ราชบัณฑิตยสถาน

ทำไม!! ต้องมัดตราสังศพ..?
ความเชื่อ /  ตราสัง / 

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมคนที่ตายไปแล้ว ทางด้านสัปเหร่อจึงต้องนำศพมาทำการ มัดตราสัง เพื่ออะไร และเหตุผลเป็นอย่างไร วันนี้ Horoscope.Mthai.com นำข้อมูลมาบอกกัน การตราสัง หมายความว่าการมัดศพ หรือการผูกศพให้เป็นเปลาะ ๆ ด้วยด้ายดิบ เป็นต้น ส่วนคำว่า สัง ใน ตราสัง นั้น นักปราชญ์บางคนสันนิษฐานว่ามาจากคำ สังขาร แต่ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ) สันนิษฐานว่า น่าจะมาจากคำ สาง ซึ่งแปลว่า ผี หรือ ซากศพ การตราสัง หรือการ มัดตราสัง เมื่อมีคนตาย และทำพิธีเบื้องต้นให้แก่ศพ เช่น อาบน้ำศพ และแต่งตั้งศพ เสร็จแล้ว ก่อนนำศพใส่โลง ต้องทำพิธี มัดตราสัง ด้วยสายสิญจน์ นิยมมัดเป็น ๓ เปลาะ คือ ที่คอ ที่มือและที่เท้า มีผู้แต่งคำโคลงอธิบายการมัดตราสังเป็น ๓ เปลาะไว้ดังนี้ มีบุตรห่วงหนึ่ง เกี้ยว พันคอ ทรัพย์ผูกบาทา คลอ หน่วงไว้ ภริยาเยี่ยงอย่าง ปอ รึงรัด มือนา สามห่วงใคร พ้นได้ จึงพ้น สงสาร (โคลงโลกนิติ) ในการ มัดตราสัง ศพ เมื่อนำบ่วงคล้องคอ สัปเหร่อจะว่าคาถา ปุตฺโต คีวํ หมายความว่า ลูกคือห่วงผูกคอ เมื่อเวลามัดว่าคาถารัดประอก เป็นห่วงที่ ๑ แล้วโยงเชือกมากลางลำตัว ทำเป็นห่วงตะกรุดเบ็ด ผูกหัวแม่มือ ของศพที่พนมถือกรวยดอกไม้ธูปเทียนอยู่ รวบมือศพผูกให้พนมไว้ที่หน้าอก ว่าคาถา ธนํ หตฺเถ ความหมายว่าทรัพย์คือห่วงผูกมือ ในเวลามัดว่าคาถารัดประคดเอว เป็นห่วงที่ ๒ แล้วโยงเชือกมาที่เท้าทำเป็นบ่วงผูกหัวแม่เท้า ผูกข้อเท้าทั้งสองให้ติดกัน ว่าคาถา ภริยา ปาเท หมายความว่า ภริยาคือห่วงผูกเท้า เป็นห่วงที่ ๓ (แม้ศพผู้หญิงก็ว่าคาถาแบบเดียวกัน) บางตำราใช้คาถา ธนํ ปาเท ไม่ใช่ ภริยา ปาเท และบางตำราก็ให้ผูกข้อเท้าขึ้นมาก่อน เสร็จแล้วให้เอาผ้าขาวผืนใหญ่ห่อตัวโดยขมวดไว้ด้านศีรษะ เพื่อจะได้เป็นการสะดวก เมื่อเวลาเปิด เอานํ้ามะพร้าวล้างหน้าศพก่อนเผา แล้วเอาด้ายดิบขนาดนิ้วหัวแม่มือ มัดเป็นเปลาะๆ ให้แน่นเป็น ๕ เปลาะ เป็นปริศนาธรรม หมายถึงนิวรณ์ ๕ คือ ๑. กามฉันทะ ๒. ความพยาบาท ๓. ความง่วงเหงาหาวนอน ๔. ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ๕. ความลังเลใจ ทั้ง ๕ ประการนี้ คือสิ่งขวางกั้นจิต ไม่ให้บรรลุความดี วัตถุประสงค์ของการตราสังศพ หรือการ มัดตราสัง นั้น ก็เพื่อไม่ให้ศพพองขึ้นจนดันโลงแตกเมื่อตอนขึ้นอืด จึงต้องมีการมัดให้แน่น และจัดให้ศพนอนตะแคงในโลง ส่วนการปล่อยเชือกมัดออกมานอกโลงนั้น ก็เพื่อผูกผ้าโยงให้พระบังสุกุล บุญจะได้แล่นเข้าถึงตัวศพ และด้วยเพราะในสมัยโบราณ ไม่มียาสำหรับฉีดรักษาศพ จึงต้องมัดไว้ให้ดี เพื่อให้ผ้าซับนํ้าเลือดนํ้าเหลืองและป้องกันโลงแตกเพราะศพขึ้น นอกจากนี้ ราชบัณฑิตยสถานยังว่า การตราสัง หรือการ มัดตราสัง นั้นก็เพราะกลัวผีจะมารังควาน จึงมัดเสียแน่นหนา ไม่ต้องการให้ผีเดินมาได้ ขอบคุณข้อมูลจาก th.wikipedia, Night siam.com ขอบคุณภาพจาก watphramahajanaka

 9ตลก.ศาลรธน.ไม่หวั่นม็อบขู่-312ส.ส.-ส.ว.ไม่แจงแน่
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ /  เสื้อแดง / 

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่ร้องขอการคุ้มครองเพิ่มเติมจากตำรวจ เป็นการส่วนตัว หลังถูกเสื้อแดงประกาศตามล่าตัว ขณะที่ "จารุพงศ์"ยัน 312 ส.ส. และ ส.ว. ไม่แจงศาล ปมแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ชี้ นิติบัญญัติทำถูกทางแล้ว นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึง การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในนามกลุ่มวิทยุสื่อประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ กวป. บริเวณด้านหน้าอาคารสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีการชุมนุมแบบยืดเยื้อกดดันให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ลาออก และแกนนำของผู้ชุมนุม ได้มีการประกาศในทำนองว่า ให้ประกาศจับตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ในเรื่องนี้ทางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ท่าน ยังไม่มีการประสานขอการคุ้มครองเพิ่มเติม จากเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด และไม่รู้สึกหนักใจในการทำหน้าที่ หลังมีการกดดันจากผู้ชุมนุม และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ท่าน ยังคงปฏิบัติงานตามปกติ ไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไร ส่วนกรณีที่ได้มีการส่งตัวแทนไปแจ้งความดำเนินคดีกับทางแกนนำคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมหน้าศาลรัฐธรรมนูญไว้ที่กองปราบปรามนั้น ทางพนักงานสอบสวนยังไม่มีการขอพยานหลักฐานเพิ่มหรือเชิญผู้แทนไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมแต่อย่างใด ’จารุพงศ์’ ยัน 312 ส.ส.-ส.ว. ไม่แจงศาลรธน.นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวยืนยันกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ในวันที่ 15 พ.ค. 2556 นี้ 312 ส.ส. และ ส.ว. จะไม่เข้าไปชี้แจงการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ต่อศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน เนื่องจากทางฝ่ายนิติบัญญัติทำถูกต้องแล้ว อีกทั้ง ตาม ม.68 ต้องมีการยื่นผ่านอัยการสูงสุด เหมือนกับที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต และเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ตีความไว้ และใช้สอนนิสิตนักศึกษามาแล้วจำนวนมาก คนที่ไม่ยอมจึงไม่ยอม ดังนั้น เรื่องนี้จึงต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญ หากต่างฝ่ายต่างมองว่าตนเองถูกต้อง ส่วนกรณีนี้ ศาลจะตีความออกมาอย่างไร ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ เพราะต้องแล้วแต่ศาลพิจารณา

เทียนพรรษา ทำมาจากอะไร
ประวัติ /  วันเข้าพรรษา / 

รู้หรือไม่? เทียนพรรษา ทำมาจากอะไร? หลายคนอาจจะสงสัย ว่า เทียนพรรษา คืออะไร??เทียนพรรษา?ใช้ทำอะไร? เพราะช่วงนี้เป็นช่วง เข้าพรรษา ก็จะต้องมีการนำเทียนมาถวายวัด หรือ การยกขบวน แห่เทียนพรรษา เอาละเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปดูกันดีกว่าว่า?เทียนพรรษา ทำมาจากอะไร? กำเนิด เทียนพรรษา ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู นับถือวัวเพราะถือว่า วัวเป็นพาหนะของพระอิศวร เมื่อวัวตาย จะเอาไขจากวัวมาทำเป็นน้ำมันเพื่อจุดบูชาพระผู้เป็นเจ้าที่ตนเคารพ?แต่ชาวพุทธซึ่งนับถือ ศาสนาพุทธ จะทำเทียนเพื่อจุดบูชา พระรัตนตรัย โดยการเอารังผึ้ง ร้างมาต้มเอาขี้ผึ้ง แล้วฟั่นเป็นเทียนเล่มเล็ก ๆ มีความยาวตามต้องการ เช่น ยาวเป็นคืบ หรือเป็น ศอกแล้วใช้จุดบูชาพระ เทียนพรรษา เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ชาวพุทธจะยึดถือเป็นประเพณีนำเทียนไป ถวายพระภิกษุในเทศกาล เข้าพรรษา เพื่อปรารถนาให้ตนเองเป็นผู้เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ ประดุจ แสงสว่างของดวงเทียน วิวัฒนาการของ เทียนพรรษา เทียนพรรษา คือ เทียนขนาดใหญ่และยาวเป็นพิเศษกว่าเทียนชนิดอื่น สำหรับจุดใน โบสถ์ตั้งแต่วัน เข้าพรรษา จนถึงวัน ออกพรรษา (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525) การทำเทียนพรรษา มีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ จากการนำรังผึ้งมาต้มเอาขี้ผึ้งไปฟั่น เป็นเทียนนำไปถวายพระภิกษุ เอาเทียนเล่มเล็ก ๆ หลาย ๆ เล่ม มามัดรวมกันเป็นลำต้นคล้ายกับ ต้นกล้วย หรือลำไม้ไผ่ แล้วนำไปติดกับฐาน ซึ่งการมัดรวมกันแบบนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่นิยมเรียกว่า ต้นเทียน หรือต้นเทียนพรรษา ภาพขบวนแห่?เทียนพรรษา?ไปถวายพระที่วัดในอดีต ต้น เทียนพรรษา?ประเภทแรก คือ " มัดรวมติดลาย " เป็นการเอาเทียนเล่มเล็ก ๆ มามัด รวมกันบนแกนไม้ไผ่ให้เป็น ต้นเทียน ขนาดใหญ่ แล้วตัดกระดาษเงิน กระดาษทองเป็นลายต่าง ๆ ติดประดับโดยรอบต้นเทียน ต่อมามีการคิดทำต้นเทียนเป็นต้นเดี่ยว เพื่อใช้จุดให้ได้นาน โดย การใช้ลำไม้ไผ่ที่ทะลุปล้องเป็นแบบหล่อ เมื่อหล่อเทียนเป็นต้นเสร็จแล้วจึงนำมาติดที่ฐาน และจัด ขบวนแห่เทียนไปถวายพระที่วัด การตกแต่งต้นเทียน เริ่มมีขึ้นโดยภูมิปัญญาชาวบ้าน ใช้ขี้ผึ้งลนไฟหรือตากแดดให้อ่อน แล้วปั้นเป็นรูปดอกลำดวนติดต้นเทียน หรือเอาขี้ผึ้งไปต้มให้ละลาย แล้วใช้ผลมะละกอ หรือ ผล ฟักทองนำมาแกะเป็นลวดลาย ใช้ไม้เสียบนำไปจุ่มในน้ำขี้ผึ้ง แล้วนำไปจุ่มในน้ำเย็น แกะขี้ผึ้งออก จากแบบ ตัดและตกแต่งให้สวยงามนำไปติดที่ต้นเทียน พ.ศ. 2482 มีช่างทองชื่อ นายโพธิ์ ส่งศรี เริ่มทำลายไทยไปประดับบนเทียน โดยมี การทำแบบพิมพ์ลงในแผ่นปูนซีเมนต์ซึ่งถือว่าเป็นแบบพิมพ์ หรือแม่พิมพ์ แล้วเอาขี้ผึ้งที่อ่อนตัว ไปกดลงบนแม่พิมพ์จะได้ขี้ผึ้งเป็นลายไทย นำไปติดกับลำต้นเทียน ต่อมา นายสวน คูณผล ได้คิดทำลายให้นูนและสลับสี จนเห็นได้ชัด เมื่อส่งเทียนเข้า ประกวดจึงได้รับรางวัลชนะเลิศ และในปี พ.ศ. 2497 นายประดับ ก้อนแก้ว คิดประดิษฐ์ทำหุ่นเป็น เรื่องราวพุทธประวัติ และเอาลวดลายขี้ผึ้งติดเข้าไปที่หุ่น ทำให้มีลักษณะแปลกออกไป จึงทำให้ เทียนพรรษาได้รับรางวัลชนะเลิศ และชนะเลิศมาทุกปี ในเทียนพรรษาประเภทติดพิมพ์ ปี พ.ศ. 2502 มีช่างแกะสลักลงใน เทียนพรรษา คนแรก คือ นายคำหมา แสงงาม และ คณะกรรมการตัดสินให้ชนะการประกวด ทำให้เกิดการประท้วงคณะกรรมการตัดสิน ทำให้ในปี ต่อๆ มามีการแยกประเภทต้นเทียนออกเป็น 2 ประเภทชัดเจนคือ ประเภทติดพิมพ์ (ตามแบบเดิม) ประเภทแกะสลัก การทำ เทียนพรรษา มีวิวัฒนาการเรื่อยมาไม่หยุดนิ่ง ในปี พ.ศ. 2511 ผู้คนได้พบเห็น ต้น เทียนพรรษา ขนาดใหญ่และสูงขึ้น มีการแกะสลักลวดลายในส่วนลำต้นอย่างวิจิตรพิสดาร ใน ส่วนฐานก็มีการสร้างหุ่นแสดงเรื่องราวทางศาสนา และความเป็นไปในสังคมขณะนั้น กลายเป็น ประติมากรรม เทียนพรรษา ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งช่างผู้ริเริ่มในการทำต้นเทียนยุคหลังคือ นายอุตส่าห์ และ นายสมัย จันทรวิจิตร สองพี่น้อง นับเป็นงานสร้างสรรค์ทางศิลปะอันเกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน อย่างแท้จริง คราวนี้เราก็ทราบกันแล้วใช่ไหมละว่า?เทียนพรรษา?ทำมาจาก?อะไร? ซึ่งเทศกาลงานบุญ เข้าพรรษา เรียกได้ว่าเป็น เทศกาลประจำชาติไทย อยากจะเชิญชวนวัยรุ่นทุกคน ร่วมงานบุญใหญ่ในครั้งนี้ เพราะสามารถช่วยกันสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไทย ที่ดีงามนี้ไว้ให้เพื่อนๆลูกๆหลานๆวัยรุ่นไทย ต่อๆไป thank:: isangate.com /mohanamai.com

ทำนาย สงกรานต์ ปี พ.ศ. 2557
ทำนายทำนาย สงกรานต์ พ.ศ. 2557 /  นางสงกรานต์ / 

อีกไม่กี่วันสงกรานต์ ปี พ.ศ. 2557 ก็จะมาถึงแล้ว ใช่ว่าคุณจะรอสนุกกับการเล่นน้ำเพียงอย่างเดียว แต่คุณรู้หรือไม่ว่า สงกรานต์ ปีนี้ ทาง Horoscope.Mthai.com ก็มีคำทายในช่วงประเพณีมาฝากกันด้วยเช่นกัน เล่นน้ำสงกรานต์ วันมหาสงกรานต์ ตรงกับ วันจันทร์ที่ 14 เมษายน เวลา 8 นาฬิกา 11 นาที 24 วินาที จันทรคติ ตรงกับ วันจันทร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีมะเมีย นางสงกรานต์ปี2557 นางสงกรานต์ คือ โคราคะเทวี ทรงพาหุรัด ทัดดอกปีบ อาภรณ์แก้วมุกดาหาร ภักษาหารน้ำมัน หัตถ์ขวาทรงขรรค์ หัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จยืน มาเหนือหลังพยัคฆ์(เสือ) เป็นพาหนะ ทำนาย สงกรานต์ ปี พ.ศ. 2557 เกณฑ์พิรุณศาสตร์ ปีนี้ เสาร์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 400 ห่า ตกในเขาจักรวาล 160 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 120 ห่า ตกในมหาสมุทร 80 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 40 ห่า เกณฑ์ธาราธิคุณ ชื่อ เตโช(ธาตุไฟ) น้ำน้อย อากาศยังร้อน เกณฑ์นาคราชให้น้ำ ปีมะเมีย นาคราชให้น้ำ 5 ตัว ทำนายว่า ฝนต้นปีงาม กลางปีงาม และปลายปีก็งามแล เกณฑ์ธัญญาหารชื่อ ปาปะ ข้าวกล้าในไร่นา จะได้ 1 ส่วน เสีย 10 ส่วน คนทั้งหลายจะตกทุกข์ได้ยากลำบากแค้น เพราะกันดารอาหารบ้าง จะฉิบหายเป็นอันมากแล วันเถลิงศก ตรงกับ วันพุธที่ 16 เมษายน เวลา 12 นาฬิกา 9 นาที 0 วินาที(เวลามาตรฐานประเทศไทยปัจจุบัน) จันทรคติ ตรงกับ วันพุธ แรม ๒ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีมะเมีย สงกรานต์ 2557 คำทำนาย สงกรานต์ 2557 วันจันทร์ เป็นวันมหาสงกรานต์ : ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จะแพ้เสนาบดี ท้าวพระยาและนางพระยาทั้งหลาย , วันอังคาร เป็นวันเนา : หมากพลู ข้าวปลาจะแพง จะแพ้อำมาตย์มนตรีทั้งปวง , วันพุธ เป็นวันเถลิงศก : ราชบัณฑิต ปุโรหิตโหราจารย์ จะมีสุขสำราญเป็นอันมากแล ฯ , นางสงกรานต์ ยืน : จะเกิดความเดือดร้อนเจ็บไข้ ขอบคุณข้อมูลจาก www.myhora.com

พล.อ.เปรม บอก ใครทรยศชาติขอให้พินาศ
บรรยาย /  พระสยามเทวาธิราช / 

เชื่อ พระสยามเทวาธิราชมีจริง สาปแช่งคนไม่ดี ผู้สื่อข่าว Mthai News รายงานจาก สำนักงานสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย หรือ UN ว่า สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้จัดงานสัมมนาวิชาการและบรรยายพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 12 ปีผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เดินทางมาร่วมงานพร้อมกับมอบรางวัลเกียรติยศ “คนดีแห่งแผ่นดิน” เพื่อเชิดชูเกียรติให้แก่นายดุสิต นนทะนาคร อดีตประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานหอการค้าไทย คนที่ 21 และนายชาญชัย จารุวัสตร์ อดีตกรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) ซึ่งบุคคลทั้งสองมีคุณสมบัติเป็นที่ยอมรับจากสาธารณชน พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการเพื่อสร้างความโปร่งใสและต่อต้านคอร์รัปชันมายาวนานและเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ทั้งนี้ พล.อ.เปรมได้ กล่าวบรรยายพิเศษมีใจความตอนหนึ่งว่า ตนมีความคิดเห็นว่าหากมีการพูดถึงเรื่องจริยธรรมแล้ว ต้องพูดถึงเรื่องคุณธรรมด้วย เพราะถ้าพูดสองคำไปพร้อมๆกันจะทำให้มีความสมบูรณ์ของความหมาย ที่ผ่านมาตนพูดเสมอว่าเกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ซึ่งตนเป็นคนคิดเองและมาพูดในที่สาธารณะมา 23 ปี อีกทั้งวันนี้ก็ยังชอบพูดประโยชน์นี้อยู่มากๆ แต่คิดว่าไม่ค่อยมีคนชอบฟังมากเท่าไหร่ คำว่าการเกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดินนั้นอธิบายได้สองวิธี คือแบบสั้นหมายความว่าคิดทำความดี เพื่อให้แผ่นดินมีความสงบ คนในแผ่นดินมีความสุข ช่วยกันสร้างคนดีในแผ่นดิน อีกทั้งไม่ทำให้แผ่นดินมีปัญหา ไม่ทำให้คนในแผ่นดินเดือดร้อน ซึ่งเฉพาะคนดีเท่านั้นถึงจะทำได้ คนไม่ดีทำไม่ได้ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ทำยากมาก แต่ก็ทำได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยากกว่านั้นคือการรักษาความดีให้คงอยู่กับผู้ทำตลอดไปจนกระทั่งตาย มีหลายคนในประเทศของเราเคยทำความดีให้ปรากฏจนกระทั่งได้รับการยกย่องสรรเสริญได้รับความศรัทธา แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถรักษาความดีที่ตนทำไว้ได้ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก ทั้งนี้ สำหรับการอธิบายแบบยาวนั้น 1.ต้องมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2.ต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ จงรักภักดี 3.ผู้บังคับบัญชาต้องประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา มีความเมตตา เป็นคนไทยต้องมีความเป็นไทย มีความเป็นธรรม เป็นนายคนต้องมีแต่ให้ จะรับได้อย่างเดียวคือรับความทุกข์ ความลำบากยากเข็ญของคนอื่นนำมาพิจารณาแก้ไข เหมือนอย่างที่ผู้ตรวจการแผ่นดินทั้ง 3 คนกำลังดำเนินการอยู่ 4. ปัญหาชาติบ้านเมืองที่เป็นปัญหาสำคัญที่สุดคือความยากจน เพราะฉะนั้นเราต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน หาทางขจัดความยากจนในแผ่นดินของเรา 5.เราต้องยึดถือและปฏิบัติตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 6.ภาครัฐ เอกชน หรือภาคไหนๆ ต้องทำงานให้คุ้มค่า คุ้มเวลา คุ้มความเป็นคน ที่น่าจะเข้าใจได้ง่ายว่าเกิดมาเป็นคนต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ตนใช้วิธีทำงานต้องยึดถือ 3 อย่างคือ สะดวก เรียบง่าย ประหยัด ถ้าทุกคนนำไปใช้ก็คิดว่าน่าจะได้ประโยชน์ 7.ต้องดำรงวัฒนธรรมไทย เช่นการละเล่นท้องถิ่นภาคต่างๆ การพูดภาษาท้องถิ่น ไม่ควรจะลอกเรียนฝรั่งจนไม่เหลือความเป็นไทยก็น่าเสียดายความเป็นไทย 8 .ผู้ใหญ่ต้องถือว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะดูแลยุวชนและเยาวชน เพราะความสำคัญของเด็กเป็นความสำคัญของชาติบ้านเมือง ต้องถือว่าเป็นหน้าที่โดยตรงที่เราต้องรับผิดชอบดูแลให้เด็กเติบโตมาเป็นคนดีของชาติบ้านเมืองให้ได้ 9. ศ.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิตที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องภาษาไทย ได้ให้คำชี้แจงกับตนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งหมายถึงความดีที่มีอยู่ในใจของตน ทำให้ผู้มีคุณธรรมประพฤติดี ปฏิบัติดี คุณธรรมเป็นธรรมะที่ควบคุมจิตใจของคนให้คิดให้พูดในสิ่งที่เป็นคุณ พร้อมกันนี้ โดยเฉพาะเป็นผลดีต่อผู้อื่น คุณธรรมเป็นความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นเอง หรือเกิดจากการอบรมสั่งสอน ที่เมื่อยึดมั่นเป็นคุณธรรมฝั่งในจิตใจ คนดีมีคุณธรรมจะต้องซื่อสัตย์ สุจริต คิดดี ทำดี พูดดี คิดตรง ทำตรง พูดตรง มีเมตตาช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่คดโกงแม้ว่าไม่มีผู้รู้เห็น จะไม่เอารัดเอาเปรียบ ข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่า ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ทุจริต ส่วนเรื่องจริยธรรม หมายถึงความประพฤติทางกายและวาจาที่แสดงออกถึงธรรมะที่อยู่ในใจ จริยธรรมหมายถึงการปฏิบัติในทางดีควบคู่กับคำว่าศีลธรรมที่มีการชี้แจงชัดเจน จริยธรรมบังคับได้แต่กายวาจา บังคับใจไม่ได้ ส่วนคุณธรรมบังคับใจ ความดีที่มีอยู่ในใจ คุณธรรมคือเรื่องของใจ จริยธรรมเรื่องของกายและวาจา ขณะเดียวกัน ตนได้อ่านประมวลจริยธรรม เช่นของ ส.ส. ส.ว. ซึ่งเป็นเรื่องดีมากและเป็นประโยชน์มาก หากรวมคุณธรรมเข้าไปด้วย ผมสังเกตว่าในประมวลจริยธรรมหากไม่ปฏิบัติก็ไม่มีบทลงโทษ เพราะฉะนั้นคิดว่าจะตัดสินได้อย่างไร ซึ่งก็ต้องใช้มโนธรรมและกติกาในใจของตนเองเป็นมาตรการในการตัดสิน มโนธรรมคือการรู้สึกผิดชอบชั่วดี แยกความดีจากความชั่วได้ อย่างไรก็ตามผมขอพูดนอกเรื่องว่า ผมเชื่อมั่นว่าชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครมีสิทธิยึดถือเป็นของตนเองได้ เชื่อว่าพระสยามเทวาธิราชมีจริง จะปกป้องคนดีและสาปแช่งคนไม่ดี สาปแช่งคนทรยศต่อชาติบ้านเมืองให้พินาศ ผมเชื่ออย่างนั้น ผู้มีเกียรติจะเชื่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคุณธรรมจริยธรรมของแต่ละคน Mthai News เกาะติดทุกข่าวเด่น ประเด็นร้อน ในรอบวันกับ Mthainews บน facebook คลิ๊กเลย ติดต่อทีมข่าว MThai News : news@mthai.com

ตำนาน นางสงกรานต์ปี 2556
กิมิทาเทวี /  ความเชื่อ / 

ตำนาน นางสงกรานต์ปี 2556 นางสงกรานต์ เป็นคติความเชื่ออยู่ในตำนานสงกรานต์ อันเป็นเรื่องเล่าถึงความเป็นมาของประเพณีดังกล่าว เป็นอุบายเพื่อให้คนโบราณได้รู้ว่าวันมหาสงกรานต์ คือ วันที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ ซึ่งสมัยนั้นถือเป็นการเถลิงศกใหม่ หรือวันขึ้นปีใหม่ตามสุริยคติตรงกับวันใด โดยสมมุติผ่านนางสงกรานต์ทั้งเจ็ดเทียบกับแต่ละวันในสัปดาห์ ปีไหนตรงกับวันใด นางสงกรานต์ที่มีชื่อสมมุติเข้ากับวันนั้นๆก็จะเป็นผู้อัญเชิญพระเศียร ท้าวกบิลพรหมออกแห่ไปสรงน้ำ ซึ่งนางสงกรานต์ทั้งเจ็ดนี้ เป็นเทพธิดาลูกสาวท้าวกบิลพรหม และเป็นบาทบริจาริกาของพระอินทร์ จากตำนานเล่าถึงท้าวกบิลพรหมแพ้พนันธรรมบาลกุมาร ต้องตัดเศียรออกบูชาธรรมบาลกุมารตามสัญญา แต่เนื่องจากพระเศียรของพระองค์ตกไปอยู่ที่ใด ก็จะเป็นอันตรายต่อที่นั้นไม่ว่าจะเป็นบนอากาศ บนดินหรือในน้ำ ดังนั้น ธิดาทั้งเจ็ดจึงต้องนำพานมารองรับ และนำไปประดิษฐานไว้ในถ้ำคันธชุลี ณ เขาไกรลาส ครั้นถึงกำหนด ๓๖๕ วัน ซึ่งโลกสมมุติว่าเป็นปีหนึ่งเวียนมาถึงวันมหาสงกรานต์ เทพธิดาทั้งเจ็ดก็จะทรงพาหนะต่างๆผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรของบิดาออกแห่ โดยที่เทพธิดาทั้งเจ็ดนี้ปรากฏในวันมหาสงกรานต์เป็นประจำ จึงได้ชื่อว่า “นางสงกรานต์” ส่วนท้าวกบิลพรหมนั้น โดยนัยก็คือ พระอาทิตย์ นั่นเอง เพราะกบิล หมายถึง สีแดง นอกจากตำนานข้างต้น ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับนางสงกรานต์ที่กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จะขอนำมาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมดังนี้ นางสงกรานต์ของแต่ละวัน จะมี นาม อาหาร อาวุธ และสัตว์ที่เป็นพาหนะ ต่างๆ รวมถึงคำทำนายเกี่ยวกับ วันมหาสงกรานต์ วันเนา และวันเถลิงศก สำหรับนางสงกรานต์ในปี 2556 นี้  คือ นาง มโหทร วันเสาร์ ชื่อ มโหทร ทัดดอกสามหาว เครื่องประดับนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย อาวุธขวาจักร ซ้ายตรีศูล พาหนะนกยูง ถ้าวันเสาร์ เป็นวันมหาสงกรานต์ โจรผู้ร้ายจะชุกชุม จะเกิดการเจ็บไข้ร้ายแรง ถ้าวันเสาร์เป็นวันเนา ข้าวปลาจะแพง ข้าวจะได้น้อย ผลไม้จะแพง น้ำน้อย จะเกิดเพลิงกลางเมือง ขุนนางจะต้องโทษ ถ้าวันเสาร์เป็นวันเถลิงศก บรรดาทหารทั้งปวงจะมีชัยชนะแก่ข้าศึกศัตรู ส่วนหากเป็นวันอื่นๆ ก็จะมีดังนี้ครับ วันอาทิตย์ ชื่อ ทุงษ ทัดดอกทับทิม เครื่องประดับปัทมราค ภักษาหารผลมะเดื่อ อาวุธขวาจักร ซ้ายสังข์ พาหนะครุฑ ถ้าวันอาทิตย์ เป็นวันมหาสงกรานต์ ปีนั้นพืชพันธุ์ ธัญญาหารไม่สู้จะงอกงามนัก ถ้าวันอาทิตย์เป็นวันเนา ข้าวจะตายฝอย คนต่างด้าวจะเข้าเมืองมาก ท้าวพระยาจะร้อนใจ ถ้าวันอาทิตย์เป็นวันเถลิงศก พระมหากษัตริย์จะมีพระบรมเดชานุภาพ ปราบศัตรูได้ทั่วทุกทิศ วันจันทร์ ชื่อ โคราค ทัดดอกปีบ เครื่องประดับมุกดา ภักษาหารน้ำมัน อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายไม้เท้า พาหนะเสือ ถ้าวันจันทร์ เป็นวันมหาสงกรานต์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนคุณหญิง คุณนายทั้งหลายจะเรืองอำนาจ ถ้าวันจันทร์เป็นวันเนา มักเกิดความไข้ต่างๆ และเกลือจะแพง นางพญาจะร้อนใจ ถ้าวันจันทร์เป็นวันเถลิงศก พระราชินีและท้าวนางฝ่ายในจะมีความสุขสำราญ วันอังคาร ชื่อ รากษส ทัดดอกบัวหลวง เครื่องประดับโมรา ภักษาหารโลหิต อาวุธขวา ตรีศูล ซ้ายธนู พาหนะสุกร ถ้าวันอังคาร เป็นวันมหาสงกรานต์ โจรผู้ร้ายจะชุกชุม จะเกิดการเจ็บไข้ร้ายแรง แต่ถ้าวันอังคารเป็นวันเนา ผลหมากรากไม้จะแพง ถ้าวันอังคารเป็นวันเถลิงศก ข้าราชการทุกหมู่เหล่าจะมีความสุข มีชัยชนะแก่ศัตรูหมู่พาล วันพุธ ชื่อ มัณฑา ทัดดอกจำปา เครื่องประดับไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย อาวุธขวาเข็ม ซ้ายไม้เท้า พาหนะลา ถ้าวันพุธ เป็นวันมหาสงกรานต์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะได้รับการยกย่องจากต่างประเทศ ถ้าวันพุธเป็นวันเนา ข้าวปลาอาหารจะแพง แม่หม้ายจะพลัดที่อยู่ ถ้าวันพุธเป็นวันเถลิงศก บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตจะมีความสุขสำราญ วันพฤหัสบดี ชื่อ กิริณี ทัดดอกมณฑา เครื่องประดับมรกต ภักษาหารถั่วงา อาวุธขวาขอ ซ้ายปืน พาหนะช้าง ถ้าวันพฤหัสบดี เป็นวันมหาสงกรานต์ ผู้น้อยจะแพ้ผู้เป็นใหญ่ และเจ้านาย ถ้าวันพฤหัสบดีเป็นวันเนา ผลไม้จะแพง ราชตระกูลจะมีความร้อนใจ ถ้าวันพฤหัสบดีเป็นวันเถลิงศก สมณชีพราหมณ์จะปฏิบัติกรณียกิจอันดีงาม วันศุกร์ ชื่อ กิมิทา ทัดดอกจงกลนี เครื่องประดับบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำว้า อาวุธขวาพระขรรค์ ซ้ายพิณ พาหนะกระบือ ถ้าวันศุกร์ เป็นวันมหาสงกรานต์ พืชพันธุ์ธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์ ฝนชุก พายุพัดแรง ผู้คนจะเป็นโรคตาและเจ็บไข้กันมาก ถ้าวันศุกร์เป็นวันเนา พริกจะแพง แร้งกาจะเป็นโรค สัตว์ป่าจะเป็นอันตราย แม่หม้ายจะมีลาภ ถ้าวันศุกร์เป็นวันเถลิงศก พ่อค้าคหบดีจะทำมาค้าขึ้น มีผลกำไรมาก ส่วนอิริยาบถที่นางสงกรานต์ขี่พาหนะมา อันเป็นการบอกช่วง เวลาว่า พระอาทิตย์เคลื่อนสู่ราศีเมษเวลาใดของวันมหาสงกรานต์ จะมีด้วยกัน ๔ ท่า โดยมีความหมาย ดังนี้ ๑) ถ้ายืนมาบนพาหนะ หมายถึง พระอาทิตย์ยกสู่ราศีเมษในระหว่างเวลารุ่งเช้าจนถึงเที่ยง ๒) ถ้านั่งมาบนพาหนะ หมายถึง ช่วงเที่ยงจนถึงค่ำ ๓) ถ้านอนลืมตามาบนพาหนะ หมายถึง ช่วงค่ำไปจนถึงเที่ยงคืน ๔) ถ้านอนหลับตามาบนพาหนะ หมายถึง เที่ยงคืนไปจนถึงรุ่งเช้า ความเชื่อ คำทำนายโบราณเกี่ยวกับนางสงกรานต์และวันสงกรานต์ จาก หนังสือตรุษสงกรานต์ของ อาจารย์สมบัติ พลายน้อย ได้มีการกล่าวถึงความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องนางสงกรานต์ วันมหาสงกรานต์ วันเนา และวันเถลิงศกไว้อย่างน่าสนใจหลายประการ ได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับอิริยาบถของนางสงกรานต์ เชื่อว่า ๑) ถ้านางสงกรานต์ยืนมา จะเกิดความเดือดร้อนเจ็บไข้ ๒) ถ้านางสงกรานต์นั่งมา จะเกิดความเจ็บไข้ ผู้คนล้มตายและเกิดเหตุเภทภัยต่างๆ ๓) ถ้านางสงกรานต์นอนลืมตา ประชาชนจะอยู่เย็นเป็นสุข ๔) ถ้านางสงกรานต์นอนหลับตา พระมหากษัตริย์จะเจริญรุ่งเรืองดี นอกจากนี้ยังมีคำพยากรณ์อันเป็นความเชื่อทางล้านนาอีกตำราว่า ถ้าวันมหาสงกรานต์ตรงกับวันอาทิตย์ นางสงกรานต์ชื่อ นางแพงศรี ปี นั้นข้าวจักแพงมากนัก คนทั้งหลายจักเป็นพยาธิ (เป็นโรค) ข้าศึกจักเกิดมีกับบ้านเมือง หนอนแมลงจักลงกินพืชไร่ข้าวนา ฝนตกบ่ทั่วเมือง คนมั่งมีเศรษฐีจักฉิบหาย คนเกิดวันพุธมีเคราะห์ คนเกิดวันเสาร์มีโชคลาภ ถ้ามหาสงกรานต์ตรงกับวันจันทร์ นางสงกรานต์ชื่อ มโนรา ปี นั้นงูจักเกิดมีมาก คนทั้งหลายจักเกิดเป็นพยาธิมากนัก ฝนหัวปีดี หางปีบ่พอดี ข้าวกล้าลางที่ดี ลางที่ก็บ่ดี คนเกิดวันอังคารมีเคราะห์ คนเกิดวันพุธมีโชค หากตรงกับ วันอังคาร นางสงกรานต์ชื่อ รากษสเทวี ปีนั้นฝนหัวปีดี กลางปีไม่ดี ปลายปีดีมาก ข้าวไร่ข้าวนาจักเสีย ลูกไม้บ่มีหน่วยหลาย(ได้ผลน้อย) บ้านเมืองจักเกิดกลียุค แมลงมีปีกจักทำร้ายพืชผักข้าวกล้ามากนัก คนเกิดวันอาทิตย์มีเคราะห์ เกิดวันพฤหัสบดีมีโชค หากตรงกับ วันพุธ นางสงกรานต์ชื่อ มันทะหรือมณฑา ปีนั้นฝนตกบ่ทั่วเมือง หัวปีมีมาก กลางปีน้อย ข้าวในนาจะได้ครึ่งเสียครึ่ง ของบริโภคจะแพง ขุนนางขุนเมืองจะตกต่ำ คนเกิดวันศุกร์มีเคราะห์ คนเกิดจันทร์และวันเสาร์มีโชค ถ้าตรงกับ วันพฤหัสบดี นางสงกรานต์ชื่อ นางกัญญาเทพ ปี นั้นฝนตกเสมอต้นเสมอปลายชอบตามฤดูกาล ผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่จักมีอันตราย ช้างม้าวัวควายจักตายมากนัก ไพร่ราษฎรจักอยู่ดีมีสุข ขุนใหญ่ ปุโรหิต พระสงฆ์จักเป็นทุกข์ คนเกิดวันศุกร์มีเคราะห์ คนเกิดวันอาทิตย์มีโชค ถ้าตรงกับ วันศุกร์ นางสงกรานต์ชื่อ ริญโท ปีนั้น ฝนตกหัวปีดี กลางปีบ่มีหลาย เพลี้ย บุ้งจักกัดกินทำร้ายข้าวนาพืชไร่ อันตรายจักเกิดมีแก่สมณพราหมณ์ สัตว์น้ำจะแพง พืชผักจะถูก คนเกิดวันพุธจักมีเคราะห์ คนเกิดวันพฤหัสบดีมีโชค หากตรงกับ วันเสาร์ นางสงกรานต์ชื่อ สามาเทวี ปีนั้นฝนแล้ง แมลงต่างๆจักทำร้ายพืชไร่มากนัก ไฟจักไหม้บ้านไหม้เมือง เกิดอัคคีภัยใหญ่ ข้าวยากหมากแพง คนเกิดวันจันทร์มีเคราะห์ คนเกิดวันศุกร์มีโชค ขอบคุณข้อมูลจาก www.m-culture.in.th ขอบคุณภาพจาก songkran.showded,thaimiss ดูดวงปี 2556 ดูดวง 12 ราศี กับ อ.คฑา

พจนานุกรมฉบับใหม่ 2554 เพิ่มศัพท์กว่า 1,000 คำ
ประวัติ /  ภาษาวัยรุ่น / 

สาวก พจนานุกรม เตรียมเฮ เพราะเดือนธันวา 2556 ราชบัณฑิตยสถาน เปิดตัว พจนานุกรมฉบับใหม่ 2554 เพิ่มศัพท์กว่า 1,000 คำ?ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ว่า สาเหตุที่ผลิต พจนานุกรมฉบับใหม่ 2554?ฉบับนี้ขึ้นมาเป็นเพราะภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติไทย เป็นภาษาที่คนไทยทั้งประเทศภูมิใจ และเป็นภาษาที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นจึงต้องรวบรวมและจัดเป็นหมวดหมู่ใหม่อีกครั้ง นอกจากนี้ พจนานุกรมดังกล่าวทางราชบัณฑิตยสถานได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์อีกด้วย เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ใช้ ก่อนที่จะแจกจ่ายต่อองค์กรสถาบันการศึกษาและหน่วยงานรัฐประมาณ 85,000 แห่ง คาดว่าใช้งบประมาณทั้งหมด 40 ล้านบาท ส่วนประชาชนทั่วไปสามารถหาซื้อได้ในเดือนธันวาคมนี้ สำหรับ?พจนานุกรมฉบับใหม่ 2554?ฉบับใหม่นี้ จัดพิมพ์เรียบร้อยแล้วจำนวน 100,000 เล่ม โดยมีเพิ่มเติมศัพท์ใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ศัพท์เฉพาะสาขาวิชากว่า 1,000 คำ อาทิ ธนาคารโค, แก้มลิง เป็นต้น รวมถึงคำที่มาจากภาษาปาก เช่น คำว่า ซัด ซึ่งหมายถึงกินหรือการชกต่อย หรือคำศัพท์ทั่ว ๆ ไปที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น เครื่องดื่ม สปา วัตถุมงคล ห้างสรรพสินค้า ก็ยังอยู่ในพจนานุกรมฉบับนี้ ส่งผลให้ฉบับนี้เป็นฉบับที่พิเศษกว่าฉบับอื่น และมีคำศัพท์รวมทั้งหมดประมาณ 39,000 คำ ขณะที่พจนานุกรมปี 2542 มีคำศัพท์ที่ 37,000 คำ เท่านั้น นอกจากนี้ เรื่องการพิมพ์จะให้เอกชนเข้ามาใช้สิทธิจัดพิมพ์จำนวน 50,000 เล่ม และระหว่างนี้สามารถสืบค้นคำจาก พจนานุกรมฉบับใหม่ 2554?ฉบับนี้ได้จากเว็บไซต์ของ ราชบัณฑิตยสถาน www.royin.go.th เพื่ออำนวยความสะดวกในการสืบค้นหาทางสื่อออนไลน์ และเป็นการส่งเสริมคนไทยให้ใช้ภาษาไทยอย่างเป็นมาตรฐานเดียวกัน ก่อนที่จะไปเรียนภาษาอื่น

นางสงกรานต์57 โคราคะเทวี มือถือมีด ทำนายปท.จะทุกข์ยาก
นางสงกรานต์ 2557 /  สงกรานต์ 2557

นางสงกรานต์ปี 57 นามว่า "โคราคะเทวี" มือถือมีด ทำนาย ประเทศจะทุกข์ยาก แพ้อำมาตย์ เกิดความเดือนร้อน คนเจ็บไข้ ประกาศสงกรานต์จุลศักราช 1376 พุทธศักราช 2557 ปีมะเมีย ฉศก จันทรคติเป็น ปกติมาส ปกติวาร สุริยคติ เป็น ปกติสุรทิน วันมหาสงกรานต์ ตรงกับวันจันทร์ที่ 14 เมษายน เวลา 8 นาฬิกา 11 นาที 24 วินาที จันทรคติ ตรงกับ วันจันทร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือนห้า ปีมะเมีย โดย นางสงกรานต์นามว่า "โคราคะเทวี" ทรงพาหุรัด ทัดดอกปีบ อาภรณ์แก้วมุกดาหาร ภักษาหารน้ำมัน หัตถ์ขวาทรงขรรค์ หัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จยืน มาเหนือหลังพยัคฆ์(เสือ) เป็นพาหนะ เกณฑ์พิรุณศาสตร์ ปีนี้ เสาร์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 400 ห่า ตกในเขาจักรวาล 160 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 120 ห่า ตกในมหาสมุทร 80 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 40 ห่า เกณฑ์ธาราธิคุณ ชื่อ เตโช(ธาตุไฟ) น้ำน้อย อากาศยังร้อน  เกณฑ์นาคราชให้น้ำ ปีมะเมีย นาคราชให้น้ำ 5 ตัว ทำนายว่า ฝนต้นปีงาม กลางปีงาม และปลายปีก็งามแล เกณฑ์ธัญญาหารชื่อ ปาปะ ข้าวกล้าในไร่นา จะได้ 1 ส่วน เสีย 10 ส่วน คนทั้งหลายจะตกทุกข์ได้ยากลำบากแค้น เพราะกันดารอาหารบ้าง จะฉิบหายเป็นอันมากแล ซึ่งสรุปความตามทำนาย ช่วงวันดังนี้ วันจันทร์ เป็นวันมหาสงกรานต์ : ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จะแพ้เสนาบดี ท้าวพระยาและนางพระยาทั้งหลาย, วันอังคาร เป็นวันเนา : หมากพลู ข้าวปลาจะแพง จะแพ้อำมาตย์มนตรีทั้งปวง, วันพุธ เป็นวันเถลิงศก : ราชบัณฑิต ปุโรหิตโหราจารย์ จะมีสุขสำราญเป็นอันมากแลฯ, นางสงกรานต์ ยืน : จะเกิดความเดือดร้อนเจ็บไข้

คำที่เขียนผิด ในชีวิตประจำวัน
นักศึกษา /  นักเรียน / 

เนื่องจาก ภาษาไทย ในปัจจุบันนี้มี วัยรุ่น จำนวนมากจะมี คำที่เขียนผิด?อาจจะเป็น เพราะทุกวันนี้ เด็กไทยไม่ได้ อ่านหนังสือ หรือ เขียนหนังสือกันสักเท่าไร ! ยิ่งตอนนี้ก็มีแท็ปแล็ต คอมพิวเตอร์เล่นกัน เวลาหาข้อมูลทำการบ้าน รายงาน ก็แค่ ก๊อปปี้ แล้ว วาง ง่ายสะดวก ก็เลยอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุ ที่ทำให้เด็กไทยเขียนหนังสือ ผิดๆถูกๆ หรือ สะกดคำ ไม่ถูกต้อง (บางทีเราก็เขียนผิด เข้าใจผิดอยู่) เพื่อให้กระจ่างแจ้ง ตาม teen.mthai ไปดู คำที่เขียนผิด?พร้อมคำอธิบาย กันว่าจะมีคำไหนบ้าง? ลองนับดูเล่นๆ ว่าเพื่อนๆเคยเขียนผิดกันมาแล้วกี่คำ? ^_^ "สังเกตุ" หรือ "สังเกต" คำนี้หลายคนเข้าใจว่า ต้องเขียนว่า "สังเกตุ" คือ มีสระอุ ใต้ "ต"?แต่ที่ถูกต้องตามพจนานุกรม จะต้องเขียนว่า "สังเกต" คือ ไม่มีสระอุ เพราะหากเติมสระอุ เมื่อใด ความหมายจะผิดเพี้ยน ความหมายตามพจนานุกรม "สังเกต" ก. กําหนดไว้, หมายไว้, เช่น ทำเครื่องหมายไว้เป็นที่สังเกต; ตั้งใจดู, จับตาดู, เช่น ไม่ได้สังเกตว่าวันนี้เขาแต่งตัวสีอะไร สังเกตกิริยาท่าทางเขาไว้ว่าเป็นคนดีหรือคนร้าย "เกตุ", "เกตุ"- [เกด, เก-ตุ-, เกด-] น. ธง; (โหร) ชื่อดาวพระเคราะห์ดวงที่ ๙ หมายถึงตําแหน่งที่ดวงจันทร์ผ่านจากเหนือระนาบสุริยวิถี ลงสู่ใต้ระนาบสุริยวิถี ส่วนตําแหน่งที่ดวงจันทร์ผ่านจาก ใต้ระนาบสุริยวิถีขึ้นเหนือระนาบสุริยวิถี เรียกว่า พระราหู. (ป., ส.). "สร้างสรรค์" กับ "สรรค์สร้าง" หรือ "สรรสร้าง" โดยทั่วไปเราทราบกันดีว่า คำว่า "สร้างสรรค์" นั้น ความหมายคือ การสร้างสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้น ความหมายตามพจนานุกรม สร้างสรรค์ ก. สร้างให้มีให้เป็นขึ้น (มักใช้ทางนามธรรม) เช่น สร้างสรรค์ความสุขความเจริญให้แก่สังคม. ว. มีลักษณะริเริ่มในทางดี เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะสร้างสรรค์. แต่บางครั้ง เราพบว่า มีการใช้คำๆ นี้ สลับกัน จาก "สร้างสรรค์" เป็น "สรรค์สร้าง" โดยผู้ใช้ ที่ใช้ตาม อาจจะได้ยินมา (สัน-สร้าง) และเข้าใจว่า ต้องเขียนเป็น "สรรค์สร้าง" ซึ่งดูแปลก และเก๋ ดี แต่ความจริงแล้ว เมื่อใดก็ตามหากจะเขียนให้ออกเสียงต่างกัน นั่นต้องมาจากจุดประสงค์ ที่เข้าใจว่าต้องการสื่ออะไร เพราะการที่ใช้คำว่า "สรรค์สร้าง" การเขียนที่ถูกต้องคือ "สรรสร้าง" คือ ไม่มี "ค์" ต่อหลัง "สรร" เพราะโดยแท้จริงผู้ที่เข้าใจถูกต้องจะใช้คำนี้โดยสื่อว่า "สรร" นั่นคือ การหามา รวบรวมมา แล้วนำมาสร้าง ซึ่งความหมายจะแตกต่างจากคำว่า "สร้างสรรค์" "สร้างสรรค์" กับ "รังสรรค์" ใช้อย่างไร อีกคำหนึ่งที่เราเห็นใช้กันบ่อยหน และคิดว่าเป็นคำที่สวยงาม โดยขาดความเข้าใจว่า สองคำนี้ แม้จะความหมายเดียวกัน แต่การนำมาใช้นั้น ต้องเลือกใช้ให้ถูกต้อง ซึ่งเรามักจะพบใช้คำว่า "สร้างสรรค์" กันโดยส่วนใหญ่ แต่บางครั้งจะได้ยินหรือได้เห็นผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ใช้คำว่า "รังสรรค์" คำว่า "รังสรรค์" โดยความหมายแล้ว จะใช้เฉพาะกับสิ่งที่กล่าวถึงนั้น เป็นงานศิลปะ งานจิตรกรรม เช่น "กาลิเลโอ คีนิ จิตรกรเอกผู้รังสรรค์งานศิลป์ ในพระที่นั่งอนันตสมาคม" เราจะไม่ใช้ว่า "ให้เรามาร่วมกัน รังสรรค์สังคมให้น่าอยู่" แต่จะใช้ "สร้างสรรค์สังคม" "นะคะ" หรือ "นะค่ะ" อีกคำหนึ่งที่มักเห็นเขียนผิดกันบ่อยครั้ง คือคำว่า "นะคะ" กับ "นะค่ะ" คำที่ลงท้ายว่า "คะ" ใช้กับการบอกกล่าว คำที่ลงท้ายว่า "ค่ะ" ใช้กับการ รับคำ แต่เรามักเห็น เขียนคำว่า "นะค่ะ" เป็นคำบอกกล่าว เช่น "อย่าลืมซื้อเค้ก มาฝาก นะค่ะ" ซึ่งจริงๆ ต้องเขียนว่า "นะคะ" (ออกเสียงค๊ะ) โดยไม่ต้องเติม ไม้เอก เพราะว่า... "คะ" อักษรต่ำ คำตาย สระเสียงสั้น ไม่มีวรรณยุกต์ ออกเสียงตรี เช่นเดียวกับ "นะ" "จ๊ะ" "วะ" "ค่ะ" อักษรต่ำ คำตาย สระเสียงสั้น มีวรรณยุกต์เอก ออกเสียงโท เช่นเดียวกับ "น่ะ" "จ้ะ" "ว่ะ" "โอกาศ" หรือ "โอกาส" เป็นคำที่พบบ่อยคำหนึ่ง ส่วนใหญ่มักจะเขียนเป็น "โอกาศ" ซึ่งในพจนานุกรมไม่ปรากฏความหมายของคำนี้ ความหมายตามพจนานุกรม โอกาส [กาด] น. อธิบายไว้ว่า หมายถึง ช่อง, ทาง; เวลาที่เหมาะ, จังหวะ. (ป.; ส. อวกาศ).?บางครั้งเมื่อใช้ในพระราชพิธี หรือ งานที่มีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จฯ จะใช้ "วโรกาส" ซึ่งเป็นราชาศัพท์ ที่สื่อความหมายเดียวกันกับข้างต้น ขอให้พึงจำว่า "กาศ" ใช้กับ "อากาศ" "อวกาศ" "ประกาศ" เป็นอาทิ เหตุเพราะคำว่า "โอกาศ" เขียนผิดเป็นส่วนมาก ฉะนั้น เราจึงต้องหา "โอกาส" เรียนรู้ ฝึกฝน เพื่อที่จะเขียนคำว่า "โอกาส" ให้ถูกต้อง "อนุญาต" หรือ "อนุญาติ" กันแน่ หลายคนคุ้นตา กับ การเขียนเป็น "อนุญาติ" ซึ่งแท้จริงแล้วคำนี้ เขียนผิด และไม่มีความหมาย ความหมายตามพจนานุกรม "อนุญาต" ไม่ต้องมีสระ "อิ" หลัง "ต" โดยให้ความหมายของคำไว้ว่า อนุญาต ก. ยินยอม, ยอมให้, ตกลง. "ญาติ" , ญาติ- [ยาด, ยาติ-, ยาดติ-] น. ได้อธิบายว่า หมายถึง คนในวงศ์วานที่ยังนับรู้กันได้ทางเชื้อสาย ฝ่ายพ่อหรือฝ่ายแม่. (ป.). ฉะนั้น ต่อไปเราจะไม่ยอมเขียนว่า "อนุญาติ" แต่จะพึงจำและเขียนว่า "อนุญาต" เสมอและ "อนุญาต" ให้ทุกท่านฝึกฝน หัดเขียนหลายๆ หน จนคุ้นตา "น้ำแข็งใส" ไม่ใช่...พึงจำไว้ต้องเขียน "น้ำแข็งไส" หลายครั้ง เมื่อเราผ่านร้านขนมหวาน ทีมีรายการชวนทานให้ชื่นใจ ที่ใส่มาพร้อมน้ำแข็งเกล็ดละเอียด หลายร้านมักเขียนเป็น "น้ำแข็งใส"?อาจจะเป็นเพราะ คิดเหมาสรุปความไปเอง เข้าใจไปเอง จากที่เคยได้ยินมา เลยเขียนเป็น "น้ำแข็งใส" โดยคิดว่า ความหมายคือ ความ "ใส" ของน้ำแข็ง แต่แท้จริงแล้ว ที่มาของ "น้ำแข็งไส" ว่าเป็นกริยา การไสน้ำแข็งไปบนม้า ที่มีลิ้นเป็นใบมีด เมื่อไสก้อนน้ำแข็งไปบนใบมีด ก็จะได้เกล็ดน้ำแข็งเป็นแผ่นเล็กๆ ร่วงลงมาในถ้วยที่รองรับ ก่อนที่จะราดด้วยนม น้ำเชื่อม น้ำหวาน พร้อมเครื่องเคราอีกตามชอบ ซึ่งหากย้อนไปสัก 20-30 ปี จะพบ การขายน้ำแข็งไสแบบนี้อยู่ดาษดื่น โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน เป็นที่นิยมนัก ฉะนั้น "น้ำแข็งไส" คือเกล็ดน้ำแข็งที่ได้จากการ "ไส" น้ำแข็ง หาใช่ความ "ใส" ของน้ำแข็ง ฉะนั้น จึงต้องเขียนให้ถูกเป็น "น้ำแข็งไส" คำนี้เขียนอย่างไรดี "สีสรรค์" "สีสัน" หรือว่า "สีสรร" หลายครั้ง เราอาจจะเคยอ่านพบข้อเขียน "บรรยากาศในวันนั้น มีหลากหลายรายการที่ผู้จัดงานได้นำมาช่วยสร้างสีสรร" บ้างก็เขียนว่า "วันนี้ ทุกคนต่างสนุกสนานกันถ้วนหน้า ที่นักแสดงชื่อดัง ได้มาร่วมร้องเพลงสร้างสีสรรค์" หากไม่คุ้นกับการเขียนคำนี้ หลายคนก็อาจจะผ่านตาไป ไม่ได้สนใจ แต่บางคนก็จะนึกขัดๆ ตา และถามตัวเองว่า จริงๆ แล้วคำนี้ เขียนว่า "สีสัน" "สีสรรค์" หรือว่า "สีสรร" กันแน่ ความหมายตามพจนานุกรม "สีสรรค์" เราจะไม่พบอะไร ส่วนคำว่า "สีสรร" เมื่อค้น ก็จะไม่พบความหมายเช่นกัน แต่อาจจะแปลความตามหลักการผสมคำได้ว่า สี+สรร ซึ่งจะรวมความหมายแปลได้ว่า สีที่สรร หรือ สีที่เลือกสรร มา ซึ่งความหมายก็จะไม่ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการสื่อผ่านประโยคดังข้างต้น ครั้นค้นความหมายคำว่า "สีสัน" เราก็จะไม่พบความหมายในพจนานุกรมเช่นกัน ทว่า ได้มีการนำมาใช้เขียนเมื่อต้องการบรรยายในเชิงศิลปะ หรือ บรรยากาศ ที่เกี่ยวเนื่องด้วยภาพ เสียงดนตรี หรือความรื่นรมย์ บันเทิงต่างๆ ซึ่งในหมู่นักเขียน จะเข้าใจในทิศทางเดียวกัน เมื่อใด ที่เห็นว่า เหมาะควรจะใช้คำนี้ เราจึงเขียนว่า "สีสัน" "ราดหน้า" หรือว่า "ลาดหน้า"..."ราดยาง" หรือ "ลาดยาง" อีกคำหนึ่งที่มักเห็นเขียนผิดกันมาก คือคำว่า ก๋วยเตี๋ยว "ราดหน้า" หลายๆ ร้าน มักจะเขียนก๋วยเตี๋ยว "ลาดหน้า" ขณะเดียวกัน คำว่า ถนนลาดยาง มักเขียนผิดเป็น "ถนนราดยาง" ความหมายตามพจนานุกรม ลาด ก. ปูแผ่ออกไป เช่น ลาดพรม ปูลาดอาสนะ, โดยปริยายหมายถึง สิ่งที่มีอาการคล้ายคลึงเช่นนั้น เช่น ถนนลาดยาง. ว. เทตํ่าหรือ เอียงขึ้นน้อยๆ เช่น ที่ลาด ราด ก. เทของเหลวๆ เช่นนํ้าให้กระจายแผ่ไปหรือให้เรี่ยรายไปทั่ว เช่น ราดนํ้า, ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า, ข้าวราดแกง โดยปริยายหมายถึงอาการที่ คล้ายคลึงเช่นนั้น เช่น ปัสสาวะราด เมื่อพิจารณาการผสมคำ เราจะจำได้ง่ายขึ้น และเข้าใจว่าทำไม "ลาดหน้า" และ "ราดยาง" ทั้ง 2 คำนี้จึงเขียนผิด "อบอวน" กับ "อบอวล" ชวนสงสัย เป็นอีกคำหนึ่ง ที่หลายๆ คนสับสน สงสัย ว่าเขียนอย่างไร จึงถูก ซึ่งคำว่า "อบอวน" หากแปลตรงๆ จะได้ความหมายว่า นำ "อวน" ซึ่งเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่ง ที่ใช้สำหรับหาปลา นำมา "อบ" คือการปรุงกลิ่นด้วยควัน หรือ ใช้ความร้อนจากไฟ จากไอน้ำ โดยไม่ให้ความร้อนหรือกลิ่นออกไป ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงเบื้องหลังของการใช้คำนี้เพื่อขยายความแล้ว การใช้คำว่า "อบอวน" จึงผิด เพราะหมายถึงการทำให้ เครื่องมือหาปลามีกลิ่น ขณะที่ เมื่อเราเขียนว่า "อบอวล" เพื่อขยายความ เช่นประโยคที่ว่า "เพียงเดินเข้าไปยังห้องบรรทม ก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้" หาก ลองค้นคำ ในพจนานุกรม จะพบการอธิบายคำว่า "อบอวล" ไว้ว่า...อบอวล ก. ตลบ, ฟุ้ง, (ใช้แก่กลิ่น). ว. มีกลิ่นตลบ, มีกลิ่นฟุ้ง. จึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง และควรจำไว้เสมอว่า "อบอวน" เขียนผิด แต่ "อบอวล" เขียนถูก "เท่" ดีไหม...หรือจะ "เท่ห์" ดี บ่อยหน ที่เราจะพบคนส่วนใหญ่ มักจะเขียนว่า "เท่ห์" เพื่อขยายความในสิ่งที่พบเจอ ซึ่งแท้จริง คำว่า "เท่ห์" เป็นคำที่ไม่มีความหมายแต่อย่างใด หากค้นคว้าในพจนานุกรม ก็จะไม่พบคำอธิบาย เมื่อพิจารณาดู จะพบว่า "เท่ห์" มักตั้งเป็นแต่ชื่อคนเท่านั้น ขณะที่ลอง ตัด "ห์" ออกไป แล้วค้นคำว่า "เท่" เราจะได้ความหมายของคำอธิบายในพจนานุกรมว่า... ความหมายตามพจนานุกรม เท่ ว. เอียงน้อยๆ (มักใช้แก่การสวมหมวก); โก้เก๋ เช่น แต่งตัวเท่ ฉะนั้น คำว่า "เท่" จึงเป็นคำที่ถูกต้อง ต่อไปนี้ ขอให้ลืมไปเลยกับคำว่า "เท่ห์" เว้นแต่ใช้เป็นนามเฉพาะในการตั้งชื่อคน ซึ่งเป็นที่นิยมตั้งชื่อ ทั้งชื่อจริง และชื่อเล่นว่า "เท่ห์" ขอให้จำไว้ว่า เมื่อต้องการขยายความในสิ่งที่เห็น "เท่ห์" เขียนผิด ต้องเขียน "เท่" จึงจะถูกต้อง อยากรู้คำว่า ญัตติ.. เขียนแบบไหน "ญัติติ" หรือ "ญัตติ" เราจะมาพิจารณาด้วยกัน ว่าเขียนอย่างไรจึงจะถูก...เริ่มจาก ค้นหาคำว่า "ญัติติ" ซึ่งค้นหาเท่าไร ก็ไม่พบความหมาย ครั้นค้นคำว่า "ญัตติ" จะพบข้อมูลดังนี้ ความหมายตามพจนานุกรม ญัตติ น. คําประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทํากิจของสงฆ์ร่วมกัน เช่น ญัตติทุติยกรรมวาจา ญัตติจตุตถกรรมวาจา, คําเผดียงสงฆ์ ก็ว่า ข้อเสนอเพื่อลงมติ เช่น ผู้แทนราษฎรเสนอญัตติเข้าสู่สภาเพื่อขอให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบด้วยหรือไม่; หัวข้อโต้วาที เช่น โต้วาทีในญัตติว่า ขุนช้างดีกว่าขุนแผน. (ป.). ฉะนั้น "ญัติติ" เขียนผิด ต้องเขียน "ญัตติ" จึงจะถูกต้อง "หลับไหล" หรือ "หลับใหล"... "หลงไหล" กับ "หลงใหล" เป็นอีก 2 ประโยค ทีชวนให้สงสัย และสับสนกันมานาน สำหรับคำที่ใช้สระ-ใ (ไอ-ไม้ม้วน) จริงๆ คำที่ใช้ สระไอ-ไม้ม้วน ถ้าท่องคำกลอน 20 ม้วนจำจงดี เมื่อตอนเรียนสมัยประถมน่าจะถูกนะครับ" พร้อมฝากบทกลอนไว้ดังนี้... ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ ใฝ่ใจเอาใส่ห่อมิหลงใหลใครขอดู จะใคร่ลงเรือใบดูน้ำใสและปลาปู สิ่งใดอยู่ในตู้มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง บ้าใบ้ถือใยบัวหูตามัวมาใกล้เคียง เล่าท่องอย่าละเลี่ยงยี่สิบม้วนจำจงดี พร้อมกำชับว่า "ส่วนคำไหนไม่ได้อยู่ในนี้ก็ใช้สระไอ ไม้มลายนะคะ" ความหมายตามพจนานุกรม "ไหล" เปรียบเทียบกับ "ใหล" ซึ่งคำว่า "ไหล" หมายถึง เลื่อนไป หรือเคลื่อนที่ไปอย่างของเหลว "หลงใหล" หมายถึง เผลอไผล สติเฟือน (...สองเผือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤาพี่.../ในลิลิตพระลอ) จะเห็นว่า ส่วนใหญ่จะใช้ "หลับใหล" จะมีบ้างที่ใช้ หลับไหล แต่ไม่นิยม ควรรู้เพิ่มเติมว่า โดยปกติแล้วคำว่า "ใหล" ที่ใช้ไม้ม้วน จะไม่ใช้ลำพัง แต่ต้องใช้ซ้อนกับคำอื่น ได้แก่ ใช้ซ้อนกับคำว่า หลง เป็น หลงใหล และซ้อนกับคำว่า หลับ เป็น หลับใหล คำว่า "ใหล" ที่ใช้ไม้ม้วนนี้ จึงทำให้เข้าใจได้ว่า หมายถึงอาการคล้ายละเมอ เพราะในภาษาลาวมีคำว่า ใหล (สะกดด้วยสระไอ ไม้ม้วน) หมายถึง ละเมอ หรือ พูดในเวลาเผลอสติ อย่างคนบ้าจี้ที่ถูกหลอกให้ตกใจแล้วมักจะพูดโพล่งออกมา จึงเข้าใจได้ว่า "หลับใหล" เป็นอาการของคนที่หลับไม่รู้สึกตัว เผลอ ละเมอออกมา อย่างไม่ได้สติ ฉะนั้น จึงพบราชบัณฑิตและผู้ที่เข้าใจรากศัพท์ภาษา เขียนเป็น "หลับใหล" ส่วนอีกคำ เชื่อว่าหลายคนจะจำได้แล้วว่า ต้องเขียนว่า "หลงใหล" จึงถูกต้อง ขอบคุณบทความ :: ทิวสน ชลนรา คำที่มักเขียนผิด?ในชีวิตประจำวัน

นางสงกรานต์ 57 โคราคะเทวี มือถือมีดทำนายประเทศ จะทุกข์ยาก
นางสงกรานต์ /  นางสงกรานต์ 2557 / 

นางสงกรานต์ปี 57 นามว่า "โคราคะเทวี" มือถือมีด ทำนาย ประเทศจะทุกข์ยาก แพ้อำมาตย์ เกิดความเดือนร้อน คนเจ็บไข้ ประกาศสงกรานต์จุลศักราช 1376 พุทธศักราช 2557 ปีมะเมีย ฉศก จันทรคติเป็น ปกติมาส ปกติวาร สุริยคติ เป็น ปกติสุรทิน วันมหาสงกรานต์ ตรงกับวันจันทร์ที่ 14 เมษายน เวลา 8 นาฬิกา 11 นาที 24 วินาที จันทรคติ ตรงกับ วันจันทร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือนห้า ปีมะเมีย โดย นางสงกรานต์นามว่า "โคราคะเทวี" ทรงพาหุรัด ทัดดอกปีบ อาภรณ์แก้วมุกดาหาร ภักษาหารน้ำมัน หัตถ์ขวาทรงขรรค์ หัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จยืน มาเหนือหลังพยัคฆ์(เสือ) เป็นพาหนะ เกณฑ์พิรุณศาสตร์ ปีนี้ เสาร์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 400 ห่า ตกในเขาจักรวาล 160 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 120 ห่า ตกในมหาสมุทร 80 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 40 ห่า เกณฑ์ธาราธิคุณ ชื่อ เตโช(ธาตุไฟ) น้ำน้อย อากาศยังร้อน เกณฑ์นาคราชให้น้ำ ปีมะเมีย นาคราชให้น้ำ 5 ตัว ทำนายว่า ฝนต้นปีงาม กลางปีงาม และปลายปีก็งามแล เกณฑ์ธัญญาหารชื่อ ปาปะ ข้าวกล้าในไร่นา จะได้ 1 ส่วน เสีย 10 ส่วน คนทั้งหลายจะตกทุกข์ได้ยากลำบากแค้น เพราะกันดารอาหารบ้าง จะฉิบหายเป็นอันมากแล ซึ่งสรุปความตามทำนาย ช่วงวันดังนี้ วันจันทร์ เป็นวันมหาสงกรานต์ : ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จะแพ้เสนาบดี ท้าวพระยาและนางพระยาทั้งหลาย, วันอังคาร เป็นวันเนา : หมากพลู ข้าวปลาจะแพง จะแพ้อำมาตย์มนตรีทั้งปวง, วันพุธ เป็นวันเถลิงศก : ราชบัณฑิต ปุโรหิตโหราจารย์ จะมีสุขสำราญเป็นอันมากแลฯ, นางสงกรานต์ ยืน : จะเกิดความเดือดร้อนเจ็บไข้

เฉลิม ไล่ สมชัยลาออก เตือนสุเทพระวังซ้ำรอยสนธิ
กปปส. /  ปิดกรุงเทพ / 

เฉลิม ไม่เชื่อคนกรุงร่วมปิดกทม.เตือน สุเทพ ระวังชะตากรรมเหมือน สนธิ  ลิ้มทองกุล ถูกยิงกว่าร้อยนัด ไล่ส่ง สมชัย พ้น กกต. หากไม่อยากจัดเลือกตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกลุ่ม กปปส.จะปิดกรุงเทพฯในวันที่ 13 ม.ค. นี้ ว่า ตนได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้วรู้สึกหนักใจ เพราะคนกรุงเทพฯ จะเดือดร้อน แต่ไม่เชื่อว่านายสุเทพจะมีอิทธิพล ที่จะดำเนินการเรื่องดังกล่าวได้ และตนไม่ทราบว่านายสุเทพไปเอาอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชมาจากไหนถึงได้กล้าประกาศเช่นนี้ เพราะในที่ชุมนุมนั้นตามข้อมูลทราบ ว่า มีการขนคนมาจากภาคใต้ 70-80 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนกรุงเทพฯแค่ 20 เปอร์เซ็นต์และนายสุเทพไม่มีอิทธิพลทางจิตใจต่อคนกรุงเทพฯขนาดนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวว่า กปปส.เป็นหน่วยงานเถื่อน ไม่มีใครรองรับ การปราศรัยบนเวทีก็มีคนเขียนสคริปให้ และใช้คำที่ไม่สมควรพูดในการปราศรัยอีก จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า จังหวัดที่รับสมัครเลือกตั้งไม่ได้คนของพรรคประชาธิปัตย์ขัดขวางทั้งนั้น และตนขอถามว่า การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จังหวัดให้ย้ายสถานที่รับสมัครไปยังค่ายทหารนั้นผิดกฎหมายข้อใด และขอฝากไปถึงนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการกกต. ด้านการบริหารจัดการเลือกตั้ง ว่า วันนี้คุณเป็นกกต.ไม่ได้เป็นพีเน็ตและหากไม่ต้อง การจัดการเลือกตั้งก็ให้ลาออกไป เพราะถ้า นายสมชัยลาออก คนอื่นก็ทำงานได้ให้เขาดำเนินการ เป็นกกต.จะต้องตรงไปตรงมา เพราะทางการเมือง เมื่อถึงเวลาไม่มีใครกลัวใคร และในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ระบุว่าหากเลือกตั้งได้ไม่ครบ 95 เปอร์เซ็นต์ยังเปิดสภาไม่ได้ และต้องดำเนินการเลือกตั้งจนกว่าจะได้ครบ โดยรัฐธรรมนูญให้เวลาในกรอบ 180 วัน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า ตนจะเสนอต่อที่ประชุมศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) และนายกรัฐธมนตรีว่า ให้มีการตั้งสภาปฏิรูปโดยให้กกต.ดำเนินการเป็นตัวแทนจากจังหวัดละคน รวมกับนักนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ นักปราชญ์ และราชบัณฑิตให้ได้ 99 คนเพื่อดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อยกร่างเสร็จแล้วต้องสอบถามความคิดเห็นของประชาชน แล้วจึงยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ส่วนกรณีชายชุดดำบนดาดฟ้าอาคารกระทรวงแรงงานในวันที่มีการปะทะกันที่หน้าศูนย์กีฬาเยาวชนไทย-ญี่ปุ่นดินแดง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า คนที่เห็นในภาพกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มคนฝ่ายผู้ชุมนุมที่ใช้สถานที่ตรงนั้นเป็นฐานในการยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ขึ้นไปง่ายเพราะบันไดขึ้นดาดฟ้านั้นอยู่นอกตัวอาคารเป็นที่โล่งขึ้นได้ง่าย ตนขอย้อนถามว่า จะมีตำรวจที่ไหนชั่วพอไปยิงตำรวจด้วยกัน เพราะถ้าทำตามที่ผุ้ชุมนุมกล่าวหาคนไทยคงต้องเหลือไม่ถึง 60 ล้านคน อย่างไรก็ตามในวันดังกล่าว พอตนทราบว่ามีคนอยู่บนดาดฟ้า ก็ได้สั่งการปลัดกระทรวงให้ดำเนินการไล่คนเหล่านั้นลงมา ร.ต.อ.เฉลิม ยังได้กล่าวอีกว่า อนาคตนายสุเทพ ต้องไปสู่ชะตากรรมเดียวกันกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาธิปไตยเพื่อประชาชน (พธม.) ส่วนจะจริงเท็จอย่างไรผมไม่รู้ ถ้านายสุเทพ ยังเดินทรงนี้ เดินต่อไปอย่างนี้ในประเทศไทยคงไม่มีใครกล้า เหมือนที่ครั้งหนึ่งนายสนธิ กล้าจนถูกยิงร้อยกว่านัด สุดท้ายจบด้วยวิธีการอย่างนี้แน่ MThai news

ศัพท์ใหม่วัยโจ๋ สื่อสารได้ ไม่ทำให้วิบัติ
จุงเบย /  บ่องตง / 

ภาษาไทย ในยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าจะมีศัพท์ใหม่เกิดขึ้นมามากมาย เพราะการเปลี่ยนแปลงของภาษา เป็นไปตามกาลเวลา และกระแสของโซเชียลเน็ตเวิร์ค ทำให้บรรดาผู้ใหญ่หลายคน ยังไม่คุ้นหูกับศัพท์ ที่ไม่คาดคิดว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร โดยวันภาษาไทย ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไป ทำให้มีการพิจารณาว่า "การใช้คำศัพท์ใหม่ๆของวัยรุ่นนั้น สามารถยอมรับได้หรือไม่" ซึ่งนายอุดม วิโรตม์สิกขดิตถ์ อุปนายกราชบัณฑิตยสถาน ได้ออกมาระบุว่า คำศัพท์ใหม่วัยรุ่นสามารถนำมาใช้ได้ ถ้าใช้สื่อสารได้เข้าใจ ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะธรรมชาติของภาษานั้นมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ และเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และที่ผ่านมา ราชบัณฑิตยสถานมีการรวบรวม พจนานุกรมคำใหม่ ทั้งคำศัพท์ใหม่-ศัพท์วัยรุ่น-คำแสลง ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่ยังไม่ได้บรรจุอยู่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 นับ 1,000 คำ เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้า และรวบรวมข้อมูลคำใหม่ต่างๆ และบันทึกคำเหล่านี้ไว้เป็นหลักฐานแสดงการเกิด และการเปลี่ยนแปลงของคำที่ใช้ในสังคมไทย ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลงของภาษานั่นก็คือ เมื่อย้อนกลับไปดูวรรณกรรมไทยโบราณ ละครย้อนยุค หรือหลักฐานทางวรรณคดีต่างๆ ก็จะพบว่า มีบางคำที่วัยรุ่นไม่คุ้นหูเช่นเดียวกัน และถูกเลิกใช้ไป เป็นความเปลี่ยนแปลงของภาษาทั้งเกิดขึ้นใหม่ และสูญไป เช่นคำว่า ขอรับ(ครับ) อุรา(จิตใจ) แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ การใช้คำให้ถูกต้องตามความหมายที่สื่อสาร และการเขียนให้ถูกต้อง แม้ว่าจะเป็นคำใหม่ ก็จะต้องเขียน และอ่านให้ตรงกับหลักภาษาเช่นกัน ฉะนั้นจึงต้องทำความเข้าใจกับศัพท์ใหม่ที่เกิดขึ้น อาทิ จิ้น  หมายถึง จินตนาการ ตัวอย่าง ดาราทั้งสองเป็นคู่จิ้นกัน ฟิน  หมายถึง ที่สุด สุดๆ มาจากภาษาฝรั่งเศส ฟินาเล่ (Finale) และถึงจุดไคลแมกซ์ จุงเบย เพี้ยนมาจากคำว่า จังเลย ตัวอย่างเช่น น่ารักจุงเบย คีบับ มาจากคำว่า คือแบบ บ่องตง มาจากคำว่า บอกตรงๆ อัลไล มาจากคำว่า อะไร แอ๊ว หมายถึง ยั่วยวน จีบ ซั่ม หมายถึง มีเพศสัมพันธ์ โลกสวย หมายถึง ผู้ที่มองในแง่ดีไปทุกเรื่อง ติ่ง หมายถึง แฟนคลับ ผู้คลั่งไคล้ หรา มาจากคำว่า หรือ, เหรอ  เช่น จริงหรือ จิงเหรอ (คนละความหมายกับคำว่า โชว์หรา) หยั่มมา มาจากคำว่า อย่ามา เช่น อย่ามาทำอวดดี เตง หมายถึง ตัวเอง ใช้เรียกกับคนอื่น เช่น ไปทำอะไรมาอ่ะเตง น่ามคาน หมายถึง น่ารำคาญ ฝุดฝุด มาจากคำว่า สุดสุด เมายาคุม ใช้เรียกคนที่มีอาการเบลอ ทำอะไรไม่อยู่กับร่องกับรอย คล้ายกับคำว่า เวิ่นเว้อ ช๊ะ (ใช่ป่ะ) ใช้พูดต่อท้ายประโยค อุต๊ะ คำอุทานมาจากคำว่า อุ้ยตาย อย่างไรก็ตาม คำเหล่านี้ มักจะเกิดมาแล้วหายไปตามกระแส อยู่ได้เพียงไม่นาน แม่ว่าจะไม่ใช่เรื่องผิดในการสื่อสาร แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องคงรักษาภาษาไทยที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์เอาไว้ ทั้งการพูดในที่ชุมชน การเขียนหนังสือรายงานต่างๆ รวมถึงการสื่อสารกับผู้ที่ไม่คุ้นเคยหรือพูดคุยอย่างเป็นทางการ เพราะภาษาไทย ถือเป็นวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติ ชาวต่างชาติหลายคนก็ให้ความสนใจเรียนภาษาไทยกันมากขึ้น แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านก็หันมาเรียนภาษาไทย จึงควรทำให้ภาษาไทยเข้าใจง่ายและถูกต้อง MThai News

ครม.โยกกระจุย! ตั้ง ประเวศน์ เลขาฯ ปปท.คนใหม่!
ข่าวดยกย้ายตำแหน่ง /  ข่าวรัฐบาล / 

ครม.โยกกระจุย! ตั้ง ประเวศน์ เลขาฯ ปปท.คนใหม่! เด้งอธิบดีสรรพากร นั่งผู้ตรวจฯ ดัน"สุเทพ" ขึ้นปลัดพลังงาน วันนี้ 27 ส.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งนายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ แทนนายณอคุณ สิทธิพงศ์ ที่จะเกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ครม. ยังแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (อธิบดี) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้ 1.ตั้งนายราฆพ ศรีศุภอรรถ ผู้ตรวจราชการ เป็นอธิบดีกรมศุลกากร แทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ นายสุทธิชัย สังข์มณี จากผู้ตรวจราชการ เป็นอธิบดีกรมสรรพากร สลับกับนายสาธิต รังคสิริ จากอธิบดีกรมสรรพากร ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณฯ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณคนใหม่ แทนนายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ที่เกษียณอายุราชการ ขณะเดียวกัน ครม.ยังเห็นชอบต่อเวลาการดำรงตำแหน่งนางสาวกนกวลี ชูชัยยะ เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน แล้วต่ออายุนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ เป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ออกไปอีก 1 ปี พร้อมกันนี้ ยังแต่งตั้ง พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข เป็นเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. แต่งตั้ง พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และให้นายขจร วีระใจ เป็นรองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2556 นับแต่ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง MThai News

ราชบัณฑิต เสนอแก้ 176 คำทับศัพท์ แนะเพิ่มวรรณยุกต์เขียนตรงเสียง
คำทับศัพท์ /  คำศัพท์ / 

นางกาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต และนายกสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้กองศิลปกรรมได้จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นประมาณ 300 ชุด เกี่ยวกับการเขียนคำยืมจากภาษาอังกฤษในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 เพื่อสอบถามความเห็นจากคณะกรรมการราชบัณฑิต ภาคีสมาชิก และผู้ที่เกี่ยวข้องในการเปลี่ยนแปลงการเขียนคำที่ยืมจากภาษาอังกฤษใหม่ เนื่องจากพบว่ามีคำศัพท์ที่ยืมมาจากคำภาษาอังกฤษ 176 คำ เขียนผิด และไม่ตรงกับเสียงวรรณยุกต์ของคำนั้นๆ ตามอักขรวิธีไทย และการอ่านออกเสียง ที่ผ่านมามีหลายคนตั้งคำถามว่าทำไมคำคำนี้ เขียนแบบนี้ โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่มาเรียนภาษาไทย หรือว่าฝึกอ่านภาษาไทย ซึ่งได้เรียนวิธีการเขียนและอ่านอย่างถูกต้องมาแล้ว เมื่อมาเจอคำศัพท์บางคำที่ไม่มีวรรณยุกต์ ก็เกิดความสับสน และอ่านไม่ออก นางกาญจนากล่าวต่อว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นมาจากขั้นตอนการถอดคำ หรือว่ายืมคำมาจากภาษาอังกฤษ เมื่อแปลมาเป็นภาษาไทย ไม่ได้เติมวรรณยุกต์เสียงเอก โท หรือตรี รวมทั้ง ไม้ไต่คู้ ให้ตรงตามอักขรวิธีไทย อย่างคำว่า "แคลอรี" การเขียนให้ตรงกับการออกเสียงต้องเป็น "แคลอรี่" หรือว่าคำว่า "โควตา" ถ้าจะให้ตรงกับการออกเสียงต้องเป็นคำว่า "โควต้า" รวมทั้ง "เรดาร์" ต้องเป็นคำว่า "เรด้าร์" เพื่อให้ตรงตามเสียงของคำนี้ เป็นต้น "ที่หลายคนกังวลว่าการเปลี่ยนวิธีการเขียนคำครั้งนี้ อาจทำให้สับสน หรือว่าเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเขียนศัพท์ต่างๆ นั้น ไม่น่าจะสับสน เพราะถ้าอ่านภาษาไทยก็ไม่น่าสับสน คำศัพท์หลายๆ คำในปัจจุบันมีคนเขียนตามคำศัพท์ที่จะเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่ถ้าใครจะเขียนแบบเดิมๆ ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ที่เสนอให้แก้ไข เพื่อให้เขียนถูกต้องตามเสียงของคำนั้นๆ แม้ว่าหลายคนอาจมองว่าแปลก และไม่ควรแก้ไข" นางกาญจนากล่าว นางกาญจนากล่าวต่อว่า เบื้องต้นได้สอบถามความเห็นจากสภาราชบัณฑิต ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการเติมวรรณยุกต์ และเปลี่ยนแปลงคำศัพท์ทั้ง 176 คำ เพื่อเขียนให้ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูผลการสำรวจความคิดเห็นอีกครั้งว่าส่วนใหญ่จะเห็นด้วยทุกคำ หรือเห็นด้วยเฉพาะบางคำ ซึ่งตามกำหนดเวลาแล้ว ภายในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ทุกคนต้องส่งแบบสอบถามดังกล่าวกลับที่กองศิลปกรรม เพื่อประมวลผลความคิดเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่ และมีข้อเสนออะไร ทั้งนี้ การขอปรับแก้คำศัพท์ทั้ง 176 คำนั้น หากเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าควรเปลี่ยน ก็จะนำไปบรรจุในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตย สถาน พ.ศ.2554 ซึ่งกำลังดำเนินการปรับปรุงเพื่อจัดพิมพ์เล่มใหม่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำศัพท์ที่อยู่ในแบบสำรวจ เพื่อขอความเห็นในการเปลี่ยนแปลงการเขียนใหม่ ดังนี้ 1.คำที่ใส่เครื่องหมายไม้ไต่คู้เพื่อแสดงสระเสียงสั้น ได้แก่ ซีเมนต์ เปลี่ยนเป็น ซีเม็นต์, เซต-เซ็ต, เซนติกรัม-เซ็นติกรัม, เซนติเกรด-เซ็นติเกรด, เซนติลิตร-เซ็นติลิตร, ไดเรกตริกซ์-ไดเร็กตริก, เทนนิส-เท็นนิส, นอต-น็อต, นิวตรอน-นิวตร็อน, เนตบอล-เน็ตบอล, เนปจูน-เน็ปจูน, เบนซิน-เบ็นซิน, แบคทีเรีย-แบ็คทีเรีย, มะฮอกกานี-มะฮ็อกกานี, เมตริก-เม็ตตริก, เมตริกตัน- เม็ตริกตัน, แมงกานิน-แม็งกานิน, อิเล็ก ตรอน-อิเล็กตร็อน, เฮกโตกรัม-เฮ็กโตกรัม, เฮกโตลิตร-เฮ็กโตลิตร 2.คำที่เปลี่ยนตัวพยัญชนะเป็นอักษรสูง ได้แก่ คอร์ด-ขอร์ด, แคโทด-แคโถด, ซัลเฟต-ซัลเฝต, ไทเทรต-ไทเถรต, ไนต์คลับ-ไน้ต์ขลับ, พาร์เซก-พาร์เส็ก, แฟลต-แฝล็ต, สเปกโทร สโกป-สเป็กโทรสโขป, ไอโซโทป-ไอโซโถป 3.คำที่ใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์เอก ได้แก่ กอริลลา-กอริลล่า, แกโดลิเนียม-แกโดลิ เนี่ยม, แกมมา-แกมม่า, แกลเลียม-แกลเลี่ยม, คูเรียม-คูเรี่ยม, แคดเมียม-แคดเมี่ยม, แคลเซียม-แคลเซี่ยม, แคลอรี-แคลอรี่, โครเมียม-โครเมี่ยม, ซิงโคนา-ซิงโคน่า, ซิลิคอน-ซิลิค่อน, ซีเซียม-ซีเซี่ยม, ซีนอน-ซีน่อน, ซีเรียม-ซีเรี่ยม, โซลา-โซล่า, ดอลลาร์-ดอลล่าร์, เทคโนโลยี-เท็คโนโลยี่, แทนทาลัม-แทนทาลั่ม, ไทเทเนียม-ไทเท เนี่ยม, เนบิวลา-เนบิวล่า, ไนลอน-ไนล่อน, แบเรียม-แบเรี่ยม, ปริซึม-ปริซึ่ม, ปิโตรเลียม-ปิโตรเลี่ยม, แพลทินัม-แพลทินั่ม, ฟังก์ชัน-ฟังก์ชั่น, ฟาทอม-ฟาท่อม, ไมครอน-ไมคร่อน, ยิปซัม-ยิปซั่ม, ยูเรเนียม-ยูเรเนี่ยม, เลเซอร์-เลเซ่อร์, วอลเลย์บอล-วอลเล่ย์บอล, อะลูมิเนียม-อะลูมิเนี่ยม, อีเทอร์-อีเท่อร์, เอเคอร์-เอเค่อร์, แอลฟา-แอลฟ่า, ฮาห์เนียม-ฮาห์เนี่ยม, ฮีเลียม-ฮีเลี่ยม 4.คำที่ใส่ ห นำเพื่อแสดงเสียงวรรณยุกต์เอก ได้แก่ กะรัต-กะหรัต, แกรนิต-แกรหนิต, คลินิก-คลิหนิก, คาทอลิก-คาทอหลิก, คาร์บอเนต-คาร์บอเหนต, คาร์บอลิก-คาร์บอหลิก, โคออร์ดิเนต-โคออร์ดิเหนต, รูเล็ตต์- รูเหล็ตต์, 5.คำที่เติมเครื่องหมายวรรณยุกต์โท ได้แก่ กลูโคส-กลูโค้ส, กิโลไซเกิล-กิโลไซเกิ้ล, กิโลเมตร-กิโลเม้ตร, กิโลเฮิรตซ์-กิโลเฮิ้รตซ์, กีตาร์-กีต้าร์, แกรไฟต์-แกรไฟ้ต์, คาร์บอน-คาร์บ้อน, คาร์บูเรเตอร์-คาร์บูเรเต้อร์, เคเบิล-เคเบิ้ล, โควตา-โควต้า, ชอล์ก-ช้อล์ก, ซอส-ซ้อส, โซเดียม-โซเดี้ยม, ไดนาไมต์-ไดนาไม้ต์, แทนเจนต์-แทนเจ้นต์, แทรกเตอร์-แทรกเต้อร์, นิกเกิล-นิกเกิ้ล, ไนต์คลับ-ไน้ต์ขลับ, ไนโตรเจน-ไนโตรเจ้น, บารอมิเตอร์-บารอมิเต้อร์, บีตา-บีต้า, ปาทังกา-ปาทังก้า, ปาร์เกต์-ปาร์เก้ต์, พลาสติก-พล้าสติก, ฟาสซิสต์- ฟ้าสซิสต์, มอเตอร์-มอเต้อร์, เมตร-เม้ตร, ไมกา-ไมก้า, ยีราฟ-ยีร้าฟ, เรดอน-เรด้อน, เรดาร์-เรด้าร์, เรเดียม-เรเดี้ยม, ลิกไนต์- ลิกไน้ต์, แวนดา-แวนด้า, อาร์กอน-อาร์ก้อน, แอนติบอดี-แอนติบอดี้, เฮิรตซ์-เฮิ้รตซ์, ไฮดรา-ไฮดร้า, ไฮโดรเจน-ไฮโดรเจ้น 6.คำที่เติมเครื่องหมายวรรณยุกต์ตรี ได้แก่ กราฟ-กร๊าฟ, ก๊อซ-ก๊อซ, กอล์ฟ-ก๊อล์ฟ, เกาต์-เก๊าต์, ออกไซด์-อ๊อกไซด์, โคบอลต์- โคบ๊อลต์, ดราฟต์-ดร๊าฟต์, ดัตช์-ดั๊ตช์, ดิสโพรเซียม-ดิ๊สโพรเซี่ยม, เดกซ์โทรส-เด๊ก โทรัส, เต็นท์-เต๊นท์, บาสเกตบอล-บ๊าสเก้ต บอล, บิสมัท-บิ๊สมั้ท, แบงก์-แบ๊งก์, โบต-โบ๊ต, ปลาสเตอร์-ปล๊าสเต้อร์, ปิกนิก-ปิ๊กหนิก, ออกซิเจน-อ๊อกซิเย่น, ออกซิเดชัน-อ๊อก ซิเดชั่น, ออกไซด์-อ๊อกไซด์, อาร์ต-อ๊าร์ต, เอกซเรย์-เอ๊กซเรย์, แอสไพริน-แอ๊สไพริน, แอสฟัลต์-แอ๊สฟัลต์, โอ๊ด-โอ๊ต และ 7.คำที่มีหลายพยางค์ ได้แก่ คอนเดนเซอร์-ค็อนเด็นเซ่อร์, คอนแวนต์-ค็อนแว็นต์, คอนเสิร์ต-ค็อนเสิร์ต, คอมพิวเตอร์-ค็อมพิ้วเต้อร์, คอมมานโด-ค็อมมานโด, คอมมิวนิสต์-ค็อมมิวนิสต์, คูปอง- คูป็อง, เครดิตฟองซิเอร์-เครดิตฟ็องซิเอร์, แคดเมียม-แค็ดเมี่ยม, แคปซูล-แค็ปซูล, แคลเซียมไซคลาเมต-แคลเซี่ยมไซคลาเมต, ช็อกโกเลต/ ช็อกโกแลต-ช็อกโกแล็ต, เซนติเมตร-เซ็นติเม้ตร, โซเดียมคาร์บอเนต-โซเดี้ยมคาร์บอเหนต, โซเดียมไซคลาเมต-โซเดี้ยมไซคลาเหมต, โซเดียมไฮโดรเจนกลูทาเมต-โซเดี้ยมไฮโดรเจ้นกลูตาเหมต, โซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต-โซเดี้ยมไฮโดร เจ้นคาร์บอเหนต, ดีเปรสชัน-ดีเปร๊สชั่น, เทคโนโลยี-เท็คโนโลยี่, แทรกเตอร์-แทร็ก เต้อร์, แบดมินตัน-แบ็ดมินตั้น, แบตเตอรี่-แบ็ตเตอรี่, พลาสมา-พล้าสม่า, โพแทสเซียม-โพแท้สเซี่ยม, เมนทอล-เม็นท่อล, แมงกานีส-แม็งกานี้ส, แมกนีเซียม-แม็กนีเซี่ยม, รีดักชัน-รีดั๊กชั่น, ลอการิทึม-ล็อกการิทึ่ม, สเปกตรัม-สเป๊กตรั้ม, สเปกโทรสโกป-สเป็กโตรสโขป, ออกซิเดชัน-อ๊อกซิเดชั่น, อัลตราไวโอเลต-อัลตร้าไวโอเหล็ต, แอกทิเนียม-แอ๊กทิเนี่ยม, แอนติอิเล็ก ตรอน-แอ็นติอิเล็กตร็อน, เฮกตาร์-เฮ็กต้าร์ และเฮกโตเมตร- เฮ็กโตเม้ตร ขอบคุณข้อมูลจาก มติชนออนไลน์ Mthai News

เกรียน กาก กินตับ ติดโผ!! ราชบัณฑิต เตรียมเพิ่มศัพท์โจ๋เข้าพจนานุกรม
กาก /  กินตับ / 

ราชบัณฑิต เตรียมเพิ่มศัพท์โจ๋ เข้าพจนานุกรม กากๆ กินตับ ติดโผ ราชบัณฑิตยสถาน เผยศัพท์ใหม่ ศัพท์วัยรุ่น ศัพท์โจ๋ ศัพท์แสลง โดยนางกาญจนา นาคสกุล ในฐานะราชบัณฑิต  สำนักศิลปกรรม ประเภทวรรณศิลป์ สาขาภาษาไทย กล่าวว่า เตรียมบัญญัติคำเหล่านี้ไว้ในพจนานุกรม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมให้ทันยุคทันสมัย คาดว่าจะมีการรวบรวมคำใหม่กว่า 1 พันคำ โดยจะมีการออกเผยแพร่ในปลายปีนี้ โดยตัวอย่างคำศัพท์ที่ราชบัณฑิตยสถานจะรวบรวมใหม่ เช่น กากๆ กินตับ กรรมสะสมไมล์ กองร้อยน้ำหวาน กอดเสาเข่าทรุด เกรียน กระบือบำบัด ขออภัยมณีศรีสุวรรณ แตงกิ้วหลาย มีหัวไว้คั่นหู โนเวย์สเตชั่น เม้าธ์มอย สมใจนึกบางลำภ คุ้ยแคะแกะเกา ร้องเพลงรอ ซูโดกุ ทั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งที่ 4 ที่มีการบัญญัติศัพท์ใหม่ลงในพจนานุกรม โดยจะมีการอธิบายคำ และตัวอย่างวิธีการใชีคำให้ถูกต้อง Mthai News

พม่า หรือ เมียนมา ? เรียกยังไงดี
เที่ยวพม่า

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในรอบปี 2556/2013 ที่ผ่านมา พม่า (หรือ Myanmar) เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจ หรือถูกจับจ้อง (Focus) เป็นพิเศษจากประชาคมโลก มีผู้คนหลากหลายอาชีพหลั่งไหลเข้าไปมากมายในลุ่มอิระวดีแดนทอง ตั้งแต่นักท่องเที่ยว นักแสวงบุญ นักลงทุน นักกีฬา ไปจน กระทั่งนักสิทธิมนุษยชน ด้วยเหตุที่ประเทศนี้ยังมั่งคั่งด้วยทรัพยากร ทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ที่ทุก “นัก” แสวงหา ทว่าปิดบ้านเงียบเชียบ ดำรงตนเป็น “ฤษีแห่งเอเชีย” มานานนับกึ่งศตวรรษ ในโอกาสที่วันนี้ 4 มกราคม เป็นวันชาติ และวันที่พม่ามีเอกราช ปราศจากการครอบงำจากเจ้าอาณานิคมอย่างสมบูรณ์เป็นปีที่ 65 เสมือนหนึ่งเป็นการเกิดใหม่ของชนชาติที่เป็นใหญ่ในลุ่มน้ำอิระวดี “ความยอกย้อนของกาลเวลา” จึงขอย้อนกลับไปสู่ประเด็นที่เป็นปัญหาพื้นฐานที่สุดของประเทศนี้ คือชื่อชนชาติและชื่อประเทศที่ชวนให้สับสน เพราะปัจจุบันยังมีคนใช้ทั้ง เบอร์มา พม่า ม่าน เมียน เมียนมาร์ ในความหมายถึงประเทศเดียว และผู้คนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด แต่ไยจึงมีชื่อเรียกแตกต่างกัน บทความ “เมียนมา นามใหม่ของพม่าในทรรศนะเชิงชาตินิยม” โดย ผศ.วิรัช นิยมธรรม ตีพิมพ์ในจุลสาร “รู้จักพม่า” ของศูนย์พม่าศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร ฉบับ พ.ค. - มิ.ย.2540 ระบุว่า… จากหลักฐานในจารึกโบราณอายุกว่า 900 ปี ค้นพบที่เมืองพุกาม ชาวพม่าเรียกตนเองมานานแล้วว่า “เมียนมา” หรือ “มยันมา” สันนิษฐานว่าเป็นคำผสมระหว่างคำว่า “เมียน” หรือ “มยัน” แปลว่ารวดเร็ว หรือ “มยีง์” แปลว่าม้า กับคำว่า “มา” ซึ่งแปลว่าแกร่งหรือชำนาญ รวมความแล้วคำว่า “เมียนมา” (Myanmar) หมายถึงความคล่องแคล่วปราดเปรียว หรืออาจแปลว่าม้าที่องอาจ สอดคล้องกับลักษณะทางชนชาติพม่าในอดีตที่รบเก่ง มีชื่อเสียงในการทำสงครามบนหลังม้า เฉกเช่นต้นตระกูลที่เป็นชาวทิเบต เพราะนักชาติพันธุ์วิทยาจัดชาวพม่าเป็นกลุ่มย่อยของชาวทิเบต เรียกว่า Tibetan Burma อาศัยอยู่ทางตอนใต้ดินแดนทิเบต (ที่ถูกต้องเป็น Tibetan Myanmar) ทั้งนี้ ผศ.วิรัชระบุว่า การถอดคำ “Myanmar” เป็น “เมียนมาร์” (มี“ร์”) เป็นการถอดคำตามภาษาอังกฤษ ซึ่งผิด เพราะคำเขียนในภาษาพม่าจะไม่มี“ร.เรือ การันต์” ฉะนั้น คำที่ถูกต้องคือ“เมียนมา” (ไม่มี“ร์”) ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อย่าง ดร.ธิดา สาระยา บันทึกไว้ในหนังสือ “มัณฑะเล” ว่าชื่อ พม่า - เมียนมา หรือเมี่ยน หมายถึง “ชนกลุ่มแรกที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บนโลก” อันเป็นโลกทัศน์เริ่มแรกของชาวพม่าแต่โบราณ ส่วนคำว่า “เบอร์ม่า” (Burma) สันนิษฐานว่าชาวอังกฤษที่เข้ามาในพม่ายุคแรกๆ จดบันทึกชื่อดินแดนนี้โดยฟังจากสำเนียงชาวพม่าภาคใต้ หรือฟังจากชาวยะไข่ หรือชาวมอญ จึงผิดเพี้ยนไปเป็น “บะมา”/ “เบอร์มา” ส่วนที่คนไทยเรียก “พม่า” สันนิษฐานว่าไทยรับชื่อ “พม่า” ผ่านภาษาเขียนของฝ่ายมอญ ที่เขียนว่า “พม่า” หรือไม่ก็เรียกตามเสียงชาวพม่าใต้ ที่ออกเสียงว่า “บะมา” อย่างไรก็ตาม ชาวไทใหญ่และชาวล้านนาเชียงใหม่เรียกพม่าว่า “ม่าน” มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นับเป็นคำเรียกที่ใกล้เคียงชื่อ “เมียนมา” มากที่สุด เมื่อพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ ในวันที่ 4 มกราคม 2491 พม่ายังใช้ชื่อประเทศตามอังกฤษว่า The Union of Burma จนกระทั่งพ.ศ.2532 รัฐบาลทหารพม่าประกาศเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น The Union of Myanmar ด้วยเหตุผลว่าเป็นการออกเสียงที่ถูกต้อง และคำว่า “เมียนมา” ก็มีความหมายครอบคลุมทุกชนเผ่าที่อยู่ในดินแดนนี้ ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารระบุว่า การกระทำเช่นนี้ คือความพยายามกลืนชนทุกเผ่าพันธุ์ให้กลายเป็นพม่า ทั้งๆ ที่พม่าประกอบด้วยชนหลากหลายเผ่าพันธุ์ร่วมกันเป็นเจ้าของแผ่นดิน อีกทั้งความสำเร็จของขบวนการต่อสู้กอบกู้เอกราช ก็เกิดจากความร่วมมือของชนเผ่าต่างๆ ไม่ใช่ชาวพม่าแต่ฝ่ายเดียว แต่แน่นอนว่า ข้อโต้แย้งนี้ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลทหาร จากนั้น ในปี 2548 รัฐบาลทหารพม่าประกาศย้ายเมืองหลวงจากนครย่างกุ้ง ไป “เนปิดอว์” ที่แปลว่า “ราชธานี” ถึงปี 2553 ก็ประกาศเปลี่ยนธงชาติ พร้อมกับเปลี่ยนตราแผ่นดิน และเพลงชาติใหม่ ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนสิ่งสำคัญทั้งหลายนี้ คณะนายทหารไม่เคยให้เหตุผลกับชาวพม่า ในขณะที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างดังกระหึ่มว่า เป็นไปตามคำแนะนำของหมอดู! จนกระทั่งพม่าเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย ภายหลังการเลือกตั้งใหญ่ปลายปี 2553 วันที่ 31 มกราคม 2554 รัฐสภาพม่าก็ลงมติเปลี่ยนชื่อประเทศอีกครั้ง เป็น ““สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา”” (หรือจากเดิม The Union of Myanmar เป็น The Republic of the Union of Myanmar) ปัจจุบันพม่ามีรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีรัฐสภาซึ่งประกอบด้วยสภาประชาชน สภาชาติพันธุ์ และสภาท้องถิ่น โดยมีนายพลเต็ง เส่ง ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งเป็นทั้งประมุขของประเทศและหัวหน้ารัฐบาล และมีนางออง ซาน ซู จี เป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในรัฐสภา ย้อนกลับมาที่บ้านเรา แล้วคนไทยจะเรียกชื่อประเทศนี้อย่างไรดี? ในจดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ฉบับมิถุนายน 2532 ระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศได้หารือว่าสมควรจะกำหนดเรียกชื่อประเทศพม่า (ที่ได้เปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการนี้อย่างไร) ราชบัณฑิตยสถานโดยคณะกรรมการบัญญัติศัพท์ภาษาไทยเห็นว่า คนไทยรู้จักและมีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับประเทศนี้ในชื่อว่า พม่า มาแต่โบราณกาล จึงเห็นควรให้เรียกชื่อนี้อย่างเป็นทางการว่า “สหภาพพม่า” ตามที่เคยใช้มาแต่เดิม เช่นเดียวกับที่เรียกชื่อประเทศอื่นๆ อีกมากมาย โดยไม่ตรงกับชื่อภาษาอังกฤษของประเทศนั้น เช่น จีน (China) ญี่ปุ่น (Japan) โปรตุเกส (Portugal) อังกฤษ (England) ฝรั่งเศส (France) ฯลฯ ราชบัณฑิตย์ท่านยืนยันมาตั้งแต่ปี 2532 แต่นำมาทบทวนกันอีกครั้ง จะได้ไม่งุนงงสงสัยว่าจะใช้ “พม่า” หรือ “เมียนมา” ดี? ที่มา /www.bangkokbiznews.com