ลดไขมัน

โรคความจำเสื่อมวันเดียว ลืมกันแค่วันเดียว โรคนี้มีจริงไหม? มาหาคำตอบกัน
ความจำเสื่อม /  จำไม่ได้ / 

ช่วงนี้กระแสภาพยนตร์เรื่อง “แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว” กำลังได้รับเสียงตอบรับที่ดี แต่นอกจากจะเป็นหนังรักโรแมนติกที่โดนใจใครหลายคนแล้ว ภายในเนื้อเรื่องยังได้สอดแทรกเกี่ยวกับ “โรคความจำเสื่อม” ชนิดหนึ่ง ที่มีอาการเพียง 1 วัน โดยเมื่อตื่นนอนขึ้นมาความทรงจำทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นปกติ ซึ่งโรคนี้มีอยู่จริง โดยมีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า Transient global amnesia (TGA) หรือกลุ่มอาการลืมเหตุการณ์ทั้งหมดชั่วคราว เรื่องนี้ นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิกรมสุขภาพจิต และผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิต สสส. ให้ข้อมูลว่า TGA เป็นการสูญเสียความจำไปชั่วขณะ ที่ไม่ได้เกิดจากโรคทางสมอง เช่น โรคลมชัก หรือโรคหลอดเลือดในสมอง โดยลักษณะการสูญเสียความจำของ TGA จะเป็นการสูญเสียความจำของสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น อาการจู่ๆ ก็มีอาการจำไม่ได้ เช่น จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น มาที่นี่ได้อย่างไร ถามคำถามซ้ำๆ เพราะถามแล้วก็จำไม่ได้ว่าได้รับคำตอบแล้ว เมื่อถูกถามถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นก็จำไม่ได้ โดยทั่วไปอาการจะเป็นอยู่ไม่นานเกินหนึ่งวัน ส่วนใหญ่จะน้อยกว่านี้ จากนั้น ความทรงจำจะค่อยๆ กลับคืนมา สำหรับสาเหตุของการเกิด TGA ยังไม่เป็นที่ทราบอย่างชัดเจน และเป็นโรคที่พบได้น้อยมาก โดยปัจจัยเสี่ยงของการเกิด TGA คือ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และการมีประวัติปวดศีรษะ หรือไมเกรน โรคลมชัก โรคหลอดเลือดทางสมอง การแช่ในน้ำร้อนหรือน้ำเย็น การออกกำลังกายอย่างหนัก กระทบกระเทือนทางสมอง และมีความเครียดอย่างรุนแรง เป็นต้น โรค TGA ถือเป็นโรคที่ไม่เป็นอันตราย แต่ก็ต้องเฝ้าระวังหากมีอาการเกิดขึ้น จำเป็นต้องรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจประเมินสาเหตุ ผู้ที่มีอาการ TGA อาจไม่สามารถให้ข้อมูลใด ๆ ได้ เนื่องจากเสียความจำไป ดังนั้น คนใกล้ชิดที่อยู่ร่วมกันกับผู้ป่วยควรสังเกตรายละเอียดของอาการให้มากที่สุด และให้ข้อมูลกับแพทย์และพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป เมื่อพูดถึงเรื่อง ความจำเสื่อม แล้วเรามาทำความรู้จักกับ ภาวะสมองเสื่อม กันเถอะ หนังสือ “ยากันลืม” โดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า “ภาวะสมองเสื่อม” สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองตีบตันการขาดสารอาหาร และการเกิดเนื้องอกในสมองแล้ว ยังเกิดขึ้นได้ จากการที่สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง รวมถึงผู้ที่อยู่ในภาวะอ้วนและมีกิจกรรมทางกายน้อย ส่วนสาเหตุสำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือภาวะสมองเสื่อมนั้นถือว่ามีความเชื่อมโยงกับอายุที่เพิ่มมากขึ้น เรียกว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน เพราะยิ่งมีอายุมากขึ้นเท่าไรโอกาสและความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อมก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากความเสื่อมสภาพของเซลล์สมองในผู้สูงอายุย่อมมีมากขึ้นไปตามวัย หากเทียบสถิติผู้สูงอายุในประเทศไทยจะพบว่าผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมได้ร้อยละ 11.4 ในขณะที่โอกาสและความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 4 เท่าทันที เมื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 80 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปจะมีการแบ่งระดับความรุนแรงของภาวะสมองเสื่อมออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับเริ่มต้น ระดับกลาง จนถึงระดับรุนแรง ซึ่งในแต่ละระดับ ผู้ป่วยจะมีพัฒนาการของโรคจากน้อยไปหามากดังนี้ ระยะที่ 1 ภาวะสมองเสื่อมระดับเล็กน้อย ผู้ป่วยจะมีอาการหลงลืม โดยเฉพาะลืมเรื่องที่ เพิ่งเกิดขึ้น เช่น จำไม่ได้ว่าวางของใช้ไว้ที่ใด ไม่สามารถจำชื่อสถานที่ที่คุ้นเคยได้ ไม่ค่อยมีสมาธิเหลือเพียงความจำส่วนที่เกี่ยวข้องกับอดีตที่ยังดีอยู่ เริ่มมีความบกพร่องในการทำกิจกรรมต่างๆและการใช้ชีวิตในสังคม แต่ยังสามารถอยู่คนเดียวได้ ช่วยเหลือตนเองได้ และยังมีการตัดสินใจที่ค่อนข้างดี ระยะที่ 2 ภาวะสมองเสื่อมระดับปานกลาง ในระยะนี้ความจำเริ่มเสื่อมลงมากขึ้น มีความบกพร่องในเรื่องความเข้าใจ ความสามารถในการเรียนรู้การแก้ปัญหาและการตัดสินใจ เช่น ความสามารถในการคำนวณ การกะระยะทาง ไม่สามารถใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิดได้ทั้งที่เคย ทำได้มาก่อน ทำอาหารที่เคยทำไม่ได้ ลืมชื่อ สมาชิกในครอบครัว ช่วงท้ายระยะนี้อาจมีอาการทางจิต เช่น ประสาทหลอน ดังนั้นการ ปล่อยให้ผู้มีอาการเหล่านี้อยู่ตามลำพังอาจเป็นอันตราย จึงต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ระยะที่ 3 ภาวะสมองเสื่อมขั้นรุนแรง ผู้ป่วยจำสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้เลย สูญเสียความจำ อย่างรุนแรง จำญาติพี่น้องไม่ได้ หรือแม้แต่ตนเอง ก็อาจจำไม่ได้ด้วย มักเดินหลงทางในบ้านตนเอง มีความผิดปกติต่างๆ เช่น บุคลิกภาพเปลี่ยนไป เคลื่อนไหวช้า เดินช้า และอาจเกิดอาการแทรกซ้อน ที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ อาการเตือนภาวะสมองเสื่อม ที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วควรระวัง ได้แก่ 1. สูญเสียความจำโดยเฉพาะเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น 2. ทำกิจวัตรประจำวันที่คุ้นเคยไม่ได้เหมือนเดิม หรือทำได้แต่ก็ยากลำบากเต็มที 3. มีปัญหาในการใช้ภาษา เช่น ลืมคำศัพท์ง่ายๆ ใช้ศัพท์ผิดความหมาย 4. สับสนวันเวลาและสถานที่ เช่น หลงวัน เวลา บอกที่อยู่บ้านตนเองไม่ได้ 5. มีการตัดสินใจอย่างไม่เหมาะสม เช่น เปิดพัดลมแรงทั้งที่อากาศเย็นมาก 6. มีปัญหาเกี่ยวกับความคิดรวบยอด เช่น ไม่เข้าใจค่าของตัวเลข บวกลบคูณหารไม่ได้เหมือนก่อน 7. เก็บสิ่งของผิดที่ผิดทาง เช่น เก็บเตารีดในตู้เย็น เก็บนาฬิกาในโถน้ำตาล 8. อารมณ์เปลี่ยนแปลงได้ง่ายภายในเวลาไม่นาน 9. บุคลิกภาพเดิมเปลี่ยนไป เช่น กลายเป็นคน ช่างสงสัย หรือหวาดกลัวง่ายกว่าเดิมมาก 10. ชอบเก็บตัว ขาดความกระตือรือร้นในการใช้ ทำอย่างไรให้ห่างไกล จากภาวะสมองเสื่อม คนส่วนใหญ่เชื่อกันมาตลอดว่า ปัญหาที่เกี่ยวกับสมองประเภทความจำเสื่อม ความจำถดถอย และขี้หลงขี้ลืมนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในผู้สูงอายุ ทำให้น้อยนักจะมีใครสนใจใส่ใจดูแลตนเองเพื่อให้สมองคงประสิทธิภาพอยู่กับเราไปนานๆ เพราะเชื่อว่าแก่ไปก็ต้องเจอ ทั้งที่จริงๆ แล้วความเชื่อเหล่านี้ผิด ไปจากความเป็นจริงอย่างมาก ความจริงคือ สมองไม่ได้เสื่อมสภาพไป ตามอายุของคนเสมอไป และเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ แล้วเราอาจไม่มีอาการความจำเลอะเลือนอย่างที่คิดตราบเท่าที่มีการดูแล และบริหารสมองอยู่อย่างสม่ำเสมอ ด้วยการหมั่นทำกิจกรรมสร้างเซลล์สมองให้เติบโตด้วยการใช้ความคิดขบคิดแก้ไขปัญหา เข้าสังคมเพื่อพูดคุยมีปฏิสัมพันธ์กับ เพื่อนฝูงและคนรอบข้าง หรืออ่านหนังสืออยู่เป็นประจำ ก็ล้วนแต่เป็นแนวทางเสริมสร้างและยืดอายุสมองได้ค่ะ นอกจากนี้ “การออกกำลังกาย” ยังมีส่วนช่วยอย่างมากในการชะลอภาวะสมองเสื่อม และยังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสมองได้มากอีกด้วย สอดคล้องกับที่ทาง สสส. พยายามที่จะให้คนไทยมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เมื่อร่างกายแข็งแรงทั้งกายและใจ คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นนั่นเอง รื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th ข้อมูลจาก : นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิกรมสุขภาพจิต และ หนังสือ “ยากันลืม” โดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)

คอหนังควรระวัง! ป๊อปคอร์นอาจไม่เป็นมิตร (ต่อสุขภาพ) อย่างที่คิด
Entertainment Now /  mono29 / 

คอหนังควรระวัง! ข้าวโพดคั่วอาจไม่เป็นมิตร (ต่อสุขภาพ) อย่างที่คิด สำหรับคอหนังบางคน การปฏิเสธกลิ่นเนยหอม ๆ ของป๊อปคอร์นหรือข้าวโพดคั่วถือเป็นอะไรที่ทำได้ยากมาก แต่เชื่อว่าหลังจากที่ได้ยินผลวิจัยใหม่เรื่องนี้แล้ว หลายคนอาจจะต้องเปลี่ยนความคิดเรื่องการกินป๊อปคอร์นในโรงหนังแน่นอน โดยรายงานวิจัยล่าสุดของสหรัฐฯ พบว่าป๊อปคอร์นในโรงหนังส่วนใหญ่ใช้น้ำมันมะพร้าวในการคั่วเมล็ดข้าวโพด ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ผิดมาก ๆ ที่โรงหนังทำ เพราะว่าน้ำมันพวกนี้เป็นผลเสียต่อสุขภาพคนดู มีไขมันอิ่มตัวถึง 90% ในขณะที่น้ำมันหมูมีไขมันอิ่มตัวอยู่ที่ 40% จากการวิจัยทีมงานได้ซื้อป๊อปคอร์นขนาดกลางจากโรงหนังดัง ๆ ในสหรัฐฯ เพื่อมาวัดปริมาณแคลอรีป๊อปคอร์นแต่ละถัง ซึ่งผลที่ได้ก็คือป๊อปคอร์นจากโรงหนังชั้นนำของสหรัฐฯ มีจำนวนแคลอรีอยู่ที่ 590-1,200 แคลอรี ครั้งต่อไปที่จะต้องซื้อของขบเคี้ยวก่อนเข้าโรงหนัง อาจจะต้องคำนึงถึงผลวิจัยนี้สักนิดหนึ่ง โดยหาทางเลือกของคบเคี้ยวที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น แม้ว่าการหักห้ามใจในการทานป๊อปคอร์นจะทำได้ยาก แต่การออกกำลังกายเพิ่มขึ้นคืออีกหนึ่งหนทางที่ทำให้คอหนังไม่จำเป็นต้องตัดขาดจากรสชาติที่คุ้นเคย ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจแวดวงฮอลลิวูดได้ในรายการ Entertainment Now วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 7.30 น. ช่อง MONO 29

Logitech M331 Silent Plus และ M221 Silent เมาส์ไร้เสียงเพื่อการทำงานอย่างเงียบเชียบ
gadget /  Logitech / 

Logitech เปิดตัวเมาส์ M331 Silent Plus และ M221 Silent เมาส์ไร้เสียงรุ่นแรกที่ช่วยให้คุณสามารถทำงานได้อย่างเงียบเชียบ ทั้งให้ความรู้สึกของการกดเมาส์แบบเดิม แต่ลดเสียงได้มากกว่า 90% โดยทั้งสองรุ่นสามารถเชื่อมโยงการทำงานแบบไร้สายได้ไกลถึง 33 ฟุต ตัว M331 Silent Plus มีแบตเตอรี่ซึ่งใช้งานยาวนานถึง 24 เดือน การออกแบบรูปทรงให้จับได้ถนัดเพื่อการใช้งานที่สบาย และพอดีกับมือข้างขวา ส่วน M221 Silent แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้นาน 18 เดือน ตัวเมาส์ถูกออกแบบให้ใช้งานได้ทั้งมือซ้าย และขวา Logitech M331 Silent Plus คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายผ่าน Logitech.com และร้านค้าปลีกที่ได้รับคัดเลือกราวเดือนกันยายน ในราคา 590 บาท สำหรับ Logitech M221 Silent คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายผ่าน Logitech.com และร้านค้าปลีกที่ได้รับคัดเลือกราวเดือนตุลาคม ที่ 490 บาท

ลดแหลก!! iPhone 6s และ 6s Plus ของ 3 ค่ายมือถือหลัง Apple ประกาศลดราคา
ais /  dtac / 

ก่อนหน้านี้หลังการเปิดตัวของ iPhone 7 ทางเว็บทางการของ Apple ได้ทำการลดราคา iPhone 6s และ iPhone 6s Plus กันไปแล้ว แต่ที่ตื่นตาไม่แพ้กัน เมื่อ 3 ค่ายมือถือบ้านเราทั้ง AIS, Dtac และ True เองก็ได้ทำการลดราคากันแบบว่าถูกกว่าใน Online Store อีกด้วย ที่สำคัญในรุ่นความจุ 32GB ใน Online Store นั้นหมดไปแล้วด้วย  และนอกจากทั้ง 2 รุ่นดังกล่าวแล้ว สำหรับบางค่ายยังลดแหลก iPhone 6, iPhone 6 Plus และ iPhone SE กันแบบที่เลือกไม่ถูกกันเลย ลองไปดูกันครับ AIS iPhone 6s เริ่มต้นที่ 16,500 บาท iPhone 6s Plus เริ่มต้นที่ 18,900 บาท ส่วนราคาของรุ่นอื่นๆ เป็นไปตามนี้ครับ iPhone 6 เริ่มต้นที่ 13,900 บาท iPhone 6 Plus เริ่มต้นที่ 17,000 บาท iPhone SE เริ่มต้นที่ 9,800 บาท True iPhone 6s เริ่มต้นที่ 21,900 บาท iPhone 6s Plus เริ่มต้นที่ 20,900 บาท iPhone 6 เริ่มต้นที่ 15,800 บาท iPhone 6 Plus เริ่มต้นที่ 17,000 บาท   Dtac iPhone 6s เริ่มต้นที่ 15,500 บาท iPhone 6s Plus เริ่มต้นที่ 20,900 บาท iPhone 6 เริ่มต้นที่ 14,500 บาท iPhone 6 Plus เริ่มต้นที่ 18,000 บาท iPhone SE เริ่มต้นที่ 9,900 บาท ใครที่จะรอ iPhone 7 นั้นคงต้องกันไปอีกซักพักนะครับ ส่วนใครที่เห็นเจ้า Jet Black แล้วไม่รู้สึก Wow นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมมากๆ เลยทีเดียวครับ

10 อาหาร ทำฟันเหลือง เลิกกินซะ!!
ทำร้ายฟัน /  ฟอกฟันขาว / 

ใครๆก็คงอยากมีฟันขาว ยิ้มสวยๆ ใช่ไหม แต่คุณรู้ไหมว่า การฟอกสีฟันบ่อยๆไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เพราะมันจะยิ่งทำให้ฟันกร่อนลงไป หรือการรับประทานอาหารบางชนิด ก็ยังเป็นตัวกระตุ้นให้ ฟันเหลือง แบบที่เราไม่รู้ตัว วันนี้ Health Mthai ขอแนะนำ 10 อาหารที่เมื่อกินเข้าไปแล้ว ฟันเรารับเต็มๆ ไม่ต้องคิดมาก แค่ลองจินตนาการว่า เมื่อมันหกใส่เสื้อสีขาวของเรา ก็ซักออกยากเหลือเกิน นั่นล่ะ..มันคล้ายๆกับลักษณะที่จะเกิดขึ้นบนฟันของเราเช่นกัน 1.ไวน์แดงหรือไวน์ขาว ไม่ใช่เฉพาะแค่ไวน์แดงเท่านั้นที่ร้ายกาจ แต่ไวน์ขาว ก็เป็นอีกหนึ่งตัวการที่ทำให้ฟันขาวๆ ของคุณเปลี่ยนเป็นสีเหลืองได้ด้วย ดังนั้นหลังจากดื่มไวน์ ควรดื่มน้ำตามเพื่อช่วยลดไม่ให้แทนนินและ โพลีฟีน ที่อยู่ในไวน์เกาะฟันเรา 2.กาแฟ คุณไม่สามารถป้องกันฟันขาวๆ ของคุณจากกาแฟได้แน่ๆ อยู่แล้ว แต่ทางออกเดียวที่มีก็คือ เติมนมลงในกาแฟของคุณเพิ่ม จะได้ลดความเข้มข้นของกาแฟลง ถ้ามันจะไม่ทำให้กาแฟถ้วยโปรดของคุณเสียรสชาติล่ะ 3.ชา ชาดำนี่มีอนุภาพร้ายแรงไม่ต่างจากกาแฟเลยทีเดียว และเผลอๆ อาจให้ผลลัพท์กับฟันขาวๆของคุณได้มากกว่าซะด้วยซ้ำ 4.น้ำส้มสายชู การทานสลัดที่มีน้ำส้มสายชูเป็นส่วนผสมในน้ำสลัด บางทีก็อาจทำให้กัดสารเคลือบฟันขาวของคุณออกไปได้โดยไม่รู้ตัว 5.แกงกระหรี่ รสชาติของมันยอดเยี่ยมใช่ไหมล่ะ แต่รู้ไหมสีของแกงจะทำให้ฟันของคุณเหลืองโดดเด่นขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว ยิ่งขึ้นถ้าคุณหลงระเริงในเครื่องเทศที่แปลกใหม่เหล่านี้ตลอดเวลา 6.ซอสมะเขือเทศ ใครสามารถเลี่ยงไม่ทานซอสมะเขือเทศได้ล่ะ มันแทบจะปรากฎอยู่ในอาหารเกือบทุกมื้อ มะเขือเทศมีสารบางอย่างที่มีความเป็นกรดสูง ซึ่งหากคุณเพิ่งฟอกสีฟันมา มันจะกัดสีฟันให้กร่อนลงได้ 7.ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่, แบล็กและบลูเบอร์รี่ เต็มไปด้วยวิตามินที่ดีต่อสุขภาพและชีวิตเพิ่มสารอาหารอื่น ๆปัญหาเดียวก็คือว่า พวกมันเป็นผลไม้ที่สีจัด และมีแนวโน้มว่าสีเหล่านั้นอาจเกาะติดฟันคุณได้อย่างมาก ดังนั้นครั้งต่อไปหลังจากที่กินผลเบอร์รี่ ก็อย่าลืมดื่มน้ำตามด้วย 8.น้ำอัดลม (โคล่า) ปัญหาอยู่ที่สีเข้มของน้ำอัดลม โดยเฉพาะหากมันมีความเย็นมาก ฟันจะมีแนวโน้มที่จะหดตัว และทำให้มีรูพรุนมากขึ้น ก็จะทำให้มันดูดซับสีเข้าไปที่ฟันแบบเต็มๆ เช่นเดียวกันกับ เครื่องดื่มร้อน อย่าง ชา กาแฟ เช่นกัน 9.ซอสถั่วเหลือง คุณอาจจะต้อง จำกัดปริมาณของซอสถั่วเหลือง ถ้าคุณต้องการที่จะทำให้ฟันของคุณขาว เพราะในซอสถั่วเหลืองในยุคนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การหมักถั่วเหลือง แต่ยังมีการเติมกรดไฮโดรคลอริก เข้าไปเพื่อทำให้มันเร็วขึ้น และแน่นอน มันมาพร้อมกับการทำร้ายฟันขาวๆของเรา 10.บีทรูท บีทรูทจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินต่อร่างกายและผิวพรรณ แต่มันต้องแลกมาด้วยสีแดงเข้มที่จะทำให้เกิดคราบฟันชนิดที่ล้างด้วยน้ำเปล่าอาจไม่พอ ต้องใช้การแปรงฟันหลังทานบีทรูท เพื่อช่วยลดการกัดกล่อนสีฟัน เรียบเรียงโดย Health.Mthai.com ที่มาเนื้อหาจาก www.lifehack.org

วิธีดูแลตัวเอง สำหรับผู้ป่วย โรคเบาหวาน กินอยู่ยังไงให้ชีวิตเป็นสุข
คุมน้ำตาล /  น้ำตาล / 

โรคเบาหวาน เป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติจนทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อหลอดเลือดต่างๆทั่วร่างกาย เช่น “โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตวายเรื้อรัง ตาบอด ระบบประสาทส่วนปลายเสื่อมนำไปสู่การตัดเท้าหรือขา” เป็นต้น ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน นอกจากพันธุกรรมแล้ว ปัจจัยสิ่งแวดล้อมและวิธีการดำเนินชีวิต เช่น การเลือกรับประทานอาหาร น้ำหนักตัวเกิน ไม่ออกกำลังกาย หรือมีภาวะความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง ก็สุ่มเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานเช่นกัน สาเหตุของระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิดจากตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ลดลง ร่วมกับการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนอินซูลินที่เซลล์กล้ามเนื้อ ตับ และเซลล์ไขมันลดลง ซึ่งฮอร์โมนอินซูลินมีหน้าที่ควบคุมการใช้พลังงานของร่างกายให้ใช้น้ำตาลเป็นพลังงานหลัก เมื่อร่างกายขาดพลังงานจึงรู้สึกเพลีย อยากกินอาหารหวาน และน้ำตาลสูงในเลือดที่สูงเกินจะถูกขับออกทางปัสสาวะ จึงมีอาการปัสสาวะบ่อย คอแห้ง หิวน้ำ และน้ำหนักลด ผู้ป่วยเบาหวานควรมีความรู้ในการดูแลตัวเอง ได้แก่ การเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม หมั่นออกกำลังกายตามความแข็งแรง ควบคุมน้ำหนักตัว รับประทานยาหรือฉีดยาตามคำแนะนำแพทย์และมาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ หนึ่งในการดูแลตนเองที่ผู้ป่วยเบาหวานควรรู้ คือ การดูแลตนเองเมื่อมีภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลัน เช่น การติดเชื้อ การผ่าตัด อุบัติเหตุ หรือได้รับยาบางชนิดที่มีผลต่อน้ำตาลในเลือด ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนต่างๆ เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคกับอาการเจ็บป่วยนั้นๆ มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นหรือลดลงผิดปกติ รวมทั้งอาการเจ็บป่วยมีผลต่อปริมาณอาหารที่รับประทานทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่ง นอกจากคนไข้จะเจ็บป่วยจากโรคนั้นๆแล้ว อาจมีภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันจากระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่ 1. Diabetic ketoacidosis คือ ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงร่วมกับเลือดเป็นกรด มักตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 250 มก./ดล. อาการ ได้แก่ กระหายน้ำ คอแห้ง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หอบเหนื่อย ลมหายใจมีกลิ่นผลไม้ จนถึงซึม หมดสติได้ 2. Hyperglycemia hyperosmolar nonketotic syndrome (HHNS) ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงร่วมกับภาวะ osmolarity (ความเข้มข้นเลือด) สูง มักพบในผู้สูงอายุที่คุมเบาหวานได้ไม่ดี มีภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลัน ร่วมกับภาวะขาดน้ำรุนแรง ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 600 มก./ดล. บางรายที่เป็นมาก อาจมีความดันโลหิตต่ำ ความรู้สึกตัวจะค่อยๆลดลง จนโคม่าได้ 3.Severe hypoglycemia ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำรุนแรง จนผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น มีอาการสับสน เป็นลม หมดสติ ชักเกร็ง กระตุก จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่น และอาการดีขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลปกติ มักพบเมื่อระดับน้ำตาลในเลือด 50 มก./ดล. หรือต่ำกว่า ข้อควรปฏิบัติยามเจ็บป่วยสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน (Sick- day rules) สำหรับผู้ป่วยเบาหวานเมื่อเกิดภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลัน สิ่งที่ต้องหมั่นทำ คือ ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ชั่วโมงละครึ่งถึงหนึ่งแก้ว (ถ้าไม่มีข้อห้าม เช่น โรคหัวใจ โรคไต) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยขับน้ำตาลส่วนเกินและคีโตนไปทางปัสสาวะ ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่ปลายนิ้วบ่อยขึ้น (ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่หนึ่งควรจะตรวจทุกๆ 4 ชั่วโมงและตรวจคีโตนในปัสสาวะ สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สอง ควรตรวจอย่างน้อย 3 เวลาก่อนอาหารและก่อนนอน) กินอาหารคาร์โบไฮเดรตให้เพียงพอ หากไม่สามารถรับประทานอาหารปกติได้ แนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำข้าวผสมเกลือเล็กน้อย แครกเกอร์ ขนมปัง โยเกริต นมหรือน้ำเต้าหู้ อย่าหยุดยาด้วยตนเอง ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความต้องการซื้อยาจากภายนอกโรงพยาบาล ควรแจ้งประวัติโรคประจำตัวและรายชื่อยาที่ใช้อยู่แก่เภสัชกรหรือแพทย์ทุกครั้ง เนื่องจากยาปฏิชีวนะบางชนิดทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ควรงดออกกำลังกายพักผ่อนให้เพียงพอ อาการที่ควรมาโรงพยาบาล ได้แก่ มีไข้ 2 วันแล้วยังไม่ทุเลา หรือมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง รับประทานอาหารไม่ได้เลยนานกว่า 6 ชั่วโมง ตรวจพบคีโตนในปัสสาวะ (ระดับปานกลางหรือตั้งแต่ 2+ ขึ้นไป) ระดับน้ำตาลจากเลือดปลายนิ้วก่อนอาหารมากกว่า 240 มก./ดล. แม้ปรับยากินหรือยาฉีดอินซูลินแล้ว มีอาการของภาวะขาดน้ำ เช่น ริมฝีปากแห้งแตก หรืออาการรุนแรง เช่น หอบเหนื่อย แน่นหน้าอก หายใจมีกลิ่นผลไม้ และสิ่งที่ผู้ป่วยต้องเตรียมข้อมูลเมื่อมาพบแพทย์ คือ รายชื่อยา อาการเจ็บป่วย ปริมาณอาหารที่กินได้ น้ำหนักตัวปกติ และระดับน้ำตาลในเลือดช่วงเจ็บป่วยมาด้วยเพื่อให้แพทย์วินิจฉัย ข้อมูลโดยแพทย์หญิงพญ.ณัฐกานต์ มยุระสาคร แพทย์ด้านต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม โรงพยาบาลพระรามเก้า

อ้าวเฮ้ย! ถนนในฝรั่งเศส จมหายใต้ทะเล วันละ 2 ครั้ง
ความรู้รอบโลก /  ต่างประเทศ / 

แปลกแต่จริง! Passage du Gois ถนนในประเทศฝรั่งเศสเส้นนี้ ในทุกๆ วันจะจมอยู่ใต้น้ำทะเล ซึ่งมันจะลดระดับน้ำลงให้เห็นถนนเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ติดอันดับเป็นหหนึ่งเส้นทางการเดินรถ และเป็นหนึ่งในถนนที่อันตรายที่สุดในโลก! อ้าวเฮ้ย! ถนนในฝรั่งเศส จมหายใต้ทะเล วันละ 2 ครั้ง ติดอันดับหนึ่งในถนนอันตรายที่สุดในโลก "Passage du Gois" ถนนเส้นนี้มีความแปลกตรงที่มันสร้างพาดทะเล ด้วยความยาวกว่า 4.125 กิโลเมตร เชื่อมต่อระหว่างอ่าว Burnёf กับ เกาะ Noirmoutier ในประเทศฝรั่งเศส ในทุกๆ วัน น้ำทะเลจะเพิ่มระดับน้ำขึ้นจนทำให้ถนนเส้นนี้จมหายไปลึกว่า 13 ฟุต และเมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งมันก็จะลดระดับน้ำทะเลลง เผยให้เห็นถนนเส้นนี้อีกครั้ง ซึ่งผู้คนที่ต้องการขับผ่านถนนเส้นนี้จะต้องกะช่วงเวลาให้ถูกด้วยเพราะวิ่งได้ 2 ครั้งต่อวัน และไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น! ก่อนที่จะจมลงทะเลอีกครั้ง นอกจากนี้ ในปี 1999 ถนน Passage du Gois ก็ยังเคยถูกนำมาใช้ในการแข่งขันจักรยาน ตูร์เดอฟร็องส์ (Tour de France) แต่ก็เกิดปัญหาด้วยเหตุที่ว่าผิวของถนนนั้นลื่นเกินไป และในปี 2011 ก็ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง โดยใช้เป็นสนามเปิด สเตทแรก

โรคงูสวัด จากคำบอกเล่าประสบการณ์ผู้ป่วย เริ่มมีเพียงอาการวิงเวียนและปวดเมื่อยตามตัว
งูสวัด /  ตุ่มน้ำ / 

การดูแลสุขภาพให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้สูงวัย เนื่องจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นและภูมิคุ้มกันทางร่างกายที่อ่อนแอลงจึงทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย โดยโรคที่เกิดกับผู้สูงวัยตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไปนั้นพบได้หลากหลายและเสี่ยงต่อการเกิดอาการแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคงูสวัดที่ถึงแม้จะฟังดูคุ้นหูแต่แฝงด้วยภัยร้ายที่ทำให้ผู้สูงอายุต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสและอาการแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นหากเรารู้จักที่มาที่ไปของโรคนี้พร้อมทั้งวิธีป้องกันจะสามารถทำให้ผู้สูงอายุห่างไกลจากความเจ็บป่วยจากโรคนี้ได้ หากว่าผู้สูงอายุต้องเผชิญกับโรคนี้แล้ว การดูแลตัวเองและการได้รับการดูแลจากคนในครอบครัวก็เป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ เพราะโรคนี้มีผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจ อาจารย์ พญ. อรพิชญา ไกรฤทธิ์ หน่วยเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า โรคงูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัสอีสุกอีใสที่หลบซ่อนอยู่ในปมประสาทใต้ผิวหนังหลังจากมีการติดเชื้อชนิดนี้ครั้งแรก โดยเชื้อไวรัสจะแฝงตัวอยู่เป็นเวลานานหลายสิบปี จนเมื่อใดที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ โดยเฉพาะจากการที่อายุมากขึ้น เชื้อที่แฝงตัวอยู่จะกระจายตัวตามปมประสาททำให้เส้นประสาทถูกทำลาย โดยจะแสดงอาการออกมาเป็นผื่นแดงและตุ่มน้ำใสๆ เรียงตัวเป็นกลุ่มตามแนวเส้นประสาท ซึ่งผู้ป่วยจะต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการที่ตามมา นั่นคืออาการปวดแสบปวดร้อนตรงบริเวณผิวหนัง แม้บางครั้งถูกสัมผัสเพียงเบาๆ ซึ่งอาการปวดดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันโดยตรง ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการนอนได้ ทั้งนี้ จากข้อมูลที่มีการสำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า 1 ใน 3 ของประชากรที่มีอายุถึง 80 ปีเคยเป็นโรคงูสวัดมาแล้ว และความชุกของโรคงูสวัดจะพบมากขึ้นอย่างชัดเจนในประชากรที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ขึ้นไป ซึ่งผู้สูงวัยกลุ่มดังกล่าวจะมีโอกาสเป็นโรคงูสวัดได้มากกว่าผู้ที่อายุน้อยกว่า 20 ปี ถึง 2 เท่า ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคงูสวัดนั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง โดยยิ่งมีอายุมากจะยิ่งเป็นรุนแรงและนานขึ้น เช่น อาการปวดตามแนวเส้นประสาทเรื้อรังแม้ผื่นได้รับการรักษาจนหายแล้ว หรือ Post Herpetic Neuralgia (PHN) ซึ่งมักมีอาการปวดลึกๆ เรื้อรังเป็นเวลานานซึ่งอาจยาวนานเป็นปีได้ และอาจมีไข้ร่วมด้วย โดยพบได้บ่อยถึงร้อยละ 60 ของผู้ป่วยเป็นงูสวัดที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ในผู้สูงวัยอาจเกิดขึ้นบริเวณดวงตา ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการแทรกซ้อนรุนแรงจนทำให้ตาบอด หรือหากงูสวัดขึ้นบริเวณหูด้านนอกหรือแก้วหู อาจทำให้ใบหน้าซีกนั้นๆ เกิดอัมพาต ปากเบี้ยว หรือไม่สามารถหลับตาข้างนั้นให้สนิทได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากติดเชื้องูสวัดชนิดแพร่กระจายออกนอกแนวเส้นประสาท เชื้อไวรัสอาจกระจายเข้าสู่สมองและอวัยวะภายในอื่นๆ เช่น ตับ ปอด หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ความรุนแรงและการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสงูสวัดภายในร่างกายนั้นยิ่งทวีคูณตามอายุ ดังนั้น แนวทางการป้องกันโรคงูสวัดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เริ่มจากการเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ซึ่งจากการศึกษาการใช้วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด พบว่าสามารถลดความเสี่ยงของโรคได้ร้อยละ 70 ในผู้มีอายุระหว่าง 50-59 ปี และร้อยละ 50 ในผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป อีกทั้งช่วยลดอุบัติการณ์ของอาการปวดตามแนวเส้นประสาทเรื้อรังได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีผู้สูงวัยในประเทศไทยเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดเพียงไม่ถึงร้อยละ 10 ซึ่งยังเป็นจำนวนที่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรผู้สูงอายุทั้งประเทศ นอกจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดเป็นการฉีดเพียงครั้งเดียวเพื่อเสรอมสร้างเกราะป้องกันให้แก่โรคนี้ ผู้สูงอายุสามารถลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสได้ด้วยการรักษาสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน เช่น การล้างมือให้สะอาด และรักษาความสะอาดของใช้ส่วนตัวอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งแนะนำให้ผู้สูงวัยหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมชนแออัด อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี และรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ คุณกุลนิติ ทองใหญ่ ณ อยุธยา ผู้มีประสบการณ์จาก โรคงูสวัด เผยว่า ก่อนจะทราบว่าตัวเองเป็นโรคงูสวัดก็มีเพียงอาการวิงเวียนและปวดเมื่อยตามตัว แต่ความเจ็บปวดมันเจ็บแปลบไปจนถึงหัวใจและสังเกตเห็นผื่นแดงขึ่นตามลำคอ แขนข้างซ้ายและที่หลัง จึงรีบไปพบแพทย์ ช่วงที่เป็นงูสวัดรู้สึกเจ็บปวดมากจนไม่อยากขยับร่างกาย เพราะต้องทนกับอาการปวดแสบปวดร้อนคล้ายถูกไฟไหม้อยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน จึงนอนไม่ค่อยหลับเป็นเวลาหลายอาทิตย์ ช่วงที่พักรักษาตัวรู้สึกเบื่ออาหาร ท้อแท้ อารมณ์แปรปรวนง่าย และไม่ค่อยอยากออกไปข้างนอกหรือพบเจอใคร เพราะกังวลไม่รู้ว่าอาการปวดแปลบๆ เสียวๆ จะกลับมาอีกเมื่อไหร่ นอกจากนี้ ในบางช่วงยังมีอาการปวดศีรษะ รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวบ่อยๆ ซึ่งความเจ็บปวดจากโรคงูสวัดทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นช่วงเวลาที่ทรมานมากที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ ผู้ที่ไม่เคยประสบกับตัวเองอาจจะไม่เข้าใจว่างูสวัดสามารถส่งผลกระทบแสนสาหัสทางร่างกายและจิตใจได้ขนาดไหน จึงขอแนะนำให้ผู้สูงอายุทุกท่านเข้ารับการฉัดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดอันแสนทรมาน คุณกุลนิติ ยังเล่าว่า ดิฉันโชคดีที่มีกำลังใจที่ดีจากคนรอบข้างตลอดระยะเวลาที่พักรักษาตัวค่ะ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ลูกๆ หลานๆ และทุกคนที่อยู่ใกล้ชิดที่คอยดูแลให้กำลังใจตลอดเวลา ทำให้ดิฉันสามารถก้าวผ่านประสบการณ์แสนทุกข์ทรมานของโรคูสวัดได้อย่างไม่ยากลำบากมากนัก เมื่อหายจากโรคงูสวัด ดิฉันก็พยายามรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบหลัก 5 หมู่ตลอดมา และหาเวลาออกกำลังกายเบาๆ อย่างสม่ำเสมอทุกวัน ที่สำคัญต้องพักผ่อนให้เพียงพอ มีการปรับเวลาเข้านอนให้เร็วขึ้น นอกจากการดูแลสุขภาพกายแล้ว ก็ให้ความสำคัญกับสุขภาพทางใจด้วย เพราะถ้าจิตใจเราแจ่มใสร่างกายและภูมิคุ้มกันเราก็จะดีตามไปด้วย การมองโลกไม่แง่ดี หมั่นหากิจกรรมสนุกๆทำเพื่อไม่ให้เบื่อ เป็นการช่วยเพิ่มดรรชนีความสุขให้แก่ตนเอง และยิ่งได้ทำกิจกรรมกับครอบครัวก็ยิ่งช่วยเติมเต็มความสุขได้อีกคะ