพวงที่เป็นน้องสาว เพราะได้ข่าวว่ามีคนมาอยู่ด้วย เพลินตาก็บอกว่าถ้าคนมาอยู่ด้วยชื่อขิมก็เป็นคนที่อาเลี้ยงมาแต่เล็กและรักนักรักหนา เธอเคยไปเยี่ยมนางพวงที่บ้านแล้วเคยเจอ ดูเหมือนจะเป็นเด็กมีปัญหาเพราะเจอตอนร้องไห้ทั้งสองครั้ง และยังพูดอีกว่ากลัวจะมาสร้างภาระให้ผู้เป็นอาซะมากกว่า ทำให้บดินทร์พูดขึ้นว่าเพลินตามองคนในแง่ร้าย ยิ่งทำให้เพลินตาไม่ค่อย ชอบหน้าบดินทร์นัก จุ้นตั้งชื่อลูกหมาตัวดำปิ๊ดปี๋ว่าสมปอง นางพวงจึงบอกว่าระวังผู้ใหญ่สมปอง ซึ่งเป็นพี่ชายของนางจะสับสนเอานะ แต่ก็เป็นจริงตามที่นางพวงพูด เพราะผู้ใหญ่สมปองแวะมาที่บ้านพร้อมด้วยแสนคม และบดินทร์ พอรู้ว่าลูกหมาชื่อเหมือนตัวเองก็โวยวาย จนแสนคมเกรงใจบอกให้จุ้นเปลี่ยนและถามถึงสาเหตุว่าทำไมตั้งชื่อนี้ จุ้นก็บอกว่าตั้งให้คล้องกับแสนคม ทำเอาแสนคมหน้าเหวอ พรนับพันนั้นหัวเราะ ออกมาด้วยความขำ เพลินตาเห็นพรนับพันก็มองว่าเป็นคุณหนูก็ถามออกมาตรง ๆ ว่าจะมาอยู่ที่นี่ได้แน่หรือ พรนับพันก็บอกว่าให้คอยดูต่อไป ผู้ใหญ่สมปองเพิ่งนึกได้ว่านัดชาวบ้านเอาไว้ เพื่อไปทำแนวกันไฟ จึงรีบผลุนผลันออกไป โดยนางพวงเอง ก็เพิ่งนึกได้เพราะจ่าโชติบอกไว้แล้ว จึงบอกเดี๋ยวจะตามไป นางพวงบอกให้พรนับพันอยู่บ้านกับจุ้นไม่ต้องออกไปช่วย แต่พรนับพันเห็นสายตาดูถูกของเพลินตาก็บอกว่าจะไปช่วยด้วย โดยมีจุ้นบอกว่าเดี๋ยวจะคอยช่วยพรนับพันด้วยอีกแรง ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก เมื่อพรนับพันไปถึงจุดที่ทำแนวกันไฟที่อยู่ใกล้กับศูนย์ศิลปาชีพ เห็นการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านมากกมายที่ต่างไปช่วยกันโดยไม่ต้องมีค่าจ้าง สร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นกับพรนับพันโดยไม่รู้ตัว พรนับพันช่วยคนอื่นทำทั้งที่ไม่เคยทำซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้เพลินตา เริ่มมองพรนับพันในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม แสนคมเอาหมวกให้พรนับพันคลุมกันแดดทำให้พรนับพันรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น กับตัวเองขณะทำงานแสนคมมักจะมองหาแต่พรนับพัน ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน แค่เห็นผู้หญิงคนนี้อยู่ในสายตาเขาก็พอใจแล้ว จ่าโชติมาบอกแสนคมว่ากำนันคำต้องการพบแสนคม ซึ่งไม่ค่อยได้พูดคุยกับกำนันคำนัก เพราะส่วนมากจะคุยกับผู้ใหญ่สมปองซะมากกว่า นึกสงสัยว่ากำนันคำมีเรื่องอะไรคุยกับเขา เมื่อแสนคมไปถึงยังที่กำนันคำยืนอยู่ก็ถามถึงธุระ กำนันคำก็พูดเป็นทำนองว่าถ้าแสนคมเปลี่ยนใจขอให้บอก แสนคมก็บอกว่าเขาไม่เคยรับปากอะไรไปทำไมต้องเปลี่ยนใจด้วย กำนันคำจึงพูดถึงเรื่องที่เสี่ยเกรียงไกรเคยเอาเงินใส่ซองมาให้ทำไมแสนคมถึงไม่รับ แสนคมจึงบอกกำนันคำไปว่าเขาไม่สนใจเงินนั่นหรอก เขาไม่เคยคิดคดทรยศต่อแผ่นดิน และพูดใส่กำนันคำออกไปว่าเคยได้ยินมาว่าเมื่อก่อนกำนันคำเป็นคนดีมาก แล้วอะไรทำให้เปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ และยังฝากไปบอกกับเสี่ยเกรียงไกรว่าให้ระวังตัวไว้ให้ดี ทำอะไรไม่ดีไว้อย่านึกว่าไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น พูดจบก็เดินจากไป จากการมาช่วยทำแนวกันไฟ ทำให้พรนับพันเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจไม่น้อย แม้จะไม่ได้ช่วยอะไรมากมายนักก็ตาม และยังได้พบกับตาคะยอซึ่งเป็นเกษตรกรดีเด่น และนางพวงเคยเล่าให้ฟังว่าตาคะยอเป็นชาวกะเหรี่ยงก็จริง แต่มีหัวใจของความเป็นไทยอยู่เต็มเปี่ยม จ่าโชติกับจ่าทัศน์พอรู้ว่ากำนันคำพูดจาอะไรกับแสนคมต่างก็โกรธ เพราะทั้งสองจ่าอยู่ที่นี่มานาน รู้ว่าเมื่อก่อนกำนันคำไม่ใช่คนแบบนี้ ที่เปลี่ยนไปเป็นเพราะเงินตัวเดียวจริง ๆ เพราะเดี๋ยวนี้กำนันคำขับรถป้ายแดง สร้างบ้านหลังใหม่ ซื้อรถป้ายแดงให้ดวงใจขับ พกโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเครื่องละสองหมื่น และมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับเสี่ยเกรียงไกรมากชีพซึ่งเป็นคนสนิทของเสี่ยเกรียงไกร มักจะพูดเตือนเจ้านายอยู่บ่อยครั้งว่า งานที่เกิดผิดพลาดขึ้น หลาย ๆ ครั้งในระยะหลังรวมทั้งการที่ถูกจับไม้ที่ห้วยขาแข้งที่เกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ ถึงแม้จะไม่มีใครถูกจับได้ น่าจะมีเกลือเป็นหนอน ชีพเองไม่เคยไว้ใจกำนันคำ เพราะรู้ว่าเคยเป็นคนซื่อมือสะอาดมาก่อน แต่เสี่ยเกรียงไกรมักจะไม่เห็นด้วย บอกว่าเงินเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนกำนันให้เป็นคนกบฏ ทรยศแผ่นดินได้ ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก หลังจากวันทำแนวกันไฟ พรนับพันกับเพลินตาก็สนิทสนมกันมากขึ้น ทั้งคู่พากันไปที่ศูนย์ศิลปาชีพ เพื่อเรียนปักผ้า และจากการไปนั่งเรียนทำให้พรนับพันได้รู้อะไรหลาย ๆ อย่าง อย่างแรกคือค่าของเงินขณะที่เธอเคยใช้เงินวันละหลายพัน แต่คนทำงานที่นี่นั่งหลักขดหลังแข็งนานนับเดือนกว่าจะได้เงินจำนวนนี้ กาแฟที่เคยดื่มแก้วละร้อยกว่าบาทแต่เป็นค่าแรงการทำงานของคนที่นี่ ซึ่งมีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ทำให้พรนับพันเกิดความละอายขึ้นมา สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ใช้เงินแบบนั้นอีก และที่สำคัญตอนแรกที่เธอคิดมาเรียนปักผ้า เพราะต้องการชนะคำสบประมาทของแสนคม แต่การได้มาเห็นทำให้เธออยากปักได้สำเร็จจะได้สร้างความภูมิใจให้เกิดกับตัวเอง ทั้งยังได้รู้น้ำใจของนายทหารที่ชื่อแสนคม ที่สร้างไว้กับคนหลายคน จนไม่สงสัยเลยว่าเหตุใดผู้คนจึงพากันรักผู้ชายคนนี้นัก แล้วยังได้รู้จักอีกมุมของเพลินตาที่มองดูห้าว แต่ความจริงเป็นคนน่าสงสาร เพราะกำพร้าแม่ ตั้งแต่อายุน้อย ต้องปักเสื้อนักเรียนด้วยตัวเองตั้งแต่อยู่ปอสอง ทำให้พรนับพันคิดถึงตัวเองขึ้นมา เธอโชคดีที่มีพ่อแม่ครบ นับวันพรนับพันก็ซึมซับความรู้สึกดีดีของผู้คนที่นี่เข้าไปในหัวใจ รวมทั้งนายทหารหนุ่มที่ชื่อแสนคม ที่เมื่อก่อนมักจะมองเธอด้วยสายตาดุ ๆ แต่บัดนี้สายตาดังกล่าวได้เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งทำไมเธอจะไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร นางพวงเองก็มองว่าหญิงสาวที่นางเลี้ยงมาแต่เล็กแต่น้อยเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ด้วยพื้นฐาน ของพรนับพันไม่ได้เป็นคนไม่ดี เป็นคนจิตใจดีด้วยซ้ำ ยิ่งพรนับพันไปเห็นบ้านของตาคะยอ ที่ทำตามแนวทางพระราชดำริ โดยการทำเกษตรแบบทฤษฏีใหม่ ปลูกทั้งพืชผักสวนครัวและผลไม้หลาย ๆ อย่างไว้ ด้วยกันในพื้นที่ที่มีจำกัด รวมทั้งมีบ่อปลา นาข้าวอยู่ในบริเวณเดียวกัน ได้ฟังตาคะยอพูดถึงว่าที่ได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเพราะ พระบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะขอตายในผืนแผ่นดินไทยนี้ จนทำให้พรนับพันเกิดความซาบซึ้งเพราะความโกรธแค้นที่ถูกแสนคมตอกกลับมา ทำให้ไกรภพคิดเรื่องชั่ว ๆ โดยการคิดวางเพลิงเผา ศูนย์ศิลปาชีพ แต่ก็ทำไม่สำเร็จเพราะจ่าสุทัศน์ที่ไม่สบายนอนอยู่บ้านพัก เห็นเหตุการณ์เข้าซะก่อน จึงโทร. ตามคู่หูที่อยู่บ้านตาคะยอซึ่งกำลังมีการกินปลาเผากันอยู่ ทำเอาทุกคนต้องรีบมาที่ศูนย์ศิลปาชีพ เพื่อช่วยกันดับไฟ และก็ไม่เกิดการสูญเสียเพราะรถดับเพลิงมาทันเวลาพอดี แค่บางส่วนถูกไหม้เท่านั้น ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ทำให้แสนคมบาดเจ็บที่แขนขวาเพราะเข้าช่วยพรนับพัน พรนับพันจึงเป็นคน ขับรถพาแสนคมไปโรงพยาบาล ซึ่งระหว่างเดินทางแสนคมก็แสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาจนหมด และเล่าด้วยว่าเคยเจอพรนับพันมาแล้ว ในผับที่ทองหล่อทั้งยังบอกว่าเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และบอกว่าต่อไปห้ามสวมใส่เสื้อผ้าแบบนั้นอีก ซึ่งพรนับพันเองก็ไม่เคยคิดจะกลับไปใส่อีกเหมือนกัน เพราะมาอยู่ที่นี่ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าง่าย ๆ แทบทุกวัน เงินก็ไม่ค่อยได้ใช้เพราะไม่รู้จะไปซื้ออะไร กินกับข้าวง่าย ๆ ที่มีอยู่รอบบ้านนางพวง ทำให้พรนับพันกลายเป็นคนอยู่ง่าย กินง่ายไปเลยปริยาย เสี่ยเกรียงไกรโกรธมากที่งานวางเพลิงไม่สำเร็จ กำชับชีพอย่าให้ลูกน้องทิ้งหลักฐานไว้เป็นอันขาด ชีพก็บอกว่าแค่นี้ก็ทำให้ชาวบ้านขวัญหนีดีฝ่อแล้ว กำนันคำที่มาหาก็บอกว่าทำไมจะเผาศูนย์ฯ ไม่บอกด้วย เผื่อจะได้ช่วยให้สำเร็จ เพราะตอนไฟไหม้กำนันก็อยู่ที่นั่นด้วย ถ้ากำนันร่วมมือด้วยแต่แรกจะแนบเนียนกว่านี้ คำพูดของกำนันคำยิ่งทำให้เสี่ยเกรียงไกรเชื่อว่ากำนันคำนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่ชีพระแวงเด็ดขาด พรนับพันมาอยู่ที่นี่ได้แค่สิบวันแต่มีความรู้สึกว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่เป็นปี จากการได้หัวเราะได้ยิ้มกับ สิ่งต่าง ๆ รอบกาย ทำให้ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายอย่างที่ควรเป็น และจากผลของการที่ไปทำแนวกันไฟ ทำให้พรนับพันมีอาการไข้เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนกลางคืน แต่กินยาเข้าไปก็ทุเลาลง แต่มาออกอาการอีกครั้ง ตอนเช้า ขณะที่นางพวงต้องไปวัดแต่เช้าและคืนนี้ก็ต้องนอนค้างที่วัดกับนางสายใจ ซึ่งเป็นเมียกำนันคำ ตามที่เคยพูดกันไว้ พรนับพันมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงจนอาเจียน ทำให้จุ้นที่อยู่ด้วยกัน และกำลังจะไปโรงเรียน ตกใจจนร้องไห้ทำอะไรไม่ถูก แต่โชคดีที่เพลินตาที่จะต้องแวะมารับพรนับพันไปวัด และไปส่งจุ้นที่โรงเรียน ขี่รถเข้ามาซะก่อน เมื่อเห็นอาการของพรนับพันก็ตกใจจึงโทร. ไปตามแสนคม ซึ่งแสนคมพอทราบเรื่องก็ตกใจมาก เพราะนับจากวันที่ไฟไหม้วันนั้นเขาก็ไม่ได้เจอจัง ๆ กับพรนับพันเลย ได้แต่เห็นกันแวบ ๆ เพราะยุ่งทั้งเรื่องไฟไหม้ที่รู้แล้วว่าเป็นการวางเพลิง กำลังตามจับตัวอยู่ แล้วยังมีเรื่องลักลอบขนลูกช้างป่าอีก การเห็นพรนับพันเป็นแบบนี้ ทำให้แสนคมแทบขาดใจ เขารู้ว่าเขารักผู้หญิงคนนี้เหลือเกิน แสนคมอุ้มพรนับพัน โดยไม่สนใจแผลที่แขนขวาที่ต้องเย็บสิบเข็ม ตอนเกิดไฟไหม้และยังไม่ได้ตัดไหม แม้บดินทร์จะอาสาอุ้มพรนับพันให้ก็ตาม แสนคมพาพรนับพันไปส่งที่โรงพยาบาลเอกชน โดยหมอบอกว่า เป็นไข้หวัดใหญ่ เพราะไข้ขึ้นสูงมาก และมีอาการเพ้อเป็นระยะ ส่วนใหญ่จะเพ้อถึงพ่อแม่ และเรื่องที่ถูกตบ และต้องอยู่โรงพยาบาลเป็นอาทิตย์ เพลินตานั้นถึงกับร้องไห้เพราะกลัวพรนับพันเป็นอะไรไป เพราะเคยเห็นผู้เป็นแม่อาการแบบนี้ และตายไปต่อหน้าต่อตา ไม่อายที่บดินทร์เห็นตัวเองร้องไห้ออกมาเพราะมาถึงขั้นนี้แล้ว แสนคมให้บดินทร์ พาเพลินตากลับไปที่พักเพื่อเอาเสื้อผ้ามาให้ เพราะคืนนี้เขาจะนอนเฝ้าพรนับพันที่โรงพยาบาลด้วยตัวเอง ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก บดินทร์ขับรถพาเพลินตากลับและได้คุยปรับความเข้าใจกัน ตั้งแต่เรื่องที่บดินทร์เข้าใจผิดมอง เพลินตาเป็นผู้ชาย ซึ่งจริง ๆ เขาไม่ได้คิดเช่นนั้นแต่ปากพูดออกไปอย่างนั้นเอง เพลินตาร้องไห้ซบไหล่ ของบดินทร์เล่าเรื่องแม่ให้ฟัง เพราะกลัวพรนับพันจะเป็นอะไรไป บดินทร์กอดปลอบใจ และพาเพลินตาไปที่วัด เพื่อไปบอกอาการป่วยของพรนับพันให้นางพวงฟัง ทำให้นางพวงอยู่วัดต่อไปไม่ไหวตามไปที่ โรงพยาบาลด้วยแสนคมบอกนางพวงว่าขอเป็นคนเฝ้าพรนับพันเองตอนกลางคืน นางพวงมองแล้วคิดว่าไม่เหมาะ ได้แต่ทำท่าอ้ำอึ้ง ๆ แม้จะรู้ว่าแสนคมเป็นคนดีเพียงใดก็ตาม แสนคมจึงเอาแหวนญาติ ซึ่งเป็นแหวนที่นักเรียน เตรียมทหาร ทำไว้ให้คนสำคัญขึ้นมาซึ่งเขาทำไว้ให้เป็นแม่ และผู้เป็นแม่เพิ่งให้มาตอนกลับบ้านไปครั้งที่แล้ว แสนคมหยิบแหวนมาสวมให้พรนับพัน ขณะที่เจ้าตัวยังไม่ได้สติ ท่ามกลางความซาบซึ้งระคนปลาบปลื้ม ของทุกคนที่เป็นพยาน พรนับพันฟื้นขึ้นมาหลังจากเพ้อถึงพ่อแม่อยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็ดิ้นทุรนทุรายจนแสนคมต้องโอบกอดไว้ พรนับพันสงสัยที่จู่ ๆ แหวนมาอยู่ที่นิ้ว แสนคมจึงบอกว่าเป็นแหวนหมั้นของเขาเอง และบอกว่าเขารักพรนับพันต่อไปให้เรียกเขาว่าพี่ พรนับพันดีใจรวมทั้งเกิดความอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก และที่สำคัญพรนับพันเองก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างกัน ไกรภพมาเยี่ยมผู้เป็นแม่ที่บวชเป็นชีซึ่งป่วยเป็นอาหารเป็นพิษ แม้ไกรภพจะดูเป็นคนนิสัยไม่ดีหรือเลวเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดคือแม่ชีกรแก้ว ที่หย่าขาดจากผู้เป็นพ่อเพราะความคิดไม่ตรงกัน แต่ไกรภพก็ยังติดต่ออยู่เสมอ เมื่อรู้ว่าผู้เป็นแม่ป่วยก็ทำเรื่องย้ายมาอยู่ใกล้ ๆ จะได้ดูแลอย่างใกล้ชิด แม่ชีกรแก้วมักจะบอกให้ไกรภพทำความดีอย่าได้ทำชั่วแม้จะรู้ว่าสายไป และที่ตัวนางบวชชีก็เผื่อไถ่บาปให้ลูกถ้าลูกได้กระทำความผิดไกรภพรู้จากพยาบาลว่าพรนับพันป่วยอยู่ที่นี่จึงเข้าไปเยี่ยม ขณะที่มีนางพวงกับเพลินตาเฝ้าอยู่ เพราะช่วงกลางวันแสนคมกลับไปทำงาน และกำลังยุ่งอยู่กับข่าวเรื่องลูกช้างป่า กว่าไกรภพจะออกจากห้อง พรนับพันก็ต้องทำเป็นง่วงด้วยฤทธิ์ยา จนไกรภพต้องขอตัวกลับ พรนับพันเผลอเล่าเรื่องที่เคยพบกับแสนคมให้นางพวง และเพลินตาฟัง ทำให้นางพวงคิดว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพราะพรหมลิขิตอย่างแน่นอน ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก นางพวงโทร. ไปบอกคุณพรพรรณรายกับคุณเมธี เรื่องพรนับพันป่วย คุณพรพรรณรายถึงกับร้องไห้โฮ เมื่อรู้ว่าลูกสาวเพ้อถึงพ่อแม่และเรื่องที่ถูกตบ รวมทั้งคุณเมธีด้วยเช่นกัน หลังจากเหตุการณ์ ครั้งนั้นทำให้ทั้งสองคนนึกทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมา จึงต่างค่อย ๆ ปรับตัวเข้าหากัน ซึ่งก็ไม่ได้ยาก เพราะต่างมีความรักในตัวกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นางพวงที่ฟังน้ำเสียงการพูดของทั้งคู่ จึงรู้ว่าเรื่องราว น่าจะไปในทางที่ดีขึ้นพรนับพันอยู่โรงพยาบาลแค่สามวันก็ออกเพราะร่างกายฟื้นตัวเร็วจนหมอตกใจ อาจเป็นเพราะกำลังและแรงใจจากแสนคมมีส่วนช่วยด้วยเยอะ แสนคมเป็นคนมารับกลับ เมื่อรู้ว่าไกรภพมาเยี่ยม ก็บอกให้ระวังตัว อย่าไปไหนคนเดียวอีก และบอกว่าช่วงนี้อาจไม่ได้เจอกัน เพราะแสนคมได้รับรายงานจากสายว่าพรุ่งนี้เป็นวันที่พวกลักลอบขนลูกช้างป่าจะลงมือ แสนคมบอกนางพวงว่าขอฝากหัวใจไว้กับนางพวงด้วย คำพูดดังกล่าว ทำให้พรนับพันใจเสียเพราะเหมือนเป็นลาง จึงบอกกับแสนคมว่าสัญญาว่าจะต้องกลับมาหาเธอ เสี่ยเกรียงไกรกำหนดเส้นทางขนย้ายลูกช้างป่า และครั้งนี้มีงาช้างที่จะได้อีกหลายคู่ ชีพเตือนว่าเส้นทางที่กำหนด เป็นป่าทึบที่อยู่ไม่ห่างจากสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งแสนคมกับวิชิตดูแลมันไม่เสี่ยงกับอันตรายหรือ เสี่ยเกรียงไกรก็บอกว่าสถานที่ที่อันตรายที่สุด คือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด เส้นทางที่กำหนดยังไม่เคยมีใครเข้าไป เพราะค่อนข้างลำบาก ที่จะใช้เส้นทางนี้เพราะจะได้ดูลู่ทางเพื่อหาทาง ลักลอบตัดไม้ด้วย ชีพไม่รู้จะแย้งยังไงแต่มีลางสังหรณ์เกิดขึ้น และบอกว่าครั้งนี้อย่าเพิ่งบอกวันทำจริงกับกำนันคำ เอาไว้ใกล้ ๆ ค่อยบอก พอดีกับกำนันคำมาหาพอดี เสี่ยเกรียงไกรจึงบอกว่าวันพรุ่งนี้คือวันที่กำหนดทำงานสำคัญ เชิดซึ่งเป็นเด็กหนุ่มที่มักจะชอบเดินตามหลังกำนันคำเสมอ มาหากำนันคำที่บ้านขณะอยู่ในเวลาอาหารเย็น กำนันจึงบอกให้ไปคุยที่อื่น เชิดจึงถามว่ากำนันรู้เรื่องขนลูกช้างป่าในคืนนี้บ้างหรือเปล่า กำนันก็ถามว่าเชิดรู้มาจากไหน เชิดจึงตอบว่ารู้มาจากเพื่อนซึ่งเป็นลูกน้องของชีพ ซึ่งชวนให้มันไปทำด้วย จึงมาปรึกษากำนัน เมื่อได้ฟังกำนันคำก็นึกโกรธเพราะเสี่ยเกรียงไกรบอกวันกำหนดเป็นพรุ่งนี้ แต่กลายเป็นวันนี้ได้อย่างไร แสดงว่าเสี่ยเกรียงไกรเริ่มไม่ไว้ใจแน่นอน จึงบอกให้เชิดไม่ต้องไปทำเพราะเป็นอันตราย และบอกไม่ให้พูดเรื่องนี้กับใคร เชิดจึงลากลับไป ขณะกำนันกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เสี่ยเกรียงไกรก็โทร. เข้ามาหาบอกว่าเปลี่ยนวันเป็นคืนนี้แต่เวลาเดิม นางสายใจที่ตามแอบมาฟังเพราะท่าทางลุกลี้ลุกลนของเชิด เมื่อได้ฟังคำพูดของกำนันคำก็โกรธ ด่ากำนันว่าทำไมถึงกลายเป็นคนแบบนี้ จำสัจจะที่พูดไว้ ตอนเข้าร่วมวันที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมารับมอบสวนป่าเฉลิมพระเกียรติไม่ได้หรือว่า จะไม่คิดคดทรยศต่อแผ่นดิน กำนันคำบอกว่าสักวันนางสายใจจะเข้าใจ และบอกว่าคืนนี้จะไม่อยู่ ถ้ากลับมาจะเล่าให้ฟังทั้งหมด กำนันพูดแล้วก็หยิบโทรศัพท์มากดก่อนจะถอดแบตเตอรี่ออก และบอกกับนางสายใจว่าถ้าเป็นอะไรไปทุกอย่างอยู่ในโทรศัพท์เครื่องนี้ นางสายใจตกใจเพราะกำนันคำไม่เคยพูดจาแบบนี้มาก่อนแสนคมได้รับข้อความเปลี่ยนแปลงวันลงมือเป็นคืนนี้เวลาเดิมแทน ทำให้แสนคมนึกกังขาเพราะปกติงานสำคัญแบบนี้ คนที่ส่งข่าวจะส่งให้กับหัวหน้าคือ พลเอกนฤดล แล้วถึงจะส่งต่อมายังเขา จึงโทร. ไปหาวิชิตซึ่งก็ได้รับข้อความเดียวกัน โทร. กลับไปยังเบอร์ที่ส่งก็ติดต่อไม่ได้ วิชิตจึงบอกให้เชื่อเหอะ เพราะเรื่องนี้มีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทราบ แสนคมจึงสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเตรียมพร้อม ทั้งเรื่องรถ พยาบาลด้วย เพราะกลัวจะมีการสูญเสียไม่ทันการณ์เหมือนครั้งที่แล้ว ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก ขบวนของเสี่ยเกรียงไกรซึ่งมีพรานบุญส่งเป็นผู้นำทาง เดินเข้าไปในป่าทึบท่ามกลางความหงุดหงิด ของไกรภพรวมทั้งความหวั่นกลัวของเสี่ยเกรียงไกร เพราะนับเป็นการเดินเข้าป่าทึบครั้งแรก คงมีชีพคนเดียว ที่พกความระแวงไว้ตลอดเวลา เมื่อเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ คนนำทางก็สงสัยเพราะมาถึงสถานที่นัดคือต้นตะเคียนใหญ่ แต่ยังไม่เห็นพวกพรานที่บอกว่าจะมาดักรอ แต่ก็ยิ้มออกเมื่อได้ยินเสียงคนเดินอยู่ข้างหน้าแต่คนที่เดินอยู่กลายเป็นพวกของแสนคม และวิชิตที่พาคนเข้ามาอีกทาง และบอกว่าจับพวกพรานป่าไว้ได้ทุกคนแล้วขอให้มอบตัวชีพหันไปทางกำนันคำทันทีเพราะงานครั้งนี้ไม่มีใครรู้เรื่องมากนัก และบอกกับเสี่ยเกรียงไกรว่ากำนันคำคือคนทรยศ เสี่ยเกรียงไกรโกรธมากจึงด่ากำนันคำ ซึ่งกำนันคำบอกว่าขอเป็นคนทรยศต่อเสี่ยเกรียงไกรดีกว่าเป็นคนทรยศคิดคดต่อแผ่นดิน แล้วก็ทรุดลงเพราะถูกชีพยิงอย่างเผาขน และเป็นขณะเดียวกับที่แสนคมพาคนเข้ามาล้อมจับลูกน้องที่ยังอยู่ในอาการตกใจ เสี่ยเกรียงไกรพาไกรภพ วิ่งหนีไปได้ แสนคมบอกให้จ่าคู่หูพาทหารไปจับสองพ่อลูกให้ได้ ชีพที่กำลังจะวิ่งตามไป แต่เป็นเพราะความแค้นทำให้ชีพหันมายิงใส่แสนคม แต่เป็นเพราะอยู่ในช่วงละล้าละลังจึงถูกที่แขนซ้ายของแสนคมเท่านั้น แสนคมจึงยิงสวนไปข้างหลังถูกชีพอย่างจังจนล้มลง แสนคมวิ่งไปดูก็เห็นแน่นิ่งจึงหันไปทางกำนันคำที่นอนเจ็บอยู่อย่างเป็นห่วง กำนันคำที่เห็นชีพขยับตัวหยิบปืนมา จะยิงใส่แสนคมจึงร้องบอก แต่ไม่ทันการณ์แม้แสนคมจะกลิ้งหลงกระสุนเข้าที่ท้องของแสนคม ทำให้บดินทร์วิ่งตรงมาและสั่งให้ทหารเอาเปลสนามที่เตรียมมาหามแสนคมกับกำนันคำกลับไปทางเก่าไปที่รถพยาบาลด่วนแสนคมที่ยังมีสติบอกบดินทร์ว่าให้ดูแลกำนันคำดีดี เพราะตอนเข้ามาก่อนกำนันคำจะถูกยิง ได้ยินคำพูดที่กำนันพูดว่าจะไม่ทรยศต่อแผ่นดินเต็มสองหู ผู้ใหญ่สมปองที่อยู่ชายป่ากับชาวบ้านอีกสองคนเห็นร่างของกำนันคำถูกหามมาก็เข้าไปหาบดินทร์บอกว่าอย่าเพิ่งพูดอะไร เอากำนันคำกับแสนคมไปส่งโรงพยาบาลก่อน โดยให้กำนันนั่งไปกับกำนันคำ ส่วนเขาจะนั่งไปกับแสนคมผู้ใหญ่สมปอง บอกชาวบ้านสองคนที่อยู่ด้วยให้ไปส่งข่าวกับนางสายใจ ผู้ใหญ่สมปองที่ปากก็บอกว่าเกลียดเพื่อน แต่แท้ที่จริงรักเพื่อนมากแต่ที่พูดเพราะเสียใจกับผิดหวังที่เพื่อนเป็นแบบนี้ กำนันคำบอกกับเพื่อนรักว่าถ้าเขาเป็นอะไรไปฝากลูกเมียด้วย ผู้ใหญ่สมปองฟังแล้วถึงกับร้องไห้ แม้จะยังไม่รู้รายละเอียดก็ตาม เมื่อถึงโรงพยาบาลก็ส่งคนเจ็บเข้าห้องฉุกเฉิน นางสายใจพร้อมลูกสาว นางพวง เพลินตา พรนับพัน นางสายใจมาพร้อมถือโทรศัพท์มาด้วย และเล่าเรื่องที่ได้ยินกำนันคำให้บดินทร์ฟัง บดินทร์ขอดูโทรศัพท์เมื่อใส่แบตเตอรี่ลงไปและเปิดเครื่อง เบอร์ของแสนคมที่โทร. ไปก็ปรากฏอยู่แค่นี้บดินทร์ก็รู้แล้ว ยิ่งเห็นข้อความที่ส่งออกอีกผู้ใหญ่สมปองพอรู้ว่าเพื่อนรักเป็นสายให้ทางการก็ร้องไห้โฮ รวมทั้งนางสายใจด้วยที่สามีไม่เคยบอก ปล่อยให้นางด่าอยู่ได้ ดวงใจนั้นร้องไห้มีเพลินตากับพรนับพันช่วยปลอบ หมอออกมาบอกว่าอาการของแสนคมนั้นสาหัสมาก ต้องผ่าตัดด่วนจึงถูกส่งต่อไปยังห้องผ่าตัด ส่วนกำนันคำหมอบอกว่าอาการหนัก เกินเยียวยาเพราะถูกยิงที่ตับ ที่อยู่จนถึงตอนนี้เพราะกำลังใจอย่างเดียวให้ญาติเข้าไปหาได้ ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก นางสายใจร้องไห้แทบขาดใจเมื่อเห็นร่างของกำนันคำ โดยกำนันบอกว่าเขาไม่เคยลืมสัจจะไม่เคยทรยศคิดคดแผ่นดิน บอกนางสายใจไม่ให้ร้องไห้เพราะจะทำให้นอนตายตาไม่หลับ และหันไปบอกกับดวงใจว่าต่อไปนี้ห้ามดื้อกับแม่ ต้องดูแลแม่ ซึ่งดวงใจก็รับปากทั้งน้ำตา กำนันคำหันไปหาเพื่อนบอก ฝากลูกเมียด้วย ผู้ใหญ่สมปองด่าตัวเองที่ช่างโง่มีตาหามีแววไม่ แต่ก็รับปากจะทำตามที่กำนันบอกทุกอย่าง กำนันบอกบดินทร์ให้ช่วยฝากลาผู้พันแสนคมด้วย ขอให้รอดปลอดภัย หลักฐานทุกอย่างที่จะเอาผิด เสี่ยเกรียงไกรอยู่ในโทรศัพท์ แล้วก็สิ้นใจตายพร้อมด้วยคำว่าขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ผู้ใหญ่ และ แสนคม แม้จะเสียใจเพียงใดแต่ก็ต้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงต่อไป โดยมีนางพวงอยู่ช่วย ส่วนบดินทร์ พรนับพันและเพลินตาไปที่ห้องผ่าตัดที่ตอนนี้แสนคมอยู่ในนั้น พรนับพันนั้นร้องไห้ โดยมีบดินทร์บอกว่า แสนคมต้องไม่เป็นอะไรอย่างแน่นอน เวลาผ่านไป พลโทพัชระ คุณสราญรัตน์ ก็มาที่โรงพยาบาลพร้อมเพื่อน ๆ ของแสนคม ทุกคนอยู่ในอาการเป็นห่วง พยาบาลออกมาบอกว่า ต้องการเลือดกรุ๊ปบีด่วน ซึ่งในนั้นไม่มีใครมีสักคน มีเพียงคุณสราญรัตน์ที่มีเลือดกรุ๊ปโอ ที่สามารถให้ได้ สร้างความดีใจให้กับคุณสราญรัตน์มากที่เลือดของแม่จะช่วยชีวิตลูกได้ พรนับพันกับเพลินตากลับมาจากห้องน้ำ พอรู้ว่าแสนคมต้องการเลือดจากบดินทร์ที่ยังพูดไม่ทันจบ พรนับพันก็บอกว่าเลือดกรุ๊ปเดียวกันเอาของเธอได้ แต่บดินทร์บอกว่าคุณสราญรัตน์ให้ไปแล้ว แต่ถึงจะเอาของพรนับพันก็คงไม่ได้ เพราะพรนับพันเพิ่งออกจากโรงพยาบาล พลโทพัชระพูดขอบคุณ และเห็นแหวน ที่นิ้วของพรนับพันก็เดาได้ว่า ผู้หญิงคนนี้ต้องเป็นคนสำคัญของลูกชายแน่นอน แสนคมฟื้นหลังจากนั้น และดีใจที่เห็นหน้าผู้เป็นแม่ เพราะก่อนจะฟื้นเขาบอกว่าเห็นแม่เดินอยู่ข้างหน้า แต่เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหันมามอง เพื่อน ๆ เลยบอกว่าเป็นเพราะพลังความรักของแม่ เลยทำให้แสนคมรอดชีวิต แสนคมถามหากำนันคำพอรู้ว่าตายแล้วก็เสียใจ แล้วก็มองหาพรนับพัน บดินทร์จึงไปตามมาให้ แสนคมบอกว่าเขามาตามสัญญา พรนับพันร้องไห้บอกดีใจที่แสนคมไม่ผิดสัญญาที่ให้ไว้ ท่ามกลางสายตาแปลกใจของทุกคนเพราะไม่เคยเห็นภาพนี้มาก่อน แสนคมบอกกับพ่อแม่ว่าพรนับพันคือผู้หญิงที่เขารักก่อนจะหลับไปอีกครั้งเพื่อน ๆ ของแสนคมตอนแรกก็จำพรนับพันไม่ได้ แต่ไม่นานก็นึกออก คุณสราญรัตน์สัมภาษณ์ พรนับพันว่าเป็นลูกใคร พอบอกชื่อพ่อแม่ก็ตกใจเพราะคาดไม่ถึงว่าจะเป็นลูกคนดังในสังคม คุณสราญรัตน์ เอ็นดูพรนับพันเพราะลูกชายรักใครเธอรักด้วยอยู่แล้ว เพื่อน ๆ ของแสนคมต่างก็เล่าเรื่องคืนนั้น ให้พรนับพันฟัง พรนับพันและเพลินตาขอตัวไปช่วยงานศพของกำนันคำเพราะเห็นว่าทางนี้มีคนอยู่เยอะแล้ว ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก งานศพของกำนันคำได้รับพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติ ผู้ใหญ่สมปองและนางพวงพร้อมด้วยบดินทร์ พรนับพัน เพลินตา และชาวบ้านล้วนมาช่วยกันด้วยความเต็มใจ ดวงใจกลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ และเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหลังพ่อตาย ตาคะยอเอาพืชผักสวนครัวพร้อม ผลไม้มาช่วยงาน สร้างความซาบซึ้งให้เกิดกับดวงใจไม่น้อย รวมทั้งน้ำใจของพรนับพัน และเพลินตาด้วย ที่ไม่ทิ้งกันเวลามีความทุกข์ เสี่ยเกรียงไกรหนีไปไม่รอดเพราะพลัดตกลงไปในช่องหิน โดยมีไกรภพนั่งร้องไห้มองดู เพราะไม่รู้จะช่วยอะไรเป็นไปตามกรรม เพราะขาข้างนั้นต้องตัดทิ้ง และยังต้องถูกจับเข้าคุกพร้อมหลักฐานต่าง ๆ แต่ความรักลูกเสี่ยเกรียงไกรบอกว่าทุกอย่างตัวเองเป็นคนกระทำทั้งหมด ไกรภพไม่เกี่ยว วันเผากำนันคำ แม่ชีกรแก้วพาไกรภพมาขอขมาศพ โดยออกรับแทนลูกทำให้ทุกคนเห็นความรักของแม่จึงให้อภัย โดยเฉพาะนางสายใจกับดวงใจที่บอกว่าถึงโกรธไปเกลียดไปกำนันคำก็ไม่ฟื้น ไกรภพบอกว่าเพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ ทำให้เขาได้คิดจะขอบวชให้กำนันคำ แสนคมจึงบอกว่าไกรภพมีแม่อันประเสริฐที่สุดแล้วที่ออกรับแทนลูกทั้งที่ไม่เกี่ยว และตามความเป็นจริงคนที่ยิงกำนันคำก็ไม่ใช่ไกรภพ เหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านพ้นไปด้วยความโศกเศร้า พรนับพันหลังจากพบกับเหตุการณ์เศร้าสลด ทำให้ คิดได้ว่าเวลาที่เหลืออยู่ควรใช้ให้คุ้มค่า อย่างที่ดวงใจบอกว่าพรนับพันยังโชคดีที่มีพ่อแม่อยู่ครบให้พูดขอโทษ พูดแสดงความรัก แต่ตัวเองสายไปแล้ว ถ้าแลกทรัพย์สินเงินทองที่มีทั้งหมดกับชีวิตพ่อจะขอเลือกพ่อ เพลินตาก็ช่วยพูดให้พรนับพันได้คิด ทั้งที่จริงแล้วพรนับพันได้คิดด้วยตัวเองแล้ว พรนับพันอาสาเป็นครูสอนชาวบ้านตอนกลางคืน ตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถที่ทรงต้องการให้ชาวบ้านได้รู้หนังสือ โดยมีตาคะยอ จันดี จันทร์แรม มาเป็นนักเรียนด้วย เพลินตามีฝีมือทางการปักผ้าจนฝีมือนำหน้าครูแทบทุกคน จึงเอาดีทางนี้ ดวงใจก็ไปเรียนทอผ้าและเรียนหนังสือ ต่อให้จบเพื่อความภูมิใจของผู้เป็นแม่ พรนับพันนั้นรู้ว่าตัวเองมีพรสวรรค์ด้านการวาดรูป จึงเปลี่ยนไปเรียนวาดรูปแทน และภาพที่ตัวเองวาดด้วยความเผลอไผลคือภาพครอบครัวที่เคยวาดตั้งแต่เด็ก ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก พรนับพันเล่าเรื่องให้แสนคมฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสนคมจึงพูดปลอบใจว่า ตอนนี้พรนับพันก็ไม่ใช่คนเดิมแล้วให้เก็บไปคิดว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี นางพวงทำที่ดินของตัวเองให้เป็นแบบของตาคะยอโดยการปลูกกล้วยไข่ ปลูกพริก โดยมีจ่าโชติช่วยด้วย พรนับพันและเพลินตาตามจ่าโชติไปดูบดินทร์ และจ่าทัศน์ฝึกควายแทนแสนคมแล้วต้องหัวเราะ กับความน่ารักของควาย แสนคมบอกว่าปัจจุบันคนหันไปใช้รถไถกันมาก ทำให้ควายถูกมองข้าม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงคำนึงถึงเรื่องนี้ ทรงอยากให้ควายอยู่คู่กับสังคมไทยไปเหมือน เดิม เพราะรถไถสิ้นเปลืองทั้งเงินทั้งน้ำมัน จึงทรงให้มีโรงเรียนควาย ธนาคารควายเกิดขึ้นบดินทร์สวมแหวนญาติของตัวเองให้เพลินตาโดยมีนังทองหยิบ นังทองหยอด จ่าโชติ จ่าทัศน์ เป็นพยานในปลัก ที่กำลังสอนชาวบ้านไถนาร่วมกับควาย มีนักสังคมสงเคราะห์ นำเอาอุปกรณ์การศึกษาพร้อมอุปกรณ์กีฬามามอบให้โรงเรียน รวมทั้งเครื่อง คอมพิวเตอร์ และเครื่องพิมพ์งานมามอบให้ศูนย์ศิลปาชีพ ซึ่งนักสังคมสงเคราะห์ที่ว่าคือ บิดามารดา ของพรนับพัน ซึ่งมีคุณปัทมากับปรางวลัยตามมาด้วย ทั้งคู่มามอบให้เป็นการส่วนตัว พรนับพันได้พบกับพ่อแม่โดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ตัวเองกำลังจะโทร. ไปหาอยู่พอดี สร้างความดีใจจน ต้องร้องไห้ พร้อมกับก้มลงกราบที่เท้าของพ่อแม่พูดขอโทษ ไม่ต่างอะไรกับคุณพรพรรณรายที่ร้องไห้ พร้อมทั้งขอโทษลูกที่ตบหน้า คุณเมธีก็บอกว่าเขาปรับปรุงตัวเองใหม่แล้ว พรนับพันมองหน้าพ่อแม่ ที่เวลานี้ไม่มีรอยเคร่งเครียดเหมือนเก่าให้เห็นก็ดีใจ และถามผู้เป็นแม่เรื่องรูป ซึ่งได้รับคำตอบว่าไม่สนใจแล้ว เพราะรู้ว่าลูกไม่ได้เป็นแบบนั้น มีคนใส่ร้าย ปรางวลัยก็พูดว่าเธอไม่ได้ใส่ร้ายมันเป็นเรื่องจริง แสนคมเลยบอกว่าเขาอยู่ในเหตุการณ์รู้ว่าอะไรเป็นอะไร พรนับพันทำท่าจะเข้าไปตบแก้แค้นแต่แสนคมห้ามไว้ สองแม่ลูกจึงพากันหลบออกไปด้วยความอับอาย ท่ามกลางการใจหายใจคว่ำนึกว่าพรนับพันจะทำจริง พ่อแม่ลูกปรับความเข้าใจกันท่ามกลาง ความดีใจของทุกคน ติดตามชมละคร ร้อยป่าไว้ด้วยรัก ได้ทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 19.35-20.35 น. และวันศุกร์ เวลา 19.05-19.50 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ละคร ร้อยป่าไว้ด้วยรัก เริ่มตอนแรกวันจันทร์ที่ 16 มกราคม 2560 รายชื่อนักแสดงน ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก มาสุ จรรยางค์ดีกุล รับบท ผู้พันแสนคมฑาริกา อินสุวรรณ์ รับบท พรนับพันดวงตา ตุงคะมณี รับบท ป้าพวงสิปโปทัย ฉันทะสิริวัฒน์ รับบท ดวงใจ หรือ ดวงลดากันตพัฒน์ เพิ่มพูนพัชรสุข รับบท ไกรภพชลธิชา เที่ยงธรรม รับบท ปรางวลัยสุปราณี เจริญผล รับบท พรพรรณรายดารัณ ฐิตะกวิน รับบท สราญรัตน์

โปรแกรมมวยไทยวันนี้ วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม 2559
วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม 2559 /  ศึกมวยดีวิถีไทย / 

โปรแกรมมวยไทยวันนี้ วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม 2559 ศึกมวยไทย 7 สี เวทีมวย วิกหมอชิต เวลา 12:45 น. 1. ไม้โท ศิษย์กำนันใหญ่  Vs  เพชรระยอง ศิษย์นายกทวีปตะพง 2. เดอะกลั๊ฟ เดอะกลั๊ฟพัทยา  Vs  สายฝน รัตนภาณุ 3. ป้อมเพชร สิงห์บ้านสร้าง  Vs  บุญชนะ นายกเอท่าศาลา 4. นนทกิจ ต.หมอศรี  Vs  พงษ์ศิริ ป.ศิริพงษ์ ศึกมวยดีวิถีไทย เวทีมวย รังสิต เวลา 15:00 น. 1. เจิดจ้า ลูกปากแพรก  Vs  โชคพิชิต ภ.เจริญแพทย์ 2. สรรเพชร ก.เวหล  Vs  ศิริภพ ส.สราวุธ 3. แอ๊ดดำ ทีเด็ด99  Vs  คชสาร ส.จ.วิชิตแปดริ้ว 4. ขุนศึกเล็ก อ.ขวัญเมือง  Vs  น้องเบนซ์ สารรังสิต ศึกมวยราชดำเนิน PPTV เวทีมวย ราชดำเนิน เวลา 18:30 น. 1. เด่นมีชัย เทศบาลบ้านส้อง  Vs  เพชรนิยม เอฟ.เอ.กรุ๊ป 2. กล้ารบ ช.วิเชียรชัย  Vs  แสงตะวัน ช.ห้าพยัคฆ์ 3. เมืองชลเล็ก ภ.สวนทอง  Vs  สรรเพชร นำแสงก่อสร้าง 4. ขวัญโดม ต่อมีนบุรี  Vs  เพชรเมืองย่า สุดสาครมวยไทย ศึกมวยไทย คมชัดลึก เวทีมวย จิตรเมืองนนท์ เวลา 19:30 น. 1. ดอนคิงส์ หมอเบสกมลา  Vs  สำออยน้อย ต.ภู่สุวรรณ 2. คมเพชร ป่าลั่นกรุ๊ป  Vs  ปราบ ป.เป็กโก้ 3. จงอางดำ ศิษย์หนุ่มน้อย  Vs  เหล็กไหล ช.ประดิษฐ์ 4. กวางเงิน ม.ราชภัฏจอมบึง  Vs  เพชรกันทัศน์ เอ็มยุเด็น 5. นวพล พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิมส์  Vs  เพชรมรกต ทีเด็ด99 ** หมายเหตุ อาจมีการเปลี่ยนแปลงคู่ชก

รู้จัก ลาฟ ดิแอซ ผู้กำกับเจ้าของรางวัลสิงโตทองคำคนล่าสุด
ลาฟ ดิแอซ

สำหรับแฟนๆ BIOSCOPE ที่ติดตามนิตยสารมาอย่างยาวนาน คงจะคุ้นเคยชื่อของผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์วัย 57 ปีคนนี้ดี (แม้อาจจะไม่เคยได้ดูหนังของเขาเลยก็ตาม) ลาฟ ดิแอซ ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่หนังซึ่งมีขนาดยาวมากๆ เสมอ (ตัวอย่างเช่น A Lullaby to the Sorrowful Mystery ที่ฉายเทศกาลเบอร์ลินเมื่อต้นปี ซึ่งยาวถึง 8 ชั่วโมง!) และล่าสุด ลาฟ ดิแอซ ก็คว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลหนังเวนิส ปี 2016 กับผลงานล่าสุดของเขา The Woman Who Left ที่ว่าด้วยสาวที่ออกมาใช้ชีวิตโลกภายนอกหลังจากติดคุกมา 30 ปี โดยมีฉากหลังเป็นประเทศฟิลิปปินส์ในช่วงปี 1997 และเพื่อร่วมยินดีกับความสำเร็จอีกครั้งของลาฟ ดิแอซ และทำความรู้จักตัวตนของเขา ไปจนถึงวงการหนังอิสระฟิลิปปินส์ให้มากขึ้น เราจึงขอนำบทสัมภาษณ์ของลาฟ และมิตรสหายนักวิจารณ์ผู้ล่วงลับ อเล็กซิส ทีโอเซโค (ซึ่งเสียชีวิตด้วยเหตุฆาตกรรม หลังจากเดินทางมาที่บ้านเรากับลาฟเพื่อฉายหนังเป็นครั้งแรกในบ้านเราเมื่อปี พ.ศ. 2552) ซึ่งเคยตีพิมพ์ในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 94 (กันยายน 2552) มาให้ได้อ่านกันอีกครั้ง ลิงค์ ข่าวการเสียชีวิตของ อเล็กซิส ทีโอเซโค ขอบคุณภาพลาฟ อิแอซ จาก เฟซบุ๊ค La Biennale di Venezia ... มหากาพย์ภาพยนตร์แห่งฟิลิปปินส์ประเทศ สนทนากับ ลาฟ ดิแอซ และ อเล็กซิส ทีโอเซโค โดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา และ ไกรวุฒิ จุลพงศธร - เวลาดูหนังฟิลิปปินส์ สิ่งหนึ่งที่ปรากฎบ่อยครั้งคือตัวละครที่มีปมขัดแย้งกับศาสนา คุณช่วยอธิบายได้ไหมว่าความกดดันของคนฟิลิปปินส์ที่มีต่อศาสนาเป็นอย่างไร ลาฟ : ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประชากร 80 เปอร์เซ็นต์เป็นคาทอลิก เป็นอิสลามอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ศาสนาคริสต์เข้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 พูดได้โดยรวมว่าเป็นสังคมที่เคร่งศาสนา อิทธิพลของคริสต์สายคาทอลิกเข้ามาอยู่ในจิตสำนึกของผู้คนและสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความรู้สึกว่ามนุษย์มีบาปติดตัว ในช่วงหลังๆ อาจกล่าวได้ว่าอิทธิพลของคาทอลิกในฟิลิปปินส์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ส่วนการที่คุณเห็นเรื่องนี้ในหนังฟิลิปปินส์บ่อยครั้งก็เพราะมันเป็นเรื่องที่หยั่งรากลงลึกและเป็นส่วนหนี่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ไปแล้ว อเล็กซิส : มันเหมือนกับเป็นภาระหรือเป็นแอกของคนทำหนังที่ต้องจัดการกับคำถามว่า ทำไมสังคมที่มีความเป็นคาทอลิกสูงมาก ก็เป็นสังคม ที่มีการคอร์รัปชั่นและความยากจนสูงมากในเวลาเดียวกัน สองอย่างนี้อยู่คู่กันได้อย่างไรอุดมคติของคริสตศาสนาที่ขัดแย้งกับภาพที่เห็น อยู่ ช่องว่างที่ห่างมากๆ ระหว่างคนรวยและจนจากสิ่งทั้งหมดนี้ศาสนาคริสต์มีบทบาทอย่างไร - ทีนี้จะเข้าคำถามสำคัญ คือทำไมหนังของคุณถึงต้องยาวขนาดนี้ด้วย ลาฟ : ผมไม่ได้คิดถึงหนังของผมว่าเป็นหนังยาวหรอกครับ สิ่งที่ผมทำเวลาทำหนังคือ พอวางแผนแล้ว ผมก็ทำมันไปจนถึงจุดสิ้นสุดของ ที่วางไว้ ทำไปตามธรรมชาติ ในขณะที่ไอเดียยังสดอยู่ผมก็ถ่ายไป ผมไม่มานั่งคิดหรอกว่านี่มันเจ็ดชั่วโมงแล้วนะ ต้องหยุดทำแล้ว ก่อนที่ฟิลิปปินส์จะเป็นอาณานิคมหรืออันที่จริงก่อนที่อิทธิพลของอิสลามจะเข้ามาด้วยซ้ำ เราไม่มีความคิดเกี่ยวกับเวลาหรอกครับ ความคิดเกี่ยวกับเวลาที่มีกันอยู่ทุกวันนี้เป็นสิ่งที่ชาวตะวันตกสร้างขึ้นมา ส่วนสิ่งที่ชาวฟิลิปปินส์มีจริงๆ คือความคิดเกี่ยวกับพื้นที่พื้นที่อันเป็นเกาะแก่ง พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเราเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตผูกติดกับธรรมชาติ เราจึงมีความรู้สึกต่อพื้นที่มากกว่าเวลา - คนดูส่วนใหญ่ตอบรับอย่างไรเมื่อดูหนังของคุณเสร็จ ลาฟ : แน่นอนครับว่าสิ่งแรกที่พวกเขาพูดคือทำไมต้องยาวขนาดนี้ด้วย ซึ่งเป็นคำถามที่น่าเบื่อสำหรับผม แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าต้องอธิบาย ผมต้องการปฏิเสธระบบการทำหนังตลาด ดังนั้นตรรกะของระบบหนังตลาดที่ว่าหนังต้องยาว 2 ชั่วโมงนั้นไม่ได้เป็นประเด็นสำหรับผมเลย สำหรับคนดูแล้ว การดูหนังยาว 11 ชั่วโมงก็เป็นการไขว่คว้าต่อสู้อย่างหนึ่ง มันต้องอาศัยความอดทนสูง แต่สำหรับผู้ชมที่ไปกับหนังได้ พวกเขาก็บอกผมว่ามันเป็นประสบการณ์การเสพหนังที่สมบูรณ์ เหมือนผู้ชมกับหนังได้เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนคนดูที่หลังจาก 11 ชั่วโมงแล้วไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับหนัง ผมก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วย - การทำหนังของคุณเป็นการทำหนังแนวทำๆ หยุดๆ ซึ่งต้องใช้เวลาในการถ่ายทำมาก แล้วคุณมีวิธีทำงานร่วมกับนักแสดงอย่างไร ยิ่งในกรณีนี้นักแสดงก็ไม่น่าจะได้ค่าตอบแทนมากมายนัก ลาฟ : ขึ้นอยู่กับแต่ละเรื่องครับ อย่างใน Batang West Side (2001, หนังความยาว 5 ชั่วโมงว่าด้วยชีวิตคนฟิลิปปินส์ในอเมริกาโดยเล่าผ่านการตายของเด็กวัยรุ่น) ผมกับนักแสดงไปถ่ายที่นิวยอร์คโดยอยู่ที่นั่นด้วยกัน 1 ปีก่อนจะลงมือถ่ายทำซึ่งใช้เวลาแค่ 2 เดือน มันเป็นประสบการณ์ที่เหนื่อยยาก แต่ก็เป็นการทำงานที่ง่ายเพราะทุกคนอยู่ในที่เดียวกันตลอดเวลา แต่ใน Evolution of a Filipino Family (2004, หนังความยาว 11 ชั่วโมง ว่าด้วยชีวิตของครอบครัวชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง) ผมใช้เวลาถ่ายทำถึง 10 ปี มีนักแสดงตายไป 3 คนระหว่างการถ่ายทำ คนที่ยังไม่ตายก็อายุแก่ขึ้น มันเป็นสิ่งที่ลำบากมาก ผมต้องโทรศัพท์ไปหาพวกเขาว่า “คุณยังมีชีวิตอยู่ไหม ผมได้เงินก้อนใหม่มาแล้ว มาถ่ายหนัง กันต่อเถอะ” ผมทำตัวเองให้สดใหม่ด้วยการดูฟุตเตจซ้ำแล้วซ้ำเล่า และให้ความสำคัญกับการพูดคุยกับนักแสดงก่อนถ่ายทำ - เวลาทำหนังยาวนานขนาดนี้ คุณต้องต่อสู้กับอะไรบ้าง อะไรคือสิ่งหนักหนาที่สุด ลาฟ : สิ่งยากที่สุดไม่ใช่กระบวนการทำหนัง แต่เป็นการทำให้ผู้คนเข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำอยู่นี้เป็นสิ่งที่จริงจัง คำว่าผู้คนในที่นี้หมายถึงทั้งคนดูและ ผู้คนรอบข้าง หมายถึงทุกๆ คน วิธีการทำหนังของผมมาจากอุดมการณ์และความเชื่อของผม ผมไม่ได้อยากทำหนังเพื่อเงิน ผมอยากทำหนังเพื่อ ที่จะได้สร้างเสริมความมีวัฒนธรรม หนังที่ออกมาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ดี - วงการหนังฟิลิปปินส์ทั้งหนังกระแสหลักและหนังอิสระในตอนนี้เป็นอย่างไร อเล็กซิส : ช่วง 7-9 ปีที่ผ่านมา ในหนังกระแสหลักนั้นแทบไม่มีหนังเรื่องไหนเลยที่มีเรื่องที่ต้องการพูดอย่างจริงจัง บรรดานายทุนเลือกหนทางที่ปลอดภัยที่สุดในการทำหนัง บริษัทใหญ่ๆ จะมีฝ่ายตรวจสอบบท บทจะถูกแก้ไข 10-15 ครั้ง ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายมันก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจอีกแล้ว ดังนั้นจึงมีช่องว่างที่ห่างมากระหว่างหนังตลาดกับหนังแนวอื่นๆ สำหรับหนังอิสระ ตอนนี้มีคนมากมายลองมาทำเพราะพวกเขาต้องการทำหนังกระแสหลักแต่ยังไม่มีโอกาสเข้าไปได้เนื่องจากอุตสาหกรรมหนังกระแสหลักสร้างหนังน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับอดีตย้อนไปในยุค 90 เราทำหนังปีละ 150-180 เรื่อง แต่ตอนนี้เหลือปีละ 50 เรื่องเท่านั้น มันเป็นการลดลงอย่างน่าใจหาย ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงต้องหันมาทำหนังอิสระ แต่ว่าหนังที่ออกมาก็เป็นหนังในแบบที่พวกเขาอยากทำในหนังตลาดนั่นแหละเพียงใช้ทุนสร้างน้อยกว่า ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า‘หนังอิสระ’ ก็คือหนังตลาดในเวอร์ชั่นที่ยากจนกว่านั่นเอง คำที่ผมกำลังจะพูดนี้ยังไม่ได้ใช้กันแพร่หลายนัก แต่นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในฟิลิปปินส์คนหนึ่งกล่าวว่า มันไม่ได้มีแค่หนังกระแสหลักและหนังอิสระ แต่เราต้องแบ่งเป็น ‘หนังกระแสหลัก’ (mainstream), ‘หนังอิสระ’ (independent) และหนังที่อยู่ตรงกลางซึ่งเขาเรียกว่า ‘กระแสกลาง’ (mid stream) (หัวเราะ) ผมว่าตลกดีแต่มันก็เป็นคำอธิบายที่ดีต่อสิ่งที่เราเจอตอนนี้ พวกหนังสือพิมพ์ที่ไม่มีความรู้ก็เรียกหนังกลุ่มมิดสตรีมว่าหนังอิสระไปหมด แต่เรารู้ดีว่าเราไม่สามารถเรียกหนังกลุ่มนี้ว่าหนังอิสระได้เต็มปากเหมือนกับหนังของ ลาฟ ดิแอซ, รายา มาร์ติน หรือ จอห์น ทอร์เรส หรอก ตอนนี้เรามีโรงหนังที่ฉายหนังนอกกระแสอยู่สองแห่ง โรงแรกอยู่ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ อีกโรงเป็นโรงหนังเดี่ยว ทั้งสองฉายทั้งหนังอิสระและหนังมิดสตรีม แต่หนังแต่ละเรื่องก็เข้าฉายได้แค่ 6-7 วันเท่านั้นเพราะจะมีหนังเรื่องอื่นมาจ่อคิวรอฉายต่อ ตอนนี้เรามีหนังมิดสตรีมและหนังอิสระขนาดยาวรวมกันประมาณ 100 เรื่องต่อปี หนึ่งในปัญหาของหนังอิสระของเราก็คือ เราไม่มีที่ฉายหนังเพียงพอต่อจำนวนหนังที่มีอยู่ ผู้กำกับหลายคนจึงเลือกไปฉายหนังตามสถานศึกษาซะเลย - คนทำหนังในภูมิภาคอื่นๆ ของฟิลิปปินส์ทำหนังยาวบ้างรึเปล่า อเล็กซิส : มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารวมแล้วอาจไม่เกิน 10 เรื่องแต่ก็ถือว่ามากกว่าในอดีตมาก ย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน ความคิดที่ว่าจะมีหนังจากภูมิภาคอื่นๆ นั้นเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์เลยก็ได้ - ในประเทศไทยเราไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ เลยนอกจากกรุงเทพฯ อเล็กซิส : คุณก็มี อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ ไง ไกรวุฒิ : อุรุพงษ์เป็นคนต่างจังหวัด หนังของเขามีความเป็นภูมิภาคอื่นมากก็จริงแต่เขาก็ต้องเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กรุงเทพฯ วิวัฒน์ : ผมยังถือว่าอุรุพงษ์เป็นผู้กำกับหนังสั้นอยู่ เพราะ Stories From The North เป็นการรวมหนังสั้นหลายเรื่องเข้าเป็นหนังยาวและก่อนหน้านี้เรามีโอกาสดูหนังของอุรุพงษ์ได้ เพียงแค่ในเทศกาลหนังสั้นเท่านั้น เราก็คงต้องรอให้ Agrarian Uthopia (‘สวรรค์บ้านนา’) เข้าฉายในเมือง ไทยก่อนมั้งครับ แล้วเราจะมองเขาได้อย่างเต็มตามากขึ้นในฐานะหนังจากภูมิภาคอื่น ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรายังไม่มีหนังขนาดยาวจากภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทยเลย อเล็กซิส : ผมคิดว่าช่วงยุค 40-60 ในฟิลิปปินส์มีอุตสาหกรรมหนังในเมืองเซบู ซึ่งอยู่นอกเขตมะนิลา มันเป็นวงการหนังที่แข็งแรงมากแต่หนังเหล่านั้นไม่มีหลงเหลือมาให้คนรุ่นหลังเห็นแล้ว เพราะว่าเราไม่มีหอภาพยนตร์แห่งชาติที่จะเก็บรักษาฟิล์มเหล่านั้น คนที่ทำหน้าที่เป็นหอภาพยนตร์ก็คือสถานีโทรทัศน์หรือบริษัทหนังซึ่งเก็บหนังในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมาแค่นั้นเอง ลาฟ : เราสูญเสียหนังไปเยอะมากเพราะเราไม่มีหอภาพยนตร์ อเล็กซิส : อีกประเด็นหนึ่งก็คือ บรรดาฟิล์มที่ถูกเก็บรักษาในมะนิลานั้นถูกทำลายเนื่องจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงคราม - ฟิลิปปินส์มีคนทำหนังที่พูดเรื่องการเมือง เยอะไหม อเล็กซิส : มีคนทำหนังน้อยคนนักในฟิลิปปินส์ที่จะทำหนังการเมืองในระดับเดียวกับที่ลาฟทำ ในแง่ว่าหนังของลาฟพูดถึงปัญหาการเมืองโดยให้บริบทความเป็นมาที่กว้างและลึกมาก ขณะที่หนังการเมืองส่วนใหญ่เป็นแค่การเล่าถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นหนังบ่นๆ ด่าๆ สังคมไป แต่ไม่ได้มีความพยายามที่จะอธิบายหรือขยายให้เห็นมิติของปัญหา มีกลุ่มคนทำหนังการเมืองอยู่บ้าง เช่น กลุ่ม Southern Tagalog Exposure ซึ่งมีความคิดทางการเมืองที่แข็งกร้าวมาก หลายคนในกลุ่มนี้มีพื้นหลังเป็นฝ่ายซ้ายจัดหรือมีมุมมองแบบคอมมิวนิสต์มาก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือพวกเขาพยายามฝึกคนทำหนังรุ่นเด็กๆ ที่ยังไม่มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจนนักให้ทำหนังสั้นการเมืองเกี่ยวกับปัญหา สิทธิมนุษยชนในฟิลิปปินส์ เด็กๆ เหล่านี้ต้องทำหนังสั้นเพียง 2 นาทีเพื่อฉายทางโทรทัศน์ แต่พอคณะกรรมการพิจารณาให้เรต X พวกเขาก็ต้องอุทธรณ์ต่อถึงจะได้ฉายให้คนดูวงกว้าง แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ว่าหนังสั้นเหล่านี้เป็นหนังที่มีไอเดียง่ายไป ไม่มีการตั้งคำถาม เป็นหนังที่ประกาศจุดยืนบางอย่างซึ่งเป็นเรื่องน้อยนิด อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือปริมาณของคนทำหนังในฟิลิปปินส์นั้น 80 เปอร์เซ็นต์เป็น คนที่มีอายุต่ำกว่า 33 ปี พวกเขายังต้องใช้เวลา อีกสักพักกว่าจะตกตะกอนทางความคิดหรือฝีมือการทำหนัง ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นในหนังของ เขาตอนนี้คือการแสดงความรู้สึกอึดอัดต่อสภาวะการเมือง แต่ไม่มีอะไรที่ไปไกลกว่านั้น อาจจะมีอยู่เพียง 2-3 คนที่ไปไกลกว่าจุดนี้ เช่น เชอราด แอนโธนี ซานเชส, รายา มาร์ติน และ แน่นอนว่าต้องมี ลาฟ ดิแอซ ตอนนี้ประเด็นร้อนในหนังฟิลิปปินส์ คือ มีผู้กำกับกลุ่มหนึ่งที่ทำหนังเล่าเรื่องของ คนยากจน แต่กลับถูกด่าว่าเป็นหนังที่ขาย ความยากจนให้ฝรั่งดู สิ่งที่ผมเห็นว่ายังขาดใน หนังฟิลิปปินส์ตอนนี้ คือหนังที่วิเคราะห์หรือแสดงให้เห็นอย่างจริงจังถึงบทบาทของชนชั้นสูงในฟิลิปปินส์ ว่าสถานภาพที่เขาดำรงอยู่นั้นครอบงำสิ่งต่างๆ ของสังคมได้อย่างไร ภาพคนชั้นสูงในหนังฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ถูกนำเสนอ ออกมาเป็นคนไฮโซทำงานบริษัทโฆษณา แล้วก็รักกับคนชนชั้นล่างกว่าตัวเองแค่นั้น ผมคิดว่าปัญหาใหญ่จริงๆ ของวงการหนังฟิลิปปินส์นั้นไม่ได้อยู่ที่หนังฟิลิปปินส์ เพราะตัวหนังเองได้เริ่ม พัฒนาและท้าทายขึ้นมาแล้ว แต่เป็นที่วัฒนธรรมการดูหนังฟิลิปปินส์ที่อ่อนแอกว่าตัวหนังเองซะอีก เรามีหนังที่น่าสนใจแล้วแต่เราไม่มีคนหรือองค์กรที่จะมาสนับสนุนหรือจัดเวทีเพื่อถกเถียงอธิบายหนังเหล่านี้ กิจกรรมเกี่ยวกับหนังในฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่แล้วก็จัดขึ้นโดยคนทำหนังเองนั่นแหละ ในฟิลิปปินส์นั้น หนังของลาฟฉายไม่เกิน 10 ครั้งต่อเรื่อง ปีที่แล้วเมื่อตอนที่มีการเสวนาเกี่ยวกับหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มะนิลา มีอาจารย์คนหนึ่งยกประเด็นนี้ขึ้นมา เขาถามว่ามีคนดูหนังของลาฟน้อยมาก แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นคนทำหนังฟิลิปปินส์ได้จริงหรือ ซึ่งผมตอบไปว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ามีคนดูหนังน้อย แต่คุณคิดว่าคนฟิลิปปินส์ควรดูหนังของลาฟรึเปล่า ซึ่งอาจารย์ตอบว่าใช่ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมอาจารย์ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อสร้างพื้นที่ล่ะ นี่คือตัวอย่างว่าการที่คนดูหนังน้อยไม่ใช่ความล้มเหลวของตัวหนังหรือผู้กำกับ แต่มันเป็นความล้มเหลวของโครงสร้างที่ไร้วัฒนธรรมการดูหนังต่างหาก - หนึ่งในปัญหาของหนังไทยคือ ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องการเมือง คนทำหนังไทยมักเซ็นเซอร์ตัวเอง พวกเขาอาจทำหนังเหน็บแนม นักการเมืองนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ไม่มีใครจะทำไปมากกว่านั้น แม้ กระทั่งในหนังอิสระก็มีอยู่น้อยคนนักที่จะพูดเรื่องการเมืองอย่าง ตรงไปตรงมา แต่เราสามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ในหนังของ ลาฟ ดิแอซ สิ่งที่เราสงสัยก็คือคุณมีปัญหากับการเซ็นเซอร์ของรัฐ บ้างไหม หรือมีผู้ชมอนุรักษ์นิยมที่โจมตีคุณบ้างไหม ลาฟ : ผมคิดว่าในฟิลิปปินส์ ถึงเราจะมีการเซ็นเซอร์และมีรัฐบาลที่กดขี่ประชาชน แต่เราก็ยังมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นอยู่ ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับศิลปินแต่ละคนแล้วล่ะว่าอยากจะพูดเรื่องอะไร ผมไม่เคยต้องมานั่งคิดว่าเราไม่สามารถถ่ายสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้เพราะเรามีคณะกรรมการเซ็นเซอร์หรือเราจะต้องเจอกับทหารหรือรัฐบาล ซึ่งนี่แตกต่างจากประเทศ ไทยมาก ผมเข้าใจดีว่าการเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นสิ่งที่ยังอยู่ในงานของคนไทย เราอยู่ในเงื่อนไขของสังคมที่ไม่เหมือนกัน คนดูหนังก็ไม่เคยมาโจมตีผม แต่นั่นอาจเป็นเพราะว่าหนังของผมมีคนดูอยู่จำนวนน้อยและพวกเขาก็เป็นปัญญาชนกัน ครึ่งหนึ่งในคนดูหนังของผมอาจเป็นเพื่อนผมทั้งนั้นก็ได้ อเล็กซิส : ส่วนหนึ่งของความแตกต่างระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ก็คือ ฟิลิปปินส์มีความไม่สงบทางการเมืองเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ใน ปัจจุบัน รัฐบาลและประธานาธิบดีก็ได้รับความนิยมน้อยมาก ดังนั้นการ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ผู้คนรับกันได้ ลาฟ : แม้กระทั่งในสมัยของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (อดีตประธานาธิบดี เผด็จการ) ก็มีคนทำหนังอย่าง ลิโน บรอคกา (ผู้กำกับภาพยนตร์ ยุค 70-80) ที่กล้าใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับระบบ อเล็กซิส : ในปัจจุบันรัฐยังทำหน้าที่เซ็นเซอร์หนังอยู่แต่ก็ต่างจากเดิม ยกตัวอย่างเช่น รัฐเซ็นเซอร์หนังของ ลาฟในประเด็นโป๊เปลือยมากกว่า ประเด็นการเมือง แต่ผมเองมีความเชื่อ ว่า รัฐไม่เชื่อแล้วว่าศิลปะจะมีความ หมาย พวกเขาไม่เชื่อแล้วว่าหนังจะมีผล ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ในช่วงเวลาที่บรอคกาทำหนัง รัฐจะ เซ็นเซอร์หนังตั้งแต่ก่อนที่หนังจะสร้าง ซะอีก คนทำหนังต้องส่งบทให้รัฐ พิจารณาก่อนถ่ายทำ ซึ่งตอนนี้มันไม่มี ระบบเช่นนี้อีกแล้ว เพราะภาพยนตร์ ไม่ได้มีอำนาจต่อความรู้สึกนึกคิดของ ประชาชนทั้งประเทศเหมือนกับที่เคยเป็นแล้ว ในยุคที่บรอคกาทำหนัง ภาพยนตร์สามารถเปลี่ยนสังคมได้ แต่เมื่อมามองในปัจจุบัน เมื่อคุณมอง ไปยังภาพยนตร์ที่ฉายในวงกว้าง -ซึ่งคำว่าวงกว้างนั้นสำคัญมากเพราะ มันต้องฉายในวงกว้างเท่านั้นถึงจะสร้างผลกระทบขนาดยักษ์ได้- ภาพยนตร์ได้สูญเสียอำนาจแบบนั้นไปแล้ว ผมพูดเสมอว่าหนังของลาฟหรือหนังของ รายา มาร์ติน ดูคล้ายบทกวี และถ้าเราพูดกันตรงๆ ก็คือบทกวีน่ะไม่มีผู้ชมผู้ฟังมากมาย หรอกครับ บทกวีเป็นสิ่งที่มีความเป็นส่วนตัวสูง คนดูก็เสพมันในลักษณะ ส่วนตัวกันมาก และคุณก็ไม่ได้คาดหวังว่าบทกวีจะเปลี่ยนประเทศได้ ในยุค 70-80 เราสามารถบอกได้ว่าหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อ สังคมอย่างแรงกล้า ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามสู้กับหนังพวกนั้นอย่าง ทันท่วงที แต่ตอนนี้ผมนึกไม่ออกและไม่คิดว่าจะเห็นหนังเรื่องไหนที่ เปลี่ยนสังคมฟิลิปปินส์ หนังในปัจจุบันอาจเปลี่ยนปัจเจกบุคคล แล้ว ปัจเจกบุคคลนั่นค่อยไปเปลี่ยนแปลงสังคมอีกที - หนังฮอลลีวูดมีบทบาทอย่างไรต่อหนังฟิลิปปินส์ อเล็กซิส : มีผลกระทบอย่างยิ่งยวดเลยล่ะ ไม่ใช่แค่ส่งผลต่อคนทำหนัง ที่โตมาแต่กับหนังฮอลลีวูดเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังคนดูหนังที่ไม่รู้จักหนัง อย่างอื่นนอกจากหนังฮอลลีวูดด้วย โดยเฉพาะคนดูหนังที่อายุต่ำกว่า 30 ปี เพราะในฟิลิปปินส์เวลา Harry Potter หรือ Spider-Man เข้าฉาย โรงหนังจะไม่ฉายหนังเรื่องอื่นเลย และเราก็ไม่มีซีเนมาเธค (โรงหนังที่ฉาย หนังศิลปะเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม) มหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ต้องการจะ ทำซีเนมาเธค แต่ก็มีทุนไม่พอ ดังนั้นพวกเขาก็ต้องฉายหนังฮอลลีวูด หรือไม่ก็ฉายหนังที่ทางสถานทูตเลือกมาให้ เราจึง ขาดแคลนการฉายหนังทางเลือก สิ่งเหล่านี้ไม่ ได้เป็นผลแค่จากโรงหนังหรือการจัดจำหน่าย หนัง แต่ยังเป็นผลมาจากวัฒนธรรมการดูหนัง ที่ไม่นิยมการดูหนังที่หลากหลายด้วย แถมยัง กำหนดให้เสร็จสรรพว่าหนังแบบไหนเท่านั้นที่ ผู้ชมควรจะดู - เมื่อปีที่แล้วเรามีโอกาสถามคำถามเดียว กันนี้กับ ยีรี เมนเซล ผู้กำกับชาวเชค เขาตอบว่า หนังฮอลลีวูดไม่ได้ส่งผลกระทบ ต่อคนทำหนังยุโรปมากเท่าไรหรอก แต่ มันทำให้ระดับรสนิยมของคนดูหนังยุโรป ลดลงไปอย่างน่าใจหาย ถ้าเรานำหนัง ฮอลลีวูดคุณภาพต่ำหลายเรื่องที่ฮิตใน ปัจจุบันไปฉายให้ชาวยุโรปรับชมเมื่อ 20 ปี ก่อน รับรองว่าจะไม่ทำเงินแน่นอน อเล็กซิส : จริงเลยล่ะ เพื่อนคนทำหนังของผม คนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า เขาบอกกับเพื่อนว่า “ฉันอยากฉายหนังของฉัน” เพื่อนตอบว่า “ไม่มีใครดูหนังของนายหรอก” เขาจึงตอบว่า “เหตุผลแค่นี้น่ะหรือที่ทำให้ไม่ฉายหนังของเรา” ยังมีอีกเรื่องนึงที่ผมอยากเล่าให้ฟัง คือเรื่องของ คิดแลต ตาฮิมิค คนทำหนังฟิลิปปินส์ ตอนที่ยังไม่เริ่มกำกับหนัง ตาฮิมิค เรียนหนังอยู่ที่เยอรมัน แล้วบังเอิญว่าครูของ เขาไม่มา แวร์เนอร์ แฮร์โซก (ผกก. ระดับ อาจารย์ใหญ่แห่งวงการหนังโลก) ก็เลยมาสอน หนังสือแทน ทั้งคู่เริ่มสนิทกันจนกระทั่งแฮร์โซก ชวนให้ตาฮิมิคมาแสดงบทเล็กๆ ในเรื่อง The Enigma of Kaspar Hauser วันนึงตาฮิมิคไปหา แฮร์โซกแล้วบอกว่า “ผมมีบทหนังที่อยาก กำกับ ผมอยากให้คุณอ่าน” แต่แฮร์โซกตอบว่า “ผมยุ่งมากๆ เลย ไม่มีเวลาอ่านหรอก แต่ผม กำลังจะนั่งรถไป 400 กิโลเมตร และกลับอีก 400 กิโลเมตร เพื่อไปฉายหนังที่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ถ้าคุณยอมนั่งรถโฟล์คของผมไป ด้วยกัน คุณอาจจะเล่าเรื่องหนังของคุณให้ผม ฟังระหว่างทางก็ได้” ตาฮิมิคเลยไปด้วย ปรากฏว่าพอไปถึงที่โรงหนัง มีคนรอดูหนัง ของแฮร์โซกแค่ 35 คน ตอนนั่งรถกลับตาฮิมิค ก็เลยบ่นว่า “น่าเศร้าจริง เราขับรถกันตั้ง 800 กิโลเมตรเพื่อให้คน 35 คนดูหนังเนี่ยนะคณุ รูสึกแย่หรือเปล่า ” แฮร์โซกตอบว่า “ตาฮิมิค คุณต้องหัดรู้จักให้ความรู้กับผู้ชมซะบ้าง ถ้าเราไม่เริ่ม ณ ที่ใดที่หนึ่ง แล้วเมื่อไรคนดูหนังจะได้พัฒนากันล่ะ” ผมคิดว่าแนวคิดนี้ล่ะใช่เลย เริ่มต้นจากคนดูกลุ่มเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายตัวขึ้น เวลาผม สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย นักเรียนทุกคนของผมเป็นคนดูหนังฮอลลีวูด มีอยู่คนนึงเกิดที่อเมริกา และคิดว่าอเมริกาเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกด้วย ในการสอนตลอดหนึ่งเทอม ผมเริ่มฉาย หนังที่หลากหลาย หนังทดลอง หนังสั้นไทยบ้าง ความหมายของภาพยนตร์สำหรับพวกเขาค่อยๆ ขยายขึ้น และเมื่อคุณฉายหนังของลาฟ ดิอาซ ความหมายของภาพยนตร์ของพวกเขาก็ขยายไปถึง ขีดสุด เมื่อผมฉาย Evolution of Filipino Family นักเรียนต้องดูหนังตั้งแต่ 9.00-21.00 น. โดยแบ่งพัก เป็นสองช่วง และตอนท้ายลาฟก็มาร่วมตอบคำถามด้วย ผมถามว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร พวกเขา ตอบว่ามันยาวมาก แต่หลังจากนั้นก็แสดงความคิดเห็นอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อเขาดูหนังความยาว 11 ชั่วโมงไป ความคิดที่มีเกี่ยวกับหนังก็ถูกขยายไปอย่างมหาศาล มันได้ทำลายข้อจำกัดที่พวกเขา เคยคิดว่าหนังต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และต่อไปถ้าต้องดูหนังแนวอื่นๆ พวกเขาก็รับได้หมดแล้ว ถ้าผมบอกพวกเขาว่าจะฉายหนังความยาว 5 ชั่วโมงนะ พวกเขาก็บอกว่าสบายมาก เพราะเรา ผ่านหนัง 11 ชั่วโมงมาแล้ว ผมคิดว่าพวกเราจะต้องขยายความคิดว่าภาพยนตร์คืออะไร เพราะว่าฮอลลีวู้ดทำให้ ความหมายของมันแคบเหลือเกิน - คนทำหนังอิสระของฟิลิปปินส์มีวัฒนธรรมการอ่านวรรณกรรมบ้างไหม เพราะในเมืองไทย เรามีความเชื่อกันว่าคนทำหนังไทยไม่ว่าจะเป็นคนทำหนังกระแสหลักหรือคนทำหนังอิสระ พวกเขาไม่ได้เป็นนักอ่าน อเล็กซิส : เป็นคำถามที่ตอบยากนะครับ ผมไม่คิดว่าคนทำหนังฟิลิปปินส์จะเป็นนักอ่านระดับ หนอนหนังสือกันมากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ในตอนนี้คือ มีนักเขียนและอาจารย์สอนด้าน วรรณกรรมหลายคนที่พยายามทำหนัง พวกเขาเป็นนักเขียนที่ได้รับความเคารพ แต่เมื่อมาทำหนัง เราก็เห็นปัญหาแบบเดียวกับคนเพิ่งหัดทำหนัง บทหนังของพวกเขาแข็งแรงมาก แต่ยังต้องการเวลา ในการฝึกกำกับอีกพอสมควร ผมไม่มั่นใจนักแต่คิดว่าคนเขียนบทเป็นนักอ่านมากกว่าผู้กำกับ โดยเฉพาะผู้กำกับที่ ไม่ได้เขียนบทหนังด้วยตนเอง ตอนนี้มีกลุ่มนักเขียนบทรุ่นใหม่ อายุช่วง 20 ปลายๆ ถึง 40 ที่ ทำงานให้บริษัทหนังใหญ่ๆ หนังหลายเรื่องที่มาจากบทของคนเหล่านี้เป็นหนังดีเลยล่ะ ที่น่าสนใจ ก็คือคนเขียนบทเหล่านี้มารวมตัวกัน และต้องการเขียนบทและโปรดิวซ์หนังเอง พวกเขามีสิทธิใน การเลือกผู้กำกับ หรือไม่ก็กำกับเองซะเลย พวกเขาเชื่อมั่นในบทของเขาว่ามันต้องไม่ออกมาเป็น หนังแย่ๆ หรือเป็นหนังที่ประนีประนอมแน่ๆ ตอนนี้พวกเขาโปรดิวซ์หนังออกมา 3 เรื่องแล้วและจะ ทำต่อไปอีก หนังเรื่องแรกของกลุ่มนี้คือ The Blossoming of Maximo Oliveros (2005, หนังสะท้อน สังคมว่าด้วยเด็กกะเทยที่หลงรักตำรวจหนุ่มสุดหล่อ) เป็นหนังที่เขียนโดยคนเขียนบทซึ่งดังมากๆ 2 คนและพวกเขาเลือกผู้กำกับเอง ส่วนเรื่องคนทำหนังอ่านหนังสือไหม ผมไม่มีคำตอบที่ดีกว่านี้ให้ เอาเป็นว่าในบรรดา คนทำหนังอิสระที่ผมรู้จัก เควิน เดอ ลา ครูซ (กำกับเรื่อง The Family That Eats Soil) อ่านหนังสือ เยอะมากและยังเขียนเรื่องสั้นกับบทกวีอีกด้วย เชอราด แอนโธนี ซานเชซ ก็อ่านหนังสือเยอะมาก ส่วนรายา มาร์ตินนั้นเลือกอ่าน แต่สิ่งที่เขาเลือกเป็นสิ่งที่ดี ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ชวนไปฟิน! 25 ที่เที่ยวทั่วเมืองไทย เหมือนไปเมืองนอก
จัดอันดับ /  ที่เที่ยวประเทศไทย / 

วันนี้ Travel.mthai ขอชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวทั่วไทยกันแบบฟินๆ กับ 25 สถานที่เที่ยวในประเทศไทย ที่สวยและบรรยากาศดี เหมือนได้ไปเที่ยวเมืองนอก กัน! งามไม่งามต้องไปสัมผัสกันดูสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าที่เที่ยวเมืองไทยงดงามไม่แพ้ชาติใดในโลก ^^ ชวนไปฟิน! 25 ที่เที่ยวทั่วเมืองไทย เหมือนไปเมืองนอก 1. ชม ดอกนางพญาเสือโคร่ง - ซากุระเมืองไทย เหมือนไปญี่ปุ่น  ดอกนางพญาเสือโคร่ง มีสีชมพูสด เมื่อบานสะพรั่งเต็มต้น จะเป็นภาพที่สวยงามอย่างมาก และในประเทศไทยก็มีอยู่หลายที่ ความงดงามก็จะแตกต่างกันไป Travel.mthai.com จึงขอรวบรวม 10 สถานที่ชมดอกนางพญาเสือโคร่ง รับลมหนาว มาให้ทุกท่านได้ชม เผื่อถูกใจที่ไหน จะได้เป็นหนึ่งในตัวเลือกการไปท่องเที่ยวหน้าหนาวกัน อ่านข้อมูลเพิ่มเติม 10 สถานที่ชมดอกนางพญาเสือโคร่ง รับลมหนาว , ภูลมโล 2559 ดินแดนสีชมพูของซากุระเมืองไทย -------------------------------------------------------------------------------------------- สวนสนบ่อแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ - นามิเมืองไทย เหมือนไปเกาหลี “สวนสนบ่อแก้ว” ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอฮอด จ.เชียงใหม่ บนเส้นทางสายฮอด-แม่สะเรียง กม.ที่ 36 อยู่เลยอุทยานแห่งชาติออบหลวงไปประมาณ 22 กม. เป็นพื้นที่ทดลองปลูกสนภูเขาชนิดต่าง ๆ ที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ นำพันธุ์มาจากต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และไต้หวัน เพื่อทดลองหาพันธุ์ที่เหมาะสมมาเป็นไม้เบิกนำ เพื่อปลูกบนป่าเสื่อมโทรมบนดอยทางภาคเหนือ ต้นสนที่นำมาปลูกมีอายุกว่า 40 ปี เพราะปลูกในช่วงปี พ.ศ.2509-2510 จำนวนหลายพันต้น เรียงรายเป็นระเบียบบนลานโล่งเตียนด้านหน้า ทั้งนี้ สวนสน ยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจวัตถุดิบเพื่อทำเยื่อกระดาษและเป็นแปลงทดลองปลูกพืชจำนวนสนสามใบ และยูคาลิปตัส ในเนื้อที่ทั้งหมด 2,072 ไร่ อากาศของที่นี่ชื้นและเย็นตลอดปี ช่วงที่น่าไปเที่ยวมากที่สุดคือ ฤดูหนาว เพราะในยามเช้าเราจะเห็นม่านหมอกลอยปกคลุมอยู่บริเวณครึ่งบนของลานสน ประจวบกับแสงอาทิตย์ที่ส่องแสงบาง ๆ ลงมา รับรองว่าคุณจะต้องกดชัตเตอร์กล้องแบบไม่ยั้งเลยทีเดียว -------------------------------------------------------------------------------------------- 3. โครงการหลวงวัดจันทร์ จังหวัดเชียงใหม่ - ใบไม้เปลี่ยนสี เหมือนไปเกาหลี เมื่อลมหนาวเดินทางมาถึง ป่าสนของ อ.กัลยาณิวัฒนา อำเภอลำดับ 878 ของประเทศไทย จะเริ่มผลัดใบรับฤดูหนาวเปลี่ยนสีเขียวของป่าที่ได้รับน้ำตลอดฤดูฝนให้เป็นสีสันตระการตา ไล่สีตั้งแต่เหลืองและน้ำตาลของต้นสนแดงและส้มของต้นเมเปิล ภาพที่เห็นคล้ายผืนผ้าใบไร้ขอบเขต ที่ถูกละเลงสีด้วยพู่กันธรรมชาติ และความที่แต่ละต้นมีการไล่ลำดับสีแตกต่างกัน ยิ่งทำให้ความสวยงามของเฉดสียิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ สนสองใบและสนสามใบของที่นี่เป็น ป่าสนธรรมชาติผืนใหญ่ที่สุดของประเทศไทย อ่านข้อมูลเพิ่มเติม เที่ยวป่าสนสลับสี โครงการหลวงวัดจันทร์ จังหวัดเชียงใหม่ -------------------------------------------------------------------------------------------- 4. วัดพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ จังหวัดลำปาง - เหมือนไปธิเบต แหล่งท่องเที่ยวสุดลับฉบับลำปาง กับจุดชมทิวทัศน์แบบพาโนรามา 360 องศา ณ วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ (เฉลิมพระเกียรติครบ 200ปี) ที่จะทำให้คุณได้ยลโฉมวิวสวยอลังการของอำเภอแจ้ห่ม เห็นลำน้ำแม่สอย แม่มอญและแม่วัง ขนานไปกับบท้องนาเขียวขจีสุดขอบฟ้า โดยมีภูเขาดอยปู่ยักษ์ทอดแนวยาว ประหนึ่งทศกัณฐ์พญายักษ์นอนปกปักรักษาเมือง ซึ่งจากบริเวณวัดต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อแล่นขึ้นไปที่จอดรถที่เรียกว่าดอยภูผาหมอก จากนั้นเดินต่อขึ้นไปบนจุดทิวทัศน์สูงสุดคือยอดดอยภูผาโชค รวมระยะทางประมาณ 1 กม. แม้หนทางอาจจะลำบากสักนิด แต่สิ่งที่ได้รับกลับคุ้มค่าเกินคำบรรยาย อ่านข้อมูลเพิ่มเติม เที่ยวอันซีน! วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ จังหวัดลำปาง -------------------------------------------------------------------------------------------- 5. ปางอุ๋ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน - สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย ปางอุ๋ง มีชื่อเต็ม ว่า โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านรวมไทย ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อยู่ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 44 กิโลเมตร ปางอุ๋ง มีลักษณะเป็น อ่างเก็บน้ำ ขนาดใหญ่ซึ่งอยู่บนยอดเขาสูง เป็นที่เที่ยวสุดโรแมนติกอันดับต้นๆ ของแม่ฮ่องสอน ภาพแสงอาทิตย์สาดสะท้อนน่านน้ำ ผสานไอหมอกจางๆ สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนทุกครั้ง อ่านข้อมูลเพิ่มเติม ปางอุ๋ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย -------------------------------------------------------------------------------------------- 6. สวนหินผางาม จังหวัดเลย - คุนหมิงเมืองไทย เหมือนไปจีน ตั้งอยู่ที่ ตำบลปวนพุ อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย สวนหินผางามหรือ คุนหมิงเมืองเลย แนวผาหินปูนสูงใหญ่แลดูเป็นสง่า ทอดตัวเป็นแนวยาว โดดเด่นท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี ภายในมีเส้นทางเดินสลับซับซ้อน บางช่วงดูลึกลับตื่นเต้นคล้ายกับผจญภัยอยู่ในเขาวงกต บางช่วงต้องปีนป่ายเพิงหิน หรืออาจต้องมุดลอดโพรงถ้ำ นอกจากนี้ตลอดเส้นทางยังมีโอกาสพบเห็นต้นไม้หายาก และต้นไม้ยักษ์ อย่างปรงเขาที่มีอายุหลายร้อยปี -------------------------------------------------------------------------------------------- 7. ภูป่าเปาะ จังหวัดเลย - ภูเขาไฟฟูจิเมืองไทย เหมือนไปญี่ปุ่น ภูป่าเปาะ ซึ่งเป็นจุดที่สามารถมองเห็นภูหอ หรือฟูจิเมืองเลย ได้อย่างชัดเจน และยิ่งเมื่อมีเมฆบางๆ ปกคลุมก็จะยิ่งคล้ายภูเขาไฟฟูจิที่ญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นบนภูป่าเปาะในวันที่ฟ้าเปิด ยังสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของภูหินร่องกล้าภูหอ ภูหลวง ภูกระดึง ภูผาจิต ภูผาม่าน สวนหินผางาม และเขาค้อ ได้ในมุมมอง 360 องศา อีกด้วย “ภูหอ” มีลักษณะเป็นภูเขาสูงปลายยอดตัดราบบนภู ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับภูเขาไฟฟูจิยามา ที่ประเทศญี่ปุ่น จึงเรียกกันว่า “ฟูจิเมืองเลย” ภูหอ เป็นภูเขาที่มีลักษณะเด่นอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น และยังเป็นสัญลักษณ์ของ ตำบลภูหอ อำเภอภูหลวงอีกด้วย -------------------------------------------------------------------------------------------- 8. หาดหงส์ จังหวัดอุบลราชธานี - ซาฮาร่าเมืองไทย หาดหงส์ เป็นทะเลทรายกว้างใหญ่ซึ่งเกิดจากการพัดพาของน้ำและตะกอนทรายมาทับถมกัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งที่น่าไป หากจะไปเยือนสามพันโบก ไปหาดหินสี ไปหาดสลึง อีกหนึ่งที่ที่ต้องไปให้ได้ คือ หาดหงส์ โดยช่วงเวลาที่หลายคนบอกว่าเด็ดมาก คงจะเป็นช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกยามเย็น จะเห็นความสวยงามจากแสงทอง ที่ส่องลงกระทบทรายสีขาวระยิบระยับงามจับตา ว่ากันว่าถ้ามาหาดหงส์ ต้องมากระโดดเนินทราย พุ่งทะยานปลดปล่อยร่างกายให้เต็มที่ ถึงจะเรียกว่ามาถึงที่โดยสมบูรณ์ พอได้บันทึกภาพเก็บไว้ เป็นโมเมนต์ที่เท่มาก ๆ เลยฮะ -------------------------------------------------------------------------------------------- 9. สามพันโบก จังหวัดอุบลราชธานี - แกรนด์แคนยอนเมืองไทย เหมือนไปอเมริกา สามพันโบก เป็นแก่งหินใต้ลำน้ำโขง เขตบริเวณบ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร สามพันโบกคือความงดงามใต้น้ำ จะปรากฏให้เห็นแค่เพียงในยามน้ำแล้งเท่านั้น เนื่องจากในช่วงฤดูน้ำหลากแก่งหินดังกล่าวจะจมอยู่ใต้บาดาล ความสวยงามวิจิตรของหินที่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนเว้าแหว่ง “โบก” เป็นภาษาลาว เป็นชื่อเรียกอีกอย่างของ แอ่ง หมายถึง บ่อน้ำลึกในแก่งหินใต้ลำน้ำโขง นั่นเองมีรูปร่างแตกต่างกันออกไป ใหญ่บ้างเล็กบ้าง บ้างเป็นรูปวงรี รูปดาว รูปวงกลม และรูปอื่น ๆ อีกมากมาย ตามแต่ที่เราจะจินตนาการจำนวนมากกว่า 3,000 แอ่ง หรือ 3 พันโบก อ่านข้อมูลเพิ่มเติม เที่ยว 7 สิ่งมหัศจรรย์ อุบลราชธานี ที่ไม่ควรพลาด! -------------------------------------------------------------------------------------------- 10. น้ำตกแก่งโสภา จังหวัดพิษณุโลก - ไนแองการ่าเมืองไทย เหมือนไปทวีปอเมริกาเหนือ (พรมแดนระหว่างประเทศแคนาดากับสหรัฐอเมริกา) น้ำตกไนแอการา เป็นน้ำตกขนาดใหญ่และโด่งดังมากๆ ตั้งอยู่ระหว่างประเทศแคนาดากับสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าไม่อยากไปไกล ในเมืองไทยก็มีที่ น้ำตกแก่งโสภา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เดิมทีชื่อ น้ำตกแก่งชั้นไดยาน หรือ บันไดยาน จะเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวและปีใหม่ น้ำตกหลั่งไหลตามชั้นหิน อย่างสวยงาม ให้เราได้สัมผัสความสดชื่นจากน้ำตก -------------------------------------------------------------------------------------------- 11. สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี - ทะเลสาบอินเลเมืองไทย เหมือนไปพม่า ทะเลสาบอินเล เป็นทะเลสาบน้ำจืดตั้งอยู่ในรัฐฉาน เป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับสองของพม่า ซึ่งมีความสวยงามทางธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แต่เราไม่ต้องไปไกลถึงพม่าก็ซึมซับบรรยากาศดีๆ ได้เช่นกัน ที่ สังขละบุรี สังขละบุรี มีแม่น้ำซองกาเรีย เป็นศูนย์รวมความมีชีวิตชีวา เพราะชีวิตต้องหล่อเลี้ยงด้วยสายน้ำ ชาวบ้านที่นี่มีความรักในถิ่นเกิดและธรรมชาติของพวกเขามาก เมื่อคุณไปคุณจะเห็นแววตาแห่งความสุขของพวกเขา เมื่อได้เล่าเรื่องราวถิ่นเกิดอันน่าประทับใจ อีกทั้งมี สะพานมอญ เป็นสะพานไม้ข้ามแม่น้ำซองกาเรียไปยังหมู่บ้านมอญ ถือเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และเป็นอันดับสองของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็งในพม่า และเป็นสัญลักษณ์ของอำเภอสังขละบุรี อ่านข้อมูลเพิ่มเติม 7 มนต์เสน่ห์แห่งสังขละบุรี รับรองว่าคุณต้องหลงรัก -------------------------------------------------------------------------------------------- 12. บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่ - นาขั้นบันไดซาปา เหมือนไปเวียดนาม บ้านป่าบงเปียง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ที่ตั้งของนาขั้นบันไดที่สวยงามสุด ๆ อีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ด้วยวิวท้องทุ่งนาบนเนินเขาสูงบวกกับวิวเทือกเขาสลับซับซ้อน เกิดเป็นจุดชมวิวที่สวยงามน่าชมอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงฤดูฝน และปลายฝนต้นหนาว เป็นช่วงที่เหมาสมมากกับการมาสัมผัสบรรยากาศดี ๆ และความสวยงามของท้องทุ่งนาเขียวและเหลือง อ่านข้อมูลเพิ่มเติม นาขั้นบันได บ้านป่าบงเปียง ไฮไลท์ที่คุณห้ามพลาด -------------------------------------------------------------------------------------------- 13. ซุ้มป่าไผ่ วัดจุฬาภรณ์วนาราม จังหวัดนครนายก ป่าไผ่อาราชิยาม่าเมืองไทย เหมือนไปญี่ปุ่น วัดที่เงียบสงบ ทางเข้าวัดเป็นอุโมงค์ต้นไผ่ บรรยากาศเหมือนอยู่ประเทศญี่ปุ่น เป็นซุ้มป่าไผ่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โน้มเข้าหากันตามธรรมชาติ ทอดตัวเป็นแนวยาวหลายเมตร ให้ความร่มรื่น -------------------------------------------------------------------------------------------- 14. วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ จังหวัดนครสวรรค์ พุทธคยาในเมืองไทย เหมือนไปอินเดีย เป็นพุทธสถานที่มีความสำคัญที่สุด 1 ใน 4 แห่ง ของชาวพุทธ ตั้งอยู่ที่รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธคยามีสัญลักษณ์ที่สำคัญคือองค์เจดีย์สี่เหลี่ยมที่สูงใหญ่ โดยสูงถึง 51 เมตร ฐานวัดโดยรอบได้ 121.29 เมตร ล้อมรอบด้วยโบราณวัตถุ โบราณสถานสำคัญ พุทธคยา นับเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของนักแสวงบุญชาวพุทธทั่วโลกที่ต้องการมาสักการะ ซึ่งในประเทศไทย ก็ได้มีการสร้าง วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ขึ้นเป็นวัดที่ประดิษฐาน เจดีย์ศรีพุทธคยา ก่อสร้างเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2547 เจดีย์มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมทรงกรวย ในส่วนยอดเจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำ ประดับด้วยลวดลายปูนปั้น รอบๆ เจดีย์จะมีพระพุทธรูปปางประทับยืนและประนั่ง เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุซึ่งตั้งอยู่ชั้นบนสุดของวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ -------------------------------------------------------------------------------------------- 15. ทุ่งแสลงหลวง - ผืนป่าสะวันนาเมืองไทย เหมือนไปออสเตรเลีย ทุ่งแสลงหลวง อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ หนองแม่นาประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นทุ่งหญ้าแบบสะวันนา มีพื้นที่เป็นที่โล่งกว้างใหญ่ เนื้อที่ประมาณ 16 ตารางกิโลเมตร ตามเส้นทางจะตัดผ่านป่าเบญจพรรณจะพบสัตว์ป่าออกมาหากินตามข้างทาง และมีพันธุ์ไม้ดอกมากมาย นอกจากนี้ยังมีทุ่งหญ้าแบบสะวันนาสลับกับป่าสนสองใบ คือทุ่งหญ้าเมืองเลนและทุ่งโนนสน อ่านข้อมูลเพิ่มเติม ทุ่งแสลงหลวง ผืนป่าสะวันนาเมืองไทย -------------------------------------------------------------------------------------------- 16. เกาะพยาม จังหวัดระนอง - มัลดีฟท์เมืองไทย “เกาะพยาม” ตั้งอยู่ที่ ต.เกาะพยาม อ.เมือง จ.ระนอง อยู่ฝั่งทะเลอันดามัน เป็นเกาะขนาดใหญ่ ประกอบด้วยภูเขาขนาดย่อมๆ ป่าไม้เบญจพรรณ เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าจำพวกลิงค่าง หมูป่า นกนานาชนิด โดยเฉพาะนกเงือกที่พบมากบนเกาะนี้ อ่าวที่สำคัญๆ ได้แก่ อ่าวแม่หม้าย ที่ตั้งของท่าเรือเกาะพยามและที่ทำการหมู่บ้าน อ่าวเขาควาย จุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดิน และอ่าวใหญ่ นักท่องเที่ยวต่างชาติมักจะไปอาบแดดและชมพระอาทิตย์ที่นี่เช่นกัน -------------------------------------------------------------------------------------------- 17. เขาสก เขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี - กุ้ยหลินเมืองไทย อุทยานแห่งชาติเขาสก ดินแดนศูนย์กลางของ “ขุนเขาแห่งป่าฝน” เป็นผืนป่าดิบชื้นผืนใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญของภาคใต้ โดยทั่วไปเป็นภูเขาดินและภูเขาหินปูนสูงสลับซับซ้อน โดยเฉพาะช่องแคบเขากาเลาะมีลักษณะเป็นภูเขาหินปูนที่มียอดแหลมระเกะระกะ มีแนวหน้าผาสูงชันบางแห่งเป็นแท่งสูงขึ้นไปในอากาศคล้ายหอคอยสูง เขื่อนรัชชประภา เป็นภูเขาหินปูนทียอดเขาตั้งฉากกับผืนน้ำสีเขียวมรกต พื้นที่แห่งนี้ได้รับสมญานามว่า “กุ้ยหลินเมืองไทย” ตั้งอยู่ ต.เขาพัง อ.บ้านตาขุน ซึ่งห่างจากตัวเมืองจังหวัดสุราษฏร์ธานี ประมาณ 84 กิโลเมตร นอกจากความงานที่ลือเลื่องของ เขื่อนรัชชประภา แล้ว การมาเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับมันคงให้ความรู้สึกถึงธรรมชาติที่ไม่สมบูรณ์ เหมือนกินลอดช่องไม่ใส่กะทิ ดังนั่นการได้พักค้างคืนที่นี่ ดูจะเป็นอะไรที่สมเหตุสมผลของการมาพักผ่อนแบบเต็มที่อย่างที่สุด -------------------------------------------------------------------------------------------- 18. สระมรกต คลองท่อม จังหวัดกระบี่ - จิ่วจ้ายโกวเมืองไทย สระมรกต ที่อยู่ในอำเภอคลองท่อม โดย ณ เวลานี้ สถานที่ดังกล่าวก็ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen ที่หลายๆ คนให้ความสนใจกันมาก เพราะเอกลักษณ์ที่มีน้ำสวยใสสีเขียวอมฟ้ากลางใจป่า ซึ่งกำเนิดมาจากธารน้ำอุ่นในผืนป่าที่ราบต่ำของภาคใต้ สำหรับการเดินทาง ไปยัง สระมรกต นับว่าเป็นเรื่องง่ายยิ่งกว่าการปลอกเปลือกกล้วย เพราะถ้าคุณเดินทางจากตัวเมืองกระบี่ ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ไปทางอำเภอเหนือคลอง จนถึงอำเภอคลองท่อม ถึงแยกไฟแดงให้เลี้ยวซ้ายไปทางอำเภอลำทับ ใช้ทางหลวงหมายเลข 4038 ประมาณ 100 เมตร แล้วเลี้ยวขวาไปทางอำเภอคลองท่อม ใต้-ทับไทร อีกประมาณ 17 กิโลเมตร ก็จะเห็นทางเข้าของสระมรกตแล้ว -------------------------------------------------------------------------------------------- 19. ปราสาทสัจธรรม พัทยา - นครวัดเมืองไทย เหมือนไปกัมพูชา ปราสาทสัจธรรม (Sanctuary of Truth) ตั้งอยู่บริเวณอ่าววงพระจันทร์ ตำบลนาเกลือ ในเนื้อที่ 80 ไร่ งดงามด้วย “สถาปัตยกรรมไม้ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก” ชาวบ้านโดยทั่วไปเรียกว่า “วังโบราณ” บ้างก็เรียกตามวัสดุของตัวอาคารว่า “ปราสาทไม้” ก่อตั้งและสร้างสรรค์โดย คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ตัวปราสาทสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ไม่มีโลหะหรือปูนเข้ามาปะปน ยกเว้นส่วนฐานที่เป็นคอนกรีต  มีการใช้ระบบเข้าเดือยไม้แบบไทย  หรือใส่สลักไม้ตามภูมิปัญญาโบราณ  ตัวปราสาทเป็นทรงจัตุรมุข  สูง 100 เมตร กว้าง 100 เมตร  แกะสลักลวดลายอย่างวิจิตรพิสดาร   ทั้งภายนอกและภายใน  กล่าวกันว่างามดั่งเทพนฤมิต  สะท้อนแนวคิดนามธรรมออกมาตีแผ่เป็นรูปธรรมให้สัมผัสได้ สื่อถึงความสำคัญของศาสนาและปรัชญาตะวันออก อ่านข้อมูลเพิ่มเติม ปราสาทสัจธรรม สถาปัตยกรรมไม้ที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ -------------------------------------------------------------------------------------------- 20. มอหินขาว จังหวัดชัยภูมิ - สโตนเฮนจ์เมืองไทย เหมือนไปอังกฤษ สโตนเฮนจ์เมืองไทย เป็นที่เที่ยวแนวอันซีนที่เพิ่งฮิตกันมาไม่นาน ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคา เป็นมหัศจรรย์ธรรมชาติของกลุ่มหินโบราณที่กระจัดกระจายในเขตทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ หินเหล่านี้มีรูปร่างต่างๆ ที่เกิดจากการกัดเซาะของลมฝนมาเป็นเวลานาน บางคนก็เห็นว่าเป็นรูปหอเอนปิซา บางคนก็ว่าเหมือนเจดีย์ ทั้งนี้ก็แล้วแต่จะจินตนาการกันไป แต่ที่โดดเด่นที่สุด คือ กลุ่มเสาหินโบราณ 5 ต้นที่คาดว่ามีมาแต่สมัยยุคดึกดำบรรพ์ราว 175-195 ล้านปีก่อน แต่ละต้นมีความสูงราว 12 เมตร นอกจากนั้นแล้วบริเวณรอบๆ ก็ยังมีธรรมชาติสวยงาม มีทุ่งดอกไม้ป่าและจุดชมวิวงามๆ อีกหลายแห่ง -------------------------------------------------------------------------------------------- 23. บ้านสวนน้อย จังหวัดนครราชสีมา บ้านฮอบบิทเมืองไทย เหมือนไปนิวซีแลนด์ บ้านสวนน้อย รีสอร์ต (Baansuannoi Resort) ตั้งอยู่ที่  อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งการสร้างที่พักของที่นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่อง The Hobbit และ The Lord of The Rings นั่นเอง มีความน่ารัก อบอุ่น เหมาะกับการพักผ่อนในวันหยุด ^^ -------------------------------------------------------------------------------------------- 24. สตรอเบอรี่ ทาวน์ จังหวัดระยอง เที่ยวเมืองไทย เหมือนไปเนเธอร์แลนด์ ชื่อของ “Strawberry Town” นั้นถูกตั้งขึ้นมาเพื่อสื่อถึงความหวานและสดใสของเมืองแห่งนี้ สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างให้มีสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นสวยสดงดงามสไตล์ตะวันตก มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ตั้งอยู่ตามตึกสีสันสวยงามต่างๆ รวมทั้งอีกหลากหลายพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ ได้แก่ Holland Village, Town Center, Amazon Trail, Uncle Sam’s Farm, Adventure Land, น้ำพุแห่งฤดูกาล, ลานอเนกประสงค์สำหรับจัดการแสดง หรือดนตรี และอื่นๆ อีกมากมาย ในแต่ละสถานที่จะได้รับการออกแบบให้มีสไตล์และเอกลักษณ์ของตัวเอง กลมกลืน ไม่แปลกแยกกับภูมิทัศน์โดยรอบที่ดำรงความเป็นธรรมชาติอย่างลงตัว อ่านเพิ่มเติม http://www.brookside.co.th/activity/strawberry-town/ -------------------------------------------------------------------------------------------- 25. มัสยิดกลาง จังหวัดปัจตานี - ทัชมาฮาลเมืองไทย เหมือนไปอินเดีย มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ตั้งอยู่ถนนยะรัง ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี ใช้เวลาในการก่อสร้างและตกแต่งอย่างวิจิตรพิสดารเป็นเวลา 9 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ สร้างเป็นตึกคอนกรีตเสริมเหล็กสองชั้น รูปทรงคล้ายกับ “ทัชมาฮาล” ประเทศอินเดีย ตรงกลางเป็นอาคารมียอดโดมขนาดใหญ่และมีโดมบริวาร 4 ทิศ มีหอคอยอยู่สองข้างสูงเด่นเป็นสง่า  บริเวณด้านหน้ามัสยิดมีสระน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ภายในมัสยิดมีลักษณะเป็นห้องโถง มีระเบียงสองข้าง ภายในห้องโถงมีบัลลังก์ทรงสูงและแคบเป็นที่สำหรับ “คอฏีบ” ยืนอ่านคุฏบะฮ์ในการละหมาดวันศุกร์ หอคอยสองข้างนี้เดิมใช้เป็นหอกลางสำหรับตีกลอง เป็นสัญญาณเรียกให้มุสลิมมาร่วมปฏิบัติศาสนกิจ ภายในมัสยิดประดับด้วยหินอ่อนอย่างสวยงาม

โปรแกรมมวยไทยวันนี้ วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม 2559
ศึกจ้าวมวยไทย /  ศึกมวยไทยลุมพีนีเกริกไกร / 

โปรแกรมมวยไทยวันนี้ วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม 2559 ศึกจ้าวมวยไทย เวทีมวย สยามอ้อมน้อย เวลา 12:15 น. 1. บิ๊กแบงค์ ช.โค้วยู่ฮะอีซูซุ  Vs  เอกอนันต์ เจ.เอส.พี 2. ตระกูลเสือ ศิษย์ซ้ออึ่ง  Vs  วาฮิค แสงมรกต 3. แสงเพชร แสงมรกต  Vs  เพชรวัลลภ ศิษย์สองพี่น้อง 4. วิษณุพร ส.จ.ต้อยแปดริ้ว  Vs  เพชรดำ พิรุณรถตู้ ศึกไบร์ทีวี เวทีมวย ลุมพีนี เวลา 14:00 น. 1. สิงห์ดำ จิตรเมืองนนท์  Vs  ระฆังทอง ม. จงเจริญ 2. เพชรสาทิศ สาทิสซีดี  Vs  ดีเซลน้อย อ.สกาวรัตน์ 3. เพชรกันทัศน์ เอ็มยุเด็น  Vs  เพชร ท.เทพสุทิน 4. เป็นเพชร สิงห์ป่าตอง  Vs  ยุทธชัย สมศักดิ์ก่อสร้าง ศึกยอดมวยไทยรัฐทีวี เวทีมวย มนตรีสตูดิโอ เวลา 15:00 น. 1. ธีรเดช ศิษย์พลโทสุพจน์  Vs  เพชรสำเร็จ ลูกหนองยางทอย 2. อับบาส ลูกสวน  Vs  เพชรจุฬา เพชรสี่หมื่น 3. เพชรผดุง ต่อมีนบุรี  Vs  เดชฝั่งโขง ส.ศิริลักษณ์ 4. ช้างศึก เกียรติทรงฤทธิ์  Vs  เพชรพิฆาต ก.กลั่นบุศย์ ศึกมวยไทยลุมพีนีเกริกไกร เวทีมวย ลุมพีนี เวลา 16:30 น. 1. วิษณุชัย จิตรเมืองนนท์  Vs  ก้องศึก สุรนารียิม 2. น้องบี ศิษย์สารวัตรจี  Vs  สิงห์พรชัย ส.สริญญา 3. เพชรมหาชน จิตรเมืองนนท์  Vs  ดาร์กี้ ลูกมะขามหวาน 4. มังกรดำ จิตรเมืองนนท์  Vs  คูโบต้า ลูกมะขามหวาน ** หมายเหตุ อาจมีการเปลี่ยนแปลงคู่ชก

30 วัด UNSEEN ในเมืองไทย สวยแค่ไหนต้องไปดู!
unseen thailand /  จัดอันดับ / 

เมืองไทยนั้นได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ โดดเด่นในเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรม มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามานานหลายร้อยปี ในเมืองไทยนั้นมีวัดวาอารามเป็นจำนวนมาก ให้ผู้คนเข้าไปกราบไหว้ ถือศีล หรือปฏิบัติธรรม เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และสั่งสอนให้เราเป็นคนดี วันนี้เราได้รวบรวม 30 วัด UNSEEN ในเมืองไทย มาให้ชมกัน สวยแค่ไหนต้องไปดู! แต่นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะเมืองไทยยังมีวีดที่สวยงามและน่าอัศจรรย์อีกหลายที่ทีเดียว 30 วัด UNSEEN ในเมืองไทย สวยแค่ไหนต้องไปดู! 1. วิหารเทพวิทยาคม วัดบ้านไร่ หรือ วัดหลวงพ่อคูณ จ.นครราชสีมา ตั้งอยู่ใน ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา วิหารเทพวิทยาคม เป็นอุทยานธรรมกลางบึงน้ำขนาดใหญ่ 30 ไร่ งานสถาปัตยกรรมพุทธศิลป์ขนาดใหญ่ เป็นมหาวิหารแห่งพระไตรปิฎก ที่รวบรวมพุทธประวัติ พระวินัย และพระธรรมคำสอนไว้ทั้งหมด เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม แห่งแรกในประเทศไทย องค์วิหารเป็นลักษณะทรงกลม มีทั้งหมด 4 ชั้น ได้แก่ สะพานพญานาค, ซุ้มประตูบารมีทั้ง 4 ทิศ (ซุ้มพระอินทร์ ซุ้มพระยม ซุ้มพระพิรุณ และซุ้มพระกุเวร (ท้าวเวสสุวรรณ)), เสารอบอาคาร เป็นเสาที่บรรจุภพชาติที่พระพุทธเจ้าถือกำเนิดทั้ง 523 ชาติไว้รอบๆ ด้านผนังรอบนอกนำเสนอจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง “ทศชาติชาดก” เป็นจิตรกรรมเขียนสีแผ่นเซรามิก 2. วัดสิรินธรวราราม (ภูพร้าว) จ.อุบลราชธานี ได้รับขนานนามว่า "วัดเรืองแสง" คือ เมื่อแสงพลบค่ำ จะปรากฏภาพ "ต้นไม้เรืองแสง" เป็นสีเขียวของต้นกัลปพฤกษ์ ภาพจิตรกรรมบนผนังด้านหลังของอุโบสถ เวลาที่เหมาะสมในการชม คือ 18.00-20.00 น. ตัวภาพต้นไม้จะคล้ายกับที่เคยเห็นในวัดเชียทองที่หลวงพระบาง แต่ศิลปินผู้สร้างผลงานชิ้นนี้ใส่ไอเดียลงไปในผลงานจนเกิดความงดงามแบบนี้ นอกจากนี้แล้ววัดสิรินธรวรารามภูพร้าว ยังเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากจุดหนึ่ง รวมไปถึงเหมาะสำหรับการดูดาว ซึ่งหากโชคดีอาจได้พบฝูงช้างเผือกเชือกใหญ่เปล่งประกายบนท้องฟ้า ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบร่มรื่น เมื่อนักท่องเที่ยวที่มาเยือนได้พบเห็นแล้ว ต้องประทับจำใจอย่างแน่นอน 3. โบสถ์สีทอง วัดปากน้ำโจ้โล้ จ.ฉะเชิงเทรา ชมพระอุโบสถหนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่ทาสีทองทั้งหลัง งดงามตระการตา ทั้งภายนอกและภายใน และมีเรือโบราณ สมัยสมเด็จพระจ้าตากสินมหาราชได้รับชัยชนะ จึงทรงโปรดฯ ให้สร้างเจดีย์ไว้เป็นอนุสรณ์ด้วย 4. วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์ ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ความโดดเด่นอลังการที่ไม่เหมือนใครนอกจากทิวทัศน์สวยๆ ของทะเลภูเขารายรอบและทะเลหมอกสีขาว ก็คือ สีสันสดใสอันเกิดจากการนำกระเบื้องสีถ้วยชามเบญจรงค์มุกลูกปัดแก้วแหวนเงินทอง ตลอดจนเซรามิคหลากสีสัน มาประดับประดาตกแต่งเป็นลวดลายที่สวยงามเมื่อยามต้องแสงแดดทั่วทั้งอาณาบริเวณจะสะท้อนประกายงดงามราวกับวัดบนสรวงสวรรค์ เป็นสถานที่อันสวยงามและศักดิ์สิทธิ์ควรค่าแก่การไปเยือน นอกจากนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานของ “พระพุทธเจ้า 5 พระองค์” พระพุทธรูปสีขาวซ้อนกัน 5 องค์นั่งซ้อนกันบนฐานดอกบัว มีความใหญ่โตโอ่อ่า ทำให้เกิดภาพอันงดงามแบบหาที่ไหนไม่ได้ ด้วยทัศนียภาพรอบด้านเต็มไปด้วยขุนเขาและเมฆหมอก 5. วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร หรือ เขาชีจรรย์ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี บริเวณหน้าผาเขาชีจรรย์ จะพบ แกะสลักรอยพระพุทธรูป “พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา” แกะสลักด้วยเลเซอร์ บนหน้าผาหินปูนใหญ่ที่สุดในโลก ประดับด้วยโมเสกสีทอง สร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสครองราชย์ฯ 50 ปี 6. วัดถ้ำผาแด่น จ.สกลนคร วัดถ้ำผาแด่น เป็นวัดเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 100 ปี ตั้งอยู่บนเทือกเขา มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม อีกทั้งยังมี "หินเทพ" งานแกะสลักหินทรายที่ขึ้นชื่อ อยู่บนเทือกเขาภูพาน เป็นจุดชมวิวตัวเมืองสกลนคร และทะเลสาบหนองหาน ชมประติมากรรมจากฝีมือมนุษย์ ที่แกะสลักหินภูเขาธรรมดา ให้กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ 7. วัดหลวงพ่ออุตตมะ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี หรือ วัดวังก์วิเวการาม มีโลงบรรจุสังขารของหลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งเปรียบเสมือน "เทพเจ้าแห่งชาวมอญ" อยู่ภายในปราสาทเก้ายอด ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจ ของผู้คนหลายเชื้อชาติ ที่อาศัยอยู่ในอำเภอสังขละบุรี 8. เศียรพระพุทธรูปใต้ต้นโพธิ์ - วัดมหาธาตุ จ.พระนครศรีอยุธยา วัดมหาธาตุเป็นวัดที่เก่าแก่ ที่มีความสำคัญยิ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมธาตุใจกลางพระนคร ซึ่งในปัจจุบันยังคงมีซากปรีกหักพังของวิหาร เจดีย์ ให้เราได้เห็นกันอยู่ อีกทั้งมี เศียรพระพุทธรูปกว่าร้อยปี ที่ถูกห่อหุ้มด้วยรากของต้นโพธิ์ เป็นภาพที่เผยแพร่ไปทั่วโลก ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางมาชมความมหัศจรรย์นี้ 9. ปราสาททองคำ - วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี หรือ วัดจันทาราม เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งหนึ่งของ เมืองอุทัยธานี จากวัดเล็กๆ ที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีเพียงพระอุโบสถขนาดเล็ก ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติด้วยฝีมือพื้นบ้าน ก็ค่อยๆ ขยายพื้นที่และมีการพัฒนาปรับปรุงขึ้นมา มี ปราสาททองคำ ที่สวยงาม เป็นอาคารขนาดใหญ่ที่มีความวิจิตรงดงามประณีตมากๆ ส่วนต่างๆ ของปราสาทตกแต่งด้วยทองคำเปลว ติดกระจก บานหน้าต่างและประตูด้านใน เขียนภาพเทวดาโดยจิตรกรฝีมือดี มี 3 ชั้น 37 ยอดปราสาท พื้นที่ภายในปราสาทจะใช้เป็นสถานที่เป็นพระพุทธรูปที่ญาติโยมนำมาถวายวัด แต่ในปัจจุบันบริเวณภายในยังคงเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้อย่างใกล้ชิดเช่นกัน  10. วัดอโศกการาม จ.สมุทรปราการ เป็นสถานวิปัสสนากรรมฐาน มี "พระธุตังคเจดีย์" เป็นพระเจดีย์หมู่รวม 13 องค์ ทุกองค์มีพระบรมสารีริกธาตุ บรรจุไว้ในผอบทอง เงิน นาก สัญลักษณ์แห่ง “ธุดงควัตร 13 ข้อ” และอนุสาวรีย์พระเจ้าอโศกมหาราช ภาพจากแฟนเพจ: Sabtarin Eos www.facebook.com/sabtarin.wimolrat 11. วัดป่าภูก้อน อ.นายูง จ.อุดรธานี วัดป่าภูก้อน ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่านายูงและป่าน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี เป็นรอยต่อ 3 จังหวัด คือ อุดรธานี เลย และหนองคาย พุทธสถานท่ามกลางธรรมชาติ สถานที่ปฏิบัติธรรมในเขตป่าสงวนแห่งชาติ กำเนิดขึ้นจากการตระหนักถึง คุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ และป่าต้นน้ำลำธาร ซึ่งกำลังถูกทำลาย 12. พระพุทธบาทพระธาตุอินทร์แขวน จ.ลำพูน ที่ บ้านน้ำพุ ต.ป่าสัก อ.เมือง บนดอยถ้ำหิน โดยจำลองพระธาตุอินทร์แขวนที่พม่า และสร้างองค์พระธาตุไว้บนก้อนหินขนาดใหญ่บนหน้าผา บริเวณใกล้ๆ กัน มีรอยหินที่เชื่อกันว่า เป็นรอยพระพุทธบาทประทับอยู่ 13. พระมหาเจดีย์ศรีชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วราราม อ.หนองพอก ติดอันดับ 10 วัดสวยที่สุดในเมืองไทย ด้วยความสวยงามของพระมหาเจดีย์ ที่ผสมผสานระหว่าง องค์พระปฐมเจดีย์ ศิลปะภาคกลาง และพระธาตุพนม ศิลปะภาคอีสาน 14. ถ้ำเขาหลวง จ.เพชรบุรี เป็นแหล่งท่องเที่ยวของเพชรบุรี ซึ่งมีถ้ำสำคัญอยู่ 4 ที่คือ ถ้ำเขาย้อย ถ้ำเขาบันไดอิฐ ถ้ำเขาเตาหม้อ และถ้ำเขาหลวง ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อย สีสันสวยงาม ประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค์อันสำคัญยิ่ง ซึ่งรัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างถวาย ชมลำแสงสวยงาม ที่ส่องลงมาจากปล่องแสงเพดานถ้ำ 15. วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ จ.ลำปาง มีเจดีย์ประดิษฐานบนยอดเขา มากกว่า 10 องค์ บนภูเขาสูงเสียดฟ้า ล้อมรอบด้วยทิวเขาสูง ภายในบรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สร้างด้วยแรงศรัทธาของพระสงฆ์และชาวบ้าน ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานนับ 10 ปี เป็นจุดชมวิว 360 องศา 16. วัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย วัดร่องขุ่น ถอดแบบมาจากวัดมิ่งเมือง จังหวัดน่าน ออกแบบและก่อสร้างโดย เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ซึ่งได้รับแรงบัลดาลใจมากจาก 3 สิ่งคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อีกทั้งการสร้างวัดแห่งนี้ยังมีความหมายทุกชิ้นงาน อาทิ ตัวอุโบสถเป็นสีขาวสะอาดตา สื่อความหมายว่า พระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า, สะพาน หมายถึง การเดินข้ามจากวัฏสงสารสู่พุทธภูมิ, ขี้ยว หรือ ปากพญามาร หมายถึง กิเลสในใจ, สันของสะพานมีอสูรอมกัน ข้างละ 8 ตัว 2 ข้าง รวมกันแทนอุปกิเลส 16, กึ่งกลางของสะพาน หมายถึง เขาพระสุเมรุ, ดอกบัวทิพย์ 4 ดอกใหญ่ตรงทางขึ้นด้านข้างอุโบสถแทนซุ้มพระอริยเจ้า 4 พระองค์ คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ และบันไดทางขึ้น มี 3 ขั้น แทน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา 17. วัดศรีชุม จ.สุโขทัย วัดที่มีความโดดเด่นน่าสนใจ ทางด้านสถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์ เรื่องราวการสู้รบของกองทัพพระนเรศวร ที่ปลุกใจและรวมคน ณ ที่แห่งนี้ ว่ากันว่ามีอุโมงค์ลับ ขึ้นไปที่ด้านหลังองค์พระอจนะ(พระพูดได้) 18. วัดพระศรีอารย์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี อุโบสถทองคำร้อยล้าน งดงามยิ่งใหญ่อลังการ ใช้เวลาก่อสร้างนาน 37 ปี แสดงถึงพลังแห่งศรัทธาของชาวราชบุรี ที่มีต่อพระพุทธศาสนา และกราบไหว้พระศรีอารย์ พระพุทธรูปคู่วัด พระพุทธลักษณะสมัยคันธาระ 19. พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตั้งอยู่บนเขาธงชัย บริเวณวัดทางสาย ต.เขาธงชัย อ.บางสะพาน เป็นสถาปัตยกรรมไทยอันยอดเยี่ยม บนเนื้อที่กว่า 3 ไร่ และเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม ของชายหาดบ้านกรูด มองเห็นทิวทัศน์ได้ไกลสุดลูกหูลูกตา 20. อุโบสถติดอักษรเบรลล์ วัดเขาย้อย จ.เพชรบุรี เป็นอุโบสถแห่งแรก ที่เปิดโอกาสให้ผู้พิการทางสายตาเข้าถึงได้ โดยมีทางขึ้นวิลแชร์ จัดสร้างอักษรเบรลล์ และปูนปั้นประดับ ที่ให้ผู้พิการทางสายตา ศึกษาเรื่องราวที่แฝงไปด้วยความงามทั้งทางโลกและทางธรรม 21. อุโบสถสแตนเลส จ.ราชบุรี ที่ วัดโพธิ์รัตนาราม อ.บ้านโป่ง เป็นอุโบสถหลังที่ 2 ของเมืองไทยที่หุ้มด้วยสแตนเลสทั้งหลัง (หลังแรกอยู่ที่ วัดป่าลำขาแข้ง จ.กาญจนบุรี) ชาวบ้านมักเรียก “วัดโพธิ์คู่” เพราะสมัยก่อนมีต้นโพธิ์ขึ้นคู่กันอยู่หลายคู่ 22. อุทยานพระพุทธศาสนา อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เป็นสถานที่ที่กำลังก่อสร้าง มีพระพุทธรูปจำนวนมาก ริมแม่น้ำตาปี ถนนสายเอเชีย อ.ทุ่งใหญ่ ซึ่งใครต่างๆ เรียกขานสถานที่แห่งนี้ว่า "วัดนิรนาม" แห่งใหม่ในเมืองใต้ เมื่อเข้ามาสัมผัส จะได้รับรู้ได้ถึงความสงบ 23. บรมพุทโธ (เจดีย์หินทราย) จ.ร้อยเอ็ด ที่ วัดป่ากุง อ.ศรีสมเด็จ จำลองมาจาก "บรมพุทโธ" ประเทศอินโดนีเซีย สิ่งมหัศจรรย์ที่สวยงาม สถาปัตยกรรมชั้นนำ 1 ใน 7 ของโลก สร้างจากหินทรายธรรมชาติ มี 7 ชั้น แกะสลักเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา 24. พระวิหารสีฟ้า วัดร่องเสือเต้น จ.เชียงราย เป็นศิลปะประยุกต์ ที่มีเอกลักษณ์สวยงามแปลกตา ใช้เฉดสีน้ำเงินฟ้า ฝีมือการรังสรรค์ของ นายพุทธา กาบแก้ว หรือ สล่านก ศิลปินท้องถิ่นชาวเชียงราย ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ 25. วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ สร้างเมื่อกว่า 600 ปี มาแล้ว ในอดีตป็นสวนดอกไม้ (ต้นพยอม) ของเจ้านายฝ่ายเหนือ ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐาน รวมพระอัฐิของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ และพระประยูรญาติ สร้างขึ้นโดย พญากือนา กษัตริย์ลำดับที่ 6 ของราชวงศ์มังราย เพื่อประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้มาจากสุโขทัย และยังเป็นพระธาตุคู่แฝด กับพระธาตุดอยสุเทพอีกด้วย 26. วัดซับไพเราะ จ.เพชรบูรณ์ นมัสการ "พระพุทธสิกขีองค์ปฐมบรมจักรพรรดิ์" ที่ วัดซับไพเราะ ถ้ำแก้วผางามตะปะสี ต.ซับไม้แดง อ.บึงสามพัน ซึ่งเป็นวัดป่าติดภูเขา เงียบสงบ บริเวณทางขึ้นถ้ำของวัด ปรากฏมีเพชรพญานาคราชฝังอยู่ในหิน 27. วิหารแก้ววัดม่วง จ.อ่างทอง มีการประดับด้วยกระจกแก้ว ทั้งภายในและภายนอกทั้งหลังภายในวิหารแก้ว ได้เทหล่อทองเหลือง สร้างรูปเหมือน พระเกจิอาจารย์ดังทั่วประเทศ จำนวน 50 องค์ ประดิษฐานอยู่รอบในวิหารแก้ว 28. พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ จ.สกลนคร หรือ "พระเจดีย์ตรัสรู้ " ที่ วัดถ้ำพวง (วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม) อ.ส่องดาว ด้านนอกของเจดีย์ มีพระพุทธรูป องค์เล็ก-องค์ใหญ่ เรียงตามผนัง จนถึงโคนยอดประมาณ 200 กว่าองค์ ด้านในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 29. วัดสังกระต่าย จ.อ่างทอง โบสถ์ร้างโบราณ มี 3 ห้อง ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่คือ หลวงพ่อวันดี หลวงพ่อศรี และหลวงพ่อสุข โบสถ์ถูกโอบล้อมด้วยต้นโพธิ์ 4 ด้าน ช่วยพยุงตัวโบสถ์เอาไว้ และปกคลุมให้ร่มเงา มาเป็นระยะเวลานาน 30. พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ ถ้ำพระยานคร จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นตราประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด เมื่อยามแสงอาทิตย์ส่องเข้ามาในถ้ำ พลับพลาที่ประทับจะเรืองรองงดงาม ช่วงที่สวยที่สุดคือ เวลา 10.30-11.30 น. เที่ยวได้ตลอดทั้งปี  ขอบคุณข้อมูล Unseen Tour Thailand เรียบเรียง Travel.mthai  

ยังจำได้ไหม? น้องพลับ ขอ2!!! โตเป็นหนุ่มแล้ว หุ่นล่ำ กล้ามบึ้ก!
น้องพลับ จุฑาภัทร

    ออกอัลบั้มจนมีเพลงฮิตประจำตัว เรียกประสบความสำเร็จตั้งแต่เด็กๆ เลยก็ว่าได้ สำหรับอดีตนักร้องเด็ก น้องพลับ จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ กับผลงานเพลงฮิตอย่าง  ใครใครก็ไม่รักผม, ก็เลยเล่าสู่กันฟัง, คุณครูครับ, ลูกชิ้นของฉัน จนตอนนี้น้องพลับโตเป็นหนุ่มในวัย 24 ปี หน้าตาหล่อเหลาเอาการ หุ่นก็ล่ำ วงแขนกล้ามเป็นมัดๆ เป็นที่ต้องการของตลาดมั่กๆ แถมตอนนี้เจ้าตัวยังช่วยดูแลกิจการของครอบครัวที่ เทวมันตร์ทรา รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.กาญจนบุรี น้องพลับจะเปลี่ยนไปขนาดไหน ไปส่องกันเล้ย!!! ขอบคุณรูปภาพจากอินสตาแกรม chutaplub

9 อันดับ พาสปอร์ตที่สวยที่สุดในโลก!
10 อันดับ /  ต่างประเทศ / 

พาสปอร์ต (Passport) หรือ หนังสือเดินทาง เป็นเอกสารสำคัญที่จะแสดงรายละเอียดของบุคคลที่จะเดินทางไปต่างประเทศต่างๆ โดยลักษณะทั่วไปของพาสปอร์ตที่เราเห็นกันเป็นประจำนั้นก็จะเป็น หนังสือเล่มเล็ก มีสีแตกต่างกันตามแต่ละประเทศ Travel.mthai เลยจัด 9 อันดับ พาสปอร์ตที่สวยที่สุดในโลก! มาให้ได้ชมกัน แต่ละประเทศนันดึงจุดเด่นหรือไฮไลท์มาใส่ไว้ในหนังสือเดินทาง บอกเลยว่าสวยงามมากๆ ใครชอบประเทศไหนกันบ้าง? ^^ 9 อันดับ พาสปอร์ตที่สวยที่สุดในโลก! 1. พาสปอร์ตประเทศไอร์แลนด์ (Ireland)  ได้ฉายาว่า เกาะมรกตแห่งยุโรป (the Emerald Isle) ภายในเล่มพาสปอร์ตจะเป็นสีเขียวฟ้าสว่าง จะประกอบไปด้วยรูปภาพภูมิประเทศ กีฬาประจำชาติ อักษรรูนสมัยเก่าแก่ บทกลอนสั้นๆ และตัวโน้ต ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแสดงออกถึงความเป็นไอร์ริช ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ และความโดดเด่นในเรื่องของดนตรีและการเต้นรำ อีกริมหน้ากระดาษแต่ละหน้าก็ตกแต่งด้วยรูปแผ่นจารึก เมื่องอให้ภาพต่อกันก็จะได้ออกมาเป็นรูปภาพ 2. พาสปอร์ตประเทศแคนาดา (Cannada) รูปเล่มของพาสปอร์ต ภายนอกนั้นอาจจะหน้าตาดูธรรมดามาก ไม่เห็นมีอะไรพิเศษ แต่เมื่อลองส่องด้วยไฟ black light ทำเอาตะลึงในความสวยงามกันเลยทีเดียว! จะเห็นความงาม สีสัน และไอเดียภาพในแต่ละหน้า นอกจากจะทำให้เกิดความสวยงามแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำพาสปอร์ตเล่มนี้ขึ้นมาก็เพื่อป้องกันการปลอมแปลงพาสปอร์ต ทำให้ยากต่อการลอกเลียนแบบหนังสือเดินทาง เป็นอีกหนึ่งมาตราการรักษาความปลอนภัยนั่นเอง ซึ่งพาสปอร์ตเล่มนี้ถูกปล่อยออกมาใช้ครั้งแรกในช่วงกลางปี 2013 อ่านต่อ อยากใช้เลยอ่ะ! พาสปอร์ตประเทศแคนาดาสุดเจ๋ง 3. พาสปอร์ตประเทศนอร์เวย์ (Norway) ดูเหมือนว่าจะถูกใจสาวๆ เป็นพิเศษ ก็เพราะมันเป็นสีพาสเทล ออกแบบโดย Oslo design ภายในพาสปอร์ตนั้นจะเป็นรูปภูมิทัศน์อันงดงามของนอร์เวย์ เมื่อฉายผ่านไฟ black light ภาพนั้นก็จะปรากฏให้เห็น แสงเหนือ ซึ่งถือว่าเป็นแลนด์มาร์คของนอร์เวย์ นอกจากนี้สีของพาสปอร์ตนั้นก็แบ่งแยกตามผู้ถือด้วย เช่น สีชมพูแดงสำหรับประชาชนปกติ, สีขาวสำหรับผู้อพยพ และสีเขียวฟ้าสำหรับนักการทูต 4. พาสปอร์ตสหราชอาณาจักร (The United Kingdom) หนังสือเดินทางของประเทศอังกฤษเล่มนี้ เพิ่งเปิดตัวในช่วงปลายปี 2015 เพื่อฉลองครบรอบ 500 ปี ให้แก่ จอห์น คอนสตาเบิล (John Constable) จิตรกรชาวอังกฤษ ในยุคศตวรรษที่ 18-19 มีชื่อเสียงจากเขียนจิตรกรรมภูมิทัศน์ ซึ่งปัจจุบันภาพเขียนของคอนสตาเบิลจะได้รับความนิยม และ เป็นงานที่มีราคาสูงในบรรดาศิลปะอังกฤษ 5. พาสปอร์ตออสเตรเลีย (Australia) เนื่องจากธรรมชาติของออสเตรเลียนั้นมีความโดดเด่นและหลากหลายมากๆ  จึงเอาสิ่งนี้มาใส่ไว้ในแต่ละหน้าของหนังสือเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นรูปของพืชและสัตว์ชนิดต่างๆ รวมถึงคำบรรยายเกี่ยวกับพืชหรือสัตว์เหล่านั้นด้วย 6. พาสปอร์ตประเทศสวีเดน (Sweden) ประเทศสวีเดน ได้ชื่อว่ามีเมืองชนบทสวยงามที่สุด อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทิวทัศน์อันงดงาม อีกทั้งมีชื่อเสียงในด้านสถาปัตยกรรมเก่าแก่ และการออกแบบระดับโลก สิ่งเหล่านี้เราสามารถเห็นได้ในหนังสือเดินทางเล่มนี้ 7. พาสปอร์ตประเทศจีน (China) หนังสือเดินทางของจีนนั้นถ้ามองปกติก็จะเห็นเป็นรูป กำแพงเมืองจีน เป็นแลนด์มาร์กและมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอีกด้วย และเมื่อส่องด้วยสปอร์ตไลท์ก็จะเห็นความสวยงามไปอีกแบบ นอกจากนี้จีนยังรวบรวม สิ่งก่อสร้างที่สำคัญ อาทิ มาเก๊า หรือเซียงไฮ้ ไว้ในหนังสือเดินทางเล่มนี้เช่นกัน 8. พาสปอร์ตประเทศนิวซีแลนด์ (New Zealand) นิวซีแลนด์ หรือ ดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว นั้นมีความหลากหลายทางภาษา อีกทังมีธรรมชาติที่สวยงามเป็นจุดเด่น  หนังสือเดินทางเล่มนี้จึงปรากฏเป็นภาพของภาษาต่างๆ และใบเฟิร์น แสดงให้เห้นความสวยงามทางธรรมชาติ 9. พาสปอร์ตประเทศฟินแลนด์ (Finland) ฟินแลนด์ได้ปรับปรุงหนังาือเดินทางครั้งล่าสุดเมื่อปี 2012 ในเดือนสิงหาคม จะเห็นได้ว่าในหน้าหนังสือเดินทางจะมีกวางยืนโดดเด่น เมื่อเปิดไล่ตั้งแต่หน้าแรกไปจนถึงหน้าสุดท้ายจะเห็นว่า รูปกวางมีการเคลื่อนไหว เท้าขยับได้ .. Source : www.theguardian.com, www.keesingtechnologies.com,www.travelandleisure.com เรียบเรียง Travel.mthai.com

อย่างนี้ก็ได้หรอ!? ถ่ายหนังสารคดีในนาซา แต่ไม่บอกว่าเป็นหนัง Operation Avalanche
Matt Johnson /  Operation Avalanche / 

อย่างนี้ก็ได้หรอ!? ถ่ายหนังสารคดีในนาซา แต่ไม่บอกว่าเป็นหนัง Operation Avalanche อย่างที่เห็นในตัวอย่างภาพยนตร์แล้วว่า Operation Avalanche ปฏิบัติการลวงโลก กำลังพูดถึงเรื่องราวในช่วงสงครามเย็นที่ประเทศมหาอำนาจกำลังแข่งขันกันทางวิทยาศาสตร์อวกาศ และในตอนนั้นข่าวที่สร้างความฮือฮาทั่วโลกก็หนีไม่พ้นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่มีมนุษย์ขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์ กระทั่งมีทฤษฎีมากมายที่ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์ที่เห็นผ่านทางโทรทัศน์ในตอนนั้นเป็นเรื่องที่ถูกจัดฉากขึ้น แมตต์ จอห์นสัน (Matt Johnson) ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวแคนาดา ได้ขออนุญาตนาซาในการเข้าไปถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับโครงการอะพอลโล โดยที่นาซาไม่รู้ว่าเขากำลังทำภาพยนตร์เกี่ยวกับการกุเรื่องเหยียบบนดวงจันทร์ ซึ่งเจ้าตัวได้ให้สัมภาษณ์ไว้อย่างน่าสนใจว่า “เราติดต่อทางนาซา แล้วพูดว่า ‘เฮ้ เรากำลังทำหนังสารคดีเกี่ยวกับโครงการอะพอลโล เรามาถ่ายทำได้หรือเปล่า แล้วทางนาซาก็ตอบรับ ดังนั้นทุกฉากนั้นที่คุณเห็นผมพูดว่า ‘โอ้ เราแค่ถ่ายทำสารคดีอยู่นะ’ หรือแนะนำตัวเองในฐานะคนทำหนังสารคดี นั่นแหละคือของจริง” “ผมทำสารคดีปลอมเพราะผมคิดว่ารูปแบบนั้นมันสำคัญอย่างยิ่ง ณ ตอนนั้น ผมมองว่าคำถามเกี่ยวกับความถูกต้องและวิธีตามธรรมเนียมที่คนทำหนังทั่วไปยึดถือนั้นมันใกล้เคียงกับการทำหนังสารคดีทุกขณะ มันแตกต่างจากสารคดีล้อ (Mockumentary) ที่เป็นการล้อเลียนด้วยการคาราวะหนังแนวสารคดี และตัวละครก็รู้ว่ามีกล้องถ่ายอยู่ แต่สารคดีปลอมมักมีแบบแผนเฉพาะ และไม่ได้นำเสนอในรูปแบบล้อเลียนเลย” “เราถ่ายทำที่นาซาจริง ๆ โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าเรากำลังทำหนังเกี่ยวกับการกุเรื่องเหยียบบนดวงจันทร์ นั่นเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน” แค่บทสัมภาษณ์นี้ก็ทำให้รู้ว่าผู้กำกับรุ่นใหม่คนนี้มีไอเดียที่ไม่ธรรมดา และภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาท้าทายความเชื่อและศรัทธาของมวลมนุษยชาติกำลังจะออกฉายในวันที่ 22 กันยายน 2559

4 หาดทะเลน้ำจืด เที่ยวเพลินหน้าฝน
ฃุกโดน /  หาดทะเลน้ำจืด / 

มีหลายต่อหลายคน ที่ไม่ชอบเที่ยวทะเลเท่าไร เพราะลมทะเลค่อนข้างจะทำให้เหนียวตัว แล้วยิ่งเป็นหน้าฝนนี้ เที่ยวทะเลก็คงไม่ดีเท่าไรนัก เพราะโอกาสที่จะเกิดลมมรสุม นั้นเป็นไปได้มาก…แล้วแบบนี้จะไปเที่ยวที่ไหนดีล่ะ สำหรับคนที่ชอบบรรยากาศการพักผ่อน รับลมชิวๆ แต่ไม่อย่างต้องเสี่ยงกับมรสุมและลมฝน วันนี้เราก็มี 4 ชายหาดทะเลน้ำจืด ท่ามกลางบรรยากาศอุดมสมบูรณ์ของขุนเขามากฝาก รับรองว่า หน้าฝนของคุณนี้ สนุกแน่ 4 หาดทะเลน้ำจืด เที่ยวเพลินหน้าฝน  ทะเลน้ำจืด 1. หาดทรายชุกโดน / กาญจนบุรี หาดทะเลน้ำจืด หาดทรายชุกโดน จ.กาญจนบุรี ชายหาดน้ำจืดเล็กๆ อยู่ริมน้ำแม่กลอง ในจังหวัดกาญจนบุรี ที่หาดชุกโดน หรือชายหาดท่าล้อแห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำหรับพักผ่อนฝั่งตะวันตก ซึ่งแม้จะไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ทว่าการปรับภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ ให้เนรมิตเป็นชายหาด ก็ทำให้ได้บรรยากาศของทะเลน้ำจืดท่ามกลางขุนเขาที่งดงามมากๆ เลยทีเดียว หาดทรายละเอียด เป็นแนวยาวตลอดคุ้งน้ำ และกว้างพอที่จะรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนได้หลายพันคน บรรยากาศเย็นร่มรื่น มีลมพัดเข้าหาฝั่งตลอดเวลา รอบหาดทรายจะมีที่นั่ง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการพักผ่อน รับประทานอาหาร เครื่องดื่มต่างๆ ร่วมกับก๊วนเพื่อน และครอบครัว แถมยังมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้เลือกเล่น เช่น บริการสวนสนุกลอยน้ำ เรือปั่น เรือพาย มีบริการเตียงผ้าใบ ร่ม ห่วงยาง เสื้อชูชีพ เรือถีบ เรือพาย เจ็ตสกี ไว้คอยให้บริการ การเดินทาง : หาดทรายชุกโดน หรือหาดท่าล้อ ทางเข้าอยู่ข้างวัดท่าล้อ ก่อนถึงสามแยกท่าล้อ และอยู่เยื้องๆ กับร้านรจนาก่อนถึงตัวจังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 9 – 10 กม. ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าล้อ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี  ------------------------------------ 2. หาดหินเพิง บางแสน 2 / ขอนแก่น ข้ามมายังฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออีสานบ้านเฮากันบ้าง แล้วจะต้องตกใจแน่ๆ ว่า อีสานก็มีชายหาด .. ชายหาดหินเพิง หาดที่มีบรรยากาศคล้ายบางแสน จึงถูกเรียกว่า “บางแสน 2″ หาดแห่งนี้อยู่ในจังหวัดขอนแก่น ถือเป็นแหล่งชายหาดทะเลน้ำจืดยอดนิยมของคนอีสานเลยก็ว่าได้ ความสวยงามของที่นี่ไม่แพ้ทะเลเลย ลักษณะเป็นชายหาดกรวดทรายและโขดหิน ต่างกันตรงที่เป็นทะเลสาบนํ้าจืด คลื่่นลมไม่รุนแรง แต่มีลมพัดโกรก เย็นสบาย ยิ่งพอคล้อยเย็น ตะวันตกดินแล้วล่ะก็ บรรยากาศแสนจะโรแมนติกมาก บนหาดทรายมีร่มกันแดด และเตียงผ้าใบ และยังมีบริการเครื่องเล่นทางนํ้าแบบครบครัน ทั้งสกูตเตอร์ เรือกล้วย เรือถีบ ห่วงยาง ให้เช่า บริการด้านอาหารก็มีพร้อม มากกว่า 60 ร้าน เมนูเด่นคือปลาสดๆ จากอ่างเก็บนํ้าปรุงเป็นอาหารอีสานรสแซบ การเดินทาง : จากตัวอำเภออุบลรัตน์มีป้ายบอกทางไปบางแสน 2 ไปตามทางประมาณ 2 กิโลเมตร ชายหาดอยู่ขวามือ 4 หาดทะเลน้ำจืด เที่ยวเพลินหน้าฝน 3. หาดมโนภิรมย์ / มุกดาหาร ทะเลน้ำจืด หาดมโนรมย์ จ.มุกดาหาร ยังอยู่กันที่ฝั่งอีสาน ณ บ้านชะโนด จังหวัดมุกดาหาร ที่นี่มีบรรยากาศที่แอบคล้ายกับริมชายหาดทะเล ที่คลื่นถาโถมลมพัดน้ำเข้าซัดฝั่ง ในช่วงของต้นปีที่น้ำในลำโขงลดจนเห็นเม็ดทราย แผ่ขยายกว้างไปไกลจนสุดลูกตา ประกอบกับกระแสลมที่พัดโบกตลอดวัน ทำให้ลำน้ำนั้นถูกพัดเป็นเกลียวคลื่นเข้าหาฝั่ง สถานที่แห่งนี้จึงได้บังเกิดขึ้นเป็นสถานที่พักผ่อนของชาวบ้านชะโนด และระแวกใกล้เคียงที่แวะมาลงเล่นน้ำ เพื่อคลายร้อนในช่วงฤดูร้อนที่แสนจะอบอ้าว บรรยากาศโดยรวมของหาดมโนภิรมย์นั้น จะเป็นซุ้มต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมน้ำให้กับคุณได้พักผ่อน หากยืนบนนหาด จะเห็นบรรยากาศของสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ชัดเจน ส่วนบริการของที่นี่ก็ไม่แพ้หาดไหน มีห่วงยางให้เช่า มีเรือกล้วย(บานาน่าโบ๊ท) ให้ใช้บริการ และเมนูอาหารส่วนใหญ่ของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้นั้นก็จะเป็นจำพวก ส้มตำ ไก่ย่าง ปลาเผา ไก่อบฟาง ฯลฯ ราคาเบาๆ และไม่แพงอย่างที่คิด ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ทะเลริมโขง ทะเลอีสานก็มีจริง การเดินทาง :  หาดมโนภิรมย์ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่บ้านชะโนด ตำบลชะโนด อำเภอหว้านใหญ่ ใช้เส้นทางมุ่งสู่สะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่สอง   ------------------------------------ 4. หาดวังโก / มหาสารคาม หาดทะเลน้ำจืด หาดวังโก จ.มหาสารคาม อีกหนึ่งหาดฝั่งอีสาน ในจังหวัดมหาสารคาม นี่เป็นหาดสุดท้าย แต่ว่าน่าอัศจรรย์สุดๆ เพราะหาดแห่งนี้ เป็นหาดทรายที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ มนุษย์ไม่ต้องสรรสร้าง ธรรมชาติก็มอบความงดงามของแม่น้ำที่น้ำไหลผ่านโค้งน้ำ ตะกอนทรายจะไหลไปทับถมเกิดเป็นหาดทรายโดยธรรมชาติ กลายเป็นหาดทะเลน้ำจืดไปโดยปริยาย หาดวังโก ตั้งอยู่บนโค้งของแม่น้ำชีซึ่งยาวประมาณ 1 กม. หัวท้ายของหาดถูกกั้นไว้ ลานหินทอดยาวขวางแม่น้ำชี ที่เรียกว่าแก่ง แก่งด้านซ้ายมือเรียกว่า แก่งบ้านห้วยและขวามือเรียก แก่งท่าเตาดิน ทั้งสองแก่งทำหน้าที่เหมือนฝายทดน้ำธรรมชาติ ในฤดูแล้งทั้งสองแก่งก็จะทำหน้าที่ฝายธรรมชาติกั้นน้ำไว้ทำให้แม่น้ำชีบริเวณหาดวังโกยังมีปริมาณน้ำเหลือเฟือ พอจะทำให้นักท่องเที่ยวไปเล่นน้ำได้ ที่พิเศษมากๆคือ ที่นี่มีกิจกรรม Adventure ที่แปลกไปกว่าที่ไหนๆ มีสไลเดอร์ผ้าใบขนาดยักษ์ ให้ได้เล่นฟรีๆ ถือเป็นครั้งแรกในไทยที่ถูกสร้างขึ้น และใหญ่ที่สุดในโลก มีหอสูง 50 ฟุตให้โดดข้ามแม่น้ำ ไป-กลับ เรือกล้วย เจทสกี ห่วงยางเล่นน้ำ ร่มและเต้นผ้าใบชายหาดเหมือนชายทะเลทุกประการ การเดินทาง จากตัวเมืองมหาสารคาม มุ่งสู่ถนนสายท่าพระ-โกสุมพิสัย โซนบ้านท่าเดื่อ ต.หนองบอน อ.โกสุมพิสัย มีทางหลวงชนบทราดยางเข้าถึงหาด ถือเป็นทรัพย์ในดิน และสินในน้ำของไทย ที่แสนจะโชคดี ที่เรามีสถานที่สวยงามและหลากหลายไว้ให้เราได้ท่องเที่ยว แต่อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวอย่างเราๆทั้งหลายก็อย่าละเลยที่จะช่วยกันรักษาความสะอาด และความสมบูรณ์ของธรรมชาติเหล่านี้เอาไว้ ก่อนที่จะไม่หลงเหลือความสวยงามเอาไว้ให้เราได้ทัศนา บทความน่าอ่านจาก http://www.emaginfo.com ร่วมกับ travel.mthai.com

ฟังชัด ๆ คำพูดจากเบื้องหลังกองถ่าย
Suicide Squad /  จาเร็ด เลโต / 

ฟังชัด ๆ คำพูดจากเบื้องหลังกองถ่าย "Suicide Squad" Suicide Squad ผลงานจากมือเขียนบทและผู้กำกับ เดวิด เอเยอร์ นำแสดงโดย วิลล์ สมิธ, จาเร็ด เลโต, มาร์โกต์ ร็อบบี, โจเอล คินนาแมน และวิโอลา เดวิส เนื้อเรื่องเล่าถึงเหล่านักโทษวายร้ายสุดอันตรายที่ถูกจับมารวมทีมกันพร้อมขุมอาวุธอันทรงพลังจากทางรัฐบาล เพื่อปฏิบัติภารกิจต่อสู้กับสิ่งลึกลับที่ไม่อาจจัดการได้ โดยอแมนดา วอลเลอร์ เจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ คิดว่าการตั้งทีมปฏิบัติการลับที่รวมเหล่าคนเดนตายที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วและแทบไม่มีอะไรจะเสียเป็นหนทางเดียวในการแก้ปัญหา ทว่าเมื่อพวกเขาตระหนักว่าไม่ได้ถูกเลือกมาเพื่อให้ทำงานได้สำเร็จ แต่เพื่อโยนความผิดเมื่อทำงานล้มเหลวอย่างไม่มีทางเลี่ยง เหล่า Suicide Squad จึงต้องยอมสู้จนตัวตาย และในวันนี้เรามาฟังทีมงานเบื้องหลังกันว่าแต่ละคนมีความคิดเห็นความรู้สึกต่อการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างไรบ้าง “Suicide Squad เป็นทีมสุดยอดวายร้ายทีมที่ไม่น่าจะเข้ากันได้ จากค่าย DC”  มือเขียนบทและผู้กำกับ เดวิด เอเยอร์อธิบายว่า “เพราะจะมีอะไรที่สู้กับสุดยอดวายร้ายได้ดีไปกว่าสุดยอดวายร้ายด้วยกันเอง สักคนหนึ่งหรือสักแก๊งหนึ่งล่ะครับผมว่ามันน่าตื่นเต้นเลยล่ะ เพราะมันช่วยให้ผมได้สำรวจหนังซูเปอร์ฮีโร่ในเวอร์ชันที่แตกต่างออกไป เป็นมุมกลับที่อยู่ตรงกันข้ามกับตัวละครฮีโร่” วิลล์ สมิธ นักแสดงในบทนักแม่นปืนระดับเทพ เดดช็อต เล่าว่า “ผมชอบหนังซูเปอร์ฮีโร่มาตลอดครับ และเดวิดก็อยากทำหนังที่ดูสนุกด้วยเรื่องราวที่ทรงพลังผ่านการมองความแตกต่างระหว่างการเป็นตัวร้ายกับการทำตัวชั่วร้าย ผมคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้เล่นเป็นตัวละครซึ่งในฐานะพ่อคน เขารู้สึกขัดแย้งกับสิ่งที่ตัวเองทำเพื่อหาเลี้ยงชีพแต่ขณะเดียวกันก็เก่งมาก ๆ ในงานที่เขาทำอยู่” ผู้อำนวยการสร้าง ชาร์ลส์ โรเวน ซึ่งผ่านงานหนังแนวนี้มามากมายกล่าวว่า “ผมว่าน่าสนใจมากนะครับที่จะทำหนังเกี่ยวกับตัวร้ายของ DC แล้วดูว่าตัวไหนที่ชั่วร้ายจริงๆ หรือตัวไหนมีส่วนดีที่ยอมรับได้ Suicide Squad เป็นการรวมเหล่าตัวร้ายสุดอันตรายที่ถูกคุมขังเอาไว้ พวกเขาจะทำอย่างไรเมื่อมีโอกาสลดโทษของตนหรือถึงขั้นได้รับอิสรภาพ แม้ว่าพวกเขาอาจไม่รอดชีวิตกลับมาจากภารกิจนี้สุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจลองเสี่ยงดู เพราะไม่ได้มีทางเลือกมากมายอะไรอยู่แล้ว” “ถ้าคุณดูหนังที่เดวิด เอเยอร์ทำมาจนถึงปัจจุบัน”  อีกหนึ่งผู้อำนวยการสร้าง ริชาร์ด ซัคเคิลกล่าว “ตัวละครของเขามักใช้ชีวิตตามจังหวะของตัวเอง แก๊งค์ Suicide Squad ก็มีลักษณะคล้าย ๆ กัน คือมีตัวละครที่ไม่ต้องการให้ใครมาบอกว่าต้องทำอะไรหรือทำอย่างไร เป็นพวกต่อต้านระบบ พวกเขาอยากเล่นตามกฎของตัวเอง แต่กลับถูกบังคับให้มารวมกลุ่มกัน จึงเกิดแรงเสียดทานและความขัดแย้งมหาศาลซึ่งกลายเป็นความน่าตื่นเต้น” วิโอลา เดวิส ผู้รับบท อแมนดา วอลเลอร์ เจ้าหน้าที่หน่วยราชการลับของสหรัฐ จอมบงการผู้เหี้ยมโหดและภาคภูมิใจที่สามารถบังคับให้คนอื่น ๆ ทำสิ่งที่ขัดกับผลประโยชน์ของตนเอง เล่าถึงครั้งแรกที่ได้พูดคุยกับเอเยอร์ว่า “เราเจอกันครั้งแรกที่บ้านเขา ฉันไปพบเขาแล้วเราก็เห็นตรงกันทันที เรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นแค่สองสามครั้งในอาชีพการงานของคุณ เวลาที่คนคนหนึ่งเข้าใจคุณจริง ๆ เห็นตัวตนของคุณและปล่อยให้คุณเป็นแบบที่คุณเป็น นั่นล่ะค่ะเดวิด” และชื่อเสียงและผลงานของเอเยอร์เพียงพอที่จะทำให้มาร์โกต์ ร็อบบี สนใจงานนี้ โดยเธอบอกกับเราว่า “ตอนแรกฉันไม่รู้หรอกค่ะว่า Suicide Squad คืออะไร ตอนเป็นเด็ก...ฉันไม่ได้อ่านคอมมิกแล้วก็ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับโลกของคอมมิกเลย แต่เดวิดเป็นมือเขียนบทและผู้กำกับที่ฉันอยากทำงานด้วย Training Day สุดยอดมาก ๆ แล้วฉันก็ดู End of Watch ไปสี่รอบ ส่วน Fury ก็น่าทึ่ง เราคุยกันทาง Skype สัก 20 นาทีได้ โดยเขาอธิบายคอนเซ็พต์ให้ฉันฟังคร่าว ๆ แล้วฉันก็ตัดสินใจร่วมงานเลย” แม้ว่าโจเอล คินนาแมน ในบทผู้พันริค แฟล็ก ไม่ได้เล่นเป็น “ตัวร้าย” บทของเขาอาจเรียกได้ว่าตรงกันข้ามด้วยซ้ำ แต่เขาก็สนใจแนวคิดนี้รวมถึงวิสัยทัศน์ของเอเยอร์ไม่แพ้กัน นักแสดงรายนี้ไม่คุ้นเคยกับตัวละครและเรื่องราวในคอมมิกมาก่อนเช่นเดียวกับร็อบบี แต่เขากล่าวว่า “หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดาและมีตัวละครอาชญากรเหนือมนุษย์ซึ่งมีความสามารถพิเศษ แต่เราก็ต้องทำตัวเหมือนอยู่ในโลกจริง เหมือนสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างหนักแน่นสมเหตุสมผลจริง ๆ...นั่นล่ะครับที่ผมว่าน่าค้นหา” นอกจากนี้ เอเยอร์ยังต้องการใส่ตัวละครสุดวิปริตอีกตัวหนึ่งจากโลกคอมมิกลงมาในหนังเรื่องนี้ นั่นคือ โจ๊กเกอร์ สำหรับการมารับบทอาชญากรผู้โดดเด่นที่สุดในผลงานของ DC ทีมผู้สร้างได้ติดต่อจาเร็ด เลโต ให้มานำเสนอภาพใหม่ของตัวตลกโรคจิตที่ขำออกอยู่คนเดียวรายนี้ ซึ่งเจ้าตัวก็มีความเห็นว่า “ตอนผมเป็นเด็ก ผมกับพี่ชายได้รับของขวัญจากเพื่อนแม่เป็นกล่องซึ่งใส่หนังสือคอมมิกไว้เต็มกล่อง มันเหมือนกับโลกทั้งใบถูกปลดปล่อยออกมา เหมือนกล่องแพนดอราได้ถูกเปิดออกครับ เมื่อคุณดำดิ่งลงไปในโลกเหล่านั้น จินตนาการของคุณจะลุกเป็นไฟ ผมคิดว่าจำเป็นต้องอาศัยความหลงใหลทุ่มเทและความเด็ดขาดแน่วแน่ในการตีความเรื่องราวเหล่านี้ และจากการคุยกับเดวิดครั้งแรก ผมก็รู้ชัดเลยว่าเขาต้องการสร้างสิ่งที่พิเศษ สิ่งที่แตกต่าง เมื่อทำงานกับเขา ผมรู้ว่าจะได้รับแรงบันดาลใจและได้สร้างตัวละครให้เป็นแบบของผมเอง” “สำหรับผมแล้ว ค่าย DC มีพลังอยู่ที่ความเป็นสากล ตัวละครเหล่านี้สะท้อนสิ่งที่เป็นจริง”  เอเยอร์กล่าวเสริม “พวกเขาสื่อถึงคุณค่าแบบสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็เป็นเสียงสะท้อนจากตำนานในอดีตด้วย นั่นคือความเป็นอมตะในตัวละครซึ่งทำให้ผมคิดว่าพวกเขามีเสน่ห์ ด้วยเหตุนี้ผมจึงอยากเล่าเรื่องราวของตัวละครกลุ่มนี้และอยากเห็นพวกเขามีชีวิตขึ้นมาบนจอภาพยนตร์” น้อยทีมนักที่จะดึงดูดสายตาได้เหมือนสมาชิกอันมีสีสันของแก๊งค์ Suicide Squad ซึ่งเมื่อรวมกับความตระการตาของการต่อสู้สุดหฤหรรษ์และซาวด์แทร็กที่ระเบิดความมันอย่างไม่แคร์ใคร หนังแอ็คชันเรื่องนี้จึงกลายเป็นความบันเทิงสุดเพ้อคลั่งสำหรับผู้ชมในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ร่วมลุ้นร่วมลุยไปกับสุดยอดฮีโร่เดนตายก๊วนนี้ 4 สิงหาคมนี้ พร้อมกันทุกโรงภาพยนตร์

เชื่อมือ!อองรีเชื่อเป๊ปปั้นสโตนส์เป็นแบบปิเก้ได้
จอห์น สโตนส์ /  พรีเมียร์ลีก / 

เธียร์รี่ อองรี อดีตกองหน้าชื่อดังเชื่อว่า เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะสามารถปั้น จอห์น สโตนส์ ให้เป็นยอดกองหลังอย่าง เคราร์ด ปิเก้ ที่บาร์เซโลน่าได้ปราการหลังวัย 22 ปีย้ายจาก เอฟเวอร์ตัน มาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัวเป็นสถิติถึง 47.5 ล้านปอนด์ ซึ่ง อองรี อดีตดาวเตะบาร์เซโลน่า และ อาร์เซน่อล ที่ตอนนี้เป็นนักวิเคราะห์เกมทางโทรทัศน์ ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าภายใต้การดูแลของเป๊ป จะทำให้ สโตนส์ จะสามารถพัฒนาตัวเองให้เป็นยอดนักเตะแบบ  เคราร์ด ปิเก้ ได้ เหมือนอย่างสมัยที่ เป๊ป เคยปั้นสามีของ ชากิร่า มาแล้วตอนที่ร่วมงานกันที่คัมป์นู

2 สุดยอดผู้กำกับผนึกกำลังเนรมิต
Shin-Godzilla /  ชินจิ ฮิงุชิ / 

2 สุดยอดผู้กำกับผนึกกำลังเนรมิต "Shin Godzilla" ให้ตื่นจากการหลับใหลอีกครั้ง เรียกเสียงฮือฮาทั่วเกาะญี่ปุ่นและยังเกิดเป็นกระแสความสำเร็จคำรามอย่างกึกก้องไปยังทั่วโลก สำหรับ Shin Godzilla ที่กลับมาทวงแชมป์ความเป็น คิงส์ ของอภิมหาสัตว์ประหลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก จากผลงานของ โตโฮ สตูดิโอ ผู้ให้กำเนิดก็อดซิลล่าต้นฉบับ ที่ครั้งนี้สร้างสถิติอันน่าทึ่งจนต้องบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์ก็อดซิลล่าตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่ง Shin Godzilla สามารถทำรายได้ทะลุพันล้านเยน หลังจากเปิดฉายไปเพียงแค่ 3 วัน และยังคงครองแชมป์อันดับ 1 ภาพยนตร์ทำเงินถึงสองสัปดาห์ซ้อน ทำรายได้ทะลุ 2.18 พันล้านเยน ในเวลาเพียง 10 วัน นับว่ายิ่งใหญ่ในความเป็น ก็อดซิลล่าต้นฉบับ สมกับที่คนทั้งโลกรอคอยมาตลอด 12 ปี เอาชนะก็อดซิลล่าในภาคก่อนหน้าที่ผ่านมาทั้งหมดนับตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องก็อดซิลล่าถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกเมื่อปี 1954 จนถึงปัจจุบัน Shin Godzilla ได้ฮิเดะอากิ อันโนะ มารับหน้าที่เขียนบทและกำกับภาพยนตร์ร่วมกับชินจิ ฮิงุชิ (1 ในทีมงานของ The Return of Godzillaปี 1984) และเป็นผู้กำกับที่เชี่ยวชาญในงานเทคนิคพิเศษของ Gamera Trilogy (1995-1999) ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ชุดสัตว์ประหลาดไตรภาคที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของ โตโฮ รวมทั้งภาพยนตร์ไลฟ์-แอคชั่นอย่าง Attack on Titan ภาค 1-2 ที่ทำรายได้มหาศาลไปถึง 4.93 พันล้านเยน เพื่อให้การกลับมาของก็อดซิลล่าต้นฉบับยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งคู่ยังได้บุคลากรขั้นเทพในวงการภาพยนตร์ของญี่ปุ่นอย่าง มาฮิโระ มาเอดะ Animator ซึ่งมีผลงานสร้างชื่อในระดับฮอลลีวู้ดจาก Mad Max: Fury Road และ Kill Bill Vol.1 มารับหน้าที่ดีไซน์ก็อดซิลล่าเวอร์ชั่นใหม่ พร้อมกับเสริมความอลังการให้กับภาพยนตร์ในส่วนของดนตรีประกอบภาพยนตร์โดย ชิโร่ ซางิสุ คอมโพสเซอร์มือฉมังผู้ฝากผลงานระดับเยี่ยม ๆ มานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Evangelion, Bleach, Berserk Golden Age Arc (& 2016), Attack On Titan ซึ่งถูกขนานนามให้เป็น Hans Zimmer ของญี่ปุ่น และเป็นคอมโพสเซอร์ที่ทรงอิทธิพลในอันดับที่ 4 ของญี่ปุ่น (JASRAC) มาร่วมสร้างความอลังการให้กับภาพยนตร์ทั้งในส่วนของดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่บรรเลงโดยวงออเครสตร้า และซาวน์ในแบบคอรัสที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึก และยิ่งใหญ่อลังการให้กับภาพยนตร์อภิมหาสัตว์ประหลาดเรื่องนี้ นอกจากนี้หนังยังมีความพิเศษด้วย 3 ซูเปอร์สตาร์มากฝีมืออย่าง ฮิโรกิ ฮาเซกาว่า (จาก Attack of the Titans 1-2) ที่คว้ารางวัล Best Supporting Actor ปี 2016 จากภาพยนตร์ซีรี่ส์ I’m Mita , Your Housekeeper ในการประกาศรางวัล Television Drama ครั้งที่ 71 อีกด้วย โดยใน Shin Godzilla เขารับบทเป็น รันโด้ ยางูจิ รองหัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยูทากะ ทาเคโนะอุจิ นายแบบและนักแสดงหนุ่มหล่อเซอร์ที่คนไทยคุ้นเคยกันดี (จาก With Love, Beach boys, ทีมล่าทรชน Boss) รับบทเป็น ฮิเดกิ อาคาซากะ ที่ปรึกษาพิเศษของนายกรัฐมนตรี ซาโตมิ อิชิฮาระ นางแบบและนักแสดงสาวสุดฮอตจาก H2, The Bandage Club, Attack On Titan ตลอด 13 ปีในวงการกับรางวัลการันตี ตั้งแต่ปี 2003 ภาพยนตร์เรื่องแรก My Granpa สามารถกวาดรางวัลจากสถาบันต่าง ๆ มากมายถึง 6 สถาบันด้วยกัน รวมทั้งภาพยนตร์ซีรี่ส์เรื่องแรกที่ออกอากาศในปีเดียวกันอย่าง Teru Teru Kazoku ก็ทำให้เธอคว้ารางวัล Broadcast Newcomer Best Newcomer จาก Golden Arrow Award ครั้งที่ 41 ปัจจุบันมีผลงานภาพยนตร์ซีรี่ส์ทางโทรทัศน์ถึง 45 เรื่อง และภาพยนตร์ 20 เรื่อง Shin Godzilla เธอรับบทเป็น เจ้าหน้าที่ทางการจากอเมริกา ที่เข้ามารับมือกับสถานการณ์ก็อดซิลล่าถล่มเมืองร่วมกับทีมเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลญี่ปุ่น อีกหนึ่งความอลังการที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ คือการระดมเอาเหล่านักแสดงที่มีชื่อเสียงทั้งชาย และหญิงในวงการมากถึง 328 คนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภาพยนตร์ ที่ต้องต้องร่วมกันเผชิญหน้ากับอภิมหาสัตว์ประหลาดอย่างก็อดซิลร่วมกัน แน่นอนว่าลมหายใจปรมาณู อาวุธสำคัญที่อัดแน่นไปด้วยพลานุภาพแห่งการทำลายล้างขั้นสูงสุดของเจ้าก็อดซิลล่ายังคงมีอยู่ พร้อมกับเสียงคำรามที่ดังกึกก้อง พร้อมกับเซอร์ไพรส์ที่ไม่ว่าจะเป็นแฟนก็อดซิลล่าต่างก็คาดไม่ถึง ซึ่งยังคงถูกปิดเป็นความลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งว่ากันว่านี่คือที่สุดของภาพยนตร์ก็อดซิลล่าระดับมาสเตอร์พีซ ที่เราจะได้เห็นพัฒนาการอีกขั้นของก็อดซิลล่าที่แฟน ๆ ต้องอดใจรอที่จะต้องพิสูจน์ด้วยตาคุณเอง 8 กันยายนนี้ พร้อมถล่มทุกโรงภาพยนตร์