วิสัยทัศน์

10 ผลบุญ ที่เมื่อคุณทำครบแล้วจะชีวิตรุ่งเรืองทุกๆด้าน
ดวง /  ดูดวง / 

ผลบุญ 10 ประการที่ทำแล้วชีวิตจะดี ประการแรก บุญเกิดจากการให้ทาน หมั่นให้เนืองๆ ซึ่งจะส่งผลให้เราเป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก ประการที่ 2  บุญเกิดจากการหมั่นรักษาศีลให้เคร่งครัดโดยลำดับ ซึ่งจะส่งผลให้เรามีสุขภาพดี ชีวิตมีสวัสดิภาพและสวยงาม ประการที่ 3  บุญเกิดจากการภาวนา จงหมั่นภาวนาอยู่เสมอทุกวันๆ เจริญสติ ฝึกสมาธิอยู่ทุกขณะ อย่าให้ขาด ซึ่งจะส่งผลให้เราเป็นคนมีพลังอำนาจในตนและมีสติปัญญาล้ำลึก ประการที่ 4  บุญเกิดจากการประพฤติอ่อนน้อมแก่ผู้ที่ควรอ่อนน้อมคือผู้ประเสริฐ ผู้ที่มีความบริสุทธิ์ใจ และผู้มีใจบริสุทธิ์ทั้งหลาย เราจะต้องประพฤติอ่อนน้อมอยู่เสมอ ซึ่งจะส่งผลให้เราเป็นที่รักที่เมตตา และอยู่ในสังคมอันสูง ประการที่ 5 บุญเกิดจากการขวนขวายในกิจของผู้อื่น ใครก็ตามที่ควรได้รับการช่วยเหลือ เราจะช่วยเขาตามสมควรแก่ฐานะ และตามโอกาสให้ได้วัตถุประสงค์คือ ทุกคนดีขึ้นจริงๆ ซึ่งจะส่งผลให้เรามีบริวารมาก มีคนอาสาช่วยกิจการงานมาก ยามเดือดร้อนมีคนยื่นมือมาช่วย ประการที่ 6 บุญเกิดจากการฟังธรรม จงศึกษาสัจจะอยู่เสมอ ไม่ว่าจะด้วยการอ่านหนังสือ ฟังเทปหรือฟังเทศน์ หรืออะไรก็ตามที่เป็นการศึกษาสัจจะ ที่จะให้เราเห็นแง่มุมของสัจจะครบถ้วนขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้วิสัยทัศน์ของเรากว้างขวางล้ำลึกถูกต้องยิ่งขึ้น ประการที่ 7 บุญเกิดจากการแสดงธรรม เมื่อรู้อะไรแล้วใครที่เขายังด้อยกว่าเรา เราก็แนะนำสั่งสอนตักเตือนเขาด้วยใจเมตตาด้วยใจปรารถนาดีจริงๆ เป็นการแสดงธรรม ซึ่งจะส่งผลให้เราแตกฉานและมั่นคงในความดีงามยิ่งขึ้น ถ้าเรายังไม่มีธรรมะมากนักก็อาจซื้อหนังสือธรรมะหรือเทปธรรมะไปแจกก็ได้ ประการที่ 8 บุญเกิดจากการอุทิศบุญ เมื่อทำความดีใดๆ แล้ว ก็หมั่นเผื่อแผ่ความดีให้แก่คนอื่น เจือจานความดีและความชอบในผลงานให้แก่คนอื่น อย่าไปหวงความดี อย่าไปติดดี ซึ่งจะส่งผลให้จิตใจเราสะอาดและอิสระยิ่งใหญ่ขึ้น ประการที่ 9  บุญเกิดจากการอนุโมทนาส่วนกุศล เมื่อใครเขาทำความดีแล้วเราหมั่นยินดีในความดีของเขา ชื่นชมยินดี สรรเสริญยกย่องเขา จะทำให้จิตใจเราสูงส่งยิ่งขึ้น สะอาดหมดจด ไม่อิจฉาริษยา ซึ่งจะส่งผลให้เรามีมิตรมาก มีความสัมพันธ์อันมั่นคง ประการที่ 10  บุญเกิดจากการทำความเห็นให้ตรงสัจจะ คือทำปัญญาให้ตรงกับสัจจะอันล้ำลึกแทงตลอด ทำปัญญาให้ตรงกับเป้าหมายสูงสุดของชีวิตและของทุกสิ่งของขบวนการวิวัฒนาการ แล้วทำปัญญาให้เห็นประโยชน์สูงสุด ปรับวิถีชีวิต ทำกิจการงานทุกอย่างให้ได้ประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกฝ่ายไป ทุกขณะคือทำบุญในงาน แล้วทำงานให้เป็นบุญโดยลำดับ ซึ่งจะส่งผลให้เราแจ่มแจ้งในความเป็นจริงทุกระดับและนำปัญญามาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตได้จริง บุญทุกประการที่กล่าวมาแล้วจักชำระจิตใจ ทำให้ชีวิตเราหมดจดมากขึ้น เมื่อบริสุทธิ์มากขึ้น พลังอำนาจอันเป็นฐานแห่งความสำเร็จก็ยิ่งใหญ่ขึ้น ดังนั้น ถ้าทำได้ครบ 10 ประการตามที่บอกมาอย่างนี้ ท่านจะประสบความสำเร็จในชีวิตทุกๆด้าน ไม่ใช่ด้านใดด้านเดียว แต่เป็นทุกด้านของชีวิตเลยทีเดียว ติดตามดูดวงอื่นๆได้ที่ : Horoscope.mthai.com  

30 วัด UNSEEN ในเมืองไทย สวยแค่ไหนต้องไปดู!
unseen thailand /  จัดอันดับ / 

เมืองไทยนั้นได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ โดดเด่นในเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรม มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามานานหลายร้อยปี ในเมืองไทยนั้นมีวัดวาอารามเป็นจำนวนมาก ให้ผู้คนเข้าไปกราบไหว้ ถือศีล หรือปฏิบัติธรรม เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และสั่งสอนให้เราเป็นคนดี วันนี้เราได้รวบรวม 30 วัด UNSEEN ในเมืองไทย มาให้ชมกัน สวยแค่ไหนต้องไปดู! แต่นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะเมืองไทยยังมีวีดที่สวยงามและน่าอัศจรรย์อีกหลายที่ทีเดียว 30 วัด UNSEEN ในเมืองไทย สวยแค่ไหนต้องไปดู! 1. วิหารเทพวิทยาคม วัดบ้านไร่ หรือ วัดหลวงพ่อคูณ จ.นครราชสีมา ตั้งอยู่ใน ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา วิหารเทพวิทยาคม เป็นอุทยานธรรมกลางบึงน้ำขนาดใหญ่ 30 ไร่ งานสถาปัตยกรรมพุทธศิลป์ขนาดใหญ่ เป็นมหาวิหารแห่งพระไตรปิฎก ที่รวบรวมพุทธประวัติ พระวินัย และพระธรรมคำสอนไว้ทั้งหมด เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม แห่งแรกในประเทศไทย องค์วิหารเป็นลักษณะทรงกลม มีทั้งหมด 4 ชั้น ได้แก่ สะพานพญานาค, ซุ้มประตูบารมีทั้ง 4 ทิศ (ซุ้มพระอินทร์ ซุ้มพระยม ซุ้มพระพิรุณ และซุ้มพระกุเวร (ท้าวเวสสุวรรณ)), เสารอบอาคาร เป็นเสาที่บรรจุภพชาติที่พระพุทธเจ้าถือกำเนิดทั้ง 523 ชาติไว้รอบๆ ด้านผนังรอบนอกนำเสนอจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง “ทศชาติชาดก” เป็นจิตรกรรมเขียนสีแผ่นเซรามิก 2. วัดสิรินธรวราราม (ภูพร้าว) จ.อุบลราชธานี ได้รับขนานนามว่า "วัดเรืองแสง" คือ เมื่อแสงพลบค่ำ จะปรากฏภาพ "ต้นไม้เรืองแสง" เป็นสีเขียวของต้นกัลปพฤกษ์ ภาพจิตรกรรมบนผนังด้านหลังของอุโบสถ เวลาที่เหมาะสมในการชม คือ 18.00-20.00 น. ตัวภาพต้นไม้จะคล้ายกับที่เคยเห็นในวัดเชียทองที่หลวงพระบาง แต่ศิลปินผู้สร้างผลงานชิ้นนี้ใส่ไอเดียลงไปในผลงานจนเกิดความงดงามแบบนี้ นอกจากนี้แล้ววัดสิรินธรวรารามภูพร้าว ยังเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากจุดหนึ่ง รวมไปถึงเหมาะสำหรับการดูดาว ซึ่งหากโชคดีอาจได้พบฝูงช้างเผือกเชือกใหญ่เปล่งประกายบนท้องฟ้า ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบร่มรื่น เมื่อนักท่องเที่ยวที่มาเยือนได้พบเห็นแล้ว ต้องประทับจำใจอย่างแน่นอน 3. โบสถ์สีทอง วัดปากน้ำโจ้โล้ จ.ฉะเชิงเทรา ชมพระอุโบสถหนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่ทาสีทองทั้งหลัง งดงามตระการตา ทั้งภายนอกและภายใน และมีเรือโบราณ สมัยสมเด็จพระจ้าตากสินมหาราชได้รับชัยชนะ จึงทรงโปรดฯ ให้สร้างเจดีย์ไว้เป็นอนุสรณ์ด้วย 4. วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์ ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ความโดดเด่นอลังการที่ไม่เหมือนใครนอกจากทิวทัศน์สวยๆ ของทะเลภูเขารายรอบและทะเลหมอกสีขาว ก็คือ สีสันสดใสอันเกิดจากการนำกระเบื้องสีถ้วยชามเบญจรงค์มุกลูกปัดแก้วแหวนเงินทอง ตลอดจนเซรามิคหลากสีสัน มาประดับประดาตกแต่งเป็นลวดลายที่สวยงามเมื่อยามต้องแสงแดดทั่วทั้งอาณาบริเวณจะสะท้อนประกายงดงามราวกับวัดบนสรวงสวรรค์ เป็นสถานที่อันสวยงามและศักดิ์สิทธิ์ควรค่าแก่การไปเยือน นอกจากนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานของ “พระพุทธเจ้า 5 พระองค์” พระพุทธรูปสีขาวซ้อนกัน 5 องค์นั่งซ้อนกันบนฐานดอกบัว มีความใหญ่โตโอ่อ่า ทำให้เกิดภาพอันงดงามแบบหาที่ไหนไม่ได้ ด้วยทัศนียภาพรอบด้านเต็มไปด้วยขุนเขาและเมฆหมอก 5. วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร หรือ เขาชีจรรย์ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี บริเวณหน้าผาเขาชีจรรย์ จะพบ แกะสลักรอยพระพุทธรูป “พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา” แกะสลักด้วยเลเซอร์ บนหน้าผาหินปูนใหญ่ที่สุดในโลก ประดับด้วยโมเสกสีทอง สร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสครองราชย์ฯ 50 ปี 6. วัดถ้ำผาแด่น จ.สกลนคร วัดถ้ำผาแด่น เป็นวัดเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 100 ปี ตั้งอยู่บนเทือกเขา มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม อีกทั้งยังมี "หินเทพ" งานแกะสลักหินทรายที่ขึ้นชื่อ อยู่บนเทือกเขาภูพาน เป็นจุดชมวิวตัวเมืองสกลนคร และทะเลสาบหนองหาน ชมประติมากรรมจากฝีมือมนุษย์ ที่แกะสลักหินภูเขาธรรมดา ให้กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ 7. วัดหลวงพ่ออุตตมะ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี หรือ วัดวังก์วิเวการาม มีโลงบรรจุสังขารของหลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งเปรียบเสมือน "เทพเจ้าแห่งชาวมอญ" อยู่ภายในปราสาทเก้ายอด ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจ ของผู้คนหลายเชื้อชาติ ที่อาศัยอยู่ในอำเภอสังขละบุรี 8. เศียรพระพุทธรูปใต้ต้นโพธิ์ - วัดมหาธาตุ จ.พระนครศรีอยุธยา วัดมหาธาตุเป็นวัดที่เก่าแก่ ที่มีความสำคัญยิ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมธาตุใจกลางพระนคร ซึ่งในปัจจุบันยังคงมีซากปรีกหักพังของวิหาร เจดีย์ ให้เราได้เห็นกันอยู่ อีกทั้งมี เศียรพระพุทธรูปกว่าร้อยปี ที่ถูกห่อหุ้มด้วยรากของต้นโพธิ์ เป็นภาพที่เผยแพร่ไปทั่วโลก ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางมาชมความมหัศจรรย์นี้ 9. ปราสาททองคำ - วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี หรือ วัดจันทาราม เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งหนึ่งของ เมืองอุทัยธานี จากวัดเล็กๆ ที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีเพียงพระอุโบสถขนาดเล็ก ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติด้วยฝีมือพื้นบ้าน ก็ค่อยๆ ขยายพื้นที่และมีการพัฒนาปรับปรุงขึ้นมา มี ปราสาททองคำ ที่สวยงาม เป็นอาคารขนาดใหญ่ที่มีความวิจิตรงดงามประณีตมากๆ ส่วนต่างๆ ของปราสาทตกแต่งด้วยทองคำเปลว ติดกระจก บานหน้าต่างและประตูด้านใน เขียนภาพเทวดาโดยจิตรกรฝีมือดี มี 3 ชั้น 37 ยอดปราสาท พื้นที่ภายในปราสาทจะใช้เป็นสถานที่เป็นพระพุทธรูปที่ญาติโยมนำมาถวายวัด แต่ในปัจจุบันบริเวณภายในยังคงเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้อย่างใกล้ชิดเช่นกัน  10. วัดอโศกการาม จ.สมุทรปราการ เป็นสถานวิปัสสนากรรมฐาน มี "พระธุตังคเจดีย์" เป็นพระเจดีย์หมู่รวม 13 องค์ ทุกองค์มีพระบรมสารีริกธาตุ บรรจุไว้ในผอบทอง เงิน นาก สัญลักษณ์แห่ง “ธุดงควัตร 13 ข้อ” และอนุสาวรีย์พระเจ้าอโศกมหาราช ภาพจากแฟนเพจ: Sabtarin Eos www.facebook.com/sabtarin.wimolrat 11. วัดป่าภูก้อน อ.นายูง จ.อุดรธานี วัดป่าภูก้อน ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่านายูงและป่าน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี เป็นรอยต่อ 3 จังหวัด คือ อุดรธานี เลย และหนองคาย พุทธสถานท่ามกลางธรรมชาติ สถานที่ปฏิบัติธรรมในเขตป่าสงวนแห่งชาติ กำเนิดขึ้นจากการตระหนักถึง คุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ และป่าต้นน้ำลำธาร ซึ่งกำลังถูกทำลาย 12. พระพุทธบาทพระธาตุอินทร์แขวน จ.ลำพูน ที่ บ้านน้ำพุ ต.ป่าสัก อ.เมือง บนดอยถ้ำหิน โดยจำลองพระธาตุอินทร์แขวนที่พม่า และสร้างองค์พระธาตุไว้บนก้อนหินขนาดใหญ่บนหน้าผา บริเวณใกล้ๆ กัน มีรอยหินที่เชื่อกันว่า เป็นรอยพระพุทธบาทประทับอยู่ 13. พระมหาเจดีย์ศรีชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วราราม อ.หนองพอก ติดอันดับ 10 วัดสวยที่สุดในเมืองไทย ด้วยความสวยงามของพระมหาเจดีย์ ที่ผสมผสานระหว่าง องค์พระปฐมเจดีย์ ศิลปะภาคกลาง และพระธาตุพนม ศิลปะภาคอีสาน 14. ถ้ำเขาหลวง จ.เพชรบุรี เป็นแหล่งท่องเที่ยวของเพชรบุรี ซึ่งมีถ้ำสำคัญอยู่ 4 ที่คือ ถ้ำเขาย้อย ถ้ำเขาบันไดอิฐ ถ้ำเขาเตาหม้อ และถ้ำเขาหลวง ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อย สีสันสวยงาม ประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค์อันสำคัญยิ่ง ซึ่งรัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างถวาย ชมลำแสงสวยงาม ที่ส่องลงมาจากปล่องแสงเพดานถ้ำ 15. วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ จ.ลำปาง มีเจดีย์ประดิษฐานบนยอดเขา มากกว่า 10 องค์ บนภูเขาสูงเสียดฟ้า ล้อมรอบด้วยทิวเขาสูง ภายในบรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สร้างด้วยแรงศรัทธาของพระสงฆ์และชาวบ้าน ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานนับ 10 ปี เป็นจุดชมวิว 360 องศา 16. วัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย วัดร่องขุ่น ถอดแบบมาจากวัดมิ่งเมือง จังหวัดน่าน ออกแบบและก่อสร้างโดย เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ซึ่งได้รับแรงบัลดาลใจมากจาก 3 สิ่งคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อีกทั้งการสร้างวัดแห่งนี้ยังมีความหมายทุกชิ้นงาน อาทิ ตัวอุโบสถเป็นสีขาวสะอาดตา สื่อความหมายว่า พระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า, สะพาน หมายถึง การเดินข้ามจากวัฏสงสารสู่พุทธภูมิ, ขี้ยว หรือ ปากพญามาร หมายถึง กิเลสในใจ, สันของสะพานมีอสูรอมกัน ข้างละ 8 ตัว 2 ข้าง รวมกันแทนอุปกิเลส 16, กึ่งกลางของสะพาน หมายถึง เขาพระสุเมรุ, ดอกบัวทิพย์ 4 ดอกใหญ่ตรงทางขึ้นด้านข้างอุโบสถแทนซุ้มพระอริยเจ้า 4 พระองค์ คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ และบันไดทางขึ้น มี 3 ขั้น แทน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา 17. วัดศรีชุม จ.สุโขทัย วัดที่มีความโดดเด่นน่าสนใจ ทางด้านสถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์ เรื่องราวการสู้รบของกองทัพพระนเรศวร ที่ปลุกใจและรวมคน ณ ที่แห่งนี้ ว่ากันว่ามีอุโมงค์ลับ ขึ้นไปที่ด้านหลังองค์พระอจนะ(พระพูดได้) 18. วัดพระศรีอารย์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี อุโบสถทองคำร้อยล้าน งดงามยิ่งใหญ่อลังการ ใช้เวลาก่อสร้างนาน 37 ปี แสดงถึงพลังแห่งศรัทธาของชาวราชบุรี ที่มีต่อพระพุทธศาสนา และกราบไหว้พระศรีอารย์ พระพุทธรูปคู่วัด พระพุทธลักษณะสมัยคันธาระ 19. พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตั้งอยู่บนเขาธงชัย บริเวณวัดทางสาย ต.เขาธงชัย อ.บางสะพาน เป็นสถาปัตยกรรมไทยอันยอดเยี่ยม บนเนื้อที่กว่า 3 ไร่ และเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม ของชายหาดบ้านกรูด มองเห็นทิวทัศน์ได้ไกลสุดลูกหูลูกตา 20. อุโบสถติดอักษรเบรลล์ วัดเขาย้อย จ.เพชรบุรี เป็นอุโบสถแห่งแรก ที่เปิดโอกาสให้ผู้พิการทางสายตาเข้าถึงได้ โดยมีทางขึ้นวิลแชร์ จัดสร้างอักษรเบรลล์ และปูนปั้นประดับ ที่ให้ผู้พิการทางสายตา ศึกษาเรื่องราวที่แฝงไปด้วยความงามทั้งทางโลกและทางธรรม 21. อุโบสถสแตนเลส จ.ราชบุรี ที่ วัดโพธิ์รัตนาราม อ.บ้านโป่ง เป็นอุโบสถหลังที่ 2 ของเมืองไทยที่หุ้มด้วยสแตนเลสทั้งหลัง (หลังแรกอยู่ที่ วัดป่าลำขาแข้ง จ.กาญจนบุรี) ชาวบ้านมักเรียก “วัดโพธิ์คู่” เพราะสมัยก่อนมีต้นโพธิ์ขึ้นคู่กันอยู่หลายคู่ 22. อุทยานพระพุทธศาสนา อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เป็นสถานที่ที่กำลังก่อสร้าง มีพระพุทธรูปจำนวนมาก ริมแม่น้ำตาปี ถนนสายเอเชีย อ.ทุ่งใหญ่ ซึ่งใครต่างๆ เรียกขานสถานที่แห่งนี้ว่า "วัดนิรนาม" แห่งใหม่ในเมืองใต้ เมื่อเข้ามาสัมผัส จะได้รับรู้ได้ถึงความสงบ 23. บรมพุทโธ (เจดีย์หินทราย) จ.ร้อยเอ็ด ที่ วัดป่ากุง อ.ศรีสมเด็จ จำลองมาจาก "บรมพุทโธ" ประเทศอินโดนีเซีย สิ่งมหัศจรรย์ที่สวยงาม สถาปัตยกรรมชั้นนำ 1 ใน 7 ของโลก สร้างจากหินทรายธรรมชาติ มี 7 ชั้น แกะสลักเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา 24. พระวิหารสีฟ้า วัดร่องเสือเต้น จ.เชียงราย เป็นศิลปะประยุกต์ ที่มีเอกลักษณ์สวยงามแปลกตา ใช้เฉดสีน้ำเงินฟ้า ฝีมือการรังสรรค์ของ นายพุทธา กาบแก้ว หรือ สล่านก ศิลปินท้องถิ่นชาวเชียงราย ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ 25. วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ สร้างเมื่อกว่า 600 ปี มาแล้ว ในอดีตป็นสวนดอกไม้ (ต้นพยอม) ของเจ้านายฝ่ายเหนือ ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐาน รวมพระอัฐิของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ และพระประยูรญาติ สร้างขึ้นโดย พญากือนา กษัตริย์ลำดับที่ 6 ของราชวงศ์มังราย เพื่อประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้มาจากสุโขทัย และยังเป็นพระธาตุคู่แฝด กับพระธาตุดอยสุเทพอีกด้วย 26. วัดซับไพเราะ จ.เพชรบูรณ์ นมัสการ "พระพุทธสิกขีองค์ปฐมบรมจักรพรรดิ์" ที่ วัดซับไพเราะ ถ้ำแก้วผางามตะปะสี ต.ซับไม้แดง อ.บึงสามพัน ซึ่งเป็นวัดป่าติดภูเขา เงียบสงบ บริเวณทางขึ้นถ้ำของวัด ปรากฏมีเพชรพญานาคราชฝังอยู่ในหิน 27. วิหารแก้ววัดม่วง จ.อ่างทอง มีการประดับด้วยกระจกแก้ว ทั้งภายในและภายนอกทั้งหลังภายในวิหารแก้ว ได้เทหล่อทองเหลือง สร้างรูปเหมือน พระเกจิอาจารย์ดังทั่วประเทศ จำนวน 50 องค์ ประดิษฐานอยู่รอบในวิหารแก้ว 28. พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ จ.สกลนคร หรือ "พระเจดีย์ตรัสรู้ " ที่ วัดถ้ำพวง (วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม) อ.ส่องดาว ด้านนอกของเจดีย์ มีพระพุทธรูป องค์เล็ก-องค์ใหญ่ เรียงตามผนัง จนถึงโคนยอดประมาณ 200 กว่าองค์ ด้านในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 29. วัดสังกระต่าย จ.อ่างทอง โบสถ์ร้างโบราณ มี 3 ห้อง ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่คือ หลวงพ่อวันดี หลวงพ่อศรี และหลวงพ่อสุข โบสถ์ถูกโอบล้อมด้วยต้นโพธิ์ 4 ด้าน ช่วยพยุงตัวโบสถ์เอาไว้ และปกคลุมให้ร่มเงา มาเป็นระยะเวลานาน 30. พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ ถ้ำพระยานคร จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นตราประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด เมื่อยามแสงอาทิตย์ส่องเข้ามาในถ้ำ พลับพลาที่ประทับจะเรืองรองงดงาม ช่วงที่สวยที่สุดคือ เวลา 10.30-11.30 น. เที่ยวได้ตลอดทั้งปี  ขอบคุณข้อมูล Unseen Tour Thailand เรียบเรียง Travel.mthai  

เที่ยวออสเตรีย กับ 20 สถานที่ยอดฮิตใน กรุงเวียนนา (Vienna)
Austria /  กรุงเวียนนา / 

กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย นั้นก็มีสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งประวัติศาสตร์ และธรรมชาติที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง เราได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ที่เป็นแหล่งความรู้ ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจใน กรุงเวียนนา มาฝากกัน ^^ เที่ยวออสเตรีย กรุงเวียนนา (Vienna) กรุงเวียนนา (Vienna) เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแสนสะอาดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในโลกแห่งปี 2014 นอกจากนั้นเวียนนายังถือว่าเป็นในเมืองสุดแสนโรแมนติก เป็นฮันนีมูนเดสติเนชั่นในฝันของคู่รักนับล้านรอบโลก  มีที่เที่ยวที่น่าสนใจ คือ 1. พระราชวังเชินบรุนน์ (Schoenbrunn Palace) เวียนนา เป็นอาคารในสไตล์โรโคโคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศออสเตรีย โดยในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาชมมรดกโลกที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศแห่งนี้หลายล้านคน ชื่นชมการตกแต่งอันหรูหราในแต่ละห้องของพระราชวังเชินบรุนน์ ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของสมเด็จพระจักรพรรดิฟรันซ์ โยเซฟ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซาและบรรดาผู้ปกครองแห่งประเทศออสเตรียพระองค์อื่นๆ จากนั้น เดินเล่นที่สวนสไตล์บารอกอันยิ่งใหญ่ตระการตาที่อยู่ด้านหลังของตัวพระราชวัง เด็กๆ จะต้องหลงรักเขาวงกตและสวนสัตว์แห่งศตวรรษที่ 18 อย่างแน่นอน 2. พระราชวังฮอฟบวร์ก (Hofburg Palace) เวียนนา ก่อสร้างขึ้นในปี 1275 สิ่งที่น่าสนใจมีตั้งแต่ห้องจัดแสดงในหอสมุดแห่งชาติไปจนถึงวัตถุแวววาวระรานตาในพระคลังสมบัติหลวง ที่นี่ยังเต็มไปด้วยเครื่องประดับล้ำค่า เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และผลงานชิ้นเอกทางสถาปัตยกรรมและศิลปะ เดินชมความหรูหราในสถานที่พำนักกว่า 600 ปีของราชวงศ์ฮอฟบวร์กและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติของผู้ปกครองที่ทรงอำนาจของราชวงศ์นี้ พระราชวังหลังนี้ประกอบด้วยปีกอาคารกว่า 18 ส่วนและห้องมากกว่า 2,000 ห้องเลยทีเดียว 3. มหาวิหารเซนต์สตีเฟน หรือ ชเตฟันสโดม(St. Stephan's Cathedral, Stephan Dom) และ ถนนช้อปปิ้ง กราเบน (Graben) เป็นอาสนวิหารโรมันคาทอลิกในอัครมุขมณฑลเวียนนา และเป็นที่ตั้งอาสนะของอาร์ชบิชอปแห่งเวียนนา สถาปัตยกรรมที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นแบบโรมานเนสก์ และ กอทิก ริเริ่มโดยรูดอล์ฟที่ 4 ยุกแห่งออสเตรีย โบสถ์ที่อุทิศให้กับนักบุญสตีเฟนในบริเวณนี้มาตั้งแต่ปี 1147 ที่นี่ เข้าชมฟรีนะครับ ซึ่งบริเวณรอบข้างจะมีร้านซื้อของฝาก ซื้อตรงนี้เลยครับ (แม่เหล็ก ธง แก้ว กล่องดนตรี ป้าย ปากกา และที่หลายคนแนะนำคือ ตะไบเล็บประดับคริสตัลสวยงาม) รวมทั้งร้านช็อกโกแล็ตชื่อดังอย่าง Manner (อ้อ แต่ซื้อที่ ซุปเปอร์มาร์เก็ตถูกกว่า)  และยี่ห้อ Mozart เดินทะลุไปที่ Graben เป็นถนนช้อปปิ้งที่จะมี นักดนตรีเปิดหมวกให้ฟังเพลินๆ มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านเสื้อผ้าที่คุณผู้หญิงคงไม่พลาด เพราะราคาถูกกว่าไทยในช่วง summer จ้า การเดินทาง รถไฟฟ้า metro ลงสถานี Stephanplatz 4. พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะ (Kunsthistorisches Museum หรือ Museum of Art History) เป็นพิพิธภัณฑ์คู่ที่หันหน้าเข้าหากันระหว่างจัตุรัสมาเรียเทเรซา พิพิธภัณฑ์ทั้งสองตั้งอยู่ในกรุงเวียนนาในประเทศออสเตรีย ที่ก่อตั้งระหว่างปี ค.ศ. 1872 ถึง ค.ศ. 1891โดยทำพิธีเปิดโดยสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟที่ 1 แห่งออสเตรีย พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ชั้นนำของโลกในการสะสมงานวิจิตรศิลป์และมัณฑนศิลป์ 5. พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่พระราชวังเบลเวอเดียร์ (Belvedere Palace) ได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นเมื่อต้นศตวรรษที่ 18 สถาปัตยกรรมแบบโรโคโค ในอดีตพระราชวังสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของเจ้าชายยูจีน ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงและเก็บรักษาผลงานศิลปะที่ดีที่สุดของกรุงเวียนนา ตั้งแต่ยุคกลางจนถึงยุคปัจจุบัน เช่น กุสตาฟ คลิมท์ (Klimt), Monet, Kokoschka, Renoir และ Schiele โดยเฉพาะรูป The Kiss ของ Klimt ที่ถือเป็น สัญลักษณ์ของศิลปะของเวียนนา (เป็นภาพในของขายที่ระลึกเต็มไปหมด) ก็เก็บในที่แห่งนี้ (ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/The_Kiss_(Klimt)) เดินทางด้วย สถานที Stadtpark 6. พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Naturhistorisches Museum) ก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายยุค 1800 ส่วนจัดแสดงในปัจจุบันประกอบด้วยวัตถุกว่า 30 ล้านชิ้น ซึ่งทำให้ส่วนจัดแสดงของที่นี่ถือเป็นหนึ่งในส่วนจัดแสดงที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ห้องจัดแสดงกว่า 40 ห้องภายในอาคารของพระราชวังเก่าใช้เป็นพื้นที่ในการอธิบายรายละเอียดของการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกและองค์ประกอบบนดาวเคราะห์สีฟ้าของเรา สถานที่อยู่ด้านหลังวัง Hofburg 7. หอสมุดแห่งชาติของประเทศ ออสเตรีย (National Bibliotheque) หอสมุดแห่งชาติของประเทศออสเตรีย สร้างขึ้นในปี 1722 ตั้งอยู่ในอาคารบารอกที่งดงามภายในพระราชวังฮอฟบวร์ก ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจถึง 4 แห่งและเก็บรวบรวมหนังสือมากที่สุดในประเทศออสเตรีย หอสมุดแห่งชาติของประเทศออสเตรีย เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจถึง 4 แห่งด้วยกัน เดินชมม้วนกระดาษโบราณในพิพิธภัณฑ์ปาปิรัส เรียนรู้ภาษาสากลในพิพิธภัณฑ์ภาษาโลกหรือทำความเข้าใจถึงแผนการค้นพบของบรรดาพ่อค้าในโลกได้ที่พิพิธภัณฑ์ลูกโลก สถานที่อยู่ภายใน Hofburg (แต่ถ้าจะเขาไปยังห้องสมุดเก่าในภาพต้องเดินอ้อมไปทางด้านหลังห้องสมุด) 8. สุสานกลาง (Zentralfriedhof)  กรุงเวียนนา สร้างขึ้นในปี 1874 และกลายเป็นหนึ่งในสุสานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปยุโรป มีผู้คนนับล้านฝังอยู่ภายใต้พื้นที่ 495 เอเคอร์ (200 เฮกตาร์) ของสุสาน โดยมีพื้นที่สำหรับใช้เป็นหลุมฝังศพของบุคคลพิเศษ เช่น บีโธเฟน, บราห์ม, ชูเบิร์ต, สโทรส หลับใหลอยู่ภายใต้ป้ายจารึกที่ประดับประดาอย่างสมเกียรติในสุสานกลางแห่งกรุงเวียนนา ที่ทำให้ "เมืองแห่งเสียงเพลง" เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก 9. พิพิธภัณฑ์ควาร์เทียร์ (MuseumsQuartier; MQ) พิพิธภัณฑ์ควาร์เทียร์เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในปี 2001 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์วัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดของโลก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นโรงม้าของพระราชวังหลวงและกินพื้นที่ 645,000 ตารางฟุต ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งอำนวยความสะดวกกว่า 70 แห่ง ซึ่งรวมถึงพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง ศูนย์เต้นรำและร้านค้ามากมายของกรุงเวียนนา เพลิดเพลินไปกับความแตกต่างอันโดดเด่นระหว่างอาคารในสไตล์บารอกกับภูมิทัศน์ถนนสมัยใหม่ที่ผสมผสานกันอยู่ในศูนย์แสดงผลงานศิลปะ ใช้เวลาช่วงเช้าเพื่อเที่ยวชมผลงานศิลปะร่วมสมัย ชมผลงานของศิลปินเอกแห่งโลกยุคใหม่อย่างปิกัสโซและแอนดี้ วอร์ฮอล เสร็จแล้วลองนั่งผ่อนคลายบนม้านั่งแนวแอบสแตรกหรือจิบกาแฟในคาเฟ่หรือภัตตาคาร ซึ่งมีให้เลือกมากมายในบริเวณนี้ 10. โรงละคร โรงโอเปร่าแห่ง กรุงเวียนนา (Vienna State Opera) หรือรู้จักกันในชื่อท้องถิ่นว่า "วีเนอร์ สตาทโซเพอร์" ถือเป็นสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่แห่งแรกที่สร้างเสร็จในใจกลางของริงชตราสตั้งแต่ปี 1869 หลังจากได้รับความเสียหายระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โรงอุปรากรแห่งนี้ก็ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างสุดความสามารถในปี 1950 เพื่อให้กลับไปมีความสวยงามเฉกเช่นเดิม ในปัจจุบัน มีการแสดงต่างๆ จัดขึ้นที่โรงอุปรากรแห่งชาติเวียนนาเกือบทุกวัน โรงอุปรากรแห่งนี้ประกอบด้วยทีมงานมากกว่า 50 ทีมงานต่อปี ซึ่งทำให้ที่นีกลายเป็นสถานที่จัดแสดงอุปรากรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก 11.พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ อัลแบร์ทินา (Albertina) กรุงเวียนนา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงต้นฉบับภาพพิมพ์กราฟฟิคชิ้นเอกที่เยอะที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมไปถึงผลงานของมอแนและปิกัสโซ ชมผลงานต้นฉบับของรือเบินส์ มอแน ปิกัสโซ เรมบรานดต์ และที่นี่ยังเปิดให้เข้าชมห้องอันหรูหราของหนึ่งในพระราชธิดาในสมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา 12. โบสถ์เซนต์ชาร์ลส์ เที่ยวเวียนนา ในปี 1713 สมเด็จจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 6 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์สาบานว่าจะสร้างโบสถ์เพื่อเป็นเกียรติให้แก่นักบุญอุปถัมภ์ของพระองค์ที่ชื่อชาร์ลส์ โบร์โรเมโอ อาคารที่มีโครงสร้างแปลกตาหลังนี้เต็มไปด้วยภาพปูนเปียกและแท่นบูชาอันวิจิตรตระการตาภายใต้โดมอันงดงาม ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กเปิดให้บริการอยู่ภายในด้วย โดมและหอคอยในสไตล์บารอกแบบเวียนนาผสมผสานหน้ามุขแบบกรีกและเสาแบบโรมาเนสก์ ซึ่งทำให้โบสถ์แห่งนี้กลายเป็นโบสถ์ที่ดูสะดุดตาที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเวียนนา 13. บวร์กเธียเตอร์ (Burgtheater) ก่อสร้างในปี 1741 ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา ซึ่งเดิมทีทำหน้าเป็นหนึ่งในท้องพระโรงสำหรับงานพระราชพิธีของสมเด็จพระจักรพรรดินี แต่ส่วนของโรงละครในปัจจุบันสร้างขึ้นในปี 1888 อาคารแบบเรเนสซองส์ โรงละครได้รับความเสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ได้รับการบูรณะให้กลับมาอยู่สภาพเดิม เนื่องจากโรงละครแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในโรงละครที่สำคัญที่สุดในทวีปยุโรป 14. สวนสาธารณะเวียนเนอร์ พราเตอร์ (Wiener Prater) นั่งชิงช้าสวรรค์หรือรถไฟเหาะที่มีชื่อเสียงในสวนสนุกที่เปิดให้บริการยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของโลกหรือเดินเล่นกินลมชมวิวในสวนสาธารณะโดยรอบ ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นพื้นที่ในการล่าสัตว์ของราชวงศ์และต่อมาในปี 1766 สมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟที่ 2 แห่ง ออสเตรีย ก็บริจาคพื้นที่ส่วนนี้ให้เป็นของสาธารณะ ในช่วงเวลาเกือบศตวรรษต่อมา ผู้คนในท้องถิ่นเริ่มสังสรรค์และสร้างความบันเทิงในพื้นที่ส่วนนี้ ในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งของสวนแห่งนี้เปิดบริการเป็นสวนสนุก 15. บ้านแห่งเสียงดนตรี (Haus Der Musik, House of Music)  ขึ้นชื่อว่า เวียนนา เป็นเมืองแห่งเสียงเพลง ที่มีทั้งวงออเครสตร้าระดับโลก และเป็นเมืองเกิดของนักดนตรี นักประพันธ์เพลงระดับโลก (รวมทั้งคนที่ไม่ได้เกิดที่นี่แต่มาดังที่นี่) ทั้ง Mozart, Beethoven, Johann Strauss, Johann Strauss Jr. สถานที่แห่งนี้จึงเป็นกึ่งพิพิธภัณฑ์ กึ่งสถานที่การเรียนรู้ เกี่ยวกับ ศาสตร์เกี่ยวกับเสียงและดนตรีผสานกับเทคโนโลยี ลูกเล่นอย่างน่าสนใจ (ขอแนะนำให้เล็งเวลาให้ดี ไปช่วงที่ไม่ค่อยมีคนจะดีมาก) มีทั้งข้อมูลเกี่ยวกับนักดนตรีคลาสสิกต่างๆ การจำลองคำอธิบาย การทดสอบต่างๆเกี่ยวกับคลื่นเสียง เสียงเพลง และมีให้เราลองใส่ชื่อภาษาอังกฤษของเราลงไปเป็นเพลงวอลทซ์ และให้เราลองเป็นนักวาทยากรควบคุมวงออเครสตร้าด้วยล่ะ 16. โฟล์คสการ์เทน (People's Garden) เราสามารถเดินชมสวนกุหลาบ ชมอนุสรณ์ต่างๆ ได้ในที่นี้ สร้างขึ้นระหว่างปี 1820 ถึง 1823 และเป็นพื้นที่สันทนาการสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเวียนนา ออกแบบในสไตล์ฝรั่งเศสตามแบบแผน ซึ่งมีทางเดินกว้างใหญ่และแปลงดอก อุทยานแห่งนี้แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังโฮฟบูร์กซึ่งอยู่ข้างๆ กัน มีวิหารธีซีอุสที่ใจกลางอุทยาน โฟล์คสการ์เทนตั้งอยู่ถัดจากพระราชวังโฮฟบูร์ก ในย่าน Inner Stadt ของเวียนนา สวนเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนกันยายนโดยไม่มีค่าผ่านประตู รถราง รถบัส และรถไฟใต้ดินหลายสายจอดรับส่งใกล้ๆ 17. โบสถ์ Minorite โบสถ์คณะภราดาน้อยก่อสร้างขึ้นช่วงระหว่างปี 1276 ถึง 1350 โดยคณะบักบวชฟรันซิสกัน หลายคนอาจได้ยินโบสถ์ในชื่อว่า Italienische Nationalkirche Maria Schnee (โบสถ์พระนางมารีย์แห่งหิมะแห่งชาติอิตาลี) เนื่องจากจักรพรรดิโยเซฟที่ 2 ได้สั่งการให้เปลี่ยนชื่อเมื่อปี 1782 โบสถ์สร้างในสไตล์โกธิกแบบฝรั่งเศส ภายในมีภาพโมเสกจำลองภาพเขียน Last Supper ของดา วินชี และรูปปั้นพระมารดาซึ่งสร้างจากหิน ของเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนที่อยู่ในโบสถ์ศตวรรษที่ 13 แห่งนี้เท่านั้น 18. อนุสรณ์สถานสงครามโซเวียต รูปปั้นสำริดสูง 12 เมตรรูปนายทหารรัสเซียนี้ ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1945 เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหล่าทหารรัสเซีย 17,000 นายผู้เสียชีวิตลงระหว่างต่อสู้กับนาซีในยุทธการที่เวียนนา ยุทธการครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นเป็นเวลาสองสัปดาห์เมื่อเดือนเมษายน 1945 และเป็นการสิ้นสุดการยึดครองของลัทธินาซียาวนานหลายปี ตั้งอยู่ใกล้ใกล้กันกับละอองไอของน้ำพุ Hochstrahlbrunnen   19. อาคารรัฐสภา ออสเตรีย (Austrian Parliament Building) ชมอาคารสุดบรรเจิด ซึ่งเป็นที่ประชุมสภาออสเตรียมานับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ในช่วงเวลาการปกครองโดยจักรพรรดิฟรันซ์ โยเซฟ รัฐสภาออสเตรียเป็นอาคารโอ่อ่าใหญ่โตที่สุดหลังหนึ่งบนถนน Ringstraße สถาปนิก Baron Theophil Hansen ออกแบบอาคารหลังนี้ในรูปแบบสถาปัตยกรรมฟื้นฟูกรีก ด้วยเสาต้นใหญ่ รูปปั้น และห้องโถงต่างๆ ภายในอาคาร เที่ยวชมจากที่น้ำพุ Pallas Athena อันโด่งดังนอกอาคาร น้ำพุนี้เป็นผลงานการออกแบบโดย Hansen เช่นกัน โดยมีเทพีอะธีนายืนเด่นเป็นสง่า เสริมด้วยรูปปั้นอื่นๆ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเขตแคว้นต่างๆ ของจักรวรรดิ ออสเตรีย-ฮังการี ระหว่างอยู่ด้านนอก ชมการตกแต่งภายนอกอาคารแล้วคุณจะเห็นรูปปั้นกว่า 100 ตัวที่ประดับอยู่ รวมถึงรถทำศึกขนาดใหญ่สี่คันบนหลังคา 20. ตลาดแนชมาร์ก (Naschmarkt) เที่ยวเวียนนา ตลาดที่เก่าแก่ ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในกรุงเวียนนา ชาวบ้านถือว่าตลาดแนชมาร์กแห่งนี้เป็นเสมือน "คลังอาหารแห่งกรุงเวียนนา" เพราะตลาดเก่าแก่แห่งนี้รวบรวมทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอาหารไว้อย่างครบครัน มีให้เลือกตั้งแต่ของขบเคี้ยวง่ายๆ ไปจนถึงอาหารสำเร็จรูปชั้นยอด ตลาดแนชมาร์กเปิดมาตั้งแต่ช่วงกลางของศตวรรษที่ 16 ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีนั้นตลาดแห่งนี้ใช้เป็นตลาดค้านมในถังไม้เท่านั้น ในช่วงท้ายของศตวรรษที่ 18 เกษตรกรในท้องถิ่นจึงเริ่มนำผลิตผลทางการเกษตรจากเรือกสวนไร่นาของพวกเขามาขายที่นี่ด้วย โดยในปี 1916 ตลาดแห่งนี้มีร้านค้ากว่า 120 ร้านจนทำให้กลายเป็นตลาดเก่าแก่ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเวียนนา ข้อมูลอื่นๆที่ควรรู้ เกี่ยวกับ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย * แผนที่ กรุงเวียนนา (Vienna) เมืองเป็นตรอกซอกซอย ไม่ได้เป็นบล็อกเป็นเหลี่ยมเสียทีเดียว (เหมือนอย่าง เบอร์ลิน โคโลญ) แต่ก็เดินได้ไม่ยาก สังเกตชื่อถนนเอา ซึ่งจะแปะอยู่ต้นซอย ต้นถนน หรือแม้แต่ตามร้านค้าก็มีที่อยู่(ที่มีชื่อถนน) แปะไว้ ดาวน์โหลดแผนที่ ที่ท่องเที่ยว กรุงเวียนนา ที่นี่ ไหนๆก็ไปเที่ยวออสเตรีย แล้ว แนะนำว่า ควรไปเที่ยว เมือง Hallstatt ด้วย * ฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) ออสเตรีย เมืองริมทะเลสาบ ที่สวยที่สุดในโลก * ข้อมูลทำวีซ่าเวียนนา VFS Global  ขอบคุณข้อมูล www.expedia.co.th, wikipedia

ยังจำได้ไหม? น้องพลับ ขอ2!!! โตเป็นหนุ่มแล้ว หุ่นล่ำ กล้ามบึ้ก!
น้องพลับ จุฑาภัทร

    ออกอัลบั้มจนมีเพลงฮิตประจำตัว เรียกประสบความสำเร็จตั้งแต่เด็กๆ เลยก็ว่าได้ สำหรับอดีตนักร้องเด็ก น้องพลับ จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ กับผลงานเพลงฮิตอย่าง  ใครใครก็ไม่รักผม, ก็เลยเล่าสู่กันฟัง, คุณครูครับ, ลูกชิ้นของฉัน จนตอนนี้น้องพลับโตเป็นหนุ่มในวัย 24 ปี หน้าตาหล่อเหลาเอาการ หุ่นก็ล่ำ วงแขนกล้ามเป็นมัดๆ เป็นที่ต้องการของตลาดมั่กๆ แถมตอนนี้เจ้าตัวยังช่วยดูแลกิจการของครอบครัวที่ เทวมันตร์ทรา รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.กาญจนบุรี น้องพลับจะเปลี่ยนไปขนาดไหน ไปส่องกันเล้ย!!! ขอบคุณรูปภาพจากอินสตาแกรม chutaplub

9 อันดับ พาสปอร์ตที่สวยที่สุดในโลก!
10 อันดับ /  ต่างประเทศ / 

พาสปอร์ต (Passport) หรือ หนังสือเดินทาง เป็นเอกสารสำคัญที่จะแสดงรายละเอียดของบุคคลที่จะเดินทางไปต่างประเทศต่างๆ โดยลักษณะทั่วไปของพาสปอร์ตที่เราเห็นกันเป็นประจำนั้นก็จะเป็น หนังสือเล่มเล็ก มีสีแตกต่างกันตามแต่ละประเทศ Travel.mthai เลยจัด 9 อันดับ พาสปอร์ตที่สวยที่สุดในโลก! มาให้ได้ชมกัน แต่ละประเทศนันดึงจุดเด่นหรือไฮไลท์มาใส่ไว้ในหนังสือเดินทาง บอกเลยว่าสวยงามมากๆ ใครชอบประเทศไหนกันบ้าง? ^^ 9 อันดับ พาสปอร์ตที่สวยที่สุดในโลก! 1. พาสปอร์ตประเทศไอร์แลนด์ (Ireland)  ได้ฉายาว่า เกาะมรกตแห่งยุโรป (the Emerald Isle) ภายในเล่มพาสปอร์ตจะเป็นสีเขียวฟ้าสว่าง จะประกอบไปด้วยรูปภาพภูมิประเทศ กีฬาประจำชาติ อักษรรูนสมัยเก่าแก่ บทกลอนสั้นๆ และตัวโน้ต ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแสดงออกถึงความเป็นไอร์ริช ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ และความโดดเด่นในเรื่องของดนตรีและการเต้นรำ อีกริมหน้ากระดาษแต่ละหน้าก็ตกแต่งด้วยรูปแผ่นจารึก เมื่องอให้ภาพต่อกันก็จะได้ออกมาเป็นรูปภาพ 2. พาสปอร์ตประเทศแคนาดา (Cannada) รูปเล่มของพาสปอร์ต ภายนอกนั้นอาจจะหน้าตาดูธรรมดามาก ไม่เห็นมีอะไรพิเศษ แต่เมื่อลองส่องด้วยไฟ black light ทำเอาตะลึงในความสวยงามกันเลยทีเดียว! จะเห็นความงาม สีสัน และไอเดียภาพในแต่ละหน้า นอกจากจะทำให้เกิดความสวยงามแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำพาสปอร์ตเล่มนี้ขึ้นมาก็เพื่อป้องกันการปลอมแปลงพาสปอร์ต ทำให้ยากต่อการลอกเลียนแบบหนังสือเดินทาง เป็นอีกหนึ่งมาตราการรักษาความปลอนภัยนั่นเอง ซึ่งพาสปอร์ตเล่มนี้ถูกปล่อยออกมาใช้ครั้งแรกในช่วงกลางปี 2013 อ่านต่อ อยากใช้เลยอ่ะ! พาสปอร์ตประเทศแคนาดาสุดเจ๋ง 3. พาสปอร์ตประเทศนอร์เวย์ (Norway) ดูเหมือนว่าจะถูกใจสาวๆ เป็นพิเศษ ก็เพราะมันเป็นสีพาสเทล ออกแบบโดย Oslo design ภายในพาสปอร์ตนั้นจะเป็นรูปภูมิทัศน์อันงดงามของนอร์เวย์ เมื่อฉายผ่านไฟ black light ภาพนั้นก็จะปรากฏให้เห็น แสงเหนือ ซึ่งถือว่าเป็นแลนด์มาร์คของนอร์เวย์ นอกจากนี้สีของพาสปอร์ตนั้นก็แบ่งแยกตามผู้ถือด้วย เช่น สีชมพูแดงสำหรับประชาชนปกติ, สีขาวสำหรับผู้อพยพ และสีเขียวฟ้าสำหรับนักการทูต 4. พาสปอร์ตสหราชอาณาจักร (The United Kingdom) หนังสือเดินทางของประเทศอังกฤษเล่มนี้ เพิ่งเปิดตัวในช่วงปลายปี 2015 เพื่อฉลองครบรอบ 500 ปี ให้แก่ จอห์น คอนสตาเบิล (John Constable) จิตรกรชาวอังกฤษ ในยุคศตวรรษที่ 18-19 มีชื่อเสียงจากเขียนจิตรกรรมภูมิทัศน์ ซึ่งปัจจุบันภาพเขียนของคอนสตาเบิลจะได้รับความนิยม และ เป็นงานที่มีราคาสูงในบรรดาศิลปะอังกฤษ 5. พาสปอร์ตออสเตรเลีย (Australia) เนื่องจากธรรมชาติของออสเตรเลียนั้นมีความโดดเด่นและหลากหลายมากๆ  จึงเอาสิ่งนี้มาใส่ไว้ในแต่ละหน้าของหนังสือเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นรูปของพืชและสัตว์ชนิดต่างๆ รวมถึงคำบรรยายเกี่ยวกับพืชหรือสัตว์เหล่านั้นด้วย 6. พาสปอร์ตประเทศสวีเดน (Sweden) ประเทศสวีเดน ได้ชื่อว่ามีเมืองชนบทสวยงามที่สุด อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทิวทัศน์อันงดงาม อีกทั้งมีชื่อเสียงในด้านสถาปัตยกรรมเก่าแก่ และการออกแบบระดับโลก สิ่งเหล่านี้เราสามารถเห็นได้ในหนังสือเดินทางเล่มนี้ 7. พาสปอร์ตประเทศจีน (China) หนังสือเดินทางของจีนนั้นถ้ามองปกติก็จะเห็นเป็นรูป กำแพงเมืองจีน เป็นแลนด์มาร์กและมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอีกด้วย และเมื่อส่องด้วยสปอร์ตไลท์ก็จะเห็นความสวยงามไปอีกแบบ นอกจากนี้จีนยังรวบรวม สิ่งก่อสร้างที่สำคัญ อาทิ มาเก๊า หรือเซียงไฮ้ ไว้ในหนังสือเดินทางเล่มนี้เช่นกัน 8. พาสปอร์ตประเทศนิวซีแลนด์ (New Zealand) นิวซีแลนด์ หรือ ดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว นั้นมีความหลากหลายทางภาษา อีกทังมีธรรมชาติที่สวยงามเป็นจุดเด่น  หนังสือเดินทางเล่มนี้จึงปรากฏเป็นภาพของภาษาต่างๆ และใบเฟิร์น แสดงให้เห้นความสวยงามทางธรรมชาติ 9. พาสปอร์ตประเทศฟินแลนด์ (Finland) ฟินแลนด์ได้ปรับปรุงหนังาือเดินทางครั้งล่าสุดเมื่อปี 2012 ในเดือนสิงหาคม จะเห็นได้ว่าในหน้าหนังสือเดินทางจะมีกวางยืนโดดเด่น เมื่อเปิดไล่ตั้งแต่หน้าแรกไปจนถึงหน้าสุดท้ายจะเห็นว่า รูปกวางมีการเคลื่อนไหว เท้าขยับได้ .. Source : www.theguardian.com, www.keesingtechnologies.com,www.travelandleisure.com เรียบเรียง Travel.mthai.com

ฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) ออสเตรีย เมืองริมทะเลสาบ ที่สวยที่สุดในโลก
Austria /  ที่สุดในโลก / 

ทำความรู้จัก เมือง ฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt)  เมืองที่ได้ชื่อว่า เมืองริมทะเลสาบ ที่สวยที่สุดในโลก และยังเป็นหนึ่งในเมือง ท่องเที่ยว ที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ออสเตรีย (Austria) โดยเมือง ฮัลล์สตัทท์ นั้น อยู่ในรัฐ อัปเปอร์ออสเตรีย (Upper Austria) ซึ่งเป็น 1 ใน 9 รัฐ ของ ประเทศ ออสเตรีย นั่นเอง ฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) ออสเตรีย เมืองริมทะเลสาบ ที่สวยที่สุดในโลก   ฮัลล์สตัทท์ เป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลสาบฮัลล์สตัทท์ (Lake Hallstatt) หรือ ฮัลล์สตัทท์เทอร์ ซี (Hallstatter See) ทะเลสาบในเขตภูมิภาคซาลซ์คัมเมอร์กุท (Salzkammergut) ภูมิภาคทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญมากแห่งหนึ่งของประเทศออสเตรีย สำหรับความโดดเด่นของเมืองนั้น สิ่งแรกที่นักท่องเที่ยวจะสัมผัสได้ก็คือความเป็นเมืองชนบทเล็กๆ ที่มีอากาศแสนบริสุทธิ์ เหมาะอย่างยิ่งที่จะเดินทางมาพักผ่อนตากอากาศ และชมทัศนียภาพสวยๆ ของตัวเมืองที่ถูกโอบล้มไปด้วยทะเลสาบและเทือกเขาสูงตระหง่าน เดินเล่นในวันแดดจ้า แต่อากาศเย็นสบาย ที่เที่ยวในเมือง ฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) นักท่องเที่ยวที่มาเยือนยังสามารถเดินทางไปชม เหมืองเกลือโบราณ (Salzwelten) ที่มีอายุมากกว่า 7,000 ปี โดยการขึ้นกระเช้าไฟฟ้า ที่ชันมาก และแล่นเร็วมาก เพื่อไปยังเหมืองเกลือที่ตั้งอยู่บนภูเขาที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเล ประมาณ 838 เมตร หรือใช้เวลาในการเดินทางเพียงแค่ 3 นาทีเท่านั้น สำหรับการเที่ยวชมเหมืองเกลือนั้น นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมได้ในช่วงระหว่างเดือนเมษายน - เดือนตุลาคมของทุกปีๆ การซื้อตั๋วแยกเป็น การเข้าเหมือง (ทัวร์ตามเส้นทางการทำเหมือง และมีวีดีทัศน์) และการขึ้นเคเบิ้ลอย่างเดียว (เพื่อเข้าเหมือง แต่ถ้าไม่เข้าเหมืองก็ชมทิวทัศน์เมืองจากมุมสูงได้ ณ จุด Skywalk) Skywalk ที่ว่า คือ จุดที่ก่อสร้างเป็นสามเหลี่ยมชะง่อนผา ยื่นออกไปยืนถ่ายรูปได้อย่างหวาดเสียว เหอๆ ณ มุมสูงจะทำให้คุณได้ภาพความสวยงามเช่นนี้ ให้อิ่มเอม นอกจากนั้นการเดินตามริมทะเลสาบก็มีหงส์ว่ายน้ำเล่น ร้านค้า ร้านอาหารสวยงาม (ทุกที่ประดับดอกไม้ได้งดงาม จนเราเดินลืมวันลืมคืน) จนอยากมีบ้านที่นี่ซักหลัง บางโรงแรมก็ โชว์ระบำประจำชาติให้เราชมด้วย ดูเหมือนหนุ่มน้อยสองคนจะถูกใจสาวๆและป้า เพราะหน้าตาหล่อเหลา นอกจากบรรยากาศร่มรื่นแล้ว สุดท้ายขอแนะนำให้คุณไปพิสูจน์ความกล้ากันแบบเบาๆ ที่ ไบน์เฮาส์ (Beinhaus) หรือ โบน์เฮาส์ (Bone House) เป็นอาคารขนาดเล็กที่แยกออกจากคริสตจักร ซึ่งภายในเป็นที่เก็บหัวกะโหลกที่มีมากกว่า 1,200 กะโหลก โดยแต่ละกะโหลกจะมีชื่อของเจ้าของสลักติดไว้อย่างเป็นระเบียบ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นของคนที่เสียชีวิตในศตวรรษที่ 18 - 19 ปัจุุบันเมืองฮัลล์สตัทท์ และเขตภูมิภาคซาลซ์คัมเมอร์กุทได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปี 1997 และเป้นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ใฝ่ฝันออยากมาเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิตอีกด้วย บ้านหลังเล็ก กับทิวทัศน์สวยๆ ไบน์เฮาส์ (Beinhaus) หรือ โบน์เฮาส์ (Bone House) ซึ่งภายในเป็นที่เก็บหัวกะโหลกที่มีมากกว่า 1,200 กะโหลก   ภาพจาก deutschland.yakohl.com  สุสาน เมืองริมทะเลสาบ ที่สวยที่สุดในโลก เมืองฮัลล์ทัทท์ (Hallstatt) อีกมุมมอง ของ เมืองริมทะเลสาบ ที่สวยที่สุดในโลก เมืองฮัลล์ทัทท์ (Hallstatt) ฤดูหนาว เมืองริมทะเลสาบ ที่สวยที่สุดในโลก เมืองฮัลล์ทัทท์ (Hallstatt) เมืองฮัลล์ทัทท์ (Hallstatt) เมืองที่ได้ชื่อว่าเมืองที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลก สวยจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ภาพของหมู่บ้านที่มีเทือกเขาเป็นองค์ประกอบอยู่ด้านหลังที่งดงาม ราวกับภาพวาด คือภาพที่ได้ถูกเผยแพร่มากที่สุดของ ประเทศออสเตรีย ภาพวาด เมือง เมืองฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) ภาพวาด เมืองริมทะเลสาบ ที่สวยที่สุดในโลก เมืองฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) by YuyGigi - Hallstatt Austria. Watercolor sketch Hallstatt, Austria : Ship-paintings เมืองริมทะเลสาบ ที่สวยที่สุดในโลก เมืองฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น เทคนิค เล็กน้อยๆ สำหรับการไป เที่ยว Hallstatt ให้เช็คที่พักในแผนที่ให้ดี เนื่องจาก ที่พักจะแบ่งเป็น โซน Hallstatt ซึ่งจะอยู่ในเมืองแห่งนี้ (และมักจะเต็มไปก่อน)  ในขณะที่ โซนที่เรียกว่า Obertraun (โอเบอร์ทราว-อึน อ่านผิดขออภัยนะครับ พยายามเลียนเสียงคนในพื้นที่ ได้แบบนี้) จะห่างกันหนึ่งป้ายรถไฟ หรือ อยู่ตรงกันข้ามคนละฝั่งของทะเลสาบ ซึ่ง.... สงบกว่า เงียบกว่า แต่ก็ไม่มีร้านขายของ ร้านรวง ไม่สะดวกเท่าพักในเมือง ต้องขับรถเท่านั้น หรือ ใช้บริการ taxi หรือ นั่งรถเมล์ (ซึ่งรถเมล์ จะปิดทำการประมาณ 6 โมงเย็นเท่านั้น) เช่นเดียวกับ ร้านค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่นี่ ปิด 6 โมงเย็น ร้านอาหารส่วนใหญ่ก็เช่นกัน อย่าเดินเพลินนัก ให้มองหาร้านอาหารที่เปิดดึกหน่อย หรือซื้ออาหารไว้ก่อน ไม่งั้น หิ้วท้องแน่ๆ สำหรับ taxi ในเมืองนี้ เราพบว่า มีบริการ Taxi Godl (อ่านว่า แท็กซี่ โกลโด้ล) ซึ่งบริการดีมาก อัธยาศัยดี ถามหาคำแนะนำต่างๆได้ พูดภาษาอังกฤษได้ เพียงแต่คุณต้องแจ้งให้ชัดว่า คุณอยู่ที่ไหน แล้วจะให้ไปส่งที่ไหน เขาบอกว่า ให้บริการ 24 ชั่วโมงนะครับ (แต่เดาว่า กลางคืนจะแพงหน่อย) สนนราคา จากใน Hallstatt ไปยัง Obertraun ราคา 16 ยูโร ถ้าจากเมืองไปยัง Salzburg (ใช้เวลาชั่วโมงครึ่งเอง ถ้านั่งรถไฟใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง) ราคา 180 ยูโร ติดต่อเบอร์โทร 0664 4433674 เผื่อเที่ยวเพลินหารถกลับไม่ได้ :) ข้อมูลจาก Tnews.co.th, ดูภาพเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์ http://www.hallstatt.net/about-hallstatt/

บริษัท อนันต์ดี66 จำกัด

บริการออกแบบสถาปัตย์ ออกแบบภูมิทัศน์ รับเหมาภูมิทัศน์ และสร้างบ้านบนที่ดินคุณ

ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม? 10 อันดับ สนามบินวิวสวยที่สุดในโลก
airport /  สนามบิน / 

ปกติแล้วเราก็คงเคยเห็นการจัดอันดับสนามบินที่ดีที่สุดในโลก หรือสนามบินที่สวยที่สุดในโลก กันมาบ้างแล้ว วันนี้เราจะขอเปลี่ยนมุมมอง พาเพื่อนๆ ไปชม 10 อันดับ สนามบินวิวสวยที่สุดในโลก กันบ้าง เวลาที่นั่งเครื่องบินผ่าน และได้มองวิวสวยๆ ที่อยู่เบืองล่างแบบนี้ คิดดูสิมันจะสวยงามขนาดไหน ^^ อันดับที่ 10. สนามบิน Cape Town International Airport, ประเทศแอฟริกาใต้ เคปทาวน์ เป็นเมืองหลวงของแอฟริกาใต้ เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 300 ปี ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดและมีเสน่ห์ที่สุดเมืองหนึ่งในโลก ป็นดินแดนแห่งการท่องเที่ยวติดอันดับหนึ่งในห้าของโลก จุดเด่นของเมืองอยู่ที่ภูเขาลูกใหญ่กลางเมืองที่สามารถมองเห็นได้จากทุกสารทิศ ชื่อว่า ภูเขาโต๊ะ (Table Mountain) อันดับที่ 9. สนามบิน London City Airport, ประเทศอังกฤษ ตั้งอยู่ที่เมืองนิวแฮม ในอีสลอนดอน ประเทศอังกฤษ รองรับพื้นที่ศูนย์กลางการเงินของลอนดอน และเนื่องจากทางวิ่งของท่าอากาศยานแห่งนี้มีระยะสั้น จึงมีข้อจำกัดด้านขนาดเครื่องบินที่มาใช้บริการ แต่ถึงอย่างไรสนามบินแห่งบินก็ติดเป็น 1 ใน 10 สนามบินวิวสวยที่สุดในโลก ^^ อันดับที่ 8. สนามบิน Gibraltar Airport, ประเทศอังกฤษ สนามบินแห่งนี้อยู่ระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออก และอ่าว Algeciras ที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตก รันเวย์ของสนามบินแห่งนี้สร้างจากกรวดผสมน้ำมันดิน มีความยาวไม่ถึง 2,000 เมตร นักบินจำเป็นต้องรู้ตำแหน่งในการลงจอดที่แน่นอนและแม่นยำ และต้องมีความพร้อมที่จะเบรคทันทีที่ล้อแตะรันเวย์ เพราะไม่อย่างนั้นมีหวังได้ลงไปจอดในทะเลแน่ๆ และรันเวย์แห่งนี้มีถนนตัดผ่าน เวลามีเครื่องบินขึ้น-ลง ที่กั้นถนนก็จะพับลงมากั้นไม่ให้รถผ่าน (คล้ายเวลาวิ่งข้ามทางรถไฟในบ้านเรา) อันดับที่ 7. สนามบิน Billy Bishop Toronto City Airport, ประเทศแคนาดา ที่นี่มีอีกชื่อหนึ่งว่า Toronto Island Airport ซึ่งความหมายแปลตรงๆ ตามชื่อเลย เพราะสนามบินแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะที่อยู่ข้างๆ เมือง Toronto ผู้โดยสารจึงต้องนั่งเรือเฟอร์รี่จากแผ่นดินมายังเกาะแห่งนี้เพื่อขึ้นเครื่อง โดยปกติแล้ว สนามบินแห่งนี้รองรับแต่สายการบินในประเทศ เครื่องบินส่วนตัว และเครื่องบินฉุกเฉินเท่านั้น อันดับที่ 6. สนามบิน Saba Airport (Juancho E Yrausquin), แคริบเบียน เนเธอร์แลนด์ เป็นหนึ่งในสนามบินที่วิวสวยที่สุดในโลกและอันตรายที่สุดในโลกอีกด้วย เพราะรันเวย์นี้มีความยาวเพียง 400 เมตรเท่านั้น ซึ่ง “ตำแหน่ง” ของรันเวย์ที่ด้านหนึ่งเป็นภูเขาสูง ส่วนอีกด้านเป็นหน้าผา (ปลายสุดของรันเวย์ทั้ง 2 ข้าง เป็นหน้าผา) ซึ่งถ้ามีอะไรผิดพลาดไม่ว่าจะเป็นตอนขึ้นหรือตอนลงก็จะตกลงไปในทะเลทันที ปัจจุบันนี้ มีเพียงสายการบิน  Windward Islands Airways  ซึ่งเป็นสายการบินท้องถิ่นเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ที่เปิดบินบริการวันละ 1 เที่ยวบนสนามบินแห่งนี้ อันดับที่ 5. สนามบิน St. Maarten Airport (Princess Juliana International), แคริบเบียน สนามบินแห่งนี้ถือว่าเป็นอีกสนามบินที่มีคนนิยมไปถ่ายรูปมากที่สุด เพราะว่ารันเวย์เริ่มต้นจากชายหาดเพียงไม่กี่เมตร ฉะนั้นเวลาคนเล่นน้ำอยู่ ก็จะเห็นเครื่องบินบินผ่านหัวไปในระยะที่ใกล้มากเลยทีเดียว สนามบินแห่งนี้มีรันเวย์ยาวเพียง 2,000 เมตร อันดับที่ 4. สนามบิน Barra Airport, Scotland, ประเทศอังกฤษ สนามบินแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะ Barra ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ  ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลของประเทศสกอตแลนด์ ที่นี่นับเป็นหนึ่งในสนามบินเพียง 2 แห่งในโลก ที่ใช้ “ชายหาด” เป็นรันเวย์ และเนื่องจากเวลาน้ำขึ้นรันเวย์ของสนามบินแห่งนี้จะหายไป ดังนั้นตารางบินของสนามบินแห่งนี้จะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่น้ำขึ้นน้ำลง และถ้ามีเหตุฉุกเฉินให้ต้องนำเครื่องลงจอดในเวลากลางคืน ก็จะใช้วิธีนำรถยนต์มาจอดเรียง และเปิดไฟ เพื่อให้เกิดแสงสะท้อนบริเวณแผ่นโลหะที่ถูกเรียงไว้บริเวณชายหาด เป็นการนำทางให้นักบินสามารถนำเครื่องบินลงจอดได้อย่างปลอดภัย อันดับที่ 3. สนามบิน Nice Cote D'Azur Airport, ประเทศฝรั่งเศส สนามบินแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างออกไป 7 กิโลเมตรจากเมือง Nice ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส และเป็นสนามบินหลักของภูมิภาคนี้เลยทีเดียว ความสวยงามของมันก็คือ รันเวย์ที่ยืนออกไปในทะเล ที่เห็นแล้วน่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนระหว่างเมืองมาร์แซย์ของฝรั่งเศสกับเมืองเจนัวของอิตาลี อันดับที่ 2. สนามบิน Las Vegas McCarran Airport, ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ที่คลาร์กเคาน์ตี รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ห่างจากตัวเมืองลาสเวกัสไปทางใต้ประมาณ 8 กิโลเมตร ตั้งอยู่ใจกลางทะเลทราย อันดับที่ 1. สนามบิน Queenstown Airport, ประเทศนิวซีแลนด์ สนามบินแห่งนี้เป็นสนามบินนานาชาติเพียงแห่งเดียวในแถบ South Island ตั้งอยู่ที่เกาะใต้ของประเทศนิวซีแลนด์ และสถานที่ตั้งของมัน ต้องบอกว่าเปรียบเสมือนในเทพนิยาย ที่มีทั้งภูเขา แม่น้ำ และทะเลสาบอยู่ล้อมรอบ ภูมิทัศน์ของหุบเขาโดยรอบสวยงามตระการตาระดับโลก ล้อมรอบด้วยเทือกเขา The Remarkable บนชายฝั่งของทะเลสาบวาคาติปู (Wakatipu) โดยเฉพาะถ้าไปหน้าหนาวจะได้ชมวิวหิมะขาวๆ บนยอดเขา เครดิตข้อมูลและรูปภาพจาก CNN Travel

ไมเคิล แมสซี นักแสดงคนดังจาก The Crow และ Se7en เสียชีวิตแล้ว
Brandon Lee /  David Fincher / 

ไมเคิล แมสซี นักแสดงคนดังจาก The Crow และ Se7en เสียชีวิตแล้ว ไมเคิล แมสซี (Michael Massee) นักแสดงหนุ่มผู้โด่งดังจากภาพยนตร์แอคชั่นดราม่าแฟนตาซีเรื่อง The Crow ออกฉายในปี 1994 และภาพยนตร์เรื่อง Se7en ออกฉายในปี 1995 ได้เสียชีวิตในวัย 61 ปี อย่างไม่ทราบสาเหตุเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผลงานของไมเคิลส่วนใหญ่จะเป็นผลงานการแสดงซีรีส์ที่ออกฉายทางโทรทัศน์ สลับกับรับบทในภาพยนตร์บ้าง อาทิ The Amazing Spider-Man ทั้งสองภาค, Catwoman, Se7en และ The Crow ภาพยนตร์ที่ทำให้เขาโด่งดังและเป็นที่รู้จัก ดูบทความต้นฉบับ : Michael Massee, veteran character actor from 'The Crow' and 'Seven,' dies

คุยหลังแป้น... อาร์ม ณัฐกานต์ นักบาสฯดีกรีทีมชาติไทย กับรายการที่ทำให้เค้าแจ้งเกิด!
ณัฐกานต์ บุญเมือง /  ทีมชาติไทย / 

 “ณัฐกานต์ เมืองบุญ” นักบาสเกตบอล ที่ไม่ได้มีดีแค่รูปหล่อ ทุกวันนี้กีฬาบาสเกตบอลในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างแข็งแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในระดับเยาวชนที่มีการจัดการแข่งขันหลายๆ รายการ โดยรายการที่เป็นที่รู้จักและยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ การแข่งขันรายการสพฐ.-สปอนเซอร์ บาสเกตบอล ไทยแลนด์แชมป์เปี้ยนชิพ โดยผู้สนับสนุนหลักอย่างเครื่องดื่มเกลือแร่สปอนเซอร์ ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จัดกิจกรรมให้เยาวชนได้ออกมาแสดงความสามารถ อย่างต่อเนื่องมา 15 ปีแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักหนึ่งดาวดังแห่งวงการยัดห่วงเมืองไทย ที่เคยผ่านการแข่งขันรายการนี้มาเช่นกัน อย่าง “อาร์ม - ณัฐกานต์ เมืองบุญ” ดีกรีนักบาสเกตบอลทีมชาติ ในตำแหน่ง Point guard ที่ไม่ได้มีดีแค่รูปหล่อ! อาร์ม ปัจจุบันอายุ 25 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดชัยภูมิ แรกเริ่มเดิมทีอาร์มไม่ได้ชื่นชอบในกีฬาบาสเกตบอลสักเท่าไหร่ แต่กลับชอบในกีฬาลูกหนังมากกว่า ถึงขั้นเป็นนักกีฬาของโรงเรียนไปแข่งระดับจังหวัดหลายรายการ แต่ด้วยการชักชวนของอาจารย์ผู้ดูแลทีมบาสเกตบอลของโรงเรียน และแรงผลักดันจากคุณแม่ที่ชื่นชอบการดูกีฬาบาสเกตบอล ทำให้อาร์มเริ่มหันมาสนใจ จนเกิดเป็นความชอบและหลงใหลในกีฬาชนิดนี้มากขึ้น ด้วยความเพียรฝึกฝนจนมีลีลาการเล่นที่โดดเด่น ทำให้ใช้เวลาไม่นานในการก้าวขึ้นไปติดทีมชาติ ทั้งระดับเยาวชนและระดับทีมชาติชุดใหญ่ รวมถึงได้รับรางวัลชนะเลิศ การแข่งขันไทยแลนด์บาสเกตบอลลีก 2014 กับสโมสรนครปฐมแมดโกท รางวัลชนะเลิศ การแข่งขันไทยแลนด์บาสเกตบอลลีก 2015 กับสโมสรโมโนแวมไพร์ และรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยม (MVP) ในตำแหน่ง Point guard ในการแข่งขันไทยแลนด์บาสเกตบอลลีก 2015 อีกทั้งยังเป็นกำลังสำคัญให้ทีมไทยได้เข้าร่วมการแข่งขันบาสเกตบอลชิงแชมป์เอเชีย เอเชียนเกมส์ และซีเกมส์ 2015 ครั้งที่ 28 ณ ประเทศสิงคโปร์ ที่ไทยได้พบกับประเทศฟิลิปปินส์ ทีมอันดับต้นๆ ของเอเชีย ในแมตช์นั้นเราสามารถสู้ได้อย่างสูสี ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าถือเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจที่สุด อาร์มเล่าย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของเส้นทางชีวิตพร้อมเป้าหมายในวงการยัดห่วงว่า “ในตอนแรกผมมีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันบาสเกตบอลนักเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ รายการสพฐ.- สปอนเซอร์บาสเกตบอลไทยแลนด์แชมป์เปี้ยนชิพ ซึ่งเป็นการแข่งขันบาสเกตบอลสำหรับเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี โครงการนี้ถือเป็นโครงการที่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตผมเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นโครงการแรกที่ผมเข้าร่วมการแข่งขันได้ชัยชนะกลับมาและเป็นถ้วยพระราชทาน จึงกลายเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจในชีวิตผม นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโลกทัศน์ของผมให้กว้างขึ้น เพราะนอกเหนือจากการพบปะพูดคุยของคนในวงการบาสฯ แล้วยังเป็นการแลกเปลี่ยนเทคนิค แท็กติก แผนการเล่นต่างๆ เพื่อให้นักกีฬาเกิดการพัฒนาตนเอง และเป็นแรงขับเคลื่อนวงการบาสฯ อีกด้วย ฉะนั้นโครงการนี้เป็นหนึ่งแรงผลักดันให้ผมก้าวสู่เส้นทางความฝันการเป็นโค้ชบาสฯ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ผมจะต้องทำให้ได้ครับ” สุดท้ายหนุ่มอาร์ม ยังฝากถึงน้องๆ ที่ชื่นชอบกีฬาบาสเกตบอล และอยากมีโอกาสได้ก้าวสู่การแข่งขันระดับชาติด้วย “ผมเชื่อว่าน้องๆ หลายคนมีความฝัน เพียงขอให้อดทนหมั่นฝึกฝนตนเอง แล้วเดินออกตามหาโอกาส อย่างโครงการ สพฐ.- สปอนเซอร์บาสเกตบอลไทยแลนด์แชมป์เปี้ยนชิพ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ให้โอกาสน้องๆเยาวชนรุ่นใหม่ได้เสริมสร้างประสบการณ์และได้แสดงออกถึงความสามารถด้านต่างๆ เพื่อก้าวเข้าสู่นักกีฬาระดับชาติ และเป็นการยกระดับมาตรฐานบาสเกตบอลให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอีกด้วยครับ” ปิดท้ายด้วยภาพบรรยากาศ การแข่งขัน สพฐ.-สปอนเซอร์บาสเกตบอลไทยแลนด์แชมป์เปี้ยนชิพ 2016 หนึ่งในรายการที่พลิกชีวิตของ อาร์ม - ณัฐกานต์ เมืองบุญ

หนังโลกที่เราอยากดู : Kaili Blues (2015)
Kaili Blues /  หนังจีน / 

 (ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 175) Kaili Blues ความจริงเหมือนฝัน ความฝันเหมือนจริง โดย ดาวุธ ศาสนพิทักษ์   เพียงผลงานการกำกับเรื่องแรก ปี่กั้น ก็ทำเอาบรรดานักวิจารณ์และเหล่าซีเนไฟล์ ตามเทศกาลต่างๆ ชื่นชมกันยกใหญ่ เมื่อหมู่บ้านในวัยเด็กของปี่ถูกถ่ายทอดออกมาด้วย วิสัยทัศน์อันน่าตื่นตะลึงชวนฝันเสียจนอาจกล่าวได้ว่า Kaili Blues ได้ปักหมุดเขาในฐานะ คนทำหนังที่โลกภาพยนตร์ต้องจับตาไว้เป็นที่เรียบร้อย แม้หนังจะไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยพล็อตเท่าไหร่นัก แต่หากจะให้เล่าเรื่องราวอย่างย่นย่อ ก็พอจะบอกได้ว่า มันคือเรื่องการเดินทางของหมอชนบทผู้ออกตามหาหลานชายที่หายสาบสูญ จนกระทั่งเขาย่างกรายเข้าไปในเมืองประหลาดที่เวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง ความทรงจำล่องลอยอ้อยอิ่งซ้อนทับ อดีต ปัจจุบัน และอนาคตถูกถักทอเข้าหากันอย่างไม่ อาจแยกออก และตัวคุณหมอเองก็ไม่อาจตอบได้ว่าตนกำลังตื่นหรือกำลังหลับฝันอยู่กันแน่ “ตอนเป็นเด็ก ผมได้ยินเรื่องเล่าที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์คาถาตลอดเวลา แต่พอโตขึ้นมา กลับพบว่าชีวิตมีเพียงเรื่องจริงปกติทั่วไป ตอนที่เขียนบทหนังเรื่องนี้ ผมจึงคิดอยู่เสมอว่า จะถ่ายเรื่องจริงอย่างไรให้เหมือนฝัน” ผู้กำกับวัย 26 เล่า (เขายังชี้ด้วยว่าคนทำหนังบรมครู อย่าง อันเดร ทาร์คอฟสกี และ โหวเสี้ยวเสียน เป็นอิทธิพลทางภาพยนตร์หลักๆ ของเขา) ผลที่ได้จึงคือหนังที่ผันแปรรูปลักษณ์ของมันอย่างไม่จบไม่สิ้น งานภาพอันจัดจ้านเป็น เอกเทศเชื้อเชิญคนดูเข้าสู่โลกความฝันในยามตื่นที่ทั้งน่าพิศวงและงดงามราวกวี อีกทั้งยัง ท้าทายอย่างร้ายกาจด้วยการลัดเลาะไปตามท้องถนน สายน้ำ บ้านเรือน จนไหลลื่นข้ามกรอบจำกัดทางพื้นที่และกาลเวลาไปเลย (ที่เลื่องลือที่สุดหนีไม่พ้นฉากลองเทคที่ยาวนานถึง 41 นาที!) ความทรงจำเข้ามาถมทับปัจจุบันไม่ต่างกับความฝันที่ไม่อาจแยกออกจากความจริง ทว่าสิ่งที่ครอบทับตัวหนังอีกทีดูจะเป็นอดีตและความทรงจำของตัวปี่เอง โดยขณะที่ตัวละคร ได้เรียนรู้ความหมายไปในระหว่างทางอันไร้จุดสิ้นสุดของเขา ปี่ก็ใช้ผลงานของเขาคลี่คลาย ความหมายบางประการสำหรับตนเองเช่นกัน “ผมหวังที่จะใช้ภาพยนตร์ส่องแสงเข้าไปใน ทะเลลึกอันมืดมิด แม้มันจะเป็นความพยายามที่สูญเปล่าไม่ต่างจากส่องไฟขึ้นฟ้าก็ตาม” Kaili Blues (2015) สัญชาติ จีน รางวัล : Locarno International Film Festival 2015 (Best Emerging Director - Filmmakers of the Present, รางวัลชมเชย - หนังเรื่องแรก ยอดเยี่ยม), Golden Horse Film Festival (FIPRESCI Prize, ผู้กำกับ หน้าใหม่ยอดเยี่ยม) https://vimeo.com/134591267 ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ชวนไปฟิน! 25 ที่เที่ยวทั่วเมืองไทย เหมือนไปเมืองนอก
จัดอันดับ /  ที่เที่ยวประเทศไทย / 

วันนี้ Travel.mthai ขอชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวทั่วไทยกันแบบฟินๆ กับ 25 สถานที่เที่ยวในประเทศไทย ที่สวยและบรรยากาศดี เหมือนได้ไปเที่ยวเมืองนอก กัน! งามไม่งามต้องไปสัมผัสกันดูสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าที่เที่ยวเมืองไทยงดงามไม่แพ้ชาติใดในโลก ^^ ชวนไปฟิน! 25 ที่เที่ยวทั่วเมืองไทย เหมือนไปเมืองนอก 1. ชม ดอกนางพญาเสือโคร่ง - ซากุระเมืองไทย เหมือนไปญี่ปุ่น  ดอกนางพญาเสือโคร่ง มีสีชมพูสด เมื่อบานสะพรั่งเต็มต้น จะเป็นภาพที่สวยงามอย่างมาก และในประเทศไทยก็มีอยู่หลายที่ ความงดงามก็จะแตกต่างกันไป Travel.mthai.com จึงขอรวบรวม 10 สถานที่ชมดอกนางพญาเสือโคร่ง รับลมหนาว มาให้ทุกท่านได้ชม เผื่อถูกใจที่ไหน จะได้เป็นหนึ่งในตัวเลือกการไปท่องเที่ยวหน้าหนาวกัน อ่านข้อมูลเพิ่มเติม 10 สถานที่ชมดอกนางพญาเสือโคร่ง รับลมหนาว , ภูลมโล 2559 ดินแดนสีชมพูของซากุระเมืองไทย -------------------------------------------------------------------------------------------- สวนสนบ่อแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ - นามิเมืองไทย เหมือนไปเกาหลี “สวนสนบ่อแก้ว” ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอฮอด จ.เชียงใหม่ บนเส้นทางสายฮอด-แม่สะเรียง กม.ที่ 36 อยู่เลยอุทยานแห่งชาติออบหลวงไปประมาณ 22 กม. เป็นพื้นที่ทดลองปลูกสนภูเขาชนิดต่าง ๆ ที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ นำพันธุ์มาจากต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และไต้หวัน เพื่อทดลองหาพันธุ์ที่เหมาะสมมาเป็นไม้เบิกนำ เพื่อปลูกบนป่าเสื่อมโทรมบนดอยทางภาคเหนือ ต้นสนที่นำมาปลูกมีอายุกว่า 40 ปี เพราะปลูกในช่วงปี พ.ศ.2509-2510 จำนวนหลายพันต้น เรียงรายเป็นระเบียบบนลานโล่งเตียนด้านหน้า ทั้งนี้ สวนสน ยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจวัตถุดิบเพื่อทำเยื่อกระดาษและเป็นแปลงทดลองปลูกพืชจำนวนสนสามใบ และยูคาลิปตัส ในเนื้อที่ทั้งหมด 2,072 ไร่ อากาศของที่นี่ชื้นและเย็นตลอดปี ช่วงที่น่าไปเที่ยวมากที่สุดคือ ฤดูหนาว เพราะในยามเช้าเราจะเห็นม่านหมอกลอยปกคลุมอยู่บริเวณครึ่งบนของลานสน ประจวบกับแสงอาทิตย์ที่ส่องแสงบาง ๆ ลงมา รับรองว่าคุณจะต้องกดชัตเตอร์กล้องแบบไม่ยั้งเลยทีเดียว -------------------------------------------------------------------------------------------- 3. โครงการหลวงวัดจันทร์ จังหวัดเชียงใหม่ - ใบไม้เปลี่ยนสี เหมือนไปเกาหลี เมื่อลมหนาวเดินทางมาถึง ป่าสนของ อ.กัลยาณิวัฒนา อำเภอลำดับ 878 ของประเทศไทย จะเริ่มผลัดใบรับฤดูหนาวเปลี่ยนสีเขียวของป่าที่ได้รับน้ำตลอดฤดูฝนให้เป็นสีสันตระการตา ไล่สีตั้งแต่เหลืองและน้ำตาลของต้นสนแดงและส้มของต้นเมเปิล ภาพที่เห็นคล้ายผืนผ้าใบไร้ขอบเขต ที่ถูกละเลงสีด้วยพู่กันธรรมชาติ และความที่แต่ละต้นมีการไล่ลำดับสีแตกต่างกัน ยิ่งทำให้ความสวยงามของเฉดสียิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ สนสองใบและสนสามใบของที่นี่เป็น ป่าสนธรรมชาติผืนใหญ่ที่สุดของประเทศไทย อ่านข้อมูลเพิ่มเติม เที่ยวป่าสนสลับสี โครงการหลวงวัดจันทร์ จังหวัดเชียงใหม่ -------------------------------------------------------------------------------------------- 4. วัดพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ จังหวัดลำปาง - เหมือนไปธิเบต แหล่งท่องเที่ยวสุดลับฉบับลำปาง กับจุดชมทิวทัศน์แบบพาโนรามา 360 องศา ณ วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ (เฉลิมพระเกียรติครบ 200ปี) ที่จะทำให้คุณได้ยลโฉมวิวสวยอลังการของอำเภอแจ้ห่ม เห็นลำน้ำแม่สอย แม่มอญและแม่วัง ขนานไปกับบท้องนาเขียวขจีสุดขอบฟ้า โดยมีภูเขาดอยปู่ยักษ์ทอดแนวยาว ประหนึ่งทศกัณฐ์พญายักษ์นอนปกปักรักษาเมือง ซึ่งจากบริเวณวัดต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อแล่นขึ้นไปที่จอดรถที่เรียกว่าดอยภูผาหมอก จากนั้นเดินต่อขึ้นไปบนจุดทิวทัศน์สูงสุดคือยอดดอยภูผาโชค รวมระยะทางประมาณ 1 กม. แม้หนทางอาจจะลำบากสักนิด แต่สิ่งที่ได้รับกลับคุ้มค่าเกินคำบรรยาย อ่านข้อมูลเพิ่มเติม เที่ยวอันซีน! วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ จังหวัดลำปาง -------------------------------------------------------------------------------------------- 5. ปางอุ๋ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน - สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย ปางอุ๋ง มีชื่อเต็ม ว่า โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านรวมไทย ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อยู่ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 44 กิโลเมตร ปางอุ๋ง มีลักษณะเป็น อ่างเก็บน้ำ ขนาดใหญ่ซึ่งอยู่บนยอดเขาสูง เป็นที่เที่ยวสุดโรแมนติกอันดับต้นๆ ของแม่ฮ่องสอน ภาพแสงอาทิตย์สาดสะท้อนน่านน้ำ ผสานไอหมอกจางๆ สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนทุกครั้ง อ่านข้อมูลเพิ่มเติม ปางอุ๋ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย -------------------------------------------------------------------------------------------- 6. สวนหินผางาม จังหวัดเลย - คุนหมิงเมืองไทย เหมือนไปจีน ตั้งอยู่ที่ ตำบลปวนพุ อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย สวนหินผางามหรือ คุนหมิงเมืองเลย แนวผาหินปูนสูงใหญ่แลดูเป็นสง่า ทอดตัวเป็นแนวยาว โดดเด่นท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี ภายในมีเส้นทางเดินสลับซับซ้อน บางช่วงดูลึกลับตื่นเต้นคล้ายกับผจญภัยอยู่ในเขาวงกต บางช่วงต้องปีนป่ายเพิงหิน หรืออาจต้องมุดลอดโพรงถ้ำ นอกจากนี้ตลอดเส้นทางยังมีโอกาสพบเห็นต้นไม้หายาก และต้นไม้ยักษ์ อย่างปรงเขาที่มีอายุหลายร้อยปี -------------------------------------------------------------------------------------------- 7. ภูป่าเปาะ จังหวัดเลย - ภูเขาไฟฟูจิเมืองไทย เหมือนไปญี่ปุ่น ภูป่าเปาะ ซึ่งเป็นจุดที่สามารถมองเห็นภูหอ หรือฟูจิเมืองเลย ได้อย่างชัดเจน และยิ่งเมื่อมีเมฆบางๆ ปกคลุมก็จะยิ่งคล้ายภูเขาไฟฟูจิที่ญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นบนภูป่าเปาะในวันที่ฟ้าเปิด ยังสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของภูหินร่องกล้าภูหอ ภูหลวง ภูกระดึง ภูผาจิต ภูผาม่าน สวนหินผางาม และเขาค้อ ได้ในมุมมอง 360 องศา อีกด้วย “ภูหอ” มีลักษณะเป็นภูเขาสูงปลายยอดตัดราบบนภู ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับภูเขาไฟฟูจิยามา ที่ประเทศญี่ปุ่น จึงเรียกกันว่า “ฟูจิเมืองเลย” ภูหอ เป็นภูเขาที่มีลักษณะเด่นอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น และยังเป็นสัญลักษณ์ของ ตำบลภูหอ อำเภอภูหลวงอีกด้วย -------------------------------------------------------------------------------------------- 8. หาดหงส์ จังหวัดอุบลราชธานี - ซาฮาร่าเมืองไทย หาดหงส์ เป็นทะเลทรายกว้างใหญ่ซึ่งเกิดจากการพัดพาของน้ำและตะกอนทรายมาทับถมกัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งที่น่าไป หากจะไปเยือนสามพันโบก ไปหาดหินสี ไปหาดสลึง อีกหนึ่งที่ที่ต้องไปให้ได้ คือ หาดหงส์ โดยช่วงเวลาที่หลายคนบอกว่าเด็ดมาก คงจะเป็นช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกยามเย็น จะเห็นความสวยงามจากแสงทอง ที่ส่องลงกระทบทรายสีขาวระยิบระยับงามจับตา ว่ากันว่าถ้ามาหาดหงส์ ต้องมากระโดดเนินทราย พุ่งทะยานปลดปล่อยร่างกายให้เต็มที่ ถึงจะเรียกว่ามาถึงที่โดยสมบูรณ์ พอได้บันทึกภาพเก็บไว้ เป็นโมเมนต์ที่เท่มาก ๆ เลยฮะ -------------------------------------------------------------------------------------------- 9. สามพันโบก จังหวัดอุบลราชธานี - แกรนด์แคนยอนเมืองไทย เหมือนไปอเมริกา สามพันโบก เป็นแก่งหินใต้ลำน้ำโขง เขตบริเวณบ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร สามพันโบกคือความงดงามใต้น้ำ จะปรากฏให้เห็นแค่เพียงในยามน้ำแล้งเท่านั้น เนื่องจากในช่วงฤดูน้ำหลากแก่งหินดังกล่าวจะจมอยู่ใต้บาดาล ความสวยงามวิจิตรของหินที่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนเว้าแหว่ง “โบก” เป็นภาษาลาว เป็นชื่อเรียกอีกอย่างของ แอ่ง หมายถึง บ่อน้ำลึกในแก่งหินใต้ลำน้ำโขง นั่นเองมีรูปร่างแตกต่างกันออกไป ใหญ่บ้างเล็กบ้าง บ้างเป็นรูปวงรี รูปดาว รูปวงกลม และรูปอื่น ๆ อีกมากมาย ตามแต่ที่เราจะจินตนาการจำนวนมากกว่า 3,000 แอ่ง หรือ 3 พันโบก อ่านข้อมูลเพิ่มเติม เที่ยว 7 สิ่งมหัศจรรย์ อุบลราชธานี ที่ไม่ควรพลาด! -------------------------------------------------------------------------------------------- 10. น้ำตกแก่งโสภา จังหวัดพิษณุโลก - ไนแองการ่าเมืองไทย เหมือนไปทวีปอเมริกาเหนือ (พรมแดนระหว่างประเทศแคนาดากับสหรัฐอเมริกา) น้ำตกไนแอการา เป็นน้ำตกขนาดใหญ่และโด่งดังมากๆ ตั้งอยู่ระหว่างประเทศแคนาดากับสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าไม่อยากไปไกล ในเมืองไทยก็มีที่ น้ำตกแก่งโสภา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เดิมทีชื่อ น้ำตกแก่งชั้นไดยาน หรือ บันไดยาน จะเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวและปีใหม่ น้ำตกหลั่งไหลตามชั้นหิน อย่างสวยงาม ให้เราได้สัมผัสความสดชื่นจากน้ำตก -------------------------------------------------------------------------------------------- 11. สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี - ทะเลสาบอินเลเมืองไทย เหมือนไปพม่า ทะเลสาบอินเล เป็นทะเลสาบน้ำจืดตั้งอยู่ในรัฐฉาน เป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับสองของพม่า ซึ่งมีความสวยงามทางธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แต่เราไม่ต้องไปไกลถึงพม่าก็ซึมซับบรรยากาศดีๆ ได้เช่นกัน ที่ สังขละบุรี สังขละบุรี มีแม่น้ำซองกาเรีย เป็นศูนย์รวมความมีชีวิตชีวา เพราะชีวิตต้องหล่อเลี้ยงด้วยสายน้ำ ชาวบ้านที่นี่มีความรักในถิ่นเกิดและธรรมชาติของพวกเขามาก เมื่อคุณไปคุณจะเห็นแววตาแห่งความสุขของพวกเขา เมื่อได้เล่าเรื่องราวถิ่นเกิดอันน่าประทับใจ อีกทั้งมี สะพานมอญ เป็นสะพานไม้ข้ามแม่น้ำซองกาเรียไปยังหมู่บ้านมอญ ถือเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และเป็นอันดับสองของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็งในพม่า และเป็นสัญลักษณ์ของอำเภอสังขละบุรี อ่านข้อมูลเพิ่มเติม 7 มนต์เสน่ห์แห่งสังขละบุรี รับรองว่าคุณต้องหลงรัก -------------------------------------------------------------------------------------------- 12. บ้านป่าบงเปียง จังหวัดเชียงใหม่ - นาขั้นบันไดซาปา เหมือนไปเวียดนาม บ้านป่าบงเปียง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ที่ตั้งของนาขั้นบันไดที่สวยงามสุด ๆ อีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ด้วยวิวท้องทุ่งนาบนเนินเขาสูงบวกกับวิวเทือกเขาสลับซับซ้อน เกิดเป็นจุดชมวิวที่สวยงามน่าชมอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงฤดูฝน และปลายฝนต้นหนาว เป็นช่วงที่เหมาสมมากกับการมาสัมผัสบรรยากาศดี ๆ และความสวยงามของท้องทุ่งนาเขียวและเหลือง อ่านข้อมูลเพิ่มเติม นาขั้นบันได บ้านป่าบงเปียง ไฮไลท์ที่คุณห้ามพลาด -------------------------------------------------------------------------------------------- 13. ซุ้มป่าไผ่ วัดจุฬาภรณ์วนาราม จังหวัดนครนายก ป่าไผ่อาราชิยาม่าเมืองไทย เหมือนไปญี่ปุ่น วัดที่เงียบสงบ ทางเข้าวัดเป็นอุโมงค์ต้นไผ่ บรรยากาศเหมือนอยู่ประเทศญี่ปุ่น เป็นซุ้มป่าไผ่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โน้มเข้าหากันตามธรรมชาติ ทอดตัวเป็นแนวยาวหลายเมตร ให้ความร่มรื่น -------------------------------------------------------------------------------------------- 14. วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ จังหวัดนครสวรรค์ พุทธคยาในเมืองไทย เหมือนไปอินเดีย เป็นพุทธสถานที่มีความสำคัญที่สุด 1 ใน 4 แห่ง ของชาวพุทธ ตั้งอยู่ที่รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธคยามีสัญลักษณ์ที่สำคัญคือองค์เจดีย์สี่เหลี่ยมที่สูงใหญ่ โดยสูงถึง 51 เมตร ฐานวัดโดยรอบได้ 121.29 เมตร ล้อมรอบด้วยโบราณวัตถุ โบราณสถานสำคัญ พุทธคยา นับเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของนักแสวงบุญชาวพุทธทั่วโลกที่ต้องการมาสักการะ ซึ่งในประเทศไทย ก็ได้มีการสร้าง วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ขึ้นเป็นวัดที่ประดิษฐาน เจดีย์ศรีพุทธคยา ก่อสร้างเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2547 เจดีย์มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมทรงกรวย ในส่วนยอดเจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำ ประดับด้วยลวดลายปูนปั้น รอบๆ เจดีย์จะมีพระพุทธรูปปางประทับยืนและประนั่ง เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุซึ่งตั้งอยู่ชั้นบนสุดของวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ -------------------------------------------------------------------------------------------- 15. ทุ่งแสลงหลวง - ผืนป่าสะวันนาเมืองไทย เหมือนไปออสเตรเลีย ทุ่งแสลงหลวง อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ หนองแม่นาประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นทุ่งหญ้าแบบสะวันนา มีพื้นที่เป็นที่โล่งกว้างใหญ่ เนื้อที่ประมาณ 16 ตารางกิโลเมตร ตามเส้นทางจะตัดผ่านป่าเบญจพรรณจะพบสัตว์ป่าออกมาหากินตามข้างทาง และมีพันธุ์ไม้ดอกมากมาย นอกจากนี้ยังมีทุ่งหญ้าแบบสะวันนาสลับกับป่าสนสองใบ คือทุ่งหญ้าเมืองเลนและทุ่งโนนสน อ่านข้อมูลเพิ่มเติม ทุ่งแสลงหลวง ผืนป่าสะวันนาเมืองไทย -------------------------------------------------------------------------------------------- 16. เกาะพยาม จังหวัดระนอง - มัลดีฟท์เมืองไทย “เกาะพยาม” ตั้งอยู่ที่ ต.เกาะพยาม อ.เมือง จ.ระนอง อยู่ฝั่งทะเลอันดามัน เป็นเกาะขนาดใหญ่ ประกอบด้วยภูเขาขนาดย่อมๆ ป่าไม้เบญจพรรณ เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าจำพวกลิงค่าง หมูป่า นกนานาชนิด โดยเฉพาะนกเงือกที่พบมากบนเกาะนี้ อ่าวที่สำคัญๆ ได้แก่ อ่าวแม่หม้าย ที่ตั้งของท่าเรือเกาะพยามและที่ทำการหมู่บ้าน อ่าวเขาควาย จุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดิน และอ่าวใหญ่ นักท่องเที่ยวต่างชาติมักจะไปอาบแดดและชมพระอาทิตย์ที่นี่เช่นกัน -------------------------------------------------------------------------------------------- 17. เขาสก เขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี - กุ้ยหลินเมืองไทย อุทยานแห่งชาติเขาสก ดินแดนศูนย์กลางของ “ขุนเขาแห่งป่าฝน” เป็นผืนป่าดิบชื้นผืนใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญของภาคใต้ โดยทั่วไปเป็นภูเขาดินและภูเขาหินปูนสูงสลับซับซ้อน โดยเฉพาะช่องแคบเขากาเลาะมีลักษณะเป็นภูเขาหินปูนที่มียอดแหลมระเกะระกะ มีแนวหน้าผาสูงชันบางแห่งเป็นแท่งสูงขึ้นไปในอากาศคล้ายหอคอยสูง เขื่อนรัชชประภา เป็นภูเขาหินปูนทียอดเขาตั้งฉากกับผืนน้ำสีเขียวมรกต พื้นที่แห่งนี้ได้รับสมญานามว่า “กุ้ยหลินเมืองไทย” ตั้งอยู่ ต.เขาพัง อ.บ้านตาขุน ซึ่งห่างจากตัวเมืองจังหวัดสุราษฏร์ธานี ประมาณ 84 กิโลเมตร นอกจากความงานที่ลือเลื่องของ เขื่อนรัชชประภา แล้ว การมาเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับมันคงให้ความรู้สึกถึงธรรมชาติที่ไม่สมบูรณ์ เหมือนกินลอดช่องไม่ใส่กะทิ ดังนั่นการได้พักค้างคืนที่นี่ ดูจะเป็นอะไรที่สมเหตุสมผลของการมาพักผ่อนแบบเต็มที่อย่างที่สุด -------------------------------------------------------------------------------------------- 18. สระมรกต คลองท่อม จังหวัดกระบี่ - จิ่วจ้ายโกวเมืองไทย สระมรกต ที่อยู่ในอำเภอคลองท่อม โดย ณ เวลานี้ สถานที่ดังกล่าวก็ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen ที่หลายๆ คนให้ความสนใจกันมาก เพราะเอกลักษณ์ที่มีน้ำสวยใสสีเขียวอมฟ้ากลางใจป่า ซึ่งกำเนิดมาจากธารน้ำอุ่นในผืนป่าที่ราบต่ำของภาคใต้ สำหรับการเดินทาง ไปยัง สระมรกต นับว่าเป็นเรื่องง่ายยิ่งกว่าการปลอกเปลือกกล้วย เพราะถ้าคุณเดินทางจากตัวเมืองกระบี่ ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ไปทางอำเภอเหนือคลอง จนถึงอำเภอคลองท่อม ถึงแยกไฟแดงให้เลี้ยวซ้ายไปทางอำเภอลำทับ ใช้ทางหลวงหมายเลข 4038 ประมาณ 100 เมตร แล้วเลี้ยวขวาไปทางอำเภอคลองท่อม ใต้-ทับไทร อีกประมาณ 17 กิโลเมตร ก็จะเห็นทางเข้าของสระมรกตแล้ว -------------------------------------------------------------------------------------------- 19. ปราสาทสัจธรรม พัทยา - นครวัดเมืองไทย เหมือนไปกัมพูชา ปราสาทสัจธรรม (Sanctuary of Truth) ตั้งอยู่บริเวณอ่าววงพระจันทร์ ตำบลนาเกลือ ในเนื้อที่ 80 ไร่ งดงามด้วย “สถาปัตยกรรมไม้ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก” ชาวบ้านโดยทั่วไปเรียกว่า “วังโบราณ” บ้างก็เรียกตามวัสดุของตัวอาคารว่า “ปราสาทไม้” ก่อตั้งและสร้างสรรค์โดย คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ตัวปราสาทสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ไม่มีโลหะหรือปูนเข้ามาปะปน ยกเว้นส่วนฐานที่เป็นคอนกรีต  มีการใช้ระบบเข้าเดือยไม้แบบไทย  หรือใส่สลักไม้ตามภูมิปัญญาโบราณ  ตัวปราสาทเป็นทรงจัตุรมุข  สูง 100 เมตร กว้าง 100 เมตร  แกะสลักลวดลายอย่างวิจิตรพิสดาร   ทั้งภายนอกและภายใน  กล่าวกันว่างามดั่งเทพนฤมิต  สะท้อนแนวคิดนามธรรมออกมาตีแผ่เป็นรูปธรรมให้สัมผัสได้ สื่อถึงความสำคัญของศาสนาและปรัชญาตะวันออก อ่านข้อมูลเพิ่มเติม ปราสาทสัจธรรม สถาปัตยกรรมไม้ที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ -------------------------------------------------------------------------------------------- 20. มอหินขาว จังหวัดชัยภูมิ - สโตนเฮนจ์เมืองไทย เหมือนไปอังกฤษ สโตนเฮนจ์เมืองไทย เป็นที่เที่ยวแนวอันซีนที่เพิ่งฮิตกันมาไม่นาน ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคา เป็นมหัศจรรย์ธรรมชาติของกลุ่มหินโบราณที่กระจัดกระจายในเขตทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ หินเหล่านี้มีรูปร่างต่างๆ ที่เกิดจากการกัดเซาะของลมฝนมาเป็นเวลานาน บางคนก็เห็นว่าเป็นรูปหอเอนปิซา บางคนก็ว่าเหมือนเจดีย์ ทั้งนี้ก็แล้วแต่จะจินตนาการกันไป แต่ที่โดดเด่นที่สุด คือ กลุ่มเสาหินโบราณ 5 ต้นที่คาดว่ามีมาแต่สมัยยุคดึกดำบรรพ์ราว 175-195 ล้านปีก่อน แต่ละต้นมีความสูงราว 12 เมตร นอกจากนั้นแล้วบริเวณรอบๆ ก็ยังมีธรรมชาติสวยงาม มีทุ่งดอกไม้ป่าและจุดชมวิวงามๆ อีกหลายแห่ง -------------------------------------------------------------------------------------------- 23. บ้านสวนน้อย จังหวัดนครราชสีมา บ้านฮอบบิทเมืองไทย เหมือนไปนิวซีแลนด์ บ้านสวนน้อย รีสอร์ต (Baansuannoi Resort) ตั้งอยู่ที่  อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งการสร้างที่พักของที่นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่อง The Hobbit และ The Lord of The Rings นั่นเอง มีความน่ารัก อบอุ่น เหมาะกับการพักผ่อนในวันหยุด ^^ -------------------------------------------------------------------------------------------- 24. สตรอเบอรี่ ทาวน์ จังหวัดระยอง เที่ยวเมืองไทย เหมือนไปเนเธอร์แลนด์ ชื่อของ “Strawberry Town” นั้นถูกตั้งขึ้นมาเพื่อสื่อถึงความหวานและสดใสของเมืองแห่งนี้ สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างให้มีสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นสวยสดงดงามสไตล์ตะวันตก มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ตั้งอยู่ตามตึกสีสันสวยงามต่างๆ รวมทั้งอีกหลากหลายพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ ได้แก่ Holland Village, Town Center, Amazon Trail, Uncle Sam’s Farm, Adventure Land, น้ำพุแห่งฤดูกาล, ลานอเนกประสงค์สำหรับจัดการแสดง หรือดนตรี และอื่นๆ อีกมากมาย ในแต่ละสถานที่จะได้รับการออกแบบให้มีสไตล์และเอกลักษณ์ของตัวเอง กลมกลืน ไม่แปลกแยกกับภูมิทัศน์โดยรอบที่ดำรงความเป็นธรรมชาติอย่างลงตัว อ่านเพิ่มเติม http://www.brookside.co.th/activity/strawberry-town/ -------------------------------------------------------------------------------------------- 25. มัสยิดกลาง จังหวัดปัจตานี - ทัชมาฮาลเมืองไทย เหมือนไปอินเดีย มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ตั้งอยู่ถนนยะรัง ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี ใช้เวลาในการก่อสร้างและตกแต่งอย่างวิจิตรพิสดารเป็นเวลา 9 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ สร้างเป็นตึกคอนกรีตเสริมเหล็กสองชั้น รูปทรงคล้ายกับ “ทัชมาฮาล” ประเทศอินเดีย ตรงกลางเป็นอาคารมียอดโดมขนาดใหญ่และมีโดมบริวาร 4 ทิศ มีหอคอยอยู่สองข้างสูงเด่นเป็นสง่า  บริเวณด้านหน้ามัสยิดมีสระน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ภายในมัสยิดมีลักษณะเป็นห้องโถง มีระเบียงสองข้าง ภายในห้องโถงมีบัลลังก์ทรงสูงและแคบเป็นที่สำหรับ “คอฏีบ” ยืนอ่านคุฏบะฮ์ในการละหมาดวันศุกร์ หอคอยสองข้างนี้เดิมใช้เป็นหอกลางสำหรับตีกลอง เป็นสัญญาณเรียกให้มุสลิมมาร่วมปฏิบัติศาสนกิจ ภายในมัสยิดประดับด้วยหินอ่อนอย่างสวยงาม

วันพระพุทธเจ้าเปิด 3 โลกธาตุ ออกพรรษา 16 ตุลา อ.คฑา ชวนทำบุญ
วันพระพุทธเจ้าเปิด 3 โลกธาตุ /  อ.คฑา / 

ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว 16 ตุลาคม ฟ้ารับรู้ ดินรับฟัง สวรรค์ประทานพร อบายภูมิโมทนา ใครทำใครได้ พ้นเคราะห์รับโชค ดวงชะตาฟ้าเปิดทั้ง 12 ราศี โหรฯ ชื่อดัง ผู้นำทางจิตวิญญาน ผู้เชี่ยวชาญศิลปวัฒนธรรมไทย-จีน เผย  16 ตุลาคม 2559  (วันออกพรรษา) เป็นวันมหัศจรรย์ 3 โลกธาตุ อนันตจักรวาล เปิดพร้อมกัน เพราะฉะนั้นการทำสิ่งไม่ดีในวันนี้ ฟ้าเห็น ดินรับรู้ นรกสาปแช่ง... วันนี้จึงเป็นวันที่ควรทำความดีและทำทุกวัน เพราะการทำความดี เราทำได้ทุกลมหายใจ ทุกขณะจิต ขอให้เรามีสติ  ซึ่งในวันนออกพรรษานี้ ฟ้ารับรู้ ดินรับฟัง เทวดามองเห็น จะทำให้ชีวิตของเรานั้นราบรื่น... บทสวดมนต์ 12 ราศี วันออกพรรษา มังกร ธรรมจักรกัปวัตนสูตร กุมภ์ บารมี 30ทัศน์ มีน ขันธปริตร เมษ โมระปริตร (คาถานกยูงทอง) พฤษภ กรณียเมตตาสูตร เมถุน ชินบัญชร กรกฎ อภยปริตร (คาถายันทุน) สิงห์ โพชฌงคปริตร กันย์ ชัยมงคลคาถา ตุลย์ ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก พิจิก ธารณปริตร ธนู มงคลจักรวาล 8 ทิศ เรื่องราวที่มาของวันพระพุทธเจ้าเปิด 3 โลกธาตุนั้น อ.คฑา เล่าว่า ก่อนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จกลับลงมาจากสวรรค์ไปสู่เมืองสังกัสสะ  พระพุทธมารดาของพระพุทธเจ้าจึงถามถึงพระราหุลว่าเป็นอย่างไรบ้าง (ลูกของพระพุทธเจ้า) ทันใดนั้นพระพุทธเจ้าก็ทรงทำพิธีเปิดโลก ด้วยการยืนตรง แล้วใช้พระหัตต์จับชายจีวรทั้งสองข้าง ทันใดนั้น โลกสวรรค์ โลกมนุษย์ โลกบาดาลอบายภูมิ  จึงเปิดถึงกัน  จึงเป็นที่มาของปางเปิดโลก…. การทำความดีในวันนี้  ก็จะส่งผลให้กับพรหม เทวดาทั้ง 16 ชั้น พระภูมิเจ้าที่ พระชัยมงคล 15 ชั้นดิน และ14 ชั้นบาดาลของเหล่าพญานาคทั้งหลาย และเทวดาผู้รักษาตัวเรา  รวมไปถึงเจ้ากรรมนายเวร จึงเป็นวันที่คนนิยมทำบุญทำความดีกันในวันนี้ หลังจากเปิด 3 โลก  มองเห็น รับรู้ถึงกันแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงก้าวย่างพระบาท เดินลงจากสวรรค์ด้วยอิริยาบทที่งดงาม มือก็ทำท่าจีบนิ้ว...ช่างพุทธศิลป์จึงจินตนาการท่าเดินของพระผู้มีพระภาคเจ้าขณะเดินเสด็จ  จึงเป็นที่มาของ ปางลีลา  ที่มีความงดงามและเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธรูปที่งดงามที่สุด อ่อนช้อยที่สุด... พระพุทธรูปปางลีลาองค์สำคัญ  สามารถได้ชมได้ที่วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ  รวมไปถึงพระพุทธรูปปางเปิดโลกและปางลีลาตามวัดทั่วประเทศไทย ถามต่อว่า ทำไมจึงนิยมทำบุญ ทำความดีในวันนี้  เพราะเป็นวันที่ 3 โลกธาตุเปิดรับรู้ อำนวยพร โมทนาบุญให้กับเรา  บุญจะถึงเทวโลกทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน และอบายภูมิ  บุญก็จะเกิดกับตัวเรามากที่สุด  จึงเป็นที่มาของประเพณีการตักบาตรเทโวโลหะนะ (วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากเทวโลก สู่โลกมนุษย์) ซึ่งประเพณีตักบาตรเทโวโลหะนะ มีความสำคัญ....ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 วันออกพรรษา  และ แรม 1 ค่ำ เดือน 11  ตักบาตรเทโวโรหณะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปโปรดพระพุทธมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (เหตุที่องค์พระสัมมาสัมพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดพุทธพระมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็เพราะว่า สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นสวรรค์ชั้นที่เทวดาทุกชั้นมาพบปะกันและมาฟังพระธรรมได้ พระพุทธเจ้าจึงมาโปรดพุทธมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยท้าวสักกะเทวราชขึ้นไปทูลเชิญพระมารดาจากชั้นดุสิต ลงมาชั้นดาวดึงส์ เพื่อฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า   ข้อมูลจาก อาจารย์ คฑา ชินบัญชร

อย่างนี้ก็ได้หรอ!? ถ่ายหนังสารคดีในนาซา แต่ไม่บอกว่าเป็นหนัง Operation Avalanche
Matt Johnson /  Operation Avalanche / 

อย่างนี้ก็ได้หรอ!? ถ่ายหนังสารคดีในนาซา แต่ไม่บอกว่าเป็นหนัง Operation Avalanche อย่างที่เห็นในตัวอย่างภาพยนตร์แล้วว่า Operation Avalanche ปฏิบัติการลวงโลก กำลังพูดถึงเรื่องราวในช่วงสงครามเย็นที่ประเทศมหาอำนาจกำลังแข่งขันกันทางวิทยาศาสตร์อวกาศ และในตอนนั้นข่าวที่สร้างความฮือฮาทั่วโลกก็หนีไม่พ้นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่มีมนุษย์ขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์ กระทั่งมีทฤษฎีมากมายที่ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์ที่เห็นผ่านทางโทรทัศน์ในตอนนั้นเป็นเรื่องที่ถูกจัดฉากขึ้น แมตต์ จอห์นสัน (Matt Johnson) ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวแคนาดา ได้ขออนุญาตนาซาในการเข้าไปถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับโครงการอะพอลโล โดยที่นาซาไม่รู้ว่าเขากำลังทำภาพยนตร์เกี่ยวกับการกุเรื่องเหยียบบนดวงจันทร์ ซึ่งเจ้าตัวได้ให้สัมภาษณ์ไว้อย่างน่าสนใจว่า “เราติดต่อทางนาซา แล้วพูดว่า ‘เฮ้ เรากำลังทำหนังสารคดีเกี่ยวกับโครงการอะพอลโล เรามาถ่ายทำได้หรือเปล่า แล้วทางนาซาก็ตอบรับ ดังนั้นทุกฉากนั้นที่คุณเห็นผมพูดว่า ‘โอ้ เราแค่ถ่ายทำสารคดีอยู่นะ’ หรือแนะนำตัวเองในฐานะคนทำหนังสารคดี นั่นแหละคือของจริง” “ผมทำสารคดีปลอมเพราะผมคิดว่ารูปแบบนั้นมันสำคัญอย่างยิ่ง ณ ตอนนั้น ผมมองว่าคำถามเกี่ยวกับความถูกต้องและวิธีตามธรรมเนียมที่คนทำหนังทั่วไปยึดถือนั้นมันใกล้เคียงกับการทำหนังสารคดีทุกขณะ มันแตกต่างจากสารคดีล้อ (Mockumentary) ที่เป็นการล้อเลียนด้วยการคาราวะหนังแนวสารคดี และตัวละครก็รู้ว่ามีกล้องถ่ายอยู่ แต่สารคดีปลอมมักมีแบบแผนเฉพาะ และไม่ได้นำเสนอในรูปแบบล้อเลียนเลย” “เราถ่ายทำที่นาซาจริง ๆ โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าเรากำลังทำหนังเกี่ยวกับการกุเรื่องเหยียบบนดวงจันทร์ นั่นเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน” แค่บทสัมภาษณ์นี้ก็ทำให้รู้ว่าผู้กำกับรุ่นใหม่คนนี้มีไอเดียที่ไม่ธรรมดา และภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาท้าทายความเชื่อและศรัทธาของมวลมนุษยชาติกำลังจะออกฉายในวันที่ 22 กันยายน 2559