ราชบัณฑิตยสถาน

ทำนาย สงกรานต์ ปี พ.ศ. 2557
ทำนายทำนาย สงกรานต์ พ.ศ. 2557 /  นางสงกรานต์ / 

อีกไม่กี่วันสงกรานต์ ปี พ.ศ. 2557 ก็จะมาถึงแล้ว ใช่ว่าคุณจะรอสนุกกับการเล่นน้ำเพียงอย่างเดียว แต่คุณรู้หรือไม่ว่า สงกรานต์ ปีนี้ ทาง Horoscope.Mthai.com ก็มีคำทายในช่วงประเพณีมาฝากกันด้วยเช่นกัน เล่นน้ำสงกรานต์ วันมหาสงกรานต์ ตรงกับ วันจันทร์ที่ 14 เมษายน เวลา 8 นาฬิกา 11 นาที 24 วินาที จันทรคติ ตรงกับ วันจันทร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีมะเมีย นางสงกรานต์ปี2557 นางสงกรานต์ คือ โคราคะเทวี ทรงพาหุรัด ทัดดอกปีบ อาภรณ์แก้วมุกดาหาร ภักษาหารน้ำมัน หัตถ์ขวาทรงขรรค์ หัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จยืน มาเหนือหลังพยัคฆ์(เสือ) เป็นพาหนะ ทำนาย สงกรานต์ ปี พ.ศ. 2557 เกณฑ์พิรุณศาสตร์ ปีนี้ เสาร์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 400 ห่า ตกในเขาจักรวาล 160 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 120 ห่า ตกในมหาสมุทร 80 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 40 ห่า เกณฑ์ธาราธิคุณ ชื่อ เตโช(ธาตุไฟ) น้ำน้อย อากาศยังร้อน เกณฑ์นาคราชให้น้ำ ปีมะเมีย นาคราชให้น้ำ 5 ตัว ทำนายว่า ฝนต้นปีงาม กลางปีงาม และปลายปีก็งามแล เกณฑ์ธัญญาหารชื่อ ปาปะ ข้าวกล้าในไร่นา จะได้ 1 ส่วน เสีย 10 ส่วน คนทั้งหลายจะตกทุกข์ได้ยากลำบากแค้น เพราะกันดารอาหารบ้าง จะฉิบหายเป็นอันมากแล วันเถลิงศก ตรงกับ วันพุธที่ 16 เมษายน เวลา 12 นาฬิกา 9 นาที 0 วินาที(เวลามาตรฐานประเทศไทยปัจจุบัน) จันทรคติ ตรงกับ วันพุธ แรม ๒ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีมะเมีย สงกรานต์ 2557 คำทำนาย สงกรานต์ 2557 วันจันทร์ เป็นวันมหาสงกรานต์ : ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จะแพ้เสนาบดี ท้าวพระยาและนางพระยาทั้งหลาย , วันอังคาร เป็นวันเนา : หมากพลู ข้าวปลาจะแพง จะแพ้อำมาตย์มนตรีทั้งปวง , วันพุธ เป็นวันเถลิงศก : ราชบัณฑิต ปุโรหิตโหราจารย์ จะมีสุขสำราญเป็นอันมากแล ฯ , นางสงกรานต์ ยืน : จะเกิดความเดือดร้อนเจ็บไข้ ขอบคุณข้อมูลจาก www.myhora.com

สื่อออนไลน์ แฉ ตีแผ่เปิดโปง หรือสะท้อนสังคม??
คลิปนักเรียนตบ /  นิสิต ม.เกษตรฯ / 

ในปัจจุบันโซเชียลเน็ตเวิร์คแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเราไปแล้ว ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไร อยู่ที่ไหน อยู่กับใครก็กลายเป็นประเด็นชวนคุยในโลกออนไลน์ได้เสมอ หากประเด็นไหนน่าสนใจก็จะถูกพูดถึงจนกลายเป็นกระแสสังคม จึงทำให้สื่อมวลชนต้องมีการปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์โลกยุคโซเชียลที่มาเร็วไปเร็ว การนำเสนอข่าวจากโลกออนไลน์ จึงมาเป็นอีก 1 ช่องทางทำข่าวของสื่อทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อออนไลน์ ตามเว็บไซต์ต่างๆ แน่นอนว่าประเด็นที่สื่อมวลชนจับมาเล่น มักเกิดจากการส่งต่อ การถูกประโคมข่าวจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจนเกิดเป็นกระแส และถูกนำเสนอเป็นข่าวในที่สุด ไม่ว่าเรื่องราวนั้นจะเป็นเรื่องดี ไม่ดี ข่าวฉาว ข่าวสร้างสรรค์ แต่หากเป็นที่สนใจของคนในสังคมออนไลน์ขึ้นมา เรื่องราวนั้นมักถูกตีแผ่เป็นข่าวได้เสมอ ซึ่งสอดคล้องกับ ความหมายของคำว่า "ข่าว" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ หมายถึง "น. คําบอกเล่าเรื่องราวซึ่งโดยปกติมักเป็นเรื่องเกิดใหม่หรือเป็นที่สนใจ, คําบอกกล่าว, คําเล่าลือ." ประเด็นที่มักได้รับความสนใจนั้น ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกระทบกับความรู้สึกของคนเรา อย่างที่เรียกกันว่า Human Interest และสิ่งที่ตามมาจากการอ่านข่าว ก็คือการแสดงความคิดเห็นต่อข่าวนั้นๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคล ซึ่งข่าวเหล่านี้อาจแยกเป็นหลากหลายประเภท ดังนี้ กระแสชื่นชม อย่างกรณีภาพ นิสิตชายม.เกษตรศาสตร์ นำอิฐวางบนถนนเพื่อให้นิสิตหญิงเดินข้ามไปท่ามกลางสายฝน เมื่อภาพนี้ถูกนำมาทำเป็นข่าวก็ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมาก หรือกรณีล่าสุดที่นักศึกษาสาวรายหนึ่ง ป้อนขนมให้กับขอทานพิการไม่มีแขน บนสะพานลอยที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ก็เรียกคะแนนความชื่นชมจากผู้คนบนโลกออนไลน์ได้เยอะเช่นกัน หรือจะเป็นคลิปสาวชาวต่างชาติที่ร้องเพลง “ฉันไม่พูดภาษาไทย” บอกเล่าเรื่องราวการเรียนรู้ภาษาไทยของเธอ เมื่อคลิปนี้ถูกจับมานำเสนอ ก็มีผู้ติดตามดูและชื่นชมในความพยายามของเธอ กระแสถก เป็นกระแสที่นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคน จึงทำให้มีทั้งผู้เห็นด้วยและมองต่างมุมออกไป กรณีการรับน้องด้วยระบบโซตัสของมหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นกระแสข่าวคึกโครม เนื่องจาก มีการโพสต์ข้อความแสดงความเห็นกันผ่านเฟสบุ๊ก และถูกนำมาเผยแพร่ต่อ คนจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับระบบโซตัส มองว่าเป็นระบบที่สร้างความแตกแยกให้นิสิตนักศึกษา เป็นระบบที่ต่างชาติไม่มี เพราะไม่ได้คารพกันที่อายุ แต่เคารพกันที่วุฒิภาวะ มีผู้แสดงความเห็นเข้ามามากมาย แต่ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการแสดงความเห็นที่บอกเล่าทั้งความรุ้สึกและแง่คิดให้สังคมได้ ความเห็นจากสมาชิกเว็บไซต์ MThai.com คุณ A344GT5 ได้แสดงความเห็นว่า ..."ต่างชาติเค้าไม่มา สนใจว่าคุณอายุเท่าไร แต่เค้ามองแค่คุณมีความสามารถแค่ไหน ไม่แคร์ว่าคุณแก่หรือเด็ก ถ้าความสามารถคุณมีพร้อม ก็ได้รับการนับหน้าถือตา มีเครดิต แต่เมืองไทยนี่อะไร บ้าบอคอแตกกับระบบโซตัส รุ่นน้องต้องกราบรุ่นพี่ เพราะ มันเข้าเรียนก่อน ทำมาอ้างว่า เด็กจะได้เรียนรู้การอยู่ในสังคม ถุ_ย….ชีวิตในสังคมจริงๆ กับมหาลัยมันคนละเรื่องเลย" ขณะที่ผู้ที่เห็นด้วยกับระบบโซตัสก็แสดงความเห็นในอีกด้านว่า การรับน้องจะช่วยหล่อหลอมพฤติกรรมได้ คุณ  sarasin ได้แสดงความคิดเห็นว่า  ..."เอาแค่พอควร ไม่ต้องหักดิบ ค่อยเป็นค่อยไป รุ่นน้องมาใหม่ร้อยพ่อพันแม่ บางคนมาแข็งท้าต่อยรุ่นพี่ sotus หลอมกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนพลิกหน้ามือเป็นหลังมือก็มี จบไปได้ดีหลายคน อีกอย่าง sotus ไม่ใช่แค่รับน้อง มันเป็นรากฐานปูไปถึงอนาคต รุ่นพี่จบไปเขาก็ดูความประพฤติน้องๆนั่นแหละ น้องทำตัวดี สอนง่าย คุยง่าย เขาก็เอาไปทำงานด้วย น้องแข็งกร้าว ไม่เคารพ เกรงใจผู้ที่มีคุณวุฒิหรือวัยวุฒิมากกว่า เขาก็ไม่ค่อยเอาเข้าร่วมงานหรอก แม้จะเกียรตินิยมก็เถอะ"... กระแสดราม่า นอกจากประเด็นนี้แล้ว ยังมีกระแสข่าวอีกมากมายที่เกิดขึ้นเพราะโลกออนไลน์ ที่เกิดเป็นกระแสแบบปากต่อไป ในเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก กลายเป็นคำที่ชาวบ้านเรียกว่า "แฉ" ที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันคงหนีไปพ้น คลิปหลุดการทำอนาจาร หรือคลิปเด็กนักเรียนตบตีกัน อย่างคลิปพระสงฆ์นั่งเครื่องบิน ก็ถือเป็นประเด็นวิจารณ์อย่างหนักและเกิดการขุดคุ้ยค้นหาข้อมูลที่ลึกลงไปเรื่อยๆ  ล่าสุดกับการเผยโฉมบ้านสุดหรูของพ่อแม่ของพระสงฆ์ที่ตกเป็นข่าว หรือภาหลุดคล้ายพระองค์ดังกล่าวนอนกับหญิงสาว ก็เช่นกัน ปฎิเสธไมได้ว่าโลกออนไลน์เป็นอีกแหล่งข่าวที่ถึงคนยุคโซเชียล จึงเป็นอีกช่องทางในการนำเสนอแง่มุมต่างๆให้สังคมรับรู้ ซึ่งก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเหรียญนั้นมี 2  ด้าน ขณะที่ผู้รับสาร คนดูข่าวบางคนพอใจกับการได้รับรู้ข่าว เพราะถือเป็นความจริงของสังคม และสามารถใช้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตให้ดีขึ้นได้ ในมุมกลับกันก็มีคนบางกลุ่มที่มองว่าไม่สมควรถูกตีแผ่ เพราะจะทำให้สภาพสังคมแย่ลง ถือเป็นการส่งเสริมให้คนเห็นช่องทางในการกระทำผิดมากขึ้น ดังนั้นแล้วก็ต้องขึ้นอยู่ที่วิจารณญาณของผู้รับสารเอง ที่จะเป็นผู้เลือกรับสาร หรือเลือกนำข้อคิดจากข่าวสารมาประยุกต์ใช้กับชีวิตอย่างรู้เท่าทัน MThai News

สนช.จ่อพิจารณาร่างกม.อีก2ฉ.ก่อนขอมติถอดถอน
ถอดถอน นิคม-สมศักดิ์ /  ร่างกฎหมาย / 

สนช. เตรียมพิจารณาร่างกฎหมายอีก 2 ฉบับ ก่อนเข้าวาระขอมติเห็นชอบถอดถอน "นิคม-สมศักดิ์" หรือไม่ บรรยากาศที่รัฐสภาเช้านี้ การรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มงวด เนื่องจาก ในเวลา 10.00 น. จะมีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเร่งด่วนที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยพิจารณาต่อจากวานนี้อีก 2 ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน (ฉบับที่...) พ.ศ. ... เพื่อกำหนดให้ทายาทของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ซึ่งเมื่อเสียชีวิตภายหลังจากที่ได้บำนาญพิเศษ เพราะเหตุพิการ ทุพพลภาพ มีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จตกทอด และร่างพระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสภา พ.ศ. ... เพื่อเป็นการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยราชบัณฑิตยสถาน โดยสมควรเปลี่ยนชื่อจาก ราชบัณฑิตยสถาน เป็น ราชบัณฑิตยสภา รวมถึงการปรับปรุงอำนาจหน้าที่และการบริหารงานวิชาการให้แพร่หลายมากขึ้น จากนั้น จึงเข้าสู่วาระการพิจารณาขอมติที่ประชุมว่าเห็นชอบให้มีการถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพานิช และ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ หรือไม่

รับน้องได้ แต่ไม่ว้ากได้ไหมพี่  MThai ข่าวภาคซ่าส์
ANTI SOTUS /  Mthaiข่าวภาคซ่าส์ / 

กิจกรรมรับน้องเป็นสิ่งที่นักเรียนนักศึกษาใหม่หลายๆ คนให้ความสนใจและอยากจะเข้าร่วม ในอดีตกิจกรรมนี้คงมีเพียงในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ปัจจุบันบางโรงเรียนเองก็มีการจัดกิจกรรมนี้ขึ้นเช่นกัน วัตถุประสงค์หลักๆ คงเป็นเรื่องของการละลายพฤติกรรมให้เหล่านักเรียนนักศึกษาได้ผูกมิตรไมตรีกับเพื่อนใหม่ ที่มาจากต่างที่ต่างสถาบันได้อยู่ร่วมกัน เมื่อยุคสมัยมันเปลี่ยนไปกิจกรรมที่ทางรุ่นพี่ได้จัดเตรียมไว้ให้รุ่นน้องได้ร่วมสนุก บางกิจกรรมดูจะไม่ถูกใจทั้งผู้ร่วมกิจกรรมและผู้ปกครอง MThai ข่าวภาคซ่าส์ วันนี้จะมาพูดถึงประเด็นนี้กัน รับน้องให้อะไร ทำไมต้องมี…? แม้จะมีผู้คนจำนวนไม่น้อยมองว่า กิจกรรมรับน้องไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ และตั้งคำถามว่ามีไปแล้วได้อะไรมันช่วยอะไร? แต่ยังมีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยเห็นว่า กิจกรรมรับน้องเป็นสิ่งมีประโยชน์ ซึ่งกิจกรรมการรับน้องใหม่ ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน นั้นหมายถึง “สิ่งที่นิยมถือประพฤติปฏิบัติสืบ ๆ กันมา จนเป็นแบบแผน ขนบธรรมเนียม หรือจารีตประเพณี” ซึ่งกิจกรรมรับน้องนั้นก็ถือเป็นสิ่งที่มีการสืบทอดต่อ ๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่น อาจเรียกได้ว่ามันคือประเพณีหนึ่งในรั้วมหาวิทยาลัย ผู้จัดกิจกรรมต่างมองว่า หากน้องๆได้เข้าร่วมกิจกรรมจะสามารถละลายพฤติกรรม สร้างความสมัครสมานสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ โดยเฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัยที่กว้างขวาง มันจะช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อน พี่น้อง ที่อยู่ในสถาบันเดียวกัน อีกทั้งยังมองว่า หากไม่มีอาจทำให้นักเรียนนักศึกษาต่างคนต่างอยู่ไม่รักใคร่กัน มีได้แต่ไม่ว้ากได้ไหมหล่ะรุ่นพี่…? ทางกลุ่ม ANTI SOTUS ได้ร่วมกับ สมัชชาเสรีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชิญร่วมลงชื่อสนับสนุน ยกเลิกการว้ากในกิจกรรมรับน้องประชุมเชียร์ เพื่อนำรายชื่อไปเสนอแก่ ทางมหาวิทยาลัย และ กระทรวงให้พิจารณาต่อ ซึ่งทางกลุ่มมองว่า การที่รุ่นพี่ว้ากรุ่นน้อง เป็นการละเมิดสิทธิขึ้นพื้นฐาน นักศึกษาซึ่งถือเป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรมีความเข้าใจและเคารพในหลักการสิทธิมนุษยชน อันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งยัง เรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยออกระเบียบว่า ด้วยการทำกิจกรรมการรับน้อง โดยให้เป็นไปตามกฎระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการและหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงไม่อนุญาตให้มีการรับน้องนอกสถานที่ ทางกลุ่มมองว่า การรับน้องที่รุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ไม่ได้ต้องการให้ยกเลิกกิจกรรมแต่อยากให้มีการรับน้องแบบสร้างสรรค์ไม่กระทบต่อชีวิตผู้อื่น โดยเริ่มต้นจาก เลิกว้าก อย่างไรก็ตามกิจกรรมรับน้องในแต่ละสถาบัน จะมีการสอบถามความสมัครใจของผู้เข้าร่วมก่อน โดยมีการทำหนังสือขออนุญาตผู้ปกครอง แต่นักศึกษาใหม่ส่วนใหญ่ก็จะเข้าร่วมทั้งนั้น หากใครไม่เข้าอาจถูกมองว่า น้องคนนี้ไม่เอาระบบ น้องคนนั้นไม่เอารุ่น สิ่งที่จะตามมาสำหรบคนกลุ่มน้อยเหล่านี้ พวกเขาอาจตกเป็น เป้าสายตาถูกวิพากษ์วิจารณ์ และสุดท้ายพวกเขาอาจอยู่ในรั้วโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไม่ได้ การยกเลิกกิจกรรมอาจไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เพราะพวกเขาอาจแอบไปจัดกิจกรรมกันเอง โดยที่อาจารย์หรือผู้ปกครองไม่รู้ ยิ่งจะควบคุมกันยากเข้าไปอีก หากคงกิจกรรมไว้ก็ควรมีอาจารย์ดูแลและส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์ รวมทั้งมีบทลงโทษชัดเจนหากรุ่นพี่ฝ่าฝืนทำกิจกรรมที่รุนแรง MThai News

นางสงกรานต์ 57 โคราคะเทวี มือถือมีดทำนายประเทศ จะทุกข์ยาก
นางสงกรานต์ /  นางสงกรานต์ 2557 / 

นางสงกรานต์ปี 57 นามว่า "โคราคะเทวี" มือถือมีด ทำนาย ประเทศจะทุกข์ยาก แพ้อำมาตย์ เกิดความเดือนร้อน คนเจ็บไข้ ประกาศสงกรานต์จุลศักราช 1376 พุทธศักราช 2557 ปีมะเมีย ฉศก จันทรคติเป็น ปกติมาส ปกติวาร สุริยคติ เป็น ปกติสุรทิน วันมหาสงกรานต์ ตรงกับวันจันทร์ที่ 14 เมษายน เวลา 8 นาฬิกา 11 นาที 24 วินาที จันทรคติ ตรงกับ วันจันทร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือนห้า ปีมะเมีย โดย นางสงกรานต์นามว่า "โคราคะเทวี" ทรงพาหุรัด ทัดดอกปีบ อาภรณ์แก้วมุกดาหาร ภักษาหารน้ำมัน หัตถ์ขวาทรงขรรค์ หัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จยืน มาเหนือหลังพยัคฆ์(เสือ) เป็นพาหนะ เกณฑ์พิรุณศาสตร์ ปีนี้ เสาร์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 400 ห่า ตกในเขาจักรวาล 160 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 120 ห่า ตกในมหาสมุทร 80 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 40 ห่า เกณฑ์ธาราธิคุณ ชื่อ เตโช(ธาตุไฟ) น้ำน้อย อากาศยังร้อน เกณฑ์นาคราชให้น้ำ ปีมะเมีย นาคราชให้น้ำ 5 ตัว ทำนายว่า ฝนต้นปีงาม กลางปีงาม และปลายปีก็งามแล เกณฑ์ธัญญาหารชื่อ ปาปะ ข้าวกล้าในไร่นา จะได้ 1 ส่วน เสีย 10 ส่วน คนทั้งหลายจะตกทุกข์ได้ยากลำบากแค้น เพราะกันดารอาหารบ้าง จะฉิบหายเป็นอันมากแล ซึ่งสรุปความตามทำนาย ช่วงวันดังนี้ วันจันทร์ เป็นวันมหาสงกรานต์ : ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จะแพ้เสนาบดี ท้าวพระยาและนางพระยาทั้งหลาย, วันอังคาร เป็นวันเนา : หมากพลู ข้าวปลาจะแพง จะแพ้อำมาตย์มนตรีทั้งปวง, วันพุธ เป็นวันเถลิงศก : ราชบัณฑิต ปุโรหิตโหราจารย์ จะมีสุขสำราญเป็นอันมากแลฯ, นางสงกรานต์ ยืน : จะเกิดความเดือดร้อนเจ็บไข้

จุงเบย แปลว่าอะไร จักแร้เปี้ยก
ภาษาวัยรุ่น /  เกร็ดความรู้

คำว่า จุงเบย แปลว่าอะไร แล้วมีที่มาที่ไปยังไง? ทำไม จุงเบย ถึงเกิดคำนี้ขึ้นมา...(เออนั้นสิ) แล้วยังจะบรรจุคำศัพท์ใหม่ คำวัยรุ่น คำแสลง ที่ในปัจจุบันเขาพูดกัน ลง?พจนานุกรมคำศัพท์ใหม่?เล่ม4 อีก (โอ้ยตาย!นึกว่า นารูโตะ ) ความหมายของ จุงเบย ในไทย? จุงเบย?เพี้ยนมาจาก?จังเลย?แสดงความแอ๊บแบ๊ว บางคนบอกว่าปัญญาอ่อน ความหมายของ จุงเบย ในต่างประเทศ แต่รู้หรือไม่คำว่า จุงเบย ในภาษา คัสซาบลังกา หรือ?คาซาบลังกา (?โมร็อกโก ) แปลว่า จักแร้เปี้ยก ! เธอน่ารัก จุงเบย =?เธอน่ารัก?จักแร้เปี้ยก (555555) ที่มาของ จุงเบย จุง ? จัง สระ อุ และ ไม้หันอากาศ (?ั)?เป็นสระที่อยู่ใกล้กันในคีย์บอร์ด ทำให้พิมพ์ผิด โดยพิมพ์สลับกันบ่อยๆ จนเลยเถิดกลายเป็นศัพท์วัยรุ่น เบย ? เลย ล และ บ เป็นตัวอักษรที่อยู่ใกล้กันในคีย์บอร์ด ทำให้พิมพ์ผิด โดยพิมพ์สลับกันบ่อยๆ จนเลยเถิดกลายเป็นศัพท์วัยรุ่น ตัวอย่าง การใช้ จุงเบย? คิดถึงจุงเบย เธอน่ารักจุงเบย คำว่า ? จุงเบย ? กับ?พจนานุกรม ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน ล่าสุดราชบัณฑิตฯ เตรียมบัญญัติ คำว่า ? จุงเบย ? เป็นศัพท์ใหม่ใน พจนานุกรมคำศัพท์ใหม่?รวมถึงคำว่า ?เม้าธ์มอย, กาก, กินตับ, เกรียน, เช็ดเม็ด ,?จอนูน, จอแบน, โนเวสเตชั่น, แพล้งกิ้ง?และอื่นๆ อยากรู้ ดูที่นี้ อัพเดทศัพท์วัยรุ่น เยอะจุงเบย http://teen.mthai.com/variety/47312.html เรียบเรียง teen.mthai?ข้อมูล?guchill.com หมายถึง จุงเบย daddy หรอคะ? เตรียมพร้อมรับมือ จุงเบย บุกโลก นั้นไง?ต็มไปหมดเบย กริ๊ดๆๆ โดนตบ เบย น่ารัก จุงเบย ได้แฟนเพราะ จุงเบย? ถ้าไม่พูดว่า จุงเบย จะเฉยป่าวว่ะ ( เอิ้บ ไม่พูด จุงเบย ไม่เท่าไร แต่ถ้าใครไม่รู้จัก โคตรเฉย จุงเบย นะ !) อาย อี ไพร่สถุนสยามตัวไหนมาพูด จุงเบย กูจักจับกุดหัวเสีย จักได้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ลูกหลานชาวสยามสืบไป คำขวัญประเทศไทย ปีหน้า ?เรารักประเทศไทย จุงเบย

เปิดตำนาน เสี่ยงเซียมซี! ความเชื่อจากจีนสู่ไทยนานกว่า 400 ปี
ดูดวง /  ทำนายโชคชะตา / 

เสี่ยงเซียมซี ตำนานบทกลอนพยากรณ์ ยาวนานกว่า 400 ปี สภาพจอแจภายในบริเวณวัดหรือศาลเจ้า และกลิ่นควันธูปลอยคลุ้งชวนแสบตา เสียงสวดมนต์อธิฐานดังระงมไปทั่วสารทิศ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจที่จะตั้งจิตเพื่อเสี่ยงทายจากการ เสี่ยงเซียมซี ลดน้อยลงไปเลยสักนิด แคร่กๆๆๆๆ เสียงแผ่นไม้กระทบกับกระบอก เป็นเสียงที่หลายท่านคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี สองมือพนม เปลือกตาปิดลง ตั้งจิตตั้งใจอธิฐานขอพรสิ่งที่ต้องการ ก่อนลืมตาแล้วเขย่าอย่างเบามือ ปล่อยให้โชคชะตา บุญกรรมที่ทำมาในชาตินี้ ได้ผลักดันผลคำทำนายที่ร้อยเรียงจากตัวหนังสือนับร้อย ให้มีความสละสลวย แต่แฝงไปด้วยความหมาย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของเซียมซีว่า คือ ใบทำนายโชคชะตาตามศาลเจ้าหรือวัดมีเลขหมายเทียบกับเลขหมายบนติ้วที่เสี่ยงได้ ส่วนความเชื่อเรื่องของต้นกำเนิดนั้น คาดเดากันว่ามาจากประเทศจีน ซึ่งในสมัยนั้นมีการทำนายโดยผู้รู้อย่างแท้จริง แต่ต่อมาผู้รู้เหล่านี้เริ่มหายากมากขึ้น ประกอบกับศาลเจ้า มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน จึงได้ทำการเขียนคำทำนายเอาไว้บนแผ่นกระจก โดยอาศัยข้อความในคัมภีร์อี้จิงซึ่งมีอยู่ 64 บท เป็นหลักในการทำนาย ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการจัดงานเสี่ยงเซียมซีที่วัดกัลยาณมิตร ฝั่งธนบุรี ซึ่งภายในงานมีใบคำนายเป็นภาษาไทย ถูกเขียนและเรียงไว้บนแผ่นกระจกจำนวน 28 แผ่น ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการมีคำทำนายเซียมซีเป็นภาษาไทยครั้งแรก คำทำนายที่ถูกเรียบเรียงผ่านบทกลอนที่แสนไพเราะนั้น มีความหมายทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี หากว่าคุณรู้สึกไม่สบายใจกับคำทำนาย ก็สามารถเก็บกระดาษใบนั้นคืนไว้ที่วัดหรือใต้ต้นไม้ใหญ่ก็ได้ เปรียบเสมือนการทิ้งสิ่งไม่ดีไว้ที่วัด เรียบเรียงโดย : Horoscope.mthai.com

ครม.โยกกระจุย! ตั้ง ประเวศน์ เลขาฯ ปปท.คนใหม่!
ข่าวดยกย้ายตำแหน่ง /  ข่าวรัฐบาล / 

ครม.โยกกระจุย! ตั้ง ประเวศน์ เลขาฯ ปปท.คนใหม่! เด้งอธิบดีสรรพากร นั่งผู้ตรวจฯ ดัน"สุเทพ" ขึ้นปลัดพลังงาน วันนี้ 27 ส.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งนายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ แทนนายณอคุณ สิทธิพงศ์ ที่จะเกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ครม. ยังแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (อธิบดี) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้ 1.ตั้งนายราฆพ ศรีศุภอรรถ ผู้ตรวจราชการ เป็นอธิบดีกรมศุลกากร แทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ นายสุทธิชัย สังข์มณี จากผู้ตรวจราชการ เป็นอธิบดีกรมสรรพากร สลับกับนายสาธิต รังคสิริ จากอธิบดีกรมสรรพากร ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณฯ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณคนใหม่ แทนนายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ที่เกษียณอายุราชการ ขณะเดียวกัน ครม.ยังเห็นชอบต่อเวลาการดำรงตำแหน่งนางสาวกนกวลี ชูชัยยะ เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน แล้วต่ออายุนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ เป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ออกไปอีก 1 ปี พร้อมกันนี้ ยังแต่งตั้ง พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข เป็นเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. แต่งตั้ง พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และให้นายขจร วีระใจ เป็นรองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2556 นับแต่ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง MThai News

คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต ประวัติศาสตร์ปลอม ที่ยังเชื่อกันอยู่
คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต /  คนไทยมาจากไหน / 

[บทความ] คนไทยมาจากไหน....? ประวัติศาสตร์ที่เป็นคำตอบคลุมเครือ แต่ในแบบเรียนที่เราๆท่านๆ ยังจำกันได้ในสมัยเด็กเขียนไว้ว่ามีแนวคิดว่า 'ชนชาติไทยมาจากเทือกเขาอัลไต' ปัจจุบันต้องยอมรับว่านักวิชาการทางประวัติศาสตร์ตีตกประเด็นนี้ไปแล้วเพราะมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะกว่าจะเดินทางมาถึงแผ่นดินสยาม ไม่ใช่ระยะทางใกล้ๆ นับพันกิโลเมตร ต้องผ่านสภาพภูมิประเทศที่กันดารและลำบากมากทั้งภูเขาสูง ความหนาวเย็น ความแห้งแล้งและทะเลทราย คราวนี้ลองย้อนกลับไปดูว่า ประวัติศาสตร์ปลอมที่ถูกตีตกไปนี้ เข้ามาอยู่ในหัวคนไทยตั้งแต่เมื่อไหร่ และใครเป็นผู้เริ่มต้น แนวคิดคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต เริ่มมาจาก วิลเลียม คลิฟตัน ดอดด์ (William Clifton Dodd) มิชชันนารีที่เดินทางสำรวจพื้นที่หลายชาติพร้อมทั้งเผยแพร่ศาสนา เริ่มจากเชียงรายไปจนถึงจีน ซึ่งหมอดอดด์ได้เขียนผลงานชื่อ The Thai Race : The Elder Brother of the Chinese ในปี พ.ศ.2452 พร้อมทั้งสรุปว่าคนไทยสืบเชื้อสายจากมองโกลและเป็นชาติเก่าแก่กว่าจีนและฮิบรู ซึ่งต่อมาแนวคิดนี้ ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์) นักวิชาการคนสำคัญของไทยได้แต่งหนังสือชื่อ หลักไทย พร้อมทั้งสรุปว่า คนไทยมีจุดกำเนิดมาจากบริเวณเทือกเขาอัลไต โดยอ้างแนวคิดของวิลเลี่ยม คลิฟตัน ดอดด์ ถึงขนาดที่หนังสือเล่มนี้ได้รับพระราชทานรางวัลประกาศนียบัตรวรรณคดีของราชบัณฑิตยสภาของพระบาทสมเด็กพระปกเกล้าฯ  ใน พ.ศ.2471 ต่อมาในยุคสมัยจอมพลป.พิบูลสงคราม แนวคิดชาตินิยมเริ่มหนักแน่นมากขึ้น หลวงวิจิตรวาทการได้เขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์สนับสนุนแนวคิดนั้น ระบุว่า ชนชาติไท-กะได มาจากเทือกเขาอัลไต แล้วมาสร้างอาณาจักรน่านเจ้า ต่อมาแยกตัวออกมาสร้างล้านนาและสุโขทัย โดยเชื่อว่าคำว่าไต ท้ายคำว่า อัลไต (Altai) หมายถึงชนชาติไท-กะได จากสุโขทัยเรื่อยมาถึงอยุธยา ธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน ไม่เพียงเท่านั้นแนวคิดคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต ได้ถูกบรรจุลงในแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการและหนังสือภูมิศาสตร์ประเทศไทย โดยทองใบ แตงน้อย ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อการรับรู้เรื่องชาติพันธุ์ของคนไทย เนื่องจากหนังสือและแบบเรียนถูกผลิตซ้ำก่อให้เกิดชุดความคิดซ้ำๆว่า คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต จนกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่เราได้เรียนกันในตอนเด็ก จนถึงตอนนี้แม้ในหมู่แวดวงนักวิชาการและวงการประวัติศาสตร์จะตีตกแนวคิดนี้ไปแล้ว แต่สำหรับเราๆท่านๆ ที่เรียนแล้วผ่านเลย ย่อมไม่ได้สนใจว่าประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนไปเท่าไหร่ ถึงตอนนี้ผู้ใหญ่หลายคนยังเข้าใจอยู่เลยว่า คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตจริงๆ อันเป็นผลมาจากการผลิตซ้ำของประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาด นอกจากประเด็นแนวคิดที่มาของชนชาติไทยแล้ว ยังมีอีกหลายประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่สมัยเราเรียนเป็นอย่างหนึ่ง แต่จนถึงวันนี้มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใหม่ๆเข้ามาทำให้ข้อมูลมันเปลี่ยนไป แต่ก็ไม่ได้มีการประกาศเรื่องการค้นพบให้หลักฐานใหม่ๆข้อมูลใหม่ๆให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้อย่างเข้าใจ รวมไปถึงปัญหาคนที่เชื่อฝังใจในประวัติศาสตร์แบบเดิมๆ ทำให้เขาไม่พอใจและคิดว่าหลักฐานใหม่เป็นสิ่งที่มาขัดล้างความเชื่อและศรัทธาที่มีอยู่เดิม นั่นคือปัญหาที่สำคัญต่อการเผยแพร่และรับรู้ข้อมูลประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชนชาติไทย ทุกวันนี้แม้รัฐบาลคสช.จะพยายามผลักดันวิชาประวัติศาสตร์ให้เป็นวิชาสำคัญในหลักสูตรการศึกษาแต่อย่าลืมด้วยว่า ประวัติศาสตร์ที่อยู่ในบทเรียนควรเป็นประวัติศาสตร์ที่ได้รับการกลั่นกรองตามวิธีประวัติศาสตร์อย่างถูกต้อง ไม่ใช่ประวัติศาสตร์เชิงนโยบายชาตินิยมที่ปลูกฝังให้รักชาติเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ได้รับรู้ความจริงที่เป็นไปของเหตุการณ์ในอดีตเลย ที่สำคัญคือประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่สามารถให้เราตั้งคำถาม โต้แย้งกับมันได้ ซึ่งควรให้ผู้เรียนได้ฝึกการคิดวิเคราะห์อย่างหลายมุมมองของประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน Mthai News

อัพเดทศัพท์วัยรุ่น เยอะจุงเบย
ภาษาวัยรุ่น /  เกร็ดความรู้

ราชบัณฑิตยสถาน?จัดหนัก?อัพเดทศัพท์วัยรุ่น?กว่าพันคำ?ลง พจนานุกรมคำใหม่เล่ม 4 ออกเผยแพร่ปลายปี?ไม่ว่าจะเป็น ศัพท์ใหม่? ศัพท์วัยรุ่น ที่ทันยุคสมัย คำสแลง เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลคำใหม่ต่างๆ และบันทึกคำเหล่านี้ไว้เป็นหลักฐานแสดงการเกิดและการเปลี่ยนแปลงของคำที่ใช้ในสังคมไทย (โอ้มันลึกซึ่งมาก O0O! ) ซึ่งวัยรุ่นไทยอย่างเราก็ไม่รู้หรอกว่าเคยพูดเคยใช้ กันมั้งหรึเปล่า! แต่ ราชบัณฑิตยสถาน บอกว่ามี?ศัพท์วัยรุ่น?กว่า 1พันคำ (โห้เยอะจุงเบย ^^)?เอาละเรามาดูกันคะว่า?ศัพท์ใหม่ ศัพท์วัยรุ่น ที่?ราชบัณฑิตยสถาน จัดแจงรวบรวมกว่าพันคำมีอะไรบ้าง ? ตัวอย่างคำและความหมายของ ศัพท์วัยรุ่น บางส่วน บางคำ กรรมสะสมไมล์ -?เป็นการเปรียบเทียบคนที่ชอบทำบาปกรรมว่าเป็นการสะสมไมล์ เหมือนที่สายการบินให้ลูกค้าสะสมไมล์เมื่อเดินทาง กระบือบำบัด -?คำนี้มาจากโครงการใช้ควายบำบัดเด็กออทิสติกจนประสบความสำเร็จ กองร้อยน้ำหวาน - ตำรวจจราจรหญิงในยุคบุกเบิก เป็นกองกำลังหนึ่งของกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน กองบัญชาการ ตำรวจนครบาล กอดเสาเข่าทรุด -?เกิดขึ้นจากเหตุการณ์อุทกภัยช่วงปลายปีที่ผ่านมาหลังจากประชาชนกลับเข้าไปบ้านเมื่อเห็นสภาพความเสียหายมากมายถึงขั้นเกิดอาการกอดเสาเข่าทรุด กากๆ - คำศัพท์ที่วัยรุ่นนิยมใช้ในอินเตอร์เน็ต โดยเป็นการดูถูกว่าเป็นคนที่ทำตัวไม่ค่อยมีประโยชน์ กิจกาม - เป็นคำที่ใช้เลียนแบบคำว่า กิจกรรม ซึ่งแทนที่จะไปทำกิจกรรมต่างๆ ก็มุ่งไปเรื่องเพศสัมพันธ์อย่างเดียว กินตับ - มีความหมายมาจากเพลงกินตับ (หรออ!) กินอิ่มนอนอุ่น - แทนที่วัยรุ่นจะพูดว่ากินอิ่มนอนหลับ เพื่อความเท่และทันสมัยก็จะพูดคำดังกล่าว เกรียน - เป็นคำสแลงของคนที่มีพฤติกรรมก่อกวนคนอื่นและก้าวร้าวทางคำพูด ขนแขน สแตนอั้ป - พูดเมื่อเวลาเจอเรื่องน่าตื่นเต้น ขออภัยมณีศรีสุวรรณ - แทนที่จะพูดว่าขออภัยคำเดียว ก็จะเติมสร้อยให้ดูทันสมัย ครูตู้ - คือทีวีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม จอนูน /จอแบน - เป็นการพูดถึงลักษณะของผู้หญิง (ลักษณะอะไรคะ?) จัดชุดใหญ่/จัดเต็ม/จัดแน่น/จัดหนัก/จัดใหญ่ - เป็นคำที่ใช้พูดในสถานการณ์ที่ต้องการทำอะไรบางอย่างแบบเต็มที่ แพล้งกิ้ง - ช่วงที่ผ่านมาวัยรุ่นได้ฮิตทำท่าแปลกๆ คล้ายคนที่ตาย แท็บเหล็ต/แท็บเบล็ต - หนึ่งในนโยบายของ รัฐบาลชุดปัจจุบันที่แจกแท็บเหล็ตให้กับนักเรียน ป.1 เฟ้สบุ๊ก - โปรแกรมที่คนทั่วโลกกำลังนิยมเล่น ชะโงกทัวร์ - มาจากการได้ไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ แต่ทำได้แค่ยืนมองโดยไม่ได้ลงไปชมความงามอย่างเต็มที่ แต๊งกิ้วหลาย - เป็นคำที่วัยรุ่นทับศัพท์มาจากภาษาอังกฤษแล้วใช้ภาษาอีสานเติมเป็นสร้อย ตีขอร์ดหยอดสาว - พฤติกรรมของผู้ชายที่ใช้เวลาในการเล่นกีฬาไปจีบผู้หญิง (เพิ่งเคยได้ยินวันนี้แหละ!) นักปั้นน้ำ - มีความหมายมาจากคนที่ชอบโกหกไปเรื่อยๆ ซ่อนดาบในรอยยิ้ม - ใบหน้ายิ้มแย้มแต่ในใจลึกๆ กำลังคิดร้าย เม้าธ์มอย - เป็นการนินทาหรือกล่าวหาผู้อื่น, ?มีหัวไว้คั่นหู? ใช้ด่าและประชดประชันคนที่ถูกมองว่าโง่ สมใจนึกบางลำพู - มาจากร้านขายเสื้อผ้าย่านบางลำพู ใครๆ ก็รู้จัก เวลาพูดว่าจะไปซื้อเสื้อผ้าที่บางลำพู ก็จะบอกว่าไปร้านนี้ (ไม่เคยนะ!) เคลียร์คัดชัดเจน - ใช้พูดเวลาที่ทำความเข้าใจในเรื่องนั้นจนชัดเจนกระจ่างแจ้งแล้ว โนเวย์สเตชั่น - แทนที่จะใช้คำว่า ไม่ ก็จะใช้คำนี้แทน ฟ้ามีตา - ใช้พูดเตือนสติคนที่คิดว่าทำชั่วแล้วจะไม่มีใครรู้เห็น ขั้นเทพ? - ดีอย่างยิ่ง, เก่งอย่างยิ่ง, เช่น แกงนี่อร่อยขั้นเทพเลย, ฝีมือวาดภาพขั้นเทพอย่างนี้ ราคาคงแพงมาก เข็มขัดสั้น?- คาดการณ์ไม่ถึง, คาดไม่ถึง, (ใช้พูดเล่น) เช่น ถ้าจะให้อีกฝ่ายสนใจ เราจะต้องปฏิบัติการแบบ เข็มขัดสั้น คนเคยรวย? - ผู้ที่มีฐานะดี แต่ได้รับผลจากวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้ฐานะตกต่ำลง เช่น ตอนนี้พวกคนเคยรวยพากันขนข้าวของในบ้านใส่รถมาเปิดท้ายขายของ คาร์บอมบ์? - ระเบิดที่ซุกซ่อนไว้ในรถเพื่อให้ระเบิดทำลายบุคคล หรือสถานที่ที่ต้องการ เช่น ผู้ก่อการร้ายใช้คาร์บอมบ์ระเบิดสะพาน งามไส้? ?- น่าขายหน้าอย่างยิ่ง เช่น งามไส้ไหมล่ะ เจ้าหน้าที่เป็นโจรเสียเอง ตั้งแก๊งฉกทรัพย์ในสนามบิน ชัวร์ป้าบ,ชัวร์ป้าบนิ่ม?- แน่นอนอย่างยิ่ง เช่น วันนี้เขาต้องมาที่นี่แน่ ๆ ชัวร์ป้าบนิ่ม ชาบู ชาบู? - อาหารหม้อไฟแบบญี่ปุ่นที่นำมาปรุงรับประทานเอง ใช้เนื้อวัว หรือหมูหั่นบางมาก ลวกจิ้มน้ำจิ้มปรุงรสด้วยเต้าเจี้ยวบด ซีอิ๊ว งา กระเทียม ?(เห้ย ! ที่ฉันรู้และพูดมา มันไม่ได้หมายถึง หมอไฟญี่ปุ่นนะเจ๊ มัน เดี้ยะ บร๊ะเจ้าก็โกรธหรอก) ชื่นสะดือ?- ชื่นใจ, สบายใจ, สมดังที่ต้องการ, เช่น หยุดคราวนี้จะไปเที่ยวให้ชื่นสะดือเลย (ห๊ะ! มีคำนี้ด้วยหรือนี้) ชุมชนออนไลน์?- กลุ่มคนที่เป็นสมาชิกเว็บไซต์ที่ให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการพูดคุย เผยแพร่ภาพ คลิปวิดีโอ รวมทั้งแบ่งปันข้อมูลอื่น ๆ แก่กันและกัน เช่น เขาหมกมุ่นอยู่แต่ในชุมชนออนไลน์จนไม่มีเวลาทำการบ้าน โชะ, โชะ ๆ?- ถูกต้องชัดเจน, ตรงประเด็น,สำเร็จเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว,(มักใช้ซ้ำ)เช่นเวลาสั่งงานอย่าอ้อมค้อม ต้องสั่งแบบโชะ ๆ เลย ซะ?- ?มากจน (ตามด้วยกริยาที่ละไว้) เช่น เขาทำแค่นิดเดียว ชม ซะ (อาย) ซื้อเวลา?- ทำเพื่อให้เหตุการณ์ที่จะเป็นปัญหา หรือก่อปัญหาทอดยาวออกไปได้อีกระยะหนึ่ง เช่น ถ้าเรามัวแต่ซื้อเวลาไปเรื่อย ๆ แบบนี้ ปัญหาก็ไม่จบหรอก เซโรงัง?- เซ, เดินไม่ตรง, เช่น เขาให้มาช่วยเดินแบบงานการกุศล ไอ้เราก็อายุมากแล้ว เวลาหมุนตัวก็กลัวว่าจะเซโรงังตกแคตวอล์ก เซียะ?- สวยมาก เช่น ชุดใหม่ของเธอเซียะสุดสุด นางเอกคนใหม่นี่ทั้งแซ่บ ทั้งเซียะเลย ดราม่า?- ละครที่แสดงบนเวที หรือทางวิทยุโทรทัศน์เกี่ยวกับปัญหาชีวิตที่หนักหน่วง มีการแสดงอารมณ์ ( เอิ้บ ฉันว่า ดราม่าในวัยรุ่น หมายถึง เหตุการณ์ไม่ดี ที่มีการ ทะเลาะโต้เถียง โต้แย้ง กัน จนทำให้เกิด การดราม่า ไม่ใช่ละครเวที) เด็กในคาถา?- ลูกน้องที่ทำทุกอย่างตามความต้องการของเจ้านาย เช่น คนนี้ไว้ใจได้แน่นอนเพราะเป็นเด็กในคาถาของผมเอง เด๊ด, เด๊ดสะมอเร่?- ตาย เช่น ไอ้ตูบข้างบ้านถูกรถชนเด๊ดสะมอเร่ไปแล้ว เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว?- ทำเรื่องเสียหายเพียงเล็กน้อยแต่ก่อผลกระเทือนเป็นทอด ๆ จนเกิดความเสียหายอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อมของโลก (อันนี้เหมือนเคยได้ยินแวปๆ) เดี๊ยะ?- ทุกประการ เช่น แกงที่นี่รสชาติเหมือนที่บ้านเดี๊ยะเลย ติดสาย?- ไม่สามารถรับโทรศัพท์ได้เพราะกำลังใช้โทรศัพท์อีกเครื่องหนึ่ง เช่น หัวหน้าติดสาย จะฝากข้อความไว้ไหมคะ ไต่สวนสาธารณะ?- กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องก่อนที่จะตัดสินใจอย่างเป็นทางการในการดำเนินการใด ๆ ท็อปฟอร์ม?- รูปแบบ หรือลักษณะที่ดีที่สุด (ใช้กับการเล่นกีฬา) เช่น เขากำลังอยู่ในช่วงท็อปฟอร์ม แข่งขันสนามไหนก็ชนะหมด และนอกจากนี้ยังมี :: คิดเองเออเอง, คุ้ยแคะแกะเกา, จิ้งจกเปลี่ยนสี, เจิมปาก, ชื่นรูหู, เช็ดเม็ด, ซูโดกุ, ตายซับตายซ้อน, พรแสวง, ยิมน้าสติก, ร้องเพลงรอ, ริกเต้อร์ และโลว์ซีซั่น (?โห้เยอะจุงเบย?ไม่ไหวจะเคลียร์ เพลียร่างมากๆ เยอะจัด ! ) ซึ่งถ้า ราชบัณฑิตยสถาน ได้ทำการคัดเลือก ศัพท์วัยรุ่น?คำศัพท์ใหม่ เสร็จเรียบร้อย ก็จะตีพิมพ์ออกเผยแพร่ในช่วงปลายปี 2555 ทันที !

ประกาศผลรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ปี 57
จุ๋ย วรัทยา นิลคูหา /  รางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น / 

ประกาศผลรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ปี 57 โดยงานมอบรางวัล "ราชบัณฑิตยสถานสรรเสริญ" นี้เป็นของทางสำนักงานราชบัณฑิตยสภา เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใยปัญหาการใช้ภาษาไทยในสังคมไทยปัจจุบัน และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้คนไทยมีจิตสำนึกรักและหวงแหนภาษาไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ จึงได้คัดเลือกนักแสดงและผู้ดำเนินรายการที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษาไทยและคัดเลือกนักเรียนที่ใช้ภาษาไทยดีเด่น โดยมีคณะกรรมการคัดเลือกผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นของสำนักงานราชบัณฑิตยสภาเป็นผู้พิจารณา ประกาศผลรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ปี 57 สำหรับดาราที่ได้รับรางวัล “ราชบัณฑิตยสถานสรรเสริญ” ประจำพุทธศักราช ๒๕๕๗ มีดังนี้ นักแสดงรายการโทรทัศน์ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น นักแสดงนำชาย ได้แก่ นายพัชฏะ นามปาน จากละครเรื่อง สาปพระเพ็ง บริษัท เป่าจินจง จำกัด นักแสดงนำหญิง ได้แก่ นางนุสบา ปุณณกันต์ จากละครเรื่อง บุญผ่อง องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย นักแสดงประกอบชาย ได้แก่ นายวฤษฎิ์ ศิริสันธนะ จากละครเรื่อง ลูกทาส บริษัท ทีวีซีน แอนด์ พิคเจอร์ จำกัด นักแสดงประกอบหญิง ได้แก่ นางปนัดดา โกมารทัต จากละครเรื่อง หน้าต่างสีรุ้ง องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น  ผู้ดำเนินรายการชาย ได้แก่ นายภาษิต อภิญญาวาท จากรายการ เป็นข่าวเช้านี้ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง ๓  ผู้ดําเนินรายการหญิง ได้แก่ นางสาววรัทยา นิลคูหา จากรายการ ชิงช้าสวรรค์ สถานีโทรทัศน์ช่อง ๑ เวิร์คพอยท์ และสำหรับ นักเรียนที่ใช้ภาษาไทยดีเด่น รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ด.ช.สหรัธ ปานผา โรงเรียนมารีวิทยากบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ได้แก่ ด.ญ.หทัยภัทร อิสริยอนันต์ โรงเรียนอนุบาลสุธีธร จังหวัดนครปฐม รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ ได้แก่ ด.ญ.สิริกัลยา แข็งขัน โรงเรียนวัดสลักเพชร จังหวัดตราด ข้อมูลและภาพจาก ราชบัณฑิตยสถาน, ไอจี @warattaya, IG @maiwarit

รัฐชวนคนไทยใช้'พจนานุกรม'ฉบับปี 54 ถวายพระเกียรติ'ในหลวง'
ข่าว /  ข่าวด่วน / 

รบ.เตรียมจัดพิมพ์ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เผยแพร่ให้ สื่อมวลชน หน่วยราชการ สถาบันการศึกษา เพื่อถวายพระเกียรติแด่ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมกันใช้อ้างอิง เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกัน -----------------------ขอบคุณข่าวจาก

ศัพท์ใหม่วัยโจ๋ สื่อสารได้ ไม่ทำให้วิบัติ
จุงเบย /  บ่องตง / 

ภาษาไทย ในยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าจะมีศัพท์ใหม่เกิดขึ้นมามากมาย เพราะการเปลี่ยนแปลงของภาษา เป็นไปตามกาลเวลา และกระแสของโซเชียลเน็ตเวิร์ค ทำให้บรรดาผู้ใหญ่หลายคน ยังไม่คุ้นหูกับศัพท์ ที่ไม่คาดคิดว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร โดยวันภาษาไทย ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไป ทำให้มีการพิจารณาว่า "การใช้คำศัพท์ใหม่ๆของวัยรุ่นนั้น สามารถยอมรับได้หรือไม่" ซึ่งนายอุดม วิโรตม์สิกขดิตถ์ อุปนายกราชบัณฑิตยสถาน ได้ออกมาระบุว่า คำศัพท์ใหม่วัยรุ่นสามารถนำมาใช้ได้ ถ้าใช้สื่อสารได้เข้าใจ ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะธรรมชาติของภาษานั้นมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ และเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และที่ผ่านมา ราชบัณฑิตยสถานมีการรวบรวม พจนานุกรมคำใหม่ ทั้งคำศัพท์ใหม่-ศัพท์วัยรุ่น-คำแสลง ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่ยังไม่ได้บรรจุอยู่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 นับ 1,000 คำ เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้า และรวบรวมข้อมูลคำใหม่ต่างๆ และบันทึกคำเหล่านี้ไว้เป็นหลักฐานแสดงการเกิด และการเปลี่ยนแปลงของคำที่ใช้ในสังคมไทย ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลงของภาษานั่นก็คือ เมื่อย้อนกลับไปดูวรรณกรรมไทยโบราณ ละครย้อนยุค หรือหลักฐานทางวรรณคดีต่างๆ ก็จะพบว่า มีบางคำที่วัยรุ่นไม่คุ้นหูเช่นเดียวกัน และถูกเลิกใช้ไป เป็นความเปลี่ยนแปลงของภาษาทั้งเกิดขึ้นใหม่ และสูญไป เช่นคำว่า ขอรับ(ครับ) อุรา(จิตใจ) แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ การใช้คำให้ถูกต้องตามความหมายที่สื่อสาร และการเขียนให้ถูกต้อง แม้ว่าจะเป็นคำใหม่ ก็จะต้องเขียน และอ่านให้ตรงกับหลักภาษาเช่นกัน ฉะนั้นจึงต้องทำความเข้าใจกับศัพท์ใหม่ที่เกิดขึ้น อาทิ จิ้น  หมายถึง จินตนาการ ตัวอย่าง ดาราทั้งสองเป็นคู่จิ้นกัน ฟิน  หมายถึง ที่สุด สุดๆ มาจากภาษาฝรั่งเศส ฟินาเล่ (Finale) และถึงจุดไคลแมกซ์ จุงเบย เพี้ยนมาจากคำว่า จังเลย ตัวอย่างเช่น น่ารักจุงเบย คีบับ มาจากคำว่า คือแบบ บ่องตง มาจากคำว่า บอกตรงๆ อัลไล มาจากคำว่า อะไร แอ๊ว หมายถึง ยั่วยวน จีบ ซั่ม หมายถึง มีเพศสัมพันธ์ โลกสวย หมายถึง ผู้ที่มองในแง่ดีไปทุกเรื่อง ติ่ง หมายถึง แฟนคลับ ผู้คลั่งไคล้ หรา มาจากคำว่า หรือ, เหรอ  เช่น จริงหรือ จิงเหรอ (คนละความหมายกับคำว่า โชว์หรา) หยั่มมา มาจากคำว่า อย่ามา เช่น อย่ามาทำอวดดี เตง หมายถึง ตัวเอง ใช้เรียกกับคนอื่น เช่น ไปทำอะไรมาอ่ะเตง น่ามคาน หมายถึง น่ารำคาญ ฝุดฝุด มาจากคำว่า สุดสุด เมายาคุม ใช้เรียกคนที่มีอาการเบลอ ทำอะไรไม่อยู่กับร่องกับรอย คล้ายกับคำว่า เวิ่นเว้อ ช๊ะ (ใช่ป่ะ) ใช้พูดต่อท้ายประโยค อุต๊ะ คำอุทานมาจากคำว่า อุ้ยตาย อย่างไรก็ตาม คำเหล่านี้ มักจะเกิดมาแล้วหายไปตามกระแส อยู่ได้เพียงไม่นาน แม่ว่าจะไม่ใช่เรื่องผิดในการสื่อสาร แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องคงรักษาภาษาไทยที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์เอาไว้ ทั้งการพูดในที่ชุมชน การเขียนหนังสือรายงานต่างๆ รวมถึงการสื่อสารกับผู้ที่ไม่คุ้นเคยหรือพูดคุยอย่างเป็นทางการ เพราะภาษาไทย ถือเป็นวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติ ชาวต่างชาติหลายคนก็ให้ความสนใจเรียนภาษาไทยกันมากขึ้น แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านก็หันมาเรียนภาษาไทย จึงควรทำให้ภาษาไทยเข้าใจง่ายและถูกต้อง MThai News

เที่ยวอีสาน เสน่ห์มนตราริมโขง
เที่ยวอีสาน /  เม่น้ำโขง

แม่น้ำโขง มหานทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัยบริเวณที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต ประเทศจีน ไหลผ่านนานาประเทศในภูมิภาค ด้วยความยาวถึง 4,880 กิโลเมตร สู่ประเทศไทยที่จังหวัดเชียงราย กลายเป็นเส้นแบ่งพรมแดมตามธรรมชาติระหว่างประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เริ่มต้นเข้าเขตภาคอีสานที่จังหวัดเลย ก่อนไหลออกไปประเทศกัมพูชาที่จังหวัดอุบลราชธานี เที่ยวอีสาน เสน่ห์มนตราริมโขง หล่อเลี้ยงชีวิตริมสองฝั่ง ก่อเกิดแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่งดงามมากมาย การท่องเที่ยวตามสายแม่น้ำโขง จึงเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ ที่จะทำให้คุณประทับใจกับวิถีชีวิตผู้คนริมสองฝั่งที่ผูกพันกับสายน้ำอย่างลึกซึ้ง จนเกิดเป็นสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว ที่เชื่อมความสัมพันธ์แห่งความเป็นบ้านพี่เมืองน้องให้แน่นแฟ้นทั้งการค้า วัฒนธรรม ตลอดการท่องเที่ยวที่มีกันมาอย่างยาวนาน..   จังหวัดเลย มาเริ่มต้นกันที่ จังหวัดเลย ที่ อำเภอเชียงคาน เมืองริมโขงสุดฮิตที่มีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี เสน่ห์ที่นี่คือ เรือนแถวบ้านไม้ และที่พักเก๋ๆ พร้อมด้วยวิถีชีวติที่เรียบง่าย วัดศรีคุนเมือง สถาปัตยกรรมแบบล้านช้างผสมล้านนา มีพระพุทธรูปไม้ปางประทานอภัย ธรรมาสน์ไม้ยอดปราสาท และฮูบแต้ม หรือจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องทศชาติ ต่อด้วยวัดพระพุทธบาทภูควายเงิน ที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทสมัยทวารวดี เที่ยวแก่งคุดคู้ และที่อำเภอปากชม อย่าลืมหาโอกาสไปชิมปลาแม่น้ำโขงรสชาติดี จังหวัดนครพนม ขึ้นภูลังกา อำเภอบ้านแพง แปลกตากับเจดีย์กองข้าวศรีบุญเนาว์สีทองอร่าม ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่อันเชิญมาจากเนปาล ระหว่างทางขึ้นภูยังได้ดูวิวลำน้ำโขง และประเทศลาวจากมุมสูงอีกด้วย ลงจากภูก็เข้าไปวัดพระธาตุท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน สักการะพระธาตุ ซึ่งจำลองแบบมาจากพระธาตุพนม มาให้สักการะกันถึงริมฝั่งโขงเลย จากนั้น เปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยวหมู่บ้านมิตรภาพไทย-เวียดนาม (บ้านโฮจิมินห์) ที่บ้านนาจอก อำเภอเมือง สถานที่ท่านโฮจิมินห์ อดีตประธานาธิบดีของเวียดนาม ได้เคยมาลี้ภัยทางการเมือง โดยอาศัยพักที่นี่ถึง 7 ปี และบนถนนสุนทรวิจิตร ที่เลีบยแม่น้ำโขงในตัวอำเภอเมืองนี้ รับรองว่าจะรื่นรมย์ไปกับอาคารเก่าแก่แบบเฟรนช์โคโลเนียล เกือบทั้งหมดเป็นฝีมือการออกแบบและสร้างโดยนายช่างชาวเวียดนามจากเมืองท่าแขกในประเทศลาว แล้วเลี้ยวเข้าวัดนักบุญอันนา หรือโบสถ์หนองแสง ริมฝั่งแม่น้ำโขงเป็นศูนย์กลางของชาวคริสต์ริมฝั่งโขง สร้างแบบสถาปัตยกรรมกอธิก และเมื่อขับรถเลียบโขงมาอีกเรื่อยๆ ก็จะถึงอำเภอธาตุพนม ที่ตั้งของพระธาตุพนม อันเป็นที่เคารพศรัทธาของคนทั้งสองฝั่ง จังหวัดหนองคาย จากจังหวัดเลย ล่องตามแม่น้ำโขงไหลต่อไปหนองคาย จังหวัดที่ทอดตัวยาวขนานไปกับแม่น้ำโขงมากที่สุด โดยมีถึง 8 อำเภอที่อยู่ริมแม่น้ำโขง และเป็นจังหวัดแรกที่มีสะพานข้ามแม่น้ำโขงเพื่อสู่ประเทศเพื่อนบ้านอีกฝั่ง นั่นคือ ประเทศลาว เริ่มทัวร์บุญกันที่ ถ้ำศรีมงคล หรือวัดถ้ำดินเพียง ที่อำเภอสังคม ถ้ำที่มีลักษณะลึกลับซับซ้อน ว่ากันว่าคล้ายเมืองบาดาลอันเป็นที่อยู่อาศัยของพญานาค ตามความเชื่อของคนโบราณ แล้วไปกราบรูปหล่อของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ที่วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ ปฏิบัติธรรมเสริมบุญ ดูทัศนียภาพของแม่น้ำโขง แล้วสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ที่ประดิษฐานอยู่ในพระสุธรรมเจดีย์ ที่วัดอรัญบรรพต ไหว้พระธาตุบังพวน ที่อำเภอท่าบ่อ ยอดเขาสูงสุดเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ แล้วไปชมประติมากรรมเรื่องราวพระพุทธประวัติและเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ที่ศาลาแก้วกู่ (วัดแขก) ปูชียสถานเทวาลัยที่อำเภอเมือง แวะช้อปปิ้งแสนสนุกที่ตลาดท่าเสด็จ เป็นอันสมบูรณ์แบบ จังหวัดมุกดาหาร ที่อำเภอหว้านใหญ่ แวะสักการะสถานพระมารดาแห่งมรณสักขี (วัดสองคอน) ศาสนสถานคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ สวยงามและใหญ่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในมีหุ่นขี้ผึ้งของบุญราศีทั้งเจ็ดนอนอยู่ในโรงกระจกแก้ว ปิดท้ายจังหวัดนี้ ด้วยการช้อที่ตลาดสินค้าอินโดจีน ที่ตัวอำเภอเมือง มีสารพัดสินค้าน่าสนุกชื้อ จังหวัดอุบลราชธานี ที่นี่คือ จุดสุดท้ายของมหานทีสายน้ำโขง ที่ไหลผ่านดินแดนไทย แวะไปอำเภอเขมราฐ เพื่อเที่ยวแก่งหินสามพันโบก กลุ่มหินที่เรียงตัวทอดยาวเป็นสันดอนขนาดใหญ่ พื้นที่กว่า 30 ตารางกิโลเมตร ชมโบกหรือหลุมแอ่งขนาดต่างๆ จำนวนมากมาย จนถูกขนานนามว่า สามพันโบก ไปต่อที่ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ครอบคลุมพื้นที่อำเภอโขงเจียม อำเภอศรีเมืองใหม่ และอำเภอโพธิ์ไทร เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณพันปี มีภาพเขียนสี ซึ่งเขียนต่อกันยาวที่สุดในประเทไทย มีจุดชมวิวแม่น้ำโขงที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่ง สามารถมองไกลไปถึงฝั่งลาวได้ สุดเส้นทางกันที่โขมเจียม อำเภอด้านตะวันออกสุด ที่เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นก่อนใคร เป็นจุดที่แม่น้ำมูลไหลลงสู่ลำน้ำโขง เรียกจุดนั้นว่า ปากมูล สายน้ำสองสีที่ไหลมาบรรจบกันเป็นที่มาของคำว่า "โขงสีปูน มูลสีคราม" ชมได้ชัดเจนที่บริเวณวัดถ้ำคูหาสวรรค์ นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นแหล่งชุมนุมของฝูงปลาน้ำโขงหลากชนิด และเป็นตลาดขายส่งปลาแม่น้ำโขงที่ใหญ่ที่สุดในเขตอีสานใต้ ***ตลาดอินโดจีน มาเที่ยวริมฝั่งแม่น้ำโขงแล้วพลาดไม่ได้ กับการช้อปปิ้งที่ ตลาดอินโดจีน แหล่งช้อปปิ้งริมฝั่งโขง ซึ่งเป็นแหล่งชื้อขานสินค้านานาชนิดจากต่างประเทศ ทั้งจากรัสเซีย จีน เวียดนาม และสปป.ลาว หลั่งไหลเข้ามาให้นักท่องเที่ยวได้เลือกชื้อ มีตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำอาง เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เซรามิค อาหารการกิน ของที่ระลึกต่างๆ มากมาย จำหน่ายทั้งปลีกและราคาส่ง และสินค้าพื้นเมืองของอีสานมาจำหน่ายอีกด้วย เช่น ผ้าไหม ผ้ามัดหมี่ และบรรยากาศของตลาดอินโดจีน จะคึกคักตั้งแต่เช้าจรดเย็น โดยเฉพาะถ้าเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ผู้คนจะไปจับจ่ายชื้อของกันมากเป็นพิเศษ ซึ่งมีอยู่หลายแห่ง เช่น ตลาดอินโดจีน มุกดาหาร ตั้งอยู่บริเวณถนนสำราญชายโขง ตลาดอินโดจีน หนองคาย หรือ ตลาดท่าเสด็จ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ในเขตเทศบาลเมือง ตลาดอินโดจีน นครพนม ตั้งอยู่บนถนนสุนทรวิจิตรทางตอนใต้ การเดินทาง จากจังหวัดเลย ใช้ทางหลวงหมายเลข 201 มายังอำเภอเชียงคาน จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 211 เลาะริมโขงมาตลอดจนถึงจังหวัดหนองคาย จึงเปลี่ยนมาใช้ทางหลวงหมายเลข 212 เลาะโขงต่อไป จนถึงอำเภอเมืองมุกดาหาร ตากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 212 วกมาจนถึงอำเภออำนาจเจริญ โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 202 ไปอำเภอเขมราฐ ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 2112 เที่ยวสามพันโบก แล้ววิ่งรถต่อมาจนถึงอำเภอโขมเจียม View Larger Map ข้อมูลและภาพ : เที่ยวอีสาน.com / chiangkhan.org / tatsanuk.blogspot.com / bpsthai.igetweb.com เรียบเรียงโดย Travel MThai

ปอ ทฤษฎี กับเรื่องสุดประทับใจ
ปอ-ทฤษฎี สหวงษ์ /  ไข้เลือดออก

หลังจาก นายทฤษฎี สหวงษ์ หรือ ปอ ทฤษฎี เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดีตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.2558 ด้วยปัญหาไข้เลือดออกชนิดรุนแรงทำให้เม็ดเลือดขาวถูกกระตุ้นอย่างมากจนทำให้เซลล์เม็ดเลือดอื่น ๆ มีภาวะตกเลือดอย่างมากในช่องเยื่อหุ้มปอดซ้าย ส่งผลทำให้ระบบหายใจล้มเหลว ภาวะตับวาย และภาวะไตวายเฉียบพลัน ล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น.ได้มีประกาศจากทางรพ.รามาฯ ฉบับที่ 19 ออกมา เผยพระเอกหนุ่ม ปอ ทฤษฎี ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบแล้ว ในวันที่ 18 ม.ค. 2559 เวลา 11.50 น. ภายหลังข่าวการเสียชีวิตของพระเอกหนุ่มถูกตีแผ่ออกไปอย่างแพร่หลาย แฟนเพจเฟซบุ๊กต่าง ๆ ต่างโพสต์ภาพและข้อความไว้อาลัยหนุ่มปอกันเป็นจำนวนมาก หากพูดถึงปอ ทฤษฎี จะเห็นได้ว่าพระเอกหนุ่มคนนี้ เป็นพระเอกทั้งในจอและนอกจอ เพราะเจ้าตัวมักจะบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวมมาโดยตลอด เขาจึงเป็นที่รักของคนในวงการบันเทิงและนอกวงการ วันนี้ทางทีมงาน MThai ได้รวบรวมเรื่องราวดี ๆ ที่หนุ่ม ปอเคยทำไว้ มาให้ทุกท่านได้อ่านกัน ปอ ทฤษฎี ได้อุปถัมภ์เด็กมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี 2 คน ประมาณ 10 ปีแล้ว โดยการให้ทุนสนับสนุนในเรื่องการเรียนหนังสือ ตอนนี้เด็กน่าจะเรียนอยู่ในระดับประถมศึกษา 1 คน อายุประมาณ 7-8 ปี และในระดับมัธยมปลาย 1 คน อายุประมาณ 16-17 ปี เมื่อครั้งยังมีชีวิตหนุ่มปอยังแสดงพลังที่ทำให้รู้ว่าเขาพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ โดยการทำเรื่องบริจาคอวัยวะให้กับ โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเจ้าตัวได้โพสต์รูปถือบัตรประจำตัวผู้มีความจำนงบริจาคอวัยวะ พร้อมทั้งเขียนข้อความในไอจี @portid ว่า "ในเมื่อเราไม่สามารถใช้ได้ ก็ส่งต่อให้คนที่ต้องการใช้ดีกว่า ณ ศิริราช ครับ" แต่ในขณะเดียวกัน เวลาประมาณ 19.00 น. ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก "The Thai Red Cross Society"  ระบุว่า "ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวคุณปอ ทฤษฎี สหวงษ์ ในการจากไปอย่างสงบในวันนี้ คุณปอเป็นผู้มีจิตกุศลที่จะช่วยเหลือผู้อื่นด้วยการแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ แต่เมื่อคุณปอได้เสียชีวิตลง สภากาชาดไทยไม่สามารถนำอวัยวะไปปลูกถ่ายให้แก่ผู้ป่วยตามเจตนารมณ์ของคุณปอได้ เนื่องจากคุณปอไม่ได้เสียชีวิตจากภาวะสมองตาย ซึ่งเป็นภาวะเดียวที่จะสามารถนำอวัยวะไปช่วยเหลือผู้อื่นได้  ทั้งนี้ ขอกุศลผลบุญที่คุณปอได้แสดงเจตนารมณ์นี้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น จงเป็นอานิสงส์บันดาลให้คุณปอประสบความเกษมสุขในสัมปรายภพด้วยเทอญ ‪#‎RIPPOR‬ ‪#‎ThaiRedCross‬"  นอกจากนี้พระเอกหนุ่มยังได้แบ่งปันที่นาบางส่วนที่ซื้อไว้ ที่บ้านเกิด จ.บุรีรัมย์ เอื้อเฟื้อให้ชาวนาปลูกข้าวโดยไม่คิดค่าเช่า พร้อมน้อมเอาพระราชดำริของในหลวง ด้านการทำการเกษตรมาเป็นแนวทางในการจัดการไร่นา เน้นทำเกษตรอินทรีย์ปลูกข้าวปลอดสารพิษ ปอ ทฤษฎี ยังเคยได้รับรางวัลและเกียรติคุณมากมาย อาทิ -รางวัล จากนิตยสารคลีโอ ตำแหน่ง สุดยอดหนุ่มโสดในฝัน 2004 -รางวัล จากนิตยสาร seventeen ตำแหน่ง choice actor -รางวัล ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่ จากสมาคมสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปีพุทธศักราช 2552 -ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตของ WSPA (World Society for the Protection of Animals) คนแรกประจำภูมิภาคเอเชีย และได้รับประทานโล่ประกาศเกียรติคุณ จากพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาทินัดดามาตุ -รางวัล ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น จากราชบัณฑิตยสถานสรรเสริญ ประจำพุทธศักราช 2552 -รางวัล ศิลปินรักษ์สิ่งแวดล้อม (Star Entertainment Awards 2009) จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับสมาคมนักข่าวบันเทิง -รับเข็มรางวัลจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปีพุทธศักราช 2553 -รางวัล ระฆังทอง บุคคลแห่งปี ประจำพุทธศักราช 2553 -รางวัล บุคคลต้นแบบ ประจำปีพุทธศักราช 2554 ในด้านความโปร่งใสและซื่อตรง จากงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติครั้งที่ 5 -รางวัลมณีเมขลา ประจำปีพุทธศักราช 2555 -ครุศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการศึกษาขึ้นพื้นฐาน (การประถมศึกษา) จากมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ประจำปีการศึกษา 2553-2554 คงไม่ใชเรื่องแปลกหากใครต่างรักและชื่นชมในตัวของชายหนุ่มผู้นี้ แม้วันนี้เขาจะจากไปแล้วแต่สิ่งที่ยังคงอยู่ คือความดีที่เขาได้สร้างเอาไว้ให้คนในสังคมได้ระลึกถึง สำหรับพิธีสวดพระอภิธรรมศพ "ปอ ทฤษฎี" นั้น จะมีการรดน้ำศพในเวลา 16.00 น.พรุ่งนี้ (19 ม.ค.) ที่วัดกลาง จ.บุรีรัมย์ จากนั้นจะสวดพระอภิธรรมเวลา 19.00 น. และมีพิธีฌาปนกิจวันอาทิตย์ที่ 24 ม.ค. ทั้งนี้ทางทีมงาน MThai ขอแสดงความเสียใจในการจากไปของ คุณปอ ทฤษฎี ด้วยค่ะ MThai News ข่าวที่เกี่ยวข้อง บันเทิงเศร้า!! แถลงจากรามาฯ ฉ.19 ปอ ทฤษฎี เสียชีวิตแล้ว

แฟชั่น STARLETTE แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์
แพนเค้ก-เขมนิจ /  แฟชั่น

แฟชั่น STARLETTE แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ ภาพแฟชั่น จาก นิตยสาร IMAGE ฝนน่าจะหมดแล้วอย่างหมดจด เตรียมรับลมหนาวมาเยือน • IMAGE ต้อนรับเดือนก่อนสุดท้ายของปีด้วยปกสวยจากเหล่านางแบบ ซาร่า เล็กจ์, มาลินี โคทส์, ฝนทิพย์ วัชรตระกูล, มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล • และอีกปก แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ • PERSPECTIVE สัมภาษณ์ ศรันย์ ทองปาน หนุ่มใหญ่ร่างท้วมที่มีส่วนผสมในตัวน่าสนใจ ไม่เพียงความรู้ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี อีกภาคของเขา คือนักร้องประสานเสียงในกาลก่อน และที่ยังไม่ทิ้งร้างคือนักแสดงละครเวทีที่แม้จะไม่ใช่พระเอก แต่บทบาทและเสียงร้องของเขา-เราจะไม่ลืม • อีกหนุ่มที่แม้ไม่หล่อ แต่เสน่ห์เหลือเกิน ยิ่งเมื่อเขาร้องเล่นเต้นแสดง ‘คริส เลิฟอีส’ มาพูดคุยกับเราอย่างร่าเริง และเปิดเผยใน STAR EXCLUSIVE • ความงามและสุขภาพของเส้นผมเป็นปัจจัยที่ไม่อาจมองข้าม นอกจากแฟชั่นเซ็ตภายในเล่ม BEAUTY INSIGHT พาคุณไปเยือนลอนดอนและสัมผัสถึงเบื้องลึกของผมสวยสุขภาพดีจากแบรนด์ดัง Tony & Guy • เดินตามรอย ‘เส้นทางสายไหม’ จากอดีตกาลถึงปัจจุบันสมัยไปกับสารคดีพิเศษของเราใน ON ASSIGNMENT นำเสนอโดย วีรศักร จันทร์ส่องแสง • I-ON MEN แนะนำช่างภาพหนุ่มวัยสามสิบปลาย ที่ฝากฝีมือต่อเนื่องในอิมเมจมาหลายปีจนทุกวันนี้ ศุภชัย เกศการุณกุล พร้อมทรรศนะน่าสนใจไม่ติด ‘เปลือก’ หรือ ‘สร้างภาพ’ (แม้เขาจะต้องทำงานเกี่ยวกับภาพโดยตรงก็ตามที) • ผาด พาสิการณ์ นักเขียนผู้สนุกกับภาษาและมีปัญหากับการถอดคำ-ทับศัพท์จากภาษาต่างประเทศมาเนิ่นนาน ขานรับประเด็นร้อนจากราชบัณฑิตยสถานไปคิดต่อ นำมาสู่บทความ ‘กับไอ้ปลาเวรตัวหนึ่ง (ซึ่งอยู่ได้ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม)’ เห็นแค่ชื่อก็ต้องอ่านแล้วใน NIEGHBOURS MATTERS • สาธยายกันไม่หวาดไม่ไหว เพราะทุกเซคชั่นใน IMAGE จัดให้แบบไม่ค่อยออมแรง น่าเสียดายแย่เลยหากคุณไม่อ่านครบถ้วนทุกหน้า – เตรียมพบกับ IMAGE Vol.25.No.11 November 2012 ที่ร้านจำหน่ายหนังสือชั้นนำและแผงหนังสือทั่วประเทศ

พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรก ในประเทศไทย!
ประวัติศาสตร์ไทย /  ประเทศไทย / 

พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรก ในประเทศไทย! ช่วงนี้กำลังเป็นช่วงรับปริญญาของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีบัณฑิตสำเร็จการศึกษากันมากมาย วันนี้ทีนเอ็มไทยก็เลยอยากนำเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ การรับปริญญา มาฝากให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันค่ะ เพื่อนๆ ทราบหรือไม่ว่า พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรก ในประเทศไทย! เกิดขึ้นเมื่อไหร่ และที่มหาวิทยาลัยไหน? ทีนเอ็มไทยจะพาไปหาคำตอบกันคะ เป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะ ^^ พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรก ในประเทศไทย! พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรก -  เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 โดย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตร แก่เวชบัณฑิต (แพทยศาสตรบัณฑิต) ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ตึกบัญชาการ (อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ ในปัจจุบัน) ซึ่งถือว่าเป็น พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรก -  ในครั้งนั้น ทางมหาวิทยาลัยกราบทูลเชิญ พระบรมวงศานุวงศ์ เรียนเชิญเสนาบดี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนส่งหนังสือเชิญ ผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ รวม 11 แห่ง อาทิ กรมยุทธศึกษาทหารบก กรมยุทธศึกษาทหารเรือ สภากาชาดสยาม วชิรพยาบาล มหามงกุฎราชวิทยาลัย ราชบัณฑิตยสภา และโรงเรียนกฎหมาย เป็นต้น มาร่วมพิธีด้วย -  ในพิธีดังกล่าว มหาอำมาตย์เอก พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ทูลเกล้าฯ ถวายฉลองพระองค์ครุยบัณฑิตพิเศษแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานครุยกิตติมศักดิ์ บัณฑิตชั้นโท, บัณฑิตชั้นเอก รวมถึงแก่เวชบัณฑิตจำนวน 34 คน เสร็จแล้ว พระราชทานพระบรมราโชวาท และเสด็จพระราชดำเนินกลับ บัณฑิตชั้นโท (หรือมหาบัณฑิตในปัจจุบัน) ทางวิทยาศาสตร์แก่พระยาภะรตราชา ผู้บัญชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในขณะนั้น บัณฑิตชั้นเอก (หรือดุษฎีบัณฑิตในปัจจุบัน) แก่ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เอ.จี.เอลลิส คณบดีคณะแพทยศาสตร์ในขณะนั้น แล้วพระราชทานปริญญาบัตร แก่เวชบัณฑิตจำนวน 34 คน ในจำนวนนั้น 18 คนมาจากปีการศึกษา 2471 และ 16 คนจากปีการศึกษา 2472 -  ต่อมา สภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) กราบบังคมทูล ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตว่า "มหาวิทยาลัยขอพระบรมราชานุญาต สงวนธรรมเนียมนี้ไว้คือ ถือว่าการพระราชทานปริญญาบัตร เป็นการหน้าพระที่นั่ง หากเสด็จไม่ได้ ก็จะเป็นการถวายปริญญา ต่อพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ และรับพระราชทานปริญญาบัตร จากผู้แทนพระองค์" เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบแล้ว ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามนั้น ธรรมเนียมนี้จึงสืบต่อมาจนปัจจุบัน พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ในสมัย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล -  พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาบัตร แก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2489 ซึ่งเป็น การพระราชทานปริญญาบัตร ครั้งแรกในรัชสมัยของพระองค์ และเมื่อวันที่ 23 เมษายน เสด็จฯ พระราชทานปริญญาบัตร แก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดล) เป็นครั้งสุดท้ายในรัชสมัย พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ในสมัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช -  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เริ่มพระราชทานปริญญาบัตร แก่สถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ของรัฐ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 เป็นต้นมา -- หนังสือพิมพ์เคยคำนวณว่า หากเสด็จพระราชดำเนิน พระราชทานปริญญาบัตร 490 ครั้ง ประทับนั่งครั้งละประมาณ 3 ชั่วโมง เท่ากับทรงยื่นพระหัตถ์ พระราชทานใบปริญญาบัตร 470,000 ครั้ง! -  ดังนั้นจึงมีผู้กราบบังคมทูลขอพระราชทาน ให้ทรงลดการพระราชทานลง โดยเสนอให้พระราชทานปริญญาบัตร เฉพาะระดับมหาบัณฑิตขึ้นไปเท่านั้น แต่มีพระราชกระแสตอบว่า ทรง "เสียเวลายื่นปริญญาบัตร ให้บัณฑิตคนละ 6-7 วินาทีนั้น แต่ผู้ได้รับนั้น มีความสุขเป็นปี ๆ เปรียบกันไม่ได้เลย" -  นอกจากนี้ทรงเห็นว่า การพระราชทานปริญญาบัตร สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต มีความสำคัญ เนื่องจากบางคนอาจไม่มีโอกาสศึกษาต่อ ในระดับมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต ดังนั้นจึงมีรับสั่งว่า "จะพระราชทานปริญญาบัตร แก่บัณฑิตปริญญาตรีไป จนกว่าจะไม่มีแรง" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตร ด้วยพระองค์เอง เป็นระยะเวลามากกว่า 50 ปี จนกระทั่งปี พ.ศ. 2544 จึงต้องยุติพระราชกิจในการนี้ลง ด้วยพระชนมายุมากขึ้น ประกอบกับทรงพระประชวร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศ์เสด็จแทนพระองค์ ขอบคุณข้อมูล th.wikipedia.org

ชาวบ้านตื่นตา หิ่งห้อยหลายหมื่นตัว ปรากฏกายกลางทุ่งพิจิตร
ข่าวจังหวัดพิจิตร /  หิ่งห้อย

ชาวบ้านต.ดงป่าคำ อ.เมืองพิจิตร แห่ชมหิ่งห้อยจำนวนมาก ส่องแสงเรืองรองกลางทุ่งนาร้าง ในพื้นที่สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมาก เผยพบเป็นปีที่ 2 แล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จ.พิจิตร มีชาวบ้านจำนวนมากพากันแห่ไปชมปรากฏการณ์ธรรมชาติ หลังฝูงหิ่งจำนวนมากโผล่บินปรากฏกายให้เห็นที่บริเวณทุ่งนาร้างในพื้นที่ หมู่ที่ 2 บ้านโฉง ตำบลดงป่าคำ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ทั้งๆ ที่บริเวณดังกล่าวเป็นทุ่งโล่งกว้าง ไม่มีแม้ต้นลำภูสักต้นเดียว โดยนายนิกร วงษ์โพธิ์ อายุ 36 ปี ชาวบ้านในพื้นที่เผยว่า จุดที่พบหิ่งห้อยดังกล่าวเป้นทุ่งนาร้างที่ถูกน้ำท่วมขัง และมีต้นข้าวขึ้นอยู่ประปราย โดยบริเวณทุ่งนากว้างประมาณ 13 ไร่ ได้มีหิ่งห้อยหลายหมื่นตัว บินวนส่งแสงระยิบระยับอยู่เหนือต้นข้าวทั่วบริเวณ เมื่อบวกกับความมืดทำให้มองคล้ายดวงดาวที่กำลังส่งแสงระยิบระยับไปทั่วท้องทุ่งนา ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามหาชมยากเป็นอย่างมาก ด้านนายสมคิด ทองละมูล อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 กล่าวว่า พื้นที่เป็นพื้นที่ของญาติที่ตนเองเช่าเพื่อทำนา ช่วงนี้เป็นช่วงที่หยุดทำนาเนื่องจากเกรงว่าน้ำจะไม่พอ ทำให้นามีพื้นที่รกร้าง มีน้ำขังและมีหญ้าระมานเกิดขึ้น เมื่อกลางเดือนตุลาคมเริ่มมีหิ่งห้อยในแปลงนาแต่ยังไม่มากนัก และเริ่มเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ จนมีหลายหมื่นตัวในช่วงนี้ และจากการรวมตัวกันจำนวนมากทำให้มีความสวยงามจากแสงระยิบระยับของดวงไฟในตัวหิ่งห้อยสร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น ทั้งนี้การพบหิ่งห้อยดังกล่าวไม่ใช่ครั้งแรก แต่เมื่อปีที่ผ่านมาได้มีหิ่งห้อยบินมารวมตัวกันบริเวณดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยคราวนั้นมีมากกว่าแสนตัว และเชื่อว่าหิ่งห้อยจะบินมาให้ชมแสงจนถึงกลางเดือนธันวาคมนี้ หากใครสนใจก็สามารถไปชื่นชมความงามได้ แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังเรียบร้อย อย่าส่งเสียงดัง และต้องดับไฟทุกดวงให้มืดด้วย โดยในแต่ละคืนหิ่งห้อยจะออกมารวมตัวกันจำนวนมากโดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น. ไปจนถึงเวลาประมาณ 22.00 น. สำหรับ หิ่งห้อย หรือ ทิ้งถ่วง เป็นแมลงปีกแข็งในวงศ์ Lampyridae ในอันดับ Coleoptera ทั่วทั้งโลกมีหิ่งห้อยประมาณ 2,000 ชนิด คำว่า “หิ่งห้อย” นี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายไว้สั้นๆ ว่า แมลงชนิดหนึ่ง มีแสงเรืองๆ ที่ก้น ทิ้งถ่วงตัวเต็มวัยเพศผู้มีปีก ส่วนเพศเมียมีทั้งมีปีกและไม่มีปีก ทิ้งถ่วงมีอวัยวะทำแสงอยู่บริเวณส่วนท้องด้านล่าง เพศผู้มีอวัยวะทำแสง 2 ปล้อง เพศเมียมี 1 ปล้อง แต่บางชนิดตัวเต็มวัยเพศเมียมีรูปร่างลักษณะคล้ายหนอน มีอวัยวะทำแสงด้านข้างของลำตัว เกือบทุกปล้องแสงของทิ้งถ่วงเกิดจากปฏิกิริยาของสารลูซิเฟอริน (Luciferin) ที่อยู่ในอวัยวะทำแสงกับออกซิเจน มีเอนไซม์ลูซิเฟอเรส (Luciferase) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และมีสารอดีโนซีนไตรฟอสเฟต (Adenosine Triphosphate,ATP) เป็นตัวให้พลังงานทำให้เกิดแสง ทิ้งถ่วงกะพริบแสงเพื่อการผสมพันธุ์และสื่อสารซึ่งกันและกัน หิ่งห้อย นับว่าเป็นแมลงที่มีคุณลักษณะพิเศษ คือสามารถบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์และสมดุลของธรรมชาติได้ โดยเฉพาะมีคุณสมบัติที่สามารถใช้เป็น “ตัวห้ำ” ในการควบคุมศัตรูพืชตามหลักการทางชีวภาพ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การเกษตรกรรม ซึ่งเป็นวิถีชีวิตหลักของคนไทย ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com MThai News

จริงหรือไม่ ใช่หรือมั่ว? ความดัดจริตของสังคม ชอบมองคนจากภายนอก
Mthai ข่าวภาคซ่าส์ /  ความดัดจริต / 

อย่ามองคนแค่ภายนอก ประโยคนี้คงเคยได้ยินกันมาจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่กับบางคนที่ประเมินผู้อื่นจากการแต่งตัว คนไหนแต่งตัวดีใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมก็มักจะถูกมองว่า คนนี้รวย ฐานะดี น่าจะไว้ใจได้ หากเป็นเช่นนี้จะปฏิเสธได้อย่างไรว่าเราไม่ได้มองคนจากภายนอก MThai ข่าวภาคซ่าส์ วันนี้ จะมาพูดถึง ความดัดจริตของคนในสังคมกัน ดัดจริต แปลว่าอะไร ? ดัดจริต ประกอบไปด้วยคำสองคำ คือ ดัด+จริต ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 และให้ความหมายไว้ดังนี้ ดัด เป็นกิริยา หมายถึง ทำให้คดหรือตรงตามประสงค์ เช่นดัดไม้ ดัดนิสัยฯ จริต เป็นนาม หมายถึง ความประพฤติ กิริยาหรืออาการ เช่น พุทธจริต เสียจริตฯ เมื่อนำคำสองคำมารวมกันก็เป็นคำว่า “ดัดจริต” คำว่า ดัดจริต เมื่อแรกบัญญัติศัพท์นี้ ใช้ในทางที่ดี หมายถึง การดัดอุปนิสัยให้ดีให้งามขึ้น แต่ปัจจุบันคำว่า ดัดจริตใช้ในทางที่ไม่ดี กลายเป็น ดัดอุปนิสัยหรือดัดกิริยาท่าทางให้ดูเกินพอดีหรือเกินงาม หากจะถามว่าอะไรที่เข้าข่ายคำว่าดัดจริตบ้าง หลาย ๆ ท่านคงมีคำตอบเป็นร้อยเป็นพัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอิทธิพลของโซเชียล และที่สำคัญคือปัจจุบันเรารับรู้สื่อกันมาก ซึ่งการรับอะไรมากๆ ก็จะส่งผลต่อพฤติกรรมได้เช่นกัน หากเรารับข้อมูลที่เป็นเรื่องดี ๆ แล้วนำไปปฏิบัติตามก็คงไม่เกิดปัญหาอะไร ซึ่งก็ต้องยอมรับด้วยว่า บางคนก็ขาดการกลั่นกรอง แยกแยะไม่ได้ว่าอะไรควรเอาอย่าง อะไรควรรับรู้และมองข้ามไป ดังเช่นคำว่า " อยู่เมืองดัดจริตชีวิตต้องป๊อป " ที่เคยฮอตฮิตบนโลกโซเชียล ดูจะเป็นอีกหนึ่งประโยคที่เสียดสีคนในสังคมได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว แต่การมองคนจากภายนอกแล้ว คิดเองเออเองว่าเขาต้องเป็นอย่างนั้น เขาต้องเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เราจะประเมินคน ๆ นั้น  ได้ ก็ต่อเมื่อรู้จักและศึกษาเรียนรู้นิสัยซึ่งกันและกันก่อน อย่าประเมินคนแค่ว่า เขาทำพฤติกรรมเช่นนี้เขาเป็นคนดัดจริต โซเชียลถือเป็นโลกใบใหญ่ที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าไปอยู่ในโลกนั้นได้ การที่คน ๆ หนึ่งโพสต์บางสิ่งบางอย่างลงในโซเชียล กลับถูกมองหาว่าโอ้อวด แท้จริงเขาอาจต้องการเก็บสิ่งเหล่านั้นไว้เป็นความทรงจำ และส่งต่อความสุขไปให้เพื่อน ๆ แค่นั้นก็เป็นได้ YUI YUI : เรียบเรียง MThai News