วิสัยทัศน์

ส่องรัวๆ ความน่ารัก น้องเป่าเปา รับรางวัล Oh Baby รายการยอดฮิตใน Line TV
เจ๊เปาบางพลี /  น้องเป่าเปา พอลลีน่า / 

  ตัวแค่นี้แต่รู้งานมากๆ สำหรับ เจ๊เปาบางพลี หรือ น้องเป่าเปา พอลลีน่า ซุปตาร์วัยกระเตาะขวัญใจมหาชนในยุคโซเชียล ลูกสาวสุดอินดี้วัย 9 เดือนของ กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ และ บี้ KPN ที่ล่าสุดวันนี้ (28 มี.ค.60) แม่กุ๊บกิ๊บ ได้อุ้ม น้องเป่าป่า มารับรางวัล Top Entertainment จากรายการ Oh Baby ในงานแถลงความสำเร็จ และวิสัยทัศน์ประจำปี 2017 "LINE TV NEXPLOSION" ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน ท่ามกลางแฟนคลับที่ต่างมาต้อนรับ น้องเป่าเปา อย่างแน่นขนัด งานนี้ก็ไม่พลาดที่ น้องเป่าเปา จะฉายแววซุปตาร์ ฉีกยิ้มน้อยรับให้กับแฟนๆ อย่างรู้งาน แม้จะตื้นเต้นกับคนจำนวนมากมองซ้ายมองขวาแบบมึนงงไปบ้างก็ตาม แต่ซุปตาร์อย่าง เป่าเปา ก็เอาอยู่ค่า ว่าแล้วก็ไปชมความน่ารักน่าชังของ น้องเป่าเปา กันเลยจ้า!!

อ่านบทปุ๊บ คิดถึงปั๊บ! นาโอมิ วัตต์ส เธอเท่านั้นที่ผู้กำกับ Shut In ต้องการ
Farren Blackburn /  Jacob Tremblay / 

อ่านบทปุ๊บ คิดถึงปั๊บ! นาโอมิ วัตต์ส เธอเท่านั้นที่ผู้กำกับ Shut In ต้องการ จากความชื่นชอบในความสามารถทางการแสดงของสาว นาโอมิ วัตต์ส (Naomi Watts) จากภาพยนตร์เรื่อง Mulholland Dr. ที่ออกฉายในปี 2001 ผู้กำกับคนดัง แฟร์เรน แบล็คเบิร์น (Farren Blackburn) ได้ทาบทามให้เธอมารับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Shut In หลอนเป็น หลอนตาย ที่กำลังจะเข้าฉายในบ้านเราช่วงพฤศจิกายนนี้ “ตอนผมได้บทมาอ่าน พออ่านจบแล้วผมนึกถึงหน้าของ นาโอมิ วัตต์ส ลอยมาเป็นคนแรกเลย ผมติดใจการแสดงของเธอจากเรื่อง Mulholland Dr. ผมชอบการแสดงของเธอที่สามารถเปลี่ยนสีหน้าจากปกติให้กลายเป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกลัวได้แบบฉับพลัน ผมว่าเธอสามารถสื่อสารความกลัวออกมาให้คนดูได้รู้สึก ได้เห็น และสัมผัสได้” นาโอมิ วัตต์ส รับบทเป็น แมรี นักจิตวิทยาสาวที่อาศัยอยู่ในย่านชนบทของเมืองนิวอิงแลนด์ เธอต้องติดอยู่ในบ้านท่ามกลางพายุหิมะ ขณะเดียวกันก็ต้องตามหาเด็กผู้ชายคนหนึ่งให้พบก่อนที่จะหายตัวไปอีกด้วย ซึ่งการมารับบทในภาพยนตร์สุดระทึกเรื่องนี้ เจ้าตัวได้เล่าความรู้สึกให้ฟังว่า “ในเรื่องนี้แมรีเป็นนักจิตวิทยาที่ทุ่มเทเวลาในการดูแลคน ๆ หนึ่งเป็นเวลานาน โดยที่ไม่ค่อยได้ออกไปเจอกับโลกภายนอกตามวิสัยของคนปกติ ทำให้เธอเหมือนเป็นคนที่มีอารมณ์เก็บกดแล้วก็กลายเป็นว่าเธอเริ่มมีอาการฝันร้ายและมีอาการผิดปกติ ซึ่งฉันได้ศึกษาการทำงานของนักจิตวิทยาทั่วไปว่าเขาใช้เวลาไปกับอะไร อย่างไร เพื่อให้เข้าถึงบทบาทให้มากที่สุด และในเรื่องนี้ฉันยังได้ร่วมงานกับ เจคอบ เทรมเบลย์ (Jacob Tremblay) หนุ่มน้อยที่ต้องบอกว่าเป็นอัจฉริยะในการแสดง เขาสามารถตีบทได้แตก และส่งอารมณ์ให้ฉันได้อย่างไม่น่าเชื่อ”

หลีกทางแม่!! อั้ม พัชราภา ออกงานรางวัลในรอบหลายปี ซิวนำหญิง MAYA AWARDS 2017
อั้ม พัชราภา /  มายามหาชน / 

  กลับมาอีกครั้งกับงานประกาศผลรางวัลอันทรงเกียรติ ของคนในวงการบันเทิงทุกแขนง "มายามหาชน MAYA AWARDS 2017" โดยผลโหวตมาจากคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งปีนี้จัดขึ้นที่ @CDC Crystal Grand BallRoom ถนนประดิษฐ์มนูธรรม(เรียบทางด่วนรามอินทรา) โดยมีเหล่าศิลปินดาราตบเท้าเข้ารับรางวัลและร่วมเดินพรมแดงกับมากมาย ซึ่งปีนี้ด้านนางเอกซุปตาร์ตัวแม่ อั้ม พัชราภา ออกงานรางวัลเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แถมยังซิวดารานำหญิง ขวัญใจมหาชน จาก “เพลิงพระนาง” ช่อง 7 ไปครองอีกด้วย ด้าน เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข คว้ารางวัลดารานำชาย ขวัญใจมหาชน จากละคร “บ่วงหงส์” ช่อง 3 และผลรางวัลต่างๆ มีดังต่อไปนี้ ผลรางวัล มายามหาชน MAYA Awards 2017 มีดังนี้ รางวัลดาราสมทบหญิง ขวัญใจมหาชน ได้แก่ ยุ้ย จีรนันท์ มะโนแจ่ม จาก “เพลิงพระนาง” ช่อง 7 รางวัลดาราสมทบชาย ขวัญใจมหาชน ได้แก่ อ๊อฟ ชนะพล สัตยา จาก “ริษยา” ช่อง 7 รางวัลดาราดาวรุ่งหญิง ขวัญใจมหาชน ได้แก่ แคท ซอนญ่า สิงหะ จากละคร “ลูกตาลลอยแก้ว ช่อง 7” รางวัลดาราดาวรุ่งชาย ขวัญใจมหาชน ได้แก่ สิงโต ปราชญา เรืองโรจน์ จากละคร “โซตัสเดอะซีรีส์ ช่อง ONE รางวัลผู้ประกาศข่าวหญิง ขวัญใจมหาชน ได้แก่ ศรีสุภางค์ ธรรมาวุธ ช่อง 7 รางวัลผู้ประกาศข่าวชาย ขวัญใจมหาชน ได้แก่ ไก่ ภาษิต อภิญญาวาท ช่อง 3 รางวัลพิธีกรหญิง ขวัญใจมหาชน ได้แก่ ซี ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ จากรายการ “Daily C3” ช่อง 3HD รางวัลพิธีกรชาย ขวัญใจมหาชน ได้แก่ กันต์ กันตถาวร จากรายการ “The Mask Singer” เวิร์คพอยท์ รางวัลบทละครโทรทัศน์ยอดเยี่ยม ได้แก่ ละคร “เรือนพยอม” ทางช่อง 7 บทโดย เริงใจ รางวัลผู้กำกับละคร ขวัญใจมหาชน ได้แก่ โอริเวอร์ บีเวอร์ จากละคร “มือเหนือเมฆ” ช่อง 7 รางวัลละครยอดนิยม ขวัญใจมหาชน ได้แก่ ละคร “เพลิงพระนาง” โดย กันตนา ทางช่อง 7 รางวัล The Best Come Back Star แห่งปี 2560 ได้แก่ สุวนันท์ คงยิ่ง จากละคร “น้ำเซาะทราย” ทางช่อง 7 HD รางวัลดาราหญิงเจ้าเสน่ห์ ขวัญใจมหาชน แห่งปี 2560 ได้แก่ ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ รางวัลดาราชายเจ้าเสน่ห์ ขวัญใจมหาชน แห่งปี 2560 ได้แก่ นาย ณภัทร เสียงสมบุญ รางวัลดาราคู่ขวัญ (คู่จิ้น) ขวัญใจมหาชน แห่งปี 2560 ได้แก่ คริส พีรวัส, สิงโต ปราชญา รางวัลดาราสาวเซ็กซี่ ขวัญใจมหาชน แห่งปี 2560 ได้แก่ จั๊กจั่น อคัมย์สิริ ศุวรรณศุข รางวัล Rising Star ดาราหญิงมาแรง แห่งปี 2560 ได้แก่ มิลลี่ คามิลล่า กิตติวัฒน์ รางวัล Rising Star ดาราชายมาแรง แห่งปี 2560 ได้แก่ นน ธนลภย์ ปรีดามาโน รางวัลเพลงประกอบละครยอดนิยม ขวัญใจมหาชน ได้แก่ เพลง “กลับมา” โดย “เอ๊ะ จิรากร” จากละคร “ชะนีผีผลัก” ช่องเวิร์คพอยท์ รางวัลคนโทรทัศน์เกียรติยศ แห่งปี 2560 ได้แก่ ปัญญา นิรันดร์กุล รางวัลสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลยอดนิยมอันดับ 1 แห่งปี 2560 ได้แก่ Work Point ช่อง 23 รางวัลรายการทีวีที่มีเรตติ้งสูงสุด แห่งปี 2560 ได้แก่ รายการ “กิ๊กดู๋ สงครามเพลง” ทางช่อง 7 สี รางวัลสถานีข่าวโทรทัศน์ยอดเยี่ยม แห่งปี 2560 ได้แก่ TNN24 ช่อง 24 รางวัลรายการทีวีที่สร้างกระแสสังคม แห่งปี 2560 ได้แก่ รายการ “The Face Thailand 2017” รางวัลวิเคราะห์ข่าวดีเด่น แห่งปี 2560 ได้แก่ วาสนา นาน่วม จากช่อง Spring News รางวัลละครสร้างสรรค์สังคมยอดเยี่ยม แห่งปี 2560 ได้แก่ ละคร น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ ทางช่อง 3 รางวัล Best Healthy Star หรือรางวัลดาราที่สุขภาพดี แห่งปี 2560 ได้แก่ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ รางวัล Best Program of The Year หรือรางวัลรายการทีวีที่มาแรงที่สุด ขวัญใจมหาชน แห่งปี 2560 ได้แก่ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง จาก Workpointช่อง 23 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017 มายามหาชน MAYA AWARDS 2017

หนังโลกที่เราอยากดู : Kaili Blues (2015)
Kaili Blues /  หนังจีน / 

 (ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 175) Kaili Blues ความจริงเหมือนฝัน ความฝันเหมือนจริง โดย ดาวุธ ศาสนพิทักษ์   เพียงผลงานการกำกับเรื่องแรก ปี่กั้น ก็ทำเอาบรรดานักวิจารณ์และเหล่าซีเนไฟล์ ตามเทศกาลต่างๆ ชื่นชมกันยกใหญ่ เมื่อหมู่บ้านในวัยเด็กของปี่ถูกถ่ายทอดออกมาด้วย วิสัยทัศน์อันน่าตื่นตะลึงชวนฝันเสียจนอาจกล่าวได้ว่า Kaili Blues ได้ปักหมุดเขาในฐานะ คนทำหนังที่โลกภาพยนตร์ต้องจับตาไว้เป็นที่เรียบร้อย แม้หนังจะไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยพล็อตเท่าไหร่นัก แต่หากจะให้เล่าเรื่องราวอย่างย่นย่อ ก็พอจะบอกได้ว่า มันคือเรื่องการเดินทางของหมอชนบทผู้ออกตามหาหลานชายที่หายสาบสูญ จนกระทั่งเขาย่างกรายเข้าไปในเมืองประหลาดที่เวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง ความทรงจำล่องลอยอ้อยอิ่งซ้อนทับ อดีต ปัจจุบัน และอนาคตถูกถักทอเข้าหากันอย่างไม่ อาจแยกออก และตัวคุณหมอเองก็ไม่อาจตอบได้ว่าตนกำลังตื่นหรือกำลังหลับฝันอยู่กันแน่ “ตอนเป็นเด็ก ผมได้ยินเรื่องเล่าที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์คาถาตลอดเวลา แต่พอโตขึ้นมา กลับพบว่าชีวิตมีเพียงเรื่องจริงปกติทั่วไป ตอนที่เขียนบทหนังเรื่องนี้ ผมจึงคิดอยู่เสมอว่า จะถ่ายเรื่องจริงอย่างไรให้เหมือนฝัน” ผู้กำกับวัย 26 เล่า (เขายังชี้ด้วยว่าคนทำหนังบรมครู อย่าง อันเดร ทาร์คอฟสกี และ โหวเสี้ยวเสียน เป็นอิทธิพลทางภาพยนตร์หลักๆ ของเขา) ผลที่ได้จึงคือหนังที่ผันแปรรูปลักษณ์ของมันอย่างไม่จบไม่สิ้น งานภาพอันจัดจ้านเป็น เอกเทศเชื้อเชิญคนดูเข้าสู่โลกความฝันในยามตื่นที่ทั้งน่าพิศวงและงดงามราวกวี อีกทั้งยัง ท้าทายอย่างร้ายกาจด้วยการลัดเลาะไปตามท้องถนน สายน้ำ บ้านเรือน จนไหลลื่นข้ามกรอบจำกัดทางพื้นที่และกาลเวลาไปเลย (ที่เลื่องลือที่สุดหนีไม่พ้นฉากลองเทคที่ยาวนานถึง 41 นาที!) ความทรงจำเข้ามาถมทับปัจจุบันไม่ต่างกับความฝันที่ไม่อาจแยกออกจากความจริง ทว่าสิ่งที่ครอบทับตัวหนังอีกทีดูจะเป็นอดีตและความทรงจำของตัวปี่เอง โดยขณะที่ตัวละคร ได้เรียนรู้ความหมายไปในระหว่างทางอันไร้จุดสิ้นสุดของเขา ปี่ก็ใช้ผลงานของเขาคลี่คลาย ความหมายบางประการสำหรับตนเองเช่นกัน “ผมหวังที่จะใช้ภาพยนตร์ส่องแสงเข้าไปใน ทะเลลึกอันมืดมิด แม้มันจะเป็นความพยายามที่สูญเปล่าไม่ต่างจากส่องไฟขึ้นฟ้าก็ตาม” Kaili Blues (2015) สัญชาติ จีน รางวัล : Locarno International Film Festival 2015 (Best Emerging Director - Filmmakers of the Present, รางวัลชมเชย - หนังเรื่องแรก ยอดเยี่ยม), Golden Horse Film Festival (FIPRESCI Prize, ผู้กำกับ หน้าใหม่ยอดเยี่ยม) https://vimeo.com/134591267 ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

บริษัท อนันต์ดี66 จำกัด

บริการออกแบบสถาปัตย์ ออกแบบภูมิทัศน์ รับเหมาภูมิทัศน์ และสร้างบ้านบนที่ดินคุณ

TP-Link เปิดตัวเทคโนโลยี IoT และสมาร์ทโฟน Neffos X Series ในงาน IFA2016
Neffos /  Neffos X / 

TP-Link เปิดเผยวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญสำหรับแนวคิดอินเทอร์เน็ตในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ให้ทำงานได้ผ่านมือถือสมาร์ทโฟนหรือที่เรียกว่า Internet of Things: IoT โดยการเปิดตัว Neffos Smartphone อย่างเป็นทางการรวมถึงสมาร์ทโฟนซีรีส์ล่าสุดของ Neffos ได้แก่ Neffos X1 และ X1 Max Neffos X ซีรี่ย์เป็นสมาร์ทโฟนซีรีส์ที่สามของแบรนด์ Neffos นอกเหนือจาก Neffos C ซีรีย์ และ Y ซีรีย์ โดยบริษัทยังคงเดินตามแนวคิดที่มุ่งเน้นให้ผู้ใช้เป็นศูนย์กลางและได้ผสานรวมดีไซน์ที่ทันสมัย เทคนิคการผลิตขั้นสูง และประสิทธิภาพการทำงานที่ดีเยี่ยมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สำหรับ Neffos X1 และ X1 Max มีดีไซน์ที่สวยงามทันสมัยด้วยด้านหลังแบบโค้งทั้งสองข้าง (Dual Curved) กล้องคุณภาพเยี่ยม และสามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็วด้วยลายพิมพ์นิ้วมือ ซึ่งผลิตภัณฑ์พร้อมวางจำหน่ายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2559 นอกจากนี้ TP-Link  ยังได้เปิดตัวแอพ Kasa สำหรับแพลตฟอร์ม IoT ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมอุปกรณ์ในบ้านอัจฉริยะของตนได้อย่างง่ายดายทั้งจากระยะไกลด้วย ส่วนเราเตอร์ IoT รุ่นแรกซึ่งจะเปิดตัวใน ไตรมาสที่ 4 ในทวีปอเมริกาเหนือ สำหรับผลิตภัณฑ์ IoT อัจฉริยะทั้งหมดของ TP-Link ได้รับการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงาน IFA 2016 (ห้องโถง 17, บูธ 111) ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

ละครพ่อครัวหัวป่าก์ , เรื่องย่อพ่อครัวหัวป่าก์
ละคร พ่อครัวหัวป่าก์ /  เรื่องย่อละคร พ่อครัวหัวป่าก์

พ่อครัวหัวป่าก์ บทประพันธ์โดย : กนกเรขาบทโทรทัศน์โดย : เพ็ชรรุ่ง เกีรยติกมเลศกำกับการแสดงโดย : ทวีวัฒน์ วันทาออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เรื่องย่อ ละครพ่อครัวหัวป่าก์ "มนุษย์จะยืนยงอยู่ต่อไปนั้น ต้องการอาหารแห่งชีวิต" และชีวิตนั้นมีรสที่ควรพึงปรุงอย่างพอดี และประณีต เพื่อให้รสแห่งชีวิต สุขสมบูรณ์อย่างไม่มีวันสิ้นสุด หนูเคยได้ยินคำว่าบุพเพสันนิวาสไหมลูก บุพเพสันนิวาสนั้นเกิดได้สองอย่าง คือเคยทำกรรมร่วมกันมาในชาติที่แล้วหนึ่ง กับเคยทำกรรมร่วมกันในชาตินี้หนึ่ง..แต่มันเดายากนะลูก" ทองตรา (รณิดา เตชสิทธิ์) เพิ่งจบการศึกษาระดับปริญญาโท มาจากอเมริกา กำลังนั่งฟังพ่อปาฐกถา เรื่องบุพเพสันนิวาส ที่เธอไม่ค่อยจะเชื่อถือสักเท่าไหร่ และผู้หญิงยุคใหม่อย่างทองตรา ที่เติบโตมาด้วยการช่วยเหลือตัวเอง ไม่ได้คิดจะพึ่งพาใคร และให้ความสนใจเรื่องผู้ชายสักเท่าใดนัก ทองตรา ลูกสาวคนเล็กสุดรัก กับ ทองทิว (บรมวุฒิ หิรัญยัษฐิติ) พี่ชายคนเดียวที่เฮี้ยวสุด ๆ และเป็นบุตรสุดรักของ พลตรีรามรณยุทธ (ทูน หิรัญทรัพย์) ข้าราชการบำนาญผู้ซื่อสัตย์ และรักศักดิ์ศรี ที่มีชื่อเสียงเรื่องการกลัวเมียอย่าง คุณนายทองม้วน (ดวงตา ตุงคะมณี) เป็นที่สุด ทองตรา ต้องปวดหัวกับความเค็ม และเขี้ยวตระหนี่ถี่เหนียวของคุณนายทองม้วน ที่ถึงแม้จะคุ้นชินมาตั้งแต่เด็กกับการที่ถูกแม่บังคับให้ประหยัดอดออม แต่ก็เริ่มที่จะรับไม่ได้ เมื่อกลับมาเห็นพ่อในสภาพอิดโรย และผอมโซ เพราะนโยบายรัดเข็มขัด และการประหยัดของแม่ที่บังคับให้พ่อเป็นแพะ กินแต่ผัก กินแต่มังสวิรัติเพื่อสุขภาพ ขนาดคนครัวยังทนไม่ไหว ต่างชิงกันขอลาออกไปเพราะทนพฤติกรรมของคุณนายทองม้วนที่ชอบจุกจิกจู้จี้ ไม่ไหว ทองตรากับทองทิว และพ่อได้แต่นิ่วหน้าเพราะต้องมานั่งปวดหัวกับการหาคนครัวคนใหม่ที่ยัง หาไม่ได้สักที เพราะ เด็กกำไล (ภัณฑิรา ฟูกลิ่น) คนใช้หนึ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ และทนมือทนเท้าคุณนายทองม้วนไหวก็ทำอะไรไม่ค่อยจะเป็น ดีแต่เกี่ยง และเถียงคำไม่ตกฟาก แต่ก็เป็นคนเดียวที่เอาคุณนายทองม้วนอยู่ ทองตราต้องรีบเคลียร์ปัญหาเรื่องหาคนครัวคนใหม่มาให้ไวที่สุด เพื่อที่เธอจะได้รีบออกไปหางานทำเสียที ขณะที่ทองทิวก็รับปากจะให้เพื่อนที่เป็นเจ้าของโรงแรมช่วยหาคนครัวคนใหม่มาให้อีกแรง กมลชนก (หลุยส์ สก๊อต) หนุ่มหล่อหน้ารก มาดเซอร์ ลูกชายคุณกาญจนาเจ้าของโรงแรมใหญ่ มีผู้หญิงมากมายที่เสนอตัวมารุมล้อม แต่ทุกคนก็เป็นได้แค่ทางผ่าน เพราะเขาไม่คิดจะตกลงปลงใจกับใคร จนแม่ต้องขอร้องให้เขาเลิกเจ้าชู้ และอยู่ไปวัน ๆ ขอร้องให้ยอมไปดูตัวบรรดาลูกสาวผู้หลักผู้ใหญ่ ที่อยากจะมาเกี่ยวดองกับทายาทเจ้าของโรงแรมใหญ่แห่งนี้ แต่ก็ยังไม่มีใครโดนใจสักคน จนวันหนึ่งกมลชนก ได้เห็นภาพถ่ายของทองตรา ที่ถูกลมพัดลอยออกมาจากกระเป๋าของทองทิว ปลิวมาแปะที่หน้ากมลชนก เขาจับภาพนั้นขึ้นมามอง และร้องบอกเพื่อนรักว่า คนนี้แหละใช่เลย และมั่นใจว่าเป็นเรื่องของบุพเพสันนิวาส ที่ทำให้กมลชนก สตาร์ทรักทองตรา นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา แม้จะยังไม่เคยเห็นหน้าก็ตาม ทองทิวร้องจ๊าก!!! รีบออกโรงห้ามสุดฤทธิ์ เพราะรู้ดีว่าเพื่อนรักเป็นคนไม่เอาไหน เป็นนิยามของคำว่าแย่ และไม่เป็นโล้เป็นพาย รักแต่ความสบายตลอดเวลาตามประสาคนรวย ขณะที่ทองตราเป็นคนรักใครรักจริง และหยิ่งในศักดิ์ศรี แถมยังรู้เท่าทันคน และฉลาดเป็นกรด ไม่ไช่ผู้หญิงที่จะยอมให้ใครมาหลอกใช้ มาลองใจกันได้ง่าย ๆ ถ้าถูกจับได้มีหวังได้ตายหมู่ เลยขอร้องกมลชนกไปเอากะชอนร่อนหาเนื้อคู่จากบรรดาผู้หญิงในสต๊อกเอาเอง อย่ามาดึงเอาเขาไปยุ่งด้วยโดยเด็ดขาด ละครพ่อครัวหัวป่าก์ แต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ กมลชนกพยายามวิงวอนอ้อนสุดฤทธิ์ สัญญาว่าจะปรับจะเปลี่ยนตัวเองเพื่อทองตรา ขอให้ทองทิวเปิดทางให้เขาได้ตามหารักแท้ และทั้งยืนยันนอนยันด้วยความมั่นใจ ว่าน้องสาวของเพื่อนซี้ คือว่าที่ภรรยาที่เขาตามหามานาน เพียงแต่ขอเวลาให้ได้ศึกษาดูใจกันสักนิด ขอร้องให้ทองทิวเห็นใจ เพราะเขารักน้องสาวของเพื่อนซี้คนนี้จริง ๆ ทองทิวใจอ่อนเพราะทนลูกอ้อนไม่ไหว ยอมให้กมลชนกเขยิบเข้ามาใกล้ และลองใจทองตรา ในขณะที่ทองตราไม่เคยรู้เลยว่าพี่ชายกับนายกมลชนกคนนี้เป็นเพื่อนซี้กัน และพี่ชายกำลังจะกลายเป็นผู้ผลักดันบุพเพสันนิวาส ให้มาอาละวาดกับเธอ กมลชนกได้รู้จากทองทิวว่าที่บ้านกำลังต้องการหาคนครัว เขากระดี๊กระด๊ารีบโทรศัพท์ไปหาคุณนายทองม้วน เพื่อสมัครงานในนาม น้องนก กะเทยสาวผู้มีจิตใจใฝ่การครัว แต่เพียงแค่ได้พูดคุยผ่านสายโทรศัพท์ ก็สัมผัสได้ถึงผลึกเกลือที่กระเด็นมาตามสาย ทำให้เขารับรู้ได้ถึงความเค็มเขี้ยวเหนียวตึ๋งหนึดของคุณนาย จนต้องถอยออกมาตั้งหลัก และทำให้ได้รู้ว่าคุณนายทองม้วนก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคใหญ่ ที่เขาจะต้องฝ่ามันไป ให้ถึงทองตรา และแล้วบุพเพสันนิวาสก็เริ่มออกฤทธิ์ เมื่อจู่ ๆ ทองตรา ต้องขับรถมาส่งแม่ ที่โรงแรมหรู ถึงแม้คุณนายทองม้วน จะมีเชื้อเต่าล้านปีตัวสุดท้ายในโลกสิงสู่อยู่ในร่างกาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเค็มจะเขี้ยวไปซะทุกเรื่อง เพราะเป็นคนชอบเข้าสังคมชั้นสูง และเปิดโลกทัศน์ด้วยการอ่านหนังสือ เพราะรู้ว่ามันคือขุมทรัพย์ทางปัญญา ที่จะทำให้มีเรื่องเล่าเม้าท์มอย ฉลาด ๆ ไปคุยกับกลุ่มก๊วนคุณหญิงคุณนาย เพื่อต่อยอดถางทางไว้ให้ลูก ได้มีที่ยืนในสังคมชั้นสูงได้อย่างสง่างาม และสำหรับเรื่องพวกนี้ คุณนายทองม้วนสู้ตาย เพราะรู้ดีว่ามันคุ้มค่าแค่ไหน ถ้าจะทำให้ได้ทั้งเขยทั้งสะใภ้ที่ร่ำรวย ต่อให้จ่ายแพงแค่ไหนนางก็ยอม ละครพ่อครัวหัวป่าก์ ทองตราต้องชะลอรถที่ขับมาให้ช้าลง เพราะรถคันยาวใหญ่ จอดขวางทางขึ้น-ลงหน้าโรงแรม จนรถคันอื่นไม่สามารถแทรกขึ้นไปได้ และแทนที่คนในรถจะรีบเปิดประตูก้าวลงมา กลับรอให้คนขับรถวิ่งมาเปิดประตูคอยอย่างอ่อนน้อม จนทองตราต้องหันไปมองอย่างหมั่นไส้ในความเว่อร์ทองตรามองอย่างแปลกใจ เพราะคนที่กำลังจะลงมาจากรถ แทนที่จะเป็นคุณหญิงคุณนาย กับรูปร่างประหนึ่งตุ่มสุโขทัยฝังเพชรแพรวพราว แต่กลับเป็นชายหนุ่มใส่กางเกงยีนส์สีซีด เสื้อเชิ้ตยับเยิน แม้จะเห็นเพียงด้านหลังก็ยังพอเดาได้ว่า เจ้าตัวคงเพิ่งกลับจากการแฮงเอาท์ และยังไม่สร่างเมาดีนัก เพราะท่าทีง่อกแง่กของฝรั่งยิปปี้ฟ้องอยู่ชัดๆ ทองตราย้อนกลับเข้าไปในโรงแรมเพียงก้าวแรก ภาพที่สะดุดตาคือฝรั่งยิปปี้ หน้าครึมไปด้วยไรหนวด ผมเผ้ายุ่งเหยิง ยืนท้าวเคาน์เตอร์ ฟุดฟิดฟอไฟกับแหม่มสาวที่ทองตราลงความเห็นว่าเขาทั้งสกปรก และซกมกสุด ๆ แล้วทองตราก็เมินหน้าหนี และไม่ได้ให้ความสนใจอีกต่อไป ทองตราเดินไปนั่งที่โต๊ะ และเปิดเมนูอาหารที่มีแต่ภาษาอังกฤษก่อนถามบริกร โดยไม่ทันมองหน้าว่า "ที่นี่เมืองไทยทำไมไม่มีเมนูอาหารภาษาไทย" ก่อนหันไปเห็นนายหนวดสกปรก และไม่เข้าใจว่าบริกรที่นี่ทำไมถึงแต่งตัวอย่างนี้ กมลชนกอ้างไปว่า เพิ่งมารับหน้าที่ เลยยังไม่ทันเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว ทองตรามองแปลกื ๆ ก่อนเลี่ยงไปสั่งอาหาร และถูกกมลชนกบริกรเจ้าของโรงแรมที่แฝงตัวมา ทำเอาทองตราแสบเข้าไส้กับเมนูอาหารที่ทองตราเห็นว่ามันไม่ใช่ สิ่งที่บริกรโรงแรมหรูจะนำเสนอสิ่งที่ไม่ดีให้แก่ลูกค้า จึงโวยวาย กมลชนกสร้างเรื่องราวให้ทองตราเข้าใจว่า การยียวนกวนประสาทใส่ลูกค้าคือพระเจ้าอย่างเธอ ทำให้กัปตันทำพิธีปัดรังควาน และไล่เขาออก แล้วยังจะส่งคนมาตามกระทืบ เพราะเขาเป็นคนทำให้ชื่อเสียงของโรงแรมหรูเสียหาย ทองตราเป็นคนทำให้กมลชนกต้องตกงานไร้ที่ซุกหัวนอน ทำให้ทองตรารู้สึกผิดในใจ ที่เป็นต้นเหตุให้เขาถูกไล่ออก แต่ทำได้แค่ยื่นเงินให้เพื่อช่วยเหลือ แล้วรีบเดินออกไปที่รถทันทีที่เธอไขกุญแจ นายหนวดก็พรวดขึ้นไปนั่งข้าง ๆ ก่อนส่งสายตาวิงวอน อ้อนขอนั่งไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน และเลยเถิดถึงขั้นขอไปอยู่กับทองตราอย่างหน้าด้าน ๆ พร้อมพรีเซ้นต์ตัวเองว่าดียังไง ทำอะไรได้บ้าง ทั้งที่จริงแล้วเขาทำอะไรไม่เป็นเลย ละครพ่อครัวหัวป่าก์ วันนี้ตามตำราโหร น่าจะมีดาวโคจรพิสดารกว่าที่เคย ที่ทำให้คนกะล่อนที่แอบรักทองตราอย่างกมลชนกจะได้มีโอกาสเข้าใกล้ทองตราได้เร็วกว่าที่คิด ในขณะที่ทองตราก็อยากจะแสดงความรับผิดชอบต่อชีวิตของบริกรจน ๆ ที่เธอเป็นคนทำให้เขาต้องตกงาน ถึงแม้นายคนนี้จะกวนไปบ้าง แต่ก็พอรับได้ และที่สำคัญเค้ากมลชนกคงเดือดร้อนมาก ถึงขนาดไม่เรียกร้องเงินเดือนใด ๆ ให้เท่าไหร่ก็ได้ คงถูกใจคุณนายทองม้วน และมันก็เป็นเหมือนไฟท์บังคับ ที่ทำให้อยากรับเขาไว้ แต่คนตัดสินใจคือแม่เท่านั้นทันทีที่ทองตราพากมลชนกมาถึงบ้าน คุณนายทองม้วนก็เปิดบ้านให้กลายเป็นศาลไคฟง ซักฟอกชายแปลกหน้า ประหนึ่งว่าเป็นนักฆ่าร้อยศพ แต่กมลชนกก็แถไถไหลลื่นเอาตัวรอดไปได้ ส่วนเรื่องค่าจ้างนั้น คุณนายทองม้วนให้ผ่านตั้งแต่ด่านแรก ไม่มีอะไรที่จะทำให้คุณนายทองม้วนลังเลใจได้ นอกจากความเป็นผู้ชายของนายมล กลัวจะมาเกาะแกะลูกสาวสุดหวง แต่ทองตรายืนยันให้แม่มั่นใจว่า ไม่มีวันที่เธอจะเอาพ่อครัวมาเป็นแฟนแน่นอน และเป็นไปตามคาด คุณนายทองม้วนยอมรับนายมล เพราะคิดและคำนวณแล้วว่าเป็นของถูกและดี และได้รับสมญานามใหม่ว่า นายมลคนครัว กับงานแรกที่ทองตรา ต้องรับหน้าที่พานายมลคนครัวไปจ่ายตลาด นายมลก็แสดงเป็นปราชญ์แสดงความชำนาญในการต่อรองราคา และซื้อหาอาหารอย่างคล่องแคล่ว จนแม่ค้าเข้าใจผิดคิดไปเอง และพูดออกมาให้ทองตราได้ยินว่า "เมียส๊วยสวย แต่ผัวดันเป็นกะเทยว่ะ" ทำเอาทองตราหน้าชา อยากจะชักขากลับบ้านซะเดี๋ยวนั้น แต่กับนายมลเขาไม่ได้รู้สึกรู้สากับคำครหาว่าเป็นกะเทยเลยสักนิด แต่กลับยิ่งทำท่าทางให้คนอื่นคิดว่าใช่หนักเข้าไปอีกทองตรากับนายมล ซื้อกุ้งหอยปูปลา มาทำอาหารวางเต็มโต๊ะ ทำเอาคุณพ่อนายพลยิ้มปลื้มตาลุกวาว รู้สึกประหนึ่งว่าได้ไปท่องใต้ท้องทะเลไทย หรือไม่ก็บึงฉวากในรอบหลายสิบปี ต่างจากคุณนายทองม้วนที่โมโหจนควันออกหู มองอาหารตาแทบถลนออกมานอกเบ้า ชี้หน้าด่าทั้งตระกูล โดยเฉพาะนายมลคนครัวโดนหนักกว่าใคร คุณนายทองม้วนอ่านแถลงการณ์ประกาศไล่นายมลคนครัวออกอย่างเป็นทางการ เพราะทำงานนอกคำสั่ง แถมยังทำให้ทองตรากล้าละเมิดกฎของการประหยัด กล้ามาลองของใช้จ่ายเงินจนเกินงบตั้งแต่วันแรกที่มาทำงาน แล้ววันต่อไปจะเขียมได้ยังไง ทำให้เสียระบบ นายมลคนครัวทนไม่ไหวเถียงกันไปใส่กันไม่ยั้ง กับคุณนายทองม้วนอย่างลืมตัว และลืมไปว่าตอนนี้เป็นขี้ข้าคุณนาย และยังบังอาจสอนเรื่องการประหยัดอดออมจนเกินเหตุ ไม่รู้จะเก็บเงินไปทำไมกันนักหนา หรือจะห่อเอาไปใช้ในภพหน้า เพราะดูท่าน่าจะอยู่ได้อีกไม่กี่ปี ทำเอาคุณนายปรี๊ดปรอทแตกหาว่าแช่ง ชี้หน้าด่ากลับ และจะไล่ออกสถานเดียว ละครพ่อครัวหัวป่าก์ แต่นายมลกลับได้ใจคุณพ่อนายพลไปเต็ม ๆ และรู้สึกเป็นพระคุณที่ทำให้ท่านได้รับประทานอาหารทะเลสด ๆ รอดพ้นจากการขาดสารไอโอดีน และรอดพ้นจากการเป็นคอหอยพอกได้อย่างหวุดหวิด ถึงขั้นออกตัวแรง กล้าขอร้องเมียรักไม่ให้ไล่นายมลออก เพราะถึงแม้จะเปิดประตูสู่อาเซียน ค่าแรงของนายมลก็ยังถูกกว่าค่าแรงของเขมรพม่า และลาวอยู่ดี นายมลคนครัวเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เงาหัวตัวเองได้หายไป ทั้งที่ภารกิจพิชิตรักยังไม่ได้เริ่ม เลยรีบเสแสร้งแกล้งคุกเข่าด้วยท่าทีสงบ และท่าทางเคารพอย่างสูงสุด ก่อนจะนั่งพับเพียบแต้วิงวอนคุณนายแม่สุดฤทธิ์ แต่คุณนายทองม้วนไม่สน ทองตราออกหน้ารับผิดแทนนายมล ว่าเธอผิดเอง พยายามอ้างเหตุผลสารพัด และสุดท้ายก็มาจบลงตรงที่ เรื่องค่าแรงขั้นต่ำวันละสามร้อย เอามาเปรียบเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำของนายมลที่ถูกมาก และหาไม่ได้อีกแล้วในสามภพ ทำให้สติของคุณนายพุ่งกลับเข้าร่าง ยอมให้จ้างนายมลคนครัวให้ทำงานต่อไป นายมล นึกสงสารในชะตากรรมของท่านนายพล ที่ต้องมาทนอด ทนอยาก เพราะความตระหนี่ตึ๋งหนืดของคุณนายทองม้วน เขาจัดการแอบโทรศัพท์สั่งอาหารที่โรงแรม ให้มาส่งที่บ้านทองตราทุกวัน โดยให้เงินปิดปากเด็กกำไล ให้เก็บเรื่องทุกอย่างไว้เป็นความลับไม่ให้ใครรู้ ละครพ่อครัวหัวป่าก์ ทองตราเริ่มสงสัย ไปถามแม่เรื่องเงินค่ากับข้าว ที่ให้นายมลไปในแต่ละวัน และได้รับการยืนยันว่าให้เท่าเดิม ไม่มีการเพิ่มให้เด็ดขาด แต่ทำไมถึงได้มีอาหารดี ๆ มาให้กินได้ทุกมื้อ แต่คุณนายทองม้วนกลับเห็นเป็นเรื่องดี ที่จ่ายแค่นี้ แต่ได้กินดีกว่าเดิม สั่งห้ามทองตราไม่ให้สงสัย ไม่ต้องรู้ที่มาที่ไปอะไรทั้งนั้น ทองตรา กับคุณนายทองม้วน แอบเห็นทองทิวกับนายมลคนครัว สนิทสนมกันจนเกินเหตุ แต่พอถามก็ถูกปฎิเสธว่า แค่เคยมาเสริฟ์เหล้าให้ ตอนไปปาร์ตี้กับเพื่อนที่โรงแรมก็เลยสนิทกัน ทองตราถูกแม่บังคับให้รับนัดเดทกับบรรดาชายหนุ่ม เพื่อดูตัวจนเบื่อเต็มทน แต่ก็ไม่กล้าหักหาญน้ำใจแม่ เพราะรู้ว่าแม่รัก และหวังดีกับเธอที่สุด และวันนี้ต้องจำใจไปพบ พูฒิพงศ์ หมอหนุ่มสุดสะอาด และกลัวเชื้อโรคในอากาศอย่างสุด ๆ ขนาดนัดมาเจอสาว ยังมีกะใจใส่หน้ากากอนามัยมาออกเดท ทำเอาทองตราหลงเข้าใจผิด คิดว่าเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ จนหมอหนุ่มยอมเปิดหน้ากากโชว์ความหล่อ และนัดครั้งหน้ากับ นายสุดประเสริฐ เลขาท่านทูต ที่คุณนายทองม้วนนัดให้มาทานอาหารค่ำที่บ้าน เพราะต้องการฝากงานให้ทองตรา และอยากได้สุดประเสริฐมาเป็นลูกเขย ทำเอาทองตราเซ็งมาก นายมลคนครัวจอมครีเอท ได้รับคำสั่งจากคุณนายทองม้วนให้จัดการเรื่องอาหารให้ดี อย่าให้เสียหน้า แต่จ่ายเงินเท่าเดิมเดี๊ยะ แต่นายมลก็ไม่บ่นอะไร เพราะรู้นิสัยว่าที่แม่ยายดี จึงสั่งพนักงานเข้ามาทำอาหารเพื่อรับรองแขก โดยอ้างว่าไหว้วานเพื่อน ๆ ให้มาช่วยทำ อาหารทุกอย่างออกมาหน้าตาดูดี สมกับความเจ้ายศเจ้าอย่างของเลขาท่านทูต ที่ทำตัวโอเวอร์คุยโวโอ้อวดตลอดเวลา ทำเอาท่านนายพลหมั่นไส้ และคอยเบรกจนหัวทิ่มไปหลายดอก จนโดนคุณนายทองม้วนส่งสายตาอำมหิตใส่ ส่วนนายมลก็อาสาเข้ามาเป็นบริกร เสิร์ฟอาหารให้อย่างใกล้ชิด นายมลมองนาฬิกา และรู้ว่าได้เวลาอาหารเป็นพิษแล้ว เมื่อเลขาท่านทูตเริ่มทนไม่ไหว จะตะกายไปเข้าห้องน้ำที่ถูกสั่งปิดตายอย่างไร้สาเหตุไปเสียทุกห้อง จนทำเอาท่านเลขาทูตต้องกลั้นกลืนฝืนของเสียเอาไว้ จนเกือบได้ตายคาบ้าน และต้องเรียกรถพยาบาลมาหามท่านเลขาออกไปในที่สุด ละครพ่อครัวหัวป่าก์ นายมลคนครัวและผองเพื่อนต่างดีใจ ที่ไล่คู่แข่งจนกระเจิงกลับไป แต่สุดท้ายก็ถูกกรรมตามสนองในทันที เมื่อทองตรารู้ทัน และจัดการให้นายมลกินอาหารเหล่านั้นเข้าไป และไม่นานก็ถูกหามไปส่งโรงพยาบาล นอนเคียงข้างสุดประเสริฐเลขาท่านทูต ที่ต่างนอนอ่อนล้า มองตากันปริบ ๆ กมลชนกในนามนายมลคนครัว เอาใบสมัครงานที่โรงแรมของตัวเองมาให้ทองตรา อ้างว่า รู้มาจากเพื่อนว่าเขารับฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหวังดีอยากให้ทองตราลองไปสมัครงานดู ทองตราแปลกใจกับข้อความในใบสมัคร ที่มักจะถามแต่เรื่องส่วนตัว ไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวกับงาน แต่นายมลก็หาเหตุผลมาอ้างว่ามันเป็นคำถามเชิงจิตวิทยา จนทองตราต้องจำใจเขียนแล้วส่งไปงั้น ๆ ท่านนายพลบ่นคุณนายทองม้วนเรื่องชอบยุ่งวุ่นวาย จนไปทำลายความเป็นส่วนตัวของทองตรา เพราะเขาโตแล้ว แต่คุณนายก็ไม่สนใจ เพราะกลัวบรรดาพวกผู้ชายที่ไม่เข้าตา จะมาแอบจีบลูกสาว ก่อนจะเปิดจดหมายฉบับล่าสุด แล้วตาโตวิ่งหน้าตื่นไปหาทองตรา ว่าถูกเรียกตัวให้ไปสัมภาษณ์ ทองตรา จำใจต้องไปสัมภาษณ์งานกับคุณนายทองม้วน ที่ไม่ยอมปล่อยให้ทองตราไปคนเดียว และได้รู้ว่าโรงแรมนี้มีนายกมลชนก เพื่อนของทองทิวเป็นเจ้าของ และมอบหมายให้ คุณกาญจนา (สาวิตรี สามิภักดิ์) ผู้แป็นแม่มาสัมภาษณ์ทองตราแทน คุณกาญจนากับคุณนายทองม้วน แอบเม้าท์ลูกชายของตัวเองอย่างดุเด็ดเผ็ดมันส์ และได้รู้ว่านายกมลชนกไม่รู้หายหัวไปไหนเป็นเดือน ได้แต่สั่งงานทางโทรศัพท์ คุณกาญจนาตกลงที่จะรับทองตราไว้ในตำแหน่งประชาสัมพันธ์ และให้เงินเดือนอย่างงาม ทำเอาคุณทองม้วนดีใจสุด ๆ แต่ทองตราตรากลับสงสัยว่ามันทำไมง่ายดายนัก ความลับของนายมลคนครัวแตกดังโพละ เมื่อทองตราสงสัย และไล่ต้อนเด็กกำไล จนยอมเปิดปากว่า นายมลไม่เคยทำกับข้าวอะไร พอถึงเวลาก็มีรถคันใหญ่เอาอาหารมาส่งให้ และเขาเอาเงินปิดปาก แถมยังจ้างให้ถอนผมหงอกแบบเหมาจ่ายอีกต่างหาก นายมลคนครัวถูกทองตราไล่ออก เพราะไม่ยอมเปิดปากพูดความจริงในสิ่งที่ได้ทำ ท่ามกลางการคัดค้านของคุณนายทองม้วน ที่คราวนี้กลายมาเป็นโต้โผใหญ่ เพราะเสียดายอาหารดี ๆ ที่เคยได้กินฟรีจากนายมล แต่ก็เอาไม่อยู่ เพราะทองตราเอาจริง และไม่ชอบคนที่ไม่จริงใจ ทำอะไรไม่เคลียร์ ทั้งที่ลึก ๆ ก็แอบใจหาย กับความสุขเล็ก ๆ และเสียงหัวเราะที่กำลังจะหายไปจากบ้าน แต่ก็ต้องตัดใจ ทองตราไปทำงานวันแรก และได้พบกับผู้จัดการฝ่ายบุคคลที่ชื่อกมลชนก ที่มีแววตาคล้ายนายมลคนครัว แต่เขาดูเนี๊ยบ เฉียบ เท่ เหมือนหนุ่มเกาหลีที่แสนอบอุ่น ต่างจากนายมลคนครัวที่เธอรู้จัก กมลชนกรู้สึกพอใจที่ยอมเชื่อผู้ใหญ่อย่างแม่เป็นครั้งแรกในชีวิต ทั้งที่ก่อนหน้าแม่สั่งนักสั่งหนาว่า ให้ไปโกนหนวดโกนเครา ตัดผมเพ้าที่ยุ่งเหยิง แต่ก็ไม่เคยทำตามสักที จนมาเจอทองตรา แม่แค่บอกว่าคงไม่มีผู้หญิงคนไหนที่คิดจะมารักกับลิงอุรังอุตังอย่างแก แค่นั้นมันก็รีบแจ้นไปทำหล่อเพื่อเปลี่ยนลุคส์ใหม่ ละครพ่อครัวหัวป่าก์ แขไขไฉไล (อัมราภัสร์ วรรธนะกุล) สาวไทยไซส์นอก อดีตหวานใจนายกมลชนก ที่เกือบจะได้ครองตำแหน่งมาดามเจ้าของโรงแรม แต่ดันไปปันใจให้ฝรั่งที่รวยมากกว่า แต่ก็ไปไม่รอดและซมซานกลับมาหาแฟนเก่า เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ด้วยความมั่นใจว่ายังไงกมลชนกคงไม่หนีไปไหน แต่มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิด เมื่อตอนนี้มี ยูริ (ภคภรณ์ เลิศช่ำชองกุล) สาวลูกครึ่งญี่ปุ่นไซส์มินิ และคิกขุสุด ๆ กับนักท่องเที่ยวลูกค้าขาประจำ สาวมั่นชาวเกาหลี หน้าสวยผิวใสอย่าง อึนเฮ (รัดเกล้า แจ่มอุลิตรัตน์) ต่างเดินทางมาหากมลชนกอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยมิได้นัดหมาย ทองตราถูกคำสั่งย้ายฟ้าผ่า จากตำแหน่ง ประชาสัมพันธ์ให้มาเป็นเลขาหน้าห้องของกมลชนก มีหน้าที่หลัก คือคอยกีดกันบรรดาสาว ๆ โจทย์เก่าของเจ้านายไม่ให้มารบกวน เป็นภารกิจที่ทองตราไม่ชอบ แต่จำใจต้องทำตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย และเธอก็ทำได้ดี ทำหน้าที่ได้อย่างถึงกึ๋น ในการไล่กิ๊กสามสัญชาติของเจ้านาย แต่ก็ทำให้มีศัตรูเพิ่มได้อย่างไม่รู้ตัว ยิ่งทำให้กมลชนกยิ่งหลงรักทองตราถึงขั้นคิดจริงจัง กมลชนกไปปรึกษาแม่ ให้ช่วยดูทองตรา ผู้หญิงคนแรก และคนเดียวที่เขาคิดจะจริงจัง แต่แม่ก็ยังไม่ค่อยจะเชื่อถือ กมลชนกยืนยันว่าทองตราเป็นคนเดียวที่อยากให้แม่ช่วยดู และร่วมตัดสินใจ ขอให้อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ เพื่อให้มั่นใจว่าเขาเลือกคนที่จะมาเป็นเมีย และเป็นแม่ของลูกได้ไม่ผิดพลาดอีกต่อไปเป็นครั้งแรกที่คุณกาญจนาเริ่มจะเชื่อน้ำยาลูกชาย เพราะเห็นความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองของกมลชนก ที่หันมาเอาการเอางาน และทำงานทุกอย่างได้ดีไม่มีที่ติ จึงยอมตกปากรับคำ กมลชนกต้องการจะลองใจทองตรา เพื่อจะได้รู้ว่าเป็นคนแบบไหน ชอบคนที่เงิน หรือที่หน้าตา เพื่อหาบทพิสูจน์รักแท้ และหาสะใภ้คนดีมาให้แม่ได้ชื่นใจ คุณกาญจนาเรียกทองตราเข้าไปพบ เพื่อให้ช่วยดูแลงานของกมลชนก และเริ่มมอบหมายงานสำคัญ ๆ ให้ จนเริ่มสนิทสนมคุ้นเคยกัน ทองตรามาบอกพ่อกับแม่ว่า กมลชนกนัดจะพาครอบครัวไปเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อขอบคุณที่ทองตราทำงานให้เขาได้เป็นอย่างดี ทำเอาคุณนายทองม้วนตาโต และแต่งตัวเต็มยศ ไม่ลืมที่จะบังคับให้ท่านนายพลใส่สูทอย่างดี เพื่อไปกินอาหารฟรีกับเศรษฐีเจ้าของโรงแรม และไม่ลืมเอาเด็กกำไลติดตามไปด้วย กมลชนกมาพร้อมกับรถหรู รับทุกคนออกไป แต่ไม่ใช่ร้านหรู แต่กลับเป็นอาหารบุฟเฟ่รถเข็นริมน้ำ ที่มีเก้าอี้ แต่ไม่มีแอร์ ถ้าไม่มีคิว สั่งปุ๊บได้ปั๊บ ทำเอาคุณนายทองม้วนผิดหวังอย่างแรง ไม่เคยคิดว่าจะมีใครมาลบเหลี่ยมความเขี้ยวความเค็มเธอได้ แต่ลูกชายเศรษฐีคนนี้ ที่มีเงินตั้งมากมาย ทำไมใจแคบทำให้เสียอารมณ์ เพราะเริ่มร้อน และชุดเริ่มรัด จนทนไม่ไหว บ่นกับกำไลว่า ถ้ารู้ว่าจะมาที่นี่จะได้ใส่ผ้าถุงมา ขณะที่ทองตรา กับท่านนายพลกลับชอบใจในบรรยากาศสบาย ๆ ที่นี่ กมลชนกเห็นทองตราเหม่อมองชายหนุ่มที่ยืนทำอาหารอยู่หน้าเตา ทำให้นึกถึงนายมลคนครัว ผู้ชายที่ทำให้ชีวิตของเธอมีสีสัน ถึงแม้จะเพียงช่วงสั้น ๆ แต่เธอก็ยังไม่เคยลืมมัน จนกมลชนกร้องถามว่าเป็นอะไร ทองตราบอกไปตามความจริงว่า นึกถึงคนครัวที่เพิ่งลาออกไป ละครพ่อครัวหัวป่าก์ ทำเอาเขาแอบยิ้มกระหยิ่มในใจกมลชนกนัดทองทิวมาปรึกษาเรื่องปัญหาหัวใจ และให้มารับโอนผู้หญิงในสต๊อกไปให้ห่าง ๆ เพราะกลัวทองตราจะระอา และถอดใจไปจากเขา ทองทิวเตือนให้กมลชนกระวังตัวไว้ เพราะทองตราไม่ใช่คนโง่ที่จะยอมให้ใครมาทำอะไรให้เป็นเรื่องเล่น ถึงทองตราจะเป็นผู้หญิงที่มีเหตุผล และมีความอดทนสูง แต่อย่าได้ทำให้เธอโกรธอย่างเด็ดขาด เพราะไม่ว่าใครก็เอาเธอไว้ไม่อยู่ ถ้ากมลชนกไม่ได้คิดที่จะจริงจังจริงใจ ก็รีบถอยให้ไกลจากทองตรา แต่กมลชนกไม่ยอม และยืนยันว่ารักจริงหวังแต่งแน่นอน กมลชนกเริ่มเปิดใจ และแสดงท่าทีว่ามีใจให้กับทองตรา ก่อนจะพาทองตราไปที่บ้านหลังใหญ่ มีการจัดแสดงโชว์อย่างยิ่งใหญ่อลังการ เพื่อลองใจทองตรา ก่อนจะพาไปเดินชมของมีค่า แต่ทองตราก็มีท่าทีนิ่งเฉย ไม่ได้แสดงอาการระริกระรี้เหมือนแขไขไฉไล ยิ่งทำให้กมลชนกไม่เข้าใจว่าทองตราคิดยังไง และคิดอะไรกับเขาอยู่ เพราะความเงียบเรียบเฉยของทองตรา เป็นสิ่งที่ยากต่อความเข้าใจของเขาเสมอ วันนี้ทองตราได้เห็นปราสาทหลังงามของแม่ วันหน้าเธอจะได้เห็นกระต๊อบของเขาแล้ววันนั้น มันจะเป็นบทพิสูจน์บทสุดท้ายว่า เขาและเธอจะเลือกเดินไปในทิศทางใด จะได้รักกัน หรือเลิกลากัน ก็สุดแล้วแต่บุพเพสันนิวาสจะพาไป ทองตราเริ่มต่อจิกซอร์แห่งความสงสัยในสมอง กับพฤติกรรม และความเชื่อมโยงกันของนายมลสองคน จนต้องกลับไปถามทองทิวอีกครั้ง เรื่องเพื่อนชื่อกมลชนก คนรวย กับนายมลคนจน ที่พี่ชายได้ไปรู้จักคนทั้งคู่ แต่ทองทิวก็แถไป เพื่อให้น้องสาวไม่สงสัยเพื่อนรัก ว่ามีเพื่อนชื่อมล สองมล ให้ตรงกันกับคำให้การของกมลชนก ที่เคยตอบคำถามนี้กับทองตรามาแล้ว แต่ในใจเธอก็ยังไม่ปักใจเชื่ออยู่ดี ทองตรารู้สึกได้ตามสัณชาตญาณ ว่าการกระทำของนายมลคนรวย ที่กำลังตามรุกเพื่อจะขอความรักไปพร้อม ๆ กับกำลังลองใจ และใช้วัตถุมาเป็นตัวล่อ คงคิดว่าผู้หญิงจะต้องเลือกที่จะเป็นฝ่ายวิ่งไปหาคนรวยสำหรับทองตรา เธอจะเป็นฝ่ายเลือก ไม่ยอมให้ใครมาเลือก เพื่อไปเป็นของเล่นคนรวยโดยเด็ดขาด และยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจ ว่าควรจะยอมเปิดรับนายกมลคนรวยให้เข้ามาปรับพื้นฐาน เพื่อปูทางที่จะลองคบหาดูใจกันไปดีหรือไม่ ถ้าดูจากฐานะ ผู้หญิงที่หวังความสุขสบาย ย่อมไม่รีรอกับเศรษฐีที่มีพร้อมทุกอย่าง แต่ลึกลงไปในหัวใจของทองตรา มันเหมือนมีเส้นบาง ๆ มาขวางกั้นความรู้สึกของทองตรากับกมลชนกไว้ เพราะผู้ชายต่ำต้อยน้อยค่าอย่างนายมลคนครัว ที่ถึงแม้จะถูกไล่ออกไป แต่เขาก็คงมีน้ำใจ ยังโทรเข้ามารายงานความเคลื่อนไหวเป็นระยะ ทองตราจอดรถหน้าซอยที่คับแคบ ลงไปถามหานายมลคนครัวตามที่อยู่ที่เขาเคยให้ไว้ว่าให้เดินตรงแหน่วไปจนกว่าจะผ่าน หมู่บ้านอึกทึกนิเวศน์ ที่มีเด็กวิ่งเล่นกันเกรียวกราว มีสุ่มเป็ด สุ่มไก่วางระเกะระกะเป็นระยะ แล้วเดินตรงไปจนสุดซอย ละครพ่อครัวหัวป่าก์ สุสานนิเวศน์ ทองตรามองป้ายไม้กระดานที่เขียนด้วยถ่าน ที่นายมลตอกติดไว้ริมรั้ว ถัดไปมีกระดาษผูกเชือกเขียนไว้ว่า ห้ามรบกวน เจ้าของบ้านไปทำงานหาเงินมาใช้หนี้จ้ะ ฯลฯ ทองตรามองเข้าไปในบ้านโกโรโกโสทาสีโอ๊ค แต่ไม่เห็นใคร เลยต้องเอาถุงขนมที่ซื้อมาฝากไปวางไว้ให้ในบ้าน และเขียนจดหมายฝากบอกนายมลไว้ ราชากับยาจก คำนี้ทองตราใช้เปรียบเทียบนายมลคนครัว กับนายมลคนรวย ที่ยังคงเป็นเรื่องค้างคาในใจ และทำให้สับสนได้ทุกเมื่อ ว่าใช่คนเดียวกันหรือไม่ ทั้งที่ในใจมันบอกว่าใช่ แต่ก็ยังไม่กล้าฟันธง เลยต้องรอดูต่อไป กมลชนกขาดความมั่นใจ ไปปรึกษาจนแม่รำคาญ ด่าว่าจะหาเมียสักคนยังต้องมาถามแม่ แล้วต่อไปจะไปเป็นพ่อคนได้ยังไง ถ้าไม่แน่ใจในตัวผู้หญิงแสดงว่าโง่ แต่ถ้าไม่แน่ใจในตัวเองแสดงว่างั่ง ทำเอาเขารับไม่ได้ เถียงแม่กลับไปว่า เคยเป็นแต่พ่อครัว ไม่เคยเป็นพ่อคนแล้วจะรู้ได้ยังไง กมลชนกเลือดขึ้นที่โดนแม่บังเกิดเกล้าหยามศักดิ์ศรีชายชาตรีอย่างเขา จึงตัดสินใจโทรไปหาทองตรา อ่านแถลงการณ์รัก พร้อมกับขอแต่งงานอย่างเท่ ๆ แมน ๆ ทองตราด่ากลับ หาว่าบ้า และมีพฤติกรรมคุ้มดีคุ้มร้าย ชอบคิดอะไรทำอะไรแปลก ๆ แล้วจะมีผู้หญิงหน้าไหนกล้าเอาไปทำพันธ์ กมลชนก ถูกทองตราปฏิเสธ จนหน้าหงายเงิบกลับไปอย่างไร้เยื่อใย และไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทำให้เขาสูญเสียความมั่นใจได้ขนาดนี้ แต่เขาก็ยังพอใจ ที่ได้รู้ว่าทองตราไม่ใช่ผู้หญิงที่เห็นแก่เงินขณะที่ทองตราก็หอบความเครียด และหอบความคานอันใหญ่ ไปเล่าให้พ่อฟัง ว่าได้ปฏิเสธการแต่งงานจากนายมลคนรวย เพราะคนรวยไม่จริงใจ ชอบลองใจ มันเหมือนดูถูกกันชอบคิดว่าเราโง่ พ่อสอนทองตราเรื่องความรัก บอกถึงความต่างของคนชื่อมลสองคน นายมลคนครัวเป็นคนที่มีความสุข มองคนทั้งโลกคือเพื่อน สรรพสิ่งในโลกเป็นของเล่นมีโลกอยู่ในกำมือ แต่นายมลคนรวย มีรถคันใหญ่ แต่งตัวโก้ ทำตัวหมุนไปตามโลกจนหัวปั่น หัวหมุน อยู่กับเกียรติยศเงินตรา สรรพสิ่งในโลกต้องไขว่คว้ามาให้ได้ เห็นคนทุกคนคือคู่แข่ง นี่คือสิ่งที่คนสองคนต่างกัน ละครพ่อครัวหัวป่าก์ ในที่สุด ทองตราก็ได้ล่วงรู้ว่าที่แท้นายมลสองมลก็คือคน ๆ เดียวกัน ที่ทำเอาทั้งโมโห ทั้งเจ็บใจ เมื่อสิ่งที่คิดไว้มันเป็นเรื่องจริง แต่กลับถูกพี่ชา กับนายกมลชนกเพื่อนซี้หลอกเอา ทั้งที่เธอเฝ้าเพียรถามด้วยความสงสัยมาตลอด แต่ทองตราก็ยอมรับกับพ่อ และแม่ว่าชอบนายมล และอยากที่จะพิสูจน์กลับเขาบ้าง ด้วยการไม่ยอมติดต่อกลับไป และไม่ยอมให้พบหน้า ทำให้กมลชนกเครียด และคิดว่ารักครั้งนี้คงไม่มีทางเป็นไปได้ ทำเอาเขากลายเป็นคนอกหัก จนกาญจนาเห็นใจในรักแท้ของลูกชายกมลชนกได้รับโทรศัพท์จากทองตรา ด้วยความดีใจ และมีความหมายสุด ๆ ทองตรานัดให้เขาไปที่บ้าน เพื่อรับประทานอาหารเย็น และได้เห็นทองตรายืนหน้ามั่นกมลชนกรีบปรี่เข้าไปหาทองตรา ขอคุยและเคลียร์เรื่องทุกอย่าง เพื่ออธิบายขอให้ทองตราได้เข้าใจ และให้ชอบแก่นแท้ แต่อย่าได้พาลไปเกลียดกระพี้ ซึ่งมันไม่ถูก เขาเกิดมารวยมันผิดตรงไหน เหตุผลที่ต้องลองใจ เพราะเขาเคยเจอแต่คนที่คิดจะมาปอกลอก มาเพื่อผลประโยชน์ และความสุขสบาย แต่สำหรับทองตราไม่ใช่ และไม่ว่าเขาจะเป็นนายมลคนไหน จะรวยหรือจนยังไง เขาก็มั่นใจว่าทองตราจะไม่มีวันทิ้งเขา ทั้งคู่ได้ทำความเข้าใจ และได้ตามหาหัวใจกันจนเจอ ทองตรากับกมลชนก เดินเคียงคู่วนอยู่รอบสนาม เพื่อทำความตกลงกันว่า รสแห่งชีวิตในกายภาคหน้าจะปรุงด้วยรสใดบ้าง เพราะการที่มนุษย์จะยืนยงอยู่ต่อไปนั้น ต้องการอาหารแห่งชีวิต บางคน...ต้องการความหวานเพิ่ม เพื่อให้ความแห้งแล้งในหัวใจมลายหายไป บางคน...ต้องการความเผ็ด เพื่อให้ชีวิตที่ชืดชา กลับมาผาดโผน บางคน...ต้องการความเค็ม เพื่อมิให้ความฟุ่มเฟือยพาความพินาศมาให้ อีกหลายคน...อยากเติมรสเปรี้ยว เพื่อรูปลักษณ์ที่ใหม่ขึ้นน่าดูขึ้น ชีวิตนั้นมีรสที่ควรพึงปรุงอย่างพอดี และประณีต เพื่อให้รสแห่งชีวิต สุขสมบูรณ์อย่างไม่มีวันสิ้นสุด ติดตามชมความสนุกสุดกวนของละครรักโรแมนติก และพบกับเรื่องราวเหล่านี้ ได้ในละคร พ่อครัวหัวป่าก์ ที่ออกอากาศทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ละคร พ่อครัวหัวป่าก์ เริ่มตอนแรกวันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม 2560 นักแสดงนำละคร พ่อครัวหัวป่าก์ หลุยส์ สก๊อต รับบท กมลชนกรณิดา เตชสิทธิ์ รับบท ทองตราสาวิตรี สามิภักดิ์ รับบท กาญจนาทูน หิรัญทรัพย์ รับบท พลตรีรณยุทธดวงตา ตุงคะมณี รับบท คุณนายทองม้วนบรมวุฒิ หิรัณยัษฐิติ รับบท ทองทิวอนันท์ บุนนาค รับบท อาเทวาอัมราภัสร์ วรรธนะกุล รับบท แขไขไฉไล ดิลก ทองวัฒนา รับบท ไววิทย์ภัณฑิลา ฟูกลิ่น รับบท กำไลสวิส เตชภูวนนท์ รับบท เบสจิราวัฒน์ วชิรศรัณย์ภัทร รับบท ลุงเชฟปราโมทย์ เทียนชัยเกิดศิลป์ รับบท แบมบี้นาตาชา จุลานนท์ รับบท มินนี่เกวิน ฌ็อง โดนาร์ท รับบท โอ๊ค

ก่อนชม 'ดาวคะนอง' ย้อนดู ‘เจ้านกกระจอก’ บทบันทึกเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทยของ ใหม่-อโนชา
ดาวคะนอง /  อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล / 

ในวาระที่ 'ดาวคะนอง' ผลงานหนังยาวเรื่องที่สองของผู้กำกับ ใหม่-อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ จะเข้าฉายในบ้านเราอย่างเป็นทางการวันแรก (8 ธ.ค. 2559) ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน อโนชานำหนังเรื่องแรกของเธอเข้าฉายในบ้านเรา และ ‘เจ้านกกระจอก’ ก็กลายเป็นหนังไทยที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ในแง่ของการใช้สัญลักษณ์เพื่อเล่าเรื่อง ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่อโนชานำใช้ในหนังเรื่องล่าสุดของเธอเช่นกัน เราจึงขอหยิบเอาบทความจากคอลัมน์คลาสสิคในนิตยสาร BIOSCOPE "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" ที่ ไกรวุฒิ จุลพงศธร ได้เขียนถึง ‘เจ้านกกระจอก’ ถึงการเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารกับผู้ชม ก่อนที่จะไปชมผลงานล่าสุดของเธอกันในสัปดาห์นี้ **เช็ครอบฉายและข่าวสารของหนัง 'ดาวคะนอง' ได้ที่ www.facebook.com/daokhanongmovie ‘เจ้านกกระจอก’ กับขบวนการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในหนังไทย (แบบไม่ได้นัดหมาย) โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร **ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "symbolic corner อ่านหนังระหว่างบรรทัด" นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 105 / สิงหาคม 2553 ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาช่างแตกต่างราวกับฟ้าและเหวกับช่วงที่ผมเริ่มต้นเขียนคอลัมน์นี้ เมื่อ 8 ปีก่อนผมเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบโฆษณาแต่ดันชื่นชอบการตีความสัญลักษณ์ใน หนังที่เรียนรู้จากพ็อคเกตบุ๊ครวมบทวิจารณ์ของ สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์, มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ และ ประชา สุวีรานนท์ ซึ่งได้กลายเป็นครูอย่างไม่เป็นทางการของผม ในโลกของผม ณ ช่วงเวลาดังกล่าว "สัญลักษณ์มีแต่ในหนังเท่านั้น" (แน่นอนครับว่ามันมีที่อื่นๆ ด้วย แต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจมันเอง) 8 ปีผ่านไปมีอะไรเกิดขึ้นมากมายกับชีวิต และสัญลักษณ์ไม่ได้อยู่แค่ในหนังอีกต่อไป แต่สัญลักษณ์อยู่กลางถนน และมิใช่ผม คนเดียวที่ตระหนัก เพราะดูเหมือนสังคม ‘ทุกฝ่าย’ ค่อยๆ เรียนรู้ว่าการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เป็นการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดในวินาทีนี้ (ดูอย่างกรณีที่คนเสื้อแดงพยายามจะไปพันผ้าสีแดงที่ป้ายถนนราชประสงค์, ต่อมาก็มีกำลังตำรวจจำนวนมากมาเฝ้าป้ายดังกล่าว, และหนักข้อขึ้นไปอีกเมื่อป้ายดังกล่าวได้ถูกเจ้าหน้าที่ถอดทิ้งไปเลย, ลงท้ายด้วยเอาป้ายมาติดตั้งใหม่พร้อมคำอธิบายว่านำป้ายไปทำความสะอาดเนื่องจากมีคนมาฉีดสีพ่นทับตัวอักษร) สังคมค่อยๆ เรียนรู้ (ผมหวังอย่างนั้น) ว่าการต่อสู้ด้วยพละกำลังหรือการต่อสู้แบบ ถอนรากถอนโคนซึ่งมักมากับกระบวนทัศน์ ‘สงครามครั้งสุดท้าย’ นั้นไม่มีอยู่จริง สงครามไม่มีวันจบลงง่ายๆ ยุทธศาสตร์ต่อไปคือการต่อสู้อย่างต่อเนื่องและยืดยาว การช่วงชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์จึงกลายเป็นสมรภูมิอย่าง ไม่เป็นทางการ นักสัญศาสตร์จึงกลายเป็นบุคคลสำคัญของสังคม เพราะพวกเขามีหน้าที่คุ้ยเขี่ย กัดเซาะ สร้าง และตีความสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อ ‘ทำลาย’ หรือ ‘ตอกย้ำ’ วาทกรรมที่แต่ละฝ่ายผลิตขึ้นมา คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ สิ่งที่พัวพันกับการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้ก็คือการช่วงชิง ‘พื้นที่’ ‘เวลา’ และ ‘ความทรงจำ’ ดูตัวอย่างจากการพันผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ แม้จะเป็นพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร แต่ก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์สุดทรงพลัง เพราะมันเป็นการแย่งชิงพื้นที่ ความทรงจำและการรับรู้ของสังคม ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งพยายามจะ ‘ลบเลือน’ ความทรงจำนี้ทิ้งไป อีกฝ่ายก็พยายามจะ ‘ย้ำเตือน’ มิให้ความทรงจำจางหาย แน่นอนว่าการต่อสู้นี้ขึ้นอยู่กับบริบทเวลา หากมิได้ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายความทรงจำดังกล่าวก็จะบิดเบือน และหลุดหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และกลายเป็น "ความทรงจำส่วนบุคคล" หรือของคนกลุ่มย่อยๆ ไปแทน นอกจาก พื้นที่ เวลา และความทรงจำ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในขณะนี้แล้ว มันยังเป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของศิลปะภาพยนตร์อีกด้วย หากเมื่อ 8 ปีก่อนผมตื่นเต้นกับงานของคนทำหนังอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, นนทรีย์ นิมิบุตร และ เป็นเอก รัตนเรือง ที่ทำให้เกิดการบูมของหนังไทยร่วมสมัยในช่วงเวลานี้ผมก็ตื่นเต้นกับกลุ่มคนทำหนังบนดินและใต้ดิน –ไม่ว่าจะมีแนวคิดทางการเมืองแบบใดก็ตาม- แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาพยายามโต้ตอบกับสังคมด้วยการสร้างงานที่เล่นกับพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำ ผ่านระบบสัญลักษณ์ที่งัดข้อก่อกวนกับวาทกรรมหลัก ผมกำลังหมายถึงหนังอิสระอย่าง ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ‘บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน’ และ ‘จุติ’ ของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล, ‘เจ้านกกระจอก’ ของ อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ ไปจนถึงหนังสั้นของ ปราปต์ บุนปาน, เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง หรืองานในอนาคต (แน่นอนว่าผมยังไม่ได้ดู แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเล่นกับการเปรียบเปรยเชิงการเมือง) ทั้ง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ของ สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์, ‘The Dog ชิงหมาเกิด’ ของ พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง และ ‘14’ ของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล แน่นอนว่าคนเหล่านี้ไม่ได้นัดกัน และไม่ได้มีอุดมการณ์ การเมืองเดียวกัน แต่การปรากฏของผลงานเหล่านี้ใน ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก็เป็นขบวนการหนังสัญลักษณ์ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง (**อัพเดต จนถึงปัจจุบัน ‘14’ ยังไม่ได้ถูกผลิตขึ้น ส่วนอย่างที่ทราบกันคือ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ กลายเป็นหนังที่โดนแบนในบ้านเราไป) หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ คนทำหนังรุ่น เพิ่มพล เชยอรุณ หรืองานยุครุ่งเรืองของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล มุ่งสะท้อนสังคมด้วยการตีแผ่อย่างตรงไปตรงมาหรือมีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นเห็นชัด แต่ขบวนการหนังบนดินและใต้ดินยุคปัจจุบัน (แบบไม่ได้นัดหมาย) มิได้เดินบนเส้นทางนั้น หากไม่นับงานของพงษ์พัฒน์และชูเกียรติ (ซึ่งผมยังไม่ได้ดู) คนทำหนังที่เหลือซึ่งเป็น คนทำหนังอิสระทั้งหมดมิได้จงใจทำหนังการเมืองล้วนๆ แต่มันเป็น ‘หนังส่วนตัว’ ที่มีประเด็นการเมืองหลอมรวมอยู่กับประเด็นส่วนตัวอื่นๆ นำเสนอผ่านสุนทรียะเฉพาะตัวและระบบสัญลักษณ์ที่แนบเนียนและแพรวพราวเกินกว่ายุคของเพิ่มพลไปแล้ว ซึ่งต้องอาศัยพื้นฐานความ เข้าใจและการสั่งสมสุนทรียะของภาพยนตร์โลกร่วมสมัยในระดับหนึ่ง มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่คนทำหนังกลุ่มนี้จะถูกป้ายข้อหาจากคนดูว่า “ดูไม่รู้เรื่อง” หรือ “เข้าใจยาก” แต่ขณะเดียวกัน ภายใต้สังคมไทยอันแสนเคร่งครัดในยุคสมัยของการจำกัดจำเขี่ยทางความคิดเห็น การ ‘ดูไม่รู้เรื่อง’ และ ‘เข้าใจยาก’ ก็กลับกลายเป็นเกราะป้องกันตัวผู้สร้างเอง พวกเขาจึงสามารถสร้างงานที่ ‘เตะเฉียด’ ประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ผ่านเนื้องานและสัญลักษณ์ที่แนบเนียนหรือแปลกพิศวงได้ เช่น หากอภิชาติพงศ์สร้างหนังเกี่ยวกับวันเสียงปืนแตกโดยตรงก็คงโดนแบน แต่การสร้างโดยผสมสุนทรียะของหนังส่วนตัวและเนื้อหาการเมืองเชิงสัญลักษณ์แยบยลก็ทำให้หนังออกสู่สังคมได้ (ในกรณีของอภิชาติพงศ์และอโนชานั้น ความพิศวงของสัญลักษณ์ยังกลายเป็น ‘ปริศนา’ และ ‘ความลึกลับ’ ที่ทำให้คอหนังศิลปะในต่างชาติอ่านงานของพวกเขาในความหมายอื่นๆ ได้อีกด้วย) กลายเป็นว่าในพื้นที่เล็กๆ อย่างหนังอิสระ กลับมีระดับเพดานการแสดงความคิดเห็นที่สูงกว่าปกติ ทว่าพื้นที่ดังกล่าวก็เล็ก เล็กมาก หรือเล็กที่สุดจนแทบจะไม่มีเสียงเล็ดรอดออกไปให้เกิดการพูดคุยในวงกว้าง นักวิจารณ์และนักดูภาพยนตร์ (cinephile) คือฟันเฟืองที่เข้ามามีบทบาทในจุดนี้ แต่ลำพังนักวิจารณ์เองก็ทำงานได้ไม่มีประสิทธิผล ตั้งแต่ติดอยู่ในระบบ มีพื้นความรู้ที่ทำให้อ่านงานเหล่านี้ไม่ขาดพอ รวมถึงต่อให้อ่านได้แต่จะเขียนได้ชัดเจนมากขนาดไหน หน้าที่หนักของนักวิจารณ์ ก็คือการเขียนตีความสิ่งเหล่านี้โดยแย้มพรายความหมายระหว่างบรรทัดออกมาเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ สุดท้ายแล้วระบบสัญลักษณ์ที่เนรมิตกันมาก็จะ ‘ฝ่อ’ ไป เพราะขาดการขยายความ ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นตัวอย่างชั้นดีของสิ่งที่ผมได้พูดไป อโนชาและ ลี ชาตะเมธีกุล (มือตัดต่อ) จงใจก่อกวนพื้นที่ เวลา และ ความทรงจำด้วยการเล่าหนังโดยไม่เรียงลำดับเวลา (เหมือนหนังเรื่อง 21 Grams) เมื่อผนวกกับชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ (Mundane History) ก็คลับคล้ายท่วงท่าปรัชญาแบบพังค์ๆ ที่โจมตีประวัติศาสตร์ทางการที่เล่าเรื่องแบบเรียงตามลำดับเวลา (หรืออำนาจแนวดิ่ง) และให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่มาในรูปแบบของความทรงจำที่ย่อมวูบวาบ ไม่เรียงลำดับก่อนหลัง (หรืออำนาจแนวระนาบ) ‘เจ้านกกระจอก’ เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วย เมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย เราอ่านหนังได้อย่างน้อยสองระดับ ระดับแรกคือเชื่อไปตามเรื่องว่ามันเป็นเรื่องของบุรุษพยาบาลที่ต้องเข้ามาดูแลเด็กหนุ่มพิการ ลูกผู้ดีเก่าที่ไม่ลงรอยกับพ่อผู้แสนดี เขาถูกแวดล้อมไปด้วยแม่บ้านและคนใช้ แล้วความสัมพันธ์ของบุรุษพยาบาลและเด็กหนุ่มจากที่ตึงเครียด ก็ค่อยๆ อ่อนลงและกลายเป็นความอ่อนโยนระหว่างสองมนุษย์ ระดับที่สองคือการตั้งคำถามว่า ทั้งหมดนี้คืออุปลักษณ์ (metaphor) ของสังคมไทยในยุคพ.ศ.นี้ นี่คือสังคมไทยที่ในอดีตเคยรุ่งเรืองและงามงด (จากสภาพบ้านที่เป็นผู้ดีเก่า, คำอธิบายว่าคุณพ่อเป็นคนแสนดี) แต่ปัจจุบันกลับเป็นสังคมที่รุนแรง เปลี่ยนแปลง และไร้อนาคต (เด็กหนุ่มพิการ, เอาแต่ใจ, อารมณ์เกรี้ยวกราด, รักษาไปก็เปล่าประโยชน์, ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้) และมันก็ยังเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยชนชั้น (มีการแบ่งการกินข้าวอย่างชัดเจน เจ้านายกินชั้นบน บ่าวไพร่กินชั้นล่าง แถมยังมีบ่าวไพร่ที่ทำตัวประหนึ่งเจ้านาย หรืออาจมีอะไรกับเจ้านายด้วยซ้ำ) ผมไม่ได้บอกว่าสังคมไทยไร้ความหวัง หรือคนทำหนังเรื่องนี้จะบอกว่า สังคมไทยสิ้นหวัง แต่หนังเรื่องนี้เป็นการบันทึก ‘ห้วงอารมณ์’ ของพ.ศ.นี้ อย่างทันท่วงทีก่อนที่ห้วงอารมณ์นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หนังมิได้เปรียบเปรยอย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังล้ำลึกด้วยเมื่อพ่วงเอาเรื่องของอารยธรรม ธรรมะ และวิทยาศาสตร์มาอธิบาย หนังพูด ถึงอารยธรรมในฉากเดินดูรูปจำลองของอารยธรรมต่างๆ (ซึ่งรุ่งโรจน์และ มอดม้วยไปแล้ว) ในท้องฟ้าจำลอง และยังพูดถึงพุทธธรรมผ่านตัวคนใช้ที่สบถขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ในแง่วิทยาศาสตร์มีการอธิบายเรื่องจุดจบของดาว อโนชาลากให้ทุกอย่างมารวมกัน เหมือนกับภาพโปสเตอร์หนังที่เหมือนรูปปริศนา มันเป็นทั้งดวงตา ของเด็กหนุ่มผู้พิการไร้ความหวัง เป็นทั้งดาวฤกษ์สุกสว่างที่กำลังจะแตกดับ และเป็นทั้งดวงตาของคนทำหนังที่จับจ้องความล่มสลายของยุคสมัย อารยธรรมมีวันสิ้นสุด เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องสามัญ และหากดาวอันใหญ่ยักษ์ยังมีวันดับได้ นับประสาอะไรกับอารยธรรม, ประเทศชาติ, คนรุ่นหนึ่ง, มนุษย์ที่ยิ่งใหญ่หรือต่ำต้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งเซลล์อณูหนึ่ง ก็ต้องมีวันดับสิ้นไปทั้งนั้น แต่เมื่อมีวันดับสิ้น ก็มีวันกำเนิดใหม่ และหลังจากประวัติศาสตร์ของโลก / อารยธรรม / ประเทศ / ครอบครัว ที่ผ่านมาถูกเดินหน้าด้วยบุรุษเพศ ผู้กำกับเพศหญิงที่เล่าสงครามระหว่างเพศชายมาเกือบ 80 นาทีได้แย้มนัยว่า บทใหม่ของประวัติศาสตร์จะเริ่มด้วยสตรีเพศเสียที ... ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม? 10 อันดับ สนามบินวิวสวยที่สุดในโลก
airport /  สนามบิน / 

ปกติแล้วเราก็คงเคยเห็นการจัดอันดับสนามบินที่ดีที่สุดในโลก หรือสนามบินที่สวยที่สุดในโลก กันมาบ้างแล้ว วันนี้เราจะขอเปลี่ยนมุมมอง พาเพื่อนๆ ไปชม 10 อันดับ สนามบินวิวสวยที่สุดในโลก กันบ้าง เวลาที่นั่งเครื่องบินผ่าน และได้มองวิวสวยๆ ที่อยู่เบืองล่างแบบนี้ คิดดูสิมันจะสวยงามขนาดไหน ^^ อันดับที่ 10. สนามบิน Cape Town International Airport, ประเทศแอฟริกาใต้ เคปทาวน์ เป็นเมืองหลวงของแอฟริกาใต้ เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 300 ปี ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดและมีเสน่ห์ที่สุดเมืองหนึ่งในโลก ป็นดินแดนแห่งการท่องเที่ยวติดอันดับหนึ่งในห้าของโลก จุดเด่นของเมืองอยู่ที่ภูเขาลูกใหญ่กลางเมืองที่สามารถมองเห็นได้จากทุกสารทิศ ชื่อว่า ภูเขาโต๊ะ (Table Mountain) อันดับที่ 9. สนามบิน London City Airport, ประเทศอังกฤษ ตั้งอยู่ที่เมืองนิวแฮม ในอีสลอนดอน ประเทศอังกฤษ รองรับพื้นที่ศูนย์กลางการเงินของลอนดอน และเนื่องจากทางวิ่งของท่าอากาศยานแห่งนี้มีระยะสั้น จึงมีข้อจำกัดด้านขนาดเครื่องบินที่มาใช้บริการ แต่ถึงอย่างไรสนามบินแห่งบินก็ติดเป็น 1 ใน 10 สนามบินวิวสวยที่สุดในโลก ^^ อันดับที่ 8. สนามบิน Gibraltar Airport, ประเทศอังกฤษ สนามบินแห่งนี้อยู่ระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออก และอ่าว Algeciras ที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตก รันเวย์ของสนามบินแห่งนี้สร้างจากกรวดผสมน้ำมันดิน มีความยาวไม่ถึง 2,000 เมตร นักบินจำเป็นต้องรู้ตำแหน่งในการลงจอดที่แน่นอนและแม่นยำ และต้องมีความพร้อมที่จะเบรคทันทีที่ล้อแตะรันเวย์ เพราะไม่อย่างนั้นมีหวังได้ลงไปจอดในทะเลแน่ๆ และรันเวย์แห่งนี้มีถนนตัดผ่าน เวลามีเครื่องบินขึ้น-ลง ที่กั้นถนนก็จะพับลงมากั้นไม่ให้รถผ่าน (คล้ายเวลาวิ่งข้ามทางรถไฟในบ้านเรา) อันดับที่ 7. สนามบิน Billy Bishop Toronto City Airport, ประเทศแคนาดา ที่นี่มีอีกชื่อหนึ่งว่า Toronto Island Airport ซึ่งความหมายแปลตรงๆ ตามชื่อเลย เพราะสนามบินแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะที่อยู่ข้างๆ เมือง Toronto ผู้โดยสารจึงต้องนั่งเรือเฟอร์รี่จากแผ่นดินมายังเกาะแห่งนี้เพื่อขึ้นเครื่อง โดยปกติแล้ว สนามบินแห่งนี้รองรับแต่สายการบินในประเทศ เครื่องบินส่วนตัว และเครื่องบินฉุกเฉินเท่านั้น อันดับที่ 6. สนามบิน Saba Airport (Juancho E Yrausquin), แคริบเบียน เนเธอร์แลนด์ เป็นหนึ่งในสนามบินที่วิวสวยที่สุดในโลกและอันตรายที่สุดในโลกอีกด้วย เพราะรันเวย์นี้มีความยาวเพียง 400 เมตรเท่านั้น ซึ่ง “ตำแหน่ง” ของรันเวย์ที่ด้านหนึ่งเป็นภูเขาสูง ส่วนอีกด้านเป็นหน้าผา (ปลายสุดของรันเวย์ทั้ง 2 ข้าง เป็นหน้าผา) ซึ่งถ้ามีอะไรผิดพลาดไม่ว่าจะเป็นตอนขึ้นหรือตอนลงก็จะตกลงไปในทะเลทันที ปัจจุบันนี้ มีเพียงสายการบิน  Windward Islands Airways  ซึ่งเป็นสายการบินท้องถิ่นเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ที่เปิดบินบริการวันละ 1 เที่ยวบนสนามบินแห่งนี้ อันดับที่ 5. สนามบิน St. Maarten Airport (Princess Juliana International), แคริบเบียน สนามบินแห่งนี้ถือว่าเป็นอีกสนามบินที่มีคนนิยมไปถ่ายรูปมากที่สุด เพราะว่ารันเวย์เริ่มต้นจากชายหาดเพียงไม่กี่เมตร ฉะนั้นเวลาคนเล่นน้ำอยู่ ก็จะเห็นเครื่องบินบินผ่านหัวไปในระยะที่ใกล้มากเลยทีเดียว สนามบินแห่งนี้มีรันเวย์ยาวเพียง 2,000 เมตร อันดับที่ 4. สนามบิน Barra Airport, Scotland, ประเทศอังกฤษ สนามบินแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะ Barra ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ  ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลของประเทศสกอตแลนด์ ที่นี่นับเป็นหนึ่งในสนามบินเพียง 2 แห่งในโลก ที่ใช้ “ชายหาด” เป็นรันเวย์ และเนื่องจากเวลาน้ำขึ้นรันเวย์ของสนามบินแห่งนี้จะหายไป ดังนั้นตารางบินของสนามบินแห่งนี้จะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่น้ำขึ้นน้ำลง และถ้ามีเหตุฉุกเฉินให้ต้องนำเครื่องลงจอดในเวลากลางคืน ก็จะใช้วิธีนำรถยนต์มาจอดเรียง และเปิดไฟ เพื่อให้เกิดแสงสะท้อนบริเวณแผ่นโลหะที่ถูกเรียงไว้บริเวณชายหาด เป็นการนำทางให้นักบินสามารถนำเครื่องบินลงจอดได้อย่างปลอดภัย อันดับที่ 3. สนามบิน Nice Cote D'Azur Airport, ประเทศฝรั่งเศส สนามบินแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างออกไป 7 กิโลเมตรจากเมือง Nice ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส และเป็นสนามบินหลักของภูมิภาคนี้เลยทีเดียว ความสวยงามของมันก็คือ รันเวย์ที่ยืนออกไปในทะเล ที่เห็นแล้วน่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนระหว่างเมืองมาร์แซย์ของฝรั่งเศสกับเมืองเจนัวของอิตาลี อันดับที่ 2. สนามบิน Las Vegas McCarran Airport, ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ที่คลาร์กเคาน์ตี รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ห่างจากตัวเมืองลาสเวกัสไปทางใต้ประมาณ 8 กิโลเมตร ตั้งอยู่ใจกลางทะเลทราย อันดับที่ 1. สนามบิน Queenstown Airport, ประเทศนิวซีแลนด์ สนามบินแห่งนี้เป็นสนามบินนานาชาติเพียงแห่งเดียวในแถบ South Island ตั้งอยู่ที่เกาะใต้ของประเทศนิวซีแลนด์ และสถานที่ตั้งของมัน ต้องบอกว่าเปรียบเสมือนในเทพนิยาย ที่มีทั้งภูเขา แม่น้ำ และทะเลสาบอยู่ล้อมรอบ ภูมิทัศน์ของหุบเขาโดยรอบสวยงามตระการตาระดับโลก ล้อมรอบด้วยเทือกเขา The Remarkable บนชายฝั่งของทะเลสาบวาคาติปู (Wakatipu) โดยเฉพาะถ้าไปหน้าหนาวจะได้ชมวิวหิมะขาวๆ บนยอดเขา เครดิตข้อมูลและรูปภาพจาก CNN Travel

ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก (ละครเย็น) , เรื่องย่อร้อยป่าไว้ด้วยรัก (ละครเย็น)
ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก /  ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก ทางช่อง 3 / 

ร้อยป่าไว้ด้วยรัก บทประพันธ์โดย : ฐิญาดาบทโทรทัศน์โดย : ฝนพรำ, นฤมล, ศุภวรรณกำกับการแสดงโดย : ปวิตร ตรีเมฆ (พี่ปู)ออกอากาศทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 19.35-20.35 น. และวันศุกร์ เวลา 19.05-19.50 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 เรื่องย่อ ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก คนเราจะมองที่ภาพลักษณ์อย่างเดียวไม่ได้ เนื้อแท้ของคนสำคัญที่สุด โครงการตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเป็นนักอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเพราะพระราชดำริของพระองค์จึงทำให้เกิดให้มีการปลูกป่า ที่คนและสัตว์ สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องทำลายป่า ศูนย์ศิลปาชีพที่เสริมสร้างอาชีพและรายได้ ให้เกิดขึ้นกับทั้งคนไทยและคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ที่เคยแต่ทำไร่เลื่อนลอย หาของป่าขาย ที่สำคัญจะได้ไม่คิดทำลายป่าต่อไป พรนับพัน เกิดในครอบครัวที่คนอื่นมองว่าสมบูรณ์พร้อม คุณพรพรรณราย ผู้เป็นแม่เป็นนักสังคม สงเคราะห์ชื่อดัง ส่วนผู้เป็นพ่อคือคุณเมธี เป็นข้าราชการระดับสูงในกระทรวงผู้ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย และกำลังเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน ครอบครัวของพรนับพัน ถูกยกย่องให้เป็นครอบครัว ตัวอย่าง ถูกสัมภาษณ์ลงหนังสือนิตยสารอยู่บ่อยครั้ง แต่แท้จริงแล้วเป็นการสร้างภาพทั้งสิ้น คุณเมธีเป็นคน นิสัยเจ้าชู้มีบ้านเล็กบ้านน้อยอยู่เสมอ คุณพรพรรณรายก็ไม่ได้เป็นผู้หญิงจิตใจประเสริฐดุจแม่พระดั่งภาพ ที่ใคร ๆ เห็น ต้องทนเก็บความช้ำชอกในการกระทำของสามีไว้ในอก ไม่สามารถแสดงให้ผู้อื่นเห็นได้ เพื่อรักษาหน้าตาในวงสังคม ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก คุณเมธีกับคุณพรพรรณรายทะเลาะกันจนถึงขั้นต้องแยกห้องกันนอน คุณพรพรรณรายจึงมักชอบมาระบายอารมณ์ใส่พรนับพัน ทำให้พรนับพันกลายเป็นคนชอบประชดประชันทั้งที่รู้ว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ตั้งแต่เรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ที่คุณพรพรรณรายอยากให้สอบเข้าของรัฐบาล พรนับพันก็ไปสอบเข้าเอกชน ทั้งที่เป็นคนเรียนเก่ง คุณพรพรรณรายบอกให้แต่งตัวเรียบร้อย พรนับพันก็แต่งตัวตรงกันข้าม คุณพรพรรณรายชอบยกเอาปรางวลัยบุตรสาว ของคนรู้จักมาพูดเปรียบเปรยให้พรนับพันฟัง ว่าเรียนเก่งจบมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ และยังสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยติดท็อปไฟว์ ของอเมริกา วันหนึ่งพรนับพันไปงานเลี้ยงสำคัญกับผู้เป็นแม่และเจอปรางวลัย ทำให้พรนับพันรู้ว่าที่แท้ ปรางวลัยคนที่แม่ของเธอเอาไปพูดให้ฟังนั้น เป็นคนคนเดียวกับปรางวลัย ซึ่งเป็นเพื่อนของวิลาสินี เพื่อนของเธออีกทีหนึ่ง ปรางวลัยจำพรนับพันไม่ได้ จึงคุยโอ้อวดอย่างโน้นอย่างนี้ และบอกว่าเพิ่งจบจากบอสตัน ทำให้พรนับพันรู้ว่าที่แม่ของปรางวลัยไปคุยอวดกับแม่ของเธอนั้นไม่ใช่เรื่องจริง พรนับพันรู้ว่าบอสตันไม่ใช่มหาวิทยาลัยติดท็อปไฟว์อย่างที่ปรางวลัยคุยอวดแต่อย่างใด จึงถามออกไปว่าจำเธอไม่ได้หรือ เคยเจอกัน ตอนงานฉลองเรียนจบชั้นมัธยมเมื่อหลายปีก่อน และยังพูดเรื่องที่แม่ของเธอบอกว่า ปรางวลัยจบจากมหาวิทยาลัยท็อปไฟว์ของอเมริกา คำพูดของพรนับพันสร้างความโกรธให้กับปรางวลัยมาก เพราะคิดว่า พรนับพันจงใจฉีกหน้า พรนับพันไปงานวันเกิดของเพื่อนในผับแถวทองหล่อ และถูกผู้ชายที่มาเที่ยวและอยู่ในอาการเมา มาชวนไปเที่ยวต่อ เพราะคิดว่าเป็นผู้หญิงอย่างว่า พรนับพันก็ตอบโต้ออกไปอย่างโมโหว่าเธอไม่ใช่ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในสายตาของพันตรีแสนคม นายทหารจากกองพลพัฒนาประจำอยู่ที่สวนป่าเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ แสนคมลาพัก มาเยี่ยมครอบครัวที่กรุงเทพโดยมีร้อยเอกบดินทร์ซึ่งทำงานอยู่ที่เดียวกัน และสนิทสนมกันตั้งแต่สมัยเรียน เตรียมทหารตามมาเที่ยวที่บ้านด้วย ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก แสนคมมาเที่ยวกับเพื่อนสนิทคือพันตรีกิตติ พันตรีธีรดนย์ พันตรีอภิเชษฐ์ รวมทั้งบดินทร์ด้วย แสนคมมองพรนับพันในชุดสุดเปรี้ยวอย่างเสียดาย เขาคิดว่าหน้าตาก็สะสวยน่าจะแต่งตัวให้มิดชิดกว่านี้ แต่แปลกที่สายตาของแสนคมมักจะวนเวียนไปทางพรนับพันบ่อย ๆ จนถูกเพื่อน ๆ แซว แสนคมแก้ตัวบอกว่าที่มองเพราะคิดว่าถ้าเป็นน้องเป็นนุ่งจะจับมาตีก้นให้เข็ด พรนับพันไม่รู้เลยว่า จากเหตุการณ์ที่มีผู้ชายเมามาจับไหล่ อยู่ในสายตาของปรางวลัยที่มาเที่ยวกับเพื่อน และมาเห็นเข้าโดยบังเอิญ เพราะความเจ็บใจที่ถูกฉีกหน้าครั้งนั้น ปรางวลัยจึงจงใจใช้มุมกล้อง ช่วยถ่ายทำให้เหมือนกับผู้ชายคนดังกล่าวโอบไหล่ ตั้งใจจะส่งไปให้ผู้เป็นแม่ของพรนับพันดู และยังเข้าไป ทักพรนับพันกับเพื่อน ๆ ที่โต๊ะวันสุดท้ายของการลาพัก แสนคมแวะไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า แล้วเจอกับพรนับพันอีก ในชุดกางเกง ขาสั้นกับเสื้อยืดพอดีตัว ทำให้แสนคมนึกในใจว่าสมควรแล้วที่ถูกมองเป็นผู้หญิงอย่างว่า ตัวพรนับพันเองก็สงสัยที่จู่ ๆ ก็ถูกผู้ชายหน้าตาหล่อเหลามองด้วยสายตาดุ ๆ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พรนับพันกลับไปบ้าน แต่งตัวเตรียมตัวไปงานแต่งงานเพื่อนในตอนเย็น แต่ก็ทะเลาะกับ คุณพรพรรณรายซะก่อน เพราะปรางวลัยส่งรูปที่ถ่ายในผับไปให้ดู ทั้งที่พรนับพันพยายามจะอธิบายเรื่องราว ให้รู้แต่คุณพรพรรณรายไม่ฟัง และบอกว่าคนที่ส่งรูปมาให้ดูคือปรางวลัย ทำให้พรนับพันเดาได้เลยว่า ปรางวลัยมีจุดประสงค์อย่างไรในการทำเช่นนี้ ด้วยความโกรธบวกกับเสียใจ ที่คุณพรพรรนรายเชื่อคนอื่น มากกว่าลูกตัวเอง ทำให้พรนับพันพูดออกไปว่า ที่พ่อต้องไปมีผู้หญิงอื่นก็เพราะแม่เป็นแบบนี้ ทำให้คุณพรพรรณรายลุแก่โทสะตบหน้าสร้างความเสียใจให้กับพรนับพันมาก จนบอกว่าจะไม่อยู่บ้านนี้อีกแล้ว และทิ้งคำพูดไว้ให้คุณพรพรรณรายคิดว่า ถ้ามีลูกจะไม่เอาคนอื่นมาเปรียบเทียบกับลูกของตัวเองเป็นอันขาด และจะเชื่อใจคนในครอบครัวมากกว่าคนอื่นพรนับพันผลุนผลันขับรถออกจากบ้านไปอย่างไร้จุดหมาย ที่ผ่านมาแม้จะมีปากเสียงกับมารดา แต่ไม่เคยรุนแรงถึงขั้นถูกตบหน้า และแล้วพรนับพันก็นึกถึงป้าพวงคนเลี้ยงตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ ที่เธอมักจะยึด อีกฝ่ายไว้เป็นที่เป็นที่ระบายความในใจต่าง ๆ เวลามีปัญหา ป้าพวงลาออกไปอยู่บ้านต่างจังหวัด เมื่อสองปีก่อน แต่ก็ติดต่อกันอยู่เสมอ ตอนแรกพรนับพันคิดจะโทร. ไปหาก่อน แต่ก็เปลี่ยนใจเพราะ ถ้าโทร. ไปก็คงถูกยับยั้งไม่ให้ไป จึงคิดจะไปตายเอาดาบหน้าดั้นด้นไปหาด้วยตัวเอง ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก พรนับพันรู้ว่าป้าพวงกลับไปอยู่ที่หมู่บ้านห้วยม่วงในอำเภอสวนผึ้ง เมื่อขับรถถึงตัวอำเภอ พรนับพัน ก็ถามเส้นทางกับเด็กปั๊ม หลังเดินทางไปได้ค่อนทางด้วยความไม่ชำนาญ พรนับพันก็ขับรถหลงทางไปไหน ไม่ถูก สร้างความหวาดกลัวให้กับตัวเธอมาก ภาวนาให้มีรถวิ่งผ่านมาเพื่อจะได้ขอความช่วยเหลือ ไม่นาน พรนับพันก็เห็นรถวิ่งมาก็รู้สึกดีใจ แต่ยังไม่กล้าเปิดประตูลงไปเพราะไม่รู้ว่าเป็นคนดีหรือคนร้ายพันตรีแสนคมคือคนที่ขับรถผ่านเข้ามา เพื่อกลับเข้าไปยังสถานที่ทำงานคือสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ แสนคมเพิ่งกลับมาจากการลาพักที่กรุงเทพ ครั้นเห็นรถคันหรูหราจอดอยู่ ก็เกิดความสงสัยว่าใครกันมา จอดรถในเวลามืดค่ำเช่นนี้ และที่สำคัญในสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยอันตรายอย่างที่นี่ เพราะแถบนี้เป็นพื้นที่แนวตะเข็บชายแดนที่มีพวกชนกลุ่มน้อยอย่างพวกทหารกะเหรี่ยง ที่มักจะถูกทหารพม่ากวาดล้างหลบหนีเข้ามาอยู่บ่อย ๆ แสนคมขับรถเข้าไปใกล้ ๆ ก็มองเห็นว่าคนอยู่ในรถเป็นผู้หญิง ยิ่งทำให้สงสัยมากขึ้น แต่เมื่อเห็นคนในรถชัดเจนแสนคมก็แปลกใจ เพราะผู้หญิงที่นั่งอยู่ในรถและแต่งตัวราวกับจะไปงานเลี้ยง คือคนที่เขาเคยเจอถึงสองครั้งแต่คนละสถานที่เมื่อหลายวันก่อน ไม่นึกว่าจะมาอีกในกลางป่าเช่นนี้ แล้วความรู้สึกที่ตามมาของแสนคมคืออาการใจหาย เพราะหากว่าไม่เจอเขาแล้ว ไปเจอพวกกองกำลัง ติดอาวุธ ของทหารกะเหรี่ยงหรือพม่าเข้าจะเป็นอย่างไร พรนับพันเห็นชายหนุ่มในชุดทหารเดินมาหา ก็เอ่ยขอความช่วยเหลือบอกว่าหลงทาง ให้ช่วยขับรถ นำทางให้หน่อย แสนคมถามว่าจะไปไหน พรนับพันบอกว่าจะไปบ้านห้วยม่วง แสนคมบอกว่าเขา ก็กำลังจะไปที่นั่นอยู่พอดี แต่เขาจะไม่ขับนำทางให้ เพราะถ้าเกิดขับตามไม่ทันแล้วหลงขึ้นมาจะยุ่งอีก มีทางเดียวคือให้เขาขับให้เท่านั้น คำพูดดังกล่าวทำให้พรนับพันเกิดอาการลังเลขึ้นมา เพราะจู่ ๆ จะให้ ใครไม่รู้มาขับรถให้ ไม่รู้ว่าไว้ใจได้แค่ไหน ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก แสนคมเห็นอาการของพรนับพันก็รู้สึกหงุดหงิด บอกว่าเขาไม่มีเวลามากนักถ้าอยากจะนั่งอยู่ในรถ ก็เชิญและทำท่าจะผละจากไป จนบดินทร์ที่ตามลงมาเห็นจึงเข้าไปช่วยพูด บอกกับพรนับพันว่าให้แสนคมขับรถให้เป็นสิ่งถูกต้องแล้วเพราะชำนาญทางมากกว่า และพูดถึงเรื่องทหารกะเหรี่ยงให้พรนับพันฟัง พรนับพันจึงยินยอม พรนับพันเผลอนั่งหลับเพราะความอ่อนเพลีย บวกกับความหวาดกลัวที่ผจญ อยู่ก่อนหน้า กระทั่งรถมาถึงยังหมู่บ้านจึงตกใจตื่น แสนคมถามว่าจะไปบ้านใคร พรนับพันบอกว่าไปบ้าน ป้าพวง แสนคมจึงพาพรนับพันไปส่งเพราะรู้จักกับป้าพวงเป็นอย่างดี ป้าพวงลงมาจากบ้านอย่างแปลกในที่เห็นรถของแสนคม และก็ตกใจเมื่อเห็นพรนับพันที่โผเข้าหา พร้อมร้องไห้สะอึกสะอื่น จึงถามแสนคมว่าไปเจอพรนับพันได้อย่างไร เมื่อแสนคมเล่าให้ฟังป้าพวงตกใจ มากพร้อมทั้งพูดขอบคุณไม่ขาดปาก แสนคมลากลับบ้านพักพร้อมกับภาพของหญิงสาว ที่เขาพบในแต่ละสถานที่และต่างสถานการณ์ ตามติดเข้าไปในห้วงสำนึกด้วย โดยเฉพาะภาพการร้องไห้สะอึกสะอื้น ทำให้นายทหารหนุ่มที่ไม่เคยสนใจในเพศตรงข้ามมาก่อน เพราะความเบื่อหน่าย เกิดความรู้สึกอยากลองค้นหาผู้หญิงคนนี้ดูว่าตกลงผู้หญิงคนนี้เป็นคนอย่างไรกันแน่ พบเจอแต่ละครั้งช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แสนคมเป็นนายทหารหนุ่มวัยใกล้สามสิบปี ผู้มีหน้าตาราวกับไอดอลเกาหลี จึงมักจะถูกพวกศัตรู สบประมาทอยู่เสมอ และเป็นคนบ้าดีเดือดผิดรูปร่างหน้าตาเป็นนายทหารที่จงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง แสนคมเป็นบุตรชายคนเดียวของพลโทพัชร ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาค และกำลังเจริญรุ่งเรือง ในราชการ มารดาคือคุณสราญรัตน์ แสนคมถอดแบบบิดามาแทบทั้งหมด ทั้งการรักและภักดีต่อชาติ แสนคมเป็นคนรักและหวงชีวิตโสดมาก จึงมักชอบทำปั้นหน้าเคร่งอยู่เสมอเพื่อไม่ให้ผู้หญิงมาเข้าใกล้และก็มักจะได้ผล คงมีเพียงลูกสาวของกำนันคำ กำนันในหมู่บ้านและอรชุมาหรือครูอ้อ ครูที่โรงเรียน ในหมู่บ้านที่ยังคงมาป้วนเปี้ยน สร้างความรำคาญให้อยู่บ่อยครั้ง แสนคมมีลูกน้องคู่ใจ อยู่สองคนคือ จ่าสิบเอกโชติช่วงที่หน้าตาสุดโหด ชอบไว้หนวดเคราราวกับโจร แต่เป็นคนมีอารมณ์ศิลปินชอบร้องเพลงลูกทุ่งเป็นนิตย์ พูดจาอ่อนหวานผิดใบหน้า มีเพื่อนคู่หูคือจ่าสิบเอกสุทัศน์ ที่หน้าตาเรียบร้อยแต่ชอบ พูดจามึงมาพาโวยผิดหน้าตาอีกเช่นกัน ทั้งคู่รักและเคารพแสนคมมากแม้จะเพิ่งอยู่ด้วยกันไม่นาน เพราะ แสนคม เพิ่งย้ายมาที่นี่ได้ไม่ถึงปี ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก พรนับพันตื่นมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยและในชุดแต่งกายของป้าพวง แต่เมื่อนึกทบทวนความจำ ก็นึกได้ว่าที่นี่เป็นบ้านป้าพวง จึงเปิดประตูออกมายืนตรงระเบียงมองไปรอบ ๆ ก็เห็นทิวเขายาวสลับซับซ้อน ยิ่งทำให้นึกถึงคำพูดที่ว่าห่างไกลความเจริญขึ้นมาในทันใด นางพวงดีใจมากที่เห็นเด็กที่นางเลี้ยงมาด้วย ความรัก ยังนึกถึงตัวนางไม่ระเหเร่ร่อนไปไหน นึกรู้ทันทีว่าจะต้องมีปัญหากับผู้เป็นแม่อย่างแน่นอน ภายใต้สีหน้าท่าทางถือตัวรวมทั้งอาการที่ดูคล้าย เหวี่ยง วีน นั้นเป็นการกระทำที่หลอกสายตาผู้อื่นเท่านั้น เพราะแท้ที่จริงพรนับพันเป็นคนอ้างว้าง ว้าเหว่ ขาดความอบอุ่น แต่เป็นคนจิตใจดีนางพวงถามพรนับพันว่าจะอยู่ที่นี่ได้หรือ พรนับพันก็บอกออกไปด้วยทิฐิว่าอยู่ได้ เพราะในใจนั้นคิดว่าไม่มีทางจะซมซานกลับไปบ้านเป็นอันขาด และเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้ต้องดั้นด้นมาหานางพวงถึงที่นี่ ซึ่งนางพวงก็ได้แต่พูดปลอบใจและคิดในใจว่าเรื่องทุกอย่างคงต้องให้กาลเวลาทำหน้าที่เยียวยาเรื่องราวทั้งหมด พรนับพันเห็นเด็กชายที่มายืนจ้องตัวเอง ขณะลงไปที่รถก็ถามนางพวง ก็ได้รับคำตอบว่าเด็กชาย คนดังกล่าวชื่อจุ้น เป็นเด็กชาวกะเหรี่ยงที่ผู้พันแสนคมไปพบขณะร้องไห้อยู่ข้าง ๆ ศพของพ่อแม่ จึงนำมาฝากนางพวงเลี้ยงโดยเป็นคนส่งเสียค่าเลี้ยงดูเอง พรนับพันฟังแล้วก็เกิดความสงสารในตัวเด็กชายอย่างไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน นางพวงเล่าให้พรนับพันฟังคร่าว ๆ ว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน พื้นที่แถบนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าเขา ต้นไม้ ต้นน้ำ ลำธาร รวมทั้งสัตว์ป่าน้อยใหญ่ แต่เมื่อเกิดการทำเหมืองแร่ขึ้น และมีผู้คนอพยพเข้ามาทำกิน ผืนป่าจึงเปลี่ยนสภาพเป็นชุมชน ครั้นหมดสัมปทาน ผู้คนก็หันมาทำอาชีพเกษตรกรแทน นานเข้าเมื่อ ผืนดินไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม โครงการสวนป่าที่ช่วยฟื้นฟูผืนดิน ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีศูนย์ศิลปาชีพ ที่เป็นโครงการในพระราชดำริเช่นกัน ที่นอกจากจะทำให้คุณภาพ ชีวิตของชาวบ้านดีขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้ว ยังเพิ่มรายได้เสริมจนสามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง โดยไม่ต้องเข้าไปหา ของป่า หรือถางป่าเพื่อปลูกไร่เลื่อนลอยเหมือนเช่นแต่ก่อน นางพวงมักจะเอ่ยถึงผู้พันแสนคมให้พรนับพัน ฟังอยู่ไม่ขาดปาก สร้างความหมั่นไส้ให้เกิดขึ้นกับพรนับพันไม่น้อย ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก แสนคมมาบ้านนางพวงแต่เช้า ถือของแห้งพวก กุนเชียง หมูทุบ หมูแผ่น พร้อมด้วยกาแฟ มาฝาก ป้าพวง ทั้งที่จุดประสงค์หลักที่เอามานั้น แสนคมรู้ว่าเอามาฝากหญิงสาวที่มาอยู่กับนางพวงต่างหาก และครั้งนี้พรนับพันได้รู้จักกับจ่าวัยกลางคนชื่อ ช่วงโชติ ที่มาพร้อมเสียงเพลง ซึ่งจงใจร้องจีบนางพวงเสมอ เมื่อมีโอกาส จ่าหน้าตาโหดแต่คำพูดและการแสดงออกขัดกับใบหน้าที่สุดเด็กชายจุ้นที่รู้สึกถูกชะตากับหญิงสาวสวยชื่อพรนับพันมาก ปกติจุ้นจะไม่ค่อยชอบผู้หญิงที่เข้ามา วุ่นวายกับผู้พันแสนคมของมันนัก เพราะมันหวงผู้พันของมันราวกับจงอางหวงไข่ จุ้นเห็นตุ๊กแกที่เกาะอยู่ ไม่ห่างจากตัวพรนับพันก็ตะโกนบอก ครั้นพรนับพันหันไปเห็นด้วยความตกใจทำให้โผเข้ากอดแสนคม สร้างความอับอายให้เกิดกับพรนับพันเป็นอย่างมาก แต่ก็สร้างความกังขาให้เกิดกับจ่าโชติเช่นกัน เพราะจ่าโชติเคยเห็นดวงใจลูกสาวกำนันคำกลัวตุ๊กแกโผเข้ากอดแสนคม แต่แสนคมหลบจนดวงใจล้มไม่เป็นท่า แต่ครั้งนี้นอกจากไม่หลบยังยอมให้กอดแต่โดยดี วิชิต หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามาหาแสนคมถึงที่ทำงาน เพื่อจะมาคุยถึงเรื่องที่จะมีการลักลอบขนลูกช้างป่าขึ้นในอีกไม่ช้า แสนคมก็ทราบจากสายที่รายงานเข้ามาเช่นกัน แสนคมอยู่ที่นี่ต้องผูกมิตร กับชาวบ้าน ดังนั้นพอมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจึงมักจะแก้ไขได้ทันเวลาเสมอ วิชิตชื่นชมในตัวแสนคมมากในการเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่มีนอกมีในเหมือนนายทหารคนเก่าที่ถูกย้ายออกไป ทั้งที่ตอนแสนคมย้ายมาใหม่ ๆ วิชิตเองก็มองแสนคมผิดไปเหมือนกัน เพราะเห็นว่าเป็นลูกชายแม่ทัพภาคจะอยู่ได้สักกี่น้ำ แต่แสนคมก็ทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะการเข้าขัดขวางพวกลักลอบขนลูกช้างป่า จนเกิดปะทะกันขึ้นเมื่อตอนย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานจากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีการสูญเสียเกิดขึ้น เพราะทหารเสียชีวิตไปสองนาย เจ้าหน้าที่ป่าไม้ หนึ่งนาย และฝ่ายตรงข้ามก็เสียชีวิตสามคน ส่วนแสนคมบาดเจ็บสาหัสจนมีแผลเป็นที่หน้าอก และคนของฝ่ายตรงข้ามก็บาดเจ็บสาหัสหนีรอดไปได้หนึ่งคน และแสนคมจำได้ว่าชื่อ ชีพเสี่ยเกรียงไกรเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในอำเภอสวนผึ้ง และเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ แต่ไม่สามารถเอาผิดได้เพราะไม่มีหลักฐานเพียงพอ เสี่ยเกรียงไกรเป็นเจ้าของรีสอร์ตหรูในอำเภอสวนผึ้ง มีคดีที่กำลังฟ้องร้องอยู่หลายคดี ทั้งคดีที่สร้างรีสอร์ตรุกเข้าไปในป่าสงวน และรับซื้อที่ของราชพัสดุจากชาวบ้าน ซึ่งรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งคดีดังกล่าวก็ยืดเยื้อมานาน จนแสนคมมองว่าผลที่สุดเสี่ยเกรียงไกรก็ต้องเป็นฝ่ายชนะ แต่แสนคมบอกกับวิชิตว่าถ้าเขาไม่ตายซะก่อนจะต้องเอาเสี่ยเกรียงไกรเข้าคุกให้ได้ นางพวงจะพาพรนับพันไปตลาดในตัวอำเภอเพื่อซื้อเสื้อผ้า แต่รถยนต์คันหรูของพรนับพันกลับสตาร์ทไม่ติด นางจึงให้จุ้นไปตามแสนคมมาดูรถให้ จนพรนับพันนึกค่อนขอดว่าอะไร ๆ ก็นึกถึงแต่แสนคม และเมื่อแสนคมมาถึง พร้อมด้วยบดินทร์ที่เห็นสภาพรถก็รู้ทันทีว่าไดชาร์จเสีย ต้องจอดไว้อย่างเดียว รอให้ช่างจากอู่มารับ นางพวงจึงขอติดรถของแสนคม ซึ่งกำลังจะเอางานของศูนย์ศิลปาชีพไปส่งให้ เจ้าหน้าที่จากสวนจิตรลดาในตัวอำเภอสวนผึ้งพอดี ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก นางพวงแอบโทรศัพท์ไปหาคุณพรพรรณรายกับคุณเมธี ซึ่งทั้งสองกำลังวิตกกังวลกับการหายตัวไปของพรนับพันอยู่พอดี โดยเฉพาะคุณพรพรรณรายที่ทำทีเป็นไม่สนใจนั้น แท้ที่จริงก็รักลูกมากแต่ที่ทำไปเพราะต้องการประชดสามี พลั้งมือตบหน้าลูกสาวก็ใช่ว่าจะไม่เสียใจ ถึงกับทำให้ละทิฐิ โทร. หาพรนับพัน แต่ติดต่อไม่ได้ รวมทั้งคุณเมธีก็เช่นกันที่เป็นห่วงลูกสาวไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เมื่อรู้ว่าพรนับพันอยู่กับนางพวงก็เบาใจ โดยนางพวงบอกว่ายังไม่ต้องมาหา ให้พรนับพันอยู่อย่างนี้ไปก่อน ให้เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง พรนับพันพบกับดวงใจลูกสาวของกำนันคำ และมีปากเสียงกันจากการที่ดวงใจเดินหันรีหันขวางจนชนกับพรนับพัน แต่ดวงใจกลับโทษว่าเป็นความผิดของพรนับพัน กระทั่งไกรภพลูกชายของเสี่ยเกรียงไกรเข้ามาไกล่เกลี่ย เพราะติดใจในตัวของพรนับพัน และท่าทีของไกรภพก็สร้างความหมั่นไส้ให้เกิดกับดวงใจไม่น้อย เพราะแม้ตัวเองจะชอบแสนคมมากก็ตาม แต่ตัวไกรภพก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ไกรภพกำลังจะสานสัมพันธ์กับพรนับพันแต่ถูกชีพคนสนิทของผู้เป็นพ่อเข้ามกระซิบบอกเหตุร้ายซะก่อน ทำให้ต้องผละไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แสนคมรีบส่งของให้เจ้าหน้าที่จากสวนจิตรลดา แล้วรีบขับรถกลับ ท่ามกลางอาการสงสัยของ บดินทร์ เพราะปกติแสนคมจะต้องแวะทักทายกับคนนั้นคนนี้ก่อน แต่ก็พอเดาได้ว่าน่าจะมีสาเหตุมาจาก พรนับพัน ระหว่างที่แสนคมเดินตรงไปยังพรนับพันที่ยืนอยู่กับนางพวงและจุ้นโดยมีดวงใจอยู่ด้วย ก็สวนกับไกรภพและชีพ ทำให้แสนคมต้องหันกลับไปมอง สร้างความสงสัยให้เกิดกับบดินทร์จนต้องถาม แสนคมจึงพูดถึงคนที่เดินสวนกันว่าต้องเป็นชีพแน่นอน แม้จะสวมแว่นตาปกปิดไว้ก็ตาม เพราะจำรอยแผลเป็นที่แก้มได้ ดวงใจได้ยินจึงถือโอกาสพูดขึ้นมาว่าตัวเองรู้จักผู้ชายที่เดินไปเมื่อกี้ และบอกว่าหนึ่งในนั้น เป็นลูกชายเสี่ยเกรียงไกร ส่วนอีกคนเป็นคนสนิทของเสี่ยเกรียงไกรชื่อชีพ คำพูดของดวงใจทำให้แสนคมรู้ว่าเขาเดาไม่ผิด ดวงใจรีบบอกว่าตัวเองเปลี่ยนชื่อจากดวงใจเป็น ดวงลดาแล้ว และยังเปลี่ยนชื่อเล่นเป็นลดาด้วย แต่แสนคมไม่ได้สนใจนัก ดวงใจหรือชื่อใหม่ว่า ดวงลดา บอกกับแสนคมว่าขอติดรถไปด้วยเพราะรถของตัวเองสตาร์ทไม่ติด บดินทร์จึงอาสาจะไปดูให้ ทำให้ดวงลดา รีบบอกว่าไม่ต้อง เพราะถ้าบดินทร์ไปดูก็รู้ว่ารถไม่ได้เป็นอะไร จึงมองบดินทร์อย่างไม่ชอบใจก่อนจะขอตัวระหว่างเดินทางกลับแสนคมเกือบขับรถเหยียบลูกหมาสีดำ จึงลงไปอุ้มเมื่อมองไม่เห็นใครก็อุ้ม ขึ้นรถมาและให้พรนับพันเอาไปเลี้ยง พรนับพันดีใจมากเพราะต่อไปนี้จะได้ไม่เหงา บดินทร์ถามถึงเรื่องชีพ แสนคมจึงเล่าเรื่องให้ฟังว่าเคยมีเรื่องกันมาก่อน นางพวงบอกแสนคมว่าเคยเห็นหน้า ผู้ชายที่มีรอยแผลเป็นที่หน้า บอกว่าเป็นคนจิตใจเหี้ยมโหดเพราะเคยยิงหมาของตาคะยอแค่ถูกเห่าเท่านั้น เตือนให้แสนคมระวังตัวให้ดี พรนับพันฟังเรื่องราวแล้วไม่อยากเชื่อว่าคนอย่างแสนคมจะบ้าดีเดือดถึงเพียงนั้น ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก ชีพบอกกับไกรภพว่าคนที่เดินสวนกันคือตัวแสบ ที่คอยขัดขวางงานมาตลอดตั้งแต่ย้ายมา ไกรภพ ฟังแล้วไม่เชื่อถือ แต่ชีพบอกว่าที่ใบหน้ามันเป็นแผลเป็นจนทุกวันนี้ก็เพราะแสนคม เรื่องการลักลอบขนลูกช้างครั้งที่แล้วไม่สำเร็จก็เป็นเพราะแสนคมนำกำลังเข้าขัดขวางจนเกิดปะทะกัน จนต้องสูญเสียมือดีไปถึงสามคน และบอกว่าเสี่ยเกรียงไกรเคยเอาเงินใส่ซองไปให้แต่แสนคมคืนกลับมา ไกรภพทระนงบอกว่าเขาไม่เชื่อหรอกว่าเงินจะไม่สามารถซื้อคนได้ เดี๋ยวเขาจะไปหาแสนคมด้วยตัวเองเองผู้ใหญ่สมปองไปหาแสนคมที่บ้าน เพื่อฝากเพลินตาซึ่งเป็นลูกสาวให้ไปเรียนที่ศูนย์ศิลปาชีพ ซึ่งท่าทางของเพลินตาออกเป็นทอมบอยทำให้บดินทร์นึกว่าเป็นผู้ชาย สร้างความโกรธเคืองให้เพลินตามาก และผู้ใหญ่สมปองก็บอกว่าจะแวะไปหานางพวงที่เป็นน้องสาว เพราะได้ข่าวว่ามีคนมาอยู่ด้วย เพลินตาก็บอกว่าถ้าคนมาอยู่ด้วยชื่อขิมก็เป็นคนที่อาเลี้ยงมาแต่เล็กและรักนักรักหนา เธอเคยไปเยี่ยมนางพวงที่บ้านแล้วเคยเจอ ดูเหมือนจะเป็นเด็กมีปัญหาเพราะเจอตอนร้องไห้ทั้งสองครั้ง และยังพูดอีกว่ากลัวจะมาสร้างภาระให้ผู้เป็นอาซะมากกว่า ทำให้บดินทร์พูดขึ้นว่าเพลินตามองคนในแง่ร้าย ยิ่งทำให้เพลินตาไม่ค่อย ชอบหน้าบดินทร์นัก จุ้นตั้งชื่อลูกหมาตัวดำปิ๊ดปี๋ว่าสมปอง นางพวงจึงบอกว่าระวังผู้ใหญ่สมปอง ซึ่งเป็นพี่ชายของนางจะสับสนเอานะ แต่ก็เป็นจริงตามที่นางพวงพูด เพราะผู้ใหญ่สมปองแวะมาที่บ้านพร้อมด้วยแสนคม และบดินทร์ พอรู้ว่าลูกหมาชื่อเหมือนตัวเองก็โวยวาย จนแสนคมเกรงใจบอกให้จุ้นเปลี่ยนและถามถึงสาเหตุว่าทำไมตั้งชื่อนี้ จุ้นก็บอกว่าตั้งให้คล้องกับแสนคม ทำเอาแสนคมหน้าเหวอ พรนับพันนั้นหัวเราะ ออกมาด้วยความขำ เพลินตาเห็นพรนับพันก็มองว่าเป็นคุณหนูก็ถามออกมาตรง ๆ ว่าจะมาอยู่ที่นี่ได้แน่หรือ พรนับพันก็บอกว่าให้คอยดูต่อไป ผู้ใหญ่สมปองเพิ่งนึกได้ว่านัดชาวบ้านเอาไว้ เพื่อไปทำแนวกันไฟ จึงรีบผลุนผลันออกไป โดยนางพวงเอง ก็เพิ่งนึกได้เพราะจ่าโชติบอกไว้แล้ว จึงบอกเดี๋ยวจะตามไป นางพวงบอกให้พรนับพันอยู่บ้านกับจุ้นไม่ต้องออกไปช่วย แต่พรนับพันเห็นสายตาดูถูกของเพลินตาก็บอกว่าจะไปช่วยด้วย โดยมีจุ้นบอกว่าเดี๋ยวจะคอยช่วยพรนับพันด้วยอีกแรง ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก เมื่อพรนับพันไปถึงจุดที่ทำแนวกันไฟที่อยู่ใกล้กับศูนย์ศิลปาชีพ เห็นการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านมากกมายที่ต่างไปช่วยกันโดยไม่ต้องมีค่าจ้าง สร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นกับพรนับพันโดยไม่รู้ตัว พรนับพันช่วยคนอื่นทำทั้งที่ไม่เคยทำซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้เพลินตา เริ่มมองพรนับพันในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม แสนคมเอาหมวกให้พรนับพันคลุมกันแดดทำให้พรนับพันรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น กับตัวเองขณะทำงานแสนคมมักจะมองหาแต่พรนับพัน ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน แค่เห็นผู้หญิงคนนี้อยู่ในสายตาเขาก็พอใจแล้ว จ่าโชติมาบอกแสนคมว่ากำนันคำต้องการพบแสนคม ซึ่งไม่ค่อยได้พูดคุยกับกำนันคำนัก เพราะส่วนมากจะคุยกับผู้ใหญ่สมปองซะมากกว่า นึกสงสัยว่ากำนันคำมีเรื่องอะไรคุยกับเขา เมื่อแสนคมไปถึงยังที่กำนันคำยืนอยู่ก็ถามถึงธุระ กำนันคำก็พูดเป็นทำนองว่าถ้าแสนคมเปลี่ยนใจขอให้บอก แสนคมก็บอกว่าเขาไม่เคยรับปากอะไรไปทำไมต้องเปลี่ยนใจด้วย กำนันคำจึงพูดถึงเรื่องที่เสี่ยเกรียงไกรเคยเอาเงินใส่ซองมาให้ทำไมแสนคมถึงไม่รับ แสนคมจึงบอกกำนันคำไปว่าเขาไม่สนใจเงินนั่นหรอก เขาไม่เคยคิดคดทรยศต่อแผ่นดิน และพูดใส่กำนันคำออกไปว่าเคยได้ยินมาว่าเมื่อก่อนกำนันคำเป็นคนดีมาก แล้วอะไรทำให้เปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ และยังฝากไปบอกกับเสี่ยเกรียงไกรว่าให้ระวังตัวไว้ให้ดี ทำอะไรไม่ดีไว้อย่านึกว่าไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น พูดจบก็เดินจากไป จากการมาช่วยทำแนวกันไฟ ทำให้พรนับพันเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจไม่น้อย แม้จะไม่ได้ช่วยอะไรมากมายนักก็ตาม และยังได้พบกับตาคะยอซึ่งเป็นเกษตรกรดีเด่น และนางพวงเคยเล่าให้ฟังว่าตาคะยอเป็นชาวกะเหรี่ยงก็จริง แต่มีหัวใจของความเป็นไทยอยู่เต็มเปี่ยม จ่าโชติกับจ่าทัศน์พอรู้ว่ากำนันคำพูดจาอะไรกับแสนคมต่างก็โกรธ เพราะทั้งสองจ่าอยู่ที่นี่มานาน รู้ว่าเมื่อก่อนกำนันคำไม่ใช่คนแบบนี้ ที่เปลี่ยนไปเป็นเพราะเงินตัวเดียวจริง ๆ เพราะเดี๋ยวนี้กำนันคำขับรถป้ายแดง สร้างบ้านหลังใหม่ ซื้อรถป้ายแดงให้ดวงใจขับ พกโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเครื่องละสองหมื่น และมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับเสี่ยเกรียงไกรมากชีพซึ่งเป็นคนสนิทของเสี่ยเกรียงไกร มักจะพูดเตือนเจ้านายอยู่บ่อยครั้งว่า งานที่เกิดผิดพลาดขึ้น หลาย ๆ ครั้งในระยะหลังรวมทั้งการที่ถูกจับไม้ที่ห้วยขาแข้งที่เกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ ถึงแม้จะไม่มีใครถูกจับได้ น่าจะมีเกลือเป็นหนอน ชีพเองไม่เคยไว้ใจกำนันคำ เพราะรู้ว่าเคยเป็นคนซื่อมือสะอาดมาก่อน แต่เสี่ยเกรียงไกรมักจะไม่เห็นด้วย บอกว่าเงินเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนกำนันให้เป็นคนกบฏ ทรยศแผ่นดินได้ ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก หลังจากวันทำแนวกันไฟ พรนับพันกับเพลินตาก็สนิทสนมกันมากขึ้น ทั้งคู่พากันไปที่ศูนย์ศิลปาชีพ เพื่อเรียนปักผ้า และจากการไปนั่งเรียนทำให้พรนับพันได้รู้อะไรหลาย ๆ อย่าง อย่างแรกคือค่าของเงินขณะที่เธอเคยใช้เงินวันละหลายพัน แต่คนทำงานที่นี่นั่งหลักขดหลังแข็งนานนับเดือนกว่าจะได้เงินจำนวนนี้ กาแฟที่เคยดื่มแก้วละร้อยกว่าบาทแต่เป็นค่าแรงการทำงานของคนที่นี่ ซึ่งมีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ทำให้พรนับพันเกิดความละอายขึ้นมา สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ใช้เงินแบบนั้นอีก และที่สำคัญตอนแรกที่เธอคิดมาเรียนปักผ้า เพราะต้องการชนะคำสบประมาทของแสนคม แต่การได้มาเห็นทำให้เธออยากปักได้สำเร็จจะได้สร้างความภูมิใจให้เกิดกับตัวเอง ทั้งยังได้รู้น้ำใจของนายทหารที่ชื่อแสนคม ที่สร้างไว้กับคนหลายคน จนไม่สงสัยเลยว่าเหตุใดผู้คนจึงพากันรักผู้ชายคนนี้นัก แล้วยังได้รู้จักอีกมุมของเพลินตาที่มองดูห้าว แต่ความจริงเป็นคนน่าสงสาร เพราะกำพร้าแม่ ตั้งแต่อายุน้อย ต้องปักเสื้อนักเรียนด้วยตัวเองตั้งแต่อยู่ปอสอง ทำให้พรนับพันคิดถึงตัวเองขึ้นมา เธอโชคดีที่มีพ่อแม่ครบ นับวันพรนับพันก็ซึมซับความรู้สึกดีดีของผู้คนที่นี่เข้าไปในหัวใจ รวมทั้งนายทหารหนุ่มที่ชื่อแสนคม ที่เมื่อก่อนมักจะมองเธอด้วยสายตาดุ ๆ แต่บัดนี้สายตาดังกล่าวได้เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งทำไมเธอจะไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร นางพวงเองก็มองว่าหญิงสาวที่นางเลี้ยงมาแต่เล็กแต่น้อยเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ด้วยพื้นฐาน ของพรนับพันไม่ได้เป็นคนไม่ดี เป็นคนจิตใจดีด้วยซ้ำ ยิ่งพรนับพันไปเห็นบ้านของตาคะยอ ที่ทำตามแนวทางพระราชดำริ โดยการทำเกษตรแบบทฤษฏีใหม่ ปลูกทั้งพืชผักสวนครัวและผลไม้หลาย ๆ อย่างไว้ ด้วยกันในพื้นที่ที่มีจำกัด รวมทั้งมีบ่อปลา นาข้าวอยู่ในบริเวณเดียวกัน ได้ฟังตาคะยอพูดถึงว่าที่ได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเพราะ พระบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะขอตายในผืนแผ่นดินไทยนี้ จนทำให้พรนับพันเกิดความซาบซึ้งเพราะความโกรธแค้นที่ถูกแสนคมตอกกลับมา ทำให้ไกรภพคิดเรื่องชั่ว ๆ โดยการคิดวางเพลิงเผา ศูนย์ศิลปาชีพ แต่ก็ทำไม่สำเร็จเพราะจ่าสุทัศน์ที่ไม่สบายนอนอยู่บ้านพัก เห็นเหตุการณ์เข้าซะก่อน จึงโทร. ตามคู่หูที่อยู่บ้านตาคะยอซึ่งกำลังมีการกินปลาเผากันอยู่ ทำเอาทุกคนต้องรีบมาที่ศูนย์ศิลปาชีพ เพื่อช่วยกันดับไฟ และก็ไม่เกิดการสูญเสียเพราะรถดับเพลิงมาทันเวลาพอดี แค่บางส่วนถูกไหม้เท่านั้น ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ทำให้แสนคมบาดเจ็บที่แขนขวาเพราะเข้าช่วยพรนับพัน พรนับพันจึงเป็นคน ขับรถพาแสนคมไปโรงพยาบาล ซึ่งระหว่างเดินทางแสนคมก็แสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาจนหมด และเล่าด้วยว่าเคยเจอพรนับพันมาแล้ว ในผับที่ทองหล่อทั้งยังบอกว่าเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และบอกว่าต่อไปห้ามสวมใส่เสื้อผ้าแบบนั้นอีก ซึ่งพรนับพันเองก็ไม่เคยคิดจะกลับไปใส่อีกเหมือนกัน เพราะมาอยู่ที่นี่ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าง่าย ๆ แทบทุกวัน เงินก็ไม่ค่อยได้ใช้เพราะไม่รู้จะไปซื้ออะไร กินกับข้าวง่าย ๆ ที่มีอยู่รอบบ้านนางพวง ทำให้พรนับพันกลายเป็นคนอยู่ง่าย กินง่ายไปเลยปริยาย เสี่ยเกรียงไกรโกรธมากที่งานวางเพลิงไม่สำเร็จ กำชับชีพอย่าให้ลูกน้องทิ้งหลักฐานไว้เป็นอันขาด ชีพก็บอกว่าแค่นี้ก็ทำให้ชาวบ้านขวัญหนีดีฝ่อแล้ว กำนันคำที่มาหาก็บอกว่าทำไมจะเผาศูนย์ฯ ไม่บอกด้วย เผื่อจะได้ช่วยให้สำเร็จ เพราะตอนไฟไหม้กำนันก็อยู่ที่นั่นด้วย ถ้ากำนันร่วมมือด้วยแต่แรกจะแนบเนียนกว่านี้ คำพูดของกำนันคำยิ่งทำให้เสี่ยเกรียงไกรเชื่อว่ากำนันคำนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่ชีพระแวงเด็ดขาด พรนับพันมาอยู่ที่นี่ได้แค่สิบวันแต่มีความรู้สึกว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่เป็นปี จากการได้หัวเราะได้ยิ้มกับ สิ่งต่าง ๆ รอบกาย ทำให้ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายอย่างที่ควรเป็น และจากผลของการที่ไปทำแนวกันไฟ ทำให้พรนับพันมีอาการไข้เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนกลางคืน แต่กินยาเข้าไปก็ทุเลาลง แต่มาออกอาการอีกครั้ง ตอนเช้า ขณะที่นางพวงต้องไปวัดแต่เช้าและคืนนี้ก็ต้องนอนค้างที่วัดกับนางสายใจ ซึ่งเป็นเมียกำนันคำ ตามที่เคยพูดกันไว้ พรนับพันมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงจนอาเจียน ทำให้จุ้นที่อยู่ด้วยกัน และกำลังจะไปโรงเรียน ตกใจจนร้องไห้ทำอะไรไม่ถูก แต่โชคดีที่เพลินตาที่จะต้องแวะมารับพรนับพันไปวัด และไปส่งจุ้นที่โรงเรียน ขี่รถเข้ามาซะก่อน เมื่อเห็นอาการของพรนับพันก็ตกใจจึงโทร. ไปตามแสนคม ซึ่งแสนคมพอทราบเรื่องก็ตกใจมาก เพราะนับจากวันที่ไฟไหม้วันนั้นเขาก็ไม่ได้เจอจัง ๆ กับพรนับพันเลย ได้แต่เห็นกันแวบ ๆ เพราะยุ่งทั้งเรื่องไฟไหม้ที่รู้แล้วว่าเป็นการวางเพลิง กำลังตามจับตัวอยู่ แล้วยังมีเรื่องลักลอบขนลูกช้างป่าอีก การเห็นพรนับพันเป็นแบบนี้ ทำให้แสนคมแทบขาดใจ เขารู้ว่าเขารักผู้หญิงคนนี้เหลือเกิน แสนคมอุ้มพรนับพัน โดยไม่สนใจแผลที่แขนขวาที่ต้องเย็บสิบเข็ม ตอนเกิดไฟไหม้และยังไม่ได้ตัดไหม แม้บดินทร์จะอาสาอุ้มพรนับพันให้ก็ตาม แสนคมพาพรนับพันไปส่งที่โรงพยาบาลเอกชน โดยหมอบอกว่า เป็นไข้หวัดใหญ่ เพราะไข้ขึ้นสูงมาก และมีอาการเพ้อเป็นระยะ ส่วนใหญ่จะเพ้อถึงพ่อแม่ และเรื่องที่ถูกตบ และต้องอยู่โรงพยาบาลเป็นอาทิตย์ เพลินตานั้นถึงกับร้องไห้เพราะกลัวพรนับพันเป็นอะไรไป เพราะเคยเห็นผู้เป็นแม่อาการแบบนี้ และตายไปต่อหน้าต่อตา ไม่อายที่บดินทร์เห็นตัวเองร้องไห้ออกมาเพราะมาถึงขั้นนี้แล้ว แสนคมให้บดินทร์ พาเพลินตากลับไปที่พักเพื่อเอาเสื้อผ้ามาให้ เพราะคืนนี้เขาจะนอนเฝ้าพรนับพันที่โรงพยาบาลด้วยตัวเอง ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก บดินทร์ขับรถพาเพลินตากลับและได้คุยปรับความเข้าใจกัน ตั้งแต่เรื่องที่บดินทร์เข้าใจผิดมอง เพลินตาเป็นผู้ชาย ซึ่งจริง ๆ เขาไม่ได้คิดเช่นนั้นแต่ปากพูดออกไปอย่างนั้นเอง เพลินตาร้องไห้ซบไหล่ ของบดินทร์เล่าเรื่องแม่ให้ฟัง เพราะกลัวพรนับพันจะเป็นอะไรไป บดินทร์กอดปลอบใจ และพาเพลินตาไปที่วัด เพื่อไปบอกอาการป่วยของพรนับพันให้นางพวงฟัง ทำให้นางพวงอยู่วัดต่อไปไม่ไหวตามไปที่ โรงพยาบาลด้วยแสนคมบอกนางพวงว่าขอเป็นคนเฝ้าพรนับพันเองตอนกลางคืน นางพวงมองแล้วคิดว่าไม่เหมาะ ได้แต่ทำท่าอ้ำอึ้ง ๆ แม้จะรู้ว่าแสนคมเป็นคนดีเพียงใดก็ตาม แสนคมจึงเอาแหวนญาติ ซึ่งเป็นแหวนที่นักเรียน เตรียมทหาร ทำไว้ให้คนสำคัญขึ้นมาซึ่งเขาทำไว้ให้เป็นแม่ และผู้เป็นแม่เพิ่งให้มาตอนกลับบ้านไปครั้งที่แล้ว แสนคมหยิบแหวนมาสวมให้พรนับพัน ขณะที่เจ้าตัวยังไม่ได้สติ ท่ามกลางความซาบซึ้งระคนปลาบปลื้ม ของทุกคนที่เป็นพยาน พรนับพันฟื้นขึ้นมาหลังจากเพ้อถึงพ่อแม่อยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็ดิ้นทุรนทุรายจนแสนคมต้องโอบกอดไว้ พรนับพันสงสัยที่จู่ ๆ แหวนมาอยู่ที่นิ้ว แสนคมจึงบอกว่าเป็นแหวนหมั้นของเขาเอง และบอกว่าเขารักพรนับพันต่อไปให้เรียกเขาว่าพี่ พรนับพันดีใจรวมทั้งเกิดความอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก และที่สำคัญพรนับพันเองก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างกัน ไกรภพมาเยี่ยมผู้เป็นแม่ที่บวชเป็นชีซึ่งป่วยเป็นอาหารเป็นพิษ แม้ไกรภพจะดูเป็นคนนิสัยไม่ดีหรือเลวเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดคือแม่ชีกรแก้ว ที่หย่าขาดจากผู้เป็นพ่อเพราะความคิดไม่ตรงกัน แต่ไกรภพก็ยังติดต่ออยู่เสมอ เมื่อรู้ว่าผู้เป็นแม่ป่วยก็ทำเรื่องย้ายมาอยู่ใกล้ ๆ จะได้ดูแลอย่างใกล้ชิด แม่ชีกรแก้วมักจะบอกให้ไกรภพทำความดีอย่าได้ทำชั่วแม้จะรู้ว่าสายไป และที่ตัวนางบวชชีก็เผื่อไถ่บาปให้ลูกถ้าลูกได้กระทำความผิดไกรภพรู้จากพยาบาลว่าพรนับพันป่วยอยู่ที่นี่จึงเข้าไปเยี่ยม ขณะที่มีนางพวงกับเพลินตาเฝ้าอยู่ เพราะช่วงกลางวันแสนคมกลับไปทำงาน และกำลังยุ่งอยู่กับข่าวเรื่องลูกช้างป่า กว่าไกรภพจะออกจากห้อง พรนับพันก็ต้องทำเป็นง่วงด้วยฤทธิ์ยา จนไกรภพต้องขอตัวกลับ พรนับพันเผลอเล่าเรื่องที่เคยพบกับแสนคมให้นางพวง และเพลินตาฟัง ทำให้นางพวงคิดว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพราะพรหมลิขิตอย่างแน่นอน ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก นางพวงโทร. ไปบอกคุณพรพรรณรายกับคุณเมธี เรื่องพรนับพันป่วย คุณพรพรรณรายถึงกับร้องไห้โฮ เมื่อรู้ว่าลูกสาวเพ้อถึงพ่อแม่และเรื่องที่ถูกตบ รวมทั้งคุณเมธีด้วยเช่นกัน หลังจากเหตุการณ์ ครั้งนั้นทำให้ทั้งสองคนนึกทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมา จึงต่างค่อย ๆ ปรับตัวเข้าหากัน ซึ่งก็ไม่ได้ยาก เพราะต่างมีความรักในตัวกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นางพวงที่ฟังน้ำเสียงการพูดของทั้งคู่ จึงรู้ว่าเรื่องราว น่าจะไปในทางที่ดีขึ้นพรนับพันอยู่โรงพยาบาลแค่สามวันก็ออกเพราะร่างกายฟื้นตัวเร็วจนหมอตกใจ อาจเป็นเพราะกำลังและแรงใจจากแสนคมมีส่วนช่วยด้วยเยอะ แสนคมเป็นคนมารับกลับ เมื่อรู้ว่าไกรภพมาเยี่ยม ก็บอกให้ระวังตัว อย่าไปไหนคนเดียวอีก และบอกว่าช่วงนี้อาจไม่ได้เจอกัน เพราะแสนคมได้รับรายงานจากสายว่าพรุ่งนี้เป็นวันที่พวกลักลอบขนลูกช้างป่าจะลงมือ แสนคมบอกนางพวงว่าขอฝากหัวใจไว้กับนางพวงด้วย คำพูดดังกล่าว ทำให้พรนับพันใจเสียเพราะเหมือนเป็นลาง จึงบอกกับแสนคมว่าสัญญาว่าจะต้องกลับมาหาเธอ เสี่ยเกรียงไกรกำหนดเส้นทางขนย้ายลูกช้างป่า และครั้งนี้มีงาช้างที่จะได้อีกหลายคู่ ชีพเตือนว่าเส้นทางที่กำหนด เป็นป่าทึบที่อยู่ไม่ห่างจากสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งแสนคมกับวิชิตดูแลมันไม่เสี่ยงกับอันตรายหรือ เสี่ยเกรียงไกรก็บอกว่าสถานที่ที่อันตรายที่สุด คือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด เส้นทางที่กำหนดยังไม่เคยมีใครเข้าไป เพราะค่อนข้างลำบาก ที่จะใช้เส้นทางนี้เพราะจะได้ดูลู่ทางเพื่อหาทาง ลักลอบตัดไม้ด้วย ชีพไม่รู้จะแย้งยังไงแต่มีลางสังหรณ์เกิดขึ้น และบอกว่าครั้งนี้อย่าเพิ่งบอกวันทำจริงกับกำนันคำ เอาไว้ใกล้ ๆ ค่อยบอก พอดีกับกำนันคำมาหาพอดี เสี่ยเกรียงไกรจึงบอกว่าวันพรุ่งนี้คือวันที่กำหนดทำงานสำคัญ เชิดซึ่งเป็นเด็กหนุ่มที่มักจะชอบเดินตามหลังกำนันคำเสมอ มาหากำนันคำที่บ้านขณะอยู่ในเวลาอาหารเย็น กำนันจึงบอกให้ไปคุยที่อื่น เชิดจึงถามว่ากำนันรู้เรื่องขนลูกช้างป่าในคืนนี้บ้างหรือเปล่า กำนันก็ถามว่าเชิดรู้มาจากไหน เชิดจึงตอบว่ารู้มาจากเพื่อนซึ่งเป็นลูกน้องของชีพ ซึ่งชวนให้มันไปทำด้วย จึงมาปรึกษากำนัน เมื่อได้ฟังกำนันคำก็นึกโกรธเพราะเสี่ยเกรียงไกรบอกวันกำหนดเป็นพรุ่งนี้ แต่กลายเป็นวันนี้ได้อย่างไร แสดงว่าเสี่ยเกรียงไกรเริ่มไม่ไว้ใจแน่นอน จึงบอกให้เชิดไม่ต้องไปทำเพราะเป็นอันตราย และบอกไม่ให้พูดเรื่องนี้กับใคร เชิดจึงลากลับไป ขณะกำนันกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เสี่ยเกรียงไกรก็โทร. เข้ามาหาบอกว่าเปลี่ยนวันเป็นคืนนี้แต่เวลาเดิม นางสายใจที่ตามแอบมาฟังเพราะท่าทางลุกลี้ลุกลนของเชิด เมื่อได้ฟังคำพูดของกำนันคำก็โกรธ ด่ากำนันว่าทำไมถึงกลายเป็นคนแบบนี้ จำสัจจะที่พูดไว้ ตอนเข้าร่วมวันที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมารับมอบสวนป่าเฉลิมพระเกียรติไม่ได้หรือว่า จะไม่คิดคดทรยศต่อแผ่นดิน กำนันคำบอกว่าสักวันนางสายใจจะเข้าใจ และบอกว่าคืนนี้จะไม่อยู่ ถ้ากลับมาจะเล่าให้ฟังทั้งหมด กำนันพูดแล้วก็หยิบโทรศัพท์มากดก่อนจะถอดแบตเตอรี่ออก และบอกกับนางสายใจว่าถ้าเป็นอะไรไปทุกอย่างอยู่ในโทรศัพท์เครื่องนี้ นางสายใจตกใจเพราะกำนันคำไม่เคยพูดจาแบบนี้มาก่อนแสนคมได้รับข้อความเปลี่ยนแปลงวันลงมือเป็นคืนนี้เวลาเดิมแทน ทำให้แสนคมนึกกังขาเพราะปกติงานสำคัญแบบนี้ คนที่ส่งข่าวจะส่งให้กับหัวหน้าคือ พลเอกนฤดล แล้วถึงจะส่งต่อมายังเขา จึงโทร. ไปหาวิชิตซึ่งก็ได้รับข้อความเดียวกัน โทร. กลับไปยังเบอร์ที่ส่งก็ติดต่อไม่ได้ วิชิตจึงบอกให้เชื่อเหอะ เพราะเรื่องนี้มีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทราบ แสนคมจึงสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเตรียมพร้อม ทั้งเรื่องรถ พยาบาลด้วย เพราะกลัวจะมีการสูญเสียไม่ทันการณ์เหมือนครั้งที่แล้ว ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก ขบวนของเสี่ยเกรียงไกรซึ่งมีพรานบุญส่งเป็นผู้นำทาง เดินเข้าไปในป่าทึบท่ามกลางความหงุดหงิด ของไกรภพรวมทั้งความหวั่นกลัวของเสี่ยเกรียงไกร เพราะนับเป็นการเดินเข้าป่าทึบครั้งแรก คงมีชีพคนเดียว ที่พกความระแวงไว้ตลอดเวลา เมื่อเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ คนนำทางก็สงสัยเพราะมาถึงสถานที่นัดคือต้นตะเคียนใหญ่ แต่ยังไม่เห็นพวกพรานที่บอกว่าจะมาดักรอ แต่ก็ยิ้มออกเมื่อได้ยินเสียงคนเดินอยู่ข้างหน้าแต่คนที่เดินอยู่กลายเป็นพวกของแสนคม และวิชิตที่พาคนเข้ามาอีกทาง และบอกว่าจับพวกพรานป่าไว้ได้ทุกคนแล้วขอให้มอบตัวชีพหันไปทางกำนันคำทันทีเพราะงานครั้งนี้ไม่มีใครรู้เรื่องมากนัก และบอกกับเสี่ยเกรียงไกรว่ากำนันคำคือคนทรยศ เสี่ยเกรียงไกรโกรธมากจึงด่ากำนันคำ ซึ่งกำนันคำบอกว่าขอเป็นคนทรยศต่อเสี่ยเกรียงไกรดีกว่าเป็นคนทรยศคิดคดต่อแผ่นดิน แล้วก็ทรุดลงเพราะถูกชีพยิงอย่างเผาขน และเป็นขณะเดียวกับที่แสนคมพาคนเข้ามาล้อมจับลูกน้องที่ยังอยู่ในอาการตกใจ เสี่ยเกรียงไกรพาไกรภพ วิ่งหนีไปได้ แสนคมบอกให้จ่าคู่หูพาทหารไปจับสองพ่อลูกให้ได้ ชีพที่กำลังจะวิ่งตามไป แต่เป็นเพราะความแค้นทำให้ชีพหันมายิงใส่แสนคม แต่เป็นเพราะอยู่ในช่วงละล้าละลังจึงถูกที่แขนซ้ายของแสนคมเท่านั้น แสนคมจึงยิงสวนไปข้างหลังถูกชีพอย่างจังจนล้มลง แสนคมวิ่งไปดูก็เห็นแน่นิ่งจึงหันไปทางกำนันคำที่นอนเจ็บอยู่อย่างเป็นห่วง กำนันคำที่เห็นชีพขยับตัวหยิบปืนมา จะยิงใส่แสนคมจึงร้องบอก แต่ไม่ทันการณ์แม้แสนคมจะกลิ้งหลงกระสุนเข้าที่ท้องของแสนคม ทำให้บดินทร์วิ่งตรงมาและสั่งให้ทหารเอาเปลสนามที่เตรียมมาหามแสนคมกับกำนันคำกลับไปทางเก่าไปที่รถพยาบาลด่วนแสนคมที่ยังมีสติบอกบดินทร์ว่าให้ดูแลกำนันคำดีดี เพราะตอนเข้ามาก่อนกำนันคำจะถูกยิง ได้ยินคำพูดที่กำนันพูดว่าจะไม่ทรยศต่อแผ่นดินเต็มสองหู ผู้ใหญ่สมปองที่อยู่ชายป่ากับชาวบ้านอีกสองคนเห็นร่างของกำนันคำถูกหามมาก็เข้าไปหาบดินทร์บอกว่าอย่าเพิ่งพูดอะไร เอากำนันคำกับแสนคมไปส่งโรงพยาบาลก่อน โดยให้กำนันนั่งไปกับกำนันคำ ส่วนเขาจะนั่งไปกับแสนคมผู้ใหญ่สมปอง บอกชาวบ้านสองคนที่อยู่ด้วยให้ไปส่งข่าวกับนางสายใจ ผู้ใหญ่สมปองที่ปากก็บอกว่าเกลียดเพื่อน แต่แท้ที่จริงรักเพื่อนมากแต่ที่พูดเพราะเสียใจกับผิดหวังที่เพื่อนเป็นแบบนี้ กำนันคำบอกกับเพื่อนรักว่าถ้าเขาเป็นอะไรไปฝากลูกเมียด้วย ผู้ใหญ่สมปองฟังแล้วถึงกับร้องไห้ แม้จะยังไม่รู้รายละเอียดก็ตาม เมื่อถึงโรงพยาบาลก็ส่งคนเจ็บเข้าห้องฉุกเฉิน นางสายใจพร้อมลูกสาว นางพวง เพลินตา พรนับพัน นางสายใจมาพร้อมถือโทรศัพท์มาด้วย และเล่าเรื่องที่ได้ยินกำนันคำให้บดินทร์ฟัง บดินทร์ขอดูโทรศัพท์เมื่อใส่แบตเตอรี่ลงไปและเปิดเครื่อง เบอร์ของแสนคมที่โทร. ไปก็ปรากฏอยู่แค่นี้บดินทร์ก็รู้แล้ว ยิ่งเห็นข้อความที่ส่งออกอีกผู้ใหญ่สมปองพอรู้ว่าเพื่อนรักเป็นสายให้ทางการก็ร้องไห้โฮ รวมทั้งนางสายใจด้วยที่สามีไม่เคยบอก ปล่อยให้นางด่าอยู่ได้ ดวงใจนั้นร้องไห้มีเพลินตากับพรนับพันช่วยปลอบ หมอออกมาบอกว่าอาการของแสนคมนั้นสาหัสมาก ต้องผ่าตัดด่วนจึงถูกส่งต่อไปยังห้องผ่าตัด ส่วนกำนันคำหมอบอกว่าอาการหนัก เกินเยียวยาเพราะถูกยิงที่ตับ ที่อยู่จนถึงตอนนี้เพราะกำลังใจอย่างเดียวให้ญาติเข้าไปหาได้ ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก นางสายใจร้องไห้แทบขาดใจเมื่อเห็นร่างของกำนันคำ โดยกำนันบอกว่าเขาไม่เคยลืมสัจจะไม่เคยทรยศคิดคดแผ่นดิน บอกนางสายใจไม่ให้ร้องไห้เพราะจะทำให้นอนตายตาไม่หลับ และหันไปบอกกับดวงใจว่าต่อไปนี้ห้ามดื้อกับแม่ ต้องดูแลแม่ ซึ่งดวงใจก็รับปากทั้งน้ำตา กำนันคำหันไปหาเพื่อนบอก ฝากลูกเมียด้วย ผู้ใหญ่สมปองด่าตัวเองที่ช่างโง่มีตาหามีแววไม่ แต่ก็รับปากจะทำตามที่กำนันบอกทุกอย่าง กำนันบอกบดินทร์ให้ช่วยฝากลาผู้พันแสนคมด้วย ขอให้รอดปลอดภัย หลักฐานทุกอย่างที่จะเอาผิด เสี่ยเกรียงไกรอยู่ในโทรศัพท์ แล้วก็สิ้นใจตายพร้อมด้วยคำว่าขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ผู้ใหญ่ และ แสนคม แม้จะเสียใจเพียงใดแต่ก็ต้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงต่อไป โดยมีนางพวงอยู่ช่วย ส่วนบดินทร์ พรนับพันและเพลินตาไปที่ห้องผ่าตัดที่ตอนนี้แสนคมอยู่ในนั้น พรนับพันนั้นร้องไห้ โดยมีบดินทร์บอกว่า แสนคมต้องไม่เป็นอะไรอย่างแน่นอน เวลาผ่านไป พลโทพัชระ คุณสราญรัตน์ ก็มาที่โรงพยาบาลพร้อมเพื่อน ๆ ของแสนคม ทุกคนอยู่ในอาการเป็นห่วง พยาบาลออกมาบอกว่า ต้องการเลือดกรุ๊ปบีด่วน ซึ่งในนั้นไม่มีใครมีสักคน มีเพียงคุณสราญรัตน์ที่มีเลือดกรุ๊ปโอ ที่สามารถให้ได้ สร้างความดีใจให้กับคุณสราญรัตน์มากที่เลือดของแม่จะช่วยชีวิตลูกได้ พรนับพันกับเพลินตากลับมาจากห้องน้ำ พอรู้ว่าแสนคมต้องการเลือดจากบดินทร์ที่ยังพูดไม่ทันจบ พรนับพันก็บอกว่าเลือดกรุ๊ปเดียวกันเอาของเธอได้ แต่บดินทร์บอกว่าคุณสราญรัตน์ให้ไปแล้ว แต่ถึงจะเอาของพรนับพันก็คงไม่ได้ เพราะพรนับพันเพิ่งออกจากโรงพยาบาล พลโทพัชระพูดขอบคุณ และเห็นแหวน ที่นิ้วของพรนับพันก็เดาได้ว่า ผู้หญิงคนนี้ต้องเป็นคนสำคัญของลูกชายแน่นอน แสนคมฟื้นหลังจากนั้น และดีใจที่เห็นหน้าผู้เป็นแม่ เพราะก่อนจะฟื้นเขาบอกว่าเห็นแม่เดินอยู่ข้างหน้า แต่เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหันมามอง เพื่อน ๆ เลยบอกว่าเป็นเพราะพลังความรักของแม่ เลยทำให้แสนคมรอดชีวิต แสนคมถามหากำนันคำพอรู้ว่าตายแล้วก็เสียใจ แล้วก็มองหาพรนับพัน บดินทร์จึงไปตามมาให้ แสนคมบอกว่าเขามาตามสัญญา พรนับพันร้องไห้บอกดีใจที่แสนคมไม่ผิดสัญญาที่ให้ไว้ ท่ามกลางสายตาแปลกใจของทุกคนเพราะไม่เคยเห็นภาพนี้มาก่อน แสนคมบอกกับพ่อแม่ว่าพรนับพันคือผู้หญิงที่เขารักก่อนจะหลับไปอีกครั้งเพื่อน ๆ ของแสนคมตอนแรกก็จำพรนับพันไม่ได้ แต่ไม่นานก็นึกออก คุณสราญรัตน์สัมภาษณ์ พรนับพันว่าเป็นลูกใคร พอบอกชื่อพ่อแม่ก็ตกใจเพราะคาดไม่ถึงว่าจะเป็นลูกคนดังในสังคม คุณสราญรัตน์ เอ็นดูพรนับพันเพราะลูกชายรักใครเธอรักด้วยอยู่แล้ว เพื่อน ๆ ของแสนคมต่างก็เล่าเรื่องคืนนั้น ให้พรนับพันฟัง พรนับพันและเพลินตาขอตัวไปช่วยงานศพของกำนันคำเพราะเห็นว่าทางนี้มีคนอยู่เยอะแล้ว ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก งานศพของกำนันคำได้รับพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติ ผู้ใหญ่สมปองและนางพวงพร้อมด้วยบดินทร์ พรนับพัน เพลินตา และชาวบ้านล้วนมาช่วยกันด้วยความเต็มใจ ดวงใจกลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ และเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหลังพ่อตาย ตาคะยอเอาพืชผักสวนครัวพร้อม ผลไม้มาช่วยงาน สร้างความซาบซึ้งให้เกิดกับดวงใจไม่น้อย รวมทั้งน้ำใจของพรนับพัน และเพลินตาด้วย ที่ไม่ทิ้งกันเวลามีความทุกข์ เสี่ยเกรียงไกรหนีไปไม่รอดเพราะพลัดตกลงไปในช่องหิน โดยมีไกรภพนั่งร้องไห้มองดู เพราะไม่รู้จะช่วยอะไรเป็นไปตามกรรม เพราะขาข้างนั้นต้องตัดทิ้ง และยังต้องถูกจับเข้าคุกพร้อมหลักฐานต่าง ๆ แต่ความรักลูกเสี่ยเกรียงไกรบอกว่าทุกอย่างตัวเองเป็นคนกระทำทั้งหมด ไกรภพไม่เกี่ยว วันเผากำนันคำ แม่ชีกรแก้วพาไกรภพมาขอขมาศพ โดยออกรับแทนลูกทำให้ทุกคนเห็นความรักของแม่จึงให้อภัย โดยเฉพาะนางสายใจกับดวงใจที่บอกว่าถึงโกรธไปเกลียดไปกำนันคำก็ไม่ฟื้น ไกรภพบอกว่าเพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ ทำให้เขาได้คิดจะขอบวชให้กำนันคำ แสนคมจึงบอกว่าไกรภพมีแม่อันประเสริฐที่สุดแล้วที่ออกรับแทนลูกทั้งที่ไม่เกี่ยว และตามความเป็นจริงคนที่ยิงกำนันคำก็ไม่ใช่ไกรภพ เหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านพ้นไปด้วยความโศกเศร้า พรนับพันหลังจากพบกับเหตุการณ์เศร้าสลด ทำให้ คิดได้ว่าเวลาที่เหลืออยู่ควรใช้ให้คุ้มค่า อย่างที่ดวงใจบอกว่าพรนับพันยังโชคดีที่มีพ่อแม่อยู่ครบให้พูดขอโทษ พูดแสดงความรัก แต่ตัวเองสายไปแล้ว ถ้าแลกทรัพย์สินเงินทองที่มีทั้งหมดกับชีวิตพ่อจะขอเลือกพ่อ เพลินตาก็ช่วยพูดให้พรนับพันได้คิด ทั้งที่จริงแล้วพรนับพันได้คิดด้วยตัวเองแล้ว พรนับพันอาสาเป็นครูสอนชาวบ้านตอนกลางคืน ตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถที่ทรงต้องการให้ชาวบ้านได้รู้หนังสือ โดยมีตาคะยอ จันดี จันทร์แรม มาเป็นนักเรียนด้วย เพลินตามีฝีมือทางการปักผ้าจนฝีมือนำหน้าครูแทบทุกคน จึงเอาดีทางนี้ ดวงใจก็ไปเรียนทอผ้าและเรียนหนังสือ ต่อให้จบเพื่อความภูมิใจของผู้เป็นแม่ พรนับพันนั้นรู้ว่าตัวเองมีพรสวรรค์ด้านการวาดรูป จึงเปลี่ยนไปเรียนวาดรูปแทน และภาพที่ตัวเองวาดด้วยความเผลอไผลคือภาพครอบครัวที่เคยวาดตั้งแต่เด็ก ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก พรนับพันเล่าเรื่องให้แสนคมฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสนคมจึงพูดปลอบใจว่า ตอนนี้พรนับพันก็ไม่ใช่คนเดิมแล้วให้เก็บไปคิดว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี นางพวงทำที่ดินของตัวเองให้เป็นแบบของตาคะยอโดยการปลูกกล้วยไข่ ปลูกพริก โดยมีจ่าโชติช่วยด้วย พรนับพันและเพลินตาตามจ่าโชติไปดูบดินทร์ และจ่าทัศน์ฝึกควายแทนแสนคมแล้วต้องหัวเราะ กับความน่ารักของควาย แสนคมบอกว่าปัจจุบันคนหันไปใช้รถไถกันมาก ทำให้ควายถูกมองข้าม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงคำนึงถึงเรื่องนี้ ทรงอยากให้ควายอยู่คู่กับสังคมไทยไปเหมือน เดิม เพราะรถไถสิ้นเปลืองทั้งเงินทั้งน้ำมัน จึงทรงให้มีโรงเรียนควาย ธนาคารควายเกิดขึ้นบดินทร์สวมแหวนญาติของตัวเองให้เพลินตาโดยมีนังทองหยิบ นังทองหยอด จ่าโชติ จ่าทัศน์ เป็นพยานในปลัก ที่กำลังสอนชาวบ้านไถนาร่วมกับควาย มีนักสังคมสงเคราะห์ นำเอาอุปกรณ์การศึกษาพร้อมอุปกรณ์กีฬามามอบให้โรงเรียน รวมทั้งเครื่อง คอมพิวเตอร์ และเครื่องพิมพ์งานมามอบให้ศูนย์ศิลปาชีพ ซึ่งนักสังคมสงเคราะห์ที่ว่าคือ บิดามารดา ของพรนับพัน ซึ่งมีคุณปัทมากับปรางวลัยตามมาด้วย ทั้งคู่มามอบให้เป็นการส่วนตัว พรนับพันได้พบกับพ่อแม่โดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ตัวเองกำลังจะโทร. ไปหาอยู่พอดี สร้างความดีใจจน ต้องร้องไห้ พร้อมกับก้มลงกราบที่เท้าของพ่อแม่พูดขอโทษ ไม่ต่างอะไรกับคุณพรพรรณรายที่ร้องไห้ พร้อมทั้งขอโทษลูกที่ตบหน้า คุณเมธีก็บอกว่าเขาปรับปรุงตัวเองใหม่แล้ว พรนับพันมองหน้าพ่อแม่ ที่เวลานี้ไม่มีรอยเคร่งเครียดเหมือนเก่าให้เห็นก็ดีใจ และถามผู้เป็นแม่เรื่องรูป ซึ่งได้รับคำตอบว่าไม่สนใจแล้ว เพราะรู้ว่าลูกไม่ได้เป็นแบบนั้น มีคนใส่ร้าย ปรางวลัยก็พูดว่าเธอไม่ได้ใส่ร้ายมันเป็นเรื่องจริง แสนคมเลยบอกว่าเขาอยู่ในเหตุการณ์รู้ว่าอะไรเป็นอะไร พรนับพันทำท่าจะเข้าไปตบแก้แค้นแต่แสนคมห้ามไว้ สองแม่ลูกจึงพากันหลบออกไปด้วยความอับอาย ท่ามกลางการใจหายใจคว่ำนึกว่าพรนับพันจะทำจริง พ่อแม่ลูกปรับความเข้าใจกันท่ามกลาง ความดีใจของทุกคน ติดตามชมละคร ร้อยป่าไว้ด้วยรัก ได้ทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 19.35-20.35 น. และวันศุกร์ เวลา 19.05-19.50 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ละคร ร้อยป่าไว้ด้วยรัก เริ่มตอนแรกวันจันทร์ที่ 16 มกราคม 2560 รายชื่อนักแสดงน ละครร้อยป่าไว้ด้วยรัก มาสุ จรรยางค์ดีกุล รับบท ผู้พันแสนคมฑาริกา อินสุวรรณ์ รับบท พรนับพันดวงตา ตุงคะมณี รับบท ป้าพวงสิปโปทัย ฉันทะสิริวัฒน์ รับบท ดวงใจ หรือ ดวงลดากันตพัฒน์ เพิ่มพูนพัชรสุข รับบท ไกรภพชลธิชา เที่ยงธรรม รับบท ปรางวลัยสุปราณี เจริญผล รับบท พรพรรณรายดารัณ ฐิตะกวิน รับบท สราญรัตน์

ละครเหมือนคนละฟากฟ้า , เรื่องย่อเหมือนคนละฟากฟ้า
ละคร เหมือนคนละฟากฟ้า /  ละคร เหมือนคนละฟากฟ้า ตอนแรก / 

เหมือนคนละฟากฟ้า บทประพันธ์โดย : วาสนาบทโทรทัศน์โดย : เบญจธารากำกับการแสดงโดย : แมน เมธีผลิตโดย : บริษัท เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป จำกัดควบคุมการผลิตโดย : จริยา แอนโฟเน่ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.15 น. ทางช่อง 3เรื่องย่อละคร เหมือนคนละฟากฟ้า เพราะอดีตคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและไม่อาจแก้ไขได้ โยทกาจึงต้องมีชาติกำเนิดที่มีแม่เป็นโสเภณีด้วยความจำเป็นเพื่อเลี้ยงดูเธอ แต่ด้วยความรักดีโยทกาจึงสร้างพยายามพิสูจน์ตัวเองด้วยการสร้างคุณค่าให้ตนจากความรู้ความสามารถ เมื่อแม่คิดตั้งต้นชีวิตใหม่กับเถกิง สุภาพบุรุษที่มอบรักแท้ให้ นั่นคือการชักนำให้โยทกาได้พบบททดสอบแห่งความรักกับชัชรัณ ผู้มีกำแพงอคติด้วยฝังใจกับความเจ็บปวดจากรักเก่าจนพาลเหมารวมโยทกาให้เลวร้ายไม่ต่างกัน เพื่อความรักโยทกาต้องทำลายกำแพงอคติ และทำให้ชัชรัณวางทิฐิ เปิดใจเพื่อเรียนรู้ปัจจุบัน พร้อมก้าวเดินไปในอนาคตร่วมกัน เพราะสุขแท้ของรักนั้นอยู่ที่ใจสองดวงหลอมรวมเป็นดวงเดียว... ที่ประเทศออสเตรีย โยทกา อรุณชาติ(ภีรนีย์ คงไทย) วางแผนจะเดินทางกลับเมืองไทยทันทีหลังมุ่งมั่นจนจบปริญญาโทด้านการตลาด แต่เพราะคำขอร้องให้ช่วยในงานแสดงผลิตภัณฑ์สปาออแกนิค 10 อันดับที่เข้ามาเจาะตลาดโรงแรมในประเทศ โดยโยทกาต้องรับหน้าที่ในการเป็น พิธีกรดูแลบูธบริษัท Parn จากตัวแทนจัดหางานของ น้านุดี (นฤมล พงษ์สุภาพ) เพื่อนสนิทของมารดาโยทกาผู้ให้ที่อยู่และดูแลโยทกาในอออสเตรียมาตลอดแปดปี ทำให้โยทกาต้องยอมเลื่อนการเดินทางกลับเมืองไทยออกไปเพื่องานนี้ ละคร เหมือนคนละฟากฟ้า ภายในงานโยทกาแสดงความสามารถในฐานะพิธีกรได้โดดเด่นกว่าทุกคนเมื่อ ชัชรัณ วริศรักษ์(แอนดริว เกร้กสัน) กรรมการบริษัทธารา กับ กฤตนัย รสิก าญจน์(วรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์) เพื่อนรุ่นพี่สุดซี้ที่กินตำแหน่งหุ้นส่วนคนสำคัญที่ได้ยินเสียงการให้ข้อมูลจากโยทกาก็พึงพอใจในความสามารถ ด้านโยทกากำลังหนักใจเมื่อ เวนย์ (สมิทธิ ลิขิตมาศกุล) ผู้จัดการโรงแรมที่โยทกาเคยไปลงพื้นที่เก็บข้อมูลงานวิจัยตามมาก่อกวนเพราะโยทกาเคยตอบโต้ความหื่นของเวนย์จนเวนย์ถูกไล่ออกจากงานเก่า โยทการีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าหวังจะรีบออกไปจากงาน แต่เวนย์กลับไล่ต้อนโยทกาไปจนมุมในที่ลับตาคนและใช้กำลังจะจัดการโยทกา โยทกาพยายามจะสะบัดให้หลุดแต่สู้แรงของเวนย์ไม่ได้ ชัชรัณที่ผ่านมาเข้าช่วยเหลือไว้ได้ เวนย์ใส่ร้ายว่าโยทกาว่าตกลงซื้อบริการกันแล้วแต่โยทกาขโมยของ ๆ เวนย์มา ชัชรัณไม่ยอมเชื่อ แต่เวนย์ที่แอบยัดกระเป๋าเงินตัวเองใส่กระเป๋าถือของโยทกาจนเอามาใช้เป็นหลักฐานทำให้ชัชรัณมองโยทกาในแง่ร้าย โยทกาโกรธมากกับความร้ายกาจของเวนย์แต่ไม่เท่ากับสายตาของชัชรัณที่มองโยทกาอย่างรังเกียจ การจากกันในคืนนั้นทำให้โยทกาเหม็นหน้าชัชรัณนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ละคร เหมือนคนละฟากฟ้า โยทกาเตรียมตัวกลับเมืองไทยโดยไม่สนใจคำขอร้องของ บ๊อบ (กิจเกษม แมแฟดเดน) เพื่อนชายคนสนิท ที่ขอเธอแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เพราะที่เมืองไทย โยทการยังมีแม่ที่เป็นห่วง เซม (บรมวุฒิ หิรัณยัษฐิติ) และ เจนจันทร์ (นลิน โฮเลอร์) เพื่อนสาวคนสนิทที่เมืองไทย ติดต่อกลับมาบอกว่า กรรณิการ์ (จินตหรา สุขพัฒน์) แม่ของเธอกำลังจะแต่งงานกับ พลตรีเถกิง วริศรักษ์ (สันติสุข พรหมศิริ) นักธุรกิจเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง โยทการ้อนใจที่แม่กำลังจะยอมถูกตราหน้าอีกครั้งว่าขายตัวเพื่อเงิน และโยทกาเชื่อว่าการขายตัวครั้งนี้ต้องมีโยทกาเป็นสาเหตุเหมือนตลอดชีวิตที่ผ่านมา ตั้งแต่เด็กโยทกาเห็นแม่ยอมให้ตัวเองเป็นโสเภณีมีเงินเดือนเพื่อให้โยทกาได้มีกินมีใช้ ได้เรียนสูง ๆ ความเจ็บปวดจากการที่แม่ผู้ให้กำเนิดโดนดูถูก เหยียดหยาม เพื่อให้ลูกอย่างโยทกาไม่ต้องพบเจอกับความลำบากทำให้โยทกาสาบานกันตนเองว่าจะต้องได้ดีมีเงินด้วยความสามารถ จะเลี้ยงดูและไม่ให้ใครมาดูถูกแม่ได้อีก โยทกาตัดสินใจจะกลับเมืองไทยก่อนงานแต่งงานของกรรณิการ์ ละคร เหมือนคนละฟากฟ้า เช่นเดียวกับชัชรัณ ที่รู้ข่าวจาก คุณยายผ่อง วริษรักษ์ (ดวงใจ หทัยกาญจน์) ผู้เจ้าระเบียบและเคร่งครัดบอกมาว่าเถกิง บิดาของชัชรัณกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับกรรณิการ์ หญิงสาวที่มีประวัติเป็นนักร้องในคลับ มีคนยืนยันว่ากรรณิการ์เคยเป็นเมียน้อยของผู้ชายหลายคนก่อนที่จะมาพบเจอกับเถกิง คำเป่าหูของคุณยายผ่องที่ชัชรัณรักและเคารพที่สุดในชีวิตถึงพฤติกรรมของเถกิงที่ทำให้ สินี (ปรารถนา สัชฌุกร) แม่ของชัชรัณต้องตรอมใจจนตาย รวมถึงการบอกเล่าความเหลวแหลกของกรรณิการ์ ทำให้ชัชรัณโกรธพ่อและตั้งป้อมรังเกียจกรรณิการ์ตั้งแต่ยังไม่ทันเห็นหน้า โยทการับรู้ความรู้สึกของชัชรัณที่มีต่อแม่ของเธอด้วยความบังเอิญที่ต้องติดรถชัชรัณไปที่สนามบิน โยทกาตั้งใจว่าจะต้องไปขวางการแต่งงานของแม่เช่นกัน เพราะไม่อยากให้แม่เป็นทุกข์มากไปกว่านี้ ละคร เหมือนคนละฟากฟ้า เมื่อชัชรัณถึงเมืองไทย ก็ร่วมกับคุณผ่อง และ เพ็ญศรี (ไปรมา รัชตะ) ญาติตัวร้ายในบ้าน ต่อต้านไม่ให้พ่อแต่งงาน แต่เถกิงไม่สนใจ ยืนยันที่จะแต่งงานกับกรรณิการ์ให้ได้ โดยไม่สนใจอดีตของเธอ ด้านโยทกาเมื่อเดินทางมาถึงเมืองไทยก็รีบนัดให้กรรณิการ์ออกมาพบ โยทกาขอร้องให้กรรณิการ์ยกเลิกการแต่งงานครั้งนี้ โยทกาสัญญาว่าจะเลี้ยงดูกรรณิการ์อย่างดี ไม่ต้องลำบากอีกต่อไป ในขณะที่กรรณิการ์พยายามจะให้โยทกาเข้าใจว่าการแต่งงานกับเถกิงจะช่วยสร้างประวัติใหม่ให้กับโยทกา ได้สถานภาพเป็นลูกสาวของนักธุรกิจชื่อดัง มีศักดิ์ศรี มีที่ยืนดี ๆ ในสังคม ไม่ใช่ลูกเมียน้อย เมียเก็บถูกสังคมกดให้ต่ำต้อยเพียงเพราะโยทกาเลือกเกิดไม่ได้เหมือนที่ผ่านมา โยทกาพยายามจะบอกกรรณิการ์ว่าไม่เคยสนใจคำพูดคนอื่น ไม่ต้องการเกียรติยศ ชื่อเสียง โยทกาต้องการเห็นกรรณิการ์มีความสุข ไม่ต้องรวยล้นฟ้า แต่เราจะไม่มีวันอับจนเพราะความรู้ความสามารถที่โยทกามี โยทกาไม่อยากให้กรรณิการ์ต้องเป็นที่รองรับอารมณ์ผู้ชายมักมาก แต่กรรณิการ์ยืนยันว่าเถกิงเป็นสุภาพบุรุษ เป็นผู้ชายที่ดี โยทกาไม่อยากเชื่อเพราะสิ่งที่เห็นจากชัชรัณทำให้โยทกาคิดว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นแน่ แต่แล้วโยทกาก็หาทางทำความรู้จักกับเถกิง และยอมรับในความรักที่แท้จริงของเถกิงที่มีต่อแม่ของเธอ ก็เลยสบายใจ ก่อนวันงานแต่งงานของกรรณิการ์ โยทกาได้รู้จักกับ กิ่งกาญจน์ รสิกาญจน์ (สุนิสา เจทท์) น้องสาวของกฤตนัย หญิงสาวที่ผู้ใหญ่ของทั้งสองตระกูลหมายจะให้ได้ครองคู่กับชัชรัณ กิ่งกาญจน์รู้สึกถูกชะตา เอ็นดูโยทกาตั้งแต่แรกเห็น มิตรภาพของทั้งคู่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในวันงานแต่งงานของเถกิง กับ กรรณิการ์ ทาง เพ็ญศรี กับ คุณผ่อง วางแผนกลั่นแกล้งกรรณิการ์ ให้คูอริเก่าอย่าง อรัญญา (สุรัตนา ข้องตระกูล) มาอาละวาดในงาน แต่กฤตนัย และโยทการู้เรื่องเสียก่อน ก็เลยวางแผนกับเพื่อนเซม และเจนจันทร์ จัดการจนอรัญญาไม่สามารถมาทำลายพิธีแต่งงานของเถกิงและกรรณิการ์ที่บ้านได้ การแต่งงานผ่านไปได้ด้วยดี โยทกา เริ่มต้นทำงานที่บริษัทของชัชรัณ ทำให้ได้ติดต่อกับ ภุชงค์ (ธนกฤต พานิชวิทย์) ผู้บริหารโรงแรมบลูมูน ลูกชายคนเดียวของ ภูมิ (วิวัฒน์ ผสมทรัพย์) และ ชงโค (ปริศนา กล่ำพินิจ) รวมทั้ง กุสุมา (ณัฐวรา วงศ์วาสนา) นักบริหารจัดการคนเก่ง โดยโยทกาพยายามลุยงานเต็มที่เพื่อลบคำสบประมาทของชัชรัณ ขณะเดียวกันโยทกาก็มักจะคอยไปตอแย ไปในสวนพื้นที่ส่วนตัวของชัชรัณ ซึ่งทุกคนในบริษัทไม่มีใครกล้าไปยุ่ง ขนาดกฤตนัย และ กิ่งกาญจน์ ที่สนิท ยังไม่ค่อยที่จะเข้าไปหาชัชรัณ แต่โยทการู้สึกว่าการยั่วเสือยิ้มยากอย่างชัชรัณ เป็นความสุขอย่างหนึ่งในชีวิต ละคร เหมือนคนละฟากฟ้า แต่ความขัดแย้งในครอบครัว ระหว่างชัชรัณกับพ่อ ส่งผลไปถึงกรรณิการ์ และโยทกา แม้จะอยู่บ้านเดียวกัน เหมือนยิ่งอยู่ห่างไกลกัน ความอดทนของชัชรัณถึงขีดสุด เมื่องานการกุศลที่เขาจัดขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับแม่ที่จากไป ถูกทำลายเพราะอรัญญามาอาละวาดหาเรื่องกรรณิการ์ในงาน ทั้งนี้แม้จะเป็นแผนร้ายของเพ็ญศรี แต่ก็กระทบทำให้งานที่ชัชรัณอุตส่าห์เตรียมงานมานาน ต้องล้มเหลวไป ชัชรัณโมโหจนไปพักผ่อนและดูงานที่เชียงใหม่ ไม่มีทีท่าจะกลับบ้าน โยทกาตามไปขอร้องให้เขากลับบ้าน แต่ชัชรัณไม่สนใจ โยทกาตื๊อและตามเขาไปทุกที่และต้องไปเสี่ยงอันตราย ช่วยเด็กชาวเขาด้วยกัน ชัชรัณและโยทกาต่างมีความรู้สึกดีต่อกัน แม้จะมีคุณยายผ่อง และ กรรณิการ์ ที่ไม่อยากให้ทั้งคู่ชอบกัน แต่ความรักก็ห้ามกันไม่ได้ แต่อุปสรรคความรักของทั้งคู่ก็มีมากมาย ทั้งเรื่องของกิ่งกาญจน์ ที่ทาง คุณหญิงละออง (ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา) แม่บุญธรรมของกิ่งกาญจน์ก็พยายามบีบบังคับทุกวิถีทางให้ชัชรัณยอมแต่งงานกับกิ่งกาญจน์ แล้วยังมีภุชงค์ที่ตามจีบโยทกาอีก โดยมีกุสุมาคอยช่วยเหลือ ด้านกฤตนัยก็ไม่เห็นด้วยที่ชัชรัณจะทิ้งกิ่งกาญจน์แล้วมารักโยทกา ทั้งที่กฤตนัยเองก็แอบหลงรักกิ่งกาญจน์ น้องสาวบุญธรรมมานานแล้ว เรื่องราวความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวที่วุ่นวายซับซ้อน และความรักของชัชรัณ กับ โยทกา จะลงเอยอย่างไร ก็ต้องติดตามชมในละคร เหมือนคนละฟากฟ้า ที่ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.15 น. ทางช่อง 3HD ช่อง 33 ละคร เหมือนคนละฟากฟ้า เริ่มตอนแรกวันอังคารที่ 25 เมษายน 2560 รายชื่อนักแสดงนำในละคร เหมือนคนละฟากฟ้าแอนดริว เกร้กสัน รับบท ชัชรัณภีรนีย์ คงไทย รับบท โยทกาวรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์ รับบท กฤตนัยสุนิสา เจทท์ รับบท กิ่งกาญจน์ธนกฤต พานิชวิทย์ รับบท ภุชงค์ณัฐวรา วงศ์วาสนา รับบท กุสุมาสันติสุข พรหมศิริ รับบท พลตรีเถกิงจินตหรา สุขพัฒน์ รับบท กรรณิการ์ดวงใจ หทัยกาญจน์ รับบท คุณยายผ่องไปรมา รัชตะ รับบท เพ็ญศรีทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา รับบท คุณหญิงละอองบรมวุฒิ หิรัณยัษฐิติ รับบท เซม ละคร เหมือนคนละฟากฟ้า ละคร เหมือนคนละฟากฟ้า ละคร เหมือนคนละฟากฟ้า ละคร เหมือนคนละฟากฟ้า ละคร เหมือนคนละฟากฟ้า ละคร เหมือนคนละฟากฟ้า

ปปส. ยัน เบนซ์ เรซซิ่ง ยังไม่ใช่ผู้ต้องหา!! อุบเรียก แพท สอบฯ
แพท ณปภา /  เบนซ์ เรซซิ่ง

      กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) นำโดย พล.ต.ท. สมหมาย กองวิสัย ผบช.ปส, พล.ต.อ. เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. และนายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการ ป.ป.ส. เผยหนุ่ม เบนซ์ เรซซิ่ง ยังไม่ใช่ผู้ต้องหา พบเป็นผู้ถือทรัพย์แทนนายบอย ณัฐ ซึ่งได้ถูกจับก่อนหน้าไปแล้ว โดยได้ซัดทอดว่าสามีของดาราสาวชื่อดังคือหนึ่งในผู้ต้องสงสัยในเครือข่าย ไซซะนะ แก้วพิมพา    ทั้งนี้ทางปปส. บอกให้ เบนซ์ เรซซิ่ง เข้ามาชี้แจงในเรื่องของทรัพย์สิน หลังเจ้าหน้าที่ตรวจค้นบ้านเจอปืน 2 กระบอก เครื่องกระสุน 9 มม. จำนวน 15 นัด และยึดรถ BMW รุ่น  s1000rr สีดำ เพราะไม่มีทะเบียน รับมีคนในแวดวงบันเทิงและไฮโซเอี่ยว ไม่ฟันธงเรียกดาราสาว แพท ณปภา มาสอบปากคำ... รายละเอียดมีดังนี้        "จากการตรวจค้นแมนชั่นของ เบนซ์ เรซซิ่ง เบื้องต้นชุดปฏิบัติการไม่พบตัวนายเบนซ์ ทำการตรวจค้นห้องพักชั้น 6 พบอาวุธ 2 กระบอก 1 กระบอกมีชื่อครอบครองนายอัครกิตติ์ ซึ่งเป็นปืนที่รับโอนมรดกมาจากพ่อ ส่วนอีกกระบอกรอตรวจสอบ นอกจากนี้พบเครื่องกระสุน 9 มม. จำนวน 15 นัดภายในห้องนอน ส่วนอีกจุดนึงที่ทำการตรวจค้นคือภายในร้านแต่งรถมอเตอร์ไซค์ ผลการตรวจค้นเบื้องต้นพบเอกสารประจำรถแล้วก็แผ่นป้ายทะเบียน 4กส 6071 ซึ่งนายบอยที่ถูกจับกุมไปแล้วได้อ้างว่าเป็นของตน แต่ฝากไว้กับนายเบนซ์ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดรถมอเตอร์ไซค์ BMW รุ่น  s1000rr สีดำ เนื่องจากไม่มีเอกสารประจำรถมาแสดงให้เจ้าหน้าที่ดู จึงทำการตรวจยึดไว้ก่อน"    "ตอนนี้เบนซ์ ไม่ได้เป็นผู้ต้องหา แต่จากการสืบสวนพบว่าเป็นผู้ถือทรัพย์สินแทน เพราะฉะนั้นการยึดทรัพย์สินถือว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาคือนายบอย เบนซ์ไม่ได้เป็นผู้ต้องหา แต่ทรัพย์สินต่างๆ เหล่านี้ที่ยึดวันนี้มันไปอยู่ที่นายเบนซ์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจากการตรวจสอบเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับยาเสพติดที่นายบอยให้นายเบนซ์ถือครองอยู่ ตอนนี้เท่าที่ทราบเรายังสืบไม่ได้ว่าเขาร่วมกระะทำความผิดในเรื่องยาเสพติดหรือไม่ แต่ที่ทราบเมื่อปี 2555 นายบอยถูกยึดอายัดทรัยพ์สินในฐานะเป็นผู้เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาคนนึง ศาลก็ตัดสินให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นกองทุน ปปส. แล้ว แต่ ณ วันนี้นายบอยถูกยึดทรัยพ์สินในฐานะเป็นผู้ต้องหา จากการเชื่อมโยงทรัพย์สินที่โอนไปมาระหว่างนายบอยกับนายเบนซ์ จึงทำให้เราเข้าไปยึดทรัพย์สินของนายเบนซ์ แต่ยังไม่มีข้อมูลของนายเบนซ์เข้าไปยุ่งกับยาเสพติด เพราะถ้าเกี่ยวข้องก็ต้องขอหมายจับนายเบนซ์ด้วย"มีการโอนทรัพย์สินกันไปมาบ่อยมั้ย?    "ตรงนี้เป็นเรื่องของการโอนบัญชี การโอนเกี่ยวกับเรื่องรถอะไรต่างๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ตรวจพบ แต่เรียนว่าเราก็ให้ความเป็นธรรมกับนายเบนซ์นะ คือให้โอกาสเข้ามาชี้แจง ชี้แจงได้ก็จะคืนให้ครับ แต่จากการสืบสวนพบว่ามันมีการเชื่องโยงกับนายบอยถึงยึดครับ"เบนซ์ติดต่อหรือยังว่าจะเข้ามาชี้แจง?    "ที่ตรวจสอบเขาขับรถออกไปตั้งแต่เมื่อคืนตอน 3 ทุ่ม เดี๋ยวก็คงต้องติดต่อ เพราะว่าเขาไม่ใช่ผู้ต้องหา เขาต้องเข้ามาติดต่อเพื่อจะเอาหลักฐานมายื่นว่าทรัพย์สินที่ ป.ป.ง .กับ ป.ป.ส. ยึดเนี่ยเขามีหลักฐานหรือเปล่า"ถ้าเขาไม่ติดต่อเข้ามาชี้แจง?    "เขาคงไม่ทิ้งทรัพย์สินหรอก คือตอนนี้มันคือการยึดที่ตรวจค้นพบ ส่วนรถลัมโบร์กินีของนายเบนซ์เข้าข่ายจะสวมทะเบียนนั้น ถ้าขนส่งบอกเป็นอีกคันนึง ก็อาจจะต้องสงสัยว่ามีการสวมทะเบียน มันก็จะมีเรื่องของการนำรถหรูเข้ามาอีกคดีนึงครับ"ถ้า 1-2 วันนี้ยังไร้วี่แววของนายเบนซ์ จะทำยังไงต่อไป?    "อย่างที่บอกเบนซ์ไม่ได้เป็นผู้ต้องหา เราก็คงจะตามลัมโบร์กินีเอามาตรวจ เราไม่ได้จับเขา เขาต้องมาชี้แจง ถ้าไม่มาชี้แจงเราก็ต้องยึดครับ ถามว่าอยากฝากอะไรถึงเบนซ์ ก็ให้เบนซ์ก็เอาแลมโบกีนี่เข้ามาตรวจสอบแล้วกัน(หัวเราะ)" เห็นว่ามีไฮโซและคนในวงการบันเทิงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย?    "คือเรื่องของยาเสพติดกับสังคมไฮโซ สังคมดารา ตอนนี้มันใกล้เคียงกันมาก เพราะสังคมหรูอวตารมันเกิดขึ้นมา โดยไม่รู้ว่าร่ำรวยกันยังไง อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าใครจะเป็นคนไม่ดี ใจเย็นๆ นิดนึง แล้วเรื่องของเบนซ์ถึงแม้จะไม่มา เดี๋ยวผมตามเอง ผมมีเวลาว่างสำหรับคนพวกนี้อยู่แล้ว สบายใจได้ แล้วที่รู้สาธารณรัฐประชาชนลาวยึดรถหรูมาเป็นพันคันแล้วเป็นสิบๆ ล้านบาท ฉะนั้นเราเชื่อว่าเราได้ยึดบ้างแน่นอน"ส่วนปืนที่พบที่บ้านนายเบนซ์ ถูกกฎหมายหรือเปล่า?    "ณ ตอนนี้น่าจะถูกกฎหมาย เพราะว่ามีทะเบียน แต่ที่ผมว่าเพราะว่าปืนชนิดนี้คนธรรมดาไม่เล่นกัน เพราะมันเหมาะสำหรับหน่วยจู่โจม อันนี้คือข้อห่วงใย เพราะปืนชนิดนี้จะใช้งานในหน่วยราชการมากกว่า"ถ้าเกิด 1-2 วันนี้เบนซ์ ยังไม่เข้ามาชี้แจงจะมีการเรียก แพท เข้ามาก่อนมั้ย?    "ยังไม่ตอบได้มั้ย เพราะว่าเหตุยังไม่เกิด ใจร้อนจัง ผมน่าร้อนกว่านะ(ยิ้ม)" ความสัมพันธ์ระหว่าง บอย-เบนซ์ เป็นยังไง?    "เบนซ์เป็นคนฟอก บอยเป็นคนจำหน่ายยาแล้วเอาของของไซซะนะมาฝากเบนซ์"ถ้าตรวจสอบว่าเบนซ์มีส่วนเกี่ยวข้อง จะโดนข้อหาอะไรบ้าง?    "สมคบครับ ความผิดก็ติดคุกด้วย แล้วก็จนด้วย" ปปส. แถลงหลังบุกค้นบ้าน เบนซ์ เรซซิ่ง   ปปส. แถลงหลังบุกค้นบ้าน เบนซ์ เรซซิ่ง   ปปส. แถลงหลังบุกค้นบ้าน เบนซ์ เรซซิ่ง   แพท - เบนซ์   แพท - เบนซ์  

10 ผลบุญ ที่เมื่อคุณทำครบแล้วจะชีวิตรุ่งเรืองทุกๆด้าน
ดวง /  ดูดวง / 

ผลบุญ 10 ประการที่ทำแล้วชีวิตจะดี ประการแรก บุญเกิดจากการให้ทาน หมั่นให้เนืองๆ ซึ่งจะส่งผลให้เราเป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก ประการที่ 2  บุญเกิดจากการหมั่นรักษาศีลให้เคร่งครัดโดยลำดับ ซึ่งจะส่งผลให้เรามีสุขภาพดี ชีวิตมีสวัสดิภาพและสวยงาม ประการที่ 3  บุญเกิดจากการภาวนา จงหมั่นภาวนาอยู่เสมอทุกวันๆ เจริญสติ ฝึกสมาธิอยู่ทุกขณะ อย่าให้ขาด ซึ่งจะส่งผลให้เราเป็นคนมีพลังอำนาจในตนและมีสติปัญญาล้ำลึก ประการที่ 4  บุญเกิดจากการประพฤติอ่อนน้อมแก่ผู้ที่ควรอ่อนน้อมคือผู้ประเสริฐ ผู้ที่มีความบริสุทธิ์ใจ และผู้มีใจบริสุทธิ์ทั้งหลาย เราจะต้องประพฤติอ่อนน้อมอยู่เสมอ ซึ่งจะส่งผลให้เราเป็นที่รักที่เมตตา และอยู่ในสังคมอันสูง ประการที่ 5 บุญเกิดจากการขวนขวายในกิจของผู้อื่น ใครก็ตามที่ควรได้รับการช่วยเหลือ เราจะช่วยเขาตามสมควรแก่ฐานะ และตามโอกาสให้ได้วัตถุประสงค์คือ ทุกคนดีขึ้นจริงๆ ซึ่งจะส่งผลให้เรามีบริวารมาก มีคนอาสาช่วยกิจการงานมาก ยามเดือดร้อนมีคนยื่นมือมาช่วย ประการที่ 6 บุญเกิดจากการฟังธรรม จงศึกษาสัจจะอยู่เสมอ ไม่ว่าจะด้วยการอ่านหนังสือ ฟังเทปหรือฟังเทศน์ หรืออะไรก็ตามที่เป็นการศึกษาสัจจะ ที่จะให้เราเห็นแง่มุมของสัจจะครบถ้วนขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้วิสัยทัศน์ของเรากว้างขวางล้ำลึกถูกต้องยิ่งขึ้น ประการที่ 7 บุญเกิดจากการแสดงธรรม เมื่อรู้อะไรแล้วใครที่เขายังด้อยกว่าเรา เราก็แนะนำสั่งสอนตักเตือนเขาด้วยใจเมตตาด้วยใจปรารถนาดีจริงๆ เป็นการแสดงธรรม ซึ่งจะส่งผลให้เราแตกฉานและมั่นคงในความดีงามยิ่งขึ้น ถ้าเรายังไม่มีธรรมะมากนักก็อาจซื้อหนังสือธรรมะหรือเทปธรรมะไปแจกก็ได้ ประการที่ 8 บุญเกิดจากการอุทิศบุญ เมื่อทำความดีใดๆ แล้ว ก็หมั่นเผื่อแผ่ความดีให้แก่คนอื่น เจือจานความดีและความชอบในผลงานให้แก่คนอื่น อย่าไปหวงความดี อย่าไปติดดี ซึ่งจะส่งผลให้จิตใจเราสะอาดและอิสระยิ่งใหญ่ขึ้น ประการที่ 9  บุญเกิดจากการอนุโมทนาส่วนกุศล เมื่อใครเขาทำความดีแล้วเราหมั่นยินดีในความดีของเขา ชื่นชมยินดี สรรเสริญยกย่องเขา จะทำให้จิตใจเราสูงส่งยิ่งขึ้น สะอาดหมดจด ไม่อิจฉาริษยา ซึ่งจะส่งผลให้เรามีมิตรมาก มีความสัมพันธ์อันมั่นคง ประการที่ 10  บุญเกิดจากการทำความเห็นให้ตรงสัจจะ คือทำปัญญาให้ตรงกับสัจจะอันล้ำลึกแทงตลอด ทำปัญญาให้ตรงกับเป้าหมายสูงสุดของชีวิตและของทุกสิ่งของขบวนการวิวัฒนาการ แล้วทำปัญญาให้เห็นประโยชน์สูงสุด ปรับวิถีชีวิต ทำกิจการงานทุกอย่างให้ได้ประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกฝ่ายไป ทุกขณะคือทำบุญในงาน แล้วทำงานให้เป็นบุญโดยลำดับ ซึ่งจะส่งผลให้เราแจ่มแจ้งในความเป็นจริงทุกระดับและนำปัญญามาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตได้จริง บุญทุกประการที่กล่าวมาแล้วจักชำระจิตใจ ทำให้ชีวิตเราหมดจดมากขึ้น เมื่อบริสุทธิ์มากขึ้น พลังอำนาจอันเป็นฐานแห่งความสำเร็จก็ยิ่งใหญ่ขึ้น ดังนั้น ถ้าทำได้ครบ 10 ประการตามที่บอกมาอย่างนี้ ท่านจะประสบความสำเร็จในชีวิตทุกๆด้าน ไม่ใช่ด้านใดด้านเดียว แต่เป็นทุกด้านของชีวิตเลยทีเดียว ติดตามดูดวงอื่นๆได้ที่ : Horoscope.mthai.com