วัยว้าวุ่น,

แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด'
ที่เที่ยวประจวบคิรีขันธ์ /  ท่องเที่ยวประจวบฯ / 

บางครั้งการที่เราออกไปเที่ยวคนเดียวไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม สิ่งนั้นยิ่งทำให้เราได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น แต่ก่อนที่เราจะเก็ยกระเป๋าก้าวออกจากบ้าน สิ่งที่เราต้องมีก็คือ "ความกล้า" เช่นครั้งหนึ่งเพจ LIFE IS A JOURNEY แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด' ใครจะไปรู้ว่าที่นี่มีที่เที่ยวชมธรรมชาติที่สวยงามอยู่หลายที่เลย อยู่ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นี้เอง ตามไปดูกันเลย ^^ แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด' การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณหกปีที่แล้ว ช่วงปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น ไม่มีอะไรทำ นอนดูทีวีอยู่หอ พอดีเปิดไปเจอรายการท่องเที่ยวของช่อง 5 รายการอะไรจำชื่อไม่ได้ล่ะ จำได้แค่ว่า เค้าพาเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าบนยอดเขา เป็นพระอาทิตย์ดวงกลมๆสีส้มค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากทะเล!!! เห็นเท่านั้นล่ะ หัวใจเต้นแรง เลือดสูบฉีดขึ้นมาทันใด (รู้สึกเหมือนตอนต้องออกไปยืนพูดหน้าเสาธงเป็นครั้งแรก) ดูจนจบเลยรู้ว่าไม่ใช่ที่ไหนไกล เป็นจุดชมวิวเขาแดง อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั้นเอง ด้วยความว้าวุ่น ว่าง เปลี่ยว และเหงา!!! ก็เลยลองหาข้อมูลเพิ่มเติม แค่รู้ว่าอยู่ตรงไหน มีที่เที่ยวอะไร จะไปยังไงได้บ้าง ส่วนที่พักหน่ะหรอ ไม่ต้องจองล่วงหน้า Agoda ก็ยังไม่รู้จัก เพราะมีเต้นท์และถุงนอนส่วนตัวจะไปกลัวอะไร ไปตายเอาดาบหน้าละกัน จึงตัดสินใจเก็บกระเป๋าในคืนนั้น แล้วออกเดินทางทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยเอาของไปเท่าที่จำเป็น และของสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยสำหรับการเดินทางเพียงลำพัง นั่นก็คือ "ความกล้า" "สูดหายใจเข้าให้ลึกสุดปอด รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วออกเดินทางไปพร้อมกัน" แผนการผจญภัยคร่าวๆ ในระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ดังนี เดินทางด้วยรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปหัวหิน ต่อรถไฟฟรีไปลงสถานีสามร้อยยอด นั่งรถมอเตอร์ไซด์ไปเดินเล่นทุ่งสามร้อยยอด กางเต็นท์นอนค้างคืนริมชายหาดสามพระยา เดินขึ้นเขาตอนตีห้า พระอาทิตย์มาตอนหกโมง เดินข้ามเขา มุดเข้าถ้ำพระยานคร ยืนดูดาวตอนกลางวันในถ้ำแก้ว เพื่อนร่วมเดินทาง กระเป๋า 1 ใบ ข้างในมีเสื้อ กางเกง ผ้าเช็ดตัว รองเท้าผ้าใบ อุปกรณ์อาบน้ำ ฯลฯ กระเป๋าคาดหน้าอก 1 ใบ เอาไว้ใส่เงิน โทรศัพท์ กล้อง ฯลฯ ไฟฉาย ยาสามัญประจำบ้าน ขวดน้ำดื่ม เต้นท์ ขนาด 2 คนนอน 1 หลัง และถุงนอน 1 ใบ กล้องคอมแพค 1 ตัว 07.00 AM : ออกจากหอไปขึ้นรถตู้ กรุงเทพ-หัวหิน ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เดินทางถึงหัวหินประมาณ 10 โมง แวะกินข้าวฟรีที่บ้านลุง กินอิ่มก็ไปรับตั๋วรถไฟฟรีที่สถานีหัวหิน ขบวนที่ 255 หรือใครอยากนั่งรถไฟฟรีมาจากกรุงเทพก็ได้นะ สถานีต้นทาง ธนบุรี ออกเวลา 07.30 สิ้นสุดที่สถานีหลังสวน 01.30 PM : รถไฟ รถไฟมา มาช้าหน่อยแต่ก็มา ตามประสารถไฟไทย รถไฟมาก็รีบกระโดดขึ้นไปหาที่นั่ง ขบวนนี้เบาะนุ่มสบายก้นมาก แนะนำเพิ่มเติมสำหรับคนที่เดินทางคนเดียว ควรมีกระเป๋าคาดหน้าอกแบบในรูปไว้สักใบ เอาไว้ใส่เงิน ใส่โทรศัพท์ ใส่กล้อง ฯลฯ หยิบใช้ง่าย สะดวกมากๆ นั่งมาสักพักก็ได้พบกับนวัตกรรมที่น่าทึงของแม่ค้าไทย นั่นคืออุปกรณ์สำหรับแขวนของมาขายบนรถไฟ มีทั้งอาหารสด อาหารแห่ง และเครื่องดื่ม เวลาจะขายก็แค่เอาตะขอไปแขวนไว้กับชั้นวางของด้านบน 02.00 PM : รถไฟมาถึงสถานีสามร้อยยอด  ที่นี่สถานีสามร้อยยอด แดดร้อนมาก แผนที่จุดหมายของการเดินทางทั้งหมดในครั้งนี้ 1) สถานีรถไฟสามร้อยยอด 2) ทุ่งสามร้อยยอด (ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ บึงบัว) 3) ที่ทำการ อช.เขาสามร้อยยอด (Khao Sam Roi Yot National park) 4) หาดสามพระยา (Sam Phraya Beach) 5) จุดชมวิวเขาแดง (Khao Daeng View Point 6) ถ้ำพระยานคร (Phraya Nakhon Cave) 7) ถ้ำแก้ว (Kaeo Cave) หลังจากลงจากรถไฟ ก็เดินหาของกินรองท้อง และเตรียมเผื่อสำหรับมือเย็นที่ตลาดใกล้ๆสถานีรถไฟ เดินเลือกหาของกินอยู่สักพัก ก็มีเสียงทักเบาๆมาจากข้างหลังว่า "ไอ้หนู สะพายกระเป๋าพะรุงพะรังจะไปไหนเนี่ย" หันไปดูก็เห็นเป็นคุณป้าร้านขายลูกชิ้นกับข้าวเหนียวมะม่วง ดูท่าทางใจดี ก็เลยบอกป้าว่าจะไปทุ่งสามร้อยยอด ป้าก็ถามว่าแล้วจะไปยังไงล่ะ ไม่มีรถเข้าไปมันไกลนะ จึงบอกป้าไปว่าจะเดินเข้าไป หรือไม่ก็หาโบกรถเข้าไป ป้าก็อมยิ้ม แล้วบอกว่าจะไปส่ง แต่เราก็เกรงใจเพราะเห็นป้ากำลังตั้งร้านยังไม่เสร็จ ก็เลยปฏิเสธป้าไป แล้วก็ได้ยืนคุยกันอยู่สักพักก่อนจะออกเดินทางต่อ ป้าใจดีให้ลูกชิ้นมา 4 ไม้ ข้าวเหนียวมะม่วงมา 1 ถุง 03.00 PM : ออกเดินทางไปยังทุ่งสามร้อยยอด ทุ่งสามร้อยยอดอยู่ห่างจากตลาดที่เราอยู่ประมาณ 8 กิโลเมตร ไม่มีรถประจำทาง ดังนั้น วิธีการที่เราเลือกใช้คือ "โบกรถ" ก็เลยเดินไปที่ปากทางเข้าเพื่อรอโบกรถ เดินไปสักระยะก็เจอกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 4-5 คน พร้อมมอเตอร์ไซด์กำลังจับกลุ่มคุยกัน กลุ่มวัยรุ่นเห็นเราเดินผ่านมาก็เลยตะโกนถามว่า "พี่จะไปไหนครับ" ด้วยความกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีหรือโดนปล้น ก็เลยบอกไปว่า "จะไปบ้านญาติที่อยู่ข้างใน" กลุ่มวัยรุ่นก็เลยบอกว่า "ให้ผมไปส่งไหมพี่" เราก็รีบปฏิเสธทันใดว่า "อยู่ใกล้ๆ เดินไปเดี๋ยวก็ถึง" จากนั้นก็รีบเดินห่างออกมาอย่างรวดเร็ว เดินมาได้สักพัก ก็มีเสียงรถมอเตอร์ไซด์และเสียงพูดตามหลังว่า "มาๆ เดี๋ยวผมไปส่ง" เป็นเสียงของเด็กวัยรุ่นที่ขับมอเตอร์ไซด์มาคนเดียว ไอ้เราก็กลัวๆกล้าๆ แต่เพื่อไม่ให้เป็นการขัดศรัทธา ก็เลยยอมนั่งไปด้วย และบอกว่าจะแวะไปที่ทุ่งสามร้อยยอดก่อน น้องเค้าก็มาส่งให้อย่างปลอดภัย แอบรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่มองน้องเขาในทางไม่ดีในตอนแรก แต่การเดินทางเพียงลำพัง บางครั้งถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ ก็ควรคิดในแง่ร้ายเอาไว้ก่อนเสมอ เพื่อที่เราจะได้คิดหาวิธีการป้องกัน แต่ก็อย่าแสดงออกให้เค้ารู้ถึงความคิดนั้น เพราะผลลัพท์สุดท้ายที่ออกมาอาจจะเป็นเรื่องดี 03.15 PM : ซ้อนรถมอเตอร์ไซด์มาลงที่หน้าทางเข้าทุ่งสามร้อยยอด บรรยากาศตรงหน้าคือทุ่งน้ำอันกว้างใหญ่ กลางแดดที่ไม่ร้อน เพราะมีสายลมแรงพัดมากระทบใบหน้าอยู่ตลอดเวลา ก่อนที่จะเข้าไปเดินเล่น ได้แวะเข้าไปที่สำนักงาน เพื่อดูว่ามีใครอยู่รึเปล่า ขากลับจะได้ขอเค้าติดรถออกมาข้างนอกด้วย เพราะตั้งใจว่าจะไปพักค้างคืนที่ที่ทำการอุทยาน ซึ่งอยู่ห่างจากตรงนี้ไปอีกประมาณ 34 กิโลเมตร และต้องอ้อมเขาที่เห็นในภาพไปอีกด้านหนึ่ง ได้เจอกับเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ 2 คน แล้วจะออกมาข้างนอกตอน 4 โมงครึ่งหลังเลิกงาน ทุกอย่างเลยเป็นไปตามแผน ไม่งั้นต้องได้นอนอยู่ที่นี่แน่ๆ 04.30 PM : เดินสำรวจทุ่งกว้างบนเส้นทางที่ทอดยาว หลังจากสบายใจเรื่องการเดินทางกลับออกไปด้านนอก ก็ถึงเวลาเดินเล่นอย่างเพลิดเพลินไปบนสะพานไม้ที่ทอดยาวสุดสายตา ผ่านทุ่งดอกบัวที่กำลังเก็บตัว เพื่อรอวันอวดโฉมความสวยงามในปีหน้า ผ่านทุ่งหญ้า(กก) ที่พลิ้วไหวเอนไปตามสายลมครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ความรู้สึกเหมือนทุ่งหญ้ากำลังเต้นระบำ โดยมีสายลมเป็นเพลงบรรเลงอย่างสนุกสนาน ระหว่างทางจะมีศาลาให้หลบแดดอยู่เป็นระยะ ให้เราได้นั่งพักชมบรรยากาศแบบพาโรนามา มีพื้นหลังของทุ่งหญ้าเป็นท้องฟ้าและภูเขาที่สูงตระหง่าน ท่ามกลางสายแดดอ่อนๆ มีเวิ้งน้ำน้อยใหญ่ เป็นที่อาศัยของนกนานาชนิด เหมาะแก่การมาศึกษาเรื่องนกเป็นอย่างมาก มุมที่เราถ่ายออกมาอาจจะไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ แต่ถ่ายยังไง ถ่ายเท่าไหร่ ก็ถ่ายไม่เบื่อ อยากให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสที่นี่ดูสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าความสงบท่ามกลางธรรมชาติเป็นเช่นไร 05.30 PM : ที่พักสุดหรูริมชายหาดสามพระยา ลาจากทุ่งสามร้อยยอดที่แสนสงบ แล้วออกเดินทางต่อด้วยรถมอเตอร์ไซด์ของพี่เจ้าหน้าที่มาลงที่ปากทางริมถนนเพชรเกษม จากนั้นต่อรถทัวร์ขาลองใต้มาลงที่ปากทางเข้าที่ทำการอุทยาน ระยะทางประมาณ 20 กว่ากิโล ดักรอโบกรถเข้าไปข้างในอีกประมาณ 14 กิโล โบกไปโบกมา ผ่านหน้าไปประมาณ 5 คัน ก็มีรถกระบะสีแดงจอดรับ เลยรีบวิ่งไปสวัสดี แล้วขอติดรถไปด้วยหนึ่งคน ซึ่งด้านหลังรถมีถังใส่กุ้งพร้อมออกซิเจน เราก็เลยได้นั่งหน้าข้างรถขับ แต่ก็ไปไม่ถึงฝัน เพราะบ้านพี่เค้าถึงก่อนจุดหมายของเราประมาณครึ่งทางเห็นจะได้ เลยมายืนโบกต่อหน้าบ้านพี่เค้า ไม่ทันไรก็มีรถมอเตอร์ไซด์จอดรับ จึงรีบกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนจะไม่ทันรถไฟเที่ยวสุดท้ายยังไงยังงั้น นั่งมาใกล้จะถึงที่ทำการอุทยานเจอลิงเยอะมาก พี่คนขับเลยบอกว่าอย่านอนที่นี่เลย ลิงเยอะ เดี๋ยวลิงจะมารื้อของซะก่อน ก็เลยแนะนำให้เราไปนอนที่หาดสามพระยา ซึ่งอยู่เลยจากที่ทำการอุทยานไปอีกประมาณ 5 กิโลกว่าๆ ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะลิงเยอะมากจริงๆ แล้วพี่เค้าก็ไปส่งเราจนถึงจุดหมาย หลังจากมาถึงก็รีบเข้าไปคุยกับพี่เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่บริเวณป้อมด้านหน้าหาด เพื่อเข้าไปสอบถามว่าถ้าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นบนเขาแดงตอนตีห้า จะไปยังไงได้บ้าง เพราะไม่มีรถประจำทาง พี่เค้าก็เลยอาสาจะช่วยไปส่งให้ตรงทางขึ้นเขา เจอกันตีห้าที่หน้าป้อม จากนั้นก็รีบไปหาที่ซุกหัวนอน ซึ่งตอนนั้นมีฝรั่งมาพักอยู่แถวนั้น 1 คน แต่สุดท้ายฝรั่งก็ออกไป หาดเลยตกเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว จนได้จุดยุทธศาสตร์ในการกางเต้นท์เป็นศาลาริมชายหาด เดินลงจากศาลาเท้าก็เหยียบหาดทรายพอดี หรูยิ่งกว่าโรงแรมห้าดาวริมทะเลอีกนะ หลังจากเตรียมที่หลับที่นอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงออกไปเดินเล่นริมชายหาดก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้า แสงยามเย็นตกมากระทบกับผืนโคลนปนทรายเป็นสีส้มอมทอง สำหรับเราแสงยามเย็นก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน เป็นแสงที่มีเสน่ห์ที่สุด เดินเล่นจนแสงใกล้จะหมด จึงรีบกลับมาอาบน้ำ ห้องอาบน้ำที่นี่สะอาดมากๆ อาบน้ำเสร็จก็กลับมาที่เต้นท์ เต้นท์ปลิวครับท่านผู้ชม ปลิวไปติดอยู่มุมเสาของศาลา เพราะเวลาฟ้ามืดลมทะเลจะแรงมากๆ เราจึงไปหาก้อนหินมาทับมุมเต้นท์ไว้ทั้งสี่ด้านถึงเอาอยู่ 05.00 AM : ออกไปแตะขอบ(ทะเล)ฟ้า เสียงปุกของนาฬิกาบ่งบอกว่าได้เวลาออกไปตามหาพระอาทิตย์ที่ปลายขอบฟ้า ไม่ใช่สิ!!! ต้องบอกว่าขอบทะเลถึงจะถูก จึงไม่รอช้ารีบเก็บของ เก็บเต้นท์ น้ำไม่อาบ หน้าไม่ล้าง ฟันไม่แปลง แล้วรีบวิ่งไปหาพี่เจ้าหน้าที่ที่ป้อมตามที่นัดหมาย เพราะกลัวว่าจะไปไม่ทันเห็นพระอาทิตย์ขึ้น นั่งซ้อนรถมอเตอร์ไซด์ผ่านความมืด โดยมีเพียงแสงไฟจากรถเป็นเครื่องนำทางมาลงที่ปากทางขึ้นจุดชมวิวเขาแดง ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 300 เมตร หลังจากแสงไฟจากรถค่อยๆหายลับไป แสงของไฟฉายดวงน้อยๆก็สว่างขึ้นมาแทน ทำให้เส้นทางข้างหน้าที่จะต้องก้าวต่อไป มีขนาดเพียงแค่ลำแสงของไฟฉายที่สามารถฉายไปถึงเท่านั้น จึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้วออกเดินไปตามเส้นทางลูกรัง ฉายไฟไปเจอศาลหลังเล็กๆ บริเวณใกล้ๆตีนเขา ขนทุกเส้นที่มีบนร่างกาย ลุกขึ้นยืนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ใจหวิวๆยังไงไม่รู้บอกไม่ถูก ความกล้าที่มีในตอนแรกหายไปจนหมด เรายืนหยุดนิ่งพร้อมกับในใจก็ครุ่นคิดว่าจะเอายังไงดีจะหันหลังกลับดีไหม แต่พอเริ่มมีสติก็คิดได้ว่าจริงๆแล้วความกลัวนั้นเกิดมาจากภายในจิตใจของเรา เป็นสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมาเองทั้งนั้น สิ่งที่เราเห็นภายนอก ไม่ได้มาทำอะไรเราเลย มีแค่เราเท่านั้นที่คิดไปเอง ดังนั้นเราก็ควรที่จะหยุดความกลัวนั้นจากข้างใน ไม่ใช่ให้ความกลัวมาหยุดสิ่งที่เราตั้งใจ จึงเริ่มเดินต่อไปจนถึงบริเวณตีนเขา พร้อมกับมองหาเส้นทางเดินขึ้นไป แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เพราะเป็นภูเขาหินปูนที่ไม่มีร่องรอยของทางเดินให้เห็น หาอยู่สักพักก็ยังหาไม่เจอ เลยตัดสินใจเดินกลับไปยังที่ทำการอุทยานเพื่อสอบถามเส้นทาง พอมาถึงก็พยายามมองหาเจ้าหน้าที่จนไปเจออยู่คนหนึ่งกำลังนอนอยู่ในเปล " พี่ครับๆ พี่ครับๆ" พี่เค้าตกใจตื่นเพราะเสียงและแสงไฟของเรา จึงรบกวนให้พี่เค้าช่วยแนะนำและชี้เส้นทางการเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวเขาแดง พี่เค้าก็พาเราเดินกลับไปชี้จุดเริ่มต้นของทางเดินขึ้นเขา โดยตามเส้นทางจะมีป้ายไม้บอกทางเป็นลูกศรสีเหลืองพื้นหลังสีน้ำตาล ซึ่งเล็กมากๆ ฝังติดอยู่ตามก้อนหิน ซึ่งตอนแรกเราหาไม่เจอ หลังจากนั้นพี่เค้าก็กลับไปนอนต่อ และก็ถึงเวลาที่เราจะต้องไปต่อด้วยตัวเอง โดยระหว่างทางต้องพยายามคอยมองหาป้าย และหลบคมหนามของต้นกระบอกเพชรที่มีอยู่มากมายรายทาง สุดท้ายอุปสรรคก็ช่วยเป็นแรงผลักดันให้เราไปจนถึงจุดหมายได้ทันก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น รางวัลที่ได้รับคือวิวแบบพาโรนามา พร้อมกับสายลมเย็นๆที่สูดเข้าไปแล้วทำให้หายเหนื่อยได้อย่างน่าประหลาดใจ ด้านหลังเป็นแนวภูเขาหินปูนสลับซับซ้อน ซึ่งอาจจะเป็นที่มาของคำว่า "สามร้อยยอด" ก็เป็นได้ ด้านซ้ายและขวาเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง ส่วนด้านหน้าเป็นพระอาทิตย์และท้องทะเล และในที่สุดพระอาทิตย์ดวงกลมๆสีส้มก็ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากทะเลให้เราได้พิชิตด้วยสายตาของตนเองจนสำเร็จ ต้องลองมาสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะเข้าใจ 08.00 AM : การขึ้นภูเขาไม่เหนื่อยเท่าลงจากภูเขา หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศบนจุดชมวิวจนแสงแดดอุ่นๆเริ่มเปลี่ยนเป็นความร้อน ก็ได้เวลาออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป นั้นก็คือ "ถ้ำพระยานคร" และ "ถ้ำแก้ว" โดยปกติการเดินขึ้นภูเขามักจะเหนื่อยมากกว่าการลงจากภูเขา เพราะแรงโน้มถ่วงของโลก แต่สำหรับเราการเดินขึ้นภูเขาเหนื่อยน้อยกว่าการเดินลงจากภูเขา เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกถูกกำจัดหมดไปด้วยความตั้งใจที่แนวแน่และมุ่งมั่นเพื่อไปให้ถึงยังจุดหมาย ระหว่างทางที่กลับลงมาจากภูเขา ได้เจอกับค่างแว่นถิ่นใต้ที่ออกมาหากินในตอนเช้า ห้อยโหนอยู่ตามยอดไม้อยู่เป็นระยะ บ้างก็อยู่โดดเดียว บ้างก็อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หน้าตาน่ารักและช่างสงสัย ลักษณะของป้ายบอกทางเดินขึ้นไปยังจุดชมวิว ซึ่งหากเป็นตอนกลางคืนจะยากต่อการมองเห็นสักหน่อย ระยะทางอาจจะดูไม่ไกล ถ้าหากไม่มั่นใจโปรดติดต่อเจ้าหน้าที่จะดีกว่านะ ภูเขาหินปูนจะไม่มีร่องรอยของทางเดินให้เห็น และเป็นหินที่มีความแหลมคม จึงควรใส่รองเท้าผ้าใบเดินขึ้นไปจะดีที่สุด จุดชมวิวเขาแดงอยู่บนยอดของภูเขา ซึ่งอยู่ด้านหลังของภูเขาลูกที่เห็นอยู่นี้ หลังจากลงมาถึงพื้นราบแล้ว ได้แวะเข้าไปหาข้าวเช้ากินเพื่อเติมพลัง ภายในที่ทำการอุทยานซึ่งอยู่ไม่ไกล 09.00 AM : มุ่งหน้าไปยังถ้ำพระยานคร นั่งกินข้าวเช้าในที่ทำการอุทยาน พร้อมชมโชว์กายกรรมห้อยโหนไปมาของลิงแสมอย่างเพลิดเพลิน ก็ได้เวลาออกเดินทางต่อไปยังถ้ำพระยานคร ซึ่งอยู่ห่างจากออกไปอีกประมาณ 18 กิโลเมตร วิธีการเดินทางที่เราเลือกใช้ก็ยังคงเป็นวิธีการเดิม นั่นก็คือ "การโบกรถ" โดยไปยืนดักรอโบกรถอยู่ข้างหน้าที่ทำการอุทยาน ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีรถผ่านไปมาซักเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็ได้ไปกับรถของการไฟฟ้า ไม่รอช้ากระโดดขึ้นข้างหลังไปนั่งรวมอยู่กับเครื่องมือของเจ้าหน้าที่ นั่งมาลงบริเวณสามแยกทางไปถ้ำพระยานคร เพราะพี่เค้าต้องตรงไป ส่วนเราต้องเลี้ยวไปทางขวา จากจุดที่ลงรถต้องเข้าไปอีกประมาณ 5 กิโล จึงจะถึงจุดเริ่มต้นของทางเดินไปยังถ้ำพระยานคร เราเดินเข้าไปได้สักระยะ ผ่านรถสิบล้อที่อยู่ไกลๆในรูป เจอชาวบ้านกำลังนั่งคัดแยกกุ้งกันอยู่ เห็นเราเดินตากแดดมาคนเดียว ก็เลยแซวและถามว่าจะไปไหน พร้อมกับชวนให้ไปกินน้ำเย็นๆในกระติก เดินต่อไปกลางแดดจ้า บนถนนราดยางที่เริ่มจะร้อนระอุ ก็มีรถฟอร์จูนเนอร์สีดำขับมาจอดอยู่ข้างๆ แล้วเปิดกระจกออกมาถามว่าจะเดินไปไหน พอดีไปทางเดียวกันก็เลยชวนเราติดรถไปด้วย พี่ๆ บอกว่าเดินทางมาจากกรุงเทพ มากันสามคน เห็นเราแบกกระเป๋าเดินตากแดดคนเดียวแล้วรู้สึกสงสารเลยตัดสินใจแวะรับมาด้วย หลังจากมาถึงจุดเริ่มต้นทางเดินไปถ้ำพระยานคร ก็ได้แยกกับพี่ๆทั้งสามคน เพราะการเดินทางไปยังถ้ำนั้น สามารถทำได้สองวิธี คือ นั่งเรืออ้อมภูเขาไปลงหน้าชายหาดทางเข้าถ้ำ กับเดินข้ามภูเขาไปอีกประมาณ 1 กิโลไปยังปากทางเข้าถ้ำ ซึ่งวิธีนี้ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะใช้แค่แรงกายและใจเท่านั้น เราเลือกที่จะเดินข้ามภูเขาไปตามทางเดินที่เป็นบันไดหินซึ่งไม่ราบเรียบเพียงลำพัง ส่วนพี่ๆ นั่งเรืออ้อมเขาไปลงที่หน้าหาดซึ่งเร็วกว่ามาก หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย  ระหว่างทางสามารถแวะชมวิวภูเขาและทะเลสีฟ้าใสได้ตลอดทาง ช่วยทำให้ความเหนื่อยลดลงไปได้เยอะ เดินขึ้นเขามาได้ประมาณครึ่งทางกว่าๆก็จะสามารถมองเห็นชายหาดขาวสะอาดที่เรือมาจอดส่งนักท่องเที่ยว ชีวิตคนเราก็เหมือนกับการเดินทางข้ามภูเขา มีขึ้นก็ต้องมีลงเป็นเรื่องธรรมดา แถมยังช่วยให้เราเข้มแข็งขึ้น 11.00 AM : สำรวจถ้ำพระยานคร ลงจากเขามาล้างหน้าล้างตา นั่งพักสักครู่ และฝากกระเป๋าไว้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จากนั้นก็ออกเดินทางต่อเพื่อเข้าไปข้างในถ้ำอีกประมาณ 500 เมตร ผ่านบ่อพระยานคร ซึ่งตามประวัติเล่าว่าในสมัยรัชกาลที่ 1 เจ้าพระยานคร ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชได้แล่นเรือผ่านทางเขาสามร้อยยอด และเกิดพายุใหญ่ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ จึงจอดพักเรือหลบพายุที่ชายหาดแห่งนี้เป็นเวลาหลายวัน และได้สร้างบ่อน้ำเพื่อใช้ดื่ม เรียกว่า "บ่อพระยานคร" เส้นทางเดินเป็นบันไดโขดหินตะปุ่มตะป่ำค่อนข้างเดินลำบากสักเล็กน้อย หลังจากเดินขึ้นมาได้สักพักก็ถึงปากทางเข้าถ้ำ และจะรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ ภายในถ้ำจะมีลักษณะเป็นโถงขนาดใหญ่ มีปล่องอากาศขนาดเล็ก และใหญ่ที่มีแสงแดดส่องลงมาถึงด้านล่างอยู่หลายจุด " พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์" เป็นพลับพลา แบบจตุรมุข สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 คราวเสด็จประพาสเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2433 เป็นฝีพระหัตถ์ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ ทรงสร้างขึ้นในกรุงเทพฯ แล้วส่งมาประกอบทีหลังโดยให้พระยาชลยุทธโยธินเป็นนายงานก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมายกช่อฟ้าด้วยพระองค์เอง   หลังจากเดินสำรวจภายในถ้ำจนครบถ้วนและหายเหนื่อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังจุดหมายสุดท้าย นั้นก็คือ "ถ้ำแก้ว" 01.00 PM : จุดหมายสุดท้าย เมื่อออกมาจากถ้ำพระยานครก็กลับไปเอาของที่ฝากไว้แล้วเดินกลับด้วยวิธีการเดิม และแวะกินข้าวเที่ยงบริเวณตีนเขา ล้างหน้าล้างตา นั่งพักสักครู่แล้วเดินทางต่อด้วยรถมอเตอร์ไซด์ของชาวบ้านมาลงที่ปากทางไปถ้ำแก้ว ซึ่งอยู่ระหว่างทางก่อนที่จะถึงถ้ำพระยานครในตอนแรก เดินต่อไปตามทางลูกรังสีแดงอีกประมาณ 1 กิโล ก็จะถึงปากทางเข้าถ้ำ ซึ่งจะมีชาวบ้านมาคอยให้บริการเช่าไฟฉาย เพราะข้างในไม่มีแสงสว่าง ต้องเตรียมไฟฉายเข้าไปด้วยทุกครั้ง แต่เราเตรียมไฟฉายมาเอง เลยไม่ต้องเสียตังค์เช่า ข้างในมีระยะทางประมาณ 128 เมตร ซึ่งตอนที่เราไปไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเลยสักคน เหงาเลยเรา ข้างในถ้ำมืดมากๆ มีหินงอกหินย้อยเล็กใหญ่สลับกันไปตลอดทาง บางจุดต้องก้ม ต้องมุดผ่านหินงอกขนาดใหญ่ บางจุดต้องเดินผ่านช่องหินเล็กๆ บางจุดต้องเดินขึ้นสะพาน ลงสะพาน ซึ่งด้านล่างเป็นเหวลึกๆมึดๆ ที่ส่องไฟไปได้ไม่สุด ดินสำรวจไปได้ครึ่งทาง ไฟฉายคู่ใจที่พกมาด้วยแสงเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ ฉายไปแทบจะไม่เห็นทางข้างหน้า เราพยายามเคาะขั้วถ่าน หมุนให้เน้นอยู่สักพักก็ไม่สำเร็จ ติดๆดับๆ สุดท้ายก็ดับสนิทนิ่งไปในทันใด เรายืนซ่อมไฟฉายท่ามกลางความมืดมิด ที่ไม่สามารถเดินขยับไปไหนได้เลย เพราะรอบตัวมีแต่หินงอกหินย้อย ยืนอยู่ที่เดิมประมาณ 15 นาที ซึ่งเป็น 15 นาทีที่รู้สึกนานมากๆ กลัวว่าจะต้องติดอยู่ในถ้ำ เพราะไม่ค่อยมีคนเข้ามาเที่ยว แต่สุดท้ายก็มีแสงสว่างแห่งความหวังส่องเข้ามา ตอนนั้นรู้สึกโล่งใจมากๆ อย่างบอกไม่ถูก เป็นแสงไฟฉายของนักท่องเที่ยวสองคนสามีภรรยา ที่ฉายมาเจอเรายืนอยู่ท่ามกลางความมืดคนเดียว เค้าก็ตกใจเล็กน้อยว่าทำไมมายืนอยู่คนเดียวมืดๆ เราก็เลยเล่าให้เค้าฟังแล้วขอเดินตามเค้าออกไปด้วย เดินตามพี่เค้ามาเรื่อยๆก็มาเจอกับจุดที่ได้นำไปตั้งเป็นชื่อของถ้ำนี้ ซึ่งเมื่อเราฉายไฟไปที่ผนังถ้ำ ก็จะมีแสงระยิบระยับสะท้อนกลับมาเป็นเหมือนเศษแก้วเล็กๆประดับอยู่อย่างสวยงาม ความรู้สึกเหมือนได้ยืนดูดาวอยู่ท่ามกลางความมืดมิดภายในถ้ำยังไงยังงั้น สุดท้ายเราก็ออกมาจากถ้ำจนได้ ต้องขอขอบคุณพี่ๆทั้งสองเป็นอย่างมาก ขอบคุณโชคชะตาที่นำพาให้ได้มาเจอกัน เกือบปิดท้ายทริปนี้ด้วยการนอนในถ้ำแก้วซะแล้วเชียว จริงๆมีอีกที่ที่อยากไปคือ "ถ้ำไทร" ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมาก แต่ตอนนั้นใกล้จะเย็นแล้วน่าจะไปไม่ทัน จึงตัดออกไปแล้วเดินทางกลับ เดินออกจากถ้ำไปสามแยกที่มาลงในตอนแรกอีกประมาณกิโลกว่าๆ เพื่อมายืนรอโบกรถกลับออกไปที่ถนนเพชรเกษม และได้ไปกับรถกระบะขนโต๊ะจีนเพื่อไปจัดงานแต่ง โดยยืนเกาะหลังคารถเอาหน้าโต้ลมสนุกมากๆ แต่ก็ไปไม่ถึงที่หมาย เพราะบ้านงานอยู่ถึงก่อน เลยโบกรถต่ออีกรอบ และไปได้กับรถกระบะของตายายใจดีไปลงถึงปากทางเข้าอุทยานริมถนนเพชรเกษม แล้วต่อรถทัวร์ไปยังอ.เมืองประจวบฯ ก็เป็นอันจบทริปอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดเพียงเท่านี้ การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราออกเดินทางเพียงลำพัง ซึ่งความจริงแล้วการตัดสินใจออกเดินทางคนเดียวครั้งแรกนั้นมันยากมาก เพราะเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร จึงคิดและจินตนาการไปก่อนว่ามันน่าจะเหงา ลำบาก และอันตราย สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเสมือนกำแพงที่เราสร้างมันขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเราให้ยังคงอยู่ในพื้นที่ที่เราคิดว่าปลอดภัย ทำให้เราไม่ได้ออกไปผจญภัยในโลกกว้างนอกกำแพงนั้นเสียที แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่จะสามารถทลายกำแพงนั้นก็ได้คือ "ความกล้า" กล้าที่จะตัดสินใจ กล้าที่จะออกไปเรียนรู้ กล้าที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลงของทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น ถ้าเราสามารถทำและยอมรับสิ่งเหล่านั้นได้มันจะคุ้มค่ามากๆ เพราะสิ่งรอเราอยู่หลังกำแพงนั้นคือประสบการณ์อันล้ำค่าที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากที่ไหน ได้มิตรภาพ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆรอบตัว ได้รู้จักและเข้าใจตัวเราเองเพิ่มมากขึ้น และเมื่อเราสามารถก้าวผ่านครั้งแรกไปได้แล้ว เชื่อว่าจะต้องมีครั้งต่อๆไปอย่างแน่นอน " A journey of a thousand miles must begin with a single step." – Lao Tzu " การเดินทางนับพันไมล์ต้องเริ่มต้นที่ก้าวแรกเสมอ" ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook LIFE IS A JOURNEY ติดตามเพิ่มเติมได้ที่  https://th.readme.me/id/lifeisajourney, https://www.facebook.com/LifeIsAJourneyThailand, https://www.instagram.com/lifeisajourneythailand/

ฟูโผล่กรุงโรม! เอเย่นต์ยันมีโอกาสย้ายไปโรม่า
กัลโช เซเรีย อา /  ข่าวแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด / 

มารูยาน เฟลไลนี่ นักเตะหุ่นโย่งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวว่าอาจตัดสินใจย้ายไปเล่นกับ โรม่า ในฤดูกาลหน้าหลังสื่อรายงานว่าแข้งชาวเบลเยี่ยมรายนี้เดินทางไปดูเกม กัลโช่ เซเรีย อา ที่ทีมหมาป่าแห่งโรมเปิดบ้านเจอกับ นาโปลี เฟลไลนี่ วัย 28 ปีลงสนามให้ทีมปีศาจแดงไปทั้งหมด 32 เกมในฤดูกาลนี้แต่แฟนบอลดูจะไม่ค่อยปลื้มกับฟอร์มการเล่นของเขามากนัก ขณะที่ ลูเซียโน่ ดิโอโนฟริโอ เอเย่นต์ของนักเตะยืนยันว่าเฟลไลนี่มีโอกาสย้ายไปร่วมทีมหมาป่าแห่งกรุงโรมแม้จะยังไม่มีการพูดคุยกันในช่วงนี้ก็ตาม "ตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ผมยังไม่ได้รับการติดต่อจากโรม่า ส่วนการย้ายทีมจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ แน่นอน โรม่าคือตัวเลือกที่เป็นไปได้"

ขยับเเรง! สื่อโปตุเกสประโคม “บรูโน่ โมเรยร่า” ตกเป็นเป้าปราสาทสายฟ้า
บรูโน่ โมไรร่า /  บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด / 

เว็บไซค์ชื่อดังของประเทศโปรตุเกสประโคมข่าวว่าดาวยิงสโมสรปากอส เฟร์ไรร่าวัย 28 ปีตกเป็นข่าวย้ายมาร่วมทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในช่วงเลกที่สอง  บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทีม 5 เเชมป์จากฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งภายหลังเปิดบ้านพ่าย เมืองทอง ยูไนเต็ด ไปเเบบหมดรูปด้วยสกอร์ 0-3 ทำให้ล่าสุดตกเป็นข่าวเตรียมเสริมทัพ โดยเว็บไซค์ (maisfutebol) สื่อชื่อดังของประเทศโปรตุเกสระบุเองว่าทีมเเชมป์จากเมืองไทยเตรียมทุ่มเงินกว่า 1 ล้านยูโร (39 ล้านบาทไทย) ในการคว้าตัว บรูโน่ โมไรร่า (Bruno Moreira) ดาวยิงวัย 28 ปีชาวโปรตุเกสของสโมสรปากอส เฟร์ไรร่า (Paços Ferreira) เข้ามาร่วมทีมในเลกที่สอง

นี้หรือเด็ก 9 ขวบ! “เมสซี่น้อย แห่งสุราษฎร์” เพชรเม็ดงามที่กิเลนรีบคว้าตัว (มีคลิป)
กิเลนผยอง /  ด.ช.จรณินทร์ พรหมชัยศรี / 

กลายเป็นข่าวฮือฮาไม่น้อยเมื่อกิเลนผยอง จัดการคว้าตัวดาวรุ่งเจ้าของฉายา “เมสซี่น้อย แห่งสุราษฎร์” เด็กวัยเพียง 9 ปีเข้าสู่รั่วอะคาเดมี่เป็นที่เรียบร้อย เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด สร้างความฮือฮาด้วยการเซ็นสัญญาเจ้าหนูอัจฉริยะ “เมสซี่น้อย” เเห่งสุราษฎร์ธานีหรือ “น้องมาวิน” ด.ช.จรณินทร์ พรหมชัยศรี วัย 9 ปีเข้าสู่สังกัด หลังเจ้าเด็กคนนี้โชว์ฟอร์มได้คนละ TEEN กับเด็กในระดับเดียวกัน โดยคาดหวังว่าจะเป็นดาวดวงใหม่เเละเพชรเม็ดงามในวงการลูกหนังในอนาคต ซึ่งฝีเท้าจะโดดเด่นไปชมกันเลย... เครดิตคลิป : youtube-CRAZY BOY, tplhotclips

เปิดตัวเจ้าของเพจดัง
นิมมาน /  ร้านอาหาร / 

เมนูอาหารที่ "โอชิน" คิดค้น มักเกิดขึ้นในบัดดลตามแต่จินตนาการและแรงบันดาลใจที่เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมา บางช่วงเป็นข้าวซอยอุด้งไปต้มเส้นในน้ำอัญชันบ้าง บางฤดูกาลจัดธีมเป็นอาหารแนว isan soul บ้าง ทั้งเมนูขนมก็ถูกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ผ่านไปไม่นานนัก ร้านอาหารในบ้านของโอชินก็กลายเป็นร้านอาหารสุดแหวกแนวที่ถูกบอกต่อผ่านกระแสโซเชียลเน็ตเวิร์ค โดยเฉพาะการจัดแต่งอาหารของเธอ ทำเอาสาวกไอจีทั้งหลายต้องคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปกันอยู่นั่นอัพกันทั้งวัน อัพกันจนลืมกิน! ขนาดที่ว่า มีแก๊งคุณป้าชาวจีนซิ่งรถสปอร์ตมาจากปักกิ่ง เพื่อมาแวะรับประทานอาหารของเธอเรียกว่าเที่ยวเชียงใหม่ห้าวันก็แวะกินร้านของโอชินมันห้าวันนั่นล่ะ ‘การทำอาหารและขนม’ ของโอชิน ถือเป็นมรดกชีวิตที่เธอได้รับส่งต่อมาจากแม่โดยไม่รู้ตัว คุณแม่ของโอชินเคยเป็นกุ๊กในร้านอาหาร ตัวเธอเองก็ชอบคิดสูตรทำอาหารและขนม โดยเขียนบอกสูตรลงในเฟซบุ๊ค จนกลายเป็นที่ติดตามของทั้งเว็บพันทิป เฟซบุ๊ค และไอจี กระทั่งจนพอมีคนตามมากๆเข้าโอชินจึงเริ่มทำอาหารแพ็คใส่กล่องวางขายที่ร้านเพื่อน ทำไปทำมา ขายดิบขายดีกันเป็นเทน้ำเทท่าจนต้องขยับที่ขยับทาง เธอหันไปมองพื้นที่ในซอกข้างบ้านตัวเอง ซึ่งมีอยู่น้อยนิดกับเงินออมหกพันบาท และนึกในใจว่า ….“เอาล่ะ เปิดร้านแล้วกัน”..... บรรยากาศร้านอาหารในซอกเล็กๆข้างบ้านของโอชิน เปิดให้บริการเพียง 7 ชั่วโมง ตั้งแต่ 11 โมงเช้าถึงหกโมงเย็น ลูกค้าที่เข้ามากิน จะต้องเดินผ่านห้องครัวของเธอ จนมาถึงโต๊ะอาหารซึ่งมีอยู่เพียงหกโต๊ะ นั่นหมายความว่า ถ้าโต๊ะไม่ว่าง ลูกค้าก็จะต้องอดทนยืนรอต่อแถวกันไป ลูกค้าของเธอมีทุกเพศทุกวัย เด็กคนแก่ คนท้อง คู่เลสเบี้ยน มีหมด วันนี้เราเลยหยิบบางเมนูมาที่ัรบรองว่าเด็ดมาให้ชมกัน "ข้าวซอยบลูอุด้ง" เส้นอุด้งย้อมสีด้วยน้ำอัญชัญเสิร์ฟในน้ำข้าวซอยรสดั้งเดิม เพิ่มเติมคือความงามของสีสัน "โซบะเย็น" เส้นโซบะ จากไร่หญ้าโซบะ(เส้นโฮลวีท)ที่ปลูกในเชียงรายและ "ปีกไก่ทอดนาโกย่า" ปีกไก่อวบๆ หมักน้ำปลาน้ำผึ้งงาดำ ทอดพอเกรียม เสิร์ฟพร้อมผักสด และน้ำซอสโซเมนเย็น เส้นโซบะคลุกไข่ไก่ดิบหรือไข่นกกระทา เพิ่มความมันนุ่มหอมหวาน "ชูใจ ไรซ์ไวน์ กีวี่ซอฟท์เค้ก" ข้าวกลั่นอ่อนๆตัดกับรสหวานอมเปรี้ยวของกีวี่ ผสานรสด้วยวิปปิ้งครีมตีสด "ทาร์ตเลเมิ่น 007"  เลเมิ่นเคิร์ดรสหวานหอมอมเปรี้ยว เคลือบด้วยดาร์กชอคโกแลตเข้มข้น ห่อด้วยแป้งทาร์ตหวานกรอบ แต่กว่าจะมาเป็นวันนี้ขอบอกว่าชีวิตเธอมีครบทุกรสชาติ เปรี้ยว หวาน เผ็ด มัน และขมปี๋ จนครั้งหนึ่งเธอเกือบคิดสั้น! ‘โอชิน’ ปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่เด็ก สมัยอายุ 13 พ่อของเธอถูกรถชนจนโดนตัดขา ทำให้ชีวิตของโอชินมีเพียงบ้านกับโรงพยาบาลจนช่วงอายุ 18 ขณะที่พ่อของเธอติดเหล้ามายาวนาน ก็ต้องเสียชีวิตลงด้วยโรคแอลกอฮอลิซึ่ม โอชินผ่านช่วงของความคิดที่เคยอยากฆ่าตัวตายเพราะความเครียดจากหนี้สินที่ต้องแบกความรับผิดชอบไว้ในฐานะลูกคนโต ทั้งไหนจะต้องส่งน้องเรียนอีก แต่เธอก็ผ่านพ้นช่วงวิกฤตินั้นมาได้ภายในช่วงระยะเวลาเพียงสองปี นั่นทำให้เธอทำมาแล้วแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ ถักสร้อยขาย รับเพ้นท์เล็บ ก๊อปปี้ซีดีขาย ทำงานศิลปะ ทำวงดนตรี เป็นล่าม เป็นศิลปิน ชีวิตของเธอไม่ธรรมดา เป็นศิลปินดังไกลถึงญี่ปุ่น !  เธอเป็นลูกคนโตในบ้านที่มีพี่น้องฝาแฝดซึ่งเป็นชายแท้ สมัยเรียนหนังสือในสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เธอมักใช้เวลาในช่วงกลางวันไปกับการรับจ๊อบ ขี่มอเตอร์ไซค์บน ระยะทางสิบกิโลเมตรไปรับจ้างเป็นล่ามให้กับบริษัทของชาวญี่ปุ่นซึ่งคุณสมบัติพิเศษของโอชินในอาชีพล่าม ซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆโดยทั่วไปคือ เธอมีความเข้าใจในศิลปะดีเป็นพื้นฐาน ต่อมา โอชินเปลี่ยนสาขาไปเรียนศิลปะในสาขาศิลปะไทยของคณะวิจิตรศิลป์ มช. และทำงานพิเศษอยู่ในห้องสมุดคณะวิจิตรศิลป์ จนสำเร็จการศึกษา เธอจึงได้ทำงานพิเศษเป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้กับห้องสมุด TCDC สาขาเชียงใหม่ ทั้งยังเคยทำงานออฟฟิศเป็นอาร์ตไดเร็กเตอร์ให้กับบริษัทญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ ชีวิตของโอชินเวียนวนคลุกคลีอยู่กับผู้คนในวงการศิลปินญี่ปุ่นค่อนข้างมาก กระทั่งเธอเก็บเงินได้ จึงกลับไปเรียนต่อปริญญาโท ในสาขาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจังหวะนี้เอง ผลงานศิลปะของเธออันว่าด้วยเรื่องของการทำศัลยกรรม ทำให้เธอได้รับโอกาสจากโครงการศิลปะแบรนด์นิวของหอศิลป์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เธอได้รับเลือกเป็น 1 ใน 10 จากการคัดเลือกศิลปินรุ่นใหม่ทั่วประเทศ และได้รับการตีพิมพ์ผลงานลงในนิตยสารศิลปะไฟน์อาร์ตประเทศไทย และ ART4D หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาโท ผลงานของเธอได้ถูกเชิญชวนจากภัณฑารักษ์ชาวญี่ปุ่นให้เดินทางไปแสดงผลงานในต่างแดนจนกลายเป็นที่โด่งดังในฐานะของ ‘ศิลปิน’ นับแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งโอชินยังมีโอกาสได้เดินทางไปกลับญี่ปุ่นอีกหลายต่อหลายครั้งไม่ว่าจะถูกเชิญไปบรรยาย แสดงงานศิลปะ จัดเวิร์คช็อปกระทั่งจนปัจจุบัน เธอจับผลัดจับผลูมาทำขนมนี่แหล่ะค่ะ ปัจจุบัน โอชินเปิดร้านขายเบเกอรี่ขนาดเล็ก อยู่ในซอยนิมมานฯ ใช้ชื่อว่า minimeal eatery studio อันเป็นร้านที่ชวนให้นึกถึงบรรยากาศนั่งกินกาแฟเอาท์ดอร์ในต่างประเทศ เธอจัดตกแต่งพื้นที่เองทั้งหมด ทั้งเธอยังมีแผนจะเดินทางไปใช้ชีวิตเพื่อทำงานศิลปะและเรียนต่อระดับปริญาเอกที่แคลิฟอร์เนีย เร็วๆนี้ แต่เพจอาหารและขนมของเธอ "สีนวล สวีทคุ้กกิ้ง" (C’nual Sweet Cooking) จะยังดำเนินต่อไป สำหรับใครที่ชื่นชอบการกินการดื่ม ลองแวะเข้าไปที่เพจของเธอกันดูนะคะ

ตรงสเป็ก JK! คล็อปป์ ตั้งเป้าปาดหน้าสิงห์ปิดดีล ปาสตอเร่ สวมชุดหงส์
ข่าวลือซื้อขายนักเตะ /  บาร์เซโลน่า / 

TuttoMercatoWeb ประโคมข่าว "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล กำลังให้ความสนใจ ฮาเวียร์ ปาสตอเร่ มิดฟิลด์อะไหล่ชั้นดีของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เข้ามาเติมความโหดให้เกมรุกในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากที่เจ้าตัวต้องทนนั่งก้นด้านบนม้านั่งสำรองให้กับยอดทีมแห่งแดนน้ำหอม อยู่บ่อยครั้งในฤดูกาลนี้ รายงานยังบอกด้วยว่า กองกลางดีกรีทีมชาติ อาร์เจนติน่า วัย 26 ปี มีทักษะฝีเท้าที่โดนใจ เจอร์เกน คล็อปป์ และ "หงส์แดง" ก็พร้อมยื่นข้อเสนอให้กับ เปแอสเช พิจารณาเพื่อดึงตัว ปาสตอเร่ เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในถิ่น แอนฟิลด์ แต่อย่างไรก็ตามหนทางของ ลิเวอร์พูล ก็ไม่ได้โรยไปด้วยกรีบกุหลาบอย่างแน่นอน เพราะยังมีกระดูกชิ้นโตอย่าง เชลซี, ยูเวนตุส หรือแม้กระทั่ง บาร์เซโลน่า ที่ต้องการแข้งรายนี้มาเพิ่มสีสันต์ใหม่ให้เกมรุกเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ฤดูกาลปัจจุบัน(2015/16) ฮาเวียร์ ปาสตอเร่ ทำสถิติลงสนามรับใช้ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ไปทั้งหมดบนเวที ลีก เอิง เพียง 14 นัดเท่านั้น พร้อมกับกดสกอร์ช่วยทีมไป 2 ประตู และแอสซิสต์ให้เพื่อนยิงอีก 4 ครั้งด้วยกัน ต้องมาตามลุ้นกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วสโมสรใดจะเป็นฝ่ายกำชัยคว้ามิดฟิลด์ชาว อาร์เจนไตน์ รายนี้ไปครอง

เริ่มไม่แน่นอน!! เต้ยโศก เปิดใจหลังไม่การันตีตัวจริงในยุค เจอร์เกน คล็อปป์
บียาร์เรอัล /  ลิเวอร์พูล / 

แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ดาวยิงจอมเซิ้งของ ลิเวอร์พูล ออกมาเปิดใจถึงอนาคตของตัวเองในถิ่น แอนฟิลด์ หลังจากที่โดน เจอร์เกน คล็อปป์ บอสใหญ่ชาว เยอรมัน จับนั่งสำรองอยู่บ่อยครั้ง แม้กระทั้งเกมที่พบกับ บียาร์เรอัล นัดล่าสุดก็ยังถูกเมินจาก JK โดยเลือกใช้ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ที่ไม่ใช้ศูนย์หน้าธรรมชาติลงไปทำหน้าที่ในเกมดังกล่าวแทน ทำให้เจ้าตัวได้ออกมาเปรยว่าไม่แน่ในอนาคตอาจต้องโบกมือลาสาวก "เดอะค็อป" ก็เป็นได้ ดาวยิงดีกรีทีมชาติ อังกฤษ วัย 26 ปี ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้กับ The Mirror ว่า "บางทีหลายคนอาจจะไม่เข้าใจเรื่องนี้ แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องการลงเล่นในทุกนาที ของทุกๆเกม ดังนั้นบางครั้งถ้าผมไม่ได้เป็น 11 ตัวจริง หรือลงไปแล้วถูกเปลี่ยนออก มันก็เป็นเรื่องยากที่จะยอมรับเหมือนกัน เพราะคุณต้องการอยู่ในสนามทุกนัด พร้อมกับลงไปเล่นให้ครบ90นาที" "แน่นอน มันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น กับอะไรที่ผู้จัดการทีมคนใหม่ได้นำเข้ามาและเรากำลังมุ่งหน้าไปด้วยกัน ผมทำทุกอย่างด้วยพละกำลังที่มี เพื่อให้ได้ลงไปเล่นในสนาม และผมกำลังรู้สึกดีกับมันในตอนนี้" "มีหลายอย่างที่ผมต้องการทำให้สำเร็จกับ ลิเวอร์พูล แต่ผมจะไม่พูดว่า ผมคือ ลิเวอร์พูล จนวันตาย เพราะมันหมายถึงผมกำลังโกหก ผมคิดว่าใครก็ตามที่กำลังบอกว่า ใช่เลย นี่คือสโมสรที่จะอยู่รับใช้ไปตลอดชีวิต พวกนั้นกำลังเพ้อ เพราะในความเป็นจริง โลกของฟุตบอลทุกทีมก็ต้องมาหาคนที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนของคุณแทบจะทุกปีอยู่แล้ว"

6 บุคลิกของผู้ใช้สมาร์ทโฟน คุณเป็นแบบไหน?
สมาร์ทโฟน /  อินเทอร์เน็ต / 

Vserv ผู้นำทางด้านแพลตฟอร์มสมาร์ทดาต้าสำหรับการตลาดและการค้าผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เผยผลจากรายงาน Smartphone User Report (SUPR) 2015 หรือรายงานการแบ่งลักษณะบุคลิกของผู้ใช้สมาร์ทโฟนสำหรับประเทศไทย ที่จัดทำโดย Vserv และดำเนินงานโดย Nielsen Informate Mobile Insights รายงาน SUPR ในครั้งนี้ แบ่งส่วนผู้ใช้สมาร์ทโฟนในประเทศไทย โดยแยกประเภทการใช้งานและลักษณะส่วนตัวของผู้ใช้ รายงานดังกล่าวรวบรวมการใช้สมาร์ทโฟนในประเทศไทยกว่า 565 ราย ภายในระยะเวลา 3 เดือน นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการใช้สมาร์ทโฟนของผู้ใช้แต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาการใช้งานแอปพลิเคชัน การใช้ดาต้า และรายละเอียดส่วนตัวของผู้ใช้งาน มาลองเช็คตัวเองดูกันว่า ใน 6 บุคลิกที่มีอยู่นั้น เราอยู่ในบุคลิกการใช้สมาร์ทโฟนแบบไหน... ขวัญใจวัยแชท 20 % ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนกลุ่มนี้ ใช้เวลาถึง 71 นาทีต่อวัน สำหรับการเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ค, แชท, การโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP) เรียกได้ว่าว่างเมื่อไรเป็นต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแชท เป็นเรื่องที่น่าแปลกเหมือนกันที่ผู้ใช้ในกลุ่มนี้ส่วนมากเป็นผู้ชาย ผู้ใช้มือใหม่ สำหรับใครที่ยังไม่คุ้นชินกับการใช้สมาร์ทโฟนก็จะตกไปอยู่ในกลุ่มนี้โดยปริยาย คนกลุ่มนี้จะใช้เวลาว่างเพื่อทำความรู้จักกับสมาร์ทโฟน แอพลิเคชั่นต่างๆ ให้มากขึ้น หรือคนที่พึ่งซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่มา ก็คงอยากจะรู้ว่ามีแก็ดเจ็ตอะไรบ้าง นักดาวน์โหลด คนกลุ่มนี้ชอบเสี่ยงและมีความอยากรู้อยากลอง สนุกที่จะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ หรือมีความสนใจบางอย่างเป็นพิเศษจึงมักจะดาวน์โหลดเก็บไว้ เช่น เพลง ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ ถ้าเห็น WiFi ที่ไหนก็พร้อมจะดาวน์โหลดได้ทุกเมื่อ นักสำรวจค้นข้อมูล 13 % ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนกลุ่มนี้ ใช้เวลา 20 นาทีต่อวันเพื่อการค้นหาข้อมูลบนเว็บเบราว์เซอร์และ App Store ชอบหาสิ่งใหม่ๆ ให้ตัวเอง ทันเหตุการณ์ข่าวสารตลอด โดยผู้ใช้ในกลุ่มนี้ส่วนมากจะเป็นผู้หญิง ผู้ใช้ชั้นสูง 17 % ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนกลุ่มนี้ ใช้เวลามากถึง 208 นาทีต่อวันในการทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าส่วนมากจะเป็นผู้ชาย นักสนทนา เน้นการโทร ใครที่มีคู่รักจะต้องอยู่ในกลุ่มนี้แน่นอน หรือคนที่ต้องติดต่องานกับผู้อื่นก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน การโทรศัพท์พูดคุยกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งข้อดีของมันคือ สะดวกและรวดเร็วกว่าการแชท ทำให้หลายๆ แอพลิเคชันสามารถโทรฯ ฟรีได้แบบไม่เสียเงิน เรียกได้ว่าเอาใจนักสนทนาอย่างแท้จริง ทุกวันนี้จำนวนผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบนมือถือในประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว บุคลิกของผู้ใช้สมาร์ทโฟนจึงมีความสำคัญสำหรับนักการตลาด ที่จะต้องคอยคิดกลยุทธ์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกวันนี้สมาร์ทโฟนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษย์ในสังคม แต่ทุกอย่างหากมากไปก็ไม่เกิดผลดี ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มบุคลิกแบบใด เราก็ควรใช้ให้เกิดประโยชน์และส่งผลดีมากที่สุดจะดีกว่า... เครดิตจาก นิตยสาร SMEs ชี้ช่องรวย ฉบับเดือนเมษายน 2016 อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ www.mbookstore.com

ซาโก้ Effect!! คล็อปป์ งัดแผนเด็ดเตรียมดึง ซูโบติช คุมหลังบ้านหงส์
ดอร์ทมุนด์ /  มามาดู ซาโก้ / 

Revier Sport สื่อท้องถิ่นของ เยอรมัน ประโคมข่าว เจอร์เกน คล็อปป์ บอสใหญ่ขวัญใจแฟนบอล "หงส์แดง" เตรียมแผนดึงตัว เนเวน ซูโบติช ปราการหลังศิษย์เก่าจากสโมสร ดอร์ทมุนด์ มาเฝ้าหลังบ้านให้กับ ลิเวอร์พูล ในช่วงซัมเมอร์นี้ แนวรับดีกรีทีมชาติ เซอร์เบีย วัย 27 ปี มีข่าวมาตลอดว่าเตรียมขนข้าวของออกจากถิ่น ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค หลังจบฤดูกาลนี้ สาเหตุหลักเป็นเพราะได้รับโอกาสลงสนามค่อนข้างน้อยในยุคการทำทีมของ โธมัส ทูเคิ่ล โดยก่อนหน้านี้ได้รับความสนใจจาก ฮัมบูร์ก แต่ดูท่าว่าระยะหลัง "สิงห์หนุ่ม" จะเริ่มลดความสนใจลงไป ทำให้เป็นโอกาสดีของ "หงส์แดง" ที่เตรียมเสีย มามาดู ซาโก้ ไปกับการโดนแบนเพราะใช้สารกระตุ้นผิดกฎของ ยูฟ่า พร้อมกับหันไปคว้าตัว ซูโบติช กลับมาเป็นลูกศิษย์ คล็อปป์ อีกครั้งในสีเสื้อแดงเพลิงของ ลิเวอร์พูล หลังจบฤดูกาลนี้ ทั้งนี้ ซีซั่นปัจจุบัน(2015/16) เนเวน ซูโบติช ทำสถิติลงสนามรับใช้ "เสือเหลือง" ไปทั้งหมดทุกรายการเพียง 11 นัดเท่านั้น ต้องมาตามลุ้นกันว่าสุดท้ายแล้วกองหลังชาว เซิร์บ รายนี้จะตัดสินใจเดินทางมาเป็นลูกศิษย์ เจอร์เกน คล็อปป์ รอบสองหรือไม่

โตแล้วเมาได้! ชาวเน็ตเผยคลิป ซอลลี่ ชูแก้วเหล้า แดนซ์ในผับ
f(x) /  Sulli / 

ชาวเน็ตเผยคลิบสาว ซอลลี่ ชูแก้วเหล้า ออกลีลาแดนซ์ในผับ สิ้นภาพลักษณ์ไอดอลสาว-สวย-ใส! มีความเคลื่อนไหวออกมาให้ชาวเน็ตเม้าท์อย่างต่อเนื่องทีเดียว สำหรับสาว ซอลลี่ อดีตสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปวง f(x) ที่หลังจากเพิ่งโชว์ช็อตสวีท อัพรูปจูบกับแฟนหนุ่มต่างวัย ชเวจา Dynamic Duo ออกมาไม่ทันไร (อ่านข่าวเก่า) ล่าสุดก็มีชาวเน็ตเผยคลิปวิดีโอขณะที่สาว ซอลลี่ กำลังเริงราตรีออกมาอีกแล้ว ในคลิปเผยให้เห็นบรรยากาศในผับแห่งหนึ่ง โดยมี ซอลลี่ ซึ่งสวมใส่เดรสคล้องคอสีดำคว้านลึก ในมือถือแก้วเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ เธอยกแก้วขึ้นดื่มพลางเต้นอย่างเซ็กซี่ และรายล้อมไปด้วยชายหนุ่มมากมาย 클럽 간 설리 @헨즈클럽 Sulli in the club youtube channel : car001 บางคลิปยังเผยให้เห็น ดาซม สมาชิกน้องเล็กของวง SISTAR เต้นอย่างสนุกสนานอยู่กับ ซอลลี่ ด้วย 160424 jennaflybaby IG update with.sulli & dasom 1 🍺 pic.twitter.com/a2pTe9J8Rm — jin_ri_sul (@jin_ri__sul) April 24, 2016 ชาวเน็ตเผยว่าภาพเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ Henz Club ผับในย่านมหาวิทยาลัยฮงอิก โดยด้านหลังของ ซอลลี่ ก็คือ DJ Freeze จากค่าย Amoeba Culture ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ ชเวจา แฟนหนุ่มของเธอนั่นเอง. มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social อัพเดททุกความเคลื่อนไหวในวงการเพลง ไทย อินเตอร์ เอเชียน ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com

7 นักเตะ ที่ ทีมปีศาจแดง เคยดีลกับซูเปอร์เอเย่นต์ ฮอร์เก้ เมนเดส
ซูเปอร์เอเย่นต์ /  ปีศาจแดง / 

เป็นที่ทราบกันดีในตลาดซื้อขายนักเตะถึงชื่อเสียงของเอเย่นต์คนดังนามว่า ฮอร์เก้ เมนเดส ซึ่งดูแลผลประโยชน์ให้กับนักเตะดังๆ ของโลกหลายคน รวมถึงผู้จัดการทีมด้วยเช่นเดียวกัน ล่าสุดนี้เอเย่นต์ชาวโปรตุเกสมีเหตุให้ถูกเชื่อมโยงกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยการที่ดาวรุ่งในความดูแลของเขาอย่าง เรนาโต้ ซานเชส ตกเป็นข่าวเสริมทัพของทีมปีศาจแดง ขณะที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งเป็นลูกค้าคนดังอีกคนของ เมนเดส ก็ยังเป็นข่าวพร้อมเสียบเก้าอี้กุนซือในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มาเป็นระยะเวลาพักหนึ่งแล้วด้วย แต่แม้ว่า เมนเดส จะมีชื่อเสียงขนาดไหน ก็ใช่ว่าลูกค้าในความดูแลของเขาจะต้องเป็นดีลที่ใช่เสมอไปสำหรับการซื้อขายแต่ละครั้ง และก่อนที่ดีลครั้งต่อไปจะเกิดขึ้น (ซึ่งอาจไม่ใช่เร็วๆ นี้ก็ได้) เราจึงขอมองย้อนไปยังอดีตกันสักหน่อยว่า 7 ดีลที่ ซูเปอร์เอเย่นต์ วัย 49 เคยทำธุรกิจกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นมีอะไรบ้าง และมันคุ้มค่าหรือไม่สำหรับทีมปีศาจแดง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, 12.24 ล้านปอนด์, ปี 2003 ในยุคที่ชื่อของ โรนัลโด้ อีกคนหนึ่งยังดังกว่าเขา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ค้นพบดาวรุ่งชาวโปรตุเกสรายนี้โดยบังเอิญ จากเกมอุ่นเครื่องพรีซีซั่นเมื่อปี 2003 ก่อนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะตัดสินใจซื้อเข้ามาปั้น ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคงไม่ต้องบรรยายอะไรกันมากแล้ว ด้วยรางวัลการันตีมากมายที่เห็นๆ กันอยู่ทั้งในระดับสโมสรและระดับส่วนตัว ก่อนที่จะย้ายไปเล่นกับ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลก ณ เวลานั้น 80 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2009 นานี่, 17 ล้านปอนด์, ปี 2007 ดาวรุ่งพุ่งแรงอีกคนของวงการฟุตบอลโปรตุเกสในขณะนั้น แถมยังย้ายเข้ามาสู่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวที่แพงกว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เสียอีก แม้ว่าสุดท้ายแล้วเจ้าตัวจะไม่สามารถพัฒนาฝีเท้าไปถึงขั้นเดียวกับรุ่นพี่ผู้นี้ได้ แต่ผลงานที่ นานี่ ได้สร้างเอาไว้ก็ยังถือว่ามีอะไรดีๆ ให้เห็นอยู่บ้างก่อนย้ายไป เฟเนร์บาห์เช่ อย่างเช่น การซัดจุดโทษด้วยความเด็ดขาดในช่วงดวลเป้าตัดสิน นัดชิงฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2008 ซึ่งถ้าลูกนั้นเขายิงพลาด แชมป์จะตกเป็นของเชลซีไปในทันที อันแดร์สัน, 25 ล้านปอนด์, ปี 2007 หนึ่งในนักเตะที่จัดอยู่ในหมวด 'ตอนนี้ไปเล่นอยู่ที่ไหนแล้ว?' ในวงสนทนาแฟนปีศาจแดง มิดฟิดล์ดาวรุ่งชาวบราซิลย้ายเข้ามาพร้อมๆ กับ นานี่ ด้วยค่าตัวที่ถือว่าสูงมาก แต่ตลอดระยะเวลา 8 ปี ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เขาแทบไม่มีอะไรให้จดจำเลย ช่วงพีคระยะสั้นๆ ของเขาเกิดขึ้นในช่วงต้นฤดูกาล 2011/12 เท่านั้น ซึ่ง อันแดร์สัน เล่นเข้าคู่กับ ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์ ที่เพิ่งก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้อย่างลงตัว แต่หลังจากนั้นฟอร์มของเขาก็ตกลงฮวบๆ สวนทางกับน้ำหนักตัว จนถูกปล่อยยืมให้ ฟิออเรนติน่า ก่อนที่ทุกวันนี้จะกลับไปค้าแข้งในบ้านเกิดกับ อินเตอร์นาซิอองนาล (จำเอาไว้เลย เผื่อเอาไปคุยกับเพื่อนๆ ได้) เบเบ้, 7 ล้านปอนด์, ปี 2010 เป็นดีลที่ย่ำแย่ที่สุดเท่าที่ เมนเดส เคยทำธุรกิจกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เลยก็ว่าได้ เราจะไม่ขอพูดอะไรมาก เอาเป็นว่าลองไปเสิร์ชคลิปลูกครอสของเขาสมัยค้าแข้งกับทีมปีศาจแดงเอาก็แล้วกัน แต่ถ้าใครจะถามว่า 'ตอนนี้ไปเล่นอยู่ที่ไหนแล้ว?' ก็ตอบให้ว่าอยู่ ราโย บาเยกาโน่ โดยยืมตัวมาจาก เบนฟิก้า ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นสโมสรที่ใช่สำหรับ เบเบ้ แล้ว เพราะฤดูกาลนี้ได้ลงเล่นไปตั้ง 28 เกมแน่ะ ดาบิด เด เคอา, 18.9 ล้านปอนด์, ปี 2011 ช่วงแรกๆ ในผู้สืบทอดตำแหน่งของ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ มันช่างเต็มไปด้วยคำถาม แต่หลังจากนั้นนายทวารชาวสเปนก็พัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ได้ชื่อว่ากลายเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลกไปแล้ว การันตีด้วยรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร 2 ฤดูกาลติด ถ้าหากจะมีดีลไหนของ เมนเดส กับทีมปีศาจแดงที่จะคุ้มค่าเทียบเท่า โรนัลโด้ ก็ต้องเป็นคนนี้นี่แหละ อังเคล ดิ มาเรีย, 59.7 ล้านปอนด์, ปี 2014 เจ้าของสถิติค่าตัวแพงที่สุดของสโมสรย้ายเข้ามาพร้อมกับความคาดหวังที่สูง หลังจากทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับ เรอัล มาดริด มาเมื่อฤดูกาลก่อนหน้า ในตอนแรกก็ดูเหมือนว่าปีกร่างบางชาวอาร์เจนตินาจะไปได้สวยสมกับเสื้อหมายเลข 7 ที่สวมใส่ แต่ทำไปทำมากลับถูก หลุยส์ ฟาน กัล โยกไปเล่นตำแหน่งนู้นตำแหน่งนี้มั่วไปหมด จนส่งผลถึงฟอร์มการเล่นและความมั่นใจของเจ้าตัว สุดท้ายก็ต้องย้ายทีมไปเล่นกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง แบบไม่ประทับใจแฟนปีศาจแดงสักเท่าไหร่นัก ราดาเมล ฟัลเกา, 6 ล้านปอนด์ (ค่ายืมตัว), ปี 2014 อาจเป็นดีลที่แสบสันต์ที่สุดจาก เมนเดส เลยก็ว่าได้ เนื่องจาก ฟัลเกา ในเวลานั้นสภาพไม่ต่างอะไรกับเสือพิการ สาเหตุเพราะการผ่าตัดเข่าที่ทำให้เขาไม่สามารถกลับมาเป็นสุดยอดดาวยิงได้เหมือนเดิมอีกแล้ว แต่ก็ยังโชคดีที่ว่าดีลนี้เป็นเพียงแค่การยืมตัวเท่านั้น ทำให้ทีมปีศาจแดงไม่จำเป็นต้องเซ็นสัญญากับเขาก็ได้เมื่อจบฤดูกาล ก่อนที่ เชลซี จะใจดีรับตัวเขาไปประดับซุ้มม้านั่งสำรองที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ แทน

MThai One Day Trip : กินซีฟู๊ด ที่พักดี๊ดี ชอปปิ้งเพลินโยคะ ชมวังตะวันตก @หัวหิน
MThaionedaytrip /  กินเที่ยว / 

                      สวัสดี! ชาวเอ็มไทยทุกท่าน  หลังจากเพลิดเพลินกับการทำบุญและชิมก๋วยเตี๋ยวตาพ้ง ณ ตลาดร้อยปี ร้านกาแฟสุดชิคริมน้ำ จ.ปทุมธานี หรือจะชมเมืองโบราณ ชิมขนมไทยร้านคาเฟ่ร่วมสมัยนิยม (ถูกใจคอฮิปสเตอร์ ย้อนสีไฮเตอร์กันสนุกสนาน)                      สัปดาห์นี้ทีมงาน “MThai One Day Trip”  จะพาคุณไป…สัมผัส กลิ่นอายทะเล หาดทราย สายลม และสองเรา ณ หัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์  เรียกได้ว่า  “กินหรู ดูดาว ที่พักดี๊ดี แถมได้สุขภาพและชอปปิ้ง ชมวังสไตล์ตะวันตก”  พร้อมแล้วไปลุยกันเลยค่ะ!!! ลายแทง MThai One Day Trip : 2 วัน 1 คืน @หัวหิน Day1 ร้านเจ๊เขียวซีฟู๊ด  (ทานข้าวกลางวัน) ที่พัก หัวหิน แมริออท รีสอร์ทแอนสปา กิจกรรมโยคะชะลอวัย + บรรเทาออฟฟิตซินโดรม ห้องอาหาร The Fish (ทานซีฟู้ดมื้อค่ำ) ตลาดนัดกลางคืน Cicada Day2 ทานมื้อเช้าที่โรงแรม หัวหิน แมริออทฯ พระนิเวศน์มฤคทายวัน เสต็กหลังวัง (ทานข้าวกลางวัน) ซื้อของฝากบ้านขนมนันทวรรณ โดยเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 3 -4 ชม. ก็มาถึงตัวเมืองประจวบฯ แวะ ทานอาหารกลางวันที่  ร้านเจ๊เขียวซีฟู้ด ร้านอาหารทะเลขึ้นชื่อของชาวท้องถิ่นและชาว   กรุงเทพฯ ปล. อาหารมาไวไปไว ได้ภาพมาสองแช๊ะ….(ก็แหม่….ทีมงานกำลังหิวกันทุกคนเลย *-*)                                       “ส้มตำทะเลสุดแซบบบ ปะทะ ข้าวเหนียวมะม่วงสุดอร่อย!” บริเวณ Lobby โรงแรม หัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา                เราเดินทางมาถึงที่พักโรงแรม “หัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา” รู้สึกแปลกตาไม่เหมือนกับที่รีวิวในเน็ตที่หาข้อมูลไว้ ทราบว่ามีการปรับปรุงใหม่ทั้งหมดเพิ่งเปิดได้ราวมีนาคมที่ผ่านมานี้เองค่ะ  การตกแต่งเป็น สไตล์โมเดิร์น ผสมผสานความงานของไทยโคโลเนียล  ส่วนตัวเ ราว่ามันมีความเป็นไทย แต่แฝงด้วงความโมเดิร์น สบายสบาย เหมาะกับการพักผ่อนเป็นที่สุด (ทีมงานติดใจเองถึงขนาดจะแอบมาพักใหม่เชียวนะจ๊ะ) Welcome Drink @ Marriot Huahin Resort & Spa ช่วงที่เรารอพนักงานนำกระเป๋าไปเก็บที่ห้องพัก ทางเราก็ได้รับการต้อนรับจากโรงแรมด้วยเครื่องดื่ม “Welcome Drink”เป็นน้ำเก๊กฮวยผสมกลิ่นขมิ้นอ่อนๆ หอมละมุนสดชื่นสำหรับอากาศร้อนได้ดีค่ะ ตกแต่งด้วยกลีบกุหลาบน่ารักเชียวล่ะ ระหว่างรอเช็คอิน ก็ต้องสำรวจนำภาพมาฝากสมาชิกเอ็มไทยสักหน่อย บริเวณอีกด้านหนึ่งของล็อบบี้โรงแรมติดกับคาเฟ่ของโรงแรม                ลัดเลาะออกมาสูดอากาศด้านนอกเชื่อมทางที่เดินไปสู่ห้องพักต่างๆค่ะ  ดูแล้วใส่ใจทุกรายละเอียดของการตกแต่ง เริ่มตั้งแต่โซนที่นั่งใกล้ล็อบบี้ของโรงแรม การตกแต่งเป็นโซฟาโทนสีเทาไล่ระดับ มีความเรียบง่ายมีกลิ่นอายไทยโคโลเนียลแฝงไว้ด้วยสไตล์โมเดิร์น ทำให้ผู้เข้าพักรู้สึกถึงความสไตล์ในสไตล์รีสอร์ทแอนด์สปาค่ะ บริเวณที่นั่งรับรองใกล้ล็อบบี้โรงแรม เหมาะกับการนั่งพักผ่อนคลาย    เที่ยวชมบริเวณด้านนอกของโรงแรมแมริออทกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาเช็คอินเข้าที่พัก ระหว่างที่เตรียมตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าไปร่วมกิจกรรมโยคะ ก็ถือโอกาสเก็บภาพห้องพักมาฝากเพื่อนๆ ห้องพัก Deluxe Pool Access, Marriott Huahin Resort & Spa บรรยากาศโดยรวมของห้องพัก ณ หัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา              หลังจากเราเก็บกระเป๋าเข้าห้องพักเรียบร้อยแล้ว  ก็นั่งพักเตรียมเข้าสู่ศาสตร์แห่งการบำบัดและผ่อนคลาย ต้องยอมรับว่าสำหรับมนุษย์เงินเดือนของเรา สุขภาพก็เป็นเรื่องที่จะต้องใส่ใจเป็นอย่างยิ่งนะคะ ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดี มาถึงหัวหิน ทางแมริออท หัวหิน เองยังการันตีว่าบริเวณโรงแรมเนี่ย เป็นบริเวณริมหาดที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของหัวหินเลยก็ว่าได้ ว่าแล้วจะพลาดไม่ได้เลยกับการสูดโอโซนบริสุทธิ์กันให้เต็มปอด!! และเตรียมพร้อมกับการเล่นโยคะในสถานที่ที่เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ตากอากาศบริสุทธิ์ ริมหาดทรายและทะเลที่สวยงาม ช่างลงตัวกันเป็นอย่างมาก โยคะผ่อนคลาย 2 วัน 1 คืน @ Huahin Marriot  Resort&Spa กิจกรรมโยคะ ผสานความรู้กับวิทยาศาสตร์ชะลอวัย พร้อมบำบัดออฟฟิตซินโดรม                วันนี้ได้รับความรู้จากวิทยากรหมอดุล ทัตแพทย์สมดุลย์  หมั่นเพียรการ คุณหมอเป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ทัตกรรมความงามและรากเทียม โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยาที่สำคัญเป็นหนึ่งใน “Manduka Ambassador” อีกด้วยค่ะ ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนโดย “โยคะโอม” (YogaAum) สถาบันสอนโยคะและนำเข้าเสื่อโยคะคุณภาพสูง “Manduka” ส่วนตัวทีมงานเองต้องยอมรับว่ามีทักษะการเล่นอยู่บ้างแต่นาน….มาแล้ว พอได้ลองเสื่อของแมนดูกะ  ต้องยอมรับว่ามีข้อแตกต่างกับเสื่อธรรมดาทั่วไปจริงๆ เค้าจะช่วยในเรื่องของการกันลื่นได้ดีมาก มีผลกับการทรงตัวที่ดีขึ้น และทำให้เราเล่นโยคะได้อย่างมีสมาธิและสนุกมากยิ่งขึ้นค่ะ "มะพร้าวสักลูกรับรองสดชื่นแน่นอนค่ะ" ซึ่งสำหรับคลาสโยคะนี้ เราก็ได้รับความผ่อนคลายจากท่าพื้นฐานของโยคะ  เพิ่มเข้ามาคือศาสตร์บำบัดทางสุนทรียภาพทางจิตใจ รวมไปถึงวิทยาศาสตร์การชะลอวัย ร่างกายคนเราเปรียบเหมือนกับนาฬิกาชีวิตเมื่อใช้งานหนักก็มีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่าย  คุณหมอดุลได้อธิบายเกี่ยวกับพฤติกรรมของการทำงานหนักด้วยความที่ท่านเป็นหมอฟัน ทำให้วันนึงต้องใช้เวลานั่งทำฟันให้คนไข้หลายชม. สุดท้าย เคล็ดลับของการชะลอวัยมาจาก การใช้ชีวิตให้สมดุล รวมถึงการออกกำลังกายโดยเฉพาะโยคะจะได้เรื่องของความยืดหยุ่นของร่างกาย จิตใจและสมาธิที่ดีค่ะ ที่สำคัญต้องเข้านอนให้ไวอย่างน้อยอย่าเกินประมาณห้าทุ่ม เพราะร่างกายจะผลิต                      “โกรทฮอร์โมน” เป็นกุญแจหลักสู่ความหนุ่มสาวที่คุณหมอแอบกระซิบมาค่ะ หลังจากจบคลาสโยคะหน้าเด็ก และผ่อนคลายกับท่าโยคะที่ช่วยคลายกล้ามเนื้อที่เมื่อยล้าสำหรับออฟฟิตซินโดรมกันไปแล้ว เราก็มาพักดื่มน้ำมะพร้าวสดสดกันค่ะ รสชาติดีมากไม่หวานเกินไป และไม่จืดเกินไป ทานแต่น้ำกันไปหลายลูกชื่นใจทีเดียว ห้องอาหาร Big Fish “Huahin Marriott  Resort&Spa”            ถึงเวลาอาหารมื้อค่ำที่เรารอคอยมานาน (เพราะรอตั้งใจจะทานซีฟู้ดนั่นเอง) ได้ยินมาว่าที่ห้องอาหาร Big Fish มีคอนเซปท์คือชาวประมงหรือคนท้องถิ่น จะเลือกสรรของสดมาให้กับทางร้าน คุณจึงมั่นใจได้ว่าเมนูในแต่ละวันมีความสดใหม่ แต่เราจะไม่สามารถเลือกได้นะคะว่าวันนี้จะทานปลาหรือกุ้ง แล้วแต่ทางแหล่งวัตถุดิบจัดหามาให้แต่มั่นใจได้ในเรื่องของความสดใหม่ค่ะ เริ่มจากเมนู “เรียกน้ำย่อย” จะเป็นขนมปังพร้อมกับดิปปิ้ง “Big Fish Signature Bread Selection” กับสลัดผักราดด้วยเดรสซิ่งวาซาบิ ผักมีความสดมากหลังๆเลยชวนกันเอาน้ำมันมะกอกและบัลซาลามิกราดได้เป็นอีกหนึ่งเดรสซิ่ง ก็ทานเบาๆระหว่างรอเมนูหลักกันค่ะ กุ้งลายเสือขนาดใหญ่ ปู หอยตลับและปลาสดใหม่ ส่งตรงจากแหล่งวัตถุดิบทุกวัน                มาถึงเมนูเรียกน้ำย่อยอีกเมนูที่เสิร์ฟมาพร้อมกับจานหลัก เริ่มด้วยเมนูแรกเป็น หอยเชลล์กริลล์หมักซอสส้มและใบโอบะ ทานคู่กับแซลมอนสดและไข่ปลาแซลมอน รสชาติเข้ากันกำลังดีตัดด้วยความสดชื่นจากยอดอ่อนของโต้เหมี่ยว และตามมาด้วยเมนูหลัก “The BIG FISH Ice Seafood Tower”  จะประกอบไปด้วย กั้งกระดาน, กุ้งลายเสือไซต์ใหญ่, หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์, หอยเชลล์และแซลมอนทาร์ทาร์ซอส น้ำจิ้มที่ให้มาเข้ากันดีค่ะ ยิ่งทานกับสลัดผักวาซาบิก่อนหน้ายิ่งตัดเลี่ยนลงตัวกับซีฟู้ดได้เป็นอย่างดี  หากบีบเลมอนกับแซลมอนทาร์ทาร์ซอสยิ่งเพิ่มรสชาติความอร่อย To Continue & From Our Charcoal Grill ต่อกันด้วยปลากระพงนึ่งสมุนไพรห่อด้วยใบตองทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด ปลาสดเนื้อแน่นรสชาติดี เมนูที่เรานำเสนอมากคือบรรดาสหายย่างชุดนี้เลย “From Our Charcoal Grill” เหมาะสำหรับคนชอบปิ้งย่างและที่สำคัญมันครบเครื่องจริงๆ กุ้ง, เนื้อแกะ, พอร์คชอป และเนื้อเทนเดอลอยด์ ปิดท้ายกันด้วยเมนูสุดท้ายกับปลาย่างเกลือ The Garoupa In Sea Salt          เมนูขนมหวาน To Finish With ประกอบไปด้วยทาร์ทมะพร้าวอ่อนแต่งหน้าด้วยสตอเบอร์รี่ ชอบตัวครีมทาร์ต รสนุ่มละมุนลิ้นหอมมะพร้าวอ่อนมาก นอกจากนี้ยังมีเมนูผลไม้ตามฤดูกาลและปิดท้ายด้วย ครีมบูเล่ Cream Brulee แปลกที่สุดคือเป็น ครีมบูเล่มะม่วงทานคู่กับไอศครีมโฮมเมดข้าวเหนียวมะม่วง หวานมันรสชาติลงตัวเข้ากันดีกับเนื้อครีมมะม่วงและน้ำตาลไหม้หน้าของครีมบูเล่ เป็นอันจบดินเนอร์มื้อนี้กันอย่างอิ่มสุดๆไปเลย เที่ยวไนท์บาซา ตลาดซิคาด้า Cicada หรือตลาดนัดจักจั่น             จัดซีฟู้ดจนพุงกางแทบไม่อยากลุกจากที่นั่งกันไปแล้ว ก็ออกมาเดินย่อยอาหารกันสักหน่อย กับตลาดนัดกลางคืนหรือไนท์บาซา กับ ซิคาด้า หรือตลาดจักจั่นที่ยามค่ำคืนมีของแฮนด์เมดพื้นเมืองสุดน่ารัก ให้เลือกสรรหาเป็นของฝากหรือชอปปิ้งเพลินเพลินยากดึกได้อย่างสบายใจ (อาหารก็มีนะจ๊ะ) ของแฮนด์เมดมากมายในตลาดซิคาด้าให้เลือกชอปปิ้งกันอย่างจุใจ Day 2 @HuaHin Marriott Resort&Spa                               เริ่มเช้าวันที่สอง ไม่รอช้า รีบอาบน้ำและลงไปสำรวจความงดงาม                           ของบรรยากาศยามเช้าในโรงแรม มาชมกันค่ะว่าการตื่นเช้าเพื่อมารับความสดชื่น                       จากธรรมชาติจะสบายตาและรื่นรม แค่ไหนมาชมกันดีกว่าค่ะ บรรยากาศภายในโรงแรมมาริออท หัวหิน รีสอร์ทแอนสปา "เอาภาพทะเลสวยสวยริมที่พักมาฝากกันค่ะ" "ดวงอาทิตย์กำลังจะฉายแสงขึ้นบนท้องฟ้า" ฉายแววความเป็นฮิปสเตอร์บ้างอะไรบ้าง.... "ทุ่งดอกไม้สีสันสดใสยามเช้า ดูแล้วสดชื่นสบายตา"            เพลิดเพลินกับบรรยากาศของธรรมชาติยามเช้าแล้วก็ขอมาจัดเต็มกับอาหารเช้าของโรงแรมแมริออท ซักหน่อย เรียกได้ว่าครบจริงๆกับมื้อเช้า มีบริการทุกอย่างตั้งแต่อาหารไทย อเมริกันเบรคฟาสท์  ซีเรียลและสลัดต่างๆ เบเกอรี่ รวมถึงผลไม้และน้ำผลไม้คั้นสดร้อยเปอร์เซนต์ให้เลือกมากมายหลายอย่างแล้วแต่ชอบเลยค่ะ "จัดไม่นักนะที่เห็นนั้นผักเยอะมว๊ากกก แซลมอนสองสามชิ้นจริงๆนะ" "เบเกิ้ลแซลมอนรมควันกันหน่อยมั้ยจ๊ะ" "นม,โยเกิร์ต, ซีเรียล โฮลเกรนและเบอร์รี่ต่างๆก็มีให้บริการค่ะ" มาดูไลน์ของเบเกอรี่กันบ้างดีกว่าค่ะ เดนิชต่างๆทำได้น่าทานทีเดียว :) เริ่มหิวกันแล้วใช่มั้ยละจ๊ะ ^^" ไลน์ผลไม้สดก็มีให้เลือกสรรกันอย่างครบครัน       มุมนี้เรียกว่าเป็นมุมโปรดของทีมงานก็ว่าได้ค่ะ  ก็น้ำผลไม้สดร้อยเปอร์เซนต์แบบนี้จะอดใจไหวได้อย่างไร สามารถมิกซ์ได้ตามที่เราต้องการด้วยนะคะ  สดชื่นมากเลยล่ะ :) หลังจากเช็คเอ้าท์เราออกเดินทางไปต่อกันที่ "พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน" เวลาเปิด – ปิด :  08.30–16.00 น.  (ปิดวันพุธ) พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-วันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 15 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท สำหรับผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะ    ต้องทำหนังสือถึงผู้กำกับการกองบังคับการฝึกพิเศษ  ค่ายพระรามหก  อำเภอชะอำ  จังหวัดเพชรบุรี  โทร.0 3250 8444-5, 0 3250 8039                   พระราชนิเวศน์แห่งนี้ โปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่พักตากอากาศในรัชกาลที่ 6 หรือเรียกว่าเป็นพระราชวังฤดูร้อน เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยประยุกต์คือ(ไทยผสมยุโรป)สร้างด้วยไม้สักทองลักษณะเป็นอาคาร2 ชั้น ควรแต่งการเข้าชมด้วยความสุภาพค่ะ สำหรับมื้อเที่ยงวันนี้ ก่อนที่จะกลับเข้าสู่กรงเทพฯ ทีมงานขอฝากท้อง ไว้ที่ "ร้านเสต็กหน้าวัง"ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน (ไว้จะพาไปดูรีวิวร้านนี้ตัวเต็มกันนะจ๊ะ) ครั้งหน้าทางทีมงาน MThai One Day Trip   จะพารีวิวจังหวัดไหนรับรองว่า "สนุกสนาน ประหยัดและอินเทรนด์แน่นอน" วันนี้ขอลาไปก่อน แวะซื้อของฝากที่ร้านบ้านขนมนันทวรรณก่อนกลับกรุงเทพเป็นอันปิดทริปนี้ "สวัสดีค่ะ" ขอขอบคุณ บัตรเครดิต KTC

The Bodyguard แตะไม่ได้ ตายไม่เป็น
ฉีเคอะ /  ซื่อเทียน / 

The Bodyguard แตะไม่ได้ ตายไม่เป็น ว่าด้วยเรื่องราวของบอดี้การ์ด รับบทโดย หงจินเป่า ที่วางมือจากวงการมานาน และเริ่มทุกข์ทรมานจากภาวะสมองเสื่อม กระทั่งบอดี้การ์ดได้พบกับเด็กสาวและได้เป็นเพื่อนต่างวัยกัน เหตุไม่คาดฝันได้เกิดขึ้น เมื่อพ่อของเด็กผู้หญิงคนนี้ รับบทโดย หลิวเต๋อหัว เข้าไปพัวพันกับแก๊งอาชญากรรม พ่อและเด็กสาวหายตัวไป ทำให้บอดี้การ์ดผู้วางมือต้องกลับมายกมือขึ้นสู้อีกครั้งเพื่อช่วยสองพ่อลูกนี้ให้ได้ ร่วมพิสูจน์ฝีมือระดับตำนานของหงจินเป่า 12 พฤษภาคมนี้ในโรงภาพยนตร์

ค้นพบดาวดวงใหม่!รู้จักน้องแบมตบลูกยางคนใหม่ ขาวใสน่ารัก
3BB นครนนท์ /  จิดาภา นาหัวหนอง / 

น่ารักสะดุดใจกดไลค์รัวๆกับ น้องแบม-จิดาภา นาหัวหนอง นักวอลเลย์บอลดาวรุ่งวัยมัธยมต้น ตำแหน่งลิเบอโร่ของสโมสร 3BB นครนนท์ ที่กลายเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็วจากแฟนเพจ “แบม Jidapa Nahoanong-VB fanpage” ที่เผยให้เห็นความน่ารักของนักตบลูกยางรุ่นเล็กที่มี อรอุมา สิทธิรักษ์ ต้องคอยดูว่าในอนาคต น้องแบม จะก้าวขึ้นมาติดทีมชาติและเป็นอีกหนึ่งขวัญใจของแฟนกีฬาชาวไทยได้หรือไม่ เครดิตภาพ “แบม Jidapa Nahoanong-VB fanpage”

ละครชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ (DESCENDANTS OF THE SUN) , เรื่องย่อชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ (DESCENDANTS OF THE SUN)
ชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ /  ซีรี่ส์ ชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ (DESCENDANTS OF THE SUN) / 

เรื่องย่อ ชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ (DESCENDANTS OF THE SUN)ออกอากาศทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09:45 น. ทางช่อง7 นำแสดงโดย ซง จุงกิ/ซอง เฮเคียว/จิน กู/คิม จีวอน เรื่องราวเริ่มต้นจากความเข้าใจผิดของ คัง โมยอน คุณหมอสาวคนสวยแห่งโรงพยาบาลแฮซอง ที่ได้มีโอกาสมารักษาหัวขโมยที่ขโมยโทรศัพท์มือถือของ ซอ แดยอง เพื่อนทหารร่วมทีมเดียวกับ ยู ชีจิน กัปตันหนุ่ม จนทำให้ ยู ชีจิน และ ซอ แดยอง เพื่อนหนุ่ม ที่ออกเวรมาพร้อมกัน ต้องมาช่วยกันตามหาโทรศัพท์มือถือที่หายไป จน ยู ชีจิน ได้พบกับคุณหมอ คัง โมยอน และตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกพบ แต่สุดท้าย ยู ชีจิน และ ซอ แดยอง ก็ต้องมาช่วยเจ้าเด็กหนุ่มหัวขโมยจากแก๊งอันธพาลที่รุมทำร้ายจนทำให้ ยู ชีจิน ได้รับบาดเจ็บ แต่ คัง โมยอน กลับเข้าใจผิดว่า ยู ชีจิน และ ซอ แดยอง เป็นคนทำร้ายหัวขโมยคนนั้น จนสะบักสะบอม เมื่อ คัง โมยอน ได้ตรวจดูกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลจึงเห็นว่า ยู ซีจิน ไม่ได้ทำร้ายหนุ่มขี้ขโมยคนนั้น แต่เขากับเพื่อน กลับช่วยชีวิตเด็กหนุ่มคนนั้นจากแก๊งอันธพาลมากกว่า จากเหตุการณ์ที่ ยู ชีจิน เข้าไปช่วยหัวขโมย ทำให้ ยู ชีจิน เกิดเจ็บแผลเก่าที่เกิดจากการไปปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกันเมื่อครั้งก่อนหน้านั้น คุณหมอ คัง โมยอน จึงช่วยเย็บแผลให้ ทั้งคู่เริ่มมีความรู้สึกดีต่อกัน และนัดกันเพื่อทำแผลในครั้งต่อไป ชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ (DESCENDANTS OF THE SUN) จนวันที่ทั้งคู่นัดมาเจอกันอีกครั้งเพื่อทำแผล แต่ คัง โมยอน กลับติดผ่าตัดด่วนจึงทำให้ทั้งคู่ไม่ได้เจอกัน ด้วยความคิดถึง หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ว คัง โมยอน จึงโทรหา ยู ชีจิน และนัดทำแผลอีกครั้ง แต่ด้วยความอยากเห็นหน้า คัง โมยอน ยู ชีจิน จึงรีบบึ่งไปหาเธอในทันที แต่เมื่อไปถึง เขากลับมีภารกิจช่วยตัวประกันด่วนที่อัฟกานิสสถาน จึงทำให้ ยู ชีจิน ต้องรีบไปปฏิบัติหน้าที่พร้อมทั้งทิ้งสัญญานัดดูหนังในการพบกันครั้งต่อไป เมื่อ ยู ชีจิน เสร็จภารกิจ เขารีบไปพบ คัง โมยอน ที่โรงพยาบาลทันทีโดยไม่ให้เธอตั้งตัว และเดทแรกของทั้งคู่คือการไปชมภาพยนตร์ด้วยกัน แต่ก่อนที่ภาพยนตร์จะฉาย ยู ชีจิน ได้รับโทรศัพท์ให้ต้องไปปฏิบัติภารกิจด่วนอีกครั้ง ทำให้ คัง โมยอน ต้องดูหนังคนเดียวในการนัดเดทครั้งแรก ชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ (DESCENDANTS OF THE SUN) หลังจากเสร็จภารกิจ ยู ชีจิน ก็รีบไปพบ คัง โมยอน อีกครั้ง ทั้งคู่คุยกันถึงเรื่องราวที่ผ่านมา คัง โมยอน อยากรู้เหตุผล และอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ ยู ชีจิน บ้าง แต่ ยู ชีจิน ไม่สามารถบอกภารกิจต่างๆ ของเขาได้ เพราะทุกอย่างล้วนเป็นความลับ เมื่อคุยกันด้วยความไม่เข้าใจ ทั้งคู่จึงจบความสัมพันธ์ไว้เพียงแค่นั้น 8 เดือนต่อมา ยู ชีจิน ได้รับมอบหมายภารกิจพิเศษ ให้ไปทำงานที่ประเทศ อูรุก เพื่อดูแลรักษาความสงบในค่ายทหารของเกาหลี ส่วน ชีวิตของคุณหมอ คัง โมยอน หลังจากได้มีโอกาสออกโทรทัศน์แทนคุณหมอสาวเส้นใหญ่ของโรงพยาบาล ทำให้ คัง โมยอน กลายเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงโด่งดัง และได้รับการยอมรับ จากเดิมที่เคยพ่ายแพ้ต่อระบบเส้นสายภายในโรงพยาบาล จนทำให้เจ้าของโรงพยาบาลชื่นชอบเธอและนัดพบเธอเป็นกรณีพิเศษ หลังจาก คัง โมยอน เข้าพบ ประธานเจ้าของโรงพยาบาล และแสดงความไม่พอใจในสิ่งที่เจ้าของโรงพยาบาลทำ อีกทั้งยังไม่ยอมตกเป็นของเขา เธอจึงถูกส่งไปเป็นหัวหน้าทีมแพทย์อาสาที่ อูรุก และนั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้เธอได้พบกับ ยู ชีจิน อีกครั้ง ร้อยโท ยูน มยองจู คุณหมอทหารสาวอดีตเพื่อนวัยเรียนของคุณหมอ คัง โมยอน ขอย้ายมาประจำการอยู่ที่ อูรุก ด้วยเพื่อจะได้พบกับแฟนหนุ่ม ซอ แดยอง นายทหารที่พ่อของเธอไม่ยอมรับเพราะเห็นว่า ซอ แดยอง ไม่คู่ควรกับลูกสาวของเขา ชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ (DESCENDANTS OF THE SUN) วันหนึ่ง เกิดเหตุฉุกเฉินเนื่องจากประธานาธิบดีแห่งอาหรับถูกส่งตัวมาที่ค่ายของ ยู ชีจิน ที่อูรุกเพื่อพบหมอเนื่องจากมีอาการป่วยขั้นรุนแรง คัง โมยอน พบเขาว่ามีเลือดออกในช่องท้องและต้องได้รับการผ่าตัดโดยด่วนแต่บอดี้การ์ดของประธานาธิบดีห้ามไม่ให้คนอื่นผ่าตัดโดยเด็ดขาด ต้องคอยหมอประจำตัวของเขาเท่านั้น ด้วยภารกิจในการปกป้องชีวิตคือสิ่งสำคัญ ยู ชีจิน จึงฝ่าฝืนคำสั่งและให้ คัง โมยอน ดำเนินการผ่าตัดเพื่อช่วยชีวิตประธานาธิบดีเอาไว้ให้ได้ จนทำให้ ยู ชีจินถูกลงโทษและถูกปลดจากการเป็นหัวหน้าทีมพร้อมถูกกักตัวเนื่องจากฝ่าฝืนคำสั่ง แต่สุดท้ายผลการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี ยู ชีจิน จึงได้รับการปล่อยตัวและได้รับคำชื่นชม ส่วน ซอ แดยอง กลับถูกคำสั่งให้ย้ายกลับเกาหลีทันทีเนื่องจาก คุณหมอ ยูน มองจู แฟนสาวกำลังเดินทางมาที่ค่าย ทั้งคู่จึงไม่มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันดังที่ตั้งใจไว้ ถึงแม้ทั้งคู่จะมีความรักให้กันมากเพียงไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ยู ชีจิน ได้รับคำสั่งให้กลับไปประจำที่เกาหลี ส่วน คัง โมยอน ยังคงต้องทำงานอยู่ที่ค่ายแห่งนี้สักระยะหนึ่ง จนวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงใน อูรุก ทำให้โรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าเกิดถล่ม คนงานบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก คัง โมยอน และทีมแพทย์ต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลืออย่างยากลำบาก เมื่อ ยู ชีจิน รู้ข่าว เขาและ ซอ แดยอง จึงเป็นหน่วยทหารที่อาสามาช่วยผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ พวกเขาจึงได้มีโอกาสเจอกันอีกครั้ง หลังจากที่ทุกคนร่วมมือร่วมใจกันสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และทำให้ทั้งคู่ต่างเข้าใจในกันและกันมากยิ่งขึ้น ชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ (DESCENDANTS OF THE SUN) จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวผ่านไปไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ที่ทุกคนต่างไม่คาดคิดเมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นในอูรุก ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวกับเชื้อไวรัส ที่มีความรุนแรงประมาณเชื้ออีโบล่า พวกเขาจึงต้องทำสงครามกับโรคระบาดร่วมกันอีกครั้ง ยู ชีจิน คัง โมยอน ซอ แดยอง ยูน มองจู ต่างผ่านภารกิจชี้เป็นชี้ตายระดับชาติ และเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายถึงชีวิตมาด้วยกันมากมายหลายครั้ง สุดท้ายแล้วพวกเขาจะสามารถเอาชนะโรคระบาดครั้งนี้ได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถผ่านอุปสรรคต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาได้อย่างไร อย่าลืมมาให้กำลังใจพวกเขาไปพร้อมๆ กันในซีรีส์ “ชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ” (DESCENDANTS OF THE SUN) ซีรีส์ดีๆ ที่ทุกคนควรดู ขอบคุณข้อมูลจากdrama.ch7.com