รูปภาพท่องเที่ยว

แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด'
ที่เที่ยวประจวบคิรีขันธ์ /  ท่องเที่ยวประจวบฯ / 

บางครั้งการที่เราออกไปเที่ยวคนเดียวไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม สิ่งนั้นยิ่งทำให้เราได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น แต่ก่อนที่เราจะเก็ยกระเป๋าก้าวออกจากบ้าน สิ่งที่เราต้องมีก็คือ "ความกล้า" เช่นครั้งหนึ่งเพจ LIFE IS A JOURNEY แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด' ใครจะไปรู้ว่าที่นี่มีที่เที่ยวชมธรรมชาติที่สวยงามอยู่หลายที่เลย อยู่ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นี้เอง ตามไปดูกันเลย ^^ แบ็คแพ็คฉายเดี่ยว! ตะลุยเที่ยว 'อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด' การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณหกปีที่แล้ว ช่วงปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น ไม่มีอะไรทำ นอนดูทีวีอยู่หอ พอดีเปิดไปเจอรายการท่องเที่ยวของช่อง 5 รายการอะไรจำชื่อไม่ได้ล่ะ จำได้แค่ว่า เค้าพาเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าบนยอดเขา เป็นพระอาทิตย์ดวงกลมๆสีส้มค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากทะเล!!! เห็นเท่านั้นล่ะ หัวใจเต้นแรง เลือดสูบฉีดขึ้นมาทันใด (รู้สึกเหมือนตอนต้องออกไปยืนพูดหน้าเสาธงเป็นครั้งแรก) ดูจนจบเลยรู้ว่าไม่ใช่ที่ไหนไกล เป็นจุดชมวิวเขาแดง อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั้นเอง ด้วยความว้าวุ่น ว่าง เปลี่ยว และเหงา!!! ก็เลยลองหาข้อมูลเพิ่มเติม แค่รู้ว่าอยู่ตรงไหน มีที่เที่ยวอะไร จะไปยังไงได้บ้าง ส่วนที่พักหน่ะหรอ ไม่ต้องจองล่วงหน้า Agoda ก็ยังไม่รู้จัก เพราะมีเต้นท์และถุงนอนส่วนตัวจะไปกลัวอะไร ไปตายเอาดาบหน้าละกัน จึงตัดสินใจเก็บกระเป๋าในคืนนั้น แล้วออกเดินทางทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยเอาของไปเท่าที่จำเป็น และของสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยสำหรับการเดินทางเพียงลำพัง นั่นก็คือ "ความกล้า" "สูดหายใจเข้าให้ลึกสุดปอด รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วออกเดินทางไปพร้อมกัน" แผนการผจญภัยคร่าวๆ ในระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ดังนี เดินทางด้วยรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปหัวหิน ต่อรถไฟฟรีไปลงสถานีสามร้อยยอด นั่งรถมอเตอร์ไซด์ไปเดินเล่นทุ่งสามร้อยยอด กางเต็นท์นอนค้างคืนริมชายหาดสามพระยา เดินขึ้นเขาตอนตีห้า พระอาทิตย์มาตอนหกโมง เดินข้ามเขา มุดเข้าถ้ำพระยานคร ยืนดูดาวตอนกลางวันในถ้ำแก้ว เพื่อนร่วมเดินทาง กระเป๋า 1 ใบ ข้างในมีเสื้อ กางเกง ผ้าเช็ดตัว รองเท้าผ้าใบ อุปกรณ์อาบน้ำ ฯลฯ กระเป๋าคาดหน้าอก 1 ใบ เอาไว้ใส่เงิน โทรศัพท์ กล้อง ฯลฯ ไฟฉาย ยาสามัญประจำบ้าน ขวดน้ำดื่ม เต้นท์ ขนาด 2 คนนอน 1 หลัง และถุงนอน 1 ใบ กล้องคอมแพค 1 ตัว 07.00 AM : ออกจากหอไปขึ้นรถตู้ กรุงเทพ-หัวหิน ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เดินทางถึงหัวหินประมาณ 10 โมง แวะกินข้าวฟรีที่บ้านลุง กินอิ่มก็ไปรับตั๋วรถไฟฟรีที่สถานีหัวหิน ขบวนที่ 255 หรือใครอยากนั่งรถไฟฟรีมาจากกรุงเทพก็ได้นะ สถานีต้นทาง ธนบุรี ออกเวลา 07.30 สิ้นสุดที่สถานีหลังสวน 01.30 PM : รถไฟ รถไฟมา มาช้าหน่อยแต่ก็มา ตามประสารถไฟไทย รถไฟมาก็รีบกระโดดขึ้นไปหาที่นั่ง ขบวนนี้เบาะนุ่มสบายก้นมาก แนะนำเพิ่มเติมสำหรับคนที่เดินทางคนเดียว ควรมีกระเป๋าคาดหน้าอกแบบในรูปไว้สักใบ เอาไว้ใส่เงิน ใส่โทรศัพท์ ใส่กล้อง ฯลฯ หยิบใช้ง่าย สะดวกมากๆ นั่งมาสักพักก็ได้พบกับนวัตกรรมที่น่าทึงของแม่ค้าไทย นั่นคืออุปกรณ์สำหรับแขวนของมาขายบนรถไฟ มีทั้งอาหารสด อาหารแห่ง และเครื่องดื่ม เวลาจะขายก็แค่เอาตะขอไปแขวนไว้กับชั้นวางของด้านบน 02.00 PM : รถไฟมาถึงสถานีสามร้อยยอด  ที่นี่สถานีสามร้อยยอด แดดร้อนมาก แผนที่จุดหมายของการเดินทางทั้งหมดในครั้งนี้ 1) สถานีรถไฟสามร้อยยอด 2) ทุ่งสามร้อยยอด (ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ บึงบัว) 3) ที่ทำการ อช.เขาสามร้อยยอด (Khao Sam Roi Yot National park) 4) หาดสามพระยา (Sam Phraya Beach) 5) จุดชมวิวเขาแดง (Khao Daeng View Point 6) ถ้ำพระยานคร (Phraya Nakhon Cave) 7) ถ้ำแก้ว (Kaeo Cave) หลังจากลงจากรถไฟ ก็เดินหาของกินรองท้อง และเตรียมเผื่อสำหรับมือเย็นที่ตลาดใกล้ๆสถานีรถไฟ เดินเลือกหาของกินอยู่สักพัก ก็มีเสียงทักเบาๆมาจากข้างหลังว่า "ไอ้หนู สะพายกระเป๋าพะรุงพะรังจะไปไหนเนี่ย" หันไปดูก็เห็นเป็นคุณป้าร้านขายลูกชิ้นกับข้าวเหนียวมะม่วง ดูท่าทางใจดี ก็เลยบอกป้าว่าจะไปทุ่งสามร้อยยอด ป้าก็ถามว่าแล้วจะไปยังไงล่ะ ไม่มีรถเข้าไปมันไกลนะ จึงบอกป้าไปว่าจะเดินเข้าไป หรือไม่ก็หาโบกรถเข้าไป ป้าก็อมยิ้ม แล้วบอกว่าจะไปส่ง แต่เราก็เกรงใจเพราะเห็นป้ากำลังตั้งร้านยังไม่เสร็จ ก็เลยปฏิเสธป้าไป แล้วก็ได้ยืนคุยกันอยู่สักพักก่อนจะออกเดินทางต่อ ป้าใจดีให้ลูกชิ้นมา 4 ไม้ ข้าวเหนียวมะม่วงมา 1 ถุง 03.00 PM : ออกเดินทางไปยังทุ่งสามร้อยยอด ทุ่งสามร้อยยอดอยู่ห่างจากตลาดที่เราอยู่ประมาณ 8 กิโลเมตร ไม่มีรถประจำทาง ดังนั้น วิธีการที่เราเลือกใช้คือ "โบกรถ" ก็เลยเดินไปที่ปากทางเข้าเพื่อรอโบกรถ เดินไปสักระยะก็เจอกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 4-5 คน พร้อมมอเตอร์ไซด์กำลังจับกลุ่มคุยกัน กลุ่มวัยรุ่นเห็นเราเดินผ่านมาก็เลยตะโกนถามว่า "พี่จะไปไหนครับ" ด้วยความกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีหรือโดนปล้น ก็เลยบอกไปว่า "จะไปบ้านญาติที่อยู่ข้างใน" กลุ่มวัยรุ่นก็เลยบอกว่า "ให้ผมไปส่งไหมพี่" เราก็รีบปฏิเสธทันใดว่า "อยู่ใกล้ๆ เดินไปเดี๋ยวก็ถึง" จากนั้นก็รีบเดินห่างออกมาอย่างรวดเร็ว เดินมาได้สักพัก ก็มีเสียงรถมอเตอร์ไซด์และเสียงพูดตามหลังว่า "มาๆ เดี๋ยวผมไปส่ง" เป็นเสียงของเด็กวัยรุ่นที่ขับมอเตอร์ไซด์มาคนเดียว ไอ้เราก็กลัวๆกล้าๆ แต่เพื่อไม่ให้เป็นการขัดศรัทธา ก็เลยยอมนั่งไปด้วย และบอกว่าจะแวะไปที่ทุ่งสามร้อยยอดก่อน น้องเค้าก็มาส่งให้อย่างปลอดภัย แอบรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่มองน้องเขาในทางไม่ดีในตอนแรก แต่การเดินทางเพียงลำพัง บางครั้งถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ ก็ควรคิดในแง่ร้ายเอาไว้ก่อนเสมอ เพื่อที่เราจะได้คิดหาวิธีการป้องกัน แต่ก็อย่าแสดงออกให้เค้ารู้ถึงความคิดนั้น เพราะผลลัพท์สุดท้ายที่ออกมาอาจจะเป็นเรื่องดี 03.15 PM : ซ้อนรถมอเตอร์ไซด์มาลงที่หน้าทางเข้าทุ่งสามร้อยยอด บรรยากาศตรงหน้าคือทุ่งน้ำอันกว้างใหญ่ กลางแดดที่ไม่ร้อน เพราะมีสายลมแรงพัดมากระทบใบหน้าอยู่ตลอดเวลา ก่อนที่จะเข้าไปเดินเล่น ได้แวะเข้าไปที่สำนักงาน เพื่อดูว่ามีใครอยู่รึเปล่า ขากลับจะได้ขอเค้าติดรถออกมาข้างนอกด้วย เพราะตั้งใจว่าจะไปพักค้างคืนที่ที่ทำการอุทยาน ซึ่งอยู่ห่างจากตรงนี้ไปอีกประมาณ 34 กิโลเมตร และต้องอ้อมเขาที่เห็นในภาพไปอีกด้านหนึ่ง ได้เจอกับเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ 2 คน แล้วจะออกมาข้างนอกตอน 4 โมงครึ่งหลังเลิกงาน ทุกอย่างเลยเป็นไปตามแผน ไม่งั้นต้องได้นอนอยู่ที่นี่แน่ๆ 04.30 PM : เดินสำรวจทุ่งกว้างบนเส้นทางที่ทอดยาว หลังจากสบายใจเรื่องการเดินทางกลับออกไปด้านนอก ก็ถึงเวลาเดินเล่นอย่างเพลิดเพลินไปบนสะพานไม้ที่ทอดยาวสุดสายตา ผ่านทุ่งดอกบัวที่กำลังเก็บตัว เพื่อรอวันอวดโฉมความสวยงามในปีหน้า ผ่านทุ่งหญ้า(กก) ที่พลิ้วไหวเอนไปตามสายลมครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ความรู้สึกเหมือนทุ่งหญ้ากำลังเต้นระบำ โดยมีสายลมเป็นเพลงบรรเลงอย่างสนุกสนาน ระหว่างทางจะมีศาลาให้หลบแดดอยู่เป็นระยะ ให้เราได้นั่งพักชมบรรยากาศแบบพาโรนามา มีพื้นหลังของทุ่งหญ้าเป็นท้องฟ้าและภูเขาที่สูงตระหง่าน ท่ามกลางสายแดดอ่อนๆ มีเวิ้งน้ำน้อยใหญ่ เป็นที่อาศัยของนกนานาชนิด เหมาะแก่การมาศึกษาเรื่องนกเป็นอย่างมาก มุมที่เราถ่ายออกมาอาจจะไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ แต่ถ่ายยังไง ถ่ายเท่าไหร่ ก็ถ่ายไม่เบื่อ อยากให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสที่นี่ดูสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าความสงบท่ามกลางธรรมชาติเป็นเช่นไร 05.30 PM : ที่พักสุดหรูริมชายหาดสามพระยา ลาจากทุ่งสามร้อยยอดที่แสนสงบ แล้วออกเดินทางต่อด้วยรถมอเตอร์ไซด์ของพี่เจ้าหน้าที่มาลงที่ปากทางริมถนนเพชรเกษม จากนั้นต่อรถทัวร์ขาลองใต้มาลงที่ปากทางเข้าที่ทำการอุทยาน ระยะทางประมาณ 20 กว่ากิโล ดักรอโบกรถเข้าไปข้างในอีกประมาณ 14 กิโล โบกไปโบกมา ผ่านหน้าไปประมาณ 5 คัน ก็มีรถกระบะสีแดงจอดรับ เลยรีบวิ่งไปสวัสดี แล้วขอติดรถไปด้วยหนึ่งคน ซึ่งด้านหลังรถมีถังใส่กุ้งพร้อมออกซิเจน เราก็เลยได้นั่งหน้าข้างรถขับ แต่ก็ไปไม่ถึงฝัน เพราะบ้านพี่เค้าถึงก่อนจุดหมายของเราประมาณครึ่งทางเห็นจะได้ เลยมายืนโบกต่อหน้าบ้านพี่เค้า ไม่ทันไรก็มีรถมอเตอร์ไซด์จอดรับ จึงรีบกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนจะไม่ทันรถไฟเที่ยวสุดท้ายยังไงยังงั้น นั่งมาใกล้จะถึงที่ทำการอุทยานเจอลิงเยอะมาก พี่คนขับเลยบอกว่าอย่านอนที่นี่เลย ลิงเยอะ เดี๋ยวลิงจะมารื้อของซะก่อน ก็เลยแนะนำให้เราไปนอนที่หาดสามพระยา ซึ่งอยู่เลยจากที่ทำการอุทยานไปอีกประมาณ 5 กิโลกว่าๆ ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะลิงเยอะมากจริงๆ แล้วพี่เค้าก็ไปส่งเราจนถึงจุดหมาย หลังจากมาถึงก็รีบเข้าไปคุยกับพี่เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่บริเวณป้อมด้านหน้าหาด เพื่อเข้าไปสอบถามว่าถ้าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นบนเขาแดงตอนตีห้า จะไปยังไงได้บ้าง เพราะไม่มีรถประจำทาง พี่เค้าก็เลยอาสาจะช่วยไปส่งให้ตรงทางขึ้นเขา เจอกันตีห้าที่หน้าป้อม จากนั้นก็รีบไปหาที่ซุกหัวนอน ซึ่งตอนนั้นมีฝรั่งมาพักอยู่แถวนั้น 1 คน แต่สุดท้ายฝรั่งก็ออกไป หาดเลยตกเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว จนได้จุดยุทธศาสตร์ในการกางเต้นท์เป็นศาลาริมชายหาด เดินลงจากศาลาเท้าก็เหยียบหาดทรายพอดี หรูยิ่งกว่าโรงแรมห้าดาวริมทะเลอีกนะ หลังจากเตรียมที่หลับที่นอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงออกไปเดินเล่นริมชายหาดก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้า แสงยามเย็นตกมากระทบกับผืนโคลนปนทรายเป็นสีส้มอมทอง สำหรับเราแสงยามเย็นก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน เป็นแสงที่มีเสน่ห์ที่สุด เดินเล่นจนแสงใกล้จะหมด จึงรีบกลับมาอาบน้ำ ห้องอาบน้ำที่นี่สะอาดมากๆ อาบน้ำเสร็จก็กลับมาที่เต้นท์ เต้นท์ปลิวครับท่านผู้ชม ปลิวไปติดอยู่มุมเสาของศาลา เพราะเวลาฟ้ามืดลมทะเลจะแรงมากๆ เราจึงไปหาก้อนหินมาทับมุมเต้นท์ไว้ทั้งสี่ด้านถึงเอาอยู่ 05.00 AM : ออกไปแตะขอบ(ทะเล)ฟ้า เสียงปุกของนาฬิกาบ่งบอกว่าได้เวลาออกไปตามหาพระอาทิตย์ที่ปลายขอบฟ้า ไม่ใช่สิ!!! ต้องบอกว่าขอบทะเลถึงจะถูก จึงไม่รอช้ารีบเก็บของ เก็บเต้นท์ น้ำไม่อาบ หน้าไม่ล้าง ฟันไม่แปลง แล้วรีบวิ่งไปหาพี่เจ้าหน้าที่ที่ป้อมตามที่นัดหมาย เพราะกลัวว่าจะไปไม่ทันเห็นพระอาทิตย์ขึ้น นั่งซ้อนรถมอเตอร์ไซด์ผ่านความมืด โดยมีเพียงแสงไฟจากรถเป็นเครื่องนำทางมาลงที่ปากทางขึ้นจุดชมวิวเขาแดง ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 300 เมตร หลังจากแสงไฟจากรถค่อยๆหายลับไป แสงของไฟฉายดวงน้อยๆก็สว่างขึ้นมาแทน ทำให้เส้นทางข้างหน้าที่จะต้องก้าวต่อไป มีขนาดเพียงแค่ลำแสงของไฟฉายที่สามารถฉายไปถึงเท่านั้น จึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้วออกเดินไปตามเส้นทางลูกรัง ฉายไฟไปเจอศาลหลังเล็กๆ บริเวณใกล้ๆตีนเขา ขนทุกเส้นที่มีบนร่างกาย ลุกขึ้นยืนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ใจหวิวๆยังไงไม่รู้บอกไม่ถูก ความกล้าที่มีในตอนแรกหายไปจนหมด เรายืนหยุดนิ่งพร้อมกับในใจก็ครุ่นคิดว่าจะเอายังไงดีจะหันหลังกลับดีไหม แต่พอเริ่มมีสติก็คิดได้ว่าจริงๆแล้วความกลัวนั้นเกิดมาจากภายในจิตใจของเรา เป็นสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมาเองทั้งนั้น สิ่งที่เราเห็นภายนอก ไม่ได้มาทำอะไรเราเลย มีแค่เราเท่านั้นที่คิดไปเอง ดังนั้นเราก็ควรที่จะหยุดความกลัวนั้นจากข้างใน ไม่ใช่ให้ความกลัวมาหยุดสิ่งที่เราตั้งใจ จึงเริ่มเดินต่อไปจนถึงบริเวณตีนเขา พร้อมกับมองหาเส้นทางเดินขึ้นไป แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เพราะเป็นภูเขาหินปูนที่ไม่มีร่องรอยของทางเดินให้เห็น หาอยู่สักพักก็ยังหาไม่เจอ เลยตัดสินใจเดินกลับไปยังที่ทำการอุทยานเพื่อสอบถามเส้นทาง พอมาถึงก็พยายามมองหาเจ้าหน้าที่จนไปเจออยู่คนหนึ่งกำลังนอนอยู่ในเปล " พี่ครับๆ พี่ครับๆ" พี่เค้าตกใจตื่นเพราะเสียงและแสงไฟของเรา จึงรบกวนให้พี่เค้าช่วยแนะนำและชี้เส้นทางการเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวเขาแดง พี่เค้าก็พาเราเดินกลับไปชี้จุดเริ่มต้นของทางเดินขึ้นเขา โดยตามเส้นทางจะมีป้ายไม้บอกทางเป็นลูกศรสีเหลืองพื้นหลังสีน้ำตาล ซึ่งเล็กมากๆ ฝังติดอยู่ตามก้อนหิน ซึ่งตอนแรกเราหาไม่เจอ หลังจากนั้นพี่เค้าก็กลับไปนอนต่อ และก็ถึงเวลาที่เราจะต้องไปต่อด้วยตัวเอง โดยระหว่างทางต้องพยายามคอยมองหาป้าย และหลบคมหนามของต้นกระบอกเพชรที่มีอยู่มากมายรายทาง สุดท้ายอุปสรรคก็ช่วยเป็นแรงผลักดันให้เราไปจนถึงจุดหมายได้ทันก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น รางวัลที่ได้รับคือวิวแบบพาโรนามา พร้อมกับสายลมเย็นๆที่สูดเข้าไปแล้วทำให้หายเหนื่อยได้อย่างน่าประหลาดใจ ด้านหลังเป็นแนวภูเขาหินปูนสลับซับซ้อน ซึ่งอาจจะเป็นที่มาของคำว่า "สามร้อยยอด" ก็เป็นได้ ด้านซ้ายและขวาเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง ส่วนด้านหน้าเป็นพระอาทิตย์และท้องทะเล และในที่สุดพระอาทิตย์ดวงกลมๆสีส้มก็ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากทะเลให้เราได้พิชิตด้วยสายตาของตนเองจนสำเร็จ ต้องลองมาสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะเข้าใจ 08.00 AM : การขึ้นภูเขาไม่เหนื่อยเท่าลงจากภูเขา หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศบนจุดชมวิวจนแสงแดดอุ่นๆเริ่มเปลี่ยนเป็นความร้อน ก็ได้เวลาออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป นั้นก็คือ "ถ้ำพระยานคร" และ "ถ้ำแก้ว" โดยปกติการเดินขึ้นภูเขามักจะเหนื่อยมากกว่าการลงจากภูเขา เพราะแรงโน้มถ่วงของโลก แต่สำหรับเราการเดินขึ้นภูเขาเหนื่อยน้อยกว่าการเดินลงจากภูเขา เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกถูกกำจัดหมดไปด้วยความตั้งใจที่แนวแน่และมุ่งมั่นเพื่อไปให้ถึงยังจุดหมาย ระหว่างทางที่กลับลงมาจากภูเขา ได้เจอกับค่างแว่นถิ่นใต้ที่ออกมาหากินในตอนเช้า ห้อยโหนอยู่ตามยอดไม้อยู่เป็นระยะ บ้างก็อยู่โดดเดียว บ้างก็อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หน้าตาน่ารักและช่างสงสัย ลักษณะของป้ายบอกทางเดินขึ้นไปยังจุดชมวิว ซึ่งหากเป็นตอนกลางคืนจะยากต่อการมองเห็นสักหน่อย ระยะทางอาจจะดูไม่ไกล ถ้าหากไม่มั่นใจโปรดติดต่อเจ้าหน้าที่จะดีกว่านะ ภูเขาหินปูนจะไม่มีร่องรอยของทางเดินให้เห็น และเป็นหินที่มีความแหลมคม จึงควรใส่รองเท้าผ้าใบเดินขึ้นไปจะดีที่สุด จุดชมวิวเขาแดงอยู่บนยอดของภูเขา ซึ่งอยู่ด้านหลังของภูเขาลูกที่เห็นอยู่นี้ หลังจากลงมาถึงพื้นราบแล้ว ได้แวะเข้าไปหาข้าวเช้ากินเพื่อเติมพลัง ภายในที่ทำการอุทยานซึ่งอยู่ไม่ไกล 09.00 AM : มุ่งหน้าไปยังถ้ำพระยานคร นั่งกินข้าวเช้าในที่ทำการอุทยาน พร้อมชมโชว์กายกรรมห้อยโหนไปมาของลิงแสมอย่างเพลิดเพลิน ก็ได้เวลาออกเดินทางต่อไปยังถ้ำพระยานคร ซึ่งอยู่ห่างจากออกไปอีกประมาณ 18 กิโลเมตร วิธีการเดินทางที่เราเลือกใช้ก็ยังคงเป็นวิธีการเดิม นั่นก็คือ "การโบกรถ" โดยไปยืนดักรอโบกรถอยู่ข้างหน้าที่ทำการอุทยาน ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีรถผ่านไปมาซักเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็ได้ไปกับรถของการไฟฟ้า ไม่รอช้ากระโดดขึ้นข้างหลังไปนั่งรวมอยู่กับเครื่องมือของเจ้าหน้าที่ นั่งมาลงบริเวณสามแยกทางไปถ้ำพระยานคร เพราะพี่เค้าต้องตรงไป ส่วนเราต้องเลี้ยวไปทางขวา จากจุดที่ลงรถต้องเข้าไปอีกประมาณ 5 กิโล จึงจะถึงจุดเริ่มต้นของทางเดินไปยังถ้ำพระยานคร เราเดินเข้าไปได้สักระยะ ผ่านรถสิบล้อที่อยู่ไกลๆในรูป เจอชาวบ้านกำลังนั่งคัดแยกกุ้งกันอยู่ เห็นเราเดินตากแดดมาคนเดียว ก็เลยแซวและถามว่าจะไปไหน พร้อมกับชวนให้ไปกินน้ำเย็นๆในกระติก เดินต่อไปกลางแดดจ้า บนถนนราดยางที่เริ่มจะร้อนระอุ ก็มีรถฟอร์จูนเนอร์สีดำขับมาจอดอยู่ข้างๆ แล้วเปิดกระจกออกมาถามว่าจะเดินไปไหน พอดีไปทางเดียวกันก็เลยชวนเราติดรถไปด้วย พี่ๆ บอกว่าเดินทางมาจากกรุงเทพ มากันสามคน เห็นเราแบกกระเป๋าเดินตากแดดคนเดียวแล้วรู้สึกสงสารเลยตัดสินใจแวะรับมาด้วย หลังจากมาถึงจุดเริ่มต้นทางเดินไปถ้ำพระยานคร ก็ได้แยกกับพี่ๆทั้งสามคน เพราะการเดินทางไปยังถ้ำนั้น สามารถทำได้สองวิธี คือ นั่งเรืออ้อมภูเขาไปลงหน้าชายหาดทางเข้าถ้ำ กับเดินข้ามภูเขาไปอีกประมาณ 1 กิโลไปยังปากทางเข้าถ้ำ ซึ่งวิธีนี้ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะใช้แค่แรงกายและใจเท่านั้น เราเลือกที่จะเดินข้ามภูเขาไปตามทางเดินที่เป็นบันไดหินซึ่งไม่ราบเรียบเพียงลำพัง ส่วนพี่ๆ นั่งเรืออ้อมเขาไปลงที่หน้าหาดซึ่งเร็วกว่ามาก หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย  ระหว่างทางสามารถแวะชมวิวภูเขาและทะเลสีฟ้าใสได้ตลอดทาง ช่วยทำให้ความเหนื่อยลดลงไปได้เยอะ เดินขึ้นเขามาได้ประมาณครึ่งทางกว่าๆก็จะสามารถมองเห็นชายหาดขาวสะอาดที่เรือมาจอดส่งนักท่องเที่ยว ชีวิตคนเราก็เหมือนกับการเดินทางข้ามภูเขา มีขึ้นก็ต้องมีลงเป็นเรื่องธรรมดา แถมยังช่วยให้เราเข้มแข็งขึ้น 11.00 AM : สำรวจถ้ำพระยานคร ลงจากเขามาล้างหน้าล้างตา นั่งพักสักครู่ และฝากกระเป๋าไว้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จากนั้นก็ออกเดินทางต่อเพื่อเข้าไปข้างในถ้ำอีกประมาณ 500 เมตร ผ่านบ่อพระยานคร ซึ่งตามประวัติเล่าว่าในสมัยรัชกาลที่ 1 เจ้าพระยานคร ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชได้แล่นเรือผ่านทางเขาสามร้อยยอด และเกิดพายุใหญ่ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ จึงจอดพักเรือหลบพายุที่ชายหาดแห่งนี้เป็นเวลาหลายวัน และได้สร้างบ่อน้ำเพื่อใช้ดื่ม เรียกว่า "บ่อพระยานคร" เส้นทางเดินเป็นบันไดโขดหินตะปุ่มตะป่ำค่อนข้างเดินลำบากสักเล็กน้อย หลังจากเดินขึ้นมาได้สักพักก็ถึงปากทางเข้าถ้ำ และจะรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ ภายในถ้ำจะมีลักษณะเป็นโถงขนาดใหญ่ มีปล่องอากาศขนาดเล็ก และใหญ่ที่มีแสงแดดส่องลงมาถึงด้านล่างอยู่หลายจุด " พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์" เป็นพลับพลา แบบจตุรมุข สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 คราวเสด็จประพาสเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2433 เป็นฝีพระหัตถ์ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ ทรงสร้างขึ้นในกรุงเทพฯ แล้วส่งมาประกอบทีหลังโดยให้พระยาชลยุทธโยธินเป็นนายงานก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมายกช่อฟ้าด้วยพระองค์เอง   หลังจากเดินสำรวจภายในถ้ำจนครบถ้วนและหายเหนื่อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังจุดหมายสุดท้าย นั้นก็คือ "ถ้ำแก้ว" 01.00 PM : จุดหมายสุดท้าย เมื่อออกมาจากถ้ำพระยานครก็กลับไปเอาของที่ฝากไว้แล้วเดินกลับด้วยวิธีการเดิม และแวะกินข้าวเที่ยงบริเวณตีนเขา ล้างหน้าล้างตา นั่งพักสักครู่แล้วเดินทางต่อด้วยรถมอเตอร์ไซด์ของชาวบ้านมาลงที่ปากทางไปถ้ำแก้ว ซึ่งอยู่ระหว่างทางก่อนที่จะถึงถ้ำพระยานครในตอนแรก เดินต่อไปตามทางลูกรังสีแดงอีกประมาณ 1 กิโล ก็จะถึงปากทางเข้าถ้ำ ซึ่งจะมีชาวบ้านมาคอยให้บริการเช่าไฟฉาย เพราะข้างในไม่มีแสงสว่าง ต้องเตรียมไฟฉายเข้าไปด้วยทุกครั้ง แต่เราเตรียมไฟฉายมาเอง เลยไม่ต้องเสียตังค์เช่า ข้างในมีระยะทางประมาณ 128 เมตร ซึ่งตอนที่เราไปไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเลยสักคน เหงาเลยเรา ข้างในถ้ำมืดมากๆ มีหินงอกหินย้อยเล็กใหญ่สลับกันไปตลอดทาง บางจุดต้องก้ม ต้องมุดผ่านหินงอกขนาดใหญ่ บางจุดต้องเดินผ่านช่องหินเล็กๆ บางจุดต้องเดินขึ้นสะพาน ลงสะพาน ซึ่งด้านล่างเป็นเหวลึกๆมึดๆ ที่ส่องไฟไปได้ไม่สุด ดินสำรวจไปได้ครึ่งทาง ไฟฉายคู่ใจที่พกมาด้วยแสงเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ ฉายไปแทบจะไม่เห็นทางข้างหน้า เราพยายามเคาะขั้วถ่าน หมุนให้เน้นอยู่สักพักก็ไม่สำเร็จ ติดๆดับๆ สุดท้ายก็ดับสนิทนิ่งไปในทันใด เรายืนซ่อมไฟฉายท่ามกลางความมืดมิด ที่ไม่สามารถเดินขยับไปไหนได้เลย เพราะรอบตัวมีแต่หินงอกหินย้อย ยืนอยู่ที่เดิมประมาณ 15 นาที ซึ่งเป็น 15 นาทีที่รู้สึกนานมากๆ กลัวว่าจะต้องติดอยู่ในถ้ำ เพราะไม่ค่อยมีคนเข้ามาเที่ยว แต่สุดท้ายก็มีแสงสว่างแห่งความหวังส่องเข้ามา ตอนนั้นรู้สึกโล่งใจมากๆ อย่างบอกไม่ถูก เป็นแสงไฟฉายของนักท่องเที่ยวสองคนสามีภรรยา ที่ฉายมาเจอเรายืนอยู่ท่ามกลางความมืดคนเดียว เค้าก็ตกใจเล็กน้อยว่าทำไมมายืนอยู่คนเดียวมืดๆ เราก็เลยเล่าให้เค้าฟังแล้วขอเดินตามเค้าออกไปด้วย เดินตามพี่เค้ามาเรื่อยๆก็มาเจอกับจุดที่ได้นำไปตั้งเป็นชื่อของถ้ำนี้ ซึ่งเมื่อเราฉายไฟไปที่ผนังถ้ำ ก็จะมีแสงระยิบระยับสะท้อนกลับมาเป็นเหมือนเศษแก้วเล็กๆประดับอยู่อย่างสวยงาม ความรู้สึกเหมือนได้ยืนดูดาวอยู่ท่ามกลางความมืดมิดภายในถ้ำยังไงยังงั้น สุดท้ายเราก็ออกมาจากถ้ำจนได้ ต้องขอขอบคุณพี่ๆทั้งสองเป็นอย่างมาก ขอบคุณโชคชะตาที่นำพาให้ได้มาเจอกัน เกือบปิดท้ายทริปนี้ด้วยการนอนในถ้ำแก้วซะแล้วเชียว จริงๆมีอีกที่ที่อยากไปคือ "ถ้ำไทร" ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมาก แต่ตอนนั้นใกล้จะเย็นแล้วน่าจะไปไม่ทัน จึงตัดออกไปแล้วเดินทางกลับ เดินออกจากถ้ำไปสามแยกที่มาลงในตอนแรกอีกประมาณกิโลกว่าๆ เพื่อมายืนรอโบกรถกลับออกไปที่ถนนเพชรเกษม และได้ไปกับรถกระบะขนโต๊ะจีนเพื่อไปจัดงานแต่ง โดยยืนเกาะหลังคารถเอาหน้าโต้ลมสนุกมากๆ แต่ก็ไปไม่ถึงที่หมาย เพราะบ้านงานอยู่ถึงก่อน เลยโบกรถต่ออีกรอบ และไปได้กับรถกระบะของตายายใจดีไปลงถึงปากทางเข้าอุทยานริมถนนเพชรเกษม แล้วต่อรถทัวร์ไปยังอ.เมืองประจวบฯ ก็เป็นอันจบทริปอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดเพียงเท่านี้ การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราออกเดินทางเพียงลำพัง ซึ่งความจริงแล้วการตัดสินใจออกเดินทางคนเดียวครั้งแรกนั้นมันยากมาก เพราะเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร จึงคิดและจินตนาการไปก่อนว่ามันน่าจะเหงา ลำบาก และอันตราย สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเสมือนกำแพงที่เราสร้างมันขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเราให้ยังคงอยู่ในพื้นที่ที่เราคิดว่าปลอดภัย ทำให้เราไม่ได้ออกไปผจญภัยในโลกกว้างนอกกำแพงนั้นเสียที แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่จะสามารถทลายกำแพงนั้นก็ได้คือ "ความกล้า" กล้าที่จะตัดสินใจ กล้าที่จะออกไปเรียนรู้ กล้าที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลงของทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น ถ้าเราสามารถทำและยอมรับสิ่งเหล่านั้นได้มันจะคุ้มค่ามากๆ เพราะสิ่งรอเราอยู่หลังกำแพงนั้นคือประสบการณ์อันล้ำค่าที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากที่ไหน ได้มิตรภาพ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆรอบตัว ได้รู้จักและเข้าใจตัวเราเองเพิ่มมากขึ้น และเมื่อเราสามารถก้าวผ่านครั้งแรกไปได้แล้ว เชื่อว่าจะต้องมีครั้งต่อๆไปอย่างแน่นอน " A journey of a thousand miles must begin with a single step." – Lao Tzu " การเดินทางนับพันไมล์ต้องเริ่มต้นที่ก้าวแรกเสมอ" ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook LIFE IS A JOURNEY ติดตามเพิ่มเติมได้ที่  https://th.readme.me/id/lifeisajourney, https://www.facebook.com/LifeIsAJourneyThailand, https://www.instagram.com/lifeisajourneythailand/

'บ้านสวนพฤกษา โฮมสเตย์' ที่พักริมน้ำตก อาหารไม่อั้น ในราคาแค่ 800 บาท!
ที่เที่ยวจันทบุรี /  เที่ยวน้ำตก / 

แค่อ่านชื่อก็ตาโตซะแล้ว ที่พักริมน้ำตก บรรยากาศก็ว่าดีแล้ว ยังมีอาหารให้ทานไม่อั้นอีก! แบบนี้ขาเที่ยวอย่างเราๆ พลาดไม่ได้ โดยทางเพจเฟสบุ๊ค เที่ยวสบาย กับนาย Booking จะพาเราไปดูที่พัก "บ้านสวนพฤกษาโฮมสเตย์" แห่งนี้ ตามไปกันเลย .. 'บ้านสวนพฤกษา โฮมสเตย์' ที่พักริมน้ำตก อาหารไม่อั้น ในราคาแค่ 800 บาท! คราวนี้เป็นคิวของที่พักริมน้ำตกกันบ้าง ชื่อ " บ้านสวนพฤกษา โฮมสเตย์ " ราคาแค่ 800 บาท ส่วนรายละเอียดการจองนั้นคือโทรไปจองโดยตรงกับทางเจ้าของได้เลยที่ 082-202-1094 , 097-041-1709 ( ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียนะครับ ) ส่วนราคาก็อย่างที่ได้บอกไว้ครับ 800 บาท / คืน / คน ราคานี้รวม ที่พักแบบมีแอร์ อาหารเย็นแบบสั่งเติมได้ไม่อั้น มีน้ำแข็งน้ำดื่มบริการฟรี มีผลไม้ตามฤดูกาล บริการฟรีไม่อั้น อาหารเช้าแบบสั่งได้ไม่อั้น Wifi แรงๆ ฟรี มีเตาปิ้งย่างให้ใช้ฟรี (แต่ถ้าคนพักเยอะคงต้องแย่งกันเพราะมีจำนวนจำกัด) เรามาเริ่มจากการเดินทางกันก่อน ที่พักนี้จะเลย จ.จันทบุรี ไปเกือบๆ 50 กิโลได้มั้ง พอไปถึงทางแยกที่ทางขวาไปตราด ทางซ้ายไปสระแก้ว เราเลี้ยวไปทางซ้ายสระแก้วครับ ขับไปอีกหลายสิบโลอยู่ก็จะเจอทางเข้าวัดเขาบรรจบ ให้เลี้ยวเข้าไป พอเข้าไปจะค่อนข้าง งง เล็กน้อย ให้โทรถามที่พักได้เลย หรือไม่ก็ใช้ Google map พิกัด GPS 12.851349, 102.204813 ได้เลย มาถึงแล้วจร้าทางเข้าที่พัก ระหว่างทางจะมีที่พักแบบนี้เยอะมากๆ ซึ่งอยู่ในโครงการกลุ่มวิสาหกิจทุ่งเพลโฮมสเตย์ ใครอยากลองพักที่ไหนลองเช็คราคากันเองนะ แต่ผมมาพักที่นี่แหละ ตอนผมจองผมโอนมัดจำมาก่อน แล้วก็มาจ่ายส่วนต่างที่เหลือที่พนักงานเลย พอจ่ายเสร็จได้กุญแจมาพนักงานพาไปที่ห้อง วันที่ไปมีพักแค่ผมห้องเดียวเพราะผมไปวันอาทิตย์ เช็คเอ้าท์วันจันทร์ ไม่มีคนเลยแฮะ ส่วนตัวสุดๆ แต่ถ้ามาศุกร์ เสาร์ แว่วๆว่ามีเต็มต้องจองเนิ่นๆ เอากระเป๋าเข้าไปเก็บที่ห้องก่อน ที่ห้องค่อนข้างดีเลย มีห้องน้ำ 2 ห้อง อ่างล้างหน้าแยกส่วน มีตู้เย็นเครื่องใหญ่ มีทีวีขนาดเล็กติดผนัง พอเรามาถึง สิ่งแรกที่ได้ยินคือเสียงน้ำตก ซึ่งดังและมีเสน่ห์เย้ายวนมากๆ รู้สึกอยากเล่นน้ำตลอดเวลา แต่ต้องห้ามใจไว้ก่อน เอารูปมาฝากเพื่อนๆ ก่อนนะเดี๋ยวค่อยเล่น พอเรามาถึงปุ๊บ พนักงานจะจัดที่นั่งให้เราริมน้ำตกเลยพร้อมกับผลไม้ประจำฤดูกาลกับน้ำดอกอัญชัญเย็นๆ แอบถามว่าถ้าหมดแล้วขอเพิ่มได้มั้ย ที่พักบอกไม่มีปัญหา วันที่ไปมีลำไยเป็นผลไม้ต้อนรับ เราไปดูโดยรอบกันก่อน ที่พักเป็นโฮมสเตย์ซึ่งแน่นอนว่าขนาดไม่ได้ใหญ่อะไร รับแขกมาพักได้ไม่เยอะมาก แต่ตอนนี้เห็นทำตึกไว้ข้างนอกจะรับแขกได้มากขึ้น แต่แนะนำพักแบบที่ผมพักดีกว่าใกล้น้ำตกด้วย สามารถได้ยินและมองเห็นน้ำตกได้จากห้องพักเลยทีเดียว ถ้าเราเดินบรรไดลงมา สามารถลงเล่นน้ำตกได้เลยจากที่พัก ไม่ลึก แต่น้ำไหลแรงมากชื่นใจจริงๆ ขนาดอากาศไม่เย็นนะ ลงไปนี่หนาวมากพูดเลย ใครลงมาเล่นคนเดียวไม่ต้องกลัวเหงา มีปลามาเล่นน้ำกับเราด้วยแฮะ หลังจากเล่นน้ำตกมาอย่างสนุกสนาน ก็มาทานข้าวกัน ทางที่พักจะจัดไว้ให้เป็นจานๆแบบนี้ ถามว่าสั่งเพิ่มได้แบบไม่อั้นมั้ย ที่พักบอก ไม่มีปัญหา ข้าวสวยร้อนๆ ผัดยอดมะระน้ำมันหอย ไข่เจียว ผัดฉ่าทะเล คือแบบ กุ้งกับปลาหมึกตัวใหญ่มาก ต้มยำกุ้ง กุ้งตัวใหญ่อีกแล้ว ที่เด็ดอีกอย่างคือมาที่นี่พลาดไม่ได้เลย หมูชะมวง กับข้าวสวยร้อนๆ สั่งได้ไม่อั้นอีกแล้ว ส่วนน้ำแข็งนี่ขอบอกถังใหญ่มาก ตักได้ไม่อั้น เพราะทางที่พักจัดไว้ให้ฟรีจร้าสำหรับคนนั่งดื่ม สังสรรค์เฮฮาในหมู่เพื่อนฝูง ตอบโจทย์ขาดื่ม ขาเม้าท์นักหล่ะ อิ่มแล้วๆ เดินย่อยก่อนด้วยสะพานรอบๆสามารถเดินไปได้แทบทุกที่  สามารถเดินไปเที่ยวเดินดูน้ำตกมุมอื่นๆได้ (อันนี้ขอแก้ข้อมูลสำหรับเพื่อนๆที่ทักท้วงมานะครับ) ตรงนี้ไม่กล้าเล่นแฮะ 555 ข้ามมาตอนเช้าอย่างเร่งด่วน เพราะความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ ทางที่พักจะจัดเซ็ตนี้ไว้ให้แต่เช้าตรู่เลย ให้นั่งซึมซับเสียงน้ำตก และเห็นสายน้ำไหล นั่งทานไป ชิวไป เสียงน้ำตกนี่ถ้าฟังเพลินๆนี่หลับได้เลยนะ ผมเคยมาแล้ว 5555 เซตบนคิดว่าจบแล้วใช่มั้ย ยัง !!! ยังไม่จบ ที่พักจัดชุดนี้มาให้อีก ถามว่าขอเพิ่มได้มั้ย ได้สิ แต่ใครจะสั่งหล่ะแค่นี้ก็จุกจะแย่อยู่แล้ว ก่อนจะกลับขอฟินอีกสักทีได้มั้ย ทิ้งทวน สรุป สำหรับผมถือว่าคุ้มมากนะในราคา 800 บาท ที่พักก็โอเค อาหารก็อร่อย แถมยังเติมไม่อั้นด้วย มีผลไม้ให้ทานไม่อั้นอีก บรรยากาศดี เสียงน้ำตกชิวมาก น้ำตกเย็นเจี๊ยบเลย เจ้าของและพนักงานที่พักก็บริการและต้อนรับดีมากๆ ใครที่ชอบที่เที่ยวราคาถูกๆแนวๆธรรมชาติๆแนะนำเลยครับ แต่ตอนที่ผมไปคือพักแค่ห้องเดียวเลยเหมือนส่วนตัวและชิวมากแต่วันที่คนพักเต็มไม่รู้ว่าจะวุ่นวายรึเปล่าเพราะน้ำตกหน้าที่พักไม่ใหญ่มากนี่อาจจะเป็นข้อเสียนิดหน่อย ก่อนจะกลับแวะกินกาแฟซะหน่อยที่ Kays Espresso Bar อยู่ในตัวเมือง จันทบุรี ร้านนี้ไม่แวะไม่ได้ ต้องลองๆ ผมขอปิดท้ายรีวิวด้วยของร้านนี้แล้วกันเนอะ ไว้พบกันใหม่ สวัสดีครับ ขอบคุณข้อมูล-รูปภาพ https://www.facebook.com/ninebooking

รีวิว เที่ยวเกาะช้าง จนต้องเอยปากว่า ชีวิตนี้ต้องไปสักครั้ง!!
จันทบุรี /  ทะเล / 

เที่ยวเกาะช้าง (Shutter&Travel) เกาะช้าง เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ในทะเลอ่าวไทย และเป็นเกาะที่ใหญ่อันดับ 2 ในรองเพียงเกาะภูเก็ต อยู่ในเขตจังหวัดตราด มีเกาะบริวารกว่า 52 เกาะ มองจากด้านบนเหมือนรูปโขลงช้าง จึงได้ชื่อว่า เกาะช้าง โอ้ทะเลแสนงาม ฟ้าสีครามสดใส มองเห็นเรือใบ แล่นอยู่ในทะเล… เสียง เพลงที่คุ้นหูดังขึ้นทุกครั้งที่ได้มีโอกาสมาใกล้ชิดทะเล และหวนนึกถึงทริปทะเลมากมายที่มีเคยไปเที่ยวมา ทั้งที่เมื่อนานมาแล้วและเมื่อไม่นานมานี้ เที่ยวเกาะช้าง เพื่อนๆ คงเคยไปเที่ยวทะเลแล้วออกไปดำน้ำกันใช่ไหมครับ? คือนั่งเรือออกไปดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นหรือที่เรียกว่าการดำแบบผิวน้ำ (Snorkeling) เรือจะไปจอดทอดสมอตามจุดดำน้ำ ตามเกาะ ตามอ่าวต่างๆ หรือโคดหินรอบๆ เกาะในทะเล เรียกว่าพอเรือจอดสนิท ก็รีบคว้าหน้ากาก (Mask) ท่อหายใจ (Snorkel) เสื้อชูชีพ แล้วกระโดดลงทะเลกันไป ดำน้ำดูปะการังกันทั้งวันจนตัวดำ ผมก็ไปแบบนี้ ต้องลงเรือร่วมไปกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร มันก็เป็นรูปแบบกิจกรรมหนึ่งสำหรับการท่องเที่ยวทางทะเล แต่สำหรับเด็กคนหนึ่ง ที่ไม่เคยสัมผัสกับการดำน้ำ มันถือเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเลยก็ว่าได้ ผมลองนึกย้อนกลับไปวัยเด็ก ผมมีโอกาสได้ไปดำน้ำที่หมู่เกาะสุรินทร์ ซึ่งเป็นการดำน้ำครั้งแรกในชีวิตที่ได้ไปกับครอบครัว ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ที่ตื่นเต้นและก็แฝงไปด้วยความกลัวเจือปนเข้ามาด้วย กลัวทุกอย่าง กลัวคลื่น กลัวการเดินทาง แล้วก็กลัวปลาฉลาม 555 นึกขึ้นแล้วก็ขำ มันน่าจะมาจากการได้ดูหนังเรื่อง JAW มากไปหน่อย แล้วการลงไปดำน้ำครั้งแรกของผมในวัยเด็กก็ไม่พลาดที่จะนึกถึงปลาฉลามจริงๆ พอดำลงไปแล้วจะหดขาขึ้นมาไม่กล้ายืดขาลงไป กลัวฉลามครับ ต้องคอยก้มดำน้ำไปดูว่ามีตัวอะไรใต้น้ำ แต่เพียงชั่วแว๊บเดียว พอลงน้ำได้ไม่นานก็เริ่มคุ้นเคย ความกลัวก็จะค่อยๆ หายไป อาจเป็นเพราะความสวยงามของโลกใต้ทะเลก็ว่าได้ และมันก็ทำให้เกิดความประทับใจสำหรับการได้เปิดประสบการณ์ดำน้ำครั้งแรกของผม ทั้งตื่นเต้น สวยงาม และน่ากลัว (ปลาฉลาม) 555 ... มาถึงตอนนี้ลูกชายผม 8 ขวบแล้ว สามารถดูแลตัวเองในน้ำได้ระดับหนึ่งจากการเรียนว่ายน้ำมาสักพัก และผมก็คิดว่ามันถึงเวลาที่จะเปิดประสบการณ์แปลกใหม่จากการดำน้ำให้เป็นของขวัญรับปิดเทมอใหญ่แล้วล่ะครับ ทริปนี้เราเลือก “เกาะช้าง” ครับ สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่อาจจะมีวันลายาวๆ ที่ไม่ตรงกันซะทีเดียว และการเดินทางที่ไม่ยากลำบากเหมือนลงไปทางภาคใต้ จากการได้หาข้อมูลก็พบว่าช่วง มี.ค.-เม.ย. น้ำทะเลที่เกาะช้างก็ยังใสอยู่ ว่าแล้วก็ล้อหมุนกันเลยดีกว่าคร๊าบบบบบ ชูวี๊ดูหว่า จะพาเธอไปดำน้ำดูปลาการ์ตูน           ชูวี๊ดูหว่า จะพาเธอไปโต้คลื่น เอาให้หมดแรง .... เราออกเดินทางจากรุงเทพฯ แต่เช้า แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร เป้าหมายคือท่าเรือข้ามฝากที่อ่าวธรรมชาติ จังหวัดตราด แต่ก่อนจะข้ามฝากไป เราก็แวะเที่ยวโบสถ์คาทอลิกวัดแม่พระปฏิสนธินิรมล ที่จันทบุรีกันก่อน “โบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล” หรือที่เรียกว่า “โบสถ์คริสต์เมืองจันทร์” เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแห่งเดียวในจันทบุรี อยู่ที่เดียวกับโรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ มีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบโกธิค ยอดหลังคาเเหลมสูง ภายในตกแต่งด้วยกระจกสีที่เรียกว่า สเตนกลาส ด้านหน้าโบสถ์เป็นรูปปั้นพระแม่มารีสีหน้าสงบเปี่ยมประกายเมตตา ด้านในอาคารที่เป็นโถงโล่ง ตกแต่งด้วยโทนสีชมพู มีทางเดินเป็นชั้นลอยอยู่ทั้งสองข้าง มีช่องแสงจากหน้าต่างกระจกสี ที่นี่ถือเป็นวัดขนาดใหญ่ที่มีความเก่าแก่และมีความงดงามที่สุดแห่งหนึ่งครับ เราได้ภาพจากด้านนอกโบสถ์เป็นหลักครับ เพราะจังหวะที่เราไปเป็นจังหวะที่มีงานแต่งงานภายในโบสถ์พอดี เราจึงไม่สะดวกนักที่จะเก็บภาพจากด้านในมาได้ แต่เราก็เพลิดเพลินกับความสวยงามของโบสถ์จากด้านนอกกันไม่น้อย และหลังจากที่โบสถ์เราก็มุ่งหน้าสู่ท่าเรือเฟอร์รี่ อ่าวธรรมชาติกันเลย การเดินทางมาเกาะช้างสะดวกสบาย เป็นเรือขนาดใหญ่สามารถนำรถข้ามฝากไปได้ ใช้เวลาเพียง 30 นาที ปัจจุบันถนนหนทางบนเกาะช้างก็ราดยางหมดแล้ว มีบ้างที่บางช่วงก็ยังค่อนข้างเล็กอยู่ เราเลือกพักกันที่ “หาดบางเบ้า” อยู่ทางขวาสุดของเกาะครับ เพราะทริปนี้เราจะเน้นดำน้ำอยู่แล้ว ซึ่งก็ต้องขึ้นเรือที่บางเบ้า ไม่อยากเดินทางไปมาให้วุ่นวาย หาดบางเบ้าอยู่ห่างจากท่าเรือมาทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะช้าง ประมาณ 25 กิโลเมตร มีถนนลัดเลาะไปตามไหล่เขา ค่อนข้างคดเคี้ยวและลาดชันในบางช่วง อยู่ถัดไปจากหาดใบลาน หาดบางเบ้า เรียกกันคุ้นหูอีกชื่อหนึ่ง คือ "ชุมชนประมงบางเบ้า" นักท่องเที่ยวจะได้เห็นวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวประมงขนาดเล็ก จะเห็นการสร้างบ้านแบบปักเสาลงไปในทะเล แล้วมีสะพานเชื่อมต่อกันตลอดแนว ชาวประมงที่นี่นิยมจับปลาหมึกหอม แต่เมื่อความเจริญมีมากขึ้นการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ก็มีมากขึ้นตามไปด้วย และที่นี่ก็จัดว่าเป็นจุดชมอาทิตย์ตกได้สวยงามอีกแห่งบนเกาะช้าง มีลักษณะเป็นหาดหินสลับกับหาดทรายในบางช่วง ด้วยลักษณะที่เป็นเหมือนหมู่เกาะโอบล้อมสองด้าน จึงเหมาะสำหรับการจอดเรือ วันแรกเราถึงที่พักประมาณ 4 โมงเย็น ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย เอาตัวลงไปใกล้ชิดทะเล ใครจะเล่นน้ำก็เล่นไป ส่วนผมขอเก็บภาพบรรยากาศชายหาดบางเบ้ามาฝากกันก่อนที่จะนอนเอาแรง เพราะพรุ่งนี้จะต้องดำน้ำกันทั้งวัน ปัจจุบันสภาพแวดล้อมที่เกาะช้างแตกต่างจากสมัยก่อนมาก สมัยนี้รายการสารคดีเกี่ยวกับโลกใต้ทะเลมีมากมาย รายการท่องเที่ยวที่พาไปดำน้ำก็มีให้เห็นเยอะแยะ มันเปรียบเสมือนการกระตุ้นความอยากไปดำน้ำให้กับคนที่ได้ชมมากขึ้นเป็นทวีคูณ ภาพที่เราเห็นในทีวีมันช่างสวยงามเรียกว่าสวรรค์ใต้น้ำเลยก็ว่าได้ นั่นก็เพราะคุณภาพของอุปกรณ์เก็บภาพใต้น้ำและอุปกรณ์กันน้ำที่ดีขึ้นมาก แต่ก็ราคาแสนสาหัสครับ รุ่งเช้าเรามาแวะรอถ่ายภาพกับแสงยามเช้ากันเล็กน้อยก่อนที่จะออกไปน้ำดำ ทริปนี้เราซื้อ package ดำน้ำมาจากกรุงเทพฯ ด้วยการโทรมาจองไว้ราคาท่านละ 550 บาท พอมาถึงก็มีการโทรยืนยันกันเล็กน้อย ก่อนที่เราจะมาถึงท่าเรือเวลา 9 โมงเช้า เพื่อลงเรือพร้อมๆ กัน เรือที่จะพาเราไปดำน้ำทริปนี้เป็นเรือไม้ 2 ชั้นขนาดใหญ่ สามารถรับนักท่องเที่ยวได้ 200 คน สบายๆ แต่วันนี้เป็นวันอาทิตย์ นักท่องเที่ยวจึงมีเพียง 80 คน ได้ไปดำน้ำ 4 เกาะ เกาะยักษ์เล็ก เกาะรัง เกาะยักษ์ใหญ่ และเกาะหวาย พอเรือออกได้สักพักเจ้าหน้าที่ก็จะแจกสน็อคเกิล พร้อมทั้งอธิบายการใช้งานคร่าวๆ แต่หลักๆ จะเน้นว่าถ้าหล่นน้ำ ให้รีบเรียกเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยดำลงไปเก็บ และจะต้องดูแลและคืนตอนจบ หากสูญหายจะต้องชำระ 1,200 บาท นี่ล่ะสาระสำคัญ ^^ การมาดำน้ำในทริปนี้ค่อนข้างโชคดีที่ฟ้ายังเปิดและไม่มีเมฆฝนมาบังแสงเลย มีคนเคยบอกว่าการดำน้ำจะสวยหรือไม่สวยนั้น ขึ้นอยู่กับโชคด้วย หากลมแรง เมฆเยอะ ฟ้าไม่ใส โอกาสที่เราจะได้เจอความสวยงามใต้ทะเลก็ยาก ถึงแม้จะเดินทางมาถึงสิมิลันก็ตาม แต่หากฟ้าเปิด ลมไม่แรง ไม่มีขี้เมฆ มันจะทำให้การดำน้ำไม่ว่าที่ใดสวยขึ้นเป็นกองเลยครับ จึงพอสรุปได้ว่า นอกจากเราควรไปให้ถูกที่แล้ว เราควรจะไปให้ถูกเวลาด้วย นอกนั้นก็เป็นเรื่องของโชคแล้วว่าสภาพอากาศวันนั้นจะเป็นเช่นไร ทริปนี้เราได้เก็บภาพใต้น้ำมาไว้เป็นที่ระลึกด้วย เกาะยักษ์เล็ก เกาะรัง เกาะยักษ์ใหญ่ และเกาะหวาย แต่เป็นภาพที่ถ่ายจากกล้องมือถือที่เราใส่เคสกันน้ำลงไปถ่ายครับ Shutter Tips การถ่ายภาพแสงอาทิตย์ให้เป็นแฉก การถ่ายภาพพระอาทิตย์หรือภาพแสงไฟให้มีลักษณะเป็นประกายแฉกไฟ เปรียบเสมือนการเพิ่มเสน่ห์หรือลูกเล่นให้กับภาพถ่าย มีเทคนิคมากมายหลายวิธี ผู้เขียนมีเทคนิคส่วนตัวที่จะมาแบ่งปันกับเพื่อนๆ ลองไปใช้กันดู ดังนี้ 1. เลือกใช้โหมด M ในการถ่ายภาพ เราจะใช้ค่ารูรับแสงที่แคบ (f16-22 ขึ้นไป) โดยเราจะกำหนดค่าความเร็วม่านซัตเตอร์ (Speed Shutter) ด้วยตนเอง เพื่อจะได้ไล่แสงที่ถูกใจตามต้องการได้สะดวกยิ่งขึ้น ส่วนตัวจึงคิดว่าโหมด M จะสะดวกที่สุดในการที่จะเพิ่มหรือลดค่า Speed Shutter 2. เลือกระบบวัดแสงเฉพาะจุด เนื่องด้วยการถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกจะมีสภาพแสงเปรียบต่างที่ค่อยข้างมาก ภาพที่ได้มีโอกาสที่จะสว่างหรือมืดจนเกินไป ส่วนตัวจึงเลือกใช้ระบบวัดแสดงเฉพาะจุดไปเลย โดยอาจจะเลือกวัดแสงบริเวณรอบๆ ดวงอาทิตย์ ซึ่งหากมืดหรือสว่างเกินไป เราก็ใช้วิธีปรับตั้งค่า Speed Shutter 3. การตั้ง ISO ให้ตั้งน้อยที่สุด โดยไล่ตั้งแต่ ISO100 หลักง่ายๆ คือ พยายามให้ Speed Shutter เร็วพอที่เราสามารถยืนถ่ายด้วยมือเปล่าได้ คือไม่ต่ำกว่า 1/50 หากช้ามากจะทำให้ภาพสั่น เราก็สามารถดัน ISO เพิ่มขึ้นไปได้ 4. เมื่อได้มุมที่จะถ่ายและตั้งค่าของกล้องเรียบร้อยแล้ว ผู้ถ่ายภาพควรสังเกตุจากในกล้องระหว่างถ่ายภาพว่า แสงแฉกที่ได้สวยงามเป็นที่พอใจรึยัง แนะนำให้ลองขยับมุมกล้องทีละนิด (ขอย้ำว่าขยับทีละนิด) เพื่อลองหามุมภาพที่จะรีดแสงแฉกออกมาสวยงามตามที่เราต้องการ *ห้ามนำภาพหรือบทความนี้ไปเผยแพร่ก่อนได้รับการอนุญาตจากเว็บไซต์ travel.mthai.com

หารือลูกหนัง! สมยศนำประธานฟีฟ่าพบ “บิ๊กตู่” ตั้งไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน
จานนี อินฟานติโน /  ดาโต๊ะ วินด์เซอร์ จอห์น / 

นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ นำประธานฟีฟ่าเข้าพบนายกรัฐมนตรี เเย้มตั้งไทยเป็นศูนย์กลางลูกหนังอาเซียนสร้างศูนย์ฝึกกีฬาครบวงจร เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2559 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ, พล.ต.ท.พิสัณห์ จุลดิลก เลขาธิการสมาคมฯ, พาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการสมาคมฯ ฝ่ายต่างประเทศ นำคณะของ จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ประกอบด้วย นิโกลาส์ แม็งโกต์ รอง ผอ. ฝ่ายสื่อสารฯ ฟีฟ่า, มัทธิอัส กราฟสตอม ที่ปรึกษาประธานฟีฟ่า, ซโวนิเมียร์ โบบัน อดีตกองกลางทีมชาติโครเอเชีย พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ก่อนหน้านี้เวลา 13.30 น. จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) พร้อมคณะเดินทางมาเยือนประเทศไทย เพื่อร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาส สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ครบรอบ 100 ปี ทั้งนี้ สำหรับประเด็นหารือที่สำคัญในการเข้าพบนายกรัฐมนตรี ได้แก่การปรึกษาแนวทางความร่วมมือเพื่อดำเนินการจัดตั้งให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ในการพัฒนากีฬาฟุตบอล , ฟุตซอลและฟุตบอลชายหาด ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการก่อสร้างที่ทำการถาวรของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมทั้งศูนย์ฝึกกีฬาครบวงจร โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความยินดีกับ จานนี อินฟานติโน ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) และฝากให้ช่วยพัฒนาวงการฟุตบอลไทย ซึ่งทางประธานฟีฟ่าได้ตอบรับว่าพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ หลังจากนี้เวลา 17.00 น. วันนี้ (28 เมษายน) จะมีการประชุมระหว่าง ประธานฟีฟ่าและคณะ พร้อมด้วยนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ , เลขาธิการสมาคมฯ และรองเลขาธิการฯ ฝ่ายต่างประเทศ รวมถึง ดาโต๊ะ วินด์เซอร์ จอห์น เลขาธิการสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) และนิเรน มุคเคอร์จี เจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการเอเอฟซี เพื่อพูดคุยประเด็นความร่วมมือในการพัฒนากีฬาฟุตบอลของประเทศไทยต่อไป

ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ไปกับ Favstay  ด้วยที่พักแนวใหม่ แม้ปลายทางเดิม
Favstay /  จองที่พัก / 

ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ไปกับ "Favstay" ด้วยที่พักแนวใหม่ แม้ปลายทางเดิม เมื่อพูดถึงเรื่องเที่ยวแล้ว นอกจากจะนึกถึงจุดหมายปลายทางที่จะไปเที่ยวแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ "ที่พัก" นั่นเอง ความลำบากที่เราเจอหลักๆเลยก็คือเรื่องของ "ที่พักเต็ม" และ "ถูกจำกัดการเข้าพัก" และมีกฏที่ค่อนข้างเยอะ วันนี้เราจึงขอนำเสนอการพักผ่อน ด้วยที่พักแนวใหม่แม้ปลายทางเดิม ซึ่งค่อนข้างจะตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะไปพักเป็นกลุ่มแก๊งค์, ครอบครัว หรือแม้แต่คู่รัก ก็ดี จะดีกว่าไหม? ถ้าเราต้องจ่ายเงินจำนวนที่เท่าๆกัน แต่ได้อะไรที่คุ้มค่ามากขึ้น เราลองมาดูว่าความคุ้มค่าและสิ่งที่คุณจะได้รับจากการจองห้องพักผ่าน http://www.favstay.com/ นั้นมีอะไรบ้าง อันดับแรกเลยคือ พื้นที่ใช้สอยในห้องพักที่มากขึ้นกว่าการจองโรงแรมทั่วๆไป เพราะเรามีพื้นที่ของห้องนั่งเล่น ห้องครัว หรือแม้แต่พื้นที่ส่วนกลางที่กว้างขวาง เรียกได้ว่าคุณจะมีพื้นที่ใช้สอยที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ได้รับความสะดวกสบาย ไม่อึดอัด และที่สำคัญ ห้องพักของเราสามารถเข้าพักได้ถึง 4-6 คน ต่อห้อง เลยทีเดียว ซึ่งปกติเวลาจองโรงแรมนั้น จะถูกจำกัดการเข้าพักอยู่ที่เพียง 1-2 คน ต่อ ห้อง เท่านั้น รวมไปถึงการตกแต่งห้องพักแต่ละห้อง จะมีการตกแต่งที่ต่างกัน มีเอกลักษณ์เฉพาะ ทำให้ไม่ซ้ำซากจำเจเหมือนไปพักห้องสี่เหลี่ยมตามโรงแรมทั่วๆไป ในส่วนของ ทำเลที่ตั้ง นั้น เนื่องจาก Favstay เป็นบริการที่เปิดให้ผู้ที่มีคอนโด หรือ บ้านพักตากอากาศ แต่มาทำให้เกิดรายได้ ดังนั้นจึงมีทำเลที่ตั้งให้เราเลือกหลากหลาย และไม่จำเจ การเดินทางค่อนข้างสะดวกด้วยทำเลที่ตั้งที่เป็น Prime Location จริงๆ จึงมั่นใจได้ว่าคุณจะได้วิว หรือ บรรยากาศไม่ต่างจากการพักในโรงแรมระดับ 5 ดาวเลย และในเรื่อง ความสะอาด นั้นเรามีการบริหารจัดการตามมาตรฐาน หรือเทียบเท่ากับโรงแรมระดับ 5 มีแม่บ้านมืออาชีพในการทำความสะอาด เพราะฉะนั้นจึงมั่นใจได้ว่าห้องพักทุกห้องมีการ Clean เป็นอย่างดี และในด้านของการบริการนั้น หากทางผู้ใช้บริการต้องการติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอความช่วยเหลือ หรือให้บริการในด้านต่างๆ แม้กระทั่งการแนะนำแหล่ง กิน เที่ยว ช๊อป สามารถติดต่อทีม Client Service ได้ทันที โดยสามารถเลือกใช้บริการได้หลากหลายช่องทาง ทั้ง Line, Instagram, Facebook และ เจ้าหน้าที่ Call Center ที่คอยรับสายและรอให้บริการท่านเป็นอย่างดี Facebook, IG : favstay      Line: @favstay  Twitter: @favstay   www.favstay.com สำหรับใครที่อยากลองเปิดประสบการณ์การจองที่พักกับ Favstay นั้น ทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน โดยสามารถจองผ่านระบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ หรือ โทรหาเจ้าหน้าที่ผ่านเบอร์ฮอตไลน์ได้ที่ เบอร์ 083-319-1000, 2000 และ 3000 เพื่อขอความช่วยเหลือ หรือ ขอคำแนะนำการเข้าพักในแบบที่คุณต้องการ หรือแม้แต่ข้อมูลการท่องเที่ยว สถานที่เที่ยวไฮไลท์ใก้ลบริเวณที่พัก, ร้านอาหารอร่อยที่ควรไปทาน หรือแม้แต่กิจกรรมสนุกๆสำหรับคุณหนูๆที่ไม่ควรพลาด หลายคนอาจจะสงสัยว่า Favstay มีที่มาอย่างไร สำหรับจุดเริ่มต้นของ Favstay นั้น  เกิดจากการรวมตัวกันระหว่าง Pompome Founder (Pompome - ปอมปอมอี ชื่อเดิมของ FavStay) และ Ookbee Founders ซึ่งเน้นการให้บริการที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของคนไทย เสนอที่พักในรูปแบบคอนโดหรือบ้านพักตากอากาศที่ตกแต่งหลากหลายสไตล์ รวมไปถึงสุดยอดทำเลแบบ Prime Location มากกว่า 5,000 ห้อง ตามหัวเมืองใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นหัวหิน, พัทยา, เขาใหญ่ และ ภูเก็ต โดยอนาคตมีแพลนจะขยายไปถึง กลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึง ญีปุ่น ด้วยเช่นกัน และสำหรับเจ้าของห้องที่อยากจะฝากห้องกับ Favstay เพื่อสร้างรายได้อีกช่องทางนึง เรามีทีมงานที่คอยอำนวยความสะดวกรับฝากห้องให้คุณแบบ one stop service (โดยเป็นคนกลางระหว่างลูกค้ากับเจ้าของห้องให้คุณในทุกขั้นตอน) แบบไร้กังวลเลย โทรฝากห้องกับ Favstay ได้ที่ 099-121-8833 และ 099-109-8822 //

ตามรอยเส้นทาง
ซันนี่ /  เขาเล่าว่า

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนเปิดมุมมองการท่องเที่ยวผ่านเรื่องเล่าสุดประทับใจและเรื่องราวอันน่าแปลกใจ ภายใต้โครงการ “เขาเล่าว่า” กับ 24 เส้นทางที่เขาเล่าว่า…นอกจากจะมีความงดงามแล้ว สถานที่แต่ละแห่งยังแอบซ่อนแง่มุมอันลึกซึ้ง ก่อให้เกิดคุณค่าทางจิตใจ สร้างแรงบันดาลใจ และให้กำลังใจในการดำเนินชีวิต ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุด “เขาเล่าว่า” และการเดินทางทั้ง 5 เส้นทาง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศกับพระเอกมาดเซอร์ “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” ที่มาร่วมเดินทางและบอกเล่าเรื่องราว “เขาเล่าว่า” “เขาเล่าว่า” กับการเดินทางของ “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” ซันนี่ เล่าว่า...หลังจากได้ร่วมงานกับ ททท. ทำให้มีโอกาสออกไปเดินทางมากขึ้น ได้รู้ว่าประเทศเรานั้นมีที่เที่ยวอีกเยอะ บางสถานที่ยังไม่รู้จัก บางสถานที่เรารู้จักอยู่แล้ว แต่พอได้รับฟังเรื่องราวเรื่องเล่าที่ “เขาเล่าว่า” ทำให้ได้รู้อะไรเพิ่มขึ้น ลึกขึ้น และรู้สึกอินไปกับมัน ทำให้สถานที่แห่งนั้นยิ่งมีความแปลกใหม่น่าสนใจมากขึ้น           สำหรับเรื่องราวที่ “เขาเล่าว่า” ที่ “ซันนี่ได้เล่า” เป็นเช่นไรมาดูกัน “หินชมนภา” หาดชมดาว อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี เขาเล่าว่า…ณ หาดหินรูปทรงประหลาดอันกว้างใหญ่ ในฤดูน้ำโขงลดจะมีหินกลางน้ำผุดขึ้นมาให้เราได้เห็น ชาวบ้านเชื่อกันว่าให้หาหินนี้ให้เจอ เพราะเป็นจุดชมท้องฟ้าที่ส่องแสงและสีสันได้สวยที่สุด ทั้งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณและทะเลดวงดาว สวยระยิบระยับเต็มท้องฟ้าในยามคืนข้างแรม...ท้องฟ้าที่สวยและงดงามดั่งฝัน ใครได้มาเซล์ฟฟี่ตรงนี้ก็จะทำให้เราได้สัมผัสกับชีวิตที่สวยงาม และอย่าลืมแชร์ความสวยงามนี้ไปให้คนอื่นๆได้เห็นกันด้วย “ป่าสีทอง” ทุ่งโปรงทอง ปากน้ำประแส อ.แกลง จ.ระยอง เขาเล่าว่า...แหล่งธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ จะมีพลังที่สุดแสนบริสุทธิ์ปกคลุมอยู่ เมื่อก้าวเข้าไปจะพบกับ 1 กิโลเมตร ความสุขบนสะพานไม้ทอดยาวกลางป่าอันสมบูรณ์ และมีความงดงาม 3 เวลา 3 อารมณ์ แสงสีทองกว้างไกลสุดสายตา ยามเช้าสว่างไสวเหลืองทองอร่าม ดุจจิตรกรนำสีทองมาแต่งแต้มธรรมชาติให้ตระการตา ยามบ่ายป่าสีทองสงบเงียบมีความสุข ในยามเย็นไปสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอดกับมวลความบริสุทธิ์ของพลังงานธรรมชาติป่าชายเลน ที่ผ่านเกณฑ์ประเมินมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ จำนวนป่าสีทองมหาศาล ที่จะช่วยเติมเต็มพลังกับร่างกาย จิตใจ และความคิด “อุโมงค์แสงมรกต” ลานแสงมรกต ถ้ำภูผาเพชร อ.มะนัง จ.สตูล เขาเล่าว่า...ชีวิตคนเราขอเพียงเห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ มันก็เกิดพลังที่จะเดินก้าวต่อไปในชีวิต ในความมืดของถ้ำที่ใหญ่กว่า 50 ไร่  มีอยู่โถงหนึ่งถ้าไปในเวลาที่แสงจากภายนอกทำมุมเข้ามา จะเกิดเป็นถ้ำแสงมรกตให้เห็น เชื่อกันว่านี่คือแสงปลายอุโมงค์ที่เล่าขานกันมา ใครได้มาเห็นสักครั้ง...ก็จะเกิดพลังชีวิต “เมืองที่ห้ามพูดโกหก” เมืองลับแล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ เขาเล่าว่า...จากตำนานที่เล่าต่อๆ กันมา มีเมืองอยู่เมืองหนึ่ง ที่คนมีบุญเท่านั้นจึงจะได้เข้าไปถึง เมืองนี้เป็นเมืองของคนดี ถือวาจาสัตย์ ใครประพฤติผิดไร้ซึ่งสัจจะวาจา ต้องถูกออกจากเมืองไปทันที “เขาหนุมานวัดใจ” เขาวงพระจันทร์ อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี เขาเล่าว่า...ระยะทางกับความยากลำบากพิสูจน์มิตรภาพและรักแท้ เสริมพลังรักกับลพบุรีเมืองลิง หากได้พาคนที่เรารักไปร่วมพิสูจน์รักแท้ โดยการพิชิตยอดเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองหนุมานด้วยการเดินขึ้นบันได 3,790 ขั้นไปด้วยกัน พร้อมสักการะรอยพระพุทธบาทและสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขาแห่งนี้ เราจะรู้เลยว่าเขาคือ “รักแท้” ของเราอย่างแน่นอน หรือผู้ที่เกิดปีนักษัตรปีวอก (ปีลิง) ไปกราบไหว้ขอพรเสริมพลัง เป็นสิริมงคลแห่งปีกับเจ้าพ่อพระกาฬ (ศาลพระกาฬ อ.เมือง จ.ลพบุรี) เขาเล่าว่า…ไม่ใช่แค่เล่าให้เชื่อแต่เพื่อให้เราไปสัมผัส...เพราะทุกที่คงเป็นแค่เรื่องเขาเล่าว่า...จนกว่าคุณจะไปสัมผัสด้วยตัวเอง ติดตามการเดินทางทั้ง 5 เส้นทางของ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และรายละเอียดแหล่งท่องเที่ยว “เขาเล่าว่า” อีกหลายเส้นทางทั้งหมดได้ที่ Facebook Fanpage เขาเล่าว่า www.facebook.com/TATAccordingtoLegend 

น่ารักขนาดนี้ไม่เห่อได้ไง!! เบิ่งคุณแม่มือใหม่เลี้ยงลูกคนแรก
คุณแม่มือใหม่ /  คนบันเทิง / 

แต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีลูกก็เยอะ ส่วนที่แต่งไปแล้วมีลูกแล้วก็แยะ สำหรับคู่รักคนบันเทิงบ้านเรา ใครเป็นว่าที่คุณแม่ก็อุ้มท้องโตรอเป็นคุณแม่อย่างเต็มตัว ส่วนใครที่คลอดแล้วก็กลายเป็น คุณแม่มือใหม่ ที่น่าปลื้มปริ่ม เพราะเบบี๋ตัวน้อยน่ารักน่าชังสุดๆ เรียกว่าเป็นความสุขของคนเป็นแม่เลยก็ว่าได้ที่ได้เห็นสายเลือดลืมตาดูโลก และก็ไม่รู้ว่าเพราะเป็นลูกคนแรกบวกเป็นคุณแม่มือใหม่หรือเปล่า ชาวเราถึงได้เห็นความผูกพันระหว่างแม่ลูกผ่านโซเชียลอยู่บ่อยๆ จะบอกว่าเห่อก็คงใกล้เคียง เพราะเอ๊ะอะๆ ก็อวดความน่าเอ็นดูของเจ้าตัวน้อยลงอินสตาแกรมอยู่ตลอดๆ งานนี้ได้กำไรที่สุดคงเป็นมวลมหาประชาชีที่ได้ยลความน่ารักของลูกดาราตัวน้อยๆ นี่แหละ ที่เห็นบ่อยๆ แล้วอดยิ้มไม่ได้ก็คงเป็นสาวมั่น โอปอล์ ปาณิสรา รายนี้โชคดีเป็นคุณแม่มือใหม่ที่ได้ลูกแฝด ความน่ารักของ อลิน – อรัญ ก็ว่ามากมายอยู่แล้วนะ มาเจอคุณพ่ออย่าง หมอโอ๊ค สมิทธิ์ กับคุณแม่สายฮาเลี้ยงลูกกันเองอย่างขะมักเขม้นอีกยิ่งอมยิ้มไม่หุบเข้าไปใหญ่ คุณแม่นางร้ายที่ผันตัวไปเป็นผู้จัดอย่าง เมย์ เฟื่องอารมย์ ก็เลี้ยง หนูมายู ได้จ้ำม่ำฝุดๆ เห็นแล้วหมั่นเขี้ยวอยากเข้าไปหอมสักฟอด 2 ฟอด สายนางเอกอย่าง แอฟ ทักษอร ก็อวดความสดใสของ น้องปีใหม่ ผ่านโซเชียลตลอดๆ เช่นกัน นักร้องตัวแม่อย่าง อมิตา ทาทายัง รายนี้ต้องบอกว่าประคบประหงมลูกคนแรกอย่าง น้องเร สุดๆ เป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้จับไมค์ร้องเพลงเลยทีเดียว ด้าน เจนนี่ เจนนิเฟอร์ แม้จะใช้ชีวิตครอบครัวอยู่ต่างแดนแต่ก็ไม่วายเผยภาพน่ารักๆ ของ เอวาลีน ลูกสาวคนแรกให้แฟนคลับทางนี้ได้ยลผ่านอิสตาแกรม บอกเลยว่าน่ารักมว้ากก คุณแม่ เปิ้ล ภารดี ก็ขออวดความน่ารักของ น้องกาย่า ด้วยคน ทำหน้าที่คุณแม่มือใหม่ได้ดีเยี่ยมไม่ขาดตกบกพร่อง งานนี้แฟนคลับเลยรอลุ้นขออีกสักคนได้อ๊ะเปล่า มากันที่คุณแม่คนสวยดีกรีนางสาวไทยอย่าง นุ้ย สุจิรา มีสามีเป็นทายาทร้านเย็นตาโฟชื่อดังแบบนี้ไม่รู้ น้องรดา ลูกสาวคนแรกจะจ้ำม่ำมากมายขนาดไหน ปิดท้ายกันที่คุณแม่ แนน ปิยะดา ที่เพิ่งคลอด น้องนาฬา ไปหมาดๆ เห็นสวยใสเป็นคุณแม่มือใหม่แบบนี้ แต่เลี้ยงลูกสาวได้ทะมัดทะแมงและเก่งมากนะเออ เรียกว่าทำการบ้านมาดีสุดๆ อ่ะ เอ้า!!! เห็นคุณแม่แต่ละนางเลี้ยงลูกเห่อลูกแบบน่ารักจัดหนักก็อดอมยิ้มไม่ได้ เป็นคุณแม่มือใหม่ท้องแรกยังแฮปปี้ขนาดนี้ คงต้องมีอีกสักคนมาเป็นเพื่อนเล่นกันซะแล้วล่ะ คริๆๆ คุณแม่โอปอล์ คุณแม่โอปอล์ คุณแม่โอปอล์ คุณแม่โอปอล์ คุณแม่โอปอล์ คุณแม่โอปอล์ คุณแม่เมย์ คุณแม่เมย์ คุณแม่เมย์ คุณแม่เมย์ คุณแม่เมย์ คุณแม่เมย์ คุณแม่เมย์ คุณแม่เมย์ คุณแม่แอฟ คุณแม่แอฟ คุณแม่แอฟ คุณแม่แอฟ คุณแม่แอฟ คุณแม่แอฟ คุณแม่แอฟ คุณแม่แอฟ คุณแม่ทาทา คุณแม่ทาทา คุณแม่ทาทา คุณแม่ทาทา คุณแม่ทาทา คุณแม่ทาทา คุณแม่ทาทา คุณแม่เจนนี่ คุณแม่เจนนี่ คุณแม่เจนนี่ คุณแม่เจนนี่ คุณแม่เจนนี่ คุณแม่เจนนี่ คุณแม่เปิ้ล คุณแม่เปิ้ล คุณแม่เปิ้ล คุณแม่เปิ้ล คุณแม่เปิ้ล คุณแม่เปิ้ล คุณแม่เปิ้ล คุณแม่เปิ้ล คุณแม่นุ้ย คุณแม่นุ้ย คุณแม่นุ้ย คุณแม่นุ้ย คุณแม่นุ้ย คุณแม่นุ้ย คุณแม่นุ้ย คุณแม่นุ้ย คุณแม่แนน คุณแม่แนน คุณแม่แนน คุณแม่แนน คุณแม่แนน คุณแม่แนน คุณแม่แนน คุณแม่แนน คุณแม่แนน คุณแม่แนน ขอบคุณรูปภาพจาก IG @nannpiyada @nuisujiraa @aff_taksaorn @opalpanisara @ple_paradee @tataamitayoung @mayfuang @jennyavafah

ทริคเด็ด 30 ข้อ ตะลอนใน คิวชู ประเทศญี่ปุ่น เที่ยวยังไงไม่ให้พลาด!
ที่เที่ยวญี่ปุ่น /  ประเทศญี่ปุ่น / 

เมืองคิวชู ถือเป็นอีกเมืองทางใต้ของประเทศญี่ปุ่น ที่มีคนนิยมไปเที่ยวมาก รองจาก ฟุกุโอกะ หลายคนที่ไปที่นี่ก็ได้จะซึมซับธรรมชาติแบบญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ได้เห็นวัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติต่างๆ ด้วย และวันนี้ทางเพจ Was there once ก็ได้รวบรวม ทริคเด็ด 30 ข้อ ตะลอนใน คิวชู ประเทศญี่ปุ่น เที่ยวยังไงไม่ให้พลาด! มาฝากกันค่ะ ลองดูโน๊ะ ^^ ทริคเด็ด 30 ข้อ ตะลอนใน คิวชู ประเทศญี่ปุ่น เที่ยวยังไงไม่ให้พลาด! ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศ ผมชอบสังเกตและจดข้อมูลไว้เป็นข้อๆ ทริปคิวชูครั้งนี้ของผมเช่นกัน อยากเอาข้อมูลที่มีมาแบ่งปันให้เป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆที่กำลังสนใจหรือกำลังหาข้อมูลของ คิวชู หลายๆอย่างที่ผมพลาดก็เอามารวบรวมไว้ในนี้ ลองอ่านดูนะครับ 1. คิวชู ( 九州 Kyūshū ) คือ เกาะหนึ่งทางตอนใต้ที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศญี่ปุ่น ภูมิภาคนี้มีทั้งหมด7 จังหวัด ได้แก่ ฟุกุโอกะ(fukuoka) คุมะโมโตะ(Kumamoto) นางาซากิ(Nagasaki) ซากะ(Saga) โออิตะ(Oita) คาโงะชิมะ(Kagoshima) โดยจังหวัดศูนย์กลางในภูมิภาคนี้คือ ฟุกุโอกะ 2.ด้วยความที่คิวชูพึ่งติดท๊อปฮิตหนักๆในหมู่คนไทย (หลังโตเกียว/เกียวโต/โอซาก้า ) ทำให้หนังสือไกด์บุ๊คภาษาไทยมีน้อยมาก เอาจริงๆเห็นแค่เล่มเดียวเองที่มีข้อมูลท่องเที่ยวจริงจัง และที่มีขายอยู่บนแผงช่วงนี้ข้อมูลก็ยังไม่ครบ 3.จึงอยากแนะนำแหล่งหาข้อมูลดีๆ Japan-guide.com เป็นเว็บไซต์ภาษาอังกฤษนะ ถ้าหนังสือคงแนะนำ Lonely planet ทีสำคัญคือคลังกระทู้เก่าของพันทิปแนะนำกระทู้คุณหนุ่มอารมณ์ดี (กระทู้ซี่รีส์ คิวชูอารมณ์ดี) Smart search ดูเลย 4.เพราะคิวชูกำลังบูมหนักใน นทท.ไทย เราจึงพบเจอเจอคนไทยเยอะมาก ทุกๆหัวมุมถนน ในทุกๆที่ (จริงๆนะ) ด้วยเหตุผลหลักๆสามข้อคือ ฟรีวีซ่าท่องเที่ยว 15 วันสำหรับคนไทย ค่าเงินเยนอ่อนตัวลง โปรโมชั่น Jetstar BKK-Fukuoka, Japan ที่ออกมาถี่ถล่มทลาย ราคาในช่วง 5000-8000 ก็ไปคิวชูได้ (ราคารวมน้ำหนักกระเป๋าไม่เกิน 6000 ก็มีนะ) 5. เดินทางในภูมิภาคนี้ ด้วย JR PASS คิวชู มีสองแบบ คือ Northern Kyushu Area pass ครอบคลุมจังหวัด ฟุกุโอกะ นางาซากิ คุมาโมะโต้  ซากะ และโออิตะ All Kyushu ทุกจังหวัด ทั้งสองแบบมีให้เลือกทั้ง 3 วันและ 5 วัน 6.JR Kyushu pass ทั้งสองแบบหาซื้อได้ที่ Agent ไทย หรือไปซื้อที่สนามบินก่อนเข้าเมืองก็ได้นะ ส่วนตัวไปซื้อตอนที่ถึงสนามบินเลยครับ ราคาเท่ากัน(ขึ้นอยู่กับเรทด้วย) อีกอย่างยังไงทุกคนก็ต้องเดินผ่านจุดที่ขายอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาไปหาซื้อในไทย ซื้อแล้วเปิดใช้ได้ทันที แต่ถ้าจะซื้อในไทยก็เสิร์ชหา Agent เลยครับ ส่วนตัวแนะนำที่ BTS Siam (ร้านอยู่ในสถานีเลยนะ) ตอนซื้อใช้ Passport ด้วยครับ ภาพข้างบน : คือ บริเวณหลังจากเราออกจาก ตม.มาแล้วนะครับ เราออกมาซ้ายมือจะเป็น Info. center ขวามือจะมีร้าน Reatal รถ /ซื้อซิมมือถือ ถัดขวาไปอีกนิดก็จะเจอร้าน Agent ขาย  JR Kyushu Pass ทุกคนต้องที่มาถึงต้องออกจาก ตม. ทางนี้ทางเดียว เพราะฉะนั้นไม่ต้องเดินหาให้วุ่น ไปซื้อที่นู้นได้ทีเดียวเลยครับ แต่สำหรับใครที่จะจองขบวนรถไฟท๊อปๆที่นั่งจำกัด  ต้องไปจองที่JR Hakata stationนะ (ที่นี่ขายอย่างเดียวครับ) 7. ถ้าซื้อ JR Kyushu PASS ไม่ว่าจะแบบไหน พวกเราจะมีสิทธ์ Reserved seat โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม เพราะฉะนั้นถ้าตารางเที่ยวแน่นอน แนะนำให้ Reserved seat ไว้ล่วงหน้าตลอดทริปเลยครับ จะได้ไม่เสี่ยงที่นั่งเต็ม เดี๋ยวจะต้องยืนแทนนะ (ส่วนตัวคิดว่าโบกี้ Reserved seat ของรถไฟบางขบวนแอบสบายกว่านิดนึง) 8.รถไฟในคิวชู ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในญี่ปุ่น อย่าเพิ่งเชื่อหล่ะ! ผมแค่อยากชวนให้ลองไปพิสูจน์เอาเอง รถไฟตัวท๊อปๆ เช่น Yufuin no mori และ Aso Boy! ต้องจองก่อนเท่านั้น มีที่นั่งจำกัด เช็คเวลารถไฟได้ที่ https://www.jrkyushu.co.jp/english/pdf/time_tabel.pdf และรูปนี้คือ ชื่อ รถไฟตัวท๊อปสวยๆในเส้นทางต่างๆทั่วเกาะคิวชูครับ 9.แท็กซี่ราคาสูง เริ่มต้นที่ 570 Yen หรือประมาณ 190 บาท (ขึ้นอยู่กับค่าเรทเงิน ขอหาร3แบบคร่าวๆ) บริการดี มีลูกอมให้ฟรี  คนขับอาจพูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรือไม่คล่อง แต่ถ้าหากมีที่อยู่สถานที่ที่จะไป สามารถยื่นให้เลยแท็กซี่มี GPS ส่องจ้า  *ราคาแท๊กซี่ที่Fukuokaนะ* 10.โปรชัวร์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในแต่ละที่ จะมีภาษาจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอังกฤษ บางสถานที่ท๊อปฮิตในคิวชูจะมี ข้อมูลภาษาไทยพร้อม เช่น JR เมือง Yufuin ในจังหวัด Oita (เป็นภาษาไทยแนว google translate นิดๆแต่รู้เรื่องแน่นอนครับ) 11.อย่าละเลย Tourist Information สงสัยอะไรเจ้าหน้าที่ตอบได้แทบทุกอย่าง อยากหาเอกิเบนโตะอะไร ของขึ้นชื่อเมืองนี้ต้องซื้อที่ไหน ถามเถอะเชื่อผม ได้คำตอบร้อยละ 95% (อีก 5 %ที่เหลือเผื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง) ผมแวะเข้าทุกที่ที่ไปจริงๆครับ ถึงจะหาข้อมูลมาแล้ว แต่อย่าลืมว่าญี่ปุ่นนี่บ้านเมืองเขาเปลี่ยนแปลงเร็ว เวลาเปิด/ปิด ราคาค่าเข้าชมต่างๆ ถามไว้อีกรอบกันเหนียวเนาะ 12.ที่คิวชูไม่ว่าจะป้ายบอกทาง หรือเสียงประกาศตามรถโดยสารหรือห้างร้าน ล้วนมีภาษาจีน เกาหลี และอังกฤษ เรียกได้ว่าชาวจีนกับเกาหลีเที่ยวง่ายสบายใจเฉิบแน่นอน ส่วนไทยนานๆจะเจอทีเช่น ห้าง Yodobashi ที่ Fukuoka ใกล้สถานี JR Hakata มีเสียงประกาศภาษาไทยจ้า 13.Toyoko Inn ที่พักยอดฮิตของนทท. มีสาขาอยู่ทั่วญี่ปุ่น ห้องอาจไม่กว้างมากเน้นสะดวกสบายต่อการเดินทาง พนักงานบริการดี ให้จดจำคำว่า Ekimae ไว้ คำนี้แปลว่าอยู่หน้าสถานี เวลาจะจองที่พักก็ลองเลือกจากสาขาที่มี Ekimae ต่อท้ายเนาะ 14. ตู้ซื้อเครื่องดื่มแบบหยอดเหรียญมีเยอะมาก พบเจอได้ทั่วทุกแห่งหนแม้ในซอยเล็กๆก็ตาม ทุกครั้งก่อนกดให้ลองมองรอบๆหาตู้ใกล้ๆเพราะอาจจะได้ราคาที่ถูกกว่าเกือบๆ 40 Yen น้ำดื่มขวดเล็กราคา 110 Yen ชาเขียวราคา ประมาณ 150 Yen 15.ห้องน้ำสาธารณะ นั่งยองๆเหมือนจีนยังสามารถพบเจอได้บ้าง หากไม่สะดวกใจกับส้วมอัจฉริยะกดปุ่มฉีดน้ำเหมือนผม นี่คือทางรอดของพวกเรา (กดปุ่มฉีดน้ำที่ไรสะดุ้งโหยงทู๊กที T_T ) 16.เที่ยวอย่างไร? มี 2 ทางหลักๆ คือ พักที่ย่าน Hakata/Tenjin ใจกลางในจังหวัด Fukuokaทุกวัน แล้วตะลอนเที่ยวไปเมืองต่างๆไปเช้าเย็นกลับ ข้อดีคือ ประหยัดเวลาเก็บของ ไม่ต้องแบกหนัก อาศัยออกเดินทางตั้งแต่เช้ากลับถึงห้องค่ พักตามเมืองที่ไป เลือกเอาตามใจชอบ อยากนอนเมืองไหน ถูกใจเมืองไหนก็อยู่เมืองนั้นเลย ข้อดีคือ ฟินบรรยากาศเช้าและกลางคืนของเมืองนั้นๆ ไม่ต้องรีบตื่นเช้าเพื่อเดินทาง 17.ห้างส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ ประมาณ 90% ปิดเร็วมาก (เวลา 21.00น.) ยิ่งถ้าบางจังหวัดอย่าง Kumamoto Oita  เวลาปิด 20.00 น.ก็มีนะครับ 18.สาวๆขาช๊อปอย่าเพิ่งเสียใจไปเพราะ ร้านดองกิโฮเต้ในคิวชูมีบางสาขาที่เปิด 24 ชม. ขอแนะนำพิกัดร้านที่จังหวัด Fukuoka สาขา Nakasu ออกทางออกที่ 4 เราจะมาโผล่ในห้างแห่งหนึ่ง ร้านจะอยู่ชั้น 2 ที่แนะนำที่นี่เพราะ ร้านเปิด 24ชั่วโมง(ช๊อปโต้รุ่งก่อนขึ้นเครื่องกลับไทยได้) พนักงานคุ้นเคยกับการทำ Tax Free ให้นักท่องเที่ยวมากกว่าสาขา Nishijin 19.ห้างปิดเร็ว แต่ร้านอาหารหลายๆแห่งที่เปิดอยู่ในห้างเดียวกันนั่นแหละ อาจปิดช้ากว่า เวลา 23.00 น. ช๊อปมาหนักๆ ดึกดื่นก็มีร้านอาหารอร่อยไม่ต้องพึ่งร้านสะดวกซื้อตลอดซะทีเดียวครับ 20.Wifi ฟรีบริเวณจุดท่องเที่ยวหลักๆในKyushu มีจริงๆครับ แต่! ส่วนใหญ่ใช้ไม่ค่อยได้หรือไม่ค่อยดี ดังนั้น Pocket wifi หรือ SIM Card ก็นับว่าจำเป็นหากเกิดหลงทาง ผลัดหลงกับเพื่อน หรือตกรถไฟขบวนที่จองไว้ สามารถซื้อและเช่าได้ทั้งที่ไทยและที่สนามบิน Fukuoka ครับ 21.แอพ Hyperdia / Japan Trains สำคัญมากสำหรับดูตารางรถไฟ ควรมีติดเครื่องไว้ หากเกิดกรณีฉุกละหุกจะได้ปรับเปลี่ยนแผนทัน โดนมาแล้วเลยไม่อยากให้พลาดเหมือนผมนะ 22.การเดินทางภายในแต่ละจังหวัดในภูมิภาคคิวชู จะมีรูปแบบรถโดยสารต่างกัน โดยสามารถซื้อแบบแพคเกจในราคาที่ถูกลง รวมถึงการแสดง Passport และ ตั๋ว JR Kyushu Pass (ไม่ว่าชนิดใดก็ตาม) ก็สามารถใช้เป็นส่วนลดค่าเข้าชมได้ นอกจากนี้จำพวก ซื้อตั๋วเข้าชมสถานที่ A แล้วไปใช้เป็นส่วนลดในการเข้าชมสถานที่ B แนวๆนี้ก็มีครับ (แต่ไม่เยอะหรอก) 23. จากสนามบิน Fukuoka เข้าตัวเมืองใช้เวลาเพียงแค่ 15-20 นาที โดยรถไฟฟ้าหรือรถBus ต่อเดียวถึง ราคาเท่ากันทั้งสองแบบ เวลาเดินทางพอๆกัน ต่างกันที่รถ Bus เดินออกมาจากตม.แล้วขึ้นได้เลย ส่วนรถไฟฟ้าต้องนั่งรถบัสภายในสนามบินวนจากตึก International ไปตึก Domestic บินภายในประเทศครับ 24.สนามบิน Fukuoka ไม่ใหญ่มาก ร้านขายของฝากขาขึ้นเครื่องกลับไทยมีไม่เยอะ แต่มีของฮิตหลักๆขายแน่นอน แต่ถ้าจะดี ร้านค้าที่ สถานี JR Hakata เยอะกว่าหลากหลายกว่าครับ 25.ร้านสะดวกซื้อไม่ว่าจะเป็นเซเว่น แฟมิลี่มาร์ท หรือลอว์สัน บางที่จะมีห้องน้ำให้บริการ รวมถึงที่จอดรถด้วยครับ 26. Yatai คือแผงลอยหนึ่งเดียวของญี่ปุ่นที่เหลืออยู่ ทางการอนุญาตให้เปิดแค่ที่ Fukuoka เท่านั้น ราคาอาหารค่อนข้างแพง มีหลากหลาย แนะนำว่าให้ทานแบบชิมๆดีกว่า อยากให้ลองเพราะเป็นบรรยากาศญี่ปุ๊นญี่ปุ่นที่หาไม่ได้จากภูมิภาคอื่นๆ 27.อาหารขึ้นชื่อในแต่ละจังหวัด ที่ไม่อยากให้พลาด ขอหยิบมาเฉพาะตัวดังสุดๆนะ จังหวัดฟุกุโอะกะ     ฮากาตะ ราเมง (Hakata Ramen) จังหวัดคะโงะชิมะ    เนื้อหมูคุโระบุตะ (Kurobuta) จังหวัดคุมะโมะโตะ  กุ้ง คุรุมะเอบิ (Kuruma-ebi) เนื้อม้าดิบ จังหวัดมิยะซะกิ      เนื้อวัวมิยะซะคิ (Miyazaki Beef) จังหวัดนะงะซะกิ     อาหารชุดชิปโปะคุ (Shippoku Ryori) จังหวัดโออิตะ        ซูชิหน้าสัตว์ทะเลทั้งหลาย จังหวัดซะงะ          เต้าหู้แช่น้ำแร่จากน้ำพุร้อนอุเระชิโนะ (Ureshino Onsen no Onsenyudofu) 28.ในคิวชูหาซื้อฟิล์มม้วนได้ง่าย ตามเซเว่นและแฟมิลี่มาโตะ (Family mart) แต่เท่าที่ไปสังเกตมาทุกๆร้านที่ผ่านจะหาได้แค่แบบเดียวคือ Fuji Film Supreme 400 ดูเหมือนจะเป็นรุ่นฮิตของที่นี่ ถ้าอยากได้แบรนด์อื่นรุ่นอื่นต้องไปร้านขายเฉพาะ ส่วนราคาหน่ะหรอ..เผลอๆแพงกว่าไทยก็มี T_T 29. Ekibento ในรถไฟแต่ละขบวน(มีบางขบวนนะ)เป็นอะไรที่อยากให้ลองราคาอาจแรงประมาณ 1000ํ+Yen แต่ถือว่าได้ลองใช้ชีวิตแบบคนญี่ปุ่น ทานเบนโตะบนรถไฟ ชมวิวสวยๆ  ลองดูนะ หรือตามสถานีรถไฟจะมีเบนโตะขายก็จิ้มสักกล่องมาลองชิมได้ บนรถไฟที่นี่ทานอาหารได้ครับ (ไม่รวมsubwayในแต่ละเมืองเนาะ เอาเฉพาะ JR Train) 30.ภาษาไม่เป็นปัญหา ไม่ได้ญี่ปุ่น ไม่คล่องอังกฤษ ไม่มีปัญหาจริงๆ ภูมิภาคคิวชูถึงแม้จะไม่ได้เจริญพรวดพราดแต่ก็ไม่ได้ลำบากในการท่องเที่ยว ดูเขาให้ความสำคัญกับนทท.ในการเดินทางท่องเที่ยวมากๆ สิ่งที่อยากแนะนำคือ อยากให้จำ 3 คำนี้ (คิดว่าคนส่วนใหญ่คงทราบอยู่แล้ว) ขอโทษ (รบกวน) Sumimasen/suimasen ซุมิมะเซง/ซุยมะเซง ขอโทษ Gomennasai. โกเมงนาไซ ขอบคุณมาก  Arigatou gozaimasu อะริกะโตะ โกะไซอิมัส ถ้าจะถามทาง ขอให้เปิดด้วยคำว่า Sumimasen/suimasen ซุมิมะเซง/ซุยมะเซง  แล้วค่อยตามด้วยภาษาอังกฤษในเรื่องที่จะถาม ทุกอย่างจะราบรื่นครับ (ถ้าเปิดด้วย Excuse me เลยอาจมีอาการตกใจได้) ขอบคุณข้อมูล ติดตามรีวิวท่องเที่ยว เพจ Was there once https://www.facebook.com/wasthereonce