วิสัยทัศน์

Sophos ปลื้ม ถูกจัดอันดับ องค์กรมีวิสัยทัศน์ก้าวหน้า 3 ปีซ้อน
Sophos

Sophos ถูกจัดอันดับจาก Gartner ว่าเป็นองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้า ติดต่อกันถึงสามปีซ้อน รายงาน Magic Quadrant ชี้ให้เห็นชัดถึงความมีวิสัยทัศน์ของ Sophos ในการเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ Enterprise Mobility Management หรือ EMM Sophos ผู้นำระดับโลกด้านความปลอดภัยบนเครือข่ายและเครื่องเอ็นด์พอยท์ แถลงว่า Gartner ได้เลือกให้ Sophos เป็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ดีเด่นด้านวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล (Visionary) ในรายงาน Magic Quadrant สำหรับชุดผลิตภัณฑ์จัดการโมบิลิตี้ระดับองค์กรหรือ EMM นับเป็นปีที่สามติดต่อกัน ด้วยผลิตภัณฑ์ Sophos Mobile Control ทำให้ Sophos เป็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยบนเครือข่ายและเครื่องเอ็นด์พอยท์ และรายเดียวที่ได้รับคัดเลือกมาลงในรายงาน EMM Magic Quadrant ในฐานะโซลูชั่นจัดการโมบิลิตี้ระดับองค์กรที่ครบวงจร ทำให้ Sophos Mobile Control เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้ง่ายสำหรับแอดมินด้านไอที ทั้งการติดตั้ง, ตั้งค่า, และจัดการ โดยมีฟีเจอร์จำกัดบริเวณข้อมูลด้วยการเข้ารหัสอย่างปลอดภัย ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งทั้งในสภาพแวดล้อมที่ใช้อุปกรณ์ขององค์กร หรือกรณีที่เปิดให้ทำงานบนอุปกรณ์ของพนักงานเอง (BYOD) Sophos Mobile Control นี้รวมอยู่ในชุดผลิตภัณฑ์ Sophos Mobile Security สำหรับป้องกันมัลแวร์และอันตรายบนโลกออนไลน์บนอุปกรณ์แอนดรอยด์ ซึ่งรุ่นล่าสุด Sophos Mobile Control 6.1 นี้ได้ขยายขอบเขตการป้องกันไปถึงวินโดวส์ 10 ทั้งในรูปแท๊บเล็ต, โน้ตบุ๊ก, และเดสก์ท็อป โดยรวมเข้ามาอยู่ในคอนโซลจัดการเดียวกันกับอุปกรณ์พกพา ทำให้บังคับใช้โพลิซีความปลอดภัย และควบคุมการเข้าถึงทรัพยากรของบริษัทอย่างอีเมล์และอินทราเน็ตได้อย่างปลอดภัยเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด “อุปกรณ์พกพาเป็นเรื่องที่ท้าทายธุรกิจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้นำด้านไอทีจำเป็นต้องประเมินความปลอดภัยของทุกอย่างที่เชื่อมต่อเข้ามาบนเครือข่าย เพื่อป้องกันการเกิดช่องโหว่ที่มีมูลค่าความเสียหายสูง และเติมเต็มความต้องการทั้งด้านการปกป้องข้อมูล และการสอดคล้องกับกฎหมายด้านการรักษาความเป็นส่วนตัว โดยอุปกรณ์พกพาอันชาญฉลาดที่นำมาใช้เข้าถึงข้อมูลขององค์กรผ่านทางอีเมล์ หรือการแชร์ไฟล์ผ่านทูลการประสานการทำงานบนคลาวด์นี้ถือเป็นอีกมิติหนึ่งที่เป็นช่องให้แฮ็กเกอร์เข้าโจมตี หรือข้อมูลรั่วไหลออกไปได้” แดน ชิอัปปา รองประธานและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ปลายทางของ Sophos กล่าว “Sophos Mobile Control จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้การปกป้องที่ครอบคลุมมากที่สุด และสนับสนุนประสิทธิภาพการทำงานในการใช้ BYOD ทุกด้าน ด้วยการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลทางธุรกิจ และจำกัดบริเวณของข้อมูลส่วนบุคคลแยกออกจากกันอย่างชัดเจน”

อย่างนี้ก็ได้หรอ!? ถ่ายหนังสารคดีในนาซา แต่ไม่บอกว่าเป็นหนัง Operation Avalanche
Matt Johnson /  Operation Avalanche / 

อย่างนี้ก็ได้หรอ!? ถ่ายหนังสารคดีในนาซา แต่ไม่บอกว่าเป็นหนัง Operation Avalanche อย่างที่เห็นในตัวอย่างภาพยนตร์แล้วว่า Operation Avalanche ปฏิบัติการลวงโลก กำลังพูดถึงเรื่องราวในช่วงสงครามเย็นที่ประเทศมหาอำนาจกำลังแข่งขันกันทางวิทยาศาสตร์อวกาศ และในตอนนั้นข่าวที่สร้างความฮือฮาทั่วโลกก็หนีไม่พ้นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่มีมนุษย์ขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์ กระทั่งมีทฤษฎีมากมายที่ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์ที่เห็นผ่านทางโทรทัศน์ในตอนนั้นเป็นเรื่องที่ถูกจัดฉากขึ้น แมตต์ จอห์นสัน (Matt Johnson) ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวแคนาดา ได้ขออนุญาตนาซาในการเข้าไปถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับโครงการอะพอลโล โดยที่นาซาไม่รู้ว่าเขากำลังทำภาพยนตร์เกี่ยวกับการกุเรื่องเหยียบบนดวงจันทร์ ซึ่งเจ้าตัวได้ให้สัมภาษณ์ไว้อย่างน่าสนใจว่า “เราติดต่อทางนาซา แล้วพูดว่า ‘เฮ้ เรากำลังทำหนังสารคดีเกี่ยวกับโครงการอะพอลโล เรามาถ่ายทำได้หรือเปล่า แล้วทางนาซาก็ตอบรับ ดังนั้นทุกฉากนั้นที่คุณเห็นผมพูดว่า ‘โอ้ เราแค่ถ่ายทำสารคดีอยู่นะ’ หรือแนะนำตัวเองในฐานะคนทำหนังสารคดี นั่นแหละคือของจริง” “ผมทำสารคดีปลอมเพราะผมคิดว่ารูปแบบนั้นมันสำคัญอย่างยิ่ง ณ ตอนนั้น ผมมองว่าคำถามเกี่ยวกับความถูกต้องและวิธีตามธรรมเนียมที่คนทำหนังทั่วไปยึดถือนั้นมันใกล้เคียงกับการทำหนังสารคดีทุกขณะ มันแตกต่างจากสารคดีล้อ (Mockumentary) ที่เป็นการล้อเลียนด้วยการคาราวะหนังแนวสารคดี และตัวละครก็รู้ว่ามีกล้องถ่ายอยู่ แต่สารคดีปลอมมักมีแบบแผนเฉพาะ และไม่ได้นำเสนอในรูปแบบล้อเลียนเลย” “เราถ่ายทำที่นาซาจริง ๆ โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าเรากำลังทำหนังเกี่ยวกับการกุเรื่องเหยียบบนดวงจันทร์ นั่นเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน” แค่บทสัมภาษณ์นี้ก็ทำให้รู้ว่าผู้กำกับรุ่นใหม่คนนี้มีไอเดียที่ไม่ธรรมดา และภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาท้าทายความเชื่อและศรัทธาของมวลมนุษยชาติกำลังจะออกฉายในวันที่ 22 กันยายน 2559

This One’s For You เพลงคึกคักปลุกพลัง ฟุตบอลยูโร 2016
David Guetta /  This One’s For You / 

This One’s For You (ดีส วันส์ ฟอร์ ยู) เพลงประจำการแข่งขัน ฟุตบอลยูโร 2016 จากศิลปิน-โปรดิวเซอร์ชื่อดังระดับโลก David Guetta (เดวิด เกตตา) เพลงคึกคักปลุกพลังแฟนบอล! แม้ศึกฟุตบอลระดับโลก ชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ยูโร 2016 จะเพิ่งเปิดฉากไปไม่นาน แต่เพลง This One’s For You เพลงประจำการแข่งขันครั้งนี้ ก็กลายเป็นเพลงฮิตติดหูไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะจะได้รับกันตลอดทัวร์นาเมนต์ ทั้งช่วงเปิดและปิดรายการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ รวมทั้งยังมีการแสดงเพลงนี้ในพิธีเปิดและพิธีปิดด้วย David Guetta ft. Zara Larsson - This One's For You (Official Audio) (UEFA EURO 2016™ Official Song) youtube channel : David Guetta เพลง This One’s For You สร้างสรรค์จากฝีมือศิลปินดีเจและโปรดิวเซอร์ระดับโลก David Guetta ที่มาร่วมทำเพลงเพื่อชาติ ฝรั่งเศส ประเทศบ้านเกิดของเขาซึ่งเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน ยูโร 2016 โดยได้นักร้องสาว Zara Larsson (ซาร่า ลาร์สสัน) สาวน้อยวัย 18 ชาวสวีเดน เจ้าของตำแหน่งสวีเดน ก็อต ทาเลนท์ มาร่วมสร้างสีสันด้วย. มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

เที่ยวอินโดฯ
ที่เที่ยวอินโดนีเซีย /  ภูเขาไฟโบรโม่

อินโดนีเชีย เป็นประเทศที่มีความสวยงามทางธรรมชาติและวัฒนธรรมอยู่หลายที่ สถานที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็เช่น เกาะบาหลี (Bali), วัดบุโรพุทโธ (Borobudur), โทราจาแลนด์ (Torajaland), วัดพรัมบานัน (Prambanan Temple) เป็นต้น นอกจากนี้อีกหนึ่งสถานที่ที่ควรไปมากๆ ก็คือ ภูเขาไฟโบรโม (Mount Bromo) ที่ตั้งอยู่ทางทางตะวันออกของเกาะชวา โดยเพจเฟสบุ๊ค Coundsheck's journey. จะพาเราไปแอดเวนเจอร์กัน งานนี้นอกจากจะได้ชมภูเขาไฟแล้ว ยังนั่งรถจี๊ป ขี่ม้า ฝ่าน้ำตก อีกด้วย เที่ยวอินโดฯ "East Java" หมู่เกาะชวา ชมภูเขาไฟ นั่งรถจี๊ป ขี่ม้า ฝ่าน้ำตก แอดเวนเจอร์สุดติ่ง! บอกไปอินโดฯ ใครๆก็นึกว่าไปบาหลี แต่คราวนี้เราขอออกนอกเมือง พาทุกคนไป East Java หรือหมู่เกาะชวาตะวันออก แหล่งที่อุดมไปด้วยภูเขาไฟที่ยังระเบิดได้ พร้อมภูมิทัศน์สุดเซอเรียล งานนี้เรานั่งรถจี๊ป ขี่ม้า ฝ่าน้ำตก แอดเวนเจอร์สุดตั้งกะเที่ยวมาา ถึงดูลุย แต่ไปฟอลโล่วกันได้ไม่ยากแน่นอน อ้ะ พร้อมล้ะ ลุย!!! ทริปนี้เริ่มจากเรานั่งเครื่องบินไปลงที่ Surabaya (สุราบายาเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอินโด) เพื่อพบคนขับรถที่เราดีลไว้ตั้งแต่แรก (ซึ่งวิธีดีลจะบอกท้ายโพสน้ะ) เพื่อขับรถยาว 5 ชม. ออกจากสุราบายาไปถึงจุดหมายแรกของเรา นั่นก้คือโบรโม่! กว่าจะไปถึงโบรโม่ก็เป็นเวลาสองทุ่มแล้ว เราเข้านอนเร็วมากเพราะวันต่อมาเราต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 เพือขึ้นไปดูวิวพระอาทิตย์ขึ้น ตื่นปุ้ปรีบขึ้นรถขับคลุกคลุกคลุก ขึ้นเขา penanjakan mountain ซึ่งเราจะสามารถเห็นภูเขาพีคๆ ทั้งหมดของแถบนี้ได้จากบนเขาแห่งนี้ ขับวกไปวนมา ประมาน 45 นาที เราเริ่มรู้สึกได้ว่าปริมาณรถรอบตัวนี่หนาแน่นมาก และด้วยความที่เราตื่นสาย จุดชมวิวยอดฮิตรถติด! 5555 คนขับจึงพาเราเดินเลาะเข้าป่า ไปยังจุดชมวิวอีกที่ที่มีชื่อว่า kingkong view, รอพระอาทิตย์กันไปสาม ชม. แสงเริ่มมา พอพระอาทิตย์ขึ้นมาชนยอดเขาเท่านั้นแหล่ะ โอ้โหหหหหหหหหหห รู้แล้วทำไมคนชอบดูพระอาทิตย์ขึ้น ดีมากกกกกกกกกกก และนี่คือสิ่งที่ทำให้เรายอมตื่นสายขึ้นมาบนนี้ ที่เห็นตรงหน้าคือภูเขา Batok ส่วนที่พ้นควันม้วนๆ นั่นแหละคือ Bromo Bromo เป็นหนึ่งในภูเขาที่ยัง active บนเกาะชวา เลยไม่แปลกที่พ่นควันปุ๋ยๆ พร้อมระเบิดได้ (ถ้าจำไม่ผิด โบรโม่ระเบิดครั้งล่าสุดเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว) พระอาทิตย์เป็นลำๆๆๆๆๆ ใครชอบถ่ายรูปเวอร์วังเก็บแลนด์สเคปอลัง น่าจะชอบ เราลงจากจุดชมวิว ไปกันต่อ ลืมบอกไปว่า ในช่วงที่เราเที่ยวไปทั่วเขตโบรโม่ เราจะใช้รถจี๊ป เพราะสามารถลุยกับพื้นที่ได้มากกว่ารถกึ่งๆ รถตู้ที่เรานั่งมา แถวนี้เลยเต็มไปด้วยรถจี๊ปหลายร้อยคัน ชอบมาก สนุกกกก ตื่นเต้นมากก ไม่เคยนั่ง 5555555 เรามาจอดรถที่ลาดดินสีเทากว้างๆ ด้านหน้าของโบรโม่ คาดว่าที่เป็นสีนี้เพราะดินตะกอนภูเขาไฟ เพราะเดี๋ยวเราจะขึ้นไปชมปากปล่องถูเขาไฟแบบใกล้ชิดกัน ตรงลานนี้นอกจากจะมีรถจี๊ปแล่นไปมา ยังมีม้าจำนวนมาก รอพาเราขึ้นไปที่โบรโม่ เพราะจากตรงนี้ ต้องเดินทางอีก 3 กิโลแหนะ แน่นอนมาถึงแล้วใครมันจะเดิน เราเลือกขี่ม้าในราคา 100000 รูปี หรือราวๆ 250 บาท โดยจะมีคนจูงเราและน้อง(ม้า) เดินผ่านโตรกเขาต่างๆเพื่อไปถึงฐานของโบรโม่ ตอนแรกเกร็งมาก ปีนนู่นปีนนี่กลัวน้องเจ็บ แต่คนจูงเราบอก น้องโอเคคคคคคค  ที่เชิงภูเขามีม้าจำนวนมากที่รอนักท่องเที่ยวลงมาจากเขาเพื่อขี่กลับไปที่รถจี๊ป คนจูงม้าของเราชื่อ Sandi ให้การ์ดชื่อเค้ากะเราไว้ บอกว่าปีนขึ้นไป ละลงมาให้เรียกเค้าน้ะ เด่วเค้าพาม้ามารับเรากลับ เมื่อมองกลับไปก็รู้ว่าน้องม้าพาเราผ่านด่านภูมิประเทศยุบยับมาไกลมั่กกก นี่คือบรรไดที่เราต้องปีนไปอีกต่อเพื่อให้ถึงปากปล่องของโบรโม่ สังเกตุว่าคนเยอะมาก เพราะงั้นไม่ต้องกลัวว่ามาล้ะจะเปลี่ยว บางคนก็ไม่ปีนบันได ปีนเอาเองสดๆเลย และเมื่อปีนไปถึง นี่คือปากปล่องของโบรโม่ในตำนานนนนนน โอ่ย ตื่นเต้นน้ะ กลัวระเบิดด้วย 555555555 นี่คือร่องรอยจากการประทุ แน่นอนที่เป็นเส้นๆคืออดีตทางไหลของลาวาจากโบรโม่นั่นเอง  บนปากปล่องมีสันเล็กๆให้เราเดินสำรวจรอบปากปล่องได้ด้วยน้ะ ใครปีนได้ระดับไหน สำรวจกันตามสบายเลยยย  ภูมิประเทศเมื่อมองจากปากปล่องง ที่เห้นเป็นเหมือนอาคิเต็กเจอร์อะไรบางอย่าง นั่นคือวัดฮินดู วัดเดียวของแถวนี้เลย ข้างๆเราคือ Batok ภูเขาที่เราเห็นจากจุดชมวิวนั่นเอง คนที่นี่มีความเชื่อเรื่องการไหว้เทพเจ้า จึงมีคนขายดอกไม้ เพื่อใช้สักการะ เห็นคนซื้อไป เพื่อโยนลงไปในปากปล่องเพื่อบูชาเทพ ตามความเชื่อของอินดู ไกด์เราบอกว่าดอกไม้พวกนี้อยุ่ได้ 5 ปีโดยไม่เหี่ยวน้ะ  จากโบรโม่ เรานั่งรถจี๊ปไปทุ่งหญ้าลับด้านหลังกันต่อ ใครจะรู้ว่ามีทุ่งหญ้าเขียว วิวเวอร์วังมาซ่อนอยู่หลังภูเขาไฟที่ก่อนหน้านี้เป็นที่ราบสีเทาขนาดยักษ์  เหมือนวาร์ปมาอยู่ที่ไหนซักที่ที่ไม่เชื่อว่าจะเป็นอินโด  รถจี๊ปบางคันนั่งบนหลังคาได้ เจ๋งอ้ะ อยากเล่นบ้าง น่าสนุก ถ่ายรูปไปเรื่อยเจอกลุ่มควันสีขาวขนาดยักษ์ลอยมา มันไม่ใช่ควันอะไรหรอก แต่มันคือเมฆ! แบบเดียวกะเมฆที่ลอยบนท้องฟ้าเลย ที่ี่เป็นที่ราบสูง สูงมากระดับเมฆวิ่งเล่นได้นั่นแหละ เราเลยบอกคขับให้ขับรถไปหากลุ่มเมฆ นี่คือวิวตอนเราอยู่ข้างในนั้น คือแบบ เซอร์เรียลมาก จอดรถลงไปถ่ายรูปสิครัช รออะไร 555555555 เซอร์เรียลจริงน้ะ รู้สึกโชคดีมากที่ได้เจอไรงี้ นี่คือรถเรากะคนขับรถชื่ออีวาน อีวานบอกว่า อ้ะๆ แกรๆ เราต้องไปต่อน้ะ จอดตรงนี้นานๆ อาจมีใครวิ่งฝ่าหมอกมาชนเราได้น้ะ 5555555 เราบอกลาโบรโม่ ขับรถลงเขาเพื่อมาแวะที่ Madakaripura น้ำตกอีกที่ที่พีคไม่แพ้กัน เริ่มจากเดินจากปากทางเข้าไปกิโลกว่าๆเราจะเห็นเส้นสีขาวอยู่ลิบๆ  ล้ะเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ที่นี่มีเพิงไว้ให้นั่ง ให้หลบฝน ให้ใส่เสื้อกันฝนด้วย เพราะแถวนี้ชื้น ฝนตกเป็นปรกติ เราใส่เสื้อกันฝน เดินสวนไปตามน้ำตกเล็กๆเพื่อขึ้นไปต้นทางน้ำ อ้ะนี่ไงเริ่มเข้าใกล้เป้าหมายล้ะ  ที่ใส่เสื้อกันฝน ฝนไม่ได้ตกแต่อย่างใด แต่เราต้องลอดน้ำตกอื่นๆเข้ามา! กว่าจะมาถึงตรงนี้ ขออถัยไม่มีรูปลอดน้ำตก เพราะมันเสี่ยงเกินกว่าจะเอากล้องขึ้นมาถ่ายจริงๆ สงสารเราหน่อย 55555555555  คือรอบๆดีมากกกกกก ฟินมากกกกกก รูปไม่สามารถเล่าความเซอเรียลและยิ่งใหญ่ของน้ำตกได้จริงๆ แต่ขอให้มา เชื่อเรา (เสื้อกันฝนกะรองเท้าแตะมีขายตรงทางเข้าด้วยน้ะ 25-30 บาท ไม่แพงเลย) ออกจากน้ำตก เราขับรถอีก 7 ชั่วโมง เลียบทะเล ลงไปทางใต้เพื่อไปภูเขาไฟ มิชชั่นของเราอีกลูกคือ Kawha Ijen! เราขับรถมาถึงเขตของ Ijen ก็เป็นเวลาดึกอีกแล้วตามสไตล์ แต่พีคกว่าคือ พรุ่งนี้เราต้องเดินขึ้นเขาตอนตี 1! งานนี้เราบอกเลยว่า ขอให้ฟิตร่างกายมาให้พร้อม ! ตั้งแต่ตี 1 เราเดินขึ้นเขาพร้อมด้วยเพื่อนมากมาย เดินขึ้นเนินชันไม่ต่ำกว่า 40 องศา เป็นระยะทางประมาน 3-4 กิโล (แต่เดินจริงโครตไกล อย่าไปเชื่อ) บอกเลยว่าเหนื่อยสลบ เราเดินสลับพักหลายรอบสุดๆ อ้วกไป 1 รอบ (จริงๆ) จะตายมาก กว่าจะผ่านทางชันมหาโหดมาเป็นทางที่ไม่ชันมาก เรียบๆ ช่วงใกล้ถึงยอดเขา แต่พอขึ้นมาเจอกลุ่มควัน และทะเลสาปสีฟ้าข้างหน้า คือแบบ โอ้ยยยยย ยอมมมมมมมม คุ้มมากกกกกก สลบบบบ แต่ก่อนอิเจี้ยนยังไม่มีทะเลสาป แต่พอผ่านการระเบิดครั้งล่าสุดมา อยู่ดีดีก็เปิดเป็นทะเลสาปสีฟ้าขึ้นปากปล่องอิเจี้ยน  เนื่องจากอยากเห็นทะเลสาปใกล้ๆ เลยปีนตามทางคนเหมืองลงไปด้านล่าง ของภูเขาไฟ สวยมั้ยล่าาาาาาาาาาา สลบบบ นอกโลกมากกกก เข้าใกล้ได้อีกจึ๋งนึง ควันกำมะถันเริ่มเปลี่ยนทิศมาทางเรา เลยต้องปีนกลับขึ้นมาด้านบน ต้องบอกก่อนว่าที่อิเจี้ยนนี่ เป็นเหมืองแร่กำมะถันด้วย ถ้าเราปีนลงไป อาจโดนรมควันกำมะถันตาย ควันเริ่มเปลี่ยนทิศไล่หลังมา นี่คือเพื่อนร่วมทริปที่ยังยืนหยัดเก็บภาพจนนาทีสุดท้าย ตัดมานาทีต่อมา พวกเรากำลังกินน้ำ หาผ้าปิดปาก เพราะควันจากกำมะถันสูดเข้าไปแล้วแสบคอมาก แสบตานิดๆด้วย ปีนขึ้นมาด้านบนให้พ้นกลุ่มควัน นี่คือไกด์ผู้นำเราปีนเขาและปีนลงไปข้างล่างด้วย ถามเราตลอดตอนขึ้นเขาว่าโอเคมั้ย คือตอนปีนนี่ น้องไม่โอเคคคคค พูดเลยยยยยย นักท่องเที่ยวเพียบ เซอร์เรียลสุด นี่ดาวอังคารรึเปล่า หรือดาว dr.mann ในอินเตอร์สเตลล่า ต้นไม้ใบไม่แถวๆนั้นเป็นสีเทาๆ ไม่รู้เกิดจากใครเผา หรือเอฟเฟคจากภูเขาไฟ (สรุปอาจจะเกิดจากกำมะถัน >,<) พระอาทิตย์เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตอนเราขึ้นมาพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว เราอดดู บลูเฟรม ไปตามระเบียบ (ลาวาสีฟ้า ที่เราต้องมาให้ถูกช่วงเวลาคือก่อนพระอาทิตย์ขึ้น และยังมีแสงจันทร์เท่านั้น เราถึงจะเห็น) สวยสลบ เหมือนหิมะ แต่ไม่ใช่ ถ่ายรูปจนพอใจ เราก็เดินลงจากยอดเขา เจอพี่คนนี่ นั่งกินกาแฟและพรินเกิ้ล อยู่ข้างทาง ชิลมากกกกกกก มันต้องแบบนี่เซ่ ระหว่างทางก็มีพี่ๆชาวเหมืองเดินสวนไปสวนมา ขนแร่กำมะถันไปขายตลอด  ตรงกลางทางจะมีจุดให้นั่งพัก ขายบะหมี่ pop mie นี่แหละ คือถึงจุดนี้รู้ตัวว่าหิวล้ะ ต้องจัดหน่อย การมาอินโดคำฮิตที่ควรรู้เลย คือ AYAM แปลว่า ไก่ 55555 คำอื่นๆที่น่าจะรู้ คือ NASI = ข้าว, GORENG = ผัด, AYAM = ไก่, MIE = หมี่  คนที่ลงมาจากเขาเค้าก็จะมานั่งพักกัน ก่อนเดินลงต่อไป เราใช้เวลา ชม กว่าๆ ลงมาถึงตีนเขา แต่ตอนขึ้นนี่ สาม ชม เลยน้ะะะ เอาซี่ คนเรา เราบอกลาอิเจี้ยน ขับรถยาวๆ 10 ชม. กลับสุราบายา จบทริปโดยสมบูรณ์ ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ คือพาร์ทนี้ยาวมากจริงๆ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กันบ้าง ข้อมูลอื่นๆ วิธีติดต่อรถและไกด์ : เราใช้เอเจนซี่ชื่อ Tommy ด้วยการอีเมล์ไปสอบถาม และพิมพ์แพลนการเดินทางของเราไปให้ทอมมี่ เพื่อจองรถและไกด์ จากนั้นทอมมี่ก็จะนัดวัน ที่เราจะมา แล้วเค้าจะมารับเราถึงสนามบิน ขับรถพาเราไปในทุกที่เบื้องต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายเราตกคนละประมาน 2 ล้านรูปี / คน (ประมาณ 5000 บาท) ติดต่อได้ตามอีเมลนี่เลย Tommy(blueisland_024@yahoo.com) ปล. จากอิเจี้ยน เราสามารถไปบาหลีต่อได้ด้วยน้ะ คนขับรถจะพาเราไปถึงท่าเรือเลยแหละ ปล2. ใครงงตรงไหน อินบ้อกซ์มาถามได้เลย ยินดี ขอบคุณข้อมูล และรุปภาพจาก https://www.facebook.com/coundsheckjourney/ ติดตามทริปท่องเที่ยวสนุกๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่เลยค่ะ https://www.facebook.com/coundsheckjourney/

โปรแกรมมวยไทยวันนี้ วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม 2559
ศึกจ้าวมวยไทย /  ศึกมวยไทยลุมพีนีเกริกไกร / 

โปรแกรมมวยไทยวันนี้ วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม 2559 ศึกจ้าวมวยไทย เวทีมวย สยามอ้อมน้อย เวลา 12:15 น. 1. บิ๊กแบงค์ ช.โค้วยู่ฮะอีซูซุ  Vs  เอกอนันต์ เจ.เอส.พี 2. ตระกูลเสือ ศิษย์ซ้ออึ่ง  Vs  วาฮิค แสงมรกต 3. แสงเพชร แสงมรกต  Vs  เพชรวัลลภ ศิษย์สองพี่น้อง 4. วิษณุพร ส.จ.ต้อยแปดริ้ว  Vs  เพชรดำ พิรุณรถตู้ ศึกไบร์ทีวี เวทีมวย ลุมพีนี เวลา 14:00 น. 1. สิงห์ดำ จิตรเมืองนนท์  Vs  ระฆังทอง ม. จงเจริญ 2. เพชรสาทิศ สาทิสซีดี  Vs  ดีเซลน้อย อ.สกาวรัตน์ 3. เพชรกันทัศน์ เอ็มยุเด็น  Vs  เพชร ท.เทพสุทิน 4. เป็นเพชร สิงห์ป่าตอง  Vs  ยุทธชัย สมศักดิ์ก่อสร้าง ศึกยอดมวยไทยรัฐทีวี เวทีมวย มนตรีสตูดิโอ เวลา 15:00 น. 1. ธีรเดช ศิษย์พลโทสุพจน์  Vs  เพชรสำเร็จ ลูกหนองยางทอย 2. อับบาส ลูกสวน  Vs  เพชรจุฬา เพชรสี่หมื่น 3. เพชรผดุง ต่อมีนบุรี  Vs  เดชฝั่งโขง ส.ศิริลักษณ์ 4. ช้างศึก เกียรติทรงฤทธิ์  Vs  เพชรพิฆาต ก.กลั่นบุศย์ ศึกมวยไทยลุมพีนีเกริกไกร เวทีมวย ลุมพีนี เวลา 16:30 น. 1. วิษณุชัย จิตรเมืองนนท์  Vs  ก้องศึก สุรนารียิม 2. น้องบี ศิษย์สารวัตรจี  Vs  สิงห์พรชัย ส.สริญญา 3. เพชรมหาชน จิตรเมืองนนท์  Vs  ดาร์กี้ ลูกมะขามหวาน 4. มังกรดำ จิตรเมืองนนท์  Vs  คูโบต้า ลูกมะขามหวาน ** หมายเหตุ อาจมีการเปลี่ยนแปลงคู่ชก

สมาร์ทวอทช์ กำลังจะกลับมาอีกครั้ง!!
apple /  google / 

สมาร์ทวอทช์ กำลังจะกลับมาอีกครั้ง!! รายงานล่าสุดจาก Strategy Analytics แสดงให้เห็นยอดจัดส่ง “สมาร์ทวอทช์” ที่เพิ่มขึ้นอย่างถล่มทลายกว่าร้อยละ 223 หรือจาก 1.3 ล้านหน่วย ในไตรมาสแรกของปีที่แล้ว ไปเป็น 4.2 ล้านหน่วย ในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยมีผู้นำตลาดคือ Apple ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดในไตรมาสแรกของปีอยู่ที่ร้อยละ 52.4 ตามมาด้วย Samsung ที่ร้อยละ 14.3 ขณะที่แบรนด์อื่นรวมกันอยู่ที่ร้อยละ 33.3 สอดคล้องกับรายงานของ Gartner ที่ระบุว่า สมาร์ทวอทช์ คือสินค้าในกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สวมใส่ได้ (Wearable Device) ที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด เป็นความจริงที่ว่า สมาร์ทวอทช์ไม่ใช่ของใหม่ เพราะมีอยู่ในตลาดมาระยะหนึ่งแล้ว แต่สาเหตุที่ทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมาก็เพราะ ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้พัฒนาให้ความสำคัญกับการงานดีไซน์และความเป็นเอกลักษณ์ ให้ผู้สวมใส่สามารถแสดงความเป็นตัวตนออกมาได้ และที่สำคัญคือ การเข้ามาอย่างเต็มตัวของ Apple กับ Google ที่ต่างพัฒนาแพลตฟอร์มสมาร์ทวอทช์ของตนอย่างเต็มรูปแบบ ก่อให้เกิดระบบนิเวศอันประกอบด้วยแอพพลิเคชั่น อุปกรณ์เสริมและบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ การชำระเงินออนไลน์ อะไรที่โดน? หนึ่งในคุณสมบัติอันโดดเด่นที่สุดของสมาร์ทวอทช์เห็นจะไม่มีอะไรเกิน “การแจ้งเตือน” เพราะขนาดหน้าจอที่เล็กนั้นได้เอื้อต่อการส่งข้อมูลขนาดย่อย ผู้ใช้เพียงชำเลืองมองด้วยหางตาก็ทราบได้ทันทีถึงการอัพเดตข่าวสาร ความเคลื่อนไหวในแวดวงสนทนา หรือข้อความเข้า โดยไม่ได้เสียเวลาควักสมาร์ทโฟน (ที่นับวันจะมีจอใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ) ออกมาจากกระเป๋า ทำให้ไม่เป็นการเสียมารยาทขณะกำลังนั่งโต๊ะร่วมกับผู้อื่น และสมาร์ทวอทช์สามารถใช้เป็นหน้าจอที่สองและเป็นส่วนต่อขยายของสมาร์ทโฟนได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังช่วยตรวจเช็คสุขภาพให้เราได้อีกด้วย ที่สำคัญยังเพิ่มความสามารถในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันและบันทึกข้อมูลอรรถประโยชน์ต่างๆ เช่น หลอดไฟ เครื่องปรับ อากาศ หรือเครื่องเสียง รวมไปถึงการใช้สมาร์ทวอทช์เป็นเสมือน “บัตรผ่าน” กับ “บัตรเครดิต” ที่สามารถใช้สแกนหรือชำระเงินได้ อนาคตของสมาร์ทวอทช์ อนาคตของสมาร์ทวอทช์อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้ผลิตอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีส่วนประกอบขณะนั้นด้วยว่าจะสามารถรองรับวิสัยทัศน์ที่ว่านั้นด้วยหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องแบตเตอรี่ เพราะหากยังไม่มีซัพพลายเออร์รายใดสามารถผลิตแบตเตอรี่ขนาดเล็กที่อึดทนนานได้แล้ว ผู้ผลิตสมาร์ทวอทช์ก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะหากินกันของเดิมเช่นเดียวกับขนาดของตัวเครื่องที่หากผู้ผลิตโปรเซสเซอร์ไม่สามารถผลิตชิปที่มีขนาดเล็กพอก็เป็นอันจบ เครดิตจาก นิตยสาร Digital Age ฉบับเดือนมิถุนายน 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

The Birder's Lodge นอนส่องนกใน บ้านหลังน้อย
บ้านหลังน้อย

วันนี้ Decor.MThai ได้หยิบเรื่องราวจากหนังสือ Life and Home เป็นเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับ The Birder's Lodge นอนส่องนกใน บ้านหลังน้อย เป็นบทความของคุณศิวนาถ เสนาประทุม และภาพประกอบสวยๆ จากคุณธเนศ เปี่ยมหน้าไม้ค่ะ ภาพของกระท่อมไม้หลังน้อยกลางขุนเขา รายล้อมไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ แซมด้วยดอกไม้ให้สีสันสดสวย คงเป็นความฝันของใครหลายคนที่กำลังแสวงหาการพักผ่อนอยู่ใช่ไหมคะ ฉะนั้นเราจึงไม่รอช้าที่จะพาไปรู้จักกับ The Birder's Lodge รีสอร์ตขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนถนนกุดคล้า - ผ่านศึก ที่จะชวนทุกคนเข้ามาส่องธรรมชาติไปด้วยกัน The Birder's Lodge นอนส่องนกใน บ้านหลังน้อย เพราะเกิดความประทับใจในแบบบ้านกระท่อมแนวยุโรป จึงทำให้คุณวิภว ธาดาสีห์ผู้เป็นเจ้าของเกิดแรงบันดาลใจที่จะดีเวลลอปที่พักเดิมที่เป็นเพียงเต็นท์แคมป์ให้กลายเป็นกระท่อมรัสติก เสน่ห์แบบดิบๆ จากธรรมชาติด้วยงานดีไซน์คล้ายๆ บ้านนก แต่ตัดทอนรายละเอียดให้องค์ประกอบมีความเป็นโมเดิร์นขึ้น ด้วยไม้สนที่นำเข้าจากสแกนดิเนเวีย โชว์สีสันลวดลายของไม้ ที่ยิ่งเก่ายิ่งสวยเกิดเป็นคาแรกเตอร์ที่มีเสน่ห์ ปัจจุบันบ้านพักมีเพียง 5 หลังเท่านั้น ด้วยงานดีไซน์ที่โดดเด่นมาพร้อมเรื่องราวที่กลมกลืนไปกับภูมิทัศน์โดยรอบสร้างความรู้สึกที่แสนประทับใจให้กับผู้มาเยือนยิ่งนัก ติดตามอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมในหนังสือ Life and Home ฉบับเดือน Mar 2016 จาก Mbookstore คลิ๊ก

ชัดเจนจากปาก ชมพู่ ไม่ได้ท้อง..แค่เตรียมตัวท้อง!!!
ข่าวชมพู่ อารยา /  ชมพู่ ท้อง / 

  ทำเอาแฟนคลับเตรียมจุดพลุปังๆ สำหรับนางเอกซุปตาร์ ชมพู่ อารยา ที่กำลังมีกระแสข่าวดีลือกันอย่างหนักหน่วงว่า ชมพู่ท้อง ซึ่งหลังจากตกเป็นกระแสให้แฟนคลับและชาวโซเชียลสงสัยมาได้ระยะสั้นๆ ว่า "ซุปตาร์สาวคนดังท้องแล้วกับสามีหนุ่มไฮโซ" ซึ่งรายชื่อ 4 นางเอกที่ติดโผก็มีอยู่ 4 นางด้วยกันที่มีโอกาสที่มีลูกคนแรกก็คือ ชมพู่ อารยา, นุ่น วรนุช, พิ้งค์กี้ สาวิกา และ เอมมี่ มรกต   ล่าสุดมีข่าวหลุดออกมาจากช่างแต่งตัวของ สาวชมพู่ ว่า ชมพู่กำลังตั้งท้องกับสามีไฮโซ น๊อต วิศรุต พร้อมกับโบ้ยให้ไปถามเจ้าตัวเอาเอง แถมยังมีกระแสข่าวเกี่ยวโยงมาอีกว่า ชมพู่ อารยา ได้ยกเลิกละครเรื่องระเริงไฟ ของผู้จัดฯ หน่อย บุษกร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่อาจจะยังคงเดินหน้าถ่ายซีรีส์ เดอะ คิวปิดส์ บริษัทรักอุตลุด ตอน กามเทพปราบมาร ของผู้จัด หน่อง อรุโณชา กันต่อ ทั้งนี้ ชมพู่ อารยา ก็กำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง จำเนียรวิเวียนโตมร อย่างสนุกสนาน!! อีกทั้งยังมีอีกหนึ่งกระแสจากบุคคลใกล้ชิดว่า ชมพู่ไม่ได้ท้อง!!   ซึ่งเย็นวันนี้(15มิ.ย.59) ชมพู่ อารยา ได้มาร่วมงาน “Beat The Line And Go Beyond with L’Oreal Paris Revitalift ชนะทุกปัญหาความร่วงโรยของผิว ด้วยลอรีอัล ปารีส รีไวทัลลิฟท์” ณ โรงแรม ดิโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพ ในฐานะพรีเซนเตอร์ตัวแม่ พร้อมกับยืนยันว่า ตนไม่ได้ท้องแต่แค่เตรียมตัวสำหรับการท้องเท่านั้น จึงได้มีการพูดคุยและขอยกเลิกละครระเริงไฟ ของผู้จัดฯ หน่อย บุษกร และ เคน ธีรเดช เพื่อโฟกัสเรื่องครอบครัวอย่างจริงจัง ยันไม่ได้ถือเคล็ดอะไรแต่ 12สัปดาห์แรกเป็นเรื่องที่ต้องระวังมากที่สุด ตั้งใจปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติรวมกับความรู้ใหม่ๆ ที่ทำให้มีโอกาสท้องสูงขึ้น รับไม่กลัวการท้องแต่เป็นเรื่องที่ท้าทาย!! กระแสข่าวท้อง?   "ณ เวลานี้ยังไม่ท้องค่ะ" แล้วที่ยกเลิกละคร พี่หน่อย ไป?   "เรียนตามตรงคุยกับพี่หน่อย พี่เคนแล้ว ละครถ่ายไป 1 คิวก็ขออนุญาตถอนตัว" สาเหตุ?   "ถ้าให้สรุปเนื่องจากว่าเรามีการคุยกันแล้ว เราคิดว่าโปรดักชั่นตรงนี้น่าจะ 9 เดือนหรือล่วงเลยไปถึง 1 ปี ชมเองอยากมาโฟกัสเรื่องครอบครัวแล้วจริงๆ เราคุยกันในครอบครัวด้วย กับผู้จัดก็เข้าใจตรงกัน" เตรียมตัวจะมีน้อง หลังจบคิวปิคส์?   "ก็ประมาณนั้นค่ะ จริงๆ มีการคุยกันเรื่องนี้กับทางพี่หน่องว่าเราจะปิดกล้องเมื่อไหร่" ถือเคล็ด 3 เดือนหรือเปล่า?   "ณ วันนี้ไม่ได้ท้องจริงๆ ค่ะ ชมว่ามันไม่ใช่เรื่องถือเคล็ดอะไรหรอกค่ะ 12 วีคแรกมันเกิดอะไขึ้นก็ได้" รู้สึกยังไงที่มีสื่อออกมาคอนเฟิร์มว่าเราท้อง?   "จริงๆ ถ้ามันเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ขอบคุณทุกคนที่มาแสดงความยินดีกับเรา เอาเป็นว่าเราไม่อยากปล่อยเวลาให้มันล่วงเลยแล้ว" มีข่าวว่าจะมีน้องสิ้นปี?   "ตอนนี้ก็ครึ่งปีแล้วเนอะ ชมคิดว่า คิวปิคส์น่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน หลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการ" มีการเตรียมตัวหรือยัง?   "ณ เวลานี้ชมว่าชมก็ดูแลตัวเองมาระยะนึงแล้ว ตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้ว ก็คงไม่มีอะไรผิดไปจากเดิมเท่าไหร่ เพียงแต่ว่าตอนนี้คงเป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ เรื่องของการทำงานค่อนข้างหนักเท่านั้นเอง" ได้ไปตรวจสุขภาพบ้างมั้ย?   "ก็ตรวจเป็นระยะๆ อยู่แล้ว แข็งแรงดีค่ะ" ปีหน้าถ้าท้องจริง จะไปเมืองคานส์ได้มั้ย?   "เป็นเรื่องของอนาคตนะ แต่ว่าทุกปีก็มีคนท้องไปเดินนะ ชมมองว่าไม่น่าเป็นอุปสรรคอะไรถ้าเราแข็งแรงดี" วันนี้ตกใจกับข่าวมั้ย?   "คนแสดงความยินดีเยอะมาก อย่างที่บอกขอบคุณค่ะ มันเป็นเรื่องที่น่ายินดี วืดไปก่อนนะคะ (หัวเราะ)" พี่น็อตว่ายังไงบ้าง?   "ก็คงมีคนแสดงความยินดีกับแกเหมือนกัน ชมว่าก็คงงงๆ จริงๆ เรื่องมีน้องเรามีการคุยกันมาตลอดอยู่แล้ว" จะมีวิธีธรรมชาติหรือยังไง?   "(หัวเราะ) คงธรรมชาติไปก่อน หลังจากปิดละครก็จะเริ่มเลย แต่ก็ปัจจัยเรื่องอายุด้วยคงไม่ง่ายขนาดนั้น" พี่น๊อตบำรุงดี?   "หันมาดูแลตัวเองกันสักพักแล้วค่ะ พอเรามีครอบครัวเราก็มีวิสัยทัศน์ ทัศนคติอีกอย่างนึงค่ะ รักตัวเองมากขึ้น มีเป้าหมายมากขึ้น" ดูวิธีวิทยาศาสตร์ไว้บ้าง?   "ก็ศึกษาไว้บ้างค่ะ จริงๆ สมัยนี้มันก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ บวกกับความรู้ใหม่ๆ ที่ช่วยให้วิธีธรรมชาติสมูทขึ้นและเป็นไปได้มากขึ้น" อยากได้ลูกแฝดมั้ย?   "ไม่ได้หวังนะคะ ก็อยากได้ทีละคนมากกว่าค่ะ" อยากได้กี่คน?   "รอดูคนนึงก่อนดีกว่าค่ะ" ฝ่ายชายอยากได้เป็นทีมฟุตบอล?   "เรื่องอยากได้ กับจะได้คนละเรื่องกันมั้ยคะ (หัวเราะ)" จะไม่รับงานในวงการแล้ว?   "ไม่ได้ขนาดนั้น มันต้องเบาลงและไม่เครียดแค่นั้นเอง ชมยังทำ 3 แซ่บและงานอื่นๆ ก็ยังทำ มันแค่ช่วงหนึ่งที่เราใช้ร่างกายหนักๆ ไม่ได้เท่านั้นเอง พอทุกอย่างมันเข้าระบบแล้วก็กลับมาเหมือนเดิม" วันนี้ใส่ชุดมาสยบข่าว?   "วันนี้แบรนด์วทานิกาเขาจัดให้" อยากบอกอะไรแฟนๆ ที่อวยพรล่วงหน้า?   "ก็ขอบคุณทุกคนค่ะ ถ้ามีข่าวดีคงต้องทราบกันถ้วนหน้า เพราะมันปิดกันไม่ได้อยู่แล้ว" ขอบคุณภาพจาก IG chomismaterialgirl ชมพู่ อารยา ชมพู่ อารยา ชมพู่ อารยา ชมพู่ อารยา ชมพู่ อารยา-น๊อต วิศรุต ชมพู่ อารยา ชมพู่ อารยา ชมพู่ อารยา ชมพู่ ถ่ายทำภาพยนตร์ จำเนียรวิเวียนโตมร ชมพู่ อารยา กับเพื่อนๆ

โปรแกรมมวยไทยวันนี้ วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม 2559
วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม 2559 /  ศึกมวยดีวิถีไทย / 

โปรแกรมมวยไทยวันนี้ วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม 2559 ศึกมวยไทย 7 สี เวทีมวย วิกหมอชิต เวลา 12:45 น. 1. ไม้โท ศิษย์กำนันใหญ่  Vs  เพชรระยอง ศิษย์นายกทวีปตะพง 2. เดอะกลั๊ฟ เดอะกลั๊ฟพัทยา  Vs  สายฝน รัตนภาณุ 3. ป้อมเพชร สิงห์บ้านสร้าง  Vs  บุญชนะ นายกเอท่าศาลา 4. นนทกิจ ต.หมอศรี  Vs  พงษ์ศิริ ป.ศิริพงษ์ ศึกมวยดีวิถีไทย เวทีมวย รังสิต เวลา 15:00 น. 1. เจิดจ้า ลูกปากแพรก  Vs  โชคพิชิต ภ.เจริญแพทย์ 2. สรรเพชร ก.เวหล  Vs  ศิริภพ ส.สราวุธ 3. แอ๊ดดำ ทีเด็ด99  Vs  คชสาร ส.จ.วิชิตแปดริ้ว 4. ขุนศึกเล็ก อ.ขวัญเมือง  Vs  น้องเบนซ์ สารรังสิต ศึกมวยราชดำเนิน PPTV เวทีมวย ราชดำเนิน เวลา 18:30 น. 1. เด่นมีชัย เทศบาลบ้านส้อง  Vs  เพชรนิยม เอฟ.เอ.กรุ๊ป 2. กล้ารบ ช.วิเชียรชัย  Vs  แสงตะวัน ช.ห้าพยัคฆ์ 3. เมืองชลเล็ก ภ.สวนทอง  Vs  สรรเพชร นำแสงก่อสร้าง 4. ขวัญโดม ต่อมีนบุรี  Vs  เพชรเมืองย่า สุดสาครมวยไทย ศึกมวยไทย คมชัดลึก เวทีมวย จิตรเมืองนนท์ เวลา 19:30 น. 1. ดอนคิงส์ หมอเบสกมลา  Vs  สำออยน้อย ต.ภู่สุวรรณ 2. คมเพชร ป่าลั่นกรุ๊ป  Vs  ปราบ ป.เป็กโก้ 3. จงอางดำ ศิษย์หนุ่มน้อย  Vs  เหล็กไหล ช.ประดิษฐ์ 4. กวางเงิน ม.ราชภัฏจอมบึง  Vs  เพชรกันทัศน์ เอ็มยุเด็น 5. นวพล พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิมส์  Vs  เพชรมรกต ทีเด็ด99 ** หมายเหตุ อาจมีการเปลี่ยนแปลงคู่ชก

ไดเวอร์เจนท์ ภาคสุดท้าย อาจไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์!?
Allegiant /  Ansel Elgort / 

ไดเวอร์เจนท์ ภาคสุดท้าย อาจไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์!? อะไรอย่างไรกันแน่ กับภาพยนตร์ภาคสุดท้ายที่ว่าด้วยสังคมยูโทเปียยุคอนาคตอย่าง ไดเวอร์เจนท์ ที่ดัดแปลงจากนวนิยายขายดีของ เวโรนิกา รอธ (Veronica Roth) มีความเป็นไปได้ที่จะไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ แต่จะนำไปฉายทางโทรทัศน์ และจะทำเป็นทีวีซีรีส์แยกออกมา ทางต้นสังกัดปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นและกำลังหาทางออกให้กับเรื่องนี้ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา Allegiant ภาคล่าสุดจากภาพยนตร์แฟรนไชส์ของ The Divergent Series ทำรายได้เปิดตัวเพียง 29 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทำรายได้น้อยกว่าภาคก่อนหน้าอย่าง Insurgent ที่ทำรายได้เปิดตัวไป 52.3 ล้านดอลลาร์ ในปี 2015 ขณะที่ในปี 2014 ที่ภาคแรกเข้าฉายทำรายได้เปิดตัวไว้ที่ 54.6 ล้านดอลลาร์ ภาพยนตร์ได้ดารานักแสดงอย่าง ไชลีน วูดลีย์ (Shailene Woodley), เธโอ เจมส์ (Theo James), แอนเซล เอลกอร์ต (Ansel Elgort) และ ไมล์ส เทลเลอร์ (Miles Teller) ดูบทความต้นฉบับ : Final 'Divergent' movie may skip the big screen

คุยหลังแป้น... อาร์ม ณัฐกานต์ นักบาสฯดีกรีทีมชาติไทย กับรายการที่ทำให้เค้าแจ้งเกิด!
ณัฐกานต์ บุญเมือง /  ทีมชาติไทย / 

 “ณัฐกานต์ เมืองบุญ” นักบาสเกตบอล ที่ไม่ได้มีดีแค่รูปหล่อ ทุกวันนี้กีฬาบาสเกตบอลในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างแข็งแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในระดับเยาวชนที่มีการจัดการแข่งขันหลายๆ รายการ โดยรายการที่เป็นที่รู้จักและยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ การแข่งขันรายการสพฐ.-สปอนเซอร์ บาสเกตบอล ไทยแลนด์แชมป์เปี้ยนชิพ โดยผู้สนับสนุนหลักอย่างเครื่องดื่มเกลือแร่สปอนเซอร์ ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จัดกิจกรรมให้เยาวชนได้ออกมาแสดงความสามารถ อย่างต่อเนื่องมา 15 ปีแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักหนึ่งดาวดังแห่งวงการยัดห่วงเมืองไทย ที่เคยผ่านการแข่งขันรายการนี้มาเช่นกัน อย่าง “อาร์ม - ณัฐกานต์ เมืองบุญ” ดีกรีนักบาสเกตบอลทีมชาติ ในตำแหน่ง Point guard ที่ไม่ได้มีดีแค่รูปหล่อ! อาร์ม ปัจจุบันอายุ 25 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดชัยภูมิ แรกเริ่มเดิมทีอาร์มไม่ได้ชื่นชอบในกีฬาบาสเกตบอลสักเท่าไหร่ แต่กลับชอบในกีฬาลูกหนังมากกว่า ถึงขั้นเป็นนักกีฬาของโรงเรียนไปแข่งระดับจังหวัดหลายรายการ แต่ด้วยการชักชวนของอาจารย์ผู้ดูแลทีมบาสเกตบอลของโรงเรียน และแรงผลักดันจากคุณแม่ที่ชื่นชอบการดูกีฬาบาสเกตบอล ทำให้อาร์มเริ่มหันมาสนใจ จนเกิดเป็นความชอบและหลงใหลในกีฬาชนิดนี้มากขึ้น ด้วยความเพียรฝึกฝนจนมีลีลาการเล่นที่โดดเด่น ทำให้ใช้เวลาไม่นานในการก้าวขึ้นไปติดทีมชาติ ทั้งระดับเยาวชนและระดับทีมชาติชุดใหญ่ รวมถึงได้รับรางวัลชนะเลิศ การแข่งขันไทยแลนด์บาสเกตบอลลีก 2014 กับสโมสรนครปฐมแมดโกท รางวัลชนะเลิศ การแข่งขันไทยแลนด์บาสเกตบอลลีก 2015 กับสโมสรโมโนแวมไพร์ และรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยม (MVP) ในตำแหน่ง Point guard ในการแข่งขันไทยแลนด์บาสเกตบอลลีก 2015 อีกทั้งยังเป็นกำลังสำคัญให้ทีมไทยได้เข้าร่วมการแข่งขันบาสเกตบอลชิงแชมป์เอเชีย เอเชียนเกมส์ และซีเกมส์ 2015 ครั้งที่ 28 ณ ประเทศสิงคโปร์ ที่ไทยได้พบกับประเทศฟิลิปปินส์ ทีมอันดับต้นๆ ของเอเชีย ในแมตช์นั้นเราสามารถสู้ได้อย่างสูสี ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าถือเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจที่สุด อาร์มเล่าย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของเส้นทางชีวิตพร้อมเป้าหมายในวงการยัดห่วงว่า “ในตอนแรกผมมีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันบาสเกตบอลนักเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ รายการสพฐ.- สปอนเซอร์บาสเกตบอลไทยแลนด์แชมป์เปี้ยนชิพ ซึ่งเป็นการแข่งขันบาสเกตบอลสำหรับเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี โครงการนี้ถือเป็นโครงการที่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตผมเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นโครงการแรกที่ผมเข้าร่วมการแข่งขันได้ชัยชนะกลับมาและเป็นถ้วยพระราชทาน จึงกลายเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจในชีวิตผม นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโลกทัศน์ของผมให้กว้างขึ้น เพราะนอกเหนือจากการพบปะพูดคุยของคนในวงการบาสฯ แล้วยังเป็นการแลกเปลี่ยนเทคนิค แท็กติก แผนการเล่นต่างๆ เพื่อให้นักกีฬาเกิดการพัฒนาตนเอง และเป็นแรงขับเคลื่อนวงการบาสฯ อีกด้วย ฉะนั้นโครงการนี้เป็นหนึ่งแรงผลักดันให้ผมก้าวสู่เส้นทางความฝันการเป็นโค้ชบาสฯ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ผมจะต้องทำให้ได้ครับ” สุดท้ายหนุ่มอาร์ม ยังฝากถึงน้องๆ ที่ชื่นชอบกีฬาบาสเกตบอล และอยากมีโอกาสได้ก้าวสู่การแข่งขันระดับชาติด้วย “ผมเชื่อว่าน้องๆ หลายคนมีความฝัน เพียงขอให้อดทนหมั่นฝึกฝนตนเอง แล้วเดินออกตามหาโอกาส อย่างโครงการ สพฐ.- สปอนเซอร์บาสเกตบอลไทยแลนด์แชมป์เปี้ยนชิพ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ให้โอกาสน้องๆเยาวชนรุ่นใหม่ได้เสริมสร้างประสบการณ์และได้แสดงออกถึงความสามารถด้านต่างๆ เพื่อก้าวเข้าสู่นักกีฬาระดับชาติ และเป็นการยกระดับมาตรฐานบาสเกตบอลให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอีกด้วยครับ” ปิดท้ายด้วยภาพบรรยากาศ การแข่งขัน สพฐ.-สปอนเซอร์บาสเกตบอลไทยแลนด์แชมป์เปี้ยนชิพ 2016 หนึ่งในรายการที่พลิกชีวิตของ อาร์ม - ณัฐกานต์ เมืองบุญ

สวย-หล่อ 10 กะโหลก!! ซุปตาร์เดินพรมแดงมายามหาชน 2016
มายามหาชน /  กัน รัชชานนท์ / 

    ผ่านพ้นไปแล้วเมื่อช่วงค่ำวานนี้(30 ส.ค.) สำหรับงานประกาศผลรางวัล “มายามหาชน MAYA Awards 2016” งานประกาศผลรางวัลอันทรงเกียรติของคนในวงการบันเทิง จากการโหวตจากคนไทยทั้งประเทศ จัดขึ้น ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมีเหล่าศิลปินดาราตบเท้าเข้ารับรางวัลและร่วมเดินพรมแดงกับเพียบ ด้าน เวียร์ - เจนี่ ซิวดารานำชาย - หญิงยอดเยี่ยมฯ ส่วนรางวัลดาวรุ่งชายและหญิงขวัญใจมหาชน ตกเป็นของ กัน รัชชานนท์ และ เซฟฟานี่ สำหรับผลรางวัลต่างๆ มีดังต่อไปนี้ ผลรางวัล มายามหาชน MAYA Awards 2016 มีดังนี้1. รางวัล บุคคลบันเทิงเกียรติยศแห่งปี 2559 ได้แก่ สมสุข กัลย์จาฤก2. รางวัล ดาราหญิงเจ้าเสน่ห์ ได้แก่ ขวัญ อุษามณี3. รางวัล ดาราชายเจ้าเสน่ห์ ได้แก่ ไมค์ ภัทรเดช4. รางวัล ดาราคู่ขวัญ(คู่จิ้น) แห่งปี 2559 ได้แก่ แม็กซ์ อภิสร, เมย์ นภัสนันท์ AF125. รางวัล ดาราสาว Sexy & Healthy ได้แก่ เกรซ กาญจน์เกล้า6. รางวัล Best News Activity(ข่าวปลุกกระแสสังคมแห่งปี) ได้แก่ สุรชัย + ดร.เซปิง7. รางวัล ทีมงานอีเว้นท์ยอดเยี่ยม ได้แก่ ทีมมิสแกรนด์ไทยแลนด์8. รางวัล ผู้วิเคราะห์ข่าวดีเด่นแห่งปี 2559 ได้แก่ พุทธ อภิวรรณ9. รางวัล สถานีโทรทัศน์ดิจิตอล ได้แก่ ช่อง PPTV HD10. รางวัล สถานีข่าวโทรทัศน์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2559 ได้แก่ สปริงส์นิวส์11. รางวัล ทีมข่าวและรายการข่าวยอดเยี่ยมแห่งปี 2559 ได้แก่ ไทยรัฐทีวี12. รางวัล ละครสร้างสรรค์สังคมดีเด่น สาขาเสริมสร้างพลังรักในครอบครัว ได้แก่ วัยแสบสาแหรกขาด ช่อง 3 HD13. รางวัล รายการทีวีที่มีเรตติ้งสูงที่สุดแห่งปี 2559 ได้แก่ กิ๊กดู๋ สงครามเพลงเงินล้าน ช่อง 7 HD14. รางวัล ละครเรตติ้งสูงสุดแห่งปี 2559 ได้แก่ สารวัตรเถื่อน ช่อง 7 HD 15. รางวัล สถานีโทรทัศน์ดิจิตอล ได้แก่ ช่อง 3 HD16. รางวัล ดาราอุทิศตัวเพื่อสังคมดีเด่นแห่งปี 2559 ได้แก่ แพนเค้ก เขมนิจประเภทรางวัลผลงานดีเด่นทางโทรทัศน์ 12 รางวัล1. รางวัล ผู้ประกาศข่าวหญิงยอดเยี่ยมขวัญใจมหาชน ได้แก่ ปราย ธนาอัมพุช จาก PPTV HD2. รางวัล ผู้ประกาศข่าวชายยอดเยี่ยมขวัญใจมหาชน ได้แก่ พีระวัฒน์ อัฐนาค  จาก ไทยรัฐทีวี3. รางวัล พิธีกรหญิงยอดเยี่ยมขวัญใจมหาชน ได้แก่ สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา & นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล จาก คลับฟรายเดย์โชว์ ช่อง GMM254. รางวัล พิธีกรชายยอดเยี่ยมขวัญใจมหาชน ได้แก่ ปัญญา นิรันดร์กุล จาก ปริศนาฟ้าแลบ ช่อง เวิร์คพ้อยท์5. รางวัล ดาวรุ่งหญิงขวัญใจมหาชน ได้แก่ เซฟฟานี่ อะวานิค จาก เพลิงตะวัน ช่อง 76. รางวัล ดาวรุ่งชายขวัญใจมหาชน ได้แก่ กัน รัชชานนท์ จาก ตี๋ใหญ่ดับดาวโจร ช่อง MONO297. รางวัล ดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยมขวัญใจมหาชน ได้แก่ หญิง รฐา จาก กำไลมาศ ช่อง 38. รางวัล ดาราสมทบชายยอดเยี่ยมขวัญใจมหาชน ได้แก่ อาเล็ก ธีรเดช จาก สะใภ้จ้าว ช่อง 39. รางวัล ดารานำหญิงยอดเยี่ยมขวัญใจมหาชน ได้แก่ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ จาก กำไลมาศ ช่อง 310. รางวัล ดารานำชายยอดเยี่ยมขวัญใจมหาชน ได้แก่ เวียร์ ศุกลวัฒน์ จาก มรสุมสวาท ช่อง 711. รางวัล ผู้กำกับละครยอดเยี่ยมขวัญใจมหาชน ได้แก่ นิพนธ์ ผิวเณร จาก สงครามนางงาม ช่อง one12. รางวัล ละครยอดนิยมขวัญใจมหาชน ประจำปี 2559 ได้แก่ ซีรี่ส์ เลือดมังกร ช่อง 3 พรมแดงมายามหาชน 2016   พรมแดงมายามหาชน 2016   พรมแดงมายามหาชน 2016   พรมแดงมายามหาชน 2016   พรมแดงมายามหาชน 2016   พรมแดงมายามหาชน 2016   พรมแดงมายามหาชน 2016   พรมแดงมายามหาชน 2016   พรมแดงมายามหาชน 2016   พรมแดงมายามหาชน 2016   พรมแดงมายามหาชน 2016   พรมแดงมายามหาชน 2016   พรมแดงมายามหาชน 2016  

9 อันดับ พาสปอร์ตที่สวยที่สุดในโลก!
10 อันดับ /  ต่างประเทศ / 

พาสปอร์ต (Passport) หรือ หนังสือเดินทาง เป็นเอกสารสำคัญที่จะแสดงรายละเอียดของบุคคลที่จะเดินทางไปต่างประเทศต่างๆ โดยลักษณะทั่วไปของพาสปอร์ตที่เราเห็นกันเป็นประจำนั้นก็จะเป็น หนังสือเล่มเล็ก มีสีแตกต่างกันตามแต่ละประเทศ Travel.mthai เลยจัด 9 อันดับ พาสปอร์ตที่สวยที่สุดในโลก! มาให้ได้ชมกัน แต่ละประเทศนันดึงจุดเด่นหรือไฮไลท์มาใส่ไว้ในหนังสือเดินทาง บอกเลยว่าสวยงามมากๆ ใครชอบประเทศไหนกันบ้าง? ^^ 9 อันดับ พาสปอร์ตที่สวยที่สุดในโลก! 1. พาสปอร์ตประเทศไอร์แลนด์ (Ireland)  ได้ฉายาว่า เกาะมรกตแห่งยุโรป (the Emerald Isle) ภายในเล่มพาสปอร์ตจะเป็นสีเขียวฟ้าสว่าง จะประกอบไปด้วยรูปภาพภูมิประเทศ กีฬาประจำชาติ อักษรรูนสมัยเก่าแก่ บทกลอนสั้นๆ และตัวโน้ต ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแสดงออกถึงความเป็นไอร์ริช ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ และความโดดเด่นในเรื่องของดนตรีและการเต้นรำ อีกริมหน้ากระดาษแต่ละหน้าก็ตกแต่งด้วยรูปแผ่นจารึก เมื่องอให้ภาพต่อกันก็จะได้ออกมาเป็นรูปภาพ 2. พาสปอร์ตประเทศแคนาดา (Cannada) รูปเล่มของพาสปอร์ต ภายนอกนั้นอาจจะหน้าตาดูธรรมดามาก ไม่เห็นมีอะไรพิเศษ แต่เมื่อลองส่องด้วยไฟ black light ทำเอาตะลึงในความสวยงามกันเลยทีเดียว! จะเห็นความงาม สีสัน และไอเดียภาพในแต่ละหน้า นอกจากจะทำให้เกิดความสวยงามแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำพาสปอร์ตเล่มนี้ขึ้นมาก็เพื่อป้องกันการปลอมแปลงพาสปอร์ต ทำให้ยากต่อการลอกเลียนแบบหนังสือเดินทาง เป็นอีกหนึ่งมาตราการรักษาความปลอนภัยนั่นเอง ซึ่งพาสปอร์ตเล่มนี้ถูกปล่อยออกมาใช้ครั้งแรกในช่วงกลางปี 2013 อ่านต่อ อยากใช้เลยอ่ะ! พาสปอร์ตประเทศแคนาดาสุดเจ๋ง 3. พาสปอร์ตประเทศนอร์เวย์ (Norway) ดูเหมือนว่าจะถูกใจสาวๆ เป็นพิเศษ ก็เพราะมันเป็นสีพาสเทล ออกแบบโดย Oslo design ภายในพาสปอร์ตนั้นจะเป็นรูปภูมิทัศน์อันงดงามของนอร์เวย์ เมื่อฉายผ่านไฟ black light ภาพนั้นก็จะปรากฏให้เห็น แสงเหนือ ซึ่งถือว่าเป็นแลนด์มาร์คของนอร์เวย์ นอกจากนี้สีของพาสปอร์ตนั้นก็แบ่งแยกตามผู้ถือด้วย เช่น สีชมพูแดงสำหรับประชาชนปกติ, สีขาวสำหรับผู้อพยพ และสีเขียวฟ้าสำหรับนักการทูต 4. พาสปอร์ตสหราชอาณาจักร (The United Kingdom) หนังสือเดินทางของประเทศอังกฤษเล่มนี้ เพิ่งเปิดตัวในช่วงปลายปี 2015 เพื่อฉลองครบรอบ 500 ปี ให้แก่ จอห์น คอนสตาเบิล (John Constable) จิตรกรชาวอังกฤษ ในยุคศตวรรษที่ 18-19 มีชื่อเสียงจากเขียนจิตรกรรมภูมิทัศน์ ซึ่งปัจจุบันภาพเขียนของคอนสตาเบิลจะได้รับความนิยม และ เป็นงานที่มีราคาสูงในบรรดาศิลปะอังกฤษ 5. พาสปอร์ตออสเตรเลีย (Australia) เนื่องจากธรรมชาติของออสเตรเลียนั้นมีความโดดเด่นและหลากหลายมากๆ  จึงเอาสิ่งนี้มาใส่ไว้ในแต่ละหน้าของหนังสือเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นรูปของพืชและสัตว์ชนิดต่างๆ รวมถึงคำบรรยายเกี่ยวกับพืชหรือสัตว์เหล่านั้นด้วย 6. พาสปอร์ตประเทศสวีเดน (Sweden) ประเทศสวีเดน ได้ชื่อว่ามีเมืองชนบทสวยงามที่สุด อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทิวทัศน์อันงดงาม อีกทั้งมีชื่อเสียงในด้านสถาปัตยกรรมเก่าแก่ และการออกแบบระดับโลก สิ่งเหล่านี้เราสามารถเห็นได้ในหนังสือเดินทางเล่มนี้ 7. พาสปอร์ตประเทศจีน (China) หนังสือเดินทางของจีนนั้นถ้ามองปกติก็จะเห็นเป็นรูป กำแพงเมืองจีน เป็นแลนด์มาร์กและมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอีกด้วย และเมื่อส่องด้วยสปอร์ตไลท์ก็จะเห็นความสวยงามไปอีกแบบ นอกจากนี้จีนยังรวบรวม สิ่งก่อสร้างที่สำคัญ อาทิ มาเก๊า หรือเซียงไฮ้ ไว้ในหนังสือเดินทางเล่มนี้เช่นกัน 8. พาสปอร์ตประเทศนิวซีแลนด์ (New Zealand) นิวซีแลนด์ หรือ ดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว นั้นมีความหลากหลายทางภาษา อีกทังมีธรรมชาติที่สวยงามเป็นจุดเด่น  หนังสือเดินทางเล่มนี้จึงปรากฏเป็นภาพของภาษาต่างๆ และใบเฟิร์น แสดงให้เห้นความสวยงามทางธรรมชาติ 9. พาสปอร์ตประเทศฟินแลนด์ (Finland) ฟินแลนด์ได้ปรับปรุงหนังาือเดินทางครั้งล่าสุดเมื่อปี 2012 ในเดือนสิงหาคม จะเห็นได้ว่าในหน้าหนังสือเดินทางจะมีกวางยืนโดดเด่น เมื่อเปิดไล่ตั้งแต่หน้าแรกไปจนถึงหน้าสุดท้ายจะเห็นว่า รูปกวางมีการเคลื่อนไหว เท้าขยับได้ .. Source : www.theguardian.com, www.keesingtechnologies.com,www.travelandleisure.com เรียบเรียง Travel.mthai.com

หนังโลกที่เราอยากดู : Kaili Blues (2015)
Kaili Blues /  หนังจีน / 

 (ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 175) Kaili Blues ความจริงเหมือนฝัน ความฝันเหมือนจริง โดย ดาวุธ ศาสนพิทักษ์   เพียงผลงานการกำกับเรื่องแรก ปี่กั้น ก็ทำเอาบรรดานักวิจารณ์และเหล่าซีเนไฟล์ ตามเทศกาลต่างๆ ชื่นชมกันยกใหญ่ เมื่อหมู่บ้านในวัยเด็กของปี่ถูกถ่ายทอดออกมาด้วย วิสัยทัศน์อันน่าตื่นตะลึงชวนฝันเสียจนอาจกล่าวได้ว่า Kaili Blues ได้ปักหมุดเขาในฐานะ คนทำหนังที่โลกภาพยนตร์ต้องจับตาไว้เป็นที่เรียบร้อย แม้หนังจะไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยพล็อตเท่าไหร่นัก แต่หากจะให้เล่าเรื่องราวอย่างย่นย่อ ก็พอจะบอกได้ว่า มันคือเรื่องการเดินทางของหมอชนบทผู้ออกตามหาหลานชายที่หายสาบสูญ จนกระทั่งเขาย่างกรายเข้าไปในเมืองประหลาดที่เวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง ความทรงจำล่องลอยอ้อยอิ่งซ้อนทับ อดีต ปัจจุบัน และอนาคตถูกถักทอเข้าหากันอย่างไม่ อาจแยกออก และตัวคุณหมอเองก็ไม่อาจตอบได้ว่าตนกำลังตื่นหรือกำลังหลับฝันอยู่กันแน่ “ตอนเป็นเด็ก ผมได้ยินเรื่องเล่าที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์คาถาตลอดเวลา แต่พอโตขึ้นมา กลับพบว่าชีวิตมีเพียงเรื่องจริงปกติทั่วไป ตอนที่เขียนบทหนังเรื่องนี้ ผมจึงคิดอยู่เสมอว่า จะถ่ายเรื่องจริงอย่างไรให้เหมือนฝัน” ผู้กำกับวัย 26 เล่า (เขายังชี้ด้วยว่าคนทำหนังบรมครู อย่าง อันเดร ทาร์คอฟสกี และ โหวเสี้ยวเสียน เป็นอิทธิพลทางภาพยนตร์หลักๆ ของเขา) ผลที่ได้จึงคือหนังที่ผันแปรรูปลักษณ์ของมันอย่างไม่จบไม่สิ้น งานภาพอันจัดจ้านเป็น เอกเทศเชื้อเชิญคนดูเข้าสู่โลกความฝันในยามตื่นที่ทั้งน่าพิศวงและงดงามราวกวี อีกทั้งยัง ท้าทายอย่างร้ายกาจด้วยการลัดเลาะไปตามท้องถนน สายน้ำ บ้านเรือน จนไหลลื่นข้ามกรอบจำกัดทางพื้นที่และกาลเวลาไปเลย (ที่เลื่องลือที่สุดหนีไม่พ้นฉากลองเทคที่ยาวนานถึง 41 นาที!) ความทรงจำเข้ามาถมทับปัจจุบันไม่ต่างกับความฝันที่ไม่อาจแยกออกจากความจริง ทว่าสิ่งที่ครอบทับตัวหนังอีกทีดูจะเป็นอดีตและความทรงจำของตัวปี่เอง โดยขณะที่ตัวละคร ได้เรียนรู้ความหมายไปในระหว่างทางอันไร้จุดสิ้นสุดของเขา ปี่ก็ใช้ผลงานของเขาคลี่คลาย ความหมายบางประการสำหรับตนเองเช่นกัน “ผมหวังที่จะใช้ภาพยนตร์ส่องแสงเข้าไปใน ทะเลลึกอันมืดมิด แม้มันจะเป็นความพยายามที่สูญเปล่าไม่ต่างจากส่องไฟขึ้นฟ้าก็ตาม” Kaili Blues (2015) สัญชาติ จีน รางวัล : Locarno International Film Festival 2015 (Best Emerging Director - Filmmakers of the Present, รางวัลชมเชย - หนังเรื่องแรก ยอดเยี่ยม), Golden Horse Film Festival (FIPRESCI Prize, ผู้กำกับ หน้าใหม่ยอดเยี่ยม) https://vimeo.com/134591267 ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

10 หมู่บ้านจีน ที่ยังคงความสวยงาม และยังมีผู้คนอาศัยอยู่
ท่องเที่ยวจีน /  หมู่บ้านจีน / 

วันนี้เราจะพาคุณไปท่องเที่ยว 10 หมู่บ้านจีน ที่ยังคงความสวยงาม และยังมีผู้คนอาศัยอยู่ เห็นแต่รูปยังสวยขนาดนี้ ของจริงคงจะสวย และร่มรื่น เป็นธรรมชาติขนาดไหนลองดูกันได้จากรูปเลยจ้า ซึ่งรูปภาพเหล่านี้ต้องขอขอบคุณ China Xinhua News สำหรับรูปภาพสวยๆ และข้อมูลดีๆคะ 10 หมู่บ้านจีน ที่ยังคงความสวยงาม และยังมีผู้คนอาศัยอยู่ 1.หมู่บ้านจั๋วมู่หลาง (啄木郎村) หมู่บ้านอายุพันปีที่เจริญรุ่งเรืองของชนเผ่าอี๋ ในเขตเวยซาน มณฑลยูนนาน ------------------------------------------------- 2. หมู่บ้านชิวน่าท่ง (秋那桶村) หมู่บ้านของชนเผ่าลี่ซู ในเขตปกครองตนเองนู่เจียงลี่ซู มณฑลยูนนาน ภายในหมู่บ้านมีห้องเรียนที่ทำขึ้นจากไม้ ซึ่งดูไปดูมาคล้ายเป็นวัดแห่งหนึ่ง ------------------------------------------------- 3. หมู่บ้านในเขตซินตูเฉียว (新都桥镇) เขตปกครองตนเองชนชาติทิเบตกานจือ มณฑลเสฉวน ไม่มีภูมิทัศน์ที่เอกลักษณ์โดดเด่นแต่อย่างใด แต่มีเส้นทาง 10 กิโลเมตรที่ถูกยกย่องให้เป็น “ทางเดินของช่างภาพ” ------------------------------------------------- 4. หมู่บ้านหยู่เปิง (雨崩村) ในมณฑลยูนนาน ล้อมรอบไปด้วยภูเขาทั้งสี่ด้าน มีภูมิทัศน์ที่โดดเดี่ยวเป็นเอกลักษณ์ มีเพียงถนนเส้นเล็กๆสองทางเข้าออก โดยต้องเดินหรือขี่ล่อเข้าไปเท่านั้น ------------------------------------------------- 5. ชุมชนหมู่บ้านจ้าวซินต้ง (肇兴侗) ในเขตปกครองตนเองชนชาติม้งและเฉียนตงหนาน มณฑลกุ้ยโจว ซึ่งเป็นชุมชนหมู่บ้านชนเผ่าต้งที่ใหญ่ที่สุดของจีน ------------------------------------------------- 6. หมู่บ้านหนีหรู่ (尼汝村) นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก ภายในหมู่บ้านมีชนเผ่าทิเบต 650 คน อาศัยอยู่ใน 108 หลังคาเรือน อีกทั้งด้วยความหลากหลายของระบบนิเวศจึงถูกเรียกว่า "หมู่บ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอันดับหนึ่งของโลก" ------------------------------------------------- 7. หมู่บ้านมู่หลีหง (木梨硔) ในเมืองหวงซาน มณฑลอันฮุย ด้วยความหลากหลายของระบบนิเวศ ภูมิประเทศที่โดดเด่น จึงถูกเรียกว่าเป็น “หมู่บ้านบนที่ราบสูงที่สวยที่สุดในหวงซาน” ------------------------------------------------- 8. หมู่บ้านนั่วเติ้งกู่ (诺邓古村) ของชนเผ่าป๋าย ในเขตหยุนหลง มณฑลยูนนาน ซึ่งถึงแม้ว่ามีประวัติศาสตร์มายาวนานพันกว่าปีแล้ว หมู่บ้านแห่งนี้ก็ไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงถูกยกย่องว่าเป็น “หมู่บ้านเผ่าป๋ายพันปี” ------------------------------------------------- 9. หมู่บ้านเวิงติงชุน (翁丁村) เมืองหลิงชาง มณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชนเผ่าว้าที่ถือว่าถูกเก็บรักษาไว้สภาพดีที่สุด ------------------------------------------------- 10. หมู่บ้านเหมิงจิ่งหลาย (勐景来) ของชนเผ่าไต ที่มีแม่น้ำเป็นพรมแดนทางธรรมชาติ ซึ่งอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำก็คือประเทศเมียนมาร์ ------------------------------------------------- ขอบคุณรูปภาพและที่มาจาก China Xinhua News

ภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ Drink For Life ดื่มนี้เพื่อชีวิต
Drink For Life /  จิรัชยา ศิริมงคลนาวิน / 

ภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ Drink For Life ดื่มนี้เพื่อชีวิต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) จัดแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ "เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคล ฉลองสิริราชสมบัติครบ ๗o ปี" เน้น 3 กิจกรรมใหญ่ พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ Drink For Life ดื่มนี้เพื่อชีวิต โดยในงานมีศิลปินดาราเข้าร่วมงาน อาทิ เจนนี่ The Star 12, พิมพ์ชนก จิตชู รองนางสาวไทย 2557, อิงฟ้า เกตุคำ รองมิสอินเตอร์เนชันแนล ไทยแลนด์ 2558, จิรัชยา ศิริมงคลนาวิน มิสทิฟฟานี 2559, เฟิร์ส ไทธนา นักแสดงช่อง 7, ปาริชาติ บริสุทธิ์ และ  นักแสดงอาวุโส ณ ศูนย์การค้า Central Festival Eastville ลานโปรโมชั่นชั้น 3 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคล ฉลองสิริราชสมบัติครบ ๗o ปี มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติอันได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ทรงพระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมแก่พสกนิกรชาวไทย โดยเกิดขึ้นจากการที่พระองค์และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงให้ความสนพระทัยในกิจการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก และทรงเล็งเห็นว่าเป็นอาชีพที่เหมาะสมสำหรับคนไทยในปัจจุบัน ถือได้ว่าอาชีพเลี้ยงโคนมเป็น “อาชีพพระราชทาน” และอุตสาหกรรมการผลิตนม เพื่อการบริโภคของประเทศไทย ถือว่ามีความเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคในประเทศเป็นอย่างดี ดร. ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า สำหรับการจัดโครงการในครั้งนี้ชู 3 กิจกรรมหลัก เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และกระตุ้นให้คนไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการดื่มนม และหันมาบริโภคนมมากขึ้น ตลอดจนเพื่อแสดงออกถึงพระมหากรุณาธิคุณต่อพระองค์ท่าน ภายใต้โครงการ ประกอบด้วย 3 กิจกรรมดังนี้ การผลิตภาพยนตร์สั้นเฉลิมพระเกียรติชื่อ ดื่มนี้เพื่อชีวิต เพื่อบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๗o ปี และสนองพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นบิดาแห่งกิจการโคนมไทย ในการพัฒนาอุตสาหกรรมและส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้รับทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อปวงชนชาวไทย โดยภาพยนตร์ชุดนี้ได้จัดทำเป็นแบบความยาว 9 นาที 5 นาที และ 3 นาที โดยจะได้นำไปเผยแพร่ทางช่องทางต่าง ๆ อาทิ โทรทัศน์ โรงภาพยนตร์ ป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ อิเล็กทรอนิกส์ และสื่อออนไลน์ ตลอดจนผลิตเป็นวีซีดี จัดส่งไปยังสถานศึกษาได้เผยแพร่ให้แก่นักเรียนอีกด้วย กิจกรรมเยาวชนต้นแบบสุขภาพดี ไทย-เดนมาร์ก เฮ้ลท์ตี้ทีนเซ็นเตอร์ เพื่อคัดเลือกเยาวชนที่มีสุขภาพดี มีความสามารถในการแสดงออกต่อสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่สนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงหวังให้คนไทยมีสุขภาพดี และเลือกบริโภคอาหารที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย โดยกำหนดให้มีการจัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 29 – 31 กรกฎาคม 2559 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า บางนา โดยจะทำการบันทึกเทปเพื่อเผยแพร่ทางโทรทัศน์ช่องไบรท์ทีวี ในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 และ การประมูลโคนมจำลอง จำนวน 9 ตัว กิจกรรมนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการประมูลหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยทูลเกล้าฯ ถวาย แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

เงินดีกว่า!อองรีเลือกงานTVแทนที่โค้ชปืนโต
ถ้วยยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก /  บาร์เซโลน่า / 

เธียร์รี่ อองรี ออกจากการงานโค้ชทีมชุดเยาวชนของ อาร์เซน่อล หลังจากที่ อาร์เซน เวนเกอร์ ให้ตัดสินใจเลือกงานระหว่างโค้ช หรือนักวิเคราะห์เกมทางทีวีดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของอาร์เซน่อล ทำงานเป็นโค้ชให้ทีมเยาวชนของอาร์เซน่อล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำ เอ ไลเซ่น ของยูฟ่า และยังรับงานเป็นนักวิเคราะห์เกมทางทีวี ไปด้วยทางช่องสกายสปอร์ต ซึ่ง เวนเกอร์ต้องการให้ อดีตลูกทีมคนเก่งนั้นลาออกจากงานทีวีมารับงานโค้ชแบบเต็มตัว ซึ่งอดีตดาวยิงเลือดน้ำหอมนั้นเลือกที่จะรับงานประจำคือการวิเคราะห์เกมทางโทรทัศน์ที่ได้ค่าจ้างปีละ 4 ล้านปอนด์ มากกว่า เลยประกาศยุติบทบาทการทำทีมเยาวชนให้สโมสรเก่า ซึ่งคาดว่าจะดึงโทนี่ อดัม อดีตกัปตันทีมอีกคนเข้ามารับงานแทน

อับบาส เคียรอสตามี - วาดชีวิตบนแผ่นฟิล์ม
Abbas Kiarostami /  อับบาส เคียรอสตามี

โดย กิตติภัต แสนดี **ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 114 (พ.ค. 2554) ไม่ใช่เพราะเป็นผู้กำกับอิหร่านที่มี โอกาสกำกับ Certified Copy (ซึ่งเป็นครั้งแรก ของชีวิตการทำงานในยุโรปของเขา) ที่ทำให้ อับบาส เคียรอสตามี เป็นคนทำหนังที่น่า สนใจ และก็ไม่ใช่เพราะรางวัลอันทรงเกียรติ กว่า 70 รางวัล ที่ทำให้เขาทรงสถานะผู้มีอิทธิพลในอุตสาหกรรมหนังอิหร่าน จริงอยู่ว่ารางวัล ชื่อเสียง เป็นสาเหตุให้ผู้กำกับคนหนึ่งน่าสนใจ แต่มันก็ไม่ใช่สาเหตุเดียว สมมติตัวเองเป็นผู้กำกับหนัง และสมมติว่าหนังเรื่องนั้นเกี่ยวกับ ‘คุณค่าของการมีชีวิต’ วิธีการเล่า การถ่ายภาพ ต้องคุยกับเนื้อหาเหล่านั้น อย่างเป็นหนึ่ง แม้คำว่า ‘ชีวิต’ เป็นสิ่งนามธรรม แต่เมื่อมานั่งในตำแหน่งผู้กำกับแล้วก็ต้องทำให้ผู้ชมเห็น ‘ชีวิต’ แบบชัดเจน จับต้องได้ แค่นี้ก็พอจะเข้าใจได้ว่า คนที่ทำแบบนี้ได้ต้องไม่ใช่ธรรมดา ลายเซ็นบนภูมิทัศน์ เคียรอสตามีสามารถแปลงภูมิทัศน์ขุนเขาของอิหร่านให้สวยงามลงตัวเหมือนบทกวีได้ และองค์ประกอบทางเส้นที่เขาไม่เคยพลาดคือ ‘เส้นซิกแซ็ก’ ซึ่งในเชิงศิลป์หมายถึงความไม่มั่นคง ไม่เสถียร โครงสร้างรูปเช่นนี้ยังเล่าความจริงเกี่ยวกับชีวิตบนหนังของเขาที่ไม่แน่นอน คาดเดาไม่ได้ รูปบนมาจาก Where’s the Friend’s Home? ที่จะถูกฉายซ้ำใน Life and Nothing More รูปต่อมา จากเส้นทางที่รายล้อมสถานที่ฆ่าตัวตายของบาดี ใน Taste of Cherry ชีวิต และ ความตายจากสายตาเคียรอสตามี คืนวันที่ 21 มิถุนายน 1990 ตามเวลาท้องถิ่นของอิหร่าน มีการแข่งขันบอลโลกรอบแรกระหว่างบราซิลกับสกอตแลนด์ และขณะเดียวกัน ก็เป็นเวลาอุบัติของแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดของอิหร่าน ทำให้นักแสดงเด็กบางคนในหนังโบแดงเรื่อง Where’s the Friend’s Home? (1987) ที่สร้างชื่อเสียงสากลให้แก่เคียรอสตามี ต้องเสียชีวิต เคียรอสตามีจึงลงมือตีความ Where’s the Friend’s Home? ใหม่ เดิมทีมันคือเรื่องเด็กคนหนึ่งที่เผลอหยิบสมุดการบ้านของเพื่อนที่อยู่ ต่างเมืองติดมือมา ซึ่งถ้าไม่ไปคืน วันรุ่งขึ้นเพื่อนของเขาจะไม่มีการบ้านส่งและจะถูกไล่ออกจากโรงเรียน หนังบอกเล่าจรรยาของพลเมือง ช่องว่าง ระหว่างวัย และความสับสนของเด็กที่ต้องบริหารความคาดหวังที่ขัดแย้งกันของผู้ใหญ่หลายกลุ่ม เช่น ครูต้องการให้ทำการบ้าน แต่ผู้ปกครองอยากให้ ช่วยทำงานบ้าน เขาตีความ Where’s My Friend Home? ให้กลายเป็นสังคมอิหร่านก่อนหายนะ และสร้างหนังอีกสองเรื่องคือ Life and Nothing More (1992) กับ Through the Olive Trees (1994) เป็นฉากหลังหายนะ ผนวกเข้ากับ Taste of Cherry (1997) ที่ว่าด้วยคุณค่าของชีวิต Life and Nothing More ถ่ายทำในแบบเดียวกับที่ เจี่ยจางเคอ ผู้กำกับเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ชื่นชอบ คือเอาเรื่องแต่งมาผสมกับเรื่องจริง เป็นเรื่องของผู้กำกับหนังเรื่อง Where’s My Friend Home? (แสดงโดยคนอื่น) ออกตามหาเด็กที่แสดงในหนังเรื่องนั้น และระหว่างทาง ผู้ชมจะถูกจู่โจม ด้วยความจริงที่ว่า ชีวิตของมนุษย์เปราะบางอย่างยิ่ง ก่อนและหลัง บ้านในชนบทอิหร่านไม่ได้สร้างด้วยคอนกรีต เมื่อพบกับแรงแผ่นดินไหวจึงทำให้ทุกอย่างพังทลาย ในหนังไตรภาคชุด Earthquake Trilogy หรือ Koker Trilogy (ประกอบด้วย Where’s the Friend’s Home?, Life and Nothing More และ Through the Olive Trees) เคียรอสตามีเทียบแย้งสภาพบ้านเมืองในที่เดียวกัน ภาพ ด้านบนคือสภาพก่อนเกิดแผ่นดินไหวของเมือง Poshte ในเรื่อง Where’s the Friend’s Home? ส่วนภาพด้าน ล่างคือเมืองเดียวกันหลังเกิดแผ่นดินไหวซึ่งอยู่ใน Life and Nothing More เคียรอสตามีจงใจถ่ายทอดความ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และชวนให้เห็นเขตแดนระหว่างความเป็นและความตายที่แคบนิดเดียว เขายังเปิดอีกมิติของชีวิตที่ชาวบ้านผู้ประสบภัยต่าง หาความเพลิดเพลินต่อไปอย่างไม่อาลัยต่อสิ่งที่ผ่านพ้น เช่น ดู บอลโลกต่อ แต่งงานใหม่ ฯลฯ เขาสะกิดให้เราเห็นคุณค่าของ ปัจจุบันกาลของการมีชีวิต แนวคิดนี้ยังถูกขยายต่อไปอีกเมื่อ เขาสร้าง Taste of Cherry ที่พาเราไปดูคนที่ตัดสินใจฆ่าตัวตาย โดยจ้างให้คนอื่นช่วยไปขุดหลุมกลบ และระหว่างที่เขากำลังตาม หาผู้ทำหน้าที่นั้น เขาพบกับมุมมองของแต่ละคนที่มีต่อคุณค่าของ ชีวิต ทั้งของนักศาสนา และของคนธรรมดาที่เคยคิดฆ่าตัวตาย ลูกเชอร์รี’ คือสัญลักษณ์ความงามของชีวิต เคียรอส- ตามีขับเน้นมันให้หอมหวานด้วยทิวทัศน์มุมสูงของเทือกเขาสลับ ตัวเมือง พรรณไม้สลับสีสัน บทสนทนาเชิงกวีที่คลี่คลายไป ระหว่างการเดินทางในรถ และภาพมุมสูงที่ชวนให้ผู้ชมออกห่าง จากอารมณ์รุนแรงในหนังและครุ่นคิดให้จริงจังถึงความหมายที่ แท้จริงของบทสนทนา ชีวิตคือการเดินทาง รัฐบาลอิหร่านอุดหนุนค่าน้ำมัน ทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์แพร่หลาย จนเคยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจาก อุบัติเหตุรถยนต์มากที่สุดในโลก แม้ไม่แน่ชัด ว่านี่จะเกี่ยวกับสไตล์หนังของเคียรอสตามี ที่มักจัดให้ตัวละครดำเนินบทสนทนาและ เรื่องราวภายในรถยนต์หรือไม่ แต่มันชวนให้ นึกถึงรูปแบบการเมือง การถกเถียงในอิหร่าน ที่มักปิดตาย ถูกควบคุมตลอดเวลา หนีออก ไปกลางคันก็ยุ่งยาก และนอกเหนือไปจาก เรื่องการเมืองแล้ว บทพูดในรถยนต์ยังเหมือน รูปแบบของชีวิตที่ต้องพบกับประสบการณ์ หลากหลายสองข้างทางตลอดเวลา ตรงข้ามกับการมีชีวิต The Wind Will Carry Us (1999) สำรวจเรื่องชีวิตหลังความตาย นายช่างกับทีมงานกลุ่มหนึ่งเดินทางจากเมืองสู่ ชนบทห่างไกลเพื่อชมพิธีไว้อาลัยคนตายในท้องถิ่น แต่งานไม่เป็นไปตามคาดเพราะคนตายที่ว่านั้นยังไม่ตาย หากแต่อาการยังทรงตัว มีชาวบ้านคอย ดูแลอย่างต่อเนื่อง เรื่องราวเกี่ยวพันกับคำถามว่าหลังความตายจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา จะมีสวรรค์หรือนรกหรือไม่ จะน่ารื่นรมย์กว่าโลกที่เห็นหรือไม่ แล้วผีคืออะไร นอกจากนี้หนังยังพูดเรื่องมุมมองที่คนกลุ่มต่างๆ มีต่อความตาย ในขณะที่คนในหมู่บ้านพยายามยื้อชีวิตของหญิงชรา สร้างบุญและ โชคลาภด้วยการให้เธอทานอาหารที่มอบให้ คนจากในเมืองกลับโทรมือถือที่ต้องไปรับสายกันบนยอดเขา เพื่อตามงานว่าเมื่อไหร่หญิงชราจะตายเสียที นอกจากเรื่องชีวิตและความตายแล้ว เราจะอ่าน The Wind Will Carry Us เป็นบันทึกความเปลี่ยนแปลงในประเทศอิหร่านก็ยังได้ เป็นการปะทะตามเวลาของความเป็นเมืองกับชนบท โดยความเป็นเมืองรอเวลาให้ชนบทตายไปอย่างไม่ไยดี แต่เนื้อที่ในบทความนี้คงไม่เพียงพอจะ แทรกหัวข้อนี้ เพราะเราต้องดูต่อให้ลึกขึ้นว่าเคียรอสตามีพยายามพูดถึงชีวิตและความตายในหนังอย่างไร อัตถิภาวะนิยม หรือ นิยมศาสนาอิสลาม? เมื่อเคียรอสตามีขึ้นรับรางวัล Akira Kurosawa ปี 2000 ที่ซานฟรานซิสโก มีผู้ชมถามว่า ตกลงหนังของเขาเชื่อในอัตถิภาวะนิยมหรือศาสนาอิสลามกันแน่? เขาเลี่ยงไม่ตอบคำถามนี้ และบอกแทนว่าหน้าที่ของเขาคือนำเสนอปัญหา ส่วนผู้ชมจะค้นหาทางออกอย่างไรก็สุดแท้แต่ใจ ความจริงไม่น่าจะเป็นเรื่องยากที่จะหาคำตอบ เพราะแนวคิดทั้ง 2 มันต่างกันสุดขั้ว อัตถิภาวะนิยมไม่เชื่อว่ามีเทพเจ้าผู้อยู่เหนือชีวิต และเชื่อว่าร่างกายมนุษย์แท้จริงแล้วปราศจากความหมายหรือคุณค่าใดๆ มนุษย์ต้องดิ้นรน ตามหาคุณค่าเหล่านั้นเติมเต็มตัวเองอยู่ตลอดเวลา สิ่งสำคัญของความเป็นมนุษย์ในสายตานักอัตถิภาวะนิยมคือสิทธิในการเลือกเติมเต็มในแบบที่ตน ต้องการ เพราะชีวิตคือการเลือก แม้เลือกที่จะไม่เลือกก็คือการเลือกอย่างหนึ่ง และชีวิตที่ดีต้องมีความสุข ส่วนชีวิตหลังความตายสำหรับคนกลุ่มนี้คือ ความว่างเปล่าจบสิ้น ส่วนศาสนาอิสลามเชื่อในองคภาวะสูงสุดที่ควบคุมทุกชะตากรรมของชีวิตบนโลก ทุกสิ่งที่มนุษย์เผชิญเป็นไปเพราะพระประสงค์ อันยุติธรรม ชีวิตที่ดีต้องได้ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา ส่วนชีวิตหลังความตายมนุษยชาติจะถูกปลุกขึ้นเพื่อพบกับการพิพากษา คนดีจะขึ้นสวรรค์ คนไม่ดีจะต้องตกนรก แต่หนังของเคียรอสตามีเป็นไปได้ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน ใน Taste of Cherry คุณบาดีผู้ตามหาคนช่วยเอา ดินกลบหน้า เถียงกับชายนักสตัฟฟ์สัตว์คนหนึ่งในรถถึงความ เหมาะสมของการฆ่าตัวตาย บาดีบอกว่าเป็นไปได้ที่การฆ่า ตัวตายไม่ผิดตามหลักศาสนาอิสลาม เพราะพระเจ้าอาจเปิด ทางออกนี้ให้เมื่อพบว่าชีวิตที่มนุษย์กำลังดำเนินนั้นลำบากเกิน จะไปต่อ และถ้าตัดสินใจจริง มันก็อาจเป็นการตัดสินใจตาม พระประสงค์ก็ได้ ชายนักสตัฟฟ์สัตว์ตอบโต้ด้วยประสบการณ์ ตรงที่เคยตัดสินใจจะฆ่าตัวตายครั้งหนึ่ง เมื่อพยายามผูกเชือก บนต้นไม้ ปรากฏว่าเขาพบลูกหม่อนหอมหวานซึ่งแม้จะไม่ใช่ ผลไม้วิเศษที่กินแล้วปัญหาในชีวิตจะหมดไป แต่มันทำให้เขา เปลี่ยนทัศนคติต่อชีวิตใหม่ว่ายังมีความน่าพึงใจให้ค้นหา ด้านหนึ่งพวกเขาพูดถึงอำนาจของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตตามหลักศาสนา แต่ในอีกห้วงเวลาพวกเขาหันมาพูดถึงการใช้ชีวิตให้มีความสุข มองให้เห็นความงามของสิ่งที่เป็นอยู่รอบข้าง หาคุณค่าใหม่ๆ ให้ตัวเอง ตามแนวทางของอัตถิภาวะนิยม ใน Life and Nothing More ก็เช่นกัน เราจะเห็นผู้คนพูดคุยถึงความเกี่ยวพันระหว่างพระประสงค์กับเหตุการณ์แผ่นดินไหว ถกเถียงว่า พระเจ้าต้องการฆ่าเด็กๆ จริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วมันเป็นผลจากภัยพิบัติที่ฆ่าคนไม่เลือกหน้า และขณะเดียวกันหนังก็ยังฉายภาพชีวิตของผู้คนที่ เลือกจะดำเนินต่อไปอย่างไม่เสียใจต่อสิ่งที่ผ่านมา เช่น เลือกแต่งงานทันที เลือกดูบอล ที่สะท้อนว่าชีวิตหากมีแล้วต้องรีบใช้หาความสุขให้คุ้มค่า นี่คืออีกแห่งที่มิติทางศาสนาและอัตถิภาวะนิยมอยู่ร่วมกัน อาจเป็นไปได้ที่เคียรอสตามีไม่ต้องการตัดสินใดๆ เกี่ยวกับแนวคิดของชีวิต คือไม่ต้องการเชื่อศาสนาอิสลามอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ต้องการ บอกว่าควรไร้ศาสนา เราอาจเข้าใจบุคลิกด้านนี้ดีขึ้นถ้ารู้ว่า เขาเองก็เติบโตจากในเมืองที่สนใจวิถีชีวิตในชนบท ภาษาหนังของเขาจึงไม่เลือกจะตัดสิน ใดๆ แต่ออกมาเป็นรูปแบบกึ่งสารคดี ราวกับต้องการลดทอนบทบาทตัวกลางของผู้กำกับออกไปจากหนัง รวมถึงความเห็นใดๆ ของตัวผู้กำกับด้วย หนังของเคียรอสตามีเป็นหนังบนรอยต่อของหลายสิ่ง นอกจากจะอยู่บนรอยต่อของศาสนาและอัตถิภาวะนิยม มันยังอยู่บนหนังและภาพกวี สมัยใหม่และสมัยเก่า ความจริงและเรื่องแต่ง เราอาจไม่ได้ข้อคิดเกี่ยวกับชีวิตที่ลึกซึ้งใดๆ กลับไปหลังจากดูจบ แต่เราจะได้คำถามที่ลึกซึ้งไว้ขบคิดและ หาคำตอบในชีวิตจริง หลังออกจากโคเคอร์และเตหะราน แม้เคียรอสตามีจะเคยบอกว่า ลูกไม้ที่ตกอยู่ห่างต้นกำเนิดย่อมผลิดอกออกผลได้ไม่ดี ผู้กำกับหนังที่ไปทำงานต่างที่ต่างแดนเกิดก็เช่นกัน แต่ จนแล้วจนรอดเขาก็ได้มาทำงานกับทีมงานอิตาลีในเมืองทัสคานี กับนักแสดงฝรั่งเศสเจ้าแม่หนังอาร์ต จูเลียต บิโนช และกับนักร้องโอเปราชาวอังกฤษ ในหนังเรื่อง Certified Copy (2009) อันเล่าถึงเวลา 1 วันที่หญิงนักค้าของเก่าได้พูดคุยกับนักเขียนเชิงวิชาการหนุ่มใหญ่ผู้มาเปิดตัวหนังสือใหม่ ว่าด้วยคุณค่าของงานศิลปะลอกเลียน ยิ่งบทสนทนาผ่านไปก็ยิ่งพบว่าเขาช่างคล้ายกับสามีของเธอราวกับเป็น ‘งานลอกเลียนที่จริงแท้’ จนเมื่อถึงจุดหนึ่ง คนดูจะไม่แน่ใจอีกต่อไปว่าความสัมพันธ์บนหน้าจอนั้นเป็นความสัมพันธ์จริง หรือความสัมพันธ์จำลองเลียนแบบความทรงจำเพื่อทดแทนที่ ต่างคนก็ต่างมีคู่สมรสซึ่งอยู่เหินห่างจากกัน เราจะเห็นองค์ประกอบเดิมๆ ที่เคียรอสตามีนำมาใช้กับฉากบ้านอิฐคลาสสิกของเมืองทัสคานี ทั้งฉากคุยกันยาวๆ ในรถ ตัวละครเด็กสุดป่วน ฉากทางเดินแคบๆ ของหมู่บ้าน และที่ไม่พลาดคือเรื่องการตักตวงความสุขจากชีวิตที่มีอยู่ โดยครั้งนี้เขาเพิ่มประเด็นการใช้ชีวิตคู่เข้าไปด้วย เราจะตักตวงความสุขของชีวิตให้เต็มที่ได้อย่างไร ถ้าต้องใช้ชีวิตคู่อย่างประนีประนอมกับคนที่มีทัศนคติและความต้องการต่างกัน? แต่ถ้า ไม่เลือกที่จะมีชีวิตคู่เลย เราจะยังมีความสุขของชีวิตให้ตักตวงหรือไม่? และก็เหมือนทุกครั้ง เคียรอสตามีนำเสนอเพียงปัญหา ก่อนที่เขาจะเดินเหินทิ้งเราไปเพื่อคิดโครงการทำหนังในอิตาลีเรื่องถัดไป **หมายเหตุ ในบทความนี้เขียนขึ้นก่อนหนังเรื่องสุดท้ายของเคียรอสตามี อย่าง Like Someone in Love (2012) อ่านต่อได้ที่นี่ ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine