ราชบัณฑิตยสถาน

ความเชื่อ การ มัดตราสัง ศพ ที่ควรรู้
ความเชื่อ /  ตราสัง / 

ความเชื่อ การ มัดตราสัง ศพ ที่ควรรู้ การ ตราสัง หมายความว่า การมัดศพ หรือการผูกศพให้เป็นเปลาะ ๆ ด้วยด้ายดิบเป็นต้น คำว่า สัง ใน ตราสัง นั้น นักปราชญ์บางคนสันนิษฐานว่ามาจากคำ สังขาร แต่ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ) สันนิษฐานว่า น่าจะมาจากคำ สาง ซึ่งแปลว่า ผี หรือ ซากศพ การ ตราสัง หรือ การ มัดตราสัง เมื่อมีคนตาย และทำพิธีเบื้องต้นให้แก่ศพ เช่น อาบน้ำศพ และแต่งตั้งศพ เสร็จแล้ว ก่อนนำศพใส่โลง ต้องทำพิธี มัดตราสัง ด้วยสายสิญจน์ นิยมมัดเป็น ๓ เปลาะ คือ ที่คอ ที่มือและที่เท้า มีผู้แต่งคำโคลงอธิบายการมัดตราสังเป็น ๓ เปลาะไว้ดังนี้ มีบุตรห่วงหนึ่ง เกี้ยว พันคอ ทรัพย์ผูกบาทา คลอ หน่วงไว้ ภริยาเยี่ยงอย่าง ปอ รึงรัด มือนา สามห่วงใคร พ้นได้ จึงพ้น สงสาร (โคลงโลกนิติ) ในการ มัดตราสัง ศพ เมื่อนำบ่วงคล้องคอ สัปเหร่อจะว่าคาถา ปุตฺโต คีวํ หมายความว่า ลูกคือห่วงผูกคอ เมื่อเวลามัดว่าคาถารัดประอก เป็นห่วงที่ ๑ แล้วโยงเชือกมากลางลำตัว ทำเป็นห่วงตะกรุดเบ็ด ผูกหัวแม่มือ ของศพที่พนมถือกรวยดอกไม้ธูปเทียนอยู่ รวบมือศพผูกให้พนมไว้ที่หน้าอก ว่าคาถา ธนํ หตฺเถ ความหมายว่าทรัพย์คือห่วงผูกมือ ในเวลามัดว่าคาถารัดประคดเอว เป็นห่วงที่ ๒ แล้วโยงเชือกมาที่เท้าทำเป็นบ่วงผูกหัวแม่เท้า ผูกข้อเท้าทั้งสองให้ติดกัน ว่าคาถา ภริยา ปาเท หมายความว่า ภริยาคือห่วงผูกเท้า เป็นห่วงที่ ๓ (แม้ศพผู้หญิงก็ว่าคาถาแบบเดียวกัน) บางตำราใช้คาถา ธนํ ปาเท ไม่ใช่ ภริยา ปาเท และบางตำราก็ให้ผูกข้อเท้าขึ้นมาก่อน เสร็จแล้วให้เอาผ้าขาวผืนใหญ่ห่อตัวโดยขมวดไว้ด้านศีรษะ เพื่อจะได้เป็นการสะดวก เมื่อเวลาเปิด เอานํ้ามะพร้าวล้างหน้าศพก่อนเผา แล้วเอาด้ายดิบขนาดนิ้วหัวแม่มือ มัดเป็นเปลาะๆ ให้แน่นเป็น ๕ เปลาะ เป็นปริศนาธรรม หมายถึงนิวรณ์ ๕ คือ ๑. กามฉันทะ ๒. ความพยาบาท ๓. ความง่วงเหงาหาวนอน ๔. ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ๕. ความลังเลใจ ทั้ง ๕ ประการนี้ คือสิ่งขวางกั้นจิต ไม่ให้บรรลุความดี วัตถุประสงค์ของการ ตราสัง การ ตราสัง ศพ หรือ การ มัดตราสัง นั้น ก็เพื่อไม่ให้ศพพองขึ้นจนดันโลงแตกเมื่อตอนขึ้นอืด จึงต้องมีการมัดให้แน่น และจัดให้ศพนอนตะแคงในโลง ส่วนการปล่อยเชือกมัดออกมานอกโลงนั้น ก็เพื่อผูกผ้าโยงให้พระบังสุกุล บุญจะได้แล่นเข้าถึงตัวศพ และด้วยเพราะในสมัยโบราณ ไม่มียาสำหรับฉีดรักษาศพ จึงต้องมัดไว้ให้ดี เพื่อให้ผ้าซับนํ้าเลือดนํ้าเหลืองและป้องกันโลงแตกเพราะศพขึ้น นอกจากนี้ ราชบัณฑิตยสถานยังว่า การ ตราสัง หรือ การ มัดตราสัง นั้นก็เพราะกลัวผีจะมารังควาน จึงมัดเสียแน่นหนา ไม่ต้องการให้ผีเดินมาได้ (ขอบคุณข้อมูลจาก th.wikipedia, Night siam.com) (ขอบคุณภาพจาก watphramahajanaka) ดูดวงปี 2556 ดูดวง 12 ราศี กับ อ.คฑา

20 คำแปลกในหนังสือพจนานุกรรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
20 คำแปลก /  นักศึกษา / 

หนังสือที่เราจะมาแนะนำในวันนี้ เป็นหนังสือที่จะทำให้คุณ รู้ รัก และเขียนภาษาไทย ได้ถูกต้องยิ่งขึ้น กับ พจนานุกรรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔  ของสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ ที่ได้เพิ่มเติมจากพจนานุกรรมปี ๒๕๕๒ ด้วยคำศัพท์ใหม่ถึง ๒,000 คำ ทั้งคำพูดภาษาปาก คำศัพท์เฉพาะสาขาวิชาและมีศัพท์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ในการพัฒนา รวมทั้งคำที่รู้จักกันแพร่หลาย แต่ยังไม่มีในพจนานุกรม เช่น เด็ดสะระตี่ ดูดเสียง ของสูง ฯลฯ งั้นเราลองมาดูคำศัพท์ใหม่ๆ ที่เพิ่มเติมเข้ามาในเล่ม สนุกๆ คลายเครียดกัน เพราะ 20 คำเหล่านี้ อาจเป็นคำที่คุณรู้อยู่แล้วแต่มักเขียนผิด หรือเป็นคำที่คุณอาจไม่เคยได้ยินเลยก็ได้ วันนี้เราจะมารู้จัก และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ถูกต้องกัน...20 คำแปลกในหนังสือพจนานุกรรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 20 คำแปลกในหนังสือพจนานุกรรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 1.แกล้งเกลา หมายถึง ประณีต, ประดิดประดอย 2. กุกขี้หมู คือ ดู รักหมู ที่ รัก 3.ขนเพชร หลายคนอาจตีความหมายคำนี้ผิด เพราะความหมายตามพจนานุกรรมไทย หมายถึง ขนสีขาวที่ขึ้นแปลกเป็นพิเศษ มีลักษณะยาวกว่าปรกติ 4.ขยุ้มตีนหมา คือ ชื่อโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง มีพิษอักเสบ ออกเป็นเม็ดผื่นดวงๆ 5 จับเจี๋ยว (ออกเสียงกันให้ถูกนะจ๊ะ ไม่งั้นผิดความหมายแน่) หมายถึง หม้อดินเล็กๆ มีพวยและที่จับ สำหรับต้มน้ำ 6.จิ่ม ก็คือ การล่วงเข้าไปแต่น้อย เช่น ใส่กลอนจิ่มไว้นิดเดียว 7.จ้อกวอก คือ ขาวมาก ขาวมากเกินไป 8. จางปาง คือ สว่างจ้า, สว่างโล่ง 9.ชาคระ (ออกเสียง ชาคะระ) คือ ความเพียร 10.ชุมรุม คือ ที่พัก, ที่อาศัย 11. ซ่อกๆ คือ เที่ยวไปที่โน่นที่นี่ตลอดเวลาไม่อยู่นิ่ง 12. ด๊กๆ (ภาษาปาก) คือ อาการที่รีบไปทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ ด้วยความเต็มใจ เช่น พอเจ้านายอยากได้ต้นไม้มาประดับห้อง เขาก็ด๊กๆ ไปหามาให้ 13. ตีอีตื้อ คือ นิ่งเฉย, ดื้อด้าน 14. มะเรื่อง คือ วันถัดจากวันมะรืนไปวันหนึ่ง 15. มุคคะ (หรือ มุกคะ) คือ ถั่วเขียว 16. ซัด หมายถึง กิน หรือ การชกต่อย 17. ตุ๊ยตุ่ย, ตุ๋ยตุ่น คือ ชื่อว่าว คล้ายว่าวจุฬา เมื่อถูกลมพัดใบธนูที่ทำด้วยใบลานจะพลิกไปมา ทำให้เกิดเสียงตุ๊ยตุ่ย 18. ทรรป (ออกเสียงว่า ทับ) คือ ความโง่, ความเซ่อ, ความโอ้อวด, ความเย่อหยิ่ง 19. ผกเรือก คือ ต้นไทร 20.เพิดเพ้ย คือ เย้อยหยัน หรือ ร้องเฮ้ย (ใช้เป็นคำร้องไล่ ให้หนีไป) เป็นไงกันบ้างคะ? สำหรับ 20 คำแปลกที่ลองยกตัวอย่างมา พอจะคุ้นหูคุ้นตากันบ้างไหม? จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายคำศัพท์แปลกๆ ที่มีความหมายน่าสนใจมากมาย สามารถติดตามได้ในหนังสือพจนานุกรรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๕๔ กันได้เลยค่ะ เรียบเรียงโดย http://teen.mthai.com/ หากนำไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วยค่ะ

ราชบัณฑิตยฯยัน ยังไม่แก้คำทับศัพท์ ชี้เป็นเพียงข้อเสนอ
คำทับศัพท์ /  ราชบัณฑิตยสถาน

เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน ยืนยันยังไม่มีการแก้ไขคำทับศัพท์ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 แน่นอน เพราะขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดพิมพ์แล้ว น.ส.กนกวลี ชูชัยยะ เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน กล่าวถึงกรณีข้อเสนอการแก้ไขคำทับศัพท์ 176 คำ ที่มีการเขียนถอดคำไม่ถูกต้องตามเสียงวรรณยุกต์ ว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นเพียงข้อเสนอส่วนบุคคลของ ศ.กิตติคุณ ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิตภาษาไทย ซึ่งยังอยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเป็นการภายในราชบัณฑิตยสถาน โดยการออกแบบสอบถามภายในองค์กรไปถึงภาคีสมาชิกและกรรมการวิชาการ ก่อนที่จะสรุปผลเสนอสภาราชบัณฑิตในเดือนธันวาคมนี้ จากนั้นจะต้องมีกระบวนการประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เนื่องจากถือเป็นเรื่องใหญ่ที่คนไทยทุกคนควรต้องมีส่วนร่วมในภาษาของชาติ เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน ยืนยันด้วยว่า จะยังไม่มีการแก้ไขคำทับศัพท์ดังกล่าวในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ที่จะเผยแพร่ภายในต้นปี 2556 อย่างแน่นอน เพราะขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดพิมพ์แล้ว โดยพจนานุกรมฉบับนี้นับเป็นฉบับที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน ต่อจากฉบับ พ.ศ.2493 พ.ศ.2525 และ พ.ศ.2542 เป็นฉบับเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะบรรจุคำที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าอยู่หัว และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เช่น คำว่า “แกล้งดิน” และยังเป็นฉบับแรกที่จะจัดพิมพ์ 100,000 เล่ม แจกจ่ายให้กับสถานศึกษา องค์กร หน่วยงาน และสื่อสารมวลชนด้วย(สำนักข่าวไทย) Mthai News .................................................................. ข่าวที่เกี่ยวข้อง ราชบัณฑิต เสนอแก้ 176 คำทับศัพท์ แนะเพิ่มวรรณยุกต์เขียนตรงเสียง ครูลิลลี่ไม่เห็นด้วย แก้ 176 คำทับศัพท์ ชี้ ทำให้เด็กเกิดความสับสน

ราชบัณฑิต ค้าน เปลี่ยนสุภาษิต รักวัวให้ผูกรักลูกให้กอด
สุภาษิต

จากกรณีที่ นายเอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยหลังการประชุมยุทธศาสตร์การศึกษาปฐมวัย เพื่อกำหนดนโยบายการศึกษา ของคณะกรรมการศึกษาปฐมวัยแห่งชาติ ว่า ที่ประชุมได้มีการหยิบยกเรื่องการเปลี่ยนคำในสุภาษิตไทยขึ้นมา โดยมีการเสนอให้เปลี่ยนสุภาษิตที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” เป็น “รักวัวให้ผูก รักลูกให้กอด” เพื่อให้เกิดค่านิยมใหม่ที่จะช่วยเติมเต็มความอบอุ่นในครอบครัวมากขึ้นนั้น ล่าสุด ศ.ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิตยด้านภาษาไทย มองว่าสุภาษิตคำพังเพยเป็นคำโบราณ ไม่ควรเปลี่ยนแต่ควรสร้างคำใหม่ ซึ่งเห็นว่าของเก่าดีอยู่แล้ว เด็กไทยปัจจุบันที่เสียส่วนตัวเห็นว่าเพราะผู้ใหญ่ไม่ตีเด็ก ส่วนการกอดก็สามารถทำได้แต่ไม่ใช่ทุกกรณี ด้าน อาจารย์สมพงษ์ จิตรระดับ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเป็นหนึ่งในคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยแห่งชาติ เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสุภาษิตคงทำได้ยาก เพราะเป็นวิถีชีวิตคงคนดั้งเดิมจนมาถึงปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่ควรเปลี่ยนสุภาษิตแต่ควรเปลี่ยนค่านิยมมากกว่า สำหรับการเลี้ยงลูกในยุคสมัยใหม่การตีก็ยังใช้ได้ผลดีอยู่แต่ต้องมีเหตุผลว่าทำไมถึงตีลูก Mthai News เกาะติดทุกข่าวเด่น ประเด็นร้อน ในรอบวันกับ Mthainews บน facebook คลิ๊กเลย ติดต่อทีมข่าว MThai News : news@mthai.com ............................................................ เสนอเปลี่ยนใหม่ สุภาษิต รักวัวให้ผูก รักลูกให้กอด

มีอะไรใหม่ในเซ็กซ์ของคนรุ่นใหม่ ?
sex /  เซ็กส์ / 

‘อังเคิลอลิศ’ เพิ่งจะเล่าเรื่องโหงวเฮ้งทางเพศไปเมื่อเล่มสองเล่มก่อนหน้านี้ คนหนุ่มสาวร่วมสมัยเกิดมีคำถามว่า คอลัมน์นี้ชักจะไม่ค่อยเป็นวิทยาศาสตร์เสียแล้ว การไม่เป็นวิทยาศาสตร์ก็คือ ความไม่มีเหตุผลที่พิสูจน์ได้มาอ้างอิง เช่น อ้างถึงสถาบันวิทยาการต่างๆ บรรดามีในโลก โดยเฉพาะอ้างอิงถึงนักวิชาการฝรั่งหรือต่างชาติเพื่อให้ดูดีมีฐานะและความทันสมัยมากขึ้นเท่านั้นเอง แต่ Sex Talk อ้างแต่นักปราชญ์ราชบัณฑิตในยุคโบราณที่นักวิชาการรุ่นใหม่บางคนอาจทำท่าว่าจะเมินเฉยและมองข้ามไป เขาว่า คอลัมน์นี้ยิ่งเขียนไปก็ยิ่งถอยหลังไปหายุคโบราณเข้าไปทุกที GM เป็นนิตยสารของคนรุ่นใหม่ น่าจะนำแนวความคิดเรื่องเพศที่ร่วมสมัยมาถกแถลงกันจะดีกว่าไหม ? อังเคิลอลิศ ฟังแล้วก็อดขำไม่ได้ เด็กๆ ที่กำลังเติบโตด้วยพลังของวัยเจริญพันธุ์ อาจไม่รู้ว่า ปัญหาเรื่องเพศของมนุษย์เรานั้น โคตรจะซ้ำซากเอาทีเดียว กี่ร้อยปีก็ไม่มีอะไรใหม่ไปกว่าเดิม หรือเกิดความเปลี่ยนแปลงไปนักหนาเท่าไร สัจธรรมนี้ยังต้องอยู่อีกหรือ ? เซ็กซ์ในอดีตมาจนถึงเดี๋ยวนี้ก็มีแต่กิจกรรมซ้ำๆ ทั้งนั้น เพราะถ้าไม่ทำอะไรซ้ำๆ ไฉนเลยจะมีลูกเต้าเติบโตมาจนทุกวันนี้ แล้วก็ทำซ้ำๆ กันต่อไปเพื่อดำรงพันธุ์มนุษย์เอาไว้ไม่ให้สูญสลาย (ส่วนลีลาท่าทางที่เพิ่มขึ้น อังเคิลอลิศ ไม่เกี่ยวด้วย) แต่ความก้าวหน้าทางเพศของคนสมัยนี้ก็คือ เรื่องเพศถูกเปิดเผยในที่สาธารณะมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะเรื่องราวคาวโลกีย์เกี่ยวกับวงการดารานักแสดง ประเภททำท้องแล้วไม่ยอมรับเป็นพ่อ หรือแกล้งยืนยันว่าเป็นลูกของดาราคนนั้นคนนี้เพื่อสร้างกระแส หรือเพราะความคับแค้นที่ถูกทอดทิ้ง กระทั่งเรื่องคนใหญ่ในวงการบันเทิงที่ออกมาแฉว่า ฝ่ายหญิงไปนอนกับใครมา 4-5คน เพื่อปกป้องธุรกิจและนักร้องในสังกัดของตัว ตลอดจนการใส่ร้ายป้ายสีดาราฝ่ายหญิงของลูกผู้ชายบางคนว่า มีอะไรกับตัวเองอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า เขาคือลูกผู้ชายคนหนึ่งที่กล้าหาญชาญชัยในการออกมาปกป้องลูกผู้ชายด้วยกันไม่ให้เสียหาย แสดงออกมาแล้วก็ไม่รู้ว่า พากันเป็นลูกผู้ชายแบบไหน ถึงได้ช่วยกันเหยียบย่ำซ้ำเติมผู้หญิงได้ขนาดนั้น แม้ว่าเรื่องของความสัมพันธ์แต่เก่าก่อนจะเป็นความจริง แต่มันทำให้ดูเป็น ‘แมน’ กว่าเดิมหรืออย่างไรที่จะนำเรื่องลับเฉพาะตัวคนมาไขในที่แจ้ง ความก้าวหน้าเรื่องเพศของคนรุ่นใหม่อีกด้านหนึ่งก็คือ ยาปลุกเซ็กซ์ใหม่จากเมืองจีนที่ถูกกว่าและมีประสิทธิภาพเหนือกว่ายาไวอะกร้า เม็ดสีฟ้า กินแล้วจะขึงขังพร้อมพรักภายใน 1 ชั่วโมง ทำให้อวัยวะแข็งตัวราวกับสาก หัวใจเต้นแรง หน้าตาแดงก่ำเหมือนคนเมาเหล้าก่อนจะขึ้นขย่มอย่างดุเดือด บางรายอาจถึงขั้นหัวใจวายคาอกเอาดื้อๆ ความก้าวหน้าเรื่องยาปลุกเซ็กซ์สำหรับผู้หญิง กินเข้าไปแล้วก็สามารถสร้างให้ผู้หญิงดีๆ หรือผู้หญิงที่ดี แต่เสียแล้ว อาจถึงขั้นเสียจริต ขาดวุฒิภาวะ กระทั่งขาดสติ จนพร้อมจะโรมรันพันตูกับใครก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นแฟน คนรักหรือสามี ความก้าวหน้าของคนรุ่นใหม่อีกอย่างก็คือ การเป็นเกย์หรือกะเทยอย่างเปิดเผย กล้าหาญ อาจจะมีความเป็นลูกผู้ชายมากกว่าผู้ชายบางคนเสียด้วยซ้ำไป เพราะไม่มีใครปิดบังอำพรางกันต่อไปอีกแล้ว ตั้งแต่เดิมอยู่ในที่ลับ ก็ออกมาสู่สาธารณะ และทางรายการทีวี ละคร หนัง และอื่นๆ จะเป็นแบบอย่างให้รุ่นหลังเยาวชนเลิกแอบจิตไปด้วยก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แสดงว่า สมัยก่อน ปิดในสิ่งที่ควรปิด ส่วนสมัยนี้เปิดในสิ่งที่ควรปิด เรื่องเซ็กซ์สมัยก่อนมีเสน่ห์เย้ายวนกว่าตรงที่การปกปิด ซ่อนเร้น และสมัยนี้ยิ่งเปิดเผยมาก การกระตุ้นความอยากและค้นหาความเย้ายวน ก็แทบจะไม่มีอะไรเหลือ คนรุ่นใหม่สมัยนี้อาจด้านชากับเซ็กซ์กันไปหมดแล้ว จนอาจต้องใช้วิทยาศาสตร์วิทยาการเข้าช่วย เช่น ยาที่ปลุกกระตุ้นเร้าเซ็กซ์ หรือวิดีโอโป๊ เครื่องมือสำเร็จความใคร่แบบที่ไม่ต้องพึ่งมนุษย์เพศตรงข้าม พัฒนาการของคนรุ่นใหม่เหล่านี้ น่าติดตามมากกว่าจิตวิญญาณทางเพศที่ลุ่มลึกแบบโบราณเลยหรืออย่างไร ? sex สิ่งที่หนุ่มๆ กลัวเรื่องเซ็กซ์..xxx! สิ่งที่หนุ่มๆ กลัวเรื่อง เซ็กซ์ sex !.. ใครว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะผู้หญิง หนุ่มๆ เขาก็กังวลเหมือนกันนะ ผู้ชายกลัวโป๊ ผมเองนั้นไม … ศิลปะแห่งการเป็นนักรักชั้นดี สำหรับผู้ชายแล้ว การเป็นนักรักที่ดีคืออะไร ? บางคนคิดว่า การมีเมียน้อยหรือมีกิ๊กหลายคน คือการเป็นนักรักที่ยิ่งใหญ่ แต่ภาพของผู้ชายปร … ความสุขทางเพศแบบเต๋า ชีวิตร่วมสมัยยุคใหม่ ผมเล่าเรื่องเทคนิคทางเพศ สลับกับปัญหาทางเพศของคนหนุ่มสาวยุคใหม่มาทั้งปีแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า ผมใช้หลักของเต๋าโบราณเป็นเกณฑ์ในการสร้า …

น.พ.ประเวศระบุพัฒนาประเทศยั่งยืนต้องคืนอำนาจ
น.พ.ประเวศ วะสี /  ปฏิรูปประเทศ / 

"หมอประเวศ" ระบุ การพัฒนาประเทศที่ยังยืน คืนอำนาจให้ชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด บริหารด้วยตนเอง ศ.เกียรติคุณ น.พ.ประเวศ วะสี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ราษฎรอาวุโส และประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมนาวิชาการประจำปี พ.ศ. 2557 เรื่อง "อนาคตประเทศไทย สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ว่า ทิศทางการพัฒนาประเทศ เป็นตัวกำหนดชะตากรรมของทุกสิ่ง ทั้งวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติสังคม และวิกฤติสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งการพัฒนาสมัยใหม่ เริ่มต้นมาจากคนตะวันตก ที่อาศัยโลภะจริตเป็นตัวขับเคลื่อน จึงเป็นการพัฒนาแบบแยกส่วน ในขณะที่ การพัฒนาแบบแยกส่วน นำไปสู่การเสียความสมดุลและความไม่ยั่งยืน ทั้ง นี้ กระบวนทัศน์ใหม่เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น ควรคิดและพัฒนาอย่างบูรณาการ โดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งและคืนอำนาจให้กับพื้นที่ทั้งชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด ได้จัดการตนเอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องมีการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อสร้างความเป็นธรรมด้วยเช่นกัน

รัฐชวนคนไทยใช้'พจนานุกรม'ฉบับปี 54 ถวายพระเกียรติ'ในหลวง'
ข่าว /  ข่าวด่วน / 

รบ.เตรียมจัดพิมพ์ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เผยแพร่ให้ สื่อมวลชน หน่วยราชการ สถาบันการศึกษา เพื่อถวายพระเกียรติแด่ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมกันใช้อ้างอิง เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกัน -----------------------ขอบคุณข่าวจาก

พม่า หรือ เมียนมา ? เรียกยังไงดี
เที่ยวพม่า

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในรอบปี 2556/2013 ที่ผ่านมา พม่า (หรือ Myanmar) เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจ หรือถูกจับจ้อง (Focus) เป็นพิเศษจากประชาคมโลก มีผู้คนหลากหลายอาชีพหลั่งไหลเข้าไปมากมายในลุ่มอิระวดีแดนทอง ตั้งแต่นักท่องเที่ยว นักแสวงบุญ นักลงทุน นักกีฬา ไปจน กระทั่งนักสิทธิมนุษยชน ด้วยเหตุที่ประเทศนี้ยังมั่งคั่งด้วยทรัพยากร ทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ที่ทุก “นัก” แสวงหา ทว่าปิดบ้านเงียบเชียบ ดำรงตนเป็น “ฤษีแห่งเอเชีย” มานานนับกึ่งศตวรรษ ในโอกาสที่วันนี้ 4 มกราคม เป็นวันชาติ และวันที่พม่ามีเอกราช ปราศจากการครอบงำจากเจ้าอาณานิคมอย่างสมบูรณ์เป็นปีที่ 65 เสมือนหนึ่งเป็นการเกิดใหม่ของชนชาติที่เป็นใหญ่ในลุ่มน้ำอิระวดี “ความยอกย้อนของกาลเวลา” จึงขอย้อนกลับไปสู่ประเด็นที่เป็นปัญหาพื้นฐานที่สุดของประเทศนี้ คือชื่อชนชาติและชื่อประเทศที่ชวนให้สับสน เพราะปัจจุบันยังมีคนใช้ทั้ง เบอร์มา พม่า ม่าน เมียน เมียนมาร์ ในความหมายถึงประเทศเดียว และผู้คนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด แต่ไยจึงมีชื่อเรียกแตกต่างกัน บทความ “เมียนมา นามใหม่ของพม่าในทรรศนะเชิงชาตินิยม” โดย ผศ.วิรัช นิยมธรรม ตีพิมพ์ในจุลสาร “รู้จักพม่า” ของศูนย์พม่าศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร ฉบับ พ.ค. - มิ.ย.2540 ระบุว่า… จากหลักฐานในจารึกโบราณอายุกว่า 900 ปี ค้นพบที่เมืองพุกาม ชาวพม่าเรียกตนเองมานานแล้วว่า “เมียนมา” หรือ “มยันมา” สันนิษฐานว่าเป็นคำผสมระหว่างคำว่า “เมียน” หรือ “มยัน” แปลว่ารวดเร็ว หรือ “มยีง์” แปลว่าม้า กับคำว่า “มา” ซึ่งแปลว่าแกร่งหรือชำนาญ รวมความแล้วคำว่า “เมียนมา” (Myanmar) หมายถึงความคล่องแคล่วปราดเปรียว หรืออาจแปลว่าม้าที่องอาจ สอดคล้องกับลักษณะทางชนชาติพม่าในอดีตที่รบเก่ง มีชื่อเสียงในการทำสงครามบนหลังม้า เฉกเช่นต้นตระกูลที่เป็นชาวทิเบต เพราะนักชาติพันธุ์วิทยาจัดชาวพม่าเป็นกลุ่มย่อยของชาวทิเบต เรียกว่า Tibetan Burma อาศัยอยู่ทางตอนใต้ดินแดนทิเบต (ที่ถูกต้องเป็น Tibetan Myanmar) ทั้งนี้ ผศ.วิรัชระบุว่า การถอดคำ “Myanmar” เป็น “เมียนมาร์” (มี“ร์”) เป็นการถอดคำตามภาษาอังกฤษ ซึ่งผิด เพราะคำเขียนในภาษาพม่าจะไม่มี“ร.เรือ การันต์” ฉะนั้น คำที่ถูกต้องคือ“เมียนมา” (ไม่มี“ร์”) ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อย่าง ดร.ธิดา สาระยา บันทึกไว้ในหนังสือ “มัณฑะเล” ว่าชื่อ พม่า - เมียนมา หรือเมี่ยน หมายถึง “ชนกลุ่มแรกที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บนโลก” อันเป็นโลกทัศน์เริ่มแรกของชาวพม่าแต่โบราณ ส่วนคำว่า “เบอร์ม่า” (Burma) สันนิษฐานว่าชาวอังกฤษที่เข้ามาในพม่ายุคแรกๆ จดบันทึกชื่อดินแดนนี้โดยฟังจากสำเนียงชาวพม่าภาคใต้ หรือฟังจากชาวยะไข่ หรือชาวมอญ จึงผิดเพี้ยนไปเป็น “บะมา”/ “เบอร์มา” ส่วนที่คนไทยเรียก “พม่า” สันนิษฐานว่าไทยรับชื่อ “พม่า” ผ่านภาษาเขียนของฝ่ายมอญ ที่เขียนว่า “พม่า” หรือไม่ก็เรียกตามเสียงชาวพม่าใต้ ที่ออกเสียงว่า “บะมา” อย่างไรก็ตาม ชาวไทใหญ่และชาวล้านนาเชียงใหม่เรียกพม่าว่า “ม่าน” มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นับเป็นคำเรียกที่ใกล้เคียงชื่อ “เมียนมา” มากที่สุด เมื่อพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ ในวันที่ 4 มกราคม 2491 พม่ายังใช้ชื่อประเทศตามอังกฤษว่า The Union of Burma จนกระทั่งพ.ศ.2532 รัฐบาลทหารพม่าประกาศเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น The Union of Myanmar ด้วยเหตุผลว่าเป็นการออกเสียงที่ถูกต้อง และคำว่า “เมียนมา” ก็มีความหมายครอบคลุมทุกชนเผ่าที่อยู่ในดินแดนนี้ ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารระบุว่า การกระทำเช่นนี้ คือความพยายามกลืนชนทุกเผ่าพันธุ์ให้กลายเป็นพม่า ทั้งๆ ที่พม่าประกอบด้วยชนหลากหลายเผ่าพันธุ์ร่วมกันเป็นเจ้าของแผ่นดิน อีกทั้งความสำเร็จของขบวนการต่อสู้กอบกู้เอกราช ก็เกิดจากความร่วมมือของชนเผ่าต่างๆ ไม่ใช่ชาวพม่าแต่ฝ่ายเดียว แต่แน่นอนว่า ข้อโต้แย้งนี้ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลทหาร จากนั้น ในปี 2548 รัฐบาลทหารพม่าประกาศย้ายเมืองหลวงจากนครย่างกุ้ง ไป “เนปิดอว์” ที่แปลว่า “ราชธานี” ถึงปี 2553 ก็ประกาศเปลี่ยนธงชาติ พร้อมกับเปลี่ยนตราแผ่นดิน และเพลงชาติใหม่ ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนสิ่งสำคัญทั้งหลายนี้ คณะนายทหารไม่เคยให้เหตุผลกับชาวพม่า ในขณะที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างดังกระหึ่มว่า เป็นไปตามคำแนะนำของหมอดู! จนกระทั่งพม่าเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย ภายหลังการเลือกตั้งใหญ่ปลายปี 2553 วันที่ 31 มกราคม 2554 รัฐสภาพม่าก็ลงมติเปลี่ยนชื่อประเทศอีกครั้ง เป็น ““สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา”” (หรือจากเดิม The Union of Myanmar เป็น The Republic of the Union of Myanmar) ปัจจุบันพม่ามีรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีรัฐสภาซึ่งประกอบด้วยสภาประชาชน สภาชาติพันธุ์ และสภาท้องถิ่น โดยมีนายพลเต็ง เส่ง ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งเป็นทั้งประมุขของประเทศและหัวหน้ารัฐบาล และมีนางออง ซาน ซู จี เป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในรัฐสภา ย้อนกลับมาที่บ้านเรา แล้วคนไทยจะเรียกชื่อประเทศนี้อย่างไรดี? ในจดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ฉบับมิถุนายน 2532 ระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศได้หารือว่าสมควรจะกำหนดเรียกชื่อประเทศพม่า (ที่ได้เปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการนี้อย่างไร) ราชบัณฑิตยสถานโดยคณะกรรมการบัญญัติศัพท์ภาษาไทยเห็นว่า คนไทยรู้จักและมีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับประเทศนี้ในชื่อว่า พม่า มาแต่โบราณกาล จึงเห็นควรให้เรียกชื่อนี้อย่างเป็นทางการว่า “สหภาพพม่า” ตามที่เคยใช้มาแต่เดิม เช่นเดียวกับที่เรียกชื่อประเทศอื่นๆ อีกมากมาย โดยไม่ตรงกับชื่อภาษาอังกฤษของประเทศนั้น เช่น จีน (China) ญี่ปุ่น (Japan) โปรตุเกส (Portugal) อังกฤษ (England) ฝรั่งเศส (France) ฯลฯ ราชบัณฑิตย์ท่านยืนยันมาตั้งแต่ปี 2532 แต่นำมาทบทวนกันอีกครั้ง จะได้ไม่งุนงงสงสัยว่าจะใช้ “พม่า” หรือ “เมียนมา” ดี? ที่มา /www.bangkokbiznews.com

ครม.โยกกระจุย! ตั้ง ประเวศน์ เลขาฯ ปปท.คนใหม่!
ข่าวดยกย้ายตำแหน่ง /  ข่าวรัฐบาล / 

ครม.โยกกระจุย! ตั้ง ประเวศน์ เลขาฯ ปปท.คนใหม่! เด้งอธิบดีสรรพากร นั่งผู้ตรวจฯ ดัน"สุเทพ" ขึ้นปลัดพลังงาน วันนี้ 27 ส.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งนายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ แทนนายณอคุณ สิทธิพงศ์ ที่จะเกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ครม. ยังแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (อธิบดี) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้ 1.ตั้งนายราฆพ ศรีศุภอรรถ ผู้ตรวจราชการ เป็นอธิบดีกรมศุลกากร แทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ นายสุทธิชัย สังข์มณี จากผู้ตรวจราชการ เป็นอธิบดีกรมสรรพากร สลับกับนายสาธิต รังคสิริ จากอธิบดีกรมสรรพากร ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณฯ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณคนใหม่ แทนนายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ที่เกษียณอายุราชการ ขณะเดียวกัน ครม.ยังเห็นชอบต่อเวลาการดำรงตำแหน่งนางสาวกนกวลี ชูชัยยะ เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน แล้วต่ออายุนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ เป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ออกไปอีก 1 ปี พร้อมกันนี้ ยังแต่งตั้ง พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข เป็นเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. แต่งตั้ง พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และให้นายขจร วีระใจ เป็นรองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2556 นับแต่ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง MThai News

ครูลิลลี่ไม่เห็นด้วย แก้ 176 คำทับศัพท์ ชี้ ทำให้เด็กเกิดความสับสน
ครูลิลลี่ /  คำทับศัพท์ / 

ผู้ที่เห็นด้วยมองว่าการเปลี่ยนแปลงอาจช่วยให้เด็กอ่านศัพท์ได้ง่ายขึ้น เว็บไซต์มติชนรายงานว่า จากกรณีที่กองศิลปกรรมได้จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นประมาณ 300 ชุด เกี่ยวกับการเขียนคำยืมจากภาษาอังกฤษในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 เพื่อสอบถามความเห็นจากคณะกรรมการราชบัณฑิต ภาคีสมาชิก และผู้ที่เกี่ยวข้องในการเปลี่ยนแปลงการเขียนคำที่ยืมจากภาษาอังกฤษใหม่ เนื่องจากพบว่ามีคำศัพท์ที่ยืมมาจากคำภาษาอังกฤษ 176 คำ เขียนผิด และไม่ตรงกับเสียงวรรณยุกต์ของคำนั้นๆ ตามอักขรวิธีไทย และการอ่านออกเสียง ได้มีกระแสสะท้อนความคิดเห็นจากนักวิชาการและครูผู้สอน ทั้งจากฝ่าย ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งเกรงว่าจะทำให้เกิดความสับสนมากขึ้นกว่าเดิม นายกิจมาโนจญ์ โรจนทรัพย์ หรือครูลิลลี่ ครูวิชาภาษาไทยสถาบันกวดวิชาชื่อดัง ได้แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพราะอาจทำให้เด็กเกิดความสับสนมากยิ่งขึ้น แม้ว่าคำยืมจากภาษาอังกฤษในปัจจุบันจะยังออกเสียงไม่ตรงวรรณยุกต์แต่เห็นว่าไม่จำเป็น เพราะทุกคนทราบดีว่าคำเหล่านั้นต้องออกเสียงยังไง ในฐานะเป็นครูภาษาไทย คิดว่าวิธีการดีที่สุดควรจะสอนให้เด็กอ่าน ออกเสียงให้ถูกต้องว่า ถ้าอ่านออกเสียงแบบนี้เป็นการออกเสียงตามแบบภาษาอังกฤษ และ แบบนี้คือการออกเสียงแบบภาษาไทย เพื่อให้เด็กมีความเข้าใจถูกต้อง ส่วนกรณีกังวลว่าชาวต่างชาติที่มาเรียนภาษาไทยแล้วจะสับสนว่าศัพท์บางตัวไม่มีวรรณยุกต์นั้น ครูลิลลี่แสดงความเห็นว่า ควรจะมองคนในชาติเป็นหลักมากกว่าจะไปห่วงชาวต่างชาติ เพราะเวลาคนไทยไปเรียนภาษาต่างประเทศก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับเจ้าของภาษาเช่นกัน เช่นเดียวกับนายบุญส่ง อุษณรัสมี อนุกรรมการประเมินผลงานครูวิชาภาษาไทย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และอดีตครูเชี่ยวชาญภาษาไทย โรงเรียนสตรีวิทยา 2 กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยเช่นกัน เพราะรูปแบบการเขียนภาษาอังกฤษไม่เหมือนกับภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาที่มีวรรณยุกต์ แต่ภาษาอังกฤษไม่มี ดังนั้นไม่ควรนำการออกเสียงของไทยไปกำหนดรูปแบบการเขียนทับศัพท์ในภาษาอังกฤษ ควรจะคงรูปแบบการเขียนเดิมเอาไว้ ขณะที่ผู้ที่เห็นด้วยก็มีการแสดงความคิดเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงอาจช่วยให้เด็กอ่านศัพท์ได้ง่ายขึ้นและคิดว่าเด็กจะไม่เกิดความสับสน นางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า หากราชบัณฑิตมีการเปลี่ยนแปลงคำยืมมาจากในภาษาอังกฤษ เพื่อให้อ่านออกเสียงง่ายขึ้นคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับเด็ก ทั้งในการเรียนวิชาภาษาไทย และภาษาอังกฤษ นางสาววีณา อัครธรรม ผู้อำนวยการ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ.กล่าวว่า ในมิติของ สพฐ.ซึ่งเป็นส่วนราชการ หากราชบัณฑิตเปลี่ยนแปลงคำศัพท์อะไรก็คงต้องใช้ตาม เชื่อว่าคงไม่เกิดความสับสน หากมีการชี้แจงให้รอบด้าน และเท่าที่ทราบเป็นการเปลี่ยนแปลงการเขียนคำที่นำมาจากต่างประเทศ ให้ชัดเจนขึ้นระหว่างภาษาอ่านกับภาษาเขียน ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยเป็นเรื่องดี ไม่ใช่เรื่องเสียหาย นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เห็นด้วย เป็นเรื่องที่น่าทำ เพราะจะทำให้ภาษามี วิวัฒนาการร่วมสมัยมากขึ้น และที่สำคัญทำให้ช่องว่างเรื่องภาษาลดลง เป็นประโยชน์กับนักเรียนในการสะกดคำให้ตรงตัวมากขึ้น ซึ่งทางราชบัณฑิตฯเองจะต้องทำประชา สัมพันธ์เกี่ยวกับศัพท์ใหม่ผ่านช่องทางต่าง ๆ หรืออาจเชิญนักเรียนมาร่วมพูดคุยรับฟังความคิดเห็นเพื่อให้เด็กๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วม ขอบคุณข้อมูลจาก มติชนออนไลน์ Mthai News

พจนานุกรมฉบับใหม่ 2554 เพิ่มศัพท์กว่า 1,000 คำ
ประวัติ /  ภาษาวัยรุ่น / 

สาวก พจนานุกรม เตรียมเฮ เพราะเดือนธันวา 2556 ราชบัณฑิตยสถาน เปิดตัว พจนานุกรมฉบับใหม่ 2554 เพิ่มศัพท์กว่า 1,000 คำ?ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ว่า สาเหตุที่ผลิต พจนานุกรมฉบับใหม่ 2554?ฉบับนี้ขึ้นมาเป็นเพราะภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติไทย เป็นภาษาที่คนไทยทั้งประเทศภูมิใจ และเป็นภาษาที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นจึงต้องรวบรวมและจัดเป็นหมวดหมู่ใหม่อีกครั้ง นอกจากนี้ พจนานุกรมดังกล่าวทางราชบัณฑิตยสถานได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์อีกด้วย เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ใช้ ก่อนที่จะแจกจ่ายต่อองค์กรสถาบันการศึกษาและหน่วยงานรัฐประมาณ 85,000 แห่ง คาดว่าใช้งบประมาณทั้งหมด 40 ล้านบาท ส่วนประชาชนทั่วไปสามารถหาซื้อได้ในเดือนธันวาคมนี้ สำหรับ?พจนานุกรมฉบับใหม่ 2554?ฉบับใหม่นี้ จัดพิมพ์เรียบร้อยแล้วจำนวน 100,000 เล่ม โดยมีเพิ่มเติมศัพท์ใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ศัพท์เฉพาะสาขาวิชากว่า 1,000 คำ อาทิ ธนาคารโค, แก้มลิง เป็นต้น รวมถึงคำที่มาจากภาษาปาก เช่น คำว่า ซัด ซึ่งหมายถึงกินหรือการชกต่อย หรือคำศัพท์ทั่ว ๆ ไปที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น เครื่องดื่ม สปา วัตถุมงคล ห้างสรรพสินค้า ก็ยังอยู่ในพจนานุกรมฉบับนี้ ส่งผลให้ฉบับนี้เป็นฉบับที่พิเศษกว่าฉบับอื่น และมีคำศัพท์รวมทั้งหมดประมาณ 39,000 คำ ขณะที่พจนานุกรมปี 2542 มีคำศัพท์ที่ 37,000 คำ เท่านั้น นอกจากนี้ เรื่องการพิมพ์จะให้เอกชนเข้ามาใช้สิทธิจัดพิมพ์จำนวน 50,000 เล่ม และระหว่างนี้สามารถสืบค้นคำจาก พจนานุกรมฉบับใหม่ 2554?ฉบับนี้ได้จากเว็บไซต์ของ ราชบัณฑิตยสถาน www.royin.go.th เพื่ออำนวยความสะดวกในการสืบค้นหาทางสื่อออนไลน์ และเป็นการส่งเสริมคนไทยให้ใช้ภาษาไทยอย่างเป็นมาตรฐานเดียวกัน ก่อนที่จะไปเรียนภาษาอื่น

พจนานุกรมคำใหม่เล่ม4 จาก ราชบัณฑิตยสถาน
ภาษาวัยรุ่น /  เกร็ดความรู้

เรียบเรียง teen.mthai ยังไม่จบ ! ราชบัณฑิตยสถาน?จะเตรียมทำ พจนานุกรมคำใหม่ เล่มที่ 4 ที่รวบรวม ศัพท์ใหม่ ศัพท์วัยรุ่น ที่ทันยุคสมัย และคำสแลง รวมถึงสำนวนที่ใช้จนติดปากกัน หลังจากที่ ราชบัณฑิตยสถาน ออกมายืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ จำนวน 176 คำ?ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับล่าสุด เรามาดูพร้อมๆกันว่า จะมีศัพท์ใหม่ ศัพท์วัยรุ่น คำสแลง ไหนบรรจุอยู่ใน?พจนานุกรมคำใหม่ เล่มที่ 4 จาก ราชบัณฑิตยสถาน ขั้นเทพ? หมายถึง ดีอย่างยิ่ง, เก่งอย่างยิ่ง, เช่น แกงนี่อร่อยขั้นเทพเลย, ฝีมือวาดภาพขั้นเทพอย่างนี้ ราคาคงแพงมาก เข็มขัดสั้น?หมายถึง คาดการณ์ไม่ถึง, คาดไม่ถึง, (ใช้พูดเล่น) เช่น ถ้าจะให้อีกฝ่ายสนใจ เราจะต้องปฏิบัติการแบบ เข็มขัดสั้น คนเคยรวย? หมายถึง ผู้ที่มีฐานะดี แต่ได้รับผลจากวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้ฐานะตกต่ำลง เช่น ตอนนี้พวกคนเคยรวยพากันขนข้าวของในบ้านใส่รถมาเปิดท้ายขายของ คาร์บอมบ์? หมายถึง ระเบิดที่ซุกซ่อนไว้ในรถเพื่อให้ระเบิดทำลายบุคคล หรือสถานที่ที่ต้องการ เช่น ผู้ก่อการร้ายใช้คาร์บอมบ์ระเบิดสะพาน งามไส้? ?หมายถึง น่าขายหน้าอย่างยิ่ง เช่น งามไส้ไหมล่ะ เจ้าหน้าที่เป็นโจรเสียเอง ตั้งแก๊งฉกทรัพย์ในสนามบิน ชัวร์ป้าบ,ชัวร์ป้าบนิ่ม หมายถึง แน่นอนอย่างยิ่ง เช่น วันนี้เขาต้องมาที่นี่แน่ ๆ ชัวร์ป้าบนิ่ม ชาบู ชาบู? หมายถึง อาหารหม้อไฟแบบญี่ปุ่นที่นำมาปรุงรับประทานเอง ใช้เนื้อวัว หรือหมูหั่นบางมาก ลวกจิ้มน้ำจิ้มปรุงรสด้วยเต้าเจี้ยวบด ซีอิ๊ว งา กระเทียม ชื่นสะดือ หมายถึง ชื่นใจ, สบายใจ, สมดังที่ต้องการ, เช่น หยุดคราวนี้จะไปเที่ยวให้ชื่นสะดือเลย ชุมชนออนไลน์ หมายถึง กลุ่มคนที่เป็นสมาชิกเว็บไซต์ที่ให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการพูดคุย เผยแพร่ภาพ คลิปวิดีโอ รวมทั้งแบ่งปันข้อมูลอื่น ๆ แก่กันและกัน เช่น เขาหมกมุ่นอยู่แต่ในชุมชนออนไลน์จนไม่มีเวลาทำการบ้าน โชะ, โชะ ๆ คือ ถูกต้องชัดเจน, ตรงประเด็น,สำเร็จเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว,(มักใช้ซ้ำ)เช่นเวลาสั่งงานอย่าอ้อมค้อม ต้องสั่งแบบโชะ ๆ เลย ซะ หมายถึง มากจน (ตามด้วยกริยาที่ละไว้) เช่น เขาทำแค่นิดเดียว ชม ซะ (อาย) ซื้อเวลา หมายถึง ทำเพื่อให้เหตุการณ์ที่จะเป็นปัญหา หรือก่อปัญหาทอดยาวออกไปได้อีกระยะหนึ่ง เช่น ถ้าเรามัวแต่ซื้อเวลาไปเรื่อย ๆ แบบนี้ ปัญหาก็ไม่จบหรอก เซโรงัง หมายถึง เซ, เดินไม่ตรง, เช่น เขาให้มาช่วยเดินแบบงานการกุศล ไอ้เราก็อายุมากแล้ว เวลาหมุนตัวก็กลัวว่าจะเซโรงังตกแคตวอล์ก เซียะ หมายถึง สวยมาก เช่น ชุดใหม่ของเธอเซียะสุดสุด นางเอกคนใหม่นี่ทั้งแซ่บ ทั้งเซียะเลย ดราม่า หมายถึง ละครที่แสดงบนเวที หรือทางวิทยุโทรทัศน์เกี่ยวกับปัญหาชีวิตที่หนักหน่วง มีการแสดงอารมณ์ เด็กในคาถา หมายถึง ลูกน้องที่ทำทุกอย่างตามความต้องการของเจ้านาย เช่น คนนี้ไว้ใจได้แน่นอนเพราะเป็นเด็กในคาถาของผมเอง เด๊ด, เด๊ดสะมอเร่ หมายถึง ตาย เช่น ไอ้ตูบข้างบ้านถูกรถชนเด๊ดสะมอเร่ไปแล้ว เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว หมายถึง ทำเรื่องเสียหายเพียงเล็กน้อยแต่ก่อผลกระเทือนเป็นทอด ๆ จนเกิดความเสียหายอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อมของโลก เดี๊ยะ หมายถึง ทุกประการ เช่น แกงที่นี่รสชาติเหมือนที่บ้านเดี๊ยะเลย ติดสาย หมายถึง ไม่สามารถรับโทรศัพท์ได้เพราะกำลังใช้โทรศัพท์อีกเครื่องหนึ่ง เช่น หัวหน้าติดสาย จะฝากข้อความไว้ไหมคะ ไต่สวนสาธารณะ หมายถึง กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องก่อนที่จะตัดสินใจอย่างเป็นทางการในการดำเนินการใด ๆ ท็อปฟอร์ม หมายถึง รูปแบบ หรือลักษณะที่ดีที่สุด (ใช้กับการเล่นกีฬา) เช่น เขากำลังอยู่ในช่วงท็อปฟอร์ม แข่งขันสนามไหนก็ชนะหมด อัพเดทศัพท์วัยรุ่น เยอะจุงเบย http://teen.mthai.com/variety/47312.html

ศัพท์ใหม่วัยโจ๋ สื่อสารได้ ไม่ทำให้วิบัติ
จุงเบย /  บ่องตง / 

ภาษาไทย ในยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าจะมีศัพท์ใหม่เกิดขึ้นมามากมาย เพราะการเปลี่ยนแปลงของภาษา เป็นไปตามกาลเวลา และกระแสของโซเชียลเน็ตเวิร์ค ทำให้บรรดาผู้ใหญ่หลายคน ยังไม่คุ้นหูกับศัพท์ ที่ไม่คาดคิดว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร โดยวันภาษาไทย ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไป ทำให้มีการพิจารณาว่า "การใช้คำศัพท์ใหม่ๆของวัยรุ่นนั้น สามารถยอมรับได้หรือไม่" ซึ่งนายอุดม วิโรตม์สิกขดิตถ์ อุปนายกราชบัณฑิตยสถาน ได้ออกมาระบุว่า คำศัพท์ใหม่วัยรุ่นสามารถนำมาใช้ได้ ถ้าใช้สื่อสารได้เข้าใจ ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะธรรมชาติของภาษานั้นมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ และเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และที่ผ่านมา ราชบัณฑิตยสถานมีการรวบรวม พจนานุกรมคำใหม่ ทั้งคำศัพท์ใหม่-ศัพท์วัยรุ่น-คำแสลง ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่ยังไม่ได้บรรจุอยู่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 นับ 1,000 คำ เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้า และรวบรวมข้อมูลคำใหม่ต่างๆ และบันทึกคำเหล่านี้ไว้เป็นหลักฐานแสดงการเกิด และการเปลี่ยนแปลงของคำที่ใช้ในสังคมไทย ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลงของภาษานั่นก็คือ เมื่อย้อนกลับไปดูวรรณกรรมไทยโบราณ ละครย้อนยุค หรือหลักฐานทางวรรณคดีต่างๆ ก็จะพบว่า มีบางคำที่วัยรุ่นไม่คุ้นหูเช่นเดียวกัน และถูกเลิกใช้ไป เป็นความเปลี่ยนแปลงของภาษาทั้งเกิดขึ้นใหม่ และสูญไป เช่นคำว่า ขอรับ(ครับ) อุรา(จิตใจ) แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ การใช้คำให้ถูกต้องตามความหมายที่สื่อสาร และการเขียนให้ถูกต้อง แม้ว่าจะเป็นคำใหม่ ก็จะต้องเขียน และอ่านให้ตรงกับหลักภาษาเช่นกัน ฉะนั้นจึงต้องทำความเข้าใจกับศัพท์ใหม่ที่เกิดขึ้น อาทิ จิ้น  หมายถึง จินตนาการ ตัวอย่าง ดาราทั้งสองเป็นคู่จิ้นกัน ฟิน  หมายถึง ที่สุด สุดๆ มาจากภาษาฝรั่งเศส ฟินาเล่ (Finale) และถึงจุดไคลแมกซ์ จุงเบย เพี้ยนมาจากคำว่า จังเลย ตัวอย่างเช่น น่ารักจุงเบย คีบับ มาจากคำว่า คือแบบ บ่องตง มาจากคำว่า บอกตรงๆ อัลไล มาจากคำว่า อะไร แอ๊ว หมายถึง ยั่วยวน จีบ ซั่ม หมายถึง มีเพศสัมพันธ์ โลกสวย หมายถึง ผู้ที่มองในแง่ดีไปทุกเรื่อง ติ่ง หมายถึง แฟนคลับ ผู้คลั่งไคล้ หรา มาจากคำว่า หรือ, เหรอ  เช่น จริงหรือ จิงเหรอ (คนละความหมายกับคำว่า โชว์หรา) หยั่มมา มาจากคำว่า อย่ามา เช่น อย่ามาทำอวดดี เตง หมายถึง ตัวเอง ใช้เรียกกับคนอื่น เช่น ไปทำอะไรมาอ่ะเตง น่ามคาน หมายถึง น่ารำคาญ ฝุดฝุด มาจากคำว่า สุดสุด เมายาคุม ใช้เรียกคนที่มีอาการเบลอ ทำอะไรไม่อยู่กับร่องกับรอย คล้ายกับคำว่า เวิ่นเว้อ ช๊ะ (ใช่ป่ะ) ใช้พูดต่อท้ายประโยค อุต๊ะ คำอุทานมาจากคำว่า อุ้ยตาย อย่างไรก็ตาม คำเหล่านี้ มักจะเกิดมาแล้วหายไปตามกระแส อยู่ได้เพียงไม่นาน แม่ว่าจะไม่ใช่เรื่องผิดในการสื่อสาร แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องคงรักษาภาษาไทยที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์เอาไว้ ทั้งการพูดในที่ชุมชน การเขียนหนังสือรายงานต่างๆ รวมถึงการสื่อสารกับผู้ที่ไม่คุ้นเคยหรือพูดคุยอย่างเป็นทางการ เพราะภาษาไทย ถือเป็นวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติ ชาวต่างชาติหลายคนก็ให้ความสนใจเรียนภาษาไทยกันมากขึ้น แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านก็หันมาเรียนภาษาไทย จึงควรทำให้ภาษาไทยเข้าใจง่ายและถูกต้อง MThai News

เกรียน กาก กินตับ ติดโผ!! ราชบัณฑิต เตรียมเพิ่มศัพท์โจ๋เข้าพจนานุกรม
กาก /  กินตับ / 

ราชบัณฑิต เตรียมเพิ่มศัพท์โจ๋ เข้าพจนานุกรม กากๆ กินตับ ติดโผ ราชบัณฑิตยสถาน เผยศัพท์ใหม่ ศัพท์วัยรุ่น ศัพท์โจ๋ ศัพท์แสลง โดยนางกาญจนา นาคสกุล ในฐานะราชบัณฑิต  สำนักศิลปกรรม ประเภทวรรณศิลป์ สาขาภาษาไทย กล่าวว่า เตรียมบัญญัติคำเหล่านี้ไว้ในพจนานุกรม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมให้ทันยุคทันสมัย คาดว่าจะมีการรวบรวมคำใหม่กว่า 1 พันคำ โดยจะมีการออกเผยแพร่ในปลายปีนี้ โดยตัวอย่างคำศัพท์ที่ราชบัณฑิตยสถานจะรวบรวมใหม่ เช่น กากๆ กินตับ กรรมสะสมไมล์ กองร้อยน้ำหวาน กอดเสาเข่าทรุด เกรียน กระบือบำบัด ขออภัยมณีศรีสุวรรณ แตงกิ้วหลาย มีหัวไว้คั่นหู โนเวย์สเตชั่น เม้าธ์มอย สมใจนึกบางลำภ คุ้ยแคะแกะเกา ร้องเพลงรอ ซูโดกุ ทั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งที่ 4 ที่มีการบัญญัติศัพท์ใหม่ลงในพจนานุกรม โดยจะมีการอธิบายคำ และตัวอย่างวิธีการใชีคำให้ถูกต้อง Mthai News

ทำนาย สงกรานต์ ปี พ.ศ. 2557
ทำนายทำนาย สงกรานต์ พ.ศ. 2557 /  นางสงกรานต์ / 

อีกไม่กี่วันสงกรานต์ ปี พ.ศ. 2557 ก็จะมาถึงแล้ว ใช่ว่าคุณจะรอสนุกกับการเล่นน้ำเพียงอย่างเดียว แต่คุณรู้หรือไม่ว่า สงกรานต์ ปีนี้ ทาง Horoscope.Mthai.com ก็มีคำทายในช่วงประเพณีมาฝากกันด้วยเช่นกัน เล่นน้ำสงกรานต์ วันมหาสงกรานต์ ตรงกับ วันจันทร์ที่ 14 เมษายน เวลา 8 นาฬิกา 11 นาที 24 วินาที จันทรคติ ตรงกับ วันจันทร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีมะเมีย นางสงกรานต์ปี2557 นางสงกรานต์ คือ โคราคะเทวี ทรงพาหุรัด ทัดดอกปีบ อาภรณ์แก้วมุกดาหาร ภักษาหารน้ำมัน หัตถ์ขวาทรงขรรค์ หัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จยืน มาเหนือหลังพยัคฆ์(เสือ) เป็นพาหนะ ทำนาย สงกรานต์ ปี พ.ศ. 2557 เกณฑ์พิรุณศาสตร์ ปีนี้ เสาร์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 400 ห่า ตกในเขาจักรวาล 160 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 120 ห่า ตกในมหาสมุทร 80 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 40 ห่า เกณฑ์ธาราธิคุณ ชื่อ เตโช(ธาตุไฟ) น้ำน้อย อากาศยังร้อน เกณฑ์นาคราชให้น้ำ ปีมะเมีย นาคราชให้น้ำ 5 ตัว ทำนายว่า ฝนต้นปีงาม กลางปีงาม และปลายปีก็งามแล เกณฑ์ธัญญาหารชื่อ ปาปะ ข้าวกล้าในไร่นา จะได้ 1 ส่วน เสีย 10 ส่วน คนทั้งหลายจะตกทุกข์ได้ยากลำบากแค้น เพราะกันดารอาหารบ้าง จะฉิบหายเป็นอันมากแล วันเถลิงศก ตรงกับ วันพุธที่ 16 เมษายน เวลา 12 นาฬิกา 9 นาที 0 วินาที(เวลามาตรฐานประเทศไทยปัจจุบัน) จันทรคติ ตรงกับ วันพุธ แรม ๒ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีมะเมีย สงกรานต์ 2557 คำทำนาย สงกรานต์ 2557 วันจันทร์ เป็นวันมหาสงกรานต์ : ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จะแพ้เสนาบดี ท้าวพระยาและนางพระยาทั้งหลาย , วันอังคาร เป็นวันเนา : หมากพลู ข้าวปลาจะแพง จะแพ้อำมาตย์มนตรีทั้งปวง , วันพุธ เป็นวันเถลิงศก : ราชบัณฑิต ปุโรหิตโหราจารย์ จะมีสุขสำราญเป็นอันมากแล ฯ , นางสงกรานต์ ยืน : จะเกิดความเดือดร้อนเจ็บไข้ ขอบคุณข้อมูลจาก www.myhora.com

ลูกเสือ ครั้งหนึ่งในชีวิตเด็กชายที่ต้องเป็นลูกเสือ
ผู้ชายในเครื่องแบบ /  เด็ก / 

เชื่อว่าชาว Men.mthai แทบทุกคน ต้องผ่านการเรียนวิชาลูกเสือ ตั้งแต่ ชั้นประถม เราเรียกว่าลูกเสือสำรอง พอเข้าเรียนชั้นมัธยมก็อัพเกรดเป็น ลูกเสือสามัญ บรรยากาศของการเรียนลูกเสือก็มีสิ่งที่น่าจดจำหลายอย่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าค่าย ชุมนุมการแสดงรอบกองไฟ การเดินทางไกล มีเครื่องแบบต้องติดป้ายติดตราเต็มเสื้อเต็มตัว มีชื่อหมู่เป็นสัตว์ป่า เท่ๆ เช่น นกอินทรีย์ ฟังนิทานเรื่องเมาคลีลูกหมาป่าทุกปี และต้องปวดหัวกับการผูกเงื่อนสารพัดวิธี ซึ่งบางเรื่องราว เราอาจจะหลงลืมไปบ้าง แต่สิ่งที่เรายังมักจะจำกันแม่นยำ ก็คือ สิ่งที่เขียนไว้ที่หัวเข็มขัดว่า "เสียชีพ อย่าเสียสัตย์" ที่ปลูกฝังอุดมการณ์ความเป็นลูกผู้ชายตั้งแต่เรายังเป็นเด็กชาย ใครยังพอจำกฎ และคำปฏิญาณตนได้บ้างครับ ด้วยเกียรติของข้า ข้าสัญญาว่า... คำปฏิญาณตนของลูกเสือสำรอง ข้อ 1 ข้าจะจงรักภัคดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ข้อ 2 ข้าจะยึดมั่นในกฎของลูกเสือสำรอง และบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นทุกวัน กฎของลูกเสือสำรอง ข้อ 1 ลูกเสือสำรองทำตามลูกเสือรุ่นพี่ ข้อ 2 ลูกเสือสำรองไม่ทำตมใจตนเอง คำปฏิญาณของลูกเสือไม่มีคำว่า "อย่า" หรือ "ต้อง" คือไม่มีการห้ามหรือบังคับแต่เป็นคำปฏิญาณหรือคำมั่นสัญญาที่ลูกเสือและผู้บังคับบัญชาได้้กล่าวรับรองด้วยเกียรติของตนเอง และด้วยความสมัครใจ ส่วนกฎของลูกเสือได้กำหนดไว้เป็นกลาง เพื่อให้ลูกเสือถือเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และโดยผู้บังคับบัญชาลูกเสือจะต้องเคร่งครัดในการปฏิบัติตามกฎของลูกเสือเป็นพิเศษ เพื่อบำเพ็ญตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกเสือคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ ทำให้้ลูกเสือมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รู้จักบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น มีระเบียบวินัย อยู่ในกรอบประเพณีอันดีงาม และไม่ก่อให้เกิดความยุ่งยากใด ๆ ในบ้านเมือง ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าการลูกเสือเป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติคำว่า"ปฏิญาณ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแปลว่า "การให้คำมั่นโดยสุจริตใจ"ลูกเสือจะต้องสำนึกว่าเขากล่าวคำปฏิญาณด้วยความสมัครใจของเขาเอง อนึ่ง เขาจะต้องเข้าใจด้วยว่า ผู้จะเรียกได้ว่าเป็น "คนจริง"เพื่อให้ผู้อื่นนับถือหรือเชื่อถือได้นั้นจะต้องเป็นผู้รักษาคำพูด โดยเฉพาะที่เป็นคำปฏิญาณหรือคำมั่นสัญญาของตนกล่าวคือ ข้าสัญญาว่าจะทำอย่างไรแล้วต้องทำเหมือนปากพูดทุกอย่าง ดังคำปฏิญาณที่กล่าวว่า คำปฏิญาณตนของลูกเสือสามัญ ด้วยเกียรติของข้า ข้าสัญญาว่า ข้อ ๑ ข้าจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ข้อ ๒ ข้าจะช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ ข้อ ๓ ข้าจะปฏิบัติตามกฎของลูกเสือ จากคำปฏิญาณข้อที่ ๑ นั้น แสดงให้เห็นว่าลูกเสือมีหน้าที่ดังต่อไปนี้ ก. หน้าที่ต่อชาติ ชาติไทย คือ แผ่นดินและน่านน้ำที่รวมกันเรียกว่าประเทศไทย ประกอบด้วยประชาชนพลเมืองทีรวมกันเรียกว่าคนไทย ธงชาติ เป็นเครื่องหมายแทนชาติ ฉะนั้น ธงชาติจึงเป็นสิ่งที่ควรแก่การเคารพเป็นหน้าที่ของลูกเสือทุกคน จะต้องแสดงความเคารพในโอกาสที่ชักธงขึ้นสู่ยอดเสา และเวลาชักธงลงจากยอดเสาพิธีชักธงชาติขึ้นสู่เสา หรือชักธงลงจากเสานี้ เป็นพิธีสำคัญอย่างหนึ่งของลูกเสือซึ่งจะต้องกระทำด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ชักธงลงควรถือว่าเป็นเกียรติที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานนี้ และจะต้องระมัดระวังไม่ให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของธงสัมผัสกับพื้นดินเป็นอันขาด ลูกเสือไม่ควรกระทำการใด ๆ ในอันที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่เกียรติของธงชาติ เช่น นำผืนธงไปปูพื้นเช็ดส่งของ หรือเหยียบย่ำ และกองไว้แทบเท้า ธงชาติไทยเรียกว่า "ธงไตรรงค์" แปลว่า ธงสามสี ลูกเสือควรจะทราบด้วยว่าแต่ละสีมีความหมายอย่างไร สัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของธงชาติไทยคือ"เพลงชาติ" ลูกเสือและผู้บังคับบัญชาลูกเสือทุกคนจะต้องสามารถร้องเพลงชาติได้อย่างถูกต้อง ข. หน้าที่ต่อศาสนา ลูกเสือจะนับถือศาสนาใด ๆ ก็ได้ เพราะทุกศาสนาก็มีความมุ่งหมายอย่างเดียวกันคือให้ให้บุคคลเป็นคนดี ได้แก่ การละเว้นความชั่ว กระทำแต่ความดี และทำใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์ ค. หน้าที่ต่อประมหากษัตริย์ ผู้กำกับลูกเสือพึงหาวิธีการต่าง ๆ ที่จะทำให้ลูกเสือสนใจในพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์โดยเน้นถึงเวลาที่พระองค์ทรงอุทิศให้แก่บ้านเมือง และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆทั่วราชอาณาจักรพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของชาติ เป็นที่รวมแห่งความเคารพสักการะและความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ นอกจากนั้น พระองค์ทรงเป็นพระประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติด้วย ง. การบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น การบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของลูกเสือและเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้การลูกเสือมีชื่อเสียง ได้รับการยกย่องจากประชาชนโดยทั่วไปแหล่งหรือโอกาสที่ลูกเสือจะบำเพ็ญประโยชน์นั้นควรเริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัวเด็กก่อนแล้วขยายออกไปตามวัยและความสามารถของเด็ก กล่าวคือ ๑. บ้านของลูกเสือ ควรส่งเสริมให้เด็กทำงานในบ้านหรือบำเพ็ญประโยชน์ต่อครอบครัว เพื่อเป็นการเพาะนิสัยที่ดีให้แก่เด็ก ๒. โรงเรียนหรือที่ตั้งกองลูกเสือ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือควรส่งเสริมให้เด็กได้ทำงานเป็นประโยชน์ต่อเพื่อน ต่อห้องเรียน ต่อโรงเรียนให้มากที่สุด โดยสอนให้ลูกเสือตระหนักว่างานเป็นสิ่งที่มีเกียรติ งานเท่านั้นเป็นเครื่องวัดคุณค่าของคน กฎของลูกเสือ ข้อ ๑ ลูกเสือมีเกียรติเชื่อถือได้ ข้อ ๒ ลูกเสือมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ ข้อ ๓ ลูกเสือมีหน้าที่กระทำตนให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่น ข้อ ๔ ลูกเสือเป็นมิตรของคนทุกคน และเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก ข้อ ๕ ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย ข้อ ๖ ลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ ข้อ ๗ ลูกเสือเชื่อฟังคำสั่งของบิดามารดา และผู้บังคับบัญชาด้วยความเคารพ ข้อ ๘ ลูกเสือมีใจร่าเริง และไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ข้อ ๙ ลูกเสือเป็นผู้มัธยัสถ์ ข้อ ๑๐ ลูกเสือประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ กฎของลูกเสือ ข้อ ๑๐ นี้ ได้ดัดแปลงมาจากกฎของลูกเสือข้อ ๑๐ ตามธรรมนูญของสมัชชาลูกเสือโลกที่ว่า "ลูกเสือเป็นผู้สะอาดในทางความคิด วาจา และกระกระทำ" ข้อ ๑. ลูกเสือมีเกียรติเชื่อถือได้ ลูกเสือที่แท้จริงถือว่าเกียรติของเขาสำคัญกว่าสิ่งใด เกียรติของเขาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คนที่รู้จักรักษาเกียรติเป็นผู้เชื่อถือได้เสมอ เขาจะไม่กระทำสิ่งใด ๆ ที่เสียเกียรติ เช่น พูดเท็จกับผู้บังคับบัญชา หรือนายจ้างหรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา และเขาจะทำตัวให้เป็นที่นับถือของคนทั่วไป ในฐานะที่เป็นลูกเสือวิสามัญท่านต้องไม่ยอมให้สิ่งที่ยั่วยวนใจ ไม่ว่าจะลึกลับหรือรุนแรงเพียงไรมาชักจูงให้ท่านกระทำการใด ๆ ที่ไม่สุจริตหรือเป็นที่น่าสงสัย ท่านจะไม่ละเมิดคำมั่นสัญญาเป็นอันขาด ข้อ ๒. ลูกเสือมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซื่อตรงต่อผู้มีพระคุณ ในฐานะเป็นพลเมืองดี ท่านจะต้องระลึกเสมอว่าท่านเป็นคนหนึ่งในคณะ หรือเป็นอิฐก้อนหนึ่งในกำแพง ท่านจะต้องทำหน้าที่ของท่านให้ดีที่สุด และซื่อตรงกับผู้มีส่วเกี่ยวข้องกับท่าน เช่น พ่อ แม่ พี่ น้องนายจ้างของท่าน ท่านจะต้องไม่ทำลายเกียรติของท่านด้วยการเล่นไม่ซื่อ นอกจากนั้น ท่านต้องไม่ทำให้ผู้ที่ไว้วางใจท่าน ไม่ว่าชายหรือหญิงต้องผิดหวัง บรรพบุรุษของท่านได้ทำงานด้วยความเข้มแข็ง รบด้วยความทรหด และตายด้วยความองอาจ เพื่อรักษาบ้านเมืองไว้ให้ท่าน ขออย่าให้บรรพบุรุษของท่านมองลงมาจากสวรรค์แลเห็นท่านเที่ยวเตร่ เอามือใส่กระเป๋าโดยไม่ได้ทำอะไรเพื่อบ้านเมืองเลย ข้อ ๓. ลูกเสือมีหน้าที่กระทำตนให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่น ลูกเสือจะพยายามให้ความเมตตากรุณา เพื่อบำเพ็ญประโยชน์ต่อประชาชนอยู่เสมอ ความคิดเห็ของเขามีว่าคนทุกคนต้องตาย แต่ท่านควรจะทำใจของท่านว่าก่อนเวลาจากโลกนี้ไปตามวิถีทางของธรรมชาติท่านควรจะทำ ความดีบ้าง ฉะนั้น จงทำทันที เพราะท่านไม่รู้เลยว่าเมื่อใดท่านจะต้องล่วงลับไป ข้อ ๔. ลูกเสือเป็นมิตรของคนทุกคนและเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก ในฐานะที่เป็นลูกเสือวิสามัญ ท่านจะต้องยอมรับรู้ว่าคนอื่นเป็นเพื่อนมนุษย์ และท่านต้องไม่รังเกียจความแตกต่างในเรื่องขาดความคิด วรรณะ ศาสนา หรือชาติบ้านเมือง ท่านต้องขจัดอคติของท่านและมองหาจุดดีของคนอื่น ส่วนจุดชั่วนั้นคนโง่ก็ย่อมวิจารณ์ได้ ถ้าท่านแสดงไมตรีจิตต่อคนชาติอื่นได้เช่นนี้ก็นับว่าท่านได้ช่วยก่อให้เกิดสันติภาพและไมตรีจิตระหว่างประเทศและมวลมนุษย์ชาติได้ ข้อ ๕. ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย ในฐานะที่ท่านเป็นลูกเสือวิสามัญ ท่านจะต้องสุภาพและคำนึงถึงผู้หญิง คนแก่ เด็กและบุคคลทั่ว ไป แต่ยิ่งกว่านั้น ท่านจะต้องสุภาพต่อฝ่ายตรงข้ามกับท่านด้วย รวมความว่า ท่านจะต้องเป็นสุภาพบุรุษ คือผู้ปฏิบัติตามกฎแห่งการบำเพ็ญประโยชน์ของลูกเสือ ข้อ ๖. ลูกเสือมีความเมตรากรุณาต่อสัตว์ สัตว์ทั้งหลาย มีความรักและหวงแหนชีวิตของตนยิ่งกว่าสิ่งใด ต่างก็ดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดและปลอดภัยจากอันตราย ทุกชีวิตปรารถนาความสุข ความรัก ความอบอุ่น และการช่วยเหลือเกื้อกูล แต่เกลียดกลัวและหวาดระแวงต่อการล่วงเกิน เบียดเบียน และทำร้าย ภาระกิจสำคัญที่สุดของลูกเสือวิสามัญ คือการช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ และการบริการผู้อื่นให้ได้รับความสุข ดังนั้น ลูกเสือวิสามัญทุกคน จึงควรเป็นผู้ที่มีความรักและความเมตตากรุณาต่อสัตว์ด้วย ข้อ ๗. ลูกเสือเชื่อฟังคำสั่งของบิดามารดา และผู้บังคับบัญชาด้วยความเคารพ ในฐานะที่เป็นลูกเสือวิสามัญ ท่านย่อมบังคับตนเองและเต็มใจเชื่อฟังคำสั่งของพ่อแม่ ครู อาจารย์นายหมู่ และผู้กำกับลูกเสือ โดยชอบด้วยเหตุผล ไม่มีการโต้แย้ง ชุมชนที่มีวินัยดีเป็นชุมชนที่มีความสุขที่สุดแต่วินัยต้องเกิดมาจากภายใน มิใช่ถูกบังคับจากภายนอก ดังนั้น การปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่นจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก ข้อ ๘. ลูกเสือมีใจร่าเริง และไม่ย่อท้อต่อความลำบาก ในฐานะเป็นลูกเสือวิสามัญ คนอื่น ๆ จะคอยมองดูท่านและคิดอยู่เสมอว่าท่านคงจะไม่หัวเสียและจะยืนหยัดต่อสู้ด้วยความเข้มแข็งและร่าเริง อดทนในเมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น ข้อ ๙. ลูกเสือเป็นผู้มัธยัสถ์ ในฐานะท่านเป็นลูกเสือวิสามัญ ท่านจะมองไปข้างหน้าและจะไม่ยอมเสียเวลาหรือเสียเงินสำหรับความสุขสำราญในปัจจุบัน แต่จะใช้โอกาสนั้น เพื่อให้ได้บรรลุความสำเร็จในหน้าที่ที่ท่านกระทำทั้งนี้เพื่อว่าจะได้ไม่ต้องเป็นภาระแก่ผู้อื่น แต่กลับจะเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นได้อีกด้วย ข้อ ๑๐. ลูกเสือประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ ในฐานะที่ท่านเป็นลูกเสือวิสามัญ ท่านต้องมีใจสะอาด คิดแต่เรื่องที่เป็นมงคล สามารถควบคุมสตและจิตใจของตนเองไม่ให้ฟุ้งซ่านใน รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัส และของมันเมาจนเกินกว่าเหตุ ท่านต้องเป็นตัวของท่านเอง และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านคิด-พูด และกระทำโดยเฉพาะท่านควรมีสัมมาอาชีวะ คือ ต้องมีอาชีพที่สุจริตเพื่อความสุขของตนเองและสังคมข้อมูลจาก http://fws.cc/krooboonsongs/index.php?topic=604.0 ลูกเสือต้องเรียนเรื่องทิศ พกเข็มทิศและเดินทางไกล นิทานเมาคลีลูกหมาป่า ก็เป็นนิทานที่สนุก แชร์คาน บาลู บาเคียร่า เงื่อนลูกเสือแบบต่างๆ เงื่อนพิรอด เงื่อนตะกรุดเบ็ด เงื่อนขัดสมาธิ เงื่อนกระหวัดไม้ ภาพจาก www.boyscouts.obec.go.th เจาะชีวิต นักเรียน โรงเรียนนายเรืออากาศ มารู้จัก โรงเรียนนายเรืออากาศ กัน ไม่ ไกลกันนัก … รักบี้ กีฬา (เถื่อน) ของสุภาพบุรุษ กับศิษย์เก่าวชิราวุธ กีฬา (เถื่อน) ของสุภาพบุรุษ ครั้งที่แล้วได้นำเสน …

จุงเบย แปลว่าอะไร จักแร้เปี้ยก
ภาษาวัยรุ่น /  เกร็ดความรู้

คำว่า จุงเบย แปลว่าอะไร แล้วมีที่มาที่ไปยังไง? ทำไม จุงเบย ถึงเกิดคำนี้ขึ้นมา...(เออนั้นสิ) แล้วยังจะบรรจุคำศัพท์ใหม่ คำวัยรุ่น คำแสลง ที่ในปัจจุบันเขาพูดกัน ลง?พจนานุกรมคำศัพท์ใหม่?เล่ม4 อีก (โอ้ยตาย!นึกว่า นารูโตะ ) ความหมายของ จุงเบย ในไทย? จุงเบย?เพี้ยนมาจาก?จังเลย?แสดงความแอ๊บแบ๊ว บางคนบอกว่าปัญญาอ่อน ความหมายของ จุงเบย ในต่างประเทศ แต่รู้หรือไม่คำว่า จุงเบย ในภาษา คัสซาบลังกา หรือ?คาซาบลังกา (?โมร็อกโก ) แปลว่า จักแร้เปี้ยก ! เธอน่ารัก จุงเบย =?เธอน่ารัก?จักแร้เปี้ยก (555555) ที่มาของ จุงเบย จุง ? จัง สระ อุ และ ไม้หันอากาศ (?ั)?เป็นสระที่อยู่ใกล้กันในคีย์บอร์ด ทำให้พิมพ์ผิด โดยพิมพ์สลับกันบ่อยๆ จนเลยเถิดกลายเป็นศัพท์วัยรุ่น เบย ? เลย ล และ บ เป็นตัวอักษรที่อยู่ใกล้กันในคีย์บอร์ด ทำให้พิมพ์ผิด โดยพิมพ์สลับกันบ่อยๆ จนเลยเถิดกลายเป็นศัพท์วัยรุ่น ตัวอย่าง การใช้ จุงเบย? คิดถึงจุงเบย เธอน่ารักจุงเบย คำว่า ? จุงเบย ? กับ?พจนานุกรม ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน ล่าสุดราชบัณฑิตฯ เตรียมบัญญัติ คำว่า ? จุงเบย ? เป็นศัพท์ใหม่ใน พจนานุกรมคำศัพท์ใหม่?รวมถึงคำว่า ?เม้าธ์มอย, กาก, กินตับ, เกรียน, เช็ดเม็ด ,?จอนูน, จอแบน, โนเวสเตชั่น, แพล้งกิ้ง?และอื่นๆ อยากรู้ ดูที่นี้ อัพเดทศัพท์วัยรุ่น เยอะจุงเบย http://teen.mthai.com/variety/47312.html เรียบเรียง teen.mthai?ข้อมูล?guchill.com หมายถึง จุงเบย daddy หรอคะ? เตรียมพร้อมรับมือ จุงเบย บุกโลก นั้นไง?ต็มไปหมดเบย กริ๊ดๆๆ โดนตบ เบย น่ารัก จุงเบย ได้แฟนเพราะ จุงเบย? ถ้าไม่พูดว่า จุงเบย จะเฉยป่าวว่ะ ( เอิ้บ ไม่พูด จุงเบย ไม่เท่าไร แต่ถ้าใครไม่รู้จัก โคตรเฉย จุงเบย นะ !) อาย อี ไพร่สถุนสยามตัวไหนมาพูด จุงเบย กูจักจับกุดหัวเสีย จักได้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ลูกหลานชาวสยามสืบไป คำขวัญประเทศไทย ปีหน้า ?เรารักประเทศไทย จุงเบย

ผกก.มั่นใจ
กัณฑ์ปวิตร ภูวดลวิศิษฏ์ /  นมัสเตอินเดีย / 

หลังจากบทภาพยตร์เรื่อง “นมัสเตอินเดีย ส่งเกรียนไปเรียนพุทธ” ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการไทยเข้มแข็ง “กัณฑ์ปวิตร ภูวดลวิศิษฏ์” เจ้าของบทภาพยนตร์จึงสานต่องานที่ต้องการนำเสนอเรื่องราวของพุทธศาสนาให้ไม่เหมือนใคร ย่อยง่าย เข้าใจเร็วทันที กระทั่งออกมาเป็นภาพยนตร์ส่งท้ายปีพุทธชยันตีที่พูดถึงเรื่องราวพุทธๆ ณ สังเวชยสถานทั้งสี่ ในแบบเกรียนสุดติ่ง “มันเริ่มจากที่ครั้งหนึ่งผมเคย ซื้อแพ็คเกจทัวร์ไปตามรอยพระพุทธเจ้าที่อินเดีย ในสังเวชนียสถานทั้งสี่ มีที่ลุมพินีวัน ซึ่งเป็นที่ประสูตร, พุทธคยา เป็นที่ตรัสรู้, สารนาถ ที่ปฐมเทศนา และกุสินารา ที่ปรินิพพาน ช่วงนั้นมีปัญหาชีวิต ก็คิดว่าไปทำบุญเยอะๆ แล้วชีวิตจะเปลี่ยน จะดีขึ้น แต่ไปเสร็จกลับมาก็เหมือนเดิม จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่าวัตถุประสงค์ในการไปสังเวชนียสถานสี่ตำบล จริงๆแล้วมันคืออะไร เวลาเราไปกับทัวร์เขาจะแจกธูปเทียน จุด กราบไหว้ จบ แล้วทุกคนก็กลับมาอิ่มบุญ คือไม่ได้บอกนะว่าอย่างนั้นไม่ได้บุญแต่คิดว่ามันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น ก็เลยมาศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือท่านพุทธทาสก็เลยทำให้เข้าใจแก่นของพระพุทธศาสนามากขึ้นก็เลยเอามาตีเป็นโจทย์ว่าจริงๆแล้วเราควรจะได้อะไรกลับมาจากการไปสังเวชนียสถานทั้งสี่ตำบล  ก็เอามาพัฒนาเป็นบทหนัง ซึ่งตอนที่ทำก็ทำเพราะความอยากจริงๆ โดยการเอาประสบการณ์จริงของเราเข้ามาผสมด้วย และคิดว่ามันจะออกมาไม่น่าเบื่อ เพราะตอนที่เขียนรู้อยู่แล้วว่าหนังจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร ง่ายๆเลยผมคิดว่าน่าจะเหมือนทำให้คนดูมีทัศนคติต่อศาสนาพุทธต่างไปจากเดิม เท่าที่ฟังจากฟี๊ดแบ็คจากคนที่ได้ดูแล้วก็เชื่อว่าพุทธศาสนาจากเรื่องนี้มันไม่ได้เป็นเรื่องน่าเบื่อ ถ้าเราทำให้มันย่อยง่าย เข้าใจง่าย แล้วผลตอบรับจากการฉายโชว์ในงาน เทศกาลภาพยนตร์พุทธปัญญานานาชาติ กรุงเทพ 2555 ก็ออกมาน่าพอใจมากด้วยครับ มีคนพูดถึงหนังเรื่องนี้เยอะในทิศทางที่ดีจากงานนั้น” ติดตามชีวิตเด็กพุทธสุดเกรียนกับการเปิดโลกทัศน์พุทธๆครั้งสำคัญของเขาได้ใน “นมัสเตอินเดีย ส่งเกรียนไปเรียนพุทธ” ในเครือเมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ 13 ธันวาคม ศักราชนี้ ตี๋ตั๋วสู่นิพพาน -------------------------------- มีภาพสวยๆจากในหนังมาให้ได้ชมกันครับ